★C H O R A K A★ #จรกาคนงาม - ★★Special C H 02★ทายาทอสูร[02.07.61]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ★C H O R A K A★ #จรกาคนงาม - ★★Special C H 02★ทายาทอสูร[02.07.61]  (อ่าน 105266 ครั้ง)

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะค่ะ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะค่ะ
สรุปข้อสำคัญดังนี้


1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้าม มิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอ ให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่ นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อ ความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0


******************************************************

รูปก็ชั่ว ตัวก็ดำ นามก็ไม่เพราะ อีกทั้งเป็นเพียงเจ้าเมืองเล็กๆ ศักดินาต้อยต่ำ

จึงต้องสูญเสียนางอันเป็นที่รักไปให้กับศัตรูหัวใจ มิหนำซ้ำยังถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ตัวร้าย’ อีก

 ‘จรกา’ ผูกใจเจ็บมาตั้งแต่ชาติก่อน เมื่อเกิดใหม่ในชาตินี้เป็น ‘จิระ’ หนุ่มน้อยรูปงาม นามเพราะ เสน่ห์เหลือร้าย

เขาจึงได้รับพรให้ระลึกถึงผู้เป็นที่รักในอดีตได้เพื่อครองคู่กับนางบุษบาในชาตินี้

แต่ทว่า...ดูเหมือนสวรรค์จะไม่เมตตาเขาถึงที่สุดสักเท่าไร เพราะนอกจากจะส่งเขากับบุษบามาเกิดแล้ว

ยังส่งเจ้าตัวร้ายอย่าง ‘อิเหนา’ มาในคราบเดือนมหาวิทยาลัยอย่าง ‘อินทรา’ ด้วย

จะจองเวรจองกรรมกันมากเกินไปแล้ว!

ไม่รู้ล่ะ ไม่ว่ายังไงชาตินี้เขาก็ต้องได้ครองนางบุษบาให้จงได้!



TALK

คิดอยู่นานแล้วว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีมั้ย เพราะเพิ่งเขียนแนววรรณคดีจบไป แล้วพล็อตเรื่องก็ไม่ลงตัวสักที

ตอนแรกว่าจะเอาเค้าโครงทศกัณฑ์กับพระราม แต่ดูเหมือนจะมีเยอะแล้ว งั้นเอาอิเหนากับจรกาก็แล้วกัน

ฟีลกู้ดสบายๆ ค่ะ ฝากติดตามด้วยนะคะ


ติดแท็ก #จรกาคนงาม แล้วไปหวีดนะคะ

******************************************************

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-07-2018 20:43:53 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Re: ★C H O R A K A★ #จรกาคนงาม
«ตอบ #1 เมื่อ26-04-2018 18:43:07 »

Chapter 00: จรกา บุษบา และอิเหนา

 

ในลักษณ์นั้นว่าจรกา                     รูปชั่วต่ำช้าทั้งศักดิ์ศรี

ทรลักษณ์พิกลอินทรีย์                    ดูไหนไม่มีจำเริญใจ

เกศานาสิกขนงเนตร                      สมเพชพิปริตผิดวิสัย

เสียงแหบแสบสั่นเป็นพ้นไป              รูปร่างช่างกระไรเหมือนยักษ์มาร

เมื่อยิ้มเหมือนหลอกหยอกเหมือนขู่     ไม่ควรคู่เคียงพักตร์สมัครสมาน

ดังกากาจชาติช้าสาธารณ์               มาประมาณหมายหงส์พงศ์พระยาฯ

 

เป็นความขุ่นเคืองอย่างถึงที่สุดของผมเลยหลังจากได้อ่านบทประพันธ์เรื่องอิเหนาถึงตอนที่อิเหนาวิจารณ์หน้าตาของจรกาให้บุษบาได้อ่านโดยการเขียนบรรยายรูปลักษณ์ไว้บนดอกลำเจียก ผมคว่ำชีทในมือลงบนโต๊ะอย่างหัวเสีย

ให้ตายเถอะ! ทำไมถึงต้องมานั่งเรียนบทประพันธ์ที่พร่ำพรรณนาด่าตัวเองกันด้วยนะ!

ผมสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ พยายามทำความเข้าใจว่าเพราะผมเป็นเรียนเอกภาษาไทย มันหนีไม่พ้นที่จะต้องเรียนพวกวรรณคดีไทยอะไรแบบนี้อยู่แล้ว

ส่วนเรื่องที่ทำให้ผมหัวเสียน่ะเหรอ? อย่างที่บอกว่าผมหงุดหงิดที่ต้องมาอ่านบทประพันธ์บริภาษรูปร่างหน้าตาตัวเอง และใช่...

...ผมคือจรกา

อาจจะฟังดูงงๆ หรือน่าเหลือเชื่อไปหน่อย แต่จรกาคือตัวผมในชาติที่แล้ว ถึงแม้ว่าวรรณคดีเรื่องอิเหนาจะเป็นเรื่องที่ถูกประพันธ์ขึ้นมาในภายหลัง แต่เดิมทีก็มีเค้าโครงมาจากนิทานปันหยี ซึ่งเป็นวรรณคดีของชาวชวาในสมัยครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

อิเหนาปันหยีรัตปาตี...

ถูกต้อง ผมหมายถึงเรื่องนี้นี่แหละ และอย่างที่บอก...ผมเป็นตัวร้าย

มันอาจจะดูเหลือเชื่อไปหน่อยที่ผมบอกว่าตัวเองเป็นจรกากลับชาติมาเกิด แต่ใครจะรู้บ้างว่าทุกตำนานที่ถูกเล่าต่อกันมาสืบลูกสืบหลานกันเนี่ย ส่วนใหญ่ล้วนมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงเท่านั้น เรื่องอิเหนาก็เช่นกัน

อันที่จริงการถูกใส่ความว่าเป็นตัวร้ายมันไม่ใช่เพราะนิสัยหรือผมไปทำชั่วอะไรมาหรอกนะ กลายเป็นตัวร้ายเพราะเหตุผลเดียวเท่านั้น...ไม่หล่อ

รูปชั่ว ตัวดำ นามไม่เพราะ ตัวใหญ่เป็นยักษ์เป็นมาร ขนดกดำ เสียงแหบแห้ง เท่านี้ก็ทำให้ผมดูเป็นคนชั่วไปแล้ว ยิ่งผมไปหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองผมด้วย ความชั่วช้าของผมก็ทวีมากขึ้นเข้าไปใหญ่

ถูกรังเกียจเพราะขี้เหร่ไม่ว่า ดันเป็นเพียงเจ้าเมืองเล็กๆ เทียบเท่ากับอิเหนาที่อยู่ในราชวงศ์ใหญ่โตไม่ได้ พอถูกกลั่นแกล้งทีก็โดนคนนั้นรุมคนนี้รุม ลุกขึ้นสู้ขึ้นมาบ้าง จุดจบก็เลยไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก และแน่นอนว่าผู้ชนะย่อมเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ ผมเลยได้กลายมาเป็นตัวร้ายอย่างที่เห็น

เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นความผิดของอิเหนา ผมเลยผูกใจเจ็บข้ามภพข้ามชาติ โชคดีที่สวรรค์เห็นใจ ให้ผมมาเกิดใหม่พร้อมกับให้พรหนึ่งประการ... พรที่ทำให้ระลึกชาติได้ และทำให้ผมจำทุกคนในชาติที่ผมเป็นจรกาได้

มีประโยชน์มากกก เพราะมันจะทำให้ผมได้เจอกับบุษบาอีกครั้ง ส่วนอิเหนา... ช่างหัวมันเถอะ ในเมื่อชาตินี้ผมไม่ได้เป็นจรกาอีกต่อไปแล้ว รูปก็ไม่ชั่ว ตัวก็ไม่ดำ มิหนำซ้ำยังหล่อน่าลาก ต่อให้มาใส่ไฟบุษบาว่าหน้าตาอย่างโน้นอย่างนี้ ผมก็ไม่สนใจแล้ว ก็ตอนนี้น่ะ ผมคือ...

“น้องจิ”

...จิระ เฟรชชี่น้องใหม่ของคณะศิลปะศาสตร์ ซึ่งได้ชื่อว่าน่ารักน่าชังที่สุดในไตรมาสนี้

“ครับ”

ผมหันไปขานรับรุ่นพี่คนหนึ่งที่เทียววนเวียนมาหาผมที่คณะทุกวี่ทุกวัน ขณะที่พี่... เอ่อ ชื่ออะไรก็ไม่แน่ใจนักยิ้มหวานให้

“กินอะไรหรือยังครับ เห็นนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว พี่กลัวหิว ก็เลยซื้อขนมมาฝาก”

ถามผมแท้ๆ ยังไม่ทันตอบก็สรุปเองเออเองเสร็จสรรพพร้อมกับยื่นขนมจากร้านเบเกอร์รี่ในมหา’ลัยมาให้ตรงหน้า ผมยิ้มรับ ขอบคุณไปตามมารยาท ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าที่เขาบอกว่าเห็นผมนั่งอยู่ตรงนี้นานแล้ว คงเป็นเพราะแอบดูผมมาตั้งแต่เมื่อครู่

แต่...แค่คนเดียวมันจะไปสมกับคำเลื่องลือว่าผมน่ารักน่าชังได้ยังไง มันต้องมีอีก

ไม่ทันไรก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น

“น้องจิ ไม่เห็นไปที่โรงอาหารเลย ไม่กินข้าวเหรอครับ”

คนนี้ก็...ชื่ออะไรก็ไม่รู้ ผมจำไม่ได้หรอก วันๆ มีรุ่นพี่ผู้ชายทั้งจากคณะตัวเองและคณะอื่นมาเกาะแกะอยู่หลายคน มากหน้าหลายตาขนาดนี้ใครจะไปจำได้ แต่สองคนนี้ผมจำได้อยู่อย่างหนึ่งนะ... ทั้งคู่เป็นรุ่นพี่คณะผม

“พอดีจิต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบควิซคาบบ่ายน่ะครับ”

“ขยันจังเลย~”

สองคนนั้นขานรับ สีหน้านี่ดูออกเลยว่าเอ็นดูผมสุดฤทธิ์ ขณะที่ผมได้แต่หัวเราะแห้งๆ

ไม่ให้หัวเราะแห้งๆ ได้ยังไงล่ะ ทั้งที่ชาตินี้เกิดมามีรูปงามแท้ๆ ทำไมถึงได้มีแต่ผู้ชายมาติดพันวะ! ผู้หญิงไปไหนกันหมด!

ออกตัวเลยว่าผมไม่ได้มีรสนิยมอย่างนั้น ไอ้เรื่องที่รุ่นพี่ผู้ชายมาเจ๊าะแจ๊ะทั้งวี่ทั้งวันนี่ก็ชวนให้รำคาญใจเหมือนกัน แต่จะไปโวยวายก็ไม่ได้ ผมต้องคีพลุคน้องใหม่น่ารักนิสัยดีเข้าไว้ จะได้เป็นที่น่าเอ็นดูของพวกรุ่นพี่ เพราะในอนาคต ผมคงต้องพึ่งพาเจ้าพวกนี้เรื่องเรียนแน่ๆ

“ควิซวิชาอะไรล่ะ” หนึ่งในนั้นร้องถามขึ้นมา ไม่ทันที่ผมจะตอบ ก็ถือวิสาสะหยิบเอาชีทบนโต๊ะไปพลิกดูแล้ว “เอ๋ วิชาวรรณคดีไทยเหรอ ให้พี่ติวให้ไหม เรื่องอิเหนานี่พี่โปรฯ นะ”

“ให้พี่ติวให้ก็ได้ พี่โปรฯ กว่า ไม่ได้โปรฯ แค่เรื่องอิเหนาด้วย เรื่องอื่นก็โปรฯ”

“ตลกละครับคุณ ผมมาก่อนนะครับ”

แล้วสองคนนั้นก็แขวะกันไปมาตามประสา พวกรุ่นพี่คณะผมส่วนใหญ่จะรู้จักกัน ถึงจะไม่ได้เป็นเพื่อน อยู่คนละชั้นปี แต่ก็จำหน้าค่าตากันได้เพราะผู้ชายคณะผมน่ะ...มีน้อยเหลือเกิน แล้วไอ้ส่วนน้อยนี่ก็นั่นแหละ...ถ้าไม่มีแฟนแล้ว ก็มาเกาะผมเป็นตังเมอย่างที่เห็นเนี่ย

“ไม่เป็นไรครับ จิอ่านเองดีกว่า”

ผมแย่งชีทจากมือรุ่นพี่คนนั้นมาถือ อยากจะลุกไปจากตรงนี้เต็มแก่ แต่ทั้งสองคนก็ไม่ยอมให้ผมลุก มิหนำซ้ำคนหนึ่งยังถามผมด้วยน้ำเสียงเง้างอดตัดพ้อ

“เมื่อไรจิจะยอมใจอ่อนกับพี่สักที พี่ตามจีบจิมานานแล้วนะ”

สาบานเลยว่าไม่นาน แค่เข้าเดือนที่สองตั้งแต่เปิดเทอมมา

“นั่นสิ พี่เปย์ให้จิได้หมดเลยนะถ้าจิยอมเป็นแฟนพี่ จะดูแลเป็นอย่างดีเลย”

เปย์แต่ขนมน่ะสิ

ผมยิ้มฝืนๆ ออกมา อึดอัดใจอยู่ไม่น้อย ก่อนที่คิดจะปฏิเสธเหมือนเดิม แต่ทว่า...

“อ๊ะๆ ห้ามปฏิเสธ ตอบมาก่อนว่าทำไมถึงไม่ใจอ่อนสักที”

“ใช่ๆ เลิกหนีพี่เถอะ ชอบหรือไม่ชอบก็บอกมาเลยตามตรง พี่จะได้ทำใจไว้ล่วงหน้า”

ความจริงควรทำใจตั้งแต่คิดมาจีบผู้ชายที่ไม่รู้ว่าเป็นหรือไม่เป็นเกย์แล้วโว้ย!

แต่จะให้พูดตรงๆ ผมก็ลำบากใจ ได้แต่อึกๆ อักๆ

“คือ...จิไม่ได้ชอบผู้ชาย”

ตรงได้แค่เรื่องนี้แหละ คำพูดนี้ทำเอาทั้งสองคนตีหน้าเรียบ

“ลองเปิดใจหน่อยไหมน้องจิ”

“บางทีมีแฟนเป็นผู้ชายอาจจะดีกว่าผู้หญิงก็ได้นะ”

ไม่เอาโว้ย! ถ้าจะเป็นแฟนกับผู้ชายนะ มีคนเดียวเท่านั้นแหละที่ผมจะยอมเป็นแฟนด้วย คนนั้นน่ะคือ...

“เอ้า จิ พี่ก็หาตั้งนาน มาอยู่นี่เอง”

...บุษบา

ผมมองตามเจ้าของเสียง พอเห็นว่าเป็นพี่รหัส ผมก็ยิ้มกว้างออกมา

“พี่บุศย์~”

ร้องเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงระรื่นมากด้วย ทำเอารุ่นพี่สองคนนั้นเบ้หน้าเป็นการใหญ่ ก็ทุกครั้งที่พี่บุศย์โผล่มา ผมมักแสดงท่าทางระริกระรี้นี่นา ทำไงได้ล่ะ ก็พี่บุศย์น่ะ ชาติก่อนเขาคือบุษบา ผู้หญิงที่ผมรักนี่

ตอนแรกก็ไม่คิดหรอกว่าจะได้เจอกับบุษบาเร็วขนาดนี้ เหมือนสวรรค์จะช่วยผมยังไงก็ไม่รู้ สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตั้งใจได้ไม่พอ ยังจะได้พี่รหัสเป็นบุษบาอีก เพียงแต่ชาตินี้...บุษบาเป็นผู้ชาย

ผู้ชายก็ช่างมันเถอะ ไอ้ที่ว่าไม่ได้เป็นเกย์ จะยอมเป็นก็ได้ถ้าได้คนตรงหน้ามาเป็นแฟน

ผมยิ้ม มองผู้ชายใส่แว่น เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน หน้าตาท่าทางเรียบร้อยด้วยความชื่นใจ

จริตมารยาทยังคงงดงามอ่อนช้อยเหมือนเดิมแม้ว่าจะเป็นผู้ชาย ดีงามจริงๆ

“ส่งข้อความหาพี่ มีอะไรหรือเปล่า”

พี่บุศย์ถามเมื่อมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะ ผมยิ้มกว้างให้มากกว่าเดิม

“จิอยากให้ช่วยติวก่อนเข้าควิซให้หน่อยนะครับ”

“วิชาวรรณคดีไทยใช่ไหม” พอผมพยักหน้า พี่บุศย์ก็ตอบรับ “ได้สิ”

พอพี่บุศย์พูดอย่างนี้ ผมก็ไม่รอช้ารีบหันไปบอกรุ่นพี่ทั้งสองคนนั้นที่นั่งทำหน้าเซ็ง

“จิขอตัวก่อนนะครับ”

ทั้งสองพยักหน้า เหมือนเป็นเรื่องที่คุ้นชินไปแล้วว่าถ้าพี่บุศย์โผล่มา พวกเขาก็จะตกกระป๋องทันที อยากจะขอโทษเหมือนกันนะ แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ นี่นา

“แล้วจะไปนั่งติวที่ไหนดีครับ”

พอลุกมาได้ ผมก็ร้องถามพี่บุศย์ เขาทำท่าครุ่นคิดไปเล็กน้อย

“ร้านกาแฟหลังตึกคณะไหม พี่ตั้งใจจะไปที่นั่นพอดี”

ผมพยักหงึกหงัก เดินตามเขาไป ระหว่างทางก็ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย พี่บุศย์ฟังพลางกลั้วหัวเราะเป็นระยะ รอยยิ้มที่มอบให้ผมในชาตินี้เป็นรอยยิ้มที่ผมไม่เคยได้เห็นเลยในชาติที่เป็นจรกา

น่าดีใจอะไรอย่างนี้นะ...

ไม่นานนักเราก็เดินมาถึงร้านกาแฟ ภายในร้านไม่ค่อยมีคนสักเท่าไรนัก ร้านนี้มักเป็นอย่างนี้ประจำเพราะตัวร้านตั้งอยู่ในซอกหลืบ แต่เรื่องนั้นก็ไม่ได้สำคัญ ดีเสียอีกที่ไม่ค่อยมีคนด้วย เพราะการใช้เวลาอยู่กับพี่บุศย์จะได้ไม่วุ่นวาย ผมวาดฝันไว้ว่าจะใช้เวลาช่วงพักเที่ยงกับพี่บุศย์ให้เต็มที่ แต่ทว่าเสียงของพี่บุศย์ที่เปล่งเสียงออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้นก็ทำให้ผมต้องชะงัก

“โทษทีมึง รอนานไหม”

เขาร้องทักผู้ชายคนหนึ่งในชุดไปรเวทซึ่งนั่งอยู่ด้านในสุดของร้าน ผู้ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา พยักหน้ารับส่งๆ ไป ส่วนหน้าตาของเขา...จัดว่าหล่อขั้นเทพ ขนาดผมที่เป็นผู้ชายยังอดมองนานไม่ได้

ผมยาวระต้นคอ เสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนขาดๆ รองเท้าผ้าใบ เป็นการแต่งตัวที่ธรรมดาแต่โคตรน่ามองเลย เป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก แต่อะไรก็ไม่ทำให้ผมตะลึงงันได้เท่ากับตอนที่เดินเข้ามาใกล้แล้วได้เห็นหน้าเขาชัดๆ

“นี่จิระ น้องรหัสกู เรียกสั้นๆ ว่าจิ ส่วนนี่อินทรา จิจะเรียกว่าอินทร์ก็ได้ รูมเมทพี่เอง”

นะ...นี่มัน...อิเหนา!

แสงรัศมีเปล่งประกายออกจากร่างกายของเขา ภาพใบหน้าของอิเหนาในอดีตชาติเผยขึ้นทับซ้อน สิ่งนี้เป็นพรที่ทำให้ผมรู้ว่าใครเป็นใครจากในอดีตชาติ

ผมนิ่งงัน ทำอะไรไม่ถูก ขณะที่ไอ้อิเหนาหรืออินทราอะไรในชาตินี้พยักหน้าให้ผมทีหนึ่ง

“หวัดดีจิ”

ไม่ต้องมาญาติดีกับกูเลยไอ้อิเหนา! ยังเคืองเรื่องชาติที่แล้วอยู่นะเว้ย!

ให้ตายเถอะ ทำไมฟ้าส่งผมมาเจอบุษบาแล้ว ยังจะส่งไอ้ตัวร้ายนี่มาด้วย

ไม่ตลกเลยนะ!

--------------------------------------

ใช่ค่ะ เรื่องนี้พระเอกคืออิเหนา ส่วนนายเอกคือจรกา 555

ฟีลกู้ดเรื่อยๆ ค่ะเรื่องนี้ ไม่ได้เขียนแนวนี้นานมากละ อ่านคลายเครียดเนอะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-04-2018 01:48:21 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Re: ★C H O R A K A★ #จรกาคนงาม
«ตอบ #2 เมื่อ26-04-2018 18:43:23 »

Chapter 01: อิเหนาตัวร้าย

เพลานั้น กษัตริย์วงศ์เทวาทั้งสี่พระองค์ซึ่งมีพระนามตามนครที่ครอง อันได้แก่ ท้าวกุเรปัน ท้าวดาหา ท้าวกาหลัง และท้าวสิงหัดส่าหรี มีนครซึ่งปกครองด้วยท้าวหมันหยา เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับนครเหล่านี้

อิเหนา...เป็นโอรสที่เกิดจากพระมเหสีเอกของท้าวกุเรปัน ท้าวกุเรปันและท้าวดาหาทรงตกลงปลงพระทัยกันว่าให้อิเหนาได้เป็นคู่ตุนาหงันกับบุษบา อันเป็นราชธิดาที่เกิดจากพระมเหสีเอกแห่งนครดาหา

ทว่า...เมื่อเติบใหญ่ อิเหนากลับตระบัดสัตย์ ปันใจให้กับนางจินตะหราวาตี ธิดาของท้าวมันหยาเมื่อครั้งเดินทางไปร่วมงานปลงพระศพของพระอัยกี ทำให้ตัดสินใจถอนหมั้นกับนางบุษบา

ท้าวดาหาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หลุดปากว่าหากผู้ใดมาขอบุษบาเป็นชายาก็จะยกให้ เรื่องถึงหูจรกาซึ่ง ‘รูปชั่วตัวดำ’ ฝ่ายนั้นก็มาขอตุนาหงัน ท้าวดาหาทรงยินยอมเพราะโกรธแค้นอิเหนา

ฝ่ายองค์ปะตาระกาหลา หรืออีกนามหนึ่งคือองค์อสัญแดหวา ต้นวงศ์เทวาของอิเหนาซึ่งขณะนั้นเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์รับรู้ก็ไม่พอพระทัยอิเหนา จึงบันดาลให้วิหยาสะกำ โอรสของท้าวกะหมังกุหนิงหลงใหลในรูปโฉมของนางบุษบาทันทีที่ได้เห็นภาพวาดของนางที่เก็บได้ในป่า ครั้นบิดาไปทูลขอนางจากท้าวดาหาให้ไม่ได้ จึงพากันยกทัพไปรบแย่งชิงตัวนาง

ท้าวดาหาแจ้งข่าวขอให้ท้าวกุเรปันและจรกายกทัพมาช่วย อิเหนาถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพ ไปช่วยรบจนชนะ สังหารท้าวกะหมังกุหนิงและวิหยาสะกำจนสิ้น เสร็จศึกก็หมายจะกลับไปพบนางจินจะหราวาตียอดดวงใจ แต่ทว่าเมื่อได้พบพานกับบุษบา ก็ตะลึงงันหลงรูปด้วยนางมีโฉมงดงาม

เมื่อเป็นฝ่ายขอถอนหมั้น แต่กลับมาหลงรักนาง จะช่วงชิงกลับคืนมาก็ต้องใช้เล่ห์เพทุบาย มะเดหวีอันเป็นมารดาของบุษบาวุ่นพระทัยว่าบุษบาจะลงเอยกับผู้ใดระหว่างจรกาและอิเหนา จึงได้ชวนบุษบาไปเสี่ยงทายกับองค์พระปฏิมา ใช้เทียนสามเล่มเสี่ยงทาย

เล่มหนึ่งปักตรงหน้าคือตัวนาง

เล่มทางขวาคืออิเหนา

และเล่มทางซ้ายคือจรกา

อธิษฐานตั้งจิต...

 

แม้นจะได้ข้างไหนแน่                      ให้ประจักษ์แท้จงหนักหนา

แม้จะได้ข้างระตูจรกา                    ให้เทียนพี่ยานั้นดับไป

 

แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากปฏิมา...

 

อันนางบุษบานงเยาว์                     จะได้แก่อิเหนาเป็นแม่นมั่น

จรกาใช้วงศ์เทวัญ                         แม้นได้ครองกันจะอันตราย

 

จากนั้นอิเหนาก็ต้อนค้างคาวให้เทียนดับ อาศัยความมืดรุดข้ากกกอดบุษบา กระทั่งพี่เลี้ยงของนางเอาคบเพลิงมาถึงประจักษ์ว่าเสียทีให้แก่อุบายของอิเหนา ทั้งที่โกรธแสนโกรธ แต่มะเดหวีก็ยอมสัญญาว่าจะหาทางให้อิเหนาได้เสียกับบุษบา ขณะที่อิเหนาเห็นทีว่าคงจะไม่ได้ครอบครองนางแต่โดยดีจึงวางอุบายร้ายแรง

...เผาโรงมหรสพในพิธีอภิเษกของจรกาและบุษบา ก่อนจะลักพานางไปไว้ในถ้ำทองที่ตระเตรียมไว้

รู้ถึงองค์ประตาระกาหลา อิเหนาก็ถูกโกรธกริ้วเป็นหนักหนา ดลบันดาลให้พายุใหญ่หอบรถนางบุษบาและพี่เลี้ยงไปตกที่ชายเมืองประมอตัน แปลงกายนางให้เป็นชายนามว่า อุณากรรณ

อิเหนาตามหาแทบพลิกแผ่นดิน บุษบาก็หลบลี้หลีกหนี้สิ้น  ครั้นสิ้นเวรกรรมแล้ว กษัตริย์วงศ์เทวาทั้งหมดก็ได้พบพานกันอีกครา อิเหนาผู้ได้ครอบครองนางบุษบากลับสู่เมือง ปรับความเข้าใจกับนางจินตะหรา ร่วมกันครองเมืองกุเรปันอย่างมีความสุข

...พร้อมกับเมียๆ นอกจากนางจินตะหราวาตีและนางบุษบาอีกเป็นโขยง นี่ยังไม่รวมสังคามาระตา น้องชายบุญธรรมที่ควบตำแหน่งน้องชายเมียอย่างมาหยารัศมี กับ สียะตรา ที่เป็นน้องชายต่างมารดาของบุษบาอีกนะ

และนั่นคือเรื่องราวคร่าวๆ ของอิเหนาในตำราที่เคยเรียนมา

ส่วนจรกา...ถูกบิดาของอิเหนาไปสู่ขอนางจินดาส่าหรี ธิดาของท้าวสิงหัดส่าหรีมาให้เข้าพิธีแต่งงานกับตนแทนบุษบาเสียอย่างนั้น

ในตำนานคงคิดว่าจรกาจะมีความสุขล่ะสินะ แต่ตำนานก็คือตำนาน เพราะในความเป็นจริงน่ะ...มันใช่อย่างนั้นเสียที่ไหนล่ะโว้ย!

ได้แต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก มันจะไปมีความสุขอะไร แต่ในชาตินั้น ผมปฏิเสธไม่ได้ไง เป็นเพียงเจ้าเมืองนครเล็กๆ ใครมันจะไปกล้าปฏิเสธเจ้าเมืองนครใหญ่เบ้อเร่อเบ้อเทิ่มอย่างนั้นกันเล่า ได้แต่เก็บงำความไม่พอใจเอาไว้ โชคดีที่จินดาส่าหรีเข้าใจ เราเลยเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขกันแทนที่จะเป็นสามีภรรยา

ซึ่งนั่นแหละ...จุดจบอันแสนเศร้าของผม

เป็นพรหมจรรย์ไปชั่วชีวิตเพราะตัดใจจากบุษบาไม่ได้ อะไรไม่ว่า เรื่องวุ่นๆ พวกนั้นดันกลายมาเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาอีก มิหนำซ้ำผมยังถูกยัดเยียดให้เป็นตัวร้ายทั้งที่ถูกกระทำทั้งสิ้น

ก็แค่หลงรักบุษบาแล้วไปขอจากพ่อ แต่ดันรูปชั่วตัวดำ เกิดมาไม่หล่อมันผิดด้วยเหรอวะ!

และใช่ เทวดาที่ให้พรผมก็หนีไม่พ้นใครที่ไหนหรอก องค์ประตาระกาหลา ต้นวงศ์เทวาของอิเหนานั่นแหละ เพราะท่านเห็นว่าลูกหลานตัวเองทำผิดมหันต์ จึงได้ชดเชยให้ผมในชาตินี้

เรื่องชาติก่อนก็ว่าหงุดหงิดแล้ว แต่ตอนนี้หงุดหงิดยิ่งกว่า ผมมองหน้าอิเหนา...เออ ไอ้อินทราหรืออินทร์อะไรนี่ที่พี่บุศย์แนะนำนั่นแหละ มอง...จนหัวเสีย ขณะที่หมอนั่นไม่สนใจผมที่นั่งหัวโด่ กินเค้ก ดูดกาแฟ เล่นโทรศัพท์หน้าตาเฉย

หน็อย...ชาติที่แล้วทำอะไรกับกูไว้บ้าง ไม่สำนึกเลยนะ ยังมีหน้ามานั่งเล่นสบายใจอีก!

อยากจะโวยวาย เอาหัวมันจุ่มแก้วกาแฟนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งมองมันเขม็ง เพราะระลึกไว้ว่าชาตินี้มันไม่รู้เรื่อง

ไม่รู้เรื่องถือว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้น... ผมบอกกับตัวเองอย่างนั้นแต่ก็ละสายตาออกจากใบหน้าหล่อๆ ของอิเหนาไม่ได้เลย

ชาติที่แล้วก็หล่อ ชาตินี้ก็หล่อ สวรรค์แม่งไม่เคยยุติธรรมเลย!

เผลอขบฟันอย่างขุ่นเคืองในโชคชะตาของตัวเอง ตาก็ยังจ้องอยู่ที่อิเหนา จนกระทั่งพี่บุศย์สังเกตเห็น

“มีอะไรหรือเปล่าจิ มองไอ้อินทร์ซะน่ากลัวเลย”

ผมรู้สึกตัวในตอนนี้ หันไปมองหน้าพี่บุศย์พลางรีบปรับสีหน้า

“อะ...อ๋อ พอดีเห็นพี่อินทร์หล่อน่ะครับ ผมเลยเผลอจ้องนานไปหน่อย แหะๆ”

ไม่ได้อยากจะแก้ตัวอย่างนี้หรอก แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่าอิเหนามันหล่อ มันเท่ มันโคตรไอดอลเกาหลี และที่สำคัญ...ไม่ได้อยากเรียกมันว่าพี่อินทร์ด้วย!

“มิน่าล่ะ แต่ก็ไม่แปลกใจหรอก ไอ้อินทร์มันหล่อจริงๆ นี่เนอะ”

พี่บุศย์เออออไปกับผม ส่วนอิเหนาก็เงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์ขึ้นมามองผม

“หืม? พูดจริงดิ”

ส่ายหน้าได้ไหมล่ะ! แต่ก็ไม่ได้ทำอะ พยักหน้าไปเสียอย่างนั้น เท่านั้น อิเหนาก็ยกยิ้มขึ้นมา

“น้องรหัสมึงพูดจาน่าเลี้ยงข้าวว่ะ ตาถึงๆ”

สีหน้าท่าทางเหมือนกับในชาติก่อนเป๊ะๆ กวนๆ อย่างนี้นี่ใช่เลย ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นหน้าตาของมันในชาติก่อนทับซ้อนขึ้นมา ความขุ่นแค้นของผมก็ทวีคูณมากกว่าเดิม ทำให้ผมต้องสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วตั้งสติ

โอเค เรื่องของชาติก่อนก็ปล่อยมันไป ชาติก่อนเป็นรอง เวลามันพูดอะไร ผมก็เกรงใจ แต่ชาตินี้จะไม่ยอมเป็นรองอีกแล้ว ดังนั้นจะไม่เรียกมันว่าอิเหนาให้ตอกย้ำตัวเองอีก

พี่อินทร์...พี่อินทร์...พี่อินทร์...

เรียกว่าพี่อินทร์ก็แล้วกัน

“อยากกินอะไร เดี๋ยวเลี้ยง”

ไม่ได้มาเล่นๆ พูดจริง เลี้ยงจริง ผมยิ้มฝืนๆ ออกมาทันที

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่หิว”

พี่อินทร์ยักไหล่ ท่าทางไม่ยี่หระเท่าไร “แล้วแต่นะ ถือว่าปฏิเสธเอง”

เออ! กูก็ไม่อยากกินของที่มึงซื้อให้หรอกเว้ย! ไม่เผาผี!

ผมบริภาษในใจ แต่พอพี่บุศย์โพล่งขึ้นมา

“แต่จิยังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่เหรอ เห็นรอพี่ตั้งแต่เลิกเรียนช่วงเช้าแล้วนี่”

ผมก็หันไปยิ้มหวาน

“แค่ได้เจอพี่บุศย์ จิก็ไม่หิวแล้วครับ”

อิ่มอกอิ่มใจน่าดู อารมณ์เปลี่ยนไวเหมือนเป็นไบโพลาร์ พี่บุศย์มองผมอย่างงุนงงแวบหนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะ

“พูดอะไรของเรา ไม่ต้องเลยนะ ไม่หิวก็ต้องกิน เอาอาหารไปเลี้ยงสมองหน่อย เดี๋ยวก็ทำควิซไม่ได้หรอก แซนด์วิซก็ยังดี เดี๋ยวพี่ซื้อให้”

“แต่ว่า...”

“ไม่แต่ ต้องกิน”

พี่บุศย์ว่าแกมบังคับ ซึ่งผมชอบมากกก ชอบให้เขาแสดงออกว่าเป็นห่วง ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นห่วงในฐานะน้องรหัสก็ตามทีเถอะ และเพราะเขาเป็นแบบนี้ มันเลยทำให้ผมชอบเขามากขึ้นไปอีก

แม่บุษบาของพี่จรกา~

“งั้นรอแป๊บ พี่ไปซื้อให้”

พี่บุศย์ลุกไปที่เคาน์เตอร์ ปล่อยให้ผมนั่งอยู่กับพี่อินทร์สองคน เท่านั้นเสียงของผู้ชายอีกคนก็ดังขึ้น

“ไหนว่าไม่หิว”

ผมหันขวับไปมองก็เห็นว่าเป็นพี่อินทร์เอียงคอถามด้วยท่าทางกวนๆ ผมยืดตัวขึ้น แสร้งยิ้มหวาน

“ก็พี่บุศย์บังคับนี่ครับ”

“ปฏิเสธก็ได้นี่ ทีกับพี่ยังปฏิเสธเลย”

เรียกแทนตัวเองว่าพี่หน้าตาเฉย ผมไม่อยากจะเรียกแทนตัวมันอย่างนั้นหรอก อยากจะมึง-กูด้วยซ้ำ แต่ช่างมันเถอะ เนียนๆ ไปแล้วกัน

“ผมไม่กินของจากคนแปลกหน้า”

“หืม?”

พี่อินทร์เลิกคิ้วสูง ก็ทำไมล่ะ เขาเป็นคนแปลกหน้าจริงๆ นี่ ผมเพิ่งรู้จักเขาเมื่อกี้ด้วยซ้ำ ทั้งที่รู้จักกับพี่บุศย์มาสักพักแล้ว แต่เพิ่งรู้ว่ามีรูมเมตเป็นผู้ชายคนนี้ แบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าเป็นคนแปลกหน้าได้ยังไง

“ผมไม่รู้จักพี่นี่ครับ”

ผมว่าออกไป พี่อินทร์ร้องอ๋อยาว ก่อนจะตอบกลับ

“ทั้งที่พี่ก็ได้ยินเรื่องเรามาพักนึงแล้วแท้ๆ เห็นไอ้บุศย์บอกว่าเราตามติดมันเป็นตังเม เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเราไม่รู้จักพี่”

ก็เออสิวะ! มีแต่มึงรู้จักกูอยู่คนเดียวเนี่ย!

ผมได้แต่ตอบโต้ในใจ ไม่อยากจะเสวนาด้วยสักเท่าไร ไม่เถียงด้วยว่าผมตามติดพี่บุศย์เป็นตังเม เพราะนั่นมันก็เรื่องจริง ถึงจะพยายามทำให้เนียนแค่ไหน แต่ก็หลุดโป๊ะแตกว่าเป็นแผนเพราะทุกครั้งที่เจอหน้าเขา ผมก็เผลอระริกระรี้จนเก็บอาการไม่อยู่ทุกที ส่วนพี่อินทร์...แค่เห็นหน้าไม่กี่ชั่วโมงก็คันคะเยอไปทั้งตัวแล้ว

พี่อินทร์เลิกคิ้วอีกครั้ง รอให้ผมพูดอะไรกลับไปบ้าง แต่ผมไม่พูด นั่งนิ่ง ก้มหน้าก้มตาอ่านชีทบนโต๊ะต่อ สายตาเหลือบไปมองพี่บุศย์บ้างเล็กน้อย ภาวนาขอให้เขากลับมาเร็วๆ เพราะผมไม่อยากจะอยู่กับพี่อินทร์ตามลำพังนานๆ สักเท่าไร ไม่ค่อยสะดวกใจ แต่แล้วพี่อินทร์ก็โพล่งขึ้น

“ว่าแล้วก็สงสัย อยากถามอะไรสักหน่อย”

ผมหันไปมอง พี่อินทร์จ้องหน้าผม ว่าเสียงเรียบ

“เรื่องส่วนตัวนิดนึง โอเคนะ”

ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่าคำพูดของเขาฟังดูไม่ชอบมาพากลเลย แต่ก็พยักหน้าไปให้เขาถามได้

“ถามจริงๆ ตอบจริงๆ นะ”

ผมย่นคิ้วอย่างรำคาญ “อะไรล่ะครับ ถามมาสักที”

พี่อินทร์เอียงตัวเข้ามาใกล้ผมก่อนกระซิบ “เราน่ะ...ชอบไอ้บุศย์เหรอ”

เท่านั้นผมก็รู้สึกร้อนฉ่าที่ใบหน้าขึ้นมา มองหน้าคนถามอย่างอึ้งงัน

ดะ...ดูออกด้วยเหรอ!?

จริงๆ ถ้าดูไม่ออกก็โง่แล้ว ผมแสดงออกขนาดนี้น่ะ จะมีก็แต่พี่บุศย์เท่านั้นแหละที่น่าจะดูไม่ออก ขนาดผมพูดหยอดเขาตั้งหลายครั้ง เขายังตามมุกไม่ทันเลยด้วยซ้ำ แต่กับพี่อินทร์...ไอ้อิเหนาตัวร้าย เจ้าเล่ห์เพทุบายที่กลับชาติมาเกิดคนนี้ ดูไม่ออกก็คงจะไม่ใช่อิเหนาแล้วล่ะ

“ว่าไง ตกลงชอบไอ้บุศย์?”

จะบอกว่าใช่ก็ไม่ได้ด้วย เพราะอีกฝ่ายเป็นอิเหนากลับชาติมาเกิด ไม่รู้ว่าชาตินี้จะเจ้าเล่ห์ร้ายกาจเหมือนชาติที่แล้วหรือเปล่า ถ้าเกิดบอกว่าใช่ไปแล้วมาแย่งบุษบากับผมอีกล่ะ ไม่เอาหรอก ไม่บอกจะดีกว่า ขืนปากสว่างไปบอกพี่บุศย์โดยที่เขาไม่ทันตั้งตัวขึ้นมา ผมจะมองหน้าเขาไม่ติดเอา

“เปล่า”

ก็เลยปฏิเสธไป ขณะที่พี่อินทร์มองหน้าผมนิ่ง สายตาบ่งบอกชัดเจนเลยว่าไม่เชื่อ

“พูดจริง?”

“อะ...อื้ม”

ผมพยักหน้ารับรัวๆ เขาหรี่ตาลง

“ถ้าพูดจริง แล้วจะหน้าแดงทำไม”

ไม่ได้ตั้งใจหรอกเว้ย มันเป็นไปเอง!

ผมรีบหันหนี ไม่อยากถูกจับพิรุธไปได้มากกว่านี้ ก่อนจะต้องหันกลับไปทางเดิมเมื่อพี่อินทร์ยื่นมือมาจับหน้าผมไป

“สารภาพมาตามตรง ชอบไอ้บุศย์ใช่ไหม”

จ้องหน้านิ่ง สายตาจริงจังมาก ขณะที่ผมได้แต่เลิ่กลั่ก

“คะ...คือ...”

“ใช่ไหม” เขาถามเสียงต่ำ

ผมขมวดคิ้ว ส่งเสียงแข็งออกมาทันที

“ทำไมต้องบังคับด้วยล่ะครับ!”

“ก็ไม่ยอมตอบเองนี่หว่า”

“แต่ก็ไม่เห็นต้องบังคับเลยนี่ แล้วมืออะ เอาออกไปได้แล้ว!”

ผมสะบัดหน้าหนี พี่อินทร์ยอมปล่อยมือออกจากหน้าผมจนได้ แต่ก็ยังตอแยไม่เลิก

“ตกลงชอบไอ้บุศย์หรือเปล่า”

ผมหันขวับไปมอง โคตรจะรำคาญเลย แต่เขาไม่รู้สึกรู้สา

“ไม่ต้องมาทำหน้ากระรอก ตอบคำถามมา”

“หน้ากระรอก?” แทนที่จะตอบ ผมดันเลิกคิ้วสูงถามด้วยสงสัย

หน้ากระรอกมันเป็นยังไง

ไม่ถาม พี่อินทร์ก็รู้ว่าผมสงสัยอะไร ยื่นนิ้วมาจิ้มๆ แก้มผมไม่ให้ตั้งตัว

“ก็ไอ้ที่ทำอยู่นี่ไง หน้ากระรอก คิดว่าทำแก้มป่องแล้วน่ารักเหรอฮะ”

จิ้มๆ...จิ้มไม่หยุด สุดท้ายผมก็ต้องสะบัดหน้าหนีอีกที

เฮอะ! ก็น่ารักน่ะสิ จรการูปชั่วตัวดำไม่มีอีกแล้ว มีแต่จรกาคนงามแล้วเว้ย! อีกอย่างนะ ผมไม่ได้ทำแก้มป่อง แก้มผมมันตุ่ยอย่างนี้อยู่แล้วต่างหาก

ผมเลี่ยงที่จะไม่ตอบเพราะไม่อยากต่อปากต่อคำ แต่กลายเป็นว่าถูกพี่อินทร์จิ้มแก้มไม่เลิกจนต้องหันไปแหวใส่เขาอีก

“โอ๊ย พอแล้ว!”

“อยากให้พอก็ตอบมาว่าชอบไอ้บุศย์หรือเปล่า”

สุดท้ายก็วกกลับเข้าคำถามเดิมจนได้ ผมเลยตอบฉะฉานเลยคราวนี้

“ไม่ได้ชอบ!”

“แน่ใจนะ?”

“เออ!”

“ไม่ชอบจริงๆ นะ?”

“เออ!”

“ถ้าไม่ชอบไอ้บุศย์แล้วตามติดมันทำไม ตามตั้งแต่รู้ว่ามันเป็นพี่รหัสแล้วเนี่ย ยิ่งกว่าตังเมอีก”

นี่ก็พยายามเค้นอยู่ได้ ผมแสร้งทำมึน ตอบกระแทกเสียงด้วยคำเดิม

“เออ!”

“พี่ถามว่าถ้าไม่ชอบไอ้บุศย์แล้วตามมันทำไม ตอบให้ตรงคำถาม”

“เออ!”

พี่อินทร์เงียบไป มองผมเขม็ง ดูท่าทางจะรู้แล้วว่าผมกำลังเล่นสงครามประสาทด้วยอยู่ ก่อนเขาจะถามออกมาอีก

“ถ้าอย่างนั้นพี่ขอถามอีกนิดนึง”

“เออ!”

“ไม่ชอบไอ้บุศย์ใช่ไหม”

“เออ!”

“ถ้าอย่างนั้นก็ชอบพี่ล่ะสินะ”

“เออ!”

พอกระแทกเสียงออกไปก็พลันได้สติ ผมมองหน้า พี่อินทร์ก็ทำหน้าตกใจแบบโอเวอร์แอ็คติ้ง ยกมือกุมหน้าอกข้างซ้าย ส่งเสียงออกมาประมาณว่าเหลือเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

“อุ๊ยตาย...”

มึงมันกวนตีนไอ้อิเหนา! จะหาเรื่องกันสินะ!

ผมมุ่ยหน้า ขณะที่พี่อินทร์ยังแกล้งผมไม่เลิก

“ความรักมาทักทายแบบไม่ทันตั้งตัว”

สะดีดสะดิ้งแรดมากจนอยากจะตบด้วยชีทเรียนสักที แต่ผมก็ทำแค่สูดหายใจเข้าลึกๆ ทำเป็นไม่สนใจก็เท่านั้น

ทว่า...พี่อินทร์กลับไม่หยุด เห็นผมไม่ยอมตอบโต้ก็เอียงตัวเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงเบา

“ถ้าไม่ได้ชอบไอ้บุศย์ก็ดีไป เพราะถ้าชอบ พี่ก็จะบอกให้เลิกคิดซะ”

ผมเหลือบไปมองหน้า มีคำถามมากมายอยากจะถาม แต่ไม่ต้องเอ่ยปาก พี่อินทร์ก็รู้แล้วว่าผมอยากถามอะไร

“ที่ห้ามชอบไอ้บุศย์น่ะ เพราะ...”

“เพราะ?”

“มันเป็นผัวพี่”

หา!?

ชีทในมือหล่น ปากอ้าค้างทันที

บะ...บุษบาของพี่ สะ...เสร็จไอ้อิเหนาไปอีกแล้วเหรอ!?

“ไม่อยากนั้นจะอยู่หอเดียวกันทำไมอะเนอะ”

พี่อินทร์ว่ามาอีก ผมประมวลผลทันควัน

จะ...จริงด้วย ไม่งั้นจะอยู่หอเดียวกันทำไม

“อยู่หอเดียวกัน ห้องเดียวกัน เตียงเดียวกันก็สบายดี เวลาอยาก...ก็ทางสะดวก ไม่มีใครรบกวน”

พี่อินทร์ว่ามาอีก ผมคิดลึกไปเรื่อยแล้วเรียบร้อย แค่นั้นมือไม้ก็สั่นทันที ดวงตาร้อนผะผ่าว จังหวะเดียวกันกับที่พี่บุศย์เดินกลับมาพอดี พอเขาเห็นผมตาแดงๆ เขาก็ถามด้วยความตกใจ

“เฮ้ยจิ เป็นอะไรน่ะ”

บุษบาของพี่...เสียท่าไอ้อิเหนาอีกแล้ว

ผมหันไปมอง น้ำตาเอ่อคลอจนกลั้นไม่ไหว ปล่อยให้ไหลอาบใบหน้าทันที พี่บุศย์รีบนั่งลง ลูบหลังลูบไหล่ผมเป็นการใหญ่

“จิ เป็นอะไร ร้องไห้ทำไม”

ผมมองหน้าพี่บุศย์ ในใจรวดร้าวไปหมด ก่อนจะถามออกมาด้วยน้ำเสียงสะอื้น

“พะ...พี่บุศย์...”

“หืม?”

“เป็นผัวอิเหนาเหรอครับ”

“หา?”

คนฟังมีสีหน้ายุ่งเหยิงไปหมด ผมก็อยากจะอธิบายอยู่หรอกนะว่าเรื่องมันเป็นมายังไง แต่ก็สะอื้นจนพูดไม่เป็นประโยค ได้แต่ชี้นิ้วไปที่พี่อินทร์ซึ่งทำเป็นไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ เท่านั้นพี่บุศย์ก็รับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นพลันว่าเสียงต่ำออกมา

“ไอ้อินทร์...ไอ้ตัวร้าย”

ใช่ๆ ไอ้อิเหนาตัวร้าย!



---------------------------------

อิเหนามันกวนติ๊งงง 555 สงสารจรกา ชาตินี้แบ๊วเชียว XD

ถ้าชอบก็กดหัวใจ ฝากฟีดแบ็กให้กันด้วยนะคะ หรือไปหวีดกันในทวิต แท็ก #จรกาคนงาม

นะ เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ^^

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-05-2018 03:55:06 โดย NooDangzz »

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13447
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4044
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
น้องน่ารักจังเลยค่าาา  :hao7:

ออฟไลน์ xexezero

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบจรกา น้องน่ารักเฟ่อร์ ชอบแนวนี้จังเลยค่ะ อยากอ่านต่อแล้วอ่าาา :hao7:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
จรกาน้อยสะอื้นไห้น่ารักเชียวชี้นิ้วฟ้องเหมือนเด็กเล็กๆเลย

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4942
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
มันต้องมีตัวไม้กันหมามาช่วย หนูจิต้องไปตามหาตัวจินตหรามาให้ได้ จะได้ให้จินตหราตามไปสิงอิเหนาไม่ใช้ตามติดพี่บุษบาไงล่ะ ดีไหมล่ะ  :laugh:

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ Sky

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 969
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-2
น้องจรกาลูกกกกกกก
ชอบมากเลยค่ะ เรื่องน่ารักมาก มาต่อตอนต่อไปเร็วๆนะคะ เลิฟๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7620
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
มันต้องมีตัวไม้กันหมามาช่วย หนูจิต้องไปตามหาตัวจินตหรามาให้ได้ จะได้ให้จินตหราตามไปสิงอิเหนาไม่ใช้ตามติดพี่บุษบาไงล่ะ ดีไหมล่ะ  :laugh:

นอกจากจินตรา บรรดาเมียๆของอิเหนา ก็น่าจะออกมาให้หมดเลย
มาก่อกวนอินทร์ตัวป่วน ให้ปวดหัวก็น่าจะทำให้จิพอใจ  :katai2-1:
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ W2P5

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 91
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
ทำไมพี่อินทร์ไม่อ่อนโยนกับน้องงง

ออฟไลน์ golove2

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +277/-6
55555555
แค่ตอนแรกก็ฮาแล้ว

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Chapter 02: น้องจรกา

“แน่ใจนะว่ามึงไม่ได้ทำอะไรน้องรหัสกู”

พี่บุศย์ถามประโยคนี้เป็นครั้งที่สิบแล้วเห็นจะได้ ทำเอาพี่อินทร์ที่ถูกเค้นอยู่หลายรอบถึงกับมุ่ยหน้า

“มึงถามกูหลายรอบแล้วไอ้บุศย์ น้องรหัสมึงก็บอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าที่ร้องไห้เป็นเพราะอะไร”

ว่าพลางหรี่ตามองมาทางผมที่เช็ดน้ำหูน้ำตาซึ่งเหือดไปแล้วอย่างขุ่นเคือง ขณะที่ผมได้แต่เม้มริมฝีปาก ก้มหน้านิ่งด้วยรู้สึกผิดขึ้นมาน้อยๆ ที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

ก็ใครมันจะไปควบคุมได้วะ จู่ๆ ก็มาได้ยินว่าคนที่รักข้ามภพข้ามชาติมาตั้งนาน หวังว่าจะได้ครองรักกันในชาตินี้ถูกไอ้ศัตรูหัวใจคาบไปกินอีก เป็นใครก็ทำใจไม่ได้ทั้งนั้นแหละเว้ย!

แต่พอพี่บุศย์ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผมก็ไม่กล้าบอกความจริง ซึ่งแน่ล่ะว่ามันหมายถึงเรื่องที่เขาเป็นบุษบาในชาติก่อน แล้วก็เรื่องที่ผมถูกพี่อินทร์แกล้งบอกว่าพี่บุศย์เป็นผัวเขา ผมเลยโกหกไปว่าร้องไห้เพราะพี่อินทร์แช่งให้ผมสอบตกควิซตอนบ่าย

มัน...ฟังดูแล้วปัญญาอ่อนมากมาย คนบ้าอะไรถูกแช่งให้สอบตกแล้วร้องไห้เป็นเผาเต่า

ส่วนเรื่องที่เผลอหลุดปากถามเขาไปว่าเป็นผัวอิเหนาเหรอ ผมก็แก้ตัวไปว่าเพราะใจไม่ดีจากคำแช่งของพี่อินทร์ หัวสมองผมก็เลยตีกันมั่วไปหมด ถึงได้พูดออกไปแบบนั้น บอกตามตรง ผมโคตรอายเลยนะ แต่ก็ต้องยอมเนียนไปเพราะไม่อยากให้พี่บุศย์รู้ว่าผมร้องไห้เพราะพี่อินทร์บอกว่าเขาเป็นผัว ส่วนพี่อินทร์ก็ทำเนียนเออออห่อหมกไปเลย แน่นอนว่าพอพี่บุศย์ได้ยิน เขาก็ไม่เชื่อหรอก เพราะถ้าเชื่อ เขาจะมาเค้นถามพี่อินทร์ทำไมตั้งหลายรอบ

“มึงแน่ใจนะว่าไม่ได้โกหกอะไรกูหรือขู่น้องรหัสกูไม่ให้พูด?”

พี่บุศย์ยังคงคาดคั้น ทำเอารูมเมทของเขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“มึงอยากรู้นักก็ไปเค้นถามจากน้องรหัสมึงเถอะไป รำคาญ”

พออีกฝ่ายแสดงท่าทางหงุดหงิดน้อยๆ ออกมาอย่างนี้ พี่บุศย์เลยหันมามองหน้าผมแทน ผมเหลือบมองเขา ว่าเสียงแผ่ว

“มีแค่เรื่องที่ผมเล่าให้พี่บุศย์ฟังแค่นั้นจริงๆ ครับ”

สายตาเขาบอกตรงๆ เลยว่าไม่เชื่อ แต่คงกลัวว่าจะทำผมลำบากใจล่ะมั้ง เขาเลยเลิกจับผิดแต่โดยดี

“เอาเถอะ อย่าไปสนใจเลยจิ ไอ้อินทร์มันก็ปากพล่อยอย่างนี้อยู่แล้ว สันดานไม่ดี พี่ติวให้จิ จิผ่านควิซฉลุยอยู่แล้ว”

ด่าเพื่อนไม่พอ ตบท้ายด้วยการปลอบผมด้วย พร้อมกับฝ่ามือใหญ่ที่ลูบหัวผมป้อยๆ ผมใจชื้นขึ้นมา แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าก็ดีนะที่พี่อินทร์ทำผมร้องไห้ เพราะนั่นทำให้พี่บุศย์แตะเนื้อต้องตัวผม

หูย...ฟินไปสามชาติแปดชาติ อยากให้แตะเนื้อตัวมากกว่านี้จัง

ได้แค่คิดเท่านั้นแหละ กว่าจะไปถึงขั้นนั้น ผมจะต้องทำให้พี่บุศย์ชอบผมเสียก่อน ส่วนไอ้คนต้นเหตุที่ทำผมเสียน้ำตาก็ได้แต่มองแล้วเบ้ปาก

“โอ๋เหลือเกินนะ น้องรหัสคนแรกในชีวิตเนี่ย”

ผมค้อนอย่างเสียไม่ได้ ขณะที่พี่บุศย์ดุออกมา

“เงียบไปเลยมึงน่ะ ยังจะปากไม่ดีอีก พูดมากปากหมาจริงนะมึง”

เออ สมน้ำหน้า โดนด่าเลย ด่าอีกครับพี่บุศย์ จิชอบ

แต่พี่อินทร์กลับไม่สะทกสะท้านกับคำก่นด่าเลยแม้แต่น้อย มองหน้าพี่บุศย์ด้วยสายตาตัดพ้อ ทำท่าจะดีดสะดิ้ง

“ทำไมคุณบุศยาไม่อ่อนโยนกับอินทราเลย~”

จีบปากจีบคอจนน่าถีบ บังอาจมาเรียกชื่อจริงของพี่บุศย์อีก ขณะที่สีหน้าดุๆ ของพี่บุศย์มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา

“ยังไม่หยุดอีก เดี๋ยวปั๊ด”

พลางยกกำปั้นขึ้นเป็นเชิงว่าจะทุบ พี่อินทร์แสร้งหลบ ก่อนจะพากันหัวเราะ เป็นอันให้ผมรู้ว่าที่พี่บุศย์ทำเป็นดุนั้นไม่ได้ดุจริงจังหรอก เป็นการดุเพื่อโอ๋ผมมากกว่า มันก็ดีอยู่หรอก แต่พอเห็นอย่างนี้ มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่า...ทั้งสองคนสนิทกันจังเลยนะ

ในใจปวดหนึบขึ้นมาน้อยๆ ไม่อยากให้พี่บุศย์ไปสนิทกับพี่อินทร์เลย ผมเบือนหน้าหนีจากภาพนั้น อึดอัดใจไม่เบา เพราะการที่พี่บุศย์กับพี่อินทร์สนิทกันมันหมายความว่าโอกาสในการที่อิเหนากับบุษบาจะได้ครองคู่กันอีกครั้งในชาตินี้ก็ยังมีอยู่

อาจเป็นเพราะความผูกพันฉันท์สามีภรรยากันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน...

ผมไม่อยากคิดอย่างนั้นหรอก แต่เรื่องพวกนี้มันมีอยู่จริง ขนาดผมไม่ได้ผูกพันเป็นเครือญาติหรือสามีภรรยา มีเพียงความแค้นกับความห่วงหา ผมยังวนเวียนกลับมาเจอทั้งสองคนในชาตินี้เลย

ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากให้บุษบาของผมสนิทสนมกับอิเหนาแหละนะ...

แต่แล้วความรู้สึกชวนให้อึดอัดนั้นก็มลายหายไปเมื่อจู่ๆ พี่อินทร์ก็โพล่งขึ้น

“เดี๋ยวกูไปแล้ว จะหมดเวลาพักละ มีเรียนบ่ายที่คณะ”

พี่บุศย์พยักหน้า มองอีกฝ่ายที่เก็บข้าวของลงในกระเป๋าสะพายข้างครู่หนึ่ง ก่อนจะถาม

“แล้ววันนี้มึงจะกลับห้องไหม”

พี่อินทร์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า

“ไม่ล่ะ กูมีนัดซ้อมมอบตำแหน่งดาวเดือนที่ลานหน้าหอสมุด เดี๋ยวไปนอนห้องเพื่อนทูตกิจกรรมแทน น่าจะซ้อมดึก”

“ใกล้งานประกวดดาวเดือนแล้วสินะ”

พี่อินทร์พยักหน้า ทำเอาผมอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้

“งานประกวดดาวเดือนเหรอครับ”

“อืม มีทุกปีนั่นแหละ”

เรื่องนั้นผมรู้อยู่แล้ว มหาวิทยาลัยไหนก็มีทั้งนั้นแหละ แต่ที่สงสัยน่ะก็คือ...

“แล้วพี่อินทร์เกี่ยวอะไรด้วยเหรอ”

เรื่องนี้แหละที่ผมอยากรู้ คำถามนี้ทำเอาพี่บุศย์มองหน้าผมอย่างงุนงงทันที

“อย่าบอกนะว่าจิไม่รู้ว่าใครเป็นเดือนของ ม.เรา?”

ผมพยักหน้า เอาจริงๆ ก็เคยเห็นผ่านๆ ในโปสเตอร์ที่แปะตามอาคารต่างๆ เหมือนกัน แต่ไม่ได้ใส่ใจก็เลยจำเค้าโครงหน้าไม่ค่อยได้สักเท่าไร และการตอบไปอย่างนั้นก็ทำให้พี่บุศย์ชี้นิ้วไปทางพี่อินทร์

“เดือนมหา’ลัยเราน่ะ นี่ไง นั่งหัวโด่อยู่นี่”

ผมว่าผมหูฝาดแหงๆ

ไอ้อิเหนาเนี่ยนะเดือนมหา’ลัย!?

ผมชี้นิ้วไปทางพี่อินทร์ด้วยสีหน้าไม่เชื่อสักเท่าไร ทำให้พี่บุศย์ต้องพยักหน้า ย้ำคำมาอีกที

“อื้อ มันนี่แหละเดือนมหา’ลัย”

เท่านั้นผมก็อ้าปากกว้าง

มึงจะวาสนาดี รูปงาม นามเพราะ ชีวิตดี๊ดีไปหมดเกินไปแล้วไอ้อิเหนา!

แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรหรอก พี่อินทร์ก็หล่อสมกับตำแหน่งเดือนจริงๆ นี่ เพียงแค่ตอนนี้ผมยาวกว่าในโปสเตอร์ที่เห็น แล้วการแต่งตัวก็ดูเซอร์ๆ ขณะที่ในโปสเตอร์แต่งชุดนักศึกษาถูกระเบียบเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะได้สติกลับมาเมื่อเสียงของพี่อินทร์ดังขึ้นอีกครั้ง

“เป็นคนหล่อนี่ยุ่งจริงๆ เลยน้า”

เนี่ย แล้วจะไม่ให้ผมเหม็นหน้าได้ยังไง หลงตัวเองจริ๊ง!

“รีบไปเลยไป มีเรียนไม่ใช่เหรอ”

พี่บุศย์ตัดบทด้วยเห็นว่าถ้ายังปล่อยให้พี่อินทร์นั่งอยู่ตรงนี้ มีหวังกวนประสาทผมไม่เลิกแน่ ส่วนคนถูกไล่ก็ทำเป็นแสร้งบ่นพึมพำ

“คุณบุศยาไม่อ่อนโยนเลยจริงๆ อยู่ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นเก่งใหญ่เลยนะ ระวังเถอะ เดี๋ยวอินทราจะไม่ให้คุณนอนร่วมเตียงด้วย”

ยังคงพูดจาสองแง่สองง่ามให้ผมคิดครุ่นวุ่นวาย ถึงจะรู้ว่าเขาตั้งใจหยอกผม แต่ผมก็ไม่ชอบเลย เผลอค้อนประหลับประเหลือกใส่ให้พี่อินทร์ได้หัวเราะ

“เอ้า รีบไปเร็วๆ เข้า มัวเล่นอยู่ได้”

พี่บุศย์ออกปากไล่อีกที คราวนี้พี่อินทร์ยอมไปตามที่บอก พอลุกขึ้นยืน จะเดินผ่านผมก็โน้มตัวลงมากระซิบข้างหู

“เมื่อกี้พี่ล้อเล่น”

สิ้นเสียงก็เดินออกจากร้านกาแฟไป ปล่อยให้ผมนั่งงุนงง

ล้อเล่น? หมายถึงเรื่องที่พี่บุศย์เป็นผัวเขาน่ะเหรอ

ไม่รู้เลยว่าเรื่องไหนที่เขาบอกว่าล้อเล่น เพราะทุกอย่างที่ออกมาจากปาก แม่งเป็นเรื่องล้อเล่นทั้งนั้น แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านี้เพราะพี่บุศย์เอ่ยปากขึ้นมาก่อน

“ไอ้อินทร์มันบอกอะไรเหรอ”

ผมหันใปมองหน้า ยิ้มบางๆ ให้ “บอกให้ผมตั้งใจทำควิซครับ”

โกหกไปดีกว่า ขืนบอกไปตามจริง มีหวังคงต้องอธิบายกันยาวแน่ ดีที่พี่บุศย์ไม่ได้สงสัยอะไร ได้แต่พยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้

“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ขอให้จิทำควิซได้ผ่านฉลุยก็แล้วกันนะ”

แค่เห็นรอยยิ้มของพี่บุศย์เท่านั้น ใบหน้ายียวนของผู้ชายที่เพิ่งลุกจากโต๊ะไปเมื่อครู่นี้ก็หายวับไปทันที

บุษบาของพี่จรกาน่ารักที่สุดในโลกเลย~

 

เรื่องสอบควิซอะไรนั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผมหรอก เรื่องของอิเหนาอะไรนั่น ผมรู้ดีกว่าใครว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไงเพราะเป็นอีกหนึ่งคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ถ้าไม่นับรวมพวกสถานการณ์เว่อร์วังเกินจริงที่เสริมเติมแต่งเข้ามาแล้วล่ะก็ ต่อให้หลับตาทำ ผมยังทำได้เลยเชื่อสิ แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเรื่องใหญ่กว่านั้นก็คือผมยังตะขิดตะขวงใจอยู่นิดๆ

ที่พี่อินทร์บอกว่าล้อเล่นนั่นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?

ถ้าเป็นคนอื่นพูด ผมอาจจะเชื่อ แต่เพราะเป็นศัตรูหัวใจจากในอดีตชาติพูด ผมเลยทำใจเชื่อยาก พอเลิกเรียนก็มารออยู่ที่หน้าลานกว้างฝั่งตรงข้ามหอสมุดด้วยได้ยินว่าเดี๋ยวเขาจะมาทำกิจกรรมที่นี่ กลับหอช้ากว่าปกติสักหน่อยก็คงไม่เป็นอะไร เพื่อความสบายใจ ผมยอมนั่งรอก็ได้

รอ...อยู่หลายชั่วโมงจนกระทั่งฟ้ามืดถึงได้เห็นว่าที่ลานกว้างนั้นเริ่มมีนักศึกษามารวมตัวกัน เดาว่าคนพวกนั้นคงจะเป็นพวกดาวเดือนหรือไม่ก็ทูตกิจกรรมที่พี่อินทร์ต้องมาฝึกซ้อมงานอะไรนี่ด้วยนั่นแหละ ผมชะเง้อมองหาคนที่อยากเจออยู่หลายรอบ ถอนหายใจทิ้งก็หลายครั้ง ผ่านไปพักใหญ่ถึงได้เห็นผู้ชายท่าทางคุ้นตาปรากฏอยู่ไม่ไกล เท่านั้นผมก็ลุกพรวด ก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปหาเขาทันที

“พี่อินทร์”

คนถูกทักดูแปลกใจไม่น้อยที่เห็นผม คงไม่คิดว่าจะเจอล่ะมั้ง

“มาทำอะไรเนี่ย”

“มารอพี่อินทร์นั่นแหละครับ”

“เห? อย่าบอกนะว่ามาดักรอ?”

คราวนี้ทำหน้าตากวนประสาทมาก ผมไม่ชอบใจเท่าไรแต่ก็พยักหน้า เท่านั้นแหละ พี่อินทร์ก็สะดีดสะดิ้ง

“ต๊าย~ สตอล์กเกอร์”

ต๊อกพ่อง...

ผมสูดหายใจเข้าปอด เวลานี้ไม่ใช่เวลามาหัวเสีย รีบเอาคำตอบแล้วรีบไปดีกว่า

“ผมมีเรื่องอยากจะถามพี่อินทร์น่ะครับ”

“เรื่องอะไร” กลับมาวางท่าทางปกติแบบเดิมละ

“เรื่องพี่บุศย์”

พอบอกไปเท่านี้ พี่อินทร์ก็ย่นคิ้ว ก่อนจะ...

“ไว้ถามทีหลังนะ พี่ไม่ว่าง รีบไปซ้อมละ สายกว่าชาวบ้านเขาแล้วเนี่ย วู้ว ยุ่งจริงๆ”

แล้วก็ทำท่าจะเดินหนีผมไปหน้าตาเฉย ผมเห็นแล้วก็รีบก้าวตามไปคว้าชายเสื้อพี่อินทร์ไว้ก่อนเขาจะเดินไป

“พี่อินทร์”

พี่อินทร์หันมามอง เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“ผมแค่อยากจะถามอะไรให้แน่ใจหน่อย คำถามเดียว ไม่รบกวนเวลานานหรอกครับ”

เท่านั้นพี่อินทร์ก็ยืดตัวตรง ยกมือขึ้นกอดอก รอให้ผมถาม ผมอึกอัก อยากจะรู้อยู่หรอกแต่ก็กลัวว่าถ้าถามไปแล้ว คำตอบจะทำให้ผมบ่อน้ำตาแตกเหมือนวันนั้นอีก ใจแป้วไปขั่วขณะ แวบหนึ่งก็คิดว่าไม่ถามแล้ว ไม่อยากรู้ก็ได้ แต่พี่อินทร์ก็โพล่งขึ้นมาก่อน

“เอ้า ไหนว่าจะถาม ไม่เห็นถามเลย”

ผมมองหน้าเขา สูดหายใจเข้าลึกๆ

เอาวะ ถามก็ได้!

“คือ...ผมอยากรู้ว่า...”

“ว่า?”

“พี่บุศย์ไม่ได้เป็นผัวพี่อินทร์จริงๆ ใช่ไหมครับ”

พี่อินทร์นิ่งไปครู่ ก่อนที่ใบหน้านิ่งเรียบของเขาจะดูควบคุมได้ลำบาก

ก็แหงล่ะ แม่งกำลังกลั้นหัวเราะอยู่นี่หว่า!

ถามไปแล้ว ผมก็รู้สึกอิหลักอิเหลื่อพอสมควร ขณะที่พี่อินทร์กลั้นหัวเราะได้แล้วก็เชิดหน้าขึ้น ถามผมกลับ

“ทำไมถึงไม่มั่นใจล่ะ บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าพี่ล้อเล่น”

“ก็...”

ถ้ามึงไม่ใช่อิเหนากลับชาติมาเกิด กูก็มั่นใจอยู่หรอกเว้ย แต่นี่...ไอ้อิเหนา ไอ้ตัวร้าย เจ้าเล่ห์เพทุบาย ใครมันจะไปเชื่อคำพูดได้สนิทใจล่ะวะ!

แต่สิ่งที่ผมตอบกลับเป็น...

“ผมก็แค่อยากถามให้ชัวร์เฉยๆ”

ยิ่งถามก็ยิ่งเสียงเบาลง ขณะที่พี่อินทร์ยิ้มเผล่ขึ้นมา

“ฮั่นแน่ ชอบไอ้บุศย์จริงๆ ด้วย”

ผมไม่เถียงแล้ว ไม่ปฏิเสธด้วย รู้ก็ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่พี่บุศย์อย่าเพิ่งรู้ก็พอ ผมยังไม่พร้อมจะบอกตอนนี้

“แล้วตกลงพี่บุศย์เป็นผัวพี่อินทร์จริงปะครับ”

ผมกลับเข้าเรื่องก่อนที่จะโดนล้อเลียนไปมากกว่านี้ พี่อินทร์เอียงคอน้อยๆ

“อยากได้คำตอบแบบไหนล่ะ”

“อยากได้ความจริงครับ”

เพราะรู้ว่าเดี๋ยวจะต้องโดนเล่นลิ้นแน่ ผมเลยแสร้งว่าเสียงแข็งไปน้อยๆ พี่อินทร์มองหน้าผม คงรู้ว่าผมจริงจัง เขาเลยขยับเข้ามาใกล้ โน้มหน้าลงมาใกล้ กระซิบเสียงแผ่ว

“บอกแล้วอย่าไปบอกใครนะ”

“อืม”

“ไอ้บุศย์...”

“...”

“เป็นผัวพี่”

ผมเหลือบมองหน้าหล่อๆ นั่น ใจสั่นหวิวขึ้นมาน้อยๆ รู้อยู่หรอกว่าโดนแกล้งอีกแล้ว แต่พอเห็นดวงตาคมที่ดูจริงจังของพี่อินทร์แล้ว ผมก็ชักไม่มั่นใจ ขณะที่พี่อินทร์เริ่มสาธยายสิ่งที่ผมไม่อยากได้ยินออกมา

“เห็นไอ้บุศย์มันเนิร์ดๆ แบบนี้นะ แต่ตอนอยู่บนเตียง หูย...โคตรเผ็ด ทำพี่ครางแบบนี้เลย”

แล้วก็ขยับเข้ามาใกล้ผมอีก ก่อนจะส่งเสียงประหลาดๆ

“อ๊ะ...อือ อ๊า บุศย์ เบาๆ หน่อย อูย...เสียวจังเลยผัวจ๋า อื้อ...เอ๋งๆ”

กูว่าเอ๋งๆ นี่มันไม่ใช่แล้ว!

ตอนนี้คำตอบชัดเจนมากกว่าที่พูดๆ มา แม่งเป็นเรื่องโกหกทั้งหมด ผมก้าวถอยหลังออกมา พอได้จังหวะก็เอานิ้วแหย่ปากพี่อินทร์ทันที พี่อินทร์ชะงักทันควัน ทำหน้าปูเลี่ยนเมื่อสัมผัสได้ถึงความเค็มจากปลายนิ้วของผม

“เล่นอะไรเนี่ย โคตรเค็มเลย ถุ่ด!”

ถุยน้ำลายออกมาเป็นการใหญ่ ผมได้ทีก็เอาคืนบ้าง

“สม อยากเล่นดีนัก แทนที่จะตอบดีๆ แกล้งอยู่ได้”

พี่อินทร์ทำหน้ามุ่ย เขาก็ยังดูหล่อแหละ แต่ผมเหม็นขี้หน้า ยิ่งพอตอนนี้ผมเป็นต่อด้วยแล้ว ผมก็เลยรีบเอาคืนทันควันด้วยการชูมือข้างซ้ายที่เอาป้ายปากเขาเมื่อกี้ขึ้นมาแล้วว่าด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ

“ลืมบอกไปว่าเมื่อกี้ผมเพิ่งไปเข้าส้วมมา มันจะเค็มกว่าปกตินิดนึงนะครับพี่อินทร์”

เท่านั้นพี่อินทร์ก็ชี้หน้าผมทันที

“ไอ้...!”

แล้วผมจะอยู่ทำไมล่ะ รีบเผ่นด้วยการวิ่งข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะผลุบหายเข้าไปในห้องสมุด ปล่อยให้พี่อินทร์ยืนอยู่ที่เดิม พอแอบมองดูก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังหัวเสียเต็มที่ ก่อนจะกระดกขวดน้ำที่อยู่ในกระเป๋าเป้มาบ้วนปากทิ้งเป็นการใหญ่

ดี! สมน้ำหน้า บังอาจมาแกล้งจรกาคนนี้ก็ต้องเจอแบบนี้แหละ

จรกาขี้แพ้ที่หัวหดกลัวอิเหนาไม่มีอีกแล้ว จรกาจะไม่อ่อนโยน จะก้าวร้าวแล้วนะ!

กระหยิ่มยิ้มย่องเป็นที่พอใจแล้วว่าได้เอาคืนสักทีหลังจากรอมาชาติเศษ ก่อนที่ผมคิดจะกลับหอซึ่งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยไปมากพอสมควร พูดง่ายๆ ก็คือต้องนั่งรถเมล์กลับนั่นแหละ ผมไม่มีปัญญามากพอจะเช่าหอแถวนี้อยู่หรอก แพงจะตาย ครอบครัวผมในชาตินี้ไม่ได้รวยขนาดนั้น...ชาติก่อนก็เช่นกัน เป็นแค่โอรสของเจ้าเมืองเล็กๆ ไม่ได้ร่ำรวยเท่าเมืองกุเรปันและผองเพื่อน เลยต้องอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว

ผมออกจากห้องสมุด เดินไปขึ้นรถเมล์ที่ แต่ทว่าเมื่อป้ากระเป๋ารถเมล์เดินไล่เก็บตังค์ผู้โดยสารมาเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงผม ผมก็ชะงักงันไปพร้อมกับเหงื่อกาฬที่ไหลพรากเมื่อเอื้อมมือไปล้วงกระเป๋าตังค์ในกระเป๋ากางเกง

มะ...ไม่มี!

กระเป๋าตังค์หาย!

หายไปไหน!? หายได้ยังไง!?

ผมเลิ่กลั่ก ทำอะไรไม่ถูก เลยรีบขอลงจากรถก่อนที่จะถูกเก็บตังค์ อ้างเพื่อไม่ให้เสียหน้าว่าขึ้นผิดสาย แต่จริงๆ แล้วไม่มีตังค์จะจ่ายค่าโดยสารต่างหาก

ลงมาได้ ผมก็ยืนตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง

คิดให้ดีๆ เผลอเอาไปวางทิ้งไว้ที่ไหนหรือเปล่า...

แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าผมไม่ได้หยิบกระเป๋าตังค์ออกมาเลย แม้แต่ตอนอยู่ในห้องสมุดนั่นก็ด้วย

หรือว่าจะทำตกไปโดยไม่รู้ตัว?

ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะไม่งั้นจะหายไปไหนได้

ผมถอนหายใจออกมาด้วยระอากับความซุ่มซ่ามของตัวเอง มิหนำซ้ำพอหยิบโทรศัพท์ออกมาจะโทรขอความช่วยเหลือจากพี่บุศย์...แบตฯ ก็ดันหมดอีก

โอ๊ย! ซวยซ้ำซวยซ้อนอะไรอย่างนี้ แล้วจะไปขอให้ใครที่ไหนช่วยได้ล่ะเนี่ย!

ผมยีหัวตัวเองตรงป้ายรถเมล์ จนปัญญาถึงขั้นคำนวณเส้นทางเดินกลับไปหอด้วยตัวเองแล้วนะ ประมาณสิบห้ากิโล...

คงเดินไม่ไกล...

เสียที่ไหนกันเล่า! ใครมันจะไปเดินได้วะ! ถนนสายหลักอย่างนั้นมันไม่มีฟุตปาธให้เดิน!

เริ่มยีหัวตัวเองอีกครั้ง อับจนหนทาง ไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ แต่แล้ว...ภาพใบหน้าของใครบางคนก็โผล่ขึ้นมา
สงสัยคงต้องไปขอความช่วยเหลือแล้วล่ะ...
ใครบางคนคนนั้นก็คือ...อิเหนา

ผมเดินกลับมาที่ลานว่างหน้าหอสมุด มองไปยังกลุ่มคนสิบกว่าชีวิตด้วยใจที่เต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ และยิ่งเต้นหนักเข้าไปอีกเมื่อสายตาจับจ้องไปยังผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นศัตรูหัวใจ ที่เต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่ใช่เพราะกลัวหรืออะไร แต่เป็นเพราะละอายแก่ใจเหบือเดินที่ต้องมาขอยืมเงินมันยี่สิบบาทเป็นค่ารถเมล์กลับหอเนี่ย!

ไม่อยากทำเลย แต่ดูเหมือนผมจะไม่มีตัวเลือกอื่นเลยรอจังหวะอยู่ครู่ ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปแล้วออกปากเรียกเสียงเบา

“พะ...พี่อินทร์”

เขาไม่ได้ยินหรอก คนอื่นได้ยินแล้วสะกิดเรียกให้ พี่อินทร์หันมามอง พอเห็นผมก็ขมวดคิ้วมุ่นให้ผมได้กวักมือเรียกหย็อยๆ พี่อินทร์ยอมเดินเข้ามาหา พลันถามด้วยสงสัย

“มีอะไรอยากถามอีกหรือไง ถึงได้มายืนหน้าจ๋อยอยู่ตรงนี้เนี่ย”

ผมส่ายหน้า ไม่มีอะไรอยากถามแล้ว แต่ว่า...

“เอ้า แล้วมาทำไม”

...แต่ว่ากระเป๋าตังค์หายไง จะมาขอยืมตังค์ง่ะ

อยากจะบอกไปตามตรงเหมือนกัน แต่ดูท่าทางเขาไม่ค่อยสบอารมณ์ที่ถูกผมเอานิ้วแหย่เข้าไปในปากก่อนหน้านั้น ผมเลยไม่กล้าพูด ได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ ให้พี่อินทร์ได้กอดอก

“ถ้าไม่พูด พี่จะกลับไปซ้อมแล้วนะ”

“พูดๆ พูดแล้วครับ”

ผมโพล่งออกไป พี่อินทร์ยืดตัวเล็กน้อย พยักหน้าเป็นเชิงให้ผมรีบพูดออกมาเร็วๆ ก่อนที่ผมจะตัดสินใจว่าออกมา

“คือว่า...เมื่อกี้ผมขึ้นรถเมล์จะกลับหอ”

“แล้ว?”

“พอจะจ่ายค่ารถ กระเป๋าตังค์ก็หาย”

“...”

“ทีนี้ก็แบบว่า...อยากจะขอยืมตังค์พี่อินทร์ยี่สิบบาทเป็นค่ารถน่ะครับ แหะๆ”

เป็นการหัวเราะและยิ้มโง่ๆ ที่สุดในชีวิตผมเลย ขณะที่พี่อินทร์ฟังแล้วก็ย่นคิ้วกว่าเดิม

"เดินมาตั้งไกลจากป้ายรถเมล์คือตั้งใจมายืมตังค์เนี่ยนะ"

ผมพยักหน้าให้พี่อินทร์ได้พึมพำออกมา

"เชื่อเขาเลย"

เออ! กูก็ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันเว้ยว่าวันหนึ่งจรกาจะมายืมตังค์อิเหนายี่สิบบาทเพราะไม่มีค่ารถเมล์กลับหอเนี่ย!

ทุเรศตัวเองจริงๆ เล้ย!

แต่ไม่มีทางเลือกแล้ว ต้องยอมเสียหน้านั่นแหละ ผมก้มหน้าลง แกว่งเท้าไปมา เขี่ยดินแก้เก้อ ปากก็พึมพำเบาๆ

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมคืนให้”

พี่อินทร์ไม่ตอบอะไร พอผมเหลือบขึ้นมองก็เห็นว่าเขายกยิ้มน้อยๆ

“ได้ แต่จะมาขอยืมตังค์น่ะ ไหนทำหน้ากระรอกให้ดูหน่อย”

รู้เลยว่าเขาจะเอาคืนที่ผมเอานิ้วไปแหย่ปากเขาแล้วล่ะ ผมก็ไม่อยากทำหรอก แต่ก็ช่วยไม่ได้ ทำปากยื่นๆ ใส่ไปเล็กน้อย ซึ่งก็ดูเหมือนพี่อินทร์จะพอใจเป็นอย่างมาก ทว่ามันยังไม่พอที่เขาจะยอมเอาเงินให้ เพราะพอผมทำปุ๊บ เขาก็พูดออกมาอีก

“ขอยืมเงินใหม่อีกทีด้วย พูดเพราะๆ”

“พี่อินทร์ ผมขอยืมตังค์ยี่สิบบาทครับ”

แต่แทนที่จะพอใจ พี่อินทร์กลับสวนคืนมา

“ทีกับไอ้บุศย์เรียกแทนตัวเองว่าจิอย่างโน้นอย่างนี้ ทีกับพี่ เรียกแทนตัวเองว่าผม อย่าสองมาตรฐานสิ”

กูก็ต้องสองมาตรฐานสิวะ! มึงเป็นใคร แล้วพี่บุศย์เป็นใคร อย่ามายกตนเทียบเท่านะเว้ย!

คิดในใจเท่านั้นแหละ ในความเป็นจริงแล้ว...

“จิขอยืมตังค์ยี่สิบบาทครับพี่อินทร์”

...ยอมแม่งไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวไม่ได้กลับหอ

พี่อินทร์หัวเราะออกมา ผมก็กำมือแน่น ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ทั้งที่อุตส่าห์หมายมั่นปั้นมือแล้วว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้อีกต่อไป แต่สุดท้ายก็ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเงินยี่สิบบาท

มันเรื่องบ้าบออะไรกันวะเนี่ย!

แล้วแทนที่จะยอมควักเงินให้ผมง่ายๆ ก็ไม่ทำด้วยนะ หัวเราะจนพอใจแล้ว พี่อินทร์ก็ว่าพลางยกยิ้มมุมปาก

“ไทป์น้องโคตรๆ ...น้องจิ~”

ไม่อยากให้มึงมาเรียกว่าน้องหรอกเว้ย!

ผมลอบถอนหายใจ ขณะที่พี่อินทร์ชี้นิ้วไปยังม้านั่งตัวหนึ่งไม่ไกลจากบริเวณที่ยืนอยู่

“เดี๋ยวไปนั่งรอตรงนั้นก่อน ไว้จะเอาตังค์ไปให้”

พูดจบ เขาก็ทำท่าจะเดินไป ผมก็ยอมเดินไปนั่งแต่โดยดีเพราะคิดว่าเขาคงจะกลับไปเอาเงินในกระเป๋าสะพายหรืออะไรแบบนี้ แต่ทว่า...กลับไปซ้อม

อะไรของมึงเนี่ย!

ผมมองพี่อินทร์ด้วยความงุนงง ส่วนเขาก็ไม่สนใจผมเลยสักนิด ซ้อมโน่นนี่หน้าตาเฉย ปล่อยให้ผมนั่งตบยุงมองด้วยความขุ่นแค้น

มันเอาคืนจริงๆ ด้วย ถ้าไม่เห็นแก่เงินยี่สิบบาทล่ะก็ วิ่งไปกระโดดถีบยอดหน้าแล้ว แต่สิ่งที่ผมทำได้คือนั่งส่งเสียงฮึดฮัดรอให้อีกฝ่ายเอาเงินมาให้

อนาถจริงๆ เลย กลายเป็นน้องจรกาไม่พอ ยังจะต้องมานั่งจ๋องรอตังค์ยี่สิบบาทจากอิเหนาอีก รู้ถึงไหน อายถึงนั่นเลยจริงๆ!

----------------------------------

เต็มตอนแล้ว พี่อินทร์ก็ขี้แกล้งจัง น้องจิก็ไทป์น้องมาก อุตส่าห์ฮึดขึ้นมาแล้ว เสียท่าเพราะต้องมาขอยืมตังค์ยี่สิบบาท 555

ถ้าชอบก็ฝากกำลังใจให้กันด้วยนะคะ หรือไปหวัดกันที่แท็ก #จรกาคนงาม เน้อ

พรุ่งนี้เจอกันตอนใหม่จ้า


ออฟไลน์ xexezero

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สงสัยพี่อินทร์คงรอให้กลับพร้อมกันเลย//มโนค่ะ555

รอตอนต่อไปนะคะ o13

ออฟไลน์ Toxic

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เรื่องน่าสนใจ แล้วก็น่ารักมากๆเลยค่ะ :pig4:

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 870
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
ไทป์น้องจริงๆด้วยยยยย ฮือออ
น่าย้ากกกกกก

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4942
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
หรือจริง ๆ อีตาพี่อินทร์จะไปส่งน้องจิหลังเลิกซ้อมกันนะ  :hao3:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7620
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
อินทร์ชอบกระรอกจิ แล้ว   :กอด1: :กอด1: :กอด1:

ออฟไลน์ Sky

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 969
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-2
พี่อินทร์อย่าแกล้งน้องงงงง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Patsz

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 172
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
น้องจิน่ารักมาก พี่อินทร์ก็กวนสุดๆ

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
อินทร์มีความกวนประสาทมาก
เนื้อเรื่องน่ารัก

ออฟไลน์ ดาวโจร500

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-3
อร้ายยยย ติดตามๆ

ออฟไลน์ Chise

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
น้องจิน่ารักน่าแกล้งจริงๆ อิพีอินทร์ก็กวนเหลือเกิน
รอตอนต่อไปค่า

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13447
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ donut4top

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 397
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
โอ้ยดีงามมาก นิยายเรื่องนี้55555

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
น่ารัก  ชอบจิอ่า

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2648
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ NooDangzz

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +212/-8
Chapter 3: ไม้กันหมา

รอจนแทบหลับกว่าที่พี่อินทร์จะซ้อมบ้าซ้อมบออะไรนั่นเสร็จ ผมมองเขาตาขวางเชียวล่ะตอนเขาเดินหน้าระรื่นเข้ามาหา

“ปะ เสร็จละ กลับได้”

ผมแสร้งเหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่เข็มสั้นชี้เลขสิบสองแล้วก็ค้อนเขาขวับ

“คงต้องเปลี่ยนจากขอยืมยี่สิบบาทเป็นสองร้อยแล้วล่ะครับ”

พี่อินทร์แสร้งทำหน้าประหลาดใจ

“อ้าว ทำไมล่ะ”

ผมรู้นะว่าเขารู้อยู่แล้วว่าทำไม

ก็ตอนนี้มันจะไปมีรถเมล์ได้ยังไงเล่า! ไอ้บ้าเอ๊ย! หลอกให้นั่งรออยู่ได้ตั้งนาน ที่แท้จะให้ยืมเงินเพิ่มนี่เอง!

ผมอยากจะโวยใส่นัก แต่ก็ทำเพียงบอกเขาไปตามตรงเท่านั้น

“รถเมล์หมดเที่ยวแล้ว ผมจะขึ้นแท็กซี่กลับ ค่ารถมันร้อยกว่าบาท”

คนฟังแสร้งร้องอ๋อทันที ก่อนที่จะทำท่าเหมือนนึกอะไรหรอก

“แต่เอ... ถ้าจะขึ้นแท็กซี่ มันต้องเดินออกไปขึ้นที่หน้า ม.นะ ไม่มีรถเข้ามาแล้ว”

เรื่องนั้นผมก็รู้อยู่หรอก แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ มีทางเลือกอื่นเสียที่ไหน

“จะเดินเหรอเรา จากตรงนี้ไปหน้า ม.มันไกลน้า”

พี่อินทร์แสร้งว่ามาอีก ผมตอบกระฟัดกระเฟียดกลับไปทันที

“แล้วมันเพราะใครล่ะครับ รีบเอาตังค์มาเร็วๆ เข้า รอจนยุงกันเต็มตัวไปหมดแล้วเนี่ย” จากนั้นก็อดพึมพำไม่ได้ “ถ้ารู้ว่าต้องรอนานขนาดนี้นะ เดินกลับเอง ป่านนี้ถึงไปนานแล้ว”

ทำเป็นพูดประชดแดกดันไปอย่างนั้นแหละ เอาเข้าจริงผมก็ไม่เดินหรอก ถนนมันไม่เอื้อต่อการเดินกลับหอที่อยู่ไกลขนาดนั้นเสียหน่อย

แต่พี่อินทร์ก็ไม่ได้สนใจที่ผมประชดเลยแม้แต่น้อย คว้าแขนผมที่มีรอยยุงกัดแดงๆ ไปจับหน้าตาเฉย

“หูย โดนกัดเต็มตัวเลยจริงด้วย เอายาหม่องไหม เดี๋ยวพี่ไปเอาให้”

กูไม่อยากได้หรอกยามงยาหม่องเนี่ย! เอาตังค์มายืมเร็วเข้า!

ผมส่ายหัวพรืด อยากจะบอกเหลือเกินว่าอยากกลับหอเต็มแก่แล้ว ทว่าพี่อินทร์ก็ดันแทรกขึ้นมาก่อน

“แต่ยาหม่องอยู่ที่รถพี่นะ จอดอยู่ตรงโน้น”

ผมมองตามปากยื่นๆ ของพี่อินทร์แล้วก็ได้แต่ย่นคิ้ว รู้สึกเหมือนคนตรงหน้าวางแผนอะไรบางอย่าง แต่กว่าจะคิดออก พี่อินทร์ก็ยิ้มร่าแล้วเรียบร้อย

“พอไปเอายาหม่องแล้ว พี่ก็ขับรถไปส่งที่หอเลยแล้วกันเนอะ ดึกแล้ว กลับคนเดียวมันอันตราย”

นั่นปะไร กูว่าแล้ววว! มิน่าล่ะ ทำไมถึงได้หลอกให้ผมนั่งรอ ที่แท้ก็ล่อให้ติดกับนี่เอง ไอ้อิเหนา! ไอ้จอมเจ้าเล่ห์!

ไม่รู้หรอกว่าอยากจะไปส่งผมที่หอทำไม แต่จิตใต้สำนึกของผมบอกเลยว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ผมเลยรีบปฏิเสธทันควัน

“ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ เอาตังค์มาแล้วกลับเองดีกว่า”

แบมือออกไปขอเงินเลย ทว่าพี่อินทร์กลับปฏิเสธ

“บอกแล้วว่าเดี๋ยวไปส่ง”

“แต่ผม...”

“ไม่ไปก็ตามใจนะ คืนนี้ก็นอนที่นี่แล้วกันเนอะ”

“ก็ผมจะขอยืมตังค์...”

“ไม่ให้”

พูดจบก็ลอยหน้าลอยตาให้ผมได้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

มึงมันกวนตีนไอ้อิเหนา!

ผมหมดคำพูดทันที จะมีก็แต่พี่อินทร์นี่แหละที่ยังคงพล่ามไม่เลิก

“ตกลงจะกลับไม่กลับ ง่วงแล้วเนี่ย ฮ้าว~” แสร้งทำเป็นหาวด้วย

ไม่มีทางเลือกแล้วสินะพับผ่า ให้ไปส่งก็ได้วะ

“โอเคครับ ไปส่งก็ไปส่ง”...แต่หน้าปากซอยพอนะ

ประโยคหลังไม่บอกหรอก ขืนบอกไป มีหวังคงได้ยืนเถียงกันยาวอยู่ตรงนี้แน่ๆ ผมรู้สึกว่าถ้าผมมีข้อต่อรอง เขาคงจะไม่ยอมขยับเขยื้อนจากตรงนี้ ตอนนี้รีบๆ ไปจากที่นี่จะดีกว่า พรุ่งนี้มีเรียนเช้าด้วย เดี๋ยวตื่นไม่ไหวกันพอดี

“งั้นก็กลับกันเลย”

พอตกลงง่ายๆ อย่างนี้ ความง่วงงุนของพี่อินทร์ก็อันตรธานหายไป เหลือแต่รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าหล่อนั่น ก่อนที่ผมจะเดินตามเขาซึ่งเดินไปยังลานจอดรถที่อยู่ไม่ไกล

ยืมตังค์อิเหนาไม่พอ ยังให้อิเหนาขับรถไปส่งที่หออีก เอน็จอนาถอะไรแบบนี้นะ...

 

ตอนแรกที่กะว่าจะให้ไปส่งแค่ที่หน้าปากซอยพอ แต่พอผมขอลงทั้งที่ยังไม่ถึงหน้าหอ พี่อินทร์ก็ไม่ยอมให้ลง จากนั้นก็เกิดสงครามน้ำลายกันเพราะผมดึงดันจะลงให้ได้ เสียเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมงก็พบว่าผมพ่ายแพ้ให้แก่อิเหนาอย่างราบคาบ เพราะความง่วงและความเหนื่อย ไปๆ มาๆ เลยกลายเป็นว่าถูกอิเหนามาส่งถึงหน้าห้องอีกด้วย

เดี๋ยวกูจะย้ายหอ!

ถูกอิเหนารู้ที่อยู่แล้ว ต้องรีบย้ายหอหนี รอมีเงินก่อนเถอะ ย้ายแน่ๆ เพราะถ้าเกิดมีเรื่องอะไรขึ้นมา หรือผมได้ครองรักกับบุษบาในชาตินี้ มีหวังพี่อินทร์ได้ตามมาเผาห้องเหมือนกับที่เผาโรมโหรสพในวันแต่งงานของผมแล้วลักพาตัวพี่บุศย์ไปแน่ๆ

เรื่องนั้นผมยอมไม่ได้!

เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วไม่ทนคือจารกาคนนี้ ชาตินี้ผมจะไม่มีวันให้ใครมาแย่งพี่บุศย์ไปจากอ้อมอกผมอีกเป็นอันขาด!

หมายมั่นปั้นมือไว้เป็นอย่างดี แต่พอเช้าวันใหม่ก็เกิดสำนึกในบุญคุณอิเหนาที่อุตส่าห์ขับรถมาส่งที่หอเสียอย่างนั้น ถึงจะไม่ชอบหน้าอะไรสักเท่าไร ทว่าผมก็ไม่ใช่คนที่จะลืมบุญคุณใครง่ายๆ

อย่างน้อยก็ไปขอบคุณหน่อยก็แล้วกัน...

คิดได้ดังนั้น พอพักเที่ยง ผมก็รีบส่งข้อความหาพี่บุศย์ทันที โดยมีเนื้อความว่า...ขอเบอร์โทรของพี่อินทร์

พี่บุศย์ค่อนข้างแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ ก็ไปขอเบอร์ของรูมเมตเขา พอผมเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวาน เขาก็เข้าใจ ยอมให้เบอร์มาแต่โดยดี และที่ผมขอเบอร์ไปก็ไม่ใช่อะไร จะเลี้ยงข้าวนั่นแหละ

ส่วนกระเป๋าตังค์ผมที่หายไปเมื่อวานน่ะเหรอ? เออ ไม่ได้หายหรอก ไปค้นเจอเมื่อเช้าจากในแฟ้มชีทเรียน ดันลืมไปว่าไม่ได้พกใส่กระเป๋ากางเกงเพราะกางเกงที่สวมมาเมื่อวานนั้นมันกระเป๋าตื้น

ไอ้บ้าจิระเอ๊ย ไม่ดูให้ดีๆ จนต้องบากหน้าไปขอยืมเงิน เสียหน้าเลยเห็นไหมเนี่ย!

แต่ในเมื่อพี่อินทร์อุตส่าห์ไปส่งผม และผมก็ไม่ใช่คนเนรคุณใครได้ง่ายๆ มีแค้นก็ต้องชำระ มีบุญคุณก็ต้องตอบแทน ดังนั้นพอได้เบอร์โทรของพี่อินทร์มา ผมก็โทรหาเขาทันที รออยู่อึดใจหนึ่ง ปลายสายก็มีเสียงตอบรับ ผมกรอกเสียงลงไปทันที

“พี่อินทร์ครับ นี่ผมเองนะ...จิระ”

[จิระ?]

“จิ น้องรหัสพี่บุศย์น่ะครับ”

อีกฝ่ายส่งเสียงร้องอ๋อมาให้ได้ยินเล็กน้อยก่อนตามมาด้วยคำถาม

[มีอะไรเหรอ โทรหาพี่แบบนี้...คิดถึง?]

แหม... น่าคิดถึงตายล่ะมึง ทำไมหลงตัวเองได้ขนาดนี้วะ

“เปล่าครับ ผมแค่จะโทรมาขอบคุณเรื่องเมื่อวานน่ะ”

ผมเลยรีบแก้คำพูดไป ฝ่ายนั้นร้องอ๋อมาให้ได้ยินอีกครั้ง ก่อนที่จะพูดประโยคที่ทำให้ผมต้องย่นคิ้วยู่

[ถ้าอยากจะขอบคุณพี่จริงๆ นะ มาบอกกันต่อหน้าดีกว่า]

แม่ง...ได้คืบจะเอาศอก โทรมาขอบคุณก็ดีนักหนาแล้วเว้ย!

ทว่า...

“แล้วพี่อินทร์อยู่ไหนเหรอครับ”

...กลับตอบไปแบบนี้

เอาวะ ไปขอบคุณต่อหน้าก็ได้ จะได้จบๆ ไป ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก

[พี่อยู่ที่โรงอาหารคณะวิทยาฯ มาหาหน่อยสิ]

“อ้าว พี่อินทร์ไม่ได้เรียนสินกำเหรอครับ”

[เรียนสินกำนั่นแหละ]

“แล้วทำไม...”

[วันนี้ย้ายที่กินข้าวเที่ยง]

ผมถามยังไม่ทันจะจบประโยคดีเลย พี่อินทร์ก็ตอบกลับมาแล้ว ผมออกจะแปลกใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะว่าทำไมถึงต้องถ่อไปกินข้าวที่นั่น เพราะคณะวิทยาศาสตร์กับคณะศิลปกรรมศาสตร์นี่ ตึกมันห่างกันคนละฟากฝั่งของมหาวิทยาลัยเลยนะ แต่ผมก็ไม่ได้ถามอะไรให้มันยุ่งยากหรอก ได้แต่รับปากไป เรื่องจะได้จบๆ สักที

“ได้ครับ ไว้เจอกันนะ”

วางสายได้ ผมก็มุ่งหน้าไปยังที่หมายทันที โรงอาหารของคณะวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ต่างหรือพิเศษกว่าโรงอาหารของคณะอื่นสักเท่าไรหรอก ร้านอาหารก็หน้าตาเหมือนๆ กัน จะแปลกตาไปบ้างก็แค่นักศึกษาที่ผมไม่คุ้นหน้าเท่านั้น

ผมเดินดุ่ยๆ ฝ่านักศึกษาของคณะนี้ที่พากันมองผมเป็นตาเดียว บางคนก็ชี้ชวนเพื่อนให้มองมาที่ผมด้วย จริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องปกติแหละ เพราะผมก็มักจะถูกจ้องมองด้วยความสนใจแบบนี้บ่อยๆ แต่มันจะดีมากกว่าถ้าคนที่มองน่ะ...เป็นผู้หญิง และใช่...ไอ้ที่มองมาเป็นผู้ชายหมดเลยเว้ย!

ผมแสร้งทำเป็นไม่มองใคร รีบปรี่เข้ามาหาพี่อินทร์ทันทีเมื่อเห็นเขาโบกมือเรียก ก่อนจะรีบทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขา

“ว่าไง อยากเจอพี่ถึงขนาดนั้นเลยเหรอหืม?”

เห็นหน้าผมได้ก็กวนประสาททันที ผมย่นคิ้วน้อยๆ ตอบกลับเสียงขุ่นระคนรำคาญ

“ใช่ที่ไหนล่ะครับ ผมแค่จะมาขอบคุณเรื่องเมื่อวานต่างหาก ก่อนหน้านี้ก็บอกไปแล้วไง”

“ว้า~ เสียใจจัง นึกว่าคิดถึง”

“เอาเป็นว่าขอบคุณนะครับที่ไปส่งที่หอ”

แต่ไม่ขอบคุณเรื่องที่หลอกให้นั่งรอจนยุงกัดเต็มตัวหรอกนะ

“อุตส่าห์ไปส่งถึงที่หอ นึกว่าจะชวนขึ้นไปดื่มโอวัลตินบนห้อง ไม่มีน้ำใจเลยเนอะ แต่เอ๊ะ ไม่ได้สิ ถ้าเกิดชวนพี่ขึ้นห้องไปแล้วไอ้บุศย์รู้ เดี๋ยวมันจะลงโทษพี่...แบบรุนแรง”

พี่อินทร์สัพยอกมาอีก ท้ายประโยคนี่ยักคิ้วหลิ่วตาจนผมเข้าใจชัดแจ้งแดงแจ๋เลยว่า ‘ทำโทษ’ ที่ว่ามันหมายถึงอะไร

ก็จะหมายถึงอะไรล่ะ หื่นกามเมียเยอะอย่างไอ้อิเหนาก็ต้องหมายถึงเรื่องบนเตียงอยู่แล้ว!

 ผมอยากจะแสร้งทำหูทวนลมอยู่หรอกนะ แต่มันก็อดหงุดหงิดไม่ได้เลย จนต้องถามออกไปเสียงขุ่น

“ถามจริงๆ เถอะพี่อินทร์ ทำไมถึงชอบแกล้งผมนัก”

“หืม? แกล้งอะไร” คนถูกถามทำเป็นไม่เข้าใจ

“ก็แกล้งพูดว่าตัวเองเป็นเมียพี่บุศย์อะไรแบบนี้อะ ทำไมจะต้องทำตัวเป็นไม้กันหมาด้วย คิดว่าผมชอบพี่บุศย์เหรอ”

พอถามไปแบบนี้ พี่อินทร์ก็นิ่งแล้วพยักหน้า

“ใช่ พี่คิดว่าเราชอบไอ้บุศย์”

ก็จริงนั่นแหละ ผมชอบพี่บุศย์...ไม่สิ รักเลยดีกว่า รักมาตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว ทว่าผมไม่พูดออกไป นอกจากจะถามไปตามตรงอีกครั้ง

“สรุปแล้วที่พี่อินทร์แกล้งผมเป็นเพราะคิดว่าผมชอบพี่บุศย์ เลยทำตัวเป็นไม้กันหมา อ้างตัวเองว่าเป็นเมียพี่บุศย์ว่างั้น?”

ดูท่าทางผมจะเดามาถูกทางแล้ว ถึงพี่อินทร์จะไม่ตอบ ทำเป็นชี้โบ๊ชี้เบ๊ไม่หือไม่อือไปเรื่อย แต่ผมก็ไม่ได้โง่ถึงขนาดอ่านท่าทางเขาไม่ออก

“ทำไมถึงต้องทำตัวเป็นไม้กันหมาด้วยล่ะ”

เห็นเขาไม่พูดสักที ผมเลยเป็นฝ่ายทำลายความเงียบออกมา พี่อินทร์เอียงคอมองหน้าผม ตอนนี้สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าปรับเข้าสู่โหมดจริงจังแล้ว

“ก็เห็นติดไอ้บุศย์หนึบเลย จะไม่ให้คิดว่าชอบมันได้ยังไง”

“ก็เลยทำตัวเป็นไม้กันหมาว่างั้น?”

ผมส่งเสียงขึ้นจมูก พี่อินทร์ก็เชิดหน้าขึ้น

“มันก็ช่วยไม่ได้ พี่ต้องปกป้องเพื่อนตัวเองไว้ก่อน ถ้าเกิดว่าเรามาเป็นแบบสตอล์กเกอร์เหมือนไอ้เวรนั่นขึ้นมา ไอ้บุศย์มันจะปวดหัวเอา”

พูดมาอย่างนี้ ผมก็พอจะเข้าใจเหตุผลของเขา แต่เดี๋ยวนะ...สตอล์กเกอร์เหมือนไอ้เวรนั่น แสดงว่ามีคนอื่นนอกจากผมชอบพี่บุศย์เหมือนกันเหรอ?

ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่าลางสังหรณ์ไม่ดีแปลกๆ ขึ้นมา แต่ก็พยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าคงจะไม่มีอะไร ทว่าพี่อินทร์ก็ดันเหลือบเห็นใครบางคน พลันพยักพเยิดให้ผมหันไปมอง

“นั่นไง ไอ้เวรนั่นนี่แหละที่ตามสตอล์กเกอร์ไอ้บุศย์”

ผมหันไปมอง ก่อนสายตาจะปะทะเข้ากับผู้ชายคนหนึ่ง รูปร่างท่าทางภายนอกก็ดูเป็นผู้ชายปกติดี หน้าตาก็ดีนะ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำแดดดูสุขภาพดี ดูร่าเริงดีด้วย สังเกตจากการที่เขาพูดคุยกับเพื่อนที่เดินมาด้วยกัน แต่ทว่า...เขากลับทำให้ผมตกตะลึงจนต้องหันไปหาพี่อินทร์อีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“พี่อินทร์หมายถึง...คนที่สะพายกระเป๋าสีดำคนนั้นเหรอ”

พี่อินทร์พยักหน้า เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนว่าด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“เออ ไอ้บ้านั่นน่ะแหละ เห็นหน้ามันแล้วของขึ้น ล่าสุดเพิ่งดักรอไอ้บุศย์ที่หน้าหอเมื่อไม่กี่วัน โดนพี่ไล่ตะเพิดไปเนี่ย ตามมาแม่งตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว”

เท่านั้นผมก็ใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ก็เมื่อกี้ที่ผมมองไปน่ะ จู่ๆ ก็มีแสงสีทองสว่างวาบประกายออกมาจากร่างของเขา ฉับพลันก็มีใบหน้าของใครบางคนที่ผมคุ้นดีปรากฏออกมาให้เห็น

คนคนนั้น...

...วิหยาสะกำ!

มือไม้สั่น ปากก็สั่น ผมทำอะไรไม่ถูก คำถามมากมายตีกันวุ่นในหัวเต็มไปหมด ขณะที่พี่อินทร์ยังคงพูดต่อ

“ไม่รู้แม่งเป็นบ้าอะไร ตามตื๊อไอ้บุศย์ไม่เลิก มันก็ปวดหัวจะแย่ที่มีผู้ชายมาตามติดเป็นตังเมเนี่ย ถึงได้ขอให้พี่ช่วยสอดส่องดูแลให้ ไม่รู้เป็นบ้าอะไรของมัน ทำตัวเหมือนพวกโรคจิต”

ผมเม้มริมฝีปาก พลันความทรงจำในอดีตชาติก็ผุดพรายขึ้นมา

เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นจรกา ตอนที่ไปทูลขอนางบุษบาจากท้าวดาหาซึ่งเป็นบิดาเพราะอิเหนาได้ถอนหมั้นไป องค์ปะตาระกาหลา เทวดาต้นวงศ์เทวาของอิเหนาทรงกริ้วอิเหนามาก จึงบันดาลให้วิหยาสะกำ โอรสของท้าวกะหมังกุหนิงหลงใหลในรูปโฉมของนางบุษบาทันทีที่ได้เห็นภาพวาดของนางที่เก็บได้ในป่า ซึ่ง...ภาพวาดนั้นก็เป็นผมเองนั่นแหละที่สั่งให้ช่างเขียนไปวาดรูปมาให้ แต่เจ้าช่างเขียนเซ่อซ่าคนนั้นดันทำรูปตกอยู่ในป่าเสียอย่างนั้น

ดังนั้นวิหยาสะกำเลยอ้อนพ่อให้ไปทูลขอบุษบาจากท้าวดาหา พอไม่ได้เพราะบุษบาหมั้นหมายกับผมแล้ว ก็พากันยกทัพมาหมายจะแย่งชิง ผมซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงเจ้าเมืองเล็กๆ จะไปสู้อะไรได้ เลยต้องเดือดร้อนว่าที่พ่อตาให้ไปขอความช่วยเหลือจากสหายทั้งสี่แคว้นมา อิเหนามาช่วยรบในฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองกุเรปัน จนสุดท้าย...วิหยาสะกำก็ถูกสังหารโดยทวนของสังคามาระตา น้องชายบุญธรรมของอิเหนา

นั่นแหละ...ที่มาที่ทำให้ผมหันไปเห็นแล้วขนหัวลุกซู่ล่ะ

ทั้งกลัวเพราะในอดีตชาติถูกข่มขู่ด้วยทัพศึก ทั้งเกรงเพราะนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้วิหยาสะกำถูกฆ่าตาย แต่อะไรไม่ว่า ผมไม่เข้าใจเลยสักนิด...

ทำไมสวรรค์ถึงจะต้องให้ไอ้พวกนี้มาเกิดใหม่แล้ววนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตัวผมด้วย!

พอจะเข้าใจเรื่องหลักการของกงเกวียนกำเกวียนอยู่ว่าผู้ที่มีความผูกพันทั้งรักและแค้นแต่ชาติปางก่อน หากละทิ้งความรู้สึกเหล่านั้นไม่ได้ก็จะวนเวียนมาบรรจบกันในชาติใหม่ แต่ประเด็นก็คือ...พวกมึงไม่ต้องมาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับกูก็ได้!

ผมสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร ก่อนที่ความสนใจจะถูกดึงไปเมื่อจู่ๆ พี่อินทร์ก็พูดขึ้น

“เสียดาย หน้าตาก็ดี ไม่น่าเป็นพวกโรคจิตเลย”

เท่านั้นความทรงจำอีกอย่างก็ผุดพรายขึ้นมาในภวังค์ของผมฉับพลัน

 

ตรัสพลางย่างเยื้องยุรยาตร                          องอาจดังไกรสรสีห์

สองระตูตามสเด็จจรลี                          ไปที่วิหยาสะกำตาย

มาเห็นศพทอดทิ้งกลิ้งอยู่                      พระพินิจพิศดูแล้วใจหาย

หนุ่มน้อยโสภาน่าเสียดาย                    ควรจะนับว่าชายโฉมยง

ทนต์แดงดั่งแสงทับทิม                           เพริศพริ้มเพรารับกับขนง

                เกศาปลายงอนงามทรง                  เอวองค์สารพัดไม่ขัดตา

            กระนี้หรือบิดามิพิศวาส                  จนพินาศด้วยโอรสา

            แม้นว่าระตูจรกา                           งามเหมือนวิหยาสะกำนี้

            จะมิได้ร้อนรนด้วยปนศักดิ์               น่ารักรูปทรงส่งศรี

            ตรัสแล้วลีลาขึ้นพาที                      กลับไปยังที่พลับพลาพลัน

 

ใช่แล้ว อิเหนาชมโฉมศพวิหยาสะกำ พร่ำเพ้อพรรณนาประมาณว่าวิหยาสะกำมีรูปโฉมงดงาม เป็นหนุ่มน้อย ปากแดง จมูกหน่อย คิ้วคมเข้ม เส้นผมหยักศกเป็นทรงสวย เอวบางอ้อนแอ้นอรชรน่ารักน่าชัง เสียดายที่ต้องมาตายแบบนี้

เหอะ! ว่าเขาอย่างโน้นอย่างนี้ ถ้ารู้ว่าชาติก่อนตัวเองเคยชมเขาว่ายังไงบ้าง เดี๋ยวมีร้อง!

อะไรไม่ว่า ตอนนั้นมีเปรียบเทียบกระทบกระทั่งผมว่าถ้าน่ารักเหมือนวิหยาสะกำ ก็คงจะไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของตัวเอง

แม่ง ขนาดชมคนอื่นยังไม่วายมาแขวะผมอะ ผมเลยโคตรชังน้ำหน้าอิเหนาตั้งแต่ตอนนั้น แต่ขอโทษเถอะ วิหยาสะกำที่มาเกิดใหม่ในชาตินี้ไม่ได้เอวบางร่างน้อยเหมือนชาติก่อนแล้ว ตัวสูงบึกบึนเหมือนพวกนักกีฬาเลยด้วยซ้ำ ทว่าก็ต้องยอมรับแหละว่าหน้าตาดี ไม่อย่างนั้นพี่อินทร์จะโพล่งออกมาทำไม

“อย่าบอกนะครับว่าที่พี่อินทร์มานั่งกินข้าวที่นี่เพราะจะมาส่องดูวิหยา... เอ่อ...ผู้ชายคนนั้น?”

เกือบจะหลุดพูดชื่อในชาติก่อนออกไปแล้ว ดีที่พี่อินทร์ไม่ได้สนใจ นอกจากจะพยักหน้า

“ใช่ มาดูว่าช่วงนี้มันคิดจะทำอะไรแปลกๆ กับไอ้บุศย์หรือเปล่า”

“แล้วเขาดูเหมือนมีแผนอะไรไหมล่ะครับ”

“ก็ไม่มีนะ ปกติดี”

พี่อินทร์ว่าด้วยท่าทางสบายๆ ผมก็ไม่เข้าใจหรอกว่าไอ้ที่ว่าปกติมันหมายถึงยังไง แล้วตอนที่ไม่ปกติมันเป็นยังไง แต่ก็ไม่คิดจะถามเมื่อเห็นว่าพี่อินทร์คว้าแก้วน้ำที่แทบจะเหลือแต่น้ำแข็งมาดูด ก่อนจะว่าเร็วๆ

“เดี๋ยวพี่ต้องไปละ นัดเพื่อนไว้ อย่าลืมกินข้าว”

จู่ๆ ก็ลุกพรวดไปเลย ทิ้งให้ผมนั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียวอย่างงงๆ

เอาเถอะ ถือเสียว่าภารกิจวันนี้จบสิ้นแล้ว ขอบคุณไปแล้วก็จบกัน ต่อจากนี้ผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวหรือสนใจอะไรเขาอีกแล้ว เพราะต่อไปนี้น่ะ...จะมีแต่จรกากับบุษบาเท่านั้น!

ผมเก็บท้องไว้ ตั้งใจจะหิ้วกลับไปกินที่โรงอาหารของคณะกับพี่บุศย์ แต่ทว่าตอนลุกขึ้นจากเก้าอี้ จะเดินกลับออกไปนอกโรงอาหาร สายตาก็ดันเห็นวิหยาสะกำกับเพื่อนๆ ยืนกันอยู่ตรงหน้าทางเข้านั้น

ผมกลืนน้ำลายลงคอเอื้อก ใจสั่นขึ้นมาอีกครั้ง

ความรู้สึกนี้มัน...

...กลัว

ยอมรับตามตรงเลยว่าวิหยาสะกำคืออีกคนหนึ่งที่ผมกลัวรองลงมาจากอิเหนา ทั้งกลัวว่าเขาจะมาแย่งพี่บุศย์ในชาตินี้กับผม แล้วก็กลัวว่าเขาจะมาแก้แค้นที่ผมเป็นต้นเหตุทำเขาถูกฆ่าตาย

แต่...คงจะจำผมไม่ได้หรอกมั้ง ก็มีเพียงแค่ผมเท่านั้นที่จำอดีตชาติได้นี่

จะยังไงก็แล้วแต่ ผมไม่อยู่ที่นี่นานให้ตัวเองเสียสุขภาพจิตหรอก รีบก้มหน้าก้มตาก้าวเดินผ่านหน้าไปให้จบๆ จะดีกว่า

คิดได้เท่านั้นก็จ้ำพรวดๆ ไปทันที ทว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะพอผมเดินผ่านหน้าของศัตรูในอดีตชาติไปปุ๊บ จู่ๆ เสียงพูดคุยกับเพื่อนของวิหยาสะกำก็เงียบลง มีเพียงเสียงของเพื่อนเขาที่ดังขึ้น

“มีอะไรวะไอ้วิญ”

“นั่น...”

นั่นอะไรก็ไม่รู้ ผมรีบก้าวยาวกว่าเดิมแล้ว แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อร่างใหญ่ของใครบางคนมาดักหน้าไว้ พอผมหยุดฝีเท้า เงยหน้าขึ้นมามองก็ต้องเหงื่อกาฬแตกซิกไปทั่วทุกซอกหลืบเมื่อเห็นว่าตรงหน้าผมน่ะคือ...

วะ...วิหยาสะกำ

ผมเลิ่กลั่กขึ้นมาทันที ขณะที่มันมองหน้าผมด้วยสายตาที่ยากจะอ่าน ดูโกรธแต่ก็ไม่แน่ใจนัก ดูเหมือนสนใจแต่ก็ไม่เชิงสักเท่าไร ผมเลยตัดสินใจรีบโพล่งออกไปเพื่อเอาตัวรอดก่อน ไอ้นี่ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่น่าไว้ใจพอๆ กับอิเหนาเช่นกัน

“ขะ...ขอทางด้วยครับ ผมรีบไป”

ผมว่าเร็วๆ จนลิ้นแทบพันกัน แต่วิหยาสะกำก็ไม่หลีกทางให้ ยืนแข็งทื่อเป็นหิน ผมเลยเบี่ยงตัวหมายจะหลบแทน ทว่าเขาก็เอ่ยขึ้นมาก่อน

“โคตร...”

ผมนิ่งงัน มองหน้าอีกฝ่ายด้วยใจเต้นระทึก ก่อนคำพูดหลังจากนั้นจะดังออกมา

“...น่ารักเลย”

เอ๋?

งุนงงไปชั่วขณะ เหมือนจะได้ยินอะไรผิดไปอยู่นิดๆ

เมื่อกี้วิหยาสะกำพูดว่า...

“ชื่ออะไรเหรอครับ”

เอาล่ะ คราวนี้ชัดเจน ไม่ได้ฟังผิดไปอย่างแน่นอนเมื่อเขารัวคำพูดออกมาเร็วๆ ยิ้มกว้างโปรยเสน่ห์ใส่ผมสุดชีวิต

“หรือถ้าไม่อยากบอกตอนนี้ แลกไลน์กันไว้ก็ได้นะ ไว้ค่อยไปบอกเราในไลน์ก็ได้”

ไม่พูดเปล่า คว้าโทรศัพท์ขึ้นมารอแลกไลน์กับผมแล้วเรียบร้อย ขณะที่ผมยังคงมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตาอยู่

ดะ...เดี๋ยวนะ

วิหยาสะกำจะมาจีบจรกาด้วยการหลอกขอไลน์ไม่ได้นะโว้ย!

-----------------------------

ชาติก่อนคนชัง ชาตินี้คนชอบ วิหยาสะกำยังหลงหนูเลยนว้องงงจิ #ทำเสียงสอง

ฝากกำลังใจหรือแวะไปหวีดกันที่ทวิตเตอร์ แท็ก #จรกาคนงาม ได้นะคะ

พรุ่งนี้เจอกันตอนใหม่เต็มๆ ตอนจ้า


ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
จากเคยเกลียด
กลายเป็นชอบซะงั้น

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด