ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทนำ (27.10.20)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทนำ (27.10.20)  (อ่าน 2417 ครั้ง)

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


----------

ความลับในม่านหมอก
ข้อมูลเบื้องต้น



     ‘ม่านฟ้า’ ชายหนุ่มที่ต้องการเพียงใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างเรียบง่ายและประหยัดพลังงาน กลับต้องมาพบกับความลับบางอย่างของน้องชายอย่าง ‘ภูหมอก’ ที่นำพาให้เขาต้องมาเจอกับเรื่องต่างๆ มากมาย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าความลับครั้งนี้จะนำพาเรื่องดีหรือเรื่องร้ายมาสู่ชีวิตเขากันแน่

 
     เครื่องสำอางและเสื้อผ้าผู้หญิงที่พบในห้องนอนของน้องชายทำให้เขาคิดว่าเจ้าตัวคงพาแฟนสาวมานอนค้างที่ห้อง แต่ความรู้สึกคาใจพร้อมลางสังหรณ์แปลกๆ นี่มันอะไรกัน
'ทำไมเสื้อแฟนมันตัวใหญ่จังว่ะ'

 
     'ความลับในม่านหมอก' เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งและสองพี่น้องที่ช่วยกันผ่านเรื่องราวต่างๆ พร้อมกับผู้ช่วยเหลือคนสำคัญ ซึ่งบอสใหญ่ของเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือพ่อบังเกิดเกล้าของพวกเขานี้แหละ

สารบัญ

     ----------
 

     นิยายเรื่องนี้จั่วหัวว่าเป็นนิยายวาย (ชายรักชาย) ก็จริง แต่ขอเตือนว่าอย่าคาดหวังถึงความหวานของคู่พระนายมากนัก

     เนื้อเรื่องหลักจะเป็นชีวิตสบายๆ ผสมวุ่นวายของสองพี่น้อง จะมีดราม่าเสียดสีสังคมที่เกี่ยวข้องกับเพศที่สามบ้าง ส่วนเรื่องพระนายนั้น เจอใครก็จับจิ้นไปก่อนนะ แล้วเรามาลุ้นกันอีกที ว่าจะตรงกับที่ทุกคนลุ้นกันไว้ไหม

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-10-2020 22:17:26 โดย Achaya »

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: ความลับในม่านหมอก : บทนำ (20.06.20)
«ตอบ #1 เมื่อ20-06-2020 02:43:24 »

บทนำ

     อากาศร้อนอบอ้าวในช่วงสายทำให้ชายหนุ่มรู้สึกล้าจนแทบหมดแรง หนุ่มอักษรฯ ออกเดินทางจากหอพักมหาวิทยาลัยเพื่อกลับบ้านช่วงปิดเทอมใหญ่ เขาใช้เวลากว่าสองชั่วโมงจนมาถึงบ้านที่อยู่มาแต่เกิดในเวลาเกือบสิบเอ็ดโมง

     ‘ม่านฟ้า’ ไขประตูบ้านเข้าไปมองสำรวจรอบๆ พ่อแม่คงออกไปทำงานหมดแล้ว แต่กลับไร้วี่แววของคนที่ควรจะอยู่บ้านอีกหนึ่งคน น้องชายคนเดียวของเขาที่อยู่ในช่วงปิดเทอมของชั้นมัธยมปลายและเป็นต้นเหตุของการเรียกกลับบ้านด่วนในครั้งนี้

     “หมอก!”

     เขาลองตะโกนเรียกดูเผื่อน้องชายจะอยู่บนห้องนอนชั้นสอง แต่กลับไร้เสียงตอบรับใดๆ ม่านฟ้าขมวดคิ้วมุ่น นึกไปถึงเรื่องที่แม่บ่นให้เขาฟังจนเป็นที่มาของการให้ช่วยดูแลน้องช่วงที่ยังปิดเทอม
 
     ด้วยความที่ ‘หมอก’ หรือ ‘ภูหมอก’ น้องชายคนเดียวที่คลานตามกันมาเป็นคนหน้าตาค่อนข้างดี อาจไม่ถึงกับระดับซุปเปอร์สตาร์ แต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เกินไปนัก ยิ่งตัวสูง ผิวขาว บวกกับเป็นคนยิ้มแย้ม อารมณ์ดี จึงสามารถจัดเป็น ‘ผู้ชายเจ้าเสน่ห์’ คนหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่แม่เขากลับเรียกสิ่งนี้ว่า ‘เพลย์บอย’

    "เมฆ กลับบ้านปิดเทอมนี้ดูแลเจ้าหมอกให้แม่ด้วยนะ ชักจะทำตัวไม่น่ารักใหญ่แล้ว แม่เคยเห็นเดินห้างอยู่กับผู้หญิง แต่พอถามก็บอกไม่ใช่แฟนๆ วันก่อน แม่กลับบ้านไป ก็เจอพาผู้หญิงเข้ามาในบ้าน แม่ล่ะกลัวน้องมันจะทำตัวออกนอกลู่นอกทาง เมฆช่วยๆดูน้องให้แม่หน่อยนะ"

     แม่บอกกับเขาไว้แบบนั้น การที่หมอกพาผู้หญิงเข้ามาบ้านได้บ่อยๆจนมาแจ็คพอตแตกเจอแม่เข้า คงเป็นเพราะปกติพ่อกับแม่ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน แม่ของเขาเป็นพยาบาลต้องอยู่เวรบ่อยๆ จนบางทีก็นอนที่บ้านพักของเจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาล ส่วนพ่อถึงจะทำงานบริษัทแต่ก็ต้องออกตรวจต่างจังหวัดประจำ และตัวเขาพอขึ้นมหาลัยก็อยู่หอของมหาลัย จะให้เดินทางไปกลับที่ใช้เวลาเดินทางกว่าสองชั่วโมงไปกลับทุกวันก็คงไม่ไหว ครอบครัวที่มีกันสี่คนของเขาจึงเหลือเพียงไอน้องรักของเขาที่อยู่บ้านคนเดียวซึ่งนั่นคงเป็นโอกาสที่จะพาสาวมาเที่ยวบ้านหรือ ‘ทำอะไรๆ’ ที่มากกว่านั้นได้

     "ช่วงหลังหมอกไม่ค่อยยอมให้แม่เข้าไปในห้องเท่าไหร่ แต่เมฆนอนห้องเดียวกับน้องก็ช่วยดูในห้องให้แม่ด้วย แม่กลัวน้องมันจะพาผู้หญิงเข้ามาค้างถึงในบ้าน ถ้าพ่อรู้นะ พ่อเอาตายแน่ แล้วยิ่งถ้าวันไหนเดินมาบอกพ่อกับแม่ว่าไปทำแฟนท้องอะไรแบบนี้นะ แม่คงได้ช็อกตาย"

     ตอนฟังแม่ที่โทรมาบ่น ม่านฟ้าถึงกับแอบกลอกตากับคำบ่นยาวเหยียด เขาพยายามจะบอกแม่ว่าเรื่องพวกนี้มันห้ามกันไม่ได้ วัยรุ่นก็คือวัยรุ่น ยิ่งไปทำตัวจับผิดก็จะยิ่งซ่อน แม้แปลกใจกับพฤติกรรมที่คาดไม่ถึงของน้องชายที่ปกติทำตัวดีมาตลอด และแนะนำให้แม่เปิดหลักสูตรเพศศึกษาและการป้องกันให้น้องมันเรียนรู้ดีกว่า แต่พูดไปคงไม่พ้นตัวเขาเองที่จะโดนบ่นพร้อมด้วยระแวงเขาไปอีกคน ในฐานะพี่ชายที่แสนดีเขาเลยกะมาทำหน้าที่ในการเป็น’ครู’แทนแม่เสียเอง แต่ดูเหมือน’ลูกศิษย์’ของเขาจะไม่อยู่บ้านเสียแล้ว

     ม่านฟ้าเดินขึ้นบันไดไปอย่างยังมีความหวังว่าจะเจอเจ้าตัวนอนอุตุอยู่ในห้อง แต่ก็เจอเพียงความว่างเปล่า ห้องนอนนี้พวกเขาใช้ร่วมกันมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งพอเขาเข้ามหาลัยไปอยู่หอ ก็เหมือนหมอกจะยึดไปเป็นของตัวเองเรียบร้อย ข้าวของต่างๆว่างเต็มห้องไปหมด ทั้งที่เมื่อก่อนจะแบ่งส่วนที่เป็นของเขาและส่วนที่เป็นของหมอกไว้ค่อนข้างชัดเจน เขาไล่สายตาไปเรื่อยๆ มองห้องที่เปลี่ยนไปจากเดิมไม่น้อยพลันสะดุดตากับของบางอย่างที่อยู่บนหัวเตียง

     ‘เครื่องสำอาง’
 
     ทั้งลิปสติก กระปุกครีม ดินสอเขียนคิ้ว และอื่นๆ ถึงจะไม่แน่ใจแต่มันเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ควรจะอยู่ในห้องนอนของผู้ชายที่อยู่คนเดียวแน่ๆ ต่อให้เป็นผู้ชายเจ้าสำอางแค่ไหนก็เถอะ เว้นเสียแต่ว่า ‘ผู้ชาย’คนนั้นจะไม่ได้อยู่เพียงคนเดียว

     ลางสังหรณ์บอกชายหนุ่มให้รีบสาวเท้าไปที่ตู้เสื้อผ้าเป็นอย่างถัดไป เปิดประตูตู้ออกแล้วเบนสายตาไปยังเสื้อผ้าที่ดูผิดปกติ ไวเท่าความคิด มือของม่านฟ้าเอื้อมไปหยิบชุดนั้นออกมาดู ลมหายใจสะดุดไปทันทีที่เห็นสิ่งนั้นเต็มๆตา

     ‘ชุดเดรส’
 
     คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาอย่างแรง เสียงหอบหายใจของเจ้าของห้องอีกคนที่วิ่งขึ้นมาเพราะเห็นรองเท้าของเขาที่หน้าบ้าน ใบหน้าขาวซีดเผือดกว่าเดิมเมื่อเห็นของที่อยู่ในมือเขา ร่างสูงของน้องชายพุ่งเข้ามาคว้าชุดที่อยู่ในมือเขาออกไปยัดกลับเข้าตู้ก่อนปิดเสียงดังลั่น จนม่านฟ้าต้องรีบผงะออกจากรัศมีบานประตู

     “พี่เมฆจะกลับมาทำไมไม่บอกหมอกก่อน!!!”  เสียงตะโกนอย่างไม่พอใจคือคำทักทายแรกของเด็กหนุ่ม

     “เออ คือ.. หมอก หมอกยังไม่ได้เก็บของในห้องเลย ปกติเวลาพี่จะกลับก็บอกกันก่อนนิ”
     
     สายตาหลุกหลิกกลอกไปมา มือไม้สั่นเทากำเข้าหากัน เสียงลมหายใจหนักๆบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังบังคับความตื่นตระหนกของตนเอาไว้ ภูหมอกลดระดับเสียงจนเป็นปกติเมื่อนึกได้ว่าตะโกนใส่หน้าพี่ชายไปก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นก็มีเพียงความเงียบระหว่างสองพี่น้อง ก่อนพี่ชายจะเป็นผู้ทำลายความเงียบลงก่อน

     “กู…” ม่านฟ้ากลืนน้ำลายลงคอ หายใจลึกๆเหมือนพยายามเรียกสติและคำพูดที่เตรียมเอาไว้ก่อนมา

     “คือ.. แม่เขาห่วงมึง เรื่องที่มึง.. เออ..  พาผู้หญิงเข้าบ้าน เขากลัวว่ามึงจะพามาค้างคืน แต่… กูคงห้ามไม่ทันแล้วมั้ง” ชายหนุ่มพูดจาตะกุกตะกักในช่วงแรก แต่ก็ค่อยๆปรับอารมณ์ได้ในเวลาไม่นาน

     บอกตรงๆว่าคาดไม่ถึงเหมือนกัน เพราะจากคำบอกของแม่และนิสัยน้องชาย เขาคิดว่าแม่อาจจะเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง แต่การเห็นทั้งเครื่องสำอางและเสื้อผ้าในห้องนอน เหมือนจะยิ่งตอกย้ำความกลัวของแม่ ไม่ใช่แค่พาผู้หญิงเข้าบ้าน แบบนี้มันคล้ายพามาอยู่บ้านเลยมากกว่า
 
     “ยังไง... มึงรีบเก็บของพวกนี้ให้เรียบร้อยก่อนเลย ถ้าพ่อแม่มาเจอกูไม่ช่วยเก็บศพให้นะ เสร็จแล้วลงไปคุยกับกูข้างล่างด้วย” ม่านฟ้าพูดไปก็ถอนหายใจไปด้วย  ก้าวเท้าเตรียมเดินออกจากห้องแต่ก็ยังไม่วายหันมาสำทับอีกหน “แล้วหัดป้องกันซะด้วยนะ อย่าซ่าเล่นสด ท้องขึ้นมาล่ะฉิบหาย”

     ม่านฟ้าเดินออกมาจากห้องเตรียมจะก้าวเท้าลงบันไดไปชั้นล่าง แต่ลางสังหรณ์บางอย่างดึงเขาไว้จนชะงักแล้วหันกลับไปมองที่ห้องนอนอีกครั้งอย่างค้างคาใจ เมื่อนึกถึงเสื้อผ้าที่เขาหยิบออกมาดูเมื่อครู่

     ‘ทำไมเสื้อแฟนมันตัวใหญ่จังว่ะ’

     TBC

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 1


     ‘กูจะทำยังไงดีว่ะ’

     คำถามนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของม่านฟ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ออกจากห้องนอนมายืนสติแตก แล้วเคลื่อนกายมารอภูหมอกอยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น จนเวลานี้ที่ร่างสูงลงมานั่งอยู่ข้างกัน

     บางครั้งเขาก็เกลียดลางสังหรณ์ของตัวเองนัก เมื่อคำถามที่ค้างคาใจเกิดขึ้นในหัว คำตอบที่ลงล็อกได้ทุกอย่างก็ผุดขึ้นมาตามกัน

     ‘ถ้าไม่ใช่ของแฟน แต่เป็นของหมอกเองล่ะ’

     เพราะเขาโดนแม่ล้างสมองเรื่องกลัวน้องชายพาสาวเข้าบ้าน พอเห็นของต่างๆ ก็ชักจูงเขาไปในทาง ‘ของของแฟนหมอก’ มากกว่า ‘ของของหมอก’

     พอกลับมานั่งคิดดีๆ ม่านฟ้าอยู่กับน้องมา เขารู้อยู่ว่าเพลย์บอยเป็นคำที่ห่างไกลจากภูหมอกมาก หมอกเป็นเด็กค่อนข้างเรียบร้อย ถึงช่วงหลังจะไม่ได้เจอน้องบ่อยอย่างสมัยที่ยังอยู่บ้าน แต่ก็ไม่คิดว่าน้องจะเปลี่ยนไปมากนัก

     สมองของเขายังคงสับสนกับสิ่งที่เจอซึ่งกลับตาลปัตรจากที่เตรียมใจไว้มาก จากความคิดที่ว่าน้องชาย ‘เป็นเพลย์บอยพาสาวเข้าบ้าน’ สู่เป็นความจริงที่ว่าน้องชาย ‘กำลังจะกลายเป็นสาว’ มันต่างกันราวฟ้ากับเหว หลายทางเลือกที่จะใช้คุยกับน้องชายผุดขึ้นมาในหัว แต่เข้าจำเป็นที่จะต้องคิดให้ดีก่อน ม่านฟ้าบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่าคำพูดจะกลายเป็นนายเราเมื่อพูดออกไป

     ม่านฟ้าพยายามคิดในมุมมองของพ่อแม่ หากมาเจอสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจะทำอย่างไร

     ‘ด่า’ สิ่งนี้เป็นความคิดแรกที่โผล่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วเมื่อคิดถึงพ่อ แต่ก็ถูกม่านฟ้าปัดตกไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน การด่าไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เรื่องพวกนี้เขารู้ดี ใช่ว่าภูหมอกจะอยากเป็นอย่างนี้ ถึงด่ามันจนร้องห่มร้องไห้ก็ใช่ว่าจะทำให้น้องกลับมาเป็นผู้ชายได้ ภูหมอกถูกบังคับให้เป็น ‘ผู้ชาย’ โดยเพศสภาพทันทีที่เกิดมา ขณะที่ความจริงจากการยอมรับตัวเองบอกว่าหัวใจของภูหมอกเป็น ‘ผู้หญิง’ และผลสุดท้ายสังคมได้ตัดสินสิ่งเหล่านี้เป็น ‘สิ่งที่ผิด’ หรือ ‘การเบี่ยงเบนทางเพศ’ น้องของเขาเป็นแค่เหยื่อที่ไร้ทางเลือกในเส้นทางนี้เท่านั้น

     ‘ปลอบ’ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจหากเป็นแม่ แต่ไม่ใช่สำหรับเขา จะให้มานั่งปลอบน้องชายตัวโตๆ แค่คิดก็ขนพองสยองเกล้าแล้ว ทางเลือกสุดท้ายจึงเหลือเพียง ‘นิ่งไว้’ คือทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แสดงออกเหมือนเข้าใจผิดคิดว่าน้องเป็นเพลย์บอยอย่างที่แม่คิด รอเวลาจนถึงวันที่น้องพร้อมบอกเรื่องเหล่านี้กับครอบครัวด้วยปากของตัวเอง

     ทั้งที่ทางเลือกที่สามน่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย แต่เขาก็ยังอดห่วงไม่ได้ ภูหมอกเป็นเด็กเรียนเก่ง แต่ซื่อบื้อ นิยามที่เป็นตัวน้องมากที่สุดสำหรับเขาคือ ‘ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่ค่อยจะรอด’ ถ้าเขาปล่อยไปแล้วทำเฉย สักวันหนึ่งพ่อคงรู้เข้าจนบ้านแตกแน่ จากความไม่ระวังตัวระดับนี้เขาให้ไม่เกินปีหรอก อีกอย่างถึงพ่อไม่รู้เขาก็ไม่แน่ใจว่าการเป็นแบบนี้จะทำให้น้องต้องเจอกับอะไรบ้าง

     เขาเห็นข่าวมาไม่น้อยสำหรับคนที่ถูกหลอกไปกินกลูต้า เทคฮอร์โมน ไปจนถึงผ่าตัดเนื้อเน่า หลายครั้งที่เห็นก็มีความรู้สึกนะว่าทำไมถึงได้โดนหลอกได้ มันดูไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย แต่พอมองกลับมาที่น้องชายก็เห็นความเป็นไปได้ที่จะเชื่ออะไรอย่างซื่อๆ นั้นเหมือนกัน

     การบอกถึงสิ่งที่เขารู้วันนี้อาจทำให้น้องยังอยู่ในสายตาของเขา ช่วยกันแก้ปัญหาให้คำแนะนำเท่าที่คนอย่างเขาจะทำได้ น่าจะดีกว่าการปล่อยให้น้องเตลิดไปไหนเองโดยที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้ ดังนั้นทางเลือกพิเศษสำหรับเขาในตอนนี้ คือการบอกถึงการรับรู้ของเขาและ ‘เก็บข้อมูล’ ให้ได้มากที่สุด

     “เป็นมานานแค่ไหนแล้ว” คือคำถามแรกจากปากของม่านฟ้า แต่เพราะถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงไม่แปลกใจที่จะได้รับสายตางุนงงตอบกลับมา

     “กูหมายถึงสิ่งที่มึงซ่อนไว้น่ะ” ม่านฟ้าอธิบายเพิ่มเติม แต่กลับเรียกสีหน้ากระอักกระอ่วนให้กับน้องชายแทน

     “เออ.. ก็ไม่นานนี้เอง แล้ว.. เออ หมอกก็ป้องกันตลอดนะ พี่เมฆไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

     คำตอบรับอ้อมแอ้มกับสายตาที่ไม่ยอมมองสบกับเขา ทำให้ม่านฟ้าถอนหายใจ คิดเอาไว้แล้วว่าน้องคงไม่อยากให้ใครรู้ความจริง แต่ในเมื่อตัดสินใจว่าจะคุยกันให้เรียบร้อย เขาจึงวัดดวงกับลางสังหรณ์ของตัวเอง แล้วหลอกให้พูดความจริงออกมา

     “ลืมเรื่องที่กูพูดบนห้องไปเหอะ แล้วบอกความจริงกูมาให้หมด”

     “... พี่เมฆหมายถึงอะไร”

     “ก็หมายถึงเรื่องที่ผู้หญิงที่มึงพามาบ้าน ไม่ใช่แฟน แต่เป็น ‘เพื่อนสาว’ และไอเครื่องสำอางกับเสื้อผ้าในห้องก็ไม่ใช่ของแฟนมึงที่มาค้างอย่างที่กูคิด แต่เป็น ‘ของมึงเอง’ น่ะสิ”

     “!!!” สีหน้าของภูหมอกซีดลงทันตา ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองพี่ชายด้วยอาการตระหนก “พี่.. พี่พูดอะไร สะ เสื้อผ้านั่น เป็นของแฟนหมอก เขาเอามาฝากไว้เฉยๆ”

     “เหรอ เสื้อผ้าไซส์ใหญ่แบบนั้นเนี่ยนะ”

     “แฟนหมอกเป็นคนตัวใหญ่”

     “ชุดนั้นใหญ่กว่าตัวกูอีกมั้ง กูก็สูง 170 กว่าแล้วนะ แฟนมึงสูง 180 เหรอว่ะ”

     เมื่อเถียงต่อไปไม่รอด ทางเลือกของภูหมอกคือการเงียบ แต่ม่านฟ้าไม่ยอมปล่อยให้น้องเงียบได้นาน ในเมื่อการจี้ถามด้วยไม้แข็งไม่ได้ผล การใช้ไม้อ่อนอย่างการเกลี้ยกล่อมจึงเป็นวิธีถัดไป

     “หมอก กูเป็นพี่มึงนะเว้ย กูถาม.. ไม่ได้จะเอาไปมึงแบล็คเมล์ กูอยากรู้เรื่องของมึง อยากช่วยอะไรมึงได้บ้างเผื่อมึงมีปัญหา กูอาจจะไม่ใช่พี่ที่ดีอะไร เรื่องเรียนมึง เรื่องเหี้ยอะไรมึง บางทีกูอาจจะช่วยไม่ได้ แต่นี่มันเรื่องใหญ่ กูไม่อยากให้มึงเก็บไว้คนเดียว มึงไม่อึดอัดเหรอว่ะ ถึงมึงจะมีเพื่อนที่เข้าใจมึง แต่การมีคนในครอบครัวสักคนที่เข้าใจมึงเพิ่มมาด้วยมันไม่ดีกว่าเหรอ”

     ประโยคยาวๆ ถูกส่งจากพี่สู่น้อง ภูหมอกนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ม่านฟ้าพูดมาไม่เป็นความจริง แต่มันจริงทุกอย่างเลยต่างหาก เขาอึดอัด ทั้งจากการหลบซ่อนและความกดดันจากสังคมที่มองเขาเหมือนตัวประหลาด แม้สังคมนี้จะบอกว่ายอมรับได้ แต่มันก็แค่เปลือกเท่านั้นแหละ ในใจลึกๆ ของหลายคนก็ยังมองว่ามันคือ ‘ความผิดปกติ’ หลายครั้งที่อยากจะบอกคนในครอบครัวให้รู้ แต่แค่ปฏิกิริยาของพ่อต่อเพศที่สามก็ทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด

     ร่างสูงเหลือบมองหน้าพี่ชายตัวเองที่กำลังทำหน้าตาจริงจัง สำหรับเขาพี่เมฆเป็นคน ‘อินดี้’ อยากทำอะไรก็ทำ ถึงจะไม่ค่อยสนใจใคร แถมทะเลาะหาเรื่องกันเป็นประจำ แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกว่า ‘พี่ชายคนนี้’ จะเป็นที่พึ่งให้กับเขาได้

     “สองสามปีก่อน” คำพูดลอยๆ ถูกเอ่ยขึ้นมาจากปากน้องชาย ม่านฟ้าเพิ่งมาเข้าใจว่านั่นคือคำตอบของคำถามแรกที่เขาถามออกไปเมื่อเจ้าตัวเริ่มเล่าต่อ

     “หมอกเริ่มรู้สึกชอบมองเวลาแม่แต่งหน้า ชอบมองผมยาวๆ ของเพื่อนที่ทำทรงนั้นทรงนี้ กระโปรงสั้นๆ ชุดน่ารักๆ ตอนแรกก็คิดว่าคงเพราะเราเป็นผู้ชายที่รู้สึกชอบผู้หญิง แต่พอนานเข้าก็รู้ว่าไม่ใช่ หมอกไม่ได้ชอบในฐานะผู้ชาย แต่อยากที่จะแต่งตัวแบบเขามากกว่า”

     เมื่อเห็นว่าพี่ชายไม่ได้แสดงท่าทางรังเกียจจากอาการเกร็งในทีแรกก็เริ่มผ่อนคลายขึ้น เหมือนคนที่ได้ระบายออกมาแล้วก็หยุดไม่อยู่ คำพูดต่างๆ พรั่งพรูออกมาเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงปนความน้อยใจ

     ภูหมอกเริ่มรู้สึกสนิทใจเวลาคุยกับเพื่อนผู้หญิงมากกว่าเพื่อนผู้ชาย รู้ตัวอีกทีน้องชายของเขาก็เริ่มแอบซื้อครีมบำรุงผิว ลิปมัน ลิปสติก กิ๊บติดผม เริ่มจากของเล็กๆ ที่พอซ่อนได้ ถ้าใหญ่หน่อยก็ฝากเพื่อนไว้ จนเขาไปอยู่หอภูหมอกถึงได้เอาของกลับมา แอบแต่งตัวอยู่ในห้อง ส่องกระจกเสร็จก็ลบออก กลับไปเป็น ‘นายภูหมอก’ อีกครั้ง วนถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทำอะไรผิด ถึงต้องซ่อนแต่ก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้สักที รู้แค่ว่า... ก็คงต้องซ่อนไว้ตลอดไป

     ม่านฟ้านั่งฟังเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากน้องชายสู่น้องสาวของภูหมอกไปเรื่อยๆ ทั้งความสนุกที่ได้เลือกซื้อเครื่องสำอางที่ชอบ ความตื่นเต้นของการวิ่งหนีครูฝ่ายปกครองที่จับได้ว่าแอบแต่งหน้า จนถึงความรู้สึกที่เหมือนโลกถล่มเมื่อตื่นเช้ามาแล้วหน้าพังเพราะแพ้เครื่องสำอางราคาถูก เขาตั้งใจฟังบ้าง เคลิ้มหลับบ้างสลับกันไป แต่ก็ไม่คิดจะขัด ปล่อยให้น้องได้เล่าไปยิ้มไปแบบนี้น่าจะดีกว่า



     “จะเรียนอักษรฯ เรียนภาษาไปแล้วแกจะทำงานอะไร! ชอบก็ส่วนชอบแต่จะเอามาเป็นอาชีพแบบนี้มันไม่ใช่ ฉันเห็นแกเข้าสายวิทย์ก็โล่งใจ คิดว่าจะกลับมามีความคิดเป็นผู้เป็นคนเหมือนคนอื่นเขา นี่อะไร! จะเอ็นทรานซ์เข้าอักษรฯ”

     เสียงตะโกนของหัวหน้าครอบครัวดังขึ้นในเย็นวันหนึ่งหลังจากที่ลูกชายคนโตที่อยู่ม.6 บอกความต้องการของตัวเองในการเรียนต่อ

     “เมฆเข้าสายวิทย์ก็เพราะพ่อขอไว้ บอกว่ามีทางเลือกมากกว่าเผื่อเปลี่ยนใจ ทั้งที่เมฆก็บอกแล้วว่าเมฆอยากเรียนภาษา แต่เลือกคณะมันเป็นอนาคตของเมฆจริงๆ แล้วไง เมฆก็ต้องเลือกที่ชอบไหมอ่ะพ่อ”

     “ชอบแล้วมันมีอนาคตหรือเปล่า พ่อถึงถามไง ว่าเรียนแล้วจะทำงานอะไร ไปเป็นนักเขียน นักแปล ล่าม ไกด์อย่างงั้นเหรอ อาชีพมันไม่มีความมั่นคงสักนิด หรือแกจะไปเป็นสจ๊วตที่ดูเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วแบบนั้นเหรอ ทุเรศ!!”

     “สายงานด้านอื่นมันก็มีพ่อ แล้วก็ใช่ว่างานพวกนี้มันจะไม่มั่นคงเสียหน่อย จบวิศวะ จบบัญชีไปก็ตกงานได้เหมือนกันนั่นแหละ พ่ออคติไปเองมากกว่า!!” จากที่พยายามอดทนคุยกับพ่ออย่างใจเย็นพอโดนตะโกนใส่มากเข้า อารมณ์โมโหของม่านฟ้าก็แล่นริ้วใส่อารมณ์กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้

     “แกนั่นแหละที่เพ้อฝัน เอาแต่ความชอบไร้สาระของตัวเองเป็นหลัก ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องแบบนี้ก็ขึ้นห้องนอนไปเลย ไป!!!” ม่านฟ้าหันตัววิ่งขึ้นบันไดเข้าห้องไปทันที ใช่ว่าเขาเองจะอยากมายืนเถียงอยู่กับพ่อแบบนี้ พ่อไม่มีเหตุผล ยึดติดเกินไป เขาไม่ใช่เด็กดีอย่างภูหมอกที่พ่อบอกให้ทำอะไรก็ทำตามโดยไม่เถียง เขามีความชอบ มีความฝันที่อยากทำ และจะไม่ให้พ่อมาบังคับเขาได้

     เสียงปิดประตูปังดังมาจากชั้นสองที่เป็นห้องนอนทำให้ภูหมอกเงยหน้ามองอย่างกังวล แอบห่วงความรู้สึกของพี่ชายที่ทะเลาะเรื่องนี้กับพ่อครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ดูท่าจะไม่สามารถหาข้อสรุปที่สวยงามสำหรับทั้งคู่ได้

     แกร๊ก

     เสียงเปิดประตูห้องนอนพร้อมหัวทุยของน้องชายโผล่เข้ามาก่อน ภูหมอกที่ปีนี้อยู่เพียงแค่ม.3 แต่กำลังจะสูงแซงหน้าพี่ชายไปในไม่ช้าเอ่ยออกมา “พี่เมฆ โอเคมั้ย”

     “ไม่” เสียงห้วนตอบกลับมาสั้นๆ

     “ให้หมอกลองช่วยคุยกับพ่อให้ป่ะ”

     “ไม่ต้องหรอก พ่อไม่ฟังใครอยู่แล้วนอกจากความคิดตัวเอง แกไปพูดจะโดนด่ากลับมาอีกคน”

     “...”

     “หมอกลงไปดูแม่เหอะ มีเรื่องทะเลาะกันแบบนี้ เดี๋ยวแม่ก็ไม่กินข้าวอีก ขอบใจมากเว้ยที่เป็นห่วง”

     ม่านฟ้าพูดขอบคุณจากใจจริง แต่เวลานี้เขายังไม่อยากคุยกับใคร รู้ดีว่าตัวเองกำลังอารมณ์ไม่ดี พูดกับใครไปตอนนี้คงไม่พ้นใส่อารมณ์ด้วยเป็นแน่ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเข้าไปในไลน์กลุ่มเพื่อนสนิทที่รู้ปัญหาของเขากับที่บ้านเป็นอย่างดีแล้วบ่นให้เพื่อนฟัง

     คิน : ‘เอาน่า มึงก็ใจเย็นหน่อย ลองค่อยๆ พูดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวพ่อมึงก็เข้าใจเอง’

     พัฒน์ : 'ใช่ๆ หรือไม่ก็ชินไปเอง 555’

     นัท : ‘แต่น้องมึงนี่ดีนะ มีค่อยห่วง ค่อยถามด้วย ถ้าเป็นไอเชี่ยนนท์น้องกูนะ แม่งหัวเราะใส่หน้ากูไปแล้วมั้ง’

     พัฒน์ : ‘หืม? ปกติเวลามีปัญหาไรแพรวมันก็คอยช่วยกูนะ น้องมึงแม่งไม่รักมึงป่าว ไอนัท 5555’

     นัท : ‘เห้ยย น้องมึงมันน้องสาว คนละมาตรฐานกันดิว่ะ เอามาเทียบกับน้องชายได้ไง’


     
'น้องกูก็น้องชาย แม่งก็ไม่เคยใจร้ายขนาดนั้นนะ': เมฆ     

     คิน : 'อ้าวๆๆ เจอคนน้องไม่รักอยู่แถวนี้คนนึงคร้าบบ น่าสงสารจังเลยย’

     แล้วประเด็นการคุยก็เริ่มเปลี่ยนไปแซวเพื่อนจนเริ่มออกทะเลไร้สาระ จากคนอารมณ์เสียตอนแรกก็เปลี่ยนเป็นอารมณ์ดีขึ้น เขาคิดไปถึงน้องชายที่กลายมาเป็นประเด็นให้เพื่อนโดนแซวก็รู้สึกโชคดีนิดๆ หมอกเป็นเด็กจิตใจดี ถึงจะขี้กลัวมากไปหน่อย แต่ก็คอยห่วงความรู้สึกคนในบ้านตลอด จนบางทีเขาก็รู้สึกเหมือนมีน้องสาวมากกว่าน้องชายเพราะอย่างน้อยมันก็ไม่ฮาร์ดคอร์กับพี่มันมากนักอย่างบ้านเพื่อนที่ชอบเอาน้องมาบ่นให้ฟัง



     เสียงเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้อย่างออกอรรถรสของน้องชายกลับเข้ามาในภวังค์อีกครั้งหลังจากเขาปล่อยความคิดของตัวเองกลับไปสู่เรื่องในอดีต ข้อสงสัยในอดีตที่เคยคิดว่าบางทีหมอกก็เหมือนน้องสาวมากกว่าน้องชายเพิ่งจะได้รับการคลายปมก็วันนี้ เพราะความจริงเขาก็มี ‘น้องสาว’ จริงๆ นั่นแหละ หากนับกันที่หัวใจ ไม่ใช่เพศสภาพล่ะก็นะ



     TBC




     Achaya (Writer) :

     ช่วงแรกของเรื่องจะเอื่อยๆ หน่อย ตามแฮชแท็กเรื่องนี้เป็นนิยายครอบครัวนะ อาจจะไม่ได้มีสืบสวนหาความลับมากมายอะไร หากใครคาดหวังไว้ขออภัยด้วย แต่อยากแสดงมุมมองที่เน้นด้านครอบครัวมากกว่าแค่มุมความรักของคนสองคนอย่างนิยายรัก

     นิยายเรื่องนี้จะลงทุกวันเสาร์ (จะพยายามตรงต่อเวลานะ) หากสามารถลงวันอังคารเพิ่มมาได้อาทิตย์ใดก็ถือว่าโชคดีไป

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-08-2020 20:43:03 โดย Achaya »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
 :3123:
 :pig4:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1368
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
สนุก น่าติดตาม มาต่อๆ 55

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 750
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
น่าติดตามมากค่าา ปักมุดรอเลย  :really2:

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 2

     “คิดยังไงวันนี้อาสามาช่วยแม่ทำกับข้าว”

     “หืม?” ม่านฟ้าเงยหน้าขึ้นมองแม่ของเขาชั่วครู่ ก่อนก้มลงไปปอกกระเทียมต่อ “ก็ไม่มีอะไรนิแม่”

     “ปกติเอาแต่นอนอ่านการ์ตูนอยู่ที่โซฟา ไม่ก็ขลุกตัวอยู่ในห้องนอนทั้งพี่ ทั้งน้อง”

     “เปล่า ก็แค่เหม็นขี้หน้าไอหมอกมันแล้ว”

     นัชชาเหลือบมองลูกชายเหมือนพยายามจับผิดอะไรบางอย่าง แต่เจ้าตัวก็แค่ยักไหล่ มันไม่ใช่ข้อแก้ตัวเลยที่บอกว่าเหม็นขี้หน้าหมอกน่ะ เป็นเรื่องจริงเสียยิ่งกว่าจริง เพราะตั้งแต่วันที่เขารู้ความจริงเกี่ยวกับภูหมอกแล้ว น้องชายของเขาก็เอาแต่โม้ไม่ยอมหยุด แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยอย่างเขียนคิ้วไม่เท่ากันก็ยังเอามาบ่น

     “หรือว่า… มีอะไรจะเล่าให้แม่ฟังอย่างงั้นเหรอ”

     มือที่ปอกกระเทียมชะงักไปเล็กน้อย อมยิ้มให้กับคนเป็นแม่ แต่ก็ยังเงียบไม่ได้ตอบอะไรออกไป

     “แล้วเรื่องที่แม่ให้ช่วยดูน้อง ว่ายังไงบ้าง ใช่แฟนรึเปล่า แล้ว… เคยเอามาค้างที่บ้านด้วยไหม” คงไม่มีใครเข้าประเด็นไปได้เร็วกว่าแม่ของเขาอีกแล้ว ถามครบ จบเรื่องได้ในประโยคเดียว

     “ไม่นะครับ” คำตอบสั้นมากเกินกว่าจะได้ใจความของลูกชายคนโตทำเอาเธอขมวดคิ้ว เริ่มหงุดหงิดท่าทางกั๊กๆ เหมือนจะพูดก็ไม่พูด ยียวนกวนประสาทกันอยู่อย่างนี้

     “ไม่คืออะไร ยังไม่ได้สืบ ไม่รู้สืบไม่ได้ ไม่ใช่แฟนน้อง หรือไม่เคยพาเข้าบ้าน พูดให้มันชัดๆ อย่าให้ต้องถามซ้ำๆ นะ ม่านฟ้า” ถ้าชื่อเต็มยศแบบนี้เมื่อไหร่ เสียงในหัวของม่านฟ้าก็ดังขึ้นมาทันทีว่า ‘หมดเวลาสนุกแล้วสิ’ แล้วถึงเวลาหยุดแกล้งสาวสวยคนนี้เสียที

     “ไม่ได้เป็นแฟนกันครับ หมอกยังไม่มีแฟน คนที่มาบ้านนั่นก็เพื่อนจริงๆ แล้วก็ไม่เคยพาผู้หญิงที่ไหนมานอนค้างที่บ้านด้วย”

     “จริงนะ” สายตาของนัชชาจ้องมองไปที่ตาของ ‘นักสืบ’ ส่วนตัว มองเข้าไปในแววตาเพื่อหาพิรุธใดๆ แต่ก็ไม่พบ

     “จริงครับ เมฆไม่โกหกแม่หรอกน่า” เขาไม่ได้โกหกจริงนะ เพราะเรื่องที่เจอน่ะ มันใหญ่กว่านั้นเยอะ

     “งั้นก็ดีไป แม่ไม่ได้คิดจะกีดกันหรอกนะถ้าหมอกคิดจะมีแฟน เมฆเองก็ด้วย แต่แม่ไม่ชอบให้ปิดบังอะไรไว้ อยากให้ทำอะไรก็ยังอยู่ในสายตาของแม่ ไม่ว่าลูกจะทำอะไรตราบใดที่ไม่ใช่สิ่งไม่ดี แม่ก็พร้อมจะสนับสนุนเสมอ แต่อย่างพาผู้หญิงมาบ้าน แม่ว่ามันไม่เหมาะสม ถึงต้องคอยห้าม คอยเตือนและให้เมฆเป็นหูเป็นตาให้แม่ … เข้าใจแม่ใช่ไหม”

     ม่านฟ้าหัวเราะแห้งๆ ให้กับเนื้อความในประโยค ก่อนจะพยักหน้ารับแบบขอไปทีกับอาการร้อนตัวของหญิงสาวคนเดียวในบ้าน ทั้งที่เขายังไม่ทันว่าอะไรด้วยซ้ำ เจ้าตัวก็พรั่งพรูเหตุผลออกมาร้อยแปดพันเก้าเพื่อให้เขาเข้าใจ หลังจากรับค้อนวงใหญ่ ม่านฟ้าก็ยิ้มหวานแล้วล้างมือก่อนหันมามองแม่อย่างเต็มตาเอ่ยคำถามที่ผู้ฟังถึงกับต้องแสดงสีหน้าแปลกใจ

     “แม่… ตราบใดที่ไม่ใช่สิ่งไม่ดี แม่ก็พร้อมจะสนับสนุนและเข้าใจลูกเสมอจริงๆ ใช่ไหม”

     ----

     “พี่เมฆๆ ชุดนี้น่ารักป่ะ”

     เสียงเรียกของน้องชายทำให้ม่านฟ้าเงยหน้าจากหนังสือการ์ตูนที่เพิ่งไปรื้อออกมาเตรียมอ่านช่วงปิดเทอม ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในห้องนอนหลังจากโดนเจ้าน้องชายตัวดีลากขึ้นมาบนห้อง บอกว่าจะแต่งตัว แต่งหน้าอวดเขา ปกติแต่งเองอยู่คนเดียว ไม่มีคนช่วยแสดงความคิดเห็น

     หลังจากรู้ความจริงก็ผ่านไปเกือบเดือนแล้ว ภูหมอกเปิดเทอมขึ้นม.5 มาได้สองอาทิตย์แล้ว สิ่งหนึ่งที่เขารู้เพิ่มจากวันนั้นคือ น้องเขามัน ‘แรดมาก’ คันปากอยากด่าให้หายแรดอยู่เหมือนกัน ตักเตือนให้อยู่ในกรอบมากกว่านี้สักหน่อย แต่คงไม่พ้นต้องมาฟังเสียงเถียงกลับง้องแง้งของมันให้รำคาญหูเลยสงบปากสงบคำไว้ดีกว่า

     เขาหันไปมองน้องชายที่อยู่ในชุดกระโปรงตัวใหญ่ที่เขาไม่รู้ว่ามันไปหาเสื้อผ้าไซส์ใหญ่ขนาดนี้มาจากไหน ยังดีที่ถึงแม้หมอกจะเป็นคนตัวสูงกว่า 180 แต่ก็ผิวขาว ตัวผอม บวกกับหน้าตาไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ จะขัดตาก็ตรงผมที่สั้นเกรียนจากการเรียนรด. และการแต่งหน้าเหมือนละครลิงของมัน

     หน้าขาวๆ ของภูหมอกถูกตบแป้งจนขาวหนักกว่าเดิม แก้มสีชมพูอ่อน และปากแดง รวมแล้วดูทุเรศกว่าหน้าตาปกติของมันกว่าสองถึงสามเท่าตัว

     “แก้มสองข้างไม่เท่ากันอ่ะ”

     แต่พี่ชายที่แสนดีอย่างเขากลับพูดออกไปได้แค่นั้น ภูหมอกได้ยินคำวิจารณ์ถึงกลับสะดุ้งยกมือปิดสองแก้มร้องโอ๊ะออกมาอย่างตอแหลเป็นที่สุด ที่ปัดแก้มถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้งเพื่อปัดให้แก้มข้างหนึ่งเท่ากับอีกข้าง แต่แทนที่ทุกอย่างจะดีขึ้น กว่าทั้งสองข้างจะเป็นสีเดียวกัน แก้มของเด็กหนุ่มก็…

     “...กลายเป็นตูดลิงไปแล้ว”

     “พี่เมฆ!!!”

     คำพูดลอยลมของพี่ชายแต่คงกระแทกกลางใจหนุ่มน้อยเข้าอย่างจัง สีหน้าของเขากลายเป็นสีแดงก่ำทั้งจากความอายและความโกรธทะลุแป้งรองพื้นขาวๆ และแก้มแดงๆ จนสุกลามไปถึงใบหู

     “ไม่คุยกับพี่เมฆล่ะ รำคาญ ช่วยก็ไม่ช่วยแล้วยังแซวอีก” เมื่อน้องชายบ่นงุ๊งงิ๊งแถมทำท่าสะบัดสะบิ้ง ระดับความหมั่นไส้ของม่านฟ้าพุ่งปรี๊ดเกินพิกัด มือขาวคว้าหมอนเขวี้ยงไปยังร่างสูงที่ยืนอยู่หน้ากระจก

     “ก็กูไม่มีความรู้พวกนี้ จะให้ช่วยอะไรได้สักเท่าไหร่ว่ะ” เขายิ้มสะใจเมื่อน้องชายตัวดีปัดหมอนตกไปกับพื้นแล้วยืนหน้าบูดเถียงอะไรไม่ออกเชิดหน้าเบาๆ ใส่พี่อีกครั้ง ความเงียบโรยตัวเข้าสู่ภายในห้อง จนเวลาผ่านไปเป็นม่านฟ้าที่ทำลายความเงียบลง

     “หมอก… มึงเคยคิดที่จะบอกแม่บ้างไหมว่ะ กับพ่อกูเข้าใจ แต่กับแม่.. เขาอาจจะเข้าใจมึงก็ได้นะ”

     ภูหมอกหันมามองพี่ชายอย่างงุนงงในแวบแรก ก่อนจะหลุบตาลงแล้วส่ายหน้า เขาไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะมีพ่อแม่ที่ไหนรับได้หรือต่อให้รับได้ คงต้องมีทะเลาะกันเป็นเรื่องใหญ่แน่ ไม่พ้นจะต้องเสียใจกันทั้งสองฝ่าย ถึงจะอึดอัดที่ปกปิดไว้แต่ก็น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว

     “แล้วกับกูตอนแรกมึงคิดว่ากูจะรับได้รึเปล่า แล้วพอกูรู้ กูด่ากูว่ามึงไหม แม่เอง.. เขาอาจจะรับได้ก็ได้นะ กูว่าลองค่อยๆ พูดกับเขา มันน่าจะดีกว่าที่วันหนึ่งเขามารู้เองนะเว้ย”

     “ไม่เอาอ่ะ” ภูหมอกส่ายหัวยิก หน้าตาที่ยังประดับเครื่องสำอางพอส่ายหัวรัวๆ ยิ่งดูตลกขึ้นไปอีก

     “ถ้าแม่รู้ เขาคงช่วยอะไรมึงได้เยอะกว่ากู อย่างน้อยก็เรื่องแต่งหน้าเนี่ย กูก็ทำได้แค่วิจารณ์กับด่า แต่แม่เขาอาจจะแนะนำอะไรมึงได้นะ”

     คนเด็กกว่าเม้มปากอย่างใช้ความคิดแต่ก็ยังจบลงที่การส่ายหัว ม่านฟ้ามองน้องชายนิ่งไม่อยากเร่งรัดมาก แต่ที่เขาเลือกยุให้มันบอกแม่ก็เพราะห่วง ถึงช่วงนี้เขาจะปิดเทอมอยู่เป็นเพื่อนเล่นคอยระวังหลังให้มันได้ แต่พอเปิดเทอมเขาก็ต้องกลับไปอยู่หอ เขาถึงอยากให้มีใครสักคนคอยดูมันบ้าง

     และที่สำคัญไปกว่านั้น ไอห่วงก็ห่วงหรอกนะ แต่จะให้เขามาเป็นพี่เลี้ยงเด็กคอยดูแล พร้อมเก็บความลับให้มันแบบนี้ตลอดมันไม่ไหวจริงๆ สู้บอกให้แม่เข้าใจแล้วผลักภาระไปที่แม่ดีกว่า

     ม่านฟ้ายิ้มชั่วร้ายมาแวบหนึ่งแล้วใส่ไฟอีกหน่อย ถึงบอกตัวเองว่าไม่อยากเร่งรัดก็เถอะ

     “มึงลองเอาไปคิดดูก่อนก็ได้ แต่กูว่า... แม่เราไม่ใช่คนใจแคบหรอกนะ”

     คำตอบที่ได้รับจากน้องชายมีเพียงความเงียบ

     ----

     ใครว่าสิ่งที่เขาใส่ไฟไปวันนั้นไม่ได้ผล

     ประมาณสองอาทิตย์หลังจากเกริ่นกับภูหมอกเรื่องคุยกับแม่ แม้ทีแรกอาการของภูหมอกยังเอาแต่ปฏิเสธมาตลอด แต่หลังจากโดนกล่อมด้วยเหตุผลนั้น เหตุผลนี้มาตลอดหลายสัปดาห์วันหนึ่งภูหมอกก็มาพูดกับม่านฟ้าว่า

     ‘พี่เมฆ ถ้า… หมอกจะบอกเรื่องของหมอกกับแม่ พี่เมฆอยู่เป็นเพื่อนหมอกด้วยได้ไหม’

     น้องรักพูดมาขนาดนี้มีหรือพี่ชายที่แสนดีอย่างม่านฟ้าจะใจร้ายกับน้องได้ลงคอ ถึงจะมีคำกระซิบต่อท้ายมาเบาๆ ‘แต่เอาเป็นวันที่พ่อไม่กลับบ้านล่ะกันนะ’ ก็เถอะ

     ตอนนี้สามคนแม่ลูกเลยมานั่งครบองค์ประชุมกันอยู่ที่โซฟาห้องนั่งเล่น แม่ดูจะแปลกใจเล็กน้อยที่ปกติลูกชายสองคนจะแยกย้ายกันคนละทิศละทางทันทีที่ทานข้าวกันเสร็จ ปล่อยแม่นั่งดูละครอยู่คนเดียว แต่เธอไม่คิดจะคาดคั้นเอาความอะไร เพียงทิ้งเวลาไว้จนกว่าพร้อมจะพูดสิ่งที่อยากพูดออกมาเอง

     นัชชาสบตากับลูกชายคนโตซึ่งนั่งอยู่ที่โซฟาเดี่ยว แล้วหันกลับมามองลูกชายคนเล็กซึ่งนั่งติดอยู่กับเธอ เจ้าตัวเล็กของเธอนั่งลุกลี้ลุกลน นัยน์ตาสีดำสนิทกลอกไปมาอย่างกังวล จากอาการนั้นทำให้เธอพอจะเดาได้ว่าเรื่องที่มาคุยวันนี้คงเป็นเรื่องของลูกชายคนนี้แต่ลากพี่ชายมาเป็นเพื่อนมากกว่า

     “แม่…” สุดท้ายภูหมอกก็เริ่มพูดขึ้นมา มือที่กำอยู่บนตักคลี่ออกเล็กน้อย ปรากฏให้เห็นมือสั่นๆ และลายเส้นปากกาขยุกขยิกบนฝ่ามือ ม่านฟ้าเบิกตาโต อยากจะขำกับความขี้กลัวของน้องจนถึงขั้นต้องเขียนสคริปต์มาคุยกับแม่ แต่ก็กลั้นเอาไว้ก่อนที่น้องจะเสียความมั่นใจไปมากกว่านี้

     “คือ.. เออ แม่..” เมื่อเวลาผ่านไปสักพักและเนื้อความที่ได้ยังคงเป็นศูนย์ นัชชาก็เอ่ยขัดขึ้นมาอย่างอ่อนใจปนสงสาร “ถ้ามันพูดยากนัก ยื่นมือมาให้แม่อ่านเองไหม”

     เสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากคนที่พยายามกลั้นขำแล้วแต่ไม่เป็นผล ถึงจะโดนนัยน์ตาอีกสองคู่ตวัดกลับมามองอย่างไม่พอใจโดยเฉพาะจากภูหมอก แต่เขากลับรู้สึกว่าบรรยากาศในห้องค่อยๆ ผ่อนคลายมากกว่าเดิม แม่เผยรอยยิ้มออกมาอย่างใจดี ขณะที่ภูหมอกถอนหายใจลดอาการเกร็งแล้วเริ่มพูดออกมาอีกครั้ง

     “แม่.. หมอกมีเรื่องจะบอก” แม่พยักหน้ารอฟังคำพูดของลูกคนเล็ก

     คำอธิบายง่ายๆ ถึงตัวตนภายในทำให้รอยยิ้มค่อยๆ เลือนหายไปจากริมฝีปากหญิงวัยกลางคน ใบหน้าของมารดายังเจือความสับสนเล็กน้อยกับคำกล่าวของลูกชายก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ภูหมอกหน้าซีดลงเมื่อเห็นแววตาของคนเป็นแม่ที่สะท้อนความตกใจ มือไม้ร่างสูงพลันสั่นระริก ริมฝีปากขบกันแน่น

     “คือ หมอก หมายถึง..” ภูหมอกรู้สึกราวขาดอากาศหายใจ เขารู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งอกจากความกดดันและอึดอัดใจ ชั่วขณะที่ความรู้สึกทุกอย่างประดังเข้ามา เขาคิดที่จะกลับคำพูด บอกว่าทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องหยอกล้อเท่านั้น แต่เมื่อเงยหน้ามาสบตากับพี่ชาย สายตานิ่งๆ ที่มองมา ทำให้ยั้งคำพูดไว้ ขอบตาเขาร้อนผ่าวพร้อมความรู้สึกผิดที่ประดังเข้ามา

     “หมอก ขอโทษครับ หมอกขอโทษ” เสียงของเด็กหนุ่มสั่นพร่าดังขึ้นพร้อมเสียงสะอื้น หยาดน้ำตาร่วงหล่นจากดวงตาสีดำอย่างน่าสงสาร แสดงถึงความกลัวในผลลัพธ์ที่จะเกิดต่อมาแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายใต้ความหวาดกลัวนั้นเจือไปด้วยความโล่งใจจากการได้กล่าวความจริง

     เสียงร้องไห้ของเด็กหนุ่มตัวโตทำให้นัชชาร้าวในอกไม่ต่างกัน เธอดึงร่างผอมของลูกชายคนเล็กมากอดไว้แนบอก ลูบหัวแล้วโยกตัวปลอบโยนไม่ต่างจากตอนเป็นเด็ก ทั้งที่ตัวเธอก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน

     “ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไรนะครับ” เธอลูบหลังปลอบโยนเด็กหนุ่ม พร้อมรับสัมผัสอุ่นที่แผ่นหลังจากฝ่ามือของลูกชายคนโตที่ตอนนี้ย้ายมานั่งเบียดในโซฟาเดียวกัน เธอสัญญากับตัวเองในขณะนั้น ว่าหากอคติของเธอนั้นจะเป็นสิ่งที่ทำร้ายลูกของเธอเอง เธอก็จะทิ้งอคติทุกอย่างไปให้หมด สำหรับหัวอกคนเป็นแม่ตอนนี้ เธอเพียงแค่ไม่อยากเห็นเขาต้องมาร้องไห้เสียใจอย่างตอนนี้ก็เท่านั้น

     ม่านฟ้าสบตากับแม่ของตนแล้วยิ้มบาง นึกขอบคุณแม่อยู่ในใจ ก่อนนึกย้อนไปถึงวันนั้น



    “แม่… ตราบใดที่ไม่ใช่สิ่งไม่ดี แม่ก็พร้อมจะสนับสนุนและเข้าใจลูกเสมอจริงๆ ใช่ไหม”

     “หมายความว่ายังไง มีอะไรรึเปล่า”

     “เรื่องที่แม่ให้เมฆไปดูน้องอ่ะ มันมีมากกว่านั้น”

     ทันทีที่เรื่องทุกอย่างถูกเล่าผ่านปากของม่านฟ้า สีหน้าของหญิงวัยกลางคนก็เปลี่ยนไป ความผิดหวังฉายชัดในดวงตาคู่สวยที่เขาชอบมองอยู่เสมอ เขาเห็นหยาดน้ำที่คลอหน่วยอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้น กระนั้นเสียงสั่นๆ ก็ยังย้ำถามเพื่อความแน่ใจ

     “เมฆ.. เมฆไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม จะแกล้งแม่ หรือแกล้งอะไรน้องรึเปล่า”

     เมื่อคำตอบที่ได้คือการส่ายหน้า ร่างอวบของแม่ที่เข้มแข็งเสมอก็คลายจะหมดแรงลงตรงนั้น ม่านฟ้าโอบประคองเอวมารดาเอาไว้ พร้อมกับที่เธอก็เอื้อมมือมากอดลูกชายคนโตไว้เช่นกัน ใบหน้าที่ซบลงกับอกส่ายไปมาเหมือนไม่อยากยอมรับสิ่งที่ได้ยิน พร่ำรำพันหาสาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น

     “ทำไม แม่เลี้ยงลูกผิดตรงไหน ทำไมหมอกถึงกลายเป็นแบบนั้น”

     “แม่... มันไม่ได้เกี่ยวกับเลี้ยงลูกยังไง เรื่องแบบนี้มันจะเป็นก็คือเป็น ใช่ว่าจะห้ามกันได้ซะที่ไหน”

     ม่านฟ้าสะอึกไปกับคำพูดของแม่ก่อนเอ่ยออกมาเสียงอ่อน ใจหนึ่งก็สงสารแม่ที่ต้องมารับรู้เรื่องพวกนี้ แต่อีกใจก็คิดว่าเขาทำถูกแล้วที่บอกแม่ก่อน หากปฏิกิริยาของแม่ที่เกิดขึ้นกับเขาไปปรากฏกับภูหมอกเอง เขาว่าคนที่ช้ำใจคงไม่ได้มีแค่แม่คนเดียว แต่อย่างน้อยถึงแม่จะมีอาการผิดหวัง เสียใจ อย่างไรเขาก็ยังดีใจที่แม่ไม่แสดงท่าทางรังเกียจคนเหล่านี้เหมือนกับพ่อ

     “เรา เราแก้ปัญหาอะไรได้ไหม มีทางที่น้องจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมรึเปล่า” ทั้งที่มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่เธอก็ยังอดถามออกไปไม่ได้ เธอไม่อยากเชื่อว่าการเป็นเช่นนี้ของลูกชายจะไม่มีทางแก้ไข และทำได้เพียงยอมรับเท่านั้น

     “แม่…” ม่านฟ้าเอ่ยออกมาอย่างอ่อนใจหนักกว่าเดิม เขารู้ว่าแม่เข้าใจถึงสภาพคนที่เป็นแบบนี้ว่าเป็นก็คือเป็น มันเป็นเพศสภาพ ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บที่เป็นแล้วหายได้ แม่เองก็เคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับผู้ปกครองหลายคนที่ถึงกับมาปรึกษาหมอเรื่องวิธีการรักษา แม่ของเขายังพูดปลอบเลยว่า ‘ลูกก็คือลูก อย่างไรเขาก็คือลูกของเรา’ แต่พอมาเกิดขึ้นจริงกับตัวเอง แม่กลับยอมรับมันไม่ได้เสียอย่างนั้น

     “แม่ครับ… แม่รู้ดีกว่าใครว่านี้ไม่ใช่โรคที่จะรักษากันได้ ถ้าเราเองที่เป็นครอบครัวของหมอกยังไม่ยอมรับ แล้วน้องจะเหลือใคร แม่ไม่สงสารน้องเหรอ มันพยายามเก็บความลับนี้ไว้เพราะคิดว่าถ้าแม่รู้จะทำให้แม่เสียใจแต่ตัวมันอึดอัดจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว”

     สิ้นคำนัชชาก็ร้องไห้โฮออกมา ความรู้สึกหลากหลายอย่างตีกันไปหมด เธอไม่ต้องการให้ลูกเป็นเพศที่สามแต่กับเรื่องนี้เธอเชื่อว่ามันคงจะฝืนไม่ได้จริงๆ

     หลังจากร้องไห้จนเหนื่อย เธอจึงค่อยๆ ดึงอารมณ์ตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ ในเมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้ก็ต้องเดินหน้ากันต่อไปเท่านั้น เธอเชื่อว่าการที่ลูกชายคนโตของเธอเอาเรื่องนี้มาบอกคงต้องมีเหตุผลเป็นแน่

     “แล้วแม่.. แล้วเราควรจะทำยังไงดี เมฆ”

     “แม่ไม่ต้องทำอะไรหรอก เดี๋ยวเมฆจะตะล่อมไอหมอกให้มาบอกแม่เรื่องนี้ด้วยตัวมันเอง มันไม่รู้หรอกว่าเมฆเอามาบอกแม่ก่อน เมฆแค่อยากให้แม่ยอมรับมัน อย่าแสดงอาการรังเกียจมันก็พอ อยากให้มันมั่นใจว่าต่อให้ใครไม่ยอมรับแต่คนในครอบครัวเรายอมรับไม่ว่ามันจะเป็นแบบไหน”



     หญิงวัยกลางคนผละออกจากลูกชายทั้งสอง เงยหน้ามองภูหมอกเต็มตา มืออวบปาดน้ำใสที่แก้มขาวออกอย่างเบามือ แล้วเลือนไปลูบหัวทุยอย่างอ่อนโยน

     “ไม่เอา ไม่ร้องแล้วครับ ไม่เป็นไรนะลูกนะ เรามาค่อยๆ คุยกันดีกว่า ว่าหมอกต้องทำตัวแบบไหนถึงจะเหมาะ ดีไหมครับ” นัชชายิ้มให้ลูกชายคนเล็ก เหลือบเห็นรอยยิ้มจากลูกชายอีกคนก็เผยยิ้มกว้างขึ้น สิ่งหนึ่งที่เธอดีใจอย่างที่สุดคือ ถึงแม้ลูกสองคนจะทะเลาะเรื่องไร้สาระกันบ่อย แต่พี่น้องคู่นี้ก็ยังรักกัน แม้จะแอบทำลับๆ ล่อๆ กลัวอีกฝ่ายจะรู้ว่าเป็นห่วงก็ตามเถอะ



     TBC



     Achaya (Writer) :

     ตอนแรกที่แต่งวางแผนไว้ให้เป็นแค่เรื่องสั้น เพราะฉะนั้นบางช่วงเลยค่อนข้างจะรวบรัดหน่อยนะ แต่ตอนนี้เนื้อเรื่องหลักเรื่องนี้จะอยู่ที่ประมาณ 20 ตอนเลยเปลี่ยนเป็นเรื่องยาวไปเรียบร้อย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-08-2020 20:42:07 โดย Achaya »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 3


     “พี่เมฆๆ สวยป่ะ”

     ภูหมอกวิ่งลงมาจากชั้นสองหลังจากหมกตัวอยู่บนนั้นตั้งแต่กลับมาจากโรงเรียนเพื่อมาเสนอหน้าแป้นแล้นให้เขาดู นิสัยมีอะไรแล้วต้องวิ่งโร่มาอวดพี่ชายเป็นคนแรกนี้ยังแก้ไม่หายตั้งแต่เด็กจนโต

     ม่านฟ้าเหลือบมองน้องชายที่เพิ่งจะใช้เครื่องสำอางอย่างถูกวัตถุประสงค์คือ ‘การเสริมความงามให้กับใบหน้า’ ไม่ใช่ทำให้แย่ลงอย่างที่ผ่านมา ใบหน้าของภูหมอกถูกปัดด้วยเครื่องประทินโฉมเล็กน้อย ปกปิดรอยดำ รอยสิวและรอยโทรม เผยให้เห็นใบหน้าใสที่มีสีชมพูอมส้มน้อยๆ ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ดูตลกเป็นละครลิงอย่างคราวก่อน

     “ก็พอดูได้” เขาพยักหน้ารับแกนๆ เอ่ยด้วยเสียงเรียบแต่ในใจชื่นชมฝีมือการสอนแต่งหน้าของแม่ไม่น้อย ถึงเขาไม่มีความรู้เรื่องเครื่องสำอาง แต่ก็พอดูออกว่าแม่ของเขาเป็นคนแต่งหน้าเก่ง หน้าสดก่อนออกจากบ้านกับหน้าสวยของแม่ที่ทำงานยังทำให้เขาแปลกใจในปาฏิหาริย์ของเครื่องสำอางได้ทุกครั้ง

     แท้จริงแล้วแม่ไม่ค่อยสนับสนุนเรื่องการแต่งตัวและใช้เครื่องสำอางเท่าไหร่นักเพราะมองว่ายังเด็กเกินไป แต่เจอลูกอ้อนพร้อมตาใสๆ ของภูหมอกเข้าไปแม่ก็ยอมสอนเทคนิคต่างๆ ให้อยู่ดี

     “เชอะ เดี๋ยวน้องมีคนมาจีบแล้วอย่ามาหวงนะ” แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไปคงเป็นท่าทางตอแหลของมันเนี่ยแหละที่ยังแก้ไม่หาย

     หลังจากวันที่สารภาพกับแม่ คอร์สอบรมการเป็น ‘ลูกสาว’ ที่ดีก็เริ่มต้นขึ้น



     “เพราะว่าลูกสองคนเป็นผู้ชาย หลายเรื่องแม่เลยยกให้เป็นหน้าที่ของพ่อเป็นคนสอนเรา แต่ในเมื่อวันนี้หนูเลือกที่จะเป็นผู้หญิง พฤติกรรม การกระทำ การวางตัวของหนูก็ต้องทำให้ดีด้วย หนูต้องรู้จักรักนวลสงวนตัว เพศที่สามหลายคนถูกมองไม่ดีเพราะการวางตัว ไม่ระมัดระวังตัว มองว่าไม่เสียหายอะไรก็เลยยอมเขาง่ายๆ แต่แม่ว่ามันไม่ถูก จะหาว่าแม่หัวโบราณก็เอาเถอะ นี่.. เมฆก็ฟังเอาไว้ด้วย”

     สมแล้วที่เป็นหัวหน้าพยาบาลมานาน เด็กกี่รุ่นๆ นี่ผ่านแม่เขาสอนมาหมด ถึงคำพูดยาวๆ ของแม่จะทำเอาม่านฟ้าเคลิ้มใกล้หลับก็เถอะ แต่ม่านฟ้าก็ผงกหัวที่นอนอยู่บนโซฟาขึ้นมาพยักหน้ารับแกนๆ ให้แม่เห็นว่าฟังอยู่ก่อนนอนลงไปงีบต่อ นัชชายู่หน้าให้ลูกชายคนโตเล็กน้อย แล้วหันกลับมาที่ลูกชายคนเล็กอีกครั้ง

     “ใช่ว่าแค่ผู้หญิงเท่านั้นที่ต้องรักนวลสงวนตัว ไม่ว่าผู้ชาย เพศที่สาม หรือเพศไหนก็เหมือนกัน เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเพศ มันเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของเรา ขึ้นอยู่กับว่าเราให้ค่าของตัวเองมากแค่ไหน และเขามีค่าพอที่จะดูแลเกียรติและศักดิ์ศรีของเราหรือเปล่า”

     ม่านฟ้าฟังแม่ไปสักพักก็ขยับตัวเตรียมหลับอย่างจริงจัง ถึงอย่างนั้นมุมปากเขากลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความสุข เขาดีใจที่บรรยากาศในบ้านตอนนี้ไม่ได้เป็นไปในทางที่แย่อย่างที่นึกกลัว แม่เองก็ค่อยๆ ปรับตัว หมอกเองก็ลดความเกร็งลงมาก จะเหลือก็แต่… พ่อ ที่ยังไม่รู้เรื่องนี้ และคิดว่าคงอีกสักพักกว่าที่พวกเราจะตัดสินใจบอกออกไป

     หรืออาจไม่มีวันนั้นเลยก็ได้




     “อย่าบ่นมาก รีบขึ้นไปเลยป่ะ วันนี้พ่อกลับบ้านนะเว้ย เกิดกลับเร็วแล้วมาเห็นมึงสภาพนี้ศพมึงไม่สวยแน่”

     วันนี้พ่อจะกลับบ้านหลังจากไม่ได้กลับมาเป็นอาทิตย์ ถึงจะกลับดึกหน่อยแต่พวกเขาก็ตกลงกันว่าจะรอกินข้าวพร้อมกัน แม่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว น้องรักกำลังแปลงร่างกลับเป็นผู้ชาย และเขา...กำลังนอนอืดอยู่ที่โซฟา

     ม่านฟ้าชอบเป็นที่สุดกับบรรยากาศเรียบๆ แบบนี้ บางคนอาจจะมองว่าน่าเบื่อ ชีวิตต้องมีสีสัน ปิดเทอมต้องไปทำกิจกรรม เข้าค่าย ขึ้นดอย ปลูกป่า แต่ไม่..ไม่ใช่สำหรับเขา เขาต้องการแค่นอนผึ่งพุงอยู่บ้าน แม่ว่าทีก็ลุกไปทำตัวเป็นประโยชน์บ้างอย่างรดน้ำต้นไม้ ตัดหญ้า ถูบ้าน

     ขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับรอบค่ำอีกรอบเสียงเลื่อนประตูรั้วบ้านก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงถอยรถเข้าที่จอด ม่านฟ้าหลับตานิ่งต่อไปรู้ดีว่าคงเป็นพ่อที่มาถึงบ้านแล้ว เขาเอ่ยเสียงยานคางออกไปต้อนรับเป็นอย่างแรกเมื่อเสียงกุกกักของประตูบ้านดังขึ้น

     “พ่อหวัดดี” ยกมือพนมไหว้ไว้กลางอกทั้งที่ยังนอนหลับตาอยู่บนโซฟา รู้ดีว่านอนอยู่แบบนี้พ่อคงไม่เห็น แต่สบายใจที่ได้ไหว้แล้ว

     “อืม” เสียงทุ้มๆ ของพ่อตอบรับคำ “ทำไมไม่ไปช่วยแม่ทำกับข้าว” ยังไม่ทันไร เสียงบ่นของพ่อก็ลอยมาก่อนแล้ว นภดลเหลือบตามองลูกชายคนโตที่นอนกางแขนกางขาเต็มโซฟา แล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้ ม่านฟ้าเป็นคนเอื่อยๆ มาแต่เด็ก ทำตัวเหมือนเด็กขี้เกียจ ดีที่สอบติดมหาลัยมีที่เรียนถึงจะเป็นคณะที่เขาไม่ถูกใจแต่มหาลัยก็ยังพอมีชื่อเสียง

     “แม่บอกใกล้เสร็จแล้ว อยู่ในครัวไปก็เกะกะ” หนุ่มอักษรฯ ตอบพ่อ ยอมรับว่าโกหกเพราะแม่ไม่ได้พูดแบบนั้นเลย แต่ตอนนี้ขอเอาตัวรอดไม่ให้โดนพ่อด่าก่อนเถอะ อย่างไรเสียแม่ก็คงไม่ฆ่าเขาทั้งเป็นด้วยการแฉกันโต้งๆ คำพูดนั้นส่งผลให้คนเป็นแม่ที่เดินออกมาจากครัวพอดีค้อนให้ลูกชายคนโตไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้

     “งั้นก็ไปตามน้องลงมากินข้าว” คำสั่งของพ่อถือเป็นประกาศิต…สำหรับภูหมอก แต่สำหรับม่านฟ้า…แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เขาขยับตัวลุกจากโซฟาแต่แทนที่จะเดินขึ้นบันไดไปเรียกน้องดีๆ ม่านฟ้ากลับหยุดอยู่หน้าตีนบันไดชั้นล่างแล้วตะโกนขึ้นไป

     “ไอหมอก!!! กินข้าว!!!” นภดลมองตามร่างสันทัดของลูกชายตาเขียว คิดในใจว่าถ้าจะตะโกนเอาแบบนี้เขาตะโกนเองก็ได้ แต่ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงด้วย เถียงไปอย่างไรก็ไม่เคยชนะ

     ม่านฟ้าเดินกลับมา รู้ดีว่าคงไม่พ้นโดนพ่อด่าอยู่ในใจแต่ไม่คิดจะสน เขาเองเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพ่อมาแต่ไหนแต่ไร พอเป็นแบบนั้นก็อดทำตัวให้พ่อหมั่นไส้ยิ่งขึ้นไปอีกไม่ได้ ติดแต่เกรงใจสายตาของแม่ที่มองมาอย่างปรามๆ ไม่อยากให้มีเรื่องอารมณ์เสียกัน

     จบการกินข้าวในเย็นวันนั้นอย่างราบรื่น ครอบครัวเขาก็มานั่งดูข่าวกันที่ห้องนั่งเล่น โซฟาแต่ละที่ถูกจับจองตามตำแหน่ง โซฟาเดี่ยวตัวเล็กเป็นของภูหมอก โซฟาตัวใหญ่ช่วงยาวเป็นที่นั่งของพ่อแม่ และส่วนตัวแอลที่ติดกัน...เป็นที่นอนของม่านฟ้า

     “กินข้าวเสร็จแล้วอย่านอน ลุกขึ้นมานั่งดีๆ” ไม่ เสียงนี้ไม่ใช่เสียงบ่นของพ่อแต่เป็นของแม่ คงทั้งขัดตาลูกชายและกลัวว่าหากคนดุเป็นสามีของเธอคงไม่จบแค่ตักเตือน แต่ร่ายยาวไปตั้งแต่ความประพฤติที่ควรทำและไม่ควรทำทั้งหมด ทั้งที่ปกติม่านฟ้าก็ไม่ได้นิสัยเสีย สันหลังยาวโดยสันดาน ไม่เข้าใจว่าทำไมเวลานภดลกลับบ้านถึงชอบทำตัวให้โดนบ่นอยู่เรื่อย นัชชาหันกลับไปสนใจเนื้อหาข่าวในทีวีเมื่อลูกชายคนโตค่อยๆ เลื้อยกลับมานั่งเหมือนคนปกติ

     ภาพข่าวในโทรทัศน์แสดงข่าวสังคมที่พวกวัยรุ่นยกพวกตีกัน ไล่ยิงคู่อริจนผู้อยู่ในเหตุการณ์บาดเจ็บ ก่อนเปลี่ยนไปเป็นข่าวบันเทิงซึ่งนักข่าวกำลังรุมสัมภาษณ์ดาราดังที่มีข่าวเรื่องเป็นเกย์

     ‘ผมว่าเรื่องแบบนี้เป็นแค่เรื่องของรสนิยม ไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือถูก ผมไม่ขอตอบว่าเป็นหรือไม่เป็น เพราะผมมองว่ามันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญขนาดนั้น มันเป็นเพียงเพศสภาพที่ไม่ได้ระบุถึงความสามารถของใครแต่อย่างใดครับ’

     นักแสดงในโทรทัศน์ตอบออกมาอย่างหล่อๆ และเป็นกลาง ขณะที่ภูหมอกเหลือบมองพ่อที่ส่ายหัวและเบ้หน้า ใบหน้าที่เจื่อนอยู่แล้วของเด็กหนุ่มดูแย่ลงไปอีกเมื่อพ่อเอ่ยประโยคต่อมา “ทุเรศ!!!”

     “เขาไม่ได้ไปฆ่าแกงใครอย่างพวกข่าววัยรุ่นพวกนั้นเสียหน่อย พวกวัยรุ่นพวกนั้นพ่อยังไม่เห็นด่าเลย แค่เขาเป็นเกย์จะไปด่าเขาทำไม” ม่านฟ้าพูดขึ้นมา แวบแรกเขาเห็นสายตามีความหวังของภูหมอกมองมาที่พ่อตอนเห็นข่าวและแย่ลงเมื่อได้ยินคำด่า เจ้าตัวคงอยากรู้ว่าพ่อจะรับเรื่องนี้ได้มากแค่ไหน…ทั้งที่เราก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ม่านฟ้าก็ยังอยากจะพูด ไม่ใช่เพราะอยากยั่วโมโหอย่างทุกที แต่เพียงต้องการให้พ่อลองคิดดูเท่านั้น

     “ไม่ว่าแบบไหนมันก็แย่พอกันนั่นแหละ! สมัยนี้เป็นตุ๊ดเป็นเกย์กันไปหมดแล้ว พ่อแม่เลี้ยงมาแต่ดันทำตัวผิดเพศ น่ารังเกียจ!” คำพูดของม่านฟ้าเหมือนยิ่งไปกระตุ้นให้พ่ออารมณ์เสียมากขึ้นไปอีก จนคนเป็นแม่ต้องเอื้อมมือไปบีบต้นขาลูกชายคนโตเบาๆ เป็นการปรามให้หยุดเมื่อเห็นชายหนุ่มทำท่าเหมือนจะเถียงกลับไป

     “หมอก ขึ้นไปทำการบ้านอาบน้ำนอนได้แล้วไป” แม่ไล่ลูกชายคนเล็กที่ยังสีหน้าไม่ดีขึ้นห้องไปเมื่อข่าวจบและกำลังจะต่อด้วยละครภาคค่ำ “คุณก็ขึ้นไปอาบน้ำเถอะ กลับมาเหนื่อยๆ เดี๋ยวให้เมฆมันช่วยล้างจานแป๊บเดียวก็เสร็จ”

     หลังจากแยกย้ายกันไป ก็เหลือเพียงสองแม่ลูกที่อยู่ชั้นล่างเพื่อเก็บล้างจานชาม นัชชาเหลือบมองลูกชายที่หน้าตาเรียบเฉย เธอรู้ดีว่าใต้ใบหน้าเรียบนั้นเจ้าตัวคงฉุนเฉียวไม่น้อยกับคำพูดของพ่อ แต่ก็อดตำหนิไม่ได้

     “เราไม่ควรพูดออกไปแบบนั้น กับพ่อ…คงต้องใช้เวลาสักพักนั่นแหละกว่าที่จะบอกเรื่องของน้องได้ ก็รู้อยู่ว่าพ่อรับเรื่องนี้ไม่ได้มากแค่ไหน แล้วจะพูดออกไปทำไม”

     “เมฆก็ไม่ได้คิดจะให้บอกวันนี้ พรุ่งนี้ แต่เรื่องทัศนคติของพ่อ เมฆว่ามันไม่ค่อยถูก อย่างน้อยก็อยากให้เขาค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่สิ แค่ลดอคติเกี่ยวกับเรื่องนี้ลงบ้างก็ได้”

     พ่อมีอคติที่รุนแรงกับเรื่องเพศที่สามมาก ท่านมองว่าคนพวกนี้คือคนที่มีปัญหาหรืออาการทางจิตทำให้เบี่ยงเบนทางเพศ ม่านฟ้าแทบจะไม่มีความคิดที่จะบอกพ่อเรื่องของน้องเลย โอกาสในการที่พ่อจะยอมรับไม่ใช่ ‘เกือบจะเป็นศูนย์’ แต่ ‘เป็นศูนย์’ อย่างน้อยก็ต้องทะเลาะกันใหญ่โต คงไม่จบแค่การนั่งกอดกันร้องไห้อย่างในกรณีของแม่แน่

     แต่หากวันหนึ่งภูหมอกทนเก็บมันไว้ไม่ไหว เขาคงให้มันได้สารภาพกับพ่อแต่ก็ต้องเป็นหลังจากที่น้องสอบเข้ามหาลัยเรียบร้อยแล้วเท่านั้น เผื่อเป็นกรณีอย่างไล่ออกจากบ้าน มันก็แค่ไปอยู่หอกับเขา หรือหากไม่ส่งเสียเรื่องเรียนก็ขอทุนเอา ภูหมอกเป็นคนหัวดีและขยัน จึงไม่น่ามีปัญหาแถมตอนนั้นเขาก็ใกล้จบแล้ว คงพอช่วยเหลือน้องได้บ้าง

     ม่านฟ้าหวังไว้เพียงว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ความลับนี้… ถูกเปิดเผยก่อนเวลาอันสมควรก็พอ



     TBC
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2020 04:15:35 โดย Achaya »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
 :pig4:
 :กอด1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ความลับในม่านหมอก : บทที่ 3 (04.07.20)
« ตอบ #9 เมื่อ: 05-07-2020 22:29:37 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 4

     หนึ่งปีผ่านไป ปิดเทอมสามเดือนที่ม่านฟ้ารอคอยกำลังจะกลับมาอีกครั้ง เขาหวังว่าปิดเทอมนี้ของเขาจะเป็นปิดเทอมที่สงบสุข ไม่เหมือนปีที่แล้วซึ่งเขาดันไปรู้ความลับของน้องรักจนมีแต่เรื่องให้ปวดหัว ร่างสันทัดค่อนไปทางผอมนอนแผ่อยู่บนเตียงในหอพักนิสิต ตั้งใจจะนอนสักตื่นแล้วค่อยลุกมาเก็บของเตรียมกลับบ้านพรุ่งนี้หลังสอบวันสุดท้ายของปีสองจบลง

     ขณะกำลังเคลิ้มใกล้หลับเสียงโทรศัพท์ก็ดังปลุกเขาขึ้นมา

     “พี่เมฆ สอบเสร็จแล้วใช่ป่ะ” เมื่อไรจะเลิกขัดความสุขกูเสียที ม่านฟ้าคิดอย่างหงุดหงิดกับตัวขัดเส้นทางการไปเฝ้าพระอินทร์เมื่อเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์ “ยัง กำลังนั่งสอบอยู่เลยเนี่ย แค่นี้นะ”

     “เดี๋ยวๆๆๆ จะบ้าเหรอ ถ้าสอบพี่จะมารับโทรศัพท์อย่างงี้ได้ไง แล้วหมอกจำได้พี่บอกสอบเสร็จครึ่งเช้าวันนี้”

     “รู้แล้วถามเพื่อ” เสียงของม่านฟ้าเริ่มห้วนขึ้น

     “ก็ถามตามมารยาทไง” แต่เสียงภูหมอกก็ยังระรื่นแบบไม่รู้สึกรู้สาจนเห็นภาพหน้าตาอ้อนเท้าของมันตามมา

     “ถ้ามีมารยาทมึงไม่ควรโทรมากวนตอนกูหลับ” เขาเริ่มหงุดหงิดมากขึ้นเมื่อบทสนทนายังไม่จบเสียที

     “หมอกจะฝากซื้อของหน่อย” ภูหมอกตัดเข้าเรื่องที่โทรมา เพราะเริ่มจับน้ำเสียงไม่พอใจของพี่ชายได้

     “ส่งรายละเอียดมาในไลน์แล้วอย่าลืมจ่ายตังค์กูทีหลังด้วย แค่นี้ใช่ไหม”

     “จริงๆ ก็มีเรื่องอยากเม้าท์ให้ฟังอ่ะ” หนุ่มน้อยดักคอไว้ก่อนพี่ชายจะวางสาย

     “พรุ่งนี้แล้วกัน พรุ่งนี้กูก็กลับแล้ว” ม่านฟ้ากดวางสายแล้วทิ้งตัวนอนต่อทันที

     ----

     ‘ไม่น่าเลยกู’

     ม่านฟ้ายืนมองลิสต์รายการในโทรศัพท์ที่น้องชายส่งมาให้ เพราะง่วงนอนเมื่อวานเลยตอบรับไปโดนไม่ได้ถามถึงของดังกล่าว มาเห็นรายการก็ตอนเช้าที่ตื่นมาและนึกขึ้นได้ว่ารับปากภูหมอกไว้ สถานที่จำหน่ายไม่ใช่ปัญหาเพราะเป็นห้างสรรพสินค้าห่างจากมหาลัยเขาไปไม่ไกล นั่งรถสวัสดิการหรือเดินเอาก็ยังได้

     ภูหมอกมักจะฝากเขาซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เป็นประจำเวลาจะกลับบ้านเพราะบ้านอยู่แถวชานเมือง ห้างที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ยังอยู่ห่างออกไปอีกหลายสิบกิโล เพียงแต่ของที่ฝากซื้อครั้งนี้มันค่อนข้างเป็นปัญหาสำหรับเขา

     หนุ่มอักษรฯ ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ในร้านเครื่องสำอางซึ่งมีคนอยู่ไม่น้อย ถึงแม่จะรู้เรื่องของภูหมอกดีแต่ไม่ค่อยสนับสนุนการซื้อเครื่องสำอางเท่าไหร่ หากอยากได้ก็ต้องใช้เงินเก็บของตัวเอง และเพราะภูหมอกเคยมีประสบการณ์แพ้เครื่องสำอางโนเนมมาไม่น้อย เจ้าตัวจึงขยาดจนต้องยอมซื้อเครื่องสำอางมีชื่อแต่อาศัยซื้อช่วงที่มีโปรโมชั่นเอาเท่านั้น

     ผู้ชายคนเดียวมาเลือกซื้อเครื่องสำอางในร้านที่มีแต่ผู้หญิงย่อมกลายเป็นจุดสนใจได้ไม่ยาก ม่านฟ้ารับรู้ถึงสายตาที่มองมาและบรรยากาศที่ทำให้อึดอัด หญิงวัยกลางคนมองมาที่เขาอย่างตำหนิ เขาอาจจะรู้สึกลำบากใจนิดหน่อยตอนที่จะมาซื้อ แต่ไม่ได้เตรียมใจจะเจอสายตาที่มองมาอย่างดูแคลนเช่นนี้

     สังคมสมัยนี้บอกว่ายอมรับเรื่องพวกนี้มากขึ้น แท้จริงมันก็แค่คำพูดที่ทำให้ดูดี สวยหรูก็เท่านั้น แต่จะมีสักกี่คนที่ยอมรับเรื่องแบบนี้ได้จริง

     ม่านฟ้าเทียบสินค้าที่อยู่บนชั้นกับรูปที่น้องส่งมาให้ ก่อนหยิบใส่ตะกร้าซึ่งมีของวางอยู่ก่อนแล้วสองสามชิ้น เขาพยายามเมินสายตารอบข้างและรีบซื้อของให้เสร็จ รู้สึกพลาดที่ไม่เรียกพนักงานมาหยิบของให้ตั้งแต่แรกเพราะกลัวโดนมองแปลกๆ แต่ในเมื่อตอนนี้ถึงไม่เรียกเขาก็ยังโดนมองไม่ต่างกัน จังหวะที่เขามายืนเลือกสินค้าบริเวณใกล้กับหน้าร้าน ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่ยืนคุยกันอยู่หน้าร้านก็หันมามองเขา

     เสียงพูดคุยและหัวเราะขบขันพร้อมสายตาที่รู้สึกได้ว่ากำลังมองมาทางตนทำให้ม่านฟ้าอดหงุดหงิดไม่ได้ พยายามที่จะระงับความโกรธเอาไว้ แล้วหันกลับมาทางเดิมเพื่อตั้งหน้าตั้งตาเลือกของต่ออย่างข่มอารมณ์

     “พอแล้วมั้ง แค่นี้ก็น่ารัก จนผัวรักผัวหลงแล้ว”

     เสียงทุ้มหนึ่งดังขึ้นอย่างจงใจส่งมาหาม่านฟ้าก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะครืนจากคนกลุ่มใหญ่ ม่านฟ้าหันไปมองเต็มๆ ตาถึงเห็นว่าเป็นเด็กวิศวะมหาลัยเดียวกับตน เขาไม่แน่ใจว่าใครคือคนที่พูดออกมา แต่ที่เห็นชัดสุดคงไม่พ้นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อช็อปสีเทาที่ดูท่าทางคงจะเป็นหัวโจก ยิ้มกว้างๆ ถูกส่งมาให้อย่างจงใจกวนและไม่คิดจะปิดบัง

     จากที่พยายามมองข้ามหลายๆ อย่างและเมินเฉยกับสายตาของคนรอบข้าง พอมาเจอกลุ่มคนตรงหน้าแซวตรงๆ แบบนี้ อารมณ์ที่พยายามข่มไว้ก็เหมือนจะขาดลง ม่านฟ้าเพิ่งเข้าใจคำว่าโมโหจนตาลายก็วันนี้ ปากอ้าออกเหมือนอยากด่าใครบางคนแถวนั้น แต่คำพูดของตนเองที่เคยพูดไว้กับน้องชาย เรียกสติเขากลับมาอีกครั้ง

     "ใครมันจะล้อ จะแซวก็ท่องไว้ ช่าง-หัว-แม่ง!!"

     วันนั้นเขาเคยไม่เข้าใจอารมณ์หงุดหงิดของภูหมอกเมื่อถูกล้อ แต่วันนี้เขาเข้าใจได้เป็นอย่างดี

     ม่านฟ้าสูดลมหายใจ ปรายตากลับไปมองชายหนุ่มกลุ่มนั้น ก่อนสบตาเข้ากับหัวโจกตัวโตอีกครั้ง เขาฝากแค่ความอาฆาตไปทางสายตาที่แสดงให้รู้ถึงความไม่พอใจ จากนั้นก็หันหลังออกมาจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

     ----

     ร่างสันทัดของม่านฟ้าไขกุญแจเดินเข้ามาในบ้าน เหลือบเห็นรองเท้าของน้องชายที่วางอยู่หน้าประตู แต่ไม่เห็นอยู่ชั้นล่างก็นึกรู้ว่าคงหมกตัวอยู่ในห้องนอนเป็นแน่ ความคิดที่จะอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเมื่อกลับมาถึงบ้านถูกโยนทิ้งไปพร้อมกับการทิ้งตัวลงบนโซฟาประจำตำแหน่ง

     ‘ถ้าขึ้นไปตอนนี้มีหวังต้องฟังมันบ่นไม่หยุดแน่ ถึงรู้ว่ายังไงก็คงหนีไม่พ้น แต่ขอต่อเวลาไปอีกหน่อยแล้วกัน’

     เสียงวิ่งลงบันไดมาทำให้คนที่นอนอยู่บนโซฟาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ถึงนาทีต่อมาร่างสูงของน้องชายก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า มือเรียวยาวคว้าถุงเครื่องสำอางที่เขาวางไว้ที่โต๊ะหน้าโซฟารีบเปิดสำรวจของภายในด้วยความตื่นเต้น ม่านฟ้าเหลือบมองท่าทางของภูหมอกเล็กน้อย แล้วเอ่ยปากไล่

     “วางเงินไว้ แล้วจะไปไหนก็ไป” พี่ชายพลิกตัวหนีไปอีกทางของโซฟา

     “ได้ไงเล่า! ก็หมอกบอกแล้วว่ามีเรื่องจะเม้าท์ให้ฟัง” แต่คนเด็กกว่าไม่ยอมแพ้

     “อะไร” หมอนหนุนหัวถูกนำมาปิดหูไว้ บ่งบอกความต้องการฟังที่เป็นศูนย์

     “พ่อเจอเครื่องสำอางในห้องหมอก”

     “อะไรนะ!!!!”

     ร่างสันทัดลุกพรวดขึ้นมาจากโซฟา หมอนใบน้อยถูกขว้างทิ้งด้วยอารามตกใจ ม่านฟ้าพุ่งประชิดตัวน้องชายอย่างรวดเร็ว มือเรียวจับบ่าเด็กหนุ่มไว้ก่อนเลื่อนไปจับที่ใบหน้า จับพลิกซ้ายพลิกขวาสำรวจจนแน่ใจว่าไม่มีรอยตบ รอยต่อยใดๆ จึงผละออกมาสำรวจทั้งร่างกายอีกครั้ง

     “แล้วมึงรอดมาได้ไง!!” เสียงของม่านฟ้ายังไม่ทิ้งแววตระหนก

     “ฟังก่อนสิ ถึงบอกไงว่าจะเล่าให้ฟัง”





    หลังจากวันที่ความลับของภูหมอกถูกเปิดเผย หากถามว่ามีความสุขขึ้นหรือไม่ ภูหมอกคงต้องตอบว่า ‘ใช่’ แต่บางครั้งมันก็ไม่สุด เรื่องนี้ยังคงเป็นความลับกับพ่อของเขาอยู่และหากตามที่พี่ชายบอกมันอาจต้องเป็นความลับไปอีกหลายปี

     อย่างน้อยก็จนกว่าเขาจะจบมัธยม

     ร่างสูงถือของพะรุงพะรังเข้ามาในบ้าน เขาเพิ่งกลับจากการเดินซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าในวันเสาร์ ช่วงนี้แม่ชอบลากเขาไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ท่านบอกว่าลูกสาวบ้านอื่นก็ชอบไปชอปปิงกับแม่ ท่านเก็บกดมาหลายปีกับการมีแต่ลูกชายจึงไม่มีเพื่อนเดินเที่ยว มาถึงวันนี้เธอจะไม่ยอมให้เขาอุดอู้อยู่แต่ในห้องอีกต่อไป

     แน่นอนภูหมอกไม่ปฏิเสธเรื่องนี้เด็ดขาด แต่ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้วางของให้เรียบร้อย ของบางอย่างก็ถูกขว้างมาอย่างแรงกระแทกกับอกของภูหมอกจนต้องอุทานออกมาอย่างตกใจ

     "โอ๊ะ!!"

     สิ่งที่กระแทกกับอกของหนุ่มน้อยและกระดอนตกลงไปบนพื้นคือ ‘กระปุกครีม’ ที่ถูกปามาจากชายวัยกลางคนหน้าตาดุดัน

     “อะ อะไรเนี่ยพ่อ” ภูหมอกเบิกตากว้าง แต่ยังพยายามทำเสียงนิ่งถามออกไป

     "ฉันสิต้องถามแกว่านี่มันอะไร!!!"

     ภูหมอกสูดหายใจเก็บอาการลนลานของตนไว้ เขามั่นใจว่ามันคือกระปุกครีมที่อยู่ในห้องของเขาอย่างแน่นอน ด้วยเมื่อเช้ารีบออกไปบวกกับความประมาทคงทำให้เขาลืมเก็บครีมนี้ใส่ตู้ให้เรียบร้อยทั้งที่พี่ชายก็เคยเตือนแล้ว เขาไม่คิดว่าพ่อจะกลับบ้านก่อนเวลาและเข้าไปในห้องนอนจนพบมันเข้า

     “มีครีมแบบนี้อยู่ในห้อง แกเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วหรือไงถึงใช้ของแบบนี้!”

     เสียงตะโกนของนภดลทำให้นัชชาที่เดินตามเข้ามารีบทิ้งของในมือแล้ววิ่งมาดู สองแม่ลูกมองตากันอย่างตกใจ วินาทีนั้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดร้องบอกให้ภูหมอกคิดหาวิธีแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด เมื่อเช้าเขาหยิบออกมาแค่กระปุกนี้เพื่อบำรุงหน้า เขาภาวนาขอให้พ่อเห็นแค่กระปุกนี้โดยไม่รื้อไปเจอเครื่องสำอางอย่างอื่นที่เก็บไว้ในตู้

     “เปล่านะพ่อ อันนี้ของแม่” ‘เจ้าของครีมจำเป็น’ หันขวับไปมองหน้าลูกชาย แต่ก็ยังหันไปพยักหน้าให้กับสามีเพื่อยืนยัน

     “เมื่อวานหมอกไปตากแดดแล้วหน้าลอก แม่ก็เลยเอาครีมมาให้ใช้” เด็กหนุ่มรีบให้เหตุผลเพิ่มเติม

     “จริงๆ มันควรใช้พวกว่านหางจระเข้แต่ไม่มี แม่ไม่รู้จะให้ใช้อะไรเลยเอาครีมบำรุงแม่ไปให้ทาก่อน กลัวหน้าลอกจนเป็นแผลแล้วจะเจ็บ” พยาบาลสาวที่เริ่มตั้งสติได้อธิบายให้ฟัง พยายามลืมวิธีการรักษาที่ถูกต้องเพื่อเอาตัวรอดเวลานี้ให้ได้ก่อน

     “....”

     นภดลยังคงเงียบเหมือนจับผิดอาการของสองแม่ลูก เขายังไม่ปักใจเชื่อคำพูดของลูกชายร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้ใจหนึ่งจะให้น้ำหนักคำพูดนั้นว่ามีเหตุผลอีกทั้งปกติลูกชายคนเล็กของเขาก็ไม่ได้มีอาการตุ้งติ้งอะไรให้ต้องสงสัย แต่อีกใจหนึ่งก็ยังนึกระแวงจนไม่กล้ายอมรับ

     เจ้าของครีมตัวจริงเดินไปหยิบกระปุกที่กลิ้งอยู่กับพื้น หมุนฉลากที่เขียนสรรพคุณและวิธีการใช้งานมาให้พ่อดู เขาจำได้ว่าตอนซื้อครีมตัวนี้มาเพื่อลดรอยสิว รอยดำ มันยังมีสรรพคุณลดเลือนริ้วรอยสำหรับผู้เริ่มมีอายุด้วย

     “นี่ไงพ่อ มันเขียน ‘Anti-aging’ ลดเลือนริ้วรอย ถ้าหมอกจะใช้เครื่องสำอางจริงจะใช้แบบนี้ทำไม รักษาตีนกาแบบนี้ของแม่ชัดๆ”

     “เจ้าหมอก!!”

     ถึงแม่จะทำเสียงดุแต่เรื่องวันนั้นก็จบลงไปด้วยดี



     “หมอกเพิ่งนึกขึ้นมาได้ทีหลังว่าถ้าแค่ยืมแม่มาใช้ทำไมรู้สรรพคุณละเอียดนัก ดีนะพ่อไม่ติดใจสงสัยเรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆ” ภูหมอกเล่าให้ฟังพร้อมกับถอนหายใจโล่งอก

     ม่านฟ้าขมวดคิ้ว เขาเองก็อยากจะถอนหายใจโล่งอกไปกับน้องที่เริ่มจะเอาตัวรอดเป็นกับเขาแต่ยังติดเรื่องที่สงสัยอยู่จึงรีบถามออกไป

     “ทำไมพ่อถึงเข้าไปในห้องเราว่ะ”

     “อันนั้นหมอกก็กังวลเหมือนกัน ไม่รู้ว่าแค่บังเอิญเข้าไปเจอ หรือได้ยินอะไรมาจนต้องเขาไปค้นห้อง แต่ตอนหมอกเข้าห้องไปก็ไม่เห็นวี่แววการค้นอะไรนะ แต่ก็ไม่กล้าถามเหตุผลพ่ออยู่ดีอ่ะ กลัวจะยิ่งดูมีพิรุธ”

     “ไม่ถามอ่ะดีแล้ว แต่จากนี้มึงจะทำอะไรก็ระวังไว้หน่อย ของของมึงก็ต้องซ่อนไว้ให้ดี ทางที่ดีกูว่าซื้อลังมาสักใบไว้ใส่ ล็อกกุญแจไว้ ข้างบนก็วางๆ พวกหนังสือโป๊หรือเหี้ยไรก็ได้ทับไปอีกชั้น เผื่อเขาเจอแล้วถามว่าซ่อนไรไว้” ม่านฟ้าพูดไปก็เอามือคลึงขมับไป ไม่เข้าใจว่าทำไมกลับบ้านมาแล้วต้องมาเจอเรื่องหนักหัวทันทีอย่างไม่ทันได้พักหายใจ

     เขามีอีกความคิดหนึ่งคือการฝากของพวกนี้เอาไว้กับแม่เพราะอย่างไรเสียแม่ก็เป็นผู้หญิง มีของเช่นนั้นอยู่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่แม่อยู่ห้องเดียวกันกับพ่อ จะเอาเข้าเอาออกก็กลัวจะลำบาก เก็บไว้กับตัวในที่ที่เห็นได้น่าจะดีที่สุด ขณะที่กำลังคิดสะระตะอยู่ถึงทางออกอื่นที่ปลอดภัยกว่านี้ ภูหมอกก็เอ่ยขึ้นมาเหมือนนึกได้

     “พี่เมฆ ไม่แน่ว่าอาจเป็นป้าเดือนข้างบ้านก็ได้นะ”

     “อะไร” ม่านฟ้าที่ยังจับใจความไม่ถูกขมวดคิ้วหนัก

     “ก็คนที่อาจจะเสี้ยมพ่อเรื่องหมอกเป็นตุ๊ดไง ป้าเดือนชอบถามหมอกบ่อยๆ ว่ามีแฟนหรือยัง แล้วพี่เมฆล่ะ ไม่มีแฟนเหรอ ทำไมถึงไม่มีแฟนเสียทีล่ะ ไม่ได้เป็นตุ๊ดเป็นเกย์ไปใช่ไหม”

     ม่านฟ้าถึงกับกลอกตามองบน ‘มนุษย์ป้าข้างบ้าน’ เป็นอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่เขาเบื่อพอๆ กับแก๊งอันธพาลปากไม่มีหูรูด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีอาชีพหลักคือ ‘การสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน’ และชอบ ‘เดือดร้อนแทนคนอื่น’ เป็นงานอดิเรก เขาจำได้ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้เคยบ่นให้แม่เขาฟังเรื่องลูกชายบ้านตรงข้ามมีแฟนโดยหาว่าเป็นเด็กใจแตกและริมีแฟนตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แต่พอมาถึงคราวบ้านเขาที่ยังไม่มีแฟน กลับถูกหาว่าเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วไปเสียอีก

     “อีป้าเดือนนี่มีปัญหามากใช่ป่ะ เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูลองไปคุยกับป้าเขาเอง” เสียงม่านฟ้าบ่งบอกความรำคาญปนโมโหออกมาอย่างปิดไม่มิด

     “ไม่ต้องเลย แค่สันนิษฐานเผื่อให้ช่วยกันระวังไว้ ไม่ได้ให้ไปหาเรื่องเขา” เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว เขาไม่ค่อยชอบเวลาพี่ชายพูดจาหยาบคายเท่าไหร่ แต่บอกไปก็ไม่ได้จะกลายเป็นโดนด่ากลับมาเสียเอง

     “...”

     “แล้วพี่เมฆไม่คิดจะมีแฟนจริงๆ บ้างเหรอ” ภูหมอกพยายามหาเรื่องคุยให้พี่ชายอารมณ์เย็นขึ้น

     “...ไม่อ่ะ เนื้อคู่กูอาจจะตายห่าไปแล้วก็ได้” แต่เหมือนจะไม่ได้ผล พี่ชายของเขากลับยิ่งดูอารมณ์เสียหนักกว่าเดิม

     “งั้น… เดี๋ยว… หมอกไปเอาตังค์ค่าเครื่องสำอางมาจ่ายให้พี่เมฆเลยดีไหม” คนเด็กกว่าลองวิธีอื่น

     “อืม ดี” เสียงของคนแก่กว่าเริ่มกลับมาเป็นปกติ

     หนุ่มน้อยยิ้มจางๆ ดูท่าว่าพี่ชายเขาจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้ว



     TBC



     Achaya (Writer) :

     อย่างที่กล่าวไว้ในข้อมูลเบื้องต้น นิยายเรื่องนี้เน้นกล่าวถึงชีวิตวุ่นวายของสองพี่น้องในช่วงแรก ส่วนเนื้อเรื่องหลักที่เป็นแกนนั้นจะค่อยๆถูกเปิดปมออกมาทีละเรื่องหลังจากนี้
     ปล.เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวนะคะ หากก่อนหน้านี้เขียนให้เข้าใจผิดขอโทษด้วย

     ขอบคุณที่ติดตามและเข้ามาอ่านค่ะ

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 5

     ปริมาณคนภายในห้างสรรพสินค้าของวันธรรมดาน้อยกว่าช่วงสุดสัปดาห์หลายเท่านัก ม่านฟ้ามองซ้ายมองขวาอย่างแปลกใจ เขาไม่ค่อยได้เดินห้างในช่วงเวลาแบบนี้สักเท่าไหร่หรือต่อให้เป็นห้างแถวมหาลัยเขาซึ่งเป็นห้างใหญ่นั้น ไม่ว่าเวลาไหนก็จะมีคนพลุกพล่านอยู่เสมอ

     ร่างสันทัดเดินตามน้องชายเข้าไปในโซนเครื่องสำอางของร้านเวชภัณฑ์แห่งหนึ่งหลังจากโดนน้องรักอ้อนวอนปนบังคับให้พามาเดินห้างแก้เครียดจากการอ่านหนังสือสอบ เหลืออีกหนึ่งสัปดาห์ภูหมอกก็จะเปิดเทอมชั้นม.6แล้ว คนเป็นพี่อย่างเขาซึ่งผ่านช่วงเวลาที่แสนทรมานจากการเอ็นทรานซ์มาแล้ว จึงทำได้เพียงส่งกำลังใจให้น้องเงียบๆ

     มือเรียวยาวของภูหมอกหยิบสินค้าหลายชิ้นมาเทียบราคากันอย่างคล่องแคล่ว บางตัวก็หยิบขึ้นมาให้พี่ชายช่วยตัดสินใจซึ่งม่านฟ้าไม่สามารถช่วยสิ่งใดได้เลยนอกจากพยักหน้ารับแกนๆ ยังไม่ทันได้สินค้าเป็นชิ้นเป็นอันดี เสียงของใครบางคนก็ดังมาจากชั้นวางสินค้าด้านหลัง

     “โอ๊ะ วันนี้ไม่ได้มาคนเดียว พากิ๊กมาด้วยเหรอ”

     หน้าตายียวนกวนประสาทแบบนี้ม่านฟ้าจำได้ดี ผู้ชายคนนี้คือคนเดียวกับผู้ชายตัวโตหัวโจกที่เขาเจอตรงหน้าร้านเครื่องสำอางในห้างแถวมหาลัย นอกจากความรู้สึกหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัวจากคำพูดทักทายยังมีความรู้สึกแปลกใจปนอยู่ด้วย เมื่อไม่คิดว่าจะแจ็กพอตโลกกลมมาเจอคนตรงหน้าในห้างเวลาอย่างนี้

     สีหน้าแปลกใจของร่างสันทัดคงแสดงออกมาชัดเจนเกินไป แขกผู้มาเยือนเจ้าของใบหน้าคมเข้มจึงหัวเราะออกมาเบาๆ เอ่ยตอบคำถามราวกับรู้ใจอีกฝ่าย

     “ทำไม แปลกใจอะไร คิดว่ามาห้างได้คนเดียวเหรอ” ม่านฟ้าไม่คิดจะใส่ใจคำยียวน ปรายตามองเสื้อผ้าของคนตรงหน้าที่ดูคล้ายชุดอยู่บ้านมากกว่ามาเดินห้าง ในมือมีครีมโกนหนวดที่คงได้จากชั้นสินค้าตรงข้ามพวกเขา ม่านฟ้าส่ายหน้าหน่ายก่อนหันกลับไปตั้งใจจะเร่งน้องชายให้ซื้อของให้เสร็จ

     ภูหมอกที่เริ่มแรกยังงุนงงกับสถานการณ์แต่จากคำพูดและท่าทางก็พอเดาได้ว่าผู้ชายตรงหน้าคงไม่ได้มาทักด้วยจุดประสงค์ที่ดีแน่

     “ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรหรือครับ ท่าทางคุณดูชอบเรียกร้องความสนใจเสียจริง!”

     เสียงแว้ดจากหนุ่มน้อยที่ติดจริตสาวกลับทำให้ผู้มาเยือนต้องเลิกคิ้วแปลกใจเสียเอง ใบหน้าคมเข้มคลี่ยิ้มออกมาอย่างไม่สะทกสะท้านกับคำเสียดสีพร้อมกลั้วหัวเราะในลำคอ ส่งผลให้รอยยิ้มที่เผยออกมาดูชั่วร้ายยิ่งว่าเดิม

     “อ้าว นึกว่ามากับกิ๊ก ที่ไหนได้...”

     ประโยคที่พูดไม่จบดีของชายร่างสูง แต่กลับสื่อความหมายให้ใบหน้าขาวของภูหมอกแดงจัด ริมฝีปากของเด็กหนุ่มใจสาวเบะออกแต่ยังพยายามหายใจเข้าลึกเรียกสติตัวเองกลับมา เด็กหนุ่มเชิดหน้าขึ้นทั้งที่นัยน์ตาแดงก่ำ

     “เป็นแบบนี้แล้วมันผิดตรงไหน หนักหัวคุณหรือไง ทำไมถึงต้องมายุ่งด้วย”

     ม่านฟ้าเหลือบมองน้องชายที่เริ่มหายใจแรงเข้าใจว่าเจ้าตัวตีความคำที่หายไปทำนอง 'เพื่อนสาว' จึงทำท่าโกรธเคืองเช่นนี้ เขารีบเอื้อมมือไปคว้ามือน้องไว้แล้วบีบเบาๆ ให้หยุดคำพูดที่เตรียมด่าคนตรงหน้าไปอีกหน ชายหนุ่มไม่อยากให้น้องต้องมาต่อปากต่อคำกับใคร แต่ประโยคต่อมากลับทำให้อารมณ์ของคนพี่ขาดผึงเสียเอง

     “ผิดดิ เรื่องแบบนี้น่ะ... จะมีพ่อแม่ที่ไหนรับได้ที่ลูกเป็นแบบนี้ ลูกชายที่เป็นลูกชายให้ไม่ได้มันคงน่าอาย น่ารังเกียจมาก ถึงต้องปิดเป็นความลับไง” สายตาจริงจังจากดวงหน้าเข้มจ้องมองมา ม่านฟ้าขบกรามแน่นนึกอยากต่อยหน้าชายคนนี้สักหมัด บีบมือภูหมอกที่หน้าเสียและเริ่มน้ำตาคลอไว้แน่น ก่อนหลุดตวาดออกไป

     “มึงประสาทป่ะ! เป็นบ้าอะไรเดินซื้อของดีๆ ไม่ชอบ มาพูดจาแบบนี้ทำไม ว่างนักก็กลับไปนอนไป”

     ม่านฟ้าคว้าแขนน้องชายเดินออกจากร้านทันทีโดยไม่สนใจคนที่มองตามหลังมาด้วยแววตาหลากอารมณ์

     ----

     บรรยากาศภายในรถยนต์คันเก่าของแม่ที่มีเสียงเครื่องปรับอากาศดังเป็นระยะเต็มไปด้วยความอึดอัด ม่านฟ้าซึ่งเป็นคนขับเหลือบมองน้องชายของเขา คิดถึงคำพูดของคนที่เพิ่งเจอที่ห้างอีกครั้งก็อดหงุดหงิดไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพูดแบบนั้นออกมา

     ภูหมอกดูเงียบลงไปทันทีหลังออกจากร้าน แม้เขาจะพาไปกินข้าวและซื้อของใช้จำเป็นที่แม่ฝากซื้อก่อนกลับ เจ้าตัวก็ยังซึมลงไปอย่างเห็นได้ชัด คำพูดที่ใครบางคนพูดออกมาอย่างไม่คิด บางครั้งมันก็ทำร้ายใครอีกคนได้อย่างแสนสาหัส ในกรณีของน้องเขาก็เช่นกัน คำพูดของไอ้บ้านั่นคงกระแทกเข้ากลางใจภูหมอกอย่างจัง

     “หมอกไม่ได้อยากเป็นแบบนี้” เสียงอ่อยๆ ดังมาจากคนนั่งข้างคนขับ

     “กูรู้… กูบอกแล้วไงอย่าไปสนใจคำพูดพวกนั้น”

     “ไม่ใช่แค่เขาที่ว่าแบบนั้น หลายครั้งหมอกก็โดนแซวแบบนี้ ทั้งจากเพื่อน คนรู้จักหรือแม้แต่อาจารย์ และที่เขาพูด… มันก็จริง ใช่ว่าหมอกไม่รู้สึกถึงสายตาที่มองมา ปากหลายคนพูดว่ารับได้ ไม่เป็นไร แต่สายตาเขาไม่ได้บอกแบบนั้นจริงๆ”

     “...”

     “ที่สำคัญ… หมอกยังรู้สึกผิดกับพ่อ พวกเขาชอบพูดว่า ‘เป็นแบบนี้คิดว่าพ่อแม่จะช้ำใจแค่ไหน’ และมันก็จริงอีกเหมือนกัน ถึงแม่จะเข้าใจหมอกแต่หมอกรู้ ถ้าเลือกได้แม่คงอยากให้หมอกเป็นลูกชายปกติเหมือนลูกคนอื่นมากกว่า”

     ม่านฟ้ายังคงเงียบจนกระทั่งถึงบ้าน เขาไม่สามารถให้คำตอบหรือคำปลอบใจน้องได้ในตอนนี้ และไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากด้วยว่าแม่ไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะเขา… ก็ไม่ต้องการที่จะโกหก

     ----

     ม่านฟ้าพยายามจะทำทุกอย่างให้เหมือนเป็นปกติ หลังจากวันนั้นใช่ว่าภูหมอกจะซึมเศร้ายาว เจ้าตัวกลับมาร่าเริงได้ในเวลาไม่นานซึ่งนั่นก็ดี มีบ้างที่เขาแอบกังวลถึงความรู้สึกของภูหมอก แต่ตราบใดที่เด็กหนุ่มไม่ได้พูดหรือแสดงทีท่าอะไรออกมา เขาเองก็คงไม่สามารถเดาความคิดน้องได้

     ชายหนุ่มกดเข้าไปอ่านกระทู้แนะนำภาพยนตร์จัดอันดับที่เพื่อนแชร์มา แล้วก็กดอ่านกระทู้โน้นกระทู้นี้ต่อไปเรื่อยตามประสาคนว่าง แถมวันนี้ไม่มีน้องชายที่รักมารบกวนการพักผ่อนเพราะต้องไปติวสอบอีกต่างหาก หนุ่มอักษรฯ ไล่อ่านตั้งแต่เรื่องวิชาการไปยันเรื่องไร้สาระ กำลังเลือกแท็กที่จะเข้าไปดูต่อกลับต้องมาสะดุดกับแท็ก ‘เพศที่สาม’ เข้า ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง คำพูดพล่อยๆ ของใครบางคนกลับดังขึ้นมาในหัว

     ‘จะมีพ่อแม่ที่ไหนรับได้ที่ลูกเป็นแบบนี้’

     ม่านฟ้าหลับตาลงพร้อมสูดหายใจเข้าลึกก่อนเลือกหากระทู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาครอบครัวและเพศที่สาม เขาอยากรู้มุมมองจากสังคมและมุมมองของคนในครอบครัวที่มีลูกเป็นเพศที่สามว่าคิดเห็นกันอย่างไร

     ‘ปัจจุบันนี้การเป็นเพศที่สามก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากเลือกได้...คงไม่อยากให้มีคนในครอบครัวเราเป็นหรอก’

     หลังจากที่เข้าไปอ่านกระทู้ปรึกษาปัญหาชีวิตของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มาระบายความในใจถึงเรื่องที่ตนเป็นเพศที่สาม เพียงแค่ความคิดเห็นแรกก็เล่นเอาม่านฟ้าถึงกับสะอึกเบาๆ ยิ้มแหยออกมาอย่างให้กำลังใจตัวเองและเจ้าของกระทู้ กลั้นใจอ่านความเห็นต่อไปอย่างรวดเร็ว

     ‘แค่เป็นคนดี รับผิดชอบ มีอนาคตที่ดี รุ่งๆ พ่อแม่ต้องการเพียงให้ลูกประสบความสำเร็จเท่านั้น พอเราได้ดีเราก็ค่อยๆ บอกเขาก็ได้ เขาก็จะค่อยๆ รับได้เอง’

     ‘สำหรับผมที่มีลูกชาย ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียว บอกตรงๆ ว่าถ้าลูกผิดเพศ ผมคงรับไม่ได้’

     ‘ตั้งใจเรียน ประพฤติตนให้เหมาะสม เป็นลูกที่ดีก็พอ ให้เวลาเขาสักนิดนะครับ แต่ผมแนะนำว่าให้บอกท่านนะครับ ช้าเร็วท่านก็ต้องรู้ รู้จากปากเราดีกว่าจากปากคนอื่นนะ สู้ๆ ครับ’

     ‘จะมีใครเขาชื่นชมกับเรื่องพวกนี้จริงสักแค่ไหนกันเชียว ยิ่งที่เห็นว่ามีการแต่งงานของเพศที่สามขึ้นมามากขึ้น ผมยิ่งรู้สึกว่าโลกของเรามันวิปริตเข้าไปทุกที’

     ‘ผมเองก็รู้สึกท้อเหมือนกันครับ พ่อแม่ยอมรับไม่ได้เอามากๆ ไม่กล้าแม้แต่จะบอก เพราะแค่คุยถึงว่ามีเพื่อนเป็นเพศที่สามก็บอกว่าไม่ต้องพูดถึงคนแบบนั้น ถ้ามาก็อย่าให้เข้าบ้าน เลยได้แต่เงียบไม่กล้าบอก’

     ‘จะเป็นก็ไม่เป็นไร แค่เป็นคนเก่งไว้ก็พอ ขอให้เด่นไปเลย จะได้ตอกหน้าคนอื่นที่มาล้อเลียนได้’


     ความคิดเห็นทั้งในแง่ลบ แง่บวกหรือแม้กระทั่งการเหยียดเพศมีให้เห็นกระจายกันไป บางความคิดเห็นก็ให้รู้สึกราวกับเอาบ้านเขาไปเขียนเพราะหลายครั้งที่พ่อด่าเพศที่สามมากลางโต๊ะอาหารเพียงแค่มีการกล่าวถึงเล็กน้อย ทำเอาบรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความอึดอัดเสมอ ทั้งนี้นอกจากการให้กำลังใจก็มีหลายคำแนะนำที่บอกให้ประพฤติตัวเป็นคนดีเข้าไว้แต่กับอีกหลายความเห็นที่เหมือนจะให้คำแนะนำม่านฟ้ากลับรู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก

     ‘ลูกชายเราก็เป็นเพศที่สาม ตอนแรกก็ยังไม่ค่อยอยากยอมรับ แต่ตอนนี้มีงานดีๆ ทำ รายได้ก็สูง หาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ ใครที่เคยมาดูถูกลูกเราทำงานสู้ลูกเราไม่ได้สักคน’

     ‘พ่อแม่ที่มีลูกเป็นกะเทย ก็คงต้องทนไปเท่านั้น อย่างไรลูกก็คือลูก แค่ตัวคุณเท่านั้นที่จะเลิกเป็นให้พ่อแม่สบายใจและตายตาหลับได้ไหม’

     ‘การเป็นกะเทยเป็นเรื่องที่พ่อแม่รับไม่ได้อยู่แล้ว เราแค่ต้องมีจุดเด่น เรียนให้เก่งเข้าไว้หรือทำงานหาเงินให้ได้เยอะๆ ประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วคนก็จะยอมรับได้เอง อดทนเข้าไว้’

     ‘คหสต. คือถ้าจะเป็นก็ควรเป็นแอบๆ ไหม จะออกมาเปิดเผยทำไมให้คนอื่นรังเกียจ’

     ‘คนชนะคือคนเขียนประวัติศาสตร์ ไม่ว่าเขาจะทำเลวมาแค่ไหนตราบใดที่ชนะ เขาจะเขียนอย่างไรก็ใดและคนก็พร้อมจะสรรเสริญเขาเยี่ยงวีรบุรุษ ผมว่าเรื่องนี้ก็เหมือนกัน พ่อแม่พร้อมจะมองข้ามเรื่องเพศไปเสมอตราบใดที่คุณประสบความสำเร็จ’


     ม่านฟ้าเม้มริมฝีปากเข้าหากัน เขาพยายามเมินความคิดเห็นที่ทำให้รู้สึกไม่ดีทิ้งไป แต่บางความเห็นกลับทำให้เขาสงสัยว่าคนพวกนี้ ‘ยอมรับ’ เพศที่สามได้จริงหรือ เพราะมันทำให้เขารู้สึกได้ถึงความกดดันและความคาดหวังบางอย่าง การที่พ่อแม่คาดหวังให้ลูกเป็นคนดี เป็นคนเก่งไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ทำไมจึงต้องเด่น ต้องเก่ง ต้องประสบความสำเร็จเท่านั้นจึงจะได้รับการยอมรับ คนเหล่านี้ทำเหมือนกับว่าการเป็นเพศที่สามคือ ‘ปมด้อย’ ที่ต้องหาเรื่องอื่นมาทดแทน

     เสียงเคาะแป้นพิมพ์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในห้องนอนที่มีเพียงเสียงพัดลมเป่า กว่าจะรู้ตัวม่านฟ้าก็กดส่งความคิดเห็นของตัวเองลงไปในกระทู้นั้นเสียแล้ว

     ‘เพศที่สามเป็นแค่คนธรรมดาไม่ได้เหรอ ทำไมใครๆ ต้องบอกให้เก่งเหนือคนอื่น การเป็นเพศที่สามไม่ใช่ปมด้อยที่จำเป็นต้องเอาข้อดีด้านอื่นมาปกปิดไม่ใช่เหรอครับ’

     เสียงตะโกนของแม่ดังขึ้นมาจากชั้นล่างทำให้ชายหนุ่มละสายตาจากข้อความที่เพิ่งพิมพ์ลงไป ม่านฟ้าลุกขึ้นเดินลงไปตามเสียงเรียกเพื่อช่วยแม่ยกของลงจากรถ

     “ทำอะไรอยู่ข้างบนถึงลงมาช้า แล้วเจ้าหมอกไปไหน”

     “มันบอกว่าไปติวหนังสือกับเพื่อน” สองคำถามของคนเป็นแม่ ถูกคนลูกตอบกลับมาแค่คำถามเดียว

     นัชชาเหลือบมองลูกชายคนโตที่ยังคงทำหน้าตาเนือยๆ แต่กลับรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ไม่ปกติ ราวกับมีความเครียดและความกังวลใจแสดงผ่านดวงตาออกมา

     “เป็นอะไรรึเปล่า”

     “หืม? เปล่านิ แค่...ง่วงๆ เมื่อกี้นอนอยู่น่ะ” ม่านฟ้าเงยหน้ามาตอบมารดาก่อนก้มหน้าจัดของที่ยกมาจากรถเข้าตู้ รู้ตัวดีว่าผิดศีลข้อสี่แต่ก็ยังทำเฉยต่อไป

     “งั้นจัดของเสร็จออกไปรดน้ำต้นไม้ด้วย จะได้แก้ง่วง เดี๋ยวพ่อกลับมาต้นไม้ตายหมดได้โดยดุกันอีกยกใหญ่”

     ไม่ทันให้คนรับคำสั่งตอบรับหรือปฏิเสธ นัชชาก็เดินตัวปลิวขึ้นชั้นสอง ทิ้งไว้เพียงลูกชายและภารกิจอีกสองอย่างที่ได้รับมอบหมาย ชายหนุ่มถอนหายใจมองข้าวของเครื่องใช้ที่แม่ซื้อมากองอยู่เต็มพื้น แล้วเหลือบมองไปยังแสงแดดที่แผดเผาสนามหญ้าข้างบ้านอย่างโหดร้าย

     หลังเสร็จภารกิจม่านฟ้ากลับขึ้นมาที่ห้องนอนอีกครั้งสวนกับแม่ที่เดินออกมาจากห้องนอนของเขา ร่างสันทัดยืนงงอยู่ชั่วครู่ ยังไม่ทันถามถึงสาเหตุที่มารดาเข้ามาในห้อง นัชชาก็เดินผ่านหน้าเขาไปเสียแล้ว ชายหนุ่มเหลียวกลับไปมองมารดาอีกครั้งแต่ก็คร้านจะซักไซ้เอาความ หากแม่คิดจะบอกอะไรคงพูดออกมาเองแล้ว

     เจ้าของห้องเดินกลับมานั่งที่โต๊ะซึ่งเปิดโน้ตบุ๊กค้างเอาไว้ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าได้เขียนแสดงความเห็นลงไปอย่างเผลอตัวทั้งที่ปกติเขาไม่ค่อยชอบแสดงความเห็นในกระทู้เหล่านี้ เขียนดีก็ดีไป เขียนไม่ดีก็โดนดราม่าใส่เสียเปล่า แต่ขณะที่กำลังคิดจะปิดโน้ตบุ๊กเพื่อล้มตัวนอน ชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ทำให้เขายิ้มออกมาและไม่คิดจะถามถึงเหตุผลที่มารดาเข้ามาในห้องอีก

     ต่อจากความคิดเห็นของม่านฟ้าที่พิมพ์ลงไป กลับมีอีกความเห็นหนึ่งแสดงออกมาด้วยชื่อแอคเคาท์ของเขา

     ‘พ่อแม่คือบุคคลที่ให้ชีวิต การให้ชีวิตไม่ได้หมายถึงเพียงการให้กำเนิดแต่หมายถึงการให้เขาได้ใช้ชีวิตในแบบที่เขาต้องการ เราแค่คอยดูแลให้เขามีความสุข ไม่ทำร้ายตัวเองและคนอื่นก็พอค่ะ อย่ากดดันเขาด้วยเพศที่เขาจะต้องเป็นเลย #ยืมแอคเคาท์ลูกมาใช้ค่ะ’

     เอาเถอะ สังคมจะมองอย่างไรก็ช่าง ขอแค่มีคนในครอบครัวที่พร้อมจะเป็นที่พักพิงให้กันก็พอแล้ว



     TBC
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-08-2020 20:40:52 โดย Achaya »

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 6

     ภูหมอกเป็นเด็กหัวดี เรียนเก่งแถมยังว่านอนสอนง่าย จึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกชายคนเล็กคนนี้เป็นความหวังและความภาคภูมิใจของผู้เป็นพ่ออย่างนภดล เขาไม่ได้ตั้งเป้าว่าลูกจะต้องเป็นหมอ เป็นวิศวะฯ เท่านั้นจึงจะพอใจ เขาเพียงแต่ต้องการให้ลูกเรียนในสายอาชีพที่มีความมั่นคง จบมามีงานทำ ไม่ใช่ไขว่คว้าจะเรียนแต่สิ่งที่ชอบโดยไม่มองว่าจะมีอนาคตหรือไม่ และเป็นอีกหนึ่งโชคดีของเขาที่ภูหมอกตั้งเป้าจะเรียนหมอ ไม่ใช่คณะที่ยังเห็นอนาคตไม่ชัดเจนอย่างที่ม่านฟ้าเลือก

     เขามีลูกชายสองคน ทั้งที่โตจนเข้ามหาลัยไปคนหนึ่งและอีกคนก็อยู่ม.6 แล้วแต่ก็ยังให้นอนห้องเดียวกัน นภดลเคยมีความคิดที่จะต่อเติมบ้านแยกห้องนอนของใครของมันแต่ก็ถูกเลื่อนแผนการออกไปครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยเหตุผลต่างๆ จนกระทั่งลูกชายคนโตเข้ามหาลัยและย้ายไปอยู่หอพักในเมืองเขาจึงเลื่อนแผนการนั้นออกไปอย่างไม่มีกำหนด

     ชายวัยกลางคนเดินออกมาจากห้องนอนในเวลาเกือบ 10 โมง วันนี้เป็นวันหยุดเขาจึงตื่นสายกว่าปกติ ขณะกำลังจะเดินลงบันไดก็อดมองไปที่ห้องของลูกชายทั้งสองไม่ได้ ช่วงนี้เจ้าพวกนั้นชอบทำตัวเหมือนมีความลับ ไม่ยอมให้เข้าห้องนอนและมักจะส่งสายตาหรือคุยซุบซิบกันบ่อยครั้ง แม้ภรรยาของเขาจะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของวัยรุ่นแต่ยังอดระแวงไม่ได้ ทั้งที่ปกติเขาก็ไม่เคยระแวงจนกระทั่งวันนั้น… วันที่เขาเจอกระปุกครีมในห้องของม่านฟ้าและภูหมอก

     เนื่องด้วยหน้าที่การงานทำให้นภดลไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้านเท่าไหร่ หลายครั้งที่มักมีเพื่อนบ้านที่ห่วงใยและ ‘เดือดร้อนแทน’ ในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะคุณเดือนที่อยู่บ้านติดกัน หลังจากบทสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันแล้วก็เกิดประโยคนี้ขึ้นมา

    ‘ได้ยินข่าวรึเปล่าคะ บ้านท้ายซอย 5 น่ะ เหมือนว่าเพิ่งจับได้ว่าลูกชายเป็นตุ๊ด ตอนแรกก็เห็นเป็นเด็กเงียบๆ ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ สงสัยคงปิดพ่อแม่มานานแล้ว ทะเลาะกันเรื่องราวใหญ่โต ได้ยินกันไปทั้งซอย เจ้าเมฆกับเจ้าหมอกก็ออกจะเงียบๆ เก็บตัวกันเสียด้วย คุณนภก็ต้องระวังเรื่องลูกชายไว้บ้างนะคะ’

     เรื่องที่ว่าลูกชายจะเป็นตุ๊ดเป็นเกย์ นภดลไม่เคยมีความคิดเรื่องนี้อยู่ในหัวเพราะเขากีดกันและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมรับเรื่องเหล่านี้ แต่เรื่องที่คุณเดือนพูดว่าลูกชายของเขามักเก็บตัวเงียบนั้นก็จริง จึงทำให้เขาอดกังวลไม่ได้ ใช่จะไม่รู้สึกว่าตั้งแต่เริ่มโตมาภูหมอกเก็บตัวมากขึ้น ไม่ร่าเริงเหมือนแต่ก่อน วันนั้นเขาจึงเข้าไปในห้องนอนของลูก และสิ่งที่เห็นทำให้คำพูดของคุณเดือนลั่นเข้ามาในหัว

    ‘... คุณนภก็ต้องระวังเรื่องลูกชายไว้บ้างนะคะ’

     ขณะนั้นความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เขาไม่ชอบผู้ชายที่ทำตัวสำอาง เขาเชื่อว่าการที่ผู้ชายทำตัวสำอางอย่างทาแป้ง ทาครีม หรือเรื่องมากในการแต่งตัวเป็นสัญญาณการบ่งบอกว่าคนนั้นเริ่มมีอาการเบี่ยงเบนทางเพศ คำตอบที่ได้รับจากภูหมอกแม้ทำให้เขาอารมณ์เย็นขึ้น แต่ความระแวงใจเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่สามารถทำให้หายไปได้โดยง่าย ภูหมอกไม่ได้มีอาการอย่างเพศที่สามที่เขาเคยเห็นแต่ก็พอจับอาการตระหนกได้จากใบหน้าที่พยายามแสร้งทำเป็นปกติ

     หรือว่า… จะเป็นของม่านฟ้า ลูกชายคนโตของเขาเพิ่งจะกลับบ้านมาอาทิตย์ก่อนหน้าอาจจะลืมไว้ก็เป็นได้

     ยิ่งช่วงนี้ม่านฟ้าชอบเถียงกับเขาเวลาที่พูดถึงพวกผิดเพศราวกับจะออกตัวปกป้อง บวกกับไม่ยอมให้เข้าไปยุ่งกับห้องนอนเหมือนซ่อนบางอย่างไว้

     ทั้งที่ไม่อยากจะคิดในแง่ร้ายมากไปกว่านี้ แต่สมองกลับหยุดนำเหตุการณ์ต่างๆ มาผสมรวมกันจนอดไม่ได้ที่จะแคลงใจ ประมุขของบ้านเดินลงมาถึงชั้นล่างก่อนขมวดคิ้วอย่างงุนงงเมื่อไม่เห็นสมาชิกในครอบครัวคนใดทั้งบริเวณของห้องครัวและห้องนั่งเล่น เดินไปเกือบถึงเฉลียงหน้าบ้านก็ยังไม่มีวี่แววของผู้ร่วมอาศัยคนอื่น จึงขยับมือกดโทรศัพท์ที่ถือติดมาต่อสายหาภรรยาอย่างรวดเร็ว

     “ไปไหนกันหมด” ทันทีที่เสียงรอสายหยุดลง นภดลก็กรอกสายถามกลับไป

     “อ๋อ เจ้าหมอกออกไปติวหนังสือกับเพื่อนค่ะ ส่วนแม่กำลังจะไปทำบุญที่วัดเลยลากเจ้าเมฆมาเป็นคนขับรถให้ เห็นพ่อพักอยู่เลยไม่อยากกวน นานๆ จะมีวันหยุดเสียที” เสียงของภรรยาตอบกลับมาอย่างนุ่มนวล “เอ๊ แม่ให้เจ้าเมฆเขียนโพสต์อิทบอกไว้แล้วนิ เมฆไม่ได้เขียนตามที่แม่สั่งเหรอ” ประโยคหลังเหมือนหันไปถามลูกชายมากกว่าจะพูดกับเขา

     “อืมเห็นแล้ว” นภดลเหลือบไปมองโพสต์อิทที่แปะอยู่ข้างตู้เย็นด้วยลายมือของลูกชายคนโต

     “แล้วพ่อมีอะไรรึเปล่า หรือจะไปด้วยกันไหม แม่เพิ่งจะถึงหน้าหมู่บ้านนี่เอง กลับไปรับแป๊บเดียว”

     “ไม่เป็นไร แม่ไปเถอะ แล้ว… จะกลับประมาณกี่โมงล่ะ”

     “คงสักบ่ายๆ เกือบเย็นนั่นแหละ”

     “อืม ไม่มีอะไรแล้ว บอกเจ้าเมฆขับรถดีๆ ล่ะ” นภดลวางสายจากภรรยา พยายามบอกตัวเองให้เลิกคิด เลิกแคลงใจ แต่เมื่อสถานการณ์เป็นใจเช่นนี้ สิ่งแรกที่เขาคิดขึ้นมาคือโอกาสในการเข้าไปในห้องของลูกชายที่ไม่อยู่บ้านทั้งสองคนอีกครั้ง

     เพื่อเขาจะได้เลิกสงสัยถึงสิ่งที่เด็กๆ ซ่อนเอาไว้ในห้องเสียที

     ----

     “พ่อว่าอะไรแม่”

     ทันทีที่แม่วางสายจากพ่อ ม่านฟ้าก็รีบถามอย่างคนระแวง บางครั้งเขาก็เกลียดที่ตัวเองต้องมารู้ความลับของภูหมอกเช่นนี้ ยิ่งหลังจากที่น้องเล่าให้ฟังเรื่องที่พ่อเจอครีมในห้องจนอาละวาดยกใหญ่ เขาก็รู้ว่าชักทำตัวกระวนกระวายเหมือนมีชนักติดหลังทุกครั้งเวลาพ่อเข้าใกล้ห้องของพวกเขา หากไม่ใช่เพราะไม่รู้มาก่อนว่าภูหมอกจะออกไปข้างนอกวันนี้ เขาไม่มีทางรับปากไปวัดและปล่อยให้พ่ออยู่บ้านคนเดียวแน่นอน

     “แค่ถามว่าไปไหน แล้วจะกลับกี่โมงแค่นั้น” เมื่อแม่ตอบออกมา ม่านฟ้าก็พยายามเก็บความร้อนรนเอาไว้ในใจ ไม่อยากคิดสิ่งใดในแง่ลบ ภาวนาขอให้พวกเขาไม่ซวยถึงขนาดทำบุญกลับมาเจอพ่อทำหน้ายักษ์ถือเครื่องสำอางที่ค้นเจอในห้องของภูหมอก

     “แต่แปลกดี ตอนแรกที่โทรมาแม่นึกว่าพ่อจะบ่นนิดหน่อยที่ออกมาโดยไม่บอกแต่กลับนิ่งอย่างกับคิดอะไรอยู่ เอ๊ะ หรือว่าจริงๆ แล้วอยากอยู่คนเดียว จะแอบนัดสาวที่ไหนมาบ้านรึเปล่าเนี่ย”

     ประโยคหลังแม่พูดขำๆ แต่คนขับรถจำเป็นเวลานี้กลับไม่ขำไปด้วย เขาตัดสินใจกลับรถตั้งแต่ยังฟังไม่จบประโยคดี ไม่สนใจเสียงโวยวายถามเหตุผลของคนเป็นแม่ ลางสังหรณ์ของม่านฟ้าบอกตัวเองว่า พ่ออาจใช้โอกาสนี้ในการเข้าไปในห้องของพวกเขาก็เป็นได้ นึกแค้นน้องชายในใจที่ทำให้เขาจะเป็นบ้าอยู่ทุกเวลาแบบนี้

     "ไหนๆ ก็ซื้อลังที่มีกุญแจมาแล้ว มึงก็เก็บของมึงเข้าลังไปให้หมด พอจะใช้ค่อยไขออกมา มึงกับกูจะได้เลิกระแวงกลัวใครจะเข้ามาในห้องซะที"

     บทสนทนาในวันหนึ่งที่เขาคุยกับภูหมอกหลังซื้อลังมาเพื่อใส่ทั้งเครื่องสำอางและเครื่องประดับทั้งหลายของเจ้าตัวดังขึ้นมาในหัว ส่วนพวกเสื้อผ้าโชคดีที่เอาไปฝากไว้ที่ตู้เสื้อผ้าของแม่แล้วจึงไม่น่ามีปัญหา และ ‘ใคร’ ที่กลัวก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พ่อของพวกเขานี่แหละ

    “ของอย่างอื่นหมอกก็เก็บเข้าไปหมดแล้ว ขอแค่ครีม แป้ง แล้วก็ลิปมันนะ เพราะถ้าจะใช้แต่ละครั้งต้องเอาออกจากลังตลอดมันลำบากอ่ะ”

     “งั้นมึงก็เอาติดตัวมึงเวลาไปไหนมาไหนด้วยเลย กูเบื่อการทำตัวเป็นปู่โสมเฝ้าห้องเต็มทนล่ะ”

     “มันเกะกะน่ะสิ แต่พี่เมฆไม่ต้องห่วง ใช้แล้วหมอกจะซุกไว้ในตู้อย่างดีต่อให้พ่อมาค้นก็ไม่เจอง่ายๆ หรอก”


     ม่านฟ้าอยากจะเชื่อใจคำพูดของน้องชายเหลือเกิน แต่เพราะเมื่อเช้าเขาจำได้ว่าภูหมอกตื่นสายและรีบร้อนออกไปติวกับเพื่อนแค่ไหน ทำให้เขาอดกังวลไม่ได้ว่า 'ไม่เจอง่ายๆ’ ของภูหมอกนั้นไม่ได้แปลว่า 'ไม่เจอ’

     เขาจอดรถเทียบกับหน้าบ้านหลังหนึ่งในซอยถัดจากบ้านเขาไปหนึ่งซอยเพื่อไม่ให้พ่อสังเกตเห็น แล้ววิ่งลงจากรถไปโดยบอกให้แม่รออยู่ข้างใน ม่านฟ้าเลื่อนประตูรั้วย่องเข้าไปจนถึงตัวบ้าน ชะโงกดูทางหน้าต่างเห็นพ่อนั่งดูข่าวอยู่ที่ห้องนั่งเล่น เขาเริ่มลังเลด้วยใจหนึ่งบอกตัวเองว่าเขาอาจคิดมากเกินไป แต่อีกใจกลับเชื่อว่าพ่อคงเห็นว่าเขาไปทั้งวันจึงไม่รีบร้อนที่จะขึ้นไปค้นดูในห้อง

     สุดท้ายความหวาดระแวงก็เป็นฝ่ายชนะ ชายหนุ่มวิ่งอ้อมไปที่หลังบ้าน ตัดสินใจเข้ามาเช็กเครื่องสำอางของภูหมอกอย่างเงียบๆ ดีกว่าบอกพ่อว่าลืมของไว้จึงกลับมาเอาเพราะคงไม่พ้นโดนพ่อสงสัยอีกแน่ เขาแง้มประตูตรงลานซักล้างหลังบ้านเพื่อเข้าไปในตัวบ้านก่อนย่องขึ้นบันไดอย่างเงียบเชียบจนถึงห้องนอนตัวเอง

     ดวงตาคู่สวยของม่านฟ้ากวาดมองไปทั่วห้องอย่างรวดเร็วเมื่อไม่พบว่ามีสิ่งใดที่เป็นอันตรายต่อการรักษาความลับวางอยู่ให้สะดุดตาก็ถอนหายใจเฮือก ม่านฟ้าพุ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าซึ่งเป็นจุดอันตรายอันดับสองแล้วพบกับเครื่องสำอางสองสามชิ้น เขาด่าน้องชายในใจก่อนคว้าของเหล่านั้นขึ้นมา เหลือบมองไปที่ลังใบย่อมซึ่งวางปะปนอยู่กับตั้งหนังสือของภูหมอกอย่างไม่ผิดสังเกต ร่างสันทัดคว้าลังใบนั้นขึ้นมาโดยหวังว่าจะใส่ของทั้งหมดลงไปแต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อมันถูกล็อกกุญแจไว้

    “ถ้าล็อกไว้แล้วก็อย่าลืมเอากุญแจติดตัวไปด้วยล่ะ อุตส่าห์ใส่ลังซ่อนไว้ อย่าโง่วางกุญแจไว้ให้เขาเอามาเปิดง่ายๆล่ะ”

     คำพูดของเขาที่บอกน้องชายไว้ทำให้ม่านฟ้าหงุดหงิดใจแต่ก็พาลใครไม่ได้ ทางเลือกสุดท้ายของเขาในเวลานี้คือการเอาของพวกนี้ติดตัวไปด้วยและออกจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด เขาไม่อยากเสี่ยงซ่อนเอาไว้ในห้องแม้ลึกแค่ไหนก็ตาม

     เสียงเดินขึ้นบันไดส่งผลให้ม่านฟ้าเสียวสันหลังวาบ เขารีบยัดเครื่องสำอางในมือใส่กระเป๋ากางเกงมองหาทางหนีทีไล่ จังหวะการเดินของคนที่อยู่นอกห้องมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของเขาแต่ยังไม่เปิดเข้ามาราวกับยังลังเลทำให้สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในหัวบอกชายหนุ่มให้ใช้โอกาสนี้รีบออกไปจากที่นี่ ร่างสันทัดพุ่งไปที่หน้าต่างฝั่งหนึ่งซึ่งด้านล่างต่อเติมไว้ให้มีหลังคาสำหรับลานซักล้าง

     ม่านฟ้ากลืนน้ำลายเรียกความกล้า ถึงปกติจะบ้าดีเดือดขนาดไหนแต่การกระโดดจากชั้นสองก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกสำหรับเขาสักนิด มือเรียวเอื้อมจับที่ขอบหน้าต่างแล้วปืนออกไปทิ้งตัวเหยียบที่หลังคาชั้นล่างให้เบาที่สุด ขณะที่ยื่นมือออกไปปิดหน้าต่างให้เข้าที่ ยังไม่ทันหันหลังกลับมายืนดีๆ เสียงเปิดประตูห้องของเขาก็ดังขึ้น ม่านฟ้าก้มลงให้หัวต่ำกว่าขอบหน้าต่าง ไถลตัวลงไปให้สุดปลายหลังคาแล้วกลั้นใจกระโดดลงไปในพุ่มไม้

     ความเคลื่อนไหวที่ผ่านหางตาทำให้นภดลหันขวับไปทางหน้าต่างห้องของลูกชาย พุ่มไม้ด้านล่างขยับไหวแรงๆ แวบแรงเขาคิดว่าเป็นแมวหรือหมาข้างบ้านที่หลุดเข้ามา แต่หัวทุยๆ ที่โผล่ออกมาเล็กน้อยทำให้เขามั่นใจ

     จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกชายคนโตของเขาเอง!

     แรงกระโดดที่ลงมาจากที่สูงทำให้ข้อเท้าของม่านฟ้าปวดแปลบ รู้ตัวว่าลงมาผิดท่าแถมยังโดดกิ่งก้านของต้นไม้ข่วนเอาจนต้องยู่หน้า ชายหนุ่มโผล่หัวขึ้นมาจากพุ่มไม้แต่เมื่อเห็นบิดาที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างห้องเขาก็ก้มหัวหลบลงไปอีกครั้ง จังหวะหัวใจเต้นถี่รัวเร็ว เหงื่อกาฬไหลออกมาจนชุ่มเสื้อยืดสีเข้ม แอบมองขึ้นไปที่หน้าต่างห้องอีกครั้งผ่านพุ่มไม้เห็นบิดาที่มองมาเขม็งก่อนหายไปจากหน้าต่าง

     ฉิบหาย! พ่อเห็นเขาแล้วและต้องออกมาลากคอเขาแน่

     รู้งี้แกล้งเป็นลืมของแล้วเดินเข้าไปแอบเก็บแบบชิวๆ ดีกว่า!

     ชายหนุ่มก่นด่าตัวเองในใจที่เลือกการแอบเข้าบ้านแทนที่จะเข้ามาตรงๆ เขายอมถูกสงสัยดีกว่าถูกจับได้คาหนังคาเขา ไม่สิ คาของกลางที่ไม่ใช่ของเขาซึ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกงตอนนี้

     กว่าจะรู้ตัว ขาของม่านฟ้าก็พาตัวเองออกมานอกรั้วบ้านวิ่งไปตามถนนของหมู่บ้านอย่างไม่รู้ทิศทางทั้งเท้าเปล่า อย่างไรเสียก็ขอหาที่ซ่อนของกลางในกระเป๋าให้ได้ก่อน ส่วนจะหาข้ออ้างกับพ่ออย่างไรเรื่องที่กระโดดลงมาจากหน้าต่างห้องตัวเองค่อยว่ากันอีกที

     ม่านฟ้าต้องด่าตัวเองอีกครั้งที่วิ่งออกมาในเส้นทางที่ตรงกันข้ามกับรถที่จอดเอาไว้ หันกลับไปมองข้างหลังเห็นร่างของพ่อโผล่ออกมาที่เฉลียงหน้าบ้านก็วิ่งตัดหลบไปอีกซอย ม่านฟ้ายืนละล้าละลังมองซ้ายมองขวาเพื่อหาทางเอาตัวรอด ขณะนั้นเสียงทุ้มของใครบางคนก็ดังขึ้นด้านหลัง

     “เห้ย มึง”



     TBC

ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 198
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
สนุกดีคับ จะคอยติดตามคับ

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 7

     นภดลวิ่งตามหลังของม่านฟ้าที่เห็นอยู่ไวๆ มาอีกซอย เขากวาดตามองไปทั่วเพื่อหาตัวชายหนุ่ม มั่นใจได้ทันทีตั้งแต่เห็นหัวทุยโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ เจ้าตัวคงแอบกลับมาที่บ้านหลังจากเขาโทรไปหาภรรยาเพื่อมาเอา 'บางอย่าง' ที่ซ่อนไว้ในห้องออกไปก่อนที่เขาจะเข้าไปค้นและเจอเข้า ความโกรธแล่นริ้วขึ้นจนทำให้รู้สึกถึงลมหายใจหนักๆ ของตนเอง ก่อนจะเห็นร่างของลูกชายยืนอยู่อย่างพะว้าพะวังหน้าบ้านหลังถัดไปไม่ไกล

     ร่างสันทัดของม่านฟ้าหันกลับมาแล้วสบเข้ากับสายตาของผู้เป็นบิดาเข้าอย่างจัง ขาของเขาชักถอยหลังโดยอัตโนมัติ ไม่ทันได้หันหลังวิ่งอีกครั้ง เสียงตวาดของผู้เป็นบิดาก็ดังขึ้นจนเขาไม่กล้าขยับไปไหน

     “หยุด!!!”

     ม่านฟ้ากำมือแน่นเมื่อพ่อสาวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ หัวใจเต้นระส่ำราวกับจะหลุดออกมานอกอก สมองพยายามคิดหาทางแก้ไขต่อไปแต่เหมือนว่าร่างกายจะบอกให้เขายอมแพ้เสียตรงนี้

     “แกซ่อนอะไรไว้” คำถามแรกถูกส่งมาอย่างไม่อ้อมค้อม สายตาของพ่อตอนนี้น่ากลัวยิ่งกว่าครั้งไหนที่เขาเคยเจอ มือเรียวคลายออกแล้วยกมือขึ้นสูงแสดงให้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดในมือเหมือนคนร้ายที่ยอมจำนน “เปล่านี่ครับ”

     นภดลเดินเข้ามาประชิดตัวลูกชาย มือกร้านจับไปตามเสื้อและกระเป๋ากางเกงเพื่อสำรวจถึงสิ่งที่ซ่อนไว้ เมื่อไม่พบของสิ่งใดนอกจากโทรศัพท์เครื่องเดียวในกระเป๋ากางเกง เขาก็เงยหน้าขึ้นไปมองชายหนุ่มตาเขม็ง

     “เอาไปซ่อนไว้ที่ไหน เอาออกมา!” ยิ่งไร้วี่แววของ ‘ของกลาง’ ยิ่งเป็นผลให้ชายวัยกลางคนโมโหหนักขึ้นไปกว่าเดิม ขณะเดียวกันจำเลยก็ยังคงให้การปฏิเสธ “ก็บอกว่าไม่มีอะไรไงพ่อ จะให้เอาอะไรออกมาเล่า”

     “แกวิ่งหนีมาขนาดนี้ แถมโดดลงมาจากหน้าต่างอีกจะบอกว่าไม่มีอะไรได้ยังไง แกเอาไปซ่อนไว้ที่ไหนแล้วมากกว่า!!”

     ม่านฟ้าอยากจะเอ่ยคำแก้ตัวอะไรออกไปแต่ก็อับจนคำพูดขึ้นมาเสียเฉยๆ เขากลืนน้ำลายลงคอนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดก่อนหน้าพ่อจะตามมาถึงเพียงชั่วครู่



     “เห้ย มึง”

     เสียงทุ้มที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้ม่านฟ้าถึงกับสะดุ้ง

     “มาด้อมๆ มองๆ อะไรหน้าบ้านกู”

     ร่างสันทัดรีบหันกลับไปเพื่อพบกับเจ้าของเสียงดังกล่าว เขาทำได้เพียงเบิกตาอย่างแปลกใจ ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ‘ไอ้บ้า’ ที่มาพูดจาร้ายๆ ใส่น้องเขาจนน้ำตาตกในที่ห้างแถวบ้าน จากคำพูดที่เอ่ยทักเขาเมื่อครู่ประกอบการแต่งตัวเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนแถมสายยางรดน้ำต้นไม้ที่ตกอยู่ไม่ไกลแสดงชัดเจนว่าเป็นผู้อาศัยอยู่บ้านหลังนี้

     สมองของม่านฟ้ารีบประมวลผลอย่างรวดเร็ว แม้จังหวะแรกยังมีความลังเลเล็กน้อย แต่เสียงในหัวก็บอกว่าเขาจะมาท่ามากตอนนี้ไม่ได้ มือขาวที่มีแต่ร่องรอยของกิ่งไม้ข่วนจนแดงรีบคว้าเครื่องสำอางในกระเป๋ากางเกงยัดใส่มือคนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

     “ฝากหน่อย!”

     “เห้ย! อะไรเนี่ย!” คนรับฝากถึงกับร้องลั่นเมื่ออยู่ๆ ของบางอย่างก็ถูกยัดใส่มือผ่านรั้วบ้านมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาก้มมองของในมือสลับกับมองสารรูปของคนที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าขาวตอนนี้ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ตามตัวก็มีแต่รอยข่วนแถมเศษใบไม้ที่เป็นหลักฐานชั้นดีว่าเจ้าตัวคงต้องไปทำกิจกรรมผาดโผนที่ไหนมาก่อน ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นแต่เสียงที่ถามกลับไปยังเจือความขบขัน

     “มึงไปยกเค้าบ้านใครเขามาแล้วเอาของกลางมายัดใส่กู ให้กูกลายเป็นแพะรึเปล่าเนี่ย”

     “โอย มึงอย่าเพิ่งเล่นตัวตอนนี้ได้ไหม ช่วยกูก่อน กูขอล่ะ” ม่านฟ้าถึงกับชักสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ ทั้งที่อยากจะทำหยิ่งใส่แต่ด้วยสถานการณ์ที่บังคับให้ต้องขอความช่วยเหลือจากคนปากหมานี่ แค่นี้เขาก็รู้สึกเสียหน้าพออยู่แล้ว ยังจะต้องมาเจอมันกวนให้เสียอารมณ์ขึ้นไปอีก

     จนเมื่อคนปากหมายอมรับของฝากแต่โดยดี ม่านฟ้าก็โบกมือไล่ให้เจ้าตัวรีบเข้าไปซ่อนตัวเพื่อที่พ่อของเขาจะได้ไม่สังเกตเห็นว่าเขาฝากของไว้กับใครก่อนจะหันหลังวิ่งออกมา




     “ม่านฟ้า!!! พ่อถามว่าเอาไปไว้ที่ไหน เอาออกมา!” เสียงตวาดของผู้เป็นบิดาดึงเจ้าของชื่อหลุดออกจากภวังค์ความคิด เขาก้มหน้าลงมองพื้นไม่ยอมพูดอะไร เหงื่อที่แห้งไปบ้างแล้วเริ่มซึมชื้นขึ้นที่ไรผมอีกครั้ง “หรือว่าฝากคนแถวนี้เอาไว้”

     ชายวัยกลางคนจ้องลูกชายที่เอาแต่ก้มหน้า เม้มปากแน่นราวกับกลัวคำพูดใดจะหลุดออกจากปาก สายตาของม่านฟ้าลอกแลกไปมาแต่กลับมองไปที่หน้าบ้านหลังหนึ่งบ่อยๆ จนเขาสังเกตได้ นภดลเลื่อนสายตามองตามไปจนพบสิ่งผิดปกติบางอย่างที่วางแอบอยู่ในกระถางต้นไม้หน้าบ้านหลังนั้น เร็วเท่าความคิดชายวัยกลางคนพุ่งเข้าไปเพื่อไขข้อสงสัย จังหวะเดียวกับที่ม่านฟ้าเห็นการเคลื่อนไหวของพ่อและพุ่งตัวไปคว้าสิ่งนั้นไว้เช่นกัน

     คนที่ถึงก่อนคือผู้เป็นบิดา นภดลรีบพลิกฝ่ามือเพื่อดูของกลางที่ลูกชายตัวดีพยายามซ่อนไว้จนถึงกับยอมกระโดดลงมาจากชั้นสอง

     ‘Marlboro’

     ซองบุหรี่สีดำขลิบเขียวคือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในมือ

     นภดลชะงักไปครู่หนึ่งก่อนหันขวับไปมองม่านฟ้าที่เบิกตากว้างอย่างคนตกใจ ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วซีดเผือดลงกว่าเดิม ชายหนุ่มละล่ำละลักพยายามอธิบายกับเขาด้วยสีหน้าเหยเก

     “พ่อ คือ.. เมฆ… เมฆแค่อยากลองดู แต่เมฆไม่ได้ติดนะ แค่เวลาที่เครียดๆ หรือไปสังสรรค์กับเพื่อนบ้างนิดหน่อยเท่านั้นเอง” เมื่อพูดออกไปแล้วแต่มีเพียงความเงียบตอบกลับมา ม่านฟ้าก็หลับตาเข้าใจว่าพ่อไม่ต้องการคำอธิบายใดนอกจาก..

     “ขอโทษครับ”

     ผู้เป็นพ่อยืนมองลูกชายที่พนมมือไหว้เขาอยู่ตรงหน้า ความจริงคือเขาไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอสิ่งนี้ เขามัวแต่กังวลเรื่องคำพูดของคุณเดือนที่เป่าหูว่าลูกชายเขาอาจเป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว ดังนั้นเขาจึงเดาว่าของที่ม่านฟ้าพยายามซ่อนไว้น่าจะเป็นเครื่องสำอางหรือไม่ก็เครื่องประดับ การที่เขามาพบว่าสิ่งที่ซ่อนไว้คือ 'ซองบุหรี่' จึงทำให้เขางุนงงไม่น้อย แต่ก็เข้าใจได้ว่าทำไมลูกชายจึงไม่อยากให้เขาเห็น

     น่าแปลกที่เมื่อเขาพบว่าของกลางที่วิ่งไล่ล่ากันมาแต่เช้าคือบุหรี่กลับไม่ทำให้นภดลโมโหนัก อาจมีกังวลใจบ้างแต่ก็เป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นที่อยากรู้อยากลอง อย่างน้อยก็ดีกว่าการที่เขาจะพบว่าลูกชายซ่อนเครื่องประดับหรือเสื้อผ้าผู้หญิงเอาไว้เพราะเขาคงทำใจไม่ได้แน่

     เสียงถอนหายใจของคนเป็นพ่อดังขึ้นแต่กลับไม่มีเสียงโวยวายหรือตวาดด่าอย่างที่ม่านฟ้านึกกลัว ทำให้เขากล้าที่จะลืมตาขึ้นมามองผู้เป็นพ่อ หลังจากนั้นพ่อก็ลากเขากลับมาคุยที่บ้านเกี่ยวกับเรื่องที่ ‘คิดว่า’ เขาแอบสูบบุหรี่



     “เดี๋ยวมึง!”

     ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินออกมา ชายหนุ่มที่รับ 'ของฝาก' เอาไว้อย่างจำใจกลับเรียกขึ้นมาเสียก่อน

     “เอานี่ไป” ซองขนาดประมาณฝ่ามือถูกโยนมาให้เขาตะครุบเอาไว้ “ถ้ามึงออกไปตัวเปล่า พ่อมึงที่ตามมาก็ต้องสงสัยแน่ว่ามึงเอาไปซ่อนไว้แล้ว เอานี่ติดตัวไปด้วย เผื่อได้ใช้”



     ม่านฟ้านึกขอบคุณไอ้บ้านั่นในใจที่ทำให้อย่างน้อยเขาก็รอดพ้นสถานการณ์ต่างๆ มาได้โดยที่ความลับของน้องชายยังไม่แตก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในใจกลับรู้สึกสะท้อนใจที่พ่อแทบไม่ว่าอะไรเมื่อพบว่าลูกชายสูบบุหรี่ แต่กลับด่าเสียๆ หายๆ เมื่อคิดว่าลูกเป็นกะเทย มันทำให้เขาสงสัยนักว่าทำไมพ่อถึงยึดติดกับ ‘เพศ’ ของลูกมากกว่าที่ ‘พฤติกรรม’ ของเขา

     ----

     หลังจากกลับถึงบ้านและโดนพ่อเรียกคุยเรื่องการใช้บุหรี่ในปริมาณที่พอเหมาะ ม่านฟ้าก็เพิ่งสังเกตว่ารถมาจอดอยู่ที่บ้านแล้ว เขามองซ้ายมองขวาเห็นมารดาเดินลงมาจากบันได สีหน้าของมารดาดูตกใจเมื่อเห็นสภาพของเขา แต่ก็ยังรักษาท่าทีเอาไว้

     “ไปไหนกันมา พ่อลูก แม่ตกใจหมด” นัชชาพยายามมองสำรวจไปตามร่างกายของลูกชาย ถึงจะมอมแมมไปบ้างแต่การที่ยังนั่งทำหน้าตาเอื่อยเฉื่อยแบบนี้ได้ แสดงว่าคงไม่มีอะไรแตกหัก จึงวางแผนไล่สามีไปเพื่อจะได้สอบสวนลูกชายอย่างเต็มที่

     “เหงื่อซกเชียวพ่อ ไปอาบน้ำก่อนไหม”

     “อืม ดูเจ้าลูกชายของแม่ด้วย ซ่านัก กระโดดลงมาจากชั้นสอง แข้งขาไม่หักก็บุญแล้ว”

     หญิงวัยกลางคนเบิกตาโตปราดมานั่งข้างลูกชายทันที จนเมื่อสามีขึ้นไปบนห้องนอนเรียบร้อย เธอก็มาซักไซ้เอาความจากลูกชายต่อ ม่านฟ้าเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้แม่ฟังด้วยเสียงกระซิบ

     “เราบอกความจริงพ่อไปเลยดีกว่าไหมเมฆ แม่ว่ายิ่งเราโกหกอย่างหนึ่ง เราก็ต้องโกหกอีกอย่างต่อไปเรื่อยๆ แล้วยังต้องมาระแวงแบบนี้อีก แม่ว่าสิ่งที่หมอกเป็นก็คงเก็บไว้ไม่ได้ตลอด สักวันพ่อก็ต้องรู้”

     เมื่อเห็นมารดาพูดออกมาอย่างอึดอัดใจ ม่านฟ้าก็อดถอนหายใจไปด้วยไม่ได้ ใช่ว่าเขาไม่คิดเรื่องบอกความจริงกับพ่อ ยิ่งนานวันเข้าเขายิ่งอยากบอกไปให้จบๆ แต่ทำได้เพียงบอกตัวเองให้อดทน อีกแค่ปีเดียวภูหมอกก็จะเข้ามหาลัย น้องชายของเขาคาดหวังไว้กับไว้กับการสอบเข้าหมอมาก ม่านฟ้าไม่อยากให้มีสิ่งใดมารบกวนสภาพจิตใจของน้อง ไม่นับทางกายภาพที่อาจโดนพ่อทำร้ายหรือถึงขั้นไล่ออกจากบ้าน หากเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

     “อย่าเพิ่งเลยแม่ อดทนอีกนิดเถอะ”

     หรือเหตุผลที่แท้จริงของการปิดบังนี้ อาจเป็นเพียงเพราะ… เขาขี้ขลาดเกินไปก็ได้

     ----

     หนึ่งอาทิตย์หลังจากเหตุการณ์ระทึกใจผ่านไป ม่านฟ้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ภูหมอกฟังพร้อมยื่นคำขาดให้เก็บทุกอย่างลงไปในลัง ห้ามโวยวาย ถ้าแค่เอาออกจากลังมาใช้แล้วลำบากก็ไม่ต้องใช้ อยู่แค่มอปลายแรดจะแต่งหน้าก็อย่าสร้างปัญหาเพิ่ม และอีกสารพัดคำบ่นที่ร่ายยาวตั้งแต่เช้าจรดเย็น

     ม่านฟ้าไปเอาของที่ฝากไว้คืนมาจาก ‘พีท’ หรือ ‘พิธาน’ แล้ว ซึ่งหลังจากที่พิธานยอมคุยกันดีๆ แบบไม่มีคำพูดกวนประสาทมาให้ระคายหู พิธานก็ได้เลื่อนตำแหน่งจาก ‘ไอ้บ้าปากหมา’ มาเป็น ‘ผู้ช่วยชีวิต’ โดยไม่รู้ตัว

     “กูก็บอกแล้วว่าจำไม่ได้ๆ มึงงอแงกับกูมากกว่านี้ก็ใช่ว่าจะทำให้กูจำได้นะ”

     เสียงม่านฟ้าบ่นน้องชายดังขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง ภูหมอกกำลังประสบปัญหาที่เด็กม.6 หลายคนต้องเผชิญคือการอ่านหนังสือไม่ทัน ยิ่งกับภูหมอกที่จะสอบเข้าคณะแพทย์ฯ วิชาที่ต้องใช้ยื่นคะแนนจึงมีหลายวิชา นอกจากนี้ถึงเด็กหนุ่มจะเป็นคนหัวดีแต่การสอนที่โรงเรียนบางทีก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เข้าใจจนไปสอบแข่งขันได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภูหมอกมางอแงขอให้เขาอธิบายโจทย์คณิตศาสตร์ให้ฟังโดยบอกว่าเขาเองก็เรียนสายวิทย์มาน่าจะจำได้บ้าง

     “กูบอกให้ไปเรียนพิเศษกับเพื่อนมึง มึงก็ไม่เอา อ้างนู่นอ้างนี่ พอเวลาทำไม่ได้จริงๆ แล้วเสือกมาถามกูอีก”

     “ก็เรียนพิเศษมันต้องนั่งไปเรียนไกลอ่ะ พี่เมฆก็รู้ แถมครูสอนพิเศษที่เพื่อนไปเรียนกันก็เกลียดตุ๊ดอย่างกับอะไรดี หมอกเคยไปนั่งรอเพื่อนได้ยินแว่วๆ ยังโมโหเลย ให้ไปเรียนกับคนแบบนั้นไม่ไหวหรอก”

     “แล้วยังไง จะเอายังไง กูบอกแล้วไทย อังกฤษ สังคมกูพอช่วยติวให้มึงได้ แต่วิชาอื่นอย่ามายุ่งกับกู กูจบมาได้ก็บุญแล้ว ก็รู้ว่ากูโดนบังคับเรียนสายวิทย์ยังจะมาให้กูสอนอีก” ประโยคสุดท้ายม่านฟ้าพึมพำเบาๆ พร้อมคำสบถใส่น้องชาย

     “แล้ว… มีเพื่อนพี่เมฆคนไหนพอจะช่วยสอนหมอกได้ไหมอ่ะ” หลังจากโดนพี่ชายด่าจนหน้างอไปสักพัก ภูหมอกก็พูดขึ้นมาอีกครั้งอย่างเกรงๆ อยากจะขอให้เพื่อนช่วยอยู่เหมือนกัน แต่เพื่อนเขาก็กำลังอ่านหนังสือกันอย่างหนัก เขาเองจึงไม่อยากรบกวนนัก

     “เพื่อนกูแต่ละคนบ้านแม่งก็ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ไหมล่ะ ไกลกว่าที่เรียนพิเศษมึงอีก” เพื่อนที่ม่านฟ้ากล่าวถึงคือเพื่อนสนิทสมัยเรียนมัธยม เพราะเพื่อนที่มหาลัยไม่มีใครเรียนสายวิทย์มาเลยสักคนเดียว แต่เมื่อเห็นหน้าที่ยิ่งง้ำลงไปของน้องชาย พี่ชายก็จำใจเสนอทางเลือกสุดท้าย “...มีไอพีทอ่ะ เอาไหม”

     “พีทไหน” ภูหมอกถามอย่างเริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดี เพราะชื่อที่ได้ยินดันตรงกับคนที่พี่ชายเพิ่งเล่าให้ฟังว่าเคยฝากของเอาไว้

     “ก็ไอพีทที่เคยเจอที่ห้างแล้วกูไปฝากของไว้อ่ะ มันเรียนวิศวะฯ อาจจะพอช่วยได้”

     “ไม่มีทาง!!! หมอกเกลียดเขา!” ถึงจะช่วยให้รอดมาได้ แต่ยังไงก็ไม่คิดจะญาติดีกับคนปากเสียแบบนั้นเด็ดขาด แค่พี่ชายเขาใจง่ายยอมไปขอบคุณที่ช่วยไว้แค่นั้นก็มากพอแล้ว เขายังแอบหวั่นว่าคนแบบนี้จะเอาเรื่องของเขาไปแบล็กเมล์กับพ่อหรือเปล่าด้วยซ้ำ

     “เกลียดอะไรมักจะได้แบบนั้นนะ ระวังเถอะ” หนุ่มอักษรฯ เหลือบมองน้องชายด้วยสีหน้าอ่านไม่ออกและพึมพำกับตัวเอง แต่เพราะอยู่กันสองคน จึงไม่แปลกที่น้องชายจะได้ยินด้วย

     “พี่เมฆ!!! ถึงหมอกจะเป็นตุ๊ดหรือชอบผู้ชายแต่ก็ไม่ตาต่ำถึงขนาดเอาผู้ชายอย่างหมอนั่นมาเป็นแฟนหรอกนะ” ภูหมอกตะโกนใส่พี่ชายจนม่านฟ้าถึงกับสะดุ้งโหยง ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเริ่มไม่อยากต่อล้อต่อเถียงเมื่อเห็นน้องชายองค์ลง พูดตอบกลับไปเสียงเบา

     “กูก็ไม่ได้หมายความแบบนั้น”

     “แล้วหมายความว่ายังไง”

     “... ก็เปล่า” เมื่อน้องชายยังไม่ยอมเลิกราแถมซักไซ้ไม่หยุด คนพี่จึงทำได้แค่รีบบอกปัดไป “เออๆ ตกลงไม่เอาใช่ไหม ไม่เอาก็ไม่เอาดิ กูก็แค่เสนอไหม โวยกูทำไมเนี่ย”

     ภูหมอกยังทำหน้าตาบึ้งตึงแม้พี่ชายจะเดินหนีไปแล้ว บางครั้งเขาก็เบื่อที่ม่านฟ้าเป็นคนเอื่อยขนาดยังทำเฉยกับคนที่เคยล้อเลียนและปากเสียกับพวกเขาได้ถึงเพียงนี้ เด็กหนุ่มสัญญากับตัวเองว่าอย่างไรเสียเขาก็จะไม่ยอมเป็นมิตรกับคนแบบนี้เด็ดขาด



     TBC



     Achaya (Writer) :

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-08-2020 20:38:50 โดย Achaya »

ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 198
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 :hao3:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 8

     ‘แล้วเป็นอย่างไร คนใกล้ตายไม่มีทางเลือกให้เล่นตัวได้หรอกนะ’

     ม่านฟ้าคิดถึงคำนี้ขึ้นมาหลังนั่งมองน้องชายต่อล้อต่อเถียงอยู่กับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ เหลืออีกเกือบ 5 เดือนก่อนภูหมอกจะต้องสอบเข้ามหาลัย แม้จะดูนานแต่สำหรับเด็กเตรียมตัวเอ็นทรานซ์มันสั้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น เขาเองก็เคยผ่านช่วงเวลานั้นมาย่อมรู้ดี และสุดท้ายภูหมอกก็ต้องยอมให้เขาไปคุยกับพิธานเพื่อมาช่วยสอนพิเศษให้

     ถ้าว่ากันตามตรง พิธานก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวทีเดียวสำหรับการมาเป็นครูสอนพิเศษให้ภูหมอก เพราะเจ้าตัวก็ยังเก็บหนังสือติวสมัยเอ็นทรานซ์ไว้แถมบ้านยังใกล้ขนาดเดินมาได้ แม้จะไม่ใช่คนสอนเก่งแถมกวนประสาทน้องเขาไม่เลิกแต่ก็ยังตอบคำถามหรือทำโจทย์ที่เขาไม่คิดแม้แต่จะอ่านคำสั่งได้

     “พี่พีทปากเสียขนาดนี้ต้องมีแต่คนเกลียดแน่ๆ เชื่อเลยว่าคนอย่างพี่พีทต้องไม่มีแฟนชัวร์”

     “ปากเสียอะไรกูแค่บอกให้มึงเลิกกระดุ๊กกระดิ๊กเหมือนเด็กสมาธิสั้นแค่นั้นเอง แล้วขอบอกว่าอย่างกูก็มีแฟนเหอะ น่ารักด้วย” ถึงจะเพิ่งทะเลาะกันเรื่องที่เขาชอบปากเสียจนหวุดหวิดจะเลิกกันอยู่รอมร่อก็เถอะ พิธานต่อประโยคหลังในใจแล้ว

     หนุ่มอักษรฯ เหลือบมองนักเรียนกับติวเตอร์ที่ก็เรียนด้วยกันมาเกือบสองเดือนแล้วแต่ก็ยังตีกันไม่เลิก ไม่สิ ถ้าเอาจริงๆ คงต้องบอกว่าน้องเขายังกัดพิธานไม่เลิก ขณะที่พิธานก็กวนประสาทภูหมอกไม่เลิกเหมือนกัน จนม่านฟ้าอยากย้ายตัวเองไปนั่งตรงอื่นให้พ้นจากความวุ่นวาย ติดก็แต่ภูหมอกขอไว้ให้นั่งอยู่ด้วยกันเพราะไม่อยากอยู่กับพิธานสองต่อสอง

     “นั่นแหละที่เรียกว่าปากเสีย ปากไม่ดี ตอนเจอหมอกกับพี่เมฆที่ห้างก็เหมือนกัน รู้จักกันหรือก็เปล่า ยังเข้ามาทักมาแซว แถมพูดจาไม่ดีอีก” ภูหมอกยู่หน้ายามที่พิธานอวดแฟนอย่างน่าหมั่นไส้แสดงสีหน้าบ่งบอกความไม่เชื่อออกมาอย่างชัดเจน แต่ก็ยังกัดไม่ปล่อย เถียงตอบกลับไปอีกรอบ

     “เลิกทะเลาะกันทีดิ รำคาญ” เสียงม่านฟ้าดังขึ้นมาแทรกการโต้เถียงราวกับเด็กตีกัน

     “พี่เมฆดูพี่พีทดิ ว่าหมอกอ่ะ ชอบปากเสียด้วย ทำไมพี่เมฆไม่ว่าพี่พีทบ้าง” ประโยคหลังภูหมอกหันมาทำเสียงกระเง้ากระงอดใส่คนเป็นพี่จนอดหมั่นไส้อยากด่าสักทีไม่ได้

     “เรื่องตอนนั้นกูก็เคยด่ามันไปแล้ว ด่าทีเดียวจบ ไม่อยากขุดเรื่องเก่ามาด่าซ้ำ”

     อีกหนึ่งพฤติกรรมการด่าของม่านฟ้าคือเจ้าตัวจะไม่หยิบเรื่องที่เคยด่าแล้วมาด่าซ้ำอีก อาจเพราะฝังใจเวลาโดนพ่อด่า ไม่ว่าเรื่องใหม่ที่ทำผิดจะเป็นอย่างไร จะเกี่ยวกันหรือไม่ พ่อจะขุดเรื่องเก่าออกมาด่ารวมกันอีกรอบ ไม่ว่าจะเป็นความผิดตอนเด็กแค่ไหน หรือความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจอันเกิดจากความประมาท รวมถึงความผิดที่เคยทำและปรับปรุงตัวแล้วก็ยังโดนเหมารวมมาทีเดียว

     ม่านฟ้าจึงถือคติที่ว่าเรื่องอะไรที่ด่าไปแล้วนั่นคือจบแล้วให้โอกาสไปปรับปรุงตัว ไม่ซ้ำเติมอะไรกันอีก แต่หากยังไม่เลิกทำผิดก็อาจต้องพิจารณาการด่าชุดที่ใหญ่กว่าเดิมและเพิ่มเติมบทลงโทษเข้าไปด้วย อย่างกรณีของพิธานตอนนี้แม้จะปากเสียอยู่นิดหน่อยก็จริง แต่ถือว่าน้องเขาเองก็ปากไม่ดีอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะปล่อยผ่านกรณีนี้ไปแล้วกัน

     “พี่เมฆจะไปไหน / มึงจะไปไหน”

     สองเสียงประสานดังขึ้นพร้อมกันเมื่อม่านฟ้าคว้ากระเป๋าตังค์ และโทรศัพท์เดินออกไปนอกห้อง

     “ไปซื้อข้าวให้พวกมึงแดกไง แม่ไม่ได้ทำกับข้าวอะไรไว้หรอกนะ”

     “เห้ย นี่มึงจะให้กูกินนอนอยู่ในนี้เลยเหรอว่ะ สงสารกูบ้างเหอะ ปล่อยกูออกไปหาอะไรกินเองบ้างก็ยังดี” เสียงโวยวายคราวนี้มาจากครูสอนพิเศษจำเป็น ใบหน้าคมเข้มของพิธานแสดงออกถึงอาการเบื่อจัด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเนื้อหาที่สอนหรือลูกศิษย์ตัวแสบกันแน่

     “ไม่ต้องเลยมึง รับปากว่าจะสอนน้องกูแล้วก็อย่าอู้ แล้วเลิกแหย่น้องกูเสียที ตั้งใจสอนให้มันคุ้มค่าจ้างหน่อย” ม่านฟ้าสบถออกมาอีกครั้ง หลังจบประโยคจึงเดินออกจากห้องไปทิ้งไว้เพียงสองครูศิษย์ที่หันมาแยกเขี้ยวใส่กันอีกหน

     ครั้นเมื่อกลับมาถึงห้องอีกครั้งพร้อมผัดไทยสามกล่อง หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ก็ยังแขวะกันไม่เลิก ม่านฟ้าเห็นน้องชายจดๆ จ้องๆ อยู่กับกล่องอาหารในมือพิธานครู่หนึ่งก็โพล่งขึ้นมา

     “ทำไมผัดไทยของพี่พีทไม่มีถั่วงอกอ่ะ” พอภูหมอกทัก พิธานก็ชะงักก้มหน้าลงมองผัดไทยในมือตัวเองแล้วพูดออกมาทั้งที่ยังเต็มปาก

     “แม่ค้าลืมใส่มั้ง”

     “โห คนอะไรน่าสงสารจัง ขนาดแม่ค้าที่ไม่รู้จักกันยังเกลียดถึงขนาดไม่ยอมใส่ถั่วงอกมาให้อ่ะคิดดู”

     พิธานที่พยายามอดทนไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเด็กให้สมกับเป็นผู้ใหญ่ที่ดี อย่างน้อยก็ต่อหน้าม่านฟ้าที่กำลังมองอยู่ แต่ดูเหมือนภูหมอกจะไม่ให้ความร่วมมือสักนิดกลับยั่วโมโหเขามากขึ้นเรื่อย ๆ

     “กูก็ไม่ได้ชอบกินถั่วงอกอยู่แล้วเหอะ เหม็นเขียวจะตาย เขาอาจจะสงสารกูที่ต้องมาเจอเด็กขี้วีนอย่างมึง เลยใจดีไม่ใส่ถั่วงอกให้กูต้องมานั่งเขี่ยอีกไง”

     เสียงทุ่มเถียงยังดังต่อมาเป็นระยะ แม้จะรู้ดีว่าพวกมันไม่ได้ทะเลาะกันเป็นจริงเป็นจัง แค่อยากแหย่กันเล่นเอาความสะใจเท่านั้นแต่ก็สร้างความรำคาญให้คนฟังอย่างม่านฟ้าไม่น้อย จนถึงจุดหนึ่งที่ความอดทนขาดสะบั้นลง

     “พวกมึงเป็นบ้าอะไรกัน! หุบปากทั้งคู่เลยนะ!!”

     ความเงียบปกคลุมห้องนอนเล็กๆ ของสองพี่น้องทันที เสียงที่เคยต่อปากต่อคำกันหยุดชะงักไปเมื่อเห็นคนตัวเล็กที่สุดในห้ององค์ลง มีเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ เป็นตัวยืนยันอารมณ์ที่แปรปรวนของเจ้าของห้อง ก่อนม่านฟ้าจะตวัดสายตาจ้องเขม็งไปยังตัวต้นเหตุทั้งสองคน

     “เรียนกันดีๆ สอนกันดีๆ ไม่ได้ใช่ไหม เดี๋ยวพวกมึงก็ไม่ต้องมานั่งติวกันอยู่แบบนี้แล้ว ทนอีกไม่กี่วันไม่ได้หรือไง” คำพูดของม่านฟ้าทำให้ภูหมอกเงยหน้าขึ้นมาทันควัน เปลี่ยนจากสีหน้างุนงงเป็นตกใจเมื่อคิดถึงเหตุผลในการหยุดสอน ละล่ำละลักถามออกมาปากคอสั่น

     “ทะ- ทำไมอ่ะ มะ- หมอกเป็นเด็กไม่ดีใช่ไหม พี่เมฆ พี่พีท หมอกขอโทษ เห้ย ไม่เอานะ” ภูหมอกมองซ้ายมองขวาสลับไปมาระหว่างครูสอนพิเศษทั้งสองคน “อย่าทิ้งกันกลางทางดิ พี่พีท เพราะหมอกกวนใช่ไหม หมอกขอโทษ อย่าเลิกสอนกันไปอย่างงี้เลย สัญญาว่าจะเป็นเด็กดี นะ”

     เมื่อลูกศิษย์ถึงกับยกมือไหว้ทำตาละห้อย พิธานก็เหลือบไปมองครูสอนพิเศษอีกคนที่ยังทำหน้ามุ่ยไม่เลิกจึงตอบเหตุผลในการหยุดสอนออกมาเอง

     “เปล่า แต่อาทิตย์หน้าพวกกูก็จะเปิดเทอมปีสามกันแล้ว ก็ต้องกลับไปอยู่หอดิ”

     “งั้น งั้นหมอกนั่งรถไปเรียนกับพวกพี่ที่หอได้ไหม เย็นก็กลับมาบ้าน”

     “หมอกกูถามจริงทำไมไม่ไปเรียนพิเศษดีๆ ว่ะ มึงไม่ชอบเรียนกับวิดีโอ ครูสอนติวแบบตัวต่อตัวก็มี ถ้ามึงไม่มีเงินกูให้มึงกู้ก่อนก็ได้” เพราะบ้านเขาพ่อไม่สนับสนุนเรื่องการเรียนพิเศษ ท่านบอกว่าอยากเรียนก็เรียนได้ แต่ก็ให้ใช้เงินเก็บตัวเอง เพราะมองว่าไม่ตั้งใจเรียนในห้องเอง เขาจึงเข้าใจว่าภูหมอกอาจมีเงินเก็บไม่มากพอเนื่องจากเอาไปลงกับเครื่องสำอางหมด ของใช้ต่างๆ ที่แอบซื้อมาก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ

     “ไม่- ไม่ใช่เรื่องนั้น คือ- หมอกไม่กล้าไปเรียนกับคนไม่รู้จักอ่ะ หมอกไม่ชอบ”

     “ไม่ชอบอะไร” พอเห็นท่าทางหงอยๆ ของน้องชาย ม่านฟ้าก็ค่อยมีทีท่าอ่อนลงตามไปด้วย

     “ก่อนที่จะให้พี่พีทมาสอน หมอกเคยไปขอลองเรียนกับครูที่เพื่อนเรียนอยู่ แต่...” ม่านฟ้านึกตามไปถึงครูซึ่งเกลียดเพศที่สามและชอบว่าแรงๆ ที่ภูหมอกเคยเล่าให้ฟัง มองน้องชายที่เบะปากทำตาแดงๆ จนรู้สึกใจอ่อนขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว

     “... เขาชอบมาแกล้งหมอก ทำท่าเหมือนหมอกจะไปลวนลามเขาบ้าง หรือไม่ก็แกล้งจับนมบ้าง บีบก้นบ้าง...” สุดท้ายภูหมอกที่ถูกพี่ชายกดดันจนสารภาพออกมาปล่อยน้ำตาร่วงลงมาเป็นสาย ใบหน้าขาวกลายเป็นสีแดงจัดจากการร้องไห้ เด็กหนุ่มบีบมือตัวเองแน่น ใบหน้าเหยเกส่ายหัวไปมา “...คนที่เห็นก็มองเป็นเรื่องตลก ไม่มีใครคิดจะช่วยหมอกสักคน เขาตลกกันแต่หมอกไม่ตลกด้วยอะ หมอกโคตรรู้สึกแย่!”

     สิ่งที่ได้ยินทำให้ชายหนุ่มสองคนในห้องถึงกับนิ่งอึ้ง ทั้งตกใจและสะท้อนใจในคราวเดียวกัน ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ว่าผู้ชายหลายคนชอบทำท่าทางรังเกียจเพศที่สามเพราะคิดว่าตัวเองจะโดนลวนลาม แต่ถึงขั้นแกล้งล่วงเกินโดยการจับเนื้อต้องตัวเช่นนี้ ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการที่มีคนเห็นแต่ไม่เข้าช่วยเหลือ มองเพียงเป็นเรื่องตลก ทั้งที่เรื่องแบบนี้มันคือการล่วงละเมิดทางเพศชัดๆ

     ‘หรือเพราะถูกมองว่าเป็นเพศที่สาม ถึงถูกลวนลามก็ไม่มีใครคิดจะมาปกป้องสิทธิให้’

     “ไอครูกฤตนั่นใช่ไหม ทำไมไม่บอกกู” ม่านฟ้าเหมือนจะตั้งสติได้ก่อนจึงถามออกมาเสียงสั่น

     พิธานไม่แน่ใจว่าเสียงที่สั่นของม่านฟ้าเกิดจากความสงสารหรือเจ็บใจ แต่ที่เห็นได้ชัดในแววตาของม่านฟ้าในเวลานี้คือ ‘ความโกรธ’ ซึ่งเขาไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกโกรธ ‘ใคร’ กันแน่ระหว่างครูกฤตคนนั้นที่ลวนลามลูกศิษย์ ผู้เห็นเหตุการณ์ที่ไม่ยอมช่วยเหลือ ภูหมอกที่ไม่ยอมบอกเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง หรือตัวเองที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้และปกป้องน้องไม่ได้

     “ถึงหมอกบอกไป พี่เมฆก็คงบอกว่าเพราะหมอกแรดอีกนั่นแหละ!!” ภูหมอกที่พูดออกมาด้วยอารมณ์ตัดพ้อแต่กลับทำให้คนเป็นพี่ถึงกับสะอึก ความรู้สึกโกรธปนน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจนถึงกับหลุดตวาดน้องชายไปอีกครั้ง

     “ภูหมอก!! กูบอกให้มึงหยุดแรดเพราะคนจะมองมึงไม่ดี แต่เวลามึงมีปัญหามากูเคยซ้ำเติมมึงมั้ย! กูเคยไม่ช่วยมึงรึเปล่า! ตอบกูดิ เคยมั้ย!!!”

     “เมฆ!!!” พิธานรีบลุกขึ้นมาขวางระหว่างพี่น้องสองคนเมื่อเห็นม่านฟ้าเดือดถึงขีดสุด หันไปมองคนน้องที่ยังร้องไห้ไม่เลิก แล้วยีหัวแรงๆ พูดเสียงเบา “หมอกมึงหยุดร้องก่อน เดี๋ยวพี่มึงก็แดกหัวเอาหรอก” ก่อนหันกลับมากล่อมคนพี่ต่อ เขาจับที่ต้นแขนของม่านฟ้าแล้วบีบเบาๆ “มึงก็ใจเย็นก่อน เมฆ”

     ในห้องเงียบลงอีกครั้งเหลือเพียงเสียงหายใจหนักของม่านฟ้าซึ่งคนห้ามศึกอย่างพิธานก็ไม่แน่ใจนักว่า มันเป็นเสียงลมหายใจหรือเสียงกลั้นสะอื้นเมื่อขอบตาของคนเป็นพี่ก็แดงเรื่อเหมือนจะร้องไห้ไม่ต่างจากน้องสักเท่าไหร่

     “คุยกันดีๆ ได้ยัง ตกลงเรื่องเรียนหมอกจะเอายังไง” หลังนั่งเงียบเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างสงบสติอารมณ์กันเรียบร้อยแล้ว หนุ่มวิศวะฯ ก็เป็นคนเริ่มไกล่เกลี่ยขึ้นมาอีกครั้ง “ถ้ามึงถ่อไปที่มอกูตลอดไหวกูก็ไม่ขัด เพียงแต่ถ้าวันไหนกูมีทำแล็บเลิกดึกกูจะโทรบอกอีกที จะได้ไม่มาเสียเที่ยว ไม่งั้นวันนั้นมึงก็ไปติวกับพี่มึง เอาแบบนี้ไหม”

     ภูหมอกฟังข้อเสนอของคนตัวโตก็รู้สึกเข้าที เขายอมเหนื่อยที่จะนั่งรถไปเรียนแล้วได้เรียนอย่างสบายใจดีกว่าเรียนกับใครไม่รู้ จริงๆ พอขึ้นม.6 เนื้อหาวิชาที่ต้องเรียนก็น้อยลงเพราะที่โรงเรียนเขาพยายามอัดเนื้อหาส่วนมากในช่วงม.4-5 เพื่อให้ปีนี้เด็กมีเวลาเตรียมตัวในการอ่านสอบและสามารถหยุดเรียนได้ภายในโควตาที่กำหนด

     แขกคนเดียวของห้องนี้เห็นภูหมอกจ้องไปยังพี่ชายซึ่งตอนนี้เบือนหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างอย่างคนที่ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดีนัก เด็กหนุ่มคงอยากขอความเห็นจากพี่ชายด้วย แต่เพราะม่านฟ้ายังนิ่งเงียบเหมือนไม่สนใจ น้องชายจึงอดไม่ได้ที่จะหลุดคำพูดเหน็บแนมออกมาอีกครั้ง

     “แต่ถ้าพี่เมฆไม่อยากสอ-”

     “หมอก” เสียงกดต่ำของพิธานคราวนี้ถูกส่งไปเพื่อปรามภูหมอก “ถ้าจะประชดอะไรกันอีกก็หยุดเลย มึงบอกกูชอบปากเสีย แต่ตอนนี้มึงกำลังจะเป็นแบบนั้นนะ”

     “ขอโทษครับ” หนุ่มน้อยเม้มปากก้มหน้าเชิงลุแก่โทษ “หมอก… จะถามว่าพี่เมฆจะว่ายังไง”

     “...ก็แล้วแต่มึง” ม่านฟ้าหันกลับมามองหน้าน้องชายอีกครั้ง ถอนหายใจเบาๆ อย่างพยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติที่สุด หันไปถามอีกคนด้วยท่าทางลังเลเพราะเท่าที่คุยไว้คือให้พิธานมาช่วยสอนแค่ช่วงปิดเทอมเท่านั้น “แล้วมึงโอเคใช่ไหม”

     “อืม” พิธานพยักหน้าตอบ ปกติเวลาเลิกเรียนเขาก็ไม่ได้ไปไหนอยู่แล้ว ว่างๆ ก็ไปเดินเที่ยวห้างกับเพื่อน เล่นบาสบ้าง เข้าผับบ้าง ไม่ได้มีกิจวัตรอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ต้องกังวล “แต่มึงต้องเลี้ยงข้าวเย็นกูเวลามาติวให้ไอหมอกด้วยนะ”

     ม่านฟ้าพยักหน้ารับ โล่งใจไปเปลาะหนึ่งที่เรื่องเรียนของภูหมอกจบไปแล้ว ส่วนเรื่องที่เขาเพิ่งรู้วันนี้ค่อยหาเวลาซักไซ้กันอีกที อย่างน้อยให้ภูหมอกได้ระบายออกมาบ้างก็ดี เขาคิดว่าเรื่องที่แค่คิดก็ทำให้ร้องไห้ได้คงต้องเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเจ้าตัวไม่น้อย และไม่อยากให้เก็บไว้ทรมานตัวเองอยู่คนเดียว

     ที่สำคัญเขาคงต้องหาโอกาสขอบคุณพิธานสักครั้ง ไม่เช่นนั้นเรื่องวันนี้คงไม่จบลงง่ายๆ



     TBC


ออฟไลน์ MayuYume

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 82
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อ่านแล้วก็รู้สึกผิดเราเคยตลกขำทั้งๆที่ไม่รู้ว่าคนที่โดนอ่ะตลกกับเรามั้ย พอเราโดนบ้างมันไม่ตลกเลยอ่ะ :m15:

ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 198
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ติดตามตลอดครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ความลับในม่านหมอก : บทที่ 8 (01.08.20)
« ตอบ #19 เมื่อ: 01-08-2020 21:19:17 »





ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 8.5 (Special)

     ‘นายภูหมอก’ เริ่มรู้ตัวเองมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายภูหมอกว่าเขาต้องการเปลี่ยนคำนำหน้าเป็น ‘นางสาว’ เหมือนเพื่อนผู้หญิงคนอื่นในห้องมากกว่าจะเป็น ‘นาย’ อย่างเด็กชายคนอื่นๆ เขาพอรู้ตัวว่าชอบเล่นขายของ แต่งตัวกับเพื่อนผู้หญิงมาตั้งแต่เด็ก แต่คิดว่าที่เป็นแบบนั้นเพราะเพื่อนผู้ชายเล่นกันรุนแรงและเขาแค่ไม่อยากเจ็บตัวเท่านั้น

     จนเริ่มโตมาหลายครั้งที่เขาชอบเลียนแบบอาการวี้ดว้ายของผู้หญิง ตอนแรกก็แค่เล่นกันเพื่อความสนุก ไปๆ มาๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าเขาไม่ได้ฝืนตัวเองกับการทำตัวเช่นนี้เลย ภูหมอกชอบมองการแต่งหน้าของแม่ กระโปรงพลิ้วๆ คำพูดคำจาที่ฟังดูน่ารักระหว่างผู้หญิงด้วยกัน จึงไม่แปลกที่เขาจะชอบเข้าไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงมากกว่าเพื่อนผู้ชาย

     สุดท้ายเมื่อภูหมอกยอมรับตัวเองได้เขาก็เข้าไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้หญิงอย่างเต็มตัวและเต็มใจ การได้พูดคุยในเรื่องที่ชอบ เรื่องที่สนใจเหมือนๆ กันยิ่งทำให้พวกเขาสนิทกันมากขึ้น

     “ขอโทษทีน้าา เพราะเราลืมโทรศัพท์ไว้ที่ร้านแล้วต้องกลับมาเอา เลยกลับช้ากันไปหมด”

     วันนี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบวิชาสามัญที่ต้องใช้ยื่นเพื่อเข้ามหาลัย กลุ่มของพวกเขาจึงนัดมาเที่ยวกันคลายเครียดก่อนกลับไปเตรียมตัวอ่านหนังสือโค้งสุดท้าย จากแผนที่วางไว้ว่าจะกลับประมาณช่วงเย็น แต่เพราะเพื่อนคนหนึ่งลืมโทรศัพท์ไว้ที่ร้านขนมสุดท้ายที่ไปกินจึงต้องวกกลับมา ซึ่งกว่าจะออกจากห้างสรรพสินค้าอีกรอบ แสงของวันก็หมดลงจนรอบตัวมืดสนิทเสียแล้ว

     “ก็บอกว่าไม่เป็นไรไง รีบกลับกันเถอะเดี๋ยวจะดึกไปกว่านี้” ขณะกำลังคุยกัน เพื่อนอีกคนก็หันมามองที่ภูหมอก “เอ๊ะ หมอก แกไม่ได้กลับทางนี้นิ”

     “เดี๋ยวเค้าไปส่งพวกแกก่อน มืดแล้ว มีแต่ผู้หญิงกลับกันมันอันตราย”

     หนุ่มน้อยคนเดียวในกลุ่มเอ่ยขึ้นมาก่อนหันกลับไปมองเพื่อนสาวอีกคนที่เดินรั้งท้ายเพราะติดคุยโทรศัพท์

     “มิ้นท์ แกเดินให้มันอยู่ในกลุ่มได้ไหม เดี๋ยวใครก็ฉุดไปหรอก มา เค้าเดินรั้งท้ายเอง” พูดจบภูหมอกก็ลดฝีเท้าลงให้เท่ากับเพื่อนสาวแล้วเดินรั้งท้ายของกลุ่มไว้

     สิ่งที่พ่อสอนไว้เสมอคือการทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ ภูหมอกคิดว่าแม้เขาจะมีจิตใจเป็นผู้หญิง เขาก็ยังเป็นสุภาพบุรุษได้ ไม่จำเป็นต้องดูแลในฐานะ ‘ผู้ชายดูแลผู้หญิง’ แต่ดูแลในฐานะ ‘เพื่อน’ อย่างไรเสียเขาก็ตัวใหญ่ที่สุด น่าจะปกป้องเพื่อนๆ ได้มากกว่าใคร

     เด็กสาวที่เพิ่งวางสายโทรศัพท์จากที่บ้านหันมามองเพื่อนชายใจสาวคนเดียวในกลุ่ม

     “หมอก แกนี้แมนกว่าผู้ชายอีกมั้ง เวลาเค้าไปเดินกับแฟนนะ มันเดินนำลิ่วไปไหน ไม่เห็นสนใจกันเลยด้วยซ้ำ จะมืดจะค่ำแค่ไหนก็เถอะ”

     “จริง ถ้าหมอกชอบผู้หญิงนะ เราขอสมัครเป็นแฟนหมอกคนแรกเลย เทคแคร์สุดๆ”

     หลังจบกระบวนการยอของเพื่อนสาวในกลุ่มที่ผลัดกันชมเขาแบบนั้นแบบนี้จนภูหมอกอดจะเขินไม่ได้จบลง พวกเขาก็หาประเด็นอื่นมาพูดคุยกันต่อเพื่อไม่ให้ระหว่างทางกลับบ้านเงียบเหงาจนเกินไป

     “เออ รูปที่ถ่ายกันวันนี้น่ารักเนอะ รูปที่ร้านขนมร้านสุดท้ายอยู่กับแกใช่ป่ะ อันนั้นอ่ะ เค้าว่าหมอกพอแต่งหน้าโทนส้มหน่อยๆ แล้วดีนะ มันเข้ากับหน้าแกดี”

     “มันไม่ดูมีอายุไปหน่อยเหรอแก เค้าชอบโทนชมพูมากกว่า แต่งสีส้มแล้วมันไม่ค่อยมั่นใจเลย” หนุ่มน้อยที่ถูกกล่าวถึงพูดอ้อมแอ้มออกมาอย่างไม่มั่นใจ

     เวลาพวกเขาออกมาเที่ยวกัน บางครั้งภูหมอกก็แอบหยิบเครื่องสำอางตัวเองออกมาแต่งข้างนอกบ้าง หรือไม่ก็ให้เพื่อนสอนเทคนิคการแต่งหน้าใหม่ๆ บ้าง แต่พอแต่งแล้วก็ต้องระแวงว่าจะเจอคนรู้จักเหมือนกัน โดยเฉพาะพวกมนุษย์ป้าทั้งหลายที่พร้อมจะเอาเรื่องของเขาไปบอกพ่อ

     เขาพยายามจะระมัดระวังเรื่องทุกอย่างให้มากขึ้น ทั้งเรื่องการเก็บเครื่องสำอางตามที่พี่ชายบอก และเรื่องสายตาของคนรู้จักที่อาจกลายเป็นสายสืบปากโป้งไปบอกพ่อก่อนเวลาอันควรตามที่ครูสอนพิเศษเตือน ภูหมอกระวังมากขึ้นโดยเฉพาะเวลาที่ต้องออกมานอกบ้านเช่นนี้ จะลดความระแวงลงได้ก็ต่อเมื่ออยู่บ้านซึ่งคิดว่าพ่อคงไม่กล้าเข้าไปค้นห้องของเขากันโต้งๆ

     ก่อนกลับบ้านภูหมอกจะลบเครื่องสำอางออก เก็บไว้แค่ความทรงจำและรูปถ่ายที่พกไว้ในกระเป๋าสตางค์ซึ่งติดตัวอยู่ตลอด มันคือของสำคัญของเขา คือสิ่งยืนยันเพียงหนึ่งเดียวที่บอกว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นตัวของตัวเองในแบบที่ ‘เขาอยากจะเป็น’ ไม่ใช่ที่ ‘ใครอยากให้เป็น’

     ----

     กว่าภูหมอกจะกลับถึงบ้านก็ปาไปเกือบห้าทุ่ม เขาค่อยๆ ย่องเข้าบ้านอย่างเงียบเชียบแต่เห็นไฟในห้องครัวเปิดอยู่จึงชะโงกหน้าเข้าไปดู เห็นพ่อที่นั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะเพียงลำพัง ยังไม่ทันเอ่ยปากสวัสดี พ่อก็หันกลับมามองแล้วทักขึ้นมาก่อน

     “ทำไมกลับบ้านดึก” เสียงของผู้เป็นพ่อห้วนจนติดเป็นนิสัย แม้คนในครอบครัวอย่างภูหมอกจะชินแล้วแต่ก็ยังอดรู้สึกหวาดไม่ได้

     “ไปเที่ยวกับเพื่อนนิดหน่อยครับ แล้วก็ไปส่งเพื่อนผู้หญิงด้วยก่อนกลับ” ภูหมอกตอบพลางเม้มปาก รู้สึกไม่มั่นใจกับใบหน้าของตัวเอง ทั้งที่ก่อนออกจากห้างสรรพสินค้าก็คิดว่าลบเครื่องสำอางออกหมดแล้ว แต่ก็ยังอดกังวลใจไม่ได้ว่าจะยังหลงเหลืออยู่จนพ่อสังเกตได้

     “ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแบบนี้มันก็ดี แต่ก็ต้องห่วงตัวเองด้วย สมัยนี้ไม่ใช่แค่กับผู้หญิงหรอกนะที่อันตราย ทางที่ดีจะไปไหน วางแผนให้เรียบร้อย อย่าให้ต้องกลับดึกๆ ดื่นๆ” นภดลเหลือบมองหน้าลูกชายจนเมื่อเห็นภูหมอกพยักหน้าตอบรับจึงหันกลับไปทานข้าวต่อ

     “...พ่อเพิ่งถึงบ้านเหรอ” เสียงของภูหมอกดังขึ้นมาทำลายความเงียบในห้องครัว

     “อืม” ผู้เป็นพ่อตอบรับเพียงสั้นๆ แล้วจึงถามลูกชายคนเล็กกลับไป “แล้วแกล่ะ กินข้าวมารึยัง”

     “กินมาแล้วครับ”

     “...” นภดลเพียงพยักหน้ารับ

     “ขาหมูนี่พ่อซื้อมากินเองหรอ” ภูหมอกลากเก้าอี้ออกเพื่อนั่งร่วมกับพ่อที่โต๊ะกินข้าว ก้มพิจารณากับข้าวอย่างเดียวที่อยู่บนโต๊ะซึ่งเป็นขาหมูมันล้วนไม่มีเนื้อผสม พร้อมกับจานข้าวสวยพูนๆ ที่พ่อกำลังตักเข้าปาก

     “อืม.. แม่แกไปเข้าเวร ฉันเลยหาซื้อกินเอง ไม่อยากลำบากแม่เขา” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดว่าพ่อคงเข้าใจความหมายของคำถามที่ส่งไปผิดประเด็น เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจถามเกี่ยวกับใครเป็นคนซื้อมาแต่เป็นเมนูอาหารที่กิน

     “พ่อไขมันสูงไม่ใช่เหรอ” เสียงอ้อมแอ้มในลำคอของลูกชาย ทำเอาเอาชายวัยกลางคนที่มีพุงพลุ้ยค้อนขวับ พูดเสียงแข็งขึ้นอย่างทุกครั้งที่มีคนคอยขัดคอ “ก็ไม่ได้กินทุกวันเสียหน่อย”

     ‘ใช่ ไม่ได้กินขาหมูทุกวัน แต่ทุกวันก็จะมีเมนูที่ไขมันสูงหรือคอเลสเตอรอลสูงสลับกินตลอดอยู่ดี’ ภูหมอกได้แต่คิดอยู่ในใจ ไม่กล้าพูดออกไป ขืนพูดไปพ่อได้มีอารมณ์เสียใส่เขาอีกแน่ แต่เขาก็แค่เป็นห่วงอยากให้พ่อแข็งแรงและอยู่กับเขาไปนานๆ

     สองพ่อลูกได้แต่ปล่อยให้บรรยากาศภายในบ้านตกลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แม้พวกเขาจะคุยกันแบบถามคำตอบคำก็ไม่ได้มีความรู้สึกอึดอัดอย่างใด เพราะเป็นพ่อกับลูกชายจะให้มาจิ๊จ๊ะจี๋จ๋าคุยกันกะหนุงกะหนิงก็ไม่ใช่ ถึงภูหมอกจะไม่ใช่ชายแท้แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อก็ต้องเก็บอาการไว้ให้เหมือนลูกชายปกติ

     “เรื่องอ่านหนังสือสอบเป็นยังไงบ้าง” คราวนี้เป็นเสียงของนภดลที่เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา

     หลังจากที่พี่ชายของเขาและครูสอนพิเศษจำเป็นอย่างพิธานเปิดเทอม ภูหมอกก็นั่งรถไปกลับระหว่างบ้าน โรงเรียน และมหาลัยบ่อยครั้งเพื่อให้ม่านฟ้าและพิธานติวหนังสือให้ แม้ทั้งคู่จะกลับบ้านบ่อยขึ้นเพื่อให้เขาไม่ต้องเทียวไปเทียวมา แต่พ่อกับแม่ก็บอกให้เขานั่งรถไปหาดีกว่าด้วยความเกรงใจพิธานที่นอกจากจะติวให้ฟรีแล้วยังต้องเสียเวลาขับรถไปๆ กลับๆ ทั้งที่ก็มีหอพักอยู่แถวมหาลัย

     “ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเลยครับ แต่ก็พยายามอ่านอยู่” เขาเงยหน้ามองคนถามก่อนก้มหน้าหลบตา เม้มปากจนเป็นเส้นตรง มือขยับจับกันไว้แน่น และแน่นอนทุกการกระทำของลูกชายไม่รอดพ้นสายตาของชายวัยกลางคนไปได้

     “แต่พี่แกบอกว่าแกอ่านจบหมดแล้ว แบบฝึกหัดก็ทำจบไปรอบสองกำลังขึ้นรอบสาม เหลือทวนนิดหน่อยก็น่าจะพอ”

     “...” ความเงียบเป็นคำตอบที่ได้รับจากคู่สนทนา นภดลถอนหายใจแล้วส่ายหัวอย่างระอากับนิสัยขี้กังวลและไม่มั่นใจในตัวเองมากจนเกินไปของเด็กหนุ่ม

     “แกต้องมั่นใจในตัวเองหน่อย แล้วเลิกกังวลเล็กๆ น้อยๆ เสียที ท่องไว้ว่าแกทำได้ แกอ่านมาไม่น้อยกว่าคนอื่นเขาเลย จะกลัวอะไร บางครั้งเพราะแกกังวลมากเกินไป จากที่จะทำได้เลยกลายเป็นทำไม่ได้ไปเสียอย่างนั้น มั่นใจให้ได้สักครึ่งของพี่แกหน่อยสิ รายนั้นฉันค้านเรื่องเรียนหัวชนฝา ก็ยังจะดันทุรังเรียน ไม่เห็นมีกลัวเรื่องตกงานสักนิด มั่นใจฝีมือตัวเองเหลือเกิน”

     พ่อร่ายยาวถึงพฤติกรรมของลูกชายคนเล็กจนเลยไปแขวะลูกชายคนโตด้วยน้ำเสียงเจือความหงุดหงิด อยากจะหาความพอดีในลูกทั้งสองคนแต่กลับเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน เมื่อเอ่ยปากถึงลูกอีกคนก็อดที่จะห่วงขึ้นมาไม่ได้

     “... แล้วดูๆ พี่แกด้วย ฉันคุยกับมันทีไรทะเลาะกันทุกที แกสนิทกับเจ้าเมฆมากกว่าก็คอยเป็นหูเป็นตาให้ฉันที เรียนจบมาเรื่องหางานก็ว่ายากแล้ว ขืนมีพฤติกรรมไม่ดีอีกจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ หรือถ้ามันมีปัญหาอะไรที่มันไม่ยอมบอกที่บ้านแล้วแกรู้ก็เอามาบอกบ้างจะได้ช่วยกันแก้ ยิ่งเป็นประเภทมีปัญหาอะไรชอบเก็บไว้คนเดียวอยู่”

     สายตาที่เด็กหนุ่มทอดมองบิดาอ่อนแสงลง คำพูดของผู้เป็นพ่อที่แม้จะติดห้วนแต่ก็ยังแสดงออกถึงความห่วงใยลูกชายทั้งสองคนทำให้เขารู้สึกอุ่นใจ แต่ลึกๆ กลับรู้สึกผิดปนปวดใจ หากพ่อเป็นคนที่ไม่สนใจลูก ด่าสาดเสียเทเสียอย่างไร้เหตุผล เขาอาจบอกความจริงกับพ่อไปโดยไม่สนใจอะไรได้ง่ายกว่านี้

     แต่เพราะพ่อเป็นเช่นนี้ ถึงจะอารมณ์ร้าย เกลียดเพศที่สามเข้าไส้ ชอบพูดจาเสียดสี แต่อย่างไรพ่อยังให้ความสำคัญกับลูกและห่วงใยเสมอมา การบอกความจริงที่ทำให้พ่อต้องเสียใจ เสียความรู้สึกจึงเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่าการรับอารมณ์โกรธและคำต่อว่าของพ่อเสียอีก

     “อะไรของแก” ภูหมอกมัวแต่คิดโน่นคิดนี่เพลิน รู้ตัวอีกทีความรู้สึกสารพัดก็ผลักดันให้หนุ่มน้อยขยับตัวกอดเอวของพ่อเอาไว้ ใบหน้าอ่อนวัยซุกเข้ากับพุงใหญ่ราวท้อง 7 เดือนแต่กลับนิ่มจนภูหมอกติดใจ กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่ได้ยินเสียงถามของบิดาพร้อมมือสากที่จับต้นแขนทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มไว้

     “เปล่าครับ… แค่..อยากให้พ่อกินของมันๆ น้อยลงหน่อย ไม่อยากอยู่กับลูกไปนานๆ เหรอ” ภูหมอกพยายามเปลี่ยนไปเรื่องอื่นอย่างไม่ให้พ่อนึกสงสัยอาการที่แปลกไปและเสียงติดสั่นของเขา

     “...” ไร้คำตอบจากพ่อในครั้งนี้ แต่ลูกชายอย่างภูหมอกกลับสัมผัสได้ถึงลมหายใจหนักที่ส่งผ่านมายังหน้าท้องซึ่งเขาซุกอยู่ หนุ่มน้อยผละออกมาเมื่อรู้ว่าอารมณ์ของพ่อเริ่มแปรปรวนอีกครั้ง แต่ความใจกล้าไม่เป็นเวลาของภูหมอกก็ทำให้เด็กหนุ่มหลุดปากพูดออกไป

     “ไม่งั้นหมอกจะฟ้องแม่นะ”

     “พอเลย! แกทำฉันหมดอร่อย ขึ้นไปอาบน้ำเลยไป แล้ววันหลังอย่ากลับบ้านค่ำๆ มืดๆ แบบนี้อีกนะ!”

     สุดท้ายก็ไม่พ้นโดนพ่อโวยใส่ให้สบายหูก่อนนอน ภูหมอกรีบลุกจากเก้าอี้แล้วพุ่งออกไปจากห้องครัวมุ่งตรงสู่ชั้นสองก่อนจะโดนบ่นลากยาวไปมากกว่านี้ ไม่ลืมกล่าวราตรีสวัสดิ์ผู้เป็นบิดาเบาๆ ขณะวิ่งออกมา ในใจก็คิดถึงสิ่งที่ยังรบกวนจิตใจเขาอยู่ตลอด

     ‘หมอกขอผัดเรื่องที่จะบอกไปอีกหน่อยนะ แต่สัญญาว่าถ้าพร้อมเมื่อไร หมอกจะบอกพ่อแน่ๆ’



     TBC



     Achaya (Writer) :

     ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ


ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 198
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
หมอกสตอรี่ล้วนๆครับ :ling1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 9

     จากหน้าฝนผลัดเป็นหนาว แม้ฤดูหนาวเมืองไทยอาจไม่หนาวเย็นเหมือนประเทศอื่น แต่เป็นเพียงแค่กระแสลมเย็นในยามเช้าและยามเย็นให้พอได้รู้สึกถึงฤดูกาลที่เปลี่ยนไปก็เถอะ หลังจากวันที่ทะเลาะกัน ม่านฟ้าบังคับให้ภูหมอกเล่าเรื่องต่างๆ ให้เขาฟังเสมอไม่ว่าเรื่องอะไร โดยมีเงื่อนไขว่าเขาจะไม่ด่า ไม่ซ้ำเติมเพียงแต่อาจมีสั่งสอนบ้างเท่าที่จำเป็นซึ่งท่อนหลังเป็นเงื่อนไขที่ม่านฟ้าบอกกับตัวเองในใจ

     เวลากว่าเกือบครึ่งปีผ่านไป ม่านฟ้ากำลังจะเปิดเทอมใหม่ในภาคการศึกษาที่ 2 ของปี 3 ขณะที่ภูหมอกเหลืออีกเพียง 2 เดือนกับการใช้ชีวิตในฐานะเด็กมัธยม

     แต่ก่อนหน้านั้น สิ่งที่เด็กม.6 หลายคนนับวันนับคืนเฝ้ารอก็มาถึง วันนี้เป็นวันสอบวันแรกของวิชาสามัญสำหรับยื่นคะแนนคณะแพทยศาสตร์ ม่านฟ้าที่ลงบันไดไปแล้วรอบหนึ่งแต่กลับขึ้นมาเพื่อเข้าห้องน้ำบนชั้นสองมองน้องชายที่ไหว้พระอยู่หน้าหิ้งพระอยู่นาน อาทิตย์ก่อนเขาเพิ่งจะเจอตุ๊กแกตัวใหญ่ในห้องน้ำชั้นล่างจึงยังหวาดผวาไม่กล้าเข้าจนถึงทุกวันนี้

     หนุ่มอักษรฯ เดินออกมาจากห้องน้ำหลังทำธุระเรียบร้อยแต่ก็ยังเห็นน้องชายยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่าทางเดิม ไม่แน่ใจว่าสวดมนต์ขอพรไปจนถึงไหน สีหน้าเจ้าตัวดูซีดยิ่งกว่าทุกวัน สายตาหลุกหลิกลุกลนอย่างคนกระวนกระวาย เจ้าตัวบ่นปวดท้องมาตั้งแต่เช้าจากความเครียด จนตอนนี้ก็ยังทำหน้ายุ่งเหมือนคนท้องผูกไม่เลิก

     “หมอก ถ้ามึงยังช้ากว่านี้ มึงจะไปสอบสายนะเว้ย อย่าลืมว่าต้องไปส่งแม่ที่โรงบาลฯ ก่อนด้วย”

     การสอบมีด้วยกันสองวัน โชคดีที่ตอนนี้ม่านฟ้ายังไม่เปิดเทอม 2 และตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ แต่แม่ของเขาก็ยังมีเข้าเวรในตอนเช้า ม่านฟ้าที่อาสาไปส่งภูหมอกสอบจึงตัดสินใจเอารถของแม่ไปส่งแม่ก่อนแล้วจึงเลยไปส่งภูหมอกทีหลัง ทั้งที่เขาคิดว่าจะออกเผื่อเวลารถติดและไปให้ถึงสนามสอบก่อนจะได้มีเวลาเตรียมใจ แต่กลับกำลังจะสายเพราะความโอ้เอ้ของน้องชาย

     “อืมๆ ไปแล้ว” ภูหมอกรับคำเสียงอ้อมแอ้ม ท่าทางยังไม่ได้ดูดีขึ้นสักเท่าไหร่ จนลงเดินมาถึงชั้นล่างมารดาที่เห็นสีหน้าเช่นนั้นของน้องชายจึงเดินมากอดลูกชายตัวใหญ่แต่ใจเล็กของเธอไว้

     “ไม่เอา ไม่เครียดนะครับ ทำใจเย็นๆ นะ หมอกทำได้ เชื่อแม่นะ”

     “หมอกจำไม่ได้เลยอ่ะแม่ ที่ติวมาคือตอนนี้ลืมหมดเลยอ่ะ ทำไงดี จะอ่านตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ไม่รู้จะอ่านวิชาไหนก่อนดี เครียดจะตายแล้ว”

     นิสัยเสียๆ ของภูหมอกคือ ยิ่งปลอบยิ่งร้อง จากที่ตอนแรกหน้าตาไม่สู้ดีอยู่แล้ว พอมารดาปลอบใจตอนนี้ยิ่งไปกันใหญ่ จมูกแดงเรื่อ น้ำตาคลอเบ้าในเช้าวันสอบคือสภาพของหนุ่มน้อยเวลานี้

     ม่านฟ้าถอนหายใจอีกหน เหลือบมองบิดาที่มองมานิ่งๆ แต่สายตาแสดงออกถึงความกังวลแทนลูกชายคนเล็กไม่น้อย ลูกชายคนโตคว้ากุญแจรถเดินนำออกไปเมื่อเห็นน้องชายไหว้พ่อขอพรเตรียมออกจากบ้าน ในหัวคิดเตรียมแผนปลอบน้องหลังสอบเสร็จเผื่อไว้ก่อนอย่างรู้นิสัยน้องดี

     สภาพแบบนี้ สอบเสร็จออกมาร้องไห้ตายแน่

     ----

     ม่านฟ้าก้มลงมองข้อความที่ตนส่งไปหาน้องชายเมื่อกลางวัน หลังจากที่ส่งน้องเสร็จ เขาก็ขับรถออกมาที่ห้างสรรพสินค้าในละแวกเดียวกันเพื่อซื้อของใช้สำหรับการกลับไปอยู่หอพักในอาทิตย์หน้า จึงไลน์บอกภูหมอกเอาไว้ให้รอที่โรงอาหารโรงเรียนซึ่งวันนี้เปิดให้คนนอกเข้าได้เป็นกรณีพิเศษ

     เขาตั้งใจที่จะเปลี่ยนแผนโดยให้ออกมารอที่หน้าโรงเรียนแทน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องวนหาที่จอดรถให้เสียเวลา แต่ข้อความเดิมที่ถูกส่งไปกลับยังไม่มีการตอบรับใดๆ แม้ขึ้นแจ้งว่ามีการอ่านข้อความแล้วก็ตาม

     ม่านฟ้าพอจะเดาท่าทีเช่นนี้ของน้องชายได้ และเปลี่ยนใจอีกครั้งโดยวนเข้าไปในโรงเรียนเพื่อหาที่จอดแล้วลงไปรับน้องด้วยตัวเอง กว่าจะหาที่จอดรถเรียบร้อยโรงเรียนก็เหลือคนอยู่ไม่มากแล้ว ทันทีที่เดินเข้าไป แวบแรกในสายตาของชายหนุ่มไม่ใช่น้องชายตัวโตที่ชอบทำตัวกระดี๊กระด๊าใส่เขาตลอดเวลา แต่กลับกลายเป็นน้องชายตัวเล็กๆ ที่นั่งหงอยซึมเหมือนโลกกำลังจะแตก

     เสียงฝีเท้าที่ดังเข้าไปใกล้ทำให้ภูหมอกเงยหน้าขึ้นมา มุมปากกดลงคล้ายคนเตรียมจะร้องไห้ ส่ายหัวเป็นพัลวันเหมือนคนเสียสติ เสียงสั่นเครือถูกส่งมาเป็นอย่างแรกก่อนคำทักทายใดๆ

     “มันไม่โอเคอ่ะพี่เมฆ”

     ภูหมอกงอแงออกมาทันทีที่พี่ชายนั่งลงข้างกัน ขณะที่ม่านฟ้านั่งนิ่งรอรับฟังน้องชายอย่างเงียบๆ เขาไม่อยากปลอบโยนอะไร เพียงแค่ปล่อยให้น้องชายได้ระบายสิ่งที่เก็บไว้ในใจออกมาเท่านั้น

     “หมอกทำไม่ทันอ่ะ คือบางข้อมันเหมือนแบบฝึกหัดที่เราทำเลยนะ แต่พอเข้าห้องสอบไป หมอกกลับลืมวิธีทำหมดเลยอ่ะ” ภูหมอกเอื้อมมาจับมือพี่ชายแล้วบีบแน่นพร้อมเขย่าไปมา “แล้วบางข้อที่ทำไม่ได้ หมอกก็ดันงมอยู่แบบนั้น จนข้อง่ายๆ ท้ายๆ หมอกก็เลยทำไม่ทัน มันแย่มากเลยอ่ะ ทำไงดีๆ”

     ชายหนุ่มไม่รู้จะตอบกลับประโยคของน้องอย่างไร พยายามห้ามตัวเองไม่ให้ปลอบใจน้อง แต่ก็คิดว่าการกล่าวอะไรที่เป็นการสั่งสอนไปตอนนี้ดูจะเป็นการซ้ำเติมเสียมากกว่าจึงเลือกนั่งฟังต่อเงียบๆ

     “หมอกไม่อยากมาสอบพรุ่งนี้แล้วอ่ะ ยังไงก็คงไม่ได้แน่ๆ ตั้งแต่คะแนนวันนี้แล้ว”

     ม่านฟ้าถอนหายใจกับท่าทางของน้องชายที่บ่นงึมงำกับตัวเองด้วยน้ำตาคลอ เข้าใจความรู้สึกของคนที่พยายามมาตลอดแต่ก็ต้องมาผิดหวังกับความผิดพลาดในตอนท้ายของตัวเอง เผลอใจอ่อนดึงตัวน้องชายเข้ามากอด วินาทีนั้นหนุ่มน้อยก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร จนพี่ชายลูบหลังปลอบใจและเอ่ยเสียงนุ่มออกมา

     “กลับบ้านเรากันก่อนไหม แล้วจะทำไงค่อยว่ากันอีกที”

     ----

     กลางห้องนั่งเล่นในบ้านหลังคุ้นตาปรากฏภาพชายวัยกลางคนนั่งบนโซฟาท่ามกลางเสียงโทรทัศน์และเสียงทำกับข้าวที่ดังมาจากในครัวของภรรยา

     นภดลรีบกลับบ้านมาเพราะรู้ว่าวันนี้ลูกชายคนเล็กของเขาต้องการกำลังใจแค่ไหน หวนคิดไปถึงเรื่องราวตั้งแต่สมัยที่ลูกชายสองคนของเขายังเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กสูงไม่พ้นไหล่ มีทะเลาะกันบ้าง แย่งของกันบ้าง แต่อย่างไรสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจว่าสอนลูกมาอย่างดี คือสอนให้รักกัน ดูแลกัน โดยเฉพาะม่านฟ้าที่เป็นพี่ชาย เขาฝากฝังให้ดูแลภูหมอกมาตั้งแต่เล็ก แม้อายุจะห่างกันไม่มาก แต่เพราะเขาและภรรยาต่างทำงานหนัก ม่านฟ้าจึงต้องทำหลายๆ อย่างแทนพวกเขา

     ทั้งสมัยที่ทางโรงเรียนยกเลิกบริการรถรับส่งนักเรียน ม่านฟ้าที่อยู่ป.6 ต้องเดินไปรับภูหมอกที่ฝั่งโรงเรียนประถมต้นแล้วจึงพาน้องนั่งรถเมล์กลับบ้าน หรือกระทั่งเหตุการณ์ที่พาน้องไปขี่จักรยานในเย็นวันหนึ่งของช่วงปิดเทอม



    เสียงเปิดประตูรั้วบ้านดังขึ้นทำให้ชายเจ้าของบ้านหันไปมองตามต้นเสียง ภาพเด็กชายที่ลากจักรยานของตัวเองเข้ามาในบ้านอย่างทุลักทุเลพร้อมน้องชายที่ขี่คออยู่ปรากฏขึ้นมาในสายตา ดวงตาดุไล่สำรวจไปจนเห็นแผลถลอกและรอยเลือดที่หัวเข่าของลูกชายคนเล็ก พอจะเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้รางๆ จากการปล่อยลูกชายออกไปขี่จักรยานในหมู่บ้านด้วยกันเอง

     หญิงสาวผู้เป็นแม่รีบโผเข้าไปหา และพาเจ้าตัวน้อยมาทำแผลทั้งที่ยังสะอึกสะอื้น ขณะที่พี่ชายลากจักรยานไปเก็บแล้วจึงมานั่งหน้าเสียอยู่ในบ้านเมื่อน้องชายไม่ยอมหยุดร้อง

     ‘จะออกไปกันก็ได้ แต่ดูแลน้องด้วย’

     นั่นคือคำสั่งของผู้เป็นพ่อก่อนคำอนุญาตให้ออกไป ไม่แปลกใจที่ม่านฟ้าจะกลัวอารมณ์ของพ่อในตอนนี้ จนได้แต่นั่งนิ่ง ไม่กล้าร้องงอแงแม้ตามตัวจะมีรอยแผลถลอกอยู่ไม่น้อย

     นภดลถอนหายใจหนักๆ ก่อนลุกขึ้นคว้ากระเป๋าสตางค์และกุญแจรถเดินออกจากบ้านไป แอบเห็นลูกชายคนโตสะดุ้งเฮือกเมื่อเขาขยับตัว และมองตามเขาจนลับตา

     ชายวัยกลางคนกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้งหลังจากนั้นไม่กี่นาทีพร้อมถุงจากร้านสะดวกซื้อ ตั้งแต่พ่อขับรถออกไปจนกลับมา ภูหมอกก็ยังไม่หยุดสะอึกสะอื้น จนกระทั่งพ่อล้วงมือเข้าไปหยิบของในถุงออกมา เสียงสะอื้นจึงหยุดชะงักลง

     ไอศกรีมรสสตรอว์เบอร์รีถูกยื่นมาให้ลูกชายคนเล็ก เด็กชายภูหมอกเบิ่งตาโตขึ้นอย่างแปลกใจ ขนมหวานและของกินเล่นเป็นสิ่งที่พ่อมักจะห้ามไม่ให้พวกเขากินเพราะมองว่าเป็นของไม่มีประโยชน์ จะได้กินแค่ในโอกาสพิเศษอย่างวันเกิดหรือให้รางวัลเท่านั้น

     ที่สำคัญคือพ่อจำได้ว่าเขาชอบรสสตรอว์เบอร์รีมากกว่ารสชาติใด

     “ถ้าพ่อให้กินไอติมแล้วต้องหยุดร้องไห้นะ ตกลงไหม”

     เด็กชายยังคงจ้องไอศกรีมตรงหน้าตาไม่กะพริบ ความเจ็บจากแผลที่ขาหายไปหมดสิ้นเมื่อมีสิ่งล่อตาล่อใจมาอยู่ตรงหน้า

     “ว่ายังไง” เมื่อผู้เป็นพ่อถามซ้ำอีกครั้งหลังจากถามไปแต่ลูกชายยังคงเงียบ ภูหมอกเหมือนเพิ่งได้สติ รีบพยักหน้ารับ ยกมือไหว้ขอบคุณก่อนคว้าไอศกรีมมาแกะห่ออย่างดีใจ

     นภดลหันกลับมามองลูกชายอีกคนที่มองไอศกรีมของน้องชายตาละห้อย แต่เมื่อเห็นเขาหันกลับมาก็รีบหลบตา ก้มหน้าลงไปมองพื้นอีกครั้ง

     สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือหนาของพ่อที่ถูกวางลงบนศีรษะทำให้เด็กชายม่านฟ้าเงยหน้าขึ้นมามอง

     ไอศกรีมรสช็อกโกแลตลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ก่อนคำพูดของพ่อจะทำให้เด็กชายหลุดออกจากภวังค์

     “พ่อเข้าใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ลูกเก่งมากนะที่ดูแลน้อง พาน้องกลับบ้าน ไม่ต้องกลัว พ่อไม่ดุหรอก”

     ยิ่งมารู้ความจริงในภายหลังว่าแผลขนาดใหญ่ที่เข่าของม่านฟ้าไม่ได้เกิดจากจักรยานล้ม แต่เกิดจากพยายามจะพาภูหมอกกลับบ้านโดยให้น้องขี่หลัง ด้วยน้ำหนักตัวของภูหมอกที่เริ่มโตแข่งกับพี่ชายทำให้ม่านฟ้ารับน้ำหนักไม่ไหว ล้มกลิ้งโค่โร่กันไปอีกรอบหนึ่งก่อนจะพยายามเอาน้องขึ้นหลังอีกครั้ง ผู้เป็นพ่อยิ่งรู้สึกคิดถูกที่ไม่ดุลูกชายคนโตในครั้งนั้น



     เสียงเปิดประตูรั้วบ้านดังขึ้นทำให้ชายเจ้าของบ้านหันไปมองตามต้นเสียง ภาพชายหนุ่มถอยรถเข้ามาจอดในบ้าน แล้วเดินลงมาพร้อมน้องชายตัวโตที่ดวงตาแดงก่ำปรากฏขึ้นมาในสายตาซ้อนทับกับภาพในอดีต ดวงตาดุของนภดลไล่สำรวจสภาพของลูกชายคนเล็ก แม้คราวนี้ไม่มีบาดแผลทางกาย แต่สาเหตุที่เจ้าตัวร้องไห้กลับบ้านมาในครั้งนี้ก็ใช่จะเกินความคาดหมายของผู้เป็นพ่อสักเท่าไหร่

     หญิงสาวผู้เป็นแม่รีบรุดออกมาหาลูกชาย เธอกลับมาเตรียมอาหารเย็นไว้รอลูกชายทั้งสองคน และเตรียมของโปรดลูกชายคนเล็กมากหน่อย แม้รู้ว่าเวลาแบบนี้ภูหมอกแทบจะกินข้าวกินปลาไม่ลงเสียด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยได้เป็นกำลังใจให้เจ้าตัวดีของเธอสักหน่อยก็ยังดี

     ม่านฟ้าปล่อยให้น้องชายพาร่างผอมๆ ที่เหมือนจะหมดแรงไปนั่งที่โซฟา ส่วนตัวเขาเดินมาหน้าตู้เย็นหยิบน้ำมารินเพื่อดื่มดับกระหาย ตลอดทางกลับบ้านเขาพยายามพูดให้กำลังใจสารพัดวิธี แต่ก็ดูเหมือนยังไม่ได้ผลดีเท่าไหร่ แม้จะหยุดร้องไห้ แต่ก็ยังไม่เลิกทำหน้าเศร้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก

     “เอาของในช่องฟรีซออกมากินสิ” เสียงของบิดาดังขึ้นมาทำให้ม่านฟ้าหลุดออกจากภวังค์ความคิด หันไปมองทางต้นเสียงอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมเพราะเจ้าของเสียงยังคงตั้งหน้าตั้งตาดูโทรทัศน์อย่างสนอกสนใจทั้งที่เป็นเพียงโฆษณา “แล้วหยิบมาให้น้องแกด้วย”

     ชายหนุ่มส่ายหัวเบาๆ อย่างจนใจจะหาคำตอบ ทำได้เพียงเปิดช่องแช่แข็งตามคำกล่าวของบิดาแต่กลับต้องเลิกคิ้วอย่างตื่นเต้นระคนแปลกใจอีกครั้ง

     ไอศกรีมรสสตรอว์เบอร์รีและรสช็อกโกแลตสองแท่งถูกวางไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน

     ม่านฟ้าพยายามกัดริมฝีปากกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่ให้เผยออกมามากเกินไปจนเหมือนคนบ้าหรือเด็กเล็กๆ ที่เห็นขนมถูกใจ มือเรียวเอื้อมไปหยิบไอศกรีมเย็นๆ ออกมา แต่น่าแปลกที่ความเย็นของมันทำให้หัวใจพลันอุ่นขึ้นอย่างประหลาด สัมผัสของแท่งไอศกรีมในมือทำให้ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่า

     เขาคงไม่ต้องคิดวิธีปลอบน้องแบบใดอีกแล้ว ในเมื่อมีคนตัดหน้าปลอบใจแถมท่าทางจะได้ผลมากกว่าเสียด้วย



     TBC


ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 198
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 :sad4:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 451
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
เรื่องภายในครอบครัวนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริงๆ นะ ไม่อยากคิดสภาพเลยว่าถ้าพ่อรู้เรื่องที่ภูหมอกปกปิดเอาไว้จะเป็นยังไง ดูก็รู้ว่าพ่อรักครอบครัวรักลูกมากๆ ถ้ารู้คงทะเลาะกัน เป็นเรื่องใหญ่ แต่คงตัดไม่ขาด พอเวลาผ่านไปพ่อเปิดใจรับได้คงจะหวงลูกน่าดู

แอบลุ้นให้คนพี่คู่หนุ่มวิศวะ5555

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
บทที่ 10

     แม้ไอศกรีมของพ่อจะช่วยให้ภูหมอกรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่เจ้าตัวก็ยังไม่วายคิดมากเข้าไปอีกว่า พ่อแม่ใจดีด้วยขนาดนี้แต่เขากลับทำให้พ่อแม่ผิดหวัง พาลจนหมดกำลังใจสอบวันรุ่งขึ้น เพราะคิดว่าคะแนนวันนี้คงแย่เกินกว่าที่คะแนนวันพรุ่งนี้จะฉุดขึ้นมาได้

     ม่านฟ้ามองน้องชายที่บอกว่าไม่อยากสอบพลิกชีทสรุปในมืออ่านทวนรอบที่สิบเห็นจะได้ทั้งที่หน้าตายังบึ้งตึงหมดอาลัยตายอยาก ‘จะใกล้ตายแค่ไหนก็ตาม แต่จะหยุดอ่านไม่ได้’ น่าจะเป็นคติของภูหมอกตอนนี้ ม่านฟ้าพยายามบอกน้องชายหลายครั้งให้หยุดอ่านและพักสมอง แต่พูดเท่าไหร่ก็ไม่ฟังจนได้แต่ปล่อยไปเท่านั้น

     “กริ๊ง”

     เสียงกระดิ่งหน้าบ้านดังขึ้นมาให้สองพี่น้องต้องเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนพี่ชายจะพูดสั่งขึ้นมาก่อน

     “หมอกไปดูดิ ใครมา”

     “ทำไมเป็นหมอกอ่ะ หมอกอ่านหนังสืออยู่” เสียงน้องชายโวยวายเมื่อถูกใช้งาน คิ้วขมวดเป็นปมแน่นขึ้นอย่างไม่พอใจ ริมฝีปากเบะออกอย่างที่คนเป็นพี่เห็นแล้วอยากดีดแรงๆ ให้หายหมั่นไส้

     “ก็มึงเป็นน้องไง เหตุผลแค่นั้นแหละ ออกไป แล้วหยุดอ่านได้แล้วหนังสืออ่ะ”

     ม่านฟ้าร่ายยาวออกมาทีเดียว ไม่วายโดนแม่มองค้อนจากคำหยาบที่ใช้กับน้อง สุดท้ายภูหมอกก็ต้องเป็นคนออกไปหาผู้มาเยือนยามวิกาลด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก

     ชายหนุ่มคุ้นหน้าคุ้นตาที่แรกเริ่มภูหมอกเคยเกลียดนักเกลียดหนา แต่สุดท้ายกลับกลายมาเป็นครูสอนพิเศษให้กับเขายืนพิงรั้วอยู่หน้าบ้าน ภูหมอกเลิกคิ้วอย่างแปลกใจแต่ก็เอ่ยเสียงทักทายออกไปก่อน

     “พี่พีท? ” เสียงเรียกทำให้เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์ในมือ “มาหาใคร”

     “หมามั้ง” คำตอบห้วนๆ ทำเอาภูหมอกยู่หน้า ถึงจะรู้จักกันมาสักพักจนพอรู้ว่าที่พิธานปากเสียไปเรื่อย ที่จริงแล้วไม่ได้คิดอะไรและไม่ได้เป็นคนไม่ดี แต่พอเจอหมาในปากของคนตัวโตตรงหน้าทีไรก็อดหงุดหงิดใจไม่ได้

     “บ้านนี้ไม่เลี้ยงหมา มาผิดบ้านแล้วมั้งพี่”

     “ผิดบ้านที่ไหนก็ยืนคุยกับกูอยู่นี้”

     “พี่พีท!! นิสัยไม่ดีอ่ะ” ภูหมอกโวยวายขึ้นมา อยากจะกระทืบเท้าแสดงความไม่พอใจ แต่ก็ต้องเก็บอาการไว้เพราะกลัวพ่อออกมาเห็นอาการแล้วจะจับพิรุธได้ กำลังจะหันหลังเข้าบ้านเพราะไม่อยากคุยกับคนกวนประสาทต่อไป แต่ก็ต้องชะงักกับการเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน

     “สอบเป็นไงบ้าง”

     “...”

     “ได้ยินกูไหมเนี่ย”

     “อืม”

     “แล้วว่าไง”

     “... ไม่โอเคเลย” ภูหมอกตอบด้วยคำตอบเดียวกันกับที่ใช้บอกพี่ชาย อารมณ์หงุดหงิดตอนเจอหน้าพิธานหายไป กลับมาเป็นอารมณ์หงอยๆ อีกครั้ง

     “อืม งั้นก็รอซิ่วปีหน้าละกัน”

     “เดี๋ยว!! พี่พีทอย่าแช่งกันดิ!!” หนุ่มน้อยถึงกับหันหลังกลับมาเพื่อเผชิญหน้าโต้เถียงกับครูสอนพิเศษใจร้ายที่นอกจากจะไม่ให้กำลังใจแล้ว ยังจะแช่งเขาให้ไม่ติดจนต้องรอซิ่วใหม่ปีหน้าอีก

     “แช่งห่าอะไร ก็มึงบอกเองว่าไม่โอเค ก็คือทำไม่ได้ แล้วก็ต้องรอซิ่วปีหน้าป่ะล่ะ หรือมึงจะเปลี่ยนคณะ”

     “ไม่!!”

     “เออ ก็แค่นั้น แล้วก็เลิกเครียด เลิกอ่าน พรุ่งนี้ก็ไปสอบเล่นๆ ถือว่าไปดูข้อสอบเผื่อไว้สำหรับปีหน้า ไหนๆ ก็เสียค่าสมัครสอบแล้ว ดีกว่าคิดว่ายังไงก็ไม่ติดแล้วไม่ไปสอบ”

     เด็กหนุ่มฟังคำกล่าวของรุ่นพี่ตรงหน้าควบตำแหน่งครูสอนพิเศษก็ได้แต่เม้มปากครุ่นคิด โดยไม่ได้เอะใจถึงสาเหตุที่เจ้าตัวรู้ว่าเขาไม่อยากไปสอบวันรุ่งขึ้น

     “ไปๆ ไปอาบน้ำนอนได้แล้วไป สอบเครียดๆ มาทั้งวัน แม่งยังมาอ่านหนังสือต่อได้ไงว่ะ เหลือเชื่อ เป็นกูนะ น็อคตั้งแต่ถึงบ้านล่ะ”

     ภูหมอกเงยหน้ามามองพิธานอีกครั้ง อยากจะอ้าปากเถียงอะไรออกไปอีกแต่ก็เบลอเกินกว่าจะนึกคำใดออก ใจลึกๆ ที่เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือต่อ เพราะยังหวังไว้ว่าที่เขาทำไม่ได้วันนี้ก็น่าจะมีอีกหลายคนที่พลาดเหมือนเขา หากเขาทำคะแนนวันพรุ่งนี้ได้ดี ก็ยังพอมีลุ้น

     แต่พอพิธานพูดมาแบบนี้ เขากลับรู้สึกปลงและทำใจยอมรับขึ้นมาได้จริงๆ ว่าอาจจะต้องซิ่วใหม่ปีหน้าก็เป็นได้ อีกทั้งตัวเขาเองรู้ดีกว่าใครว่าเวลานี้อ่านหนังสือไปก็ไม่เข้าหัว สมองของเขาล้าจนอยากจะล้มตัวลงนอนทันทีที่ถึงบ้านแต่ก็ยังรู้สึกผิดที่จะทำเช่นนั้น ถึงได้ดึงดันอ่านเข้าไปเรื่อยๆ แบบนี้

     หนุ่มน้อยถอนหายใจออกมาดังๆ พยักหน้ารับคำตามที่คู่สนทนาบอกแล้วยกมือไหว้ลา ก่อนหันหลังเดินเข้าบ้านไป ถึงกระนั้นผู้มาเยือนยามวิกาลคนนี้ก็ยังไม่ยอมจากไป กลับยืนรั้งรอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าอีกคู่เดินเข้ามาใกล้

     “ขอบใจที่มาช่วยกล่อมมัน”

     เป็นม่านฟ้าที่เดินออกมาหาพิธานพร้อมคำขอบคุณ แท้จริงแล้วก็เป็นม่านฟ้าอีกเช่นกันที่เรียกพิธานมาช่วยพูด ช่วยปลอบน้องชายเขา เพราะถึงแม้ว่าปกติจะตีกัน กัดกันมากแค่ไหน แต่เขาสังเกตว่าภูหมอกกลับยอมเชื่อฟังพิธานอยู่ไม่น้อย อาจมากกว่าพี่ชายอย่างเขาเสียด้วยซ้ำ

     “อืม”

     ชายหนุ่มร่างสูงตอบรับในลำคอ ถึงจะโวยวายตอนโดนขอให้มาช่วย แต่ก็พูดไปอย่างนั้น แค่นี้ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงเขาแต่อย่างใด บ้านก็อยู่ห่างไปแค่ไม่กี่ซอย อีกทั้งภูหมอกเองก็ถือเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของเขา จะเป็นห่วงเป็นใยบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

     ความเงียบปกคลุมคนทั้งคู่อีกครั้ง ทั้งที่เหมือนจะหมดบทสนทนาระหว่างกันเพียงเท่านั้น แต่กลับยังไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผละออกไปก่อน ทิ้งเวลาเอาไว้จนหนุ่มวิศวะเอ่ยชวนคุยเรื่อยเปื่อยออกมา

     “กูถามจริงเหอะ น้องมึงแม่งจิตใจอ่อนไหวขนาดนี้แล้วแม่งจะเป็นหมอไหวเหรอว่ะ งอแงชิบ”

     เสียงบ่นเบาๆ ของอีกฝ่ายทำให้ม่านฟ้าอดหัวเราะออกมาไม่ได้

     “เป็นหมอมันต้องจิตแข็งมากเลยนะเว้ย ตอนม.ปลายกูเคยไปโอเพ่นเฮ้าส์กับเพื่อน เจออาจารย์ใหญ่เข้าไปกูยังกลัวจนถึงทุกวันนี้เลย” คนพูดไม่ว่าเปล่า ยังทำท่าขนลุกประกอบคำอธิบายเพื่อเพิ่มอรรถรส

     “ไม่ไหวมันก็ซิ่วเองแหละ”

     เสียงตอบกลับเอื่อยๆ อย่างไม่ใส่ใจนักของม่านฟ้าทำให้พิธานเลิกคิ้วมองคนห่วงน้องที่คราวนี้กลับดูเฉยเสียจนเขาแปลกใจ จนอดเอ่ยทักออกไปไม่ได้

     “คิดอะไรอยู่ ดูเหม่อๆ นะมึงน่ะ” คนถูกทักเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของคำถามแวบเดียวก็หลุบตาลงต่ำ แพขนตาหนาปกปิดดวงตาคู่สวยเอาไว้จนคาดเดาความคิดอีกฝ่ายไม่ได้ แต่พิธานก็ยังลองเสี่ยงถามถึงสิ่งที่เขาคิดไว้ในใจ “เรื่องที่จะบอกพ่อเกี่ยวกับไอหมอกใช่ไหม”

     คำตอบเป็นเพียงการพยักหน้ารับเบาๆ และยังคงเป็นพิธานอีกครั้งที่เริ่มบทสนทนา

     “เมื่อไหร่มึงจะบอกเสียที กูว่านะ ยังไงบอกให้เขารู้ด้วยตัวเอง มันน่าจะดีกว่าการถูกจับได้นะเว้ย”

     “กู… ขอเวลาอีกหน่อยละกัน ก็บอกแล้วไงว่ารอให้ไอหมอกสอบเสร็จก่อน อีกนิดเดียวเอง”

     สายตาที่มองอย่างไม่เชื่อพร้อมเสียงแค่นหัวเราะคือปฏิกิริยาของคนรับฟังอย่างพิธาน เจ้าตัวส่ายหัวเบาๆ ก่อนยักไหล่ ท่าทางน่าหมั่นไส้นั้นทำเอาม่านฟ้าถึงกับคิ้วกระตุก ส่งเสียงห้วนถามกลับไป

     “อะไรของมึง”

     “มึงนั่นแหละ อะไร พนันได้เลยว่าพอสอบเสร็จ มึงก็จะบอกว่ารอผลออกก่อนแล้วกัน ถ้าน้องมึงต้องซิ่วจริงมึงก็จะอ้างว่า อีกปีเดียวรอมันเอ็นติดก่อน หรือถ้าติด มึงก็.. อาจจะขอเวลาอีกสักปีรอให้น้องมึงปรับตัวกับมหาลัยให้ได้ก่อน”

     “...”

     คำกล่าวหาของพิธานทำให้ม่านฟ้าได้แต่เม้มปากแน่น อยากเถียงออกไปใจจะขาด แต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่รู้ว่าคนตรงหน้าพูดออกมาอย่างจี้ใจดำแค่ไหน แต่ก็ยังอดรู้สึกไม่พอใจกับการพูดประชดประชันครั้งนี้ไม่ได้

     “มึงมันก็ผัดไปเรื่อย.. แบบนี้มันจะดีจริงๆ เหรอ” ท้ายประโยคพิธานปรับเสียงให้อ่อนลงเมื่อเห็นท่าทีของอีกคนนิ่งไป เขาเองก็รู้สึกเห็นใจคนตรงหน้าไม่น้อย แต่เขาไม่ค่อยชอบวิธีการหนีปัญหาแบบนี้สักเท่าไหร่ จึงหลุดปากออกไปอย่างลืมตัว

     “กู… ก็ไม่รู้ว่าแบบไหนมันจะดีที่สุด แต่บางที.. กูคิดว่าที่เป็นอยู่แบบนี้มันก็ไม่ได้แย่ การบอกความจริงออกไปอาจจะทำให้ทุกอย่างพังลงก็ได้”

     ม่านฟ้ารู้ดี การปิดบังมีแต่จะทำให้อึดอัดทั้งสองฝ่าย แต่เขาไม่เข้าใจ ทำไมใครๆ มักจะมองว่าการปิดความลับคือเรื่องที่เลวร้าย โดยไม่ได้มองถึงจุดประสงค์ในการปกปิดนั้น ว่าอาจจะเป็นการทำไปเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าการบอกความจริงก็เป็นได้ ไม่ต้องมองกรณีใดไกล แค่เรื่องของน้องชายเขาตอนนี้ การบอกความจริงกับพ่อไม่มีทางได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นทางบวกอย่างแน่นอน ม่านฟ้าเอาหัวเป็นประกัน

     “แต่การที่ต้องปิดบัง และรอคอยไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุดน่ะ...มันทรมานนะ” เสียงพูดแผ่วเบาเหมือนกล่าวกับตัวเองของร่างสูงทำให้ม่านฟ้าต้องเงยหน้าขึ้นมอง สบกับสายตาที่อ่านไม่ออกของอีกคนแล้วหลุบตาลงต่ำ คำพูดนั้นทำให้เขาไม่กล้าที่จะเอ่ยต่อบทสนทนาอะไรออกไปอีก

     “เอาเถอะ ทางเลือกมันอยู่ที่มึงอยู่แล้วนิ”


     TBC



     Achaya (Writer) :

     อาจจะสั้นไปหน่อยแต่สัญญาว่าจะมาลงสม่ำเสมอ

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ  :กอด1:


ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 198
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 :z3:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 451
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
ไม่อยากคิดสภาพวันที่พ่อรู้ความจริงเลย :katai1:

จริงอย่างที่ว่าละ บอกความจริงให้รู้ดีกว่าไปรู้เอง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด