ความลับในม่านหมอก (จบแล้ว) : ภาคความจริง - บทส่งท้าย (22.11.21)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ความลับในม่านหมอก (จบแล้ว) : ภาคความจริง - บทส่งท้าย (22.11.21)  (อ่าน 14133 ครั้ง)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7589
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-8
อะเรียกคุย 555

ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ภาคความจริง : บทที่ 27

     ณัฐดนัยหันกลับไปมองพิธานที่วิ่งสวนออกไปจากบ้าน ท่าทีของเจ้าตัวเหมือนคนที่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลาถึงกับมองข้ามหัวเขาไปแบบไม่มีทักทั้งที่ปกติแล้วต้องมีจิกมีกัดเขาพอเป็นพิธีบ้างแล้ว ชายหนุ่มร่างโปร่งหันกลับไปยกมือไหว้พิรัลที่เดินตามออกมาก่อนจะถาม “พีทมันรีบไปไหนเหรอเฮีย”

     “ไปบ้านเมฆน่ะ เหมือนจะมีเรื่อง”

     พิรัลถอนหายใจออกมาเบาๆ มองตามน้องชายที่วิ่งออกไปทันทีเมื่อได้รับโทรศัพท์จากภูหมอก เขาไม่ได้ยินบทสนทนาก็จริงแต่ท่าทางที่เครียดขึ้นของเจ้าตัวทำให้เขาพอจะเดาได้ ชายหนุ่มในวัยเกือบสามสิบหันมาพยักหน้าให้ณัฐดนัยเดินเข้ามาในบ้าน สมองคิดให้กำลังใจน้องชายอยู่เงียบๆ

     ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดีเถอะ


 

     พิธานกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่หน้าบ้านหลังคุ้นเคย เขาสังหรณ์ใจแปลกๆ ตั้งแต่ส่งข้อความไปแต่ไม่มีการตอบกลับจนเช้าวันนี้ พยายามคิดในแง่ดีว่าม่านฟ้าคงไม่เห็นข้อความของเขาหรือไม่ก็ลืมตอบ แต่ดันได้รับโทรศัพท์จากลูกศิษย์คนเก่งเข้าเสียก่อน

     ภูหมอกไม่ได้บอกอะไรกับเขามากนอกจากว่ามีเรื่องอยากคุยให้มาหาที่บ้านหน่อย แม้จะขัดใจกับน้ำเสียงที่ดูอ้ำอึ้งมากกว่าปกติแต่คิดไปก็ไม่ช่วยอะไร เขาจึงรีบออกจากบ้านมาเพื่อไขข้อสงสัยทั้งหมด

     หนุ่มวิศวะยกมือไหว้ผู้ใหญ่สองคนที่นั่งอยู่บนโซฟากลางบ้าน สอดส่ายสายตาหาสมาชิกในบ้านอีกคนแต่ก็ไม่พบจึงวนกลับมาสบตากับลูกศิษย์ตนเอง สายตาที่สื่อถึงคำถามถูกส่งไปให้ภูหมอกจนเด็กหนุ่มได้แต่ละล่ำละลักถามออกไปตรงๆ

     “เออ คือ.. พี่พีทพอจะรู้ไหมอ่ะว่า.. พี่เมฆเขามีแฟนแล้ว”

     แค่คำถามแรกก็ทำเอาพิธานนิ่งงันไป เขาเหลือบไปมองผู้ใหญ่อีกสองคนที่นั่งอยู่ ก่อนจะรีบเก็บอาการสะดุ้งของตัวเองเมื่อเห็นสายตาดุๆ ของชายวัยกลางคน พิธานกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่แล้วหันกลับมามองภูหมอกอีกครั้ง เขาไม่ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่รู้ว่าควรตอบเด็กหนุ่มไปอย่างไร

     เมื่อนั้นเด็กหนุ่มจึงชิงพูดออกมาอีกประโยค

     “แถม... เป็นผู้ชายด้วยอ่ะ”

     พิธานเกร็งตัวขึ้นมาทันที เหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับ เขาไม่รู้ว่าม่านฟ้าบอกอะไรกับครอบครัวไปบ้างจึงยังไม่กล้าพูดสุ่มสี่สุ่มห้าแต่จากลางสังหรณ์และคำถามของภูหมอกทำให้เขามั่นใจว่าคงเกิดเรื่องขึ้นแล้ว

     อีกทั้งยังพุ่งเป้ามาถามเขาแบบนี้ แสดงว่า..
 

     “เมฆมันบอกหมดทุกอย่างแล้ว”

     เสียงประมุขของบ้านดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ นัชชาและภูหมอกหันกลับไปมองชายวัยกลางคนอย่างงุนงงในคำกล่าวแต่ก็รีบเก็บอาการไว้เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวจากชายหนุ่มอีกคน

     พิธานขมวดคิ้วเครียดเมื่อสิ้นคำกล่าว ใจพะวงถึงอีกคนที่ไม่อยู่ตรงนี้ขึ้นมาทันที ถึงกระนั้นก็จำเป็นต้องแก้ไขเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อย

     ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเดินไปคุกเข่าลงต่อหน้าชายหญิงเจ้าของบ้าน ดวงตาที่มักฉายแววขี้เล่นสะท้อนออกมาถึงความจริงใจและเด็ดเดี่ยวเช่นเดียวกับเสียงที่เอ่ยออกมา

     “ครับพ่อ ผมนี่แหละ แฟนเมฆ”

     ----

     ม่านฟ้าปล่อยสายตามองเหม่อไปยังเพดานห้องก่อนเหลือบมองโทรศัพท์ที่กำลังชาร์จแบตอยู่ข้างหัวนอน หัวเขาหนักและอยากนอนเต็มทีเสียแต่พยายามข่มตาเท่าไหร่ก็ยังนอนไม่หลับ เขาพลิกตัวมองโทรศัพท์ที่แสดงแบตเตอรี่เพียง 2% แล้วถอนหายใจหลับตาลงเพื่อพักสายตาอีกครั้งหวังว่าครั้งนี้จะหลับลงได้

     เสียงเดินขึ้นบันไดและประตูห้องที่แง้มเปิดออกทำให้ม่านฟ้าลืมตาขึ้นมอง เห็นน้องชายแอบแง้มประตูเข้ามาเหมือนกลัวจะรบกวนการนอนของเขา ม่านฟ้าจึงขยับตัวลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นทีแล้วคงหลับไม่ลงจริงๆ

     “ไม่นอนล่ะ” ภูหมอกส่งคำถามมาที่เขาแล้วขยับตัวไปนั่งที่เตียงของตัวเอง ม่านฟ้าส่ายหน้าให้เล็กน้อยเป็นคำตอบก่อนมองหน้าน้องชายอย่างจริงจัง เด็กหนุ่มที่ถูกมองก็เหมือนรู้ตัว เขามองสบตาพี่ชายกลับไปอย่างตั้งคำถามแต่คำถามที่ถูกส่งกลับมากลับทำให้เขางุนงง

     “โกรธกูไหม?”

     “หืม?”

     “ที่กูไม่เคยบอกเรื่องนี้กับมึง” ไม่ต้องรอให้น้องชายถามม่านฟ้าก็อธิบายเพิ่มขึ้นมาเสียก่อน

     “...” ภูหมอกนิ่งไปกับคำถามนั้น เขาไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ หากว่ากันตามจริงตอนนี้ภูหมอกยังคงมึนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันมากกว่า

     “ที่ผ่านมา...กูทำเหมือนดีที่ช่วยมึงคุยกับพ่อ แต่จริงๆ ส่วนหนึ่งกูก็ทำเพื่อตัวกูเองด้วย” ม่านฟ้าถอนหายใจออกมา หลบสายตาที่สบกับน้องชายลงมามองมือของตัวเอง “แม่งเหมือนกูเอามึงมาเป็นหนูทดลองว่าพ่อจะรับได้ไม่ได้แค่ไหน แล้วพอทุกอย่างมันออกมาว่าพ่อเริ่มยอมเปิดใจ กูถึงเพิ่งมาสารภาพว่าจริงๆ กูก็เป็นไม่ต่างจากมึงเลย”

     ภูหมอกขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น มองไหล่สองข้างของพี่ชายที่ลู่ลง ดวงตาสองข้างที่บวมช้ำยิ่งทำม่านฟ้าดูอ่อนแอลงไปกว่าเดิมเป็นเท่าตัว บทสนทนาที่เคยคุยไว้กับอดีตครูสอนพิเศษในวันวานดังย้อนขึ้นมา

     “จริงๆ อย่างพี่พีทก็ดีนะ ไม่กลัวอะไรเลย”

     ภูหมอกเคยพูดคำนี้ไว้กับอดีตครูสอนพิเศษอย่างพิธาน ในคราวนั้นเขาเห็นพิธานมองเหม่อไปทางม่านฟ้าด้วยสายตาที่สื่อความหมายบางอย่าง ครั้งเมื่อการสอนพิเศษในวันนั้นจบลงเขาถึงได้มีโอกาสคุยกับพิธานอีกครั้ง

 

    “หมอกต้องทำยังไง ถึงจะเข้มแข็งขึ้นได้บ้างอย่างพี่พีทหรือพี่เมฆล่ะ”

     เด็กหนุ่มถามออกไปพร้อมเหม่อมองไปทางพี่ชายที่ตอนนี้ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ พิธานที่ลุกขึ้นจากโต๊ะญี่ปุ่นมาบิดขี้เกียจ หันกลับไปมองตามสายตาภูหมอกแล้วถอนหายใจเบาๆ ก่อนตอบเด็กหนุ่ม “คนเรามันไม่ได้เข้มแข็งมาตั้งแต่เกิดหรืออยู่ๆ จะเข้มแข็งก็เข้มแข็งขึ้นมาหรอก”

     “พี่จะเข้มแข็งขึ้นก็ต่อเมื่อมีน้อง พ่อแม่จะเข้มแข็งขึ้นก็ต่อเมื่อมีลูก กูเองก็เป็นน้องคนเล็กของบ้านได้รับการปกป้องดูแลมาตลอด แต่กูว่ากูเริ่มเข้มแข็งก็ตอนที่กูมีแฟน” พิธานพูดแล้วเดินไปชะโงกหน้ามองม่านฟ้า แก้มของเจ้าตัวยู่เพราะแรงกดของหนังสือที่ทับอยู่จนเขาเผลอยิ้มออกมา “แฟนกูไม่ใช่คนอ่อนแอแต่มันก็ไม่ได้เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นกูถึงคิดว่ากูเองก็ต้องเข้มแข็งขึ้นเพื่อดูแลเขาให้ได้”

     ภูหมอกเห็นพิธานยิ้มออกมาเมื่อพูดถึงแฟนแล้วก็ยิ้มตาม เอ่ยแซวออกมาอย่างทีเล่นทีจริง “แหม แค่พูดถึงแฟนนี่ต้องยิ้มนะ แต่ก็ดีจัง ถ้าวันหนึ่งหมอกมีคนที่ต้องปกป้องหรืออยากดูแลบ้างก็คงดี หมอกจะได้เข้มแข็งขึ้นบ้าง”



      ตอนนั้นเขาคิดว่าเพราะตัวเองเป็นน้องคนเล็กแถมยังไม่เคยคิดเรื่องจะมีแฟน ดังนั้นคงอีกนานกว่าเขาจะมีโอกาสเจอคนที่ผลักดันให้เขาเข้มแข็งขึ้น แต่พิธานกลับยิ้มขำแล้วปฏิเสธความคิดนั้นของเขาทันที
 


    “ไม่เห็นต้องรอสักวันหนึ่ง ถ้ามึงอยากจะเข้มแข็งขึ้น” พิธานพูดแล้วลูบหัวคนที่หลับอยู่เบาๆ “พี่มึงก็ตัวแค่นี้ ถ้าวันไหนที่มันกำลังอ่อนแอแล้วมันมีบางเรื่องหรือบางเวลาที่กูไม่สามารถดูแลมันได้ เวลานั้นกูขอให้มึงเข้มแข็งขึ้นแล้วดูแลพี่มึงแทนกูก่อนก็พอ”
 


     เด็กหนุ่มขยับตัวไปนั่งที่เตียงข้างกันกับพี่ชาย มองสบเข้าไปในดวงตาโศกของผู้เป็นพี่แล้วพูดออกมาอย่างจริงจัง “แล้วยังไงล่ะ”

     “พี่เป็นคนบังคับให้หมอกเป็นแบบนี้หรือไง พี่ตั้งใจให้ความลับของหมอกถูกพ่อจับได้เหรอ ทุกอย่างมันเป็นเพราะตัวของหมอกเอง แล้วการที่พ่อเปิดใจก็เพราะพี่เข้ามาช่วยคุยกับพ่อให้ ต่อให้จะแถมความในใจของพี่ไปด้วยแต่ความจริงที่ว่าเรื่องของหมอกมันจบลงได้เพราะพี่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย”

     ภูหมอกขยับไปจับมือของพี่ชายเอาไว้แล้วบีบกระชับให้แน่น เขารู้ดีว่ายามนี้บาดแผลจากคำพูดของพ่อยังคงส่งผลต่อม่านฟ้า ม่านฟ้าเหมือนคนที่สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง โทษตัวเองและมองทุกอย่างในแง่ร้าย หากมีสิ่งใดที่เขาพอจะทำให้พี่ชายได้ก็เพียงแค่พูดความจริงออกไป

     ความจริงของคุณค่าในตัวม่านฟ้าที่เขาเห็นมาตลอด

     “ถ้าไม่มีพี่ตอนนี้หมอกอาจจะนอนอยู่ข้างถนนเพราะพ่อไล่ออกจากบ้านแล้วก็ได้ อาจจะต้องยอมให้คนอื่นเขารังแกเพราะสู้ใครเขาไม่เป็น” เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกภาพหลายภาพอย่างฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำ “หรือตอนเด็กๆ.. หมอกอาจจะหลงทางตอนกลับบ้าน อาจจะหกล้มหัวฟาดพื้นหรืออาจจะเดินตกถนนแล้วรถชนตายไปแล้วก็ได้...ถ้าไม่มีพี่คอยจูงมือหมอกอยู่ตลอดน่ะ”

     ภูหมอกพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้บอกกับตัวเองว่ายามนี้เขาต้องเข้มแข็ง นึกถึงภาพของพี่ชายที่พาเขากลับบ้านครั้งยังเด็ก พี่ชายที่ไม่ว่าเขาจะมีปัญหาอะไรก็แก้ไขให้เขาได้เสมอ สองมือของเด็กหนุ่มบีบมือของม่านฟ้าแน่นขึ้นอีก

     “แล้วพี่จะเป็นคนที่ไม่มีค่าได้ยังไง”

     ม่านฟ้ากระชับมือของน้องชายกลับไป แปลกใจตนเองที่รู้สึกถึงน้ำตาที่เอ่อคลออีกครั้ง เขาคิดว่าตนเองร้องไห้ไปจนหมดแล้วแต่กลับยังสามารถร้องได้อีก ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกแหงนหน้ามองเพดานไม่ให้น้ำตาร่วงหล่นลงมา “แต่กูก็เป็นพี่ที่คอยแต่จะอิจฉามึงตลอด”

     “แล้วยังไงล่ะ” ภูหมอกถามคำถามเดิมขึ้นมาอีกครั้ง “นั่นมันก็แค่พี่คิดไปเอง พี่คิดว่าพี่อิจฉาหมอกแต่พี่เคยทำอะไรให้หมอกเดือดร้อนไหมล่ะ มีแต่จะช่วยทั้งนั้น” เด็กหนุ่มแว้ดใส่เข้าให้เมื่อเห็นพี่ชายยังคงโทษตัวเองซ้ำๆ

     “เลิกคิดมากได้แล้ว พี่ไม่ใช่เด็กดีที่จะเชื่อฟังคำพ่อขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ ต่อให้พ่อเขาจะว่าพี่ยังไงพี่ก็ลืมๆ ไปบ้างเถอะ อายุอย่างพ่อน่ะเข้าวัยทองแล้ว อารมณ์ก็ขึ้นๆ ลงๆ แปรปรวนง่ายเป็นธรรมดา”

     น้ำตาของม่านฟ้าสลายกลายเป็นไอทันทีเมื่อน้องชายเปลี่ยนโหมดกะทันหัน เขาเห็นน้องชายเริ่มเบะปากอย่างไม่พอใจที่พูดอย่างไรพี่ชายก็ยังไม่เลิกเศร้าเสียที “อาการของคนเข้าวัยทองน่ะมีทั้งอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ขี้บ่น ลงพุง หย่อนสมรรถภาพ ยกเว้นอาการสุดท้ายที่ต้องไปถามแม่ อาการอื่นๆ น่ะก็คืออาการวัยทองของพ่อชัดๆ”

     ว่าที่นิสิตแพทย์เริ่มทำการวิเคราะห์อาการของคนไข้แล้วหันกลับมาปลอบใจพี่ชายต่อ “พี่ไม่ต้องคิดมาหรอกน่า ยิ่งพ่อเป็นคนขี้โมโหอยู่แล้วตั้งแต่ยังหนุ่มพอเริ่มแก่ตัวอาการก็อาจจะยิ่งหนักก็ได้”

     "..."

     "นะ เชื่อหมอกเถอะ"

     สุดท้ายก็กลายเป็นม่านฟ้าที่หลุดยิ้มขำออกมาเหนื่อยใจกับวิธีการปลอบแปลกๆ ของน้องชายแต่ก็สมกับเป็นภูหมอกที่สุด “อะไรของมึงเนี่ย มาเป็นชุด ถ้าพ่อมาได้ยินนี่จากไม่โกรธเปลี่ยนเป็นโกรธเลยนะ”

     ภูหมอกเหม่อมองรอยยิ้มของพี่ชาย สายตาเหมือนนักวิ่งมาราธอนที่เห็นเส้นชัยอยู่ข้างหน้า เด็กหนุ่มขยับยิ้มตามพี่ชายออกมาแล้วดึงอีกคนเข้ามาไว้ในอ้อมกอดอย่างแรง “ยิ้มแล้ว พี่เมฆยิ้มแล้ว”

     เด็กหนุ่มได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากคนในอ้อมกอด ภูหมอกยิ้มภูมิใจกับตนเองที่สามารถเป็นที่พึ่งให้พี่ชายได้แม้จะยังไม่มากนักแต่ก้าวแรกของการเปลี่ยนจาก ‘ผู้ถูกปกป้อง’ เป็น ‘ผู้ปกป้อง’ มันก็น่าจดจำไม่น้อย

     เด็กหนุ่มนึกถึงคำพูดของพิธานในคราวนั้นแล้วก็อดขำตัวเองออกมาไม่ได้ ทั้งที่พิธานพูดทุกอย่างชัดเจนขนาดนั้นแต่เขากลับยังไม่รู้ว่าแฟนของพิธานแท้จริงแล้วก็คือคนที่อยู่ในอ้อมกอดเขาตรงนี้

     “ไม่รู้ตอนนี้พี่พีทเป็นไงบ้าง”

     คำพูดสั้นๆ ของน้องชายเมื่อปล่อยตัวม่านฟ้าเป็นอิสระทำให้คนเป็นพี่ขมวดคิ้ว ภูหมอกเล่าถึงการถูกเรียกตัวของใครบางคนมาอย่างกะทันหันให้พี่ชายฟัง ตาบวมๆ ของม่านฟ้าเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ เข้าใจถ่องแท้ถึงคำว่า ‘ใจหายวาบ’ ก็ตอนนี้แล้วรีบผุดลุกจากเตียงไปยังประตูห้อง

     ไม่ทันที่ม่านฟ้าจะผลักประตูออกบานประตูกลับถูกดึงแล้วแทนที่ด้วยร่างของใครบางคนจนม่านฟ้ากระแทกเข้าอย่างจัง

     “จะไปไหน”

     ----

     บรรยากาศของบ้านบริเวณชั้นล่างวันนี้เต็มไปด้วยความกดดัน วงสนทนาตอนนี้เหลือเพียงชายหญิงเจ้าของบ้านและผู้สมัครเข้ารับตำแหน่งว่าที่ลูกเขยอย่างพิธานเท่านั้นหลังภูหมอกถูกไล่ขึ้นห้องไปอยู่เป็นเพื่อนพี่ชาย

     พิธานถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินคำบอกกล่าวของนัชชา อย่างน้อยในครั้งนี้ม่านฟ้าก็ไม่ได้เตลิดออกจากบ้านไปไหนอีกเพียงแค่ยังอยู่บนห้องนอนเท่านั้น

     ยังไม่ทันโล่งใจเรื่องม่านฟ้าได้เต็มที่พิธานก็ต้องกลับมาหนักใจกับสถานการณ์ปัจจุบันต่อ ชายหนุ่มถูกนัชชาดึงขึ้นมานั่งที่โซฟาเดี่ยวถัดไป แรงกดดันจากมารดาคนรักไม่มากเท่าของกับอีกคน เขารู้สึกถึงแรงจ้องจากนภดลเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่เอ่ยออกมา สุดท้ายพิธานก็เป็นคนเปิดบทสนทนาขึ้นเอง

     “ผมขอโทษจริงๆ ครับพ่อ” พิธานพนมมือไหว้อีกครั้งรู้ดีว่าเรื่องอะไรที่ทำให้นภดลโกรธ หลายครั้งที่เขาแอบเข้ามาคุยกับพ่อ เขาหวังแค่ว่าจะตีสนิทพ่อให้ได้อีกหน่อยเท่านั้น ไม่ได้คิดจะบอกพ่อว่ามีคนรักเป็นผู้ชายด้วยซ้ำ แต่ก็ดันเผลอหลุดปากออกไป

     นภดลถอนหายใจออกมา โกรธก็ส่วนโกรธแต่เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ ชายหนุ่มคนนี้ก็เพียงพยายามในแบบที่ตนเองพอจะทำได้เท่านั้น ส่วนหนึ่งเขานึกปลอบใจตนเองว่ายังดีที่เจ้าตัวก็มีความพยายาม หากปล่อยให้ลูกชายเขาสู้อยู่คนเดียวโดยที่ตนเองเพียงรอการเปิดเผยและยอมรับอยู่เงียบๆ เขาอาจมีอคติกับเจ้าตัวมากกว่านี้

     “ฉันจะเชื่ออะไรในสิ่งที่เธอพูดได้บ้าง” แต่บอกแล้วว่าโกรธก็ส่วนโกรธ ถึงแม้ว่าพอได้ยินคำขอโทษกับท่าทางที่ดูสำนึกผิดจริงๆ เขาเองจะให้อภัยไปแล้วบางส่วนก็เถอะ

     “ที่ผมเคยพูดไปทั้งหมดมันคือความจริงครับพ่อ ผมไม่เคยโกหกพ่อสักครั้ง” พิธานรีบตอบออกมาอย่างร้อนรน เขาหวังจะตีสนิทกับพ่อก็จริงแต่เขาก็แค่เอาความจริงใจเข้าสู้ ถึงจะพยายามเรียบเรียงคำพูดออกมาให้สวยหรูแต่สาบานได้ว่าที่เขาพูดไปทั้งหมดไม่มีคำโกหกเลย

     “ไม่โกหก แค่พูดไม่หมดใช่ไหม” คนเป็นพ่อส่วนกลับมาจนพิธานเม้มปากหลุบตาลงต่ำ ยอมรับออกมาอย่างไม่คิดหาข้อแก้ตัว “ครับ ขอโทษครับ”

     เสียงหัวเราะขึ้นจมูกอย่างประชดประชันดังขึ้นและตามมาด้วยคำถามที่เสียดสี “เธออยากจะไปชอบผู้ชายที่ไหนก็เรื่องของเธอ ทำไมต้องเป็นลูกฉัน”

     คำถามที่คล้ายคลึงกับความฝันเพียงแต่ลดความรุนแรงลงทำให้พิธานเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง ความฝันของเขายังชัดเจนอยู่ในความทรงจำทำให้ทุกคำที่พูดออกไปต้องใช้พลังงานมากกว่าเดิมเท่าตัว “ต่อให้ผมไม่มาชอบเมฆก็ไม่ได้หมายความว่าสุดท้ายแล้วเมฆจะกลับไปคบผู้หญิงหรือจะมีความสุขกับชีวิตแบบนั้น เพียงแค่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจได้ถ้าเมฆคบกับผม คือผมจะพยายามทำให้เมฆมีความสุขให้ได้”

     “ผมจะพยายามปรับตัวให้ดีขึ้น หรือ…ถ้าคุณพ่ออยากให้ผมทำอะไร คุณพ่อก็บอกผมเถอะครับ...ถ้าผมทำได้ ผมก็จะทำ”

     นภดลเหลือบมองชายหนุ่มรุ่นลูกตรงหน้า ทุกคำพูดของเจ้าตัวไม่ได้ให้ 'คำมั่น' หรือ 'คำสัญญา' ที่ดูจอมปลอม พิธานเพียงกล่าวว่าจะ ‘พยายาม’ ทำให้เมฆมีความสุขและทิ้งท้ายไว้ว่า ‘ถ้าทำได้ก็จะทำ’

     ถึงจะดูไม่หนักแน่นอย่างที่ควร แต่กลับไม่เปิดช่องโหว่ให้เขาได้สวนกลับอย่างที่หวัง

     คราแรกที่นภดลคิด คือหากพิธานรับปากว่าจะทำให้ม่านฟ้ามีความสุขหรือสัญญาสวยหรูอย่างไม่ทำให้เสียใจ เขาคงตอกหน้ากลับไปว่าเจ้าตัวเป็นเพียงคนขี้โม้ที่มีดีแต่ปาก หรือหากเจ้าตัวเผลอรับปากว่าจะทำทุกอย่างในสิ่งที่เขาขอ สิ่งแรกที่นภดลจะขอคือการท้าให้เจ้าตัวเลิกกับลูกชายเขาเสีย

     แต่ชายหนุ่มตรงหน้ากลับระวังในทุกคำพูดของตัวเอง

     “ไม่กลัวว่าฉันจะบอกให้เลิกกันเหรอ” นภดลลองถามดูตามที่คิดแต่สิ่งที่อีกคนตอบกลับมาทำให้ชายวัยกลางคนแค่นหัวเราะ

     “ผมบอกว่าถ้าผมทำให้ได้ครับ”

     คำพูดนั้นหมายความว่าทำให้ไม่ได้สินะ นภดลหัวเราะขึ้นมาเบาๆ อีกครั้งจะว่าเจ็บใจชายหนุ่มตรงหน้าก็ใช่แต่จะว่าถูกใจมันมากขึ้นก็ไม่เชิง

     เขาชอบความหัวไวและไม่ยอมแพ้ของชายหนุ่มตรงหน้า แต่ถึงอย่างนั้นเสี้ยวหนึ่งของความคิดกลับระแวงในความหัวหมอนี้ กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเจ้าตัวใช้มันเพื่อหลอกม่านฟ้า ลูกของเขาคงไม่พ้นต้องเสียใจ

     "แต่กับเมฆก็ไม่แน่…"

     คำพูดต่อมาของพิธานเรียกความคิดของชายวัยกลางคนกลับสู่บทสนทนาอีกครั้ง

     “เห็นมันชอบเถียงพ่อหรือทำตัวดื้อแค่ไหน แต่จริงๆ มันรักพ่อมากนะครับ ถ้าพ่อยืนยันจะให้เลิก...สุดท้ายเมฆก็จะเลิกกับผมตามที่พ่อพูด เพราะมันห่วงความรู้สึกของคนในครอบครัวมากที่สุด”

     ในเวลาที่เป็นต่อเช่นนี้พิธานกลับเผยไต๋ออกมาตรงๆ เขาวางเดิมพันกับความจริงใจครั้งนี้ที่มีให้กับบิดาของคนรัก ถึงกระนั้นเสียงที่พูดออกไปก็ยังปิดความน้อยใจเอาไว้ไม่มิด

     นภดลถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เปลี่ยนจากระแวงกลายเป็นเหนื่อยใจกับคนตรงหน้า เขาคิดว่ามันฉลาดไปเสียหมดแต่กับบางเรื่องที่เห็นชัดอยู่แล้วกลับยังไม่รู้ตัว

     “แล้วที่มันยอมมาคุยกับฉันทั้งน้ำตาเนี่ย ไม่ใช่เพราะมันก็ห่วงความรู้สึกเธอเหรอ มันห่วงความรู้สึกของคนในครอบครัวก็จริง แต่เพราะเธอเองก็กลายเป็นคนในครอบครัวของมันแล้วไง มันถึงได้ห่วงเธอน่ะ”

     พิธานเผลอทำหน้าเหลอหลาออกมาอย่างหลุดมาด หันไปมองคู่สนทนาที่หันไปทางอื่นอย่างไม่ต้องการสบตาเขา ท่าทางคล้ายจนหงุดหงิดปนไปกับความอ่อนใจนั้นทำให้พิธานยิ้มออก สายตาและรอยยิ้มเด็กๆ ของพิธานทำให้ชายวัยกลางคนที่เหลือบกลับมามองถอนหายใจหน่ายอีกครั้ง

     “ดูแลเมฆมันให้ดีล่ะ”

     คำพูดสั้นๆ แต่พิธานกลับเผยยิ้มกว้างออกมา ฟันเขี้ยวที่โผล่ออกมาพร้อมดวงตาที่หยีลงเปลี่ยนจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ในสายตาเขาเป็นเพียงเด็กชายที่ยิ้มดีใจยามได้ของขวัญล้ำค่า

     จะว่าเจ้าเล่ห์ก็ใช่แต่บางครั้งก็ยังทำตัวเหมือนเด็กๆ แล้วเขาจะเชื่อใจฝากลูกชายไว้ได้มากแค่ไหนกันเนี่ย

     “ขอบคุณครับพ่อ ขอบคุณครับ ขอบคุณแม่ด้วยนะครับ” พิธานพนมมือไหว้ขอบคุณพ่อแม่คนรักคล้ายยกภูเขาสิบใบออกจากอก รู้สึกแสบจมูกและร้อนที่ดวงตาแต่ก็พยายามจะฮึบเอาไว้ ไม่อยากให้เสียภาพพจน์ของตัวเองตอนนี้

     นภดลหันกลับมามองชายหนุ่มอีกครั้งและพูดในสิ่งสุดท้ายที่คิดไว้

     “ระวังในทุกคำพูดของเธอ ให้เหมือนกับที่ระวังเวลาพูดกับฉัน อย่าให้อารมณ์หรือคำพูดของเธอมันทำร้ายเมฆหรือใครจนต้องเสียใจ”

     อย่างที่เขาเคยทำ

     พิธานหันมาสบตากับชายวัยกลางคนอีกครั้ง แววสงสัยปรากฏขึ้นชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประกายที่แสดงความเด็ดเดี่ยวมั่นใจอีกครั้ง

     “ครับพ่อ”

     คำมั่นนั้นนภดลจะถือว่าเป็นสัญญาจากลูกเขยคนนี้แล้วกัน


 (ต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ภาคความจริง : บทที่ 27 (ต่อ)

     หลังจากพิธานลุกออกไปจนเหลือเพียงสองสามีภรรยา นัชชาที่เงียบมาตลอดก็ขยับมาใกล้สามีมากขึ้นแล้วคว้ามือของอีกคนมากุมเอาไว้ เอนตัวลงพิงไหล่คู่ชีวิตที่แต่งงานกันมากว่ายี่สิบปี

     เสียงถอนหายใจของสามีเรียกสายตาของนัชชาให้หันไปมอง นภดลยังดูไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงแต่ไม่โวยวายหรืออาละวาดออกมาเท่านั้น ถึงจะยอมคุยกับลูกดีๆ ถึงจะยอมรับในตัวพิธาน แต่เธอก็รู้ว่าในใจลึกๆ ของเขายังคงกังวลและไม่สบายใจ

     เธอรู้ว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา

     ปัญหาทุกอย่างของคนเราสามารถแก้ได้ด้วยสามสิ่ง คือตัวเรา คนอื่นและเวลา ในยามนี้ทั้งตัวม่านฟ้า ภูหมอก พิธาน หรือแม้กระทั่งสามีของเธอก็ได้พยายามที่จะแก้ไขมันด้วยตัวพวกเขาแล้ว แต่หากมันยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด สิ่งสุดท้ายที่จะช่วยสมานรอยแผลในใจของทุกคนได้ก็คงเป็น เวลา

     “พ่อจำได้ไหม ตอนที่แม่ท้องเมฆกับหมอก..”

     ถึงอย่างนั้นเธอก็จะลองพยายามในส่วนของเธอดู

     “แม่ถามพ่อว่าอยากได้ลูกสาวหรือลูกชาย พ่อบอกว่าจะลูกสาวหรือลูกชายก็ได้ ขอเพียงเขาเกิดมาแข็งแรงปลอดภัยก็พอ”

     คำพูดของภรรยาทำให้นภดลหันมามองค้อน ถึงจะพูดไปแบบนั้นแต่ก็ไม่ควรออกมาเป็นแบบนี้ไหม แต่ขืนพูดไปภรรยาก็คงจะบ่นเขาอีก เขาถึงทำได้เพียงถอนหายใจและบ่นออกมาเบาๆ “แล้วจากนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

     “ก็เอาไว้บนบ่าพ่อนั่นแหละ” เสียงบ่นงึมงำของสามีไม่รอดพ้นหูของภรรยาไปได้ “พ่อจะห่วงอะไรมากกว่าความรู้สึกของลูก อีกเดี๋ยวพ่อก็เกษียณแล้ว กลับมานอนอยู่บ้านสบายใจ ใครจะว่ายังไงก็ช่างสิ”

     “แต่เราก็ยังต้องอยู่ในสังคม เราจะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านที่พูดว่ามีลูกเป็นตุ๊ดเป็นเกย์” พ่อยังคงเถียงกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้เพียงแต่ไม่ได้ขึ้นเสียงใส่อารมณ์ แค่พูดคุยกันคล้ายพ่อแง่แม่งอนกันธรรมดาเพียงแต่สลับฝั่งกันเท่านั้น

     “แล้วยังไงล่ะพ่อ เขามานินทาให้พ่อได้ยินหรือไง หรือพ่อแค่คิดไปเองกังวลไปเอง”

     “ไม่ได้ยินพ่อก็รู้”

     “แล้วยังไง พ่อไม่เคยนินทาใครเลยรึไง ต่อให้เขาไม่นินทาเรื่องลูก เขาก็เอาเรื่องอื่นไปนินทาได้อยู่ดีแหละ อาจจะเป็นตาแก่อ้วนลงพุงขี้บ่นหรือหัวหน้างานสุดโหดที่ด่าตั้งแต่หน้าประตูลิฟต์ไปจนถึงดาดฟ้าอาคาร” นัชชาดึงสามีให้หันหน้ามาสบตากันแล้วพูดออกมาอย่างจริงจัง “คนเรามันก็ไม่พ้นเรื่องนินทากันหรอก หนีอะไรหนีได้แต่หนีคำนินทาน่ะหนีไม่ได้หรอกนะพ่อ เราก็แค่มีความสุขของเรา ทำเพื่อครอบครัวของเรา ทำเพื่อลูก”

     นภดลมองกลับเข้าไปในดวงตาคู่สวยของภรรยาและถอนหายใจอีกครั้ง สิ่งที่นัชชาพูดไม่ต่างกับสิ่งที่พิธานเคยพูดไว้กับเขาสักเท่าไหร่ และบางทีคงถึงเวลาที่เขาต้องยอมรับมันแล้วจริงๆ

 

     “อีกเรื่องนะพ่อ แม่ถามจริงๆ พ่อรู้ได้ไงว่าแฟนเมฆคือพีท จะบอกว่าพีทเป็นเด็กวิศวะฯ คนเดียวที่พ่อรู้จักผ่านเมฆแต่พ่อดูมั่นใจมากเลยนะ” ภรรยาที่เปลี่ยนโหมดกะทันหันมาเป็นคำพูดทีเล่นทีจริงทำให้คนที่ยังอยู่กับภวังค์ความคิดของการปลงตกถอนหายใจออกมาแทน

     “เดาเอา” นภดลตอบง่ายๆ เหมือนปัดรำคาญถึงได้โดนภรรยามองค้อนก่อนประชดเข้าให้ “แหม เดาแม่นจัง บูชาพระวัดไหนเนี่ยบอกแม่หน่อยเพื่อเล่นงวดหน้าแม่จะได้เดาเก่งอย่างพ่อบ้าง”

     หลังโดนประชดเข้าไปหนึ่งดอกนภดลก็ทำหน้าเอือมแล้วอธิบายออกมาให้ฟังอย่างจริงจัง

     “แค่คิดว่าถ้าเมฆมันมีแฟน ตอนมันเข้าโรงบาลฯ อย่างน้อยแฟนมันก็ควรมาเยี่ยมบ้าง ถึงจะบอกว่าแอบมาแต่แม่นอนเฝ้าลูกที่โรงพยาบาลยังไงแม่ก็ต้องเจอ แล้วตอนนั้นแม่เจอใครบ้างล่ะ เพื่อนที่คณะมัน เจ้านัท ที่เหลือก็แค่ไอ้พีทนี่แหละที่วิ่งโร่พามาโรงบาลฯ อาสาเฝ้าเช้าเย็น ไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใคร” เพราะคราวนั้นถึงนภดลไม่ได้อยู่เฝ้าแต่ก็รู้เรื่องราวจากภรรยาตลอด เขาถึงได้รู้ความเป็นไปและเห็นถึงความใส่ใจของ ‘แฟน’ ลูกชายคนนี้

     “อืมก็จริงนะ แม่ว่าเป็นเจ้าพีทก็ดี ถึงจะดูห่ามๆ ไปหน่อยแต่ก็ดูแลเมฆดี ทำกับข้าวก็เก่ง เรื่องเรียนก็ไม่ได้แย่ แบบนี้แม่ก็พอจะสบายใจฝากเมฆไว้ได้” นัชชาออกความเห็น เธออยากจะพูดว่าแม่ให้ผ่านตั้งแต่เมื่อครู่ที่พิธานยังอยู่แต่ก็เกรงใจสามีที่นั่งอยู่ข้างกัน

     “หึ” นภดลไม่ตอบเพียงแต่หันหน้าไปมองทางอื่น งึมงำออกมาอย่างยังไม่ยอมแพ้ “รอมันกลายเป็นผู้หญิงก่อนเถอะพ่อถึงจะยอมรับ”

     ถึงไม่อยากยอมรับแต่ใจลึกๆ ก็รู้ว่าหากแฟนม่านฟ้าเป็นคนอื่นเขาอาจจะยอมรับได้ยากกว่านี้

     คราวนี้เป็นนัชชาบ้างที่ทำหน้าเอือมใส่สามี นึกถึงใครบางคนที่เมื่อกี้ยังพูดฝากฝังลูกชายราวกับจะส่งลูกเข้าห้องหอแต่พอมาตอนนี้กลับเปลี่ยนท่าทีมาเป็นดื้อดึงอีกครั้ง

     ทำเป็นพูดว่าไม่ยอมรับแฟนลูกทั้งที่จริงๆ แล้วตอนนี้ก็แค่ตาแก่หวงลูกเท่านั้นแหละ

    "ท่าทางนักเลงขนาดนั้น บ้านไหนได้ไปเป็นเขยคงช็อกตาย"

     นภดลนึกเจ็บใจขึ้นมาเมื่อคิดถึงคำพูดของตนเองในคราวนั้น ไม่คิดเหมือนกันว่า ‘บ้านไหน’ ที่ว่าจะวนกลับมาเป็นบ้านของตัวเองจนได้

     ----

     “จะไปไหน”

     ม่านฟ้าเงยหน้ามองผู้ที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับคำถาม เขาลูบจมูกที่กระแทกกับปลายคางของอีกคนเบาๆ แล้วก้าวถอยหลังกลับมา พิธานเองก็ลูบปลายคางตัวเองเบาๆ ไม่คิดว่าทันทีที่เปิดประตูออกเจ้าของห้องจะพุ่งออกมารับจนกระแทกกันเต็มๆ อย่างนี้

     ผู้มาใหม่ก้มลงมองใบหน้าของคนรัก หน้าขาวๆ ของม่านฟ้าซีดลงไปกว่าเดิมแถมด้วยดวงตาที่บวมช้ำทำให้ม่านฟ้าดูคล้ายคนป่วยยิ่งขึ้นไปอีก พิธานยกมือขึ้นมาหวังสัมผัสแก้มของคนรัก เขาเห็นบาดแผลเล็กๆ ที่ข้างแก้มของม่านฟ้า แม้ไม่ได้เป็นแผลใหญ่แต่ดูคล้ายกับเพิ่งได้รับมาไม่นาน

     คงได้มาตอนเกิดเรื่องเมื่อวาน

     เขาจะต้องเห็นภาพแบบนี้อีกสักกี่ครั้งกัน

     ไม่ทันที่มือของพิธานจะถึงเป้าหมาย ตัวของม่านฟ้ากลับถูกดึงไปข้างหลังแล้วแทนที่ด้วยเด็กหนุ่มที่ตัวสูงกว่า ภูหมอกยืนจังก้าเท้าสะเอวเหมือนกุมารทองตัวใหญ่ที่อยู่ๆ ก็ปรากฏกายขึ้นในสายตาของพิธาน ดวงหน้าขาวของของเด็กหนุ่มบึ้งตึงแต่ก็ยังไม่วายลอยหน้าลอยตาให้มือที่ค้างอยู่ของพิธานเปลี่ยนจุดประสงค์เป็นตบหัวเด็กตรงหน้าแทน

     “โอ๊ย นิสัย! มาหลอกเจาะไข่แดงพี่คนอื่นเค้าแล้วยังจะมาทำร้ายร่างกายกันอีกเหรอ”

     พิธานที่ได้ยินคำพูดนั้นถึงกับถลึงตาใส่คนพูดแม้ในใจจะตอบว่า ‘ยังไม่ได้เจาะโว้ย’ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไปให้เสียหมาถึงได้เปลี่ยนเรื่องเพื่อไล่กอขอคอตัวโตออกจากห้องแทน “ไปเลยมึง ออกไปเลย กูจะคุยกับพี่มึง”

     ภูหมอกที่โดนไล่ไปโน่นทีไล่ไปนี่ทีทำหูทวนลมกับคำไล่แล้วเปลี่ยนมาทำท่าครุ่นคิดคนเดียวอย่าตอแหลที่สุดในสายตาพิธาน “อืม งั้นปกติที่ดูสนิทกันมากก็เพราะว่าพี่เป็นแฟนกันอยู่แล้วใช่ม่ะ ไม่ใช่แค่เพื่อนสนิท ไม่น่าล่ะ เพื่อนสนิทอะไรจะดูหวานกันขนาดนั้น”

     “ยัง” พิธานพูดสั้นๆ

     “อ้าว ตอนนั้นยังไม่เป็นแฟนกันเหรอ?”

     “ยังไม่ไปอีกมึงเนี่ย!”

     ภูหมอกทำหน้ายู่เมื่อได้ยินคำไล่อีกหน ครั้งพ่อแม่จะคุยกับพิธานก็ไล่เขาขึ้นมาอยู่ข้างบน พอพิธานจะขึ้นมาคุยกับม่านฟ้าเขาเป็นส่วนเกินที่ถูกไล่ออกไปอีก แล้วแบบนี้ภูหมอกจะเสือก เอ๊ย รับข่าวสารด้วยได้ไงล่ะ เด็กหนุ่มกรีดร้องอยู่ในใจแต่ก็ทำได้เพียงสะบัดหน้าเตรียมเดินออกจากห้อง

     “หมอก” แต่ก่อนภูหมอกจะเดินพ้นประตูกลับถูกม่านฟ้าเรียกไว้เสียก่อน “ขอบใจนะ”

     คำขอบคุณสั้นๆ แต่ภูหมอกรู้ดีว่าพี่ชายหมายถึงอะไร เด็กหนุ่มหันมายิ้มให้พี่ชายอีกครั้งอย่างดีใจ เขาดีใจที่เป็นประโยชน์ให้พี่ชายได้แต่ก็ยังไม่วายหันไปแยกเขี้ยวใส่อีกคนที่สะบัดมือไล่ยิกๆ

     จนเมื่อเด็กหนุ่มเดินออกไปแล้ว สองหนุ่มที่อยู่ในห้องก็หันมามองหน้ากันอีกครั้ง พิธานลากม่านฟ้ามานั่งลงบนเตียงข้างกันก่อนสำรวจสภาพของคนรักอย่างตั้งใจ “สภาพดูไม่ได้เลย แฟนใครวะเนี่ย”

     “แฟนมึงอ่ะแหละ ชัดม่ะ” ม่านฟ้าตอบออกไปชัดถ้อยชัดคำถอนหายใจออกมาแผ่วเบาเมื่อเห็นอีกคนยังคุยเล่นได้ “บอกกูว่าถ้ากูโดนไล่ออกจากบ้านจะเลี้ยงกู แต่พอบอกความจริงพ่อเข้าหน่อยก็ลืมรีบแฟนเลยเหรอ”

     พิธานคลี่ยิ้มออกมาแล้วขยี้หัวอีกคนแรงๆ สบายใจขึ้นเมื่อเห็นอีกคนต่อปากต่อคำได้ปกติจนเผลอบ่นเข้าให้อีกหน่อย “แล้วโทรศัพท์ล่ะ เอาไปทำเป็นเศษเหล็กแล้วเหรอถึงไม่รู้จักโทรหา”

     ม่านฟ้าหน้าเจื่อนไปทันทีความผิดนี้เขารู้ตัวดีและไม่คิดจะแก้ตัว พยักพเยิดหน้าไปทางโทรศัพท์ที่ชาร์ตไว้หัวเตียงให้อีกคนดูพร้อมอธิบาย “เมื่อคืนพอบอกพ่อเสร็จแล้ววิ่งขึ้นมาข้างบน กูดันลืมเอาไว้ข้างล่าง เช้ามาแบตก็ตายแล้วอ่ะ”

     พิธานถอนหายใจ เขาควรทำใจกับเรื่องโทรศัพท์ของม่านฟ้าได้แล้ว คิดในใจเอาไว้ว่าต่อไปจะแอบเอาโทรศัพท์ม่านฟ้าไปขายแล้วเปลี่ยนเป็นเครื่องดักฟังคงจะดีเสียกว่า

     "เมื่อคืนกูอุตส่าห์ส่งโทรจิตไปหามึงแทน แต่มึงไม่รับ นอนหลับฝันหวานอยู่อ่ะดิ"

     ฝันหวานกะผีน่ะสิ!

     พิธานเผลอแยกเขี้ยวออกมาเมื่อได้ยินม่านฟ้าพูดและคิดถึงฝันร้ายเมื่อคืน ขยับตัวเข้าไปใกล้ม่านฟ้าอีกนิดแล้วรั้งเอวอีกคนมาไว้ในวงแขน เขาจรดหน้าผากเข้ากับหน้าผากของคนรัก ทิ้งให้ต่างฝ่ายต่างซึมซับความอบอุ่นของกันและกัน ก่อนสัมผัสได้ถึงมือของม่านฟ้าที่เอื้อมมากอดเอวเขาไว้เช่นกัน

     ทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว

     ทั้งความลับ ความกลัว พวกเขาได้ก้าวข้ามมันไปหมดแล้ว

     "พ่อว่ายังไงบ้าง" ม่านฟ้าผละตัวออกห่างจากอีกคนเมื่อนึกได้ว่าก่อนมาหาเขา พิธานจะต้องผ่านด่านของพ่อเขาขึ้นมา ดวงตาคู่สวยสำรวจคนรักจนทั่ว แม้ไม่เห็นส่วนไหนบุบสลายแต่ก็ยังถามออกไปอย่างติดจะกังวล "มึงโดนดุรึเปล่า พ่อไม่ได้ตีมึงใช่ไหม”

     "ไม่โดนอะไรทั้งนั้นแหละ พ่อมึงไม่ได้ว่าอะไร บอกแค่ว่าจะยกขันหมากมาตอนไหนก็ให้บอกก่อน” พิธานยกยิ้มขำ แกล้งหยอกคนขี้ห่วงเข้าไปอีกนิดให้ได้รับสายตาค้อนวงเล็กๆ มาหนึ่งวง

     ม่านฟ้าเองก็ใช่ว่าจะพอใจกับเพียงคำตอบเล่นๆ เช่นนั้น เจ้าตัวถึงได้เค้นคอคนรักให้เล่ามาทุกรายละเอียด แน่นอนว่าเมื่อเริ่มลงลึก เรื่องราวครั้งที่เขาแอบมาทำตัวตีสนิทกับพ่อจึงถูกเล่าออกมาด้วย

     หลังได้ยินพิธานเล่า ม่านฟ้าก็ถลึงตาใส่คนรักอีกรอบ เข้าใจแล้วว่าทำไมช่วงก่อนปิดเทอมเจ้าตัวถึงแอบกลับบ้านบ่อยๆ

     มิน่าวันนั้นพ่อถึงถามหาพิธานแถมให้เอาผลไม้ไปฝาก คงเพราะนึกถึงคนที่มาเล่นหมากรุกด้วยบ่อยๆ นี่เอง

     ทุกอย่างลงล็อกกับความสงสัยของเขาได้พอดี ม่านฟ้าถึงได้ปักหัวลงไปกับบ่าของคนรัก อยากจะบ่นพิธานที่วู่วามแต่ก็คงบ่นได้ไม่เต็มปาก ใครจะรู้ว่าที่พ่อยอมเรื่องของเขาได้ง่ายดายเช่นนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคำพูดและความพยายามของพิธานก็ได้

     เมื่อเค้นคอพิธานเสร็จ คราวนี้กลับเป็นม่านฟ้าที่ถูกสอบสวนบ้าง ชายหนุ่มเจ้าของตาบวมแดงหลุบตาลงต่ำเมื่อย้อนคิดไปถึงเรื่องเมื่อคืน คำด่าทอทั้งหลายถูกเล่าออกมาให้คนรักฟังด้วยเสียงเรียบนิ่ง แต่ท่าทางที่ดูซึมไปของม่านฟ้าทำให้พิธานรู้ดีว่าในเวลานั้นม่านฟ้าต้องเจ็บปวดเพียงใด

     ไม่สิ แม้แต่เวลานี้ก็อาจยังรู้สึก

     ชายหนุ่มตัวโตก้มลงจูบเปลือกตาที่บวมช้ำเบาๆ เห็นชัดว่าม่านฟ้าร้องไห้มามากเพียงใดก่อนผละออกเพื่อกดจูบเข้ากับแก้มขาวที่ยังเหลือบาดแผลเอาไว้ เขาสวมกอดคนรักเอาไว้หลวมๆ ก่อนก้มลงกระซิบกับอีกคนซ้ำไปซ้ำมา

     "ไม่เป็นไรนะ กูอยู่ตรงนี้ ไม่เป็นไรแล้ว"

     ม่านฟ้าพยักหน้ารับคำปลอบแล้วซุกหน้าลงกับซอกคออีกฝ่าย คำพูดของพิธานที่บอกว่าเขาคือคนสำคัญเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวสำหรับเขาในตอนนั้น เช่นเดียวกับตอนนี้ที่ความอบอุ่นของร่างกายใครอีกคนช่วยสมานรอยแผลในใจให้ทีละน้อย

     ความเงียบกลืนกินคนทั้งคู่ ไร้บทสนทนาต่อกันเหลือเพียงสัมผัสของร่างกายที่แนบชิด พิธานลูบหัวคนรักเบาๆ แล้วทบทวนคำพูดของนภดลที่พูดกับเขาก่อนขึ้นมาพลันเข้าใจถึงความหมายของคำพูดเหล่านั้นมากขึ้น

     ม่านฟ้าเหลือบตาขึ้นมองอีกคนก่อนยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง สะบัดหน้าเล็กน้อยเพื่อปัดอารมณ์ขุ่นมัวในใจออกไปแล้วสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมาเมื่อทั้งน้องชายและคนรักดูจะเป็นกังวลแทนเขากันเหลือเกิน “ตอนนี้กูโอเคแล้วน่า ไม่ต้องห่วงหรอก”

     ม่านฟ้าเผยยิ้มกว้างขึ้นไปอีกเมื่อเอื้อมมือไปลูบแก้มที่มีตอหนวดขึ้นมานิดๆ รู้ได้ทันทีว่าพิธานรีบร้อนแค่ไหนยามออกจากบ้าน ดวงตาที่เป็นประกายของม่านฟ้าสบเข้ากับดวงตาดุแล้วเอ่ยคำที่อยากพูดมากที่สุด

     .

     .

    “จากนี้เราไม่ต้องมีความลับอีกต่อไปแล้วนะ”

 

     “...หมายความว่าเราต้องปิดเป็นความลับเหรอ จนถึงเมื่อไหร่”

     “ตลอดไป”

 

     ใช่ ไม่ต้องมีความลับอีกแล้ว

     เสียงสนทนาในอดีตระหว่างเขาและคนตรงหน้าผุดขึ้นมาในหัว พิธานยิ้มรับคำพูดนั้นแล้วดึงม่านฟ้าเข้ามาไว้ในอ้อมกอดอีกครั้ง นึกขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ตั้งแต่วันแรก และทุกๆ อย่างที่หลอมรวมกันจนทำให้พวกเขาเดินมาด้วยกันได้จนถึงวันนี้

     วันที่ไม่ต้องมีความลับสำหรับรักนี้อีกต่อไป

 




 

     “โอ๊ะ ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว มึงอย่าลืมที่เคยสัญญาไว้กับกูล่ะ” พิธานยิ้มกริ่มขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้หลังกอดกันกลมอยู่นานสองนาน ขอบคุณน้องชายของคนรักที่พูดเรื่อง ‘เจาะไข่แดง’ ขึ้นมาทำให้เขาไม่ลืมที่จะทวงสัญญาในวันวาน

     “...” เสียงที่เงียบไปของม่านฟ้าทำให้พิธานกระหยิ่มยิ้มย่องมากกว่าเดิมคิดว่าคนรักคงต้องเขินจนหน้าแดงอยู่แน่ๆ ที่เคยสัญญาเรื่องอย่างว่ากับเขาไว้ ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วดันตัวคนรักออกมาหวังสบตาให้เจ้าตัวได้เขินหนักกว่าเดิม

     “...”

     กลายเป็นพิธานที่เงียบไปเองเมื่อเห็นม่านฟ้าฟุบหลับคาอกเขาไปแล้ว…

     เฮ้ย! ฉากที่ควรหวานโรแมนติกมันต้องไม่จบลงแบบนี้สิ!


 

     TBC

 

     Achaya (Writer) :

     ขอโทษที่มาช้าค่ะ ตอนหน้าเป็นบทส่งท้ายแล้วก็จะ the end จริงๆ แล้วจ้า ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์กันนะคะ


ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7589
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-8

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ภาคความจริง : บทส่งท้าย

     หลังเรื่องราวทุกอย่างจบลง เวลาก็ผ่านไปจนม่านฟ้ากลายเป็นเด็กฝึกงานบ้าง ส่วนพิธานก็เป็นนิสิตปีสี่ที่เหลือเวลาอีกเทอมเดียวก็จะกลายเป็นบัณฑิตเต็มตัว ความสัมพันธ์ทุกเรื่องเป็นไปอย่าง...เรื่อยๆ มันไม่ได้ราบรื่นสมบูรณ์แบบไปเสียหมดและต้องใช้เวลาค่อยๆ ปรับกันไป ทั้งความสัมพันธ์ของพ่อลูก ความสัมพันธ์ของพี่น้อง รวมถึงความสัมพันธ์ของพ่อตาลูกเขย?

     อ๋อ อีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่เกือบลืมไป

     ความสัมพันธ์ของคนรัก

     แน่นอนความสัมพันธ์ของพวกเขาเพิ่มขึ้นอีกระดับหลังจากพิธานทวงคำสัญญาสำเร็จ ทั้งที่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลอย่างดีแต่เจ้าตัวกลับไม่อ่อนโยนสักเท่าไหร่สำหรับครั้งแรกของม่านฟ้า เล่นเอาม่านฟ้านอนซมไปเป็นวันและประกาศกร้าวว่าจะไม่ลุกจากเตียงจนกว่าจะเช้าของอีกวัน

     เอาเถอะ เรื่องพรรค์นั้นอย่าเพิ่งกล่าวถึงให้ประดักประเดิดเลย

     เวลานี้ม่านฟ้ากำลังนั่งทวนคำศัพท์อยู่กับพื้น แผ่นหลังพิงโซฟาในท่าประจำอยู่ที่บ้านของนที หลังจากโทรคุยถึงได้รู้ว่าเจ้าของบ้านออกไปซื้อของจึงปล่อยให้เขาและพิธานเข้ามารอในบ้านด้วยกุญแจสำรองก่อน เสียงฝีเท้าของพิธานที่เดินไปเดินมาหาของใส่ปากมาหยุดอยู่ที่ด้านข้างของเขาก่อนตัวใหญ่ๆ จะเบียดแทรกเข้ามานั่งซ้อนด้านหลังของม่านฟ้าให้เจ้าตัวพิงอกส่วนพิธานก็พิงโซฟาแทน

     ม่านฟ้าเหลือบไปมองคนรักด้วยสีหน้าเอือมระอา สายตาแปลความหมายออกมาได้ชัดเจนว่า ‘ที่ตั้งเยอะไม่ไปนั่ง’ แต่คนถูกมองกลับไม่ใส่ใจคว้าสมุดคำศัพท์ของม่านฟ้ามาแล้วเอ่ยถามศัพท์

     หนุ่มอักษรฯ ที่นั่งทวนศัพท์ด้วยตัวเองมาสักพักพอมีคนช่วยทวนให้ก็ไม่ปฏิเสธเอ่ยปากตอบอีกคนกลับไป เสียงของคนสองคนดังขึ้นถามตอบกันอยู่ครู่หนึ่งจนเมื่อม่านฟ้าตอบคำถามไปอีกหนึ่งประโยค สัมผัสของจูบหนักบริเวณต้นคอก็ทำให้เขาสะดุ้ง

     “สัด” ม่านฟ้าเผลอสบถออกมาเพราะคนข้างหลังไม่เพียงแค่จูบแต่ยังเม้มแรงจนเขารู้สึกได้ว่าอาจขึ้นเป็นรอยในไม่ช้า คนถูกลวนลามผลักหัวของคนฉวยโอกาสออกอย่างแรงจนหัวของพิธานสะบัดไปด้านหลัง ดีที่มีโซฟารับกระแทกอยู่ไม่งั้นอาจมีคนคอหักเพราะแฟนเขินก็เป็นได้

     “ผิด” พิธานเอ่ยออกมาหลังกลับมานั่งตัวตรงอีกครั้ง เพิ่มเติมคือรัดเอวของอีกฝ่ายไว้แน่นขึ้นเพราะกลัวอีกคนจะลุกหนีไปเสีย แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ม่านฟ้านิ่งไปอย่างงุนงงก่อนนึกขึ้นได้ว่าการกระทำเมื่อครู่คงเป็นบทลงโทษที่เขาตอบผิด?

     ชายหนุ่มสองคนจ้องตาเพื่อสื่อสารความในใจและม่านฟ้าก็ได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มมุมปากจากคนรัก ม่านฟ้าถอนหายใจออกมาเบาๆ กับคนฉวยโอกาสแต่กลับโดนพิธานรัดเอวแน่นขึ้นพร้อมเร่ง “เร็ว ให้โอกาสตอบอีกรอบ”

     ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ใบหน้าของพิธานก็โน้มลงมาใกล้กับต้นคอของเขาอีกครั้ง ลมหายใจที่เป่ารดซอกคอทำให้ม่านฟ้าต้องหดคอหนี สมาธิที่ใช้ในการนึกคำศัพท์กระเด็นกระดอนหายไปจนหมด สุดท้ายม่านฟ้าก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างยอมจำนน

     คนที่รอจังหวะอยู่แล้วกดจูบลงไปอย่างแรงพร้อมเม้มเนื้อขาวๆ ขึ้นมาด้วยอย่างมันเขี้ยว ม่านฟ้าหลับตาปี๋เกร็งตัวเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสของคนรัก ตีมือพิธานที่วางอยู่บริเวณหน้าท้องหนึ่งทีอีกคนจึงจะหยุด

     สมุดคำศัพท์ถูกส่งคืนให้ม่านฟ้าได้ดูเฉลยด้วยตัวเอง ม่านฟ้าร้องอ๋อออกมาคำใหญ่แล้วปล่อยตัวพิงลงไปกับแผ่นอกของคนที่อยู่เบื้องหลังอย่างหมดแรง

     คนฉวยโอกาสยังทำหน้าที่ของตนอย่างต่อเนื่อง พิธานก้มลงฟัดแก้มของคนรักอย่างสบายใจเมื่ออีกคนลดการ์ดไร้การป้องกัน พึมพำออกมาโดยที่ทั้งปากทั้งจมูกยังซุกไซร้อยู่กับทั้งแก้มทั้งคอของคนรัก “กูชอบติวให้มึงจัง”

     พิธานพูดไปยิ้มไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวรู้ตัวอีกทีม่านฟ้าก็ลุกพรวดแล้วกระโดดไปนั่งห่างจากเขาเป็นเมตรเมื่อได้ยินเสียงกระแอมไอออกมาจากหน้าประตู

     “พวกมึงนี่นะ” เสียงนทีกัดฟันพูดหลังมองหลานชายกับหลานเขยหวานกันมาสักพัก สรรพนามเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากความหมั่นไส้ผสมหงุดหงิด

     “โอ๊ย! อาที” เป้าหมายแรกของนทีไม่พ้นหูแดงๆ ของหลานชายที่โดนบิดจนม่านฟ้าถึงกับน้ำตาเล็ด “ถ้าป่องก่อนเรียนจบขึ้นมานะ ฉันจะตีแก” นทีพูดออกไปตามฟีลลิ่งและหลับหูหลับตาไม่มองความจริง เน้นด่าเอาความสะใจเท่านั้น

     “ไม่ใช่ล่ะอา จะป่องได้ไง” ม่านฟ้าโวยวายขึ้นมาทันทีใบหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม

     “ใช่อา จะป่องได้ไง ผมใส่ถุงตลอด” พิธานแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังแต่แววตากลับปิดความขบขันเอาไว้ไม่มิด

     “ไอ้เหี้ยพีท” มีสัดแล้วก็ต้องมีเหี้ยด้วย คนถูกด่าเอียงหัวหลบหมอนที่ถูกม่านฟ้าขว้างมาแล้วยังไม่วายแซวคนเขินกลับไปอีกหน่อย “โอ๊ย เขินแรงตลอด อะล้อเล่นขำๆ”

     ยังไม่ทันที่พิธานจะได้ขำจริงอย่างปากว่าก็ต้องร้องจ๊ากออกมาบ้างเมื่อนทีปล่อยมือจากหูของม่านฟ้ามาเป็นใบหูของเขาแทนแถมแรงบิดน่าจะมากกว่าหลายเท่าจนพิธานได้แต่ยกมือไหว้ร้องขอชีวิต “โอ๊ยยย อา ขอโทษครับบบ”




     หลังจากในบ้านกลับมาสงบอีกครั้งพร้อมหูแดงๆ ของสองหนุ่มนทีก็เปิดปากถามถึงวัตถุประสงค์ในการมาครั้งนี้ “มีอะไร มาทำไม”

     “มารับอาไปกินข้าวน่ะครับ พ่อชวนไปกินข้าวที่บ้าน” คนที่ตอบกลับไม่ใช่ลูกชายตัวจริงอย่างม่านฟ้าแต่เป็นลูกเขยที่เรียกพ่อตาว่า ‘พ่อ’ อย่างหน้าตาเฉยจนนทีอดเบะปากหมั่นไส้ไม่ได้

     ม่านฟ้าเงยหน้ามองสองคนที่ฝ่ายหนึ่งก็ลอยหน้าลอยตา อีกฝ่ายก็ถลึงตาใส่จนตาจะหลุดแล้วก็คลี่ยิ้มอย่างระอา จะเมื่อไหร่สองคนนี้ก็ยังตีกันไม่เลิก หลายครั้งที่พิธานเข้าไปคุยกับนทีดีๆ แต่คุยไปทะเลาะไปเหมือนจะบ่อยกว่า ไม่ต่างกับภูหมอกรายนั้นจนบัดนี้ก็ยังแง่งๆ ใส่พิธานอยู่ แถมหลังจากรู้ความจริงก็เหมือนจะเพิ่มระดับความหวงพี่ชายขึ้นเป็นเท่าตัว

     นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อเอ่ยปากให้ชวนนทีมากินข้าวด้วย ถึงจะอ้อมไปอ้อมมายิ่งกว่าแม่น้ำสิบสาย แต่ก็พอจะตีความจุดประสงค์ของคุณท่านที่ได้ ม่านฟ้ากับพิธานถึงได้รับหน้าที่สารถีจำเป็นมาเรียนเชิญนทีอย่างในตอนนี้

     “ไม่เอาหรอก ไม่อยากไป รำคาญตาแก่นั่น” นทีสะบัดหน้าไปอีกทางให้เห็นว่าไม่สนใจคำชวนสักนิด

     “รู้สึกว่าอากับพ่อจะอายุห่างกันแค่สองปีไม่ใช่เหรอครับ” ก่อนจะสะบัดกลับมาถลึงตาใส่คนพูดแทบไม่ทัน พิธานยิ้มนิดๆ แล้วถามออกมาเหมือนซื่อแต่แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้วว่าเจ้าตัวจงใจกวน ลำบากม่านฟ้าต้องเป็นคนห้ามทัพแล้วดึงกลับเข้าเรื่องเดิมแล้วเปิดบทเชิญชวนบ้าง

     “เห็นพ่อบอกจะเปิดไวน์ที่เก็บมาตั้งแต่สมัยปู่ยังอยู่ด้วย” นทีเป็นคนรักไวน์ตัวจริง ที่บ้านนี้เจ้าตัวก็เก็บสะสมไว้เยอะไปหมด ก่อนมาม่านฟ้าจึงเตรียมการและขอพ่อเอาไว้ก่อนแล้วซึ่งมันก็...

     "..."

     "..."

     “เหอะ เอาเถอะพวกแกอุตส่าห์มา ฉันจะไปให้แป๊บหนึ่งก็ได้”




     สนามหญ้าหลังบ้านวันนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นงานปาร์ตี้ขนาดย่อม ม่านฟ้าลงทุนตัดหญ้าตั้งแต่เมื่อวานไม่ให้เป็นที่รบกวนอารมณ์สุนทรีย์ในการจิบไวน์ของเจ้าคุณพ่อและเจ้าคุณอา เช่นเดียวกับพิธานที่ลงทุนหมักซี่โครงหมูตั้งแต่เช้าเพื่อเป็นเมนูหลักพร้อมด้วยกับแกล้มชั้นดีอย่างบาร์บีคิวหมูติดมันเล็กน้อยของโปรดคุณพ่อตา

     พวกเขาปูเสื่อพร้อมตั้งโต๊ะกินกันอยู่ที่พื้นแถมด้วยเก้าอี้ผ้าใบให้นัชชาที่เป็นหนึ่งในแม่ครัวหลักของงานวันนี้ ส่วนผู้ที่เริ่มมีอายุและปัญหาข้อเข่าเสื่อมอย่างพ่อและนทีแยกไปนั่งจิบไวน์กันอยู่ที่โต๊ะม้าหินด้านข้าง

     เสียงฉ่าของเนื้อหมูที่ถูกความร้อนบนเตาพร้อมกลิ่นหอมอบอวลทำให้พิธานที่ทำบาร์บีคิวอยู่ข้างเตารู้สึกหิวไปด้วย เขาวางบาร์บีคิวที่เพิ่งเสียบไม้เสร็จลงบนเตาให้ม่านฟ้าเป็นคนจัดการต่อแล้วกลืนน้ำลายมองเนื้อหมูที่ถูกปิ้งจนกลายเป็นสีน้ำตาลถูกยกออกมาวางในจานเมื่อสุกได้ที่

     “ป้อนหน่อย” เสียงพูดเบาๆ จากคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามทำให้ม่านฟ้าเหลือบตาขึ้นมอง ปากกำลังจะถามว่า ‘ไม่มีมือกินเองเหรอ’ สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่มือของคนทำบาร์บีคิวภายใต้ถุงมือเลอะๆ ม่านฟ้าเหลือบตาไปมองมารดาที่กำลังง่วนอยู่กับการทำยำวุ้นเส้น ก่อนยื่นบาร์บีคิวไม้หนึ่งไปหาคนตรงหน้า

     จนเมื่อเห็นพิธานก้มหน้าลงมาม่านฟ้าก็ดึงไม้นั้นกลับมาใกล้กับปากของตัวเอง

     "..."

     พิธานที่กำลังจะงับเนื้อหมูจนแทบจินตนาการถึงรสชาติเค็มนิดหวานหน่อยของซอสที่เขาหมักได้แล้วแต่กลับต้องเก้อ ยังไม่ทันหันไปถลึงตาใส่คนขี้แกล้ง ม่านฟ้าก็เป่าลมลงบนเนื้อหมูเบาๆ “ร้อน เป่าก่อน”

     ชายหนุ่มที่เตรียมบ่นคนรักถึงกับรีบหุบปากลงทันทีพร้อมกลืนน้ำลายลงไปด้วย

     ม่านฟ้ายื่นบาร์บีคิวไปตรงหน้าพิธานอีกหนเมื่อเนื้ออุ่นกำลังดี แอบยืดตัวขึ้นมองผ่านไหล่ของพิธานไปยังผู้เป็นพ่อและอา จากมุมนี้พิธานน่าจะบังตัวเขาได้มิดและสองคนนั้นก็คงมองไม่เห็น

     แต่ภูหมอกเห็น

     เนื้อหมูนุ่มเพิ่งเข้าปากพิธานไปเพียงครึ่งไม้ ความสุขของเขาก็ถูกขัดขวางเสียแล้ว
     
     “นี่! ประเจิดประเจ้อไปไหม” เด็กหนุ่มเสนอหน้ามาขวางไว้กลางวงแต่เพราะระหว่างม่านฟ้าและพิธานคือเตาบาร์บีคิวที่ส่งควันโขมงแค่พูดจบประโยคเจ้าตัวก็สำลักควันไปยกใหญ่

     พิธานมองเด็กหนุ่มอย่างเอือมระอาระคนสงสาร ถึงตอนแรกจะรำคาญที่ภูหมอกชอบเข้ามาขวางเวลาเขาจะหวานกับคนรักแต่เพราะภูหมอกทั้งซื่อทั้งเซ่อทั้งซ่า เขาถึงได้เปลี่ยนจากความรำคาญเป็นรอลุ้นว่าเด็กหนุ่มจะขวางเขาได้สักแค่ไหน

     ม่านฟ้าที่เห็นน้องชายยืนสำลักควันจนหน้าดำหน้าแดง พี่ชายที่แสนดีก็เหมือนจะนึกได้ว่าต้องรีบพลิกบาร์บีคิวก่อนที่จะไหม้แล้วปล่อยเบลอน้องชายที่ไอค่อกแค่กไม่หยุดไว้อย่างนั้น

     เหอๆ แบบนี้จะไม่ให้พิธานสงสารได้ยังไง

     แหม น่าสงสารจนอยากจะลูบหัวปลอบโยน

     พิธานยื่นมือออกไปหวังลูบหัวภูหมอกอย่างใจคิดโดยไม่ลืมหรอกว่าเขายังใส่ถุงมือที่เลอะเนื้อหมูดิบอยู่ด้วย

     “เฮ้ย! พี่พีท มันเลอะ”

     ภูหมอกดึงหัวตัวเองออกจากรัศมีอันตรายได้ทันแล้วกระโดดหนีไปเกาะหลังพี่ชาย พิธานดึงมือกลับมาอย่างเสียดายที่น้องชายคนรักไม่ยอมรับไมตรีที่เขามีให้ก่อนจะหันกลับมาเสียบไม้บาร์บีคิวต่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

     “หมอกเอาจานนี้ไปให้พ่อดิ” ม่านฟ้าดึงน้องชายที่เกาะอยู่ด้านหลังออกพร้อมด้วยใช้งาน “แล้วมึงไปหยิบกล่องในครัวมาด้วย ให้ใหญ่พอใส่สักสิบไม้นะมึง”

     เด็กหนุ่มอิดออดอยู่เล็กน้อยทั้งขี้เกียจเดินทั้งไม่อยากปล่อยพี่ชายไว้กับหมาป่าเจ้าเล่ห์แต่สุดท้ายก็ขัดคำสั่งคุณพี่ที่รักไม่ได้ถึงต้องเดินจากไปพร้อมสายตาคาดโทษใส่อีกคน

     “เอากล่องมาใส่ทำไม กลัวกินไม่หมดเหรอ” หลังพ้นหลังภูหมอกไปพิธานก็หันกลับมาถามคนรัก เขาถอดถุงมือออกเมื่อวางไม้สุดท้ายลงบนเตาแล้วหยิบบาร์บีคิวที่กินค้างไว้มากินต่อเอง

     “ให้มึงไปฝากเฮียหน่อย” ม่านฟ้าตอบสั้นๆ

     “เฮ้ย ไม่ต้องหรอก อยู่บ้านกูก็ทำให้เฮียกินบ่อยๆ เรากินกันไปเลย” พิธานรีบปฏิเสธ

     “เถอะน่า อุตส่าห์ยืมตัวน้องชายเฮียมาเป็นพ่อครัว” ม่านฟ้ามัดมือชกอีกคนแต่กลายเป็นว่าประโยคนั้นกำลังจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง..

     “หืมมม แค่เป็น 'พ่อครัว' เหรอ ไม่ใช่ว่ามาเป็น...ด้วยเหรอ?”


     ม่านฟ้าหันไปถลึงตาใส่คนที่ถามพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน เกลียดที่สุดก็ไอ้การเติมคำในช่องว่างที่อีกคนเว้นไว้ให้เนี่ยแหละ จะด่าก็ด่าได้ไม่เต็มปากเพราะอีกคนไม่ได้พูด แต่สมองของเขามันดันเสกคำที่คล้องจองกับคำว่า ‘ครัว’ ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

     แต่จะยอมแพ้ไปเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้

     “อ๋อ อันนั้นกูไม่ได้ยืม แต่กูขอมาเลย” ม่านฟ้าฉีกยิ้มกริ่มแกล้งทำเหมือนไม่สะทกสะท้าน พิธานที่เห็นอีกคนยังส่วนกลับมาได้ก็เลิกคิ้วแปลกใจหย่อนคำถามลงไปอีกด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “อ๋อเหรอ ขอตอนไหน แล้วไหนอ่ะสินสอด”

     บาร์บีคิวหนึ่งไม้ถูกยัดใส่มือคนทวงสินสอด พิธานก้มลงมองแล้วเบะปากแกล้งทำหน้าบึ้ง “ไรว่ะ ไม่ลงทุนเลย”

     เสียงบ่นงุ้งงิ้งยังดังมาจากคนที่กัดสินสอดเข้าปากไปแล้ว ม่านฟ้าขยับพลิกไม้บาร์บีคิวในมืออีกครั้งก่อนผละออกมาเช็ดมือกับผ้าชุบน้ำข้างตัว เขาเม้มปากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจคว้าของบางอย่างในกระเป๋ามาส่งให้อีกคน “อ่ะ งั้นอันนี้อ่ะ พอไหม”

     ของบางอย่างที่ม่านฟ้ากำเอาไว้ถูกปล่อยลงบนมือของคนรัก ครั้งแรกที่พิธานเห็นยังดูงุนงงว่าคืออะไรแต่เมื่อตั้งสติได้เจ้าตัวก็รีบเงยหน้าขึ้นมามองอีกคนทันที “เฮ้ย จริงดิ”

     “...” คนถูกถามกลับไม่ยอมตอบคำถามก้มหน้าลงไปจัดเตาบาร์บีคิวต่อ

     “เฮ้ยยยย จริงป่ะเนี่ย ไม่เล่นนะ” คราวนี้ไม่แค่ถามแต่พิธานวางของกินในมือลงแล้วอ้อมไปเขย่าแขนเสื้อม่านฟ้าเป็นเด็กๆ ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ขืนม่านฟ้าตอบออกมาว่าพูดเล่น สงสัยว่าคงได้มีคนร้องไห้เป็นแน่

     เพราะตอนนี้ดวงตาของพิธานเป็นประกายระริกอย่างดีใจ

     กับแค่แหวนเงินวงเดียวเอง

     เมื่อฟังคำคะยั้นคะยอไม่ไหวแถมคนตัวโตก็เริ่มเขย่าตัวเขาหนักขึ้น ม่านฟ้าถึงได้ตอบออกไปอย่างคล้ายจะตัดรำคาญ “เออ ใครเขาเล่นกับมึงเล่า ถึงจะไม่ได้แพงอะไรก็เหอะ” ประโยคหลังม่านฟ้าพึมพำออกมาเบาๆ เขาเองก็เขินไม่น้อยแค่พยายามจะเก๊กเอาไว้เท่านั้น

     “อะไรของมึงเนี่ย” พิธานเหมือนคนที่พูดอะไรไม่ออกได้แต่โวยวายออกมาด้วยหน้าแดงๆ “มาตัดหน้ากูแบบนี้ได้ไง”

     “กูก็แค่อยากแปะป้ายจองเอาไว้หน่อย ไม่ได้รึไง” ไม่พูดเปล่าม่านฟ้ายกมือขึ้นแปะหน้าผากพิธานให้เหมือนกำลังแปะป้ายประกาศจองจริงๆ คงเพราะช่วงที่ผ่านมาเหมือนพิธานจะเนื้อหอมขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว ไม่รู้มือดีที่ไหนเอารูปเจ้าตัวไปปล่อยในเพจจนกลายเป็นมีสาวๆ หนุ่มๆ มาเมียงมองเจ้าตัวกันให้เพียบ ม่านฟ้าถึงอยากใช้โอกาสนี้แสดงความเป็นเจ้าของเสียเลย

     “ถ้ามึงไม่อยากใส่ก็แค่เก็บไว้ก็ได้ กูก็แค่อยากให้ วันเกิดมึงครั้งที่แล้วก็ยังไม่ได้ให้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ถือว่าควบกับวันนี้ไปเลยทีเดียว” ม่านฟ้าพูดออกมาอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ เพราะพิธานยืนค้างอยู่อย่างนั้นเหมือนโดนแปะแข็งจนเขาทำอะไรไม่ถูก

     พิธานได้ยินคนรักพูดแล้วก็เผยยิ้มกว้าง หนุ่มหลายคนอาจไม่ชอบให้แฟนแสดงความเป็นเจ้าของแต่บอกเลยว่าไม่ใช่กับพิธาน ยิ่งเห็นม่านฟ้าทำท่าประดักประเดิดเขายิ่งฉีกยิ้มจนแทบจะถึงใบหู ชายหนุ่มร่างสูงลูบหน้าตัวเองแก้เขินแล้วเสหน้าไปทางอื่นก่อนจะสะดุ้งเฮือก

     ภูหมอกโผล่มายื่นข้างพวกเขาอีกครั้งตั้งแต่ตอนไหนไม่ทราบแต่สายตาของเด็กหนุ่มถลนจ้องแหวนในมือเขาอย่างตกใจ พิธานรีบกำแหวนเอาไว้โดยสัญชาตญาณ ก่อนได้ยินเด็กหนุ่มพึมพำออกมาเบาๆ อย่างไร้ความหมาย

     “พี่พีทที่เหมือนแม่ศรีเรือน ทำกับข้าวเก่งแถมยังขี้บ่นจุกจิก มาตอนนี้พี่เมฆก็เป็นคนให้แหวนอีก”

     แต่สื่ออะไรแปลกๆ

     "..." พิธานขมวดคิ้วกับคำพึมพำนั้น

     "...!!" ก่อนเปลี่ยนเป็นตกใจเมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมากะทันหันแล้วทำท่าเหมือนแก้โจทย์เลขสุดหินได้ “หรือว่า... โอ้ว! นี่หมอกเข้าใจผิดฝั่งมาตลอดเหรอเนี่ย!!”

     พิธานเข้าใจความหัวร้อนของการเติมคำในช่องว่างก็ตอนนี้ รู้ซึ้งถึงคำว่ากรรมติดจรวดแถมด้วยคำว่า ‘โอ้ว!’ ของภูหมอกก็ดันใส่สำเนียงอเมริกันพร้อมห่อปากออกมาได้อย่างน่าหมั่นไส้และทำให้เจ็บใจเป็นที่สุด

     “โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะพี่พีท หมอกเข้าใจ บางทีเราก็ไม่ได้อยากตัวโตขนาดนี้หรอกเนอะ” เด็กหนุ่มพูดเสริมก่อนยื่นหน้าไปกระซิบที่ข้างหูพิธาน

     “แต่ไม่เป็นไร ส่วนสูงไม่ได้มีผลในแนวราบหรอกเนอะ..พี่สะใภ้”

     ความโรแมนติกของการมอบแหวนแทนใจมลายหายไปทันที

     “ไอ้หมอก!!!”




     รสชาตินุ่มละมุนของไวน์แดงที่เจือความฝาดเล็กน้อยทำให้นทียกขึ้นจิบอย่างเพลิดเพลิน สายตาของเธอมองเหม่อออกไปยังสนามหญ้าที่พวกทโมนทั้งหลายกำลังยืนคุยกันเจี๊ยวจ๊าวอยู่

     “นี่มันวันอะไรเนี่ยฮะ ถึงได้มาจัดงานกินเลี้ยงกันแบบนี้” นทีถามลอยๆ ขึ้นมาแต่ไม่พ้นคนที่นั่งม้าหินเดียวกันต้องเป็นผู้ตอบ

     “วันเกิดอยากจะกินของไอ้เมฆมัน อะไรของมันไม่รู้ บอกอยากนัดกินข้าวแล้วก็วิ่งวุ่นซื้อของเตรียมสถานที่ให้ยุ่งไปหมด” แถมยังหลอกล่อเขาให้ยอมชวนนทีมากินข้าวด้วยกันวันนี้อีก

     นทีมองตาแก่ขี้บ่นที่หลานชายชอบเอ่ยถึงแล้วก็คิดว่าจริง ดูก็รู้ว่านภดลก็รู้สึกสนุกและมีความสุขกับงานเลี้ยงครั้งนี้แต่ก็ยังทำเป็นบ่นโน่นบ่นนี่เหมือนรำคาญเต็มแก่

     นภดลเปลี่ยนไปมากจากครั้งสุดท้ายที่เธอเคยเห็น ใช่ เคยเห็นไม่ใช่เคยเจอ เธอเพียงเห็นพี่ชายที่วิ่งวุ่นอยู่ในงานศพของพ่อขณะที่เธอแอบมางานตามคำเชิญของพี่สะใภ้ เรื่องราวของเธอนั้น แม้แต่วันสุดท้ายที่พ่อจากไปเธอก็ยังไม่ได้รับการยอมรับหรือให้อภัย ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปแม้แต่งานศพเพราะเธอจะทำให้พ่อต้องเสียเกียรติแม้ในวันสุดท้ายของชีวิต

     เรื่องราวของแต่ละบ้านแต่ละครอบครัวอาจไม่เหมือนกัน บางบ้านอาจยอมรับได้ง่ายๆ บางบ้านอาจเหนื่อยแทบตายกว่าจะได้รับการยอมรับหรือบางบ้านต่อให้ตายกันไปข้างก็จะไม่มีวันนั้น ม่านฟ้าและภูหมอกอาจโชคดีกว่าเธอที่สุดท้ายเรื่องก็จบลงอย่างแฮปปี้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าทั้งหมดเป็นเพราะโชคช่วย ความพยายามของพวกเด็กๆ หรือความรักในครอบครัวที่มีมากกว่าทิฐิในใจ

     นทีปล่อยความคิดของตัวเองให้ไหลไปกับกระแสของวันเวลา คิดว่าผ่านมานานขนาดนี้หัวใจของเธอคงด้านชากับเรื่องนี้แล้ว แต่เมื่อย้อนคิดดูถึงได้รู้ว่ายังมีความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่

     “อย่างกับแกแช่งฉันเลยนะ” เสียงของนภดลดังขึ้นดึงนทีออกจากภวังค์ “เพราะฉันด่าแกเรื่องที่แกเป็นแบบนี้ สุดท้ายลูกชายสองคนของฉันก็ดันเป็นอย่างที่ฉันด่าแกไปซะหมด”

     ผู้เป็นน้องหันกลับมามองหน้าพี่ชาย เธอถอนหายใจพร้อมเบะปากเล็กน้อยกับคำพูดนั้นก่อนสวนออกไป “แช่งบ้าแช่งบออะไร ‘แช่ง’ เขาไว้ใช้กับเรื่องไม่ดี สิ่งที่ไอเมฆหรือไอหมอกเป็นมันไม่ใช่สิ่งไม่ดีเสียหน่อย เมื่อไหร่จะเข้าใจ มันก็แค่เพศสภาพหนึ่งที่เขาเลือกด้วยตัวเอง”

     "..."

     “ครอบครัวคนจีนข้างๆ บ้านเดิมเราเธอจำได้ไหม เมื่อก่อนที่ลูกคนโตเขาเป็นลูกสาวแล้วไม่มีใครในบ้านรัก เรียนก็ไม่ให้เรียนต่อจบแค่ม.3 ทั้งที่เขาเป็นคนดีและก็ขยันทำมาหากิน แต่น้องชายที่เกเรสอบเข้ามหาลัยไม่ได้พ่อแม่กลับส่งเรียนเอกชน เธอยังบอกอยู่เลยว่าแค่เรื่องเพศทำไมต้องไปเกลียดเขา คนเราดีไม่ดีทำไมไม่ดูกันที่พฤติกรรม วันนั้นเธอยังบอกบ้านนั้นไม่มีเหตุผลอยู่เลย แล้วนี่มันต่างกันยังไง แก่จนหัวหงอกแล้วเมื่อไหร่เธอจะเข้าใจซะที”

     นทีบ่นออกมายืดยาว ไม่กล้าบอกออกไปว่าเพราะคำพูดของพี่ชายในวันนั้นทำให้เธอกล้าตัดสินใจที่จะบอกเรื่องของเธอกับครอบครัว เธอคิดขึ้นได้ว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อยแล้วทำไมจึงต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ

     หญิงวัยกลางคนคว้ามือของพี่ชายขึ้นมากุมไว้ หันหน้าไปมองนภดลอย่างจริงจัง “ฉันขอได้ไหม ฉันรักพวกมัน ฉันไม่อยากให้พวกมันต้องมาเจออย่างที่ฉันเคยเจอ เธอไม่รักมันรึไง” คนที่นทีพูดถึงคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหลานชายทั้งสองคนของเธอ

     “ก็เพราะว่าฉันรักมันไง ฉันถึงต้องทนอยู่อย่างนี้” นภดลพูดตอบ เขาไม่หันไปสบตากับน้องแต่ก็ยังปล่อยให้อีกคนกุมมือไว้อย่างนั้น

     “แล้วทำไมต้องทน เธอไม่จำเป็นต้องทนเลย แค่เธอเปิดใจเท่านั้นแหละ”

     นภดลส่ายหน้าแล้วถอนหายใจออกมา ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงเอาแต่บอกให้เขาเปิดใจ ลดอคติและวางทิฐิลงทั้งภรรยาของเขา ลูกชาย พิธานหรือแม้แต่นทีเองก็ด้วย เล่นพูดกันซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้จนเขาจะปลงโลกออกบวชอยู่แล้ว

     “พี่นภ” นทีที่เห็นพี่ชายส่ายหน้าเหมือนปฏิเสธก็ถอนหายใจออกมาอีกหนกระชับมือของพี่ชายแน่นขึ้นอีก “ทีขอนะ ทีไม่ได้ขอให้พี่ยอมรับที ทีอยู่ได้ แต่ลูกของพี่ถึงมันจะอยู่กันได้แต่มันไม่มีความสุขหรอกถ้าพี่ยังเป็นทุกข์อยู่แบบนี้ มันรักพี่มากนะ ถ้าพี่ต้องอยู่ด้วยความอดทนแบบนี้สักวันความอดทนมันก็จะขาด แต่แค่พี่เปิดใจพี่ก็จะเห็นความสุขได้เอง”

     “...” นภดลไม่ได้ตอบคำถามของน้องกลับนั่งเฉยอยู่อย่างนั้น นทีจึงต้องเร่งอีกหน “ทีขอเถอะนะพี่”

     เสียงถอนหายใจหนักๆ ดังขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ เพียงแต่เสียงที่พูดออกมาก็ทำให้นทีคลี่ยิ้ม

     “อืม ฉันจะลองดู”

     นภดลก็แค่ตอบปัดรำคาญน้องไปเท่านั้น เพราะถึงจะทำเก๊กไปมากมายนภดลก็รู้ดีว่าเขาได้เปิดใจให้กับเด็กพวกนั้นรวมถึงคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขามาสักพักแล้ว

     นทีกำลังจะผละมือออกจากฝ่ามือของพี่ชายแต่กลับถูกกระชับไว้ครู่หนึ่งก่อนจะปล่อย การกระทำแปลกๆ นั้นทำให้นทีเลิกคิ้วอย่างแปลกใจและหันกลับไปมองคนข้างตัว

     “แกเองน่ะ…” มือที่ผละออกจากนทีเอื้อมไปหยิบแก้วไวน์มาเขย่าเล็กน้อย เขาก้มลงไปดมกลิ่นหอมของมันและจดจ้องสายตาลงไปในแก้วทรงสูงราวกับมันมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ในนั้น

     .

     .

     “ถ้าว่างๆ จะแวะมาที่บ้านบ้างก็ได้นะ”

     สายตาของนทีกระทบแสงไฟจนเห็นคล้ายแสงสะท้อนของหยดน้ำ นทีสูดลมหายใจเข้าพลางคว้าแก้วไวน์ของตัวเองมาก้มมองบ้าง

     “ก็ได้ แต่ฉันมาหาหลานนะ ฉันแค่คิดถึงหลานฉัน”




     ตอนจบบริบูรณ์ในนิยายรักโรแมนติกควรจะเป็นอย่างไรกันแน่ คู่พระนางต้องรายล้อมไปด้วยฉากธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่ ทะเลกว้างไกลสุดหูสุดตา ภูเขาที่เรียงซ้อนกันเป็นกำแพงธรรมชาติหรือตึกระฟ้าท่ามกลางไฟประดับระยิบตา บทสรุปของเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีสถานที่เหล่านั้นหรอก เพียงแค่กลับมาที่บ้าน สนามหญ้าหลังบ้านของเขาที่มีครอบครัวรออยู่กันพร้อมหน้า นั่นก็คือตอนจบที่บริบูรณ์ที่สุดสำหรับเขาแล้ว

     ม่านฟ้าเหม่อมองออกไปยังม้าหินที่ผู้เป็นพ่อและอานั่งอยู่ด้วยกันจากภายในบ้านพร้อมกอดถังน้ำแข็งที่กลับเข้ามาเอาไว้ เขาไม่รู้หรอกว่าทั้งสองคนคุยอะไรกันเพียงแต่ท่าทางและรอยยิ้มที่เห็นก็ทำให้เขารู้ว่านั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความสัมพันธ์ที่เกือบจะตัดขาดกันไปแล้ว

     ชายหนุ่มสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงแขนใครบางคนที่สอดเข้ามาด้านหลังและกอดเขาเอาไว้ กระติกน้ำแข็งในมือถูกอีกคนยกไปวางไว้ข้างตัวก่อนที่คนมาใหม่จะวางคางลงบนบ่าและมองเหม่อไปยังทิศเดียวกับเขา

     พิธานหันมาจูบที่ขมับคนรักเบาๆ พร้อมกระซิบ “ขอบคุณนะมึง วันนี้กูโคตรมีความสุข” คำพูดที่ต่อให้พูดเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอ

     สายตาที่มองมาของพิธานทำให้ม่านฟ้าคลี่ยิ้มออกมาเช่นกัน “ก็บอกแล้วไง วันครบรอบห้าปีของเรากูอยากให้มึงมากินข้าวที่บ้านกู…”

     “มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกู”

     รอยยิ้มของพิธานเผยออกกว้าง ยิ้มที่ทำให้โลกรอบด้านสว่างขึ้นไม่ต่างจากวันแรกที่เห็นรอยยิ้มหน้าบ้านหลังนี้

     “ขอบคุณนะ”

     เสียงขอบคุณสุดท้ายถูกกล่าวพร้อมกันก่อนแทนที่คำขอบคุณด้วยสัมผัสแนบชิดผ่านริมฝีปาก


     The End



     (มีแถมด้านล่าง)


ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ภาคความจริง : บทส่งท้าย (แถม)

     แถม1

     เมื่อผละริมฝีปากออกจากกัน ต่างฝ่ายต่างมองตา ม่านฟ้าลูบหลังมือของคนที่กอดเอวเขาอยู่เบาๆ สัมผัสถึงแหวนที่คนเห่อเอามาใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายเป็นที่เรียบร้อยก็คลี่ยิ้ม แล้วดึงมือของอีกคนขึ้นมาจูบเบาๆ

     ...ก่อนจะขมวดคิ้ว

     "มือมึงมีแต่กลิ่นซอสหมัก"

     ม่านฟ้ายู่หน้าแกล้งทำท่ารังเกียจใส่ พิธานถึงได้ก้มลงไปหอมหัวม่านฟ้าแล้วบ่นออกมาเหมือนกัน

     "หัวมึงแม่งก็มีแต่กลิ่นหมูปิ้ง"

     ไม่ต้องพูดถึงจูบรสบาร์บีคิวเมื่อกี้แต่ต่างฝ่ายต่างรู้กัน

     "..."

     "..."

     ความเงียบกลืนกินสองคนอยู่ครู่หนึ่ง สายตาสองคู่จ้องกันราวกับกำลังวัดใจ ริมฝีปากของม่านฟ้าถูกเม้มแน่น ขณะที่คิ้วเข้มของพิธานก็ขมวดลง ก่อนที่ทั้งคู่จะ..

     ระเบิดเสียงหัวเราะผสานกันออกมา

     พร้อมความสุขที่อบอวลไปทั่วบ้านหลังนี้



     แถม2

     หลังส่งนทีกลับบ้าน แทนที่พิธานจะพาคนรักที่ติดรถไปด้วยมาส่งบ้านโดยสวัสดิภาพ กลับฉุดคุณแฟนไปที่บ้านตัวเองเพื่อทำมิดีมิร้ายเสียก่อน ม่านฟ้าที่ทั้งตัวยังมีแต่กลิ่นบาร์บีคิวถูกคนรักกินไปถึงสองรอบอย่างเอร็ดอร่อย พิธานที่พยายามห้ามใจตัวเองไม่ให้กินไปมากกว่านี้รีบพาม่านฟ้าไปส่งที่บ้านก่อนที่จะอดใจไม่ไหว

     ภูหมอกถึงกับงุนงงเมื่อพี่ชายรีบกลับมาอาบน้ำและหลับไปอย่างรวดเร็ว

     สงสัยวิ่งวุ่นทั้งวันคงเหนื่อย

     เด็กหนุ่มพยักหน้าเข้าใจกับตัวเองแล้วปิดไฟในห้องนอน โดยที่ไม่รู้ว่าพี่ชายเปิดเปลือกตาขึ้นมาพร้อมกับกัดฟัน เขาขยับตัวเมื่อความรู้สึกปวดที่สะโพกยังหลงเหลืออยู่ แต่ก็พยายามเก็บอาการไว้ไม่ให้ใครรู้

     เรื่องบางเรื่องก็ให้มันเป็นความลับต่อไปเถอะ




     Achaya (Writer) : จบจริงๆ แล้วจ้า ทั้งโล่งใจ ดีใจแล้วก็ใจหายจริงๆ เคยอ่านที่นักเขียนหลายคนบอกว่าใจหายเมื่อแต่งนิยายจบมาเยอะ แต่เพิ่งมารู้สึกเองครั้งแรกเลย ขอขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่เข้ามาอ่าน

     ทุกๆ คอมเมนต์ของคุณ AkuaPink คุณNattie69 คุณNoM!_KunG คุณKong6336 คุณGagagade คุณfc_fic พวกคุณคือบุคคลสำคัญที่ทำให้นิยายเรื่องนี้สามารถลงมาได้จนถึงตอนจบ เป็นแขกประจำที่เห็นแล้วใจชื้นมากๆ เลย การมีคอมเมนต์ของคุณทำให้เรารู้สึกว่ายุ่งแค่ไหนก็จะพยายามลงให้ได้ แม้เหลือแค่หนึ่งคนที่ยังรออ่านอยู่เราก็จะลง รวมทั้งคุณMayuYume คุณกาแฟมั้ยฮะจ้าว คุณblove คุณAc118 ที่เข้ามาคอมเมนต์และนักอ่านท่านอื่นๆ ที่เข้ามาอ่านกันแม้จะไม่ได้แสดงตนด้วยนะคะ

     สำหรับใครที่อยากรู้ว่า พิธานจะทวงสัญญายังไงแล้วเรื่องราวช่วงนั้นเป็นยังไง เดี๋ยวรอตามต่อใน ‘ตอนพิเศษ’ ที่จะลงให้นะคะ ตอนนี้กำลังปั่น จะพยายามลงให้ทันอาทิตย์หน้าหรือไม่ก็อีกอาทิตย์ถัดไป

     ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ


ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
สนุกมากค่ะ จุดหักมุมก็เก๋

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7589
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-8
ขอบคุณคนเขียนเหมือนกันนะที่ไม่ทิ้งสิ่งที่ตัวเองสร้างมา

ลุ้นกันจนจบ มีความสุขกันสักที

ขอบคุณอีกครั้งน้า

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด