ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทที่ 12 (25.07.21)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทที่ 12 (25.07.21)  (อ่าน 7052 ครั้ง)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1

ออฟไลน์ Gagagade

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ว้าววว ภาคเก่าว่าดีมากๆแล้ว แต่ภาคใหม่มันดีต่อใจจริงๆ

เขียนดีมากค่ะ เป็นกำลังใจให้  :katai2-1:

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 1

     พิธานยืดตัวขึ้นบิดขี้เกียจหลังจากนั่งทบทวนรายงานสำหรับโปรเจกต์จบปีสองเรียบร้อย หันกลับไปมองสภาพเพื่อนแต่ละคนที่นั่งทำสไลด์บ้าง นอนตายบ้างเกลื่อนกลาดในคอนโดขนาดกลางของสมาชิกในกลุ่ม

     พวกเขามีโปรเจกต์กลุ่มที่ต้องทำร่วมกัน พวกเขาหลายคนจึงมาฝังตัวอยู่ที่คอนโดของเพื่อนแทนการกลับหอพักของตัวเอง พิธานเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้กลับหอของตัวเองมากว่าสองอาทิตย์แล้ว เพราะทั้งสอบปลายภาคทั้งงานสารพัดอย่าง มีเพื่อนไว้ช่วยกันติวช่วยกันทำน่าจะดีกว่า

     แต่เพราะเหตุนี้ เขาถึงไม่ได้เจอม่านฟ้ามาเกือบเดือนแล้ว

     ปกติเขากับคนรักก็ใช่ว่าจะเจอกันบ่อย ยิ่งตัวเขายุ่งๆ แถมม่านฟ้าเองก็ต้องสอบปลายภาคเหมือนกันทำให้ยิ่งไม่มีเวลา มีบ้างที่คุยกันผ่านข้อความหรือโทรศัพท์ แต่มันก็ไม่เหมือนการเจอหน้า

     ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหวังว่าจะโทรหาคนรักสักหน่อยแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเวลาจากโทรศัพท์

     เที่ยงคืนกว่าแล้ว

     เขาจำได้ว่าพรุ่งนี้เช้าม่านฟ้ามีสอบตัวสุดท้ายสำหรับจบปีสองป่านนี้คงหลับไปแล้ว หากโทรไปปลุกตอนนี้คงไม่พ้นโดนบ่นกลับมาแน่

     ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเล็กน้อยทำใจว่าทนคิดถึงอีกสักวันสองวันก็คงไม่เป็นไร เดี๋ยวปิดเทอมแล้วเขาแอบไปหาที่บ้านบ่อยๆ ก็ได้

     บ้านของพวกเขาอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เพียงแต่อยู่คนละซอย บางครั้งที่พวกเขาสอบเสร็จพร้อมกัน เขาก็จะได้ตุ๊กตาหน้ารถมาประดับเพื่อกลับบ้านด้วย แต่เพราะครั้งนี้ม่านฟ้าสอบเสร็จเร็วกว่าอีกทั้งเขาเองก็มีโปรเจกต์ที่ต้องส่ง แถมท้ายด้วยไปฉลองกันต่ออีก ม่านฟ้าจึงเลือกที่จะกลับเองในครั้งนี้

     โอย ไม่อยากทำตัวติดแฟน แต่นานเข้าก็คิดถึงชะมัด

     ----

     การพรีเซนต์โปรเจกต์จบลงไปได้ด้วยดีตั้งแต่ตอนเช้า สายวันนี้พิธานและกลุ่มเพื่อนจึงออกมาหาของกินที่ห้างสรรพสินค้าแถวมหาลัย กลุ่มของเขาเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างใหญ่ เดินไปไหนมาไหนทีก็เสียงไม่ใช่เบา แถมมีพวกปากหมาที่เดินแซวคนนั้นทีคนนี้ทีไปตลอดทางให้น่าปวดหัว

     พิธานเองก็เหนื่อยที่จะปรามจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเพื่อนสนิทอีกคนคอยด่าคอยเตือนแทน แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคิดจะโทรหาคนรักที่สอบเสร็จตั้งแต่เมื่อวาน

     แต่จะด้วยโลกกลมหรืออย่างไร เขาจึงเห็นแผ่นหลังของใครบางคนที่คุ้นเคยจากร้านเครื่องสำอางที่กำลังจะเดินผ่าน

     ฝีเท้าที่หยุดชะงักลงของร่างสูงอย่างพิธานทำให้เพื่อนในกลุ่มต่างหยุดชะงักไปด้วย เห็นเพื่อนตัวโตกำลังยิ้มกว้างออกมาก็มองตามสายตาของชายหนุ่มเข้าไปในร้านขายเครื่องสำอาง

     ชายหนุ่มร่างสันทัดค่อนไปทางผอมร่างหนึ่งกำลังยืนเก้ๆ กังๆ หยิบกระปุกเครื่องสำอางออกมาจากชั้นสลับกับมองหน้าจอโทรศัพท์ เสร็จจากชิ้นนั้นก็เดินไปหยิบชิ้นต่อไป แม้ไม่ได้ดูคล่องแคล่วอย่างสาวๆ คนอื่นในร้าน แต่สินค้าที่อยู่ในตะกร้าที่เจ้าตัวถือก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร

     หมาในปากของเพื่อนๆ แต่ละคนเริ่มทำงานอีกครั้ง

     “โอย ไม่ต้องมองตามตาเยิ้มขนาดนั้นก็ได้ รู้แล้วว่าหลงเมีย”

     ดอกแรกเป็นการแซวพิธานอย่างไม่ต้องสงสัยก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะของคนในกลุ่ม พิธานส่ายหน้าอย่างเอือมๆ แต่ก็ไม่โกรธอะไร จนมาสะดุ้งอีกครั้งเมื่อหมาในปากเพื่อนอาละวาดไปกัดถึงอีกคนที่อยู่ในร้าน

     “พอแล้วมั้ง แค่นี้ก็น่ารัก ผัวรักผัวหลงแล้ว”

     “ไอสัด”

     พิธานรีบหันไปด่าเพื่อนที่บังอาจมาแซวแฟนเขา แต่เสียงหัวเราะจากคนในกลุ่มดังกว่าจนกลบคำด่าของเขาไป แม้จะหงุดหงิดไม่น้อยแต่ก็รีบเงยหน้าไปมองคนรักที่ยืนอยู่ในร้าน เผยยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นอีกคนหันมามองเขา จงใจยกยิ้มกวนๆ ไปหาอีกคนอย่างติดนิสัย แต่เขากลับรู้สึกว่าอารมณ์ของคนรักคงไม่ได้ดีอย่างเขาในตอนนี้

     ชายหนุ่มร่างสูงเห็นอีกคนขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็เปลี่ยนเป็นเม้มแน่นไว้อย่างเดิม เจ้าตัวถอนหายใจออกมาหนักๆ อย่างหงุดหงิด แล้วปรายตามองเขาอย่างโกรธเคืองก่อนจะหันหลังเดินออกไป

     เอ๊ะ เขาทำอะไรผิดไปเหรอ

     ----

     ม่านฟ้ากำลังหงุดหงิด

     เขาต้องมาซื้อของให้น้องรักท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างดูแคลนที่ผู้ชายอย่างเขามาเลือกซื้อเครื่องสำอาง เท่านั้นก็ทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อยอยู่แล้ว เขาอาจจะคบกับคนรักที่เป็นผู้ชายมากว่าสามปี แต่คงเพราะปกติต่อให้ไปไหนมาไหนด้วยกัน พฤติกรรมของพวกเขาก็ไม่ได้ดูเหมือนคนรักสักเท่าไหร่ ทำให้ไม่ค่อยได้เจอกับสายตาเหยียดจากรอบข้างเช่นนี้

     ชายหนุ่มพยายามข่มใจให้ตัวเองรีบซื้อของให้เสร็จ บอกตัวเองว่าอย่าสนใจสายตาคนอื่น เขาไม่อยากเอาอารมณ์ตนเองมาเสียกับใครก็ไม่รู้ที่ดูถูกเราเพียงชั่วครู่แล้วก็กลับไปสนใจเรื่องของตัวเองต่อ

     คิดได้ดังนั้นม่านฟ้าก็ก้มหน้าก้มตาเลือกของต่อ แม้จะมีเสียงหัวเราะของกลุ่มคนที่รู้สึกได้ว่ายืนอยู่ไม่ไกลและน่าจะกำลังพูดถึงเขา แต่ชายหนุ่มก็กัดฟันไม่หันไปมองจนสิ้นความอดทนเมื่อเสียงหนึ่งตะโกนเข้ามาเจาะจงถึงเขาพร้อมเสียงหัวเราะ

     ม่านฟ้าแปลกใจไม่น้อยเมื่อเห็นเจ้าของเสียงและกลุ่มที่ยืนอยู่นั้นเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างเพื่อนของคนรัก ไม่ต้องมองหาก็เห็นคนที่คิดถึงยืนยิ้มยียวนส่งมาให้

     ไม่รู้เพราะอะไรความโกรธถึงพุ่งสูงถึงเพียงนี้ อาจเพราะเขาคิดว่าไม่เป็นไรที่ ‘คนอื่น’ จะมองเขาอย่างไร แต่กับการที่ ‘คนรัก’ ก็ยังเห็นการถูกมองของเขาในยามนี้เป็นเรื่องเล่น

     ม่านฟ้าระงับอารมณ์ตัวเองไว้อย่างเต็มที่แล้วหันหลังเดินออกไปจากตรงนั้นโดยไม่คิดจะทักทายคนที่ไม่เจอหน้ากันเกือบเดือนแม้แต่น้อย

     ----

     พิธานยังคงงงกับอาการของคนรัก ไม่ทันเดินตามไปก็ถูกเพื่อนลากไปกินข้าวในร้านอาหารญี่ปุ่นแถวนั้น ประกบตัวเขาไว้อย่างแน่นหนากลัวว่าจะโดนเขาเทไปหาม่านฟ้า เขาคิดที่จะโทรไปหาคนรักหลังกินข้าวเสร็จแต่ก็ดันเกิดเรื่องกับกลุ่มเพื่อนของเขาเสียก่อน

     ชายหนุ่มยังเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ถูกเมื่อเห็นเพื่อนหลายคนฉุดเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งของเขาเอาไว้ เจ้าตัวดูโวยวายและทำท่าจะเข้าไปต่อยผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเขาไม่รู้จัก แต่จำได้ดีว่าข้างกายผู้ชายคนนั้นคือผู้หญิงซึ่งเพื่อนพามาแนะนำในฐานะแฟน

     หลังจากลากตัวเพื่อนไปสงบสติอารมณ์อยู่พักหนึ่งก็ได้ความว่าเพื่อนในกลุ่มอย่างอัคถูกแฟนบอกเลิกไปอย่างสายฟ้าแลบเมื่อครู่นี้เลย เพราะสาวเจ้าบอกว่าเจอคนที่ดีกว่าแล้ว พิธานมองเพื่อนที่เลิกปากหมาแล้วมานั่งปลอบใจกันแทน ที่ดูเห็นอกเห็นใจอัคมากที่สุดก็คงเป็นซัน ไอหมอนี่ก็เพิ่งถูกแฟนบอกเลิกมาเพราะไม่มีเวลาให้สดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เอง

     “เพราะไอโปรเจกต์เฮงซวยนี้แท้ๆ เขาถึงขอเลิกกับกู”

     เสียงซันโวยวายขึ้นหลังจากยกเบียร์เข้าปากไปแล้วเกือบขวด พวกเขาเปลี่ยนกำหนดการฉลองจบโปรเจกต์ในเวลาเกือบสามทุ่มมาเป็นไว้อาลัยแด่คนอกหักตั้งแต่ทุ่มหนึ่งแทน

     “กูน่าจะสนใจเขามากกว่านี้ ช่วงนี้เพราะกูยุ่งอยู่กับโปรเจกต์บ้าๆ นี่แน่ๆ กูเห็นเขาไม่โทรมาจิกกูอย่างแต่ก่อนก็เข้าใจว่าเขาห่วงว่ากูจะยุ่งอยู่ เลยไม่กล้าโทรมา ที่ไหนได้ ไอเหี้ย! เขามีคนใหม่ไปแล้ววว”

     คราวนี้เป็นเสียงของอัคที่ระบายอารมณ์ออกมาบ้าง เพื่อนคนอื่นก็ตบหลังบ้าง ลูบไหล่บ้างอย่างให้กำลังใจ พิธานหันไปพยักหน้ารับแกนๆ กับกรณ์เพื่อนสนิทเข้าใจความตรงกันว่าปล่อยมันระบายไปให้พอ แต่ไม่ทันหันไปชงเหล้าของตัวเองต่อ เมื่อเห็นสายตาของเพื่อนสนิทแปลกไป

     พิธานหันหลังกลับไปมองตามสายตาเพื่อนก็พบเข้ากับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง จำได้ว่าเป็นแฟนเก่าของเพื่อนเขาเอง แถมแผลเจ้าตัวก็ยังดูไม่สมานดีเท่าไหร่

     “ไงพวกมึง”

     ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำทักของแฟนเก่าเพื่อนสนิทก่อนที่อีกคนจะเดินแยกไป แล้วหันกลับมามองตาเศร้าๆ ของเพื่อนถึงได้ตบบ่าปลอบไปที

     แม่งเอ๊ย สมาคมคนเศร้ารึไงว่ะวันนี้

     “อาลัยอาวรณ์เมียเก่าขนาดนี้ ทำไมมึงไม่ลองง้อมันดูอีกทีอ่ะ แม่งก็ดูยังไม่มีใครไม่ใช่อ๋อ กูไม่เห็นมีผัวใหม่ตามมาอะไรแบบนี้เลย”

     คำพูดจากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่เห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกันเอ่ยขึ้น แต่เพื่อนสนิทเขากลับส่ายหน้าหัวเราะเหอะในลำคอก่อนตอบรับกลับไป

     “ไม่มีอะไรล่ะ ผู้หญิงที่เดินข้างๆ มันไง”

     “อ้าว แบบนี้ก็ได้เหรอว่ะ พลิกโพไปพลิกโพมาแบบนี้ก็ได้เหรอ”

     “ทำไมจะไม่ได้ ก่อนมาเป็นเมียกูมันก็ฟันสาวมาก่อนม่ะ”

     กรณ์พูดแล้วกระดกเหล้าเข้าปากตามไป เจ้าตัวดูเซ็งที่มาเจอแฟนเก่าให้ความรู้สึกที่พยายามลืมถูกกวนขึ้นมาอีกครั้ง

     พิธานถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกเหมือนกลุ่มเขาไปเผลอกวนตีนใส่เทพเจ้าแห่งความรักกันมารึไง วันนี้ถึงได้เจอคราวเคราะห์กันขนาดนี้ ชายหนุ่มส่ายหน้าไล่ความคิดนั้นออกไป ไม่อยากรวมเรื่องของตัวเองเข้าไปด้วย เพราะเขาแค่โทรหาคนรักไม่ติดหลังจากนั้น แต่มันยังไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นสักหน่อย

     เขาโทรไปหาคนรักตอนก่อนเข้าร้านเหล้าแต่ก็ไม่มีคนรับสาย และโทรไปอีกครั้งเมื่อไม่กี่นาทีก่อนแต่ผลลัพธ์ก็ยังออกมาเป็นเหมือนเดิม

     สภาพเพื่อนแต่ละคนที่ถูกทิ้งเพราะไม่ใส่ใจและไม่มีเวลาให้คนรักทำให้เขาย้อนกลับมามองที่ตนเอง ช่วงนี้เขาก็ไม่มีเวลาให้ม่านฟ้าเลย ประกอบกับท่าทางวันนี้ที่ดูหงุดหงิดยามเห็นเขาก็ยิ่งทำให้เขากังวล

     ‘ปรากฏตัวให้เธอเห็นที่ใด เธอร้อนใจรีบทักทายแล้วเดินผ่าน ไม่มีแล้วยิ้มแห่งความสุขตลอดกาล
     เพราะว่าฉันคือวิญญาณ ผู้ทุกข์ทรมาน หลอกหลอนเธอมาตั้งนาน ไม่รู้ตัวว่าตาย
     ฉันได้ตายไปจากใจของเธอ กลายเป็นวิญญาณไร้ความหมาย’


     “แฟนกูแม่งก็เริ่มจากทำท่าทางแปลกๆ เวลาเจอกู ดูหงุดหงิดเหมือนไม่อยากเจอแบบนี้เลย ทำไมกูไม่เอะใจตั้งแต่ตอนนั้นว่ะ” เสียงอัคยังโวยวายต่อมาเรื่อยๆ เมื่อเพลงในร้านดังขึ้นโดนใจ

     พิธานตัดสินใจโทรหาคนรักอีกครั้งอย่างมีความหวัง แม้ปานนี้จะล่วงเข้าวันใหม่ไปแล้วก็ตาม ยังไม่ทันทิ้งความกังวลออกไปจากใจได้หมด เสียงอ้อแอ้อย่างคนเมาของเพื่อนที่เพิ่งถูกหักอกก็ดังขึ้น

     “มึงระวังตัวไว้ให้ดี ไอพีท มึงชอบบอกไว้ใจๆ รู้ตัวอีกทีระวังไอเมฆมันมีผัวใหม่หรือไม่ก็เมียใหม่มาโชว์มึงนะ”

     “ไอเหี้ย! ปากหมาอย่างงี้เจอตีนกูสักทีม่ะ”

     พิธานลุกขึ้นเหมือนจะทำตามที่พูด ลำบากเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างกันคว้าแขนรั้งไว้คนละข้าง ร่างสูงดูหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีกเมื่อความกังวลของเขาถูกคนอื่นกระตุ้นซ้ำขึ้นมา เขามองกลับไปที่โทรศัพท์ซึ่งถูกตัดสายไปโดยไม่มีคนรับก็กระแทกตัวลงนั่งกับเก้าอี้แรงๆ

     “มันเมาน่ะ มึงอย่าถือสา”

     กรณ์ตบบ่าปลอบใจเพื่อนสนิทแล้วผสมเหล้าใส่แก้วให้เพิ่ม พิธานกระดกเหล้าเข้าปากแล้วยกมือห้ามเพื่อนที่จะคว้าแก้วไปชงให้ใหม่ เปลี่ยนแผนที่จะกลับบ้านวันพรุ่งนี้เป็นกลับตั้งแต่คืนนี้ทันที ควักตังค์ขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะแล้วหันไปบอกเพื่อนสนิท

     “ฝากมึงจ่ายด้วย เดี๋ยววันนี้กูกลับบ้าน ไม่อยากดื่มเยอะ”

     ว่าจบร่างสูงก็ขยับตัวลุกขึ้น ส่ายหน้าบอกเพื่อนที่มองมาด้วยคำถามว่าโมโหเพื่อนอีกคนขนาดนั้นเลยเหรอ พิธานไม่ได้โกรธมาก พอจะเข้าใจอารมณ์คนเมาที่เพิ่งโดนหักอกมันก็พาลไปทั่วแบบนี้ แต่ตัวเขาเองที่ดันหงุดหงิดเพราะทุกอย่างที่เกิดกับเพื่อนมันดันลงล็อกเข้ากับเรื่องของเขาพอดีเช่นกัน

     ----

     ม่านฟ้าเดินหาโทรศัพท์ตัวเองทั่วบ้าน ไม่แน่ใจว่าวางเอาไว้ตรงไหนหลังจากกลับมาถึงบ้านเมื่อวานตอนบ่าย เขาไม่ใช่คนติดโทรศัพท์ ถ้าไม่ได้เล่นเกม บางเวลาที่อยู่บ้านก็สามารถทิ้งโทรศัพท์ไว้โดยที่ไม่แตะต้องเป็นวันๆ แต่เพราะเช้าวันนี้กำลังจะออกไปนอกบ้านกับน้องชาย เขาถึงจำเป็นต้องมาตามหาปัจจัยที่ห้าของยุคนี้อยู่อย่างตอนนี้

     หลายครั้งที่ม่านฟ้าโดนคนรักบ่นเรื่องติดต่อไม่ได้แต่ก็ยังแก้นิสัยนี้ไม่ได้เสียที เขาถอนหายใจออกมานิดหน่อยเมื่อคิดถึงคนรัก เมื่อวานเขาหงุดหงิดคนรักที่เจ้าตัวและกลุ่มเพื่อนแซวเขากลางห้าง แต่พอมาวันนี้ความรู้สึกโกรธนั้นก็จางลงไปมากแล้ว

     เดี๋ยวกลับจากซื้อของแล้วโทรหาสักหน่อยแล้วกัน

     ไม่ได้คุยกันสักพักแล้ว

     ชายหนุ่มเดินหาจนมาเจอโทรศัพท์ตกอยู่ที่ซอกโซฟา คงเพราะเมื่อวานเขากลับบ้านมาแล้วนอนตรงนี้จึงเผลอทำตกไว้ ลองกดปุ่มที่หน้าจอก็ไร้วี่แววการตอบสนอง เดาไว้ไม่ผิดว่าลืมไว้เกือบวันขนาดนี้คงแบตตายไปนานแล้ว

     เขาสอดโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋ากางเกงแม้ว่าจะไม่มีแบต คิดว่าเดี๋ยวค่อยไปเสียบชาร์ตกับแบตเตอรี่สำรองในรถแล้วเดินตามเสียงเรียกของน้องชายออกไปอย่างไม่เร่งรีบ

     ----

     พิธานตื่นมาในเช้าวันใหม่อย่างไม่สดใสนัก เขานอนไม่ค่อยหลับเพราะกระวนกระวายใจ ไม่อยากตีตนไปก่อนไข้แต่ก็ห้ามความคิดในแง่ลบของตัวเองไม่ได้ หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ สิ่งแรกที่เขาทำคือการโทรหาอีกคนที่เฝ้าโทรตลอดทั้งคืน แต่ผลที่ได้รับกลับแย่ยิ่งกว่าเดิมเมื่อข้อความตอบรับบ่งบอกว่าอีกคนปิดเครื่องไปแล้ว

     ชายหนุ่มพยายามคิดว่าเป็นเพราะนิสัยเสียของม่านฟ้าที่ชอบทิ้งโทรศัพท์ไว้ไม่เป็นที่และปล่อยไว้จนแบตหมดเท่านั้น

     ไม่ใช่เพราะไม่ต้องการคุยกับเขา

     เสียงเดินลงบันไดดังก้องอยู่ในบ้านเดี่ยวที่มีเขาอยู่เพียงคนเดียวในเวลานี้ พิธานอยู่กับพี่ชายแค่สองคนเท่านั้น พ่อกับแม่ของเขาทำงานอยู่ที่ต่างประเทศทั้งคู่ตั้งแต่เขาอยู่มัธยม มีบินกลับมาหาบ้างหรือให้เขาบินไปหาบ้างเป็นครั้งคราว

     หนุ่มวิศวะตัวโตจึงต้องทำกับข้าวเองให้เป็นและกำลังทำอาหารเช้าง่ายๆ ให้ตัวเองอยู่ในขณะนี้ กลิ่นอาหารหอมๆ ทำให้เขาใจเย็นขึ้นเล็กน้อยและตัดสินใจได้ว่าในเมื่อติดต่อไม่ได้ เขาก็จะแอบไปหาคนรักที่บ้านเสียเลย

     เมื่อตัดสินใจได้พิธานก็มานั่งกินข้าวพร้อมเปิดโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้อัปเดตเสียนานหวังให้ตัวเองคลายอาการหงุดหงิดใจที่ยังหลงเหลืออยู่

     แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น

     ภาพหญิงสาวคนหนึ่งกำลังแกล้งทำปากเบะเซลฟี่ใบหน้าของตัวเองมาครึ่งหน้า และโฟกัสไปที่แผ่นหลังของคนคนหนึ่งที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่

     ไม่ต้องคิดให้นานเมื่อแผ่นหลังนั้นถูกแท็กด้วยชื่อของคนรักเขา พิธานขมวดคิ้วหนักขึ้นเมื่อเห็นข้อความที่เจ้าของภาพลงเอาไว้ประกอบ

     ‘ผิดที่เราเจอกันช้าไป ไม่จำเป็นต้องไปโทษใคร เพราะผลสุดท้าย คนที่ต้องเจ็บคือฉันคนเดียว’

     แม้จะเป็นแค่ท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงดัง แต่ความหมายที่เจ้าของโพสต์ต้องการจะสื่อคืออะไรกันแน่

     อารมณ์ที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้วของพิธานทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองงุ่นง่านยิ่งกว่าเดิม พิธานไม่อยากทำตัวงี่เง่าอย่างการตามส่องโซเชียลคนอื่นอย่างที่เขาชอบบ่นแฟนสาวของเพื่อน แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ให้กดเข้าไปที่บัญชีของหญิงสาวเพื่อดูสิ่งที่เจ้าตัวได้ลงเอาไว้ไม่ได้

     ความอยากอาหารของพิธานยิ่งลดน้อยลงเมื่อเลื่อนไปเรื่อยๆ กลับยิ่งเห็นรูปที่หญิงสาวคนนี้แท็กคู่กับแฟนเขา ทั้งถ่ายแค่สองคนหรือถ่ายกันเป็นกลุ่ม ความสนิทกันแสดงให้เห็นชัดเจนโดยเฉพาะภาพสุดท้ายที่ทำให้เขาแทบฟิวส์ขาด

     ‘รักคนนี้ คนดีที่หนึ่ง’

     แล้วตามด้วยภาพหญิงสาวเจ้าของบัญชีกำลังกอดแขนและซบหน้าลงกับบ่าของชายหนุ่มคนหนึ่ง แม้ถ่ายติดชายหนุ่มมาแค่ครึ่งตัวและไม่เห็นหน้าแต่ทำไมเขาจะจำไม่ได้ ยิ่งแท็กที่สาวเจ้าแท็กไปหาคนรักของเขายิ่งมั่นใจ และหนักขึ้นเมื่อพิธานกดเข้าไปอ่านความคิดเห็นที่แสดงไว้ใต้ภาพ

     ‘มีความแฟนเว่อร์’

     ‘แงงง อยากมีพี่เมฆเป็นของตัวเองบ้าง’

     อีกหลายความเห็นที่พิธานไม่คิดจะทนอ่านต่อไป เขาปิดหน้าจอลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก นึกไปถึงแฟนหนุ่มของเพื่อนสนิทที่เพิ่งเลิกกันแล้วไปคบกับผู้หญิงแทน สมองสั่งตัวเองไม่ให้คิดไปในแง่ร้าย แต่อารมณ์ของเขากลับคิดย้อนไปถึงแฟนเก่าของคนรัก

     ใช่ ม่านฟ้าเป็นแฟนคนแรกของเขา

     แต่เขา… ไม่ได้เป็นแฟนคนแรกของม่านฟ้า

     ก่อนที่จะคบกันคนรักของเขาเคยมีแฟนเก่ามาก่อนคนหนึ่ง แม้เจ้าตัวจะบอกว่าไม่ได้คบกันจริงจัง สถานะเหมือนคนคุยเสียด้วยซ้ำและยังไม่ทันไรพวกเขาก็รู้ดีว่าไปกันไม่รอด จึงกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

     และใช่ แฟนเก่าของม่านฟ้าเป็นผู้หญิง หน้าตาน่ารักไม่ต่างไปจากเจ้าของบัญชีนี้เท่าไหร่ ไม่ได้สวยมากแต่สดใส ร่าเริงและเป็นธรรมชาติ หากเหตุการณ์เป็นว่าม่านฟ้าเองก็ชอบผู้หญิงคนนี้เหมือนกันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

     หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ชายหนุ่มยิ่งกังวล มือคว้ากุญแจรถกับของใช้จำเป็นอย่างกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วเดินไปสตาร์ทรถเพื่อออกไปหาคนรักที่บ้าน

     ไม่รู้โชคดีหรือเพราะความร้อนใจที่ทำให้วันนี้พิธานขับรถมาที่บ้านของม่านฟ้า ไม่ได้เดินมาหาอย่างทุกครั้ง เพราะเมื่อมาถึงหน้าบ้านที่คุ้นเคย เขากลับเห็นเพียงหลังไวๆ ของคนรักที่เปิดประตูขึ้นรถและขับออกจากบ้านไป

     พิธานขับตามรถของคนรักไปอย่างไม่ทันได้คิด มานึกขึ้นได้ว่ากำลังทำตัวเป็นภรรยาสาวจอมจุ้นจ้านที่แอบตามสามีไปทำงานเพราะกลัวจะมีกิ๊กก็ตอนที่ออกมาหลายกิโลแล้ว

     เอาเถอะ มาขนาดนี้แล้ว ตามต่ออีกหน่อยจะเป็นไร

     ชายหนุ่มรู้นิสัยคนรักว่าขี้เกียจตัวเป็นขนแค่ไหน ม่านฟ้าเป็นคนประหยัดพลังงานในชีวิตค่อนข้างมาก หากไม่จำเป็นจริงๆ การเห็นม่านฟ้าออกจากบ้านด้วยธุระของตัวเองค่อนข้างเป็นเรื่องที่ผิดวิสัย

     เพราะมัวแต่คิดมากทำให้เขาคลาดกับรถของคนรักเมื่อมาถึงที่จอดรถของห้างสรรพสินค้า ไฟบริเวณที่จอดรถไม่ได้สว่างมากจึงยากต่อการหารถที่หน้าตาออกจะคล้ายๆ กันไปหมด แต่พิธานมั่นใจว่าคนรักของเขาขับรถเข้ามาที่ชั้นนี้และคงจะเข้าไปในตัวห้างผ่านประตูเชื่อมลานจอดรถ

     หนุ่มวิศวะรีบจอดรถแล้วเดินเข้าไปในห้างเช่นกัน หงุดหงิดที่ตัวเองเผลอคลาดสายตาไป การจะตามหาคนภายใต้ห้างสรรพสินค้าไม่ใช่เรื่องง่าย พิธานพยายามคิดว่าคนรักของเขาจะเดินไปที่แผนกใดและรีบเดินไปตามทางที่ตัวเองสันนิษฐานเอาไว้

     แต่จนแล้วจนรอดไม่ว่าจะเดินตามร้านหนังสือ ร้านกาแฟ หรือที่ไหนที่เขาคิดว่าจะเป็นจุดหมายของคนรักก็ไม่พบ จนสุดท้ายชายหนุ่มก็ได้แต่ยืนคอตกถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

     ‘กูกำลังทำบ้าอะไรอยู่ว่ะ’

     ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่พิธานถามคำถามเหล่านี้กับตัวเอง จนสุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอดใจที่จะตามหา หันหลังเตรียมเดินกลับไปที่ลานจอดรถก็สะดุดตากับร้านเวชภัณฑ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับบริเวณที่เขายืนอยู่

     ไหนๆ มาแล้ว ซื้อของเข้าบ้านหน่อยแล้วกัน

     ขายาวๆ ก้าวเข้าไปที่ร้านเวชภัณฑ์แล้วเดินหาโซนของใช้ส่วนตัวผู้ชาย ขณะก้มลงหยิบครีมโกนหนวดแบบที่เคยใช้มาไว้ในมือ เขาก็เหลือบไปเห็นผู้ชายสองคนที่ยืนหันหลังให้เขากำลังเลือกของบนชั้นวางของถัดไปไม่ไกล


     TBC



     Achaya (Writer) :

     การบาดหมางกันบางครั้งก็เกิดขึ้นมาจากเรื่องไม่เป็นเรื่องเล็กๆ การไม่รับโทรศัพท์ การฟังคำคนอื่นแล้วคิดมาก แต่หากมองในมุมมองของแต่ละคน ทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเองที่ทำให้คิดเช่นนั้นได้เหมือนกัน อีกทั้งเหตุการณ์ที่เราเคยมองว่าเป็นแบบหนึ่ง แท้จริงแล้วอาจมีความจริงอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ก็ได้

     ขอบคุณที่ติดตามอ่านและคอมเมนต์นะคะ




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 2

     พิธานมองเสี้ยวหน้าของคนรักที่หันมาคุยกับผู้ชายตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างกันแล้วพลันรู้สึกเลือดขึ้นหน้า เสียงของเพื่อนปากหมาดังขึ้นมาในหัวโดยไม่ได้ตั้งใจ

     “มึงระวังตัวไว้ให้ดี ไอพีท มึงชอบบอกไว้ใจๆ รู้ตัวอีกทีระวังไอเมฆมันมีผัวใหม่หรือไม่ก็เมียใหม่มาโชว์มึงนะ”

     ชายหนุ่มเหยียดยิ้มออกมาทั้งที่โกรธจนตาลาย เขาปั้นหน้ายียวนก่อนเอ่ยเสียงทักทายคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามออกไป

     “โอ๊ะ วันนี้ไม่ได้มาคนเดียว พากิ๊กมาด้วยเหรอ”

     ร่างของคนรักเขาหันกลับมาพร้อมกับชายร่างสูงโปร่งข้างกัน เพราะไม่ได้ยืนห่างกันไกล เขาจึงมองเห็นว่าแววตาของม่านฟ้าฉายแววแปลกใจออกมาก่อนตามด้วยความหงุดหงิด

     พิธานรู้ว่าม่านฟ้ากำลังสงสัยอะไรจึงยกครีมโกนหนวดในมือขึ้นสูงหน่อย ก่อนหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วเอ่ยออกไปอย่างยียวนยิ่งกว่าเดิม

     “ทำไม แปลกใจอะไร คิดว่ามาห้างได้คนเดียวเหรอ”

     ปฏิกิริยาต่อมาของคนรักยิ่งทำให้เขาโมโห ม่านฟ้าส่ายหน้าเบาๆ แล้วหันหลังให้อย่างคนที่ไม่อยากสนใจ กลับกันคนที่ดูสนใจการมาของเขามากกว่ากลับเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ข้างกัน

     “ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรหรือครับ ท่าทางคุณดูชอบเรียกร้องความสนใจเสียจริง!”

     เสียงและท่าทางติดสาวของเด็กหนุ่มทำให้พิธานเลิกคิ้ว ครั้งแรกที่เห็นหน้าเขาก็มีความรู้สึกคุ้นหน้าของเด็กหนุ่มคนนี้ไม่น้อยแต่เพราะกำลังอารมณ์เสีย เขาจึงมองข้ามเรื่องเหล่านั้นไป จนมานึกขึ้นได้เมื่อเด็กหนุ่มออกอาการดังว่าออกมา

     ‘ภูหมอกเหรอ?’

     พิธานเคยเห็นภูหมอกมาบ้าง แต่นานแล้วตั้งแต่สมัยเขาเรียนมัธยม จนเมื่อเข้ามหาลัยเขาก็ไม่เคยได้เห็นเด็กหนุ่มที่เป็นน้องชายของคนรักอีกเลย ใครจะคิดว่าเด็กที่ตัวไล่ๆ กับม่านฟ้าในวันนั้น มาวันนี้จะตัวสูงแซงพี่ชายไปแล้ว ผนวกกับเรื่องราวของภูหมอกที่เขาเคยได้ยินมาจากม่านฟ้า จึงทำให้เขามั่นใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือน้องชายของคนรักไม่ผิดแน่

     “อ้าว นึกว่ามากับกิ๊ก ที่ไหนได้...”

     ชายหนุ่มร่างสูงรั้งคำว่า ‘น้องชาย’ ที่กำลังจะหลุดออกไปเอาไว้ในลำคอ ไม่ได้มีเจตนาจะกวนประสาทสองพี่น้องตรงหน้าแต่อย่างใด แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ต่อให้เขารู้จักภูหมอกและรู้ว่าคนตรงหน้าคือน้องชาย แต่ภูหมอกไม่ได้รู้จักเขาสักนิด การพูดออกไปเหมือนว่ารู้จักรังแต่จะทำให้เกิดข้อสงสัย

     ชายหนุ่มกลืนก้อนแข็งที่จุกขึ้นมาที่ลำคอลงไป เมื่อความรู้สึกน้อยใจตีตื้นขึ้นมาและสำเหนียกได้ถึงตัวตนของเขา

     สำหรับบ้านของม่านฟ้า เขาเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตนหรือเป็นแม้กระทั่งคนรู้จักเลยด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์ของเขากับคนรักต้องถูกปิดบังมาตลอด แม้ไม่ใช่กับทุกคน แต่กับคนสำคัญของม่านฟ้าอย่างคนในครอบครัว เขากลับไม่มีสิทธิ์แม้จะเดินออกไปพูดคุยอย่างคนรู้จัก

     เงื่อนไขที่คนรักของเขาให้ไว้มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจมาตลอด แม้ปากจะบอกกับคนรักออกไปกี่ครั้งว่าไม่เป็นไร แต่ตัวเขาเองที่รู้ดีที่สุดว่ามันทรมานแค่ไหน

     แค่เพียงเพราะเขาทั้งคู่เป็นผู้ชาย เราจึงรักกันอย่างเปิดเผยไม่ได้

     “เป็นแบบนี้แล้วมันผิดตรงไหน หนักหัวคุณหรือไง ทำไมถึงต้องมายุ่งด้วย”

     เสียงของภูหมอกดังขึ้นทำให้พิธานรู้สึกตัว

     นั่นสิ ผิดตรงไหน เป็นแบบนี้แล้วผิดตรงไหน

     แม้ม่านฟ้าจะเคยเสนอให้มาทำความรู้จักกับคนในบ้านในฐานะเพื่อนก่อน แต่เป็นเขาเองที่ปฏิเสธไปอย่างไม่พอใจ

     เพราะไม่ว่าอย่างไร ม่านฟ้าก็ยืนยันว่าพ่อไม่มีทางรับความสัมพันธ์ของพวกเขาได้

     แล้ว...ม่านฟ้าเองจะรู้สึกอึดอัดกับความสัมพันธ์แบบนี้บ้างรึเปล่านะ

     จะรู้สึกอึดอัดเหมือนกันกับที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ไหม

     และหากคำตอบของคนรักคือคำว่า...

     ใช่

     จะมีสักวันหรือเปล่าที่ม่านฟ้าอยากจะกลับไปคบกับใครสักคนที่สามารถเปิดเผยความสัมพันธ์ได้อย่างไม่ต้องปิดบัง

     กับผู้หญิงสักคนที่จะได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว

     ภาพของหญิงสาวที่เห็นผ่านโซเชียลเมื่อเช้าผุดขึ้นมาในหัว พิธานรู้สึกถึงขอบตาที่ร้อนขึ้นของตัวเอง เขากัดกรามเข้าหากันแน่นก่อนจ้องเขม็งไปที่คนรักและกล่าวประชดประชันคนตรงหน้าออกไปอย่างลืมตัว

     “ผิดดิ เรื่องแบบนี้น่ะ... จะมีพ่อแม่ที่ไหนรับได้ที่ลูกเป็นแบบนี้ ลูกชายที่เป็นลูกชายให้ไม่ได้มันคงน่าอาย น่ารังเกียจมาก ถึงต้องปิดเป็นความลับไง”

     ----

     ม่านฟ้ากำลังหงุดหงิด...อีกครั้ง

     การเจอกับคนรักสองวันติดควรเป็นเรื่องที่น่าดีใจสำหรับพวกเขาที่ไม่ได้เจอกันนาน แต่สองวันที่เจอกันมานี้กลับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดติดต่อกันทั้งสองวัน ทั้งที่ความรู้สึกหงุดหงิดในวันแรกจางลงไปมากแล้ว แต่การเจอกันวันนี้กับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

     แค่การทักทายในตอนแรกที่พูดว่า ‘พากิ๊กมาด้วย’ ก็ทำให้เขาเริ่มหงุดหงิดแล้ว ถึงได้ไม่อยากต่อปากต่อคำต่อไปให้ต้องอารมณ์เสียกันมากกว่าเดิม แต่คนรักของเขากลับกวนไม่เลิก แม้คำลงท้ายที่เว้นไว้เขาพอจะรู้ว่าเจ้าตัวคงตั้งใจหมายถึง ‘เป็นน้องชาย’ หรืออะไรทำนองนั้น

     แต่จะด้วยหน้าตากวนประสาทที่มีมาแต่กำเนิดหรือความยียวนที่มาฝึกเพิ่มให้เข้ากับนิสัยถึงทำให้น้องชายของเขาเข้าใจผิดไปไกล ยังไม่ทันที่เขาจะห้ามปรามน้องชายที่หลุดคำพูดออกไป กลับต้องโมโหหนักขึ้นเมื่อคำพูดพล่อยๆ ของคนรักสวนกลับมา

     "จะมีพ่อแม่ที่ไหนรับได้ที่ลูกเป็นแบบนี้ ลูกชายที่เป็นลูกชายให้ไม่ได้มันคงน่าอาย น่ารังเกียจมาก"

     ทันทีที่ได้ยินม่านฟ้ายอมรับว่าไม่เข้าใจความหมายที่คนรักพูดออกมา เขาไม่คิดว่าคนรักจะพูดเรื่องแบบนั้นกับน้องชายของเขา แต่ ณ เวลานั้น คำพูดของพิธานจะสามารถแปลเป็นความหมายอะไรได้อีกหากไม่ต้องการกระทบกระทั่งภูหมอกที่ถามคำถามก่อนหน้าออกไป

     พิธานรู้เรื่องของภูหมอกดีจากการเล่าเรื่องของเขา เมื่อยามที่เล่าเจ้าตัวก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เพียงตอบรับอย่างเข้าใจกลับมาก็เท่านั้น

     แล้วทำไมวันนี้มาพูดแบบนี้

     ด้วยอารมณ์โมโหและความไม่เข้าใจทำให้ม่านฟ้าเผลอสวนคำด่าออกไปแล้วลากตัวน้องชายออกมาให้ห่างจากคนรัก

     ช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นชายหนุ่มก็พาน้องชายไปกินข้าว ม่านฟ้าพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองจึงหยิบโทรศัพท์ที่ชาร์ตกับแบตเตอรี่สำรองเอาไว้ออกมาเปิดเครื่องโดยคิดว่าจะหาอะไรเล่นขณะรออาหารเพื่อให้อารมณ์เย็นลง

     ครั้นเปิดโทรศัพท์ที่ไม่จับมาตั้งแต่เมื่อวาน ข้อความแจ้งเตือนหลายอย่างก็ดังขึ้นแข่งกันเรียกร้องความสนใจ

     หนึ่งในข้อความแจ้งเตือนบ่งบอกถึงสายไม่ได้รับจากใครบางคนที่เพิ่งเจอกันมาเมื่อครู่ เจ้าตัวโทรมาหาเขาตั้งแต่เมื่อวาน แต่แทนที่จะรู้สึกผิด ในเวลานี้ม่านฟ้ากลับรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม เขากดออกโดยที่ไม่คิดจะโทรกลับไปหาคนปากหมาคนนั้นสักพัก

     ปากหมานักก็อย่าเพิ่งคุยกันเลย

     ----

     เกือบอาทิตย์แล้วหลังจากที่เจอคนรักที่ห้างสรรพสินค้า ภาพคนรักที่เดินออกไปทำให้พิธานที่กำลังโกรธรู้สึกแย่ไม่น้อย รู้ตัวดีว่าไม่ควรพูดประชดประชันออกไปแบบนั้น ครั้นจะโทรไปเพื่อขอโทษหรือปรับความเข้าใจ ทิฐิในใจบางอย่างกลับรั้งเขาเอาไว้

     เขาเฝ้าโทรหาม่านฟ้าตั้งแต่คืนก่อน ทำไมถึงไม่เป็นม่านฟ้าบ้างที่คิดจะโทรมาหาเขา หรือเพราะแท้จริงคนรักไม่คิดจะสนใจเขาแล้วถึงได้ไม่รับสายกันแบบนี้

     พิธานตัดสินใจที่จะไม่โทรไปหาม่านฟ้าอีก คิดว่าม่านฟ้าควรจะเป็นฝ่ายโทรมาหาเขาเอง แต่จนแล้วจนรอดแม้เขาจะถือโทรศัพท์ไปมา หยิบดูเช้าหยิบดูเย็นก็ไม่มีวี่แววของการโทรมาของคนรักเลยสักครั้ง

     ขณะที่คิดจะทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้างนอกจากหายใจเข้าออกแล้วเฝ้าคิดถึงใครบางคน พิธานก็ออกมารดน้ำต้นไม้พร้อมคิดจะแอบสูบบุหรี่นิดหน่อยพอให้หัวโล่ง

     แท้จริงแล้ว แม้ม่านฟ้าจะไม่ได้บังคับแต่ก็เคยถามปนขอเขาเอาไว้ให้ลองเลิกหรือลดบุหรี่ดู อย่างไรในระยะยาวมันก็ส่งผลเสียมากกว่าดี เขาเองก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะพยายามเลิกให้ได้ แต่ช่วงที่ผ่านมาเพราะฟุ้งซ่านแต่กับเรื่องของคนรัก เขาจึงอดกลับมาพึ่งมวนนิโคตินพวกนี้ไม่ได้

     มือที่กำลังจะเคาะบุหรี่ออกจากซองเพื่อคาบใส่ปากถึงกับอ่อนแรงลงจนแทบทำบุหรี่ร่วงเมื่อเห็นคนที่วิ่งมาหน้าบ้านเขาในยามเช้าเช่นนี้ พิธานรีบซุกซองบุหรี่ไว้ในกระเป๋ากางเกงทั้งที่บอกตัวเองว่าไม่ได้ทำอะไรผิด

     เขาบอกแล้วว่าจะ 'พยายาม' แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกได้

     แวบแรกหลังอาการตกใจ พิธานรู้สึกดีใจที่ม่านฟ้ามาหาเขาถึงบ้าน แต่ท่าทางของคนรักที่หันรีหันขวางผิดปกติทำให้พิธานขมวดคิ้ว อีกทั้งเสียงฝีเท้าที่เบาผิดปกติทำให้เขาก้มลงไปมองที่เท้าของคนรัก

     ม่านฟ้าไม่ได้ใส่รองเท้าแล้วยืนอยู่บนถนนที่ร้อนจัดด้วยเท้าเปล่า เท้าขาวๆ แดงขึ้นจากความร้อนและการวิ่งด้วยความเร็ว แม้จะยังเดาสาเหตุไม่ได้แต่พิธานก็เอ่ยทักคนรักขึ้นก่อน

     “เห้ย มึง”

     ทันทีที่คนรักหันกลับมา ชายหนุ่มร่างสูงก็พยายามบอกตัวเองให้ปั้นหน้าดุเอาไว้ เขายังไม่ลืมเรื่องที่เคืองและน้อยใจคนรัก ถึงได้พูดออกไปอย่างวางท่า

     “มาด้อมๆ มองๆ อะไรหน้าบ้านกู”

     ไม่ทันที่คนวางท่าจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้นก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อคนรักกระโดดเข้ามาติดประตูบ้านเขาพร้อมแขนเรียวยื่นของบางอย่างผ่านรั้วเข้ามา

     “ฝากหน่อย!”

     “เห้ย! อะไรเนี่ย!”

     ระยะที่ใกล้เข้ามาห่างเพียงรั้วเหล็กกั้นทำให้เขาสังเกตสภาพของคนรักได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

     นอกจากเท้าเปล่าเปลือยแล้ว ตามตัวของม่านฟ้ายังเต็มไปด้วยรอยข่วน ดูมอมแมมไม่ต่างจากลูกแมวข้างถนนที่ไปเล่นซนมา ยิ่งแก้มขาวๆ ที่ขึ้นสีเรื่อจากอากาศและการวิ่ง พิธานจึงทำได้เพียงแสร้งขมวดคิ้วแล้วถามล้อออกไปด้วยเสียงปนหัวเราะเจือความเอ็นดู

     “มึงไปยกเค้าบ้านใครเขามาแล้วเอาของกลางมายัดใส่กู ให้กูกลายเป็นแพะรึเปล่าเนี่ย”

     “โอย มึงอย่าเพิ่งเล่นตัวตอนนี้ได้ไหม ช่วยกูก่อน กูขอล่ะ”

     เมื่อเห็นสีหน้าคล้ายจะร้องไห้ของคนรัก แฟนที่แสนดีอย่างเขาก็ทำได้เพียงใจอ่อน ยอมรับของฝากอย่างเครื่องสำอางเอาไว้ เขาพอจะเดาเรื่องต่างๆ ได้จากของในมือ แม้ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงเป็นม่านฟ้าที่หยิบของพวกนี้หนีมา แต่ก็มั่นใจได้ว่าของใช้ของน้องชายคนรักคงสร้างเรื่องให้กับคนเป็นพี่เข้าแล้ว

     แต่ก่อนคนรักจะวิ่งออกไป เขามองเท้าแดงๆ นั้นอย่างเป็นห่วงแต่ก็ต้องดึงความคิดกลับมาที่สิ่งสำคัญกว่า

     พิธานคว้าซองบุหรี่ในกระเป๋ากางเกงออกมาโยนให้คนรัก ไม่สนใจว่าสุดท้ายแล้วจะโดนคนรักบ่นหรือไม่ แต่สถานการณ์แบบนี้เขาคิดว่าของที่ให้ไปน่าจะจำเป็น

     ----

     ม่านฟ้าลังเลเล็กน้อยเมื่อจ้องมองโทรศัพท์ที่แสดงเบอร์ของคนรัก เมื่อวานพิธานรับฝากเครื่องสำอางจากเขาไว้ให้พ้นจากสายตาของพ่อ ม่านฟ้าบอกตัวเองว่าที่วิ่งไปหน้าบ้านของคนรักในยามนั้นเป็นเพราะความบังเอิญล้วนๆ หาใช่เพราะสัญชาตญาณหรือความเคยชินแต่อย่างใด

     เขาคิดวนเวียนอยู่หลายวันว่าจะโทรไปหาคนรัก แต่เมื่อคิดไปถึงการเจอกันครั้งสุดท้ายและคำพูดที่พูดออกมากลับยิ่งทำให้เขาสับสน ไม่เข้าใจว่าทำไมคนรักจึงพูดออกมาเช่นนั้น

     จะว่าพิธานรังเกียจที่ภูหมอกเป็นเพศที่สาม แต่การที่พวกเขาคบกันอยู่ก็คือการถูกขนานนามว่าเพศที่สามเช่นเดียวกันไม่ใช่เหรอ

     หรือว่าพิธานจะไม่ชอบ ‘ตุ๊ด’ ทั้งที่ตัวเองก็เป็น ‘เกย์’ เนี่ยนะ

     ชายหนุ่มคิดออกแต่เพียงแง่นั้น แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าหากไม่ชอบ ทำไมไม่บอกเขาเสียตั้งแต่ตอนที่เขาเล่าเรื่องเกี่ยวกับภูหมอกให้ฟัง แต่มาพูดเอาต่อหน้าน้องเขาเช่นนี้ทำไม

     แต่สุดท้ายเพราะมีของที่ฝากไว้กับคนรัก ม่านฟ้าถึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องโทรไปหาพิธานเพื่อเอา 'ของกลาง' คืนมาอยู่ดี

     เสียงรอสายดังอยู่สักพักราวกับอีกฝั่งไม่ได้อยู่ใกล้โทรศัพท์ แต่ม่านฟ้าก็ยังเฝ้ารออย่างใจเย็น ก่อนสัญญาณจะถูกตัดไปเสียงรับสายจากคนคุ้นเคยก็ดังขึ้น

     ‘ฮัลโหล’

     “...”

     ‘โทรมาได้แล้วเหรอ’ ม่านฟ้ายังไม่ทันได้นึกคำพูดอะไรต่อจากคำทักทาย คำพูดต่อมาที่ดังขึ้นกลับทำให้ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ‘นึกว่าลืมไปแล้วว่ามีแฟนคนนี้อยู่’

     ม่านฟ้าสูดหายใจเข้าลึกพยายามไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดยียวน แล้วรีบกล่าวถึงวัตถุประสงค์แรกที่โทรมา “...เรื่องเครื่องสำอา-”

     ‘อ๋อ ต้องมีเรื่องก่อนใช่ไหมถึงจะยอมโทรมาหาได้’

     ชายหนุ่มที่เป็นฝ่ายโทรหารู้สึกถึงอารมณ์หงุดหงิดของตนเองที่เพิ่มมากขึ้น แม้พยายามจะดึงเสียงตัวเองไว้ให้เรียบนิ่งเหมือนปกติแต่คำพูดที่หลุดออกไปก็ยังแฝงไปด้วยอารมณ์จิกกัดไม่แพ้กัน

     “ก็คงงั้น กับคนปากไม่ดีทำไมกูต้องโทรหาด้วย”

     ‘แล้วเวลากูโทรหามึงเคยรับกูไหมล่ะ! ต้องให้กูพูดอีกกี่ทีว่าให้รับโทรศัพท์ หรือมึงเอาเวลาไปคุยกับใครอยู่หรือไงถึงไม่ว่างมารับโทรศัพท์กูน่ะ!’

     “...”

     ม่านฟ้าถึงกับขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่รุนแรงขึ้นของคนรัก รู้นิสัยของคนรักที่เป็นคนอารมณ์ร้อน เขาจึงยิ่งพยายามดึงตัวเองให้เย็นลงไปอีก...

     ‘ทำไมไม่โทรกลับมาหากู!!’

     แต่ความอดทนบางอย่างก็มีขอบเขต

     “แล้วมึงปากหมาทำไมล่ะ ทำไมถึงต้องไปพูดกับไอหมอกมันแบบนั้น กูไม่เข้าใจ”

     ม่านฟ้าหลุดพูดออกไปด้วยอารมณ์ไม่แพ้กัน แม้ไม่ได้ขึ้นเสียงตะคอกอย่างที่คนรักทำ แต่อีกฝ่ายคงสัมผัสได้ถึงเสียงที่ไม่มั่นคงอย่างคนอารมณ์ไม่ดี

     ‘...’

     “ไม่เข้าใจว่าวันนั้นมึงพูดแบบนั้นทำไม กูก็เคยบอกเรื่องของหมอกกับมึงแล้วนิ มึงก็ไม่ได้ว่าอะไรสักคำ แล้วทั้งที่กูก็เคยบอกว่ามันเซ้นซิทีฟแค่ไหนแต่ก็ยังพูดแบบนั้นต่อหน้ามัน ทำไมว่ะ กูไม่เข้าใจ”

     ปลายเสียงในตอนท้ายของม่านฟ้าอ่อนลงอย่างคนมืดมน คิดไม่ออกถึงสาเหตุการพูดจาร้ายๆ ในครั้งนั้น อีกทั้งอารมณ์รุนแรงกับการพูดราวกับว่าเขามี 'ใครอื่น' ในครั้งนี้

     ‘...’

     “...”

     ความเงียบครอบคลุมปลายสายทั้งสองอีกครั้ง ราวกับทั้งคู่พยายามปรับอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ แต่ม่านฟ้าคงคิดเช่นนั้นไปเองคนเดียว เมื่อได้ยินเสียงที่กดต่ำดังขึ้นมาจากอีกคน

     ‘แล้วถ้าคำพูดนั้น...กูไม่ได้หมายถึงน้องมึง แต่หมายถึงเรื่องของเราล่ะ’

     “...”

     ม่านฟ้านิ่งไปชั่วครู่ก่อนรู้สึกตัวเย็นวาบ เขาแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพชตัวเองเมื่อได้ยินประโยคนั้นของคนรัก คำพูดในวันนั้นดังย้อนขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

     “ผิดดิ เรื่องแบบนี้น่ะ... จะมีพ่อแม่ที่ไหนรับได้ที่ลูกเป็นแบบนี้ ลูกชายที่เป็นลูกชายให้ไม่ได้มันคงน่าอาย น่ารังเกียจมาก ถึงต้องปิดเป็นความลับไง”

     เพียงแค่เปลี่ยนความคิดที่ว่าอีกฝ่ายตั้งใจเสียดสีน้องเขา มาเป็นพูดกับตัวของเขาเอง เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็กระจ่าง

     นั้นคงเป็นคำพูดประชดประชันเขาที่บังคับให้อีกฝ่ายต้องปิดความสัมพันธ์ไว้เป็นความลับมาตลอด

     ม่านฟ้านิ่งค้างอยู่เช่นนั้นเมื่อสมองเข้าใจถึงความหมายในคำพูด แต่กลับไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้พิธานพูดเรื่องนั้นขึ้นมา

     ทำไม

     ทำไมอยู่ๆ ถึงโกรธเขาเรื่องนี้

     เขาทำอะไรผิดไปเหรอ

     สามปีที่ผ่านมาเขาเป็นกังวลกับความรู้สึกของคนรักอยู่เสมอ แต่เพราะเจ้าตัวเอาแต่บอกว่าไม่เป็นไร ไม่คิดมาก อีกทั้งพิธานก็ไม่เคยแสดงอาการหงุดหงิดหรือไม่พอใจออกมา เขาถึงได้พอวางใจและเชื่อคำพูดนั้นอย่างไม่ทันระวัง

     ไม่ทันระวังว่าคนรักเก็บความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้เพียงเพื่อให้เขาสบายใจ

     การที่พิธานระเบิดความรู้สึกออกมาเป็นคำประชดประชันเหล่านั้น

     นั่นหมายถึง…

     เจ้าตัวทนไม่ไหวแล้วกับการปิดบังเช่นนี้

     ...และไม่อยากจะทนแล้วอย่างนั้นเหรอ

     “มึง...ทนอึดอัดมาตลอดเหรอ”

     ‘ใช่...กูอึดอัด อึดอัดจนแทบบ้าที่ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ต่างจากเมียน้อยแบบนี้!! ’

     อีกครั้งที่เสียงดังราวกับตวาดของอีกคนดังลอดมาตามสายจนม่านฟ้าสะดุ้ง ความรู้สึกที่อัดแน่นและบีบคั้นอยู่ในอกทำให้ชายหนุ่มกำมือแน่น

     “มึง...เหนื่อยมากไหมว่ะ”

     ม่านฟ้าพูดออกไปด้วยเสียงเบาหวิวอย่างอับจนเมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่พูดออกมากลับเป็นคำพูดต้องห้ามที่ยิ่งกระตุ้นอารมณ์โมโหให้อีกฝั่งเข้าใจว่ามันคือการประชดประชัน

     'แล้วมึงล่ะ เหนื่อยมากไหมที่มาคบกับผู้ชายอย่างกูเนี่ย'

     "..."

     ทันทีที่เสียงลอดไรฟันนั้นจบลง ความเงียบที่น่าอึดอัดก็ก่อตัวขึ้น ราวกับปลายสายทั้งสองต่างกลั้นหายใจกันเอาไว้ ประโยคต่อมาที่ทั้งคู่ต่างรู้ว่ามันคืออะไรดังขึ้นในหัวแต่ไม่มีใครพูดมันออกมา

     งั้นก็เลิกกันไปเลย

     ม่านฟ้าส่ายหน้าไม่อยากให้คำพูดที่กลัวนั้นหลุดออกมา มือของเขากำโทรศัพท์แน่นจนสั่นไปหมด ก่อนสะดุ้งแล้วกลั้นหายใจอีกครั้งเมื่อได้ยินอีกฝั่งพูดขึ้นมา

     ‘มึง…’ หากฟังไม่ผิดเสียงของอีกฝ่ายก็สั่นไม่แพ้กันเมื่อเอ่ยออกมา

     ‘มาหากูที่บ้าน กูไม่อยากคุยเรื่องนี้ทางโทรศัพท์’



     TBC





     Achaya (Writer) :

     เหรียญมีสองด้าน คนมีสารพันความคิด เรื่องราวต่างๆ เองก็มีได้หลายมุมเหมือนกัน ตอนนี้อาจจะเน้นความคิดของตัวละครมากหน่อย ส่วน Fact ที่เกิดขึ้นจากการกระทำและคำพูดนั้นลองย้อนกลับไปอ่านที่ภาคหลักอีกทีก็ได้

     ขอบคุณที่ติดตามอ่านและคอมเมนต์ที่น่ารักนะคะ


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
รวดเดียวจบรีบมาอีกน้าาาา

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 3

     ‘มาหากูเดี๋ยวนี้ ถ้ามึงมาช้ากูจะทุบเครื่องสำอางน้องมึงทิ้งทีละอันเลย’

     คำสำทับสุดท้ายก่อนที่สายจะตัดไปทำให้ม่านฟ้าได้แต่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ไม่มีครั้งไหนที่เขาจะรู้สึกกลัวการไปบ้านของคนรักเท่าครั้งนี้ ต่อให้เป็นวันที่เขาเข้าไปหาพ่อแม่ของพิธานครั้งแรกก็ยังมีคนรักปลอบใจอยู่ข้างๆ

     แต่เวลานี้ กำลังจะไม่มีแล้ว

     ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกก่อนหยัดตัวลุกขึ้นอีกครั้ง คว้าโทรศัพท์ที่เผลอปล่อยทิ้งไว้แล้วหยิบกุญแจบ้านขึ้นมา ก้าวเดินออกจากบ้านไปด้วยความกลัวสุดหัวใจ แต่ต่อให้เขารั้งรอไปก็ใช่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยน

     คงมีแต่ต้องยอมรับมันเท่านั้นสินะ

     ----

     พิธานกำลังจะเป็นบ้าตายอีกครั้ง เขาตบปากตัวเองแรงๆ ก่อนทึ้งหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด เขาปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือสติ โมโหใส่คนรักและพูดจาไม่ดีใส่สารพัด

     ทั้งที่คิดว่าการคุยกันครั้งนี้ของพวกเขาจะทำให้พวกเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่เพราะตัวเขา เพราะปากหมาๆ เพราะสมองที่ไม่รู้จักคิดนี้ ทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่ขึ้นไปอีก

     เขาเผลอประชดประชันอีกคนไปเพราะรู้สึกน้อยใจเมื่อคนรักพูดถึงเรื่องของที่ฝากไว้ขึ้นมาทันทีราวกับไม่อยากต่อบทสนทนากันให้ยืดยาว

     ความรู้สึกของการโทรหาคนรักซ้ำๆ ในค่ำคืนที่เขาเป็นกังวลใจแต่ไม่มีการตอบรับจากอีกคนดึงอารมณ์ฉุนเฉียวของเขากลับมาอีกครั้ง ยิ่งเมื่อนึกย้อนไปถึงภาพหญิงสาวอีกคนที่ดูสนิทกับคนรักทำให้เขาเผลอตะโกนออกไปอย่างลืมตัว

     เสียงพูดของม่านฟ้าถึงจะดูไม่พอใจเมื่อเข้าใจผิดเรื่องคำพูดของเขา แต่ไม่มีสักครั้งที่ม่านฟ้าจะขึ้นเสียงใส่ เป็นเขาเองที่ตวาดคนรักไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งเมื่อเขาบอกถึงความหมายแท้จริงที่ต้องการสื่อ ความเงียบและเสียงสั่นๆ ที่ได้ยินผ่านโทรศัพท์ยิ่งทำให้พิธานปวดใจเมื่อคิดย้อนกลับไป ชายหนุ่มโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงก่อนนั่งลงคิดหาวิธีแก้ไขให้ทุกอย่างดีขึ้น

     แต่ไม่ทันได้คำตอบที่กำลังตามหา เสียงรั้วบ้านก็ดังขึ้นก่อนตามมาด้วยเสียงประตูบ้านชั้นล่างถูกเปิดออก

     คนรักเขารู้ดีว่าเวลากลางวันเขามักไม่ล็อกประตูบ้าน เสียงที่ได้ยินเงียบลงไปชั่วครู่ก่อนตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังเดินขึ้นมายังชั้นสองและหยุดลงตรงหน้าห้องนอนของเขา

     ราวกับอีกฝ่ายกำลังทำใจเช่นเดียวกับเขาที่ลุกขึ้นยืนมองไปหน้าประตู หัวใจของเขาสั่นรัวเมื่อความรู้สึกผิดยังคงบีบรัดอยู่ในอก

     ประตูที่เปิดออกพร้อมกับการเข้ามาของคนรักทำให้พิธานเม้มปาก ม่านฟ้าเหลือบมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำก่อนขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้น

     พิธานมองร่างคนรักที่เสหน้าหลบไปทางอื่นไม่ยอมมองหน้าเขา ก่อนอีกฝ่ายจะสูดหายใจเข้าลึกแล้วพยักหน้าให้เขาพูดในสิ่งที่ต้องการ

     แต่เพราะระยะห่างเพียงเอื้อมมือ เขาจึงเห็นแววตาที่สั่นไหวของคนรักและริมฝีปากที่ขบกันไว้แน่น ท่าทางของคนรักยิ่งสะท้อนให้พิธานโมโหกับการกระทำของตัวเองหนักขึ้น

     "เอาหน่า คบกับกูรับรองไม่เสียใจ"

     "สัญญา จะดูแลอย่างดีเลย"

     .

     .

     "อยู่ด้วยกันไปนานๆ นะ"


     คำพูดของเขาที่กระซิบบอกคนรักในวันเกิดที่ผ่านมาดังขึ้น รอยยิ้มหวานที่ปรากฏพร้อมดวงตาวาวระยับในตอนนั้น ขัดกับดวงตาที่สั่นไหวของคนรักในตอนนี้ ริมฝีปากที่เขาเคยสัมผัสกำลังขบกันแน่นจนพิธานได้แต่ปวดใจ

     ปวดใจกับการกระทำโง่ๆ ของตัวเอง

     หัวใจของเขาบีบรัดจนอึดอัดแต่กลับพูดสิ่งใดไม่ออก เกลียดทิฐิโง่ๆ และการพูดไม่คิดของตัวเอง

     ทั้งที่บอกจะดูแลให้ดีและไม่ทำให้เสียใจแท้ๆ

     ใบหน้าที่หันมาพร้อมดวงตาเศร้าของคนรักทำให้ความอดทนของพิธานสิ้นสุดลง เขาคว้าร่างของคนตรงหน้าเข้ามากอดไว้แน่นก่อนซบหน้าลงกับบ่า สัมผัสอุ่นที่รับรู้ได้ยิ่งทำให้เขากระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น

     “ขอโทษ กูขอโทษ”

     ไม่ต้องคิดคำพูดใดอีกต่อไป เมื่อรู้ตัวดีว่าผิด ก็เพียงขอโทษเท่านั้น

     ม่านฟ้ายังยืนเกร็งอยู่ในอ้อมกอดของคนรัก ราวกับไม่เข้าใจถึงสิ่งที่พิธานพูดออกมา จนร่างสูงกล่าวย้ำคำขอโทษออกมาอีกครั้ง

     “ขอโทษที่พูดจาไม่ดี ขอโทษที่ตะคอกใส่มึง ขอโทษที่งี่เง่า ขอโทษนะ”

     เท่านั้นร่างกายของม่านฟ้าก็อ่อนลง สองแขนตวัดรัดร่างสูงของคนรักไว้และซบลงกับบ่าอีกคนเช่นกัน หลากหลายความรู้สึกที่อัดแน่นมาตลอดนับจากวางสายกับคนรักถูกปล่อยออกมาเป็นการถอนหายใจยาวๆ

     เมื่อความเครียดถูกลดระดับลง ม่านฟ้าถึงได้รู้สึกถึงความร้อนที่ขอบตาตนเอง

     เสียงสะอื้นและความชื้นบริเวณไหล่ทำให้แทบพิธานกลั้นน้ำตาตัวเองไว้ไม่อยู่ เขาขยับกอดคนรักไว้แน่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงอู้อี้ดังขึ้นจากบ่าของเขา

     “กูสิที่ต้องขอโทษ ขอโทษที่เห็นแก่ตัว แต่...”

     “...”

     “เราไม่เลิกกันได้ไหม”

     คำสุดท้ายทั้งแผ่วเบาและสั่นเครือ แต่ร่างสูงกลับได้ยินชัดเจนจนเขาร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น

     พิธานมองไม่เห็นความโกรธที่ทำให้ตนเองพูดจาร้ายๆ ใส่คนรักอีกต่อไป แต่กลับเห็นเพียงความรักของพวกเขาที่ใช้เวลาก่อตัวกันมามากกว่าสามปี

     เรื่องราวต่างๆ ที่เคยอยู่ด้วยกันฉายซ้ำเข้ามาในหัว ภาพรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและความสบายใจที่ได้อยู่ใกล้กัน นึกถึงวันแรกที่เขาเฝ้ามองใครบางคนจากป้ายรถเมล์ในยามค่ำ เสียงเพลงที่เคยฟังด้วยกันในวันฝนตก และข้อมือผอมที่ได้สัมผัสในวันที่เราเผลอหลับในรถ

     ความทรงจำเกี่ยวกับคนตรงหน้ายิ่งย้อนให้พิธานร้องไห้ออกมาอีกครั้ง และย้ำเตือนให้เขาได้รู้

     ว่าเขาเกือบจะทำลายวันเวลาเหล่านั้นลง

     เพียงเพราะคำพูดและอารมณ์ของตัวเอง

     ร่างสูงลูบหัวคนรักเบาๆ อย่างปลอบโยนทั้งที่ตนเองก็ยังไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้

     “ไม่ เราจะไม่เลิกกัน กูไม่ยอมเลิกกับมึงหรอกนะ

     แม้เสียงของเขาจะเบา แต่ความใกล้ชิดในยามนี้ของพวกเขาทำให้พิธานมั่นใจว่าอีกคนจะได้ยินสิ่งที่เขาพูด เขาจึงพูดสิ่งที่ติดค้างไว้ในใจออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ

     “กูแค่กลัว...กลัวว่ามึงจะทิ้งกูไป จะทิ้งคนแย่ๆ อย่างกูไป จนยิ่งทำนิสัยแย่ๆ กับมึง กูขอโทษนะ”

     พิธานรู้สึกถึงอาการส่ายหน้าของคนรัก เจ้าตัวยังคงพูดขอโทษเขาซ้ำๆ พร้อมย้ำว่าตนเองเห็นแก่ตัว พิธานขยับกอดคนรักอย่างต้องการย้ำให้ทั้งตนเองและคนในอ้อมแขนรู้ว่าพวกเขายังอยู่ด้วยกันตรงนี้ ยังอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันเช่นที่ผ่านมา และจะเป็นเช่นนี้ต่อไป

     “เรายังรักกันเหมือนเดิมนะ เรายังรักกันเหมือนเดิม”

     ----

     หลังผลัดกันขอโทษและร้องไห้จนหมดแรง พิธานก็กอดคนรักเอาไว้นิ่งๆ สภาพของพวกเขาตอนนี้ไม่น่าดูเท่าไหร่นัก ตัวเขานั่งอยู่กับพื้นโดยเอนหลังพิงที่นอน ขณะที่คนรักของเขานั่งอยู่ในอ้อมกอดตรงหว่างขา ใบหน้าของม่านฟ้าซบลงที่บ่าของเขาเหมือนหมดแรงไปกับการร้องไห้ไม่น้อย

     เพราะได้ร้องไห้ออกไปจนหัวโล่ง พิธานจึงกลับมาคิดถึงเรื่องราวในอดีตอีกครั้ง

     หลายคนที่รู้ความสัมพันธ์ของพวกเขา ต่างก็คิดว่าม่านฟ้าคือคนเห็นแก่ตัว เพราะไม่กล้าบอกความจริงกับครอบครัวจึงให้เขาปิดบังสถานะระหว่างเราไว้ แต่ใครจะรู้...ว่าแท้จริงแล้ว คนที่เห็นแก่ตัวน่ะ

     ...คือเขาเอง




     “เมฆ เป็นแฟนกันนะ”

     คำพูดเรียบดังมาจากปากของเด็กหนุ่มข้างกายทำให้ม่านฟ้านิ่งอึ้ง เขาเม้มปากลงอย่างกดดันเมื่ออีกฝ่ายเงยหน้ามาจ้องตากับเขาราวกับรอคำตอบของคำถามเมื่อครู่

     ม่านฟ้ากำลังกลัว

    เขากลัวมาตลอดว่าคำพูดนี้จะหลุดออกมาเมื่อไหร่

     ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคนตรงหน้า เขารู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร ระยะเวลาเกือบปีตั้งแต่ได้เริ่มคุยกัน ทั้งความสนิทสนมและสายตาของคนตรงหน้าบ่งบอกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เป็นไปอย่าง ‘เพื่อน’ ม่านฟ้าเองก็รู้ว่าความรู้สึกของตนเองต่อคนคนนี้นั้นไม่ได้แตกต่างกัน

     แต่มันเป็นไปไม่ได้

     ไม่ใช่เพราะความรู้สึก...แต่เพราะเพศ

     พวกเขาทั้งคู่เป็นผู้ชาย สถานะที่ถูกเรียกร้องอยู่ตอนนี้เป็นไปไม่ได้ในเพศสภาพเช่นนี้ของพวกเขา ม่านฟ้าไม่เคยรังเกียจเพศที่สามแต่อย่างใด แต่รู้ดีว่ามีใครบางคนเกลียดเพศสภาพนั้นเข้าไส้

     หากใครบางคนที่ว่าเป็นสังคมคนนอกที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเขาหรือใครก็ตามที่ไม่ได้สำคัญจนเขาต้องเอาความรู้สึกของตนเองมาเสีย เขาจะรีบตอบรับคำขอนั้นอย่างดีใจ

     แต่ใครบางคนคนนั้นคือ ‘พ่อ’ ของเขา

     เขาจึงจำเป็นต้องเลือกทางนี้เพื่อคนที่ ‘สำคัญกว่า’

     “ขอโทษนะ”

     ดวงตาที่หลุบลงพร้อมคำพูดแผ่วเบาทำให้พิธานนิ่งค้าง เขาไม่ได้คาดคิดถึงคำตอบเช่นนี้ในวันที่เขารอมานาน พิธานเองก็กลัวคำตอบรับเช่นนี้ จึงได้แต่รอเวลาจนมั่นใจว่าความรู้สึกของคนตรงหน้านั้นไม่ต่างไปจากความรู้สึกของตนเอง แต่คำตอบที่ได้รับในตอนนี้ก็ยังไม่เป็นที่ต้องการของเขาอยู่ดี

     ทำไม

     พิธานอยากถามคำถามนั้นออกไปแต่ราวกับหาเสียงของตัวเองไม่เจอ เขาใช้เวลานานกว่าจะรวบรวมความกล้ามาขอคนตรงหน้า คิดซ้ำไปซ้ำมาเพื่อหาสาเหตุของการปฏิเสธตนในครั้งนี้แต่ก็ยังไม่พบ

     “มึง...อยากได้เวลามากกว่านี้เหรอ”

     เขาถามออกไปได้เพียงแค่นั้น

     เขาคิดว่าม่านฟ้าคงตกใจและยังไม่กล้าที่จะตอบรับเขาทันที อาจต้องการเวลาในการคิดทบทวน เพียงแต่ตอบออกมาในประโยคที่ทำให้เขาตกใจเท่านั้น

     เด็กหนุ่มที่ตัวเล็กกว่าเขาส่ายหน้าออกมาเล็กน้อยก่อนถอนหายใจ ดวงตาคู่สวยที่เงยหน้ามาสบกับเขาสะท้อนความเสียใจออกมาก่อนหลุบลงจนเห็นแพขนตายาว เมื่อไม่มีคำอธิบายอะไรมากไปกว่านั้นยิ่งทำให้พิธานว้าวุ่นใจ

     พิธานถามตัวเองว่าเขาทำพลาดไปตรงไหน หรือเพราะคนตรงหน้าไม่ได้รู้สึกเหมือนเขา เป็นเขาที่คิดไปเองหรือ หากเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมม่านฟ้าต้องทำสีหน้าราวกับจะร้องไห้ออกมาเช่นนี้

     “ทำไม กูไม่ดีพอเหรอ หรือว่ามึงไม่ได้คิดกับกูแบบนั้นตั้งแต่แรก”

     เมื่อคิดเท่าไหร่ก็ยังไม่เข้าใจ พิธานจึงถามออกไปด้วยอารมณ์ที่ไม่คงที่นัก

     แน่ล่ะ มาขอคนคนหนึ่งเป็นแฟนก็ควรอารมณ์ไม่คงที่อยู่แล้ว ยิ่งได้รับคำปฏิเสธเช่นนี้ยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาแกว่งหนักขึ้นไปอีก พิธานมองม่านฟ้าที่เม้มปากเล็กน้อยและพูดออกมาด้วยคำเดิม

     “...กูขอโทษ”

     “กูไม่ได้อยากได้คำขอโทษ กูแค่อยากรู้เหตุผล มึงชอบกูรึเปล่า” เมื่อคำพูดของม่านฟ้าไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างแก่เขา พิธานจึงพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองแล้วถามขึ้นมาทีละเรื่อง

     “ชอบ” คำพูดตรงๆ ของอีกคนทำให้พิธานเริ่มใจชื้น น้ำเสียงที่ตอบแม้แผ่วเบาแต่ก็แน่วแน่ เริ่มกลับมาเป็นม่านฟ้าคนเดิมที่เขารู้จัก

     “ชอบแบบเพื่อนหรือแบบแฟน”

     “...แฟน” เขารู้สึกถึงอาการลังเลเล็กน้อยพร้อมการกลืนน้ำลายของอีกคน แต่ท่าทางของคนตรงหน้าไม่ได้เป็นไปอย่างคนที่ไม่แน่ใจกับความรู้สึก แต่คล้ายจะเขินอายเล็กน้อยที่จะพูดออกมา

     “กูยังดีไม่พอ หรือมึงต้องการเวลามากกว่านี้เหรอ”

     “เปล่า”

     “หรือจริงๆ มึงมีแฟนแล้ว แต่คุยกับกูไว้เผื่อเลือก”

     “บ้าเหรอ ไอสัด” เมื่อคำถามที่ถูกส่งออกมาเริ่มออกนอกลู่นอกทางไปไกล จำเลยจึงเผลอด่าผู้ซักความไปหนึ่งดอก

     “โอเค งั้นมึงเป็นแฟนกู”

     ใบหน้าของม่านฟ้าที่กำลังจะได้แฟนสายฟ้าแลบแสดงอาการเหวอออกมาเมื่อถูกอีกคนมัดมือชก รีบปฏิเสธออกมาอีกครั้ง “เดี๋ยว ก็บอกว่าไม่ได้ไง”

     “งั้นมึงมีปัญหาอะไรวะ! ” คำพูดที่ดูเหมือนการหาเรื่องชกต่อยมากกว่าคนขอเป็นแฟนดังออกมาจากปากพิธาน ใบหน้าหล่อคมคายขมวดคิ้วมุ่นจนยิ่งดูเหมือนอันธพาลหัวไม้ เจ้าตัวดูหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีกเมื่อทุกคำถามที่ถามไปก็ได้รับคำตอบที่น่าฟังทั้งสิ้น ยกเว้นก็แต่คำถามแรก

     ความเงียบครอบคลุมพวกเขาทั้งสองคนอีกครั้ง เหมือนต่างคนต่างกำลังใช้ความคิดของตัวเอง จนสุดท้าย…

     .

     .

     “ถ้ามึงอยากจะคบกับกูจริง...จะให้ที่บ้านกูรู้เรื่องนี้ไม่ได้”

     ม่านฟ้าโพล่งออกมาเมื่อโดนอีกคนไล่ต้อนมากเข้า เขาคิดว่าทางเลือกแรกที่ตอบพิธานไปคือทางเลือกที่ดีที่สุด เจ็บน้อยที่สุดกันทั้งสองฝ่าย แต่เมื่ออีกฝ่ายดูจะไม่ยอมง่ายๆ เขาก็ได้แต่ลองบอกอีกทางเลือกหนึ่งดูก็เท่านั้น

     แท้จริงแล้ว ในใจลึกๆ ของม่านฟ้าเองก็อยากลองเสี่ยงกับทางเลือกที่สองนี้ดูไม่น้อย แม้เป็นทางที่มองไม่เห็นแสงสว่างหรือรู้ดีว่าทางเลือกนี้คงไปได้ไม่ไกล ยอมรับว่าเห็นแก่ตัวตั้งแต่เริ่มสถานะคนคุยกับคนตรงหน้าแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ยังคิดที่จะเรียกร้องมากขึ้น เหนื่อยใจกับตนเองที่ทำตัวไม่ต่างจากวัยรุ่นไร้หัวคิด ไม่สนใจอนาคตและต้องการเพียงความสุขที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

     แต่การให้จบความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกดีต่อกันเช่นนี้...มันก็อดปวดใจไม่ได้

     เอาเถอะ คงต้องแล้วแต่คนตรงหน้าว่าจะเลือกทางไหน

     .

     .

     “...หมายความว่าเราต้องปิดเป็นความลับเหรอ”

     เสียงของพิธานแผ่วเบาอย่างไม่แน่ใจ เขาพอรู้มาบ้างว่าพ่อของม่านฟ้าเป็นคนเข้มงวดมากแค่ไหน หากสาเหตุของการปฏิเสธที่เขาตามหาคือการกีดกันจากที่บ้าน เขาก็พอจะเข้าใจว่าทำไมม่านฟ้าจึงยื่นข้อเสนอออกมาเช่นนี้

     “อืม”

     “จนถึงเมื่อไหร่”

     “ตลอดไป”

     “...”

     ลมหายใจของพิธานสะดุดไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบสุดท้าย เขาให้ความสำคัญกับครอบครัวเสมอแม้จะไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ และการยอมรับจากครอบครัวของคนที่เขาชอบก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เขาฝันไว้

     เขาเคยคิดจะพาม่านฟ้าไปคุยกับที่บ้านของเขาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แต่เพราะพวกเขายังไม่มีสถานะที่ชัดเจนต่อกัน เขาจึงตัดสินใจจะพาม่านฟ้าไปแนะนำตัวและเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเขาหลังจากนี้

     แต่สิ่งนั้นจะเป็นไปไม่ได้สำหรับครอบครัวของม่านฟ้าเหรอ

     เขาจะไม่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคนที่เขาชอบได้

     ไม่ว่าวันนี้...หรือวันใดก็ตาม

     “นี่เป็นเงื่อนไขเดียวของกู...นอกนั้นก็ขึ้นอยู่กับมึงแล้ว ว่าจะรับเงื่อนไขนี้ไหม”

     “เรา...จะปิดมันไว้ได้ตลอดไปหรือไง”

     “...”

     เด็กหนุ่มตัวสูงส่ายหน้า ไม่มีทางที่เราจะปิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้ได้ตลอดไป ต่อให้เป็นความลับสุดยอดเพียงใด สุดท้ายวันหนึ่งก็ต้องถูกเปิดเผยออกมา เขาอ้าปากเถียงคนตรงหน้าแต่ยังทันพูดจบประโยคดีก็ถูกแทรกขึ้นมาเสียงก่อน

     “เมฆ… ความลับน่ะ มันไม่มี--”

     “กูจะพิสูจน์ให้ดูว่ามันมี พิสูจน์ด้วยตัวของกู ด้วยเรื่องของเรานี่แหละ”

     "..."

     เมื่อสิ่งที่ได้รับต่อมาคือความเงียบดวงตาคู่สวยที่ชั่วครู่ทอประกายความหวังของม่านฟ้าก็ดับลงไป เขาเข้าใจดีว่าเงื่อนไขของเขานั้นเห็นแก่ตัวต่ออีกฝ่ายมากแค่ไหน แต่เขาก็จำเป็นที่จะต้องพูดมันออกมา

     ไม่มีใครรู้นิสัยของพ่อดีไปกว่าเขาอีกแล้ว

     เมื่อหนทางในการได้รับการยอมรับนั้นไม่มี เขาก็ไม่เห็นเหตุผลในการบอกความจริงออกไป สู้ปิดมันไว้เป็นความลับตลอดไปคงดีกว่า

     เด็กหนุ่มที่ตัวเล็กกว่าคลี่ยิ้มออกมาด้วยนัยน์ตาหม่นแสง อย่างน้อยเขาก็ดีใจที่ได้ปฏิเสธและบอกเงื่อนไขกับคนตรงหน้าเสียแต่ตอนนี้ ดีกว่าต้องมานั่งเสียใจหลังจากที่ถลำลึกกันไปมากกว่านี้หรือเสียใจที่ไม่ได้ลองพูดดู เด็กหนุ่มมองคนตรงหน้าที่ยังก้มหน้าอยู่เช่นเดิมแล้วถอนหายใจ

     คงจะโกรธ

     เราไม่ควรแม้แต่จะเริ่มคุยกันด้วยซ้ำสินะ

     “ขอโทษนะ ขอโทษที่ทำให้มึงเสียเวลา มึงอยากจะกลับไปเป็นเพื่อนเหมือนเดิมหรือไม่อยากจะเจอหน้ากันอีกแล้วก็ได้...แล้วแต่มึง”

     “กูไม่เคยเป็นเพื่อนกับมึง” เสียงพูดลอดไรฟันดังขึ้นให้ม่านฟ้าพยักหน้ารับ แม้รู้สึกเจ็บอยู่บ้างกับคำพูดนั้นแต่ก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงเลือกทางที่ไม่ต้องการเห็นหน้าเขาอีกแล้ว เด็กหนุ่มตอบรับในลำคอเบาแล้วลุกจากเก้าอี้ที่นั่งเพื่อหันหลังเดินจากมา

     .

     .

     “กูยอม”

     เสียงที่ดังขึ้นทำให้จังหวะการก้าวเดินของม่านฟ้าหยุดชะงัก เขาหันกลับมามองอีกคนที่ยังนั่งก้มหน้าอยู่ที่เดิม คิดว่าตัวเองคงหูฝาด ก่อนหันกลับไปอีกครั้งแต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้น

     “กูบอกว่ายอมไง! กูยอมรับเงื่อนไขมึง”

     ม่านฟ้าหันหลังกลับมาอีกครั้งและต้องสะดุ้งอีกหนเมื่อคนที่เมื่อครู่ยังนั่งห่างออกไปตอนนี้วิ่งมาอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว

     “มึงอย่าใช้อารมณ์พูดพล่อยๆ น่ะ มึงรับไม่ได้ก็คือรับไม่ได้ จะมาพูดว่ายอมรับทำไม”

     ม่านฟ้าคิดว่าพิธานอาจจะพูดทั้งที่อารมณ์ไม่มั่นคงและพูดตอบรับเงื่อนไขของเขาไปโดยที่ยังไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วน เขาคิดว่าการรับเงื่อนไขทั้งแบบนั้นมันเอาเปรียบอีกฝ่ายมากเกินไปจึงอดเอ่ยค้านออกมาไม่ได้

     “มึงไม่ต้องพูดมากอะไรแล้ว กูยอมรับเงื่อนไขมึงแล้วไง ห้ามเพิ่มเติมกว่านี้ด้วย”

     “เดี๋ยวดิ! รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออ-”

     “หยุด! กูรู้ตัวดี ตอนนี้มึงเป็นแฟนกูแล้ว จบมั้ย”

     เห้ย ม่านฟ้าร้องครวญครางในใจ เริ่มไม่แน่ใจว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่ยื่นเงื่อนไขออกไป หรือเขาควรปฏิเสธให้เด็ดขาดไม่ใช่เพียงเพราะการไม่ยอมรับของพ่อ แต่เพราะไอหมอนี้มันบ้าเกินไป




     พิธานนึกถึงสีหน้าของคนรักในยามนั้น เขารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอย่างไร ม่านฟ้าอาจคิดว่าเขาตอบไปอย่างไม่คิด เพียงเพราะต้องการเป็นแฟนกับคนตรงหน้าให้ได้ แต่ใครจะรู้ว่าเขาคิดดีแล้ว

     ม่านฟ้ายอมปฏิเสธเขาทั้งที่ตัวเองก็แสดงสีหน้าเสียใจออกมาขนาดนั้น ข้อหนึ่งที่มั่นใจคือความพยายามเกือบปีที่ผ่านมานั่นไม่สูญเปล่า ม่านฟ้ามีใจให้เขาอย่างแน่นอน

     แต่เพราะว่าตัวเขา 'ในตอนนั้น' มีความสำคัญน้อยกว่าครอบครัวของอีกฝ่าย คนรักของเขาจึงเลือกครอบครัวมาก่อนเป็นอันดับแรก

     อย่างไรเขาก็เชื่อว่าการปิดความลับไว้ตลอดนั้นเป็นไปไม่ได้

     ม่านฟ้าแฟร์กับเขามาตั้งแต่วันแรกที่คบกัน มีแต่เขานี้แหละที่คิดจะทำลายเงื่อนไขนั้นอย่างเงียบๆ มาตลอด เขาเพียงต้องรอให้ถึงวันหนึ่งที่เขาจะ ‘สำคัญพอ’ จนม่านฟ้ายอมที่จะบอกเรื่องของพวกเขากับครอบครัวและเขาจะไม่ต้องทนอยู่กับความอึดอัดนี้อีกต่อไป

     และตอนนี้แผนของเขา...ก็ใกล้จะเป็นจริงขึ้นมาแล้ว



     TBC




     Achaya (Writer) :

     ขอบคุณที่ติดตามอ่านและคอมเมนต์ที่มีมาให้เสมอนะคะ ขอบคุณจริงๆค่ะ




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
กดดันมากเลยเนาะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 4

     “หยุดร้องได้แล้ว ไอขี้แย”

     พิธานตบหลังคนรักพร้อมกระซิบข้างหู ก่อนได้ยินคนรักพูดตัดพ้อออกมาเบาๆ

     “กูน่าจะปฏิเสธมึงไปตั้งแต่วันนั้น มาถึงวันนี้มึงจะสั่งอะไรกูก็ต้องยอมทั้งนั้น เพราะกูไม่อยากเลิกกับมึง”

     พิธานหัวเราะในลำคอเบาๆ พอจะรู้ว่าวันนั้นที่ม่านฟ้ากล่าวถึงคงไม่พ้นวันที่เขาขอเจ้าตัวเป็นแฟน รู้สึกแปลกใจที่เขากับคนรักดันคิดย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นแรกเหมือนกัน ชายหนุ่มจูบที่ขมับคนรักแล้วพูดออกมาอย่างยอมรับ

     “คิดได้ก็สายไปแล้วที่รัก มึงตกหลุมพรางกูมาสามปีแล้วเมฆ”

     เมื่อจบคำทุกอย่างจึงตกสู่ความเงียบอีกครั้งเหมือนทั้งคู่กำลังทบทวนความรู้สึกของตน ก่อนม่านฟ้าจะเป็นคนพูดขึ้นมาก่อน

     “มึงอยากให้กูบอกเรื่องเราไหม”

     เสียงของม่านฟ้าดึงพิธานให้หลุดจากภวังค์ สายตาของพิธานฉายแววดีใจออกมาครู่หนึ่งก่อนที่จะหายไป ใจหนึ่งพิธานอยากรีบรับข้อเสนอของคนรัก แต่อีกใจเขาก็รู้ดีว่าคนที่ลำบากใจมากที่สุดก็คือม่านฟ้าเช่นกัน

     พิธานคลี่ยิ้มออกมาบางๆ แววตาทอแสงอ่อนลงเมื่อมองไปที่ดวงตาติดจะบวมเล็กน้อยจากการร้องไห้ของคนในอ้อมแขน ถึงเขาจะอยากให้บอกแค่ไหนแต่ตอนนี้ทางเลือกมันก็เห็นชัดเจนอยู่แล้ว

     “ไม่เอาอ่ะ”

     ในตอนนี้เขาต้องเลือกห่วงความรู้สึกของคนรักก่อนอยู่แล้ว

     เพราะไม่ใช่เพียงเขาที่กลายเป็นคนสำคัญของม่านฟ้า แต่ม่านฟ้าก็กลายเป็นคนสำคัญของเขาเหมือนกัน แม้โอกาสที่เฝ้ารอมานานจะยื่นมาถึงตรงหน้าแต่เขาคงต้องเลื่อนแผนที่วางไว้ออกไปอีกหน่อย

     ร่างสูงขยับตัวนั่งหลังตรง ยิ้มออกมาแล้วพูดอย่างทีเล่นทีจริง

     “เดี๋ยวมึงใช้โอกาสนี้มาบอกเลิกกู หาว่ากูทำผิดเงื่อนไข ตราบใดก็ตามที่กูยังเป็นเด็กดีตามเงื่อนไขของมึงอยู่แบบนี้ มึงไม่มีสิทธิ์เลิกกับกู จำไว้”

     หนุ่มวิศวะหน้าเป็นกลับมาทำหน้าตายียวนอีกครั้ง ลงท้ายประโยคพร้อมกับกดจมูกลงไปชนกับจมูกคนรักเบาๆ ก่อนยิ้มกว้างออกมา

     “ไอ้บ้า คิดว่ากูจะกล้าทำแบบนั้นรึไง” ม่านฟ้ามองคนรักของเขานิ่งก่อนค่อยเผยรอยยิ้มออกมา

     ถึงอย่างนั้นพิธานก็ไม่อยากเสียโอกาสที่ได้มาตรงหน้าไป เขาจึงยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมกับคนรักเพื่อรับประกันว่าน้ำตาที่เสียไปวันนี้จะไม่สูญเปล่า

     “แต่กูขอได้ไหม คำว่า ‘ตลอดไป’ มันทรมานเกินไปจริงๆ มึงช่วยกำหนดเวลารอให้กูได้รึเปล่า” พิธานดึงคนรักออกมานั่งดีๆ ขืนปล่อยให้นั่งซบอยู่แบบนี้ ถ้าบทม่านฟ้าจะอ้อนอะไรขึ้นมาเขาก็คงไม่วายใจอ่อนให้อีกแน่

     ม่านฟ้าพยักหน้าตอบรับ นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกคนแล้วเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว

     “รอเราเรียนจบก่อนได้ไหม”

     ม่านฟ้าเพียงต้องการให้พวกเขามีงานทำและหาเงินได้เองแล้ว แท้จริงเขาอยากจะขอยืดเวลาออกไปให้พอดูแลตัวเองและตั้งตัวได้หลังเรียนจบอีกหน่อย แต่ตอนนี้แค่ยืดเวลาออกไปอีกสองปีจนพวกเขาเรียนจบก็ถือว่าขอมากเกินไปแล้ว

     พิธานฟังของเสนอของคนรักแล้วพยักหน้าออกมาเบาๆ คิดว่าเรื่องของภูหมอกเองม่านฟ้าก็คงคิดจะรอจนภูหมอกเรียนจบเหมือนกัน แม้จะต้องอดทนอีกถึงสองปี แต่เขาเองก็ทนมาแล้วถึงสามปี แค่นี้ทำไมจะรอไม่ได้

     เพราะเขาคาดหวังว่าอีกสิบปีหรือยี่สิบปีหลังจากนี้ พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แลกกับเวลาห้าปีอย่างไรก็ถือว่าคุ้ม

     “ถ้ากูโดนไล่ออกจากบ้าน มึงต้องเลี้ยงกูนะ”

     ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดพูดออกมาพร้อมดึงแขนเสื้อมาเช็ดหน้าเช็ดตาก่อนหลุดหัวเราะเมื่อคนรักตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

     “สัญญาเลย ต่อให้เงินเดือนกูจะไม่เยอะ แต่สมบัติป๊าม้ากูเยอะ เดี๋ยวขโมยมาให้มึงใช้หมดเลย”

     ม่านฟ้าลุกขึ้นยืนเดินเข้าห้องน้ำในห้องนอนของคนรักเพื่อล้างหน้า ก่อนถือวิสาสะคว้าผ้าเช็ดผมผืนเล็กออกมาเช็ดหน้าแถมใจดีชุบน้ำหมาดๆ มายื่นให้คนรักเพื่อเช็ดหน้าด้วยอีกคน

     กิริยาทุกอย่างเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ม่านฟ้าเคยมาที่นี่หลายครั้ง แม้กระทั่งห้องนอนของคนรัก แต่บอกไว้ก่อนถึงจะดูไม่ค่อยดีที่เข้าออกบ้านแฟนจนชินแบบนี้ แต่เขาก็ไม่เคยมานอนค้างนะ

     พิธานดึงตัวคนรักมานั่งข้างกันอีกครั้งเมื่อเขาขยับตัวขึ้นมานั่งบนเตียงแทน ต่อให้เป็นชายหนุ่มอายุยังน้อย แต่การนั่งกับพื้นนานๆ แถมมีอีกคนนั่งซ้อนอยู่ก็ทำให้เมื่อยขาได้เหมือนกัน

     “กูขออีกเรื่องได้ไหม” เมื่อพิธานพูดขึ้น ม่านฟ้าจึงหันมามองอย่างตั้งใจฟังแล้วพยักหน้าน้อยๆ “ที่กูเคยบอกไปว่าไม่อยากรู้จักกับบ้านมึงถ้าต้องไปในฐานะเพื่อน ตอนนี้กูเปลี่ยนใจได้ไหม แค่ฐานะเพื่อนก็ได้ กูอยากรู้จักพวกเขา แล้วก็ให้พวกเขารู้จักกู อยากจะมีตัวตนในสายตาพวกเขามากกว่านี้”

     ‘เผื่อเขาจะมีโอกาสชิงทำคะแนนไว้ก่อนด้วย’

     พิธานคิดต่อในใจ แต่คำพูดที่ออกมากลับดูน่าสงสารในสายตาม่านฟ้าเหลือเกิน จนหนุ่มอักษรได้แต่ถอนหายใจและพยักหน้ารับ

     “งั้นเริ่มจากหมอกก่อนเป็นไง ยังไงตอนนี้มันก็พอจะรู้จักมึงบ้างแล้ว ทั้งเรื่องที่ห้าง แล้วก็เรื่องเครื่องสำอาง ยังไงมึงก็ช่วยพวกเราไว้”

     ชายหนุ่มร่างสูงพยักหน้ารับก่อนเลื่อนสายตาลงมาที่แขนของม่านฟ้า เขาจับแขนผอมๆ ขึ้นมามอง เห็นรอยถลอกและรอยข่วนไม่น้อย แท้จริงเขาสังเกตตั้งแต่เมื่อวานที่ม่านฟ้าวิ่งมาหาว่าตามตัวมีร่องรอยแถมเศษใบไม้ติดตัวมา เมื่อคืนดีกันได้แล้วจึงถือโอกาสนี้ซักความเอากับจำเลยตรงหน้าต่อ

     “แล้วเมื่อวานมึงไปซนอะไรมา”

     ม่านฟ้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้คนรักฟัง นอกจากจะไม่มีอาการเป็นห่วงแล้วยังได้สายตาเอือมระอากลับมาอีกด้วย ก่อนตามมาด้วยบทสนทนาในเรื่องต่างๆ ระหว่างที่พวกเขาห่างกัน

     สุดท้ายพิธานก็ยื่นคำขาดให้ม่านฟ้า ‘ต้อง’ พกโทรศัพท์ติดตัว และต้องโทรกลับไม่ว่าจะเหตุผลอะไรถ้าเห็นสายไม่ได้รับ คนตัวโตยังบ่นต่ออีกว่าหากได้คุยกันแต่แรกเรื่องอาจไม่บานปลายมาถึงขั้นนี้

     ทั้งหมดนั้นจำเลยยอมรับความผิดแต่โดยดีและรับปากว่าจะ ‘พยายาม’ ทำให้ได้อย่างว่า ก่อนคดีสุดท้ายจะถูกขุดขึ้นมาเพื่อไต่สวน

     “ผู้หญิงที่ชอบลงรูปคู่กับมึง แท็กมึงเป็นใครกันแน่”

     ม่านฟ้าเลิกคิ้วขึ้นกับคำถามนั้น หน้าตาไม่มีแววพิรุธที่ส่ออาการตกใจหรือปกปิดอะไรทำให้พิธานสามารถถามต่อได้อย่างใจเย็น “ที่กอดแขนมึงแล้วบอกว่ารักมึง”

     เมื่อคำขยายความยังไม่สามารถไขข้อข้องใจของจำเลยได้ พิธานจึงเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์แล้วแสดงพยานหลักฐานออกมาเพื่อชี้มูลความผิด

     จนเมื่อเห็นภาพที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของความไม่พอใจ ม่านฟ้าก็ร้องอ๋อออกมาเบาๆ แล้วตอบออกมาอย่างสบายๆ

     “น้องรหัสน่ะ”

     “แล้วน้องรหัสมาบอกรักพี่รหัสทำไม”

     “ก็กูติวสอบให้”

     “แล้วที่บอกเจอกันช้าไปคืออะไร”

     “น่าจะเพราะว่าตอนมิดเทอมน้องมันไม่ยอมให้กูติวให้เพราะเกรงใจ คะแนนเลยดิ่งลงใต้มีนฉุดไม่อยู่ เพิ่งมานึกได้ว่าให้กูติวดีกว่าก็ตอนไฟนอลแล้ว มันเลยบอกว่าเจอกันช้าไปมั้ง”

     ม่านฟ้าตอบออกมาอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีท่าทีทุกข์ร้อน เล่นเอาพิธานถึงกับขมวดคิ้ว สิ่งที่ทำให้เขาแทบเป็นบ้าเป็นหลังกับมีที่มาเรียบง่ายขนาดนี้ยิ่งทำให้เขาดูเหมือนคนงี่เง่าเข้าไปใหญ่

     “แต่มึงดูสนิทกันเกินไปไหม”

     ชายหนุ่มตัวโตแต่ใจน้อยเหลือเกินในตอนนี้พูดอ้อมแอ้มออกมา

     “กูก็รู้สึกแหละ กูเลยบอกน้องว่าให้เพลาๆ หน่อย กลัวมึงเข้าใจผิด” ม่านฟ้าพูดแล้วเหลือบตามองคนรักที่ยังทำหน้าบูดอยู่ “แต่ก็ไม่ทันแล้ว ขอโทษนะ กูน่าจะระวังตัวกว่านี้”

     พอได้ยินคนรักยอมรับผิดออกมาแบบนั้นพิธานก็ได้แต่ถอนหายใจ เอ่ยคำขอโทษออกมาเช่นกัน

     “กูก็ประสาทไปเองด้วยแหละ โทษที”

     “...”

     พิธานเหลือบไปมองคนรักที่เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็งับปากตัวเองไว้แล้วทำหน้าครุ่นคิด ก่อนที่คำพูดต่อมาจะทำเขาโวยออกมาจริงๆ

     “จริงๆ เพื่อนน้องมันก็เชียร์ๆ พวกกูอยู่แหละตอนแรก ถึงบิ้วท์ให้น้องมันลงโซเชียลบ่อย กูเลยเรียกมาคุยให้ชัดว่ากูมีแฟนแล้ว ให้น้องมันหยุด น้องมันก็เลยเลิกไป”

     “นั่นไง!!! กูว่าแล้ว! แม่งแปลกๆ ”





     สุดท้ายหลังกล่อมพิธานจนสงบลงจากพิษรักแรงหึงได้แล้ว ม่านฟ้าก็ขยับตัวลุกขึ้นยืนคว้าเครื่องสำอางเจ้าปัญหาที่เอามาฝากคนรักไว้ พิธานเองก็ลุกขึ้นเตรียมไปส่งคนรักที่หน้าบ้านเมื่อเห็นเจ้าตัวหยิบเครื่องสำอางใส่กระเป๋ากางเกง

     ม่านฟ้าหันกลับมามองหน้าคนรักอีกครั้ง ก่อนเอื้อมมือไปลูบแก้มพร้อมมองไปทั่วใบหน้าของพิธานอีกหนอย่างตั้งใจ

     “กูนึกว่าเราจะต้องเลิกกันซะแล้ว ใจหายหมด”

     “กูขอโทษนะที่ปากไม่ดีทั้งเรื่องวันนี้ แล้วก็ที่ห้างด้วย” พิธานกุมมือที่ลูบแก้มเขาไว้อีกที

     “อืม มึงก็ปากหมาจริงๆนั่นแหละ แต่กูเองที่ผิด ผิดมากกว่ามึงเยอะ”

     พิธานส่ายหน้าแล้วยิ้มบางๆ ให้กับคนรัก เมื่อมองย้อนกลับไปจากจุดนี้ ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเขาที่งี่เง่ามาก โชคดีแค่ไหนแล้วที่เรื่องทุกอย่างไม่เลวร้ายไปกว่านี้และคนตรงหน้ายังให้อภัยเขา

     “เรื่องนั้นกูเป็นคนยอมรับเงื่อนไขเองตั้งแต่แรก”

     “กูเองก็ยอมรับกับปากแบบนี้ของมึงมาตั้งแต่แรกแล้วเหมือนกัน ใช่ว่ามึงเพิ่งจะมาปากหมาเอาตอนนี้ซะหน่อย ยิ่งมีเรื่องให้หึงก็ยิ่งกลายเป็นหมาบ้า” ม่านฟ้าพูดออกมาพร้อมอมยิ้มน้อยๆ ดึงมือของตัวเองกลับมายืนตัวตรงอีกครั้ง “เพราะฉะนั้นเลิกขอโทษกันได้แล้ว”

     ชายหนุ่มร่างสูงดึงคนรักมากอดแรงๆ อีกครั้งก่อนผละออก ยู่หน้าขมวดคิ้วเหมือนเด็กเอาแต่ใจ

     “แต่กูก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี มึงตบปากกูสักทีเหอะ กูจะได้สบายใจ”

     เพียะ!!

     สิ้นคำมือเรียวของม่านฟ้าก็ฟาดเข้าไปที่ปากของคนรักดังลั่นทันที พิธานสะดุ้งเอามือกุมปากอย่างตกใจปนเจ็บปวด เขาตบปากตัวเองเพราะโมโหอยู่หลายครั้งแต่ความเจ็บปวดยังไม่เท่ากับการลงมือของม่านฟ้าเพียงครั้งเดียวเลย

     ใส่เต็มแรงเลยนี่หว่า

     “สบายใจยัง”

     คนประทุษร้ายถามออกมาเสียงเรียบเฉย แต่ดวงตาฉายแววขบขันไม่น้อยก่อนดึงมือคนรักออกมามองปากที่ขึ้นสีแดงเรื่อแล้วลูบให้เบาๆ

     “มึงลงโทษกูแล้ว ให้กูลงโทษบ้างเลย”

     พิธานยู่ปากพูดเล็กน้อยแล้วก้มตัวลงมาหวังใช้ริมฝีปากของคนตรงหน้าลดความเจ็บปวดลงบ้าง แต่กลับช้ากว่าฝ่ามือของอีกคนที่อยู่ใกล้กับริมฝีปากมากกว่าจึงปิดไว้ได้ก่อนจะถึงที่หมาย

     “มุกเก่ามาก ขออะไรที่ใจเต้นกว่านี้ได้ป่ะ”

     ถึงฝ่ามือจะปิดปากคนรักอยู่ แต่ม่านฟ้าก็รู้สึกได้ว่าริมฝีปากที่อยู่ด้านหลังเบะออกอย่างไม่พอใจ หนุ่มอักษรคลี่ยิ้มหวานออกมาก่อนผละฝ่ามือจากริมฝีปากอุ่นแล้วประคองใบหน้าคนรักให้โน้มลงมาพร้อมปรือตาลงเล็กน้อย

     พิธานฉีกยิ้มกว้างแล้วก้มลงไปด้วยใจเต้นแรง แต่ม่านฟ้ากลับเขย่งตัวขึ้นแล้วยื่นหน้าขึ้นไปกดริมฝีปากเข้ากับหน้าผากของเขา

     เอ๊ะ

     ม่านฟ้าหลุดขำออกมาเมื่อรู้สึกได้ถึงอาการค้างไปของร่างสูงเมื่อเขากลับมายืนตามปกติ

     พิธานขมวดคิ้วมุ่นเมื่อหลุดออกจากอาการงุนงง รู้สึกถึงความร้อนที่แก้มเมื่อคิดได้ว่าตัวเองเผลอปล่อยไก่ให้คนรักแกล้งอีกแล้ว เขาเม้มริมฝีปากที่เก้อเป็นครั้งที่สอง นอกจากจะไม่ได้ยารักษาแผลแล้วยังรู้สึกเจ็บกว่าเดิมอีก

     เจ็บที่ใจเนี่ย โว้ย!

     “บุหรี่มึงกูลืมหยิบมา เดี๋ยววันหลังกูค่อยเอามาคืนนะ”

     คำพูดเรียบง่ายแต่กลับดึงพิธานออกจากภวังค์พร้อมอาการสะดุ้งเล็กน้อย หันไปมองคนรักอย่างคนมีชนักติดหลัง

     “คือ...จริงๆ วันนั้นอ่ะ กูว่าจะเอาออกไปทิ้งพอดี กูไม่ค่อยได้สูบแล้ว มึงทิ้งไปเลยก็ได้ ไม่ต้องเอามาคืนหรอก”

     คำพูดลนๆ ของคนรักทำให้ม่านฟ้าพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ กล่าวตอบรับพร้อมหันไปมองอีกทาง

     “เหรอ แต่ซองเบาเชียวนะ”

     “กูพูดจริงๆ นะ!”

     พิธานบอกตัวเองว่าอย่าพูดอึกอักเหมือนคนมีพิรุธ แต่ก็ดันเผลอพูดเร็วปรื๋อจนลิ้นแทบพันกันแถมเสียงดังขึ้นมาระดับหนึ่ง แสดงพิรุธที่คงหาชัดเจนกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

     “กูก็ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อนิครับ”

     ยิ่งม่านฟ้าตอบรับเรียบๆ อย่างไม่มีทีท่าจะต่อว่า พิธานก็ยิ่งร้อนรนจนสมองคิดบางอย่างออกมาได้และรีบพูดออกไปทันที

     “อ่ะ ไม่งั้นกูพิสูจน์ให้ดูก็ได้”

     ว่าจบพิธานก็ก้มตัวลงมาหวังครอบครองริมฝีปากที่ยั่วตาเขามาหลายรอบแต่ก็ไม่สำเร็จสักที

     และครั้งนี้ก็เช่นกัน

     เป็นอีกครั้งที่ริมฝีปากของพิธานถูกปิดเอาไว้ก่อนถึงเป้าหมายเพียงลมหายใจกั้น

     ยัง ยังมีคนไม่ยอมแพ้

     ม่านฟ้าส่ายหน้าระอาพร้อมยิ้มมองคนรักอย่างเอ็นดู มองอีกคนพยายามจะดันหน้าเข้ามาทั้งที่มีมือของเขากั้นอยู่ สงสารก็สงสารคนมีความพยายาม แต่เขาเองก็อยากแกล้งคนรักให้สะใจสมกับที่ทำเครียดแทบตายตอนเดินมาหา ละมือออกจากริมฝีปากอีกคนแล้วตบแก้มคนรักเบาๆ

     “บุหรี่มึงอยู่กับกูแล้วมึงจะสูบได้ไงห๊ะ แล้วขอโทษนะ มุกนี้ก็เก่าพีท ไปเรียนมาใหม่นะครับ”


     TBC



     Achaya (Writer) :

     เอาตอนเบาๆ มาเสิร์ฟ ขอบคุณที่ติดตามอ่านและคอมเมนต์ค่ะ


ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
อยากอ่านอีกกกกก

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 5

     ม่านฟ้าอธิบายเรื่องราวการผจญภัยของตนที่กระโดดลงจากหน้าต่าง วิ่งหนีออกจากบ้าน จนกระทั่งไปพบเจ้าชาย เอ๊ย ผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งดันบังเอิญเป็นคนเดียวกับคนใจร้ายที่เคยพบแต่ขณะนั้นกำลังถูกปีศาจร้ายเข้าครอบงำอยู่ให้น้องชายฟังอย่างสัตย์จริง สาบานว่าใส่ไข่ให้คนรักไปนิดเดียวเท่านั้น เพราะรู้ว่าพิธานอยากจะทำคะแนนกับครอบครัวของเขาก่อนจะถึงเวลาบอกความจริง

     ถามว่าทำไมถึงรู้ว่าเจ้าตัวอยากจะทำคะแนนน่ะเหรอ

     “จริงๆ ถ้ามึงอยากบอกก่อน กูว่า แม่กูอาจจะโอเคก็ได้นะ”

     คำพูดลอยๆ ดังขึ้นขณะที่พิธานกำลังเดินลงมาส่งคนรักที่หน้าบ้าน ใบหน้าที่ยังแสดงออกถึงความ ‘เซ็ง’ ขมวดคิ้วออกมาเล็กน้อย

     “หมายถึง? ”

     “บอกแม่ไง แม่กู” ม่านฟ้าขยายความด้วยคำอธิบายที่ไม่ใช่คำอธิบาย แต่เป็นเพียงการพูดซ้ำ

     “เรื่องของเรา พ่ออาจรับไม่ได้ แต่แม่น่าจะพอคุยได้ ไม่ต้องรอเวลาขนาดนั้นก็ได้ ถ้ามึงต้องการ”

     สุดท้ายหนุ่มอักษรฯ ก็กล่าวคำอธิบายจริงๆ ออกมาให้คนรักพยักหน้าเข้าใจ ม่านฟ้านึกไปถึงข้อความที่แม่เคยเขียนโดยใช้แอคเคาท์ของเขาเมื่อครั้งที่กำลังเป็นกังวล

     ‘พ่อแม่คือบุคคลที่ให้ชีวิต การให้ชีวิตไม่ได้หมายถึงเพียงการให้กำเนิดแต่หมายถึงการให้เขาได้ใช้ชีวิตในแบบที่เขาต้องการ เราแค่คอยดูแลให้เขามีความสุข ไม่ทำร้ายตัวเองและคนอื่นก็พอค่ะ อย่ากดดันเขาด้วยเพศที่เขาจะต้องเป็นเลย’

     เพราะความคิดเห็นนั้นของแม่ ทำให้ม่านฟ้าเลือกที่จะเลิกคิดถึง ‘คนอื่น’ แต่พอใจอยู่กับแค่การยอมรับของ ‘ครอบครัว’ ก็พอ

     ต่อให้ในกระทู้นั้นหรือโลกภายนอกจะสารพัดไปด้วยความคิดเห็นเช่นไร อย่างไรก็ไม่กระทบเขาอยู่ดี เมื่อเขาเล่าเรื่องดังกล่าวให้ภูหมอกฟัง เจ้าตัวก็ดูมั่นใจในตัวเองมากขึ้นกับการใช้ชีวิตภายใต้สายตาคนรอบข้าง แถมเขาเองก็รู้สึกมีหวังขึ้นมาเหมือนกัน

     “ไม่เอาอ่ะ”

     เสียงของพิธานดึงหนุ่มอักษรฯ ออกจากภวังค์แล้วต้องขมวดคิ้วเมื่อได้รับคำตอบที่ทำให้แปลกใจนี้ถึงสองครั้งในวันเดียว

     “...”

     แม้คนรักไม่ได้เอ่ยคำถามออกมาแต่สีหน้างุนงงและการเอียงคอเล็กน้อยนั้นทำให้ชายหนุ่มร่างสูงเดาความคิดของอีกคนได้

     “กูว่าได้เข้าไปรู้จักกับบ้านมึงแบบปกติก่อนดีกว่า”

     พิธานพูดแล้วเริ่มมืออยู่ไม่สุขขยับจับผมคนรักมาพันนิ้วเล่น

     “ตอนแรกกูก็คิดว่ายังไงก็อยากบอกให้ได้ต่อให้อะไรจะเกิดกูก็พร้อมรับ แต่ตอนนี้กูเปลี่ยนแผนล่ะ มาคิดอีกที ถ้าเราพอจะทำให้ผลลัพธ์ในวันที่เราบอกความจริงมันไม่เลวร้ายมากได้ มันก็คงดี”

     หนุ่มวิศวะอธิบายให้คนรักฟังเพิ่มก่อนลูบผมคนรักให้กลับมาเป็นทรงเดิมแต่ดูเหมือนคำพูดนั้นจะยังเป็นนามธรรมมากเกินไป

     “กูถึงบอกว่าอยากไปทำความรู้จักบ้านมึงก่อน แบบทำคะแนนไว้ก่อนงี้ ระหว่างผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่รู้เป็นใครเดินมาขอเป็นลูกเขยกับผู้ชายที่พ่อแม่ก็พอจะรู้จักอยู่แล้ว แถมเป็นคนดี๊ดี หาแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วมาขอ แบบหลังก็น่าจะดูโอเคกว่าอยู่แล้วม่ะ ต่อให้พวกเราอาจจะเป็นผู้ชายทั้งคู่ แต่ไม่แน่พ่อมึงอาจจะอ้าแขนรับลูกเขยสุดหล่อคนนี้โดยไม่เกิดเรื่องอะไรเลยก็ได้”

     “อา..”

     ม่านฟ้าคิดว่าเรื่องนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ทั้งเรื่องที่พ่อยอมรับแต่โดยดีและเรื่องลูกเขยสุดหล่อ ‘ดี๊ดี’ ที่เขาไม่รู้ว่าคนที่พูดถึงนั้นคือใคร แต่ก็พูดไม่ออกจนได้แต่ส่งเสียงตอบรับไปเบาๆ

     “เป็นไงเจ๋งม่ะ”

     “อืม...หมายถึงมึงจะเข้าไปทำคะแนนกับบ้านกูก่อนในฐานะเพื่อน แล้วค่อยบอกความจริงทีหลังว่าเป็นแฟนงี้เหรอ” เมื่อโดนเร่งเร้า ม่านฟ้าก็อธิบายแค่ส่วนที่ตัวเองเข้าใจออกมาก่อน

     “ใช่ จริงๆ นี้ก็ถือเป็นเบสิกที่ส่วนใหญ่เขาทำกันป่ะ ต่อให้เป็นคู่รักหญิงชายบางทีก็เริ่มที่แบบนี้ กูก็เพิ่งนึกได้ตอนที่มึงย้ำว่ามุกเก่าซ้ำๆ นั่นแหละ” ท่อนสุดท้ายพิธานลดเสียงลงจนคล้ายพูดกับตัวเองพร้อมทำสีหน้าเอือมออกมาอีกหน

     ม่านฟ้าเม้มปากเล็กน้อยและทำได้เพียงพยักหน้ารับออกมาเบาๆ

     นึกถึงคะแนนแรกที่พิธานได้ไปจากการเจอภูหมอกครั้งนั้นก็รู้สึกสงสารเพราะเจ้าตัวไม่ได้เริ่มต้นที่ศูนย์แต่เริ่มต้นที่ติดลบไปเสียแล้ว

     เอาหน่า เขาเองก็จะเป็นกำลังใจและคอยช่วยเหลือคนรักอีกแรงแล้วกัน






     หลังจากวันนั้นเกือบสัปดาห์แล้วที่เขาคอยหาช่องทางทำคะแนนให้คนรัก คิดว่าควรหาลู่ทางให้คนรักเองดีกว่าปล่อยเจ้าตัวจัดการเพราะความคิดแต่ละอย่างของคนรักมันดูทีเล่นทีจริงเสียจนเขากลัว

     “หรือมึงว่ากูไปจ้างเพื่อนกูมาย่องเข้าบ้านมึงจะขโมยของ แล้วกูก็มาช่วยจับโจรอย่างงี้ดีม่ะ”

     ครับ...ที่รัก

     ม่านฟ้าได้แต่ดึงสีหน้าตัวเองไว้ไม่ให้แสดงออกชัดนักว่าท้อใจกับแผนนั้น แล้วรับปากจะช่วยหาทางให้

     .

     .

     และเหมือนวันนี้...เขาจะเริ่มมองเห็นโอกาสการทำคะแนนของคนรักซะแล้วสิ

     ตอนนี้ภูหมอกกำลังร้องหาครูสอนพิเศษสำหรับติวสอบ เพราะม่านฟ้าไม่สามารถช่วยเหลือด้านวิชาการอื่นให้แก่น้องได้เลยนอกจากวิชาด้านภาษาและสังคม

     ไม่ได้แกล้งไม่เข้าใจเพื่อให้น้องหาครูสอนพิเศษด้วย

     โง่จริง ไม่ได้หลอก

     แต่แล้วความจริงกลับโหดร้ายกับเราเสมอ เพราะการพบกันครั้งแรกของพิธานและภูหมอกที่ห้างสรรพสินค้า ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง

     “ไม่มีทาง!!! หมอกเกลียดเขา!”

     ภูหมอกตะโกนขึ้นมาเมื่อเขาพูดถึงพิธาน เด็กหนุ่มยังฝังใจกับสิ่งที่ชายร่างสูงคนนั้นเคยพูดไว้ เขาคิดว่าการต้องฝืนเรียนกับคนที่มองเขาเป็น ‘ตัวน่ารังเกียจ’ อย่างที่อีกฝ่ายเคยพูดมันมากเกินไปจริงๆ

     ม่านฟ้ามองน้องชายอย่างไม่รู้จะพูดอย่างไรเมื่อเจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองไม่ใช่เป้าหมายของคำพูดวันนั้นด้วยซ้ำ แต่อย่างไรแม้แต่ตัวเขาเองยังเคยเข้าใจผิดเลย แล้วนับประสาอะไรกับภูหมอกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวสักนิด

     ชายหนุ่มมองหน้าตาบูดบึ้งพร้อมท่าทาง ‘เกลียดเข้าไส้’ เช่นนี้ของน้องชายก็ได้แต่ถามตัวเองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป หากวันหนึ่งภูหมอกรู้เข้าว่าคนที่ตัวเองเกลียดดันเป็นคนรักของพี่ชาย

     “เกลียดอะไรมักจะได้แบบนั้นนะ ระวังเถอะ”

     ได้มาเป็นพี่เขยมึงอ่ะ

     ความคิดในใจไม่ได้กล่าวออกไปแต่คำพูดพึมพำเสียงเบาของม่านฟ้ากลับทำให้น้องชายตีความไปได้อีกแบบหนึ่ง

     “พี่เมฆ!!! ถึงหมอกจะเป็นตุ๊ดหรือชอบผู้ชายแต่ก็ไม่ตาต่ำถึงขนาดเอาผู้ชายอย่างหมอนั่นมาเป็นแฟนหรอกนะ”

     'คนตาต่ำ' ถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อน้องชายตะโกนออกมา ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเบาๆ แล้วพยายามอธิบายแก้ความเข้าใจผิดนั้น

     “กูก็ไม่ได้หมายความแบบนั้น”

     “แล้วหมายความว่ายังไง”

     เมื่อไม่เห็นหนทางในการอธิบายให้เข้าใจได้ ม่านฟ้าจึงทำได้เพียงตอบปัดออกไป

     “... ก็เปล่า เออๆ ตกลงไม่เอาใช่ไหม ไม่เอาก็ไม่เอาดิ กูก็แค่เสนอไหม โวยกูทำไมเนี่ย”

     ขอโทษนะพีท คนตาต่ำคนนี้ได้พยายามแล้ว

     ----

     ‘โอยย ไม่เอาๆๆ ถึงน้องมึงไม่ปฏิเสธ กูเนี่ยแหละจะปฏิเสธเอง’

     เสียงของพิธานรีบปฏิเสธเมื่อได้ยินเรื่องราวจากม่านฟ้าผ่านทางโทรศัพท์ นั้นทำให้คนโทรมาขมวดคิ้วเมื่อไม่มีใครเห็นตรงกับเขาสักคน

     หนุ่มอักษรฯ คิดว่าหากให้พิธานมาเป็นครูสอนพิเศษได้ พิธานจะได้รู้จักบ้านของเขาได้อย่างไม่ผิดสังเกต การต้องมาที่บ้านบ่อยๆ ก็คงจะช่วยให้ได้รู้จักพ่อกับแม่ของเขาไปด้วย หากเทียบกันระหว่างเพื่อนที่มาหาธรรมดากับครูสอนพิเศษที่มา ‘ช่วย’ สอนน้อง อย่างหลังนั้นดูจะทำคะแนนได้มากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

     ไม่ทันที่ม่านฟ้าจะอ้าปากถามถึงเหตุผล อีกคนก็ตอบมาให้พร้อมสรรพ

     ‘กูเคยติวให้ลูกศิษย์อยู่คนหนึ่ง แม่ง โคตรโง่ สอนเท่าไหร่ก็ไม่จำ พูดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ’ พิธานพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความท้อแท้เสียเหลือเกิน แล้วย้ำประโยคสุดท้ายใส่คนรักเต็มๆ ‘บอกตรงๆ เหนื่อยมาก..’

     “...”

     ‘..ถึงจะได้ค่าสอนที่โคตรคุ้มก็เหอะ’

     “ค่าสอนอะไร” แม้หน้าตาของม่านฟ้าจะเริ่มนิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้เมื่อคนรักพูดถึงค่าสอนที่เขาไม่เคยรู้

     ‘ก็ได้มาเป็นแฟนนี้ไง’

     ใช่ พิธานเคยติวคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์ให้ม่านฟ้าสมัยมัธยม แม้ไม่ใช่การติวเพื่อสอบเอ็นทรานซ์อย่างของภูหมอก แต่เป็นเพียงการสอบเก็บคะแนนที่โรงเรียนก็เถอะ

     พิธานยังฝังใจกับการสอนให้ลูกศิษย์ได้ดีไม่ได้ ม่านฟ้าสอบเก็บคะแนนเทอมนั้นได้เกรดเพียงสามจุดห้า ทั้งที่เขาคาดหวังว่าจะให้เจ้าตัวเอาสี่ไปฝากพ่อเสียหน่อย

     ‘ข้อง่ายๆ ก็ยังงงแล้วงงอีก จนกูงงไปด้วยเลยว่างงอะไร’ เมื่อคนรักยังไม่เลิกบ่น ม่านฟ้าก็สวนกลับไปบ้างด้วยอารมณ์ที่เริ่มฉุนเฉียว

     “แหม อังกฤษอ่ะ แม่งมีอยู่แค่ 12 tenses มึงก็งงเหี้ยอะไรของมึงนักหนาก็ไม่รู้เหมือนกันนั่นแหละ” ไม่ใช่เพียงพิธาน แต่ม่านฟ้าเองก็เคยติวภาษาอังกฤษที่พิธานไม่ถนัดมาก่อนเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ทุกวันนี้ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่นัก

     ‘ภาษาอังกฤษแม่งแค่พอพูดได้ ฟังได้ อ่านออกก็พอป่ะ ทำไมต้องแกรมม่าเป๊ะๆ ด้วยก็ไม่รู้’

     “แล้วเวลามึงสอบ มึงไม่พูดงี้กับอาจารย์ล่ะครับที่รัก”

     ‘เชอะ ไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่กู ทำไมกูต้องไปทำความเข้าใจมันนักหนาด้วย’

     “แล้วฟิสิกส์กับเลขนี่ต้นตระกูลมึงคิดสูตรออกมารึไง”

     จากเสียงพูดคุยธรรมดาก็เริ่มมีเสียงทุ่มเถียงดังขึ้นมาเรื่อยๆ ก่อนจะถูกพิธานดึงออกไปเรื่องอื่นและจบบทสนทนาเกี่ยวกับการสอนพิเศษไว้เพียงแค่นั้น

     ----

     “ทำไร ไม่อ่านหนังสือรึไง”

     เสียงของม่านฟ้าทักขึ้นเรียกน้องชายให้หันไปมอง ชายหนุ่มเห็นภูหมอกกำลังเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อหาอะไรบางอย่าง ทั้งที่บ่นเช้าบ่นเย็นว่ากลัวอ่านหนังสือไม่ทัน แต่กลับเห็นนั่งเล่นอยู่แบบนี้จึงอดแปลกใจไม่ได้

     “หาวิธีทำข้อนี้”

     ภูหมอกพูดแล้วพยักพเยิดไปทางแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ที่กำลังทำอยู่ หน้าบึ้งๆ เหลือบมามองพี่ชายเล็กน้อยเมื่อชายหนุ่มถามขึ้นมาอีกประโยค

     “แล้วในหนังสือไม่เฉลยหรือไง”

     “มันเฉลยแค่คำตอบ ไม่ได้บอกวิธีทำไง”

     หนุ่มอักษรฯ ฟังเสียงถอนหายใจของน้องชายแล้วก็ส่ายหน้าจนปัญญาที่จะช่วยเหลือ แต่มือก็เผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปโจทย์ข้อดังกล่าวแล้วกดส่งไปหาใครบางคน

     ‘ช่วยหน่อย’

     เสียงกดส่งข้อความดังขึ้นให้ภูหมอกหันกลับไปมอง เพราะระยะห่างที่อยู่ไม่ไกลแถมมือของม่านฟ้าที่ยืนถือโทรศัพท์ก็อยู่ในระดับสายตาของภูหมอกที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือพอดี ทำให้เด็กหนุ่มเห็นอีโมติคอนหน้าเอือมระอาถูกส่งกลับมาจากคู่สนทนาอีกฝั่ง

     ผ่านไปไม่ถึงสองนาทีภาพบางอย่างก็ถูกส่งกลับมาโดยไร้ข้อความประกอบ ม่านฟ้ากดขยายภาพให้เห็นชัดขึ้นแล้วส่งโทรศัพท์ที่แสดงภาพกระดาษยับๆ พร้อมลายมือหวัดๆ ไปให้น้องชาย

     ภูหมอกก้มลงมองวิธีการแก้โจทย์ที่ถูกเขียนมาแล้วก็ได้แต่เม้มปากหงุดหงิดตัวเองที่คิดไม่ออก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาควรสงสัยถึงตัวตนคู่สนทนาอีกฝั่งของพี่ชายก่อน

     “ใครอ่ะ”

     “...”

     “พี่พีทเหรอ” เมื่อเห็นพี่ชายยังคงเงียบแต่ยักไหล่ตอบกลับมาก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้คำตอบ “ยังติดต่อกันอยู่อีกเหรอเนี่ย ถึงเขาจะเคยช่วยเรา แต่ก็เคยทำไม่ดีกับเราเหมือนกัน ก็ถือว่าเจ๊ากันแล้วไง ไม่เห็นต้องยังติดต่อกันอยู่เลย”

     น้ำเสียงไม่พอใจของน้องชายทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจ ขยับตัวไปนั่งขอบโต๊ะเขียนหนังสือ ถึงทั้งสองฝ่ายจะดูไม่อยากสอนอยากเรียนกันสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ยังคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่สุดแล้ว

     มือเรียวขยับโทรศัพท์ในมือเล็กน้อยแล้วยกขึ้นจิ้มไปที่หน้าผากน้องชายเบาๆ

     “โอกาสสุดท้ายแล้วนะ จะสอบไม่ติดหรือจะลดทิฐิลง เอาไง”

     ----

     ไม่ต่างจากที่คิดไว้ หลังจากม่านฟ้ากล่อมน้องชายเสร็จก็ต้องมากล่อมอีกคนหนึ่งต่อ แถมคนนี้ดูจะไม่ได้กล่อมง่ายเหมือนน้องชายเขาเสียด้วย

     “ไม่”

     ทันทีที่เอ่ยปาก คนรักของเขาก็ปฏิเสธออกมาทันทีอย่างไม่ต้องคิด

     พิธานสังหรณ์ใจแปลกๆ ตั้งแต่ม่านฟ้าส่งรูปโจทย์คณิตศาสตร์มาถาม ตอนนั้นได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ลางสังหรณ์ของเขาเป็นจริง แต่ดูเหมือนผลลัพธ์จะเห็นชัดอยู่ตรงหน้าแล้ว

     “หมอกมันไม่โง่แบบกูหรอกน่า แถมวิธีนี้มึงจะได้รู้จักทั้งบ้านกูเลยนะ ทำคะแนนได้มากกว่าเดินเข้าไปแนะนำตัวเฉยๆ แน่นอน” ม่านฟ้าอธิบายเหตุผลที่เคยคิดไว้ แต่ไม่ทันอธิบายให้คนรักฟังในคราวก่อนเพราะมัวแต่เถียงกันเรื่องไม่เข้าเรื่อง

     “แถมมึงจะได้มาหากูบ่อยๆ แบบไม่ผิดสังเกตด้วยนะ ยังไงได้เจอหน้ากันก็ดีกว่าแค่คุยโทรศัพท์ไม่ใช่เหรอ”

     “...”

     เมื่อพิธานเงียบไปอย่างเริ่มคิดหนัก ม่านฟ้าจึงต้องรีบแถมท้ายด้วยประโยคที่ซื้อใจคนตัวโตได้แทบจะทันที

     “ทั้งหมดนี้กูทำเพื่อเรานะ” ม่านฟ้าพูดแล้วดึงชายเสื้อคนรักเบาๆ ระยะที่ใกล้เข้ามาทำให้ชายหนุ่มร่างเล็กกว่าต้องเงยหน้ามองอีกคน สายตาที่มองขึ้นไปจึงคล้ายกับจะอ้อนอยู่ในทีจนพิธานรู้สึกถึงสัญญาณอันตราย

     มือใหญ่จับไหล่สองข้างของคนรักแล้วดันออกสุดแขน ทิ้งระยะห่างเพื่อความปลอดภัยต่อบทสนทนาก่อนที่เขาจะเสียดุลการค้ามากจนเกินไป

     “แล้วกูจะได้อะไร”

     “คะแนนไง”

     “เป็นนามธรรมเกินไป แถมมีความเสี่ยงอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าจะได้สักแค่ไหน กูอยากได้อะไรที่เป็นรูปธรรมหน่อย” ม่านฟ้ามองคนรักที่ทำลอยหน้าลอยตาอยู่ขณะนี้ รู้ดีว่าใจเจ้าตัวยอมตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เพียงแค่เล่นตัวเพราะอยากได้อะไรก็เท่านั้น

     จะไม่แกล้งสักวันแล้วกัน

     ชายหนุ่มร่างเล็กกว่าขยับเข้าไปใกล้คนรักอีกครั้งหลังจากเมื่อครู่โดนดันออกมา ยืดตัวตรงแล้วเงยหน้าขึ้นจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นของคนตัวสูงแต่กลับไม่ยอมสัมผัสริมฝีปากกับคนรักเว้นระยะไว้เพียงเล็กน้อยก่อนเสนอออกมา

     “งั้นแบบนี้ได้ไหม”

     ผิดคาด ม่านฟ้าคิดว่าพิธานคงทำหน้าตาระริกระรี้หรือยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างคนมีชัย แต่พิธานกลับรีบดึงตัวออกห่างจากเขาอย่างคนระแวง แล้วมองกลับมาด้วยสายตาจับผิด

     “เห้ย ให้จริงอ่ะ มุกนี้มันก็เก่าไม่ใช่เหรอ”

     ได้ฟังอย่างนั้นม่านฟ้าถึงกับอมยิ้มจนแก้มตุ่ย เอียงคอมองคนรักอย่างเอ็นดูแล้วถามกลับไป

     “หรือจะไม่เอา”

     “เอา! ”

     คราวนี้ไม่ผิดจากที่คาด พิธานรีบตอบออกมาอย่างไม่ต้องคิดและก็ไม่คิดจะมีมาดอะไรอีกแล้ว โอกาสมาถึงแล้วคนฉลาดอย่างเขาย่อมต้องรีบคว้าไว้ ปฏิกิริยานั้นทำให้ม่านฟ้าอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบแก้มคนรัก แล้วลองเอ่ยเงื่อนไขข้อหนึ่งออกมาเล่นๆ

     “หลับตาก่อน”

     “ไม่! ” พิธานรีบปฏิเสธเสียงแข็งพร้อมคำขยายความ “เดี๋ยวมึงแกล้งอะไรกูอีก ยิ่งชอบเล่นตุกติกอยู่”

     คราวนี้คนชอบเล่นตุกติกถึงกับหลุดขำออกมา ไม่คิดว่าตัวเองจะแกล้งบ่อยจนคนรักกลัวขนาดนี้ สัญญากับตัวเองในใจว่าจากนี้จะพยายามแกล้งคนตรงหน้าให้น้อยลงแล้วพยักหน้ายอมรับคำปฏิเสธนั้น

     พิธานใช้มือใหญ่ข้างหนึ่งประคองแก้มคนรักขึ้นมา รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยจูบกัน แต่มันก็ห่างหายเรื่องแบบนี้มาพอสมควรแล้ว ครั้นได้กลับมาทำอีกครั้งก็อดตื่นตัวไม่ได้

     ไม่ทันที่ริมฝีปากของพิธานจะถึงที่หมายดังหวัง เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

     ไอเชี่ยย นี่มันมุกเก่าของจริง!!!

     ก่อนที่มุกเก่าเหล่านั้นจะดำเนินต่อไป พิธานที่กำลังสบถด่าโชคชะตาอาภัพของตนเองก็รีบดึงมืออีกข้างมาจับที่ใบหน้าคนรักไว้ด้วยสองมือ ริมฝีปากอุ่นรีบประกบลงไปทันทีโดยไม่คิดจะสนใจเสียงโทรศัพท์ที่กำลังร้องประท้วง บดจูบอยู่เนิ่นนานกว่าริมฝีปากทั้งคู่จะผละออกจากกันอย่างแผ่วเบา

     ม่านฟ้าหลุดขำออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของคนรัก แต่ก่อนจะทันได้ตั้งตัว มือของอีกคนก็เปลี่ยนมาคว้าเข้าที่ท้ายทอยของเขาแล้วกดจูบลงมาอีกหน เพราะไม่ได้เตรียมใจถึงการจูบครั้งที่สองม่านฟ้าจึงไม่ได้เตรียมรับมือให้ดีนัก เขารู้สึกถึงริมฝีปากอุ่นของอีกฝ่ายที่ขบเข้ากับริมฝีปากล่างจนเผลอเผยอริมฝีปากออก

     เรียวลิ้นอุ่นถูกแทรกเข้ามาในโพรงปากทันที ตวัดเกี่ยวลิ้นของร่างเล็กกว่าอย่างจาบจ้วง พิธานรู้สึกถึงมือที่ขยุ้มเสื้อของเขาไว้และแรงดิ้นเล็กน้อยก่อนที่จะคลายลง ม่านฟ้านึกเจ็บใจที่เผลอประมาทแต่เพราะรสจูบที่แปรเปลี่ยนเป็นหวานล้ำทำให้สมองของเขาเริ่มนึกสิ่งใดไม่ออก ก่อนที่ทุกอย่างจะขาวโพลน ความคำนึงสุดท้ายของม่านฟ้าก็ผุดขึ้นมาในหัว

     ค่าสอนคอร์สนี้มันชักจะแพงไปแล้วนะ!!



     TBC




     Achaya (Writer) :

     ช่วงนี้จะชิวๆหวานๆ เอาจริงๆคนแต่งเองก็เก็บกดมาไม่น้อยที่ต้องเก็บความลับมาตลอดภาคหลัก ขอเติมหวานนิดหนึ่งละกัน

     ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์และที่เข้ามาอ่านกันนะคะ



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
ขอนิดขอหน่อยย

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 6


      พิธานถูกคนรักเรียกให้มาหาที่บ้านในอีกสองวันหลังจากนั้น โดยม่านฟ้าบอกว่าให้เวลาเขาสำหรับการหาหนังสือติวสมัยเอ็นทรานซ์และเวลาเตรียมใจสำหรับทั้งครูและศิษย์ ชายหนุ่มร่างสูงเดินเอื่อยๆ จากบ้านตัวเองทะลุซอยต่างๆ จนมาถึงบ้านหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ของคนรักที่เขาคุ้นเคย

      เขาเริ่มสังเกตบ้านหลังนี้ครั้งแรกก็สักสี่ปีก่อนในตอนดึกของวันปิดคอร์สเรียนที่ดันเผลอเดินตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เจอหน้ากันบ่อยเหลือเกิน แต่ไม่เคยกล้าที่จะทำความรู้จัก

      บ้านหลังคุ้นเคยที่ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาก็มีสิทธิ์เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนี้ ยืนอยู่ที่หน้าบ้านหลังนี้เท่านั้น

      แต่วันนี้...เขากำลังจะได้ก้าวเข้าไปอีกขั้น ก้าวเข้าไปเพื่อรู้ถึงตัวตนของคนรักให้มากขึ้น ได้สัมผัสถึงบ้านหลังที่ม่านฟ้าเติบโตมาด้วยตาของเขาเอง

      “ยืนเล่นเอ็มวีอะไรอยู่ ไม่ร้อนรึไง”

      เสียงของคนรักดังขึ้นฉุดเขาออกจากภวังค์ ม่านฟ้าโผล่หัวออกมาจากประตูบ้าน กวักมือเรียกให้เขาลากประตูรั้วออกแล้วเดินเข้าไปหาที่หน้าประตู

      หลังจากร่างสูงเดินเข้ามาภายใน ม่านฟ้าก็ปิดประตูบ้านปล่อยให้คนรักมองซ้ายมองขวาสำรวจรอบบ้านของเขาจนพอใจแล้วหันกลับมามองที่เขา สายตาสองคู่ที่สบกันต่างชะงักไปเล็กน้อย ความรู้สึกเมื่อครั้งที่เจอกันล่าสุดถูกดึงย้อนกลับมาอีกครั้งจนทั้งคู่เผลอเบนสายตาออกจากกัน

 

      หลังจูบที่ยาวนานผ่านพ้นไปอีกครั้ง เสียงโทรศัพท์ที่ร้องงอแงก็ดับลงไปพักหนึ่งแล้ว ชายหนุ่มทั้งคู่ยืนหอบหายใจเงียบๆ ราวกับยังติดอยู่ในภวังค์ ม่านฟ้าเป็นคนแรกที่ดึงสติของตัวเองกลับมาได้ก่อน เขารีบฉวยโอกาสที่อีกคนยังเผลอ พูดประโยคมัดมือชกออกไป

      “ค่าสอนทั้งคอร์สนะ”

      กว่าว่าที่ครูสอนพิเศษจะรู้ตัว ผู้ปกครองของเด็กก็ถอยหลังออกไปจนพ้นรัศมีแขนยาวๆ ของเขาแล้ว จะอ้าปากเถียงถึงค่าจ้างที่รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมแต่กลับไม่ทันอีกคนที่เอ่ยขอเสนอเพิ่มเติมมาให้

      “แต่ถ้าทำงานดีจะมีทิปให้”

      ไม่ต้องบอกว่า ‘ทิป’ ที่ว่าคืออะไร เมื่อเจ้าตัวขยับเท้าก้าวเข้ามาใกล้อีกหนแล้วยื่นหน้ามาจุ๊บเบาๆ ที่ปากของเขาอีกครั้ง

      พิธานมองคนรักฉีกยิ้มกว้างออกมาเหมือนไม่สะทกสะท้าน หากไม่เห็นว่าแก้มขาวขึ้นสีแดงเรื่อคงดูไม่ออกว่าเจ้าตัวก็เขินเช่นกัน ผิดกับเขาที่รู้สึกถึงความร้อนบริเวณใบหน้าลามไปถึงใบหู จนมือไม้เกะกะไปหมด

      ตั้งแต่คบกันมามีไม่กี่ครั้งที่พวกเขาจะจูบกันลึกซึ้งเช่นนี้ ต่อให้เป็นเขาที่เป็นคนนำแต่ก็อดรู้สึกเขินไม่ได้

      ม่านฟ้าเองก็ต้องข่มความรู้สึกของตัวเองไว้อย่างเต็มที่ พยายามแทบตายเพื่อให้สามารถวางท่าทีได้เช่นนี้ และก่อนที่อาการใดจะหลุดออกไป เขาก็หันเท้ารีบเดินออกมาจากบ้านของคนรักทันที

      เจ้าของบ้านอยากจะรั้งตัวคนตรงหน้าไว้อีกหน่อยเพื่อเรียกร้องถึงค่าแรงที่ถูกเอาเปรียบ แต่พอขยับตัว ความรู้สึกตึงบริเวณกางเกงก็ทำให้เขาต้องชะงัก ใบหน้าคมขมวดคิ้วมุ่นก่อนขยี้หัวตัวเองแรงๆ ก่อนหันหลังกลับเพื่อเดินเข้าห้องน้ำไป


 

      พิธานเริ่มรู้สึกว่าอากาศข้างนอกร้อนอย่างที่คนรักว่าก็เมื่อรู้สึกถึงความอุ่นบริเวณแก้ม กลั้นใจเหลือบไปมองคนรักที่หันหน้าไปทางอื่นแต่ใบหูขาวกลับขึ้นสีแดงก่ำแล้วก็อดอมยิ้มออกมาไม่ได้

      เขาได้ยินเสียงคนรักกระแอมออกมาเบาๆ แล้วพยักหน้าให้เขาเดินตามขึ้นไปที่ชั้นสองซึ่งเป็นห้องนอนที่จะใช้สำหรับติวกันวันนี้

      ----

      ม่านฟ้าเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองคิดถูกที่ให้คนรักมาเป็นครูสอนพิเศษ จากตอนแรกที่คิดจะให้พิธานมาทำคะแนน คว้าภูหมอกมาเป็นพวกในวันที่พวกเขาสารภาพความจริง ไปๆ มาๆ เขากลับกลัวเหลือเกินว่าคะแนนที่ติดลบอยู่แต่แรกของพิธานจะถอยหลังลงไปอีก

      เพราะตอนนี้...พิธานกับภูหมอกทะเลาะกันทุกวัน

      ทะเลาะกันตั้งแต่เรื่องเล็กไปยันเรื่องเล็กกว่า ไอเรื่องใหญ่ๆ ไม่ค่อยมีให้ทะเลาะกันจริงจังหรอก แต่เรื่องไร้สาระกลับหามาเถียงกันได้ทุกวันนับตั้งแต่เริ่มสอนกันมาจนตอนนี้ก็เกือบสองอาทิตย์แล้ว

      เขาเคยกังวลว่าคนรักจะไม่เป็นตัวของตัวเองจนดูเสแสร้งมากเกินไปเพื่อทำคะแนนพิชิตใจที่บ้านของเขาหรือไม่ แต่เวลานี้ม่านฟ้าบอกอย่างมั่นใจได้เลยว่า

      ไม่มีแอ๊บสักนิด พิธานเป็นตัวของตัวเองมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

      ไม่ว่าจะเรื่องปากเอย นิสัยเอย ปล่อยธาตุแท้ออกมาหมดไม่มีกั๊กจนเขานึกอยากให้ช่วงเวลาของการติวนี้จบลงไวๆ

      “ไอหมอก กูบอกให้ทำให้เร็วขึ้น ไม่ได้บอกให้มึงทำลวกๆ นะเว้ย”

      ม่านฟ้าที่เดินไปหยิบหนังสือการ์ตูนเล่มต่อไปบนชั้นเดินกลับมาทิ้งตัวลงบนที่นอนพร้อมเหลือบตามองคนรักที่เริ่มบ่นออกมาอีกครั้ง

      สองครูศิษย์นั่งประจันหน้ากันอยู่ที่พื้นโดยมีโต๊ะญี่ปุ่นกั้นอยู่ระหว่างกลาง พิธานกับม่านฟ้าผลัดกันสอนแล้วแต่ช่วงเวลาโดยพิธานจะสอนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ส่วนม่านฟ้าจะเน้นสอนไปที่ภาษาอังกฤษมีแถมภาษาไทยบ้างเล็กน้อย

      อย่างไรก็ตามชั่วโมงการสอนของพิธานจะมีมากกว่า เพราะส่วนใหญ่วิชาที่จะใช้วัดผลคะแนนชี้ขาดกันได้ก็มักจะเป็นคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์หลักสามวิชา สำหรับชีววิทยาและเคมี โชคดีที่ภูหมอกพอจะมีกึ๋นในด้านนี้อยู่บ้างและพอจะอ่านสอบเองได้ จึงไม่ต้องลำบากพี่ชายให้ไปหาใครมาช่วยสอนอีก

      “มึงทำผิดโง่ๆ เยอะมากอ่ะหมอก x2 คูณ x3 ทำไมถึงได้ x6 ว่ะกูไม่เข้าใจ เด็กประถมก็รู้ไหมว่า 3 บวก 2 มันได้ 5 อ่ะ”

      หลังจากม่านฟ้าเดินกลับมาจากห้องน้ำอีกหน ก็ยังไม่วายได้ยินเสียงบ่นของคนรักดังมาอีกระลอกพร้อมเสียงบ่นง้องแง้งของน้องชายเป็นคอรัส เห็นพิธานดูบ้าๆ บวมๆ ในบางครั้งแต่เป็นคนที่จริงจังมากเวลาติว ม่านฟ้าที่เคยเจอฤทธิ์เช่นนี้มาหมดแล้วได้แต่ให้กำลังใจน้องชายอยู่เงียบๆ เพราะรู้ว่าสุดท้ายต่อให้บ่นมากไปหน่อยแต่พิธานก็สอนดีจริงๆ นะ

      พิธานขยี้หัวตัวเองอย่างหงุดหงิดเมื่อตรวจแบบฝึกหัดที่เพิ่งให้ภูหมอกลองจับเวลาทำจริง พร้อมภูหมอกที่นั่งหน้ายู่เป็นตูดลิงอยู่ฝั่งตรงข้าม ได้ยินเสียงเด็กหนุ่มแก้ตัวออกมาเบาๆ แต่ก็โดนคุณครูจอมเฮี้ยบใส่เข้าไปอีกชุด

      ม่านฟ้าตัดสินใจเลิกสนใจสองคนตรงหน้า หันกลับมาอ่านหนังสือการ์ตูนในมืออีกครั้ง จนเมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายก็รีบลุกขึ้นเดินไปหยิบเล่มต่อมาอ่านทันที

      “แล้วข้อง่ายๆ อย่างนี้ทำไมไม่ทำ โอย!! ไอนี้ก็เดินอยู่นั่นแหละ!”

      ป้าบ!

      สิ้นเสียงพูดอย่างหงุดหงิดของพิธาน เจ้าตัวก็ฟาดมือลงไปที่ก้นของคนรักที่เดินผ่านพวกเขาไปๆ มาๆ หลายครั้งแล้วอย่างลืมตัว ส่งผลให้ชายหนุ่มอีกคนที่กำลังคิดถึงเนื้อหาของการ์ตูนเล่มต่อไปสะดุ้งโหยง ไม่เพียงแต่ม่านฟ้าเท่านั้นที่สะดุ้งแต่ภูหมอกที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็สะดุ้งออกมาเช่นกัน

      “พี่พีท!”

      เสียงโวยวายนี้ไม่ได้มาจากผู้เสียหาย แต่มาจากน้องชายของผู้เสียหายอีกที ภูหมอกหน้าแดงแล้วทำหน้าตาบึ้งตึงหนักกว่าเดิม ถอนหายใจออกมาหนักๆ อย่างคนโมโห หากเป็นในการ์ตูนป่านนี้คงเห็นหูสองข้างของเด็กหนุ่มมีควันพุ่งออกมาแล้ว

      “การตีก้นถือเป็นการล่วงละเมิดทางเพศนะ นิสัยไม่ดี!”

      ถึงคราวที่พิธานเป็นคนสะดุ้งบ้างเมื่อลูกศิษย์คนดีตะโกนเข้าใส่ แถมท้ายด้วยการต่อว่าเข้าไปอีกหนึ่งดอก

      “เออ กูเผลอไปหน่อย”

      “เผลอก็ไม่ได้! หยาบคายมาก!”

      เมื่อภูหมอกยังหงุดหงิดไม่เลิกแถมดูจะไม่ยอมง่ายๆ คนที่เผลอตีก้น ‘แฟน’ ไปอย่างไม่รู้ตัวก็ดูจะลืมอารมณ์หงุดหงิดของตัวเองไปชั่วขณะ พิธานพยายามจะหาข้อแก้ต่างอะไรมาอธิบายแต่เมื่อคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกจึงหาโอกาสชิ่งทันที

      “เออๆ ขอโทษ โวะ กูไปเข้าห้องน้ำดีกว่า”

      เด็กหนุ่มมองตามหลังคนที่ชิ่งหนีไปแล้วอย่างหงุดหงิด เขาเคยโดนเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งตีก้นเช่นนี้หลายครั้ง หลายคนมักมองเป็นเรื่องสนุกยิ่งพวกผู้ชายด้วยกันยิ่งไม่ให้ความสำคัญ แต่สำหรับภูหมอกที่มีใจเป็น ‘ผู้หญิง’ เช่นนี้กลับรู้สึกแย่ทุกครั้งที่เจอ

      ยิ่งเห็นพี่ชายที่เป็นผู้เสียหายยังวางหน้าเฉยไม่ทุกข์ร้อนแล้วหยิบการ์ตูนมาอ่านต่ออย่างไม่อนาทรร้อนใจ แตกต่างจากเดิมแค่หยิบหนังสือมาเพิ่มหลายเล่มแล้วมากองที่เตียงเพื่อไม่ให้โดนใครบางคนบ่นเข้าให้อีก ภูหมอกก็ยิ่งหงุดหงิดใจ

      “พี่เมฆควรจะว่าพี่พีทบ้าง”

      “ก็มึงบ่นไปแล้วไง”

      ม่านฟ้าตอบกลับเสียงนิ่งๆ แต่ภูหมอกยังดูไม่พอใจ ครั้นจะขุดเรื่องเดิมมาพูดอีกก็คงไม่ได้เมื่อเจ้าทุกข์ยังไม่เอาความแล้วน้องชายเจ้าทุกข์อย่างเขาจะมีสิทธิ์อะไร ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มก็ยังดึงความรู้สึกหงุดหงิดก่อนหน้าที่โดนคุณครูจำเป็นบ่นสารพัดอย่างออกมาระบายให้พี่ชายฟัง

      “แล้วพี่พีทนะ เดี๋ยวข้อนั้นก็ง่าย เดี๋ยวข้อนี้ก็ง่าย ง่ายๆๆ ง่ายไปหมด ง่ายประสาอะไรกันคิดแทบตายยังคิดไม่ออกเลย”

      “ก็คงง่ายของมันนั่นแหละ”

      “พี่พีทเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ”

      “ไม่รู้สิ แต่เห็นมันเคยไปแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิกอยู่นะ”

      “หา!?”

      ความจริงที่เด็กหนุ่มเพิ่งรู้ถึงดีกรีครูสอนพิเศษทำให้เจ้าตัวถึงกับเผลออ้าปากหวอ ก่อนเก็บอาการแล้วทำปากขมุบขมิบมองค้อนครูสอนพิเศษที่เดินกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

      ใครจะคิดว่าท่าทางนักเลงขนาดนี้จะเรียนเก่งกันเล่า!

      เด็กหนุ่มมองค้อนครูสอนพิเศษอีกทีอย่างเจ็บใจ ไม่รู้เพราะนึกอิจฉาคนสมองดีหรืออย่างไร จึงเอ่ยปากขอตัวไปเข้าห้องน้ำบ้าง

      ม่านฟ้าเห็นน้องชายเดินออกไปบ้างในคราวนี้ก็นึกรู้ว่า เมื่อหมดเวลาที่น้องชายจะนินทาแฟนหนุ่มแล้ว ทีนี้ก็ถึงตาแฟนหนุ่มของเขาจะนินทาน้องชายบ้างแล้ว ดูจากอาการมองตามหลังภูหมอกไปแบบนั้น แล้วก็ไม่ผิดคาดเมื่อคนรักของเขาเริ่มต้นบ่นขึ้นมา

      “อะไรของน้องมึงวะ”

      คงไม่พ้นเรื่องที่ทำแบบฝึกหัดอีกล่ะสิ ม่านฟ้าคิดในใจแต่กลับต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างผิดคาดแล้วยิ้มขำออกมาน้อยๆ

      “กูตีก้นแฟนกู กูผิดตรงไหน”

      พิธานยังฝังใจกับคำต่อว่าของภูหมอกถึงเผลอบ่นออกมาเบาๆ แถมด้วยหน้าตาบูดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวกำลังไม่พอใจ แต่แฟนที่ดีอย่างม่านฟ้าก็จำเป็นต้องบอกความจริง

      “ผิด มันเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ” ในกรณีที่อีกฝ่ายไม่ยินยอมอ่ะนะ ม่านฟ้าต่อประโยคดังกล่าวในใจ

      ชายร่างสูงอดจะค้อนคนรักไม่ได้เมื่อเจ้าตัวพูดประโยคที่แทบจะเหมือนกับน้องชายออกมาเป๊ะๆ ขยับตัวที่นั่งอยู่กับพื้นติดโต๊ะญี่ปุ่นเข้าไปชิดกับขอบเตียงแทน แขนยาวๆ กวาดร่างคนรักที่นั่งอยู่บนเตียงมากอดไว้ด้วยแรงที่ไม่เบานัก

      “แต่กอดแฟนไม่ผิด ซุกพุงแฟนก็ไม่ผิด”

      คำพูดสุดท้ายอู้อี้ลงจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์เมื่อพิธานกดหน้าตนเองลงไปกับหน้าท้องของคนรัก ม่านฟ้าเผลอแขม่วท้องกับการจู่โจมแบบไม่ตั้งตัว แต่เมื่อตั้งสติได้ก็รีบขยุ้มผมคนรักแล้วดึงออกมาจากหน้าท้อง เหลือบมองไปที่หน้าประตูแล้วพูดลอดไรฟันออกมา

      “เดี๋ยวไอหมอกมาเห็นมึงก็โดนด่าอีก ไอ้บ้านี่”

      ภาพที่ภูหมอกซึ่งเปิดประตูเข้ามาเห็นจึงเป็นภาพของพี่ชายกำลังจิกหัวครูสอนพิเศษ ขณะที่ผู้เสียหายก็ยกมือขึ้นกุมหัวตัวเองด้วยสีหน้าเหยเก แต่ความลำเอียงกลับทำให้เด็กหนุ่มหูหนวกตาบอดไปชั่วขณะ ถามคำถามที่ทำให้แขกคนเดียวของบ้านหันไปมองตาเขียว

      “พี่พีทแกล้งอะไรพี่เมฆอีกอ่ะ”

      หลักฐานคาตาขนาดนี้ยังจะหาว่ากูแกล้งพี่มึงอีกเหรอ!

      ม่านฟ้าราวกับได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากในใจคนรัก รีบปล่อยมือที่ขยุ้มผมของพิธานออกแล้วหันกลับไปหวังแก้ตัวกับน้องชาย แต่ก็ช้าเกินไปเมื่อชายหนุ่มร่างสูงเขยิบตัวออกห่างแล้วสะบัดหน้าหนีไปอีกด้านราวกับสาวน้อยแสนงอน

      “เออ ใช่สิ! ไม่มีใครเข้าข้างกูสักคน คนไม่ใช่ทำอะไรก็ผิด!”

      ----

      “ผัดไทยสามกล่องครับ ธรรมดาสอง พิเศษหนึ่งไม่ใส่ถั่วงอกครับ”
     
      ม่านฟ้าเดินไปสั่งอาหารกับป้าร้านผัดไทยที่อยู่หน้าหมู่บ้านก่อนกลับมานั่งรอที่เก้าอี้พลาสติกของร้าน เขาเดินออกมาซื้ออาหารกลางวันให้กับสองครูศิษย์พร้อมด้วยของตัวเองอีกหนึ่งกล่อง คิดแล้วก็ยังไม่อยากเดินกลับไปเลยเพราะอากาศร้อนๆ ที่ทำเอาหัวแทบแตกแถมกลับไปก็ยังต้องเจอกับเสียงทะเลาะกันของอีกสองคน

      เกือบจะครบสองเดือนตามกำหนดที่เขาคุยไว้กับพิธานให้มาช่วยสอนน้องชายแล้ว อะไรที่พอสอนได้หรือดูติดปัญหาก็พยายามให้พิธานดึงมาดูให้ก่อน เพราะอีกอาทิตย์เดียวพวกเขาก็จะต้องกลับไปอยู่หอของมหาวิทยาลัยแล้ว

      ส่วนเป้าหมายแฝงที่เคยคิดไว้อย่างการทำคะแนนก็คืบหน้าไปเล็กน้อย ในกรณีของพ่อกับแม่ อย่างน้อยตอนนี้พ่อแม่ของเขาก็รู้จักพิธานในฐานะเพื่อนที่มาช่วยติวให้กับภูหมอก พิธานเคยเจอพ่อเพียงไม่กี่ครั้ง จะบ่อยหน่อยก็แม่ของเขาที่บางทีกลับมาตอนที่พิธานยังอยู่และชวนกินข้าวเย็นด้วยกัน

      ในกรณีของภูหมอก ม่านฟ้าไม่รับประกันว่าผลคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร แต่จากการเถียงกันวันเว้นวันซึ่งดีกว่าแต่ก่อนที่เถียงกันทุกวันก็พอจะเห็นเค้าลางที่ดีมากขึ้น

      หรือเขาจะคิดผิด

 
 
      “พวกมึงเป็นบ้าอะไรกัน! หุบปากทั้งคู่เลยนะ!! เรียนกันดีๆ สอนกันดีๆ ไม่ได้ใช่ไหม เดี๋ยวพวกมึงก็ไม่ต้องมานั่งติวกันอยู่แบบนี้แล้ว ทนอีกไม่กี่วันไม่ได้หรือไง”

      ม่านฟ้าตวาดคนสองคนที่เมื่อเขาซื้อข้าวกลางวันมาให้แล้วก็ยังไม่หยุดตีกัน แต่เพราะอย่างนั้นเขาถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองลืมบอกเรื่องระยะเวลาการสอนที่ตกลงไว้เพียงสองเดือนกับภูหมอกเมื่อเจ้าตัวละล่ำละลักถามออกมา

      “ทะ- ทำไมอ่ะ มะ- หมอกเป็นเด็กไม่ดีใช่ไหม พี่เมฆ พี่พีท หมอกขอโทษ เห้ย ไม่เอานะ”

      จากที่เห็นทะเลาะกันอยู่จะเป็นจะตาย พอถึงคราวที่อ้อนพี่ชายไม่ได้ภูหมอกก็หันกลับไปอ้อนครูสอนพิเศษต่อทันที “อย่าทิ้งกันกลางทางดิ พี่พีท เพราะหมอกกวนใช่ไหม หมอกขอโทษ อย่าเลิกสอนกันไปอย่างงี้เลย สัญญาว่าจะเป็นเด็กดี นะ”

      และแล้วพิธานก็ตกหลุมพรางลูกอ้อนนั้นไปอีกคน

      “เปล่า แต่อาทิตย์หน้าพวกกูก็จะเปิดเทอมปีสามกันแล้ว ก็ต้องกลับไปอยู่หอดิ”

      ม่านฟ้ามองคนรักที่อธิบายเหตุผลที่คุยไว้ให้ลูกศิษย์ฟัง จนเขาแปลกใจที่บทจะญาติดีก็ญาติดีกันได้

      หรือต้องรอเขาโกรธก่อนถึงจะยอมเป็นพันธมิตรกันได้ ไอพวกนี้นี่!

      แต่เมื่อภูหมอกดูจะไม่ยอมรับข้อตกลงเรื่องระยะเวลาการสอน และตื๊อจะเรียนกับพวกเขาต่อไปให้ได้ ม่านฟ้าจึงอดถามเหตุผลออกมาไม่ได้ แต่คำตอบที่ได้รับกลับไม่มีใครคาดถึง

      “... เขาชอบมาแกล้งหมอก ทำท่าเหมือนหมอกจะไปลวนลามเขาบ้าง หรือไม่ก็แกล้งจับนมบ้าง บีบก้นบ้าง คนที่เห็นก็มองเป็นเรื่องตลก ไม่มีใครคิดจะช่วยหมอกสักคน เขาตลกกันแต่หมอกไม่ตลกด้วยอะ หมอกโคตรรู้สึกแย่!”

      ม่านฟ้ารู้สึกถึงความเครียดที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกับความโกรธ เขาไม่เคยรู้ว่าน้องชายเคยถูกลวนลามเช่นนั้น ยิ่งกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นครู แต่กลับทำพฤติกรรมน่ารังเกียจแบบนั้น ไม่แปลกใจที่ทำไมภูหมอกถึงไม่ชอบใจนักเวลาที่พิธานชอบแกล้งหรือจับเนื้อต้องตัวเขา

      คงเพราะนึกถึงครั้งที่ตัวเองเคยโดนรังแกแต่ไม่มีใครช่วย

      สุดท้ายอารมณ์ที่ไม่มั่นคงของทั้งคู่ก็ทำให้ทั้งพี่ทั้งน้องเผลอขึ้นเสียงใส่กัน ก่อนที่สถานการณ์จะกลายเป็นการทะเลาะกันจริงจัง พิธานก็ลุกขึ้นขวางระหว่างม่านฟ้ากับภูหมอก

      “เมฆ!!!” ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยเสียงปราบคนรักแต่ก็ลำบากหันกลับไปปลอบลูกศิษย์ตัวเองเช่นกัน เขาจับแขนคนรักบีบเบาๆ พร้อมบอกให้ใจเย็นลง อาศัยจังหวะที่ภูหมอกก้มลงไปปาดน้ำตาตบแก้มคนรักเบาๆ อย่างปลอบใจ

      ไม่ใช่เพียงภูหมอกที่กำลังรู้สึกแย่ จากสีหน้าของม่านฟ้าในยามนี้ทำให้เขารู้ว่าเจ้าตัวก็รู้แย่ไม่ต่างกัน

      ม่านฟ้ามักแสดงท่าทางเหมือนเบื่อและรำคาญน้องชายเต็มทน ทุกครั้งเจ้าตัวมักจะเอาเรื่องของภูหมอกมาบ่นให้ฟังเสมอ ทั้งความเอาแต่ใจและการถูกเปรียบเทียบจากพ่อทำให้แต่แรกเขาเคยคิดว่าม่านฟ้าจะเกลียดน้องตัวเองด้วยซ้ำ

      แต่นั้นก็เป็นเพียงสิ่งที่ม่านฟ้าคิดและพูดมันออกมา เหมือนสมองสั่งการให้เกลียดน้องด้วยเหตุผลสารพัดอย่างที่เจ้าตัวต้องเจอ แต่สุดท้ายแล้วเพราะม่านฟ้าถูกสั่งสอนให้ดูแลน้องมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ถูกปลูกฝังเข้าไปจนติดเป็นนิสัย ต่อให้สมองสั่งการอย่างไร การกระทำก็จะไปในทางที่อดจะดูแลน้องไม่ได้อยู่ดี

      ยิ่งรู้เรื่องเกี่ยวกับรสนิยมของภูหมอก ม่านฟ้าก็ยิ่งเป็นห่วง เขารู้ว่าลึกๆ ม่านฟ้าคิดว่าตัวเองจะช่วยเหลือน้องได้ เป็นที่พึ่งให้น้องยามมีปัญหา แต่เมื่อสุดท้ายมาพบว่าน้องชายกลับโดนรังแกโดยที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเช่นนี้คงทำให้ม่านฟ้าอดโทษตัวเองไม่ได้เหมือนกัน



      เมื่อจบการเจรจา ข้อตกลงสุดท้ายที่ว่าภูหมอกจะเรียนพิเศษกับพวกเขาต่อจนกว่าจะถึงวันสอบ โดยยอมนั่งรถไปหาพวกเขาที่มหาลัยหรือไม่ก็ลองทำแบบฝึกหัดเองแล้วส่งคำถามมาถามเขาบ้างถ้าติดปัญหา พวกเขาจึงเริ่มติวหนังสือกันต่อ

      ถึงหลายๆ อย่างจะดูกลับมาเป็นปกติ แต่ม่านฟ้ากลับซึมลงไปอย่างเห็นได้ชัด พิธานอาศัยจังหวะที่ไล่ให้ภูหมอกลงไปเติมน้ำดื่มและหาของกินเล่นข้างล่างเพื่อถามไถ่ความรู้สึกของอีกคน

      “มึงโอเคไหม”

      เมื่อได้ยินเสียงของพิธาน ม่านฟ้าก็ดึงตัวเองออกจากภวังค์และเงยหน้าขึ้นมา ก่อนพบว่าน้องชายไม่ได้นั่งอยู่ด้วย เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนคลี่ยิ้มให้คนรักสบายใจ พร้อมเอ่ยสิ่งที่คิดเอาไว้ออกมา

      “ขอบคุณนะพีท”

      พิธานมองรอยยิ้มหวานๆ ของคนรักตาค้าง น้อยครั้งที่ม่านฟ้าจะยิ้มหวานออกมาจนเต็มแก้มเช่นนี้ รู้ตัวดีว่าช่วงนี้กำลังหลงแฟนมาก จนเหมือนกับคนเพิ่งคบกันใหม่ๆ ไม่สิ ช่วงที่คบกันใหม่ๆ พวกเขายังทำตัวเหมือนเพื่อนกันอยู่เลย แทบนึกถึงช่วงเวลาที่หลงแฟนแบบนี้ไม่ออกด้วยซ้ำ

      อาจเพราะช่วงนี้พวกเขามีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น เขามาสอนพิเศษให้ภูหมอกแทบจะวันเว้นวัน หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกทีคนรักของเขาก็ขยับตัวลงมานั่งที่พื้นข้างกันแล้วกางแขนคร่อมตัวของเขาเอาไว้ ใบหน้าขาวที่ขึ้นสีชมพูระเรื่ออย่างน่ารักขยับเข้ามาใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ

      เขาจ้องมองริมฝีปากที่ขยับเข้ามาใกล้ก่อนหยุดลงแล้วกระซิบเบาๆ ติดริมฝีปากของเขาด้วยเสียงหวาน

      “ขอบคุณจริงๆ นะครับ”

      เมื่อถูกคนรักยั่วขนาดนี้มีเหรอพิธานจะอดใจไว้ ชายร่างสูงคว้าเอวคนรักมากอดไว้แน่นแล้วบดริมฝีปากลงไป ไม่ว่าจะกี่ครั้งเขาก็ยังติดใจกับความอุ่นนุ่มของริมฝีปากนี้เสมอ พิธานขบเม้มริมฝีปากของคนรักสลับบนล่างอย่างหยอกล้อก่อนเปลี่ยนมาเป็นบดจูบอย่างแผ่วเบา รสจูบวนซ้ำอยู่เช่นนั้นจนคนในอ้อมแขนเริ่มดิ้นประท้วง

      “เดี๋ยวหมอกมา”

      คนรักของเขาพึมพำออกมาเสียงเบาพร้อมใบหน้าแดงจัด ม่านฟ้าเม้มริมฝีปากตัวเองเบาๆ อย่างเขินอาย ขณะที่พิธานได้แต่มองภาพนั้นอย่างหลงใหลแล้วกล่าวกับคนรักอย่างเอาแต่ใจ

      “ไม่เป็นไรหน่า เดี๋ยวกูดูต้นทางให้เอง”

      พูดจบคนดูต้นทางก็โน้มหน้าลงไปหาคนรักอีกครั้งอย่างย่ามใจ

      .

      .

      “พีท!!!”

      พิธานสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงคนรักตะโกนขึ้น เขากะพริบตาถี่ๆ เรียกสติของตนเองกลับมาอีกครั้ง หันไปมองที่มาของเสียงซึ่งยังนั่งอยู่บนเตียงแล้วหันมาอีกทาง ภูหมอกกลับมาจากชั้นล่างพร้อมเหยือกน้ำและจานขนมในมือกำลังยืนมองเขาตาปริบๆ

      อย่าว่าแต่ภูหมอกที่มองอย่างสงสัย แม้แต่ม่านฟ้าเองก็ยังงุนงงกับพฤติกรรมของคนรัก เขาเพียงพูดขอบคุณเจ้าตัวเรื่องที่ช่วยเกลี้ยกล่อมและห้ามศึกระหว่างเขากับน้อง รวมถึงเรื่องที่เจ้าตัวถามไถ่ความรู้สึกของเขา

      แต่เมื่อพูดจบพิธานก็มีอาการนิ่งค้างไปคล้ายตกอยู่ในภวังค์ ใบหน้าอมยิ้มน้อยๆ อย่างเคลิบเคลิ้ม กระทั่งภูหมอกกลับมาที่ห้อง เจ้าตัวก็ยังไม่มีท่าทีจะรู้ตัวจนเขาต้องตะโกนเรียกซ้ำ

      อาคันตุกะคนเดียวของบ้านนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกำลังเรียบเรียงเรื่องราวและแยกแยะความจริงความฝัน ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะหนังสือคล้ายคนหมดแรงจนสองพี่น้องถึงกับตกใจ

      ----

      จนกระทั่งการสอนในวันนี้จบลง พิธานที่สอนไปแต่ก็ยังไม่วายทำท่าทางเนือยๆ ออกมาตลอดการสอนจนม่านฟ้าถึงกับส่งสัญญาณบอกน้องชายว่าวันนี้ให้เลิกกันเร็วหน่อย ภูหมอกที่นั่งทนมานานวิ่งฉิวไปเข้าห้องน้ำทันที ทิ้งไว้เพียงพิธานและม่านฟ้าที่ต่างคนต่างยังนั่งนิ่ง

      เป็นพิธานที่เริ่มขยับตัวก่อนแล้วมองไปที่คนรักซึ่งกำลังมองมาทางตนอยู่แล้ว ชายหนุ่มร่างสูงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วลุกขึ้นคว้าแขนของคนรักให้ลุกขึ้นยืนตาม

      ก่อนที่ม่านฟ้าจะทันได้สงสัยถึงพฤติกรรมดังกล่าว พิธานก็ดึงตัวม่านฟ้าเขาไปกอดแรงๆ แต่นั่นกลับทำให้คนถูกกอดงุนงงหนักเข้าไปอีก เขาร้องประท้วงออกมาเบาๆ เมื่อคนรักเพิ่มแรงกอดแน่นจนรู้สึกเจ็บ

      พิธานคลายวงแขนออกเพื่อมองหน้าคนรักให้ชัด แสดงสีหน้าปั้นปึ่งออกมาอย่างเผลอตัวและนึกทุเรศตัวเองที่ดันฝันกลางวันถึงแฟนทั้งที่แฟนก็อยู่ตรงหน้า ก่อนจะดึงคนรักเข้ามากอดอีกครั้งอย่างหงุดหงิด

      ม่านฟ้าปล่อยให้คนอารมณ์แปรปรวนกอดจนพอใจแล้วถึงได้ผละออกมาสบตากันอีกครั้ง เอ่ยถามออกไปอย่างใจเย็น

      “เป็นไร”

      คำตอบที่ได้รับเป็นเพียงการส่ายหน้าเล็กน้อยของคนรัก ชายหนุ่มจึงทำเพียงถอนหายใจเบาๆ ไม่คิดจะซักไซ้คนตรงหน้าอีก ก่อนนึกขึ้นได้ว่าคำขอบคุณที่เคยพูดไปเจ้าตัวอาจไม่ทันได้ฟัง จึงกล่าวซ้ำออกมาอีกหนอย่างจริงใจ

      “ยังไงวันนี้ก็ขอบคุณอีกครั้งนะ”

      ว่าจบม่านฟ้าก็ขยับตัวขึ้นจูบริมฝีปากคนรักเบาๆ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไปอีกคน

      .

      .

      .
     
      ‘แล้วที่เธอกอด จูบนั้นที่ได้ บอกฉันทีว่าจริง หรือฉันคิดไปเอง’

      ภูหมอกที่เดินฮัมเพลงกลับเข้ามาที่ห้องอีกครั้งเพื่อเก็บหนังสือเรียนถึงกับสะดุ้งเมื่อเจอสายตาของครูสอนพิเศษที่หันขวับมามองด้วยใบหน้าแดงก่ำ

      เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้นเหรอ

 

      TBC

 

 

      Achaya (Writer) :

      ภาคความจริงบางส่วนจะมีฉากใหม่ๆ ที่โผล่มาบ้างหรือฉากเดิมที่ซ้อนทับกับภาคหลักแต่คนละมุมมอง เพราะฉะนั้นบางทีเราอาจจะไม่ได้บรรยายใหม่หมด แต่ลองย้อนกลับไปอ่านที่เรื่องหลักอีกทีก็ได้ บางทีคุณอาจจะพบ Easter Egg ที่ถูกซ่อนเอาไว้ก็ได้ (ถึงเราจะเขียนออกมาได้ไม่ค่อยสมูทก็เถอะ 5555)

      ขอบคุณที่ติดตามอ่านและคอมเมนท์นะคะ

 



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
เอ็นดูัววว

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 7

     ก่อนลูกชายคนโตจะเปิดเทอมปีสามและหายหน้าหายตาไปจากบ้านอีกพักใหญ่ สาวสวยคนเดียวของบ้านจึงชวนทุกคนมาทำบุญด้วยกันในวันพระหนึ่งที่ตรงกับเสาร์อาทิตย์

     “แล้วพี่เขาเปิดเทอมแบบนี้ ยังจะตามเขาไปเรียนที่มออีกเหรอ”

     นัชชาถามขึ้นเมื่อลูกชายคนเล็กบอกเกี่ยวกับการเรียนพิเศษที่จะยังดำเนินต่อไป เพียงแต่ย้ายสถานที่จากที่บ้านเป็นหอพักของพี่ชายเท่านั้น

     “ครับ พี่พีทเขาก็โอเคนะ ถึงจะสอนไวไปหน่อยแต่เฮียแกเก่งอ่ะเอาจริง”

     “แม่เกรงใจพี่เขา”

     “ไม่เป็นไรหรอกแม่ เดี๋ยวหมอกซื้อขนมเลี้ยงบ่อยๆ”

     สารถีหนุ่มอย่างม่านฟ้าที่ได้ยินประโยคนั้นถึงกับเผลอมองน้องชายผ่านกระจกมองหลังด้วยสายตาเอือมระอา

     คนซื้อน่ะกูทั้งนั้น ข้าวกูก็ต้องเลี้ยง แถมยังโดนหาเศษหาเลยเป็นระยะอีก

     ม่านฟ้าคิดอยากจะไปเก็บตังค์เอากับภูหมอกให้สมอย่างที่เจ้าตัวพูดหรืออย่างน้อยก็ค่าเรียนพิเศษคอร์สนี้ที่เมื่อคำนวณดูใหม่แล้วอย่างไรก็ไม่คุ้มสำหรับเขา ภูหมอกได้ครูสอนพิเศษ พิธานเองก็ได้คะแนนความดีความชอบ คนที่ไม่ได้อะไรแล้วมีแต่เสียมีเพียงเขาเท่านั้นล่ะ

     “เป็นแฟนกันก็เท่ากับคนคนเดียวกัน กูได้ก็เท่ากับมึงได้หน่า”

     ถึงพิธานจะอ้างข้างๆ คูๆ เช่นนั้นก็เถอะ

     “แล้วพีทเขาไม่คิดค่าสอนหรืออะไรหน่อยเหรอเมฆ”

     คำถามของแม่ดึงลูกชายคนโตออกจากภวังค์ เขาแนะนำพิธานว่าเป็นเพื่อนที่อยู่มหาลัยเดียวกันและเพราะอยู่บ้านใกล้เลยจะมาช่วยสอนภูหมอกให้ ดังนั้นคำถามนี้จึงถูกส่งมาหาเขาที่ดูจะติดต่อกับพิธานมากที่สุด

     “ไม่นะแม่” ม่านฟ้าตอบมารดากลับไปเสียงเรียบ แล้วขยายความต่อให้เมื่อผู้เป็นแม่ยังดูกังวล “ไม่ต้องห่วงหรอก พีทมันบอกสอนไอหมอกก็สนุกดี...เถียงกันมันดี”

     ท่อนหลังม่านฟ้าลดเสียงลงจนเหลือเพียงเสียงพึมพำแต่ก็ไม่รอดพ้นหูของชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างคนขับ นภดลเหลือบตามองลูกชายคนโตเล็กน้อยก่อนหันไปถามลูกชายคนเล็ก

     “ไปเถียงอะไรพี่เขา”

     ชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนลูกชายคนนี้ถึงจะเคยเจอไม่กี่ครั้ง แต่ที่มาช่วยติวให้ลูกชายอีกคนของเขาแบบนี้นภดลเองก็รู้สึกขอบคุณอยู่ไม่น้อย เท่าที่เห็นก็ดูเป็นคนอัธยาศัยดีแม้หน้าตาจะดูเหมือนคนร้ายๆ ไปบ้างแต่เขาคิดว่าคงไม่เป็นไร

     “ก็นิดหน่อยครับ” ภูหมอกอ้อมแอ้มตอบเมื่อพ่อถามมาด้วยน้ำเสียงนิ่ง

     “อย่าไปดื้อกับพี่เขานะ เฮี้ยวให้น้อยๆ ลงหน่อย เราน่ะ”

     นัชชาบ่นลูกชายคนเล็กต่ออีกหนึ่งประโยคก็มาถึงสถานที่เป้าหมายพอดี แค่เปิดประตูออกไปกลิ่นบุหรี่ก็ลอยมาแตะจมูกจนทุกคนต้องเบ้หน้าหนี

     เพราะบริเวณที่จอดรถตรงนี้ยังอยู่นอกพื้นที่ของวัด เด็กวัดที่ดูจะเคร่งกฎเสียเหลือเกินจึงมายืนสูบบุหรี่กันอยู่หน้าวัดให้เลยเขตปลอดบุหรี่มาหน่อย

     นภดลได้ยินเสียงภรรยาบ่นออกมาเล็กน้อยแต่ก็เดินเข้าวัดนำหน้าไปก่อนที่ลูกชายคนเล็กจะเดินตามไปติดๆ เขาเห็นม่านฟ้ายู่หน้ายกมือขึ้นปัดอากาศตรงหน้าด้วยเหม็นควันบุหรี่ ดวงตาสีสนิมของลูกชายเหลือบมองเด็กวัดกลุ่มนั้นคล้ายไม่พอใจก่อนล็อกรถแล้วเดินตามอีกสองคนไป

     ชายวัยกลางคนหรี่ตามองลูกชายคนโตเล็กน้อยแล้วเดินตามไปเป็นคนสุดท้าย

     เหม็นบุหรี่ทั้งที่ตัวเองก็สูบเนี่ยนะ

     ----

     “วันนี้มึงไม่ต้องมาหรอกพีทมันไปกินเหล้ากับเพื่อน” ม่านฟ้ากรอกเสียงใส่โทรศัพท์เพื่อตอบน้องชายออกไปเมื่อเจ้าตัวโทรมาถามถึงความสะดวก “ส่วนกูขี้เกียจสอน”

     เกือบเดือนแล้วนับแต่เขาเปิดเทอมมา ภูหมอกก็เทียวไปเทียวมาระหว่างบ้าน โรงเรียนและมหาลัยของเขา เคยถามว่าเจ้าตัวไม่เหนื่อยหรือไงกับการวิ่งไปวิ่งมาเช่นนี้ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบออกมาตรงๆ ว่า

     “เหนื่อย แต่ดีกว่าไปอ่านเอง ไม่ใช่แค่ทำไม่ได้ แต่พอไม่มีคนนั่งคุมแล้วมันขี้เกียจอ่ะ”

     ว่าง่ายๆ ก็คือมีวินัยในตนเองไม่ได้นั่นแหละ

     ม่านฟ้าอยากจะบ่นแต่ก็ขี้เกียจ ถ้าภูหมอกยอมเหนื่อยเองเขาก็ไม่รู้จะบ่นไปทำไม อาจจะลำบากเขาบ้างที่ต้องคอยนัดเวลาให้ทั้งสองคนแต่ก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงสักเท่าไหร่

     เขาได้ยินเสียงน้องชายบ่นกลับมานิดหน่อยแต่สุดท้ายก็ต้องจำยอมก่อนวางสายไป

     ชายหนุ่มทิ้งตัวลงที่เตียงอีกครั้งหลังอาบน้ำเสร็จ เวลานี้เพิ่งจะห้าทุ่มเกือบเที่ยงคืนแต่ม่านฟ้าก็พร้อมเข้าจะนอนแล้ว รูมเมทของเขามักบอกว่าเขาคือเด็กอนามัยที่นอนเร็ว ขณะที่คนรักแก้ต่างให้ว่าไม่ใช่ เขาเป็นเพียงตัวขี้เกียจที่นอนได้ตลอดเวลาต่างหาก

     ไม่ได้ช่วยให้ดูดีขึ้นเลย

     อย่างไรม่านฟ้าก็ไม่คิดจะสนใจคำพูดของใคร เขาจะนอนตอนไหนก็ได้ที่อยากนอน รวมถึงตอนนี้ด้วย

     ถ้าไม่มีอะไรมาขัดขวางเสียก่อน

     เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทันทีที่ม่านฟ้าทิ้งหัวลงบนหมอนใบนุ่ม เขาเอื้อมมือคลำโทรศัพท์แล้วต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นสายจากใครบางคน ถอนหายใจเล็กน้อยอย่างพอจะเดาสาเหตุในการโทรมาครั้งนี้ได้

     ‘มาเก็บศพผัวมึงหน่อย’

     เล่นหวยทำไมไม่ถูกแบบนี้ ม่านฟ้าถึงกับเผลอทำหน้าระอาออกไปใส่อากาศเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนของคนรัก ก่อนจะยกมือลูบหน้าตัวเองแรงๆ ไล่ความรู้สึกโหวงในใจ

     หากใครที่ได้ทิ้งตัวลงบนเตียงอุ่นแต่กลับต้องเด้งตัวขึ้นมาทันทีเช่นนี้ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

     “มันเอารถไปรึเปล่า”

     ถึงอย่างนั้นม่านฟ้าก็กรอกเสียงถามออกไปแล้วลุกขึ้นคว้ากางเกงขายาวมาสวมทับกางเกงนอนเพื่อเตรียมออกจากห้อง

     ‘เอามาๆ มึงนั่งวินมาก็ได้ ร้านเดิม’

     ----

     หนุ่มอักษรฯ มาถึงหน้าร้านประจำของคนรักภายในสิบนาที เขาเองก็เคยมาร้านนี้อยู่หลายหน รู้ว่าร้านนี้เด่นเรื่องเพลงกับกับแกล้มสูตรเด็ด ไม่แน่ใจว่าคนรักฟังเพลงมากเกินไปหรือกินกับแกล้มจนจุกถึงต้องให้เพื่อนโทรมาตามเขาเก็บศพ

     เอาเถอะ จะอย่างไรก็คงว่าไม่ได้ เจ้าตัวบอกกับเขาไว้ก่อนแล้วว่าวันนี้ขอมาเมากับเพื่อน แล้วก็เล่นมากันเสียตั้งแต่ร้านเปิด ไม่แปลกใจที่ยังไม่พ้นวันใหม่ก็หมอบกระแตจนต้องมาลากกลับเช่นนี้

     ม่านฟ้าเดินเข้าไปจังหวะเดียวกับที่ทำนองเพลงต่อไปดังขึ้น ทำนองที่คุ้นหูทำให้เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนคลี่ยิ้มออกมาเมื่อได้ยินเพลงที่คุ้นเคย

     'ชอบเวลาที่เธอยิ้ม ชั่งน่ารักสวยเกินกว่าใคร

     ปากสีชมพู ตาเธอชั่งโต ชั่งน่ารักเหลือเกิน'


     ชายหนุ่มเดินเข้าไปถึงโต๊ะที่เพื่อนคนรักโบกมือเรียก ก้มลงมองร่างของใครบางคนที่ฟุบอยู่บนโต๊ะ เขาเห็นมือของเพื่อนคนหนึ่งตบลงไปเพื่อเรียกให้ใครคนนั้นเงยขึ้นมา ภาพของใบหน้าคมเข้มที่หันมามองเขาตาเยิ้มแล้วฉีกยิ้มกว้างซ้อนทับกับภาพเด็กหนุ่มคนหนึ่งในอดีต



    ‘จะแสดงอาการยังไงให้เธอได้รู้ว่าฉันหลงรักเธอ

     ได้โปรดใครก็ได้ช่วยทีบอกให้เธอได้รู้ ว่าผมรักคุณตั้งแต่แรกเจอ’

     เพลงที่ดังออกมาจากหูฟังของ 'คนไม่รู้จักแต่คุ้นเคย' ที่ส่งให้เขา ทำให้ม่านฟ้าอดแปลกใจไม่ได้ เขาเหลือบไปมองเด็กหนุ่มที่นั่งข้างกันแล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย ใครจะคิดว่าผู้ชายตัวโตจะฟังเพลงน่ารักขนาดนี้

     ม่านฟ้าเม้มปากเข้าหากันแล้วสูดหายใจเอาควันรถเข้าปอด เมื่อรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเล็กน้อย

     ‘จะไม่ให้หลงให้ได้ยังไง ชั่งน่ารักจะตายไป

     เธอคงจะมีใครต่อใคร ที่แอบชอบเธอเหมือนฉัน

     เพ้อๆ ไปแล้วเธอคือของฉัน แต่ความจริงนั้นมันคือความฝัน ลมๆ แล้งๆ เรื่อยไป’

     น่าแปลกที่เขาเห็นเด็กหนุ่มข้างกายทำท่าเหมือนจะหลับ แต่กลับกำขากางเกงตัวเองไว้แน่น ใบหน้าที่หันออกไปอีกทางทำให้ม่านฟ้าไม่เห็นสีหน้าของเขาในยามนี้นอกจากหูแดงๆ เท่านั้น

     ช่างเถอะ ม่านฟ้าไม่คิดจะจ้องเพื่อให้เห็นหน้าของอีกคนตอนนี้หรอก

     เพราะเขาก็ไม่อยากให้ใครมาเห็นหน้าร้อนๆ ของเขาตอนนี้เหมือนกัน




     ม่านฟ้าคว้าเข้าที่เอวของพิธานเมื่อคนตัวโตลุกขึ้นยืนและเซเล็กน้อย กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยออกมาจากคนตรงหน้าผสมกับกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ไม่แปลกใจที่เพื่อนของคนรักเรียกเขามาเพราะถึงแม้เจ้าตัวจะยังดูมีสติแต่ไม่สามารถบังคับร่างกายตัวเองได้ดั่งใจเท่าไหร่แล้ว

     แขนยาวๆ ของคนรักพาดเข้ากับบ่าของเขาเพื่อทรงตัว ม่านฟ้าคว้าโทรศัพท์ของอีกคนที่วางอยู่บนโต๊ะใส่กระเป๋าตัวเองแล้วล้วงมือไปหยิบกุญแจรถจากกระเป๋ากางเกงคนรัก

     เขาได้ยินเสียงพิธานฮัมเพลงตามเพลงที่เปิดอยู่ ขณะพาอีกคนเดินออกมาจากร้าน รู้ว่านี้เป็นเพลงโปรดของเจ้าตัวแต่เพราะเสียงในร้านที่ดังเกินไปเขาถึงฟังออกมาไม่เป็นคำนอกจากคำที่เจ้าตัวตั้งใจพูดหยอกอยู่ข้างหูของเขา

     “ละลายแล้ว”

     ชายหนุ่มร่างสันทัดหันไปมองคนรักด้วยสีหน้าหน่ายใจปนขัน จนเมื่อเขาพาอีกคนออกมานอกร้านเพื่อเดินไปที่จอดรถด้านหน้า เสียงเพลงในร้านก็ยังดังออกมาให้เขาได้ยิน

    ‘จะแสดงอาการยังไงให้เธอได้รู้ว่าฉันหลงรักเธอ

     ได้โปรดใครก็ได้ช่วยทีบอกให้เธอได้รู้ ว่าผมรักคุณตั้งแต่แรกเจอ’


     ม่านฟ้าเปิดประตูรถออกแล้วยัดร่างของคนรักเข้าไปก่อนเดินอ้อมมาเพื่อประจำตำแหน่งสารถี จนเมื่อปิดประตูรถเรียบร้อย เขากลับต้องเลิกคิ้วอีกครั้งเมื่อยังได้ยินเพลงท่อนต่อไปที่ไม่ได้มาจากเครื่องเสียง แต่มาจากคนข้างกายที่กำลังมองมา

     “จะไม่ให้หลงให้ได้ยังไง ชั่งน่ารักจะตายไป

     เธอคงจะมีใครต่อใคร ที่แอบชอบเธอ ‘คือ’ ฉัน

     เพ้อๆ ไปแล้วเธอคือของฉัน แต่ความจริงนั้นมันคือความฝัน ลมๆ แล้งๆ เรื่อยไป”

     เสียงทุ้มที่ดังขึ้นพร้อมเจ้าตัวที่แสร้งทำตาละห้อยอย่างน่าสงสารทำให้ม่านฟ้าหลุดหัวเราะ อารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อยที่ต้องลุกจากที่นอนหายไปทันทีเมื่อเจอคนตรงหน้า เอื้อมไปรัดสายเข็มขัดนิรภัยให้คนรักแล้วผลักหัวของคนตัวโตเบาๆ

     “ฝันอะไรของมึง ไม่ฝันแล้ว”

     ม่านฟ้ามองคนตรงหน้าที่ยิ้มหวานตอบกลับมาก่อนค่อยๆ หลับไป เขาถอนหายใจมองเด็กหนุ่มในวันนั้นที่เติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มตรงหน้า เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ก็พัฒนาขึ้นมาจนไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป

     สารถีจำเป็นเอื้อมมือไปลูบแก้มคนหลับเบาๆ ย้อนคิดไปถึงความสุขและเสียงหัวใจที่เต้นแรงยามถูกใครบางคนจีบด้วยท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ใครบางคนที่ชอบหลับบนรถเป็นประจำจนเขาอดไม่ได้ที่จะต้องปลุก

     และเป็นคนเดียวกันกับคนตรงหน้าที่เขาอยากใช้ชีวิตด้วยกันไปจนแก่

     แต่ก็ไม่รู้จะเป็นไปได้ไหม

     ม่านฟ้าไม่รู้ว่าอนาคตที่ไม่มองเห็นกับอนาคตที่รู้แน่ชัดอยู่แล้วอย่างใดจะน่ากลัวกว่ากัน สำหรับเขาการสารภาพความจริงกับพ่อเป็นอนาคตที่เห็นคำตอบชัดเจนอยู่แล้วเช่นเดียวกับเรื่องของภูหมอก

     ชัดเจนจนอยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้

     หนุ่มอักษรฯ ถอนหายใจออกมาเบาๆ ผละมือออกจากแก้มอีกคนแล้วหันกลับมาสตาร์ทรถ ก้มลงมองเกียร์ที่อยู่ในตำแหน่ง P ก่อนขยับลงมาให้อยู่ในตำแหน่ง D

     รถสีควันบุหรี่เคลื่อนตัวออกไปช้าๆ รู้อยู่แก่ใจว่าถึงจะได้หยุดพักสักเล็กน้อย แต่สุดท้ายชีวิตเราก็ต้องเดินต่อไป...แม้จะต้องทนรับความเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม

     ----

     ชายวัยกลางคนกวาดตาไปรอบห้องนอนของลูกชายอีกครั้ง ทั้งที่วันนั้นเขาเจอแล้วว่าสิ่งที่ม่านฟ้าพยายามซ่อนเอาไว้คือ ‘บุหรี่’ แต่ความรู้สึกบางอย่างของเขากลับบอกว่า ‘ไม่ใช่’

     ไม่เพียงแต่อาการของม่านฟ้าที่ดูเหม็นกลิ่นบุหรี่ เขาเคยได้ยินว่าคนสูบบุหรี่หากไม่ได้สูบเองก็จะรู้สึกเหม็นบุหรี่ที่คนอื่นสูบเหมือนกัน แต่ท่าทางของม่านฟ้าดูไม่ค่อยชอบใจคนที่สูบบุหรี่เลยด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้เขาคิดว่าบุหรี่ในวันนั้นอาจเป็นเพียงตัวล่อให้เขาตายใจ

     แล้วอะไรกันแน่ที่ซ่อนอยู่ในห้อง

     เขาถามตัวเองหลายครั้งว่ากำลังคิดมากเกินไปหรือเปล่า จึงได้รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของลูกชายที่เริ่มโตเป็นหนุ่มแล้ว แต่อย่างไรก็ตามหากไม่มีอะไรต้องซ่อนก็ไม่น่าจะมีอะไรให้ต้องกลัว

     ช่วงนี้เป็นช่วงที่ม่านฟ้าเปิดเทอมและอยู่ที่หอพัก ส่วนภูหมอกที่ปกติจะกลับมาจากโรงเรียนก่อนเขาเสมอก็ต้องไปติวหนังสือกับพี่ชายและเพื่อนพี่ชาย

     และนั่นเป็นโอกาสที่เขาจะเข้าไป ‘ตรวจสอบ’ ห้องของลูกชายได้อย่างสบาย

     นภดลกวาดตามองไปรอบห้องก่อนครั้งหนึ่ง เขาไม่พบอะไรที่ผิดปกติก็จริง แต่ของที่อยากจะซ่อนก็คงไม่วางเอาไว้ให้เห็นชัดเจนนักหรอก

     ชายวัยกลางคนเริ่มสำรวจจากโต๊ะวางของ หัวเตียง ตู้เสื้อผ้า และมาจบที่โต๊ะเขียนหนังสือของภูหมอกที่เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งมากนัก

     มันเต็มไปด้วยกองหนังสือ เครื่องเขียน โน้ตย่อและกระดาษทดอีกสารพัด ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อไล่สายตาไปเรื่อยก็ไม่พบสิ่งใดอีก ในความคิดของเขาตอนนี้ไม่ได้รู้สึกสบายใจเพิ่มมากขึ้น ในทางกลับกันเขากลับคิดว่าม่านฟ้าอาจเอาของ ‘บางอย่าง’ นั้นไปที่หอพักแล้วมากกว่า

     เหตุผลที่ชายวัยกลางคนค่อนข้างปักใจว่าเจ้าของ ‘ความลับ’ นั้นคือม่านฟ้า เพราะเจ้าตัวคือคนที่วิ่งหนีเขาหัวซุกหัวซุนออกจากบ้านเพื่อซ่อนของสิ่งนั้น หากของดังกล่าวเป็นของภูหมอก เหตุใดม่านฟ้าจึงต้องพยายามซ่อนขนาดนั้นกัน

     ต่อให้ม่านฟ้าพยายามช่วยน้องปกปิดเพียงใดแต่สายตาของเจ้าตัวยามพูดแก้ต่างให้พวกเบี่ยงเบนทางเพศนั้นมันดูตัดพ้อออกมาจากใจจริงจนเขามองเป็นทางอื่นไปไม่ได้

     ใช่ ต่อให้เขาไม่รู้ว่ากำลัง ‘หาอะไร’ แต่ความคิดของเขากลับเดาได้ว่าลูกชายของเขา ‘เป็นอะไร’

     นภดลกัดฟันแน่นขึ้นเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น เขาเกลียดคนพวกนั้น รวมถึงน้องชายแท้ๆ ที่ก็เป็น 'เช่นนั้น' ไม่ต่างกัน เขายังจำวันที่นทีมาสารภาพความจริงต่อหน้าพ่อของเขาได้ ไม่ใช่เพียงพ่อแม่ของเขาที่ตกใจ แม้แต่เขาเองก็ยังตกใจไม่ต่างกัน

     เขาพยายามหลายครั้งที่จะพูดให้นที ‘กลับตัวกลับใจ’ เสียใหม่และไปขอโทษพ่อ แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็นเพียงการประชดประชันอย่างไม่เห็นถึงน้ำใจของเขาสักนิด

     “พี่ประสาทไปแล้วเหรอ ถ้าฉันให้พี่กลับใจไปเป็นผู้หญิงพี่ทำได้ไหมล่ะ”

     นภดลส่ายหัวไล่เรื่องราวในอดีตออกไป ถอนหายใจอย่างยอมแพ้เมื่อคิดว่าคงไม่พบของที่กำลังตามหาได้ง่ายๆ แต่สมองกลับทวนคิดถึงท่าทางของลูกชายคนเล็ก

     เขาสังเกตเห็นว่าภูหมอกจะต้องตรวจเช็กห้องของตัวเองทุกครั้งก่อนออกไปไหน แม้ไม่ได้ล็อกห้องตัวเองเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ใช้เวลานานกว่าจะออกมาจากห้องในแต่ละครั้ง

     แสดงว่ามันอาจยังอยู่ในห้อง

     และม่านฟ้าอาจสั่งให้น้องชายคอยดูแลของให้

     ความคิดยังไม่ทันจบดี สายตาของชายวัยกลางคนก็เลื่อนไปจับเข้ากับของบางอย่าง กล่องขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่วางไว้เป็นฐานของหนังสือหลายเล่มจนเขาไม่ได้สังเกตเห็นในตอนแรก มือกร้านเอื้อมไปหยิบโดยพยายามมองรอบโต๊ะก่อนเพื่อจะได้เก็บทุกอย่างให้กลับเป็นเหมือนเดิมได้

     สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขาคือกล่องไม้ขนาดประมาณเอสี่กับความสูงมากกว่าคืบ เขาขยับมือเพื่อเปิดกล่องตรงหน้าในทันทีแต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง

     กล่องตรงหน้าถูกล็อกกุญแจเอาไว้

     การซ่อนของที่ง่ายที่สุดก็คือการล็อกกุญแจ เขาเองก็มีกล่องคล้ายกันนี้อยู่เพื่อเก็บของมีค่าอย่างธนบัตรหายากหรือเครื่องประดับของภรรยา แต่เหตุผลในการมีของเช่นนี้อยู่ในห้องของลูกชายทั้งสองนั้น คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก

     เว้นเสียแต่ว่า...จะเป็นความลับบางอย่างที่เขากำลังตามหา



     TBC



     Achaya (Writer) :

     วันนี้มาลงช้าไปหน่อย ขออภัยค่ะ

     เนื้อเรื่องช่วงนี้อาจจะเอื่อยๆหน่อย พักสมองจากความเครียดเล็กน้อย (บอกแล้วว่าคนเขียนเก็บกด อยากมีฉากหวานบ้าง หลังทนเก็บมานาน) ถึงหลายเหตุการณ์จะรู้ผลลัพธ์กันอยู่แล้วในภาคหลัก แต่ระหว่างทางที่เดินไปจะมีอะไรให้ลุ้นกันบ้างก็รอติดตามกันนะ บอกได้แค่ว่าทุกๆการกระทำ ทุกๆความคิด มันก็มีเหตุผลในแบบของมันอยู่

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์กันนะคะ




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
รีบมาอีกน้าาาา

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 8

     หลังรับงานสอนพิเศษให้ภูหมอกโดยมีค่าจ้างเป็นปากนุ่มๆ หรือแก้มหอมๆ ของคนเป็นพี่ พิธานก็รู้สึกเหมือนระดับความหวานระหว่างเขากับคนรักจะไต่ระดับขึ้นอย่างน่าพอใจ

     เคยคิดเหมือนกันว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ค่อยมีฉากหวานอย่างคู่อื่น แถมยังรู้สึกว่าถ้าหวานกันมากๆ เดี๋ยวจะเฉากันเร็วเสียเปล่า เพิ่งมารู้สึกว่ามันดีก็ตอนที่ได้สัมผัสกับตัวเอง

     นอกจากนี้ ‘ทิป’ ที่ม่านฟ้าสัญญาไว้ว่าจะให้ก็เป็นข้ออ้างให้เขาทำตามใจได้มากขึ้น

     พิธานยิ้มกริ่มขณะล้างฟองยาสระผมออกจากศีรษะ เขาได้ยินเสียงประตูห้องที่ถูกเปิดออกก่อนจะปิดลง เดาว่าน่าจะเป็นคนรักที่เขาเรียกให้ลงมาหาเพราะรูมเมทเขาบอกว่าจะไม่กลับห้องวันนี้

     สาเหตุที่เขาเรียกคนรักลงมาเพราะจะให้ช่วยยกหนังสือติวสมัยมัธยมที่เพิ่งขนมาจากบ้านขึ้นไปเท่านั้น แต่เอาจริงแค่ลังใบเดียวเขาเองก็ยกคนเดียวไหว เพียงแค่อยากจะเรียกคนรักมา ให้เจ้าตัวได้เดินออกกำลังกายบ้างเท่านั้น

     ไม่ได้ ตัวม่านฟ้าเหลวไปหมดแล้ว สักวันคงได้เป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรงเพราะความขี้เกียจแน่ๆ

     เสียงประตูห้องน้ำเปิดออกพร้อมกลิ่นสบู่เรียกให้ม่านฟ้าเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์ พิธานเดินออกมาด้วยผ้าเช็ดตัวผืนเดียวที่เกาะหมิ่นเหม่อยู่ที่เอว เจ้าตัวดูไม่สนใจกับการโชว์เนื้อหนังออกมาเช่นนี้แม้จะมีเขานั่งอยู่ในห้องอีกคนหนึ่ง

     ร่างสูงเดินเอื่อยๆ ไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบกางเกงมาใส่ ม่านฟ้าขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกคนขยับผ้าเช็ดตัวลูบๆ คลำๆ เพื่อเช็ด ‘บางอย่าง’ ที่อยู่ใต้ผ้านั้นก่อนเจ้าตัวจะสวมชั้นในและกางเกงขาสั้นเข้าไป พิธานดึงผ้าเช็ดตัวออกทั้งที่ยังสวมเพียงอาภรณ์ท่อนล่าง เดินลอยชายไปตากผ้าเช็ดตัวที่ระเบียงแล้ววกกลับมาที่ตู้เสื้อผ้าอีกครั้งเพื่อเลือกอาภรณ์ท่อนบน

     พิธานไม่ได้มีซิกซ์แพ็กชัดเจนอย่างคนเล่นกล้าม แต่ก็เห็นเส้นกล้ามเนื้อขึ้นรูปกำลังดี เจ้าตัวเลือกเสื้อยืดคอย้วยออกมาหนึ่งตัวจากตู้ แต่แทนที่จะสวมมันลงไป คนตรงหน้ากลับพาดเสื้อไว้กับบ่าแล้วเดินมานั่งข้างกันกับม่านฟ้า

     ชายหนุ่มร่างสูงกอดคอคนรักเข้ามาใกล้ แสร้งทำเป็นก้มมองโทรศัพท์ที่ม่านฟ้ากำลังให้ความสนใจจนแก้มแนบไปกับแก้มของอีกคน ไม่เพียงเท่านั้นเพราะความใกล้ชิดนี้จึงทำให้ท่อนบนเปลือยเปล่าแนบอยู่กับหลังและแขนของคนรักอีกด้วย

     พิธานยิ้มกริ่มเมื่อรู้สึกถึงการขยับตัวเล็กน้อยของม่านฟ้า ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าคนรักแอบมองตามเขาที่เดินไปเดินมาในสภาพเช่นนี้ แต่ความสนุกของพิธานก็ได้จบลงเมื่อรู้สึกถึงคนรักที่ถอนหายใจก่อนหันมามองเขาอย่างเอือมระอา

     “จะอ่อยเพื่อ”

     แม้ใบหน้าจะดูเอือมระอาแต่น้ำเสียงกับแฝงความไม่พอใจปนเขินอายเอาไว้ จนได้ยินม่านฟ้าพึมพำออกมาอีกประโยค พิธานจึงหลุดขำออกมาจนได้ “กูก็แฟนมึงอยู่แล้วป่ะ”

     ม่านฟ้าเองก็รู้ว่ากำลังโดนคนรักแกล้ง แต่ก็ยังอดเผลอมองตามไม่ได้ เขาเคยคิดอยากมีกล้ามเนื้อบ้างเล็กน้อย แต่พอคิดถึงวิธีการได้มาอย่างการออกกำลังกายเขาก็ขอเลือกนอนขดเป็นตัวนิ่มอยู่ที่ห้องเหมือนเดิมดีกว่า

     “ก็เพิ่มความหวานของเราไง ที่รัก”

     พิธานแกล้งกระซิบแนบใบหูของคนรักก่อนรุกหนักขึ้นโดยการล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อยืดตัวนิ่ม แต่กลับเป็นพิธานเองที่ต้องชะงักเมื่อไม่มีการโต้ตอบใดๆ กลับมา ชายหนุ่มร่างสูงเลิกคิ้วแปลกใจอดไม่ได้ที่จะถามคนรักที่นิ่งผิดปกติ

     “ไม่ขัดขืนรึไง”

    “มึงไม่ทำหรอก”

     สิ้นคำสบประมาท พิธานก็รู้สึกได้ถึงเส้นอารมณ์ที่ขึงแน่น มือหนาข้างหนึ่งเลื่อนสูงขึ้นไปขยี้ยอดอกของคนรัก อีกข้างรวบแขนสองข้างของคนรักไว้ไม่ให้ขัดขืนแล้วตะโบมจูบลงกับซอกคอหอมกรุ่น ร่างสูงลากตัวคนรักขึ้นมานั่งบนตักเพื่อให้สามารถออกแรงรั้งแขนและล็อกตัวม่านฟ้าได้ถนัด

     ม่านฟ้าสะดุ้งสุดตัวก่อนจะดิ้นหนีออกจากการรุกรานดังกล่าว แต่แขนที่ถูกล็อกไว้และท่าทางตอนนี้ทำให้เขาไม่สามารถขัดขืนคนรักได้อย่างใจคิด

     แรงมือของพิธานที่ขยี้ยอดอกเขาสลับหนักเบาจนม่านฟ้านิ่วหน้าด้วยความเจ็บพร้อมด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้ร่างกายสั่นสะท้าน เช่นเดียวกับการจูบที่ส่งเสียงน่าอายออกมา

     สัมผัสอุ่นร้อนของริมฝีปากนั้นซุกไซร้ไปทั่วต้นคอขาวอย่างตะกละตะกลามเรียกความรู้สึกที่ทำให้ม่านฟ้าตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม และจำต้องเอ่ยปากยอมแพ้ออกมาในที่สุด

     “พีท กูขอโทษ พีท”

     เมื่อคนรักละล่ำละลักออกมาอย่างน่าสงสารพร้อมอาการดิ้นที่หยุดลงอย่างคนหมดแรง พิธานจึงยอมละริมฝีปากออกก่อนดึงมือออกจากเสื้อคนรัก

     ตัวที่สั่นเล็กน้อยของคนตรงหน้าทำให้พิธานถอนหายใจ พวกเขาทั้งคู่ต่างไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องอย่างว่า การที่ม่านฟ้าถูกเขาจู่โจมกะทันหันจนตกใจกลัวเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจนัก

     แต่ยั่วนักก็ต้องเจอเสียบ้าง

     เขาขยับขากางออกให้คนรักนั่งอยู่กลางหว่างขาแล้วพลิกให้หันมาหาตนเองก่อนกอดไว้หลวมๆ พิธานตบหลังคนรักเบาๆ อย่างปลอบใจพร้อมก้มลงกระซิบที่ข้างหู

     “โทษที กูทำเกินไป”

     พิธานไม่ได้โกรธม่านฟ้าจริงจังเพียงแต่หมั่นไส้คนช่างแกล้งตรงหน้า อีกทั้งสัญชาตญาณของเขาบอกว่าควรกำราบเจ้าแมวขี้เกียจนี้สักทีก่อนจะเผลอยั่วสุนัขล่าเนื้ออย่างเขามากไปกว่านี้

     ร่างสูงรั้งตัวคนรักออกมาเพื่อคุยกัน แต่กลับเป็นม่านฟ้าที่ขยับแขนกอดร่างของเขาเอาไว้ไม่ปล่อย ใบหน้าของคนรักซบลงบนบ่าของเขาแล้วนิ่งอยู่อย่างนั้น

     พิธานได้แต่นิ่งรอจนร่างของคนรักหายสั่นแล้วจึงได้ยินเสียงแผ่วเบาดังมาจากในอ้อมแขน

     “มึงเคยคิดอยากจะทำจริงๆ บ้างไหม”

     คนถูกถามได้แต่เลิกคิ้วขึ้นสูงรู้ดีว่า ‘ทำ’ ที่อีกคนหมายถึงคืออะไร เพราะถึงจะหยอกแรงขนาดนี้ แต่เขาก็แก่ใจรู้ดีว่าจะไม่ทำอะไรที่เป็นการฝืนใจม่านฟ้าเด็ดขาด

     ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าถามมาตรงๆ เขาเองก็จะตอบไปตรงๆ เหมือนกัน

     “ไม่ใช่แค่ ‘เคย’ ทุกวันนี้กูก็ยังอยาก แฟนกูทั้งคน ถ้ากูไม่อยากกูก็ตายด้านแล้วไหม”

     “...”

     บทสนทนาระหว่างพวกเขาจบลงเพียงเท่านั้นเมื่อม่านฟ้าไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก ขณะที่ร่างสูงเองก็ไม่ได้หวังจะได้รับคำตอบรับหรือคำพูดใดกลับมา จนเวลาล่วงเลยไปสักพักเจ้าของห้องตัวโตก็ตบหลังคนรักเบาๆ อีกครั้ง

     “ไปเถอะ ไอหมอกน่าจะใกล้ถึงแล้ว”

     พิธานพูดแล้วกดจูบที่ขมับคนรักแรงๆ ดันตัวอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืนก่อนลุกขึ้นตามพร้อมคว้าเสื้อที่ตกลงไปบนที่นอนขึ้นมาสวม เขาขยับยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางเหมือนแมวซึมของคนรักแล้วเดินนำหน้าเพื่อออกจากห้อง แต่ยังไม่ทันเดินถึงประตู เสียงเรียกชื่อเขาก็ดังขึ้นมาเบาๆ ให้ต้องหันกลับไปมอง

     คนตัวโตหันมาพบกับสายตาที่ช้อนมองขึ้นมา ริมฝีปากของคนรักขยับคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ทันพิธานที่เผลอพูดออกไปเสียก่อน

     “จะอ้อนอะไรอีก”

     ก็รู้ว่ามองแบบนี้มันอันตรายต่อใจเขา

     “กูไม่ได้อ้อนไหม”

     เสียงของม่านฟ้ากลับมาแข็งขึ้นทันที เจ้าตัวขมวดคิ้วมุ่นเมื่อถูกคนรักกล่าวหา หลายครั้งแล้วที่พิธานชอบบอกว่าเขาอ้อนใส่ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ

     “ก็มึงชอบช้อนตามองแบบนี้ ไม่อ้อนแล้วคือไร”

     “ก็กูเตี้ยกว่ามึงไหม ไม่มองขึ้นไปแล้วจะให้กูยืนบนเก้าอี้แล้วมองมึงลงมารึไง”

     เสียงทุ่มเถียงกันดังขึ้นอีกครั้งแต่กลับทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดเมื่อครู่ลงจนหมด พิธานชี้มือให้คนรักอุ้มลังหนังสือลงไปขณะที่ตัวเองเดินตัวเปล่ากอดคอแฟนอย่างสบายอารมณ์ กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าออกนอกเรื่องที่จะคุยไปไกล ม่านฟ้าก็ลืมไปเสียแล้วว่าจะพูดอะไรกับคนรัก

     ----

     “พี่พีท”

     “หืม”

     พิธานตอบรับคำเรียกในลำคอเบาๆ โดยยังเพ่งสมาธิไปกับการตรวจข้อสอบในมือ เขาเพิ่งให้ภูหมอกทำแบบฝึกหัดที่เขาคิดเองเพราะสามารถทำให้โจทย์มันพลิกแพลงมากกว่าแบบฝึกหัดทั่วไป

     ช่วงแรกเพราะคิดว่ามีเวลาสอนแค่สองเดือน เขาจึงอัดเนื้อหารวมๆ เน้นตะลุยโจทย์ แต่ตอนนี้ในเมื่อได้เวลามาเพิ่ม เขาถึงให้ภูหมอกลองทำข้อสอบแล้วสอนอัดให้แน่นทีละเรื่อง โชคดีที่ภูหมอกเป็นคนหัวดีและมีพื้นฐานอยู่แล้ว เขาแค่เน้นสอนข้อยากๆ หรือวิธีการคิดให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะได้แข่งชิงคะแนนกับคนอื่นเขาได้ก็พอ

     ครูสอนพิเศษวงกลมเนื้อหาเรื่องที่ลูกศิษย์ผิดมาหลายครั้ง และวางแผนว่าจะเน้นให้ทำแบบฝึกหัดมากเป็นพิเศษ แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรมากกว่านั้นเสียงของลูกศิษย์ก็ดังขึ้นมา

     “พี่ว่า...สิ่งที่หมอกเป็น มันน่ารังเกียจมากป่ะ”

     ดูเหมือนคำถามข้อนี้ของลูกศิษย์จะยากอยู่แฮะ

     “ทำไมคิดงั้น”

     พิธานขมวดคิ้ว หยุดมือจากข้อสอบตรงหน้าแล้วเงยหน้ามาคุยกับเด็กหนุ่มอย่างจริงจัง เขาเพิ่งสังเกตว่าภูหมอกในวันนี้ดูหงอยลงไปกว่าทุกวัน

     “ครั้งแรกที่เจอกันพี่พีทก็บอกเองนี่ว่ามันน่าอาย น่ารังเกียจ”

     คุณครูสอนพิเศษถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ส่ายหัวเล็กน้อยแล้วตอบปัดๆ “ตอนนั้นกูก็แค่กวนไปงั้น ไม่ได้ตั้งใจจะว่าแบบนั้น”

     คงไม่มีใครรู้ความหมายของคำพูดนั้นดีไปกว่าเขาและม่านฟ้า เขาเองก็อยากจะรู้คำตอบในสิ่งที่ภูหมอกกำลังถามอยู่จึงได้พูดมันออกไปในวันนั้น

     อยากรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างไรเพียงแค่เขารักคนคนหนึ่งและคนคนนั้นเป็นผู้ชาย

     รสนิยมของเขามันผิดที่ตรงไหน

     “ไม่เชื่อหรอก” ภูหมอกบอกเขาแบบนั้นแต่ก็ยังถามขึ้นมาอีกประโยค “แล้วในมุมของพี่พีทที่เป็นผู้ชายแท้ๆ เนี่ย มองคนแบบหมอกยังไง”

     คำถามแรกว่ายากแล้ว คำถามที่สองนั้นยากกว่า

     “ไม่รู้ดิ”

     พิธานจะตอบได้อย่างไร ในเมื่อเขาเองก็ใช่ว่าจะเป็น ‘ผู้ชายแท้ๆ ’ นั้นเสียหน่อย

     “เกิดอะไรขึ้น”

     ก่อนที่จะถูกเด็กหนุ่มตรงหน้าถามอะไรมากไปกว่านี้ พิธานจึงเลือกที่จะถามเด็กหนุ่มขึ้นมาก่อน

     “เรื่องเดิมๆ เพื่อนผู้ชายบางคน จริงๆ มันก็เป็นคนดีนะแต่ก็มีแซวบ้าง ทำเป็นกลัวเหมือนหมอกจะไปปล้ำบ้าง เหอะ หรือผู้หญิงที่พูดว่า ‘อย่าไปแกล้งหมอก’ ดูเหมือนแม่พระอ่ะแต่ตัวเองก็หัวเราะไง” ภูหมอกพูดแล้วก็ส่ายหัวทำหน้าระอา “จริงๆ ก็ชินแล้ว แต่มากๆ เข้าก็เบื่อ”
     
     “อืม” พิธานเพียงตอบรับในลำคอเบาๆ แล้วปล่อยให้อีกคนเล่าออกมาเรื่อยๆ

     พิธานยังจำครั้งที่ม่านฟ้ายื่นคำขาดให้ภูหมอกเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังเพราะไม่อยากให้มาทะเลาะกันอีกอย่างครั้งก่อนเปิดเทอม

     และครั้งนั้นที่ภูหมอกมาหาพวกเขาที่มอพร้อมกับท่าทางที่เปลี่ยนไป



     “พี่เมฆอ่ะ? พี่พีท”

     พิธานเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์เมื่อลูกศิษย์ถามขึ้น เห็นภูหมอกมองซ้ายมองขวาไปทั่วห้องพักของพี่ชายแต่ก็ไม่พบ “ลงไปซื้อข้าว วันนี้มึงจะติวกับกูไม่ใช่เหรอ”

     “...” ภูหมอกไม่ได้ตอบรับคำถามของครูสอนพิเศษแต่ก้มหน้าก้มตาหยิบการบ้านที่ให้ไปทำออกมาจากกระเป๋า ท่าทางที่ดูแปลกไปเล็กน้อยของลูกศิษย์ทำให้พิธานขมวดคิ้ว ลองถามหยั่งเชิงไปอีกประโยค

     “หรือมึงอยากไปกินข้าวข้างนอกไหม กูก็เบื่อที่ต้องกินแต่ข้าวกล่องเหมือนกัน”

     “...ยังไงก็ได้ครับ”

     ชัดเลย ภูหมอกผิดปกติไปจริงๆ

     อาการที่นั่งนิ่งแล้วบีบมือสองข้างเข้าหากันพร้อมกับเม้มปากเช่นนี้ดูอย่างไรก็ไม่ปกติ สีหน้าของภูหมอกเองก็ย่ำแย่เต็มที เจ้าตัวเหลือบมองไปที่ประตูบ่อยครั้งเหมือนอยากให้พี่ชายรีบกลับมาที่ห้อง อาการทั้งหลายทำให้พิธานตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกมาที่ระเบียงเพื่อโทรศัพท์หาคนรัก

     ม่านฟ้าเพิ่งเดินลงไปซื้อข้าวที่โรงอาหารพร้อมกันกับที่เขาลงไปรับภูหมอกที่หน้าหอ จำนวนคนในตอนนี้ก็น่าจะไม่น้อย ม่านฟ้าอาจจะยังไม่ได้สั่งข้าวด้วยซ้ำ รีบเรียกกลับมาตอนนี้เลยน่าจะดีกว่า

     พิธานเดินกลับมาอีกครั้งเพื่อสังเกตอาการของภูหมอก เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกแล้วก้มหน้าอยู่กับแบบฝึกหัดเหมือนพยายามจะกลบเกลื่อนอาการผิดปกติของตัวเอง จนเมื่อชายหนุ่มร่างสูงได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นในจังหวะที่เร็วกว่าการเดินปกติจากทางเดินก็คิดว่าน่าจะเป็นม่านฟ้า เขาลุกขึ้นเปิดประตูห้องก็เห็นคนรักกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาถึงหน้าห้องพอดี

     ทั้งคู่สบตากันชั่วครู่ก่อนที่ม่านฟ้าจะแทรกตัวเข้ามาในห้องเพื่อมองน้องชายตนเอง เจ้าของห้องขมวดคิ้วเล็กน้อยและสบตากับน้องชายที่เงยหน้าขึ้นมอง ม่านฟ้ากวาดของต่างๆ บนโต๊ะขึ้นไปโยนไว้บนเตียง ยกโต๊ะญี่ปุ่นออกมาแล้วพับเก็บก่อนจะขยับตัวลงนั่งที่พื้นข้างน้องชาย ฝ่ายพิธานเองเมื่อปิดประตูแล้วก็มานั่งอีกข้างของภูหมอกประกบเด็กหนุ่มเอาไว้

     “เป็นอะไร”

     คงเพราะม่านฟ้ารีบกลับมาตามคำเรียกของคนรัก เจ้าตัวจึงยังเหลืออาการหอบเล็กน้อยและทำให้เสียงที่ถามออกไปติดจะห้วนกว่าปกติ

     ภูหมอกที่เห็นพี่ชายพรวดพราดกลับมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงของสิ่งรอบกายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็มึนงงไปชั่วขณะ ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อยเพื่อปฏิเสธคำถามนั้น

     ม่านฟ้าคิดว่าคงเป็นเพราะเสียงของตนเองที่ดูห้วน น้องชายจึงยังกลัวและไม่กล้าพูดก็สูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการหายใจให้เป็นปกติ ขยับตัวเข้าไปใกล้น้องชายอีกนิดแล้วเอื้อมมือขึ้นไปลูบหัวภูหมอกเบาๆ

     “เป็นอะไร บอกพี่ดิ”

     ไม่ใช่แค่น้ำเสียงที่เปลี่ยนไป แต่สรรพนามที่ม่านฟ้าใช้แทนตัวเองก็เปลี่ยนไปด้วย พิธานมองคนรักที่กำลังใช้ ‘ไม้อ่อน’ เพื่อเกลี้ยกล่อมน้องชายก่อนหันกลับมาสนใจกับท่าทางและคำตอบของเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง

     เพียงเจอน้ำเสียงที่อ่อนลงและสัมผัสอุ่นบนศีรษะก็ทำให้ภูหมอกเริ่มตัวสั่น ใบหน้าของภูหมอกเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำจากการกลั้นสะอื้นก่อนน้ำตาเม็ดโตจะหยดลงตักของเจ้าตัว เด็กหนุ่มร้องไห้อยู่เงียบๆ พร้อมกับบีบมือตัวเองแน่นจนม่านฟ้าต้องดึงมือข้างหนึ่งของภูหมอกมากุมไว้แทน

     คนเป็นพี่มองน้องชายที่เป็นเช่นนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจ คิดว่าคงไม่พ้นถูกเพื่อนล้อหรือแซวที่โรงเรียนมาอีก เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมครั้งนี้จึงเป็นหนักกว่าทุกที จนเมื่อได้ยินประโยคต่อมาสีหน้าของม่านฟ้าก็เผือดลงอย่างตกใจ

     “ถ้าหมอกไม่เป็นแบบนี้ หมอกก็จะไม่ถูกทำแบบนี้ใช่ไหม”

     คำว่า ‘ทำ’ นั้นทำให้ท่าทางของชายหนุ่มสองคนเปลี่ยนไป หากเป็นเพียงการถูกล้ออย่างทุกครั้งภูหมอกคงไม่ใช่คำนี้

     “หมอกหยิบของจากเพื่อนผู้ชายแล้วเผลอจับไปโดนมือมันเขา มันก็แกล้งทำเป็นสะดีดสะดิ้งว่าหมอกลวนลามมัน เพื่อนในกลุ่มมันได้ยินก็เข้ามาแกล้งหมอกไปอีก ทำเป็นว่าหมอกเป็นตุ๊ดไม่ดีแล้วก็ตีก้นหมอก” ภูหมอกเล่าไปก็สะอึกสะอื้นออกมาอย่างน่าสงสาร

     ภูหมอกพยายามขัดขืนกลุ่มเด็กผู้ชายพวกนั้น แต่ด้วยแรงที่น้อยกว่าและตัวคนเดียวถึงได้ถูกล็อกตัวเอาไว้รุมแกล้ง สัมผัสของมือกักขฬะที่จับตามตัวของเขายังฝังลึกอยู่ในใจจนเกิดความรู้สึกขยะแขยงพร้อมกับหวาดกลัว ยิ่งกับฝ่ามือหนึ่งที่ล้วงเข้ามาในกางเกงของเขากับอีกมือที่พยายามกดท้ายทอยของเขาลงไปที่หว่างขาของตัวเอง

     เด็กหนุ่มพูดไปร้องไห้ไปแล้วใช้มือที่เหลืออีกข้างลูบที่ต้นขาตัวเองแรงๆ เหมือนอยากไล่ความรู้สึกของการโดนสัมผัสพวกนั้นทิ้งออกไป พิธานเอื้อมมือไปคว้ามือนั้นของลูกศิษย์ที่เปลี่ยนมาจิกลงบนขากางเกงแล้วตบบนหลังมือแผ่วเบา

     ภูหมอกหลุดจากสถานการณ์นั้นออกมาได้ด้วยการร้องไห้โฮออกมา เสียงร้องเรียกสายตาของใครอีกหลายคนให้หันมามอง เด็กกลุ่มนั้นจึงได้ผละมือจากไปพร้อมเสียงหัวเราะ

     “แล้วกลุ่มเพื่อนมึงไปไหนหมด” ม่านฟ้าพยายามควบคุมเสียงตัวเองให้อยู่ในอารมณ์ปกติทั้งที่ตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงเลือดที่ซูบฉีดแรงขึ้นจากความโกรธ

     หลายครั้งที่ภูหมอกถูกล้อเลียน ม่านฟ้าจะแนะนำให้เจ้าตัวทำเป็นนิ่งเฉยไว้ ความสนุกของคนพวกนี้หากเรายิ่งวิ่งตามเกมก็จะยิ่งแกล้ง หรือหากทนไม่ได้ก็พูดกัดเจ็บๆ สักทีก็อาจจะพอทำให้หมาในปากของคนพวกนี้บาดเจ็บล้มตายไปได้บ้าง แต่ถึงกับเข้ามาทำร้ายแบบนี้...

     “ตอนนั้นมันเป็นคาบพละ เพื่อนหมอกเลยถูกแยกไปอีกสนามหนึ่งกันหมด” เพราะเพื่อนในกลุ่มภูหมอกมีแต่เพื่อนผู้หญิง หากมีการแยกหญิงชาย ภูหมอกก็จะไม่เหลือเพื่อนไว้ช่วยเหลือได้เลย “หมอกรังเกียจอ่ะ ขยะแขยง! ไอ้พวกชั่ว หมอกเกลียดพวกมัน!! เกลียด!! ”

     ภูหมอกพูดจบก็ปล่อยโฮออกมา โถมตัวเข้ากอดพี่ชายเอาไว้แล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก “หมอกอยากจะด่าพวกมัน แต่พวกมันก็จะบอกว่าหมอกเป็นตุ๊ดปากจัดอีก ไอ้พวกเหี้ยนั่น!”

     ใครต่อใครชอบกล่าวหาว่าเพศที่สามมักจะปากจัด พูดแรง แต่ใครจะรู้บ้างว่าต่อให้คนคนนั้นจะเป็นคนเรียบร้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่เขาถูกกระทำจากสังคมรอบข้างบังคับให้เขาต้องเข้มแข็ง ต้องปกป้องตัวเอง ทางเลือกหนึ่งก็คือการพูดโต้ตอบออกไปเพื่อไม่ให้ใครกล้าเข้ามาทำร้ายเขาได้อีก

     ม่านฟ้าพยายามคิดวิธีการแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ให้น้องชาย แต่ในยามที่กำลังโกรธเช่นนี้ เขาคิดเพียงอยากจะเห็นหน้าไอ้เด็กพวกนั้นแล้วถามหาเหตุผลในการเกิดมาให้รกโลกของพวกมันมากกว่า

     “พรุ่งนี้ให้กูไปเคลียร์ที่โรงเรียนให้ไหม”

     “เมฆ”

     คำพูดนั้นถูกขัดขึ้นมาทันทีด้วยเสียงของพิธาน เขาพอจะรู้ว่าคนรักกำลังโมโห เขาเองก็รู้สึกไม่ต่างกันเพียงแต่ทางเลือกที่ม่านฟ้าเสนอออกมานั้นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ “ยิ่งมึงไป น้องมึงก็ยิ่งดูเป็นลูกแหง่ไหม พ้นหลังมึงไป น้องมึงก็ถูกแกล้งอีกเหมือนเดิม”

     ความคิดเช่นนี้พิธานก็ได้มาจากคนรักที่เคยเตือนสติเขาไว้นั่นแหละ

     ก่อนหน้านี้สมัยมัธยม ม่านฟ้าเองก็เคยเล่าให้เขาฟังว่าเพื่อนคนหนึ่งดันรู้เข้าว่าม่านฟ้ามีแฟนเป็นผู้ชาย เจ้าตัวก็ล้อเลียนและแกล้งทำเป็นกลัวม่านฟ้าเช่นนี้ ในตอนนั้นที่เขาได้ยินยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟและคิดจะไปจัดการไอ้คนนั้นให้คนรักเองถึงที่โรงเรียน

     แต่ก็ถูกม่านฟ้าห้ามเอาไว้

     และตอบกลับมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยอย่างไม่สะทกสะท้านอะไร

     'กูจัดการเองได้หน่า จัดการไปแล้วด้วย ถ้าคอยแต่จะให้มึงปกป้อง พอวันไหนมึงไม่อยู่กูก็โดนล้ออีก แค่มาเล่าให้มึงฟังเพราะไม่อยากปิดบังอะไรไว้แค่นั้น ไม่ต้องห่วงหรอก'

     ใช่ ทางแก้ปัญหาของเรื่องพวกนี้...คือเราต้องเข้มแข็งขึ้นด้วยตัวเอง

     การจัดการของม่านฟ้าก็เพียงการเงียบไว้อย่างที่เคยสอนภูหมอก ถ้ามากเข้าคนรักของเขาก็จะควักคำพูดนิ่มๆ ตามสไตล์ม่านฟ้าออกมาให้อีกฝ่ายได้เจ็บๆ คันๆ แต่ถึงขั้นทำร้ายร่างกายหรือลวนลามเช่นนี้ก็ยังไม่เคยเจอเหมือนกัน

     คงเพราะที่โรงเรียน ม่านฟ้าก็มีพรรคมีพวกพอที่จะไม่มีใครกล้ามาแกล้งล่ะมั้ง

     เห็นนิ่งๆ แบบนี้เรื่องวิวาทก็เก่งพอตัวอยู่

     พิธานเห็นคนรักพยักหน้าตอบอย่างเข้าใจความหมายที่เขาสื่อแล้วจึงหันไปพูดกับน้องชายอีกครั้ง “งั้นวันหลังกูจะสอนให้มึงป้องกันตัวไว้บ้างจะได้ไม่โดนแกล้งง่ายๆ แบบนี้อีก”

     ชายร่างสูงพยักหน้าเห็นพ้องตรงกันกับคนรัก แต่ก็ต้องสะดุ้งออกมาเล็กน้อยเมื่อประโยคต่อมาม่านฟ้าดันพาดพิงมาถึงเขาด้วย “แต่ถ้ามึงอยากได้ถึงขั้นชกต่อยจริงจังมึงก็ไปให้ไอพีทมันสอนแล้วกัน เนี่ย วิวาทที่หนึ่ง”

     คนวิวาทเก่งเห็นคนรักพยักพเยิดมาทางเขาก็อดถลึงตาใส่ไม่ได้ ยอมรับเช่นกันว่าก็มีบ้างกับเรื่องพวกนี้ ยิ่งแต่ก่อนเขาเป็นพวกใจร้อนมุทะลุ ถึงตอนนี้จะน้อยลงมากแล้วแต่ก็ยังเหลืออยู่บ้างนิดหน่อยให้คนรักได้กัดได้แขวะ

     พิธานมองม่านฟ้าตบหลังปลอบใจน้องชายเงียบๆ รู้สึกคิดถูกที่เรียกคนรักกลับมาก่อน ขืนให้ภูหมอกทนเก็บเรื่องนี้ไว้ แล้วไม่ได้เล่าออกมาอาจเป็นปัญหาต่อไปก็ได้ ตัวเขาเองก็มองภูหมอกเป็นเหมือนน้องชาย ก็ได้แต่หวังว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะผ่านเรื่องเหล่านี้ไปได้ในที่สุด

     “พยายามเกาะกลุ่มเพื่อนมึงไว้ ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ มึงก็ต้องโต้กลับบ้าง ที่สำคัญที่สุดคืออย่าทำให้มันเห็นว่าเรากลัวมัน เราอ่อนกว่ามัน” ม่านฟ้าผลักน้องชายออกมามองหน้าให้ชัด ยู่หน้าเล็กน้อยอย่างไม่เก็บอาการรังเกียจ แล้วดึงเสื้อนักเรียนตัวใหญ่ของภูหมอกเองขึ้นมาเช็ดหน้าให้เจ้าตัวหลังเห็นว่าใบหน้าของน้องชายเลอะไปด้วยน้ำมูกและน้ำตามากแค่ไหน

     “มึงต้องรู้จักเข้มแข็งนะ มึงเป็นน้องกู มึงทำได้ ภูหมอก”




ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 8 (ต่อ)



     “แถมวันนี้มีนัดคุยกับครูแนะแนว เรื่องยื่นที่เรียนเนี่ยแหละ แต่พอเห็นอาการหมอกเขาก็พูดว่า เป็นแบบนี้ที่บ้านรู้ไหม กลับตัวดีกว่านะ พ่อแม่จะได้ไม่เสียใจ โอย! แทงใจดำไปอีก”

     เสียงบ่นต่อมาเรียกพิธานจากเหตุการณ์ในวันเก่าให้กลับมาสนใจน้องชายคนรักที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

     ถึงน้ำเสียงของภูหมอกจะเหมือนบ่นแต่ก็ยังแฝงความน้อยใจอยู่ในที ท่าทางของภูหมอกตอนนี้ไม่ได้ดูเหมือนคนที่จะร้องไห้กับการถูกล้อเลียนหรือกลั่นแกล้งอย่างแต่ก่อนแล้วพิธานจึงอดภูมิใจเล็กน้อยแทนพี่ชายของเจ้าตัวไม่ได้ว่าเด็กหนุ่มใจสาวคนนี้กำลังเข้มแข็งขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

     “พี่พีทเคยรู้สึกกลัวจะถูกตุ๊ดถูกกะเทยปล้ำบ้างม่ะ”

     จนเมื่อคำถามต่อมาถูกส่งมาที่เขา พิธานก็ส่ายหน้าเบาๆ อย่างไม่ต้องคิด “กูดูน่าปล้ำมากรึไง ถ้าหล่ออย่างพระเอกหนังก็ว่าไปอย่าง พี่มึงด่ากูทุกวันว่าหน้าเหมือนตัวร้าย ใครเห็นไม่วิ่งหนีก็บุญแล้ว” พูดไปเจ้าตัวก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

     ภูหมอกมองหน้าตาของครูสอนพิเศษให้ละเอียดอีกครั้ง พิธานก็ไม่ใช่คนขี้เหร่อะไร ยิ่งตัวสูงใหญ่ยิ่งดูน่าสนใจ แถมหน้าตาร้ายๆ แบบนี้เขายังคิดว่าน่าจะเป็นเสน่ห์ให้สาวติดตรึมด้วยซ้ำ ไม่ค่อยเข้าใจพี่ชายที่พูดออกมาแบบนั้นแต่ก็ดึงครูสอนพิเศษกลับเข้าบทสนทนาเดิม

     “ก็ถ้าสมมติมีกะเทยที่สนใจพี่ หรือตัวใหญ่กว่าพี่อีกอะไรแบบนี้ ไม่คิดจะกลัวบ้างรึไง”

     “ถ้าหน้ามืดตามัวจะปล้ำกูจริงแล้วคุยไม่รู้เรื่องกูก็คงต่อยอ่ะ” พิธานตอบกลับไปง่ายๆ อย่างไม่คิดอะไรมาก แล้วขยายความคิดของตนเองต่อให้เด็กหนุ่มฟัง

     “แต่จะกลัวไปทำไม ชีวิตแม่งอาจมีอะไรน่ากลัวกว่านั้นอีกเยอะ ถ้ากลัวโดนกะเทยปล้ำ กูต้องกลัวโดนอันธพาลตีหัวล้วงกระเป๋าด้วยรึเปล่า กูต้องกลัวทุกครั้งเวลาขับรถว่าจะเกิดอุบัติเหตุรึเปล่า หรือกูต้องกลัวจะมีลูกปืนหล่นจากฟ้ามาเจาะหัวกูตายไหม”

     คำถามของชายหนุ่มคล้ายหาเรื่องแต่ก็ดึงให้เด็กหนุ่มได้คิด

     “เรากลัวทุกอย่างไม่ได้...มึงเองก็เหมือนกัน คนอื่นจะคิดยังไงช่างแม่ง ไม่ต้องกลัว ทุกวันนี้มึงเก่งกว่าแต่ก่อนเยอะแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนแต่มึงเริ่มกล้าใช้ชีวิตขึ้น มั่นใจในตัวเองมากขึ้น อย่างเรื่องวันนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนมึงคงวิ่งร้องไห้มาซบอกพี่มึงแล้ว แต่ตอนนี้มึงก็ยังดูโอเคอยู่”

     ภูหมอกเม้มปากเข้าหากัน รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมานิดหน่อย ความรู้สึกแย่ที่เจอในวันนี้ลดลงไปมาก เอ่ยคำขอบคุณครูสอนพิเศษออกมาเบาๆ พร้อมรอยยิ้มก็พอดีกับที่ประตูห้องพักถูกเปิดออก

     ม่านฟ้าถือถุงข้าวเย็นที่เพิ่งไปซื้อมาว่างลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ เหลือบมองน้องชายกับคนรักที่ดูเงียบกันจนผิดปกติ บรรยากาศแปลกๆ เกิดขึ้นจนม่านฟ้าขมวดคิ้วหันไปถามน้องชายก่อนเป็นคนแรก

     “มีอะไรรึเปล่า”

     ภูหมอกมองพี่ชายที่ถึงจะดูนิ่ง ดูห้วนแบบนี้แต่ก็เป็นคนเดียวกันกับคนที่มอบความเข้มแข็งให้เขาเสมอมา ขยับตัวลุกขึ้นจากโต๊ะญี่ปุ่นที่นั่งอยู่กับพื้นเดินไปกอดพี่ชายตัวเล็กเอาไว้

     ม่านฟ้าถึงกับผงะแล้วเผลอหลุดหน้าเหวอ ตั้งตัวไม่ทันเมื่อน้องชายอยู่ๆ ก็มากอดเช่นนี้ เขาเหลือบตาไปมองคนรักผ่านไหล่ของเด็กหนุ่มก็เห็นอีกคนทำท่ายักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้

     เด็กหนุ่มผละออกมาแล้วทำกลบเกลื่อนเสหน้ามองไปยังกล่องอาหารที่พี่ชายเพิ่งซื้อมา หยิบกล่องนั้นจับกล่องนี้แล้วเดินกลับไปเคลียร์โต๊ะญี่ปุ่นให้มีที่ว่างสำหรับทานอาหาร

     หนุ่มอักษรฯ มองน้องชายอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ยักไหล่ เอ่ยปากขอตัวไปล้างมือในห้องน้ำ

     “จริงๆ อย่างพี่พีทก็ดีนะ ไม่กลัวอะไรเลย”

     พิธานหันไปมองคนที่พูดขึ้นมาต่อบทสนทนาที่คุยกันค้างไว้ทั้งที่มือยังขยับจัดของอยู่ เขาหัวเราะในลำคอออกมาเบาๆ เหลือบมองคนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ

     แม้ไม่ได้ตอบรับคำของเด็กหนุ่มออกไปแต่ก็มีคำตอบนั้นในใจ

     ‘กลัวสิ’

     ‘เขามีเรื่องให้กลัวอีกหลายอย่างเลยล่ะ’

     พิธานมองตามการกระทำของม่านฟ้าที่เดินไปหยิบโน่นวางนี่ก่อนจะเดินลงมานั่งข้างกัน ดวงตาสองคู่สบกันชั่วครู่ก่อนเป็นพิธานที่คลี่ยิ้มออกมาบางๆ

     ‘แต่ต้องข่มมันเอาไว้ ต้องเข้มแข็งเข้าไว้’

     ชายหนุ่มตัวโตอาศัยจังหวะที่ภูหมอกเดินไปล้างมือในห้องน้ำ ขยับตัวยื่นหน้าเข้าจูบหน้าผากของคนรักแผ่วเบา

     ‘เพื่อปกป้องใครอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกัน’



     TBC



     Achaya (Writer) :

     น้องก็น่าสงสาร แต่พวกพี่มันก็ยังหวานกันอยู่นั่นแหละ ตอนหน้าที่จะลงจะเป็นตอนพิเศษ พร้อมมีเรื่องประกาศอีกนิดหน่อย ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์กันนะคะ


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
รีบมาอีกน้าาาา

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 8.5 (Special)

     นายภูหมอก เด็กหนุ่มที่กำลังอยู่ในช่วงเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่ก็ไม่สันทัดกับการไปเรียนโรงเรียนสอนพิเศษ ทางเลือกสุดท้ายที่ได้รับเสนอมาเพื่อให้สอบได้ติดจากพี่ชายคนดีก็คือ 'เพื่อนพี่ชาย' อย่างพิธานที่เขาได้แต่สงสัยว่าไปเป็นเพื่อนกันตอนไหน

     เด็กหนุ่มไม่ได้ตั้งแง่โกรธเกลียดครูสอนพิเศษคนนี้อย่างช่วงแรกอีกแล้ว เข้าใจว่าพิธานเป็นคนปากร้าย อาจเป็นคนพูดตรงไปบ้าง ห้วนไปหน่อยแต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นคนดี เพียงแต่ก็ขอกัดบ้าง แซวบ้างให้ได้ทะเลาะกันนิดหน่อยเพื่อความสนุกสนาน

     “กูซื้อขนมปังลดราคามา อันใหญ่อยู่ กินม่ะ”

     เสียงของพี่ชายที่ดังขึ้นหลังจากเข้ามาในห้องและนั่งลงบนเตียง

     การติวภาษาอังกฤษของม่านฟ้าเพิ่งจบไป เจ้าตัวถึงลงไปซื้อขนมมากินเล่นในช่วงพักก่อนจะถึงเวลาการติวของพิธานต่อ แต่ตอนนี้ทั้งพิธานและภูหมอกต่างก็นั่งอยู่บนพื้นประจำที่เตรียมพร้อมอยู่หน้าโต๊ะญี่ปุ่นแล้ว

     เสียงคำถามที่ถูกส่งมาไม่ได้เจาะจงที่ใคร แต่เมื่อไม่มีใครปฏิเสธม่านฟ้าจึงฉีกขนมปังแท่งยาวที่โรยน้ำตาลไอซิ่งด้านบนออกเป็นสามส่วนอย่างพยายามให้มันเท่ากัน

     เจ้าของขนมปังยื่นขนมปังท่อนหนึ่งให้ครูสอนฟิสิกส์ที่นั่งอยู่ด้านขวา ก่อนจะหันมายื่นขนมปังอีกท่อนให้กับน้องชายที่อยู่ด้านซ้าย เด็กหนุ่มมองขนมปังที่โรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งด้านหน้าจนขาวแล้วเหลือบไปมองขนมปังของครูสอนพิเศษที่นั่งอยู่ตรงข้าม

     “ของหมอกไอซิ่งเยอะกว่าแหละ อิอิ”

     เห็นลูกศิษย์ตัวดียิ้มยิงฟันอย่างน่าหมั่นไส้แถมด้วยเสียงหัวเราะสุดจะกวนบาทาทำให้พิธานดึงความเป็นผู้ใหญ่ออกมาใช้ไม่ทัน

     “แต่ของกูอันยาวกว่าเหอะ”

     ม่านฟ้ามองสองครูศิษย์ที่ยื่นขนมปังออกมาเทียบกันอย่างหน่ายใจก่อนเริ่มกัดขนมปังท่อนที่เหลืออยู่ในมือ คิดว่าเดี๋ยวพวกมันก็หยุดตีกันไปเอง เขาเห็นสองคนส่งประกายไฟทางสายตาใส่กันครู่หนึ่งก่อนหันกลับมากินขนมปังแล้วสมานฉันท์กันเหมือนเดิม

     “หอมดีอ่ะ”

     “อืม หวานด้วย แต่ไส้น้อยไปหน่อย”

     “ใช่ น้อยมาก”

     สองครูศิษย์กินไปคำหนึ่งก็ช่วยกันวิจารณ์ออกมาอย่างจริงจัง แต่คำวิจารณ์ท่อนหลังกลับทำให้เจ้าของขนมปังเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

     หนุ่มอักษรฯ ก้มมองขนมปังที่เหลืออยู่ในมือ ไส้ช็อกโกแลตด้านในแทบจะทะลักออกมาอยู่แล้ว เขากินไปยังรู้สึกว่าไส้มากกว่าขนมปังอย่างไม่สมดุลเอาเสียเลยจึงพูดแก้ต่างออกไปเบาๆ

     “กูว่าไม่นะ”

     คำพูดสั้นๆ นั้นแต่กลับทำให้อีกสองคนหันมามอง พิธานเริ่มจับสังเกตถึงนิ้วมือที่เลอะช็อกโกแลตเช่นเดียวกันกับภูหมอกที่ก็เห็นแล้วว่าขนมปังชิ้นน้อยที่ตอนนี้เหลืออยู่ในมือของพี่ชายมีไส้ทะลักออกมาแค่ไหน

     เพราะว่าม่านฟ้านั่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองคนจึงยื่นขนมปังท่อนขวาให้พิธานที่อยู่ทางขวา และขนมปังท่อนซ้ายให้ภูหมอกที่อยู่ด้านซ้าย ส่วนตัวเองก็ได้ขนมปังบริเวณตรงกลางไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่โดยธรรมชาติของขนมปังมีไส้ ไส้ก็จะล้นอยู่บริเวณตรงกลางอยู่แล้ว

     “เห้ย!”

     เสียงของสองคนที่ก่อนหน้านี้เถียงกันแทบตายว่าใครจะได้ขนมปังท่อนที่ดีกว่า เพิ่งมาสำนึกได้ว่าจะขนาดใหญ่กว่าหรือน้ำตาลไอซิ่งมากกว่าก็สู้ไส้ที่เยอะกว่าไปไม่ได้

     ม่านฟ้าเองก็เพิ่งตระหนักถึงเรื่องนี้ ด้วยอารมณ์ตกใจปนสะใจถึงได้รีบยัดขนมปังที่เหลือในมือเข้าปากจนหมด เขาเห็นอีกสองคนมองมาตาค้างก่อนจะค่อยๆ ทำตัวเหี่ยวลงเหมือนลูกโป่งถูกปล่อยลม ม่านฟ้าอมยิ้มจนแก้มปริเมื่อคนรักพึมพำออกมาเสียงเบา

     “กูก็อยากกินไส้อ่ะ มึงแม-”

     เจ้าของขนมปังมองไส้ช็อกโกแลตที่ยังเลอะอยู่บริเวณปลายนิ้วตัวเองก่อนยัดเข้าปากของคนขี้บ่นทั้งที่ยังพูดไม่ทันจบประโยคแล้วสำทับ “อ่ะ พอใจยัง”

     ม่านฟ้าหลุดขำออกมาอีกรอบเมื่อคนอยากกินไส้ทำหน้าตาบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิมก่อนดึงปลายนิ้วที่ยังเหลือช็อกโกแลตติดอยู่อีกนิดหน่อยเข้าปากตัวเองเพื่อดูดต่อให้หมด

     ภูหมอกมองการกระทำที่ดูเป็นธรรมชาติและการดูดนิ้วต่อจากอีกคนอย่างไม่รังเกียจระหว่างพี่ชายและครูสอนพิเศษอย่างงุนงง แม้จะยังเสียใจกับไส้ช็อกโกแลตแต่ความสนิทสนมของสองคนตรงหน้ากลับทำให้ภูหมอกสนใจได้มากกว่า

     หยั่งกะจูบทางอ้อม

     “มองไรมึง กินดิ ยังไงก็ไม่มีไส้ให้กินทั้งคู่อยู่แล้ว”

     ถ้าเป็นหนังโรแมนติกอ่ะนะ

     เด็กหนุ่มหลุดออกจากภวังค์ความคิดมามองครูสอนพิเศษที่ยังนั่งทำหน้าเอือมอยู่ขณะที่พี่ชายของเขาเดินไปล้างมือในห้องน้ำแล้ว เขาก้มลงกัดขนมปังในมือที่เหลืออยู่แล้วตอบรับคำที่อีกคนพึมพำออกมาโดยลืมเรื่องที่คิดก่อนหน้าไป

     “อืม แต่ก็นุ่มดี”

     “ครับ ก็พอใช้ได้แหละ”

     สองครูศิษย์ได้แต่ก้มลงกินขนมปังไม่มีไส้แล้วปลอบใจกันเองเบาๆ

     ----

     เสียงถอนหายใจหนักๆ ที่ดังขึ้นเรียกให้ภูหมอกเงยหน้าขึ้นไปมองครูสอนพิเศษที่เพิ่งเดินกลับมาจากเข้าห้องน้ำ วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เขามาติวหนังสือที่หอพักของพี่ชาย เขาเห็นพิธานส่ายหน้าเล็กน้อยเมื่อมองไปที่เตียงด้านข้างตัวของเขา

     ภูหมอกเลื่อนสายตาตามอีกคนไปจึงพบกับพี่ชายที่ตอนแรกยังนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ดีๆ แต่ตอนนี้กลับหลับคอพับลงไปกับที่นอนแล้ว

     ร่างสูงของครูสอนพิเศษเดินเข้ามาข้างเตียงบดบังทัศนวิสัยของเขาไปเล็กน้อยแต่ก็ยังพอเห็นได้ว่าคนตัวโตช้อนมือเข้าไปใต้ศีรษะของพี่ชายเขา ก่อนประคองขึ้นมาเล็กน้อยแล้วดึงหมอนหนุนมารองคอให้ด้วยมืออีกข้าง

     ไม่เพียงแค่นั้น ‘เพื่อน’ ของพี่ชายคนนี้ยังดึงโทรศัพท์ที่ตกอยู่บนอกออกมาวางไว้ข้างตัวแทนและปัดผมที่ปรกหน้าพี่ชายเขาออกเบาๆ

     เด็กหนุ่มมองการกระทำที่ไม่ได้ดูอ่อนโยนมากมายแต่กลับเห็นได้ถึงความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ได้แต่เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ

     “เหลืออีกห้านาทีหมดเวลา ทำเสร็จแล้วใช่ไหมถึงเหม่อเนี่ย”

     เสียงคุณครูจอมเฮี้ยบดังขึ้นให้ภูหมอกต้องละความสนใจกลับมาที่แบบฝึกหัดตรงหน้าอีกครั้งอย่างร้อนรน

     อีกห้านาทีเองเหรอ จะทันได้ไง!?

     ----

     “มึงจะนอนนี้ไหม”

     เสียงของพี่ชายที่ถามขึ้นหลังจากก้มมองเวลาที่ตอนนี้ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว

     เหลืออีกแค่ประมาณสองเดือนก่อนถึงกำหนดการสอบของภูหมอก เดือนหน้าพวกเขาก็จะกลับไปติวหนังสือกันที่บ้านเหมือนเดิมเพราะคุณครูทั้งคู่กำลังจะปิดเทอมช่วงปี 3 เทอม 1

     แต่ก่อนหน้านั้น เหล่าคุณครูก็จะมีสอบปลายภาคกันให้ปวดหัวไม่ต่างไปจากเด็กมัธยมอย่างเขาทำให้ช่วงนี้ต้องเร่งเนื้อหาการติวขึ้นจนดึกดื่นเพราะอาจต้องหยุดติวกันไปสักระยะ

     “หอพี่ให้คนนอกนอนได้เหรอ”

     “ไม่ได้”

     “อ้าว แล้วพูดทำไม”

     “มีขนมอยู่นิดหน่อย เดี๋ยวกูลองไปคุยกับลุงยามให้”

     รูปประโยคที่ดูไม่ไปด้วยกันแต่ภูหมอกก็พอจะเข้าใจความหมายนั้นดี ถึงได้ทำหน้าเอือมระอาใส่พี่ชายแล้วพูดตอบกลับไป

     “นั่นไม่เรียกคุยพี่เมฆ เขาเรียกติดสินบน”

     “อ๋อเหรอ”

     หนุ่มอักษรฯ ส่งเสียงตอบรับออกมาเบาๆ แล้วพยักหน้าเป็นการรวบรัดให้น้องชายนอนพักที่หอ อย่างไรเสียพรุ่งนี้ก็เป็นวันเสาร์ไม่มีปัญหาเรื่องการไปเรียนของภูหมอกอยู่แล้ว

     ภูหมอกนวดขมับตนเองจากการอ่านหนังสือและทำแบบฝึกหัดกว่าสองชั่วโมง แล้วมองซ้ายมองขวาเพื่อพักสายตา เขามองพี่ชายที่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ก่อนหันมาที่ครูสอนพิเศษอีกคนที่ก็กำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อยู่เหมือนกัน

     เฮ้อ สังคมก้มหน้า

     เด็กหนุ่มเห็นพิธานสิงตัวอยู่ในห้องนี้ราวกับเจ้าของห้องคนหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะเคยเจอรูมเมทของพี่ชายที่ไม่เคยมานอนห้องแต่กลับมาเอาของเป็นครั้งคราว เขาคงคิดว่าพิธานเป็นรูมเมทของพี่ชายแน่ๆ

     เหยื่อในการคุยเล่นพักสมองในครั้งนี้ของภูหมอกตกเป็นของพิธาน เด็กหนุ่มไม่ค่อยกล้าแกล้งพี่ชายเล่นเท่าไหร่เมื่อวันนี้จำต้องอาศัยพี่ชายนอนด้วย กลัวว่าแกล้งมากเดี๋ยวจะโดนระเห็จออกไปนอนนอกห้องเสียก่อน
     
     “พี่พีททำไรอ่ะ”
     
     “คุยกับแฟน”

     “ไหนๆ อยากเห็นหน้า ขอดูรูปหน่อย”

     นี่เป็นอีกหนึ่งปริศนาที่ภูหมอกยังไขไม่ได้ เขาเคยได้ยินครูสอนพิเศษคนนี้พูดถึงแฟนมาหลายหน แต่ยังไม่เคยเห็นหน้าสักที อยากรู้เหมือนกันว่าจะสวยแค่ไหน

     “ไม่ให้”

     “นิดเดียวเอง หมอกอยากเห็นคนที่เขาพลาดมาเป็นแฟนพี่พีทเนี่ย”

     “เดี๋ยวกูตีปากให้ ไอ้เด็กนี่”

     เมื่อเห็นว่าครูสอนพิเศษยังคงใจแข็งไม่ยอมให้ดูรูปสาวปริศนาคนนั้น เด็กหนุ่มก็ทำท่าครุ่นคิดแล้วพยายามงัดกลวิธีต่างๆ ออกมาอีกหน

     “จริงๆ ไม่มีใช่ไหมเนี่ย ถึงไม่มีให้ดูเนี่ย”

     “มี”

     “ไม่เชื่อ มีจริงต้องเอาให้ดู”

     “โถ่ มุกหลอกควาย เอาไปหลอกพี่มึงโน่นไป”

     ภูหมอกบึนปากใส่ครูสอนพิเศษที่โยกหัวหลบหมอนหนุนใบโตที่ถูกขว้างมาโดยพี่ชายของเขาก่อนบ่นออกมาเบาๆ “เบื่อคนรู้ทัน” แล้วเปลี่ยนมาใช้วิธีการอ้อนซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าได้ผลกับทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย

     “น้าาา ขอดูหน่อย นิดเดียวๆ ”

     แต่ไม่ได้ผลกับชายคนนี้

     “ไม่”

     เมื่อคำตอบยังเป็นคำเดิมภูหมอกก็กลับตัวเองกลายเป็นคนจริงจังขึ้นมาเพื่อแผนต่อไป

     “พี่พีท” เสียงภูหมอกที่ดูจริงจังขึ้นเรียกสายตาของครูสอนพิเศษให้เหลือบขึ้นมามอง “พี่พีทเป็นเพื่อนพี่เมฆ เป็นครูสอนพิเศษของหมอก แถมยังเป็นผู้มีพระคุณที่เคยช่วยเด็กน้อยคนนี้ไว้อีกหลายครั้ง”

     พิธานเริ่มระแวงท่าทางและการหว่านล้อมที่ยังเดาทางไม่ถูก ชักแขนหลบมือเจ้าตัวที่ยื่นมาคว้าแขนเขาไว้แต่ก็ไม่ทัน “พี่พีทก็เปรียบเป็นเหมือนพี่ชายของหมอกอีกคนนะครับ”

     เช่นเดียวกับม่านฟ้าที่ก็เริ่มสนใจบทเกลี้ยกล่อมในครั้งนี้เหมือนกันว่าน้องชายจะมาไม้ไหน

     .

     .

     “ถ้าหากหมอกไปเจอพี่สะใภ้ข้างนอก แล้วหมอกไม่ได้ทักทายทำความเคารพ มันจะเป็นเรื่องไม่งามนะครับ”

     สิ้นประโยคทั้งพี่ชายและ ‘พี่สะใภ้’ ก็กลอกตาส่ายหัวออกมาพร้อมกัน ลงมติว่าการเกลี้ยกล่อมนี้ก็ไม่ผ่านอีกตามเคยจนภูหมอกเริ่มแผลงฤทธิ์ความงอแงออกมาจนได้

     “โอยยย อยากเห็นอ่าา ไม่งั้นหมอกไม่เชื่อน้าา หน้าตาเป็นไงอ่ะ ชื่ออะไร บอกหน่อยย”

    “เมฆ”

     คำพูดสั้นๆ ของพี่ชายคนใหม่รั้งให้ภูหมอกถึงกับชะงัก

     เขาหันไปมองเจ้าของชื่ออย่างงุนงง เหมือนเห็นว่าพริบตาหนึ่งเจ้าของชื่อเรียกจะสะดุ้งออกมาเล็กน้อย เด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่พี่ชายคนใหม่เรียกชื่อพี่ชายตัวจริงของเขาออกมาเมื่อเขาถามถึงชื่อแฟน จนกระทั่งอีกคนหนึ่งกล่าวต่อ

     “มึงยืนยันกับน้องมึงดิ ว่ากูมีแฟนแล้วจริงๆ ไม่งั้นมันก็ตื๊อกูไม่เลิก”

     ภูหมอกหันไปมองพี่ชายที่แสดงท่าทางอึกอักออกมาครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นปกติแล้วตอบเขาออกมาด้วยเสียงนิ่ง

     “เออ มันมีแฟนแล้วจริงๆ เลิกแกล้งมันได้แล้ว ทำแบบฝึกหัดต่อเร็ว”

     เด็กหนุ่มยังพยายามจับสังเกตหาพิรุธของพี่ชาย แต่เมื่อไม่พบอะไรภายใต้ท่าทางนิ่งๆ เหมือนแมวขี้เกียจนั้น เขาก็หันกลับมาทำสายตาจับผิดใส่ครูสอนพิเศษต่อ จนแล้วจนรอดเด็กหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาเมื่อตัดใจได้แล้วว่าคงไม่ได้ดูรูป ‘พี่สะใภ้’ อีกตามเคย

     “ถ้าพี่เมฆไม่ยืนยันหมอกไม่เชื่อนะเนี่ย”

     “รีบทำชุดต่อไปเลยมึง กูเริ่มจับเวลาล่ะ”

     “โอย เดี๋ยว ขอพักอีกหน่อย”

     เมื่อพิธานเอาเรื่องติวมาอ้าง เด็กหนุ่มก็โอดครวญออกมาอย่างอดไม่ได้ แต่คนตัวโตดูจะไม่สนใจกดจับเวลาในโทรศัพท์ของภูหมอกแล้วกระโดดขึ้นไปนั่งบนเตียงข้างพี่ชายเขา ชี้ชวนให้ดูของบางอย่างในโทรศัพท์ด้วยกันสองคน

     “มึงว่าจิวอันนี้ดีม่ะ”

     “แล้วมันต่างกับอันที่มึงใส่อยู่ตรงไหนเนี่ย”

     ถึงจะเริ่มจับเวลาแล้วแต่คราวนี้ภูหมอกไม่สนใจ เขาหันไปมองพฤติกรรมของคนทั้งคู่ที่กระซิบกระซาบจนหัวแทบชนกัน เห็นพี่ชายเอื้อมมือไปดึงติ่งหูที่มีจิวสีดำใส่อยู่ของอีกคนแล้วคลึงเบาๆ ก่อนโดนเจ้าของติ่งหูดึงมือออกมาแล้วกุมไว้แทน

     “ต่าง อันนี้มันเป็นสเตนเลส

     ภาพผู้ชายสองคนที่คุยกันงุ้งงิ้งกลับไม่ได้ดูขัดตาในสายตาภูหมอก แต่กลับดูน่ารักนิดหน่อยด้วยซ้ำ

     ภูหมอกหรี่ตามองพี่ชายทั้งสองคนตรงหน้าแล้วครุ่นคิด

     เขาคิดมานานแล้วว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้เนี่ย

     .

     .

     เป็นเพื่อนที่สนิทกันจริงๆ นะ



     TBC





     Achaya (Writer) :

     ก็เพื่อนสนิทไงงงง เด็กมันซื่อ 55555

     วันนี้มีเรื่องมาประกาศคือ จะขอหยุดการลงนิยายชั่วคราว ย้ำว่า 'ชั่วคราว' เท่านั้น เพราะว่าแต่งไม่ทันจริงๆ คือเราเป็นคนที่จะเริ่มยุ่งตั้งแต่ช่วงปลายปี และจะพีคมากๆช่วงต้นปีจนถึงเดือน 4-5 (ยุ่งแบบอย่าเพิ่งคิดถึงเวลาแต่งนิยาย แค่เวลานอนยังหาแทบไม่ได้เลย) และจะเริ่มมีเวลาอีกครั้งก็เดือน 6 (คือช่วงที่เริ่มลงนิยายเรื่องนี้ครั้งแรกนั่นแหละ) ตอนแรกที่ลงก็มีตอนในสต๊อกเก็บไว้เยอะอยู่ แต่ตอนนี้คือเกลี้ยงและปั่นไม่ทันจริง

     แต่ "สัญญา ไม่ทิ้งแน่นอน"

     เราคิดว่าน่าจะกลับมาอีกทีประมาณเดือน 6 2021 เลย ใครแวะผ่านเข้ามาก็ทิ้งคอมเมนต์ กำลังใจ หรือคำติชมไว้ได้ พร้อมรับฟังเสมอ หรือจะทวงนิยายก็ได้

     ปล.นิยายเรื่องนี้ยังไม่มีแท็กของตัวเอง ใครผ่านเข้ามาช่วยกันเสนอได้นะ 5555

     ขอบคุณมากๆสำหรับคอมเมนต์และคนที่เข้ามาอ่านด้วยค่ะ รักษาสุขภาพกันด้วยนะ




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
อีกยาวเลยยยย

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 9

     "ทำไมวันนี้มาสายจังเลย"

     ภูหมอกเดินออกมารับคุณครูสอนพิเศษที่หน้าบ้านในเวลาเกือบเที่ยง เพราะเห็นว่าวันนี้คุณครูคนเก่งยังไม่มาสักทีจึงถูกพี่ชายไล่ลงมายืนเฝ้าอยู่ข้างล่าง

     ตอนนี้กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการติวสอบแล้ว พิธานจึงเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านตัวเองกับบ้านสองพี่น้องนี้แทบทุกวันเพราะอีกเพียงสองอาทิตย์ก็จะถึงวันสอบ

     ครูสอนพิเศษกำลังจะก้าวตามลูกศิษย์เข้าไปในบ้านแต่กลับต้องชะงักขาเอาไว้ ชายหนุ่มเหลือบไปมองบ้านหลังข้างๆ ผ่านรั้วที่ติดกัน เมื่อครู่เขารู้สึกเหมือนมีสายตาที่มองมาจากตรงนั้น พิธานส่ายหัวเล็กน้อยไม่ได้ตั้งใจจะปฏิเสธคำถามแรกของเด็กหนุ่มแต่เพราะรู้สึกมึนหัวจนต้องจะสะบัดศีรษะไล่ความรู้สึกหนักออกไป

     คิดไปเองเหรอว่ะ

     พิธานเดินตามเด็กหนุ่มขึ้นไปบนบ้าน แท้จริงช่วงนี้ชายหนุ่มมาบ่อยจนเข้าออกบ้านได้เองโดยไม่ต้องให้ใครลงมารับแล้วแต่มีคนลงมารับแบบนี้ก็ดี ถึงจะอยากให้คนลงมารับเป็นคนรักของเขาก็เถอะ

     อยากอ้อนแฟนจัง

     "เป็นไร ไม่สบายเหรอ"

     เนี่ย แฟนที่ดีต้องรู้ทุกอย่าง

     แค่พิธานเดินมาถึงห้องพร้อมท่าทางที่ดูซึมลงม่านฟ้าก็ถามออกไปทันที มือของม่านฟ้าเอื้อมไปอังหน้าผากของอีกคนโดยไม่รอคำตอบจากคนมาใหม่ อุณหภูมิที่สูงขึ้นเล็กน้อยทำให้ม่านฟ้าเลิกคิ้วขึ้น แต่ก็ปล่อยให้คนที่เตรียมแบบฝึกหัดมานั่งประจำที่หน้าโต๊ะญี่ปุ่นตรงข้ามน้องชายเขาเหมือนเดิม ต่างไปแค่เขาเองก็ขยับลงมานั่งที่พื้นข้างคนป่วยด้วย

     "กูจะจับเวลาเหมือนสอบจริงเลยนะ จำนวนข้อก็เท่ากับของจริง มึงไม่ควรทำเกินข้อละสามนาที แม็กสุดสี่นาทีพอ ถ้ารู้สึกว่าเกินมึงข้ามข้อนั้นไปเลย ข้อไหนเกือบนาทีแล้วยังแกะไม่ออกก็ข้าม อย่าถึก อย่ายื้อ"

     คนป่วยพูดไปก็ยกแบบฝึกหัดในมือออกมาให้ภูหมอก ยื่นมือออกไปกวาดของบนโต๊ะออกจนเหลือแค่เครื่องเขียนให้เหมือนโต๊ะสอบจริงๆ

     เด็กหนุ่มมองหน้าคุณครูที่วันนี้ดูท่าจะไม่สบายอย่างที่พี่เขาพูด เขาเห็นหน้าที่แดงขึ้นเล็กน้อยของอีกคนตั้งแต่ข้างล่างแต่ไม่ทันนึกถึง ภูหมอกเหลือบมองพี่ชายที่พยักหน้าให้เขาเหมือนจะบอกว่าไม่ต้องห่วงก็หันกลับมาฟังคุณครูย้ำอีกครั้งก่อนเริ่มทำแบบฝึกหัด

     "สามถึงสี่นาทีกูเผื่อสำหรับมึงกลับมาทวนแล้วด้วย และก็เผื่อพวกข้อที่มึงงมแล้วแกะไม่ได้ข้ออื่นอีก แต่ก็อย่ากังวลเรื่องเวลามากขนาดหันมามองตลอดเวลา กะในใจเอาก็พอ"

     ม่านฟ้าลุกขึ้นจากพื้นแล้วเดินออกไปนอกห้องขณะที่พิธานเตรียมความพร้อมให้กับภูหมอก กลับมาอีกครั้งพิธานก็กดจับเวลาในโทรศัพท์พร้อมกับภูหมอกที่ก้มลงไปทำข้อสอบ ในห้องนอนของสองพี่น้องยามนี้ดำเนินไปอย่างเงียบๆ มีเสียงขีดเขียนของภูหมอกดังขึ้นเป็นระยะพร้อมกับเสียงฉีกซองพลาสติก

     หนุ่มอักษรเดินเข้ามาด้านหลังของคนป่วย มือเสยผมที่ปรกหน้าผากของคนรักออกก่อนแปะแผ่นเจลลดไข้ลงไป ขยับตัวกลับมานั่งข้างคนรักอีกครั้งพร้อมหันไปมองคนป่วยที่ไม่วายเอ่ยปากแซว

     "ทำอย่างกะกูเป็นเด็ก"

     ภูหมอกพยายามตั้งสมาธิอยู่กับแบบฝึกหัดตรงหน้าแต่ก็ยังอดเหลือบไปมองครูสอนพิเศษที่ตอนนี้ทิ้งตัวลงไปนอนบนตักของพี่ชายแล้วไม่ได้ เด็กหนุ่มสะบัดศีรษะเพื่อดึงสมาธิกลับมา เมินการกระทำทั้งหลายของอีกสองคนในห้องเหมือนเขากำลังอยู่คนเดียว
     
     ม่านฟ้าเพิ่งคิดได้ว่าท่าทางของพวกเขาในตอนนี้ออกจะดูล่อแหลมเกินเพื่อนไปสักหน่อยเมื่อพิธานขยับหัวมาหนุนตัก เขาขยับมือจะดึงศีรษะคนป่วยออกแต่ก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกถึงอุณหภูมิอุ่นๆ และเสียงหายใจที่หนักกว่าปกติ

     เจ้าของตักเหลือบมองน้องชายที่ยังก้มหน้าอยู่กับแบบฝึกหัดแล้วเผลอวางมือที่ยกค้างไว้ลูบหัวคนป่วยเบาๆ

     ดวงตาสีสนิมของม่านฟ้าก้มมองคนรักอีกครั้งก่อนเงยหน้าไปมองน้องชาย นึกถึงครั้งหนึ่งที่คนรักเคยถามเขาเกี่ยวกับการบอกความจริงแก่ภูหมอก





    "ทำไมตอนแรก มึงถึงคิดจะบอกแม่ก่อนบอกไอหมอกว่ะ" เสียงของคนรักถามขึ้นในวันหนึ่งขณะที่กำลังรอสอนพิเศษให้ภูหมอก

     "มันก็ไม่น่าจะว่าหรือมีปัญหาในเรื่องของเราม่ะ" เขาหมายถึงกรณีที่พวกเขาเป็นผู้ชาย ไม่นับกรณีความไม่ชอบส่วนตัวนะ พิธานกล่าวอธิบายสิ่งที่ตนคิดพร้อมต่ออีกประโยคในใจ

     ม่านฟ้าเหลือบไปมองอีกคนเล็กน้อย ไม่แปลกใจกับคำถามนี้เท่าไหร่จึงตอบออกไปตามที่คิดไว้แต่แรก "กับแม่ เขาดูพอจะเข้าใจเรื่องแบบนี้ได้ แต่กับหมอก...มันก็คงเข้าใจแหละ แต่กูกลัว"

     "กลัวมันว่าเหรอ"

     "กลัวมันรั่ว หมอกเป็นคนเก็บความลับไม่เก่ง เด็กๆ กูเก็บความลับอะไรมา บอกหมอกวันเดียววันรุ่งขึ้นพ่อรู้ตลอด โดนตีแทบตายจนต้องเข็ด" ม่านฟ้าพูดแล้วทำท่าขนลุกเมื่อคิดถึงคราวที่ถูกพ่อตีตอนเด็ก เกลียดที่สุดก็ไม้เมตรของพ่อที่ป่านนี้คงเก่าจนหมดสภาพการใช้งานแล้ว

     "เออ กูพอนึกออกเลย อย่างน้องมึงต่อให้รับปากว่าจะไม่บอก แต่ก็คงหลุดพิรุธออกมาจนโดนพ่อซักอ่วมแหง"

     คนเป็นพี่ชายพยักหน้าตอบรับคำของคนรัก คิดเอาไว้ว่าไม่ใช่ไม่ไว้ใจแต่ก็ขอเก็บภูหมอกเอาไว้บอกเป็นคนสุดท้ายพร้อมพ่อเลยคงดีกว่า





     จนเวลาการทำแบบฝึกหัดจบลง ภูหมอกก็ฟุบลงไปกับโต๊ะ ไม่คิดสนใจใครอีกต่อไป เขารู้สึกหมดแรงกับการเค้นสมองแก้โจทย์ที่ซ้อนแล้วซ้อนอีกของคุณครูคนเก่งแถมยังถูกกดดันด้วยเวลาจำกัดอีก

     วันสอบจริงเขาจะตายไหมนะ

     ชายหนุ่มร่างสันทัดมองสภาพน้องชายก่อนหันกลับมามองอีกคนที่ยังนอนตักของเขาเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือกำลังนอนตรวจแบบฝึกหัดของลูกศิษย์ไปด้วย แม้กำลังป่วยแต่เมจิกสีแดงที่ใช้ตรวจนั้นยังประจานการทำผิดออกมาได้อย่างโหดร้ายเหมือนเดิม

     จวบจนพิธานโยนแบบฝึกหัดกลับขึ้นไปบนโต๊ะ ภูหมอกถึงเงยหน้าขึ้นมามองผลคะแนนที่ทำไว้ มันไม่ได้ออกมาดีเท่าไหร่แต่ก็ไม่แย่จนเกินไปนัก เห็นคุณครูถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วนอนแผ่กางแขนกางขาอยู่บนตักพี่ชายก็นึกรู้ว่าจะต้องโดนเทศน์อีกครั้ง

     “มึง...ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี”

     คำพูดลอยๆ ที่ไม่เกี่ยวกับบทสนทนาใดดังขึ้นมาทำให้สองพี่น้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ภูหมอกเผยหน้าเหวออกมาเอียงคอมองชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้าอย่างพยายามทำความเข้าใจแต่สุดท้ายก็ถามออกมา “เดี๋ยวนะ คือ...เรื่องสอบเหรอ? ”

     “ห้ะ? อ๋อ เรื่องสอบอ่ะดีและ ตอนสอบทำให้ได้แบบนี้นะ”

     “แล้วที่บอกให้ระวังตัวคืออะไร”

     คราวนี้เป็นม่านฟ้าที่ถามออกมาบ้าง เขารู้สึกถึงลางไม่ดีหลังจากคนรักเกริ่นเรื่องเมื่อครู่ออกมา

     “เมื่อกี้ที่หมอกลงไปรับกู มึงไม่ค่อยเก็บอาการเลย” แค่คำพูดสั้นๆ แต่ทำให้ม่านฟ้าพอจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้าง คนรักของเขาคงหมายถึงอาการติดสาวของน้องชายที่นับวันก็ชักจะเก็บไม่ค่อยอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อพิธานเอ่ยขยายความเขาก็ยิ่งขมวดคิ้ว “ตอนนี้พ่อมึงไม่อยู่ก็จริง แต่พวกเพื่อนบ้านน่ะ แม่งยิ่งกว่ากล้องวงจรปิดอีกนะ”

     สิ้นคำพูดสองพี่น้องก็เหลือบมองหน้ากันอีกครั้ง พิธานไม่ได้พูดผิดไปแม้แต่นิดเดียว กล้องวงจรปิดยังแสดงออกมาแค่ความจริง แต่พวกเพื่อนบ้านพวกนี้นอกจากเรื่องจริงจะเพี้ยนออกไปแล้วบางครั้งยังใส่สีตีไข่จนเละเทะอีก

     สำหรับพวกเขาแค่ความจริงก็น่ากลัวแล้ว

     “คนพวกนี้เขาเป็นอะไรกัน”

     ‘คนพวกนี้’ ที่ภูหมอกพูดถึงอย่างติดจะฉุนคงไม่พ้นเพื่อนบ้านผู้หวังดีทั้งหลายที่ค่อยเป็นกล้องวงจรปิดให้ฟรีเหล่านี้ แต่เสียงพูดเรียบๆ กลับดังมาจากครูสอนพิเศษที่ปกติมักใจร้อนมากที่สุด

     “ก็เป็นคนธรรมดาเนี่ยแหละ”

     พิธานขยับตัวลุกขึ้นมานั่ง มือข้างหนึ่งยันตัวไว้ส่วนมืออีกข้างยังยกขึ้นกุมศีรษะ

     “เขาไม่ได้เป็นผู้รู้แจ้งเห็นธรรมละทางโลกอะไรแบบนั้น คนธรรมดาที่ไหนก็ต้องเคยนินทา เคยคันปากอยากเม้าท์ทั้งเรื่องของตัวเองและเรื่องคนอื่นกันทั้งนั้นแหละ เพราะเขามองว่าสิ่งที่เขาทำ มันไม่ผิด เขาแค่พูดความจริงที่เห็น แสดงความคิดเห็นส่วนตัวอีกนิดหน่อย คิดว่าเขาควรหวังดีกับเพื่อนบ้าน เขาถึงทำ ก็แค่นั้น”

     ชายร่างสูงยังพูดด้วยเสียงนิ่ง เหลือบมองไปที่คนรักที่มองมาที่เขาอย่างอึ้งๆ รู้ดีว่าคนรักกำลังตกใจที่เขาพูดจาดีแบบนี้ออกมาได้

     ก็ม่านฟ้านั่นแหละที่เคยพูดให้เขาฟังตอนที่พิธานจะไปมีเรื่องต่อยกับคนข้างบ้านที่มานินทาพ่อแม่เขา

     คนป่วยขยับตัวคลายกล้ามเนื้อแล้วหันกลับมามองตรงไปที่ภูหมอกด้วยสีหน้าจริงจัง “เราห้ามเขาไม่ได้ ก็ต้องระวังที่ตัวเรา เข้าใจไหม” ใบหน้าเข้มของหนุ่มวิศวะเมื่อยามทำหน้านิ่งและพูดด้วยเสียงจริงจังเช่นนี้ก็ทำเอาภูหมอกรู้สึกเกร็งขึ้นมาไม่น้อย เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำเข้าใจดีว่าคนตรงหน้าต้องการจะสื่อถึงอะไร

     สำหรับภูหมอกบ้านคือสถานที่ที่อยู่อย่างสบายใจ เขาถึงได้ปล่อยตัวตามสบาย อาจต้องพยายามเก็บอาการบ้างเมื่ออยู่กับพ่อ แต่เขาก็ลืมเรื่องเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างกันเพียงรั้วกั้นนี้ไป

     ขอเถอะ อย่าให้นี้เป็นการรู้ตัวที่สายเกินไปเลย

     ----

     “ไม่ต้องเอาเทปพันก็ได้มึง” เสียงร้องทักของพิธานดังขึ้นเมื่อเห็นคนรักกำลังดึงเทปกาวให้ยาวขึ้นเตรียมพันทับกล่องกระดาษที่ใช้ใส่หนังสือเรียน

     ตอนนี้ทั้งเขาและคนรักกำลังช่วยกันเก็บหนังสือเรียนสมัยมัธยมและชีทเรียนของเขากลับเข้าลังอีกครั้ง เพราะหน้าที่ในการเป็นครูสอนพิเศษของพิธานได้จบลงแล้วตั้งแต่อาทิตย์ก่อน คุณครูจำเป็นทั้งสองให้เวลาอาทิตย์สุดท้ายกับลูกศิษย์คนเก่งเพื่อทวนสอบด้วยตัวเองก่อนถึงเวลาสอบจริงในวันพรุ่งนี้

     ในวันนี้พิธานจึงได้หาข้ออ้างอย่างการเก็บหนังสือเพื่อเรียกคนรักมาหาที่บ้านของเขาอีกครั้ง ครั้นพอเห็นคนรักทำหน้าตางุนงงกับคำพูดประโยคก่อนหน้าของเขาก็เอ่ยคำขยายความออกไป

     “เผื่อน้องมึงไม่ติดแล้วปีหน้าต้องซิ่วใหม่ จะได้หยิบออกมาติวให้มันอีกรอบได้สะดวกไง”

     ม่านฟ้าฟังคำพูดทีเล่นทีจริงของคนรักแล้วส่ายหัว มองคนรักที่ทำเป็นพูดดีไปทั้งที่เวลาสอนออกจะเข้มงวดปานนั้นแต่กลับทำตัวดูเหมือนไม่สนใจว่าภูหมอกจะสอบติดหรือไม่ติดเช่นนี้

     “ถ้ามันมาได้ยินเขา มึงได้โดนด่าอีกแน่”

     “เออ กูก็ว่างั้น” คนตัวสูงตอบรับด้วยเสียงหัวเราะ ภูหมอกออกจะขี้บ่นมากสักหน่อยเมื่อเทียบกันกับพี่ชายที่แทบไม่ค่อยพูดอะไรออกมายามอยู่ด้วยกัน แต่ก็นับว่าเป็นสีสันให้ได้ครื้นเครงกันอยู่เรื่อยๆ พิธานเลิกคิ้วออกมาเล็กน้อยเมื่อคนรักเอ่ยพูดประโยคต่อมา

     “แต่เห็นแบบนั้น มันก็เกรงใจมึงนะ อาจจะกลัวมึงมากกว่ากูอีก”

     “ก็แหงล่ะ มึงมันน่ากลัวที่ไหน โดนมันอ้อนนิดอ้อนหน่อยที่กำลังดุอยู่ก็ยอมมันหมด” พิธานบ่นคนรักออกมาบ้างหันไปมองคนที่ตอนนี้ยกลังเดินตามเขาเข้ามาในห้องเก็บของ “ดีนะ กูมีภูมิคุ้มกันดี”

     “...” สายตาที่มองมาของม่านฟ้าที่วางของเสร็จแล้วเดินตามเขาออกมานอกห้องแปลความหมายออกมาว่า ‘แล้วมึงไปมีภูมิต้านทานจากไหน’ ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงหัวเราะออกมาเบาๆ

     “กูเจอพี่มันอ้อนบ่อยแล้วไง เลยชิน ไม่แพ้ลูกอ้อนน้องมันแล้วเว้ย”

     ‘พี่มัน’ ที่ถูกใส่ความเบ้หน้ามองคนรักของตัวเอง ถึงม่านฟ้าจะไม่เคยลงไม้ลงมือเมื่อยามโกรธ แต่ในเวลาที่กำลังหมั่นไส้คนที่เดินเยื้องไปข้างหน้าเล็กน้อยเช่นนี้ มันก็…

     “โอ๊ย!”

     เสียงร้องของเจ้าของบ้านดังขึ้นเมื่อรู้สึกถึงเข่าของคนรักที่ตอกลงมาที่ข้อพับหลังเข่าจนร่างสูงล้มลงกับพื้น พิธานเอามือข้างหนึ่งยันพื้นเอาไว้ แล้วยื่นมืออีกข้างไปคว้าข้อเท้าของคนที่กำลังจะเดินผ่านเขาไปอย่างสะใจให้ล้มลงมาด้วยกันอีกคน

     ภาพการตะลุมบอนของชายหนุ่มสองคนปรากฏขึ้นที่ทางเดินระหว่างห้องนอนและห้องเก็บของชั้นสอง จวบจนต่างคนต่างเหนื่อยจึงได้รามือนอนแผ่ลงไปกับพื้นทั้งคู่ ไม่มีบาดแผลอย่างการชกต่อยเกิดขึ้นมีเพียงเหงื่อที่โซมกายจากการที่พิธานพยายามรั้งตัวคนรักมากอดเพื่อจั๊กจี้และม่านฟ้าที่ผลักอีกคนออกอย่างสุดตัวเพื่อให้รอดพ้นจากมือปลาหมึก

     “เพื่อนกูบางคนแม่งเคยไม่เชื่อด้วยว่าเราเป็นแฟนกัน มันบอกดูยังไงก็เหมือนเพื่อนสนิทมากกว่าแฟน” เพราะการตะลุมบอนของพวกเขาเช่นนี้ดูเหมือนการเล่นกันของเพื่อนสนิทกันมากกว่าจะเป็นการกระทำของคนรักกันจึงทำให้ร่างสูงอดจะนึกย้อนไปสมัยปีหนึ่งและพูดออกมาอย่างติดขำไม่ได้

     ม่านฟ้าอมยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้น คว้ามือของคนรักที่ลุกขึ้นยืนก่อนแล้วส่งมือมาให้เขารั้งตัวขึ้นไป หนุ่มอักษรฯ ลุกขึ้นมายืนข้างกันกับคนรักแล้วมองคนที่ยื่นมือมาเกลี่ยแก้มเขาเบาๆ อย่างอยู่ไม่สุข

     “แต่ถึงยังไง กูก็อยากเป็น ‘แฟน’ นะ ไม่ใช่ ‘เพื่อน’”

     ความนัยที่คนรักต้องการสื่อม่านฟ้าเข้าใจดี เขาพยักหน้ารับเบาๆ ดึงมือคนรักออกจากแก้มแล้วกุมเอาไว้ ทำท่าจะพูดอะไรออกมาแต่กลับถูกคนรักดีดที่หน้าผากเข้าให้ก่อน

     “กูก็กดดันมึงไปงั้น กลัวมึงลืม ไม่ต้องห่วงหรอกน่า แค่มึงยอมรับปากว่าจะบอกที่บ้านมึงตอนเราเรียนจบ แค่นี้กูก็มีความหวังมากแล้ว” พิธานทำร้ายร่างกายคนรักเสร็จก็ยื่นมือต่อไปโยกหัวทุยอย่างไม่เบาแรงหนัก ก่อนจับให้ศีรษะคนรักกลับมาตั้งตรงแล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่จริงจังมากขึ้น

     “แต่อย่างที่กูเคยบอก เรื่องของเรามันรอได้แต่เรื่องของไอหมอกพวกมึงต้องระวังให้มากนะ”

     คนที่ถูกประทุษร้ายต่อเนื่องยังดูงุนงงจากศีรษะที่ถูกโยกไปมา แต่เมื่อนิ่งไปสักครู่ก็เข้าใจความหมายของคนรักที่เคยบอกไว้เรื่องท่าทางของภูหมอก ทั้งลักษณะการพูด น้ำเสียง และท่าทางหลายอย่างของภูหมอกเริ่มออกสาวมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งแม้กระทั่งคุยกับพ่อ ม่านฟ้ายังรู้สึกว่าลักษณะการพูดของน้องมีจริตจะก้านมากกว่าปกติ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาติดหูกับการพูดของน้องชายไปเองหรือเพราะเริ่มเก็บอาการไม่อยู่แล้วกันแน่

     พิธานเองก็ไม่อยากให้เรื่องที่พยายามปิดกันมาของพวกเขาทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับม่านฟ้าและเรื่องของภูหมอกต้องถูกเปิดเผยจากการถูกจับได้หรือจากปากคนอื่นเพราะไม่ว่าทางไหนก็ย่อมไม่ดีกับคนรักของเขาทั้งนั้น

     “กูเห็นป้าคนหนึ่งข้างบ้านพวกมึง ชอบมองพวกเราบ่อยๆ เลยกลัวว่า...เขาจะเห็นท่าทางของหมอกมัน”
     
     สีหน้าของม่านฟ้าเครียดขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของคนรัก เข้าใจแล้วว่าทำไมพิธานถึงเอ่ยปากเตือนเรื่องนี้หลายครั้ง ไม่ใช่แค่เพราะระแวงไปเองแต่เจ้าตัวคงเห็นและรู้สึกถึงการถูกจับตามองอยู่จึงพูดมันออกมา “กูว่าเรื่องหมอก ควรรีบหาเวลาบอกพ่อให้เร็วที่สุดนะ”

     เสียงถอนหายใจของม่านฟ้าดังขึ้น ขยับตัวเข้าใกล้คนรักมากขึ้นแล้วปักหัวลงไปกับบ่ากว้างอย่างคนหมดแรง ได้กลิ่นเหงื่อจากร่างคนตรงหน้าเล็กน้อยแต่ไม่คิดรังเกียจเพราะเวลานี้ตัวเขาเองก็คงมีกลิ่นเหงื่อเหมือนกัน

     “กูขอจนกว่ามันจะเข้ามหาลัยได้ไหม ให้มันมีที่เรียนก่อนหรืออย่างน้อยให้มันสอบเสร็จก่อนก็ได้”

     ม่านฟ้าพูดเสียงเบา รู้ตัวว่าลึกๆ แล้วเขากลัว เขาอาจเป็นคนขี้กลัวไม่ต่างจากน้องชายเลยก็ได้เพียงแต่พยายามข่มมันไว้เท่านั้น ผิดกับพิธาน รายนี้พุ่งชนมันทุกเรื่อง พิธานไม่ชอบอะไรที่ค้างคาใจหรือต้องปิดบัง แค่เจ้าตัวยอมเก็บความลับเรื่องของเรามานานขนาดนี้ เมื่อคิดย้อนกลับไปอีกครั้งก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์มากแล้ว

     “ถ้าต้องมาทะเลาะกับพ่อช่วงจะสอบแบบนี้มันต้องไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ ไม่มีสมาธิสอบแน่ แล้วนี่มันโอกาสครั้งเดียวในชีวิตนะ จะต้องรอซิ่วอีกปีหรือต้องไปเรียนในคณะที่ไม่ชอบ มันก็ขึ้นอยู่กับตอนนี้เลยนะ”

     พิธานพยักหน้าเข้าใจในเหตุผลของคนรัก ไม่คิดจะโต้แย้งออกไป นึกกลัวใจคนรักจะขอผัดไปอีกเมื่อถึงคราวจริงแต่ก็ต้องระงับคำพูดของตัวเองเอาไว้อย่างห้ามใจ เขาไม่อยากก้าวก่ายการตัดสินใจของคนรักมากเกินไป ขอเพียงให้เขาได้อยู่ข้างคนรักไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนก็พอ





     จวบจนการสอบวิชาสามัญของภูหมอกจบลงไป พิธานที่ไปหาม่านฟ้าที่บ้านก็อดกดดันคนรักออกไปอีกครั้งไม่ได้ แต่ม่านฟ้าก็ยังขอเลื่อนเวลาออกไปเพื่อให้อีกการสอบอย่างวิชาความถนัดแพทย์จบลงก่อน

     เจ้าตัวบอกกับเขาว่าเคยพยายามจะพูดแล้วแต่ไม่มีโอกาส

     ‘ไม่มีหรือไม่กล้า’

     ม่านฟ้ารู้ดีว่าคนรักคิดอะไรในใจเมื่อเขาเล่าให้ฟังว่าได้ลองพยายามแล้ว เพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า ‘คนรู้ใจ’ อย่างถ่องแท้ก็วันนี้ แต่ก็ทำได้เพียงเมินสีหน้านั่นไป ได้แต่ภาวนาให้สังหรณ์และความระแวงของคนรักเป็นเพียงความกังวลเกินกว่าเหตุ มิเช่นนั้นเขาคงไม่พ้นถูกคนรักบ่นซ้ำเข้าให้จริงๆ

     ----

     นภดลตื่นขึ้นมาจากการนอนกลางวันในเวลาเกือบสี่โมงเย็น เพราะเมื่อวานเห็นว่าต้นชมพู่ภายในบ้านเริ่มออกลูกมากแล้ว เช้าวันนี้จึงได้ใช้ให้ลูกชายคนโตปีนขึ้นไปเก็บพร้อมตัดแต่งกิ่งที่เริ่มรกให้เข้าที่เข้าทาง กว่าจะเสร็จก็เข้าบ่ายโมงจึงได้แยกย้ายกับลูกชายไปอาบน้ำ ก่อนที่เขาจะมางีบหลับอยู่ในห้องนอนชั้นสองจนถึงเวลานี้

     ชายวัยกลางคนขยับตัวเล็กน้อยอย่างเมื่อยล้า แม้ไม่ได้เป็นคนปีนขึ้นต้นไม้อย่างม่านฟ้าแต่การยืนคุมอยู่นานก็ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยไม่น้อย นภดลลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ คิดถึงม่านฟ้าที่ปีนขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่วแล้วก็นึกย้อนไปถึงวันที่เห็นเจ้าตัวกระโดดลงจากหน้าต่าง

     เขาเริ่มที่จะตัดใจจากความสงสัยในตัวลูกชายแล้ว เมื่อพยายามสังเกตดูก็ไม่มีใครแสดงพิรุธออกมาอีกแม้จะยังสงสัยถึงกล่องไม้ในห้องของลูกชาย แต่ก็คิดว่าลูกชายที่เริ่มโตกันแล้วก็คงต้องมีความลับกันบ้าง และตราบใดที่เขาไม่มีกุญแจต่อให้พยายามมากแค่ไหนก็คงไม่มีทางรู้ สู้ปล่อยเมินไปเสียดีกว่า

     เสียงขยับปิดหน้าต่างห้องนอนดังขึ้นจากชายวัยกลางคน ก่อนขยับมือปิดม่านเขาก็เหลือบไปมองบ้านหลังติดกันซึ่งเป็นของเพื่อนบ้านผู้หวังดีของเขา

     คุณเดือนนี้ก็เป็นอีกคนที่หวังดีและดูท่าจะห่วงลูกชายสองคนของเขาเหลือเกิน ยังจำได้ว่าเจ้าตัวมาพูดกับเขาด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ราวกับเป็นสายลับของซีไอเอเมื่ออาทิตย์ก่อนไว้อย่างไร

    “ช่วงนี้เดือนเห็นเมฆกับหมอกชอบพาเพื่อนคนหนึ่งมาบ้านบ่อยๆ เป็นผู้ชายตัวโตๆ ท่าทางเหมือนเด็กเกเรเชียวค่ะ พูดจากูๆ มึงๆ กันดูนักเลงมาก มาทีก็หายเข้าไปกันครึ่งค่อนวันแถมดูท่าทางสนิทสนม ไม่รู้ว่าเป็นเด็กดีรึเปล่า เดือนก็แอบห่วงว่าเมฆกับหมอกจะไปคบกับเพื่อนไม่ดีแล้วพากันเสียคนไป”

     เวลานั้นที่เขาได้ฟังความจากเพื่อนบ้านก็นึกไปถึงแขกคนเดียวที่มาบ้านเขาบ่อยๆ ช่วงที่ผ่านมา ‘เด็กเกเร’ ที่คุณเดือนพูดถึงคงไม่พ้นครูสอนพิเศษของภูหมอกที่ชื่อว่า ‘พีท’ คนนั้น คราวแรกที่เห็นก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับเพื่อนบ้าน แต่พอฟังเรื่องราวของเจ้าตัวจากลูกชายคนเล็กรวมทั้งพฤติกรรมที่เคยเห็นถึงได้รู้ว่าดูคนแค่ภายนอกไม่ได้จริงๆ

     ภูหมอกบอกว่าเจ้าตัวเป็นคนเรียนเก่งมาก หัวไว แม้จะสอนเร็วเกินไปแต่ก็ถือว่าเป็นครูที่ช่วยเหลือได้อย่างมากคนหนึ่ง ทั้งประวัติการเรียนของคนตัวโตที่รู้มาจากพี่ชายก็ไม่ใช่ย่อย ดูจากคณะวิศวะฯ ที่เรียนอยู่ในมหาลัยเดียวกันกับม่านฟ้าก็พอจะยืนยันความสามารถของเจ้าตัวได้

     แม้จะมีเรื่องพูดกูมึงบ้าง แต่เขาคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กสมัยนี้จึงมองว่าเรื่องที่คุณเดือนเล่าให้ฟังเป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่คุณเธอคิดไปเอง จะติดสงสัยก็เพียงแต่ประโยคสุดท้ายที่เจ้าตัวเอ่ยออกมา

     “แถมบางครั้งอยู่บ้านกันเอง ท่าทางลูกชายของคุณนภก็ดูออกจะตุ้งติ้งด้วยนะคะ เดือนก็แอบกลัวว่าจริงๆ แล้วจะเป็นแฟนที่พามาที่บ้านรึเปล่า”

     เรื่องแฟนนั้นคงตัดไปได้เลย เพราะเขารู้สถานะของพิธานดีว่าเจ้าตัวมาเพื่อสอนพิเศษให้ภูหมอก แต่ท่าทาง ‘ตุ้งติ้ง’ ที่พูดถึงนั้นคืออะไร เป็นเพียงคำพูดไร้สาระของคุณเดือนเช่นเดียวกันกับเรื่องของพิธานนั่นเหรอ

     ว่ากันว่าเมื่อคุณกลัวอะไร คุณก็จะระแวงอยู่กับสิ่งนั้น สิ่งที่เขากลัวมากที่สุดคงไม่พ้นเรื่องการเบี่ยงเบนทางเพศของลูกจึงยังอดรู้สึกแคลงใจไม่ได้ เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาที่เดินมาถึงหน้าบันไดชั้นสองก็ได้ยินเสียงภรรยาและลูกชายอีกสองคนอยู่ชั้นล่าง ชายวัยกลางคนเหลือบกลับไปมองที่ห้องของลูกชายอีกครั้งอย่างลังเลใจ

     หากเขารู้ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในกล่องไม้ใบนั้นได้ อย่างน้อยข้อสงสัยในตัวของภูหมอกก็จะหมดไป เหลือเพียงม่านฟ้าซึ่งอาจมีของอื่นซ่อนไว้นอกเหนือไปจากสายตาของเขา นภดลก้าวเท้าไปในห้องนอนของลูกชายอีกครั้ง กวาดตามองไปรอบห้อง สภาพทุกอย่างไม่ต่างจากเดิมไปมากนัก เพียงแต่คราวนี้เขากลับเห็นกล่องไม้ใบนั้นได้อย่างชัดเจน

     เขายังไม่สามารถสรุปได้ว่าเจ้าของกล่องใบนี้จะเป็นม่านฟ้าหรือว่าภูหมอก เพียงแต่มีสังหรณ์บางอย่างที่ทำให้เขาเชื่อว่าต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่

     ชายวัยกลางคนยื่นมือไปลองเปิดกล่องไม้ใบนั้นอีกครั้งแต่ผลลัพธ์กลับเป็นเช่นเดิม เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วหันตัวออกจากห้อง พลันเห็นพวงกุญแจพวงหนึ่งที่มีกุญแจเสียบคาไว้กับลิ้นชัก หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นอย่างคนตื่นเต้น ไม่คิดว่าโอกาสจะมาถึงเขาได้ง่ายดายเพียงนี้

     ผู้เป็นพ่อคว้าพวงกุญแจนั่นออกมา กวาดสายตามองกุญแจแต่ละดอก เขาตัดกุญแจที่มีเหมือนกันกับพวงกุญแจของเขาซึ่งหน้าจะเป็นประตูบ้านหรือประตูรั้วออกไป กุญแจที่เหลือซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเข้าคู่กันกับกล่องไม้ตรงหน้านั้นจึงเหลือเพียงสองดอก เขาลองไขมันดูอย่างตั้งใจก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้น

     แกร๊ก!

     ฝากล่องไม้ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกันกับใจของนภดล สิ่งแรกที่เขาเห็นนั้นทำให้เขาเผลอกลั้นลมหายใจ...

     ก่อนจะผ่อนออกมาอย่างโล่งอก

     ชายวัยกลางคนส่ายหน้าเล็กน้อยให้กับความขี้ระแวงของตนเองก่อนทำสีหน้าเอือมระอาใส่เจ้าของกล่องใบนี้ ถึงแม้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นของลูกชายคนไหนที่พยายามซ่อนหนังสือลามกพวกนี้ก็เถอะ

     ใช่ ของในกล่องเป็นเพียงหนังสือลามกที่หน้าปกเป็นสาวน้อยทรงโตกับเสื้อผ้าน้อยชิ้น

     เสียงถอนหายใจและรอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากของชายวัยกลางคนก่อนรั้งฝากล่องลงมาเพื่อให้ปิดลงดังเดิม

     เท่านี้ เขาก็พอวางใจไปได้เปลาะหนึ่ง

     แต่เพราะของภายในนั้นถูกยัดจนแน่น เมื่อชายวัยกลางคนจะปิดกล่องลงไปจึงทำได้ยากนัก เขาพยายามกดฝาลงไปอีกครั้งแต่กลับทำให้หนังสือหลายเล่มด้านบนตกลงมา นภดลส่ายหน้าเล็กน้อยกำลังจะก้มลงไปเก็บกลับเห็นคล้ายแท่งดินสอโผล่ออกจากมาด้านในของกล่อง

     เขาหยิบดินสอแท่งนั้นขึ้นมาแล้วขมวดคิ้ว หน้าตาดินสอนั้นเมื่อดูดีๆ กลับไม่เหมือนดินสอ มันมีฝาเปิดสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นแปรงและอีกด้านเป็นไส้ดินสอสีน้ำตาลเข้ม เมื่อนึกรู้ว่าของตรงหน้าคืออะไรร่างกายของชายวัยกลางคนก็พลันเย็นวาบ

     เขายกหนังสือด้านบนอีกสองสามเล่มออกมาเพื่อพบกับ ‘ความลับ’ ที่แท้จริงซึ่งถูกซ่อนเอาไว้

     .

     .

     .

     โครม!!!



     TBC



     Achaya (Writer) :

     กลับมาแล้วหลังจากหายไปนาน(ช้ากว่าที่บอกไปหน่อย) แต่คราวนี้มั่นใจจะมาต่อจนจบแน่ ใครที่เคยติดตามอยู่หรือเข้ามาอ่านใหม่ก็ขอบคุณมากนะคะ และขอบคุณมากจริงๆ สำหรับคนที่ยังรอแถมคอมเมนต์ให้ด้วย(เราดีใจมากๆเลยนะ) ต่อให้เหลือแค่คนเดียวที่ยังอ่านเราก็จะลงจนจบแน่นอน

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด