ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทที่ 4 (21.11.20)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทที่ 4 (21.11.20)  (อ่าน 2913 ครั้ง)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2023
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0

ออฟไลน์ Gagagade

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ว้าววว ภาคเก่าว่าดีมากๆแล้ว แต่ภาคใหม่มันดีต่อใจจริงๆ

เขียนดีมากค่ะ เป็นกำลังใจให้  :katai2-1:

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ภาคความจริง : บทที่ 1

     พิธานยืดตัวขึ้นบิดขี้เกียจหลังจากนั่งทบทวนรายงานสำหรับโปรเจกต์จบปีสองเรียบร้อย หันกลับไปมองสภาพเพื่อนแต่ละคนที่นั่งทำสไลด์บ้าง นอนตายบ้างเกลื่อนกลาดในคอนโดขนาดกลางของสมาชิกในกลุ่ม

     พวกเขามีโปรเจกต์กลุ่มที่ต้องทำร่วมกัน พวกเขาหลายคนจึงมาฝังตัวอยู่ที่คอนโดของเพื่อนแทนการกลับหอพักของตัวเอง พิธานเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้กลับหอของตัวเองมากว่าสองอาทิตย์แล้ว เพราะทั้งสอบปลายภาคทั้งงานสารพัดอย่าง มีเพื่อนไว้ช่วยกันติวช่วยกันทำน่าจะดีกว่า

     แต่เพราะเหตุนี้ เขาถึงไม่ได้เจอม่านฟ้ามาเกือบเดือนแล้ว

     ปกติเขากับคนรักก็ใช่ว่าจะเจอกันบ่อย ยิ่งตัวเขายุ่งๆ แถมม่านฟ้าเองก็ต้องสอบปลายภาคเหมือนกันทำให้ยิ่งไม่มีเวลา มีบ้างที่คุยกันผ่านข้อความหรือโทรศัพท์ แต่มันก็ไม่เหมือนการเจอหน้า

     ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหวังว่าจะโทรหาคนรักสักหน่อยแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเวลาจากโทรศัพท์

     เที่ยงคืนกว่าแล้ว

     เขาจำได้ว่าพรุ่งนี้เช้าม่านฟ้ามีสอบตัวสุดท้ายสำหรับจบปีสองป่านนี้คงหลับไปแล้ว หากโทรไปปลุกตอนนี้คงไม่พ้นโดนบ่นกลับมาแน่

     ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเล็กน้อยทำใจว่าทนคิดถึงอีกสักวันสองวันก็คงไม่เป็นไร เดี๋ยวปิดเทอมแล้วเขาแอบไปหาที่บ้านบ่อยๆ ก็ได้

     บ้านของพวกเขาอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เพียงแต่อยู่คนละซอย บางครั้งที่พวกเขาสอบเสร็จพร้อมกัน เขาก็จะได้ตุ๊กตาหน้ารถมาประดับเพื่อกลับบ้านด้วย แต่เพราะครั้งนี้ม่านฟ้าสอบเสร็จเร็วกว่าอีกทั้งเขาเองก็มีโปรเจกต์ที่ต้องส่ง แถมท้ายด้วยไปฉลองกันต่ออีก ม่านฟ้าจึงเลือกที่จะกลับเองในครั้งนี้

     โอย ไม่อยากทำตัวติดแฟน แต่นานเข้าก็คิดถึงชะมัด

     ----

     การพรีเซนต์โปรเจกต์จบลงไปได้ด้วยดีตั้งแต่ตอนเช้า สายวันนี้พิธานและกลุ่มเพื่อนจึงออกมาหาของกินที่ห้างสรรพสินค้าแถวมหาลัย กลุ่มของเขาเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างใหญ่ เดินไปไหนมาไหนทีก็เสียงไม่ใช่เบา แถมมีพวกปากหมาที่เดินแซวคนนั้นทีคนนี้ทีไปตลอดทางให้น่าปวดหัว

     พิธานเองก็เหนื่อยที่จะปรามจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเพื่อนสนิทอีกคนคอยด่าคอยเตือนแทน แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคิดจะโทรหาคนรักที่สอบเสร็จตั้งแต่เมื่อวาน

     แต่จะด้วยโลกกลมหรืออย่างไร เขาจึงเห็นแผ่นหลังของใครบางคนที่คุ้นเคยจากร้านเครื่องสำอางที่กำลังจะเดินผ่าน

     ฝีเท้าที่หยุดชะงักลงของร่างสูงอย่างพิธานทำให้เพื่อนในกลุ่มต่างหยุดชะงักไปด้วย เห็นเพื่อนตัวโตกำลังยิ้มกว้างออกมาก็มองตามสายตาของชายหนุ่มเข้าไปในร้านขายเครื่องสำอาง

     ชายหนุ่มร่างสันทัดค่อนไปทางผอมร่างหนึ่งกำลังยืนเก้ๆ กังๆ หยิบกระปุกเครื่องสำอางออกมาจากชั้นสลับกับมองหน้าจอโทรศัพท์ เสร็จจากชิ้นนั้นก็เดินไปหยิบชิ้นต่อไป แม้ไม่ได้ดูคล่องแคล่วอย่างสาวๆ คนอื่นในร้าน แต่สินค้าที่อยู่ในตะกร้าที่เจ้าตัวถือก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร

     หมาในปากของเพื่อนๆ แต่ละคนเริ่มทำงานอีกครั้ง

     “โอย ไม่ต้องมองตามตาเยิ้มขนาดนั้นก็ได้ รู้แล้วว่าหลงเมีย”

     ดอกแรกเป็นการแซวพิธานอย่างไม่ต้องสงสัยก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะของคนในกลุ่ม พิธานส่ายหน้าอย่างเอือมๆ แต่ก็ไม่โกรธอะไร จนมาสะดุ้งอีกครั้งเมื่อหมาในปากเพื่อนอาละวาดไปกัดถึงอีกคนที่อยู่ในร้าน

     “พอแล้วมั้ง แค่นี้ก็น่ารัก ผัวรักผัวหลงแล้ว”

     “ไอสัด”

     พิธานรีบหันไปด่าเพื่อนที่บังอาจมาแซวแฟนเขา แต่เสียงหัวเราะจากคนในกลุ่มดังกว่าจนกลบคำด่าของเขาไป แม้จะหงุดหงิดไม่น้อยแต่ก็รีบเงยหน้าไปมองคนรักที่ยืนอยู่ในร้าน เผยยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นอีกคนหันมามองเขา จงใจยกยิ้มกวนๆ ไปหาอีกคนอย่างติดนิสัย แต่เขากลับรู้สึกว่าอารมณ์ของคนรักคงไม่ได้ดีอย่างเขาในตอนนี้

     ชายหนุ่มร่างสูงเห็นอีกคนขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็เปลี่ยนเป็นเม้มแน่นไว้อย่างเดิม เจ้าตัวถอนหายใจออกมาหนักๆ อย่างหงุดหงิด แล้วปรายตามองเขาอย่างโกรธเคืองก่อนจะหันหลังเดินออกไป

     เอ๊ะ เขาทำอะไรผิดไปเหรอ

     ----

     ม่านฟ้ากำลังหงุดหงิด

     เขาต้องมาซื้อของให้น้องรักท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างดูแคลนที่ผู้ชายอย่างเขามาเลือกซื้อเครื่องสำอาง เท่านั้นก็ทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อยอยู่แล้ว เขาอาจจะคบกับคนรักที่เป็นผู้ชายมากว่าสามปี แต่คงเพราะปกติต่อให้ไปไหนมาไหนด้วยกัน พฤติกรรมของพวกเขาก็ไม่ได้ดูเหมือนคนรักสักเท่าไหร่ ทำให้ไม่ค่อยได้เจอกับสายตาเหยียดจากรอบข้างเช่นนี้

     ชายหนุ่มพยายามข่มใจให้ตัวเองรีบซื้อของให้เสร็จ บอกตัวเองว่าอย่าสนใจสายตาคนอื่น เขาไม่อยากเอาอารมณ์ตนเองมาเสียกับใครก็ไม่รู้ที่ดูถูกเราเพียงชั่วครู่แล้วก็กลับไปสนใจเรื่องของตัวเองต่อ

     คิดได้ดังนั้นม่านฟ้าก็ก้มหน้าก้มตาเลือกของต่อ แม้จะมีเสียงหัวเราะของกลุ่มคนที่รู้สึกได้ว่ายืนอยู่ไม่ไกลและน่าจะกำลังพูดถึงเขา แต่ชายหนุ่มก็กัดฟันไม่หันไปมองจนสิ้นความอดทนเมื่อเสียงหนึ่งตะโกนเข้ามาเจาะจงถึงเขาพร้อมเสียงหัวเราะ

     ม่านฟ้าแปลกใจไม่น้อยเมื่อเห็นเจ้าของเสียงและกลุ่มที่ยืนอยู่นั้นเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างเพื่อนของคนรัก ไม่ต้องมองหาก็เห็นคนที่คิดถึงยืนยิ้มยียวนส่งมาให้

     ไม่รู้เพราะอะไรความโกรธถึงพุ่งสูงถึงเพียงนี้ อาจเพราะเขาคิดว่าไม่เป็นไรที่ ‘คนอื่น’ จะมองเขาอย่างไร แต่กับการที่ ‘คนรัก’ ก็ยังเห็นการถูกมองของเขาในยามนี้เป็นเรื่องเล่น

     ม่านฟ้าระงับอารมณ์ตัวเองไว้อย่างเต็มที่แล้วหันหลังเดินออกไปจากตรงนั้นโดยไม่คิดจะทักทายคนที่ไม่เจอหน้ากันเกือบเดือนแม้แต่น้อย

     ----

     พิธานยังคงงงกับอาการของคนรัก ไม่ทันเดินตามไปก็ถูกเพื่อนลากไปกินข้าวในร้านอาหารญี่ปุ่นแถวนั้น ประกบตัวเขาไว้อย่างแน่นหนากลัวว่าจะโดนเขาเทไปหาม่านฟ้า เขาคิดที่จะโทรไปหาคนรักหลังกินข้าวเสร็จแต่ก็ดันเกิดเรื่องกับกลุ่มเพื่อนของเขาเสียก่อน

     ชายหนุ่มยังเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ถูกเมื่อเห็นเพื่อนหลายคนฉุดเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งของเขาเอาไว้ เจ้าตัวดูโวยวายและทำท่าจะเข้าไปต่อยผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเขาไม่รู้จัก แต่จำได้ดีว่าข้างกายผู้ชายคนนั้นคือผู้หญิงซึ่งเพื่อนพามาแนะนำในฐานะแฟน

     หลังจากลากตัวเพื่อนไปสงบสติอารมณ์อยู่พักหนึ่งก็ได้ความว่าเพื่อนในกลุ่มอย่างอัคถูกแฟนบอกเลิกไปอย่างสายฟ้าแลบเมื่อครู่นี้เลย เพราะสาวเจ้าบอกว่าเจอคนที่ดีกว่าแล้ว พิธานมองเพื่อนที่เลิกปากหมาแล้วมานั่งปลอบใจกันแทน ที่ดูเห็นอกเห็นใจอัคมากที่สุดก็คงเป็นซัน ไอหมอนี่ก็เพิ่งถูกแฟนบอกเลิกมาเพราะไม่มีเวลาให้สดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เอง

     “เพราะไอโปรเจกต์เฮงซวยนี้แท้ๆ เขาถึงขอเลิกกับกู”

     เสียงซันโวยวายขึ้นหลังจากยกเบียร์เข้าปากไปแล้วเกือบขวด พวกเขาเปลี่ยนกำหนดการฉลองจบโปรเจกต์ในเวลาเกือบสามทุ่มมาเป็นไว้อาลัยแด่คนอกหักตั้งแต่ทุ่มหนึ่งแทน

     “กูน่าจะสนใจเขามากกว่านี้ ช่วงนี้เพราะกูยุ่งอยู่กับโปรเจกต์บ้าๆ นี่แน่ๆ กูเห็นเขาไม่โทรมาจิกกูอย่างแต่ก่อนก็เข้าใจว่าเขาห่วงว่ากูจะยุ่งอยู่ เลยไม่กล้าโทรมา ที่ไหนได้ ไอเหี้ย! เขามีคนใหม่ไปแล้ววว”

     คราวนี้เป็นเสียงของอัคที่ระบายอารมณ์ออกมาบ้าง เพื่อนคนอื่นก็ตบหลังบ้าง ลูบไหล่บ้างอย่างให้กำลังใจ พิธานหันไปพยักหน้ารับแกนๆ กับกรณ์เพื่อนสนิทเข้าใจความตรงกันว่าปล่อยมันระบายไปให้พอ แต่ไม่ทันหันไปชงเหล้าของตัวเองต่อ เมื่อเห็นสายตาของเพื่อนสนิทแปลกไป

     พิธานหันหลังกลับไปมองตามสายตาเพื่อนก็พบเข้ากับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง จำได้ว่าเป็นแฟนเก่าของเพื่อนเขาเอง แถมแผลเจ้าตัวก็ยังดูไม่สมานดีเท่าไหร่

     “ไงพวกมึง”

     ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำทักของแฟนเก่าเพื่อนสนิทก่อนที่อีกคนจะเดินแยกไป แล้วหันกลับมามองตาเศร้าๆ ของเพื่อนถึงได้ตบบ่าปลอบไปที

     แม่งเอ๊ย สมาคมคนเศร้ารึไงว่ะวันนี้

     “อาลัยอาวรณ์เมียเก่าขนาดนี้ ทำไมมึงไม่ลองง้อมันดูอีกทีอ่ะ แม่งก็ดูยังไม่มีใครไม่ใช่อ๋อ กูไม่เห็นมีผัวใหม่ตามมาอะไรแบบนี้เลย”

     คำพูดจากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่เห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกันเอ่ยขึ้น แต่เพื่อนสนิทเขากลับส่ายหน้าหัวเราะเหอะในลำคอก่อนตอบรับกลับไป

     “ไม่มีอะไรล่ะ ผู้หญิงที่เดินข้างๆ มันไง”

     “อ้าว แบบนี้ก็ได้เหรอว่ะ พลิกโพไปพลิกโพมาแบบนี้ก็ได้เหรอ”

     “ทำไมจะไม่ได้ ก่อนมาเป็นเมียกูมันก็ฟันสาวมาก่อนม่ะ”

     กรณ์พูดแล้วกระดกเหล้าเข้าปากตามไป เจ้าตัวดูเซ็งที่มาเจอแฟนเก่าให้ความรู้สึกที่พยายามลืมถูกกวนขึ้นมาอีกครั้ง

     พิธานถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกเหมือนกลุ่มเขาไปเผลอกวนตีนใส่เทพเจ้าแห่งความรักกันมารึไง วันนี้ถึงได้เจอคราวเคราะห์กันขนาดนี้ ชายหนุ่มส่ายหน้าไล่ความคิดนั้นออกไป ไม่อยากรวมเรื่องของตัวเองเข้าไปด้วย เพราะเขาแค่โทรหาคนรักไม่ติดหลังจากนั้น แต่มันยังไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นสักหน่อย

     เขาโทรไปหาคนรักตอนก่อนเข้าร้านเหล้าแต่ก็ไม่มีคนรับสาย และโทรไปอีกครั้งเมื่อไม่กี่นาทีก่อนแต่ผลลัพธ์ก็ยังออกมาเป็นเหมือนเดิม

     สภาพเพื่อนแต่ละคนที่ถูกทิ้งเพราะไม่ใส่ใจและไม่มีเวลาให้คนรักทำให้เขาย้อนกลับมามองที่ตนเอง ช่วงนี้เขาก็ไม่มีเวลาให้ม่านฟ้าเลย ประกอบกับท่าทางวันนี้ที่ดูหงุดหงิดยามเห็นเขาก็ยิ่งทำให้เขากังวล

     ‘ปรากฏตัวให้เธอเห็นที่ใด เธอร้อนใจรีบทักทายแล้วเดินผ่าน ไม่มีแล้วยิ้มแห่งความสุขตลอดกาล
     เพราะว่าฉันคือวิญญาณ ผู้ทุกข์ทรมาน หลอกหลอนเธอมาตั้งนาน ไม่รู้ตัวว่าตาย
     ฉันได้ตายไปจากใจของเธอ กลายเป็นวิญญาณไร้ความหมาย’


     “แฟนกูแม่งก็เริ่มจากทำท่าทางแปลกๆ เวลาเจอกู ดูหงุดหงิดเหมือนไม่อยากเจอแบบนี้เลย ทำไมกูไม่เอะใจตั้งแต่ตอนนั้นว่ะ” เสียงอัคยังโวยวายต่อมาเรื่อยๆ เมื่อเพลงในร้านดังขึ้นโดนใจ

     พิธานตัดสินใจโทรหาคนรักอีกครั้งอย่างมีความหวัง แม้ปานนี้จะล่วงเข้าวันใหม่ไปแล้วก็ตาม ยังไม่ทันทิ้งความกังวลออกไปจากใจได้หมด เสียงอ้อแอ้อย่างคนเมาของเพื่อนที่เพิ่งถูกหักอกก็ดังขึ้น

     “มึงระวังตัวไว้ให้ดี ไอพีท มึงชอบบอกไว้ใจๆ รู้ตัวอีกทีระวังไอเมฆมันมีผัวใหม่หรือไม่ก็เมียใหม่มาโชว์มึงนะ”

     “ไอเหี้ย! ปากหมาอย่างงี้เจอตีนกูสักทีม่ะ”

     พิธานลุกขึ้นเหมือนจะทำตามที่พูด ลำบากเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างกันคว้าแขนรั้งไว้คนละข้าง ร่างสูงดูหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีกเมื่อความกังวลของเขาถูกคนอื่นกระตุ้นซ้ำขึ้นมา เขามองกลับไปที่โทรศัพท์ซึ่งถูกตัดสายไปโดยไม่มีคนรับก็กระแทกตัวลงนั่งกับเก้าอี้แรงๆ

     “มันเมาน่ะ มึงอย่าถือสา”

     กรณ์ตบบ่าปลอบใจเพื่อนสนิทแล้วผสมเหล้าใส่แก้วให้เพิ่ม พิธานกระดกเหล้าเข้าปากแล้วยกมือห้ามเพื่อนที่จะคว้าแก้วไปชงให้ใหม่ เปลี่ยนแผนที่จะกลับบ้านวันพรุ่งนี้เป็นกลับตั้งแต่คืนนี้ทันที ควักตังค์ขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะแล้วหันไปบอกเพื่อนสนิท

     “ฝากมึงจ่ายด้วย เดี๋ยววันนี้กูกลับบ้าน ไม่อยากดื่มเยอะ”

     ว่าจบร่างสูงก็ขยับตัวลุกขึ้น ส่ายหน้าบอกเพื่อนที่มองมาด้วยคำถามว่าโมโหเพื่อนอีกคนขนาดนั้นเลยเหรอ พิธานไม่ได้โกรธมาก พอจะเข้าใจอารมณ์คนเมาที่เพิ่งโดนหักอกมันก็พาลไปทั่วแบบนี้ แต่ตัวเขาเองที่ดันหงุดหงิดเพราะทุกอย่างที่เกิดกับเพื่อนมันดันลงล็อกเข้ากับเรื่องของเขาพอดีเช่นกัน

     ----

     ม่านฟ้าเดินหาโทรศัพท์ตัวเองทั่วบ้าน ไม่แน่ใจว่าวางเอาไว้ตรงไหนหลังจากกลับมาถึงบ้านเมื่อวานตอนบ่าย เขาไม่ใช่คนติดโทรศัพท์ ถ้าไม่ได้เล่นเกม บางเวลาที่อยู่บ้านก็สามารถทิ้งโทรศัพท์ไว้โดยที่ไม่แตะต้องเป็นวันๆ แต่เพราะเช้าวันนี้กำลังจะออกไปนอกบ้านกับน้องชาย เขาถึงจำเป็นต้องมาตามหาปัจจัยที่ห้าของยุคนี้อยู่อย่างตอนนี้

     หลายครั้งที่ม่านฟ้าโดนคนรักบ่นเรื่องติดต่อไม่ได้แต่ก็ยังแก้นิสัยนี้ไม่ได้เสียที เขาถอนหายใจออกมานิดหน่อยเมื่อคิดถึงคนรัก เมื่อวานเขาหงุดหงิดคนรักที่เจ้าตัวและกลุ่มเพื่อนแซวเขากลางห้าง แต่พอมาวันนี้ความรู้สึกโกรธนั้นก็จางลงไปมากแล้ว

     เดี๋ยวกลับจากซื้อของแล้วโทรหาสักหน่อยแล้วกัน

     ไม่ได้คุยกันสักพักแล้ว

     ชายหนุ่มเดินหาจนมาเจอโทรศัพท์ตกอยู่ที่ซอกโซฟา คงเพราะเมื่อวานเขากลับบ้านมาแล้วนอนตรงนี้จึงเผลอทำตกไว้ ลองกดปุ่มที่หน้าจอก็ไร้วี่แววการตอบสนอง เดาไว้ไม่ผิดว่าลืมไว้เกือบวันขนาดนี้คงแบตตายไปนานแล้ว

     เขาสอดโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋ากางเกงแม้ว่าจะไม่มีแบต คิดว่าเดี๋ยวค่อยไปเสียบชาร์ตกับแบตเตอรี่สำรองในรถแล้วเดินตามเสียงเรียกของน้องชายออกไปอย่างไม่เร่งรีบ

     ----

     พิธานตื่นมาในเช้าวันใหม่อย่างไม่สดใสนัก เขานอนไม่ค่อยหลับเพราะกระวนกระวายใจ ไม่อยากตีตนไปก่อนไข้แต่ก็ห้ามความคิดในแง่ลบของตัวเองไม่ได้ หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ สิ่งแรกที่เขาทำคือการโทรหาอีกคนที่เฝ้าโทรตลอดทั้งคืน แต่ผลที่ได้รับกลับแย่ยิ่งกว่าเดิมเมื่อข้อความตอบรับบ่งบอกว่าอีกคนปิดเครื่องไปแล้ว

     ชายหนุ่มพยายามคิดว่าเป็นเพราะนิสัยเสียของม่านฟ้าที่ชอบทิ้งโทรศัพท์ไว้ไม่เป็นที่และปล่อยไว้จนแบตหมดเท่านั้น

     ไม่ใช่เพราะไม่ต้องการคุยกับเขา

     เสียงเดินลงบันไดดังก้องอยู่ในบ้านเดี่ยวที่มีเขาอยู่เพียงคนเดียวในเวลานี้ พิธานอยู่กับพี่ชายแค่สองคนเท่านั้น พ่อกับแม่ของเขาทำงานอยู่ที่ต่างประเทศทั้งคู่ตั้งแต่เขาอยู่มัธยม มีบินกลับมาหาบ้างหรือให้เขาบินไปหาบ้างเป็นครั้งคราว

     หนุ่มวิศวะตัวโตจึงต้องทำกับข้าวเองให้เป็นและกำลังทำอาหารเช้าง่ายๆ ให้ตัวเองอยู่ในขณะนี้ กลิ่นอาหารหอมๆ ทำให้เขาใจเย็นขึ้นเล็กน้อยและตัดสินใจได้ว่าในเมื่อติดต่อไม่ได้ เขาก็จะแอบไปหาคนรักที่บ้านเสียเลย

     เมื่อตัดสินใจได้พิธานก็มานั่งกินข้าวพร้อมเปิดโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้อัปเดตเสียนานหวังให้ตัวเองคลายอาการหงุดหงิดใจที่ยังหลงเหลืออยู่

     แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น

     ภาพหญิงสาวคนหนึ่งกำลังแกล้งทำปากเบะเซลฟี่ใบหน้าของตัวเองมาครึ่งหน้า และโฟกัสไปที่แผ่นหลังของคนคนหนึ่งที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่

     ไม่ต้องคิดให้นานเมื่อแผ่นหลังนั้นถูกแท็กด้วยชื่อของคนรักเขา พิธานขมวดคิ้วหนักขึ้นเมื่อเห็นข้อความที่เจ้าของภาพลงเอาไว้ประกอบ

     ‘ผิดที่เราเจอกันช้าไป ไม่จำเป็นต้องไปโทษใคร เพราะผลสุดท้าย คนที่ต้องเจ็บคือฉันคนเดียว’

     แม้จะเป็นแค่ท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงดัง แต่ความหมายที่เจ้าของโพสต์ต้องการจะสื่อคืออะไรกันแน่

     อารมณ์ที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้วของพิธานทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองงุ่นง่านยิ่งกว่าเดิม พิธานไม่อยากทำตัวงี่เง่าอย่างการตามส่องโซเชียลคนอื่นอย่างที่เขาชอบบ่นแฟนสาวของเพื่อน แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ให้กดเข้าไปที่บัญชีของหญิงสาวเพื่อดูสิ่งที่เจ้าตัวได้ลงเอาไว้ไม่ได้

     ความอยากอาหารของพิธานยิ่งลดน้อยลงเมื่อเลื่อนไปเรื่อยๆ กลับยิ่งเห็นรูปที่หญิงสาวคนนี้แท็กคู่กับแฟนเขา ทั้งถ่ายแค่สองคนหรือถ่ายกันเป็นกลุ่ม ความสนิทกันแสดงให้เห็นชัดเจนโดยเฉพาะภาพสุดท้ายที่ทำให้เขาแทบฟิวส์ขาด

     ‘รักคนนี้ คนดีที่หนึ่ง’

     แล้วตามด้วยภาพหญิงสาวเจ้าของบัญชีกำลังกอดแขนและซบหน้าลงกับบ่าของชายหนุ่มคนหนึ่ง แม้ถ่ายติดชายหนุ่มมาแค่ครึ่งตัวและไม่เห็นหน้าแต่ทำไมเขาจะจำไม่ได้ ยิ่งแท็กที่สาวเจ้าแท็กไปหาคนรักของเขายิ่งมั่นใจ และหนักขึ้นเมื่อพิธานกดเข้าไปอ่านความคิดเห็นที่แสดงไว้ใต้ภาพ

     ‘มีความแฟนเว่อร์’

     ‘แงงง อยากมีพี่เมฆเป็นของตัวเองบ้าง’

     อีกหลายความเห็นที่พิธานไม่คิดจะทนอ่านต่อไป เขาปิดหน้าจอลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก นึกไปถึงแฟนหนุ่มของเพื่อนสนิทที่เพิ่งเลิกกันแล้วไปคบกับผู้หญิงแทน สมองสั่งตัวเองไม่ให้คิดไปในแง่ร้าย แต่อารมณ์ของเขากลับคิดย้อนไปถึงแฟนเก่าของคนรัก

     ใช่ ม่านฟ้าเป็นแฟนคนแรกของเขา

     แต่เขา… ไม่ได้เป็นแฟนคนแรกของม่านฟ้า

     ก่อนที่จะคบกันคนรักของเขาเคยมีแฟนเก่ามาก่อนคนหนึ่ง แม้เจ้าตัวจะบอกว่าไม่ได้คบกันจริงจัง สถานะเหมือนคนคุยเสียด้วยซ้ำและยังไม่ทันไรพวกเขาก็รู้ดีว่าไปกันไม่รอด จึงกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

     และใช่ แฟนเก่าของม่านฟ้าเป็นผู้หญิง หน้าตาน่ารักไม่ต่างไปจากเจ้าของบัญชีนี้เท่าไหร่ ไม่ได้สวยมากแต่สดใส ร่าเริงและเป็นธรรมชาติ หากเหตุการณ์เป็นว่าม่านฟ้าเองก็ชอบผู้หญิงคนนี้เหมือนกันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

     หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ชายหนุ่มยิ่งกังวล มือคว้ากุญแจรถกับของใช้จำเป็นอย่างกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วเดินไปสตาร์ทรถเพื่อออกไปหาคนรักที่บ้าน

     ไม่รู้โชคดีหรือเพราะความร้อนใจที่ทำให้วันนี้พิธานขับรถมาที่บ้านของม่านฟ้า ไม่ได้เดินมาหาอย่างทุกครั้ง เพราะเมื่อมาถึงหน้าบ้านที่คุ้นเคย เขากลับเห็นเพียงหลังไวๆ ของคนรักที่เปิดประตูขึ้นรถและขับออกจากบ้านไป

     พิธานขับตามรถของคนรักไปอย่างไม่ทันได้คิด มานึกขึ้นได้ว่ากำลังทำตัวเป็นภรรยาสาวจอมจุ้นจ้านที่แอบตามสามีไปทำงานเพราะกลัวจะมีกิ๊กก็ตอนที่ออกมาหลายกิโลแล้ว

     เอาเถอะ มาขนาดนี้แล้ว ตามต่ออีกหน่อยจะเป็นไร

     ชายหนุ่มรู้นิสัยคนรักว่าขี้เกียจตัวเป็นขนแค่ไหน ม่านฟ้าเป็นคนประหยัดพลังงานในชีวิตค่อนข้างมาก หากไม่จำเป็นจริงๆ การเห็นม่านฟ้าออกจากบ้านด้วยธุระของตัวเองค่อนข้างเป็นเรื่องที่ผิดวิสัย

     เพราะมัวแต่คิดมากทำให้เขาคลาดกับรถของคนรักเมื่อมาถึงที่จอดรถของห้างสรรพสินค้า ไฟบริเวณที่จอดรถไม่ได้สว่างมากจึงยากต่อการหารถที่หน้าตาออกจะคล้ายๆ กันไปหมด แต่พิธานมั่นใจว่าคนรักของเขาขับรถเข้ามาที่ชั้นนี้และคงจะเข้าไปในตัวห้างผ่านประตูเชื่อมลานจอดรถ

     หนุ่มวิศวะรีบจอดรถแล้วเดินเข้าไปในห้างเช่นกัน หงุดหงิดที่ตัวเองเผลอคลาดสายตาไป การจะตามหาคนภายใต้ห้างสรรพสินค้าไม่ใช่เรื่องง่าย พิธานพยายามคิดว่าคนรักของเขาจะเดินไปที่แผนกใดและรีบเดินไปตามทางที่ตัวเองสันนิษฐานเอาไว้

     แต่จนแล้วจนรอดไม่ว่าจะเดินตามร้านหนังสือ ร้านกาแฟ หรือที่ไหนที่เขาคิดว่าจะเป็นจุดหมายของคนรักก็ไม่พบ จนสุดท้ายชายหนุ่มก็ได้แต่ยืนคอตกถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

     ‘กูกำลังทำบ้าอะไรอยู่ว่ะ’

     ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่พิธานถามคำถามเหล่านี้กับตัวเอง จนสุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอดใจที่จะตามหา หันหลังเตรียมเดินกลับไปที่ลานจอดรถก็สะดุดตากับร้านเวชภัณฑ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับบริเวณที่เขายืนอยู่

     ไหนๆ มาแล้ว ซื้อของเข้าบ้านหน่อยแล้วกัน

     ขายาวๆ ก้าวเข้าไปที่ร้านเวชภัณฑ์แล้วเดินหาโซนของใช้ส่วนตัวผู้ชาย ขณะก้มลงหยิบครีมโกนหนวดแบบที่เคยใช้มาไว้ในมือ เขาก็เหลือบไปเห็นผู้ชายสองคนที่ยืนหันหลังให้เขากำลังเลือกของบนชั้นวางของถัดไปไม่ไกล


     TBC



     Achaya (Writer) :

     การบาดหมางกันบางครั้งก็เกิดขึ้นมาจากเรื่องไม่เป็นเรื่องเล็กๆ การไม่รับโทรศัพท์ การฟังคำคนอื่นแล้วคิดมาก แต่หากมองในมุมมองของแต่ละคน ทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเองที่ทำให้คิดเช่นนั้นได้เหมือนกัน อีกทั้งเหตุการณ์ที่เราเคยมองว่าเป็นแบบหนึ่ง แท้จริงแล้วอาจมีความจริงอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ก็ได้

     ขอบคุณที่ติดตามอ่านและคอมเมนต์นะคะ




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ภาคความจริง : บทที่ 2

     พิธานมองเสี้ยวหน้าของคนรักที่หันมาคุยกับผู้ชายตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างกันแล้วพลันรู้สึกเลือดขึ้นหน้า เสียงของเพื่อนปากหมาดังขึ้นมาในหัวโดยไม่ได้ตั้งใจ

     “มึงระวังตัวไว้ให้ดี ไอพีท มึงชอบบอกไว้ใจๆ รู้ตัวอีกทีระวังไอเมฆมันมีผัวใหม่หรือไม่ก็เมียใหม่มาโชว์มึงนะ”

     ชายหนุ่มเหยียดยิ้มออกมาทั้งที่โกรธจนตาลาย เขาปั้นหน้ายียวนก่อนเอ่ยเสียงทักทายคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามออกไป

     “โอ๊ะ วันนี้ไม่ได้มาคนเดียว พากิ๊กมาด้วยเหรอ”

     ร่างของคนรักเขาหันกลับมาพร้อมกับชายร่างสูงโปร่งข้างกัน เพราะไม่ได้ยืนห่างกันไกล เขาจึงมองเห็นว่าแววตาของม่านฟ้าฉายแววแปลกใจออกมาก่อนตามด้วยความหงุดหงิด

     พิธานรู้ว่าม่านฟ้ากำลังสงสัยอะไรจึงยกครีมโกนหนวดในมือขึ้นสูงหน่อย ก่อนหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วเอ่ยออกไปอย่างยียวนยิ่งกว่าเดิม

     “ทำไม แปลกใจอะไร คิดว่ามาห้างได้คนเดียวเหรอ”

     ปฏิกิริยาต่อมาของคนรักยิ่งทำให้เขาโมโห ม่านฟ้าส่ายหน้าเบาๆ แล้วหันหลังให้อย่างคนที่ไม่อยากสนใจ กลับกันคนที่ดูสนใจการมาของเขามากกว่ากลับเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ข้างกัน

     “ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรหรือครับ ท่าทางคุณดูชอบเรียกร้องความสนใจเสียจริง!”

     เสียงและท่าทางติดสาวของเด็กหนุ่มทำให้พิธานเลิกคิ้ว ครั้งแรกที่เห็นหน้าเขาก็มีความรู้สึกคุ้นหน้าของเด็กหนุ่มคนนี้ไม่น้อยแต่เพราะกำลังอารมณ์เสีย เขาจึงมองข้ามเรื่องเหล่านั้นไป จนมานึกขึ้นได้เมื่อเด็กหนุ่มออกอาการดังว่าออกมา

     ‘ภูหมอกเหรอ?’

     พิธานเคยเห็นภูหมอกมาบ้าง แต่นานแล้วตั้งแต่สมัยเขาเรียนมัธยม จนเมื่อเข้ามหาลัยเขาก็ไม่เคยได้เห็นเด็กหนุ่มที่เป็นน้องชายของคนรักอีกเลย ใครจะคิดว่าเด็กที่ตัวไล่ๆ กับม่านฟ้าในวันนั้น มาวันนี้จะตัวสูงแซงพี่ชายไปแล้ว ผนวกกับเรื่องราวของภูหมอกที่เขาเคยได้ยินมาจากม่านฟ้า จึงทำให้เขามั่นใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือน้องชายของคนรักไม่ผิดแน่

     “อ้าว นึกว่ามากับกิ๊ก ที่ไหนได้...”

     ชายหนุ่มร่างสูงรั้งคำว่า ‘น้องชาย’ ที่กำลังจะหลุดออกไปเอาไว้ในลำคอ ไม่ได้มีเจตนาจะกวนประสาทสองพี่น้องตรงหน้าแต่อย่างใด แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ต่อให้เขารู้จักภูหมอกและรู้ว่าคนตรงหน้าคือน้องชาย แต่ภูหมอกไม่ได้รู้จักเขาสักนิด การพูดออกไปเหมือนว่ารู้จักรังแต่จะทำให้เกิดข้อสงสัย

     ชายหนุ่มกลืนก้อนแข็งที่จุกขึ้นมาที่ลำคอลงไป เมื่อความรู้สึกน้อยใจตีตื้นขึ้นมาและสำเหนียกได้ถึงตัวตนของเขา

     สำหรับบ้านของม่านฟ้า เขาเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตนหรือเป็นแม้กระทั่งคนรู้จักเลยด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์ของเขากับคนรักต้องถูกปิดบังมาตลอด แม้ไม่ใช่กับทุกคน แต่กับคนสำคัญของม่านฟ้าอย่างคนในครอบครัว เขากลับไม่มีสิทธิ์แม้จะเดินออกไปพูดคุยอย่างคนรู้จัก

     เงื่อนไขที่คนรักของเขาให้ไว้มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจมาตลอด แม้ปากจะบอกกับคนรักออกไปกี่ครั้งว่าไม่เป็นไร แต่ตัวเขาเองที่รู้ดีที่สุดว่ามันทรมานแค่ไหน

     แค่เพียงเพราะเขาทั้งคู่เป็นผู้ชาย เราจึงรักกันอย่างเปิดเผยไม่ได้

     “เป็นแบบนี้แล้วมันผิดตรงไหน หนักหัวคุณหรือไง ทำไมถึงต้องมายุ่งด้วย”

     เสียงของภูหมอกดังขึ้นทำให้พิธานรู้สึกตัว

     นั่นสิ ผิดตรงไหน เป็นแบบนี้แล้วผิดตรงไหน

     แม้ม่านฟ้าจะเคยเสนอให้มาทำความรู้จักกับคนในบ้านในฐานะเพื่อนก่อน แต่เป็นเขาเองที่ปฏิเสธไปอย่างไม่พอใจ

     เพราะไม่ว่าอย่างไร ม่านฟ้าก็ยืนยันว่าพ่อไม่มีทางรับความสัมพันธ์ของพวกเขาได้

     แล้ว...ม่านฟ้าเองจะรู้สึกอึดอัดกับความสัมพันธ์แบบนี้บ้างรึเปล่านะ

     จะรู้สึกอึดอัดเหมือนกันกับที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ไหม

     และหากคำตอบของคนรักคือคำว่า...

     ใช่

     จะมีสักวันหรือเปล่าที่ม่านฟ้าอยากจะกลับไปคบกับใครสักคนที่สามารถเปิดเผยความสัมพันธ์ได้อย่างไม่ต้องปิดบัง

     กับผู้หญิงสักคนที่จะได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว

     ภาพของหญิงสาวที่เห็นผ่านโซเชียลเมื่อเช้าผุดขึ้นมาในหัว พิธานรู้สึกถึงขอบตาที่ร้อนขึ้นของตัวเอง เขากัดกรามเข้าหากันแน่นก่อนจ้องเขม็งไปที่คนรักและกล่าวประชดประชันคนตรงหน้าออกไปอย่างลืมตัว

     “ผิดดิ เรื่องแบบนี้น่ะ... จะมีพ่อแม่ที่ไหนรับได้ที่ลูกเป็นแบบนี้ ลูกชายที่เป็นลูกชายให้ไม่ได้มันคงน่าอาย น่ารังเกียจมาก ถึงต้องปิดเป็นความลับไง”

     ----

     ม่านฟ้ากำลังหงุดหงิด...อีกครั้ง

     การเจอกับคนรักสองวันติดควรเป็นเรื่องที่น่าดีใจสำหรับพวกเขาที่ไม่ได้เจอกันนาน แต่สองวันที่เจอกันมานี้กลับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดติดต่อกันทั้งสองวัน ทั้งที่ความรู้สึกหงุดหงิดในวันแรกจางลงไปมากแล้ว แต่การเจอกันวันนี้กับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

     แค่การทักทายในตอนแรกที่พูดว่า ‘พากิ๊กมาด้วย’ ก็ทำให้เขาเริ่มหงุดหงิดแล้ว ถึงได้ไม่อยากต่อปากต่อคำต่อไปให้ต้องอารมณ์เสียกันมากกว่าเดิม แต่คนรักของเขากลับกวนไม่เลิก แม้คำลงท้ายที่เว้นไว้เขาพอจะรู้ว่าเจ้าตัวคงตั้งใจหมายถึง ‘เป็นน้องชาย’ หรืออะไรทำนองนั้น

     แต่จะด้วยหน้าตากวนประสาทที่มีมาแต่กำเนิดหรือความยียวนที่มาฝึกเพิ่มให้เข้ากับนิสัยถึงทำให้น้องชายของเขาเข้าใจผิดไปไกล ยังไม่ทันที่เขาจะห้ามปรามน้องชายที่หลุดคำพูดออกไป กลับต้องโมโหหนักขึ้นเมื่อคำพูดพล่อยๆ ของคนรักสวนกลับมา

     "จะมีพ่อแม่ที่ไหนรับได้ที่ลูกเป็นแบบนี้ ลูกชายที่เป็นลูกชายให้ไม่ได้มันคงน่าอาย น่ารังเกียจมาก"

     ทันทีที่ได้ยินม่านฟ้ายอมรับว่าไม่เข้าใจความหมายที่คนรักพูดออกมา เขาไม่คิดว่าคนรักจะพูดเรื่องแบบนั้นกับน้องชายของเขา แต่ ณ เวลานั้น คำพูดของพิธานจะสามารถแปลเป็นความหมายอะไรได้อีกหากไม่ต้องการกระทบกระทั่งภูหมอกที่ถามคำถามก่อนหน้าออกไป

     พิธานรู้เรื่องของภูหมอกดีจากการเล่าเรื่องของเขา เมื่อยามที่เล่าเจ้าตัวก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เพียงตอบรับอย่างเข้าใจกลับมาก็เท่านั้น

     แล้วทำไมวันนี้มาพูดแบบนี้

     ด้วยอารมณ์โมโหและความไม่เข้าใจทำให้ม่านฟ้าเผลอสวนคำด่าออกไปแล้วลากตัวน้องชายออกมาให้ห่างจากคนรัก

     ช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นชายหนุ่มก็พาน้องชายไปกินข้าว ม่านฟ้าพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองจึงหยิบโทรศัพท์ที่ชาร์ตกับแบตเตอรี่สำรองเอาไว้ออกมาเปิดเครื่องโดยคิดว่าจะหาอะไรเล่นขณะรออาหารเพื่อให้อารมณ์เย็นลง

     ครั้นเปิดโทรศัพท์ที่ไม่จับมาตั้งแต่เมื่อวาน ข้อความแจ้งเตือนหลายอย่างก็ดังขึ้นแข่งกันเรียกร้องความสนใจ

     หนึ่งในข้อความแจ้งเตือนบ่งบอกถึงสายไม่ได้รับจากใครบางคนที่เพิ่งเจอกันมาเมื่อครู่ เจ้าตัวโทรมาหาเขาตั้งแต่เมื่อวาน แต่แทนที่จะรู้สึกผิด ในเวลานี้ม่านฟ้ากลับรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม เขากดออกโดยที่ไม่คิดจะโทรกลับไปหาคนปากหมาคนนั้นสักพัก

     ปากหมานักก็อย่าเพิ่งคุยกันเลย

     ----

     เกือบอาทิตย์แล้วหลังจากที่เจอคนรักที่ห้างสรรพสินค้า ภาพคนรักที่เดินออกไปทำให้พิธานที่กำลังโกรธรู้สึกแย่ไม่น้อย รู้ตัวดีว่าไม่ควรพูดประชดประชันออกไปแบบนั้น ครั้นจะโทรไปเพื่อขอโทษหรือปรับความเข้าใจ ทิฐิในใจบางอย่างกลับรั้งเขาเอาไว้

     เขาเฝ้าโทรหาม่านฟ้าตั้งแต่คืนก่อน ทำไมถึงไม่เป็นม่านฟ้าบ้างที่คิดจะโทรมาหาเขา หรือเพราะแท้จริงคนรักไม่คิดจะสนใจเขาแล้วถึงได้ไม่รับสายกันแบบนี้

     พิธานตัดสินใจที่จะไม่โทรไปหาม่านฟ้าอีก คิดว่าม่านฟ้าควรจะเป็นฝ่ายโทรมาหาเขาเอง แต่จนแล้วจนรอดแม้เขาจะถือโทรศัพท์ไปมา หยิบดูเช้าหยิบดูเย็นก็ไม่มีวี่แววของการโทรมาของคนรักเลยสักครั้ง

     ขณะที่คิดจะทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้างนอกจากหายใจเข้าออกแล้วเฝ้าคิดถึงใครบางคน พิธานก็ออกมารดน้ำต้นไม้พร้อมคิดจะแอบสูบบุหรี่นิดหน่อยพอให้หัวโล่ง

     แท้จริงแล้ว แม้ม่านฟ้าจะไม่ได้บังคับแต่ก็เคยถามปนขอเขาเอาไว้ให้ลองเลิกหรือลดบุหรี่ดู อย่างไรในระยะยาวมันก็ส่งผลเสียมากกว่าดี เขาเองก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะพยายามเลิกให้ได้ แต่ช่วงที่ผ่านมาเพราะฟุ้งซ่านแต่กับเรื่องของคนรัก เขาจึงอดกลับมาพึ่งมวนนิโคตินพวกนี้ไม่ได้

     มือที่กำลังจะเคาะบุหรี่ออกจากซองเพื่อคาบใส่ปากถึงกับอ่อนแรงลงจนแทบทำบุหรี่ร่วงเมื่อเห็นคนที่วิ่งมาหน้าบ้านเขาในยามเช้าเช่นนี้ พิธานรีบซุกซองบุหรี่ไว้ในกระเป๋ากางเกงทั้งที่บอกตัวเองว่าไม่ได้ทำอะไรผิด

     เขาบอกแล้วว่าจะ 'พยายาม' แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกได้

     แวบแรกหลังอาการตกใจ พิธานรู้สึกดีใจที่ม่านฟ้ามาหาเขาถึงบ้าน แต่ท่าทางของคนรักที่หันรีหันขวางผิดปกติทำให้พิธานขมวดคิ้ว อีกทั้งเสียงฝีเท้าที่เบาผิดปกติทำให้เขาก้มลงไปมองที่เท้าของคนรัก

     ม่านฟ้าไม่ได้ใส่รองเท้าแล้วยืนอยู่บนถนนที่ร้อนจัดด้วยเท้าเปล่า เท้าขาวๆ แดงขึ้นจากความร้อนและการวิ่งด้วยความเร็ว แม้จะยังเดาสาเหตุไม่ได้แต่พิธานก็เอ่ยทักคนรักขึ้นก่อน

     “เห้ย มึง”

     ทันทีที่คนรักหันกลับมา ชายหนุ่มร่างสูงก็พยายามบอกตัวเองให้ปั้นหน้าดุเอาไว้ เขายังไม่ลืมเรื่องที่เคืองและน้อยใจคนรัก ถึงได้พูดออกไปอย่างวางท่า

     “มาด้อมๆ มองๆ อะไรหน้าบ้านกู”

     ไม่ทันที่คนวางท่าจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้นก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อคนรักกระโดดเข้ามาติดประตูบ้านเขาพร้อมแขนเรียวยื่นของบางอย่างผ่านรั้วเข้ามา

     “ฝากหน่อย!”

     “เห้ย! อะไรเนี่ย!”

     ระยะที่ใกล้เข้ามาห่างเพียงรั้วเหล็กกั้นทำให้เขาสังเกตสภาพของคนรักได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

     นอกจากเท้าเปล่าเปลือยแล้ว ตามตัวของม่านฟ้ายังเต็มไปด้วยรอยข่วน ดูมอมแมมไม่ต่างจากลูกแมวข้างถนนที่ไปเล่นซนมา ยิ่งแก้มขาวๆ ที่ขึ้นสีเรื่อจากอากาศและการวิ่ง พิธานจึงทำได้เพียงแสร้งขมวดคิ้วแล้วถามล้อออกไปด้วยเสียงปนหัวเราะเจือความเอ็นดู

     “มึงไปยกเค้าบ้านใครเขามาแล้วเอาของกลางมายัดใส่กู ให้กูกลายเป็นแพะรึเปล่าเนี่ย”

     “โอย มึงอย่าเพิ่งเล่นตัวตอนนี้ได้ไหม ช่วยกูก่อน กูขอล่ะ”

     เมื่อเห็นสีหน้าคล้ายจะร้องไห้ของคนรัก แฟนที่แสนดีอย่างเขาก็ทำได้เพียงใจอ่อน ยอมรับของฝากอย่างเครื่องสำอางเอาไว้ เขาพอจะเดาเรื่องต่างๆ ได้จากของในมือ แม้ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงเป็นม่านฟ้าที่หยิบของพวกนี้หนีมา แต่ก็มั่นใจได้ว่าของใช้ของน้องชายคนรักคงสร้างเรื่องให้กับคนเป็นพี่เข้าแล้ว

     แต่ก่อนคนรักจะวิ่งออกไป เขามองเท้าแดงๆ นั้นอย่างเป็นห่วงแต่ก็ต้องดึงความคิดกลับมาที่สิ่งสำคัญกว่า

     พิธานคว้าซองบุหรี่ในกระเป๋ากางเกงออกมาโยนให้คนรัก ไม่สนใจว่าสุดท้ายแล้วจะโดนคนรักบ่นหรือไม่ แต่สถานการณ์แบบนี้เขาคิดว่าของที่ให้ไปน่าจะจำเป็น

     ----

     ม่านฟ้าลังเลเล็กน้อยเมื่อจ้องมองโทรศัพท์ที่แสดงเบอร์ของคนรัก เมื่อวานพิธานรับฝากเครื่องสำอางจากเขาไว้ให้พ้นจากสายตาของพ่อ ม่านฟ้าบอกตัวเองว่าที่วิ่งไปหน้าบ้านของคนรักในยามนั้นเป็นเพราะความบังเอิญล้วนๆ หาใช่เพราะสัญชาตญาณหรือความเคยชินแต่อย่างใด

     เขาคิดวนเวียนอยู่หลายวันว่าจะโทรไปหาคนรัก แต่เมื่อคิดไปถึงการเจอกันครั้งสุดท้ายและคำพูดที่พูดออกมากลับยิ่งทำให้เขาสับสน ไม่เข้าใจว่าทำไมคนรักจึงพูดออกมาเช่นนั้น

     จะว่าพิธานรังเกียจที่ภูหมอกเป็นเพศที่สาม แต่การที่พวกเขาคบกันอยู่ก็คือการถูกขนานนามว่าเพศที่สามเช่นเดียวกันไม่ใช่เหรอ

     หรือว่าพิธานจะไม่ชอบ ‘ตุ๊ด’ ทั้งที่ตัวเองก็เป็น ‘เกย์’ เนี่ยนะ

     ชายหนุ่มคิดออกแต่เพียงแง่นั้น แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าหากไม่ชอบ ทำไมไม่บอกเขาเสียตั้งแต่ตอนที่เขาเล่าเรื่องเกี่ยวกับภูหมอกให้ฟัง แต่มาพูดเอาต่อหน้าน้องเขาเช่นนี้ทำไม

     แต่สุดท้ายเพราะมีของที่ฝากไว้กับคนรัก ม่านฟ้าถึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องโทรไปหาพิธานเพื่อเอา 'ของกลาง' คืนมาอยู่ดี

     เสียงรอสายดังอยู่สักพักราวกับอีกฝั่งไม่ได้อยู่ใกล้โทรศัพท์ แต่ม่านฟ้าก็ยังเฝ้ารออย่างใจเย็น ก่อนสัญญาณจะถูกตัดไปเสียงรับสายจากคนคุ้นเคยก็ดังขึ้น

     ‘ฮัลโหล’

     “...”

     ‘โทรมาได้แล้วเหรอ’ ม่านฟ้ายังไม่ทันได้นึกคำพูดอะไรต่อจากคำทักทาย คำพูดต่อมาที่ดังขึ้นกลับทำให้ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ‘นึกว่าลืมไปแล้วว่ามีแฟนคนนี้อยู่’

     ม่านฟ้าสูดหายใจเข้าลึกพยายามไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดยียวน แล้วรีบกล่าวถึงวัตถุประสงค์แรกที่โทรมา “...เรื่องเครื่องสำอา-”

     ‘อ๋อ ต้องมีเรื่องก่อนใช่ไหมถึงจะยอมโทรมาหาได้’

     ชายหนุ่มที่เป็นฝ่ายโทรหารู้สึกถึงอารมณ์หงุดหงิดของตนเองที่เพิ่มมากขึ้น แม้พยายามจะดึงเสียงตัวเองไว้ให้เรียบนิ่งเหมือนปกติแต่คำพูดที่หลุดออกไปก็ยังแฝงไปด้วยอารมณ์จิกกัดไม่แพ้กัน

     “ก็คงงั้น กับคนปากไม่ดีทำไมกูต้องโทรหาด้วย”

     ‘แล้วเวลากูโทรหามึงเคยรับกูไหมล่ะ! ต้องให้กูพูดอีกกี่ทีว่าให้รับโทรศัพท์ หรือมึงเอาเวลาไปคุยกับใครอยู่หรือไงถึงไม่ว่างมารับโทรศัพท์กูน่ะ!’

     “...”

     ม่านฟ้าถึงกับขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่รุนแรงขึ้นของคนรัก รู้นิสัยของคนรักที่เป็นคนอารมณ์ร้อน เขาจึงยิ่งพยายามดึงตัวเองให้เย็นลงไปอีก...

     ‘ทำไมไม่โทรกลับมาหากู!!’

     แต่ความอดทนบางอย่างก็มีขอบเขต

     “แล้วมึงปากหมาทำไมล่ะ ทำไมถึงต้องไปพูดกับไอหมอกมันแบบนั้น กูไม่เข้าใจ”

     ม่านฟ้าหลุดพูดออกไปด้วยอารมณ์ไม่แพ้กัน แม้ไม่ได้ขึ้นเสียงตะคอกอย่างที่คนรักทำ แต่อีกฝ่ายคงสัมผัสได้ถึงเสียงที่ไม่มั่นคงอย่างคนอารมณ์ไม่ดี

     ‘...’

     “ไม่เข้าใจว่าวันนั้นมึงพูดแบบนั้นทำไม กูก็เคยบอกเรื่องของหมอกกับมึงแล้วนิ มึงก็ไม่ได้ว่าอะไรสักคำ แล้วทั้งที่กูก็เคยบอกว่ามันเซ้นซิทีฟแค่ไหนแต่ก็ยังพูดแบบนั้นต่อหน้ามัน ทำไมว่ะ กูไม่เข้าใจ”

     ปลายเสียงในตอนท้ายของม่านฟ้าอ่อนลงอย่างคนมืดมน คิดไม่ออกถึงสาเหตุการพูดจาร้ายๆ ในครั้งนั้น อีกทั้งอารมณ์รุนแรงกับการพูดราวกับว่าเขามี 'ใครอื่น' ในครั้งนี้

     ‘...’

     “...”

     ความเงียบครอบคลุมปลายสายทั้งสองอีกครั้ง ราวกับทั้งคู่พยายามปรับอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ แต่ม่านฟ้าคงคิดเช่นนั้นไปเองคนเดียว เมื่อได้ยินเสียงที่กดต่ำดังขึ้นมาจากอีกคน

     ‘แล้วถ้าคำพูดนั้น...กูไม่ได้หมายถึงน้องมึง แต่หมายถึงเรื่องของเราล่ะ’

     “...”

     ม่านฟ้านิ่งไปชั่วครู่ก่อนรู้สึกตัวเย็นวาบ เขาแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพชตัวเองเมื่อได้ยินประโยคนั้นของคนรัก คำพูดในวันนั้นดังย้อนขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

     “ผิดดิ เรื่องแบบนี้น่ะ... จะมีพ่อแม่ที่ไหนรับได้ที่ลูกเป็นแบบนี้ ลูกชายที่เป็นลูกชายให้ไม่ได้มันคงน่าอาย น่ารังเกียจมาก ถึงต้องปิดเป็นความลับไง”

     เพียงแค่เปลี่ยนความคิดที่ว่าอีกฝ่ายตั้งใจเสียดสีน้องเขา มาเป็นพูดกับตัวของเขาเอง เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็กระจ่าง

     นั้นคงเป็นคำพูดประชดประชันเขาที่บังคับให้อีกฝ่ายต้องปิดความสัมพันธ์ไว้เป็นความลับมาตลอด

     ม่านฟ้านิ่งค้างอยู่เช่นนั้นเมื่อสมองเข้าใจถึงความหมายในคำพูด แต่กลับไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้พิธานพูดเรื่องนั้นขึ้นมา

     ทำไม

     ทำไมอยู่ๆ ถึงโกรธเขาเรื่องนี้

     เขาทำอะไรผิดไปเหรอ

     สามปีที่ผ่านมาเขาเป็นกังวลกับความรู้สึกของคนรักอยู่เสมอ แต่เพราะเจ้าตัวเอาแต่บอกว่าไม่เป็นไร ไม่คิดมาก อีกทั้งพิธานก็ไม่เคยแสดงอาการหงุดหงิดหรือไม่พอใจออกมา เขาถึงได้พอวางใจและเชื่อคำพูดนั้นอย่างไม่ทันระวัง

     ไม่ทันระวังว่าคนรักเก็บความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้เพียงเพื่อให้เขาสบายใจ

     การที่พิธานระเบิดความรู้สึกออกมาเป็นคำประชดประชันเหล่านั้น

     นั่นหมายถึง…

     เจ้าตัวทนไม่ไหวแล้วกับการปิดบังเช่นนี้

     ...และไม่อยากจะทนแล้วอย่างนั้นเหรอ

     “มึง...ทนอึดอัดมาตลอดเหรอ”

     ‘ใช่...กูอึดอัด อึดอัดจนแทบบ้าที่ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ต่างจากเมียน้อยแบบนี้!! ’

     อีกครั้งที่เสียงดังราวกับตวาดของอีกคนดังลอดมาตามสายจนม่านฟ้าสะดุ้ง ความรู้สึกที่อัดแน่นและบีบคั้นอยู่ในอกทำให้ชายหนุ่มกำมือแน่น

     “มึง...เหนื่อยมากไหมว่ะ”

     ม่านฟ้าพูดออกไปด้วยเสียงเบาหวิวอย่างอับจนเมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่พูดออกมากลับเป็นคำพูดต้องห้ามที่ยิ่งกระตุ้นอารมณ์โมโหให้อีกฝั่งเข้าใจว่ามันคือการประชดประชัน

     'แล้วมึงล่ะ เหนื่อยมากไหมที่มาคบกับผู้ชายอย่างกูเนี่ย'

     "..."

     ทันทีที่เสียงลอดไรฟันนั้นจบลง ความเงียบที่น่าอึดอัดก็ก่อตัวขึ้น ราวกับปลายสายทั้งสองต่างกลั้นหายใจกันเอาไว้ ประโยคต่อมาที่ทั้งคู่ต่างรู้ว่ามันคืออะไรดังขึ้นในหัวแต่ไม่มีใครพูดมันออกมา

     งั้นก็เลิกกันไปเลย

     ม่านฟ้าส่ายหน้าไม่อยากให้คำพูดที่กลัวนั้นหลุดออกมา มือของเขากำโทรศัพท์แน่นจนสั่นไปหมด ก่อนสะดุ้งแล้วกลั้นหายใจอีกครั้งเมื่อได้ยินอีกฝั่งพูดขึ้นมา

     ‘มึง…’ หากฟังไม่ผิดเสียงของอีกฝ่ายก็สั่นไม่แพ้กันเมื่อเอ่ยออกมา

     ‘มาหากูที่บ้าน กูไม่อยากคุยเรื่องนี้ทางโทรศัพท์’



     TBC





     Achaya (Writer) :

     เหรียญมีสองด้าน คนมีสารพันความคิด เรื่องราวต่างๆ เองก็มีได้หลายมุมเหมือนกัน ตอนนี้อาจจะเน้นความคิดของตัวละครมากหน่อย ส่วน Fact ที่เกิดขึ้นจากการกระทำและคำพูดนั้นลองย้อนกลับไปอ่านที่ภาคหลักอีกทีก็ได้

     ขอบคุณที่ติดตามอ่านและคอมเมนต์ที่น่ารักนะคะ


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
รวดเดียวจบรีบมาอีกน้าาาา

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ภาคความจริง : บทที่ 3

     ‘มาหากูเดี๋ยวนี้ ถ้ามึงมาช้ากูจะทุบเครื่องสำอางน้องมึงทิ้งทีละอันเลย’

     คำสำทับสุดท้ายก่อนที่สายจะตัดไปทำให้ม่านฟ้าได้แต่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ไม่มีครั้งไหนที่เขาจะรู้สึกกลัวการไปบ้านของคนรักเท่าครั้งนี้ ต่อให้เป็นวันที่เขาเข้าไปหาพ่อแม่ของพิธานครั้งแรกก็ยังมีคนรักปลอบใจอยู่ข้างๆ

     แต่เวลานี้ กำลังจะไม่มีแล้ว

     ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกก่อนหยัดตัวลุกขึ้นอีกครั้ง คว้าโทรศัพท์ที่เผลอปล่อยทิ้งไว้แล้วหยิบกุญแจบ้านขึ้นมา ก้าวเดินออกจากบ้านไปด้วยความกลัวสุดหัวใจ แต่ต่อให้เขารั้งรอไปก็ใช่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยน

     คงมีแต่ต้องยอมรับมันเท่านั้นสินะ

     ----

     พิธานกำลังจะเป็นบ้าตายอีกครั้ง เขาตบปากตัวเองแรงๆ ก่อนทึ้งหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด เขาปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือสติ โมโหใส่คนรักและพูดจาไม่ดีใส่สารพัด

     ทั้งที่คิดว่าการคุยกันครั้งนี้ของพวกเขาจะทำให้พวกเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่เพราะตัวเขา เพราะปากหมาๆ เพราะสมองที่ไม่รู้จักคิดนี้ ทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่ขึ้นไปอีก

     เขาเผลอประชดประชันอีกคนไปเพราะรู้สึกน้อยใจเมื่อคนรักพูดถึงเรื่องของที่ฝากไว้ขึ้นมาทันทีราวกับไม่อยากต่อบทสนทนากันให้ยืดยาว

     ความรู้สึกของการโทรหาคนรักซ้ำๆ ในค่ำคืนที่เขาเป็นกังวลใจแต่ไม่มีการตอบรับจากอีกคนดึงอารมณ์ฉุนเฉียวของเขากลับมาอีกครั้ง ยิ่งเมื่อนึกย้อนไปถึงภาพหญิงสาวอีกคนที่ดูสนิทกับคนรักทำให้เขาเผลอตะโกนออกไปอย่างลืมตัว

     เสียงพูดของม่านฟ้าถึงจะดูไม่พอใจเมื่อเข้าใจผิดเรื่องคำพูดของเขา แต่ไม่มีสักครั้งที่ม่านฟ้าจะขึ้นเสียงใส่ เป็นเขาเองที่ตวาดคนรักไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งเมื่อเขาบอกถึงความหมายแท้จริงที่ต้องการสื่อ ความเงียบและเสียงสั่นๆ ที่ได้ยินผ่านโทรศัพท์ยิ่งทำให้พิธานปวดใจเมื่อคิดย้อนกลับไป ชายหนุ่มโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงก่อนนั่งลงคิดหาวิธีแก้ไขให้ทุกอย่างดีขึ้น

     แต่ไม่ทันได้คำตอบที่กำลังตามหา เสียงรั้วบ้านก็ดังขึ้นก่อนตามมาด้วยเสียงประตูบ้านชั้นล่างถูกเปิดออก

     คนรักเขารู้ดีว่าเวลากลางวันเขามักไม่ล็อกประตูบ้าน เสียงที่ได้ยินเงียบลงไปชั่วครู่ก่อนตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังเดินขึ้นมายังชั้นสองและหยุดลงตรงหน้าห้องนอนของเขา

     ราวกับอีกฝ่ายกำลังทำใจเช่นเดียวกับเขาที่ลุกขึ้นยืนมองไปหน้าประตู หัวใจของเขาสั่นรัวเมื่อความรู้สึกผิดยังคงบีบรัดอยู่ในอก

     ประตูที่เปิดออกพร้อมกับการเข้ามาของคนรักทำให้พิธานเม้มปาก ม่านฟ้าเหลือบมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำก่อนขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้น

     พิธานมองร่างคนรักที่เสหน้าหลบไปทางอื่นไม่ยอมมองหน้าเขา ก่อนอีกฝ่ายจะสูดหายใจเข้าลึกแล้วพยักหน้าให้เขาพูดในสิ่งที่ต้องการ

     แต่เพราะระยะห่างเพียงเอื้อมมือ เขาจึงเห็นแววตาที่สั่นไหวของคนรักและริมฝีปากที่ขบกันไว้แน่น ท่าทางของคนรักยิ่งสะท้อนให้พิธานโมโหกับการกระทำของตัวเองหนักขึ้น

     "เอาหน่า คบกับกูรับรองไม่เสียใจ"

     "สัญญา จะดูแลอย่างดีเลย"

     .

     .

     "อยู่ด้วยกันไปนานๆ นะ"


     คำพูดของเขาที่กระซิบบอกคนรักในวันเกิดที่ผ่านมาดังขึ้น รอยยิ้มหวานที่ปรากฏพร้อมดวงตาวาวระยับในตอนนั้น ขัดกับดวงตาที่สั่นไหวของคนรักในตอนนี้ ริมฝีปากที่เขาเคยสัมผัสกำลังขบกันแน่นจนพิธานได้แต่ปวดใจ

     ปวดใจกับการกระทำโง่ๆ ของตัวเอง

     หัวใจของเขาบีบรัดจนอึดอัดแต่กลับพูดสิ่งใดไม่ออก เกลียดทิฐิโง่ๆ และการพูดไม่คิดของตัวเอง

     ทั้งที่บอกจะดูแลให้ดีและไม่ทำให้เสียใจแท้ๆ

     ใบหน้าที่หันมาพร้อมดวงตาเศร้าของคนรักทำให้ความอดทนของพิธานสิ้นสุดลง เขาคว้าร่างของคนตรงหน้าเข้ามากอดไว้แน่นก่อนซบหน้าลงกับบ่า สัมผัสอุ่นที่รับรู้ได้ยิ่งทำให้เขากระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น

     “ขอโทษ กูขอโทษ”

     ไม่ต้องคิดคำพูดใดอีกต่อไป เมื่อรู้ตัวดีว่าผิด ก็เพียงขอโทษเท่านั้น

     ม่านฟ้ายังยืนเกร็งอยู่ในอ้อมกอดของคนรัก ราวกับไม่เข้าใจถึงสิ่งที่พิธานพูดออกมา จนร่างสูงกล่าวย้ำคำขอโทษออกมาอีกครั้ง

     “ขอโทษที่พูดจาไม่ดี ขอโทษที่ตะคอกใส่มึง ขอโทษที่งี่เง่า ขอโทษนะ”

     เท่านั้นร่างกายของม่านฟ้าก็อ่อนลง สองแขนตวัดรัดร่างสูงของคนรักไว้และซบลงกับบ่าอีกคนเช่นกัน หลากหลายความรู้สึกที่อัดแน่นมาตลอดนับจากวางสายกับคนรักถูกปล่อยออกมาเป็นการถอนหายใจยาวๆ

     เมื่อความเครียดถูกลดระดับลง ม่านฟ้าถึงได้รู้สึกถึงความร้อนที่ขอบตาตนเอง

     เสียงสะอื้นและความชื้นบริเวณไหล่ทำให้แทบพิธานกลั้นน้ำตาตัวเองไว้ไม่อยู่ เขาขยับกอดคนรักไว้แน่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงอู้อี้ดังขึ้นจากบ่าของเขา

     “กูสิที่ต้องขอโทษ ขอโทษที่เห็นแก่ตัว แต่...”

     “...”

     “เราไม่เลิกกันได้ไหม”

     คำสุดท้ายทั้งแผ่วเบาและสั่นเครือ แต่ร่างสูงกลับได้ยินชัดเจนจนเขาร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น

     พิธานมองไม่เห็นความโกรธที่ทำให้ตนเองพูดจาร้ายๆ ใส่คนรักอีกต่อไป แต่กลับเห็นเพียงความรักของพวกเขาที่ใช้เวลาก่อตัวกันมามากกว่าสามปี

     เรื่องราวต่างๆ ที่เคยอยู่ด้วยกันฉายซ้ำเข้ามาในหัว ภาพรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและความสบายใจที่ได้อยู่ใกล้กัน นึกถึงวันแรกที่เขาเฝ้ามองใครบางคนจากป้ายรถเมล์ในยามค่ำ เสียงเพลงที่เคยฟังด้วยกันในวันฝนตก และข้อมือผอมที่ได้สัมผัสในวันที่เราเผลอหลับในรถ

     ความทรงจำเกี่ยวกับคนตรงหน้ายิ่งย้อนให้พิธานร้องไห้ออกมาอีกครั้ง และย้ำเตือนให้เขาได้รู้

     ว่าเขาเกือบจะทำลายวันเวลาเหล่านั้นลง

     เพียงเพราะคำพูดและอารมณ์ของตัวเอง

     ร่างสูงลูบหัวคนรักเบาๆ อย่างปลอบโยนทั้งที่ตนเองก็ยังไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้

     “ไม่ เราจะไม่เลิกกัน กูไม่ยอมเลิกกับมึงหรอกนะ

     แม้เสียงของเขาจะเบา แต่ความใกล้ชิดในยามนี้ของพวกเขาทำให้พิธานมั่นใจว่าอีกคนจะได้ยินสิ่งที่เขาพูด เขาจึงพูดสิ่งที่ติดค้างไว้ในใจออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ

     “กูแค่กลัว...กลัวว่ามึงจะทิ้งกูไป จะทิ้งคนแย่ๆ อย่างกูไป จนยิ่งทำนิสัยแย่ๆ กับมึง กูขอโทษนะ”

     พิธานรู้สึกถึงอาการส่ายหน้าของคนรัก เจ้าตัวยังคงพูดขอโทษเขาซ้ำๆ พร้อมย้ำว่าตนเองเห็นแก่ตัว พิธานขยับกอดคนรักอย่างต้องการย้ำให้ทั้งตนเองและคนในอ้อมแขนรู้ว่าพวกเขายังอยู่ด้วยกันตรงนี้ ยังอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันเช่นที่ผ่านมา และจะเป็นเช่นนี้ต่อไป

     “เรายังรักกันเหมือนเดิมนะ เรายังรักกันเหมือนเดิม”

     ----

     หลังผลัดกันขอโทษและร้องไห้จนหมดแรง พิธานก็กอดคนรักเอาไว้นิ่งๆ สภาพของพวกเขาตอนนี้ไม่น่าดูเท่าไหร่นัก ตัวเขานั่งอยู่กับพื้นโดยเอนหลังพิงที่นอน ขณะที่คนรักของเขานั่งอยู่ในอ้อมกอดตรงหว่างขา ใบหน้าของม่านฟ้าซบลงที่บ่าของเขาเหมือนหมดแรงไปกับการร้องไห้ไม่น้อย

     เพราะได้ร้องไห้ออกไปจนหัวโล่ง พิธานจึงกลับมาคิดถึงเรื่องราวในอดีตอีกครั้ง

     หลายคนที่รู้ความสัมพันธ์ของพวกเขา ต่างก็คิดว่าม่านฟ้าคือคนเห็นแก่ตัว เพราะไม่กล้าบอกความจริงกับครอบครัวจึงให้เขาปิดบังสถานะระหว่างเราไว้ แต่ใครจะรู้...ว่าแท้จริงแล้ว คนที่เห็นแก่ตัวน่ะ

     ...คือเขาเอง




     “เมฆ เป็นแฟนกันนะ”

     คำพูดเรียบดังมาจากปากของเด็กหนุ่มข้างกายทำให้ม่านฟ้านิ่งอึ้ง เขาเม้มปากลงอย่างกดดันเมื่ออีกฝ่ายเงยหน้ามาจ้องตากับเขาราวกับรอคำตอบของคำถามเมื่อครู่

     ม่านฟ้ากำลังกลัว

    เขากลัวมาตลอดว่าคำพูดนี้จะหลุดออกมาเมื่อไหร่

     ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคนตรงหน้า เขารู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร ระยะเวลาเกือบปีตั้งแต่ได้เริ่มคุยกัน ทั้งความสนิทสนมและสายตาของคนตรงหน้าบ่งบอกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เป็นไปอย่าง ‘เพื่อน’ ม่านฟ้าเองก็รู้ว่าความรู้สึกของตนเองต่อคนคนนี้นั้นไม่ได้แตกต่างกัน

     แต่มันเป็นไปไม่ได้

     ไม่ใช่เพราะความรู้สึก...แต่เพราะเพศ

     พวกเขาทั้งคู่เป็นผู้ชาย สถานะที่ถูกเรียกร้องอยู่ตอนนี้เป็นไปไม่ได้ในเพศสภาพเช่นนี้ของพวกเขา ม่านฟ้าไม่เคยรังเกียจเพศที่สามแต่อย่างใด แต่รู้ดีว่ามีใครบางคนเกลียดเพศสภาพนั้นเข้าไส้

     หากใครบางคนที่ว่าเป็นสังคมคนนอกที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเขาหรือใครก็ตามที่ไม่ได้สำคัญจนเขาต้องเอาความรู้สึกของตนเองมาเสีย เขาจะรีบตอบรับคำขอนั้นอย่างดีใจ

     แต่ใครบางคนคนนั้นคือ ‘พ่อ’ ของเขา

     เขาจึงจำเป็นต้องเลือกทางนี้เพื่อคนที่ ‘สำคัญกว่า’

     “ขอโทษนะ”

     ดวงตาที่หลุบลงพร้อมคำพูดแผ่วเบาทำให้พิธานนิ่งค้าง เขาไม่ได้คาดคิดถึงคำตอบเช่นนี้ในวันที่เขารอมานาน พิธานเองก็กลัวคำตอบรับเช่นนี้ จึงได้แต่รอเวลาจนมั่นใจว่าความรู้สึกของคนตรงหน้านั้นไม่ต่างไปจากความรู้สึกของตนเอง แต่คำตอบที่ได้รับในตอนนี้ก็ยังไม่เป็นที่ต้องการของเขาอยู่ดี

     ทำไม

     พิธานอยากถามคำถามนั้นออกไปแต่ราวกับหาเสียงของตัวเองไม่เจอ เขาใช้เวลานานกว่าจะรวบรวมความกล้ามาขอคนตรงหน้า คิดซ้ำไปซ้ำมาเพื่อหาสาเหตุของการปฏิเสธตนในครั้งนี้แต่ก็ยังไม่พบ

     “มึง...อยากได้เวลามากกว่านี้เหรอ”

     เขาถามออกไปได้เพียงแค่นั้น

     เขาคิดว่าม่านฟ้าคงตกใจและยังไม่กล้าที่จะตอบรับเขาทันที อาจต้องการเวลาในการคิดทบทวน เพียงแต่ตอบออกมาในประโยคที่ทำให้เขาตกใจเท่านั้น

     เด็กหนุ่มที่ตัวเล็กกว่าเขาส่ายหน้าออกมาเล็กน้อยก่อนถอนหายใจ ดวงตาคู่สวยที่เงยหน้ามาสบกับเขาสะท้อนความเสียใจออกมาก่อนหลุบลงจนเห็นแพขนตายาว เมื่อไม่มีคำอธิบายอะไรมากไปกว่านั้นยิ่งทำให้พิธานว้าวุ่นใจ

     พิธานถามตัวเองว่าเขาทำพลาดไปตรงไหน หรือเพราะคนตรงหน้าไม่ได้รู้สึกเหมือนเขา เป็นเขาที่คิดไปเองหรือ หากเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมม่านฟ้าต้องทำสีหน้าราวกับจะร้องไห้ออกมาเช่นนี้

     “ทำไม กูไม่ดีพอเหรอ หรือว่ามึงไม่ได้คิดกับกูแบบนั้นตั้งแต่แรก”

     เมื่อคิดเท่าไหร่ก็ยังไม่เข้าใจ พิธานจึงถามออกไปด้วยอารมณ์ที่ไม่คงที่นัก

     แน่ล่ะ มาขอคนคนหนึ่งเป็นแฟนก็ควรอารมณ์ไม่คงที่อยู่แล้ว ยิ่งได้รับคำปฏิเสธเช่นนี้ยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาแกว่งหนักขึ้นไปอีก พิธานมองม่านฟ้าที่เม้มปากเล็กน้อยและพูดออกมาด้วยคำเดิม

     “...กูขอโทษ”

     “กูไม่ได้อยากได้คำขอโทษ กูแค่อยากรู้เหตุผล มึงชอบกูรึเปล่า” เมื่อคำพูดของม่านฟ้าไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างแก่เขา พิธานจึงพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองแล้วถามขึ้นมาทีละเรื่อง

     “ชอบ” คำพูดตรงๆ ของอีกคนทำให้พิธานเริ่มใจชื้น น้ำเสียงที่ตอบแม้แผ่วเบาแต่ก็แน่วแน่ เริ่มกลับมาเป็นม่านฟ้าคนเดิมที่เขารู้จัก

     “ชอบแบบเพื่อนหรือแบบแฟน”

     “...แฟน” เขารู้สึกถึงอาการลังเลเล็กน้อยพร้อมการกลืนน้ำลายของอีกคน แต่ท่าทางของคนตรงหน้าไม่ได้เป็นไปอย่างคนที่ไม่แน่ใจกับความรู้สึก แต่คล้ายจะเขินอายเล็กน้อยที่จะพูดออกมา

     “กูยังดีไม่พอ หรือมึงต้องการเวลามากกว่านี้เหรอ”

     “เปล่า”

     “หรือจริงๆ มึงมีแฟนแล้ว แต่คุยกับกูไว้เผื่อเลือก”

     “บ้าเหรอ ไอสัด” เมื่อคำถามที่ถูกส่งออกมาเริ่มออกนอกลู่นอกทางไปไกล จำเลยจึงเผลอด่าผู้ซักความไปหนึ่งดอก

     “โอเค งั้นมึงเป็นแฟนกู”

     ใบหน้าของม่านฟ้าที่กำลังจะได้แฟนสายฟ้าแลบแสดงอาการเหวอออกมาเมื่อถูกอีกคนมัดมือชก รีบปฏิเสธออกมาอีกครั้ง “เดี๋ยว ก็บอกว่าไม่ได้ไง”

     “งั้นมึงมีปัญหาอะไรวะ! ” คำพูดที่ดูเหมือนการหาเรื่องชกต่อยมากกว่าคนขอเป็นแฟนดังออกมาจากปากพิธาน ใบหน้าหล่อคมคายขมวดคิ้วมุ่นจนยิ่งดูเหมือนอันธพาลหัวไม้ เจ้าตัวดูหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีกเมื่อทุกคำถามที่ถามไปก็ได้รับคำตอบที่น่าฟังทั้งสิ้น ยกเว้นก็แต่คำถามแรก

     ความเงียบครอบคลุมพวกเขาทั้งสองคนอีกครั้ง เหมือนต่างคนต่างกำลังใช้ความคิดของตัวเอง จนสุดท้าย…

     .

     .

     “ถ้ามึงอยากจะคบกับกูจริง...จะให้ที่บ้านกูรู้เรื่องนี้ไม่ได้”

     ม่านฟ้าโพล่งออกมาเมื่อโดนอีกคนไล่ต้อนมากเข้า เขาคิดว่าทางเลือกแรกที่ตอบพิธานไปคือทางเลือกที่ดีที่สุด เจ็บน้อยที่สุดกันทั้งสองฝ่าย แต่เมื่ออีกฝ่ายดูจะไม่ยอมง่ายๆ เขาก็ได้แต่ลองบอกอีกทางเลือกหนึ่งดูก็เท่านั้น

     แท้จริงแล้ว ในใจลึกๆ ของม่านฟ้าเองก็อยากลองเสี่ยงกับทางเลือกที่สองนี้ดูไม่น้อย แม้เป็นทางที่มองไม่เห็นแสงสว่างหรือรู้ดีว่าทางเลือกนี้คงไปได้ไม่ไกล ยอมรับว่าเห็นแก่ตัวตั้งแต่เริ่มสถานะคนคุยกับคนตรงหน้าแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ยังคิดที่จะเรียกร้องมากขึ้น เหนื่อยใจกับตนเองที่ทำตัวไม่ต่างจากวัยรุ่นไร้หัวคิด ไม่สนใจอนาคตและต้องการเพียงความสุขที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

     แต่การให้จบความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกดีต่อกันเช่นนี้...มันก็อดปวดใจไม่ได้

     เอาเถอะ คงต้องแล้วแต่คนตรงหน้าว่าจะเลือกทางไหน

     .

     .

     “...หมายความว่าเราต้องปิดเป็นความลับเหรอ”

     เสียงของพิธานแผ่วเบาอย่างไม่แน่ใจ เขาพอรู้มาบ้างว่าพ่อของม่านฟ้าเป็นคนเข้มงวดมากแค่ไหน หากสาเหตุของการปฏิเสธที่เขาตามหาคือการกีดกันจากที่บ้าน เขาก็พอจะเข้าใจว่าทำไมม่านฟ้าจึงยื่นข้อเสนอออกมาเช่นนี้

     “อืม”

     “จนถึงเมื่อไหร่”

     “ตลอดไป”

     “...”

     ลมหายใจของพิธานสะดุดไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบสุดท้าย เขาให้ความสำคัญกับครอบครัวเสมอแม้จะไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ และการยอมรับจากครอบครัวของคนที่เขาชอบก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เขาฝันไว้

     เขาเคยคิดจะพาม่านฟ้าไปคุยกับที่บ้านของเขาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แต่เพราะพวกเขายังไม่มีสถานะที่ชัดเจนต่อกัน เขาจึงตัดสินใจจะพาม่านฟ้าไปแนะนำตัวและเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเขาหลังจากนี้

     แต่สิ่งนั้นจะเป็นไปไม่ได้สำหรับครอบครัวของม่านฟ้าเหรอ

     เขาจะไม่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคนที่เขาชอบได้

     ไม่ว่าวันนี้...หรือวันใดก็ตาม

     “นี่เป็นเงื่อนไขเดียวของกู...นอกนั้นก็ขึ้นอยู่กับมึงแล้ว ว่าจะรับเงื่อนไขนี้ไหม”

     “เรา...จะปิดมันไว้ได้ตลอดไปหรือไง”

     “...”

     เด็กหนุ่มตัวสูงส่ายหน้า ไม่มีทางที่เราจะปิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้ได้ตลอดไป ต่อให้เป็นความลับสุดยอดเพียงใด สุดท้ายวันหนึ่งก็ต้องถูกเปิดเผยออกมา เขาอ้าปากเถียงคนตรงหน้าแต่ยังทันพูดจบประโยคดีก็ถูกแทรกขึ้นมาเสียงก่อน

     “เมฆ… ความลับน่ะ มันไม่มี--”

     “กูจะพิสูจน์ให้ดูว่ามันมี พิสูจน์ด้วยตัวของกู ด้วยเรื่องของเรานี่แหละ”

     "..."

     เมื่อสิ่งที่ได้รับต่อมาคือความเงียบดวงตาคู่สวยที่ชั่วครู่ทอประกายความหวังของม่านฟ้าก็ดับลงไป เขาเข้าใจดีว่าเงื่อนไขของเขานั้นเห็นแก่ตัวต่ออีกฝ่ายมากแค่ไหน แต่เขาก็จำเป็นที่จะต้องพูดมันออกมา

     ไม่มีใครรู้นิสัยของพ่อดีไปกว่าเขาอีกแล้ว

     เมื่อหนทางในการได้รับการยอมรับนั้นไม่มี เขาก็ไม่เห็นเหตุผลในการบอกความจริงออกไป สู้ปิดมันไว้เป็นความลับตลอดไปคงดีกว่า

     เด็กหนุ่มที่ตัวเล็กกว่าคลี่ยิ้มออกมาด้วยนัยน์ตาหม่นแสง อย่างน้อยเขาก็ดีใจที่ได้ปฏิเสธและบอกเงื่อนไขกับคนตรงหน้าเสียแต่ตอนนี้ ดีกว่าต้องมานั่งเสียใจหลังจากที่ถลำลึกกันไปมากกว่านี้หรือเสียใจที่ไม่ได้ลองพูดดู เด็กหนุ่มมองคนตรงหน้าที่ยังก้มหน้าอยู่เช่นเดิมแล้วถอนหายใจ

     คงจะโกรธ

     เราไม่ควรแม้แต่จะเริ่มคุยกันด้วยซ้ำสินะ

     “ขอโทษนะ ขอโทษที่ทำให้มึงเสียเวลา มึงอยากจะกลับไปเป็นเพื่อนเหมือนเดิมหรือไม่อยากจะเจอหน้ากันอีกแล้วก็ได้...แล้วแต่มึง”

     “กูไม่เคยเป็นเพื่อนกับมึง” เสียงพูดลอดไรฟันดังขึ้นให้ม่านฟ้าพยักหน้ารับ แม้รู้สึกเจ็บอยู่บ้างกับคำพูดนั้นแต่ก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงเลือกทางที่ไม่ต้องการเห็นหน้าเขาอีกแล้ว เด็กหนุ่มตอบรับในลำคอเบาแล้วลุกจากเก้าอี้ที่นั่งเพื่อหันหลังเดินจากมา

     .

     .

     “กูยอม”

     เสียงที่ดังขึ้นทำให้จังหวะการก้าวเดินของม่านฟ้าหยุดชะงัก เขาหันกลับมามองอีกคนที่ยังนั่งก้มหน้าอยู่ที่เดิม คิดว่าตัวเองคงหูฝาด ก่อนหันกลับไปอีกครั้งแต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้น

     “กูบอกว่ายอมไง! กูยอมรับเงื่อนไขมึง”

     ม่านฟ้าหันหลังกลับมาอีกครั้งและต้องสะดุ้งอีกหนเมื่อคนที่เมื่อครู่ยังนั่งห่างออกไปตอนนี้วิ่งมาอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว

     “มึงอย่าใช้อารมณ์พูดพล่อยๆ น่ะ มึงรับไม่ได้ก็คือรับไม่ได้ จะมาพูดว่ายอมรับทำไม”

     ม่านฟ้าคิดว่าพิธานอาจจะพูดทั้งที่อารมณ์ไม่มั่นคงและพูดตอบรับเงื่อนไขของเขาไปโดยที่ยังไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วน เขาคิดว่าการรับเงื่อนไขทั้งแบบนั้นมันเอาเปรียบอีกฝ่ายมากเกินไปจึงอดเอ่ยค้านออกมาไม่ได้

     “มึงไม่ต้องพูดมากอะไรแล้ว กูยอมรับเงื่อนไขมึงแล้วไง ห้ามเพิ่มเติมกว่านี้ด้วย”

     “เดี๋ยวดิ! รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออ-”

     “หยุด! กูรู้ตัวดี ตอนนี้มึงเป็นแฟนกูแล้ว จบมั้ย”

     เห้ย ม่านฟ้าร้องครวญครางในใจ เริ่มไม่แน่ใจว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่ยื่นเงื่อนไขออกไป หรือเขาควรปฏิเสธให้เด็ดขาดไม่ใช่เพียงเพราะการไม่ยอมรับของพ่อ แต่เพราะไอหมอนี้มันบ้าเกินไป




     พิธานนึกถึงสีหน้าของคนรักในยามนั้น เขารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอย่างไร ม่านฟ้าอาจคิดว่าเขาตอบไปอย่างไม่คิด เพียงเพราะต้องการเป็นแฟนกับคนตรงหน้าให้ได้ แต่ใครจะรู้ว่าเขาคิดดีแล้ว

     ม่านฟ้ายอมปฏิเสธเขาทั้งที่ตัวเองก็แสดงสีหน้าเสียใจออกมาขนาดนั้น ข้อหนึ่งที่มั่นใจคือความพยายามเกือบปีที่ผ่านมานั่นไม่สูญเปล่า ม่านฟ้ามีใจให้เขาอย่างแน่นอน

     แต่เพราะว่าตัวเขา 'ในตอนนั้น' มีความสำคัญน้อยกว่าครอบครัวของอีกฝ่าย คนรักของเขาจึงเลือกครอบครัวมาก่อนเป็นอันดับแรก

     อย่างไรเขาก็เชื่อว่าการปิดความลับไว้ตลอดนั้นเป็นไปไม่ได้

     ม่านฟ้าแฟร์กับเขามาตั้งแต่วันแรกที่คบกัน มีแต่เขานี้แหละที่คิดจะทำลายเงื่อนไขนั้นอย่างเงียบๆ มาตลอด เขาเพียงต้องรอให้ถึงวันหนึ่งที่เขาจะ ‘สำคัญพอ’ จนม่านฟ้ายอมที่จะบอกเรื่องของพวกเขากับครอบครัวและเขาจะไม่ต้องทนอยู่กับความอึดอัดนี้อีกต่อไป

     และตอนนี้แผนของเขา...ก็ใกล้จะเป็นจริงขึ้นมาแล้ว



     TBC




     Achaya (Writer) :

     ขอบคุณที่ติดตามอ่านและคอมเมนต์ที่มีมาให้เสมอนะคะ ขอบคุณจริงๆค่ะ




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
กดดันมากเลยเนาะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ภาคความจริง : บทที่ 4

     “หยุดร้องได้แล้ว ไอขี้แย”

     พิธานตบหลังคนรักพร้อมกระซิบข้างหู ก่อนได้ยินคนรักพูดตัดพ้อออกมาเบาๆ

     “กูน่าจะปฏิเสธมึงไปตั้งแต่วันนั้น มาถึงวันนี้มึงจะสั่งอะไรกูก็ต้องยอมทั้งนั้น เพราะกูไม่อยากเลิกกับมึง”

     พิธานหัวเราะในลำคอเบาๆ พอจะรู้ว่าวันนั้นที่ม่านฟ้ากล่าวถึงคงไม่พ้นวันที่เขาขอเจ้าตัวเป็นแฟน รู้สึกแปลกใจที่เขากับคนรักดันคิดย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นแรกเหมือนกัน ชายหนุ่มจูบที่ขมับคนรักแล้วพูดออกมาอย่างยอมรับ

     “คิดได้ก็สายไปแล้วที่รัก มึงตกหลุมพรางกูมาสามปีแล้วเมฆ”

     เมื่อจบคำทุกอย่างจึงตกสู่ความเงียบอีกครั้งเหมือนทั้งคู่กำลังทบทวนความรู้สึกของตน ก่อนม่านฟ้าจะเป็นคนพูดขึ้นมาก่อน

     “มึงอยากให้กูบอกเรื่องเราไหม”

     เสียงของม่านฟ้าดึงพิธานให้หลุดจากภวังค์ สายตาของพิธานฉายแววดีใจออกมาครู่หนึ่งก่อนที่จะหายไป ใจหนึ่งพิธานอยากรีบรับข้อเสนอของคนรัก แต่อีกใจเขาก็รู้ดีว่าคนที่ลำบากใจมากที่สุดก็คือม่านฟ้าเช่นกัน

     พิธานคลี่ยิ้มออกมาบางๆ แววตาทอแสงอ่อนลงเมื่อมองไปที่ดวงตาติดจะบวมเล็กน้อยจากการร้องไห้ของคนในอ้อมแขน ถึงเขาจะอยากให้บอกแค่ไหนแต่ตอนนี้ทางเลือกมันก็เห็นชัดเจนอยู่แล้ว

     “ไม่เอาอ่ะ”

     ในตอนนี้เขาต้องเลือกห่วงความรู้สึกของคนรักก่อนอยู่แล้ว

     เพราะไม่ใช่เพียงเขาที่กลายเป็นคนสำคัญของม่านฟ้า แต่ม่านฟ้าก็กลายเป็นคนสำคัญของเขาเหมือนกัน แม้โอกาสที่เฝ้ารอมานานจะยื่นมาถึงตรงหน้าแต่เขาคงต้องเลื่อนแผนที่วางไว้ออกไปอีกหน่อย

     ร่างสูงขยับตัวนั่งหลังตรง ยิ้มออกมาแล้วพูดอย่างทีเล่นทีจริง

     “เดี๋ยวมึงใช้โอกาสนี้มาบอกเลิกกู หาว่ากูทำผิดเงื่อนไข ตราบใดก็ตามที่กูยังเป็นเด็กดีตามเงื่อนไขของมึงอยู่แบบนี้ มึงไม่มีสิทธิ์เลิกกับกู จำไว้”

     หนุ่มวิศวะหน้าเป็นกลับมาทำหน้าตายียวนอีกครั้ง ลงท้ายประโยคพร้อมกับกดจมูกลงไปชนกับจมูกคนรักเบาๆ ก่อนยิ้มกว้างออกมา

     “ไอ้บ้า คิดว่ากูจะกล้าทำแบบนั้นรึไง” ม่านฟ้ามองคนรักของเขานิ่งก่อนค่อยเผยรอยยิ้มออกมา

     ถึงอย่างนั้นพิธานก็ไม่อยากเสียโอกาสที่ได้มาตรงหน้าไป เขาจึงยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมกับคนรักเพื่อรับประกันว่าน้ำตาที่เสียไปวันนี้จะไม่สูญเปล่า

     “แต่กูขอได้ไหม คำว่า ‘ตลอดไป’ มันทรมานเกินไปจริงๆ มึงช่วยกำหนดเวลารอให้กูได้รึเปล่า” พิธานดึงคนรักออกมานั่งดีๆ ขืนปล่อยให้นั่งซบอยู่แบบนี้ ถ้าบทม่านฟ้าจะอ้อนอะไรขึ้นมาเขาก็คงไม่วายใจอ่อนให้อีกแน่

     ม่านฟ้าพยักหน้าตอบรับ นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกคนแล้วเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว

     “รอเราเรียนจบก่อนได้ไหม”

     ม่านฟ้าเพียงต้องการให้พวกเขามีงานทำและหาเงินได้เองแล้ว แท้จริงเขาอยากจะขอยืดเวลาออกไปให้พอดูแลตัวเองและตั้งตัวได้หลังเรียนจบอีกหน่อย แต่ตอนนี้แค่ยืดเวลาออกไปอีกสองปีจนพวกเขาเรียนจบก็ถือว่าขอมากเกินไปแล้ว

     พิธานฟังของเสนอของคนรักแล้วพยักหน้าออกมาเบาๆ คิดว่าเรื่องของภูหมอกเองม่านฟ้าก็คงคิดจะรอจนภูหมอกเรียนจบเหมือนกัน แม้จะต้องอดทนอีกถึงสองปี แต่เขาเองก็ทนมาแล้วถึงสามปี แค่นี้ทำไมจะรอไม่ได้

     เพราะเขาคาดหวังว่าอีกสิบปีหรือยี่สิบปีหลังจากนี้ พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แลกกับเวลาห้าปีอย่างไรก็ถือว่าคุ้ม

     “ถ้ากูโดนไล่ออกจากบ้าน มึงต้องเลี้ยงกูนะ”

     ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดพูดออกมาพร้อมดึงแขนเสื้อมาเช็ดหน้าเช็ดตาก่อนหลุดหัวเราะเมื่อคนรักตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

     “สัญญาเลย ต่อให้เงินเดือนกูจะไม่เยอะ แต่สมบัติป๊าม้ากูเยอะ เดี๋ยวขโมยมาให้มึงใช้หมดเลย”

     ม่านฟ้าลุกขึ้นยืนเดินเข้าห้องน้ำในห้องนอนของคนรักเพื่อล้างหน้า ก่อนถือวิสาสะคว้าผ้าเช็ดผมผืนเล็กออกมาเช็ดหน้าแถมใจดีชุบน้ำหมาดๆ มายื่นให้คนรักเพื่อเช็ดหน้าด้วยอีกคน

     กิริยาทุกอย่างเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ม่านฟ้าเคยมาที่นี่หลายครั้ง แม้กระทั่งห้องนอนของคนรัก แต่บอกไว้ก่อนถึงจะดูไม่ค่อยดีที่เข้าออกบ้านแฟนจนชินแบบนี้ แต่เขาก็ไม่เคยมานอนค้างนะ

     พิธานดึงตัวคนรักมานั่งข้างกันอีกครั้งเมื่อเขาขยับตัวขึ้นมานั่งบนเตียงแทน ต่อให้เป็นชายหนุ่มอายุยังน้อย แต่การนั่งกับพื้นนานๆ แถมมีอีกคนนั่งซ้อนอยู่ก็ทำให้เมื่อยขาได้เหมือนกัน

     “กูขออีกเรื่องได้ไหม” เมื่อพิธานพูดขึ้น ม่านฟ้าจึงหันมามองอย่างตั้งใจฟังแล้วพยักหน้าน้อยๆ “ที่กูเคยบอกไปว่าไม่อยากรู้จักกับบ้านมึงถ้าต้องไปในฐานะเพื่อน ตอนนี้กูเปลี่ยนใจได้ไหม แค่ฐานะเพื่อนก็ได้ กูอยากรู้จักพวกเขา แล้วก็ให้พวกเขารู้จักกู อยากจะมีตัวตนในสายตาพวกเขามากกว่านี้”

     ‘เผื่อเขาจะมีโอกาสชิงทำคะแนนไว้ก่อนด้วย’

     พิธานคิดต่อในใจ แต่คำพูดที่ออกมากลับดูน่าสงสารในสายตาม่านฟ้าเหลือเกิน จนหนุ่มอักษรได้แต่ถอนหายใจและพยักหน้ารับ

     “งั้นเริ่มจากหมอกก่อนเป็นไง ยังไงตอนนี้มันก็พอจะรู้จักมึงบ้างแล้ว ทั้งเรื่องที่ห้าง แล้วก็เรื่องเครื่องสำอาง ยังไงมึงก็ช่วยพวกเราไว้”

     ชายหนุ่มร่างสูงพยักหน้ารับก่อนเลื่อนสายตาลงมาที่แขนของม่านฟ้า เขาจับแขนผอมๆ ขึ้นมามอง เห็นรอยถลอกและรอยข่วนไม่น้อย แท้จริงเขาสังเกตตั้งแต่เมื่อวานที่ม่านฟ้าวิ่งมาหาว่าตามตัวมีร่องรอยแถมเศษใบไม้ติดตัวมา เมื่อคืนดีกันได้แล้วจึงถือโอกาสนี้ซักความเอากับจำเลยตรงหน้าต่อ

     “แล้วเมื่อวานมึงไปซนอะไรมา”

     ม่านฟ้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้คนรักฟัง นอกจากจะไม่มีอาการเป็นห่วงแล้วยังได้สายตาเอือมระอากลับมาอีกด้วย ก่อนตามมาด้วยบทสนทนาในเรื่องต่างๆ ระหว่างที่พวกเขาห่างกัน

     สุดท้ายพิธานก็ยื่นคำขาดให้ม่านฟ้า ‘ต้อง’ พกโทรศัพท์ติดตัว และต้องโทรกลับไม่ว่าจะเหตุผลอะไรถ้าเห็นสายไม่ได้รับ คนตัวโตยังบ่นต่ออีกว่าหากได้คุยกันแต่แรกเรื่องอาจไม่บานปลายมาถึงขั้นนี้

     ทั้งหมดนั้นจำเลยยอมรับความผิดแต่โดยดีและรับปากว่าจะ ‘พยายาม’ ทำให้ได้อย่างว่า ก่อนคดีสุดท้ายจะถูกขุดขึ้นมาเพื่อไต่สวน

     “ผู้หญิงที่ชอบลงรูปคู่กับมึง แท็กมึงเป็นใครกันแน่”

     ม่านฟ้าเลิกคิ้วขึ้นกับคำถามนั้น หน้าตาไม่มีแววพิรุธที่ส่ออาการตกใจหรือปกปิดอะไรทำให้พิธานสามารถถามต่อได้อย่างใจเย็น “ที่กอดแขนมึงแล้วบอกว่ารักมึง”

     เมื่อคำขยายความยังไม่สามารถไขข้อข้องใจของจำเลยได้ พิธานจึงเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์แล้วแสดงพยานหลักฐานออกมาเพื่อชี้มูลความผิด

     จนเมื่อเห็นภาพที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของความไม่พอใจ ม่านฟ้าก็ร้องอ๋อออกมาเบาๆ แล้วตอบออกมาอย่างสบายๆ

     “น้องรหัสน่ะ”

     “แล้วน้องรหัสมาบอกรักพี่รหัสทำไม”

     “ก็กูติวสอบให้”

     “แล้วที่บอกเจอกันช้าไปคืออะไร”

     “น่าจะเพราะว่าตอนมิดเทอมน้องมันไม่ยอมให้กูติวให้เพราะเกรงใจ คะแนนเลยดิ่งลงใต้มีนฉุดไม่อยู่ เพิ่งมานึกได้ว่าให้กูติวดีกว่าก็ตอนไฟนอลแล้ว มันเลยบอกว่าเจอกันช้าไปมั้ง”

     ม่านฟ้าตอบออกมาอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีท่าทีทุกข์ร้อน เล่นเอาพิธานถึงกับขมวดคิ้ว สิ่งที่ทำให้เขาแทบเป็นบ้าเป็นหลังกับมีที่มาเรียบง่ายขนาดนี้ยิ่งทำให้เขาดูเหมือนคนงี่เง่าเข้าไปใหญ่

     “แต่มึงดูสนิทกันเกินไปไหม”

     ชายหนุ่มตัวโตแต่ใจน้อยเหลือเกินในตอนนี้พูดอ้อมแอ้มออกมา

     “กูก็รู้สึกแหละ กูเลยบอกน้องว่าให้เพลาๆ หน่อย กลัวมึงเข้าใจผิด” ม่านฟ้าพูดแล้วเหลือบตามองคนรักที่ยังทำหน้าบูดอยู่ “แต่ก็ไม่ทันแล้ว ขอโทษนะ กูน่าจะระวังตัวกว่านี้”

     พอได้ยินคนรักยอมรับผิดออกมาแบบนั้นพิธานก็ได้แต่ถอนหายใจ เอ่ยคำขอโทษออกมาเช่นกัน

     “กูก็ประสาทไปเองด้วยแหละ โทษที”

     “...”

     พิธานเหลือบไปมองคนรักที่เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็งับปากตัวเองไว้แล้วทำหน้าครุ่นคิด ก่อนที่คำพูดต่อมาจะทำเขาโวยออกมาจริงๆ

     “จริงๆ เพื่อนน้องมันก็เชียร์ๆ พวกกูอยู่แหละตอนแรก ถึงบิ้วท์ให้น้องมันลงโซเชียลบ่อย กูเลยเรียกมาคุยให้ชัดว่ากูมีแฟนแล้ว ให้น้องมันหยุด น้องมันก็เลยเลิกไป”

     “นั่นไง!!! กูว่าแล้ว! แม่งแปลกๆ ”





     สุดท้ายหลังกล่อมพิธานจนสงบลงจากพิษรักแรงหึงได้แล้ว ม่านฟ้าก็ขยับตัวลุกขึ้นยืนคว้าเครื่องสำอางเจ้าปัญหาที่เอามาฝากคนรักไว้ พิธานเองก็ลุกขึ้นเตรียมไปส่งคนรักที่หน้าบ้านเมื่อเห็นเจ้าตัวหยิบเครื่องสำอางใส่กระเป๋ากางเกง

     ม่านฟ้าหันกลับมามองหน้าคนรักอีกครั้ง ก่อนเอื้อมมือไปลูบแก้มพร้อมมองไปทั่วใบหน้าของพิธานอีกหนอย่างตั้งใจ

     “กูนึกว่าเราจะต้องเลิกกันซะแล้ว ใจหายหมด”

     “กูขอโทษนะที่ปากไม่ดีทั้งเรื่องวันนี้ แล้วก็ที่ห้างด้วย” พิธานกุมมือที่ลูบแก้มเขาไว้อีกที

     “อืม มึงก็ปากหมาจริงๆนั่นแหละ แต่กูเองที่ผิด ผิดมากกว่ามึงเยอะ”

     พิธานส่ายหน้าแล้วยิ้มบางๆ ให้กับคนรัก เมื่อมองย้อนกลับไปจากจุดนี้ ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเขาที่งี่เง่ามาก โชคดีแค่ไหนแล้วที่เรื่องทุกอย่างไม่เลวร้ายไปกว่านี้และคนตรงหน้ายังให้อภัยเขา

     “เรื่องนั้นกูเป็นคนยอมรับเงื่อนไขเองตั้งแต่แรก”

     “กูเองก็ยอมรับกับปากแบบนี้ของมึงมาตั้งแต่แรกแล้วเหมือนกัน ใช่ว่ามึงเพิ่งจะมาปากหมาเอาตอนนี้ซะหน่อย ยิ่งมีเรื่องให้หึงก็ยิ่งกลายเป็นหมาบ้า” ม่านฟ้าพูดออกมาพร้อมอมยิ้มน้อยๆ ดึงมือของตัวเองกลับมายืนตัวตรงอีกครั้ง “เพราะฉะนั้นเลิกขอโทษกันได้แล้ว”

     ชายหนุ่มร่างสูงดึงคนรักมากอดแรงๆ อีกครั้งก่อนผละออก ยู่หน้าขมวดคิ้วเหมือนเด็กเอาแต่ใจ

     “แต่กูก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี มึงตบปากกูสักทีเหอะ กูจะได้สบายใจ”

     เพียะ!!

     สิ้นคำมือเรียวของม่านฟ้าก็ฟาดเข้าไปที่ปากของคนรักดังลั่นทันที พิธานสะดุ้งเอามือกุมปากอย่างตกใจปนเจ็บปวด เขาตบปากตัวเองเพราะโมโหอยู่หลายครั้งแต่ความเจ็บปวดยังไม่เท่ากับการลงมือของม่านฟ้าเพียงครั้งเดียวเลย

     ใส่เต็มแรงเลยนี่หว่า

     “สบายใจยัง”

     คนประทุษร้ายถามออกมาเสียงเรียบเฉย แต่ดวงตาฉายแววขบขันไม่น้อยก่อนดึงมือคนรักออกมามองปากที่ขึ้นสีแดงเรื่อแล้วลูบให้เบาๆ

     “มึงลงโทษกูแล้ว ให้กูลงโทษบ้างเลย”

     พิธานยู่ปากพูดเล็กน้อยแล้วก้มตัวลงมาหวังใช้ริมฝีปากของคนตรงหน้าลดความเจ็บปวดลงบ้าง แต่กลับช้ากว่าฝ่ามือของอีกคนที่อยู่ใกล้กับริมฝีปากมากกว่าจึงปิดไว้ได้ก่อนจะถึงที่หมาย

     “มุกเก่ามาก ขออะไรที่ใจเต้นกว่านี้ได้ป่ะ”

     ถึงฝ่ามือจะปิดปากคนรักอยู่ แต่ม่านฟ้าก็รู้สึกได้ว่าริมฝีปากที่อยู่ด้านหลังเบะออกอย่างไม่พอใจ หนุ่มอักษรคลี่ยิ้มหวานออกมาก่อนผละฝ่ามือจากริมฝีปากอุ่นแล้วประคองใบหน้าคนรักให้โน้มลงมาพร้อมปรือตาลงเล็กน้อย

     พิธานฉีกยิ้มกว้างแล้วก้มลงไปด้วยใจเต้นแรง แต่ม่านฟ้ากลับเขย่งตัวขึ้นแล้วยื่นหน้าขึ้นไปกดริมฝีปากเข้ากับหน้าผากของเขา

     เอ๊ะ

     ม่านฟ้าหลุดขำออกมาเมื่อรู้สึกได้ถึงอาการค้างไปของร่างสูงเมื่อเขากลับมายืนตามปกติ

     พิธานขมวดคิ้วมุ่นเมื่อหลุดออกจากอาการงุนงง รู้สึกถึงความร้อนที่แก้มเมื่อคิดได้ว่าตัวเองเผลอปล่อยไก่ให้คนรักแกล้งอีกแล้ว เขาเม้มริมฝีปากที่เก้อเป็นครั้งที่สอง นอกจากจะไม่ได้ยารักษาแผลแล้วยังรู้สึกเจ็บกว่าเดิมอีก

     เจ็บที่ใจเนี่ย โว้ย!

     “บุหรี่มึงกูลืมหยิบมา เดี๋ยววันหลังกูค่อยเอามาคืนนะ”

     คำพูดเรียบง่ายแต่กลับดึงพิธานออกจากภวังค์พร้อมอาการสะดุ้งเล็กน้อย หันไปมองคนรักอย่างคนมีชนักติดหลัง

     “คือ...จริงๆ วันนั้นอ่ะ กูว่าจะเอาออกไปทิ้งพอดี กูไม่ค่อยได้สูบแล้ว มึงทิ้งไปเลยก็ได้ ไม่ต้องเอามาคืนหรอก”

     คำพูดลนๆ ของคนรักทำให้ม่านฟ้าพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ กล่าวตอบรับพร้อมหันไปมองอีกทาง

     “เหรอ แต่ซองเบาเชียวนะ”

     “กูพูดจริงๆ นะ!”

     พิธานบอกตัวเองว่าอย่าพูดอึกอักเหมือนคนมีพิรุธ แต่ก็ดันเผลอพูดเร็วปรื๋อจนลิ้นแทบพันกันแถมเสียงดังขึ้นมาระดับหนึ่ง แสดงพิรุธที่คงหาชัดเจนกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

     “กูก็ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อนิครับ”

     ยิ่งม่านฟ้าตอบรับเรียบๆ อย่างไม่มีทีท่าจะต่อว่า พิธานก็ยิ่งร้อนรนจนสมองคิดบางอย่างออกมาได้และรีบพูดออกไปทันที

     “อ่ะ ไม่งั้นกูพิสูจน์ให้ดูก็ได้”

     ว่าจบพิธานก็ก้มตัวลงมาหวังครอบครองริมฝีปากที่ยั่วตาเขามาหลายรอบแต่ก็ไม่สำเร็จสักที

     และครั้งนี้ก็เช่นกัน

     เป็นอีกครั้งที่ริมฝีปากของพิธานถูกปิดเอาไว้ก่อนถึงเป้าหมายเพียงลมหายใจกั้น

     ยัง ยังมีคนไม่ยอมแพ้

     ม่านฟ้าส่ายหน้าระอาพร้อมยิ้มมองคนรักอย่างเอ็นดู มองอีกคนพยายามจะดันหน้าเข้ามาทั้งที่มีมือของเขากั้นอยู่ สงสารก็สงสารคนมีความพยายาม แต่เขาเองก็อยากแกล้งคนรักให้สะใจสมกับที่ทำเครียดแทบตายตอนเดินมาหา ละมือออกจากริมฝีปากอีกคนแล้วตบแก้มคนรักเบาๆ

     “บุหรี่มึงอยู่กับกูแล้วมึงจะสูบได้ไงห๊ะ แล้วขอโทษนะ มุกนี้ก็เก่าพีท ไปเรียนมาใหม่นะครับ”


     TBC



     Achaya (Writer) :

     เอาตอนเบาๆ มาเสิร์ฟ ขอบคุณที่ติดตามอ่านและคอมเมนต์ค่ะ


ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
อยากอ่านอีกกกกก

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด