ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทที่ 12 (25.07.21)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทที่ 12 (25.07.21)  (อ่าน 7048 ครั้ง)

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
รีบมาน้าาา

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 10

     พิธานทำอะไรโดยใช้ความเชื่อของตัวเองเป็นหลัก เขาค่อนข้างเชื่อในลางสังหรณ์ของตัวเอง อย่างเรื่องคราวก่อนที่ระแวงเรื่องการนอกใจของม่านฟ้า แม้ความจริงจะปรากฏว่าม่านฟ้าไม่ได้คิดอะไรกับน้องรหัสคนนั้นแต่ตอนแรกผู้หญิงคนนั้นก็แอบชอบแฟนของเขาจริงๆ

     คราวนี้ก็เช่นกัน เขามีลางสังหรณ์บางอย่างเกี่ยวกับเพื่อนบ้านคนนั้นทำให้เขาคิดว่าอาจจะเกิดเรื่องขึ้นเร็วๆ นี้ จึงเผลอกดดันคนรักไปหลายครั้ง รู้ดีว่าพูดไปก็มีแต่จะทำให้คนรักกังวล แต่ก็ไม่อยากปล่อยไว้จนเกิดปัญหาขึ้นก่อน

     “แต่การที่ต้องปิดบัง และรอคอยไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุดน่ะ...มันทรมานนะ”

     อยากจะตบปากตัวเองสักทีที่พูดแบบนั้นออกไป

     เขาเผลอพูดออกไปเพราะความน้อยใจลึกๆ แต่แค่นี้ม่านฟ้าก็มีเรื่องให้เครียดมากแล้ว แทนที่จะเป็นกำลังใจกลับไปย้ำคนรักเช่นนั้นอีก

     พิธานพยายามบอกกับตัวเองว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไรและทำหัวให้โล่งก่อนทิ้งตัวลงบนเตียง ความเหนื่อยล้าสะสมของการเล่นกีฬาในวันนี้ทำให้เขาเคลิ้มไปกับเตียงนุ่มอุ่นนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้หลับลงอย่างเป็นสุข เสียงโทรศัพท์ที่ดังขัดขึ้นกลับขัดความสุนทรีย์ในการนอนของเขาไปจนหมด

     ชักเข้าใจอารมณ์ของคนรักเวลาเขาโทรไปกวนตอนนอนแล้วสิ

     ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ เบอร์ของภูหมอกที่โทรเข้ามาในเวลาเช่นนี้เปลี่ยนอารมณ์หงุดหงิดของกลายเป็นหายใจไม่ทั่วท้องแทน

     “ฮาโหล”

     ‘พี่พีททท ฮึก ช่วยด้วย’

     อา ลางไม่ดีจริงๆ ด้วยสิ

     ----

     พิธานตระเวนขับรถหาคนรักจนทั่ว โทรศัพท์ของม่านฟ้าถูกปิดเอาไว้ เขาที่ทั้งห่วงทั้งหัวเสียฟาดมือเข้ากับพวงมาลัยพร้อมถอนหายใจออกมาหนักๆ

     ทั้งที่ขอแค่ได้อยู่ข้างๆ ยามมีปัญหาเท่านั้น แต่ก็กลับทำไม่ได้

     ภูหมอกโทรมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งการที่พ่อเจอเครื่องสำอาง การทะเลาะกันของม่านฟ้าและพ่อที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเครื่องสำอางเหล่านั้นเป็นของม่านฟ้า ไปจนถึงผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างการเตลิดหายไปจากบ้านของคนรัก

     ความรู้สึกโกรธของพิธานทุเลาลงเปลี่ยนเป็นความโล่งใจเมื่อเห็นใบหน้าของคนรักหลังบานประตูห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง เจ้าตัวให้เขาเข้าไปนั่งด้วยในห้องอย่างมึนงง รอจนเวลาผ่านไปสักพัก ความโมโหของเขาก็กลับมาเมื่อเริ่มคุยกันอีกครั้งจนเผลอตวาดคนรักออกไป

     เขาแค่กลัวว่าสิ่งที่ม่านฟ้าทำไปเป็นเพราะตั้งใจรับผิดแทนน้องชาย

     เสียงร้องไห้ของคนรักทำให้เขาดึงสติตัวเองกลับมาอีกครั้งแล้วถอนหายใจ ต่อให้เคยคิดว่าชอบดวงตาคู่สวยนี้เวลาทำหน้าเศร้าเพียงใดแต่ก็ไม่คิดอยากให้เจ้าตัวต้องเศร้าเลยสักครั้ง ยิ่งแพขนตาหนาที่ตอนนี้พรมไปด้วยน้ำตาและเสียงสะอื้นก็ทำให้เขาใจอ่อนลงอีกครั้ง

     “มานี่มา”

     เขารับตัวของม่านฟ้าเข้ามาในอ้อมกอด ปล่อยให้เจ้าตัวร้องไห้และระบายออกมาจนพอใจ "กูแค่โกรธ ถึงประชดออกไปแบบนั้น เหมือนเขาพุ่งเป้ามาที่กูแต่แรกอยู่แล้วว่าเป็นกู ต่อให้ไอหมอกมันจะร้องไห้ออกมาเขาก็คิดว่าเพราะกูไปกดดันน้องให้เก็บความลับ น้องถึงได้ร้องไห้แบบนั้น"

     พิธานรู้สึกถึงแรงจากฝ่ามือที่กำแน่นบนเสื้อของเขา คนตัวโตกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงร่างกายที่สั่นของอีกคน เขารับฟังเรื่องราวจากปากของม่านฟ้าอีกครั้ง ถ้อยคำรุนแรงหลายคำจากผู้เป็นพ่อทำให้เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมม่านฟ้าถึงเตลิดออกมาและร้องไห้หนักแบบนี้

     คำพูดบางคำมันหนักหนาเกินไปจริงๆ

     ชายหนุ่มร่างสูงกอดคนรักเอาไว้และโยกตัวเบาๆ เหมือนกล่อมเด็ก เขาไม่แสดงความเห็นหรือเอ่ยปลอบใจม่านฟ้ากับคำพูดเหล่านั้น รู้ดีว่าต่อให้พูดมากไปก็ลบเลือนสิ่งที่ม่านฟ้าเจอมาไม่ได้

     ทำได้เพียงกอดไว้ให้แน่น ให้ร่างกายของม่านฟ้าจดจำความอบอุ่นของการมีเขาอยู่เคียงข้างแม้ในวันที่เลวร้ายเช่นนี้

     หลังม่านฟ้าร้องไห้จนเริ่มหมดแรง พิธานที่นั่งกอดคนรักก็ตบหลังอีกคนอย่างแผ่วเบาและพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับการกระทำออกไป

     “กูไม่อยากปลอบมึงเลย” ชายร่างสูงพูดแล้วดึงคนรักออกจากอก พยายามไม่สนใจใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่น่าสงสารของคนรักและรู้สึกถึงอารมณ์ของตัวเองที่เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกหน “กูโกรธมึงอยู่รู้ไหม ทำไมถึงไม่มาหากู ต่อให้เจอเรื่องหนักแค่ไหนแต่อย่างน้อยเกิดเรื่องก็บอกกูสักคำ ทำไมถึงหนีออกมาแบบนี้”

     “ตะ ตอนนั้นกู...กูคิดว่าอยากอยู่คนเดียว” เสียงที่กดต่ำลงของคนรักทำให้ม่านฟ้าเริ่มพูดติดขัด สำหรับเขานอกจากพ่อก็มีพิธานเวลาโกรธเนี่ยแหละที่เขากลัวมากที่สุด

     “ถ้าปกติมึงอยากอยู่คนเดียว แล้วมึงขังตัวเองอยู่ในห้องยังไงกูก็ไม่ว่า แต่ขอให้กูรู้ว่ามึงอยู่ที่ไหน ให้กูรู้ว่ามึงยังอยู่ดี ไม่ใช่หนีเตลิดไปไม่บอกใครแบบนี้ แต่นี่มึงไม่บอกกู ไม่บอกที่บ้านมึงสักคำว่าไปไหนแล้วไม่ให้กูห่วงได้ยังไง”

     ท่อนสุดท้ายของประโยคเหมือนพิธานจะคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ถึงกดเสียงต่ำออกมาเมื่อเด็กดื้อยังไม่ยอมหยุดเถียง ม่านฟ้าหดคอลงอย่างหวาดๆ รู้ดีว่าคนรักเวลาโมโหน่ากลัวแค่ไหน จึงไม่คิดเถียงอะไรอีก

     “จากนี้ไปกูขอได้ไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้คิดถึงกูเป็นคนแรก” เสียงของพิธานติดจะสั่นเล็กน้อยแต่ไม่ใช่เพราะความโมโหอย่างเมื่อครู่ ชายหนุ่มร่างสูงสูดลมหายใจเข้าลึกระงับความน้อยใจที่ผุดขึ้นมาแล้วพูดต่อ “ให้กูได้อยู่ข้างๆ มึง จะฐานะเหี้ยอะไรก็ได้ แต่อย่าทำให้กูห่วงที่ไม่รู้ว่ามึงไปอยู่ที่ไหนแบบนี้อีก”

     พิธานคิดว่าทั้งความรู้สึกน้อยใจ โกรธและเป็นห่วงที่ปะปนกันมาตลอดทางที่ตามหาคนรักได้จางลงไปแล้วเมื่อได้เจอหน้าแต่จนถึงตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันยังกรุ่นอยู่ในอกตลอด เขาเห็นคนรักเม้มปากเล็กน้อยแล้วช้อนตาขึ้นมองเขาพร้อมน้ำตาที่ร่วงลงไปบนตัก พยักหน้าตอบรับเขาเล็กน้อยแล้วดึงชายเสื้อเขาไว้เบาๆ

     “ขอโทษครับ”

     คนถูกขอโทษถอนหายใจออกมา มองคนที่ก้มหน้าหงอลงไปอีกครั้งแล้วเขย่าหัวคนรักอย่างแรงแต่อารมณ์ที่เคยรุนแรงกลับเริ่มสงบลงอีกครั้ง “แล้วบอกว่าไม่อ้อน”

     “คราวนี้อ้อน ยอมรับ”

     เสียงอ้อมแอ้มในลำคออย่างยอมจำนนของม่านฟ้าทำให้พิธานหลุดยิ้ม ปาดน้ำตาออกจากใบหน้าให้คนรักแล้วขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนทำท่าจะเดินไปที่ประตูห้อง “เดี๋ยวกูลงไปเอาเสื้อผ้าสำรองในรถก่อน”

     พิธานส่งข้อความไปบอกภูหมอกตั้งแต่รู้ว่าม่านฟ้าพักอยู่ที่โรงแรมนี้จากพนักงาน ในตอนนี้จึงไม่ต้องห่วงอะไรอีก แต่การกระทำและคำพูดนั้นกลับทำให้ม่านฟ้าแสดงสีหน้างุนงงออกมา

     “มึงจะนอนนี่เหรอ”

     คนที่กำลังจะก้าวขาออกจากประตูหันมามองเจ้าของห้องอีกครั้งด้วยรอยยิ้มเย็น

     “นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วที่รัก มึงจะให้กูกลับบ้านอีกเหรอ” พิธานหันกลับมามองคนรักเต็มตาแล้วพูดอย่างติดจะกวนปนหมั่นไส้ “หรือยังอยากอยู่คนเดียวอีก จะให้กูไปนอนห้องข้างๆ เอาไหม”

     แม้ม่านฟ้าจะยังนึกไม่ออกว่าแค่คำถามนั้นทำไมถึงทำให้คนรักทำหน้าตาน่ากลัวออกมาอีก แต่ก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธไว้ก่อน จนเมื่อคนรักกลับมาอีกครั้งพร้อมกระเป๋าใบย่อมที่เขาเคยเห็นเจ้าตัวหิ้วไปเวลามีเล่นกีฬา เขาก็ถูกคนรักสั่งขึ้นมาอีกหน

     “ไปอาบน้ำ” พิธานส่ายหน้าเมื่อขึ้นมาแล้วยังเจอคนรักนั่งอยู่ที่เดิม ท่าเดิมราวกับถูกสตัฟฟ์ไว้แล้วเริ่มบ่นต่อ “ออกมาก็ไม่เอาอะไรมาสักอย่าง มึงกะจะนอนทั้งที่ไม่อาบน้ำเลยใช่ม่ะ”

     พิธานรู้ตัวว่ากลายเป็นตาแก่ขี้บ่นไปแล้วแต่ก็หยุดตัวเองไม่ให้บ่นไม่ได้ มองม่านฟ้าที่นิ่งเงียบไม่ตอบรับคำใดก็รู้ว่านั้นคือการยอมรับข้อกล่าวหาตามสไตล์ม่านฟ้า เพียงแต่เป็นม่านฟ้าในเวลาที่พลังงานใกล้หมดเท่านั้น ชายหนุ่มร่างสูงโยนเสื้อผ้าตัวเองชุดหนึ่งในกระเป๋าให้คนบนเตียงแล้วเอ่ยปากไล่ “ไป ไอ้เน่า ไปอาบน้ำ”

     จนเมื่อไล่มนุษย์ถ่านอ่อนอย่างม่านฟ้าเข้าห้องน้ำไปแล้ว เขาถึงหยิบเสื้อผ้าออกมาอีกชุดเพื่อเตรียมอาบต่อ ทั้งที่ตนอาบน้ำมาแล้ว แต่วิ่งวุ่นไปมาขนาดนี้ไม่อาบอีกรอบก็คงไม่ไหว โชคดีที่มีเสื้อผ้าสำรองอยู่พอสมควร ไม่เช่นนั้นคงต้องนอนเน่ากันทั้งคู่

     รู้ทั้งรู้ว่าไม่ใช่เวลา อารมณ์ของม่านฟ้ายามนี้คงไม่คิดจะเขินหรือโรแมนติกอะไรแล้ว แต่นี่คือการนอนค้างด้วยกันครั้งแรกของพวกเขา ไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ที่เป็นบวกเพียงแค่ขอให้มันไม่เป็นลบก็พอ

     หลังทั้งคู่อาบน้ำเสร็จก็ล้มตัวลงนอนบนที่นอนขนาดควีนส์ไซส์ เพราะม่านฟ้าคิดว่าจะนอนคนเดียวจึงจองห้องเตียงเดี่ยวเอาไว้ ในเวลานี้ที่มีแขกกิตติมศักดิ์มาร่วมพักด้วยจึงต้องนอนด้วยกันอย่างไม่มีทางเลือก

     พิธานหลับตาลงพยายามดึงความง่วงของตัวเองที่เคยเกือบจะได้หลับไปแล้วรอบหนึ่งกลับมา แต่เสียงถอนหายใจของคนข้างตัวทำให้เขาต้องลืมตาขึ้นอีกครั้ง พิธานหันไปมองผู้ร่วมเตียงอีกคนที่ตอนนี้นอนนิ่งมองเพดานด้วยสายตาที่เลื่อนลอย ดวงตาคู่สวยที่บวมขึ้นเล็กน้อยแต่กลับไม่มีวี่แววของความง่วงเลยสักนิดทำให้พิธานรู้ได้ทันทีว่าม่านฟ้ายังคงคิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้อยู่

     “เมฆนอน”

     คำสั่งเรียบง่ายดังขึ้นอีกครั้งพร้อมการพลิกตัวนอนตะแคงหันไปหาคนคิดมาก

     ม่านฟ้าเหลือบตามองคนรักที่หันมาหาพร้อมกางแขนออก เขาชะงักไปเล็กน้อยจากความรู้สึกเขินที่ก่อตัวขึ้น แต่ก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็วเมื่อคิดได้ว่าไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องจุกจิกเหล่านี้ก่อนขยับตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่าย รู้สึกถึงแขนที่รัดรอบเอวและสัมผัสอุ่นบนหน้าผาก

     เขารู้ดีว่าเรื่องทุกอย่างบานปลายมาถึงขั้นนี้เพราะเขาควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ ในช่วงเวลานั้นเขาเพียงแต่ต้องการหยุดการลงไม้ลงมือของพ่อ ไม่คิดว่าตนเองจะกลายมาเป็นผู้ต้องสงสัยของพ่อเสียเอง คำพูดที่พูดออกไปในยามนั้นนอกจากความน้อยใจจนประชดประชันออกมา ยังแฝงไปด้วยความจริงบางอย่างที่เก็บเอาไว้มาตลอด

     “ไม่ว่าจะพยายามทำอะไร ยังไงพ่อก็ว่าไม่ดีอยู่แล้วนี่!!!”

     ว่ากันว่าคนเมาและคนโมโหจะพูดสิ่งที่ ‘เก็บ’ เอาไว้ในใจออกมา เขาเองก็เป็นคนโมโหที่หลุดคำพูดตัดพ้อเหล่านั้นออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

     แล้วสำหรับพ่อ คำพูดเหล่านั้นคือสิ่งที่เก็บไว้ในใจพ่อมาตลอดเหมือนกันรึเปล่า

     "กรรมอะไรของกูว่ะ ที่มีลูกอย่างมึง"

     “ไม่ต้องไปคิดมันแล้ว พรุ่งนี้เราค่อยเริ่มใหม่ ค่อยช่วยกันหาทางแก้” พิธานลูบกลุ่มผมของคนในอ้อมแขนแผ่วเบาแล้วก้มลงจูบหน้าผากอีกครั้งอย่างปลอบโยน “นอนซะ ไม่ต้องฝันอะไรทั้งนั้น พักผ่อนให้เต็มที่”

     คำพูดของคนรักทำให้ม่านฟ้าคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย คนรักกันทั่วไปมีแต่พูดว่า ‘ฝันดี’ คงมีแต่คนรักของเขานี่แหละที่บอกว่าไม่ต้องฝัน พิธานเคยบอกเขาว่าอย่างไรการหลับโดยไม่ฝันย่อมให้การพักผ่อนที่ดีกว่าการฝันแถมยังมีความเสี่ยงว่าจะเป็นฝันร้ายอีก หรือต่อให้เป็นฝันดีการที่เราตื่นมาและพบว่าฝันดีนั้นหายไปเหลือเพียงความจริงตรงหน้าย่อมทำให้เจ็บปวดไม่น้อย

     ม่านฟ้าขยับใบหน้าซุกลงกับบ่าของคนรัก ปล่อยวางเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ลงชั่วคราว สูดกลิ่นสบู่หอมจากคนตรงหน้าแล้วค่อยเคลิ้มหลับไปจากสัมผัสของฝ่ามือที่ตบหลังกล่อมเขาเบาๆ

     ----

     สามวันหลังการทะเลาะกัน ก็ถึงรอบที่ปกติพ่อจะโอนเงินค่าขนมเข้าบัญชีให้ม่านฟ้าพอดี แต่ครั้งนี้กลับไม่มีวี่แววของเงินค่าขนมนั้นแล้วแม้จะผ่านไปอีกหลายวันก็ตาม ดูท่าว่าพ่อจะตัดหางปล่อยวัดเขาแล้วจริงๆ

     ม่านฟ้าพยายามดึงตัวเองออกมาจากเรื่องราววันที่ทะเลาะกับพ่อ หาเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ตัวเองทำมากกว่าปกติแต่หลายครั้งที่เผลอก็ยังอดคิดไปถึงคำพูดที่ทำร้ายจิตใจเหล่านั้นไม่ได้

     ชายหนุ่มที่เพิ่งกลับมาถึงหอพักนั่งคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจว่าคงถึงเวลาที่ต้องหางานพิเศษทำแล้ว เขาไม่อยากบอกแม่ให้ต้องกังวลเพิ่มไปอีก เงินเก็บในบัญชีของเขาเองก็ยังพอจะเหลืออยู่จึงไม่ได้ลำบากสักเท่าไหร่แต่จะให้นั่งเฉยๆ ใช้เงินเก็บอย่างเดียวก็คงไม่ไหว

     ม่านฟ้าพยายามคิดถึงงานพิเศษที่เด็กมหาลัยอย่างเขาจะพอทำได้ เพื่อนสนิทของเขาหลายคนรับสอนพิเศษให้กับเด็กมัธยมหรือถึงขั้นเด็กประถมเลยก็มี เพียงแต่ช่วงนี้น่าจะเลยช่วงสอบของเด็กมัธยมไปแล้ว คงไม่ค่อยมีคนอยากหาครูพิเศษตอนนี้เท่าไหร่

     งานพิเศษอย่างอื่นที่พอจะนึกออกก็มีแต่พาร์ทไทม์ร้านสะดวกซื้อหรือไม่ก็เด็กเสิร์ฟตามร้านอาหาร หลายคนอาจจะรู้สึกอายที่ต้องไปทำงานพิเศษหาเงินใช้แต่ม่านฟ้ารู้ตัวว่าไม่ได้หน้าบางขนาดนั้น เขาเพียงแต่ขี้เกียจและเสียดายที่เวลาในการพักผ่อนของเขาจะน้อยลงเท่านั้นเอง

     ม่านฟ้ามองไปยังเตียงชั้นสองที่เป็นของรูมเมทผู้ไม่ค่อยได้กลับห้องของเขา หมอนั่นก็ทำงานพิเศษอยู่เหมือนกันถึงจะไม่ใช่เพราะปัญหาเรื่องเงิน แต่ก็ได้ยินว่าได้เงินไม่น้อย รูมเมทของเขาร้องเพลงอยู่ที่ร้านเหล้าแถวมหาวิทยาลัยแถมยังเคยบอกอีกว่าเด็กเสิร์ฟในร้านมักจะได้ทิปกันวันละไม่น้อย แต่อาจจะทำงานหนักหน่อยจึงมีคนลาออกอยู่เรื่อยๆ

     ถ้าให้รูมเมทของเขาดูให้ อาจจะได้งานมาแบบไม่ยากเย็นอะไรนักก็ได้

     หนุ่มอักษรฯ คิดได้ก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเลื่อนหาเบอร์ของเพื่อนรัก กะว่าจะถามรายละเอียดและค่าจ้างของร้านที่เพื่อนทำอยู่ แต่ก่อนจะได้กดโทรออกก็นึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมาได้

    “จากนี้ไปกูขอได้ไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้คิดถึงกูเป็นคนแรก”

     ม่านฟ้าถอนหายใจออกมาเล็กน้อย โล่งอกที่ยังไม่ทันได้โทรหาเพื่อนแต่คิดถึงคนรักขึ้นมาได้ก่อน ขืนคุยกับรูมเมทเสร็จสรรพว่าจะไปทำงานแล้วคุณแฟนตัวดีเพิ่งมารู้เอาทีหลังคงไม่พ้นโดนดุอีกแน่

     ร่างสันทัดลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วคว้ากุญแจห้องพร้อมโทรศัพท์เพื่อเดินออกไปที่ห้องของคนที่กำลังคิดถึง เขาเคาะประตูหน้าห้องของคนรักเบาๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากภายในจนเหมือนว่าไม่มีใครอยู่ ม่านฟ้าก้มลงมองกุญแจสำรองที่อยู่ในมือ ลังเลว่าจะเข้าไปนั่งรอคนรักข้างในหรือว่ากลับห้องไปก่อนดี แต่กลับได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง

     “เมฆ”
     
     พิธานเลิกคิ้วมองคนรักที่มาหาถึงห้องอย่างแปลกใจ ไม่บ่อยนักที่ม่านฟ้าจะพาร่างของตัวเองออกมาจากห้องได้หากไม่มีเรื่องจำเป็น เขามองคนรักที่มองตอบเขากลับมาตาใสแล้วอดยกมือโยกหัวคนตรงหน้าไม่ได้

     “มีอะไรรึเปล่า” ชายหนุ่มเจ้าของห้องถามพลางไขกุญแจห้องแล้วให้คนรักเดินตามเข้ามาก่อนจะปิดประตูลง เขามองคนรักที่เดินไปนั่งบนเตียงแล้วตอบกลับมาง่ายๆ

     “กูว่าจะทำงานพิเศษอ่ะ”

     “ห้ะ? ”

     คำพูดที่กล่าวขึ้นมาแบบไม่มีการเกริ่นใดๆ ทำให้พิธานงุนงงไปไม่น้อย จนเมื่อได้ยินคนรักเริ่มเล่าแผนการที่วางเอาไว้ หัวคิ้วของชายหนุ่มก็เริ่มขมวดขึ้นเรื่อยๆ

     “ไม่ต้องเลย ร้านเหล้าไม่ให้ทำแน่ๆ ”

     “ห้ะ? ”

     คราวนี้เป็นม่านฟ้าที่งุนงงกับคำพูดของคนรัก เขาเพิ่งพูดอยู่ว่าร้านเหล้าน่าจะได้เงินดีที่สุดแต่กลับถูกปฏิเสธมาเป็นอย่างแรก พิธานส่ายหน้าแรงๆ แค่คิดให้คนรักไปทำงานร้านเหล้าแล้วมีคนมองตามก็รู้สึกไม่พอใจแล้ว เวลาม่านฟ้าไปสังสรรค์กับเพื่อนเขาไม่เคยห้ามเพราะรู้ดีว่าม่านฟ้าจะนั่งกินอยู่ที่โต๊ะของตัวเองอย่างเดียว ไม่ได้ไปดึงดูดความสนใจของใครเขาแต่กับการเป็นเด็กเสิร์ฟมันแทบจะเลี่ยงการถูกมองไม่ได้เลย

     แค่คิดว่าจะมีไอ้ขี้เมามองตามแฟนเขา พูดจาแทะโลมหรือลวนลามพิธานก็แทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว

     ม่านฟ้ามองอาการของคนรักที่ดูหงุดหงิดขึ้นมา พอจะเดาความคิดของคนรักออกว่าคงไม่พ้นพฤติกรรมขี้หึงของเจ้าตัวกำเริบอีกแล้ว

     “มึงจะหวงอะไรนัก ยังไงกูก็ผู้ชายไหม ไม่ใช่ทุกคนบนโลกที่จะมาชอบกูนะเว้ย” ม่านฟ้าพูดออกไปแล้วก็ยิ่งคิดว่าคำพูดตัวเองสมเหตุสมผล จึงอดสำทับเข้าไปอีกครั้งไม่ได้ “ทำหยั่งกะเวลาไปร้านเหล้ามึงมองตามเด็กเสิร์ฟอย่างงั้นแหละ”

     “กูไม่เคยมองเหอะ!! อย่ามาปรักปรำกู แต่กูไม่มองไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่มองไง” พิธานพยายามดึงอารมณ์หึงหวงของตัวเองให้เบาลง แต่ท่าทางของคนรักที่ยังไม่ยอมง่ายๆ แม้เขาจะใช้เหตุผลในแบบของเขาเข้าสู้ จึงได้แต่ค้านหัวชนฝา “ไม่รู้แหละยังไงร้านเหล้ากูก็ไม่ให้ทำ”

     “เออ มึงเดือดขนาดนี้ ถ้าขืนกูยังดื้อทำคงได้ทะเลาะกันตลอดแน่”

     “คิดได้ก็ดี” ม่านฟ้าถลึงตามองใส่คนรักที่กอดอกเชิดหน้าวางท่าเหมือนคนชนะ ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องยอมตลอด แต่ก็ไม่ค้านว่าลึกๆ เขาเองก็ไม่ได้อยากทำงานที่ร้านเหล้าขนาดนั้น ถึงจะเงินดีแต่ถ้าต้องอยู่ในที่เสียงดังๆ แบบนั้นทุกวันคงหูชาแน่แต่ถ้าเป็นพวกร้านสะดวกซื้อ…

     “พวกพาร์ทไทม์เซเว่นก็ไม่เอานะ”

     ม่านฟ้าถึงกับกลอกตาเมื่อฟังคำพูดต่อมาของคนรัก หันไปจ้องคนรักอย่างคาดคั้นให้พูดเหตุผลดีๆ ของการปฏิเสธครั้งนี้ออกมา ถ้าขืนยังตะแบงงอแงอย่างก่อนหน้านี้ได้มีวางมวยกันแน่

     “ก็.. งานพวกนี้กูว่ามันต้องทำงานเป็นกะ แล้วมึงเองก็มีเรียน ถ้าจะทำได้จริงๆ ก็ต้องเป็นกะเย็นกะดึก ดีไม่ดีเดี๋ยวกระทบเรื่องเรียนเข้าไปอีก มึงเองก็พยายามทำเกรดอยู่ไม่ใช่หรือไง ขืนเกรดมาตกเพราะเรื่องแบบนี้กูว่าไม่คุ้มนะ”

     พิธานที่ได้รับสายตาของคนรักเข้าไปก็รู้ว่าคราวนี้ตัวเองต้องหาเหตุผลที่ฟังขึ้นให้คนรัก ถึงได้พูดอธิบายออกไปยืดยาว พิธานยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองพูดถูกจึงจบประโยคลงอย่างที่คิดว่าสวยงามที่สุด “มึงควรหางานที่บริหารเวลาเองได้ดีกว่านะ”

     “งานอะไร”

     “...”

     แต่ไม่ได้คิดเอาไว้ก่อนพูด

     เกิดความเงียบขึ้นระหว่างชายหนุ่มสองคนในห้อง พิธานเองก็คิดไม่ทันเหมือนกันว่าจะให้ทำงานอะไรดี ใจจริงเขาไม่อยากให้ม่านฟ้าไปทำงานเลยด้วยซ้ำแต่รู้ดีว่าห้ามไปก็คงห้ามไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องเลือกงานดีๆ ให้กับคนรักเพื่อเขาจะได้ไม่ต้องมาห่วงทีหลัง

     จนเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก สมองที่ทำงานอย่างหนักของพิธานก็คิดอะไรออกขึ้นมา

     “เด็กป๋าม่ะ เดี๋ยวกูเลี้ยงดูมึงเอง”

     ป้าบ!

     เสียงหมอนหนุนใบโตถูกฟาดเข้าที่หน้าของเจ้าของห้องที่นั่งอยู่ข้างกัน พิธานยกมือขึ้นมากันไม่ทันถึงได้โดยหมอนนุ่มแต่ความแรงไม่นุ่มตามฟาดจนหน้าหงาย

     “เอาดีๆ พีท”

     “...ก็กูยังคิดไม่ออก แล้วกูแค่หมายความว่าให้มึงยืมตังค์กูก่อน ไม่ได้หมายความให้เป็นเด็กป๋าที่เอาตัวเข้าแลกแบบนั้นซะหน่อย” เมื่อเจอคนรักดุกลับมาเสียงนิ่ง พิธานถึงได้ตอบกลับไปอย่างอ้อมแอ้มและเถียงข้างๆ คูๆ

     ยิ่งเมื่อเห็นม่านฟ้าถอนหายใจใส่และเบือนหน้าไปทางอื่น คนที่เสนอเป็น ‘ป๋า’ ก็ยิ่งร้อนรน “เงินเก็บกูเยอะนะ ไม่ต้องไปทำงานพิเศษก็ได้ ตอนแรกมึงยังบอกเลยไม่ใช่เหรอว่าถ้าโดนไล่ออกจากบ้านจะให้กูเลี้ยงอ่ะ”

     เสียงเล็กเสียงน้อยของคนตัวโตที่พยายามเกลี้ยกล่อมทำให้ม่านฟ้ากลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ ถึงได้หันหน้าหนีไม่ให้อีกคนได้เห็น ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกแล้วเก๊กหน้าขรึมหันมาอีกรอบ

     “ตอนนั้นกูหมายถึงถ้าเราเรียนจบแล้ว ไม่ใช่ตอนที่มึงก็ยังขอเงินป๊าเงินม้าอยู่เหมือนกันแบบนี้”

     พิธานที่ได้ยินคำตอบของคนรักแถมด้วยหน้าตาบึ้งตึงก็บึนปากออกมาอย่างไม่น่ารัก ขมวดคิ้วคิดหาทางออกแล้วเสนอออกมาอีกครั้ง “งั้นกูไปทำงานพิเศษด้วยดีม่ะ ช่วยมึงอีกแรง ได้เท่าไหร่กูให้มึงหมดเลย เป็นเด็กเสิร์ฟร้านเหล้าก็ได้นะ”

     ม่านฟ้ามองท่าทางของคนรักที่เอานิ้วจิ้มแก้มทำเป็นคิดก็ทนไม่ไหวหลุดขำออกมาแล้วค้อนวงเล็กๆ ให้คนรัก ทั้งที่บอกเองว่าไม่ให้ไปเป็นเด็กเสิร์ฟแต่ตัวเองกลับจะไปแทนเสียอย่างนั้น

     “ไม่ต้องเลยมึง” หนุ่มวิศวะฯ ตัวโตที่เห็นคนรักยิ้มออกพร้อมบ่นเบาๆ ก็ยิ้มกริ่มตาม เอื้อมมือไปกอดคอคนรักแล้วกระซิบข้างหู “ทำไม กลัวสาวๆ มาติดอกติดใจกูล่ะซี่หรือกลัวว่ากูจะโดนสาวๆ ลวนลาม”

     ไม่ว่าเปล่า มือของคนพูดก็เริ่มแสดงตัวอย่างการ ‘ลวนลาม’ กับคนข้างกาย มือหนาลูบไปตามหน้าท้องของคนรักรู้สึกได้ถึงอาการเกร็งเล็กน้อยก็ยิ่งได้ใจเลื่อนมือลงต่ำไปที่ต้นขาจนม่านฟ้าต้องผลักออกแล้วตีมือปลาหมึกให้หนึ่งทีถึงจะขยับกลับไปนั่งดีๆ ได้

     “ใครจะมาเอามึง หน้าหยั่งกะตัวร้ายขนาดนี้” ถึงพูดไปแบบนั้นแต่ไม่ปฏิเสธหรอกว่าหน้าตาอย่างพิธานก็น่าจะดึงดูดสาวได้ไม่น้อย แต่ที่น่ากลัวมากกว่าสาวๆ ก็คือหน้าตาอ้อนเท้าเช่นนี้จะทำให้ไปมีเรื่องต่อยตีกับคนอื่นเสียมากกว่า

     พิธานได้ยินข้อกล่าวหานั้นก็บึนปากอีกครั้งแล้วสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง จนผ่านไปสักพักถึงรู้ว่าคนข้างตัวคงไม่ง้อจึงหันกลับมาเจอใบหน้ากลั้นยิ้มของคนรัก นึกรู้ว่าโดนแกล้งเข้าอีกแล้วก็ประกบแก้มสองข้างของคนอารมณ์ดีดึงเข้ามาจูบหนักๆ บนหน้าผากอย่างหมั่นไส้

     ม่านฟ้ายิ้มกว้างออกมาเมื่อเจอการพาลอย่างน่ารักของอีกคนแล้วไหลตัวลงซบกับบ่าของพิธาน แม้จะถูกคนรักว่าบ่อยๆ ว่าทำตัวเหมือนไม่มีกระดูกแต่ก็ไม่สนใจ

     “เนี่ย ว่าเค้าเสร็จแล้วก็มาซบเค้า”

     คนซบเงยหน้าขึ้นมามองแล้วทำลอยหน้าลอยตาถามเสียงซื่อ “ทำไม ซบไม่ได้เหรอ”

     เจอคำท้าทายเช่นนี้มีเหรอที่พิธานจะตอบเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากคำว่า

     “ได้ดิ”

     ไม่ว่าเปล่าเจ้าตัวยังกดหัวม่านฟ้าให้ซบกลับลงไปอีกครั้ง



(ต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 10 (ต่อ)


     หลังถกเถียงกันอีกสักพัก ม่านฟ้าก็ตัดใจว่าวันนี้คงหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องงานไม่ได้แล้วก็พอดีกับที่คนรักชวนลงไปกินข้าว เขาพยักหน้าตอบรับเบาๆ พิธานถึงได้ผละออกไปหยิบกระเป๋าสตางค์ที่โยนไว้ข้างกระเป๋าเรียน

     “เอ๊ะ...งานแปลม่ะ? ” เสียงร้องของคนรักทำให้ม่านฟ้าเงยหน้าขึ้นมอง

     หน้าตาของม่านฟ้าคงดูงุนงงมากกับคำถามของเขา พิธานจึงกลับมานั่งข้างคนรักอีกหน เขานึกถึงงานพิเศษที่เหมาะกับคนรักได้เพราะเห็นรายงานที่ให้คนรักช่วยแปลงานวิจัยภาษาอังกฤษตอนหาข้อมูลอยู่ในกระเป๋า

     “มึงลองรับงานแปลดูม่ะ ยังไงมึงก็เทพอิ๊งอยู่แล้ว แถมสเปนก็ได้ พวกงานแปลทางเน็ต ไม่ต้องคิดแพงมากกูว่าน่าจะโอเคนะ”

     หนุ่มอักษรฯ ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้คิดเรื่องงานนี้ในหัวเลย ได้ยินอาชีพนี้อยู่บ้างเพราะก็เรียนมาสายนี้ ในตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่าลูกค้าของงานเช่นนี้จะเป็นใคร สมัยนี้หาในอินเทอร์เน็ตไม่ถึงนาทีก็ได้คำตอบแล้ว เรื่องอะไรจะต้องมาเสียเงินเพื่อแปลภาษาด้วย

     “จะมีคนมาจ้างเหรอว่ะ แค่แปลภาษาเนี่ยนะ กูเกิ้ลก็ทำได้ม่ะ”

     “คนที่มาจ้างไม่ได้ให้มึงแปลแค่ I Love You โง่ๆ แค่นี้ซะหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นพวกรีเสิร์ชอย่างที่กูให้มึงช่วยอ่ะ เพื่อนกูหลายคนแม่งก็ไปจ้างแปลมาโดนกันทีเป็นพัน”

     ม่านฟ้าคิดไปถึงงานที่คนรักให้ช่วยแปล งานนั้นจะว่าหินก็หินอยู่ คงเพราะมีศัพท์เฉพาะอยู่ไม่น้อยถึงต้องหาข้อมูลเพิ่มด้วยแต่โดยรวมก็นับว่าสนุกดี ถ้าการแปลนี้สามารถเป็นงานพิเศษได้จริงก็ถือว่าลงตัว เขาเองก็ขี้เกียจออกไปทำงานข้างนอก อีกทั้งยังจัดสรรเวลาไม่ให้กระทบเวลาเรียนได้อีก

     แบบนี้ก็พอจะแก้ปัญหาเรื่องเงินได้แล้ว

     “เดี๋ยวกูไปช่วยโปรโมทให้ด้วย พวกเพื่อนกูยังเคยถามว่ามึงรับงานถูกๆ ไหมเวลาเห็นกูให้มึงช่วยแปลมาให้” หนุ่มอักษรฯ ฟังคนรักพูดไปเรื่อยก็พยักหน้าตามเอนตัวลงซบไหล่ของคนรักอีกครั้งอย่างเผลอตัว เสียงพูดของพิธานชะงักไปเล็กน้อยแล้วหันมามองคนที่หลับตายิ้มบางอยู่บนไหล่

     ชายหนุ่มร่างสูงเผลอยิ้มตามรอยยิ้มนั้น เขาก้มลงจูบกลุ่มผมหอมของคนรักแล้วประสานนิ้วกับมือของคนรักที่วางอยู่บนตักของเขา “กำลังคิดว่าโชคดีที่มีกูเป็นแฟนอ่ะดิ”

     ม่านฟ้าเมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็ยิ้มกว้างออกมา ไม่ปฏิเสธคำพูดอวดตัวของคนรัก พิธานเองก็ยิ้มกว้างขึ้นมาตามกัน เขาหลงรักรอยยิ้มของม่านฟ้าตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นที่ป้ายรถเมล์

     เด็กหนุ่มที่ก้มลงมองโทรศัพท์กับหน้าตาเฉยชาเหมือนแมวง่วงคือภาพที่เขาเห็นจนชินตา จนเจ้าตัวเผลอยิ้มออกมากับคลิปตลกในโทรศัพท์ หลังจากวันนั้นเขาก็ถอนตัวจากรอยยิ้มนี้ไม่ได้เสียที

     จนวันนี้ก็ยิ่งหลงรักมากขึ้นไปอีก

     ---

     หลังจากตกลงเรื่องงานพิเศษได้ พิธานก็ชวนคนรักลงมากินข้าวที่โรงอาหารของหอใน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้คนรักของเขามีสัมภาษณ์ทุนที่เจ้าตัวเพิ่งยื่นใบสมัครไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

     “สัมภาษณ์วันนี้เป็นไงบ้าง”

     ม่านฟ้าเงยหน้าขึ้นมาจากถ้วยน้ำแข็งไสก่อนหลุบตาลงไปอีกครั้ง อ้อมแอ้มตอบออกมาเสียงเบา “ก็ตอบๆ เขาไป กูไม่ค่อยรู้เรื่องโครงการเท่าไหร่ แต่ก็ตอบเท่าที่รู้”

     พิธานถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะม่านฟ้าเป็นเด็กเรียนดี อาจารย์ที่ปรึกษาจึงแนะนำโครงการสอบชิงทุนให้ แม้ไม่มีสอบข้อเขียนเพราะคนที่อาจารย์จะให้สอบนั้นคัดจากคะแนนมาแล้วแต่ก็ยังมีสอบสัมภาษณ์

     ตอนแรกที่ได้มาม่านฟ้าไม่มีท่าทีสนใจเลยสักนิดแถมบอกปฏิเสธอาจารย์ไปแล้วเรียบร้อย แต่อยู่ดีๆ เมื่ออาทิตย์ก่อนก็ไปขออาจารย์ลองยื่นใบสมัครดูก่อนปิดรับสมัคร

     ไม่ต้องถามเหตุผลก็พอจะเดาได้ว่าทำไมม่านฟ้าถึงกระตือรือร้นขึ้นมา

     คำปรามาสของพ่อที่ว่าเอาไว้อาจจะทำให้ม่านฟ้าอยากลองทำอะไรขึ้นมาก็ได้ ลึกๆ ในใจเขารู้ว่าม่านฟ้าต้องการการยอมรับจากพ่อมาตลอดแต่กลับไม่เคยได้รับสิ่งนั้น ม่านฟ้าเหมือนเด็กขี้อิจฉาที่เห็นน้องได้รับคำชมแต่ตัวเองที่ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้ หลายครั้งถึงได้ตะแบงทำตรงข้ามกับสิ่งที่พ่อต้องการไปเสียเลย

     ชายร่างสูงมองคนรักที่ก้มลงไปกินน้ำแข็งไสต่อเงียบๆ แล้วก็ยักไหล่ ลากถ้วยขนมของอีกคนมาตักกินบ้างแล้วพูดคำปลอบใจ

     “ช่างเหอะ รอลุ้นผลอีกทีแล้วกัน”

     จะยังไงเขาก็อยู่ข้างๆ เสมอนั่นแหละ



     TBC





     Achaya (Writer) :

     จะแอบบอกว่าภาคนี้ในช่วงกลางๆ เป็นแค่การเฉลยความสัมพันธ์ของไอคู่นี้ในแต่ละเหตุการณ์เท่านั้น แต่เราอาจจะไม่ได้ flash back เหตุการณ์ที่เกิดเรื่องให้ทั้งหมดเหมือนภาคแรกเพราะมันจะเยอะเกิน มันอาจจะมีเหตุการณ์ลับที่ไม่มีใครเห็นในภาคแรกโผล่ออกมานิดหน่อย ส่วนปมในตอนสุดท้ายของภาคแรกที่ทิ้งระเบิดไว้ก็รอลุ้นกันต่อไปนะว่าจะเป็นยังไง แต่มีเฉลยในภาคนี้แน่นอน

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์นะคะ




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
สู้น้าาาา

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 11


     ผลสอบชิงทุนออกมาแล้ว

     ม่านฟ้ามองรายชื่อผู้ผ่านสอบชิงทุนด้วยแววตานิ่งเฉย ใช่ว่าจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้เตรียมพร้อมอย่างคนอื่นเขา เพื่อนในคณะที่ลงสมัครใช้เวลาเกือบเดือนในการเตรียมตัวตอบคำถามและศึกษาเกี่ยวกับโครงการ ขณะที่เขาเองแค่เตรียมเอกสารไปสัมภาษณ์ยังแทบจะไม่ทัน

     เขามั่นใจพอควรว่าเรื่องภาษาเขาน่าจะไม่แพ้ใคร คงเป็นเพราะการตอบคำถามมากกว่าที่ใช้วัดผลคะแนน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องพวกนั้นสำหรับเขามันก็แค่ข้ออ้าง ไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน

     ถามว่าเสียใจไหมมันก็มีบ้าง คนเราต่อให้ปากบอกไม่หวังแต่ใจก็ยังแอบหวัง พอเจอความจริงตรงหน้าก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ ที่สำคัญในเวลาแบบนี้คำบางคำกลับย้อนเข้ามาในหัวเขาอีกครั้ง

     “ทำอะไรไม่เคยได้เรื่อง เกิดมามึงทำอะไรได้ดีบ้าง”

     หนุ่มอักษรฯ เผลอถอนหายใจ ในเวลาที่รู้สึกแย่แบบนี้ดันนึกถึงคำพูดพวกนั้นมาซ้ำเติมตัวเองอีกทำไมกัน เขาฟุบหน้าลงกับโต๊ะหนังสือหวังจะพักสายตาและสมองให้พ้นจากสารพันความคิด



    ผลั่ก!

     “เรียนยังไงให้ได้เกรดสองห้ะ!!?”

     เสียงหนังสือพิมพ์ในยามเช้าถูกพ่อเขวี้ยงลงกับพื้นทำให้ม่านฟ้าในวัยสิบเจ็ดปีถอยหลังออกมาสองก้าว

     เพราะเมื่อวานภูหมอกเอาผลสอบมาให้พ่อดู วันนี้พ่อถึงได้ถามหาผลการเรียนของเขาเช่นกัน

     หลังจากเข้ามัธยมปลายสายวิทย์ผลการเรียนของม่านฟ้าก็ค่อยๆ ดิ่งลง จากมอสี่ที่ยังพอใช้ลูกฮึดบวกความขยันเข้าสู้ไหวจนมาถึงตอนนี้ที่เกรดของชั้นมอห้าแย่ลงจนฉุดแทบไม่อยู่

     ม่านฟ้าที่ไม่ชอบวิชาด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อยู่แล้วแต่ต้องมาเรียนในเอกที่มีแต่วิชาพวกนี้เป็นวิชาหลัก เกรดรวมจึงออกมาไม่น่าดูสักเท่าไหร่ แต่ที่แย่ที่สุดคงไม่พ้นวิชาฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ที่ได้เกรดสองถ้วนมาอย่างไม่มีข้อแก้ตัว

     “ไม่ได้เรื่อง”

     คำบ่นพึมพำต่อมาพร้อมการส่ายหน้าทำให้ม่านฟ้าลอบถอนหายใจเบาๆ ก็พอจะเดาอาการเช่นนี้ของพ่อได้อยู่แล้ว จึงพยายามไม่เก็บมาใส่ใจ คงเพราะมันต่างจากเกรดสี่ถ้วนทุกวิชาของภูหมอกมากเกินไป ไม่แปลกใจที่พ่อจะผิดหวัง

     “...” สายตากดดันที่พ่อมองจ้องกลับมาเหมือนต้องการให้ม่านฟ้าเอ่ยคำอธิบายถึงผลการเรียนเช่นนี้ทำให้ม่านฟ้าถึงกับอึกอัก “เออ ก็เมฆบอกแล้วว่าไม่ถนัดวิชาสายวิทย์ พอเข้าสายวิทย์มันก็เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง”

     “ถนัดไม่ถนัดมันไม่ใช่ข้อแก้ตัว ในเมื่อแกเรียนแล้วก็ควรเรียนมันให้ดี ไม่ใช่ปล่อยให้เกรดมันออกมาทุเรศแบบนี้!” คนเป็นพ่อยังมีอารมณ์เดือดดาลไม่หาย ยิ่งกับคำอธิบายที่เค้นได้จากลูกชายนั้นไม่น่าฟังสักเท่าไหร่จึงยิ่งพาลโมโหนักขึ้นไปอีก

     แล้วทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ก่อนที่จะเดินจากไป

     “ถ้าเกรดเทอมหน้ายังไม่ดีอีกก็ไม่ต้องเรียนมันแล้ว เปลืองค่าเทอม ออกมาขัดรองเท้าไป”

     .

     “หรือถ้าโง่นักก็ไปขอให้ไอ้หมอกมันสอน อาจจะทำได้ดีกว่าแกอีก”




     พิธานไขกุญแจสำรองเข้ามาในห้องของคนรัก เห็นไฟในห้องดับอยู่ก็ขมวดคิ้ว เขารู้สึกถึงความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่นั้นหมายความว่าน่าจะมีคนอยู่ในห้อง มือของแขกประจำเอื้อมไปเปิดไฟก่อนจึงหันไปเห็นคนรักที่ฟุบอยู่กับโต๊ะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง

     จากมุมนี้เขาไม่สามารถเห็นหน้าของม่านฟ้าได้แต่เห็นเจ้าตัวเช็ดหน้ากับแขนเสื้อสองสามครั้ง

     แสงของหน้าจอโน้ตบุ๊กสว่างขึ้นมาอีกครั้งหลังม่านฟ้าขยับตัวและเผลอไปโดนแป้นคีย์บอร์ดเข้า แม้อาการต่างๆ จะยังดูปกติ แต่เขากลับเห็นว่าม่านฟ้าพยายามรีบปิดหน้าต่างที่เปิดค้างอยู่ลงไปจนหมด ก่อนที่โน้ตบุ๊กจะถูกพับลงมือของพิธานก็ยันหน้าจอเอาไว้และดึงเข้ามาไว้ในมือ

     พิธานกดเปิดไปที่ประวัติการเข้าชมที่เพิ่งถูกปิดลง ผลประกาศรายชื่อผู้ผ่านสอบชิงทุนปรากฏอยู่ตรงหน้า เริ่มเข้าใจอาการของคนรักเมื่อกวาดสายตามองแล้วพบว่าไม่มีรายชื่อของคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าเขาตอนนี้

     ชายหนุ่มร่างสูงวางโน้ตบุ๊กกลับลงไปบนโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วถอยหลังไปนั่งลงบนเตียง เขามองดวงตาคู่สวยที่แดงขึ้นเล็กน้อย ก่อนเหลือบไปมองแขนเสื้อที่ยังชื้นอยู่ก็ลอบถอนหายใจ

     “คุยกันหน่อยไหม”

     พิธานถามออกไปแต่เสียงทุ้มนั้นคล้ายคำสั่งเสียมากกว่า เขาตบลงบนที่นอนข้างตัวเบาๆ เป็นเชิงเรียกให้คนรักมานั่งข้างกัน จนเมื่อเจ้าของห้องเดินมานั่งอย่างว่าง่ายพิธานก็ถามกลับไปอีกหนึ่งประโยค “เสียใจเหรอ”

     “...”

     ดวงตาคมดุจ้องมองอาการของคนรักที่ก้มหน้าเม้มปากไม่ตอบอะไร เขาไม่แปลกใจกับผลการสัมภาษณ์ที่เห็นวันนี้สักเท่าไหร่ แม้ค่อนข้างมั่นใจในความสามารถของคนรักแต่เพราะม่านฟ้าไม่มีการเตรียมตัว ผิดกับคู่แข่งคนอื่นที่ทำการบ้านกันมาอย่างดี การสัมภาษณ์พวกนี้ใช่ว่าแค่ตอบอย่างที่คิดแล้วก็จะได้

     การตอบเกี่ยวกับโครงการแสดงถึงความใส่ใจ คำตอบอื่นๆ ก็แสดงให้เห็นถึงแง่มุมและแนวความคิดของผู้เข้าสัมภาษณ์เช่นกัน การหาข้อมูลเกี่ยวกับคำตอบของผู้ที่เคยผ่านการสอบก็ช่วยทำให้รู้ถึงแนวทางคำตอบที่กรรมการจะถูกใจ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่คนอื่นมีแต่ม่านฟ้าไม่มี ผลที่ออกมาวันนี้จึงไม่ผิดจากที่คาดนัก

     เขาไม่อยากพูดอะไรมากเมื่อม่านฟ้าอยากลองยื่นใบสมัครดูหลังจากวันที่ทะเลาะกับพ่อ แต่เมื่อผลออกมาเช่นนี้ เขาไม่พูดก็คงไม่ได้แล้ว

     “อยากได้มากเลยเหรอทุนนี้น่ะ” พิธานมองคนข้างกายที่เหลือบตาขึ้นมามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะหลุบสายตาลงไปอีกแต่ก็ยังไม่ตอบคำถาม จึงได้เริ่มต้นการเทศนาอย่างจริงจัง

     “ถ้าตอนนี้มึงกำลังเสียใจเพราะอยากได้ทุน แต่ไม่ได้ กูก็เข้าใจ กูจะปลอบมึงด้วยว่าคนอื่นเขาเตรียมตัวมามากกว่ามึงเป็นเดือน ทุนอื่นก็ยังมีอีกเยอะแยะ ไม่ต้องเสียใจไป…” หนุ่มวิศวะฯ พูดแล้วก็เว้นจังหวะจนคนฟังเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง

     “แต่ถ้ามึงกำลังเสียใจที่ผลสอบแม่งยิ่งย้ำว่ามึงเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่องอย่างที่พ่อมึงว่า แล้วก็ย้ำคิดอยู่กับคำด่าของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงกับร้องไห้เนี่ย…” มือใหญ่ของพิธานคว้าศีรษะของคนรักแล้วโยกแรงๆ ก่อนดึงเข้ามากระซิบข้างหู “กูจะด่ามึงซ้ำให้”

     ม่านฟ้าหดคอจากลมหายใจร้อนที่เป่าอยู่ข้างหู อีกทั้งคำพูดที่ราวกับกำลังขู่กรรโชกมากกว่าปลอบทำให้ม่านฟ้ายู่หน้าแล้วเบนไปอีกทางแต่ก็ไม่พ้นมือใหญ่นั้นเมื่อพิธานหันหัวเขากลับมาอีกครั้ง “มองกูแล้วตอบ ตกลงมึงเสียใจเพราะอะไร”

     ท่าทางของม่านฟ้าในสายตาพิธานตอนนี้คงไม่ต่างไปจากเด็กดื้อคนหนึ่งที่ไม่ยอมรับความผิดที่ตัวเองก่อ ขณะที่ม่านฟ้าก็ได้แต่งึมงำบ่นคนรักอยู่ในใจ หลายคนที่รู้จักพิธานมักคิดว่าคนรักของเขาเป็นคนสบายๆ ติดจะกวนเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนั้นก็จริง แต่ตัวตนจริงๆ ของพิธานไม่มีใครรู้ดีไปกว่าม่านฟ้าว่าคนตรงหน้าแท้จริงแล้ว ‘ดุ’ มากแค่ไหน

     “ถ้ากูตอบ...กูก็โดนด่าอ่ะดิ”

     ทั้งที่รู้ว่าจะโดนดุแต่ม่านฟ้าก็ยังไม่คิดจะโกหกอยู่ดี

     พิธานถึงกับหลุดยิ้มออกมา เก๊กหน้านิ่งต่อไปไม่ไหวเพราะม่านฟ้าเป็นแบบนี้เขาถึงชอบ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรม่านฟ้าก็จะไม่โกหกเขา ชายหนุ่มร่างสูงเลื่อนมือลงไปที่เอวของคนรักแล้วลากตัวอีกคนเข้ามาจนชิด โน้มใบหน้าลงไปจนแนบกับหน้าผากของอีกคน

     “มึงจะคิดมากไปทำไม วันนี้มึงคิดหัวแทบแตก ร้องไห้ไปสองลิตรว่าพ่อมองมึงแบบนั้น แบบนี้ แล้วความจริงคืออะไรมึงรู้ไหม” คำพูดที่เหมือนทิ้งไว้เป็นคำถามทำให้ม่านฟ้าสบตากับอีกคนแล้วส่ายหน้าเบาๆ

     “เออ...กูก็ไม่รู้เหมือนกัน”

     พิธานตอบแล้วเผยยิ้มกว้างขึ้นมาอีกนิดเมื่อเห็นหน้าเหวอของคนรักก่อนพูดต่อ “คนที่จะรู้คำตอบมีแต่พ่อมึง เขาอาจจะไม่ได้คิดแบบนั้นจริงก็ได้ อาจจะแค่โมโหร้ายก็เลยพูดแบบนั้นออกมา มึงอาจจะเสียใจฟรีเพราะคิดมากไปเอง หรือว่า…”

     “เขาอาจจะคิดว่ามึงเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่องสำหรับเขาจริงๆ ก็ได้”

     คำพูดตรงๆ ของคนรักทำให้ม่านฟ้าถึงกับลอบกลืนน้ำลาย คำพูดนั้นดูโหดร้ายก็จริง แต่ที่พิธานพูดออกมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น เขาไม่มีทางรู้ได้ว่าพ่อคิดอย่างไร ต่อให้ย้อนคิดไปเรื่องเก่าๆ แต่ก็ไม่สามารถหาอะไรมาพิสูจน์ความคิดของพ่อได้ คำพูดของพิธานก็เพียงแค่บอกให้เขาหยุดคิดมากแต่ก็ไม่ได้ให้ความหวังที่ดูโลกสวยกับเขา

     แม้กระนั้นม่านฟ้าก็ยังอดจะบ่นคนที่พูดจาขวานผ่าซากออกมาโดยไม่เห็นใจคนฟังเลยสักนิด

     “ใจร้ายจังว่ะ”

     คนใจร้ายอาศัยจังหวะที่อีกคนกำลังเผลอ กดจูบลงไปบนริมฝีปากที่บ่นงึมงำแทบไม่ได้ศัพท์ก่อนผละออกมา แต่ยังคงคลอเคลียอยู่ไม่ห่างจากริมฝีปากนุ่ม ลมหายใจอุ่นที่เจือกลิ่นมิ้นต์เล็กน้อยของอีกคนทำให้ม่านฟ้าได้แต่นิ่งงัน

     “แต่กูรู้ความรู้สึกของกูนะ...สำหรับแฟนอย่างกู มึงเป็นคนที่มีค่ามากสำหรับกูนะ ม่านฟ้า”

     เสียงทุ้มที่เรียกชื่อของเขาพร้อมคำพูดที่ไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัวเรียกความร้อนให้ไปกองอยู่บนใบหน้าเจ้าของชื่อ ชายหนุ่มพยายามสูดลมหายใจเพื่อไม่ให้ตัวเองแสดงอาการเขินออกมาราวกับสาวน้อยที่ถูกสารภาพรัก แต่ยิ่งพยายามเก็บอาการกลับยิ่งเผยไต๋ให้คนตรงหน้ายิ้มกว้างขึ้นไปอีก ม่านฟ้าจึงได้เบี่ยงหน้าหลบออกมาแล้วซบลงไปกับบ่าของคนรักเพื่อซ่อนหน้าแดงๆ นั้นเสีย

     ความรู้สึกสับสนและกังวลเกี่ยวกับความคิดของผู้เป็นพ่อยังคงมีเหลืออยู่ แต่ตอนนี้มันกลับน้อยลงกว่าความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นหัวใจที่คนตรงหน้านี้มอบให้อย่างเทียบกันไม่ได้



     หลังจากดึงอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ ม่านฟ้าก็เขยิบออกมานั่งห่างจากคนรักเล็กน้อย อดบ่นอีกคนไม่ได้ว่า ‘น้ำเน่าเป็นบ้า’ แต่ก็ทำได้เพียงคิดในใจ ขืนพูดออกไปตอนนี้เขาเองก็ไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตัวเองสักเท่าไหร่ รู้สึกว่าคนรักน่ากลัวมากกว่าทุกวันทั้งในแง่ของคำพูดที่ทั้งดุทั้งห้วนและพฤติกรรมถึงเนื้อถึงตัวที่พาลทำเขาใจสั่น

     พิธานมองคนรักที่นั่งนิ่งมองซ้ายมองขวาพยายามทำตัวให้เป็นปกติก็คลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง รู้สึกได้ว่าวันนี้เขาเป็นต่อคนรักอยู่ไม่น้อย จนอยากจะแกล้งคืนให้สมใจ เร็วเท่าความคิดพิธานเอื้อมมือออกไปหวังจากคว้าตัวคนรักให้เข้ามาใกล้อีกครั้ง แต่ก็ไม่ทันอีกคนที่ตาไวและโดดผลุงกลับไปนั่งที่เก้าอี้โต๊ะหนังสือ

     “เออ มันร้อนอ่ะ ตรงนี้แอร์มันลงพอดี” ไม่ใช่ว่ากลัวจะโดนลวนลามให้ใจสั่นอีกหรอกนะ

     เห็นคนรักพูดลอยหน้าลอยตาด้วยสีหน้าเฉย ผิดกับอาการที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เรียกว่าร้อนรน พิธานก็ถอนหายใจและหลุดขำออกมา ยอมรับว่าเขาคิดจะดุม่านฟ้าเรื่องที่คิดมากแต่ก็ใจอ่อนยอมปล่อยไปอีกจนได้ ม่านฟ้าไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่ก็ใช่ว่าจะเข้มแข็งและเรื่องที่ทำให้ม่านฟ้าอ่อนแอได้เสมอก็คงไม่พ้นเรื่องพ่อ

     จากคำบอกเล่าของม่านฟ้าประกอบกับที่เขาเคยเจอ พื้นฐานนิสัยของพ่อเป็นที่คนดุและเข้มงวด การเลี้ยงลูกและสิ่งที่เขาคาดหวังจากลูกทั้งสองคนจึงเข้มงวดมากตามไปด้วย ภูหมอกเองยังดีที่สามารถทำตามมาตรฐานที่พ่อตั้งไว้ได้ ผิดกับม่านฟ้าที่มีเส้นทางเป็นของตัวเอง

     เพราะเหตุนั้นหลายครั้งที่ความคาดหวังที่ตั้งไว้กลับมาทำร้ายม่านฟ้าทั้งในรูปแบบของคำพูดกระทบกระทั่งและคำดุด่า แม้สิ่งที่ม่านฟ้าแสดงออกต่อหน้าทุกคนจะดูคล้ายปกติแต่ต่อหน้าเขาม่านฟ้าไม่เคยปิดบังแววตาที่สะท้อนความเสียใจและน้อยใจเอาไว้ได้มิด

     ม่านฟ้าก็บอกว่าไม่ต้องการคิดมากแต่คิดกับทำได้จริงมันต่างกัน ยิ่งเมื่อทะเลาะกันเช่นนี้ การห้ามไม่ให้รื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ ออกมาทำร้ายตนเองยิ่งเป็นไปได้ยาก เขาถึงทำได้เพียงอยู่ข้างๆ และคอยรั้งคนรักกลับมาเมื่อม่านฟ้าเผลอจมดิ่งลงไปกับความรู้สึกด้านลบ ดึงคนรักเอาไว้ข้างกายให้กลับมาอยู่ในที่ปลอดภัยอีกครั้ง

     “เออ แล้วมึงมามีอะไรป่ะ”

     เสียงของคนรักดึงพิธานออกมาจากภวังค์ความคิด เขานึกย้อนกลับไปหาเหตุผลแรกที่มาหาคนรักถึงห้อง “เปล่า ก็ไม่มีไรหรอก แค่อยากมาหา” คำพูดที่ตรงข้ามกับความคิดและเหตุผลที่แท้จริงนั้นใช่ว่าม่านฟ้าจะดูไม่ออก คนตัวเล็กกว่าถึงได้เลิกคิ้วขึ้นเพื่อแสดงออกถึงความไม่เชื่อในคำพูดนั้น

     “อาทิตย์หน้ามึงอยากได้ไรไหม”

     สุดท้ายพิธานก็ถอนหายใจและเอ่ยปากถึงเหตุผลในการมาหาครั้งนี้ ใช่ เขาเพียงแต่ต้องการมาถามคำถามนี้เท่านั้นแหละ

     คราวนี้ม่านฟ้าถึงกับเลิกคิ้วขึ้นมาอีกหน แต่เป็นไปเพราะความแปลกใจ ดวงตาคู่สวยเบนมองทางอื่นเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองหน้าคนรัก “อาทิตย์หน้า? อา-ทิตย์-หน้า? ” คำพูดทวนซ้ำเหมือนเจ้าของประโยคกำลังพยายามใช้ความคิดถึงเหตุการณ์ในอาทิตย์หน้าที่เป็นต้นเหตุของคำถาม

     ชายหนุ่มเจ้าของคำถามแรกถึงกับเปลี่ยนสีหน้าเป็นเอือมระอา ยิ่งเมื่อเห็นคนตรงหน้าหลุบตาลงต่ำแล้วพึมพำออกมาเหมือนกำลังพูดกับตัวเอง “วันเกิดมึง...ก็ผ่านไปแล้ว เออ…”

     “ถ้าวันเกิดกู กูจะถามคำถามนี้เหรอ” พิธานตั้งคำถามตอบกลับเพื่อแนะแนวทางให้คนรักคิดออกได้เร็วขึ้น

     “เออเนอะ เออ หืม? วันเกิดกูเหรอ?” ม่านฟ้าก็ตอบรับคำช่วยเหลือนั้นแต่ยิ่งคิดต่อก็ยิ่งขมวดคิ้ว เหลือบไปมองร่างสูงที่หน้าตาติดจะบึ้งตึงเล็กน้อย แล้วถามออกไปเบาๆ “มึงจำวันเกิดกูผิดรึเปล่า?”

     จนเมื่อม่านฟ้าได้ยินเสียงถอนหายใจมาจากคนรัก เขาก็หลุดหัวเราะออกมาจนได้ ลากเก้าอี้เข้าไปใกล้คนรักจนอยู่ในระยะแขนเอื้อมถึงแล้วตบบ่าคนรักเบาๆ “จำได้หรอกหน่า ไม่อยากได้อะไรหรอก”

     พิธานยังดูไม่แน่ใจว่าคนรักจำได้จริงหรือว่าแค่แกล้งทำเป็นจำได้เพราะเห็นเขาเริ่มเดือด ไม่ได้โมโหนักหรอกหากคนรักจะลืมไปบ้าง แต่เพราะท่าทางยียวนแบบนั้นมากกว่าที่ทำให้เขาหงุดหงิด สายตาที่แสดงออกถึงความไม่ไว้ใจของคนรักทำให้ม่านฟ้าต้องเอ่ยสำทับขึ้นมาอีกประโยค

     “วันครบรอบสี่ปีทั้งที กูไม่ลืมหรอกหน่า” ถึงตอนแรกจะลืมจริงๆ แต่พอคนรักทักถึงอาทิตย์หน้าเขาก็นึกออกแล้ว แค่ยังอยากจะแกล้งคนรักอีกนิดหน่อยเท่านั้น “ก็ปกติมึงเคยมาถามอะไรแบบนี้ซะที่ไหน”

     “แล้วช่วงนี้มันปกติหรือไง มึงเพิ่งโดนไล่ออกจากบ้านแถมโดนตัดเงินอีก กูก็เลยถามดูเผื่อมึงอยากได้อะไรหรือพอทำอะไรให้มึงได้บ้าง” พิธานถลึงตาใส่คนรักที่แกล้งเขาไม่พอยังจะมายิ้มตาใสใส่ ก่อนเปลี่ยนมาเป็นบ่นพึมพำกับตัวเองเสียงเบา “คนแม่งอุตส่าห์ห่วง”

     “โอ๋” ม่านฟ้าถึงกับลุกจากเก้าอี้แล้วย้ายตัวไปนั่งข้างคนรักอีกครั้งอย่างลืมเหตุผลของการย้ายที่ในครั้งแรก แขนเรียวสองข้างตวัดกอดคุณแฟนตัวโตเอาไว้แล้วโยกเล็กน้อยเหมือนกล่อมเด็ก “แค่เป็นคุณแฟนที่น่ารักของกูแค่นี้ก็พอแล้ว หรือวันนั้นถ้ามึงว่างเราไปกินข้าวกันไหม กูสัญญาว่าจะเป็นเด็กดีไม่เบี้ยวนัดมึงเพราะความขี้เกียจเด็ดขาด”

     ‘คุณแฟนที่น่ารัก’ เหลือบมองคนที่ยกนิ้วก้อยออกมาเป็นสัญลักษณ์แห่งคำสัญญา ทิ้งคราบความเศร้าหมองที่เขาเจอในตอนแรกออกไปจนเกือบหมดแล้วก็อมยิ้ม ก้มลงหอมแก้มคนที่กลับมานั่งข้างเขาอีกครั้งจนอีกคนสะดุ้งเล็กน้อย

     “สัญญาแล้วนะ”

     ----

     “กินไก่มากระวังเป็นเกาต์นะมึง”

     ม่านฟ้าทักขึ้นด้วยรอยยิ้มเอือมระอาเมื่อเห็นพิธานเดินกลับมาจากการตักไก่ทอดเป็นรอบที่สาม ขณะที่คนถูกทักกลับยักไหล่แล้วนั่งลงตรงข้ามกับคนรัก เวลานี้พวกเขามากินข้าวด้วยกันในโอกาสวันครบรอบสี่ปี แต่อย่าได้คาดหวังถึงดินเนอร์สุดหรูหรือเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ แค่มาด้วยกันได้โดยไม่ติดโน่นนี่อย่างทุกครั้งก็ดีแล้ว

     แต่วันนี้ม่านฟ้าดูอารมณ์ดีแปลกๆ

     “มากินบุฟเฟต์เกาหลีมันก็ต้องกินไก่ไหม ใครจะนั่งกินแต่ต๊อกกับกิมจิอย่างมึงอ่ะ”

     พิธานตอบกลับพร้อมกับกัดไก่ทอดเข้าไปอีกคำโตแล้วตามด้วยข้าวอีกช้อน เขาตัดใจที่จะหาสาเหตุอารมณ์ดีๆ ของคนรักและตั้งหน้าตั้งตากินก่อนชั่วคราว

     หนุ่มอักษรฯ มองคนรักก้มหน้าเคี้ยวข้าวตุ้ยแล้วก็อมยิ้มเล็กน้อย นึกย้อนไปถึงคำพูดที่ได้ยินจากคลิปเสียงของคนรักเมื่อเย็นนี้


     ‘ถึงจริงๆ มันจะเป็นผู้ชาย แต่.. กูก็ยังอยากจะให้เกียรติมันแบบนั้นอยู่ดีอ่ะ ไม่ได้อยากให้มันดูเหมือนวัยรุ่นคลั่งรัก แต่อยากให้เห็นว่ากูจริงจังกับมัน ยิ่งถ้าที่บ้านมันไม่ยอมรับ กูยิ่งอยากจะทำให้มันมั่นใจว่า.. กูพร้อมจะดูแลมันจริงๆ นะ แล้ว..เราค่อยก้าวไปด้วยกันอีกขั้นนึง’


     ตัวเขาเองก็ใช่จะไม่รู้สึก ถึงหลายครั้งพิธานจะทำทีเล่นทีจริงกับเรื่องอย่างว่า แต่ไม่มีครั้งไหนที่เจ้าตัวจะทำจนถึงที่สุด เคยคิดว่าเพราะเขาเองระวังตัวพิธานถึงได้ไม่กล้าและไม่มีโอกาสมากนัก แต่เมื่อคิดให้ดีหากเจ้าตัวต้องการจริงๆ มีหรือที่เขาจะปฏิเสธได้

     ม่านฟ้าไม่เคยคิดรังเกียจพิธาน แต่เหตุผลที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ยอมก้าวข้ามความสัมพันธ์นั้นทั้งที่ผ่านมากว่าสี่ปีแล้วคงเป็นเพราะว่าเขา...กำลังกลัว

     ในส่วนลึก เขากลัวมาตลอดว่าเส้นทางของความสัมพันธ์นี้จะไปได้ไม่ไกล กลัวว่าความรู้สึกและการคบกันในวันนี้เมื่อสี่ปีที่แล้วจะเป็นเพียงเพราะความอยากเอาชนะแบบเด็กๆ ของคนตรงหน้า จึงไม่กล้าที่จะปล่อยความรู้สึกของตัวเองให้ถลำลึกลงไปกับความสัมพันธ์ครั้งนี้

     แต่การทะเลาะและเคลียร์ใจกันคราวก่อนก็ย้ำชัดแล้วว่าความรู้สึกของพวกเขามันเกินกว่าคำว่าถลำลึกเสียแล้ว

     ถึงอย่างนั้นม่านฟ้าก็อยากดึงความสัมพันธ์นี้เอาไว้อีกหน่อย เพราะกลัวว่าหากพวกเขาเกินเลยกันมากไปกว่านี้ ถ้าวันหนึ่งที่ทุกอย่างต้องจบลงอย่างไม่สมหวัง ไม่ใช่แค่ตัวเขาแต่พิธานเองก็คงต้องเจ็บปวดกับมันเช่นกัน เขาไม่อยากให้มันเป็นความทรงจำที่เลวร้ายกับอีกคนมากเกินไปนัก แค่คำว่ารักแรกและแฟนคนแรกที่เขาได้มาจากพิธานมันก็มากเกินพอแล้ว

     หากเขาจะได้รับครั้งแรกของอีกคนมาอีก ก็อยากจะให้เป็นตอนที่มั่นใจได้จริงๆ ว่าทุกอย่างมันจะจบลงอย่างแฮปปี้

     แต่ขืนเขาพูดเรื่องนี้ออกไป คงไม่วายถูกบ่นว่าคิดมากอีกแน่
     
     “อย่างอื่นกูก็กินเหอะ แค่ค่อยๆ กิน กินเร็วอย่างมึงเดี๋ยวก็อิ่มเร็ว แถมปวดท้องด้วยระวังเหอะ”

     ม่านฟ้าส่ายหัวเพื่อไล่ความคิดมากมายในหัว ไม่อยากให้อารมณ์ดีๆ ของวันนี้ต้องหม่นลงเพราะความฟุ้งซ่านของตัวเองแล้วกลับมาต่อบทสนทนากับคนรัก

     พูดได้ไม่ทันไร ระดับความเร็วในการกินของพิธานก็ค่อยลดลงจนจอดสนิททิ้งไว้ให้เขากินที่เหลือเพียงคนเดียว พิธานมองคนรักที่คีบอันนั้นเข้าปากอันนี้เขาปากได้เรื่อยๆ แม้ระดับการกินจะไม่เร็ว ปริมาณการกินในแต่ละครั้งจะไม่มาก แต่ตั้งแต่มองมาเขายังไม่เห็นม่านฟ้าหยุดตะเกียบเลยสักนิด

     “ตัวแค่นี้ กินจุจังว่ะ” ม่านฟ้าเงยหน้ามองคนรักที่ไปหยิบผลไม้มากินตัดเลี่ยน ก่อนเปลี่ยนเป็นถลึงตาเมื่อได้ยินคำพูดถัดมา “กินยาถ่ายพยาธิบ้างม่ะ อาจจะเยอะก็ได้นะ ในท้องมึงอ่ะ”

     ชายร่างสูงฟังคนรักสบถด่าออกมาคำสองคำจนสบายใจก็เอนหลังพิงไปกับเก้าอี้ นั่งมองคนรักกินไปเรื่อยๆ แล้วก็กลับมาคิดหาเหตุผลที่ทำให้คนรักอารมณ์ดีอีกครั้ง เขามองซ้ายมองขวาหาความผิดปกติจากรอบข้างแต่ก็ไม่พบ ม่านฟ้าเองก็เดินมาตัวเปล่า พกแค่กระเป๋าตังค์กับโทรศัพท์ ไม่ได้มีของติดไม้ติดมือมาด้วยให้ผิดสังเกต

     ตกลงม่านฟ้าอารมณ์ดีเพราะอะไรกันแน่นะ



     สุดท้ายพิธานก็ได้รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้คนรักอารมณ์ดีจนได้ คลิปเสียงของเขาที่ถูกส่งมาจากเพื่อนรักทำให้เขาโกรธทั้งตัวเอง โกรธทั้งเพื่อนจนแทบจะพาลไปโกรธคนรักอีกต่อ แต่สุดท้ายก็ได้แต่กลืนความโกรธนั้นลงไปเมื่อเจอยิ้มหวานพร้อมด้วยคำพูดที่น่ารัก

     “ขอบคุณนะที่อยู่ด้วยกันมา”

     ยิ่งสัมผัสของจูบหวานที่ยังค้างอยู่บนริมฝีปาก ยิ่งทำให้เขารู้สึกหลงคนตรงหน้ามากกว่าเดิม นึกขอบคุณตนเองเมื่อสี่ปีก่อนที่คว้าโอกาสการเป็นคนรักของม่านฟ้าเอาไว้ แม้ความรู้สึกอึดอัดในใจจะเกิดขึ้นหลายครั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมาแต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจะนึกเสียใจกับการยอมรับเงื่อนไขของคนตรงหน้า

     ความชอบในวันนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความรัก จากความรักก็พัฒนาเป็นความรู้สึกล้ำค่าที่มีต่อกันและกันมากขึ้นและยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวันเวลาผ่านไป

     “กูเองก็จะทำตัวให้ดีขึ้นกว่าเดิม อะไรไม่ดีก็จะปรับปรุงตัว เราจะได้อยู่ด้วยกันไปนานๆ นะ”

     และแล้วเมื่อลงความโกรธของตัวเองกับใครไม่ได้ หนอนบ่อนไส้ตัวโตอย่างเพื่อนของเขาจึงต้องเป็นเหยื่อระบายอารมณ์อย่างไม่มีข้อแก้ตัว ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นไอ้เพื่อนทรยศ ไม่สนใจว่าโทรศัพท์ที่ใช้พิมพ์ด่าอยู่จะเป็นของคนรัก เพราะแค่เห็นเขาเปิดไปด้วยสติกเกอร์หมีโกรธก็เหมือนเพื่อนเขาจะรู้ตัวแล้วว่าใครกำลังครองโทรศัพท์อยู่ตอนนี้

     ไม่รู้ผีบ้าอะไรเข้าสิงเขาในตอนนั้นให้พูดเรื่องน่าอายแบบนั้นออกไปกับเพื่อน อายเพื่อนไม่พอ เสือกมีคลิปหลุดออกมาให้อายแฟนต่ออีกรอบ ยิ่งคิดยิ่งแค้นจนแทบทึ้งผมตัวเองอยู่รอมร่อ

     พิธานรู้ตัวดีว่าเขาเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีขนาดนั้น เรื่องที่คิดจะให้เกียรติม่านฟ้านั่นก็จริงอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคงไม่พ้นท่าทางของคนรัก เขารู้ว่าม่านฟ้ายังมีความกลัว แม้ไม่แน่ใจว่าคือเรื่องอะไรแต่ถ้าให้เดาก็คงไม่พ้นเรื่องครอบครัว เขาก็ได้แต่หวังว่าหากเรื่องทุกอย่างจบลงด้วยดี ม่านฟ้าจะยอมเปิดใจให้เราได้เข้าใกล้กันมากขึ้นกว่าเดิม

     ม่านฟ้ามองคนรักที่จดจ่ออยู่กับการด่าเพื่อนในโทรศัพท์ แอบขอโทษอีกฝ่ายในใจที่เขาดันประมาท แทนที่จะเซฟเก็บไว้ในเครื่องแล้วลบข้อความทำลายหลักฐาน แต่กลับนั่งฟังมันทั้งอย่างนั้น


     ‘กูเองก็อยากได้รับการยอมรับจากคนสำคัญของมันก่อน’


     ท่อนหนึ่งของคำพูดจากคลิปเสียงที่เขาเปิดฟังดังย้อนเข้ามาในหัวอีกครั้ง ปัดเป่าความลังเลในใจให้หายไปจนหมด ก่อนตัดสินใจแน่วแน่ถึงสิ่งที่วางแผนเอาไว้

     ชายหนุ่มร่างสูงโยนโทรศัพท์ทิ้งไว้บนเตียงไม่คิดสนใจคำพูดงอแงหาความยุติธรรมของเพื่อนอีกต่อไป เขาหันกลับมาหาคนรักก็พบกับดวงตาคู่สวยที่หลุบลงต่ำแม้ใบหน้ายังคงแต้มรอยยิ้มจางๆ แต่ก็พอจะจับสังเกตถึงความคิดบางอย่าง

     “มึงไม่ต้องคิดมากกับคำพูดกูเลยนะ รู้ป่าว กูก็พูดไปงั้นแหละ”

     ม่านฟ้าก้มหน้าลงอีกหน่อยเมื่อสัมผัสได้ถึงฝ่ามือของคนรักที่ลูบลงบนหัว เขาครางรับในลำคอแผ่วเบาเป็นเชิงรับรู้ถึงคำพูดนั้น แต่กลับเอ่ยอีกเรื่องออกไป

     “แต่...กูว่า เสาร์นี้ที่ไอ้หมอกมันสอบเสร็จ...กูจะบอกความจริงกับพ่อนะ”

     หนุ่มอักษรฯ พูดความในใจจบก็ซบลงไปกับไหล่ของคนรัก รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากการถอนหายใจ ตามด้วยความรู้สึกหนักบนหัวจากศีรษะของอีกคนที่ซบกลับลงมา “กูบอกแล้วไงว่าอย่าคิดมาก อย่าเอามันมากดดันมึง”

     “กูคิดไว้ก่อนแล้ว” ม่านฟ้าพูดสวนคำพูดของคนรักขึ้นมาด้วยเสียงจริงจัง แล้วเริ่มอธิบายถึงเหตุผลที่คิดไว้ “กูว่าที่มึงพูดก็ถูก เราไม่ควรผัดมันออกไปเรื่อยๆ แบบนี้”

     "ยังไงตอนนี้พ่อก็เข้าใจว่ากูไม่ใช่ผู้ชาย เพราะงั้นกูจะบอกความจริงทุกอย่างหลังไอ้หมอกสอบเสร็จเนี่ยแหละ ทั้งเรื่องหมอก...ทั้งเรื่องเรา” ม่านฟ้าผงกหัวขึ้นมองหน้าคนรักแต่เพราะสายตาของพิธานยังแสดงออกถึงความไม่สบายใจ ม่านฟ้าถึงคลี่ยิ้มหวานออกมาอีกหนแล้วเอ่ยอย่างทีเล่นทีจริง

     “วันครบรอบห้าปีของเราปีหน้า กูอยากให้มึงมากินข้าวที่บ้านกูนะ”

     ถ้าเรายังได้อยู่ด้วยกัน

     แววตาของพิธานฉายประกายความหวังออกมาครู่หนึ่งแต่ก็ไม่พ้นสายตาของม่านฟ้าที่มองอยู่ ม่านฟ้าตัดสินใจแน่วแน่กว่าเดิม พอกันทีกับความลับของทั้ง ‘ม่านฟ้า’ และ ‘ภูหมอก’

     ขอเถอะ ขอให้การสารภาพครั้งนี้อย่ามีอุปสรรคอะไรเลย



     TBC




     Achaya (Writer) :

     มาแบบเรื่อยๆ ใจเย็นนะ ถ้ายังจำภาคหลักได้เดี๋ยวมันจะค่อยไต่ระดับขึ้น สำหรับตอนนี้ถ้าใครงงมันคือ timeline เดียวกันกับ บทนำภาคความจริง ที่เป็นวันครบรอบสี่ปีของทั้งคู่ บทสนทนาเต็มๆ จะอยู่ตรงนั้นเพียงแต่พอไล่ timeline เนื้อเรื่องดูมันจะอยู่ในช่วงที่เมฆโดนไล่ออกจากบ้านในภาคหลักนี่แหละ

     ขอบคุณสำหรับที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์ค่ะ


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 945
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +549/-0
+1 ep11 อัพ 18-07-21 ครับ  :hao3:

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ภาคความจริง : บทที่ 12

     คืนนี้เป็นคืนที่สองหลังคบกันมาสี่ปีที่พวกเขาจะได้นอนด้วยกัน เป็นการนอนที่หมายถึง ‘นอน’ จริงๆ ไม่มีอะไรแอบแฝง ม่านฟ้าฟังคำบ่นจากคนรักอยู่นานว่าให้ใจเย็นและใช้สติตอนสารภาพกับพ่อลากยาวมาถึงเรื่องไร้สาระอื่นๆ อย่างเรื่องผ้าห่มก่อนนอน

     ม่านฟ้าที่ชอบซุกผ้าห่มหนาๆ ถึงจะหลับสบายกับพิธานที่แค่พาดผ้าห่มไว้กับตัวก็แทบจะถีบออกทันทีตัดสินใจร่วมกันได้ว่าจะให้ม่านฟ้าได้พันตัวเป็นดักแด้ใต้ผ้าห่มหนาตามใจ ส่วนพิธานก็อยู่นอกผ้าห่มไปตามระเบียบ แม้พิธานจะไม่พอใจกับทางเลือกที่ดูจะวินวินแต่เขากลับรู้สึกไม่วินเพราะไม่ได้กอดคนรักตรงๆ

     สุดท้ายพิธานก็ขยับมากอดก้อนดักแด้เอาไว้ ถึงไม่ได้กอดตรงๆ แต่ได้กอดทางอ้อมเช่นนี้ก็ยังดี ขณะที่กำลังหลับตาลงเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทรา เขากลับรู้สึกได้ถึงสายตาของคนข้างกายที่มองมาในความมืด

     ก้อนดักแด้อย่างม่านฟ้าไล่มองไปยังคิ้วเข้มที่พาดเฉียงแถมปลายตวัดขึ้นเล็กน้อยของคนรัก ไล่มาจนถึงจมูกโด่งและสันกรามกว้าง เขาหลุบตาลงต่ำอย่างใช้ความคิด

     แม้ม่านฟ้าบอกคนรักว่าจะสารภาพ ‘เรื่องของเรา’ กับพ่อ แต่ที่จริงม่านฟ้าคิดจะบอกเพียงเรื่องที่เขารักชอบผู้ชายด้วยกันแต่อาจจะเก็บเรื่องที่มีแฟนไว้ก่อน เขาไม่อยากให้พ่อเพ่งเล็งที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาหรือตัวพิธานมากนัก หากพ่อจะรับได้หรือไม่ได้ก็ให้ลงที่ 'ตัวเขา' ซึ่งชอบผู้ชาย ไม่ใช่ ‘คนรัก’ ของเขาที่ดันเป็นผู้ชาย หากปาฏิหาริย์มีจริงและพ่อรับเรื่องของเขาได้ ครั้งต่อไปที่จะพาพิธานเข้าไปแนะนำในฐานะคนรักก็คงไม่ถูกจ้องตำหนินัก

    “กูถึงบอกว่าอยากไปทำความรู้จักบ้านมึงก่อน แบบทำคะแนนไว้ก่อนงี้ ระหว่างผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่รู้เป็นใครเดินมาขอเป็นลูกเขยกับผู้ชายที่พ่อแม่ก็พอจะรู้จักอยู่แล้ว แถมเป็นคนดี๊ดี หาแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วมาขอ แบบหลังก็น่าจะดูโอเคกว่าอยู่แล้วม่ะ ต่อให้พวกเราอาจจะเป็นผู้ชายทั้งคู่ แต่ไม่แน่พ่อมึงอาจจะอ้าแขนรับลูกเขยสุดหล่อคนนี้โดยไม่เกิดเรื่องอะไรเลยก็ได้”

     ม่านฟ้าเผยยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อคิดถึงคำพูดของคนรักที่วางแผนจะทำคะแนนกับครอบครัวของเขาไว้แต่เนิ่นๆ และหลุดปากถามอีกคนออกไป “มึงทำคะแนนกับพ่อแม่กูพอแล้วใช่ไหมเนี่ย”

     คำพูดของม่านฟ้าทำให้พิธานหลุดยิ้มออกมาอีกคน นึกไปถึงคราวที่เขาบอกคนรักว่าขอเวลาในการทำคะแนนก่อนจะบอกความจริง จึงได้ยืดเวลาออกมาเช่นนี้

     คนห่ามที่ไม่เคยกลัวอะไรอย่างเขา หากจะให้เข้าหาครอบครัวของคนรักทั้งที่คะแนนความประทับใจเป็นศูนย์หรือแม้แต่ติดลบเขาก็ยังกล้า ที่พูดไปเช่นนั้นส่วนหนึ่งก็คิดว่าหากทำคะแนนไว้ก่อนก็คงดีแต่อีกส่วนก็เพราะไม่ต้องการให้คนรักคิดมากจนเกินไป

     “แค่เรื่องในห้องน้ำวันนั้นกูก็ได้คะแนนมาอื้อแล้วมั้ง”

     เสียงพูดกลั้วหัวเราะปนหยอกล้อของคนรักส่งผลให้ม่านฟ้าทำหน้าสงสัยออกมาครู่หนึ่งก่อนยู่หน้าเมื่อหวนคิดไปถึงฝันร้ายในคราวก่อน



     “อ้าว พีท”

     เสียงของมารดาคนรักทักขึ้นเมื่อเขาเดินลงมาจากห้องนอนลูกชาย พิธานยกมือขึ้นไหว้หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ครัว “วันนี้แม่กลับเร็วจังเลยนะครับ”

     นัชชายิ้มรับคำพูดของ ‘เพื่อน’ ลูกชาย เธอรู้สึกเอ็นดูชายหนุ่มตรงหน้าไม่น้อย คงเพราะเจ้าตัวค่อยช่วยเรื่องสอบของภูหมอกอีกทั้งอัธยาศัยก็ใช่ว่าจะแย่ เดิมทีที่เจอเพื่อนลูกชายคนนี้เธอยังนึกว่าคนตัวโตที่ดูเหมือนเด็กเกเรเช่นนี้จะมาเป็นครูสอนพิเศษให้ภูหมอกจริงเหรอ แต่จากคำบอกเล่าของภูหมอกหลายครั้งก็ทำให้เธอรู้ว่าจะดูคนจากเพียงภายนอกไม่ได้ อีกทั้งคำพูดคำจา แม้จะติดห้วนอยู่บ้างตามประสาผู้ชายแต่ก็ไม่ได้ดูพยายามให้สุภาพจนขัดหู เธอจึงรู้สึกสนิทใจเหมือนได้ลูกชายมาเพิ่มอีกคน

     “แม่ออกเวรเร็ว แต่ก็แวะไปซื้อของมาเลยกลับมาช้าไปหน่อย พีทอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิ”

     เวลากว่าครึ่งปีที่พิธานมาช่วยสอนพิเศษให้ภูหมอก แม้จะหายหน้าหายตาไปเกือบสี่เดือนช่วงที่เปิดเทอมแต่ก็รู้ว่าเจ้าตัวมักอยู่บ้านคนเดียว เธอเองเมื่อมีโอกาสจึงมักจะชวนให้ชายหนุ่มมากินข้าวด้วยกันเป็นการขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ และที่สำคัญเห็นแบบนี้แต่ทำกับข้าวเก่งใช้ได้เลยล่ะ

     “งั้นผมช่วยนะครับ”

     ม่านฟ้าที่เพิ่งเดินลงมาข้างล่างหลังเฉลยข้อสอบภาษาอังกฤษให้ภูหมอกจึงเห็นภาพคนรักกำลังช่วยมารดาของเขาทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว เพราะพิธานไม่ชอบกินอาหารสำเร็จรูป เจ้าตัวถึงได้ทำอาหารกินเองบ่อย ไม่แปลกใจที่มือไม้จะหยิบโน่นจับนี่รวดเร็วและกลายเป็นลูกมือดีเด่นในดวงใจแม่เขา

     หลังกินข้าวเย็นด้วยกันเสร็จ ภูหมอกก็รับหน้าที่ในการเก็บล้าง ขณะที่พิธานขยับตัวลุกขึ้นช่วยภูหมอกยกจานไปวางที่ซิงค์ก็เห็นคนรักเดินเข้าห้องน้ำไป เขาคิดว่าจะเอ่ยปากขอตัวกลับหลังจากม่านฟ้าออกมาจากห้องน้ำ ได้ยินเสียงชักโครกและน้ำจากก๊อกน้ำล้างมือดังขึ้นก็ขยับปากเตรียมเอ่ยลากับมารดาของคนรัก แต่กลับได้ยินเสียงร้องดังมาจากในห้องน้ำเสียก่อน

     พิธานสะดุ้งสุดตัวเพราะอยู่ใกล้กับห้องน้ำมากที่สุด เขาถลันไปที่หน้าประตูแล้วตะโกนเรียกคนรักที่อยู่ภายใน

     “เมฆ!! เป็นไร!!”

     “พีท! ไอ้พีท! ช่วยด้วย!” เสียงของคนรักที่ตะโกนตอบกลับมาไม่ช่วยให้เขารู้สถานการณ์ภายในเพิ่มขึ้นนอกจากเป็นห่วงคนรักมากกว่าเดิม

     “อะไร! มึงเป็นอะไร! บอกกูดิ!” พิธานพูดไปก็ทุบประตูไปด้วย เขาพยายามหมุนลูกบิดแต่ก็พบว่าคนรักล็อกประตูเอาไว้ จึงได้ละมือมาทุบประตูอีกครั้งอย่างร้อนใจ

     “ไอ้เหี้ย! มึงอย่าทุบ! ตุ๊กแก!!! มันเกาะประตูอยู่ เดี๋ยวมันตกลงมาหากู!”

     คำพูดครั้งนี้ของม่านฟ้าสั่นเครือไปหมด พิธานใจหายวาบนึกถึงศัตรูคู่อาฆาตของม่านฟ้าที่เจอหน้ากันไม่ได้ ม่านฟ้าเป็นต้องเข่าอ่อนทำอะไรไม่ถูกทุกครั้ง คนรักของเขาแทบจะไม่กลัวสัตว์หรือแมลงอะไรนอกจากไอ้ตัวที่อยู่ในห้องน้ำด้วยกันตอนนี้ แล้วก็เสือกมีแต่มันที่เจอเนี่ย!!

     พิธานหันกลับมาเห็นมารดาของคนรักและภูหมอกเดินมาใกล้ๆ สีหน้าของหญิงวัยกลางคนดูเป็นกังวล คงรู้ดีว่าม่านฟ้าเกลียดสัตว์ชนิดนี้มากแค่ไหน ผิดกับภูหมอกที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดไปแล้ว

     “หมอก มีกุญแจห้องน้ำป่ะ”

     ภูหมอกได้ยินครูสอนพิเศษถามขึ้นมาก็สะดุ้งเล็กน้อย พยักหน้าจะเดินไปหากุญแจก็สะดุ้งขึ้นมาอีกครั้งเมื่อตุ๊กแกภายในห้องน้ำร้องประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ออกมา

     ไม่เพียงแค่ภูหมอก แต่พิธานก็ได้ยินเสียงคนข้างในร้องออกมาแว่วๆ ทั้งขำทั้งสงสารคนรักจึงหันกลับไปหวังช่วยกล่อมให้ม่านฟ้าลองหาวิธีหลีกเลี่ยงศัตรูตัวฉกาจด้วยตัวเองขณะที่น้องชายกำลังไปหากุญแจมาให้

     “มึงค่อยๆ เดินวนมาฝั่งนี้ได้ไหม เผื่อมันเดินหนีไปอีกฝั่ง วนเป็นวงกลมเมื่อไหร่มึงจะได้เปิดประตูให้กูช่วยได้ไง” แม้ไม่เห็นภายในแต่พิธานก็พอจะเดาได้ว่าคนรักคงยึดกำแพงอีกฝั่งเป็นที่ตั้ง เพราะหากตุ๊กแกเกาะประตูฝั่งนี้อยู่ คนรักของเขาจะต้องพยายามอยู่ห่างมันให้มากที่สุดเป็นแน่

     ชายหนุ่มร่างสูงถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงครางเหมือนจะร้องไห้มาจากข้างใน เข้าใจว่าคนไม่กลัวก็พูดออกมาได้ง่ายแต่คนที่กลัวอย่างม่านฟ้าคงไม่กล้าแม้แต่จะขยับ

     “มีอะไรกัน”

     เสียงหนึ่งดังขึ้นดึงให้ทั้งนัชชาและพิธานหันกลับไปมอง ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนของเจ้าของบ้านที่เพิ่งเดินเข้าประตูบ้านมา

     นภดลที่กลับมาถึงบ้านมองสภาพสมาชิกในบ้านแต่ละคนรวมทั้งแขกประจำแล้วได้แต่ขมวดคิ้ว เดาได้จากเสียงที่อยู่ในห้องน้ำว่าน่าจะเป็นลูกชายคนโต ซึ่งไม่ผิดเขาเห็นลูกชายคนเล็กวิ่งลงบันไดมาจากชั้นบนพร้อมกับกล่องกุญแจหลักของบ้าน

     นัชชาปราดเขามาอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้สามีฟังแล้วหันกลับไปที่หน้าห้องน้ำอีกครั้งเมื่อภูหมอกยื่นกุญแจห้องน้ำให้พิธานแล้วกระโดดออกมายืนไกลๆ

     พิธานรับกุญแจมาก่อนเงยหน้ามองบิดาของคนรักที่เดินเข้ามาใกล้เหมือนตั้งใจมาเป็นกำลังเสริมให้เขา ชายหนุ่มยกมือไหว้เจ้าของบ้านแล้วหันกลับมาไขกุญแจหวังกู้ชีพผู้โชคร้ายที่ติดอยู่ภายใน

     เพียงไขกุญแจและแง้มประตูออกเล็กน้อย พิธานก็ได้ยินเสียง 'แปะ' ดังขึ้นเบาๆ หลังประตูห้องน้ำ ตามด้วยเสียงกรีดร้องอีกครั้งจากภายใน

     "พีท มันตกลงมา!!! อย่าเพิ่งเปิด!" มือที่จับลูกบิดประตูของพิธานชะงักไปเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วแล้วหันกลับไปมองเจ้าของบ้านอย่างต้องการถามความเห็น จนเมื่อได้สัญญาณที่แปลความว่า 'เปิดเข้าไปเลย' จึงได้เดินหน้าดันประตูเข้าไปอีกครั้ง

     ประตูที่ถูกดันออกทำให้ตุ๊กแกวิ่งไปอยู่กลางห้องน้ำ หากคิดในมุมของเจ้าตุ๊กแกตัวร้ายมุมด้านหนึ่งที่มีมนุษย์ตัวโตหน้าตาถมึงทึงพร้อมด้วยมนุษย์อีกคนยืนสมทบอยู่ด้านหลัง กับอีกด้านที่มีเพียงมนุษย์ตัวซีดยืนเอาหลังแนบกำแพงราวกับจะฝังร่างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมัน แค่ปริมาณก็ทำให้รู้ได้แล้วว่ามันควรจะวิ่งหนีไปทางไหน

     เสียงโหยหวนดังขึ้นอีกครั้งจากม่านฟ้าพร้อมกับที่พิธานอาศัยขายาวของตนก้าวพรวดไปสองก้าวให้ถึงตัวคนรัก เขาหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับตุ๊กแกตัวใหญ่ที่เบรกตัวโก่งแล้วชะงักเท้าอยู่อย่างนั้นเมื่อเจอมนุษย์ตนนี้มาดักทาง

     ชายร่างสูงรู้สึกถึงมือของคนรักที่จับเสื้อด้านหลังของเขาไว้ พิธานเอื้อมไปตบมือนั้นเบาๆ แล้วดึงออกจากเสื้อมาจับไว้ด้วยมือข้างเดียวอย่างให้กำลังใจ

     ฝ่ามือที่ชื้นไปด้วยเหงื่อของม่านฟ้าทำให้พิธานตัดสินใจได้ เดิมทีเขาคิดที่จะค่อยๆ ต้อนมันออกจากห้องน้ำ แต่การไล่ต้อนเช่นนั้นก็ไม่สามารถรับประกันทิศทางการวิ่งของสัตว์เลื้อยคลานตรงหน้าได้ รั้งแต่จะยิ่งทำให้เสียเวลา
     
     "พ่อมีผ้าไหมครับ ผ้าขี้ริ้วก็ได้"

     ทันทีที่พิธานถามขึ้น ชายวัยกลางคนก็รู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มตรงหน้าต้องการทำอะไร จะเป็นอะไรไปได้อีกนอกจากการเผด็จศึกตุ๊กแกตรงหน้าด้วยการจับให้ได้ในครั้งเดียว รู้ทั้งรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่คงต้องเสี่ยงดูสักที

     พิธานเลือกที่จะเป็นคนจับดีกว่าให้บิดาคนรักที่ล้อมอยู่อีกฝั่งจัดการ เขาคิดว่าหากมีการจับพลาดขึ้นมาจริงๆ ตุ๊กแกก็คงวิ่งออกไปทางหน้าประตูห้องน้ำ แต่หากให้ชายวัยกลางคนเป็นคนจับแล้วมันวิ่งกลับมาทางเขาล่ะก็…

     ม่านฟ้าคงได้เป็นลมไปจริงๆ

     ผ้าเช็ดโต๊ะผืนไม่เล็กไม่ใหญ่แต่หนาพอสมควรถูกส่งต่อมาจากหญิงสาวคนเดียวของบ้านที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านนอก ผ่านนภดลมาจนถึงมือของพิธาน ชายร่างสูงบีบมือคนรักที่ซ่อนอยู่ด้านหลังอย่างกำลังใจก่อนผละออก

     หน่วยกู้ภัยสองคนสบตากันเล็กน้อยอย่างให้สัญญาณ ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะเริ่มขยับทำท่าคล้ายจะเข้าไปจับแขกไม่ได้รับเชิญของค่ำคืนนี้

     ตุ๊กแกตัวใหญ่จ้องมองมนุษย์ร่างท้วมตรงหน้าอย่างระวัง ย่างถอยหลังมาเล็กน้อยจนลืมมนุษย์อีกสองคนที่อยู่ด้านหลัง

     พิธานได้จังหวะที่ตุ๊กแกไม่ได้ระวังตัวพุ่งเข้าตะครุบด้วยความเร็ว เขากดลงไปบนตัวของมันผ่านผ้าเช็ดโต๊ะแต่เพราะมองไม่เห็นจึงไม่สามารถจับเข้าที่หัวของตุ๊กแกได้พอดีจนเจ้าตัวร้ายวกเข้ามากัดมือเขาผ่านผ้าได้สำเร็จ

     "โอ๊ย!" หนุ่มวิศวะฯ อุทานออกมาเบาๆ แต่ไม่คิดจะปล่อยมือ เขาล็อกหัวของมันได้สำเร็จและยกขึ้นมาจากพื้น โชคดีที่ตุ๊กแกไม่ได้ฤทธิ์เยอะหรือว่องไวนักจึงจับได้ง่ายๆ เช่นนี้

     "เอามาปล่อยข้างนอก มา" เจ้าของบ้านอย่างนภดลพูดขึ้นแล้วหันหลังเดินนำพิธานให้ตามไปปล่อยตุ๊กแกในสวน

     เหตุการณ์ลุ้นระทึกผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังทุกอย่างเรียบร้อยดีชายสองวัยก็เดินกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง นภดลที่เพิ่งนึกได้รีบหันกลับมาถามถึงเสียงร้องที่ได้ยินเมื่อครู่กับชายหนุ่มตัวโต "โดนกัดรึเปล่า ถ้าโดนกัดรีบไปให้แม่เขาทำแผลให้"

     เสียงที่ดูร้อนรนอยู่สักหน่อยทำให้พิธานต้องแอบอมยิ้มไว้ในแก้ม มองชายวัยกลางคนที่หน้านิ่วคิ้วขมวดแต่ก็แสดงอาการเป็นห่วงออกมาชัดเจน

     "เป็นแผลรึเปล่าลูก" ฝ่ายนัชชาเองก็รีบเข้ามาดูมือของพิธานและถามออกมาไม่ต่างกัน จนพิธานหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วจึงตอบกลับไป "ไม่เป็นไรครับ มันกัดผ่านผ้า เลยไม่เข้าเนื้อ"

     ชายหญิงเจ้าของบ้านพยักหน้ารับเบาๆ อย่างโล่งอกก่อนมองหน้ากันเล็กน้อย

     เมื่อกลับเข้ามาถึงจุดเกิดเหตุอีกครั้ง พิธานถึงได้สังเกตคนรักที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องน้ำจุดเดิมกับที่เขาทิ้งไป สภาพของม่านฟ้าเข้าขั้น 'ดูไม่ได้' โดยสมบูรณ์ สีหน้าของผู้เคราะห์ร้ายย่ำแย่เหลือทน ประกอบกับดวงตาแดงก่ำและการคู้ตัวนั่งเช่นนั้นยิ่งทำให้ม่านฟ้าเหมือนคนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตมา

     นภดลที่เห็นภาพนั้นเช่นกันหันกลับมามองลูกชายอีกคนที่นั่งอยู่ห่างๆ และเห็นเพียงใบหน้าซีดเผือดไม่ต่างจากพี่ชาย เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ส่ายหน้าหน่ายใจกับความขี้กลัวของลูกชายทั้งสองคน แล้วเบนสายตากลับมามองชายหนุ่มตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างกันด้วยสายตาที่แปลความไม่ออก

     พิธานเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำอีกหนแล้วรั้งแขนม่านฟ้าให้ลุกขึ้น คำว่า 'แข้งขาอ่อนแรง' สามารถนำมานิยามกับม่านฟ้าตอนนี้ได้อย่างตรงตามความหมาย ชายหนุ่มร่างสูงจึงต้องพยุงคนรักออกมานั่งข้างนอกอย่างช่วยไม่ได้

     ม่านฟ้าได้สติกลับมาอีกหนเมื่อคนรักพาเขามานั่งเก้าอี้ที่ใกล้ที่สุด เหลือบตาขึ้นไปมองคนรักแล้วนึกอยากกอดตัวโตๆ นั้นให้ใจที่หายไปกลับคืนที่เดิม

     แต่ทำได้ที่ไหนกัน

     หนุ่มอักษรฯ มองมารดาที่เดินเข้ามาใกล้เพื่อดูรอยแดงบนมือพิธานอีกครั้ง เขาจึงคว้าเอวของผู้เป็นแม่เข้ามากอด

     "หืม? " นัชชาถึงกับก้มหน้าลงมองลูกชายคนโตอย่างแปลกใจ ค่อยๆ ปล่อยมือเพื่อนลูกชายออกเมื่อเห็นว่าไม่เป็นไรจริงอย่างที่เจ้าตัวว่า ก่อนสัมผัสได้ถึงแผ่นหลังที่ยังติดสั่นเล็กน้อย

     มือของหญิงวัยกลางคนลูบแผ่นหลังม่านฟ้าหนักๆ เหมือนต้องการให้อาการสั่นหายไป ทั้งขำทั้งสงสารลูกชายคนนี้เมื่อมาดที่มักสร้างไว้หายไปจนหมด "ไม่อายเพื่อนรึไง งอแงเป็นเด็ก"

     เด็กงอแงส่ายหน้าอยู่กับหน้าท้องของมารดา นึกในใจว่าจะอายทำไมในเมื่อปกติที่อยู่กับ 'เพื่อน' คนนี้ ต่อให้งอแงมากกว่านี้ก็เคยมาแล้ว




     พิธานมองคนรักที่นิ่งไปเหมือนย้อนคิดตามคำพูดของเขา แอบคิดเล่นๆ ว่าหากตอนนั้นฐานะของพวกเขาเป็นที่เปิดเผย คนที่ม่านฟ้าจะพุ่งเข้ามากอดจะเป็นเขาหรือเปล่า

     ชายหนุ่มร่างสูงส่ายหัวไล่ความคิดเด็กๆ ของตัวเองออกไป ถึงจะเปิดตัวกันแล้วก็ใช่ว่าจะกอดกันอย่างประเจิดประเจ้อต่อหน้าพ่อแม่ของคนรักได้เสียหน่อย

     ม่านฟ้าเห็นคนรักส่ายหัวก็หลุดออกจากภวังค์ความคิด สะบัดหน้าไล่เรื่องราวในวันนั้นออกไปจากหัวเช่นกัน เขาสัมผัสได้ถึงมือของคนรักที่กระชับกอดเขาอยู่นอกผ้าห่ม ถึงเหตุการณ์ในวันนั้นจะเป็นฝันร้ายที่ไม่น่าจดจำแต่ก็จำได้ดีว่ามือคู่นี้ของคนรักที่กุมมือเขาไว้และพยุงออกมานั้นชวนให้รู้สึกปลอดภัยแค่ไหน

     กี่ครั้งแล้วที่เขาได้รับความอบอุ่นจากมือคู่นี้ กี่ครั้งที่ได้รับคำปลอบโยนกึ่งดุจากเสียงทุ้มของคนตรงหน้า และกี่ครั้งที่ได้รับความรักส่งผ่านมาจากสายตาดุดัน

     แล้วมีอะไร...ที่เขาพอจะทำให้คนรักได้บ้าง

     แค่เขาบอกว่าจะสารภาพกับครอบครัว แม้พิธานจะดูเป็นกังวลแต่ก็ซ่อนความดีใจในดวงตาได้ไม่มิด การเปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเขาในครั้งนี้ คงจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ม่านฟ้าพอจะทำให้คนรักของเขาได้ นอกจากนั้น...

     “มึงเคยคิดอยากจะทำจริงๆ บ้างไหม”

     คำถามที่เขาเคยถามคนรักเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่าดังขึ้นมาในหัวอีกครั้งและม่านฟ้ายังจำได้ดีถึงคำตอบของคนรัก

     “ไม่ใช่แค่ ‘เคย’ ทุกวันนี้กูก็ยังอยาก แฟนกูทั้งคน ถ้ากูไม่อยากกูก็ตายด้านแล้วไหม”

     จนถึงวันนี้ ม่านฟ้าเพิ่งจะนึกถึงคำพูดที่เขาเคยคิดจะพูดกับคนรักได้

     “ถ้าทุกอย่างจบลงเมื่อไหร่...กูจะยกให้มึงนะ กูสัญญา”

     พิธานที่ได้ยินคนรักพูดขึ้นมาก็เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ยังงุนงงถึงความหมายที่คนรักต้องการจะสื่อจนรู้สึกตัวอีกทีม่านฟ้าก็จูบเข้าที่ลำคอของเขาแผ่วเบา พิธานพอจะรู้ความหมายของจูบที่ลำคอตามความหมายทั่วไปแต่ไม่แน่ใจว่าคนกระทำจะรู้ตัวหรือไม่ จนสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่มองมา พิธานถึงเข้าใจว่าเจ้าตัวต้องการสื่อถึงอะไร

     จูบที่คอหมายถึง ‘ความปรารถนา’

     ชายหนุ่มร่างสูงคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ขยับตัวเข้าไปกดจูบที่หน้าผากของคนรักอย่างอ่อนโยนและกระชับก้อนผ้าห่มในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม “ถึงกับเอาตัวเข้าแลกเลยเหรอ”

     คำล้อเลียนพร้อมรอยยิ้มของอีกคนทำให้ม่านฟ้ากระถดตัวลงไปในผ้าห่มมากขึ้น ซุกหน้าเข้ากับความหนาของผ้าและบ่นอีกฝ่ายออกมาเบาๆ “ก็ไม่รู้จะให้อะไรแล้ว หมดตัวจริงๆ แล้วกูเนี่ย”

     พิธานเผยยิ้มกว้างออกมามากขึ้น โน้มใบหน้าไปชนกับหน้าผากของอีกคนแล้วกระซิบติดริมฝีปากที่เม้มแน่นเพื่อตอบรับข้อเสนอแสนหวาน

     “กูไม่ปฏิเสธหรอกนะ ขอรับคำสัญญานั้นไว้แล้วกัน”

     ----

     จนวันที่รอคอยมาถึง ม่านฟ้าที่แต่งตัวเรียบร้อยก็สำรวจของในกระเป๋าอีกครั้ง ถึงจะเป็นวันหยุดแต่ภาคเขามีนัดเรียนเพิ่มเพราะต้องหยุดเรียนจากกีฬามหาลัยในช่วงต้นเทอม เขามีเรียนแค่ช่วงเช้า ช่วงบ่ายวันนี้จึงวางแผนจะไปรับน้องที่สนามสอบและกลับบ้านพร้อมกัน

     จะบอกว่าไม่กลัวก็คงโกหก ไม่เพียงแค่เรื่องภูหมอกที่ต้องบอกความจริงในวันนี้ เรื่องราวของเขาเองก็จะถูกเปิดเผยในวันนี้เช่นกัน ม่านฟ้าได้แต่ทุบอกหวังระงับใจที่เริ่มเต้นแรงขึ้นและให้กำลังใจตัวเองเงียบๆ

     ม่านฟ้ายกกระเป๋าเรียนขึ้นสะพายบ่าเปิดประตูออกไปก็ปะทะเข้ากับใครบางคนที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู

     ทั้งม่านฟ้าและพิธานต่างถอยหลังกันไปคนละหนึ่งก้าว กะพริบตาเรียกสติกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนเป็นเจ้าของห้องที่เปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน “มีอะไรป่าว ทำไมวันนี้มาหาแต่เช้า ปกติมีกิจกรรมมึงก็ไม่ตื่นเช้าขนาดนี้นิ”

     ม่านฟ้าพอจะรู้ว่าช่วงนี้ที่คณะของพิธานกำลังจัดกิจกรรม เจ้าตัวเองก็ต้องไปช่วยบ้างบางวันทั้งช่วงเย็นของวันธรรมดาและวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นนี้ นี่เองก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ม่านฟ้ายกขึ้นมากล่อมพิธานที่จะไปกับเขาให้ได้เมื่อรู้ว่าวันนี้เขาจะไปสารภาพความจริงกับพ่อ

     “แล้ววันนี้มันปกติไหมล่ะ”

     พิธานทำตาปรือใส่คนรัก เขายังรู้สึกง่วงอยู่ไม่น้อยแต่ก็รีบตื่นขึ้นมาเพื่อมาชวนคนรักไปกินข้าวด้วยกัน ม่านฟ้าฟังคำพูดแล้วเลิกคิ้วแปลกใจ ไม่บ่อยนักที่พิธานจะมาชวนกินข้าวเช้าเช่นนี้ พวกเขามีกินข้าวเย็นด้วยกันบ้างแล้วแต่โอกาสและความขยันจะเอื้ออำนวย แต่ข้าวเช้าเป็นอะไรที่ไม่ปกติเอาเสียเลย

     ถึงจะยังงุนงงแต่ม่านฟ้าก็ยอมเดินตามคนรักออกมาจากห้อง หันไปมองจ้องคนรักต่ออย่างรอคำตอบที่พูดค้างไว้ถึงความ ‘ไม่ปกติ’

     “ไม่ใช่ว่ามึงกำลังตื่นเต้นที่ต้องไปคุยกับพ่ออยู่รึไง” พิธานหันกลับมาเจอดวงตาของคนรักจ้องมองอยู่ก็ตอบคำถามในใจม่านฟ้าออกไปพร้อมกดลิฟต์เพื่อลงไปชั้นล่างแล้วพลิกตัวไปยืนพิงกับกำแพง หลับตาลงอย่างคนง่วงนอน

     คนที่กำลังจะไปคุยกับพ่อมองท่าทางของคนตรงหน้าแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบออกมาเสียงเบา “ก็นิดนึง”

     “ไม่นิดมั้ง ใส่เสื้อกลับตะเข็บขนาดนี้” พิธานลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วมองไปที่ชุดนิสิตของคนตรงหน้าจนม่านฟ้าอุทานออกมาแล้วรีบก้มลงมองเสื้อของตนเอง ครั้นรู้ตัวว่าโดนคนรักแกล้งถึงได้รีบหันกลับไปถลึงตาใส่คนรักที่บังอาจมาหลอกกันแต่เช้า

     คนขี้แกล้งยกยิ้มมุมปากรู้สึกสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย แล้วก้าวนำเข้าไปในลิฟต์ทันทีที่ประตูเปิดออก ชายร่างสูงยกแขนขึ้นพาดบ่าคนรักแล้วรั้งเข้ามาใกล้ ซบหัวลงไปกับศีรษะของคนรักแล้วพึมพำออกมาแผ่วเบาด้วยเสียงที่จริงจัง

     “ขอโทษนะ งานวันนี้มันโดดไม่ได้จริงๆ”

     ม่านฟ้าเหลือบมองคนรักที่พิงหัวอยู่ในระยะใกล้แล้วยกแขนถองเข้าไปที่หน้าท้องของคนรักเบาๆ “ก็บอกว่าไม่เป็นไร ถึงมึงว่างกูก็ไม่ให้มึงไปอยู่ดี บอกแล้วว่ากูจะลองคุยกับพ่อดูเองก่อน ใจเย็นๆ ค่อยๆ คุยอย่างที่มึงบอกไง”

     พิธานได้ฟังคำพูดนั้นก็ขมวดคิ้ว ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ท่าทางยังติดกังวลอยู่แต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างจำยอม “แต่เดี๋ยวเย็นนี้กูคงกลับเร็วหน่อย ว่าจะกลับบ้านด้วย”

     บ้านที่พิธานพูดถึงคงหมายถึงบ้านที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับเขา ไม่ใช่หอพักนี้อย่างทุกครั้งที่มีกิจกรรม แต่นั่นกลับทำให้ม่านฟ้าเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจอีกหน จับมือที่พาดบ่าของตัวเองไว้แล้วเขย่าเบาๆ เมื่อเห็นอีกคนยืนนิ่งเหมือนจะหลับกลางอากาศ

     “แล้วมึงจะกลับบ้านทำไม พรุ่งนี้มึงก็มีกิจกรรมอีกไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่นอนหอ”

     คนง่วงนอนผงกหัวขึ้นมาเดินเกาะคนรักออกมาจากลิฟต์เหมือนเหาฉลามตัวโต จนกระทั่งเดินเรื่อยๆ มาเกือบถึงโรงอาหารถึงเพิ่งนึกได้ว่ามีคำถามของคนรักที่ถามค้างไว้ “สแตนด์บายไง เผื่อวันนี้มีเด็กโดนไล่ออกจากบ้านมาเพิ่ม”

     “ปากเสีย”

     เด็กที่โดนไล่ออกจากบ้านมาแล้วก่อนหน้านี้พูดสวนกลับไปทันที ไม่เถียงหรอกว่าสิ่งที่พิธานพูดมีโอกาสเกิดขึ้นจริงค่อนข้างสูง แต่การถูกแช่งเสียก่อนที่จะเริ่มไปคุยเช่นนี้ก็พาลให้หวาดหวั่นจนต้องรีบปฏิเสธเอาไว้ก่อน

     “เอ่อๆ ขอให้กูไปสแตนด์บายเก้อก็แล้วกัน”

     ม่านฟ้ามองคนรักที่ยักไหล่เหมือนไม่สนใจอย่างหมั่นไส้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีอีกคนอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าเวลาไหนก็ทำให้เขาอุ่นใจได้จริงๆ



     เมื่อยามเย็นมาถึงม่านฟ้าเดินทางกลับบ้านด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย ในหัวคิดเรื่องมากมายทั้งเรื่องของน้องชายและตนเอง นึกสะท้อนใจแทนบิดาออกมาไม่น้อยเมื่อคนที่เกลียดเพศที่สามอย่างพ่อกลับมีลูกชายเป็นเพศที่สามทั้งคู่

     แอบคิดจริงจังว่าควรเรียกรถพยาบาลรอไว้ก่อนเลยไหม ไม่สิ เขาโทรตามแม่ให้กลับบ้านเร็วแล้ว อย่างไรแม่ก็เป็นพยาบาลอาวุโสชำนาญการ พ่อเองก็ไม่ได้มีโรคประจำตัวอย่างความดันหรือโรคหัวใจให้ต้องกังวล แค่เบาหวานและไขมันในเลือดสูงที่เกิดมาจากพฤติกรรมการกินของพ่อก็เท่านั้น

     แต่จะให้ทำอย่างไร เรื่องแบบนี้ก็ใช่ว่าจะห้ามกันได้

     ต่อให้วันนั้นเขาไม่ตอบรับคำขอของพิธาน ม่านฟ้าก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถกลับไปชอบผู้หญิงด้วยความรู้สึกเดิมได้อีกหรือไม่ เขาอาจจะยังไม่เคยชอบผู้ชายคนอื่นแต่หลังจากคบกับพิธาน เขาเองก็ไม่เคยรู้สึกกับผู้หญิงคนใดเลยเหมือนกัน

     ม่านฟ้าเดินเอื่อยๆ ตามน้องชายเข้ามาในหมู่บ้าน บรรยากาศในช่วงเวลาโพล้เพล้ของวันยังเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบใจเสมอ อีกทั้งเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่เขาต้องออกจากบ้านไปกว่าสามอาทิตย์ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้เช่นกัน

     ชายหนุ่มร่างสันทัดขยับปากจะเตรียมคำพูดกับน้องชายไว้ก่อนแต่ก็ไม่ทันเมื่อพวกเขาเดินมาถึงหน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อย เขาเห็นภูหมอกหันมามองหน้าเขาเล็กน้อยจึงได้แต่จำใจพยักหน้าปล่อยเลยตามเลย

     เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ อดเหลือบมองไปทางบ้านของคนรักไม่ได้ ภาวนาให้เขาสามารถรอดตายจากแรงระเบิดครั้งนี้และกลับไปหาพิธานได้ครบสามสิบสองแล้วกัน


     TBC




     Achaya (Writer) :

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์กันนะคะ



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด