ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทที่ 23 (10.10.21)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทที่ 23 (10.10.21)  (อ่าน 11345 ครั้ง)

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-8
รีบมาน้าาา

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 10

     พิธานทำอะไรโดยใช้ความเชื่อของตัวเองเป็นหลัก เขาค่อนข้างเชื่อในลางสังหรณ์ของตัวเอง อย่างเรื่องคราวก่อนที่ระแวงเรื่องการนอกใจของม่านฟ้า แม้ความจริงจะปรากฏว่าม่านฟ้าไม่ได้คิดอะไรกับน้องรหัสคนนั้นแต่ตอนแรกผู้หญิงคนนั้นก็แอบชอบแฟนของเขาจริงๆ

     คราวนี้ก็เช่นกัน เขามีลางสังหรณ์บางอย่างเกี่ยวกับเพื่อนบ้านคนนั้นทำให้เขาคิดว่าอาจจะเกิดเรื่องขึ้นเร็วๆ นี้ จึงเผลอกดดันคนรักไปหลายครั้ง รู้ดีว่าพูดไปก็มีแต่จะทำให้คนรักกังวล แต่ก็ไม่อยากปล่อยไว้จนเกิดปัญหาขึ้นก่อน

     “แต่การที่ต้องปิดบัง และรอคอยไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุดน่ะ...มันทรมานนะ”

     อยากจะตบปากตัวเองสักทีที่พูดแบบนั้นออกไป

     เขาเผลอพูดออกไปเพราะความน้อยใจลึกๆ แต่แค่นี้ม่านฟ้าก็มีเรื่องให้เครียดมากแล้ว แทนที่จะเป็นกำลังใจกลับไปย้ำคนรักเช่นนั้นอีก

     พิธานพยายามบอกกับตัวเองว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไรและทำหัวให้โล่งก่อนทิ้งตัวลงบนเตียง ความเหนื่อยล้าสะสมของการเล่นกีฬาในวันนี้ทำให้เขาเคลิ้มไปกับเตียงนุ่มอุ่นนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้หลับลงอย่างเป็นสุข เสียงโทรศัพท์ที่ดังขัดขึ้นกลับขัดความสุนทรีย์ในการนอนของเขาไปจนหมด

     ชักเข้าใจอารมณ์ของคนรักเวลาเขาโทรไปกวนตอนนอนแล้วสิ

     ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ เบอร์ของภูหมอกที่โทรเข้ามาในเวลาเช่นนี้เปลี่ยนอารมณ์หงุดหงิดของกลายเป็นหายใจไม่ทั่วท้องแทน

     “ฮาโหล”

     ‘พี่พีททท ฮึก ช่วยด้วย’

     อา ลางไม่ดีจริงๆ ด้วยสิ

     ----

     พิธานตระเวนขับรถหาคนรักจนทั่ว โทรศัพท์ของม่านฟ้าถูกปิดเอาไว้ เขาที่ทั้งห่วงทั้งหัวเสียฟาดมือเข้ากับพวงมาลัยพร้อมถอนหายใจออกมาหนักๆ

     ทั้งที่ขอแค่ได้อยู่ข้างๆ ยามมีปัญหาเท่านั้น แต่ก็กลับทำไม่ได้

     ภูหมอกโทรมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งการที่พ่อเจอเครื่องสำอาง การทะเลาะกันของม่านฟ้าและพ่อที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเครื่องสำอางเหล่านั้นเป็นของม่านฟ้า ไปจนถึงผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างการเตลิดหายไปจากบ้านของคนรัก

     ความรู้สึกโกรธของพิธานทุเลาลงเปลี่ยนเป็นความโล่งใจเมื่อเห็นใบหน้าของคนรักหลังบานประตูห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง เจ้าตัวให้เขาเข้าไปนั่งด้วยในห้องอย่างมึนงง รอจนเวลาผ่านไปสักพัก ความโมโหของเขาก็กลับมาเมื่อเริ่มคุยกันอีกครั้งจนเผลอตวาดคนรักออกไป

     เขาแค่กลัวว่าสิ่งที่ม่านฟ้าทำไปเป็นเพราะตั้งใจรับผิดแทนน้องชาย

     เสียงร้องไห้ของคนรักทำให้เขาดึงสติตัวเองกลับมาอีกครั้งแล้วถอนหายใจ ต่อให้เคยคิดว่าชอบดวงตาคู่สวยนี้เวลาทำหน้าเศร้าเพียงใดแต่ก็ไม่คิดอยากให้เจ้าตัวต้องเศร้าเลยสักครั้ง ยิ่งแพขนตาหนาที่ตอนนี้พรมไปด้วยน้ำตาและเสียงสะอื้นก็ทำให้เขาใจอ่อนลงอีกครั้ง

     “มานี่มา”

     เขารับตัวของม่านฟ้าเข้ามาในอ้อมกอด ปล่อยให้เจ้าตัวร้องไห้และระบายออกมาจนพอใจ "กูแค่โกรธ ถึงประชดออกไปแบบนั้น เหมือนเขาพุ่งเป้ามาที่กูแต่แรกอยู่แล้วว่าเป็นกู ต่อให้ไอหมอกมันจะร้องไห้ออกมาเขาก็คิดว่าเพราะกูไปกดดันน้องให้เก็บความลับ น้องถึงได้ร้องไห้แบบนั้น"

     พิธานรู้สึกถึงแรงจากฝ่ามือที่กำแน่นบนเสื้อของเขา คนตัวโตกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงร่างกายที่สั่นของอีกคน เขารับฟังเรื่องราวจากปากของม่านฟ้าอีกครั้ง ถ้อยคำรุนแรงหลายคำจากผู้เป็นพ่อทำให้เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมม่านฟ้าถึงเตลิดออกมาและร้องไห้หนักแบบนี้

     คำพูดบางคำมันหนักหนาเกินไปจริงๆ

     ชายหนุ่มร่างสูงกอดคนรักเอาไว้และโยกตัวเบาๆ เหมือนกล่อมเด็ก เขาไม่แสดงความเห็นหรือเอ่ยปลอบใจม่านฟ้ากับคำพูดเหล่านั้น รู้ดีว่าต่อให้พูดมากไปก็ลบเลือนสิ่งที่ม่านฟ้าเจอมาไม่ได้

     ทำได้เพียงกอดไว้ให้แน่น ให้ร่างกายของม่านฟ้าจดจำความอบอุ่นของการมีเขาอยู่เคียงข้างแม้ในวันที่เลวร้ายเช่นนี้

     หลังม่านฟ้าร้องไห้จนเริ่มหมดแรง พิธานที่นั่งกอดคนรักก็ตบหลังอีกคนอย่างแผ่วเบาและพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับการกระทำออกไป

     “กูไม่อยากปลอบมึงเลย” ชายร่างสูงพูดแล้วดึงคนรักออกจากอก พยายามไม่สนใจใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่น่าสงสารของคนรักและรู้สึกถึงอารมณ์ของตัวเองที่เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกหน “กูโกรธมึงอยู่รู้ไหม ทำไมถึงไม่มาหากู ต่อให้เจอเรื่องหนักแค่ไหนแต่อย่างน้อยเกิดเรื่องก็บอกกูสักคำ ทำไมถึงหนีออกมาแบบนี้”

     “ตะ ตอนนั้นกู...กูคิดว่าอยากอยู่คนเดียว” เสียงที่กดต่ำลงของคนรักทำให้ม่านฟ้าเริ่มพูดติดขัด สำหรับเขานอกจากพ่อก็มีพิธานเวลาโกรธเนี่ยแหละที่เขากลัวมากที่สุด

     “ถ้าปกติมึงอยากอยู่คนเดียว แล้วมึงขังตัวเองอยู่ในห้องยังไงกูก็ไม่ว่า แต่ขอให้กูรู้ว่ามึงอยู่ที่ไหน ให้กูรู้ว่ามึงยังอยู่ดี ไม่ใช่หนีเตลิดไปไม่บอกใครแบบนี้ แต่นี่มึงไม่บอกกู ไม่บอกที่บ้านมึงสักคำว่าไปไหนแล้วไม่ให้กูห่วงได้ยังไง”

     ท่อนสุดท้ายของประโยคเหมือนพิธานจะคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ถึงกดเสียงต่ำออกมาเมื่อเด็กดื้อยังไม่ยอมหยุดเถียง ม่านฟ้าหดคอลงอย่างหวาดๆ รู้ดีว่าคนรักเวลาโมโหน่ากลัวแค่ไหน จึงไม่คิดเถียงอะไรอีก

     “จากนี้ไปกูขอได้ไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้คิดถึงกูเป็นคนแรก” เสียงของพิธานติดจะสั่นเล็กน้อยแต่ไม่ใช่เพราะความโมโหอย่างเมื่อครู่ ชายหนุ่มร่างสูงสูดลมหายใจเข้าลึกระงับความน้อยใจที่ผุดขึ้นมาแล้วพูดต่อ “ให้กูได้อยู่ข้างๆ มึง จะฐานะเหี้ยอะไรก็ได้ แต่อย่าทำให้กูห่วงที่ไม่รู้ว่ามึงไปอยู่ที่ไหนแบบนี้อีก”

     พิธานคิดว่าทั้งความรู้สึกน้อยใจ โกรธและเป็นห่วงที่ปะปนกันมาตลอดทางที่ตามหาคนรักได้จางลงไปแล้วเมื่อได้เจอหน้าแต่จนถึงตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันยังกรุ่นอยู่ในอกตลอด เขาเห็นคนรักเม้มปากเล็กน้อยแล้วช้อนตาขึ้นมองเขาพร้อมน้ำตาที่ร่วงลงไปบนตัก พยักหน้าตอบรับเขาเล็กน้อยแล้วดึงชายเสื้อเขาไว้เบาๆ

     “ขอโทษครับ”

     คนถูกขอโทษถอนหายใจออกมา มองคนที่ก้มหน้าหงอลงไปอีกครั้งแล้วเขย่าหัวคนรักอย่างแรงแต่อารมณ์ที่เคยรุนแรงกลับเริ่มสงบลงอีกครั้ง “แล้วบอกว่าไม่อ้อน”

     “คราวนี้อ้อน ยอมรับ”

     เสียงอ้อมแอ้มในลำคออย่างยอมจำนนของม่านฟ้าทำให้พิธานหลุดยิ้ม ปาดน้ำตาออกจากใบหน้าให้คนรักแล้วขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนทำท่าจะเดินไปที่ประตูห้อง “เดี๋ยวกูลงไปเอาเสื้อผ้าสำรองในรถก่อน”

     พิธานส่งข้อความไปบอกภูหมอกตั้งแต่รู้ว่าม่านฟ้าพักอยู่ที่โรงแรมนี้จากพนักงาน ในตอนนี้จึงไม่ต้องห่วงอะไรอีก แต่การกระทำและคำพูดนั้นกลับทำให้ม่านฟ้าแสดงสีหน้างุนงงออกมา

     “มึงจะนอนนี่เหรอ”

     คนที่กำลังจะก้าวขาออกจากประตูหันมามองเจ้าของห้องอีกครั้งด้วยรอยยิ้มเย็น

     “นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วที่รัก มึงจะให้กูกลับบ้านอีกเหรอ” พิธานหันกลับมามองคนรักเต็มตาแล้วพูดอย่างติดจะกวนปนหมั่นไส้ “หรือยังอยากอยู่คนเดียวอีก จะให้กูไปนอนห้องข้างๆ เอาไหม”

     แม้ม่านฟ้าจะยังนึกไม่ออกว่าแค่คำถามนั้นทำไมถึงทำให้คนรักทำหน้าตาน่ากลัวออกมาอีก แต่ก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธไว้ก่อน จนเมื่อคนรักกลับมาอีกครั้งพร้อมกระเป๋าใบย่อมที่เขาเคยเห็นเจ้าตัวหิ้วไปเวลามีเล่นกีฬา เขาก็ถูกคนรักสั่งขึ้นมาอีกหน

     “ไปอาบน้ำ” พิธานส่ายหน้าเมื่อขึ้นมาแล้วยังเจอคนรักนั่งอยู่ที่เดิม ท่าเดิมราวกับถูกสตัฟฟ์ไว้แล้วเริ่มบ่นต่อ “ออกมาก็ไม่เอาอะไรมาสักอย่าง มึงกะจะนอนทั้งที่ไม่อาบน้ำเลยใช่ม่ะ”

     พิธานรู้ตัวว่ากลายเป็นตาแก่ขี้บ่นไปแล้วแต่ก็หยุดตัวเองไม่ให้บ่นไม่ได้ มองม่านฟ้าที่นิ่งเงียบไม่ตอบรับคำใดก็รู้ว่านั้นคือการยอมรับข้อกล่าวหาตามสไตล์ม่านฟ้า เพียงแต่เป็นม่านฟ้าในเวลาที่พลังงานใกล้หมดเท่านั้น ชายหนุ่มร่างสูงโยนเสื้อผ้าตัวเองชุดหนึ่งในกระเป๋าให้คนบนเตียงแล้วเอ่ยปากไล่ “ไป ไอ้เน่า ไปอาบน้ำ”

     จนเมื่อไล่มนุษย์ถ่านอ่อนอย่างม่านฟ้าเข้าห้องน้ำไปแล้ว เขาถึงหยิบเสื้อผ้าออกมาอีกชุดเพื่อเตรียมอาบต่อ ทั้งที่ตนอาบน้ำมาแล้ว แต่วิ่งวุ่นไปมาขนาดนี้ไม่อาบอีกรอบก็คงไม่ไหว โชคดีที่มีเสื้อผ้าสำรองอยู่พอสมควร ไม่เช่นนั้นคงต้องนอนเน่ากันทั้งคู่

     รู้ทั้งรู้ว่าไม่ใช่เวลา อารมณ์ของม่านฟ้ายามนี้คงไม่คิดจะเขินหรือโรแมนติกอะไรแล้ว แต่นี่คือการนอนค้างด้วยกันครั้งแรกของพวกเขา ไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ที่เป็นบวกเพียงแค่ขอให้มันไม่เป็นลบก็พอ

     หลังทั้งคู่อาบน้ำเสร็จก็ล้มตัวลงนอนบนที่นอนขนาดควีนส์ไซส์ เพราะม่านฟ้าคิดว่าจะนอนคนเดียวจึงจองห้องเตียงเดี่ยวเอาไว้ ในเวลานี้ที่มีแขกกิตติมศักดิ์มาร่วมพักด้วยจึงต้องนอนด้วยกันอย่างไม่มีทางเลือก

     พิธานหลับตาลงพยายามดึงความง่วงของตัวเองที่เคยเกือบจะได้หลับไปแล้วรอบหนึ่งกลับมา แต่เสียงถอนหายใจของคนข้างตัวทำให้เขาต้องลืมตาขึ้นอีกครั้ง พิธานหันไปมองผู้ร่วมเตียงอีกคนที่ตอนนี้นอนนิ่งมองเพดานด้วยสายตาที่เลื่อนลอย ดวงตาคู่สวยที่บวมขึ้นเล็กน้อยแต่กลับไม่มีวี่แววของความง่วงเลยสักนิดทำให้พิธานรู้ได้ทันทีว่าม่านฟ้ายังคงคิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้อยู่

     “เมฆนอน”

     คำสั่งเรียบง่ายดังขึ้นอีกครั้งพร้อมการพลิกตัวนอนตะแคงหันไปหาคนคิดมาก

     ม่านฟ้าเหลือบตามองคนรักที่หันมาหาพร้อมกางแขนออก เขาชะงักไปเล็กน้อยจากความรู้สึกเขินที่ก่อตัวขึ้น แต่ก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็วเมื่อคิดได้ว่าไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องจุกจิกเหล่านี้ก่อนขยับตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่าย รู้สึกถึงแขนที่รัดรอบเอวและสัมผัสอุ่นบนหน้าผาก

     เขารู้ดีว่าเรื่องทุกอย่างบานปลายมาถึงขั้นนี้เพราะเขาควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ ในช่วงเวลานั้นเขาเพียงแต่ต้องการหยุดการลงไม้ลงมือของพ่อ ไม่คิดว่าตนเองจะกลายมาเป็นผู้ต้องสงสัยของพ่อเสียเอง คำพูดที่พูดออกไปในยามนั้นนอกจากความน้อยใจจนประชดประชันออกมา ยังแฝงไปด้วยความจริงบางอย่างที่เก็บเอาไว้มาตลอด

     “ไม่ว่าจะพยายามทำอะไร ยังไงพ่อก็ว่าไม่ดีอยู่แล้วนี่!!!”

     ว่ากันว่าคนเมาและคนโมโหจะพูดสิ่งที่ ‘เก็บ’ เอาไว้ในใจออกมา เขาเองก็เป็นคนโมโหที่หลุดคำพูดตัดพ้อเหล่านั้นออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

     แล้วสำหรับพ่อ คำพูดเหล่านั้นคือสิ่งที่เก็บไว้ในใจพ่อมาตลอดเหมือนกันรึเปล่า

     "กรรมอะไรของกูว่ะ ที่มีลูกอย่างมึง"

     “ไม่ต้องไปคิดมันแล้ว พรุ่งนี้เราค่อยเริ่มใหม่ ค่อยช่วยกันหาทางแก้” พิธานลูบกลุ่มผมของคนในอ้อมแขนแผ่วเบาแล้วก้มลงจูบหน้าผากอีกครั้งอย่างปลอบโยน “นอนซะ ไม่ต้องฝันอะไรทั้งนั้น พักผ่อนให้เต็มที่”

     คำพูดของคนรักทำให้ม่านฟ้าคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย คนรักกันทั่วไปมีแต่พูดว่า ‘ฝันดี’ คงมีแต่คนรักของเขานี่แหละที่บอกว่าไม่ต้องฝัน พิธานเคยบอกเขาว่าอย่างไรการหลับโดยไม่ฝันย่อมให้การพักผ่อนที่ดีกว่าการฝันแถมยังมีความเสี่ยงว่าจะเป็นฝันร้ายอีก หรือต่อให้เป็นฝันดีการที่เราตื่นมาและพบว่าฝันดีนั้นหายไปเหลือเพียงความจริงตรงหน้าย่อมทำให้เจ็บปวดไม่น้อย

     ม่านฟ้าขยับใบหน้าซุกลงกับบ่าของคนรัก ปล่อยวางเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ลงชั่วคราว สูดกลิ่นสบู่หอมจากคนตรงหน้าแล้วค่อยเคลิ้มหลับไปจากสัมผัสของฝ่ามือที่ตบหลังกล่อมเขาเบาๆ

     ----

     สามวันหลังการทะเลาะกัน ก็ถึงรอบที่ปกติพ่อจะโอนเงินค่าขนมเข้าบัญชีให้ม่านฟ้าพอดี แต่ครั้งนี้กลับไม่มีวี่แววของเงินค่าขนมนั้นแล้วแม้จะผ่านไปอีกหลายวันก็ตาม ดูท่าว่าพ่อจะตัดหางปล่อยวัดเขาแล้วจริงๆ

     ม่านฟ้าพยายามดึงตัวเองออกมาจากเรื่องราววันที่ทะเลาะกับพ่อ หาเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ตัวเองทำมากกว่าปกติแต่หลายครั้งที่เผลอก็ยังอดคิดไปถึงคำพูดที่ทำร้ายจิตใจเหล่านั้นไม่ได้

     ชายหนุ่มที่เพิ่งกลับมาถึงหอพักนั่งคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจว่าคงถึงเวลาที่ต้องหางานพิเศษทำแล้ว เขาไม่อยากบอกแม่ให้ต้องกังวลเพิ่มไปอีก เงินเก็บในบัญชีของเขาเองก็ยังพอจะเหลืออยู่จึงไม่ได้ลำบากสักเท่าไหร่แต่จะให้นั่งเฉยๆ ใช้เงินเก็บอย่างเดียวก็คงไม่ไหว

     ม่านฟ้าพยายามคิดถึงงานพิเศษที่เด็กมหาลัยอย่างเขาจะพอทำได้ เพื่อนสนิทของเขาหลายคนรับสอนพิเศษให้กับเด็กมัธยมหรือถึงขั้นเด็กประถมเลยก็มี เพียงแต่ช่วงนี้น่าจะเลยช่วงสอบของเด็กมัธยมไปแล้ว คงไม่ค่อยมีคนอยากหาครูพิเศษตอนนี้เท่าไหร่

     งานพิเศษอย่างอื่นที่พอจะนึกออกก็มีแต่พาร์ทไทม์ร้านสะดวกซื้อหรือไม่ก็เด็กเสิร์ฟตามร้านอาหาร หลายคนอาจจะรู้สึกอายที่ต้องไปทำงานพิเศษหาเงินใช้แต่ม่านฟ้ารู้ตัวว่าไม่ได้หน้าบางขนาดนั้น เขาเพียงแต่ขี้เกียจและเสียดายที่เวลาในการพักผ่อนของเขาจะน้อยลงเท่านั้นเอง

     ม่านฟ้ามองไปยังเตียงชั้นสองที่เป็นของรูมเมทผู้ไม่ค่อยได้กลับห้องของเขา หมอนั่นก็ทำงานพิเศษอยู่เหมือนกันถึงจะไม่ใช่เพราะปัญหาเรื่องเงิน แต่ก็ได้ยินว่าได้เงินไม่น้อย รูมเมทของเขาร้องเพลงอยู่ที่ร้านเหล้าแถวมหาวิทยาลัยแถมยังเคยบอกอีกว่าเด็กเสิร์ฟในร้านมักจะได้ทิปกันวันละไม่น้อย แต่อาจจะทำงานหนักหน่อยจึงมีคนลาออกอยู่เรื่อยๆ

     ถ้าให้รูมเมทของเขาดูให้ อาจจะได้งานมาแบบไม่ยากเย็นอะไรนักก็ได้

     หนุ่มอักษรฯ คิดได้ก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเลื่อนหาเบอร์ของเพื่อนรัก กะว่าจะถามรายละเอียดและค่าจ้างของร้านที่เพื่อนทำอยู่ แต่ก่อนจะได้กดโทรออกก็นึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมาได้

    “จากนี้ไปกูขอได้ไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้คิดถึงกูเป็นคนแรก”

     ม่านฟ้าถอนหายใจออกมาเล็กน้อย โล่งอกที่ยังไม่ทันได้โทรหาเพื่อนแต่คิดถึงคนรักขึ้นมาได้ก่อน ขืนคุยกับรูมเมทเสร็จสรรพว่าจะไปทำงานแล้วคุณแฟนตัวดีเพิ่งมารู้เอาทีหลังคงไม่พ้นโดนดุอีกแน่

     ร่างสันทัดลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วคว้ากุญแจห้องพร้อมโทรศัพท์เพื่อเดินออกไปที่ห้องของคนที่กำลังคิดถึง เขาเคาะประตูหน้าห้องของคนรักเบาๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากภายในจนเหมือนว่าไม่มีใครอยู่ ม่านฟ้าก้มลงมองกุญแจสำรองที่อยู่ในมือ ลังเลว่าจะเข้าไปนั่งรอคนรักข้างในหรือว่ากลับห้องไปก่อนดี แต่กลับได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง

     “เมฆ”
     
     พิธานเลิกคิ้วมองคนรักที่มาหาถึงห้องอย่างแปลกใจ ไม่บ่อยนักที่ม่านฟ้าจะพาร่างของตัวเองออกมาจากห้องได้หากไม่มีเรื่องจำเป็น เขามองคนรักที่มองตอบเขากลับมาตาใสแล้วอดยกมือโยกหัวคนตรงหน้าไม่ได้

     “มีอะไรรึเปล่า” ชายหนุ่มเจ้าของห้องถามพลางไขกุญแจห้องแล้วให้คนรักเดินตามเข้ามาก่อนจะปิดประตูลง เขามองคนรักที่เดินไปนั่งบนเตียงแล้วตอบกลับมาง่ายๆ

     “กูว่าจะทำงานพิเศษอ่ะ”

     “ห้ะ? ”

     คำพูดที่กล่าวขึ้นมาแบบไม่มีการเกริ่นใดๆ ทำให้พิธานงุนงงไปไม่น้อย จนเมื่อได้ยินคนรักเริ่มเล่าแผนการที่วางเอาไว้ หัวคิ้วของชายหนุ่มก็เริ่มขมวดขึ้นเรื่อยๆ

     “ไม่ต้องเลย ร้านเหล้าไม่ให้ทำแน่ๆ ”

     “ห้ะ? ”

     คราวนี้เป็นม่านฟ้าที่งุนงงกับคำพูดของคนรัก เขาเพิ่งพูดอยู่ว่าร้านเหล้าน่าจะได้เงินดีที่สุดแต่กลับถูกปฏิเสธมาเป็นอย่างแรก พิธานส่ายหน้าแรงๆ แค่คิดให้คนรักไปทำงานร้านเหล้าแล้วมีคนมองตามก็รู้สึกไม่พอใจแล้ว เวลาม่านฟ้าไปสังสรรค์กับเพื่อนเขาไม่เคยห้ามเพราะรู้ดีว่าม่านฟ้าจะนั่งกินอยู่ที่โต๊ะของตัวเองอย่างเดียว ไม่ได้ไปดึงดูดความสนใจของใครเขาแต่กับการเป็นเด็กเสิร์ฟมันแทบจะเลี่ยงการถูกมองไม่ได้เลย

     แค่คิดว่าจะมีไอ้ขี้เมามองตามแฟนเขา พูดจาแทะโลมหรือลวนลามพิธานก็แทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว

     ม่านฟ้ามองอาการของคนรักที่ดูหงุดหงิดขึ้นมา พอจะเดาความคิดของคนรักออกว่าคงไม่พ้นพฤติกรรมขี้หึงของเจ้าตัวกำเริบอีกแล้ว

     “มึงจะหวงอะไรนัก ยังไงกูก็ผู้ชายไหม ไม่ใช่ทุกคนบนโลกที่จะมาชอบกูนะเว้ย” ม่านฟ้าพูดออกไปแล้วก็ยิ่งคิดว่าคำพูดตัวเองสมเหตุสมผล จึงอดสำทับเข้าไปอีกครั้งไม่ได้ “ทำหยั่งกะเวลาไปร้านเหล้ามึงมองตามเด็กเสิร์ฟอย่างงั้นแหละ”

     “กูไม่เคยมองเหอะ!! อย่ามาปรักปรำกู แต่กูไม่มองไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่มองไง” พิธานพยายามดึงอารมณ์หึงหวงของตัวเองให้เบาลง แต่ท่าทางของคนรักที่ยังไม่ยอมง่ายๆ แม้เขาจะใช้เหตุผลในแบบของเขาเข้าสู้ จึงได้แต่ค้านหัวชนฝา “ไม่รู้แหละยังไงร้านเหล้ากูก็ไม่ให้ทำ”

     “เออ มึงเดือดขนาดนี้ ถ้าขืนกูยังดื้อทำคงได้ทะเลาะกันตลอดแน่”

     “คิดได้ก็ดี” ม่านฟ้าถลึงตามองใส่คนรักที่กอดอกเชิดหน้าวางท่าเหมือนคนชนะ ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องยอมตลอด แต่ก็ไม่ค้านว่าลึกๆ เขาเองก็ไม่ได้อยากทำงานที่ร้านเหล้าขนาดนั้น ถึงจะเงินดีแต่ถ้าต้องอยู่ในที่เสียงดังๆ แบบนั้นทุกวันคงหูชาแน่แต่ถ้าเป็นพวกร้านสะดวกซื้อ…

     “พวกพาร์ทไทม์เซเว่นก็ไม่เอานะ”

     ม่านฟ้าถึงกับกลอกตาเมื่อฟังคำพูดต่อมาของคนรัก หันไปจ้องคนรักอย่างคาดคั้นให้พูดเหตุผลดีๆ ของการปฏิเสธครั้งนี้ออกมา ถ้าขืนยังตะแบงงอแงอย่างก่อนหน้านี้ได้มีวางมวยกันแน่

     “ก็.. งานพวกนี้กูว่ามันต้องทำงานเป็นกะ แล้วมึงเองก็มีเรียน ถ้าจะทำได้จริงๆ ก็ต้องเป็นกะเย็นกะดึก ดีไม่ดีเดี๋ยวกระทบเรื่องเรียนเข้าไปอีก มึงเองก็พยายามทำเกรดอยู่ไม่ใช่หรือไง ขืนเกรดมาตกเพราะเรื่องแบบนี้กูว่าไม่คุ้มนะ”

     พิธานที่ได้รับสายตาของคนรักเข้าไปก็รู้ว่าคราวนี้ตัวเองต้องหาเหตุผลที่ฟังขึ้นให้คนรัก ถึงได้พูดอธิบายออกไปยืดยาว พิธานยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองพูดถูกจึงจบประโยคลงอย่างที่คิดว่าสวยงามที่สุด “มึงควรหางานที่บริหารเวลาเองได้ดีกว่านะ”

     “งานอะไร”

     “...”

     แต่ไม่ได้คิดเอาไว้ก่อนพูด

     เกิดความเงียบขึ้นระหว่างชายหนุ่มสองคนในห้อง พิธานเองก็คิดไม่ทันเหมือนกันว่าจะให้ทำงานอะไรดี ใจจริงเขาไม่อยากให้ม่านฟ้าไปทำงานเลยด้วยซ้ำแต่รู้ดีว่าห้ามไปก็คงห้ามไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องเลือกงานดีๆ ให้กับคนรักเพื่อเขาจะได้ไม่ต้องมาห่วงทีหลัง

     จนเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก สมองที่ทำงานอย่างหนักของพิธานก็คิดอะไรออกขึ้นมา

     “เด็กป๋าม่ะ เดี๋ยวกูเลี้ยงดูมึงเอง”

     ป้าบ!

     เสียงหมอนหนุนใบโตถูกฟาดเข้าที่หน้าของเจ้าของห้องที่นั่งอยู่ข้างกัน พิธานยกมือขึ้นมากันไม่ทันถึงได้โดยหมอนนุ่มแต่ความแรงไม่นุ่มตามฟาดจนหน้าหงาย

     “เอาดีๆ พีท”

     “...ก็กูยังคิดไม่ออก แล้วกูแค่หมายความว่าให้มึงยืมตังค์กูก่อน ไม่ได้หมายความให้เป็นเด็กป๋าที่เอาตัวเข้าแลกแบบนั้นซะหน่อย” เมื่อเจอคนรักดุกลับมาเสียงนิ่ง พิธานถึงได้ตอบกลับไปอย่างอ้อมแอ้มและเถียงข้างๆ คูๆ

     ยิ่งเมื่อเห็นม่านฟ้าถอนหายใจใส่และเบือนหน้าไปทางอื่น คนที่เสนอเป็น ‘ป๋า’ ก็ยิ่งร้อนรน “เงินเก็บกูเยอะนะ ไม่ต้องไปทำงานพิเศษก็ได้ ตอนแรกมึงยังบอกเลยไม่ใช่เหรอว่าถ้าโดนไล่ออกจากบ้านจะให้กูเลี้ยงอ่ะ”

     เสียงเล็กเสียงน้อยของคนตัวโตที่พยายามเกลี้ยกล่อมทำให้ม่านฟ้ากลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ ถึงได้หันหน้าหนีไม่ให้อีกคนได้เห็น ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกแล้วเก๊กหน้าขรึมหันมาอีกรอบ

     “ตอนนั้นกูหมายถึงถ้าเราเรียนจบแล้ว ไม่ใช่ตอนที่มึงก็ยังขอเงินป๊าเงินม้าอยู่เหมือนกันแบบนี้”

     พิธานที่ได้ยินคำตอบของคนรักแถมด้วยหน้าตาบึ้งตึงก็บึนปากออกมาอย่างไม่น่ารัก ขมวดคิ้วคิดหาทางออกแล้วเสนอออกมาอีกครั้ง “งั้นกูไปทำงานพิเศษด้วยดีม่ะ ช่วยมึงอีกแรง ได้เท่าไหร่กูให้มึงหมดเลย เป็นเด็กเสิร์ฟร้านเหล้าก็ได้นะ”

     ม่านฟ้ามองท่าทางของคนรักที่เอานิ้วจิ้มแก้มทำเป็นคิดก็ทนไม่ไหวหลุดขำออกมาแล้วค้อนวงเล็กๆ ให้คนรัก ทั้งที่บอกเองว่าไม่ให้ไปเป็นเด็กเสิร์ฟแต่ตัวเองกลับจะไปแทนเสียอย่างนั้น

     “ไม่ต้องเลยมึง” หนุ่มวิศวะฯ ตัวโตที่เห็นคนรักยิ้มออกพร้อมบ่นเบาๆ ก็ยิ้มกริ่มตาม เอื้อมมือไปกอดคอคนรักแล้วกระซิบข้างหู “ทำไม กลัวสาวๆ มาติดอกติดใจกูล่ะซี่หรือกลัวว่ากูจะโดนสาวๆ ลวนลาม”

     ไม่ว่าเปล่า มือของคนพูดก็เริ่มแสดงตัวอย่างการ ‘ลวนลาม’ กับคนข้างกาย มือหนาลูบไปตามหน้าท้องของคนรักรู้สึกได้ถึงอาการเกร็งเล็กน้อยก็ยิ่งได้ใจเลื่อนมือลงต่ำไปที่ต้นขาจนม่านฟ้าต้องผลักออกแล้วตีมือปลาหมึกให้หนึ่งทีถึงจะขยับกลับไปนั่งดีๆ ได้

     “ใครจะมาเอามึง หน้าหยั่งกะตัวร้ายขนาดนี้” ถึงพูดไปแบบนั้นแต่ไม่ปฏิเสธหรอกว่าหน้าตาอย่างพิธานก็น่าจะดึงดูดสาวได้ไม่น้อย แต่ที่น่ากลัวมากกว่าสาวๆ ก็คือหน้าตาอ้อนเท้าเช่นนี้จะทำให้ไปมีเรื่องต่อยตีกับคนอื่นเสียมากกว่า

     พิธานได้ยินข้อกล่าวหานั้นก็บึนปากอีกครั้งแล้วสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง จนผ่านไปสักพักถึงรู้ว่าคนข้างตัวคงไม่ง้อจึงหันกลับมาเจอใบหน้ากลั้นยิ้มของคนรัก นึกรู้ว่าโดนแกล้งเข้าอีกแล้วก็ประกบแก้มสองข้างของคนอารมณ์ดีดึงเข้ามาจูบหนักๆ บนหน้าผากอย่างหมั่นไส้

     ม่านฟ้ายิ้มกว้างออกมาเมื่อเจอการพาลอย่างน่ารักของอีกคนแล้วไหลตัวลงซบกับบ่าของพิธาน แม้จะถูกคนรักว่าบ่อยๆ ว่าทำตัวเหมือนไม่มีกระดูกแต่ก็ไม่สนใจ

     “เนี่ย ว่าเค้าเสร็จแล้วก็มาซบเค้า”

     คนซบเงยหน้าขึ้นมามองแล้วทำลอยหน้าลอยตาถามเสียงซื่อ “ทำไม ซบไม่ได้เหรอ”

     เจอคำท้าทายเช่นนี้มีเหรอที่พิธานจะตอบเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากคำว่า

     “ได้ดิ”

     ไม่ว่าเปล่าเจ้าตัวยังกดหัวม่านฟ้าให้ซบกลับลงไปอีกครั้ง



(ต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 10 (ต่อ)


     หลังถกเถียงกันอีกสักพัก ม่านฟ้าก็ตัดใจว่าวันนี้คงหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องงานไม่ได้แล้วก็พอดีกับที่คนรักชวนลงไปกินข้าว เขาพยักหน้าตอบรับเบาๆ พิธานถึงได้ผละออกไปหยิบกระเป๋าสตางค์ที่โยนไว้ข้างกระเป๋าเรียน

     “เอ๊ะ...งานแปลม่ะ? ” เสียงร้องของคนรักทำให้ม่านฟ้าเงยหน้าขึ้นมอง

     หน้าตาของม่านฟ้าคงดูงุนงงมากกับคำถามของเขา พิธานจึงกลับมานั่งข้างคนรักอีกหน เขานึกถึงงานพิเศษที่เหมาะกับคนรักได้เพราะเห็นรายงานที่ให้คนรักช่วยแปลงานวิจัยภาษาอังกฤษตอนหาข้อมูลอยู่ในกระเป๋า

     “มึงลองรับงานแปลดูม่ะ ยังไงมึงก็เทพอิ๊งอยู่แล้ว แถมสเปนก็ได้ พวกงานแปลทางเน็ต ไม่ต้องคิดแพงมากกูว่าน่าจะโอเคนะ”

     หนุ่มอักษรฯ ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้คิดเรื่องงานนี้ในหัวเลย ได้ยินอาชีพนี้อยู่บ้างเพราะก็เรียนมาสายนี้ ในตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่าลูกค้าของงานเช่นนี้จะเป็นใคร สมัยนี้หาในอินเทอร์เน็ตไม่ถึงนาทีก็ได้คำตอบแล้ว เรื่องอะไรจะต้องมาเสียเงินเพื่อแปลภาษาด้วย

     “จะมีคนมาจ้างเหรอว่ะ แค่แปลภาษาเนี่ยนะ กูเกิ้ลก็ทำได้ม่ะ”

     “คนที่มาจ้างไม่ได้ให้มึงแปลแค่ I Love You โง่ๆ แค่นี้ซะหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นพวกรีเสิร์ชอย่างที่กูให้มึงช่วยอ่ะ เพื่อนกูหลายคนแม่งก็ไปจ้างแปลมาโดนกันทีเป็นพัน”

     ม่านฟ้าคิดไปถึงงานที่คนรักให้ช่วยแปล งานนั้นจะว่าหินก็หินอยู่ คงเพราะมีศัพท์เฉพาะอยู่ไม่น้อยถึงต้องหาข้อมูลเพิ่มด้วยแต่โดยรวมก็นับว่าสนุกดี ถ้าการแปลนี้สามารถเป็นงานพิเศษได้จริงก็ถือว่าลงตัว เขาเองก็ขี้เกียจออกไปทำงานข้างนอก อีกทั้งยังจัดสรรเวลาไม่ให้กระทบเวลาเรียนได้อีก

     แบบนี้ก็พอจะแก้ปัญหาเรื่องเงินได้แล้ว

     “เดี๋ยวกูไปช่วยโปรโมทให้ด้วย พวกเพื่อนกูยังเคยถามว่ามึงรับงานถูกๆ ไหมเวลาเห็นกูให้มึงช่วยแปลมาให้” หนุ่มอักษรฯ ฟังคนรักพูดไปเรื่อยก็พยักหน้าตามเอนตัวลงซบไหล่ของคนรักอีกครั้งอย่างเผลอตัว เสียงพูดของพิธานชะงักไปเล็กน้อยแล้วหันมามองคนที่หลับตายิ้มบางอยู่บนไหล่

     ชายหนุ่มร่างสูงเผลอยิ้มตามรอยยิ้มนั้น เขาก้มลงจูบกลุ่มผมหอมของคนรักแล้วประสานนิ้วกับมือของคนรักที่วางอยู่บนตักของเขา “กำลังคิดว่าโชคดีที่มีกูเป็นแฟนอ่ะดิ”

     ม่านฟ้าเมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็ยิ้มกว้างออกมา ไม่ปฏิเสธคำพูดอวดตัวของคนรัก พิธานเองก็ยิ้มกว้างขึ้นมาตามกัน เขาหลงรักรอยยิ้มของม่านฟ้าตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นที่ป้ายรถเมล์

     เด็กหนุ่มที่ก้มลงมองโทรศัพท์กับหน้าตาเฉยชาเหมือนแมวง่วงคือภาพที่เขาเห็นจนชินตา จนเจ้าตัวเผลอยิ้มออกมากับคลิปตลกในโทรศัพท์ หลังจากวันนั้นเขาก็ถอนตัวจากรอยยิ้มนี้ไม่ได้เสียที

     จนวันนี้ก็ยิ่งหลงรักมากขึ้นไปอีก

     ---

     หลังจากตกลงเรื่องงานพิเศษได้ พิธานก็ชวนคนรักลงมากินข้าวที่โรงอาหารของหอใน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้คนรักของเขามีสัมภาษณ์ทุนที่เจ้าตัวเพิ่งยื่นใบสมัครไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

     “สัมภาษณ์วันนี้เป็นไงบ้าง”

     ม่านฟ้าเงยหน้าขึ้นมาจากถ้วยน้ำแข็งไสก่อนหลุบตาลงไปอีกครั้ง อ้อมแอ้มตอบออกมาเสียงเบา “ก็ตอบๆ เขาไป กูไม่ค่อยรู้เรื่องโครงการเท่าไหร่ แต่ก็ตอบเท่าที่รู้”

     พิธานถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะม่านฟ้าเป็นเด็กเรียนดี อาจารย์ที่ปรึกษาจึงแนะนำโครงการสอบชิงทุนให้ แม้ไม่มีสอบข้อเขียนเพราะคนที่อาจารย์จะให้สอบนั้นคัดจากคะแนนมาแล้วแต่ก็ยังมีสอบสัมภาษณ์

     ตอนแรกที่ได้มาม่านฟ้าไม่มีท่าทีสนใจเลยสักนิดแถมบอกปฏิเสธอาจารย์ไปแล้วเรียบร้อย แต่อยู่ดีๆ เมื่ออาทิตย์ก่อนก็ไปขออาจารย์ลองยื่นใบสมัครดูก่อนปิดรับสมัคร

     ไม่ต้องถามเหตุผลก็พอจะเดาได้ว่าทำไมม่านฟ้าถึงกระตือรือร้นขึ้นมา

     คำปรามาสของพ่อที่ว่าเอาไว้อาจจะทำให้ม่านฟ้าอยากลองทำอะไรขึ้นมาก็ได้ ลึกๆ ในใจเขารู้ว่าม่านฟ้าต้องการการยอมรับจากพ่อมาตลอดแต่กลับไม่เคยได้รับสิ่งนั้น ม่านฟ้าเหมือนเด็กขี้อิจฉาที่เห็นน้องได้รับคำชมแต่ตัวเองที่ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้ หลายครั้งถึงได้ตะแบงทำตรงข้ามกับสิ่งที่พ่อต้องการไปเสียเลย

     ชายร่างสูงมองคนรักที่ก้มลงไปกินน้ำแข็งไสต่อเงียบๆ แล้วก็ยักไหล่ ลากถ้วยขนมของอีกคนมาตักกินบ้างแล้วพูดคำปลอบใจ

     “ช่างเหอะ รอลุ้นผลอีกทีแล้วกัน”

     จะยังไงเขาก็อยู่ข้างๆ เสมอนั่นแหละ



     TBC





     Achaya (Writer) :

     จะแอบบอกว่าภาคนี้ในช่วงกลางๆ เป็นแค่การเฉลยความสัมพันธ์ของไอคู่นี้ในแต่ละเหตุการณ์เท่านั้น แต่เราอาจจะไม่ได้ flash back เหตุการณ์ที่เกิดเรื่องให้ทั้งหมดเหมือนภาคแรกเพราะมันจะเยอะเกิน มันอาจจะมีเหตุการณ์ลับที่ไม่มีใครเห็นในภาคแรกโผล่ออกมานิดหน่อย ส่วนปมในตอนสุดท้ายของภาคแรกที่ทิ้งระเบิดไว้ก็รอลุ้นกันต่อไปนะว่าจะเป็นยังไง แต่มีเฉลยในภาคนี้แน่นอน

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์นะคะ




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-8
สู้น้าาาา

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 11


     ผลสอบชิงทุนออกมาแล้ว

     ม่านฟ้ามองรายชื่อผู้ผ่านสอบชิงทุนด้วยแววตานิ่งเฉย ใช่ว่าจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้เตรียมพร้อมอย่างคนอื่นเขา เพื่อนในคณะที่ลงสมัครใช้เวลาเกือบเดือนในการเตรียมตัวตอบคำถามและศึกษาเกี่ยวกับโครงการ ขณะที่เขาเองแค่เตรียมเอกสารไปสัมภาษณ์ยังแทบจะไม่ทัน

     เขามั่นใจพอควรว่าเรื่องภาษาเขาน่าจะไม่แพ้ใคร คงเป็นเพราะการตอบคำถามมากกว่าที่ใช้วัดผลคะแนน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องพวกนั้นสำหรับเขามันก็แค่ข้ออ้าง ไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน

     ถามว่าเสียใจไหมมันก็มีบ้าง คนเราต่อให้ปากบอกไม่หวังแต่ใจก็ยังแอบหวัง พอเจอความจริงตรงหน้าก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ ที่สำคัญในเวลาแบบนี้คำบางคำกลับย้อนเข้ามาในหัวเขาอีกครั้ง

     “ทำอะไรไม่เคยได้เรื่อง เกิดมามึงทำอะไรได้ดีบ้าง”

     หนุ่มอักษรฯ เผลอถอนหายใจ ในเวลาที่รู้สึกแย่แบบนี้ดันนึกถึงคำพูดพวกนั้นมาซ้ำเติมตัวเองอีกทำไมกัน เขาฟุบหน้าลงกับโต๊ะหนังสือหวังจะพักสายตาและสมองให้พ้นจากสารพันความคิด



    ผลั่ก!

     “เรียนยังไงให้ได้เกรดสองห้ะ!!?”

     เสียงหนังสือพิมพ์ในยามเช้าถูกพ่อเขวี้ยงลงกับพื้นทำให้ม่านฟ้าในวัยสิบเจ็ดปีถอยหลังออกมาสองก้าว

     เพราะเมื่อวานภูหมอกเอาผลสอบมาให้พ่อดู วันนี้พ่อถึงได้ถามหาผลการเรียนของเขาเช่นกัน

     หลังจากเข้ามัธยมปลายสายวิทย์ผลการเรียนของม่านฟ้าก็ค่อยๆ ดิ่งลง จากมอสี่ที่ยังพอใช้ลูกฮึดบวกความขยันเข้าสู้ไหวจนมาถึงตอนนี้ที่เกรดของชั้นมอห้าแย่ลงจนฉุดแทบไม่อยู่

     ม่านฟ้าที่ไม่ชอบวิชาด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อยู่แล้วแต่ต้องมาเรียนในเอกที่มีแต่วิชาพวกนี้เป็นวิชาหลัก เกรดรวมจึงออกมาไม่น่าดูสักเท่าไหร่ แต่ที่แย่ที่สุดคงไม่พ้นวิชาฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ที่ได้เกรดสองถ้วนมาอย่างไม่มีข้อแก้ตัว

     “ไม่ได้เรื่อง”

     คำบ่นพึมพำต่อมาพร้อมการส่ายหน้าทำให้ม่านฟ้าลอบถอนหายใจเบาๆ ก็พอจะเดาอาการเช่นนี้ของพ่อได้อยู่แล้ว จึงพยายามไม่เก็บมาใส่ใจ คงเพราะมันต่างจากเกรดสี่ถ้วนทุกวิชาของภูหมอกมากเกินไป ไม่แปลกใจที่พ่อจะผิดหวัง

     “...” สายตากดดันที่พ่อมองจ้องกลับมาเหมือนต้องการให้ม่านฟ้าเอ่ยคำอธิบายถึงผลการเรียนเช่นนี้ทำให้ม่านฟ้าถึงกับอึกอัก “เออ ก็เมฆบอกแล้วว่าไม่ถนัดวิชาสายวิทย์ พอเข้าสายวิทย์มันก็เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง”

     “ถนัดไม่ถนัดมันไม่ใช่ข้อแก้ตัว ในเมื่อแกเรียนแล้วก็ควรเรียนมันให้ดี ไม่ใช่ปล่อยให้เกรดมันออกมาทุเรศแบบนี้!” คนเป็นพ่อยังมีอารมณ์เดือดดาลไม่หาย ยิ่งกับคำอธิบายที่เค้นได้จากลูกชายนั้นไม่น่าฟังสักเท่าไหร่จึงยิ่งพาลโมโหนักขึ้นไปอีก

     แล้วทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ก่อนที่จะเดินจากไป

     “ถ้าเกรดเทอมหน้ายังไม่ดีอีกก็ไม่ต้องเรียนมันแล้ว เปลืองค่าเทอม ออกมาขัดรองเท้าไป”

     .

     “หรือถ้าโง่นักก็ไปขอให้ไอ้หมอกมันสอน อาจจะทำได้ดีกว่าแกอีก”




     พิธานไขกุญแจสำรองเข้ามาในห้องของคนรัก เห็นไฟในห้องดับอยู่ก็ขมวดคิ้ว เขารู้สึกถึงความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่นั้นหมายความว่าน่าจะมีคนอยู่ในห้อง มือของแขกประจำเอื้อมไปเปิดไฟก่อนจึงหันไปเห็นคนรักที่ฟุบอยู่กับโต๊ะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง

     จากมุมนี้เขาไม่สามารถเห็นหน้าของม่านฟ้าได้แต่เห็นเจ้าตัวเช็ดหน้ากับแขนเสื้อสองสามครั้ง

     แสงของหน้าจอโน้ตบุ๊กสว่างขึ้นมาอีกครั้งหลังม่านฟ้าขยับตัวและเผลอไปโดนแป้นคีย์บอร์ดเข้า แม้อาการต่างๆ จะยังดูปกติ แต่เขากลับเห็นว่าม่านฟ้าพยายามรีบปิดหน้าต่างที่เปิดค้างอยู่ลงไปจนหมด ก่อนที่โน้ตบุ๊กจะถูกพับลงมือของพิธานก็ยันหน้าจอเอาไว้และดึงเข้ามาไว้ในมือ

     พิธานกดเปิดไปที่ประวัติการเข้าชมที่เพิ่งถูกปิดลง ผลประกาศรายชื่อผู้ผ่านสอบชิงทุนปรากฏอยู่ตรงหน้า เริ่มเข้าใจอาการของคนรักเมื่อกวาดสายตามองแล้วพบว่าไม่มีรายชื่อของคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าเขาตอนนี้

     ชายหนุ่มร่างสูงวางโน้ตบุ๊กกลับลงไปบนโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วถอยหลังไปนั่งลงบนเตียง เขามองดวงตาคู่สวยที่แดงขึ้นเล็กน้อย ก่อนเหลือบไปมองแขนเสื้อที่ยังชื้นอยู่ก็ลอบถอนหายใจ

     “คุยกันหน่อยไหม”

     พิธานถามออกไปแต่เสียงทุ้มนั้นคล้ายคำสั่งเสียมากกว่า เขาตบลงบนที่นอนข้างตัวเบาๆ เป็นเชิงเรียกให้คนรักมานั่งข้างกัน จนเมื่อเจ้าของห้องเดินมานั่งอย่างว่าง่ายพิธานก็ถามกลับไปอีกหนึ่งประโยค “เสียใจเหรอ”

     “...”

     ดวงตาคมดุจ้องมองอาการของคนรักที่ก้มหน้าเม้มปากไม่ตอบอะไร เขาไม่แปลกใจกับผลการสัมภาษณ์ที่เห็นวันนี้สักเท่าไหร่ แม้ค่อนข้างมั่นใจในความสามารถของคนรักแต่เพราะม่านฟ้าไม่มีการเตรียมตัว ผิดกับคู่แข่งคนอื่นที่ทำการบ้านกันมาอย่างดี การสัมภาษณ์พวกนี้ใช่ว่าแค่ตอบอย่างที่คิดแล้วก็จะได้

     การตอบเกี่ยวกับโครงการแสดงถึงความใส่ใจ คำตอบอื่นๆ ก็แสดงให้เห็นถึงแง่มุมและแนวความคิดของผู้เข้าสัมภาษณ์เช่นกัน การหาข้อมูลเกี่ยวกับคำตอบของผู้ที่เคยผ่านการสอบก็ช่วยทำให้รู้ถึงแนวทางคำตอบที่กรรมการจะถูกใจ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่คนอื่นมีแต่ม่านฟ้าไม่มี ผลที่ออกมาวันนี้จึงไม่ผิดจากที่คาดนัก

     เขาไม่อยากพูดอะไรมากเมื่อม่านฟ้าอยากลองยื่นใบสมัครดูหลังจากวันที่ทะเลาะกับพ่อ แต่เมื่อผลออกมาเช่นนี้ เขาไม่พูดก็คงไม่ได้แล้ว

     “อยากได้มากเลยเหรอทุนนี้น่ะ” พิธานมองคนข้างกายที่เหลือบตาขึ้นมามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะหลุบสายตาลงไปอีกแต่ก็ยังไม่ตอบคำถาม จึงได้เริ่มต้นการเทศนาอย่างจริงจัง

     “ถ้าตอนนี้มึงกำลังเสียใจเพราะอยากได้ทุน แต่ไม่ได้ กูก็เข้าใจ กูจะปลอบมึงด้วยว่าคนอื่นเขาเตรียมตัวมามากกว่ามึงเป็นเดือน ทุนอื่นก็ยังมีอีกเยอะแยะ ไม่ต้องเสียใจไป…” หนุ่มวิศวะฯ พูดแล้วก็เว้นจังหวะจนคนฟังเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง

     “แต่ถ้ามึงกำลังเสียใจที่ผลสอบแม่งยิ่งย้ำว่ามึงเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่องอย่างที่พ่อมึงว่า แล้วก็ย้ำคิดอยู่กับคำด่าของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงกับร้องไห้เนี่ย…” มือใหญ่ของพิธานคว้าศีรษะของคนรักแล้วโยกแรงๆ ก่อนดึงเข้ามากระซิบข้างหู “กูจะด่ามึงซ้ำให้”

     ม่านฟ้าหดคอจากลมหายใจร้อนที่เป่าอยู่ข้างหู อีกทั้งคำพูดที่ราวกับกำลังขู่กรรโชกมากกว่าปลอบทำให้ม่านฟ้ายู่หน้าแล้วเบนไปอีกทางแต่ก็ไม่พ้นมือใหญ่นั้นเมื่อพิธานหันหัวเขากลับมาอีกครั้ง “มองกูแล้วตอบ ตกลงมึงเสียใจเพราะอะไร”

     ท่าทางของม่านฟ้าในสายตาพิธานตอนนี้คงไม่ต่างไปจากเด็กดื้อคนหนึ่งที่ไม่ยอมรับความผิดที่ตัวเองก่อ ขณะที่ม่านฟ้าก็ได้แต่งึมงำบ่นคนรักอยู่ในใจ หลายคนที่รู้จักพิธานมักคิดว่าคนรักของเขาเป็นคนสบายๆ ติดจะกวนเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนั้นก็จริง แต่ตัวตนจริงๆ ของพิธานไม่มีใครรู้ดีไปกว่าม่านฟ้าว่าคนตรงหน้าแท้จริงแล้ว ‘ดุ’ มากแค่ไหน

     “ถ้ากูตอบ...กูก็โดนด่าอ่ะดิ”

     ทั้งที่รู้ว่าจะโดนดุแต่ม่านฟ้าก็ยังไม่คิดจะโกหกอยู่ดี

     พิธานถึงกับหลุดยิ้มออกมา เก๊กหน้านิ่งต่อไปไม่ไหวเพราะม่านฟ้าเป็นแบบนี้เขาถึงชอบ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรม่านฟ้าก็จะไม่โกหกเขา ชายหนุ่มร่างสูงเลื่อนมือลงไปที่เอวของคนรักแล้วลากตัวอีกคนเข้ามาจนชิด โน้มใบหน้าลงไปจนแนบกับหน้าผากของอีกคน

     “มึงจะคิดมากไปทำไม วันนี้มึงคิดหัวแทบแตก ร้องไห้ไปสองลิตรว่าพ่อมองมึงแบบนั้น แบบนี้ แล้วความจริงคืออะไรมึงรู้ไหม” คำพูดที่เหมือนทิ้งไว้เป็นคำถามทำให้ม่านฟ้าสบตากับอีกคนแล้วส่ายหน้าเบาๆ

     “เออ...กูก็ไม่รู้เหมือนกัน”

     พิธานตอบแล้วเผยยิ้มกว้างขึ้นมาอีกนิดเมื่อเห็นหน้าเหวอของคนรักก่อนพูดต่อ “คนที่จะรู้คำตอบมีแต่พ่อมึง เขาอาจจะไม่ได้คิดแบบนั้นจริงก็ได้ อาจจะแค่โมโหร้ายก็เลยพูดแบบนั้นออกมา มึงอาจจะเสียใจฟรีเพราะคิดมากไปเอง หรือว่า…”

     “เขาอาจจะคิดว่ามึงเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่องสำหรับเขาจริงๆ ก็ได้”

     คำพูดตรงๆ ของคนรักทำให้ม่านฟ้าถึงกับลอบกลืนน้ำลาย คำพูดนั้นดูโหดร้ายก็จริง แต่ที่พิธานพูดออกมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น เขาไม่มีทางรู้ได้ว่าพ่อคิดอย่างไร ต่อให้ย้อนคิดไปเรื่องเก่าๆ แต่ก็ไม่สามารถหาอะไรมาพิสูจน์ความคิดของพ่อได้ คำพูดของพิธานก็เพียงแค่บอกให้เขาหยุดคิดมากแต่ก็ไม่ได้ให้ความหวังที่ดูโลกสวยกับเขา

     แม้กระนั้นม่านฟ้าก็ยังอดจะบ่นคนที่พูดจาขวานผ่าซากออกมาโดยไม่เห็นใจคนฟังเลยสักนิด

     “ใจร้ายจังว่ะ”

     คนใจร้ายอาศัยจังหวะที่อีกคนกำลังเผลอ กดจูบลงไปบนริมฝีปากที่บ่นงึมงำแทบไม่ได้ศัพท์ก่อนผละออกมา แต่ยังคงคลอเคลียอยู่ไม่ห่างจากริมฝีปากนุ่ม ลมหายใจอุ่นที่เจือกลิ่นมิ้นต์เล็กน้อยของอีกคนทำให้ม่านฟ้าได้แต่นิ่งงัน

     “แต่กูรู้ความรู้สึกของกูนะ...สำหรับแฟนอย่างกู มึงเป็นคนที่มีค่ามากสำหรับกูนะ ม่านฟ้า”

     เสียงทุ้มที่เรียกชื่อของเขาพร้อมคำพูดที่ไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัวเรียกความร้อนให้ไปกองอยู่บนใบหน้าเจ้าของชื่อ ชายหนุ่มพยายามสูดลมหายใจเพื่อไม่ให้ตัวเองแสดงอาการเขินออกมาราวกับสาวน้อยที่ถูกสารภาพรัก แต่ยิ่งพยายามเก็บอาการกลับยิ่งเผยไต๋ให้คนตรงหน้ายิ้มกว้างขึ้นไปอีก ม่านฟ้าจึงได้เบี่ยงหน้าหลบออกมาแล้วซบลงไปกับบ่าของคนรักเพื่อซ่อนหน้าแดงๆ นั้นเสีย

     ความรู้สึกสับสนและกังวลเกี่ยวกับความคิดของผู้เป็นพ่อยังคงมีเหลืออยู่ แต่ตอนนี้มันกลับน้อยลงกว่าความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นหัวใจที่คนตรงหน้านี้มอบให้อย่างเทียบกันไม่ได้



     หลังจากดึงอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ ม่านฟ้าก็เขยิบออกมานั่งห่างจากคนรักเล็กน้อย อดบ่นอีกคนไม่ได้ว่า ‘น้ำเน่าเป็นบ้า’ แต่ก็ทำได้เพียงคิดในใจ ขืนพูดออกไปตอนนี้เขาเองก็ไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตัวเองสักเท่าไหร่ รู้สึกว่าคนรักน่ากลัวมากกว่าทุกวันทั้งในแง่ของคำพูดที่ทั้งดุทั้งห้วนและพฤติกรรมถึงเนื้อถึงตัวที่พาลทำเขาใจสั่น

     พิธานมองคนรักที่นั่งนิ่งมองซ้ายมองขวาพยายามทำตัวให้เป็นปกติก็คลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง รู้สึกได้ว่าวันนี้เขาเป็นต่อคนรักอยู่ไม่น้อย จนอยากจะแกล้งคืนให้สมใจ เร็วเท่าความคิดพิธานเอื้อมมือออกไปหวังจากคว้าตัวคนรักให้เข้ามาใกล้อีกครั้ง แต่ก็ไม่ทันอีกคนที่ตาไวและโดดผลุงกลับไปนั่งที่เก้าอี้โต๊ะหนังสือ

     “เออ มันร้อนอ่ะ ตรงนี้แอร์มันลงพอดี” ไม่ใช่ว่ากลัวจะโดนลวนลามให้ใจสั่นอีกหรอกนะ

     เห็นคนรักพูดลอยหน้าลอยตาด้วยสีหน้าเฉย ผิดกับอาการที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เรียกว่าร้อนรน พิธานก็ถอนหายใจและหลุดขำออกมา ยอมรับว่าเขาคิดจะดุม่านฟ้าเรื่องที่คิดมากแต่ก็ใจอ่อนยอมปล่อยไปอีกจนได้ ม่านฟ้าไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่ก็ใช่ว่าจะเข้มแข็งและเรื่องที่ทำให้ม่านฟ้าอ่อนแอได้เสมอก็คงไม่พ้นเรื่องพ่อ

     จากคำบอกเล่าของม่านฟ้าประกอบกับที่เขาเคยเจอ พื้นฐานนิสัยของพ่อเป็นที่คนดุและเข้มงวด การเลี้ยงลูกและสิ่งที่เขาคาดหวังจากลูกทั้งสองคนจึงเข้มงวดมากตามไปด้วย ภูหมอกเองยังดีที่สามารถทำตามมาตรฐานที่พ่อตั้งไว้ได้ ผิดกับม่านฟ้าที่มีเส้นทางเป็นของตัวเอง

     เพราะเหตุนั้นหลายครั้งที่ความคาดหวังที่ตั้งไว้กลับมาทำร้ายม่านฟ้าทั้งในรูปแบบของคำพูดกระทบกระทั่งและคำดุด่า แม้สิ่งที่ม่านฟ้าแสดงออกต่อหน้าทุกคนจะดูคล้ายปกติแต่ต่อหน้าเขาม่านฟ้าไม่เคยปิดบังแววตาที่สะท้อนความเสียใจและน้อยใจเอาไว้ได้มิด

     ม่านฟ้าก็บอกว่าไม่ต้องการคิดมากแต่คิดกับทำได้จริงมันต่างกัน ยิ่งเมื่อทะเลาะกันเช่นนี้ การห้ามไม่ให้รื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ ออกมาทำร้ายตนเองยิ่งเป็นไปได้ยาก เขาถึงทำได้เพียงอยู่ข้างๆ และคอยรั้งคนรักกลับมาเมื่อม่านฟ้าเผลอจมดิ่งลงไปกับความรู้สึกด้านลบ ดึงคนรักเอาไว้ข้างกายให้กลับมาอยู่ในที่ปลอดภัยอีกครั้ง

     “เออ แล้วมึงมามีอะไรป่ะ”

     เสียงของคนรักดึงพิธานออกมาจากภวังค์ความคิด เขานึกย้อนกลับไปหาเหตุผลแรกที่มาหาคนรักถึงห้อง “เปล่า ก็ไม่มีไรหรอก แค่อยากมาหา” คำพูดที่ตรงข้ามกับความคิดและเหตุผลที่แท้จริงนั้นใช่ว่าม่านฟ้าจะดูไม่ออก คนตัวเล็กกว่าถึงได้เลิกคิ้วขึ้นเพื่อแสดงออกถึงความไม่เชื่อในคำพูดนั้น

     “อาทิตย์หน้ามึงอยากได้ไรไหม”

     สุดท้ายพิธานก็ถอนหายใจและเอ่ยปากถึงเหตุผลในการมาหาครั้งนี้ ใช่ เขาเพียงแต่ต้องการมาถามคำถามนี้เท่านั้นแหละ

     คราวนี้ม่านฟ้าถึงกับเลิกคิ้วขึ้นมาอีกหน แต่เป็นไปเพราะความแปลกใจ ดวงตาคู่สวยเบนมองทางอื่นเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองหน้าคนรัก “อาทิตย์หน้า? อา-ทิตย์-หน้า? ” คำพูดทวนซ้ำเหมือนเจ้าของประโยคกำลังพยายามใช้ความคิดถึงเหตุการณ์ในอาทิตย์หน้าที่เป็นต้นเหตุของคำถาม

     ชายหนุ่มเจ้าของคำถามแรกถึงกับเปลี่ยนสีหน้าเป็นเอือมระอา ยิ่งเมื่อเห็นคนตรงหน้าหลุบตาลงต่ำแล้วพึมพำออกมาเหมือนกำลังพูดกับตัวเอง “วันเกิดมึง...ก็ผ่านไปแล้ว เออ…”

     “ถ้าวันเกิดกู กูจะถามคำถามนี้เหรอ” พิธานตั้งคำถามตอบกลับเพื่อแนะแนวทางให้คนรักคิดออกได้เร็วขึ้น

     “เออเนอะ เออ หืม? วันเกิดกูเหรอ?” ม่านฟ้าก็ตอบรับคำช่วยเหลือนั้นแต่ยิ่งคิดต่อก็ยิ่งขมวดคิ้ว เหลือบไปมองร่างสูงที่หน้าตาติดจะบึ้งตึงเล็กน้อย แล้วถามออกไปเบาๆ “มึงจำวันเกิดกูผิดรึเปล่า?”

     จนเมื่อม่านฟ้าได้ยินเสียงถอนหายใจมาจากคนรัก เขาก็หลุดหัวเราะออกมาจนได้ ลากเก้าอี้เข้าไปใกล้คนรักจนอยู่ในระยะแขนเอื้อมถึงแล้วตบบ่าคนรักเบาๆ “จำได้หรอกหน่า ไม่อยากได้อะไรหรอก”

     พิธานยังดูไม่แน่ใจว่าคนรักจำได้จริงหรือว่าแค่แกล้งทำเป็นจำได้เพราะเห็นเขาเริ่มเดือด ไม่ได้โมโหนักหรอกหากคนรักจะลืมไปบ้าง แต่เพราะท่าทางยียวนแบบนั้นมากกว่าที่ทำให้เขาหงุดหงิด สายตาที่แสดงออกถึงความไม่ไว้ใจของคนรักทำให้ม่านฟ้าต้องเอ่ยสำทับขึ้นมาอีกประโยค

     “วันครบรอบสี่ปีทั้งที กูไม่ลืมหรอกหน่า” ถึงตอนแรกจะลืมจริงๆ แต่พอคนรักทักถึงอาทิตย์หน้าเขาก็นึกออกแล้ว แค่ยังอยากจะแกล้งคนรักอีกนิดหน่อยเท่านั้น “ก็ปกติมึงเคยมาถามอะไรแบบนี้ซะที่ไหน”

     “แล้วช่วงนี้มันปกติหรือไง มึงเพิ่งโดนไล่ออกจากบ้านแถมโดนตัดเงินอีก กูก็เลยถามดูเผื่อมึงอยากได้อะไรหรือพอทำอะไรให้มึงได้บ้าง” พิธานถลึงตาใส่คนรักที่แกล้งเขาไม่พอยังจะมายิ้มตาใสใส่ ก่อนเปลี่ยนมาเป็นบ่นพึมพำกับตัวเองเสียงเบา “คนแม่งอุตส่าห์ห่วง”

     “โอ๋” ม่านฟ้าถึงกับลุกจากเก้าอี้แล้วย้ายตัวไปนั่งข้างคนรักอีกครั้งอย่างลืมเหตุผลของการย้ายที่ในครั้งแรก แขนเรียวสองข้างตวัดกอดคุณแฟนตัวโตเอาไว้แล้วโยกเล็กน้อยเหมือนกล่อมเด็ก “แค่เป็นคุณแฟนที่น่ารักของกูแค่นี้ก็พอแล้ว หรือวันนั้นถ้ามึงว่างเราไปกินข้าวกันไหม กูสัญญาว่าจะเป็นเด็กดีไม่เบี้ยวนัดมึงเพราะความขี้เกียจเด็ดขาด”

     ‘คุณแฟนที่น่ารัก’ เหลือบมองคนที่ยกนิ้วก้อยออกมาเป็นสัญลักษณ์แห่งคำสัญญา ทิ้งคราบความเศร้าหมองที่เขาเจอในตอนแรกออกไปจนเกือบหมดแล้วก็อมยิ้ม ก้มลงหอมแก้มคนที่กลับมานั่งข้างเขาอีกครั้งจนอีกคนสะดุ้งเล็กน้อย

     “สัญญาแล้วนะ”

     ----

     “กินไก่มากระวังเป็นเกาต์นะมึง”

     ม่านฟ้าทักขึ้นด้วยรอยยิ้มเอือมระอาเมื่อเห็นพิธานเดินกลับมาจากการตักไก่ทอดเป็นรอบที่สาม ขณะที่คนถูกทักกลับยักไหล่แล้วนั่งลงตรงข้ามกับคนรัก เวลานี้พวกเขามากินข้าวด้วยกันในโอกาสวันครบรอบสี่ปี แต่อย่าได้คาดหวังถึงดินเนอร์สุดหรูหรือเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ แค่มาด้วยกันได้โดยไม่ติดโน่นนี่อย่างทุกครั้งก็ดีแล้ว

     แต่วันนี้ม่านฟ้าดูอารมณ์ดีแปลกๆ

     “มากินบุฟเฟต์เกาหลีมันก็ต้องกินไก่ไหม ใครจะนั่งกินแต่ต๊อกกับกิมจิอย่างมึงอ่ะ”

     พิธานตอบกลับพร้อมกับกัดไก่ทอดเข้าไปอีกคำโตแล้วตามด้วยข้าวอีกช้อน เขาตัดใจที่จะหาสาเหตุอารมณ์ดีๆ ของคนรักและตั้งหน้าตั้งตากินก่อนชั่วคราว

     หนุ่มอักษรฯ มองคนรักก้มหน้าเคี้ยวข้าวตุ้ยแล้วก็อมยิ้มเล็กน้อย นึกย้อนไปถึงคำพูดที่ได้ยินจากคลิปเสียงของคนรักเมื่อเย็นนี้


     ‘ถึงจริงๆ มันจะเป็นผู้ชาย แต่.. กูก็ยังอยากจะให้เกียรติมันแบบนั้นอยู่ดีอ่ะ ไม่ได้อยากให้มันดูเหมือนวัยรุ่นคลั่งรัก แต่อยากให้เห็นว่ากูจริงจังกับมัน ยิ่งถ้าที่บ้านมันไม่ยอมรับ กูยิ่งอยากจะทำให้มันมั่นใจว่า.. กูพร้อมจะดูแลมันจริงๆ นะ แล้ว..เราค่อยก้าวไปด้วยกันอีกขั้นนึง’


     ตัวเขาเองก็ใช่จะไม่รู้สึก ถึงหลายครั้งพิธานจะทำทีเล่นทีจริงกับเรื่องอย่างว่า แต่ไม่มีครั้งไหนที่เจ้าตัวจะทำจนถึงที่สุด เคยคิดว่าเพราะเขาเองระวังตัวพิธานถึงได้ไม่กล้าและไม่มีโอกาสมากนัก แต่เมื่อคิดให้ดีหากเจ้าตัวต้องการจริงๆ มีหรือที่เขาจะปฏิเสธได้

     ม่านฟ้าไม่เคยคิดรังเกียจพิธาน แต่เหตุผลที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ยอมก้าวข้ามความสัมพันธ์นั้นทั้งที่ผ่านมากว่าสี่ปีแล้วคงเป็นเพราะว่าเขา...กำลังกลัว

     ในส่วนลึก เขากลัวมาตลอดว่าเส้นทางของความสัมพันธ์นี้จะไปได้ไม่ไกล กลัวว่าความรู้สึกและการคบกันในวันนี้เมื่อสี่ปีที่แล้วจะเป็นเพียงเพราะความอยากเอาชนะแบบเด็กๆ ของคนตรงหน้า จึงไม่กล้าที่จะปล่อยความรู้สึกของตัวเองให้ถลำลึกลงไปกับความสัมพันธ์ครั้งนี้

     แต่การทะเลาะและเคลียร์ใจกันคราวก่อนก็ย้ำชัดแล้วว่าความรู้สึกของพวกเขามันเกินกว่าคำว่าถลำลึกเสียแล้ว

     ถึงอย่างนั้นม่านฟ้าก็อยากดึงความสัมพันธ์นี้เอาไว้อีกหน่อย เพราะกลัวว่าหากพวกเขาเกินเลยกันมากไปกว่านี้ ถ้าวันหนึ่งที่ทุกอย่างต้องจบลงอย่างไม่สมหวัง ไม่ใช่แค่ตัวเขาแต่พิธานเองก็คงต้องเจ็บปวดกับมันเช่นกัน เขาไม่อยากให้มันเป็นความทรงจำที่เลวร้ายกับอีกคนมากเกินไปนัก แค่คำว่ารักแรกและแฟนคนแรกที่เขาได้มาจากพิธานมันก็มากเกินพอแล้ว

     หากเขาจะได้รับครั้งแรกของอีกคนมาอีก ก็อยากจะให้เป็นตอนที่มั่นใจได้จริงๆ ว่าทุกอย่างมันจะจบลงอย่างแฮปปี้

     แต่ขืนเขาพูดเรื่องนี้ออกไป คงไม่วายถูกบ่นว่าคิดมากอีกแน่
     
     “อย่างอื่นกูก็กินเหอะ แค่ค่อยๆ กิน กินเร็วอย่างมึงเดี๋ยวก็อิ่มเร็ว แถมปวดท้องด้วยระวังเหอะ”

     ม่านฟ้าส่ายหัวเพื่อไล่ความคิดมากมายในหัว ไม่อยากให้อารมณ์ดีๆ ของวันนี้ต้องหม่นลงเพราะความฟุ้งซ่านของตัวเองแล้วกลับมาต่อบทสนทนากับคนรัก

     พูดได้ไม่ทันไร ระดับความเร็วในการกินของพิธานก็ค่อยลดลงจนจอดสนิททิ้งไว้ให้เขากินที่เหลือเพียงคนเดียว พิธานมองคนรักที่คีบอันนั้นเข้าปากอันนี้เขาปากได้เรื่อยๆ แม้ระดับการกินจะไม่เร็ว ปริมาณการกินในแต่ละครั้งจะไม่มาก แต่ตั้งแต่มองมาเขายังไม่เห็นม่านฟ้าหยุดตะเกียบเลยสักนิด

     “ตัวแค่นี้ กินจุจังว่ะ” ม่านฟ้าเงยหน้ามองคนรักที่ไปหยิบผลไม้มากินตัดเลี่ยน ก่อนเปลี่ยนเป็นถลึงตาเมื่อได้ยินคำพูดถัดมา “กินยาถ่ายพยาธิบ้างม่ะ อาจจะเยอะก็ได้นะ ในท้องมึงอ่ะ”

     ชายร่างสูงฟังคนรักสบถด่าออกมาคำสองคำจนสบายใจก็เอนหลังพิงไปกับเก้าอี้ นั่งมองคนรักกินไปเรื่อยๆ แล้วก็กลับมาคิดหาเหตุผลที่ทำให้คนรักอารมณ์ดีอีกครั้ง เขามองซ้ายมองขวาหาความผิดปกติจากรอบข้างแต่ก็ไม่พบ ม่านฟ้าเองก็เดินมาตัวเปล่า พกแค่กระเป๋าตังค์กับโทรศัพท์ ไม่ได้มีของติดไม้ติดมือมาด้วยให้ผิดสังเกต

     ตกลงม่านฟ้าอารมณ์ดีเพราะอะไรกันแน่นะ



     สุดท้ายพิธานก็ได้รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้คนรักอารมณ์ดีจนได้ คลิปเสียงของเขาที่ถูกส่งมาจากเพื่อนรักทำให้เขาโกรธทั้งตัวเอง โกรธทั้งเพื่อนจนแทบจะพาลไปโกรธคนรักอีกต่อ แต่สุดท้ายก็ได้แต่กลืนความโกรธนั้นลงไปเมื่อเจอยิ้มหวานพร้อมด้วยคำพูดที่น่ารัก

     “ขอบคุณนะที่อยู่ด้วยกันมา”

     ยิ่งสัมผัสของจูบหวานที่ยังค้างอยู่บนริมฝีปาก ยิ่งทำให้เขารู้สึกหลงคนตรงหน้ามากกว่าเดิม นึกขอบคุณตนเองเมื่อสี่ปีก่อนที่คว้าโอกาสการเป็นคนรักของม่านฟ้าเอาไว้ แม้ความรู้สึกอึดอัดในใจจะเกิดขึ้นหลายครั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมาแต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจะนึกเสียใจกับการยอมรับเงื่อนไขของคนตรงหน้า

     ความชอบในวันนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความรัก จากความรักก็พัฒนาเป็นความรู้สึกล้ำค่าที่มีต่อกันและกันมากขึ้นและยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวันเวลาผ่านไป

     “กูเองก็จะทำตัวให้ดีขึ้นกว่าเดิม อะไรไม่ดีก็จะปรับปรุงตัว เราจะได้อยู่ด้วยกันไปนานๆ นะ”

     และแล้วเมื่อลงความโกรธของตัวเองกับใครไม่ได้ หนอนบ่อนไส้ตัวโตอย่างเพื่อนของเขาจึงต้องเป็นเหยื่อระบายอารมณ์อย่างไม่มีข้อแก้ตัว ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นไอ้เพื่อนทรยศ ไม่สนใจว่าโทรศัพท์ที่ใช้พิมพ์ด่าอยู่จะเป็นของคนรัก เพราะแค่เห็นเขาเปิดไปด้วยสติกเกอร์หมีโกรธก็เหมือนเพื่อนเขาจะรู้ตัวแล้วว่าใครกำลังครองโทรศัพท์อยู่ตอนนี้

     ไม่รู้ผีบ้าอะไรเข้าสิงเขาในตอนนั้นให้พูดเรื่องน่าอายแบบนั้นออกไปกับเพื่อน อายเพื่อนไม่พอ เสือกมีคลิปหลุดออกมาให้อายแฟนต่ออีกรอบ ยิ่งคิดยิ่งแค้นจนแทบทึ้งผมตัวเองอยู่รอมร่อ

     พิธานรู้ตัวดีว่าเขาเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีขนาดนั้น เรื่องที่คิดจะให้เกียรติม่านฟ้านั่นก็จริงอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคงไม่พ้นท่าทางของคนรัก เขารู้ว่าม่านฟ้ายังมีความกลัว แม้ไม่แน่ใจว่าคือเรื่องอะไรแต่ถ้าให้เดาก็คงไม่พ้นเรื่องครอบครัว เขาก็ได้แต่หวังว่าหากเรื่องทุกอย่างจบลงด้วยดี ม่านฟ้าจะยอมเปิดใจให้เราได้เข้าใกล้กันมากขึ้นกว่าเดิม

     ม่านฟ้ามองคนรักที่จดจ่ออยู่กับการด่าเพื่อนในโทรศัพท์ แอบขอโทษอีกฝ่ายในใจที่เขาดันประมาท แทนที่จะเซฟเก็บไว้ในเครื่องแล้วลบข้อความทำลายหลักฐาน แต่กลับนั่งฟังมันทั้งอย่างนั้น


     ‘กูเองก็อยากได้รับการยอมรับจากคนสำคัญของมันก่อน’


     ท่อนหนึ่งของคำพูดจากคลิปเสียงที่เขาเปิดฟังดังย้อนเข้ามาในหัวอีกครั้ง ปัดเป่าความลังเลในใจให้หายไปจนหมด ก่อนตัดสินใจแน่วแน่ถึงสิ่งที่วางแผนเอาไว้

     ชายหนุ่มร่างสูงโยนโทรศัพท์ทิ้งไว้บนเตียงไม่คิดสนใจคำพูดงอแงหาความยุติธรรมของเพื่อนอีกต่อไป เขาหันกลับมาหาคนรักก็พบกับดวงตาคู่สวยที่หลุบลงต่ำแม้ใบหน้ายังคงแต้มรอยยิ้มจางๆ แต่ก็พอจะจับสังเกตถึงความคิดบางอย่าง

     “มึงไม่ต้องคิดมากกับคำพูดกูเลยนะ รู้ป่าว กูก็พูดไปงั้นแหละ”

     ม่านฟ้าก้มหน้าลงอีกหน่อยเมื่อสัมผัสได้ถึงฝ่ามือของคนรักที่ลูบลงบนหัว เขาครางรับในลำคอแผ่วเบาเป็นเชิงรับรู้ถึงคำพูดนั้น แต่กลับเอ่ยอีกเรื่องออกไป

     “แต่...กูว่า เสาร์นี้ที่ไอ้หมอกมันสอบเสร็จ...กูจะบอกความจริงกับพ่อนะ”

     หนุ่มอักษรฯ พูดความในใจจบก็ซบลงไปกับไหล่ของคนรัก รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากการถอนหายใจ ตามด้วยความรู้สึกหนักบนหัวจากศีรษะของอีกคนที่ซบกลับลงมา “กูบอกแล้วไงว่าอย่าคิดมาก อย่าเอามันมากดดันมึง”

     “กูคิดไว้ก่อนแล้ว” ม่านฟ้าพูดสวนคำพูดของคนรักขึ้นมาด้วยเสียงจริงจัง แล้วเริ่มอธิบายถึงเหตุผลที่คิดไว้ “กูว่าที่มึงพูดก็ถูก เราไม่ควรผัดมันออกไปเรื่อยๆ แบบนี้”

     "ยังไงตอนนี้พ่อก็เข้าใจว่ากูไม่ใช่ผู้ชาย เพราะงั้นกูจะบอกความจริงทุกอย่างหลังไอ้หมอกสอบเสร็จเนี่ยแหละ ทั้งเรื่องหมอก...ทั้งเรื่องเรา” ม่านฟ้าผงกหัวขึ้นมองหน้าคนรักแต่เพราะสายตาของพิธานยังแสดงออกถึงความไม่สบายใจ ม่านฟ้าถึงคลี่ยิ้มหวานออกมาอีกหนแล้วเอ่ยอย่างทีเล่นทีจริง

     “วันครบรอบห้าปีของเราปีหน้า กูอยากให้มึงมากินข้าวที่บ้านกูนะ”

     ถ้าเรายังได้อยู่ด้วยกัน

     แววตาของพิธานฉายประกายความหวังออกมาครู่หนึ่งแต่ก็ไม่พ้นสายตาของม่านฟ้าที่มองอยู่ ม่านฟ้าตัดสินใจแน่วแน่กว่าเดิม พอกันทีกับความลับของทั้ง ‘ม่านฟ้า’ และ ‘ภูหมอก’

     ขอเถอะ ขอให้การสารภาพครั้งนี้อย่ามีอุปสรรคอะไรเลย



     TBC




     Achaya (Writer) :

     มาแบบเรื่อยๆ ใจเย็นนะ ถ้ายังจำภาคหลักได้เดี๋ยวมันจะค่อยไต่ระดับขึ้น สำหรับตอนนี้ถ้าใครงงมันคือ timeline เดียวกันกับ บทนำภาคความจริง ที่เป็นวันครบรอบสี่ปีของทั้งคู่ บทสนทนาเต็มๆ จะอยู่ตรงนั้นเพียงแต่พอไล่ timeline เนื้อเรื่องดูมันจะอยู่ในช่วงที่เมฆโดนไล่ออกจากบ้านในภาคหลักนี่แหละ

     ขอบคุณสำหรับที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์ค่ะ


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-8

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 931
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
+1 ep11 อัพ 18-07-21 ครับ  :hao3:

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 12

     คืนนี้เป็นคืนที่สองหลังคบกันมาสี่ปีที่พวกเขาจะได้นอนด้วยกัน เป็นการนอนที่หมายถึง ‘นอน’ จริงๆ ไม่มีอะไรแอบแฝง ม่านฟ้าฟังคำบ่นจากคนรักอยู่นานว่าให้ใจเย็นและใช้สติตอนสารภาพกับพ่อลากยาวมาถึงเรื่องไร้สาระอื่นๆ อย่างเรื่องผ้าห่มก่อนนอน

     ม่านฟ้าที่ชอบซุกผ้าห่มหนาๆ ถึงจะหลับสบายกับพิธานที่แค่พาดผ้าห่มไว้กับตัวก็แทบจะถีบออกทันทีตัดสินใจร่วมกันได้ว่าจะให้ม่านฟ้าได้พันตัวเป็นดักแด้ใต้ผ้าห่มหนาตามใจ ส่วนพิธานก็อยู่นอกผ้าห่มไปตามระเบียบ แม้พิธานจะไม่พอใจกับทางเลือกที่ดูจะวินวินแต่เขากลับรู้สึกไม่วินเพราะไม่ได้กอดคนรักตรงๆ

     สุดท้ายพิธานก็ขยับมากอดก้อนดักแด้เอาไว้ ถึงไม่ได้กอดตรงๆ แต่ได้กอดทางอ้อมเช่นนี้ก็ยังดี ขณะที่กำลังหลับตาลงเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทรา เขากลับรู้สึกได้ถึงสายตาของคนข้างกายที่มองมาในความมืด

     ก้อนดักแด้อย่างม่านฟ้าไล่มองไปยังคิ้วเข้มที่พาดเฉียงแถมปลายตวัดขึ้นเล็กน้อยของคนรัก ไล่มาจนถึงจมูกโด่งและสันกรามกว้าง เขาหลุบตาลงต่ำอย่างใช้ความคิด

     แม้ม่านฟ้าบอกคนรักว่าจะสารภาพ ‘เรื่องของเรา’ กับพ่อ แต่ที่จริงม่านฟ้าคิดจะบอกเพียงเรื่องที่เขารักชอบผู้ชายด้วยกันแต่อาจจะเก็บเรื่องที่มีแฟนไว้ก่อน เขาไม่อยากให้พ่อเพ่งเล็งที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาหรือตัวพิธานมากนัก หากพ่อจะรับได้หรือไม่ได้ก็ให้ลงที่ 'ตัวเขา' ซึ่งชอบผู้ชาย ไม่ใช่ ‘คนรัก’ ของเขาที่ดันเป็นผู้ชาย หากปาฏิหาริย์มีจริงและพ่อรับเรื่องของเขาได้ ครั้งต่อไปที่จะพาพิธานเข้าไปแนะนำในฐานะคนรักก็คงไม่ถูกจ้องตำหนินัก

    “กูถึงบอกว่าอยากไปทำความรู้จักบ้านมึงก่อน แบบทำคะแนนไว้ก่อนงี้ ระหว่างผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่รู้เป็นใครเดินมาขอเป็นลูกเขยกับผู้ชายที่พ่อแม่ก็พอจะรู้จักอยู่แล้ว แถมเป็นคนดี๊ดี หาแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วมาขอ แบบหลังก็น่าจะดูโอเคกว่าอยู่แล้วม่ะ ต่อให้พวกเราอาจจะเป็นผู้ชายทั้งคู่ แต่ไม่แน่พ่อมึงอาจจะอ้าแขนรับลูกเขยสุดหล่อคนนี้โดยไม่เกิดเรื่องอะไรเลยก็ได้”

     ม่านฟ้าเผยยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อคิดถึงคำพูดของคนรักที่วางแผนจะทำคะแนนกับครอบครัวของเขาไว้แต่เนิ่นๆ และหลุดปากถามอีกคนออกไป “มึงทำคะแนนกับพ่อแม่กูพอแล้วใช่ไหมเนี่ย”

     คำพูดของม่านฟ้าทำให้พิธานหลุดยิ้มออกมาอีกคน นึกไปถึงคราวที่เขาบอกคนรักว่าขอเวลาในการทำคะแนนก่อนจะบอกความจริง จึงได้ยืดเวลาออกมาเช่นนี้

     คนห่ามที่ไม่เคยกลัวอะไรอย่างเขา หากจะให้เข้าหาครอบครัวของคนรักทั้งที่คะแนนความประทับใจเป็นศูนย์หรือแม้แต่ติดลบเขาก็ยังกล้า ที่พูดไปเช่นนั้นส่วนหนึ่งก็คิดว่าหากทำคะแนนไว้ก่อนก็คงดีแต่อีกส่วนก็เพราะไม่ต้องการให้คนรักคิดมากจนเกินไป

     “แค่เรื่องในห้องน้ำวันนั้นกูก็ได้คะแนนมาอื้อแล้วมั้ง”

     เสียงพูดกลั้วหัวเราะปนหยอกล้อของคนรักส่งผลให้ม่านฟ้าทำหน้าสงสัยออกมาครู่หนึ่งก่อนยู่หน้าเมื่อหวนคิดไปถึงฝันร้ายในคราวก่อน



     “อ้าว พีท”

     เสียงของมารดาคนรักทักขึ้นเมื่อเขาเดินลงมาจากห้องนอนลูกชาย พิธานยกมือขึ้นไหว้หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ครัว “วันนี้แม่กลับเร็วจังเลยนะครับ”

     นัชชายิ้มรับคำพูดของ ‘เพื่อน’ ลูกชาย เธอรู้สึกเอ็นดูชายหนุ่มตรงหน้าไม่น้อย คงเพราะเจ้าตัวค่อยช่วยเรื่องสอบของภูหมอกอีกทั้งอัธยาศัยก็ใช่ว่าจะแย่ เดิมทีที่เจอเพื่อนลูกชายคนนี้เธอยังนึกว่าคนตัวโตที่ดูเหมือนเด็กเกเรเช่นนี้จะมาเป็นครูสอนพิเศษให้ภูหมอกจริงเหรอ แต่จากคำบอกเล่าของภูหมอกหลายครั้งก็ทำให้เธอรู้ว่าจะดูคนจากเพียงภายนอกไม่ได้ อีกทั้งคำพูดคำจา แม้จะติดห้วนอยู่บ้างตามประสาผู้ชายแต่ก็ไม่ได้ดูพยายามให้สุภาพจนขัดหู เธอจึงรู้สึกสนิทใจเหมือนได้ลูกชายมาเพิ่มอีกคน

     “แม่ออกเวรเร็ว แต่ก็แวะไปซื้อของมาเลยกลับมาช้าไปหน่อย พีทอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิ”

     เวลากว่าครึ่งปีที่พิธานมาช่วยสอนพิเศษให้ภูหมอก แม้จะหายหน้าหายตาไปเกือบสี่เดือนช่วงที่เปิดเทอมแต่ก็รู้ว่าเจ้าตัวมักอยู่บ้านคนเดียว เธอเองเมื่อมีโอกาสจึงมักจะชวนให้ชายหนุ่มมากินข้าวด้วยกันเป็นการขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ และที่สำคัญเห็นแบบนี้แต่ทำกับข้าวเก่งใช้ได้เลยล่ะ

     “งั้นผมช่วยนะครับ”

     ม่านฟ้าที่เพิ่งเดินลงมาข้างล่างหลังเฉลยข้อสอบภาษาอังกฤษให้ภูหมอกจึงเห็นภาพคนรักกำลังช่วยมารดาของเขาทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว เพราะพิธานไม่ชอบกินอาหารสำเร็จรูป เจ้าตัวถึงได้ทำอาหารกินเองบ่อย ไม่แปลกใจที่มือไม้จะหยิบโน่นจับนี่รวดเร็วและกลายเป็นลูกมือดีเด่นในดวงใจแม่เขา

     หลังกินข้าวเย็นด้วยกันเสร็จ ภูหมอกก็รับหน้าที่ในการเก็บล้าง ขณะที่พิธานขยับตัวลุกขึ้นช่วยภูหมอกยกจานไปวางที่ซิงค์ก็เห็นคนรักเดินเข้าห้องน้ำไป เขาคิดว่าจะเอ่ยปากขอตัวกลับหลังจากม่านฟ้าออกมาจากห้องน้ำ ได้ยินเสียงชักโครกและน้ำจากก๊อกน้ำล้างมือดังขึ้นก็ขยับปากเตรียมเอ่ยลากับมารดาของคนรัก แต่กลับได้ยินเสียงร้องดังมาจากในห้องน้ำเสียก่อน

     พิธานสะดุ้งสุดตัวเพราะอยู่ใกล้กับห้องน้ำมากที่สุด เขาถลันไปที่หน้าประตูแล้วตะโกนเรียกคนรักที่อยู่ภายใน

     “เมฆ!! เป็นไร!!”

     “พีท! ไอ้พีท! ช่วยด้วย!” เสียงของคนรักที่ตะโกนตอบกลับมาไม่ช่วยให้เขารู้สถานการณ์ภายในเพิ่มขึ้นนอกจากเป็นห่วงคนรักมากกว่าเดิม

     “อะไร! มึงเป็นอะไร! บอกกูดิ!” พิธานพูดไปก็ทุบประตูไปด้วย เขาพยายามหมุนลูกบิดแต่ก็พบว่าคนรักล็อกประตูเอาไว้ จึงได้ละมือมาทุบประตูอีกครั้งอย่างร้อนใจ

     “ไอ้เหี้ย! มึงอย่าทุบ! ตุ๊กแก!!! มันเกาะประตูอยู่ เดี๋ยวมันตกลงมาหากู!”

     คำพูดครั้งนี้ของม่านฟ้าสั่นเครือไปหมด พิธานใจหายวาบนึกถึงศัตรูคู่อาฆาตของม่านฟ้าที่เจอหน้ากันไม่ได้ ม่านฟ้าเป็นต้องเข่าอ่อนทำอะไรไม่ถูกทุกครั้ง คนรักของเขาแทบจะไม่กลัวสัตว์หรือแมลงอะไรนอกจากไอ้ตัวที่อยู่ในห้องน้ำด้วยกันตอนนี้ แล้วก็เสือกมีแต่มันที่เจอเนี่ย!!

     พิธานหันกลับมาเห็นมารดาของคนรักและภูหมอกเดินมาใกล้ๆ สีหน้าของหญิงวัยกลางคนดูเป็นกังวล คงรู้ดีว่าม่านฟ้าเกลียดสัตว์ชนิดนี้มากแค่ไหน ผิดกับภูหมอกที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดไปแล้ว

     “หมอก มีกุญแจห้องน้ำป่ะ”

     ภูหมอกได้ยินครูสอนพิเศษถามขึ้นมาก็สะดุ้งเล็กน้อย พยักหน้าจะเดินไปหากุญแจก็สะดุ้งขึ้นมาอีกครั้งเมื่อตุ๊กแกภายในห้องน้ำร้องประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ออกมา

     ไม่เพียงแค่ภูหมอก แต่พิธานก็ได้ยินเสียงคนข้างในร้องออกมาแว่วๆ ทั้งขำทั้งสงสารคนรักจึงหันกลับไปหวังช่วยกล่อมให้ม่านฟ้าลองหาวิธีหลีกเลี่ยงศัตรูตัวฉกาจด้วยตัวเองขณะที่น้องชายกำลังไปหากุญแจมาให้

     “มึงค่อยๆ เดินวนมาฝั่งนี้ได้ไหม เผื่อมันเดินหนีไปอีกฝั่ง วนเป็นวงกลมเมื่อไหร่มึงจะได้เปิดประตูให้กูช่วยได้ไง” แม้ไม่เห็นภายในแต่พิธานก็พอจะเดาได้ว่าคนรักคงยึดกำแพงอีกฝั่งเป็นที่ตั้ง เพราะหากตุ๊กแกเกาะประตูฝั่งนี้อยู่ คนรักของเขาจะต้องพยายามอยู่ห่างมันให้มากที่สุดเป็นแน่

     ชายหนุ่มร่างสูงถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงครางเหมือนจะร้องไห้มาจากข้างใน เข้าใจว่าคนไม่กลัวก็พูดออกมาได้ง่ายแต่คนที่กลัวอย่างม่านฟ้าคงไม่กล้าแม้แต่จะขยับ

     “มีอะไรกัน”

     เสียงหนึ่งดังขึ้นดึงให้ทั้งนัชชาและพิธานหันกลับไปมอง ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนของเจ้าของบ้านที่เพิ่งเดินเข้าประตูบ้านมา

     นภดลที่กลับมาถึงบ้านมองสภาพสมาชิกในบ้านแต่ละคนรวมทั้งแขกประจำแล้วได้แต่ขมวดคิ้ว เดาได้จากเสียงที่อยู่ในห้องน้ำว่าน่าจะเป็นลูกชายคนโต ซึ่งไม่ผิดเขาเห็นลูกชายคนเล็กวิ่งลงบันไดมาจากชั้นบนพร้อมกับกล่องกุญแจหลักของบ้าน

     นัชชาปราดเขามาอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้สามีฟังแล้วหันกลับไปที่หน้าห้องน้ำอีกครั้งเมื่อภูหมอกยื่นกุญแจห้องน้ำให้พิธานแล้วกระโดดออกมายืนไกลๆ

     พิธานรับกุญแจมาก่อนเงยหน้ามองบิดาของคนรักที่เดินเข้ามาใกล้เหมือนตั้งใจมาเป็นกำลังเสริมให้เขา ชายหนุ่มยกมือไหว้เจ้าของบ้านแล้วหันกลับมาไขกุญแจหวังกู้ชีพผู้โชคร้ายที่ติดอยู่ภายใน

     เพียงไขกุญแจและแง้มประตูออกเล็กน้อย พิธานก็ได้ยินเสียง 'แปะ' ดังขึ้นเบาๆ หลังประตูห้องน้ำ ตามด้วยเสียงกรีดร้องอีกครั้งจากภายใน

     "พีท มันตกลงมา!!! อย่าเพิ่งเปิด!" มือที่จับลูกบิดประตูของพิธานชะงักไปเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วแล้วหันกลับไปมองเจ้าของบ้านอย่างต้องการถามความเห็น จนเมื่อได้สัญญาณที่แปลความว่า 'เปิดเข้าไปเลย' จึงได้เดินหน้าดันประตูเข้าไปอีกครั้ง

     ประตูที่ถูกดันออกทำให้ตุ๊กแกวิ่งไปอยู่กลางห้องน้ำ หากคิดในมุมของเจ้าตุ๊กแกตัวร้ายมุมด้านหนึ่งที่มีมนุษย์ตัวโตหน้าตาถมึงทึงพร้อมด้วยมนุษย์อีกคนยืนสมทบอยู่ด้านหลัง กับอีกด้านที่มีเพียงมนุษย์ตัวซีดยืนเอาหลังแนบกำแพงราวกับจะฝังร่างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมัน แค่ปริมาณก็ทำให้รู้ได้แล้วว่ามันควรจะวิ่งหนีไปทางไหน

     เสียงโหยหวนดังขึ้นอีกครั้งจากม่านฟ้าพร้อมกับที่พิธานอาศัยขายาวของตนก้าวพรวดไปสองก้าวให้ถึงตัวคนรัก เขาหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับตุ๊กแกตัวใหญ่ที่เบรกตัวโก่งแล้วชะงักเท้าอยู่อย่างนั้นเมื่อเจอมนุษย์ตนนี้มาดักทาง

     ชายร่างสูงรู้สึกถึงมือของคนรักที่จับเสื้อด้านหลังของเขาไว้ พิธานเอื้อมไปตบมือนั้นเบาๆ แล้วดึงออกจากเสื้อมาจับไว้ด้วยมือข้างเดียวอย่างให้กำลังใจ

     ฝ่ามือที่ชื้นไปด้วยเหงื่อของม่านฟ้าทำให้พิธานตัดสินใจได้ เดิมทีเขาคิดที่จะค่อยๆ ต้อนมันออกจากห้องน้ำ แต่การไล่ต้อนเช่นนั้นก็ไม่สามารถรับประกันทิศทางการวิ่งของสัตว์เลื้อยคลานตรงหน้าได้ รั้งแต่จะยิ่งทำให้เสียเวลา
     
     "พ่อมีผ้าไหมครับ ผ้าขี้ริ้วก็ได้"

     ทันทีที่พิธานถามขึ้น ชายวัยกลางคนก็รู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มตรงหน้าต้องการทำอะไร จะเป็นอะไรไปได้อีกนอกจากการเผด็จศึกตุ๊กแกตรงหน้าด้วยการจับให้ได้ในครั้งเดียว รู้ทั้งรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่คงต้องเสี่ยงดูสักที

     พิธานเลือกที่จะเป็นคนจับดีกว่าให้บิดาคนรักที่ล้อมอยู่อีกฝั่งจัดการ เขาคิดว่าหากมีการจับพลาดขึ้นมาจริงๆ ตุ๊กแกก็คงวิ่งออกไปทางหน้าประตูห้องน้ำ แต่หากให้ชายวัยกลางคนเป็นคนจับแล้วมันวิ่งกลับมาทางเขาล่ะก็…

     ม่านฟ้าคงได้เป็นลมไปจริงๆ

     ผ้าเช็ดโต๊ะผืนไม่เล็กไม่ใหญ่แต่หนาพอสมควรถูกส่งต่อมาจากหญิงสาวคนเดียวของบ้านที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านนอก ผ่านนภดลมาจนถึงมือของพิธาน ชายร่างสูงบีบมือคนรักที่ซ่อนอยู่ด้านหลังอย่างกำลังใจก่อนผละออก

     หน่วยกู้ภัยสองคนสบตากันเล็กน้อยอย่างให้สัญญาณ ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะเริ่มขยับทำท่าคล้ายจะเข้าไปจับแขกไม่ได้รับเชิญของค่ำคืนนี้

     ตุ๊กแกตัวใหญ่จ้องมองมนุษย์ร่างท้วมตรงหน้าอย่างระวัง ย่างถอยหลังมาเล็กน้อยจนลืมมนุษย์อีกสองคนที่อยู่ด้านหลัง

     พิธานได้จังหวะที่ตุ๊กแกไม่ได้ระวังตัวพุ่งเข้าตะครุบด้วยความเร็ว เขากดลงไปบนตัวของมันผ่านผ้าเช็ดโต๊ะแต่เพราะมองไม่เห็นจึงไม่สามารถจับเข้าที่หัวของตุ๊กแกได้พอดีจนเจ้าตัวร้ายวกเข้ามากัดมือเขาผ่านผ้าได้สำเร็จ

     "โอ๊ย!" หนุ่มวิศวะฯ อุทานออกมาเบาๆ แต่ไม่คิดจะปล่อยมือ เขาล็อกหัวของมันได้สำเร็จและยกขึ้นมาจากพื้น โชคดีที่ตุ๊กแกไม่ได้ฤทธิ์เยอะหรือว่องไวนักจึงจับได้ง่ายๆ เช่นนี้

     "เอามาปล่อยข้างนอก มา" เจ้าของบ้านอย่างนภดลพูดขึ้นแล้วหันหลังเดินนำพิธานให้ตามไปปล่อยตุ๊กแกในสวน

     เหตุการณ์ลุ้นระทึกผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังทุกอย่างเรียบร้อยดีชายสองวัยก็เดินกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง นภดลที่เพิ่งนึกได้รีบหันกลับมาถามถึงเสียงร้องที่ได้ยินเมื่อครู่กับชายหนุ่มตัวโต "โดนกัดรึเปล่า ถ้าโดนกัดรีบไปให้แม่เขาทำแผลให้"

     เสียงที่ดูร้อนรนอยู่สักหน่อยทำให้พิธานต้องแอบอมยิ้มไว้ในแก้ม มองชายวัยกลางคนที่หน้านิ่วคิ้วขมวดแต่ก็แสดงอาการเป็นห่วงออกมาชัดเจน

     "เป็นแผลรึเปล่าลูก" ฝ่ายนัชชาเองก็รีบเข้ามาดูมือของพิธานและถามออกมาไม่ต่างกัน จนพิธานหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วจึงตอบกลับไป "ไม่เป็นไรครับ มันกัดผ่านผ้า เลยไม่เข้าเนื้อ"

     ชายหญิงเจ้าของบ้านพยักหน้ารับเบาๆ อย่างโล่งอกก่อนมองหน้ากันเล็กน้อย

     เมื่อกลับเข้ามาถึงจุดเกิดเหตุอีกครั้ง พิธานถึงได้สังเกตคนรักที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องน้ำจุดเดิมกับที่เขาทิ้งไป สภาพของม่านฟ้าเข้าขั้น 'ดูไม่ได้' โดยสมบูรณ์ สีหน้าของผู้เคราะห์ร้ายย่ำแย่เหลือทน ประกอบกับดวงตาแดงก่ำและการคู้ตัวนั่งเช่นนั้นยิ่งทำให้ม่านฟ้าเหมือนคนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตมา

     นภดลที่เห็นภาพนั้นเช่นกันหันกลับมามองลูกชายอีกคนที่นั่งอยู่ห่างๆ และเห็นเพียงใบหน้าซีดเผือดไม่ต่างจากพี่ชาย เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ส่ายหน้าหน่ายใจกับความขี้กลัวของลูกชายทั้งสองคน แล้วเบนสายตากลับมามองชายหนุ่มตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างกันด้วยสายตาที่แปลความไม่ออก

     พิธานเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำอีกหนแล้วรั้งแขนม่านฟ้าให้ลุกขึ้น คำว่า 'แข้งขาอ่อนแรง' สามารถนำมานิยามกับม่านฟ้าตอนนี้ได้อย่างตรงตามความหมาย ชายหนุ่มร่างสูงจึงต้องพยุงคนรักออกมานั่งข้างนอกอย่างช่วยไม่ได้

     ม่านฟ้าได้สติกลับมาอีกหนเมื่อคนรักพาเขามานั่งเก้าอี้ที่ใกล้ที่สุด เหลือบตาขึ้นไปมองคนรักแล้วนึกอยากกอดตัวโตๆ นั้นให้ใจที่หายไปกลับคืนที่เดิม

     แต่ทำได้ที่ไหนกัน

     หนุ่มอักษรฯ มองมารดาที่เดินเข้ามาใกล้เพื่อดูรอยแดงบนมือพิธานอีกครั้ง เขาจึงคว้าเอวของผู้เป็นแม่เข้ามากอด

     "หืม? " นัชชาถึงกับก้มหน้าลงมองลูกชายคนโตอย่างแปลกใจ ค่อยๆ ปล่อยมือเพื่อนลูกชายออกเมื่อเห็นว่าไม่เป็นไรจริงอย่างที่เจ้าตัวว่า ก่อนสัมผัสได้ถึงแผ่นหลังที่ยังติดสั่นเล็กน้อย

     มือของหญิงวัยกลางคนลูบแผ่นหลังม่านฟ้าหนักๆ เหมือนต้องการให้อาการสั่นหายไป ทั้งขำทั้งสงสารลูกชายคนนี้เมื่อมาดที่มักสร้างไว้หายไปจนหมด "ไม่อายเพื่อนรึไง งอแงเป็นเด็ก"

     เด็กงอแงส่ายหน้าอยู่กับหน้าท้องของมารดา นึกในใจว่าจะอายทำไมในเมื่อปกติที่อยู่กับ 'เพื่อน' คนนี้ ต่อให้งอแงมากกว่านี้ก็เคยมาแล้ว




     พิธานมองคนรักที่นิ่งไปเหมือนย้อนคิดตามคำพูดของเขา แอบคิดเล่นๆ ว่าหากตอนนั้นฐานะของพวกเขาเป็นที่เปิดเผย คนที่ม่านฟ้าจะพุ่งเข้ามากอดจะเป็นเขาหรือเปล่า

     ชายหนุ่มร่างสูงส่ายหัวไล่ความคิดเด็กๆ ของตัวเองออกไป ถึงจะเปิดตัวกันแล้วก็ใช่ว่าจะกอดกันอย่างประเจิดประเจ้อต่อหน้าพ่อแม่ของคนรักได้เสียหน่อย

     ม่านฟ้าเห็นคนรักส่ายหัวก็หลุดออกจากภวังค์ความคิด สะบัดหน้าไล่เรื่องราวในวันนั้นออกไปจากหัวเช่นกัน เขาสัมผัสได้ถึงมือของคนรักที่กระชับกอดเขาอยู่นอกผ้าห่ม ถึงเหตุการณ์ในวันนั้นจะเป็นฝันร้ายที่ไม่น่าจดจำแต่ก็จำได้ดีว่ามือคู่นี้ของคนรักที่กุมมือเขาไว้และพยุงออกมานั้นชวนให้รู้สึกปลอดภัยแค่ไหน

     กี่ครั้งแล้วที่เขาได้รับความอบอุ่นจากมือคู่นี้ กี่ครั้งที่ได้รับคำปลอบโยนกึ่งดุจากเสียงทุ้มของคนตรงหน้า และกี่ครั้งที่ได้รับความรักส่งผ่านมาจากสายตาดุดัน

     แล้วมีอะไร...ที่เขาพอจะทำให้คนรักได้บ้าง

     แค่เขาบอกว่าจะสารภาพกับครอบครัว แม้พิธานจะดูเป็นกังวลแต่ก็ซ่อนความดีใจในดวงตาได้ไม่มิด การเปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเขาในครั้งนี้ คงจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ม่านฟ้าพอจะทำให้คนรักของเขาได้ นอกจากนั้น...

     “มึงเคยคิดอยากจะทำจริงๆ บ้างไหม”

     คำถามที่เขาเคยถามคนรักเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่าดังขึ้นมาในหัวอีกครั้งและม่านฟ้ายังจำได้ดีถึงคำตอบของคนรัก

     “ไม่ใช่แค่ ‘เคย’ ทุกวันนี้กูก็ยังอยาก แฟนกูทั้งคน ถ้ากูไม่อยากกูก็ตายด้านแล้วไหม”

     จนถึงวันนี้ ม่านฟ้าเพิ่งจะนึกถึงคำพูดที่เขาเคยคิดจะพูดกับคนรักได้

     “ถ้าทุกอย่างจบลงเมื่อไหร่...กูจะยกให้มึงนะ กูสัญญา”

     พิธานที่ได้ยินคนรักพูดขึ้นมาก็เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ยังงุนงงถึงความหมายที่คนรักต้องการจะสื่อจนรู้สึกตัวอีกทีม่านฟ้าก็จูบเข้าที่ลำคอของเขาแผ่วเบา พิธานพอจะรู้ความหมายของจูบที่ลำคอตามความหมายทั่วไปแต่ไม่แน่ใจว่าคนกระทำจะรู้ตัวหรือไม่ จนสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่มองมา พิธานถึงเข้าใจว่าเจ้าตัวต้องการสื่อถึงอะไร

     จูบที่คอหมายถึง ‘ความปรารถนา’

     ชายหนุ่มร่างสูงคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ขยับตัวเข้าไปกดจูบที่หน้าผากของคนรักอย่างอ่อนโยนและกระชับก้อนผ้าห่มในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม “ถึงกับเอาตัวเข้าแลกเลยเหรอ”

     คำล้อเลียนพร้อมรอยยิ้มของอีกคนทำให้ม่านฟ้ากระถดตัวลงไปในผ้าห่มมากขึ้น ซุกหน้าเข้ากับความหนาของผ้าและบ่นอีกฝ่ายออกมาเบาๆ “ก็ไม่รู้จะให้อะไรแล้ว หมดตัวจริงๆ แล้วกูเนี่ย”

     พิธานเผยยิ้มกว้างออกมามากขึ้น โน้มใบหน้าไปชนกับหน้าผากของอีกคนแล้วกระซิบติดริมฝีปากที่เม้มแน่นเพื่อตอบรับข้อเสนอแสนหวาน

     “กูไม่ปฏิเสธหรอกนะ ขอรับคำสัญญานั้นไว้แล้วกัน”

     ----

     จนวันที่รอคอยมาถึง ม่านฟ้าที่แต่งตัวเรียบร้อยก็สำรวจของในกระเป๋าอีกครั้ง ถึงจะเป็นวันหยุดแต่ภาคเขามีนัดเรียนเพิ่มเพราะต้องหยุดเรียนจากกีฬามหาลัยในช่วงต้นเทอม เขามีเรียนแค่ช่วงเช้า ช่วงบ่ายวันนี้จึงวางแผนจะไปรับน้องที่สนามสอบและกลับบ้านพร้อมกัน

     จะบอกว่าไม่กลัวก็คงโกหก ไม่เพียงแค่เรื่องภูหมอกที่ต้องบอกความจริงในวันนี้ เรื่องราวของเขาเองก็จะถูกเปิดเผยในวันนี้เช่นกัน ม่านฟ้าได้แต่ทุบอกหวังระงับใจที่เริ่มเต้นแรงขึ้นและให้กำลังใจตัวเองเงียบๆ

     ม่านฟ้ายกกระเป๋าเรียนขึ้นสะพายบ่าเปิดประตูออกไปก็ปะทะเข้ากับใครบางคนที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู

     ทั้งม่านฟ้าและพิธานต่างถอยหลังกันไปคนละหนึ่งก้าว กะพริบตาเรียกสติกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนเป็นเจ้าของห้องที่เปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน “มีอะไรป่าว ทำไมวันนี้มาหาแต่เช้า ปกติมีกิจกรรมมึงก็ไม่ตื่นเช้าขนาดนี้นิ”

     ม่านฟ้าพอจะรู้ว่าช่วงนี้ที่คณะของพิธานกำลังจัดกิจกรรม เจ้าตัวเองก็ต้องไปช่วยบ้างบางวันทั้งช่วงเย็นของวันธรรมดาและวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นนี้ นี่เองก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ม่านฟ้ายกขึ้นมากล่อมพิธานที่จะไปกับเขาให้ได้เมื่อรู้ว่าวันนี้เขาจะไปสารภาพความจริงกับพ่อ

     “แล้ววันนี้มันปกติไหมล่ะ”

     พิธานทำตาปรือใส่คนรัก เขายังรู้สึกง่วงอยู่ไม่น้อยแต่ก็รีบตื่นขึ้นมาเพื่อมาชวนคนรักไปกินข้าวด้วยกัน ม่านฟ้าฟังคำพูดแล้วเลิกคิ้วแปลกใจ ไม่บ่อยนักที่พิธานจะมาชวนกินข้าวเช้าเช่นนี้ พวกเขามีกินข้าวเย็นด้วยกันบ้างแล้วแต่โอกาสและความขยันจะเอื้ออำนวย แต่ข้าวเช้าเป็นอะไรที่ไม่ปกติเอาเสียเลย

     ถึงจะยังงุนงงแต่ม่านฟ้าก็ยอมเดินตามคนรักออกมาจากห้อง หันไปมองจ้องคนรักต่ออย่างรอคำตอบที่พูดค้างไว้ถึงความ ‘ไม่ปกติ’

     “ไม่ใช่ว่ามึงกำลังตื่นเต้นที่ต้องไปคุยกับพ่ออยู่รึไง” พิธานหันกลับมาเจอดวงตาของคนรักจ้องมองอยู่ก็ตอบคำถามในใจม่านฟ้าออกไปพร้อมกดลิฟต์เพื่อลงไปชั้นล่างแล้วพลิกตัวไปยืนพิงกับกำแพง หลับตาลงอย่างคนง่วงนอน

     คนที่กำลังจะไปคุยกับพ่อมองท่าทางของคนตรงหน้าแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบออกมาเสียงเบา “ก็นิดนึง”

     “ไม่นิดมั้ง ใส่เสื้อกลับตะเข็บขนาดนี้” พิธานลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วมองไปที่ชุดนิสิตของคนตรงหน้าจนม่านฟ้าอุทานออกมาแล้วรีบก้มลงมองเสื้อของตนเอง ครั้นรู้ตัวว่าโดนคนรักแกล้งถึงได้รีบหันกลับไปถลึงตาใส่คนรักที่บังอาจมาหลอกกันแต่เช้า

     คนขี้แกล้งยกยิ้มมุมปากรู้สึกสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย แล้วก้าวนำเข้าไปในลิฟต์ทันทีที่ประตูเปิดออก ชายร่างสูงยกแขนขึ้นพาดบ่าคนรักแล้วรั้งเข้ามาใกล้ ซบหัวลงไปกับศีรษะของคนรักแล้วพึมพำออกมาแผ่วเบาด้วยเสียงที่จริงจัง

     “ขอโทษนะ งานวันนี้มันโดดไม่ได้จริงๆ”

     ม่านฟ้าเหลือบมองคนรักที่พิงหัวอยู่ในระยะใกล้แล้วยกแขนถองเข้าไปที่หน้าท้องของคนรักเบาๆ “ก็บอกว่าไม่เป็นไร ถึงมึงว่างกูก็ไม่ให้มึงไปอยู่ดี บอกแล้วว่ากูจะลองคุยกับพ่อดูเองก่อน ใจเย็นๆ ค่อยๆ คุยอย่างที่มึงบอกไง”

     พิธานได้ฟังคำพูดนั้นก็ขมวดคิ้ว ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ท่าทางยังติดกังวลอยู่แต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างจำยอม “แต่เดี๋ยวเย็นนี้กูคงกลับเร็วหน่อย ว่าจะกลับบ้านด้วย”

     บ้านที่พิธานพูดถึงคงหมายถึงบ้านที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับเขา ไม่ใช่หอพักนี้อย่างทุกครั้งที่มีกิจกรรม แต่นั่นกลับทำให้ม่านฟ้าเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจอีกหน จับมือที่พาดบ่าของตัวเองไว้แล้วเขย่าเบาๆ เมื่อเห็นอีกคนยืนนิ่งเหมือนจะหลับกลางอากาศ

     “แล้วมึงจะกลับบ้านทำไม พรุ่งนี้มึงก็มีกิจกรรมอีกไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่นอนหอ”

     คนง่วงนอนผงกหัวขึ้นมาเดินเกาะคนรักออกมาจากลิฟต์เหมือนเหาฉลามตัวโต จนกระทั่งเดินเรื่อยๆ มาเกือบถึงโรงอาหารถึงเพิ่งนึกได้ว่ามีคำถามของคนรักที่ถามค้างไว้ “สแตนด์บายไง เผื่อวันนี้มีเด็กโดนไล่ออกจากบ้านมาเพิ่ม”

     “ปากเสีย”

     เด็กที่โดนไล่ออกจากบ้านมาแล้วก่อนหน้านี้พูดสวนกลับไปทันที ไม่เถียงหรอกว่าสิ่งที่พิธานพูดมีโอกาสเกิดขึ้นจริงค่อนข้างสูง แต่การถูกแช่งเสียก่อนที่จะเริ่มไปคุยเช่นนี้ก็พาลให้หวาดหวั่นจนต้องรีบปฏิเสธเอาไว้ก่อน

     “เอ่อๆ ขอให้กูไปสแตนด์บายเก้อก็แล้วกัน”

     ม่านฟ้ามองคนรักที่ยักไหล่เหมือนไม่สนใจอย่างหมั่นไส้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีอีกคนอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าเวลาไหนก็ทำให้เขาอุ่นใจได้จริงๆ



     เมื่อยามเย็นมาถึงม่านฟ้าเดินทางกลับบ้านด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย ในหัวคิดเรื่องมากมายทั้งเรื่องของน้องชายและตนเอง นึกสะท้อนใจแทนบิดาออกมาไม่น้อยเมื่อคนที่เกลียดเพศที่สามอย่างพ่อกลับมีลูกชายเป็นเพศที่สามทั้งคู่

     แอบคิดจริงจังว่าควรเรียกรถพยาบาลรอไว้ก่อนเลยไหม ไม่สิ เขาโทรตามแม่ให้กลับบ้านเร็วแล้ว อย่างไรแม่ก็เป็นพยาบาลอาวุโสชำนาญการ พ่อเองก็ไม่ได้มีโรคประจำตัวอย่างความดันหรือโรคหัวใจให้ต้องกังวล แค่เบาหวานและไขมันในเลือดสูงที่เกิดมาจากพฤติกรรมการกินของพ่อก็เท่านั้น

     แต่จะให้ทำอย่างไร เรื่องแบบนี้ก็ใช่ว่าจะห้ามกันได้

     ต่อให้วันนั้นเขาไม่ตอบรับคำขอของพิธาน ม่านฟ้าก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถกลับไปชอบผู้หญิงด้วยความรู้สึกเดิมได้อีกหรือไม่ เขาอาจจะยังไม่เคยชอบผู้ชายคนอื่นแต่หลังจากคบกับพิธาน เขาเองก็ไม่เคยรู้สึกกับผู้หญิงคนใดเลยเหมือนกัน

     ม่านฟ้าเดินเอื่อยๆ ตามน้องชายเข้ามาในหมู่บ้าน บรรยากาศในช่วงเวลาโพล้เพล้ของวันยังเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบใจเสมอ อีกทั้งเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่เขาต้องออกจากบ้านไปกว่าสามอาทิตย์ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้เช่นกัน

     ชายหนุ่มร่างสันทัดขยับปากจะเตรียมคำพูดกับน้องชายไว้ก่อนแต่ก็ไม่ทันเมื่อพวกเขาเดินมาถึงหน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อย เขาเห็นภูหมอกหันมามองหน้าเขาเล็กน้อยจึงได้แต่จำใจพยักหน้าปล่อยเลยตามเลย

     เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ อดเหลือบมองไปทางบ้านของคนรักไม่ได้ ภาวนาให้เขาสามารถรอดตายจากแรงระเบิดครั้งนี้และกลับไปหาพิธานได้ครบสามสิบสองแล้วกัน


     TBC




     Achaya (Writer) :

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์กันนะคะ



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 13

     สิ่งที่ม่านฟ้าเห็นล้วนกลับตาลปัตรจากที่คิด แผนการที่เตรียมจะพูดหายไปจากสมอง ไม่คิดว่าเวลาไม่ถึงห้านาทีที่เขาเดินตามน้องชายเข้ามาภูหมอกจะสารภาพความจริงกับพ่อไปแล้ว

     ไม่สิ เหมือนพ่อจะรู้อะไรมาก่อนที่พวกเขาจะกลับมาด้วยซ้ำ

     “แล้วแกล่ะ แกเป็นอะไร เป็นลูกชายของฉันใช่ไหม!!!”

     สีหน้าของภูหมอกดูตกตะลึงกับอาการของพ่อ กระเป๋าสตางค์และรูปใบหนึ่งที่ตกอยู่ข้างตัวน้องชายทำให้ม่านฟ้าเดาเรื่องที่เกิดขึ้นได้ สมองของม่านฟ้าตื้อไปชั่วขณะ ถามตัวเองว่าทำไมทุกอย่างถึงเป็นเช่นนี้ ทั้งที่เขาก็เตรียมจะมาบอกความจริงกับพ่อแล้วแต่ก็ยังช้าเกินไป

     ภูหมอกคงเคยถ่ายรูปตอนตัวเองแต่งหญิงไว้เวลาไปกับเพื่อน และเผลอทิ้งหลักฐานมัดตัวชิ้นสำคัญนี้ไว้จนพ่อมาเจอเข้า เครื่องสำอางที่เคยเจอในห้องลูกชายทั้งสองผนวกกับรูปภาพเหล่านี้ทำให้พ่อตระหนักถึงความจริงที่ว่าผู้ร้ายตัวจริงในคดีนี้ แท้จริงแล้วคือลูกชายสุดรักอย่างภูหมอกต่างหาก

     ซึ่งนั่นก็จริง...แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

     ในความคิดพ่อตอนนี้ ม่านฟ้าคงเป็นเพียงพี่ชายที่รับเคราะห์แทนน้องที่เบี่ยงเบนทางเพศ

     และนั่นก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอีกครั้ง

     เพราะในคดีนี้ พ่อไม่ได้รู้เลยว่า ‘ผู้ร้าย’ น่ะ ไม่ได้มีแค่คนเดียว

     ความคิดเหล่านั้นทำให้ม่านฟ้าอยากจะแค่นหัวเราะออกมากับเรื่องราวที่เหมือนชะตาเล่นตลกแต่ก็ทำไม่ลง ภาพของชายวัยกลางคนที่ร้องไห้ออกมาอย่างหมดมาดทำให้ม่านฟ้าจุกในอกจนหายใจไม่ออก เขาอยากให้พ่อหยิบไม้มาตีหรือตวาดด่าอย่างเดิมดีกว่าต้องเห็นพ่อเป็นเช่นนี้ ดวงหน้าของพ่อแดงก่ำ สีหน้าย่ำแย่ราวกับพบเจอเรื่องทำร้ายจิตใจอย่างแสนสาหัส สายตาที่มองไปที่ภูหมอกยังสะท้อนความรักแต่ก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง

     ม่านฟ้าเกลียดตัวเองที่ชั่วขณะนั้น กลับเกิดคำถามในใจว่าครั้งก่อนที่พ่อด่าเขา มีสายตาเช่นนี้หลุดออกมาให้เขาบ้างหรือไม่ หรือมีเพียงความโกรธ ความเกลียดและความไม่พอใจในสายตาคู่นั้น

     เพราะจ้องมองผู้เป็นพ่ออยู่ตลอดเวลา เมื่อชายวัยกลางคนทำท่าจะเซล้มลง ม่านฟ้าจึงพุ่งเข้าไปรับร่างหนานั้นเอาไว้ได้ทัน เขาสัมผัสได้ถึงตัวที่สั่นเทาและการกลั้นสะอื้นของผู้เป็นพ่อชัดเจนจนได้แต่กระชับวงแขนของตนให้แน่นขึ้น

     ชายวัยกลางคนเงยหน้ามามองลูกชายคนโตพร้อมส่งคำตัดพ้อมาถึงเขาที่ช่วยกันปิดบังความจริง “แกเองก็รู้สินะ แล้วก็คงช่วยน้องมึงปิดบังสินะ ดีนักนิ ดี”

     ม่านฟ้าได้แต่หายใจเข้าลึก จากสถานการณ์ตอนนี้เพียงแค่รักษาสภาพจิตใจของพ่อและน้องชายให้ได้ก็นับว่าเต็มกลืนแล้ว นึกไม่ออกว่าแล้วเขาจะพูดเรื่องของตนเองออกไปซ้ำได้อย่างไร ชายหนุ่มกระชับแขนที่กอดผู้เป็นพ่อไว้อีกครั้งอย่างปลอบใจทั้งตนเองและคนตรงหน้า เขาจึงพยายามที่จะทำให้ผู้เป็นพ่อใจเย็นลงก่อน “พ่อ พ่อฟังก่อนได้ไหม”

     เขาไม่ต้องการให้เรื่องเข้าใจผิดบานปลายไปมากกว่านี้ ไม่ต้องการจะเห็นพ่อต้องช้ำเช่นนี้อีกครั้งในคราวที่เขาบอกความจริงแต่อย่างไรมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ การควบคุมสติและนั่งคุยกันทั้งเรื่องของเขาและภูหมอกน่าจะเป็นทางออกที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

     “เราค่อยๆ มานั่งคุยกันได้ไหม ให้เมฆได้อธิบาย ให้หมอกได้อธิบาย นะพ่อนะ”

     คำพูดของม่านฟ้าใส่ความขอร้องลงไปอย่างเต็มเปี่ยม เขาพยายามดึงสถานการณ์เอาไว้ให้อยู่ภายใต้การควบคุมอีกครั้งแต่ก็ดูเหมือนจะยากเกินไป เมื่อคำตอบที่ได้รับเป็นเพียงการส่ายหน้าจากผู้เป็นพ่อ

     “ออกไปให้หมด โดยเฉพาะแก...ภูหมอก”

     ถ้อยคำไล่ส่งถูกเอ่ยออกมาอีกครั้งโดยเจ้าของบ้าน ม่านฟ้าเห็นสีหน้าของภูหมอกที่ดูแย่เต็มทนแต่ก็ยังฝืนอยากรั้งอยู่ ชายหนุ่มไม่รู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ตนเองควรทำอย่างไร เขาไม่อยากปล่อยให้เรื่องทุกอย่างคาราคาซังเช่นนี้ แต่การฝืนพูดความจริงออกไปในตอนนี้อาจทำให้ทุกอย่างเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

     ม่านฟ้าไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตนเองเลยสักนิดว่าทางเลือกที่ถูกต้องคือทางไหน นึกถึงท่าทางของน้องชายและพ่อในตอนนี้ นึกถึงรอยยิ้มดีใจและแววตาที่มีความหวังของคนรักเมื่อรู้ว่าเขาจะบอกความจริงกับพ่อ

     และคำพูดที่เจ้าตัวเคยเอ่ยเตือนเขาไว้

     “ไม่ไหวก็ถอยก่อน ค่อยหาทางคุยใหม่ ยังไงก็พ่อลูกกัน"

     สุดท้ายม่านฟ้าก็ทำได้เพียงแค่ต้องตัดใจ



     หลังออกมาหน้าบ้านและโทรหามารดาให้รีบกลับ ม่านฟ้าก็หันกลับไปดึงมือน้องชายที่นั่งกอดเข่าอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้น สภาพแบบนี้อาจยิ่งย้ำว่าคิดถูกแล้วที่เลือกถอยออกมาก่อน พ่อเองก็คงไม่พร้อมจะฟังอะไรในตอนนี้ จะเหลือก็แต่ความรู้สึกผิดกับคนรักที่ยังอัดแน่นอยู่ในอก

     ม่านฟ้าหลุบตาลงคิดถึงคนรักที่ป่านนี้น่าจะกลับมาถึงบ้านแล้วแต่ก็ยังกลัวที่จะไปหา เขาจะมีหน้าไปหาพิธานได้จริงเหรอ ในเมื่อพูดให้ความหวังอีกคนไปขนาดนั้นแต่ก็กลับทำไม่ได้

     คราวก่อนที่เกิดเรื่องเขาไม่พร้อมไปหาพิธานเพราะคำด่าทอของพ่อทำให้เขารู้สึกถึงความไร้ค่าของตัวเอง ตระหนักว่าตนเองเป็นแค่คนที่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไปทั่ว ไม่คู่ควรที่จะได้รับความช่วยเหลือจากใคร

    “จากนี้ไปกูขอได้ไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้คิดถึงกูเป็นคนแรก”

     แต่ก็เพราะคำพูดที่อีกคนเคยพูดไว้ เขาจะขอเห็นแก่ตัวและหน้าด้านไปหาคนรักอีกครั้งแล้วกัน

     ----

     “หมายถึง… มึงเลยยังไม่ได้พูดอะไรเลย ..งั้นสิ”

     เพียงคำถามง่ายๆ ของคนรักแต่กลับทำให้ม่านฟ้าไม่กล้าแม้แต่จะสบตา เขาพยักหน้าตอบรับคำถามนั้นเบาๆ ได้ยินเสียงถอนหายใจของคนรักดังขึ้น ก่อนจะตามด้วยคำถามต่อๆ มา

     ม่านฟ้าไม่อยากกดดันคนรักให้ต้องไปส่ง แต่ก็ไม่ต้องการที่จะค้างบ้านของคนรักจริงๆ ไม่ใช่ว่าหวงเนื้อหวงตัวหรือกลัวไม่เหมาะสมอย่างที่คนรักกล่าวหา แต่การที่ทั้งเขาทั้งน้องชายจะมาขออาศัยอยู่ในบ้านก็อดที่จะเกรงใจพี่ชายของคนรักไม่ได้

     และที่สำคัญต่อให้คืนนี้เขายอมค้างที่บ้านของคนรัก พรุ่งนี้เขาก็ยังต้องจัดการเรื่องที่อยู่ของภูหมอกอยู่ดี สู้จัดการให้เรียบร้อยวันนี้เลยดีกว่า

     ตั้งแต่เด็กม่านฟ้าจำได้ว่ามีอาอยู่หนึ่งคน แม่มักจะพาเขาไปเยี่ยมบ่อยๆ เคยแปลกใจว่าทำไมพ่อถึงไม่เคยมาด้วยหรือต้องติดธุระเสียทุกครั้งเมื่อไปหา ทั้งที่อา ’สาว’ ของเขาก็เป็นน้องแท้ๆ ของพ่อ

     จนเริ่มโตถึงได้เข้าใจอะไรมากขึ้น

     หลายคนที่พอจะรู้เรื่องความลับของเขาและพิธานมักพูดปลอบใจในยามที่รู้เหตุผลของการปิดบังทำนองว่า ‘พ่อลูกกันยังไงก็ตัดกันไม่ขาด’ แต่ม่านฟ้ารู้ดีขนาดน้องชายแท้ๆ ที่คลานตามกันมา พ่อยังตัดได้ นับประสาอะไรกับลูกอย่างเขา

     “จะไปไหน”

     เขาได้ยินคนรักถามขึ้นมาขณะที่จำใจมาเป็นสารถีให้เขาและน้องชาย ม่านฟ้าหันกลับไปมองคนรัก นึกได้ว่าพิธานไม่ชอบการที่ต้องขับรถโดยไม่รู้เส้นทางที่ต้องไป แต่เขาก็ไม่รู้จะอธิบายตำแหน่งที่จะไปอย่างไรเพราะพิธานคงจะไม่รู้จักชื่อทาวน์เฮ้าส์ของนทีเป็นแน่

     “เดี๋ยวกูบอกทางให้”

     หนุ่มอักษรฯ พูดเพื่อให้ความมั่นใจกับคนรัก นึกแปลกใจเล็กน้อยที่พิธานกลับทำสีหน้าเอือมระอาตอบกลับมา แต่ม่านฟ้าก็หวนกลับมาคิดถึงที่พักของผู้เป็นอาอีกครั้ง

     ก่อนหน้านี้ ม่านฟ้าคิดเอาไว้เหมือนกันว่าหากถึงวันที่ต้องสารภาพความจริงกับพ่อก่อนที่ทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางและเกิดเหตุการณ์อย่างไล่ออกจากบ้านเช่นนี้จะทำอย่างไร พวกเขาไม่ได้มีญาติที่ไหนมากนัก ทั้งปู่ย่าตายายก็เสียไปหมดแล้ว แม่ของเขาก็เป็นลูกคนเดียว จะมีก็เพียงน้องของพ่ออย่างนทีเท่านั้นที่เหลืออยู่

     แท้จริงแล้วม่านฟ้าคิดไปถึงการเช่าหอพักรายเดือนเลยด้วยซ้ำ จากงานพิเศษที่เขาทำและเงินเก็บก็พอจะให้ภูหมอกอาศัยอยู่ได้สักพัก แต่คิดอีกทีเขาคงไม่กล้าให้น้องต้องอยู่คนเดียวทั้งที่เพิ่งถูกพ่อไล่ออกมาจากบ้านแบบนี้หรอก ถึงพิธานจะบอกว่าน้องเขาเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมแล้วแต่ม่านฟ้าก็ยังอดห่วงไม่ได้

     ทางเลือกที่เข้าท่ามากที่สุดจึงเป็นคุณอาของเขาคนนี้ ยิ่งคิดถึงเพศสภาพของนทีและเรื่องราวที่น่าจะเคยเกิดขึ้นกับนทีมาก่อน เขาจึงคิดว่านทีน่าจะเข้าใจและสามารถดูแลน้องชายของเขาได้ดีที่สุด

     หลังจากตัดสินใจจะมาสารภาพกับพ่อวันนี้ ม่านฟ้าก็เทียวมาแถวละแวกบ้านของนทีหลายครั้ง หวังจะได้พูดคุยกับนทีเสียแต่เนิ่นๆ แต่มากี่ครั้งก็ไม่เคยได้เจอคุณอาสาวคนนี้สักครั้ง แม้จะพออุ่นใจได้จากการถามเพื่อนบ้านใกล้เคียงว่านทียังอยู่บ้านหลังนั้น แต่กลับไม่มีอะไรรับประกันได้ว่านทีจะอยู่ที่บ้านในวันที่เกิดเหตุ

     จะอย่างไรก็คงต้องวัดดวงกันแล้ว

     ม่านฟ้าหลุดออกจากภวังค์ความคิดเมื่อได้ยินคนรักบ่นอะไรบางอย่างคล้ายๆ ‘ค่าเสียเวลากับค่าน้ำมันรถ’ จึงหันกลับไปมองคนรักอย่างงุนงง แต่ก็ได้รับคำตอบกลับมาเพียงความเงียบ

     จนมาถึงทาวน์เฮ้าส์ของนที ม่านฟ้าเม้มปากอย่างประหม่าเล็กน้อย กลัวเหมือนกันว่าจะไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีจากเจ้าบ้าน แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้วก็คงทำได้เพียงเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

     หนุ่มอักษรฯ เห็นรถยนต์จอดอยู่หน้าบ้านก็พอให้ใจชื้นได้บ้าง จำได้ว่าตอนเด็กที่มาหา นทีมักพูดบอกกับเขาว่าการล็อกประตูรั้วไม่ได้ช่วยอะไร รั้งแต่จะสร้างความเกะกะและเสียเวลาในยามที่จะเอารถเข้าออกเท่านั้น หากโจรจะเข้ามาจริงปีนรั้วเข้ามานิดเดียวก็ได้แล้ว ล็อกแค่ประตูหน้าบ้านก็พอ

     ชายหนุ่มร่างสันทัดจึงเลื่อนประตูรั้วบ้านออกทันทีและเป็นอย่างที่คิด นทีไม่ได้ล็อกรั้วไว้จริงๆ เขาเดินเข้าไปถึงประตูบ้านและเคาะประตูเรียกผู้ที่เป็นความหวังให้กับพวกเขาได้ในตอนนี้

     “จำผมได้รึเปล่าครับ อาที”

     ----

     การเจรจาของนทีและม่านฟ้าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีโดยอาศัยความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากพิธาน เมื่อสามารถหาที่พักทั้งทางกายและทางใจให้กับน้องชายได้แล้ว ม่านฟ้าก็ตั้งใจที่จะกลับไปกับพิธานด้วยเพราะไม่อยากเป็นภาระให้กับนทีเพิ่มไปอีกคน

     ภูหมอกที่เพิ่งตั้งสติได้ว่ากำลังจะถูกพี่ชายทิ้งไว้กับคุณอาที่ไม่คุ้นหน้าได้แต่ผวาเข้าคว้าแขนของพี่ชายเอาไว้ราวกับเด็กน้อยติดแม่

     'อย่าทิ้งน้อง' สายตาของภูหมอกไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่นไปได้อีกแล้ว

     "..."

     ทุกคนในที่นั้นได้แต่มองภาพนั้นพร้อมกับถอนหายใจรวมทั้งพี่ชายที่ถูกน้องชายอ้อนด้วยสายตาอยู่ขณะนี้ ม่านฟ้าเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นอาอย่างลังเลใจ นทีเองก็พอจะเข้าใจความหมายของแววตานั้น จึงเอ่ยปากชวนให้ม่านฟ้านอนค้างอยู่ด้วยกันกับเธอ

     สุดท้ายม่านฟ้าก็ต้องตกปากรับคำยอมอยู่กับน้องชายด้วยสักคืน ไม่งั้นกลัวว่าหากเขายังดึงดันจะกลับไปจริง อาจมีคนเห็นภาพเด็กม.6 คนหนึ่งวิ่งตามหลังรถพร้อมกับร้องไห้โฮก็เป็นได้

     “แล้วเธอล่ะ จะนอนนี่ไหม ฉันจะได้เตรียมที่นอนให้ทีเดียว” นทีหันไปถามสารถีหนุ่มที่ขยับตัวลุกเตรียมจะกลับ ถึงเธอจะอยู่ตัวคนเดียว แต่ก็มีห้องนอนแขกอยู่อีกห้องหนึ่งเล็กๆ นอนบนที่นอนหนึ่งคน ปูพื้นนอนอีกคน แล้วลงมานอนที่โซฟาห้องรับแขกหรือเบียดกันสามคนในห้องก็ยังพอได้

     “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมก็กลับแล้ว”

     “บ้านเธออยู่ไหน ดึกแล้วนะ” ถึงจะดูกวนประสาทไปบ้าง แต่อย่างไรก็เป็นผู้ที่ช่วยหลานชายทั้งสองของเธอไว้ จะใจจืดใจดำใช้งานเสร็จแล้วเขี่ยทิ้งก็คงดูไม่งาม

     “จริงๆ บ้านผมก็อยู่หมู่บ้านเดียวกับเมฆแหละครับ ไม่ไกลจากนี่มาก แต่เดี๋ยวผมคงกลับไปนอนหอแถวมหาลัย พรุ่งนี้ผมมีกิจกรรมที่มอแต่เช้า ขี้เกียจตื่นเช้ามากน่ะครับ”

     ม่านฟ้าฟังคนรักพูดแล้วหันกลับมามอง ขณะที่นทีฟังเหตุผลของชายหนุ่มร่างสูงแล้วได้แต่พยักหน้าตอบรับเบาๆ พยักพเยิดไปทางหลานชายคนโตให้เดินไปส่งสารถีจำเป็นที่หน้าบ้าน

     “มึงจะกลับหอเลยเหรอ มันดึกแล้วนะ”

     พี่ชายที่โดนน้องชายรั้งไว้จนไม่ได้กลับไปด้วยเอ่ยขึ้นเมื่อพวกเขาเดินมาถึงรถที่จอดไว้ ตอนแรกม่านฟ้าตั้งใจจะกลับไปกับคนรัก ต่อให้ต้องกลับหอที่ใช้เวลาเดินทางเป็นชั่วโมงแต่นั่งไปด้วยกันก็ยังมีเพื่อนคุย ครั้นถูกน้องชายอ้อนไว้ให้อยู่ด้วยแถมคนรักก็จะกลับหอพักตั้งแต่คืนนี้ก็ทำให้อดห่วงไม่ได้

     “อืม พรุ่งนี้ขี้เกียจตื่นเช้า” พิธานตอบกลับคนรักอย่างสบายๆ แค่เห็นว่าตอนนี้คนรักและน้องชายน่าจะพออยู่ได้ เขาเองก็สบายใจไปได้เปลาะหนึ่ง มือคว้ากุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อเตรียมเปิดล็อก

     “พีท” แต่เสียงเรียกของคนรักที่ดังขึ้นกลับดึงคนที่กำลังจะเดินไปถึงตัวรถให้หันกลับมา

     “ขอบคุณนะ แล้วก็...ขอโทษ...ที่เอาแต่ใจ”

     คำพูดที่ดูหงอยลงไปของคนรักทำให้พิธานหลุดยิ้ม เขาไม่เห็นภาพหลานชายคนเก่งที่เมื่อครู่ยังพูดจาดูเป็นผู้ใหญ่อีกต่อไปแล้ว เหลือเพียงนายม่านฟ้ามนุษย์ถ่านอ่อนที่เริ่มกลับมาทำท่าทางเบลอๆ อีกครั้ง

     “ไม่เป็นไร ยังดีที่อย่างน้อยมึงก็คิดถึงกูในเวลาแบบนี้ ไม่ใช่หนีเตลิดไปไหนไม่รู้อีก เป็นแบบนี้กูสบายใจกว่าเยอะ”

     "แต่มึงก็ต้องมาขับรถกลับดึกๆ แบบนี้ไง" ม่านฟ้ายังคงบ่นพร้อมขมวดคิ้วเมื่อหลายอย่างดูไม่ได้ดั่งใจจนถูกคนตรงหน้าเอื้อมมือมาจิ้มที่หน้าผากหนักๆ "คิดมาก มึงอ่ะ"

     ม่านฟ้าถอนหายใจออกมาอย่างตัดใจก่อนผลักร่างสูงออกแล้วพลิกตัวให้หันกลับไปทางรถยนต์ "เออ งั้นกลับได้แล้ว ยิ่งคุยยิ่งดึก ขับรถกลับดีๆ ล่ะ"

     "ครับ" พิธานตอบกลับอย่างง่ายๆ

     "อย่าขับเร็วนะ"

     "ครับผม" ชายหนุ่มขยับยิ้มเอ่ยเสียงยียวนเมื่อคนด้านหลังเริ่มบ่นมากขึ้น

     "ถึงแล้วไลน์มาบอกนะ กูจะรอ"

     "ครับ" แต่ถึงอย่างนั้นพิธานก็สัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงที่อีกฝ่ายส่งมาอย่างเต็มเปี่ยม

     ครั้นมาถึงตัวรถ คนออกปากไล่กลับขยับมือที่ทาบอยู่บนแผ่นหลังกว้างและเปลี่ยนเป็นกำเสื้อของอีกฝ่ายไว้ ความรู้สึกผิดต่อคนรักที่ไม่สามารถทำตามที่รับปากได้ยังคงเกาะกินอยู่ในใจเขา ยิ่งพิธานคอยช่วยเหลือเขาทุกอย่างเช่นนี้ยิ่งทำให้ม่านฟ้าไม่สบายใจ

     "กู...ขอโทษอีกทีนะ"

     น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ก็พอจะทำให้พิธานจับสังเกตได้ เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย พอจะรู้ว่าคนรักกำลังหมายถึงเรื่องอะไรจึงหันกลับมาอีกครั้งเพื่อคว้ามือของคนรักไว้

     “บอกว่าอย่าคิดมากไง เอาจริงๆ ตอนนี้กูไม่คิด ไม่แคร์แล้วว่ามึงจะบอกเรื่องของเรารึเปล่า ที่ตอนแรกกูเอาแต่กดดันให้มึงบอก เพราะเอาตรงๆ มันก็มีแหละที่อึดอัด แฟนกูทั้งคน กูทำไม่ได้แม้แต่จะห่วงมึงในฐานะแฟนด้วยซ้ำ กูได้เข้าไปรู้จักกับบ้านมึง แต่ก็ต้องพยายามดึงตัวเองไว้ในสถานะของเพื่อนอีก”

     พิธานพูดไปพูดมาก็ขมวดคิ้วเสียเอง พยายามจะไม่ให้คนรักคิดมากและไม่กดดันมากไปกว่านี้ แต่ยิ่งพูดเหมือนจะยิ่งกดดันอ้อมๆ เข้าไปใหญ่ เขาเม้มปากนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงตัดสินใจที่จะพูดต่อ

     “แต่เพราะกูเห็นว่า ถึงบอกความจริงหรือไม่บอก ตอนนั้นมึงก็กังวลอยู่ดี สู้พูดไปเลยแล้วมารอลุ้นผลกัน มันอาจจะดีกว่าไหม”

     ดวงตาของคนรักที่ช้อนมองขึ้นมาทำให้พิธานคลี่ยิ้มออกมาจางๆ “แต่ตอนนี้กูยอมให้มันเป็นความลับตลอดไปก็ได้ แค่ไม่อยากเห็นมึงต้องมานั่งเครียดแบบนี้”

     ชายหนุ่มร่างสูงไม่ได้ต้องการพูดเพื่อให้คนรักสบายใจเพียงเท่านั้น แต่เขาคิดเช่นนั้นจริง แค่เห็นสภาพม่านฟ้าในวันที่พ่อเข้าใจผิด ทั้งน้ำตาและเสียงร้องไห้ ทั้งเนื้อตัวที่เขียวช้ำจากการถูกตี มันทำให้เขาไม่อยากเห็นคนรักในสภาพนั้นอีกแล้ว

     เมื่อวันนี้ความเข้าใจผิดครั้งนั้นกลับถูกทำให้ตาลปัตรยิ่งขึ้นไปอีก การบอกความจริงก็คงจะยิ่งยากกว่าเดิม พวกเขาทำได้เพียงแต่ต้องถอยกลับมาตั้งหลักกันใหม่ ดีกว่าปล่อยให้คนรักของเขาฝืนเข้าไปบอกความจริงกับพ่อแล้วต้องเจอกับความเจ็บปวดนั้นเหล่าอีกครั้ง

     เพียงแต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าเส้นทางการบอกความจริงใดที่จะไม่ทำให้คนรักของเขาต้องเจ็บปวด

     เพราะฉะนั้น...เขายอมแล้ว

     ไม่ต้องเปิดเผยความลับของพวกเขากับใครแล้วก็ได้ แค่ให้คนรักของเขากลับมามีความสุขก็พอ

     พิธานกระชับมือคนรักแน่นขึ้น คิดอยากดึงคนตรงหน้าเข้ามากอดแต่ก็ติดที่ว่าอยู่ในที่สาธารณะ ลึกๆ เขาดีใจที่คนรักห่วงความรู้สึกของเขาเช่นนี้ แต่เขาเองก็ไม่ต้องการเห็นคนรักทำหน้าเศร้าอยู่แบบนี้เช่นกัน แค่เรื่องของภูหมอกตอนนี้ก็ว่ายุ่งแล้ว หากม่านฟ้ายังเอาเรื่องของเขาพวกเขามาคิดเข้าไปอีกคงได้เครียดตายเข้าสักวัน

     “มึงกลับเข้าบ้าน อาบน้ำให้สดชื่น กล่อมน้องชายมึงเข้านอนแล้วรอโทรศัพท์จากกูนะ เดี๋ยวกูถึงหอแล้วโทรมาหา วันนี้มึงใช้พลังงานเกินขีดจำกัดแล้ว หยุดปัญหามึงไว้แค่นี้ก่อน แล้วพรุ่งนี้พอชาร์ตพลังเต็มเมื่อไหร่ เราค่อยมาเริ่มกันใหม่อีกทีนะ”

     ม่านฟ้าถอนหายใจมองคนรักที่ทำราวกับกำลังปะเหลาะลูกน้อยให้เข้านอน แต่ก็หลับตาลงสูดหายใจเข้าลึกแล้วพยักหน้ารับช้าๆ ยืนมองอีกคนสอดตัวเข้าไปในรถแล้วหันมายิ้มกวนให้เขาอีกทีผ่านกระจกรถก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

     ก่อนที่รถสีควันบุหรี่จะได้เคลื่อนตัวออกไป ม่านฟ้าก้มลงเคาะเข้าที่กระจกรถฝั่งคนขับเพื่อให้คนรักเปิดกระจกลงมา พิธานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนสัมผัสได้ถึงริมฝีปากนุ่มที่แตะลงมาบนริมฝีปากของเขาแผ่วเบา เสียงพึมพำของคนที่หันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านทำให้ชายหนุ่มร่างสูงได้แต่ยกยิ้มเมื่อคำบ่นเรื่อยเปื่อยของเขาก็ดูเหมือนจะเข้าหูอีกคนอยู่เหมือนกัน

     "มึงต้องจ่ายค่าเสียเวลากับค่าน้ำมันรถให้กูด้วยนะ ไม่งั้นกูไม่ยอมจริงด้วย"

     “ค่าเสียเวลากับค่าน้ำมันรถ กูมีจ่ายแค่นี้แหละ”



     TBC





     Achaya (Writer) :

     อาจจะเป็นแค่มุกเก่าๆ แค่ก็หวังว่าจะทำให้ยิ้มได้กันนะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์ค่ะ


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-8
รอต่ออออ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
อุตส่าว่าจะดองให้ลงจนจบแล้วค่อยอ่านทีเดียวสุดท้ายก็ทนไม่ได้ มาต่อไวๆน๊าาาาา

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 14

     ม่านฟ้ากำลังนั่งอยู่บนรถพร้อมด้วยสารถีคนเดิม พิธานมารับเขาที่บ้านและกำลังจะมุ่งตรงไปที่มหาลัยในเช้าวันจันทร์ เขาเหลือบมองคนรักที่ขับรถเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านกับมหาลัยหลายต่อหลายครั้งทั้งที่มีหอพักใกล้มหาลัยแค่นิดเดียว

     พูดให้น้ำลายหมดปากก็ไม่รู้จักฟัง บอกว่าไม่ต้องมารับก็อ้างโน่นอ้างนี่ว่าเมื่อคืนกลับมานอนที่บ้านเพราะลืมของ

     เมื่อวานเขาเข้าไปเอาเสื้อผ้าและของใช้ของภูหมอกจากบ้านเพื่อไปให้น้องชายที่บ้านของนที ถึงตอนนี้การสอบจะจบลงแล้ว เหลือเพียงการสอบ O-NET อีกอย่างเดียว แต่ภูหมอกก็ยังเรียนไม่จบม.6 อย่างไรก็ยังต้องไปโรงเรียนอยู่ดี

     ทันทีที่พ่อรู้ว่าม่านฟ้าพาน้องไปฝากไว้ที่บ้านของน้องชายอย่างนที ความคิดที่จะลองพูดเรื่องของเขาอีกครั้งก็เป็นอันต้องพับเก็บไป พ่ออาละวาดขึ้นมาอีกยกใหญ่ โมโหจนแทบจะเห็นเส้นเลือดข้างขมับวิ่งตุบๆ ในเวลานั้นหากพ่อได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเขาเข้าอีกเรื่อง เขาคงต้องถูกไล่ออกจากบ้านอีกหนอย่างไม่ต้องสงสัย

     หากเป็นเช่นนั้นจริง ทั้งเรื่องของเขาและภูหมอกคงหมดหนทางในการปรับความเข้าใจกับพ่อไปตลอดกาล

     เมื่อถึงตอนนั้น คนที่เจ็บปวดที่สุดคงไม่พ้นแม่ของเขา

     ดังนั้นสิ่งที่ควรทำตอนนี้คือต้องหาทางสมานรอยร้าวระหว่างพ่อและภูหมอกให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก อย่างไรเสียตอนนี้พ่อก็ยังคิดว่าเขาเป็นลูกชายของพ่อเหมือนเดิมและเรื่องที่เขาถูกไล่ออกจากบ้านวันนั้นเป็นเพียงความเข้าใจผิด

     จากสายตาที่พ่อมองภูหมอกในวันนั้น เขาเชื่อว่าพ่อยังคงเหลือเยื่อใยกับน้องชายเขาไม่มากก็น้อย อย่างไรพ่อก็ตัดภูหมอกได้ไม่ขาด ทางเลือกในการผสานรอยร้าวนี้จึงมีโอกาสที่จะเป็นไปได้

     ซึ่งหมายถึง..ความลับของเขาก็อาจจะต้องยืดเวลาในการบอกไปอีก


     พิธานหันไปมองคนรักที่ถอนหายใจออกมารอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้หลังจากขึ้นมาบนรถ ตอนแรกก็คิดว่าเจ้าตัวหงุดหงิดที่เขาดันทุรังจะกลับบ้านในคืนวันอาทิตย์เพื่อมารับคนรักไปมหาลัยด้วยกันในวันนี้

     ปกติแล้วก็ใช่ว่าเขาจะเป็นคุณแฟนที่แสนดีคอยไปรับไปส่งม่านฟ้าตลอดเวลา เขาปล่อยให้คนรักโหนรถเมล์ขึ้นรถไฟฟ้าไปไหนมาไหนเองจนชินแล้ว เพียงแต่เมื่อวานเขาต้องกลับมาบ้านเพราะลืมของไว้จริงๆ

     พูดให้น้ำลายหมดปากก็ไม่เชื่อ บอกว่าลืมของสำคัญไว้ก็ยังคิดว่าเขาตอแหล

     ลืมแฟนไว้ทั้งคนไม่สำคัญได้ไง แถมเป็นคุณแฟนช่วงจิตตกด้วย ถึงต้องดูแลมากๆ หน่อย

     สารถีหนุ่มคิดเข้าข้างตัวเองจนสบายใจก็หันกลับไปมองคนรักอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงรถติดใกล้มหาลัย อาการเช่นนี้ของคนรักหากคนนอกมองก็เหมือนคนเหม่อลอยทั่วไป ส่วนในสายตาของคนรู้จักอาจมองว่าเจ้าตัวกำลังไม่พอใจบางอย่าง แต่ในสายตาคนรักอย่างเขา มองอย่างไรก็เป็นเพียงอาการคิดมากที่เกิดขึ้นบ่อยเหลือเกินในช่วงนี้

     “กูบอกอย่าคิดมากเนี่ย เคยฟังที่กูพูดบ้างไหม”

     เสียงถอนหายใจและคำบ่นที่ดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงเปลี่ยนเกียร์ว่างแล้วขึ้นเบรกมือแรงๆ ม่านฟ้าหันไปมองคนรักอย่างหวาดๆ อาการเช่นนี้เหมือนคนที่พร้อมจะหันมาดุเขาอย่างจริงจังถึงขึ้นเบรกมือขนาดนี้

     ตุ๊กตาหน้ารถตาโตกลืนน้ำลายลงคออย่างหวั่นใจ ไม่แน่ใจว่าแค่ถอนหายใจบ่อยไปหน่อย ทำไมคนรักถึงเริ่มจะองค์ลงอีกครั้ง

     ทั้งที่คิดว่าคนขับจะหันมาดุอะไรเขาอีก แต่พิธานกลับก้มหน้าลงไปเพื่อหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้ใกล้เบรกมือ ก้มกดโทรศัพท์อยู่สักพักจนม่านฟ้าเริ่มสบายใจเพราะคิดว่าคงจะคิดไปเอง ก่อนหันกลับไปมองไฟจราจรข้างหน้าให้แทนคนรักที่ยังก้มหน้าอยู่อย่างนั้น

     แต่แล้วโทรศัพท์เครื่องคุ้นตาของคนรักก็ถูกส่งมาตรงหน้าเขาพร้อมคำชวนประหลาด “มึงลองเล่นดูไหม”

     ม่านฟ้าก้มลงมองหน้าจอ ในนั้นปรากฏภาพลายเส้นแปลกๆ คล้ายเกมจิตวิทยาที่ชอบส่งต่อกันในช่วงนี้ พร้อมกับคำถาม ‘คุณเห็นสีอะไร’ แวบแรกที่ม่านฟ้าเห็นภาพดังกล่าวเขาเห็นเป็นสีชมพูสด จึงพูดตอบคนรักไปอย่างงุนงง “สีชมพู”

     เมื่อตอบออกไปแล้วเขาก็เลื่อนลงไปอ่านความคิดเห็นของคนอื่นที่มีทั้งสีชมพู สีน้ำเงิน หรือแม้กระทั่งขาวดำ ยังไม่ทันได้กดต่อไปเพื่อดูเฉลยของสีที่แตกต่างกัน พิธานก็คว้าโทรศัพท์กลับไปเพื่ออ่านเฉลยให้เขาฟัง

     เออดี ให้คนขับรถมาอ่านให้คนนั่งฟัง ปลอดภัยมากจริงๆ

     “คนที่เห็นสีชมพู คุณเป็นคนมีความสามารถด้านศิลปะ ภาษา และความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดนอกกรอบแต่มักไม่ถนัดการคำนวณ การคิดเชิงวิเคราะห์และการทำงานแบบ Multi-tasking (การทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกัน)”

     พิธานอ่านจบก็เงยหน้ามามองคนรักด้วยใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ ล็อกหน้าจอแล้ววางโทรศัพท์ลงที่เดิม เจ้าตัวพยักหน้าออกมาเล็กน้อยเหมือนเห็นด้วยแล้วพูดสำทับ “อืม กูก็ว่าตรงนะ”

     ขณะที่ม่านฟ้าก็ไม่ได้ปฏิเสธความแม่นยำของแบบทดสอบตรงหน้า แต่กำลังสงสัยในท่าทางเช่นนี้ของคนรักมากกว่า คล้ายกับว่าพิธานกำลังต้องการสื่ออะไรบางอย่าง

     สายตาของคนรักที่มองกดดันอยู่เงียบๆ ทำให้พิธานหันหน้ากลับมามองคนรักอีกครั้งแล้วเอ่ยปาก “แบบทดสอบก็บอกแล้วไม่ใช่หรือไง ว่ามึงทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกันไม่ได้เรื่อง”

     สารถีหนุ่มหันกลับไปมองด้านหน้าอีกครั้ง ปลดเบรกมือลงและเปลี่ยนเป็นเกียร์เดินหน้าเมื่อรถคันหน้าเริ่มเคลื่อนตัว

     ถึงคำพูดของคนรักจะยังดูกำกวม แต่ม่านฟ้าก็พอจะตีความออกและเริ่มมั่นใจขึ้นเมื่อคนรักใจดีอธิบายให้ฟังอย่างชัดเจน “ตอนนี้แค่เรื่องไอ้หมอกก็แย่แล้ว มึงจัดการแค่เรื่องไอ้หมอกก่อน อย่าเพิ่งพะวงเรื่องของเราเข้าไปอีก เอาทีละเรื่อง เราอยู่ด้วยกันมาตั้งสี่ปี แค่ให้กูอดทนอีกหน่อยจะเป็นอะไรไป กูไม่รีบหนีมึงไปไหนหรอกหน่า”

     ม่านฟ้าได้ยินคนรักพูดเช่นนั้นก็นิ่งไป พิธานพูดในสิ่งที่เขากำลังกังวลออกมาได้อย่างพอดี พอรู้อยู่ว่าคนรักของเขาเป็นคนเซนส์แรงแต่แบบนี้มันออกจะแม่นเกินไปแล้ว

     หนุ่มวิศวะเห็นคนรักยังคงนั่งนิ่งก็คิดว่าม่านฟ้ายังกังวลอยู่ไม่หาย จึงได้พูดในมุมมองของตนเองออกมาให้คนรักฟัง

     “กูรู้นะ ว่ามึงกลัวว่าถ้าพ่อมารู้ทีหลังแล้วพ่อมึงจะเจ็บซ้ำสอง ซ้ำสามเข้าไปอีก แต่มึงฝืนพูดออกไปตอนนี้แล้วยังไง ตอนนี้พ่อมึงเขาก็มีแผลเรื่องไอ้หมอกอยู่แล้ว มึงรีบบอกเรื่องของเราไปตอนนี้ก็คือการฟันซ้ำลงไปบนแผลของเขาอีกครั้ง จาก ‘เจ็บ’ มันจะกลายเป็น ‘เจ็บสาหัส’ เอานะ ในเมื่อรู้ว่าสุดท้ายยังไงก็ต้องทำพ่อเจ็บ สู้พยายามรักษาแผลแรกให้เขาก่อนที่จะฟันซ้ำลงไปอีกทีก็ยังดี”

     พิธานหลุดจากไฟแดงได้ก็เพิ่มความเร็วขึ้นจนสามารถเลี้ยวเข้าไปในรั้วมหาลัยได้ เขาเลี้ยวรถเข้าไปในคณะของม่านฟ้า ขณะที่ปากก็ยังพูดโน้มน้าวคนรักต่อไป “มึงพูดเองว่าพ่อรักไอ้หมอกมาก เพราะฉะนั้นกูว่าไม่ยากหรอกนะถ้าจะเกลี้ยกล่อมพ่อให้เขายอมใจอ่อนอ่ะ อาจจะใช้เวลาหน่อยก็ไม่เป็นไร บอกแล้วกูไม่หนีไปไหน”

     เพราะตอนนี้รถยนต์สีควันบุหรี่ของพิธานกำลังเลี้ยวขึ้นที่จอดรถคณะอักษรฯ ความมืดภายใต้อาคารจอดรถทำให้เขามองไม่เห็นสีหน้าของคนนั่งข้างกันในตอนนี้ ได้ยินเพียงคำพูดค่อนแขวะออกมาเล็กน้อย “สำบัดสำนวนเหลือเกินนะ”

     หนุ่มวิศวะยิ้มรับข้อกล่าวหานั้นหน้าตาเฉย แถมยังโยนความผิดไปให้อีกคนเสียอย่างนั้น “ช่วยไม่ได้ แฟนกูเรียนอักษรฯ”

     ถึงคราวที่หนุ่มอักษรฯ คลี่ยิ้มออกมาบ้าง เขาคว้ากระเป๋าเรียนขึ้นมาเตรียมตัวลงเมื่อเห็นคนรักถอยเข้าซองในที่จอดรถเรียบร้อย หยิบโทรศัพท์ของคนรักข้างเบรกมือมาส่งให้เจ้าของเพราะกลัวอีกคนจะลืมไว้บนรถและแก้ต่างคำพูดของคนตรงหน้าอีกหน “แต่กูเรียนเอกสเปนไง ไม่ใช่เอกไทย”

     “โถ่ Querido”

     คำพูดสุดท้ายของคนรักทำเอาม่านฟ้าถึงกับหลุดขำ แกล้งเอามือปาดปากที่เบะออกอย่างงอแงของคนรัก พูดออกมาอย่างหมั่นไส้ปนขำ “ก็พูดเป็นอยู่คำเดียวเนี่ยมึงอ่ะ”

     ก่อนม่านฟ้าจะเปิดประตูลงจากรถไปจริงๆ พิธานก็คว้ามือของคนรักเอาไว้ เขาเปลี่ยนสีหน้ากลับมาจริงจังอีกหนเพื่อเค้นคำสัญญาออกมาจากปากของคนรัก “สัญญากับกูก่อนว่าจะไม่คิดมากแล้ว”

     คนคิดมากหันกลับมามองคนรักด้วยดวงตาที่ทอแสงอ่อนลง เขาเผยยิ้มหวานออกมาแล้วกระชับมือของคนรักแน่นขึ้น ม่านฟ้าก้มหน้าลงไปจูบที่หลังมือใหญ่แผ่วเบาก่อนผละออกมา “อืม กูสัญญา”

     ถึงจะพูดแซวอีกฝ่ายไปเสียมาก แต่ม่านฟ้าก็เพียงต้องการจะกลบเกลื่อนหัวใจที่เต้นแรงขึ้นในอก รู้สึกโชคดีซ้ำแล้วซ้ำอีกกับการได้คนตรงหน้ามาเป็นคนรัก คนที่คอยห่วงใยเขา เข้าใจเขาและทำให้เขาสบายใจได้เสมอ

     เพราะแบบนี้ เขาถึงขาดคนคนนี้ไม่ได้ยังไงล่ะ

     Mi amor



     เวลาผ่านไปเกือบครึ่งเดือนแล้วหลังจากที่ภูหมอกย้ายมาอยู่กับนที ขณะที่ม่านฟ้าก็เทียวไปเทียวมาระหว่างสองบ้านกับหอพักอย่างสม่ำเสมอ ที่จะบ่อยหน่อยช่วงนี้ก็คือบ้านพ่อ เขากลับไปนอนบ้านบ่อยมากขึ้น ไม่ใช่เพราะโดนไล่ออกจากบ้านไปช่วงหนึ่งจึงคิดถึงหรอกนะ เพียงแต่ต้องเข้าไปเพื่อหาโอกาสในการโน้มน้าวและเกลี้ยกล่อมพ่อเรื่องภูหมอก

     และแน่นอนคนที่ทำตัวติดกับเขาเป็นปาท่องโก๋คอยไปรับไปส่งเช้าเย็นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน Mi amor ของเขานี้ไง

     ‘โคม’ ชื่อร้านอาหารที่สกรีนอยู่บนถุงพลาสติกที่ใส่อาหารมาทำให้ม่านฟ้ามองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผละมือจากถุงบนเคาร์เตอร์ครัวมาหยิบจานชามสำหรับใส่อาหาร ปล่อยให้พิธานที่ยืนอยู่ข้างกันคว้าถุงมาแก้ยางที่มัดปากออกเตรียมใส่จาน

     หลังจากสัญญากับคนรักว่าจะไม่คิดมากและพักเรื่องการสารภาพของเขาไปก่อน ม่านฟ้าก็ได้คนรักคอยเป็นที่ปรึกษามาให้เรื่อยๆ ทั้งมีประโยชน์บ้างไม่มีประโยชน์บ้างก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

     แต่อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็คงไม่ง่ายดายนัก จึงต้องอดทนให้ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่นนี้

     คืนนี้เขาโทรบอกแม่แล้วว่าคงกลับดึก เพราะจะอยู่กินเลี้ยงกับภูหมอกที่บ้านของนทีโดยลากพิธานมาเป็นสารถีประจำตัวเช่นเคย อดคิดไม่ได้ว่าหากวันนี้เป็นเพียงวันธรรมดาอย่างทุกครั้ง วันที่พ่อยังไม่ได้รู้ความลับของภูหมอกจนไล่น้องออกจากบ้านมาแบบนี้ คนที่หมอกจะเข้าไปอ้อนและบอกเรื่องผลคะแนนคนแรกคงเป็นพ่อ

     เขานึกภาพที่พ่อกลั้นยิ้มจนแก้มแทบแตกออกมาได้ไม่ยาก

     เราคงออกมากินข้าวนอกบ้าน ซึ่งก็คงไม่พ้นร้านโปรดของภูหมอก เราจะสั่งอาหารกันจนเต็มโต๊ะ และสุดท้ายก็ต้องห่อกลับบ้านเป็นถุงๆ เพราะมักจะหิวโซตอนสั่งเสมอจนโดนพ่อบ่นทุกครั้งไป

     แต่ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้น

     เพราะสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนเดิมและไม่เป็นไปตามคาด ภูหมอกถึงต้องมาอยู่ที่นี่ ที่บ้านของคุณอาที่พ่อแสนจะเกลียด แต่เขาก็ยังอยากให้น้องได้กินของที่ชอบในวันดีๆ แบบนี้

     ครั้งแรกเขาคิดจะให้พิธานวนไปรับภูหมอกและอาทีมากินด้วยกันที่ร้าน แต่คิดอีกที เขากลัวภูหมอกจะยิ่งคิดถึง

     คิดถึงบรรยากาศที่ครอบครัวของเราอยู่กันพร้อมหน้า

     คิดถึงเมนูที่แม่ชอบสั่งมาแต่ไม่เคยกินหมด

     คิดถึงที่ประจำมุมร้าน

     .

     คิดถึงพ่อ

     สุดท้ายก็เลือกที่จะสั่งกลับมากินที่บ้านนที ให้ลำบากล้างถ้วยล้างชามในยามอิ่ม

     ม่านฟ้าคิดแค้นน้องชายอยู่ในใจว่าห่วงขนาดนี้ แต่ตอนนี้เจ้าตัวดันไม่คิดจะลงมาช่วยจัดอาหารเสียด้วยซ้ำ เหตุผลแสนง่ายของน้องมีเพียง

     ‘เพื่อนหมอกคนหนึ่งเหมือนจะคะแนนแย่อ่ะพี่ เดี๋ยวไปช่วยกันปลอบก่อน’

     ก่อนจะวิ่งขึ้นชั้นสองไป

     พิธานสังเกตเห็นอารมณ์หงุดหงิดของคนข้างกายก็อมยิ้มน้อยๆ นึกเอ็นดูคนที่ชอบโมโหใส่น้องชายแต่ก็เป็นคนเดียวกับพี่ชายที่วิ่งทำโน่นทำนี้ให้น้องสารพัด เขาก้มมองห่อหมกมะพร้าวอ่อนที่เพิ่งจัดใส่จานแล้วจึงชวนม่านฟ้าคุยให้คลายอาการหงุดหงิด “กูอยากลองทำห่อหมกมาหลายทีล่ะ แต่กลัวไม่รอด กูโคตรชอบกิน เฮียก็ชอบ”

     เฮียที่พิธานพูดถึงก็คือพี่ชายคนเดียวของเจ้าตัว เห็นหน้าตาคมเข้มแบบนี้แต่พิธานก็เป็นคนจีน พ่อของชายหนุ่มเป็นคนจีนแท้ เพียงแต่คุณแม่เป็นสาวไทยที่หน้าตาคมเข้ม พิธานจึงได้คุณแม่มาเต็มๆ

     “อ้าว แล้วไม่บอก จะได้ซื้อมาฝากเฮียด้วย”

     ม่านฟ้ารู้อยู่แล้วว่าคนรักชอบกินอะไร ถึงได้สั่งมากินกันถึงสองชุดเพราะกลัวคนรักไม่อิ่ม แต่ไม่รู้ว่าพี่ชายคนรักเองก็ชอบ ไม่งั้นเขาคงสั่งเพิ่มมาอีกชุดเพื่อให้พิธานเอากลับไปที่บ้านด้วย

     คนอยากลองทำอาหารส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจแล้วใช้ช้อนแอบตักเข้าปากไปคำหนึ่งอย่างอดใจไม่อยู่

     รสสัมผัสของเนื้อห่อหมกร้อนๆ ที่ละมุนจากไข่และกะทิบวกกับความนุ่มลิ้นของเนื้อมะพร้าวอ่อน กลิ่นพริกแกงกับโหระพาที่คลุกเคล้าอยู่ภายในทำให้ชายหนุ่มร่างสูงหลับตาอมยิ้มอย่างเป็นสุข

     ชายหนุ่มร่างสันทัดมองคนรักที่หลับตาพริ้มแล้วก็หลุดขำ ชกเบาๆ ที่ต้นแขนของคนรักเรียกสติให้กลับมา นอกจากจะอู้ไม่ช่วยกันแล้วยังจะแอบจกกับข้าวกินก่อนอีกต่างหาก

     ภาพทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่กลับทำให้คนที่มองอยู่อย่างนทียิ่งมั่นใจ เธอสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างหลานชายเธอและเจ้าหนุ่มตัวโตนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่เพียงครั้งแรกที่มาส่ง แต่กับครั้งต่อมาที่ม่านฟ้ามาหาเธอก็มักจะมีชายหนุ่มคนนี้ติดสอยห้อยตามมาด้วย

     ทั้งที่สองคนนี้ก็ไม่เคยแสดงท่าทางที่เหมือนกับคนรักกันหรือแม้แต่พูดจาน่าฟังใส่กันด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้เพราะอะไรเธอจึงคิดว่าความสนิทสนมกันเช่นนี้มีบางอย่างที่เกินกว่าเพื่อนสนิท

     เสียงกระแอมที่ดังขึ้นดึงสายตาของสองหนุ่มมาจากจานอาหารตรงหน้า เห็นเจ้าของบ้านยืนมองเข้ามาจากหน้าประตูห้องครัวแล้วก็ขยับยืนตัวตรงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ไม่ใช่ว่าเพราะทำอะไรผิด แต่เพราะสายตาที่มองมาทางพวกเขาเหมือนกำลังจ้องจับผิดนั้นมากกว่า

     “มีอะไรอยากสารภาพไหม”

     คำถามตรงๆ ที่หลุดออกมาจากปากของนทีทำให้สองหนุ่มต้องแอบเหลือบมองกัน ถึงจะควบคุมสีหน้าให้เรียบเฉยเหมือนปกติ แต่สายตาที่ล่อกแล่กไปมาบ่งบอกว่ากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

     ม่านฟ้ากำลังคิดว่าพวกเขาเผลอแสดงอาการอะไรออกไปทำให้ผู้เป็นอาสงสัยหรืออาจมีเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาแต่เป็นอย่างอื่นที่พวกเขาทำผิดไปหรือไม่

     ขณะที่สัญญาณซึ่งกำลังดังในหัวพิธานตอนนี้บ่งบอกว่าเรื่องที่นทีถามต้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่

     คำทักทายอย่าง ‘จะมาจีบหลานชายฉันรึไง’ ในวันนี้คงไม่ได้เกิดจากการประชดประชันหรือแซวเล่นทั่วไป แต่ต้องเป็นเพราะพอจะเดาบางอย่างได้นทีจึงพูดมันออกมา

     “เร็ว จะพูดไม่พูด” นทีกดดันชายหนุ่มตรงหน้าเข้าไปอีกหนหลังยืนกดดันเงียบๆ อีกสักพัก หวังให้เผลอหลุดสิ่งที่ซ่อนไว้ออกมา

     พิธานหายใจเข้าลึก ตัดสินได้ทันทีเมื่อถูกเจ้าของบ้านเร่งเร้าให้พูดความจริง

     .

     .

     “อาพูดเรื่องอะไรเหรอครับ”

     “...” เจ้าของบ้านสาวเบิกตามองชายหนุ่มตัวโตที่ตีหน้าซื่อถามกลับมาด้วยท่าทางปกติอีกครั้ง ส่วนพิธานก็แอบยิ้มอยู่ในใจเมื่อการวัดดวงของเขาได้ผล เขาคิดว่านทีคงเพียงคาดเดาได้แต่ก็ไม่มั่นใจ เพราะฉะนั้นจึงพูดวนหลอกให้พวกเขาเป็นคนสารภาพออกมาเองเช่นนี้

     เพียงแค่ทำเหมือนไม่รู้เรื่องต่อไป ต่อให้นทีอยากเค้นคอพวกเขาแค่ไหนก็ไม่สำเร็จ

     นทีเบะปากมองชายหนุ่มที่ทำหน้าซื่อแต่ก็รู้ว่าภายในมันคงยิ้มสะใจที่เธอต้อนมันจนมุมไม่ได้ หญิงวัยกลางคนกัดฟันอย่างแค้นเคืองก่อนพูดออกไปอย่างติดจะเดือด “ก็เรื่องของพวกแกนี่ไง เป็นเพื่อนที่ดีกันเหลือเกินนะ เช้าถึงเย็นถึงตัวติดกันตลอด หัวกระไดไม่แห้งแล้วบ้านฉัน”

     “โถ่ ถ้าอาอยากชมว่าผมเป็นคนดีก็ชมมาตรงๆ ก็ได้ครับ แหม ทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน หลายคนก็บอกว่าผมเป็นคนดีแหละ ผมเข้าใจๆ ”

     พ่อคนดีลอบกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินคำพูดของนทีก่อนจะรีบเปลี่ยนเป็นยิ้มยียวนแล้วแสร้งทำเป็นยกมือลูบท้ายทอยอย่างเขินอายได้อย่างน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด ขนาดคนรักที่ยืนอยู่ข้างกันยังอดมองท่าทางเช่นนั้นแล้วทำสีหน้าเอือมระอาใส่ไม่ได้

     นับประสาอะไรกับนทีที่ตอนแรกก็เคืองไม่น้อยแล้ว ยิ่งเจอท่าทางเช่นนี้ไปถึงกับคว้ามีดทำครัวที่อยู่ใกล้มือมาง้างขู่จะขว้างออกไปหาคนหน้าเป็น

     รู้ทั้งรู้ว่านทีคงไม่ขว้างมีดออกมาจริงๆ แต่พิธานก็ยังอดสะดุ้งแล้วกระโดดผลุงไปหลบหลังคนรักไม่ได้

     “เหอะ คนดีเหลือเกิน เจอมีดแล้วหลบหลัง 'แฟน' เนี่ย”

     “แหม ยังไงอาก็คงไม่ทำร้ายหลานชายตั-” พิธานโผล่หน้าออกมายิ้มเผล่ แต่พูดไม่ทันจบประโยคดีก็รู้ตัวแล้วว่าตนเองเผลอประมาทจนพลาดเข้าให้แล้ว

     รอยยิ้มของพิธานค่อยๆ หดหายกลายเป็นใบหน้าซีด ขณะที่รอยยิ้มสะใจกลับไปปรากฏอยู่ที่ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของบ้านแทน

     นทีรู้สึกสะใจที่สามารถเอาชนะ ‘หลานเขย’ ผู้กวนประสาทคนนี้มากกว่าดีใจที่ได้รู้ความจริงเสียอีก ยิ่งเห็นท่าทางของพิธานที่เปลี่ยนไปเป็นลุกลี้ลุกลนยิ่งทำให้เธอเผยรอยยิ้มที่กว้างขึ้น

     ม่านฟ้าที่มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความนิ่งเฉยมาตลอดเผยยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจ แอบสงสารคนรักที่สุดท้ายก็ต้องพ่ายไปในเกมนี้แล้วดึงคนตัวโตที่ยังเกาะอยู่ด้านหลังออกมา แววตาของพิธานซ่อนความลำบากใจอยู่ในนั้น มือเรียวของม่านฟ้าจึงขยับไปจับมือคนรักแล้วพยักหน้าให้เบาๆ

     ‘อาคงไม่ว่าอะไรหรอก ไม่เป็นไร’

     รอยยิ้มและท่าทางของม่านฟ้าสื่อได้ถึงข้อความนี้ พิธานที่ได้เห็นจึงถอนหายใจออกมาแล้วกุมมือคนรักแน่นขึ้นเมื่อเจ้าตัวหันไปมองหน้าผู้เป็นอาเต็มตาก่อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงเรียบนิ่ง

     “ก็อย่างที่อาคิดแหละครับ”


     TBC


     Achaya (Writer) :

     อาทิตย์นี้มาช้าไปหน่อย ขออภัยนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์กันนะคะ เป็นกำลังใจที่ดีมากๆ เลย

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 15

     นทียกแก้วกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จร้อนๆ ขึ้นมาเป่าพร้อมขยับนั่งไขว่ห้าง ถัดไปไม่ไกลมีหลานชายคนโตและหลานเขยนั่งนิ่งรอรับการไต่สวนอยู่ หญิงวัยกลางคนดมกลิ่นหอมของกาแฟแล้วขยับเชิดคอขึ้นอย่างไว้ท่าเพื่อเพิ่มความกดดันให้กับชายหนุ่มทั้งสองคน

     หลังคำสารภาพกลายๆ ของม่านฟ้า ภูหมอกก็วิ่งลงมาจากชั้นสองอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ขัดจังหวะทั้งสามคนไว้ด้วยการร้องว่าหิวข้าวอย่างไม่รู้ตัว หญิงเจ้าของบ้านจึงเหลือบไปมองชายหนุ่มอีกสองคนแล้วส่งสายตาบอกให้รู้ว่าจะเลื่อนการสอบสวนออกไปจนกว่าจะกินข้าวเสร็จ

     จนตอนนี้ที่มื้ออาหารจบลงไปแล้ว ภูหมอกถูกใช้ไปล้างจานแทนที่ไม่ได้ช่วยจัดอาหารในตอนแรกก่อนเจ้าตัวจะกลับขึ้นห้องไปอีกครั้งเมื่อได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิท

     พิธานขยับตัวอย่างอึดอัดเมื่อพวกเขานั่งเงียบกันมาเกือบห้านาทีแล้วแต่ก็ยังไม่มีบทสนทนาใดออกมาระหว่างพวกเขาทั้งสามคน เขาคิดว่านทีอาจต้องการให้พวกเขาเป็นผู้เล่าเรื่องขึ้นเองแทนที่จะถาม ขณะที่กำลังจะอ้าปากเพื่อเริ่มบทสนทนาก็รู้สึกถึงมือคนรักที่ขยับมาวางบนหลังมือเขาแผ่วเบา

     ม่านฟ้าเข้าใจความคิดของพิธานในตอนนี้ดี แต่ก็รู้เช่นกันว่ารออีกไม่นาน นทีจะเป็นฝ่ายทนไม่ไหวและเริ่มถามขึ้นมาเอง

     “คบกันมานานแค่ไหนแล้ว”

     สุดท้ายหญิงวัยกลางคนก็เป็นผู้เริ่มต้นบทสนทนาพร้อมยกกาแฟขึ้นจิบอย่างมีมาด

     “สี่ปีแล้วครับ”

     พรู่ด!!

     นทีถึงกับสำลักและพ่นกาแฟร้อนนั้นออกมา ภาพคุณอาที่สำลักจนหน้าดำหน้าแดงทำให้ผู้ตอบคำถามเมื่อครู่อย่างม่านฟ้ารีบคว้ากระดาษทิชชูใกล้มือออกมาส่งให้ ขณะที่พิธานก็ขยับตัวลุกไปรินน้ำเปล่ามาส่งให้คนที่กำลังไอด้วยอีกคน

     หญิงวัยกลางคนกระแอมออกมาเล็กน้อยหลังได้รับความช่วยเหลือจากชายหนุ่มทั้งสอง เหลือบมองทั้งคู่ที่ยังทำท่าทางปกติราวกับไม่ได้พูดอะไรที่น่าตกใจออกมา

     จะว่าน่าตกใจก็ใช่ เธอคิดคำเทศนาสองคนนี้เอาไว้พอสมควรระหว่างรอคุย หนึ่งในนั้นคือคำถามอย่าง ‘คิดว่าจะคบกันไปได้นานแค่ไหน’ เพราะคิดว่าสองคนนี้คงเพิ่งคบกันได้ไม่นาน อาจมาจากการที่พิธานมาช่วยสอนพิเศษให้ภูหมอกจึงเริ่มสนิทกันเสียด้วยซ้ำ แต่จากระยะเวลาที่สองคนนี้คบกันมาก็ดูท่าว่าสิ่งที่คิดเอาไว้จะล้มไม่เป็นท่า

     เล่นเอาไปไม่ถูกเลย

     เจ้าของบ้านกระแอมออกมาอีกเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกมาดของผู้ปกครองจอมโหดกลับมา ซึ่งคำถามถัดไปก็ทำให้บรรยากาศกลับมาจริงจังปนอึดอัดอีกครั้ง

     “แล้วมีใครรู้เรื่องนี้บ้าง”

     “...” คำถามง่ายๆ แต่ดูยากสำหรับอีกสองคนเหลือเกิน นทีเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ระยะเวลาขนาดนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครรู้จึงถามออกไปอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ “ไม่มีใครรู้เลยเหรอ? ”

     “เพื่อนที่มหาลัยก็มีรู้บ้างครับ” เป็นม่านฟ้าที่ตอบออกมาก่อน

     “หมอกล่ะ? ” คำตอบที่ได้รับมีเพียงการส่ายหน้า

     “พี่น้ำ? ” บุคคลที่นทีกล่าวถึงก็คือนัชชา ผู้เป็นแม่ของทั้งม่านฟ้าและภูหมอก แต่อย่างไรคำตอบที่ได้รับก็ยังคงเป็นการส่ายหน้าเช่นเดิม

     นทีถอนหายใจออกมา ใช่ว่าไม่รู้เหตุผลของการปกปิดเรื่องราวนี้ไว้ เพราะคงไม่พ้นเหตุผลเดียวกันกับที่ทำให้ภูหมอกต้องออกจากบ้านและมาอาศัยอยู่กับเธอในตอนนี้ “พ่อแกนี้มันเป็นตัวปัญหาจริงๆ ”

     ผู้ปกครองจำเป็นของม่านฟ้าอย่างนทีหันไปมองร่างสูงที่มักทำหน้าตายียวนกวนประสาทให้เต็มตา ยามนี้ใบหน้าที่เคยส่งยิ้มขี้เล่นกลับเปลี่ยนเป็นจริงจังส่งผลให้ใบหน้าคมดูดุดันยิ่งกว่าเดิม

     ใช่ว่าเธอจะไม่ชอบใจพิธาน แต่เธอเองก็ผ่านโลกมาไม่น้อย การคบกันระหว่างผู้ชายด้วยกันใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้แต่ก็ใช่ว่าจะง่าย ต่อให้เป็นคู่รักชายหญิงก็ยังมีปัญหาในแบบของมัน ยิ่งคู่รักที่เป็นผู้ชายทั้งคู่เช่นนี้ก็จะยิ่งมีเงื่อนไขและเรื่องที่น่ากังวลใจหนักเข้าไปอีก ทั้งเรื่องทางสังคมและทางกายภาพ

     แน่นอนว่าทางสังคมย่อมเห็นปัญหาที่ชัดเจนอยู่แล้ว ยังมีอีกหลายคนและหลายสังคมที่ยอมรับเรื่องเช่นนี้ไม่ได้ หากไม่ยอมรับแล้วอยู่เฉยๆ ก็ว่าไปอย่าง แต่พวกที่ชอบสอดปากมากระแหนะกระแหน่หรือกีดกันอย่างโจ่งแจ่งก็มีมากจนน่ารำคาญเช่นกัน

     ไม่ต้องมองไกล แค่พ่อของหลานชายเธอก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่ยอมรับแล้ว

     ส่วนทางกายภาพ เพราะเป็นเพศเดียวกัน โอกาสในการมีลูกจึงเป็นศูนย์ พวกที่กล่าวว่า ‘คนไม่มีลูกมีโอกาสเลิกกันมากกว่าคนมีลูก’ อันนี้เธอก็พอจะเห็นด้วย อย่างไรเสียเมื่อมีลูกก็คงต้องคิดให้ถี่ถ้วนกว่าเดิมก่อนตัดสินใจทำอะไร ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำว่า ‘โซ่ทองคล้องใจ’ มาให้ได้ยินกันอย่างทุกวันนี้หรอก

     เดี๋ยวนะ พูดถึงมีลูก

     เธอลืมเรื่องอะไรไปรึเปล่า
     
     .

     .

     “มีอะไรกันรึยัง”

     พรู่ด!!

     ถึงคราวของม่านฟ้าบ้างที่พ่นน้ำอัดลมที่เพิ่งยกดื่มออกมา เจ้าตัวไอค่อกแค่กจนหน้าแดง แยกไม่ออกว่าแดงเพราะเขินหรือสำลักกันแน่ อาการเช่นนั้นทำให้เธอตีความออกมาได้เพียงว่า ‘ไม่รอด’ จึงได้สาธยายวิชาเพศศึกษาอย่างถูกวิธีออกมาหน้าตาเฉย

     “ต่อให้เป็นผู้ชายด้วยกันก็ต้องป้องกันนะ อย่าซ่านัก แล้วที่สำคัญที่สุดคือความสะอาด ไม่ใช่เคลิ้มๆ แล้วอยากนัวก็นัวได้ แกต้องให้เวลามันทำความสะอาดก่อน” นทีหันไปพูดกับพิธานแล้วชี้มือไปที่ม่านฟ้า

     “แกเองก็ทำความสะอาดเป็นใช่ไหม ทำให้ถูกวิธีแล้วก็ครบขั้นตอนด้วยล่ะ พลาดขึ้นมามันไม่น่าพิสมัยนักหรอกนะ”

     นทียังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้สังเกตใบหน้าที่เหวอจัดของชายหนุ่มอีกสองคน รู้ว่าพูดไปก็อาจไม่มีประโยชน์ในเมื่อสี่ปีที่ผ่านมาคงกินกันไปหลายยกแล้ว แต่ก็อยากจะพูด! พิธานเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ก่อนแล้วรีบพูดห้ามเจ้าของบ้านออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำไม่แพ้กัน

     “เดี๋ยวๆๆ อาที ยัง.. ยังไม่เคย”

     ประโยคสั้นๆ แต่ก็เหมือนพิธานจะใช้พลังงานในการพูดไปไม่น้อย นทีชะงักค้างไปชั่วครู่ สีหน้าแปลกใจถูกแสดงออกมาอย่างไม่ปิดบัง ก่อนสายตาดูถูกจะถูกส่งไปที่ร่างสูงอย่างเผลอตัว

     พิธานได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอาเมื่อเห็นสายตาที่สื่อความหมายออกมาชัดเจนว่า

     ‘ตั้งสี่ปี ไม่มีน้ำยาจริงๆ ’

     “เอาเถอะ งั้นก็ดีไป เป็นเด็กเป็นเล็ก อย่าเพิ่งนั่นแหละดีแล้ว”

     “เป็นเด็กเป็นเล็ก ครั้งแรกของอานี้อายุเท่าไหร่เหรอครับ” พิธานพึมพำกัดออกมาอย่างเสียไม่ได้ รู้สึกหงุดหงิดเหมือนกันที่ถูกลูบคมทางสายตาและเพราะเริ่มสนิทกันแล้วระดับหนึ่งจึงกล้าพูดออกมาแบบนี้

     “เอ๊ะ ไอนี่!” นทีขว้างหมอนบนโซฟาใส่ไอ้คนกวน แต่พิธานกลับคว้าหมับแล้วจึงกอดไว้

     หลังถามเรื่องราวอีกเล็กน้อย หญิงวัยกลางคนเหลือบก็มองท่าทางที่เพิ่งดึงกลับมาจนเป็นปกติได้ของม่านฟ้าก่อนถอนหายใจ กลัวเหมือนกันว่าหลานชายเธอจะไม่ทันไอ้คนจอมกวนข้างๆ ถึงได้เอ่ยปากเพื่อแยกหลานชายออกไป

     “ฉันขอคุยกันแฟนแกตัวต่อตัวหน่อย”



     ม่านฟ้าถูกแยกออกไปแล้วแม้จะดูไม่สบายใจอยู่บ้าง เหลือเพียงหนึ่งหนุ่มกับหนึ่งสาววัยกลางคนนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นด้วยกัน พิธานไม่ได้มีท่าทางกังวลเมื่อคนรักเดินจากไปแต่ยังวางท่าทีนิ่งเฉยได้ไม่ต่างจากเดิม

     จะว่านทีไม่ไว้ใจก็คงได้ กลัวเหมือนกันว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะเป็นประเภทมาหลอกทำให้หลานชายเธอเสียใจแล้วทิ้งไปอย่างที่เธอก็เจอมาไม่น้อย แต่ทั้งคู่คบกันมานานขนาดนี้ เธอเองที่เป็นแค่อาแถมไม่ได้สนิทกันมาตั้งแต่แรกจะมีสิทธิ์เข้าไปพูดอะไรได้มากมาย

     “จริงๆ คบกันมาสี่ปีแล้วฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรมากหรอก” นทีพูดขึ้นมาก่อนพลางถอนหายใจ “เธออาจจะรู้จักเมฆมากกว่าฉันเสียด้วยซ้ำไป”

     พิธานไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำพูดนั้น เพียงนั่งฟังอย่างสงบ

     “ที่บ้านเธอว่ายังไงบ้าง รู้เรื่องนี้รึเปล่า” ผู้เป็นอาถามหลานเขยขึ้นมาอีกครั้งหลังปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมบรรยากาศมาสักพัก

     “รู้ครับ ที่บ้านผมไม่ได้ว่าอะไร ผมเคยพาเมฆไปแนะนำตัวกับที่บ้านแล้วครับ” นทีพยักหน้ารับคำ แบบนี้ก็คงพอจะมั่นใจได้ว่าพิธานคงคิดจริงจังกับหลานชายเธอไม่น้อย น่าจะหมดห่วงไปได้อีกเรื่องหนึ่ง เหยียดยิ้มออกมาเล็กน้อยและพึมพำเบาๆ อย่างเข้าใจอะไรได้ดียิ่งขึ้น

     “ก็เหลือแต่บ้านฝั่งนี้สินะ”

     “...” พิธานไม่ได้ตอบรับ แต่การเงียบนั้นก็เป็นคำยอมรับได้กลายๆ

     “อึดอัดรึเปล่า” นทีถามออกมาตรงๆ การที่ตนเองเปิดเผยกับครอบครัวอย่างเต็มที่ ถึงขั้นพาไปแนะนำตัวกับที่บ้าน แต่กลับไม่สามารถบอกความจริงกับครอบครัวอีกฝั่งได้ ต่อให้ไม่มีใครบอกเธอก็พอจะเข้าใจความรู้สึกนั้นได้

     “...อึดอัดครับ” พิธานเองก็ตอบรับออกมาโดยไม่อ้อมค้อมเช่นกัน

     “...” คำตอบที่ได้รับไม่ได้เกินความคาดหมาย แต่ทำให้นทียิ้มออกมาเล็กน้อย ถูกใจกับความตรงไปตรงมาของชายหนุ่มตรงหน้าขึ้นมาอีกนิด ขณะที่พิธานก็รอฟังคำถามต่อมาอย่างใจเย็น เขาไม่เคยกลัวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้แต่กับพ่อของม่านฟ้าหากต้องคุยกันตรงๆ เช่นนี้เขาก็กล้า เพียงแต่ไม่อยากให้ม่านฟ้าต้องมากังวลไปด้วยเท่านั้น

     แยกเมฆออกไปก็ถือว่าดีแล้ว

     “เคยคิดอยากเลิกกับเมฆเพราะต้องเก็บเป็นความลับแบบนี้ไหม” ยิ่งถามคำถามของนทีก็ยิ่งตรงขึ้นเรื่อยๆ พิธานนิ่งคิดไปเล็กน้อยก่อนตอบออกมา

     “ไม่ครับ” นทีเลิกคิ้วขึ้น คำตอบนี้เธอค่อนข้างจะคาดไม่ถึงสักหน่อย แต่ก็พยักหน้ารับในคำพูดต่อมาของอีกฝ่าย “แต่ผมเคยกลัวว่าความลับนี้ จะทำให้เมฆอึดอัดจนอยากเลิกกับผมไหม”

     “แล้วเป็นยังไง”

     “ก็...ทะเลาะจนเกือบเลิกกัน แต่โชคดีเราคุยกันได้” พิธานแค่นยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อคิดย้อนไปถึงการทะเลาะกันครั้งนั้น เพียงแค่เรื่องไร้สาระที่เขาคิดไปเอง แต่เพราะผนวกเข้ากับความอึดอัดที่สะสมมาตลอดอย่างไม่รู้ตัว ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น

     “หึ ความลับเนี่ย มันไม่ดีเลยเนอะ”

     นทีหัวเราะเหอะในลำคอเบาๆ นึกสงสารความสัมพันธ์ของหลานชายและคนตรงหน้าไม่น้อย สี่ปีที่ฝืนคบกันมาไม่เพียงแต่คนตรงหน้าที่อึดอัด แต่หลานชายเธอที่เป็นคนกลางก็คงไม่ได้สบายใจนัก

     ทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบกลืนกินบทสนทนาระหว่างกันไปเหมือนต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิด จนสุดท้ายก็เป็นนทีที่เริ่มบทสนทนาขึ้นมาอีกครั้ง

     “แต่เธอก็รู้ใช่ไหม ว่ามันไม่ง่าย ที่บ้านนั้นเขาจะยอมรับเรื่องนี้”

     “...”

     “โดยเฉพาะพ่อเขา”

     ชายหนุ่มพยักหน้ารับเบาๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดตอกย้ำเขาว่าสิ่งที่ม่านฟ้าคิดและกลัวไม่ใช่เรื่องที่มากเกินไป เพราะม่านฟ้ารู้จักพ่อดี ถึงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อความจริงถูกเปิดเผย แม้ตอนนี้เรื่องของพวกเขาจะยังเป็นความลับ แต่การเข้าใจผิดในครั้งก่อนและเรื่องราวของภูหมอกในครั้งนี้ก็ทำให้เขาเดาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

     รอยเขียวช้ำตามตัวจากการถูกพ่อตีและเสียงร้องไห้ของม่านฟ้ายังคงฝังอยู่ในความทรงจำของเขา

     “ฉันเข้าใจความอึดอัดนั้นนะ แต่ตอนนี้...มันคงยังไม่ถึงเวลาของบ้านนั้น”

     พิธานเข้าใจดี เพราะเขาเองก็บอกกับม่านฟ้าเหมือนกันว่าให้แก้เรื่องของภูหมอกก่อน แต่กระนั้นเมื่อได้ยินคำพูดย้ำก็อดถอนใจออกมาไม่ได้

     “แต่…”

     คำพูดต่อมาของนทีนุ่มลงจนพิธานต้องเงยหน้าขึ้นมามอง สบกับดวงตาที่อ่อนแสงลงและรอยยิ้มที่ส่งมาให้อย่างใจดี

     .

     .

     “..ให้บ้านนี้ยอมรับเธอก่อนได้ไหม”

     ชายหนุ่มรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นในอก อย่างไรนทีก็ถือเป็นครอบครัวคนหนึ่งของม่านฟ้า สัมผัสของมืออุ่นที่เอื้อมมาตบบ่าเขาเบาๆ ทำให้พิธานอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างออกมาพร้อมความรู้สึกยินดีที่อัดแน่นอยู่ในอก รู้สึกถึงขอบตาที่แสบร้อนขึ้นมากะทันหัน

     “ขอต้อนรับสู่ครอบครัวเรานะ พีท”



     ม่านฟ้าถึงกับผงะเมื่อคนรักเดินออกมาจากห้องแล้วกอดเขาเอาไว้ ใบหน้าคมเข้มที่ก้มลงซบกับบ่าของเขายิ่งทำให้ม่านฟ้างุนงง หันไปมองผู้เป็นอาที่เดินตามหลังออกมาพร้อมรอยยิ้ม

     “จะกลับก็ล็อกประตูให้ด้วย”

     ยังไม่ทันให้ความกระจ่างอะไรได้ นทีก็เดินตัวปลิวขึ้นบ้านไป ทิ้งม่านฟ้าให้ต้องรับมือกับชายร่างสูงตรงหน้าเพียงลำพัง ม่านฟ้ากำลังจะเอ่ยปากถามก็ต้องตกใจเมื่อรู้สึกถึงความเปียกชื้นที่บ่าของตนเอง

     มือขาวของม่านฟ้ารีบผลักร่างคนรักออกอย่างกังวลแต่กลับถูกรัดแน่นขึ้นราวกับไม่ต้องการให้ม่านฟ้าเห็น สุดท้ายหนุ่มอักษรฯ จึงต้องผ่อนแรงลงอย่างจำยอม

     “โดนอาดุมาเหรอ”

     “...”

     “พีท”

     “...”

     “เป็นอะไร บอกกูได้ไหม” ม่านฟ้ากระซิบเบาๆ กับบ่ากว้างของอีกคน ขณะที่มือก็ค่อยๆ ลูบหลังไปด้วยอย่างปลอบโยน เขาปล่อยให้คนรักกอดตนเองต่อไปจนรู้สึกถึงการสูดหายใจเข้าลึกที่บ่า

     ร่างสูงคลายวงแขนที่กอดคนรักออกมาแล้วยิ้มจางๆ ให้เมื่อเห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วเล็กน้อย หนุ่มอักษรฯ เม้มปากเข้าหากันอย่างไม่สบายใจเมื่อเห็นดวงตาของคนรักแดงเรื่อ

     พิธานแทบไม่เคยร้องไห้

     ความคิดนั้นทำให้ม่านฟ้าเอื้อมไปลูบแก้มคนรักอย่างเบามือ ก่อนร่างสูงจะเอียงหน้าเข้าหามือเรียวแล้วเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาที่ยังติดแดงส่อประกายของความสุขอย่างเหลือล้น

     “เดี๋ยวกูเล่าให้ฟังในรถ ตอนนี้กลับกันก่อนเถอะ”

     ถึงม่านฟ้าจะยังไม่ค่อยสบายใจ แต่เห็นคนรักยิ้มได้แบบนี้ก็เบาใจ

     คงไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรหรอกนะ

     ----

     หลังจากเห็นว่าน้องชายเริ่มปรับตัวเข้ากับผู้เป็นอาได้แล้ว ม่านฟ้าก็เริ่มปล่อยภูหมอกให้อยู่ในความรับผิดชอบของนทีมากขึ้น ส่วนตัวเขาเองก็วิ่งไปวิ่งมาระหว่างหอพักกับที่บ้านเพื่อทำการ ‘ตื๊อ’ บิดาให้ใจอ่อนเรื่องภูหมอก แถมลำบากหนักขึ้นไปอีกเมื่อช่วงนี้ยังเข้าสู่ช่วงสอบกลางภาคของม่านฟ้าให้วุ่นวายหนักกว่าเดิม

     ม่านฟ้ากำลังใช้แผน ‘ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก’ กับผู้เป็นพ่อ เพราะฉะนั้นต่อให้กำลังอยู่ในช่วงสอบแต่เคล็ดลับสำคัญของแผนการนี้คือความสม่ำเสมอ แม้ม่านฟ้าไม่ว่างกลับบ้านก็จะโทรศัพท์ไปหามารดาเพื่อให้แอบส่งข่าวเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับน้องชายอยู่ตลอด

     “มึงมีความสุขที่ได้อ่านหนังสือสอบขนาดนั้นเลยเหรอ”

     เจ้าของห้องอย่างม่านฟ้าหันไปทักอาคันตุกะขาประจำอย่างพิธานที่นอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ไม่ได้คิดไปเองแน่ว่าเจ้าตัวอารมณ์ดีต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ได้คุยกับนทีแต่ไม่คิดจะขัดจนเริ่มเคืองตาก็ตอนที่แม้จะอ่านหนังสือสอบก็ยังอารมณ์ดีเนี่ยแหละ

     “ก็กูเหลือตัวสุดท้ายแล้ว แถมวิชานี้ชิว ไม่แฮปปี้ได้ไง ไม่เหมือนใครบางคนหรอก เหลืออีกตั้งสามวิชา”

     คนเหลือสอบอีกสามวิชาขมวดคิ้วมุ่น มันก็ดีที่หลังๆ มานี้พิธานชอบทำตัวติดกับเขา ว่างๆ ก็มานั่งมานอนเล่นที่ห้อง แต่มาแล้วกวนประสาทแบบนี้ทำให้เขาอยากข่วนหน้าคนรักแรงๆ สักที

     ม่านฟ้าหันกลับไปอ่านหนังสือของตัวเองต่อสักพักก็ได้ยินเสียงขยับตัวของคนที่นอนอยู่ด้านหลัง รู้สึกถึงการลุกขึ้นมายืนของเจ้าตัว ม่านฟ้าเหลือบมองเวลาคิดว่าคนรักคงเตรียมตัวไปหาอะไรกินแต่ก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นที่รดอยู่ข้างแก้ม

     พิธานก้มลงกอดไหล่คนรักจากด้านหลัง ฉวยโอกาสกดจูบลงไปบนริมฝีปากเมื่อคนรักหันหน้ามามองเขาจนม่านฟ้าต้องหดคอหนี

     คนถูกฉวยโอกาสเพียงตกใจเล็กน้อยแต่ไม่ได้เกร็งมากอย่างช่วงแรก นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เขาไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือไม่ หลังจากวันนั้นเขารู้สึกว่าพิธานชอบเข้ามาสัมผัสเขามากขึ้น ทั้งการกอด การจูบ หรือการคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ ถึงจะรู้สึกแปลกและคันหัวใจนิดหน่อยกับความหวานที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าเขาเองก็รู้สึกดี

     ชายร่างสูงยังคงกดจูบซ้ำๆ ที่ริมฝีปากของคนรักอย่างหยอกล้อ จนม่านฟ้าต้องเบือนหน้าหนีทิ้งให้แก้มกลายเป็นเหยื่อของการลวนลามครั้งนี้แทน “พีท พอ”

     เสียงปรามเบาๆ อย่างไม่จริงจังแต่ก็ทำให้พิธานคลายมือออกจากไหล่คนรักแล้วขยับยืดตัวเต็มความสูง คลี่ยิ้มออกมากับคนที่พยายามเก็บอาการแต่ก็ยังเก็บใบหูที่ขึ้นสีแดงเรื่อไม่มิด ตัดสินใจเลิกแกล้งคนรักแล้วชวนลงไปกินข้าวด้วยกัน

     จนเมื่อการสอบวิชาสุดท้ายของม่านฟ้าจบลง หนุ่มอักษรฯ ก็ทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรงโดยไม่สนใจว่าจะมีใครอีกคนนอนอยู่บนเตียงของเขาอยู่ก่อน

     พิธานสอบเสร็จก่อนตั้งแต่เมื่อวานและมานอนรอคนรักที่ห้องเพราะรู้ว่าเจ้าตัวจะต้องกลับมานอนแผ่เพื่อชาร์ตพลังตามนิสัยมนุษย์ถ่านอ่อน แต่พอโดนคนรักโถมทับลงมาก็อดสะดุ้งไม่ได้

     ม่านฟ้าปล่อยตัวเองให้นอนพังพาบนิ่งอยู่กับที่แม้ครึ่งตัวด้านข้างจะอยู่บนเตียง...และอีกครึ่งตัวจะทับอยู่บนร่างของคนรักก็ตาม

     โทรศัพท์ของม่านฟ้าร้องสั่นเบาๆ อยู่ภายในกระเป๋ากางเกงแต่เจ้าตัวก็ยังนิ่ง ผิดกับพิธานที่ไม่สนใจไม่ได้เพราะจุดที่โทรศัพท์สั่นนั้นทาบอยู่บนตัวเขาและใกล้กับจุดที่อันตรายเหลือเกิน

     พิธานขยับตัวม่านฟ้าออกเล็กน้อยแล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงคนรัก หน้าจอโทรศัพท์แสดงการแจ้งเตือนหนึ่งขึ้นมาให้พิธานเลิกคิ้วขึ้น

     “ประกาศผล? ”

     เสียงคนรักอ่านข้อความที่เขาตั้งเตือนไว้ในโทรศัพท์เรียกกำลังในร่างกายของม่านฟ้าให้ตื่นขึ้นมาอีกหน เขาผงกหัวขึ้นมามองหน้าคนรัก อธิบายถึงความหมายของข้อความนั้นให้ฟัง “ผลสอบไอ้หมอก”

     ชายหนุ่มสองคนลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกัน ม่านฟ้านั่งลงหน้าโต๊ะหนังสือแล้วเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมาเพื่อตรวจสอบรายชื่อ ขณะที่พิธานก็ก้มตัวลงมองหน้าจอและลุ้นไปด้วยกันกับคนรัก

     สายตาสองคู่ช่วยกันกวาดมองไปตามรายชื่อในประกาศก่อนที่จะจิ้มไปที่หน้าจอพร้อมกันเมื่อเจอรายชื่อที่ตามหา ไม่มีเสียงโห่ร้องอย่างดีใจเพราะอย่างไรคนที่ติดก็ไม่ใช่พวกเขา แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้พวกเขาถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก

     ม่านฟ้าหันมาสบตากับคนรักแล้วเผยยิ้มกว้างเช่นเดียวกับพิธานที่เผยยิ้มจนเห็นเขี้ยวแล้วกางแขนออกเรียกคนรักเข้ามาภายใน ม่านฟ้าขยับตัวลุกขึ้นเพื่อกอดคออีกคนแน่นก่อนพึมพำเบาๆ “ขอบคุณนะ”

     หนุ่มวิศวะพยักหน้ารับและกอดตอบคนรัก เขากระซิบเย้าม่านฟ้าที่ข้างหู “แบบนี้กูต้องได้รางวัลแล้วไหมอ่ะ”

     ชายหนุ่มร่างสันทัดผละออกมาเหลือเพียงแขนที่ยังโอบรอบคอของคนรัก แซวอดีตครูสอนพิเศษของน้องชายเล็กน้อยแต่ก็ยังถามออกไปอย่างอารมณ์ดี “สอนพิเศษไอ้หมอกแต่มาเก็บเอากับกูตลอดเลยนะ...อยากได้อะไร? ”

     “ก็มึงเป็นคนมาขอให้กูสอน” คนทวงรางวัลยิ้มกริ่มแล้วตอบกลับไป โน้มหน้าลงไปใกล้คนรักแล้วกดจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากก่อนกดซ้ำลงไปอีกครั้งเมื่อพูดจบประโยค “ขอเป็นจูบได้ไหม”

     “มึงก็ทำอยู่ไหมล่ะ” ม่านฟ้าอ้อมแอ้มออกมาอย่างพูดไม่ถนัดเมื่ออีกคนยังวนเวียนกดริมฝีปากลงมา

     “ไม่เหมือนกัน อ้าปาก”

     คำสั่งของพิธานทำให้ม่านฟ้าเกร็งตัวขึ้นเล็กน้อย พอจะรู้แล้วว่าไม่เหมือนอย่างไรจากคำสั่งนั้น พิธานคงหมายความถึง ‘จูบจริง’ แบบที่ไม่ใช่การจูบแบบหยอกเย้าเช่นนี้

     ม่านฟ้าสูดหายใจเข้าลึกพร้อมหลุบตาลงต่ำ ใช้เวลาทำใจอยู่ครึ่งนาทีก็เงยหน้าขึ้นมาหาคนรักพร้อมกับค่อยหลับตาลง ริมฝีปากอ้าออกเล็กน้อยเพื่อตอบรับคำสั่งก่อนหน้า

     ไม่ช้าริมฝีปากของอีกคนก็กดแนบลงมาพร้อมปลายลิ้นที่ตวัดเข้าไปภายใน ม่านฟ้าได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงปนไปกับเสียงจูบที่ดังออกมาอย่างน่าอาย พยายามฝืนตัวเองไว้ไม่ให้ขาอ่อนแรงและโอนอ่อนไปกับสัมผัสสุดรัญจวนที่อีกฝ่ายมอบให้

     ทั้งที่ก็เตรียมใจก่อนแล้ว แต่เมื่อรสจูบเร่าร้อนนั้นไม่จบลงเสียที ม่านฟ้าก็ได้แต่ขยุ้มเสื้อคนรักหวังยึดไว้เป็นหลักพิง ดีที่พิธานประคองหลังของเขาเอาไว้ เขาจึงไม่ล้มลงไปให้ต้องขายขี้หน้าในตอนนี้

     พิธานเก็บเกี่ยวความหวานจากริมฝีปากคนรักอยู่นาน จนรู้สึกถึงร่างกายที่สั่นเล็กน้อยของคนในอ้อมแขนเป็นสัญญาณบอกถึงขีดจำกัดของเจ้าตัว สมองเขาร้องบอกให้หยุดตัวเองลงในตอนนี้ แต่ริมฝีปากก็ยังฉวยโอกาสกับคนตรงหน้าอย่างไม่รู้จักพอ จนเกิดความรู้สึกวาบหวิวบางอย่างขึ้นมาที่ท้องน้อยเขาถึงต้องรีบตัดใจก่อนที่ทุกอย่างจะเกินเลยมากไปกว่านี้

     คนถูกเอาเปรียบซบหน้าลงไปกับบ่าคนรักอย่างอ่อนแรง ประท้วงออกมาแผ่วเบาด้วยเสียงที่ยังติดสั่น “รางวัลนี้มันแพงกว่าค่าสอนอีกนะ”

     คนรับรางวัลไปหมาดๆ หัวเราะแผ่วเบาแล้วเงยหน้าขึ้นสูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับอารมณ์ เขาไม่แน่ใจว่าหากก้มลงสูดหายใจเข้าไปแล้วได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวคนรักจนทำให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นดีขึ้นหรือแย่ลง จึงได้แต่นิ่งอยู่ท่านั้นครู่หนึ่ง

     จนเมื่ออารมณ์ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง พิธานจึงค่อยดันตัวคนรักออกแล้วตั้งใจวนกลับมาคุยเรื่องเดิมอีกครั้ง แต่ริมฝีปากที่แดงเล็กน้อยของม่านฟ้าทำให้เขาขมวดคิ้วกดจูบลงไปเบาๆ อีกครั้งให้หายอยากแล้วเอ่ยเตือนคนรักถึงสิ่งที่คิดไว้ “ผลสอบไอ้หมอก อย่าลืมบอกพ่อล่ะ”

     ม่านฟ้าพยักหน้ารับส่งเสียงตอบในลำคอเบาๆ เขาเม้มริมฝีปากไว้ไม่ให้คนตรงหน้าได้ฉวยโอกาสอีก อย่างไรก็คิดว่าต้องบอกพ่ออยู่แล้ว ช่วงที่ผ่านมาเขามัวแต่ติดอ่านหนังสือจึงต้องรีบกลับไปเพื่อดำเนินตามแผนต่อไม่ให้หยุดชะงัก แล้วเรื่องใหญ่อย่างผลสอบวันนี้เขาคงต้องไปคุยกับพ่ออีกครั้งด้วยตัวเอง

     ไม่แน่วันนี้อาจจะเห็นความคืบหน้ามากขึ้นก็ได้

     ตื๊อบ่อยๆ เดี๋ยวก็ใจอ่อนเอง

     “กูว่าจะกลับบ้านวันนี้แหละ”

     พิธานพยักหน้าและตอบรับในลำคอ ม่านฟ้าเหลือบตาขึ้นมองคนรักก่อนหลุบลง ยิ่งพิธานคอยเตือนและช่วยเหลือเขาไปหมดทุกอย่างแบบนี้เขาก็ยิ่งรู้สึกผิด สมองฝั่งหนึ่งบอกตัวเองให้ตัดใจเลิกคิดมากแล้วเคลียร์เป็นเรื่องๆ ไปก่อน แต่อีกฝั่งกลับอยากทำอะไรให้คนรักได้มากกว่านี้ ม่านฟ้าลังเลอยู่เล็กน้อยสุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจและกล่าวขอโทษออกมา “ส่วนเรื่องของเราอ่ะ...มึงรออีกหน่อยนะ”

     ชายหนุ่มร่างสูงคลี่ยิ้มระอากับคนคิดมากแล้วกดจูบที่หน้าผากคนรักแทนริมฝีปากที่ถูกเม้มไว้ เข้าใจว่าม่านฟ้ากำลังรู้สึกอย่างไรและคงเริ่มคิดมากอีกครั้ง ชั่วครู่หนึ่งที่ความคิดบางอย่างแล่นผ่าน พิธานก็เผยยิ้มร้ายออกมาเมื่อนึกวิธีทำให้คนคิดมากหัวว่างได้สักพักแถมตัวเขาเองก็ยังได้กำไรอีกต่างหาก

     “รู้แล้วน่า ถ้ามึงไม่สบายใจ ให้กูเก็บดอกเบี้ยรอดีไหม ยิ่งช้าดอกเบี้ยก็ยิ่งแพง วันนี้ถือว่าเก็บค่าปรับงวดแรกไปก่อน”

     ม่านฟ้าไม่ทันถามถึงดอกเบี้ยและค่าปรับที่คนรักพูดถึง พิธานก็โน้มใบหน้าลงมาอีกครั้งแสดงหลักฐานการเก็บค่าปรับล่าช้างวดแรกให้ได้เห็น

     จากนี้ถ้ายังคิดมากอีกบ่อยๆ คงได้มีคนปากเปื่อยจริงๆ แน่


     TBC




     Achaya (Writer) :

     อย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นโรแมนติกดราม่า ขอโรแมนติกก่อนละกัน แล้วเดี๋ยวดราม่าค่อยตามมา หวังว่าจะไม่เบื่อกันนะ

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์นะคะ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 16

     เสียงฉ่าของน้ำมันดังขึ้นเมื่อม่านฟ้าโยนไก่ลงไปทอดในกระทะ เขารีบปิดฝาก่อนที่น้ำมันจะกระเด็นมาโดนตัวแล้วหันมาปอกกระเทียมเตรียมผัดผักอีกจาน

     ม่านฟ้าไม่ชอบการทำอาหารเท่าไหร่ถึงทำได้แค่อาหารง่ายๆ อย่างผัดผัก ของทอดและเมนูไข่อีกนิด แต่เพราะวันนี้เขากลับบ้านเร็วแม่จึงวานให้เขาทำอาหารเย็นให้พ่อแทนตัวเองที่มีเวรเลิกดึก

     ชายหนุ่มเม้มปากแดงเจ่อของตัวเองเล็กน้อยเมื่อกลิ่นของอาหารเริ่มทำให้พยาธิในท้องตื่นมาร้องโวยวาย ตักผัดผักใส่จาน แล้วหันไปวางกระดาษซับมันบนจานเพื่อนำไก่ทอดที่สะเด็ดน้ำมันแล้วเทลงไป เขาหยิบเมนูสุดท้ายอย่างไข่ตุ๋นออกจากซึ้งก็พอดีกับได้ยินเสียงรถที่ถอยเข้ามาจอด

     สองพ่อลูกนั่งกินข้าวกันเงียบๆ เหมือนกำลังหยั่งเชิงซึ่งกันและกัน นภดลคิดว่าการกลับบ้านของลูกชายคนโตครั้งนี้ก็คงไม่พ้นการพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาอภัยให้ลูกชายคนเล็กอีกตามเคย บอกตัวเองว่าเขาเบื่อที่จะบ่นม่านฟ้าแล้วจึงได้แต่ทนๆ ฟังไปแม้ไม่ได้อยากรู้เลยก็ตามที

     ไม่ผิดจากที่พ่อคิด ม่านฟ้ากำลังหาวิธีในการบอกผลสอบของภูหมอกอยู่ วันนี้เขาบอกพ่อกับแม่แล้วว่าจะไปนอนบ้านนที หวังเอาไว้ไม่น้อยว่าวันนี้เขาจะสามารถงัดเอาคำชมจากพ่อไปฝากน้องชายให้ได้

     จนเมื่อมื้ออาหารจบลง ม่านฟ้าก็บอกถึงผลการสอบด้วยการวางกระดาษแผ่นกระดาษลงบนตักพ่อเงียบๆ กระดาษที่เขาปริ๊นซ์มาพร้อมรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์คณะแพทย์ฯ ถูกสะบัดทิ้งราวกับต้องของร้อน ท่าทางในตอนแรกที่พ่อเห็นทำเอาม่านฟ้าลุ้นตัวโก่ง แต่กลับกลายเป็นหงุดหงิดเมื่อเจอคำพูดของคนปากแข็ง

     “ฉันไม่มีลูกน่ารังเกียจอย่างมัน”

     ม่านฟ้าสูดหายใจเข้าลึกอย่างระงับอารมณ์ เริ่มคิดว่าพ่อของเขาใช่เป็นเพียงคนปากแข็ง แต่ยังเป็นคนที่มีทิฐิสูงมากอีกด้วย เขาไม่เคยคาดหวังการยอมรับในตัวเขาจากพ่อเพราะรู้ตัวดีว่าตนเองไม่ได้เรื่อง หากจะเป็นเพศที่สามเข้าไปอีกก็คงไม่แปลกที่จะยิ่งถูกเกลียด

     แต่กับภูหมอก น้องเป็นเด็กดีของพ่อมาตลอด เขาจึงคิดว่าพ่อคงพอจะให้อภัยในสิ่งที่น้องเป็นได้สักวัน แต่การปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าของผู้เป็นพ่อทั้งที่เวลาก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้วทำให้ม่านฟ้าอึดอัดจนเกินจะทน

     “สิ่งที่พ่อภูมิใจในตัวหมอกมาตลอด มันแค่ความเป็นผู้ชายของหมอกเท่านั้นเหรอพ่อ ผมเคยคิดว่าพ่อภูมิใจที่มันเป็นเด็กดี เรียนเก่ง หรืออะไรก็ตามที่ทำให้พ่อรักหมอก แต่สุดท้าย พ่อรักแค่ความเป็นผู้ชายของมันเท่านั้นรึไง ถึงต้องตัดขาดพ่อลูกเพียงแค่มันเป็นแบบนั้นน่ะ!!

     ภาพของพ่อที่นิ่งงันไปทำให้ม่านฟ้ากลั้นหายใจ แอบหวังว่าคำพูดนั้นจะกระตุ้นทำให้พ่อคิดและลดทิฐิลงได้ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม

     “แกจะไปไหนก็ไป ฉันไม่อยากคุยกับแกแล้ว”

     ชายหนุ่มที่ถูกไล่หลุบตาลงและลอบถอนหายใจออกมาอีกครั้ง หงุดหงิดตัวเองที่เผลอหวังลมๆ แล้งๆ ทั้งเหนื่อยใจ ท้อใจแต่ก็กลับทำอะไรไม่ได้ ในเวลาที่อะไรๆ ไม่ได้ดั่งใจแบบนี้เขาอยากจะทำหน้าบึ้งแล้วโวยวายออกมาให้ลั่นบ้าน แต่ก็ทำได้เพียงหันกลับมามองแผ่นหลังของผู้เป็นพ่ออย่างติดจะปลง

     นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขาไม่ได้กอดพ่อ

     ความคิดชั่วครู่ที่ผุดขึ้นมาในหัวทำให้เขาขมวดคิ้ว ในเวลาแบบนี้หากเป็นภูหมอก เจ้าเด็กนั้นคงพุ่งเข้าไปกอดและอ้อนพ่อแล้ว ทุกครั้งที่อะไรไม่ได้ดั่งใจภูหมอกก็มักจะงอแงเป็นเด็กเสมอ แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่โดนพ่อไล่ออกจากบ้าน เจ้าตัวก็ยังเดินเข้ามาหาอ้อมกอดของพ่ออย่างอ้อนวอน ขณะที่เขา...ไม่เคยคิดจะทำแบบนั้นสักครั้ง

     ก็มันน่าอายจะตาย

     แต่ต้องทำยังไงพ่อถึงจะใจอ่อน

     หมับ!

     ไม่ทันได้คิดถึงเหตุผลของการกระทำ ม่านฟ้าก็เผลอกอดชายวัยกลางคนตรงหน้าไปแล้ว เขาเพียงอยากจะลองอ้อนดูอย่างภูหมอกเผื่อมันจะได้ผล และคิดว่าในวันที่น่ายินดีแบบนี้เขาควรจะมีของไปฝากน้องบ้างก็เท่านั้น

     ไม่ได้ทำไป...เพราะคิดถึงการกอดพ่อหรอกนะ

     "มีคนฝากกอด"

     ทั้งที่คิดว่ามันคือการเอากอดไปฝากน้อง แต่ม่านฟ้ากลับพูดไปอีกอย่าง แอบอ้างเอาน้องชายมาใช้ประโยชน์ แล้วรีบผละออกมาเมื่อเริ่มรู้สึกถึงความกระดากอายในน้ำเสียงและความร้อนที่แก้มจนได้แต่ยกมือขึ้นมาเกาแก้มอย่างทำตัวไม่ถูก

     “ทิฐิอะไรของพ่อน่ะ ก็ลดลงหน่อย ให้อภัยน้องมันซะทีเหอะ”

     ม่านฟ้าได้แต่อ้อมแอ้มพูดออกไป คิดว่าวันนี้ไม่ได้รับคำชมของพ่อมาแต่อย่างน้อยก็อยากให้พ่อได้คิดอีกสักนิด ใจอ่อนลงอีกสักหน่อย เพื่อให้เขารู้ว่าการกระทำของเขาในช่วงนี้ไม่ได้สูญเปล่าและพอจะเห็นความคืบหน้าของผลงานบ้างก็เท่านั้น

     “น้องมันรอพ่อพาไปเลี้ยงฉลองอยู่นะ รีบๆ หายโกรธได้แล้ว”

     ชายหนุ่มได้แต่ถอดถอนใจเมื่อทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายไว้กวนประสาทพ่อก่อนจะวิ่งหนีออกมา ถึงจะทำเป็นเล่นแต่ก็รู้ดีว่าการตื๊อครั้งนี้อาจไม่ใช่แผนการที่ดีอีกต่อไป แล้วนึกสะท้อนใจตัวเองออกมาเงียบๆ

     ถ้ากับภูหมอกลูกรักยังไม่มีหวัง แล้วกับลูกชังอย่างเขาจะเหลืออะไร

     ----

     'ศุกร์นี้กลับบ้านไหม'

     เสียงคนรักถามดังผ่านโทรศัพท์ขึ้นมาในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ม่านฟ้าขยับตัวลงนั่งบนที่นอนในหอพัก เตรียมทิ้งตัวหลังผ่านการส่งรายงานชิ้นสำคัญในวันนี้

     "ไม่แน่ใจ แต่ถ้าจะกลับจริงกูก็กลับเองได้ มึงจะไปรับไปส่งตลอดเพื่อ"

     เพราะช่วงนี้พิธานมักคอยไปรับไปส่งเวลาเขากลับบ้านหรือไปบ้านนทีเสมอ จนบางครั้งม่านฟ้าก็รู้สึกเหนื่อยแทนเจ้าตัวที่ต้องเทียวไปเทียวมา พยายามบอกให้หยุดหลายครั้งแต่คำตอบก็ยังเหมือนเดิม

     'ก็แฟนอ่ะ อยากไปรับไปส่งแล้วมึงจะทำไม กูยังไม่เหนื่อยแล้วมึงจะบ่นเพื่อ'

     คำตอบติดจะกวนสวนกลับมาอย่างไม่เกินความหมายแต่ก็ทำให้หัวที่มึนอยู่แล้วของม่านฟ้าเริ่มปวดตุบขึ้นมาอีก เขาเคยจับเข่าคุยกับคนรักเรื่องนี้และได้คำยอมรับว่าเหนื่อย แต่ก็สบายใจที่ได้ไปส่ง อาจเพราะสถานการณ์ในบ้านของม่านฟ้าตอนนี้ก็ใช่ว่าจะปกติ พิธานจึงอดกังวลไปด้วยไม่ได้และเพียงแค่อยากอยู่ใกล้ๆ เอาไว้เท่านั้น

     "เออๆ ถ้ากลับแล้วจะบอกแล้วกัน กูนอนล่ะ"

     'อืม งั้นคืนนี้กูไปเล่นบอลกับเพื่อนนะ อาจจะไปดื่มต่อกันด้วย'

     "อืม ไม่ต้องเอารถไปนะ วันนี้กูงดเก็บศพ ถ้าเมาหนักก็ให้พวกมันลากกลับไปนอนเลย"

     ม่านฟ้าทิ้งตัวลงนอนเมื่อตกลงกับคนรักเรียบร้อย รู้สึกปวดหัวกับอุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าปกติตั้งแต่เมื่อวาน คิดว่าอาจเป็นเพราะเขาโต้รุ่งกัดฟันทำรายงานหลายวันจนร่างกายพักผ่อนไม่พอก็เป็นได้ถึงได้รีบห่มผ้าเพื่อชดเชยเวลานอนที่หายไป

     เขารู้สึกตัวอีกครั้งในยามดึก รู้สึกไม่สบายตัวจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นกว่าเดิม นึกรู้ว่าตนเองคงเป็นไข้จริงจังแล้ว แต่ก็ฝืนนอนต่อไปหวังว่าพรุ่งนี้อาการจะดีขึ้น



     พิธานเปิดประตูเข้ามาในห้องคนรักในเวลาเกือบเที่ยง เห็นร่างที่คุ้นเคยนอนอยู่บนเตียงก็ถอนหายใจหน่าย นึกไว้ว่าที่โทรไม่รับ ไลน์ไม่ตอบต้องเป็นเพราะยังนอนอุตุอยู่แล้วก็ไม่ผิด วันนี้เขากับม่านฟ้ามีเรียนบ่ายทั้งคู่จึงกะมาลากคนรักออกไปกินข้าวก่อนเข้ามอด้วยกัน

     "เมฆ จะเที่ยงแล้วมึง ลุก"
     
     อาคันตุกะขาประจำเห็นเจ้าของห้องขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไปอีกครั้ง มือใหญ่ถึงได้เขย่าตัวคนรักผ่านผ้าห่มอีกครั้งเบาๆ "เมฆ ตื่น"

     "..."

     ไม่มีการตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก…

     ชายหนุ่มร่างสูงถอนหายใจหนักๆ อีกทีอย่างระอาคนขี้เซา ถอดปอกผ้าห่มชั้นนอกออกจากตัวหนอนขี้เซาเพราะรู้ว่าขาดผ้าห่มม่านฟ้าก็จะไม่สามารถนอนได้อย่างเป็นสุขอีก แต่ความร้อนภายในผ้าห่มที่สูงกว่าปกติทำให้พิธานขมวดคิ้ว

     เขาเอื้อมมือไปสัมผัสซอกคอของคนรัก เมื่อรู้สึกถึงอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติก็เสยผมที่ปรกหน้าอีกคนขึ้นเพื่อยืนยันให้แน่ใจจากการทาบฝ่ามือลงบนหน้าผาก

     "อ้าว ไข้ขึ้นเฉย เป็นไรเนี่ย"

     หนุ่มวิศวะตบแก้มคนรักเบาๆ เรียกให้ม่านฟ้าลืมตาขึ้นมา ดวงตาที่ปรือขึ้นติดแดงเล็กน้อยจากอาการไข้จ้องคนรักนิ่งอย่างกำลังประมวลผล เมื่อนึกได้ว่าพิธานคงมาตามไปเรียนถึงได้เอ่ยออกไปเบาๆ

     "มึงไปเรียนเลย กูขอโดด"

     "กินยาบ้างยัง หรือเอาแต่นอน" พิธานพยักหน้ารับคำคนรักแล้วถามออกไปทั้งที่มีคำตอบอยู่ในใจ "แล้วข้าวเนี่ยได้กินไหม"

     "..."

     ม่านฟ้าเองก็รู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นของคนรักไม่ใช่คำถาม แต่เป็นเหมือนคำบ่นไปเรื่อยมากกว่าถึงได้หลับตาลงไม่ตอบให้ยิ่งเข้าตัว ก่อนลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อคนรักเดินออกจากห้องไป

     พิธานกลับเข้ามาในห้องพร้อมข้าวกล่องของตัวเองกับโจ๊กคัพใส่ไข่ของม่านฟ้า วางของไว้บนโต๊ะหนังสือแล้วเปิดลิ้นชักหายาพร้อมเรียกคนรักอีกหน "ลุก"

     ม่านฟ้าขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างว่าง่าย รับโจ๊กคัพจากคนรักแล้วมองพิธานที่หันเก้าอี้โต๊ะหนังสือมาทางเขาก่อนเปิดฝาข้าวกล่อง กลิ่นกะเพราจากกล่องของอีกคนลอยมาให้ม่านฟ้าเงยหน้ามองก่อนก้มหน้ากลับมาที่โจ๊กในมือตัวเอง เจ็บใจที่น่าจะบอกคนรักสักหน่อยว่าเขาไม่ได้เจ็บคอ ไม่ต้องซื้อของอ่อนๆ อย่างโจ๊กมาก็ได้

     แม้กระนั้นทั้งที่อาหารในห้องออกจะหอม แทนที่คนป่วยจะรู้สึกหิวกลับรู้สึกคล้ายจะเบื่ออาหารขึ้นมาเสีย พะอืดพะอมเล็กน้อยกับอาหารตรงหน้าแต่ก็ฝืนกินเข้าไปจนหมด

     หลังมื้ออาหารผ่านไปอย่างเงียบเฉียบ พิธานก็ส่งยาให้คนรักที่รับไปกินแต่โดยดีก่อนจะถูกม่านฟ้าไล่ให้ไปเรียน ถึงกระนั้นพิธานก็ยังไม่วายสัญญาว่าจะกลับมาอีกครั้งในตอนเย็น

     หนุ่มวิศวะขมวดคิ้วเมื่อกลับมาแล้วแต่ไข้ของคนรักก็ยังไม่ลด เบาใจได้หน่อยที่ไม่มีอาการไอหรือเจ็บคอให้ต้องกังวลว่าจะเป็นไข้หวัด เขาเสนอให้ไปหาหมอแต่ก็ได้คำตอบรับเพียงการส่ายหน้า ม่านฟ้าว่ากินยาอีกสักหน่อยก็คงดีขึ้นเอง

     จนเช้าวันรุ่งขึ้นที่พิธานแวะมาหาอีกครั้งก่อนไปเรียน เขาเบาใจขึ้นเมื่อสัมผัสถึงอุณหภูมิที่ลดลง จึงปล่อยให้คนรักนอนต่อพร้อมกับวางถุงข้าวต้มเอาไว้ที่โต๊ะ อนุโลมให้คนรักโดดเรียนอีกสักวันแล้วส่งสารไปบอกเพื่อนสนิทคนรักให้เก็บชีทเรียนมาให้ด้วย

     ทั้งที่น่าจะสบายใจได้แล้ว แต่เพราะเขามีเรียนพร้อมทำแล็บจนถึงบ่ายจึงอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวลและส่งข้อความไปหาตัวช่วยเพิ่ม

     'กลับห้องบ้างไหมมึง หรือจำทางกลับห้องไม่ถูกแล้ว'

     ข้อความถูกส่งไปหารูมเมทของม่านฟ้า เจ้าตัวเป็นเพื่อนสนิทสมัยมัธยมของม่านฟ้าจนตกลงมาเป็นรูมเมทกันเมื่อย้ายเข้ามาอยู่หอพัก แต่เพราะณัฐดนัยติดแฟนมากจนแทบจะย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ด้วยกัน ม่านฟ้าจึงเหมือนอยู่คนเดียวเสียส่วนใหญ่

     'อะไรของมึง เมียมึงเหงามากรึไงถึงทักมาหากูเนี่ย'

     พิธานด่าออกไปทั้งทางข้อความและออกเสียงในโลกแห่งความจริง ก่อนจะรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อได้อ่านข้อความต่อมา

     'เออน่า วันนี้กูว่าจะกลับไปเอาของที่ห้องอยู่แล้ว



     ม่านฟ้าลืมตาขึ้นมาในเวลาสายรู้สึกถึงอุณหภูมิที่ลดลงของตัวเอง แต่กลับกระสับกระส่ายปวดเมื่อยเนื้อตัวยิ่งกว่าเดิม เขาเหลือบมองถุงข้าวต้มที่วางไว้บนโต๊ะก็ฝืนตัวขึ้นมาเพื่อกินข้าวก่อนกินยาตามลงไปหวังให้อาการป่วยที่หลงเหลืออยู่หมดไปเสียที

     ชายหนุ่มนั่งพักท้องอยู่ครู่หนึ่งแล้วล้มตัวลงนอน ไม่รู้ว่าเคลิ้มหลับไปนานแค่ไหนแต่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงอาการพะอืดพะอมและอาหารที่กำลังตีตื้นขึ้นมา

     ร่างสันทัดพุ่งไปที่ห้องน้ำอย่างรวดเร็วแล้วอาเจียนข้าวต้มออกมาจนหมด รู้สึกร่างกายไร้เรี่ยวแรงยิ่งกว่าเดิมแม้จะล้างหน้าให้สดชื่นขึ้นแล้วก็ตาม เหงื่อผุดพรายขึ้นตามหน้าผาก แต่ฝ่ามือกลับเย็นจนต้องกำมือตัวเองหลายๆ ครั้งเพื่อเรียกสติ

     ณัฐดนัยเปิดประตูห้องพักเข้ามาในเวลาบ่ายและภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือรูมเมทของเขาที่กำลังโซซัดโซเซออกมาจากห้องน้ำ

     "เห้ย! เป็นไรมึง"

     คนมาใหม่คว้าแขนเพื่อนได้ก็กึ่งลากกึ่งประคองมาที่เตียง มองสภาพของรูมเมทที่หน้าซีด มือเย็น บวกกับอาการเซเมื่อครู่อย่างคนไม่มีแรง ก็พลันนึกไปถึงคนรักของเพื่อนที่ส่งข้อความมาหาเมื่อเช้า

     หรือไอ้พีทจะรู้ว่าเมฆป่วยเลยทักให้เข้ามาช่วยดูแล

     เอ๊ะ? หรือมันเองเป็นคนที่ 'ทำให้' ป่วย

     "นี่มึงโดนไอ้พีทเปิดซิงมาเหรอ!? "

     สายตาของคนป่วยตวัดค้อนรูมเมทที่แค่กลับมาก็พูดจาหมาๆ ใส่แต่ก็ไม่มีแรงจะด่ากลับไป ก้มตัวลงกุมหัวเมื่อรู้สึกคล้ายจะหน้ามืดอีกหน สัมผัสได้ถึงฝ่ามือของเพื่อนที่ทาบบนหน้าผากและน้ำเสียงที่เริ่มร้อนรนเมื่ออาการของม่านฟ้าดูท่าจะไม่ใช่เรื่องเล่น “ตัวก็ไม่ร้อนนิหว่า แต่สีหน้ามึงดูไม่ดีเลย อ้วกด้วยเหรอว่ะ”

     คงเพราะคอเสื้อของม่านฟ้าเปียกน้ำเป็นวงใหญ่จากการวักน้ำล้างหน้าล้างปากและการเดินออกจากห้องน้ำทำให้ณัฐดนัยคาดเดาไปในทางนั้น ซึ่งคำตอบของม่านฟ้าก็คือการพยักหน้ารับเงียบๆ

     “ไปโรงบาลฯ เหอะมึง”

     ณัฐดนัยพูดจบก็ไม่รอคำตอบรับหรือปฏิเสธจากคนป่วย ล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง สมองค้นหารายชื่อคนที่จะมีรถยนต์พาพวกเขาไปโรงพยาบาลมหาลัยได้ในเวลานี้

     ชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาไม่พ้นคนรักของรูมเมทที่เมื่อเช้าเพิ่งจะทักเขามาให้กลับห้อง

     "ไอ้พีทมึงอยู่ไหนเนี่ย"

     'เพิ่งถึงหน้าหอเนี่ย มึงมีไร'

     “รีบขึ้นมาเลยมึง ไอ้เมฆมันไม่สบาย อาการแม่งไม่ดีเลย"

     ไม่มีคำตอบรับจากปลายสายนอกจากความเงียบ ณัฐดนัยมองโทรศัพท์และสายที่ถูกตัดไปอย่างงุนงง แต่ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่หน้าห้อง

     ไม่ต้องรอให้ผู้มาใหม่หากุญแจหรือเคาะประตู เจ้าของห้องก็เปิดประตูให้ร่างสูงถลันพรวดเข้ามา

     "ไข้กลับมาอีกรอบเหรอว่ะ"

     คำถามของพิธานไม่ได้ต้องการคำตอบจากใครเมื่อเจ้าตัวทาบมือกับหน้าผากคนป่วยเพื่อพิสูจน์คำถามด้วยตัวเอง ก่อนขมวดคิ้วเมื่อสัมผัสถึงอุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติแต่กลับมีเหงื่อชื้นขึ้นตามใบหน้า

     พิธานพยายามทบทวนอาการของคนรักเพื่อสันนิษฐานถึงสิ่งที่ม่านฟ้าเป็น แต่กลับกระวนกระวายจนคิดสิ่งใดแทบไม่ออก เขาตัดใจแล้วหันไปสั่งเพื่อนคนรักแทน

     "มึงไปหาผ้าขนหนูสักผืนกับน้ำสักขวดไว้ เผื่อไข้มันกลับจะได้เช็ดตัวมันบนรถ กูจะพามันไปโรงบาลฯ"

     ตัวคนสั่งการก็ไม่รอช้า หันหลังกลับไปที่โต๊ะหนังสือของม่านฟ้าที่อีกคนชอบวางของเอาไว้ เขาคว้ากระเป๋าสตางค์คนรักมาตรวจดูบัตรนิสิตและบัตรโรงพยาบาลเพื่อเตรียมความพร้อม

     ม่านฟ้าเห็นเพื่อนกับคนรักวิ่งวุ่นกันอยู่ในห้องก็รู้สึกตาลายจนต้องหลับตาลง ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อสัมผัสถึงฝ่ามือคนรักที่รั้งแขนของเขาขึ้น

     "ไปเมฆ"

     พิธานพาดแขนของคนรักไว้กับบ่าและเอื้อมมืออีกข้างไปประคองเอวคนป่วยไว้ บังคับให้ม่านฟ้าต้องเดินไปด้วยกันจนถึงรถยนต์ที่จอดไว้

     เจ้าของรถส่งคนรักให้เพื่อนที่เดินตามกันมาติดๆ ขณะที่ตนเองอ้อมตัวรถไปเพื่อทำหน้าที่ของสารถี "มึงนั่งหลังกับไอ้เมฆไป ดูมันด้วย"

     แม้จะถูกสั่งหลายครั้งแต่ณัฐดนัยก็ไม่ได้มีอาการโกรธเคือง ดีเสียอีกเพราะในเวลานี้เขาก็ทำอะไรไม่ค่อยถูกเหมือนกัน ได้คนรักของเพื่อนมาบอกแบบนี้ก็แค่ทำตามคำสั่งไปเท่านั้น

     ม่านฟ้าขึ้นรถได้ก็ล้มตัวลงนอนตักเพื่อน รู้สึกเวียนหัวตาลายหลังผ่านการเดินเร็วๆ พร้อมอาการพะอืดพะอมที่กลับมาอีกครั้ง เขากำขากางเกงของเพื่อนแน่น รู้สึกทรมานกับอาการต่างๆ ที่เป็นอยู่จนต้องขมวดคิ้ว พยายามหลับตาเพื่อให้ตนเองหลับไปหวังว่าอาการจะดีขึ้น

     เจ้าของตักที่ถูกยึดเป็นที่นอนลูบหัวเพื่อนเบาๆ กังวลกับอาการของเพื่อนไม่น้อย ตั้งแต่รู้จักกันมาน้อยครั้งที่ม่านฟ้าจะไม่สบาย เท่าที่จำได้ม่านฟ้าเคยหยุดเรียนไปเพราะไข้เลือดออกที่เป็นสมัยมัธยมเท่านั้น

     "ไข้เลือดออกรึเปล่าว่ะ"

     เสียงพึมพำของคนที่นั่งอยู่ด้านหลังเรียกสายตาของพิธานให้มองกลับไปผ่านกระจกมองหลัง คิดว่าเป็นไปได้สูงจากอาการของคนรักตอนนี้ แต่ถ้าใช้จริงก็หมายความว่าอาการของม่านฟ้าตอนนี้เลยระยะไข้และกำลังเข้าสู่ระยะช็อกแล้ว

     พิธานเปิดไฟเพื่อขอทางมาตลอดจนมาถึงโรงพยาบาลของมหาลัย ระยะทางไม่ได้ไกลมากแต่เพราะการจราจรที่ค่อนข้างติดทำให้กว่าจะมาถึงก็เกือบสิบห้านาที

     รถยนต์สีควันบุหรี่จอดลงที่หน้าประตูห้องฉุกเฉินก่อนที่คนขับรถจะพุ่งออกมาเป็นคนแรก พิธานร้องขอรถเข็นจากบุรุษพยาบาลแล้วเปิดประตูหลังเพื่อพาคนรักลงมา

     ขณะที่หมอนจำเป็นอย่างณัฐดนัยกลับไม่กล้าขยับตัวผลุนผลันอย่างอีกคน เขาเขย่าเรียกเพื่อนเบาๆ แต่ก็ต้องหลุดหน้าเหวอเมื่อเจ้าของรถเปิดประตูอีกฝั่งเข้ามาช้อนตัวอุ้มเพื่อนของเขาออกไปวางบนรถเข็น

     "นัท มึงตามเมฆไป เดี๋ยวกูเอารถไปจอดแป๊บ"

     คนที่ถูกสั่งอีกครั้งได้แต่งุนงงแล้วรีบลงจากรถเพื่อตามรถเข็นของเพื่อนไป

     "เอาเถอะ เขาจะทำเป็นมองไม่เห็นท่าอุ้มเจ้าสาวเมื่อกี้แล้วกันนะ



     TBC



     Achaya (Writer) :

     วันนี้มาช้านิด ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์นะคะ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-8

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 17

     "เป็นไง"

     พิธานเอ่ยถามคนที่นั่งรออยู่ด้านหน้า ณัฐดนัยจึงเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตที่นั่งลงข้างกัน

     "หมอบอกน่าจะไข้เลือดออกแหละ แต่รอผลอยู่ ตอนนี้ก็รอดูอาการ มันน่าจะเกือบเข้าระยะวิกฤตแล้วด้วย โดนหมอด่าอีกว่าทำไมเพิ่งพามา"

     ณัฐดนัยยักไหล่แล้วตอบออกไป มองใบหน้าที่มักจะยิ้มกวนอยู่เสมอของพิธาน บัดนี้กลับเคร่งเสียจนน่ากลัว "แต่ถึงมือหมอแล้ว ไม่เป็นไรหรอก"

     ถึงจะได้ยินคำพูดนั้น แต่พิธานก็ยังไม่เลิกทำคิ้วขมวด เขาพอจะรู้อาการของไข้เลือดออกอยู่บ้าง เท่าที่เขารู้ การจะเข้าสู่ระยะวิกฤตหรือระยะช็อกได้ก็ต้องกินเวลาอย่างน้อย 2-3 วัน แต่ม่านฟ้าเพิ่งเป็นไข้มาได้วันเดียว ทำไมถึงไข้ลดจนเป็นอย่างนี้ได้

     หรือว่าเป็นไข้มาหลายวันแล้วแต่ไม่บอก

     ณัฐดนัยเห็นคนรักของเพื่อนถอนหายใจหนักอย่างคนหงุดหงิดก็อดรู้สึกหวาดไม่ได้ เขาได้ยินเพื่อนรักบ่นหลายครั้งว่ามักถูกคนตรงหน้าดุ ยามนั้นเขายังคิดว่าคนขี้เล่นอย่างพิธานจะดุใครได้ มายามนี้ถึงเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของเพื่อน

     "มึงไม่ต้องไปดุอะไรมันเลยนะ"

     พิธานเหลือบตามองเพื่อนของคนรักที่กำลังพยายามช่วยเพื่อนแต่ก็ไม่ยอมรับปาก สุดท้ายณัฐดนัยก็ทำได้เพียงหาเรื่องอื่นมาดึงความสนใจหลังเวลาผ่านไปสักพัก

     "แล้วมึงได้บอกพ่อแม่ไอ้เมฆยัง กูว่ามันคงต้องแอดมิทแหละ"

     คนอารมณ์ไม่ดีเหมือนกับเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาหยิบโทรศัพท์ของม่านฟ้าที่คว้ามาแล้วไล่หาเบอร์ของมารดาคนรัก พิธานลังเลเล็กน้อยที่จะโทรไปเมื่อดูเวลาแล้วอาจจะเป็นช่วงที่นัชชากำลังขับรถกลับบ้าน ขืนเขาโทรไปบอกว่าลูกชายคนโตอยู่โรงพยาบาลอาจทำให้คุณแม่คนรักต้องตกใจจนเกิดอุบัติเหตุได้ แต่อย่างไรก็คงต้องลองดู

     ----

     นัชชาแปลกใจไม่น้อยที่พิธานโทรมาหาด้วยเบอร์ของลูกชายคนโต ยิ่งแปลกใจหนักขึ้นไปเมื่อเจ้าตัวถามถึงที่อยู่ของเธอ จนเมื่อได้คำตอบว่าเธอเพิ่งถึงบ้าน เธอถึงได้เนื้อหาของการโทรมาว่าลูกชายคนโตอยู่ที่โรงพยาบาล

     หลังรู้เรื่องราว เธอนึกกังวลถึงอาการของม่านฟ้าไม่น้อยเพราะเจ้าตัวเคยเป็นไข้เลือดออกมาแล้วครั้งหนึ่ง การเป็นครั้งที่สองหลายคนมักมีอาการหนักขึ้น หญิงวัยกลางคนเตรียมขับรถไปหาลูกชายที่โรงพยาบาลก็พอดีกับรถยนต์ของสามีขับมาถึงหน้าบ้าน

     สองสามีภรรยามุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลทันที นัชชาติดต่อกับพิธานตลอดการเดินทางทั้งถามไถ่อาการจนถึงเบอร์ห้องพักของม่านฟ้าในตอนนี้

     'ไอ้หนุ่มนี่อีกแล้ว'

     นภดลเลิกคิ้วมองชายหนุ่มตัวโตที่เคยเจอในฐานะครูสอนพิเศษของลูกชายคนเล็กและในฐานะเพื่อนของลูกชายคนโตกับภาพลักษณ์ที่ต่างออกไปเล็กน้อย

     นัชชาเองก็ชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ยกมือรับไหว้พิธานที่ออกมารับบริเวณชั้นล่างของโรงพยาบาล สองสามีภรรยาเหลือบตามองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะทิ้งความคิดอื่นออกไปและมุ่งความสนใจกลับมาที่ลูกชายก่อน

     เมื่อมาถึงห้องพักม่านฟ้ายังคงหลับอยู่ นัชชาเดินเข้าไปถึงเตียงคนป่วยก่อนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ถึงจะรู้ว่าอยู่ในมือหมอแล้วแต่ก็ยังอยากเห็นกับตาว่าลูกปลอดภัย

     โชคดีที่อาการของม่านฟ้าไม่รุนแรงมาก ไม่จำเป็นต้องเข้าไอซียู เพียงแค่คอยดูอาการอีกสักสองสามวันก็น่าจะเพียงพอ

     พิธานมองมารดาของคนรักลูบแขนคนป่วยเบาๆ แล้วหันกลับมามองบุพการีอีกคน รายนี้ยังคงเว้นระยะออกมาจากเตียงคนป่วย ทำเพียงมองนิ่งๆ ด้วยสายตาที่คาดเดาอารมณ์ไม่ถูกไปที่ลูกชายคนโต จนเขาเผลอนึกไปถึงคำที่เคยคุยเล่นเอาไว้กับคนรัก

     “มึงคิดว่าจะทำยังไงให้พ่อยอมรับ...”

     "อืม...ถ้าเป็นอย่างในหนังหรือนิยายนี่ มันก็ต้องแบบ... มีเหตุการณ์อะไรหน่อยไหม อย่าง...ลูกเกิดอุบัติเหตุกำลังจะตาย แล้วพ่อก็แบบ พ่อยอมแล้วๆ "


     ใช่แน่เหรอ

     เมฆป่วยขนาดนี้ ยังไม่มีท่าทางวิตกอะไรเลย

     เหอะ เป็นคุณพ่อที่ใจแข็งจังเลยแฮะ

     ร่างสูงมองบิดาของคนรักอยู่ครู่หนึ่งอย่างใช้ความคิด ก่อนผละสายตาออกมาเมื่อได้ยินคำถามจากผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวในห้อง

     "แล้วเพิ่งมาหาหมอตอนเข้าระยะวิกฤตแล้วแบบนี้ แสดงว่าเป็นไข้มาหลายวันแล้วใช่ไหม

     คำถามจากมารดาคนรักทำให้พิธานอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย ถึงจะไม่มีใครรู้สถานะระหว่างเขาและม่านฟ้า แต่ความรู้สึกผิดที่ดูแลคนรักไม่ดีก็ยังเกาะอยู่ในใจ พิธานเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทั้งคู่ฟังก่อนปิดท้ายด้วยคำขอโทษจากใจจริง

     "ขอโทษด้วยครับ ที่จริงผมน่าจะระวังและพาเมฆมาโรงบาลฯ เร็วกว่านี้"

     สัมผัสแผ่วเบาที่ตบลงบนไหล่พร้อมเสียงนุ่มๆ ของนัชชากล่าวค้านประโยคก่อนหน้านั้นทันที "ขอโทษทำไม แม่ต้องขอบคุณด้วยซ้ำที่พีทช่วยดูแลเมฆ ฝากขอบคุณนัทอีกคนด้วยนะ"

     หลังพาม่านฟ้าเข้าห้องพักได้ไม่นาน ณัฐดนัยก็ขอตัวกลับก่อนเพราะมีธุระจึงเหลือเพียงพิธานที่อยู่รอพ่อแม่ของคนรัก ไม่ทันตอบรับคำของนัชชา พิธานกลับรู้สึกถึงสายตาที่มองมาจากชายวัยกลางคนที่ยืนห่างออกไปไม่ไกล

     นภดลมองชายหนุ่มรุ่นลูกตรงหน้านิ่งๆ เรื่องเล่าจากปากของเจ้าตัวเขาเชื่อว่าเป็นความจริง แต่กลับมีบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกคาใจแปลกๆ

     พิธานเองก็สบตาคู่นั้นกลับไป ยอมรับว่าไม่ค่อยพอใจกับท่าทางนิ่งเฉยของคนตรงหน้าที่ทำราวกับไม่สนใจอาการป่วยของม่านฟ้า คล้ายกับแค่มาโรงพยาบาลเป็นเพื่อนภรรยาเท่านั้น

     เขามักบ่นม่านฟ้าที่ชอบคิดไร้สาระว่าพ่อไม่รัก ทำตัวเป็นเด็กขี้อิจฉา แต่เมื่อต้องเจอกับท่าทางเช่นนี้แม้เขาจะคิดว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูกยังอดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้

     ไม่แปลกหากม่านฟ้าที่ต้องเจอท่าทางเช่นนี้เสมอจะมีความคิดเช่นนั้น

     ชายหนุ่มร่างสูงหลุดออกจากภวังค์อีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงของนัชชา "เดี๋ยวแม่ขอออกไปคุยกับพยาบาลเรื่องอาการเมฆหน่อยดีกว่า"

     พิธานพยักหน้ารับแล้วผายมือออกเพื่อพาหญิงวัยกลางคนไปหาพยาบาลที่รู้รายละเอียดอาการมากกว่า แต่ก่อนจะก้าวพ้นออกจากประตูไป หนุ่มวิศวะที่หันกลับมาอีกครั้งกลับต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจพร้อมด้วยอาการหงุดหงิดที่ค่อยเจือจางลง

     ภาพของบิดาคนรักที่ขยับเข้าไปยืนข้างเตียงคนป่วยและก้มลงลูบหัวม่านฟ้าเบาๆ ถึงจะมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนแต่ก็ยังมองออกถึงความเป็นห่วงที่ส่งผ่านสายตานั้นออกไปพร้อมการถอนหายใจอย่างโล่งอก

     ชายหนุ่มร่างสูงขยับยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยแล้วปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ

     เช่นนี้เขาก็คงบ่นคนรักได้เต็มปาก

     ว่าความคิดน้อยใจของม่านฟ้า...เป็นเรื่องไร้สาระจริงๆ นั่นแหละ

     ----

     เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงดังขึ้นเรียกนภดลให้ขยับลุกขึ้นไปมอง เขากำลังนั่งรอภรรยาที่ออกไปพร้อมไอ้หนุ่มตัวโตเพื่อถามไถ่อาการของลูกชาย แต่ชื่อที่ขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ของม่านฟ้ากลับทำให้ชายวัยกลางคนต้องชะงัก

     ‘อาที’

     นภดลนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อมองชื่อน้องชายที่ตัดขาดกันไป นานจนสัญญาณถูกตัดแล้วเริ่มร้องขึ้นมาใหม่ราวกับปลายสายยังไม่ยอมแพ้

     สุดท้ายนภดลก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับก่อนที่ลูกชายคนโตจะตื่นขึ้นมา เขาเลื่อนปลายนิ้วเพื่อรับสายจากใครบางคนแต่กลับไม่คิดที่จะกรอกเสียงลงไป

     ‘ฮัลโหล เมฆ แกเป็นยังไงบ้าง’

     เสียงที่พูดสวนกลับมาทำให้นภดลขมวดคิ้ว เขายังจำเสียงของคนปลายสายได้ดี เสียงที่พูดออกมาแล้วมีจริตจะก้านเหมือนผู้หญิง เสียงที่เคยทุ่มเถียงกับเขาและยืนยันถึงความชอบของตนเองจนสุดท้ายก็ได้แต่ตัดขาดความสัมพันธ์กันไป

     ‘ฉันโทรหาแกไม่ติด โทรไปหาแฟนแกมันก็บอกว่าแกเข้าโรงพยาบาลเป็นไข้เลือดออก พอจะถามอาการมันก็พูดอะไรของมันไม่รู้เหมือนกำลังยุ่งอีก อย่ามาทำให้ฉันเป็นห่วงแบบนี้ได้ไหม ไอ้เด็กพวกนี้’

     ประโยคยาวๆ ที่เต็มไปด้วยคำบ่นแต่ก็แฝงความห่วงใยอย่างเหลือล้นทำให้ชายวัยกลางคนที่รับฟังคำพูดพวกนั้นขมวดคิ้ว ก่อนหัวใจกระตุกขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงแว่วของใครอีกคนผ่านทางโทรศัพท์

     ‘พี่เมฆเป็นไงบ้าง อาที’

     เสียงของภูหมอก

     นภดลกัดฟัน ไม่อยากได้ยินเสียงของคนที่เขาเกลียดพวกนี้ ปฏิเสธความรู้สึกตัวเองว่าไม่ได้คิดถึงเสียงนั้นจนนึกอยากจะตัดสายโทรศัพท์ทิ้งแต่ก็ทำไม่ลง จึงได้แต่ปล่อยให้คนปลายสายพูดออกมาเรื่อยๆ และมารู้ตัวเมื่อถูกผู้เป็นน้องเรียกซ้ำๆ

     ‘เมฆๆ แกได้ยินฉันไหมเนี่ย เมฆ’

     “...”

     ‘ไอ้เมฆ ตอบหน่อย ได้ยินไหม’

     “มันนอนอยู่”

     คำตอบสั้นๆ แต่กลับทำให้เสียงจากปลายสายชะงักไป เกิดความเงียบขึ้นระหว่างผู้ถือสายทั้งสองฝั่ง ก่อนที่เสียงจากคนเป็นน้องจะดังขึ้นมาก่อนอย่างไม่แน่ใจ ‘พี่นภเหรอ? ’

     “...” มีเพียงความเงียบที่เป็นคำตอบ แต่ถึงอย่างนั้นกลับยืนยันคำถามก่อนหน้าได้อย่างชัดเจน ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายจากปลายสาย แต่ก่อนที่จะได้ยินคำพูดอะไรเพิ่มเติม นภดลก็รีบพูดตัดบทออกไปราวกับไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ “แค่นี้นะ”

     ‘ดะ- เดี๋ยว! พี่!”

     “...”

     ‘ไอ้เมฆ...เป็นยังไงบ้าง’

     “...” นภดลได้ยินเสียงถอนหายใจจากปลายสายอีกครั้งเหมือนคนอึดอัดแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

     การได้กลับมาคุยกันอีกครั้งทำให้คนเป็นพี่นึกย้อนไปถึงเรื่องราวของคนปลายสายที่ดันมาซ้อนทับกับเรื่องราวของลูกชายคนเล็กของเขาเหมือนชะตาเล่นตลก ความหงุดหงิดใจจึงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

     ‘แค่ตอบๆ มายากนักรึไง’

     สุดท้ายเมื่อเสียงบ่นพึมพำหลุดออกมาจากน้อง คนเป็นพี่จึงพูดสวนออกไป

     “ลูกฉัน ฉันดูแลเองได้ ไม่ต้องให้คนแบบแกมาเป็นห่วง”

     ‘...’ ถึงคราวที่นทีเงียบไปบ้าง ขณะที่ชายวัยกลางคนคิดจะตัดสายโทรศัพท์ กลับได้ยินเสียงหัวเราะหยันที่ทำให้ความหงุดหงิดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี

     ‘แล้วที่มาฝากฉันดูแลอยู่เนี่ย ไม่ใช่ลูกพี่หรือไง ลูกต้องซมซานร้องห่มร้องไห้มาเพราะโดนพ่อไล่ออกจากบ้าน แบบนี้น่ะเหรอคือคำว่าดูแลได้ของพี่’

     นภดลอึ้งไปอย่างจนคำพูด ได้ยินเสียงของเด็กหนุ่มที่ ‘ถูกพ่อไล่ออกจากบ้าน’ ครางเรียกคนเป็นอาเสียงเบา ตอกย้ำถึงคำพูดของปลายสาย จนเมื่อนภดลได้สติอีกครั้งเขาก็พยายามสูดหายใจเข้าลึก พูดลอดไรฟันออกไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ

     “พวกเบี่ยงเบนน่ารังเกียจ ฉันไม่นับญาติทั้งนั้น ไม่ว่าจะน้องแท้ๆ หรือว่าลูกในไส้ก็ตาม”

     ชายวัยกลางคนดึงหูโทรศัพท์ออกเพื่อกดตัดสายทันที บอกตัวเองว่าไม่อยากได้ยินเสียงที่ทำให้ต้องโมโหนั้นอีก หาใช่เพราะรับไม่ได้ถึงคำพูดแทงใจดำของอีกคน แต่ก็ยังทันได้ยินเสียงที่แว่วดังออกมาจากโทรศัพท์ก่อนวางสาย

     ‘เป็นบ้าขนาดนี้ ระวังสักวันพี่จะไม่เหลือใคร ไอ้คนใจดำ’

     ----

     นัชชาตัดสินใจลางานเพื่อมาเฝ้าลูกชายในช่วงนี้ แม้ ‘เพื่อน’ ของลูกชายอย่างพิธานจะเสนอตัวมาเฝ้าให้แต่เธอก็รู้สึกเกรงใจเกินไป อีกทั้งเมื่อรู้ว่าลูกชายนอนอยู่โรงพยาบาล เธอเองก็เตรียมชุดมาสำหรับเฝ้าไข้ลูกชายอยู่แล้วจึงไม่นับว่าลำบากอะไร

     ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นเธอได้เจอกับชายหนุ่มตัวโตอีกครั้งเมื่อเจ้าตัวแวะเอาเสื้อผ้าของลูกชายมาให้เผื่อวันที่ม่านฟ้าออกจากโรงพยาบาล รูปลักษณ์ของพิธานวันนี้ต่างออกไปจากเมื่อวานเล็กน้อย และเมื่อเจอกันอีกครั้งในตอนบ่ายหญิงวัยกลางคนจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากแซวชายหนุ่มตรงหน้า

     “แหม พีท เช้าถึงเย็นถึงเลยนะ นี่ถ้าเมฆเป็นผู้หญิงแม่คงคิดว่าพีทมาตามจีบเมฆแล้วมั้งเนี่ย”

     คำทักทายแรกของมารดาคนรักทำให้พิธานรู้สึกคอแห้งขึ้นมากะทันหันจนต้องกระแอมออกมาเบาๆ ฉีกยิ้มเก้อๆ อย่างไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรในเมื่อคำพูดดังกล่าวจะว่าผิดก็ไม่ใช่ จะว่าถูกก็ไม่เชิง

     ไม่ได้มาจีบ แค่มาดูแลในฐานะแฟน

     “เออ ผมซื้อก๋วยเตี๋ยวมาฝากแม่น่ะครับ กลัวว่าแม่เอาแต่เฝ้าไอ้เมฆแล้วจะไม่ได้ลงไปหาข้าวกิน”

     หลังจากเหลือบมองไปทางคนรักแล้วยังเห็นว่าเจ้าตัวหลับอยู่ อีกทั้งยังไร้วี่แววจะตื่นมาช่วยเขาพูดแก้ต่างใดๆ พิธานก็รีบพูดเรื่องอาหารที่ซื้อมาพร้อมยกให้ดูเพื่อเบี่ยงประเด็นออกไป

     คราวนี้กลับเป็นนัชชาที่เลิกคิ้วแปลกใจ ตอนแรกยังสงสัยที่เห็นชายหนุ่มตรงหน้าซื้อของกินมาเต็มไม้เต็มมือ คิดจะเอ่ยปากบอกอยู่เหมือนกันว่าม่านฟ้าไม่ควรกินของอื่นนอกจากอาหารที่โรงพยาบาลจัดให้เพราะไข้เลือดออกมีข้อจำกัดในการกิน ไม่คิดว่าของที่ซื้อมาจะตั้งใจซื้อมาให้เธอ

     ถึงจะดูเหมือนผู้ชายหยาบๆ แต่ก็ใส่ใจรายละเอียดมากกว่าที่คิด แถมเธอเองก็ยังไม่ได้ลงไปหาซื้อข้าวจริงๆ เสียด้วย

     คงต้องแอบทดคะแนนไว้ให้สักหน่อยแล้ว

     “ตายแล้ว ดูสิ ต้องมาให้พีทซื้อข้าวมาให้แม่เนี่ย แถมซื้อมาเยอะแยะเชียว”

     กระนั้นแล้วนัชชาก็ยังอดเกรงใจเพื่อนลูกชายคนนี้ไม่ได้ เธอพยายามจะขอออกค่าอาหารเหล่านี้แทนแต่ก็เถียงไม่ชนะเจ้าคนตัวโตที่ทำเฉไฉออกไปเรื่อย จนได้แต่จำยอมและนั่งกินข้าวกลางวันในเวลาเกือบบ่ายโมงก่อนที่อาหารจะหายร้อนไปเสียก่อน

     หญิงวัยกลางคนมองชายหนุ่มที่อ้างว่าอยากมานั่งเย็นๆ ที่โรงพยาบาลดีกว่ากลับหอไปให้เปลืองแอร์ เดินไปจัดโน่นจัดนี่ที่ข้างเตียงคนป่วยทั้งที่ของทุกอย่างก็ออกจะเรียบร้อยดีอยู่แล้ว ดวงตาคมดุวนเวียนมองไปที่คนไข้หลายต่อหลายครั้งอย่างเผลอตัวแต่ก็ไม่พ้นสายตาของคนเป็นแม่ที่มองอยู่

     เสียงถอนหายใจดังขึ้นเล็กน้อยจากคนที่เพิ่งทานข้าวเสร็จ ดวงตาสีสนิมของนัชชาทอแสงอ่อนลงเล็กน้อย มองไปที่ชายหนุ่มรุ่นลูกตรงหน้าแล้วตัดสินใจเอ่ยปากขอตัวไปทำธุระข้างนอก

     พิธานยังดูงุนงงกับคำกล่าวของมารดาคนรัก แต่ก็พยักหน้ารับคำพร้อมรับผิดชอบเฝ้าคนป่วยให้ ในใจแอบดีใจขึ้นมาเล็กน้อยที่จะมีเวลาอยู่กับคนรักบ้าง เพราะตั้งแต่เมื่อคืนที่พาม่านฟ้ามาโรงพยาบาล จนตามมาที่ห้องพักม่านฟ้าก็หลับสนิทจนไม่มีโอกาสได้คุยกันแม้แต่น้อย

     ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้เตียงคนป่วยมากขึ้นเมื่อเห็นหญิงวัยกลางคนเก็บของเตรียมเดินออกไป มองใบหน้าของคนรักที่มีสีมากกว่าเมื่อวานแล้วก็โล่งใจขึ้นอีกนิด

     “พีท”

     เสียงเรียกของนัชชาทำให้พิธานตอบรับและหันกลับมามอง ดวงตาคู่สวยไม่ต่างไปจากคนรักของเขามองมาด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความใจดี พร้อมคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย

     “แม่ฝากเมฆด้วยนะ”

     พิธานนิ่งงันไปกับคำพูดนั้น คงเพราะมีชนักติดหลังจึงทำให้ระแวงคำพูดฝากฝังที่อาจไม่มีอะไรแอบแฝงในครั้งนี้ เขาไม่รู้ว่าความหมายที่หญิงวัยกลางคนตรงหน้าต้องการสื่อคือความหมายใด แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม คำตอบของเขาก็ยังคงเป็นเช่นเดิม

     “ครับ จะดูแลอย่างดีครับ”


     คนเฝ้าไข้ลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียงคนป่วยเมื่อหญิงวัยกลางคนออกจากห้องไป คิดว่าคงอีกสักพักกว่าม่านฟ้าจะตื่นขึ้นมา ไม่คิดว่าเพียงแค่เขาหย่อนก้นลงนั่งเรียบร้อย แพขนตาหนาก็กระพือเบาๆ ก่อนเผยดวงตาคู่สวยขึ้นมาสบกับเขา

     แกล้งหลับเหรอ

     ม่านฟ้าเริ่มรู้สึกตัวตั้งแต่มีใครบางคนมาเดินป้วนเปี้ยนแถวข้างเตียง แต่เพราะยังง่วงอยู่จึงไม่คิดจะลืมตาขึ้นมาหวังนอนต่ออีกสักหน่อย

     เสียงพูดคุยที่ได้ยินทำให้พอจับใจความได้ว่าแม่เขากำลังจะออกไปทำธุระข้างนอก ทิ้งให้คนรักของเขาอยู่เป็นเพื่อนเพียงลำพัง จนได้ยินเสียงลากเก้าอี้มาข้างตัวถึงคิดได้ว่าถ้านอนต่อไม่หลับก็สู้ตื่นขึ้นมาคุยกับอีกคนเสียดีกว่า

     ไม่คิดว่าลืมตาขึ้นมาจะเจอกับตาดุๆ ที่มองมาเขม็ง

     อะไรวะ เขาทำอะไรผิดอีกเนี่ย

     คนป่วยเผลอเม้มปากทันทีแล้วมองอีกคนอย่างระแวง คิดไม่ออกว่าทำอะไรผิด รู้แต่ว่าขอกลัวไว้ก่อน

     “เป็นไข้มากี่วันแล้ว ก่อนที่กูจะรู้เนี่ย”

     กดเสียงต่ำ น่ากลัวไปอีก

     “คือ...วันสองวันก่อนหน้า ก็รู้สึกเหมือนตัวร้อนแหละ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นไข้จริงจัง ช่วงนั้นต้องปั่นรายงานส่งด้วย เลยคิดว่าหัวร้อนเพราะทำงาน นอนน้อย”

     พิธานมองคนรักที่ตอบออกมาเสียงแผ่วพร้อมดวงตาที่ปรือลงเล็กน้อยอย่างคนไม่สบาย รู้ทั้งรู้ว่าป่วยจริงแต่ก็ยังแปลกใจที่เมื่อครู่ตอนลืมตาขึ้นมาก็ยังทำตาแป๋วอยู่แท้ๆ ก่อนพยักหน้ารับเหตุผลที่พอจะฟังขึ้นแต่ก็ยังเก๊กหน้าดุขู่ให้กลัวไว้ก่อน

     “วันหลังเป็นอะไรต้องรีบบอก กูกับไอ้นัทตกใจกันจะตายห่า แถมโดนหมอด่ามาอีกดอกด้วย”

     หนุ่มอักษรฯ พยักหน้าตอบคนรักที่ยังดูขึงขังด้วยท่าทางที่คิดว่าเจี๋ยมเจี้ยมมากที่สุด ดึงมือออกจากผ้าห่มไปคว้ามือคนรักเอาไว้แล้วจูบที่หลังมือแสดงความขอโทษ รู้สึกถึงอาการเกร็งเล็กน้อยจากมือหนาก่อนจะถูกเจ้าของดึงกลับไปเพื่อเปลี่ยนมาลูบหัวเขาเบาๆ

     “มึงก็แบบนี้ทุกที” เอะอะอะไรก็เอาจูบมาล่อ จะง้อทีก็ใช้จูบอีก

     เหมือนรู้ว่าเขาแพ้ทาง ก็ทำตลอด

     พิธานพึมพำบ่นคนรักแต่ก็ว่าอะไรไม่ได้มากเพราะความผิดครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะร้ายแรงแถมเขาเองนั่นแหละที่ประมาท แทนที่จะพาม่านฟ้ามาหาหมอตั้งแต่ที่รู้ก็ดันตามใจเจ้าตัวจนเกือบแย่ “ง้อด้วยมุกเดิมๆ ”

     “อ้าว ก็… กูเห็นมุกเดิมจริง แต่มันก็ได้ผลทุกทีอะ” คนป่วยตอบกลับมาหน้าซื่อ

     จากที่คิดว่าจะไม่โกรธ พิธานชักจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกหนเสียแล้ว มือที่ลูบหัวอีกคนเปลี่ยนเป็นโยกแรงๆ อย่างหมั่นไส้ ก้มหน้าลงไปเอาหัวโขกกับอีกคนเบาๆ จนม่านฟ้าต้องหลับตาหนี แต่แทนที่จะดึงตัวกลับมานั่งได้เหมือนเดิม กลับถูกม่านฟ้าล็อกคอเอาไว้เพื่อมองหน้าในระยะใกล้

     ลมหายใจอุ่นรินรดกันเพียงแผ่วเบา ก่อนม่านฟ้าจะยืดตัวขึ้นจูบหน้าผากคนรักอย่างออดอ้อน แล้วไล่ลงมาที่ปลายจมูกก่อนจบลงที่ริมฝีปากอย่างแผ่วเบา

     “อะ ง้อ พอใจยัง”

     พูดไม่พอม่านฟ้ายังเผยยิ้มกว้างที่ติดจะกวนเล็กน้อยพร้อมดวงตาพราวระยับไปให้อีกคน ชายหนุ่มร่างสูงที่เจอความหวานในระยะประชิดถึงกับตั้งตัวไม่ทัน ต้องแพ้บายไปอย่างไม่มีทางเลือก

     โอเค ยอม

     ม่านฟ้าอมยิ้มขำเมื่อคนรักฟุบหน้าลงกับไหล่ของเขาเหมือนคนหมดแรง ขยับมือสางผมคนรักเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงอู้อี้ติดงอแงออกมาจากไหล่ตนเอง “กูโคตรเป็นห่วง”

     “ขอโทษนะครับ”

     ศีรษะที่ขยับเล็กน้อยตอบรับคำขอโทษแล้วนิ่งไปสักพัก ได้ยินเสียงคนเฝ้าไข้สูดหายใจเข้าลึกก่อนขยับตัวลุกขึ้นนั่งตามเดิม ผมที่ปรกลงมาด้านหน้าของพิธานทำให้ม่านฟ้าขยับมือเสยผมขึ้นไปให้คนรักก่อนชะงักอีกรอบเมื่อพิจารณาคนตรงหน้าให้ชัดเจนอีกครั้ง

     “มึง...มีสอบเหรอ?”

     คำถามประหลาดที่ถูกส่งมาอย่างไร้ที่มาที่ไปทำให้พิธานเลิกคิ้ว แต่ก็ส่ายหน้าปฏิเสธคนรักไปเบาๆ แม้จะยังงุนงง แต่นั่นกลับทำให้ม่านฟ้าเลิกคิ้วสูงขึ้นกว่าเดิม “แล้วทำไม...เออ...มึงดูเรียบร้อยแปลกๆ”

     พิธานเริ่มเข้าใจความหมายของคนรักเมื่อได้ยินคำถามต่อมา เผลอหลุดสีหน้าไม่มั่นใจออกมาพร้อมกับเกาแก้มเก้อๆ อธิบายเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ให้คนรักฟังด้วยประโยคสั้นๆ “เดี๋ยวพ่อแม่มึงตกใจ”

     ภาพลักษณ์ปกติของพิธานนั้นค่อนข้างคล้าย ‘แบดบอย’ พอสมควร แต่เพราะวันนี้ดูจะไม่ ‘ปกติ’ เท่าไหร่นักจึงทำให้ม่านฟ้าเผลอหลุดปากทักออกไป

     “เมื่อวานกลับไป พอส่องกระจกแล้วก็รู้สึกว่า เดี๋ยวจะดูแบดในสายตาพ่อแม่มึงเกิน ช่วงนี้เลยว่าจะทำตัวเป็นเด็กเรียบร้อยหน่อย เดี๋ยวคะแนนที่พยายามสร้างมาจะหายหมด”

     พิธานพูดอ้อมแอ้มออกมาอย่างเขินๆ กลัวเหมือนกันว่าภาพลักษณ์ที่ปกติก็ดู 'เหมือนตัวร้าย' อยู่แล้วของตัวเองจะแย่กว่าเก่า “ดีนะกูถอดเสื้อช็อปออกแล้ว ไม่งั้นจากว่าที่ลูกเขยแสนดีได้กลายเป็นนักเลงหัวไม้แหง"

     ม่านฟ้าส่งยิ้มแห้งๆ กลับไปเป็นกำลังใจให้คนรักที่ปลอบตัวเองอยู่ ก่อนคิดย้อนไปถึงบทสนทนาของพ่อแม่ที่เขาแอบได้ยินมาเมื่อคืน


     “เพิ่งเคยเห็นคนที่ใส่ชุดอยู่บ้านแต่ดูเรียบร้อยกว่าชุดนิสิต”

     เสียงของหญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาขำๆ คล้ายจะเอ็นดูหลังพิธานกลับไปได้เพียงไม่นานเรียกสายตาของสามีให้หันมามอง

     คงหมายถึงไอ้เด็กพีทเมื่อครู่นี้

     นภดลย้อนคิดไปถึงเพื่อนลูกชายที่ภรรยาพูดถึงแล้วก็เผลอขมวดคิ้วออกมา

     ภาพคุ้นตาที่จำได้คือชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กับชุดอยู่บ้านสบายๆ อย่างเสื้อยืดกางเกงขาสั้น ผมสีดำมักตกลงมาปรกหน้าปรกตาให้ต้องเสยขึ้นไปบ่อยๆ จนชายวัยกลางคนยังเผลอรำคาญแทน ในตอนนั้นเขายังเคยคิดว่าเด็กรุ่นลูกคนนี้ดูเหมือนเด็กเกเรเสียจริง ทั้งหน้าตากวนๆ ตัวใหญ่ๆ แถมด้วยการยิ้มที่เผยให้เห็นฟันเขี้ยวชัดเจน

     จนมาเจอในสภาพชุดนิสิต ถึงเพิ่งเข้าใจว่าชุดอยู่บ้านอาจดูเรียบร้อยกว่าเป็นไหนๆ

     เสื้อนิสิตที่หลุดลุ่ยออกมานอกกางเกง แขนเสื้อที่ถูกพับขึ้นไปแถมยับย่นจนน่าตี ผมสีดำที่เขาเคยรำคาญตาถูกเซตขึ้นไปเป็นทรงเผยให้เห็นคิ้วเข้มได้อย่างชัดเจน จนเพิ่งตระหนักว่าปลายคิ้วเข้มข้างหนึ่งยกขึ้นคล้ายคิ้วยักษ์รับกับดวงตาดุและฟันเขี้ยวที่เผยออกมา สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคงไม่พ้นจิวสีดำบนติ่งหูสองข้าง ประกอบรวมกันเป็นชายหนุ่มที่ไม่ว่ามองอย่างไรก็คล้ายกับตัวร้ายในละครมากกว่าอดีตครูสอนพิเศษของลูก

     แต่ก็เป็นคนเดียวกับที่วิ่งวุ่นจัดการโน่นนี่ให้จนเขายังเกรงใจ

     นภดลตอบรับคำพูดของภรรยาด้วยการส่งเสียงในลำคอเบาๆ แล้วพึมพำสำทับความคิดของตัวเองออกมา

     "ท่าทางนักเลงขนาดนั้น บ้านไหนได้ไปเป็นเขยคงช็อกตาย"



     "แต่กูคิดว่าเมื่อวานพ่อแม่มึงคงยังไม่ทันมอง วันนี้เลยรีบแปลงร่างมาใหม่นิดหน่อย”

     ม่านฟ้ามองพิธานที่หัวเราะเบาๆ เมื่อพูดออกมาแล้วเปลี่ยนแปลงตัวเองในชั่วข้ามคืนกลายเป็น 'เด็กเรียบร้อย' ด้วยความไม่คุ้นชินปนสงสาร

     ‘นิดหน่อย’ ของพิธานในตอนนี้คือถอดจิวสองข้างออกหมดแล้ว ผมก็ไม่ได้เซตและปล่อยลงมาตามธรรมชาติ เสื้อที่ใส่ในกางเกงเรียบแปล้แถมด้วยแขนเสื้อที่ยาวถึงข้อมือที่ดูเรียบร้อยยิ่งกว่าเวลามีสอบกับอาจารย์สุดโหด ดีที่พิธานไม่ถึงขั้นติดกระดุมคอพร้อมใส่เนกไทมาให้เว่อร์วังเข้าไปอีก

     รู้สึกได้เลยว่าเจ้าตัวเองก็ไม่มั่นใจกับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปเช่นกัน ม่านฟ้าจึงเลือกที่จะเงียบไว้และไม่พูดทำลายความหวังให้เจ้าตัวต้องใจเสีย

     แม้ความจริงแล้ว… พิธานจะกลายเป็นนักเลงในสายตาพ่อเขาไปแล้วก็เถอะ


     TBC



     Achaya (Writer) :

     เตรียมเครื่องปั๊มหัวใจไว้รอคุณพ่อช็อกได้เลย เพราะบ้านคุณพ่อเนี่ยแหละจะได้นักเลงคนนี้ไปเป็นเขย 5555 (//ใครแปลกใจที่พีทใส่เสื้อช็อปทับชุดนิสิตแทนที่จะเป็นเสื้อยืด ก็คิดเสียว่าคาบเช้านางมีเรียนที่ต้องใส่เสื้อนิสิตเข้าห้องเช็กชื่อละกัน)

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์เป็นกำลังใจกันนะคะ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-8
ให้ช้อคไปเลยยย

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 18

     หลังจากนอนเล่นที่โรงพยาบาลสักพักจนมั่นใจว่าหายขาด ม่านฟ้าก็กลับมาที่หอพักอีกครั้งโดยมีมารดามาส่ง ม่านฟ้าทิ้งตัวนอนบนเตียงที่มีใครอีกคนมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว

     คนเพิ่งหายป่วยถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกไปถึงเมื่อคืนที่ผู้เป็นพ่อมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลแต่ดันบังเอิญมาในช่วงที่เขากำลังคุยโทรศัพท์กับนทีพอดี สีหน้าถมึงทึงของคนเป็นพ่อยามรู้ว่าปลายสายเป็นใครยังหลอนติดตาจนถึงตอนนี้

     ม่านฟ้าขยับหัวไปนอนตักคนรักแล้วตวัดแขนรอบเอวหนา ซุกหน้าลงกับหน้าท้องของคนรัก ก่อนเอ่ยพึมพำออกมาด้วยเสียงอู้อี้ “แค่คิดว่าต้องกลับไปตื๊อพ่อเรื่องไอ้หมอกต่อก็เหนื่อยล่ะ การที่กูพยายามอยู่ตอนนี้มันมีประโยชน์จริงๆ ใช่ไหมว่ะ”

     เจ้าของตักลูบหัวคนรักเบาๆ เอ่ยถามถึงที่มาของอารมณ์ ‘นอยด์ๆ ’ ตอนนี้ของม่านฟ้าก็ได้ความว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน

     “ชีวิตคนเรามันสั้นนิดเดียวเองนะเว้ย ทำไมพ่อถึงโกรธนานจังว่ะ” พิธานมองคนรักที่บ่นงุ้งงิ้งอยู่ที่หน้าท้อง คิดจะปล่อยให้บ่นไปจนกว่าจะพอใจ แต่ก็ต้องขมวดคิ้วแล้วส่งเสียงปรามเมื่อได้ยินประโยคต่อมา “ถ้ากูตายห่าไปตั้งแต่วันนั้น แล้วใครจะมาค่อยเกลี้ยกล่อมพ่อให้คืนดีกับไอ้หมอกเล่า ไม่คิดเลยรึไง แทนที่จะรีบๆ หายโกรธ”

     "พูดให้มันดีๆ "

     อดีตคนป่วยเหลือบตาขึ้นมองคนรักหลังได้รับเสียงดุ พลันรู้ตัวว่าพูดไม่ถูกหูเข้าแล้วถึงได้มุดหน้ากลับลงไปที่หน้าท้องของพิธานอีกครั้ง พิธานขยับมือเล่นหูคนบนตักครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจพูดออกมา “งั้นก็เลิก”

     คำพูดเรียบง่ายแต่กลับทำให้ม่านฟ้าเงยหน้ามามองอย่างงุนงง

     "เลิกตื๊อ มึงก็ตื๊อมาสักพักแล้ว ช่วงนี้ถอยออกมาก่อน ถึงเขาจะไล่ไอ้หมอกออกจากบ้าน แต่ก็รู้เรื่องไอ้หมอกจากมึงมาตลอด รู้ว่ามันยังอยู่ดีไม่เห็นมีอะไรต้องกังวล แต่ถ้ามึงหายไป อะไรที่เคยรู้กลับไม่รู้ เขาต้องกระวนกระวายอยู่แล้ว"

     ม่านฟ้าขยับตัวลุกขึ้นนั่งเมื่อได้ยินคำพูดยาวๆ จากคนรัก พิธานชอบบอกว่าเขาเป็นนักพูด เกลี้ยกล่อมคนอื่นได้ดี (เว้นแต่กับพ่อ) แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วพิธานนั่นแหละที่เป็นนักวางแผน

     "ค่อยกลับไปอีกทีวันที่ไอหมอกสอบสัมภาษณ์เลยก็ได้"



     เสียงตึงตังดังขึ้นเมื่อลูกชายคนโตวิ่งลงมาจากชั้นสองของบ้าน เป็นเหตุให้นัชชาต้องรีบดักคนที่กลับบ้านมาตอนเช้าตรู่แต่ก็จะหุนหันออกไปอีกครั้งไว้

     “วันนี้หมอกมีสอบสัมภาษณ์ที่มอ ลงทะเบียนแปดโมง แต่ไอหมอกแม่งเสือกหาเอกสารไม่เจอ ต้องกลับมาเอาที่บ้านเนี่ย”

     ม่านฟ้าตอบคำถามผู้เป็นแม่ก่อนเหลือบตามองไปยังผู้เป็นพ่อ เล่นละครให้ใหญ่ขึ้นโดยการทำตัวลุกลี้ลุกลนเหมือนกำลังจะไปสายแล้ว

     จริงๆ ก็ไม่หลอกเสียทั้งหมดหรอก ไอเรื่องกำลังจะสายเนี่ยก็เกือบจะจริงแล้ว เพราะเขาดันตื่นสายไปหน่อย

     "แล้วน้องล่ะ"

     "รออยู่หน้าบ้าน"

     ม่านฟ้าไม่ได้ตั้งใจให้เสียงดังกว่าปกตินะ

     แค่กำลังหอบ เลยเผลอพูดดังไปหน่อย

     เห็นได้ชัดว่าคำพูดของม่านฟ้าทำให้คนเป็นแม่นิ่งไป แต่คนที่เขาอยากดูปฏิกิริยามากกว่าคือผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่บนโซฟาต่างหาก

     “เมฆบอกให้มันรออยู่หน้าบ้านเองแหละ เข้ามาเดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีก วันสัมภาษณ์ไม่อยากให้มันเครียดกว่าเดิม”

     เพราะเห็นคนเป็นพ่อยังนิ่งอยู่กับที่ ม่านฟ้าจึงพูดเสริมเข้าไปอีกหน่อย อยากจะพรรณนาโวหารความน่าสงสารของน้องชายที่ต้องยืนตากแดดอยู่หน้าบ้านเพราะคำประกาศิตของพ่อที่ไม่ให้กลับเข้าบ้าน แต่แม่ก็ดันถามเรื่องข้าวเช้าขึ้นมาเสียก่อน

     ม่านฟ้าตัดสินใจหันกลับมาที่ตู้เย็นหลังได้ยินคำถามของแม่ คุ้ยหาของกินอย่างต้องการถ่วงเวลาให้คนเป็นพ่อได้ใช้เวลาคิดเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่จนแล้วจนรอดคนใจแข็งอย่างไรก็เป็นคนใจแข็ง

     ชายหนุ่มพยักหน้ารับเมื่อแม่จะถือข้าวเช้าไปให้ภูหมอกพร้อมเคี้ยวซาลาเปาเย็นชืดในปาก มองตามมารดาที่เดินออกไปหาน้องชายที่หน้าบ้านก่อนแล้ววกกลับมามองผู้ให้กำเนิดอีกคนหนึ่ง

     เขาไม่ได้คาดหวังให้พ่อยอมรับได้ในวันนี้ แต่แค่อยากเห็นการตอบสนองบางอย่างที่ทำให้ชื่นใจได้ว่าความพยายามของเขาไม่สูญเปล่า แค่เพียงการเอ่ยปากถาม ท่าทางหรือแม้แต่สายตาที่แสดงว่าพ่อเริ่มจะใจอ่อนลงบ้างก็ยังดี ใช่เพียงนิ่งเฉยเหมือนคนที่รออยู่หน้าบ้านเป็นเพียงคนไม่รู้จักเช่นนี้

     “แท็กซี่ก็ยังไม่มา เรียกรถได้รึเปล่าก็ไม่รู้ เช้าๆ แถมไกลขนาดนี้ไม่ค่อยมีแท็กซี่ยอมรับซะด้วย สายแน่ไอหมอกเอ๊ย”

     แม้จะรู้ว่าความหวังริบหรี่แค่ไหน แต่ม่านฟ้าก็ขอหยอดให้สุดเท่าที่จะทำได้

     ภาพชายวัยกลางคนที่ขยับตัวเล็กน้อยเหมือนคนกระสับกระส่ายแม้คอจะยังตั้งตรงมองไปข้างหน้าอยู่ภายใต้สายตาของม่านฟ้าทั้งหมด คิดเข้าข้างตัวเองว่าคนตรงหน้ากำลังกังวลถึงสิ่งที่เขาเปรยขึ้นมาเช่นกันจึงแอบหวังว่าจะมีคนอาสาไปส่งหรืออะไรทำนองนั้นบ้าง

     “...”

     “...”

     “...”

     ไร้คำพูดใดหลังจากนั้นจนได้ยินเพียงเสียงโทรทัศน์ยามเช้า ม่านฟ้าอดทนยืนรออยู่นานแต่ก็ไร้วี่แววของสิ่งที่หวัง อยากจะกัดฟันรออีกสักหน่อยแต่ก็ได้ยินเสียงบีบแตรที่หน้าบ้านดังขึ้นเสียก่อน สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ต้องตัดใจ

     ใจดำสมกับที่อาทีชอบบ่นให้ฟังจริงๆ นั่นแหละ

     ----

     ม่านฟ้าเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นรถที่จอดอยู่หน้าบ้าน เขาคิดว่าจะเป็นแท็กซี่สีเขียวเหลืองหรือสีสดใสสักคัน แต่กลับกลายเป็นรถยนต์สีควันบุหรี่ที่คุ้นเคย

     พี่ชายคนโตหันไปมองน้องชายที่ถูกสั่งให้เรียกแท็กซี่ด้วยสายตาตั้งคำถาม ก่อนจะได้รับยิ้มแหยตอบกลับมาพร้อมคำอธิบายเรียบง่าย “ไม่มีแท็กซี่ยอมรับเลยอ่ะพี่ หมอกเลยลองโทรหาพี่พีทดูเผื่อพี่พีทอยู่บ้านแล้วต้องเข้ามอ จะได้ติดรถไปด้วย”

     เออ ดี ใช้แฟนกูเป็นสารถีส่วนตัวเลยเว้ย

     “อ้าว เรียกแท็กซี่ไม่ได้ก็บอกแม่สิ แม่ไปส่งหรือเอารถแม่ไปก่อนก็ได้ ไปรบกวนพี่เขาทำไม”

     ไม่ทันที่คนเป็นพี่ชายจะบ่น ผู้เป็นมารดาก็บ่นลูกชายคนเล็กขึ้นมาก่อน แค่ตอนที่ม่านฟ้าเข้าโรงพยาบาลเธอก็เกรงใจชายหนุ่มรุ่นลูกตรงหน้ามากแล้ว ภูหมอกยังไปรบกวนคนตรงหน้าอีก

     “ไม่เป็นไรครับ ผมจะเข้ามออยู่แล้ว แค่ตื่นเช้าขึ้นอีกนิดไม่มีปัญหาครับ ให้เมฆกับหมอกไปกับผมนี่แหละ สะดวกดี” ม่านฟ้าหันกลับไปมองคนรักที่พูดผิดกับเมื่อคืนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าแล้วได้แต่ค้อนคนตอแหลไปหนึ่งวง

     ‘พรุ่งนี้มึงไปเองล่ะกัน กูขี้เกียจเข้ามอ ขี้เกียจตื่นเช้าด้วย กระเตงน้องมึงไปดีๆ ล่ะ กูโต้รุ่งทำรายงานมาหลายวัน จะนอนยาวๆ แม่งทั้งวันไปเลย’

     ตอนนั้นม่านฟ้าก็ไม่คิดจะให้คนรักขับรถไปส่งอยู่แล้วเพราะรู้ว่าเจ้าตัวกำลังปั่นพรีธีสิส กลับกลายเป็นว่าสุดท้ายก็ต้องมาส่งพวกเขาจนได้ ไม่รู้จะเคืองไอน้องชายที่รู้จักเลือกคนขอความช่วยเหลือ หรือจะเคืองคนรักที่ก็ไม่รู้จักปฏิเสธแถมมายืนยิ้มเอาหน้าแม่เขาอยู่ตอนนี้ดี

     ‘เซนส์กูมันบอกว่า ช่วงนี้ต้องรีบทำคะแนน โกยได้ก็ต้องโกย แหลได้ก็ต้องแหล สะสมแต้มบุญเอาไว้เยอะๆ เผื่อวันไหนพ่อแม่รู้ขึ้นมาจริงๆ จะได้เป็นเกราะคุ้มภัยไม่ให้กูโดนตีหัวแตก’

     ครั้งที่ได้ยิน ม่านฟ้ายังขำกับคำพูดทีเล่นทีจริงของเจ้าตัวอยู่เลย คิดว่าต่อให้ถึงวันที่บอกพ่อจริงก็คงไม่อ้างถึงพิธานให้โดนพ่อโกรธไปด้วยอีกคนหรอก ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะจริงจังมากถึงเพียงนี้

     "ไง”

     ม่านฟ้าหันกลับไปมองคนขับที่ทักขึ้นมาพร้อมดวงตาปรืออย่างคนง่วงนอน ผิดกับท่าทางยิ้มหวานประจบประแจงต่อหน้าแม่เขาแล้วก็ถอนหายใจออกมา ยักไหล่ให้พิธานเข้าใจว่าการเข้าไปครั้งนี้ก็เหลวไม่เป็นท่าอีกครั้ง ดูจากการที่ต้องไปมอกันเองอย่างตอนนี้

     "แล้วเมื่อเช้ามาไง"

     "เมล์ต่อวิน"

     ม่านฟ้าตอบคำถามเรียบๆ แต่ตามองคนขับที่ยังไม่เลิกทำตาปรือ พูดไปก็หาวไปด้วย “ขับไหวไหมเนี่ย แล้วกินข้าวมายัง”

     “ไหว ข้าวเดี๋ยวค่อยไปกินที่มอก็ได้” พิธานสะบัดหน้าเล็กน้อยไล่ความง่วงอีกที เมื่อเห็นสายตาที่บ่งบอกความไม่พอใจของคนรัก รู้ว่าม่านฟ้าไม่ชอบให้ขับรถตอนง่วงหรือตอนเมา จึงพยายามฝืนสติตัวเองเข้าไว้

     ตุ๊กตาหน้ารถอย่างม่านฟ้าหันกลับมามองนมกล่องที่อยู่ในมือ ขยับมือเขย่ากล่องเล็กน้อยก่อนเจาะหลอดลงไป

     บางอย่างที่ถูกยื่นมาใกล้ใบหน้าทำให้พิธานหันไปมอง นมกล่องเย็นๆ พร้อมหลอดที่เจาะแล้วถูกยื่นมาเกือบชิดริมฝีปาก เขาก้มลงไปเล็กน้อยก่อนดูดนมจากมือคนรักเงียบๆ เพื่อเพิ่มความสดชื่น

     ม่านฟ้าเขย่ากล่องอีกเล็กน้อยเพื่อให้แน่ใจว่านมในกล่องถูกดูดจนเกลี้ยงแล้วก็เก็บใส่กระเป๋าเตรียมไปทิ้งข้างนอก นึกอยากหาของล้างปากแทนนมที่ยกให้คนรักไปก็เจอเข้ากับลูกอมรสโปรดที่กองอยู่ในช่องใส่แก้วน้ำหลายเม็ด

     “กูกินลูกอมนะ”

     “อืม ก็ซื้อมาตุนให้มึงนั่นแหละ ใส่ปากกูด้วยเม็ดนึง”

     ภูหมอกนั่งมองคนขับและคนนั่งหน้าพูดคุยกันเบาๆ สลับไปมา ทั้งเรื่องที่เขารู้บ้างไม่รู้บ้างเพลินๆ รู้สึกว่าภายใต้เรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้น หนึ่งในความโชคดีของเขาคือการมีสองคนตรงหน้าอยู่เคียงข้างมาตลอด ทั้งคอยฉุดรั้ง ผลักดัน และประคองจนเดินต่อมาถึงตอนนี้

     ภาพพี่ชายที่เพิ่งป้อนนมให้คนขับเสร็จก็หันมาป้อนลูกอมใส่ปากให้กันต่อดึงความคิดภูหมอกที่กำลังเล่นเอ็มวีชีวิตรันทดแต่ได้พบคนใจดีให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง

     เอิ่ม บรรยากาศตอนนี้ ทำไมดูไปแล้วเหมือนเป็นกอขอคออยู่นิดๆ เนี่ย

     ----

     แรงทิ้งตัวและศีรษะทุยของหลานชายคนโตที่วางมาบนตักทำให้นทีต้องรีบยกแขนขึ้นหลบ ก่อนขยับลูบผมนุ่มเมื่อผู้มาใหม่พลิกตัวมากอดเอวพร้อมซุกหน้าเข้ากับหน้าท้อง

     "เหนื่อยอ่ะ เมฆท้อแล้วนะอาที"

     นทีก้มมองคนที่งอแงอยู่บนตัก เป็นเดือนแล้วที่เห็นม่านฟ้าพยายามตื๊อพี่ชายหัวแข็งของเธอ จนเปลี่ยนแผนโน่นก็แล้วแผนนี้ก็แล้ว เธอยังเคยคิดว่าการกระทำของม่านฟ้าดูแล้วไม่ต่างไปจากคลื่นกระทบฝั่ง อาจไม่ตรงตามสำนวนเสียทีเดียว แต่ดูแล้วทำไปอย่างไรก็เหมือนจะเงียบหาย ไร้ประโยชน์

     ถึงอย่างนั้น เจ้าตัวก็ยังบอกว่ากระทบทุกวัน ฝั่งก็ต้องมีทรุด มีสึกกันบ้าง

     ก็คงทำได้แค่ให้กำลังใจ

     เหมือนอย่างที่คนตัวโตนี้กำลังทำอยู่

     "งอแงจริงๆ มึงเนี่ย”

     เจ้าของบ้านสาวเงยหน้ามอง ‘หลานเขย’ ที่เดินบ่นตามเข้ามา พยักหน้ารับไหว้อีกคนเบาๆ ก่อนก้มลงมามองหลานชายอีกครั้ง “โดนอาละวาดมาอีกแล้วหรือไง”

     เสียงตอบรับคือการถอนหายใจรดใส่หน้าท้องของเธอ

     คนตอบคำถามจึงกลายเป็นคนตัวโตอีกคนที่มาด้วยกันแทน “อาเคยได้ยินไหมที่ว่า ‘ยอมให้เขาเกลียดยังดีกว่าให้เขาเมิน’ น่ะครับ”

     คำพูดเรียบง่ายแต่ชัดเจนถึงสิ่งที่ม่านฟ้าพบเจอมาในช่วงนี้ พักหลังมานี้พ่อไม่ได้ด่า ไม่ได้ไล่เขาอย่างทุกที ใช่ว่าม่านฟ้าเป็นพวกมาโซคิสม์ที่ชอบฟังคำด่าแต่อย่างใด แต่การไม่ด่าของพ่อคือการเมินเฉย นิ่งเงียบ ทำเหมือนคำพูดของเขาเป็นอากาศธาตุ

     ช่วงแรกที่รู้สึกตัว ม่านฟ้ายังคิดว่านั่นอาจเป็นสัญญาณว่าพ่อเริ่มรับฟังและเข้าใจพวกเขามากขึ้น จนเมื่อเวลาผ่านไปถึงเข้าใจว่าพ่อไม่ได้ ‘เข้าใจ’ แต่เพียงแค่ ‘ปล่อย’ ให้เขาพูดไปโดยไม่คิดจะรับฟังกันอีกแล้ว

     นทีหัวเราะขำหลานชายที่นอนบ่นงุ้งงิ้งไม่ได้ดั่งใจก่อนเงยหน้ามามองหลานชายอีกคนที่เดินเข้ามาจากทางหลังบ้าน เธอเพิ่งใช้ให้ภูหมอกออกไปรดน้ำต้นไม้ หลังจากภูหมอกสอบสัมภาษณ์เรียบร้อยและเป็นว่าที่นิสิตแพทย์เต็มตัว เจ้าตัวก็ปิดเทอมยาวๆ เป็นโอกาสให้นทีได้คนดูแลบ้านคนใหม่มาชั่วคราว

     “ตัวติดกันอีกแล้วสองคนนี้”

     ภูหมอกทักพี่ชายกับอดีตครูสอนพิเศษที่แวะมาหาทีไรก็มักจะมาด้วยกันตลอด แทบจะนับครั้งได้ที่ม่านฟ้าจะมาเพียงคนเดียวโดยขาดสารถีคนนี้คอยไปรับไปส่ง “พี่พีทไม่มีเพื่อนคนอื่นแล้วเหรอ ถึงไปไหนมาไหนกับพี่เมฆอยู่คนเดียวเนี่ย”

     เด็กหนุ่มก็ไม่แน่ใจว่าเกิดความรู้สึก ‘หวง’ พี่ชายแบบนี้ขึ้นได้ยังไง

     ทำยังกับพี่เมฆจะมีแฟน ทั้งๆ ที่พี่พีทก็เป็นแค่เพื่อนแท้ๆ

     “มีเว้ย” แต่นี่แฟนไง ไม่ใช่เพื่อน

     พิธานต่อประโยคหลังในใจแล้วเตรียมอ้าปากเถียงออกไปอีกหน่อย ติดที่ว่าโดนเบรกไว้เสียก่อน

     "โอ๊ย พอๆ อย่ามาทะเลาะกัน หมอกไปเตรียมข้าวเย็นไป พีทแกไปคุมด้วย เดี๋ยวมันทำครัวฉันไหม้"

     ก่อนที่สองคนจะตีกันจริงจัง นทีก็ไล่อดีตครูศิษย์เข้าครัวไปทั้งคู่ เหลือเพียงอาและหลานชายคนโตนั่งอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

     นทีพอจะรู้ว่าม่านฟ้านั่นอยากเล่า อยากอ้อนถึงได้มาหาเธอที่นี่ แต่ตราบใดที่ภูหมอกอยู่ด้วย ม่านฟ้าก็จะไม่ค่อยกล้าอ้อนราวกับกลัวจะเสียภาพลักษณ์ของพี่ชายที่สั่งสมมา

     ม่านฟ้าเอนตัวลงซบกับไหล่เล็กของผู้เป็นอาหลังจากรีบลุกขึ้นมาเมื่อเห็นน้องชาย หลับตาแล้วนิ่งอยู่เช่นนั้นเหมือนกำลังใช้ความคิด นทีเองก็ปล่อยให้หลานชายได้ใช้เวลาทบทวนเรื่องต่างๆ แล้วระบายออกมาให้เธอฟัง

     เจ้าของบ้านสาวตอบรับคำพูดและคำบ่นของม่านฟ้าไปเรื่อยๆ จนมาถึงคำถามสุดท้าย

     "หรือว่า...เมฆควรยอมแพ้ได้แล้ว"

     "..."

     คำตอบที่ได้รับเป็นเพียงความเงียบและเสียงถอนหายใจของคนเป็นอาเท่านั้น

     ----

     “ไปเล่นกันยังไง ทำไมน้องข้อเท้าพลิกมาแบบนั้น”

     เสียงดุของพ่อดังขึ้นอย่างไม่เกินความคาดหมายของเด็กชายม่านฟ้านัก

     “เมฆพาน้องไปเล่นที่สวน พอกระโดดแล้วน้องลื่นก็เลยหกล้ม” นอกจากผู้เป็นพ่อที่ขมวดคิ้วแน่น คนเป็นพี่เองก็หน้านิ่วคิ้วขมวดไม่ต่างกัน เด็กชายเล่าให้พ่อฟังถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่วายโดนดุขึ้นมาอีก

     “แล้วพ่อบอกว่ายังไง ให้ดูแลน้องใช่ไหม อยู่บ้านกันไม่ถึงครึ่งวันแล้วน้องเจ็บตัวแบบนี้วันหลังพ่อจะไว้ใจให้เมฆดูน้องได้ยังไง”

     ม่านฟ้าหน้าบึ้งหนักขึ้นไปอีกเมื่อถูกคนเป็นพ่อดุต่อ แม้เขาจะพยายามอธิบายเหตุผลให้ฟังแล้ว แต่เหมือนสุดท้ายการเจ็บตัวครั้งนี้ก็ยังเป็นความผิดของ ‘พี่’ ที่ดูแล ‘น้อง’ ไม่ดีอยู่นั่นเอง

     เด็กชายหันไปมองน้องชายที่ตอนนี้ยังร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุดขณะที่แม่กำลังทำแผลให้ ข้อเท้าของภูหมอกบวมแดงจนน่ากลัว เขาถึงรีบโทรหาแม่ให้มาดูน้อง แต่กลับกลายเป็นว่านอกจากพ่อจะไม่ชมเชยแล้วยังจะดุเขาเพิ่มอีก

     “เป็นพี่ก็ต้องดูแลน้อง จำเอาไว้นะเมฆ”

     ม่านฟ้าเกลียดคำนี้

     ทุกครั้งที่มีเรื่องหรือมีปัญหา พ่อจะพูดคำนี้ย้ำๆ กับเขาเสมอ จนสุดท้ายเด็กชายก็ถามออกมาด้วยความรู้สึกทั้งสงสัยและไม่พอใจปะปนกัน

     “แล้วถ้ามันเกินกำลังของเมฆที่จะดูแลน้อง เมฆต้องทำยังไงล่ะครับ ในเมื่อเมฆพยายามแล้วจริงๆ”

     เขาจำไม่ได้ว่าพ่อแสดงสีหน้าออกมาอย่างไรเมื่อพูดประโยคต่อมา จำได้เพียงเสียงถอนหายใจและการส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนตอบ

     เสียงตอบคำถามของพ่อหายออกไปจากความทรงจำ ม่านฟ้าจำได้เพียงเสียงร้องไห้ของน้องที่ดังขึ้นมาในจังหวะเดียวกันนั้นพอดี จนพ่อได้แต่ถอนหายใจอีกครั้งแล้วจูงมือเขาเข้าไปหาน้อง




     ม่านฟ้าวางพวงมาลัยที่หน้าหิ้งพระแล้วถอยออกมาเพื่อพนมมือไหว้ ชายหนุ่มมองพระพุทธรูปที่อยู่บนหิ้งบูชาอยู่ครู่หนึ่งก่อนก้มลงไปกราบพระ

     หากมีใครมาเห็นเข้าคงแปลกใจไม่น้อยที่มาคุยกับพ่อที ถึงกับต้องไหว้พระจริงจังเหมือนจะไปออกรบแบบนี้

     ไม่หรอก วันนี้เป็นวันพระ แถมเขาสงสารเด็กน้อยขายพวงมาลัย ก็เลยเผลอซื้อมา

     ม่านฟ้าเดินลงบันไดมาชั้นล่างก็เห็นพ่อนั่งอยู่หน้าทีวีที่ประจำเรียบร้อย เริ่มชินกับการที่ต้องอยู่กับพ่อสองคนแบบนี้เพราะช่วงนี้พ่อไม่ค่อยได้ไปทำงานต่างจังหวัดแล้วจึงกลับบ้านเสมอ ขณะที่แม่ของเขาก็ยังมีเข้าเวรมากมายอยู่เหมือนเดิม

     ชายหนุ่มเดินเข้ามานั่งที่โซฟาข้างตัวบิดาแล้วนั่งดูข่าวกับพ่อเงียบๆ

     ช่วงเวลาแบบนี้หากเป็นก่อนที่พ่อจะรู้ความจริง คงมีพ่อและภูหมอกอยู่ด้วยกันสองคนแทนที่จะเป็นเขาซึ่งขี้เกียจเกินกว่าจะกลับบ้านในช่วงวันธรรมดาแบบนี้

     และบรรยากาศก็คงไม่อึมครึมเช่นนี้ด้วยสินะ

     ม่านฟ้านั่งรอเวลาเพื่อหาจังหวะในการคุยกับพ่อ เขาดูข่าวที่เห็นผ่านตามาหลายวันและกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ทางโทรทัศน์

     ‘น้องเอคนนี้ ก่อนที่จะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสอย่างครั้งนี้ คุณแม่ของน้องเล่าว่า ก็เคยเกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มเพื่อนในชั้นเรียนทำร้ายร่างกายและล้อเลียนจากการที่น้องเนี่ย เอ่อ จะว่ายังไงดี เป็นเด็กผู้ชายที่..มีจิตใจเป็นสาว ก็คือเป็นหนุ่มน้อยตุ้งติ้งนั่นแหละครับ น้องเนี่ยทั้งถูกบูลลี่ทั้งถูกรังแก ก่อนที่จะมาเกิดเหตุการณ์ที่โหดร้ายอย่างครั้งนี้ขึ้น”

     นักข่าวหนุ่มในโทรทัศน์เรียบเรียงเหตุการณ์และเล่าออกมาอย่างมีอรรถรส ลูกชายคนโตของบ้านเหลือบตามองอาการของผู้เป็นพ่อ เห็นคิ้วที่ขมวดเล็กน้อยแต่ก็ไม่มีคำกล่าวใดหลุดออกมา

     ม่านฟ้าดึงสายตากลับมาที่หน้าจออีกครั้งแต่ความคิดกลับหลุดไปในช่วงเวลาที่เคยนั่งดูข่าวนี้กับคนรัก



    “พ่อมึง...เคยรู้เรื่องที่หมอกมันโดนล้อหรือโดนแกล้งอะไรแบบนี้บ้างไหม” พิธานถามขึ้นมาขณะที่พวกเขากำลังนั่งดูข่าวกันหลังกินข้าวเย็นเสร็จที่บ้านของนที

     คนถูกถามหันไปมองหน้าคนรักอย่างงุนงง ก่อนจะเข้าใจความหมายที่คนรักพูดแล้วเสหน้ากลับไปมองที่โทรทัศน์อีกครั้ง “ไม่ กูไม่เคยบอกนะ...กลัวเขากังวล ไม่อยากให้เป็นห่วง”

     “...”

     พิธานไม่ได้ตอบรับอะไรเมื่อได้ฟังคำตอบของเขา ทำเพียงหันมามองด้วยแววตาที่อ่านยาก แต่เขารู้การพูดของพิธานครั้งนี้ดูจริงจังเกินกว่าจะเป็นเพียงการถามลอยๆ หรือล้อเล่นอย่างทุกที

     เหมือนมีจุดประสงค์ให้เขาคิดอะไรบางอย่าง



     ม่านฟ้าหลุดจากภวังค์ความคิดเมื่อเสียงร้องไห้ของมารดาผู้เสียหายในโทรทัศน์ดังขึ้นหลังนักข่าวไปสัมภาษณ์ที่โรงพยาบาล เสียงร้องไห้นั้นหวนให้เขานึกถึงใบหน้าอาบน้ำตาของน้องชายในวันที่ถูกรุมแกล้งจากเพื่อนในชั้นเพราะเหตุผลเดียวกัน

     เสียงสะอื้น

     ฝ่ามือที่บีบเข้าหากัน

     และตัวที่สั่นเทาของภูหมอกในวันนั้น

     ทำให้เขาตัดสินใจพูดมันออกไป

     “พ่อ”

     “...”

     “พ่อเคยรู้ไหม ลูกของพ่อ ไม่สิ น้องชายของเมฆน่ะ ก็เคยโดนทำร้ายแบบนี้เหมือนกัน”

     “น้องกลับมา...ร้องไห้ ไม่มีใครที่อยู่ตรงนั้นจะช่วยน้องสักคน...แม้กระทั่งคนเป็นครู”

     “ตอนนั้นเมฆทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ปลอบ และบอกให้น้องเข้มแข็ง อดทน”

     .

     .

     “ทั้งๆ ที่...พ่อเคยบอกว่า ‘เป็นพี่ก็ต้องดูแลน้อง’ แต่สุดท้าย...เมฆก็ทำไม่ได้”

     ความเงียบกลืนกินระหว่างสองพ่อลูกหลังม่านฟ้าพูดจบ เขาไม่ได้หันไปมองท่าทางของผู้เป็นพ่อ และเลือกที่จะพูดต่อไปพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน "เมฆทำอะไรให้น้องไม่ได้สักอย่าง...แม้กระทั่งทำให้น้อง.. ได้กลับมาเป็นลูกของพ่อ เมฆยังทำไม่ได้เลย"

     ม่านฟ้าขยับตัวเล็กน้อยก่อนถอนหายใจหนักๆ ออกมาอีกครั้ง หันไปมองสบตากับผู้เป็นบิดาด้วยดวงตาที่ท้อแท้และหมดหวัง

     "เมฆเคยถามพ่อ...ว่าถ้ามันเกินกำลังของเมฆที่จะดูแลน้องได้ แล้วเมฆควรทำยังไง"

     “คำตอบในวันนั้นของพ่อ คืออะไรกันแน่เหรอครับ"



    "หรือว่า...เมฆควรยอมแพ้ได้แล้ว"

     "..."

     คำถามที่ม่านฟ้าส่งไปถามผู้เป็นอาได้รับกลับมาเพียงความเงียบ ก่อนที่เขาจะตัดใจ คำพูดของนทีพร้อมฝ่ามืออุ่นที่ลูบเบาๆ บนศีรษะก็ทำให้เขาต้องหยุดคิด

     “แกรู้ไหม สำหรับฉัน...แกเป็นพี่ชายที่ดีมากเลยนะ”

     คำพูดลอยๆ ในตอนนั้นทำให้ม่านฟ้างุนงงแต่ก็ยังเงียบเพื่อรอฟังต่อ

     “ถึงแกจะทำเป็นเบื่อน้องมากแค่ไหน ทำบ่นโน่นบ่นนี่เหมือนสิ่งที่ทำอยู่คือหน้าที่ที่ต้องทำ แต่ถ้าแกไม่ได้ห่วงน้องแกจริงๆ แกจะไม่ทำขนาดนี้หรอก แกจะทำเหมือนจำต้องทำ แล้วพอเจอทางตัน...แกก็จะปล่อยมือไป”

     ม่านฟ้ายังจำสายตาของนทีในวันนั้นได้ มันดูเศร้า

     เหมือนกำลังหวนคิดไปถึงใครบางคน

     “เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วงหรอก แกทำดีแล้ว แกพยายามได้ดีมาก”

     “แต่เรื่องบางเรื่อง ถ้าไม่ไหวก็พอเถอะ อย่าฝืนอีกเลย"



     ม่านฟ้าส่ายหน้าเบาๆ ก่อนก้มหน้าลงต่ำ ไม่หวังว่าจะได้รับคำตอบจากผู้เป็นพ่อ เพียงแค่ถามออกไปด้วยความน้อยใจ ไหล่ของม่านฟ้าคู้ลงจนน่าสงสาร เอ่ยคำพูดสุดท้ายออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา

     "เมฆยอมแล้ว เมฆจะปล่อยให้น้องใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ในเมื่อหมอกเลือกที่จะเป็นแบบนั้น น้องก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้นเอง เพราะเมฆคิดว่าน้องยังไม่เข้มแข็งพอถึงยังยื้อที่จะดูแลน้องอยู่อย่างนี้"

     .

     .

     "แต่จากนี้...เมฆจะไม่ยุ่งแล้ว พอแล้วครับ"



     TBC





     Achaya (Writer) :

     เรื่องนี้ที่วางแผนไว้คือจะมีภาคหลัก 18 ตอน ภาคความจริงทั้งหมด 27 ตอน (ช่วงนี้จะอยู่ประมาณตอนที่ 16 ของภาคหลักแล้ว) ขอบคุณมากๆ สำหรับคนที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์นะคะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด