ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทที่ 20 (19.09.21)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ความลับในม่านหมอก : ภาคความจริง - บทที่ 20 (19.09.21)  (อ่าน 9397 ครั้ง)

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 19

     ‘มาชิม’

     ข้อความสั้นๆ ที่ถูกส่งมาในวันเสาร์พร้อมรูปห่อหมกที่ถูกจัดใส่ลูกมะพร้าวและแต่งหน้าด้วยใบมะกรูดกับพริกชี้ฟ้าทำให้ม่านฟ้าเอ่ยขอตัวกับแม่ก่อนเดินเอื่อยๆ ออกจากบ้านมาหาพ่อครัวที่ส่งรูปอาหารหน้าตาน่าทานมาให้

     แค่เดินเข้ามาในบ้าน กลิ่นพริกแกงและส่วนผสมอะไรสักอย่างที่ม่านฟ้าไม่รู้ รู้เพียงว่ามันเป็นกลิ่นเฉพาะของห่อหมกก็ลอยมาแตะจมูก ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวา คิดว่าในวันหยุดเช่นนี้พี่ชายคนรักก็น่าจะอยู่บ้านแต่กลับไม่เห็นจึงเดินเลยเข้าไปในครัวเพื่อถามเอากับคนตัวโตที่ขยับมือผัดพริกแกงในกระทะอยู่

     “เฮียอะ”

     “ไปทำงาน บ้าม่ะ วันหยุดยังไปทำงานเนี่ย” พ่อครัวที่ถูกถามหันมามองคนรักเล็กน้อยก่อนบ่นพี่ชายออกมาพร้อมออกคำสั่ง “เอาไข่มาสามฟองดิ๊”

     ม่านฟ้าหมุนตัวไปเปิดตู้เย็นหยิบไข่ออกมาให้คนรักตอกลงไปในกระทะ แล้วจึงถามต่อ “แล้วทำห่อหมก นึกว่าจะให้เฮียกินด้วย”

     “เฮียเพิ่งออกไปไม่นานเนี่ย กูทำไปให้กินที่ทำงานแล้ว รูปที่ส่งให้มึงอะ ส่วนอันนี้เดี๋ยวให้มึงชิมแล้วเอาไปฝากพ่อกับแม่ แม่ทำกับข้าวยัง” พิธานผัดจนไข่เริ่มเข้ากันกับพริกแกงและอาหารทะเลในกระทะก็ใส่ใบโหระพาตามลงไป เหลือบมองคนรักที่จ้องกระทะแล้วกลืนน้ำลายดังอึก

     “น่าจะกำลังทำมั้ง” ม่านฟ้าตอบคำถามแต่ตายังมองอีกคนใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปผัดให้เข้ากัน มือใหญ่ของพ่อครัวคว้าช้อนมาตักเนื้อห่อหมกข้นๆ ขึ้นมาเป่า ก่อนส่งไปจ่อปากม่านฟ้าที่อ้าปากรับไปอย่างไม่กลัวคำเตือน “ร้อนนะ”

     “เป็นไง” พ่อครัวคนเก่งถามออกมาแต่มือก็ขยับปิดไฟแล้วตะล่อมอาหารในกระทะ

     ม่านฟ้าเคี้ยวห่อหมกในปากแล้วพยักหน้าตอบคำถามคนรักไปอีกครั้ง “อร่อยแล้ว อืม แต่แอบเผ็ด”

     “เหรอ สงสัยกูหนักมือไปหน่อย กินได้ป่าวเนี่ย เปิดไฟซึ้งให้หน่อย” คนตัวโตถามไปด้วย สั่งไปด้วยขณะที่มือก็ตักห่อหมกในกระทะใส่ลูกมะพร้าวไปด้วย แต่กลับทำทุกอย่างได้อย่างราบรื่น

     “ได้ๆ กินกับข้าวน่าจะกำลังดี” ผู้ช่วยพ่อครัวอีกคนเองก็เปิดไฟเตาแก๊สสำหรับหม้อซึ้ง แล้วตอบคำถามคนรักไปง่ายๆ ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “อ้าว งั้นมึงก็กินข้าวคนเดียวอีกแล้วดิ เฮียไม่อยู่อย่างงี้”

     “หืม? อืม ชินแล้ว” พิธานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วยักไหล่ตอบไปอย่างไม่ยี่หระ ราดหัวกะทิลงไปแล้วยกห่อหมกไปวางบนหม้อซึ้งโดยมีม่านฟ้าเปิดและปิดฝาให้

     “...ให้กูมากินด้วยไหม”

     คนที่ต้องกินข้าวคนเดียวคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วยกมือขยี้หัวคนรัก รู้ว่าม่านฟ้าคงกังวลว่าเขาจะเหงาถึงถามเช่นนี้ “ไม่เป็นไร มึงกลับไปกินกับที่บ้านเถอะ บอกแล้วไงว่าชินแล้ว ตักข้าวราดให้กูหน่อย”

     พิธานชี้ไปที่กระทะที่เหลือห่อหมกอยู่สำหรับส่วนที่เป็นข้าวเย็นของตัวเอง แล้วหันไปเก็บอุปกรณ์ต่างๆ วางในซิงค์เตรียมตัวล้าง

     ส่วนม่านฟ้าหลังตักข้าวจากหม้อแล้วราดห่อหมกลงไปตามคำสั่งคนรักก็กลับมายื่นข้างๆ อีกคนพร้อมถามออกไปอีกหนเมื่อยังรู้สึกไม่สบายใจ “หรือมึงไปกินข้าวบ้านกูไหม จานนี้ก็เก็บไว้กินดึกๆ ก็ได้”

     ชายหนุ่มเจ้าของบ้านหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วหันทั้งตัวมามองม่านฟ้า มือคว้าคออีกคนเพื่อดึงตัวเข้ามาใกล้ก่อนก้มลงไปกดหน้าผากชนกับหน้าผากของอีกคนแล้วถูไปมา “บอกว่าไม่เป็นไรไง ไม่ต้องห่วงหน่า เดี๋ยวปิดเทอมแล้วมีเวลามึงค่อยมากินกับกูบ่อยๆ ก็ได้”

     สุดท้ายม่านฟ้าก็ได้แต่ยอมแพ้ เสหน้าออกเล็กน้อยเมื่ออีกคนเริ่มก้มมาใกล้จนเกินไปแล้วจึงเหลือบไปเห็นมะพร้าวอีกสองลูกที่ยังไม่ได้ใช้วางไว้อยู่ไม่ไกล “นี่ซื้อมาเป็นลูกแล้วปอกเองเลยเหรอ”

     คุณพ่อครัวหันไปมองตามสายตาคนรักแล้วพยักหน้ารับ ก่อนหันมามองมือตัวเองที่ถูกคนรักยกขึ้นมามอง

     “ซ่านัก เข้าลึกไหมเนี่ย”

     ม่านฟ้าสังเกตเห็นตั้งแต่เดินเข้าครัวมาได้ไม่นานว่ามือซ้ายของคนรักมีปลาสเตอร์พันอยู่แต่ยังไม่ได้ทักออกไป จนเมื่อรู้ว่าพิธานปอกมะพร้าวเองก็นึกรู้สาเหตุของแผลขึ้นมาได้ทันที

     วันก่อนเพิ่งบ่นกับเขาว่ามะพร้าวอ่อนแบบปอกแล้วมันแพงแต่มาปอกเองก็ไม่เคยทำ

     แล้วเป็นไง คุ้มไหมที่เจ็บตัวเนี่ย

     “แค่ถากๆ แต่เลือดมันออก รำคาญเลยพันปลาสเตอร์ไว้”

     พิธานตอบออกไปพร้อมมองคนรักลูบที่แผลของเขาเบาๆ อดไม่ได้ที่จะแกล้งนิดแซวหน่อยให้นอนหลับฝันดี “ถ้าได้จูบสักทีแผลคงหายเร็วอะ”

     คนตัวเล็กกว่าเหลือบขึ้นไปมองคนรักแล้วทิ้งมือข้างที่จับอยู่ทันทีก่อนเดินผ่านคนเจ็บไปที่หน้าซิงค์ล้างจาน “งั้นก็ปล่อยให้แผลมันเน่าไปเถอะ”

     ถึงจะโดนพูดแบบนั้นใส่แต่คนเจ็บกลับยิ้มกว้างหนักกว่าเดิมเมื่อคนแช่งให้แผลเน่ากลับเริ่มล้างจานในซิงค์ให้แล้วเรียบร้อยเหมือนไม่อยากให้แผลของเขาโดนน้ำมาก แถมท้ายด้วยการสั่งมาอีกหนึ่งประโยค “นั่งกินข้าวไปเลยไป มึงกินเสร็จแล้วกูค่อยกลับ”



     นัชชาเลิกคิ้วแปลกใจเมื่อลูกชายคนโตซึ่งออกไปตัวเปล่าแต่กลับมาพร้อมกับห่อหมกมะพร้าวอ่อนหนึ่งลูกถ้วนหลังหายไปเกือบชั่วโมง

     กำลังจะโทรตามให้กลับมากินข้าวแต่ก็มาได้จังหวะพอดี

     “ไปเอาของกินมาจากไหน” ยังไม่ทันที่หญิงสาวคนเดียวของบ้านจะเอ่ยถาม ผู้เป็นสามีของเธอก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน คงนึกแปลกใจไม่แพ้กันเพราะของแบบนี้ดูไม่น่าเป็นของติดมือที่ได้รับมาจากบ้านเพื่อน

     “พีทมันทำมาฝาก” จริงๆ คืออยากทำคะแนนแหละ

     คำตอบเรียบง่ายแต่เรียกใบหน้างุนงงจากผู้เป็นพ่อก่อนเปลี่ยนมาเป็นขมวดคิ้ว นัชชาไม่แน่ใจว่าที่สามีขมวดคิ้วเพราะจำเพื่อนลูกชายที่ชื่อพีทคนนี้ไม่ได้หรือคำตอบที่ได้ดูไม่น่าเป็นไปได้กับบุคคลที่นึกถึง เธอจึงตอบข้อสงสัยที่เป็นไปได้ข้อแรกให้ก่อน

     “พีท เพื่อนเจ้าเมฆที่เคยมาบ้านบ่อยๆ แล้วก็เจอที่โรงพยาบาลไงพ่อ ตัวโตๆ น่ะ”

     นภดลพยักหน้ารับเงียบๆ แต่ยังไม่คลายคิ้วที่ขมวดอยู่ นัชชาจึงเฉลยข้อสงสัยที่เป็นไปได้ข้อสอง “เจ้าพีททำกับข้าวเก่ง มาทีไรช่วยแม่ทำกับข้าวทุกที คล่องกว่าลูกเราเยอะ เจ้าพวกนี้บางทีเก้ๆ กังๆ ไม่ช่วยแถมเกะกะอีก”

     คนเป็นแม่อวย ‘เพื่อน’ ลูกไม่พอ หันมาเปรียบเทียบกับลูกตัวเองให้เห็นภาพชัดเจนไปอีก ก่อนจะปิดท้ายด้วยประโยคคล้ายกันกับที่ใครบางคนเคยพูดไว้

     แต่ต่างความหมายกันอย่างสิ้นเชิง
     
     “เสน่ห์ปลายจวักขนาดนั้น บ้านไหนได้ไปเป็นเขยคงโชคดีตาย”



     มื้ออาหารของพวกเขาสามคนผ่านไปอย่างเรียบง่ายพร้อมเสียงพูดคุยกันบ้างเล็กน้อย หลังจากแม่ได้ชิมอาหารฝีมือพิธาน เจ้าตัวก็ชมเปาะจนม่านฟ้าไม่รู้จะดีใจแทนคนรักหรือแอบเศร้าใจที่เห็นแววตกกระป๋องมารางๆ ตั้งแต่พิธานยังไม่มาเป็น ‘ลูกเขย’ ให้แม่เลยด้วยซ้ำ

     ม่านฟ้าทำหน้าที่แผนกเก็บล้างอีกเหมือนเคย เสร็จแล้วก็เดินมานั่งรวมกับพ่อแม่ที่กำลังดูข่าวในโทรทัศน์

     'วันนี้มีข่าวน่าสลดใจอีกอย่างนะครับ น้องเอ ที่เคยมีข่าวว่าถูกทำร้ายจากเพื่อนเพราะว่าน้องเป็นเพศที่สามเนี่ย...ตอนนี้เสียชีวิตแล้วครับ คุณแม่ของน้องร้องไห้แถมขาดใจและแจ้งกับทีมข่าวว่าอย่างไรก็จะเดินหน้าคดีต่อไปให้ถึงที่สุด แม้ว่าน้องจะจากไปแล้วก็ตาม ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของน้องด้วยนะครับ'

     "..."

     ทั้งบ้านตกอยู่ในความเงียบชั่วครู่เมื่อผู้ประกาศข่าวกล่าวจบ ได้ยินเสียงถอนหายใจออกมาเล็กน้อยจากหญิงวัยกลางคนแต่ก็ยังไร้บทสนทนาใดต่อมา

     นภดลเหลือบตามองลูกชายคนโตที่นั่งดูข่าวต่อไปนิ่งๆ หากเป็นก่อนหน้านี้ ม่านฟ้าคงใช้โอกาสนี้พูดเกี่ยวกับเรื่องภูหมอกบ้างแล้ว แต่หลังจากวันนั้นที่เจ้าตัวบอกว่าจะ 'พอ' ก็ไม่มีการเอ่ยถึงลูกชายคนเล็กของเขาอีก

     ราวกับเจ้าตัวกำลังทำอย่างที่พูดจริงๆ

     แม้กระทั่งการกลับบ้าน ม่านฟ้าที่เคยกลับบ้านช่วงวันธรรมดาเพื่อหาโอกาสมาคุยเรื่องน้องกับเขาบ่อยๆ ก็กลายเป็นกลับบ้านแต่ช่วงวันเสาร์อาทิตย์เหมือนเดิม

     ทุกอย่างคล้ายกำลังเข้าที่เข้าทาง กลับสู่วงจรการใช้ชีวิตปกติโดยขาดใครคนหนึ่งไปอย่างไม่เหลือร่องรอย

     ไม่มีการพูดถึง

     ไม่มีการถามถึง

     ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ใดที่ทำให้สะดุดตาว่าเคยมีอีกหนึ่งชีวิตอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มาก่อน

     แม้แต่เก้าอี้บนโต๊ะกินข้าวก็ยังเหลือเพียงสามตัว

     ทั้งที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ แต่เมื่อเกิดขึ้นจริง...นภดลกลับไม่ได้รู้สึกสบายใจแม้แต่น้อย



     “ทำอะไรเมฆ”

     เสียงของผู้เป็นแม่ถามขึ้นเมื่อม่านฟ้าเดินไปยกเก้าอี้โต๊ะกินข้าวออกมาตัวหนึ่ง

     “เก็บเก้าอี้ไงแม่ แม่เปิดประตูห้องเก็บของให้หน่อย”

     ม่านฟ้าตอบผู้เป็นแม่กลับไปง่ายๆ แล้วยกเก้าอี้เข้าไปไว้ในห้องเก็บของรวมกับของต่างๆ ที่เก็บเข้าลังมา นัชชาเห็นแล้วว่าลูกชายเดินหยิบโน่นจัดนี่มาสักพัก จนมาเริ่มเอะใจว่าของต่างๆ ที่ม่านฟ้าเก็บล้วนมีความสัมพันธ์กับ ‘ภูหมอก’ ทั้งสิ้น

     ทั้งเก้าอี้โต๊ะกินข้าวของภูหมอก แก้วน้ำประจำตัว กรอบรูปที่ถ่ายรูปของพวกเขาสี่คน หนังสือเรียนที่วางทิ้งไว้ หรือแม้กระทั่งรองเท้าในชั้นวางทุกคู่

     “คิดจะทำอะไร”

     คำถามของมารดาเปลี่ยนไปพร้อมเสียงที่เข้มขึ้นทำให้ม่านฟ้าหันไปมอง ชายหนุ่มเลือกไม่ตอบคำถามแล้วยักไหล่ออกมาแทน สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงถอนหายใจหนักๆ ของผู้เป็นแม่และการก้าวเท้าเข้ามาใกล้

     “เมฆ แกคิดจะทำอะไร” ถึงจะถามย้ำออกไปอีกครั้งแต่นัชชาก็พอรู้จุดประสงค์ของลูกชายคนโตแล้ว ทั้งที่ย้ำแล้วย้ำอีกว่าให้ใจเย็น ให้เวลาคนเป็นพ่ออีกหน่อย แต่เหมือนม่านฟ้าจะเริ่มทนไม่ไหวและใช้มาตรการที่เด็ดขาดมากขึ้น “สงสารพ่อเขาบ้าง”

     ม่านฟ้าคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นท่าทางไม่สบายใจของคนเป็นแม่ รู้ดีถึงความหมายที่มารดาต้องการสื่อ ถึงกระนั้นกลับสบายใจว่าอย่างไรพ่อก็ยังมีแม่อยู่ข้างๆ “เพราะงั้นเมฆถึงยังปล่อยให้แม่อยู่ข้างพ่อไง ไม่งั้นเมฆกล่อมแม่ให้มาร่วมมือกับเมฆนานแล้ว”

     คำพูดทีเล่นทีจริงของลูกชายคนโตทำให้นัชชาเผลอทำหน้าบึ้งออกมา “วางแผนเล่นกับใจพ่อใจแม่แบบนี้ไม่น่ารักเลย เจ้าเด็กคนนี้”

     “โถ่ แม่พูดอย่างกับเมฆวางแผนฆาตกรรมอย่างงั้นแหละ” เด็กไม่น่ารักเดินเข้าไปกอดผู้เป็นมารดาไว้อย่างออดอ้อน ยังคงยิ้มเผล่อย่างไม่สะทกสะท้านในคำบ่นแต่แววตากลับจริงจังขึ้นเมื่อได้ยินแม่กระซิบประโยคต่อมา “แต่แบบนี้มันใจหายเกินไป”

     ม่านฟ้าสูดหายใจเข้าลึกแล้วกระชับกอดมารดาให้แน่นก่อนผละออก เขามองเข้าไปในดวงตาสีสนิมเช่นเดียวกันกับเขาแล้วพูดออกมาด้วยเสียงจริงจัง

     “แม่ไม่ต้องห่วงนะ ทนอีกแค่นิดเดียว ของที่เราเก็บวันนี้มันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น เมฆสัญญา...เมฆจะพาน้องกลับบ้านมาให้ได้”



     ม่านฟ้ารู้ตัวว่ากำลังถูกพ่อมองแต่ก็ตีหน้านิ่งเอาไว้ เขาเหลือบตาไปมองผู้เป็นพ่อเล็กน้อยเมื่อไม่รู้สึกถึงสายตาของอีกคน ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่หน้าจออีกครั้ง

     "แต่จากนี้...เมฆจะไม่ยุ่งแล้ว พอแล้วครับ"

     ใช่ พอแล้ว

     พอกันที

     เขาจะเลิกแผนเดิมๆ แล้วหักดิบพ่อดูสักที

     ถ้าพ่ออยากให้ภูหมอกหายไปจากชีวิต หายไปจากครอบครัวเราขนาดนั้น เขาก็จะจัดให้ หากเขาตัดทุกเส้นทางการรับรู้ของพ่อเกี่ยวกับภูหมอก ก็อยากรู้เหมือนกันว่าพ่อจะทนได้สักแค่ไหน

     นี้เป็นไพ่ใบสุดท้ายของเขาแล้วจริงๆ หากยังพลาดอีก เรื่องนี้คงต้องจบลงแบบแบดเอนดิ้งแล้วล่ะ

     ----

     “เป็นอะไร”

     พิธานทักคนรักที่ทำหน้ามึนเป็นปกติแต่ก็พอจะดูออกว่ากำลังอารมณ์ไม่ดี

     เป็นอีกหนึ่งวันหยุดที่ม่านฟ้ามาที่บ้านของคนรัก แต่คราวนี้ม่านฟ้าไม่ได้มาตัวเปล่าแต่มาเป็นเพื่อนกินข้าวพร้อมกับข้าวที่แม่ทำมาฝากอีกคนจนเต็มสองมือ และก่อนถึงเวลาอาหารม่านฟ้าก็ถูกคนรักลากมาช่วยงานอีกครั้ง

     “กู...แอบรู้สึกผิดยังไงไม่รู้”

     ม่านฟ้าตอบคนรักออกมาพร้อมกับถอนหายใจ มือขยับฟองน้ำถูไปตามตัวรถสีควันบุหรี่ที่ช่วงนี้ได้อาศัยมันไปไหนมาไหนบ่อยครั้ง

     มาถึงก็ถูกใช้ให้ล้างรถเลย

     ส่วนเจ้าของรถก็กระโดดไปล้างรถอีกคันให้พี่ชายแทน วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เฮียพีหรือพิรัลต้องออกไปนอกบ้านในวันหยุด แม้ไม่ได้ออกไปทำงานแต่ก็ไปงานเลี้ยงของบริษัท คุณพี่ชายถึงได้ไปแท็กซี่แล้วทิ้งรถไว้ให้น้องชายจัดการล้าง

     “เรื่องอะไร” พิธานถามออกไปแต่เริ่มจะเดาเรื่องขึ้นมาได้รางๆ แล้วก็ไม่ผิดนัก

     “พ่อ เขาดู...เงียบๆ ไป” ตั้งแต่ที่ม่านฟ้า ‘หลอก’ พ่อว่าจะเลิกยุ่งกับน้องชาย อีกทั้งยังเล่าให้ผู้เป็นพ่อฟังว่าน้องเคยโดนแกล้งอย่างไรมาอีก หลังจากนั้นพ่อก็ดูเงียบไป เหมือนคนที่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา

     และคนที่กระตุ้นให้เขาบอกเรื่องภูหมอกก็ไม่ใช่ใครอื่น

     คนตรงหน้านี้ไง



     'พ่อมึง...เคยรู้เรื่องที่หมอกมันโดนล้อหรือโดนแกล้งอะไรแบบนี้บ้างไหม'

     “ที่มึงถามแบบนี้ คือมึง...อยากให้เขารู้สึกเป็นห่วงหมอกบ้าง...งั้นเหรอ” ม่านฟ้าพูดลองเชิงดูเมื่อพิธานไม่พูดอะไรต่อแล้วเปลี่ยนมาจับสังเกตที่ท่าทางของคนรักแทน “คิดว่าถ้าเขาห่วงหมอกมากๆ เขาอาจจะ...ใจอ่อนลงบ้างก็ได้ ใช่ไหม”

     คำตอบที่ได้รับจากพิธานยังคงเป็นความเงียบ

     มีเพียงมุมปากเท่านั้นที่ยกขึ้นเล็กน้อย

     .

     ก่อนเริ่มต้นพูดไปอีกเรื่องที่ดู 'เหมือน' จะไม่เกี่ยวกันสักนิด

     "มึงรู้ไหม ตอนกูเลิกบุหรี่ครั้งแรก กูเคยใช้วิธีหักดิบเหมือนกัน หลายคนบอกว่ามันได้ผล แม้จะทรมานหน่อยก็เถอะ" ทั้งที่ดูเหมือนพูดเรื่องทั่วไป แต่สายตาของพิธานที่มองจ้องมากลับคล้ายจะสื่อความไปอีกอย่าง

     "แต่มึงรู้ไหม บางคนที่พยายามจะหักดิบ สุดท้าย.."

     "แม่งกลับมาติดมันยิ่งกว่าเดิมอีก"



     ม่านฟ้าถอนหายใจออกมาอีกหนเมื่อนึกย้อนกลับไป เกลียดตัวเองที่ดันทำตามคำล่อลวงของอีกฝ่ายแล้วก็มานั่งรู้สึกผิดเองแบบนี้ แต่ตอนนั้นเขามืดแปดด้านแล้วจริงๆ แค่เห็นความหวังจากทางไหนสักทาง เขาก็ได้แต่รีบคว้าไว้

     “เพราะมึงอะแหละ”

     หงุดหงิดหาทางไปไม่ได้ก็ขอโทษแฟนไว้ก่อน

     ถึงกระนั้นพิธานกลับไม่ได้หงุดหงิดกับคำกล่าวหา ขยับยักไหล่ก่อนตอบออกมาเหมือนคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ “กูทำอะไร กูไม่ได้ทำอะไรเลยเหอะ มึงตีความไปเองทั้งนั้น”

     ม่านฟ้าอดหันไปค้อนคนรักที่หันหลังล้างรถอีกคันหนึ่งอยู่ แม้เจ้าตัวไม่ได้หันมามองแต่ขอได้ส่งกระแสจิตแค้นเคืองไปสักหน่อยก็ยังดี "หน้าตาก็เหมือนตัวร้ายอยู่แล้ว ยังจะทำตัวเป็นตัวร้ายเข้าไปอีก"

     ลงกับคนไม่ได้ก็ลงกับรถแล้วกัน

     "บ่น บ่นเข้าไป" พิธานหันไปมองคนรักที่ออกแรงขัดรถเขาแรงๆ เหมือนคนโมโห แต่ฟองน้ำก็คือฟองน้ำ ออกแรงแค่ไหนก็มีแต่จะสะอาดมากกว่าเดิม "บ่นเสร็จแล้วยังไง ความจริงที่ว่ามึงก็เผลอมาเป็นแฟนตัวร้ายอย่างกูแล้วก็ไม่เปลี่ยนป่ะ"

     "..." ม่านฟ้าหดคอหนีเมื่อ 'ตัวร้าย' ที่ว่าโผล่มากระซิบที่ข้างหู

     "แต่ที่กูร้าย กูวางแผนทั้งหมด...ก็เพื่อมึงทั้งนั้น" ลมหายใจที่รดเข้าซอกคอทำให้ม่านฟ้าขยับตัวหวังจะออกห่างอีกคน แต่กลับโดนมือหนาคว้าเอวเอาไว้
     
     มันคงเป็นฉากโรแมนติกที่สองคนใกล้ชิดกันตอนล้างรถ หากมือของพิธานไม่ถือฟองน้ำที่ชุ่มน้ำอยู่เช่นกัน

     "ไอพีท!" ม่านฟ้ารีบปัดมือคนรักออกแต่ก็สายไปเสียแล้วเมื่อเสื้อของเขาเลอะทั้งฟอง ทั้งน้ำยาจนเปียกไปหมด ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่ก็ยังหันกลับมาบ่นเรื่องเดิมต่อ "นี่มึงวางแผนตั้งแต่จีบกูเลยป่ะเนี่ย"

     "หวาา โดนจับได้ซะแล้ว" พิธานพูดไปหัวเราะไปก่อนจะต้องร้องออกมาเสียงหลงเมื่อเห็นคนรักทำท่าจะถอดเสื้อออก "เห้ย! ทำไรเนี่ย!"

     "ก็มึงทำเสื้อกูเปียก" ม่านฟ้าที่โดนโวยมาก็โวยกลับเมื่อพิธานกระชากเสื้อของเขาลงก่อนที่เสื้อจะพ้นออกจากหัว

     "แล้วมึงจะมาถอดเสื้อล้างรถเนี่ยนะ อายฟ้าอายดินบ้างเหอะ ถ้าตัวลีนบางหรือมีซิกส์แพ็คน่าอวดก็ว่าไปอย่าง นี่มีแต่ก้อนไขมันหยุ่นๆ สักแต่ว่าขาวหน่อยเลยคิดว่าจะอวดได้เหรอ ไม่ต้องเลยนะ ไม่ต้องคิดจะถอดเลยนะ"

     ม่านฟ้าหลุดหน้าเหวอออกมาเมื่อพิธานพ่นอะไรต่อมิอะไรออกมาอีกเป็นชุด แถมยังทำท่ามองซ้ายมองขวาพร้อมจับชายเสื้อของเขาไว้แน่น อารมณ์หงุดหงิดหายไปอย่างชั่วคราวเมื่อเจอคนหงุดหงิดมากกว่า

     "ถ้าอยากจะเปลี่ยนเสื้อก็เข้าไปเปลี่ยนในบ้าน อย่ามาถอดตรงนี้" พิธานหอบออกมาเล็กน้อยหลังบ่นยาวไม่พักหายใจ เริ่มรู้ตัวว่าเผลอทำตัวร้อนรนออกไปแต่ก็ยังไม่หยุด ปล่อยมือจากเสื้อคนรักแล้วหันไปอีกทางอย่างวางท่า

     หารู้ไม่ว่าทำให้ใครอีกคนหมั่นไส้เข้าให้แล้ว

     “เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะนึกว่ากูพาโรคจิตเข้าบ้าน”

     เก๊กท่าอยู่ได้ไม่นาน พิธานก็แอบหันมามองคนที่เงียบไป ภาพของคนรักก้มลงหยิบสายยางฉีดน้ำทำให้พิธานเริ่มเห็นลางร้าย ขยับถอยห่างออกจากคนรัก แล้วละล่ำละลักออกมาแทน “เห้ยๆๆ พูดเล่น เมฆ ไม่เล่นนะๆ ”

     “...”

     พิธานเห็นมือเรียวของม่านฟ้าขยับไปใกล้กับปากสายยางเหมือนเตรียมส่งแรงน้ำความดันสูงก็ตัดสินใจพุ่งเข้าชาร์จเจ้าของร่างเล็กกว่าแต่ก็ดูเหมือนจะสายเกินไป

     และทำให้การเล็ง ‘เป้า’ ของม่านฟ้าแม่นยำมากขึ้น

     “อ๊ะ โอ๊ยยยยย!!!”



     สุดท้ายก็เปียกทั้งคู่

     ม่านฟ้าเดินมานั่งบนโซฟาข้างคนรักหลังอาบน้ำเสร็จ มือขยี้ผมเพื่อเช็ดให้หมาดแต่สายตากลับมองไปยังคนที่นั่งคอแข็งไม่ยอมหันมามองกันสักนิดแล้วเปิดบทง้อขึ้นมาก่อน “นี่ มันไม่เจ็บขนาดนั้นหรอกหน่า ก็แค่น้ำ”

     “น้ำ น้ำที่มีแรงดันมันก็เจ็บได้นะเว้ย สึนามิที่ทำตึกรามบ้านช่องเสียหายแม่งก็น้ำเหมือนกันไง แม่ง...ถ้าใช้การไม่ได้นะ มึงอะต้องรับผิดชอบ” หนุ่มอักษรฯ มองคนรักที่หันกลับมาบ่นเสร็จก็เชิดหน้ากลับไปทางเดิมอีกครั้งแล้วถอนหายใจ คิดในใจว่าตัวก็โตยังทำสะบัดสะบิ้งเป็นเด็กสาวไปได้

     “อะๆๆ เค้าขอโทษ มาๆๆ เดี๋ยวพี่เมฆนวดให้ แป๊บเดียวหายปวด”

     ไม่รอฟังคำอนุญาต ม่านฟ้าก็ขยับมือลงต่ำเตรียมคว้า ‘ผู้บาดเจ็บ’ จากแรงดันน้ำมาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดทันที

     หมับ!

     “ไอเหี้ย!” พิธานหลุดสบถออกมาเต็มคำเมื่อหันมาเห็นคนรักเตรียมคว้าของสงวนของเขาอย่างไม่มีท่าทีจะพูดเล่น ไม่แน่ใจว่าคนรักแค่จะแกล้งเขาอีกหรือเปล่าแต่ก็ต้องคว้ามือม่านฟ้าไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

     ขืนโดนจับขึ้นมาจริงๆ นอกจากจะหายป่วยแล้วกลัว ‘น้องชาย’ เขาจะลุกขึ้นมากระปรี้กระเปร่าด้วยน่ะสิ!

     ชายหนุ่มตัวโตถลึงตาใส่คนรักที่เผยยิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน เขาออกแรงดันข้อมือของม่านฟ้าให้ห่างจากระยะอันตราย ด้วยแรงของเขาที่มีมากกว่านั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาก็ดันเกิดขึ้นอีกเมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของคนรัก

     “เอ้า! ไม่ให้นวด ไม่เป็นไร งั้นเดี๋ยวพี่เมฆเป่าให้ เพี้ยงเดียวหาย”

     หายกะผีน่ะสิ!!!

     “ไอเมฆ!!!!!” พิธานถึงกับกรีดร้องออกมาเมื่อม่านฟ้าก้มหัวลงมาคล้ายจะลงไป ‘เป่า’ ผู้ป่วยให้หายดี มือใหญ่อีกข้างของพิธานรีบดันหัวทุยของคนรักออกห่างทันทีราวกับต้องของร้อน

     “มึงทำอะไรเนี่ยยย!! แล้วมึงพูดอะไรออกมารู้ตัวไหมห่ะ เป่าเปิ่วเหี้ยอะไรของมึงงง!!”

     มือที่ดันหัวม่านฟ้าผละออกมาปิดปากของอีกคนไว้ด้วยมือข้างเดียว แรงบีบทำให้ใบหน้าของม่านฟ้ายู่ยี่แต่ก็ยังเห็นแววตาที่พราวระยับหลังฝ่ามือนั้น จนม่านฟ้าดึงหน้าของตัวเองออกมาจากมือใหญ่ได้ก็มองไปที่สีหน้าของคนรักอีกครั้ง

     พิธานหน้าแดงก่ำไปหมดทั้งยังลามไปยันหูและลำคอ มือไม้เกะกะหาทางไปไม่ถูกเมื่อปล่อยมือออกจากใบหน้าของเขา ขณะที่อีกมือก็ยังบีบข้อมือของเขาแน่นไม่ยอมปล่อยไปไหน เจ้าตัวทำปากพะงาบๆ เหมือนอยากจะด่าเขาเพิ่มแต่ก็นึกไม่ออกจึงได้แต่เม้มปากกลับลงไปอย่างหงุดหงิดใจ

     สุดท้าย...ม่านฟ้าก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

     เจ้าของบ้านมองคนรักงอตัวลงไปกุมท้องหัวเราะอย่างน่ากลัวว่าจะหายใจไม่ทันแล้วก็ได้แต่สูดหายใจเข้าลึก พยายามยุบหนอพองหนออยู่ในใจไม่ให้คว้าตัวคนขี้แกล้งมาเขย่าแรงๆ เรียกสติ จนเริ่มสงบสติอารมณ์ได้ก็ยังไม่วายได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักมาจากอีกคนไม่หยุด

     “สนุกไหม แกล้งกูได้เนี่ย สนุกมากมั้ย”

     “ซา-หนุก”

     ม่านฟ้าหัวเราะตอบพร้อมกับเลื้อยตัวลงมาซบกับแขนของเขา แถมตอบรับคำประชดของเขาอย่างหน้าชื่นตาบาน คนที่ดูอารมณ์ไม่ดีก่อนหน้านี้หายไปไหนแล้วไม่รู้เหลือแต่แฟนหนุ่มขี้แกล้งของเขาเท่านั้น

     พิธานขยับตัวนั่งดีๆ ให้ม่านฟ้าพิงได้สะดวกแต่ก็ยังไม่วายบ่นอีกคนออกมาจนได้ “เนี่ย ชอบเลื้อยมาซบแบบนี้เนี่ย แล้วไม่ให้กูว่าไม่มีกระดูกได้ไง”

     “บ่นอยู่นั่น อยากให้ไปซบคนอื่นเหรอ”

     ป้าบ!

     “ก็ลองดูสิ” โดนตีก้นไปหนึ่งดอกข้อหาพูดจาไม่น่าฟัง ม่านฟ้าสะดุ้งแล้วซบหน้าลงพึมพำกับแขนของคนรักอีกหน่อยว่า 'ล้อเล่นหน่า'

     เสียงท้องร้องโครกดังขึ้นมาพร้อมกันทำให้ชายหนุ่มสองคนที่เถียงกันง้องแง้งหยุดชะงัก ตัดสินใจระงับศึกเอาไว้ชั่วคราว แล้วลุกขึ้นมาช่วยกันหาอาหารยาไส้ให้กับน้ำย่อยที่เริ่มร้องครวญคราง

     มื้ออาหารกลางวันง่ายๆ จบลงไปโดยที่พิธานไม่ได้ออกแรงทำอาหารเลยแม้แต่น้อย เพราะแค่อาหารจากแม่ของม่านฟ้าก็มากพอที่จะกินไปได้ถึงพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ

     หลังทำงานเป็นพ่อบ้านล้างรถให้คนรักแล้ว ม่านฟ้าก็มาทำหน้าที่แม่บ้านล้างจานให้ต่อ ส่วนเจ้าของบ้านอย่างคุณชายพิธานก็ไม่ไปไหนไกลนอกจากยื่นวอแวอยู่ข้างคนรักหลังเป่ายิงฉุบหาคนล้างจานชนะ

     ถึงอย่างนั้นม่านฟ้าก็ใช่ว่าจะมีท่าทีหงุดหงิด ริมฝีปากของม่านฟ้ายังแต้มรอยยิ้มเล็กๆ จนพลอยให้คนมองอย่างพิธานยิ้มตามไปด้วย

     ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มที่กว้างขึ้นเมื่อคิดแผนเอาคืนคนขี้แกล้งได้

     ม่านฟ้ารู้ดีว่าต้องแกล้งเรื่องไหนถึงทำให้เขาสติแตก และเขาเองก็รู้เหมือนกันว่าอะไรที่ทำให้ม่านฟ้าเขินจนทำตัวไม่ถูก

     พิธานโอบมือรอบเอวของคนรัก ก้มหน้าลงซบบนบ่าแล้วผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบาก่อนขยับขึ้นไปกระซิบเสียงนุ่มที่ข้างหูอีกฝ่าย

     "เห็นมึงมีความสุขแบบนี้กูก็ดีใจ"

     ชายหนุ่มร่างสูงรู้สึกถึงอาการชะงักเล็กน้อยของคนในอ้อมแขน ม่านฟ้าเบี่ยงคอหลบแล้วถามออกมาอย่างติดจะตะกุกตะกัก "อะ อะไรของมึงเนี่ย"

     ใช่ ม่านฟ้าแพ้คำหวาน

     แพ้เสียงนุ่ม

     และแพ้สัมผัสอ่อนโยน

     ถึงจะแกล้งทำเป็นเก่งแต่ความจริงที่ว่าพวกเขาต่างไม่ประสาเรื่องอย่างว่ากันทั้งคู่ก็คือความจริง ชัยชนะในแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้เปรียบในการรุกแกล้งอีกฝ่ายให้ได้เขินก่อนกันเท่านั้น

     มือใหญ่ลูบวนอยู่บริเวณหน้าท้องของคนรัก ทั้งจมูกทั้งปากวนเวียนอยู่กับขมับและกลุ่มผมหอม รู้สึกถึงอาการเกร็งเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นคนปากกล้าก็ยังเป็นคนปากกล้า

     "จะจับจะลูบเพื่อ แม่งก็มีแต่ก้อนไขมันหยุ่นๆ อย่างที่มึงว่าไม่ใช่หรือไง"

     เหยื่อของเขาเริ่มร้อนรนแล้ว

     พิธานมองม่านฟ้าล้างจานใบสุดท้ายเสร็จแล้วคว่ำไว้ในที่วางจาน นึกรู้ว่าต่อไปที่ม่านฟ้าจะทำก็คือการหาทางออกจากสถานการณ์น่าเขินอายเหล่านี้

     ม่านฟ้าเช็ดมือกับผ้าให้เรียบร้อยแล้วหันกลับมาเตรียมผลักอีกคนออกแต่ก็ยังช้าเกินไป พิธานผละมือออกจากเอวคนรักในจังหวะที่อีกคนหมุนตัวแล้วเปลี่ยนเป็นกักตัวม่านฟ้าเอาไว้กับเคาน์เตอร์แทน

     ใบหน้าของอีกคนที่โผล่มาในระยะประชิดทำให้ม่านฟ้าผงะ กลิ่นสบู่อาบน้ำยังหลงเหลืออยู่บนร่างสูง ดวงตาสีดำสนิทของพิธานสบกับดวงตาสวยของม่านฟ้าไม่ให้เจ้าตัวได้มองไปทางอื่นขณะที่ลดความห่างของใบหน้าเข้ามาเรื่อยๆ

     ริมฝีปากทั้งคู่สัมผัสกันเพียงแผ่วเบาแต่เนิ่นนาน ไม่มีการล่วงเกินใดไปกว่าการขบเม้มเบาๆ ที่ริมฝีปาก ถึงกระนั้นการจูบที่ยังสบตากันในระยะใกล้เช่นนี้กลับเรียกความร้อนบนใบหน้าของม่านฟ้าได้ดีเหลือเกิน

     ร่างของม่านฟ้าแข็งเกร็งอยู่เช่นนั้นอย่างคนทำอะไรไม่ถูก

     "..."

     จนเมื่อพิธานขยับไปจูบใบหูแดงเรื่อพร้อมเสียงกระซิบยั่วยวน

    "เมฆ คืนนี้เค้าขอนะ"

     วิญญาณของม่านฟ้าก็หลุดออกจากร่างไป



     TBC



     Achaya (Writer) :

     มาหยอดน้ำตาลให้อีกก้อน ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์กันนะคะ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7660
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ภาคความจริง : บทที่ 20

     "โอ๊ยๆๆ พอๆ ยอมแล้ววว"

     พิธานชักแขนหลบหมัดของม่านฟ้าที่กระหน่ำมาที่ต้นแขนของเขา ท่าทางคราวนี้จะโกรธจริงเขินจริงถึงขั้นที่ต้องลงไม้ลงมือพร้อมกับคำโวยวายหลังเขาพูดจบประโยค "แล้วมึง 'ขอ' เหี้ยอะไรของมึงเล่า!!!"

     "กูก็แค่อยากลองพูดดู เห็นพระเอกซีรีส์ชอบพูดกันบ่อยๆ โอ๊ยๆๆ พอแล้วที่รัก เขินแรงไปแล้ว" ชายหนุ่มเจ้าของบ้านตัดสินใจรวบมือคนรักเอาไว้ มองใบหน้าของคนรักที่บึ้งตึงแต่ก็ยังไม่ลดความแดงลงแม้แต่น้อย

     เขาปล่อยให้คนรักสูดลมหายใจลึกๆ เรียกสติครู่หนึ่งก่อนที่จะลากตัวมาที่โซฟา…

     มาคุยกันเฉยๆ ไม่ได้ลากมาทำอะไรอย่างที่ขอ

     “จะคุยกันดีๆ ได้ยัง”

     คนตัวสูงปล่อยคนรักให้นั่งตามใจชอบ ซึ่งคราวนี้เจ้าตัวก็กระเถิบไปนั่งชิดอีกฝั่งของโซฟาแสดงออกถึงความไม่พอใจให้เห็นกันชัดๆ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะสน ม่านฟ้าก็โกรธแค่แป๊บเดียวแหละ จานยังไม่ทันแห้งก็หายโกรธแล้ว

     “คุยอะไร” ม่านฟ้าถามเสียงห้วนกลับมา

     “ที่มาเนี่ย เพราะอยากคุยอะไรไม่ใช่หรือไง” พิธานมองอาการของคนรักที่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนม่านฟ้าจะถอนหายใจออกมาเบาๆ หันหน้ามาสบตากับเขาแล้วก็ถอนหายใจอีกหน
     
     “ก็แค่เครียด เรื่องพ่อกับหมอก กูวางเดิมพันหมดหน้าตักแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะได้ผลไหม”

     อีกสองอาทิตย์ ภูหมอกจะต้องเข้ามอเพื่อไปถ่ายแบบชุดนิสิต ม่านฟ้าคิดจะใช้โอกาสนี้ในการพาภูหมอกกลับไปที่บ้าน อย่างน้อยขอแค่พ่อไม่ระเบิดลงอีกรอบเขาก็พอใจแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครทั้งนั้นทั้งภูหมอกและก็พิธาน

     ไม่อยากให้ภูหมอกเครียดเกินเหตุ แล้วก็ไม่อยากให้พิธานต้องมากังวลแทนเขาด้วย

     “ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ใจเย็น เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลา”

     กลับกลายเป็นคนใจร้อนอย่างพิธานที่ปลอบคนใจเย็นอย่างม่านฟ้า พิธานมองคนรักที่เริ่มจมลงไปกับความกังวลอีกครั้งจนเผลอไหลตัวมาซบไหล่เขาอีกหน เหลือบไปมองที่ซิงค์ล้างจาน เชื่อได้ว่าจานยังไม่แห้งดีม่านฟ้าก็ลืมความโกรธไปแล้ว

     “เอาจริงๆ กูเข้าใจพ่อมึงนะ คนเราเกิดมาด้วยความคิดต่างกัน เขาใช้เวลากว่าสี่สิบห้าสิบปีกับความคิดอย่างหนึ่ง คิดว่าการเป็นเพศที่สามคือเรื่องไม่เหมาะสม เป็นความผิดปกติ แล้วเราจะใส่ความคิดอีกอย่างให้เขาโดยให้เวลาเขาแค่สามสี่เดือน ต่อให้มันมีเหตุผลมากแค่ไหน แต่บางทีมันก็ยาก”

     ชายหนุ่มเจ้าของบ้านพูดพร้อมเหม่อออกไปไกล ขยับแขนเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงการขยับตัวของคนรักก่อนพูดต่อ

     “ขนาดป๊าม้ากูนะ กว่าจะแต่งกันได้เนี่ยยากเย็นแสนเข็ญ เพราะกงม่าอยากให้ป๊าแต่งกับคนจีนด้วยกัน แต่ม้าเป็นคนไทย ใช้เวลาเป็นปีกว่าม้าจะเอาชนะใจกงม่าได้ แค่เรื่องเชื้อชาติอ่ะ มันดูไม่น่าจะเป็นเรื่องให้มากีดกันกันได้เลยนะ แต่ความคิดของคน กงม่าก็คงคิดว่าไม่อยากให้สายเลือดผสมกันมั่วซั่วมั้ง หรือไม่ก็กลัวไม่ขยันทำมาหากิน แต่สุดท้ายเรื่องทุกอย่างมันก็ต้องใช้เวลาให้เขาค่อยๆ ปรับความคิดไปนั่นแหละ”

     พิธานเคยได้ยินป๊าเล่าเรื่องนี้ให้ฟังตั้งแต่เด็ก จนมาถึงเรื่องของเขากับม่านฟ้า ตอนแรกพิธานก็กังวลว่าพ่อแม่ของเขาจะโกรธม่านฟ้าหรือเปล่าที่ไม่ยอมบอกกับที่บ้าน แต่ป๊าม้ากลับเข้าใจม่านฟ้าเสียยิ่งกว่าเขาซะอีก

    “เป็นคนกลางน่ะ มันโคตรลำบากใจเลยนะเว้ย ฝั่งนึงก็พ่อแม่ ฝั่งนึงก็แฟน”

     ชายหนุ่มยังจำคำพูดของป๊าในวันนั้นได้ดี แถมท้ายด้วยชมม่านฟ้าและต่อด้วยด่าเขามาหนึ่งชุดเบาๆ

    “เอาจริง แฟนแกมันแฟร์กับแกมากนะ มันก็ปฏิเสธมาแต่แรกแล้วว่าไม่คบ ถ้าคบกันก็บอกพ่อแม่ไม่ได้ ประกาศเงื่อนไขมาตั้งแต่แรกเลย ไม่ใช่ว่าคบๆ กันไปพอจะพาไปรู้จักพ่อแม่ก็บอกว่าไม่ได้งั้นงี้แล้วต้องมาเลิกกันทีหลัง งานนี้ถ้าถามว่าใครที่บ้าก็แกนั่นแหละ ใจรับไม่ได้แต่เสือกรับเงื่อนไขเขามา อนาคตต่อไปนี้น่าสงสารแฟนแกจริงๆ”

     ก็น่าสงสารจริงๆ แหละ

     พิธานเองถึงจะยังแกล้งยังหยอกม่านฟ้าเป็นเรื่องปกติ แต่ก็พอจับสังเกตได้ว่าม่านฟ้ายังคงคิดมากเรื่องของเขาอยู่ ไหนจะเรื่องภูหมอกอีก ต้องพยายามประคองความรู้สึกของทั้งคนในบ้านและตัวเขาไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเจ็บเกินไปนัก

     เครียดจนพุงน้อยๆ หายไปหมดแล้ว

     “กูก็รู้แหละ”

     เสียงของม่านฟ้าดึงพิธานกลับมาที่เรื่องราวตรงหน้าอีกครั้ง งงเหมือนกันที่จากซบไหล่เขาอยู่ดีๆ กลายเป็นมุดแขนของเขาเข้ามากอดเอวและซบอกอยู่อย่างตอนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

     คนที่มันเผลออ้อนโดยไม่รู้ตัวนี้มันก็มีจริงๆ นะ

     ยิ่งเครียดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเผลออ้อนมากเท่านั้น

     “แต่บางเรื่อง ถ้าเราเอาแต่รอแล้วไม่ทำอะไร กูกลัวมันจะเป็นเหมือนพ่อ...กับอาที”

     เสียงนิ่งของม่านฟ้าดึงพิธานให้กลับมาจริงจังและสนใจกับคำพูดของคนรักมากขึ้น ดวงตาสวยหลุบลงต่ำพร้อมถอนหายใจเล็กน้อย อาจเพราะช่วงที่ผ่านมาม่านฟ้าเข้าไปสนิทกับนทีมากขึ้น ถึงได้รู้ว่าภายใต้ท่าทีเหมือนไม่สนใจของคนเป็นอา ลึกลงไปก็ยังมีแผลเป็นของเรื่องราวในวันเก่าๆ ซ่อนอยู่

     “เป็นสิบปีที่เวลาผ่านไป พ่อก็ยังคงไม่ให้อภัย และเพราะทิ้งปัญหาเอาไว้จนความผูกพันที่เคยมีให้กันมันหายไปจนหมด ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเอง ปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ที่ไม่มีกันและกันได้แล้ว ความจำเป็นของการกลับมาเข้าใจกันมันถึงไม่มี”

     .

     .

     “กูแค่ไม่อยากให้พ่อกับหมอกเป็นแบบนั้น”

     พิธานขยับมือลูบหัวทุยของคนรักที่เผลอทำหน้าเศร้าออกมาก่อนก้มลงไปกดจูบลงบนกลุ่มผม ไม่มีความคิดที่จะแกล้งอะไรอีกนอกจากการให้กำลังใจคนในอ้อมแขน

     เขากอดคนรักให้แน่นขึ้นปล่อยให้คนที่อยากระบายได้คลายความอึดอัดออกมา รับฟังม่านฟ้าพร้อมตอบรับเบาๆ ถึงจะมีแกล้งกัน หยอกกันบ่อยๆ แต่ในเวลาเช่นนี้การได้อยู่ในอ้อมกอดของกันและกันนั้นถือเป็นการให้กำลังใจที่ดีที่สุดแล้ว



     "เมฆ"

     เสียงผู้เป็นพ่อดังขึ้นเมื่อลูกชายคนโตเดินกลับมาถึงบ้านหลังหายไปบ้านเพื่อนตัวโตอยู่นานสองนาน

     "ครับ? "

     ม่านฟ้าเองก็ตอบกลับไปอย่างติดจะงุนงง ยิ่งเมื่อหันกลับมาเจอสายตาของพ่อที่มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าจนเริ่มทำให้ม่านฟ้าขยับตัวอย่างอึดอัด

     "ตอนไปไปชุดนี้เหรอ"

     "...เออ" คำถามที่ถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ม่านฟ้าถึงกับไปไม่ถูก พอรู้อยู่ว่าพ่อเป็นคนช่างสังเกต แต่ถึงขั้นจำได้ว่าเขาออกไปด้วยชุดไหนแล้วกลับมาด้วยอีกชุดที่ต่างกันก็จะมากเกินไปแล้ว "เมฆ...ไปอาบน้ำบ้านพีทมาน่ะครับ"

     คำตอบง่ายๆ แต่กลับเรียกสายตาของมารดาให้หันขวับมา เริ่มสังเกตลูกชายให้ชัดจึงพบว่าเสื้อผ้าที่ลูกชายใส่ดูใหญ่กว่าตัว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงเป็นเสื้อผ้าเจ้าของบ้านที่ลูกชายเพิ่งกลับมา แต่ที่น่าสงสัยกลับเป็นอีกเรื่องมากกว่า

     "แล้วไป ทำอะไรกันมา ทำไมถึงต้องอาบน้ำ"

     ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ ม่านฟ้าจึงรู้สึกว่าเสียงถามในครั้งนี้ของมารดาดูดุดันกว่าเคยจนเผลอตอบออกไปอย่างตะกุกตะกัก

     "คะ แค่ไปช่วยมันล้างรถมาเองครับ"

     ----

     และแล้ววันที่ม่านฟ้ารอก็มาถึง

     “.. ว่าจะเคลียร์กันไปเลย เรื่องไอ้หมอก เราทิ้งเวลามานานล่ะ น่าจะตัดสินกันได้เสียที”

     ถึงจะพูดแบบนั้น ถึงจะวางแผนมาเกือบเดือน แต่ความจริงแล้วสิ่งที่ม่านฟ้าคิดจะทำกลับไม่มีอะไรเลยสักอย่าง อย่างที่เขาบอกคนรักนั่นแหละ

    'มึงกลับบ้านครั้งนี้จะทำอะไรอีกล่ะ'

     'ไม่ทำอะไรเลย'


     ก็ขอให้มันเป็นไปอย่างที่เขาหวัง ถึงม่านฟ้าจะไม่ได้ใส่ไฟหรือเกลี้ยกล่อมพ่ออีกแล้วนับจากวันนั้น อาจมีกระตุ้นนิดหน่อยอย่างการเก็บของของภูหมอกไป แต่เขาก็พอจะเห็นถึงท่าทีที่เริ่มเปลี่ยนไป

     นภดลดูอึดอัดกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหัน เขารู้ว่าพ่อเองก็ใจหายที่อยู่ๆ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับภูหมอกหายไป พ่อเหมือนคนที่เริ่มใจอ่อนแต่ก็ยังหาทางลงให้กับการกระทำของตัวเองไม่ได้ สิ่งที่ม่านฟ้าทำได้ก็เพียงแค่การพาน้องมาส่งให้ถึงมือพ่ออีกครั้ง

     แล้วจากนั้นก็แค่รอ

     เขาเชื่อในลูกอ้อนของภูหมอก เขาเชื่อในความคิดถึงของพ่อ เขาเชื่อในความรักของครอบครัวว่าทุกอย่างจะทำให้มันกลับมาดีอีกครั้ง

     เมื่อรถยนต์ของพิธานจอดลงที่หน้าบ้านของม่านฟ้าและภูหมอก เด็กหนุ่มก็รีบเดินลงไปก่อนอย่างคนร้อนใจ ขณะที่ม่านฟ้ายังอ้อยอิ่งถอดสายนิรภัยออกอย่างสบายๆ ม่านฟ้ากำลังจะก้าวลงจากรถก็รู้สึกถึงมืออุ่นๆ ของคนขับเลื่อนมากุมมือของเขาไว้ พิธานเพียงบีบมือเขาแล้วยิ้มอย่างให้กำลังใจ ม่านฟ้าเองก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจความหมายที่คนรักต้องการสื่อ

     ม่านฟ้ามองส่งรถของคนรักที่ขับออกไปแล้วหันกลับมามองหน้าน้องชาย ถามออกไปเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าไม่มั่นใจนั้น “พร้อมไหม”

     ภูหมอกพยักหน้ารับเบาๆ แม้เขาจะประหม่ากับการกลับบ้านครั้งนี้ไม่น้อย แต่ก็โกหกไม่ได้ว่าเขาดีใจ

     ความทรงจำในอดีตครั้งที่ม่านฟ้าไปมหาลัยครั้งแรกแล่นเข้ามาในหัว ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้น้องชายแล้วไล่สายตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งจนมาถึงเนกไทเรียบๆ ที่ตรงราบอยู่กับเสื้อนิสิตอย่างเรียบร้อย

     เขานิ่งมองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอื้อมมือไปดึงเนกไทนั้นแรงๆ!

     เด็กหนุ่มตกใจกับการกระทำนั้นไม่น้อยและยิ่งสงสัยเมื่อพี่ชายดึงเนกไทที่เขาใช้เวลากว่าสิบนาทีในการจัดเข้าไปจนติดคอเสื้อเกินกว่าพอดี

     ภูหมอกขยับมือจะจัดเนกไทให้เรียบร้อยอีกครั้ง แต่กลับถูกพี่ชายตีมือเอาไว้ก่อนลากตัวเข้าไปในบ้าน ภูหมอกได้แต่งุนงงกับพฤติกรรมแปลกแต่ก็เดินตามเข้าบ้านไปด้วยกัน

     เรื่องบางเรื่องต้องอาศัยการวัดดวงและโชคช่วย แต่โชคคงไม่ช่วย หากเราไม่ทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง

    “กูว่าความรู้สึกทุกอย่างตอนนี้มันอิ่มตัวแล้ว ก็แค่ปล่อยออกไป แล้วมันก็จะทำงานของมันเอง”

     ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ม่านฟ้าก็เพียงอยากเพิ่มความน่าจะเป็นที่ทำให้ 'อะไรๆ มันดีขึ้น' ได้อีกนิดเท่านั้น

     ----

     นภดลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงรถหน้าบ้าน เดาเอาว่าคงไม่พ้นเพื่อนลูกชายตัวโตที่มักแวะมาส่งม่านฟ้าบ่อยเหลือเกินในช่วงนี้

     พิธานกลายเป็นบุคคลที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านเขามากขึ้น จากครูสอนพิเศษของภูหมอก เพื่อนสนิทของลูกชาย จนตอนนี้แทบจะกลายเป็นลูกชายคนโปรดของภรรยาเขาอีกคนหลังเจ้าตัวเทียวส่งอาหารที่ทำเองมาให้บ่อยเหลือเกินด้วยข้ออ้างสารพัด

     ขณะที่ลูกชายตัวจริงอีกคน กลับหายไปจากชีวิตอย่าง 'แทบจะ' สมบูรณ์

     ตัวตนของภูหมอกกำลังจะหายไปจากบ้านหลังนี้

     เขาตระหนักถึงคำนี้ได้อย่างชัดเจนเมื่อแม้แต่รูปสักใบหรือของสักชิ้นที่เป็นของภูหมอกก็ยังไม่มีในบ้านหลังนี้

     ไอ้ลูกชายคนโตของเขามันแสบถึงทรวงจริงๆ

     ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงในบ้านที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของม่านฟ้า บางครั้งพอเห็นเขามองอยู่ก็ทำลอยหน้าลอยตา พูดออกมาเหมือนว่า ‘อยากเป็นลูกคนเดียวมานานแล้ว’

     เหอะ วิ่งเก็บของในบ้านแทบตายโดยที่ไม่รู้เลยว่าจะเก็บอย่างไรก็เก็บไม่หมดหรอก

     เพราะมันอยู่ติดตัวเขาตลอดเวลา

     นภดลเปิดกระเป๋าสตางค์หนังที่เริ่มเก่าออกมา ภาพที่เห็นคือภาพเด็กชายสามขวบที่อุ้มทารกอีกคนอยู่อย่างทุลักทุเลแต่ก็ยังหันมามองกล้องตามคำเรียกของเขา ชายวัยกลางคนดึงภาพที่ซ้อนอยู่ด้านหลังอีกหลายใบออกมา มีทั้งภาพแต่งงานของเขาและภรรยา ภาพของเด็กชายทั้งสองคนที่โตขึ้นอีกหน่อยและแต่งตัวเหมือนกันราวกับฝาแฝด น้องชายคนเล็กยิ้มแฉ่งเมื่อได้แต่งตัวเหมือนพี่ชาย ขณะที่พี่ชายกลับทำหน้าตามู่ทู่อย่างไม่พอใจที่ถูกจับแต่งตัวด้วยชุดเอี๊ยมเหมือนเด็กๆ

     ม่านฟ้าตอนเด็กนั้นทั้งแสบทั้งซน ถึงอยากไปเล่นคนเดียวก็จริง แต่น้องชายที่ติดพี่แจก็งอแงจะตามไปด้วยทุกครั้ง และก็นับได้ไม่กี่ครั้งที่จะกลับมาอย่างไม่มีบาดแผลทั้งพี่ทั้งน้อง

     ชายวัยกลางคนขยับมือหยิบนาฬิกาที่ลูกชายทั้งสองซื้อให้ แม้จะมีรอยบิ่นเล็กน้อยแต่เขาก็ยังคงใส่มันอยู่ถึงทุกวันนี้ นาฬิกาที่ไม่ได้แพงมากมายแต่ถูกเลือกมาอย่างดีด้วยความใส่ใจ

     นภดลถอนหายใจออกมาเล็กน้อยเมื่อคิดถึงวันเก่าๆ ก้าวเดินลงบันไดเหมือนกับทุกวันขณะขยับสายนาฬิกาให้พอดี แต่วันนี้กลับมีบางอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

     ไม่สิ สิ่งที่เคยหายไปกำลังจะกลับมาต่างหาก



     ภาพลูกชายคนเล็กที่ผละออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ปรากฏสู่สายตา ร่างของเด็กหนุ่มเหมือนจะสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยจากครั้งสุดท้ายที่เห็น ยิ่งเปลี่ยนจากชุดนักเรียนที่เห็นจนชินตากลายเป็นชุดนิสิตยิ่งทำให้ภูหมอกดูโตขึ้นกว่าเดิมมาก

     และเพียงแค่สบตา ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของชายวัยกลางคนไม่ใช่ความโกรธ ความเกลียด หรืออคติใดๆ แต่เป็นเพียงคำสั้นๆ สองคำที่ดังชัดยิ่งกว่าสิ่งใด

     ‘คิดถึง’

     เขามองลูกชายยืนห่างออกไปด้วยความภาคภูมิใจ ภูหมอกไม่เคยทำให้เขาผิดหวังแม้สักครั้ง จนกระทั่งตอนนี้ที่ว่าที่คุณหมอในชุดนิสิตกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา การใส่ชุดนิสิตหรือนักศึกษาเป็นความฝันของเขา นภดลไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยปิดเพราะเมื่อจบม.3 ก็ต่อสายอาชีพเพื่อที่จะได้หางานช่วยพ่อแม่ได้เร็วขึ้น ก่อนจะมาเรียนมหาวิทยาลัยเปิดควบกับทำงานไปด้วยโดยการส่งเสียตัวเอง

     การได้เห็นลูกทั้งสองใส่ชุดนิสิตจึงเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเขา

     “สิ่งที่พ่อภูมิใจในตัวหมอกมาตลอด มันแค่ความเป็นผู้ชายของหมอกเท่านั้นเหรอพ่อ"

     ไม่ ไม่ใช่

     คำถามพร้อมตัดพ้อของลูกชายคนโตดังขึ้นมาในหัว ถึงเขาจะรู้อยู่แก่ใจในตอนนี้ว่าภูหมอกไม่ได้เป็นลูกชายคนเดิมของเขาอีกต่อไปแล้ว แต่ความรักและความภาคภูมิใจในลูกคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนไป ภูหมอกเป็นความภาคภูมิใจของเขาในหลายสิ่ง ทั้งนิสัยดี เรียนเก่งและยังเป็นลูกที่น่ารักของเขาไม่ต่างไปจากที่ม่านฟ้าเคยพูดเอาไว้เลยสักนิด ทุกสิ่งที่ประกอบรวมกันเป็นภูหมอก มันคือสิ่งที่ทำให้เขา..ภูมิใจ และรักเด็กคนนี้ที่สุด

     เขาถึงได้เฝ้าดูแลและทะนุถนอมเจ้าลูกคนนี้จนโดนทั้งภรรยาและลูกชายคนโตบ่นเอาบ่อยๆ

     ถึงแม้ลูกจะโตจนสูงเลยเขาไปแล้ว แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้

     มือสองข้างยื่นออกไปจัดเนกไทให้เด็กหนุ่มอย่างเผลอตัว ดึงเสื้อที่ใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยให้ทิ้งตัวกำลังดี ชายวัยกลางคนแค่นยิ้มกับตัวเองเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมาสบกับดวงตาเศร้าของเด็กหนุ่มเมื่อได้ยินเสียงคล้ายสะอื้น

     “พ่อเคยรู้ไหม ลูกของพ่อ ไม่สิ น้องชายของเมฆน่ะ ก็เคยโดนทำร้ายแบบนี้เหมือนกัน”

     “น้องกลับมา...ร้องไห้ ไม่มีใครที่อยู่ตรงนั้นจะช่วยน้องสักคน”


     จะเมื่อไหร่ก็ยังทำให้เขาเป็นห่วงได้เสมอ

     เสียงร้องไห้ของภูหมอกดังหนักขึ้น ก่อนที่เขาจะได้รู้สึกถึงแรงโถมเข้ากอดจากเด็กหนุ่มตัวโต เสียงร้องไห้ของเด็กหนุ่มในเวลานี้ดังสะท้อนซ้อนกับเสียงในความทรงจำของเขาและคำถามของลูกชายอีกคน



     “แล้วถ้ามันเกินกำลังของเมฆที่จะดูแลน้อง เมฆต้องทำยังไงล่ะครับ”

     คำถามซื่อๆ ของลูกชายกับหน้าตาบึ้งตึงที่ติดจะมอมแมมนั้นทำให้อารมณ์ที่ร้อนของเขาบรรเทาลง มองสภาพลูกชายคนโตให้ดีก็เห็นว่าม่านฟ้าตัวเล็กมากแค่ไหน

     ใช่ ม่านฟ้ายังเป็นเพียงเด็ก แต่เขาก็ฝากฝังหลายเรื่องไว้กับเด็กตัวแค่นี้

     ทันทีที่ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เขาและภรรยาก็รีบกลับมาบ้าน ได้ความว่าม่านฟ้ากับภูหมอกออกไปเล่นและเกิดอุบัติเหตุ ม่านฟ้าจึงรีบไปยืมโทรศัพท์จากเพื่อนบ้านก่อนรื้อกล่องปฐมพยาบาลมาพันข้อเท้าน้องจนหนาเตอะ

     เป็นเหตุให้เลือดไม่เดินและบวมหนักกว่าเก่า

     ชายวัยกลางคนถอนหายใจออกมาเล็กน้อย คำพูดของลูกชายไม่ได้เกินความจริงไปสักนิด ม่านฟ้าพยายามในแบบของตนเองเต็มที่แล้วจริงๆ ถึงบางอย่างจะยิ่งทำให้เรื่องแย่ลงไปอีกแต่ก็ล้วนเกิดจากความหวังดีทั้งนั้น

     ผู้เป็นพ่อส่ายหน้าออกมาเบาๆ แล้วนั่งยองลงเพื่อสบตากับลูกชายให้ชัดเจน เสียงร้องไห้ของลูกชายคนเล็กยังคงดังมาให้ได้ยิน

     ม่านฟ้าในวัยเด็กอาจจำคำพูดของเขาไม่ได้ แต่เขากลับจำมันได้ขึ้นใจ

     “ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่เป็นไร เมฆทำดีที่สุดแล้ว”

     .

     .

    “ถึงเวลานั้น...พ่อจะเป็นคนดูแลเมฆกับน้องเองนะ”




     เสียงร้องของลูกชายที่ดังอยู่ข้างหูพร้อมด้วยแรงที่กระชับกอดเขามากขึ้นดึงชายวัยกลางคนออกจากภวังค์ เขาถอนหายใจออกมายาวๆ เหลือบมองลูกชายอีกคนที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล

     แล้วเลือกที่จะปล่อยวางและละทิ้งทิฐิที่อยู่ในใจลง ก่อนขยับมือขึ้นเพื่อกอดตอบเด็กหนุ่มตรงหน้าเอาไว้

     “ไม่เป็นไรนะ ลูก ไม่เป็นไร”

     มันคงถึงเวลาที่เขาต้องกลับมาทำหน้าที่ของพ่อแล้ว



     TBC



     Achaya (Writer) :

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์ค่ะ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด