ความลับในม่านหมอก : บทที่ 14 (19.09.20)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ความลับในม่านหมอก : บทที่ 14 (19.09.20)  (อ่าน 1543 ครั้ง)

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
บทที่ 11

     การสอบวิชาสามัญสำหรับเด็กม.6 จบลงไปแล้ว แต่ก็ยังเหลือการสอบความถนัดแพทย์อีกหนึ่งตัวซึ่งนับเป็นคะแนนอีก 30% สำหรับการยื่นรับตรง ภายหลังการสอบวันนั้นภูหมอกดูไม่ได้สติแตกอย่างวันแรกที่สอบเสร็จ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะปลงได้แล้วหรือวันที่สองทำข้อสอบได้มากกว่าวันแรก แต่จากการบอกกล่าวของเจ้าตัว เหมือนกับว่าเขาอาจจะต้องเตรียมใจสำหรับการซิ่วของน้องเอาไว้บ้างไม่มากก็น้อย

     และนั่นคือเหตุผลที่ม่านฟ้ามานั่งอยู่บนโซฟาข้างบิดาในวันหยุดแทนที่จะตีพุงนอนแผ่อยู่ในห้องนอนขณะนี้

     “พ่อ พ่อคิดยังไงถ้า…ไอหมอกมันจะขอซิ่วอีกปี ถ้าปีนี้มันสอบไม่ติดอ่ะ”

     คำถามแรกถูกส่งออกไปอย่างตรงประเด็น

     เพราะพ่อเป็นคนเข้มงวดกับชีวิตเสมอ และไม่ค่อยยอมผ่อนปรนให้กับเรื่องใดๆ ในชีวิต ดังนั้นม่านฟ้าจึงกังวลเป็นพิเศษกับเรื่องนี้ พ่อมักบอกว่าการยอมเสียเวลาอีกหนึ่งปีเพื่อสอบเข้าเรียน แล้วต้องตามเพื่อนไปหนึ่งปีถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

     “ผลสอบยังไม่ออกเลย จะรู้ได้ไง”

     พ่อตอบกลับทั้งที่สายตายังจดจ่ออยู่กับข่าวในโทรทัศน์ราวกับเรื่องที่ลูกชายพูดมาเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ

     “เมฆก็พูดเผื่อไว้ ดูหมอกมันไม่ค่อยโอเคกับสอบที่ผ่านมาเท่าไร”

     “เวลามันสอบเสร็จก็บอกทำไม่ได้ทุกที แต่ผลสอบออกมาก็ดีตลอด น้องแกชอบกังวลอะไรมากไปเองก็แค่นั้น”

     ม่านฟ้าขมวดคิ้วสับสนความรู้สึกของตนระหว่างหงุดหงิดกับกังวลแทนน้องชาย บิดาของพวกเขาพูดออกมาแบบนี้เหมือนกับว่าพ่อไม่ได้เตรียมใจเผื่อการที่ภูหมอกจะสอบไม่ติดเอาไว้เลย คิดว่าที่ภูหมอกพูดว่าทำไม่ได้เป็นเพียงนิสัยขี้ตื่นของเจ้าตัวเท่านั้น

     หากพูดกันตามจริงแล้ว ม่านฟ้าเองก็รู้ถึงพฤติกรรมนี้ของน้องชายดี เขาเองก็แอบคิดว่าคะแนนของภูหมอกอาจไม่แย่อย่างที่เจ้าตัวว่า แต่เขาก็เผื่อใจเอาไว้ไม่น้อย จนต้องลงทุนมาพูดลองเชิงกับพ่อดูก่อน เผื่อไม่ติดขึ้นมาจริงๆ เขาไม่ต้องการให้น้องเสียใจกับเรื่องสอบไม่ติดไม่พอ ยังต้องมาเครียดกับการโดนพ่อบังคับให้สอบเข้าคณะใดคณะหนึ่งที่พ่อเห็นว่าดีแทน

     หลายคนอาจมองว่า ‘การซิ่ว’ คือการเสียเวลาเปล่าๆ หนึ่งปี แทนที่จะเข้าเรียนคณะอื่นที่ ‘ก็ทำงานได้เหมือนกัน’ ใช่ เขาไม่ปฏิเสธว่าคณะอื่นก็อาจทำงานได้เหมือนกัน แต่การสอบเข้ามหาลัย หมายถึงคณะที่จะใช้ในการทำงานไปตลอดชีวิต เขาจึงมองว่าควรจะได้เข้าเรียนสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะนั้นอาจเป็นตัวกำหนดแนวทางชีวิตที่เหลืออยู่ก็เป็นได้

     “แล้วถ้ามันไม่ติดขึ้นมาจริงๆ อ่ะ”

     คำพูดที่ฟังดูดึงดันและติดจะห้วนของลูกชายทำให้ผู้เป็นพ่อหันกลับมามอง

     “แล้วมันจะสอบไม่ติดสักคณะเลยรึไง”

     นั่นไง เขาว่าแล้วเชียว

     ม่านฟ้าถึงกับถอนหายใจออกมา พยายามปลอบตัวเองว่าดีแล้วที่มาพูดกับพ่อไว้เสียแต่เนิ่นๆ อย่างน้อยก็ให้พ่อได้รับรู้และเตรียมใจสักระยะ รู้สึกดีขึ้นมาอีกนิดที่น้ำเสียงที่พ่อใช้ในการพูดยังเป็นโทนเสียงปกติ ไม่ใช่การตวาดอย่างฉุนเฉียวยามพูดเรื่องไม่เข้าหู ทำให้เขายังพอมีหวังว่าการเกลี้ยกล่อมครั้งนี้อาจไม่ยากอย่างที่คิด

     “มันไม่เหมือนกันไงพ่อ ต่อให้ติดคณะอื่น แต่ไม่ใช่หมอที่มันอยากเรียนมันก็ไม่มีความหมายป่ะ”

     “แล้วแกจะให้ฉันปล่อยน้องแกนั่งเฉยๆ อยู่ปีนึงเพื่อเตรียมสอบอีกทีนะเหรอ”

     อย่างไรเสียพ่อที่ยอมรับอะไรได้ง่ายๆ ก็คงไม่ใช่พ่อของเขา

     “หมอนะพ่อ คนเขาซิ่วกันปีสองปีปกติจะตาย แค่โตกว่าเพื่อนสักปีนึง ไม่มีใครสนใจหรอก ยังไงหมอก็เรียนจนแก่อยู่แล้ว กับการให้มันไปเรียนคณะอะไรก็ไม่รู้ แถมมันไม่ชอบอีก ดีไม่ดีจะไปไม่รอด โดนไทร์มาแย่กว่าอีกนะ”

     หนุ่มอักษรฯ พูดไปแล้วก็อยากจะตบปากตัวเองแรงๆ วิธีการพูดเหมือนแกล้งขู่แบบนี้ คงได้ผลกับแค่เด็กประถมเท่านั้น

     “...”

     หรือตอนนี้ในบ้านเขาจะมีเด็กอยู่หนึ่งคน

     ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่หน้าโซฟานิ่งไปอย่างคนใช้ความคิดทำให้ม่านฟ้าตาโต อดตื่นเต้นไม่ได้ว่าการเกลี้ยกล่อมห่วยๆ ของเขาจะใช้ได้ผลจริงหรือ

     หลายนาทีผ่านไป เสียงในบ้านยังคงมีแต่เสียงของโทรทัศน์ที่ผู้ประกาศข่าวเล่าเรื่องราวอย่างออกรสออกชาติ แต่กลับไม่มีเสียงพูดคุยของคนในบ้านดังโต้ตอบกันสักนิด ม่านฟ้าเลือกที่จะทิ้งเวลาไว้ให้พ่อได้ลองคิดแทนที่จะรีบเซ้าซี้จนเสียโอกาส อย่างน้อยเขาก็พอมองเห็นเค้าลางของการยอมอ่อนข้อของพ่อบ้างแล้ว

     “เดี๋ยวรอผลออกมาก่อนเถอะ แล้วจะว่ายังไงค่อยมาคิดกันอีกที”

     เพียงแต่จะให้พ่อยอมรับอะไรง่ายๆ ก็บอกแล้วไง ว่าไม่ใช่พ่อเขาหรอก

     ชายหนุ่มอมยิ้มไว้ในแก้มไม่อยากให้บิดาเห็น ถึงคำตอบรับครั้งนี้จะไม่ใช่การตอบตกลงหรือเห็นด้วยเสียทีเดียว แต่แค่ไม่ปฏิเสธดึงดันหรือโวยวายอะไรออกมาก็นับว่าเป็นการตกลงครั้งยิ่งใหญ่สำหรับพ่อแล้ว

     .

     .

     "ยังไงบอกให้เขารู้ด้วยตัวเอง มันน่าจะดีกว่าการถูกจับได้นะเว้ย"

     หลังเจรจาเรื่องแรกจบไป ม่านฟ้าก็นึกย้อนไปถึงคำพูดของใครบางคนที่ขู่เขาเอาไว้เมื่อหลายวันก่อน

     ม่านฟ้านั่งทำใจอยู่ครู่หนึ่งหลังจากหาจังหวะดีๆ ในการคุยกับพ่อถึงอีกเรื่องซึ่งเขา ‘ผลัด’ มาตลอด จนกระทั่งถึงช่วงโฆษณา บทสนทนาจึงเริ่มต้นตั้งแต่นั้น

     “พ่อ… คือ.. / ฉันจะขึ้นไปงีบสักหน่อย”

     “...”

     เสียงที่ดังขึ้นพร้อมกันทำให้ม่านฟ้าถึงกับชะงัก ผู้เป็นพ่อเองก็เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดชนเข้ากับลูกชายที่กำลังจะพูดบางอย่างออกมา จึงถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

     “แกจะพูดอะไรนะ”

     “...เออ เปล่าครับ”

     นภดลนิ่งไปเล็กน้อยมองหน้าลูกชายคนโตที่เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็เงียบ พยักหน้ารับคำของชายหนุ่ม ไม่อยากซักไซ้ให้มากความ คิดว่าหากเป็นเรื่องสำคัญเจ้าตัวคงพูดออกมาแล้ว

     “อืม งั้นถ้าแกไม่ดูทีวีแล้ว ก็ปิดซะด้วยล่ะ”

     บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น

     ม่านฟ้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มองตามหลังบิดาที่เดินขึ้นชั้นสองไปอย่างเหนื่อยใจ แล้วเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างหมดแรง ทั้งที่ยังไม่ทันได้พูดออกไปสักนิด แต่กลับใช้พลังงานในการเตรียมใจไปมากเหลือเกิน

     สุดท้ายก็ไม่ได้บอกออกไป

     เขาคงเป็นคนขี้ขลาดที่ชอบหนีปัญหาอย่างที่พิธานชอบปรามาสไว้จริงๆ

     .

     .

     .

     หรือบางที เขาควรบอกพ่อตั้งแต่วันนั้น ก่อนที่เรื่องจะบานปลายมาจนถึงขั้นนี้

     โครม!!!

     เสียงของลังขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ถูกโยนลงมาจากชั้นสองดังขึ้น ปลุกให้ทั้งบ้านที่เงียบสงบในยามเย็นร้อนระอุขึ้นมาด้วยพายุอารมณ์ของผู้เป็นพ่อ อีกสามชีวิตในบ้านที่อยู่ชั้นล่างต่างตระหนกและวิ่งไปยังตีนบันไดชั้นล่าง เห็นเพียงผู้ก่อเหตุก้าวลงมาจากชั้นสองด้วยสีหน้าถมึงทึง ยิ่งไม่มีคำอธิบายใดจากปากผู้เป็นพ่อยิ่งทำให้บรรยากาศภายในบ้านมาคุมากขึ้น

     ม่านฟ้าเป็นคนแรกที่เริ่มสังเกตลังตรงหน้า ตอนแรกเขาพุ่งเป้าไปที่อารมณ์ของผู้เป็นพ่อแทนสิ่งที่ถูกโยนลงมา โดยคิดว่าเป็นเพียงลังโชคร้ายที่ถูกพ่อระบายอารมณ์ใส่แต่เมื่อสังเกตให้ดี ใบหน้าของชายหนุ่มก็ซีดเผือด หัวใจเต้นระรัวเมื่อเข้าใจถึงสาเหตุของเรื่องทั้งหมด

     ลังเก็บเครื่องสำอางของภูหมอก

     ลังขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ถูกเปิดออกมาจนเห็นของที่อยู่ภายใน การเจอเครื่องสำอางเยอะแยะในห้องนอนของลูกชายต่อให้ไม่เป็นพ่อของเขาที่ระแวงกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ แต่เป็นคนอื่นมาเจอเช่นนี้ก็คงไม่พ้นคิดไปในทางเดียวกัน

     ม่านฟ้าไม่คิดจะหาสาเหตุต่อไปว่าเหตุใดพ่อจึงสามารถเปิดลังที่ล็อคกุญแจไว้ของภูหมอกได้ จะด้วยน้องชายของเขาลืมล็อคเอง ลืมกุญแจไว้บนห้อง หรือจะเป็นเพราะพ่องัดขึ้นมาอย่างไรก็ตาม ตอนนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลเท่าสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญ

     “ของใคร”

     ประโยคแรกที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวไม่ได้เกินความคาดหมายหนัก แต่เนื้อหาของคำถามพร้อมสายตาแข็งกร้าวที่มองมาทางเขาทำให้ม่านฟ้าถึงกับชะงัก

     ‘จะถามทำไมในเมื่อก็พุ่งเป้ามาที่เขาอยู่แล้ว’

     สายตาของชายวัยกลางคนทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดคนเป็นพ่อ แต่เสียงร้องไห้ของภูหมอกก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะความคิด

     อาการของน้องชายกำลังเป็นคำสารภาพทุกอย่าง เจ้าตัวเริ่มร้องไห้หนักขึ้นจนพ่อหันไปมอง ม่านฟ้ากัดริมฝีปากเข้าหากัน สมองคิดคำโกหกต่างๆ ขึ้นมาทันควันแต่ปากก็ยั้งคำพูดแก้ตัวนั้นเอาไว้ เขาบอกตัวเองให้เลิกโกหกเสียที ที่เรื่องต่างๆ บานปลายมาถึงขั้นนี้ก็เพราะการโกหกปิดบังไม่ใช่หรือ

     ขณะที่ความยับยั้งชั่งใจกำลังตีกันในหัวของม่านฟ้า เสียงตะคอกของบิดาก็ดังขึ้นอีกครั้ง

     “อย่าคิดจะโกหกกูเชียวนะ กูถามว่าของใคร!!?”

     ยิ่งเสียงตะโกนดังเท่าไหร่ ภูหมอกก็ยิ่งร้องไห้หนักเท่านั้น นภดลเห็นอาการแล้วจึงกระชากแขนของลูกชายคนเล็กมาแล้วบีบอย่างแรงจนเจ้าตัวเบ้หน้า

     “ของมึงเหรอไอหมอก นี้มึงเป็นตุ๊ดเป็นเกย์อย่างงั้นเหรอ!!”

     การที่ภูหมอกเอาแต่ร้องไห้ ส่ายหน้าพัลวันเหมือนคนเสียสติ ยิ่งจุดไฟอารมณ์ของพ่อให้ลุกโชน ชายวัยกลางคนเงื้อมือขึ้นสูงเตรียมจะตบลงไปที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างขาดสติ

     หมับ!

     ม่านฟ้าคว้าแขนของบิดาไว้แล้วแทรกเอาตัวเข้ามาบังน้องชาย คิดเพียงแต่จะหยุดการลงไม้ลงมือของพ่อลงเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงการที่ตัวเองจะกลายเป็นเหยื่อรองรับอารมณ์และกลายเป็นแพะรับบาปไปเสียเอง

     “หรือว่าเป็นของมึง ไอเมฆ มึงยิ่งชอบทำตัวประชดประชันกู สั่งให้ทำอย่างมึงก็จะรั้นไปทำอีกอย่าง มึงบังคับให้น้องช่วยมึงเก็บความลับใช่ไหม ไอหมอกมันถึงได้ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรแบบนี้”

     ผัวะ!

     แรงตบจากฝ่ามือของพ่อที่กระชากจากการยึดจับฟาดเข้าที่บ้องหูของม่านฟ้าเขาอย่างจัง ชายหนุ่มเซไปตามแรงมือ แต่ความรู้สึกเจ็บกลับมีน้อยกว่าความมึนงง ไม่รู้เพราะแรงฟาดหรือคำพูดที่ถูกกล่าวหา ม่านฟ้าเงยหน้ามองบิดาที่ตอนนี้พ่นคำด่าสารพัดออกมาจนเขาฟังแทบไม่ทัน ความน้อยเนื้อต่ำใจที่พยายามเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกมาตลอดผสมปนเปไปกับความโกรธ ดวงตาของเขาแดงก่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำใส แต่เป็นเจ้าตัวที่พยายามรั้งไว้ไม่ให้ไหลออกมา จนคำพูดสุดท้ายที่ทำให้เส้นอารมณ์ขาดผึง

     “แกมันลูกเฮงซวย สร้างแต่ปัญหา เกิดมามึงทำอะไรได้ดีบ้าง แล้วยังกลายมาเป็นปัญหาสังคมอย่างเป็นตุ๊ดเป็นเกย์แบบนี้อีก!!!”

     “ใช่!! พ่อ!! ผมมันลูกเฮงซวย แม่งไม่มีอะไรดีสักอย่าง ขอโทษจริงๆ ที่เกิดมาเป็นลูกพ่อ น่าจะตายๆ ไปตั้งแต่ในท้องแม่แล้ว อย่างงั้นใช่ไหมที่พ่อต้องการ!!! ”

     ม่านฟ้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าพูดอะไรออกไป เขาเพียงรู้สึกน้อยใจที่พ่อเข้าใจผิดทั้งที่เขาเพียงต้องการเข้าไปห้าม ราวกับพ่อมีอคติและพุ่งเป้ามาที่เขาอยู่แล้ว ม่านฟ้าไม่รู้ตัวแม้กระทั่งน้ำตาไหลลงมาตั้งแต่ตอนไหน มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แม่วิ่งมารั้งแขนของเขาไว้ แต่เขาก็รั้งคำพูดของตัวเองไว้ไม่ทันอีกต่อไปแล้ว

     “อะไรก็ตามที่พ่อเกลียด เมฆก็จะเป็นอย่างงั้น เพราะไม่ว่าจะพยายามทำอะไร ยังไงพ่อก็ว่าไม่ดีอยู่แล้วนี่!!!”

     ผัวะ! ผัวะ!

     เสียงไม้เมตรที่วางอยู่ข้างทีวีฟาดเข้าที่ร่างของลูกชายคนโตอย่างแรง ใบหน้าของคนตีแดงก่ำไปด้วยความโกรธ มือหนึ่งลากภรรยาที่พยายามเอาตัวเข้าขวางลูกชายไว้ ขณะที่อีกมือก็หวดไม้ลงไปไม่ยั้ง

     “ถอยออกไป อย่ามายุ่ง” นภดลสะบัดตัวออกจากแรงจับของภูหมอกที่พยายามจับเขาไว้อีกคน “กูจะตีมันให้ตาย ให้มันเลิกทำตัวบ้าๆ เสียที!”

     ผัวะ!!! เพล้ง!!

     เสียงหวดไม้อย่างแรงก่อนที่ไม้เมตรเก่าๆ จะหักกลางจากการรับแรงกระแทกไม่ไหว บางส่วนของไม้ที่หักกลับกระเด็นไปโดนแก้วน้ำที่วางอยู่จนตกมาแตก นภดลขว้างไม้เมตรไร้ประโยชน์ลงที่พื้น เปลี่ยนมาเป็นชี้หน้าลูกชายตัวดีที่ยังจ้องตาเขากลับมาอย่างไม่ลดละ

     “มึงไสหัวออกไปจากบ้านกูเลยนะ เก็บเสื้อผ้าออกไปให้หมด ของทุเรศๆ ของมึงพวกนี้ด้วย ถ้ากลับมาเป็นคนปกติไม่ได้ก็อย่ากลับมาให้กูเห็นหน้าอีก!!”

     ม่านฟ้ายืนนิ่งๆ มองบิดาของตนคว้ากระเป๋าสตางค์และกุญแจรถขับออกไปนอกบ้านจนลับสายตา ความรู้สึกชาจากการโดนตีเริ่มแสดงอาการปวดหน่วงตามเนื้อตัว แต่คงไม่ชาเท่าหัวใจที่ตอนนี้แทบไม่รับรู้อะไรอีกต่อไปแล้วจากคำพูดสุดท้าย

     "กรรมอะไรของกูว่ะ ที่มีลูกอย่างมึง"

     อ้อมกอดอุ่นๆ พร้อมกับน้ำตาของแม่ดึงม่านฟ้ากลับมาที่ความจริงตรงหน้าอีกครั้ง เขากอดมารดากลับไปเบาๆ ปลอบใจว่าเขาไม่เป็นไร พร้อมเหลือบไปมองน้องชายแท้ๆ ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่สมควรเกิดขึ้นในฐานะพี่ชายผุดขึ้นมาในหัว

     ‘ทำไมกูต้องมาโดนพ่อด่า พ่อเกลียดเพราะความสะเพร่าของมันด้วยว่ะ’

     ชายหนุ่มผละออกจากอ้อมกอดของมารดาแล้วคุกเข่าลงไปหาน้องชายที่นั่งร้องไห้อยู่กับพื้น มองใบหน้าเหยเกที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของภูหมอกด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย มันไม่ใช่ความรัก ความอ่อนโยน แต่ก็ไม่ใช่ความเกลียด

     นั่นสิ

     .

     ทำไมถึงไม่ใช่เกลียด

     .

     ทั้งที่เขาควรจะเกลียด… เด็กขี้แยที่ชอบร้องไห้เวลาเล่นกันทำให้เขาโดนพ่อตี เด็กที่ชอบประจบเอาใจพ่อแม่จนเขากลายเป็นหมาหัวเน่า เด็กที่เรียนเก่งจนพี่ชายอย่างเขาที่ถูกเอาไปเปรียบเทียบไม่เคยได้รับคำชมจากพ่อแม้จะสอบได้คะแนนดีแค่ไหน เด็กที่เอาแต่ใจแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า เด็กที่ชอบสร้างเรื่องจนทำให้เขาต้องเดือดร้อนเสียหลายหน

     …รวมทั้งครั้งนี้ด้วย

     .

     หรือควรพูดว่า ‘ทำไมเขาถึงเกลียดมันไม่ลงสักที’



     “หมอก หยุดร้อง”

     ภูหมอกเงยหน้าขึ้นมาตามเสียง แต่ไม่สามารถทำตามสิ่งที่พี่ชายสั่งได้ กลับกันน้ำตากลับไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้เมื่อแขนผอมๆ ของม่านฟ้าอ้าออกเพื่อรอรับ เด็กหนุ่มโผตัวเข้าหาร่างที่เล็กกว่าแต่กลับเป็นเข้มแข็งกว่าเขาหลายเท่า พี่ชายตัวเล็กๆ ของเขา พี่ชายที่ไม่ได้เก่งกาจอะไรแต่กลับเป็นฮีโร่ของเขามาเสมอ

     “พี่เมฆ หมอกขอโทษๆ”

     ม่านฟ้ารู้สึกถึงน้ำตามากมายของน้องชายบนบ่า ร่างกายเด็กหนุ่มสั่นเทาจากแรงสะอื้นอย่างหนัก ภูหมอกร้องไห้ราวกับโลกพังลงตรงหน้าแล้วพร่ำขอโทษเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาได้แต่ถอนหายใจ

     ‘ก็เพราะมันเป็นแบบนี้...’

     ‘...จะให้เขาเกลียดมันลงได้ยังไง’



     TBC



     Achaya (Writer) :

     คนทุกคนก็มีด้านมืดในใจกันทั้งนั้น

     หรือแม้แต่ม่านฟ้าเองก็เป็นเพียงแค่คนสีเทาคนหนึ่งที่มีความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นได้เช่นกัน

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์นะคะ


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 :hao5:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 434
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
อย่าทำพีีเฆม :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
บทที่ 12

     เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานขึ้นเมื่อเสียบคีย์การ์ดลงไปในช่องหน้าประตู ม่านฟ้าเดินเข้ามาในห้องพักเล็กๆ ของโรงแรมที่เขามาเปิดซุกหัวนอนในคืนนี้

     ทั้งที่แม่พยายามห้ามไม่ให้เขาออกมาและรอคุยกับพ่อให้รู้เรื่อง หมอกเองก็บอกว่าจะสารภาพกับพ่อว่าของทั้งหมดเป็นของตน แต่เขารู้ พ่อเวลานี้ไม่ยอมคุยหรือฟังอะไรทั้งนั้น เขาควรออกมาเพื่อให้พ่อสงบอารมณ์ลงก่อนดีกว่า

     ใช่

     เขารู้...นั่นก็แค่ข้ออ้างของเขา


     ความจริง…

     เขาแค่อยากหลบออกมาสงบสติอารมณ์ของตัวเองมากกว่า


     ม่านฟ้ารู้ตัวว่าพูดแรงเกินไป ทั้งยังพูดจาประชดประชันทำให้เรื่องแย่ขึ้นไปอีก รู้ทั้งรู้ว่าการปล่อยให้พ่อเข้าใจผิดเรื่องเครื่องสำอางนั้นไม่ถูกต้อง วันหนึ่งเมื่อความจริงเรื่องภูหมอกถูกเปิดเผย เมื่อนั้น...พ่อก็คงต้องเสียใจซ้ำอีกครั้ง

     ในตอนนี้ม่านฟ้าไม่คิดโทษใครทั้งนั้นนอกจากตัวเอง ทั้งหมดเกิดจากการตัดสินใจผิดพลาดของเขา ทั้งการปล่อยให้ภูหมอกทำตามใจ พยายามปิดเรื่องต่างๆ ไว้ ไปจนถึงการทำให้ทุกอย่างบานปลายมาถึงขั้นนี้

     ชายหนุ่มสะบัดหัวพยายามไล่ความคิดออกไป การโทษตัวเองในเวลานี้ไม่ช่วยอะไรนอกจากยิ่งฟุ้งซ่านไปใหญ่ บอกตัวเองให้รีบนอนให้หมดวันนี้ไปเร็วๆ

     แต่คำบางคำกลับยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

     ‘ลูกเฮงซวย สร้างแต่ปัญหา’

     ม่านฟ้าบอกตัวเองว่าอย่าถือโทษกับคำพูดของคนเป็นพ่อ แต่ลึกในใจเขากลับอดคิดไม่ได้ว่า แม้จะอยู่ในอารมณ์โกรธเพียงใด คนเราจะสามารถพูดใน ‘สิ่งที่ไม่เคยคิด’ ออกมาได้เหรอ หรือเพียงแต่ขาดความยับยั้งชั่งใจจน ‘สิ่งที่เคยคิดไว้’ แต่ ‘ไม่กล้าพูด’ หลุดออกมาในยามที่เราโมโหเท่านั้น

     หมายความว่าพ่อ...คิดว่าเขาเป็นลูกที่สร้างปัญหาให้พ่อมาตลอดอย่างนั้นหรือ

     ที่นอนขนาดห้าฟุตยวบลงจากแรงทิ้งตัวของชายหนุ่ม ม่านฟ้าซุกใบหน้าลงกับหมอนอย่างหมดแรง พยายามฝืนตัวให้หลับลงไปแต่ก็ยากเต็มที

     ดวงตาใต้แพขนตาหนาเหลือบมองไปยังโทรศัพท์มือถือที่ปิดแล้ววางไว้บนหัวเตียงพร้อมความคิดบางอย่าง แต่ยังไม่ทันขยับตัวทำสิ่งใด เสียงเคาะประตูหน้าห้องกลับทำให้ชายหนุ่มชะงัก

     ก๊อกๆๆ

     ม่านฟ้าขมวดคิ้วกับเสียงที่ได้ยิน คิดอย่างไรก็ไม่น่ามีใครมาหาเขาในเวลานี้ แต่เสียงเคาะที่ดังขึ้นอีกครั้งยืนยันว่าเสียงนั้นเกิดขึ้นจริงใช่เพียงหูแว่วอย่างที่คิดไว้

     ชายหนุ่มค่อยๆ ขยับตัวลงจากที่นอน มองไปทางประตูห้องด้วยหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น กวาดตามองสภาพโดยรวมของห้องพักอีกครั้ง ปรากฏภาพห้องกลางเก่ากลางใหม่สีทึมด้วยไฟสลัว เขาเลือกห้องที่ถูกที่สุดเพราะคิดว่านอนเพียงแค่คืนเดียวคงไม่เป็นไรมาก แต่พอมาได้ยินเสียงเคาะประตูเช่นนี้ก็อดหวั่นใจไม่ได้

     ไม่หรอก เขาแค่สงสัยเท่านั้นเองว่าจะเป็นใครที่มาหาเขาตอนนี้ ไม่ได้กลัวสิ่งลี้ลับใดๆ เสียเมื่อไหร่

     ขาเรียวก้าวไปยังหน้าประตูช้าๆ เลื่อนใบหน้าให้ดวงตาอยู่ในระดับเดียวกับช่องตาแมวเพื่อมองหาเจ้าของเสียงเคาะ แต่กลับต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนในยามวิกาลชัดเจน

     ‘มาได้ไงเนี่ย’

     ----

     ภายในห้องพักของโรงแรมมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและแมลงกลางคืนด้านนอกดังแว่ว แต่กลับไร้เสียงพูดคุยแม้ในห้องจะเพิ่มสมาชิกเข้ามาอีกหนึ่ง

     ม่านฟ้าเหลือบมองไปยังคนที่นั่งพิงเตียงอยู่กับพื้นห่างออกไปไม่ไกล จากความรู้สึกมึนงงเริ่มกลายเป็นหงุดหงิด เพราะผู้ชายตัวโตๆ ที่มาหาแต่กลับไม่ยอมพูดอะไรสักอย่างนอกจากนั่งตากแอร์นิ่งๆ อยู่กับพื้น

     ‘อะไรของมันกันว่ะ’ เจ้าของห้องพักถอนหายใจแล้วหันหน้าหนีไปอีกทางอย่างไม่สบอารมณ์ จากอารมณ์ที่ไม่ปกติอยู่แล้ว ยิ่งรู้สึกว่าถูกกวนอารมณ์มากยิ่งขึ้น

     พิธานหันไปมองคนที่นั่งงุ่นง่านอยู่บนเตียง ยกมือปิดปากหาวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องดึงตัวเองออกมาจากที่นอนอันแสนสุข



     เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นในเวลาหัวค่ำปลุกชายหนุ่มขึ้นมาจากที่นอน โดยปกติเขาไม่ใช่คนนอนเร็ว แต่เพราะวันนี้ไปเล่นบอลกับเพื่อนสมัยมัธยมมาทั้งวัน ถึงบ้านก็อาบน้ำนอนอย่างเดียว แต่กลับโดนขัดจังหวะการนอนเข้าจนได้

     “ฮาโหล”

     ‘พี่พีททท ฮึก ช่วยด้วย’

     เสียงทุ้มติดสาวที่คุ้นเคยดังออกมาก่อนคำทักทายของเจ้าตัวพร้อมเสียงสะอื้น พิธานขมวดคิ้วเริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดีบางอย่าง

     “อะไรของมึง พูดดีๆ ดิ ร้องไห้เพื่อ?”

     ‘พี่เมฆ พี่เมฆ…’

     พิธานนั่งฟังเรื่องราวปนเสียงสะอื้นของภูหมอกพร้อมคิ้วที่ขมวดปมขึ้นเรื่อยๆ กะแล้วไม่มีผิดว่าต้องเกิดเรื่อง ทั้งที่เขาพยายามบอกม่านฟ้าหลายครั้งแล้วว่าให้พูดความจริงไปก่อนที่เรื่องจะบานปลาย สุดท้ายก็เป็นเรื่องจนได้

     ‘...พี่พีทช่วยไปดูพี่เมฆหน่อยได้ไหมอ่ะ นี้เตลิดไปไหนแล้วก็ไม่รู้’

     “โอยยย อะไรกันว่ะเนี่ย” ปากทั้งด่าทั้งบ่นแต่ตัวกลับลุกขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างหน้าไปด้วยขณะเปิดลำโพงพูดตอบคนในสาย

     พิธานเตือนแล้วเตือนอีกให้รีบบอกไปก่อนที่จะสาย เรื่องของภูหมอกอย่างไรก็ปิดไว้ได้ไม่นาน คงเพราะภูหมอกเป็น ‘ตุ๊ด’ หรือก็คือผู้ชายใจสาวนั่นแหละ ผิดกับ ‘เกย์’ ที่อย่างไรก็คือผู้ชายที่เพียงแต่ชอบผู้ชายด้วยกัน หากภูหมอกเป็นเกย์ แค่ไม่มองตามผู้ชายจนผิดสังเกตหรือพาแฟนผู้ชายเข้าบ้านก็คงไม่มีใครรู้ แต่เพราะภูหมอกเป็นเช่นนี้ ทั้งอาการและความชอบหลายอย่างมันจึงปิดกันยาก สักวันใดวันหนึ่งพ่อก็ต้องดูออก

     ถ้ายอมสารภาพความจริงไปแต่แรก แน่นอนว่าคงโดนโกรธ โดนด่า แต่อย่างน้อย… เหตุการณ์ที่ทำให้เข้าใจผิดแบบนี้ก็คงไม่เกิด

     “นะ พี่พีท ช่วยไปหาพี่เมฆหน่อย หมอกกับแม่ก็โดนพ่อสั่งไม่ให้ออกไปหา แต่ตอนนี้ก็ห่วงว่าจะอยู่ที่ไหน”

     “มันอาจจะกลับไปอยู่ที่หอแล้วก็ได้”

     “ไม่ใช่หอในพี่ปิดปรับปรุงจะเปิดให้เข้าก็พรุ่งนี้เที่ยงไม่ใช่เหรอ”

     เออ ก็จริง เขาลืมนึกไป ช่วงนี้จริงๆ แล้วมหาลัยเปิดเทอมแล้ว แต่เพราะมีกีฬามหาลัยถึงได้วันหยุดเพิ่มมาฟรีอีกหนึ่งอาทิตย์ให้นอนเล่นอยู่บ้าน ตัวเขาเองวางแผนจะกลับหอตั้งแต่เมื่อวานซืน แต่เพราะหอปิดปรับปรุงกะทันหันจึงต้องเลื่อนกำหนดออกไปอย่างช่วยไม่ได้

     “นะ พี่ หมอกว่าพี่เมฆคงไม่ไปไหนไกล อาจจะพักอยู่โรงแรมแถวนี้หรือบ้านเพื่อนก็ได้ แม่เป็นห่วงกลัวพี่เมฆคิดสั้นหรือทำร้ายตัวเอง”

     ไม่หรอก เมฆไม่ใช่คนแบบนั้น แม้เขาจะด่าบ่อยๆ ว่าเมฆเป็นคนขี้ขลาด แต่เรื่องไร้สาระอย่างการทำร้ายตัวเองหรือคิดสั้นตัดออกไปได้เลย อย่างมากก็ไปนั่งกินเหล้าย้อมใจที่ไหนเท่านั้น

     สมองคิดแบบนั้น แต่ในใจก็ต้องยอมรับว่าห่วงปนไปกับความน้อยใจลึกๆ มือคว้ากระเป๋าสตางค์และกุญแจรถบนโต๊ะขณะที่ปากกลับว่าไปอีกเรื่อง

     “กูจะต้องมาวุ่นวายกับบ้านมึงอีกเยอะไหมเนี่ยห่ะ เป็นผัวพี่มึงรึก็ไม่ใช่”

     “โอย พี่พีท ช่วยกันมาตั้งหลายเรื่อง ขออีกเรื่องเถอะน่า อย่ามาเล่นตัวตอนนี้ได้ไหม จะเครียดตายอยู่แล้ว

     “เออๆ เดี๋ยวกูลองไปหาดูให้”


     ผลลัพธ์ของการรับปากคือเขาต้องขับรถวนไปตามโรงแรมต่างๆ แล้วถามชื่อคนเข้าพัก หลายโรงแรมไม่ยอมบอกเพราะถือว่าเป็นความลับของลูกค้า เขาจึงต้องโกหกว่าถ้าไม่ยอมบอกอาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นก็ได้

     ‘พี่คงไม่อยากให้พรุ่งนี้มีข่าวออกมาว่ามีแขกฆ่าตัวตายในโรงแรมของพี่หรอกนะ เพื่อนผมมันทะเลาะกับพ่อแล้วหนีออกจากบ้านมา ผมกลัวมันคิดสั้น’

     สุดท้ายเขาก็เจอโรงแรมที่ม่านฟ้าอยู่ พนักงานโรงแรมพาเขามาที่ห้องและรออยู่ด้วยจนแน่ใจว่าเป็นคนรู้จักกับแขกจริงๆ จึงผละออกไป




     “พีท”

     เสียงเจ้าของห้องเรียกเขาให้หลุดออกจากภวังค์แล้วหันกลับไปมอง

     “มึงมาทำไม”

     “ก็เห็นมึงมานอนโรงแรมทั้งที่บ้านก็อยู่แค่นี้ เลยนึกว่าจะไปเที่ยวไหน กูเลยอยากไปเที่ยวด้วย”

     “กวน”

     “กูรู้เรื่องหมดแล้ว”

     "..."

     จบคำ ทั้งห้องก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง พิธานไม่กล่าวอะไรต่อนอกจากนั้น ขณะที่ม่านฟ้าเองก็กำลังประมวลผลกับสิ่งที่อีกคนพูดออกมา

     ใช่ว่าเขาแปลกใจที่พิธานรู้เรื่อง เพราะคิดไว้อยู่แล้วว่ามาหาเขาถึงที่ขนาดนี้คงต้องรู้เรื่องบ้างไม่มากก็น้อยแต่ก็ยังรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่ดี ยิ่งเขาหนีออกมาโดยไม่บอกอะไรอีกฝ่ายสักคำแบบนี้ด้วย

     “กูบอกแล้วใช่ไหม..”

     อารมณ์ที่ไม่ค่อยคงที่ดีเมื่อคิดได้ว่าจะต้องโดนคนตรงหน้าดุซ้ำเขาอีกครั้งเร่งเร้าให้ม่านฟ้ารู้สึกกลัวจนต้องรีบพูดสวนออกไป “อย่าซ้ำนะ! ขอร้องเหอะ”

     ม่านฟ้าพูดออกมาเสียงดัง ก่อนหางเสียงจะแผ่วลงจนฟังเหมือนคนจะร้องไห้ พิธานถอนหายใจหนักๆ แล้วเบนหน้าหนีไปอีกทาง ไม่อยากให้ทะเลาะกันมากไปกว่านี้จึงเปลี่ยนไปอีกเรื่อง

     “แล้วโดนพ่อไล่ออกจากบ้านทำไมไม่มาหากู บ้านกูก็อยู่แค่นั้น หนีออกมาทำไมไกลถึงโรงแรมนี่ หรือพอเกิดเรื่องแล้วมันไม่มีชื่อกูอยู่ในหัวมึงเลยงั้นสิ”

     “...”

     “แล้วมึงจะทำยังไงต่อ พ่อมึงเข้าใจผิดไปขนาดนี้ กูถามจริงๆ เหอะ มึงตั้งใจรับแทนน้องรึเปล่า”

     “...”

     ทั้งที่พยายามปรับอารมณ์ตนเองให้เย็นลง แต่พอเจอความเงียบของอีกคนเช่นนี้ก็ฉุดอารมณ์ของพิธานให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องกดเสียงต่ำถามย้ำอีกคนออกไป “เมฆ ตอบกู”

     “...”

     “เมฆ!!”

     “กูไม่ได้ตั้งใจ!! ไม่ได้ตั้งใจรับแทนน้อง แค่ตอนนั้นอารมณ์มันพาไป กูคุมสติตัวเองไม่ได้ ไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันบานปลาย! ไม่ได้ตั้งใจให้ผลลัพธ์มันออกมาแย่แบบนี้! แต่การตัดสินใจของกูมันพลาดเอง กูพลาดไปทุกอย่างเอง!!”

     ม่านฟ้าตะโกนออกมาสุดเสียง พอจบประโยคก็ปล่อยโฮออกมาอย่างอัดอั้นจนพิธานถึงกับผงะ เห็นคนที่เคยนิ่งมาตลอดร้องไห้จนตัวโยนแบบนี้เขาถึงกับไปไม่ถูก จากตอนแรกที่หงุดหงิดการกระทำของม่านฟ้า พอมาเจอแบบนี้กลับอดใจอ่อนให้ไม่ได้ เพราะถึงเขาจะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจหลายอย่าง แต่เขารู้ดี ว่าทุกอย่างที่ทำ ล้วนมีจุดประสงค์ที่ดีต่อน้องและทุกคนทั้งนั้น

     ม่านฟ้าเพียงต้องการให้ยืดเรื่องนี้ออกไปก่อน เขาเพียงอยากรอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม ใจจริงเขาอยากจะให้หมอกมีการมีงานทำ มีรายได้เป็นของตัวเองก่อนด้วยซ้ำ เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อพ่อรู้ความจริงจะยังส่งเสียค่าเทอม ค่าขนมให้หมอกอีกไหม แต่รู้ดีว่าน้องอึดอัด ถึงเลือกที่จะบอกหลังน้องสอบเข้ามหาลัยเสร็จเรียบร้อย

     แต่สุดท้าย… ก็ไม่ทัน

     เหตุการณ์สุดท้ายที่ม่านฟ้าจะอยากให้เกิดขึ้น แต่กลับเกิดขึ้นเพราะอารมณ์ชั่ววูบของเขาที่ประชดประชันพ่อออกไปจนเกิดความเข้าใจผิด พ่อจะต้องเสียใจเรื่องของเขาในครั้งนี้ และเมื่อความจริงที่ว่าของเหล่านั้นเป็นของภูหมอก ใช่ว่าความเสียใจในครั้งนี้ของพ่อจะเรียกกลับมาได้เสียเมื่อไหร่

     ทางแก้ของปัญหาในวันนี้ คือเขาควรที่จะบอกความจริงกับพ่อทั้งหมด แก้ไขความเข้าใจผิดเสีย แต่นึกถึงสภาพน้องที่ร้องไห้อย่างหนักก็ทำให้เขายิ่งลังเล เขาไม่มั่นใจในการกระทำของตัวเองอีกต่อไป ราวกับว่าถ้าเขาตัดสินใจทำสิ่งใดอีกก็คงจะมีแต่เรื่องผิดพลาด

     พิธานถอนหายใจหนักๆ อีกครั้ง ขยับตัวขึ้นไปนั่งบนเตียงข้างตัวเจ้าของห้องที่ยังร้องไห้สะอึกสะอื้นแล้วเรียกด้วยเสียงที่อ่อนลง

     “เมฆ”

     วงแขนหนาอ้าออกเพื่อเรียกใครคนหนึ่งเข้ามาภายใน

     “มานี่มา”



     TBC



     Achaya (Writer) :

     ตอนนี้เพียงอยากให้ทุกคนเข้าใจ ไม่มีใครรู้ได้หรอกว่าการเลือกเส้นทางนี้จะก่อให้เกิดผลลัพธ์แบบไหน หรือต่อให้รู้ ก็ใช่ว่าคนเราจะสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองให้เป็นไปอย่างที่คิดว่าถูกว่าดีได้เสมอ

     แต่เมื่อผิดแล้วก็ต้องแก้ ส่วนจะแก้ปัญหากันอย่างไรก็มาลุ้นต่อไปด้วยกันนะคะ (ใครลุ้นอะไรไว้ก็คงต้องลุ้นต่อไปอีกหน่อยนะ)

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นกันค่ะ


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 :hao5:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 434
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
อยากไปช่วยปลอบพี่เฆม :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
บทที่ 13

     ผ่านไปกว่าสามอาทิตย์แล้วจากเหตุการณ์ที่พี่ชายโดนพ่อไล่ออกจากบ้าน จนมาถึงวันนี้ วันที่ภูหมอกเหลือสอบวิชาสุดท้าย คือความถนัดแพทย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ในการคำนวณคะแนนเพื่อยื่นเข้าคณะแพทยศาสตร์

     ภูหมอกตรวจเช็กของที่จะนำไปสอบอีกครั้งอย่างตั้งใจ ถึงจะมีปัญหาหลายอย่างผ่านเข้ามาในช่วงนี้ แต่เขาบอกกับตัวเองให้ตัดปัญหาทุกอย่างออกไปจากหัวก่อน แล้วย้อนคิดไปถึงโทรศัพท์จากพี่ชายที่โทรมาตั้งแต่เช้า

     ‘ทำให้เต็มที่ มึงอ่านมาไม่น้อยกว่าใครเขาแน่ ตอนนี้เรื่องเหี้ยอะไรก็ตัดออกไปก่อน อย่าเพิ่งไปคิดถึงมัน แล้วเดี๋ยวสอบเสร็จกูไปรับ กูจะเข้าไปหาพ่อด้วย’

     เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ แม้จะกังวลอยู่ไม่น้อยเรื่องที่พี่ชายจะเข้ามาหาพ่อวันนี้ แต่ต้องตัดใจทิ้งทุกอย่างออกไปตามพี่บอก เขาวางกระเป๋าสตางค์ไว้บนโต๊ะหนังสือ หลายคนบอกว่าอย่าเอาของมีค่าไป เพราะจะต้องวางกระเป๋าทั้งหมดไว้ที่หน้าห้องสอบ เขาจึงเอาไปเพียงโทรศัพท์สำหรับติดต่อพี่ชายที่จะมารับ และเงินติดตัวไปไม่กี่บาทใส่ในถุงใสที่มีเครื่องเขียนและบัตรประชาชนสำหรับเข้าห้องสอบเพียงเท่านั้น

     เสียงแม่ดังมาจากชั้นล่างทำให้ภูหมอกตรวจความเรียบร้อยอีกครั้งแล้วลงไปตามเสียงเรียก

     ----

     ม่านฟ้าวางหูจากน้องชายเสร็จก็พอดีกับที่เดินมาถึงห้องเรียน วันนี้เขามีเรียนเพิ่มแค่คาบเช้าจึงรับปากน้องว่าจะไปรับหลังสอบเสร็จ สนามสอบของภูหมอกอยู่ไม่ไกลจากมหาลัยเขามากนัก คิดว่านั่งรถเมล์ไปหลังเลิกเรียนคงถึงพอดีกัน

     วันนี้เขาจะได้กลับบ้านครั้งแรกในช่วงสามอาทิตย์

     หลังจากวันที่น้องชายตัวดีส่งผู้ช่วยมาหาเขาถึงโรงแรมแต่กลับมาด่าเขาปาวๆ ม่านฟ้าก็กลับมาอยู่ที่หอในวันรุ่งขึ้นเพราะเข้าช่วงเปิดเทอมพอดี จะแตกต่างไปตรงที่ไม่ได้กลับบ้านช่วงเสาร์อาทิตย์เลยก็เท่านั้น และอีกหนึ่งความแตกต่างที่เพิ่มเข้ามาคือแทนที่จะกลับบ้านในวันหยุดเขากลับเริ่มทำงานพิเศษเพื่อเงินค่าขนม

     ใช่ พ่อไม่ได้โอนเงินค่าขนมมาให้แล้ว เหมือนจะตัดขาดจริงๆ ดังที่กล่าวไว้ แม่เองก็คงไม่รู้เรื่องนี้ เพราะเรื่องเงินพ่อเป็นคนส่งเสียมาตลอด แต่เขาเองก็ไม่คิดที่จะกระโตกกระตากออกไป ไม่ให้เงินใช้ก็แค่หาเงินเอง ยากอะไร

     พอรู้ตัวว่าต้องหางานพิเศษทำ ความคิดแรกของเขาคือไปเป็นพนักงานสะดวกซื้อ หรือไม่ก็เด็กเสิร์ฟตามร้านเหล้า ได้ยินมาว่าเงินดีไม่น้อย แต่กลับถูกพิธานปัดตกไปเป็นอย่างแรก ด้วยเหตุผลที่ว่างานแบบนี้อาจกระทบกับเรื่องเรียน เพราะมักจะต้องทำงานเลิกดึก ให้หางานที่สามารถบริหารเวลาเองได้ดีกว่า

     สุดท้ายก็มาจบลงที่ ‘งานแปล’ เขาเปิดรับงานแปลทางอินเทอร์เน็ต เพราะอย่างไรก็เรียนมาสายภาษา ความคิดนี้ก็ไม่ใช่ของใครอีกนอกจากพิธานเจ้าเก่าเจ้าเดิม ที่นอกจากจะสนับสนุนแล้วยังช่วยเขาโปรโมทอีกต่างหาก และถ้าใครคิดว่างานแปลเป็นเรื่องง่าย บอกเลยว่าไม่ ยิ่งเจอศัพท์เฉพาะทางเข้าไป ถึงกับต้องรื้อหาข้อมูลกันให้ยุ่ง แถมบางงานยังต้องศึกษาไปถึงวัฒนธรรมของภาษานั้น เพื่อที่จะได้แปลความในออกมาได้อย่างครบถ้วน ซึ่งโดยรวมก็นับว่าสนุกดี

     แต่พอแล้ว

     ใช่ว่าเขาแก้ปัญหาเรื่องที่ไม่ส่งเงินมาให้ได้แล้วทุกอย่างจะจบ เขาไม่อยากให้ทุกอย่างคาราคาซังอยู่แบบนี้ ม่านฟ้ารู้ดีว่าทั้งแม่ ทั้งน้องต่างไม่สบายใจที่ปล่อยให้ความเข้าใจผิดเลยเถิดมาเรื่อยๆ และวันนี้ เขาตัดสินใจที่จะไปคุยความจริงทุกอย่างกับพ่อเสียที

     สัญญาว่าจะไม่ปิดบังอะไรพ่ออีกแล้ว พอกันทีกับความลับที่เก็บซ่อนเอาไว้

     ในทุกๆ เรื่อง

     ----

     ม่านฟ้ามองออกไปนอกรถประจำทางที่นั่งมากับน้องชายเพื่อกลับบ้าน เพราะตัดสินใจแล้วว่าวันนี้จะคุยกับพ่อให้รู้เรื่อง เขาถึงได้กระสับกระส่ายเรียนไม่รู้เรื่องทั้งวัน บวกกับลางสังหรณ์แปลกๆ ที่ทำให้คิดว่าเรื่องทุกอย่างคงจะไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ภาวนา

     ก็นะ ต่อให้ไม่ต้องใช้ลางสังหรณ์ก็พอจะรู้อยู่ว่าวันนี้คงศพไม่สวยแน่

     โทษสถานเบาก็อาจจะเป็น...โดนตบบวกด่าอีกสักรอบ

     ส่วนโทษสถานหนัก… อย่าเพิ่งไปคิดเลย

     หนุ่มอักษรส่ายหัวแล้วขยับตัวให้ชิดกับหน้าต่างมากขึ้นเมื่อชนเขากับน้องชายที่นั่งขยุกขยิกอยู่ข้างกายอีกครั้ง ภูหมอกนั่งกระวนกระวายตั้งแต่ขึ้นรถมา ดวงหน้าขาวใสของเจ้าตัวดึงดูดสาวน้อยสาวใหญ่ที่อยู่ภายในรถให้หันมาเมียงมองได้ไม่ยาก ยิ่งเจ้าตัวทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ยิ่งเสริมให้เจ้าตัวดูเคร่งขรึมน่ามองกว่าเดิม

     ทั้งหน้าตาดี เรียนเก่ง นิสัยโอบอ้อมอารี ใจดีไปทั่ว แถมยังว่านอนสอนง่ายอีกต่างหาก

     พ่อคนไหนก็ต้องวาดฝันถึงอนาคตที่ดีของลูกแบบนี้อยู่แล้ว

     ภูหมอกจึงรับความคาดหวังของพ่อที่มาพร้อมความกดดันอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

     ม่านฟ้าถอนหายใจเงียบๆ แล้วดึงความคิดกลับมาที่ตัวเองอีกครั้ง ก่อนมาเขาตั้งใจเตรียมคำพูดเพื่อมาโน้มน้าวพ่อเสียมากมาย อธิบายเหตุผลร้อยแปดทั้งจิตวิทยา ชีววิทยา สิ่งแวดล้อมและสังคม แม้จะไม่ถึงขั้นเขียนสคริปต์อย่างภูหมอกคราวสารภาพกับแม่ แต่ก็เตรียมคำพูดไว้มากมายจนล้นหัว ก่อนทั้งหมดจะถูกหยุดด้วยคำพูดง่ายๆ



     "มึงไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก ความจริงมันเป็นยังไงก็พูดไปให้หมด สารภาพให้หมดเปลือกก็แค่นั้น อธิบายเยอะแยะถ้าเขาไม่ฟังเขาก็มองว่ามันเป็นแค่ข้ออ้าง"

     พิธานผลักหัวคนคิดมากแรงๆ ก่อนจับกลับมาให้ตั้งตรงฟังเขาอีกครั้ง

     "ที่มึงต้องทำคือตั้งสติ มึงไม่ใช่คนใจร้อน ออกจะเย็นจนเฉื่อยเกินไปด้วยซ้ำ แต่กับพ่อ คุยกันไม่กี่คำมึงต้องหัวร้อนตลอด ไม่ก็มึงเองที่ไปกวนเขาจนเขาเดือด ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากับเขา อย่าใช้อารมณ์ เขาแรงมามึงแรงกลับก็หักกันไปข้างดิ ไม่ไหวก็ถอยก่อน ค่อยหาทางคุยใหม่ ยังไงก็พ่อลูกกัน"

     ใครจะเชื่อ พิธานเจ้าพ่อปากปีจอ มาสอนเขาเรื่องการพูด

     "เชื่อกูสักครั้ง.. นะ"




     ม่านฟ้าสูดลมหายใจรับควันข้างถนนเข้าไปเต็มปอด แล้วขยับตัวดันน้องชายให้ไปยืนเตรียมตัวเมื่อใกล้ถึงป้ายรถที่เป็นจุดหมาย เขาบีบไหล่น้องชายเบาๆ เป็นการส่งกำลังใจให้ทั้งเด็กหนุ่มและตนเอง

     คงต้องลองดูสักตั้ง

     ----

     เวลาบ่ายสามของวันปรากฏร่างของชายวัยกลางคนนั่งดูโทรทัศน์อยู่ภายในห้องรับแขก เมื่อเช้าเขาให้ภรรยาไปส่งลูกชายคนเล็กไปสอบ เพราะต้องออกไปเข้าเวรอยู่แล้ว ส่วนตอนเย็น นภดลวางแผนไปรับลูกชายที่สนามสอบด้วยตัวเอง เพราะเจ้าตัวอาจไม่คุ้นเส้นทางในการกลับบ้านจากสนามสอบในเมือง

     ถึงจะอ้างกับตัวเองแบบนั้น แต่เขารู้ดีว่าก็แค่ ‘เป็นห่วง’ นั่นแหละ

     ภูหมอกเป็นลูกชายที่เขาค่อนข้างเอาใจใส่มากกว่าม่านฟ้า จะด้วยความเป็นน้อง ความหัวอ่อนและนิสัยหลายๆ อย่างทำให้เขาไม่ค่อยปล่อยภูหมอกนัก ผิดกับม่านฟ้า รายนั้นตะแบงได้ทุกเรื่อง ดื้อจนเขาปล่อยเลยตามเลย ให้ดูแลตัวเองตั้งแต่เด็ก

     เมื่อกลับมาคิดถึงเรื่องลูกชายคนโตที่ไม่เห็นหน้ากว่าสามอาทิตย์นับจากที่เขาไล่ออกจากบ้าน ชายวัยกลางคนก็ถอนหายใจหนักๆ ทั้งที่เขาเกลียดเพศที่สามเข้าไส้ กลับกลายเป็นลูกชายของเขาเองที่เป็นในสิ่งที่เขาเกลียด เขาตัดเงินเดือนก็แล้ว ตัดขาดการติดต่อไม่ไยดีในทุกทาง ก็อยากจะรู้ว่าจะดันทุรังไปได้สักกี่น้ำ

     เขาคิดว่าอีกไม่นาน หากม่านฟ้าทนไม่ไหว...ก็คงยอมกลับใจมาเป็นลูกชายของเขาเหมือนเดิม

     นภดลลุกขึ้นปิดโทรทัศน์เพื่อขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมไปรับลูกชายคนเล็ก ระหว่างทางที่เดินผ่านห้องของลูกชายจึงได้เห็นถึงความผิดปกติ ประตูห้องถูกเปิดอ้าเอาไว้จนมองเข้าไปเห็นถึงภายใน

     ประมุขของบ้านเดินเข้าไปยังเป้าสายตาที่เห็นตั้งแต่ภายนอก เขาเหลือบมองกองหนังสือมากมายภายในห้อง ยิ่งย้ำชัดถึงความพยายามของภูหมอก ก่อนหันกลับมาที่ ‘สิ่งของ’ เจ้าปัญหาที่วางอยู่บนโต๊ะหนังสือ

     ‘กระเป๋าสตางค์’

     นภดลจำได้ว่าของสิ่งนี้เป็นของภูหมอก ผู้เป็นพ่อถึงกับขมวดคิ้วเมื่อคิดได้ว่า หากไม่เอากระเป๋าสตางค์ไป แล้วเมื่อกลางวันลูกชายจะทานข้าวอย่างไร

     ‘หรือจะเอาเงินติดตัวไปบ้างแล้ว’

     ชายวัยกลางคนพยายามคิดในแง่ดี แต่ก็คว้ากระเป๋าสตางค์มาเปิดดูภายใน มีธนบัตรสีเขียวและสีแดงอยู่อย่างละใบ ไม่แน่ใจว่าเอาเงินติดตัวไปแล้วจึงเหลือแค่นี้ หรือเงินทั้งหมดมีแค่นี้อยู่แล้วกันแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล และหนักยิ่งขึ้นเมื่อเหลือบไปเห็นคล้ายกระดาษแข็งสีขาวเสียบอยู่ในช่องธนบัตร

     ‘อย่าบอกนะว่าลืมบัตรสอบ’

     ทันเท่าความคิดมือใหญ่ดึงกระดาษดังกล่าวออกมาเพื่อพิสูจน์ความคิดตัวเอง ก่อนถอนหายใจเมื่อเห็นว่าเป็นเพียงรูปโพลารอยด์เท่านั้น

     ผู้เป็นพ่อทำท่าจะเก็บรูปดังกล่าวเข้ากระเป๋าสตางค์อีกครั้ง แต่สัญชาตญาณคนเราเมื่อเห็นรูปกลุ่ม มักมองหาภาพตัวเองหรือคนที่เรารู้จักก่อนเป็นอย่างแรก นภดลกวาดตามองภาพกลุ่มเด็กผู้หญิงที่ยิ้มแย้มแจ่มใสแล้วก็ขมวดคิ้ว

     ‘หรือจะเป็นรูปแฟนของภูหมอก’

     ยังไม่ทันคิดไปไกลกว่านั้น ความจริงที่ปรากฏขึ้นเมื่อพินิจภาพถ่ายนั้นอีกครั้งกลับทำให้หัวใจของผู้เป็นพ่อกระตุกพร้อมกับความเข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด



     TBC

     Achaya (Writer) :

     ใครรอเรื่องรักก็บอกแล้วว่าต้องรออีกหน่อย มาลุ้นเรื่องของพี่น้องคู่นี้ไปด้วยกันก่อนดีกว่า

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์นะคะ


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 :serius2:

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2642
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ความลับในม่านหมอก : บทที่ 13 (12.09.20)
« ตอบ #39 เมื่อ: 12-09-2020 18:40:25 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Achaya

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
บทที่ 14

     บรรยากาศภายในบ้านช่วงใกล้ค่ำวันนี้เงียบสงัด ไร้เสียงโทรทัศน์หรือเสียงเดินของคนในบ้านจนภูหมอกลอบกลืนน้ำลาย เสียงต้นไม้เสียดสีกับลมดังหวีดหวิด พาให้รอบด้านดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น เขาปลอบตัวเองว่าคงเพราะเครียดมากเกินไปจึงสร้างบรรยากาศกดดันตัวเองขึ้นมา ทั้งที่เย็นวันนี้ก็เป็นเพียงเย็นของวันธรรมดาทั่วไป

     แม้แปลกใจที่ไม่มีเสียงโทรทัศน์ทั้งที่บิดาก็อยู่บ้าน แต่เพราะคิดว่าเจ้าตัวคงหลับอยู่ที่โซฟาหรือบนห้องนอน จึงก้าวเข้าไปในบ้านอย่างเงียบเชียบ

     สิ่งที่น่าแปลกใจอีกสิ่งคือไฟในบ้านยังไม่ถูกเปิด ทั้งที่ปกติเพียงเริ่มจะเย็นก็เปิดไฟเพื่อช่วยให้สว่างแล้ว ส่งผลให้ทั้งบ้านในเวลาเกือบค่ำเช่นนี้เห็นเป็นเพียงแสงสลัวเท่านั้น

     ภูหมอกมองซ้ายมองขวาจึงเห็นบิดานั่งอยู่บนโซฟา ไร้ท่าทางสัปหงกอย่างคนหลับ แต่นิ่งค้างอยู่เช่นนั้นจนลมหายใจของภูหมอกติดขัด เขารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องพร้อมกับหัวใจที่เริ่มเต้นกระหน่ำ

     เค้าลางบางอย่างบอกเขาว่านี้ไม่ใช่ท่าทางปกติ แต่เป็นความสงบก่อนพายุจะเข้า เขาทบทวนเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้ว่ามีสิ่งใดผิดปกติไปที่ทำให้พ่อเกิดอาการเช่นนี้ แต่ก็ไม่พบ เขาไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าพี่ชายจะกลับมาที่บ้าน จะว่าพ่อโกรธที่พี่ชายกลับบ้านมาก็คงไม่ใช่

     แล้วอะไร เกิดอะไรขึ้นอีก..

     ทันทีที่เสียงฝีเท้าไม่หนักไม่เบาเดินเข้ามาภายในบ้าน ร่างของชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนโซฟาก็หันกลับมาหาต้นเสียง กล่าวเสียงทุ้มต่ำราวคำรามออกมาจากลำคอ

     "กลับมาแล้วเหรอ ไอ้ตัวดี"

     ดวงตาสองข้างของชายวัยกลางคนที่หันกลับมาแดงก่ำ หลากหลายอารมณ์สะท้อนออกมาจากภายในจนสับสน แต่เห็นชัดเจนที่สุดคงไม่พ้นความผิดหวังและเสียใจ ภูหมอกจับต้นชนปลายไม่ถูกกับสถานการณ์ตรงหน้า แต่ก็ยังรีบก้าวเข้าไปหาบิดาด้วยความเป็นห่วง

     "พ่อ พ่อเป็นอะไร เกิดอะไ-"

     "ฉันเป็นอะไรเหรอ!!! ฉัน! ฉัน เป็นพ่อของแกไงภูหมอก! " เสียงของบิดาดังแทรกขึ้นมาจนภูหมอกนิ่ง เสียงตะโกนสั่นเครือของคนตรงหน้าบ่งบอกความปวดร้าวภายในอย่างสุดจะกลั้น

     "แล้วแกล่ะ แกเป็นอะไร เป็นลูกชายของฉันใช่ไหม!!! " กระเป๋าสตางค์กับรูปใบหนึ่งถูกโยนเข้ามาใส่หน้าของเด็กหนุ่ม ภูหมอกผงะถอยหลังอย่างตกใจ ก่อนรู้สึกถึงเลือดในกายที่เย็นเฉียบเมื่อเห็นภาพนั้นชัดเจน

     รูปถ่ายที่เขาแต่งตัวเป็นผู้หญิงครั้งไปเที่ยวกับเพื่อน

     หัวใจของภูหมอกบีบรัดแน่น ราวกับอากาศรอบด้านเหือดไปจนหายใจไม่ออก เสียงที่ขาดห้วงของบิดาและแววตาที่สะท้อนความอ้อนวอนออกมาในคำกล่าวสุดท้าย

     "แก ยังเป็นลูกชายของฉัน..ใช่ไหม ภูหมอก"

     พ่อที่ไม่เคยร้องไห้ ขณะนี้กลับมีน้ำใสไหลลงมาจากดวงตาคู่นั้น เสียงที่คล้ายกลั้นสะอื้นออกมาจากอก ไหล่สองข้างตกลงอย่างคนสิ้นหวัง ผู้ชายตรงหน้าเขาไม่เหมือนพ่อผู้ใจร้ายที่ชอบเขวี้ยงปาข้าวของหรือตีเขาหนักๆ ด้วยไม้เมตรคนก่อน เป็นเพียงภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่ราวกับ...ใจสลาย

     ม่านฟ้าเดินเข้ามาทันเห็นภาพตรงหน้าก็ชะงัก เขาไม่ได้เตรียมใจมาเห็นภาพเช่นนี้ แม้จะเห็นไม่ชัดว่ารูปที่ตกอยู่ข้างตัวภูหมอกคืออะไร แต่ให้เดาก็คงไม่พ้นหลักฐานสำคัญที่มัดตัวภูหมอก

     เขาจะไม่แปลกใจหากพ่อหยิบไม้ขึ้นมาตี หรือไล่ตะเพิดพวกเขาอย่างหมูอย่างหมา แต่ภาพผู้ชายคนหนึ่งที่อ่อนแอลงได้ขนาดนี้เพราะรูปเพียงใบเดียวนั้นยิ่งย้ำชัด

     ภูหมอกเป็นราวกับแก้วตาดวงใจของพ่อจริงๆ

     เด็กหนุ่มเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ เขาก้าวเข้าไปหาพ่ออีกครั้งทั้งน้ำตานอง ปากขยับจะปัดเรื่องทุกอย่างตรงหน้าให้หมดไป คิดเพียงลบความเสียใจของพ่อให้ได้เท่านั้น

     'ไม่ใช่ เป็นแค่การแสดง เป็นการถ่ายรูปเล่นเท่านั้น เขาโดนเพื่อนแกล้ง บังคับให้แต่งหน้าแต่งตัว'

     ข้ออ้างร้อยพันเกิดขึ้นในสมองของภูหมอก แต่ก่อนคำพูดจะหลุดออกจากปาก หางตาก็เหลือบไปเห็นพี่ชายที่ก้าวเข้ามาในบ้าน

     กี่ครั้งแล้วที่เขาปัดเรื่องออกไปจากตัว กี่ครั้งที่ความเห็นแก่ตัวของเขาทำพี่ชายเดือดร้อน เขาห่วงความรู้สึกของพ่อ แต่กับพี่ชายที่รับทุกอย่างไว้กับตัวจะให้เขาเมินเฉยอย่างไร แค่ครั้งที่พ่อเข้าใจผิดเรื่องเครื่องสำอางของเขานั่นก็หนักหนามากแล้ว หากครั้งนี้เขายังปฏิเสธ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรที่แย่ยิ่งกว่าเดิมอีกหรือไม่

     ภูหมอกหายใจเข้าลึก ก้าวเข้าไปใกล้กับบิดา พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

     “หมอกขอโทษ พ่อ หมอกเป็นลูกชายให้พ่อไม่ได้”

     ดวงตาที่เจ็บปวด กับสีหน้าบิดเบี้ยวของชายวัยกลางคนปรากฏขึ้นชัดเจนเมื่อคำสารภาพพรากเอาความหวังสุดท้ายของเขาไป ริมฝีปากอ้าออกเหมือนจะกล่าวบางอย่างแต่ได้เพียงอึกอักในลำคอราวกับก้อนความเสียใจจุกอยู่ที่อกจนทำได้เพียงหลับตาแน่น ร่างหนาถอยไปจนพิงโซฟาก่อนกลั่นคำพูดออกมา

     “ออกไป”

     มีเพียงเสียงเบาหวิวราวคนจะขาดใจเท่านั้นดังขึ้น

     “แกออกไปซะ”

     ภูหมอกผวาเข้าไปจะรับบิดาที่ทำท่าเหมือนจะล้มลง แต่ช้ากว่าม่านฟ้าที่เข้าไปถึงตัวก่อน สองแขนประคองร่างที่สูงพอกับตนไว้แล้วกระชับแน่น นภดลเงยหน้ามามองลูกชายอีกคนที่เข้ามารับไว้ด้วยสายตาไม่บอกความหมาย ปล่อยเสียงหอบเบาๆ ก่อนพูดเสียงลอดไรฟัน

     “แกเองก็รู้สินะ แล้วก็คงช่วยน้องมึงปิดบังสินะ ดีนักนิ ดี”

     “พ่อ พ่อฟังก่อนได้ไหม” ม่านฟ้าหายใจลึกๆ จะว่ารับมือไม่ถูกก็ไม่ผิดนัก เขาเตรียมรับมือกับคำโวยวายบ้านแตก แต่ไม่ได้คิดถึงพ่อที่นิ่งจนน่ากลัวขนาดนี้ “เราค่อยๆ มานั่งคุยกันได้ไหม ให้เมฆได้อธิบาย ให้หมอกได้อธิบาย นะพ่อนะ”

     คำตอบที่ได้รับเป็นเพียงการส่ายหน้า

     “ออกไปให้หมด โดยเฉพาะแก” พ่อเหลือบตาขึ้นมามองตรงไปยังลูกชายคนเล็ก “ภูหมอก” ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น “อย่า… อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก” เหมือนแต่ละคำพูดที่เปล่งออกมาดึงพลังงานจากร่างชายวัยกลางคนไปมากจนหอบตัวโยน เสียงตะกุกตะกักปนสะอื้นของพ่อพาลเอาลูกทั้งสองเป็นกังวล แต่ยิ่งพวกเขายืนนิ่ง พ่อก็ยิ่งไล่ จนสุดท้ายม่านฟ้าก็ต้องตัดใจ

     “หมอก เราออกไปก่อนเถอะ รอพ่อใจเย็นกว่านี้แล้วเราค่อยกลับมา"

     "ไม่เอาพี่เมฆ หมอกจะอยู่กับพ่อ"

     "แต่พ่อเขาไม่อยากให้แกอยู่แล้วไง" คำพูดตรงๆ ของม่านฟ้า ทำเอาภูหมอกสะอึก ไม่เพียงภูหมอกเท่านั้น แม้แต่คนเป็นพ่อเองก็กัดฟันแน่น เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ก่อนคนทำลายความเงียบจะเป็นม่านฟ้าอีกครั้ง

     "ถอยก่อน ให้พ่อเขาทำใจได้กว่านี้หน่อย"

     ภูหมอกทำท่าจะปฏิเสธ มือเรียวยาวเอื้อมไปหาบิดาเหมือนอยากจะยื้อไว้ แต่กลับถูกปัดออกอย่างรังเกียจ เด็กหนุ่มหน้าเสียกว่าเดิม จนสุดท้ายก็ต้องยอมถอยออกมาตามคำเตือนของพี่ชาย

     ----

     สองพี่น้องเมฆหมอกออกมายืนแกร่วอยู่หน้าบ้าน ม่านฟ้าหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่ต่างกับภูหมอกที่เพิ่มเติมด้วยน้ำตานอง แม้คราวนี้ภูหมอกไม่ได้ร้องไห้คร่ำครวญดังครั้งก่อน แต่สภาพจิตใจดูท่าว่าจะบอบช้ำกว่าครั้งก่อนไม่น้อย ม่านฟ้ามองน้องชายสักพักก็สะบัดหัว บอกตัวเองว่าไม่ใช่เวลามาปลอบกัน ต้องแก้ปัญหาตรงหน้าเสียก่อน

     มือเรียวของม่านฟ้าคว้าโทรศัพท์ออกมากดไปยังเบอร์ที่คุ้นเคย

     “แม่” รอไม่นานปลายสายก็ตอบรับกลับมา

     “แม่อยู่ไหนแล้ว”

     ‘อยู่แถวตลาดหน้าหมู่บ้านแล้ว มีอะไร’

     “มีเรื่องไงแม่ แม่รีบกลับมาบ้านเหอะ”

     ‘เรื่องอะไร เรื่องเจ้าหมอกเหรอ’

     “อืม พ่อรู้แล้ว แม่รีบกลับมาดูพ่อเหอะ ดูเครียดๆ โคตรน่ากลัว ตอนนี้เมฆกับหมอกก็ออกมาอยู่นอกบ้านแล้วด้วย เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองแตกตายไปไม่มีใครช่วย แม่รีบๆ มาแล้วกัน”

     ‘แล้วทำไมถึงรีบบอก แม่บอกให้รอแม่ก่อนใช่ไหม’

     ม่านฟ้าก็ขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืดกับมารดา จึงรีบตัดบทไปเสียก่อน

     “เดี๋ยวเมฆเล่าให้ฟังอีกที ตอนนี้เมฆพาน้องไปหลบก่อนแล้วกัน แม่รีบกลับมานะ” พอย้ำแล้วย้ำอีกกับมารดาให้รีบกลับ ม่านฟ้าก็จูงน้องชายออกจากบริเวณหน้าบ้าน พาเดินเรื่อยๆ รับลมอุ่นในช่วงเย็นผ่านซอยนั้นทะลุซอยนี้ในหมู่บ้าน จนมาถึงที่หมายแห่งแรก



    “แล้วมึงจะกลับบ้านทำไม พรุ่งนี้มึงก็มีกิจกรรมอีกไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่นอนหอ”

     “สแตนด์บายไง เผื่อวันนี้มีเด็กโดนไล่ออกจากบ้านมาเพิ่ม”

     “ปากเสีย”

     “เออๆ ขอให้กูไปสแตนด์บายเก้อก็แล้วกัน”



     ไม่เก้อแล้วล่ะ

     ม่านฟ้าถอนหายใจ หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ในสถานการณ์อย่างนี้ก็ได้แต่รู้สึกขอบคุณบริการเสริมจากอาจารย์สอนพิเศษของน้องชายที่หวังดีมารอให้ความช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ แม้เขาจะไม่อยากใช้บริการแค่ไหนก็ตาม

     กริ๊ง

     ชายหนุ่มกดกริ่งสั้นๆ เพียงครั้งเดียวแล้วยืนรอ ปล่อยน้องชายที่ดูหมดเรี่ยวหมดแรงนั่งยองๆ ลงกอดเข่าอยู่ด้านข้าง เจ้าตัวดูไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเขาพามาที่ไหน แค่เห็นเขาหยุดก็นั่งลงไปเท่านั้น ไม่นานร่างของเจ้าของบ้านที่เขามากดกริ่งก็เดินออกมา พิธานไล่สายตามองสองพี่น้องที่เสื้อผ้ายังอยู่ครบดี แต่กลับมองออกถึงสภาพที่ดูไม่จืดสักเท่าไหร่

     “เป็นไง”

     ดูเป็นคำถามที่โง่มาก แม้จะยั้งปากไม่ทันแล้วก็ตาม แต่พิธานก็ยังด่าตัวเองในใจ

     ไม่มีคำตอบรับ มีเพียงการส่ายหน้าเบาๆ ที่บ่งบอกคำตอบและความหมายทุกอย่างของคนเป็นพี่ พิธานพยักหน้ารับ จะว่าไม่เกินคาดก็ไม่ผิด ถ้าพ่อรับได้สิคงเป็นเรื่องแปลก

     “พ่อรับไม่ได้สินะ”

     “จริงๆ ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย เขารู้เรื่องหมอกก่อนแล้ว พอถึงบ้าน ก็ระเบิดลง ยับ”

     คิ้วของพิธานขมวดลงเล็กน้อย เอ่ยย้ำความเข้าใจของตนกับคนตรงหน้า

     “หมายถึง… มึงเลยยังไม่ได้พูดอะไรเลย ..งั้นสิ”

     สายตาของคนตัวเล็กกว่าช้อนมองขึ้นมาเสี้ยววินาทีก่อนจะหลุบลงไป แล้วพยักหน้าตอบเบาๆ แวบหนึ่งที่ได้รับคำตอบสายตาของพิธานกลับฉายแววบางอย่าง ร่างใหญ่เบือนหน้าไปอีกทาง จากนั้นสูดลมหายใจเข้าหนักๆ

     “แล้ว.. จะทำยังไงต่อ” ชายหนุ่มเจ้าของบ้านหันกลับมาอีกครั้ง “กูหมายถึงเรื่องหมอก”

     “ไปส่งหน่อยสิ”

     “นี่มึงจะไปไหน นอนบ้านกูเนี่ยแหละ”

     “ไปส่งหน่อย” เหมือนม่านฟ้าไม่ได้ยินประโยคคำถามและประโยคคำสั่งจากพิธาน อีกทั้งยังย้ำคำเดิมให้ฟังอีกครั้งพร้อมสายตาที่ช้อนขึ้นมามอง สารถีจำเป็นมองคนตรงหน้าคิ้วขมวด เห็นเค้าลางของ ‘เด็กดื้อ’ ปรากฏตัวขึ้นมารางๆ

     “จะไปไหนทำไม ไม่เอาอ่ะ กูขี้เกียจขับรถแล้ว มืดแล้วด้วย พรุ่งนี้ไปมออีก”

     พูดจบก็สะบัดหน้าไปอีกทาง แสดงออกว่าคราวนี้อย่างไรก็ไม่ยอมคนตรงหน้า แต่ยังไม่ทันเก๊กท่าได้เกินห้าวินาทีก็รู้สึกถึงแสงสว่างจนต้องหันกลับมอง

     แอพลิเคชั่นเรียกรถสีเขียวปรากฏขึ้นที่หน้าจอโทรศัพท์ของผู้มาเยือนยามวิกาล ทำให้พิธานฉุนกึก เอื้อมมือทะลุรั้วเหล็กไปคว้าข้อมือของคนตรงหน้า แล้วดึงให้ทะลุรั้วมาฝั่งตนก่อนคว้าโทรศัพท์ตัวการไว้

     “เมฆ” หนุ่มวิศวะกดเสียงลงต่ำ พร้อมกระชับข้อมืออีกคนเอาไว้

     สงครามการจ้องตาของสองหนุ่มเริ่มขึ้นเงียบๆ ก่อนที่ผลแพ้ชนะจะปรากฏในเวลาไม่นาน

     “เออๆ กูไปส่งก็ได้” พิธานส่ายหัวทั้งขำทั้งหงุดหงิด รู้สึกปลงขึ้นมาที่สุดท้ายเขาก็เอาชนะคนตัวเล็กกว่าคนนี้ไม่ได้เสียที เขาปล่อยข้อมือม่านฟ้าลง จากนั้นเอื้อมมือไปลากรั้วบ้านออก “เข้ามาก่อน กูไปหยิบของแปบ”

     ม่านฟ้าขยับตัวดึงน้องชายให้เดินตามเข้ามา พอดีกับเสียงบ่นของร่างสูงที่แว่วเข้ามาให้ได้ยิน “ทำไมถึงไม่ยอมมานอนบ้านกูสักทีว่ะ แม่ง”

     หนุ่มอักษรฯ เหลือบมองคนขี้บ่นนิ่งๆ ไม่ปริปากพูดอะไรจนกระทั่งบางคำหลุดออกมา “กลัวผิดผีตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วมั้ง”

     เสียงลมพัดใบไม้เสียดสีจนเกิดเสียงดังแว่ว นกฝูงใหญ่ที่บินกลับรัง และแมลงกลางคืนที่เริ่มออกหากิน ท่ามกลางเสียงธรรมชาติเล่านั้น กลับได้ยินคล้ายเสียงสบถด่าของผู้มาเยือนเบาๆ

     ----

     “จะไปไหน”

     คำถามที่เขาจำไม่ได้ว่าถามออกมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวัน

     “เดี๋ยวกูบอกทางให้”

     แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบเสียที

     พิธานส่ายหัวเอือม บอกตัวเองว่าควรชินได้แล้ว จะว่าม่านฟ้ากวนประสาทเขาก็พูดได้ไม่เต็มปาก สภาพม่านฟ้าตอนนี้เหมือนคนเบลอๆ งงๆ มากกว่า

     ตั้งแต่รู้จักกันมา สิ่งที่เขานิยามได้จากคนคนนี้คือ ‘คนเอื่อยๆ เรื่อยๆ’ ม่านฟ้าเป็นคนที่มีพลังงานในแต่ละวันอย่างจำกัด วันไหนที่ต้องใช้ความคิดมากเป็นพิเศษ หรือออกแรงมากเกินไป ก็มักจะเกินอาการ ‘เครื่องรวน’ ให้ได้เห็นกันบ้าง ทั้งอาการเบลอๆ มึนๆ หรือหนักหน่อยก็จะเอาแต่ใจ (หรืองอแง) เป็นบางครั้ง

     อย่างตอนนี้ที่เขาพยายามถามถึงจุดมุ่งหมายของการเดินทาง แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมบอกเขาเสียที

     อย่าถามว่าภูหมอกรู้ไหม เด็กนั่นตอนนี้ดูเอ๋อกว่าพี่ชายเสียอีก

     “มึงบอกไม่ยอมนอนบ้านกูเพราะเกรงใจพี่กู กลัวน้องมึงเกร็ง แล้วไม่แคร์กูบ้างรึไง มึงต้องจ่ายค่าเสียเวลากับค่าน้ำมันรถให้กูด้วยนะ ไม่งั้นกูไม่ยอมจริงด้วย” พิธานออกปากกวนประสาทตุ๊กตาหน้ารถที่นั่งนิ่ง หวังไม่ให้บรรยากาศในรถเงียบเกินไปนัก

     “...” สายตาว่างเปล่าที่ส่งกลับมา ทำให้พิธานรู้ตัว

     โอเค ม่านฟ้าตอนนี้เหมือนฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องแล้ว แบลงค์โดยสมบูรณ์

     พิธานตัดสินใจหุบปากนั่งเงียบๆ ขับรถไปตามทางที่ม่านฟ้าบอกมาเป็นระยะ จนมาจอดหน้าทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กๆ หลังหนึ่งห่างจากหมู่บ้านพวกเขาไปไม่ไกล

     ม่านฟ้าเปิดประตูลงไปก่อนเป็นคนแรก ตามด้วยพิธาน ชายหนุ่มอ้อมตัวรถมายืนข้างเนวิเกเตอร์ เขาเห็นสายตาลังเลของเจ้าตัวครู่หนึ่งก่อนจะหายไป ม่านฟ้าหันกลับไปเปิดประตูแล้วคว้าแขนของน้องชายลงมาจากรถ สายตาของภูหมอกที่ส่งกลับมาหาพี่ชายและคุณครูเป็นคำถามเดียวกับที่อยู่ในใจชายหนุ่มตัวโตเช่นกัน

     ‘ที่นี่ที่ไหน’

     แน่นอน พิธานไม่คิดที่จะถามคำถามนี้ออกไปแน่ รู้ทั้งรู้ว่าจะไม่ได้คำตอบ เพราะฉะนั้นถามไปก็เปลืองน้ำลาย เขาถึงได้แต่เลยตามเลย ปล่อยให้ม่านฟ้าเดินนำไปถึงหน้าประตูรั้วสีซีด

     ไม่มีการกดกริ่งที่หน้าบ้าน มือเรียวของม่านฟ้าจับเข้าที่รั้วเหล็ก แล้วออกแรงลากไปด้านข้างโดยไม่มีการไขกุญแจใดๆ จนกว้างพอที่คนจะเดินเข้าไปได้ ชายหนุ่มก็แทรกตัวเข้าไปด้านในทันที

     พิธานกับภูหมอกมองหน้ากันอย่างงุนงงปนตกใจ ม่านฟ้าเหมือนรู้ดีว่าเจ้าของบ้านหลังนี้จะไม่ล็อกประตูรั้วและเดินตรงเข้าไปถึงบริเวณหน้าประตูบ้านแล้ว

     ก๊อกๆๆๆ

     เสียงเคาะประตูบ้านออกจะดังและรัวไปสักหน่อย ราวกับคนเคาะร้อนใจจนเผลอส่งแรงไปพร้อมกับจังหวะ เหมือนเจ้าตัวจะรู้ตัวถึงรีบผละมือออกมา แต่ก็ปิดอาการกระวนกระวายไว้ได้ไม่มิด

     “ใครน่ะ มาค่ำๆ มืดๆ” เสียงอู้อี้ปนแหบแห้งดังออกมาจากภายใน พวกเขาได้ยินคล้ายเสียงใครบางคนเดินใกล้เข้ามาหลังประตูบานนี้ ก่อนที่ผู้มาเยือนจะตะโกนกลับไป

     “ผมเอง เมฆครับ”

     เสียงฝีเท้าของคนที่อยู่ภายในบ้านชะงักไปอย่างชัดเจน ทำเอาภูหมอกกับพิธานเหลือบมองหน้ากันอีกครั้ง

     จากนั้นการก้าวเท้าก็ดังขึ้นมาอีกหนด้วยจังหวะที่เปลี่ยนไป

     ประตูไม้บานเล็กถูกเปิดออก ปรากฏร่างหญิงวัยกลางคนในชุดนอนตัวยาว ผมสีดำยาวทิ้งตัวลงกลางหลัง ใบหน้าที่ไร้เครื่องประทินโฉม แต่ยังสังเกตได้ถึงความสวยงามของเจ้าของที่แม้จะมีอายุแล้วก็ตาม รูปร่างเพรียวบางแต่กลับมีส่วนเว้าโค้งที่ชัดเจน ทั้งหมดประกอบเป็นเจ้าบ้านที่เกินความคาดหมายสำหรับสองหนุ่มอย่างพิธานและภูหมอกมาก ก่อนที่สถานะของเจ้าบ้านจะได้รับการเฉลย

     “จำผมได้รึเปล่าครับ อาที”



     TBC



     Achaya (Writer) :

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์ค่ะ


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 :hao5:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 434
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
คุณพ่อเปิดใจยอมรับเร็วๆ นะ จะได้ปรับความเข้าใจกัน อยากให้กลับมาเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนเดิมไวๆ

สงสารสองพี่น้อง :hao5:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด