อริทางคับแคบ (Pretending) - No.10 Confessed (11/04/24)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: อริทางคับแคบ (Pretending) - No.10 Confessed (11/04/24)  (อ่าน 4010 ครั้ง)

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ



ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-04-2024 15:17:24 โดย Shonennihon »

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - Prelude
«ตอบ #1 เมื่อ07-08-2023 10:03:19 »

กลับมาเขียนอะไร เรื่อยเปื่อยอีกแล้ว หวังว่าคราวนี้จะทำได้ดีกว่าเก่ามั้ง?!?
เอาเป็นว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในหัวมาสักพักแล้ว นำมาขยายค่อจนยาวเหยียด เพราะความชอบส่วนตัว
เรื่องแนวๆ เกลียดๆ รักๆ ก็คงมีอยู่เกลื่อนก็เลยพยายามนำเสนอไม่ให้ซ้ำ (คิดว่านะ)
ที่ผ่านมาชอบเขียนดราม่าหนักๆ เพราะอิงชีวิตจริงไปหน่อย (ดัดแปลงมาเนอะ) คราวนี้เลยกะจะเขียนหวานๆ หน่อย (ไม่ถนัดเลยอ่ะ)  หวังว่าคนอ่านจะชอบนะครับ นีกเขียนมือใหม่คนนี้จะพยายามต่อไป ขอบคุณสำหรับคำติชมที่ผ่าน

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - Prelude
«ตอบ #2 เมื่อ07-08-2023 10:07:26 »

Prelude

ความทรงจำของใครหลายๆ คนในสมัยมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย  อาจจะแตกต่างกันไปตามการใช้ชีวิตของแต่ละคน  แต่สำหรับผมนั้นมันเป็นความทรงจำที่ไม่ดีเท่าไหร่ ด้วยความที่รูปร่างบอบบางและตัวเล็กกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน เป็นเด็กเนิร์ดที่ไม่ค่อยมีความโดดเด่นทางด้านกีฬา

ทำให้ถูกเพ่งเล็งโดย เด็กป๊อปปูล่าขี้แกล้งของโรงเรียน ทุกวันในการไปโรงเรียนเหมือนกับเป็นของเล่นชิ้นโปรดในสนามเด็กเล่น ที่ทั้งโดนแซว และกลั่นแกล้งให้อายสารพัด ถึงผมจะโดนน้อยกว่าคนอื่นมากเพราะเป็นเด็กเรียนตัวท้อปของโรงเรียน จึงอยู่ในสายตาของอาจารย์เสมอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีวันที่ผมน้ำตาตกในอยู่หลายครั้ง

และคนที่ผมไม่มีวันลืมเลยคือ เด็กชายตัวสูง ผิวดี ดวงตายาวรีสวย แต่กลับมีสีหน้าเรียบบึ้งและตาขวางตลอดเวลา เหมือนคนทั้งโลกคือศัตรูของมัน เด็กบ้านรวยที่ทุกคนต่างกริ่งเกรง หัวโจกประจำชั้นปี ที่มีพฤติกรรมที่ต้องเข้าห้องปกครองไม่เว้นแต่ละวัน

ผมถูกมันหมายหัวมาตลอดสองปีตั้งแต่ ม.2 ในชีวิตมัธยมต้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไรมันถึงได้มาเพ่งเล็งมากลั่นแกล้งผมมาตั้งแต่ ม.2  ทั้งๆ ผมไม่เคยเจอมันเลยด้วยซ้ำ (หรือว่าเคย?)

จนกระทั้งก้าวสู่มัธยมปลาย ผมกับเพื่อนที่โดนมันรังแกอยู่เป็นประจำ ต่างตั้งใจปฎิวัติตนอง เพื่อชีวิตมัธยมปลายที่สดใส โดยการหันมาเล่นกีฬา ใส่ใจอาหารการกินมากขึ้นเพราะอยากตัวสูงใหญ่ แต่ก็ยังไม่วายโดนตามมากลั่นแกล้งไม่หยุด

จนกระทั่งเกิดเรื่องที่มันจับผมขังไว้ในห้องน้ำของอาคารกีฬาเกือบทั้งคืน

จนเป็นเรื่องใหญ่โต ในที่สุดแม่ของผมก็ให้ผมย้ายโรงเรียนอย่างเร่งด่วนในช่วง ม.5 เทอมต้น

ถึงแม้ชีวิตผมจะดีขึ้น แต่ผมก็ยังจำได้ถึงฝันร้ายเหล่านั้นได้ไม่มีวันลืม สงสารแต่เพื่อนผมนี่สิที่มันยังอยู่ที่เดิม แม้จะติดต่อกันบ้างแต่มันก็ได้แต่บอกว่า ที่โรงเรียนไม่เหมือนเดิมแล้วนับตั้งแต่ผมย้ายออกมา

แต่อย่างที่ซีรี่ย์กำลังภายในมักบอกไว้ ศัตรูมักเจอในทางคับแคบ ไม่แน่ว่าวันข้างหน้า ผมอาจจะได้เจอมันอีกก็ได้ ผมยังคิดไม่ออกเลยนะว่า หากเจอกันอีก ผมจะปฏิบัติกับไอ้คนที่แกล้งผมยังไง?

………….
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2023 12:09:17 โดย Shonennihon »

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard
«ตอบ #3 เมื่อ10-08-2023 11:45:22 »


บทที่หนึ่ง Onboard


ผมยังคงฝันถึงเรื่องหนึ่ง เดิมๆ ซ้ำๆ และตื่นขึ้นมาพร้อมคราบน้ำตาทุกครั้งที่ฝันเห็นเหตุการณ์ที่ยังจำฝังใจ เกือบ 10 ปีแล้วที่ผมผ่านเหตุการณ์นั้นมา เหตุการณ์ที่ผมโดนรังแกเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ จากคนกลุ่มเดิมๆ ทั้งเอารองเท้าไปซ่อน แอบเอากุญแจล็อกเกอร์ไปโยนสระน้ำ โดนแกล้งให้มาโรงเรียนสายเกือบทุกวันเพราะโดนโยนกระเป๋าเป้ไปแขวนตามต้นไม้ใหญ่หน้าโรงเรียน และอื่นๆ อีกมากมายที่ผมยังคงกำหมัดที่ชุ่มเหงื่อแน่นทุกครั้งที่นึกถึง

ภาพเหล่านั้นคือภาพของผมช่วงสมัยมัธยมอันแสนขมขื่น ผมบอกตัวเองเสมอว่าผมผ่านมาได้แล้ว ผมเข้าสู่รั่วมหาวิทยาลัยโดยทิ้งตัวตนเดิมของตนแล้ว ผมเป็นคนใหม่แล้ว ผมเป็นถึงเดือนคณะการจัดการ และขึ้นแท่นนักกีฬาแบดมินตันของมหาวิทยาลัย และรอรับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งหลังเรียนจบ ผมกำลังจะมีอนาคตที่สดใสแล้ว

แต่ภาพเหล่านั้นมันก็ยังเป็นเหมือนแผลเป็นในใจผมมาจนถึงทุกวันนี้ ยิ่งช่วงไหนผมเครียด ผมจะฝันถึงเหตุการณ์เหล่านั้นกลับเข้ามาในหัวเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

วันนี้ก็เช่นกัน วันแรกของการฝึกงาน ยอมรับว่าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ แต่หลับแล้วมาเจอฝันแบบนี้คือ มันยิ่งเหมือนไม่ได้พักผ่อนเลย นี่มันลางร้ายชัดๆ

ผมเดินทางถึงออฟฟิศขององค์กรระดับประเทศแห่งหนึ่งก่อนเวลาตั้งเกือบชั่วโมง อาจเพราะซักซ้อมเดินทางมาหลายรอบแล้วจึงกะเวลาได้ถูกต้องตามที่วางแผนไว้ การมาสายในครั้งแรกนี่มันสร้างความประทับใจที่ไม่ดีต่อผู้ดูแลแน่นอน

ผมเงยหน้ามองตึกระฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในย่านธุรกิจแห่งใหม่ในกรุงเทพมหานคร (อีกนิดจะเรียกว่าชายขอบเมืองได้แล้ว) องค์กรที่ผมเล็งแล้วว่าจะเข้ามาฝึกงานตั้งแต่ทราบจากรุ่นพี่ว่า คนที่มาฝึกงานที่นี่มีโอกาสได้ทำงานที่นี่ต่อเลย องค์กรที่ใครๆ ต่างเฝ้าฝันอยากมาทำงานด้วย การเข้ามาฝึกงานที่นี่ได้ก็ถือว่ายาก เพราะแต่ละแผนกนั้นรับนักศึกษาฝึกงานจำนวนจำกัดมากๆ เพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น

ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อย่างฮึกเหิม จนลืมไปว่าฝุ่นแถวนี้มันไม่น้อยเลย ทำให้สำลักไอออกมาจนน้ำตาเล็ด

ผมหยิบกำหนดการที่ทางฝ่ายทรัพยากรบุคคลส่งอีเมล์มาให้และอ่านทบทวนไปมา พร้อมหยิบเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อผ่านหน่วยรักษาความปลอดภัยด้านหน้ามาเตรียมไว้อย่างดี

ทุกอย่างพร้อม! ผมคิดในใจแบบนั้น ก่อนที่จะก้าวเดินเข้าไปในอาคารสูงตรงหน้า

สุดท้ายก็คงต้องโทษตัวเองที่ตื่นเต้นเกินไป ผมถูกแม่บ้านที่ทำความสะอาดแถวหน้าออฟฟิศฝ่ายทรัพยากรบุคคล พามานั่งรอบริเวณด้านหน้าของออฟฟิศมี่ยังร้างผู้คน ผมมองนาฬิกาหลายรอบแทบจะทุกนาทีเพื่อฆ่าเวลาระหว่างนั่งรอ จนกระทั่งครึ่งชั่วโมงผ่านไปถึงจะเจอพนักงานคนแรกที่มาถึงออฟฟิศแห่งนี้

“น้องมานั่งรออะไรคะ?” หญิงสาววัยทำงานในชุดสูทเข้ารูปสีสวยสดเอ่ยทักก่อนจะเปิดประตูเข้าออฟฟิศ รองเท้าส้นเข็มที่กระแทกหยุดเสียงดังลั่นทำให้ผมเผลอสะดุ้งตกใจ

“เอ่อออ เอ่อ ผม มาฝึกงานครับ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“ฝึกงาน?” หญิงสาวพูดทวนด้วยริมฝีปากสีแดงเหมือนเพิ่งดื่มเลือดมาแล้วแห้งติดปากเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย สีหน้าแสดงออกว่า ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน

“เอ่อ… นี่ครับ เอกสารตอบรับจากทางบริษัท” ผมเงอะงะยื่นเอกสารให้พี่สาวคนสวยตรงหน้า

“อ้อ! เออ จริงสิ เหมือนคนในทีมบอกไว้ พี่ลืมไปเลย  งั้นตามพี่มาเลย ไปนั่งรอด้านในดีกว่า พี่จำได้ว่าสัปดาห์ที่แล้วก็เพิ่งรับไปคนหนึ่ง ไม่คิดว่าจะรับอีกคนนะเนี่ย หายากนะที่จะรับทีละสองคน เราเป็นเด็กเส้นหรือเปล่า?” พี่สาวปากแดงในชุดสูททางการเอ่ยขึ้นเหมือนพูดกับตัวเอง และก็ทำท่าเชื้อเชิญผมเข้าไปในออฟฟิศที่ร้างผู้คนและแสงไฟ

ผมเดินตามเข้าไปอย่างว่าง่าย และยิ้มตอบไปเป็นมารยาท ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะตอบไปว่าอย่างไรดี บวกกับความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นจึงได้แต่ทำตัวไม่ถูก

“แหม….. เรียบร้อยจัง ระวังเจอพวกพี่ๆ แกล้งนะ” พี่สาวปากแดงยิ้มหวานกลับมา

ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำสีหน้าอะไรออกไปแต่พี่สาวคนนั้นรีบแก้ตัวว่าพูดเล่นทันที

“พี่ชื่อ ‘เชอรี่’ นะ อารีรัตน์ ประชาสัมพันธ์ควบตำแหน่งเลขานุการแผนก ยินดีที่ได้รู้จักนะ!” พี่สาวรีบแนะนำตัวให้บรรยากาศเป็นกันเองขึ้น

“ผมชื่อ อชิรวินทร์ เรียกผม วิน ก็ได้ครับ” ผมยิ้มรับและตอบกลับ

“โอเคจ๊ะ น้องวิน เดี๋ยวพี่ขอตัวเตรียมงานก่อนนะ แล้วเดี๋ยวสายๆ พี่พาไปแนะนำตัวกับคนที่ดูแลเรานะ” พี่เชอรี่พูดจบ เธอก็ชี้ไปที่โซฟาสไตล์โมเดิร์นสีเทาอีกด้านหนึ่งของห้องโถงด้านหน้า

ผมพยักหน้าและเดินไปนั่งอย่างว่าง่าย

ผมนั่งตัวลีบด้วยอาการตื่นเต้นอยู่หลายนาที มองผู้คนเดินเข้าออกออฟฟิศด้วยความคาดเดาต่างๆ นานาว่า จะได้พี่ๆ คนไหนเป็นพี่เลี้ยงของตัวเอง

จนกระทั้งผมหมดความสนใจภาพเคลื่อนไหวตรงหน้า และหันไปหาโทรศัพท์สมาร์ตโฟนของตนเอง เพื่อดูโน๊ตการแนะนำตัวที่เขียนเตรียมเอาไว้

“น้องวินๆ น้องวินคะ” เสียงหวานของพี่เชอรี่เรียกในระยะประชิด

ผมตอบรับเสียงดังด้วยความตกใจ

“แหม.. ตกใจหมด ตามพี่มาคะ เดี๋ยวพี่ไปแนะนำให้พี่ๆ ในฝ่ายรู้จัก และก็จะพาไปหาพี่ที่เป็นคนดูแลด้วยคะ”

ผมตอบรับและขอโทษขอโพยด้วยการก้มศรีษะขึ้นลงหลายครั้งจนเหมือนนกกำลังจิกกินน้ำ ทำให้สร้างเสียงหัวเราะให้พี่เชอรี่ในลำคอไม่น้อย

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปเครียด พี่ๆ ที่นี่เป็นกันเอง ทำตัวตามสบายนะ เห็นหน้าตาน่ารักนึกว่าจะขี้แก๊ก แต่เป็นคนตลกนะเราน่ะ” พี่เชอรี่พูดทิ้งท้ายก็จะพาผมเดินเข้าไปด้านในแผนก

ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เมื่อเจอคนที่เป็นมิตรขนาดนี้ และเมื่อเดินเข้ามาด้านในก็ต้องตระหนกอีกครั้ง เพราออฟฟิศที่นี่เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ภูมิฐานมันยังดูน้อยไป แต่ก็ไม่ได้จริงจังจนเกิดความเครียด ภาพรวมทั้งหมดที่เห็นตรงหน้าทำให้ผมเกิดความประหม่าอีกครั้ง

“น้องวินคะ ทางนี้คะ พี่เขานั่งรออยู่พอดีเลย” พี่เชอรี่กวักมือเรียกจากจุดที่ผมยืนอยู่ถัดไปประมาณ 3 บล็อกที่นั่ง

“โห….ตัวจริงดูดีกว่าในรูปอีกนะ เชื่อแล้วว่าเป็นเดือนมหาวิทยาลัย” คำพูดแรกที่หลุดออกจากพี่เลี้ยงของผม ทันทีที่เจอหน้า

พี่เขาเป็นผู้ชายรูปร่างอวบนิดหน่อย ผิวขาวใสสุขภาพดี และมีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา

“สวัสดีครับ” ผมกล่าวทักทายอย่างสุภาพ

“สวัสดี พี่ชื่อท้อปนะ พี่อยู่ส่วนงานสวัสดิการแล้วก็แฟ้มประวัติพนักงานนะครับ เราจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดสี่เดือนนี้นะ แต่วันนี้พี่ยุ่งนิดหน่อย ไปรอในห้องสำหรับน้องฝึกงานทางนั้นแล้วเดี๋ยวพี่ไปปฐมนิเทศให้ฟังนะ แล้วก็นี่ รหัสสำหรับ log-in เข้าระบบคอมพิวเตอร์” พี่ท้อปพูดจบก็ยื่นซองมาให้ผม

ผมรับไว้และขอบคุณอย่างสุภาพ

“พี่เชอร์ครับผมฝากสอนน้องเข้าระบบหน่อยครับ แล้วก็ให้นั่งดู VTR ปฐมนิเทศรอผมได้ไหมครับ วันนี้ผมเจอเจ้านายตามงานด่วนเลย” พี่ทอปยกมือไหว้ขอร้องพี่สาวปากแดงที่กำลังจะกรอกตาใส่คนขอร้อง

“ได้ๆ ยังไง เช้านี้ก็ไม่ทีประชุมอะไร ไหนก็ต้องพาน้องวินเดินทัวร์ออฟฟิศอยู่แล้ว นี่ถ้าน้องไม่น่ารักอย่างนี้ ฉันไม่ทำให้เธอหรอกนะ ไปน้องวินไปกับพี่จ๊ะ”  พี่เชอรี่เบะปากใส่คนขอร้องแต่หันกลับมายิ้มหวานให้ผม

“โหหหห สองมาตราฐานมากเจ้” พี่ทอปโอด

หลังจากนั้นก็เป็นการเดินทัวร์ทั่วออฟฟิศของฝ่ายทรัพยากรบุคคล ทำให้รู้ว่าที่นี่ใส่ใจในการดูแลบุคลากรขนาดไหน ทำให้ผมประทับขึ้นไปอีก ที่นี่มีโต๊ะทำงานเป็นสัดส่วนที่ดีไม่อึดอัด มีอุปกรณ์สำนักงานครบครัน ห้องประชุมย่อยๆ เยอะมาก รวมถึงห้องเบรกที่เรียกได้ว่าอาจทำให้น้ำหนักตัวขึ้นได้ ทั้งหมดทั้งมวลพี่เชอรี่พูดทิ้งท้ายไว้ก่อนพาผมไปนั่งที่โต๊ะว่า

“เพราะการสร้างบรรยากาศที่ดี มันก็ส่งผลกับความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานเช่นกัน ดังนั้นผู้บริหารของที่นี่จึงให้ความสำคัญกับมันเป็นพิเศษ”

ผมยิ้มแก้มปริ รู้สึกชื่นชมแบบแบบไม่ปิดปัง คิดภูมิใจในตัวเองที่ฟันฝ่าคนนับร้อยเพื่อเข้ามาฝึกงานที่นี่ได้

“โอเค ถึงแล้ว ห้องของน้องฝึกงาน” พี่เชอรี่ผายมือไปที่ห้องกระจกขนาดประมาณ 4คูณ4เมตร

“ห้อง??” ผมแปลกใจว่ากับเด็กฝึกงานถึงกับทำห้องให้ทำงานเลยหรือ

“ใช่คะ พี่มีโต๊ะทำงานให้น้องฝึกงานด้วยคะ  เนื่องจากด้านนอกมีข้อมูลส่วนบุคคลหลายอย่าง ที่อาจจะมีการพูดคุยกันข้ามโต๊ะทำงาน เลยทำห้องให้น้องอยู่ดีกว่า แต่มันก็เป็นห้องเก็บเอกสารด้วยล่ะจ๊ะ อาจจะไม่ได้ดีเท่าโต๊ะพนักงานนะ” พี่เชอรี่พูดไปก็เปิดประตูเข้าไปแนะนำสิ่งต่างๆ ภายในให้ฟัง

ถึงแม้จะพูดแบบนี้ แต่นี่มันก็ดีกว่าที่ผมคิดไว้มากโขเลย นึกว่าต้องไปนั่งในห้องเบรกเสียด้วยซ้ำไป

ผมสังเกตว่าในห้องจะมีอยู่หลายโต๊ะแต่จะมีอยู่โต๊ะหนึ่ง ที่เหมือนมีของว่างอยู่แบบไร้ระเบียบ

“อ้อ! นั่นเด็กฝึกงานอีกคนน่ะ สายประจำ ดูสิป่านนี้ยังไม่มา เฮ้อ….แบบลูกคนใหญ่คนโตน่ะ….. อ่ะ พี่ไม่ควรพูดสินะ งั้นหากเจอกันก็ไม่ต้องแปลกใจนะ เป็นเพื่อนกันไว้ก็แล้วกันนะคะ” พูดจบพี่เชอรี่ก็ยิ้มเฝือนและสอนการ log-in เข้าระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทต่อ ต่อจากนั้นก็เปิด VTR ปฐมนิเทศให้ดู ซึ่งกินเวลามากกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่ขอลากลับไปทำงานที่โต๊ะของตนเอง

ระหว่างที่ผมกำลังว้าวตาวาวไปกับ VTR แนะนำบริษัทอย่างอลังการงานสร้างอยู่นั้น ประตูห้องก็เปิดกว้างออกอย่างรวดเร็ว ด้วยความตกใจผมจึงหันไปหาคนที่เดินเข้ามาอย่างไม่ตั้งใจ

ภาพที่เห็นคือ ชายหนุ่มผิวขาวตัวสูงเกือบเท่าความสูงของบานประตู ในชุดนิสิตประยุกต์ด้วยแบรนด์เนมทั้งตัว ผมรองทรงสูงแต่ยุ่งเหยิงเป็นทรงที่ดูตั้งใจมากกว่าจะเป็นเพราะลมจากการนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อน ผิวหน้าที่ดูดีเป็นธรรมชาติอย่างน่าอิจฉา

วงหน้าที่เห็นตรงหน้านี้ แม้จะผ่านไปนานเท่าไหร่ มันก็ยังคงแวะเวียนเข้ามาในใันผมตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้มันจะเปลี่ยนไปมาก (ในทางที่ดีขึ้นจนหน้าหมั่นไส้) ผมแต่ไม่เคยลืมไอ้ความเลวร้ายที่มันทำกับผมสมัยมัธยมต้นยาวไปถึงมัธยมปลาย

‘ไอ้คอปเตอร์’ ในใจผมร่ำร้องขื่อนี้ซ้ำไป ใจเต้น มือสั่นไปหมด ทั้งโกรธและกลัวไปในเวลาเดียวกัน

ไอ้คอปเตอร์มันจ้องหน้าผม ด้วยสายตาที่ดูว่างเปล่าเหมือนที่มันทำกับทุกคนสมัยมัธยม มันเป็นคนที่แทบไม่แสดงความรู้สึกอะไรนอกจากการยิ้มเยาะคนที่ถูกมันรังแก เหมือนมันมีชีวิตอยู่ด้วยการทำสิ่งนี้

มันจ้องผมอยู่พักใหญ่แล้วมันก็เดินไปที่โต๊ะของมันที่อยู่ข้างๆ ผมเลย

ผมรู้ว่าสวรรค์ช่างกลั้นแกล้ง ทำไมผมถึงได้มาเจอมันอีก ทั้งๆ ที่ชีวิตทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแล้ว ผมพยายามทำตัวเป็นปกติที่สุด ทำเป็นไม่สนใจตั้งใจกับการดู VTR ปฐมนิเทศของตนเอง ทั้งๆ ที่มือนั้นกำแน่นและเปียกแฉะ

เอาจริงๆ ผมทำตัวไม่ถูกจริงๆ เพราะภาพความทรงจำเก่าๆ มันเฟรชแบ็คกลับมาจนผมแทนจะไม่มีสมาธิดูสิ่งที่น่าสนใจด้านหน้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2023 12:10:36 โดย Shonennihon »

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (10-08-23)
«ตอบ #4 เมื่อ13-08-2023 21:21:51 »

สักพักพอ.หลงหัวปักหัวปล่ำแน่นอน :hao7:  :hao7:

ออฟไลน์ sarawatta

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 714
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +300/-10
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (10-08-23)
«ตอบ #5 เมื่อ14-08-2023 20:36:01 »

แกล้งดีนัก รักซะเลย

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (16-08-23)
«ตอบ #6 เมื่อ16-08-2023 10:30:42 »


“นายมาใหม่เหรอ?” ไอ้คนหน้านิ่งถามผมตามสไตล์ของมัน

“อืม” ผมพยักหน้า แสร้งทำเป็นไม่สนใจ พยายามให้ดวงตาจ้องไปที่มอนิเตอร์ด้านหน้า

“เราเคยเจอกันมาก่อนไหม?” คนนั่งข้างขยับเข้ามาใกล้ เหมือนพยายามพินิจวงหน้าผม

“ไม่นะ ไม่เคย เรามาจาก มหาวิทยาลัย xxxx นะ นายมาจากมหาวิทยาลัยอะไรล่ะ” ผมทำตัวเนียนต่อไป

“มหาวิทยาลัย RRR น่ะ ก็คงจะไม่เคยจริง ถึงจะคุ้นหน้าก็เถอะ เราชื่อ คอปเตอร์ นะ” อีกฝ่ายสะกิดไหล่ผมให้หันไปหา

“เราชื่อ…..วิน นะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ กานต์นวี”

“เราไม่เคยบอกนะว่าชื่อจริงชื่ออะไรทำไมนายรู้”

“เอ่อ…. พี่เชอรี่เอ่ยถึงน่ะ”

“คุณป้าขาเม้าส์นี่อีกแล้ว เขาเล่าเรื่องเราว่าอะไรบ้างล่ะ!!” เสียงเข้มขึ้นมาทันที

“ไม่.. ไม่นะ พี่เขาแค่แนะนำให้รู้จัก แต่นายไม่อยู่ไง” ในที่สุดมันก็ดึงความสนใจของผมให้หันไปหามันจนได้

“แค่แนะนำจริง?” มันกลับไปหน้านิ่งอีกครั้ง ลูกตาสองข้างของมันนี่มันเป็นตาตำรวจสายตรวจฯ ชัดๆ แต่ผมก็ไม่คิดจะหลบตาเพราะจะยิ่งมีพิรุธ

“เออ ก็แล้วไป เกลียดไอ้พวกปากมากนี่ฉิบหาย นี่หากไม่ติดว่าแม่บังคับนะ ก็คงไม่มานั่งทรมานอยู่นี่ในช่วงปิดเทอมหรอก!!” พูดจบก็เหวี่ยงตัวหมุนเก้าอี้เข้าที่พร้อมกับมือตบโต๊ะดังปึง

ผมแอบสะดุ้งเล็กน้อย แม้จะทำใจดีสู้เสือ แต่บรรยากาศรอบๆ ตัวไอ้คุณคอปเตอร์ก็ยังคงเย็นเยียบเหมือนเคย

“งั้นเราขอตัวดู VTR ให้จบนะ” ผมพยายามหนีจากความจริงตรงหน้าโดยการหันไปหาจุดสนใจอื่น

“ไอ้ของกากๆ แบบนั้นดูไปทำไมวะ มีเรื่องจริงสักครึ่งไหมก็ไม่รู้!!” ไอ้คนขวางโลกมันพูดขึ้นโจ่งแจ้งเสียงดัง เหมือนตั้งใจให้ทุกคนได้ยิน แต่โชคดีที่พวกเราอยู่ในห้องปิด

ผมทำเป็นไม่สนใจ และมีสมาธิกับการดูหน้าจอต่อไป

แต่ไอ้คนข้างๆ ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจความต้องการของผม มันขยับเข้ามาใกล้ และเท้าแขนลงบนโต๊ะของผม ยื่นหน้าเข้ามาใกล้

“นายไม่รู้จริงๆ เหรอว่าเราเป็นใคร?” ไอ้คนขวางโลกจ้องมาที่ตาผม ซึ่งผมพยายามไม่สนใจ และส่ายหน้าอย่างเดียวเท่านั้น

“ก็ดี!!” ไอ้คอปเตอร์ตบโต๊ะตรงหน้าผม

“จะได้มีเพื่อนคุยบ้าง ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ บ้างก็ไม่เลว โอเค ต่อจากนี้เป็นต้นไป เราเป็นเพื่อนกัน!!” ไอ้คอปเตอร์ ยื่นมือมาทำท่าทักทายสไตล์ตะวันตก

ช่วงผมก็มองมันกลับไปด้วยความงุนงง  เพราะไม่คิดว่าจะเจอท่าทางแบบนี้ของมัน ช่างต่างกับสมัยมัธยมที่ไม่เคยสนโลกหรือผู้คนใดๆ ผมยื่นมือไปจับกับมือของมันอย่างลังเล แต่สุดท้ายมันก็ยื่นมือมาจับมือผมกระชับมั่นก่อนที่จะปล่อยออกทันที

“เฮ้ย!! มึง!! เออ จริงสิกูพูด กูมึง กับมึงได้ไหม?” สไตล์การทำก่อนขอของมัน ยังเหมือนเดิม

ผมนิ่งไปพักใหญ่จนมันเริ่มคิ้วขมวด  ผมจึงต้องลากมือที่ชุ่มเหงื่อไปจับมือของมันที่รอค้างอยู่กลางอากาศมาสักพัก

“เออ ได้สิ” ผมตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงยังผมก็ยังไม่กล้าปฏิเสธมัน สงสัยว่าในใจยังคงมีแผลเป็นที่ยังเจ็บจี๊ดอยู่

“มึงร้อน? ทำไมเหงื่อชุ่มขนาดนี้?”

“เออ ใช่ ก็ร้อนนิดหน่อย”

“ใช่ไหม? กูเคยบอกหลายทีแล้วว่าช่วยเร่งเครื่องปรับอากาศหน่อย อากาศร้อนขนาดนี้อยู่กันได้ยังไงวะ!!” คอปเตอร์ผู้ฉุนเฉียวกลับมาแล้ว

แต่ความเป็นจริงคือผมเป็นคนขี้หนาวมาก แล้วคือผมพกเสื้อกันหนาวมาด้วย พอตอบไปแบบนั้นเลยไม่กล้าหยิบขึ้นมาสวมเลย

และที่ผมเหงื่อออกจนท่วมเนี่ยก็เพราะมันมาอยู่ใกล้ๆ กับผมเนี่ยแหละ!!


“เฮ้ย! โทษที กูเป็นคนอารมณ์ร้อนนิดหน่อย อย่าถือสาเลยนะ มึงก็ดูอะไรของมึงต่อไปก็แล้วกัน” พูดจบมันก็เอนหลังเบี่ยงไปทางโต๊ะตนเองก่อนที่จะก้มตัวและก็ฟุบนอนไปกับโต๊ะ

ผมแปลกใจกับการกระทำของมันเล็กน้อยแต่ก็หันหน้ามามีสมาธิกับการปฐมนิเทศตรงหน้าให้จบ

ในที่สุดการดู VTR ปฐมนิเทศของบริษัทก็จบลงด้วยเวลา 2 ขั่วโมงเศษ ผมยอมรับว่าดูเพลินดี แต่เนื้อหามันออกจะอัดแน่นไปหน่อย บางเรื่องผมก็คิดว่า นักศึกษาฝึกงานเนี่ยควรจะต้องรู้ละเอียดขนาดนั้นเลย สมาธิผมจดจ่อกับภาพเคลื่อนไหวตรงหน้าจนลืมไปเลยว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องด้วย

ผมนึกได้ดังนั้นผมจึงหันไปหาไอ้คนที่คิดว่าน่าจะหลับยาวอยู่ข้างๆ แต่หลังจากที่ผมเบนหน้าไปทางซ้าย ผมก็ต้องตกใจดวงตาเบิกกว้าง

เพราะไอ้คนที่ควรจะหลับมันหลับนั่งจ้องผมไม่วางตาและอมยิ้มอย่างมีเลศนัย

“มึงนี่ก็น่ารักนะ” ประโยคแรกที่มันพูดหลังจากสบตากับผม

“ห่ะ…หา!?!” ผมไม่รู้จะตอบสนองกับประโยคนั้นยังไง

“ก็…… เป็นกูคงหลับไปตั้งแต่ สิบนาทีแรก แต่นี่มึงตั้งใจดูจนจบกูล่ะเชื่อเลย นี่ไม่เรียกว่าน่ารัก หรือจะเรียกว่าเชื่องดี”

“เชื่องพ่อง!! มาฝึกงานมันควรจะตั้งใจไหมสาดดดด” ด้วยบรรยากาศที่ส่งมาไปผมเลยเผลอตอบสไตล์เพื่อนสนิทออกไป

หลังจบประโยคผมถึงกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดปากตั้งเอง

“เฮ้ยยยย!!” ไอ้คอปเตอร์  ร้องลั่น

“อะ..อะไร!!” ผมเริ่มเหงื่อออกอีกครั้ง

“มึงนี่ก็มีมุมนี้นี่หว่า! เพิ่งเคยเห็น กูนึกว่าจะเรียบร้อยน่าเบื่อเสียแล้ว!! เออๆ ชอบๆ” พูดพลางโผเข้ามาโอบไหล่แล้วใช้มือตบอ้อมไหล่เบาๆ

‘ชอบเชี้ยอะไร กูไม่ได้อยากให้มึงชอบกู!’ ผมคิดในใจนะครับเพราะความเป็นจริงผมเกร็งไหล่แข็ง ฝืนยิ้มเฝือนใส่มันไปเรียบร้อยแล้ว

เผลอคิดว่าตัวเองจะโดนน๊อควูบลงไปนอนชิมพื้นพรมไปเรียบร้อยเสียแล้ว


ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ผมสะดุ้งตัวโยน เลยทำให้มือที่โอบไหล่อยู่กระเด้งกลับไปอยู่ข้างลำตัวของไอ้คอปเตอร์แทบจะทันที

“น้องวิน… พี่เสร็จงานแล้วนะ เดี๋ยวพี่มาอธิบายเรื่องงานที่พี่จะให้น้องช่วยทำหน่อยครับ” พี่ท้อปยื่นหน้าแป้นๆ เข้ามาทางช่องประตูที่เปิดแง้มอยู่ไม่ถึงครึ่งทาง

“ครับ ได้ครับ ผมดู VTR จบพอดี ข้อมูลเยอะเลยครับ แต่ผมก็ตั้งใจดูจนจบ”

“เฮ้ย!! ดูจบด้วย พี่เชอรี่ไม่ได้บอกเหรอดูแค่ สองบทแรกก็พอ!” สีหน้าพี่ท้อปดูตกใจไม่น้อย

“กูบอกมึงแล้ว” ตามด้วยไอ้คอปเตอร์ที่ดูเหมือนรอซ้ำเติม

“บอกตอนไหน?” ผมหันไปพูดกับมันด้วยระดับเสียงครึ่งหนึ่งของปกติ

“ตอนมึงตั้งใจดูจนเหมือนสติหลุดเข้าไปในจอน่ะสิ” มันตอบกลับมาด้วยระดับเสียงเต็มสูบ

ผมแอบยอมรับว่าผมทำเป็นไม่สนใจมันแบบ 100% แทบจะตัดเสียงมันออกจากโสตประสาท

“นี่….รู้จักกันมาก่อนเหรอ?” พี่ทอปทำหน้าประหลาดใจ

“เปล่าครับ เพิ่งเคยเจอกัน!” ผมหันไปตอบด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

“อ๋อ….เหรอ… โอเค น้องวินตามพี่มาครับ”

ผมเดินตามพี่ท้อปอย่างว่าง่าย

…….………..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2023 12:06:19 โดย Shonennihon »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (16-08-23)
«ตอบ #7 เมื่อ16-08-2023 21:34:15 »

 :katai4: :katai5:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (16-08-23)
«ตอบ #8 เมื่อ17-08-2023 10:50:46 »

มาต่อไวๆน๊าาาาาา

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (26-08-23)
«ตอบ #9 เมื่อ26-08-2023 11:52:19 »

ผมยอมรับกับตัวเองเลยว่า ประสบการณ์การทำงานจริงกับการเรียนนี่ต่างกันไม่น้อยเลย เข้าใจคำพูดของรุ่นพี่รุ่นก่อนที่จบไปแล้วกลับมาเล่าให้ฟังก็วันนี้

ทฤษฎีที่เรียนรู้แทบไม่ได้ใช้เลย ต้องมาเรียนรู้ใหม่เกือบหมด ขนาดงานง่ายๆ อย่างการจัดเรียงเอกสารตามระบบมาตรฐานของบริษัท และการ key-in data เข้าระบบ HRIS มันยังสร้างความงวยงงให้ผมไม่น้อยเลย

โชคดีที่เกิดมาพร้อมความจำดี เลยจดทันทุกคำพูด ขนาดว่าผมใช้เทคนิคการจดโน้ตย่อสมัยเรียนกับอาจารย์ที่สปีชเร็วที่สุด ยังทำได้แค่คาบเส้นคาบดอก เฮ้อ….ผมจะจบกับที่นี่สวยไหมเนี่ย?

“ไม่เข้าใจตรงไหน หรือตามไม่ทันตรงไหน บอกพี่นะ” พี่ท้อปพูดทิ้งท้ายด้วยการยิ้มแก้มอมชมพูมาที่ผม

“ครับ” ผมตอบสั้นๆ พลางยิ้มแห้งตอบกลับไป

“ไม่ต้องเกรงใจนะ พี่รู้ว่าพี่อธิบายเร็ว แต่มาถามพี่บ่อยๆ พี่โอเค นะ มันยากพี่รู้ ตอนพี่มาใหม่ๆ กว่าจะคุ้นกับไอ้ระบบนี้ ก็ตอนจะผ่านช่วงทดลองเลยล่ะ” พี่ท้อปยื่นมือมาตบไหลผมเบาๆ ในลักษณะให้กำลังใจ

“ไม่ได้จะทดสอบอะไรผมใช่ไหมเนี่ย?” ผมมองไปที่ตาเล็กๆ สองข้างของพี่ท้อป

“ไม่นะ” สายตาที่ส่งมาพร้อมกับคำตอบที่บอกได้เลยว่า ไม่โกหกแน่นอน

ผมถอนหายใจพร้อมตอบรับความคาดหวัง

“แต่หากเป็นเรื่องที่จริงจังน่าจะเป็นเรื่องโปรเจ็คช่วงฝึกงานของน้องนะ พวก Business process improvement อันนั้นน่ะสำคัญจริง  เรื่องนี้ก็ปรึกษาพี่ได้นะ พี่ทำให้น้องๆ ผ่านไปได้หลายคนแล้ว!” พี่ท้อปพูดจบก็ยืดอกภูมิใจ จนพุงที่ยื่นมายุบไปหน่อย ผมเผลอปรายตาไปมองภาพงานแต่งงานของพี่ท้อปบนโต๊ะ เห็นสภาพร่างที่เคยทรงดีมาก่อนมาก จนอยากจะแนะนำให้พี่เขาไปลดความอ้วนเลย

ความเครียดถาโถมจนเสียงพยาธิในท้องร่ำร้องคร่ำครวญ ดังจนผมหน้าแดงเพราะความอาย

“เฮ้ย! พี่ขอโทษ นี่มันเลยเวลาพักของน้องมาแล้วนี่ ไปพักเหนื่อยเถอะ สักชั่วโมงค่อยมาหาพี่นะ” พี่ท้อปรู้สึกผิดออกทางสีหน้า

“เฮ้ย!! มึง เที่ยงกว่าแล้ว ไปกินข้าวเที่ยงกัน” เสียงทุ้มต่ำข้ามคอกกั้นโต๊ะทำงาน ทำให้ทั้งผมและพี่ท้อปหันไปทางต้นเสียงพร้อมกัน

พี่ท้อปถึงกับยืนขึ้นเพื่อเขย่งมองไปทางเดียวกับผม เพื่อหาเจ้าของเสียงที่ตอนนี้ยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ไม่ไกล

ผมหันไปขอความช่วยเหลือทางสายตาจากพี่ท้อปทันที พลางถามชวนพี่ท้อปไปกินมื้อเที่ยงด้วยกัน

พี่ท้อปปฏิเสธพลางชี้ให้ดูกล่องข้าวที่กองรวมกันอยู่ที่มุมโต๊ะทำงานพลางบอกว่า “เมียพี่เตรียมมาให้แล้ว”

จบกัน !!

“เดี๋ยวเราไปเองก็ได้” ผมปฏิเสธอย่างสุภาพ อยู่กับมันในห้องทั้งวันก็น่าอึดอัดจะตายอยู่แล้ว มื้อเที่ยงช่วยผมเป็นอิสระบ้างนะ

“มึงนี่นะ มาครั้งแรกแล้วรู้เหรอว่ากินข้าวที่ไหน ป่านนี้ร้านอาหารคนคงเต็มไปหมด เดี๋ยวพาไปที่ดีๆ แล้วดูนะอุตส่าห์รอมึงเกือบครึ่งชั่วโมงนี่ ไม่คิดจะมากับกูสักหน่อยเหรอวะ” ไอ้คนเอาแต่ใจร่ายยาวจนผมรู้สึกท้อ พลางหันไปหาตัวช่วยอย่างพี่พนักงานประจำ

“น้องไปกับเพื่อนเถอะ โทษทีนะ พี่ไม่ได้แนะนำ อะไร ว่าแต่แน่ใจว่าเพิ่งเคยเจอกัน?” พี่ท้อปตอบกลับเสียงเบา

นอกจากไม่ได้ช่วยแล้วยังขับไล่ไสส่ง ผมปฏิเสธคำถามโดยการสั่นหน้าแหย๋ๆ และหันไปตอบตกลงกับไอ้เพื่อนใหม่ที่ไม่ใหม่ในความทรงจำผม

………

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (26-08-23)
« ตอบ #9 เมื่อ: 26-08-2023 11:52:19 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (26-08-23)
«ตอบ #10 เมื่อ26-08-2023 12:05:10 »


ผู้คนในตึกต่างวุ่นวายกับการเดินออกหามื้อเที่ยงกันอย่างเร่งรีบ แม้จะเลยเที่ยงครึ่งมาแล้วแต่ในชั้นโรงอาหารพนักงานของตึกก็คราคร่ำไปด้วยผู้คนจำนวนไม่น้อย

ชั้นโรงอาหารของที่นี่ลงทุนใช้ทั้งชั้นทำเป็นศูนย์อาหารที่รวมร้านอาหารนานาชนิดมากกว่า 30 ร้าน การจัดการพื้นที่ที่ชั้นนี้ทำได้ดี มีโต๊ะและเก้าอี้จำนวนมากที่จัดอย่างเป็นระเบียบ มีบรรยากาศเย็นสบายและสวยงาม

และที่สำคัญที่สุด มีน้ำดื่มที่ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของบริษัทตั้งวางไว้ในตู้แช่เย็นให้หยิบดื่มอย่างไม่อั้น แต่ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือเปล่า เพราะแทบไม่มีใครเดินไปหยิบเลย คงเพราะส่วนใหญ่เป็นน้ำหวานและเครื่องดื่มชูกำลัง

ในขณะที่ที่ผมกำลังชื่นชมกับภาพตรงหน้า ที่เป็นหนึ่งสิ่งที่แสดงให้เห็นใน VTR orientation ไอ้คนที่ชวนผมมาด้วยกลับเดินไปอีกทางหนึ่งพร้อมกับกวักมือเรียกผมให้ตามมันไปด้วย

ผมทำหน้าตาสงสัยแต่ก็เดินตามมันไปอย่างว่าง่าย

“จะไปไหนน่ะ ศูนย์อาหารมันอยู่ทางนั้น” ผมพูดพลางใช้นิ้วชี้ไปที่ประตูกระจกบานใหญ่ของศูนย์อาหาร

“กูไม่เคยกินที่นั่น!!” มันพูดห้วนๆ สั้นๆ แบบไม่หันหน้ามามองผมด้วยซ้ำ

“แต่…..” ผมยังอาลัยกับกลิ่นอาหารที่โชยออกมาจากศูนย์อาหารที่เพิ่งเดินจากมา

“มึงจะบอกว่ามึงรู้ดีกว่ากู มึงที่เพิ่งมาวันแรกเนี่ยนะ” ไอ้คอปเตอร์หยุดที่ประตูใหญ่บานหนึ่งและหันมามองด้วยสายตาหาเรื่อง

“เอ่อ……” เชี้ยเอ้ย! ผมบอกตามตรงว่าตอนนี้ผมขาสั่นไปหมด ถึงผมกับมันจะสูงพอกันก็เถอะ (มันสูงกว่าผมสัก5เซ็นได้มั้ง) แต่ไอ้ความรู้เหมือนไอ้เตี้ยตัวเล็กโดนรังแกมันกลับมายังไงไม่รู้

“ตามมาเถอะ อย่าพูดมาก กูหิวจะแย่แล้ว!!” ไอ้คอปเตอร์เปิดประตูและกวักมือเรียกผมให้ตามมันไป

“กูก็ไม่ได้ให้มึงมารอเสียหน่อย” ผมบ่นอุบอิบกับตัวเอง

“อะไรนะ?” มันหันหน้ากลับมาถามผม

“เปล่าๆ ครับ เราบอกว่าหิวเหมือนกันน่ะ” ผมตอบเสียงสั่น พยายามทำหน้านิ่งไว้ แต่เสียงผมมันบังคับไม่ได้เอาเสียเลย

“หิวแล้วก็รีบตามมา! แล้วไอ้คำพูดสุภาพเนี่ย กูไม่ชินเลยว่ะ เหมือนมันห่างเหินยังไงไม่รู้” ไอ้คอปเตอร์คิ้วขมวดใส่ผม

“ก็มันเคยชินน่ะ”

“มึงนี่สุภาพแบบสุดยอดไปเลยนะ เออ น่ารักดี”

“อะไรนะ?” คำสุดท้ายมันเบาจนผมแทบไม่ได้ยิน แต่หากเดาไม่ผิด น่าจะ ‘น่ารัก’  สงสัยหูจะฝาด

ไอ้คอปเตอร์พาผมเข้าประตูไปก็เจอกับบันไดหนีไฟที่กว้างขวาง และมี wallpaper ลายสวยงามพร้อมโลโก้และมัสคอต ประจำบริษัท พาดไว้ตลอดทาง มันก็ดูสวยไปอีกแบบ แต่หากสังเกตดีๆ เหมือนมันจะมีแค่ชั้นที่พวกผมกำลังลงไป

“จะพาเราไปไหนเนี่ย?” เนื่องจากความเงียบเชียบทำให้ผมรู้สึกสงสัย

“พามึงไปซ่อมกับกูสักรอบก่อนงานรอบบ่ายมั้ง” เสียงไอ้คอปเตอร์เรียบและรู้สึกน่ากลัว

ผมหยุดเท้าแทบจะทันที จนได้ยินเสียงยางรองเท้าเบียดกับพื้นบันไดดังเอี๊ยด

“กูล้อเล่นไหม ทำสีหน้าจริงจังไปได้” ไอ้คอปเตอร์หันมาแกมหัวเราะชอบใจ

แต่สีหน้าผมยังคงยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ เพราะจากปฎิกิริยาของไอ้คอปเตอร์ มันหุบยิ้มและเดินเข้ามาใกล้ แผลเป็นในใจของผมมันคงเริ่มปริแตกเสียแล้ว

“เฮ้ยๆ กูล้อเล่น นี่กูจะพามึงไปกินมื้อเที่ยงจริงๆ มึงก็เห็นว่าทางนี้ มันเป็นเส้นทางสำหรับให้พนักงานเดินลงไปศูนย์อาหารอีกชั้นหนึ่ง”

“ที่นี่มีศูนย์อาหาร สองชั้นเลย” หน้าเปลี่ยนแปลงไปเป็นประหลาดปนประทับใจ

“ตามมา เดี๋ยวมึงก็จะรู้เอง” พูดจบมันก็เดินนำไปอีกครั้ง

หลังจากที่ผมเดินตามมันไปจนถึงชั้นถัดไป ผมก็พบว่าประตูทางเข้าของชั้นนี้มันไม่เหมือนชั้นที่พวกเราลงมามันดูหรูหราและมีที่สแกนใบหน้าติดอยู่ที่ข้างประตู

ผมมองไปที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตรงหน้าที่หน้าจอกำลังเปิดทำงานเมื่อมีคนเดินเข้ามาใกล้ กล้องของอุปกรณ์ก็ทำงานทันที ภาพที่อยู่ตรงหน้าจอมันแสดงใบหน้าผมชัดเจน

ผมรู้สึกว่าตัวเองหน้าซีดกว่าเมื่อเข้ามาก สงสัยมีเหตุการณ์ที่ทำให้ตกใจหลายครั้ง

เพียงครู่เดียวเครื่องก็ร้องส่งสัญญาณว่า ใบหน้าที่แสดงอยู่ไม่ผ่าน พร้อมทั้งแสดงรูปกากบาทสีแดงขนาดใหญ่

“เขาน่าจะให้เข้าได้เฉพาะพนักงานประจำหรือ…”

ปี๊บ เสียงสัญญาณดังสดใสและขึ้นรูปเครื่องหมายถูกที่หน้าจอพร้อมเสียงปลดล็อกประตูดังขึ้น

ผมที่กำลังจะแสดงความคิดเห็นจึงได้แต่สะดุดลงตรงนี้

“ทำไม?” ผมมองใบหน้าที่เรียบนิ่งของอีกฝ่ายซึ่งตอนนี้เดินนำหน้าไปหยิบที่จับประตูเพื่อเปิดออกกว้าง

“จะเข้าไปไหม?” คำพูดสั้นๆ และใช้สายตาชี้นำทางเข้าไปด้านในทำให้รีบก้าวเท้าไปข้างหน้าและเดินผ่านประตูกระจกสีเข้มเข้าไป

ข้างในเป็นเหมือนกับร้านอาหารบุฟเฟต์นานาชาติ ที่มีการจัดวางและประดับตกแต่งตามโต๊ะยาวที่วางอาหารเรียงรายจนแทบจะนับไม่ถูกว่าถูกวางอาหารไว้กี่อย่าง

ผมยืนอึ้งตาค้างอยู่ที่ทางเข้า จนกระทั้งพนักงานต้อนรับทางด้านหน้าเอ่ยทักทาย

“สวัสดีคะ ขอบัตรพนักงานหรือบัตรรับประทานอาหารด้วยคะ”

“เอ่อ…เอ่อ……” ผมอ้ำอึ้งเพราะผมไม่มีสิ่งที่ว่ามาทั้งคู่

“นี่ครับ” คนที่ตัวสูงกว่าผมเล็กน้อยเดินล้ำหน้ามายื่นการ์ดสีทองและมีลวดลายไม่คุ้นตา ยื่นไปให้พนักงานสองใบ

“อ้าวคุณคอปเตอร์ วันนี้มากับเพื่อนเหรอคะ” พนักงานยิ้มสวยกล่าวต้อนรับ

“มั้ง” คำพูดสั้นๆ ห้วนๆ ออกจากปากที่แทบจะไม่ขยับนั้น

พนักงานสาวยิ้มรับและรีบรับการ์ดสองใบไปสแกนที่อุปกรณ์ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เคาน์เตอร์ไม่ไกล

สักพักเธอก็เดินออกมาพร้อมการ์ดใบเดิมทั้งสองใบ ไอ้คอปเตอร์รับไว้และขยับหน้าให้ผมเป็นคำชวนก่อนที่จะเดินเข้าไปในร้านอาหารที่ตกแต่งเสียหรูหรา

ไอ้คอปเตอร์เดินตรงรี่ไปที่มุมห้องใกล้กับกระจกหน้าต่างของอาคาร เขากระแทกนั่งอย่างเคยชินโดยไม่สนใจทุกสายตาในร้านอาหารซึ่งต่างมองมาเป็นตาเดียว

ผมว่าไม่แปลก เพราะการแต่งตัวของเราสองคนที่ใส่เครื่องแบบของมหาวิทยาลัย มองแว่บเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่พนักงาน มันอาจจะไม่ถูกต้องหรือเปล่าที่พวกเรามาอยู่ตรงนี้

“นี่ๆ แน่ใจเหรอว่าจะกินที่นี่?” ผมถามอย่างเกรงใจและยังคงไม่กล้าลงไปนั่ง

“เราไม่ได้ลักลอบเข้ามาเสียหน่อย จะไปกลัวอะไร มึงไปตักอาหารมากินไปเดี๋ยวกูเฝ้าโต๊ะให้”  อีกฝ่ายคิ้วขมวดใส่ผมแล้วโบกมือไล่ผมไป

ตัวผมเองก็ทำตามอย่างว่าง่าย


อาหารของชั้นนี้ต่างจากชั้นอื่นมาก ทั้งการจัดวาง รูปร่างหน้าตาของอาหาร จำนวนประเภทของอาหารที่มีตั้งแต่สลัดบาร์จนไปถึงอาหารไทยรสจัดจ้าน

บรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและเงียบสงบ ไม่วุ่นวายจอแจเหมือนกับชั้นบนที่เพิ่งเดินลงมา โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่นั่งอยู่ล้วนแต่งตัวภูมิฐานจนผมตื่นตระหนกไปหมด โชคดีที่บริกรที่นี่น่ารักเป็นกันเอง ดูแลและแนะนำอย่างดีเหมือนโรงแรมห้าดาว จนกระทั้งผมมองไปที่ป้ายชื่อที่มีโลโก้โรงแรมดังย่านนี้อยู่บนป้ายชื่อ ผมจึงเข้าใจในทันที

บริษัทนี้ลงทุนจ้างโรงแรมชื่อดังมาบริการให้กับพนักงายเลยหรือนี่

กว่าผมจะเดินเลือกมื้อเที่ยงจนล้นสองจาน ก็ใช้เวลาไปหลายนาที  ผมเดินไปถึงโต๊ะก็พบว่าคนที่นั่งรออยู่ มองผมตาไม่กระพริบ

“เอ่อ…โทษทีนะ มันเพลินไปหน่อย” ผมผงกหัวขอโทษเพื่อนไม่ใหม่ที่พาเข้ามา

“กินเยอะนะเนี่ย ดีนะที่มันออกทางแนวตั้ง ไม่ได้ออกทางแนวนอน สูงใหญ่ขึ้นเยอะเลย” ไอ้คอปเตอร์พูดพลางมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

“อะไรนะ?” ผมได้ยินไม่ค่อยถนัดเพราะมัวแต่กลัวสายตาที่จ้องผมเสียเบิกกว้าง ยังไงผมก็ยังขจัดความกลัวไปไม่หมดอยู่ดี

“ไม่มีอะไร มึงนั่งกินไปเถอะ เดี๋ยวกูไปหาอะไรกินแล้ว” ไอ้คอปเตอร์พูดจบมันลุกไปทันที

อาหารที่ไอ้คอปเตอร์ตักมามันมีแต่เนื้อสัตว์นานาชนิด และซุปข้นๆ หนึ่งถ้วย ผมมองด้วยสายตาที่อดใจจะถามไม่ได้ แต่ก็ห้ามปากตัวเองไว้ทัน

“อ้ำอึ้งอะไรของมึง?” เหมือนมีคนสังเกตเห็น

“กินแต่เนื้อสัตว์แบบนี้มันไม่ดีนะ มันไม่ครบห้าหมู่” จากประสบการณ์ฟิตหุ่นตัวเองจนสูงใหญ่ขนาดนี้ เวลาเห็นอะไรแบบนี้มันขัดใจ

“แล้วจะให้กูกินเยอะแบบมึงก็ไม่ไหวนะ  ครบห้าหมู่แต่สองจานพูนแบบนี้ กูก็สงสัยนะว่ามึงกินหมดได้ยังไง ร่างมึงก็ผอมบางแบบนี้ ไปเก็บไว้ตรงไหนหมดวะ?” คอปเตอร์มองผมสลับกับอาหารในจานผมทั้งสองจานที่ต่างพร่องไปเกือบหมด

ผมรู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่ไปเริ่มต้นบทสนทนากับมัน เพราะไม่ได้ทำให้สถานการณ์ระหว่างผมกับมันดีขึ้นเลย พอเจอเสียงที่ฟังแล้วเหมือนดุดันใส่ ทำเอาผมสะกดน้ำตาไว้แทบไม่อยู่

“เฮ้ยๆๆ กูไม่ได้ดุด่ามึงเสียหน่อย อย่าทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้แบบนั้นสิวะ” เสียงของมันดูจะอ่อนลงนิดหน่อยแต่แบบนี้ยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่ลงไปอีก

ขณะที่ผมกำลังจะสูดลมหายใจลึกเพื่อกั้นใจตอบมันกลับไปว่าไม่เป็นไร เสียงฮือฮาในห้องอาหารก็ดังขึ้นจากประตูทางเข้า

ผมหันไปหาต้นเสียงก็พบชายหนุ่มวัยทำงาน บุคลิกภาพดีและการแต่งกายหรูหราเดินเข้ามาพร้อมกับคนบริเวณนั้นก็เริ่มลุกขึ้นมาทักทาย

หากจำไม่ผิด คนนี้มันผู้บริหารของที่นี่! เลือดใหม่ไฟแรงที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการตั้งอายุ 30 ปี โปรไฟล์ดี จบจากต่างประเทศและเป็นทายาทขององค์กรดังที่เป็นบริษัทแม่ของที่นี่ สุภาพบุรุษที่ได้ชื่อว่า สาวๆ ต่างหมายปองอันดับหนึ่ง แต่ยังโสดไร้คู่ครอง

มาเห็นตัวจริงคือ เหมือนกับเทพเจ้าย่างกรายมายังโลก โคตรประทับใจ ผมมองตาค้างไปประมาณ 1 นาที

ในขณะที่เพื่อนร่วมโต๊ะของผมกลับทำสิ่งตรงกันข้าม มันถอนหายใจและวางช้อนส้อมลงบนโต๊ะแล้วก็มองออกไปนอกกระจกบานใหญ่อย่างไม่สนใจเหตุการณ์ภายในพื้นที่แห่งนั้น

“โหย…โคตรเท่…. โตขึ้นไปจะมีโอกาสเก่งและเท่แบบนี้ไหมเนี่ย” สายตาชื่นชมของผมที่ส่องประกายคงไปขวางหูขวางตาเพื่อนร่วมโต๊ะ ถึงกับดึงความสนใจจากวิวตึกสูงสวยๆ ภายนอกแล้วหันมาค้อนมาผม แม้แต่ผมยังรู้สึกถึงบรรยากาศร้อนระอุจากด้านข้างได้

“มันก็แค่ไอ้เตี้ยที่โชคดีกว่าคนอื่น!” ไอ้คอปเตอร์ไม่พูดปล่าว มันลุกขึ้นยืนและยื่นสองมือหยาบใหญ่ของมันประคองศรีษะของผมให้กลับด้วยความเร็วประมาณหนึ่ง

ผมร้องเสียงหลงเพราะคิดว่าตัวเองอาจจะถึงฆาตเสียแล้ว

“เฮ้ยๆ กูขอโทษ” คอปเตอร์หน้าซีดลงเห็นได้ชัด มีความรู้สึกวูบหนึ่งว่า มันมีสีหน้าเป็นห่วงผมจริงๆ ก่อนที่มันจะพูดว่า

“รีบแดก ต้องกลับไปทำงานต่อไม่ใช่รึไง!!”

ผมสับสนอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะพยักหน้าให้มันและหยิบช้อนซ้อมมากินต่อ

“คิดว่าคอจะหักเสียแล้ว” ผมบ่นอุบอิบกับตัวเอง

“อย่ามาโอเวอร์สิ ออกแรงนิดเดียวเอง” ไอ้คอปเตอร์สวนกลับด้วยการทำหน้ามึนใส่

ผมไม่คิดว่ามันจะได้ยินเลย ไอ้นี่มันหูดีขนาดไหนกัน

“แรงควายชัดๆ” ผมบ่นงึมงำต่อ พลางลูบต้นคอที่รู้สึกเคล็ดเล็กน้อย

“ขอโทษนะ” เสียงเบาจากคนที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินคำขอโทษจากมัน

“อะไรนะ” ผมตาโตมองไปทางเพื่อนร่วมโต๊ะอย่างไม่เขื่อหูตัวเอง

“นึกว่าใคร” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

“เสือก!!” ไอ้คอปเตอร์สวนกลับเจ้าของเสียงนั่นแทบจะทันที

ผมหันไปมองต้นเสียงที่ว่าทันที เพราะไม่คิดว่าไอ้หยาบคายอย่างไอ้คอปเตอร์จะมีคนรู้จักในที่ๆ มีอารยะแบบนี้ (คนหยาบคายแบบมัน)

“ช่วยพูดกับพี่ชายดีๆ หน่อยสิ อย่างน้อยกูก็พี่ชายมึงนะ” ชายใส่สูทภูมิฐาน ยิ่งด้วยท่าทางสุภาพที่สวนกับคำพูดสมัยพ่อขุนฯ แบบนี้อย่างมาก

“คุณรอคเก็ต” ผมยืนขึ้นเรียกชื่อผู้บริหารหนุ่มของที่นี่ด้วยอาการตกใจ ทำให้พอเข้าใจว่าทำไมไอ้คอปเตอร์ถึงเรียกว่า ‘ไอ้เตี้ย’ เพราะจากการเหยียดยืดสุดความสูงของผม รู้สึกส่วนสูงของเขาคนนี้จะแค่ปลายจมูกผมเท่านั่นเอง (หรือว่าผมมันสูงไป)

“กูเป็นลูกคนเดียว” ไอ้คนหยาบคายมันกล้าพูดกับผู้บริหารระดับด้วยการพูดจา ‘กูมึง’

“เดี๋ยวนะ พี่ชาย ???….” เหมือนผมเพิ่งนึกอะไรออกจากบทสนทนาของทั้งคู่

“ใช่ครับ ผมเป็นพี่ชายของคอปเตอร์เอง”

“แต่นามสกุล….” ผมถามกลับโดยอัตโนมัติ

“เขาไม่ยอมใช้นามสกุลพ่อน่ะ” อีกฝ่ายก็ตอบด้วยสีหน้าอมยิ้มอ่อนๆ

ผมคิ้วขมวด ทำสีหน้างุนงงกลับไป

“เรื่องนั้นไปถามเพื่อนน้องดูนะ แปลกนะ ที่นายยอมคบหาคนอื่นด้วยนอกจากไอ้วศินน่ะ”

ตัวละครเพิ่มอีกตัว เริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วนะ ผมคิดอย่างสับสนในใจ แต่มาคิดดูดีๆ ก็ไม่เกี่ยวกับเรานี่หว่า

“ก็อย่างที่กูบอกไง!! เสือก!!”

“เฮ้อ….ไปดีกว่า น่าจะไม่จบง่ายๆ เอาเป็นว่า ก็คบกันดีๆ นะ อย่าทะเลาะกันก็แล้วกัน…นะ”

คำพูดที่ชวนให้สงสัยก่อนที่จะเดินจากไปอย่างกับลอยเหนือพื้นนั้น ผมเองก็ไม่ได้คิดมากหรอกครับ เพราะไม่ได้คิดจะคบมันเป็นเพื่อนแบบลึกซึ้ง แค่จะให้ผ่านฝึกงานนี้ไปให้ได้

ผมพบว่าไอ้คอปเตอร์มันทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ฝั่งตรงข้ามผม เสียงลมหายใจที่ดังทุกครั้งที่สูดเข้าและออกอย่างจงใจ ผมไม่ทราบว่าพวกเขามีปัญหาอะไรกัน แต่ก็อดที่จะสงสารปนสงสัยไม่ได้

“โทษทีนะ กูรู้ว่าไม่เกี่ยวกับมึง แต่ก็อดอารมณ์เสียไม่ได้” เป็นอีกครั้งที่ผมได้ยินเสียงมันขอโทษผม แต่คราวนี้ดูมีความตั้งใจแฝงอยู่

ผมรับคำขอโทษโดยการพยักหน้า แต่ก็ไม่ได้คิดจะถามไถ่ใดๆ ต่อเพราะคิดว่า ไม่ได้สำคัญพอที่อยากจะรู้ เลยตั้งใจกินอาหารที่ตักมาให้หมด

แต่พอมาทบทวนแล้วก็พอจะทราบแล้วว่าทำไมพนักงานคนอื่นถึงได้มีท่าทางเกรงใจมัน และมีความพิเศษขนาดที่เข้าออกพื้นที่ วีไอพีของบริษัทได้

“แล้วนี่ไม่กินแล้วหรือ?” ผมชี้ไปที่อาหารที่วางกองไว้บนโต๊ะซึ่งมีพนักงานเดินมาบริการวางถึงที่

“หมดความอยากอาหารตั้งแต่เห็นหน้าไอ้เตี้ยนั้นแล้ว!” มันเหวี่ยงขาข้างหนึ่งขึ้นมาไขว้กับขาอีกข้างอย่างฉุนเฉียว

“กินน้อยแบบนี้เดี๋ยวก็หิวตอนบ่าย” ผมเผลอพูดออกไปเหมือนพูดกับเพื่อนตามปกติ หลังจากจบประโยคในใจกลับคิดว่า ทำไปเพื่ออะไร

“เป็นห่วง?” มุมปากของไอ้คอปเตอร์ยกขึ้นมาวูบหนึ่งเหมือนภาพลวงตา แล้วก็หายไป

“กูก็ทักตามปกติ ใครๆ เขาก็ต้องพูดกัน”

“อ๋อเหรอ” พูดจบไอ้คอปเตอร์มันก็นั่งพิงพนักเก้าอี้นวมลงไปจนเหมือนจะเอนนอน

ผมเหลือบมองนาฬิกาก็ต้องตกใจเพราะมันเกินบ่ายหนึ่งมาเกือบ 5 นาทีแล้ว

“ฉิบหายแล้ว!!”

ผมรีบยัดทุกอย่างเข้าปากและดื่มน้ำตามทันที

“เฮ้ยๆ ไม่ต้องรีบเดี๋ยวติดคอตาย มึงมากับกูไม่มีใครกล้าว่ามึงหรอก”

“ไม่เอา มาวันแรกก็เหลวไหลเสียแล้ว ไม่เอาหรอก” พูดจบผมก็ลุกขึ้นทันที

ไอ้คอปเตอร์ส่ายหน้าถอนหายใจแต่ก็เดินตามมาอยู่โดยดี

………

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (26-08-23)
«ตอบ #11 เมื่อ26-08-2023 21:45:18 »

ค็อปเตอร์จำวินได้ตั้งแต่แรกหรอ?

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (26-08-23)
«ตอบ #12 เมื่อ27-08-2023 00:09:04 »

 :a5: :serius2:

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (26-08-23)
«ตอบ #13 เมื่อ29-08-2023 12:35:24 »

รักแรกมันลืมยาก

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (3-09-23)
«ตอบ #14 เมื่อ03-09-2023 16:53:49 »

………

วิ่งมาถึงออฟฟิศก็เป็นอย่างที่ไอ้คอปเตอร์มันว่าจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าเพราะผมมากับมันหรอกนะ แต่พี่ๆ เขาใจดีต่างหาก นอกจากจะไม่ต่อว่าแล้วยังให้ไปนั่งพักที่ห้องอีก 15 นาที

ช่วงบ่ายก็เป็นไปตามที่พี่ท้อปได้บอกไว้ งานเอกสารเป็นตั้งๆ มากองไว้ให้ผมที่มีหน้าที่นำเข้าระบบและจัดเรียงลงแฟ้ม ตรวจสอบความสมบูรณ์และสรุปความคืบหน้าเพื่อนำเสนอพี่ท้อปตอนเย็น

ช่วงแรกผมก็รู้สึกยังติดๆ ขัดๆ อยู่นิดหน่อย เพราะความไม่คุ้นชินกับหน้าตาเอกสารและระบบงานของที่นี่

จริงอย่างพี่ท้อปกล่าวไว้ สิ่งที่เรียนมาแทบไม่ได้ใช้เลย แค่เอามาประยุกต์ได้ ผมนั่งผ่อนลมหายกับความยากลำบากและตั้งใจมาทั้งเกือบ 4 ปี

ในขณะที่ผมกำลังนั่งง่วนอยู่กับกองเอกสารและระบบสารสนเทศที่ไม่คุ้นเคย ไอ้เพื่อนร่วมห้องผมกลับได้รับมอบหมายให้นำข้อมูลที่พี่เขาส่งให้มาทำสถิติแบบง่ายๆ ที่ผมเห็นมันทำอยู่ไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ

ตอนนี้ไอ้คอปเตอร์นั่งเล่นเกมส์ตีป้อมอยู่ข้างๆ ผมตลอดช่วงบ่ายที่เหลือ โดยที่ไม่มีใครเอางานมาให้มันทำเลยนอกจากผู้จัดการฝ่ายของที่นี่

“ช่วยเงียบๆ หน่อยได้ไหม?” เสียงของไอ้คนเล่นตีป้อมอย่างเมามันทำให้ผมเสียสมาธิมาก แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ใดๆ เพราะมันทำหูทวนลม ไม่มีแม้แต่จะเหลือบมองผมด้วยซ้ำ

จนในที่สุดฝึกงานวันแรกก็จบลง แต่สิ่งที่ผมไม่จบด้วยก็คือไอ้กองเอกสารตอนบ่ายนี่แหละ

“กลับบ้านได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อ แค่นี้ก็ทำได้เยอะแล้ว เก่งมาก ๆ เลย” พี่ท้อปปลอบใจ พร้อมเดินหิ้วกระเป๋าเตรียมพร้อมเลิกงานมาดูการทำงานของผม ณ เวลาเลิกงาน

“ไม่เป็นไรพี่ เดี๋ยวก็เสร็จ ผมขออยู่ทำต่ออีกนิด” ผมปฏิเสธและหันไปมองกองเอกสารที่ยังค้างอยู่หนึ่งในสี่ของทั้งหมด

“อย่าเลย น้องมาฝึกงานนะ ไม่ได้ให้มาทำงานจริงจังแบบนี้ เอาเป็นว่า พี่ขอให้กลับเลยนะ เก็บๆ พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อ” พี่ที่มองนาฬิกาเป็นระยะ ระหว่างพูด ได้พูดแกมบังคับให้ผมกลับให้ได้

“จริงมึง!! กูว่ามึงทำเร็วกว่าพนักงานประจำอีกนะ กลับเถอะ เงินที่ได้ก็ไม่เยอะ จะอะไรเยอะแยะว่ะ” เสียงของคนที่ผมลืมไปแล้วว่ามันยังอยู่ในห้องดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“ตามนั้นแหละ” พี่ท้อปหันมาพยักหน้ากับผมด้วยสีหน้ากร่อยๆ

“งั้น….ผมทำเอกสารที่ติดมือผมอยู่ให้เสร็จ ผมก็กลับแล้วครับ” ผมยกปึกเอกสารที่ติดมืออยู่แสดงให้พี่ท้อปเห็น

พี่ท้อปผ่อนลมหายใจอย่างหน่ายๆ แต่ก็ขอตัวกลับบ้านไปก่อน

ผมเองก็รู้สึกล้าสายตาแล้วด้วยผมจึงรีบเคลียร์งานในมือให้เสร็จและทำการเก็บของทันที ในระหว่างนั้น สายตาผมก็ไปกระทบกับร่างหนึ่งที่เอนหลังเล่นเกมส์มือถืออย่างสบายใจ ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล

ผมผ่อนลมหายและรู้สึกอิจฉาไอ้คนไม่รู้ร้อนตรงหน้า ทำไมงานเขากับงานผมมันต่างกันแบบนี้นะ  ถึงแม้ในใจจะรู้คำตอบอยู่แล้วก็เถอะ

“งานก็ไม่ได้ทำ แล้วทำไมยังไม่กลับ” ผมพูดขึ้นลอย ๆ ในขณะที่กำลังเก็บของส่วนตัวลงกระเป๋าเป้ประจำตัว

ไอ้คอปเตอร์เหลือบตามองผมอยู่วูบหนึ่งก่อนที่เลื่อนสายตาลงไปจ้องแสงสีวูบวาบที่หน้าจอโทรศัพท์สมาร์ตโฟนเครื่องใหญ่ของมัน พลางพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่ราบเรียบ

“ช่วงเลิกงาน ลิฟท์มันจอแจ เบียดเสียดกูไม่ชอบ”

“งั้นกูกลับละนะ” ผมโยนเป้ตัวเองคล้องไหล่ข้างหนึ่งและหมุนตัวไปทางประตู

ภาพที่ผมเห็นในตอนที่เปิดประตูออกมาคือ สภาพใกล้เคียงกับช่วงเช้าคือ ผู้คนเหลืออยู่เพียงน้อยนิด และแสงไฟจากหลอดนีออนบนเพดานที่เปิดอยู่ตามจุดต่างๆ ที่คนยังนั่งอยู่

“Work life balance สินะ” ผมเอ่ยขึ้นเบาๆ

“Work life balance กับผีน่ะสิ วันนี้เจ้านายใหญ่ไม่อยู่ต่างหาก ไม่มีใครค่อยสั่งงานเสริมช่วงบ่าย ทุกคนก็เลยถือโอกาสกลับกันตรงเวลาหน่อย ไม่อย่างนั้นอยู่กันยาวเลย” เสียงหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลัง

“อ้อ ที่เห็นรีบร้อนกลับกันเพราะแบบนี้สินะ เฮ้ย!! เดี๋ยว มึงจะกลับแล้วเหรอ?” ผมตกใจเมื่อหันไปเห็นอีกคนหิ้วกระเป๋าเบรนด์ชื่อดัง ใบจิ๋วคาดลำตัวพร้อมที่จะกลับบ้าน

“เงินก็ไม่ได้กูจะอยู่ทำไม?” กวนประสาทกันไม่หยุด นี่มันจะพูดดีๆ กับเราไม่ได้เลยเรอะ

ผมพยักหน้าแล้วเดินออกไปทางประตูหลัก พบว่าพี่เชอรี่เองก็ไม่อยู่เสียแล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเลยเดินก้าวเท้าไปอีกหน่อยก็พบคนรออยู่หน้าลิฟต์หลายคน แต่ละคนต่างเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ หรือเวลาในโทรศัพท์เป็นระยะๆ

“ดูจากจำนวนคนแล้ว ท่าทางนานแน่เลย” ผมบ่นกับตัวเอง

“ปกตินะ ที่นี่รอลิฟต์ไม่ต่ำกว่า 15 นาทีอยู่แล้ว” ไอ้เพื่อนไม่พึงประสงค์เอ่ยขึ้นมาเหมือนผมคุยกับมัน

แต่ผมก็ไม่ต่อความอะไรยืนนิ่งรออย่างตั้งใจ

20 นาทีผ่านไป ขาผมเริ่มล้าและเริ่มท้อแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ขึ้นลิฟต์เสียที หากไม่คิดที่ผมอยู่ชั้นที่ 22 ผมคงเดินลงไปแล้ว

ผมเดาะลิ้นด้วยความหงุดหงิด และเริ่มยืนแกว่งแขนไปมาแก้เบื่อ

“วิน! ตามกูมา!!” คอปเตอร์สะกิดไหล่ผม แต่ให้ความรู้สึกเหมือนจิ้มมากกว่า

ผมหันไปทางต้นเสียงและเห็นไอ้คอปเตอร์ที่เดินไปอีกทางหันมากวักมือเรียกผมอย่างเอาแต่ใจ

ผมหันไปทำหน้านิ่วใส่มันและทำปากถามกลับไปประมาณว่า ‘อะไร?’

มันขยับปากกลับมาทำนองว่า ‘ไม่ต้องถาม ตามกูมา’

ผมที่อยู่ท้ายแถวและรอจนเริ่มเหนื่อยหน่ายแล้ว ก็ได้แต่ผ่อนลมหายใจและเดินตามมันไปในที่สุด

ไอ้คอปเตอร์พยักหน้าให้ผมตามเข้าไปในประตูอีกบานซึ่งเชื่อมต่อกลับเข้าไปในออฟฟิศ เช่นเดิมประตูนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยด้วยการสแกนนิ้วมือถึงจะสามารถเข้าไปได้

ผมประหลาดอีกครั้งที่นิ้วของไอ้เพื่อนไม่สนิทคนนี้สามารถเข้าออกประตูได้ทุกที่เลยหรืออย่างไร?

“ไปไหนเนี่ย?” ผมถามทันทีเมื่อถูกพาไปทางอีกด้านของทางเข้าออฟฟิศปกติ และเข้าไปลึกกว่าผมที่มองเห็น

“ก็จะพาลงไปด้านล่างไง”  เวลาที่ไอ้คอปเตอร์มันพูดโดยไม่มองหน้าคนสนทนาอย่างผมเนี่ย รู้สึกใจไม่ค่อยดีขึ้นมาเลย

คือแทนที่มันจะพาลงบันได หรืออะไร แต่นี่มันพาไปคนละทางชนิดที่เดาไม่ออกเลยว่าข้างในจะเจอกับอะไร

มันคงไม่พาผมไปขังไว้ทั้งคืนเพื่อแกล้งหรอกใช่ไหมเนี่ย?

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฝีเท้าผมก็สั่นและช้าลงไปในทันที

“ทำตัวเป็นสาวน้อยไปได้ กูไม่พามึงไปข่มขืนหรอก!!” ไอ้คอปเตอร์มันหันกลับมา คล้ายว่ามันรู้สึกได้ถึงการทิ้งห่างของผมกับมัน

“แล้วทางนี้มันจะลงไปได้ยังไงวะ เห็นแต่ห้องทำงานเต็มไปหมด” ผมเถียงแบบสู้ชีวิต จะให้มันรู้ว่าเรากลัวไม่ได้

“มึงเพิ่งมาวันแรกอย่ามาทำรู้ดี” ไอ้คอปเตอร์เดินสวนกลับมาจับมือผมลากไปในทิศทางที่มันต้องการ

มือที่จับแน่นจนผมดิ้นไม่หลุด ผมได้แต่ทำใจเดินตามมันไป แม้จะพยายามขืนตัวบ้าง แต่แรงช้างสารอย่างมัน ผมสู้ไม่ได้จริง ยิ่งรู้สึกได้ถึงความร้อนจากมือของมัน และเหงื่อในกำมือของมัน ผมยิ่งรู้สึกอยากอาบน้ำ

จากการถูกลากมาได้พักใหญ่ ผมก็ถูกลากจนเดินมาถึงประตูอีกฝากหนึ่งที่จงใจสร้างอย่างไม่เปิดเผยเท่าไหร่ และอีกเช่นกัน อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยด้วยระบบลายนิ้วมือ

ปี๊บ

เสียงอุปกรณ์นั้นดังมาพร้อมกับเสียงปลดล็อก ถึงตรงนี้ผมก็ยังประหลาดใจอยู่นะ มันเป็นแฮกเกอร์หรือ เจ้าของบริษัทวะ

ประตูเปิดอ้าออกเผยให้เห็นลิฟท์อีกสองตัวขนาดย่อม

มันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร? เป็นคำถามที่เกิดขี้นในใจ


“รีบไม่ใช่เหรอ? เข้าไปสิ” ไอ้คนที่มีหน้ากวนบาทาตั้งแต่เกิด พยักหน้าไปทางประตูลิฟต์ที่กำลังจะเปิด

ผมได้ได้อึ้งจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ถูกมือหยาบใหญ่ของไอ้คอปเตอร์คว้าจับที่แขนและจูงลากเข้าไปโดยกำลัง

เท้าของผมเซตามแรงดึงเข้ามาอยู่ในลิฟต์ที่มีขนาดจุได้เต็มที่ก็ 5 คน ด้วยความตกใจรู้ตัวอีกทีประตูลิฟต์ก็เลื่อนปิดพร้อมกับเสียงฮัมเบาๆของเครื่องยนต์ ลิฟท์ที่เหมือนนิ่งสนิทได้แสดงภาพที่จอมอนิเตอร์ขนาดเล็กที่มุมของบานประตูลิฟต์ ทำให้เห็นว่าลิฟท์ตัวนี้เคลื่อนที่ลงสู่ชั้นล่างได้เร็วผิดกับเสียงที่เกือบจะเรียกได้ว่าเงียบสนิท

“โห!!” ผมร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้นพลางก้าวไปขนาบข้างไอ้คนขี้เก็กที่ยืนล้วงกระเป๋ามองมอนิเตอร์นิ่งเงียบ

พั่บ!!

เท้าที่ก้าวออกมาทรงตัวได้ลำบากกว่าที่คิด เข่าของผมอ่อนแรงจนเซพับไปทางคนที่ยืนเป็นรูปปั้นอยู่ข้างๆ

“ยืนนิ่งๆ ดีกว่านะ เห็นมันนิ่งๆ เงียบๆ น่ะ แต่มันเคลื่อนด้วยความเร็วสูงอยู่นะ ร่างกายน่าจะปรับตัวได้ลำบาก แนะนำให้ยืนหายใจอยู่นิ่ง ๆ จนกว่าเครื่องจะชะลอความเร็วดีกว่านะ”

ไอ้คอปเตอร์คว้าแขนผมไว้อย่างพอเหมาะ ทำให้ผมทรงตัวได้ทันท่วงที หน้านิ่งแบบนั้นมันคิดจะแกล้งผมจริงๆ สินะ ผมคิด

“เออ! รู้แล้ว ปล่อยกูได้แล้ว” ผมรู้สึกหัวเสียเล็กน้อย ไม่สิ มึนๆ หัวมากกว่า

ไอ้คอปเตอร์มันกลับนิ่งไม่ตอบและยังคงยึดแขนผมไว้แน่นเหมือนเดิม

“ปล่อยกูไง!!” ผมพยายามขัดขืน

“มึงแน่ใจนะ!” มันพูดเสียงแข็งแต่ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองผมด้วยซ้ำ

แต่คำพูดของมันทำให้ผมได้กลับมาสำรวจตัวเอง ผมรู้สึกได้เลยว่า แข้งขาผมมันอ่อนแรงจริงๆ ผมมองไปที่เงาสะท้อนตามผนังลิฟท์ พบว่าตัวเองหน้าซีดลงไปมาก

ผมจึงเลิกขัดขืนยืนนิ่ง ๆ ให้มันช่วยประคองผมจนกระทั้งลิฟท์แจ้งเตือนเป็นเสียงหญิงสาวอันไพเราะว่าได้ลดความเร็วลงแล้ว และกำลังจะถึงจุดหมายในไม่ช้า

จริงดังนั้น 5 วินาทีเท่านั้นบานประตูลิฟต์ก็เปิดกว้างออก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ มือของคอปเตอร์ที่ยังคงเกาะกุมแขนของผมแน่น

“เอ่อ…ปล่อยได้แล้วมั้ง” ผมเอ่ยทักขึ้น

“มึงโอเคแล้ว?”

“เออ กูโอเค”

จบประโยคมันก็ปล่อยผมทันทีและก้าวเดินออกจากลิฟต์แบบไม่รอกัน ส่วนผมที่หายหน้ามืดแล้วก็ตามออกมาทันที

ลิฟท์ตัวนี้มาส่งถึงลานจอดรถชั้นใต้ดิน แล้วที่ทำให้ผมรู้สึกมึนงงไปหมด เพราะไม่เคยมาแถวนี้เลย มองซ้ายและขวาก็ไม่คุ้นเคย ส่วนไอ้คนที่พามาคือ หายสาบสูญไปแล้ว

นี่คือผมโดนผีหลอกหรือเปล่าเนี่ย?

บรรยากาศในลานจอดเวลานี้มันช่าง….. วังเวงจนผมรู้สึกเย็นวูบไปทั่วสันหลัง ผมทำได้แค่เดินออกจากช่องรอลิฟต์พลางมองหาทางออกนอกอาคาร ด้วยความที่แสงสลัวผมจึงทำได้แค่เพ่งมองอย่างหมดหวัง

ผมตัดสินใจหันหน้าไปทางขวาเพื่อสุ่มเส้นทางที่จะออกจากที่นี่ ทันใดนั้นเอง แสงไฟจากหน้ารถคันหนึ่งก็ส่องวาบเข้ามาทางด้านหลัง และเสียงรถเบรกจอดอย่างกระทันหันที่ด้านข้างของผม

ผมตกใจหันไปเจอรถตู้โดยสารขนาดกลาง รูปร่างสวยหรูหรากว่าทั่วไป แล้วบานประตูรถขนาดใหญ่ก็ค่อยๆเลื่อนเปิดออกมา เผยให้เห็นผู้บริหารหนุ่มสุดหล่อ ในชุดสูทแบบเต็มยศก้าวลงมาพร้อมสีหน้าประหลาดใจที่เจอผมในสถานที่นี้

“เห็นใส่ชุดนักศึกษาก็นึกว่าเป็นคอปเตอร์” คำพูดที่ชวนขนลุกแบบนั้นเอ่ยออกมาจากปากรูปกระจับสวยสีชมพูเรื่อ

ผมไม่ได้อยากเหมือนไอ้บ้านั่นเสียหน่อย ผมคิด แต่หน้ากลับทำได้แค่ยิ้มตอบ

“ขอโทษนะครับ ทางออกไปทางไหนครับ?” ผมเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“เดี๋ยวนะ! มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงน่ะ?” อีกฝ่ายตอบโดยใช้คำถาม

“คือ…คอปเตอร์…” เจอสถานการณ์แบบนี้ก็คงต้องพูดตามตรง

“โอเค เข้าใจแล้ว  แปลกนะ แปลกนะเนี่ย” คุณร็อคเก็ต เอ่ยขึ้นเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าที่จะพูดกับผม

“ทำไมเหรอครับ?” ผมถามกลับแบบไม่คิดตามประสา

“ก็ที่นี่น่ะ…”

ปี๊ปๆๆๆ

เสียงบีบแตรจากรถสปอร์ตคันหรู ที่มาจอดเทียบรถตู้ทำให้คุณร็อคเก็ตเบี่ยงความสนใจไปทางต้นเสียงนั้น

“ขึ้นรถ!!” ไอ้คอปเตอร์มันเปิดกระจกรถลงแล้วตะโกนเรียกผมเสียงดังลั่น

“หา!!”

“มึงจะกลับบ้านไหม?”

“กลับสิ!”

“กลับก็ขึ้นรถ เดี๋ยวกูพาออกจากนี่!!”

“โอเคๆ ไปด้วย”

จบประโยคผมยกมือไหว้ลาผู้บริหารตรงหน้าแล้ววิ่งผ่านหน้าเขาไปขึ้นรถสปอร์ตคันหรูที่จอดเทียบอยู่

เพียงแค่ก้นสัมผัสเบาะและประตูรถปิดลง รถก็ทะยานออกจากจุดเดิมด้วยความรวดเร็ว ผมที่ตั้งตัวไม่ทันถึงกับทรงตัวไม่อยู่

“คาดเข็มขัดด้วย!!” เจ้าของรถออกคำสั่ง

“มีเวลาให้กูไหมล่ะ!!” ผมสวนมันไปด้วยความโมโห


ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมเห็นมันหัวเราะชอบใจในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ไม่นานรถก็ถูกขับเคลื่อนออกมาสู่ถนนใหญ่หน้าอาคารสูงที่เป็นสำนักงานใหญ่ โดนผ่านประตูกั้นที่มีระบบรักษาความปลอดภัยไม่ต่างจากภายในอาคารเมื่อครู่

เอาเข้าจริงผมก็สงสัยนะ แต่คิดว่าไม่รู้จะถามมันทำไมเพราะไม่ต้องการจะสนิทสนมกับมันเท่าไหร่ มีพี่ชายเป็นผู้บริหารระดับนั้นก็คงไม่แปลกมั้ง

“บ้านมึงอยู่ไหน?” ไอ้คอปเตอร์มันจอดรถที่หน้าอาคารตามที่มันเคยบอกไว้ว่าจะมาส่งตรงนี้

“พักอยู่หอแถวมหาวิทยาลัยน่ะ ใกล้ที่นี่มากกว่าที่บ้าน” พูดจบผมก็คิดอยากตบปากตัวเอง เผลอพูดเรื่องตัวเองมากไปแล้ว

“อืม…. แถวถนนxxx ใช่ไหม?”  มันทำท่าคิดตรึกตรองแล้วเอ่ยขึ้นมาลอยๆ

ผมพยักหน้าแล้วถามขี้นอย่างสงสัย “ทำไมหรือ?”

“ทางผ่านบ้านกู” คอปเตอร์พูดจบก็เข้าเกียร์ D แล้วส่งรถพุ่งทะยานออกจากจุดจอดรถทันที

“เฮ้ยๆ ขับไปไหน? ตรงนี้มันใกล้ป้ายรถเมล์มากกว่า” ผมพูดลนลานอย่างตกใจ

ไม่รู้ว่ามันจะมาไม้ไหน จะหาเรื่องแกล้งผมอีกไหม?

“ก็บอกว่าทางผ่าน กูจะไปส่ง!!”

……………..

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (3-09-23)
«ตอบ #15 เมื่อ03-09-2023 17:13:33 »

 :z6:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 1 Onboard (3-09-23)
«ตอบ #16 เมื่อ03-09-2023 21:42:43 »

มาต่อไวๆน๊าาาาา :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 2 Not a friend (9-09-23)
«ตอบ #17 เมื่อ09-09-2023 10:56:15 »

บทที่ 2 ใครเพื่อนแก!!


เข้าวันนี้ผมเตรียมตัวมาดี ทำให้มาถึงที่ฝึกงานก่อนเวลาทำงานไม่นาน ต่างจากเมื่อวาน รู้สึกตัวเองมีเวลานอนมากขึ้น คุ้นเคยกับเส้นทางมาทำงานมากขึ้น

แต่เรื่องที่ไม่คุ้นเลยคือ เรื่องที่ไอ้คอปเตอร์มันไปส่งผมถึงหน้าหอพัก ด้วยความเร็วที่ผมไม่มีทางเหยียบคันเร่งถึงแน่นอน ผมถึงกับออกปากกับมันไปว่า

“ถนนทางหลวงนะ ไม่ใช่สนามแข่งรถ”

นอกจากมันจะไม่ตอบแล้ว มันยังขับเร็วเหมือนสิ่งที่เตือนไปไม่ได้เข้าหูมันเลยสักนิด  ผมทำได้แค่นั่งกอดเข็มขัดนิรภัยแน่น และลุ้นว่ามันจะขับรถเสยก้นรถคันด้านหน้าหรือเปล่า

แค่คิดถึงภาพเหตุการณ์เมื่อวานก็ทำให้ผะอึดผะอมจนอยากจะอาเจียนเสียแล้ว

“อ้าว!! น้องวิน สีหน้าไม่ดีเลย ไม่สบายเหรอ?” พี่ท้อป ที่เดินเข้ามาทักผมในห้องพร้อมกับลากกล่องเอกสารหนึ่งกล่องใหญ่มาด้วย

“เปล่าครับ สบายดีครับ” ผมตอบพร้อมยิ้มอ่อนๆ กลับไป

“พี่ฝากทำงานต่อนะ ทำเหมือนเมื่อวานนี่แหละ ขอบใจนะ” พี่ท้อป ลากกล่องเอกสารมาวางด้านหน้าผม พร้อมยิ้มหวานให้

ผมทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับ เพื่อแลกกับประสบการณ์การทำงานที่นี่ มันก็จะมาพร้อมงานหนักแบบนี้ ผมไม่ได้เกี่ยงงานนะ แต่รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมันน่าเบื่อไปหน่อย ผิดกับที่คาดการณ์ไว้โขเลย

“เมื่อวานกลับดึกหรือเปล่า มาฝึกงานน่ะ ไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอกนะ งานไม่เสร็จก็มาทำวันนี้ต่อ พี่ไม่ว่าอะไรหรอกนะ” พี่ท้อปมีสีหน้ากังวลเล็กน้อยแฝงอยู่

“ผมเสร็จปึกนั้นตามที่บอกพี่ ผมก็กลับเลยครับ แต่ที่กลับช้ากว่าที่คิดเพราะรอลิฟต์นานนี่แหละครับ”

“เฮ้ย!  ปกติแหละ ช่วงเลิกงานนี่อย่างพีค บางวันมันก็เสียด้วยนะ  พวกพี่ก็เลยรีบกลับไง”

“โห…จริงง่ะพี่ แต่โชคดีนะที่ไอ้….เอ่อ… คอปเตอร์เขาช่วยพาลงลิฟต์ด้านหลังที่ไปลานจอดรถได้เลย”

“ลิฟท์ด้านหลัง?”

“ก็ที่อยู่ตรงห้องด้านในน่ะครับ” ผมพูดพร้อมชี้ไปยังจุดที่ลิฟต์ตั้งอยู่

“ตรงนั้นมัน…. เออ!  ช่างเถอะ แล้วกลับบ้านยังไงล่ะ  ดึกๆ แถวนี้หารถยากนะ”

“คอปเตอร์บอกว่าทางผ่านกลับบ้านเขาน่ะครับ ก็เลยอาสาไปส่ง” ผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอาสาหรือบังคับดี

“ทางผ่าน!?!”

“ทำไมเหรอครับ?” ผมถามกลับทันทีเพราะสีหน้าพี่ท้อปดูประหลาดใจอย่างแสดงออกจนผมรู้สึกตกใจ

อะแฮ่ม!!

เสียงกระแอมของใครสักคนดังขึ้นมาจากทางหลังพี่ท้อป

“อ้าว!! น้องคอปเตอร์” พี่ท้อปหันไปทักคนด้านหลังด้วยท่าทางขัดเขิน

อีกฝ่ายนอกจากจะไม่ตอบแล้วยังผายมือขอทางผ่านจากอีกฝ่าย พี่ท้อปเองก็สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะขยับตัวไปทางซ้ายเพื่อเปิดทางให้อีกคนเดินเข้ามาในห้อง

“เมื่อกี้ พี่เรียกชื่อผม มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ?” ไอ้คอปเตอร์ที่วางท่าใหญ่โตเหวี่ยงกระเป๋าเป้หนังแคนวาสสีดำ ยี่ห้อหรูลงบนเก้าอี้ตนเองอย่างไม่ทะนุถนอม (สงสารน้อง)

“ไม่นะ พี่ไม่ได้เอ่ยถึงนะ พี่คุยกับน้องวินเรื่องเมื่อวานเท่านั้นเอง” พี่ท้อปมีท่าทีลนลานแปลกๆ

“กูเองที่เอ่ยชื่อมึงน่ะ” ผมยกมือยอมรับ

ไอ้คอปเตอร์ที่เริ่มตาขวางหันมามองทางผมเล็กน้อย แล้วก็เลิกสนใจพี่ท้อปที่ยืนยิ้มเฝื่อนอยู่ตรงประตู

จะว่าไป ผมเองก็ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่จะให้พี่ท้อปที่ไม่ได้พูดเป็นแพะก็เกินไป (แล้วทำไมพี่ท้อปต้องกลัวมันขนาดนี้)

“พี่ท้อปให้ผมช่วยยกเอกสารเข้ามาไหมครับ?” ไอ้คอปเตอร์เสนอตัวเองช่วยเหลืออีกฝ่าย พี่ท้อปที่ได้ยินมีสีหน้าแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่มีครับ พี่ยกมาให้น้องวินทำงานต่อจากเมื่อวานน่ะ แค่นี้เอง” พูดจบก็ใช้กำลังลากอีกกล่องมาวางข้างโต๊ะทำงานผม

“เมื่อวานไอ้วินมันยังทำไม่เสร็จเลย ให้ผมช่วยด้วยไหมครับ?” ครั้งที่สองที่มันเอ่ยให้ความช่วยเหลือ


รู้สึกไม่คุ้นเลย ไม่เจอมันหลายปี นี่มันเปลี่ยนไปขนาดนี้เลย?


“เฮ้ย ได้ยังไง พี่เอก ผู้จัดการพี่เขาต้องเป็นคนมอบหมายเอง พี่ไม่ขอยุ่งกับเราดีกว่านะ แต่ก็ขอบคุณนะ” พี่ท้อปมีท่าทางเกรงใจ

“ก็ไม่เคยเห็นได้งานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง!” ไอ้คอปเตอร์ที่บ่นอุบอิบก่อนจะทิ้งตัวลงไปพิงพนักเก้าอี้เต็มแรง

“พี่เขียนโน้ตไว้หมดแล้วนะ หากไม่เข้าใจอะไรมาถามพี่นะ” พูดจบพี่ท้อปก็เดินจากไปทันที ผมยังไม่ทันได้อ่านโน้ตน้อยๆ ที่ติดอยู่เลย

“ว่าไง ให้กูช่วยไหม?” ไอ้คอปเตอร์ที่เหมือนกินอะไรผิดสำแดง ถามผมด้วยตนเอง

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวลองทำเองก่อน หากไม่ไหว แล้วจะบอก” ผมยิ้มตอบกลับไป

อีกฝ่ายได้แต่ทำหน้านิ่งตอบกลับมา และหันไปสนใจหน้าจอคอมพิวเตอร์ตนเองทันที

แน่นอนว่าผมอยากให้ช่วยนะ แต่ผมคงอึดอัดที่ต้องทำงานกับมัน บอกตามตรงหน้ามันผมยังไม่อยากจะมองเลย แล้วต้องมานั่งทำงานกับมันนี่ผมไม่เอาหรอก

ช่วงเช้าเป็นช่วงที่ผมตั้งใจเคลียร์งานของเมื่อวานให้หมดจะได้เริ่มของใหม่เสียที แต่จนแล้วจนรอด เกือบเที่ยงแล้วผมถึงได้จัดการกองเอกสารเมื่อวานเสร็จ ทำไมที่นี่ฝึกงานโหดขนาดนี้นะ

พี่ท้อปเดินเข้ามาทักทายและชวนผมไปกินข้าวด้วยกันเพราะวันนี้ภรรยาไม่ได้เตรียมมื้อเที่ยงมาให้

แน่นอนว่าผมดีใจจนออกนอกหน้า

“เดี๋ยวผมพาไปเองครับ” ไอ้คอปเตอร์ มันพูดแทรกขึ้น ทำให้พี่ท้อปยอมให้กับมันแบบไม่มีข้อกังขาใดๆ

“งั้นพี่ฝากน้องวินด้วยนะ” พี่ท้อปเอ่ยทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินหายไป

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูไปกินกับพี่ดีกว่า เกรงใจน่ะ” ผมแทรกขึ้นมาตามหลัง

“แต่กูจองที่ไว้แล้ว!!” ไอ้คอปเตอร์สวนกลับมาเสียงแข็ง

ผมที่มองหาตัวช่วยอย่างพี่ท้อป ก็คือ หายสาปสูญจาดจุดเดิมไปแล้ว ผมรู้นะว่าไอ้คอปเตอร์มันมีพี่ชายเป็นผู้บริหาร แต่ทำไมต้องกลัวมันขนาดนี้ด้วยนะ



สุดท้ายวันนี้ผมก็โดนมันลากมากินชั้น VIP เหมือนเดิม คราวนี้ที่แปลกไปคือ คนที่มากินมื้อเที่ยงที่นี่ก็มีแต่คนแปลกหน้าและคนต่างชาติทั้งนั้น

ผมรู้สึกประหลาดใจมากจึงได้เอ่ยปากถามคนที่ผมเกลียดขี้หน้าออกไป (อยากตีปากตัวเองที่อยากรู้อยากเห็นไปเสียหมด)

“ทำไมวันนี้คนต่างชาติเยอะจัง”

“บางที่ไอ้ร็อคมันก็พาลูกค้ามา Lunch meeting ที่นี่น่ะ”

“มึงเรียกพี่ชายว่า ‘ไอ้’ กลางบริษัทเลยเนี่ยนะ” ผมเริ่มรู้สึกไม่ชอบนิสัยแบบนี้ของมันขึ้นทุกที

“กูบอกแล้วไงว่ากูเป็นลูกคนเดียว”

“เออ! กูไม่เถียงกับมึงแล้ว” พอกันที ยิ่นเสวนาด้วยยิ่งหงุดหงิด ทำใจทำตัวเป็นเพื่อนกับมันไม่ลงจริงๆ

บรรยากาศที่นั่งอีกฝั่งทำให้ผมได้แต่รู้สึกทึ่งกับความเทพของผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ขนาดมื้อเที่ยงก็ยังทำงานได้ด้วย การพูดภาษาอังกฤษแบบเจ้าของภาษา ความมีเสน่ห์ในการสื่อสาร และสุดท้ายก็ปิดงานได้อย่างสมบูรณ์ ทุกคนมีรอยยิ้มมีความสุขผ่อนคลายในการกินมื้อเที่ยง

สายตาที่ผมมองพี่ร็อคเก็ต คงไปโดนใจไอ้เพื่อนร่วมโต๊ะเข้า มันเลยได้แต่ทำเสียงเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจแบบเนืองๆ จนผมอดที่จะรำคาญและแอบมองค้อนใส่มันไม่ได้ ถึงแม้สีหน้ามันจะน่ากลัวก็เถอะ แต่ในสถานที่เปิดแบบนี้ มันคงไม่กล้าทำอะไรรุนแรงแน่นอน


“อ้าว! เจอกันอีกแล้ว” พี่ร็อคเก็ตเดิมเข้ามาทักหลังจากที่ปรายตามาเจอผมที่กำลังมองอย่างชื่นชมและสบตากันพอดี

“ครับ พี่…..เอ่อ….คุณร็อคเก็ต…” ผมที่เผลอเรียกอย่างสนิทสนมด้วยความติดเป็นนิสัย เพื่อนเคยเตือนอยู่ว่า อย่าเอานิสัยแบบนี้มาทำในที่ทำงาน

“เรียกพี่เถอะ ก็เป็นเพื่อนคอปเตอร์นี่นะ”

ผมที่ทำหน้ายิ้มเฝื่อนตอบไป ยินดีที่พี่ร็อคเก็ตไม่ถือสา และไม่ยินดีที่กลายเป็นเพื่อนกับไอ้ตนหน้าบอกบุญไม่รับที่ร่วมโต๊ะด้วย

“อาหารที่นี่อร่อยนะ ชอบไหม?” พี่ร็อคเก็ตถามด้วยรอยยิ้มมีเสน่ห์

“อร่อยครับ อร่อยมาก แต่เกรงใจจัง ทราบว่าเป็นพื้นที่ VIP”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก พี่ให้ HR ใส่ชื่อเราลงไปในรายชื่อคนที่มีสิทธิ์แล้ว ก็คอปเตอร์น่าจะพามาเป็นประจำ รู้ไหม น้องเป็นคนแรกเลยนะที่เจ้าคอปเตอร์พามาหากไม่รวมเพื่อนซี้อย่างเจ้าวศิน…..”

“เสือกไม่เข้าเรื่อง มากับกู กูก็พามันเข้ามาได้!” ไอ้นักเลงที่ผมมาด้วยเค้นเสียงออกมาเชิงบ่นให้พี่ชายตนเองได้ยินแทรกประโยคที่เหมือนจะพูดไม่จบ

“ก็ตามนั้นแต่แบบนี้สะดวกกว่านะ งั้นพี่ไปก่อนนะมีประชุมตอนบ่ายโมงน่ะ” พี่ร็อคเก็ตยิ้มหวานแล้วเดินจากไปในชุดสูทสีเทาของอาร์มานี่

ผมหันมามองหน้าไอ้คนตาขวางที่นั่งร่วมโต๊ะด้วยความเวทนา ทำไมไม่เอาสิ่งดีๆ เข้ามาในดีเอ็นเอตัวเองบ้างเลยวะ

ในที่สุดช่วงบ่ายผมก็สามารถทำงานที่ค้างอยู่ได้เสร็จสมบูรณ์ เอกสารที่ต้องบันทึกข้อมูลลงระบบถูกจัดเก็บเข้าแฟ้มเอกสารและชั้นวางเรียบร้อย

ผมมองดูชั้นเอกสารที่เป็นระเบียบอย่างภูมิใจจนเผลอยิ้มออกมา

“มันควรจะมีระบบการทำงานที่ดีกว่านี่หรือเปล่าวะ เอกสารที่เป็นกระดาษมันเยอะเกินไปไหม?” เสียงจากเพื่อนร่วมห้องที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานสถิติกิ๊กๆ ก๊อกๆ ไปวันได้กล่าวขึ้นมาทำลายบรรยากาศแห่งความภูมิใจของผม

“กูรู้!! แต่ระบบงานที่มีอยู่มันก็ไม่ได้แย่ เท่าที่กูทราบ ที่รับกูเข้ามาเพราะจะเข้ามา Transformation นี่แหละ” ผมตอบกลับไปอย่างหงุดหงิด

แต่ก็ต้องชะงักเมื่อหันไปเห็นรอยยิ้มแปลกๆ ของมันอีกครั้ง ด้วยความทำตัวไม่ถูก ผมจึงรีบหันไปจัดการกับกองเอกสารอีกกล่องมี่เพิ่งมาใหม่

ผมสังเกตเห็นว่ามีกระดาษขนาดเอสี่ ที่เขียนกระบวนการทำงานหยุกหยักเต็มหน้า และทิ้งท้ายเอกสารไว้ว่า ‘หากไม่เข้าใจให้เดินมาถามพี่ที่โต๊ะ’

แน่นอนว่าหลังจากอ่านลายมือไก่เขี่ยบนกระดาษแผ่นนั้นจบ ผมไม่รอช้าที่จะเดินไปหาพี่ท้อปพร้อมกระดาษแผ่นนั่น

“พี่ครับ ผมไม่เข้าใจที่พี่เขียนเลย” ผมชูกระดาษขึ้นสูงให้ท้อปเห็นชัดเจน

“พี่ก็รออยู่!! ไม่รู้ก็ไม่แปลกก็พี่ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น” พี่ท้อปกวักมือเรียกให้ผมขยับไปใกล้

“หา!!” ผมได้แต่อุทานกับท่าทีของผู้ใหญ่คนหนึ่ง

“พี่ถามหน่อยนะ ช่วยเล่าเรื่องเมื่อวานให้ละเอียดหน่อยได้ไหม?” พี่ท้อปที่ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นจนเกินเบอร์ ทำให้ผมรู้สึกว่าน่าจะไม่เกี่ยวกับเรื่องงานแล้ว

“เรื่องไหนครับ?” ผมทำหน้าเบลอใส่

“เรื่องตอนกลับบ้านเมื่อวานไง” พูดไปก็ชี้เข้าไปด้านในออฟฟิศไปด้วย หลังจากที่ผมมองตามไปทางนิ้วที่ชี้ไปก็เข้าใจ

ระหว่างที่พี่ท้อปรอผมเริ่มพูด พี่แกก็ก็เคาะผนังกั้นโต๊ะข้างๆ เพื่อเรียกเพื่อนให้มาฟังด้วย ทำเอาผมถึงกับเบิกตาประหลาดใจกับอากัปกิริยาแบบนี้ของพี่ๆ

นี่ผมกำลังโดนสอบสวนเหรอเนี่ย แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรก็เลยพยายามเล่าเรื่องเท่าที่คิดออก และยกเว้นเรื่องความรู้สึกที่ผมมีต่อไอ้คอปเตอร์ จะให้บอกว่าเกลียดมันเพราะเรื่องในอดีตก็ดูจะไม่ดีใช่ไหมล่ะครับ

“แปลกเหรอครับ?” ผมถามทิ้งท้ายประโยค

“แปลก!! แปลกมาก!!” พี่ท้อปและผองเพื่อนที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนพูดพร้อมกัน

“น้องรู้ไหม พี่ทำงานมาเป็นปียังไม่รู้เลยว่าอีกฝากหนึ่งของประตูนั่นคืออะไร?” พี่สาวตัวเล็กตาโตผมยาวได้พูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

“เหรอ..ครับ” ผมแสดงออกด้วยท่าทางค่อนข้างไม่เข้าใจ ถึงจะรู้ว่าไอ้คอปเตอร์มันพิเศษแต่ไม่คิดว่าจะพิเศษระดับนี้

“ก็มีแต่ผู้บริหารระดับสูงกับเจ้าของบริษัทเท่านั้นแหละถึงจะเข้าไปได้” พี่ท้อปเสริม

“มันก็แต่ลิฟท์เองนะครับ ถึงจะแน่นหนามากก็เถอะ” ผมทบทวนเรื่องเมื่อวานไปด้วยระหว่างพูด

“พี่ไปสืบมาแล้วว่า ลิฟท์นั้นเป็นลิฟท์เฉพาะที่สามารถเข้าถึงได้เฉพาะบางคน และ จะกดไปแต่ละชั้นได้ต้องใช้คีย์การ์ดเท่านั้น! และรู้ไหมว่าทำไม ลิฟท์นั้นถึงพิเศษ!!” พี่ท้อปพูดด้วยอาการตื่นเต้น

ผมได้แต่ตั้งใจและเพลินไปกับอากัปกิริยาของพี่ท้อปและผองเพื่อนที่เล่นใหญ่ไม่น้อยเลย แต่เชื่อไหมครับว่า เสียงเงียบมากเหมือนเล่นละครใบ้กันเลย

“มันไปถึงชั้นจอดรถวีไอพี่ได้มั้งครับ” ผมตอบหน้านิ่ง พยายามข่มใจไม่ให้ขำกับภาพตรงหน้า

“เอ่อ….มันก็ใช่ แต่นั่นมันธรรมดาไป!! ลิฟท์นั้นสามารถไปถึงชั้น เพนต์เฮ้าส์ได้น่ะสิ” พี่ท้อปพูดเสร็จก็หันไปหาเพื่อนๆ ที่มีอาการหวีดว้ายในใจ

“ข่าวลือนั่นก็จริงสิ!!” พี่ผู้ชายอีกคนหนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมยกมือทาบอก ในขณะที่คนอื่น ๆ ในกลุ่มต่างพยักเห็นด้วยพร้อมกับเสียงฮึมฮัมเบาๆ

“อธิบายหน่อยได้ไหมครับ?” ผมยกมือขึ้นเสมอหน้าอกเพื่อเรียกความสนใจ

“อันนี้ก็จะเข้าสู่คำถามถัดไป… คุณคอปเตอร์อาสาไปส่งน้องวินที่หอพักใช่ไหม?” พี่ท้อปใช้คำถามเป็นคำตอบ

“ใช่… ก็มันบอกว่าทางผ่าน” ผมกลืนความสงสัยเรื่องสรรพนามนำหน้าที่ไอ้คอปเตอร์ว่า ‘คุณ’ ไว้ในใจก่อน

“โอเค” พี่ท้อปไม่ตอบ แต่หันไปหาเพื่อนที่ล้อมวงกันอยู่

ผมได้แต่หันไปมองรอบๆ อย่างตื่นๆ และสงสัย เผือกร้อนในอกมันร้อนรนจนแทบจะยืนนิ่งๆ ไม่ได้

“เพนต์เฮ้าส์ที่พี่พูดถึงน่ะ ก็คือบ้านที่อยู่อาศัยของตระกูล ‘เตชาพิทักษ์’ ไงล่ะ” พี่ท้อปขยับร่างท้วมๆ เข้ามาใกล้ขึ้นและกระซิบ

ผมพยายามนึกว่าหมายถึงอะไร

พี่ท้อปส่ายพร้อมเฉลย

“ก็บ้านของคุณร็อคเก็ตกับคุณคอปเตอร์นี่แหละ พวกเขาอาศัยกันที่ สองชั้นบนสุดของตึกนี้!!”

ผมได้แต่ร้องตกใจกับความจริง

……….

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 2 Not a friend (9-09-23)
«ตอบ #18 เมื่อ09-09-2023 22:15:18 »

 :a5: o22

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 2 Not a friend (9-09-23)
«ตอบ #19 เมื่อ12-09-2023 22:02:35 »

น้องวินช็อคเลย :a5: o22 :laugh:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 2 Not a friend (9-09-23)
« ตอบ #19 เมื่อ: 12-09-2023 22:02:35 »





ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 2 Not a friend (19-09-23)
«ตอบ #20 เมื่อ18-09-2023 12:08:50 »


เพราะไอ้พี่ท้อปนี่แหละทำให้ผมคิดมาก แทบจะไม่มีสมาธิทำงานช่วงบ่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อมีไอ้คุณคอปเตอร์นั่งอยู่ข้างๆ วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่พี่เอก ผู้จัดการสุดหล่อ เดินมามอบหมายงานเบาๆ ให้กับไอ้คุณคอปเตอร์มัน

ที่ผมคิดว่ามันเป็นงานที่ง่ายเพราะเห็นมันทำกุกๆ กักๆ เพียงไม่กี่นาทีมันก็มานั่งถอนหายใจอย่างหน่ายๆอยู่ข้างผมนี่

“แน่ใจนะว่าไม่อยากให้กูช่วย?” คำถามที่ออกจากฝีปากยียวนของไอ้คอปเตอร์

ผมยังคงปฏิเสธต่อไป เพราะคิดไม่ตกว่ามันจะมาไม่ไหน ไอ้คนนิสัยไม่ดีอย่างมัน คงไม่ได้หวังดีอย่างกับคนทั่วไปแน่นอน

เพราะไอ้ความคิดเหล่านี้แหละ ทำให้งานช่วงบ่ายไม่คืบหน้าเท่าไหร่ เพราะในหัวก็พลางคิดถึงวิธีรับมือกับมันร้อยแปดอย่าง

ประสบการณ์ของผมมันสอนไว้ว่าอย่าไว้ใจมัน!!

และแล้วเรื่องหนึ่งสมัยมัธยมต้นก็ผุดขึ้นมา ช่วงกีฬาสีของโรงเรียน คนตัวเล็กๆ อย่างผมในสมัยนั้น ไม่เป็นกองเชียร์ขึ้นสแตนด์ก็ต้องอยู่ฝ่ายสวัสดิการเบ็ดเตล็ดนั่นแหละ

ในขณะที่ผมกำลังวิ่งวุ่นกับการเสิร์ฟข้าวเสิร์ฟน้ำนักกีฬาอยู่นั้น อยู่นักกีฬาคนหนึ่งในทีมฟุตบอลหายไป ผมและทีมงานจึงถูกมอบหมายมีหน้าที่ต้องไปตามหาก่อนที่การแข่งครึ่งหลังจะเริ่ม ผมซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปหาในห้องน้ำ ก็ไปพบนักกีฬาคนหนึ่งในห้องน้ำด้วยอาการเป็นตะคริวที่ขา สีหน้าบิดเบี้ยวนั้นบ่งบอกถึงความเจ็บปวดอย่างมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังบดบังความหล่อของคนๆ นั้นไม่ได้

ไอ้คอปเตอร์!! ผมเอ่ยกับตัวเองเบาๆ แต่ใจนั่นสั่นไหว ถึงแม้ในสมัยนั้นมันจะเรียกได้ว่าฮอตของฮอตที่สุดในโรงเรียน ที่ผมใจสั่นเพราะ มันคือคนจ้องพยายามแกล้งผมทุกครั้งที่มีโอกาส

บอกตรงๆ ว่าโคตรเกลียดมันเลย!!

แต่ผมกลับต้องมาเป็นคนช่วยมัน!! แต่เป็นโชคของมันที่ผมมียาฉีดพ่นบรรเทาอาการปวดมาด้วย ผมที่ห่วงเรื่องชัยชนะของสีตนเองจึงไปพุ่งไปจัดการเอายาฉีดพ่นบรรดทาอาการปวดให้ และก้มลงไปพยายามยืดเส้นให้กับมันอย่างกระตือรือร้น

แม้จะแปลกใจว่าทำไมมันถึงได้ยอมให้ผมทำง่ายๆ และไม่ได้มีทีท่าว่าจะรังแกอะไรผม แปลว่ามันน่าจะเจ็บจริงๆ

ผมนวดคลึงอยู่นาน แม้ว่ามันจะร้องโอดโอยอยู่บ้าง แต่ผมก็พยายามเบามือที่สุดแล้ว  ในขณะที่ผมก้มหน้าก้มหน้าตั้งใจช่วยเหลืออยู่นั้น ผมก็รู้สึกว่ามีสายตาของมันคอยจ้องอยู่อย่างกับงูจ้องจะกินเหยื่อ

“ยืนไหวไหม?” ผมถาม

“อืม” มันพยักหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อตอบกลับมา

ผมพยายามช่วยพยุงให้มันลุกขึ้นด้วยอาการขาสั่นเทา ไม่คิดว่าเด็กผู้ชายรุ่นเดียวกันคนหนึ่งมีนำ้หนักมากขนาดนี่ หรือผมเอาแต่อ่านหนังสืออย่างเดียวหรือเปล่านะ ระหว่างที่ความคิดเรื่องสมรรถนะร่างกายตนเองไปด้วยออกแรงไปด้วย ขาของไอ้คนที่ผมพยายามช่วยกลับอ่อนแรงจนเซมาทับผม ผมซึ่งตั้งหลักยืนพิงอ่างล้างมืออย่างทุลักทุเลก็รีบคว้ามือไปกอดให้คนที่ขาเป็นตะคริวไม่ให้ล้มไปเสียก่อน

“เฮ้ย!!” ผมร้องเสียงหลง มือก็เกาะกุมอีกฝ่ายไว้แน่น แต่ก็แปลกที่คนที่ทรงตัวลำบากกลับไม่พยายามเกาะกุมผมไว้เลย

“กูรู้นะว่ามึงรังเกียจคนแบบกู แต่ตอนนี้มันใช่เวลาไหม?” ผมที่ขาสั่นเพราะแบกรับน้ำหนักเหล่านั้นขึ้นเสียงเพราะหากอีกฝ่ายไม่ช่วยเหลือตนเองบ้าง พวกเราจะล้มกันทั้งคู่

“ใครบอก?” ไอ้คนเจ็บพูดเหมือนเสียงกระซิบ พร้อมกับเกาะกุมผมไว้แน่น จะเรียกว่ากอดแน่นๆ ก็ได้เพราะผมเริ่มอึดอัดแล้ว

“เอ่อ…พอได้ยัง?” ผมพูดเพราะสภาพผมตอนนี้เหมือนห่มเสื้อบอลตัวใหญ่คลุมร่าง เสื้อที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของนักกีฬา

แปลกนะ ผมไม่ได้รังเกียจอะไร กลับรู้ว่า ไอ้คนๆ มันตัวหอมจังวะ คงใช้นำ้หอมแพงตามประสาคนรวย

เพียงพริบตาเดียว ผมถูกเหวี่ยงเข้าไปในห้องน้ำอย่างแรง ผมเสียหลักลงไปนั่งตรงฝาชักโครกที่ปิดไว้ ผมร้องเสียงหลงเพราะไม่คิดว่าจะเจอคนที่เราช่วยเหลือทำร้ายตนเองขนาดนี้

ตามด้วยประตูที่เหวี่ยงปิดตามแรงควายของไอ้บัดซบนั่นเสียงดังลั่น

ผมสบถหยาบคายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุบประตูเพื่อให้ไอ้คนเนรคุณเปิดประตูและปลดกลอนที่ลงไว้ด้านหน้า

“อ้าว!! ไอ้คอปเตอร์ ทั้งสนามเขาตามหามึงให้ควัก มึงมาเล่นเชี้ยอะไรตรงนี้!! จะเสี่ยนบุหรี่ก็ให้มันถูกเวลาหน่อย มึงเป็นนักบอลนะ เดี๋ยววิ่งเป็นหมาหอบแดด!!” เสียงมี่ผมจำได้ขึ้นใจ อันธพาลอีกคนประจำโรงเรียน รุ่นพี่ขาใหญ่เจ้าถิ่นที่ไอ้บัดซบนี่สนิทด้วย

“ผมแวะมาเอาน้ำเย็นลูบขาหน่อยน่ะครับ รู้สึกหน่วงๆ เวลาวิ่ง พอดีมาเจอไอ้นุ่มนิ่มคนหนึ่ง มันมาเข้าห้องน้ำก็เลยแกล้งมันนิดหน่อยก่อนไปแข่งต่อ!” มันพูดจาห้าวหาญผิดกับเมื่อครู่

“ไอ้เชี้ย มึงนี่เลวได้โล่เลย จะว่าไปก็ไม่ต่างจากพวกกูเลย กูเพิ่งไปโยนงูปลอมใส่ไอ้พวกลีดฯ แม่งวิ่งกันป่าราบเลย นิ่งๆ มันก็แมนอยู่นะ แต่พอตกใจนี่ สาวแตกกันหมดเลย ฮ่าฮ่าฮ่า”

ไอ้คนเลวมันก็หัวเราะกับเขาด้วย ในขณะที่ผมพยายามเงียบที่สุด

“มึงรีบไปได้แล้ว เดี๋ยวที่นี่กูจัดการต่อ”

“ไม่เป็นไรพี่ ผมจะขังมันไว้แบบนี้!! พวกเราไปดูผมแข่งดีกว่า!”

โชคดีที่ไอ้พวกอันธพาลพวกนี้มันเห็นด้วย เสียงจอแจด้านนอกจึงเงียบหายไป ทิ้งผมซึ่งถูกขังอยู่ในห้องน้ำคนเดียว กว่าจะมีคนมาเจอผมก็พลบค่ำเสียแล้ว ต้องขอบคุณคุณภารโรงใจดีที่มาข่วยผมออกไป

ผมดึงสติกลับมาจากภาพจำในอดีตที่ผลาญเวลาทำงานของผมไปหลายนาที

“ก็เพราะมึงเหม่อไปทำไปแบบนี้ไง แล้วเมื่อไหร่จะเสร็จ!!” เสียงไอ้เพื่อนไม่สนิทดังขึ้นข้างหู ผมที่เผลอไปนึกถึงเรื่องในอดีตทำให้เผลอแสดงอาการตกใจกลัวออกมาวูบหนึ่ง

“มึงนี่ขวัญอ่อนนะ” มันขมวดคิ้วสงสัยกับอากัปกิริยาที่ผมแสดงออกมา หากเป็นคนที่เพิ่งรู้จักกันจริงก็คงสงสัยไม่ต่างจากที่มันทำอยู่ ก็ผมเล่นสะดุ้งและขยับถอยห่างจากมันไปเป็นวา บวกกับอาการสีหน้าที่ถึงผมไม่มองตัวเองในกระจกก็รู้ว่าหน้าซีดลงมาก

“ก็กูกำลังคิดอะไรเพลินๆ” ผมแก้ตัว

“งานง่ายๆ แบบนี้ถึงไม่คืบหน้านี่ไง!!”

ก็เพราะมึงนั่นแหละ!! ผมสบถใส่ไอ้คอปเตอร์ในใจ

“ให้กูช่วยไหม?”  ผมเจอคำถามนี่รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบ แต่แน่นอนว่าก็จะปฏิเสธอีก

“ไม่เป็นไร กูกำลังเข้ามือเลย”

“ช้าไป!!” มันสวนกลับมา

“มึงไม่เคยทำ มึงไม่รู้หรอก!!”

“แต่กูเห็นมึงทำมาวันที่สองแล้ว กูว่ามันไม่ยาก”

“งั้น…มึงลองทำดูเลย!!” ผมยื่นเอกสารในมือให้มันไปปึกใหญ่

ไอ้คอปเตอร์มองหน้าผมด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนที่จะยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยให้เห็นเสี้ยววินาที ก่อนที่จะรับเอกสารในมือของผมไป

“พี่เขาบอกแล้วใช่ไหมว่าที่นี่มีพนักงานทั้งหมด สี่พันห้าร้อยสิบสี่คน”

“เออ…แล้ว….”

“สวัสดิการของคนที่นี่น่ะมีแผนแบบ flex Ben……….”
และอื่นๆ อีกมากมายที่ผมไม่สามารถไล่ตามความอันเป็นระบบระเบียบและความรอบรู้บางอย่าง แม้แต่เกร็ดเล็กน้อยภายในบริษัท มันก็สามารถอธิบายได้อย่างละเอียด แน่นอนว่าผมทำเป็นพยักหน้าและเข้าใจ กับการอธิบายไปใช้นิ้วกรีดขอบปึกเอกสารไปด้วย อีกทั้งยังชี้แจงเรื่องต่างๆ ที่เจอในเอกสารได้ด้วยสีหน้าจริงจังชวนอึ้ง

บางข้อมูล พี่ท้อปเองยังไม่เคยบอกผมเลย บางข้อมูลน่ะอธิบายได้ละเอียดเสียจนผมรู้สึกสิ่งที่ผมรู้มามันน้อยเหมือนเม็ดทรายกับน้ำในมหาสมุทร นี่ผมยังเตรียมตัวไม่พอหรือนี่?

ในตอนท้ายสุดไอ้คนตรงหน้าผมเนี่ยยังสามารถขมวดสรุปประเด็นต่างๆ และแนะนำวิธีใช้งานซอฟท์แวร์ที่ผมใช้อยู่ได้อย่างเข้าใจและทำงานได้เร็วขึ้นมาก

หลังจากพูดจบผมแทบจะมองไอ้คนที่เคยเหลวแหลกตรงหน้าอย่างกับคนละคน

“เข้าใจมากขึ้นไหม งั้นมาลองทำพร้อมกัน!!”

ผมเออ ออ ด้วยอาการอ้ำอึ้ง แต่ก็ขยับเก้าอี้เข้าที่และเริ่มทำตามคำแนะนำของไอ้เพื่อนไม่สนิทคนนี้

ไอ้คอปเตอร์ก็ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเพื่อที่จะได้ช่วยแนะนำกระบวนการทำงานและอธิบายเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น

แปลกตรงที่ว่า ไอ้ความรู้สึกอึดอัดเมื่อครั้งแรกที่เจอมันหายไปหมด อาจเพราะไอ้คอปเตอร์มันพูดเยอะขึ้น แต่กลับใช้น้ำเสียงที่ต่างออกไป มันก็เลยลดระยะห่างระหว่างผมกับมัน

รู้ตัวอีกทีกองเอกสารที่ต้องจัดการบันทึกลงระบบก็เหลือเพียง สองชุดเท่านั้น และที่สำคัญยังไม่ถึงเวลาเลิกงานด้วย

ผมเผลอยิ้มกับผลงานของเราสองคนกับมัน แต่ไอ้คนยิ้มยากอย่างมันกลับทำตาโตและเม้มปากอย่างกับพยายามจะต่อว่สอะไรผมอีก

เออนะ!! ก็กูไม่ใช่สาวสวยนี่ นี่มึงคงช่วยกูเพราะเห็นแล้งสังเวชใช่ไหม? ผมคิดในใจ

ผมหันกลับทำหน้านิ่งและกัมหน้าก้มตาทำเอกสารที่เหลือให้เสร็จ

“ว่าไง!! พี่รู่ว่ามันเยอะ แต่พี่มีมาเพิ่มอีกได้ไหม? ช่วย….พี่….เอ๊ะ!”

พี่ท้อปผลักบานประตูเข้ามาพร้อมกล่องเอกสารขนาดเอสี่อีกสองกล่อง และทำสีหน้าแปลกใจที่ท้ายประโยค

“โหหหห นี่จะเสร็จแล้วนี่!! สุดยอดเลย เก่งอะไรขนาดนี้!” พี่ท้อปอุทานตาเบิกกว้างกับกองเอกสารที่ถูกลำเรียงจัดเข้าแฟ้มอย่างเป็นระเบียบ

“อ๋อ ก็ คุณคอปเตอร์เขาช่วยน่ะ” ผมผายมือไปทางคนที่ทำตาขวางใส่ผู้มาใหม่

พี่ท้อปที่ยืนทำหน้าตาประหลาดใจตัวแข็งทื่อ ไร้คำพูดใดๆ  นอกจากมองสลับไปมาระหว่างผมกับนักเลงตาขวางข้างๆ ผม

“งั้นขอบคุณนะครับ เอ่อ พี่… ว่าจะเอางานใหม่มาให้นะครับ” พี่ท้อปพูดจบก็เดินเข้ามายื่นกล่องเอกสารที่ถืออยู่ให้ผมด้วยความเร่งรีบ

ผมรีบไปคว้ารวบไว้ด้วยความตกใจ

“เหมือนเดิมนะครับ?” ผมถาม

“ใช่ๆ เหมือนเดิม งั้นพี่ไปก่อนนะครับ” ท่าทางรีบร้อนของพี่ท้อปทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเลยที่ให้ไอ้เด็กเส้นอย่างมันมาช่วย

“เดี๋ยวครับพี่!” ไอ้คุณคอปเตอร์เสียงแข็งขึ้นมา

“ครับ” พี่ท้อปเผลอหลุดพูดออกมาเสียสุภาพ

“ผมว่าเรื่องงานพวกนี้ผมเคยแนะนำไปแล้วตั้งแต่ปีที่แล้วนี่ ทำไมยังทำงานกันเหมือนเดิมอยู่?” คำพูดคำจาของไอ้เด็กที่มีสถานะฝึกงานเหมือนผม กลับเหมือนเป็นเจ้านายของพี่ท้อปอีกคน

“ก็…. มันอยู่ในระหว่างพัฒนาระบบเพื่อซัพพอร์กระบบงานที่คุณคอปเตอร์แนะนำน่ะครับ การบันทึกข้อมูลให้ครบถ้วนก็เป็นขั้นตอนที่สำคัญเพื่อนำไปต่อยอดทำงานต่อ….” พี่ท้อปร่ายยาวเหมือนกำลังพรีเซนต์หน้าห้องประชุม

“เรื่องนั้นผมเข้าใจ แต่การทำงานแบบนี้มันหยาบไป  ช่างเถอะ! เดี๋ยวผมจะคุยเรื่องนี้กับพี่เอกเอง”

“เอ่อ….” พี่ท้อปหน้าซีดลงเห็นได้ชัด

ผมมองหน้าไอ้คนไม่มีมารยาทแบบรังเกียจจนเห็นได้ชัดแน่ๆ เพราะไอ้คนที่กำลังดุใส่พนักงานประจำที่อายุและประสบการณ์ทำงานมากกว่าเราหลายรอบปี ไอ้คอปเตอร์เหมือนอึกอักพูดต่อไม่ถูก

“โอเคๆ พี่ไปเถอะ ผมจะถือว่าไม่เห็นอะไรก็แล้วกัน แต่ผมก็คาดหวังว่างานแบบนี้มันจะน้อยลงนะ” ไอ้คอปเตอร์ผ่อนลมหายออกแบบยกตัวและบ่ายหน้าหนีไปมองจอ

พี่ท้อปเมื่อได้โอกาสก็รีบเผ่นออกจากจุดนั้นทันที แต่ก่อนออกไปพี่ท้อปก็พูดกับผมทิ้งท้ายว่าก่อนเลิกงานให้ไปหาพี่เขาที่โต๊ะหน่อย ไอ้คอปเตอร์ที่ควรจะเลิกสนใจพี่ท้อปและผมแล้วดันหันกลับมาบอกว่าวันนี้ผมทำงานเยอะแล้วก็ควรจะให้พักได้แล้ว

พี่ท้อปจึงเปลี่ยนเวลาเป็นพรุ่งนี้เช้าแทน

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2374
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-5
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 2 Not a friend (19-09-23)
«ตอบ #21 เมื่อ18-09-2023 18:41:49 »

คอปเตอร์น่าจะเป็นลูกเจ้าของบนิษัทไหม
ที่คอยแกล้งวินตอนเด็กเพราะสนใจวินใช่ไหม

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 2 Not a friend (19-09-23)
«ตอบ #22 เมื่อ18-09-2023 19:45:53 »

 :katai4: :katai5:

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 2 Not a friend (19-09-23)
«ตอบ #23 เมื่อ18-09-2023 21:04:58 »


“ถามจริงนะ นี่มึงเป็นเจ้าของบริษัทรึไง!!” ผมที่เก็บกดมานานจึงระเบิดถามอย่างไม่เกรงกลัว ถึงแม้ว่าหลังพูดจบจะเสียใจมากๆ ก็ตาม

“ก็…ไม่เชิง แต่แม่กูบริหารทั้งบริษัท” มันตอบแบบยียวนตามประสามัน ซึ่งผมก็รู้สึกปลอดโปร่งที่มันรู้สึกอารมณ์ดีแบบแปลก ๆ

ผมคิดว่ามันได้แกล้งคนแล้วคงอารมณ์ดี แต่คำตอบของมันก็พอเข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงเกรงใจ

“ไป!!” อยู่ๆ มันก็ลุกขึ้นยืนและมองมาทางผม

“หา!?!” ผมหันไปมองมันอย่างสงสัยหลังจากที่กำลังเปิดกล่องเอกสารกล่องใหม่ที่เพิ่งได้มา

“ลุกสิ!”  มันย้ำด้วยสีหน้าจริงจัง

“ไปไหน?” ผมมองหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง

มันเซ้าซี้ผมอยู่พักใหญ่ สุดท้ายผมก็ถูกมันกระชากให้ลูกขึ้นและถูกลากไปจนถึงห้องอาหารวีไอพี

หลังที่เท้าเหยียบเข้าไปในห้องนั้นก้าวแรกผมก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น เพราะห้องอาหารนี้ได้ถูกเปลี่ยนจากห้องอาหารมื้อเที่ยงไปเป็นสแน็กบาร์ที่หรูหรา ยังไม่ทันที่ผมจะถามไอ้คนเอาแต่ใจว่าพาผมมาที่นี่ทำไม ในเมื่อมันเลยมื้อเที่ยงมาแล้ว คำตอบก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเลย

ไอ้คอปเตอร์เดินนำหน้าผมไปนั่งตรงบาร์ที่ใกล้ที่สุด ผมเดินตามคำชวนที่แสดงออกทางสีหน้าของมันอย่างช้าๆ

“ทำไมถึงมีอะไรแบบนี้? มึงจะถามกูแบบนี้ใช่ไหม?” ไอ้คอปเตอร์มันเอ่ยขึ้นดักคำถามก่อนที่มันจะหลุดออกจากปากของผม

“ง่ายๆ ก็บริการของคนที่ต้องติดต่อลูกค้าต่างประเทศ ที่อยู่คนล่ะไทม์โซนไง บางคนเขาก็เพิ่งเริ่มงาน มันก็เลยมีของขบเขี้ยวไว้ให้ แต่ก็เข้ามาห้องนี้ได้หลังจาก สี่โมงเย็นนะ” ไอ้คนพามามันอธิบายอย่างภูมิใจ

“ใครคิดเนี่ย โคตรดี ดูแลพนักงานดีเวอร์!!” ผมประทับใจจนออกนอกหน้า แต่แทนที่มันจะตอบ ไอ้คอปเตอร์กลับแสดงสีหน้าหงุดหงิดตอบกลับมา

“พี่ชายนายสินะ” ผมเอ่ยขึ้นเบาๆ เพราะกลัวไปกระตุกต่อมเด็กมีปัญหาของมันอีก

“แล้วพวกเราเข้ามาได้ไงล่ะ ในเมื่อให้บริการเฉพาะทีมที่ดูแลลูกค้าต่างประเทศ?”

“กูเข้าได้ทั้งวัน ส่วนของมึงก็น่าจะเหมือนกัน” มันตอบแบบขอไปที ไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำ

มันมัวแต่มองไปที่พื้นผิวของโต๊ะบาร์ยกสูงและใช้นิ้วชี้เขี่ยๆ จิ้มๆ ไปมา ก่อนจะหันมาหาผมด้วยหน้าตาที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นหน้าตาอารมณ์ดีของมัน

พักเดียวบริกรก็เดินมาเสิร์ฟ บิงซูเมลอน พร้อมเนื้อเมลอนสีเขียวสดใสพูนภาชนะคล้ายผลเมลอนมาวางตรงหน้า

ผมไม่รู้เลยว่าหน้าตาตัวเองมันแสดงออกแบบไหน แต่คิดว่าแววตาผมเป็นประกายวูบวาบ ที่แม้แต่ไอ้หน้านิ่งขี้แก็กอย่างคอปเตอร์ยังอดที่จะกลั้นขำไม่อยู่

‘นี่มันจะแกล้งอะไรผมอีกวะ?’ ผมคิดในใจ

ขนมหวานสัญชาติเกาหลีถูกนำมาวางไว้ตรงหน้าประกับด้วยผลไม้หลากสีและนมข้นรสหวานปกคลุมบางเบาทั่วพื้นหน้า ผมแอบกลืนน้ำลายอยู่หลายหน ที่ผมยังไม่ลงมือก็เพราะไอ้บ้าคนหนึ่งนั่งกลั้นยิ้มอยู่ข้างๆ

“สั่งมาให้ทำไมไม่กิน?” มันถามผมด้วยน้ำเสียงแกมบังคับ

ไม่น่าจะดี ผมคิด

“เดี๋ยวละลายหมด!!” ไอ้คอปเตอร์พูดพลางใช้นิ้วชี้ปาดนมหวานข้นที่กำลังไหลเยิ้มจากปากถ้วยย้อยลงพื้นเข้าปากตัวเองอย่างรวดเร็ว

ผมมองกิริยาแบบนั้นด้วยความทึ่ง ไม่เคยเห็นมันในมุมนี้มาก่อน และที่มันกินให้ดูแปลว่าน่าจะไม่มีอะไรแปลกๆ ใส่ลงไป

ผมมองหน้ามันอีกครั้งเพื่อยืนยันความคิดตนเอง

มันมองหน้าผมกลับและส่งสายตาไปทางขนมหวานถ้วยใหญ่ที่วางอยู่ตรงหน้าผม

ผมจึงค่อยๆ หยิบช้อนที่วางบนกระดาษเช็ดปากผืนหนาข้างถ้วยอย่างเป็นระเบียบขึ้นมาและจ้วงเกร็ดหิมะอันอ่อนนุ่มตรงหน้าอย่างลังเล ผมนำเข้าปากแบบกลั้นใจ

รสหวานมันและหอมกลิ่นผลไม้ทะลุเข้ากลางใจผม นี่มันเป็นบิงซูที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา ผมทำตาโตใส่ไอ้คนข้างๆ อย่างไม่ตั้งใจ

ไอ้คอปเตอร์มันฉีกยิ้มกว้าง ภาพตรงหน้าทำให้ผมตกใจ และชวนอึ้ง ผมไม่เคยเห็นความสดใสแบบนี้ของมันเลย พูดง่ายตั้งแต่รู้จักมันมา ผมไม่เคยเห็นมันยิ้มแบบนี้มาก่อน

แต่ที่แปลกกว่าก็คือ ภายในอกของผมมันกลับร้อนวูบวาบขึ้นมาครู่หนึ่ง ผมถึงกับเผลอจับหน้าอกตัวเองเพราะกลัวว่ามันจะใส่อะไรแปลกๆ ลงไปหรือเปล่า

แต่ความสงสัยข้อนี้ของผมก็ตกไปเมื่อไอ้คอปเตอร์มันยื่นมือมาแย่งช้อนด้ามยาวในมือผม และใช้มันตักบิงซูตรงหน้าเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

“เฮ้ย!! ทำไมมึงไม่ขอช้อนมาเพิ่มวะ!!” ผมโวยเมื่อเห็นมันยังตักจ้วงเป็นครั้งที่สอง

“พี่เขาไม่ว่างแล้ว ทำไมแค่นี้รังเกียจกันหรือไง?” มันยื่นช้อนในมือมันมาให้ผม

จะบอกว่ารังเกียจจะดูใจร้ายไปไหมนะ? ผมคิดและมองช้อนอันนั้น

“ก็เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น ขนาดที่จะกินช้อนเดียวกัน!” ผมตอบทั้งที่ยังมองช้อนที่มันยื่นให้

“คิดมากวะ เพื่อนกัน แค่นี้เอง” มันพูดพลางใช้ช้อนอันนั้นไปตักของหวานที่ยังคงตั้งอยู่และกำลังจะเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวอย่างช้าๆ

ใครเพื่อนมึง!! ผมตะโกนโวยวายอยู่ในใจ

“งั้น…กู… ไม่….” ช้อนที่พูนไปด้วยเกร็ดน้ำแข็งที่ทำจากนมและน้ำตาลกลิ่นผลไม้ถูกยัดเข้ามาผมอย่างรวดเร็ว

“เอ้ยอึงอำอะไอ!!” (เฮ้ย!! มึงทำดชี้ยอะไร!!) ผมโวยวายทั้งที่ของยังเต็มปาก จะกลืนก็ไม่อยากจะคายก็ไม่ได้

“กลืนเข้าไป!! เสียดายของ!!” มันชี้นิ้วมาที่ผม

ผมกล้ำกลืนฝืนกลืนลงไป มันอร่อยนะแต่ ช่อนด้ามนี้มันเคยอยู่ในปากไอ้คอปเตอร์ อยากเข้าห้องน้ำไปล้วงออก

“รสชาติเป็นไงบ้างครับ?” บริกรเดินเข้ามาสอบถามแบบไม่ถูกจังหวะ

ไอ้คอปเตอร์ยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย

“อร่อยมาเลยครับ” ผมฝืนยิ้ม และฝืนรั้งน้ำตาน้อยๆ ไว้ในดวงตา

“จริงๆ แล้ว ถ้วยนี้สั่งทำพิเศษเลยนะครับ คือปกติแล้ว…”

ระหว่างที่บริการชายยิ้มสวยคนนี้พยายามอธิบายถึงความพิเศษของของหวานตรงหน้า ไอ้คอปเตอร์ก็จ้องพร้อมกระแอมเสียงดัง บริการจึงหยุดกลางประโยคด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ

“มีช้อนเพิ่มไหมครับ” ผมไม่สนอะไรนอกจากนี้ ผมรู้สึกเกรงใจกับคำว่าพิเศษมากๆ ก็เลยต้องกินให้หมด แต่อย่างน้อยของช้อนคันใหม่ก็ยังดี

“ขออภัยด้วยครับ คือ ตอนนี้กำลังรอช้อนจากห้องจัดเตรียมมน่ะครับ เลยเหลืออันเดียว ทำตกหรือครับ งั้นผมไปล้างให้ไหมครับ?”

การพูดของบริกรดูไม่ค่อยธรรมชาติเท่าไหร่ ทำให้ผมเข้าใจได้ เลยตอบกลับไปว่า ‘ไม่เป็นไร’

ทำใจคิดว่าคิดว่าให้หมาเลียปากก็แล้วกัน!!

กว่าที่ผมจะจัดการบิงซูชามใหญ่นั่นหมดก็ใช้เวลานานกว่าที่คิด ไม่รู้ว่าชามที่ใส่อยู่นั่นทำจากอะไรทำไมถึงทำให้เกร็ดน้ำแข็งที่อยู่ในนั่นละลายช้ามาก แล้วไอ้คนที่ชวนมาก็แทบไม่แตะอีกเลย ซึ่งก็ดีจะได้ใช้ช้อนร่วมกับมันน้อยลง!

ผมมาถึงโต๊ะของตัวเองก็เกือบจะเวลาเลิกงานเสียแล้ว หลังจากถึงโต๊ะแล้ว ข้อความแชทของไลน์ในเครื่องสมาร์ตโฟนของผมก็ดังระรัว แต่ข้อความที่ได้รับก็จะประมาณให้ไปหาหน่อย จากพี่ท้อปที่น่าสงสาร

ผมเดินออกจากห้องโดยที่ไม่ได้มองคนร่วมห้องที่มองผมอย่างสงสัย

“ไปไหนกันมาน่ะ หายไปตั้งนาน!!” พี่ทัอปลากผมเข้าไปใกล้และถามด้วยเสียงกระซิบ

“เอ่อ….มันพาผมไปกินขนมที่ชั้น วีไอพีแค่นั้น” ผมก็นึกว่าผมทำงานอะไรผิดพลาดเสียที ที่แท้ก็เรื่องเผือกร้อน

“แปลกๆ นะ นี่เขาจีบเราหรือเปล่าเนี่ย แปลกๆ หลายเรื่องแล้วนะ” พี่ท้อปขมวดคิ้ว

“จะบ้าเหรอพี่ ผู้ชายด้วยกัน….ไม่มั้ง อึยยยย ขนลุก ไม่เอาล่ะ!!”

“น้องพูดไม่สมกับคนรุ่นใหม่เลยนะ ที่นี่น่ะเราไม่สนเรื่องเพศกันมานานแล้วนะ!”

“เรื่องนั้นผมเข้าใจ ผมไม่ได้มีอคติอะไร เพื่อนผมก็เป็นแบบนี้กันเยอะ แต่กับไอ้คอปเตอร์น่ะ …ไม่เอาอ่ะ” ผมตัวสั่นทันทีเมื่อนึกถึงเรื่องที่มีไอ้คอปเตอร์มาทำหวานใส่แบบฟีลแฟน

ผมเป็นประเภทรักไม่สน มุ่งแต่เรียนและกิจกรรมเท่านั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีความรู้สึกรักใคร่อะไรกับใครเลย ตนเพื่อนมักจะด่าผมว่า ‘หล่อนะแต่มันตายด้าน’ ไปแล้ว

แต่ผมก็ไม่ได้ถึงขั้นเรียบร้อยขนาดนั้นเสียหน่อย ไอ้เรื่องรักๆ ใคร่ๆ มันก็พอมีเข้ามาบ้าง แค่ไม่สำคัญเท่าการเรียน


“เป็นไปได้นะพี่ว่า สนิทกันไว้ดีกว่ายังไงก็อนาคตประธานบริษัท!”

“โอ้ย!! ต่อให้เป็นประธานาธิบดีก็ไม่เอา อีกอย่าง ท่าทางอย่างมันจะชอบผู้ชายอย่างผมเนี่ยนะ ไม่น่าจะใช่นะ!”

“น้องก็น่ารักดีออกพี่ว่าน่าจะได้” พี่ท้อปตอบพร้อมพินิจผมตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า

“อย่ามาแกล้งผมสิ” ขนลุกอีกรอบ

“เอางี้นะ คุณร็อคเก็ตนะ เคยมีแฟนเป็นผู้ชายด้วยนะ แต่รู้ว่าจะเลิกกันแล้วล่ะ เรื่องนี้คนในบริษัทรู้หมด ดังนั้นน้องชายอย่างคุณคอปเตอร์ก็….มีโอกาสป่าววะ”

ช้อคอีกครั้ง วันนี้มีแต่เรื่องประหลาดใจ

“จริงง่ะ ไม่เห็นเคยเป็นข่าว!!”

“ก็อย่างว่า รู้ๆ กันดี เขาก็ไม่ได้ปิดบังอะไร มันก็เลยเล่นข่าวไม่สนุกมั้ง หรือทางนี้ปิดข่าวก็ไม่รู้ แต่ใครๆ เขาก็รู้กันนะ”

“ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ เดี๋ยวนี้ดูยากจัง”  ผมบ่นลอยๆ

“งั้นเอาไงดีล่ะเรา?” พี่ท้อปถามตัดบท

“ไม่เอาไงล่ะ ไม่สนใจ ผมแค่จะตั้งใจฝึกงานครับ เดี๋ยวสี่เดือนผมก็ไปแล้ว ไม่คิดมาก!” ผมส่ายหน้ารัวๆ

“โอเคๆ พี่จะได้บอกพวกสาวๆ ในแผนกให้จิ้นแต่พองาม เพราะไม่ใช่คู่จริง!!”

ผมถอนหายใจกับความมีสาระของพนักงานประจำที่นี่และขอตัวกลับไปทำงานต่อ

หลังจากกลับมาถึงโต๊ะทำงานของตนเองก็พบว่าโต๊ะถูกจัดการจัดเก็บเสียเรียบร้อย กระเป๋าเป้ของผมถูกยื่นให้จากคนหน้าตึงที่อยู่ในห้อง

“หายไปนานเลยนะ เรียกกันไปทำงานหรือไปชิทแชทเล่นหัวกันล่ะ ทำไมถึงนานจัง สงสัยงานที่นี่มันจะน้อยไปนะ ถึงได้มีเวลาทำอะไรแบบนี้ อีกไม่กี่นาทีก็เลิกงานแล้ว กลับกันเถอะ!!”

“พี่ท้อปเรียกไปสอนงาน ก็พวกเราเล่นหายกันไปนานนี่นา อีกอย่างกูจะทำงานต่อยังไม่กลับ!!”

“ขยันไปก็เท่านั้น พี่ๆ ของมึงเก็บกระเป๋าเตรียมกลับบ้านกันหมดแล้ว”

สิ้นประโยคไอ้คอปเตอร์ ผมก็หันออกไปนอกห้องกระจกของตน ทุกอย่างก็เป็นอย่างที่ไอ้คอปเตอร์พูดจริง

แต่ผมมันดื้อ ผมไม่สนใจ ผมกระชากกระเป๋าตัวเองวางไว้ในที่ของมันและนั่งลงทำงานต่อ

“อยากกลับก็กลับกูจะทำงานต่อ” ผมไล่

แต่แทนที่มันจะเดินกลับ มันกลับกระแทกนั่งลงข้างๆ ผม  เปิดคอมพิวเตอร์และนั่งทำงานเป็นเพื่อนผมจนเวลาผ่านไปร่วมชั่วโมง

หลังจากคิดว่าท่าทางจะสลัดมันไม่หลุกแน่ๆวันนี้ ผมจึงตัดสินใจกลับบ้าน เพราะมันไม่มีทีท่าจะกลับเลย มันเป็นพวกขาดความอบอุ่น ไม่มีใครคบหรือว่าต้องการจะแกล้งอะไรผมอีกหรือเปล่าวะ!

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 2 Not a friend (19-09-23)
«ตอบ #24 เมื่อ18-09-2023 22:46:26 »

 :katai1: :katai3:

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 2 Not a friend (25-09-23)
«ตอบ #25 เมื่อ25-09-2023 09:33:18 »

ช่วงเวลานี้คนรอลงลิฟท์เริ่มที่เบาบางลงแล้ว ผมจึงตัดสินใจไม่ไปลิฟท์ทางด่วนของมัน เพราะรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่ต้องทำตัวพิเศษเมื่อทราบว่า ไอ้ลิฟต์ตัว มันทำขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

แต่แทนที่ไอ้คอปเตอร์จะไปขึ้นลิฟต์พิเศษของมัน มันกลับเดินตามผมมาก้าวต่อก้าว เหมือนลูกเป็ดตามแม่เป็ด หากไม่เกรงใจท่าทางน่ากลัวของมันนะ ผมคงจะไล่มันไปแล้ว ยังไงก็อยู่ในถิ่นของมัน ทำตัวเฉยตามน้ำไปน่าจะดี

ในที่สุดลิฟท์ก็มา และส่งผมมาถึงชั้นล่างสุด ช่วงเวลาอันแสนอิสระก็มาถึง ทันทีที่ประตูเปิดผมรีบก้าวเท้าออกจากลิฟต์ทันที

 แต่อนิจจา เท้าที่ก้าวออกมายังไม่ทันแตะถึงพื้น แขนข้างหนึ่งก็โดนรั้งไว้เสียแน่น

“เดี๋ยวกลับกับกู ทางผ่านไงจำได้ไหม?”

ผ่านพ่อง!! ผมคิดในใจ แต่อมยิ้มตอบไป

“รอหน้าอาคารนะเดี๋ยวไปเอารถมารับ!” พูดจบมันจ้ำอ้าวหายไปในลิฟต์อีกตัวหนึ่งไม่ไกล

ผมไม่รอช้ารีบตัดสินใจเดินออกไปที่ป้ายรถเมล์ที่ถนนใหญ่และภาวนาให้รถประจำทางที่รอมาถึงโดยไว

แต่เวรกรรมของผมมันยังไม่จบ เจ้ากรรมนายเวรก็ขับรถยนต์ยุโรปมาจอดตรงหน้าพร้อมลดกระจกลง

“ตรงนี้คือหน้าอาคารบ้านมึงเหรอ?” มันตะโกนออกจากรถ แต่ป้ายรถเมล์มันไม่ได้มีผมคนเดียวไง ทั้งหมดต่างมองหน้ากันและกันและสงสัยว่าไอ้คนดุดันในรถพูดกับใคร

“ไอ้วิน!” มันเรียกชื่อเลยทีนี้

ผมรีบรวบกระเป๋าด้วยความอายและวิ่งขึ้นไปนั่งบนรถอย่างรวดเร็ว

“กูบอกให้รอที่หน้าตึก นี่มันหน้าตึกบ้านมึงเหรอ!!” ไอ้เจ้าของรถขึ้นเสียงอย่างหงุดหงิด ขณะที่กระจกเลื่อนปิดลงอย่างอัตโนมัติ

เสียงดุดันดังลั่นห้องเครื่อง รถถูกแรงเท้าที่เหยียบคันเร่งพุ่งทยานไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว คอปเตอร์ที่ควงพวงมาลัยอย่างดุดันพาตัวรถฉวัดเฉวียนอย่างกับงูเลื่อยแทรกตัวผ่านช่องว่างบนพื้นถนน ผ่านรถยนต์ที่แล่นด้วยความเร็วปกติบนท้องถนน

เสียงแข็งดุดันที่ก้องกังวาลเหล่านั้น กลับยังดังสะท้อนไปมาในหัว อาการเก่าที่เคยประสบและผ่านพ้นไปนานกลับเริ่มแสดงอาการ ความกลัวเมื่อครั้งอดีตกลับมาหลอกหลอนผมอีกครั้ง

มือแข็งทื่อและสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง น้ำตาที่พยายามรั้งไว้ก็ไหล่เอ่อออกอย่างฝืนไม่ได้ ด้วยสภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้ผมไม่สามารถบังคับตัวเองได้เลย

เสียงฉวัดเฉวียนและเสียงยางเสียดสีพื้นถนนไปมาจนมาหยุดลงในพื้นที่สว่างไสว กว่าท้องถนนทั่วไป

ผมเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้า ๆ เพราะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ผมกำหมัดแน่นเตรียมป้องกันตัวเองจากอะไรก็ตามที่ข้ามอาณาเขตปลอดภัยของผม

มือหนึ่งล้ำเข้ามาหาผม ผมเหวี่ยงหมัดที่อ่อนเปลี๊ยะออกตีมือนั่นดังลั่น ผมตกใจเมื่อรู้สึกตัวว่ามือนั่นมันคือมือของไอ้สารเลวอย่างไอ้คอปเตอร์

หลังจากนึกได้ ผมก็ยิ่งสั่นเทิ้มขึ้นไปอีก สติตอนนี้ผมเตลิดไปไกลจนแทบจะควบคุมไม่ได้เสียแล้ว

‘หนี’ ความคิดเดียวที่เล่นเข้ามาในหัว แต่อนิจจา ประตูรถมันล็อก ทั้งที่พยายามจนแทบบ้า

“กูขอโทษ”

ถ้อยคำสุภาพและอ่อนโยนอย่างคาดไม่ถึงพูดออกจากไอ้คนที่ผมกลัวสุดขีดตอนนี้

อาการสั่นและลนลานดีขึ้น ผมค่อยๆ หันศรีษะไปทางคนขับ ก็พบกับใบหน้าแสดงอาการเป็นห่วงปนสำนึกผิด

“กูขอโทษ กูไม่ได้ตั้งใจ เวลาหงุดหงิด มันก็เลยเสียงดังไม่รู้ตัว ควบคุมตัวเองไม่ได้นิดหน่อย” ไอ้คอปเตอร์ยื่นมือมันมาคว้ามือผมไปจับพลางบีบนวดเล็กน้อย

ผมไม่เคยเห็นสีหน้าแบบนี้ของมันมาก่อนจึงประหลาดใจจนลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ชั่วคราว มือของมันส่งผ่านความอบอุ่นมาสู่มือของผมทำให้พอที่จะคลายความกังวลลงไปบ้าง สัมผัสต่างๆ เริ่มกลับมาคงเส้นคงวา

“นิดหน่อย?” ผมพูดทบทวนท้ายประโยคของไอ้คอปเตอร์ในลำคอ

“กูขอโทษ ก็กูเป็นห่วงไหม? บอกให้รอหน้าตึกแล้วมึงก็หายไปไหนไม่รู้ ช่วงนี้ยิ่งมีข่าวลักพาตัวบ่อยๆ ด้วย!!”

บอกตามตรงว่าไม่เข้าใจเรื่องที่มันพูดเลย ผมก็ติดตามข่าวอยู่ประมาณหนึ่งนะ ไม่เคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้

ผมนิ่งเฉยใส่ประโยคเหล่านั้นและพยายามมองออกไปด้านนอกตัวรถ ผมพบว่าตัวเองอยู่ในลานจอดรถหน้าร้านคาเฟ่ชื่อดังในปั้มน้ำมันขนาดใหญ่

“ไปสูดอากาศด้านนอกก่อนไหม? มึงดูเหมือนคนขาดอากาศหายใจเลย”

เพราะใครล่ะ?! ในใจคิดเคืองแบบนั้น แต่แสดงออกโดยการยกมุมปากเล็กน้อยและพยักหน้า

ช่วงหัวค่ำต้นไม้ภายในปั้มน้ำมันถูกตกแต่งด้วยไฟกระพริบสีเหลืองอ่อนดวงน้อยๆ เต็มไปหมด สายลมอ่อนช่วงปลายฤดูฝนพัดเอาความชื้นมาสัมผัสผิวให้สดชื่น ผมนั่งชื่นชมการตกแต่งไม้ประดับไปเรื่อยเปื่อยขณะที่ไอ้ตัวต้นเหตุหายตัวไปเพราะอาสาไปซื้อน้ำเย็นๆ ให้ดื่ม

“ชาเขียวน้ำผึ้งได้ไหม?” เสียงพูดดังขึ้นพร้อมแก้วพลาสติกใสใส่ของเหลวสีเขียวขุ่นผสมน้ำแข็งยื่นมาตรงหน้า

ผมพยักหน้าและรับไว้

หลังจากที่ของเหลวรสฝาดปนหวานอ่อนไหลลงคนไปหลายอึก ทำให้ใจมันผ่อนคลายลงไปพอสมควร นั่งมองคนข้างๆ ตัวต้นเหตุของอาการ ที่กำลังมองบรรยากาศโดยรอบเหมือนชื่นชมทิวทัศน์ที่ไม่เคยเห็น พลางบ่นออกมาเบาๆ ว่า

‘บรรยากาศดีเหมือนกันนะ’

ในที่สุดผมก็รวบรวมความกล้า ตัดสินใจเด็ดขาดกับเรื่องนี้ทันที

“คอปเตอร์ กูขอได้ไหม? อย่าทำแบบนี้ได้ไหม?”

“กูไม่เข้าใจ?” มันหันหน้ามาด้วยสีหน้าไร้เดียงสา ที่ไม่เหมาะกับมันเอาเสียเลย

“ก็เรื่องที่… เอ่อ….. อะไรพวกเนี่ย!!” ผมใช้นิ้วชี้วนไปมาด้วยความความประหม่า

“เรื่องที่กู…ไปส่งมึงเนี่ยนะ!! ไม่ดีเหรอวะ ดีกว่านั่งเบียดกับคนเยอะในรถประจำทาง!” คิ้วของไอ้คอปเตอร์เริ่มขมวดเข้าหากัน แต่ก็พยายามรักษาน้ำเสียงอย่างเต็มที่ แต่แค่นี้ผมก็รู้กลัวขึ้นมาแล้ว

“กู……. เอ่อ…..” คำบางคำมันก็จุกอยู่ที่คอ เหมือนจะเปล่งเสียงคำว่า ‘อึดอัด’ ไม่ออก

“ไม่ต้องเกรงใจ ก็บอกแล้วใจว่า ทางผ่าน!” ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นยิ้ม ท่าทางมันจะเป็นไบโพล่า

“ขอความจริงได้ไหม กูรู้เรื่องบ้านมึงหมดแล้ว” ผมก้มหน้าลงต่ำ เหมือนว่าการมองพื้นมันสบายใจกว่ามองหน้าคู่สนทนาอย่างมัน

“ที่บ้านกู?” เสียงประหลาดใจปนสงสัย

“ก็ที่บ้านมึงอยู่บนเพนเฮ้าส์ ของตึกสำนักงานไง”

“ใครบอกมึง!”

“ไม่ต้องถามได้ไหมว่าใครบอก แค่กูรู้แล้วก็พอ!!” ผมไม่อยากให้ใครเดือดร้อนเลย ให้ทุกอย่างมาลงที่ผมนั่นแหละ (เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา)

อีกฝ่ายหนึ่งนิ่งไม่ตอบอะไร ผมไม่รู้ว่ามันรู้สึกยังไงตอนนี้ เจ็บใจหรืออะไร เพราะผมไม่กล้ามองหน้ามันเลย

“ถามจริง มึงทำแบบนี้ไปทำไมวะ หากคิดอะไรแปลกๆ ก็ขอให้หยุดเลยนะ ไม่สนุกด้วย” ผมใช้คำว่าแปลกแทนคำว่าแกล้งเพราะคิดว่ามันน่าจะดีกว่า ผมกลัวว่ามันจะจำผมได้เพราะคำพูดคำนี้

“เออ ก็ได้ๆ กูยอมรับก็ได้ว่า กู….กูจีบมึง!!”

ผมหันไปมองหน้ายิ้มอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง!!

“หา!!!??” เหวอไปเลยผม


………………….

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 2 Not a friend (25-09-23)
«ตอบ #26 เมื่อ25-09-2023 19:04:46 »

 :z3: :z2:

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 3 Chance (26-09-23)
«ตอบ #27 เมื่อ26-09-2023 15:58:52 »


บทที่ 3 Chance




นับตั้งแต่ค่ำวันนั้น ทุกวันที่ผมมาทำงานก็ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ สัปดาห์หนึ่งผ่านไปแล้ว ผมกับไอ้คอปเตอร์ก็ยังทำตัวเหมือนก่อนหน้านี้ทุกประการ

ผมรับงานจากพี่ท้อปพร้อมกับคิดโปรเจ็คเรียนจบไปพลางๆ งานไหนเยอะมากก็มีไอ้คอปเตอร์คอยช่วยเหลือและอธิบายสิ่งต่างๆให้เช่นเคย ถึงมื้อเที่ยงก็ถูกพาไปกินมื้อเที่ยงที่เดิม ไอ้คอปเตอร์ยังคงอาสาไปส่งผมเช่นเดิม (ซึ่งผมก็เริ่มจะชินเสียแล้ว สบายดี)

เราต่างคนต่างไม่พูดถึงวันที่มันโพล่งพูดเปิดเผยความนัยในวันนั้น ‘กูจีบมึง’ เสียงนี้ยังคงหลอกหลอนผมอยู่ในหัวก้องไปมาอยู่บ่อยครั้ง

ผมได้แต่คิดว่า เคยเจอคนมาจีบก็บ่อย แต่คนที่หลุดพูดว่าจะจีบเราตั้งแต่สองวันแรกนี่ก็เพิ่งจะเคยเจอ ถึงมันจะไม่ใช่สองวันแรกที่รู้จักกันจริงๆ แต่ก็มันจำผมไม่ได้นี่ ถือว่าก่อนหน้านี้ไม่นับก็แล้วกัน

ในความทรงจำของผม ไม่เคยเห็นความดีงามหลงเหลืออยู่ในตัวของมันเลย พูดได้เต็มปากว่า ‘เกลียด’ จะให้มีความรู้สึกดีหลังจากที่มันทำดีด้วยไม่กี่วันแบบนี้มันก็ยาก ยิ่งคิดยิ่งขนลุก ทำให้ไม่กล้าที่จะเอ่ยถึง ไม่กล้าที่จะมองหน้ามันเลยด้วยซ้ำ

ไอ้คอปเตอร์เองมันก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะปรับเปลี่ยนอะไรมาก สองวันแรกเคยทำอย่างไรก็ทำแบบนั้นสม่ำเสมอ ไม่ลดลงและก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น

คำพูดที่จะพูดคุยกันยังไม่อ่อนโยนลงเลยสักนิด ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวว่า สรุปมันจะจีบผมจริงหรือแค่คิดจะแกล้งกัน

วันศุกร์รอบที่ 3 ของการมาฝึกงาน ผมรับรู้จากสองรอบที่ผ่านมาแล้วว่าจะเป็นวันที่ทุกคนมีความกระชับกระเฉงเป็นพิเศษ  อาจเพราะมันใล้กับวันหยุดสุดสัปดาห์ทุกคนในสำนักงานมีท่าทีผ่อนคลายมากกว่าปกติ ทำงานโดยที่แทบจะไม่มีใครบ่นเหนื่อยหน่าย

ที่สำคัญเหมือนผมจะได้รับมอบหมายงานน้อยกว่าปกตินิดหน่อยด้วย วันนี้ผมจึงได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างทำให้อารมณ์อยู่ในเกณฑ์ดี ถึงขั้นฮัมเพลงระหว่างทำงาน

“ชอบเพลงสไตล์ไหน?” อยู่ๆ คนที่นั่งทำงานข้างอย่างเงียบๆ ก็ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่มีความกระตือรือร้นมากกว่าปกติเล็กน้อย

ผมหันไปมองหน้าที่ราบเรียบนั้นด้วยแววตาฉงน

“เห็นฮัมเพลงเสียเพราะ ชอบฟังเพลงแบบไหน?”

คำถามที่ถูกถามอย่างไม่มีที่มาที่ไป ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดที่จะตอบพอควร ถึงแม้จะคุยกันบ้างตลอดการทำงานมาสามสัปดาห์ แต่ไม่เคยคุยกันเรื่องส่วนตัวเลย ถือเป็นครั้งแรกด้วยที่มันเริ่มบทสนทนาแบบนี้

“ก็ฟังได้ทุกแนวนะ แต่ที่ฟังบ่อยๆก็เพลงแนวฟังง่ายๆ สบายๆ น่ะ”

“อืม… เหมือนกันเลย…” ไอ้คนยิ้มยาก กลับยกมุมปากขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาก็ดูสดใสขึ้นมาวาบหนึ่ง ผมเข้าใจในทันทีว่าทำไมสาวๆ สมัยมัธยมถึงต้องการให้มันยิ้มให้ มันเป็นคนยิ้มมีเสน่ห์มากคนหนึ่ง แต่สำหรับผมมันก็แค่ ‘เป็นคนเชี้ยๆ’  เท่านั้นเอง

ผมส่ายศีรษะและกลับไปมีสมาธิกับงานตรงหน้าไปพลางทำโปรเจ็คเพื่อนำเสนอเรียนจบไปพลาง

“เย็นนี้ว่างไหม?” ไอ้คนที่นั่งทำตัวว่างถามขึ้นมาอย่างไม่มีการเกริ่นนำ หลังจากหันไปสนใจกับโทรศัพท์สมาร์ตโฟนเครื่องใหญ่ของตัวเองอยู่พักใหญ่

“เออ…อืม.. ก็ไม่ได้มีธุระอะไรนะ” ผมตอบกลับไปแบบไม่คิด

“ดีเลยไปฟังเพลงกันไหม?” เสียงชวนที่ดูไม่เชิญชวนให้ไปด้วยเท่าไหร่ดังขึ้น

ผมหันไปมองหน้าคนชวนอย่างฉงน อย่างนี้เรียกว่าชวนไปเดทหรือบังคับให้ไปด้วย

“ก็ว่างนี่ ไปด้วยกันสิ!” พูดไปด้วยเกร็งหน้าไปด้วย ผมอธิบายไม่ถูกว่ามันกำลังยิ้มหรือกำลังแยกเขี้ยวใส่ผม

สมองของผมกำลังประมวลอยู่ว่าจะตอบปฏิเสธอย่างไรดี เพราะรู้ดีแก่ใจว่าไม่อยากไป

“ไปทั้งชุดนักศึกษาแบบนี้ ไม่ดีมั้ง!!” ผมพูดออกไปเมื่อคิดแผนหนีได้แล้ว

“อ้าวเหรอ!! ไม่เคยคิดอะไรแบบนี้เลย”

ก็แน่ล่ะครับ ถึงไอ้คอปเตอร์มันจะใส่เชิ้ตสีขาวกางเกงสแลคสีดำ แค่มองไกลๆ ยังรู้เลยว่า แบรนด์เนมทั้งนั้น ใส่แบบนี้ไปมันก็ต้องไม่แปลกเปล่าวะ ต่างกับผมที่ใส่เสื้อผ้าธรรมดามาก

“งั้นกูกับมึงไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนไปก็ได้ หลังจากกูไปส่งมึงแล้วค่อยไปรับมึงอีกรอบนะ ตกลงตามนี้”

ในเมื่อตอบปฏิเสธลำบาก งั้นก็หาทางหนีมันเลยดีกว่า ยังไงมันก็ไม่รู้เบอร์ห้องเรา หลังจากขึ้นห้องเราก็เนียนไม่ออกมาเลยดีกว่า คิดได้ดังนั้นก็ทำตามแผนการหลังจากเลิกงานทันที

……….

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 3 Chance (26-09-23)
«ตอบ #28 เมื่อ26-09-2023 17:33:29 »

 :serius2:

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Re: อริทางคับแคบ (Pretending) - 3 Chance (2-10-23)
«ตอบ #29 เมื่อ02-10-2023 18:05:43 »


เสียงโทรศัพท์สั่นเตือนถึงสายเข้าอย่างต่อเนื่อง ผมที่มาถึงห้องได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็ได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมนอนโต้รุ่งยาวๆ หลังจากที่ตรากตรำทำงานมาตลอดห้าวัน การเป็นหนุ่มออฟฟิศนี่มันไม่ง่ายเลย ทุกอย่างเตรียมพร้อมเข้าสู่โหมดพักผ่อนก็ถูกรบกวนโดยเสียงโทรศัพท์สั่นเพราะสายเข้านี่ล่ะ

ผมพยายามไม่สนใจเพราะรู้ว่าใครโทรศัพท์เข้ามา แต่ที่แปลกใจคือ ทำไมไอ้คนที่มีเพนต์เฮ้าส์อยู่บนอาคารสำนักงานแบบนั้นถึงได้กลับมาหาเขาเร็วแบบนี้ในสภาพการจราจรวันศุกร์แบบนี้

แผนของผมก็คือหลอกให้ดีใจแล้วหนีหายพอสักค่ำๆ ค่อยโทรศัพท์ไปบอกมันว่ามีธุระด่วนก็แล้วกัน

ผมแอบหัวเราะในใจอย่างร่าเริง การได้แกล้งกลับคืนนี่มันก็ให้ความรู้สึกดีเหมือนกันนะ

หลายนาทีผ่านไปในที่สุดโทรศัพท์ก็เงียบลง มันคงยอมแพ้แล้วสินะ ผมสบายใจขนาดที่ว่าเดินไปที่นอกชานเพื่อส่องหารถคันหรูของมันที่มักจะจอดมาส่งผมตรงหน้าอพาร์ตเมนต์

ปึงๆๆ

เสียงเคาะประตูดังลั่น ด้วยจังหวะดนตรีร็อคแอนโรล ผมสะดุ้งตัวโยนจนเกือบจะหงายตกจากระเบียงที่สูงกว่า 10 ชั้น

ผมสงสัยว่าจะเป็นคนข้างห้องที่มักจะเคาะเพื่อขอยืมอาหารแห้งของผมเพราะความขี้เกียจลงไปซื้อเป็นประจำ

ผมเดินไปเปิดประตูห้องพลางคิดหาคำด่าเจ็บๆ ให้เพื่อนข้างห้องที่ทำผมเกือบร่วงตกจากชั้น 10 แบบนี้


ทันทีที่เปิดกว้างออกดวงตาผมก็ไปประสานกับดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนแสนสวยคู่หนึ่ง วงหน้าที่ไม่คิดฝันจะได้เจอในอพาร์ตเมนต์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยดีระดับหนึ่งของย่านนี้

ไอ้คอปเตอร์มันไม่น่าจะมีคีย์การ์ดเข้ามานี่ ผมคิดอย่างแตกตื่น


“ทำไมไม่รับสาย!!” คนที่ยืนอยู่หน้าห้องคิ้วขมวดถาม


มึงไม่ควรรู้จักห้องกูด้วย!! ผมคิดในใจสวนกับคำถามของไอ้คนตรงหน้า


“ตอบมาทำไมไม่รับสาย!!” เสียงของไอ้คอปเตอร์ดังลั่นทางเดิน


ผมไม่รอช้าดึงมันเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูทันที

ผมคงดึงมันแรงไปหน่อย เพราะหันมาอีกที ไอ้คนไร้มารยาทนั่นก็มานั่งบนเตียงของผมเรียบร้อย

“กลิ่นหอมจัง” ไอ้คอปเตอร์ ไอ้คนโรคจิต หยิบหมอนข้างของผมขึ้นมาใกล้ใบหน้าและสูดอากาศบริเวณนั่นเต็มปอด

“เฮ้ย!! ทำอะไร!!” ผมรู้สึกขนลุกกับภาพที่เห็น มันจะมาแกล้งอะไรเราอีก ผมรีบเดินไปแย่งหมอนข้างชิ้นนั้นมากอดไว้ทันที

แต่แทนที่มันจะโกรธกลับจ้องมองผมด้วยสายตาอิจฉาสิ่งที่ผมกอดอยู่

“มึงขึ้นมาได้ยังไง?!?”

“ความลับ”

“มึงรู้จักห้องกูได้ยังไง?!?”

“ความลับ”  มันยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์


ทุกครั้งที่มันตอบคำถาม มันก็จะมองไปรอบห้องผมอย่างสำรวจ เหมือนจะพยายามนับเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นและหนังสือทุกเล่มที่วางอยู่

“ตอบมา!!” ผมตวาดอย่างไม่ตั้งใจ

“ทีมึงยังไม่ตอบกูเลยว่าทำไมไม่รับสาย!! กูมารอรับอยู่นานแล้วนะ!!” มันหันมาตาขวางใส่ ทำเอาตัวผมเย็นวาบไปทั้งสันหลัง

“กู… ท้องเสีย เข้าส้วมอยู่ รับโทรศัพท์ไม่ได้!!” รู้สึกได้เลยว่าตัวเองโกหกได้ห่วยแตก

“อ้าวเหรอ! แล้วมึงไปกินอะไรมา มียากินหรือยัง ไปหาหมอไหม? ถ่ายไปกี่ครั้งแล้ว แล้วนี่ยังปวดท้องหรือเปล่า?”

ผมยอมรับว่าอึ้งกับปฏิกิริยา ตอนแรกคิดว่าจะโดนด่าว่าโกหกไม่เนียนเสียอีก แต่กลับโดนถามกลับเป็นชุดด้วยสีหน้าเป็นห่วง ยอมรับเลยว่าทำให้ผมนิ่งไปพักใหญ่


“นี่มึงถามละเอียดกว่าหมออีกนะ” ผมผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกที่มันเชื่อและพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาตรงๆ แม้จะรู้สึกเสียใจนิดหน่อยตอนท้ายประโยคแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว


“กูถาม มึงก็ตอบสิ!!” อยู่ ๆ มันก็คาดคั้น

“ไม่เป็นไรแล้ว กูเป็นแบบนี้บ่อยๆ ถ่ายออกหมดก็จบ” สิ่งที่ผมตอบมันเป็นเรื่องจริง แต่แค่ไม่ใช่อาการวันนี้ วันนี้ผมแข็งแรงดี

“ไหวไหม จะนอนพักหน่อยไหม?” อยู่ๆ ก็แสดงความเป็นห่วงแบบนี้ผมไม่ชินเลย

“ก็ดีนะ งั้น…”

“โอเค งั้นนอนเลยเดี๋ยวกูอยู่เป็นเพื่อน เผื่อเป็นอะไรหนักขึ้นจะได้หามส่งโรงพยาบาลทัน”

“เฮ้ยๆ ไม่ต้องๆ กูไม่เป็นไรมาก มึงกลับไปเถอะ!!”

“ไม่ต้องเกรงใจ กูว่าง อยู่ห้องมึงน่าจะเพลินดี”

“โอเค ไม่ต้องแล้วกูไม่พักผ่อนแล้ว จะพากูไปไหนก็พาไปเลย”

“แน่ใจนะ?”

“แน่ใจ กูหายแล้ว”

กรรมเวรอะไรของผมวะเนี่ย!?! ผมคิดในใจอย่างหน่าย ๆ

………….



พรุ่งนี้มาต่อนะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด