รักนะครับ...รู้ตัวบ้างไหม #คลื่นอิงเดือน -​-------- Special Part 1 [05/Oct/2022]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักนะครับ...รู้ตัวบ้างไหม #คลื่นอิงเดือน -​-------- Special Part 1 [05/Oct/2022]  (อ่าน 7895 ครั้ง)

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

รักนะครับ...รู้ตัวบ้างไหม

-earthxxide-


✧*:・ ゚สารบัญ ゚・:*✧

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2 / ตอนที่ 3 / ตอนที่ 4
ตอนที่ 5 / ตอนที่ 6 / ตอนที่ 7
ตอนที่ 8 / ตอนที่ 9 / ตอนที่ 10
ตอนที่ 11 / ตอนที่ 12 / ตอนที่ 13
ตอนที่ 14 / ตอนที่ 15 / ตอนที่ 16
ตอนที่ 17 / ตอนที่ 18 / ตอนที่ 19
ตอนที่ 20 / ตอนที่ 21 / ตอนที่ 22
ตอนที่ 23 / ตอนที่ 24 / ตอนที่ 25
ตอนที่ 26 / ตอนที่ 27 / ตอนที่ 28
ตอนที่ 29 / ตอนที่ 30
Special 1


✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥

ขอให้มีความสุขและสนุกกับการอ่านนะครับ ^^



Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-10-2022 02:23:33 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 1 : รางวัลของคนชนะ





     “มึง กูจะเป็นลมแล้วนะ ทำไมพี่คลื่นถึงหล่อวัวตายควายล้มขนาดนี้วะ” คนตรงหน้ามองโทรศัพท์แล้วอมยิ้ม เสียงแหลมๆ ของมันทำให้เพื่อนที่นั่งข้างๆ ชะโงกหน้ามาดูโทรศัพท์แล้วยิ้มตาม

     “แบบนี้ไม่ใช่คนแล้วค่ะ เขาเรียกเทพบุตรกลับชาติมาเกิด”

     “กูนี่อิจฉาแฟนในอนาคตของเขาเลยว่ะ คนอะไรไม่รู้ดีไปหมดทุกด้าน หน้าตาก็ดี เรียนก็เก่ง กีฬาก็เล่นเป็น ถ้าได้เป็นแฟนนะกูจะตามไปนั่งเฝ้าเช้ากลางวันเย็นเลย”

     “เดือนเอาน้ำไหม เดี๋ยวข้าวไปซื้อให้”

     ผมหันไปมองข้าวหอมหรือเพื่อนสนิทของผม ดูเหมือนข้าวหอมเองก็คงรำคาญไอ้พวกนี้เหมือนกันเลยตัดปัญหาด้วยการหนีไปซื้อน้ำ

     “เราเอาน้ำเปล่าละกัน ขอบคุณนะ”

     “เฮ้ยข้าว กูขอชาเขียวด้วย”

     “กูขอนมเย็น”

     ข้าวหอมหันไปมองเพื่อนอีกสองคน ทำหน้าเอือมผิดกับตอนคุยกับผม “ฝนกับควีนก็เดินไปซื้อเองสิ”

     “อ้าว อะไรวะ ทีไอ้เดือนมึงยังซื้อให้ได้เลย”

     “ก็ฝนกับควีนเอาแต่พูดเรื่องผู้ชายไม่หยุดอ่ะ ข้าวไม่มีสมาธิอ่านหนังสือเลยเนี่ย”

     “คุณข้าวคะ มึงต้องมาเห็นรูปที่พี่คลื่นอัพลงไอจีวันนี้ ถ้ามึงเห็นนะมึงจะเพ้อยิ่งกว่าพวกกูอีก”

     ข้าวหอมส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจก่อนจะไปซื้อน้ำตามที่บอกไว้ พอไม่มีคนให้ระบายความในใจแล้วพวกมันเลยหันมาพร่ำเพ้อกับผมแทน

     “กูไม่ได้พูดเกินไปนะมึง พี่คลื่นเขาหล่อจริงๆ นะเว้ย นี่ไอ้เดือน มึงมาดู มึงจะได้เป็นพยานว่ากูพูดความจริง”

     ผมก็พอรู้อยู่หรอกว่าเพื่อนสองคนนี้มันบ้าผู้ชาย แต่ไม่นึกว่าจะขนาดนี้ ฝนยื่นโทรศัพท์มาให้ดู ผมเลยทำเป็นรับมาดูเพื่อตัดรำคาญ บนหน้าจอมีรูปผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่ในร้านกาแฟ ใบหน้าที่หล่อเหลาและหุ่นที่เพอร์เฟกต์ทำให้ยอดไลค์ทะลุหมื่นได้อย่างง่ายดายถึงแม้เจ้าของรูปเพิ่งจะโพสต์เมื่อชั่วโมงที่แล้วก็ตาม

     “กูล่ะสงสัยจริงๆ ว่าคนที่เพียบพร้อมแบบพี่คลื่นจะมีสเป็กคนที่ชอบยังไง”

     “แบบกูนี่ไง”

     “พี่คลื่นเขาชอบผู้หญิงค่ะ กะเทยอย่างมึงหมดสิทธิ์”

     “ผู้หญิงปากจัดอย่างมึงก็หมดสิทธิ์เหมือนกันนั่นแหละค่ะ”

     คนที่คุยกันอยู่คือฝนกับควีน เป็นเพื่อนสนิทของผมเหมือนข้าวหอม ฝนเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม แต่ดูจากลักษณะนิสัยแล้วผมไม่ค่อยอยากนับว่ามันเป็นผู้หญิงเลย มันเป็นคนที่แก่นที่สุดในกลุ่ม เรื่องบ้าบิ่นผจญภัยน่ะขอให้บอก ฝนพร้อมลุยทุกที่ทุกเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องจีบผู้ชาย ฝนสู้ตายไม่แพ้ใครแน่นอน

     ถัดมาคือควีน หรือชื่อเล่นจริงๆ ที่พ่อตั้งให้มันคือคิง ตอนแรกผมเข้าใจว่าควีนเป็นเกย์เหมือนผมกับข้าวหอม แต่เจ้าตัวบอกว่าเป็นกะเทยเพราะมันอยากแปลงเพศมาตั้งแต่เด็ก แต่ถูกพ่อคัดค้านเลยทำได้มากสุดแค่แอบขโมยชุดราตรีของแม่มาใส่ตอนแม่ไม่อยู่บ้าน

     ส่วนข้าวหอมกับผม...หรือชื่อเต็มคืออิงเดือน เราสองคนไม่มีอะไรพิเศษครับ เป็นแค่นักศึกษาปีสองธรรมดาที่ใช้ชีวิตแสนจะธรรมดา แต่โดยรวมแล้วเราสี่คนสนิทกันหมด ถึงได้เกาะกลุ่มกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งยังไงล่ะ

     “มึงเพ้อถึงพี่คลื่นขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าลืมพี่องศาไปแล้ว” ผมเอ่ยชื่อเพื่อนพี่คลื่นที่ฝนเคยบอกเมื่อวันก่อนว่าชอบนักชอบหนา

     “หัวใจกูมีสี่ห้อง กูแบ่งได้ลงตัวอยู่แล้ว มึงนั่นแหละเดือน ไม่คิดจะมีคนที่ชอบบ้างเหรอ”

     เห็นไหมครับ ผมบอกแล้วว่ามันบ้าผู้ชาย

     “ก็กูยังไม่เจอใครที่ถูกใจเลยอ่ะ”

     “พี่คลื่นไง ตรงสเป็กมึงทุกอย่างเลยไม่ใช่เหรอ ถ้ามึงชอบพี่คลื่นกูจะยอมยกให้ก็ได้”

     ดูมันพูดนะครับ ได้ข่าวว่ามันกับพี่คลื่นยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย

     ผมมองโทรศัพท์ของฝนในมืออีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาผู้ชายที่มีดีกรีอดีตเดือนมหา’ลัยคณะบริหารฯ

     หน้าตา...หล่อจนนึกว่าพระเจ้าเอาความหล่อของผู้ชายทุกคนบนโลกมารวมกัน

     สายตา...แค่มองเฉยๆ ก็ทำให้คนที่สบตาแทบละลายได้แล้ว

     ร่างกาย...น่าจะสูงเกิน 185 เซนติเมตร ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป ถึงแม้จะอยู่ในชุดนักศึกษาแต่ก็รู้ได้ว่าภายใต้นั้นคงมีกล้ามเนื้อไม่ใช่น้อย

     ผมคืนโทรศัพท์กลับไปยังเจ้าของ ก่อนจะไหวไหล่แบบไม่คิดอะไรมาก “ตรงสเป็ก...แต่อยู่สูงเกินไป คนระดับนั้นไม่มีทางมามองกูหรอก”

     “มึงก็น่ารักอยู่นะเดือน แต่งหน้าแต่งตัวดีๆ หน่อย ดีไม่ดีจะน่ารักกว่าผู้หญิงจริงๆ อีก” ควีนมองผมอย่างพิจารณา ผมกำลังจะบอกว่าไม่ขนาดนั้นสักหน่อย แต่มันก็พูดขึ้นมาอีก “แต่เสียอยู่อย่างเดียว ชอบทำตัวอ๊องไปซะทุกเรื่อง อ๊องจนกูอดเสียดายหน้าตามึงไม่ได้”

     บางทีแค่พูดข้อดีอย่างเดียวก็ได้นะควีน รู้ว่ามึงจริงใจ แต่ไม่ต้องพ่วงข้อเสียมาด้วยก็ได้

     ข้าวหอมเดินกลับมาพร้อมน้ำที่เพื่อนๆ ฝากซื้อ ผมเลยหยุดพูดเรื่องพี่คลื่น เพราะกลัวว่าถ้าข้าวหอมเห็นว่าผมผสมโรงกับฝนเดี๋ยวจะพาลโกรธผมอีกคน

     วันนี้พวกเราสี่คนนัดกันมาอ่านหนังสือที่มหา’ลัย ถึงจะพูดแบบนั้นแต่คนที่อ่านหนังสือจริงๆ มีแค่ผมกับข้าวหอม ส่วนฝนกับควีนเอาแต่พูดเรื่องพี่คลื่นมาตั้งแต่เช้าแล้ว เลยเป็นธรรมดาที่ข้าวหอมจะหงุดหงิด แต่เดี๋ยวก็หายครับเชื่อผมสิ ข้าวหอมน่ะไม่เคยโกรธใครนานหรอก กลับกันข้าวหอทเป็นคนใจดีและเรียบร้อยที่สุดในกลุ่มด้วยซ้ำ ดูอย่างตอนนี้สิ ปากบอกให้เพื่อนไปซื้อน้ำเองแต่สุดท้ายก็ซื้อมาให้จนได้

     “ข้าว มึงตั้งใจอ่านหนังสือเกินไปป่ะวะ ดูกูกับอีควีนเป็นตัวอย่างนี่ ไม่เห็นจะเครียดอะไรเลย”

     “สัปดาห์หน้าจะสอบมิดเทอมแล้วนะ ฝนกับควีนยังใจเย็นอยู่ได้อีกเหรอ”

     “กูรู้ แต่มึงอ่านมาตั้งแต่เช้าแล้วนะเว้ย พักสักหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ” ผมกำลังจะคิดว่าฝนเป็นห่วงเพื่อนเลยอยากเตือน แต่พอได้ยินประโยคถัดมาของมันผมเลยรู้ว่าตัวเองคิดผิด “มาดูรูปพี่คลื่นกับกูไหม เผื่อจะช่วยให้มึงมีแรงอ่านหนังสือมากขึ้น”

     “มึงนี่ก็คะยั้นคะยออยู่ได้ ไอ้ข้าวก็บอกแล้วไงว่าอย่างพี่คลื่นไม่ใช่สเป็กมัน”

     “ก็กูอยากให้ไอ้ข้าวกับไอ้เดือนชอบพี่คลื่นด้วยนี่หว่า จะได้ชวนพวกมันมาเล่นเกมพี่คลื่นด้วยซะเลย”

     “เกมอะไรของมึงวะ” ผมหยุดอ่านหนังสือพลางเงยหน้ามาถาม ฝนยิ้มกริ่ม เหมือนมันรอให้ผมถามมานานแล้ว

     “เมื่อสองวันก่อนพี่คลื่นโพสต์ในไอจีว่าให้ทุกคนคอมเมนต์อะไรก็ได้ใต้โพสต์ แล้วพรุ่งนี้ตอนสามทุ่มเขาจะมาสุ่มคนที่คอมเมนต์โดนใจมากที่สุด”

     “แล้วรางวัลคืออะไรอ่ะ ได้ไปกินข้าวกับเขาเหรอ”

     “ยิ่งกว่านั้นอีกค่ะมึง” คราวนี้ควีนพูดแทรกขึ้นมา มันทำหน้าเขินอายเหมือนพี่คลื่นตัวจริงมายืนตรงหน้า “คนที่คอมเมนต์โดนใจพี่คลื่นมากที่สุดจะได้ไลน์ส่วนตัวของพี่คลื่น รวมถึงจะได้วิดีโอคอลกับพี่คลื่นทุกคืนเป็นเวลาหนึ่งเดือน!!”

     …อย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะพวกมันสองคนถึงได้ดูจริงจังกันนัก ได้วิดีโอคอลกับคนที่ชอบทุกคืน ใครไม่อยากได้ก็แปลกแล้วครับ

     “ข้าวปฎิเสธไปแล้วแต่ฝนก็เอาแต่ชวนเล่นเกมอยู่ได้ ไม่รู้จะอยากให้ข้าวเล่นทำไม ถ้าฝนชอบพี่เขาฝนก็ไปเล่นเองสิ” ข้าวหอมที่นั่งอ่านหนังสือมานานหันมาระบายกับผม

     “กูกับอีควีนเล่นไปแล้วค่ะ แต่ที่กูอยากให้มึงไปเล่นด้วยเพราะมันจะได้มีโอกาสมากขึ้นไง”

     “โอกาสอะไรวะ”

     “โอกาสที่คนในกลุ่มเราจะได้เป็นผู้โชคดีคนนั้น” ฝนยิ้มมุมปากเหมือนพวกตัวร้ายที่กำลังวางแผนยึดครองโลกอยู่ “มึงคิดดูนะเดือน ถ้าพี่คลื่นเลือกพวกเราคนใดคนหนึ่ง คนทั้งมหา’ลัยก็จะรู้จักพวกเรา แล้วพวกเราก็จะกลายเป็นคนดัง ทีนี้ผู้ชายมากหน้าหลายตาก็จะมารุมจีบเหมือนผึ้งตอมน้ำหวานไง”

     ผมล่ะอยากยกเท้าขึ้นมาก่ายหน้าผากเหลือเกิน แต่ติดตรงที่ยกขึ้นมาไม่ถึง

     “เหตุผลแค่นี้อ่ะนะที่มึงอยากให้กูกับข้าวไปเล่นเกมพี่คลื่น”

     “ข้าวถึงไม่อยากไปเล่นไง เดือนก็ไม่ต้องสนใจหรอก ให้ฝนกับควีนเล่นกันไปสองคนพอ”

     “ไม่ได้! ไอ้ข้าวหักอกกูไปแล้ว มึงคือความหวังสุดท้ายของกูนะเดือน” ฝนคว้ามือผมไปกุมไว้ ทำหน้าเหมือนกำลังขอร้อง แต่ผมที่คบกับมันมานานย่อมรู้ว่ามันกำลัง ‘สั่ง’ มากกว่า “ไปเล่นเกมพี่คลื่นเถอะนะ ถือว่ากูขอ”

     แต่สายตามึงพร้อมฆ่ากูทุกเวลาที่กูปฎิเสธเลยนะฝน...

     “เขาเป็นถึงเดือนมหา’ลัยเลยนะเว้ย คนที่ไปเล่นเกมต้องมีเยอะเป็นธรรมดา ให้ตายยังไงกูก็ไม่ชนะหรอก”

     “จะชนะหรือเปล่าไม่เป็นไร ขอแค่มึงไปเล่นก็พอ ถ้ามึงยอมเล่นเดี๋ยวกูเลี้ยงหมูกระทะเลย”

     มันคิดว่าผมเห็นแก่กินขนาดนั้นเลยเหรอ

     “ไอ้เดือน หมูกระทะเชียวนะคะ ยังจะลังเลอะไรอีก ข้อเสนอดีแบบนี้ เป็นกูนะรีบหยิบโทรศัพท์มาเล่นเกมตั้งนานแล้ว”

     ผมมองฝนกับควีนพลางทำหน้าลำบากใจ พอจะหันไปขอความช่วยเหลือ ข้าวหอมก็เอาแต่ส่ายหน้าไปมาอย่างไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน นี่มันอะไรกันวะเนี่ย ตอนแรกนัดกันมาอ่านหนังสือไม่ใช่เหรอ ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นนัดกันเล่นเกมผู้ชายไปซะได้

     สุดท้ายผมก็ทนสายตาของเพื่อนไม่ไหว ได้แต่พยักหน้าอย่างเนือยๆ ให้พวกมัน

     “กูเล่นให้ก็ได้ เห็นว่าพวกมึงเป็นเพื่อนสนิทหรอกนะ”

     “กรี๊ดดดดด เพื่อนเดือนน่ารักที่สุดเลยค่าาาาา” ฝนกับควีนต่างพากันดึงแก้มผมเหมือนกำลังเล่นกับเด็กสามขวบ ผมสะบัดมือเพื่อนออกก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาเข้าอินสตาแกรม

     ผมติดตามพี่คลื่นในอินสตาแกรมมานานแล้ว ไม่ได้เป็นแฟนคลับเขาหรอกครับ แค่เห็นว่าเป็นเดือนมหา’ลัยตัวเองเลยติดตามก็แค่นั้น แถมช่วงนี้ผมก็ไม่ค่อยเล่นอินสตาแกรมเลยไม่รู้ว่าพี่เขาคิดเกมประหลาดแบบนี้ขึ้นมา

     ‘ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกคนมากเลยนะครับที่คอยติดตามผมมาตลอดจนยอดติดตามทะลุหนึ่งแสน และเพราะมีคนรักผมมากขนาดนี้ วันนี้ผมเลยมีเกมสนุกๆ มาให้ทุกคนเล่นกันครับ

     ผมจะให้ทุกคนคอมเมนต์อะไรก็ได้ใต้โพสต์นี้คนละหนึ่งคอมเมนต์ ใครคอมเมนต์โดนใจผมมากที่สุดจะได้รับรางวัลสุด Exclusive นั่นก็คือ...จะได้วิดีโอคอลกับผมทุกคืนเป็นเวลาหนึ่งเดือนครับ!!!

     ระหว่างที่คอลกันผมจะให้เกียรติผู้ชนะเสมอ รวมถึงทุกอย่างที่เราคุยกันผมจะเก็บเป็นความลับทั้งหมด ดังนั้นไม่ต้องห่วงนะครับว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เกมนี้ประกาศผลวันที่ 11 ธันวาคม ถ้ารักผมชอบผมมาร่วมสนุกกันเยอะๆ นะครับ ผมรอทำความรู้จักทุกคนอยู่นะ!’


     ใต้รูปพี่คลื่นที่กำลังยิ้มกว้างพร้อมกับทำมินิฮาร์ทให้กล้องมีคนคอมเมนต์ประมาณแปดร้อยคน เห็นแค่นี้ผมก็รู้แล้วว่าตัวเองไม่มีทางชนะแน่นอน แต่พอเหลือบไปเห็นสายตากดดันของเพื่อนสนิท ผมก็จำใจต้องคอมเมนต์อย่างช่วยไม่ได้ เอาเถอะ...คิดซะว่าเล่นเกมคลายเครียดแล้วกัน ยังไงซะผมก็ไม่ได้เสียหายอะไรอยู่แล้ว

     ว่าแต่จะคอมเมนต์อะไรดีล่ะ ผมไม่เคยเป็นติ่งดารามาก่อนเลยไม่รู้ว่าควรจะคอมเมนต์อะไรดี

     อืม...งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน

     ingduean.gnc รอยยิ้มพี่คลื่นสดใสจังครับ


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     ช่วงเช้าที่อากาศสดใส แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา แอร์ในห้องที่เย็นฉ่ำ ทั้งหมดนี้คือช่วงเวลาที่ผมควรได้นอนหลับเต็มอิ่มหลังจากถูกเพื่อนสนิทชวนไปอ่านหนังสือสอบติดกันเป็นเวลาหลายวัน...

     แต่ในตอนที่ผมกำลังฝันหวาน จู่ๆ เสียงโทรศัพท์บนหัวเตียงก็ดังขึ้นพาให้ฝันของผมกระเจิง ตอนแรกผมตั้งใจจะทำเป็นเมินแล้วหลับต่อ แต่ปลายสายกลับโทรมาหลายครั้งจนผมทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาดูว่าใครมันกล้ารบกวนเวลานอนอันมีค่าของผม

     คอยดูนะ ถ้าโทรมาชวนทำประกันผมจะด่าให้ลืมบ้านเลขที่ตัวเองไปเลย

     “ฮัลโหล”

     [ไอ้เดือน! มึงไปอยู่บนดอยมาหรือไง กูโทรหาเท่าไหร่มึงก็ไม่รับสายเลย]

     ตอนกดรับสายผมไม่ได้ดูหน้าจอเลยไม่รู้ว่าใครโทรมา แต่พอได้ยินเสียงแหลมๆ ผมก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่บังอาจโทรมาปลุกผมตอนแปดโมงเช้าคือฝน

     “เมื่อคืนกูเพลียมาก พอกลับมาถึงห้องก็หลับเลย น้ำยังไม่ได้อาบเลยเนี่ย ว่าแต่มึงนั่นแหละโทรมาทำไม กูกำลังหลับสบายเลย”

     [มึงพูดแบบนี้แสดงว่ายังไม่ได้เข้าไปดูไอจีสินะ]

     “ในไอจีมีอะไรวะ”

     [มึงก็รีบเข้าไปดูสิ แต่เห็นแล้วอย่าเพิ่งตกใจจนสลบไปก่อนละกัน]

     อะไรวะไอ้เพื่อนคนนี้ แทนที่จะบอกมาให้จบๆ กลับให้ไปดูเองซะอย่างนั้น ผมเอาโทรศัพท์ออกจากหูก่อนจะกดเข้าไปในอินสตาแกรม ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งสังเกตว่ามีการแจ้งเตือนอะไรก็ไม่รู้มากมาย

     นี่มันอะไรเนี่ย! ทำไมจู่ๆ ยอดติดตามในอินสตาแกรมผมก็เยอะแบบนี้ล่ะ ผมไปทำเรื่องอื้อฉาวมาเหรอ หรือมีใครแอบถ่ายคลิปตอนผมเข้าห้องน้ำ

     “ฝน มีคนมาติดตามไอจีกูเยอะเลยอ่ะ กูไปก่อวีรกรรมอะไรไว้หรือเปล่าวะ”

     [เรื่องคนติดตามช่างหัวมันก่อน ตอนนี้สิ่งที่มึงต้องทำคือเข้าไปดูไอจีของพี่คลื่นค่ะ]

     ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมต้องไปดูอินสตาแกรมพี่คลื่น แต่นิ้วของผมก็กดเข้าไปดูซะแล้ว

     เดี๋ยวนะ...เมื่อวันก่อนผมไปเล่นเกมพี่คลื่นมานี่นา

     หัวใจผมเริ่มเต้นแรง ความคิดบางอย่างเริ่มผุดขึ้นมาในหัว บ้าน่า...ไม่ใช่หรอก...มันไม่มีทางเป็นไปได้...

     “เฮ้ย!!!”

     ‘ยินดีกับคุณ @ingduean.gnc ด้วยนะครับ แล้วก็ขอบคุณเหมือนกันสำหรับคำชม เล่นเอาผมเขินเลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆ

     เดี๋ยวผมจะทักไปหาผู้ชนะนะครับ รอวิดีโอคอลกับผมได้เลย ส่วนคนที่ไม่ชนะไม่ต้องเสียใจนะครับ ไว้โอกาสหน้ามาเล่นเกมกันใหม่ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ครับผม!’






     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2022 21:29:37 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 2 : บังเอิญอีกแล้ว





     [เดือน]

     “…”

     [ไอ้เดือน]

     “…”

     [ไอ้เดือน!!]

     เสียงแหลมๆ ของฝนทำให้ผมหลุดจากภวังค์ ผมกะพริบตาปริบๆ ลืมไปสนิทเลยว่ากำลังคุยโทรศัพท์กับมัน “อะ...อะไร”

     [อึ้งล่ะสิ กูเข้าใจ ตอนเห็นว่ามึงชนะกูก็อึ้งเหมือนกัน]

     ไม่ได้อึ้งธรรมดา แต่โคตรจะอึ้งเลยครับ อาการง่วงนอนที่มีอยู่หายเป็นปลิดทิ้งเลย

     “ทะ...ทำไมกูถึงชนะได้วะ”

     [กูก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือกูกับอีควีนโคตรจะอิจฉามึงเลย มึงจะได้วิดีโอคอลกับพี่คลื่นทุกคืนเลยนะเดือน กรี๊ดดดดด แค่นี้กูก็ตื่นเต้นแทนแล้ว!!]

     ผมยกมือมาทาบอก ตอนนี้หัวใจยังไม่หยุดเต้นแรงเลย สาบานว่าผมไม่ได้อยากชนะเลยแม้แต่น้อย แค่เล่นเกมเพราะเพื่อนขอร้องก็แค่นั้น แต่พอผลออกมาเป็นแบบนี้แล้ว...บอกตรงๆ ว่าช็อกครับ!

     [อย่าลืมไปตอบพี่คลื่นด้วยล่ะมึง ป่านนี้เขาน่าจะไดเรกไอจีไปหามึงแล้ว เดี๋ยวกูค่อยคุยกับมึงต่อตอนบ่ายก็ได้]

     “อะไรของมึง วันนี้ไม่มีเรียนไม่ใช่เหรอ”

     [เย็นนี้กูจะพามึงไปเลี้ยงหมูกระทะตามที่สัญญาไว้ไง และถึงไม่มีเรื่องหมูกระทะพวกกูสามคนก็นัดกันตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าวันนี้จะไปหามึง เกิดเรื่องอเมซิ่งแบบนี้ทั้งทีคิดว่าพวกกูจะปล่อยผ่านไปเฉยๆ เหรอ]

     “แต่...”

     [มึงไม่ต้องห่วง วันนี้กูมีเรื่องคุยกับมึงยาวแน่นอนค่ะ แค่นี้ก่อนนะ ขอไปเมาท์กับอีควีนในไลน์ก่อน]

     แล้วเพื่อนสนิทของผมก็วางสายไป ไม่ให้ผมได้ทักท้วงอะไรเลยสักคำ แต่ช่างเรื่องฝนก่อน เพราะตอนนี้สิ่งที่ผมควรสนใจคือข้อความของใครบางคนที่ทักมาหาผมในอินสตาแกรมตั้งแต่เมื่อคืน

     ใครบางคนที่ผมไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสคุยกับเขา…

     khluenn.khramm : สวัสดีครับ น้องเป็นผู้ชนะเกมของพี่นะครับ

     khluenn.khramm : พี่ชื่อคลื่นคราม หรือเรียกคลื่นเฉยๆ ก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักครับผม

     khluenn.khramm : รบกวนส่งไอดีไลน์ของน้องมาหน่อยนะครับ เดี๋ยวพี่จะแอดไป หรือถ้าน้องไม่สะดวกตรงไหนสามารถบอกได้นะครับ

     khluenn.khramm : แล้วพี่จะรอนะครับ


     ใครก็ได้มาตบหน้าผมที ผมจะได้รู้ว่าตัวเองฝันอยู่หรือเปล่า...

     พี่คลื่นที่เป็นเดือนมหา’ลัยสุดฮอตคนนั้นกำลังขอไลน์ผมอยู่ นี่มันเรื่องจริงเหรอเนี่ย!

     มือที่พิมพ์ข้อความสั่นจนผมรู้สึกได้ พออ่านข้อความของพี่คลื่นแล้วหัวใจผมก็เต้นแรงกว่าเดิมจนกลัวว่ามันจะหลุดออกมานอกอก ไม่นานหลังจากที่ผมบอกไอดีไลน์ของตัวเองไปพี่คลื่นก็เข้ามาอ่าน แล้วหลังจากนั้นสองนาทีไลน์ผมก็แจ้งเตือนว่ามีคนแอดเพื่อนมา ผมกดเข้าไปดูด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ ในหัวเอาแต่ถามตัวเองซ้ำๆ ว่านี่คือความจริงใช่ไหม

     ในไลน์กลุ่มเพื่อนๆ ผมกำลังคุยเรื่องที่ผมชนะเกมพี่คลื่นกันอยู่ ดูจากจำนวนข้อความแล้วพวกมันน่าจะคุยกันมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลาจะกดเข้าไปอ่านข้อความของเพื่อน เพราะข้อความของคนที่เพิ่งแอดไลน์ผมมาเมื่อครู่มันกำลังดึงดูดความสนใจของผมอยู่

     KhluenKhram : สวัสดีครับน้องอิงเดือน พี่ชื่อคลื่นครามนะ ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งครับ

     ผมมีไลน์ส่วนตัวของพี่คลื่น...

     ผมมีไลน์ส่วนตัวของพี่คลื่น......

     ผมมีไลน์ส่วนตัวของพี่คลื่น.........

     โอ๊ยยยยย อิงเดือนคนนี้หัวใจจะวาย!!

     Ing-Duean : ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ

     ผมตอบพี่คลื่นกลับไปโดยไม่ได้เอะใจเลยว่าเขารู้ชื่อผมได้ยังไง คิดง่ายๆ แค่ว่าเขาอาจจะเดาจากชื่ออินสตาแกรมผม เชื่อไหมครับว่าตลอดเวลาที่พิมพ์ข้อความในโทรศัพท์มือผมสั่นไม่หยุดเลย ขนาดผมไม่ใช่แฟนคลับพี่คลื่นยังตื่นเต้นขนาดนี้ ถ้าคนชนะเป็นฝนหรือควีนมันไม่เลือดกำเดาไหลเลยเหรอ

     KhluenKhram : หลังจากนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือนน้องอิงเดือนสามารถพูดคุยหรือวิดีโอคอลกับพี่ได้ทุกเวลาตามที่ต้องการเลยนะครับ จะคุยหรือปรึกษาอะไรก็ได้ หรือจะให้พี่ทำอะไรตอนวิดีโอคอลกันก็สามารถรีเควสมาได้เช่นกัน ถ้าเป็นเรื่องที่ทำได้พี่ยินดีหมดเลยครับ

     ผมเม้มปากแน่น ลุกขึ้นเดินวนไปทั่วห้อง คิดไม่ตกว่าจะจัดการอาการตื่นเต้นนี้ยังไงดี จนกระทั่งไลน์ดังขึ้นอีกครั้งผมถึงได้หยุดฟุ้งซ่านแล้วกลับมาอ่านข้อความต่อ

     KhluenKhram : น้องอิงเดือนเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ถ้ามีปัญหาอะไรบอกพี่ได้เลยนะ

     เวรกรรม นี่ผมเอาแต่ตื่นเต้นจนลืมตอบไลน์พี่คลื่นเหรอ

     Ing-Duean : เปล่าครับ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไร

     Ing-Duean : ผมแค่ตื่นเต้นนิดหน่อยน่ะครับ ไม่นึกว่าจะได้คุยกับพี่ในไลน์แบบนี้

     KhluenKhram : 555555

     KhluenKhram : น้องอิงเดือนนี่น่ารักดีนะครับ รู้สึกยังไงก็พูดออกมาเลย


     ผมว่าผมหายประหม่าแล้วนะ พอเจอคำชมของพี่คลื่นเข้าไป ผมถึงกับไปไม่เป็นเลย

     อย่าไปชมคนอื่นแบบนี้สุ่มสี่สุ่มห้านะครับ เดี๋ยวเขาจะเขินจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนผมในตอนนี้...

     KhluenKhram : วันนี้พี่ติดเรียน อาจจะว่างอีกทีตอนกลางคืนเลย ไว้พี่ว่างแล้วเราค่อยวิดีโอคอลกันนะครับ

     KhluenKhram : แต่ถ้าระหว่างนี้น้องอิงเดือนอยากคุยอะไรกับพี่ก็ทักมาได้ตลอดเลยนะ ถ้าพี่ว่างแล้วจะเข้ามาตอบครับ

     Ing-Duean : ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้

     KhluenKhram : งั้นไว้เจอกันตอนกลางคืนนะครับ

     KhluenKhram : รอพี่หน่อยนะครับ อย่าเพิ่งหายไปไหนซะล่ะ


     ผมรีบปิดโทรศัพท์แล้วโยนมันไปบนที่นอน เพราะกลัวว่าถ้ามองข้อความของพี่คลื่นนานกว่านี้จะหัวใจวายขึ้นมาจริงๆ เอาล่ะ...หนึ่งเดือนหลังจากนี้ผมจะได้คุยกับพี่คลื่นแบบ Exclusive สินะ

     จะได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพี่คลื่น...

     จะได้เห็นหน้าพี่คลื่นก่อนนอนทุกคืน...

     ทุกคนครับ หัวใจผมเต้นแรงอีกแล้ว!!


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “ฟินลืมเลยสิมึง ได้คุยกับพี่คลื่นในไลน์แล้วใช่ไหม”

     นี่คือประโยคแรกที่ควีนทักทายผมตอนที่มันเปิดประตูห้องเข้ามา ฝนกับข้าวหอมที่ตามหลังมาก็เอาแต่ยิ้มเหมือนรอแซวผมอยู่เหมือนกัน

     “เดือนรู้ไหมว่าตอนที่ฝนทักมาบอกข้าวตกใจมากเลยนะ จากที่ไม่เข้าไอจีมาสองเดือน เมื่อวานข้าวรีบเข้าไปดูไอจีของพี่คลื่นเลย”

     ผมควรภูมิใจใช่ไหมครับที่ทำให้อินสตาแกรมในโทรศัพท์ของข้าวหอมถูกใช้งานเสียที...

     “แต่พูดก็พูดเถอะ จนถึงตอนนี้กูยังไม่อยากเชื่อเลยว่าพี่คลื่นจะเลือกไอ้เดือน” ฝนเดินมานั่งปลายเตียงข้างๆ ผม มันหันมายีหัวเหมือนผมเป็นหลานมัน “ถามจริงๆ เถอะ มึงไปทำบุญวัดไหนมาวะ พี่คลื่นถึงได้เลือกมึงทั้งที่มีคนคอมเมนต์ตั้งเกือบพัน”

     “ไม่ได้ทำบุญที่ไหนทั้งนั้นแหละ กูก็ตกใจเหมือนกันตอนรู้ว่าตัวเองชนะ”

     “ประหลาดดีว่ะ คนตั้งใจเล่นเกมกลับไม่ได้ ส่วนคนที่เล่นเกมแบบขอไปทีกลับได้ซะงั้น”

     “ที่พูดนี่คือมึงอิจฉาเพื่อนอยู่?”

     “ก็เออสิ หรือมึงไม่อิจฉา” ควีนพูดจบก็หันมายิ้มให้ผม เป็นยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ชอบกล “เดือนเพื่อนรัก...กูขอดูไลน์พี่คลื่นหน่อยสิ กูอยากรู้ว่ารูปโปรไฟล์ของพี่เขาจะหล่อขนาดไหน”

     ทีแบบนี้ล่ะเสียงหวานเชียวนะ ตอนทำงานกลุ่มไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย

     “กูดูด้วยๆ กูอยากเห็นไลน์ส่วนตัวของพี่คลื่นเป็นบุญตาสักครั้งในชีวิต”

     ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาเปิดดูไลน์ของพี่คลื่นอย่างช่วยไม่ได้ เพื่อนทั้งสามคนกรูกันมาเกาะหลังผมที่นั่งอยู่ปลายเตียง ฝนกับควีนที่อยากดูเป็นพิเศษถึงกับชะโงกหน้ามาใกล้จนตาแทบจิ้มจอโทรศัพท์แล้ว

     “กรี๊ดดดดด หล่อมากกกกก รูปในไอจีว่าหล่อแล้วนะ รูปโปรไฟล์ในไลน์ยิ่งหล่อเข้าไปอีก”

     “กูอยากเกิดเป็นไอ้เดือนเลยอ่ะมึง ได้เห็นรูปส่วนตัวของพี่คลื่นทุกคืน ถ้าเป็นกูคงหลับฝันดีทุกคืนแน่”

     “มึงยังไม่ตอบกูเลยนะเดือน เมื่อเช้ามึงได้คุยกับพี่คลื่นแล้วใช่ไหม” ควีนจับไหล่ผมให้หันไปประจันหน้า มันทำหน้าจริงจังเหมือนตำรวจกำลังไต่สวนผู้ต้องหา

     “ดะ...ได้คุยแล้ว”

     “แล้วเป็นไง พี่คลื่นขอมึงคบยัง”

     “โอ๊ย! อีนี่ พี่เขาแค่ขอไลน์ไอ้เดือนเพราะมันเป็นผู้ชนะค่ะ ไม่ได้จะขอเป็นแฟน”

     “ก็กูอยากจิ้นไอ้เดือนกับพี่คลื่นอ่ะ เพื่อนเราอุตส่าห์มีไลน์ส่วนตัวของพี่คลื่นเชียวนะเว้ย โอกาสทองแบบนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ไง” ควีนยิ้มมุมปาก ส่วนข้าวหอมกับผมที่ฟังมันอยู่ถึงกับทำหน้างงเพราะตามคำพูดของมันไม่ทัน

     “มึงกำลังจะให้ไอ้เดือนจีบพี่คลื่นเหรอ”

     “ใช่ ถ้าพี่คลื่นแค่เล่นตามเกมเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร งั้นฝั่งเราก็ต้องเริ่มรุกก่อน”

     “เดี๋ยวๆๆ กูนั่งหัวโด่อยู่นี่ มึงจะพูดอะไรหันมาถามกูก่อนได้ไหม” แค่ผมชนะเกมของพี่คลื่น ควีนถึงกับมโนไปไกลขนาดนี้เลยเหรอ

     “กูเดาตอนจบได้ตั้งแต่วินาทีที่มึงชนะแล้วเดือน ได้วิดีโอคอลกันทุกคืน จะทักไปหาเขาตอนไหนก็ได้ แถมมึงยังเคยบอกด้วยว่าพี่คลื่นตรงสเป็กมึงทุกอย่าง กูวางห้าร้อยเลย ไม่เกินหนึ่งเดือนมึงตกหลุมรักพี่คลื่นแน่นอน”

     “กูแค่มีไลน์ส่วนตัวเขาเองนะ แล้วการที่กูได้ใกล้ชิดคนหล่อก็ไม่ได้แปลว่ากูต้องชอบเขาป่ะวะ”

     “แต่นี่พี่คลื่นเลยนะมึง พี่คลื่นครามที่คนทั้งมหา’ลัยต่างหมายปองเลยนะ” คราวนี้ฝนพูดขึ้นมาบ้าง ลองมันพูดแบบนี้แล้วผมรู้เลยว่างานนี้มันต้องเข้าข้างควีนแน่ๆ “มึงคือคนที่หญิงแท้และหญิงเทียมทั้งมหา’ลัยต่างอิจฉาเลยนะเดือน เพราะงั้นในเมื่อโอกาสลอยมาแล้วมึงต้องรีบคว้าไว้นะเว้ย”

     “ไหนมึงบอกว่าพี่คลื่นชอบผู้หญิงไง แล้วทำไมตอนนี้ถึงมาเชียร์กูกับเขา”

     “ถ้าไม่นับนิสัยอ๊องๆ มึงก็น่ารักไม่แพ้ผู้หญิงหรอก ขยันบริหารเสน่ห์ตอนคอลกันบ่อยๆ เชื่อกูสิว่าเดี๋ยวพี่คลื่นก็ต้องชอบมึง”

     ผมล่ะเกลียดประโยคแรกของมันจริงๆ คำก็อ๊องสองคำก็อ๊อง

     “แต่ข้าวว่าค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าไหมฝน พี่คลื่นอาจจะมองเดือนเป็นแค่แฟนคลับคนหนึ่งก็ได้ ดีไม่ดีถ้าให้เดือนรุกพี่คลื่นมากๆ เขาอาจจะลำบากใจจนเล่นเกมไม่สนุกก็ได้นะ”

     “ข้าว มึงมันพ่อพระเกินไปอ่ะ”

     “ใช่ๆ ตอนนี้ไอ้เดือนได้ใกล้ชิดพี่คลื่นแบบที่ไม่มีใครเคยมาก่อนเลยนะ ถ้าไม่ให้จีบตอนนี้แล้ว...”

     “โอ๊ยยย! พวกมึงสองคนหยุดเพ้อเจ้อกันได้แล้ว” ในที่สุดผมก็ทนฟังไม่ไหว ลุกขึ้นยืนหันไปมองพวกมันอย่างเอาเรื่อง “กูไม่ได้คิดอะไรกับพี่คลื่นทั้งนั้นแหละ หยุดพูดแล้วพากูไปกินหมูกระทะได้แล้ว กูหิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”

     “นี่มึงโมโหหิวแล้วมาพาลกับพวกกูเหรอ”

     “กูโมโหเพราะมึงเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระต่างหาก!”

     ฝนกับควีนทำหน้าเซ็ง แต่สุดท้ายพวกมันก็ยอมเลิกคุยเรื่องพี่คลื่นจนได้ ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แค่ผมชนะเกมของพี่คลื่น พวกมันถึงกับโยงไปถึงเรื่องคบเป็นแฟนเลยเหรอ บางทีผมก็งงเหมือนกันนะว่าผมกับข้าวหอมมาสนิทกับพวกมันได้ยังไง

     แต่ถึงจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไร ผมก็อดยอมรับว่าประหม่าไม่ได้อยู่ดี พี่คลื่นเป็นถึงเดือนมหา’ลัย พอคิดว่าจะได้ใกล้ชิดกับคนระดับนั้น ต่อให้ไม่ใช่แฟนคลับมันก็ต้องมีตื่นเต้นกันบ้างแหละ

     ขอให้ผมผ่านหนึ่งเดือนนี้ไปได้โดยไม่หัวใจวายไปซะก่อนนะครับ...


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     อีกไม่กี่วันจะสอบมิดเทอมแล้ว สิ่งที่ผมควรทำตอนเวลาสามทุ่มแบบนี้คือการอ่านหนังสือเตรียมพร้อมสำหรับการสอบ แต่ตอนนี้ผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอย่างอื่นเลย ได้แต่นอนมองโทรศัพท์แล้วกลิ้งไปมาบนเตียงอย่างว้าวุ่นใจ

     ผมไม่ได้อยากวิดีโอคอลกับพี่คลื่นถึงขนาดตั้งหน้าตั้งตารอเขานะครับ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่คลื่น ไม่ว่าใครก็ต้องประหม่ากันทั้งนั้น วันนี้ทั้งวันผมเอาแต่คิดว่าจะทำหน้ายังไงตอนคอล จะชวนเขาพูดอะไรดี จะเริ่มต้นบทสนทนายังไง มันประหม่าไปหมดจนไม่เป็นอันกินหมูกระทะเลย

     ผมเหม่อมองเพดานสีขาว หยิบโทรศัพท์มาดูก่อนจะกุมมันไว้ที่อก

     พี่คลื่นนะพี่คลื่น รู้บ้างไหมว่าเกมของพี่มันทำให้ผมไม่เป็นตัวของตัวเองแค่ไหน

     ระหว่างที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ จู่ๆ โทรศัพท์บนอกก็มีเสียงไลน์ดังขึ้นมา ผมสะดุ้งเหมือนโดนน้ำร้อนลวก จากที่หลับตาอยู่ก็ค่อยๆ ลืมตามองหน้าจอ หัวใจเริ่มเต้นแรงอีกครั้งเมื่อเห็นข้อความที่มีคนทักมา

     KhluenKhram : พี่ว่างแล้วนะครับ

     KhluenKhram : น้องอิงเดือนพร้อมหรือยังครับ


     ถ้าตอบว่าไม่พร้อมพี่จะด่าผมไหม...

     ผมลุกขึ้นนั่งพลางขยับจนหลังชิดหัวเตียง ตบหน้าตัวเองสองสามทีเพื่อเรียกสติ เอาวะ ก็แค่วิดีโอคอลกัน เขาไม่ได้จะขอแต่งงานซะหน่อย อย่าตื่นเต้นนักสิอิงเดือน

     Ing-Duean : พร้อมแล้วครับ

     พอพี่คลื่นอ่านข้อความผมแล้วเขาก็วิดีโอคอลมาทันที ผมเม้มปากด้วยความตื่นเต้น ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายเต้นแรงกว่าเดิม ผมกำลังจะได้วิดีโอคอลกับพี่คลื่น...ผู้ชายที่คนทั้งมหา’ลัยต่างหลงเสน่ห์ในตัวเขา

     ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก...

     ทุกคนครับ...ผมจะกดรับสายพี่คลื่นแล้วนะ!

     “สะ...สวัสดีครับพี่คลื่น ผมชื่ออิงเดือนนะครับ พี่อาจจะไม่รู้จักผม แต่ผมรู้จักพี่มานานแล้ว ขอบคุณนะครับที่เลือกผม” ผมยื่นโทรศัพท์ออกไปสุดแขน ก้มหน้าก้มตาพูดพลางหลับตาไปด้วย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเสียงพี่คลื่นตอบกลับมา ผมเลยค่อยๆ เงยหน้ามองจอโทรศัพท์

     อ้าว...ซวยแล้วไง นี่ผมเผลอตัดสายพี่คลื่นเหรอ!

     ด้วยความตกใจผมเลยรีบวิดีโอคอลกลับไปอีกครั้ง คราวนี้พี่คลื่นกดรับแทบจะทันที พอใบหน้าอีกฝ่ายปรากฏขึ้นมาบนจอผมก็รีบแก้ตัวเพราะกลัวจะเข้าใจผิด

     “ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากคุยกับพี่นะครับ เมื่อกี้ผมรีบไปหน่อยเลยเผลอตัดสาย พี่อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมขอโทษนะครับ...พี่...คลื่น...”

     ถึงแม้จะเคยเห็นรูปในอินสตาแกรมบ่อยๆ แต่พี่คลื่นที่ผมเห็นตอนนี้ดูหล่อกว่าหลายเท่าจนผมลืมไปเลยว่าจะพูดอะไรต่อ ใบหน้าคมเข้มที่ดูดีไร้ที่ติ รับกับสันกรามที่ดูน่าเกรงขาม กลุ่มผมสีดำสนิทที่ช่วยขับความหล่อให้มากขึ้น ทุกอย่างบนใบหน้าของผู้ชายที่ชื่อคลื่นครามกำลังทำให้ผมหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะเป็นบ้า

     [ตื่นเต้นมากเลยเหรอที่จะได้คุยกับพี่]

     “…”

     [ในไอจีว่าน่ารักแล้ว...นิสัยยิ่งน่ารักเข้าไปอีก]

     น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ฟังแล้วลื่นหู รอยยิ้มที่เหมือนอยากจะแซวอยู่ในที คำพูดที่ไม่คิดว่าพี่คลื่นจะพูดกับผม ใครก็ได้ช่วยบอกที...ว่าทั้งหมดนี้ผมไม่ได้กำลังฝันอยู่

     [ขอแนะนำตัวอีกรอบนะครับ พี่ชื่อคลื่นคราม เรียกว่าคลื่นเฉยๆ ก็ได้ อายุยี่สิบเอ็ดปี เรียนอยู่ปีสามคณะบริหารฯ มหา’ลัย MXN แล้วน้องอิงเดือนล่ะครับ]

     “…”

     [น้องครับ น้องอิงเดือน]

     ผมกะพริบตาปริบๆ เสียงพี่คลื่นที่ถามย้ำทำให้สติที่แตกกระเจิงของผมกลับมา “พี่คลื่น…ว่าไงนะครับ”

     [พี่แนะนำตัวแล้ว น้องแนะนำตัวบ้างสิครับ]

     “ผะ...ผมชื่ออิงเดือน แต่เรียกแค่เดือนก็ได้ครับ ผมอายุยี่สิบ เรียนอยู่ปีสองคณะอักษรฯ มหา’ลัย MXN”

     [อ้าว มหา’ลัยเดียวกับพี่เลย บังเอิญจัง] พี่คลื่นยิ้มกว้าง เขาตั้งโทรศัพท์ไว้ก่อนจะเอาแขนมาหนุนคางในท่านอนคว่ำ [แบบนี้น้องคงรู้จักพี่อยู่แล้วใช่ไหมครับ]

     “ชะ...ใช่ครับ”

     [คืนนี้พี่ว่างทั้งคืน น้องเดือนจะคอลนานแค่ไหนก็ได้นะครับ หรือถ้าอยากแคปหน้าจอระหว่างที่คอลกันพี่ก็อนุญาตครับ หนึ่งเดือนหลังจากนี้ขอฝากตัวด้วยนะ]

     นี่มันเกิดความคาดหมายของผมไปมากจริงๆ ไม่คิดเลยว่าครั้งหนึ่งในชีวิตผมจะได้โทรคุยกับพี่คลื่นแบบเรียลไทม์ขนาดนี้ ถ้าเพื่อนๆ มาเห็นผมตอนนี้มันต้องแซวว่าผมหน้าแดงไม่หยุดแน่ๆ

     [ดูน้องยังเกร็งๆ อยู่นะ แต่พี่เข้าใจครับ เราเพิ่งคุยกันครั้งแรกนี่เนอะ] พี่คลื่นขำเบาๆ ในลำคอ แต่แค่ขำนิดหน่อยยังดูหล่อเลยอ่ะครับ [เอาแบบนี้ไหม พี่มีเกมกระชิบมิตรมาให้เล่น เราสองคนจะได้สนิทกันเร็วขึ้น]

     เกมอีกแล้วเหรอ พี่คลื่นนี่ชอบเล่นเกมซะจริงๆ เลยนะ

     “เกมอะไรอ่ะครับ”

     [พี่จะพูดเรื่องที่เกี่ยวกับตัวพี่ และน้องเดือนก็ต้องบอกเรื่องของตัวเองเหมือนกัน เช่นถ้าพี่พูดว่าพี่ชอบไปเที่ยวทะเล น้องก็ต้องบอกว่าชอบไปเที่ยวที่ไหน โอเคไหมครับ]

     “อะ...โอเคครับ”

     [งั้นเริ่มเลยนะ] ถึงจะไม่เข้าใจว่าเกมนี้จะทำให้เราสองคนสนิทกันยังไง แต่ในเมื่อพี่คลื่นอยากให้เล่นผมก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว [พี่ชื่อคลื่นคราม]

     “พี่บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ”

     [เริ่มใหม่ไงครับ ที่พูดไปตอนแรกไม่นับสิ]

     งั้นก็แปลว่าต้องเริ่มแนะนำตัวกันใหม่เลยสินะ “ผม...ชื่ออิงเดือน”

     [พี่เรียนบริหารฯ ปีสาม]

     “ผมเรียนอักษรฯ ปีสอง”

     [พี่ชอบสีเขียว]

     “ผมก็ชอบสีเขียวครับ แต่เป็นเขียวอ่อน”

     [พี่ชอบกินหมูกระทะ]

     “ผมชอบกินเค้ก”

     [หืม? วันนี้พี่เพิ่งกินเค้กไปเอง พอดีเป็นวันเกิดเพื่อนน่ะ]

     “ผมก็เพิ่งไปกินหมูกระทะกับเพื่อนเมื่อตอนเย็นเองครับ”

     [บังเอิญจังครับ] พี่คลื่นยิ้มกว้าง พลอยให้ผมยิ้มตามไปด้วย [พี่ชอบเล่นบาสเกตบอล]

     “ผมไม่ชอบเล่นกีฬาครับ”

     [ทำไมล่ะครับ]

     “มันเหนื่อยน่ะครับ ผมไม่ชอบทำอะไรที่เหงื่อออก”

     [ฮ่าๆๆ โอเคครับ อืม...พี่ชอบดูหนังแอคชัน]

     “ผมดูได้ทุกแนวยกเว้นหนังผี”

     [น้องเดือนกลัวผีเหรอครับ]

     “...ใช่ครับ”

     [อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ พี่แค่อยากรู้เฉยๆ ไม่ได้จะแซวซะหน่อย]

     ผมยิ้มแหะๆ อย่างไม่รู้จะตอบอะไร เรื่องนี้เพื่อนในกลุ่มผมไม่มีใครรู้เลย ตอนปีหนึ่งข้าวหอมเผลอหลุดปากออกมาว่ากลัวผี เลยโดนฝนกับควีนหลอกให้ไปเข้าบ้านผีสิง ผมเลยไม่กล้าบอกพวกมันเพราะกลัวจะโดนแกล้งอีกคน

     [พี่ชอบฤดูร้อน]

     “ผมก็ชอบฤดูร้อน”

     [พี่ชอบอ่านนิยายสืบสวน]

     “ผมชอบอ่านนิยายแฟนตาซี”

     [พี่ชอบคนอายุน้อยกว่า]

     “ผมชอบคนอายุมากกว่า”

     [พี่ยังไม่มีแฟน]

     “ผมก็โสดเหมือนกัน”

     […]

     “…”

     จู่ๆ พี่คลื่นก็หยุดถามแล้วเอาแต่มองจนผมเริ่มทำตัวไม่ถูก คนตรงหน้ายิ้มมุมปาก ก่อนจะทวนคำตอบของผมอีกครั้ง

     [น้องเดือนโสดอยู่เหรอครับ]

     “ชะ...ใช่ครับ”

     [โสดแต่มีคนคุยอยู่หรือเปล่า]

     “ไม่มีครับ ตอนนี้ผมไม่ได้คุยกับใครเลย”

     พี่คลื่นยกแขนมาเท้าคาง มองยิ้มๆ จนผมรู้สึกเก้อเขินขึ้นมา [พี่ก็ไม่ได้คุยกับใครเหมือนกัน]

     “…”

     [บังเอิญอีกแล้วนะครับ...เราสองคนโสดเหมือนกันเลย]

     เกิดเรื่องบังเอิญติดกันขนาดนี้ คิดว่าคืนนี้ผมจะข่มตาหลับได้ไหมครับ...





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2022 21:31:50 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 3 : สนใจที่แปลว่าชอบ





     “ควีน ข้าวหอม มึงว่ามันแปลกๆ ไหม”

     “ไม่ใช่แค่แปลกอย่างเดียวค่ะ แบบนี้มันทั้งแปลกทั้งมีพิรุธเลย”

     “เดือนกินข้าวก่อนไหม อีกเดี๋ยวต้องไปเรียนแล้วนะ” ข้าวหอมเอื้อมมือมาโบกไปมาตรงหน้า ผมถึงได้รู้สึกตัวหลังจากนั่งเหม่อลอยมานาน

     “มึงมองอะไรวะ กูเห็นมองตาไม่กะพริบเลย” ฝนหันไปมองทางที่ผมมองเมื่อครู่ ก่อนจะหันกลับมาทำหน้างง

     “มันไม่ได้มองค่ะ มันกำลังใจลอยเพราะคิดถึงใครบางคน”

     “แล้วเดือนคิดถึงใครอยู่อ่ะควีน”

     “ก็พี่คลื่นที่มันวิดีโอคอลด้วยเมื่อคืนไงคะ ฮิ้ววววว”

     “ไอ้ควีน! เบาๆ ดิวะ” ผมยกนิ้วมาจ่อปากให้เพื่อนลดเสียงลง แต่มันกลับเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ได้

     “ไม่ต้องมาขึ้นเสียงกลบเกลื่อนเลย กูถามมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ เมื่อไหร่จะยอมบอกสักทีว่าเมื่อคืนเป็นไงบ้าง”

     “ใช่ๆ เดือนเล่าให้ฟังหน่อยสิว่าตอนวิดีโอคอลกับพี่คลื่นน่ะฟินไหม”

     “ข้าวก็เป็นไปกับพวกมันด้วยเหรอ”

     “ก็ตอนแรกข้าวไม่คิดว่าพี่คลื่นจะเลือกเดือนอ่ะ พอรู้ว่าเดือนชนะข้าวทั้งดีใจทั้งตกใจเลย”

     “ตกลงมึงจะบอกได้ยังคะ พวกกูสามคนรอฟังจนจะหลับแล้ว”

     ความพยายามของฝนสูงมากจริงๆ มันถามผมมาตั้งแต่เจอหน้ากันตอนเช้า จนถึงตอนนี้ยังไม่เลิกถามเลย

     “มึงก็ตอบมาก่อนสิว่าลากกูมาโรงอาหารกลางทำไม ปกติเรากินข้าวที่คณะตัวเองไม่ใช่เหรอ”

     “ไม่น่าถาม ก็เผื่อเราจะโชคดีได้เจอพี่คลื่นที่นี่ไง” ฝนหันไปยิ้มกับควีน ทำหน้าเหมือนรู้เรื่องกันอยู่สองคน “ถ้าพี่คลื่นมากินข้าวที่นี่กูจะให้มึงเข้าไปทักเขาในฐานะผู้ชนะเกมในไอจี เป็นการสร้างเฟิร์สอิมเพรสชั่นของมึงกับพี่คลื่นไง”

     “เดี๋ยวๆๆ มึงยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะจิ้นกูกับพี่คลื่นอีกเหรอ” ผมนึกว่าเราคุยกันรู้เรื่องตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ เหลือเชื่อเลยไอ้เพื่อนคนนี้

     “ถึงกูจะชอบพี่คลื่นจนอยากจะจีบเขาเอง แต่กูก็รู้ดีว่าพี่คลื่นไม่มีทางชอบกูแน่นอน เพราะงั้นต่อให้กูไม่ได้เขา แต่ถ้าเพื่อนกูได้มันก็เท่ากับฝันกูเป็นจริงเหมือนกัน”

     “มึงบ้าป่ะ โรงอาหารคณะเขาก็มี เขาคงไม่บ้าถ่อมาโรงอาหารกลางเหมือนมึงหรอก”

     “บ้าไม่บ้าไม่รู้ แต่ที่รู้คือกูหย่อนเบ็ดลงไปแล้ว ที่เหลือก็แค่รอให้พี่คลื่นมาติดกับเท่านั้น”

     ฝนหยิบโทรศัพท์มาเปิดอินสตาแกรมให้ผมดู เมื่อสิบนาทีก่อนมันลงสตอรี่รูปผมกำลังต่อแถวซื้อข้าวอยู่ พร้อมแอดโลเคชั่นที่โรงอาหารกลางกับแคปชั่น ‘ผู้ชนะเกมมากินข้าวที่โรงอาหารกลางทั้งที เจ้าของเกมจะไม่มากินด้วยกันเหรอค้าาาา’

     “ฝน!!” ผมอุทานชื่อเพื่อนเสียงดัง แต่มันกลับทำหน้าไม่สะทกสะท้าน

     “เดี๋ยวนะฝน” ข้าวหอมดึงโทรศัพท์ของฝนไปดูใกล้ๆ “ฝนแท็กเดือนกับพี่คลื่นด้วยเหรอ”

     “ใช่ เมื่อคืนกูไปส่องไอจีไอ้เดือนมา ถึงได้รู้ว่าพี่คลื่นติดตามไอจีมันแล้วเรียบร้อย ดังนั้นถ้ากูแท็กทั้งสองคนแบบนี้ไม่มีทางที่พี่คลื่นจะไม่เห็นแน่นอน”

     “ตายแล้ว เพื่อนกูฉลาดมาก สมแล้วที่เป็นพาร์ทเนอร์ของอีควีนคนนี้” ฝนกับควีนหันไปแท็กมือกัน ไม่สนหน้าเหวอๆ ของผมเลย

     “มึงลบเดี๋ยวนี้เลยนะ กูยังไม่พร้อมเจอหน้าพี่คลื่น”

     “ทำไมมึงถึงไม่อยากเจอหน้าเขา เมื่อคืนมึงเผลอเรอเสียงดังตอนคอลกับเขาหรือไง”

     ผมจะพูดยังไงดีว่าผมเขินพี่คลื่นจนไม่กล้ามองหน้า แค่นึกถึงบทสนทนาที่คุยกันเมื่อวานแก้มผมก็เห่อร้อนแล้ว

     “ท่าทางอึกอักแบบนี้แสดงว่าเมื่อคืนต้องมีอะไรแน่ๆ เล่ามาค่ะ อย่าให้กูต้องใช้ส้อมแงะปากมึง”

     เพื่อนผมสามัคคีกันมากครับ สีหน้าแต่ละคนดูจริงจังจนผมนึกว่าพวกมันกำลังแข่งกีฬาเหรียญทองอยู่ ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะยอมเล่าเรื่องเมื่อคืนในที่สุด...แต่ไม่ทั้งหมดนะ

     “ก็แค่วิดีโอคอลกันอ่ะมึง ไม่มีอะไรพิเศษหรอก เมื่อคืนกูกับพี่คลื่นเพิ่งคุยกันวันแรก เลยยังไม่ได้คุยอะไรมาก” ผมตั้งใจไม่เล่าเรื่องเกมกระชับมิตรของพี่คลื่น เพราะถ้าขืนพูดออกไปมันต้องเอาไปมโนเพ้อเจ้ออีกแน่

     “แค่นี้เหรอวะ”

     “เออ”

     “ไม่มีเซอร์วิสอะไรเลยเหรอ แบบ...ร้องเพลงให้ฟังอะไรแบบนี้อ่ะ”

     ผมส่ายหน้าไปมา ฝนกับควีนถึงกับทำหน้าเซ็งกันเลยทีเดียว

     “ถ้าเมื่อคืนไม่มีอะไรแล้วทำไมมึงถึงไม่อยากเจอหน้าเขา”

     “กะ...ก็วันนี้กูลืมล้างหน้ามาอ่ะ กูไม่อยากให้พี่คลื่นเห็นหน้าสดของกู”

     ควีนมองผมแบบเอือมๆ ไม่ได้เอะใจคำโกหกของผม แต่สักพักมันก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม ทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก

     “แล้ว...เมื่อคืนพี่คลื่นตอนวิดีโอคอลหล่อป่ะ”

     “เออใช่ๆ มึงได้เห็นห้องนอนเขาไหม”

     “พี่คลื่นใส่ชุดอะไรนอนวะ หรือเขาถอดเสื้อนอน อร๊ายยยย”

     เอาทีละคำถามได้ไหม อะไรจะอยากรู้ขนาดนี้วะเนี่ย

     “เอ่อ...ฝน ควีน ข้าวว่ารีบกินข้าวกันก่อนดีไหม อีกห้านาทีต้องไปเรียนคาบบ่ายแล้วนะ”

     ผมอยากจะก้มไปกราบเท้าข้าวหอมจริงๆ คำพูดของข้าวเป็นเหมือนระฆังช่วยชีวิตผมเลย ฝนกับควีนที่ได้ยินดังนั้นเลยหันไปรีบกินข้าวตัวเอง ไม่ถามผมเรื่องพี่คลื่นต่อ

     เฮ้อ...โล่งอกไปที

     “เออ กูว่าจะถามนานแล้ว ทำไมมึงกินข้าวมือเดียววะเดือน อีกมือมึงจับกางเกงทำไม” ควีนหันมาถามอีกครั้ง ผมที่เอามือซ้ายจับกางเกงไว้แล้วใช้มือขวาถือช้อนข้างเดียวมาตลอดเลยสะดุ้งนิดหน่อย

     “มึงเพิ่งสังเกตเหรอคะ กูเห็นมันเดินจับกางเกงมาตั้งแต่เช้าแล้ว แถมยังดึงกางเกงขึ้นมาซะสูงอย่างกับเป็นมาริโอ้”

     “นั่นสิ เดือนเป็นอะไรหรือเปล่า ให้ข้าวช่วยดูไหม” ข้าวหอมทำท่าจะยื่นมือมาจับกางเกง ผมเลยรีบห้ามแทบไม่ทัน

     “ไม่ต้องๆๆ เราไม่ได้เป็นอะไรหรอกข้าว คือ...เมื่อคืนเรานอนดึกอ่ะ เช้านี้เลยตื่นสาย กลัวจะมาเรียนไม่ทันเลยรีบแต่งตัวจนลืมใส่เข็มขัด”

     “มึงก็เลยต้องจับกางเกงไว้เพราะกลัวว่ามันจะหลุด?”

     “อือ”

     เพื่อนผมทั้งสามคนหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่ฝนจะหันมาพูดกับผมพลางทำหน้าเหนื่อยใจ “มึงนี่มันอ๊องได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ เลยนะเดือน”

     มันใช่ความผิดผมที่ไหนเล่า ถ้าจะโทษก็ต้องไปโทษพี่คลื่นต่างหาก ที่เมื่อคืนผมนอนไม่หลับก็เพราะพี่คลื่นนั่นแหละ แล้วที่ผมต้องจับกางเกงไว้ก็เพราะตอนซื้อกางเกงผมซื้อเผื่อตอนปีสาม คิดว่ายังไงก็ต้องใส่เข็มขัดอยู่แล้วเลยไม่ได้กลัวว่ามันจะหลวม ใครจะนึกล่ะว่าวันหนึ่งผมจะลืมใส่เข็มขัดมา

     “ฝน นั่นใช่พี่คลื่นหรือเปล่า” ระหว่างที่ผมกำลังโดนบ่นเรื่องเข็มขัด จู่ๆ ข้าวหอมก็ชี้นิ้วไปด้านหลังฝนกับควีน พวกมันสองคนรีบหันไปดูจนคอแทบเคล็ด ผมเองก็ชะโงกหน้าไปดูเหมือนกัน และพอเห็นว่าคนที่กำลังเดินเข้ามาในโรงอาหารคือพี่คลื่นกับเพื่อนๆ ของเขา ผมก็รีบก้มหน้ามุดใต้โต๊ะทันที

     “มึง! พี่คลื่นมาจริงๆ ด้วยว่ะ กรี๊ดดดด เขามาหามึงแน่เล...อะ...อ้าว เดือน มึงก้มไปหลบใต้โต๊ะทำไม” ฝนก้มหน้ามาถาม ผมเลยรีบยกนิ้วชี้มาจ่อปากส่งสัญญาณว่าอย่าเสียงดัง

     “มึงบังกูให้หน่อย เดี๋ยวพี่คลื่นเขาหันมาเห็นกู”

     แทนที่จะเอาตัวบังให้ตามที่ผมขอ ฝนกลับทำหน้าเอือม เดินมาเท้าเอวอยู่ข้างผม “มึงจะหลบหน้าพี่คลื่นทำไม หน้ามึงก่อนนอนเขายังเห็นมาแล้ว แค่เห็นหน้าสดสักวันจะเป็นไรไปวะ”

     “ไม่เอา กูไม่อยากคุยกับเขาต่อหน้า”

     “แต่กูอยากให้มึงคุยกับเขา” ฝนหันไปทางควีนพลางสั่งเสียงเข้ม “อีควีน มาช่วยกูหน่อย”

     “เฮ้ย! พวกมึงจะทำอะไร”

     พวกมันสองคนต่างกรูกันเข้ามาฉุดกระชากลากถูให้ผมออกมาจากใต้โต๊ะ ข้าวหอมทำท่าจะเข้ามาช่วยแต่ก็ถูกฝนสั่งให้อยู่เฉยๆ แล้วคอยมองพี่คลื่นไว้ ผมพยายามกลับเข้าไปใต้โต๊ะอีกรอบ แต่ควีนที่ไม่รู้เอาแรงมาจากไหนก็ดึงผมให้ลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ

     “ฝน ข้าวว่าพอเถอะนะ อย่าไปบังคับเดือนเลย”

     “คุณข้าวคะ มึงไม่อยากเห็นไอ้เดือนมีแฟนเป็นเดือนมหา’ลัยเหรอ”

     “ใช่ เพื่อนเรามันโสดมาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วนะ โอกาสที่มันจะได้ลงจากคานลอยมาทั้งทีจะให้ปล่อยไปได้ไง”

     ฝนล็อกแขนซ้าย ควีนล็อกแขนขวา พวกมันกำลังลากผมไปที่โต๊ะพี่คลื่นโดยไม่สนคำทัดทานของผมเลย

     “พวกมึง ถือว่ากูขอ กูยังไม่พร้อมเจอหน้าพี่คลื่นจริงๆ”

     “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวกูเปิดบทสนทนาให้ มึงแค่เออออไปตามกูก็พอ”

     “กูไม่เอา”

     “มึงต้องเอา”

     “กูไม่เอา!”

     “มึงต้องเอา!”

     “ไอ้ฝน! ก็กูบอกว่า...เฮ้ย!!”

     เป็นเพราะโดนล็อกแขนไว้ทั้งสองข้างทำให้ผมไม่สามารถจับกางเกงไว้ได้ และเมื่อผมยืนเป็นเวลานานแถมยังโดนลากไปลากมา...ก็เป็นธรรมดาที่กางเกงซึ่งหลวมอยู่แล้วจะหล่นลงไปอยู่ที่เท้า!

     “เชี่ย!!”

     “เดือน!!”

     ฝนกับควีนอุทานพร้อมกัน ข้าวหอมร้องเรียกผมด้วยความตกใจ ทุกคนในโรงอาหารที่ได้ยินเสียงต่างหันมามองเป็นจุดเดียว ผมรีบเอามือมาปิดส่วนกลางลำตัวไว้ทันที เพื่อนทั้งสามคนก็รีบพุ่งเข้ามาเอาตัวบังหน้าบังหลัง แต่เหมือนจะสายไปแล้ว...เพราะพอผมหันไปมอง ผมก็เผลอสบตากับพี่คลื่นโดยไม่ตั้งใจ

     “เอ่อ...ไม่มีอะไรค่ะ เพื่อนหนูแค่เจอแมลงสาบในจานข้าวเฉยๆ”

     “ใช่ๆๆ ทุกคนไม่ต้องสนใจหรอกนะคะ พอดีเพื่อนหนูกลัวแมลงสาบมันเลยร้องเสียงดังไปหน่อย”

     ผมรีบดึงกางเกงขึ้นมาสวมให้เรียบร้อย ในใจก็ก่นด่าเพื่อนบังเกิดเกล้าไปด้วย บอกว่าไม่เอาๆ ยังจะบังคับอยู่ได้ เป็นไงล่ะ งามหน้ากันยกแก๊งเลยทีนี้!


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “เดือน หายโกรธกูเถอะนะ”

     “ที่กูทำไปเพราะหวังดีกับมึงนะเว้ย”

     ผมตักไอศกรีมของร้านประจำเข้าปาก ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงง้อของเพื่อน ฝนกับควีนที่เห็นผมไม่สนใจยิ่งทำหน้ารู้สึกผิด จนข้าวหอมที่นั่งข้างผมพูดขึ้นมา

     “ข้าวบอกแล้วว่าอย่าไปบังคับเดือน แต่ฝนกับควีนก็ไม่เชื่อเลยอ่ะ”

     “กูก็แค่อยากให้มันได้คุยกับพี่คลื่นเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจให้กางเกงมันหลุดโชว์บ็อกเซอร์คนทั้งโรงอาหารซะหน่อย”

     ผมถลึงตาใส่ฝนโทษฐานที่มันพูดเรื่องเมื่อตอนกลางวันออกมาตรงๆ เป็นไปได้ผมอยากกัดลิ้นตัวเองตายไปเลยด้วยซ้ำจะได้ไม่ต้องนึกถึงมันอีก ป่านนี้อับอายขายขี้หน้าไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้

     “ข้าวเช็กในเฟซบุ๊กกับไอจีให้แล้วนะเดือน ไม่มีใครพูดถึงหรืออัดคลิปเรื่องเมื่อตอนกลางวันเลย เดือนสบายใจได้”

     ผมจะสบายใจกว่านี้ถ้าคนที่เห็นผมหน้าแตกมีแต่คนอื่น ไม่ใช่พี่คลื่นที่ผมต้องวิดีโอคอลด้วยทุกคืน...

     “มึงว่าพี่คลื่นจะเห็นไอ้เดือนกางเกงหลุดป่ะวะ” ควีนถามขึ้นมาเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่

     “กูว่าไม่เห็นนะ เราสามคนช่วยกันบังไอ้เดือนซะขนาดนั้น แถมพี่คลื่นยังอยู่ไกลด้วย”

     “ขอให้เป็นอย่างที่มึงพูดละกัน ถ้าพี่คลื่นเห็นจริงๆ กูเตรียมให้ไอ้เดือนบล็อกไลน์เขาเลยค่ะ”

     “พูดเหมือนไม่ใช่ความผิดมึงเลยเนอะ”

     “นี่กูก็กำลังเป็นห่วงมึงอยู่นะ”

     “มึงกล้าพูดคำว่าเป็นห่วงหลังจากทำกูขายหน้าต่อหน้าคนเป็นร้อยด้วยเหรอ”

     “ไม่ถึงร้อยสักหน่อย มึงอ่ะคิดมากเกินไปแล้ว”

     ผมส่ายหน้าให้เพื่อนช่างเถียงก่อนจะตักไอศกรีมเข้าปากอีกคำ ยังดีที่พวกมันพามาเลี้ยงไอศกรีมเจ้าโปรดที่อยู่หลังมหา’ลัย ผมเลยพอจะให้อภัยได้บ้าง ไม่งั้นอย่าหวังเลยว่าชาตินี้ผมจะปริปากคุยกับมันอีก

     แต่ถ้าเป็นอย่างที่ฝนพูดจริงๆ ผมก็ค่อยหายห่วงหน่อย อย่างน้อยผมก็ยังมองหน้าพี่คลื่นตอนวิดีโอคอลกันได้อยู่

     “เดือนเอาอีกถ้วยไหม เดี๋ยวข้าวสั่งให้”

     “ไม่เป็นไรๆ เราใกล้จะอิ่มแล้ว”

     ข้าวหอมยิ้มให้ผมก่อนจะลุกไปสั่งไอศกรีมเพิ่ม ผมกับข้าวหอมมีนิสัยที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือชอบกินของหวาน แต่ผมจะชอบเค้กเป็นพิเศษ ส่วนข้าวหอมชอบกินไอศกรีม

     ฝนกับควีนที่เห็นผมอารมณ์ดีบ้างแล้วชวนคุยเรื่องเดือนคณะแพทย์ที่กำลังคบกับสาวคณะนิเทศฯ อยู่ ผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ระหว่างนั้นโทรศัพท์ผมก็มีเสียงไลน์ดังขึ้น ผมหยิบขึ้นมาดูพอดีกับที่ข้าวหอมเดินกลับมา

     KhluenKhram : น้องเดือนทำอะไรอยู่ครับ

     KhluenKhram : กินข้าวยัง หรือยังเรียนไม่เสร็จ


     ผมย้อนกลับไปอ่านชื่อคนที่ทักมาอีกครั้งเพื่อแน่ใจว่าไม่ได้ดูผิด และพอมั่นใจว่าเป็นข้อความของพี่คลื่นผมก็เอาแต่อ่านซ้ำไปซ้ำมาในหัว

     นี่พี่คลื่น...ทักมาชวนผมคุยเหรอ

     “เดือน มึงเมาแดดเหรอ ทำไมหน้าแดงแบบนั้นวะ” ฝนมองผมพลางทำหน้างง ผมเลยเงยหน้าจากโทรศัพท์แล้วรีบส่ายหน้าปฏิเสธ

     “ปะ...เปล่า กู...แค่ร้อนเฉยๆ”

     “แต่หน้าเดือนแดงมากเลยนะ ไม่สบายหรือเปล่า” ข้าวหอมทำท่าจะยื่นหน้ามาใกล้ เล่นเอาผมปิดโทรศัพท์แทบไม่ทัน

     “เราไม่ได้เป็นไร ข้าวไม่ต้องห่วงหรอก กินไอติมต่อเถอะ”

     ข้าวหอมทำหน้างง แต่ก็พยักหน้าแล้วหันไปกินไอศกรีมต่อ ส่วนผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อตอบพี่คลื่น

     Ing-Duean : เรียนเสร็จแล้วครับ ตอนนี้มากินไอติมหลังมหา’ลัยกับเพื่อนอยู่

     KhluenKhram : หืม? อร่อยไหมครับ ถ่ายรูปมาอวดพี่บ้างสิ


     ผมเอียงคอด้วยความงงนิดหน่อย พี่คลื่นไม่เคยเห็นไอศกรีมเหรอถึงอยากให้ผมถ่ายไปให้ดู แต่ในเมื่อพี่คลื่นขอมาแบบนี้ผมจะไปขัดได้ไงล่ะ ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายถ้วยไอศกรีมแล้วส่งไปให้พี่คลื่น เพื่อนทั้งสามคนหันมามองผมพร้อมกัน

     “มึงทำอะไรอ่ะเดือน”

     “ถ่ายไอติม”

     “ถ่ายทำไมวะ จะลงสตอรี่ไอจีเหรอ”

     “เปล่า จะส่งไปให้พี่คลื่น”

     “ฮะ!?”

     ผมตกใจเสียงของเพื่อนเลยละสายตาจากไลน์พี่คลื่นเงยหน้ามามอง และพอเห็นพวกมันทำหน้าสงสัย ผมถึงได้รู้ว่าตัวเองเผลอหลุดปากออกไป

     “มึงถ่ายรูปไอติมไปให้พี่คลื่นทำไมคะ ตอบ” ควีนใช้ช้อนไอศกรีมชี้มาทางผมพลางถามเสียงเข้ม

     “กะ...ก็เขาขอนี่หว่า”

     “พี่คลื่นเนี่ยนะขอให้มึงถ่ายไอติมไปให้เขาดู

     “อะ...อือ มึงอย่าทำหน้าแบบนั้นดิ แค่ถ่ายรูปเอง ทำไมกูจะทำไม่ได้”

     ฝนยื่นหน้ามากลางโต๊ะพลางทำหน้าจริงจัง ควีนกับข้าวหอมก็ทำแบบเดียวกัน “มันไม่เกี่ยวว่ามึงทำได้หรือไม่ได้ แต่ที่กูสงสัยคือเขาจะให้มึงถ่ายไปทำไม”

     “กูจะไปรู้เหรอ เขาอาจจะไม่เคยกินไอติมก็ได้”

     “ไอ้เดือน มึงช่วยอ๊องอย่างเดียวแต่ไม่โง่ได้ไหม คนอย่างพี่คลื่นน่ะเหรอจะไม่เคยกินไอติม วันก่อนกูยังเห็นเขาเดินเข้าร้านสเวนเซ่นกับเพื่อนอยู่เลย” ฝนผลักหน้าผากผมเบาๆ ท่าทางสำนึกผิดเรื่องที่ทำกางเกงผมหลุดหายไปในพริบตา ส่วนควีนก็พยักหน้าเห็นด้วย

     “กูฟังแค่นี้ยังรู้เลยค่ะว่าเขากำลังชวนมึงคุย แล้วการที่เขาชวนมึงคุยก็แปลว่าเขาอยากคุยกับมึง”

     ผมเอียงคอทำหน้างง ไม่เข้าใจว่ามันอยากสื่ออะไร จนควีนทนไม่ไหวเลยต้องอธิบายเพิ่มเติม

     “กูกำลังจะบอกว่าพี่คลื่นเขาสนใจมึงอยู่ค่ะ ยูโน้ว สนใจที่แปลว่าชอบอ่ะค่ะ”

     “บ้า! มันจะเป็นไปได้ยังไง เขาอาจจะชวนกูคุยแค่เพราะกูเป็นผู้ชนะเกมของเขาก็ได้” วันก่อนก็อยากให้ผมชอบพี่คลื่น วันนี้ยังอยากให้พี่คลื่นชอบผมอีก เพื่อนผมมันชักจะเพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว

     “ถูกของเดือนนะ ข้าวคิดว่าพี่คลื่นคงอยากเอนเตอร์เทนผู้ชนะเกมตัวเองเฉยๆ แต่ไม่ได้คิดอะไรก็ได้”

     “มึงสองคนยังอ่อนต่อโลกเลยไม่รู้อะไร แต่กูกับอีควีนผ่านผู้ชายมาเยอะแล้ว แค่นี้ทำไมจะดูไม่ออกว่าพี่คลื่นกำลังสนใจไอ้เดือน” ฝนพูดอย่างมั่นใจ แต่ก็ถูกข้าวหอมพูดขัด

     “ควีนยังไม่เคยมีแฟนไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงผ่านผู้ชายมาเยอะได้ล่ะ”

     “ข้าว!” ควีนมองข้าวหอมแบบเหวี่ยงๆ นี่ถ้าคนพูดไม่ใช่เพื่อนสนิทผมว่ามันลุกมาตบแล้ว “ที่กูไม่มีแฟนเพราะกูดีเกินไปจนผู้ชายเอื้อมไม่ถึงต่างหาก”

     “อ๋อเหรอคะ กูนึกว่าผู้ชายขี้เกียจก้มลงมาหามึงซะอีก”

     “ฝน นี่เพื่อนเอง”

     “กูแค่หยอกเล่นไหมคะ ในมหา’ลัยนี้ไม่มีใครสวยเท่าเราสองคนแล้วมึงก็รู้”

     แล้วฝนกับควีนก็หันไปเมาท์มอยเรื่องผู้ชายกันต่อโดยลืมเรื่องพี่คลื่นไปสนิท ส่วนข้าวหอมก็หันมาถามผมเรื่องเนื้อหาวิชาเมื่อตอนบ่ายที่ยังไม่เข้าใจ ซึ่งมันก็ดีแล้ว ผมจะได้ไม่ต้องมาฟังอะไรก็ไม่รู้จากพวกมัน

     พวกเราสี่คนนั่งคุยไปกินไอศกรีมไป ผมเองก็เอาแต่อธิบายให้ข้าวฟังจนลืมไปเลยว่าคุยกับพี่คลื่นค้างไว้


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     ผมเดินถือผ้าขนหนูออกมาจากห้องน้ำหลังจากอยู่ในนั้นเกือบชั่วโมง เป็นเพราะวันนี้โคตรจะเหนื่อยทำให้ผมอาบน้ำนานเป็นพิเศษ พรุ่งนี้ผมมีเรียนเช้า คืนนี้เลยตั้งใจจะเข้านอนเร็วกว่าปกติจะได้ไม่ตื่นสายเหมือนวันนี้

     ส่วนเรื่องวิดีโอคอลกับพี่คลื่นน่ะเหรอ...

     ผมไม่มั่นใจว่าควรทักไปหาเขาหรือรอให้เขาทักมา จริงอยู่ที่ผมเป็นผู้ชนะ ดังนั้นผมจึงมีสิทธิ์ขอวิดีโอคอลทุกคืนอยู่แล้ว แต่จะให้ทักไปชวนพี่คลื่นตรงๆ ผมก็รู้สึกแปลกๆ ใจหนึ่งแอบกลัวว่าพี่คลื่นจะพูดถึงเรื่องเมื่อตอนกลางวัน อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าเขากำลังยุ่งอยู่

     ในตอนที่ผมเช็ดหัวเสร็จแล้วและกำลังจะเปิดเครื่องหนีบผม จู่ๆ โทรศัพท์ที่อยู่บนเตียงก็สั่นขึ้นมา ผมเดินไปหยิบมาดูขณะที่อีกมือยังถือเครื่องหนีบผมอยู่ แต่พอเห็นว่าคนที่วิดีโอคอลมาคือใครผมก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

     เพิ่งแอบนินทาไปไม่นาน นี่ถึงกับโทรมาเลยเหรอ!

     เอาไงดีวะ ยังไม่ได้หนีบผมเลย จะให้รับสายก็อายผมยุ่งๆ ของตัวเอง จะให้กดตัดสายก็กลัวพี่คลื่นคิดมาก

     “ฮะ...ฮัลโหลครับ” ผมเลือกกดรับสายแต่ปิดกล้องฝั่งตัวเองเอาไว้ พี่คลื่นที่น่าจะกำลังนอนหนุนหมอนอยู่บนเตียงเลยขมวดคิ้ว

     [น้องเดือนปิดกล้องทำไมอ่ะครับ]

     “คือ...ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จน่ะครับ”

     [อ้าว พี่โทรมากวนเหรอ โทษทีๆ เราไปแต่งตัวก่อนก็ได้]

     “ไม่ครับๆ ผมแต่งตัวเสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังจะหนีบผม”

     [ถ้างั้น...น้องเดือนจะปิดกล้องทำไมอ่ะ] พี่คลื่นทำหน้าหม่น เสียงก็หม่นลงด้วย [ไม่พอใจพี่อยู่เหรอครับ]

     หา!? ผมเนี่ยนะไม่พอใจพี่คลื่น เขาพูดอะไรออกมาเนี่ย

     “ไม่ใช่นะครับ พี่คลื่นไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย ผมจะเอาอะไรมาไม่พอใจพี่ล่ะ”

     [ก็พี่เห็นเราไม่ตอบไลน์ตั้งแต่ตอนเย็น แถมตอนนี้เรายังปิดกล้องใส่พี่อีก พี่เลยนึกว่าเราไม่อยากคอลกับพี่]

     พอได้ยินพี่คลื่นพูดแบบนี้ผมถึงนึกขึ้นได้ว่าหลังจากส่งรูปไอศกรีมไปแล้วผมก็ไม่ได้อ่านไลน์เขาอีกเลย

     “เอ่อ...คือ...พอกินไอติมเสร็จเพื่อนผมก็ลากไปซื้อของต่อ ผมเลยไม่ได้หยิบโทรศัพท์มาดูเลยอ่ะครับ นี่ก็เพิ่งกลับมาถึงห้องเอง ขอโทษนะครับ”

     พอผมอธิบายแล้วพี่คลื่นก็เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันที ใบหน้าหม่นหมองหายไปแล้ว ชวนให้ผมงงกับความเปลี่ยนอารมณ์เร็วของเขา [ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ เดือนไม่ได้ทำอะไรผิด พี่ผิดเองที่คิดมากเกินไป]

     ผมเพิ่งรู้วันนี้เองว่าพี่คลื่นเป็นคนขี้น้อยใจ แค่ไม่ตอบไลน์สามชั่วโมงก็คิดว่าโดนผมโกรธซะแล้ว

     [ถ้าไม่ได้โกรธพี่แล้วทำไมเดือนไม่เปิดกล้องล่ะครับ]

     “หัวผมยุ่งอยู่น่ะครับ ผมเลย...อายพี่คลื่น”

     [ไม่เห็นต้องอายเลย คอลกับพี่ไปหนีบผมไปก็ได้] พี่คลื่นพูดยิ้มๆ

     “จะดีเหรอครับ”

     [อืม พี่จะได้มองหน้าเราตอนคุยด้วย]

     คำพูดธรรมดาๆ ของพี่คลื่นกลับทำให้ผมใจเต้นแรงได้อย่างน่าประหลาด พอโดนพูดแบบนี้ใส่ผมเลยยอมเปิดกล้องแล้วตั้งมันไว้บนหัวเตียง จากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบเครื่องหนีบผม

     “เอ่อ...สวัสดีครับพี่คลื่น”

     [คุยกันมากี่ประโยคแล้วถึงเพิ่งจะมาสวัสดี หืม] พี่คลื่นพลิกตัวมานอนคว่ำ เอาคางเกยหมอน มองผมด้วยสายตายิ้มๆ [ยังเกร็งอยู่เหรอ สงสัยคงต้องเล่นเกมกระชับมิตรอีกครั้งแล้วมั้ง]

     ผมที่กำลังจะหนีบผมตัวเองถึงกับทำหน้าไม่ถูกเลยทีเดียว โอ้โหพี่ครับ ของแบบนี้มันบังคับกันได้ที่ไหนล่ะ

     “ผมแค่ยังตั้งตัวไม่ทันน่ะครับ จนถึงตอนนี้ผมยังไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้วิดีโอคอลกับเดือนมหา’ลัยอย่างพี่”

     [งั้นหลังจากนี้ทักมาชวนพี่คุยบ่อยๆ สิ เราจะได้หายตื่นเต้น ดีไหมครับ]

     ดีนะที่ผมถือเครื่องหนีบผมไว้แน่น ไม่งั้นมันคงตกลงมาลวกขาผมไปแล้ว

     นอกจากขี้น้อยใจแล้ว ผมก็เพิ่งรู้ว่าพี่คลื่นใช้คำพูดเอนเตอร์เทนคนเก่งเหมือนกัน ขนาดเพิ่งคุยกันไม่นานยังทำผมเขินได้เลย

     “ถ้าพี่คลื่นไม่ว่าอะไร...ผมจะทักไปหาบ่อยๆ นะครับ” ผมตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ มือก็หนีบผมไปด้วย รู้สึกแปลกอยู่เหมือนกันที่มีคนมองเวลาหนีบผม แต่เพราะพี่คลื่นเป็นคนบอกเอง ผมเลยพยายามไม่คิดอะไรแล้วทำตัวให้สบายที่สุด

     [ไอติมวันนี้อร่อยไหมครับ]

     “อร่อยครับ แล้ว...เมื่อตอนเย็นพี่คลื่นกินอะไรเหรอครับ” ไม่ได้อยากเสือกชีวิตเขานะครับ แต่ถ้าไม่ถามผมก็กลัวว่าจะเสียมารยาท

     [ข้าวมันไก่ครับ พี่ไปกินที่ร้านหน้ามหา’ลัย]

     “ถ้าเป็นหน้ามหา’ลัยผมกับเพื่อนชอบไปซื้อชานมไข่มุกครับ เขาให้วิปครีมเยอะดี ผมดูดน้ำหมดก่อนวิปครีมตลอดเลย”

     [เหรอครับ สงสัยพี่คงต้องไปลองบ้างแล้ว] พอพูดจบพี่คลื่นก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ [จริงสิ วันนี้น้องเดือนไปโรงอาหารกลางมาเหรอครับ]

     !!!!!!

     ผมตกใจจนเผลอทำหน้าเหวอ มือที่หนีบผมอยู่ก็ชะงักกึก เห็นพี่คลื่นไม่พูดถึงเรื่องนี้ผมเลยนึกว่ารอดแล้ว ที่ไหนได้...ไม่รอดครับ!

     “เอ่อ...ไม่...ไม่ได้ไปครับ...”

     [อ้าวเหรอ พอดีพี่เห็นคนลงสตอรี่ว่าเดือนไปกินข้าวที่โรงอาหารกลางแล้วเขาแท็กพี่ด้วย]

     “อะ...อ๋อ คือนั่นมัน...เพื่อนผมมันแกล้งน่ะครับ ที่จริงวันนี้ผมกินข้าวในคณะตัวเอง” ผมพยายามปั้นยิ้มสุดชีวิตทั้งที่ในใจกำลังแค้นไอ้เพื่อนตัวแสบอยู่ สาบานว่าถ้าเจอหน้าฝนอีกผมจะหยิกหูมันให้แดงเลย

     พี่คลื่นพยักหน้ารับ ผมที่เห็นว่าเขาไม่สงสัยอะไรแล้วเลยลอบถอนหายใจแล้วเริ่มหนีบผมอีกครั้ง แต่ไม่ทันไรพี่คลื่นก็พูดขึ้นมาอีก

     [ถ้าเดือนไม่ได้ไปโรงอาหารกลาง แปลว่าเมื่อตอนกลางวันพี่จำคนผิดสินะ]

     “จำคนผิดอะไรเหรอครับ” ผมถามขณะที่กำลังหนีบผมอยู่

     [ก็ตอนที่พี่กินข้าวอยู่ พี่เห็นคนส่งเสียงดังในโรงอาหาร]

     “…”

     [ตอนแรกพี่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่เหมือนจะมีผู้ชายถูกเพื่อนลากมาทางโต๊ะพี่ แล้วหลังจากนั้น...กางเกงที่ผู้ชายคนนั้นใส่อยู่ก็หลุดไปอยู่ที่เท้า]

     “…”

     [ตอนนั้นมีคนมาบังไว้ พี่เลยเห็นหน้าไม่ค่อยชัด แต่มันมีแวบนึงที่พี่ได้สบตากับเขา พี่ถึงเห็นว่าผู้ชายคนนั้นหน้าเหมือนเดือน...]

     ฟึ่บ!

     “โอ๊ย!”

     [เดือน!!]





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide

     P.S. นิสัยเพื่อนนายเอกอาจจะน่ารำคาญไปบ้าง แต่เราอยากให้มองว่าเป็นสีสันของเรื่อง อีกอย่างเพื่อนๆ ก็ไม่ใช่จะแกล้งโดยไม่สนอะไรเลย ถ้ารู้ว่าผิดจริงๆ ก็พร้อมขอโทษเสมอ โดยพื้นฐานแล้วเพื่อนกลุ่มนี้รักกันมาก แค่นิสัยและวิธีการแสดงออกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในตอนต่อๆ ไปจะเห็นถึงข้อเท็จจริงนี้ชัดมากขึ้นครับ

     อยากให้อ่านกันอย่างมีความสุขและได้รอยยิ้มกลับไปนะครับ ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-10-2022 20:02:46 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
อ่อยน้องแรงมากกกกก

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 4 : อดนอนไปด้วยกัน





     ผมทำหน้าบูดเป็นตูดลิงมาสักพักแล้ว แต่ไม่รู้ว่าฝนมันไม่เห็นหรือเห็นแต่แกล้งไม่สนใจ มันกับควีนยิ้มระรื่นกันอยู่สองคน จนในที่สุดผมก็ทนไม่ไหวต้องถามออกไป

     “มึงกำลังแกล้งกูอยู่ใช่ไหม”

     “แกล้งอะไร กูเคยแกล้งมึงด้วยเหรอ”

     “ถ้าไม่ได้จะแกล้งแล้วมึงพากูมาโรงอาหารกลางอีกทำไม”

     “ก็ข้าวมันบอกว่าอยากกินหมูกระเทียม แต่คณะเราไม่มีหมูกระเทียมกูเลยพามันมาที่นี่ไง”

     พอได้ยินแบบนั้นข้าวหอมที่นั่งกินข้าวอยู่ข้างผมถึงกับหันมามอง “ฝนอย่ามาโบ้ยกันสิ ข้าวก็บอกแล้วว่าไม่ได้อยากกินขนาดนั้น แต่ฝนกับควีนก็เอาแต่คะยั้นคะยออยากมาโรงอาหารกลางอยู่ได้”

     “กูก็แค่หวังดีอยากให้เพื่อนสนิทได้กินของที่อยากกิน กูผิดเหรอ”

     สงสัยไม่เคยมีใครบอกว่ามันโกหกโคตรจะไม่เนียนเลย แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้วฝน

     “ไม่เป็นไรข้าว กินต่อไปเถอะ เราไม่โกรธข้าวหรอก”

     “ถ้าไม่ได้โกรธไอ้ข้าวแล้วมึงทำหน้าบูดทำไม”

     “ก็กูโกรธพวกมึงสองคนอยู่ไง!”

     แทนที่จะสำนึกผิด คนตรงหน้ากลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วจิ้มลูกชิ้นเข้าปากหน้าตาเฉย “นี่กูก็หวังดีกับมึงเหมือนกันนะ”

     “พากูมาให้คนจำหน้าได้ นี่อ่ะนะที่เรียกว่าหวังดี”

     “เดือน ฟังกูนะคะ ฟังแล้วคิดตามด้วย” ควีนพูดกับผมด้วยใบหน้าจริงจัง แต่ผมพอจะเดาได้ว่าเรื่องที่มันกำลังจะพูดไร้สาระแค่ไหน “จากที่กูเห็นเมื่อวานว่าพี่คลื่นทักมาชวนมึงคุย กูกับฝนเลยสงสัยว่าพี่คลื่นอาจจะกำลังชอบมึงอยู่ และเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยนี้พวกกูเลยพามึงมาที่นี่อีกไง”

     นั่นไง ผิดจากที่ผมคิดไว้ที่ไหนล่ะ ผมเคยหาสาระจากมันได้ด้วยเหรอ

     “กูนึกว่าพวกมึงลืมเรื่องนี้ไปแล้วนะ”

     “เรื่องสำคัญขนาดนี้กูไม่มีทางลืมค่ะบอกเลย”

     “กูก็บอกว่าพี่คลื่นเขาไม่ได้คิดอะไร ทำไมไม่ฟังกูบ้างวะ”

     “มึงเคยเห็นกูกับฝนมองคนพลาดด้วยเหรอ เรื่องผู้ชายน่ะเซนส์กูแม่นอย่าบอกใคร มึงก็รู้”

     “แล้วถ้าวันนี้พี่คลื่นไม่มาล่ะ”

     “พรุ่งนี้เราก็ไปหาเขาถึงคณะบริหารฯ เลยสิ ไม่เห็นยาก”

     ผมล่ะปวดหัวจริงๆ กับเรื่องเรียนไม่เห็นมันจะทุ่มเทขนาดนี้เลย

     “เดือน ข้าวว่านะ ถ้าเดือนมั่นใจว่าพี่คลื่นไม่ได้คิดอะไรกับเดือนจริงๆ ก็ให้ฝนกับควีนพิสูจน์ไปเถอะ เดือนก็รู้ว่าถึงพูดไปฝนกับควีนก็ไม่ฟังอยู่ดี”

     ผมทำหน้าเหนื่อยใจ ถอนหายใจเบาๆ แล้วหันไปมองค้อนใส่คนที่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของข้าวหอม

     “มันไม่ใช่แค่นั้นไงข้าว”

     “แล้วมันแค่ไหนอ่ะเดือน”

     “เรายังไม่อยากเจอหน้าพี่คลื่น”

     “อีกแล้ว ทำไมมึงถึงอยากหลบหน้าเขาขนาดนั้นวะ”

     “ก็เมื่อคืนกู...” ผมเกือบพูดออกไปแล้ว แต่ยังดีที่ยั้งปากไว้ทัน เพื่อนทั้งสามที่เห็นผมหยุดพูดไปดื้อๆ เลยถามขึ้นมา

     “เมื่อคืนมึงทำไม”

     “ปะ...เปล่า ไม่มีอะไร”

     “ไอ้เดือน กูเพื่อนมึงนะ แค่มองตามึงกูก็เห็นไปยันลำไส้ใหญ่แล้ว” ฝนหรี่ตาพร้อมกับยื่นหน้ามาใกล้ “เมื่อคืนมันมีอะไร”

     “กะ...ก็บอกว่าไม่มีอะไรไง”

     “ถ้าไม่มีอะไรแล้วทำไมมึงถึงไม่อยากเจอหน้าพี่คลื่น”

     “มึงนี่ก็ขยันถามจริง แค่ไม่อยากเจอหน้าจำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยเหรอวะ”

     “ทำไมเดือนพูดเหมือนเกลียดพี่คลื่นอยู่เลยอ่ะ” ข้าวหอมเอียงคอสงสัย ส่วนฝนก็เอาแต่จ้องผมไม่คลาดสายตา

     “เราไม่ได้เกลียดพี่คลื่นนะข้าว”

     “งั้นก็บอกมาสิว่าไม่อยากเจอเขาเพราะอะไร เลือกเอาว่าจะบอกที่นี่หรือจะให้กูลากไปเค้นความจริงต่อหน้าพี่คลื่น”

     “เอ่อ...ฝน กูว่ามึงไม่ต้องพาเดือนไปหาพี่คลื่นหรอก” จู่ๆ ควีนก็พูดขึ้นมาพร้อมทำหน้าแปลกๆ ยังไม่ทันที่พวกผมจะได้ถามก็มีเสียงผู้ชายดังมาจากข้างหลังผม

     “น้องครับ พี่ขอนั่งด้วยได้ไหม”

     !!!!!!

     ผมยืดหลังตรงโดยอัตโนมัติ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกผมว่ากำลังจะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น

     เสียงทุ้มๆ แบบนี้...อย่าบอกนะว่า...

     “พะ...พี่คลื่น...” ฝนละเมอออกมาเหมือนคนไม่มีสติ ควีนทำหน้าเหมือนเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ ส่วนข้าวหอมที่หันไปมองก็เบิกตากว้างเหมือนกำลังตกใจ

     “พอดีโต๊ะอื่นเต็มหมดแล้ว และพี่เห็นว่าโต๊ะที่น้องเดือนนั่งอยู่ยังมีที่ว่าง ถ้าไม่รังเกียจ...ให้พี่กับเพื่อนๆ นั่งด้วยได้ไหมครับ”

     ฝนยังคงอ้าปากค้าง จนควีนต้องกระทุ้งสีข้างเบาๆ มันถึงเรียกสติกลับมาได้ “ดะ...ได้ค่ะ โต๊ะหนูยังมีที่ว่างอีกเยอะเลย พวกพี่นั่งได้เลยค่ะ”

     พี่คลื่นเอ่ยขอบคุณเบาๆ ข้าวหอมขยับมาใกล้ผม ส่วนฝนก็ขยับมาใกล้ควีนเพื่อจะได้มีที่ว่างมากขึ้น นอกจากพี่คลื่นแล้วยังมีพี่องศา พี่ทิว และพี่ยี่หวาที่เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม ที่ผมรู้ชื่อเพราะพวกพี่เขาหน้าตาดีกันหมด คนส่วนใหญ่ในมหา’ลัยเลยรู้จัก แต่ถ้าถามคนที่ฮอตสุดก็ต้องเป็นอดีตเดือนมหา’ลัยอย่างพี่คลื่นอยู่แล้ว

     “เอ่อ...พี่คลื่นรู้จักเดือนด้วยเหรอคะ”

     “จะไม่รู้จักได้ไง ก็น้องเดือนชนะเกมไอ้คลื่นไม่ใช่เหรอ” พี่ยี่หวายิ้มแซว แต่เป็นยิ้มที่เหมือนมีเลศนัยบางอย่าง

     “นะ...นั่นสิคะ หนูนี่ถามอะไรก็ไม่รู้เนอะ”

     “ไอ้คลื่นก็เข้าใจเลือกนะ คนคอมเมนต์เกือบพัน แต่ดันเลือกคนน่ารักๆ อย่างน้องเดือน ตอนแรกพี่นึกว่ามันเลือกคนชนะจากหน้าตาซะอีก” พี่ทิวยิ้มแซวอีกคน ก่อนจะหุบยิ้มเมื่อหันมาเห็นผม “แล้วนั่น...น้องเดือนหลับตาทำไมอ่ะครับ”

     ทุกคนบนโต๊ะหันมามองผมเป็นจุดเดียว ถึงแม้จะโดนทักแต่ผมก็ยังไม่ลืมตา เอาแต่ก้มหน้าเม้มปากแน่น

     “เดือน มึงเป็นอะไรอ่ะ”

     “ฝุ่นเข้าตาเหรอ เดี๋ยวข้าวดูให้นะ” ข้าวหอมยื่นมือมาจะเปิดตา แต่ผมหันหน้าหนีพลางส่ายหน้าไปมา

     “ไอ้เดือน มึงลืมตาก่อน พวกพี่เขางงกันหมดแล้ว”

     “มันเป็นอะไรวะ เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย”

     “จะไปรู้เหรอ กูก็นั่งอยู่กับมึงเนี่ย มึงอ่ะรู้ไหม”

     “ข้าวก็ไม่รู้เหมือนกัน”

     จะให้ผมลืมตาไปมองพี่คลื่นน่ะเหรอ ไม่มีทางซะหรอก เกิดเรื่องน่าอายเมื่อคืนขนาดนั้นใครมันจะไปกล้าสู้หน้าเขาได้อีก

     จู่ๆ ผมก็รู้สึกถึงอะไรอุ่นๆ ตรงหน้า เหมือนมีคนเอาหน้ามาใกล้แล้วกำลังหายใจรดอยู่

     “เดือนครับ...ลืมตาเร็ว เพื่อนๆ เขาเป็นห่วงนะ”

     เสียงพี่คลื่นที่อยู่ใกล้จนผิดปกติทำให้ผมเผลอลืมตาด้วยความตกใจ ข้างหน้าผมตอนนี้คือใบหน้าพี่คลื่นที่อยู่ห่างไม่ถึงคืบ ฝนกับควีนยกมือมาปิดปาก ส่วนข้าวหอมก็มองมาอย่างอึ้งๆ

     “ลืมตาได้แล้วเหรอ พี่นึกว่าจะหลับตากินข้าวซะอีก”

     “…”

     “แผลที่ขาเป็นไงบ้าง ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า”

     ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือความจริง ผมคนนี้...กำลังนั่งมองตากับพี่คลื่นอยู่เหรอ

     พอโดนถามถึงเรื่องเมื่อคืนแก้มผมก็ร้อนขึ้นมา แต่เพราะโดนจ้องอยู่ผมเลยต้องตอบออกไปทั้งที่ในใจไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เลย “ดะ...ดีขึ้นแล้วครับ ห้องผมมีเจลว่านหางจระเข้เลยเอามาทาแผลทัน”

     พี่คลื่นยิ้มบางๆ ก่อนจะถอยไปนั่งเหมือนเดิม หลังจากนั้นควีนก็พูดขึ้นมา

     “เมื่อคืนเดือนเป็นอะไรเหรอคะพี่คลื่น”

     “ไม่มีอะไรหรอกครับ พี่แค่ทำเดือนเจ็บตัวนิดหน่อย”

     “ไม่ใช่ความผิดพี่คลื่นนะครับ ผมซุ่มซ่ามเอง ผมขอโทษครับ” ผมรีบพูดเพราะกลัวพี่คลื่นเข้าใจผิด พี่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย ผมต่างหากที่ตกใจเกินไปจนเผลอทำเครื่องหนีบผมหล่นใส่ขา

     ตอนนี้ทั้งโต๊ะเงียบกันหมด ทุกคนได้แต่มองหน้ากันไปมา จนกระทั่งพี่ยี่หวาพูดทำลายเดดแอร์ขึ้นมา ฝนกับควีนก็ร่วมด้วยช่วยกันถึงแม้พวกมันจะทำหน้าเหมือนสงสัยอยู่ก็ตาม

     “เอ่อ...ถ้าน้องเดือนไม่เป็นอะไรแล้วงั้นเรามากินข้าวกันต่อเถอะเนอะ”

     “นั่นสิคะ มีคนดังมานั่งกินข้าวด้วยทั้งที สงสัยแต้มบุญพวกหนูคงหมดเร็วๆ นี้แน่”

     “หนูนี่อยากให้โรงอาหารเต็มทุกวันเลยค่ะ ได้กินไปมองหน้าคนหล่อไป ฟินอย่าบอกใครเลย”

     “ฮ่าๆๆๆ พวกน้องนี่ตลกดีนะครับ” พี่องศาพูดกลั้วหัวเราะ “ว่าแต่น้องชื่ออะไรกันบ้างเหรอครับ พี่รู้จักแค่น้องเดือนเอง”

     “หนูชื่อฝนค่ะ ส่วนอีนี่ชื่อควีน แล้วก็คนที่นั่งข้างเดือนชื่อข้าวหอม”

     “ข้าวหอมเหรอ...” พี่องศาทวนชื่อเพื่อนผมซ้ำ มองคนข้างตัวผมยิ้มๆ “ชื่อน่ารักจัง”

     เจ้าของชื่อที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากค้างมือไว้แบบนั้น ข้าวหอมทำท่าอึกอัก ก้มมองจานข้าวตัวเองพลางทำแก้มพองลม

     เวลาข้าวหอมเขินจะชอบทำแก้มพองลม พวกผมรู้เรื่องนี้ดีเลยมักจะแซวอยู่บ่อยๆ แต่ครั้งนี้ผมเข้าใจว่าทำไมข้าวหอมถึงเขิน โดนพี่องศาที่เสน่ห์แรงไม่แพ้พี่คลื่นชมทั้งที ไม่เขินก็แปลกแล้ว

     “แล้วหนูล่ะคะ หนูน่ารักไหมคะพี่องศา” ฝนถามพลางบิดตัวไปมาอย่างเขินอาย ไอ้นี่มันปลื้มพี่องศาอยู่ครับ หรือพูดให้ถูกคือมันปลื้มคนหล่อทุกคนบนโลก

     “น้องฝนก็น่ารักครับ”

     “บ้า! พี่องศาล่ะก็พูดอะไรไม่รู้”

     ไปถามเขาเองแล้วก็เขินเอง ไม่ใช่เพื่อนผมทำไม่ได้นะแบบนี้

     “มึงนี่ก็ชมคนอื่นไปทั่วเลยนะ เพลาๆ บ้างก็ได้เรื่องปากหวานน่ะ”

     “เออ กูเป็นเพื่อนมึงมานานยังไม่เห็นโดนชมบ้างเลย”

     “มึงมีคนชมอยู่แล้วไม่ใช่เหรอยี่หวา กูเห็นนะว่าวันก่อนมึงแอบไปเที่ยวกับไอ้นัทที่อยู่วิศวะ”

     “รายนั้นแค่ควงเล่นเฉยๆ ยังไม่โดนใจกูเท่าไหร่”

     ขณะที่เพื่อนพี่คลื่นกำลังคุยกันอยู่ ฝนก็รีบหุบยิ้มแล้วเอาเท้าใต้โต๊ะมาสะกิดผม มันกับควีนยื่นหน้ามาป้องปากกระซิบเสียงเบา “ไหนมึงบอกว่าเมื่อคืนไม่มีอะไรไง”

     เปลี่ยนอารมณ์ไวจังวะ เมื่อกี้ยังเขินพี่องศาอยู่เลย ตอนนี้กลับหันมาไล่บี้ผมซะแล้ว

     “กะ...ก็มันไม่มีอะไรจริงๆ”

     “ไม่มีกับผีน่ะสิ แล้วแผลที่ขามึงคืออะไร”

     “กู...แค่ซุ่มซ่ามนิดหน่อย แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”

     “มั่นใจ?”

     “อะ...เออ”

     “ไม่ได้ปิดบังอะไรพวกกูอยู่แน่นะ”

     ผมรีบพยักหน้าอย่างเร็ว ฝนกับควีนที่พอใจคำตอบแล้วเลยถอยไปนั่งเหมือนเดิม หันไปยิ้มให้พี่คลื่นที่มองมายังพวกผม “เอ่อ...ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะพี่คลื่น”

     “ได้สิครับ”

     “ทำไมพี่ถึงเลือกคอมเมนต์ของเพื่อนหนูอ่ะคะ พี่สุ่มเอาเหรอ หรือมันทักไปขอร้องพี่”

     “ไอ้ฝน!”

     “ฮ่าๆๆ ไม่ใช่หรอกครับ” พี่คลื่นยิ้มบางๆ “พี่แค่รู้สึกว่าคอมเมนต์ของเดือนมันเหมือนกันก็เลยเลือกน่ะครับ”

     “อะไรเหมือนกันเหรอคะ”

     คนถามคือฝน แต่คนที่พี่คลื่นมองอยู่กลับเป็นผม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่สายตาที่คนตัวสูงมองมากลับทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ

     “เดือนชมว่ารอยยิ้มของพี่สดใส แต่รูปในไอจีของเดือนก็สดใสไม่แพ้ยิ้มพี่เหมือนกัน...เหตุผลก็มีแค่นี้แหละครับ”

     เพื่อนๆ ผมถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่กลั้นยิ้มกันสุดชีวิต ส่วนผมน่ะเหรอ...ไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าตอนนี้แก้มแดงเป็นลูกมะเขือเทศแล้ว

     ถ้าจะชมก็บอกกันก่อนสิครับ ให้ผมมีเวลาตั้งตัวบ้างได้ไหม...


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     “มึงจะพากูไปไหนเนี่ย”

     “หยุดถามแล้วเดินตามมาก็พอ”

     “แต่นี่ใกล้เวลาเรียนแล้วนะ หรือฝนกับควีนอยากเข้าห้องน้ำก่อน” ข้าวหอมที่โดนควีนจูงมืออยู่ถามขึ้นมา ส่วนผมที่โดนฝนจูงมือเหมือนกันก็ได้แต่ทำหน้างง จนกระทั่งมาถึงพุ่มไม้หน้าตึกเรียนพวกมันถึงได้ปล่อยมือ

     “ตอนนี้เรื่องเรียนช่างมันก่อน เรื่องไอ้เดือนสำคัญกว่าเยอะ”

     “เรื่องของกู?” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “เรื่องอะไรวะ”

     “มึงไม่ได้ยินที่พี่คลื่นพูดเหรอ”

     “ได้ยิน แล้ว...มันมีอะไรอ่ะ”

     “คุณเดือนคะ มึงช่วยหยุดอ๊องสักห้านาทีแล้วตามคนอื่นให้ทันได้ไหม” ควีนยื่นมือมาจับไหล่ผมเบาๆ ทำหน้าจริงจังจนผมไม่กล้าพูดอะไรต่อ “กูขอพูดกับมึงตรงๆ เลยนะ”

     “อะ...เออ”

     “ตอนแรกกูกับอีฝนแค่มโนกันเกินเหตุ อันนี้กูยอมรับ แต่พอเห็นสายตาที่พี่คลื่นมองมึง ได้ยินคำพูดที่พี่คลื่นพูดกับมึง พวกกูก็รู้ทันทีว่าพี่คลื่นเขาชอบมึงอยู่จริงๆ”

     “เรื่องนี้อีกแล้วเหรอ เห็นทำหน้าซะจริงจังกูก็นึกว่า...”

     “หยุด อย่าเพิ่งเถียง” ฝนพูดแทรกขึ้นมา มันเดินมาจับไหล่ผมอีกคน “เดือน มึงเลิกคิดว่าพวกกูเพ้อเจ้อแล้วลองคิดทบทวนดีๆ ก่อนได้ไหม เขาชวนมึงคุยในไลน์ เขาพาเพื่อนมานั่งโต๊ะเดียวกับมึง เขามองมึงด้วยสายตาหวานเยิ้ม เขาพูดจาชวนให้มึงเขิน ทั้งหมดนี้ยังชัดไม่พออีกเหรอว่าเขาชอบมึง”

     “กูก็บอกแล้วไงว่าเขาทำไปเพราะเอนเตอร์เทนผู้ชนะเฉยๆ เรื่องโต๊ะเขาก็แค่มานั่งด้วยเพราะโต๊ะอื่นเต็ม แล้วเมื่อกี้เขาก็แค่ชมว่ารูปกูสดใสป่ะ ขนาดพี่ทิวยังชมว่ากูน่ารักเลย”

     “แล้วทำไมตอนพี่ทิวชมมึงเฉยๆ แต่พอพี่คลื่นชมมึงกลับเขิน”

     “กูไม่ได้...”

     “มึงเขินค่ะ กูดูออก” ฝนทำหน้ามั่นใจ ผมอยากเถียงแต่ก็เถียงไม่ออกเพราะมันคือเรื่องจริง

     “บอกแล้วไงว่าเซนส์เรื่องผู้ชายของพวกกูไม่เคยพลาด มึงเชื่อกูสิว่าพี่คลื่นเขาชอบมึง” ควีนหันไปหาข้าวหอมที่ยืนฟังเงียบๆ มาตลอด “ข้าว มึงก็คิดเหมือนกันใช่ไหม”

     “เอ่อ...”

     “ใช่ไหม”

     ข้าวหอมมองพวกผมอย่างอึกอัก แต่พอโดนกดดันทางสายตาก็ทนไม่ไหว “อะ...อือ ข้าวก็คิดว่าพี่คลื่นชอบเดือน”

     “เห็นไหม ข้าวยังคิดเหมือนกูเลย”

     มันใช่ซะที่ไหน!

     “พวกมึงสองคนว่างมากใช่ไหม ถึงได้มาจิ้นกูกับพี่คลื่นอยู่ได้”

     “ถึงกูจะบ้าผู้ชายแต่กูไม่เคยมโนอะไรโดยไม่มีมูลนะเดือน มึงเชื่อกูสิ กูรู้สึกได้ว่าพี่คลื่นชอบมึงจริงๆ”

     “แต่เขาเป็นถึงเดือนมหา’ลัยเลยนะ มึงจะให้กูเชื่อจริงๆ เหรอว่าคนระดับนั้นจะมาชอบกู”

     “เดือนมหา’ลัยก็คนธรรมดาป่ะวะ ทำไมเขาจะชอบมึงไม่ได้” ฝนกับควีนทำหน้าจริงจังกว่าเดิม ผมเห็นแล้วรู้สึกใจไม่ดีแปลกๆ “คอยดูนะ พวกกูนี่แหละจะพิสูจน์ให้ดูว่ามึงกำลังถูกผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลกชอบ!”


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     [เป็นอะไรครับ ทำไมทำหน้าแบบนั้น] พี่คลื่นเอ่ยทักเมื่อเห็นผมรับสายวิดีโอคอลด้วยใบหน้าเนือยๆ

     “พรุ่งนี้ผมต้องสอบมิดเทอมแล้วเลยเครียดนิดหน่อยน่ะครับ”

     [หืม? พี่ก็เหมือนกันครับ นี่ก็เพิ่งหยุดอ่านหนังสือแล้วมาคอลกับเรา]

     ผมยิ้มให้พี่คลื่น แต่น่าจะเป็นยิ้มที่ดูเจื่อนมาก ผมเครียดเรื่องสอบก็จริง แต่มันมีเรื่องอื่นที่ผมเครียดด้วย แต่ผมบอกพี่คลื่นไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องของเขาเอง

     จะให้บอกได้ไงว่าเพื่อนตัวดีมันหาว่าพี่คลื่นชอบผม ขืนบอกไปนะเขาได้ตกใจบล็อกไลน์ผมกันพอดี

     ผมไม่รู้ว่าฝนกับควีนเอาอะไรมามั่นใจว่าเดือนมหา’ลัยอย่างพี่คลื่นจะชอบผมจริงๆ เท่าที่สังเกตผมยังไม่เห็นอะไรที่พอจะสื่อไปในทางนั้นได้เลย ผมเลยไม่ไว้ใจคำว่า ‘จะพิสูจน์ให้ดู’ ของพวกมัน เพราะดูจากลางสังหรณ์ของผมแล้วไม่น่าจะได้พิสูจน์ แต่น่าจะได้หายนะมากกว่า

     “งั้นคืนนี้วางสายเร็วหน่อยก็ได้ครับ พี่จะได้มีเวลาอ่านหนังสือเยอะๆ”

     [นี่เดือนกำลังไล่พี่อยู่หรือเปล่า]

     เวรกรรม ทำไมพี่คลื่นคิดไปทางนั้นได้ล่ะเนี่ย

     “ไม่ใช่นะครับ ผมแค่เกรงใจพี่คลื่นเฉยๆ”

     [ถ้าเดือนอยากคอลนานๆ พี่ก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ ไม่ต้องคิดมาก] พี่คลื่นยกแขนมาหนุนหัว มองผมยิ้มๆ [พี่ต่างหากที่ต้องถาม มาคุยกับพี่แบบนี้เดือนจะมีเวลาอ่านหนังสือหรือเปล่า]

     “ผมตั้งใจว่าถ้าคุยกับพี่เสร็จแล้วจะไปอ่านหนังสือครับ และน่าจะต้องโต้รุ่งเพราะยังอ่านไปไม่ถึงไหนเลย”

     หลายวันที่ผ่านมานี้ผมโดนเพื่อนลากไปนู่นไปนี่จนอยู่ไม่ติดหอ แถมพอจะนัดกันอ่านหนังสือ เพื่อนแสนดีของผมก็เอาแต่พูดเรื่องผู้ชายจนไม่เป็นอันอ่านเลย ผมเลยต้องมารับกรรมโดยการอดนอนคืนนี้ยังไงล่ะ

     [แล้วพรุ่งนี้จะไปสอบไหวเหรอ พี่ว่านอนสักหน่อยดีไหมครับ]

     “ไม่ได้หรอกครับ ขืนไปนอนผมอ่านไม่ทันกันพอดี” ผมพูดยิ้มๆ ก่อนจะถามอย่างสงสัย “ทำไมพี่คลื่นพูดเหมือนไม่เคยมีอดนอนไปสอบเลยอ่ะครับ”

     [ใช่ครับ พี่ไม่เคย]

     เฮ้ย! พี่คลื่นโกหกผมเปล่าเนี่ย นี่มันโมเมนต์ที่นักศึกษาทุกคนต้องเคยเจอเลยนะ ไม่ต้องพูดถึงอื่นไกล ตอนปีหนึ่งพวกผมก็แย่เหมือนกัน อดหลับอดนอนอยู่หลายวันกว่าจะได้เอมา

     แต่พอมาคิดดูดีๆ พี่คลื่นจะไม่เคยอดนอนเลยก็ไม่แปลก เขาเรียนเก่งซะขนาดนั้น แถมยังเป็นถึงเดือนมหา’ลัยอีก มันก็เป็นปกติที่เขาจะ...

     [แต่คืนนี้จะเป็นคืนแรกที่พี่จะอดนอน]

     “อะ...อะไรนะครับ?” ผมถามซ้ำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง พี่คลื่นยิ้มมุมปาก เอาโทรศัพท์ไปใกล้ปากให้ผมได้ยินชัดขึ้น

     [คืนนี้พี่จะอดนอนเป็นเพื่อนน้องเดือนครับ]

     “หา!” พี่คลื่นต้องเพี้ยนไปแล้วแน่เลย คิดอะไรของเขาอยู่เนี่ยถึงพูดออกมาแบบนี้ “พี่จะมาอดนอนเป็นเพื่อนผมทำไมครับ”

     [เดือนจะได้มีเพื่อนอ่านหนังสือไงครับ ไม่ดีเหรอ]

     “ผมไม่เหงาเลยครับ พี่ไม่ต้องมาอยู่เป็นเพื่อนผมก็ได้ ผมว่าพี่คลื่นไปนอนเอาแรงไว้สอบพรุ่ง...”

     [พี่อยากลองอดนอนดูสักครั้ง แต่ไม่อยากอยู่คนเดียวทั้งคืน]

     “…”

     [นะครับเดือน...คอลกับพี่นะ พี่สัญญาว่าจะไม่รบกวนอะไร เพราะพี่ก็จะอ่านหนังสือเหมือนกัน]

     ผมทำหน้าคิดหนัก ไม่รู้จะเอายังไงดี ใจหนึ่งก็เกรงใจพี่คลื่น อีกใจหนึ่งก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง พี่คลื่นนึกยังไงถึงอยากอดนอนเนี่ย มันไม่ใช่สิ่งที่ควรลอกเลียนแบบเลยนะ

     “พี่แน่ใจนะครับ”

     [แน่ใจครับ]

     “งั้น...แล้วแต่พี่เลยครับ ถ้าพี่พูดแบบนั้นผมก็คงขัดอะไรไม่ได้”

     ทันทีที่ผมอนุญาตพี่คลื่นก็ยิ้มกว้าง รีบลุกไปเปิดไฟแล้วเอาโทรศัพท์มาตั้งบนโต๊ะหนังสือ ส่วนผมก็ทำแบบเดียวกัน

     [ถ้าเดือนเผลอหลับจะให้พี่ปลุกไหม]

     “ปลุกก็ได้ครับ แล้วพี่คลื่นล่ะอยากให้ผมปลุกไหม”

     [พี่ไม่หลับง่ายๆ หรอก พี่แข็งแรงจะตายไป]

     ผมอมยิ้ม ในใจนี่รอดูคนแข็งแรงหลับคาสายเลย คนที่ไม่เคยอดนอนกับคนที่อดนอนมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครจะอยู่นานกว่ากัน คอยดูนะ ถ้าพี่คลื่นหลับเมื่อไหร่ผมจะเอาเรื่องนี้มาแซวไปจนจบเกมเลย พี่คลื่นอุตส่าห์ให้แคปหน้าจอตอนวิดีโอคอลกันทั้งที งั้นผมไม่เกรงใจแล้วกัน





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2022 21:35:54 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ พลอยสวย

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-5

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 5 : ตุ๊กตาหมีแทนคำขอโทษ





     “เฮ้อ!! หมดเวรหมดกรรมสักที ตอนแรกกูนึกว่าจะตายคาห้องสอบซะแล้ว” ฝนยกแขนยืดเส้นยืดสายหลังออกมาจากห้องสอบ

     “กูว่าอาจารย์แค้นอะไรกูอยู่แน่นอน เล่นจ้องมาแต่ทางกูจนไม่เป็นอันทำข้อสอบเลย”

     “เขากลัวมึงจะหันไปลอกคนข้างๆ หรือเปล่า”

     “มึงพูดเหมือนคนที่นั่งข้างกูฉลาดมากอ่ะ มันก็ทำตาปริบๆ ตอนเห็นข้อสอบเหมือนกันแหละค่ะ”

     “ทุกคน ไปกินไอติมหลังมหา’ลัยกันไหม ฉลองที่สอบวันสุดท้ายเสร็จแล้ว” ข้าวหอมพูดขึ้นมาอย่างยิ้มแย้ม ผิดกับฝนที่สภาพไม่ต่างจากซอมบี้เดินได้

     “มึงไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนวะข้าว กูนี่อยากวาร์ปไปบนเตียงนอนตอนนี้เลยด้วยซ้ำ”

     “มึงยังไม่ชินอีกเหรอ ในกลุ่มเราก็มีแต่ไอ้ข้าวนี่แหละที่ไม่เคยเครียดเรื่องสอบเลย”

     “แต่กูว่าไปกินไอติมก็ดีเหมือนกันนะ กินของเย็นๆ จะได้สดชื่นขึ้นไง” ผมยิ้มให้เพื่อนๆ ฝนเลยมองผมแปลกๆ ไปด้วย

     “มึงนี่ก็อีกคน ไหนตอนแรกบ่นว่าอ่านหนังสือไม่ทันไง แล้วทำไมตอนนี้ถึงกระปรี้กระเปร่าจัง”

     “แหม มึงลืมไปแล้วเหรอฝน” ควีนกอดคอผมกับฝนแล้วเอาหน้ามาใกล้ ข้าวหอมก็ยื่นหน้ามาฟังด้วย “เดือนมันจะไปหมดแรงได้ไง ก็มันมีกำลังใจส่วนตัวอย่างพี่คลื่นอยู่นี่คะ”

     “ว้ายยยยยย พูดได้ดีมากค่ะอีควีน”

     “แน่นอนค่าาาา”

     “มึงแม่งเพ้อเจ้อ พูดอะไรก็ไม่รู้” ผมหุบยิ้มเมื่อได้ยินชื่อที่ควีนพูดออกมา เอามือมันออกจากไหล่ ดึงมือข้าวหอมมาจับพลางทำหน้าบอกบุญไม่รับ “กูกับข้าวจะไปรอที่ร้านไอติม ถ้าพวกมึงจะมาด้วยก็รีบตามมา ถ้าไม่อยากมาก็กลับหอไปเลย”

     พูดจบผมก็พาข้าวหอมเดินหนีทันที ปล่อยให้พวกมันยืนเคว้งกันอยู่สองคน ฝนกับควีนหันไปมองหน้ากันอย่างงงๆ

     “มันหงุดหงิดอะไรวะ”

     “กูก็ไม่รู้ สงสัยน้ำตาลในเลือดตกมั้ง”

     “แล้วนี่มึงกับกูจะเอายังไงต่อ”

     “รีบตามมันไปสิคะ มึงจะกลับหอไปทั้งที่มันยังงอนพวกเราอยู่เหรอ”

     “เออว่ะ” พอตกลงกันได้แล้วฝนกับควีนก็รีบวิ่งตามมา “ไอ้เดือน รอกูด้วย!”


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     ผมตักไอศกรีมเข้าปากคำแล้วคำเล่า ไม่ได้ละเลียดกินเหมือนทุกทีแต่จ้วงเอาๆ เหมือนจะรีบกลับไปตากผ้า เพื่อนทั้งสามคนที่มองมาต่างก็งงกันหมด

     “เอ่อ...เดือน มึงจะรีบกินไปไหนวะ”

     “นั่นสิ ผ้าที่หอมึงยังไม่ได้ซักหรือไง”

     ผมไม่ตอบเพื่อน แต่หยิบแก้วน้ำมาดูดก่อนจะยกมือเรียกเจ้าของร้าน

     “พี่ครับ! ขอบลูเบอร์รี่กับช็อกโกแลตอีกอย่างละถ้วย”

     “เดือนจะกินอีกเหรอ”

     “ใช่”

     “แต่เดือนกินไปสามถ้วยแล้วนะ”

     ผมไม่สนคำเตือนของข้าวหอม เอาแต่ดูดน้ำเหมือนกระหายมาเป็นวัน ฝนกับควีนที่นั่งฝั่งตรงข้ามหันไปมองหน้ากัน

     “ตกลงมันน้ำตาลในเลือดตกจริงเหรอวะ ตั้งแต่เดินเข้าร้านมาก็เอาแต่ทำหน้าเหมือนไปกินรังแตนมา”

     “มึงก็ลองถามมันสิ”

     “อ้าว ทำไมมึงไม่ถามเองอ่ะ”

     “แล้วทำไมกูต้องถาม”

     “มึงนั่นแหละไปถามมันเลย”

     “เดี๋ยวข้าวถามให้เอง” ข้าวหอมจับแขนผมเขย่าไปมาเบาๆ “เดือนหงุดหงิดเรื่องอะไรอยู่ บอกข้าวได้ไหม เผื่อข้าวจะช่วยอะไรได้บ้าง”

     เจ้าของร้านเดินมาเสิร์ฟไอศกรีมทำให้ข้าวหอมต้องหยุดพูด ผมกำลังจะหยิบช้อนมากินต่อ แต่คนข้างๆ ก็ยกถ้วยไอศกรีมไปไว้ที่ตัวเอง

     “ตอบข้าวมาก่อนว่าเดือนเป็นอะไร โกรธที่ฝนกับควีนแซวหรือเปล่า”

     คนโดนพาดพิงสะดุ้งโหยง หันมามองผมพร้อมทำหน้าสลด ผมมองเพื่อนๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา

     “เราไม่ได้โกรธฝนกับควีนหรอกข้าว”

     “อ้าว ถ้าไม่ได้โกรธพวกกูแล้วมึงหงุดหงิดอะไรวะ”

     “กูดูเหมือนคนหงุดหงิดอยู่เหรอ”

     “โอ้โห ชัดซะยิ่งกว่าชัดค่ะ หน้ามึงตอนนี้หงิกงอยิ่งกว่าปลาทูอีก”

     ผมถอนหายใจอีกรอบเมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ตัวเองนอยด์อยู่ตอนนี้ “กู...โกรธพี่คลื่นอยู่”

     “ก็แค่เนี้ย กูก็นึกว่าโกรธอะไรกู ที่แท้ก็...ฮะ!?” ฝนทำหน้างง ควีนกับข้าวหอมก็ไม่ต่างกัน “เดือน มึงโกรธใครอยู่นะ”

     “พี่คลื่น”

     “มึงโกรธเขาทำไมวะ เขาทำอะไรให้มึงไม่พอใจเหรอ”

     “ใช่ ไม่พอใจมากๆ ด้วย” ผมสูดหายใจลึกๆ มองหน้าเพื่อนแต่ละคนก่อนจะเล่าออกมาอย่างสุดจะทน “พวกมึงคิดดูนะ ทั้งที่กูบอกเขาแล้วว่าถ้ากูเผลอหลับให้ช่วยปลุก และเขาก็สัญญากับกูแล้ว แต่พอถึงเวลากลับปล่อยให้กูหลับถึงเช้าโดยไม่ปลุกสักคำ แถมยังแคปรูปกูตอนหลับมาบอกฝันดีย้อนหลังอีก เหมือนต้องการจะล้อกูงั้นแหละ กูไม่คิดเลยนะว่าพี่คลื่นจะเป็นคนแบบนี้ ถ้าไม่ทำตามสัญญาแล้วจะพูดทำไมแต่แรก...”

     “เดี๋ยวๆๆๆ กูงงไปหมดแล้ว” ควีนยกมือมากุมขมับ อีกมือก็ยกมาห้ามไม่ให้ผมพูดต่อ “มึงช่วยเล่าเท้าความหน่อยได้ไหม เพื่อนทำหน้าเอ๋อตามไม่ทันกันหมดแล้วค่ะ”

     เออว่ะ ผมยังไม่ได้เล่าเลยว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น มัวแต่หงุดหงิดพี่คลื่นเลยเผลอระบายความในใจยาวไปหน่อย

     “คือเมื่อสามวันก่อนกูจะอ่านหนังสือสอบ”

     “อ่าฮะ”

     “แต่พี่คลื่นวิดีโอคอลมาก่อน กูเลยคิดว่าจะเริ่มอ่านหนังสือหลังคุยกับเขาเสร็จ”

     “อ่าฮะ”

     “แล้วพอกูบอกว่าจะอ่านหนังสือโต้รุ่ง เขาก็ขอคอลกับกูทั้งคืน ที่จริงกูก็งงเหมือนกันว่า...”

     “อะไรนะ!!” เพื่อนทั้งสามคนอุทานลั่นร้านเป็นเสียงเดียวกันจนผมอดตกใจไม่ได้ พอโต๊ะอื่นเริ่มหันมามองพวกมันก็หันไปยิ้มให้เป็นเชิงขอโทษ

     “เมื่อกี้เดือนพูดว่าไงนะ พี่คลื่น...ขอวิดีโอคอลกับเดือนทั้งคืนเหรอ” ข้าวหอมถามด้วยใบหน้าอึ้งๆ

     “ใช่”

     “พี่คลื่นเป็นคนขอเองเลยเหรอ”

     “ใช่ เขาบอกว่าอยากอยู่เป็นเพื่อนเรา ตอนแรกเราปฏิเสธไปแล้ว แต่เขาก็ตื๊อจะคอลกับเราทั้งคืนให้ได้”

     ข้าวหอมหันไปสบตากับฝน ส่วนควีนอ้าปากค้างไปแล้วเรียบร้อย

     “ยังไม่จบนะๆ พอตกลงกันได้แล้วเขาก็ถามว่าถ้าเราหลับจะให้เขาปลุกไหม เราก็บอกว่าให้ปลุก แล้วทีนี้เราก็เผลอหลับไปจริงๆ ข้าวเชื่อไหม เขาปล่อยให้เราหลับถึงเช้าโดยไม่คิดจะปลุกเลยแม้แต่นิดเดียว”

     “…”

     “เราโคตรเสียดายเวลาเลยอ่ะข้าว ถ้าคืนนั้นเขาปลุกสักหน่อยเราก็อ่านหนังสือต่อได้อีกตั้งหลายวิชา แต่นี่เขาไม่ปลุกเลยทั้งที่สัญญากันไว้อย่างดี แบบนี้จะไม่ให้โกรธได้ยังไง”

     จริงๆ ผมรู้สึกเสียเซลฟ์ด้วย ผมที่อดนอนเพื่ออ่านหนังสือจนชินกับพี่คลื่นที่ทั้งชีวิตไม่เคยอดนอนเลย ใครๆ ก็ต้องคิดว่าพี่คลื่นต้องผล็อยหลับไปก่อนแน่นอน แต่คนที่หลับกลับกลายเป็นผมแทน ผมรับไม่ได้ครับ

     “เอ่อ...มึงใจเย็นๆ ก่อนนะ บางทีเขาอาจจะปลุกแล้วแต่มึงไม่ได้ยิน...”

     “ไม่มีทาง เขาขอเบอร์กูไปเพื่อจะโทรมาปลุกเลยนะเว้ย ถ้าเรียกแล้วไม่ได้ยินเขาก็ต้องโทรมา...”

     “อะไรนะ! พี่คลื่นขอเบอร์มึง!?”

     ฝนกับควีนอุทานลั่นร้านอีกรอบ คราวนี้มันไม่หันไปขอโทษคนอื่นแล้ว เอาแต่ตกใจเรื่องที่ผมเล่าให้ฟัง

     “ไอ้เดือน มึงพูดว่าไงนะ กูขออีกรอบ พูดช้าๆ ชัดๆ”

     “พี่คลื่นขอเบอร์กูเพื่อจะโทรมาปลุก”

     ฝนที่ยื่นหน้ามาใกล้เพื่อจะฟังให้ชัดๆ ถอยกลับไปนั่งที่เดิม มันยกมือมากุมขมับ ทำหน้าแปลกๆ แบบที่ผมไม่เข้าใจ

     “กูควรตกใจอะไรก่อนดี เรื่องพี่คลื่นขอวิดีโอคอลกับมึงทั้งคืน เรื่องพี่คลื่นขอเบอร์มึง เรื่องพี่คลื่นแคปรูปมึงตอนหลับ หรือเรื่องที่มึงโกรธเขาเป็นฟืนเป็นไฟเพราะเรื่องแค่นี้”

     “มันไม่ใช่เรื่องแค่นี้นะเว้ย มึงรู้ไหมวันนั้นกูตั้งใจจะอ่านหนังสือมากเลยนะ แล้วมึงดูเขาทำกับกูดิ”

     “เดือน ฟังข้าวนะ” ข้าวหอมเอื้อมมือมาจับไหล่ทั้งสองข้าง ไม่บ่อยนักที่ข้าวหอมจะทำหน้าจริงจังแบบนี้ ผมเลยไม่กล้าตีโพยตีพายต่อ “เขาจะผิดสัญญาเพราะอะไรข้าวไม่รู้ แต่เท่าที่ฟังเดือนเล่า ข้าวว่ามันไม่ปกติแล้วนะ”

     “ก็มันไม่ปกติไงข้าว เขาเป็นคนถามว่าจะให้ปลุกไหมแต่เขากลับไม่ยอมปลุกซะเอง เราถึงได้โกรธ...”

     “ไม่ใช่เรื่องนั้นสิเดือน” ข้าวหอมทำหน้าเหนื่อยใจ แต่ไม่รู้ว่าเหนื่อยใจเรื่องอะไร “ตอนแรกข้าวไม่พูดอะไรเพราะยังไม่มั่นใจ แต่พอฟังเดือนเล่าวันนี้ ข้าวก็เริ่มคิดเหมือนฝนกับควีนแล้ว”

     “แล้วข้าวคิดอะไรอ่ะ”

     “ก็คิดว่าพี่คลื่นชอบมึงอยู่ไงคะ!” ฝนกับควีนประสานเสียงกันตอบแทนข้าวหอม “ไอ้เดือน มันชัดเจนขนาดนี้แล้วมึงยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ หรือต้องให้เขามาคุกเข่าขอแต่งงานก่อนมึงถึงจะตาสว่าง”

     “กูว่านะ ที่เขาบอกว่าอยากอยู่เป็นเพื่อนอ่านหนังสือนั่นน่ะข้ออ้าง ที่จริงเขาคงอยากเห็นหน้ามึงนานๆ มากกว่า แล้วที่บอกว่าจะปลุกให้มันก็แค่ข้ออ้างใช้ขอเบอร์เท่านั้นแหละ”

     “กูก็บอกแล้วไงว่าพี่คลื่นไม่ได้ชอบกู พวกมึงจะเถียงให้มันได้อะไรขึ้นมาวะ”

     “มึงนั่นแหละที่เอาแต่เถียง ดูปากกูนะ เขา ชอบ มึง ค่ะ”

     “เขาไม่ได้ชอบกู”

     “เขาชอบมึง”

     “เขาไม่ได้ชอบ!”

     “เขาชอบ!”

     “หยุดเลย! ทั้งคู่นั่นแหละ” ข้าวหอมยกมือมาห้ามผมกับฝนที่แทบจะแยกเขี้ยวใส่กันอยู่แล้ว “จะทะเลาะให้มันได้อะไรขึ้นมา คนเขามองทั้งร้านแล้วเนี่ย ฝนกับเดือนไม่อายบ้างเหรอ”

     พอข้าวหอมพูดขึ้นมาผมเลยเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังโดนคนทั้งร้านมอง ขนาดพี่เจ้าของร้านยังมองด้วยเลย พวกผมยิ้มแห้งๆ ให้คนในร้านเป็นเชิงขอโทษอีกรอบ ก่อนที่เราสี่คนจะยื่นหน้ามาสุมหัวกันกลางโต๊ะโดยไม่ลืมลดระดับเสียง

     “เรื่องชอบหรือไม่ชอบช่างมันก่อน เอาเป็นว่าถ้ามึงโกรธพี่คลื่นมากนักคืนนี้มึงก็ไปเคลียร์กับเขาให้มันจบๆ ไป เข้าใจไหม”

     “กูไม่ได้คุยกับพี่คลื่นอีกเลยตั้งแต่คืนนั้น”

     “เฮ้ย! มึงโกรธเขาขนาดนี้เลยเหรอ”

     “เปล่า วันนั้นพอกูตื่นมาเขาก็บอกว่ามีงานที่คณะต้องไปทำ อาจจะหายหน้าหายตาไปสักพักเพราะเป็นงานด่วนมาก”

     “อ้าว งั้นมึงก็ไม่ได้วิดีโอคอลกับพี่คลื่นมาสามคืนแล้วอ่ะดิ”

     “ใช่”

     “แล้วแบบนี้เขาจะชดเชยเวลาให้ไหมอ่ะ ระยะเวลาในเกมคือหนึ่งเดือน ถ้าขาดไปสามวันมันก็ไม่ครบเดือนดิ”

     “อีควีน! มันใช่เวลามาห่วงเรื่องนี้ไหม” ฝนตีมือควีนเบาๆ ก่อนจะหันมากำชับผม “งั้นถ้าเขากลับมาเมื่อไหร่มึงก็รีบไปเคลียร์กับเขาซะ จะได้ไม่ต้องมานั่งโกรธเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก”

     ฝนพูดไม่รู้เรื่องอ่ะ ต้องให้บอกอีกกี่รอบว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมมาก คอยดูนะ ถ้าได้วิดีโอคอลกับพี่คลื่นเมื่อไหร่ผมจะทำหน้าบึ้งใส่เขาอย่างเดียว ให้เขารู้ไปเลยว่าคนอย่างอิงเดือนน่ะ ฆ่าได้ผิดสัญญาไม่ได้!


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     ผมนอนพลิกตัวไปมาบนเตียง หยิบโทรศัพท์มาดูไลน์ วางกลับไปที่เดิม แล้วก็หยิบมาดูใหม่อีก ทำแบบนี้มาเป็นชั่วโมงแล้ว สาเหตุก็ไม่ใช่อะไร แค่กำลังรอทำหน้าบึ้งใส่ใครบางคนอยู่

     จู่ๆ เสียงไลน์ก็ดังขึ้นมา ผมเลยรีบหยิบโทรศัพท์มาดูเพราะนึกว่าพี่คลื่นทักมาชวนวิดีโอคอล แต่พอผมกดเข้าไปในไลน์...

     [สี่สหายสายเสมอ]

     ฝนน้อยคอยรัก : พวกมึง

     ราชินีหิมะผู้สวยและรวยมาก : ว่า?

     ฝนน้อยคอยรัก : กูว่าเดือนมันง้องแง้งอ่ะ โกรธอะไรไม่โกรธ ดันไปโกรธพี่คลื่นที่ไม่ยอมปลุก

     ฝนน้อยคอยรัก : ถ้ากูเป็นพี่คลื่นแล้วโดนโกรธด้วยเรื่องแค่นี้นะ กูไม่คงไม่คอลแม่งแล้ว ตัดสิทธิ์ไอ้เดือนแล้วให้คนอื่นมาเล่นเกมแทนเลย

     ราชินีหิมะผู้สวยและรวยมาก : มึงใจเย็น ลืมไปแล้วเหรอว่าเดือนมันอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

     ฝนน้อยคอยรัก : มันชอบดองแชทจะตายไป กว่าจะมาอ่านก็ตอนเช้านู่นแหละ

     ฝนน้อยคอยรัก : เอ๊ะ แต่ถ้าพี่คลื่นตัดสิทธิ์ไอ้เดือน เรือที่กูสร้างมากับมือก็พังหมดอ่ะดิ ไม่ได้ๆๆ กูขอถอนคำพูด

     ราชินีหิมะผู้สวยและรวยมาก : จริงค่ะ เพื่อนจะได้ผู้งานดีทั้งที พวกเราต้องส่งเรือมันไปถึงฝั่งให้ได้

     KhaoHom.iii : ฝนกับควีนจะสร้างเรือทำไมอ่ะ ถ้าจะไปทะเล เช่าเรือเขามาใช้ไม่ง่ายกว่าเหรอ

     ราชินีหิมะผู้สวยและรวยมาก : โอ๊ย! คุณข้าวคะ มันคือศัพท์เฉพาะในวงการชิปเปอร์ค่ะเข้าใจไหม

     ฝนน้อยคอยรัก : ยังไงก็ตาม พวกเราสามคนต้องทำหน้าที่กามเทพสื่อรักให้สำเร็จ งานนี้กูเอาศักดิ์ศรีความบ้าผู้ชายของตัวเองเป็นเดิมพัน ไม่เกินสองเดือนไอ้เดือนต้องได้คบกับพี่คลื่นแน่นอน

     KhaoHom.iii : เดี๋ยวนะ เราสามคนนี่รวมข้าวด้วยเหรอ

     ฝนน้อยคอยรัก : ใช่ มึงคิดเหมือนกูก็เท่ากับมึงลงเรือลำเดียวกับกูแล้ว เราสามคนนี่แหละที่จะช่วยให้ไอ้เดือนเป็นฝั่งเป็นฝา


     นี่แหละครับกลุ่มไลน์ของเพื่อนสนิทผม ทุกวันนี้ผมยังงงตัวเองอยู่เลยว่าทนอยู่ในกลุ่มนี้มาได้ยังไงตั้งนาน

     ผมอ่านข้อความพวกมันแล้วก็ได้แต่กำโทรศัพท์แน่น ไอ้พวกนี้...ถามผมหรือยังว่าอยากให้มาช่วยเหลือเปล่า

     Ing-Duean : ถ้ายังไม่หยุดเพ้อเจ้อกูจะโกรธจริงๆ แล้วนะ บอกแล้วไงว่าพี่คลื่นเขาไม่ได้ชอบกู

     ฝนน้อยคอยรัก : อุ๊ยตาย คุณเดือนตอบไลน์เพื่อนตอนกลางคืนด้วย กูว่าพรุ่งนี้ประเทศไทยหิมะตกแน่นอน

     ราชินีหิมะผู้สวยและรวยมาก : ที่มาตอบพวกกูได้เนี่ยได้ปรับความเข้าใจกับพี่คลื่นแล้วเหรอคะ

     Ing-Duean : ยัง เขายังไม่ทักอะไรมาเลย

     ฝนน้อยคอยรัก : มึงก็ทักเขาไปเลยสิ

     Ing-Duean : แล้วทำไมกูต้องเป็นฝ่ายทักไป กูโกรธเขาอยู่นะ

     ฝนน้อยคอยรัก : งั้นแล้วแต่เพื่อนสุดที่รักเลยค่ะ ขอให้มึงหายโกรธเขาไวๆ แล้วกัน


     ไม่มีทาง ผมไม่หายโกรธพี่คลื่นง่ายๆ แน่นอน วิชาที่สอบวันแรกผมคาดหวังเกรดกับมันมาก ถ้าเกรดออกมาไม่ดี ส่วนหนึ่งมันก็เป็นความผิดของพี่คลื่นนั่นแหละ ถึงแม้ผมจะผิดที่เผลอหลับไป แต่พี่คลื่นก็ผิดที่ไม่ยอมปลุกเหมือนกัน

     ว่าแต่พี่คลื่นยังไม่ทักมาอีกเหรอ นี่ก็ปาไปห้าทุ่มแล้วนะ หรือวันนี้เขาก็จะไม่วิดีโอคอลอีกเหมือนเคย ถ้างั้นผมไปนอน...

     KhluenKhram : เดือน

     KhluenKhram : หลับยังครับ


     เย้ย! พี่คลื่นทักมาแล้ว!!

     พอคิดถึงก็ทักมาทันทีเลยนะ พี่คลื่นมีสัมผัสที่หกหรือเปล่าเนี่ย

     Ing-Duean : ยังครับ ผมรอพี่คลื่นอยู่

     ทันทีที่อ่านข้อความผม พี่คลื่นก็วิดีโอคอลมาเลย พอผมกดรับสายใบหน้าพี่คลื่นก็ปรากฏขึ้นมาบนจอ

     [ขอโทษนะครับที่หายไปหลายวัน พอดีงานที่คณะพี่ยุ่งมากเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ต้องไปทำอีก เดือนไม่โกรธใช่ไหม]

     เสื้อกล้ามสีขาวที่พี่คลื่นใส่อยู่ทำให้ช่วงต้นแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามโผล่พ้นออกมา บวกกับหุ่นอันกำยำของพี่คลื่นที่เสื้อกล้ามตัวเดียวไม่สามารถปิดบังได้ทำให้ผมเผลอใจเต้นแรง แต่ไม่นานผมก็ดึงสติกลับมาได้

     อย่าเพิ่งเคลิ้ม ตอนนี้ต้องแสดงให้เขาเห็นก่อนว่ากำลังโกรธ!

     ผมไม่ตอบคำถามพี่คลื่น เอาแต่ทำหน้าบึ้งตามที่ตั้งใจไว้ คนตัวสูงที่เห็นผมเงียบใส่เลยเริ่มหน้าเสีย

     [เดือน...โกรธพี่อยู่เหรอครับ]

     ไม่ตอบ

     [น้องเดือน พูดอะไรบ้างสิ]

     ไม่ตอบๆๆ

     [เงียบแบบนี้แสดงว่าโกรธพี่อยู่จริงๆ สินะ]

     พี่คลื่นลุกจากเตียงแล้วย้ายมานั่งที่โต๊ะหนังสือโดยที่ยังวิดีโอคอลกับผมอยู่ เอาโทรศัพท์ตั้งไว้แล้วหันมาคุยกับผมต่อ

     [พี่งานยุ่งจริงๆ นะเดือน ถ้าเป็นไปได้พี่ก็อยากคอลกับเราทุกวัน แต่พักหลังมานี้พี่กลับมาถึงห้องก็สลบเลย มันเหนื่อยมากๆ]

     “...”

     [พี่แทบไม่มีเวลาว่างเลย โชคดีที่วันนี้งานไม่หนักมากพี่เลยมีแรงมาคอลกับเราได้...เดือนเข้าใจพี่หน่อยนะครับ]

     น้ำเสียงออดอ้อนกับสีหน้าง้องอนของคนตรงหน้าทำให้ผมเริ่มไขว้เขวว่าจะเอายังไงต่อ ตอนแรกผมแอบกลัวอยู่นิดหน่อยว่าพี่คลื่นจะมองว่าผมงี่เง่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันกลับตรงกันข้ามเลย ผมเม้มปากแน่น คิดหนักว่าจะตีหน้าเข้มต่อไปหรือจะยอมใจอ่อนดี จนกระทั่งพี่คลื่นพูดมาอีกหนึ่งประโยคผมถึงกับไปไม่เป็น

     [เดือนครับ...หายโกรธพี่นะ]

     อย่ามาพูดตอนทำหน้าแบบนั้นได้ไหมครับ ไม่รู้หรือไงว่ามันทำให้คนมองเขินแค่ไหน...

     “ผม...ไม่ได้โกรธเรื่องที่พี่หายไป” สุดท้ายผมก็ตีหน้าเข้มไม่ไหว ยอมเปิดปากพูดจนได้

     [แล้วเดือนโกรธพี่เรื่องอะไรอ่ะครับ]

     “ทำไมวันนั้นพี่ไม่ยอมปลุกผม”

     [หืม?]

     “วันที่เราจะอ่านหนังสือกันถึงเช้าทำไมพี่ไม่ปลุกผมครับ เบอร์ผมพี่ก็มีแล้ว ถ้าเรียกแล้วผมไม่ได้ยินพี่โทรมาเลยก็ได้”

     [เดือน...โกรธพี่เรื่องนี้อยู่เหรอ]

     “ใช่ครับ”

     พี่คลื่นทำหน้าเหวอ เหมือนเพื่อนๆ ผมตอนได้ยินเรื่องนี้ไม่มีผิด นั่นยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดมากกว่าเดิม

     [เอ่อ...ตอนนั้นพี่เห็นเดือนหลับสบายเลยไม่อยากปลุกน่ะครับ พี่คิดว่าปล่อยให้เราพักผ่อนเยอะๆ น่าจะดีกว่า]

     “แต่พี่เป็นคนอาสาปลุกผมเองนะครับ แล้วไหนจะรูปตอนผมหลับที่พี่แคปมาล้อเลียนอีก พี่คลื่นทำขนาดนี้คิดว่าผมจะไม่โกรธเลยเหรอครับ”

     [พี่ไม่ได้ตั้งใจจะล้อเราเลยนะ] คนตัวสูงปฏิเสธเสียงหนักแน่น [พี่แค่คิดว่าเดือนตอนหลับน่ารักดีเลยอยากแคปไว้ก็เท่านั้นเอง]

     “…”

     […]

     เกิดความเงียบขึ้นกะทันหัน เราต่างมองหน้ากันแต่ไม่พูดอะไรสักคำ ผมกะพริบตาปริบๆ คำพูดของพี่คลื่นทำให้ความโกรธที่กำลังพุ่งขึ้นสูงดิ่งลงมาทันที

     “พี่คลื่น...พูดว่าอะไรนะครับ” ผมถามย้ำ เผื่อเมื่อกี้จะหูฝาดจนได้ยินผิด

     [พี่เห็นว่าเดือนหลับแล้วน่ารักเลยอยากแคปเก็บไว้เฉยๆ แต่ถ้าเดือนไม่พอใจพี่ลบให้ได้นะครับ]

     สาบานว่าตอนโดนพี่ทิวชมว่าน่ารักผมไม่รู้สึกอะไรเลย แต่พอคนชมคือพี่คลื่นผมกลับทำอะไรไม่ถูก รู้สึกมือไม้มันเกะกะไปหมด แผนการที่จะทำท่าทางบึ้งตึงใส่อีกฝ่ายพังครืนในพริบตา

     [รู้แบบนี้แล้ว...เดือนยังโกรธพี่อยู่ไหม]

     น้ำเสียงพี่คลื่นอ่อนลงราวกับกำลังง้อผม แต่เพราะตอนแรกไปใส่อารมณ์กับเขาไว้เยอะ ผมเลยยังยอมตอนนี้ไม่ได้ เดี๋ยวจะเสียเชิงหมดกันพอดี

     “ผะ...ผมไม่หายโกรธง่ายๆ หรอก ต่อให้มีเหตุผลอะไรแต่ยังไงพี่คลื่นก็ผิดอยู่ดี”

     คนในโทรศัพท์ถอนหายใจเบาๆ ทำหน้าคิดหนักสักพักก่อนจะผละจากจอไปหยิบอะไรสักอย่าง ผมที่ต้องแสร้งทำเป็นโกรธต่อไปเลยยกมือมากอดอกแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น

     เอาไงดีวะ รู้แล้วว่าพี่คลื่นไม่ได้ผิด รู้แล้วว่าตัวเองงี่เง่าเกินไป แต่จะให้เป็นฝ่ายขอโทษซะเองอีโก้ผมมันก็ไม่ยอมอีก

     [จ๊ะเอ๋!]

     ผมหันขวับมามองกล้องทันที บนจอโทรศัพท์มีตุ๊กตาหมีสองตัวตั้งอยู่โดยมีหน้าพี่คลื่นคั่นอยู่ตรงกลาง คนตัวสูงอมยิ้ม เอาตุ๊กตามาปิดหน้าตัวเองสักพักก่อนจะเปิดหน้ามาใหม่

     [ดีกันนะครับ]

     ผมไม่ตอบ ได้แต่มองการกระทำของคนตรงหน้าด้วยความอึ้ง นี่พี่คลื่น...กำลังง้อผมอยู่เหรอ ง้อด้วยวิธีนี้เนี่ยนะ

     [ยังไม่ยอมคืนดีอีกเหรอ] พี่คลื่นทำหน้าเศร้า แต่ไม่ทันไรก็กลับมายิ้มแล้วเอาตุ๊กตามาปิดหน้าอีก ทำแบบนั้นซ้ำไปซ้ำมา [ดีกันนะครับ ดีกันน้าาาา ดีกันนะครับเดือน...]

     “พอแล้วครับ ไม่ต้องง้อผมแล้ว” ในที่สุดผมก็กลั้นยิ้มไม่ไหว พี่คลื่นที่เห็นผมหัวเราะเลยยิ้มกว้างอย่างดีใจ

     [หายโกรธพี่แล้วใช่ไหม]

     “พี่คลื่นทำขนาดนี้ ผมจะไปทนใจแข็งได้ไงล่ะครับ”

     [พี่ขอโทษนะครับ สัญญาว่าถ้ามีครั้งหน้าพี่จะรีบโทรไปปลุกเลย]

     “ไม่มีครั้งหน้าแล้วล่ะครับ ผมก็ไม่ได้แกร่งพอจะอดนอนได้ทุกวันนะ” ผมพูดยิ้มๆ ก่อนจะถามสิ่งที่สงสัย “พี่คลื่นมีตุ๊กตาหมีด้วยเหรอ”

     [ใช่ครับ แม่พี่ซื้อมาให้ตอนเด็กๆ]

     “เหรอครับ...น่ารักจัง”

     [หมายถึงตุ๊กตาหรือพี่]

     “ตุ๊กตาสิครับ” ผมพูดกลั้วหัวเราะ คนตัวสูงเลยหยิบตุ๊กตามาโชว์อีกรอบ ขยับแขนขาไปมาให้ดูด้วย

     [ชอบเหรอ]

     “ครับ ผมชอบตุ๊กตาหมีมาตั้งนานแล้ว”

     [แสดงว่าพี่เดาใจเดือนถูกสินะ]

     “เดาใจอะไรครับ”

     [ตอนแรกพี่ลังเลว่าจะง้อเดือนยังไงดี จนพอหันไปเห็นตุ๊กตาข้างเตียงเลยคิดว่าเดือนน่าจะชอบ แล้วพี่ก็คิดไม่ผิดจริงๆ] พี่คลื่นเอาตุ๊กตามาหนุนคาง ยิ้มกว้างจนผมเผลอใจเต้นแรงอีกรอบ [ไม่เคยมีใครได้เห็นตุ๊กตาพี่เลย เดือนเป็นคนแรกเลยนะครับรู้ตัวไหม]

     คำพูดของพี่คลื่นทำให้แก้มผมเห่อร้อนขึ้นมา หลังจากนั้นคนตัวสูงก็ชวนคุยเรื่องอื่นโดยที่ยังกอดตุ๊กตาหมีไว้ หัวใจผมยังคงเต้นแรง ไม่แน่ใจว่าเพราะรอยยิ้มหรือคำพูดของคู่สนทนากันแน่

     พี่คลื่นดาเมจแรงขนาดนี้ ผมชักเริ่มหวั่นใจแล้วสิว่าคำพูดของควีนจะเป็นจริงขึ้นมาในสักวัน...





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2022 21:38:50 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ พลอยสวย

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-5
มีอัพแอพไหนเพิ่มอีกไหมคะ

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 6 : ป้อนให้หน่อยได้ไหมครับ





     “กินข้าวบ้างก็ได้ค่ะเพื่อน มัวแต่ยิ้มแล้วชาตินี้จะอิ่มไหม”

     “มันเป็นอะไรวะ เอาแต่ยิ้มคนเดียวมาตั้งแต่เช้าแล้ว”

     “ข้าวก็ไม่รู้เหมือนกัน”

     ผมรีบหุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อโดนเพื่อนจ้องตาเขม็ง ทำเป็นไอกลบเกลื่อนก่อนจะกินข้าวต่อ

     “มองอะไรกัน ไม่กินข้าวต่ออ่ะ”

     “กูสิต้องถามมึง เป็นอะไรคะ ข้าวปลาไม่ยอมกิน เอาแต่นั่งอมยิ้มเหมือนถูกหวยมางั้นแหละ”

     “เดือนเล่นหวยด้วยเหรอ ไหนบอกข้าวว่าเล่นไม่เป็นไง”

     “โอ๊ย! กูแค่เปรียบเปรยค่ะ” ฝนกับควีนพร้อมใจกันแก้ไขให้ข้าวหอม ส่วนผมก็กินข้าวต่อไปโดยไม่สนใจคำพูดของเพื่อน

     “เมื่อวานยังหงุดหงิดเหมือนเมนส์มาอยู่เลย วันนี้กลับร่าเริงผิดหูผิดตาซะงั้น”

     “กูว่าแปลก”

     “กูก็ว่าแปลก”

     “ข้าวก็คิดว่าแปลกเหมือนกัน”

     ผมไม่ได้อยากทำตัวแปลกซะหน่อย แต่พอนึกถึงวิธีง้อของพี่คลื่นเมื่อคืนแล้วมันก็หุบยิ้มไม่ได้เลย พี่คลื่นที่ผมมองว่าเป็นคนเท่ๆ มาตลอดกลับมีมุมน่ารักแบบนี้ด้วย ผมประหลาดใจ...แต่ก็ดีใจเหมือนกันที่ได้เห็นมุมใหม่ๆ ของพี่คลื่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

     “เออ แล้วตกลงเมื่อคืนมึงเคลียร์กับพี่คลื่นยังวะ” ควีนถาม

     “เคลียร์กันแล้ว”

     “แล้วเป็นไง จบดีหรือจบแย่”

     “แหมอีควีน มึงยังจะถามอีกเหรอ หน้ามันก็ตอบอยู่ทนโท่” ฝนยิ้มเหมือนรู้ทัน จนผมอดระแวงไม่ได้

     “กูไม่ได้ยิ้มเพราะพี่คลื่นง้อเมื่อคืนซะหน่อย มึงอ่ะมั่ว”

     “กูยังไม่ได้พูดอะไรเลย แล้วกูก็ไม่รู้ด้วยว่าเมื่อคืนพี่คลื่นง้อมึง”

     “ฮั่นแน่ กูพบคนร้อนตัวแล้วหนึ่ง”

     โอเคครับ ผมพลาดเอง ผมลืมไปว่ามีเพื่อนฉลาด ฝนกับควีนยิ้มแบบมีเลศนัย ผมไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเลยหันไปชวนข้าวหอมคุยซะเลย

     “ข้าว เย็นนี้ไปกินหมูกระทะกันไหม”

     “หือ? วันก่อนก็เพิ่งกินไปนะเดือน วันนี้ยังจะกินอีกเหรอ”

     “เราติดใจหมูร้านนั้นอ่ะ มันนุ่มดี อยากไปกินอีก”

     “ร้านที่ฝนมันพาไปเลี้ยงน่ะเหรอ” ควีนพูดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ลืมเรื่องพี่คลื่นไปทันที “ไปดิๆๆ กูอยากไปเหมือนกัน”

     “แต่เมื่อวานควีนบอกว่าจะลดความอ้วนไม่ใช่เหรอ”

     “มันไม่ได้จะไปกินหรอก” ฝนเหลือบมองควีนอย่างเอือมๆ “มันจะไปส่องพนักงานร้านหมูกระทะ”

     “อีฝน! กูบอกแล้วไงว่าให้เก็บเป็นความลับ”

     “วันนั้นมึงเล่นจ้องซะจนตัวน้องเขาแทบพรุน ต่อให้กูไม่บอกไอ้เดือนกับไอ้ข้าวก็รู้อยู่แล้วป่ะ”

     “ก็น้องเขาหล่อล่ำตรงสเป็กกูอ่ะ หรือมึงไม่ชอบ?”

     “ไม่อ่ะ น้องคนนั้นล่ำเกินไป อย่างกูต้องแบบพี่องศา หุ่นกำลังดีน่ากอดน่าหม่ำ”

     “ถามเขายังว่าเขาให้มึงหม่ำหรือเปล่า”

     “น้องที่ร้านหมูกระทะเขาก็ไม่ให้มึงหม่ำเหมือนกันแหละค่ะ”

     บางทีผมก็ไม่แน่ใจว่าฝนกับควีนใช่เพื่อนสนิทกันแน่เหรอ เดี๋ยวก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เดี๋ยวก็ตีกันด้วยฝีปาก หลากหลายอารมณ์จริงๆ

     “ตกลงว่าฝนกับควีนจะไปด้วยใช่ไหม”

     “ใช่ค่ะ” ควีนหันมาตอบอย่างมั่นใจ

     “โอเค งั้นข้าวไปด้วยก็ได้”

     “แต่รอบนี้กูไม่เลี้ยงแล้วนะ” ฝนพูดดักขึ้นมา

     “เออ มึงไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว วันนี้มึงทำหน้าที่เป็นแม่สื่อให้กูกับน้องคนนั้นพอ”

     “ผู้ของมึง มึงก็จัดการเองสิ กูจะไปแดกอย่างเดียว”

     “อ้าวอีนี่ ทำไมไม่รู้จักช่วยเพื่อนเลย”

     “ตอนนี้กามเทพฝนคิวเต็ม ช่วยคู่ไอ้เดือนกับพี่คลื่นอยู่ค่ะ”

     ผมจำไม่ได้เลยว่าไปขอให้มันช่วยตอนไหน ถ้าจะขอให้ช่วยผมขอให้มันเลิกคิดอะไรเพ้อเจ้อแบบนี้ดีกว่า

     ระหว่างที่ฝนกับควีนเถียงกันอยู่โดยมีข้าวหอมนั่งมองไปหัวเราะไป โทรศัพท์ผมก็มีเสียงไลน์ดังขึ้นมา พอหยิบขึ้นมาดูผมก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

     KhluenKhram : เดือนครับ

     KhluenKhram : ตอนนี้อยู่ไหน


     พี่คลื่นถามทำไมวะ ทำอย่างกับจะมาหาผมงั้นแหละ

     Ing-Duean : โรงอาหารอักษรฯ ครับ กำลังกินข้าวกับเพื่อนอยู่

     พี่คลื่นอ่านแต่ไม่ตอบ ผมเลยไม่รู้ว่าเขาถามทำไม แต่ถ้าให้เดาก็น่าจะชวนคุยตามปกติล่ะมั้ง

     ผมเลิกสนใจพี่คลื่นแล้วหันไปคุยกับเพื่อนต่อ ฝนบอกว่ารอบนี้มันจะกินแต่ของคาวอย่างเดียว ตู้ไอศกรีมที่ร้านหมูกระทะตักยากมาก คราวก่อนที่ไปกินมันตักซะจนกล้ามแขนแทบขึ้น โชคดีที่มีพนักงานอาสาตักให้ ไม่งั้นมันคงต้องยืนตักเป็นชั่วโมง

     จู่ๆ คนในโรงอาหารก็หันไปมองด้านหลังผม เหมือนมีดารามาถ่ายละครในมหา’ลัย ผมที่มัวแต่คุยกับเพื่อนจนไม่เป็นอันกินข้าวก็ไม่ได้สนใจ ตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียว

     “เฮ้ยมึงๆๆ” ฝนสะกิดแขนควีน บุ้ยปากไปด้านหลังผม “มึงว่าใช่ป่ะ”

     “...กูว่าใช่”

     ข้าวหอมทำหน้างงก่อนจะหันไปมองอีกคน แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นตกใจ “เดือน”

     “ว่า?” ผมพูดทั้งที่กำลังเคี้ยวลูกชิ้นอยู่เต็มปาก

     “พี่คลื่นมา”

     “แค่กๆๆๆ!” ชื่อที่เพื่อนพูดออกมาทำให้ผมสำลักจนลูกชิ้นติดคอ ข้าวหอมหยิบแก้วน้ำมาให้ ผมรับมาดื่มขณะเดียวกับที่พี่คลื่นมายืนข้างโต๊ะพอดี

     “เอ่อ...สวัสดีค่ะพี่คลื่น” ฝนยกมือมาไหว้พี่คลื่นด้วยใบหน้างงๆ

     “สวัสดีครับน้องฝน กินข้าวกันอยู่เหรอ”

     “ใช่ค่ะ แล้ว...พี่คลื่นมาคณะหนูทำไมเหรอคะ”

     คนตัวสูงหันมามองผมพลางยิ้มบางๆ พอได้สบตากับพี่คลื่นแล้วภาพที่เขาง้อผมเมื่อคืนก็ลอยเข้ามาในหัว พาให้แก้มทั้งสองข้างร้อนขึ้นมาอีกครั้ง

     ห้ามยิ้มนะอิงเดือน ห้ามหลุดเด็ดขาดเลยนะเว้ย!

     “พี่มีเรื่องอยากมาขอร้องพวกเราหน่อย”

     “ขอร้อง...พวกหนูเหรอคะ?” ควีนชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพลางทำหน้างงอีกคน

     “ใช่ครับ รบกวนเวลากินข้าวหรือเปล่า”

     “ไม่เลยค่ะๆ พี่คลื่นอยากขอร้องอะไรพวกหนูบอกมาได้เลย”

     “พอดีคณะพี่จะจัดค่ายอาสาเดือนหน้าน่ะ แล้วตอนนี้กำลังทำป้ายไวนิลรับสมัครคนอยู่”

     “อ๋อ เรื่องค่ายหนูก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน พี่คลื่นจะให้พวกหนูไปประชาสัมพันธ์เด็กอักษรฯ เหรอคะ”

     “เปล่าครับ คือพี่ต้องทำสองป้าย แล้วพรุ่งนี้ต้องเอาป้ายไปติดบนบอร์ดแล้ว แต่ตอนนี้ยังทำป้ายอันที่สองไม่เสร็จเลย...” พี่คลื่นเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังผม เอามือมาวางบนไหล่เบาๆ “พี่เลยอยากขอร้องน้องๆ มาช่วยพี่ทำป้ายเย็นนี้หน่อย ได้ไหมครับ”

     ประโยคหลังพี่คลื่นก้มมามองผม เหมือนจะสื่อว่าเขากำลังถามผมอยู่

     “เอ่อ...พี่คลื่นถามผมเหรอครับ”

     “ถามทุกคนครับ” คนตัวสูงยิ้มมุมปาก “แต่อยากฟังคำตอบจากเราเป็นพิเศษ”

     ผมอึกอักอย่างตอบไม่ถูก ใจหนึ่งก็อยากช่วยพี่คลื่น แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าถ้าไม่ไปกินหมูกระทะแล้วจะโดนเพื่อนโกรธ

     “เอ่อ...คือพอดีตอนเย็นพวกผม...”

     “ได้เลยค่ะพี่คลื่น”

     ขวับ!

     “เย็นนี้พวกหนูไม่มีอะไรทำพอดี พี่คลื่นมาชวนไปทำป้ายแบบนี้หนูยินดีมากๆ เลยค่ะ”

     ผมมองหน้าฝนพลางขมวดคิ้วจนแทบจะผูกเป็นโบว์ได้ ไหนตกลงกันว่าเย็นนี้จะไปกินหมูกระทะกันไง มันลืมเหรอ

     “ขอบคุณนะครับ” พี่คลื่นยิ้มกว้าง

     “โอ๊ย ไม่เป็นไรค่ะ พวกหนูเต็มใจกันอยู่แล้ว เดือนมหา’ลัยอย่างพี่คลื่นมาขอร้องทั้งทีใครจะกล้าปฏิเสธ”

     “ไอ้ฝน เย็นนี้พวกเรา...”

     “ว้ายยยยย! พี่คลื่นจะทำป้ายกันที่ไหนเหรอคะ” จู่ๆ ควีนก็เอื้อมมือมาปิดปากทั้งที่ผมยังถามไม่จบ

     “แล้วที่เราคุยกันไว้ว่า...”

     “เอ้อออออ! นั่นสิคะ พวกพี่ๆ ทำป้ายกันที่ไหนคะหนูจะได้ไปหาถูก” ฝนเอื้อมมือมาปิดปากข้าวหอมอีกคน กลายเป็นว่าตอนนี้ผมกับข้าวหอมได้แต่ส่งเสียงอู้อี้พูดอะไรไม่ได้เลย

     “เอ่อ...ใต้ตึกบริหารฯ ครับ น้องๆ ไปกันถูกไหม”

     “ไปถูกค่ะ หนูไปส่องผู้ชายที่นั่นประจำ ไว้เจอกันเย็นนี้นะคะพี่คลื่น เรียนเสร็จแล้วพวกหนูจะรีบไปช่วยเลย” ควีนตอบพี่คลื่นขณะที่ยังปิดปากผมอยู่ คนตัวสูงมองมาอย่างงงๆ แต่พอฝนกับควีนยิ้มให้พี่คลื่นก็นัดแนะสถานที่และเวลาอีกครั้งก่อนจะขอตัวไปเรียน

     “พวกมึงมาปิดปากกูกับข้าวทำไมเนี่ย” ผมถามหลังจากมันปล่อยมือแล้ว

     “ถ้ากูไม่ห้ามไว้มึงสองคนก็หลุดปากออกมาแล้วสิ”

     “แล้วฝนกับควีนไปรับปากพี่คลื่นทำไม เย็นนี้พวกเราต้องไปกินหมูกระทะไม่ใช่เหรอ”

     “เรื่องหมูกระทะพับเก็บไปก่อนค่ะ ตอนนี้พวกเราต้องทำหน้าที่กามเทพสื่อรักให้ไอ้เดือนก่อน” ฝนกับควีนหันไปยิ้มกันสองคน แต่เป็นยิ้มที่ผมมองแล้วรู้สึกหวั่นใจยังไงไม่รู้

     “อย่าบอกนะว่าฝนกับควีน...”

     “ถูกต้องค่ะ เริ่มฉลาดขึ้นมาแล้วสินะคุณข้าวหอม” ฝนยิ้มกริ่ม ต่างกับผมที่อยากจะหงายหลังลงไปเป็นลมกับพื้น

     “เดี๋ยวนะ นี่พวกมึงถึงกับเทนัดหมูกระทะแค่เพราะจะมาเชียร์กูกับพี่คลื่นเนี่ยนะ”

     “นั่นมันก็ส่วนหนึ่ง แต่พี่เขาลงทุนมาหามึงถึงคณะเพื่อมาขอร้องมึงเลยนะเว้ย มึงกล้าปฏิเสธเขาลงคอเหรอเดือน”

     “จริง แล้วยิ่งตอนเขาถามมึงนะ สายตานี่เหมือนคนเป็นแฟนกำลังอ้อนกันอยู่เลยอ่ะมึง กูเห็นแล้วละลายแทน”

     “มึงรู้ได้ไงว่าเขามาคณะเราเพื่อมาขอร้องกูโดยเฉพาะ”

     “ไอ้เดือน กูบอกแล้วไงว่าให้อ๊องอย่างเดียวแต่อย่าโง่ เขาพูดซะขนาดนั้น มองจากดาวอังคารยังรู้เลยค่ะว่าเขาอยากให้มึงไป”

     ผมถลึงตาใส่ฝน พูดแบบนี้มันหลอกด่ากันชัดๆ เลยนี่หว่า

     “แล้วไหนมึงบอกจะไปส่องพนักงานร้านหมูกระทะไง”

     “น้องคนนั้นไว้ไปส่องทีหลังก็ได้ค่ะ วันนี้กูเอาเวลามาส่องมึงกับพี่คลื่นดีกว่า”

     ผมส่ายหัวให้ควีนอย่างเหนื่อยใจ ไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาพูดกับมันดี

     “เอาเถอะเดือน ฝนกับควีนตอบตกลงพี่คลื่นไปแล้ว ยังไงเราก็คงแคนเซิลไม่ทันแล้วล่ะ อีกอย่างพี่คลื่นก็ดูเหมือนกำลังลำบากด้วย เราไปช่วยให้งานเขาเสร็จไวๆ มันก็ดีเหมือนกันนะ”

     ผมหันไปมองข้าวหอมก่อนจะพยักหน้าให้อย่างช่วยไม่ได้ ที่จริงผมก็อยากช่วยพี่คลื่นเหมือนกัน เท่าที่ฟังเมื่อคืนแล้วผมเชื่อว่างานเขามันหนักจริงๆ แต่ที่ผมกำลังหนักใจคือผมไม่รู้ว่าตอนไปช่วยพี่คลื่นทำงาน เพื่อนตัวดีของผมมันจะทำอะไรบ้าง

     “แค่ไปช่วยเขาทำป้ายอย่างเดียวนะมึง ห้ามทำอะไรแผลงๆ เด็ดขาด” ผมชี้หน้าฝนกับควีนอย่างคาดโทษ ซึ่งพวกมันก็เอาแต่ยิ้มไม่ยอมรับปาก ผมล่ะกลุ้มจริงๆ มีเพื่อนบ้าผู้ชายอย่างเดียวไม่พอยังจะชอบเป็นแม่สื่อให้คนอื่นไปทั่วอีก ก่อนจะคบใครเป็นเพื่อนต้องคิดดีๆ นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะพลาดเหมือนผม


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     ตั้งแต่เรียนมาสองปีผมไม่เคยมาตึกบริหารฯ เลยไม่รู้ว่ามันกว้างและใหญ่ขนาดนี้ ฝนบอกว่าผู้ชายคณะนี้งานดีทั้งนั้น ตอนเลิกเรียนมันชอบมานั่งส่องกับควีนประจำ พอมันพูดแบบนี้ผมถึงได้รู้ว่าเวลาผมกับข้าวหอมชวนไปกินข้าวหลังเลิกเรียนทำไมพวกมันถึงไม่ค่อยไปด้วย

     “อีควีน ดูคนนั้นดิ มึงว่าหล่อป่ะ” ฝนชี้ผู้ชายที่เพิ่งเดินผ่านตึกบริหารฯ ไปให้ควีนดู

     “หูย หล่อล่ำไม่แพ้น้องที่ร้านหมูกระทะเลยอ่ะ เดี๋ยวเสร็จงานแล้วมึงไปขอเบอร์เขาให้หน่อยนะ กูอยากได้”

     “อ้าวอีนี่ อยากได้ก็ไปขอเองสิคะ”

     “ก็มึงสวยกว่ากูอ่ะ หัดใช้ความสวยที่มีให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนบ้างสิคะ”

     “ฝน ควีน เอาแต่ดูผู้ชายอยู่ได้ ที่ข้าวบอกให้ลงสีตัวอักษรอ่ะเสร็จยัง”

     ผมหลุดขำเมื่อพวกมันโดนข้าวหอมดุ ตัวเองเป็นคนบอกพี่คลื่นว่าจะมาช่วยงานแท้ๆ แต่พอถึงเวลากลับเอาแต่ส่องคนหล่อซะงั้น

     “ใกล้จะเสร็จแล้วนี่ไงคะ มึงก็ขยันเร่งจัง”

     “ใกล้จะเสร็จที่ไหน ยังลงสีพยางค์แรกไม่เสร็จเลยไม่ใช่เหรอ” ข้าวหอมชี้ไปยังคำว่า ‘บริหารรัก ปันสุขให้น้อง’ บนป้ายไวนิลที่เพิ่งถูกลงสีไปนิดเดียวเอง

     “ไอ้ข้าว มึงจะรีบไปไหนวะ พวกพี่เขาก็บอกอยู่ว่าให้ทำไปเรื่อยๆ”

     “รีบทำให้เสร็จเร็วๆ ไม่ดีเหรอฝน เราจะได้กลับไม่ดึกกันไง”

     “ถ้าเป็นวันอื่นน่ะใช่” ฝนเหลือบมามองผมที่ตกแต่งบอร์ดอยู่พลางยิ้มแปลกๆ “แต่วันนี้กูขอกลับดึกวันนึง กูอยากรอดูโมเมนต์หวานๆ ของพี่คลื่นกับคนแถวนี้”

     เล่นจ้องซะขนาดนี้พูดชื่อผมเลยก็ได้นะ มันพูดเหมือนข้าวหอมไม่รู้เลยว่าคนแถวนี้ที่มันพูดถึงคือผม

     “ไม่ได้สิ ถ้าวันนี้เรากลับดึกกันแล้วข้าวจะกลับยังไง”

     “เออว่ะ” ควีนรีบหันไปมองฝน ทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “อีฝน มึงลืมไปแล้วเหรอว่าข้าวมันกลับเกินสองทุ่มไม่ได้”

     “โอ๊ย ไม่ต้องห่วง นี่เพิ่งหกโมงเย็น ยังมีเวลาเหลือเฟือ”

     “เหลือเฟือกับผีอ่ะดิ บอร์ดยังตกแต่งไม่เสร็จ ป้ายก็ยังลงสีไม่ถึงไหน มึงคิดว่าแค่สองชั่วโมงมันจะพอเหรอ” ผมหันไปช่วยข้าวหอมดุ ใช้ของตกแต่งชี้หน้าพวกมันเรียงตัว “รีบทำไปเลยนะ อย่ามัวแต่อู้งาน ถ้างานไม่เสร็จกูจะฟ้องพี่คลื่นจริงๆ ด้วย”

     “ค่าาาา กูรู้แล้วววว ได้ทีสั่งกูใหญ่เลยนะมึง”

     ผมแลบลิ้นให้ฝน เป็นการเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ ที่มันไปรับปากพี่คลื่นโดยไม่ปรึกษาผมก่อน ข้าวหอมที่เห็นเพื่อนเริ่มลงมือทำงานจริงๆ เลยกลับมาช่วยผมตกแต่งบอร์ดต่อ

     ค่ายอาสาที่จะมีเดือนหน้าเป็นค่ายที่จัดขึ้นมาโดยรุ่นพี่คณะบริหารฯ นักศึกษาแต่ละชั้นปีจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป อย่างพี่คลื่นที่อยู่ปีสามจะมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์หาคนมาร่วมค่าย แต่เนื่องจากกลุ่มพี่คลื่นมีคนไปค่ายไม่กี่คน การเตรียมตัวประชาสัมพันธ์จึงค่อนข้างล่าช้า เขาถึงต้องให้พวกผมมาช่วยทำป้ายไวนิลเพื่อให้เสร็จทันเวลา

     ผมกับข้าวหอมมีหน้าที่ตกแต่งบอร์ด ฝนกับควีนมีหน้าที่ลงสีป้ายไวนิล ส่วนพี่คลื่นกับเพื่อนๆ ที่เป็นผู้ชายกำลังซ่อมแซมบอร์ดที่ซุ้มคณะที่ใช้ติดป้ายไวนิลอีกอันอยู่ ที่จริงเรื่องบอร์ดไม่ต้องตกแต่งก็ได้ แต่ตอนนี้ใกล้ถึงวันคริสต์มาสแล้ว พี่คลื่นเลยอยากได้ป้ายไวนิลที่มีธีมเข้ากับเทศกาล

     “เดือน ข้าวว่าอันนี้ไม่ต้องติดดีไหม” ข้าวหอมดึงตุ๊กตาซานตาคลอสที่ผมเพิ่งติดไปเมื่อครู่ออกมา

     “ทำไมอ่ะ ไม่สวยเหรอ”

     “มันดูรกไปอ่ะ เราตกแต่งข้างล่างแค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนะ”

     ผมถอยหลังออกมาเพื่อดูภาพรวมของบอร์ด อืม...จะว่าไปแค่นี้มันก็ดูดีแล้วนะ

     “งั้นเดี๋ยวเราตกแต่งข้างบนกันเลยก็ได้ ข้าวไปหยิบเทปใสกับกรรไกรมาให้หน่อยสิ”

     “อีกแล้วเหรอ เมื่อกี้เดือนเพิ่งใช้ข้าวไปหยิบน้ำเองนะ”

     “ก็เราไม่รู้อ่ะว่าของอยู่ตรงไหน”

     “แล้วตอนพี่ยี่หวาอธิบายทำไมเดือนไม่ฟัง”

     “ตอนนั้นฝนชวนคุยอยู่เราเลยไม่ได้ฟังอ่ะ” ผมเข้าไปกอดแขนข้าวหอม เอาหน้าถูไปมาด้วย “น้าาาา ไปหยิบให้เราหน่อยนะข้าว สัญญาจะไม่ใช้อีกแล้ว นะๆๆๆ”

     ข้าวหอมทำหน้างอเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้าในที่สุด ผมยิ้มกว้าง ปล่อยแขนเพื่อนให้ไปหยิบอุปกรณ์ จุดอ่อนของข้าวหอมที่ทุกคนในกลุ่มรู้กันดีคือข้าวหอมแพ้ลูกอ้อนมากๆ ตั้งแต่คบกันมาไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมพูดเพราะๆ ใส่แล้วข้าวหอมจะไม่ตามใจ

     ระหว่างที่รอข้าวหอมผมก็เดินไปหาฝนกับควีน อยากรู้ว่าพวกมันลงสีป้ายกันไปถึงไหนแล้ว แต่พอผมเดินไปถึง...

     “กูบอกว่าเขียวแดง”

     “ไม่ได้ ต้องชมพูเท่านั้น”

     “อีควีน คริสต์มาสบ้านมึงเขาใช้สีชมพูเหรอ มันต้องเขียวแดงเท่านั้นค่ะ”

     “บอร์ดก็เขียวแดงแล้ว มึงยังจะให้ป้ายเป็นเขียวแดงอีกเหรอ เชื่อกูสิ สีชมพูนี่แหละเวิร์ก”

     “ไม่เอา กูไม่ชอบสีชมพู”

     “ไม่ชอบก็เรื่องของมึง กูจะระบายแล้ว มึงมาช่วยด้วยเลย”

     “นี่พวกมึงยังเถียงกันไม่จบอีกเหรอ” ผมนั่งยองๆ ข้างควีนก็จะถอนหายใจเบาๆ พวกมันเถียงเรื่องสีพื้นหลังป้ายมาเป็นชั่วโมงแล้ว พอกลับมาสามัคคีกันส่องผู้ชายผมเลยนึกว่าตกลงเรื่องสีได้แล้วซะอีก

     “ไอ้เดือน มึงเลือกมาเลยว่าจะเอาสีไหน”

     “ใช่ บอกมันไปเลยว่าคริสต์มาสต้องเขียวแดงเท่านั้น”

     เอาแล้วไง อยู่ดีไม่ว่าดีโยนงานหนักมาให้ผมอีกแล้วไอ้พวกนี้

     “เด็กๆ เหนื่อยกันไหม” ในตอนที่ผมโดนเพื่อนกดดันอยู่ พี่ยี่หวากับพี่ทิวก็เดินถือถุงข้าวกล่องกับขนมเข้ามาใต้ตึก เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้าวหอมกลับมาพอดี

     “อุ๊ย พี่ทิวซื้อข้าวมาให้หนูเหรอ ขอบคุณนะคะ หนูกำลังหิวอยู่พอดี” พอได้เห็นผู้ชายอาการอยากชนะก็หายไปทันที ฝนรีบเข้าไปออดอ้อนพี่ทิว แต่ก็ไม่วายโดนควีนตามไปขัด

     “เขาซื้อมากินเองค่ะ มึงน่ะมาเคลียร์กับกูก่อน สีพื้นหลังป้ายยังตกลงกันไม่ได้เลย”

     “เอ๊ะ มึงนี่มารผจญจริงๆ กูจะให้พี่ทิวป้อนข้าวซะหน่อย” ฝนทำหน้าเซ็ง พวกพี่ทั้งสองคนเลยหลุดขำ

     “พี่ซื้อมาให้พวกเรานั่นแหละ พักงานแล้วมากินข้าวกันก่อนก็ได้ ทำงานมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ” พี่ยี่หวาชูถุงข้าวกล่องในมือพลางยิ้มกว้าง

     “เอ่อ...มาเลี้ยงข้าวพวกผมแบบนี้มันจะดีเหรอครับ”

     “พี่ให้พวกเรามาช่วยงาน พี่ก็ต้องดูแลพวกเราสิ แล้วคนที่ให้ซื้อข้าวมาเลี้ยงก็คือไอ้คลื่น เพราะงั้นไม่ต้องเกรงใจหรอก”

     พอพี่ยี่หวาพูดแบบนั้นฝนกับควีนก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม หันมาแซวทางสายตาจนผมต้องมองค้อนกลับไป

     “แหม...พี่คลื่นนี่หล่อแล้วยังใจดีอีก ใครได้ไปเป็นแฟนคงโชคดีไปทั้งชีวิตเลย ใช่ไหมเดือน”

     แล้วจะมาถามทำไมล่ะ ผมไม่ใช่ผู้โชคดีคนนั้นซะหน่อย

     “แต่ตรงนี้มืดแล้วยุงเยอะ แสงไฟก็ไม่ค่อยมีด้วย พี่ว่าเราย้ายไปที่ซุ้มกันดีกว่า ที่นั่นมีพัดลมด้วย”

     “แต่ผมกับเดือนยังตกแต่งบอร์ดไม่เสร็จเลยนะครับ” ข้าวหอมชี้ไปยังบอร์ดที่พวกผมสองคนตกแต่งไปได้ครึ่งเดียว

     “เดี๋ยวพวกพี่ทำต่อเอง ส่วนเราสี่คนย้ายไปทำงานที่ซุ้มเถอะ เผื่อไอ้คลื่นจะเรียกให้ช่วยอะไรด้วย” พี่ทิวพูดพร้อมกับแจกข้าวกล่องกับขนม พอได้ยินชื่อพี่คลื่น ฝนกับควีนก็หันไปมองตากันทันที

     “แต่ผมว่า...”

     “โอเคค่ะ งั้นหนูฝากตรงนี้ด้วยนะคะ” ผมกำลังจะขออยู่ช่วยพี่ยี่หวาที่นี่ แต่ก็ถูกฝนขัดขึ้นมาซะก่อน “ไปกันเร็วพวกมึง ตรงนี้ยุงเยอะมากเลย กูโดนกัดจนตัวลายไปหมดแล้วเนี่ย”

     “ใช่ๆ รีบไปหาพี่คลื่น...เอ้ย รีบไปกินข้าวกันที่ซุ้มเถอะ ตอนนี้กูหิวจนแทบจะกินช้างได้แล้ว”

     เมื่อสองนาทีก่อนยังทะเลาะกันอยู่เลย ตอนนี้กลับพูดเป็นเสียงเดียวกันซะงั้น ผมรู้เลยว่าพวกมันคิดอะไรอยู่ เพราะเวลามันสองคนเข้ากันได้ดีทีไรมักจะมีเรื่องให้ผมปวดหัวทุกที





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2022 21:40:39 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     “อีควีน”

     “ว่า?”

     “ทำไมพี่คลื่นขยันจังวะ กูเห็นซ่อมบอร์ดมาตั้งนานแล้วยังไม่หยุดพักเลย” ฝนบุ้ยปากไปทางพี่คลื่นที่กำลังยืนอยู่บนบันไดเหล็ก ข้างล่างคือพี่องศาที่ทำหน้าที่คอยส่งอุปกรณ์ให้

     “ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอมึง มันแสดงให้เห็นว่าเพื่อนเราฝากชีวิตไว้กับเขาได้ไง”

     “จริง พี่คลื่นขยันแบบนี้กูค่อยยกไอ้เดือนให้อย่างสบายใจหน่อย”

     “มันใช่เวลามาพูดเพ้อเจ้อไหม รีบลงสีไปเลยนะ อีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็จะสองทุ่มแล้วเนี่ย” ผมเร่งพวกมันเพราะกลัวข้าวหอมจะกลับบ้านไม่ได้ ปกติข้าวหอมจะให้พ่อมารับส่งที่มหา’ลัย แต่วันนี้พ่อข้าวหอมต้องไปทำธุระที่ต่างจังหวัดเลยมารับได้ไม่เกินสองทุ่ม

     “ไม่ต้องรีบหรอกเดือน ข้าวโทรไปบอกพ่อแล้วว่าไม่ต้องมารับ”

     “อ้าว ทำไมอ่ะข้าว” พวกผมสามคนหันไปมองข้าวหอมอย่างตกใจ

     “ข้าวคิดว่ามันคงไม่เสร็จภายในสองทุ่มหรอก”

     “แล้วแบบนี้จะทำยังไงอ่ะ”

     “ข้าวก็กำลังคิดอยู่เหมือนกัน”

     “งั้นคืนนี้มึงมานอนห้องกูไหม” ควีนเสนอไอเดียขึ้นมา “ส่วนพรุ่งนี้มึงยืมชุดกูใส่ไปก่อนก็ได้ ตัวมึงกับกูน่าจะพอๆ กัน”

     “อืม เอางั้นก็ได้”

     ก็ยังดีที่ควีนยังรู้จักรับผิดชอบ เพราะที่งานเสร็จช้าส่วนหนึ่งก็เพราะมันกับฝนนั่นแหละ ผมไม่ได้โทษเพื่อนนะครับแต่มันคือความจริง

     “โอเค เรื่องไอ้ข้าวหายห่วงแล้ว...” ควีนหันมายิ้มแปลกๆ มันวางพู่กันก่อนจะหยิบกล่องขนมปังมาให้ “ส่วนมึงน่ะ รีบเอาขนมไปให้พี่คลื่นกินซะ”

     ผมหยุดมือที่กำลังลงสีป้ายไวนิล หันไปขมวดคิ้วใส่มัน “แล้วทำไมกูต้องเอาไปให้เขาด้วย”

     “มึงไม่สงสารพี่คลื่นเหรอ ทำงานมาตั้งนานแล้วยังไม่ได้กินข้าวเลย”

     “ใช่ๆ เกิดเขาหิวข้าวจนเป็นลมตกบันไดขึ้นมา ได้เจ็บตัวกันพอดี”

     ความคิดเพื่อนผมทุเรศมาก มันพูดเหมือนกำลังแช่งพี่คลื่นอยู่เลย

     “แต่เมื่อกี้พี่องศาชวนพี่คลื่นกินข้าว เขาก็บอกว่ายังไม่หิวไม่ใช่เหรอ”

     “มันไม่เหมือนกัน”

     “ไม่เหมือนยังไงวะ”

     “เอาเถอะน่ะ ตอนนี้มึงเอาขนมไปให้เขาก่อน มึงเชื่อกูสิว่าพี่คลื่นกินแน่นอน”

     “แล้วทำไมมึงไม่เอาไปให้เขาเอง”

     “ก็มึงสนิทกับพี่คลื่นที่สุดอ่ะ เพิ่งโดนเขาง้อมาด้วยไม่ใช่เหรอคะ”

     เรื่องนั้นกับเรื่องนี้มันเกี่ยวกันที่ไหนล่ะ!

     ผมมองขนมในมือควีนอย่างชั่งใจ ก่อนจะหันไปมองคนที่กำลังซ่อมบอร์ดอย่างขะมักเขม้น ที่จริงผมก็ห่วงพี่คลื่นอยู่เหมือนกัน แต่เพราะเห็นเขาบอกพี่องศาว่ายังไม่หิว ผมเลยคิดว่าปล่อยให้เขาทำงานต่อไปน่าจะดีกว่า

     แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ต่อให้พี่คลื่นจะบอกว่าไม่หิว แต่ผมคิดว่ายังไงก็ควรกินอะไรรองท้องไว้ก่อนอยู่ดี

     “อือ กูเอาไปให้ก็ได้ แต่ถ้าเขาไม่กินนะกูจะกลับมาคิดบัญชีพวกมึง”

     “ดีมากกกกก มันต้องอย่างนี้สิเพื่อนกู”

     “รีบเอาไปให้เขาเร็ว กูมั่นใจว่าพี่คลื่นต้องกินแน่นอนค่ะ”

     ผมทำหน้าเอือมใส่ควีนแต่ก็ยอมรับกล่องขนมมา กำลังจะลุกไปหาพี่คลื่นแต่ข้าวหอมก็จับแขนไว้ก่อน

     “เดี๋ยวเดือน เอาไปให้พี่องศาด้วยสิ พี่องศาก็ยังไม่ได้กินข้าวเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

     “เออจริงด้วย”

     ผมรับขนมมาจากข้าวหอมอีกกล่องก่อนจะเดินไปหาพี่คลื่นกับพี่องศา ตอนรับปากเพื่อนไม่คิดอะไร แต่ตอนนี้เริ่มประหม่าขึ้นมาซะงั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่พอคิดว่าต้องเอาขนมไปให้พี่คลื่นผมก็รู้สึกเขินยังไงไม่รู้

     “อ้าวน้องเดือน มีอะไรหรือเปล่าครับ” พี่องศาที่หันมาเห็นผมเอ่ยทักขึ้นมา พี่คลื่นที่อยู่บนบันไดเลยหยุดมือแล้วมองลงมาด้วย

     “เอ่อ...คือ...ผมเห็นว่าพวกพี่ยังไม่ได้กินอะไร ก็เลย...เอาขนมมาให้น่ะครับ” ผมยิ้มเขินๆ ก่อนจะยื่นขนมไปตรงหน้า พี่องศายิ้มกว้างพลางเดินมาหา

     “ขอบคุณนะครับ น้องเดือนนี่น่ารักแล้วยังใจดีอีก...” พี่องศากำลังจะหยิบขนมไปกิน แต่ก็ชักมือกลับไป เหลือบขึ้นไปมองพี่คลื่น “แต่ตอนนี้มือพี่เปื้อนอยู่ ถ้ายังไงรบกวนน้องเดือนป้อนให้หน่อยได้ไหมครับ”

     “ปะ...ป้อนเหรอครับ” ผมเบิกตากว้าง พี่องศาพยักหน้ายิ้มๆ แล้วอ้าปากรอ

     “เร็วครับ ตอนนี้พี่หิวมากเลย”

     ผมหันไปหาเพื่อนเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่พวกมันก็เอาแต่ทำหน้าลุ้นว่าผมจะทำยังไงต่อ ให้ตายสิไอ้พวกนี้ พึ่งพาอะไรไม่เคยได้เลย

     ผมจิ้มขนมปังขึ้นมาก่อนจะค่อยๆ ยื่นไปที่ปากพี่องศา แต่ในตอนที่ขนมกำลังจะเข้าปาก หน้าพี่องศาก็โดนพี่คลื่นที่ลงมาเมื่อไหร่ไม่รู้ผลักให้หลบไปซะก่อน

     “มีมือก็กินเองสิวะ ไปใช้น้องเขาป้อนทำไม”

     “อ้าวไอ้นี่ ก็กูมือเปื้อนอยู่อ่ะ”

     “ไปล้างมือก่อนสิ เรื่องแค่นี้คิดเองไม่ได้เหรอ” พี่คลื่นแย่งกล่องขนมไปยัดใส่มือพี่องศา แต่แทนที่จะโกรธพี่องศากลับยิ้มมุมปาก ตบไหล่พี่คลื่นเบาๆ แล้วเดินจากไป

     “งั้นกูไปนั่งกินกับพวกน้องๆ ดีกว่า ส่วนมึงก็อยู่ตรงนี้กับน้องเดือนไปละกัน”

     พี่องศาเดินไปหาเพื่อนผมแล้ว ทิ้งให้ผมอยู่กับพี่คลื่นสองคน เอาล่ะสิ...ตอนนี้เขินหนักกว่าเก่าอีก ผมไม่ได้แพ้คนหน้าตาดีเหมือนฝนกับควีน แต่เพราะเพิ่งโดนเขาง้อด้วยตุ๊กตาหมีมา ผมเลยไม่กล้ามองหน้าพี่คลื่นตรงๆ

     จะพูดยังไงดีล่ะ...มันเขินจริงๆ นะครับ

     “เอ่อ...ผมได้ยินพี่บอกพี่องศาว่ายังไม่หิว งั้นผมวางขนมไว้ตรงนี้นะครับ ถ้าพี่หิวก็หยิบไปกินได้เลย” ผมละล่ำละลักบอกคนตัวสูง วางขนมไว้ที่โต๊ะก่อนจะหันหลังเดินกลับไปหาเพื่อน แต่จู่ๆ พี่คลื่นก็จับข้อมือผมไว้พร้อมกับพูดเสียงอ่อน ไม่เหมือนตอนพูดกับเพื่อนตัวเอง

     “ใครบอกว่าพี่ไม่หิว”

     “อ้าว ก็ตอนพี่องศาชวนกินข้าว...”

     “ตอนนั้นไม่หิว แต่ตอนนี้หิวแล้ว”

     ผมเอียงคอด้วยความงง พี่คลื่นชูมือทั้งสองข้างที่เปื้อนขึ้นมาพลางยิ้มบางๆ

     “เผอิญพี่ขี้เกียจเดินไปล้างมือ เดือนป้อนให้พี่หน่อยได้ไหม”

     ผมทำหน้างงกว่าเก่า พี่คลื่นส่งสายตามายังขนมในมือเหมือนจะเร่งให้ป้อนเร็วๆ เดี๋ยวก่อนนะ แบบนี้ก็ได้เหรอครับ

     “พี่บอกให้พี่องศาไปล้างมือ แต่พี่ขี้เกียจเดินไปล้างมือเองเนี่ยนะครับ”

     “พี่ยืนทำงานมาตั้งนาน มันก็ต้องเมื่อยขากันบ้างสิ” พี่คลื่นยื่นหน้ามาใกล้ ทำหน้าเหมือนกำลังออดอ้อน “นะครับ...ป้อนขนมพี่หน่อย เมื่อวานพี่อุตส่าห์ให้เดือนดูตุ๊กตาหมีสุดรักสุดหวงของพี่เลยนะ”

     แล้วจะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไมเล่า แค่นี้ผมก็เขินจนทำอะไรไม่ถูกแล้วนะ!

     ผมอยากเถียงแต่ก็เถียงไม่ออก สุดท้ายเลยต้องยอมป้อนขนมตามที่คนตัวสูงต้องการ พยายามข่มใจที่มันเต้นโครมครามในอกแล้วคิดซะว่าตอบแทนที่เขาเลี้ยงข้าวแล้วกัน

     พี่คลื่นก้มมากินขนมในมือผม แต่กลับค้างไว้แบบนั้นไม่ยอมเอาหน้าออกไป จนผมต้องเอ่ยทักเขาถึงจะยอมปล่อย

     “กรี๊ดดดดดด มันป้อนขนมพี่คลื่นด้วยว่ะ!!”

     “เพื่อนกูนี่ร้ายไม่เบาจริงๆ ไม่เสียแรงที่คบกับกูมานาน”

     “อีควีน มึงได้ถ่ายไว้ไหม”

     “ไม่ต้องห่วงค่ะ คนอย่างกูเคยพลาดด้วยเหรอ”

     “ไอ้เดือน! ป้อนอีกคำไปเลย!!”

     ผมถลึงตาใส่เพื่อนให้เงียบๆ แต่ก็น่ารู้นะครับว่าพวกมันเคยฟังผมซะที่ไหน เสียงโห่แซวยังคงดังต่อไป แต่ก็ไม่เท่าคำพูดของคนตรงหน้าที่ทำให้ผมอยากหายตัวไปจากตรงนี้ซะเลย

     “มีคนเชียร์เยอะแบบนี้ เดือนคงต้องป้อนพี่จนกว่าจะหมดแล้วล่ะครับ”

     พี่คลื่นจะเห็นดีเห็นงามกับเพื่อนผมทำไมครับ ไม่รู้หรือไงว่ามันทำให้ผมเขินมากกว่าเดิม!





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 20:47:55 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ Pe_no

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 375
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
รักกัน รักกัน กรี๊ดดด  :mew2:

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 7 : จากไกลกลายเป็นใกล้





     -ข้าวหอม-


     มนุษย์ทุกคนล้วนเกลียดความผิดหวัง

     ถึงจะบอกว่าความผิดหวังทำให้เราเติบโตขึ้น แต่ลึกๆ แล้วไม่มีใครอยากผิดหวังหรอก

     ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาผมถึงไม่เคยมีความรักเลย ผมรู้ว่าตัวเองไม่ดีพอที่ใครจะมาสนใจ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางสมหวัง การไม่คาดหวังตั้งแต่แรกจึงเป็นทางเลือกที่ผมยึดมั่นมาตลอด

     แต่จู่ๆ วันหนึ่งผมก็ดันพลาดท่า เผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปชอบคนที่ไม่สมควรชอบที่สุด ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่และเกิดได้ยังไง แต่พอรู้ตัวอีกที สายตาผมก็มองเห็นแต่เขาไปซะแล้ว...

     ผมรับซองสีน้ำตาลมาจากพี่คลื่น เพื่อนคนอื่นๆ ก็ยื่นหน้ามาดูด้วย ข้างในเป็นธนบัตรจำนวนหนึ่ง พอผมคลี่ออกมานับก็ตกใจจนต้องเงยหน้าไปมองคนให้

     “พี่คลื่นครับ มันไม่เยอะเกินไปเหรอครับ”

     “ไม่หรอก เราอุตส่าห์มาช่วยงานพี่ทั้งที”

     “แต่พวกผมแค่ลงสีป้ายกับตกแต่งบอร์ดเองนะครับ พี่ให้เงินมาขนาดนี้...”

     “รับไว้เถอะ พี่อยากให้” พี่คลื่นดันมือผมที่กำลังจะคืนซองน้ำตาลกลับมา “ถ้าไม่มีทุกคนงานคงไม่เสร็จเร็วขนาดนี้ พี่สิที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณพวกเรา เพราะงั้นรับไว้เถอะนะ เอาไปแบ่งกันสามคนเลย”

     “เอ่อ...เงินนี้พี่คลื่นให้สำหรับสามคนเหรอคะ” ฝนถามพลางหันมามองพวกผมหน้าเหลอหลา

     “ใช่ครับ”

     “คือหนูไม่ได้จะขอเพิ่มนะคะ แต่พวกหนูมีกันสี่คน...”

     “สามคนถูกแล้วครับ” พี่คลื่นเดินมาคล้องไหล่เดือนที่ยืนข้างผมไว้หลวมๆ “เงินนั้นพี่ให้น้องข้าวหอม น้องฝน น้องควีน ส่วนน้องเดือน...พี่จะพาไปตอบแทนเป็นอย่างอื่นครับ”

     พวกผมสามคนต่างทำหน้างง แต่ก็ไม่เท่ากับเดือนที่รีบหันไปมองคนพูดอย่างไว

     “พี่คลื่นจะพาผมไปไหนครับ”

     “ไว้ถึงแล้วก็รู้เองครับ” พี่คลื่นพูดจบก็กระชับไหล่ให้แนบแน่นขึ้น หันมาพูดกับพวกผมยิ้มๆ “พี่ขอยืมเพื่อนเราหน่อยนะครับ เสร็จธุระแล้วจะพาไปส่งแน่นอน ไม่ต้องห่วงครับ”

     ผมทำหน้าอึกอัก ยังไม่ทันได้พูดอะไรฝนกับควีนก็ตอบพี่คลื่นไปซะก่อน

     “ยินดีค่ะ จะยืมไปทั้งคืนเลยก็ได้ค่ะหนูอนุญาต”

     “ฝากส่งเพื่อนหนูให้ถึงหอเลยนะคะ”

     เดือนมองมาเหมือนอยากขอความช่วยเหลือ แต่ฝนกับควีนก็เอาแต่ยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย ส่วนผมที่ไม่รู้จะทำยังไงเลยได้แต่ยิ้มส่งกำลังใจไปให้

     “ว่าแต่น้องๆ กลับกันยังไงครับ”

     “เอ่อ...” เราสามคนหันมามองตากัน พ่อผมมารับไม่ได้แล้ว ผมเลยต้องกลับกับควีนเพราะจะไปนอนที่หอควีน แต่เรื่องกลับยังไงนี่ยังไม่ได้คุยกันเลย

     “กลับยังไงดีวะ แท็กซี่ไหม”

     “มึงลืมไปแล้วเหรอว่าตอนกลางคืนแบบนี้แท็กซี่หน้ามหา’ลัยแม่งหาโคตรยาก”

     “ถ้างั้นจะกลับยังไง มึงคิดไว้แล้วไม่ใช่เหรอ”

     “ใครบอกว่ากูคิดไว้”

     “อ้าว ก็กูเห็นมึงอยากกลับดึกมากที่สุดอ่ะ”

     “งั้นให้พี่ไปส่งไหมครับ” จู่ๆ พี่องศาที่มาเมื่อไหร่ไม่รู้ก็เสนอขึ้นมา ผมยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ ส่วนพี่คลื่นก็พยักหน้าเห็นด้วย

     “เออ งั้นกูฝากน้องๆ หน่อยนะองศา กลับกับเพื่อนพี่ได้ใช่ไหมครับ” ประโยคหลังพี่คลื่นหันมาถามพวกผม ฝนกับควีนที่จู่ๆ ก็มีหนุ่มหล่อจะไปส่งทั้งทีเลยรีบตอบตกลงด้วยความดีใจ...

     โดยไม่ถามผมเลยสักคำว่าผมอยากให้พี่องศาไปส่งหรือเปล่า

     “กลับดีๆ นะคะพี่คลื่น อย่าพาเพื่อนหนูไปเถลไถลจนดึกนะคะ”

     “พี่ไม่พาเดือนไปที่ไกลๆ หรอกครับ รับรองถึงหอไม่เกินสี่ทุ่มแน่นอน” พี่คลื่นพูดจบก็ขยิบตาให้หนึ่งทีก่อนจะพาเดือนไปขึ้นรถ ฝนกับควีนโบกมือบ๊ายบายตามหลัง พอพี่คลื่นกับเดือนขึ้นรถไปแล้วก็หันมามองตากัน

     “มึงว่าพี่คลื่นจะพาไอ้เดือนไปไหนวะ”

     “กูก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือเรือของเราสองคนเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่ะ”

     “สามค่ะ ไม่ใช่สอง” ฝนหันมามองผมที่กำลังยืนฟังอยู่เงียบๆ “มึงก็คิดเหมือนพวกกูใช่ไหมข้าว ที่พี่คลื่นชวนไอ้เดือนไปกันสองคนมันต้องมีซัมติงอะไรสักอย่าง”

     “เอ่อ...คือข้าว...”

     “เด็กๆ ไปกันได้แล้วครับ เดี๋ยวมันจะดึกไปกว่านี้นะ” พี่องศาที่เดินนำไปที่รถแล้วเอ่ยเรียกขึ้นมา ฝนกับควีนเลยเลิกสนใจเรื่องของเดือนชั่วคราว

     “ค่าาาา จะรีบตามไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ”

     ควีนมากอดแขนผมขณะที่กำลังเดินไปที่รถพี่องศา ใบหน้ายิ้มแย้มไม่ต่างจากฝน มีแต่ผมคนเดียวที่ยิ้มไม่ออก

     “พวกเรานี่โชคดีชะมัดเลยว่ะ อยู่เฉยๆ ก็มีผู้ชายอาสาขับรถไปส่ง”

     “จริง แล้วยิ่งผู้ชายคนนั้นคือพี่องศานะ กูแทบอยากจะตีลังกากรี๊ดสามตลบ”

     “พี่องศาไปส่งแบบนี้มึงก็กลับบ้านตัวเองได้แล้วสิข้าว”

     “อะ...อืม”

     “เป็นอะไรวะ ยิ้มหน่อยดิ มึงกำลังจะได้นั่งรถพี่องศาเชียวนะเว้ย” ฝนยื่นมือมาจับแก้มผมให้ยิ้ม ผมเลยต้องแสร้งยิ้มเพื่อไม่ให้เพื่อนสงสัย “คอยดูนะ พรุ่งนี้กูจะไปประกาศทั่วมหา’ลัยเลยว่าได้นั่งรถสุดหรูของพี่องศา”

     “เห็นด้วยค่ะ เอาให้ชะนีทุกคนอิจฉาตาร้อนกันไปเลย”

     “กูขอพี่องศาเซลฟี่บนรถได้ป่ะวะ อยากถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งกูเคยนั่งรถเขา”

     “กูเอาด้วยๆ จะถ่ายไปดูเช้ากลางวันเย็นให้ฟินสมใจไปเลย”

     เพื่อนๆ พูดคุยกันสนุกสนาน แต่ผมกลับอยากให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปเร็วๆ ผมไม่อยากกลับกับพี่องศา แต่ผมก็ไม่รู้จะกลับยังไงแล้วเหมือนกัน จะให้บอกเพื่อนไปตรงๆ ยิ่งทำไม่ได้เข้าไปใหญ่

     เพื่อนพี่คลื่นมีตั้งเยอะแยะ ทำไมคนที่จะไปส่งถึงต้องเป็นพี่องศาด้วยนะ...


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     หอของฝนกับควีนอยู่ใกล้มหา’ลัย ขับรถไม่กี่นาทีก็ถึง ต่างกับบ้านผมที่อยู่ไกลกว่ามาก ผมเลยกลายเป็นคนสุดท้ายที่พี่องศาจะไปส่งโดยปริยาย

     ตลอดทางที่ผ่านมาผมเอาแต่นั่งมองตักตัวเอง ไม่หันไปมองหรือพูดกับคนข้างๆ ที่กำลังขับรถอยู่เลย ที่จริงผมอยากนั่งหลัง แต่ฝนกับควีนอยากนั่งด้วยกันเลยไม่มีใครยอมนั่งหน้า ผมเลยต้องนั่งข้างพี่องศาที่ขยันชวนเพื่อนผมคุยเหลือเกิน

     “พี่องศาก็เล่นเกมในไอจีพี่คลื่นด้วยเหรอคะ” ฝนถามขึ้นมาตอนที่กำลังคุยเรื่องเกมของพี่คลื่นกันอยู่

     “ใช่ครับ ไม่ได้อยากชนะหรอก แค่จะกวนตีนมันเฉยๆ”

     “แหม แล้วทำไมพี่องศาไม่สร้างเกมเหมือนพี่คลื่นบ้างล่ะคะ หนูจะรีบไปเล่นคนแรกเลย”

     “อย่าเลยครับ พี่ไม่ถนัดทำอะไรแบบนี้เหมือนไอ้คลื่น ที่จริงพี่แปลกใจด้วยซ้ำตอนเห็นเกมของมันในไอจี ไม่รู้ว่ามันคิดอะไรอยู่”

     “แต่ก็ต้องขอบคุณพี่คลื่นนะคะที่เลือกไอ้เดือน พวกหนูเลยได้มานั่งรถพี่องศาแบบนี้ไง” ฝนกับควีนยิ้มกริ่ม ทำหน้าฟินอย่างที่พูดไว้จริงๆ ต่างกับผมที่ได้แต่คัดค้านในใจว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเลย

     “เรื่องในวันนี้พี่ก็งงอยู่เหมือนกัน”

     “พี่องศางงอะไรเหรอคะ”

     “เมื่อวานมีรุ่นพี่ที่รู้จักกันจะมาช่วยงาน แต่ไอ้คลื่นปฏิเสธไปเพราะไม่อยากให้คนนอกมายุ่งวุ่นวายงานของตัวเอง แต่วันนี้มันกลับชวนพวกเราที่อยู่คณะอื่นมาช่วยงานซะงั้น ไม่ใช่แค่พี่หรอก ไอ้ทิวกับยี่หวาก็งงกันเป็นแถว”

     พอพี่องศาพูดจบฝนกับควีนก็หันไปมองตากัน ผมไม่รู้หรอกว่าเพื่อนๆ คิดอะไรอยู่ แต่ถ้าให้เดาน่าจะเป็นเรื่องที่ทั้งสองคนกำลังจิ้นเดือนกับพี่คลื่น ผมเองก็สงสัยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้จริงจังเท่าฝนกับควีนที่เหมือนจะอยากให้เดือนกับพี่คลื่นคบกันจริงๆ

     “เออจริงสิ พูดถึงเรื่องขอบคุณแล้ว...” จู่ๆ พี่องศาก็พูดขึ้นมาอีกพลางมองเพื่อนผมผ่านกระจก “ฝากขอบคุณน้องเดือนสำหรับขนมเมื่อตอนเย็นด้วยนะครับ”

     “ถ้าเป็นเรื่องขนม พี่องศาต้องขอบคุณข้าวค่ะถึงจะถูก”

     “หืม?” คราวนี้คนตัวสูงหันมามองผมแทน ผมรีบหันไปส่งสายตาให้ฝนหยุดพูด แต่ดูเหมือนฝนจะไม่เข้าใจผมเลย

     “ตอนนั้นพวกหนูให้เดือนเอาขนมไปให้พี่คลื่นคนเดียว แต่ข้าวมันบอกว่าพี่องศายังไม่ได้กินข้าวเหมือนกัน เดือนเลยเอาขนมไปให้พี่ด้วย”

     “เหรอครับ...” มุมปากของพี่องศายกยิ้ม สายตาที่มองมาทำให้ผมรู้สึกร้อนที่แก้มทั้งที่แอร์ในรถเย็นฉ่ำ “ขอบคุณสำหรับขนมนะครับ...น้องข้าวหอม”

     “มะ...ไม่เป็นไรครับ” ผมรีบหันหน้าหนีไปมองกระจก ทำแก้มพองลมเพื่อบรรเทาความรู้สึกในอกตอนนี้

     ไม่น่าบอกเดือนไปแบบนั้นเลย รู้อย่างนี้ตอนนั้นนั่งเฉยๆ ไม่พูดอะไรดีกว่า

     “น้องฝนกับน้องควีนนี่คุยเก่งจังเลยนะครับ”

     “พี่องศารำคาญเหรอคะ”

     “เปล่าครับ กำลังจะชมต่างหาก ตั้งแต่ขึ้นรถมาพี่คุยกับพวกเราไม่เบื่อเลย”

     “อุ๊ย พี่องศาปากหวานอีกแล้ว” ฝนยิ้มอย่างเขินอาย บิดจนตัวจะเป็นเลขแปดอยู่แล้ว “พวกหนูคุยเก่งแค่กับคนหล่อเท่านั้นแหละค่ะ”

     “พูดอย่างนี้คือกำลังชมว่าพี่หล่อใช่ไหมครับ”

     “แหมพี่องศา เรื่องแบบนี้มันก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ”

     “เอ...แต่เหมือนจะมีคนไม่คิดเหมือนกันนะครับ”

     “ใครเหรอคะ”

     พี่องศาไม่ตอบ แต่เหลือบมามองผมเหมือนจะบอกอ้อมๆ ว่ากำลังพูดถึงผมอยู่ ควีนเลยหลุดขำออกมา

     “เว้นไอ้ข้าวไว้คนนึงเถอะค่ะ เพื่อนหนูคนนี้ไม่ค่อยสุงสิงกับใครหรอก มันกลัวดอกพิกุลร่วง”

     “ควีน! พูดเกินไปแล้วนะ ข้าวไม่ได้มนุษยสัมพันธ์แย่ขนาดนั้นซะหน่อย” ผมรีบหันไปแก้ตัวกับเพื่อน

     “ก็กูเห็นมึงเอาแต่นั่งเงียบอ่ะ นี่ถ้ามึงไม่ได้นั่งข้างพี่องศากูนึกว่ามึงลงจากรถไปแล้ว”

     “เออ มึงเป็นอะไรวะข้าว ปกติก็เงียบอยู่แล้ว วันนี้ยิ่งเงียบเหมือนลืมพกปากมามหา’ลัยงั้นแหละ”

     ผมอึกอัก ไม่รู้จะตอบฝนยังไงดี ผมว่าผมพยายามทำตัวปกติที่สุดแล้วนะ แต่ไม่รู้ทำไมฝนกับควีนถึงยังสังเกตเห็นอยู่อีก

     ระหว่างที่ผมกำลังโดนเพื่อนคาดคั้นคำตอบ โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็ส่งเสียงดังขึ้นมา ผมเลยถือโอกาสนี้หยิบโทรศัพท์มารับเพื่อเปลี่ยนเรื่องซะเลย

     “ฮัลโหลครับพ่อ”

     [ข้าวหอม กลับบ้านหรือยังลูก]

     ผมเหลือบไปมองคนที่อาสาขับรถมาส่ง ตอนนี้พี่องศาไม่ได้ยิ้มแล้ว แต่กำลังตั้งใจขับรถด้วยใบหน้านิ่งเรียบ

     “ตอนนี้รุ่นพี่กำลังไปส่งครับ”

     [เฮ้อ...โล่งอกไปที พ่อนึกว่าลูกจะกลับบ้านไม่ได้ซะแล้ว] พ่อผมชอบเป็นห่วงแบบนี้ตลอดแหละครับ ฝนกับควีนที่รู้เรื่องนี้ดีเลยตั้งฉายาให้ผมว่าลูกคุณหนูอยู่ช่วงหนึ่ง [แล้วรุ่นพี่ไว้ใจได้หรือเปล่า]

     “ไว้ใจได้ครับ ฝนกับควีนก็มาด้วย เขาไม่พาข้าวไปทำอันตรายหรอก”

     ‘รุ่นพี่ที่ไว้ใจได้’ กระแอมในลำคอเบาๆ ฝนกับควีนที่นั่งอยู่ข้างหลังเลยได้แต่ยิ้มแหะๆ ให้

     [ถ้างั้นก็ดีไป อย่าลืมขอบคุณเขาด้วยล่ะ]

     “ครับ ว่าแต่ย่าเป็นยังไงบ้างครับพ่อ”

     เมื่อเช้าคุณปู่โทรมาบอกว่าคุณย่าที่อยู่ต่างจังหวัดล้มป่วยกะทันหัน พ่อผมเลยต้องรีบเคลียร์งานเพื่อไปดูแลคุณย่า

     [ย่าเราป่วยหนักอยู่เหมือนกัน แต่พ่อให้หมอมาดูอาการแล้ว ที่พ่อโทรมาหาก็เพราะจะคุยเรื่องนี้แหละ]

     “คุยอะไรเหรอครับ”

     [พ่อต้องอยู่ดูแลย่าที่นี่ไปอีกสักพัก ระหว่างนี้ข้าวไปมหา’ลัยเองได้ไหมลูก]

     คำพูดของพ่อทำให้ผมได้แต่นิ่งเงียบอย่างพูดไม่ถูก ฝนกับควีนที่เงี่ยหูมาฟังก็ตกใจเหมือนกัน สำหรับคนอื่นอาจจะไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่สำหรับผมที่ทั้งชีวิตมีพ่อคอยขับรถรับส่งมาตลอดมันคือเรื่องใหญ่มาก ผมไม่เคยไปไหนมาไหนเอง แม้แต่รถเมล์ยังนั่งไม่เป็นเลย แล้วจู่ๆ พ่อก็มาบอกว่าให้ไปมหา’ลัยเอง ผมจะทำยังไงล่ะครับทีนี้

     “เอ่อ...พ่อจะอยู่ที่นั่นนานไหมครับ”

     [ประมาณหนึ่งสัปดาห์น่ะ ที่จริงปู่บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง แต่พ่ออยากอยู่ดูแลย่าด้วยอีกคน]

     “ถ้างั้นพ่อก็ดูแลย่าไปเถอะครับ ไม่ต้องห่วงข้าวหรอก ข้าวเอาตัวรอดได้”

     ฝนเบิกตากว้างเมื่อได้ยินผมพูดแบบนั้น ควีนทำท่าจะแย้งขึ้นมาแต่ผมหันไปเอานิ้วจ่อปากส่งสัญญาณว่าห้ามพูดไว้ก่อน

     [พ่อขอโทษนะข้าว]

     “ไม่เป็นไรครับ ข้าวเข้าใจ โทรมาบอกอาการย่าบ้างนะครับ ข้าวเป็นห่วง”

     เราสองคนคุยกันอีกนิดหน่อยพ่อก็วางสายเพราะต้องไปดูแลคุณย่าต่อ พอเห็นผมคุยกับพ่อเสร็จแล้วควีนก็โพล่งขึ้นมาเหมือนรอเวลานี้มานาน

     “ไอ้ข้าว! มึงไปพูดแบบนั้นกับพ่อทำไม”

     “ใช่ ถ้าพ่อไม่อยู่แล้วมึงจะไปมหา’ลัยยังไงวะ”

     “ข้าวก็ไม่รู้ แต่พ่อเขาต้องไปดูแลย่า ฝนกับควีนจะให้ข้าวห้ามพ่อเหรอ”

     คนโดนถามทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เห็นไหมครับ ขนาดเพื่อนผมยังรู้เลยว่าเรื่องแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้ แล้วผมที่เป็นลูกจะไปห้ามพ่อได้ยังไง

     “ทำไมน้องข้าวไม่ไปมหา’ลัยเองล่ะครับ” จู่ๆ พี่องศาก็ถามขึ้นมา ขณะที่ผมไม่รู้จะตอบยังไงฝนก็ชิงพูดไปซะก่อน

     “ข้าวนั่งรถเมล์ไม่เป็นค่ะพี่องศา มันไม่เคยเดินทางไปไหนเอง อย่าว่าแต่รถเมล์เลย หนูเคยให้มันลองนั่งวินมอเตอร์ไซค์ครั้งนึง ทุลักทุเลมากกว่าจะมาหาหนูที่มหา’ลัยได้”

     “ฝน!” ผมเรียกเพื่อนเสียงขุ่น ฝนที่เพิ่งรู้ตัวว่าพูดมากเกินไปเลยหันมายิ้มเจื่อนๆ เหมือนจะขอโทษ

     “ถ้ากูมีรถก็คงมารับมึงได้อยู่หรอก แต่นี่กูไม่มีอ่ะ”

     “ไม่ใช่ความผิดของควีนซะหน่อย อย่าคิดมากเลย”

     “แล้วแบบนี้มึงจะเอายังไงอ่ะ”

     “ข้าวก็กำลังคิดอยู่เหมือนกัน” แต่ยังคิดไม่ออกเลยครับ มืดแปดด้านไปหมดเลยตอนนี้

     “น้องควีนครับ ใช่หอที่อยู่ข้างหน้านี้ไหม” พี่องศาชี้ไปยังหอพักที่อยู่ตรงหัวมุม ฝนกับควีนเลยพักเรื่องของผมไว้แล้วหันไปมองทางแทน ข้างหน้าคือหอพักของควีนที่ผมเคยมาแล้ว และถ้าเลยไปอีกหน่อยก็จะเป็นหอพักของฝน

     “พี่องศาจอดตรงนี้ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวพวกหนูเดินไปเอง”

     “น้องฝนก็อยู่หอนี้เหมือนกันเหรอครับ”

     “เปล่าค่ะ หนูอยู่ข้างๆ หออีควีน พอดีหอพวกหนูสองคนเขาแยกชายหญิง”

     พี่องศาจอดรถเทียบฟุตบาธตรงหน้าหอ พอฝนกับควีนลงไปจากรถแล้วก็หันมาโบกมือให้ผม

     “ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะมึง ถ้าไปมหา’ลัยไม่ได้ก็โทรมานะ เดี๋ยวกูมารับ”

     “อืม ขอบคุณนะควีน”

     “พวกหนูไปก่อนนะคะพี่องศา ขอบคุณที่มาส่งค่ะ”

     “ยินดีครับ”

     ฝนกับควีนแยกย้ายกันกลับหอตัวเองไปแล้ว ตอนนี้ภายในรถเลยเหลือแค่ผมกับพี่องศา บรรยากาศเงียบเชียบผิดกับก่อนหน้านี้ลิบลับ คนตัวสูงขับรถไปยูเทิร์นตรงโค้งข้างหน้า ส่วนผมก็พยายามนั่งให้นิ่งที่สุดเพื่อไม่ให้คนข้างๆ รู้ว่ากำลังเกร็งแค่ไหน

     ที่จริงผมไม่ได้อยากให้พี่องศามาส่งเลย แต่ถ้าผมปฏิเสธออกไปมันจะดูน่าสงสัย แถมฝนกับควีนก็จะกลับไม่ได้อีก ผมเลยจำใจต้องยอมให้พี่องศามาส่งอย่างช่วยไม่ได้

     อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้เกลียดพี่องศา แต่มันตรงกันข้ามเลยต่างหาก เพราะผมไม่เกลียดเขา ผมเลยไม่อยากอยู่ใกล้เขาแม้แต่วินาทีเดียว

     “น้องข้าวครับ” ระหว่างที่ผมกำลังคิดอะไรกับตัวเองคนเดียวพี่องศาก็พูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ผมเลยแอบสะดุ้งเล็กน้อย

     “วะ...ว่าไงครับ”

     คนตัวสูงยิ้มมุมปาก ส่งเสียงหึในลำคอ “อย่าเสียงสั่นแบบนั้นสิครับ พี่ไม่พาเราไปทำอันตรายหรอก วางใจได้”

     พูดแบบนี้แสดงว่าไม่พอใจเรื่องที่ผมคุยกับพ่ออยู่แน่เลย ที่จริงผมก็แอบกลัวอยู่นิดหน่อย แต่ไม่นึกว่าเขาจะโกรธจริงๆ

     “ขอโทษนะครับ ปกติผมไม่เคยไปไหนกับรุ่นพี่ในมหา’ลัย พ่อผมเลยเป็นห่วงเฉยๆ”

     “พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรซะหน่อย พี่ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นหรอกครับ”

     ทำไมผมรู้สึกเหมือนพี่องศากำลังประชดอยู่เลย หรือผมจะคิดมากเกินไปนะ

     “ว่าแต่พี่องศาเรียกผมมีอะไรหรือเปล่าครับ”

     “พี่จะถามว่าปกติข้าวให้พ่อไปรับส่งทุกวันเลยเหรอ”

     “ใช่ครับ”

     “แต่พรุ่งนี้จะเป็นวันแรกที่พ่อเราจะมารับส่งไม่ได้...ใช่ไหมครับ”

     “…ใช่ครับ”

     “แล้วเราจะทำยังไงครับ”

     ผมหันไปมองคนถามพลางขมวดคิ้ว พี่องศาจะถามทำไม ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องมาใส่ใจซะหน่อย

     “ยังไม่รู้เลยครับ มันอาจจะถึงเวลาที่ผมต้องหัดนั่งรถเมล์แล้วก็ได้” ถึงจะไม่รู้ว่าเขาถามทำไมแต่ผมก็ตอบกลับไปในที่สุด ผมเดาว่าพี่องศาคงอึดอัดเลยอยากหาเรื่องมาชวนคุยเฉยๆ

     พี่องศาเหลือบมามองนิดหนึ่ง ก่อนจะหันไปตั้งใจขับรถโดยไม่พูดอะไรอีก จะมีก็แต่คอยถามทางจากผมบ้าง ผมก็ไม่ได้ชวนเขาคุยอะไรต่อ เขาถามอะไรมาผมก็ตอบไปแค่นั้น

     ในสายตาพี่องศาผมอาจจะดูเหมือนคนไม่มีมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งผมไม่ปฏิเสธหรอกครับ เพราะผมก็เป็นแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ...แต่แค่กับเขานะ

     ผมบอกแล้วไงครับ ถ้ารู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางสมหวังก็ไม่ควรคาดหวังตั้งแต่แรก ดังนั้นการเอาตัวไปใกล้เพื่อสร้างความคาดหวังให้ตัวเองจึงไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย

     หลังผ่านไปสิบนาทีรถของพี่องศาก็มาจอดอยู่หน้าบ้านผม แม่ของผมเสียไปตั้งแต่เด็ก บ้านนี้เลยมีผมกับพ่อแค่สองคน ผมหันไปขอบคุณพี่องศาพร้อมกับถอดเข็มขัดนิรภัย กำลังจะเปิดประตูรถแต่คนตัวสูงก็ยื่นของอย่างหนึ่งมาตรงหน้าผมซะก่อน

     “อะไรครับ”

     ร่างสูงมองมายังโทรศัพท์ที่อยู่ในมือ เหมือนจะบอกอ้อมๆ ว่าให้ผมรับมา “เมมฯ เบอร์ของข้าวไว้แล้วใช้โทรศัพท์พี่โทรเข้าเครื่องตัวเอง ข้าวจะได้มีเบอร์พี่ด้วย”

     “อะ...อะไรนะครับ!?” ผมเผลอพูดเสียงดังด้วยความตกใจ พี่องศาเลยขมวดคิ้ว

     “ตกใจอะไรครับ พี่แค่ขอเบอร์เราเอง”

     มันใช้คำว่า ‘แค่’ ได้ด้วยเหรอครับ พี่องศากำลังขอเบอร์ผมเชียวนะ!

     “พี่จะขอเบอร์ผมไปทำไมครับ”

     “พรุ่งนี้พี่จะมารับไงครับ ข้าวไปมหา’ลัยเองไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”

     คำอธิบายของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้ผมหายตกใจเลย พี่องศาพูดหน้าตายเหมือนกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ ต่างกับผมที่มีคำถามเต็มหัวไปหมด

     “ผมไปได้ครับ พี่ไม่ต้องมารับหรอก”

     “จะไปยังไงครับ เรานั่งรถเมล์ไม่เป็นไม่ใช่เหรอ”

     “ผม...ผมจะหัดนั่งรถเมล์”

     “แล้วถ้าเราหลงไปที่อื่นจะทำยังไงครับ”

     “…”

     “ให้พี่มารับนี่แหละดีแล้ว พี่มารับให้ฟรี ไม่คิดเงินหรอก”

     ผมไม่ได้คิดมากเรื่องนั้น แต่ผมไม่เข้าใจว่าพี่องศาจะเสนอตัวมาช่วยเหลือทำไม เราสองคนไม่ได้สนิทกัน เพิ่งคุยกันวันนี้ด้วยซ้ำ เขาจะเพิกเฉยแล้วไม่สนใจเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาทำอะไรแบบนี้เลย

     “อย่ามัวแต่มองพี่สิครับ รีบเมมฯ เบอร์ตัวเองเร็ว”

     ผมกะพริบตาปริบๆ พอรู้ตัวว่าเผลอจ้องนานเกินไปเลยรีบหันหน้าหนี “ผมเกรงใจครับ ไม่อยากรบกวนพี่องศา”

     “บ้านข้าวเป็นทางผ่านคอนโดฯ พี่พอดี ไม่รบกวนเลยครับ”

     “ไม่เอาครับ ผมอยากไปเองมากกว่า”

     เมื่อเห็นผมยังยืนยันคำเดิมพี่องศาก็ถอนหายใจเล็กน้อย เขาถอดเข็มขัดนิรภัยออกก่อนจะทำสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง

     “พี่องศา! จะทำอะไรครับ”

     ร่างสูงยกแขนมายันกระจกไว้ ยื่นหน้ามาใกล้จนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจ ผมพยายามถอยห่างเพื่อที่ปลายจมูกจะได้ไม่ชนกัน ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นรัวเร็วอย่างควบคุมไม่อยู่

     “ตอนแรกนึกว่าเป็นเด็กเงียบๆ โลกส่วนตัวสูง ที่ไหนได้...ดื้อเหมือนกันนะเราอ่ะ”

     “…”

     “ให้พี่มารับเถอะครับ ข้าวจะได้ไม่ต้องลำบาก เพื่อนๆ ข้าวจะได้หายห่วงด้วยไง”

     “…”

     “หรือว่า...” พี่องศายิ้มมุมปาก ทำหน้าเจ้าเล่ห์แบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน “ข้าวมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่อยากให้พี่รู้ เลยให้พี่มารับไม่ได้”

     “มะ...ไม่ใช่นะครับ!” ผมรีบปฏิเสธทันทีอย่างคนมีชนักติดหลัง พี่องศาที่ได้ยินแบบนั้นเลยผละหน้าออกไป แต่ก็ยังเอาโทรศัพท์มาใส่มือผม

     “ถ้างั้นก็รีบให้เบอร์พี่ได้แล้วครับ จะได้เข้าบ้านไปพักผ่อน”

     ผมมองโทรศัพท์ในมือพลางเม้มปากแน่น คิดหนักอยู่สักพักก่อนจะเขียนเบอร์ตัวเองลงไปในที่สุด พี่องศายิ้มกว้าง ถอยกลับไปนั่งที่ตัวเองเหมือนเดิม พอผมเขียนเสร็จแล้วก็ใช้โทรศัพท์พี่องศาโทรเข้าเครื่องตัวเอง

     “พรุ่งนี้มีเรียนกี่โมงครับ” คนตัวสูงถามหลังจากรับโทรศัพท์คืนไปแล้ว

     “...เก้าโมงครับ”

     “งั้นพี่จะมารับตอนแปดโมงนะครับ อย่าสายล่ะ”

     ผมไม่ตอบอะไร เปิดประตูแล้วลุกออกมาเลย นาทีนี้คิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องรีบหนีหน้าพี่องศาให้เร็วที่สุดก่อนที่จะเผลอแสดงพิรุธออกไปอีก

     “น้องข้าว” พี่องศาเปิดกระจกแล้วยื่นหน้ามา ผมที่กำลังจะเดินเข้าบ้านเลยต้องหยุดหันไปมอง “ขอบคุณนะครับที่มาช่วยงานพี่วันนี้”

     “…”

     “ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ ราตรีสวัสดิ์ครับ”

     ผมยังยืนนิ่งอยู่หน้าบ้าน ถึงแม้รถพี่องศาจะหายไปจากสายตาแล้วผมก็ยังยืนอยู่ที่เดิม สองมือผมกำสายกระเป๋าแน่น หัวใจยังคงเต้นแรงไม่หยุด ในหัวเอาแต่คิดถึงคำพูดที่คนตัวสูงทิ้งท้ายไว้ซ้ำไปซ้ำมา

     จากที่ได้แต่มองอยู่ในที่ไกลๆ ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งผมกับเขาจะได้มาใกล้กันแบบนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนผมตั้งตัวไม่ทันก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือหลังจากนี้ผมต้องพยายามให้มากกว่าเดิม...

     เพื่อที่ความลับจะยังคงเป็นความลับต่อไป





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2022 21:44:40 โดย earthxxide »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     -อิงเดือน-

     “ตกลงพี่คลื่นจะพาผมไปไหนกันแน่ครับ” ผมถามคำถามเดิมเป็นรอบที่สิบแล้ว แต่คนที่จูงมือผมอยู่ก็เอาแต่เดินไปยิ้มไปโดยไม่พูดจาอะไรเลย ผมมอบไปรอบๆ ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลจากมหา’ลัย ห้างนี้มีแต่ของแพงๆ ผมเลยไม่ค่อยได้มาบ่อยนัก

     ตลอดทางที่นั่งรถมาผมเอาแต่ถามว่าเรากำลังจะไปไหนกัน ซึ่งพี่คลื่นก็เอาแต่ตอบว่าเดี๋ยวถึงแล้วก็รู้เอง แต่ถึงแม้ตอนนี้เราสองคนจะเข้ามาในห้างแล้วผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าพี่คลื่นจะพาผมไปไหน

     หลังจากโดนเมินมานานในที่สุดผมก็หมดความอดทน ผมชะงักสองขาที่กำลังเดินอยู่ ดึงมือออกจากมือพี่คลื่นแล้วยกมากอดอกยืนนิ่งๆ พี่คลื่นเลยต้องหยุดเดินด้วย

     “ถ้าพี่คลื่นไม่บอกว่าจะพาไปไหนผมก็จะยืนอยู่ตรงนี้นี่แหละครับ”

     ผมพยายามทำหน้าโหดเพื่อให้ดูน่าเกรงขาม แต่คนตัวสูงที่หันมามองกลับหลุดขำซะงั้น “เดือนครับ อย่างอแงสิ อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว”

     “ผมไม่ได้งอแงซะหน่อย พี่คลื่นนั่นแหละที่ไม่ยอมบอกอะไรเลย จะพาผมไปฆาตกรรมหรือเปล่าก็ไม่รู้”

     “ใครเขาจะพาเหยื่อมาฆาตกรรมกลางห้างล่ะครับ เรานั่นแหละดูหนังมากเกินไปแล้ว” พี่คลื่นส่ายหน้ายิ้มๆ ผลักหน้าผากผมเบาๆ

     “ถ้างั้นก็บอกมาสิครับว่าจะพาผมไปไหน”

     “ก็พาไปตอบแทนที่วันนี้เดือนมาช่วยงานพี่ไง”

     ขอบคุณสำหรับคำตอบนะครับ แต่ไม่ได้ช่วยให้กระจ่างขึ้นเลยสักนิดเดียว

     “ไปเร็วครับ ใกล้จะถึงแล้ว”

     พี่คลื่นดึงมือผมไปจับอีกครั้ง ผมที่ไม่มีทางเลือกเลยต้องยอมเดิมตามอีกฝ่ายไปที่ไหนก็ไม่รู้ สักพักคนตัวสูงก็พาผมมาหยุดอยู่ตรงโซนตุ๊กตา ข้างหน้าผมตอนนี้คือตุ๊กตาสัตว์หลากหลายชนิดที่วางเรียงกันอยู่อย่างละลานตา

     “พี่คลื่น...พาผมมาดูตุ๊กตาเหรอครับ” ผมหันไปถามอย่างไม่แน่ใจ คนโดนถามยิ้มมุมปาก ล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง

     “ใช่ครับ พอดีเมื่อวานมีเด็กบอกพี่ว่าชอบตุ๊กตามาก”

     “ผมไม่เด็กซะหน่อย อายุยี่สิบแล้วนะครับ” อย่าถามว่าทำไมผมถึงรู้ว่าพี่คลื่นพูดถึงผม ก็ผมนี่แหละที่บอกเขาเองว่าชอบตุ๊กตาหมี ว่าแต่แค่พามาดูตุ๊กตาทำไมต้องปิดเป็นความลับด้วยล่ะ บอกมาตั้งแต่แรกเลยก็ได้ไม่ใช่เหรอ

     ผมเลิกสนใจคนตัวสูงแล้วหันไปเล่นกับตุ๊กตาบนชั้นแทน เป็นเพราะเคยมาห้างนี้ไม่กี่ครั้งผมเลยไม่รู้ว่าที่นี่มีตุ๊กตาสัตว์ขายด้วย แต่ละตัวก็โคตรจะน่ารักจนผมอยากซื้อกลับไปนอนกอดทุกตัว แต่พอเห็นราคาที่อยู่บนป้ายผมก็ได้แต่แอบถอนหายใจกับตัวเอง

     ระหว่างที่ผมกำลังหยิบจับตุ๊กตามากอด พี่คลื่นก็เอื้อมมือไปหยิบตุ๊กตาหมีจากชั้นบนสุดมาถือไว้

     “น่ารักไหมครับ”

     ผมหันไปมองตุ๊กตาหมีในมือพี่คลื่นก่อนจะยิ้มจนตาหยี “น่ารักครับ”

     “อะไรน่ารัก พี่หรือตุ๊กตา”

     “ก็ต้องตุ๊กตาสิครับ” ผมพูดกลั้วหัวเราะ พี่คลื่นถามแบบนี้สองรอบแล้วนะ

     คนตัวสูงยิ้มกว้าง ขยับมาใกล้พลางยกตุ๊กตาหมีขึ้นมาที่อก “เดือนชอบหรือเปล่า”

     “ชอบครับ ผมชอบทุกตัวเลย แต่ชอบตุ๊กตาหมีเป็นพิเศษ”

     “แล้วอยากได้ไหมครับ”

     “ที่จริงก็อยากได้แหละครับ แต่มันแพงเกินไป ผมซื้อไม่ไหวหรอก”

     พี่คลื่นไม่พูดอะไรต่อ ผมเลยหันมาเล่นกับตุ๊กตาแมวที่เล่นค้างไว้ แต่จู่ๆ พี่คลื่นก็เอาตุ๊กตาในมือผมไปวางที่เดิมก่อนจะดึงมือผมไปจับ

     “ไปจ่ายเงินกันครับ”

     “หืม? จ่ายอะไรครับ”

     พี่คลื่นไม่ตอบแต่กลับจูงมือผมไปที่แคชเชียร์แทน ผมเลยได้แต่เดินตามด้วยความงง จนกระทั่งคนตัวสูงวางตุ๊กตาหมีลงบนเคาน์เตอร์แล้วทำท่าจะหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา ผมเลยรีบเอื้อมมือไปห้ามไว้

     “พี่คลื่นจะทำอะไรครับ”

     “ก็จะซื้อตุ๊กตาไงครับ”

     “ซื้อไปทำอะไรครับ”

     “ซื้อให้เดือนไงครับ เดือนอยากได้ไม่ใช่เหรอ”

     คราวนี้ผมไม่ตอบอะไร แต่รีบจูงมือพี่คลื่นกลับมาที่โซนตุ๊กตาทันที ปล่อยให้พนักงานแคชเชียร์มองมาอย่างงงๆ

     “พี่คลื่นจะมาซื้อให้ผมทำไมครับ”

     ร่างสูงทำหน้าเหลอหลา เหมือนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด “ทำไมถามอย่างนั้นล่ะครับ เดือนไม่อยากได้ตุ๊กตาหมีแล้วเหรอ งั้นเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นดีไหม”

     “ไม่ใช่แบบนั้นครับ ที่ผมถามคือพี่จะซื้อตุ๊กตาให้ผมทำไม ตัวนึงไม่ใช่ถูกๆ เลยนะ”

     พอได้ยินผมพูดพี่คลื่นก็นิ่งไปสักพักก่อนจะหลุดขำออกมา ขำอะไรวะ ผมไม่ขำด้วยเลยนะ

     “ไอ้เราก็นึกว่าอะไร ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง”

     “อย่าพูดเหมือนเป็นเรื่องเล็กสิครับ พี่วางตุ๊กตากลับไปที่เดิมเลยนะ”

     “เดือนครับ” พี่คลื่นย่อตัวลงมาจนสายตาเราสองคนอยู่ในระดับเดียวกัน “พี่บอกแล้วไงว่าอยากตอบแทนเรื่องวันนี้”

     “พาผมไปเลี้ยงข้าวก็ได้นี่ครับ ไม่เห็นต้องมาซื้ออะไรแพงๆ แบบนี้เลย”

     “แต่พี่อยากซื้อตุ๊กตาหมีให้”

     “ไม่เอาครับ ผมเกรงใจ”

     พี่คลื่นยืดตัวเต็มความสูง ยิ้มบางๆ ก่อนจะเอาตุ๊กตาหมีมาให้ผมถือ “พี่ซื้อให้ด้วยความเต็มใจ เพราะงั้นเดือนไม่ต้องเกรงใจเลยครับ”

     “แต่...”

     “รับไว้เถอะนะครับ คิดซะว่าเป็นของดูต่างหน้าว่าครั้งนึงเราเคยเล่นเกมด้วยกันก็ได้”

     ผมกำลังจะปฏิเสธอีกรอบ แต่พอเห็นสายตาของคนตรงหน้าคำพูดทั้งหมดมันก็ไหลลงไปในคอ พี่คลื่นเอื้อมมือมาวางบนหัวผม โยกไปมาเบาๆ เหมือนผมเป็นเด็กน้อย

     “เดือนไม่เห็นตุ๊กตาเหรอ มันน่ารักขนาดนี้เดือนจะทิ้งไปลงคอเหรอครับ”

     ผมก้มมองตุ๊กตาในอ้อมกอดตัวเอง ตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลที่มีขนปุกปุย...ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่ามันน่ารักมาก แต่จะให้ผมรับไว้จริงๆ เหรอ ราคาขนาดนี้เอาไปซื้อข้าวกินได้ตั้งหลายมื้อเลยนะ

     “พี่คลื่นจะซื้อให้ผมจริงๆ เหรอครับ” ผมเงยหน้าไปถามอีกฝ่ายอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

     “พามาขนาดนี้แล้วก็ต้องซื้อให้สิครับ”

     “แต่มันแพงมากเลยนะครับ”

     “ถ้ามันทำให้เดือนยิ้มได้ ต่อให้แพงกว่านี้พี่ก็จ่ายไหวครับ”

     น้ำเสียงนุ่มทุ้มของคนตัวสูงทำให้หัวใจผมกระตุกวูบไหว พี่คลื่นเลื่อนมือลงมาจับแก้มผมก่อนจะลูบไปมาอย่างแผ่วเบา

     “อย่าเอาแต่ทำหน้านิ่งสิครับ พี่อุตส่าห์ซื้อตุ๊กตาหมีให้ทั้งที ยิ้มให้ดูหน่อยไม่ได้เหรอ”

     ไม่รู้ว่าเพราะสายตา คำพูด สัมผัสที่แก้ม หรือใบหน้ากระเง้ากระงอดของคนตรงหน้า แต่ตอนนี้หัวใจผมกำลังเต้นแรงกว่าเดิม เราสองคนมองตากันสักพัก หลังจากนั้นผมก็หลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

     ทำไมชอบพูดให้คนอื่นเขินอยู่เรื่อยเลยนะ คนหน้าตาดีเป็นแบบนี้กันทุกคนเลยหรือเปล่าเนี่ย...

     “อยากเห็นผมยิ้มขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “ถ้าพี่ตอบว่าใช่ เดือนจะยิ้มให้ดูบ่อยๆ ไหมครับ”

     “ผมก็วิดีโอคอลกับพี่อยู่ทุกวันไม่ใช่เหรอครับ”

     พี่คลื่นยิ้มกว้างเหมือนถูกใจคำตอบผม แย่งตุ๊กตาไปถือไว้ก่อนจะพาไปคิดเงิน ระหว่างนั้นผมก็หันไปมองคนตัวสูงอีกรอบ

     “พี่คลื่นครับ”

     “หืม?”

     ผมยิ้มเขินๆ แต่สุดท้ายก็พูดออกไปจนได้ “ขอบคุณนะครับ...ผมจะดูแลตุ๊กตาตัวนี้อย่างดีเลย”





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 20:50:30 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 8 : อะไรน่ารักกว่ากัน





     วันนี้ผมมามหา’ลัยแต่เช้า ไม่ได้ขยันอะไรหรอกครับ แค่เมื่อคืนเลิกวิดีโอคอลกับพี่คลื่นเร็ววันนี้เลยตื่นเช้ากว่าปกติ บวกกับได้นอนกอดตุ๊กตาหมีที่พี่คลื่นซื้อให้เลยทำให้ผมหลับสบายกว่าเดิม ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ นะครับ

     พอมาถึงตึกเรียนแล้วผมก็เดินไปที่โต๊ะประจำก่อนเลย ปกติผมกับเพื่อนๆ จะมีโต๊ะที่ไว้ใช้นัดรวมตัวกันอยู่ใต้ตึก ซึ่งทุกครั้งที่มาถึงผมจะเห็นข้าวหอมเป็นคนแรกเสมอ

     ผมเดินฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ แต่พอกำลังจะถึงโต๊ะผมก็ต้องหยุดฮัมเพลงแล้วขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ นอกจากข้าวหอมที่มาเช้าทุกวันเป็นปกติแล้ว ฝนกับควีนก็มาถึงก่อนผมเหมือนกัน นัดกันมาหรือเปล่าเนี่ย หรือวันนี้เป็นวันตื่นเช้าแห่งชาติ

     “ทำไมวันนี้มาเช้าจังวะ อยู่กันพร้อมหน้าเชียว” ผมวางกระเป๋าแล้วนั่งลงข้างฝน แต่แทนที่จะตอบคำถามผม ฝนกับควีนกลับเอาแต่จ้องข้าวหอมตาไม่กะพริบ

     “ถ้ากูไม่มาแต่เช้าก็ไม่ได้เห็นของดีน่ะสิ”

     “เดือน มึงมาก็ดีแล้ว มาช่วยพวกกูสอบสวนไอ้ข้าวหน่อย”

     “สอบสวนอะไรวะ” ผมทำหน้างง หันไปมองคนที่เอาแต่ก้มหน้าหลบสายตาเพื่อนอย่างเดียว “ข้าวเป็นอะไรอ่ะ ไปทำอะไรมาเหรอ”

     “จะอะไรซะอีกล่ะ ก็เมื่อเช้ากูเห็นมันลงมาจากรถพี่องศา”

     “ใช่ กูก็เห็นเหมือนกัน”

     “อ้าว ทำไมข้าวถึงมากับพี่องศาได้อ่ะ ปกติข้าวให้พ่อมาส่งไม่ใช่เหรอ”

     คนโดนถามเม้มปากแน่น ไม่พูดอะไรสักคำ ฝนกับควีนเลยหันมาตอบผมแทน

     “พ่อมันต้องไปดูแลย่าที่ต่างจังหวัดหนึ่งสัปดาห์ ตอนแรกกูก็ห่วงว่ามันจะมามหา’ลัยได้ไหม แต่พอเห็นพี่องศามาส่งมันเมื่อเช้ากูเลยไม่ห่วงแล้ว แต่สงสัยแทน”

     “แล้วทำไมจู่ๆ พี่องศาถึงมาส่งข้าวได้อ่ะ”

     “กูก็ถามอยู่เหมือนกัน แต่มันเอาแต่ปิดปากเงียบไม่พูดอะไรเลย”

     ผมหันไปมองข้าวหอม กำลังจะเอ่ยปากถามแต่ข้าวก็พูดขึ้นมาก่อน

     “ข้าวไม่ตอบได้ไหมอ่ะ”

     “ไม่ได้ค่ะ เพื่อนอยากรู้ มึงรีบเล่ามาเลย ก่อนที่กูกับอีควีนจะจินตนาการไปไกลเหมือนคู่ของไอ้เดือน”

     “กูไปเกี่ยวอะไรด้วยวะ” ผมถามฝนแบบงงๆ

     “มึงไม่รู้เหรอว่าที่มึงกับพี่คลื่นไปไหนกันสองต่อสองเมื่อวานน่ะ พวกกูคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”

     “จริง แต่เรื่องของมึงเอาไว้ก่อน เดี๋ยวพวกกูค่อยถามทีหลัง” ควีนหันไปยิ้มให้ข้าวหอมเหมือนนางร้ายในตัวละคร “ตอนนี้เราต้องมาเค้นความจริงจากคุณข้าวหอมก่อนค่ะ”

     ข้าวหอมที่โดนฝนกับควีนจ้องอยู่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหลือบมามองผมเหมือนต้องการความช่วยเหลือ แต่บอกตรงๆ ผมก็ไม่รู้จะช่วยยังไงเหมือนกัน ลองฝนกับควีนอยากรู้อะไรสักอย่างไม่มีใครห้ามพวกมันได้หรอกครับ

     “บอกไอ้พวกนี้ไปเถอะข้าว พี่องศาแค่มาส่งเอง มันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรสักหน่อย”

     พอโดนผมเกลี้ยกล่อม ข้าวหอมเลยทำหน้าเหมือนลังเลว่าจะบอกดีไหม จนสุดท้ายก็มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้นแล้วยอมอธิบายในที่สุด

     “คือ...เมื่อวานพอฝนกับควีนลงไปจากรถแล้ว พี่องศาก็บอกว่าจะมารับข้าวไปมหา’ลัยระหว่างที่พ่อไม่อยู่…”

     “กรี๊ดดดดด!!!” ฝนกับควีนร้องเสียงดังทั้งที่ข้าวหอมยังพูดไม่จบ แต่พอรู้ว่าแสดงออกนอกหน้าเกินไปพวกมันเลยรีบเอามือมาปิดปาก “ข้าว มึงพูดจริงเหรอ”

     “อะ...อืม”

     “โหย ต่อจากไอ้เดือนก็เป็นไอ้ข้าวเหรอเนี่ย พวกมึงสองคนไปทำบุญวัดไหนกันมาวะ กูอิจฉาาาา”

     “มึงมีบุญมากนะข้าว รู้ไหมว่ากูอยากเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้พี่องศามาตั้งนานแล้ว” ฝนทำหน้าตื่นเต้นเหมือนมันเป็นข้าวหอมซะเอง แต่จู่ๆ มันก็หุบยิ้ม “เดี๋ยวนะ แล้วเขาจะมารับส่งมึงทำไมอ่ะ ไม่ใช่ธุระของเขาซะหน่อย”

     “คือเรื่องนั้น...ข้าวก็ไม่รู้เหมือนกัน”

     “หรือเขาจะสงสารไอ้ข้าววะ”

     “กูว่าไม่ใช่ กูเคยได้ยินมาว่าพี่องศาเกลียดการตื่นเช้าจะตาย ขนาดวันไหนที่มีเรียนเช้าพี่เขายังชอบใช้เพื่อนจดเลกเชอร์ให้เลย”

     ฝนกับควีนทำหน้าจริงจังเหมือนกำลังแก้โจทย์สมการอยู่ เมื่อเห็นเพื่อนๆ เอาแต่เครียดกันผมเลยพูดขึ้นมาอย่างไม่คิดอะไรมาก

     “จะเพราะอะไรก็ช่างเถอะ แต่พี่องศาไปรับไปส่งข้าวแบบนี้มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ เราต้องขอบคุณเขานะเว้ย”

     “แต่มันคาใจนี่หว่า กูไม่ได้บอกว่าพี่องศาไร้น้ำใจนะ แต่ปกติเขาไม่น่าจะยอมตื่นเช้าเพื่อคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน...” จู่ๆ ควีนก็ตาโต ทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก หันไปมองฝนที่ทำหน้าไม่ต่างกัน “อีฝน!”

     “มึงก็คิดเหมือนกูใช่ไหม”

     “กูว่าใช่”

     “กูก็ว่าใช่”

     และแล้วมันสองคนก็หันไปมองข้าวหอมพร้อมเพรียงกัน ยิ้มแบบมีเลศนัยจนคนโดนมองอดสะดุ้งไม่ได้

     “เอ่อ...ฝนกับควีนคิดอะไรเหรอ”

     “ข้าว มึงตั้งสติแล้วฟังดีๆ นะ กูว่าที่พี่องศาทำแบบนี้เพราะเขา...”

     “หยุด!” ผมยกมือมาห้ามฝนที่กำลังจะพล่ามเรื่องไร้สาระออกมา

     “มึงจะมาห้ามกูทำไมวะเดือน”

     “เพราะกูรู้ไงว่ามึงกำลังจะพูดอะไร”

     “แสดงว่ามึงก็คิดเหมือนกูใช่ไหม”

     “เปล่า เพราะกูไม่คิดเหมือนมึงต่างหากกูเลยต้องห้าม” ผมมองฝนกับควีนอย่างเหนื่อยใจ “เมื่อไหร่พวกมึงจะเลิกจิ้นคนอื่นไปทั่วสักทีวะ”

     “ไอ้ข้าวไม่ใช่คนอื่นนะเว้ย มันคือเพื่อนสนิทเราเลยนะ”

     “จะสนิทหรือไม่สนิทก็ไม่ควรจิ้นสุ่มสี่สุ่มห้าทั้งนั้นแหละ”

     “งั้นมึงหาเหตุผลที่พี่องศามารับส่งไอ้ข้าวได้ไหมล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาชอบไอ้ข้าวอ่ะ”

     คนโดนพาดพิงทำหน้าตกใจ รีบโพล่งขึ้นมาทันที “มะ...ไม่ใช่นะ! พี่องศาไม่ได้ชอบข้าว!”

     พวกผมสามคนหันไปมองคนพูดตาปริบๆ ข้าวหอมที่รู้ตัวว่าพูดเสียงดังเกินไปเลยหลบตาหันไปทางอื่น

     “ข้าว...มึงมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอวะ”

     “นั่นดิ มึงพูดเหมือนเคยโดนพี่องศาหักอกมาจริงๆ งั้นแหละ”

     “ไม่เคยหรอก แต่ข้าวคิดว่าพี่องศาไม่มีทางมาชอบคนอย่างข้าวแน่นอน ฝนกับควีนคงคิดไปเองมากกว่า”

     จู่ๆ บรรยากาศก็มาคุขึ้นมากะทันหัน พวกผมหันมามองกันอย่างงงๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ผมรู้สึกเหมือนข้าวหอมกำลังเศร้าอยู่เลย

     “เอ่อ...โอเคๆ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ เนอะอีควีน” ถึงจะยังงงอยู่แต่ฝนก็พูดขึ้นมายิ้มๆ เหมือนมันรู้ว่าข้าวหอมไม่ปกติเลยพยายามช่วยให้ร่าเริงขึ้น

     “ใช่ๆ พี่องศาอาจจะใจดีเฉยๆ ก็ได้ พวกกูคงมโนกันไปเอง”

     อย่าเอาผมไปเหมารวมสิ ผมไม่ได้ชอบจับคู่ให้คนอื่นเหมือนพวกมันซะหน่อย

     “เรื่องไอ้ข้าวได้บทสรุปเรียบร้อยแล้ว เพราะงั้น...” ควีนหันมายิ้มให้ผมเหมือนที่ยิ้มให้ข้าวหอม “ตอนนี้ถึงตามึงแล้วค่ะคุณเดือน”

     “ตากูอะไร”

     “อย่ามาทำเป็นไม่รู้ เมื่อวานไปไหนกับพี่คลื่นสองต่อสอง เล่ามาเดี๋ยวนี้ค่ะ”

     “แล้วทำไมกูต้องเล่าด้วย”

     “อ้าว ก็พวกกูอยากรู้อ่ะ”

     “กลุ่มเราห้ามมีความลับต่อกัน มึงลืมแล้วเหรอ”

     เรื่องอะไรผมจะเล่า ไม่มีทางซะหรอก เพื่อนในกลุ่มทุกคนต่างก็รู้ว่าผมชอบตุ๊กตาหมีมาก ดังนั้นถ้าพวกมันรู้ว่าพี่คลื่นซื้อตุ๊กตาหมีให้ผมคงไม่พ้นโดนแซวอีกแน่นอน

     ผมทำเป็นไม่เห็นสายตาจับผิดของเพื่อน ลุกขึ้นยืนแล้วเตรียมจะหนี

     “ไอ้เดือน มึงจะไปไหน”

     “ห้องน้ำ”

     “มึงจะหนีพวกกูใช่ไหม”

     “หนีบ้าหนีบออะไร กูจะไปฉี่โว้ยยยย”

     “มึงอั้นไว้แล้วเล่ามาก่อน ต่อมเผือกพวกกูกระตุกยิกๆ แล้วเนี่ย”

     นาทีนี้ผมไม่สนต่อมเผือกของเพื่อนแล้ว รีบเดินหนีออกมาจากโต๊ะทันที ฝนกับควีนส่งเสียงเรียกไม่หยุด แต่ยังดีที่พวกมันไม่ตามมา


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     ตอนแรกผมแค่ยกเรื่องห้องน้ำมาอ้าง แต่ไปๆ มาๆ กลับปวดจริงขึ้นมาซะงั้น ผมเลยแวะห้องน้ำที่อยู่ใกล้สุดเพื่อทำธุระส่วนตัว พอเสร็จแล้วก็มาล้างมือที่อ่าง

     จังหวะที่ผมเอื้อมมือไปเปิดก๊อกน้ำ ไม่รู้ว่าผมบิดแรงไปหรือมันหลวมอยู่แล้ว แต่ก๊อกน้ำมันถูกบิดจนสุด น้ำเลยพุ่งออกมาแรงเต็มที่ ผมที่ยืนชิดอ่างล้างมือเลยโดนเข้าไปเต็มๆ

     “เฮ้ย!!”

     โอ้โห เปียกตั้งแต่ข้างนอกยันข้างในเลยครับ สภาพผมในกระจกไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำเลย ให้มันได้อย่างนี้สิ ดวงซวยแต่เช้าเลยเหรอวะเนี่ย

     ผมจับเสื้อที่เปียกปอนไปหมดขึ้นมาดูก่อนจะทำหน้าเซ็งสุดชีวิต หันรีหันข้างเพื่อหาทิชชูมาซับน้ำบนตัวออก แต่ห้องน้ำนี้ดันไม่มีทิชชูอีก

     “เอาของพี่ไปใช้ก่อนไหม”

     ผมหันไปมองคนที่จู่ๆ ก็ยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้อย่างงงๆ พอเห็นผมยังยืนนิ่งผู้ชายคนนั้นเลยมองผ้าเช็ดหน้าในมือตัวเองก่อนจะเอ่ยเร่งด้วยใบหน้ายิ้มๆ

     “เอาไปสิ พี่ยังไม่ได้ใช้เลย ไม่ต้องห่วงหรอก”

     “เอ่อ...ขอบคุณนะครับ” ถึงจะยังงงอยู่แต่ผมก็รับผ้าเช็ดหน้าจากเขามาเช็ดตามเสื้อและกางเกง คนแปลกหน้ายืนล้วงกระเป๋ากางเกง มองการกระทำของผมพลางยิ้มเหมือนกำลังแซวผมอยู่ในใจ

     “ห้องน้ำนี้เขาห้ามเปิดก๊อกน้ำแรง ไม่รู้เหรอ”

     “แหะๆ ไม่รู้เลยครับ ผมไม่ค่อยมาเข้าที่นี่เท่าไหร่”

     “เปียกแบบนี้จะไปเรียนได้เหรอ มีชุดมาเปลี่ยนหรือเปล่า”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมแข็งแรงอยู่แล้ว เปียกแค่นี้ไม่เป็นหวัดง่ายๆ หรอก” ผมพูดอย่างไม่คิดอะไรมาก พอเช็ดเสื้อเสร็จแล้วเลยหันไปฉีกยิ้มให้คนตรงหน้า “ขอบคุณนะครับ เอ่อ...”

     “พี่ชื่อเมศครับ น้องเดือนขอบคุณพี่สองรอบแล้วนะ”

     “พี่รู้จักผมด้วยเหรอครับ”

     “ก็ต้องรู้จักสิ เป็นถึงผู้ชนะเกมของเดือนมหา’ลัยทั้งที จะไม่รู้จักได้ยังไง” พี่เมศยิ้มบางๆ ผมที่ทำตัวไม่ถูกเลยยกมือมาแตะท้ายทอยแก้เขิน

     นี่ผมกลายเป็นคนดังไปแล้วเหรอเนี่ย ผมควรไปขอบคุณพี่คลื่นไหมนะที่เกมของเขาทำให้คนรู้จักผมขนาดนี้

     “เอ่อ...แล้วผ้าเช็ดหน้านี่...”

     “น้องเดือนเอาไปเลยก็ได้ครับ”

     “ได้ไงล่ะครับ มันเป็นของพี่นะ ผมใช้เสร็จแล้วก็ต้องคืนพี่สิ”

     “แต่น้องเดือนใช้ไปแล้วไม่ใช่เหรอ”

     “...นั่นสิ จริงด้วยครับ” ผมยิ้มเจื่อนๆ ในใจก็ก่นด่าความไม่รู้เรื่องของตัวเองไปด้วย “งั้นเอาแบบนี้ไหมครับ เดี๋ยวผมเอากลับไปซักให้ พอซักเสร็จแล้วผมจะรีบเอามาคืนพี่เลย”

     “ไม่เป็นไรครับ น้องเดือนเก็บไว้เลยก็ได้ พี่ไม่ซีเรียส”

     “ปกติผมไม่ชอบพกผ้าเช็ดหน้าอยู่แล้วครับ พี่เมศบอกมาดีกว่าว่าจะให้ผมไปคืนที่ไหน เดี๋ยวเย็นนี้ผมกลับไปซักให้เลย”

     “ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ มันรบกวนเราเปล่าๆ”

     “ไม่รบกวนเลยครับ ผมสิที่เป็นฝ่ายรบกวน ผมเอาผ้าเช็ดหน้าของพี่มาใช้นะ”

     เมื่อเห็นว่ายังไงผมก็จะคืนผ้าเช็ดหน้าให้ได้ พี่เมศเลยถอนหายใจเล็กน้อยแต่ยังคงยิ้มอยู่ “ถ้างั้น...พี่จะยอมรับผ้าเช็ดหน้าคืนก็ได้ แต่น้องเดือนต้องคืนตอนที่บังเอิญเจอพี่อีกครั้งนะครับ”

     ผมเอียงคอด้วยความงง พี่เมศจะทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากทำไม นัดสถานที่คืนผ้าเช็ดหน้ามาตั้งแต่แรกก็จบแล้ว

     “แล้วถ้าผมไม่บังเอิญเจอพี่อีกล่ะครับ”

     “ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นก็จะกลายเป็นของน้องเดือนไงครับ ให้โชคชะตาตัดสินดีกว่าว่าเราควรจะคืนผ้าเช็ดหน้าพี่ไหม”

     ผมเห็นพี่เมศหน้าตาดี ไม่นึกเลยว่าเขาจะพูดจาลิเกแบบนี้เป็นด้วย เป็นคนหล่อที่แปลกเหมือนกันแฮะ

     “พี่เมศแน่ใจเหรอครับ”

     “แน่ใจครับ”

     “โอเคครับ ถ้าพี่พูดแบบนั้นผมก็ตกลง” ผมเก็บผ้าเช็ดหน้าเข้ากระเป๋าก่อนจะหันไปยิ้มให้พี่เมศอีกรอบ “ผมไปก่อนนะ หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะครับ”

     “ครับ พี่ก็อยากให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน”

     ผมเดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพที่เสื้อผ้ายังไม่แห้งสักเท่าไหร่ ในหัวก็นึกถึงความแปลกของพี่เมศไปด้วย จนกระทั่งกลับมาถึงโต๊ะแล้ว ฝนที่สังเกตเห็นก่อนใครเพื่อนเลยทักขึ้นมา

     “ไอ้เดือน! มึงไปเล่นน้ำที่ไหนมาวะ ทำไมเปียกไปทั้งตัวแบบนี้อ่ะ”

     “คือ...กูซุ่มซ่ามนิดหน่อยอ่ะ เลยโดนน้ำในอ่างล้างมือสาดเอา”

     เพื่อนทั้งสามคนหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่ควีนจะเท้าเอวพูดกับผมอย่างเอือมๆ “มึงนี่มันอ๊องได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ อีกหน่อยกูคงต้องตามไปดูแลเป็นผู้ปกครองแล้วมั้ง”

     ผมอยากเถียงแต่ก็เถียงไม่ออก ได้แต่แลบลิ้นให้มันกลับไป ถ้าควีนไปห้องน้ำกับผมจริงๆ มันคงมัวแต่มองพี่เมศจนไม่มีเวลามาดูแลผมแน่นอน


     ✦✪✧✥✦✪✧✥✦✪✧✥


     โชคดีที่วันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า ผมเลยไม่ต้องทนนั่งตัวเปียกเรียนในห้องแอร์นานมากนัก พอเรียนเสร็จก็รีบตรงดิ่งกลับหอเลย แต่ถึงจะไม่มีเรื่องเสื้อเปียกผมก็ตั้งใจจะกลับหออยู่แล้ว เพราะผมคิดถึงเจ้าตุ๊กตาหมีที่พี่คลื่นซื้อให้มากๆ เลย

     ไม่รู้จะเรียกว่าเห่อได้ไหม แต่พอได้ตุ๊กตาจากพี่คลื่นมาผมก็เอาแต่นอนกอดมันจนแทบจะรวมร่างกับเตียงได้อยู่แล้ว เวลาเอาหน้าไปถูกับตัวตุ๊กตาที่มีขนปุกปุยนุ่มนิ่มมันรู้สึกดีจริงๆ นะครับ ยิ่งกลับมาจากมหา’ลัยเหนื่อยๆ แล้วได้กอดตุ๊กตา ความเหนื่อยล้านี่หายไปหมดเลย

     ถ้าตุ๊กตาหมีเป็นคนจริงๆ ผมคงขอเป็นแฟนไปแล้ว อยากกอดมันทั้งวันไม่ต้องทำอะไรกันเลย

     โทรศัพท์บนหัวเตียงส่งเสียงดังขึ้นมา พอหยิบมาดูก็เห็นว่าพี่คลื่นวิดีโอคอลมา ผมเลยกดรับทั้งที่ยังนอนกอดตุ๊กตาหมีอยู่

     [ชอบจริงๆ นะครับ ตุ๊กตาหมีเนี่ย] คำทักทายแรกของพี่คลื่นทำให้ผมยิ้มเพราะเขินนิดหน่อย

     “ก็มันน่ารักนี่ครับ วันนี้ผมเกือบเอาไปมหา’ลัยด้วยเลยนะ”

     [จะเอาไปนั่งเรียนด้วยหรือไง]

     “ตุ๊กตาเรียนได้ที่ไหนล่ะครับพี่คลื่น” ผมหลุดขำ พี่คลื่นเลยขำตาม

     [วันนี้เป็นไงบ้างครับ อยากเล่าอะไรให้พี่ฟังไหม]

     “วันนี้ผมโคตรซวยเลยครับ เผลอเปิดน้ำในห้องน้ำแรงไป เสื้อผ้าเลยเปียกหมดเลย” ผมทำหน้าเศร้าประกอบคำพูด แต่ไม่ได้เศร้าจริงๆ หรอกครับ พอมองย้อนกลับไปผมคิดว่ามันเป็นเรื่องขำขันมากกว่า

     [อ้าว แล้วเดือนทำยังไงอ่ะครับ ได้เอาชุดไปเปลี่ยนไหม]

     “ใครจะพกชุดนักศึกษาไปมหา’ลัยด้วยล่ะครับ พอดีมีคนใจดีให้ผ้ามาเช็ดเสื้อ ผมเลยไม่ลำบากอะไรมาก” ผมนึกขำในใจ พี่คลื่นถามเหมือนพี่เมศเลย

     [เดือนน่าจะโทรมาบอก พี่จะได้ซื้อชุดใหม่ไปให้ นั่งเรียนทั้งที่ชุดเปียกแบบนั้นเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก]

     “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้นหรอกครับ พี่คลื่นเป็นห่วงผมเกินไปแล้วนะ”

     [สำหรับเดือน ไม่มีคำว่าห่วงเกินไปหรอกครับ]

     “…”

     [คืนนี้กินยาดักไว้ด้วยนะครับ พรุ่งนี้จะได้ไปเรียนได้]

     ผมไม่ตอบอะไร ได้แต่กอดตุ๊กตาหมีแน่นเพื่อระบายความรู้สึกในอก เอาอีกแล้ว...ชอบพูดให้ผมใจเต้นแรงอยู่เรื่อยเลย ก็รู้อยู่หรอกว่าพี่คลื่นแค่เทคแคร์ผมเพราะเล่นไปตามเกมเฉยๆ แต่เล่นพูดแบบนี้หัวใจผมก็รับไม่ไหวเหมือนกันนะ...

     [เดือนครับ ได้ยินพี่ไหม]

     “พะ...พี่คลื่นว่าไงนะครับ” ผมสะบัดหัวสองสามทีเพื่อไล่ความคิดในหัวออกไป

     [พี่บอกว่าคืนนี้ให้กินยาดักไว้ด้วย]

     “อะ...โอเคครับ”

     [เป็นอะไรครับ ใจลอยไปถึงไหน]

     “เปล่าครับ แค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย” คิดเรื่องพี่นั่นแหละครับ ไม่ได้คิดเรื่องคนอื่นเลย

     [พี่น้อยใจนะเนี่ย คุยอยู่กับพี่แต่ใจลอยไปหาคนอื่น] คนตัวสูงยกแขนมาหนุนหัว ทำหน้าเหมือนกำลังเสียใจ

     “ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ผมกำลังคุยกับเดือนมหา’ลัยเชียวนะ จะใจลอยไปหาคนอื่นได้ยังไง” นี่ถ้าไม่ได้เล่นเกมอยู่ผมนึกว่าพี่คลื่นหึงผมนะเนี่ย แต่เรื่องเหลือเชื่อแบบนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้หรอก

     [ดีแล้วครับ คุยกับพี่ก็ต้องคิดถึงแต่พี่ ห้ามไปคิดถึงคนอื่นนะครับ] พี่คลื่นยิ้มบางๆ หลังพูดประโยคที่ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นประโยคคำสั่งหรือเปล่า ในตอนนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่มุมปาก

     “พี่คลื่นมีลักยิ้มด้วยเหรอครับ”

     คนตัวสูงยกมือมาแตะมุมปากตัวเองก่อนจะพยักหน้า [ใช่ครับ พี่มีมานานแล้ว]

     ผมไปอยู่ไหนมาเนี่ยถึงไม่รู้ว่าพี่คลื่นมีลักยิ้มด้วย เห็นรูปเขาในอินสตาแกรมก็ออกจะบ่อย แต่ไม่เคยสังเกตเลยสักครั้ง

     [วิดีโอคอลกับพี่มาตั้งหลายวันแต่เพิ่งจะเห็นเหรอครับ หืม]

     “แหะๆ ขอโทษนะครับ”

     [แล้ว...เดือนคิดว่าลักยิ้มพี่เป็นยังไง] พูดจบพี่คลื่นก็ยิ้มอีก เหมือนตั้งใจจะโชว์ลักยิ้มของตัวเอง ผมใจเต้นแรงกว่าเดิมเมื่อเห็นภาพตรงหน้า พอได้รู้แล้วว่าพี่คลื่นมีลักยิ้ม ผมก็รู้สึกว่ารอยยิ้มพี่คลื่นน่ามองมากยิ่งขึ้น

     “เอ่อ...ก็...น่ารักมั้งครับ” ผมตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ พอโดนพี่คลื่นยิ้มใส่แบบนี้แล้วจู่ๆ ผมก็เขินขึ้นมา

     [ฮ่าๆๆๆ เดือนเป็นคนแรกเลยนะครับที่ชมว่าลักยิ้มพี่น่ารัก ปกติคนอื่นจะชมว่าหล่อ]

     “เหรอครับ...”

     [แล้วถ้าให้เลือกระหว่างตุ๊กตากับลักยิ้มพี่ อะไรน่ารักกว่ากันครับ] คนตัวสูงยงคงโชว์ลักยิ้มอยู่ พอได้ยินแบบนั้นผมเลยหลุดขำเบาๆ

     “พี่ถามผมสามรอบแล้วนะ”

     [ก็เราเอาแต่ตอบว่าตุ๊กตาอ่ะ]

     “พี่จะมาจริงจังทำไมครับ มันก็แค่คำถามธรรมดาเท่านั้นเอง”

     [ตอบมาเถอะครับ พี่อยากได้ยินคำตอบจากเราอีก]

     ผมทำทีเป็นยกมือมาลูบคางเหมือนกำลังใช้ความคิดอยู่ ที่จริงในใจผมมันตอบว่าพี่คลื่นตั้งแต่เขาถามครั้งแรกแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพราะนึกสนุกหรืออะไร ตอนนี้ผมรู้สึกอยากแกล้งคนในกล้องที่กำลังรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

     “อืม...ผมคิดว่าตุ๊กตาน่ารักกว่าครับ” ผมยกตุ๊กตาหมีในอ้อมกอดตัวเองขึ้นมาโชว์ พี่คลื่นเลยหุบยิ้มแล้วทำหน้าเศร้าๆ แทน

     [เดือนครับ...ทำไมใจร้ายจัง ไม่คิดจะให้พี่น่ารักกว่าตุ๊กตาเลยเหรอ]

     “ฮ่าๆๆๆ พี่คลื่นทำหน้าตลกอ่ะ” ตอนแรกผมแค่อยากแกล้งนิดเดียว แต่พอเห็นหน้าพี่คลื่นผมถึงกับขำพรืดเลยครับ อะไรจะอยากชนะตุ๊กตาขนาดนี้เนี่ย ไม่ได้แข่งกีฬาระดับชาติอยู่ซะหน่อย

     พี่คลื่นทำหน้าเศร้าอยู่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นยิ้มมุมปาก สายตาที่เปลี่ยนไปทำให้ผมหยุดขำแล้วมองอย่างหวั่นๆ

     [แล้วเดือนไม่อยากถามบ้างเหรอครับ ว่าระหว่างเดือนกับตุ๊กตาอะไรน่ารักกว่ากัน]

     “ผมจะถามไปทำไมครับ ผมไม่ได้อยากรู้ซะหน่อย”

     [ถามหน่อยเถอะครับ พี่อยากตอบ]

     “พี่จะตอบว่าตุ๊กตาเพื่อแกล้งผมคืนใช่ไหมครับ ผมรู้ทันนะ”

     [ใครบอกล่ะครับ พี่จะตอบว่าเดือนน่ารักกว่าต่างหาก]

     คำตอบของคนในกล้องทำให้ผมถึงกับไปไม่เป็น ใบหน้าร้อนอย่างกับเอาไปอิงเตาผิงไว้ พี่คลื่นยกแขนมาเท้าคางมองผมยิ้มๆ สายตาที่มองมาทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ จนต้องหลบตา

     “...ไม่เห็นต้องโกหกเลยครับ ตอบมาเลยก็ได้ว่าตุ๊กตาน่ารักกว่า ผมไม่โกรธหรอก”

     [พี่ไม่ได้โกหกครับ ในสายตาพี่เดือนน่ารักกว่าจริงๆ]

     ใครช่วยบอกพี่คลื่นหน่อยครับว่าหยุดพูดได้แล้ว ตอนนี้ผมทำตัวไม่ถูกไปหมดแล้วนะ...

     [บอกแล้วไงครับว่าพี่ชอบรอยยิ้มของเดือน เวลาเดือนยิ้ม...ต่อให้ตุ๊กตาสิบตัวก็น่ารักไม่เท่าหรอก]

     “…”

     [พี่ไม่ได้พูดเล่นนะครับ พี่ชอบรอยยิ้มของเดือนจริงๆ เพราะงั้นแล้ว...]

     “…”

     [อยู่ยิ้มให้พี่มองไปอีกนานๆ ได้ไหมครับ]





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-10-2022 03:26:45 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 9 : รูปคู่ของเราสองคน





     “มึงคิดหัวข้อออกยัง”

     “ใครจะไปคิดทันวะ เพิ่งเรียนเสร็จไม่ถึงห้านาทีเอง” ควีนทำหน้าเซ็งขณะที่กำลังเดินออกจากห้องเรียน

     “กูเหลือเชื่อเลย สอบเสร็จไม่ทันไรสั่งงานอีกแล้ว อาจารย์กลัวไม่มีคะแนนให้เหรอวะ” ฝนบ่นกระปอดกระแปด ผมก็พยักหน้าเห็นด้วยกับมัน นาทีนี้ไม่มีใครยิ้มออกหรอกครับ

     พวกผมสอบมิดเทอมเสร็จยังไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ วันนี้อาจารย์สั่งให้ทำรายงานคู่แล้ว แถมกำหนดส่งสัปดาห์หน้าด้วย ฝนคู่กับควีน ส่วนผมคู่กับข้าวหอม เราสี่คนตกลงกันคร่าวๆ ว่าจะทำเรื่องวัฒนธรรมการท่องเที่ยวในต่างประเทศ แต่ยังเลือกไม่ได้เลยว่าจะเอาประเทศอะไรกัน

     “ลองไปหาข้อมูลที่ร้านหนังสือกันไหม เผื่อจะช่วยไกด์ไลน์ให้คิดออก” ข้าวหอมเสนอไอเดียขึ้นมา

     “ก็ดีนะ แต่ตอนนี้กูหิวอ่ะ อาจารย์ทำกูเสียพลังงานไปเยอะเลย”

     “งั้นไปกินข้าวก่อนก็ได้”

     “เอาโรงอาหารอักษรฯ นะ ขี้เกียจไปโรงอาหารกลาง”

     “ปกติเราก็กินที่อักษรฯ อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

     “กูก็แค่พูดไว้เผื่อใครบางคนอยากไปหาพี่คลื่น” ฝนทำหน้ากรุ้มกริ่ม ส่วนควีนก็มองผมยิ้มๆ

     “กูจะคิดว่ามึงชอบพี่คลื่นเองแล้วนะ เอาแต่พูดถึงเขาอยู่ได้”

     “แล้วมึงไม่ชอบหรือไง”

     “ก็กูบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับเขาแบบนั้น”

     “มึงแน่ใจเหรอ” ควีนยื่นหน้ามาใกล้ ทำหน้าเหมือนจะจับผิดผม “นี่ก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว มึงได้วิดีโอคอลกับคนหล่อๆ อย่างพี่คลื่นทุกวัน ไม่หวั่นไหวสักนิดเลยเหรอวะ”

     “ถ้ากูเป็นมึงนะ กูตกหลุมรักพี่คลื่นรอบที่ล้านแล้วมั้ง คนอะไรไม่รู้โคตรมีเสน่ห์เลย นี่กูยังอิจฉามึงอยู่เลยนะเนี่ย”

     “เอาจริงๆ ข้าวว่าถ้าเดือนจะชอบพี่คลื่นก็ไม่แปลกนะ เขาตรงสเป็กเดือนขนาดนั้น เดือนจะไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ”

     ผมได้แต่มองเพื่อนๆ อย่างไม่รู้จะพูดอะไร คำถามของควีนเป็นอะไรที่ตอบง่ายมาก แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงลังเลที่จะตอบออกไป พอเห็นผมเอาแต่เงียบพวกมันเลยยิ่งจ้องกันใหญ่ จนสุดท้ายผมต้องทำเป็นเปลี่ยนเรื่องคุย

     “ถามอะไรก็ไม่รู้อยู่ได้ พวกมึงหิวข้าวกันไม่ใช่เหรอ ขืนชักช้าเดี๋ยวไอ้ฝนก็เป็นลมไปก่อนหรอก”

     พอโดนเมินคำถาม ฝนกับควีนก็กลอกตามองบนใส่

     “เปลี่ยนเรื่องเก่ง”

     “หนีความจริงเก่ง”

     “ตกลงจะไม่ไปกินข้าวแล้วใช่ไหม”

     “เออๆๆ ไปก็ไป กูไม่ถามต่อก็ได้วะ”

     ผมยกยิ้มที่เห็นเพื่อนยอมแพ้ แต่ที่มันยอมง่ายๆ คงเพราะหิวข้าวมากกว่า ไม่งั้นมันคงเอาแต่ถามจนกว่าจะได้คำตอบนั่นแหละ ผมส่ายหน้าให้ฝนกับควีนเล็กน้อย หันหลังกลับเพื่อจะเดินไปโรงอาหาร แต่ก็ชนเข้ากับแผ่นหลังของข้าวหอมที่ยืนนิ่งเหมือนเป็นรูปปั้น

     “หยุดทำไมอ่ะข้าว ไม่ไปกินข้าวเหรอ”

     ข้าวหอมไม่ตอบ เอาแต่มองตรงไปข้างหน้า พวกผมเลยหันไปมองบ้าง และพอเห็นว่าข้าวหอมมองอะไรอยู่ฝนกับควีนก็หันไปกรี๊ดใส่กันแบบไม่มีเสียง

     “มึง! นั่นพี่คลื่นกับพี่องศาไม่ใช่เหรอวะ”

     “กูว่าเขามาหาไอ้เดือนแน่เลย”

     “วันก่อนมาหาที่โรงอาหาร วันนี้มารอหน้าตึกเรียนเลยอ่ะมึง”

     “เห็นไหม กูบอกแล้วว่างานนี้มันต้องมีซัมติงค่ะ”

     พี่คลื่นกับพี่องศาที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงพิงเสาอยู่ พอหันมาเห็นพวกผมก็ยิ้มกว้างพลางสาวเท้าเข้ามาหา ข้าวหอมยังยืนนิ่ง ฝนกับควีนแซวผมอยู่ด้านหลัง ส่วนผม...รีบก้มหน้าสิครับ ใครจะไปกล้ามองหน้าพี่คลื่นกันล่ะ

     ตั้งแต่วันที่พี่คลื่นพูดจาแปลกๆ ผมก็ไม่ค่อยกล้าสบตากับเขา ผมโดนคนชมว่าน่ารักบ่อยก็จริง แต่ไม่เคยมีใครพูดเหมือนพี่คลื่นเลย ถ้าคนพูดไม่ใช่พี่คลื่นผมคิดแล้วนะว่าเขากำลังชอบผมอยู่

     “พี่ๆ สวัสดีค่ะ” เพื่อนผมยกมือไหว้รุ่นพี่กันหมด มีแต่ผมคนเดียวที่ยืนก้มหน้าอยู่

     “เรียนเสร็จกันยังครับ”

     “เสร็จแล้วค่ะ พี่คลื่นถามทำไมเหรอคะ”

     “พอดีวันนี้พี่จะขอยืมตัวน้องเดือนอีก ได้ไหมครับ”

     ผมรีบเงยหน้ามองพี่คลื่นทันที ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความสงสัย “ผมเหรอครับ”

     “ใช่ครับ หรือเดือนมีธุระต้องไปทำต่อ”

     “คือผม...”

     “ยืมไปได้เลยค่ะพี่คลื่น มันว่างอยู่แล้ว จะยืมข้ามวันเลยก็ได้ค่ะ”

     ผมหันไปมองฝนที่พูดอะไรก็ไม่รู้ออกมา มันลืมแล้วเหรอว่าเรากำลังจะไปร้านหนังสือกัน

     “ว่าแต่พี่คลื่นจะพาเพื่อนหนูไปไหนเหรอคะ”

     “แม่พี่อยากได้รูปสวยๆ ไปแขวนบนผนังบ้านน่ะครับ แล้วพี่เห็นว่าเดือนถ่ายรูปในไอจีสวยดีเลยคิดว่าน่าจะช่วยเลือกรูปได้”

     ผมทำหน้าเหลอหลาใส่พี่คลื่น ในอินสตาแกรมส่วนใหญ่จะมีแต่รูปผมซึ่งผมก็ให้เพื่อนถ่าย ไม่ได้ถ่ายเอง ส่วนรูปวิวทิวทัศน์ธรรมชาติผมก็แค่ถ่ายเพราะบรรยากาศพาไปเฉยๆ ไม่ได้จริงจังอะไรเลย

     “ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอกครับ ที่ถ่ายลงไอจีก็ไม่ได้ตั้งใจถ่ายเหมือนตากล้องมืออาชีพด้วย ผมอาจจะช่วยอะไรได้ไม่มาก”

     “อย่าพูดแบบนั้นสิครับ เดือนช่วยพี่ได้แน่นอน เชื่อสิ”

     “แต่...”

     “มึงจะมัวอมพะนำทำไมวะ ก็บอกน้องไปเลยสิว่ามึงอยากให้น้องไปเป็นเพื่อน” พี่องศาดึงพี่คลื่นไปกอดคอ หันมาพูดกับผมยิ้มๆ

     “อุ๊ย เพื่อนพี่คลื่นมีตั้งหลายคน ทำไมถึงมาชวนเพื่อนหนูเหรอคะ” ฝนถามพลางบิดตัวไปมา ลืมหิวข้าวไปสนิทใจ เหมือนพี่คลื่นชวนมันซะเอง

     “พวกพี่จะไปเลือกรูปเป็นเพื่อนมันก็ไม่ยอมนะครับน้องฝน เอาแต่บอกว่าจะพาน้องเดือนไปคนเดียว พอถามเหตุผลก็บอกแค่ว่าน้องเดือนถ่ายรูปสวยดี ทั้งที่ไอ้ทิวมันก็รับงานถ่ายแบบตั้งหลายครั้ง น่าจะมีความรู้เรื่องรูปมากกว่าแท้ๆ”

     “พูดเยอะเกินไปแล้วนะมึงอ่ะ พอเลย” พี่คลื่นผลักพี่องศาให้ออกห่าง ก่อนจะเดินมาอยู่ตรงหน้าผม “ตกลงเดือนจะไปกับพี่ไหมครับ”

     “เอ่อ...ที่จริงผมต้องไปร้านหนังสือกับเพื่อน...” ผมยังไม่ทันพูดจบก็โดนฝนกับควีนลากคอไปสุมหัว มันหันไปขอเวลากับพี่คลื่นสักครู่ก่อนจะทำหน้าจริงจังใส่ผม

     “เดือน ฟังกูนะ มึงต้องไปกับพี่คลื่นค่ะ”

     “แต่เรากำลังจะไปร้านหนังสือกันไม่ใช่เหรอ”

     “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้พี่คลื่นสำคัญกว่ารายงาน”

     “สำคัญยังไงวะ”

     “โอ๊ย มึงยังไม่เข้าใจสถานการณ์อีกเหรอ” ควีนพูดพลางเหลือบไปมองรุ่นพี่ทั้งสองคน “พี่องศาก็บอกอยู่ว่าพี่คลื่นอยากให้มึงไปด้วย ประเด็นมันอยู่ที่ต้องเป็นมึงคนเดียวเท่านั้น แค่นี้ก็ชัดแล้วป่ะว่าเขากำลังชอบมึง”

     “เขาก็บอกอยู่ว่าเห็นกูถ่ายรูปสวยเลยอยากพาไปด้วย”

     “มึงคิดจริงๆ เหรอว่าเขาจะลงทุนมารอมึงเลิกเรียนเพราะเหตุผลเพียงแค่นั้น”

     ผมอึกอัก ไม่รู้จะตอบยังไง ควีนที่เห็นผมจนมุมเลยรีบพูดต่อ “จำที่กูบอกว่าให้มึงรุกพี่คลื่นได้ไหม กูว่านะ...มึงไม่ต้องรุกแล้วล่ะ เพราะเท่าที่กูเห็นเหมือนพี่คลื่นกำลังรุกมึงแทน”

     “มึงแม่งเพ้อเจ้อ ไม่ต้องพูดแล้ว เงียบไปเลย”

     “ไม่ต้องมาเขินกลบเกลื่อนเลย กูรู้นะว่าลึกๆ แล้วมึงก็คิด” ฝนเอาศอกมากระทุ้งเบาๆ หันไปยิ้มให้พี่คลื่นที่รอฟังคำตอบอยู่ “พี่คลื่นพาเพื่อนหนูไปได้เลยค่ะ หนูเคลียร์กันเรียบร้อยแล้วไม่ต้องห่วง”

     “แล้วที่เดือนบอกว่าต้องไปร้านหนังสือล่ะครับ”

     “เดี๋ยวพวกหนูไปกันสามคนก็ได้ค่ะ” ควีนรีบพูดขึ้นมา มันผลักผมไปหาพี่คลื่นแล้วหันไปมองข้าวหอมที่ยืนเงียบมาสักพักแล้ว “ใช่ไหมข้าว”

     “อะ...อืม เดือนไม่ต้องห่วงนะ ถ้าข้าวได้หัวข้อรายงานแล้วจะไลน์ไปบอก”

     เพื่อนผมสามัคคีกันมากครับ เหมือนพวกมันอยากให้ผมไปกับพี่คลื่นให้ได้เลย ผมควรร้องไห้ด้วยความซึ้งใจหรือความแค้นดีวะเนี่ย

     “น้องๆ จะไปร้านหนังสือที่ไหนกันครับ” พี่องศาถามเพื่อนผม

     “ตรงห้างที่เพิ่งเปิดใหม่อ่ะค่ะ ร้านนั้นพวกหนูไปกันประจำ มีหนังสือให้เลือกเยอะดี”

     “ทำไมไม่ไปดูหนังสือที่ห้องสมุดล่ะครับ”

     “หนูไปทีไรก็ไม่มีหนังสือที่ต้องการเลยค่ะพี่องศา คนที่ยืมไปส่วนใหญ่ไม่ค่อยเอามาคืนกันหรอก”

     “งั้นนั่งรถพี่ไปไหมครับ พี่ต้องไปส่งน้องข้าวอยู่แล้ว”

     “ว้าย จะดีเหรอคะ” ฝนถามเหมือนเกรงใจ แต่มันพุ่งเข้าไปกอดแขนพี่องศาแล้ว “ขอบคุณนะคะพี่องศา หน้าตาดีไม่พอยังใจดีอีกนะคะเนี่ย”

     “อ่ะ หนูสรุปให้ พวกหนูสามคนไปกับพี่องศา ส่วนเดือนไปกับพี่คลื่น ตามนี้นะคะ” ควีนขยิบตาให้ผม มันเดินไปกอดแขนพี่องศาอีกคน

     “ผมต้องไปกับพี่คลื่นเหรอครับ”

     “ทำไมเดือนถามอย่างนั้นล่ะ” พี่คลื่นดึงมือผมไปกุม ทำหน้าเว้าวอนเหมือนอยากให้ผมไปด้วยมากๆ “พี่อุตส่าห์มายืนรอตั้งนาน เดือนจะไม่ไปกับพี่จริงๆ เหรอ”

     “แต่ว่าผม...”

     “ไปเป็นเพื่อนพี่หน่อยนะครับ เดี๋ยวพี่พาไปกินของอร่อยหลังเลือกรูปเสร็จ”

     ฝนกับควีนหลุดขำเมื่อได้ยินแบบนั้น ผมอยากหันไปถลึงตาใส่พวกมันแต่ติดตรงที่โดนพี่คลื่นมองอยู่

     “นี่พี่เอาของกินมาล่อผมเหรอ”

     “แล้วได้ผลไหมล่ะครับ”

     “ผมไม่ได้เห็นแก่กินนะครับ”

     “งั้นคิดซะว่าเห็นแก่พี่ก็ได้”

     “…”

     “ไปกับพี่นะครับ...ไปเลือกรูปให้แม่พี่กัน”

     เชื่อเถอะครับว่าพอโดนมองด้วยสายตาแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยเป็นต้องปฏิเสธไม่ลงแน่นอน ผมเม้มปากแน่นก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เมื่อเห็นว่าผมยอมไปด้วยพี่คลื่นเลยยิ้มกว้าง

     แค่ยืนคุยกันเฉยๆ ยังโดนดาเมจขนาดนี้ เข้าใจหรือยังครับว่าทำไมผมถึงไม่อยากไปด้วย...



     พี่คลื่นพาผมมาร้านแกลอรีรูปภาพที่อยู่ไกลจากมหา’ลัยพอสมควร พอผมถามว่าทำไมต้องมาไกลขนาดนี้ พี่คลื่นก็บอกว่าร้านนี้เป็นร้านประจำของคุณแม่ แถมเจ้าของร้านยังสนิทกับคุณแม่ด้วย

     พอเข้ามาในร้านผมก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ บนผนังมีรูปภาพหลากหลายแขวนอยู่เต็มไปหมด ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์รูปภาพเลย ผมเดินไปดูรูปนั้นรูปนี้จนพี่คลื่นที่เดินตามหลังอดหัวเราะไม่ได้

     “วิ่งเล่นเป็นเด็กๆ เลยนะเรา”

     “ก็บอกว่าผมไม่ใช่เด็กแล้วไงครับ”

     “ถ้างั้นก็กินเยอะๆ หน่อยสิจะได้โตไวๆ” คนตัวสูงเดินมาประชิด เอามือมาวางบนหัวผม “ตัวแค่นี้ถ้าบอกว่าเรียนมัธยมอยู่พี่ก็เชื่อนะ”

     “พี่คลื่นนั่นแหละที่ตัวโตเกินไป”

     “พี่ออกกำลังกายบ่อย ก็ไม่แปลกที่จะหุ่นดีนี่ครับ”

     ผมอยากเถียงกลับไปจริงๆ แต่ติดตรงที่มันคือความจริงเลยเถียงไม่ออก

     พี่คลื่นก้มหน้ามาใกล้ จนสายตาของเราสอดประสานกัน “ไว้ว่างๆ พี่จะพาเดือนไปออกกำลังกายด้วยกัน เดือนจะได้หุ่นดีเหมือนพี่...ดีไหมครับ”

     สายตาพี่คลื่นเหมือนกำลังหยอกล้อมากกว่าจะชักชวนจริงๆ ผมลอบกลืนน้ำลาย ระหว่างที่คิดไม่ตกว่าจะตอบกลับไปยังไงดีก็มีคนเข้ามาทักทายซะก่อน พี่คลื่นเลยผละหน้าออกไป

     “ไม่เจอกันนานเลยนะคลื่นคราม โตเป็นหนุ่มแล้วนี่ คุณแม่สบายดีไหม”

     คุณลุงที่น่าจะเป็นเจ้าของร้านเดินเข้ามากอดพี่คลื่น พอได้ยินคำพูดของคุณลุงผมเลยคิดว่าพี่คลื่นน่าจะไม่ได้มาร้านนี้นานแล้ว

     “สบายดีครับ วันนี้แม่ฝากความคิดถึงมาให้ลุงอินด้วย”

     “เหรอ งั้นฝากไปบอกแม่เราหน่อยนะว่าลุงก็คิดถึงเหมือนกัน ว่าแต่คลื่นมีน้องชายด้วยเหรอ ลุงไม่เห็นรู้เลย” คุณลุงหันมามองผมอย่างพิจารณา ผมเลยรีบยกมือไหว้แทบไม่ทัน

     “ไม่ใช่น้องหรอกครับ เป็นรุ่นน้องที่มหา’ลัย ผมพามาเป็นเพื่อนเฉยๆ”

     “หน้าหวานดีนะเราน่ะ นี่ถ้าไม่ดูดีๆ ลุงนึกว่าเป็นผู้หญิงซะแล้ว”

     ผมได้แต่ยิ้มแหะๆ อย่างไม่รู้จะตอบอะไร ลุงไม่ใช่คนแรกหรอกครับที่พูดแบบนี้ ผมโดนทักว่าหน้าเหมือนผู้หญิงมาหลายครั้งจนชินแล้ว

     “แล้วมาวันนี้อยากได้รูปอะไรเป็นพิเศษไหมล่ะ”

     “พอดีแม่ผมจัดห้องนั่งเล่นใหม่แล้วเขาอยากได้กรอบรูปไปแขวนตกแต่งน่ะครับ”

     “งั้นเลือกรูปกันตามสบายเลยนะ ลุงขอไปจัดของหลังร้านก่อน ถ้าเลือกได้แล้วตะโกนเรียกลุงได้เลย”

     “ได้ครับ”

     คุณลุงหายเข้าไปในหลังร้านแล้ว ผมเลยเดินไปดูรูปต่อ ขณะเดียวกันก็ถามพี่คลื่นเพื่อประกอบการตัดสินใจไปด้วย

     “ห้องนั่งเล่นบ้านพี่เป็นแบบไหนเหรอครับ”

     “สไตล์มินิมอล โทนสีน้ำตาลครับ”

     “แล้วปกติแม่พี่ชอบสะสมรูปภาพไหมครับ”

     “ชอบครับ บ้านพี่มีรูปแขวนเต็มผนังเลย ส่วนใหญ่แม่พี่จะชอบรูปแนวธรรมชาติอย่างพวกดอกไม้หรือสัตว์น่ารักๆ”

     “อืม...” ผมเดินดูรูปบนผนังแต่ละรูปพลางใช้ความคิด ในหัวก็จินตนาการห้องนั่งเล่นบ้านพี่คลื่นเพื่อเลือกรูปที่น่าจะเข้ากันมากที่สุด คนตัวสูงเดินตามผมไม่ห่าง พอเห็นผมทำหน้าจริงจังพี่คลื่นก็หัวเราะเบาๆ

     “เครียดขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “แน่นอนสิครับ พี่คลื่นอุตส่าห์ไว้ใจให้ผมเลือกรูปทั้งที ขืนผมเลือกรูปไม่สวยแม่พี่ได้มาว่าผมกันพอดี”

     “คิดมากเกินไปแล้ว” พี่คลื่นเดินมายืนข้างหน้ารูป ผมเลยต้องละสายตาจากรูปภาพบนผนังแล้วเงยหน้ามองคนที่มาบังแทน “แม่พี่ไม่ได้เรื่องมากซะหน่อย แล้วที่พี่พาเดือนมาเพราะพี่มั่นใจในเซนส์ของเดือนจริงๆ เพราะงั้นเดือนเลือกรูปที่ตัวเองชอบเถอะครับ”

     มือหนาเอื้อมมาลูบหัวเบาๆ ทั้งสายตาและรอยยิ้มของพี่คลื่นราวกับอยากช่วยปลอบให้ผมเลิกคิดมาก หลังมองตากันอยู่สักพักผมก็หันหน้าหนีแล้วทำเป็นเดินดูรูปต่อ พี่คลื่นก็เดินตามมาโดยไม่พูดอะไรอีก

     จู่ๆ คำพูดของเพื่อนๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัว ผมแอบชำเลืองมองพี่คลื่นนิดหนึ่ง แต่พอเห็นว่าเขามองผมอยู่ก็รีบหันหน้ากลับมาทันที ผมสะบัดหน้าเล็กน้อยเพื่อไล่ความคิดในหัวออกไปก่อนจะหันมาตั้งใจเลือกรูปต่อ

     “แน่ใจนะครับว่าจะให้เลือกรูปที่ผมชอบ”

     “แน่ใจครับ ถ้าเดือนเป็นคนเลือกแม่พี่ต้องชอบแน่นอน”

     ผมตะหงิดใจกับคำพูดของพี่คลื่น แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปเพราะคิดว่าเขาคงพูดเพื่อไม่ให้ผมคิดมากเฉยๆ หลังจากเดินดูอยู่หลายรูปผมก็มาหยุดอยู่ตรงหน้ารูปดอกทานตะวัน ผมค่อยๆ หยิบมันลงมาแล้วหันไปยิ้มให้ร่างสูง

     “พี่คลื่นว่ารูปนี้สวยไหมครับ”

     คนถูกถามมองรูปภาพในมือผม ก่อนจะถามกลับมายิ้มๆ “เดือนชอบรูปนี้เหรอ”

     “ตอบให้ตรงคำถามสิครับ พี่คลื่นคิดว่ารูปนี้สวยไหม”

     พอโดนถามอีกรอบพี่คลื่นก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม ยื่นหน้ามาใกล้จนผมเผลอก้าวเท้าถอยหลัง “สวยครับ...ทั้งสวยทั้งน่ารักเลย”

     “อะ...อะไรสวยครับ”

     “ก็รูปที่เรากำลังถืออยู่ไงครับ”

     แล้วทำไมไม่มองรูปล่ะครับ จะมามองหน้าผมทำไม แถมรูปในมือผมมันไม่เห็นมีอะไรน่ารักเลยด้วย

     พี่คลื่นยิ้มมุมปากก่อนจะถอยไปยืนเต็มความสูง ผมเลยรีบวกกลับมาเรื่องเดิมก่อนจะออกทะเลไปมากกว่านี้ “เอ่อ...ผมว่ารูปนี้น่าจะเข้ากับห้องนั่งเล่นบ้านพี่นะครับ ถ้าห้องเป็นโทนสีน้ำตาล รูปดอกทานตะวันที่เป็นสีเหลืองก็น่าจะแมตซ์กัน แถมแม่พี่ก็ชอบดอกไม้ด้วย”

     “ถ้าเดือนคิดว่าเหมาะพี่ก็ว่าเหมาะครับ”

     “พี่คลื่นจะไม่ออกความเห็นอย่างอื่นเลยเหรอครับ”

     “ก็พี่บอกแล้วไงว่าไว้ใจเซนส์ของเดือน”

     “แต่แบบนี้เหมือนผมกำลังบังคับพี่อยู่เลยอ่ะ”

     “คิดมากอีกแล้ว” คนตัวสูงเอื้อมมือมาบีบจมูกผมเบาๆ “พี่พาเดือนมาเลือกรูปนะครับ ถ้าพี่ไม่ไว้ใจพี่จะพาเรามาทำไมล่ะจริงไหม”

     ทั้งที่พี่คลื่นไม่ได้พูดอะไรแปลกๆ แต่ผมกลับเขินสิ่งที่เขาพูดออกมา พอทำอะไรไม่ถูกผมเลยก้มมองรูปภาพที่ถืออยู่พลางถามเสียงเบา

     “งั้น...เราไปจ่ายเงินกันเลยไหมครับ”

     “โอเคครับ เดี๋ยวพี่ไปเรียกลุงอินก่อน”

     พี่คลื่นเดินไปหลังร้าน ส่วนผมก็ยืนกอดรูปภาพอยู่ที่เดิม ผมมองตามแผ่นหลังของคนตัวสูงพลางเม้มปากแน่น ในหัวก็คิดทบทวนความรู้สึกในอกที่ยังคงปะทุอยู่

     มันเป็นเรื่องปกติหรือเปล่านะที่พออยู่ใกล้คนหล่อแล้วหัวใจจะเต้นแรงทุกที หรือว่า...



     หลังจากเลือกรูปได้แล้วพี่คลื่นก็พาผมมาเลี้ยงข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ผมไม่ได้เป็นคนเลือกร้านนะครับ พี่คลื่นต่างหากที่จู่ๆ ก็จูงมือผมเดินเข้าร้านมาเลย เขาบอกว่ามากินร้านนี้ประจำ รับรองว่าอร่อยทุกเมนู ผมที่ไม่ได้อยากกินอะไรเป็นพิเศษอยู่แล้วเลยไม่ได้ทักท้วงอะไร

     ระหว่างที่กำลังกินข้าวอยู่ผมก็เหลือบมองพี่คลื่นที่นั่งตรงข้ามกันเป็นระยะ ตอนแรกก็เนียนอยู่หรอก แต่มองไปมองมาอีกฝ่ายดันรู้ตัวได้ยังไงก็ไม่รู้

     “อยากกินไข่หวานเหรอครับ”

     ผมสะดุ้งเมื่อโดนถามแบบไม่ทันตั้งตัว พี่คลื่นใช้ตะเกียบคีบไข่หวานในจานตัวเองมาจ่อปาก

     “ปะ...เปล่าครับ”

     “อ้าวเหรอ พี่เห็นเดือนเอาแต่มองเลยนึกว่าอยากกินด้วย” พี่คลื่นพูดยิ้มๆ เอาไข่หวานที่จะป้อนไปกินเอง “ถ้างั้นเดือนมองพี่ทำไมอ่ะครับ”

     “ผมมองไม่ได้เหรอครับ”

     “มองได้ แต่เดือนเล่นมองจนพี่เขินเลย ทำไมครับ กำลังคิดว่าพี่หล่ออยู่เหรอ”

     ถ้าไม่ติดว่าพี่คลื่นมีดีกรีระดับเดือนมหา’ลัยผมหมั่นไส้ไปแล้วนะครับ คิดดูเถอะว่าพูดประโยคนี้แล้วผมเถียงไม่ได้นี่คือต้องหล่อขนาดไหน

     “ผมแค่ไม่ชินกับลักยิ้มพี่น่ะครับ”

     “หืม? พี่ก็มีมาตั้งนานแล้วนะ” คนตัวสูงวางตะเกียบแล้วยกมือมาจับลักยิ้มตัวเอง

     “ก็ผมเคยเห็นแค่ในกล้องนี่ครับ เพิ่งมาเห็นใกล้ๆ วันนี้เอง”

     “แล้วระหว่างในกล้องกับของจริง เดือนชอบอะไรมากกว่าครับ”

     “ก็ต้องของจริงสิครับ แบบนี้เห็นชัดกว่าตั้งเยอะ”

     พี่คลื่นยิ้มกว้างเหมือนถูกใจคำตอบของผม ยื่นหน้ามาใกล้แล้วถามเสียงเบา “อยากลองจับไหมครับ”

     ผมนิ่งงันไปกับคำถามของคนตรงหน้า พี่คลื่นไม่รอฟังคำตอบ ดึงมือผมไปทาบบนลักยิ้มของตัวเอง

     ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก...

     “เป็นไงครับ ลักยิ้มพี่นุ่มไหม”

     สาบานเลยว่าต่อให้เอาความเขินตอนวิดีโอคอลทั้งหมดมารวมกันยังไม่เท่าความเขินที่ผมมีในตอนนี้เลย พี่คลื่นขยับมือผมให้ลูบไล้ไปตามลักยิ้ม ยิ่งสัมผัสแก้มอีกฝ่ายเท่าไหร่หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงเท่านั้น นานทีเดียวกว่าผมจะได้สติแล้วชักมือกลับมา คนตัวสูงอมยิ้ม เหมือนกำลังสนุกที่ได้เห็นผมเสียอาการ

     “ทะ...ทำอะไรของพี่เนี่ย เดี๋ยวคนอื่นเขาก็มองหรอก”

     “เราไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย จะกลัวทำไมครับ”

     ผิดสิครับ ผิดต่อหัวใจผมนี่ไง แกล้งให้หัวใจผมทำงานหนักแบบนี้เป็นความผิดมหันต์เลยนะ

     “อย่าเล่นแบบนี้อีกนะครับ”

     “ทำไมครับ เดือนไม่ชอบเหรอ”

     “ไม่ใช่แบบนั้นครับ แต่...” พอเผลอไปสบตากับพี่คลื่นผมก็เขินเกินกว่าจะพูดออกมา ได้แต่นั่งหน้าแดงเป็นลูกมะเขือเทศอยู่อย่างนั้น

     “แต่อะไรครับ”

     ‘แต่ถ้าพี่ทำแบบนี้อีกผมอาจจะเขินจนหัวใจวายเลยไงครับ’ แน่นอนว่าผมไม่ได้พูดประโยคนี้ออกไป ได้แต่เถียงอีกฝ่ายอยู่ในใจคนเดียว

     “ผม...ผมอิ่มแล้ว ขอตัวกลับก่อนนะครับ” ในเมื่อทำอะไรไม่ถูกก็มีแต่ต้องชิ่งเท่านั้น ผมรีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินหนีออกมาทันที แต่ก่อนจะเดินออกมาเหมือนจะได้ยินพี่คลื่นขำเบาๆ ด้วย

     ผมไม่ได้หนีกลับหออย่างที่พูดไว้หรอก แค่เดินมาหน้าแคชเชียร์เพื่อรอให้พี่คลื่นมาจ่ายเงิน ถึงจะอยากชิ่งแค่ไหนแต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ ยังไม่ได้จ่ายค่าอาหารเลยจะให้เดินออกจากร้านได้ไง

     ขณะที่ยืนรอพี่คลื่นจ่ายเงินผมก็พยายามลืมความเขินไป คิดซะว่าเขาอยากอวดลักยิ้มเฉยๆ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น พอพี่คลื่นจ่ายเงินเสร็จแล้วผมก็คิดว่าเขาจะพาผมเดินออกจากร้าน แต่พี่คลื่นกลับยืนคุยอะไรบางอย่างกับพนักงานต่อ หลังจากนั้นพนักงานก็หยิบของสิ่งหนึ่งขึ้นมาบนแคชเชียร์

     “เดือนครับ มาถ่ายรูปกัน”

     “หือ?” ผมร้องเสียงหลงด้วยความงง พนักงานแคชเชียร์ที่เห็นหน้าเหลอหลาของผมเลยอธิบายให้ฟัง

     “ตอนนี้ร้านเรามีโปรโมชั่นพิเศษอยู่ค่ะ สำหรับลูกค้าที่มียอดชำระเกินหกร้อยบาทจะได้รับสิทธิ์แลกซื้อพวงกุญแจตุ๊กตาหมี โดยคุณลูกค้าต้องถ่ายรูปคู่กับป้ายหน้าร้านแล้วสแกน QR code ของทางร้าน หลังจากนั้นจะได้รับพวงกุญแจคนละหนึ่งอันค่ะ”

     พอได้ยินคำว่าตุ๊กตาหมีผมก็ตาลุกวาว ยิ่งเห็นพวงกุญแจที่พนักงานหยิบมาให้ดูแล้วผมก็ลืมไปสนิทว่ากำลังเขินคนข้างๆ อยู่

     “อยากได้ไหมครับ” พี่คลื่นหันมาถามผม

     “อยากสิครับ พวงกุญแจน่ารักขนาดนี้”

     “งั้นเราไปถ่ายรูปกันเร็ว”

     พี่คลื่นจูงมือผมมายังป้ายหน้าร้าน ผมเดินไปอยู่หน้าป้ายพร้อมกับเตรียมโพสต์ท่าให้พี่คลื่นถ่าย แต่พี่คลื่นกลับเดินมาโอบเอวผมพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

     “เดี๋ยวนะครับ” ผมร้องห้ามคนตัวสูงที่กำลังจะกดถ่ายรูป “พี่คลื่นไม่ได้จะถ่ายให้ผมเหรอครับ”

     “พี่ก็กำลังถ่ายให้อยู่นี่ไงครับ”

     “ผมหมายถึงถ่ายผมคนเดียวอ่ะครับ พี่จะมาถ่ายด้วยทำไม”

     พี่คลื่นหันมามอง เป็นเพราะเขายืนชิดผมอยู่ทำให้ตอนหันมาใบหน้าเราสองคนเลยแทบจะชนกัน

     “แล้วทำไมพี่ถึงถ่ายคู่กับเราไม่ได้ล่ะครับ”

     “กะ...ก็ผม...”

     “ถ่ายด้วยกันนี่แหละดีแล้ว ไม่อยากได้พวงกุญแจเร็วๆ เหรอครับ” พี่คลื่นถาม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นทำหน้าเศร้า “หรือเดือนรังเกียจพี่จนไม่อยากถ่ายรูปด้วย”

     พอโดนถามแบบนี้ผมถึงกับไปไม่เป็น รีบปฏิเสธจนลิ้นแทบพัน “ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ผมไม่ได้รังเกียจพี่คลื่นเลย”

     “ถ้างั้นก็มาถ่ายรูปกันได้แล้วครับ อย่าลืมยิ้มด้วยล่ะ เดี๋ยวภาพออกมาไม่สวยพี่ไม่รู้ด้วยนะ”

     คนตัวสูงพูดจบก็หันไปมองกล้อง ผมที่ทำอะไรไม่ได้เลยจำต้องหันไปยิ้มให้กล้องด้วยเหมือนกัน อ้อมแขนที่โอบเอวผมอยู่กระชับแน่นขึ้น ใบหน้าคมคายเคลื่อนมาใกล้จนแก้มของเราสองคนสัมผัสกันเล็กน้อย หัวใจผมเริ่มเต้นแรงอีกครั้ง มันแรงซะจนผมกลัวว่าคนข้างๆ จะรู้สึกได้

     ไม่รู้ว่าพี่คลื่นใช้เวลาถ่ายรูปนานแค่ไหน แต่สำหรับผมมันโคตรจะนานเลย แต่ละวินาทีที่ผ่านไปผมเหนื่อยมาก ไม่ได้เหนื่อยที่ต้องฉีกยิ้มให้กล้อง แต่เหนื่อยที่ต้องยืนแนบชิดกับคนที่ทำให้หัวใจผมปั่นป่วนได้ตลอดเวลาอย่างพี่คลื่นต่างหาก

     รู้อย่างนี้ผมไปร้านหนังสือกับเพื่อนดีกว่า ไม่น่าให้พี่คลื่นพามาทรมานหัวใจเล่นเลย





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 20:51:25 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ NuNam

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-3
อ่านไปยิ้มไป จนปวดแก้มหมดละ มาต่อไวๆ น๊าาา  :pig4:

ออฟไลน์ พลอยสวย

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-5
น่ารักตัวเท่าโลกกก

ออฟไลน์ RedQueen

  • Memois Of A Calamity Queen
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
รออยู่เด้อ รอน้อนหายอ๋องก่อน :hao7:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด