รักนะครับ...รู้ตัวบ้างไหม #คลื่นอิงเดือน -​-------- ตอนที่ 30 [28/Sep/2022]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักนะครับ...รู้ตัวบ้างไหม #คลื่นอิงเดือน -​-------- ตอนที่ 30 [28/Sep/2022]  (อ่าน 6364 ครั้ง)

ออฟไลน์ พลอยสวย

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-5
เป็นแฟนกันแล้วว

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 25 : ดอกทานตะวันกับคุณดวงอาทิตย์





     -ข้าวหอม-


     ผมนั่งเอาคางเกยบนแขน ตามองคุณพ่อที่กำลังจดจ่ออยู่กับงานในคอมพิวเตอร์ เท้าที่อยู่ใต้โต๊ะก็แกว่งไปมา

     “ไม่เบื่อหรือไง พ่อเห็นลูกนั่งเฉยๆ มาเป็นชั่วโมงแล้วนะ” คุณพ่อหันมาทักพลางยกยิ้ม ผมส่ายหัวกลับไป ได้นั่งมองพ่อแบบนี้ก็เพลินดี

     “ข้าวอยากอยู่กับพ่อครับ”

     “เป็นอะไรหรือเปล่า วันนี้ลูกดูแปลกไปนะ”

     ผมยิ้มให้คุณพ่ออีกครั้ง เมื่อมั่นใจว่าผมจะไม่ตอบอะไรพ่อก็หันไปสนใจงานของตัวเองต่อ ในตอนนั้นเองรอยยิ้มก็ค่อยๆ หายไปจากใบหน้าผม ดวงตาหรี่ลงพร้อมกับความคิดมากมายที่ประดังประเดเข้ามาในหัวอีกครั้ง

     คุณแม่ผมเสียตั้งแต่ผมอายุห้าขวบ ผมเลยโตมากับคุณพ่อที่แทบจะเป็นทุกอย่างให้ในชีวิต ถึงภายนอกพ่อผมจะดูสุขุมเยือกเย็น แต่ผมที่ใกล้ชิดกับพ่อมาทั้งชีวิตรู้ว่าจริงๆ แล้วท่านเป็นคนที่ทั้งใจดีและอ่อนโยน คุณพ่อเลี้ยงดูผมมาอย่างดีชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม อาจจะเพราะต้องการทดแทนส่วนของคุณแม่ที่ขาดหายไปด้วย การมีคุณพ่ออยู่เคียงข้างในทุกช่วงเวลาจึงทำให้ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรเลย

     ผมเคยคิดว่าถ้าจะมีแฟนก็อยากได้แฟนที่มีนิสัยคล้ายคุณพ่อ แต่ยังไม่ทันได้หาก็ต้องมาเจอคำด่าทอมากมายจนผมล้มเลิกความคิดนั้นไปนานแล้ว จนกระทั่งสายตาผมหันไปเห็นผู้ชายคนหนึ่ง...ประตูหัวใจที่คิดว่าถูกปิดตายไปแล้วก็เปิดออกได้ง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ

     ความคิดแรกที่ผมมีต่อพี่องศาคือผู้ชายคนนี้ช่างดูสดใสเหลือเกิน เวลาเห็นเขายิ้มผมมักจะรู้สึกเหมือนได้พลังบวกกลับมา ราวกับดอกทานตะวันที่กำลังหันหน้ารับแสงอาทิตย์ นับตั้งแต่นั้นผมก็คอยเฝ้ามองเขามาตลอด เก็บเอารอยยิ้มของเขามาเป็นกำลังใจเพื่อต่อสู้กับสังคมอันโหดร้ายที่ผมต้องเผชิญทุกวัน แต่แล้ววันหนึ่งคนที่ผมมองอยู่ห่างๆ กลับเดินเข้ามาหาเสียเอง กลายเป็นผมที่ถูกความกลัวสั่งให้หนีออกห่างจากเขาให้มากที่สุด

     ดอกทานตะวันต้องการแสงแดดเพื่อดำรงชีวิต แต่หากดวงอาทิตย์เคลื่อนมาใกล้มากเกินไป แสงแดดที่เป็นคุณมาตลอดอาจเปลี่ยนเป็นโทษที่จะแผดเผาดอกทานตะวันไม่ให้เหลือแม้แต่เศษเมล็ด

     ผมไม่เคยมองคนในสังคมเป็นมิตร จะมีข้อยกเว้นก็แค่คุณพ่อ เพื่อนสนิททั้งสามคน รวมถึงพี่องศาที่ผมไม่รู้ว่าเผลอให้ใจไปตอนไหน การได้แอบมองพี่องศาจากที่ไกลๆ มันดีมากพอแล้วสำหรับผม เพราะอย่างนั้นเมื่อพี่องศาบอกว่าชอบผม จิตใต้สำนึกที่หวาดกลัวความผิดหวังจึงทำให้ผมปฏิเสธกลับไปทันที

     ผมให้พี่องศาเป็นเซฟโซนมาตลอด ถ้าเราสองคนพัฒนาความสัมพันธ์มากไปกว่านี้ ผมกลัวว่าตัวเองจะทำใจไม่ได้หากวันหนึ่งเราต้องเลิกรากันจนเขาไม่สามารถเป็นเซฟโซนของผมได้อีกต่อไป

     “หิวหรือเปล่า พ่อทำอะไรให้กินไหม”

     ผมส่ายหัวอีกครั้ง เดินไปนั่งบนพื้นข้างเก้าอี้ที่คุณพ่อนั่งอยู่ เอาหน้าวางบนตักอย่างที่ชอบทำประจำ วันนี้ไม่มีเรียนผมจึงอยู่บ้านกับพ่อทั้งวัน ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มก็จริง แต่คุณพ่อคงเห็นผมทานข้าวเย็นน้อยเลยถามอย่างนี้

     ผมมองดูงานของคุณพ่อในคอมพิวเตอร์ ตัวอักษรอะไรก็ไม่รู้ที่เต็มหน้าจอทำให้ผมเผลอย่นคิ้ว คุณพ่อเอามือมาวางบนหัว ลูบไปมาเบาๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจ

     “เป็นอะไรหืม ปกติไม่เคยอ้อนพ่อขนาดนี้นะ”

     “มีเรื่องคิดมากนิดหน่อยน่ะครับ” ผมวาดมือไปกอดเอวพ่อไว้หลวมๆ พ่อก็ยังเป็นพ่อวันยังค่ำ ต่อให้ลูกเปลี่ยนไปนิดเดียวก็รู้ได้ทันที

     “เรื่องเรียนเหรอ หรือเรื่องเพื่อน”

     ผมส่ายหัวกับหน้าตักของคุณพ่อ ได้อยู่อย่างนี้แล้วสบายใจจัง คิดไม่ผิดที่ปฏิเสธคำชวนไปว่ายน้ำของฝนแล้วอยู่กับพ่อที่บ้าน

     “หรือจะเป็นเรื่องขององศา”

     ผมผละใบหน้าออกจากตักทันที เงยหน้าไปมองคนที่ยิ้มเหมือนรู้ทุกอย่าง “พ่อรู้ได้ไงครับ”

     “ชีวิตลูกมีอยู่ไม่กี่อย่าง ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้แล้วจะเป็นอะไรได้ล่ะ”

     ผมกับคุณพ่อสนิทกันก็จริง แต่ผมไม่เคยเอาเรื่องโดนบูลลี่หรือเรื่องพี่องศามาปรึกษาพ่อเลย ถึงแม้ผมจะอายุยี่สิบแล้วแต่พ่อก็ยังดูแลผมไม่ต่างจากตอนเด็กๆ ผมจึงอยากพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดเพื่อที่พ่อจะได้เห็นว่าผมโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว พอคุณพ่อมาพูดเหมือนรู้อยู่ก่อนแล้วแบบนี้ผมเลยอดตกใจไม่ได้

     “ไม่พอใจที่พ่อให้เขามารับส่งลูกเหรอ”

     “เปล่าครับ ข้าวแค่สงสัยว่าทำไมพ่อถึงยอม ทั้งที่ก่อนหน้านี้พ่อไม่เคยจ้างคนขับรถเลย”

     ผมไม่ได้กำลังคิดมากเรื่องนี้ แต่ที่ถามไปเพราะผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ตอนผมอยู่มัธยมปลายเคยมีช่วงหนึ่งที่คุณพ่องานยุ่งมาก เมื่อไม่มีเวลาไปส่งผมที่โรงเรียนจึงจ้างคนขับรถมาแทน แต่คนที่คุณพ่อจ้างมากลับนิสัยไม่ดี ชอบขูดรีดเงินค่าขนมผมทุกวันแถมยังข่มขู่ไม่ให้ผมบอกเรื่องนี้กับใคร เมื่อคุณพ่อรู้ความจริงจึงไล่คนขับรถออกทันที หลังจากนั้นต่อให้ตารางชีวิตจะยุ่งแค่ไหนพ่อก็จะไปรับส่งผมด้วยตัวเองตลอด ผมถึงได้แปลกใจที่คุณพ่อกล้าไว้ใจพี่องศาที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก

     “อืม...นั่นสินะ คงเพราะสายตาที่ข้าวมองพี่เขาล่ะมั้งถึงทำให้พ่อยอมให้เขามารับส่งลูก” คุณพ่อยิ้มบางๆ ต่างกับผมที่ตะลึงตาค้างไปเรียบร้อย

     “พะ...พ่อรู้เหรอครับ”

     “พ่อเลี้ยงข้าวมากับมือ ข้าวชอบใครรักใครทำไมพ่อจะไม่รู้” คนพูดหันเก้าอี้มาทางผม อะไรบางอย่างในแววตากำลังบอกว่าคุณพ่อรู้ความในใจผมจริงๆ ไม่ได้โกหก

     “พ่อรู้เหรอครับว่าข้าวชอบพี่องศาแบบไหน”

     “รู้สิ”

     “แล้วพ่อผิดหวังในตัวข้าวไหมครับ”

     “พ่อไม่เคยผิดหวังในตัวลูกเลยสักครั้ง” คำพูดของคุณพ่อเหมือนจะเหมารวมเรื่องทุกอย่างในชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องนี้

     “พ่อรู้ว่าข้าวชอบเขาเลยอนุญาต แล้วพ่อไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนไม่ดีบ้างเหรอครับ”

     “พ่อเชื่อว่าลูกไม่มีทางชอบคนไม่ดีแน่นอน และเหนือสิ่งอื่นใดคือพ่อรู้ว่าองศาเองก็ใจตรงกับลูก พ่อถึงกล้าไว้ใจเขา” คุณพ่อพูดอย่างคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน สายตาที่มองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งกำลังมองมาอย่างสงสัย “เรื่องนี้เหรอที่ลูกกำลังคิดมาก พ่อว่าไม่น่าใช่นะ”

     “ข้าว...ข้าวไม่กล้าทำตามใจตัวเองครับ” ผมยอมรับว่าการกระทำของพี่องศาทำให้กำแพงในใจอ่อนยวบลงไปได้เยอะ แต่ถึงอย่างนั้นความกลัวที่กัดกินหัวใจมาเนิ่นนานก็ยังไม่หายไปซะทีเดียว

     “ทำไมล่ะ ถ้าลูกจะมีแฟนพ่อไม่เคยกีดกันนะ ขอแค่ลูกไม่ทิ้งการเรียนและเขาคนนั้นดูแลลูกของพ่อได้ก็พอ”

     ผมหลบตาคุณพ่อ ก้มหน้าลงแนบบนตัก เม้มปากแน่นเมื่อคิดถึงสาเหตุที่ทำให้ผมกังวลอยู่ตอนนี้ “ข้าวคิดว่าข้าวไม่ดีพอสำหรับเขาครับ”

     “อะไรทำให้ลูกคิดแบบนั้น”

     “ข้าวไม่น่ารัก ข้าวหน้าตาไม่ดี ข้าวไม่อยากให้พี่องศาโดนคนอื่นนินทาว่ามีแฟนขี้เหร่”

     คุณพ่อทำหน้าตกใจ รีบช้อนตัวผมขึ้นมามองหน้าทันที “ทำไมลูกคิดแง่ลบกับตัวเองแบบนี้ล่ะ”

     “ข้าว...” ผมอึกอัก ไม่มั่นใจว่าควรบอกความจริงดีไหม

     “ข้าวหอม ลูกเป็นอะไรไป”

     น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงทำให้น้ำตาผมไหลลงมาอย่างสุดจะกลั้น ผมตั้งใจจะไม่ทำตัวอ่อนแอให้พ่อเห็น แต่กับเรื่องนี้มันเกินจะทนจริงๆ ผมร้องไห้เหมือนอัดอั้นมานานจนคุณพ่อเริ่มทำหน้าไม่ถูก

     “ข้าวหอมฟังพ่อนะ” คุณพ่อดึงผมเข้าไปกอด สัมผัสแผ่วเบาที่กำลังลูบหลังราวกับต้องการปลอบโยน “พ่อไม่รู้ว่าทำไมลูกถึงคิดอย่างนั้น แต่พ่อกล้ายืนยันว่าข้าวเป็นเด็กน่ารัก น่ารักในที่นี้หมายถึงนิสัยไม่ใช่หน้าตา พ่อไม่ได้ชมในมุมมองของพ่อลูก แต่เป็นมุมมองของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กคนนึง พ่อดูแลลูกมาทั้งชีวิต พ่อรู้ดีที่สุดว่าลูกของพ่อน่ารักแค่ไหน”

     ผมค่อยๆ ยื่นมือไปกอดคุณพ่อ น้ำตาไหลลงมาไม่หยุดจนเสื้อของคนที่ถูกผมกอดเปียกไปหมด ผมรู้มาตลอดว่าพ่อกับเพื่อนๆ ไม่เคยคิดร้ายกับผม แต่ผมกลับเลือกที่จะฟังเสียงของคนอื่นมากกว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เสียงเหล่านั้นเข้ามามีอิทธิพลจนผมหลงลืมไปว่าเสียงที่ควรฟังที่สุดคือเสียงของคนที่รักเราจริงๆ

     “ข้าวหอมของพ่อควรค่าแก่การถูกรักและรักใครสักคน ความรักของลูกไม่เคยไร้ค่า และพ่อเชื่อว่าองศาเองก็คิดเหมือนกัน เพราะงั้นลูกจงเป็นลูกในแบบนี้เถอะ อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการปิดกั้นหัวใจเลย”

     “ข้าวขอโทษ...ฮึก...ข้าวขอโทษครับพ่อ...”

     คุณพ่อดึงผมออกจากตัว เอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาพลางยกยิ้ม “คนที่ลูกควรขอโทษคือตัวเองต่างหาก หลังจากนี้ก็ให้โอกาสตัวเองได้มีความสุขบ้าง พ่ออยากเห็นลูกมีความสุขนะ”

     ทุกประโยคที่คุณพ่อเอื้อนเอ่ยราวกับเป็นสายน้ำที่ชะล้างคราบโคลนออกไป เหลือไว้เพียงหัวใจอันบอบบางที่รอใครสักคนมาเยียวยา ผมโผกอดพ่อตัวเองอีกรอบ ยิ่งได้ยินคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความหวังดีผมก็ยิ่งรู้สึกผิด ทั้งที่พ่อคอยเฝ้าดูแลทะนุถนอมผมมาทั้งชีวิต แต่ผมกลับปล่อยให้ใครก็ไม่รู้มาทำร้ายหัวใจได้ง่ายๆ

     “รู้ไหมว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงตั้งชื่อลูกว่าข้าวหอม”

     ผมได้แต่ส่ายหน้าไปมากับท้องของคุณพ่อ ตอนนี้ผมหยุดร้องไห้แล้วแต่ยังสะอื้นอยู่เลยไม่อยากพูดอะไร

     “คนเราต้องกินข้าวทุกวัน ข้าวเป็นอาหารหลักที่คนไทยขาดไม่ได้ พ่ออยากให้ลูกเป็นคนสำคัญของใครสักคนเหมือนที่เป็นให้พ่อแม่เลยตั้งชื่อนี้ให้ และคนๆ นั้นก็ต้องให้ลูกเป็นคนสำคัญสำหรับเขาเช่นกัน”

     ผมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงความรักของคุณพ่อที่ถูกส่งมาทางคำพูด ไม่ต้องพูดอะไรต่อผมก็เข้าใจความหมายได้ทันที คนสำคัญที่คุณพ่อหมายถึงคงเป็นคนที่พร้อมจะดูแลผมถึงแม้พ่อจะไม่อยู่แล้วก็ตาม ผมคิดว่าผมเจอแล้วนะ...แต่จะใช่จริงหรือเปล่าคงต้องดูกันไปอีกหน่อย

     นับแต่นี้ไปผมจะเลิกใจร้ายกับตัวเอง ผมจะหันมารักตัวเองให้สมกับที่ทุกคนคอยมอบความรักให้ผมเสมอมา



     “มึงว่ามันเป็นไบโพล่าร์หรือเปล่า” ฝนถาม

     “กูวางสองร้อย ใช่แน่นอน” ควีนพยักหน้า

     “พวกมึงจะจิกกัดทำไม เพื่อนเลิกคิดมากก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ” เดือนหันไปดุทั้งสองคน

     “เออ มันก็ดีจริงๆ นั่นแหละ แต่กูแค่อยากรู้ว่าอะไรทำให้มันเลิกคิดมากแล้วอารมณ์ดีได้ขนาดนี้”

     ไม่ต้องงงกันหรอกครับ คนที่เพื่อนๆ กำลังพูดถึงคือผมเอง วันนี้ตั้งแต่เช้าผมเอาแต่ยิ้ม อาการผมคงชัดเจนจนเพื่อนๆ สังเกตเห็น ฝนกับควีนเลยซักถามไม่หยุดแต่ผมก็ไม่คิดจะตอบอะไร

     ไม่ได้จะปิดบังนะครับ เพียงแต่ผมอยากคิดทบทวนให้ตัวเองมั่นใจจริงๆ ก่อนถึงค่อยบอกเพื่อน

     “มีเรื่องดีๆ เหรอคะคุณข้าวหอม ถึงได้ยิ้มไม่หุบทั้งวันแบบนี้” ควีนเอื้อมมือมาหยิกแก้มผมเบาๆ ทั้งปากทั้งตาแซวผมเต็มที่

     “หรือเมื่อวานมึงแอบไปเดตกับพี่องศาสองคน ถึงได้ไม่ไปว่ายน้ำกับกู” ฝนจ้องหน้าอย่างคาดคั้น แต่แทนที่จะกลัวผมกลับหัวเราะออกมา

     “ไม่ใช่ซะหน่อย เมื่อวานข้าวอยู่บ้านทั้งวัน”

     “งั้นก็ไม่ใช่เรื่องพี่องศา” ฝนยกมือมาลูบคาง “หรือพ่อมึงให้ค่าขนมเพิ่มวะ”

     “อีฝน ข้าวมันไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะที่จะมาดีใจกับเรื่องแค่นี้ ถ้าบอกว่าพ่อถูกหวยยังพอจะเป็นไปได้มากกว่า”

     “แต่พ่อข้าวไม่เคยเล่นหวยนะ”

     “โอ๊ย! กูแค่ยกตัวอย่างเฉยๆ ค่ะ พอแล้ว ถามมึงไปก็ไม่ได้คำตอบ ดูผู้ชายในไอจีให้กระชุ่มกระชวยหัวใจดีกว่า” ควีนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ทำท่าจะกดเข้าไปดูอินสตาแกรมจริงๆ แต่พอเห็นคนที่กำลังเดินมาทางนี้เดือนก็กระตุกยิ้ม

     “จะดูผู้ชายในไอจีทำไมในเมื่อมีผู้ชายในชีวิตจริงมาหามึงถึงที่”

     “ใครมาหากู?”

     “สวัสดีครับน้องๆ”

     ควีนรีบหันไปมองเจ้าของเสียงจนผมกลัวว่าคอจะเคล็ด พี่ทิวยิ้มรับพวกผมที่ยกมือไหว้ก่อนจะนั่งลงข้างควีน เพื่อนผมยังเอาแต่มองพี่เขาตาค้าง สงสัยจะลืมผู้ชายในอินสตาแกรมไปแล้วเรียบร้อย

     “แหม เดี๋ยวนี้ขยันมาคณะหนูบ่อยจังเลยนะคะ พี่ทิวตั้งใจมาหาใครหรือเปล่า” ฝนถามพี่ทิวแต่ตาจ้องเพื่อนตัวเอง ควีนก็เอาแต่ส่งสายตาให้หยุดพูด แต่คิดเหรอครับว่าฝนจะยอมฟัง

     “ไอ้คลื่นให้พี่มาหาน้องๆ ก่อนครับ พวกมันคุยงานกับอาจารย์อยู่ อีกสักพักคงตามมา” คำว่าพวกมันของพี่ทิวคงไม่ได้มีแค่พี่คลื่นแน่ ผมใจเต้นแรงนิดหน่อยเมื่อรู้ว่าพี่องศาจะมากินข้าวด้วย

     “อ้าว งั้นพี่ก็ไม่ได้ตั้งใจมาหาใครน่ะสิคะ” ฝนทำหน้าเซ็งเมื่อตั้งใจจะชงแต่ไม่สำเร็จ

     “ใครบอกครับ” พี่ทิวพูดจบก็เอื้อมมือไปโอบไหล่คนข้างๆ “พี่อยากมาหาแม่ครัวมือฉมังต่างหาก วันก่อนช่วยแม่พี่ทำกับข้าวเสร็จแล้วหนีกลับบ้านไปเลย ไม่ยอมอยู่กินข้าวด้วยกัน”

     พวกผมสามคนหันไปมอง ‘แม่ครัวมือฉมัง’ เป็นตาเดียว ควีนหันไปส่ายหน้าให้พี่ทิวรัวๆ ราวกับไม่อยากให้เจ้าตัวพูดอะไรไปมากกว่านี้

     “ควีนมันหนีกลับทำไมเหรอคะ” ฝนฉลาดนะครับ คงรู้ว่าถามเพื่อนตัวเองไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลยถามพี่ทิวแทน

     “น่าจะเพราะพี่แนะนำควีนกับแม่ว่าเป็นคนที่พี่กำลังจีบ ควีนเลยไม่พอใจพี่”

     “หา!!!” ฝนกับเดือนอุทานพร้อมกัน ผมไม่ได้อุทานแต่ก็เบิกตาโพลงเช่นกัน ถึงจะพอเดาได้อยู่แล้ว แต่เมื่อมาได้ยินจากปากเจ้าของเรื่องตรงๆ พวกผมก็อดตกใจไม่ได้

     “พี่ทิวชอบไอ้ควีนเหรอครับ”

     “ครับ พี่ชอบควีน” ปากตอบเดือนแต่ตาหันไปมองเจ้าของชื่อ ควีนรีบแย้งขึ้นมาทันทีถึงแม้จะหน้าแดงก่ำก็ตาม

     “พี่จะมาชอบหนูได้ไง หนูเป็นกะเทยนะ”

     “เรื่องนั้นมันเกี่ยวอะไรด้วยครับ พี่ชอบน้องควีนเพราะน้องน่ารัก ไม่ได้ชอบเพราะเพศซะหน่อย”

     “แต่...แต่หนูบ้าผู้ชายนะ พี่คลุกคลีกับกลุ่มหนูมานานน่าจะรู้ไม่ใช่เหรอว่าหนูแรดแค่ไหน”

     “เพราะรู้ว่าน้องเป็นคนยังไงพี่ถึงได้ชอบไงครับ” พี่ทิวยิ้มให้ควีนเหมือนลืมไปว่าพวกผมนั่งอยู่ด้วย “เวลาอยู่กับควีนรู้ไหมว่าพี่หุบยิ้มไม่ได้เลย ควีนเป็นคนอารมณ์ดี ชอบทำให้คนรอบข้างหัวเราะตลอด เวลาทำอาหารก็ตั้งใจสุดฝีมือ พี่ชอบควีนเพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้สนว่าควีนจะเป็นเพศอะไรเลย”

     แก้มทั้งสองข้างของควีนแดงยิ่งกว่าเดิม ท่าทางที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทำให้ผมอดแปลกใจไม่ได้ ปกติเวลาควีนถูกใจใครจะเข้าไปจีบหรือแซวเล่นตลอด ซึ่งทุกครั้งก็มักจะได้แห้วกลับมาเสมอ ควีนบอกว่าไม่เคยเสียใจกับเรื่องพวกนี้ ได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พี่ทิวเป็นคนแรกที่ทำให้ควีนเสียอาการได้ขนาดนี้ คงเพราะไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับควีนมาก่อน

     “พี่จริงจังกับมันไหมคะ หรือเห็นมันชอบเต๊าะเล่นๆ พี่เลยเล่นไปตามน้ำเฉยๆ” ถึงแม้จะเพิ่งแซวเพื่อนไป แต่ฝนคงเป็นห่วงความรู้สึกของควีนเหมือนกัน ถ้าพี่ทิวพูดถึงขนาดนี้แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าทุกอย่างคือเรื่องขำๆ ต่อให้เป็นคนสบายๆ อย่างควีนก็คงขำไม่ออก

     “ถ้าไม่จริงจังพี่จะพาเข้าบ้านไปหาแม่ทำไมล่ะครับ”

     แค่หนึ่งประโยคของพี่ทิวก็ทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้นมาทันที พวกเราสามคนหันมามองหน้ากัน เห็นแววสละโสดของเพื่อนอยู่รำไร

     “ละ...แล้วแม่พี่ว่ายังไงบ้างคะ” ควีนถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ

     “ก็ไม่ว่ายังไง” คำตอบของอีกฝ่ายทำให้เพื่อนผมหน้าเสีย “แค่บอกว่าจีบให้ติดให้ได้ แม่จะได้มีลูกสะใภ้คอยช่วยงานในครัว”

     “พี่ทิว!” ตอนนี้ใบหน้าควีนแดงไปหมด อย่าว่าแต่ควีนเลย พวกผมฟังเฉยๆ ยังอดเขินไม่ได้

     “เรายังไม่ตอบพี่เลยนะ ที่ถามวันก่อนว่าขอจีบได้ไหม ตกลงคำตอบว่ายังไงครับ”

     “พี่ไม่ต้องถามอีควีนหรอกค่ะ มันอยากมีผัวมานานแล้ว หนูว่าพี่ไปเตรียมค่าสินสอดไว้เลยดีกว่า”

     “อีฝน! พูดมากเกินไปแล้ว” ควีนหันไปดุฝน ส่วนพี่ทิวก็เอาแต่ขำ

     “ตกลงอนุญาตนะครับ พี่จะได้เดินหน้าจีบเต็มกำลัง”

     พี่ทิวพูดซะขนาดนี้ แถมยังมีสายตาพวกผมคอยแซวอีก ควีนที่ทำอะไรไม่ถูกเลยลุกขึ้นทำท่าจะหนี

     “อ้าว จะไปไหนล่ะ ตอบพี่มาก่อนสิครับ”

     “จะไปซื้อหวานเย็น หนูหิว”

     “งั้นพี่ฝากซื้อหวานเย็นเหมือนกัน” พี่ทิวยิ้มอย่างมีเลศนัย “แต่บอกคนขายให้ใส่หวานใจที่ชื่อควีนมาด้วยนะ”

     “พี่ทิว...บ้า” คนไม่บ้าพูดแค่นั้นแล้วรีบเดินหนีไปร้านน้ำแข็งไสทันที พี่ทิวได้แต่ขำตามไป ก่อนจะทำหน้างงเมื่อหันมาเห็นพวกผมมองยิ้มๆ

     “ครับ?”

     “รู้ไหมครับว่าพี่เป็นคนแรกที่ทำให้ไอ้ควีนเขินได้ ปกติมันสู้ผู้ชายทุกคนไม่ถอย แต่พอเป็นพี่มันกลับเอาแต่เขินพูดผิดๆ ถูกๆ”

     “งั้นเหรอครับ พี่ควรดีใจสินะ” พี่ทิวพูดไปยิ้มไป “แต่พี่ว่าเดือนน่าจะดีใจกว่าพี่นะ”

     “หืม? ทำไมครับ”

     “คบกับไอ้คลื่นแล้วไม่ใช่เหรอ เมื่อเช้าหน้ามันบานเป็นจานดาวเทียมเลย พอถามว่าเป็นอะไรก็บอกว่าง้อคนงอนสำเร็จจนได้เป็นแฟนแล้ว”

     ผมอมยิ้มเมื่อเดือนโดนแซวไปด้วยอีกคน เดือนได้แต่ยิ้มเขินๆ กลับไป เมื่อวานเดือนส่งข้อความมาบอกพวกผมแล้วว่าเพิ่งตกลงคบกับพี่คลื่น ฝนบอกว่าตอนรู้ข่าวกรี๊ดซะลั่นหอจนเจ้าของหอนึกว่าโจรขึ้นห้อง

     หลังจากที่ควีนกลับมาไม่นานเพื่อนพี่ทิวก็ตามมา พี่คลื่นนั่งข้างเดือน พี่ยี่หวานั่งข้างฝน ส่วนพี่องศา...ไม่ต้องบอกก็คงรู้นะครับว่ารายนี้เลือกนั่งข้างใคร

     “เดือน ฝน ควีน” คนถูกเรียกชื่อหันมามองพร้อมกัน ผมส่งยิ้มไปให้ก่อนจะเอ่ยเบาๆ “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ”

     ไม่ใช่แค่เพื่อนผมที่ทำหน้างง คนอื่นในโต๊ะก็งงไม่ต่างกัน พี่องศาหันมามองผม คงห่วงว่าผมมีเรื่องไม่สบายใจอีกหรือเปล่า

     “พี่องศาด้วย ขอบคุณนะครับ”

     คนตัวสูงทำตาปริบๆ คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย “ข้าวขอบคุณพี่ทำไมครับ”

     ผมได้แต่ยิ้มก่อนจะหันมากินข้าวเหมือนเดิม ปล่อยให้คนถูกขอบคุณทั้งสี่คนงงกันต่อไป

     ขอบคุณที่ช่วยดึงผมขึ้นมาจากฝันร้าย ขอบคุณที่ทำให้ผมรู้ว่าในความมืดมิดยังมีแสงสว่างที่คอยโอบกอดผมอยู่





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-10-2022 19:01:42 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     “ข้าวเป็นอะไรหรือเปล่า”

     “ครับ?” ผมละความสนใจจากไอศกรีมของโปรด เงยหน้ามองคนที่กำลังขมวดคิ้ว

     “วันนี้ข้าวดูแปลกไปนะ”

     “แปลกยังไงครับ” ถามคนขี้สงสัยเสร็จก็ตักไอศกรีมเข้าปากต่อ

     “ไม่รู้สิ วันนี้เราดูอารมณ์ดีผิดปกติ”

     “แล้วไม่ดีเหรอครับ ผมนึกว่าพี่องศาอยากให้ผมยิ้มเยอะๆ ซะอีก”

     “เปล่า ข้าวมีความสุขก็ดีแล้ว พี่แค่สงสัยว่าอะไรที่ทำให้ข้าวอารมณ์ดี”

     ผมอมยิ้ม หนีการตอบคำถามด้วยการกินไอศกรีมต่อ พี่องศายังทำหน้าสงสัยไม่หยุด สักพักก็หรี่ตาลงแล้วเอาหน้ามาใกล้

     “อย่าบอกนะว่ามีผู้ชายคนอื่นมาจีบ”

     “จะเป็นไปได้ยังไงครับ นอกจากพี่แล้วจะมีใครมาชอบผมได้”

     “ก็ไม่แน่ พี่ยังหลงเสน่ห์ความน่ารักเราเลย แล้วกับคนอื่นจะไปเหลืออะไร”

     ผมหัวเราะกับอาการระแวงจนเกินเหตุของคนตัวสูง แต่ดูเหมือนพี่องศาจะตีความเสียงหัวเราะของผมไปอีกแบบ

     “ตกลงว่ามีจริงๆ เหรอ ไม่ได้นะ พี่บอกชอบก่อน ขอจีบก่อน ข้าวจะให้คนอื่นมาจีบแซงหน้าพี่ไม่ได้” พี่องศาโวยวายเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ

     “ไปกันใหญ่แล้วครับ ไม่มีใครมาจีบผมทั้งนั้นแหละ”

     คนตรงหน้ายังไม่หายระแวง มองมาเหมือนไม่ไว้ใจ “พูดจริงนะ”

     “จริงสิครับ”

     “ถ้างั้นก็แล้วไป ข้าวห้ามนอกใจพี่เด็ดขาด พี่ให้ใจไปแล้วข้าวต้องรับผิดชอบ”

     “เรายังไม่ได้เป็นอะไรกัน ใช้คำว่านอกใจไม่ได้นะครับ”

     “อีกหน่อยเดี๋ยวก็เป็น”

     สายตาที่ดูมั่นใจทำให้ผมชักจะไปต่อไม่ถูก ได้แต่หันมาสนใจไอศกรีมในถ้วยเพื่อกลบเกลื่อน

     “ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้แล้วข้าวอารมณ์ดีเรื่องอะไร”

     “ผมอารมณ์ดีโดยไม่มีเหตุผลไม่ได้เหรอครับ”

     พอได้ยินคำตอบพี่องศาก็ทำหน้าผิดหวัง พลอยให้ผมงงตามไปด้วย ผมว่าผมไม่ได้พูดอะไรผิดนะ

     “ไอ้เราก็นึกว่าอารมณ์ดีเพราะได้อยู่ด้วยกัน เฮ้อ น่าน้อยใจชะมัด อุตส่าห์พามาเลี้ยงไอติมยังไม่ได้ยินคำขอบคุณเลยสักคำ”

     ผมหลุดขำอีกครั้ง ไม่รู้ว่าพี่องศาน้อยใจจริงหรือเปล่าแต่ขอขำไว้ก่อน วันนี้คนตัวสูงพาผมมากินไอศกรีมที่ร้านหลังมหา’ลัยตอนเลิกเรียน ผมจะชวนเพื่อนๆ มาด้วยเพราะเห็นว่าเป็นร้านประจำของพวกเรา แต่ทุกคนก็โดนแฟนกับคนที่กำลังตามจีบลากไปคนละที่เสียก่อน จะว่าไปก็รู้สึกว่าพักหลังๆ มานี้พวกผมมักจะรวมกลุ่มกันน้อยลง เดือนตัวติดกับพี่คลื่น ฝนตัวติดกับน้องบาส ควีนตัวติดกับพี่ทิว ส่วนผมก็มีพี่องศาคอยตามติดไปทุกที่ไม่ห่าง

     “ผมต้องง้อไหมครับ” ผมถามยิ้มๆ คนแกล้งงอนทำหน้างอง้ำ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อลดน้อยลงเลย

     “ถ้าพี่บอกว่าข้าวต้องง้อด้วยการหอมแก้มพี่ ข้าวจะยอมทำไหม”

     “ไม่ครับ” ผมตอบทันควันโดยไม่ต้องคิด ในร้านไม่ได้มีแค่เราสองคน จะให้ผมกล้าทำได้ยังไง

     “งั้นแค่ป้อนไอติมพี่ก็ได้”

     “วันก่อนก็ป้อนไปแล้วนี่ครับ”

     “วันก่อนก็ส่วนวันก่อนสิ วันนี้พี่อยากให้ข้าวป้อนอีก”

     เอากับเขาสิครับ ดูก็รู้ว่าเอาเรื่องง้อมาเป็นข้ออ้างให้ผมยอมป้อนเฉยๆ คนอะไรเจ้าเล่ห์ชะมัด

     ผมมองถ้วยไอศกรีมตรงหน้าพลางคิดหนัก ถึงแม้ผมจะสลัดความคิดแง่ลบทิ้งไปแล้ว แต่จู่ๆ จะให้มาทำอะไรแบบนี้โจ่งแจ้งมันก็ออกจะเร็วเกินไป ผมต้องการเวลาปรับตัวอีกหน่อย ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำเพียงแต่ผมแค่ยังไม่ชิน

     “ผม...ผมไม่กล้าป้อนพี่องศา ขอโทษนะครับ”

     ร่างสูงที่เห็นผมหน้าเจื่อนก็ทำหน้าเจื่อนตาม รีบโบกไม้โบกมือไม่ให้ผมคิดมาก “พี่ก็แกล้งน้อยใจไปงั้นแหละครับ ถ้าข้าวไม่อยากป้อนก็ไม่เป็น...”

     “เปลี่ยนเป็นพี่องศาป้อนผมแทนได้ไหมครับ ถ้าแบบนี้ผมกล้าทำต่อหน้าคนอื่น”

     คนถูกขอร้องสตันไปสักพัก มองเหมือนไม่อยากเชื่อว่าผมจะพูดอะไรอย่างนี้ออกมา ผมหลุบตามองต่ำ แก้มพองออกเล็กน้อยเพื่อระบายความรู้สึกในอก อย่าจ้องนักได้ไหม แค่นี้ผมก็อยากกัดลิ้นตัวเองที่พูดอะไรน่าอายออกไปจะแย่แล้วนะ

     “ข้าว...อยากให้พี่ป้อนไอติมเหรอ”

     ผมค่อยๆ พยักหน้าถึงแม้จะกำลังเขินอยู่ก็ตาม “ครับ แต่ถ้าพี่ไม่อยากป้อนก็ไม่เป็นไร”

     “ใครบอกว่าไม่อยาก พี่แค่กำลังดีใจจนตั้งตัวไม่ทัน”

     ไอศกรีมรสวานิลลาถูกยื่นมาจ่อปากพร้อมกับรอยยิ้มของคนป้อน ผมลังเลนิดหน่อยแต่สุดท้ายก็ยอมอ้าปาก พี่องศายกยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่ผมชอบมองมาตลอด เพียงแต่ตอนนี้ผมไม่ได้แอบมองจากที่ไกลๆ แล้ว เพราะเจ้าของรอยยิ้มนั้นกำลังขยับเข้ามาใกล้หัวใจผมทีละน้อย

     “อยากป้อนข้าวแบบนี้ทุกวันเลย” คนตัวสูงพูดยิ้มๆ

     “พี่ก็พาผมมาเลี้ยงไอติมทุกวันสิครับ”

     “ถ้าชวนมาทุกวันข้าวจะยอมมาเหรอ”

     “พูดอย่างกับทุกวันนี้ผมไม่ยอม พี่พาไปไหนผมเคยปฏิเสธได้ด้วยเหรอครับ”

     พี่องศายิ้มกว้างกว่าเดิม ดึงมือผมไปกุมไว้หลวมๆ “ถูกครับ ข้าวไม่มีทางปฏิเสธพี่ได้ ไม่ว่าจะเรื่องพามากินไอติม...หรือแม้แต่เรื่องหัวใจก็ตาม”

     ผมหลบสายตาที่เต็มไปด้วยความหมายแฝง หันไปมองทางอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ถ้าพี่องศาอ่านใจคนได้คงรู้ไปนานแล้วว่าผมไม่เคยปฏิเสธเขาได้สักครั้ง เหมือนกับดอกทานตะวันที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องการแสงแดดจากดวงอาทิตย์เพื่อการเติบโต



     “วันนี้มีความสุขจัง” จู่ๆ คนที่ขับรถอยู่ก็เปรยขึ้นมา ผมเลยหันไปมองเสี้ยวใบหน้าคมคายที่กำลังมีรอยยิ้มประดับ

     “มีความสุขขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

     “อยากให้พี่แสดงให้ดูไหมล่ะครับ แต่เราคงต้องจอดรถกันก่อนนะ”

     ผมเอียงคอเล็กน้อย ไม่เข้าใจประโยคของอีกฝ่าย จนกระทั่งคนตัวสูงหันมามองด้วยสายตาวาววับ ผมถึงได้เข้าใจทุกอย่างทันทีโดยไม่ต้องถามอะไร

     “ขับรถไปเลยครับ ถ้าไปส่งผมช้าโดนพ่อผมดุไม่รู้ด้วยนะ” ผมพูดเสียงดังกลบเกลื่อนอาการเห่อร้อนบนแก้มทั้งสองข้าง

     “ฮ่าๆๆ พี่ล้อเล่นครับ ขืนชิงสุกก่อนห่ามคงโดนพ่อตายัดลูกซองเข้ากลางหน้าผากกันก่อนพอดี”

     ยิ่งฟังพี่องศาพูดผมก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก ชิงสุกก่อนห่ามอะไรกัน นี่คิดไปถึงขั้นนั้นแล้วเหรอ พี่องศาเจ้าเล่ห์จริงๆ ด้วย

     “รู้ไหมว่าวันนี้ข้าวทำให้พี่ประหลาดใจหลายครั้งเลยนะ” คนเจ้าเล่ห์ดึงมือผมไปวางบนตัก ผมเหลือบมองอย่างหวาดระแวงว่าเจ้าตัวจะมาไม้ไหนอีก

     “เรื่องอะไรครับ”

     “ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่พี่รู้สึกว่าวันนี้ข้าวกล้าแสดงออกมากกว่าปกติ อาจจะเพราะคำพูดของพี่เมื่อวันก่อนหรือเพราะอะไรก็แล้วแต่ แต่พี่ดีใจนะครับที่ข้าวเลิกแคร์สายตาคนอื่น เพราะนั่นหมายความว่าข้าวแคร์พี่มากขึ้น”

     ถึงแม้ตาจะมองถนนอยู่ แต่แค่คำพูดก็ทำให้ผมรู้ว่าพี่องศากำลังดีใจจริงๆ ผมเอาแต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร ได้แต่คิดในใจว่าพี่องศาพูดผิดไปอย่างหนึ่ง ผมยังแคร์และกลัวสายตาที่คนอื่นมองมา เพียงแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือผมเปิดใจรับฟังความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น ผมยอมรับความต้องการของตัวเอง และเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ผมต้องการไม่ทำให้ใครเดือดร้อนผมก็ไม่ลังเลที่จะทำมัน อย่างเช่นการกระทำของผมในวันนี้

     ผมอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปในทันที แต่ผมจะพยายามมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้นทุกๆ วัน นั่นก็เพื่อตัวผมและเพื่อตอบแทนความรู้สึกที่ผู้ชายคนนี้มอบให้ผมอย่างสุดหัวใจ

     พี่องศาดับเครื่องยนต์เมื่อขับมาถึงหน้าบ้าน ผมเปิดประตูลงมาพร้อมกับพี่องศาที่ตามมาส่ง ผมหันไปเงยหน้ามองร่างสูง สายตาของเราสองคนประสานกัน ภายในนั้นเต็มไปด้วยความรักที่พี่องศามีให้ผมมาตลอด

     “ขอบคุณที่มาส่งนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ”

     “อย่าลืมฝันถึงพี่ด้วยล่ะ ห้ามฝันถึงผู้ชายคนอื่นเข้าใจไหม”

     ผมหลุดขำกับอาการหึงหวงที่ยังไม่หายไป ยกมือมาเกาแก้มเล็กน้อยก่อนจะพูดประโยคที่ตั้งใจจะพูดมาทั้งวันด้วยเสียงเบา “อยู่ด้วยกันแทบตลอดเวลา ข้าวจะไปฝันถึงคนอื่นได้ยังไงล่ะครับ”

     “ข้าว!!” สีหน้าของพี่องศาทั้งดีใจและตกใจในเวลาเดียวกัน “เมื่อกี้ข้าวแทนตัวเองว่าไงนะครับ”

     “ถ้าไม่ได้ยินก็ไม่ต้องได้ยินครับ ข้าวพูดแค่รอบเดียวพอ”

     คราวนี้ผมพูดเสียงดังกว่าเดิม พี่องศาที่ได้ยินเต็มสองหูเลยยิ้มกว้าง เข้ามายกตัวผมแล้วหมุนไปรอบๆ

     “พี่องศา! ทำอะไรครับเนี่ย ปล่อยเลยนะ”

     “น่ารักขนาดนี้ใครจะยอมปล่อย รู้ไหมว่าพี่รอฟังคำนี้มานานแค่ไหน”

     “ข้าวก็พูดให้ฟังแล้วนี่ไงครับ พี่องศารีบปล่อยเลยนะ ถ้าพ่อออกมาเห็นจะทำยังไง”

     “แทนตัวเองว่าข้าวแบบนี้แปลว่าให้โอกาสพี่จีบแล้วใช่ไหม” พี่องศาเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น ยังคงกอดผมแน่นไม่ยอมปล่อย

     “ข้าวต้องบอกด้วยเหรอครับ พี่องศารู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

     “พี่อยากได้ยินจากปากเรา นะครับ พูดให้พี่ฟังหน่อย”

     เหมือนพี่องศารู้เลยว่าผมแพ้ลูกอ้อน พักหลังมานี้พอไม่ได้ดั่งใจอะไรก็มักจะออดอ้อนตลอด แล้วผมก็ดันปฏิเสธไม่ลงด้วยสิ

     “อื้อ...ยอมให้จีบแล้ว จะปล่อยได้ยังครับ ข้าวอยากเข้าบ้านแล้วนะ”

     คนตัวสูงทำหูทวนลม ยังคงจับผมหมุนไปมาเหมือนผมเป็นเด็กๆ จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากหน้าบ้าน พี่องศาถึงได้หยุดหมุนแล้วหันไปมอง

     “พาลูกฉันมาส่งช้าแล้วยังทำอะไรไม่เกรงใจเจ้าของบ้านอีกนะ”

     พี่องศาวางผมลงกับพื้น ยกมือไหว้คุณพ่อแล้วยิ้มแห้ง “ผมขอโทษครับ พอดีลูกชายคุณพ่อน่ารักเกินไปผมเลยอดใจไม่ไหว”

     ผมหันไปตีแขนคนที่อดใจไม่ไหว พี่องศาลูบแขนตัวเองป้อยๆ ทำหน้าโอดครวญจนผมชักจะหมั่นไส้อยากตีให้แรงกว่าเดิม

     “พาข้าวหอมไปกินข้าวมาเหรอ”

     “ครับ”

     “ส่งเสร็จแล้วก็รีบกลับไปซะ พ่อลูกเขาจะใช้เวลาอยู่ด้วยกัน” คุณพ่อเอ่ยแค่นั้นก่อนจะเดินหันหลังเข้าบ้าน แต่ตอนที่กำลังจะพ้นประตูไปก็พูดขึ้นมาอีก “ถ้าจะกลับช้าทีหลังก็โทรมาบอกก่อน ขอเบอร์ฉันจากข้าวหอมเอาก็ได้ นายต้องมาส่งข้าวหอมอีกนาน มีเบอร์ไว้จะได้ติดต่อกันสะดวก”

     พี่องศามองตามคุณพ่อที่หายเข้าไปในบ้าน ริมฝีปากยกยิ้มเหมือนกำลังดีใจอะไรบางอย่าง

     “เอาแต่ยืนยิ้มอยู่คนเดียว ไม่กลับหรือไงครับ”

     “ถ้าพี่บอกว่าไม่กลับข้าวจะให้พี่นอนด้วยไหมล่ะ”

     “ตลกแล้วครับ พ่อข้าวคงจะยอมหรอก พี่องศารีบกลับไปพักผ่อนเลย พรุ่งนี้มีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอ” ผมรุนหลังคนตัวสูงไปที่รถ พี่องศาหัวเราะนิดหน่อยแต่ก็ยอมขึ้นรถไปโดยดี

     “ข้าวหอม”

     “ครับ?” ผมเลิกคิ้วให้คนที่เปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้ามาเรียก

     “ขอบคุณที่ให้โอกาสนะครับ พี่จะไม่ทำให้ข้าวผิดหวังที่ยอมเปิดใจให้แน่นอน”

     พี่องศาพูดจบก็ขับรถออกไป ผมมองตามจนกระทั่งรถทั้งคันหายไปจากสายตา มุมปากทั้งสองข้างยกยิ้มพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่ค่อยๆ พองโตในอก

     ถ้าหากผมคือดอกทานตะวันที่เหี่ยวเฉา พี่องศาก็คงเป็นดวงอาทิตย์อันอบอุ่น ที่ผ่านมาผมเอาแต่หันหน้าหนีดวงอาทิตย์ แต่หลังจากนี้ผมจะไม่หลบสายตาไปไหนอีกแล้ว เหมือนกับที่ในสายตาพี่องศาก็มักจะมีผมอยู่ตลอดเช่นกัน

     คุณดวงอาทิตย์...ผมจะขอเชื่อใจคุณก็แล้วกัน ช่วยทำให้ดอกทานตะวันต้นนี้กลับมาเบ่งบานอีกครั้งหน่อยนะครับ





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-10-2022 21:49:36 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 26 : ปฏิบัติการลับป่วนหัวใจคุณแฟนสุดหล่อ





     “เดือน”

     “ว่า?”

     “มึงได้เสียกับพี่คลื่นยังวะ”

     พรวดดดด

     “ว้าย!! ไอ้เดือน มึงทำอะไรเนี่ย”

     ผมรีบหยิบทิชชูมาเช็ดหน้าเช็ดตาควีนทันที ปากก็พร่ำขอโทษมันไปด้วย ฝนมองมาอย่างงุนงงว่าผมเป็นอะไรไป ต่างกับข้าวหอมที่กำลังทำหน้าเหวอ ไอ้ฝนนะไอ้ฝน ทำคนอื่นเดือดร้อนยังไม่รู้ตัวอีก

     “มึงโกรธอะไรอีควีน ไปพ่นน้ำใส่หน้ามันทำไม”

     “ก็เพราะมึงนั่นแหละ! จู่ๆ มาถามอะไรไม่รู้ กูไม่พ่นใส่หน้ามึงก็บุญแค่ไหนแล้ว”

     ฝนยังทำหน้างง เหมือนไม่รู้เลยว่าตัวเองผิดอะไร “กูแค่ถามเฉยๆ ไม่เห็นต้องตกใจขนาดนั้นเลย”

     บางทีผมก็อยากถามน้องบาสนะครับว่าชอบคนอย่างมันเข้าไปได้ยังไง พูดอะไรแต่ละทีทำเอาผู้ชายแท้ๆ ยังอาย

     “เดี๋ยวนะ” ฝนหรี่ตาลงพร้อมกับยื่นหน้ามาใกล้ น้ำเสียงจับผิดของมันทำให้ผมสะดุ้งเบาๆ “ที่มึงขวัญอ่อนแบบนี้ อย่าบอกนะว่ามึงกับพี่คลื่นยังไม่เคยมีอะไรกัน”

     “ละ...แล้วมันผิดด้วยหรือไง” ผมตะคอกกลับไป หน้าแดงไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรืออาย

     “มึงพูดจริงป่ะเนี่ย” ควีนเบิกตากว้างไม่ต่างจากฝน สงสัยมันยังโดนพ่นน้ำใส่ไม่พอ

     “ทำไม พวกมึงคิดว่ากูไวไฟขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “กูไม่ได้สงสัยมึง กูสงสัยพี่คลื่นต่างหาก”

     “มึงสงสัยอะไร” ผมขมวดคิ้วมุ่น

     “เขาทั้งรักทั้งหลงมึงขนาดนั้น ไปไหนมาไหนแทบจะขี่คอแสดงความเป็นเจ้าของ แถมช่วงนี้มึงก็เข้าออกห้องเขาเป็นว่าเล่น พวกกูเลยนึกว่ามึงถูกเขากินแล้วซะอีก”

     “อะ...ไอ้พวกบ้า ใครถูกจับกิน ยังไม่มีโว้ยยยย”

     “งั้นก็น่าแปลกนะที่พี่คลื่นอดทนอดกลั้นมาได้ถึงขนาดนี้โดยไม่ตบะแตก” ฝนกับควีนยกมือมาลูบคาง หน้าเครียดๆ ของพวกมันทำให้ผมอยากกระโดดถีบขึ้นมาทันที มึงอย่าจริงจังกับเรื่องไม่เป็นเรื่องได้ไหม เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าเยอะ

     “พี่คลื่นอาจจะอยากให้เกียรติเดือนหรือเปล่า” ข้าวหอมที่นั่งเงียบมานานเอ่ยปากช่วยในที่สุด ผมกำลังจะก้มกราบด้วยความซึ้งใจ แต่ไอ้ฝนก็พูดขึ้นมาอีก

     “ทำไมต้องให้เกียรติวะ ตอนนี้เขากับไอ้เดือนเป็นแฟนกันแล้วนะ ถ้าจะทำเรื่องอย่างว่ามันก็ไม่ผิดไม่ใช่เหรอ” ฝนพูดพลางทำหน้าคิดหนัก “หรือพี่คลื่นจะเป็นพวกตายด้าน”

     “กูว่าไม่ใช่ น่าจะเพราะไอ้เดือนไม่ยอมบริหารเสน่ห์ พี่คลื่นเลยไม่จับมันกินซะที” คำพูดไอ้ควีนทุเรศมากครับ เดี๋ยวผมก็เรียกว่าไอ้คิงตามชื่อจริงๆ ที่พ่อมันตั้งให้ซะเลย

     “อาจจะเป็นไปได้ ทุกวันนี้กูเห็นมึงเอาแต่แต่งตัวเชยๆ ไม่เข้ากับหน้าตาเลย ถ้ากูเป็นพี่คลื่นก็คงเบื่อเหมือนกัน” ไอ้ฝนอยู่ดีไม่ว่าดีดันมาแช่งให้คนเป็นแฟนเขาเบื่อกัน ผมกำลังจะเถียงกลับไปแต่สมองก็เผลอคิดตามคำพูดของมัน

     ผมแต่งตัวเชยเหรอ...?

     ผมก้มมองเสื้อยืดกางเกงยีนส์ที่กำลังใส่อยู่ มีเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทับไว้ข้างนอกอีกที ผมว่าแบบนี้มันก็ดูดีอยู่นะ เรียบง่ายแต่มีสไตล์ ไม่เคยได้ยินกันหรือไง

     “ปกติตอนอยู่ด้วยกันมึงกับพี่คลื่นทำอะไรกันบ้างวะ”

     “ทำอาหาร ดูทีวี เล่นเกม นอนกอดกัน” ผมจงใจเลี่ยงหอมแก้มกับจูบไว้ ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทแต่ผมก็คิดว่าเรื่องพวกนี้มันน่าอายเกินกว่าจะพูดออกมาอยู่ดี

     “ไม่มีนอกเหนือจากนี้เลยเหรอ”

     ผมส่ายหน้าไปมา ฝนทำหน้าเหมือนอยากพุ่งมาบีบคอผมซะตอนนี้เลย ผมผิดอะไรอ่ะ นี่มันเป็นกิจวัตรประจำวันของคนธรรมดาไม่ใช่เหรอ จะให้ผมลุกมาชวนพี่คลื่นเต้นแอโรบิกยามเช้าหรือไง

     “มึงจะคาดหวังอะไรคะ รู้ๆ กันอยู่ว่าไอ้เดือนมันอ๊องจะตาย ทั้งชีวิตมันเคยอ่อยใครด้วยเหรอ”

     เสียดายที่เมื่อครู่ผมยั้งปากไว้ น่าจะพ่นน้ำใส่ปากไอ้ควีนไปด้วยเลยจะได้ด่าผมอ๊องไม่ได้อีก

     แต่เดี๋ยวนะ...

     “มึงจะให้กูอ่อยพี่คลื่น?”

     “ใช่ ในเมื่อเขาไม่เริ่มสักที มึงก็ต้องเป็นฝ่ายยั่วยวนให้เขาเกิดอารมณ์แทน”

     ข้าวหอมสำลักข้าวที่กำลังเคี้ยวอยู่ ไอหน้าดำหน้าแดงจนผมต้องรีบหาน้ำพลางลูบหลังให้ ผมแทบจะแยกเขี้ยวใส่คนที่พูดออกมาได้หน้าตาเฉย มึงไม่มียางอายแต่กูมีนะ

     “ฝนเอาจริงเหรอ ข้าวว่าเรื่องแบบนี้ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าไหม”

     “กูไม่ได้จะให้ไอ้เดือนไปข่มขืนพี่คลื่นซะหน่อย แค่จะให้มันลองอ่อยดู ได้ไม่ได้ยังไงค่อยว่ากันอีกที”

     “ทำไมต้องให้อ่อยด้วยวะ มันเป็นแฟนพี่คลื่นแล้วไม่ใช่เหรอ สู้เดินไปชวนเขาทำตรงๆ เลยไม่ง่ายกว่าหรือไง”

     “สภาพจืดชืดซะขนาดนี้มึงยังกล้าให้มันไปชวนพี่คลื่นอีกเหรอ คิดจะอ่อยทั้งทีมันก็ต้องเปลี่ยนลุคกันหน่อย เอาให้พี่คลื่นตะลึงตาค้างไปเลยยิ่งดี”

     พวกมันสองคนหารือกันเหมือนลืมไปว่าผมยังนั่งอยู่ตรงนี้ ผมกับข้าวหอมมองตากันอย่างเหนื่อยใจ ขอเป็นเพื่อนมันแค่ชาตินี้พอนะครับ อย่าตามไปหลอกหลอนชาติหน้าอีกเลย

     “ตัดสินใจได้แล้ว กูจะเป็นกามเทพช่วยเพื่อนทำภารกิจอ่อยแฟนตัวเอง”

     เห็นหน้าเอือมระอาของกูไหม หันมาถามหน่อยก็ดีนะว่ากูอยากได้กามเทพหรือเปล่า

     “กูขอตั้งชื่อแผนการนี้ว่า ‘ปฏิบัติการรักควักหัวใจออกมารับประทาน’ คิดค้นโดยคุณนายฝน สาวสวยสุดฮอตแห่งคณะอักษรฯ” ฝนลุกขึ้นยืนโปรยมือเหมือนตอนนางงามแนะนำตัว ไม่อายคนที่เดินผ่านไปมาเลยสักนิด

     “ชื่อแผนการมึงอุบาทว์มาก กูรับไม่ได้” ผมรีบคัดค้านทันที แต่มีเหรอที่มันจะฟัง

     “ถึงชื่อแผนการจะติดลบแต่ถ้าได้ลองแล้วพี่คลื่นต้องติดใจแน่นอน” สีหน้าคนพูดแลดูมั่นใจจนแม้แต่ไอ้ควีนที่เป็นเหมือนพาร์ทเนอร์ของมันยังงง

     “อย่างน้อยมึงเปลี่ยนชื่อแผนการหน่อยเถอะ กูรับไม่ได้จริงๆ เหมือนกูเป็นแวมไพร์จะไปดูดเลือดพี่คลื่นยังไงไม่รู้”

     ฝนทำหน้าไม่พอใจแต่ก็ยอมเปลี่ยนให้ตามที่ผมขอ “เรื่องมากนะมึง งั้นเอาเป็นชื่อ ‘ปฏิบัติการลับป่วนหัวใจคุณแฟนสุดหล่อ’ ก็ได้”

     ผมลอบกลืนน้ำลาย เห็นสายตามุ่งมั่นของคนคิดแผนการแล้วรู้สึกเสียวสันหลังยังไงไม่รู้ เดาได้เลยว่าหลังจากนี้จะต้องมีเรื่องวุ่นๆ ตามมาแน่นอน ความจริงแล้วมันไม่มีอะไรเลย ผมแค่ยังไม่พร้อมจะทำเรื่องอย่างว่ากับพี่คลื่นซึ่งเขาก็เข้าใจดีและไม่มีปัญหาอะไร แต่จะให้บอกเพื่อนไปตรงๆ ผมก็ไม่กล้า ขืนบอกไปมีหวังโดนล้อว่าปอดแหกแน่นอน

     หวังว่าแผนการของไอ้ฝนจะไม่สร้างความลำบากให้ผมนะครับ



     วันนี้พวกผมมีเรียนช่วงเช้า แต่อาจารย์เกิดท้องเสียกะทันหันเลยจำเป็นต้องยกคลาส ผมกับเพื่อนๆ เลยลงมติกันว่าจะกลับไปเปลี่ยนชุดแล้วมาเจอกันที่ห้างเพื่อนัดกันเดินเที่ยว ตอนแรกผมก็สนุกอยู่หรอก แต่ตอนนี้ชักเริ่มไม่สนุกแล้ว

     “ใส่ตัวนี้แล้วออกมาให้กูดูด้วยนะ” ฝนยื่นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวตัวบางที่มีไม้แขวนเสื้อมาให้ รอยยิ้มของมันทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่ามันคิดจะทำอะไรกันแน่

     “พี่จะบ้าหรือไง ตัวมันใหญ่เกินขนาดพี่เดือนไปมากเลยนะนั่น” น้องบาสแย้งขึ้นมา ไม่ต้องงงหรอกครับว่าน้องเขามาได้ยังไง ตอนที่เราทานอาหารกลางวันกันอยู่น้องบาสที่เพิ่งเรียนเสร็จก็โทรมาหาไอ้ฝน พอรู้ว่ามันอยู่ในห้างใกล้มหา’ลัยก็รีบมาหาทันที ผมว่าฝนน่าจะมีใจให้น้องบาสอยู่บ้าง ไม่งั้นคงไม่ยอมให้น้องเขามาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ตัวแบบนี้หรอก ถึงฝนจะบ้าผู้ชายแต่ถ้ามันไม่สนใจจริงๆ จะไม่เสียเวลาทำความรู้จักด้วยเด็ดขาด

     “ใหญ่เกินน่ะสิดี ถ้าไซส์พอดีตัวมันจะไปเซ็กซี่ได้ยังไง”

     “เซ็กซี่อะไรของมึงวะ”

     “เออน่ะเดี๋ยวมึงก็รู้ รับรองว่าแผนนี้เวิร์ก ตอนนี้ไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะ ให้ไวด้วย”

     ผมทำหน้าหงิกใส่มัน แต่ก็ยอมรับเสื้อมาแล้วเดินไปห้องลองเสื้อเพื่อตัดรำคาญ ไม่รู้หรอกว่าไอ้ฝนคิดจะทำอะไร แต่ถ้ามันจะให้ลองชุดแค่นี้ผมก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

     ผมใช้เวลาเปลี่ยนชุดไม่นานก่อนจะเดินออกมาหากลุ่มเพื่อนที่ยืนรออยู่ เป็นเพราะเสื้อตัวใหญ่มากชายเสื้อเลยร่นไปอยู่บริเวณหัวเข่า พอเห็นผมในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ทุกคนก็มีท่าทางเปลี่ยนไป จู่ๆ น้องบาสก็ผิวปากขึ้นมา ขณะที่เพื่อนผมทั้งสามคนเอาแต่มองมาอย่างตะลึง ควีนกระทุ้งศอกใส่ฝนเบาๆ โน้มหน้าไปกระซิบใกล้ๆ

     “อีฝน สายตามึงเฉียบคมมาก แค่เสื้อตัวเดียวเปลี่ยนห่านให้เป็นหงส์ได้ในพริบตา”

     “ฝีมือระดับนี้ไม่มีพลาดอยู่แล้วค่ะ” ฝนยิ้มอย่างภูมิใจ เดินมาจับๆ ดึงๆ เสื้อผมให้เข้าที่เข้าทาง

     “ตกลงจะบอกได้ยังว่าให้กูลองเสื้อตัวนี้ทำไม” ผมถามฝนอย่างสงสัย อุตส่าห์ได้ยกคลาสทั้งทีมันต้องไปกินข้าวดูหนังกันสิ นี่เอาแต่เก็บตัวอยู่ในร้านเสื้อผ้า แล้วจะไม่ให้ผมหงุดหงิดได้ยังไง

     “มึงยังไม่รู้อีกเหรอ”

     “ถ้ารู้แล้วกูจะถามไหมล่ะ”

     “ตอนอยู่ในห้องลองเสื้อมึงไม่ได้ส่องกระจกเลยหรือไง”

     ผมส่ายหน้าให้คนถาม ผมรีบเปลี่ยนรีบออกมาเลยไม่ทันได้ดูตัวเองในกระจก ฝนยกมือมาตีหน้าผากตัวเอง รีบจูงมือผมไปที่หน้ากระจก มันยืนซ้อนอยู่ด้านหลังแล้วจับไหล่ผมไว้ทั้งสองข้าง

     “มึงเห็นตัวเองในลุคนี้แล้วรู้สึกยังไง บอกกูหน่อย”

     ผมไม่ตอบคำถามเพื่อนเพราะกำลังตกใจกับภาพในกระจก เสื้อสีขาวเนื้อบางจนแทบจะเห็นเรือนร่างข้างใน แขนเสื้อที่ยาวจนแทบจะไม่เห็นมือ ปกเสื้อสีขาวที่แทบจะกลืนไปกับลำคอที่มีสีผิวใกล้เคียงกัน ภาพตรงหน้านี้คือผมจริงๆ เหรอ ทำไมมันดู...

     “เซ็กซี่จนตาค้างไปเลยเหรอมึง เป็นไงล่ะ กูบอกแล้วว่าต้องเวิร์ก”

     “ไอ้ฝน อย่าบอกนะว่ามึง...”

     “ใช่ กูจะให้มึงอ่อยพี่คลื่นด้วยการใส่เสื้อเชิ้ตไปนอนบนเตียง”

     “ไม่เอา!!” ผมรีบคัดค้านโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่นิดเดียว สมองเจ้ากรรมก็ดันไปคิดภาพตาม ทำเอาหน้าผมแดงลามไปยันใบหู

     “ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ไงว่าได้ผลหรือเปล่า เอาน่า เชื่อมือกูสิ ต่อให้ไร้ความรู้สึกแค่ไหนแต่ถ้าได้เห็นแฟนแต่งตัวแบบนี้รับรองว่าต้องมีดีดมีเด้งกันบ้าง”

     ภาพในหัวที่ชัดอยู่แล้วยิ่งชัดมากกว่าเดิมเมื่อเจอคำพูดไอ้ฝนเข้าไป ผมอยากหันไปเตือนคนข้างหลังเหลือเกินว่ามึงเป็นกุลสตรีนะเว้ย จะพูดจาอะไรช่วยเกรงใจกระโปรงที่ใส่อยู่บ้าง

     “มึงว่างมากใช่ไหมถึงได้มาคิดแผนการบ้าๆ นี่ให้กู”

     “กูก็แค่อยากให้เพื่อนมีความสุข นี่กูหวังดีกับมึงนะ”

     ถามผมหรือยังว่าอยากได้ความหวังดีไหม...

     “มึงไม่ต้องห่วง กูจะให้มึงใส่เสื้อนักศึกษาพี่คลื่น มึงไม่ต้องเสียเงินซื้อตัวใหม่หรอก แค่มีหน้าที่แปลงร่างเป็นนางแมวยั่วสวาทรอพี่คลื่นอยู่บนเตียงก็พอ”

     ผมไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นอยู่ซะหน่อย!!

     ผมได้แต่ทำหน้าเหนื่อยใจ รู้สึกว่าน้องบาสโชคดีเหลือเกินที่ไม่โดนไอ้ฝนอ่อยอย่างที่มันเคยพูดไว้จริงๆ แค่มันคิดแผนการให้คนอื่นยังสุดโต่งขนาดนี้ ไม่อยากนึกเลยว่าถ้ามันอยากอ่อยน้องบาสด้วยตัวเองจะสุดโต่งขนาดไหน

     ฝนบอกให้ผมเปลี่ยนกลับเป็นชุดเดิม มันเลือกเสื้อบนชั้นมาให้ตัวเองหนึ่งตัวแล้วเดินไปจ่ายเงิน มันให้เหตุผลว่าถ้าเข้ามาลองเสื้อเฉยๆ แต่ไม่ซื้อเลยจะดูน่าเกลียด

     “เหนื่อยหน่อยนะครับ มีคนเพี้ยนอย่างพี่ฝนคิดแผนการให้ก็แบบนี้แหละ” น้องบาสเดินมาตบไหล่ผมเบาๆ สายตาที่มองคนกำลังจ่ายเงินทั้งขบขันและเอ็นดูในเวลาเดียวกัน

     “เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ กับเพื่อนมันยังบ้าบิ่นขนาดนี้ ถ้าเราคบกับมันจริงๆ พี่กลัวว่าบ้านจะแตกเข้าสักวัน”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมทำใจไว้แล้ว อีกอย่างคนอย่างพี่ฝนต้องเจอผมถึงจะสมน้ำสมเนื้อ”

     ก็จริงนะครับ ทุกวันนี้ผมไม่เคยเห็นฝนเถียงน้องบาสชนะเลย กับคนอื่นมันปากดีไม่มีตก แต่กับน้องบาสมันจนมุมทุกที

     ผมลอบถอนหายใจระหว่างที่เดินออกจากร้านเสื้อผ้า ไอ้ฝนยิ้มระรื่นเหมือนมันจะอ่อยพี่คลื่นเสียเอง ต่างกับผมที่ยังไม่หายเหนื่อยใจกับแผนการบ้าบอของมัน

     “จริงด้วย กูลืมบอกไปอีกอย่าง” ฝนเอาหน้ามาใกล้ กระซิบเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน “ตอนอยู่บนเตียงใส่แค่เสื้อตัวเดียวก็พอ ห้ามใส่กางเกงเชียวล่ะ เดี๋ยวมันจะไม่เซ็กซี่”

     ผมรีบผลักเพื่อนตัวดีไปหาว่าที่แฟนมันทันที ในใจก็ก่นด่าตัวเองที่เผลอคิดภาพตามอีกแล้ว

     ผมไม่มีทางอ่อยพี่คลื่นด้วยวิธีนี้เด็ดขาด ขอเอาหัวตัวเองเป็นประกันเลย!





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-10-2022 19:05:47 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     “อาหารไม่อร่อยเหรอครับ” คนตัวสูงเอ่ยถามเมื่อเห็นผมเอาแต่ทำหน้าย่น ผมเลยรีบยกยิ้มเพื่อกลบเกลื่อน

     “เปล่าครับ”

     “แล้วทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ” พี่คลื่นวางช้อนลง มองมาด้วยสายตาเป็นห่วง “หรือยังเครียดเรื่องเมื่อวันก่อนอยู่อีก”

     ผมส่ายหน้าให้คนถาม ผมไม่ได้เครียดเรื่องข้าวหอมแล้ว เมื่อวันก่อนพี่องศาบอกว่าข้าวหอมอนุญาตให้จีบแล้ว พอรู้ว่าเพื่อนเลิกคิดมากแล้วทำตามใจตัวเองได้เสียทีผมก็พลอยดีใจไปด้วย แต่ที่ผมกำลังทำหน้าเหมือนถ่ายไม่ออกอยู่ตอนนี้ก็เพราะแผนการอ่อยผู้ชายของไอ้ฝนต่างหาก

     “โกรธที่พี่ไม่ไปเที่ยวด้วยหรือเปล่า” พี่คลื่นเห็นผมไม่ยอมบอกเลยนึกว่าเป็นความผิดของตัวเอง วันนี้พี่คลื่นโดนรุ่นพี่ขอร้องให้ไปเป็นคู่ซ้อมบาสเกตบอลเลยไม่ว่างมาเดินห้างด้วย ผมเลยชวนมาทานอาหารเย็นข้างนอก พี่คลื่นจะได้ไม่ต้องทำกินเองให้เหนื่อย

     “เห็นผมเป็นคนยังไงครับ ผมไม่ได้งี่เง่าขนาดนั้นนะ”

     “ถ้างั้นเครียดอะไรอยู่ครับ บอกพี่หน่อยได้ไหม”

     “พี่คลื่นคิดว่าผมแต่งตัวเชยไหมครับ”

     “หืม?” คนตัวสูงเลิกคิ้ว มองชุดที่ผมกำลังใส่ “พี่ว่าแต่งแบบนี้น่ารักออก ไม่เห็นเชยเลย”

     “จริงนะครับ” ผมยิ้มด้วยความโล่งอก

     “พี่จะโกหกทำไมล่ะ” พี่คลื่นพูดยิ้มๆ พอได้ยินคำตอบที่พอใจแล้วผมก็ตักข้าวเข้าปากอย่างอารมณ์ดี “อย่าบอกนะว่ากำลังเครียดเรื่องนี้”

     “ก็ผมอยากดูดีในสายตาพี่คลื่นนี่ครับ” ผมต้องพูดให้ห่างตัวเข้าไว้พี่คลื่นจะได้ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วผมเครียดเรื่องอะไร

     “เดือนจะแต่งตัวยังไงก็ดูดีในสายตาพี่อยู่ดีครับ” คำพูดของคนตัวสูงเกือบทำให้ผมรู้สึกดีแล้วถ้าไม่มีประโยคต่อมา “แต่ถ้าไม่ใส่อะไรเลยจะดูดีขึ้นไปอีก”

     “พี่คลื่น! นี่มันในร้านอาหารนะครับ”

     คนพูดจาลามกหัวเราะร่า ไม่มีท่าทางสำนึกผิดแม้แต่นิดเดียว ทำไมพี่คลื่นต้องชวนเข้าเรื่องสิบแปดบวกด้วยนะ สมองผมยิ่งมีแต่ภาพอกุศลอยู่ ไม่ได้การ ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องคุยโดยด่วน

     “แล้ววันนี้เล่นบาสฯ เป็นยังไงบ้างครับ”

     “ชนะแต่ไม่ดีใจ”

     “อ้าว ทำไมล่ะครับ”

     “คนบางคนเอาแต่ไปเที่ยวกับเพื่อน ไม่มาให้กำลังใจพี่ข้างสนามเลย”

     ผมหลุดขำกับใบหน้าน้อยใจของคนพูด พักนี้พี่คลื่นชักจะน้อยใจบ่อยเกินไปแล้วนะ

     “ผมนัดเพื่อนๆ ไว้แล้ว ไม่อยากผิดนัดครับ” เดี๋ยวนี้มีโอกาสรวมตัวกันนอกเหนือจากในมหา’ลัยทั้งทีต้องใช้ให้คุ้มครับ พอแต่ละคนมีความรักแล้วไม่ค่อยว่างมาเจอกันหรอก

     “ถ้างั้นเดือนต้องไถ่โทษด้วยการมานอนห้องพี่คืนนี้ พี่ถึงจะหายน้อยใจ”

     ถ้าเป็นปกติผมคงตอบตกลงโดยไม่คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้ผมกลับลังเลเหมือนคนมีชนักติดหลัง เป็นเพราะไอ้ฝนคนเดียวผมถึงเอาแต่นึกภาพตัวเองบนเตียงพี่คลื่นตลอดเวลา ผมรีบส่ายหน้าไปมาเพื่อสลัดภาพในหัวทิ้ง แต่ดูเหมือนพี่คลื่นจะเข้าใจว่าผมกำลังปฏิเสธ

     “ไม่อยากนอนกับพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ”

     เสียงหงอยๆ ของคนตัวสูงทำให้ผมต้องรีบแก้ตัวก่อนจะเข้าใจผิด “เปล่านะครับ ผมแค่...เอ่อ...ผมสะบัดหน้าไล่แมลงวันเฉยๆ ใครจะไม่อยากนอนกับแฟนตัวเองล่ะครับ”

     “งั้นคืนนี้มาค้างห้องพี่นะ พี่อยากนอนกอดเดือน”

     ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ พลางพยักหน้ากลับไป ในใจก็อดหวั่นไม่ได้ว่าคืนนี้จะเกิดเรื่องไม่คาดคิดหรือเปล่า

     ไม่สิ! มันต้องไม่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ผมสาบานแล้วว่าจะไม่ทำตามแผนการของไอ้ฝน ให้ตายยังไงผมก็ไม่ยอม



     [พี่คลื่นกลับมาหรือยัง]

     “ยัง ถ้ามึงถามอีกทีกูจะวางสายแล้วนะ”

     [อย่าเพิ่งโมโหสิ กูแค่สงสัยเฉยๆ ปกติป่านนี้น่าจะมาได้แล้วนะ]

     “มึงพูดว่าอะไรนะ กูไม่ค่อยได้ยินเลย”

     [เปล่าๆๆ กูแค่บอกว่าตื่นเต้น พอคิดว่าเพื่อนจะโดนสามีจับกินเลือดในตัวกูก็พลุ่งพล่านขึ้นมา]

     “ยังไม่ใช่สามีโว้ย!” ผมเถียงเพื่อนหน้าดำหน้าแดง นอกจากฝนแล้วยังมีควีนกับข้าวหอมในสายด้วย วันนี้ฝนชวนพวกผมประชุมสายในไลน์ มันบอกว่าอยากให้ทุกคนมาร่วมส่งผมเข้าเรือนหอ ตั้งแต่คุยกันมามันถามถึงพี่คลื่นสามรอบแล้ว จนผมอดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่าถ้ามันอยากรู้มากนักไม่มาค้างด้วยกันเลยล่ะ จะได้ไม่ต้องถามบ่อยๆ

     เผื่อใครงงว่าทำไมผมถึงอยู่คนเดียว ตอนที่ผมกับพี่คลื่นกำลังกินข้าวอยู่ พี่ยี่หวาก็โทรมาขอให้พี่คลื่นไปช่วยขนของที่หอ เหมือนพี่ยี่หวาจะมีปัญหากับรูมเมทเลยต้องย้ายจากหอในไปอยู่หอนอก นอกจากพี่คลื่นก็มีพี่องศากับพี่ทิวไปช่วยด้วย พี่คลื่นเลยให้ผมกลับมาก่อนเพราะไม่อยากให้ผมไปนั่งรอ

     [แล้วนี่มึงเอาเสื้อพี่คลื่นมาใส่ยัง]

     “อะ...เอามาใส่แล้ว” อย่าเพิ่งแซวผมกันนะครับ แค่นี้ผมก็อายจนไม่รู้จะอายยังไงแล้ว ถึงปากจะบอกว่าไม่เห็นด้วยกับแผนการของเพื่อน แต่พอมาคิดดูดีๆ แล้วผมก็แอบอยากรู้เหมือนกันว่าถ้าพี่คลื่นมาเห็นผมกำลังใส่ชุดตัวเองจะเป็นยังไง

     ทำไมผมดูย้อนแย้งจังวะ วันก่อนบอกเขาว่ายังไม่พร้อม แต่มาวันนี้กลับแต่งตัวยั่วยวนเขา ไอ้ฝนนะไอ้ฝน อยู่ดีไม่ว่าดีดันหาเรื่องให้ผมก่อจนได้

     [สู้ๆ นะคะน้องเดือน ขอให้ปฏิบัติการอ่อยสามีครั้งนี้สำเร็จไปด้วยดี ถ้าพรุ่งนี้ไปเรียนไม่ไหวก็โทรมาบอกนะ]

     “ก็บอกว่ายังไม่ใช่สามีไง!” สมกับเป็นไม้เบื่อไม้เมาของไอ้ฝนจริงๆ กวนประสาทไม่มีใครเกินใครเลย

     [ข้าวต้องให้กำลังใจเดือนด้วยไหมอ่ะ]

     [แน่นอนสิมึง เพื่อนเรากำลังจะไปออกศึกเชียวนะคะ]

     [ใช่ นี่กูเตรียมเอายาลดไข้ไปให้มันพรุ่งนี้แล้วนะ เขาว่ากันว่าคนรับจะอาการหนักกว่าคนรุก ยิ่งไอ้เดือนบอบบางอยู่แล้วด้วยต้องดูแลให้ดี]

     “พวกมึงหยุดพูดเถอะ ยังไม่แน่ซะหน่อยว่าถ้าพี่คลื่นเห็นกูใส่เสื้อนี้แล้วจะเกิดอารมณ์ เขาอาจจะตลกก็ได้”

     ผมก้มมองเสื้อนักศึกษาของพี่คลื่นที่แอบหยิบมาจากตู้เสื้อผ้า พอได้มาใส่แบบนี้แล้วยิ่งรู้สึกว่าขนาดตัวของผมกับพี่คลื่นช่างต่างกันเหลือเกิน ท่อนล่างผมใส่แค่บ็อกเซอร์ตัวเดียว ไม่ได้ตั้งใจจะเชื่อฟังไอ้ฝนนะครับ แค่วันนี้อากาศร้อนเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรเลยจริงๆ

     [มึงอย่าดูถูกสายตากูสิ กูบอกว่าเวิร์กมันก็ต้องเวิร์ก]

     [อยากรู้จังว่าพี่คลื่นจะทำหน้ายังไงตอนเห็นเดือนใส่เสื้อของตัวเอง] ข้าวหอมพูดอย่างตื่นเต้น

     [ก็ต้องตาลุกวาวอยู่แล้วค่ะ หื่นขึ้นหน้าแน่นอนกูมั่นใจ ขนาดกูไม่สนพวกเดียวกันยังคิดเลยว่าไอ้เดือนตอนใส่เสื้อเชิ้ตแม่งโคตรน่ารัก แล้วพี่คลื่นที่หลงมันหัวปักหัวปำจะไปเหลืออะไร ยิ่งถ้าเสื้อนั้นเป็นของตัวเองแล้วด้วย เชื่อสิว่าคืนนี้ไอ้เดือนไม่ได้นอนหรอก]

     ผมวางสายตอนนี้เลยได้ไหมครับ ยิ่งฟังเพื่อนพูดหน้าผมก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ ผมยอมรับว่าตื่นเต้นไม่แพ้ไอ้ฝน เหลือบไปมองนาฬิกาบนผนังหลายทีแล้ว แต่มันก็ไม่ควรพูดออกมาตรงๆ โดยไม่มีท่าทางกระดากปากเลยหรือเปล่า ถึงผมจะยอมทำตามแผนมันแต่ผมก็ยังมีความอายอยู่นะ

     ผมเดินไปเปิดตู้เย็นในครัว ยกขวดน้ำขึ้นดื่มเผื่อจะช่วยดับความตื่นเต้นลงได้ ระหว่างนั้นเพื่อนๆ ในสายก็ยังคุยกันไม่หยุด

     [จริงด้วย กูว่าจะถามอยู่ ไอ้เดือน มึงยังไม่เคยใช่ไหม]

     น้ำในปากแทบพุ่งเมื่อได้ยินคำถามของไอ้ควีน ผมสำลักน้ำจนแสบจมูกไปหมด นึกก่นด่าเพื่อนในใจที่ถามอะไรไม่ดูจังหวะเลย

     [มึงจะรู้ไปทำไมวะ] ฝนเอ่ยปากถามแทนผม

     [กูก็ไม่เคยมีประสบการณ์หรอก แต่กูได้ยินมาว่าครั้งแรกจะเจ็บสุด ถ้าจะให้ชัวร์มึงบอกพี่คลื่นไว้ก่อนก็ดีว่าให้ทำเบาๆ กูไม่อยากให้การเสียตัวครั้งแรกทำให้ผมหวาดผวาเซ็กส์ไปตลอดชีวิต]

     ไอ้ควีนพูดเหมือนเป็นห่วงผม แต่มันไม่ได้รู้เลยว่าคำพูดของมันสร้างความกลัวให้ผมมากขึ้นไปอีก

     “จะ...เจ็บมากเลยเหรอวะ” ผมถามเสียงสั่น

     [บอกแล้วไงว่ากูไม่เคย แค่ฟังคนอื่นพูดมาอีกที ถ้ามึงอยากรู้ก็รอทดสอบกับสามีคืนนี้สิ แต่ระวังตอนเช้าจะลุกไม่ขึ้นนะคะ]

     ขอบคุณนะสำหรับความเป็นห่วง แต่กูฟังแล้วรู้สึกหดหู่มากกว่าซาบซึ้งอีก

     [อาจจะไม่เลวร้ายขนาดนั้นก็ได้ พี่คลื่นเขาดูรักเดือนมากนะ คนรักกันคงไม่ทำอะไรรุนแรงหรอก] ข้าวหอมพยายามพูดปลอบใจ แต่นาทีนี้ไม่มีอะไรมาหยุดความกังวลของผมได้อีกแล้ว

     “กู...กูไปเปลี่ยนชุดดีกว่า”

     [เฮ้ย! ไม่ได้นะเว้ย แผนการใกล้สำเร็จแล้ว มึงจะมาปอดแหกตอนนี้ไม่ได้]

     “มึงไม่ใช่คนที่จะโดนก็พูดได้สิ ไม่เอาแล้ว กูไม่ขอเสี่ยงดีกว่า”

     [แต่พี่คลื่นกำลังกลับมาแล้วนะ]

     “ถึงได้ต้องรีบไปเปลี่ยนชุดไง ถ้าพี่คลื่นมาเห็นกูตอนนี้เข้ามีหวัง...”

     “เดือน”

     !!!!!!

     เสียงทุ้มจากข้างหลังทำให้ผมตกใจจนเผลอทำขวดน้ำหลุดมือ ผมค่อยๆ หันไปมองเจ้าของเสียงด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ พี่คลื่นกำลังยืนอยู่หน้าห้องครัว สายตาที่มองมาทั้งตกใจและแปลกใจกับชุดที่ผมใส่

     ซวย

     แล้ว

     ไง!!


     [ไอ้เดือน นั่นเสียงพี่คลื่นหรือเปล่า] เสียงฝนดังออกมาจากโทรศัพท์ ผมรีบกุลีกุจอตัดสายก่อนที่มันจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ พี่คลื่นย่างสามขุมเข้ามาหา สีหน้ายังไม่หายแปลกใจ

     “กะ...กลับมาแล้วเหรอครับ” นี่เป็นคำทักทายเดียวที่ผมพอจะนึกออกในเวลานี้ แต่ดูเหมือนพี่คลื่นจะไม่สนใจ เพราะเขาเอาแต่มองผมหัวจรดเท้าจนผมรู้สึกอายขึ้นมา

     “ทำไมแต่งตัวแบบนี้ แล้วนี่เอาเสื้อพี่มาใส่ทำไม”

     “คือ...คือผม...” ผมพยายามคิดหาเหตุผลที่จะทำให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันน่าอาย แต่หน้านิ่งๆ ของพี่คลื่นทำให้ผมคิดอะไรไม่ออกเลย เมื่อเห็นผมเอาแต่อึกอักคนตัวสูงเลยขยับมาใกล้มากขึ้น จนกางเกงนักศึกษาที่พี่คลื่นใส่อยู่มาสัมผัสโดนขาของผมที่ไม่มีอะไรปกปิด

     จู่ๆ พี่คลื่นก็อุ้มผมขึ้นมานั่งบนเคาน์เตอร์ ผมตกใจจนเกือบจะอุทาน แต่ร่างสูงที่เบียดตัวมาแนบชิดทำให้ผมไม่กล้าพูดอะไรออกไป

     “ที่ฝนบอกว่าให้รีบกลับเพราะมีอะไรดีๆ รออยู่หมายถึงแบบนี้เองสินะ”

     ผมกะพริบตาปริบๆ พยายามประมวลคำพูดด้วยหัวสมองอันน้อยๆ ฝนมันไปบอกอะไรพี่คลื่นวะ ทำไมไม่เห็นบอกผมเลย

     “คิดจะอ่อยพี่เหรอครับ” พี่คลื่นกระตุกยิ้ม ผมเบิกตาโพลงอย่างตกใจ นี่ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ หมดกันภาพลักษณ์ที่สั่งสมมานาน

     “ปะ...เปล่านะ ผมแค่...”

     “ถึงกับเอาชุดพี่มาใส่แล้วยังจะปากแข็งอีก” เสียงพี่คลื่นเบาลงพร้อมกับใบหน้าที่โน้มมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ สายตาที่มองไปทั่วร่างกายทำให้ผมอยากหายตัวไปซะตอนนี้เลย “อ่อยกันขนาดนี้แปลว่าพร้อมแล้วสินะ”

     “อ๊ะ!” ผมร้องเสียงหลงเมื่อมือเย็นๆ ของร่างสูงลูบไล้ไปมาบริเวณต้นขา ลมหายใจของพี่คลื่นร้อนระอุ ดวงตาสีดำคู่นั้นราวกับจะแผดเผาผมให้มอดไหม้ไปในพริบตา

     “ว่าพี่ไม่ได้นะครับ เดือนอยากเริ่มก่อนเอง รู้ไหมว่าตัวเองตอนนี้ดูดีแค่ไหน”

     พี่คลื่นไม่ให้ผมได้เตรียมตัวเตรียมใจ ยื่นหน้ามาเป่าลมข้างหูเบาๆ ทว่าสร้างความเสียวซ่านจนผมต้องหดคอหนี ริมฝีปากก้มลงมาประทับบนลำคอ มือหนารั้งสะโพกทั้งสองข้างเข้าหาตัวเอง ผมจะยกมือมาดันตัวออกแต่เรี่ยวแรงก็เริ่มหายไปทีละนิด

     “ดะ...เดี๋ยวก่อนครับ...”

     พี่คลื่นขบเม้มติ่งหูเหมือนไม่อยากให้ผมเอ่ยปากท้วง คนตัวสูงอาศัยจังหวะที่ผมเผยอปากส่งเสียงหันมามอบจูบอันเร่าร้อน สติของผมราวกับถูกพายุพัดพาให้หายไป ยิ่งเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการผมก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก พี่คลื่นจูบผมจนพอใจก่อนจะถอนปากออกแล้วช้อนตัวผมอุ้มไปที่เตียงนอน

     ผมไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่บนเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ พอรู้สึกตัวอีกทีก็เห็นคนตัวสูงกำลังไล่ถอดกระดุมเสื้อ ผมจะยกมือมาห้ามพี่คลื่นก็รวบสองมือผมไว้ด้วยมือเดียว จนกระทั่งสาบเสื้อถูกเปิดออกหมดคนบนร่างก็จ้องมองเรือนร่างเปลือยเปล่าของผมราวกับจะกลืนกินเข้าไปในคราวเดียว

     “ทำไมถึงได้น่ารักอย่างนี้” ร่างสูงถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะก้มลงมาทักทายหน้าท้องของผมด้วยลิ้นร้อน สัมผัสที่ไม่คุ้นเคยทำให้ผมเผลอแอ่นตัวขึ้น พี่คลื่นไล่ลิ้นมาจนถึงยอดอก ไล้วนไปมาบนตุ่มไตสร้างความกระสันจนผมเผลอครางออกมาโดยไม่รู้ตัว

     “พะ...พี่คลื่น...อ๊า...”

     “พี่ขอได้ไหมครับคนดี” ใบหน้าที่กำลังหยอกล้อกับแผ่นอกเอ่ยขึ้นมา แต่เวลานี้ผมไม่มีสติพอที่จะตอบกลับไป ทำได้เพียงกอบกุมเส้นผมของอีกคนไว้เพื่อระบายความรู้สึกที่กำลังปะทุในอก

     พี่คลื่นเลื่อนใบหน้ามาจูบผมอีกครั้ง ระหว่างที่ลิ้นของเราสองคนเกี่ยวพันกันมือหนาก็ถกบ็อกเซอร์ลงไปด้วย ผมอยากร้องห้ามแต่ก็ทำไม่ได้เพราะคนตัวสูงไม่เปิดช่องว่างให้ผมพูดอะไรเลย จนกระทั่งร่างกายของผมไม่มีสิ่งปกปิดอีกฝ่ายถึงได้ถอนปากออกไป พี่คลื่นยืดตัวเต็มความสูงก่อนจะถอดเสื้อผ้าของตัวเอง สายตาที่จ้องมองมาทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

     “พี่รักเดือนนะครับ” พี่คลื่นพูดแค่นั้นก่อนจะก้มลงมากอดผมแน่น แก่นกายที่กำลังเสียดสีกันชวนให้อารมณ์แตกกระเจิงยิ่งขึ้น ผมเอื้อมมือไปโอบรอบลำคอแกร่ง ยิ่งช่วงล่างสัมผัสกันมากเท่าไหร่เราสองคนยิ่งเปล่งเสียงร้องออกมาเท่านั้น ร่างสูงขยับตัวขึ้นลงสักพักก่อนจะหันมาสบตา ลมหายใจสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน

     “พี่คลื่น...” ผมละเมอเรียกชื่อคนด้านบน ดวงตาฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำ

     “เป็นของพี่นะครับ พี่อยากทำให้เดือนมีความสุข”

     ผมเผลอกัดปากตัวเองเมื่อรู้ว่าพี่คลื่นกำลังจะมอบความสุขแบบไหนให้ แต่มาถึงขนาดนี้ผมคงหนีไปไหนไม่ได้แล้วสินะ ผมส่งสายตาไปออดอ้อนคนตัวสูง อายก็อายแต่เพื่อความปลอดภัยต้องพูดไว้ก่อน

     “ทำเบาๆ ได้ไหมครับ ผมกลัว...”

     คนถูกขอร้องหัวเราะในลำคอ มือหนาเอื้อมมาลูบหัวราวกับอยากปลอบประโลม “พี่จะทะนุถนอมเดือนให้มากที่สุด ไม่ต้องกลัวนะครับ เชื่อใจแฟนคนนี้สิ”

     น้ำเสียงนุ่มทุ้มทว่าหนักแน่นของอีกฝ่ายทำให้ผมเผลอพยักหน้าตอบรับ พี่คลื่นก้มลงมาประทับจูบอีกครั้ง โหมกระหน่ำเปลวเพลิงในจิตใจให้ลุกโชนขึ้นไปอีก

     ผมถูกพี่คลื่นชักนำไปตามแรงอารมณ์แห่งความปรารถนา กว่าพายุจะสงบเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงตีสามของอีกวัน ผมไม่รู้ว่าทะนุถนอมของผมกับพี่คลื่นมันเหมือนกันไหม แต่บอกได้อย่างเดียวว่าตอนนี้ผมระบมไปทั้งร่าง แค่จะลุกไปห้องน้ำยังต้องให้พี่คลื่นอุ้มไปเลย

     “ไหนบอกว่าจะทะนุถนอมผมไง” ผมพูดขึ้นมาเบาๆ เมื่อคนตัวสูงวางผมลงในอ่างอาบน้ำ

     “พี่ก็ทะนุถนอมแล้วไงครับ”

     “ทำผมเจ็บแบบนี้แถวบ้านผมเรียกว่ารังแกนะครับ”

     แทนที่จะสำนึกผิด คนที่เป็นต้นเหตุกลับเอาแต่หัวเราะเหมือนภูมิใจในผลงานตัวเอง พี่คลื่นเอนหลังไปพิงขอบอ่างก่อนจะรั้งตัวผมตามลงไปจนแผ่นหลังผมแนบชิดกับอกแกร่ง

     “ตอนแรกว่าจะทำเบาๆ แต่เสียงครางของคนแถวนี้โคตรน่ารัก ได้ยินแล้วเครื่องมันติดจนหยุดไม่ได้”

     “พอเลยครับ ไม่ต้องพูดแล้ว คิดว่าผมอายไม่เป็นหรือไง”

     “อายทำไมพี่ชอบจะตาย ถ้ารู้ว่าเดือนใส่เสื้อพี่แล้วจะเซ็กซี่ขนาดนี้พี่ให้ใส่ไปนานแล้ว”

     รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของคนด้านหลังทำให้ผมอยากลุกหนีไปซะตอนนี้ แต่เพราะร่างกายที่เหนื่อยล้าจึงไม่สามารถทำได้ดั่งใจ พี่คลื่นวักน้ำมาลูบตามตัวผม ทำความสะอาดให้ทั่วทั้งร่างกาย สักพักก็เอาคางมาเกยบนไหล่ก่อนจะพ่นลมหายใจใส่หู

     “อื้อ...อย่าแกล้งกันสิครับ อ๊ะ!” ผมอุทานเมื่อตรงก้นสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง กำลังจะลุกขึ้นยืนแต่มือหนาก็กดสะโพกผมไว้แน่น

     “เดือนครับ...” เสียงแหบพร่าที่กระซิบอยู่ข้างๆ ทำให้ผมรู้ทันทีว่าพี่คลื่นกำลังจะพูดอะไร

     “พอได้แล้วครับ ผมเพลียจนไม่มีแรงแล้ว”

     “รอบนี้พี่จะทำเบาๆ สาบานเลยก็ได้”

     “จะเบาหรือแรงก็ไม่เอาทั้งนั้นครับ พี่คลื่นปล่อยเลยนะผมอยากไปนอนแล้ว” แฟนผมไปอดอยากมาจากไหนวะเนี่ย ทำกันไปตั้งหลายรอบแล้วยังคึกได้อยู่อีก ผมนี่แทบจะหลับกลางอากาศให้ได้เลย

     “เด็กขี้อ่อยที่ขโมยเสื้อพี่ไปใส่หายไปไหนแล้วนะ ทำไมตอนนี้พี่เห็นแต่เด็กดื้อ”

     “ผมไม่ได้...” ผมกำลังจะหันหน้าไปเถียง แต่คนตัวสูงที่เหมือนรอโอกาสนี้อยู่แล้วรีบบดริมฝีปากมาประกบอย่างไว รสจูบของพี่คลื่นทำให้เรี่ยวแรงที่มีอยู่น้อยนิดหายไปจนหมด ทำได้แค่ทิ้งตัวซบหน้าลงไปบนอกกว้าง

     “วันนี้หยุดเรียนสักวันนะครับ เดี๋ยวพี่จะให้นอนทั้งวันเลย แต่ตอนนี้มาเหนื่อยกันต่ออีกหน่อยเถอะ โรแมนติกบนเตียงไปแล้วพี่อยากลองในห้องน้ำบ้าง”

     ผมอยากเถียงกลับไปเหลือเกินว่าคนที่เหนื่อยน่าจะมีแค่ผม แต่ลิ้นร้อนที่รุกรานไปทั่วทำให้ผมไม่มีแรงประท้วงแม้แต่น้อย และแล้วความโรแมนติกในห้องน้ำก็เริ่มขึ้นอีกครั้งโดยมีเสียงกระเส่าของเราสองคนดังประสานกัน ความสุขที่พี่คลื่นมอบให้ในค่ำคืนนี้มันเอ่อล้นจนไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้

     คราวหลังผมจะไม่ทำตามคำสั่งเพื่อนอีกแล้ว ปฏิบัติการบ้าบออะไรก็ไม่รู้ นอกจากภาพพจน์อันแสนเรียบร้อยจะหายไปแล้วผมยังต้องเจ็บตัวฟรีอีก





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 21:19:34 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 27 : เมื่อความอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นความเย็นชา





     “จะสารภาพออกมาเองหรือต้องให้กูเค้น” ผมโพล่งขึ้นมาทันทีเมื่อเดินมาถึงโต๊ะประจำที่มีเพื่อนๆ นั่งอยู่ก่อนแล้ว ควีนกับข้าวหอมมองมาด้วยความงง ต่างกับอีกคนที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ยังคงยิ้มแย้มให้ผมเหมือนปกติ

     “โดนสามีขังอยู่แต่ในห้องจนสมองเบลอไปแล้วหรือไง มาถึงก็พูดอะไรไม่รู้”

     “อย่ามาทำไขสือ วันก่อนมึงทักไปบอกพี่คลื่นใช่ไหมว่าให้รีบกลับห้องเพราะมีอะไรดีๆ รออยู่”

     ควีนกับข้าวหอมตาโต ส่วนไอ้ตัวการยิ้มเหมือนภูมิใจในความผิดที่ตัวเองก่อ ไม่ได้รู้เลยว่ากำลังจะถูกผมกินหัวอยู่รอมร่อ

     “อยากขอบคุณกูล่ะสิ ไม่ต้องๆ เพื่อความสุขของเพื่อนเรื่องแค่นี้มันเล็กน้อย...โอ๊ย! กูเจ็บนะ มาดีดหน้าผากกูทำไม”

     “โทษฐานที่ทำให้กูเจ็บตัว” ผมมองค้อนฝนก่อนจะนั่งลงข้างข้าวหอม มันยังเอามือกุมหน้าผากด้วยสีหน้าเจ็บปวด เพราะที่ผมดีดไปเมื่อครู่ไม่ได้เบาเลย

     “มึงเจ็บตัวเหรอ” ควีนทำหน้าตกใจ แต่ผมคบกับมันมานานเลยรู้ว่ามันแกล้งทำ

     “กูค่ะ กูเจ็บตัวไม่ใช่มัน ดีดมาซะเต็มแรงแค้นเลยนะ ไม่เอาให้หน้าผากกูยุบไปเลยล่ะ”

     ควีนไม่สนใจเสียงโอดครวญของฝน เอาแต่มองผมพลางยิ้มกริ่ม “เพื่อนกูเจ็บหนักถึงขั้นมาเรียนไม่ได้ แสดงว่าลีลาพี่คลื่นไม่ธรรมดาสินะ นี่ไอ้เดือน เล่าให้กูฟังหน่อยสิว่าสามีมึงเด็ดแค่ไหน”

     ผมทำท่าจะดีดหน้าผากคนถามด้วยอีกคน แต่มันไหวตัวทันเลยหลบได้ซะก่อน ไอ้สองคนนี้พึ่งพาไม่เคยได้เลย คนหนึ่งสร้างวีรกรรมไว้เจ็บแสบ ส่วนอีกคนก็เอาแต่สนใจเรื่องใต้สะดือแทนที่จะถามไถ่อาการเพื่อนสนิทก่อน

     “แล้ววันนี้เดือนมาเรียนหายดีแล้วเหรอ ข้าวว่าหยุดพักอีกสักวันดีกว่าไหม” นี่ครับ ต้องเพื่อนแท้ตลอดกาลของผมคนนี้ ดีแสนดีขนาดนี้ไม่เสียแรงที่พี่องศาทั้งรักทั้งหลง

     “เราแค่ไม่สบายนิดหน่อย แต่เมื่อวานได้นอนพักทั้งวันเลยหายดีแล้ว ไม่เป็นไรหรอก”

     “เมื่อวานมึงได้พักเหรอ โห่ อะไรวะ กูนึกว่าพี่คลื่นจะเครื่องติดสองวันซ้อนซะอีก โอ๊ย!”

     คราวนี้ไม่พลาดครับ ไอ้ควีนโดนเข้าไปเต็มหน้าผากเหมือนที่ไอ้ฝนโดน ผมถลึงตาใส่พวกมันสองคน ยกนิ้วชี้หน้าเมื่อเห็นมันอ้าปากจะแซวอีก

     หลังจากที่พี่คลื่นรังแกผมทั้งคืนจนไข้ขึ้นสูง วันต่อมาเขาก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการหยุดเรียนเป็นเพื่อนแล้วอยู่ดูแลผมที่ห้องทั้งวัน ยังดีที่พี่คลื่นรู้ว่าผมป่วยอยู่ เมื่อวานเลยไม่มีการลวนลามใดๆ ทั้งสิ้น แต่วันนี้ตอนเช้าจู่ๆ พี่คลื่นก็พูดขึ้นมาว่าจะรอคิดทบต้นทบดอกตอนผมหายทีเดียว เล่นเอาผมอยากไข้ขึ้นไปทั้งชีวิตไม่ต้องหายมันซะเลย

     ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่ครั้งแรกมันควรอ่อนโยนและค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่เหรอ แต่นี่พี่คลื่นเล่นใส่มาเต็มแรงจนผมลุกไม่ขึ้นไปหนึ่งวันเต็มๆ ไม่ปล่อยให้ผมพักหายใจหายคอเลย

     “แล้ววันนี้มึงไม่ได้มากับพี่คลื่นหรอกเหรอ เห็นมึงไปค้างคอนโดฯ เขากูก็นึกว่าเขาจะมาส่งมึงซะอีก”

     “พี่คลื่นมาส่งกูแล้วก็กลับบ้านไปแล้ว เห็นบอกว่าแม่ให้กลับไปหาเพราะมีธุระ”

     “พูดถึงแม่พี่คลื่น มึงว่าแม่เขาจะรู้ไหมวะว่าลูกชายมีแฟนเป็นผู้ชายเหมือนกัน” ฝนถาม ก่อนจะรีบแก้ตัวเหมือนกลัวผมคิดมาก “กูแค่ถามเฉยๆ นะ ไม่ได้จะพูดให้มึงเครียด”

     “ไม่เป็นไร กูก็กังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ที่จริงกูก็อยากถามพี่คลื่น แต่กูเห็นว่าเราเพิ่งคบกันไม่นานเลยว่าจะรออีกสักพัก”

     ผมกับพี่คลื่นต่างก็ไม่เคยพูดถึงครอบครัวตัวเอง ผมเลยไม่รู้ว่าพ่อแม่พี่คลื่นเป็นคนยังไง ฝั่งผมไม่น่าเป็นห่วงหรอก พ่อแม่ผมรู้อยู่แล้วว่าผมชอบผู้ชาย ทุกวันนี้ยังเชียร์ให้หาแฟนหล่อๆ อยู่เลย แต่พ่อแม่พี่คลื่นนี่สิ พวกท่านจะรับได้หรือเปล่าถ้ารู้ว่าเราสองคนคบกัน

     “อย่าคิดมากนะเดือน แม่พี่คลื่นคงไม่หัวโบราณถึงขนาดเอาเรื่องเพศมากีดกันลูกชายหรอก”

     “ทำไมมึงพูดเหมือนมั่นใจเลยวะข้าว”

     “ไม่มั่นใจหรอก ข้าวแค่รู้สึกว่ามันจะเป็นแบบนั้น พี่คลื่นนิสัยดีขนาดนี้ข้าวเลยคิดว่าแม่พี่คลื่นต้องเลี้ยงดูมาอย่างดีแน่นอน แล้วแม่ที่รักลูกเขาจะกล้าขัดความสุขของลูกเหรอ”

     ผมยิ้มให้ข้าวหอมที่ช่วยพูดปลอบใจ ฝนกับควีนก็พยักหน้าเห็นด้วยเหมือนกัน

     “อย่าเพิ่งคิดอะไรเลยมึง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่คลื่นเถอะ” ฝนว่าอย่างปลงๆ ก่อนจะยื่นหน้ามาใกล้ ทำเอาผมตกใจเกือบหงายหลังไปกับพื้น “เรื่องที่ควรสนใจตอนนี้คือเรื่องบนเตียงของมึงกับพี่คลื่นต่างหาก”

     “ถูกค่ะ” ควีนรีบพูดเสริมทันทีเหมือนมันรอเวลานี้อยู่แล้ว “ตกลงมึงจะเล่าได้ยังว่าลีลาสามีมึงเด็ดแค่ไหน”

     ใครจะยอมเล่าให้โง่ เรื่องแบบนี้มันเอามาพูดได้ซะที่ไหน พวกมันต่างหากที่ถามอะไรไม่อายเลย

     “เดี๋ยว นั่นมึงจะไปไหน คิดจะหนีเหรอ”

     ผมไม่สนใจเสียงไอ้ฝน สองเท้ารีบเดินไปยังห้องน้ำโดยไม่คิดจะหันหลังกลับไป

     “ไอ้เดือน กูอุตส่าห์ช่วยให้มึงขึ้นสวรรค์นะ ใจคอจะไม่บอกอะไรเลยหรือไง!”

     เออ ไม่เถียงหรอกว่าผมได้ขึ้นสวรรค์เพราะมันจริงๆ แต่ถ้าจะให้ดีช่วยพาผมลงมาด้วยได้ไหม พี่คลื่นเล่นกักขังผมอยู่บนสวรรค์ทั้งคืนไม่ปล่อยให้ลงมายังโลกมนุษย์เลย



     ผมไม่ได้ปวดอะไร แค่ตั้งใจจะหนีคำถามของเพื่อนบังเกิดเกล้าเท่านั้น แต่ไหนๆ ก็ลุกออกมาแล้วผมเลยว่าจะไปล้างหน้าล้างตาซะหน่อย เผื่ออาการอ่อนเพลียที่ยังหลงเหลืออยู่จะหายไปบ้าง

     ระหว่างที่เดินไปห้องน้ำผมก็หวนกลับมาคิดเรื่องพี่คลื่นอีกรอบ พี่คลื่นบอกรักผมทุกวัน ทั้งคำพูดและการกระทำของพี่คลื่นทำให้ผมเชื่ออย่างหมดใจว่าเขารักผมจริงๆ แต่ความรักที่พี่คลื่นมีให้ผมมันมากพอที่เขาจะบอกเรื่องนี้กับครอบครัวหรือเปล่า นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังกังวล แล้วถ้าพ่อแม่ไม่โอเคขึ้นมาพี่คลื่นจะทำยังไงต่อ เราสองคนต้องเลิกกันไหม หรือเขาจะยอมผิดใจกับครอบครัวเพื่อผม แต่ไม่ว่าทางไหนผมก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย มันจะเป็นไปได้ไหมนะที่เราจะคบกันโดยไม่มีคนเสียใจ

     พลั่ก!!

     ร่างของผมล้มลงกับพื้น ความเจ็บบริเวณท้ายทอยลามไปทั่วร่างกายจนผมไม่มีแรงหันไปมองด้านหลัง ผมกำลังจะเอามือไปกุมแผลแต่ของแข็งๆ บางอย่างก็ฟาดลงมาอีก ก่อนจะตั้งสติได้ว่าเกิดอะไรขึ้นตัวผมก็ปลิวไปตามแรงกระชากของใครบางคน หลังจากนั้นหมัดหนักๆ ก็พุ่งเข้ามาหลายต่อหลายครั้งจนผมชาไปทั้งหน้า

     เกิดอะไรขึ้น...

     ผมได้แต่ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาในหัว ครั้นจะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือคนที่กำลังประเคนหมัดใส่ผมก็ไม่เปิดโอกาสให้พูดอะไรเลย เมื่ออีกฝ่ายปล่อยมือจากคอเสื้อผมก็ทรุดลงไปนอนบนพื้นอย่างหมดสภาพ และในตอนที่ผมกำลังโดนกระทืบซ้ำจนสติแทบขาดผึง เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นมา

     “พอแค่นั้นแหละ เอาแค่สาหัสพอไม่ต้องถึงตาย”

     ผมอยากเหลือบไปมองว่าใครคือเจ้าของเสียง แต่แค่จะขยับใบหน้าผมยังทำไม่ได้เลย ผมรู้แค่ว่าคนที่พูดเป็นผู้หญิง และน่าจะเป็นคนที่ผมรู้จัก เพราะผมรู้สึกคุ้นเสียงนั้นอย่างบอกไม่ถูก

     ผมถูกมือปริศนาบีบคางออกแรงให้แหงนหน้าขึ้นไป ผมพยายามลืมตาเผื่อจะรู้ว่าอีกฝ่ายคือใคร แต่ไม่ว่ายังไงก็ลืมไม่ขึ้นเลย

     “อยากรนหาที่ตายก็ต้องเจอแบบนี้แหละ จำไว้นะไอ้เด็กเหลือขอ อะไรที่ไม่ใช่ของตัวเองอย่าสาระแนแย่งไปจากคนอื่น”

     ใบหน้าผมถูกผลักลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง เสียงฝีเท้าที่กำลังห่างออกไปบ่งบอกว่าคนพวกนั้นได้จากไปแล้ว ผมอยากกลับไปหาเพื่อน แต่สิ่งที่ทำได้ตอนนี้มีเพียงกระดิกนิ้วนิดหน่อยเท่านั้น ความเจ็บจากการถูกทำร้ายร่างกายทำให้สติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนหายไป ผมทำได้แค่นอนเฉยๆ รอคอยใครสักคนผ่านมาเห็น

     ก่อนที่ผมจะหมดสติจนไม่รับรู้อะไร ใบหน้าของคนที่ผมรักก็ผุดขึ้นมาในหัว

     พี่คลื่นครับ...ผมเจ็บเหลือเกิน รีบมาช่วยผมที



     -คลื่นคราม-

     “เดือน!!”

     ผมโพล่งเสียงดังเมื่อเปิดประตูห้องคนไข้เข้ามา ภาพที่เห็นตรงหน้าแทบทำให้หัวใจหยุดเต้น เดือนกำลังนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล บนหัวและตามร่างกายมีทั้งผ้าพันแผลและรอยฟกช้ำ ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างหันมามองผมเป็นจุดเดียว มีทั้งองศา ทิว ยี่หวา น้องข้าวหอม น้องฝน น้องควีน น้องบาส และคนที่ผมไม่คิดว่าจะอยู่ด้วย...พี่เมศ

     “มาช้าจังวะ กูโทรไปบอกตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ” องศาเอ่ยถามเป็นคนแรก มันโอบไหล่ข้าวหอมที่กำลังสะอื้นอยู่ ผมกำลังจะตอบกลับไปแต่คนที่เดินดุ่มๆ มาหาก็ไม่เปิดโอกาสให้ผมพูดอะไรเลย

     ผัวะ!!

     “คลื่น!” ยี่หวารีบเข้ามาประคองผมที่กำลังจะล้มลงไป ผมยกมือมากุมปากพลางหันไปมองคนชก พี่เมศยืนกำหมัดจ้องผมไม่วางตา สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธอย่างเห็นได้ชัด

     “ไหนบอกว่าจะดูแลเดือนให้ดี แล้วทำไมถึงปล่อยให้เดือนโดนทำร้ายแบบนี้วะ!!” พี่เมศทำท่าจะเข้ามาซ้ำแต่ก็ถูกองศากับทิวล็อกแขนไว้คนละข้าง ด้านหลังคือเหล่ารุ่นน้องที่กำลังมองมาอย่างตื่นตระหนก ผมผลักยี่หวาให้ถอยห่างก่อนจะหันไปสบตากับพี่เมศ

     “ผมเพิ่งรู้เรื่องเพราะองศาโทรมาบอก พอรู้ว่าเดือนโดนทำร้ายผมก็รีบมาทันที”

     “คิดว่าคำพูดแค่นั้นจะใช้แก้ตัวได้เหรอ ถ้าฉันไม่บังเอิญผ่านไปแถวห้องน้ำเดือนก็คงนอนจมกองเลือดอยู่ทั้งแบบนั้น นายเป็นแฟนประสาอะไรวะคลื่นถึงยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ ถ้าดูแลเดือนอย่างที่พูดไว้ไม่ได้ก็เลิกกับเดือนซะ ฉันจะดูแลเดือนเอง!!”

     พอได้ฟังคำพูดจากปากพี่เมศผมก็ยิ่งรู้สึกแย่มากกว่าเดิม แค่นึกภาพว่าเดือนกำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นโดยมีบาดแผลทั่วร่างกาย หัวใจมันก็เหมือนถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออก

     “พี่เมศใจเย็นๆ ครับ ไอ้คลื่นเองก็ไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้หรอก ผมว่าพี่เบาเสียงลงก่อนดีกว่า มันจะรบกวนเดือนเปล่าๆ”

     พี่เมศชะงักไป เหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองเสียงดังแค่ไหน ผมเลิกสนใจพี่เมศแล้วเดินไปยังเตียงคนไข้ ร่างบางที่กำลังหลับไม่ได้สติทำให้ผมใจเสียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

     “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเดือนถึงโดนทำร้ายได้” ผมหันไปถามกลุ่มเพื่อนของเดือนเพราะคิดว่าน่าจะรู้เรื่องมากที่สุด

     “หนูนั่งอยู่ใต้ตึกเรียน รอไอ้เดือนที่กำลังไปเข้าห้องน้ำ จู่ๆ พี่เมศก็อุ้มเดือนเข้ามาหาแล้วบอกว่าเดือนนอนหมดสติอยู่หน้าห้องน้ำ พวกเราเลยรีบพามันมาโรงพยาบาล” ควีนเป็นคนตอบผมเพราะอีกสองคนไม่อยู่ในสภาพที่จะตอบได้ ข้าวหอมยังร้องไห้ไม่หยุด ส่วนฝนก็น้ำตาคลอเบ้าจนน้องบาสต้องคอยกอดปลอบไว้

     “พอจะรู้ไหมว่าใครทำ”

     “ไม่รู้เลยค่ะ พี่เมศบอกว่าตอนไปถึงก็ไม่มีใครอยู่แล้ว”

     “ช่วงนี้เดือนมีเรื่องกับใครอยู่หรือเปล่า”

     “โธ่พี่คลื่น ใครจะกล้ามีเรื่องกับมันล่ะคะ ทั้งคณะเขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าไอ้เดือนเป็นคนดีไม่เคยคิดร้ายกับใคร มีแต่คนชอบมันด้วยซ้ำ”

     ผมหันมามองคนบนเตียงอีกรอบ รอยฟกช้ำบนแก้มเนียนใสทำให้ผมเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ทำไมเด็กอ๊องของผมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย รู้อย่างนี้ผมพาเดือนกลับบ้านไปหาแม่ด้วยกันก็ดี ไม่น่าปล่อยให้คลาดสายตาเลย

     ท่ามกลางความเงียบในห้องจู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พี่เมศหยิบมากดรับแต่ตายังมองเดือนไม่ห่าง

     “ครับอาจารย์...ตอนนี้เลยเหรอครับ...ได้ครับ...ประมาณสิบนาทีครับ...โอเคครับ” พี่เมศวางสายก่อนจะหันไปหาองศา “พี่ต้องกลับมหา’ลัยก่อน อาจารย์มีธุระจะคุยด้วย ถ้าอาการเดือนดีขึ้นแล้วโทรมาบอกหน่อยนะ”

     “ครับ”

     คนที่ฝากรอยแผลไว้ตรงมุมปากผมเดินไปที่ประตู แต่ตอนที่กำลังจะผ่านผมไปพี่เมศก็พูดขึ้นมาโดยไม่หันมามอง

     “รู้ใช่ไหมว่าเดือนรักนายมากแค่ไหน”

     “รู้ครับ”

     “ฉันอยากแย่งเดือนมาจากนาย เพราะฉันมั่นใจว่าดูแลเดือนได้ดีกว่าแน่นอน แต่น่าเสียดายที่ฉันคงแย่งมาได้แค่ตัว เพราะอะไรนายน่าจะรู้ดี”

     “…”

     “อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ไม่งั้นฉันจะแย่งเดือนกลับมาโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น นายเป็นคนฉลาด คงรู้นะว่านี่ไม่ใช่แค่คำขู่”

     เมื่อได้พูดความในใจหมดแล้วพี่เมศก็ออกไปจากห้อง บรรยากาศกลับมาเงียบงันอีกครั้ง ผมนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง เอื้อมมือไปวางบนแขนคนรักเบาๆ

     “ไม่มีเลือดคั่งใช่ไหม” ผมถามองศาแต่สายตายังไม่ละไปจากคนบนเตียง

     “ไม่มี หมอบอกว่าไม่เป็นอันตรายแต่ยังอยู่ในระยะเฝ้าระวัง ต้องนอนพักฟื้นสองสามวันถึงจะกลับบ้านได้”

     “จะบอกพ่อแม่เดือนไหม” คราวนี้ผมหันไปถามควีน

     “คงไม่บอกค่ะ ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ หมอก็บอกแล้วว่าไม่เป็นอันตราย”

     “อืม คืนนี้ใครจะอยู่เฝ้า”

     เพื่อนเดือนทั้งสามคนรีบอาสาพร้อมกัน แต่ผมประเมินจากขนาดตัวแต่ละคนแล้วคิดว่าคงไม่เหมาะเท่าไหร่

     “พี่อยู่เฝ้าเองดีกว่า อย่างน้อยตอนเข้าห้องน้ำจะได้อุ้มไปเลยไม่ต้องประคอง”

     “งั้นผมอยู่ด้วยครับ ผมก็เป็นห่วงเดือนเหมือนกัน”

     “อย่าเลย โซฟามีตัวเดียว ขืนอยู่กันเยอะจะลำบากเปล่าๆ” ข้าวหอมทำท่าจะแย้ง ผมเลยหันไปพูดกับองศาแทน “ฝากมึงสืบหน่อยได้ไหมว่าใครทำ กูคิดว่าน่าจะเป็นคนในมหา’ลัยที่รู้จักเดือนอยู่แล้ว ถ้าเป็นคนนอกมันคงรอดักตีข้างนอกแทนที่จะบุกเข้ามาเสี่ยงให้คนจำหน้าได้”

     “ได้ ไม่มีปัญหา”

     “ขอบใจ ฝากไปเอาของที่ห้องกูมาให้ด้วย” ผมโยนคีย์การ์ดให้องศา มันรู้รหัสห้องผมอยู่แล้วเลยไม่ต้องบอก “เอาแค่เสื้อผ้ากับของจำเป็นมาก็พอ เฝ้าไม่กี่คืนเอง”

     “เออ เดี๋ยวกูจัดการให้”

     ผมพยักหน้าให้องศา ก่อนจะหันมาหาน้องๆ ที่พากันมายืนขอบเตียง “พี่ขอโทษนะครับที่ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ไม่ต้องห่วงเรื่องค่ารักษานะ พี่จะจัดการให้ทั้งหมด”

     “ไม่ใช่ความผิดพี่คลื่นหรอกค่ะ ถ้าพูดกันตามตรงพวกหนูนี่แหละที่ผิด ถ้าตอนนั้นหนูไปห้องน้ำกับเดือนมันก็คงไม่โดนทำร้าย” ควีนพูดพลางทำหน้ารู้สึกผิด ทิวเลยเข้ามาจับไหล่เป็นเชิงปลอบ

     “ไม่มีใครผิดทั้งนั้นแหละ ไอ้หมาลอบกัดนั่นต่างหากที่ผิด อย่าให้รู้นะว่าใคร แม่จะตบให้หน้าหันเลย” ยี่หวาพูดอย่างคับแค้นใจ มันเคยบอกว่ารักเดือนเหมือนน้องชายแท้ๆ คนหนึ่ง พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นมันเลยโกรธมาก

     “แล้วนี่จะอยู่รอเดือนตื่นไหม หรือจะกลับกันเลย” ผมถามน้องๆ อีกรอบ

     “อยู่ค่ะ พวกหนูอยากคุยกับเดือนให้สบายใจก่อน ไม่งั้นคืนนี้คงหลับกันไม่ลง”

     เพื่อนผมขอตัวกลับกันก่อน เหลือแต่ทิวที่รอขับรถไปส่งน้องๆ ก่อนกลับผมกำชับองศาอีกรอบว่าหาตัวคนทำมาให้ได้ แล้วหลังจากนั้นผมจะเป็นคนจัดการเอง

     ผมนั่งลงข้างเตียงอีกรอบ ดึงมือคนเจ็บมาแนบแก้มตัวเอง ถ้าไปนอนบนเตียงแทนได้ผมคงทำไปแล้ว เดือนเป็นคนตัวเล็ก ร่างกายก็บอบบาง แถมเพิ่งหายไข้ได้แค่วันเดียว โดนไปขนาดนี้คงเจ็บไม่ใช่น้อย

     รีบตื่นมาแจกความสดใสให้พี่เร็วๆ นะครับ พี่อยากเห็นรอยยิ้มของเดือน ไม่อยากเห็นภาพทรมานหัวใจอย่างนี้เลย



     เดือนฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่องคงเพราะยังตื่นไม่เต็มตา ประจวบกับพยาบาลเข้ามาดูอาการพอดี เดือนเลยหลับไปอีกครั้งด้วยฤทธิ์ของยานอนหลับ

     ผมบอกให้พวกน้องๆ กลับกันไปก่อน แล้วถ้าเดือนตื่นเมื่อไหร่จะให้วิดีโอคอลไปหา หลังจากที่ทุกคนกลับไปกับทิวแล้วผมก็กลับมาเฝ้าเดือนอีกรอบ ถึงแม้หมอจะบอกว่าไม่อันตรายแต่ผมก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี

     เมื่อเช้าแม่โทรมาบอกให้ผมกลับบ้าน พ่อผมกำลังจะย้ายไปทำงานต่างประเทศ แม่เลยอยากให้ผมไปลาท่านก่อน ระหว่างที่กำลังขับรถกลับมหา’ลัยองศาก็โทรมาบอกว่าเดือนโดนทำร้ายร่างกาย พอถามชื่อโรงพยาบาลแล้วผมก็รีบมาทันที แต่เพราะถนนเส้นที่ใช้มาโรงพยาบาลเกิดอุบัติเหตุทำให้รถติด ผมเลยมาถึงช้ากว่าที่ตั้งใจไว้

     ผมจับมือเดือนมากุมเบาๆ ในใจเอาแต่ขอโทษที่เมื่อเช้าผมไม่ได้อยู่ด้วย ผมไม่โกรธพี่เมศเลยสักนิด กลับกันผมอยากโดนชกอีกด้วยซ้ำ ทั้งที่สัญญาไว้ว่าจะดูแลเดือนอย่างดี แต่ผมกลับไม่อยู่ในเวลาที่เดือนต้องการผมมากที่สุด

     ผมนั่งมองหน้าเดือนอยู่เป็นชั่วโมง มันกระวนกระวายจนไม่เป็นอันทำอะไร จนกระทั่งมือที่ผมกุมอยู่ขยับเบาๆ ผมเลยรีบยื่นหน้าไปใกล้ทันที เดือนค่อยๆ ลืมตามองเพดานก่อนจะหันมาทางผม สีหน้ามึนงงเหมือนตอนตื่นครั้งแรกไม่มีผิด ผมคลี่ยิ้มให้คนบนเตียง เอามือมาแนบแก้มตัวเอง

     “พี่คลื่น...?”

     “ครับพี่เอง”

     “พี่มาได้ยังไง”

     “องศาโทรมาบอกพี่ครับ”

     เดือนหันไปมองรอบๆ แต่ปากยังพูดกับผม “ผมอยู่ในโรงพยาบาลเหรอ”

     “ใช่ครับ”

     ตอนตื่นครั้งแรกเดือนก็ถามคำถามพวกนี้แต่สงสัยคงจำไม่ได้ ผมเลื่อนเก้าอี้ไปใกล้เตียงมากขึ้น นึกโล่งอกที่คราวนี้เดือนพูดโต้ตอบได้แล้ว

     “หิวน้ำไหมครับ” เดือนส่ายหน้าเล็กน้อย ผมเลยถามต่อไปอีก “เจ็บหัวไหม อยากให้พี่เรียกหมอหรือเปล่า”

     “ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ครับ ยังไม่ต้องเรียกหมอก็ได้ ผมอยากอยู่กับพี่คลื่นมากกว่า”

     ผมจูบลงบนหลังมือเล็กๆ เพื่อให้เดือนรู้ว่าผมอยู่กับเขาตรงนี้แล้ว

     “แล้วนั่น...ปากไปโดนอะไรมาครับ”

     ผมรีบยกมือมากุมแผลที่มุมปากทันที ทำเป็นยิ้มให้คนถามเพื่อกลบเกลื่อน “ไม่มีอะไรครับ ตอนนี้ห่วงตัวเองก่อนเถอะ ตอนองศาโทรมารู้ไหมว่าพี่ใจสลายแค่ไหน”

     เดือนหันไปมองแขนตัวเองที่มีผ้าพันไว้ หลังจากนั้นก็โพล่งขึ้นมาตาโต “จริงด้วย! ผมโดนคนตีหัว”

     “ยังไม่ต้องพูดตอนนี้ก็ได้ เดี๋ยวจะปวดหัวหนักกว่าเดิม”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมอยากรีบเล่าตอนที่ยังจำเหตุการณ์ได้”

     “งั้นถ้าปวดหัวรีบบอกพี่เลยนะ”

     เดือนพยักหน้าให้ผม “แต่ช่วยพยุงผมก่อนได้ไหมครับ ผมอยากนั่งจะได้เล่าถนัด”

     ผมพยุงเดือนให้ลุกขึ้นนั่ง เอาหลังพิงพนักเตียงโดยใช้หมอนรองหัวไว้ ผมพยายามทำให้เบามือที่สุดเดือนจะได้ไม่เจ็บ

     “ผมกำลังเดินไปห้องน้ำ จู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างฟาดมาที่ท้ายทอย พอผมล้มลงกับพื้นมันก็ฟาดลงมาอีก หลังจากนั้นมันก็ดึงคอเสื้อให้ผมลุกขึ้นแล้วชกเข้ามาที่หน้า”

     ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสั่น ในหัวมีแต่คำหยาบเต็มไปหมด มือที่กำแน่นอยากจะชกอะไรสักอย่างเพื่อระบายอารมณ์ แค่ฟังแล้วนึกภาพตามผมยังโกรธขนาดนี้ ถ้าได้ไปเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเองผมคงขาดสติจนเผลอฆ่าคนขึ้นมาจริงๆ

     “ผมลืมตาไม่ขึ้นเลยไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ตอนที่ผมกำลังโดนกระทืบก็มีผู้หญิงเข้ามาหา”

     “ผู้หญิงเหรอ?” ผมเลิกคิ้ว ปกติพวกที่ชอบดักตีชาวบ้านน่าจะเป็นผู้ชายมากกว่านะ

     “ใช่ครับ ผมได้ยินเสียงคนๆ นั้นคุยกับคนที่ทำร้ายผมเลยรู้ว่าเป็นผู้หญิง”

     “พวกมันคุยกันว่าไงบ้าง”

     “ผมจำไม่ได้ครับ ตอนนั้นมันเบลอๆ เหมือนจะวูบได้ตลอดเวลา แต่ผมรู้สึกคุ้นเสียงผู้หญิงอยู่เหมือนกัน”

     “ถ้าให้นึกตอนนี้เดือนนึกไหวไหมครับ”

     “ไหวครับ ขอผมนึกแป๊บนึงนะ” เดือนหลับตาลง คงกำลังนึกอยู่ว่าเป็นเสียงใคร ขณะที่ผมรอคำตอบอยู่นั้นองศาก็เปิดประตูเข้ามา

     “อ้าว ฟื้นแล้วเหรอน้องเดือน”

     “ครับ”

     องศาเอากระเป๋าเสื้อผ้าของผมไปวางที่โซฟา ก่อนจะเดินมาหาผมด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

     “คลื่น ไปคุยกันข้างนอกหน่อย”

     “มีอะไรวะ”

     “กูรู้แล้วว่าใครทำร้ายเดือน”

     “พูดตรงนี้เลยก็ได้ครับ ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน”

     องศามองหน้าเดือนอย่างสองจิตสองใจ ผมเลยพยักหน้าให้มันพูด “ไม่เป็นไรหรอก กูกำลังคุยเรื่องนี้กับเดือนอยู่พอดี”

     “เอางั้นเหรอวะ”

     “อืม”

     “โอเค พูดก็พูด” เพื่อนผมถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเล่า “กูลองไปถามคนที่อยู่แถวห้องน้ำเผื่อมีใครเห็นเหตุการณ์ตอนนั้น ห่างจากตรงนั้นไปไม่ไกลมีลุงคนนึงกวาดพื้นอยู่ เขาบอกว่าเห็นผู้ชายกับผู้หญิงเดินควงแขนกันมาจากทางห้องน้ำ ที่เขาจำได้เพราะมือของผู้ชายเปื้อนเลือดจนเห็นได้ชัด”

     “เขารู้หรือเปล่าว่าสองคนนั้นเป็นใคร”

     “เขาบอกว่าไม่รู้จัก แต่คิดว่าน่าจะเป็นคนของมหา’ลัยเพราะใส่ชุดนักศึกษา กูเลยไปขอดูภาพกล้องวงจรปิดที่อยู่แถวนั้นจากรปภ. หลังจากให้ลุงยืนยันแล้วกูก็ได้รู้ว่าคนที่ทำร้ายเดือนเป็นคนที่มึงก็รู้จักดี”

     “คนที่กูรู้จัก?” ผมทวนคำพูดองศาด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นแรง ถ้าเป็นคนที่ผมรู้จักแถมยังมีความแค้นกับเดือนจนถึงกับต้องทำร้ายร่างกาย เท่าที่ผมนึกออกตอนนี้ก็มีแต่...

     “ผู้ชายคือไอ้โจที่อยู่วิศวะ กูบอกแค่นี้มึงก็คงรู้นะว่าผู้หญิงคือใคร”

     ผมเบิกตาโพลงอย่างตกใจกับชื่อที่ออกจากปากเพื่อน ในตอนนั้นเองเดือนก็พูดขึ้นมาด้วยใบหน้าตกใจไม่แพ้กัน

     “พี่คลื่นครับ ผมจำได้แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร”

     พวกผมสองคนหันไปมองคนบนเตียงพร้อมกัน เดือนทำหน้าลังเลเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยอมพูดออกมา ซึ่งชื่อที่เดือนบอกมานั้นตรงกับชื่อที่อยู่ในใจผมพอดี

     “ผู้หญิงคนนั้น...คือพี่น้ำหวานครับ”





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 21:19:57 โดย earthxxide »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     ผมประมาทน้ำหวานเกินไป วันก่อนที่น้ำหวานโทรมาเธอบอกว่าจะขัดขวางความรักของผมกับเดือนให้ถึงที่สุด ผมนึกว่าน้ำหวานพูดเพราะความโกรธเฉยๆ แต่วันนี้ผมรู้แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เคยสนใจอะไรเลยนอกจากตัวเอง

     ไอ้โจที่องศาบอกคือแฟนใหม่ของน้ำหวาน ผมเคยคุยกับมันแค่ครั้งเดียวคือตอนที่ไปผับกับน้ำหวาน (ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักเดือน) เท่าที่ผมฟังมาจากยี่หวาคือน้ำหวานไปคบกับมันหลังจากที่ผมคบกับเดือนได้ไม่นาน ผมน่าจะรู้ตัวเร็วกว่านี้ ถ้าผมระวังให้มากกว่านี้เดือนก็คงไม่เจ็บตัว ทั้งหมดมันเป็นความผิดของผมคนเดียว

     “พี่คลื่นครับ”

     ผมทำหน้าเหลอหลาเมื่อจู่ๆ คนบนเตียงก็เอาหน้ามาใกล้ เดือนเอียงคอมองผมอย่างงุนงง ในมือผมถือส้อมที่กำลังจิ้มแอปเปิลค้างอยู่

     “เป็นอะไรครับ ผมเรียกหลายครั้งแล้วพี่ก็เอาแต่เงียบ”

     “...เปล่าครับ พี่ไม่ได้เป็นอะไร”

     เดือนเลื่อนสายตามามองแอปเปิลในมือผม “ถ้าพี่ขี้เกียจป้อนแล้วผมกินเองก็ได้นะครับ”

     “ไม่ได้ขี้เกียจครับ สำหรับเดือนให้ป้อนทั้งวันพี่ก็ไหว” ผมพูดยิ้มๆ พลางยื่นส้อมไปจ่อปากอีกคน เดือนยิ้มอย่างเขินอายก่อนจะกินแอปเปิลที่ผมป้อน

     “กำลังคิดมากเรื่องพี่น้ำหวานอยู่เหรอครับ”

     คำถามของคนบนเตียงทำให้ผมชะงักมือที่กำลังจะจิ้มแอปเปิลชิ้นใหม่ เดือนเอื้อมมือมาวางบนแขนผม รอยยิ้มที่ผมชอบมองถูกส่งมาให้

     “ห้ามโทษตัวเองนะครับ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของพี่เลย”

     ผมคงแสดงออกทางสีหน้ามากเกินไปเดือนเลยจับได้ หรือไม่เดือนก็คงรู้อยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ผมยกจานแอปเปิลไปวางบนโต๊ะข้างเตียง เลื่อนเก้าอี้ไปใกล้มากขึ้นก่อนจะดึงมือที่วางอยู่บนแขนมากุม

     “ทำไมจะไม่ใช่ครับ ที่หวานมาทำร้ายเดือนเพราะพี่เป็นต้นเหตุจริงๆ ถ้าพี่พูดกับหวานให้ชัดเจนเดือนก็ไม่ต้องเจ็บตัวแบบนี้”

     “พี่ก็พูดกับเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ”

     “แต่มันยังชัดเจนไม่พอ”

     “คนที่คิดร้ายกับคนอื่น ต่อให้พูดยังไงเขาก็คิดร้ายอยู่ดีนั่นแหละครับ เรื่องนี้พี่คลื่นไม่ผิดอะไรเลย อย่าโทษตัวเองเลยนะครับ”

     ยิ่งเห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้าผมก็ยิ่งละอายใจ ผมไม่รู้สึกดีกับคำปลอบโยนของเดือนเลยแม้แต่น้อย ผมอยากให้เดือนด่าผม ตบหน้าผม หรือจะกระทืบผมเหมือนที่ตัวเองโดนก็ได้ แบบนั้นอาจจะช่วยให้ความรู้สึกผิดในใจหายไปได้มากกว่า

     “ทำไมเดือนดูไม่กลัวหรือตกใจเลยล่ะ”

     “ใครบอกครับ ผมโคตรจะตกใจเลยต่างหาก เกิดเรื่องแบบนี้กับตัวเองทั้งทีจะไม่ให้กลัวได้ยังไง” ถึงแม้ปากจะบอกว่ากลัวแต่คนพูดกลับยกยิ้ม

     “แต่ท่าทางเราไม่เหมือนคนกำลังกลัวเลยนะ”

     “ก็ตอนนี้ผมอยู่กับพี่คลื่น ทำไมผมต้องกลัวด้วยล่ะครับ”

     “…”

     “ผมรู้ว่าพี่คลื่นจะปกป้องผมไม่ให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นอีก พอคิดแบบนี้ผมก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป ผมภาวนาอยู่ตลอดว่าอยากให้พี่คลื่นมาช่วย และพี่คลื่นก็มาจริงๆ ถึงจะมาช้าไปหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มานะครับ”

     คำพูดไร้เดียงสาของคนตรงหน้าทำให้ความรู้สึกผิดในใจเพิ่มขึ้นทวีคูณ ผมโน้มใบหน้าไปจูบหน้าผากคนป่วยอย่างแผ่วเบา ค้างไว้อย่างนั้นเนิ่นนานก่อนจะผละออกแล้วดึงอีกฝ่ายมากอด

     “พี่ขอโทษนะครับ”

     “ขอโทษเรื่องอะไรครับ”

     “ขอโทษที่เป็นแฟนที่ไม่เอาไหน ขอโทษที่ไม่อยู่ในเวลาที่เดือนต้องการ ขอโทษที่ทำให้เดือนต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ พวกนี้” เสียงของผมสั่นอย่างเห็นได้ชัด ตอนองศาโทรมาในรถหัวใจผมเหมือนจะหยุดเต้นได้ทุกเมื่อ ขณะที่กำลังเหยียบคันเร่งผมคิดอยู่ตลอดว่าถ้าเสียเดือนไปผมจะอยู่ยังไง ผมวาดภาพอนาคตตัวเองไว้เยอะ แต่มันจะไปมีความหมายอะไรถ้าในภาพเหล่านั้นไม่มีเดือนอยู่ด้วย

     คนในอ้อมกอดเอื้อมมือมาลูบหลังผม เสียงเล็กๆ ดังอู้อี้ออกมาจากอก “ผมไม่รับคำขอโทษครับ”

     “เดือน...” ผมผละตัวออกทันที จ้องมองอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่หดเล็กลง “โกรธพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “ไม่ได้โกรธครับ ผมแค่รับคำขอโทษไว้ไม่ได้”

     “หมายความว่ายังไงครับ”

     “หมายความว่าสิ่งที่พี่พูดมาทั้งหมดมันไม่จริงไงครับ” คนตัวเล็กยกมือมาทาบแก้มผม นิ้วโป้งไล้วนบนแผลที่มุมปากราวกับกำลังปลอบประโลม “พี่คลื่นเป็นแฟนที่ดีที่สุดสำหรับผม พี่คลื่นคอยอยู่เคียงข้างผมเสมอ พี่คลื่นทำให้ผมได้เจอเรื่องราวดีๆ มากมาย และการที่เราสองคนมาเป็นแฟนกันก็คือเรื่องราวที่ดีที่สุดในชีวิตผม”

     ผมรั้งคนพูดเข้ามากอดอีกรอบ คราวนี้ผมกอดแน่นขึ้นเพื่อตอบแทนความรู้สึกทั้งหมดที่เด็กคนนี้มีให้ผม ถึงแม้จะเจ็บหนักแค่ไหนแต่เดือนก็ไม่เคยโทษผมเลย กลับเป็นผมซะเองที่เอาแต่ยึดติดว่าเป็นความผิดของตัวเอง

     ความรักที่ผมคิดว่าไม่มีทางมากไปกว่านี้ได้แล้ว กลับยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเมื่อผมได้รู้ว่าเดือนรักผมแค่ไหน เป็นโชคดีของผมเหลือเกินที่ได้มาเจอ ได้รู้จัก และได้รักผู้ชายคนนี้ ไม่มีสิ่งไหนที่ล้ำค่ากว่านี้อีกแล้ว

     “ถ้าไม่รับคำขอโทษ งั้นช่วยรับคำบอกรักของพี่ไปแทนได้ไหมครับ”

     คนในอ้อมกอดพยักหน้าขึ้นลง ผมกดจูบลงไปบนกลุ่มผมที่มีผ้าพันแผลก่อนจะพูดคำที่ออกมาจากหัวใจ

     “พี่รักเดือน รักถึงขนาดที่ว่าถ้าโดนทำร้ายแทนได้พี่จะยินดีมากๆ เดือนคือเรื่องราวที่ดีที่สุดในชีวิตพี่เช่นกัน ขอบคุณที่เกิดมาให้พี่รักนะครับ”

     “ผมก็ขอบคุณพี่คลื่นเหมือนกันครับ ขอบคุณที่คอยมอบความรักให้ผมเสมอมา”

     เราสองคนกอดกันจนพอใจก่อนจะผละตัวออก ผมยกมือไปลูบไล้แก้มเนียนของอีกฝ่าย ถึงแม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความน่ารักของเดือนลดลงเลย

     “ย้ายมาอยู่กับพี่นะครับ”

     ผมเคยชวนเดือนไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ผมพูดจริงและจะทำจริงๆ คนตรงหน้าเบิกตากว้าง ผมยกยิ้มให้ก่อนจะพูดต่อเมื่อเห็นว่าเดือนทำท่าจะแย้ง

     “พี่อยากดูแลเดือนให้ดีกว่านี้ อยากเป็นแฟนที่ดีกว่านี้ ให้โอกาสผู้ชายคนนี้ดูแลเดือนอีกครั้งได้ไหมครับ”

     คนถูกอ้อนวอนเอาแต่มองผมอย่างตกตะลึง เดือนไม่พูดอะไรเลยสักคำ สักพักน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลลงมา ผมเลยตกใจจนหน้าเสีย

     “เดือนเป็นอะไรครับ”

     “ผม...ผมกำลังมีความสุขครับ”

     ผมหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ รู้สึกว่าเด็กขี้แยตรงหน้าช่างน่ารักจนต้องดึงมากอดอีกรอบ “พี่แปลความหมายคำว่ามีความสุขเป็นการอนุญาตได้ไหมครับ”

     “ผมเคยไม่อนุญาตด้วยเหรอครับ ให้ไปทั้งตัวทั้งหัวใจแล้วไม่รู้หรือไง”

     “พูดแบบนี้แปลว่ายอมย้ายมาอยู่กับพี่แล้วใช่ไหม”

     “ทุกวันนี้ไม่ย้ายก็เหมือนย้ายอยู่แล้วนะครับ ผมนอนคอนโดฯ พี่มากกว่าหอตัวเองอีก ป่านนี้ตุ๊กตาหมีที่พี่ซื้อให้คงเหงาตายแล้ว”

     “งั้นต้องรีบพามานอนกับตุ๊กตาพี่แล้วสิจะได้ไม่เหงา”

     ผมกอดเดือนอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน การได้กอดคนที่เรารักเป็นอะไรที่มีความสุขที่สุดแล้ว ผมอยากกอดเดือนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่อยากผละออกจากกันแม้แต่วินาทีเดียว แต่สงสัยคนที่กำลังถูกผมกอดจะไม่ได้คิดเหมือนกัน

     “เดือน! มึงเป็นไงบ้างวะ กูโทรหาก็ไม่...อุ้ย”

     เด็กขี้แยรีบถอนตัวออกไปทันที เดือนยกมือมาปาดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะหันไปหากลุ่มเพื่อนที่มาเยี่ยม น้องฝนที่กำลังมองมาทางนี้ยิ้มกริ่ม คงเห็นฉากเมื่อครู่แล้วแน่นอน

     “เอ่อ...พวกหนูเข้ามาขัดจังหวะหรือเปล่าคะ”

     “เปล่าครับ” ผมพูดยิ้มๆ ใจจริงอยากตอบว่าใช่แต่กลัวคนแถวนี้จะเขินจนต้องมุดไปหลบใต้ผ้าห่ม

     “เดือนเป็นไงบ้าง อาการดีขึ้นหรือยัง”

     “อะ...อืม ไม่เป็นไรแล้ว หมอบอกว่าพรุ่งนี้ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะ”

     “กูซื้อโจ๊กมาฝาก คิดว่ามึงยังไม่ได้กินข้าวเย็น แต่สงสัย...คงไม่จำเป็นแล้วล่ะมั้ง” น้องฝนพูดแค่นั้นแล้วเอาแต่ยิ้ม ยังไม่ทันที่คนบนเตียงจะได้ถามอะไรน้องควีนก็เฉลยขึ้นมา

     “โดนกอดไปเต็มรักซะขนาดนั้น อย่าว่าแต่ข้าวเย็นเลย กูว่าคงอิ่มไปถึงพรุ่งนี้เช้า”

     “อะ...ไอ้พวกบ้า!!”

     และแล้วบรรยากาศในห้องก็ครึกครื้นขึ้นมาทันที ผมมองคนไข้ที่กำลังโดนเพื่อนแซวอย่างโล่งใจ เด็กอ๊องของผมกลับมาร่าเริงเหมือนเดิมแล้ว

     ที่บอกว่าอยากให้เดือนมาอยู่ด้วยผมไม่ได้พูดเล่น เพียงแต่ผมไม่คิดจะทำเรื่องย้ายมาทันทีเพราะมีอีกเรื่องที่ต้องสะสางก่อน รอยยิ้มผมค่อยๆ หายไปเมื่อนึกถึงสาเหตุที่เดือนต้องมานอนโรงพยาบาล ดูเหมือนว่าถ้าผมไม่ลงมือขั้นเด็ดขาดปัญหานี้ก็คงไม่จบสินะ

     ผมยังไม่ให้เดือนบอกเพื่อนว่าเป็นฝีมือน้ำหวาน เพราะผมกลัวว่าน้องๆ จะผลีผลามทำอะไรลงไป ผมอยากจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง เดือนต้องมาเจ็บตัวเพราะผม คนที่จะทำให้เรื่องนี้จบลงได้ก็ต้องเป็นผมเท่านั้น

     หลังจากนี้จะไม่มีพี่คลื่นที่แสนอ่อนโยนอีกแล้ว แต่จะมีแค่นายคลื่นครามที่พร้อมจะเย็นชากับใครก็ตามที่บังอาจมาสร้างบาดแผลให้คนรักของผม



     วันนี้เดือนออกจากโรงพยาบาลแล้ว ผมให้เดือนมาอยู่คอนโดฯ เพราะจะได้ดูแลสะดวก ที่จริงผมก็อยากดูแลเดือนด้วยตัวเอง แต่วันนี้ผมติดธุระสำคัญเลยไหว้วานให้ยี่หวาไปดูแลแทน นอกจากเพื่อนผมแล้วยังมีพวกข้าวหอมตามไปด้วย ผมเลยมาทำธุระได้อย่างสบายใจ

     ผมใช้เส้นสายอดีตเดือนมหา’ลัยสืบความเคลื่อนไหวของไอ้โจ จนได้รู้ว่ามันมักจะมาจอดรถในลานจอดรถหลังมหา’ลัย ผม องศาและทิวเลยมาดักรอมันล่วงหน้า ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงคนที่ผมกำลังรออยู่ก็มาจริงๆ แต่มากับสาวสวยที่ผมไม่รู้จัก

     หึ...ดูเหมือนว่าน้ำหวานจะไม่ได้ฉลาดอย่างที่ผมเคยคิดไว้สินะ ถึงได้โดนผู้ชายพันธุ์นี้หลอกอย่างง่ายดาย

     ผมเปิดประตูลงมาจากรถที่ใช้ซ่อนตัว ด้านหน้าลานจอดรถมีเพื่อนในคณะที่รู้จักกันยืนดูต้นทางอยู่ ไอ้โจผงะไปเมื่อเห็นผม แต่มันคงไม่คิดว่าผมจะมาสะสางบัญชีแค้นเลยส่งยิ้มมาให้

     “วันนี้สงสัยกูจะโชคดีนะเนี่ย ได้เจอเดือนมหา’ลัยสุดหล่อที่ปกติหาตัวโคตรจะยาก”

     “ก็ไม่ยากนะ ถ้ามึงอยากเจอกูมาหาที่คณะก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปดักรอหน้าห้องน้ำหรอก”

     ไอ้โจเริ่มหน้าเสียเมื่อผมพูดเกริ่นถึงวีรกรรมที่มันก่อไว้ ผู้หญิงที่มันกำลังโอบไหล่มองมาอย่างงุนงง

     “พี่โจรู้จักกับพี่คลื่นด้วยเหรอคะ”

     “กะ...ก็นิดนึงจ้ะ แต่น้องดาวไม่ต้องสนใจหรอก เราเคยคุยกันแค่ตอนบังเอิญเจอกันในร้านเหล้าครั้งเดียว”

     “ทำไมไม่บอกไปล่ะว่ามึงเป็นผัวคนที่เคยควงกับกู หรือมึงเลิกกับหวานแล้ว?”

     มันหน้าเจื่อนอย่างเห็นได้ชัดเมื่อโดนแฉความเจ้าชู้ต่อหน้าผู้หญิง น้องดาวที่ได้ยินคำพูดผมเต็มสองหูรีบหันไปมองคนข้างๆ ทันที

     “พี่โจ นี่มันหมายความว่ายังไงคะ”

     “คือพี่...”

     “ทิว” เจ้าของชื่อลงมาจากรถเมื่อโดนผมเรียก องศาเองก็ตามมาด้วย “พาน้องดาวไปที่อื่นก่อน พี่ขอตัวไอ้โจหน่อยนะครับ พอดีมีธุระจะคุยกับมัน”

     “ไม่ต้องขอหรอกค่ะ ผู้ชายแบบนี้ดาวไม่อยากลดตัวลงไปยุ่งด้วยอยู่แล้ว” น้องดาวสะบัดมือเพื่อนผม ผลักไอ้โจให้ออกห่างแล้วเดินออกไปจากลานจอดรถด้วยตัวเอง เหลือไว้แต่คนที่กำลังหน้าซีดเมื่อเห็นว่าผมไม่ได้มาคนเดียว

     “คลื่น...มึงจะคุยอะไรกับกูวะ หรือจะเป็นเรื่องหวาน” ไอ้โจละล่ำละลักพูดด้วยท่าทางหวาดระแวง “กูไม่ได้นอกใจหวานนะ แต่หวานบอกกูเองว่าที่คบกับกูก็เพื่อฆ่าเวลาเฉยๆ ไม่ได้จริงจังอะไร”

     “มึงก็เลยมาเดินควงผู้หญิงอื่นอย่างสบายอารมณ์?”

     “หวานไม่จริงจังกับกู แล้วทำไมกูต้องจริงจังกับหวานด้วยล่ะ ถ้ามึงจะมาหาเรื่องกูเพราะแค่นี้กูว่ามันไม่ถูกนะ”

     “เสียใจด้วย ที่กูมาหามึงไม่ใช่เพราะเรื่องนี้หรอก มึงกับหวานจะไปทำอะไรที่ไหนไม่ใช่เรื่องที่กูต้องสนใจ สาเหตุที่กูลงทุนมาดักรอมึงถึงนี่มันใหญ่กว่านั้นเยอะ”

     ไอ้โจเบิกตาโพลง มันคงเริ่มรู้แล้วว่าธุระที่ผมจะคุยด้วยจริงๆ คือเรื่องอะไร

     “เป็นอะไร สีหน้าดูไม่ดีเลยนะ อย่าบอกนะว่าเกิดสำนึกผิดขึ้นมาตอนนี้” ผมเดินเข้าไปหาคนตรงหน้าอย่างช้าๆ ไอ้โจหันรีหันขวางเหมือนกำลังหาทางหนีทีไล่ แต่ด้านหลังมันเป็นทางตัน ซ้ายกับขวาก็โดนองศากับทิวยืนประกบไว้ ตอนนี้มันเลยหนีไปไหนไม่ได้

     “อะ...ไอ้คลื่น ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ คุยกันก่อนนะ”

     “คุยอะไร ตอนนั้นมึงให้โอกาสเดือนคุยเหรอตอนนี้ถึงมาขอกับกู” น้ำเสียงผมเหี้ยมเกรียมแบบที่ผมไม่เคยใช้กับใครมาก่อน ไอ้โจเป็นคนแรกที่ปลุกด้านมืดในตัวผมขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้

     “เดือนไหน กู...กูไม่รู้จัก”

     “มึงจะบอกว่าลืมคนที่เมียมึงใช้ให้มาดักตีไปแล้ว?”

     “กูไม่รู้จักจริงๆ มึงเชื่อกูเถอะ”

     “ได้ ถ้ามึงยังยืนยันว่าไม่รู้จักกูจะทำให้มึงรู้จักเอง”

     ผมพูดจบก็ไม่ปล่อยโอกาสให้คนตรงหน้าตั้งตัว พุ่งเข้าไปต่อยท้องมันเต็มแรงอย่างรวดเร็ว ไอ้โจจุกจนตัวงอ มันเงื้อหมัดขึ้นตั้งใจจะสวนกลับ ผมเลยหักหน้าหลบแล้วสอดมือไปข้างล่างก่อนจะเสยคางขึ้นมา ไอ้โจเซไปด้านหลัง ผมตามไปถีบเข้าที่ท้องจนมันหงายหลังลงไปนอนกับพื้น ผมยกเท้าเหยียบหน้าอกมันไว้ เสื้อนักศึกษาสีขาวของมันเต็มไปด้วยรอยรองเท้าของผม

     “จำใส่หัวมึงไว้ให้ดี เดือนคือแฟนกู คือคนที่มึงกับเมียมึงไม่สมควรแตะต้องแม้แต่ปลายเล็บ ทีนี้มึงรู้หรือยังว่าวันนั้นมึงทำแฟนกูเจ็บแค่ไหน สิ่งที่มึงโดนวันนี้ยังเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ”

     ผมก้มลงไปต่อยหน้ามันไม่ยั้ง เสียงเนื้อกระทบกันดังไปทั่วบริเวณ องศากับทิวทำหน้าเหมือนอยากเข้ามาห้าม แต่ตอนอยู่ในรถผมสั่งไปแล้วว่าถ้าผมไม่เอ่ยปากเองห้ามเข้ามายุ่งเด็ดขาด ไอ้โจพยายามตอบโต้ผม หมัดหนักๆ ของมันพุ่งเข้ามาที่แก้มผมสองสามที แต่แค่นี้เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เดือนเจอ ยิ่งนึกภาพว่าเดือนโดนทำร้ายยังไงบ้าง แรงที่ใช้ประทุษอีกฝ่ายก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

     ผมลุกขึ้นยืนอีกครั้งเมื่อใบหน้าของไอ้โจนองไปด้วยเลือด ตอนนี้มันหายใจรวยรินไม่มีแรงแม้แต่ยกแขนมาปกป้องตัวเอง ผมหยิบโทรศัพท์มาโทรหาใครบางคน ระหว่างนี้ก็ยกเท้าไปเหยียบหน้าคนใต้ร่างไว้เพื่อไม่ให้มันหนี นี่ถือว่าผมใจดีแล้วนะที่ไม่ออกแรงบดขยี้มันให้จมฝ่าเท้า ถ้าผมไม่ยั้งมือจริงๆ ไอ้โจไม่มีชีวิตรอดเอาใบปริญญาไปให้พ่อแม่มันหรอก

     [หวานฝันไปหรือเปล่า คลื่นเป็นคนโทรมาหาหวานเอง] น้ำเสียงอารมณ์ดีของคนปลายสายทำให้ผมแค่นยิ้มออกมา

     “ทำไมครับ คลื่นโทรหาไม่ได้เหรอ”

     [ก็ต้องได้อยู่แล้วสิ โทรมาหาหวานแบบนี้แปลว่าเบื่อเด็กที่ชื่อเดือนนั่นแล้วสินะ]

     “ใช่ คลื่นเบื่อเต็มทนแล้ว” ผมยีเท้าไปมาบนแก้มไอ้โจ มันเหลือบมามองเหมือนอยากอ้อนวอนแต่ผมไม่สนใจ “แต่ไม่ได้เบื่อเดือน เบื่อการตีสองหน้าของหวานต่างหาก”

     [คลื่น!!] น้ำหวานอุทานเสียงดัง [นี่คลื่นหลอกด่าหวานเหรอ หมายความว่าไงที่บอกว่าหวานตีสองหน้า]

     “หมายความว่าไงเหรอ คลื่นว่าหวานน่าจะรู้อยู่แก่ใจนะ อย่ามัวแต่เล่นละครอยู่เลย รีบแสดงธาตุแท้ออกมาเถอะ”

     [ธาตุแท้อะไร หวาน...หวานไม่เห็นรู้เรื่อง] น้ำหวานพูดเสียงสั่น น่าจะรู้ตัวแล้วว่าผมโทรมาหาทำไม

     “หวานโชคดีนะที่เกิดมาเป็นผู้หญิง ถ้าเป็นผู้ชายคลื่นคงเรียกกูมึงไปแล้ว เพราะงั้นหวานรีบสารภาพมาดีกว่า ก่อนที่ความอดทนอันน้อยนิดของคลื่นจะหมดลง”

     [หวานไม่รู้จริงๆ ว่าคลื่นพูดเรื่องอะไร]

     ผมแค่นยิ้มอีกรอบ ก็ได้...ในเมื่อไม่คิดจะสารภาพทั้งผัวทั้งเมีย ผมก็จะบีบเค้นให้พูดออกมาเอง

     “หวานรู้ไหมว่าคลื่นกำลังทำอะไรอยู่”

     [อะ...อะไรเหรอ]

     ผมก้มมองคนที่กำลังโดนเหยียบย่ำจนสภาพใกล้เป็นศพเข้าไปทุกที “คลื่นกำลังทักทายแฟนหวาน...ด้วยเท้าของคลื่น”

     ผมเอาโทรศัพท์ไปจ่อตรงหน้าไอ้โจ แกล้งกดน้ำหนักลงไปที่เท้าจนมันร้องเสียงดังด้วยความเจ็บ

     [เดี๋ยวนะ นั่นเสียงโจไม่ใช่เหรอ อย่าบอกนะว่าตอนนี้คลื่นอยู่กับโจ!!?]

     “อ้าว ไอ้โจเป็นแฟนหวานหรอกเหรอ คลื่นนึกว่าเป็นแค่คนฆ่าเวลาซะอีก” ผมหัวเราะในลำคอ จงใจพูดเสียงดังให้ไอ้โจได้ยิน นึกขอบคุณตัวเองที่ไม่หลงหน้ามืดตามัวคว้าผู้หญิงคนนี้มาเป็นแฟน

     [คลื่น...ใจเย็นๆ ก่อนนะ หวานอธิบายได้]

     “อธิบาย? หวานคิดว่าคลื่นยังต้องการคำอธิบายอีกเหรอ ทำถึงขนาดนี้ไม่ต้องอธิบายอะไรแล้วมั้ง”

     [หวานทำลงไปเพราะรักคลื่นนะ หวานไม่อยากเสียคลื่นไปจริงๆ หวานผิดไปแล้ว หวานขอโทษ]

     “คลื่นไม่รับคำขอโทษ ถ้ารู้สึกผิดจริงๆ หลังจากนี้อย่ามาให้คลื่นกับเดือนเห็นหน้าอีก แต่ถ้าหวานยังกล้าอยู่อีกล่ะก็...คนที่จะมานอนใต้เท้าคลื่นรายต่อไปก็คือหวาน จำเอาไว้”

     [คลื่น...] เสียงน้ำหวานเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ยังดีที่น้ำหวานฉลาดพอจะรู้ว่าผมเป็นคนพูดจริงทำจริง นาทีนี้ผมไม่แยกชายหญิง ผมแยกแค่คนดีหรือคนเลว ซึ่งน้ำหวานเป็นคนประเภทหลังอย่างไม่ต้องสงสัย

     “ที่คลื่นอยากพูดมีแค่นี้ ถ้าว่างเมื่อไหร่หวานก็มารับคนฆ่าเวลาของหวานกลับไปด้วยล่ะ ให้มันกลับเองคงไม่ไหวหรอก นอนจมกองเลือดอยู่กลางลานจอดรถซะขนาดนี้”

     [นอนจมกองเลือด? นั่นคลื่นกำลังทำอะไรโจน่ะ!!]

     “ทำเหมือนที่มันทำกับเดือนไง แต่ไม่ต้องห่วง คลื่นไม่เอาถึงตายหรอก คลื่นยังมีความเมตตาพอที่จะไว้ชีวิตสัตว์เดรัจฉาน” ผมใช้เท้าเขี่ยใบหน้าไอ้โจให้พ้นไปจากตัว ก่อนจะพูดประโยคสุดท้ายให้คนที่ผมไม่คิดจะเป็นเพื่อนอีกต่อไป “หลังจากนี้เราคือคนไม่รู้จักกัน อย่าโทรหรือเข้ามาทักอีก และถ้าหวานยังคิดจะยุ่งกับคนของคลื่นอยู่อีก คลื่นจะไม่ไว้หน้าเหมือนครั้งนี้แน่”

     ผมกดวางสายก่อนจะลบเบอร์น้ำหวานทิ้ง องศาเดินเอาขวดน้ำมาให้ ผมรับมาเทน้ำใส่มือเพื่อล้างเลือดสกปรกของคนที่น่าจะสลบไปแล้ว จากนั้นก็บอกทิวให้โทรหาเพื่อนของไอ้โจ ผมคิดว่าน้ำหวานคงไม่เสียเวลามาเก็บศพคนที่ตัวเองเห็นเป็นของเล่นฆ่าเวลาหรอก

     เมื่อเสร็จธุระแล้วผมก็บอกให้เพื่อนๆ กลับขึ้นมาบนรถ องศามองผมอย่างหวาดหวั่น มันยอมรับว่าตกใจเพราะไม่เคยเห็นผมโกรธขนาดนี้มาก่อน ผมเลยตอบกลับไปว่าถ้าข้าวหอมโดนบ้างมันก็ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับผม

     ที่ผมไม่บอกเดือนว่าวันนี้มาทำอะไร ส่วนหนึ่งคือผมอยากให้เดือนนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้อง และอีกส่วนคือผมไม่อยากให้เดือนมาเห็นภาพพวกนี้ ในสายตาเดือนผมคือพี่คลื่นที่ใจดีและอ่อนโยน ปกติผมก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คนรักของผมถูกทำร้าย...ความอ่อนโยนนั้นจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาทันที

     หลังจากนี้ใครจะทำอะไรเดือนก็คิดให้ดีๆ นะครับ ถ้ายังรักชีวิตตัวเองอยู่ก็อย่าทำดีกว่า ผมขอเตือน





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 21:20:29 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ RedQueen

  • Memois Of A Calamity Queen
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 28 : อยู่ด้วยกันตลอดไป





     ผมนอนเฉยๆ อยู่ในห้องพี่คลื่นมาสี่วันแล้ว อาการโดยรวมถือว่าดีขึ้นมาก แต่ยังมีปวดหัวกับลำตัวนิดหน่อย พี่คลื่นคอยดูแลผมไม่ห่างกาย จะมีหายหน้าไปบ้างก็แค่วันแรกที่ผมออกจากโรงพยาบาล วันนั้นพี่คลื่นให้พี่ยี่หวากับเพื่อนๆ มาดูแลผมแทน พอผมถามก็บอกแค่ว่าไปทำธุระที่มหา’ลัย แต่ใบหน้าฟกช้ำตอนกลับมาทำให้ผมรู้ว่าพี่คลื่นโกหก

     ผมตั้งใจจะถามพี่คลื่นอย่างจริงจังอีกครั้ง แต่พอจะพูดเรื่องนี้ทีไรพี่คลื่นก็มักจะเฉไฉไปเรื่องอื่นทุกที สิ่งเดียวที่พี่คลื่นยอมบอกคือหลังจากนี้ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว พี่น้ำหวานกับพี่โจไม่มีทางมาระรานผมอีกแน่นอน เขาพูดอย่างมั่นใจจนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงได้มั่นใจขนาดนั้น

     แต่...ในเมื่อคนที่ผมเชื่อใจมากที่สุดพูดมาอย่างนี้ ทำไมผมต้องไม่เชื่อด้วยล่ะครับ พี่คลื่นว่ายังไงผมก็ว่าอย่างนั้น ขอแค่มีพี่คลื่นคอยอยู่เคียงข้างผมก็ไม่กลัวอะไรแล้ว

     ผมรู้มาจากฝนว่าพี่เมศเป็นคนไปเจอผมหน้าห้องน้ำและพาไปโรงพยาบาล ผมเลยแอบขอเบอร์พี่เมศมาจากพี่ทิวเพื่อโทรไปขอบคุณ ที่ต้องแอบขอเพราะพี่คลื่นหึงหวงผมหนักมาก ยิ่งกับพี่เมศคือหวงมากกว่าคนอื่นสองเท่า ผมเลยให้พี่คลื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าผมมีเบอร์พี่เมศอยู่ในเครื่อง (ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าอาการหงุดหงิดของพี่คลื่นตอนไปค่ายอาสามีสาเหตุมาจากเรื่องนี้)

     “ไอ้เดือน” ฝนเขยิบมาใกล้ผม กระซิบเสียงเบาเหมือนกลัวคนในครัวได้ยิน “วันที่มึงออกจากโรงพยาบาล พี่คลื่นแอบไปเอาเรื่องกับพี่น้ำหวานใช่ไหม”

     “กูว่ากับพี่โจมากกว่า มึงไม่เห็นแผลบนหน้าเขาเหรอ คนอย่างพี่คลื่นไม่น่าจะชกต่อยกับผู้หญิงหรอก” ควีนยื่นหน้ามาร่วมวงด้วยอีกคน “ใช่หรือเปล่า”

     “คงเป็นอย่างนั้นล่ะมั้ง”

     “มั้ง? หมายความว่าไง พี่คลื่นไม่ได้บอกมึงเหรอ”

     “ไม่”

     “แล้วทำไมมึงไม่ถามเขาอ่ะ”

     “ถามแล้วแต่เขาไม่ยอมบอก”

     “แล้วมึงไม่โกรธพวกมันเลยหรือไงถึงเอาแต่ทำเฉย นั่นคนที่ทำร้ายมึงเชียวนะ”

     “ก็พี่คลื่นจัดการให้แล้ว ทำไมกูต้องโกรธด้วยล่ะ” ถึงพี่คลื่นจะไม่บอกแต่ผมก็พอเดาได้ไม่ต่างจากเพื่อน ผมไม่รู้ว่าทำไมพี่คลื่นถึงไม่บอกมาตรงๆ แต่อย่างหนึ่งที่ผมรู้คือพี่คลื่นกำลังปกป้องผมอยู่แน่นอน

     “พี่คลื่นน่าจะบอกกูก่อน กูจะได้ไปกระทืบไอ้พี่โจด้วยอีกคน” ฝนพูดอย่างเจ็บใจ ผมว่าที่พี่คลื่นไม่ให้บอกเรื่องนี้กับพวกมันตอนแรกคงเพราะอย่างนี้แหละ

     “ให้มันน้อยๆ หน่อย มึงเป็นผู้หญิงจะไปสู้แรงผู้ชายได้ไง”

     “นี่มึงดูถูกกูเหรอ กูกำลังโกรธแทนมึงอยู่นะ”

     “ไม่ได้ดูถูก แต่มึงจะเอาอะไรไปสู้เขา พี่คลื่นตัวใหญ่กว่ามึงตั้งเยอะยังได้แผลกลับมาเลย” โชคดีที่พี่คลื่นไม่เป็นอะไรมาก ผมทำแผลให้นิดหน่อยก็หายแล้ว รู้ไหมครับว่าตอนผมถามเขาตอบว่ายังไง

     ‘พี่เหม่อไปหน่อยเลยสะดุดบันไดล้ม’

     ...ครับ สะดุดล้มแต่มีร่องรอยโดนชกบนหน้า ไปหลอกเด็ก เด็กยังไม่เชื่อเลย

     “กูก็จะรอให้พี่คลื่นสอยมันร่วงก่อนไงแล้วค่อยเข้าไปซ้ำ” ฝนตอบคำถามที่ผมถามค้างไว้ คำพูดของมันทำให้ควีนเบะปากมองบน

     “ค่ะ เพื่อนกูเก่งมาก เป็นสุดยอดหญิงแกร่งไม่มีใครเทียบเทียม มึงเก็บความเก่งนี้เอาไปใช้กับน้องบาสบ้างนะ ทุกวันนี้แค่เถียงน้องมันให้ทันยังไม่ได้เลย”

     “มึงก็ปากเก่งกับพี่ทิวให้เหมือนที่เก่งกับกูด้วยสิ ปกติโดนผู้ชายอื่นแซวนี่ยิ้มแย้มเบิกบาน แต่พอโดนพี่ทิวแซวกลับเอาแต่หน้าแดงเป็นลูกมะเขือเทศ”

     พวกมันสองคนเลิกโกรธพี่น้ำหวานกับพี่โจแล้วหันมากัดกันเองแทน ผมชักไม่แน่ใจแล้วสิว่ามันมาช่วยพี่คลื่นดูแลผมหรือมาก่อกวนไม่ให้ผมพักผ่อน ข้าวหอมขยับมานั่งข้างผมอีกฝั่ง เอื้อมมือมาจับแขนเบาๆ

     “ข้าวขอโทษนะที่วันนั้นไม่ได้ไปห้องน้ำด้วย”

     “ไม่เป็นไรเลยข้าว ไม่ใช่ความผิดของข้าวซะหน่อย”

     “แต่ข้าวรู้สึกผิดอ่ะ มันอดโทษตัวเองไม่ได้ เอาอย่างนี้ดีกว่า เดือนอยากได้อะไรบอกมาเลย ข้าวยินดีทำให้ทุกอย่าง”

     ผมเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของข้าวหอมแล้วก็ซาบซึ้งใจ แต่พอนึกอะไรดีๆ ออกผมก็แอบยิ้มมุมปาก

     “ทุกอย่างแน่เหรอข้าว”

     “ใช่ ทุกอย่างเลย”

     “งั้น...” ผมเอาหน้าไปใกล้คนที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังจะถูกแกล้ง “หอมแก้มพี่องศาให้ดูหน่อย”

     “เดือน!” ข้าวหอมตาโต ทำหน้าเหมือนไม่รู้จะโกรธหรืออายดี นี่ถ้าผมไม่ได้เจ็บอยู่คงโดนตีแขนแก้เขินไปแล้ว

     “จะอายอะไร เดี๋ยวคบกันแล้วข้าวก็ต้องทำอยู่ดี”

     “ยังไม่แน่ซะหน่อยว่าจะได้คบ”

     “เหรอคะ แต่ทุกวันนี้มึงกับพี่องศาหวานกันไม่แพ้คู่ไอ้เดือนเลยนะ” ฝนที่หยุดเถียงกับควีนแล้วเอาหมอนไปหนุนตัก มันทำหน้าล้อเลียนข้าวหอม “ข้าวอย่างนั้น ข้าวอย่างนี้ ผมหายไปไหนแล้วล่ะ ทุกวันนี้เห็นเอาแต่แทนตัวเองว่าข้าว”

     ข้าวหอมได้แต่อ้าปากค้าง ท่าทางเหมือนอยากเถียงกลับแต่นึกคำแก้ตัวไม่ออก

     “กูถามจริงเถอะข้าว มึงชอบเขา เขาก็ชอบมึง แล้วทำไมมึงถึงไม่ยอมคบให้มันจบๆ ไปวะ”

     “จริง มึงรีบใจอ่อนเถอะข้าว พี่องศาตามจีบเช้ากลางวันเย็นขนาดนี้ ถ้ามึงไม่ใจอ่อนกูจะอ่อนระทวยแทนแล้วนะ”

     ข้าวหอมถอนหายใจเล็กน้อย มองหน้าพวกผมสลับไปมา “ข้าวแค่อยากรอให้มั่นใจก่อนว่าพี่องศาจริงจังกับข้าวจริงๆ”

     “ทุกวันนี้ยังจริงจังไม่พอเหรอวะ อีกนิดพี่เขาจะเปลี่ยนจากผัวเป็นพ่อแล้วนะ ตามดูแลแทบทุกฝีก้าว”

     “ฝน!” ข้าวหอมหน้าแดงเป็นลูกมะเขือเทศเหมือนที่ฝนเหน็บแนมควีน

     “มึงไม่ต้องเขิน กูนี่สิควรเขิน สายตาพี่องศาเวลามองมึงแม่งโคตรชัดเจนว่าอยากกินมึงจะแย่แล้ว กูเห็นทีไรเขินแทนทุกที”

     “หรือถ้ามึงกลัวชัดเจนไม่พอจะให้อีฝนเป็นกามเทพให้ก็ได้นะ คู่ไอ้เดือนยังสำเร็จมาแล้ว นับประสาอะไรกับคู่มึง รับรองไม่เกินสามวันมึงโดนพี่องศากินแน่นอน”

     “ฝนกับควีนพอเลย พูดอะไรก็ไม่รู้อยู่ได้ เรามาดูแลเดือนนะแล้วทำไมถึงเอาแต่รุมข้าวล่ะ”

     “ไอ้เดือนมันหายแล้ว กูเลยว่างมารุมมึงไง”

     คนโดนรุมทำแก้มพองลม แต่ผมว่ารอบนี้ข้าวหอมน่าจะงอนมากกว่าเขิน ขณะที่พวกผมกำลังคุยเล่นกันอยู่บนเตียง คนที่ผันตัวมาเป็นพ่อครัวชั่วคราวก็เดินเข้ามาเรียก

     “เด็กๆ ข้าวผัดเสร็จแล้ว รีบมากินเร็วเดี๋ยวเย็นหมด”

     ฝนกับควีนเลิกสนใจข้าวหอม รีบลุกจากเตียงเดินตามพี่คลื่นไปทันที วันนี้พี่คลื่นบอกว่าจะเลี้ยงข้าวทุกคนตอบแทนที่มาช่วยดูแลผม ฝนกับควีนเลยดีใจเป็นพิเศษ เพราะเมื่อวันก่อนมันทานอาหารฝีมือพี่คลื่นไปครั้งหนึ่งแล้วบอกว่าอร่อยมาก ผมได้ยินแล้วก็อดภูมิใจแทนคนทำไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรครับ คนเป็นแฟนกันถือว่าเป็นคนเดียวกัน พวกมันชมพี่คลื่นก็เหมือนชมผมด้วย

     “พี่คลื่นไม่คิดจะเปิดร้านอาหารเหรอคะ ฝีมือดีขนาดนี้หนูว่าลูกค้าเต็มร้านแน่นอน” ควีนพูดขึ้นมากลางโต๊ะกินข้าว มันไม่ค่อยชมใครเรื่องทำอาหาร แต่ที่มันชมพี่คลื่นเพราะมันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

     “เคยคิดเล่นๆ เหมือนกันครับ แต่ดูท่าแล้วคงไม่มีเวลาว่าง”

     “งานพี่เยอะขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

     “เปล่าครับ” คนตัวสูงเอื้อมมือมาโอบไหล่ผมที่นั่งข้างๆ “พี่กลัวไม่มีเวลาให้ภรรยาต่างหาก”

     “แค่กๆๆ!!” ผมสำลักเม็ดข้าวจนต้องรีบยกแก้วน้ำดื่ม แต่แทนที่จะขอโทษคนที่เป็นต้นเหตุกลับเอาแต่หัวเราะ

     “เอ่อ...ภรรยาเลยเหรอคะ” ฝนถามอย่างอึ้งๆ

     “ถามอะไรอย่างนั้นครับน้องฝน เราเองไม่ใช่เหรอที่บอกให้เดือนมาอ่อยพี่ จะว่าไปพี่ยังไม่ได้ขอบคุณเลยที่ทำให้รู้ว่าต่อไปควรซื้อเสื้อแบบไหนให้เดือนใส่”

     “พี่คลื่น! ไม่ต้องพูดแล้วครับ ถ้ายังไม่หยุดผมโกรธจริงๆ นะ” ไม่ต้องส่องกระจกยังรู้เลยว่าตอนนี้หน้าผมคงแดงมาก พี่คลื่นนะพี่คลื่น ทานข้าวอยู่แท้ๆ ยังจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก

     “ล้อเล่นเฉยๆ ครับ พี่อยากเห็นเดือนอารมณ์ดีจะได้ยิ้มบ่อยๆ เคยบอกแล้วไงว่าเวลาเดือนยิ้มโคตรน่ารัก”

     มือหนาที่วางอยู่บนไหล่เลื่อนมาจับแก้มผมเล่น และโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัวพี่คลื่นก็โน้มใบหน้ามาหอมแก้มต่อหน้าสายตาตกตะลึงของทุกคน ผมได้แต่นั่งเหวอเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง พี่คลื่นยิ้มพอใจก่อนจะหันไปทานข้าวต่อ ความเงียบเข้าปกคลุมห้องชั่วขณะ ฝนค่อยๆ หันไปพูดกับควีนด้วยใบหน้าที่เหวอไม่ต่างกัน

     “มึง...มึงว่าข้าวผัดมันหวานแปลกๆ ป่ะวะ”

     “นั่นสิ หวานจนกูแสบตา...เอ้ย แสบคอไปหมดแล้วเนี่ย”

     “ขะ...ข้าวก็แสบคอเหมือนกัน พี่คลื่น...เอ้ย ข้าวผัดวันนี้หวานมากๆ เลย”

     ถ้าจะพูดกันขนาดนี้ก็แซวมาตรงๆ เลยเถอะ เอาให้ผมระเหยหายไปกับอากาศเลยก็ได้

     “ว้า...หวานขนาดนั้นเลยเหรอ ขอโทษนะครับ ปกติพี่ชอบกินหวานถึงได้ขยันหวานทุกวัน”

     ผมชักเริ่มเป็นห่วงอนาคตตัวเองแล้วสิ เพื่อนผมอยู่ด้วยพี่คลื่นยังรุ่มร่ามขนาดนี้ ถ้าย้ายมาอยู่ด้วยกันสองคนจริงๆ ผมไม่ต้องเป็นเบาหวานกันเลยเหรอ...



     วันนี้พี่ยี่หวาเป็นเจ้ามือเลี้ยงเหล้าเนื่องในโอกาสที่ผมหายดีแล้ว ควีนบอกว่าเคยมาร้านนี้แล้วตอนที่ผมไปเฝ้าไข้พี่คลื่น ผมเพิ่งรู้ว่าพี่ยี่หวารักพวกผมเหมือนน้องแท้ๆ ยิ่งกับผมพี่ยี่หวาจะรักมากเป็นพิเศษ เคยมีครั้งหนึ่งผมถูกพี่ยี่หวากอดทักทาย พี่คลื่นรีบหันมามองตาขวางทันที

     พวกผมรวมถึงน้องบาสที่ขอตามฝนมาด้วยกำลังสนุกกันอยู่ในผับหลังจากที่เมื่อวานเหนื่อยกันมาทั้งวัน เมื่อวานพี่คลื่นไปทำเรื่องย้ายออกจากหอให้ผมแล้ว แต่เนื่องจากของในห้องผมเยอะมากเลยต้องให้เพื่อนๆ มาช่วยขน

     หลังจากนี้ผมจะได้เห็นหน้าพี่คลื่นเป็นคนแรกและคนสุดท้ายทุกวัน...พอคิดแบบนี้แล้วมันก็อดเขินไม่ได้ ฝนบอกว่าตอนยกของขึ้นห้องพี่คลื่นมันรู้สึกเหมือนกำลังส่งผมเข้าห้องหอ ผมได้แต่ด่ามันกลับไปทั้งที่ในใจก็แอบคิดเหมือนกัน

     “เต็มที่เลยนะเด็กๆ งบวันนี้มีไม่จำกัด ถือซะว่ามาปล่อยผี” พี่ยี่หวาที่กำลังลุกขึ้นเต้นหันมาตะโกนแข่งกับเสียงเพลง ผมว่าไม่ต้องบอกเพื่อนผมก็น่าจะเต็มที่กันอยู่แล้ว ฝนกับควีนเต้นจนเอวแทบหัก ลีลาพวกมันเอาไปประกวดได้สบาย ส่วนผมกับข้าวหอมเป็นสายนั่งชิลๆ ข้าวหอมไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ผมกลัวข้าวหอมว้าเหว่เลยดื่มน้ำอัดลมเป็นเพื่อน

     “อีควีน ผู้ชายตรงนั้นกล้ามโคตรใหญ่”

     “ไหน” ควีนหันไปมองตามมือฝน ก่อนจะยกมือทาบอกเมื่อเห็นผู้ชายที่ตรงสเป็กมัน

     “ย้ายไปเต้นข้างเขากันเถอะมึง จะได้แกล้งทำเนียนเอาหน้าไปซบไหล่”

     “ความคิดมึงแจ่มมาก ไม่เสียแรงที่กูลดตัวลงมาคบ”

     “แหมอีนี่ พูดซะกูอยากเลิกคบกับมึงเลย”

     “หยอกเล่นค่ะคุณเพื่อน รีบไปเถอะอย่ามัวแต่กัดกัน เดี๋ยวผู้ชายหนีซะก่อน”

     อย่าถือสาเลยครับ ผมเห็นพวกมันหยอกกันแบบนี้มานานแล้วแต่ก็ยังรักกันดีมาจนถึงตอนนี้ น้องบาสกับพี่ทิวหันไปมองหน้ากันอย่างหนักใจ ก่อนที่คนอายุน้อยกว่าจะลุกไปดึงแขนฝนให้มานั่งตักตัวเอง

     “จะมาห้ามทำไม คนกำลังสนุกได้ที่” ฝนโวยวายเมื่อพยายามดิ้นออกจากตักน้องบาสทว่าไม่สำเร็จ

     “จะไปอ่อยใคร”

     “ถามมาได้ ก็ผู้ชายคนนั้นไง” เพื่อนผมพยักพเยิดหน้าไปยังเป้าหมาย ไม่ได้สนใบหน้าบึ้งตึงของคนที่มันนั่งตักอยู่เลย ผมขมวดคิ้วมุ่น จำได้ว่ามันเคยบอกว่าไม่ชอบผู้ชายกล้ามใหญ่เพราะดูน่ากลัวไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงได้พูดออกมาอย่างนี้

     “พี่ชอบแบบนั้นเหรอ”

     “ก็เขาหล่อดี”

     “ผมก็หล่อ ถ้าอยากอ่อยก็มาอ่อยผมนี่”

     “อ่อยนายแล้วจะได้อะไร”

     “ได้เป็นแฟนผมไง ไม่อยากเป็นเหรอ”

     ฝนสะบัดหน้าหนี ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ แถมยังยอมนั่งตักน้องบาสเฉยๆ แล้วด้วย มันหันหน้ามาทางนี้ น้องบาสเลยไม่เห็นแต่ผมเห็นว่ามันกำลังยิ้ม ผมกับข้าวหอมหันมามองตากันเมื่อเริ่มจับอะไรบางอย่างได้ ไอ้เพื่อนคนนี้...ทำไมไม่บอกไปตรงๆ เลยล่ะว่าอยากให้น้องเขาหึง

     “สงสัยกูคงคบมึงไม่ได้แล้วล่ะฝน โดยผู้ชายคุมจนมาดตกแบบนี้ แต่ไม่เป็นไร กูลุยเดี่ยวก็ได้” ควีนทำท่าจะเดินไปหาผู้ชายที่มันหมายปอง แต่เสียงเย็นๆ ของพี่ทิวก็ดังขึ้นมาก่อน

     “น้องควีนครับ”

     สามพยางค์สั้นๆ แต่กลับทำให้เพื่อนผมหยุดกึกเหมือนมีตะปูตอกเท้าไว้ ควีนค่อยๆ หันมายิ้มให้คนเรียก เห็นหน้ามันแล้วผมอยากค่อนขอดเหลือเกินว่าไม่ใช่แค่ไอ้ฝนหรอกที่มาดตก

     “จะมานั่งข้างพี่ดีๆ หรือจะให้พี่อุ้มมาครับ”

     ไม่ต้องรอให้พี่ทิวพูดซ้ำ ไอ้ควีนรีบเดินมาซบไหล่พี่ทิวแทนผู้ชายกล้ามโตทันที พี่ทิวกระตุกยิ้ม วาดมือไปโอบไหล่เพื่อนผม

     “กล้ามพี่ก็มี ถ้าอยากดูมากนักกลับไปพี่จะถอดให้ดู”

     “พี่ทิว!” คนอยากดูกล้ามผู้ชายตวาดหน้าแดง ผมกับข้าวหอมหัวเราะกันใหญ่ เลยโดนมันหันมามองค้อนไปหนึ่งที คราวหลังผมต้องเอาเรื่องนี้มาแซวบ้างแล้ว ตอบแทนที่พวกมันว่าผมอ๊องไว้ซะเยอะ

     วันนี้พี่คลื่นกับพี่องศาติดธุระที่มหา’ลัย แต่บอกว่าจะตามมาทีหลัง ผมกับข้าวหอมเลยต้องนั่งมองเพื่อนสวีทกับเหล่าบรรดาว่าที่แฟนไปก่อน แต่ไม่ต้องห่วงว่าพวกผมจะเคว้งนะครับ เพราะมีคนที่เคว้งกว่าผมแล้ว

     พี่ยี่หวาที่เพิ่งรู้ตัวว่าไม่มีเพื่อนเต้นแล้วหันมาทำหน้าเซ็ง ปากเอาแต่พึมพำประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา

     “นี่กูพาน้องมาเลี้ยงฉลองหรือพามาให้ตัวเองเห็นภาพบาดตาเล่นวะเนี่ย”



     “ไอ้เดือน สามนาฬิกา” จู่ๆ ฝนที่ย้ายจากตักน้องบาสมานั่งข้างผมก็เอ่ยขึ้นมา ทำเอาผมงงเป็นไก่ตาแตก

     “สามนาฬิกาอะไรวะ”

     “มึงนี่ไม่เข้าใจศัพท์กะเทยเลย” ควีนมองบนใส่ผมก่อนจะบุ้ยปากไปอีกทาง “นู่น สามนาฬิกาของอีฝนหมายถึงให้หันไปมองทางขวามือค่ะ”

     ผมมองตามที่ควีนบอก ก่อนจะเห็นว่าพี่น้ำหวานกับเพื่อนของเขากำลังมองมาทางนี้อยู่ก่อนแล้ว สายตาไม่เป็นมิตรที่อีกฝ่ายส่งมาทำให้ผมรู้ว่าคำพูดของพี่คลื่นไม่เป็นจริงซะทีเดียว

     “มองมาขนาดนี้ เดินเข้าไปตบเลยดีไหม” ฝนทำท่าจะลุกขึ้นยืน ผมกับข้าวหอมเลยต้องรีบห้ามไว้

     “ฝนใจเย็นก่อน”

     “มึงไม่เห็นสายตาอีพี่น้ำหวานเหรอข้าว ทำเพื่อนกูเจ็บแล้วยังกล้ามาชูคอแบบนี้มันต้องโดนตบสั่งสอนสักที”

     “อย่าเลยมึง กูไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่”

     “แต่เขาสั่งคนมากระทืบมึงเชียวนะ”

     “พี่คลื่นก็จัดการให้กูแล้วไง”

     “คนที่โดนมีแค่ไอ้พี่โจ อีพี่น้ำหวานมันโดนด้วยซะที่ไหน ไม่งั้นจะมีชีวิตรอดมามองจิกมึงแบบนี้เหรอ” ควีนที่อยู่ฝั่งเดียวกับฝนเอ่ยขึ้นมา มันทำหน้าอยากเข้าไปตบพี่น้ำหวานมากกว่าคนต้นคิดอีก

     “ถือว่ากูขอร้อง ต่างคนต่างอยู่เถอะ กูขอบใจนะที่พวกมึงเดือดร้อนแทนกู แต่กูไม่อยากให้มีเรื่องกันอีกจริงๆ”

     ฝนกับควีนทำท่าฮึดฮัดแต่ก็ยอมนั่งลง พี่ยี่หวาที่เห็นเหตุการณ์เหมือนกันเลยเข้ามาบอก

     “เราก็อยู่ส่วนเรา ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก มาสนุกกันต่อดีกว่า เนอะทิวเนอะ”

     พี่ทิวพยักหน้าเห็นด้วย พวกพี่ๆ คงคิดเหมือนผมว่าถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง พี่ยี่หวาชวนทุกคนชนแก้ว พยายามหาเรื่องมาชวนคุยไม่ให้บรรยากาศอึมครึม แต่พวกผมต่างรู้กันดีว่าความสนุกมันหมดไปตั้งแต่เห็นหน้าพี่น้ำหวานแล้ว

     ผับในกรุงเทพฯ มีตั้งเยอะ ทำไมต้องบังเอิญมาเจอกันด้วยนะ





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 21:20:54 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     ผมกับเพื่อนๆ หมดสนุกกันแล้วก็จริง แต่เพราะไม่อยากให้ความตั้งใจของพี่ยี่หวาเสียเปล่าเลยต้องฝืนทำหน้ายิ้มแย้ม ข้างนอกผมยิ้มก็จริงแต่ข้างในกระวนกระวายไปหมด เอาแต่หันไปมองทางเข้าผับว่าเมื่อไหร่พี่คลื่นจะมาเสียที

     ผมภาวนาให้คืนนี้ผ่านไปด้วยดี อย่างน้อยก็ก่อนที่พี่คลื่นจะมา แต่ดูเหมือนคำขอของผมจะไม่เป็นผล เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสักพักพี่น้ำหวานก็เดินเข้ามาหาเองถึงที่

     “แย่งแฟนคนอื่นไปหน้าด้านๆ แล้วยังมีหน้ามายิ้มระรื่นอยู่อีกนะ” พี่น้ำหวานแผดเสียงดังไปทั่ว ยืนจ้องผมอยู่กับเพื่อนตัวเองด้วยสีหน้าหาเรื่อง ผมถอนหายใจเล็กน้อย ลุกขึ้นยืนเพื่อประจันหน้ากับอีกฝ่าย เลี่ยงไม่ได้จริงๆ สินะ อุตส่าห์อยากมาเที่ยวแบบไม่ต้องคิดอะไรแท้ๆ

     “หนูว่าคนที่หน้าด้านน่าจะเป็นพี่มากกว่านะคะ พี่คลื่นเขาเคยคบกับพี่ด้วยเหรอถึงได้เรียกว่าแฟนเต็มปากเต็มคำ” ผมจะห้ามไอ้ฝนแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว รู้ว่ามันปากไว แต่ไม่คิดว่าจะไวขนาดนี้

     “ถ้าไม่รู้จริงก็อย่ามาทำปากดีค่ะน้อง พี่ว่าข่าวพี่กับคลื่นก็ดังไปทั่วมหา’ลัยนะ หรือน้องเอาแต่มุดหัวอยู่ในรูเลยไม่ได้ยินที่คนเขาลือกัน”

     “อ๋อ ที่คนทั้งมหา’ลัยลือกันว่าพี่คลื่นทิ้งพี่แล้วมาคบกับเพื่อนหนูน่ะเหรอ” ไอ้ควีนลุกขึ้นยืนแล้วแค่นยิ้มอีกคน “หนูได้ยินสิคะ พี่นั่นแหละได้ยินหรือเปล่า หรือวันๆ เอาแต่หลอกตัวเองว่าผู้ชายเขามีใจให้”

     “แก!!...” พี่น้ำหวานจ้องไอ้ควีนเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ยังไม่ทันจะได้ด่าอะไรพี่ยี่หวาก็เข้ามาห้ามไว้ก่อน

     “หวานพอแล้ว กลับโต๊ะตัวเองไปซะ ฉันไม่อยากให้เรื่องมันบานปลาย”

     “แกไม่ต้องมาพูดเลยยี่หวา รู้ทั้งรู้ว่าคลื่นเป็นของฉันแต่แกกลับปล่อยให้อีเด็กผิดเพศนี่มาแย่งไปหน้าตาเฉย”

     “เรื่องนี้เดือนไม่ผิด ไอ้คลื่นมันรักของมันเอง เราว่าหวานกลับไปสงบสติอารมณ์เถอะ ขืนทะเลาะกันไปก็ไม่มีประโยชน์” พี่ทิวช่วยเกลี้ยกล่อมอีกคน ตอนนี้คนรอบข้างเริ่มหันมามองพวกเราแล้ว

     “แล้วที่คลื่นรักฉันพวกแกมองไม่เห็นหรือไง! ที่คลื่นทิ้งฉันไปหาไอ้เด็กเวรนี่ก็เพราะแกสองคนคอยเสี้ยมใช่ไหม!!”

     “พี่คลื่นเขารักผมครับ” ผมโพล่งขึ้นมาในที่สุด “ผมไม่เคยคิดจะแย่งแฟนใคร แต่ผมมั่นใจว่าพี่คลื่นไม่เคยคบกับพี่ เขาไม่เคยรักพี่ด้วยซ้ำ ดังนั้นการที่ผมกับพี่คลื่นคบกัน ผมกล้าพูดเลยว่าไม่รู้สึกผิดหรือเห็นใจพี่สักนิด”

     “อีเดือน...”

     “ผมว่าพี่เมาแล้ว คุยกันต่อไปก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี พี่กลับไปให้สร่างเมาก่อนเถอะครับ แล้วถ้าอยากเคลียร์เรื่องนี้จริงๆ ไว้วันหลัง...”

     เพียะ!!

     ใบหน้าผมหันไปตามแรงตบ ความเจ็บบริเวณแก้มค่อยๆ ลามไปทั่วจนชาไปทั้งหน้า พี่น้ำหวานมองมาอย่างสะใจโดยมีเพื่อนอีกสองคนยืนแสยะยิ้มอยู่ข้างหลัง ผมยกมือมากุมแก้มก่อนจะหันกลับไปมอง

     “อ้าวอีนี่! มาตบเพื่อนกูแบบนี้อย่าหวังเลยว่าจะได้กลับไปง่ายๆ” ฝนตะคอกใส่คนตรงหน้า นาทีนี้มันคงลืมรุ่นพี่รุ่นน้องไปหมดแล้ว มันกับควีนถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อมตบกลับเต็มที่ ข้าวหอมรีบดึงแขนผมให้ถอยห่างออกมา

     “เพื่อนแกอยากปากหมาก่อนเอง โดนตบล้างหมาในปากสักทีสองทีคงไม่ตายหรอก จะบอกอะไรให้นะ ฉันกับคลื่น...”

     เพียะ!!!

     ฝนกับควีนได้แต่มองคนที่ชิงตัดหน้าตัวเองอย่างงุนงง ใบหน้าพี่น้ำหวานที่หันไปตามแรงตบขึ้นสีระเรื่อจนเห็นรอยนิ้วชัดเจน เพื่อนอีกสองคนทำท่าจะเข้ามารุม แต่พอเจอสายตาพี่ยี่หวาเข้าไปก็ชะงักกันหมด พี่ยี่หวามองคนที่ตัวเองตบด้วยแววตาน่ากลัวแบบที่ถ้าผมโดนมองคงกลัวหัวหด

     “ฉันอุตส่าห์ไม่ไปเอาเรื่องถึงคณะเพราะเห็นว่าแกกับคลื่นเคยสนิทกัน แต่ในเมื่อแกกล้าทำกับน้องฉันขนาดนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอีกต่อไป”

     พี่น้ำหวานยกมือมากุมแก้ม ตวัดสายตามามองคนประทุษร้ายด้วยความโกรธและตกใจ

     “อย่าคิดนะว่าคลื่นไม่อยู่แล้วแกจะทำอะไรเดือนก็ได้ คิดจะหมาลอบกัดเหมือนผัวตัวเองทั้งทีมีปัญญาทำได้แค่นี้เองเหรอ”

     “ยี่หวา แก...แกกล้าตบฉันเหรอ!”

     “ฉันกล้ากว่านี้อีกถ้าแกยังไม่หยุดหาเรื่องเดือน ยอมรับความจริงได้แล้วว่าคลื่นไม่เคยรักแก ในสายตามันไม่เคยมีแกด้วยซ้ำ”

     “ก็เพราะอีเด็กเปรตนี่ไม่ใช่เหรอคลื่นถึงทิ้งฉัน!! ถ้าไม่มีมันสักคนฉันคง...”

     เพียะ!!!

     คนตบคนเดิม ตบไปที่จุดเดิม คนถูกตบหันหน้าไปทางเดิม แต่แรงที่ใช้ตบไม่เหมือนเดิมเพราะน่าจะแรงกว่าตอนแรก ผมเดาจากเสียงเนื้อที่กระทบกันกับมุมปากของพี่น้ำหวานที่มีเลือดออก พี่น้ำหวานเจ็บจนพูดไม่ออก ได้แต่มองพี่ยี่หวาอย่างโกรธเคือง

     “ถ้ายังด่าเดือนอีกแม้แต่คำเดียวฉันจะจิกหัวแกไปตบในห้องน้ำแล้วกดหัวลงไปกินน้ำในชักโครก”

     “อียี่หวา...” พี่น้ำหวานเงื้อมือขึ้นทำท่าจะตบพี่ยี่หวากลับ แต่เสียงเข้มที่ดังแทรกขึ้นมาทำให้พี่น้ำหวานชะงักไป

     “หวาน! นั่นจะทำอะไร!!”

     พี่คลื่นกับพี่องศาเข้ามากลางวง ใบหน้าตึงเครียดของพี่คลื่นหันมามองผมก่อนเป็นอย่างแรก และเมื่อเห็นรอยตบบนหน้าผมดวงตาสีดำก็วาวโรจน์ขึ้นมาทันที

     “คลื่น...” สีหน้าพี่น้ำหวานเปลี่ยนไปเมื่อเห็นพี่คลื่น เหมือนคนที่กำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่าง ร่างสูงไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินไปหยุดตรงหน้าพี่น้ำหวานแล้วตะคอกถามด้วยเสียงที่ดังจนกลบเสียงเพลงในผับไปจนหมด

     “ตบหน้าเดือนใช่ไหม”

     “คือหวาน...”

     “คลื่นถามว่าตบหน้าเดือนใช่ไหม!!”

     “ชะ...ใช่! มันแย่งคลื่นไปจากหวาน มันทำให้หวานกลายเป็นตัวตลก มันทำให้หวานไม่มีคนรัก...!!!”

     พี่น้ำหวานพูดได้แค่นั้น ใบหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกเมื่อจู่ๆ ก็โดนพี่คลื่นบีบคาง อย่าว่าแต่พี่เขาเลย ผมที่ยืนมองอยู่ตรงนี้ยังตกใจไม่แพ้กัน ถ้าสายตาพี่ยี่หวาว่าน่ากลัวแล้ว สายตาพี่คลื่นตอนนี้ก็พร้อมจะฆ่าคนได้ตลอดเวลา ผมไม่เคยเห็นพี่คลื่นเป็นอย่างนี้มาก่อน ที่ผ่านมาผมมักจะเห็นแต่ใบหน้าอ่อนโยนของพี่คลื่น แต่สีหน้าที่ทั้งเย็นชาและโหดเหี้ยมขนาดนี้ผมเพิ่งจะเคยเห็นครั้งแรก

     “จำได้ไหมที่คลื่นเคยพูดว่าถ้าหวานมาให้คลื่นกับเดือนเห็นหน้าอีก คนที่จะมานอนใต้เท้าคลื่นแทนไอ้โจก็คือหวาน”

     พี่น้ำหวานมองคนพูดอย่างหวาดกลัว ครั้นจะหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนตัวเองก็ไม่มีใครอยู่แล้ว ผมได้แต่มองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง ในหัวเอาแต่ถามซ้ำๆ ว่าผู้ชายที่กำลังบีบคางพี่น้ำหวานคือพี่คลื่นคนนั้นแน่เหรอ

     “ดูเหมือนหวานจะอยากรู้สินะว่าความรู้สึกของไอ้โจตอนที่โดนเท้าคลื่นเหยียบหน้าไว้มันเป็นยังไง”

     พี่คลื่นกำลังยิ้ม แต่แววตาเลือดเย็นเหมือนพร้อมจะทำตามที่พูดได้ทุกเมื่อ พี่น้ำหวานรีบส่ายหน้าไปมาอย่างหมดท่า ผมได้ยินเสียงฝนกับควีนลอบกลืนน้ำลาย พวกมันจะพลอยกลัวไปด้วยก็ไม่แปลก น้ำเสียงพี่คลื่นตอนนี้บอกได้คำเดียวว่าเหี้ยมมาก

     “ปะ...ปล่อยก่อน หวานเจ็บ...” พี่น้ำหวานพยายามเอามือพี่คลื่นออกจากคางแต่ไม่สำเร็จ

“แค่นี้เจ็บ? แล้วที่ตบเดือนเมื่อกี้คิดว่าเดือนไม่เจ็บเหรอ หวานอยากโดนตบดูบ้างไหมจะได้รู้ว่าเจ็บของจริงมันเป็นยังไง”

     “ยะ...อย่านะ หวานขอโทษ หวานจะไม่ทำอีกแล้ว” เห็นหน้าพี่น้ำหวานแล้วผมก็เริ่มสงสารขึ้นมานิดหนึ่ง ใครมาได้ยินพี่คลื่นพูดต่างคงรู้กันทั้งนั้นว่าเขาไม่ได้ขู่เฉยๆ แน่นอน

     “ถ้าไม่อยากโดนแล้วหวานทำแบบนี้ทำไม คลื่นว่าวันนั้นตัวเองพูดชัดแล้วนะ หรือหวานอยากให้คลื่นพูดซ้ำ หืม?”

     “ไม่เป็นไร...ไม่ต้อง...”

     “ถ้างั้นก็รีบไสหัวไปให้พ้น ก่อนที่คลื่นจะเลิกเป็นสุภาพบุรุษแล้วกระทืบผู้หญิงโชว์คนทั้งผับ” พี่คลื่นพูดจบก็ผลักใบหน้าอีกฝ่ายออกแรงๆ พี่น้ำหวานมองมาทางผมด้วยความแค้น แต่เพราะพี่คลื่นยืนบังผมอยู่เลยทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้

     เสียงกรีดร้องดังไปทั่วผับ ก่อนที่เจ้าของเสียงจะกระทืบเท้าเดินออกไปจากร้านเหมือนนางร้ายในละคร ผมยังมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น พอรู้ตัวอีกทีฝ่ามือหนาก็มาแตะบนแก้มข้างที่โดนตบ

     “โอ๊ย...”

     “เจ็บเหรอครับ พี่ขอโทษ” เสียงพี่คลื่นกลับมานุ่มทุ้มเหมือนเดิมแล้ว ใบหน้าที่กำลังมองมาอย่างเป็นห่วงทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าหรือเมื่อครู่จะเป็นฝาแฝดพี่คลื่นปลอมตัวมา

     “เอานี่ไปซับแผลก่อนครับ อาการเจ็บจะได้เบาลง” น้องบาสยื่นผ้าขนหนูชุบน้ำมาให้ คงไปขอมาจากพนักงานในร้าน พี่คลื่นรับมาก่อนจะเอามาซับแก้มผมเบาๆ

     เราสองคนมองตากันอยู่อย่างนั้น หลังจากแน่ใจว่าความเจ็บลดลงแล้วพี่คลื่นก็เอาผ้าออกไปก่อนจะใช้นิ้วโป้งไล้วนบนแก้มแทน สัมผัสอันแผ่วเบาจากคนตรงหน้าทำให้หัวใจผมกลับมาสงบอีกครั้ง

     “ยังเจ็บอยู่ไหม”

     “ไม่ค่อยแล้วครับ ว่าแต่พี่คลื่นทำธุระเสร็จแล้วเหรอ”

     “ทิวโทรมาบอกว่าเราโดนหวานหาเรื่องในผับ คิดว่าพี่ยังจะทำธุระได้อีกเหรอ”

     “เอ่อ...ผมขอโทษครับ”

     “ขอโทษทำไม พี่ต่างหากต้องพูดคำนั้น” พี่คลื่นโน้มหน้าลงมาจรดริมฝีปากบนหน้าผาก ราวกับอยากปลอบโยนเรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ “ขอโทษนะครับที่ทำให้เดือนต้องเจ็บตัวอีกแล้ว”

     “ไม่ใช่ความผิดพี่ซะหน่อย ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกครับ อีกอย่างพี่ยี่หวาก็ตบคืนให้ผมแล้ว คืนสองเท่าด้วย” ผมพูดติดตลกเพราะไม่อยากให้พี่คลื่นโทษตัวเอง คนตัวสูงหันไปหาพี่ยี่หวาทันที สีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม

     “แม่นั่นมาด่าน้องกูซะเจ็บแสบ กูไม่ตบให้เลือดกบปากก็บุญแค่ไหนแล้ว”

     “จำไว้นะคลื่นว่าอย่าทำให้เดือนเสียใจเด็ดขาด ไม่งั้นโดนยี่หวาตบกูไม่รู้ด้วย แค่เห็นหน้าน้ำหวานกูก็รู้แล้วว่ามือโคตรหนัก”

     คำพูดพี่องศาทำให้ทั้งกลุ่มหัวเราะกันครืน สีหน้าทุกคนดูดีขึ้นราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงแค่ฝันร้าย ผมหลุดยิ้มออกมาหลังจากทำหน้าเจ็บมานาน ก่อนจะต้องหุบยิ้มอีกครั้งเมื่อมีลมพัดมาเบาๆ ที่แก้ม

     พี่คลื่นที่กำลังเป่าลมคลี่ยิ้มนิดๆ แต่ลักยิ้มที่มุมปากยังไม่ทำให้ผมรู้สึกดีได้เท่าประโยคถัดมา

     “ความเจ็บเอ๋ยจงหายไป คนดีของพี่จงหายเจ็บ”

     กลับมาเป็นพี่คลื่นที่อ่อนโยนคนเดิมแล้วสินะครับ...



     [สี่สหายสายเสมอ]

     ฝนน้อยคอยรัก
: เดือน กูขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมานะ

     ราชินีหิมะผู้สวยและรวยมาก : หลังจากนี้กูจะไม่ด่ามึงอ๊องอีกแล้ว ขอเอาหน้าสวยๆ ของกูเป็นประกันเลย

     KhaoHom.iii : ทำไมจู่ๆ ฝนกับควีนถึงมาขอโทษเดือนอ่ะ

     ฝนน้อยคอยรัก : มึงไม่เห็นพี่คลื่นตอนอยู่ในผับเหรอ ถ้าตอนนั้นมีมีดอยู่ในมือกูว่าพี่น้ำหวานพรุนไปทั้งตัวแล้ว

     ราชินีหิมะผู้สวยและรวยมาก : จริง เหตุการณ์วันนี้ทำให้กูรู้แล้วว่าพี่คลื่นน่ากลัวฉิบหาย

     ฝนน้อยคอยรัก : ทางที่ดีเราอย่าทำอะไรให้ไอ้เดือนโกรธดีกว่า ขืนมันไปฟ้องสามีพวกเราจะฉิบหายตามพี่น้ำหวานไปด้วย


     ผมขำจนปอดโยกกับบทสนทนาในกลุ่มไลน์ แต่ก็เข้าใจว่าทำไมพวกมันถึงกลัวขนาดนี้ น้ำเสียงที่พี่คลื่นใช้พูดกับพี่น้ำหวาน ต่อให้ใจแข็งแค่ไหนก็ต้องมีขนลุกกันบ้าง ผมกดออกจากแชทแล้วปิดโทรศัพท์เมื่อพี่คลื่นเดินเข้ามาในห้องพร้อมยาทาแผลในมือ

     “ทายาก่อนนะครับจะได้หายไวๆ”

     พี่คลื่นนั่งลงปลายเตียงพลางตบที่ว่างข้างๆ ตัวเองให้ผมขยับไปนั่ง คนตัวสูงจับคางผมให้เอียงหน้าไปหา ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่ารอยตบยังหลงเหลืออยู่

     “คงโดนแรงมากเลยสินะ พี่ขอโทษนะครับที่มัวแต่ทำธุระช้าจนมาห้ามไม่ทัน” พี่คลื่นพูดขณะที่กำลังทายาให้ผม

     “บอกแล้วไงครับว่าไม่ใช่ความผิดของพี่”

     “พี่คิดว่าหวานจะหยุดแล้ว ไม่นึกเลยว่าหวานจะกล้าก่อเรื่องอีก เพราะพี่คนเดียวเดือนถึงต้องเจ็บตัวติดๆ กัน”

     ผมรอให้พี่คลื่นทายาจนเสร็จแล้วถึงเคลื่อนตัวไปบนตัก ร่างสูงมองมาอย่างงุนงง ผมยกยิ้มก่อนจะยื่นหน้าเอาปากไปทาบทับบนปากอีกฝ่าย ออกแรงบดลงไปแล้วค้างไว้สักพัก

     “ผมไม่เคยโกรธพี่คลื่นเลยสักครั้ง พี่ก็ต้องไม่โกรธตัวเองด้วยสิครับ อีกอย่างผมก็ไม่เป็นอะไรมาก ไม่งั้นจะมาคุยกับพี่อยู่แบบนี้ได้เหรอ”

     พี่คลื่นยังมองผมเหมือนตั้งตัวไม่ทัน คงกำลังตกใจที่ครั้งนี้ผมเป็นฝ่ายจูบก่อน ไม่ใช่ไม่อายนะครับที่ทำอย่างนี้ เพียงแต่ผมไม่อยากให้พี่คลื่นคิดมาก พี่คลื่นไม่ใช่คนผิดแต่เป็นฮีโร่ของผมต่างหาก

     “วันที่ผมออกจากโรงพยาบาล พี่ไปมีเรื่องกับพี่โจมาใช่ไหมครับ”

     “...ใช่ครับ” คราวนี้พี่คลื่นตอบความจริง เหมือนยังเบลอๆ ที่โดนผมจูบ

     “ที่ไม่บอกผมตรงๆ เพราะไม่อยากให้ผมเห็นพี่ตอนกำลังโกรธเหมือนวันนี้หรือเปล่า”

     ดวงตาของคนตรงหน้าหม่นลง ผมเลยรู้ว่าตัวเองเดาถูก “พี่แค่กลัว”

     “กลัวอะไรครับ”

     “กลัวว่าเดือนจะกลัวพี่ กลัวว่าพี่จะไม่ใช่พี่คลื่นที่อ่อนโยนของเดือนอีกต่อไป”

     “โธ่” ผมวาดมือไปโอบรอบลำคอแกร่ง ซบหน้าลงไปบนไหล่คนที่ผมคิดว่าน่ารักมากๆ “ตอนพี่โกรธดูน่ากลัวก็จริง แต่ผมไม่รู้สึกกลัวหรือคิดว่าพี่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ผมรู้ว่าพี่โกรธมากเพราะรักผมมาก ยิ่งเห็นสิ่งที่พี่ทำวันนี้ผมก็ยิ่งรักพี่ขึ้นไปอีก ไม่ว่าเมื่อไหร่พี่คลื่นก็ยังอ่อนโยนและใจดีสำหรับผมเสมอนั่นแหละครับ”

     คำพูดผมอาจจะไม่สวยหรู แต่ทุกคำผมพูดออกมาจากหัวใจจริงๆ คนที่หล่อกว่าพี่คลื่นอาจจะมี คนที่ฉลาดกว่าพี่คลื่นอาจจะมี แต่คนที่รักผมมากกว่าพี่คลื่น ผมมั่นใจว่าหายังไงก็ไม่เจอ พี่คลื่นคอยบอกรักผมด้วยคำพูดและการกระทำทุกวันจนหัวใจผมไม่มีที่ว่างให้ใครอีกแล้ว

     “ขอบคุณนะครับที่ไม่กลัวพี่ ที่ทำไปทุกอย่างเพราะพี่รักเดือนจริงๆ รักมากจนไม่รู้เลยว่าถ้าวันนึงไม่มีเดือนขึ้นมาพี่จะใช้ชีวิตอยู่ยังไง”

     “ไม่มีวันนั้นแน่นอนครับ เพราะผมจะอยู่ตรงนี้กับพี่ไม่ไปไหน”

     คนตัวสูงจับมือผมขึ้นมาก่อนจะประทับจูบลงไปบนหลังมือ พี่คลื่นช้อนสายตามามองผม ภายในนั้นสื่อถึงทุกความรู้สึกที่เขามีให้ผมอย่างชัดเจน

     “อยู่กับพี่นะ” พี่คลื่นเอาหน้าผากตัวเองมาแนบชิดกับหน้าผากผม “อยู่ด้วยกันตลอดไป”

     ผมพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ประสานมือเข้ากับฝ่ามือใหญ่ เราสองคนหลับตาพร้อมกัน ราวกับกำลังซึมซับความสุขที่ลอยอยู่รอบตัวเข้าไปเติมเต็มในหัวใจ

     ประโยคสั้นๆ ของพี่คลื่นอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ผมรู้ดีว่ามันเป็นคำสัญญาของพวกเรา พี่คลื่นสัญญากับผม ผมสัญญากับพี่คลื่น เราสองคนจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไป



     “เดือน”

     “ครับ?” ผมขานรับแต่ยังไม่ถอนหน้าออกจากลำคอ ได้นั่งตักพี่คลื่นแบบนี้มีความสุขชะมัด

     “ย้ายมาอยู่ห้องพี่ทั้งที มาทำกิจกรรมต้อนรับสมาชิกใหม่กันดีไหม”

     “กิจกรรมอะไรครับ อ๊ะ!” ผมลืมตาโพลงเมื่อรู้สึกถึงอะไรบางอย่างกำลังดุนดันขึ้นมาที่ก้น พอตวัดสายตาไปมองก็เจอเข้ากับรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้ใจ

     “อยากให้พี่ตอบด้วยคำพูดหรือการกระทำดีครับ”

     “หยุดเลยนะครับพี่คลื่น”

     “หยุดไม่ได้แล้วครับ เดือนนั่งมาขนาดนี้แถมยังจูบพี่ก่อนอีก พี่ไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะจะได้ไร้ความรู้สึก”

     ไอ้เดือนนะไอ้เดือน ไม่น่าเลือกวิธีนี้มาปลอบเลย พี่คลื่นหายเสียใจก็จริงแต่มันกำลังจะทำให้ผมเสียตัวแทน

     “ผม...ผมเจ็บแก้มอยู่”

     “พี่ไม่ได้ทำตรงแก้มซะหน่อย” พี่คลื่นตบก้นผมเบาๆ เหมือนอยากบอกเป็นนัยว่าจะทำตรงไหน

     “ผมเพิ่งหายดี ไม่อยากกลับไปป่วยซ้ำ”

     “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้วันหยุด มีเวลาให้พักฟื้นเยอะ”

     “ผมนึกขึ้นได้ว่ามีงานค้าง ขอตัวไปทำก่อนนะครับ” เมื่อไม่รู้จะเอาอะไรมาอ้างแล้วผมจึงคิดจะชิ่งหนี แต่แรงกอดจากวงแขนแกร่งกลับไม่ยอมให้ทำอย่างนั้น

     “อย่าเพิ่งทำ รอให้พี่คิดดอกเบี้ยเสร็จก่อน”

     “ดอกเบี้ย?”

     “อ้าว ลืมแล้วหรือไง” คนความจำดีหัวเราะในลำคอ ยื่นหน้ามากระซิบข้างหู “พี่บอกว่าจะรอคิดทบต้นทบดอกตอนเดือนหายป่วย จำไม่ได้เหรอครับ”

     ผมเบิกตาโพลงอีกครั้ง สายตาพี่คลื่นไม่เหมือนคนกำลังล้อเล่นเลย คนตัวสูงไม่รอช้า เอื้อมมือมาปลดเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็ว ผมพยายามดึงไว้แต่ก็สู้แรงไม่ไหว

     “คุณภรรยา...มาให้สามีคิดดอกเบี้ยซะดีๆ”





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-10-2022 19:08:24 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ RedQueen

  • Memois Of A Calamity Queen
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 29 : น่ารักที่สุด





     “ถ้าตัดคำช่วยข้างหน้าออกไปประโยครูปสุภาพก็จะกลายเป็นรูปกันเองทันที คำช่วยที่สามารถถูกตัดเพื่อเปลี่ยนรูปประโยคได้มีอยู่สามตัวหลักๆ อันได้แก่...”

     “เหี้ย!!”

     พวกผมสามคนหันไปมองคนข้างหลังทันที ฝนกำลังยืนถือโทรศัพท์ สีหน้าตกใจของมันค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยิ้มเจื่อนเมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกคนทั้งเซคฯ มอง แต่เชื่อเถอะครับว่าสายตานับสิบจากที่นั่งนักศึกษาไม่น่ากลัวเท่าสายตาคู่เดียวจากคนที่อยู่หน้าชั้นหรอก เอาเป็นว่าผมไว้อาลัยให้เพื่อนล่วงหน้าเลยแล้วกัน

     “นางสาววาลิณี”

     “ขะ...ขาอาจารย์”

     “ฉันเพิ่งรู้ว่าคำว่าเหี้ยก็เป็นคำช่วยเหมือนกัน ไหนเธอลองอธิบายมาหน่อยว่าคำช่วยตัวนี้ต้องใส่ไว้ส่วนไหนของประโยค”

     “หนู...หนูขอโทษค่ะอาจารย์ พอดีหนูตกใจเลยเผลออุทานเสียงดัง”

     “เธอตกใจอะไร”

     ฝนอึกอักเหมือนไม่กล้าตอบ แต่อาจารย์คงเดาได้ว่ามันน่าจะตกใจสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์

     “ฉันไม่ว่าถ้าจะเล่นโทรศัพท์ในห้องเรียนเพราะฉันไม่ได้จ่ายค่าเทอมให้เธอ แต่กรุณาอย่ารบกวนสมาธิคนที่เขาตั้งใจเรียนแบบนี้”

     “ค่ะ...”

     “อย่าให้มีครั้งหน้าอีก ไม่งั้นฉันจะเชิญเธอออกไปเล่นโทรศัพท์ข้างนอก”

     ฝนยกมือไหว้อาจารย์ก่อนจะนั่งลงพร้อมใบหน้าที่หดเหลือแค่สองนิ้ว ควีนที่เป็นเจ้าแม่แห่งความอยากรู้อยากเห็นรีบยื่นหน้าไปถามทันที

     “อีฝน มึงดูอะไรอยู่คะถึงตกใจซะลั่นห้องเลย”

     ควีนถามด้วยน้ำเสียงทั่วไป ไม่ได้ตะคอกเหมือนเจ้าหนี้ตามทวงเงิน ออกจะเบากว่าปกติด้วยซ้ำเพราะมันกลัวจะโดนอาจารย์เรียกอีกคน แต่คนถูกถามกลับสะดุ้งโหยง ทำหน้าเลิ่กลั่กยิ่งกว่าตอนคุยกับอาจารย์เสียอีก สีหน้าของมันทำให้ผมที่ตอนแรกไม่ได้สนใจเริ่มสงสัยขึ้นมา

     “ปะ...เปล่า กูไม่ได้ดูอะไรเลย กูแค่เปิดกล้องหน้าจะถ่ายรูปเลยตกใจความสวยของตัวเองเฉยๆ”

     บางทีผมก็งงกับมันเหมือนกันนะ เวลาเป็นเรื่องคนอื่นนี่ฉลาดผิดหูผิดตา พอเป็นเรื่องตัวเองกลับไม่เคยเอาตัวรอดได้สักครั้ง คิดมาได้ยังไงข้อแก้ตัวแบบนี้

     “จะโกหกทั้งทีคิดได้แค่นี้เหรอคะ เอามานี่” ควีนแย่งโทรศัพท์ฝนไปดู แต่สักพักมันก็เปลี่ยนเป็นหน้าเจื่อนเหมือนเจ้าของโทรศัพท์ ผมเลยยิ่งสงสัยกว่าเดิม

     “พวกมึงสองคนดูอะไรกันอยู่”

     “เอ่อ...คือว่า...”

     พูดติดอ่างขนาดนี้ ผมวางห้าร้อยเลย ต้องมีบางอย่างอยู่ในโทรศัพท์แน่นอน ผมอาศัยจังหวะที่ควีนหันไปปรึกษาฝนแย่งโทรศัพท์จากมือมันมาอย่างรวดเร็ว

     “ไอ้เดือน!” ฝนทำท่าจะร้องห้าม แต่ไม่ทันแล้ว ผมได้เห็นสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์ไปแล้วเรียบร้อย…

     “ในโทรศัพท์ฝนมีอะไรเหรอเดือน” ข้าวหอมถามด้วยแววตาใสซื่อ พวกผมสามคนเลยรีบหันไปส่ายหน้าพร้อมกัน

     “ไม่มีอะไรหรอกข้าว มัน...มันแค่รูปผู้ชายน่ะ”

     “ชะ...ใช่ กูกำลังดูรูปในเพจคิวท์บอย พอเจอผู้ชายถอดเสื้อเลยออกอาการมากไปหน่อย”

     ผมไม่รู้ว่าฝีมือการแถของตัวเองอ่อนลงหรือฝีมือการจับผิดของข้าวหอมเพิ่มมากขึ้น แต่ดูจากสายตาที่มองมาแล้วเห็นได้ชัดว่าข้าวหอมไม่เชื่อผม

     “ปิดบังอะไรข้าวอยู่สินะ” ข้าวหอมยื่นมือมาหยิบโทรศัพท์ แต่ผมออกแรงยื้อไว้ไม่ให้เอาไปได้

     “มันไม่มีอะไรหรอกมึง แค่รูปผู้ชายทั่วไปนั่นแหละ”

     “ถ้าไม่มีอะไรแล้วทำไมถึงไม่ให้ข้าวดู”

     “คือเรื่องนั้น...”

     “ที่ทุกคนกำลังดูอยู่เกี่ยวกับข้าวใช่ไหม”

     พวกผมหน้าซีดกว่าเดิมเมื่อคนที่กำลังสงสัยพูดได้ตรงจุดพอดี ข้าวหอมยังพยายามขอโทรศัพท์ฝนไปดู ผมก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา

     “อย่าดูเลยข้าว เชื่อเราเถอะ”

     “ก็ข้าวอยากดูนี่นา”

     “แต่ว่า...”

     “ให้ข้าวดูเถอะ ข้าวขอร้อง”

     ใบหน้าจริงจังของข้าวหอมทำให้ผมไม่กล้าปฏิเสธต่อ ผมหันไปมองเพื่อนอีกสองคน ซึ่งพวกมันก็ทำหน้าปั้นยากเหมือนกัน แรงที่ดึงโทรศัพท์ไว้ค่อยๆ เบาลงจนข้าวหอมหยิบไปได้ในที่สุด

     ข้าวหอมมองโทรศัพท์ฝนแล้วก็เงียบไม่พูดอะไรอีกเลย ปากบางที่เม้มเข้าหากันแน่นทำให้พวกผมเริ่มเป็นห่วง สิ่งที่ปรากฏอยู่บนโทรศัพท์ไม่ใช่เพจคิวท์บอย แต่เป็นเพจที่น่าจะถูกสร้างโดยคนในมหา’ลัยผม เพราะชื่อเพจมันคือ ‘แอนตี้ข้าวเน่าๆ เพื่อปกป้องพี่องศา’

     ภายในเพจมีทั้งรูปเดี่ยวของข้าวหอมและรูปคู่กับพี่องศา รูปไหนที่มีแต่ข้าวหอมจะมีกากบาทสีแดงอันใหญ่แปะทับไว้ บนรูปทุกรูปมีแคปชันที่ส่อไปในทางด่าทอข้าวหอม รูปทั้งหมดเป็นรูปแอบถ่าย ผมไม่รู้ว่าใครคือตัวการ แต่ดูจากจำนวนรูปในเพจแล้วน่าจะเพิ่งตามถ่ายมาได้ไม่นาน

     ข้าวหอมเลื่อนดูรูปไปเรื่อยๆ ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ดวงตายิ่งสั่นระริกมากเท่านั้น ฝนที่ทนเห็นสีหน้าเพื่อนไม่ไหวเลยรีบแย่งโทรศัพท์คืนไป

     “พอแล้ว มึงจะดูให้จิตตกเลยหรือไง”

     “ใครมันกล้าทำเรื่องเหี้ยๆ แบบนี้วะ ทำกันขนาดนี้เดินมาด่าตรงๆ เลยดีกว่า” ควีนสบถอย่างหัวเสีย ทั้งคำพูดและน้ำเสียงมันดูแมนขึ้นมาทันที ถ้าไม่กลัวอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่มันคงอาละวาดมากกว่านี้

     “อาจจะเป็นแฟนคลับพี่องศาที่ไม่พอใจข้าวก็ได้” ผมวิเคราะห์ตามความเป็นไปได้ ช่วงนี้พี่องศาตัวติดกับข้าวหอมแทบตลอดเวลา ตามดูแลอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง ถ้าจะมีคนอิจฉาเพื่อนผมมันก็ไม่แปลก

     “มึงอย่าคิดมากนะ ก็แค่พวกเห็บไรที่มีดีแค่อิจฉาตาร้อน ยังไงพี่องศาก็รักมึงเหมือนเดิมอยู่ดี” ฝนจับไหล่ข้าวหอมเป็นเชิงปลอบ แต่ดูจากสีหน้าแล้วผมว่าข้าวหอมไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย

     “เออ เย็นนี้มึงจะไปกินไอติมกับพี่องศาใช่ไหม” ควีนชวนเปลี่ยนเรื่องคุย ข้าวหอมไม่หันมามองแต่พยักหน้าเล็กน้อยเพื่อตอบคำถาม

     “ให้ไอ้เดือนไปเป็นเพื่อนไหม”

     “ไม่ต้องหรอก เย็นนี้เดือนต้องไปดูพี่คลื่นไม่ใช่เหรอ”

     วันนี้ตอนบ่ายสามโมงพี่คลื่นมีนัดซ้อมบาสเกตบอลกับพวกรุ่นพี่ปีสี่ คราวที่แล้วผมไม่ได้ไป วันนี้ผมเลยสัญญากับพี่คลื่นไว้ว่าจะตามไปเชียร์ถึงขอบสนาม ฝนกับควีนก็ไปด้วยเพราะพี่คลื่นชวนพี่ทิวกับน้องบาสมาแข่งเหมือนกัน มีแต่พี่องศาที่ไม่ใช่สายกีฬาเลยไม่ลงแข่ง

     “งั้นเดี๋ยวกูไปกับมึงก็ได้ หรือมึงจะไปกับอีควีนล่ะ”

     “ไม่เป็นไร ฝนกับควีนไปกับเดือนเถอะ พี่ทิวกับน้องบาสอยากให้ไปเชียร์ไม่ใช่เหรอ”

     พวกผมสามคนมองหน้ากันอย่างหนักใจ ดูท่าแล้วข้าวหอมคงไม่คิดจะรับความช่วยเหลือง่ายๆ

     “มึงไปคนเดียวได้แน่นะ”

     “อืม”

     เห็นหน้าคนตอบแล้วผมไม่รู้สึกอยากเชื่อเลย สีหน้าข้าวหอมตอนนี้เหมือนพร้อมจะร้องไห้ได้ตลอดเวลา แต่ที่ไม่ร้องออกมาคงกำลังพยายามกลั้นไว้อยู่

     “มึงว่าพี่องศาจะเห็นเพจนี้ยังวะ” ควีนหันไปถามฝนเบาๆ

     “กูก็ไม่รู้ แต่ถ้าพี่องศาเห็นจริงๆ เขาไม่มีทางปล่อยให้คนทำลอยนวลแน่นอน เขารักไอ้ข้าวจะตาย ไม่งั้นจะตามจีบขนาดนี้เหรอ”

     ผมเองก็คิดอย่างนั้น พี่องศาดูไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ใครมาทำร้ายคนที่ตัวเองรักได้ง่ายๆ ผมได้แต่หวังว่าเขาจะปกป้องเพื่อนผมได้ดีพอให้สมกับที่ผมไว้ใจเขา



     -ข้าวหอม-

     ผมกำลังเดินไปคณะบริหารฯ ด้วยจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

     ผมรู้ว่าเส้นทางความรักของผมกับพี่องศาไม่มีทางราบรื่นอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าอุปสรรคจะมาเร็วจนตั้งตัวไม่ทันแบบนี้ ผมไม่รู้ว่าพี่องศาเห็นเพจนั้นหรือยัง แต่ผมไม่อยากให้เขาเห็น รูปที่ผมถูกแอบถ่ายล้วนมีแต่รูปน่าเกลียดทั้งนั้น ขนาดผมเป็นเจ้าของรูปยังอดรู้สึกแย่ไม่ได้เลย ถ้าพี่องศาได้เห็นจริงๆ ผมกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้จนอยากหนีไปจากผม

     ...และความสุขของผมก็จะจบลงในที่สุด

     ผมนัดกับพี่องศาตรงพุ่มไม้หน้าตึกเรียน พี่องศาโทรมาบอกว่าอยู่ตรงที่นัดแล้ว ที่จริงผมควรจะไปถึงพร้อมกันแต่เพราะอาจารย์สอนติดลมเลยเลิกเรียนช้า

     “เฮ้ยองศา เด็กของมึงดังใหญ่แล้วนะ”

     เสียงที่ลอยมาให้ได้ยินทำให้สองขาของผมหยุดชะงัก ผมเดินใกล้ถึงพุ่มไม้ที่นัดกันไว้แล้ว จากมุมนี้พี่องศาไม่เห็นผม แต่ผมสามารถเห็นเขากับเพื่อนได้ชัดเจน

     “ดังอะไร?”

     “อ้าว มึงยังไม่เห็นเหรอ มาดูนี่ๆ”

     พอรู้ว่าพวกเขากำลังคุยกันเรื่องอะไรหัวใจผมก็เต้นแรงขึ้นมาทันที ผมขยับเข้าไปใกล้อีกนิดเพื่อจะได้ฟังถนัดยิ่งขึ้น พี่องศาโน้มใบหน้าไปดูโทรศัพท์เพื่อน ทันใดนั้นคิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากัน

     “กูเห็นแล้ว”

     พี่องศาเห็นแล้ว!?

     ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจ นี่ผมมาห้ามไม่ทันเหรอ แล้วหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อ เขาจะมาขอเลิกจีบผมไหม หรือจะหายหน้าหายตาไปเลยทำเหมือนเรื่องระหว่างเราไม่เคยเกิดขึ้น

     “แล้วมึงไม่มีอาการอะไรเลยเหรอ”

     “ทำไมกูต้องมี”

     “โห่ กะจะยุให้ของขึ้นสักหน่อย แกล้งมึงนี่ไม่สนุกเลย” เพื่อนพี่องศาทำหน้าเซ็งแต่ยังคงพูดต่อไป “รูปก็น่ารักอยู่หรอก แต่แคปชันโคตรเจ็บเลยว่ะ แอดมินเพจแม่งปากร้ายฉิบหาย”

     ผมนิ่งงันไปเมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนพี่องศา เขาบอกว่ารูปผมน่ารักเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าผมคิดมากเกินไปสินะ ค่อยยังชั่ว...

     “อย่าชมว่าน่ารัก” พี่องศาพูดเสียงเรียบ ดับทุกความคิดของผมในพริบตา

     “อ้าว มึงไม่คิดว่าน่ารักหรอกเหรอ”

     พี่องศามองรูปในโทรศัพท์อีกครั้ง ก่อนจะส่งคืนให้เพื่อนด้วยใบหน้าเฉยชา “กูไม่ชอบ”

     เพียงเท่านั้นผมก็รู้สึกเหมือนโลกตรงหน้าดับวูบ สมองไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป ผมไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกันต่อ ผมไม่รู้ว่าขาตัวเองกำลังสั่น ผมไม่รู้ว่าน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มตั้งแต่เมื่อไหร่ สิ่งเดียวที่ผมรู้ตอนนี้คือหัวใจผมแตกสลายไปแล้วเรียบร้อย

     พี่องศาไม่ชอบรูปผม พี่องศาบอกว่าผมไม่น่ารัก

     ไม่ใช่ว่าไม่เคยโดนด่าอย่างนี้ กลับกันผมโดนมาตั้งแต่ปีหนึ่งจนคิดว่าตัวเองมีภูมิต้านทานกับเรื่องพวกนี้แล้ว แต่พอคนพูดคือพี่องศาผมกลับทำใจได้ยินไม่ได้ แค่คำพูดไม่กี่คำกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนล้มทั้งยืน มันเคว้งคว้างไปหมดไม่รู้จะทำยังไงต่อ

     ผมค่อยๆ เดินออกมาจากตรงนั้น น้ำตายังไหลลงมาไม่หยุดแต่ผมไม่คิดจะยกมือมาปาดออก ผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน ผมรู้แค่ว่าต้องไปให้ไกลจากคนขี้โกหก

     ผมตั้งใจจะมาถามพี่องศาว่าผมน่ารักไหม เพราะผมเชื่อว่าเขาจะต้องตอบกลับมาเหมือนทุกทีว่าน่ารัก คำชมของพี่องศาเปรียบเสมือนยาชั้นดีที่จะมาเยียวยาความรู้สึกของผม แต่ตอนนี้มันไม่มีอีกแล้ว ไม่มีอีกต่อไป

     ไหนบอกว่าผมน่ารักที่สุดไง หรือเพราะรูปพวกนั้นมันน่าเกลียดเกินไป ผมเลยไม่น่ารักสำหรับเขาแล้ว



     ผมอยากกลับไปหาเพื่อน แต่อีกใจก็ไม่อยากผิดนัด หลังจากลังเลอยู่นานสุดท้ายผมก็เดินมารอที่รถพี่องศาแทนโดยไม่ลืมโทรบอกเจ้าของรถ

     “ทำไมไม่ไปหาพี่ก่อนล่ะ ไหนว่าจะเดินมาพร้อมกันไง” พี่องศาเอ่ยถามเมื่อมาถึง ผมตอบกลับไปด้วยเสียงที่พยายามให้ปกติที่สุด

     “พอดีข้าวมาทำธุระแถวนี้เลยไม่อยากเดินย้อนไปย้อนมาน่ะครับ” ผมโกหก

     “แล้วเราทำธุระเสร็จยัง”

     “เสร็จแล้วครับ”

     “งั้นไปกันเลยไหม”

     ผมควรถามพี่องศาเรื่องรูปในเพจไปตรงๆ เลยดีไหม อย่างน้อยถ้าเรื่องระหว่างเราต้องจบลงจริงๆ ให้มันจบตอนนี้ไปเลยยังจะดีเสียกว่าปล่อยให้ยืดเยื้อจนผมเผลอถลำลึกไปมากกว่านี้

     “ข้าวหอม”

     “ครับ?” ผมสะดุ้งเมื่อคนตรงหน้าเอ่ยเรียก

     “เหม่ออะไรอยู่ พี่ถามสองรอบแล้วเราก็เอาแต่นิ่ง”

     ผมกัดปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป “พี่องศาครับ คือ...ข้าวมีเรื่องอยากคุยด้วย”

     “หืม? อะไรครับ”

     ‘ข้าวไม่น่ารักสำหรับพี่แล้วใช่ไหมครับ’ นี่คือประโยคที่ผมตั้งใจจะถาม แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา

     “พี่องศาคะ”

     เราสองคนหันไปมองเจ้าของเสียงพร้อมกัน เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักที่ผมไม่รู้จักแต่รู้สึกคุ้นหน้าแปลกๆ เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพี่องศาก่อนจะยิ้มให้

     “บังเอิญจัง ได้เจอพี่องศาที่นี่ด้วย”

     “น้องพีชมาทำอะไรในลานจอดรถครับ ไหนเคยบอกว่าไม่ได้ขับรถมาเรียนไง” คำพูดที่ดูสนิทสนมทำให้ผมหันกลับไปมองคนตัวสูงทันที พี่องศาพูดอย่างนี้แปลว่ารู้จักกับเด็กคนนี้อยู่แล้วเหรอ

     “พีชมารอเพื่อนค่ะ แต่เมื่อกี้มันโทรมาแคนเซิล ตอนนี้เลยไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อดี” น้องพีชพูดด้วยใบหน้าเศร้าๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มเหมือนเดิมเมื่อหันมามองผม “ถ้าพี่องศากับพี่ข้าวหอมไม่รังเกียจพีชขอติดรถไปด้วยคนนะคะ”

     “แต่พวกพี่กำลังจะไปกินไอติมกันนะครับ”

     “งั้นดีเลยค่ะ พีชอยากกินไอติมอยู่พอดี ขอไปกินด้วยคงไม่เป็นไรนะคะ” น้องพีชยิ้มให้ผมเหมือนเกรงใจ แต่คำพูดกลับไปคนละทาง ผมไม่แปลกใจว่าทำไมน้องพีชถึงรู้จักผม แต่ผมแปลกใจมากกว่าที่น้องเขากล้าพูดออกมาตรงๆ ขนาดนี้

     “เอาไงครับข้าว” พี่องศาหันมาถามผม

     “แล้วแต่พี่เลยครับ ข้าวไม่มีปัญหาอะไร” ผมพูดเสียงเรียบ อยากรอดูว่าพี่องศาจะจัดการยังไง

     “งั้นน้องพีชไปด้วยกันก็ได้ครับ กินไอติมหลายๆ คนสนุกดี”

     คำตอบของพี่องศาทำให้ผมอดผิดหวังไม่ได้ ถึงผมจะชอบมองโลกแง่บวกแต่ก็ไม่ได้ซื่อจนแปลสายตาผู้หญิงคนนี้ไม่ออก ขนาดผมยังดูออกพี่องศาก็น่าจะดูออกเหมือนกัน แต่ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกแล้วทำไมถึงยังยอมให้มาด้วยล่ะ

     หรือการอยู่กับคนไม่น่ารักอย่างผมมันน่าเบื่อเกินไป เลยต้องหาคนน่ารักไปด้วยเพื่อที่หัวใจจะได้กระชุ่มกระชวย

     น้องพีชยิ้มดีใจ รีบพูดขอบคุณก่อนจะเดินไปเปิดประตูหน้ารถ ผมที่โดนแย่งที่นั่งด้านหน้าไปเรียบร้อยเลยต้องเดินไปนั่งด้านหลังอย่างทำอะไรไม่ได้

     “ข้าวไปทำอะไรตรงนั้นครับ มานั่งหน้ากับพี่สิ” เสียงของพี่องศาทำให้น้องพีชชะงักขาที่กำลังจะก้าวขึ้นรถ เธอหันมายิ้มให้ผมแต่แววตาไม่ได้ยิ้มตาม

     “เชิญค่ะพี่ข้าวหอม”

     ผมเดินไปนั่งหน้ารถโดยมีน้องพีชเปิดประตูให้ ตอนที่ผมผ่านตัวเธอเหมือนจะเห็นสายตาจิกกัดแวบหนึ่ง ผมไม่ได้รู้สึกดีเลยกับการที่พี่องศาให้ผมมานั่งเบาะหน้า เพราะถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากให้มีใครนั่งเบาะหลังเลย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีจุดประสงค์แอบแฝงอย่างน้องพีช

     ...แต่ผมจะไปทำอะไรได้ล่ะ ผมไม่ใช่เจ้าของรถซะหน่อย แถมตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ายังใช่คนที่พี่องศามีใจให้อยู่หรือเปล่า

     “ว่าแต่เมื่อกี้ข้าวจะคุยอะไรกับพี่นะ” พี่องศาหันมาถามตอนที่เพิ่งออกรถได้ไม่นาน แต่ผมโกหกกลับไปเพราะตอนนี้เราไม่ได้อยู่กันสองคน

     “ข้าวลืมไปแล้วครับ แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร พี่ไม่ต้องสนใจหรอก”

     คนตัวสูงไม่ถามอะไรต่อ หันไปมองถนนตามเดิม เราสามคนเดินทางไปห้างสรรพสินค้าโดยมีคนข้างหลังชวนคุยตลอดเวลา ส่วนใหญ่พี่องศาจะเป็นคนตอบ มีผมตอบบ้างเฉพาะเวลาที่น้องพีชพูดด้วย ผมหันมามองหน้าต่าง ปล่อยให้คนขับรถกับแขกรับเชิญคุยกันไปสองคน ความรู้สึกอึดอัดค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนในอกมันทรมานไปหมด

     ผมรักพี่องศา ผมรักการกินไอศกรีม ทั้งที่ผมกำลังจะไปทำสิ่งที่รักพร้อมกับคนที่รักแต่ผมกลับไม่รู้สึกดีเลยสักนิด



     วันนี้พี่องศาทำให้ผมเสียใจและแปลกใจพร้อมๆ กัน

     เหตุผลที่ผมเสียใจคือคำพูดที่เขาพูดกับเพื่อน วินาทีที่ได้ยินผมยอมรับว่าอยากกลับบ้านไปขังตัวเองในห้องแล้วร้องไห้อยู่อย่างนั้นข้ามวันข้ามคืน

     ส่วนเหตุผลที่ผมแปลกใจน่ะเหรอ...

     “ข้าวกินเองได้ครับ” ผมบอกคนที่เอาแต่คะยั้นคะยอ พี่องศาทำหน้างอง้ำเหมือนเด็กที่ไม่ได้ของเล่น

     “ไหนบอกว่าถ้าพี่พามากินไอติมอีกข้าวจะให้พี่ป้อนไง”

     “มันก็ใช่ครับ แต่...” ผมเหลือบไปมองน้องพีชเป็นการบอกทางอ้อมว่าเราไม่ได้อยู่กันสองคน แต่ดูเหมือนพี่องศาจะไม่เข้าใจ หรือไม่ก็ไม่ได้สนใจเลยว่าจะมีคนอื่นอยู่ด้วยหรือเปล่า

     “เลือกเอาครับว่าจะให้พี่ป้อนหรือข้าวจะป้อนพี่ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าพี่กินจุ ถ้าข้าวจะป้อนก็ต้องป้อนจนกว่าพี่จะอิ่ม”

     เล่นขู่กันขนาดนี้ ผมจะไปทำอะไรได้นอกจากยอมอ้าปากให้ป้อนไอศกรีม พี่องศายิ้มพอใจเมื่อขู่สำเร็จ ต่างกับผมที่ได้แต่ทำหน้าบึ้ง

     “พี่องศาดูแลพี่ข้าวหอมดีจังเลยค่ะ” น้องพีชพูดยิ้มๆ แต่แววตาไม่เป็นมิตรมากกว่าตอนขึ้นรถอีก

     “น้องพีชก็ลองหาคนมาดูแลบ้างสิครับ”

     “คนที่พีชอยากให้ดูแลเขาไม่มองมาที่พีชเลยน่ะสิคะ” น้องพีชพูดจบก็ส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความนัยมาให้ แต่พี่องศาเพียงแค่ยิ้มบางเบากลับไป

     “น้องพีชเป็นคนสวย สักวันต้องเจอคนที่อยากดูแลแน่นอนครับ” ปากพูดกับน้องพีชแต่มือกลับเอื้อมมาลูบหัวผม “เหมือนที่ข้าวหอมน่ารักพี่เลยอยากดูแลไง”

     นี่ล่ะครับสาเหตุที่ทำให้ผมแปลกใจ ทั้งคำพูดและการกระทำของพี่องศามันไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เขาพูดกับเพื่อนเลยสักนิด ราวกับว่าพี่องศาที่นั่งข้างผมตอนนี้กับพี่องศาที่บอกว่ารูปผมไม่น่ารักเป็นคนละคนกันอย่างนั้นแหละ

     “จะว่าไปไอติมพี่องศาดูน่าอร่อยจังเลย พีชขอชิมหน่อยนะคะ” น้องพีชเอ่ยปากขอแต่มือนำไปก่อนหน้านั้นแล้ว พอตักไอศกรีมไปชิมเสร็จก็เบิกตาโตด้วยท่าทางน่ารักๆ “ว้าว ไอติมพี่องศาอร่อยจังเลย เสียดายที่พีชไม่ได้สั่งรสนี้มา งั้นพีชขอกินกับพี่องศาเลยนะคะ”

     ผมได้แต่มองคนตรงหน้าอย่างอึ้งๆ รู้แล้วว่าทำไมเขาถึงพูดกันว่าอย่าไว้ใจคนที่หน้าตา ใครจะไปนึกว่าเด็กน่ารักๆ อย่างน้องพีชจะกล้าถึงขนาดนี้ น้องเขาทำเหมือนผมเป็นเพียงอากาศที่ไม่มีตัวตน

     “น้องพีชชอบเหรอครับ”

     “ชอบค่ะ”

     “งั้นพี่ยกถ้วยนี้ให้ก็ได้ครับ” พี่องศาพูดจบก็เลื่อนถ้วยไอศกรีมตัวเองไปให้

     “อ้าว แล้วพี่จะกินอะไรล่ะครับ” ถึงผมจะเงียบมาตลอดเพราะไม่อยากมีเรื่อง แต่การที่พี่องศาเสียสละขนาดนี้ผมว่ามันมากเกินไป

     “ก็กินกับเราไง” พี่องศาพูดหน้าตาย ขยับเก้าอี้มาใกล้ผมมากขึ้น “ข้าวคงไม่หวงพี่ใช่ไหมครับ อีกหน่อยเราเป็นแฟนกันก็ต้องใช้ของร่วมกันอยู่ดี”

     คำพูดของพี่องศาทำให้ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ทำแก้มพองลมเพื่อไม่ให้หน้าแดงไปมากกว่านี้ ถ้าน้องพีชไม่อยู่ผมว่าไปนานแล้วนะ มีอย่างที่ไหนมาพูดเรื่องพวกนี้ในร้านไอศกรีมที่มีคนเยอะแยะ

     ถึงพี่องศาจะบอกว่ากินกับผม แต่เอาจริงๆ เขากลับป้อนผมอย่างเดียว ส่วนตัวเองกินไปแค่ไม่กี่คำ ตอนนี้รอยยิ้มบนหน้าน้องพีชหายไปแล้ว ไอศกรีมที่พี่องศาให้ไปก็ไม่ลดลงเลย

     “ไม่กินเหรอครับ” พี่องศาเอ่ยถามเมื่อไอศกรีมในถ้วยผมหมดแล้ว

     “พีชอิ่มแล้วค่ะ”

     “งั้นกลับกันเลยนะ”

     พี่องศายกมือเรียกพนักงานให้มาคิดเงิน ระหว่างที่ผมนั่งรออยู่ก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกล้องถ่ายรูป พอหันไปมองก็พบว่าน้องพีชกำลังชูสองนิ้วโดยที่โทรศัพท์หันมาทางผม

     “พีชเห็นแสงตรงนี้สวยดีเลยจะถ่ายรูปลงไอจีน่ะค่ะ”

     ผมทำหน้ารับรู้ ไม่ได้สนใจอะไรต่อเพราะฝนก็ชอบถ่ายรูปตัวเองลงโซเชียลเหมือนกัน คิดแค่ว่ามันคือนิสัยของวัยรุ่นผู้หญิงสมัยนี้

     ตอนที่เรากำลังจะกลับกันน้องพีชก็เอ่ยขอร้องให้พี่องศาไปส่ง เป็นไปตามที่คาดไว้ไม่มีผิด แต่ผมก็ไม่ว่าอะไรที่พี่องศายอมไปส่ง เพราะในสถานการณ์อย่างนี้ถ้าปฏิเสธไปมันจะดูไม่เหมาะ เรื่องที่ผมกำลังคิดมากจริงๆ คือเรื่องพี่องศาต่างหาก

     ตกลงเขาคิดว่าผมน่ารักหรือไม่น่ารักกันแน่ ช่วยทำให้มันชัดเจนหน่อยไม่ได้หรือไง มาตบหัวแล้วลูบหลังแบบนี้ผมทำตัวไม่ถูกนะ





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-10-2022 21:42:56 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     “กูจะทวงไอ้ข้าวคืน” ฝนพูดด้วยใบหน้าจริงจัง

     “กูด้วยค่ะ” ควีนพยักหน้าเห็นด้วย

     “พวกมึงใจเย็นก่อน พี่องศาอาจจะมีเหตุผลบางอย่างที่ทำแบบนี้ก็ได้” เดือนพยายามแก้ตัวให้พี่องศา

     “เหตุผลอะไรวะถึงต้องทำกันขนาดนี้ แค่มาว่าเพื่อนกูไม่น่ารักก็แย่พอแล้วนะ นี่ถึงกับชวนอีน้องพีชอะไรนั่นไปกินไอติมด้วยอีก ไม่รู้แหละ กูไม่ยกไอ้ข้าวให้แล้ว”

     อย่าหาว่าผมขี้ฟ้องเลยครับ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าควรทำยังไงถึงต้องเอาเรื่องตัวเองมาปรึกษาเพื่อน ซึ่งพอปรึกษาแล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ ตอนแรกฝนกับควีนจะไปถามพี่องศาตรงๆ ด้วยซ้ำแต่ผมห้ามไว้ก่อน

     “ตอนที่อยู่ด้วยกันพี่องศาไม่พูดเรื่องเพจแอนตี้เลยเหรอ” เดือนหันมาถาม ผมเลยส่ายหน้ากลับไป

     “ไม่ถามสักนิดเลยเหรอว่ามึงโอเคหรือเปล่า” ควีนถามอีกคน ผมก็ส่ายหน้าไปให้เหมือนกัน

     “จีบประสาอะไรวะ ไอ้ข้าวโดนหนักขนาดนี้แต่ไม่มีแม้แต่ท่าทางเป็นห่วง ตกลงพี่องศารักมึงแน่เหรอ”

     “ไอ้ฝน!”

     “แต่จะว่าไปอีฝนก็พูดถูกนะ กูไม่ได้จะพูดให้มึงรู้สึกแย่นะข้าว แต่ถ้าพี่องศารักมึงจริงเขาไม่มีทางปล่อยให้มึงโดนรังแกอย่างนี้หรอก”

     “พวกมึงพอเลย ไม่ช่วยแล้วยังซ้ำเติมอีก” เดือนชี้หน้าบอกเพื่อนก่อนจะถามผมอีกรอบ “พี่องศาพูดว่าข้าวไม่น่ารักจริงๆ เหรอ”

     “มึงถามอย่างนี้ทำไม คิดว่าไอ้ข้าวกุเรื่องขึ้นมาเหรอ”

     “เปล่า แต่บางทีมันอาจจะเป็นการเข้าใจผิดกันก็ได้ ว่าไงข้าว พี่องศาพูดว่าไม่น่ารักจริงหรือเปล่า”

     “คือ...มันก็ไม่เชิงอย่างนั้นหรอก”

     ควีนทำหน้างง คิ้วผูกกันเป็นโบว์ “หมายความว่าไงคะ ขยายความด่วน”

     ผมพูดสิ่งที่ได้ยินมาทั้งหมดให้เพื่อนฟัง เดือนนั่งฟังโดยไม่พูดอะไร แต่ฝนกับควีนยังโวยวายเหมือนเดิม

     “มันก็เหมือนกันนั่นแหละ แค่พูดว่าไม่ชอบมันก็ชัดแล้วป่ะว่าเขากำลังว่าเพื่อนเราไม่น่ารัก”

     เดือนยังทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อว่าพี่องศาจะทำอะไรอย่างนี้ ผมเองก็คิดเหมือนเดือน แต่สิ่งที่ได้ยินจากปากพี่องศามันยากที่จะปฏิเสธจริงๆ

     “ข้าว มึงโทรไปบอกพ่อเลยว่าต่อไปนี้ไม่ต้องให้พี่องศามารับส่งแล้ว ปล่อยให้เขาไปกับอีน้องพีชนั่นเถอะ”

     “จริงค่ะ”

     “กูบอกให้ใจเย็นก่อนไง พวกมึงนี่ชอบทำอะไรผลีผลาม” เดือนดุฝนกับควีนก่อนจะหันมาถามผมเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “พูดถึงน้องพีช ข้าวบอกว่าคุ้นหน้าน้องเขาใช่ไหม”

     “อืม ข้าวพยายามนึกแล้วแต่นึกไม่ออกซะทีว่าเคยเจอที่ไหน บางทีอาจจะจำผิดคนก็ได้”

     “ผู้หญิงนิสัยเสียแบบนั้นมึงไม่ต้องเปลืองสมองไปจำหรอกค่ะ มีอย่างที่ไหน รู้ว่าเขาจีบกันอยู่ยังจะตามไปเป็นก้างขวางคออีก” ควีนพูดอย่างไม่พอใจ หยิบโทรศัพท์มาเล่นเพื่อระบายอารมณ์ แต่ผ่านไปสักพักก็ส่งเสียงขึ้นมาอีก “อีฝน!”

     “มีอะไร เรียกอย่างกับอยู่คนละซีกโลก” ฝนทำหน้ารำคาญ แต่พอควีนยื่นโทรศัพท์ให้ดูก็เปลี่ยนเป็นตาโต “เหี้ย!”

     ผมกับเดือนมองหน้ากันอย่างงุนงง ก่อนที่เดือนจะเป็นคนถาม “มีอะไรกันวะ”

     คราวนี้ควีนหันโทรศัพท์มาให้พวกผมดูบ้าง พอเห็นรูปตรงหน้าแล้วผมก็เข้าใจทันทีว่าทำไมฝนถึงอุทานดังขนาดนั้น สิ่งที่ควีนให้ดูคือรูปผมที่กำลังนั่งอยู่ในร้านไอศกรีม รูปนี้ถูกโพสต์โดยเพจที่แอนตี้ผม แน่นอนว่าบนรูปต้องมีแคปชันว่าร้ายผมอยู่แล้ว แต่ที่ทำให้พวกผมตกใจคือลักษณะของรูปต่างหาก

     รูปที่เพจเอามาลงส่วนใหญ่จะเป็นรูปแอบถ่ายจากระยะไกล แต่ครั้งนี้กลับเป็นรูปถ่ายในระยะประชิด แถมตรงขอบรูปยังติดแขนพี่องศามาด้วยอีก ที่ผมรู้ว่าเป็นแขนพี่องศาเพราะบนข้อมือมีนาฬิกาสีเงินสวมอยู่ ผมเป็นคนเลือกนาฬิกาให้พี่องศากับมือดังนั้นจึงไม่ผิดแน่นอน

     “ข้าว นี่รูปที่มึงไปกับพี่องศาเมื่อวานหรือเปล่า”

     “แบ็กกราวน์เป็นร้านไอติมขนาดนี้ ไม่ต้องถามแล้วค่ะ ใช่แน่นอน”

     “ถ่ายใกล้จนเห็นรูขุมขนขนาดนี้ ก็แปลว่าคนที่ถ่ายรูปนี้คือ...” ฝนละคำพูดไว้แค่นั้น แต่แค่มองตากันผมก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเรากำลังคิดเหมือนกัน ในตอนนั้นเองผมก็เบิกตากว้างเมื่อนึกบางอย่างออก เดือนคงเห็นสีหน้าตกใจของผมเลยถามขึ้นมา

     “มีอะไรเหรอข้าว”

     ผมหันไปมองทุกคนพลางพูดด้วยความมั่นใจ “ข้าวจำได้แล้วว่าเคยเจอน้องพีชที่ไหน”



     ผมนั่งมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ครั้งเดียวยังพอทน แต่สองครั้งติดกันมันไม่มากเกินไปหน่อยเหรอ พี่องศาคิดจะทำอะไรกันแน่

     “พี่องศาชอบกินไก่ทอดใช่ไหมคะ เดี๋ยวพีชตักให้นะ”

     “ไม่เป็นไรครับน้องพีช”

     คนหวังดีไม่สนคำปฏิเสธ เอาแต่ตักไก่ทอดให้จนพูนจาน หลังจากปรนนิบัติคนตัวสูงเสร็จแล้วน้องพีชก็หันมาทางผม

     “พี่ข้าวหอมไม่กินเหรอคะ หรืออยากให้พีชตักให้ด้วย”

     “ไม่เป็นไรครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามไม่กระแทกกระทั้น แต่ดูเหมือนน้องพีชจะไม่สนใจ

     “ไม่ต้องเกรงใจค่ะ พีชเต็มใจ พี่ข้าวหอมกินเยอะๆ นะคะร่างกายจะได้แข็งแรง”

     พอเห็นสิ่งที่น้องพีชตักมาให้แล้วผมอยากถามกลับไปเหลือเกินว่าเอาอะไรมาแข็งแรง น้องเขาเล่นตักแต่พริกในผัดเผ็ดมาให้ไม่มีหมูเลยสักชิ้น ผมกำลังจะเขี่ยออกแต่พี่องศาก็ยกจานผมไปวางไว้หน้าตัวเอง ก่อนจะยกจานที่มีไก่ทอดมาให้

     “ข้าวหอมไม่กินเผ็ด กินจานพี่ไปแทนแล้วกันนะครับ ส่วนจานนี้เดี๋ยวพี่กินเอง” พี่องศาตักไก่ทอดไปบางส่วนเพื่อให้ผมทานได้สะดวกขึ้น

     “อ้าว พีชไม่รู้มาก่อนเลยว่าพี่ข้าวหอมกินเผ็ดไม่ได้ ขอโทษนะคะ” น้องพีชทำหน้ารู้สึกผิด ถ้าเป็นคนอื่นคงโดนหน้าตาใสซื่อหลอกไปนานแล้ว แต่ผมรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่แสดงออก

     ผมชอบอยู่กับเดือนที่มีแฟนเป็นถึงอดีตเดือนมหา’ลัย แถมยังมีพี่องศาที่ดังไม่แพ้พี่คลื่นคอยตามดูแลอีก ผมเลยเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกคนมองอยู่บ่อยๆ แต่ในบรรดาคนที่มองมานั้นเหมือนจะมีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้มองเฉยๆ

     ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนในมหา’ลัยผมก็มักจะเห็นน้องพีชผ่านตาเสมอ แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักกันผมเลยไม่ได้สนใจอะไร ไม่คิดเลยว่าทั้งหมดมันจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจของน้องพีชที่อยากถ่ายรูปผมเพื่อจะเอาไปตั้งเพจแอนตี้

     ที่จริงวันนี้เพื่อนผมขอมาด้วย โดยเฉพาะฝนกับควีนที่อยากเคลียร์กับน้องพีชเป็นพิเศษ แต่ผมปฏิเสธไปเพราะพวกพี่คลื่นยังมีแข่งบาสเกตบอลวันนี้กับพรุ่งนี้อีก และผมก็คิดว่าน้องพีชไม่น่าจะมากินข้าวกับผมสองวันติด แต่ดูเหมือนผมจะประมาทน้องพีชเกินไป

     “อร่อยไหมครับ” พี่องศาเอ่ยถามเมื่อเห็นผมตักไก่ทอดเข้าปาก เขาบอกว่าไก่ทอดร้านนี้อร่อยมากเลยตั้งใจสั่งมาให้ผมโดยเฉพาะ

     “อร่อยครับ” ผมตอบเสียงเรียบ อร่อยจริงครับแต่นาทีนี้ปากมันยิ้มไม่ขึ้น

     “ถ้าอร่อยแล้วทำไมทำหน้าแบบนี้ล่ะ ยิ้มหน่อยสิครับ” พี่องศาไม่พูดเปล่า ยื่นมือมาจับแก้มผมให้คลี่ยิ้ม ไม่ได้รู้เลยว่าสาเหตุที่ทำให้ผมยิ้มไม่ออกก็เพราะตัวเองนั่นแหละ

     “คนเขาไม่อยากยิ้มก็ไม่ต้องไปบังคับหรอกค่ะ ถ้าพี่องศาอยากเห็นรอยยิ้มหันมามองพีชก็ได้” น้องพีชพูดจบก็ยิ้มกว้างจนตาเป็นสระอิ ผมยอมรับว่าน้องพีชหน้าตาน่ารักมาก แต่พอคิดถึงสิ่งที่น้องเขาทำกับผม ความน่ารักก็เลือนหายไปทันที

     “ไม่เกี่ยวหรอกครับว่าใครจะยิ้มหรือไม่ยิ้ม มันอยู่ที่ว่าพี่อยากมองรอยยิ้มใครต่างหาก” พี่องศาพูดพร้อมรอยยิ้ม น้ำเสียงปกติทั่วไปเลยไม่รู้ว่าอยู่ในอารมณ์ไหน

     “ข้าวอิ่มแล้วครับ” ผมพูดขึ้นมาเพราะอยากทดสอบอะไรบางอย่าง

     “อ้าว อิ่มแล้วเหรอ ไหนบอกว่าอร่อยไงครับ”

     “ตอนกลางวันข้าวกินเยอะไปหน่อย ตอนนี้เลยยังอิ่มอยู่น่ะครับ”

     “แล้วน้องพีชล่ะครับ”

     “อิ่มเหมือนกันค่ะ”

     “ถ้างั้นพี่คิดเงินเลยนะ”

     พี่องศาหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมาก่อนจะยกมือเรียกพนักงาน ผมทำเป็นหันไปทางอื่นแต่แอบเหลือบมองว่าน้องพีชจะทำอะไรต่อไป และเมื่อเห็นว่าน้องพีชหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาผมก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวตั้งใจจะแอบถ่ายเหมือนครั้งก่อน แต่ในตอนที่ผมกำลังจะหันไปถามตรงๆ ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นมา

     !!!!!!

     ผมกับน้องพีชได้แต่มองคนที่กำลังเลื่อนดูโทรศัพท์อย่างสบายใจ พี่องศายิ้มอยู่ก็จริง แต่ผมกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของเขาดูน่ากลัวต่างจากตอนคุยกับผมโดยสิ้นเชิง

     “เอ่อ...พี่องศาเอาโทรศัพท์พีชไปทำไมคะ”

     ร่างสูงเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ตายังมองโทรศัพท์ “ทำไมถามอย่างนั้นล่ะครับ พีชถ่ายรูปข้าวหอมไว้เยอะเลยไม่ใช่เหรอ พี่ขอดูนิดหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”

     น้องพีชเริ่มหน้าเสีย ส่วนผมกะพริบตาปริบๆ เพราะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก พี่องศาพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง เขารู้เรื่องแอบถ่ายอยู่แล้วเหรอ

     “ถะ...ถ่ายอะไรกันคะ พีชจะถ่ายรูปพี่ข้าวหอมไปทำไม พีชไม่ได้ชอบเขาซะหน่อย”

     “ใช่ครับ น้องพีชไม่ได้ชอบข้าวหอม เพราะไม่ชอบถึงได้ถ่าย หรือพี่พูดผิดครับ?”

     พี่องศาหันโทรศัพท์มา ทำให้ผมเห็นว่าภายในอัลบัมของน้องพีชมีรูปผมอยู่เยอะพอสมควร และแทบทุกรูปก็ตรงกับรูปที่เพจแอนตี้โพสต์ด้วย

     “พี่ยังมีมารยาทพอเลยไม่กดเข้าไปดูในเฟซบุ๊ก แต่น้องพีชน่าจะรู้นะครับว่าการตามหาแอดมินเพจ ‘แอนตี้ข้าวเน่าๆ เพื่อปกป้องพี่องศา’ ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพี่เลย”

     ชัดเจนเลยครับ พี่องศารู้เรื่องแอบถ่ายจริงๆ ด้วย แถมยังรู้อีกว่าน้องพีชเป็นแอดมินเพจที่แอนตี้ผม น้องพีชหน้าเสียกว่าเดิมเมื่อได้ยินอย่างนั้น กำลังจะคว้ามือไปแย่งโทรศัพท์แต่พี่องศาก็หลบได้ทัน

     “อยากได้โทรศัพท์คืนเหรอครับ กลัวพี่รู้เหรอว่าแอดมินเพจคือใคร”

     “พี่องศา พีช...พีชอธิบายได้นะคะ”

     “พี่ไม่ต้องการคำอธิบาย แต่พี่จะให้น้องพีชเลือกระหว่างลบเพจเดี๋ยวนี้กับไปคุยเรื่องนี้กันต่อที่โรงพัก” พี่องศาพูดจบก็ยกยิ้ม ต่างกับน้องพีชที่หน้าซีดจนแทบไม่มีสี

     “พีชขอโทษค่ะ พีชจะไม่ทำอีกแล้ว อย่าให้เรื่องนี้ถึงตำรวจเลยนะคะ” น้องพีชละล่ำละลักพูด น้ำตาเริ่มคลอเบ้าเมื่อได้ยินคำว่าโรงพัก

     “น้องพีชไม่มีสิทธิ์ขอร้องครับ ถ้าไม่อยากไปนอนในคุกก็ต้องลบเพจทิ้งต่อหน้าพี่ตอนนี้เท่านั้น ทำได้ไหมครับ?”

     “ดะ...ได้ค่ะ พีชทำได้แน่นอน”

     พี่องศาคืนโทรศัพท์ให้เจ้าของ น้องพีชรับไปด้วยมืออันสั่นเทา กดยุกยิกอยู่สักพักก่อนจะหันโทรศัพท์มาให้ดู

     “พีชลบเพจแล้ว รูปพี่ข้าวหอมก็ลบหมดแล้วด้วย พี่องศาพอใจแล้วใช่ไหมคะ”

     “ยังครับ” คนตัวสูงพยักพเยิดหน้ามาทางผม “ขอโทษข้าวหอมด้วย”

     “อะไรนะคะ!”

     “แน่ใจเหรอว่าจะให้พี่พูดซ้ำ พี่ไม่ได้มีความอดทนสูงนะครับ”

     น้องพีชหันมามองผมเหมือนไม่เต็มใจ แต่เพราะความกลัวเลยทำให้ต้องพูด “พีชขอโทษค่ะ”

     “ข้าวอยากยกโทษให้ไหมครับ” พี่องศาถามผม “ถ้าไม่อยากก็บอกมาได้เลย พี่พร้อมโทรหาตำรวจตลอดเวลา”

     “พี่องศา!” น้องพีชทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เสียให้ได้ ผมเลยรีบยกมือห้ามเพราะไม่อยากให้เรื่องใหญ่ไปกว่านี้

     “ไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอกครับ น้องเขาก็ขอโทษแล้ว แค่สัญญาว่าจะไม่ทำอีกก็พอ โอเคไหมครับ”

     “ค่ะ พีชจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว” น้องพีชรีบพูดเสียงสั่น ผมยกยิ้มอย่างพอใจ พี่องศาลุกขึ้นยืนก่อนจะจับมือผมให้ลุกตาม

     “ถ้าหมดธุระแล้วก็กลับกันเถอะครับข้าว ส่วนน้องพีช...กลับดีๆ นะครับ”

     “อ้าว! พี่องศาไม่ไปส่งพีชเหรอคะ”

     “น้องพีชยังกล้าถามอย่างนี้อีกเหรอครับ แค่พี่ยอมไม่เอาเรื่องก็น่าจะมากพอแล้วนะ” พี่องศายังยิ้มให้เหมือนเดิม แต่คนถูกยิ้มให้น่าจะกลัวมากกว่ารู้สึกดี “ขอบคุณนะครับที่อยากปกป้องพี่ แต่พี่ไม่เคยต้องการ ถ้าน้องพีชชอบพี่จริงก็น่าจะรู้ว่าพี่ไม่ได้ใจดีเหมือนครั้งนี้บ่อยๆ”

     พี่องศาพูดด้วยท่าทางสบายๆ แต่ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ใบหน้าคนฟังยิ่งหดเล็กลงเท่านั้น

     “อย่าให้มีเหตุการณ์แบบนี้อีกเลยนะครับ พี่ไม่อยากตัดอนาคตใคร น้องพีชดูเป็นคนฉลาด คงรู้นะว่าพี่หมายถึงอะไร”



     “นี่มันอะไรกันครับ” ผมหันไปถามร่างสูงทันทีที่เข้ามาในรถ พี่องศาออกรถก่อนจะเหลือบมามองผม

     “เรื่องอะไรครับ”

     “พี่องศา ข้าวจริงจังนะครับ”

     “พี่ไม่รู้จริงๆ ว่าข้าวพูดถึงเรื่องอะไร มันเยอะไปหมดจนพี่อธิบายไม่ถูก”

     ผมหันมาถอนหายใจกับตัวเอง เปลี่ยนเป็นค่อยๆ ถามไปทีละเรื่องแทน “พี่รู้เรื่องเพจแอนตี้ใช่ไหมครับ”

     “รู้สิ”

     “แล้วทำไมถึงไม่เคยพูดเรื่องนี้เลยล่ะ ไม่เป็นห่วงข้าวเหรอครับ”

     “ตรงกันข้ามต่างหาก เพราะพี่ห่วงข้าวมากถึงไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย พี่อยากให้ตอนเราอยู่ด้วยกันข้าวมีแต่ความสุข ยิ่งเกิดเรื่องแบบนี้พี่ยิ่งอยากทำให้ข้าวมีความสุขมากกว่าเดิม”

     คำตอบของพี่องศาทำให้ความน้อยใจลดลงไปเกินครึ่ง น้ำเสียงที่ใช้พูดอ่อนลงทันทีเมื่อได้รับรู้เหตุผลของอีกฝ่าย

     “แล้ว...พี่ไปรู้จักน้องพีชได้ยังไงครับ แถมยังรู้อีกว่าน้องเขาเป็นแอดมินเพจ”

     “ตอนที่เราไม่อยู่น้องพีชเข้ามาชวนพี่คุยสองสามครั้ง ตามประสาผู้หญิงที่สนใจผู้ชายนั่นแหละ ที่จริงพี่จะไม่เล่นด้วย แต่เพราะเกิดเรื่องนี้ขึ้นและพี่ก็เห็นน้องพีชมาป้วนเปี้ยนใกล้เราสักพักแล้ว พี่เลยทำเป็นตีสนิทเพื่อจะพิสูจน์ว่าน้องพีชเป็นคนต้นเรื่องจริงหรือเปล่า และลางสังหรณ์พี่ก็ไม่ผิด”

     เพียงเท่านั้นทุกอย่างก็กระจ่างทันที ผมรู้แล้วว่าทำไมพี่องศาถึงชวนน้องพีชมากินข้าวด้วยกัน คงอยากจับให้ได้คาหนังคาเขาจะได้ไม่มีข้อแก้ตัว คำพูดของพี่องศาเกือบทำให้ผมรู้สึกดีแล้ว ถ้าไม่ติดว่าผมนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ซะก่อน

     “ที่พี่ทำแบบนี้เพราะแค่สงสารข้าวใช่ไหมครับ”

     พี่องศาหุบยิ้มแล้วเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วแทน “ทำไมถามอย่างนั้นครับ”

     “พี่พูดความจริงมาเถอะครับ ข้าวสัญญาว่าจะไม่โกรธ ข้าวรู้ดีว่ารูปตัวเองไม่ได้น่ารักอยู่แล้ว”

     “รูป? รูปอะไร”

     “รูปที่น้องพีชเอามาลงเพจไงครับ ถ้าพี่องศาจะเลิกจีบเพราะอายรูปข้าวจริงๆ ก็ไม่เป็นไรครับ ข้าวเข้าใจ”

     “เดี๋ยว เราพูดเรื่องอะไรอยู่ พี่งงไปหมดแล้วนะ”

     “ข้าวบอกแล้วไงว่าให้พูดความจริง ไม่ต้องสงสารจนถึงกับต้องโกหกหรอกครับ พี่พูดมาตรงๆ เลยมันจะเจ็บน้อยกว่าด้วยซ้ำ”

     พี่องศาไม่ตอบอะไร แต่ค่อยๆ ชะลอความเร็วก่อนจะจอดรถเข้าข้างทางในที่สุด คนตัวสูงถอดเข็มขัดนิรภัยก่อนจะหันมาประจันหน้า

     “ข้าวหอม พี่ไม่รู้นะว่าเราไปได้ยินอะไรจากใครมา แต่พี่ยังยืนยันคำเดิมว่าเราน่ารักที่สุดสำหรับพี่”

     คำพูดของอีกฝ่ายทำให้น้ำตาที่พยายามกลั้นมานานไหลลงมาในที่สุด พี่องศาผงะไปเมื่อเห็นอย่างนั้น มือหนาเอื้อมมาจะเช็ดน้ำตาให้แต่ผมปัดมันออกอย่างไม่ไยดี

     “จนป่านนี้แล้วยังจะโกหกอีกเหรอครับ! พี่คิดว่าข้าวโง่มากเลยหรือไง!”

     “โกหกอะไร ที่พี่พูดไปมีแต่ความจริงทั้งนั้น”

     “แล้วที่พี่บอกเพื่อนว่าไม่ชอบรูปข้าวล่ะครับ!!”

     พี่องศาชะงักแล้วนิ่งไป คงกำลังนึกคำพูดของตัวเองอยู่ ผ่านไปสักพักดวงตาก็เบิกกว้างเล็กน้อยเหมือนเพิ่งนึกออก

     “อย่าบอกนะว่าเราได้ยินที่พี่คุยกับไอ้เคน”

     ผมไม่รู้ว่า ‘ไอ้เคน’ คือผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า แต่นาทีนี้ผมไม่สามารถหยุดอารมณ์ตัวเองได้แล้ว ถึงปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้วผมทั้งโกรธ เสียใจ น้อยใจ ผิดหวัง ความรู้สึกมากมายผสมปนเปจนกลายเป็นหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาไม่หยุด

     “ข้าวอุตส่าห์เปิดใจให้พี่ แล้วพี่ก็ตอบแทนด้วยคำโกหกแบบนี้เหรอครับ! ถ้าไม่รักกันแล้วก็บอกมาตรงๆ สิครับ มันยากนักหรือไง แค่พูดว่าข้าวไม่น่ารักในสายตาพี่แล้วแค่นี้ทำไม่ได้เหรอครับ!!”

     ผมพูดออกมาด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มี น้ำตายังไหลอย่างต่อเนื่องจนภาพตรงหน้าเบลอไปหมด ผมรู้ว่ารูปตัวเองน่าเกลียด และรู้ด้วยว่าการที่คนๆ หนึ่งจะคิดว่าคนอื่นไม่น่ารักมันไม่ใช่เรื่องผิดเลย แต่เพราะคนๆ นั้นคือพี่องศาผมเลยทำใจยอมรับไม่ได้ ผมไม่เคยขอให้ใครมองผมน่ารัก ผมขอแค่พี่องศาคนเดียว พอได้ยินพี่องศาพูดกับเพื่อนอย่างนั้นผมเลยรู้สึกเหมือนไม่เหลือใครอีกต่อไป

     พี่องศามองมานิ่งๆ ผมยกมือปาดน้ำตาพลางสูดน้ำมูกไปด้วย สภาพผมตอนนี้คงน่าสมเพชมากพี่องศาถึงได้พูดอะไรไม่ออก เอาเถอะ คิดซะว่าลองอกหักเพื่อเป็นประสบการณ์ชีวิตแล้วกัน อย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่าหลังจากนี้ไม่ควรเปิดใจให้ใครอีก...

     “จะ...จะทำอะไรครับ”

     ผมถามตะกุกตะกักเมื่อจู่ๆ คนที่ไม่พูดอะไรเลยก็เอื้อมมือมาปลดเข็มขัดนิรภัย พี่องศาไม่ตอบอะไร พอถอดเข็มขัดให้ผมเสร็จแล้วก็ลงไปจากรถ ร่างสูงเดินอ้อมมาฝั่งผมพลางเปิดประตูหลังออก ผมมองตามอย่างงุนงง ก่อนจะร้องเสียงหลงเมื่ออีกฝ่ายเปิดประตูที่นั่งผมแล้วเข้ามาช้อนตัวผมอุ้มขึ้น

     “พี่องศา!!”

     เจ้าของชื่อโยนผมเข้ามาในเบาะหลังก่อนจะตามมาคร่อมทับไว้อีกที ผมกำลังจะร้องเรียกซ้ำแต่ริมฝีปากที่ทาบทับลงมาทำให้ผมไม่สามารถส่งเสียงออกไปได้แม้แต่นิดเดียว

     พี่องศา...กำลังจูบผม

     ผมไม่รู้ว่าเราจูบกันนานแค่ไหน แต่มันก็นานพอที่จะทำให้ผมหยุดร้องไห้ พี่องศาค่อยๆ ถอนใบหน้าออกไป แววตาที่มองมาคล้ายกับกำลังหงุดหงิด

     “เด็กดื้อ”

     ผมหูฝาดไปหรือเปล่า เมื่อกี้พี่องศาว่าผมดื้อเหรอ

     “ข้าว...ข้าวไม่ดื้อสักหน่อย” ผมปฏิเสธลิ้นพัน จูบของพี่องศาชวนให้เมามายและมึนงงจนแทบพูดไม่รู้เรื่อง

     “ดื้อสิ ดื้อมากด้วย ขนาดพี่พูดกรอกหูอยู่ทุกวันว่าน่ารักข้าวยังไม่ยอมจำเลย”

     “ถ้าพี่คิดว่าข้าวน่ารักจริงๆ แล้วทำไมถึงพูดกับเพื่อนแบบนั้นล่ะครับ หรือข้าวน่ารักแค่ตัวจริงแต่ในรูปน่าเกลียดจนดูไม่ได้” พอสติกลับเข้าร่างผมก็สวนกลับไปเป็นชุด ผมมั่นใจว่าตัวเองได้ยินไม่ผิด พี่องศาพูดว่าไม่ชอบรูปผมจริงๆ

     “ก่อนที่พี่จะตอบคำถาม ข้าวบอกมาก่อนว่าได้ยินอะไรบ้าง”

     ผมย่นคิ้ว มองคนที่ถามกลับด้วยความงง พี่องศาจำคำพูดตัวเองไม่ได้หรือไงถึงต้องให้ทวนความจำ

     “เร็วครับ บอกมาว่าข้าวได้ยินพี่พูดอะไรบ้าง พี่จะได้อธิบายถูก”

     “...ตอนที่พี่เคนชมว่าข้าวน่ารัก พี่องศาก็บอกว่าอย่าชม”

     “ใช่ครับ พี่ไม่อยากให้ไอ้เคนชม แต่ไม่ใช่เพราะข้าวไม่น่ารัก เพราะพี่หวงเราต่างหาก”

     หือ???

     “พี่องศา...ว่าไงนะครับ”

     “พี่หวง” คนตัวสูงรวบรัดตัดตอนเหลือสองพยางค์ น้ำเสียงห้วนกว่าเดิมเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “ไม่มีใครอยากได้ยินผู้ชายอื่นชมคนที่ตัวเองกำลังตามจีบหรอกนะครับ ต่อให้เป็นเพื่อนพี่ก็ไม่ชอบอยู่ดี”

     ผมกะพริบตาปริบๆ รู้สึกตั้งตัวไม่ทันกับคำตอบที่ไม่คาดคิด “ละ...แล้วที่บอกว่าไม่ชอบรูปข้าวล่ะครับ”

     “พี่ไม่ชอบจริงๆ แต่ที่ไม่ชอบเพราะรูปพวกนั้นมันน่ารักเกินไป พี่จีบข้าวมาตั้งนานยังไม่เคยได้ถ่ายรูปด้วยกันเลย แต่ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้กลับเอารูปเรามาโพสต์หราไปทั่วโซเชียล แล้วจะให้พี่ชอบได้ยังไง”

     น้ำตาผมเหือดแห้งไปแล้ว เหลือแต่หน้าเหวอๆ ที่จู่ๆ ทุกอย่างก็กลับตาลปัตรไปหมด ผมยังนิ่งงันเหมือนสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ พี่องศายกมือมาเกลี่ยผมหน้าม้าเบาๆ ความหงุดหงิดในแววตาหายไปแล้ว

     “ทีหลังอย่าคิดไปเองนะครับ มีอะไรก็มาถามพี่ตรงๆ เลย เข้าใจไหม”

     เมื่อความเสียใจหายไปหมดแล้วความอายก็เข้ามาแทนที่ ผมไม่ตอบคำถาม รีบก้มหน้างุดเพราะทนสู้หน้าไม่ไหว ตกลงที่ผมร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเพราะคิดไปเองหมดเลยสินะ กัดลิ้นตายตอนนี้เลยได้ไหม เกิดมาไม่เคยอายอะไรขนาดนี้มาก่อนเลย นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย

     “ว่าไงครับ เข้าใจที่พี่พูดไหม” พี่องศาถามซ้ำเมื่อเห็นผมไม่พูดอะไร ผมเลยต้องตอบออกไปอย่างช่วยไม่ได้

     “ขะ...เข้าใจครับ”

     คนที่ได้คำตอบไปแล้วเชยคางผมให้เงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคมเข้มที่จ้องมาแลดูจริงจังกว่าทุกครั้ง

     “พี่อาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่ปากหวานเท่าไหร่ แต่ขอให้ข้าวจำไว้ว่าพี่จะเป็นผู้ชายที่มั่นคงและซื่อสัตย์ที่สุดต่อคำว่าน่ารักที่พี่บอกข้าว ไม่ว่าใครจะเข้ามาหรือพูดอะไรอย่าได้กังวล ในสายตาพี่มีข้าวแค่คนเดียว ข้าวคือคนที่น่ารักที่สุดสำหรับพี่ ประโยคนี้เป็นจริงเสมอและจะไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้”

     ประโยคยืดยาวกับน้ำเสียงหนักแน่นทำให้ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัว พี่องศาส่งยิ้มมาให้ รอยยิ้มนั้นทำให้น้ำตาผมไหลลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเปี่ยมไปด้วยความตื้นตันและความสุข สุขที่รู้ว่ายังมีคนที่รักเราอยู่ สุขที่รู้ว่ามีคนคอยปกป้องเรา สุขที่รู้ว่าต่อให้เจอเรื่องแย่ๆ มามากแค่ไหน พอหันกลับไปมองก็จะเจอรอยยิ้มของพี่องศาอยู่ที่เดิมเสมอ

     คนตัวสูงค่อยๆ เช็ดน้ำตาให้ผม โน้มใบหน้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ

     “อย่าเพิ่งร้องไห้ครับ จูบปลอบพี่ก่อน”

     “...จูบปลอบอะไรครับ” ผมที่กำลังซึ้งถึงกับหยุดร้องไห้ทันที

     “ที่เราพูดเมื่อกี้รู้ไหมว่าพี่เสียใจแค่ไหน จู่ๆ มาบอกให้เลิกจีบใครไม่ตกใจก็บ้าแล้ว”

     “ก็ตอนนั้นข้าวเข้าใจผิดอยู่นี่ครับ”

     “พี่ถึงได้ให้เรารับผิดชอบด้วยการจูบอยู่นี่ไง”

     “เมื่อกี้ก็จูบไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ” ผมพูดเสียงเบาอย่างเขินอาย หันหน้าหนีพร้อมกับทำแก้มพองลม คนเสียใจหัวเราะในลำคอก่อนจะเอาปากมาขบแก้มเบาๆ “พี่องศา!”

     “เดือนบอกว่าเวลาข้าวเขินจะชอบทำแก้มพองลม” พี่องศาอาศัยจังหวะที่ผมกำลังตกใจ เอามือมารั้งต้นคอไม่ให้ผมหันหนีได้อีก “แถมยังบอกอีกว่าข้าวมักจะแพ้ลูกอ้อน”

     ผมอยากเถียงกลับไปแต่ก็เถียงไม่ออกเพราะมันคือความจริง ได้แต่เม้มปากแน่นอย่างไม่รู้จะพูดอะไร พี่องศายื่นหน้ามาชิดริมหูก่อนจะเอ่ยขอร้องด้วยเสียงแตกพร่า

     “ข้าวหอมครับ...จูบพี่หน่อยนะ”

     ผมเข้าใจแล้วว่าที่คนเขาพูดกันว่าหัวใจเต้นแรงจนแทบจะออกมานอกอกมันเป็นยังไง ตอนนี้ผมกำลังรู้สึกแบบนั้นเลย...

     คำพูดของพี่องศาราวกับมีเวทมนตร์ เพียงแค่เขาออดอ้อนผมก็ลืมความอายไปหมดแล้วขยับหน้าเข้าไปใกล้ แต่เพราะผมไม่เคยจูบใครมาก่อนภาพที่ออกมาเลยดูเก้ๆ กังๆ พี่องศาที่รู้ดีว่าผมไม่ถนัดอะไรแบบนี้เลยเป็นฝ่ายจูบลงมาแทน ปากของเราสองคนประกบกันอีกครั้ง คนตัวสูงค่อยๆ เล็มเลาะเหมือนอยากให้เวลาผมทำความคุ้นชิน แรงที่ใช้บดเคล้าไม่ได้หนักหน่วงแต่ก็พอจะทำให้ผมร้อนรุ่มไปทั่วร่างกาย

     ความรู้สึกที่เพิ่งเคยสัมผัสครั้งแรกทำให้ผมเผลอครางออกมาอย่างลืมตัว เพียงเท่านั้นคนบนร่างก็ตอบสนองต่อเสียงของผมทันที จากที่ค่อยเป็นค่อยไปกลับเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนในหัวขาวโพลนไปหมด ท่าทางที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายทำให้ผมต้องส่งเสียงประท้วงในลำคอเพราะหายใจไม่ทัน พี่องศาจูบผมอยู่เนิ่นนานก่อนจะผละออกไปอย่างอ้อยอิ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความพอใจเมื่อเห็นหยาดน้ำสีขาวยืดออกมาจากปาก

     “หวานมาก...” คนตรงหน้าแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ชวนให้ใบหน้าร้อนผ่าวกว่าเดิม “หวานจนไม่อยากหยุดชิมเลย”

     “พะ...พอแล้วครับ” ผมรีบยกมือมาปิดปากก่อนที่อีกฝ่ายจะก้มลงมาชิมความหวานอีก พี่องศาที่รุกรานปากผมไม่ได้เลยพรมจูบไปทั่วหน้าแทน

     “น่ารัก”

     จุ๊บ

     “น่ารักมากๆ”

     จุ๊บ

     “น่ารักที่สุดเลยรู้ตัวไหม”

     จุ๊บ

     “อื้อ...พอได้แล้ว แค่นี้ข้าวก็เขินจนทำอะไรไม่ถูกแล้วนะครับ” ผมพูดออกมาอย่างหมดท่า พี่องศาที่กำลังจะก้มลงมาอีกถึงได้ยอมหยุดรังแก

     “พอก็ได้ครับ ดีเหมือนกัน ขืนจูบอีกทีพี่กลัวจะไปส่งเราไม่ถึงบ้านซะก่อน”

     ผมตีแขนคนทะลึ่งไปเต็มแรง แต่ดูเหมือนคนถูกตีจะไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย พี่องศาอุ้มผมกลับมานั่งด้านหน้าตามเดิม ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างกำลังอารมณ์ดี

     “คราวหลังพี่คงต้องเสียใจบ่อยๆ แล้วสิ มีคนจูบปลอบดีขนาดนี้ชักอยากจะเสียใจทุกวันเลย”

     ผมไม่พูดอะไร ได้แต่หันหน้าหนีอย่างเดียว พี่องศาหัวเราะหึๆ ก่อนจะออกรถอีกครั้ง ระหว่างนั้นผมก็ทำเนียนยกมือมาแตะปากตัวเองเบาๆ

     จูบแรก กับคนที่สอนให้รู้จักความรักครั้งแรกในชีวิต...ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่ามันจะให้ความรู้สึกดีขนาดนี้





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-10-2022 19:10:42 โดย earthxxide »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 30 : รักนะครับ





     เฮ้อ…

     “เป็นอะไร”

     เฮ้อออ…

     “กูถามว่าเป็นอะไร”

     เฮ้อออออ…

     ป้าบ!!

     “โอ๊ย! ตบหัวกูทำไมเนี่ย”

     “ตบให้สติกลับเข้าร่าง อยากโดนอีกทีไหมเดี๋ยวกูให้อีควีนมาช่วยตบ”

     คนถูกขอให้ช่วยเงื้อมือขึ้นทำท่าจะตบลงมาจริงๆ ผมเลยรีบยกมือมากุมหัวพลางถลึงตาใส่

     “เป็นอะไรคะ ถอนหายใจจนคาร์บอนไดออกไซด์จะล้นมหา’ลัยอยู่แล้ว”

     ว่าแล้วผมก็ถอนหายใจอีกหนึ่งเฮือกเมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้หน้ายู่เหมือนถ่ายไม่ออกอยู่ตอนนี้

     “ก็พี่คลื่นน่ะสิ...”

     “ทำไม พี่คลื่นนอกใจมึงเหรอ มึงไม่ต้องห่วงเดี๋ยวกูแก้แค้นให้ กล้ามาย่ำยีหัวใจเพื่อนอ๊องของกูได้ยังไง” ควีนทึกทักเอาเองโดยไม่เว้นช่องให้ผมโต้แย้ง ก่อนจะร้องด้วยความเจ็บเมื่อโดนลูกคู่ของมันตบหัวเหมือนที่ผมโดน แต่ต่อให้ฝนไม่ตบผมก็จะตบเองอยู่แล้ว ไหนมันบอกว่าจะไม่ด่าผมอ๊องแล้วไง โกหกกันชัดๆ เลย

     “มึงยังไม่เข็ดจากเรื่องไอ้ข้าวอีกเหรอ พวกเราเกือบจะสาปส่งพี่องศาแล้วนะ”

     หลังจากรู้ว่าพี่องศาทำเพื่อข้าวหอมแค่ไหน พวกมันก็รีบถอนคำพูดกันแทบไม่ทัน นอกจากพี่องศากับเพื่อนผมยังรักกันดีแล้วเพจแอนตี้ข้าวหอมก็หายไปแล้วด้วย ผมคิดอยู่เหมือนกันว่าจะไปขอบคุณเขาสักหน่อย แต่ตอนนี้ขอเอาเรื่องตัวเองให้รอดก่อนครับ เครียดมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วยังหาทางออกไม่ได้เลย

     คนที่พึ่งพาได้ที่สุดในกลุ่มหันมาถามเรื่องที่คุยค้างไว้ เหมือนไม่อยากให้ออกทะเลไปมากกว่านี้

     “พี่คลื่นเขาทำไมเหรอเดือน อย่าบอกนะว่าทะเลาะกัน”

     ผมถอนหายใจใส่ข้าวหอม ท่าทางหมดอาลัยตายอยากเหมือนอาจารย์เพิ่งให้เอฟมา “ไม่ได้ทะเลาะหรอก แค่พี่คลื่นบอกว่าวันศุกร์นี้จะพาไปหาแม่ที่บ้าน”

     “กรี๊ด!!!”

     อาการเซื่องซึมของผมหายไปในพริบตาเมื่อเจอเสียงประสานระดับหนึ่งร้อยเดซิเบลเข้าไป ฝนกับควีนทำหน้าตื่นเต้น แต่สักพักก็เปลี่ยนเป็นขมวดคิ้ว

     “เดี๋ยวนะ พี่คลื่นจะพามึงไปหาแม่เขา มึงก็ต้องดีใจไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงทำหน้าหงอยเหมือนหมาถูกทิ้งแบบนี้ล่ะ”

     เปรียบกูเป็นหมาวัดเลยนะ เดี๋ยวหมาตัวนี้ก็กระโดดกัดขาซะเลยไอ้เพื่อนเวร

     “ก็กูไม่มั่นใจอ่ะ”

     “เรื่อง?”

     “ข้าวว่าข้าวพอรู้นะ” ข้าวหอมพูดยิ้มๆ เหมือนอ่านความคิดผมออก “เดือนกำลังกลัวแม่พี่คลื่นไม่ยอมรับใช่ไหม”

     ผมพยักหน้าเนือยๆ ให้คนฉลาด ฝนกับควีนเลยรีบนั่งลงจากที่ตอนแรกลุกขึ้นกรี๊ดกันสนั่นหวั่นไหว

     “มึงยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กับพี่คลื่นอีกเหรอ”

     ผมส่ายหน้าให้ไอ้ควีน

     “กูนึกว่าพวกมึงเคลียร์เรื่องครอบครัวกันแล้วซะอีก”

     “ฝั่งกูอ่ะไม่มีปัญหา กูเคยให้พี่คลื่นโทรคุยกับพ่อแม่แล้ว เข้ากันดียิ่งกว่าลูกแท้ๆ อย่างกูอีก แต่พี่คลื่นนี่สิ ไม่เคยเกริ่นอารัมภบทถึงพ่อแม่ตัวเองให้กูทำใจเลย มาบอกโป้งเดียวตอนเมื่อคืนว่าวันศุกร์ให้ทำตัวว่างๆ เพราะจะพาไปหาแม่”

     ฝนกับควีนทำหน้าเหมือนเข้าใจ ไม่รู้ว่าพวกมันเข้าใจจริงหรือเปล่า แต่พอได้ระบายแล้วผมก็ไม่อยากหยุดเลยพูดต่อไปอีก

     “กูคิดไม่ตกเลยว่าถ้าครอบครัวพี่คลื่นไม่ยอมรับกูจะทำยังไง ไหนจะเรื่องที่กูมาอยู่คอนโดฯ กับพี่คลื่นโดยไม่ขออนุญาตก่อนอีก แต่พี่คลื่นดูรักกูมากนะ เขาจะยอมเลิกกับกูเพราะครอบครัวกีดกันแน่เหรอ แต่ถ้ากูเป็นสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวทะเลาะกันกูก็คงไม่สบายใจ...”

     “หยุด” ควีนยกมือมาห้าม ทั้งสีหน้าและท่าทางเหมือนกำลังเหนื่อยใจกับผม “ที่พล่ามมาทั้งหมดเนี่ย มึงได้ปรึกษาพี่คลื่นหรือยังคะ”

     “ปรึกษาแล้ว เขาบอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวล ทุกอย่างจะเรียบร้อยแน่นอน”

     “แล้วมึงจะมานั่งอมทุกข์ให้เปลืองเวลาชีวิตทำไม” ฝนทำหน้าเหนื่อยใจอีกคน เอาเข้าไปไอ้พวกนี้ “เขาเป็นลูกแท้ๆ ยังไม่เครียดเลย แล้วทำไมมึงต้องมาคิดเล็กคิดน้อยด้วย”

     “พวกมึงไม่คิดว่าพี่คลื่นแค่พูดเพื่อให้กูหายคิดมากบ้างเลยเหรอ”

     “มึงกำลังจะบอกว่าพี่คลื่นโกหก?”

     “ไม่ใช่แบบนั้น แต่...มึงเข้าใจกูหน่อยดิ กูก็ไม่รู้จะพูดยังไง มันอดกระวนกระวายไม่ได้อ่ะ”

     “เดือน ตั้งสติแล้วฟังข้าวนะ” ข้าวหอมจับสองไหล่ผมไว้แน่น ใบหน้าจริงจังทำให้ผมไม่กล้าโวยวายต่อ “คำตอบของข้าวน่าจะครอบคลุมมากพอ เพราะงั้นเดือนฟังแล้วต้องหยุดคิดมากเข้าใจไหม”

     ผมพยักหน้ารับไว้ก่อน จะหยุดคิดมากได้ไหมค่อยมาดูกันอีกที

     “เดือนไม่ต้องคิดอะไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่คลื่นก็พอ ข้าวเชื่อว่าพี่คลื่นไม่มีทางปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่นอน ข้าวเป็นคนนอกยังรู้เลยว่าพี่คลื่นรักเดือนมาก แล้วทำไมเดือนถึงไม่คิดจะเชื่อใจคนที่รักเดือนมากขนาดนี้เลยล่ะ”

     ข้าวหอมยิ้มให้ผม ตบไหล่เบาๆ ให้กำลังใจ ฝนกับควีนเองก็พยักหน้ารัวๆ อย่างเห็นด้วยเหมือนกัน

     “กูคิดว่าพี่คลื่นไม่น่าจะใช่คนที่โกหกนะ ถ้าเขาบอกว่าไม่ต้องกังวลมึงก็อย่ากังวลเลย”

     “จริงค่ะ กูเห็นด้วย”

     ผมได้แต่ครุ่นคิดตามคำพูดของเพื่อนสนิท แค่อยู่เฉยๆ แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยได้จริงเหรอ ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อใจพี่คลื่น แต่เรื่องแบบนี้มันไม่มีใครสบายใจอยู่ได้หรอก ยิ่งผมกับพี่คลื่นเป็นผู้ชายเหมือนกัน ครอบครัวพี่คลื่นจะรับได้แน่เหรอ

     “กูเข้าใจนะว่าทำไมเดือนมันถึงคิดมาก ถึงจริงๆ แล้วไม่ควรคิดเลยก็เถอะ แต่...” ฝนหันไปหรี่ตามองคนที่ให้คำแนะนำผม “ที่กูทึ่งมากกว่าคือมึงนี่แหละ”

     “ฝนทึ่งอะไร”

     “แหม จะอะไรซะอีก พอตัวเองสมหวังเข้าหน่อยดูเข้าอกเข้าใจความรักขึ้นมาเลยนะคะคุณข้าวหอม” ควีนเอ่ยแซวข้าวหอมอีกคน พวกมันคงนึกว่าเคลียร์ปัญหาผมเรียบร้อยแล้วเลยเปลี่ยนเรื่องคุย

     “ฝนกับควีนหยุดเลยนะ เรากำลังช่วยเดือนอยู่ อย่าเพิ่งหลงประเด็นสิ”

     “มึงช่วยมันไปแล้วไม่ใช่เหรอ กูก็กำลังจะช่วยมึงต่อนี่ไง”

     “มึงจะไปช่วยอะไรมันคะอีฝน”

     “ช่วยแนะนำวิธีอ่อยพี่องศา”

     “ฝน!”

     “ไม่ต้องมองแรงขนาดนั้น กูแค่จะให้มึงจูบพี่องศา ไม่ได้จะให้ไปขอมีอะไรด้วยซะหน่อย กูมั่นใจว่าต้องมีคนแบบอีน้องพีชอยู่อีกแน่นอน เพราะงั้นมึงต้องจูบจองพี่องศาไว้ คนอื่นจะได้มาแย่งไม่ได้”

     “ทำไมมึงพูดเหมือนพี่องศาเป็นเสาไฟฟ้าแล้วไอ้ข้าวเป็นหมาที่จะไปฉี่รดเสาเลยวะคะ”

     “มึงก็เปรียบซะน่าเกลียด ภาพโรแมนติกในหัวกูหายหมด” ฝนทำหน้าระอาใส่ควีน ก่อนจะทักขึ้นมาเมื่อเห็นความผิดปกติ “ข้าว ทำไมมึงหน้าแดงวะ”

     “เออ ไม่สบายเหรอ”

     ข้าวหอมก้มหน้างุด หลบสายตาเพื่อนทุกคน ฝนจ้องอยู่สักพักก่อนจะอ้าปากตาโต

     “อย่าบอกนะว่ามึงเคยจูบพี่องศาแล้ว”

     ตอนแรกผมนึกว่าฝนเดาไปมั่ว แต่พอเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของข้าวหอมผมก็รู้ในทันทีว่าคราวนี้ฝนเดาถูก

     “ที่ไหน เมื่อไหร่ ยังไง แล้วใครเป็นคนเริ่มก่อนคะ เล่ามาให้ละเอียดเดี๋ยวนี้”

     และแล้วคนที่เพิ่งเสียจูบแรกไปก็ถูกเพื่อนซักจนละเอียดยิบ ส่วนผมก็เอาแต่คิดไม่ตกว่าจะจัดการความกังวลในใจยังไงดี

     ผมก็ดีใจอยู่หรอกที่พี่คลื่นจริงจังกับผมขนาดนี้ แต่เพราะผมเองก็จริงจังกับพี่คลื่นเหมือนกัน เลยอดหวั่นไม่ได้ว่าถ้าทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่หวังจะทำยังไงต่อไป



     “ออกมานานๆ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอกครับ”

     สองแขนที่โอบเอวมาจากด้านหลังทำให้ผมหันไปมอง พี่คลื่นโน้มใบหน้ามาหอมแก้มแรงๆ ก่อนจะส่งยิ้มชวนละลายมาให้

     “วันนี้ลมเย็นสบายเลยอยากออกมาสูดอากาศน่ะครับ”

     “แน่ใจเหรอว่าอยากตากลมเฉยๆ ไม่ใช่ว่าเครียดเรื่องที่พี่จะพาไปหาแม่นะ”

     ผมสะดุ้งนิดหน่อยที่โดนจับได้ อ้อมแอ้มตอบกลับไปเสียงเบา “รู้ทันผมอีกแล้ว”

     “คนรักคิดอะไรอยู่ทำไมพี่จะไม่รู้” พี่คลื่นหันตัวผมไปประจันหน้า จรดริมฝีปากลงมาบนหน้าผากอย่างแผ่วเบา “บอกแล้วไงว่าอย่ากังวล ไม่มีอะไรต้องคิดมากเลย”

     “จะไม่ให้คิดมากได้ไงครับ ถ้าเกิดแม่พี่คลื่นไม่ยอมรับผมล่ะ”

     “ไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนั้นแน่นอน พี่สัญญา”

     “ทำไมพี่คลื่นถึงมั่นใจขนาดนั้นล่ะครับ” ผมถามกลับ แววตาคนตรงหน้าดูมั่นใจจนผมอดสงสัยไม่ได้

     “เพราะพี่รักเดือน ความรักที่พี่มีให้เดือนแน่วแน่และมั่นคงเกินกว่าจะมีอะไรมาสั่นคลอนได้”

     “แต่นี่คือแม่พี่เลยนะครับ พี่จะบอกว่าต่อให้ท่านคัดค้านก็จะฝืนคบกับผมต่อไปเหรอ”

     “คิดมากอีกแล้ว ตัวก็เล็กแค่นี้ทำไมขยันคิดมากจัง” พี่คลื่นจูบหน้าผากผมอีกครั้ง แต่เดี๋ยวนะครับ ที่พูดนั่นไม่ได้หลอกด่าผมเตี้ยอยู่ใช่ไหม

     “ผมคิดมากเพราะผมรักพี่มาก และเพราะรักพี่มากผมเลยกลัวว่าถ้าเราต้องเลิกคบกันเพราะผู้ใหญ่กีดกันจริงๆ ผมคง...”

     “ไม่เอาไม่พูดแล้ว พูดแต่อะไรก็ไม่รู้ไม่รื่นหูเลย”

     พี่คลื่นก้มลงมาจูบอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นตรงปากไม่ใช่หน้าผาก รสจูบของพี่คลื่นยังทำผมเคลิบเคลิ้มได้เสมอ พอได้จูบกันแล้วผมมักจะลืมเรื่องที่คิดอยู่ไปหมด เหมือนสมองไม่รับรู้อะไรชั่วขณะ

     “ชอบจังเวลาเดือนบอกรักพี่ ได้ยินกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ” คนตัวสูงเอ่ยเบาๆ เมื่อถอนปากออกไป ผมซุกหน้าเข้ากับอกกว้างเพราะความเขิน บวกกับลมที่เริ่มแรงจนรู้สึกหนาวขึ้นมา

     “ผมก็ชอบเวลาพี่คลื่นบอกรักผมเหมือนกัน”

     “เดือนชอบให้พี่บอกรักเหรอ”

     “ครับ”

     “ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำก็ชอบเหมือนกันใช่ไหมครับ”

     ตอนแรกผมไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ชักรู้สึกแหม่งๆ ยังไงไม่รู้ ผมผละใบหน้าออกจากอก เงยหน้าขึ้นไปมองคนพูด และเมื่อเห็นสายตาวาววับผมก็รู้ได้ทันทีว่าคำถามนั้นแฝงความนัยอะไรเอาไว้

     “กำลังคิดเรื่องทะลึ่งอยู่ใช่ไหมครับ” ผมหรี่ตาคาดคั้นเอาคำตอบ

     “พี่คิดเรื่องโรแมนติกอยู่ต่างหาก”

     “เรื่องอะไรครับที่ว่าโรแมนติก”

     พี่คลื่นยิ้มมุมปาก เผยให้เห็นลักยิ้มที่ผมชอบมอง วงแขนแกร่งรั้งผมเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของครีมอาบน้ำ “โรแมนติกบนเตียงแล้ว ในห้องน้ำก็ไปแล้ว แต่ริมระเบียงเรายังไม่เคยโรแมนติกด้วยกันเลย”

     “พี่คลื่น!” ผมดิ้นขลุกขลักจะหนีกลับเข้าห้องเมื่อรู้ว่าเรื่องโรแมนติกของอีกฝ่ายคืออะไร แต่ขนาดตัวที่ต่างกันทำให้ผมสู้แรงเจ้าของอ้อมแขนไม่ได้เลย

     “ไม่ชอบผู้ชายโรแมนติกเหรอครับ” ใบหน้าคมคายถามด้วยความซื่อ แต่ดวงตาฉายแววอันตรายมากกว่าเดิม

     นี่ไม่ใช่ผู้ชายโรแมนติกแล้ว นี่มันผู้ชายหื่นกามชัดๆ!!

     “ห้ามรังแกผมครับ เรากำลังจะไปบ้านพี่กันนะ”

     “อีกตั้งสองวัน มีเวลาให้พักฟื้นเหลือเฟือ”

     “ยังไงก็ไม่ได้ครับ เกิดมีคนออกมาเห็นได้โดนด่าว่าอนาจารกันพอดี”

     “แปลว่าถ้าเป็นในห้องก็ได้ใช่ไหม”

     คำถามที่เหมือนเตรียมมาอย่างดีทำให้ผมหยุดดิ้นแล้วหันไปมอง พี่คลื่นกำลังยิ้ม ยิ้มเหมือนดีใจที่ทำให้ผมตกลงไปในหลุมได้สำเร็จ

     “ในห้องมีผ้าม่านปิดไว้ รับรองไม่มีใครเห็นแน่นอน”

     เจ้าเล่ห์อะไรขนาดนี้เนี่ย!

     “พี่คลื่นหลอกผม”

     “หลอกอะไร เราก็เห็นอยู่ทนโท่ว่าห้องพี่มีผ้าม่าน”

     ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นซะหน่อยยยย

     “อย่ามัวแต่ยืนคุยกันเลย ลมเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ไปหาความอบอุ่นในห้องกันดีกว่า” คนขี้หนาวอุ้มผมขึ้นพาดบ่า ผมจะโวยวายก็ไม่ได้เพราะกลัวห้องข้างๆ เปิดระเบียงมาด่าเอา พี่คลื่นพาผมกลับเข้ามาในห้อง จัดการปิดผ้าม่านให้เรียบร้อย ก่อนจะเริ่มกิจกรรมคลายความหนาวทันที

     อืม...ผมว่าผมคงไม่หนาวไปอีกนานเลยล่ะ ขนาดเปิดแอร์ยี่สิบองศาเหงื่อยังท่วมตัวเลย นี่ไม่ใช่แค่อบอุ่นแล้ว แต่ร้อนรุ่มไปทั้งกายทั้งใจเลยด้วยซ้ำ



     วันศุกร์ที่ใครหลายคนรอคอย วันศุกร์ที่พรุ่งนี้คือวันเสาร์ มันคือศุกร์ที่ควรจะยิ้มแย้ม แต่ไม่ใช่กับผม

     ผมหันไปมองสารถีขับรถ พี่คลื่นผิวปากไปตามจังหวะเพลงที่เปิดคลอเบาๆ ท่าทางสบายอกสบายใจที่จะได้พาลูกสะใภ้ไปไหว้แม่ตัวเอง แต่ไม่ได้สนเลยว่าลูกสะใภ้กำลังทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

     “พี่คลื่นครับ เรา...เรากลับกันก่อนดีไหม แล้วค่อยมาวันหลังก็ได้”

     “จะกลับทำไม มาถึงขนาดนี้แล้ว นี่แม่พี่เพิ่งโทรมาบอกว่าให้แม่บ้านทำอาหารรอไว้แล้ว มีแต่ของชอบเดือนทั้งนั้นเลย”

     “ก็ผมทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวนี่ครับ ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะทักทายแม่พี่ยังไงดี” ผมพูดอย่างลนลาน เพราะความกลัวสารพัดอย่างเลยทำให้ลืมเอะใจว่าแม่พี่คลื่นรู้ได้ยังไงว่าผมชอบทานอะไร

     “ทำไมต้องคิด เป็นตัวของตัวเองดีที่สุดแล้ว”

     “ไม่ได้สิครับ ผมต้องทำให้แม่พี่ประทับใจเข้าไว้ เฟิร์สอิมเพรสชันสำคัญมากนะ”

     “เดือนน่ารักอยู่แล้ว แค่ยิ้มเหมือนที่ยิ้มให้พี่แล้วพูดเพราะๆ แค่นี้แม่พี่ก็รักตายแล้วครับ”

     “แค่นั้นมันจะไปพออะไรครับ มันต้องมีวิธีมัดใจแม่แฟนมากกว่านี้สิ ที่จริงเมื่อคืนผมลองซ้อมพูดกับกระจกแล้วแต่ยังไม่มั่นใจเท่าไหร่เลย นี่ถ้ามีเวลาซ้อมอีกหน่อย...เอ๋? พี่คลื่นจอดรถทำไมครับ”

     คนตัวสูงดับเครื่องยนต์ก่อนจะเอื้อมมือมาปิดเพลงตาม ผมเอียงคอมองอย่างงุนงง หรือพี่คลื่นจะปวดฉี่เลยอยากแวะเข้าห้องน้ำ แต่แถวนี้ไม่เห็นมีปั๊มเลย

     “พี่จะทำอะไร...อื้อ!” ผมได้แต่ส่งเสียงในลำคอเมื่อจู่ๆ พี่คลื่นก็รั้งท้ายทอยผมเข้าไปหาแล้วประกบริมฝีปากลงมา ลิ้นร้อนถูกส่งเข้ามาในปาก ควานหาลิ้นของผมก่อนจะเกี่ยวกระหวัดรัดพันจนเกิดเป็นเสียงขึ้นมา จูบไม่มีที่มาที่ไปของพี่คลื่นทำให้ผมอ่อนระทวย ลืมไปสนิทว่ากำลังพูดอะไรค้างไว้ จนกระทั่งพอใจแล้วพี่คลื่นถึงถอนใบหน้าออกไป ผมมองตามอย่างเบลอๆ สมองอ๊องไปเรียบร้อยเหมือนที่เพื่อนชอบว่าบ่อยๆ

     “เดือนเป็นเดือนแบบนี้ดีที่สุดแล้วครับ”

     “…”

     “อย่าเกร็ง อย่ากังวล เชื่อมั่นในความน่ารักและความสดใสของตัวเองเข้าไว้ รับรองว่าแม่พี่จะต้องรักเดือน...เหมือนที่พี่รัก”

     น่าแปลกที่คำพูดไม่กี่ประโยคของพี่คลื่นกลับทำให้ผมสบายใจขึ้นมาได้ พี่คลื่นพูดด้วยน้ำเสียงทั่วไป แต่ผมรู้สึกได้ว่าเสียงนั้นกำลังสร้างความมั่นใจให้ผม

     “เดือนเป็นเด็กน่ารัก ใครเห็นต่างก็ต้องตกหลุมรักทั้งนั้น เพราะงั้นเลิกขมวดคิ้วและยิ้มได้แล้วครับ พี่บอกแล้วไงว่าชอบเห็นเดือนยิ้ม” พี่คลื่นเอานิ้วมาจิ้มหว่างคิ้วผม รอยยิ้มที่ถูกส่งมาให้ทั้งอ่อนโยนและอบอุ่น

     “...ทุกอย่างจะเรียบร้อยใช่ไหมครับ”

     “ใช่ ทุกอย่างจะเรียบร้อย เราจะจับมือไปด้วยกัน”

     มือหนาประสานเข้ากับมือผม ในอกรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดที่เป็นดั่งคำสัญญา ผมคลื่ยิ้มกลับไปอย่างที่อีกคนต้องการ พี่คลื่นสตาร์ทรถอีกครั้งเมื่อเห็นสีหน้าผมดีขึ้นแล้ว แต่มือที่จับกันไว้ยังไม่ปล่อยออกจากกัน

     ผมไม่รู้หรอกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยจริงไหม แต่ผมมีพี่คลื่นคอยอยู่เคียงข้าง และผมมั่นใจว่าเขาจะไม่มีทางปล่อยมือผม เพียงเท่านี้ผมก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรอีกแล้ว



     ผมกำลังมองสิ่งก่อสร้างตรงหน้าอย่างสับสน ความตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้นทำให้มือที่ถูกพี่คลื่นจับอยู่ชื้นไปด้วยเหงื่อ ผมลอบกลืนน้ำลาย หันไปถามคนข้างๆ เสียงเบา

     “พี่คลื่นครับ”

     “ว่าไง”

     “คนที่นี่เขาเรียกกันว่าบ้านหรือคฤหาสน์เหรอครับ ผมจะได้เรียกถูกไม่ไปปล่อยโป๊ะต่อหน้าแม่พี่”

     “หืม?” พี่คลื่นทำหน้างง งงแบบที่งงจริงๆ ไม่ได้แกล้ง ก่อนจะตามมาด้วย... “ฮ่าๆๆๆ”

     “ขำอะไรครับ นี่ผมจริงจังนะ” ผมถลึงตาใส่ แต่คนที่เอาแต่ขำยิ่งขำหนักเข้าไปอีก

     “ก็รู้อยู่หรอกว่าเราอ๊อง แต่ไม่นึกว่าจะอ๊องขนาดนี้ เข้าใจแล้วว่าทำไมฝนกับควีนถึงชอบพูดคำนี้บ่อยๆ”

     “พี่คลื่น!” นี่ผมหนีจากเพื่อนแล้วยังต้องมาเจอแฟนอีกเหรอเนี่ย ตกลงชาตินี้ผมจะหนีคำว่าอ๊องไม่พ้นเลยใช่ไหม

     “เรียกว่าบ้านนี่แหละ ไม่ต้องเรียกหรูหราขนาดนั้นหรอก” พี่คลื่นเอื้อมมือมาลูบหัว ทำท่าโอ๋เหมือนกลัวผมงอนที่โดนว่าเป็นเด็กอ๊อง “เข้าไปกันเลยเถอะ แม่พี่รออยู่ในห้องนั่งเล่นแล้ว”

     “เดี๋ยวครับ” ผมดึงแขนคนที่กำลังจะเดินเข้าบ้านไว้

     “เป็นอะไรครับ ยังตื่นเต้นอยู่อีกเหรอ”

     ผมพยักหน้าเบาๆ ถึงพี่คลื่นจะพูดปลอบใจในรถมาเยอะแต่พอถึงเวลาจริงๆ มันก็ยังประหม่าอยู่ดี

     “แม่พี่เป็นคนสบายๆ รับรองไม่อึดอัดแน่นอน”

     “แต่...แต่ผมกลัวว่า...”

     “อ้าว มาถึงแล้วทำไมไม่เข้าบ้านล่ะลูก มัวแต่ยืนคุยกันอยู่ได้”

     เสียงของผู้หญิงวัยกลางคนทำให้ผมนิ่งงันไปโดยอัตโนมัติ มือจับแขนอีกคนแน่นขึ้น ร่างกายเกร็งขึ้นมาทันที พี่คลื่นหันไปมองต้นเสียงก่อนจะยิ้มกว้างให้คนที่กำลังเดินมาทางนี้

     “ไหนว่าจะรออยู่ในห้องนั่งเล่นไงครับ”

     “ก็พวกลูกไม่ยอมเข้าบ้านกันซะที ชักช้าไม่ทันใจแม่เลยออกมาหาเองเลย” ผู้หญิงตรงหน้าพูดยิ้มๆ สรรพนามที่ใช้แทนตัวเองทำให้ผมรีบยกมือไหว้

     “สะ...สวัสดีครับ”

     “สวัสดีจ้ะ เราคือหนูอิงเดือนใช่ไหม”

     “เอ๋? เอ่อ...ใช่ครับ”

     “ตายจริง ตัวจริงน่ารักยิ่งกว่าที่ตาคลื่นโฆษณาไว้อีก” แม่พี่คลื่นเข้ามาจับหน้าจับแขนผม สายตาที่มองไปทั่วร่างกายดูเหมือนชื่นชมมากกว่าจะพิจารณา ทั้งคำพูดและการกระทำที่เหนือความคาดหมายทำให้ผมที่กำลังประหม่าเปลี่ยนมาประหลาดใจแทน เดี๋ยวก่อนนะครับ ตามที่คิดไว้มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ

     “น้องทรายไม่อยู่เหรอครับ”

     “ออกไปหาเพื่อน แต่เห็นว่าจะรีบกลับมาทักทายแฟนพี่ชาย ตอนนี้คงใกล้ถึงแล้ว” คุณแม่ตอบลูกชายเสร็จก็หันมายิ้มให้ผมที่หน้าเหวอไปแล้วเรียบร้อยเมื่อได้ยินคำว่าแฟนพี่ชาย “ทานอะไรกันมาหรือยัง แม่ให้คนเตรียมอาหารไว้เยอะแยะเลย”

     “ยังครับ ตั้งใจจะพามาทานที่นี่เลย” พี่คลื่นเป็นคนตอบเพราะผมยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

     “ทำไมดูแลน้องไม่ดีเลยตาคลื่น ป่านนี้คงหิวแย่เลยสิ ไปๆ ไปทานข้าวกันเร็ว แม่ให้คนตั้งโต๊ะรอไว้แล้ว”

     คุณแม่เดินนำเข้าบ้านไปแล้ว แต่ผมยังยืนเอ๋อรับประทานอยู่กับที่ จนกระทั่งข้อมือถูกกระตุกเบาๆ ผมเลยหันไปมองคนข้างๆ

     “เข้าบ้านกันเถอะครับ”

     ผมเดินตามพี่คลื่นไปอย่างงุนงง ในใจเอาแต่คิดว่านี่ผมกำลังฝันอยู่หรือเปล่า ภาพที่ผมจินตนาการไว้คือห้องโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศมาคุ มีผมนั่งก้มหน้าคอยตอบคำถามผู้ใหญ่ด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ กลับตรงกันข้ามทุกอย่าง นอกจากผมจะไม่โดนซักถามอะไรแล้วแม่พี่คลื่นยังทำท่าเหมือนพอใจผมตั้งแต่แรกพบด้วย ตกลงมันเป็นมายังไงกันแน่ ใครก็ได้ช่วยอธิบายให้ผมที





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-09-2022 00:52:10 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     “อาหารถูกปากไหมหนูเดือน” คุณแม่หันมาถามหลังจากทานข้าวกันมาสักพักแล้ว

     “อร่อยครับ”

     “นี่แม่อุตส่าห์โทรไปถามตาคลื่นเลยนะว่าหนูชอบกินอะไร มาครั้งแรกทั้งทีอยากให้ได้ทานแต่ของอร่อย”

     ผมหันขวับไปมองคนที่นั่งข้างกันทันที กำลังจะอ้าปากถามแต่พี่คลื่นก็ตักแกงจืดกับหมูทอดมาให้เสียก่อน

     “ทานเยอะๆ นะครับ เมื่อกลางวันพี่เห็นเราทานข้าวไปนิดเดียวเอง”

     “อ้าว ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ”

     “เดือนเป็นคนทานข้าวน้อยครับ ผมต้องคอยกำชับอยู่ตลอด”

     “ไม่ได้นะ วัยกำลังกินกำลังโต ยิ่งเรียนอยู่ด้วยต้องทานให้เยอะเข้าไว้จะได้มีสารอาหารไปเลี้ยงสมอง”

     ผมได้แต่ค้อมศีรษะให้แม่พี่คลื่นเป็นเชิงขอบคุณสำหรับคำแนะนำ แต่ในใจนี่มึนงงกว่าตอนอยู่หน้าบ้านอีก ดูจากที่เรียกผมว่าแฟนพี่ชาย คุณแม่น่าจะรู้แล้วว่าผมกับพี่คลื่นคบกัน ทั้งที่รู้อยู่แล้วแต่กลับไม่ว่าอะไรสักคำแถมยังพูดเหมือนเป็นห่วงผมอีก จะไม่ให้แปลกใจได้ไงล่ะครับ

     “น้องทรายยังไม่มาอีกเหรอครับ”

     “น่าจะใกล้ถึงแล้วนะ คลื่นมีอะไรกับน้องหรือเปล่า”

     “ผมแค่อยากรู้น่ะครับว่าน้องจะมาตอนไหน จะได้ให้เดือนระวังไว้”

     หือ? ระวังอะไร เท่าที่ฟังพี่คลื่นกำลังพูดถึงน้องสาวไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมผมต้องระวังด้วย

     “กับน้องกับนุ่งยังจะหวงได้อีกนะเรา”

     “แฟนผมทั้งคนก็ต้องหวงเป็นธรรมดาสิครับ”

     ผมกำลังจะถามไปตรงๆ ว่าไอ้ที่ให้ระวังน่ะหมายความว่ายังไง แต่ยังไม่ทันได้ถามออกไปก็มีเสียงเล็กๆ ดังมาจากด้านหลังเสียก่อน

     “พี่~ เดือน~ ค้าาาา!!~”

     ผมจะไม่สะดุ้งเหมือนโดนน้ำร้อนลวกเลยถ้าเสียงนั้นไม่ได้มาพร้อมกับการจุ๊บแก้มแรงๆ ผมหันไปมองคนที่มาใหม่อย่างตกใจ เด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาน่ารักกำลังยืนยิ้มเผล่มองมาที่ผม

     “ทราย พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามทักทายแฟนพี่แบบนี้” พี่คลื่นพูดเสียงดุปนถอนหายใจ

     “ก็แฟนพี่คลื่นน่ารักขนาดนี้ จะให้ทรายอดใจไม่จุ๊บแก้มไหวยังไงล่ะคะ”

     “ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น เรากับเดือนเพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก ทักทายแบบนี้ได้ไง”

     “อีกหน่อยก็ต้องเจอกันบ่อยๆ อยู่ดี ทำตัวสนิทกันเข้าไว้ก็ไม่เสียหายนี่คะ”

     ผมได้แต่มองคนซ้ายที คนขวาทีอย่างงุนงง ฮัลโหล ผมนั่งอยู่ตรงนี้นะ ไม่มีใครคิดจะอธิบายเลยเหรอว่านี่มันอะไรกัน

     “พี่คลื่นโกรธเพราะอิจฉาพี่เดือนใช่ไหมล่ะคะ บอกดีๆ ก็ได้ทรายจุ๊บแก้มให้ได้ทุกคนอยู่แล้ว” น้องทรายพูดจบก็รีบเดินไปจุ๊บแก้มพี่ชายทันที ก่อนจะตามด้วยคุณแม่ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ

     “พี่เขาหวงแฟนเราไม่รู้เหรอ” คุณแม่พูดยิ้มๆ น้องทรายเลยหันมาทำหน้าโอดครวญ

     “กับน้องแท้ๆ ยังหวงได้ลงคอ พี่คลื่นใจร้าย”

     “น้องก็ส่วนน้อง แฟนก็ส่วนแฟน มันเอามาเทียบกันได้ที่ไหน”

     “หูยยย งั้นทรายไม่ยุ่งก็ได้ เชิญพี่คลื่นหวงพี่เดือนไปเลย” น้องทรายแลบลิ้นใส่พี่ชาย นั่งลงข้างแม่ตัวเองแล้วเรียกคนให้มาจัดจานให้

     “เอ่อ...” ผมส่งเสียงนำออกไป ทุกสายตาเลยหันมามอง “คุณแม่กับน้องทรายไม่ว่าอะไรเหรอครับ เรื่อง...เรื่องที่ผมกับพี่คลื่นคบกัน”

     คนถูกถามต่างทำหน้างง จะงงอะไรกันครับ ผมสิที่ควรงง ก่อนมาบ้านพี่คลื่นผมเตรียมซ้อมบทมาอย่างดี กะว่าต้องเจอคำถามโขดหินจากแม่แฟนแน่ๆ แต่พอทุกอย่างราบรื่นแบบนี้ผมเลยอดแปลกใจไม่ได้ เรียกว่าอึ้งเลยมากกว่า

     “พี่คลื่นยังไม่ได้บอกพี่เดือนเหรอคะ” น้องทรายถามคนข้างๆ ผมด้วยใบหน้าที่ยังไม่หายงง

     “ยัง”

     “อ้าว! ตายแล้ว แม่ก็ว่าอยู่ทำไมเอาแต่หน้าซีดไม่พูดไม่จาเลย คงกังวลอยู่ล่ะสิ”

     “พี่คลื่นแกล้งพี่สะใภ้ทรายเหรอ โอ๋ๆ นะคะพี่เดือน ไม่ต้องคิดมากนะคะ เดี๋ยวทรายตีพี่คลื่นให้” น้องทรายลุกจากที่นั่งตัวเอง เดินมากอดแขนแล้วเอาหน้าซบลงมา ท่าทางที่ทุกคนแสดงออกทำให้ผมงงกว่าเดิม

     “พี่คลื่นครับ นี่มันหมายความว่ายังไง” ผมหันไปถามคนข้างๆ อย่างต้องการรู้คำตอบ ในเมื่อแม่กับน้องสาวไม่ยอมอธิบายก็มีแต่ต้องถามเจ้าตัวนี่แหละ

     “ตามที่เราเห็น”

     ไอ้เดือนอยากยกมือมาตบหน้าผากเหลือเกิน แต่กลัวทำแล้วจะดูไม่งาม ก็เพราะเห็นแล้วไม่เข้าใจไงครับถึงได้ถาม พี่จะอมพะนำทำไม พูดมาตรงๆ เลยไม่ได้เหรอ

     “แม่กับทรายรู้มานานแล้วว่าเราสองคนคบกัน รู้ด้วยว่าตอนนี้หนูมาอยู่คอนโดฯ กับตาคลื่น”

     ผมหันไปหาคนอธิบายทันที แม่พี่คลื่นพูดด้วยใบหน้ายิ้มๆ แต่ผมช็อกตาตั้งไปแล้ว

     ไม่ใช่แค่รู้ธรรมดา แต่รู้มานานแล้วด้วย แถมยังรู้อีกว่าผมย้ายมาอยู่กับพี่คลื่น นี่มันเรื่องอะไรกัน!

     “ทำหน้าแบบนั้นคืองงอยู่ใช่ไหมว่าแม่รู้ได้ยังไง”

     “…ครับ” ผมพยักหน้ายอมรับ

     “ก็พี่คลื่นน่ะสิคะ ชอบมาเพ้อถึงพี่เดือนให้ทรายกับแม่ฟังบ่อยๆ จะจีบให้ติดบ้างล่ะ ถ้าจีบติดแล้วจะพามาเปิดตัวบ้างล่ะ”

     วันนี้ผมคงคอเคล็ดแน่นอน เล่นหันไปหันมาทุกสองนาทีไม่มีพัก ผมรีบหันไปมองพี่คลื่นเมื่อน้องทรายช่วยเฉลยความจริง แต่คนถูกมองกลับเบือนหน้าหนี แก้มขึ้นสีจางๆ อย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น

     “พี่คลื่นชอบพูดว่าพี่เดือนน่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ ก่อนจะมานี่ยังกำชับอีกว่าห้ามพูดหรือทำอะไรให้พี่เดือนไม่สบายใจ ทรายว่าพ่อคลั่งรักแม่แล้วนะคะ แต่พี่ชายทรายน่าจะคลั่งรักแฟนมากกว่าอีก”

     “ทรายพอแล้ว เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าเอาเรื่องผู้ใหญ่มาพูด” คนที่โตกว่าหันมาดุแบบไม่จริงจัง ซึ่งน้องทรายก็หาได้กลัวไม่ แลบลิ้นใส่อีกรอบก่อนจะเอาหน้ามาแนบแขนผมเหมือนเดิม

     ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้เองเหรอ...

     ผมหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ จู่ๆ ก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมา แต่พอนึกได้ว่ายังไม่ได้คำตอบเรื่องสำคัญเลยรีบถามซ้ำทันที

     “แล้วคุณแม่อนุญาตให้ผมคบกับพี่คลื่นไหมครับ”

     “ถามอะไรอย่างนั้น แม่จะไปมีสิทธิ์ตัดสินชีวิตลูกได้ยังไง ตาคลื่นรักใครแม่ก็รักด้วย ไม่เกี่ยงหรอกว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ขอแค่คนๆ นั้นเป็นคนดีก็พอ หนูเดือนเป็นคนดีใช่ไหม”

     “เอ่อ...ผม...” คุณแม่ถามมาอย่างนี้ก็ตอบลำบากสิครับ ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนเลว แต่จะให้ชมว่าตัวเองเป็นคนดีก็กระดากปากเกินกว่าจะพูดออก

     “เดือนเป็นทั้งคนดีและเด็กดีครับ ผมกล้ายืนยัน” จู่ๆ คนที่เหมือนจะเขินอายก็เกิดมีปากมีเสียงขึ้นมา

     “งั้นก็ดีแล้ว รักลูกแม่ให้มากๆ ล่ะ คลื่นเขารักหนูมากนะ นี่แม่ยังเครียดอยู่เลยว่าถ้าจีบไม่ติดลูกแม่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า โชคดีที่ได้เชื้อจากพ่อมาเยอะ”

     “แม่ครับ” เจ้าของเรื่องพูดเสียงเข้มเหมือนอยากปรามแม่ตัวเอง ผมหัวเราะนิดหน่อยก่อนจะยกมือไหว้

     “ขอบคุณนะครับที่อนุญาตให้ผมคบกับพี่คลื่น ผมสัญญาว่าจะตั้งใจรักพี่คลื่นให้ดีที่สุดเท่าที่คนธรรมดาคนหนึ่งจะรักได้”

     พี่คลื่นหันมามองก่อนจะยิ้มกว้างราวกับถูกใจคำพูดของผม น้องทรายเดินมาหยุดอยู่ตรงกลาง ดึงมือผมกับพี่คลื่นไปจับกัน

     “ห้ามเลิกกันนะคะ ทรายถูกใจพี่เดือน ไม่อยากมีพี่สะใภ้คนใหม่ จะเอาคนนี้เท่านั้น”

     “ไม่เลิกหรอก ไม่มีวันเลิก ต่อให้เอาอะไรมาบังคับก็ไม่เลิก”

     ทั้งคำพูดทั้งสายตา คิดจะให้ผมละลายตรงนี้เลยเหรอครับ แค่พูดอย่างเดียวก็ได้ ไม่เห็นต้องทำตาหวานขนาดนั้นเลย

     “นี่ถ้าพ่ออยู่ด้วยก็ดีสิ เสียดายที่ไปทำงานต่างประเทศซะก่อน พ่อเขาก็อยากเจอหนูเหมือนกัน”

     “ไว้พ่อกลับมาแล้วผมพาเดือนมาไหว้อีกครั้งก็ได้ครับ”

     “จะจริงเหรอ เราน่ะไม่ค่อยกลับบ้านกลับช่อง นี่ถ้าแม่ไม่บอกให้พาหนูเดือนมาเยี่ยมก็ไม่คิดจะกลับเลยใช่ไหม”

     “โธ่แม่ครับ ผมเรียนหนักแม่ก็รู้”

     “จริงเหรอคะ ไม่ใช่ว่าอยากอยู่กับพี่เดือนที่คอนโดฯ สองต่อสองเหรอ”

     “ทราย เดี๋ยวเถอะ”

     และแล้วพี่ชายก็โดนน้องสาวแลบลิ้นใส่เป็นรอบที่สามของวัน เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนบนโต๊ะได้เป็นอย่างดี ผมยิ้มออกมาอย่างโล่งอก รู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่คนรอบข้างเข้าใจความรักของเรา ความกังวลในใจหายไปหมดสิ้น เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกเลย

     ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้นผมกับพี่คลื่นหันมาสบตากัน ผมขยับปากแบบไม่มีเสียงว่าขอบคุณนะครับ พี่คลื่นเองก็ตอบกลับมาด้วยคำเดียวกัน

     ขอบคุณที่เป็นผม ขอบคุณที่พยายามอย่างไม่ย่อท้อจนเข้ามาอยู่ในใจผมได้ในที่สุด



     “เป็นอะไรครับ”

     ผมไม่ตอบ สะบัดหน้าหนีอย่างเดียว พี่คลื่นเลยรวบตัวผมไปนั่งตักแล้วเอาหน้ามาใกล้

     “ทำหน้าอย่างนี้ อย่าบอกนะว่างอนพี่อยู่”

     “รู้ด้วยเหรอครับว่าผมงอน” ผมหันไปถามด้วยเสียงกึ่งงอนกึ่งประชด คนตัวสูงหัวเราะในลำคอ วาดมือมาโอบรอบเอวแล้วกระชับแน่น

     “ไหน เด็กดีของพี่งอนอะไรพูดให้ฟังหน่อย”

     “อย่ามาตีมึนครับ ผมรู้ว่าพี่คลื่นรู้”

     “เรื่องที่พี่พากลับมาคอนโดฯ ไม่ได้ค้างที่บ้านหรือเปล่า”

     ผมส่ายหน้า

     “หรือเรื่องที่ไม่ได้เจอพ่อพี่ แต่พี่บอกแล้วไงว่าพ่อก็เหมือนแม่ พวกท่านไม่มีปัญหาที่เราคบกันเลย”

     ผมส่ายหน้าอีกรอบ

     “หรือจะเป็นเรื่อง...”

     “ทำไมไม่บอกผมแต่แรกครับว่าครอบครัวพี่รู้เรื่องเราอยู่แล้ว แถมยังไฟเขียวด้วย” ตอนแรกผมคิดว่าพี่คลื่นรู้แต่เล่นตัว แต่ไปๆ มาๆ น่าจะไม่รู้จริงๆ ขืนปล่อยให้เดาต่อไปคืนนี้คงไม่ได้นอนกันพอดี ผมเลยพูดออกไปเองดีกว่า

     “เรื่องนี้เองเหรอที่เรางอนอยู่”

     “ทำไมครับ ผมงอนไม่ได้?” ว่าจบก็สะบัดหน้าหนีอีกครั้ง อะไรที่ผู้หญิงทำเวลางอนผมทำหมดตอนนี้ ถึงผมจะดีใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้แปลว่าผมจะลืมคิดบัญชีเรื่องนี้นะครับ

     “พี่แค่ไม่อยากให้เรารู้เรื่องน่าอายพวกนั้น ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเลย”

     “ไม่เห็นมีอะไรน่าอายเลยครับ”

     “พี่นี่ไงอาย โดนแม่กับน้องสาวแฉต่อหน้าแฟน ใครบ้างจะไม่อาย”

     “พี่กลัวอาย แต่ไม่กลัวผมคิดมากเลยเหรอครับ”

     “ตกลงเราจะงอนด้วยเรื่องนี้จริงๆ เหรอ”

     ผมหน้ามุ่ยกว่าเดิมเมื่อพี่คลื่นพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เขาไม่รู้เหรอว่าผมวิตกกับเรื่องนี้อยู่หลายวัน เอาแต่เครียดว่าถ้าครอบครัวพี่คลื่นไม่ยอมรับผมจะทำยังไงดี

     “ผมงอนจริง โกรธจริง และพี่คลื่นก็ต้องง้อผมจริงด้วย” ผมยกมือกอดอก แต่แทนที่จะได้ยินคำขอโทษกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะเบาๆ

     “ง้อยังไงดี ง้อด้วยนี่ได้ไหม”

     คนพูดเอื้อมมือไปหยิบบางอย่างมาจากใต้หมอน ตอนแรกผมไม่ได้สนใจ แต่พอเหลือบไปเห็นว่าเป็นอะไรก็อ้าปากค้างทันที ในมือพี่คลื่นมีกล่องกำมะหยี่สีดำขนาดกะทัดรัด หัวใจผมเริ่มเต้นแรง กล่องแบบนี้จะให้คิดเป็นอย่างอื่นได้ไงล่ะครับ ถ้าไม่ใช่...

     “เอามือมาหน่อยครับ”

     ผมยื่นมือไปให้ราวกับตกอยู่ในภวังค์ ลืมไปสนิทเลยว่ากำลังงอน พี่คลื่นเปิดกล่อง หยิบแหวนในนั้นมาสวมนิ้วนางข้างซ้ายของผม พลิกมือผมไปมาพลางพูดชมตัวเองไปด้วย

     “พอดีเลย ไม่เสียแรงที่แอบกะขนาดตอนเราหลับ”

     “พี่คลื่นครับ นี่มัน...”

     “พี่จองเดือนแล้วนะ” พี่คลื่นจับตัวผมหันหน้าเข้าหาตัวเอง หยิบอีกกล่องที่เหมือนกันแต่ขนาดใหญ่กว่าออกมาจากใต้หมอน “ทีนี้ถึงตาเดือนจองพี่บ้าง”

     ผมรับกล่องนั้นมาด้วยมืออันสั่นเทา พี่คลื่นยื่นมือมาให้ กว่าผมจะเปิดกล่อง กว่าจะสวมแหวนให้พี่คลื่นได้ใช้เวลาอยู่พอสมควร มันสั่นไปหมดครับ ภายในอกตื้นตันจนพูดไม่ออก

     “อาจจะยังไม่ทางการเท่าไหร่ แต่พี่อยากให้แหวนนี้เป็นเหมือนคำสาบานว่าเราจะมั่นคงต่อกันตลอดไป หลังจากนี้เดือนมีสิทธิ์ในตัวพี่ทุกประการ คิดซะว่าแหวนบนนิ้วคือใบสมรสของเราสองคน ความรักของพี่ทั้งหมดนับแต่นี้ไปเป็นของเดือนคนเดียว ไม่มีอดีต ไม่มีคนอื่น มีแค่เดือนเท่านั้น”

     พี่คลื่นดึงมือผมไปจูบ เพียงเท่านั้นน้ำตาก็ไหลลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ผมพยักหน้ารับคำพูดของอีกฝ่าย ขยับตัวเข้าหาก่อนจะสวมกอดด้วยความสุขที่กำลังเอ่อล้น

     “นี่หมั้นผมอยู่หรือเปล่าครับ” ผมถามแก้เขิน

     “หมั้นไว้ก่อน เรียนจบแล้วค่อยแต่ง เดือนจะได้หนีพี่ไปไหนไม่ได้”

     “แล้วใครบอกจะหนีล่ะครับ ผมจะเกาะติดพี่ไปทั้งชีวิตเลยคอยดู”

     “ฮ่าๆๆ ให้เกาะด้วยความยินดีเลยครับ”

     พี่คลื่นประสานมือเข้ากับมือผม แหวนที่เราสวมอยู่สัมผัสกันเล็กน้อย ราวกับเป็นเครื่องหมายว่าเจ้าของมันจะอยู่เคียงข้างกันไปตลอด

     “พี่รักเดือนนะครับ” ประโยคที่ได้ยินอยู่ทุกวันแต่ไม่รู้สึกเบื่อเลยถูกเอื้อนเอ่ยอีกครั้ง ผมยิ้มกว้าง ยกมือมาปาดน้ำตา ก่อนจะตอบกลับไปด้วยถ้อยคำเดียวกัน

     “ผมก็รักพี่คลื่น รักมากๆ รักที่สุด รักมากที่สุดเลยครับ”

     “รักขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมพยักหน้ารัวๆ “อืม...จะเชื่อดีไหมนะ”

     “พี่คลื่นนน” ผมลากเสียงยาว โรแมนติกอยู่ดีๆ ทำไมวกกลับมาแกล้งผมได้ล่ะเนี่ย

     “พิสูจน์สิครับว่าเดือนพูดความจริง”

     แววตาที่เป็นประกายทำให้ผมรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายอยากให้พิสูจน์ด้วยวิธีไหน ผมอมยิ้ม นิดๆ หน่อยๆ ยังจะเอาอีกนะ แฟนผมนี่เจ้าเล่ห์ไม่มีใครเกินจริงๆ

     ผมเคลื่อนตัวไปใกล้อีกนิด ประคองใบหน้าคมคายไว้ด้วยสองมือ บดเบียดริมฝีปากลงไป ใช้การกระทำของร่างกายเพื่อบอกให้พี่คลื่นรู้ว่าผมรักเขามากแค่ไหน

     ผมจูบขึ้นไปบนหน้าผาก แล้วไล่ลงมายังเปลือกตา แก้ม สันจมูก ก่อนจะหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอีกครั้ง ผมออกแรงบดเคล้าลงไป ไม่นานคนที่ร้องขอให้พิสูจน์ก็ตอบสนองกลับมา พี่คลื่นจูบผมอย่างดูดดื่มจนสติแทบแตกกระเจิง ฝ่ามือหนาสำรวจไปทั่วร่างกาย เพียงเสี้ยวพริบตาเราสองคนก็เปลือยเปล่าไปทั้งตัว

     ผมเหลือบมองสิ่งที่อยู่บนนิ้วอีกครั้ง ภายในแหวนวงเล็กๆ เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่พี่คลื่นมีให้ แต่ที่เหนือกว่านั้นมันคือสิ่งยืนยันว่าต่อจากนี้ไป ทุกช่วงเวลาทุกข์สุขของผมจะมีพี่คลื่นคอยอยู่เคียงข้างเสมอ

     ผมหลับตาลง ปล่อยให้พี่คลื่นเป็นคนนำทาง ถึงแม้ระหว่างเราจะไม่มีใครพูดอะไร แต่ผมรับรู้ได้ว่าภายในใจเราต่างกำลังบอกรักกันอยู่

     รักนะครับ...คนดีของผม





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-09-2022 17:04:59 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ RedQueen

  • Memois Of A Calamity Queen
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด