รักนะครับ...รู้ตัวบ้างไหม #คลื่นอิงเดือน -​-------- Special Part 1 [05/Oct/2022]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักนะครับ...รู้ตัวบ้างไหม #คลื่นอิงเดือน -​-------- Special Part 1 [05/Oct/2022]  (อ่าน 7896 ครั้ง)

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 10 : คนที่อยากสนิทด้วย





     -ข้าวหอม-


     “เอ่อ...หนูว่าพี่องศาไปรอที่รถดีกว่านะคะ”

     “ใช่ค่ะ พี่องศาอุตส่าห์เลี้ยงข้าวพวกหนูแล้ว จะให้มาเดินเลือกหนังสือด้วยอีกหนูคงเกรงใจแย่” ฝนกับควีนพูดขึ้นมาตอนที่พวกเรากำลังจะเดินเข้าร้านหนังสือ

     “ไม่เป็นไรครับ อยู่ในรถเฉยๆ น่าเบื่อจะตาย และปกติพี่ก็ชอบเข้าร้านหนังสืออยู่แล้วด้วย”

     “พี่องศา...ชอบอ่านหนังสือเหรอคะ” ฝนมองคนตัวสูงอย่างไม่เชื่อสายตา ผมเข้าใจนะ เพราะถ้าดูเผินๆ พี่องศากับหนังสือไม่ใช่อะไรที่ไปด้วยกันได้เลย

     “เห็นแบบนี้แต่พี่เป็นเด็กเรียนนะครับ อย่ามัวแต่ยืนคุยกันเลย รีบเข้าไปดูหนังสือดีกว่า” คนที่ผมเพิ่งรู้ว่าเป็นเด็กเรียนเดินนำเข้าร้านไปก่อนแล้ว ทิ้งให้พวกผมมองตามด้วยความงุนงง

     “เด็กเรียนอะไรวะ ฝากเพื่อนจดเลกเชอร์ให้แทบทุกคาบ”

     “ไม่เป็นไร พี่เขาหล่อ กูให้อภัย” ควีนยิ้มกริ่ม รีบจูงมือฝนตามพี่องศาไปโดยไม่ลืมหันมาเรียก ผมถอนหายใจบางเบาก่อนจะเดินตามไป หันซ้ายหันขวามองหนังสือในร้านไปด้วย

     ตอนแรกผมนึกว่าพี่องศาจะขับรถมาส่งอย่างเดียว แต่เขากลับขอเลี้ยงอาหารกลางวันพวกผมด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่าเขาไม่อยากกินข้าวคนเดียว แน่นอนว่าฝนกับควีนไม่มีปัญหาอยู่แล้ว จะมีก็แต่ผมนี่แหละที่ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่

     ร้านหนังสือแห่งนี้มักจะมีกลิ่นอายของหนังสือลอยฟุ้งไปทั่วร้าน นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ผมชอบมาร้านนี้บ่อยๆ พอได้อยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือแบบนี้มันทำให้ผมรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

     แต่...คงไม่ใช่กับวันนี้แน่นอน ต้องมากับคนที่ผมพยายามตีตัวออกห่างมาตลอด ใครจะไปสบายใจได้กันล่ะ

     ถึงจะบอกว่าชอบดูหนังสือ แต่พอเข้ามาในร้านพี่องศากลับเอาแต่ยืนคุมเชิงเหมือนเป็นบอดี้การ์ดพวกผมอย่างนั้นแหละ ผมพยายามไม่สนใจ แต่พอหันไปมองทีไรเป็นต้องสบตาด้วยกันตลอด ไม่รู้จะมองอะไรนักหนา

     “กูอยากเอาประเทศอเมริกาอ่ะ ผู้ชายประเทศเขางานดีทุกคนเลย”

     “แต่กูไม่ชอบอ่ะ ถ้าจะให้เลือกกูว่าจีนดีกว่า หนุ่มตี๋ๆ ดูดีกว่าเยอะ”

     “ทำไมมึงชอบขัดใจกูจังวะ”

     “มึงนั่นแหละขัดใจกู”

     ผมยืนฟังเพื่อนเถียงกันแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ สงสัยฝนกับควีนคงลืมไปแล้วว่าอาจารย์ให้ทำรายงานหัวข้อวัฒนธรรมการท่องเที่ยวในต่างประเทศ ไม่ใช่สิบอันดับผู้ชายต่างประเทศที่หล่อที่สุด

     “แต่กูว่าเกาหลีก็ดีนะ กูดูซีรีส์เกาหลีมาเยอะ วัฒนธรรมประเทศเขากูรู้หมดทุกซอกทุกมุม”

     “คนอย่างมึงเนี่ยนะเรียนรู้วัฒนธรรมประเทศเกาหลีผ่านซีรีส์ เวลาดูมึงเคยสนใจอย่างอื่นนอกจากพระเอกด้วยเหรอ”

     “แหม พูดอย่างกับมึงไม่เป็นอ่ะฝน”

     “ไม่ค่ะ กูไม่ได้สนใจแค่พระเอก แต่พระรองกูก็สน”

     “กูคิดถูกหรือผิดวะที่มาจับคู่ทำรายงานกับมึง”

     “อีควีน กลุ่มเราก็มีกันอยู่แค่นี้ มึงคิดว่าพวกเรามีคนคบเยอะนักเหรอ” ฝนเหน็บแนมเพื่อนแบบไม่จริงจังเสร็จก็หันมาถามผมที่กำลังยืนเหม่อลอยอยู่ “แล้วมึงอ่ะข้าว เลือกได้ยังว่าจะเอาประเทศอะไร”

     “…”

     “ข้าว”

     “…”

     “ไอ้ข้าว!!”

     “วะ...ว่าไง” ผมหันไปทำหน้าเหลอหลา ฝนที่เห็นว่าผมไม่ได้ฟังเลยถามอีกครั้ง

     “กูถามว่ามึงเลือกได้ยังว่าจะเอาประเทศอะไร”

     “อ๋อ ยังเลย ที่จริงก็มีที่สนใจอยู่เหมือนกัน แต่ไลน์ไปถามเดือนแล้วเดือนยังไม่ตอบเลย”

     ฝนเอียงคอมองผมพลางขมวดคิ้ว เหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง

     “มึงเป็นอะไรวะ ท่าทางทะแม่งๆ ตั้งแต่บนรถพี่องศาแล้วนะ”

     “เปล่า ข้าวไม่ได้เป็นอะไร”

     “ไม่จริงอ่ะ วันนี้มึงทำตัวแปลกๆ มาสักพักแล้ว” ควีนยื่นหน้ามาใกล้ กระซิบแบบพอให้ได้ยินกันแค่สามคน “ตอนพี่คลื่นกับพี่องศามาหาที่หน้าคณะก็เหมือนกัน อย่าคิดว่ากูไม่เห็นนะว่ามึงทำหน้าประหลาด”

     “ข้าวยังไม่ได้ทำหน้าประหลาดซะหน่อย”

     “ทำสิ ยิ่งตอนมองพี่องศานะ หน้ามึงยิ่งประหลาด”

     “ประหลาดยังไงวะ”

     “ก็หน้ามันเหมือนคนกำลังเขินพี่องศาอยู่เลยอ่ะ”

     “มะ...ไม่ใช่นะ! ข้าวไม่ได้ทำหน้าแบบนั้น!” ผมรีบเถียงเพื่อนทันที ผมเนี่ยนะทำหน้าเขินพี่องศาต่อหน้าคนอื่น ไม่มีทางเด็ดขาด ผมมั่นใจว่าตัวเองเก็บอาการเก่ง

     “มึงทำค่ะ กูเห็นเต็มสองตาเลย และไม่ใช่แค่นั้นนะ เวลาอยู่ใกล้พี่องศามึงชอบเหม่อลอยตลอดเลย”

     “ทำอะไรกันเหรอครับ”

     “ก็ข้าวมันทำ...ว้าย! พี่องศา” ควีนสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ พี่องศาก็ยื่นหน้ามากลางวง คนตัวสูงยิ้มอารมณ์ดี ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงมองพวกผม

     “พี่เห็นพวกเรากำลังคุยกันสนุกเลย ขอพี่คุยด้วยสิ”

     “เอ่อ...มันเป็นเรื่องไร้สาระน่ะค่ะ พี่องศาไม่ต้องสนใจหรอก” ฝนยิ้มแห้ง พยายามเปลี่ยนเรื่องคุย “ว่าแต่พี่องศาไม่ไปดูหนังสือเหรอคะ หนูเห็นพี่เอาแต่ยืนเฉยๆ มาตั้งนานแล้ว”

     “พอดีไม่มีหนังสือที่ถูกใจเลยน่ะครับ”

     โกหก ตั้งแต่เข้ามาในร้านผมเห็นเขาเอาแต่เดินตามพวกผม ยังไม่เห็นไปดูหนังสือสักเล่มเลย แล้วรู้ได้ไงว่าไม่มีหนังสือที่ถูกใจ

     “น้องฝนถามแบบนี้คืออึดอัดเหรอครับ ถ้างั้นพี่ไปรอในรถก็ได้นะครับ”

     “ว้าย! ฝนไม่ได้หมายความแบบนั้นค่ะ ใครจะไปอึดอัดเวลาอยู่กับพี่ล่ะ มีแต่อยากอยู่ใกล้นานๆ ล่ะสิไม่ว่า” ฝนหัวเราะเสียงแห้ง ก่อนจะหันไปสั่งควีนที่ยืนยิ้มแห้งไม่ต่างกัน “มัวยืนนิ่งทำไมล่ะ มึงจะเอาประเทศเกาหลีไม่ใช่เหรอ รีบไปหยิบหนังสือมาสิ”

     “เมื่อกี้มึงยังเถียงกูอยู่เลย”

     “ก็ตอนนี้กูเห็นด้วยกับมึงแล้วไง ไม่ต้องพูดมาก รีบไปหยิบหนังสือมาได้แล้ว”

     ควีนทำหน้างงที่จู่ๆ ก็โดนใช้ แต่ก็ยอมเดินไปหยิบหนังสือแต่โดยดี คราวนี้ฝนเลยหันมาหาผมบ้าง

     “ส่วนมึง ไอ้เดือนตอบยังว่าตกลงจะเอาประเทศอะไร”

     “ยังเลย”

     “งั้นกูเลือกให้ จะได้ไม่เสียเวลา” ฝนยกมือมาลูบคาง ไล่สายตาไปตามสันหนังสือบนชั้น “อืม...เอาเป็นประเทศญี่ปุ่นแล้วกัน มึงกับเดือนชอบกินอาหารญี่ปุ่นทั้งคู่เลยนี่”

     พอสรุปกับตัวเองเสร็จโดยไม่ถามอะไรผมเลย ฝนก็เขย่งเท้าเอื้อมมือไปหยิบหนังสือวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่อยู่ชั้นบนสุด แต่เพราะมันอยู่สูงเกินไปเลยหยิบไม่ถึงสักที

     “เดี๋ยวข้าวหยิบเองก็ได้” ผมบอกเพื่อนก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบหนังสือแทน แต่เพราะส่วนสูงของผมกับฝนแทบไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะยืดแขนเท่าไหร่ก็เลยหยิบไม่ถึงเหมือนกัน “ฝนรออยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวข้าวไปบอกพนักงานให้มาหยิบ...!!!”

     แผ่นหลังของผมถูกดันไปข้างหน้าเล็กน้อย ตัวผมเลยแนบชิดไปกับชั้นหนังสือ พี่องศายกมือไปหยิบหนังสือที่ผมต้องการโดยไม่ต้องเขย่งเท้าเลยแม้แต่น้อย พอได้หนังสือมาไว้ในมือแล้วคนตัวสูงก็ใช้มืออีกข้างพลิกตัวผมให้หันมาเผชิญหน้า ตอนนี้พี่องศากำลังใช้แขนข้างหนึ่งยันชั้นหนังสือไว้ ก้มมองผมพลางทำหน้านิ่ง ไม่ยิ้มแย้มเหมือนตอนคุยกับเพื่อนผม

     “พี่อยู่ตรงนี้ทั้งคน...ทำไมไม่ขอให้พี่ช่วย”

     ผมลอบกลืนน้ำลาย มองใบหน้าคมคายด้วยความตกใจ ควีนที่เดินถือหนังสือมากำลังจะอ้าปากเรียกฝน แต่พอเห็นภาพตรงหน้าก็ชะงักไป ไม่ต่างกับฝนที่มองมาอย่างตกใจเช่นกัน

     อะไรของเขาเนี่ย...จู่ๆ ท่าทางก็เปลี่ยนไป เหมือนไม่พอใจอยู่งั้นแหละ แล้วจะเอาหน้ามาใกล้ทำไม กลัวไม่ได้ยินหรือไงกัน

     “ผมก็แค่เกรงใจเฉยๆ”

     “พี่ขับรถไปรับส่งเราทุกวัน เพิ่งจะมาเกรงใจเอาป่านนี้หรือไง”

     “เรื่องนั้นผมไม่ได้ขอสักหน่อย พี่อาสามารับส่งผมเองไม่ใช่เหรอครับ”

     “ข้าวควรขอบคุณพี่สิ ไม่ใช่มาพูดกับพี่แบบนี้”

     “เอ่อ...” ก่อนที่เราสองคนจะลากบทสนทนาให้ยาวไปกว่านี้ ฝนก็ทักขึ้นมาพลางค่อยๆ หยิบหนังสือในมือพี่องศาไป “ถ้าข้าวมันไม่พูดหนูพูดเองก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะที่หยิบหนังสือให้ พี่องศานี่ใจดีตลอดเลย”

     คนตัวสูงหันไปมองเพื่อนผมก่อนจะผละออกไป ไหวไหล่เบาๆ แล้วยิ้มมุมปาก “ใช่ครับ...พี่เป็นคนใจดี แต่น่าเสียดายที่คนบางคนไม่เห็นความใจดีของพี่เลย”

     ถ้าพี่จะใจดีจริงๆ ก็ช่วยออกไปจากชีวิตผมสักทีเถอะครับ พี่ไม่รู้หรอกว่าทุกครั้งที่เราอยู่ใกล้กัน มันทำให้ผมทั้งสุขและทุกข์ในเวลาเดียวกันมากแค่ไหน...



     “มึงว่ามันมีอะไรแหม่งๆ ป่ะวะ”

     “ไม่ใช่แค่แหม่งๆ หรอก อาการอย่างนี้กูว่าใช่แน่นอน”

     “มึงมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอวะฝน”

     “สายตากูซะอย่าง ไม่มีทางมองพลาดแน่นอน”

     “ฝนกับควีนคุยอะไรกันอยู่เหรอ”

     “ไม่เห็นต้องถาม ก็เรื่องที่มึงกับ...”

     “อีฝน!” ควีนตีขาฝนดังเพียะ ฝนสะดุ้งเล็กน้อย หันมามองผมที่นั่งอยู่เบาะหน้าพลางยิ้มแห้งให้

     “คือ...พวกกูกำลังปรึกษากันเรื่องรายงานน่ะ ไม่ได้นินทามึงหรอก สบายใจได้”

     ผมคบกับฝนมานาน ทำไมจะไม่รู้ว่าที่พูดมานั่นน่ะโกหกทั้งหมด แต่เพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรผมเลยไม่ใส่ใจ ได้แต่พยักหน้ารับแล้วหันมามองถนนด้านหน้าเหมือนเดิม

     หลังจากซื้อหนังสือเสร็จแล้วฝนก็นึกขึ้นได้ว่ามีของที่ต้องซื้ออีก จากที่ควรจะได้กลับเร็ว ดันลากยาวมาจนถึงหกโมงเย็นอย่างช่วยไม่ได้ โชคดีที่วันนี้พี่องศาไม่มีธุระที่ไหน ไม่อย่างนั้นพวกผมคงรู้สึกผิดแย่

     พี่องศาหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าซอยหอของฝนกับควีน ในตอนที่รถกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า ควีนที่นั่งอยู่เบาะหลังก็ถามขึ้นมา

     “จริงสิ ทำไมพี่องศาถึงมารับส่งข้าวแทนพ่อมันเหรอคะ”

     “ทำไมจู่ๆ น้องควีนถึงถามแบบนี้ล่ะครับ”

     “หนูเคยได้ยินว่าพี่เกลียดการตื่นเช้า แต่กลับมาส่งเพื่อนหนูตอนเช้าได้ทุกวัน พวกหนูสองคนเลยสงสัยน่ะค่ะ”

     ผมเหลือบมองคนถูกถามนิดหนึ่ง ที่จริงผมก็อยากรู้เหตุผลเหมือนกัน แต่พอสบโอกาสทีไรผมมักจะลืมถามทุกที

     คนตัวสูงยิ้มมุมปาก เท้าแขนกับกระจกรถแล้วยกมือข้างหนึ่งมาลูบคาง “อีกเดี๋ยวน้องควีนกับน้องฝนก็จะรู้เองครับ ตอนนี้รู้แค่ว่าพี่เต็มใจมารับส่งเพื่อนน้องก็พอแล้ว”

     พอได้ยินคำตอบแล้วควีนก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ แต่หันไปมองหน้าฝนเหมือนกำลังสื่ออะไรกันสักอย่าง จนกระทั่งพี่องศาขับรถมาถึงหอ เพื่อนผมทั้งสองคนก็ทยอยลงไปจากรถโดยไม่ลืมหันมาบอกลา

     “กูไปก่อนนะมึง ขับรถดีๆ นะคะพี่องศา”

     “ครับผม”

     พอพี่องศาขับรถออกมาแล้ว หลังจากนั้นไม่นานโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงผมก็สั่นแจ้งเตือนว่ามีคนไลน์มา แต่ผมขี้เกียจหยิบมาดูเลยไม่ได้สนใจ ได้แต่มองวิวนอกกระจกพลางคิดย้อนไปถึงคำถามของควีนเมื่อครู่

     ผมมั่นใจว่าพี่องศาไม่มีทางรู้จักผมมาก่อนแน่นอน และผมก็ไม่เคยไปสร้างบุญคุณอะไรไว้ด้วย ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงยอมลำบากขับรถมารับส่งผมทุกวันแบบนี้

     “หืม?” ผมส่งเสียงอุทานเมื่อเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่าง หันไปมองคนขับรถที่กำลังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านผมนะครับ”

     “พี่รู้ครับ”

     ตอบแค่นี้เนี่ยนะ?

     “พี่องศาจะพาผมไปไหนครับ”

     “นั่นสิ พี่ก็กำลังคิดอยู่เหมือนกัน”

     ผมขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจคำตอบเลยแม้แต่น้อย พี่องศาเหลือบมามองผม มุมปากกระตุกยิ้มอีกครั้ง

     “พี่หิวครับ เลยว่าจะแวะกินข้าว แต่ขับมาสักพักแล้วยังไม่เจอร้านที่ถูกใจเลย”

     “ไปส่งผมก่อนไม่ได้เหรอครับ แล้วพี่จะไปกินข้าวหรือทำอะไรต่อผมจะไม่ว่าเลย”

     “ใจคอคิดจะทิ้งให้พี่นั่งกินข้าวคนเดียวหรือไง” คนตัวสูงพูดเหมือนกำลังน้อยใจ แต่รอยยิ้มกลับไปกันคนละทางเลย “ข้าวหอมไม่เห็นใจพี่บ้างเลยเหรอครับ”

     หัวใจผมเริ่มเต้นแรง มันแรงขึ้นเรื่อยๆ จนผมทนมองใบหน้าคมคายนั้นไม่ไหว ต้องรีบเบือนหน้าหนีก่อนจะเผลอแสดงพิรุธออกไป

     “ผมไม่หิวครับ”

     “แค่ไปนั่งเป็นเพื่อนอย่างเดียวก็ได้”

     “ไม่เอาครับ ผมต้องรีบกลับไปทำรายงาน”

     “ไม่เกินหนึ่งทุ่มแน่นอน พี่สัญญา”

     “ไม่เอาครับ”

     “ดื้ออีกแล้ว” ปากว่าผม แต่ตายังมองถนนตรงหน้า “คราวที่แล้วกว่าจะยอมให้พี่มารับส่งก็ดื้ออยู่ตั้งนาน คราวนี้ยังไม่หายดื้อกับพี่อีกเหรอ”

     “ผมไม่ได้ดื้อครับ ผมแค่ไม่อยากไปกินข้าวกับพี่”

     “…”

     “ถ้าพี่หิวมากแวะจอดให้ผมลงข้างทางก็ได้ครับ เดี๋ยวผมหาทางกลับบ้านเอง”

     พี่องศาไม่พูดอะไรต่อ ผมเลยไม่รู้ว่าเขาจะเอายังไงกันแน่ สักพักเขาก็ค่อยๆ ลดความเร็วก่อนจะเลี้ยวรถจอดข้างทางในที่สุด ผมเข้าใจว่าพี่องศาทำตามคำพูดผมเลยตั้งใจจะถอดเข็มขัดนิรภัยแล้วลงจากรถ แต่จู่ๆ คนตัวสูงก็ยื่นหน้ามาใกล้พลางจับมือผมไว้แน่นทำให้ไม่สามารถถอดเข็มขัดได้

     “แค่ไปกินข้าวกับพี่มันยากมากเหรอครับ”

     ผมกะพริบตาปริบๆ อย่างตามอารมณ์ไม่ทัน รอยยิ้มพี่องศาหายไปแล้ว ใบหน้านิ่งเรียบเหมือนกำลังโกรธใครสักคน

     “พี่แค่จะพาไปกินข้าว ไม่ได้จะพาไปทำอะไรไม่ดี ทำไมข้าวต้องปฏิเสธพี่ขนาดนี้ด้วย”

     “…”

     “ที่บอกว่าไม่อยากกินข้าวกับพี่หมายถึงเกลียดพี่ใช่ไหมครับ ถ้าข้าวหอมเกลียด...พี่จะได้ไม่มายุ่งกับเราอีก”

     ที่เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพราะผมพูดว่าไม่อยากไปกินข้าวด้วยแค่นั้นเหรอ ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าพี่องศาจะอ่อนไหวขนาดนี้

     “ตอบครับ อย่าเงียบอย่างเดียว”

     ผมเม้มปากแน่น ยิ่งสบตากับพี่องศาผมก็ยิ่งลำบากใจ ที่จริงผมอยากตอบว่าใช่ เพื่อที่เขาจะได้ไม่มาให้ผมเห็นหน้าอีก แต่ผมกลับพูดแบบนั้นออกไปไม่ได้ เพราะผมรู้อยู่แก่ใจว่าคำตอบที่แท้จริงมันตรงกันข้ามเลย...

     “ผม...ไม่ได้เกลียดพี่ครับ”

     เกลียดตัวเองชะมัด ทำไมผมถึงโกหกไม่เก่งเอาซะเลยนะ

     “แน่ใจนะครับ”

     “…ครับ”

     “งั้นพี่จะถามอีกครั้ง” น้ำเสียงพี่องศาอ่อนลง พร้อมกับที่มือของเขาสอดเข้ามาในมือของผม “ข้าวหอมครับ...ไปกินข้าวกับพี่หน่อยได้ไหม”

     พี่องศาไม่ได้มองผมด้วยความโกรธอีกแล้ว แต่มองด้วยสายตาวิงวอนที่ทำให้หัวใจผมเต้นแรงกว่าเดิม

     ผมค่อยๆ ดึงมือออกมาก่อนจะหันหน้าหนี ทำแก้มพองลมแล้วพยายามพูดเสียงแข็งให้มากที่สุด “ให้เวลาถึงแค่หนึ่งทุ่มนะครับ”



     ถ้าผมกำลังฝันอยู่ ผมก็อยากให้ใครสักคนเขย่าตัวผมแรงๆ ผมจะได้ตื่นจากความฝันนี้เสียที

     ความฝันที่ทำให้ผมไม่รู้ว่าควรจะยิ้มหรือร้องไห้ดี

     “ได้มากินข้าวกับคนหล่อทั้งที จะเอาแต่ทำหน้านิ่งตลอดเลยเหรอครับ”

     ผมเบือนหน้าหนีแทนการตอบคำถาม พี่องศาที่รู้ตัวว่าโดนเมินยิ้มมุมปาก ตักข้าวเข้าปากอย่างอารมณ์ดี ท่าทางผิดกับบนรถลิบลับ

     “นั่งมองพี่กินอย่างเดียวไม่หิวเหรอครับ”

     “ไม่ครับ”

     “เสียใจนะเนี่ย คนเขาอุตส่าห์อยากเลี้ยงข้าวแท้ๆ”

     “พี่ก็เลี้ยงไปเมื่อตอนกลางวันแล้วไม่ใช่เหรอครับ”

     “ตอนนี้ก็เลี้ยงอีกได้”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ”

     คนตัวสูงยกแก้วน้ำมาดูด ก่อนจะกระตุกยิ้มส่งเสียงหึในลำคอ “นอกจากดื้อเงียบแล้วยังขี้เกรงใจอีกแฮะ”

     คราวนี้ผมหันไปมองคนพูดเต็มสองตา แต่พี่องศาก็ยังไม่สะทกสะท้าน เอาแต่ยิ้มระรื่นจนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าจะอารมณ์ดีอะไรนักหนา

     “ไม่กินต่อเหรอครับ” ผมถามเมื่อเห็นเขามองหน้าผมนานเกินไปแล้ว พี่องศาหันไปตักข้าวเข้าปากหนึ่งคำ แล้วก็เงยหน้ามามองผมต่อ

     แค่ต้องมานั่งกินข้าวด้วยกันผมก็ทำตัวไม่ถูกอยู่แล้ว นี่เล่นจ้องกันไม่กะพริบตาเลย พี่องศาคิดจะแกล้งผมหรือไงเนี่ย

     “มะ...มองอะไรครับ” ในที่สุดผมก็ทนไม่ไหว ต้องถามออกไปจนได้

     “มองคนใจร้ายครับ”

     ผมขมวดคิ้วด้วยความงง พี่องศาว่าผมใจร้ายเหรอ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเขาเลยนะ

     “พี่สังเกตมาสักพักแล้วนะ เราชอบแทนตัวเองว่าข้าวกับคนอื่น แต่กลับแทนตัวเองว่าผมกับพี่ตลอด”

     “ก็ผมกับพี่ยังไม่สนิทกัน แล้วผมก็แทนตัวเองว่าข้าวแค่กับเพื่อนเท่านั้น กับคนอื่นผมก็พูดว่าผมเหมือนกันนั่นแหละครับ”

     “หมายความว่าถ้าเราสองคนสนิทกันมากกว่านี้ เราจะแทนตัวเองว่าข้าวกับพี่ใช่ไหม”

     รอยยิ้มกับคำถามของคนตรงหน้าทำให้ผมลืมไปสนิทว่าจะพูดอะไรต่อ พี่องศายกมือมาเท้าคาง มองมาด้วยสายตาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

     จู่ๆ ก็มาถามอะไรแบบนี้ พี่องศาตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่ ผมงงไปหมดแล้วนะ

     “เอาแต่เงียบแบบนี้ พี่จะถือว่าข้าวหอมอนุญาตให้พี่ตีสนิทนะครับ”

     ผมกะพริบตาปริบๆ เพื่อเรียกสติกลับมา แต่ให้ตายเถอะ ยิ่งมองรอยยิ้มพี่องศาเท่าไหร่ผมก็ยิ่งคิดคำพูดไม่ออกเท่านั้น

     “พะ...พี่พูดอะไร ผมไม่เห็นรู้เรื่อง”

     “พี่อยากได้ยินเราแทนตัวเองว่าข้าวกับพี่” คำพูดที่ตรงไปตรงมาทำให้ผมนิ่งงันไป คนตัวสูงเอื้อมมือมากุมมือผมบนโต๊ะ แต่พอเห็นผมรีบชักมือออกเขาก็ส่งเสียงหัวเราะในลำคอ

     “มันไม่ใช่เรื่องสำคัญถึงขนาดที่พี่ต้องมาตีสนิทกับผมหรอกครับ อย่าไปใส่ใจเลย” ผมหันหน้าไปทางอื่นเพราะไม่อยากให้พี่องศารู้ว่าตอนนี้ข้างในอกมันปั่นป่วนแค่ไหน วันนี้เขาเป็นอะไรนะ ชอบทำอะไรที่ผมคาดไม่ถึงบ่อยเหลือเกิน

     “อย่าคิดแทนพี่สิครับ พี่บอกว่าอยากได้ยินก็คืออยากได้ยินจริงๆ” พี่องศาเปลี่ยนเอาสองมือมารองคาง มองผมด้วยสายตาแบบเดิมอีกครั้ง “หลังจากนี้พี่จะทำให้ข้าวหอมมองพี่เป็น ‘คนสนิท’ ให้ได้ เพราะงั้นเตรียมตัวไว้ดีๆ นะครับ”

     “ตะ...เตรียมตัวอะไรครับ”

     คนโดนถามกระตุกยิ้ม ยื่นหน้ามากระซิบข้างหูเบาๆ ทว่าชัดเจนทุกคำ “เดี๋ยวเราก็รู้เอง”





     TBC


     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 20:51:45 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 11 : หอมแก้มเรียกสติ





     “ฝน มึงเอาจริงเหรอวะ”

     [กูจะล้อเล่นทำไมล่ะ เชื่อกูสิ กูกับอีควีนคุยกันมาสักพักแล้วว่าอยากไป]

     “พวกมึงไม่อยากไปที่อื่นบ้างเหรอวะ อย่างทะเลหรือน้ำตกอะไรทำนองนี้น่ะ”

     [โอ๊ย ที่แบบนั้นมันจะไปเร้าใจอะไร ต้องบ้านผีสิงสิถึงจะสนุก] ควีนรีบสวนขึ้นมาทันควัน ถึงจะไม่เห็นหน้าแต่ผมก็พอเดาได้ว่ามันต้องแสยะยิ้มอยู่แน่นอน

     [มึงต้องไปกับพวกกูนะเดือน ไอ้ข้าวปฏิเสธไปแล้ว ถ้ามึงปฏิเสธอีกคนกูกับอีควีนคงเหงาตาย]

     พวกมันกลัวเหงาตาย แต่ไม่กลัวผมหัวใจวายตายบ้างเลยเหรอ

     “เดี๋ยวนะ ก่อนจะมาชวนกูพวกมึงไปชวนข้าวด้วยเหรอ”

     [ก็ใช่น่ะสิ แล้วมันก็ปฏิเสธแบบหัวชนฝาด้วย]

     ไม่ปฏิเสธน่ะสิแปลก ข้าวหอมกลัวผีมาก จู่ๆ เพื่อนมาชวนไปบ้านผีสิง เป็นใครก็ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว แต่ที่แปลกคือพวกมันสองคนนี่แหละ รู้ทั้งรู้ว่าข้าวหอมกลัวผียังจะไปชวนอีก

     [เพราะงั้นมึงต้องไปกับกู เข้าใจไหม ถือว่ากูขอร้องเถอะเดือน]

     “ทำไมกูต้องไปกับมึง”

     [มึงจะให้กูไปกับอีควีนสองคนเหรอ ขนลุกตายชัก แค่ต้องแกล้งเป็นแฟนกันกูก็กล้ำกลืนฝืนทนมากพอแล้ว]

     [แหม พูดเหมือนกูเต็มใจมากมั้งคะ ถ้าไม่ใช่เพราะตั๋วราคาถูก ชาตินี้ทั้งชาติกูก็ไม่คิดจะเอาชะนีมาเป็นแฟนหรอกค่ะ]

     ผมฟังเพื่อนคุยกันแล้วก็ได้แต่ยกมือมากุมขมับ ทำไมวันหยุดที่ผมควรจะได้นอนดูซีรีส์อย่างสุขสบายกลับต้องมาปวดหัวเพราะไอ้พวกนี้ด้วยเนี่ย

     เรื่องมันเริ่มจากฝนโทรมาหาตอนที่ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จ มันดึงควีนเข้ามาประชุมสายด้วย ตอนแรกเราคุยกันเรื่องพี่องศากับข้าวหอม ฝนบอกว่าระหว่างสองคนนี้มันต้องมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่นอน ผมก็ฟังมันพูดแบบไม่ได้ใส่ใจมาก เพราะรู้ดีว่าพวกมันสองคนชอบจับคู่ให้คนอื่นไปเรื่อยอยู่แล้ว แต่จู่ๆ มันกลับหันเหมาพูดเรื่องบ้านผีสิง เล่นเอาผมที่กำลังนอนกลิ้งบนเตียงรีบลุกมานั่งแทบไม่ทัน

     ฝนบอกว่าในวันคริสต์มาสที่ใกล้จะถึงนี้ สวนสนุกที่อยู่ใกล้มหา’ลัยจะมีโปรโมชันลดราคาตั๋ว พอพูดถึงสวนสนุกหลายคนคงนึกถึงเครื่องเล่นทอร์นาโด สกายโคสเตอร์ กระเช้าลอยฟ้า หรืออะไรก็ตามที่คนส่วนใหญ่นิยมเล่นกัน แต่สิ่งที่เพื่อนผมสนใจจริงๆ คือบ้านผีสิงในสวนสนุก ที่ถ้าหากไปกันเป็นคู่รักจะได้ส่วนลดแบบ ‘มาสองจ่ายหนึ่ง’ แต่เงื่อนไขคือต้องโชว์รูปถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าเป็นคู่รักกันจริงๆ ฝนกับควีนเลยตั้งใจจะแกล้งคบกันเพื่อจะได้ส่วนลดค่าตั๋ว

     ประเด็นคือพวกมันไม่อยากไปกันแค่สองคน แต่เพราะข้าวหอมกลัวผี มันเลยมาชวน (แกมบังคับ) ผมแทน ผมเองก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดจะเมินเพื่อนได้ลงคอหรอก ถ้าไม่ติดว่าผมมีปัญหาอยู่สองอย่าง

     หนึ่ง ผมยังไม่มีแฟน ถ้าผมไปด้วยก็ต้องจ่ายค่าตั๋วเต็มจำนวน

     สอง พวกมันอาจจะคิดว่าบ้านผีสิงก็แค่เครื่องเล่นธรรมดา แต่สำหรับผมที่กลัวผีเหมือนข้าวหอม มันคือสถานที่ที่ผมไม่เคยอยากเข้าไปใกล้เลยแม้แต่น้อย!

     ...แต่ผมพูดออกไปไม่ได้ เพราะด้วยความอายบวกกับความกลัวว่าเพื่อนจะแกล้ง ผมเลยเผลอไปลั่นวาจาเมื่อนานมาแล้วว่าไม่กลัวผีเลยสักนิด ฝนกับควีนที่เข้าใจแบบนั้นเลยคิดว่าถ้ามาชวนแล้วผมต้องไปด้วยแน่ๆ โดยหารู้ไม่ว่าพวกมันกำลังจะฆ่าผมให้ตายทั้งเป็น

     [งั้นเอาตามนี้นะ พรุ่งนี้สิบโมงเจอกันหน้าสวนสนุก ห้ามเบี้ยวพวกกูเด็ดขาดนะเดือน]

     ซวยแล้วไง เผลอนิดเดียวเพื่อนผมมันสรุปเองเสร็จสรรพโดยไม่ถามอะไรเลย “เดี๋ยวดิ กูต้องไปด้วยจริงๆ เหรอ”

     [ใช่ค่ะ นี่กูคิดถึงมึงนะถึงได้ชวนไปด้วย เรื่องสนุกแบบนี้จะปล่อยให้เพื่อนพลาดได้ยังไง]

     ให้กูพลาดหน่อยก็ได้ กูไม่โกรธหรอก จะขอบคุณด้วยซ้ำ

     ผมอยากยกเท้ามาก่ายหน้าผากจริงๆ คริสต์มาสที่ไหนเขาไปฉลองกันที่บ้านผีสิงวะ ไม่แปลกเท่าเพื่อนผมทำไม่ได้นะครับ แล้วไอ้บ้านผีสิงนี่มันยังไง ตั้งโปรโมชันไม่สอดคล้องกับเทศกาลเอาซะเลย หรือเจ้าของสวนสนุกเขาจำวันคริสต์มาสสลับกับวันวาเลนไทน์ถึงได้ทำอะไรแบบนี้

     อยากปฏิเสธใจจะขาด แต่ก็กลัวเพื่อนจับได้ว่ากลัวผี

     “แล้วเรื่องค่าตั๋วอ่ะ กูไม่ได้ไปเป็นคู่เหมือนพวกมึงนะ” ที่จริงตั๋วราคาเต็มไม่ได้แพงมากมาย แต่แค่คิดว่าผมต้องเสียเงินเต็มจำนวนเพื่อเข้าไปในบ้านผีสิงน่าขนลุกขนพอง ผมก็อยากจะโบกมือบ๊ายบายแล้ว

     [กะแล้วว่ามึงต้องถามแบบนี้ ไม่ต้องห่วง กูเตรียมทางออกให้แล้ว] พูดแบบนี้แสดงว่าพวกมันเตรียมตัวมาขอร้องผมอย่างดีเลยสินะ แต่ถึงจะได้ยินแบบนั้นผมกลับรู้สึกไม่ไว้ใจน้ำเสียงของเพื่อนตัวเองสักนิด

     “ทางออกอะไรของมึง”

     [พี่คลื่นไง]

     “ฮะ!?”

     [ไม่ต้องฮะ กูพูดจริงๆ]

     “อย่าบอกนะว่ามึงจะให้กูไปขอร้องพี่คลื่นให้มาแกล้งเป็นแฟน”

     [อุ๊ยตาย เพื่อนกูเริ่มจะฉลาดขึ้นมาแล้วสินะ] ฝนจีบปากจีบคอพูด พอผมจะเถียงควีนก็แทรกขึ้นมาอีก

     [แต่มึงพูดผิดไปอย่างนึงนะเดือน กูไม่ได้จะให้มึงแกล้งเป็นแฟนกับพี่คลื่น เพราะอีกเดี๋ยวมึงกับเขาก็ต้องคบกันจริงๆ อยู่ดี]

     สงสัยผมคงต้องพาเพื่อนไปเคาะสนิมที่สมองหน่อยแล้ว บอกกี่ครั้งไม่เคยจำว่าผมกับพี่คลื่นไม่ได้มีอะไรกัน

     ผมกำลังจะพูดออกไปตามที่ใจคิด แต่อะไรบางอย่างกลับทำให้ผมเลือกที่จะเงียบไว้ อีกเดี๋ยวผมกับพี่คลื่นก็ต้องคบกันอยู่ดีงั้นเหรอ...ทั้งที่มันไม่มีความเป็นไปได้ ทั้งที่ผมควรรีบแก้คำพูดให้เพื่อน แต่ผมกลับใจเต้นแรงเหมือนมันกำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หรือไม่...ก็เป็นผมเองที่อยากให้มันเกิดขึ้น

     “แล้วถ้าพี่คลื่นไม่ยอมช่วยล่ะ” ผมหันเหพูดถึงประเด็นอื่นแทน พยายามไม่สนใจความคิดบ้าๆ ในหัวตัวเอง

     [มึงก็อ้อนให้เขายอมให้ได้สิ]

     ผมกำลังจะเถียงฝนกลับไป แต่จู่ๆ ก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ซะก่อน ตอนนี้คนที่รู้ว่าผมกลัวผีมีแค่พี่คลื่น ถ้าหากผมต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงในบ้านผีสิงจริงๆ การมีพี่คลื่นไปด้วยมันอาจจะดีกว่าไปกับไอ้พวกนี้ก็ได้

     ...แต่มันติดตรงที่ต้องแกล้งเป็นแฟนกันนี่แหละ

     ถึงพี่คลื่นจะชอบทำให้ผมใจเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้กันบ่อยๆ แต่ยังไงเขาก็เป็นผู้ชาย ไม่น่าจะคิดอะไรกับผู้ชายด้วยกันอย่างผมในทางลึกซึ้งอยู่แล้ว ถ้าจู่ๆ ผมไปขอร้องให้เขามาแสดงละครว่าเป็นแฟนกัน ดีไม่ดีผมกับเขาอาจจะมองหน้ากันไม่ติดไปอีกเลยก็ได้

     [ตกลงตามนี้นะ พรุ่งนี้กูกับฝนจะไปรอหน้าสวนสนุก ส่วนมึงก็พาพี่คลื่นมาให้ได้ล่ะ เข้าใจไหม] ถึงแม้ประโยคหลังจะเป็นคำถาม แต่ควีนก็ไม่รอให้ผมตอบ หลังจากมัดมือชกเสร็จมันก็หันไปคุยกับฝนด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวบ้านผีสิง ต่างกับผมที่ห่อเหี่ยวเหมือนกำลังจะถูกประหารชีวิต

     ทำไมชีวิตของนายอิงเดือนถึงได้น่าสงสารแบบนี้วะ รู้อย่างนี้ตอนนั้นบอกไปเลยก็ดีว่ากลัวผี ไม่น่าฟอร์มจัดเลยไอ้เดือนเอ๊ย!



     [ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า] พี่คลื่นเอ่ยทักตอนที่ผมเพิ่งกดรับสายวิดีโอคอล ผมฝืนยิ้มให้คนตัวสูงขณะที่ในใจกำลังคิดมากเรื่องพรุ่งนี้

     “ไม่มีอะไรหรอกครับ พี่คลื่นอย่าใส่ใจเลย”

     พี่คลื่นจ้องผมนิ่งๆ สักพักก็ยิ้มบางเบา

     [เคยมีคนบอกพี่ว่าเวลาคนเราพูดว่าไม่มีอะไร มันแปลว่าเขามี แต่กำลังโกหกอยู่]

     ใช่ครับ ผมกำลังโกหก แต่ผมไม่กล้าบอกพี่ ผมอาย

     “ผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ครับ พี่คลื่นไม่ต้องสนใจหรอก” ถึงจะอยากขอความช่วยเหลือมากแค่ไหน แต่ผมก็อายเกินกว่าจะพูดออกมาได้ตรงๆ เลยตั้งใจว่าจะลุยเดี่ยวพรุ่งนี้แทน ส่วนจะตายหรือจะรอดไว้ไปลุ้นกันหน้างานอีกที

     [เดือนครับ]

     “คะ...ครับ” จู่ๆ ก็มาพูดเสียงเข้ม ผมตกใจนะครับพี่

     [เราสองคนวิดีโอคอลกันมานานแค่ไหนแล้ว]

     “เอ่อ...ผมไม่ได้นับอ่ะครับ น่าจะประมาณสองสัปดาห์แล้ว”

     [ถึงจะแค่สองสัปดาห์ แต่พี่ก็คุยกับเดือนทุกวัน เดือนเปลี่ยนไปทำไมพี่จะไม่รู้]

     “…”

     [บอกพี่ได้ไหมว่าคิดมากเรื่องอะไรอยู่ เผื่อพี่จะช่วยอะไรได้บ้าง]

     “…”

     [หรือว่า...] ขณะที่ผมไม่รู้จะพูดอะไร พี่คลื่นก็หรี่ตาทำหน้าหม่นลง [เดือนมองพี่เป็นคนนอก เลยไม่อยากให้พี่เข้าไปยุ่งกับชีวิตของเดือน]

     “ไม่ใช่นะครับ! ผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลย” ผมรีบแก้ตัวเพราะกลัวอีกฝ่ายเข้าใจผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงเราสองคนไม่ได้สนิทกันจนถึงขั้นปรึกษาได้ทุกเรื่อง ถ้าผมจะคิดแบบนั้นจริงๆ มันก็ไม่ผิด แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงไม่อยากให้พี่คลื่นเข้าใจแบบนั้น

     [แล้วทำไมถึงไม่อยากพูดกับพี่]

     “คือผม...มีเรื่องอยากขอร้องพี่น่ะครับ แต่ผมเกรงใจก็เลย...”

     [พูดมาได้เลยครับ] พี่คลื่นพูดยิ้มๆ ใบหน้าหม่นหมองหายไปในพริบตา เหมือนกำลังดีใจที่จะถูกขอความช่วยเหลือ [ถ้าเป็นเรื่องที่ช่วยได้ พี่ยินดีช่วยหมดเลย]

     “แต่มันเป็นเรื่องที่แปลกมากเลยนะครับ”

     [ขอแค่เดือนขอร้อง ต่อให้แปลกแค่ไหนพี่ก็ยังยืนยันที่จะช่วยครับ]

     เป็นอีกครั้งที่พี่คลื่นทำให้หัวใจผมเต้นแรงโดยไร้สาเหตุ ผมเม้มปากแน่น ลังเลว่าจะพูดออกไปดีไหม แต่พอถูกจ้องด้วยสายตาที่กำลังรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ ผมก็ต้องยกธงขาวแล้วยอมเล่าออกไปในที่สุด

     “คือ...”

     ผมเล่าทุกอย่างให้พี่คลื่นฟัง ทั้งเรื่องที่ผมโดนเพื่อนบังคับให้ไปบ้านผีสิง เรื่องที่ตัวเองกลัวผีแต่กลับไปโกหกเพื่อนว่าไม่กลัว และเรื่องที่เพื่อนผมอยากให้พี่คลื่นมาแกล้งเป็นแฟนเพื่อจะได้ส่วนลดค่าตั๋ว พี่คลื่นตั้งใจฟังผมโดยไม่พูดแทรกอะไรเลย พอผมเล่าจบเขาก็เอาแต่มองผมนิ่ง มอง...จนผมรู้สึกเก้อเขินทำอะไรไม่ถูกขึ้นมา

     “เอ่อ...พี่คลื่นจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอครับ”

     คนตัวสูงยกมือมาเท้าคาง มุมปากยกยิ้ม สายตายังจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าผม

     [ไหนลองขอพี่เป็นแฟนหน่อยสิครับ]

     “อะ...อะไรนะครับ!!”

     [อยากให้พี่ช่วยไม่ใช่เหรอ นี่ไง พี่กำลังช่วยอยู่] พอเห็นอาการตกใจของผม พี่คลื่นก็ยิ่งยิ้มกว้างเข้าไปอีก [ถ้าไม่มีพี่ไปด้วย เดือนก็ต้องเข้าบ้านผีสิงคนเดียว แถมยังต้องจ่ายค่าตั๋วเต็มจำนวนอีก]

     “มันก็ใช่ครับ แต่...”

     [แต่อะไรครับ ไม่อยากให้พี่ช่วยแล้วเหรอ]

     “ไม่ใช่อย่างนั้นครับ” ผมก้มหน้างุด เลื่อนสายตามามองตักตัวเองแทนหน้าอีกฝ่าย “พี่แค่ตอบมาว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยไม่ได้เหรอครับ ทำไมต้องให้ผมขอด้วย”

     [ก็ถ้าเดือนอยากให้พี่ไปด้วยในฐานะแฟน เดือนก็ต้องขอพี่เป็นแฟนก่อนสิ]

     “พี่คลื่น...” ผมพูดเสียงอ่อนเผื่อเจ้าของชื่อจะเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีประโยชน์เลย

     [เร็วครับ ขืนชักช้าพี่เปลี่ยนใจขึ้นมาไม่รู้ด้วยนะ]

     ตกลงพี่คลื่นจะช่วยผมหรือจะแกล้งผมกันแน่ แค่ตอบมาว่าจะยอมแกล้งเป็นแฟนหรือเปล่ามันยากนักเหรอ ทำไมต้องให้ผมขอเป็นแฟนจริงๆ ด้วยก็ไม่รู้

     เอาวะ เพื่อความอยู่รอดในวันพรุ่งนี้ ครั้งนี้ผมจะยอมพี่เขาก็ได้

     “ปะ...เป็นแฟนกับผมนะครับ” ท่องเอาไว้ว่ามันคือการแสดง ผมกับพี่คลื่นไม่ได้จะเป็นแฟนกันจริงๆ

     [อะไรนะครับ พูดเสียงดังฟังชัดหน่อยพี่ไม่ค่อยได้ยินเลย]

     “เป็นแฟนกับผมนะครับ” ผมพูดเสียงดังขึ้นมาอีกนิด แต่ก็ยังไม่ถูกใจพี่คลื่นอยู่ดี

     [ใครเป็นแฟนกับใครครับ ระบุชื่อด้วยสิ พูดแค่นี้ใครจะไปเข้าใจ]

     โอเค ชัดเจนแจ่มแจ้ง พี่คลื่นกำลังแกล้งผมอยู่แน่นอน ผมได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ อยากเอาคืนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ รอให้พ้นพรุ่งนี้ไปก่อนเถอะ ผมจะกลับมาคิดบัญชีกับเขาทีหลัง

     “พี่คลื่น...มาเป็นแฟนกับเดือนนะครับ”

     พอได้ยินประโยคที่รอคอยอยู่ คนตัวสูงก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ต่างกับผมที่แทบจะมุดแผ่นดินหนีด้วยความอายระดับสิบริกเตอร์

     [ได้ครับ พี่จะเป็นแฟนกับเดือน แต่...] พี่คลื่นอมยิ้ม เหมือนกำลังสนุกที่ได้เห็นผมหน้าแดง [เดือนต้องไปค่ายอาสากับพี่สัปดาห์หน้า]

     “ฮะ!?” ผมร้องเสียงหลง รีบเงยหน้ามองคนในสายโดยลืมความอายไปชั่วคราว “ค่ายอาสามาเกี่ยวอะไรด้วยครับ”

     [ก็ไม่เกี่ยวอะไร พี่แค่อยากให้เดือนไปด้วย]

     “พี่คลื่นกำลังแกล้งผมอยู่ใช่ไหมครับ”

     [พี่ไม่ได้แกล้ง พี่อยากให้เดือนไปด้วยจริงๆ]

     “ทำไมล่ะครับ”

     [ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ อืม...พี่อยากไปค่ายกับเดือน แค่นี้พอจะเป็นเหตุผลได้ไหมครับ]

     ผมยังทำหน้ามึนอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก พี่คลื่นที่เห็นผมเงียบไปก็ไม่ปล่อยให้ผมได้ไตร่ตรอง รีบหว่านล้อมอย่างต่อเนื่อง

     [ถ้าเดือนยอมไปค่าย พรุ่งนี้พี่จะทำตัวเป็นแฟนที่ดี คอยปกป้องเดือนในบ้านผีสิงทุกฝีก้าว แต่ถ้าเดือนไม่ยอมไป...] ร่างสูงหยุดคำพูดไว้แค่นั้น ก่อนจะเอามือลูบคาง จ้องผมอย่างกดดันไม่วางตา

     “ก็ได้ครับ! ผมไปค่ายกับพี่ด้วยก็ได้ พอใจหรือยังครับ” ผมยกธงขาวรอบที่สอง พี่คลื่นที่หว่านล้อม (แกมบังคับ) ผมสำเร็จแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม รีบพูดเสียงหวานขัดกับการกระทำตัวเองชัดๆ

     [งั้นพรุ่งนี้เราไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกันนะครับ พี่จะไปรับเราตอนเก้าโมง ห้ามสายเด็ดขาดเชียวล่ะ...คุณแฟน]

     จากที่เคยคิดว่าพี่คลื่นเป็นผู้ชายน่ารักอบอุ่น สงสัยผมคงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ซะแล้วสิ ยิ่งเห็นรอยยิ้มตรงหน้าผมก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ ไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมรู้สึกเหมือนกำลังโดนปั่นหัวอยู่เลย





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 20:53:18 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     “ยิ้มอะไร”

     “กูไม่ได้ยิ้ม”

     “เห็นชัดๆ ว่ายิ้มอยู่ยังจะมาโกหก”

     “อ่ะก็ได้ กูยิ้ม” ฝนยื่นหน้ามาใกล้หู กระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน “ยิ้มเพราะดีใจที่เพื่อนมีแฟนซะทีไง”

     “ไอ้ฝน!” ผมเรียกชื่อเพื่อนด้วยเสียงลอดไรฟัน แต่ยังไม่ทันจะด่าให้สมใจ คนตัวสูงที่ยืนต่อแถวอยู่ข้างหน้าก็หันมาซะก่อน

     “เดือนหิวไหมครับ พี่ไปซื้อของรองท้องมาให้ดีไหม”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมกินมาบ้างแล้วเลยยังไม่หิวเท่าไหร่”

     “แหมพี่คลื่น พวกหนูก็อยู่ด้วยทำไมถึงถามแต่ไอ้เดือนล่ะคะ” ควีนพูดยิ้มๆ ไอ้นี่ก็อีกคน สมแล้วที่ตัวติดกับฝนตลอดเวลา

     พี่คลื่นยิ้มมุมปาก ดึงผมไปใกล้ก่อนจะโอบไหล่ไว้หลวมๆ “ไม่เห็นต้องถาม แฟนต้องมาก่อนเพื่อนแฟนอยู่แล้วสิครับ”

     พอได้ยินคำพูดสองแง่สองง่ามเพื่อนผมก็ได้แต่มองมาอย่างอึ้งๆ จนผมทนไม่ไหวต้องหันไปแยกเขี้ยวใส่ตัวต้นเหตุที่เอาแต่ยิ้มร่า

     “พี่คลื่น! พูดอะไรน่ะครับ เราไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆ ซะหน่อย”

     “ชู่ว อย่าเสียงดังสิครับ เดี๋ยวคนอื่นก็รู้หรอกว่าเราแสดงละครกันอยู่” อ้อมแขนที่โอบไหล่ผมอยู่กระชับแน่นขึ้น ผมอยากจะเถียงแต่ก็ทำได้แค่ข่มอารมณ์ไว้ในใจ เพราะแค่นี้คนก็หันมามองเยอะแล้ว

     ตอนนี้พวกผมกำลังยืนต่อแถวเพื่อซื้อบัตรเข้าบ้านผีสิงกันอยู่ ยืนมาครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่ได้ซื้อเลยครับ อาจจะเพราะโปรโมชั่นค่าตั๋วที่คุ้มแสนจะคุ้มเลยทำให้มีคนมาอุดหนุนกันเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคู่รักที่จูงมือกันมาท้าทายความน่ากลัวของบ้านผีสิงแห่งนี้

     ผมพยายามหันรีหันข้างเพื่อสอดส่อง แต่ก็พบว่าคนที่มาต่อแถวนั้นล้วนเป็นคู่รักชายหญิงกันหมด ไม่มีผู้ชายด้วยกันเหมือนผมกับพี่คลื่นเลย นั่นทำให้ผมยิ่งประหม่ากว่าเดิม

     ต้องเข้าบ้านผีสิงก็ว่าแย่แล้ว นี่ยังต้องมาแกล้งเป็นแฟนกับพี่คลื่นอีก ตอนนี้ผมไม่รู้เลยว่าควรกลัว ดีใจ สับสน หรือควรร้องไห้ดี

     “เป็นอะไรครับ” ร่างสูงหันมาถามเสียงเบาตอนที่ฝนกับควีนกำลังสนใจอย่างอื่นอยู่ด้านหลัง

     “ปะ...เปล่าครับ”

     “กลัวเหรอ” ถึงจะเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงเดือน แต่พี่คลื่นกลับรู้ทันเหมือนอ่านความคิดผมได้ทะลุปรุโปร่ง “ถ้ากลัวก็บอกสิครับ พี่อยู่ตรงนี้” มือหนาที่วางอยู่บนไหล่เคลื่อนมากุมมือผมแทน ความอุ่นจากฝ่ามืออีกคนทำให้ผมรู้สึกคลายกังวลขึ้นมานิดหนึ่ง

     “พี่คลื่นครับ”

     “หืม?”

     “พวกเราจะไม่ดูแปลกเกินไปใช่ไหมครับ คือ...ผมไม่เห็นคู่ไหนที่เป็นผู้ชายด้วยกันเหมือนคู่เราเลย”

     “อย่าคิดมากสิครับ พี่ยังไม่คิดอะไรเลย แล้วทำไมเดือนต้องไปแคร์สายตาคนอื่นด้วยล่ะ”

     ผมไม่ได้แคร์คนอื่น แต่ผมแคร์พี่คลื่นต่างหาก การที่ต้องมาแสดงตัวว่าคบกับผู้ชายด้วยกันต่อหน้าคนอื่น ถึงจะไม่ใช่เรื่องจริงแต่มันก็อาจสร้างความลำบากใจให้ผู้ชายอย่างพี่คลื่นได้ไม่น้อย แต่ในเมื่อพี่คลื่นพูดเองว่าเขาไม่คิดอะไรผมก็ค่อยโล่งใจหน่อย

     “แล้วที่ผมให้พี่มาทำอะไรแปลกๆ แบบนี้ มันจะไม่รบกวนเกินไปใช่ไหมครับ”

     “หมายถึงเรื่องที่พามาบ้านผีสิงหรือเรื่องที่ให้แกล้งเป็นแฟน”

     “ทั้งคู่ครับ”

     “ไม่รบกวนทั้งสองอย่างครับ” พี่คลื่นยิ้ม ยิ้มเหมือนอยากจะปลอบผมอยู่ในที “พี่บอกแล้วไงว่าอะไรที่ช่วยเดือนได้พี่ยินดีช่วย”

     “ถ้างั้น...” ผมบีบมือหนากลับไป จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่ตัวสูงกว่า “อยู่ข้างผมตลอดนะครับ ห้ามปล่อยมือผมเด็ดขาดนะ”

     ยิ่งแถวเหลือน้อยเท่าไหร่ความกลัวในใจผมยิ่งเด่นชัดขึ้นทุกทีเท่านั้น ผมรู้สึกแปลกๆ กับการที่ต้องแกล้งเป็นแฟนพี่คลื่นก็จริง แต่สำหรับตอนนี้ผมอดยอมรับไม่ได้ว่าการมีเขามันทำให้ผมอุ่นใจขึ้นเยอะ ไม่ว่าจะในสถานะอะไรก็ตาม

     คนโดนขอร้องยิ้มอย่างอ่อนโยน ยกมืออีกข้างมากุมมือผมไว้อีกที “พี่จะจับมือเดือนแบบนี้ไปตลอด...ขอสัญญาด้วยเกียรติของแฟนกำมะลอคนนี้เลยครับ”



     และแล้วช่วงเวลาที่ผมไม่อยากให้มาถึงมากที่สุดก็มาถึงจนได้ ตอนนี้พวกผมสี่คนได้ตั๋วมาไว้ในมือแล้ว โชคดีที่พี่คลื่นยังมีรูปที่เราถ่ายด้วยกันตอนไปร้านอาหารญี่ปุ่นเลยใช้มันเป็นหลักฐานได้ แต่ที่ทำผมเกือบหลุดขำคือตอนที่ควีนแอ๊บแมนว่าเป็นแฟนฝน เสียงเข้มๆ ที่มันแกล้งทำไม่เข้ากับแก้มแดงๆ ของมันเลยสักนิด

     “เอาล่ะ ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึง” ฝนชูแขนขึ้นฟ้า ทำท่าเหมือนกำลังจะไปออกรบ “ไปอีควีน! บ้านผีสิงรอพวกเราอยู่!”

     พวกมันสองคนรีบวิ่งเข้าไปในบ้านผีสิงที่มีเสียงกรีดร้องออกมาจากทางเข้า ผมไม่รู้ว่านั่นเป็นเสียงคนหรือผี แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ความกล้าอันน้อยนิดที่ผมพยายามรวบรวมมาตลอดหายเข้ากลีบเมฆไปในพริบตา

     ไอ้ฝนไอ้ควีน กูรู้ว่าพวกมึงเก็บกดมานาน แต่มึงช่วยหันมาสนใจเพื่อนคนนี้หน่อยได้ไหม ฉี่จะราดกางเกงอยู่แล้วเนี่ย

     “เดือนครับ ไปกันเถอะ” พี่คลื่นบีบมือผมแรงขึ้น เหมือนอยากจะสื่อว่าผมไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

     ผมพยักหน้าเบาๆ แอบลอบกลืนน้ำลายก่อนจะเดินตามคนตัวสูงเข้าไป ความมืดค่อยๆ เข้าปกคลุมทุกครั้งที่เราก้าวเท้าเข้ามาในบ้านผีสิง และเมื่อผ่านพ้นประตูทางเข้ามาแล้ว รอบตัวผมก็มืดสนิทโดยมีแสงจากหลอดไฟเล็กๆ สีเขียวที่แขวนไว้บนเพดานตามทางเท่านั้น

     ทำไมต้องสีเขียวด้วย ไม่รู้หรือไงว่ามันทำให้บรรยากาศน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม เปลี่ยนเป็นสีชมพูไม่ได้เหรอ อย่างน้อยผมจะได้หลอกตัวเองว่ากำลังอยู่ในบ้านตุ๊กตา

     “พี่จะเดินนำไปก่อน เดือนจับมือพี่ไว้แล้วค่อยๆ เดินตามมา...”

     ตึง!!

     “เฮ้ย!!!” ผมร้องลั่นเมื่อจู่ๆ อะไรก็ไม่รู้ตกลงมาจากด้านบน สิ่งนั้นกำลังห้อยต่องแต่งอยู่ตรงหน้า พี่คลื่นยื่นมือไปแตะมันเบาๆ โดยมีผมคอยกอดแขนอีกข้างไว้อย่างแนบแน่น

     “แค่ตุ๊กตาน่ะครับ ไม่ต้องตกใจนะ ค่อยๆ ตามมาอย่าปล่อยมือพี่เด็ดขาด”

     “คะ...ครับ” สาบานได้ว่าผมพยายามพูดไม่ให้เสียงสั่นแล้ว แต่นาทีนี้แค่กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลมันก็ยากพอแล้วสำหรับผม

     เราสองคนเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความกลัวดังมาให้ได้ยินอย่างไม่ขาดสาย พาให้ขาทั้งสองข้างที่สั่นอยู่แล้วยิ่งสั่นเข้าไปอีก ตรงหน้าผมตอนนี้คือกรงขังที่เหมือนจะมีอะไรอยู่ด้านหลังลูกกรง ขณะที่ผมเถียงกับตัวเองว่าจะหลับตาเดินดีไหม คนตัวสูงที่กำลังจูงมือผมเดินก็เอื้อมมืออีกข้างมาปิดตา

     “พะ...พี่คลื่น! ทำอะไรอ่ะครับ!!”

     “เชื่อพี่เถอะ ทำแบบนี้แล้วดีกว่าเยอะ”

     “แต่ว่าผมมองไม่เห็นทาง...”

     “จับมือพี่ไว้แล้วค่อยๆ เดินตามมาก็พอ เดี๋ยวพี่นำทางให้เอง”

     “แต่...”

     “เชื่อใจแฟนคนนี้สิครับ พี่บอกแล้วไงว่าจะไม่มีวันปล่อยมือเดือน”

     ถึงแม้มือที่เราจับกันอยู่ตอนนี้จะชื้นเหงื่อ แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านมา ผมเม้มปากแน่นก่อนจะพยักหน้าเบาๆ โดยไม่ได้ติดใจสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้เรียก รู้แค่ว่าตอนนี้ผมจะขอเชื่อใจผู้ชายที่ชื่อคลื่นคราม

     ผมค่อยๆ เดินไปข้างหน้าตามแรงจูงมือของพี่คลื่น พยายามไม่สนใจเสียงกรี๊ดของผู้หญิงกับเสียงตุ้งแช่ของผีที่โผล่มาหลอกเป็นระยะ ในใจก็เอาแต่ภาวนาให้ทางเดินมันสิ้นสุดซะที แต่เหมือนคำภาวนาของผมจะไม่เป็นผล เพราะถึงแม้เราจะเดินกันมานานแล้วก็ยังไม่ถึงทางออกเสียที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทางมันไกลหรือพวกผมสองคนเดินช้า

     “พะ...พี่คลื่น ยังไม่ถึงทางออกอีกเหรอครับ”

     “อีกนิดเดียวครับ ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่ตรงนี้กับเดือนเสมอ”

     คำปลอบประโลมของพี่คลื่นช่วยให้ผมผ่อนคลายก็จริง แต่บรรยากาศสุดหลอนในบ้านผีสิงก็ทำให้ผมอยากร้องไห้เช่นกัน คอยดูนะ ออกไปได้เมื่อไหร่ผมจะไปสารภาพกับเพื่อนให้หมดเปลือกเลย ไม่ต้องกลัวเสียหน้าแล้ว กลัวมันจะชวนมาครั้งหน้าดีกว่า ถ้าผมต้องมาเหยียบสถานที่นี้อีกครั้ง สู้ให้โดนเพื่อนล้อยังจะดี...

     แฮ่!!!

     “เฮ้ย!! อะไร! อะไรมาโดนผม!! พี่คลื่นช่วยผมด้วย!!!” ผมร้องเสียงดังอย่างเสียสติเมื่ออะไรไม่รู้เย็นๆ มาปะทะที่ต้นแขน ด้วยความตกใจผมจึงคว้าร่างสูงมากอดไว้แน่นแล้วรีบซุกหน้าเข้ากับอกกว้างทันที น้ำตาที่กลั้นมานานไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

     “เดือนครับ ใจเย็นก่อน มันก็แค่...”

     “ไม่เอาแล้ว ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ฮือๆๆ พี่คลื่นพาผมออกไปหน่อยครับ ผมขอร้อง ผมกลัว ฮือๆๆๆๆ”

     “เดือน ตั้งสติก่อน มันเป็นแค่หุ่นไม่ใช่ผีจริงๆ”

     ตอนนี้ผมไม่สนอะไรทั้งนั้น เอาแต่ซุกหน้ากับอกคนตัวสูงพลางร้องไห้ขี้มูกโป่งเหมือนเด็กสามขวบไม่มีผิด เสียงร้องของผมดังจนกลบเสียงกรี๊ดอื่นไปจนมิด อาการตกใจตัวสั่นของผมทำให้คนที่ผ่านมาเห็นเป็นต้องหยุดดูด้วยความประหลาดใจ ขนาดผีที่กำลังหลอกอยู่ยังต้องหยุดหันมาเอียงคอมองผมเลย

     “เดือน คนอื่นมองกันหมดแล้ว หยุดร้องไห้ก่อนครับ”

     “ช่างคนอื่นเขาสิครับ! พี่คลื่นรีบพาผมออกไปเดี๋ยวนี้เลย ฮือๆๆๆ”

     “เรากอดพี่อยู่แบบนี้จะพาออกไปยังไงล่ะ ปล่อยก่อนครับ พี่เดินไม่ถนัด”

     ผมไม่สน ผมไม่ฟัง ตอนนี้อกพี่คลื่นคือที่พึ่งเดียวที่ผมมีอยู่ แค่คิดว่าต้องลืมตาไปเจอผีหน้าตาน่ากลัวที่มีเลือดไหลลงมาจากหัว น้ำตามันก็ยิ่งไหลเหมือนเขื่อนทำนบแตก

     เมื่อเห็นว่าทำยังไงผมก็ไม่หยุดร้องซะที คนตัวสูงจึงยกมือมาประคองแก้มผมที่เปรอะคราบน้ำตาอย่างแผ่วเบา ใบหน้าผมเงยขึ้นตามแรงของอีกฝ่าย แต่ผมก็ยังไม่ยอมลืมตา พี่คลื่นไม่พูดพร่ำทำเพลง โน้มหน้าลงมาใกล้ก่อนจะ...

     ฟอด~

     ราวกับถูกมนต์สะกด ผมรีบลืมตาโพลงทันที สิ่งแรกที่เห็นผ่านม่านน้ำตาคือใบหน้าคมคายที่กำลังมองผมยิ้มๆ ผมกะพริบตาปริบๆ ยกมือมาแตะแก้มที่ยังหลงเหลือความอุ่นอยู่

     “ไงเรา หยุดโวยวายได้แล้วเหรอ”

     “เมื่อกี้พี่คลื่น...”

     “หอมแก้มเรียกสติครับ ทีนี้จะหยุดร้องได้ยัง ดูสิทั้งคนทั้งผีมองเรากันหมดแล้ว”

     ผมหันไปมองรอบตัวตามที่ร่างสูงบอก ก่อนจะพบกับสายตานับสิบที่กำลังมองมา บางคนยกมือมาปิดปาก บางคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บางคนหยิบมือถือขึ้นมาถ่าย ขนาดผีบางตัวยังยืนมองมานิ่งๆ เหมือนลืมว่าหน้าที่ตัวเองคือการหลอกคนที่เดินผ่านมา

     “ปะ...ปล่อยผมได้แล้วครับ” พอสติกลับเข้าร่างแล้วความกลัวก็ลอยหายไป เข้ามาแทนที่ด้วยความอายที่มารวมตัวกันอยู่บนแก้มทั้งสองข้าง พี่คลื่นยังไม่หุบยิ้ม ถึงจะผละออกมาแล้วแต่เราสองคนยังจับมือกันอยู่

     “พี่ไม่ได้ทำอะไรเลย เดือนต่างหากที่เอาแต่กอดพี่ไม่ปล่อย”

     “ทำไมจะไม่ได้ทำครับ ก็เมื่อกี้พี่...” ผมก้มหน้าหลบตาเมื่อคิดถึงการกระทำเมื่อครู่ของคนตรงหน้า ก่อนจะพูดให้จบประโยคด้วยเสียงที่เบาจนแทบจะกระซิบ “พี่หอมแก้มผม”

     “ถ้าพี่ไม่ทำแบบนั้นเดือนก็ไม่หยุดร้องน่ะสิ”

     “แต่มันก็มีอีกตั้งหลายวิธีนี่ครับ ทำไมต้องหอมแก้มด้วย”

     “แล้วทำไมพี่จะหอมแก้มเราไม่ได้” พี่คลื่นขยับเข้ามาใกล้ สายตาวาบหวามกับรอยยิ้มมุมปากพาให้ผมใจเต้นแรง “เราเป็นแฟนกันนะครับ แฟนจะหอมแก้มกันมันก็ปกติไม่ใช่เหรอ”

     ผมอยากเถียงกลับไปว่าไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆ แต่พอนึกได้ว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตา ผมก็ได้แต่เม้มปากแน่นแล้วรีบจูงมือคนตัวสูงออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด ไม่นึกว่าผมจะพูดแบบนี้ แต่ต้องขอบคุณบรรยากาศสลัวๆ ของบ้านผีสิง ถ้าไม่ได้ความมืดป่านนี้พี่คลื่นคงเห็นไปแล้วว่าแก้มผมแดงขนาดไหน นาทีนี้ไม่กลัวผีแล้ว กลัวหน้าจะระเบิดเพราะความร้อนบนแก้มดีกว่า

     ให้ตายสิอิงเดือน กลัวผีมาทั้งชีวิต โดนหอมแก้มไปหนึ่งทีอาการกลัวหายเป็นปลิดทิ้งเลย แล้วพี่คลื่นนี่ก็จริงจังไปได้ แค่แกล้งเป็นแฟนกันไม่ต้องแสดงสมจริงขนาดนี้ก็ได้มั้ง

     “เดินเร็วเชียวนะครับ ทีเมื่อกี้ยังกอดแขนพี่อยู่เลย”

     “ก็ใครใช้ให้พี่หอมแก้มผมต่อหน้าคนอื่นล่ะครับ!”

     “ทำไมครับ เดือนโกรธเหรอ หรือว่า...” พี่คลื่นเงียบไปนิดหนึ่ง มุมปากยกยิ้มแบบที่ชอบทำประจำ “กำลังเขินที่โดนแฟนตัวเองหอมแก้ม”

     คำก็แฟน สองคำก็แฟน พี่คลื่นนี่น่าจะเข้ากันได้ดีกับเพื่อนผมนะครับ พูดอะไรไปไม่เคยจำเหมือนกันเลย!





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 20:53:43 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
ตกน้องสุดชีวิต

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 12 : ยังไม่แน่ใจ





     “เดือน กูขอโทษ”

     “…”

     “ยกโทษให้กูเถอะ กูไม่รู้จริงๆ”

     “…”

     “มึงไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอวะ”

     ภาพตรงหน้าเกือบจะเดจาวู ถ้าไม่ติดว่ามีคนเพิ่มมาอีกคน ตอนนี้ฝนกับควีนกำลังขอโทษที่พาผมไปบ้านผีสิง และที่ที่พวกเรานั่งกันอยู่นี้คือร้านไอศกรีมเจ้าโปรดที่อยู่หลังมหา’ลัย สถานการณ์เดียวกับตอนที่พวกมันทำกางเกงผมหลุดกลางโรงอาหารไม่มีผิด

     “เรื่องนี้ข้าวว่าฝนกับควีนไม่ผิดนะ ถ้าฝนกับควีนรู้อยู่ก่อนว่าเดือนกลัวผีคงไม่ชวนไปบ้านผีสิงหรอก” ข้าวหอมช่วยพูดกล่อมผมอีกคน ก่อนจะหันไปทำหน้าดุใส่เพื่อน “ใช่ไหม”

     คนถูกถามรีบพยักหน้ารัวๆ เหมือนกลัวผมเข้าใจคำตอบไปอีกแบบ

     “ขนาดมึงรู้อยู่แล้วว่าข้าวกลัวผียังชวนข้าวไปเลย”

     “กูก็แค่ชวนเล่นๆ เชิงหยอกล้อ ไม่คิดจะลากมันไปจริงๆ ซะหน่อย” ฝนพูดเสียงอ่อย หลังจากนั้นควีนก็ถามต่อ

     “แล้วทำไมมึงไม่บอกพวกกูว่ากลัวผีวะ ถ้าบอกแต่แรกกูก็ไม่ชวนไปบ้านผีสิงหรอก”

     ผมลังเลว่าจะพูดออกไปดีไหม พลันสายตาก็เหลือบไปมองคนตัวสูงที่นั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่ตั้งใจ พี่คลื่นส่งยิ้มมาให้ ผมถอนหายใจนิดหน่อยก่อนจะตัดสินใจพูด

     “กูกลัวพวกมึงแกล้งกูเหมือนที่เคยแกล้งข้าวตอนปีหนึ่ง”

     ฝนกับควีนนิ่งงันไป หันไปมองหน้ากันสักพักก่อนที่ฝนจะกวักมือให้ผมยื่นหน้าไปใกล้

     “เอาหน้ามานี่หน่อย”

     “มึงจะทำอะไร”

     “เถอะน่า”

     ถึงแม้จะงงอยู่แต่ผมก็ยอมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ฝนเอื้อมมือมาทางผมก่อนจะ...

     “โอ๊ย! ดีดหน้าผากกูทำไมเนี่ย”

     “ให้มึงหายอ๊องไง”

     “นี่มึงจะขอโทษหรือจะแกล้งกูกันแน่”

     “ถึงกูกับอีควีนจะชอบแกล้งคนอื่นแต่พวกกูก็รู้ขอบเขตนะ ตอนปีหนึ่งที่กูแกล้งไอ้ข้าวมันงอนไปเป็นสัปดาห์ คิดว่ากูจะกล้าแกล้งเพื่อนเรื่องเดิมได้ลงคอเหรอ”

     “ถ้ามึงเข็ดแล้วทำไมถึงยังไปชวนข้าวอยู่อีกอ่ะ”

     “ก็บอกแล้วไงว่าแค่แหย่เล่น แล้วข้าวมันก็บอกเองว่าไม่ได้ติดใจเรื่องนั้นแล้วด้วย ทำไม มึงคิดว่าข้าวมันเก็บเรื่องนั้นไปเป็นปมด้อยหรือไง”

     ผมหันไปหาข้าวหอมเพื่อขอคำยืนยัน ซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้าสมทบทันที

     “ข้าวกลัวผีก็จริงแต่ไม่ได้อ่อนไหวถึงขนาดพูดถึงไม่ได้ซะหน่อย เดือนคิดมากเกินไปแล้ว”

     กลายเป็นว่าที่ผ่านมาผมระแวงไปเองทั้งนั้น หลงนึกมาตั้งนานว่าถ้าบอกไปแล้วจะโดนเพื่อนล้อเพื่อนแกล้ง

     “เดือนครับ จะไม่พูดอะไรกับเพื่อนบ้างเหรอ” พี่คลื่นทักขึ้นมาหลังจากนั่งฟังพวกผมคุยกันอยู่นาน

     “เออ...กูยกโทษให้พวกมึงก็ได้ แต่หลังจากนี้ห้ามชวนกูไปทำกิจกรรมที่มีผีอีกนะ”

     “โอ้โห ถึงไม่บอกพวกกูก็ไม่คิดจะชวนอยู่แล้วค่ะ แค่เห็นสภาพตอนมึงออกมาจากบ้านผีสิงกูก็แทบจะพาไปส่งโรงพยาบาลแล้ว”

     ผมมองค้อนเพื่อนไปหนึ่งที สภาพผมตอนนั้นไม่ได้แย่ขนาดนั้นซะหน่อย แค่ตอนถึงทางออกขาผมล้มพับไปกับพื้นเพราะมันสั่นจนเดินไม่ไหว ลำบากพี่คลื่นที่ต้องพยุงผมไปหาที่นั่งพักเท่านั้นเอง

     แต่ผมจะไม่บอกมันหรอกว่าสาเหตุที่ทำให้ผมล้มทั้งยืนไม่ใช่ผี แต่เป็นสัมผัสอุ่นร้อนบนแก้มที่ใครบางคนแถวนี้ทิ้งไว้ให้ต่างหาก

     ราวกับอ่านความคิดผมออก พี่คลื่นสบตากับผมอีกครั้ง แต่คราวนี้สายตาคู่นั้นเปลี่ยนไป เหมือนกำลังชวนให้ผมคิดถึงเหตุการณ์ในบ้านผีสิงจนผมต้องเสไปมองทางอื่น

     “อ่ะ เรื่องมึงถือว่าเคลียร์แล้วนะ ทีนี้...” ควีนลากสายตาไปมองคนตัวสูง “พี่คลื่นจะบอกได้ยังคะว่าเรียกพวกหนูออกมาทำไม”

     คนที่เสนอให้มาร้านนี้คือเพื่อนของผมก็จริง เพราะพวกมันอยากง้อผมเลยเลือกร้านโปรดที่ผมชอบ แต่สาเหตุหลักที่พวกผมมารวมตัวกันในวันเสาร์แบบนี้เพราะจู่ๆ พี่คลื่นก็ทักมาบอกให้ผมนัดเพื่อนในกลุ่มออกมาหาหน่อย เขามีเรื่องอยากจะถามพวกผมทุกคน

     “พี่อยากคุยเรื่องค่ายอาสากับทุกคนครับ”

     “ค่ายอาสา...เหรอคะ?” ฝน ควีน และข้าวหอมหันไปมองหน้ากันอย่างงุนงง ขณะที่ผมเผลอเกร็งตัวนั่งหลังตรงโดยอัตโนมัติ จริงด้วยสิ ผมลืมบอกเรื่องนี้กับเพื่อนไปสนิทเลย

     “ใช่ครับ พี่จะถามว่าพวกเราอยากไปด้วยไหมพี่จะได้ลงชื่อให้ ที่มาถามเพราะพี่กลัวเดือนไปคนเดียวแล้วจะเหงา”

     ฝนหันมามองผม ถึงจะไม่พูดอะไรแต่ผมก็รู้ว่ามันมีคำถามเป็นสิบอยู่ในหัว ควีนกับข้าวหอมก็เช่นกัน

     “พี่คลื่นจำอะไรผิดหรือเปล่าครับ พวกผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ข้าวหอมเป็นหน่วยกล้าตายที่ถามพี่คลื่นออกมาตรงๆ ไม่ได้สนใจหน้าที่กำลังเหงื่อแตกของผมเลยสักนิด

     “อ้าว เดือนไม่ได้บอกพวกเราเหรอว่าจะไปค่ายอาสากับพี่ แลกกับที่พี่จะแกล้งเป็นแฟนเดือนให้”

     คราวนี้ไม่ใช่แค่ฝน แต่ทั้งสามคนพร้อมใจกันหันมาจ้องผมเป็นตาเดียว ผมได้แต่ยิ้มแหะๆ กลับไปให้ เริ่มเห็นหายนะอยู่ลางๆ พวกมันสามคนหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่ฝนกับควีนจะพยักหน้าให้กันเบาๆ

     “อะไรนะควีน มึงปวดฉี่เหรอ”

     “เออ อั้นมาตั้งนานแล้วยังไม่ได้เข้าห้องน้ำเลย”

     “ตายแล้ว! อั้นไว้นานๆ เดี๋ยวก็เป็นนิ่วหรอก รีบไปเลย เกิดฉี่ราดกางเกงขึ้นมากูไม่รู้ด้วยนะ”

     ควีนรีบกุลีกุจอลุกขึ้น ขณะที่ผมกำลังงงฝนก็เดินอ้อมมาจับไหล่ผมอยู่ด้านหลัง

     “พี่คลื่นคะ พวกหนูขอไปห้องน้ำกันแป๊บนึงนะคะ พอดีอีควีนไม่เหมือนชาวบ้านน่ะค่ะ ถ้าไม่ได้เข้าห้องน้ำพร้อมเพื่อนมันจะฉี่ไม่ออก”

     “อ๋อ ได้สิครับ พี่นั่งรอได้ไม่มีปัญหา”

     ฝนออกแรงดึงให้ผมลุกตามไป กว่าผมจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรก็สายไปเสียแล้ว ผมลอบกลืนน้ำลาย รู้สึกเหมือนกำลังจะถูกตำรวจสอบสวนในไม่ช้า



     “จะเล่าเองหรือจะให้กูถามเกริ่นนำ”

     “ใช่ ห้ามปกปิดเชียวนะ มีเท่าไหร่พูดมาให้หมด”

     เป็นไปตามคาดครับ ควีนมันไม่ได้ปวดอะไรหรอก แค่หาทางลากผมออกมาจากพี่คลื่นเพื่อเค้นความจริงอย่างที่ผมคิดไว้

     “พี่คลื่นก็บอกไปหมดแล้ว ยังจะเอาอะไรอีกวะ”

     “กูอยากฟังจากปากมึงมากกว่า เล่ามาเร็วๆ ไม่งั้นวันนี้มึงไม่ได้ออกจากห้องน้ำแน่”

     ไอ้อาการหน้าหงอยตอนขอโทษผมมันหายไปไหนแล้ววะ ทำไมตอนนี้ผมเห็นแต่คนที่พร้อมจะเขกหัวเพื่อนได้ทุกเวลาหากไม่ได้คำตอบที่ต้องการ

     “พี่คลื่นบอกว่าจะช่วยแกล้งเป็นแฟนกูตอนไปบ้านผีสิง แต่กูต้องไปค่ายอาสากับเขาเป็นข้อแลกเปลี่ยน”

     “ทำไมวะ”

     “เขาบอกว่าอยากให้กูไปด้วย”

     “เหี้ย!!”

     “อะไรของมึง กูก็ยอมบอกแล้วไงยังจะมาด่าอีก”

     “เขาเรียกว่าอุทาน”

     พวกมันสามคนหันไปมองหน้ากันอีกครั้ง ผมไม่ชอบเลยเวลาที่มันทำเหมือนปรึกษากันทางสายตาอยู่ เพราะหลังจากนั้นจะต้องมีอะไรวุ่นๆ ตามมาอีกแน่นอน

     ฝนเอื้อมมือมาจับไหล่ผมทั้งสองข้าง ทำหน้าตาน่ากลัวที่พอเห็นแล้วผมชักจะใจคอไม่ดี “ไอ้เดือน”

     “หือ?”

     “สิ่งที่จะออกจากปากกูหลังจากนี้ไม่ใช่การมโนหรือเพ้อฝัน แต่มันคือความจริงที่มึงต้องยอมรับสักที”

     “...มึงจะทำหน้าจริงจังทำไม กูกลัวนะเว้ย”

     “พี่คลื่นเขากำลังจีบมึง”

     “พะ...พูดอะไรของมึง!!”

     “มันคือเรื่องจริง ขนาดไอ้ข้าวที่นิสัยไม่เหมือนกูยังคิดเหมือนกันเลย”

     ข้าวหอมพยักหน้ายืนยันโดยไม่ต้องรอให้ถาม ผมจ้องหน้าเพื่อนอย่างตกใจกับสิ่งที่มันพูดออกมา

     “ไม่ต้องเป็นพวกกูก็ได้ มึงลองเดินไปสุ่มถามคนในคณะเลย กูมั่นใจว่าร้อยทั้งร้อยต้องคิดเหมือนกัน”

     “มันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ พวกมึงคิดมากเกินไปหรือเปล่า”

     “เดือน กูถามจริงๆ เถอะ ทำไมมึงถึงเอาแต่ปฏิเสธวะ” ควีนเท้าเอวถาม ข้าวหอมไม่ได้พูดอะไรแต่ก็มองมาอย่างสงสัยเช่นกัน

     “คือ...” ผมเม้มปากแน่น เรียบเรียงคำพูดในหัวสักพักก่อนจะค่อยๆ พูดออกมา “กูแค่รู้สึกว่ามันเร็วไปอ่ะ”

     “อะไรเร็ว”

     “ไม่รู้” ผมตอบไปตามที่ใจคิด “ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนกูไม่มีเวลาถามตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามันคืออะไรกันแน่ กูไม่เคยสงสัยในสิ่งที่พี่คลื่นทำ แต่พอพวกมึงจุดฉนวนให้กูเกิดสงสัยขึ้นมา พวกมึงก็เอาแต่เร่งเร้าให้มันเป็นแบบนั้นจนกูไม่เคยคิดจริงจังสักทีว่าตกลงมันใช่จริงๆ หรือเปล่า”

     เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเพื่อนตั้งใจฟังโดยไม่พูดแทรก ปกติมันจะเถียงกลับมาทำนองว่าพี่คลื่นชอบผมอยู่แล้ว พี่คลื่นกำลังจีบผมอยู่แน่นอน

     “แต่การกระทำพี่คลื่นมันก็ชัดเจนอยู่แล้วนะเว้ยว่าเขากำลังจีบ หรืออย่างน้อยที่สุดคือเขากำลังสนใจมึง”

     “ไม่หรอก ข้าวว่ายังชัดเจนได้มากกว่านี้” ข้าวหอมพูดขึ้นมาหลังจากยืนฟังมานาน “เอาแบบนี้ดีไหม ตราบใดที่พี่คลื่นไม่พูดออกมาตรงๆ เราจะยังไม่ด่วนไม่ตัดสินอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่ควรเป็น เดือนโอเคหรือเปล่า”

     ผมพยักหน้าเบาๆ นาทีนี้หัวสมองคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น

     “ถ้างั้นก็ให้มันจบแค่นี้ หลังจากนี้ห้ามฝนกับควีนพูดถึงเรื่องฝั่งพี่คลื่นอีก แค่พูดเล่นก็ไม่ได้”

     “ฝั่งพี่คลื่น?”

     “ใช่ เฉพาะฝั่งพี่คลื่น” ข้าวหอมยิ้มบางๆ “แต่ฝั่งเดือนต้องตอบมาว่ารู้สึกยังไงกับพี่คลื่น เราจะได้ช่วยกันถูก”

     หลังข้าวหอมพูดจบก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทั้งสามคนต่างมองมาที่ผมเพื่อรอฟังว่าผมจะตอบยังไง ผมหลับตานิ่ง ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่ารู้สึกยังไงกับพี่คลื่น...คนที่ช่วงนี้มักจะมีอิทธิพลกับความรู้สึกของผมโดยไม่รู้ตัว

     “เรา...ไม่รู้” ผมพูดคำเดิมออกไปอีกครั้ง ส่งสายตาขอโทษไปให้ข้าวหอม “เรารู้สึกดีกับพี่คลื่น แต่มันอาจจะเป็นแค่ความรู้สึกทั่วไปเวลาที่ได้อยู่ใกล้คนที่ตรงสเป็กทุกอย่าง ยิ่งพี่คลื่นมาทำดีด้วยแบบนี้ ถึงจะรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นแค่เกมแต่เราคิดว่าเป็นใครก็ต้องหวั่นไหวกันทั้งนั้น เราถึงไม่แน่ใจว่าที่รู้สึกอยู่ตอนนี้มันเป็นเพราะเขาคือ ‘พี่คลื่น’ หรือ ‘คนที่ตรงสเป็กเรา’ กันแน่”

     ผมไม่รู้ว่าจะมีใครเข้าใจสิ่งที่ผมพูดไหม ผมหมายถึงว่าถ้าคำตอบมันคือพี่คลื่น นั่นแปลว่าผมชอบพี่คลื่นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าคำตอบคือคนที่ตรงสเป็กผมเฉยๆ แปลว่าไม่จำเป็นต้องเป็นพี่คลื่น แค่สูงยาวเข่าดีหน้าตาหล่อเหลา จะเป็นใครผมก็ชอบหมด

     “งั้น...” ข้าวหอมเอื้อมมือมาจับไหล่ผมเหมือนที่ฝนทำ “ถ้าเดือนยังไม่แน่ใจก็ทำให้แน่ใจซะสิ”

     “ยังไงวะ” ฝนถามขึ้นมา

     “พาตัวเองไปอยู่ใกล้พี่คลื่นบ่อยๆ ไม่นานเดือนก็จะรู้ใจตัวเองแน่นอนว่าความรู้สึกที่เป็นอยู่ตอนนี้มันคืออะไร”

     “แล้วถ้าเกิดมันไม่ใช่แบบที่พวกเราคิดล่ะ”

     “ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที เราต้องทำเท่าที่ทำได้ก่อน” ข้าวหอมขยิบตาให้ผม เหมือนอยากจะให้กำลังใจ “ไม่ต้องห่วง เดือนยังมีพวกเราอยู่ หลังจากนี้มาปรึกษาหรือระบายเท่าที่ต้องการได้เลย”

     “ขอบคุณนะข้าว พวกมึงด้วย ขอบคุณมากๆ”

     เพื่อนทั้งสามคนยิ้มกลับมาให้ผม ไม่บ่อยนักหรอกที่พวกเราจะทำตัวซึ้งกันแบบนี้ ที่เห็นผมเอาแต่บ่นเพื่อนแต่ไม่ยอมเลิกคบสักทีน่าจะรู้แล้วนะครับว่าเพราะอะไร ถึงภายนอกจะบ้าบอจนดูเหมือนไม่น่ามาคบกันได้ แต่พอถึงตอนคับขันพวกมันกลับเป็นคนกลุ่มแรกที่ผมเลือกจะมาพักพิงใจโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา

     “งั้นกูว่าเรากลับไปตอบตกลงพี่คลื่นกันเถอะ ถ้าอยากให้ไอ้เดือนรู้ใจตัวเองเร็วๆ การไปค่ายอาสากับเขาก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย”

     “พวกมึงจะไปกับกูด้วยใช่ไหม”

     “แน่นอน เรื่องเสือกน่ะขอให้บอก ต่อให้ขึ้นเขาลงห้วยพวกกูก็ไม่หวั่น จะตามไปเสือกทุกที่เลยคอยดู”

     เอากับมันสิครับ ทำตัวดีได้ไม่ถึงห้านาทีก็กลับมากวนตีนอีกแล้ว ผมล่ะเหนื่อยใจกับเพื่อนตัวเองจริงๆ

     พวกเราสี่คนรีบออกจากห้องน้ำเพราะกลัวว่าถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานกว่านี้พี่คลื่นอาจสงสัยเอาได้ ระหว่างที่เดินกลับโต๊ะผมก็ได้แต่ภาวนาในใจคนเดียว

     ขอให้การตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้องด้วยเถอะ ผมไม่อยากย้อนกลับมาก่นด่าตัวเองทีหลังว่าถ้ารู้แบบนี้ไม่ถลำลึกไปตั้งแต่แรกก็คงดี



     “พอได้แล้วครับ”

     “แต่พี่ว่าอันนั้นก็จำเป็นนะ”

     “แค่นี้ผมก็จ่ายไม่ไหวแล้วนะครับ”

     “แล้วใครบอกจะให้เดือนจ่าย พี่จะซื้อให้เดือนต่างหาก”

     “ลองทำจริงสิครับ ผมไม่ไปค่ายกับพี่จริงๆ ด้วย”

     เพื่อนทั้งสามคนมองของในตะกร้ารถเข็นก่อนจะหันมามองผม ผมได้แต่ส่ายหัวทำนองว่าไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ที่ทำกันอยู่นี่พี่คลื่นไม่ได้เตรียมกับผมมาก่อนเลย

     “พี่คลื่นครับ เราเอายาสระผมมาแล้วนะ” ผมร้องทักเมื่อคนตัวสูงทำท่าจะหยิบขวดยาสระผมลงตะกร้า พี่คลื่นมองขวดในมือตัวเองสลับกับอีกขวดในตะกร้าก่อนจะหันมาพูดหน้าตาเฉย

     “แต่มันคนละสูตรกันนะครับ ซื้อไปเผื่อไม่ดีกว่าเหรอ เดือนจะได้ใช้หลายแบบไง”

     “เราไปค่ายกันแค่สี่วันสามคืนนะครับ แล้วอีกอย่างห้องผมก็มีของพวกนี้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ด้วยซ้ำ”

     “ซื้อใหม่นี่แหละดี ซื้อแล้วเอามาเก็บไว้ที่พี่ วันออกเดินทางพี่จะเอาไปให้เอง เดือนจะได้ไม่ต้องแบกกระเป๋าหนัก”

     คำพูดที่ดูเหมือนไม่คิดอะไรของพี่คลื่นกลับทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นแรงอย่างที่เป็นประจำเวลาอยู่ใกล้กัน เพื่อนๆ ผมเองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน ถ้าไม่โดนข้าวหอมห้ามไว้ป่านนี้พวกมันคงเอ่ยแซวไปนานแล้ว

     “ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ครับ ผมไม่ได้บอบบาง ไม่อยากรบกวนพี่ด้วย”

     “พี่เต็มใจครับ แล้วพี่ก็เป็นคนบังคับให้เราไปค่าย พี่ต้องรับผิดชอบสิ”

     ฟังแล้วผมชักรู้สึกแหม่งๆ จากที่ตั้งใจจะไม่คิดบัญชีเริ่มอยากเปลี่ยนใจซะแล้วสิ เพิ่งจะมารู้สึกผิดตอนนี้เหรอครับ ทีตอนให้ผมขอเป็นแฟนนี่แกล้งกันใหญ่เลยนะ

     ผมตัดสินใจเงียบไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้พี่คลื่นเดินเลือกของใช้ต่อไป ถ้าอยากรับผิดชอบมากนักก็เชิญให้เต็มที่เลยครับ อย่ามาบ่นปวดหลังแล้วกัน ผมไม่นวดให้ด้วยบอกไว้ก่อน

     “อีควีน กูอึดอัดอ่ะ”

     “คิดว่ากูไม่เป็นหรือไง ปากนี่คันยิบๆ อยากแซวเต็มแก่แล้วค่ะ”

     ฝนกับควีนซุบซิบกันอยู่สองคน แต่พอโดนข้าวหอมมองด้วยสายตาดุๆ พวกมันก็รีบแยกตัวออกจากกันทันที

     หลังจากโทรไปฝากเพื่อนลงชื่อให้พวกผมเรียบร้อยแล้ว พี่คลื่นก็พาผมมาซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง ผมห้ามแล้วแต่พี่คลื่นก็ไม่ฟัง เอาแต่บอกว่าเต็มใจอย่างเดียว สุดท้ายผมจึงต้องปล่อยเลยตามเลย มิน่าล่ะถึงได้นัดพวกผมออกมาหา ถ้าจะถามเรื่องค่ายอาสาอย่างเดียวฝากผมมาถามเพื่อนเองก็ได้

     ที่จริงกำหนดการไปค่ายอาสาคือเดือนหน้า แต่เพราะมันดันตรงกับช่วงสอบของมหา’ลัย พวกรุ่นพี่เลยเปลี่ยนกำหนดการมาเป็นสัปดาห์หน้าแทน คนในคณะเขาน่ะไม่มีปัญหาหรอก จะมีก็แต่พวกผมนี่แหละ วันที่กลับมาจากค่ายเป็นวันเดียวกับที่อาจารย์นัดส่งรายงานคู่ พวกผมเลยมีเวลาทำรายงานน้อยกว่าคนอื่นในเซคฯ เดียวกัน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเพื่อนผมกลับไม่มีใครบ่นสักคน แค่รู้ว่าจะได้ตามไปดูผมกับพี่คลื่นแบบใกล้ชิด ฝนกับควีนก็แทบจะลืมความเหนื่อยที่ต้องทำรายงานข้ามวันข้ามคืนไปสนิทใจ

     ไม่สิ ผมว่าพวกมันไม่ได้ตามมาดูแค่ผมคนเดียวหรอก...

     “จริงด้วยสิ หนูลืมถามไปเลย พี่มาชวนพวกหนูไปค่ายด้วยแบบนี้มันจะดีเหรอคะ”

     “แล้วมันจะไม่ดียังไงเหรอครับน้องฝน”

     “หนูนึกว่าค่ายนี้เขารับแต่เด็กบริหารฯ น่ะค่ะ”

     “จริงอยู่ที่คนในค่ายส่วนใหญ่เป็นเด็กบริหารฯ แต่ไม่มีกฎว่าห้ามคนนอกคณะไปด้วยครับ ไม่ใช่แค่พี่หรอก มีหลายคนเหมือนกันที่ชวนเพื่อนต่างคณะไปด้วย”

     “แล้ว...ค่ายนี้พี่องศาไปด้วยไหมคะ” ปากถามพี่คลื่น แต่ตามันเหลือบไปมองคนข้างตัวที่สะดุ้งขึ้นมาเมื่อได้ยินชื่อเพื่อนพี่คลื่น

     “ไปด้วยครับ มันอยู่ฝ่ายสวัสดิการ มีอะไรก็เรียกใช้ได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”

     “ได้ยินไหมอีควีน เรียกใช้พี่องศาได้ทุกเวลาเลยนะ” ฝนพูดเสียงดังกว่าเดิมเหมือนจงใจให้คนที่ทำเป็นหันไปมองทางอื่นได้ยิน พอแซวผมไม่ได้มันเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นข้าวหอมแทนสินะ

     ผมพอจะได้ฟังเรื่องของข้าวหอมกับพี่องศามาบ้าง ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่ไหมครับว่าได้ยินมาจากใคร แต่ผมก็ยังไม่ปักใจเชื่อเต็มร้อย บางทีอะไรๆ มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้

     อย่างเช่นเรื่องของผมกับพี่คลื่นในตอนนี้ไง...

     หลังจากเดินเลือกของอยู่นานจนไม่เหลือที่ว่างในตะกร้าแล้ว พี่คลื่นก็เดินนำพวกผมไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์อย่างอารมณ์ดี ผมเห็นว่าของที่ซื้อมามันเยอะมากเลยเสนอจะช่วยจ่ายครึ่งหนึ่ง แต่พี่คลื่นก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะขอจ่ายเองทั้งหมด แต่แลกกับเงื่อนไขเพิ่มเติม

     “ตอนอยู่ในค่ายเดือนต้องมาทำงานฝ่ายเดียวกับพี่ ห้ามไปทำกับคนอื่น เข้าใจไหมครับ”

     ผมเอียงคอทำหน้างง ขณะที่เพื่อนๆ เม้มปากกลั้นเสียงกรี๊ดไว้สุดพลัง

     “ทำไมครับ”

     “พี่อยากทำงานใกล้เดือน เหตุผลแค่นี้น่าจะเพียงพอนะครับ”

     ไม่น่าถามเลย ไม่น่าเลยจริงๆ

     ”เอ่อ...คงไม่ดีมั้งครับ เอาผมไปอาจจะเป็นภาระมากกว่าประโยชน์ก็ได้” ผมไม่อยากพูดติดอ่าง แต่มันทำได้ยากเหลือเกินเมื่อโดนพี่คลื่นพูดแบบนี้ใส่ นอกจากอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์แล้วพี่คลื่นยังอยู่ฝ่ายแรงงานด้วย หน้าที่หลักๆ คือการซ่อมแซมตัวอาคารเรียน ผมที่ไม่เคยทำงานหนักมาก่อนเลยกลัวว่าจะเป็นตัวเกะกะเปล่าๆ

     “แค่ช่วยหยิบจับของให้ก็พอครับ ยังไงซะพี่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะพาเราไปทำงานอยู่แล้ว”

     “ถ้างั้นพี่คลื่นจะให้ผมไปทำไมอ่ะครับ”

     ตอนแรกผมนึกว่าคนไม่พอพี่คลื่นเลยมาชวนผม แต่พอเขาพูดแบบนี้ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองเดาถูกหรือเปล่า

     คนตัวสูงไม่พูดอะไร แต่หันไปจ่ายเงินกับพนักงานเหมือนตั้งใจจะหยุดบทสนทนาไว้เท่านี้ ผมลอบถอนหายใจบางเบา ก็เป็นซะแบบนี้ไงผมถึงได้สับสนหาคำตอบไม่เจอสักที ที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดอะไร แต่พอลองได้คิดแล้วผมถึงเพิ่งรู้ตัวว่าการกระทำของพี่คลื่นมีหลายอย่างมากที่คลุมเครือ

     หวังว่ามันจะคลุมเครือไปอีกไม่นานนะครับ ผมอยากรู้ใจเร็วๆ แล้ว ทั้งใจของพี่คลื่นและของตัวเอง



     ตามที่คุยกันไว้คือพี่คลื่นจะขับรถไปส่งพวกผมทุกคน แต่จู่ๆ พี่ยี่หวาก็โทรมาบอกว่าอาจารย์อยากคุยธุระเกี่ยวกับงบประมาณที่จะใช้ในค่ายอาสา เมื่อคนที่จะไปส่งเกิดไม่ว่างขึ้นมากะทันหันพวกผมเลยตั้งใจว่าจะกลับเอง แต่พี่คลื่นกลับไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น

     “ฮัลโหลองศา ตอนนี้มึงว่างหรือเปล่า มารับน้องๆ ไปส่งบ้านแทนกูหน่อยได้ไหม”

     ข้าวหอมตาโตเมื่อเห็นว่าพี่คลื่นกำลังโทรไปขอความช่วยเหลือใคร พอกำลังจะอ้าปากคัดค้านก็โดนฝนกับควีนปิดปากแน่นไม่ให้ส่งเสียงออกมาสักแอะ จนกระทั่งพี่คลื่นวางสายพี่องศาแล้วมันถึงจะยอมปล่อย

     “อีกสิบนาทีองศามันจะมารับ ไปรอกันตรงทางเข้าก่อนนะครับ”

     “ได้ค่ะพี่คลื่น ขอบคุณมากเลยนะคะ”

     “ขอโทษนะครับน้องๆ ที่จริงพี่อยากไปส่งเอง แต่อาจารย์เขาอยากคุยธุระกับพี่ตอนนี้เลย”

     “ไม่เป็นไรเลยค่ะ แค่นี้พวกหนูก็เกรงใจจะแย่แล้ว พี่คลื่นไปเถอะ พวกหนูรอพี่องศาได้”

     คนตัวสูงยิ้มให้พวกผมส่งท้าย กำลังจะเดินไปชั้นจอดรถแต่โทรศัพท์ที่เพิ่งเก็บไปเมื่อครู่ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

     “ว่าไงครับหวาน”

     ชื่อที่ออกจากปากพี่คลื่นพาให้ฝนกับควีนรีบหันขวับไปมองหน้ากันทันที ท่าทางพวกมันเปลี่ยนไปจนข้าวหอมที่งอนอยู่ยังอดสงสัยไม่ได้

     “หวานจะไปค่ายด้วยเหรอ ไหนบอกคลื่นว่าไม่อยากไปเจอความลำบากไง...ครับ...ได้ครับ...เดี๋ยวคลื่นบอกไอ้ทิวให้ลงชื่อหวานให้”

     พอคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วพี่คลื่นก็เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าตามเดิม หันมายิ้มให้พวกผมอีกครั้ง

     “พี่ไปก่อนนะครับ ไว้เจอกันตอนวันไปค่าย”

     “คะ...ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะพี่คลื่น”

     พอพ้นสายตาคนตัวสูงแล้วฝนกับควีนก็หันไปซุบซิบกันใหญ่ มันทำหน้าเคร่งเครียดจนผมกับข้าวหอมได้แต่มองตากันอย่างงุนงง

     “ฝนกับควีนเป็นอะไรไปอ่ะ ทำหน้าเหมือนโดนอาจารย์ให้เอฟเลย”

     “นั่นปากเหรอไอ้ข้าว ถึงพวกกูไม่ค่อยตั้งใจเรียนแต่ก็ไม่เคยโดดเรียนนะคะ”

     “ถ้างั้นทำไมพวกมึงต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นวะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

     พวกมันสองคนไม่ตอบผมในทันที แต่หันไปทำตาปริบๆ ใส่กันเหมือนกำลังปรึกษาอะไรสักอย่าง ก่อนที่ควีนจะยอมพูดออกมาในที่สุด

     “พี่น้ำหวานที่โทรมาหาพี่คลื่นเมื่อกี้น่ะ กูได้ยินมาว่าเคยคบกับพี่คลื่นอยู่ช่วงหนึ่ง แต่พอพี่คลื่นไม่ออกมาพูดหรือแสดงออกอะไรคนก็ค่อยๆ ลืมกันไป แต่ช่วงนี้ก็ยังเห็นไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด”

     ผมฟังเพื่อนอธิบายเงียบๆ ไม่ได้แสดงสีหน้าแบบไหนออกไปทั้งนั้น ข้าวหอมที่เริ่มจับอะไรบางอย่างได้หันมามองอย่างตกใจ ขณะที่ฝนกับควีนมองผมอยู่ก่อนแล้ว

     “มีแค่นี้เหรอที่มึงได้ยินมา”

     “อะ...เออ”

     ท่าทางผมคงนิ่งไปจนเพื่อนๆ อดเป็นห่วงไม่ได้ พวกมันมองเหมือนผมถูกผู้ชายหักอกมาอย่างนั้นแหละ

     “เดือน มึงคิดมากเหรอวะ”

     “ข้าว...ข้าวว่าเราไปนั่งกินเค้กรอพี่องศาดีไหม เค้กที่เดือนชอบกินไง”

     “ไม่เป็นไรข้าว อีกเดี๋ยวพี่องศาก็จะมาถึงแล้ว เราไม่อยากให้เขารอนาน”

     เพื่อนทั้งสามคนยังไม่หยุดมองผมด้วยความเป็นห่วง จนผมยิ้มออกมาแล้วตีแขนควีนไปหนึ่งที

     “กูจะคิดมากไปทำไมล่ะ เรื่องพวกนั้นไม่เกี่ยวกับกูสักหน่อย พี่น้ำหวานจะคบกับพี่คลื่นหรือเปล่าไม่ใช่เรื่องที่กูต้องเก็บมาคิด อย่าลืมสิว่ากูกับพี่คลื่นไม่ได้เป็นอะไรกัน”

     “มึงคิดอย่างนั้นเหรอ”

     “อืม”

     “ถ้ามึงคิดได้แบบนั้นพวกกูค่อยสบายใจหน่อย” ฝนถอนหายใจยืดยาว เหมือนมันกลั้นหายใจรอผมพูดประโยคนี้มานาน

     พวกเราไปยืนรอที่ทางเข้าห้างไม่นานพี่องศาก็มาถึง รอบนี้ฝนกับควีนขยันชงบทสนทนาให้พี่องศาพูดคุยกับข้าวหอมเป็นพิเศษ มองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ผมรู้ดีว่าแผนการแม่สื่อคู่ที่สองของเพื่อนผมได้เริ่มขึ้นแล้ว ข้าวหอมหันไปนอกหน้าต่างพลางทำแก้มพองลม ฝนกับควีนชวนพี่องศาคุยไปตลอดทาง ส่วนผมก็คอยตอบบางครั้งที่มีคนพูดด้วย แต่ถ้าเพื่อนผมช่างสังเกตสักนิดจะเห็นว่าผมกำลังฝืนยิ้มอยู่

     แต่ผมว่าพวกมันไม่มีทางรู้หรอกครับ เพราะขนาดผมเองยังไม่รู้ตัวเลยว่าไม่ได้ยิ้มออกมาจากใจจริงๆ

     ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเก็บมาคิด...ผมว่าผมพูดถูกแล้วนะ แต่ทำไมสมองกับหัวใจมันไม่สามัคคีกันเอาซะเลย





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-10-2022 02:46:14 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ RedQueen

  • Memois Of A Calamity Queen
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
 :-[ งื้อขอบคุณนะคะที่กลับมาลงต่อ แอบลุ้นตอนหน้าไม่ไหวว่านังหวานๆจะมาทำไรเดือนหรือเป่า แบบนี้ต้องตบก่อนค่อยถามทีหลังค่ะ!!!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-08-2022 01:45:30 โดย RedQueen »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 13 : รับผิดชอบ





     “ไอ้เดือน! ทางนี้ๆ”

     ผมหันไปมองตามเสียงเรียกก่อนจะเห็นเพื่อนๆ ที่มายืนรอหน้าตึกคณะบริหารฯ อยู่ก่อนแล้ว สองเท้าเดินเข้าไปหาขณะที่มุมปากอดยิ้มไม่ได้

     “ดูมึงตื่นเต้นจังนะที่จะได้ไปค่ายอาสา” เห็นอาการยิ้มแป้นแล้นของไอ้ฝนแล้วมันคันปาก ไม่แซวคงไม่ได้ ท่าทางมันไม่เหมือนคนที่เพิ่งหามรุ่งหามค่ำทำรายงานมาเลย

     “ก็แน่สิคะ กูไปแอบส่องมาแล้ว พวกผู้ชายที่จะไปค่ายด้วยหล่อๆ กันทั้งนั้น คราวนี้แหละกูจะหว่านเสน่ห์ไปให้ทั่วเลย” ฝนหันไปยิ้มกริ่มกับควีนที่น่าจะคิดเหมือนกัน ผมเลยได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมๆ ให้พวกมัน

     “เดือนเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าตาไม่สดชื่นเลย” ผมว่าผมพยายามทำตัวเป็นปกติแล้วนะ แต่ข้าวหอมก็ยังสังเกตเห็นอีก พอข้าวหอมทักแบบนั้นผมเลยยิ้มกว้างกว่าเดิมเพื่อกลบเกลื่อน

     “เมื่อคืนตื่นเต้นไปหน่อยเลยนอนไม่ค่อยหลับน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”

     “แหม แล้วมาว่ากูตื่นเต้น มึงก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ”

     “เดือนเอาของมาครบใช่ไหม ไม่ใช่ว่าตื่นเต้นจนลืมจัดกระเป๋านะ”

     “ไม่ต้องห่วงข้าว เราเช็กกระเป๋าก่อนออกมาแล้ว”

     “แน่ใจเหรอ ค่ายอาสารอบที่แล้วมึงก็พูดแบบนี้ สุดท้ายต้องมาขอยืมกางเกงอีควีนใส่”

     “ไอ้ฝน!” ผมถลึงตาใส่มันพลางหันไปมองรอบตัวว่ามีใครได้ยินหรือเปล่า เรื่องน่าอายแบบนี้มีแค่เพื่อนตัวแสบของผมรู้ก็เกินพอแล้ว

     “โอ๊ย ไม่ต้องห่วง กูไม่พูดเสียงดังหรอก ใครจะอยากเอาเรื่องอ๊องๆ ของมึงไปประจานล่ะ กูไม่ใช่คนเลวแบบนั้น”

     ขอบคุณมากครับเพื่อน แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ช่วยหยุดพูดคำว่าอ๊องสักที ได้ยินแล้วเท้ามันกระตุก

     “ไปลงทะเบียนเลยไหม ข้าวเห็นคนอื่นไปกันเยอะแล้ว”

     ผมพยักหน้าให้ข้าวหอม ก่อนที่เราสี่คนจะเดินขึ้นบันไดเพื่อไปลงทะเบียนข้างในตึก แต่ยังเดินไปไม่ถึงไหนก็มีคนเรียกซะก่อน

     “เดือน!”

     เสียงทุ้มอันคุ้นหูทำให้เพื่อนผมหันกลับไปมอง มีแค่ผมคนเดียวที่ยืนนิ่งไม่ขยับตัว เมื่อเห็นว่าผมไม่หันไปหาพี่คลื่นเลยเดินมาอยู่ตรงหน้าแทน พี่องศา พี่ทิว พี่ยี่หวาก็มาด้วย

     “พี่ๆ สวัสดีค่ะ” เพื่อนผมยกมือไหว้รุ่นพี่กันใหญ่ ส่วนผมเอาแต่มองคนตรงหน้าโดยไม่ทำอะไรเลย

     “พี่บอกแล้วไงว่าเดี๋ยวจะไปรับ ทำไมถึงหนีมาเองล่ะครับ”

     “ผม...เกรงใจน่ะครับ ไม่อยากให้พี่เปลืองน้ำมันรถ”

     “โธ่ เกรงใจอะไรไม่เข้าเรื่องเลยนะเรา” พี่คลื่นเอื้อมมือมาลูบหัวเบาๆ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกตผมเลยต้องฝืนยิ้มออกไป

     “น้องเดือนนี่เป็นคนดีจัง รู้จักเกรงอกเกรงใจคนอื่น ไม่เหมือนบางคน...” พี่ยี่หวาเหลือบไปมองพี่องศาที่มายืนข้างข้าวหอมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ “เอาแต่จะไปรับส่งเขาท่าเดียว ไม่ถามเขาสักคำว่าเต็มใจหรือเปล่า”

     “อะไรของมึงยี่หวา ถ้าไม่มีกูคอยเป็นสารถีข้าวหอมจะมาเรียนยังไง กูออกจะเป็นคนดี” พี่องศายืดอกชมตัวเองอย่างภูมิใจ ขณะที่ข้าวหอมหันหน้าไปอีกทางพลางเม้มปากแน่น

     “แล้วเมื่อเช้าพี่องศาไม่ได้มาส่งข้าวเหรอคะถึงได้มาพร้อมเพื่อน”

     “เมื่อเช้าพ่อข้าวมาส่งน่ะ พอดีพ่อกลับมาแล้ว พี่องศาเลยไม่ต้องมารับส่งข้าวอีก” ฝนถามพี่องศาแต่ข้าวหอมตอบแทน

     “อ้าว มึงตกกระป๋องแล้วเหรอวะองศา” พี่ทิวเอ่ยแซวเพื่อน แต่แทนที่จะโกรธพี่องศากลับยิ้มมุมปาก

     “ตกไม่นานหรอก มึงคอยดูหลังจากนี้แล้วกัน”

     พวกผมต่างทำหน้างงกับคำพูดของพี่องศา แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรพี่ยี่หวาก็โพล่งขึ้นมาซะก่อน

     “ไหนๆ ก็มาเจอน้องๆ แล้ว พวกมึงพาไปลงทะเบียนเลยแล้วกัน เดี๋ยวพวกกูไปคุยธุระกับคนขับรถก่อน ฝากลงทะเบียนให้ด้วย”

     “เออๆ”

     พี่ทิวกับพี่ยี่หวาเดินแยกไปอีกทาง ตอนนี้เลยเหลือรุ่นน้องสี่คนกับรุ่นพี่สองคน พี่องศาเอ่ยปากชวนพวกผมไปลงทะเบียนก่อนจะแย่งกระเป๋าของข้าวหอมไปถือ

     “พี่จะเอากระเป๋าผมไปไหนครับ”

     “พี่ถือให้ ตัวแค่นี้แต่แบกของมาซะเยอะเดี๋ยวก็เมื่อยแขนหรอก”

     “ไม่เป็นไรครับ ผมถือเองได้ มันไม่หนักเท่าไหร่”

     พี่องศาไม่สนใจเพื่อนผม รีบเดินไปจุดลงทะเบียนทันที ข้าวหอมที่ทำอะไรไม่ได้เลยจำต้องเดินตามไปโดยมีฝนกับควีนคอยแซวไม่ห่างกาย ผมกำลังจะตามไปบ้างแต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกคนตัวสูงดึงมือไปจับ

     “พี่คงถือกระเป๋าให้ไม่ได้ เดี๋ยวจะไม่มีมือไว้จับเดือน อย่าโกรธกันนะครับ” พี่คลื่นยิ้มก่อนจะกระตุกมือเบาๆ พาผมเดินตามคนอื่นไป ผมไม่ตอบอะไร ได้แต่เลื่อนสายตามามองมือของเราสองคนที่จับกันอยู่

     นี่ไงครับสาเหตุที่ทำให้ผมนอนไม่หลับเมื่อคืน ไม่ได้รู้ตัวเลยสินะว่ากำลังทำให้หัวใจคนอื่นผิดปกติ...



     ถึงแม้จะลงชื่อสมัครค่ายไปแล้ว แต่ก่อนออกเดินทางทุกคนที่ไปค่ายจะต้องลงทะเบียนอีกครั้งเผื่อว่าใครติดธุระไม่สามารถมาได้แล้ว ในตอนที่ผมเดินมาถึงโต๊ะลงทะเบียน ใครบางคนที่นั่งอยู่ข้างหลังโต๊ะก็ทำให้ผมต้องเบิกตากว้าง

     “อ้าว! พี่เมศ”

     เจ้าของชื่อผละจากกระดาษในมือเงยหน้ามามองก่อนจะยิ้มกว้าง “น้องเดือนไม่ใช่เหรอครับ มาค่ายนี้ด้วยเหรอเรา”

     “ใช่ครับ พี่ก็มาด้วยเหรอ” อะไรจะบังเอิญขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะได้เจอคนที่ให้ผมยืมผ้าเช็ดหน้าเมื่อวันก่อนอีกครั้งในฐานะคนร่วมค่าย แต่แทนที่จะตอบคำถามพี่เมศกลับขำออกมา ทำไมอ่ะ ผมถามอะไรผิดเหรอ

     “จะเรียกว่ามาก็ไม่เชิงหรอก เผอิญว่าพี่เป็นประธานค่าย เป็นคนจัดค่ายนี้ขึ้นมาครับ”

     เอาล่ะสิ ความอ๊องเล่นงานผมเข้าแล้วไง อยู่ดีไม่ว่าดีดันไปถามประธานค่ายแบบนั้น ขณะที่ผมได้แต่ยืนหัวเราะแหะๆ ฝนกับควีนก็เขยิบมาใกล้พลางกระซิบเสียงเบา

     “มึงกับพี่เมศรู้จักกันเหรอวะ”

     “เรื่องมันยาว เดี๋ยวกูเล่าให้ฟังทีหลัง” พอตอบเพื่อนเสร็จผมก็นึกขึ้นมาได้ทันที “จริงด้วย!”

     ผมรีบเปิดกระเป๋าแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งคืนเจ้าของทันที พี่เมศมองมาอย่างงุนงง จะงงอะไรครับ นี่ผ้าเช็ดหน้าพี่ไม่ใช่เหรอ

     “พี่บอกว่าให้ผมคืนพี่ตอนที่เราบังเอิญเจอกันอีกครั้ง นี่ไงครับ เราบังเอิญเจอกันแล้ว”

     ผมพกผ้าเช็ดหน้าพี่เมศไปไหนมาไหนด้วยทุกครั้ง เผื่อบังเอิญเจอกันในมหา’ลัยจะได้คืนให้เขาได้เลย พอผมพูดจบพี่เมศก็หลุดขำเป็นรอบที่สอง ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่าพี่เมศหล่อ ทำอะไรก็ดูดีไปหมด แต่บางทีพี่ก็ขำบ่อยเกินไปนะครับ

     “ไม่นึกว่าน้องเดือนจะยังจำได้นะเนี่ย แต่ก็ขอบคุณครับที่เอามาคืน” พี่เมศรับผ้าเช็ดหน้าไป ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองคนที่ยืนข้างผม “เดือนมากับคลื่นเหรอ”

     “ครับ ผมเป็นคนชวนเดือนมาเอง”

     ผมหันไปมองคนที่เพิ่งพูดประโยคแรกหลังจากเงียบมานาน จนถึงตอนนี้พี่คลื่นก็ยังไม่ปล่อยมือผม ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่น้ำเสียงที่พี่คลื่นพูดกับพี่เมศมันดูแข็งกระด้างยังไงไม่รู้

     “ในค่ายไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ พอวิดีโอคอลไม่ได้เลยจะพาไปเข้าค่ายด้วยกันสินะ”

     “ลงชื่อเสร็จหรือยังครับ ผมจะพาเดือนไปขึ้นรถ” พี่คลื่นตอบคำถามด้วยคำถามกลับไป

     “ใจเย็นสิ พี่ยังไม่ได้ถามชื่อน้องเขาเลย” พี่เมศหันมาถามชื่อนามสกุลและเบอร์โทรศัพท์ สองอย่างแรกผมพูดไปตามปกติ แต่พอจะบอกเบอร์พี่คลื่นก็ขัดขึ้นมา

     “ไม่ต้องกรอกเบอร์ก็ได้ครับ”

     มือที่เตรียมจดเบอร์หยุดค้างในอากาศ พี่เมศเงยหน้ามองพี่คลื่นพลางเลิกคิ้ว “ทำไมล่ะ”

     “ผมเป็นคนพาเดือนมา และผมก็มีเบอร์เดือนอยู่แล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเดือนเดี๋ยวผมรับผิดชอบเอง”

     “แต่ในฐานะประธานค่ายพี่ต้องห่วงความปลอดภัยของคนในค่ายไว้ก่อน อย่างน้อยถ้ามีปัญหาอะไรพี่จะได้ติดต่อเดือนได้”

     “ผมดูแลเดือนได้ครับ พี่เมศคอยดูแลคนอื่นในค่ายเถอะ คิดซะว่าผมช่วยแบ่งเบาภาระพี่สิครับ”

     พี่เมศไม่พูดอะไรต่อ เอาแต่จ้องหน้ากับพี่คลื่นอย่างไม่มีใครยอมใคร ดีนะที่พวกผมมาลงทะเบียนเป็นกลุ่มสุดท้าย ไม่งั้นทุกอย่างคงล่าช้าไปกว่านี้

     เพื่อนผมหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกมันก็คงสัมผัสถึงบรรยากาศมาคุได้เหมือนกัน และก่อนที่ผู้ชายทั้งสองคนจะจ้องกันนานไปกว่านี้ พี่องศาที่ยืนดูสถานการณ์เงียบๆ ก็เข้ามาแทรกกลางวง

     “เอาน่าพี่เมศ ถือว่าหยวนๆ ให้หน่อย ไอ้คลื่นเป็นคนชวนเดือนมา มันคงอยากดูแลเดือนด้วยมือตัวเองจริงๆ”

     พี่เมศเหลือบมามองผมนิดหนึ่งก่อนจะถอนหายใจ แต่เหมือนผมจะเห็นเขายิ้มมุมปากแวบหนึ่ง “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเดือนนายต้องรีบโทรหาพี่ทันที เข้าใจไหม”

     “เข้าใจครับ” คนตอบคือพี่องศา ส่วนคนที่โดนถามอย่างพี่คลื่นยังเอาแต่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จา แถมยังจับมือผมแน่นขึ้นด้วย

     “งั้นก็ไปขึ้นรถเถอะ ใกล้ถึงเวลาล้อหมุนแล้ว”



     “มึงรีบเล่ามาเดี๋ยวนี้เลยว่าไปรู้จักคนระดับนั้นได้ยังไง” ทันทีที่ก้นแตะเบาะ ควีนก็รีบพุ่งเข้าประเด็นโดยมีฝนมองมาอย่างอยากรู้อยากเห็นไม่แพ้กัน

     “ใคร พี่เมศน่ะเหรอ”

     “เออ”

     “ก็ไม่มีอะไร ตอนที่กูตัวเปียกในห้องน้ำเมื่อวันก่อนพี่เขาให้ยืมผ้าเช็ดหน้า”

     “มึงรู้หรือเปล่าว่าเขาเป็นใคร”

     ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบ ฝนทำหน้าเหมือนอยากแยกเขี้ยวใส่ก่อนจะเฉลย

     “พี่เมศคืออดีตเดือนมหา’ลัยปีสี่ แถมยังเป็นอดีตเดือนบริหารฯ เหมือนพี่คลื่นของมึงไง”

     ข้อมูลใหม่ที่ได้รับจากเพื่อนทำให้ผมตาโตโดยลืมสนใจท้ายประโยคไปสนิท ผมรู้อยู่แล้วว่าพี่เมศอยู่มหา’ลัยเดียวกันแถมยังหน้าตาดี แต่ไม่นึกว่าจะเป็นคนดังขนาดนี้

     “น้องคะ พี่ขอนั่งตรงนี้ได้ไหม” ระหว่างที่ผมคุยกับเพื่อนก็มีผู้หญิงสามคนเข้ามาทัก ผมเงยหน้าไปมองเธอก่อนจะมองกลับมายังที่นั่งข้างตัวที่พี่คลื่นฝากกระเป๋าของเขาให้ผมมาจองที่เอาไว้

     “พอดีตรงนี้มีคนจองแล้วอ่ะครับ”

     “พี่ไม่ได้จะนั่งตรงนี้ แต่หมายถึงให้น้องย้ายไปนั่งที่อื่นแล้วพี่จะนั่งแทนที่น้อง ได้ไหมคะ”

     “เอ่อ...คือ...”

     “นี่กระเป๋าคลื่นใช่ไหม” คนที่ยืนอยู่ไม่สนใจอาการติดอ่างของผม เอาแต่มองกระเป๋าที่ผมวางไว้ข้างๆ “พี่จะนั่งกับคลื่น น้องไปนั่งหลังรถนะคะ”

     ผมไม่ใช่คนมองโลกในแง่ลบ แต่สายตาและน้ำเสียงที่ผู้หญิงคนนี้ใช้บ่งบอกว่าไม่ได้มาดีแน่ แต่ผมไม่รู้จักเธอเลยงงว่าทำไมจู่ๆ ถึงโดนหาเรื่อง เมื่อไม่รู้จะทำยังไงผมเลยจะหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อน แต่ดูเหมือนจะไม่ต้องแล้ว เพราะตอนนี้ไอ้ฝนยืนเท้าเอวดึงหน้าใส่พวกพี่เขาเรียบร้อย

     “พี่ไม่เคยได้ยินสำนวน ‘ใครมาก่อนก็ได้ก่อน’ เหรอคะ เพื่อนหนูมันมานั่งก่อนพี่ แล้วเรื่องอะไรต้องยอมลุกให้พี่ด้วย”

     เสียงไอ้ฝนใช่ว่าจะเบาซะที่ไหน เล่นเอาคนทั้งรถหันมามองพวกผมเป็นจุดเดียว ผมกับข้าวหอมที่นั่งด้านหลังหันมามองตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ไม่ต้องพูดอะไรเราสองคนก็รู้กันดีว่าถ้าลองฝนได้มีเรื่องกับใครแล้วความวุ่นวายจะต้องตามมาแน่นอน

     “แค่ลุกให้มันยากมากเหรอน้อง” เพื่อนของคนที่หาเรื่องผมเริ่มเข้ามาร่วมวงด้วย

     “แล้วแค่ไปหาที่นั่งใหม่มันยากมากเหรอคะพี่” ไอ้ควีนที่นั่งข้างฝนก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน

     “ก็พี่อยากนั่งตรงนี้ นี่พี่ขอดีๆ แล้วนะ”

     “จะขอยังไงก็ไม่ให้ทั้งนั้นแหละค่ะ ที่ว่างอื่นก็มีเยอะแยะ จะมาแย่งที่คนอื่นทำไมก็ไม่รู้”

     รุ่นพี่ทั้งสามคนมองเพื่อนผมเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนที่พี่คนแรกจะหันมามองกระเป๋าพี่คลื่น

     “ก็ได้ ถ้าน้องหวงนักก็เชิญนั่งที่เดิมไปเลย แต่พี่จะเอากระเป๋าคลื่นไปด้วย”

     “ทำอะไรกันน่ะหวาน” ในตอนที่พี่ทิวกับพี่ยี่หวากำลังจะเข้ามาช่วยเพราะเห็นสถานการณ์เริ่มไม่ค่อยดี พี่คลื่นกับพี่องศาที่เพิ่งกลับมาจากห้องน้ำก็เดินขึ้นมาบนรถ ชื่อที่พี่คลื่นใช้เรียกคนที่มาหาเรื่องทำให้หัวใจผมกระตุกแปลกๆ ผมรีบเงยหน้ามองเธออีกครั้งทันที

     ผู้หญิงคนนี้คือพี่น้ำหวานงั้นเหรอ...

     “คลื่นมาแล้วเหรอ หวานรอตั้งนานแต่ไม่เห็นคลื่น นึกว่าคลื่นจะทิ้งให้หวานไปค่ายคนเดียวซะแล้ว” พี่น้ำหวานเลิกสนใจผม เดินไปคล้องแขนพี่คลื่นพลางพูดเสียงอ่อนไม่เหมือนตอนคุยกับผม ผมรีบเบือนหน้าหนีภาพตรงหน้าทันที ทึกทักเอาเองว่าด้านหน้ารถแดดส่องจนทำให้แสบตา

     “หวานรีบไปหาที่นั่งเถอะ เดี๋ยวรถจะออกแล้ว”

     “คลื่นนั่งกับหวานนะ วันนี้หวานรู้สึกเพลียๆ เหมือนจะเมารถยังไงไม่รู้”

     “ขนาดรถยังไม่ออกยังเมาแล้วเลย นี่ถ้าขับไปสองชั่วโมงพี่ไม่หัวใจวายเลยเหรอคะ” ไอ้ฝนยังไม่ยอมเลิกรา พี่น้ำหวานตวัดสายตามามองจิก แต่แวบเดียวก็หันไปออดอ้อนพี่คลื่นต่อ

     “ข้างคนขับมีที่ว่างอยู่ หวานไปนั่งตรงนั้นแล้วกัน นั่งหน้ารถไม่เมาชัวร์เชื่อคลื่น”

     ฝนกับควีนแกล้งหัวเราะเสียงดังเมื่อพี่คลื่นปฏิเสธพี่น้ำหวาน ขนาดพี่ยี่หวาที่ยืนอยู่ไม่ไกลยังหลุดขำเบาๆ เลย พี่น้ำหวานเริ่มชักสีหน้า ยังไม่ยอมปล่อยมือจากแขนพี่คลื่น

     “คลื่นจะทิ้งให้หวานนั่งคนเดียวเหรอ”

     “หวานก็มากับเพื่อนไม่ใช่เหรอ”

     “แล้วคลื่นจะนั่งกับใคร อย่าบอกนะว่าน้องคนนั้น” พี่น้ำหวานชี้มาทางผม

     “ใช่ครับ คลื่นจะนั่งกับเดือน”

     “น้องเดือนมากับเพื่อน น่าจะอยากนั่งกับเพื่อนมากกว่า คลื่นมานั่งกับหวานเถอะค่ะ เดี๋ยวจะอึดอัดกันเปล่าๆ”

     พี่คลื่นไม่ตอบอะไรพี่น้ำหวาน หันมามองทางที่พวกผมอยู่ “น้องข้าวหอม น้องฝน น้องควีนครับ”

     “คะ!?” ฝนสะดุ้งที่จู่ๆ ก็ถูกเรียกชื่อ อีกสองคนก็ไม่ต่างกัน

     “พี่ขอนั่งกับเพื่อนน้องได้ไหมครับ”

     พวกมันหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่ควีนจะเป็นคนตอบ “พวกหนูยังไงก็ได้ค่ะ พี่ไปถามไอ้เดือนเถอะ”

     คราวนี้คนตัวสูงหันมามองผม สายตาที่มองมาดูจริงจังกว่าทุกครั้ง “เดือนครับ ถ้าพี่ขอนั่งด้วยจะอึดอัดไหม”

     จากที่พยายามหลบตา พอโดนถามตรงๆ แบบนี้ผมจึงต้องหันไปมองอย่างช่วยไม่ได้ ผมอึกอัก ลืมไปว่าพี่คลื่นกำลังถามอยู่ จนกระทั่งคนตัวสูงใช้สายตากดดัน ผมเลยเผลอตอบออกไป “ไม่...ไม่อึดอัดครับ”

     พี่คลื่นทำสีหน้าพอใจ หันไปแกะมือพี่น้ำหวานออกจากแขน “ขอบคุณนะครับหวานที่เป็นห่วงเดือน แต่ก็อย่างที่ได้ยิน เดือนเขาอยากให้คลื่นไปนั่งด้วย”

     เดี๋ยวนะครับ ถึงผมจะอ๊องแต่ผมไม่ได้ขี้ลืม ผมว่าผมไม่ได้พูดแบบนั้นนะ

     “แต่ว่า…”

     “หวานรีบไปนั่งเถอะ เดี๋ยวพี่เมศมาแล้วเห็นว่ายังไม่เรียบร้อยจะโดนดุเอานะ”

     พี่น้ำหวานทำหน้าไม่พอใจ แต่เพราะทำอะไรไม่ได้เลยได้แต่เดินไปนั่งหลังรถพร้อมกับเพื่อนๆ ด้วยท่าทางไม่เต็มใจนัก ไม่ไปนั่งหน้ารถตามที่พี่คลื่นแนะนำ

     “นั่งหลังรถระวังอ้วกแตกนะคะ บนรถไม่มีถุงให้ด้วย”

     “ฝน! พอได้แล้ว” ข้าวหอมดุเพื่อนที่ไม่ยอมหยุดเสียที พี่คลื่นเดินมานั่งข้างผม ส่วนพี่องศาเดินไปนั่งข้างข้าวหอมที่อยู่เบาะหลัง

     อย่าเข้าใจผิดนะครับ ตอนแรกผมกับข้าวหอมจะนั่งด้วยกัน แต่พี่คลื่นบอกว่าเขาจะนั่งกับผม พอผมไม่ยอมก็เจอเข้ากับสายตาดุๆ เลยจำต้องยอมในที่สุด และเมื่อเห็นว่าข้างข้าวหอมไม่มีคนนั่งพี่องศาก็รีบจับจองทันที

     ผมค่อนข้างมั่นใจว่าพี่คลื่นกำลังหงุดหงิด แต่ผมไม่เคยเห็นพี่คลื่นเป็นแบบนี้มาก่อน ผมเลยไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงในสถานการณ์อย่างนี้

     ตอนที่พี่คลื่นนั่งลงมาแขนของเราสองคนแตะกันนิดหน่อย ผมสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ปั้นหน้าเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร

     “ไม่ไปนั่งกับพี่น้ำหวานเหรอครับ” ผมเอ่ยถามเสียงเรียบ อย่าถามว่าทำไมถึงถามเพราะตัวผมเองยังไม่รู้เลย จู่ๆ ปากมันก็โพล่งออกไปเอง

     “ทำไมครับ ไม่อยากนั่งกับพี่เหรอ ไหนบอกว่าไม่อึดอัดไง”

     “เปล่าครับ ผมแค่คิดว่าพี่น่าจะอยากนั่งกับพี่น้ำหวานมากกว่าผม”

     “เดือนจะมาคิดแทนพี่ทำไม ถ้าพี่ไม่อยากนั่งกับเราพี่จะฝากกระเป๋าไว้ที่เราเหรอ”

     ผมกำลังจะตอบกลับไป แต่ก็เปลี่ยนใจเงียบแล้วหันหน้าหนีแทน ผมคิดว่าบทสนทนาระหว่างเราจะจบลงแค่นี้ แต่ไม่นานพี่คลื่นก็พูดขึ้นมาอีก

     “ไปสนิทกับพี่เมศตั้งแต่เมื่อไหร่”

     “ไม่ได้สนิทครับ”

     “ไม่สนิทแต่มีผ้าเช็ดหน้าของเขา?”

     “เรื่องมันยาวครับ”

     “ยาวถึงขนาดเล่าให้พี่ฟังไม่ได้เลย?”

     ผมหันไปมองคนตัวสูง ก่อนจะพบว่าเขากำลังมองผมอยู่ก่อนแล้ว มองใกล้เสียด้วย

     “พี่คลื่นเป็นอะไรครับ”

     คนถูกถามทำหน้าเหลอหลา เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังพูดเสียงแข็งใส่ผมอยู่

     “เปล่าครับ ไม่มีอะไร เดือนนอนพักไปเถอะ หน้าตาเราดูอิดโรยมากเลยนะ”

     พี่คลื่นพูดเสียงอ่อนลง ทำหน้าเหมือนรู้สึกผิด ผมไม่ตอบอะไร หันตัวเข้าหน้าต่างเพื่อบอกอ้อมๆ ว่าผมอยากหยุดบทสนทนาไว้เท่านี้ ผมไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร มันรู้สึกหงุดหงิดไปหมด ถ้าผมเป็นผู้หญิงคงนึกว่าประจำเดือนมาไปแล้ว

     พี่คลื่นบอกให้ผมนอนพัก เขาพูดเหมือนเป็นห่วงผม แต่เขาไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมนอนไม่หลับ ทั้งเมื่อคืนและตอนนี้



     “พี่คลื่นครับ”

     “…”

     “พี่คลื่น ตื่นมาก่อน”

     “…”

     “พี่คลื่น”

     ไม่ว่าผมจะเรียกหรือเขย่ายังไง ใบหน้าคมคายที่ซบไหล่ผมอยู่ตอนนี้ก็ไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัวเลย ผมถอนหายใจเบาๆ ตัวเองเป็นคนบอกให้เขานอนพักแท้ๆ แต่ดันมาหลับซะเอง ผมลองเขย่าแรงขึ้นพลางเรียกเสียงดังกว่าเดิมเผื่อว่าพี่คลื่นจะตื่น

     “พี่คลื่นหันไปนอนดีๆ ครับ นอนแบบนี้เดี๋ยวปวดคอเอานะ”

     ด้วยระดับความสูงที่ต่างกัน ผมเลยกลัวว่าถ้านอนท่านี้นานๆ พี่คลื่นจะปวดคอ พอโดนเขย่าตัวแรงๆ คนตัวสูงก็เหมือนจะรู้สึกตัว แต่หลังจากเงยหน้ามามองผมก็ฟุบหลับลงกับไหล่ผมอีก แต่รอบนี้เลื่อนขาไปข้างหน้าทำให้ใบหน้าเขาอยู่ระดับเดียวกับไหล่ผมแล้ว

     “ถ้าง่วงก็ไปนอนที่ตัวเองสิครับ จะมาซบผมทำไม”

     “ทำผิดแล้วยังไม่รับผิดชอบอีก”

     “หือ?” ผมร้องเสียงหลงเพราะไม่มั่นใจว่าพี่คลื่นพูดถึงผมหรือเปล่า ผมไปทำความผิดตอนไหน วันนี้ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย

     “เดือนเพิ่งทำความผิดมานะครับ”

     “ผมทำอะไร”

     “ทำให้พี่หงุดหงิด”

     “หา!” ผมคงร้องเสียงดังไปหน่อยฝนกับควีนเลยหันมามอง ผมรีบส่ายหน้าให้พวกมันก่อนจะลดระดับเสียงลง “พี่หงุดหงิดแล้วเกี่ยวอะไรกับผม”

     “ไม่รู้ครับ รู้แต่ว่าเดือนทำให้พี่หงุดหงิด เดือนต้องรับผิดชอบ”

     เอากับเขาสิครับ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมผิดอะไร แต่กลับเรียกร้องให้ผมรับผิดชอบ

     “รับผิดชอบโดยการให้พี่นอนซบไหล่เนี่ยนะครับ”

     “ใช่”

     “ไม่คิดว่าผมจะเมื่อยไหล่บ้างเหรอครับ”

     “ถ้าเมื่อยก็บอก พี่จะได้ให้เรามาซบไหล่พี่ สลับกัน”

     ผมอยากจะตะโกนออกมาดังๆ ว่าอะไรของพี่วะเนี่ย แต่ก็เกรงใจคนอื่นในรถที่กำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน

     “ไปนอนที่ตัวเองเลยครับ ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น” ผมพูดอย่างแข็งขัน แต่แทนที่จะยอมลุกไปดีๆ พี่คลื่นกลับเลื่อนมือมาประสานเข้ากับมือผมบนตัก

     “สองวันที่ผ่านมาพี่แทบไม่ได้นอนเลย มัวแต่เคลียร์งานส่วนตัวกับช่วยคนอื่นเตรียมค่าย”

     “...”

     “ขออีกสิบนาทีนะครับ พี่ง่วงมาก ถ้าไม่ได้นอนมีหวังไปหลับในตอนทำงานแน่ๆ”

     เสียงนุ่มทุ้มที่ดังอยู่ข้างหูพาให้หัวใจผมเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก พี่คลื่นโคตรขี้โกงเลย พอมัดมือชกไม่สำเร็จก็เปลี่ยนมาขอร้องแทน แล้วเล่นพูดซะขนาดนี้ ใจผมไม่ใช่หินนะครับที่จะได้แข็งทื่อไม่รู้สึกอะไรเลย

     หลังจากเถียงกับตัวเองเสร็จผมก็ลอบถอนหายใจ บีบมือหนาของอีกคนกลับไปเบาๆ “ให้แค่สิบนาทีนะครับ”

     กลุ่มผมสีดำสนิทเคลื่อนขึ้นลงเบาๆ คล้ายกับกำลังพยักหน้า ผมหันไปมองวิวนอกหน้าต่าง พยายามนั่งหลังตรงเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้นอนสบาย

     พอหัวใจกลับมาสงบลงแล้วก็เริ่มโดนความง่วงเล่นงาน จากที่นอนไม่หลับก็กลายเป็นจะหลับเสียให้ได้ ผมพยายามฝืนตาไม่ให้ปิด แต่สุดท้ายเปลือกตาก็ต้านแรงโน้มถ่วงของโลกไม่ไหว ผมไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอหลับไปตอนไหน ไม่รู้ว่าสิบนาทีจะยาวนานถึงสองชั่วโมง ไม่รู้ว่ามือที่ประสานกันมันจะอยู่แบบนั้นไปจนถึงค่าย และไม่รู้ว่าหนึ่งชั่วโมงต่อมาจากคนให้ซบไหล่จะกลายเป็นคนซบไหล่แทน





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-10-2022 21:38:18 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ RedQueen

  • Memois Of A Calamity Queen
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
 o18 นังหวานๆเกียมโดนตบได้เลอ ว่าแต่ มีพี่เมศมาแบบนี้ จะช่วยให้พี่คลื่นรู้ใจตัวเองมากขึ้นแน่นวล

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 14 : เพราะอยากอยู่ใกล้กัน





     โรงเรียนที่พวกเรามาจัดกิจกรรมค่ายอาสาอยู่ในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอมาถึงที่หมายแล้วพี่เมศที่เป็นประธานค่ายก็สั่งให้มารวมตัวกันที่สนามเด็กเล่นเพื่อกล่าวทักทายคุณครูและเด็กนักเรียนที่มารอต้อนรับ

     รุ่นน้องปีหนึ่งกับปีสองจะอยู่ด้วยกัน ส่วนรุ่นพี่ปีสามกับปีสี่จะไปยืนกล่าวพิธีเปิดค่ายที่หน้าสนาม พอมายืนด้วยกันแบบนี้แล้วผมเพิ่งสังเกตว่ารุ่นพี่ที่มาค่ายนี้หน้าตาดีกันหมดเลย มิน่าล่ะฝนกับควีนถึงได้ตื่นเต้นนัก

     “สวัสดีครับน้องๆ ทุกคน พวกพี่มาจากมหา’ลัย MXN นะครับ จะมาบูรณะโรงเรียนของน้องๆ ในวันนี้ครับ” หลังพี่เมศพูดจบนักเรียนทุกคนก็ยกมือไหว้สวัสดีพร้อมกัน เป็นภาพที่น่ารักมากในความคิดผม พอแนะนำตัวกับเด็กๆ เสร็จแล้วพี่เมศก็หันมาแนะนำตัวกับคนในค่ายต่อ “ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่ค่ายบริหารรัก ปันสุขให้น้องครั้งที่หกอย่างเป็นทางการนะครับ พี่ชื่อเมศ อยู่คณะบริหารธุรกิจปีสี่ เป็นประธานค่ายอาสาในครั้งนี้ครับผม”

     ผมได้ยินเสียงคนคุยกันเลยหันไปมองด้านหลัง ฝนกับควีนกำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูพลางหัวเราะคิกคัก ยิ้มจนกลัวว่าจะปวดแก้มแทน

     “ด้านนั้นจะเป็นห้องน้ำ ส่วนด้านนี้จะเป็นห้องพักครับ แยกฝั่งชายหญิงและชั้นปีด้วย”

     พี่เมศผายมือไปยังห้องน้ำและห้องพักที่เป็นอาคารเรียนสี่หลังติดต่อกัน แต่ละหลังก็จะมีห้องแยกไปอีก คิดว่าเดิมทีคงเป็นห้องเรียนของเด็กๆ

     “เนื่องจากตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว เดี๋ยวพี่จะให้เวลาทุกคนเอาของไปเก็บแล้วมารวมกันตรงนี้อีกทีเพื่อจะได้ไปทานข้าวกันนะครับ แล้วก็ถ้ามีปัญหาหรือต้องการอะไรเพิ่มเติมบอกพี่ได้ตลอดนะ”

     พอทุกคนพยักหน้ารับทราบพี่เมศก็สั่งให้แยกย้าย ห้องพักเด็กปีสองอย่างผมอยู่อาคารถัดไปอีกสามหลัง ผมกับข้าวหอมกำลังจะเดินเอาของไปเก็บ แต่พอหันไปอีกทีฝนกับควีนยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ เอาแต่สุมหัวกันดูโทรศัพท์

     “ฝนกับควีนไม่ไปเหรอ ถ้าไม่รีบเดี๋ยวพี่เมศสั่งรวมตัวซะก่อนนะ”

     พอข้าวหอมตะโกนเรียกพวกมันก็กุลีกุจอเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า รีบเดินตามมาพลางยิ้มเห็นเหงือกเหมือนกำลังกลบเกลื่อนบางอย่าง

     “เป็นอะไรกันเหรอ ทำไมยิ้มแปลกๆ อ่ะ”

     “หึ ไม่มีอะไรเลย พวกกูก็ยิ้มเป็นปกติอยู่แล้ว” ครับ ไม่มีเลย อีกนิดหัวจะหลุดจากคอแล้ว เล่นส่ายหน้าแรงขนาดนั้น

     “เอาโทรศัพท์มานี่” ผมแบมือไปตรงหน้า ควีนสะดุ้งนิดๆ ว่าแล้วว่าต้องมีอะไรในโทรศัพท์

     “จะเอาไปทำไม”

     “เอามาดูว่าพวกมึงปิดบังอะไรไว้ไง” ลางสังหรณ์บางอย่างบอกผมว่าสิ่งที่พวกมันดูไปเมื่อครู่ต้องเกี่ยวกับผมแน่นอน

     “บ้า! ใครปิดบังอะไร มึงคิดมากเกินไปแล้ว”

     ควีนคงสังเกตจากสีหน้าว่าผมจริงจังไม่เล่น มันเลยทำหน้าเจื่อนก่อนจะยื่นโทรศัพท์มาให้ ฝนกำลังจะห้ามแต่ก็ไม่ทันซะแล้ว ผมรับมาดูพลางกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ ต่อไปนี้แกล้งทำหน้าโหดบ่อยๆ ดีกว่า พวกมันจะได้ไม่กล้าว่าผมอ๊องอีก

     “เฮ้ย!” จากที่จะแกล้งเล่นๆ ตอนนี้หน้าผมตึงขึ้นมาจริงๆ ในโทรศัพท์ควีนมีรูปพี่คลื่นนอนซบไหล่ผมบนรถอยู่ประมาณสิบกว่ารูป และไม่ใช่แค่นั้น ยังมีรูปผมนอนซบไหล่พี่คลื่นด้วย

     “ไม่ใช่กูนะ อีฝนบอกให้กูถ่าย” เมื่อโดนผมจ้องตาเขม็งควีนก็รีบโยนความผิดให้พ้นตัวทันที ข้าวหอมยื่นหน้ามาดูบ้างก่อนจะอุทานคำเดียวกัน

     “อ้าวอีควีน ตอนทำสามัคคีกันดิบดี พอโดนจับได้ถีบหัวกูส่งเลยนะ”

     “มึงสองคนถ่ายรูปกูกับพี่คลื่นทำไม”

     ผมไม่ได้โกรธถึงขนาดอยากฟาดงวงฟาดงา แต่ที่พูดกระแทกเสียงเพราะต้องการให้พวกมันตอบความจริง ฝนกับควีนที่นึกว่าผมโกรธจริงๆ เดินมาเกาะแขนคนละข้าง ทำท่าทางออดอ้อนสุดฤทธิ์จนผมอดขนลุกไม่ได้

     “กูก็แค่หวังดีกับมึงเฉยๆ เห็นมึงกับพี่คลื่นมีโมเมนต์น่ารักๆ เลยอยากถ่ายเก็บไว้ให้เป็นความทรงจำไง มึงอยากได้ไหมล่ะ เดี๋ยวกูส่งให้ในไลน์”

     “กูไปซบไหล่พี่คลื่นได้ยังไง” ผมไม่ตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอของเพื่อน แต่เปลี่ยนไปถามเรื่องที่สงสัยแทน

     “กูไม่รู้ ตอนแรกเห็นพี่คลื่นซบมึงอยู่ดีๆ พอหันไปอีกทีกลายเป็นมึงซบพี่เขาแทนแล้ว และไม่ใช่แค่ซบนะ ก่อนจะมาถึงค่ายไม่นานหัวมึงลงไปอยู่บนตักเขาเลยค่ะ”

     “ฮะ!?”

     “ไม่ต้องฮะ มันคือเรื่องจริง นี่กูยังเสียดายไม่หายเลย ตอนซบกันพี่คลื่นหลับด้วยแต่ตอนนอนตักพี่คลื่นตื่นพอดี กูเลยอดถ่าย” ฝนระบายความในใจเหมือนลืมไปว่าผมกำลังโกรธเรื่องที่มันแอบถ่ายรูปอยู่ ถ้าเป็นปกติผมก็จะโกรธอยู่หรอก แต่ตอนนี้จิตใจผมเหมือนลอยออกไปจากตัวแล้ว

     “กู...กูนอนตักเขานานหรือเปล่า”

     “ก็ไม่นานเท่าไหร่”

     ค่อยยังชั่ว…

     “แค่อีควีนเล่นคุกกี้รันจบไปสิบตา”

     ค่อยยังชั่วกับผีน่ะสิ!!

     “คุยไปเดินไปเถอะ ข้าวกลัวจะไม่ทันเวลากินข้าว” ข้าวหอมเสนอไอเดีย พวกเราสี่คนเลยเดินถือกระเป๋าไปยังห้องพัก ผมเดินตามเพื่อนไปทั้งที่สติยังไม่กลับเข้าร่างเต็มร้อย ผมไปนอนตักพี่คลื่นได้ยังไง จะว่านอนดิ้นก็ไม่น่าใช่ จะว่ารถโคลงเคลงจนหัวโหม่งไปบนตักเองพี่คลื่นก็น่าจะจัดท่าให้ผมนอนดีๆ ไม่น่าปล่อยให้นอนตักตัวเองนานขนาดนั้น

     “พูดถึงเรื่องบนรถ กูยังแค้นอีพี่น้ำหวานไม่หายเลย” ฝนพูดถึงคู่กรณีพลางทำหน้าขึงขัง นอกจากควีนแล้วถ้ามันเรียกใครว่าอีแปลว่ามันเกลียดคนนั้นมาก “ก็เคยได้ยินอยู่หรอกว่าพี่แกคลั่งรักพี่คลื่นมาก แต่ไม่นึกว่าจะถึงขนาดมาหาเรื่องคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกได้ลงคอ”

     “ถ้าเขามาหาเรื่องอีกมึงสวนกลับไปเลยนะ เอาให้รู้ซะบ้างว่ากำลังเล่นกับใครอยู่”

     “ข้าวว่าเขาไม่น่ามาหาเรื่องแล้วนะ ที่เขาทำแบบนั้นคงเพราะอยากนั่งกับพี่คลื่นเฉยๆ ไม่ได้เกลียดอะไรเดือนหรอก”

     “นั่นมันก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ค่ะคุณข้าวหอม” ฝนมองข้าวหอมเอือมๆ เหมือนอยากพูดว่าช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย “มึงเห็นสายตาที่พี่คลื่นมองไอ้เดือนไหม ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยลองได้เห็นผู้ชายที่ตัวเองชอบมองคนอื่นหวานหยดย้อยขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องอิจฉาทั้งนั้นแหละ”

     “จริง กูว่าหลังจากนี้พี่น้ำหวานคงคิดว่าไอ้เดือนเป็นศัตรูหัวใจ ดีไม่ดีตอนนี้อาจจะกำลังวางแผนแก้แค้นไอ้เดือนที่ทำนางหน้าแตกกลางรถบัสก็เป็นได้”

     “ฝนกับควีนคิดมากเกินไปแล้ว มันอาจจะไม่ขนาดนั้นก็ได้ ใช่ไหมเดือน”

     “…”

     “เดือน”

     “…”

     เพื่อนทั้งสามคนหยุดเดิน ผมเลยพลอยหยุดตาม ควีนหันไปพยักหน้าให้ฝนกับข้าวหอม ชูนิ้วขึ้นมานับหนึ่งสองสามช้าๆ

     “เดือน!!”

     “อะ...อะไร” ผมสะดุ้งเมื่อจู่ๆ พวกมันก็เล่นปรบมือเสียงดังใส่ ข้าวหอมโบกมือไปมาตรงหน้าผม

     “เดือนเป็นอะไร ข้าวเรียกตั้งนานไม่ได้ยินเลยเหรอ”

     “อ๋อ...พอดีเราเหนื่อยนิดหน่อยน่ะ เดินทางมาตั้งนานไม่ได้แวะที่ไหนเลย”

     “มันจะใช่เหรอ” ฝนยิ้มกริ่มเหมือนรู้ทันความคิดผม “มึงน่ะสบายสุดในรถแล้วมั้ง ได้ซบไหล่นอนตักเดือนมหา’ลัยสุดหล่อ เอาอะไรมาเหนื่อย”

     “ไอ้ฝน!!”

     และแล้วผมกับฝนก็มาถึงห้องพักเป็นคนแรก ไม่ได้เดินไวนะครับ แต่วิ่งไล่จับจนมาถึงนี่เลยต่างหาก รู้อยู่แล้วว่าผมกำลังเขินยังจะมาใส่ไฟให้เขินกว่าเดิมอีก!



     หลังทานข้าวเสร็จพี่เมศก็ปล่อยให้แต่ละคนแยกไปทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมาย พี่คลื่นอยู่ฝ่ายแรงงานต้องไปซ่อมหลังคา พี่องศาอยู่ฝ่ายสวัสดิการคอยเอาน้ำกับขนมไปแจกจ่ายทุกคน พี่ทิวกับพี่ยี่หวาอยู่ฝ่ายสวัสดิการเหมือนกัน แต่เหมือนตอนนี้จะออกไปซื้ออุปกรณ์ทาสีมาเพิ่มอยู่ ส่วนพวกผมได้รับหน้าที่ให้มาทาสีโต๊ะเก้าอี้ในห้องเรียนพร้อมกับน้องปีหนึ่งอีกสองคน

     ตอนแรกผมนึกว่าพี่คลื่นจะให้ผมไปซ่อมหลังคาด้วยตามที่เคยคุยกันไว้ แต่พี่คลื่นกลับให้ผมมาทำงานกับเพื่อนโดยให้เหตุผลว่าบนหลังคาแดดร้อน ไม่อยากให้ผมลำบาก ผมเองก็นึกดีใจเลยไม่ได้คัดค้านอะไร ไม่ได้ดีใจเพราะไม่ต้องตากแดดแต่เพราะจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับพี่คลื่นต่างหาก

     จากที่ปกติก็สับสนอยู่แล้ว พอมีเรื่องบนรถเพิ่มเข้ามาผมยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ ตอนนี้ความรู้สึกในอกผมมันผสมปนเปกันไปหมด แยกไม่ออกเลยว่าอะไรเป็นอะไร ถ้านับแค่ตอนอยู่ในค่าย วันนี้ผมไม่ได้คุยอะไรกับพี่คลื่นเลย พยายามหลบหน้าหลบตาจนผมยังงงว่านี่ผมเป็นอะไรไปวะ

     ตอนแรกผมคิดว่าพี่องศาจะเอาขนมมาให้ แต่พอถึงเวลาจริงคนที่มากลับเป็นพี่คลื่น ผมยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเลยเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่พูดไม่คุยกับใครทั้งนั้น โชคดีที่พี่คลื่นไม่เข้ามาทักถึงในห้อง ไม่งั้นผมคงหลบหน้าต่อไปไม่ไหว

     “กูบอกว่าสีฟ้า”

     “ไม่ได้ ต้องชมพูเท่านั้นค่ะ”

     “มึงนี่ขัดกูตั้งแต่ตอนทำป้ายไวนิลแล้วนะ เอะอะก็สีชมพูอย่างเดียว”

     “ก็กูชอบสีชมพูอ่ะ”

     “แต่กูชอบสีฟ้า”

     “พอทั้งคู่นั่นแหละครับ พี่จะเถียงกันให้ได้อะไรขึ้นมา”

     น้องบาสเข้ามาแยกฝนกับควีนออกจากกันหลังจากมันยืนเถียงกันอยู่นานว่าจะทาเก้าอี้สีอะไรดี ข้าวหอมที่ยืนทาสีโต๊ะอยู่ข้างผมมองเพื่อนอย่างเหนื่อยใจ แต่ก็ดีที่อย่างน้อยไม่ต้องเมื่อยปากห้ามเอง พี่ทิวนี่ก็เหมือนแกล้งกันเลย สีมีเป็นสิบเป็นร้อยแต่ดันเอามาให้เฉพาะสีฟ้ากับสีชมพูที่เพื่อนผมชอบ

     “เก้าอี้สีฟ้า โต๊ะสีชมพู แบบนี้โอเคไหมครับ”

     “ทำไมน้องบาสไม่ให้เก้าอี้สีชมพูอ่ะ” ควีนทำปากยื่น มันคงคิดว่าทำแล้วน่ารักมาก

     “จะให้เก้าอี้สีอะไรเดี๋ยวก็ต้องมีคนไม่พอใจอยู่ดี เอาตามนี้แหละครับ ขืนชักช้าถ้าพี่เมศมาดูแล้วเห็นว่างานไม่เดิน โดนดุผมไม่รู้ด้วยนะ”

     น้องบาสทิ้งคำขู่ไว้ก่อนจะกลับไปทำงานในส่วนของตัวเองต่อ ควีนถอนหายใจแต่ก็ยอมฝืนใจทาเก้าอี้สีฟ้าแต่โดยดี จะว่าไปน้องบาสเป็นเด็กปีหนึ่งที่ดูมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเพื่อนผมอีก ด้วยความที่น้องเขาหล่อมาก ตอนแรกฝนเลยตั้งใจจะอ่อยเด็ก แต่พอเห็นนิสัยขี้บ่นของน้องบาสมันก็เปลี่ยนใจอ่อยไม่ลง

     “เออไอ้เดือน”

     ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ เลยสะดุ้งนิดหน่อยตอนโดนเพื่อนเรียก

     “เป็นอะไรวะ คิดถึงพี่คลื่นอยู่เหรอ”

     ผมว่าจะไม่เอาเรื่องไอ้ฝนแล้วนะ แต่เล่นแซวสองครั้งติดแบบนี้คงปล่อยผ่านไปไม่ได้

     “ถ้ายังไม่หยุดพูดถึงพี่คลื่นกูจะทาทุกอย่างในห้องนี้ให้เป็นสีชมพูจริงๆ ด้วย”

     “เฮ้ย! ห้ามเด็ดขาดเชียวนะยะ”

     “งั้นก็หยุดนอกเรื่องแล้วบอกมาได้แล้วว่ามึงเรียกกูทำไม”

     “กูจะถามว่าเรื่องของมึงกับพี่เมศมันมีแค่ที่เล่ามาจริงๆ เหรอ”

     “พี่เดือนกับพี่เมศมีเรื่องอะไรกันเหรอครับ” น้องแชมป์เพื่อนน้องบาสถามขึ้นมาขณะทาสีเก้าอี้อยู่ แต่ก็โดนตบหัวไปหนึ่งทีโดยเพื่อนสนิทตัวเอง

     “แล้วมึงจะไปเสือกอะไรพี่เขา มีหน้าที่ทำงานก็ทำไป”

     “มึงนี่บ่นตั้งแต่รุ่นพี่ยันรุ่นเพื่อนเลยนะ”

     “กูบ่นหมดแหละถ้าไม่ยอมตั้งใจทำงาน” เห็นไหมครับ ฝนมันคิดถูกแล้วที่ไม่คิดจะอ่อยน้องบาสแบบจริงจัง

     “แล้วพี่คุยกับเพื่อนได้ไหม” ผมถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่ใช่อะไรครับ ที่ตบหัวเมื่อครู่น่ะเสียงดังมาถึงนี่ ผมกลัวว่าจะโดนตามน้องแชมป์ไปอีกคน

     “ได้ครับ ผมไม่ได้โหดขนาดนั้นซะหน่อยพี่เดือน”

     ผมอยากต่อประโยคให้น้องบาสมากครับว่าไม่ได้โหดขนาดนั้นแต่โหดมากกว่านั้น

     “มีแค่ตามที่กูเล่านั่นแหละ ถามทำไมวะ” ผมหันไปตอบคำถามที่ค้างไว้ของฝน มันอ้าปากเหมือนจะพูด แต่ก็หุบปาก แล้วก็อ้าปากอีก เป็นอะไรของมัน

     “กูไม่พูดละกัน ตอนนี้มึงกำลังสับสนเรื่องพี่คลื่นอยู่ กูไม่อยากให้มึงปวดหัวไปมากกว่านี้”

     อ้าวคุณฝน มึงจะมาทำให้อยากรู้แล้วจากไปไม่ได้นะครับ

     “อีฝน มึงก็คิดเหมือนกูเหรอ” ควีนหันไปถามฝน

     “มึงก็ด้วย?”

     “เออ กูแอบสงสัยอยู่นิดหน่อย”

     พวกมันสองคนทิ้งแปรงทาสีไปจับมือกัน ลืมศึกชิงสีไปสนิทใจ ผมขมวดคิ้วอย่างงุนงง มันคุยอะไรกันทำไมผมไม่รู้เรื่อง

     เมื่อเห็นว่าฝนไม่ยอมพูดผมเลยเลิกสนใจแล้วหันมาทาสีเก้าอี้ต่อ แต่ทาไปได้สักพักหน้าของใครบางคนก็ลอยเข้ามาในหัวอีก เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มทำงานจนไม่มีสมาธิเลย

     “เดือนเป็นอะไรหรือเปล่า ถอนหายใจหลายครั้งแล้วนะ” ข้าวหอมทักขึ้นมาเมื่อเห็นความผิดปกติของผม

     “เปล่าๆ สงสัยบนรถคงนอนไม่พอน่ะ” ผมโกหกเพื่อไม่ให้เพื่อนจับได้

     “ให้ข้าวพาไปห้องพยาบาลไหม”

     “ไม่เป็นไร ไม่ได้อาการหนักขนาดนั้น”

     “คุณข้าวหอมคะ คนที่มึงควรพาไอ้เดือนไปหาน่ะไม่ใช่พยาบาล แต่เป็นคนที่กำลังซ่อมหลังคาต่างหาก”

     ผมหันขวับไปมองฝน ตั้งใจจะด่ามันเต็มที่โทษฐานที่ยังไม่เลิกแซว แต่มันก็ยกนิ้วชี้หน้าผมซะก่อน

     “กูเป็นเพื่อนมึงนะเดือน ทำไมจะไม่รู้ว่าที่มึงถอนหายใจเฮือกๆ อยู่นี่แปลว่าอะไร”

     ผมอ้าปากพะงาบๆ จะเถียงก็เถียงได้ไม่เต็มปากเพราะสายตาฝนกำลังบอกว่ามันรู้จริงๆ

     “ถ้าสับสนนักก็ไปพิสูจน์ตรงๆ เลย มัวแต่หลบหน้าเขาแล้วชาตินี้จะรู้ใจตัวเองไหม”

     “กู...กูไม่ได้หลบหน้าพี่คลื่น” ถึงจะถูกจับได้แล้วผมก็ต้องแถต่อไป ใครจะยอมรับง่ายๆ ล่ะ

     “อ๋อ ไม่ได้หลบหน้าเลย แค่ตอนกินข้าวมึงมากินกับพวกกูทั้งที่พี่คลื่นชวนให้ไปนั่งโต๊ะเขา”

     “ก็พวกมึงเป็นเพื่อนสนิทกู จะให้กูไปนั่งกับคนอื่นได้ไง”

     “ตอนที่พี่คลื่นเอาขนมมาให้ มึงให้ไอ้ข้าวไปรับแทนแล้วมึงก็เอาแต่ทาสีไม่มองหน้าเขา”

     “ก็ตอนนั้นกูกำลังตั้งใจทำงาน ไม่อยากให้ใครมารบกวน”

     “ตอนที่พี่คลื่นถามมึงว่าอยากได้อะไรเพิ่มไหมจะให้พี่ทิวไปซื้อให้ มึงก็เอาแต่เงียบจนอีควีนต้องตอบแทน”

     “ก็กูนึกว่าเขาถามพวกมึง ไม่ได้ถามกู”

     “ตอนที่พวกกูพูดถึงพี่คลื่นมึงสะดุ้งทุกครั้ง ขนาดอีควีนบ่นว่าอยากลองเล่นกระดานโต้คลื่นมึงยังสะดุ้งเลย”

     “ก็กู...กู...” กูอะไรดีวะ ไอ้ฝนพูดเร็วเกินไป ผมคิดข้อแก้ตัวไม่ทันเลย

     “มึงกำลังเขินเรื่องนอนตักอยู่ใช่ไหม”

     นั่นไง มันรู้จริงๆ ด้วย บางทีผมก็สงสัยนะว่าที่มันได้เกรดไม่ค่อยดีเป็นแค่การแสดงหรือเปล่า ทำไมกับเรื่องนี้ฉลาดเป็นกรด

     “มึงทำตัวแบบนี้มีแต่จะยิ่งผิดใจกับพี่คลื่นนะ ถึงจะยังไม่ถึงวัน แต่มึงเปลี่ยนไปขนาดนี้คิดเหรอว่าพี่คลื่นจะไม่รู้” ฝนหยุดหายใจก่อนจะพูดต่อเมื่อเห็นผมเอาแต่เงียบ “พวกกูไม่ได้ถ่อมาถึงนี่เพื่อมาดูมึงหลบหน้าพี่คลื่นนะ มึงมาเพราะเขาขอก็จริง แต่มึงก็อยากรู้ใจตัวเองด้วยไม่ใช่เหรอ”

     ผมวางแปรงทาสีก่อนจะก้มหน้าหลบตาเพื่อน น้ำเสียงที่ฝนพูดทำให้ผมรู้ว่าครั้งนี้มันไม่ได้พูดเล่นเหมือนที่ผ่านมา ข้าวหอมนั่งลงบนเสื่อรองพื้นข้างกัน เอื้อมมือมาจับไหล่เบาๆ

     “เดือนกังวลอะไรอยู่ บอกข้าวได้ไหม”

     “เรารู้ว่าถ้าอยากรู้ใจตัวเองเร็วๆ ก็ต้องไปอยู่ใกล้พี่คลื่นเข้าไว้ แต่ทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้กันจริงๆ กลับมีแต่เรื่องให้สับสนเพิ่ม แล้วอีกอย่าง...”

     “อีกอย่างอะไร” ข้าวหอมถามเมื่อเห็นผมเงียบไปนาน

     “ถ้าสมมติเรารู้ใจตัวเองแล้ว แล้วใจของพี่คลื่นล่ะ”

     “ถ้าเดือนอยากรู้เรื่องนั้น เดือนก็ต้องถามเขาออกไปตรงๆ”

     “แล้วถ้ามันไม่เป็นอย่างที่พวกเราคิดล่ะ เรากับพี่คลื่นอาจจะมองหน้ากันไม่ติดอีกเลยก็ได้นะ”

     “เดือน ฟังกูนะ” ฝนมานั่งตรงหน้าผม ควีนก็ตามมาเหมือนกัน พวกมันทำหน้าจริงจังเหมือนเป็นกูรูด้านหัวใจ “มึงอาจจะคิดว่ากูกับควีนชอบจิ้นคนอื่นไปเรื่อย ซึ่งมันก็จริง”

     “อ้าวอีนี่” ควีนเผลอหลุดปากออกมาเพราะมันกำลังตั้งใจฟังอย่างดี

     “แต่นั่นมันก่อนที่มึงจะได้ใกล้ชิดกับพี่คลื่นจริงๆ พอมึงกับเขาอยู่ด้วยกันแล้วมันมีอะไรบางอย่างที่กูก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่สิ่งนั้นกำลังบอกกูว่าพี่คลื่นไม่ได้มองมึงแค่ผู้ชนะเกมของเขา”

     “เขาอาจจะเอ็นดูกูเหมือนน้องคนนึงก็ได้”

     “พี่ชายที่ไหนจะดูแลน้องชายดีขนาดนี้ ถึงขนาดกล้าโกหกคนอื่นว่าเป็นแฟนกันกูว่าเกินไปหน่อยมั้ง”

     “เอาแบบนี้ไหมมึง” ควีนพูดขึ้นมาบ้าง “ตอนนี้อย่าเพิ่งไปสนใจพี่คลื่นเลย มึงสนแค่ความรู้สึกของตัวเองก็พอ ตอบกูมาว่ามึงอยากอยู่ใกล้พี่คลื่นไหม”

     “ก็บอกไปแล้วไงว่าพออยู่ใกล้พี่คลื่นแล้วมันมีเรื่องสับสน...”

     “มึงอาจไม่ได้สับสนว่ามันคืออะไร แต่สับสนว่าจะยอมรับมันยังไงหรือเปล่า” ผมจุกไปเลยครับ คำพูดไอ้ควีนเหมือนหมัดหนักๆ ที่ต่อยเข้ามากลางท้องเลย “อย่าเพิ่งนอกเรื่อง ตอบมาก่อนว่ามึงอยากอยู่ใกล้พี่คลื่นไหม”

     “กู...”

     “ขอคำตอบแรกสุดที่ผุดขึ้นมาในหัว ไม่ต้องเอาเรื่องอื่นมาคิดรวมทั้งนั้น”

     ผมหลับตานิ่งไปสักพัก ก่อนจะลืมตามองเพื่อนพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “กูอยากอยู่ใกล้พี่คลื่น กูอยากอยู่ข้างๆ เขา”

     “งั้นจะรออะไรล่ะคะ วิ่งสี่คูณร้อยไปหาเขาเลย”

     “จะบ้าเหรอ เขาทำงานอยู่นะ แล้วจะให้กูทิ้งงานตัวเองไปได้ยังไง” ผมเหลือบสายตาไปมองน้องบาสเพื่อให้เพื่อนรู้ว่าทำไมผมถึงไปไม่ได้

     “ผมไม่ว่าหรอกครับถ้าพี่จะไป ถึงอยู่ที่นี่พี่ก็ไม่มีสมาธิทำงานอยู่ดี พี่เล่นถอนหายใจจนสีจะลอกหมดแล้วไม่รู้ตัวเหรอ”

     ผมสะดุ้งโหยงที่โดนรุ่นน้องจับได้ บาสยิ้มมุมปากนิดหนึ่ง

     “ไม่ได้ตั้งใจแอบฟังนะครับ แต่พวกพี่คุยกันเสียงดังเอง”

     “แปลว่าให้ไอ้เดือนไปหาพี่คลื่นได้ใช่ไหม” ฝนถามรุ่นน้องเหมือนมันลืมไปว่าตัวเองเป็นรุ่นพี่

     “ไปเถอะครับ นี่ก็จะห้าโมงเย็นแล้ว อีกเดี๋ยวผมกับไอ้แชมป์จะไปอาบน้ำเหมือนกัน”

     “ได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอ รีบไปสิมัวแต่อืดอาดอยู่ได้”

     “มึงจะให้กูไปหาเขาด้วยเหตุผลอะไรล่ะ ผมอยากช่วยพี่ซ่อมหลังคาครับแบบนี้เหรอ ค้อนกูยังจับไม่เป็นเลย”

     ฝนทำหน้าคิดหนักว่าจะเอายังไงต่อดี พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นพี่ทิวที่น่าจะเพิ่งกลับมาจากซื้อของกำลังเดินถือถุงขนมผ่านห้องไป มันไม่รอช้ารีบเข้าไปขวางทันที

     “พี่ทิวคะ”

     “ว่าไงครับน้องฝน”

     “กำลังจะเอาขนมไปให้ใครเหรอคะ”

     “พอดีน้องๆ ที่ล้างห้องน้ำยังไม่ได้ของว่างเลยว่าจะเอาไปให้น่ะ อาหารเย็นเสร็จตอนหกโมง พี่กลัวเขาจะหิวกันก่อน”

     ฝนยิ้มเหมือนนึกอะไรดีๆ ออก มันค่อยๆ หยิบขนมในถุงมาพลางทำหน้าประจบสุดชีวิต

     “หนูขออันนึงได้ไหมคะ พอดีตอนพี่คลื่นเอามาให้อีควีนมันแย่งกินหมดเลย”

     คนโดนพาดพิงทำหน้าเหลอหลา พี่ทิวทำตาปริบๆ แต่ก็พยักหน้าด้วยท่าทางงุนงง

     “เอ่อ...ได้สิครับ พี่เอามาเกินจำนวนคนพอดี”

     “ขอบคุณค่ะ พี่ทิวใจดีที่สุดเลย”

     พอพี่ทิวเดินจากไปแล้วฝนก็หันมายิ้มให้ผม ยัดขนมที่เพิ่งขอจากรุ่นพี่มาใส่มือ

     “อะไรวะ”

     “ข้ออ้างในการไปหาพี่คลื่นไง”

     “มึงจะให้กูเอาของว่างไปให้พี่คลื่นเหรอ”

     “ทีเขายังเอามาให้มึงได้เลย แล้วทำไมมึงจะเอาไปให้เขาบ้างไม่ได้” มันพูดจบก็ผลักผมให้ออกจากห้อง ผลักแรงจนหลังผมแทบยุบลงไป “ไม่ต้องรีบกลับมานะ อยู่ช่วยเขาทำงานไปเลย ไปนอนกับเขาได้ยิ่งดี”

     “ไอ้ฝน!!” ผมชี้หน้ามันอย่างคาดโทษไว้ก่อนจะรีบเดินไปหาพี่คลื่นเพื่อแก้เขิน ควีนกับข้าวหอมโบกมือมาตามหลังเหมือนอยากบอกว่าขอให้โชคดี

     หวังว่าพี่คลื่นจะยังไม่ได้ทานของว่างนะครับ เพราะการเอาขนมไปให้ครั้งนี้ผมต้องรวบรวมความกล้าตั้งนาน





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-10-2022 02:06:31 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     ผมรู้แค่ว่าพี่คลื่นมีหน้าที่ซ่อมหลังคา แต่ไม่รู้ว่าอยู่อาคารไหน ขณะที่กำลังเดินตามหาอยู่นั้นพี่เมศที่ไม่รู้มาจากไหนก็เข้ามาทัก

     “อู้งานเหรอเรา”

     “ฮะ! เปล่า! ผมไม่ได้อู้” ผมรีบยกมือส่ายหน้ารัวๆ แต่ยิ่งปฏิเสธพี่เมศยิ่งขำ

     “ตอนแรกก็ไม่คิดว่าอู้หรอก จนเราพูดเสียงสูงนี่แหละพี่ถึงได้คิด”

     “ผมไม่ได้อู้จริงๆ นะครับ” แค่พักงานมาหาใครบางคน การหยุดพักไม่ถือเป็นการอู้นี่ครับ

     “ไม่ได้อู้ก็ไม่ได้อู้ แล้วนี่มาทำอะไรแถวนี้ เดือนทาสีห้องเรียนอยู่อาคารสองไม่ใช่เหรอ”

     “เอ่อ...” ซวยล่ะสิ ลืมคิดเหตุผลสำรองมาเลย จะตอบว่ามาหาผู้ชายก็ไม่ได้ซะด้วย

     “หรือจะเอาขนมมาให้พี่” พี่เมศเห็นขนมในมือผมแล้วยิ้มกว้าง กำลังจะยื่นมือมาหยิบ แต่ตัวผมก็เซไปด้านหลังตามแรงกระชากของใครบางคนก่อน พี่เมศเลยคว้าได้แต่อากาศ

     “พอดีผมนัดเดือนมาอาบน้ำด้วยกันน่ะครับ ส่วนขนมนี่ผมขอให้เดือนหยิบติดมือมาให้”

     ผมหันไปมองเจ้าของวงแขนแกร่งที่กำลังโอบตัวผมไว้ แต่กว่าจะรู้ตัวว่าไม่ควรหันไปมองก็สายไปเสียแล้ว พี่คลื่นที่กำลังเปลือยท่อนบนพูดกับพี่เมศเสียงเรียบ รั้งผมเข้าไปแนบชิดจนแผ่นหลังสัมผัสได้ถึงกล้ามหน้าท้องที่เรียงตัวสวย

     “พี่ว่าพี่บอกให้แบ่งเวรอาบน้ำตามชั้นปีไม่ใช่เหรอ” พี่เมศหุบยิ้ม สบตากับพี่คลื่นตรงๆ

     “อะลุ่มอล่วยนิดหน่อยไม่ได้เหรอครับ ผมอุตส่าห์ช่วยพี่เตรียมค่ายตั้งหลายวัน”

     “คิดจะทวงบุญคุณกันหรือไง”

     “ถ้าตอบว่าใช่พี่จะยอมให้เดือนมาอาบกับผมไหมล่ะครับ”

     ผมได้แต่ฟังรุ่นพี่ทั้งสองคนคุยกันด้วยใจที่ไม่เป็นส่ำ ผมไม่ว่าถ้าจะยืนคุยกันนะครับ แต่ช่วยเอาแขนออกไปก่อนได้ไหม ให้ยืนท่านี้นานๆ มันไม่ปลอดภัยต่อหัวใจของผมเลย

     หลังจากจ้องตากันอยู่นาน ในที่สุดพี่เมศก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “พี่ยอมให้แค่ครั้งนี้นะ”

     “ไม่ว่าครั้งไหนๆ ผมก็ไม่ยอมให้พี่ทั้งนั้นครับ”

     คนตรงหน้าผงะไป ก่อนจะแค่นยิ้มอีกครั้ง “ประกาศชัดเจนอย่างนี้เลยเหรอ”

     “ผิดด้วยเหรอครับที่ผมไม่ชอบพูดอ้อมค้อม”

     ไอ้ฝนไอ้ควีน มาเอากูออกไปที กูจะเป็นลมตายแล้วโว้ยยยย

     “หึ” พี่เมศหัวเราะในลำคอก่อนจะเป็นฝ่ายเดินจากไป แต่ก็ยังทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ให้ “พี่ไปก่อนนะครับ ไว้เจอกันใหม่นะน้องเดือน”

     ทันทีที่พี่คลื่นคลายอ้อมกอดให้เป็นอิสระ ผมก็รีบเด้งตัวออกมาเหมือนโดนไฟฟ้าช็อต พอพักหายใจหายคอแล้วจึงหันไปยิ้มแหะๆ ให้คนตัวสูง

     “เอ่อ...คือ...”

     ขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะชวนคุยอะไรดีไม่ให้เดดแอร์เกินไป พี่คลื่นก็คว้าข้อมือผมแล้วลากผมเข้าไปในป่าหลังโรงเรียน

     “พี่คลื่นจะพาผมไปไหนครับ”

     “จะมาอาบน้ำกับพี่ไม่ใช่เหรอ กำลังจะพาไปนี่ไง”

     “ตลกแล้วครับ! ผมไม่ได้เตรียมอะไรมาเลยนะ”

     “ก็เห็นตอนพี่พูดเราไม่คัดค้าน”

     “ก็ตอนนั้นผม...” ผมหยุดคำพูดไว้แค่นั้นเพราะถ้าขืนพูดต่อคงไม่เป็นผลดีกับตัวเอง คนตัวสูงพาผมมาหยุดอยู่หน้าน้ำตกที่ห่างจากโรงเรียนไม่มาก ผมมองทิวทัศน์ตรงหน้าด้วยความตะลึง เกือบลืมว่าไม่ได้มาคนเดียวถ้าไม่มีเสียงพี่คลื่นดังขึ้นมา

     “มาหาพี่เมศเหรอ”

     “ครับ?” ผมหันไปทำตาปริบๆ เพราะมัวแต่สนใจน้ำตกเลยไม่ทันฟัง พี่คลื่นถอนหายใจนิดหน่อยแต่ก็ยอมถามซ้ำ

     “มาหาพี่เมศเหรอเราน่ะ”

     “เปล่าครับ”

     “แล้วขนมในมือนั่นอะไร ไม่ได้จะเอามาให้พี่เมศหรอกเหรอ”

     ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าพี่คลื่นในตอนนี้ดูหงุดหงิดยังไงไม่รู้ ตอนกลางวันยังปกติอยู่เลย กลับมาเหมือนเดิมอีกแล้วเหรอ

     ผมหลุบตามองขนมในมือตัวเอง เม้มปากแน่นอย่างคิดหนักว่าจะพูดดีไหม จนกระทั่งคนตรงหน้าพูดขึ้นมาอีกผมเลยต้องเงยหน้าไปมอง

     “เอามาให้พี่เมศจริงๆ สินะ ทำไมครับ เดือนกลัวพี่เมศลืมทานของว่างเหรอ”

     “ใช่ครับ ผมกลัวลืมทานของว่าง” ผมสบตาอีกฝ่ายไปด้วยขณะพูด “แต่ไม่ใช่พี่เมศ พี่คลื่นต่างหาก”

     “หืม?” คนตัวสูงชะงักไป เหมือนตั้งตัวไม่ทันที่จู่ๆ ผมก็พูดชื่อเขา “เดือนเอาขนมมาให้พี่เหรอ”

     “ใช่ครับ แต่ถ้าพี่หงุดหงิดอยู่ผมรอให้พี่เย็นลงก่อนก็ได้” พูดจบก็เตรียมหันหลังเดินกลับโรงเรียน แต่ข้อมือผมก็ถูกพี่คลื่นคว้าไปกุมรอบที่สองซะก่อน

     “พี่ไม่ได้หงุดหงิดครับ”

     “หงุดหงิดสิครับ แถมกำลังพาลใส่ผมด้วย”

     “พี่ไม่ได้...” พี่คลื่นกำลังจะปฏิเสธอีกรอบ แต่สุดท้ายก็ยอมรับแต่โดยดี “ก็ได้ครับ พี่หงุดหงิด”

     และระหว่างเราสองคนก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก ผมไม่รู้ว่าพี่คลื่นคิดอะไรอยู่ แต่ผมกำลังคิดถึงเรื่องเขา ผมแค่อยากมาหาพี่คลื่นเฉยๆ แต่ไม่ได้คิดว่ามาแล้วจะทำอะไรต่อ ไม่คิดด้วยซ้ำว่าพอมาแล้วต้องมายืนทะเลาะกันแบบนี้

     “ขอพี่กินเลยได้ไหม”

     “ครับ?” จู่ๆ พี่คลื่นก็โพล่งขึ้นมาผมเลยไม่เข้าใจ คนตัวสูงมองมายังขนมในมือ เพียงเท่านั้นผมก็เข้าใจในทันที “พี่หิวเหรอครับ”

     “ไม่ได้หิวขนาดนั้น แค่ไม่อยากให้ความตั้งใจของใครบางคนเสียเปล่า” สายตาพี่คลื่นกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว สายตาวาบหวามที่ทำให้ผมทั้งอยากและไม่อยากมองในเวลาเดียวกัน

     เปลี่ยนอารมณ์เร็วเกินไปแล้วนะ...

     คนตัวสูงรับขนมไปแกะกินพลางยิ้มไม่หุบ ท่าทางหงุดหงิดก่อนหน้านี้หายไปหมดสิ้น กลายเป็นผมเองที่จู่ๆ ก็ทำอะไรไม่ถูก รู้สึกมือไม้เกะกะไปหมด

     “พี่คลื่นไม่ไปอาบน้ำแล้วเหรอครับ”

     “ก็บอกแล้วไงว่าจะมาอาบกับเรา”

     “พี่คลื่น!”

     “โอเคๆ ไม่แกล้งแล้วครับ พี่กำลังจะไปอาบน้ำจริงๆ แต่ห้องน้ำเต็มทุกห้องเลยว่าจะกลับไปทำงานต่ออีกหน่อย แต่ก็มาเจอเราซะก่อน”

     “ตอนนี้ห้องน้ำน่าจะว่างแล้ว พี่กลับไปอาบน้ำเถอะครับ”

     “ไม่ครับ พี่อยากอยู่คุยกับเดือนก่อน”

     ผมเองก็มีเรื่องอยากคุยกับพี่เหมือนกัน แต่มันติดตรงที่ผมปากหนักนี่สิ กลับไปให้ไอ้ฝนเอาค้อนมาทุบปากตอนนี้ทันไหม เผื่อจะช่วยง้างปากผมได้บ้าง

     ผมรวบรวมความกล้าสักพักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา เอาวะ พูดออกไปก็ไม่เห็นเป็นไรซะหน่อย

     “พี่ขอโทษ / ผมขอโทษนะครับ”

     หืม?

     “พี่คลื่นขอโทษผมทำไมครับ”

     “เดือนนั่นแหละขอโทษพี่ทำไม”

     “ผมถามก่อน พี่ก็ต้องตอบก่อนสิครับ”

     คนตัวสูงหลุดขำ ก่อนจะยอมตอบโดยไม่อิดออด “ขอโทษที่หงุดหงิดแล้วพาลใส่ครับ”

     “หมายถึงเมื่อกี้หรือตอนเช้าครับ”

     “ทั้งคู่”

     “พี่หงุดหงิดอะไรครับ บอกผมได้ไหม”

     “บอกได้ครับ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้” ผมคงแสดงออกทางสีหน้าเกินไปว่าผิดหวังที่อุตส่าห์รอฟัง พี่คลื่นเลยหลุดขำอีกครั้ง “แล้วเดือนล่ะขอโทษพี่ทำไม”

     ผมกัดปากตัวเองนิดๆ ก่อนจะหลุบตาลงต่ำ “ขอโทษที่วันนี้ผมเอาแต่หลบหน้าพี่ตลอด”

     “หลบหน้าจริงด้วยสินะ” พี่คลื่นพูดเหมือนรู้อยู่ก่อนแล้ว “ทำไมครับ บอกพี่ได้ไหม”

     “บอกได้ครับ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้”

     พอโดนคำพูดตัวเองย้อนกลับไปคราวนี้พี่คลื่นเลยขำหนักกว่าเดิม “งั้นบอกหน่อยได้ไหมว่าเป็นเพราะพี่หรือเปล่าเดือนถึงต้องคอยหลบหน้า”

     “ไม่ใช่ครับ ผมผิดเองถึงเอาแต่หลบหน้า พี่ไม่ผิดอะไรเลย”

     “โอเคครับ รู้อย่างนี้แล้วค่อยสบายใจขึ้นหน่อย” พี่คลื่นพูดยิ้มๆ ไม่เซ้าซี้ถามเหตุผลต่อ ผมเองก็ไม่คิดจะถามต่อเหมือนกัน ผมอยากให้เขาเต็มใจที่จะบอกมากกว่า

     “ขอถามอะไรอีกอย่างได้ไหมครับ”

     “หลายอย่างก็ได้ครับ พี่ยินดีตอบ”

     “ตอนอยู่บนรถ พี่คลื่น...เอ่อ...พี่ให้ผมนอนตักเหรอครับ”

     “พี่กลัวไหล่ตัวเองจะแข็งเกินไปจนเราหลับไม่สบาย เลยให้มานอนหนุนตักแทน”

     ผมทำเป็นพยักหน้ารับรู้เหมือนกำลังคุยเรื่องทั่วไป พูดขอบคุณเบาๆ แล้วหันหน้าหนี แต่ในใจอยากจะเอามือมาปิดหน้าให้รู้แล้วรู้รอด พี่คลื่นจะได้ไม่เห็นแก้มแดงๆ ของผม

     “เอ่อ...ไม่นึกเลยนะครับว่ากลางป่าจะมีน้ำตกที่สวยขนาดนี้” เพราะไม่รู้จะคุยอะไรต่อผมจึงทำเป็นชมน้ำตก พี่คลื่นหันไปมองก่อนจะยิ้มบางๆ เผยให้เห็นลักยิ้มที่ผมมองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ

     “ใช่ครับ สวย...” ร่างสูงเว้นวรรคแล้วหันกลับมามองผม “สวยจนละสายตาไปไหนไม่ได้เลย”

     “นะ...นั่นสิครับ นี่ถ้าเอาโทรศัพท์มาด้วยผมคงหยิบมาถ่ายรูปไปนานแล้ว”

     ผมว่ากล้ามหน้าท้องที่ได้สัมผัสเมื่อครู่อันตรายแล้วนะ แต่สายตาพี่คลื่นตอนนี้อันตรายกว่าอีก มันแพรวพราว มันชวนหลงใหล มันทำให้ผมไม่อยากละสายตาไปไหนเหมือนที่พี่คลื่นพูด...

     “อยากกลับเลยไหมครับ หรือจะอยู่ดูต่อ” คำถามของคนตรงหน้าดึงสติผมให้กลับมา ผมทำเป็นหันไปมองทางอื่น ไม่อยากให้รู้ว่าสายตาคู่นั้นกำลังทำให้ผมไม่เป็นตัวของตัวเอง

     “พี่คลื่นรีบไปอาบน้ำไหมครับ”

     “ไม่ครับ”

     “ถ้างั้น...อยู่ดูน้ำตกกับผมต่ออีกหน่อยได้ไหม”

     คนที่ยืนข้างกันไม่ตอบอะไร แต่เลื่อนมือมาประสานเข้ากับมือผมก่อนจะกุมไว้หลวมๆ เสียงน้ำกระทบโขดหินดังมาก แต่ไม่เท่าเสียงหัวใจผมที่กำลังเต้นอยู่ในตอนนี้ ไม่มีคำพูดออกจากปากเราสองคนที่กำลังยืนมองน้ำตกอยู่ แต่ผมกลับไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย

     ตอนพูดกับควีนผมไม่มั่นใจเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองพูดได้เต็มปากแล้ว

     ผมอยากอยู่ใกล้พี่คลื่น...อยากอยู่ข้างเขาแบบนี้ไปนานๆ





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 20:55:52 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ RedQueen

  • Memois Of A Calamity Queen
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
 :-[ ใครๆก็ชอบ 6 แพ๊คแหละ

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 15 : ใจดี & เอาแต่ใจ





     -คลื่นคราม-


     “ยิ้มหน่อยก็ได้ หน้ามึงตึงจนน้องๆ ไม่กล้าเข้าใกล้กันหมดแล้ว”

     ผมละสายตาจากมือที่กำลังตอกตะปู หันไปมององศาที่ยืนอยู่ด้านล่างบันได วันนี้มันย้ายมาอยู่ฝ่ายแรงงานช่วยผมติดป้ายชื่อโรงเรียน แต่เอาจริงๆ มันมาช่วยผมตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ถ้าไม่ได้มันกับคนอื่นๆ คิดเหรอว่าซ่อมหลังคาวันเดียวจะเสร็จทัน

     “กูทำงาน ไม่ได้ดูหนังตลก ทำไมต้องยิ้มด้วย”

     “ประเด็นไม่ได้อยู่ที่มึงไม่ยิ้ม แต่มึงเล่นทำหน้าโหดเหมือนโกรธใครตลอดเวลา ขนาดเมื่อกี้น้องจะเอาค้อนมาให้ยังต้องฝากกูให้มึงเลย”

     ช่วยไม่ได้ ผมกำลังโกรธคนอยู่จริงๆ แต่ผมทำอะไรไม่ได้เพราะคนที่ผมโกรธยังไม่เผยธาตุแท้ออกมา

     “ทำหูทวนลมนะมึง เดี๋ยวพ่อก็ผลักบันไดล้มซะเลย” องศาว่าเมื่อเห็นผมไม่ตอบ

     “เอาตะปูมาเพิ่มให้หน่อย” ผมสั่งมันโดยไม่สนคำขู่ ไม่หันไปมองด้วยซ้ำ

     “กูถามจริงเถอะคลื่น มึงหงุดหงิดเพราะเรื่องแค่นั้นจริงเหรอวะ” องศาถามตอนที่ส่งถุงตะปูขึ้นมาให้

     “แล้วเรื่องแค่นั้นมันคือเรื่องอะไรล่ะ” ผมพูดไปด้วยตอกตะปูไปด้วย เสียงค้อนกระทบแผ่นไม้ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ แต่เพราะ     ใบหน้าของผมเลยไม่มีใครอยู่แถวนี้ให้กลัวว่าจะรำคาญ

     “มึงอย่ามาทำไม่รู้ คิดว่ากูโง่นักเหรอ ไอ้ทิวกับยี่หวาก็ดูออก แต่ที่พวกกูไม่พูดอะไรเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวมึงเลยไม่อยากยุ่ง”

     “แต่ตอนนี้มึงกำลังยุ่ง”

     “กูไม่ยุ่งไม่ได้ มึงกำลังทำตัวขี้ระแวงเกินไป”

     “เอาค้อนอันใหม่มาให้กูหน่อย อันนี้เล็กเกินไป เฉียดทุบนิ้วกูหลายรอบแล้ว” ผมหันไปสั่งมันอีกครั้ง องศาทำหน้าเหนื่อยใจแต่ก็ยอมเดินไปหยิบแต่โดยดี

     ระหว่างที่รอเพื่อนไปหยิบของผมก็คิดทบทวนคำพูดของมัน ผมไม่ได้ระแวงเกินไปหรอก ควรจะระแวงมากกว่านี้ด้วยซ้ำ แววตาของพี่เมศเมื่อวานเป็นของจริง ถ้าผมยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อนต่อไป สิ่งที่ผมทำมาตลอดอาจสูญเปล่าก็เป็นได้

     “องศาล่ะ” ทิวเดินเอาน้ำมาให้พลางถามถึงคนที่ควรจะอยู่ช่วยงาน ผมพยักพเยิดหน้าไปทางที่องศาเพิ่งเดินไป มันหันไปมองก่อนจะหันกลับมา “เอาหมวกไหมมึง บนนั้นแดดแรงไม่ใช่เล่น”

     “ไม่เป็นไร ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่” ผมพูดพลางยกขวดน้ำขึ้นดื่ม

     “ร้อนใจมากกว่าร้อนกายสินะ”

     ผมเผลอชักสีหน้านิดหนึ่ง ริมฝีปากผละออกจากปากขวดทันที สองคนแล้วนะที่ทักผมวันนี้ หรือผมจะแสดงออกชัดเกินไป

     “ไม่ต้องทำหน้างง กูได้ยินรุ่นน้องคุยกันว่าเมื่อวานมึงกับพี่เมศมีปากเสียงกัน แล้วตอนนั้นเดือนอยู่ด้วย ได้ยินแค่นี้กูก็พอปะติดปะต่อเรื่องได้แล้ว”

     ข่าวไปไวเหมือนกันแฮะ ก็ดีเหมือนกัน ให้ทุกคนรู้ไปเลยว่าผมกับพี่เมศเป็นศัตรูกัน จะได้ไม่ต้องมายุ่งกับผมรวมถึงคนของผมอีก

     “ถ้าจะมาบอกให้เลิกระแวงมึงหยุดเลย ไอ้องศาก็คนนึงแล้ว” ผมลงมานั่งพักข้างล่างระหว่างที่เพื่อนยังไม่กลับมา

     “กูไม่พูดให้เปลืองน้ำลายหรอก คนอย่างมึงเคยฟังคนอื่นด้วยเหรอ” มันว่า ก่อนจะหัวเราะในลำคอ “ไม่ใช่สิ ลืมไปว่ามีคนนึงที่มึงฟัง”

     “หยุดเห่าแล้วกลับไปทำงานตัวเองได้แล้ว มึงโดดงานในครัวมาแบบนี้ยี่หวาไม่ด่าเหรอ” เมื่อวานทิวทำหน้าที่ไปซื้ออุปกรณ์กับแจกของว่าง มีแวบมาช่วยงานพวกผมบ้างนิดหน่อย ส่วนยี่หวาทำหน้าที่ช่วยแม่ครัวสองคนทำอาหาร แต่เช้านี้ป้าน้อมที่เป็นแม่ครัวเกิดป่วย ป้าจิตลูกชายตกบันไดขาหักต้องพาไปหาหมอในตัวเมือง ยังดีที่ทิวพอจะทำอาหารเป็นบ้าง ไม่งั้นยี่หวาคงต้องแสดงฝีมือแม่บ้านแม่เรือนคนเดียว

     “ก็เพราะเรื่องนี้แหละยี่หวาเลยให้กูมาหามึง”

     “เกิดอะไรขึ้นวะ”

     “คลื่น” ยังไม่ทันที่ทิวจะอธิบายเสียงน้ำหวานก็ดังมาให้ได้ยิน ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินมาหาผม ดึงแขนผมไปคล้องโดยไม่สนสายตาคนอื่น

     “หวานมาทำอะไรแถวนี้ ไหนบอกว่าอยากไปช่วยยี่หวาทำอาหารไง”

     “ก็มาหาคลื่นนั่นแหละ ยี่หวาสอนไม่ได้เรื่องเลย หวานทำอะไรก็โดนดุไปหมด”

     “อย่าหาว่ากูนินทาผู้หญิงเลยนะ น้ำหวานเล่นหั่นมะเขือเท่าลูกปิงปอง หั่นเนื้อแครอททิ้งเหลือแต่แกนไว้ให้ เอาหมูไปใส่ต้มจืดแต่ไม่ล้างก่อน นี่ยี่หวาให้กูมาขอความช่วยเหลือจากมึงก็บุญแล้วนะ ที่จริงมันอยากไล่น้ำหวานกลับกรุงเทพฯ วันนี้ด้วยซ้ำ” ทิวโน้มตัวมากระซิบข้างหู ผมเลยหันไปถามมันเบาๆ

     “จะให้กูช่วยอะไร”

     “ยี่หวาบอกว่ามึงเป็นคนเดียวที่น้ำหวานเชื่อฟัง เลยอยากให้มึงคุมตัวน้ำหวานไว้ไม่ให้ไปป่วนในครัวอีก”

     ยี่หวานะยี่หวา แค่นี้ชีวิตผมยังยุ่งเหยิงไม่พอใช่ไหมถึงได้หาเรื่องมาเพิ่มให้

     “คลื่นกับทิวคุยอะไรกันน่ะ ให้หวานคุยด้วยคนสิ”

     “เรื่องไร้สาระน่ะ ว่าแต่หวานลองไปหาอย่างอื่นทำไหม งานในครัวอาจไม่เหมาะกับหวานเท่าไหร่”

     “หวานก็คิดแบบนั้นถึงได้หาอย่างอื่นทำ และหวานก็เจอแล้ว”

     “งานอะไรเหรอ”

     “คอยช่วยคลื่นไง”

     ไอ้ทิวเกือบหลุดขำแต่ยังดีที่ยั้งปากไว้ทัน ต่างกับผมที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

     “กูมาบอกแค่นี้แหละ โชคดีนะมึง”

     มันตบไหล่ผมสองทีแล้วก็เดินจากไป ทิ้งน้ำหวานให้อยู่กับผมโดยไม่ถามความสมัครใจจากผมสักคำ

     “คลื่นเหนื่อยไหม เหงื่อตัวเต็มเลย หวานไปเอาน้ำมาให้ดีไหม” ปากถามแต่มือไม่อยู่นิ่ง เอื้อมมาคล้องคอผมก่อนจะลูบไล้เบาๆ ผมค่อยๆ ดึงมือน้ำหวานออกก่อนจะมีคนมาเห็นแล้วเข้าใจผิด

     “คลื่นไม่เหนื่อย คลื่นให้องศาเอาน้ำมาให้แล้ว” ผมจำเป็นต้องโกหก

     “งั้นคลื่นอยากให้หวานช่วยทำอะไรล่ะ เพื่อคลื่นหวานยินดีทำทุกอย่างเลย” ใบหน้าสวยไร้ที่ติเคลื่อนเข้ามาใกล้ ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นคงเคลิ้มจนไม่อยากตื่น แต่ทว่าไม่ใช่กับผม

     “หวานไปพักในห้องตัวเองเถอะ ตรงนี้แดดร้อน เดี๋ยวคลื่นจะทำงานต่อแล้ว” ผมเบี่ยงหน้าหลบเมื่อปลายจมูกเราสองคนกำลังจะชนกัน น้ำหวานทำหน้างอเง้า เป็นใบหน้าที่ผมมักจะเห็นประจำเวลาที่น้ำหวานไม่ได้ดั่งใจ

     “พักนี้คลื่นเปลี่ยนไปนะรู้ตัวไหม”

     “คลื่นก็ยังเป็นคนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนทั้งนั้น”

     “เปลี่ยนสิ คลื่นไม่ใส่ใจหวานเหมือนเมื่อก่อน ไปไหนมาไหนกับหวานน้อยลง ยิ่งช่วงหลังมานี้คลื่นไม่มากินข้าวกับหวานเลย”

     “เราคุยกันเรื่องนี้แล้วนะหวาน” ผมพยายามเลี่ยงมาตลอด แต่ดูเหมือนถ้าไม่พูดตรงๆ น้ำหวานจะไม่ยอมหยุด

     “หวานแค่อยากรู้ว่าใครทำให้คลื่นเปลี่ยนไป”

     “บอกแล้วไงว่าคลื่นไม่ได้เปลี่ยนไป หวานแค่รู้จักคลื่นด้านเดียว”

     “งั้นคลื่นจะอนุญาตไหมถ้าหวานอยากรู้จักด้านอื่นๆ ของคลื่นด้วย” ฝ่ามือเรียวเอื้อมมาลูบแผ่นอกผมเบาๆ ผมจับมือนั้นให้อยู่นิ่ง หันไปมองคนที่กำลังยิ้มหยอกเย้า

     “หวานน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าความสัมพันธ์ของเราไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้ คลื่นพูดไปรอบนึงแล้วและไม่อยากพูดซ้ำ”

     รอยยิ้มน้ำหวานหายไปทันทีที่ผมพูดจบ ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้เราไม่เคยคุยกัน ผมมั่นใจว่าวันนั้นผมพูดเสียงดังฟังชัด

     “คลื่นเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่สร้างเกมบ้าบอนั่นขึ้นมาในไอจี”

     “ถ้าหวานอยากให้เปลี่ยนนัก คลื่นก็จะยอมรับว่าตัวเองเปลี่ยนไป”

     “คลื่น!” น้ำหวานเริ่มขึ้นเสียงใส่ผม

     “และมันก็ไม่ใช่เกมบ้าบอด้วย อย่าเรียกแบบนั้นอีก”

     “ทำไมจะไม่ใช่ คลื่นมีหวานอยู่ทั้งคนยังจะไปเอาใครก็ไม่รู้มาวิดีโอคอลด้วยอีก คิดว่าหวานไม่รู้เหรอว่าคลื่นทำลงไปเพราะอยากเขี่ยหวานออกจากชีวิต”

     “คลื่นไม่เคยคิดจะทำแบบนั้น เพราะหวานไม่ได้อยู่ในชีวิตคลื่นมาตั้งแต่แรกแล้ว”

     “คลื่น!!” สีหน้าน้ำหวานแสดงออกชัดว่ากำลังโกรธ ผมรู้ว่าพูดแบบนี้มันแรงและใจร้ายเกินไป แต่ผมพูดถนอมน้ำใจไปครั้งหนึ่งแล้ว น้ำหวานบีบบังคับให้ผมเลิกถนอมน้ำใจเอง

     “คลื่นไม่เคยคิดอะไรกับหวานแบบนั้น หวานคือเพื่อนคนนึงของคลื่นมาตลอด”

     “แต่หวานไม่อยากเป็นแค่เพื่อนกับคลื่น”

     “คลื่นให้ได้แค่เพื่อน ถ้าหวานอยากล้ำเส้นเกินกว่านั้น เราสองคนคงต้องจบกันแค่นี้”

     “เพราะเด็กที่ชื่อเดือนใช่ไหม! เพราะมันใช่ไหมคลื่นถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้” เสียงแหลมๆ ของน้ำหวานทำให้คนที่เดินผ่านไปมาเริ่มหันมามอง ชื่อที่ออกจากปากคนตรงหน้าทำให้ผมขมวดคิ้ว

     “เดือนมาเกี่ยวอะไรด้วย”

     “อย่าคิดว่าหวานไม่รู้นะว่าคลื่นมีใจให้มัน หวานแค่คิดว่าคลื่นคงไม่จริงจังกับผู้ชายด้วยกันเลยอยู่เงียบๆ มาตลอด จนหวานมาเห็นกับตาว่าคลื่นหลงมันขนาดไหน”

     “เรื่องที่คลื่นจะชอบใครคลื่นขอให้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่คลื่นยังยืนยันคำเดิมว่าต่อให้ไม่มีเดือนมันก็จะไม่มีทางเป็นอย่างที่หวานหวังไว้”

     “แล้วคลื่นจะมาให้ความหวังหวานทำไมแต่แรก คลื่นผิดเองนะที่ทำให้หวานรู้สึกถึงขนาดนี้”

     “คลื่นไม่เคยให้ความหวัง ทุกการกระทำคลื่นพูดชัดเจนเสมอว่ามันไม่มีอะไรแอบแฝง ถ้าหวานจะหลอกตัวเองด้วยการเชื่อข่าวลือที่มาจากคนไม่รู้จัก คลื่นก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน” ข่าวลือที่บอกว่าเราสองคนคบกันผมพอจะได้ยินมาบ้าง แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยไม่ได้สนใจมาตลอด จนกระทั่งผมรู้ใจตัวเอง ผมถึงคิดได้ว่าจะปล่อยให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบนี้ต่อไปไม่ได้

     “นี่คลื่นกล้าพูดกับหวานขนาดนี้เลยเหรอ!!”

     ผมเคยคิดว่านางร้ายที่แผดเสียงน่ารำคาญจะมีอยู่แค่ในละคร ไม่นึกว่าวันหนึ่งจะต้องมาเจอในชีวิตจริง และยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงคนนั้นกลับเป็นคนที่ผมเชื่อว่าเป็นเพื่อนที่ดีมาตลอด

     “มีอะไรกันวะ” องศาที่เดินกลับมาพร้อมค้อนอันใหม่ในมือทำหน้างง มองผมกับน้ำหวานสลับไปมา ผมไม่ตอบคำถาม แต่ออกคำสั่งกับมันก่อนจะเดินออกมา

     “ฝากจัดการป้ายโรงเรียนต่อที กูไปอาบน้ำก่อน เหนียวตัวว่ะ”

     “คลื่นจะไปไหน! เรายังคุยกันไม่จบเลยนะ!”

     ผมไม่สนใจเสียงที่ดังตามหลังมา ผมถือว่าได้พูดสิ่งที่อยากพูดไปหมดแล้ว ถ้าน้ำหวานจะยังไม่จบนั่นไม่ใช่ปัญหาของผมแล้ว ปัญหาของผมจริงๆ มันต่อจากนี้ต่างหาก



     “สงสัยที่ออกตัวชัดเจนมันจะยังชัดไม่สุดสินะ”

     สองเท้าที่กำลังจะเดินออกจากห้องหยุดอยู่กับที่ ผมหันไปมองคนที่กอดอกยืนพิงประตู พี่เมศแค่นยิ้ม เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า

     “จะทำอะไรก็ให้มันเป็นอย่างๆ ไปสิ รักพี่เสียดายน้องแบบนี้ระวังสุดท้ายจะพังทั้งหมดนะ”

     “ขอบคุณครับที่แนะนำ แต่ผมไม่ขอรับไว้” พูดจบผมก็เดินออกมาตรงไปยังห้องน้ำ แต่ประโยคที่ไล่หลังมาทำให้ต้องหยุดเดินเป็นรอบที่สอง

     “พี่ถูกใจเดือน”

     ผมหันกลับไปโดยไม่ต้องให้พูดซ้ำ ความหงุดหงิดที่มีอยู่แล้วยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายพูดด้วยท่าทางสบายๆ พี่เมศเอาสองมือล้วงกระเป๋าเดินเข้ามาหา สายตาที่มองมาราวกับกำลังท้าทาย

     “ผมคิดว่าเดือนไม่น่าจะอยากมีพี่ชายนะครับ” ผมมองกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว

     “อ่า...ใช้คำผิดไปหน่อยสินะ โทษที พี่จะบอกว่าชอบเดือน ชอบแบบเดียวกับที่นายชอบนั่นแหละ”

     พี่เมศกำลังยิ้มอยู่ก็จริง แต่แววตาไม่เหมือนคนกำลังล้อเล่นเลย ผมแค่นยิ้มบ้าง ในเมื่อพูดกันขนาดนี้แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องอ้อมค้อมอีกต่อไป

     “ไม่เหมือนกันครับ พี่ชอบเดือน แต่ผมรักเดือน

     “หึ พูดว่ารักเต็มปากเต็มคำขนาดนี้แสดงว่าที่เดือนชนะเกมในไอจีไม่ใช่เรื่องบังเอิญสินะ”

     “พี่มาบอกเรื่องนี้กับผมทำไมครับ อยากใช้อำนาจรุ่นพี่สั่งให้ผมถอยให้หรือไง” ผมไม่ตอบคำถามแต่พุ่งเข้าประเด็นสำคัญแทน

     “ถ้าทำได้คงทำไปแล้ว เสียดายที่นายไม่ใช่คนที่จะเชื่อฟังใครง่ายๆ ที่มาบอกก็แค่อยากให้รู้ไว้ว่ากำลังมีคู่แข่ง”

     “ผมไม่เคยคิดจะแข่งกับใคร ผมจริงจังกับเดือนมากกว่าจะมองเรื่องนี้เป็นแค่เกม”

     “ถ้าไม่คิดจะแข่งก็หลบไปสิ ปล่อยให้คนที่พร้อมกว่าได้ดูแลเดือนไม่ดีกว่าเหรอ”

     “ผมมั่นใจว่าผมเป็นคนๆ นั้นให้เดือนได้”

     “กล้าพูดนะ แล้วที่ยืนกอดกับผู้หญิงอื่นเมื่อกี้นั่นอะไรล่ะ”

     ผมชักสีหน้าใส่คนตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว ทำไมพี่เมศต้องเอาน้ำหวานมาเกี่ยวด้วย เรื่องของผมกับเดือนคือเรื่องของเราสองคน ไม่ว่าจะพี่เมศหรือน้ำหวานก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งทั้งนั้น

     “ผมกับน้ำหวานไม่เคยมีอะไรต่อกัน”

     “นายไม่มีแต่น้ำหวานมี เคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าอดีตของตัวเองจะย้อนกลับมาทำร้ายคนที่นายรัก”

     “เรื่องแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้น ผมจะไม่มีวันปล่อยให้มันเกิด” ผมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

     “แล้วที่น้ำหวานไปหาเรื่องเดือนเมื่อวานล่ะ ไม่ใช่เพราะนายเป็นต้นเหตุหรอกเหรอ”

     “พี่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง” ผมขมวดคิ้วมุ่น จำได้ว่าตอนนั้นพี่เมศไม่ได้อยู่บนรถด้วย แล้วจะรู้เรื่องได้ยังไง

     “มีคนมาบอกพี่ทีหลัง ตอนแรกพี่คิดว่าคงบังเอิญเลยไม่ใส่ใจ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่”

     “คิดจะใช้เรื่องนี้มาเหยียบผมเหรอครับ”

     “พี่ไม่ทำอะไรสกปรกแบบนั้น และพี่ก็เป็นผู้ใหญ่พอสมควร ถ้าเดือนเลือกนายพี่จะถอยทันที แต่ตราบใดที่นายกับเดือนยังไม่เป็นอะไรกัน จำไว้ว่าพี่มีสิทธิ์เหมือนนายทุกอย่าง” รอยยิ้มที่มุมปากบ่งบอกว่าคนพูดเอาจริงแค่ไหน พี่เมศตบไหล่ผมเบาๆ ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ผมจมอยู่กับคำพูดที่สร้างความกังวลใจได้ไม่น้อย

     ผมรีบเดินไปอาบน้ำด้วยจิตใจที่ฟุ้งซ่าน จำได้ว่าวันนี้กลุ่มเดือนไปทาสีโรงอาหาร ถ้าอย่างนั้นคงต้องรีบหน่อยแล้ว

     ผมจะยังไม่บอกรักเดือนเพราะมันยังไม่ถึงเวลา แต่ดูเหมือนว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง หัวใจที่ควรจะเป็นของผมมันจะไม่ใช่ของผมอีกต่อไป



     -อิงเดือน-

     ผมอยากจะรู้จริงๆ ว่าใครเป็นคนมอบหน้าที่ให้พวกผมมาทาสีโรงอาหาร เมื่อวานอยู่กับสีทั้งวัน วันนี้ยังหนีสีไม่พ้นอีก ถ้ากลับไปแล้วเป็นมะเร็งปอดไม่ต้องสงสัยนะครับ เล่นสูดกลิ่นสีเข้าปอดทุกวันขนาดนี้

     โชคดีที่วันนี้มีแต่สีเขียวอ่อน ฝนกับควีนเลยไม่ต้องทะเลาะกัน แต่พอพวกมันไม่เถียงกันแล้วรู้สึกเงียบเหงายังไงชอบกล หรือผมจะชินกับเสียงแหลมๆ ของเพื่อนไปแล้ววะ พอไม่ได้ยินมันเลยเหงาหู

     “พวกมึงทะเลาะกันหน่อยดิ แบบนี้มันเงียบเกินไปอ่ะ” ผมหันไปพูดทีเล่นทีจริงกับฝนที่ก้มๆ เงยๆ ทาสีบนเสาอยู่

     “เมื่อคืนลืมกินยาระงับประสาทเหรอมึง จู่ๆ ถึงมาขอให้เพื่อนทะเลาะกันเอง”

     “ก็พวกมึงเอาแต่ทำงานอย่างเดียวไม่พูดไม่จา มันเงียบเกินไปอ่ะ”

     “แล้วไม่ดีเหรอวะ ปกติมึงชอบทำท่ารำคาญกูกับอีควีนออกจะบ่อย”

     “สงสัยพี่เดือนเขาคงไม่ชินกับลุคเรียบร้อยของพี่น่ะครับ น่าจะอยากให้พี่กลับไปแหกปากเหมือนเดิมมากกว่า” น้องบาสที่เพิ่งถือกระป๋องสีมาเติมคงได้ยินพวกผมคุยกัน มาถึงก็ร่วมวงทันทีไม่รีรอ ผมรับกระป๋องสีมาจากน้องแชมป์ที่ไปด้วยกัน เอามาเปลี่ยนกับกระป๋องเก่าที่ใกล้จะหมดแล้ว

     “อยากโดนแหกปากด่าไหมล่ะคะน้องบาส เดี๋ยวพี่จะไปด่าใกล้ๆ ให้หูหนวกกันไปข้างนึงเลย”

     “ถ้าพี่กล้าด่าคนที่พี่คิดจะอ่อยก็เชิญเลยครับ ดีซะอีก ผมจะได้ไม่หลงกลพี่ง่ายๆ”

     ฝนใช้แปรงทาสีชี้หน้าน้องบาส หน้ามันแดง หูมันก็แดง คงเถียงไม่ออกเพราะรู้อยู่เต็มอกว่างานนี้มันพลาดเอง เมื่อวานตอนกินข้าวเสร็จมันบ่นให้พวกผมฟังระหว่างเดินกลับห้องพักว่าดีแล้วที่ตัดใจไม่อ่อยน้องบาส มันเสียดายหน้าหล่อๆ ของน้องบาสที่มีนิสัยไม่เข้ากับใบหน้าเลย และจะเรียกว่าโชคร้ายหรือกรรมตามสนองก็ไม่รู้ที่ตอนนั้นน้องบาสผ่านมาได้ยินพอดี ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้มันเลยโดนน้องบาสเอาเรื่องนี้มาเล่นงานไม่หยุด

     อืม...ผมว่าผมไม่เหงาหูแล้วล่ะ ไอ้ควีนเองก็จะได้พักปากด้วย

     “เดือนกับควีนเอาน้ำไหม เดี๋ยวข้าวไปเอามาให้” ข้าวหอมที่เพิ่งกลับมาจากล้างมือเอ่ยถาม ที่ไม่ถามฝนด้วยคงเพราะเห็นว่ากำลังประลองฝีปากกับน้องบาสอย่างเมามัน

     “มึงจะไปเอาทำไมข้าว”

     “ก็เรายืนทาสีกันมาตั้งนาน ข้าวเลยกลัวเดือนกับควีนจะเหนื่อย”

     “กูไม่ได้หมายความแบบนั้นค่ะ” ควีนยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะบุ้ยปากไปด้านหลังผม “มีราชรถมาเกยถึงที่ทั้งที มึงจะเดินไปเองให้เหนื่อยทำไม”

     พี่องศาเดินถือขวดน้ำเข้ามาในโรงอาหาร ใบหน้าดูอารมณ์ดีเมื่อหันมามองเพื่อนผม พี่องศาน่ะผมไม่แปลกใจ เพราะเขาอยู่ฝ่ายสวัสดิการเลยต้องเอาน้ำเอาขนมมาให้อยู่แล้ว แต่คนที่เดินตามหลังมานี่สิทำให้ผมแปลกใจ เห็นฝนบอกว่ากำลังติดป้ายโรงเรียนอยู่หน้าอาคารหนึ่งไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมากับพี่องศาล่ะ

     “เด็กๆ เหนื่อยกันไหม พี่เอาน้ำมาให้”

     “แหม ใจตรงกันเลยค่ะพี่องศา คนบางคนแถวนี้ก็กำลังจะไปหยิบน้ำเหมือนกัน” ควีนเหล่ไปมองข้าวหอมเหมือนจะสื่อทางอ้อมว่ากำลังพูดถึงใคร ฝน น้องบาส น้องแชมป์เดินมารับขวดน้ำด้วย ไอ้ฝนไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิดฝาได้ก็ยกดื่มเอาๆ ถ้าให้เดามันคงยืนเถียงกับน้องบาสจนคอแห้ง

     “ข้าวจะเดินไปเองทำไม มีพี่อยู่ทั้งคนทำไมไม่ใช้”

     “พี่องศาไม่อยู่ตอนที่ผมอยากกินน้ำนี่ครับ จะให้ผมใช้ยังไง”

     “ข้าวกำลังจะพูดว่าอยากให้พี่อยู่ด้วยตลอดจะได้เรียกใช้ได้ทุกเวลาใช่ไหมครับ”

     ผมโง่เองหรือคิดตามไม่ทันพี่องศาวะ ทำไมผมเข้าใจว่าเพื่อนผมจะสื่อไปอีกแบบ ข้าวหอมไม่พูดอะไรต่อ หันไปทาสีที่ค้างไว้ แต่ผมเห็นว่าข้าวหอมแอบทำแก้มพองลมตอนพี่องศาหันไปทางอื่น

     เพราะมัวแต่สนใจคนอื่นคุยกันเลยไม่ทันรู้ตัวว่าใครบางคนเดินมาอยู่ข้างหลัง จนกระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นข้างหูผมถึงได้หันไปมอง

     “เดือน”

     “พะ...พี่คลื่น เอาหน้ามาใกล้ทำไมครับ” ผมยกมือผลักใบหน้าคมคายเบาๆ ให้ถอยออกไป พี่คลื่นยืดตัวเต็มความสูง ยิ้มบางๆ จนเห็นลักยิ้มทั้งสองข้าง

     “ไปซื้อของกับพี่หน่อย”

     “หืม? ของอะไรครับ แล้วทำไมถึงมาชวนผม”

     “จะเอาคำตอบจริงๆ หรือคำตอบตามใจพี่ครับ”

     อะไรของพี่คลื่นวะ แค่คำถามง่ายๆ ทำไมถึงมีคำตอบเยอะจัง

     “เอาคำตอบจริงๆ ก่อนครับ”

     “พรุ่งนี้กลุ่มเดือนต้องไปทำงานกลางแจ้ง แต่พี่เห็นว่าพวกเรายังไม่มีหมวกกันสักคนเลยจะพาไปซื้อ”

     “ที่ไหนครับ”

     “ตลาดในตัวเมือง พี่ยืมรถครูมาขับ เห็นว่าประมาณสิบห้านาทีก็ถึง”

     “แล้วถ้าคำตอบตามใจพี่คลื่นล่ะครับ”

     คราวนี้คนตัวสูงยิ้มมุมปาก ก้มหน้ามาแนบชิดหู กระซิบให้ได้ยินเฉพาะผมกับเขา “อยากอู้งานไปเดินเที่ยวกับเดือนสองคน”

     ผมไม่น่าถามออกไปเลยจริงๆ ตั้งแต่ตอนไปซื้อของที่ห้างแล้ว ถามทีไรเป็นต้องหน้าแดงทุกที

     ผมรีบขยับตัวถอยออกมา ได้ยินเสียงคนตรงหน้าหัวเราะในลำคอเบาๆ พี่คลื่นหันไปพูดกับคนอื่นๆ ต่อเหมือนเป็นการสรุปทางอ้อมว่าผมยอมไปกับเขาแล้ว

     “พี่จะไปซื้อของที่ตลาดกับเดือน ใครจะฝากซื้ออะไรไหมครับ”

     เพื่อนๆ ผมรีบกรูกันเข้ามาทันที พวกมันสั่งเหมือนกำลังอยู่ในร้านกาแฟ พี่คลื่นจำไม่ไหวเลยต้องหากระดาษมาจด ผมมองร่างสูงที่กำลังโดนทุกคนล้อมหน้าล้อมหลัง ริมฝีปากเผลอยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว

     จะพูดว่ามัดมือชกคงไม่ได้สินะ เพราะถ้าถามซ้ำอีกครั้งผมก็คงตอบตกลงอยู่ดี ไม่อยากปฏิเสธใจตัวเอง





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-10-2022 22:07:48 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     “เดือนทำอาหารเป็นไหม”

     “อะไรนะครับ” ผมหันไปถามร่างสูงขณะที่เราสองคนกำลังเดินซื้อของอยู่ในตลาด ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ พอพี่คลื่นถามเลยไม่ได้ฟัง

     “เหม่ออะไรอยู่ครับ” ฝ่ามือหนาเอื้อมมาลูบหัวเบาๆ

     “เปล่าครับ เมื่อกี้พี่ถามว่าอะไรนะครับ” ผมทำเป็นเปลี่ยนเรื่องคุย ใครจะกล้าบอกล่ะว่ากำลังคิดเรื่องพี่คลื่นอยู่

     “เดือนทำอาหารเป็นไหม”

     “เอ่อ...นับต้มมาม่าด้วยไหมครับ ถ้านับผมก็น่าจะทำเป็นอยู่” ผมยิ้มแหยๆ ใส่คนถาม พี่คลื่นหลุดขำก่อนจะถามต่อ

     “แล้วเพื่อนๆ เราล่ะ มีใครทำเป็นไหม”

     ผมทำหน้านึกนิดหนึ่งก่อนจะหันไปตอบ “เหมือนควีนจะทำเป็นอยู่นะครับ พี่คลื่นถามทำไมเหรอ”

     “พอดีแม่ครัวเขาลาป่วยน่ะ ตอนนี้ในครัวเลยเหลือแค่ยี่หวากับทิวสองคน เหลือเวลาอีกตั้งสองวัน พี่กลัวพวกมันเหนื่อยเลยอยากหาคนไปช่วย”

     “ได้สิครับ เดี๋ยวผมไปคุยกับควีนให้”

     พี่คลื่นพูดขอบคุณ ก่อนจะพาผมแวะร้านขายขนมครก ผมเหลือบมองเสี้ยวหน้าคนตัวสูงขณะที่กำลังถามราคา ไม่ว่ามุมไหนๆ พี่คลื่นก็ดูดีไปหมด ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนธรรมดาอย่างผมจะมาถึงจุดนี้ได้ จุดที่ได้ใกล้ชิดกับผู้ชายที่ดีไปทุกอย่างขนาดนี้

     “เดือนอยากลองชิมไหม”

     “ครับ?” พอโดนถามแบบไม่ทันตั้งตัวผมเลยได้แต่กะพริบตาปริบๆ เวรแล้วไง มัวแต่ชื่นชมเขาในใจ ไม่ได้ฟังเลยว่าเขาพูดอะไร

     “เหม่ออีกแล้ว ขยันเหม่อจังนะเรา” พี่คลื่นเอื้อมมือมาเขกหัวเบาๆ ถ้าเป็นเพื่อนผมมันคงด่าว่าอ๊องไปนานแล้ว “อยากลองชิมไหม คนขายเขาใจดีให้ชิม”

     ผมหันไปมองขนมครกบนเตาที่มีหลากหลายสี คนขายอธิบายว่าสีม่วงทำมาจากมันม่วง สีเขียวทำมาจากใบเตย สีเหลืองทำมาจากข้าวโพด และสีขาวทำมาจากกะทิหรือก็คือสีที่เรากินอยู่ทุกวัน

     “ขอชิมใบเตยหน่อยแล้วกันครับ”

     คนขายใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มขนมครกสีเขียวใส่ถ้วยโฟมก่อนจะส่งมาให้ ผมกำลังจะรับมาชิม แต่คนข้างๆ กลับเอาไปถือไว้เองเสียก่อน

     “พี่ป้อน”

     อะ...อะไรนะ!!

     “ผม...ผมกินเองได้ครับ”

     “อ้าปากเร็วครับ เรายืนบังหน้าร้านเขานานแล้วนะ”

     ฟังที่คนอื่นพูดบ้างสิครับ ไม่ใช่จะเอาแต่ป้อนอย่างเดียว!

     “แต่ว่า...”

     “เร็วครับเดือน”

     เมื่อถูกเร่งมากๆ ผมเลยต้องยอมอย่างช่วยไม่ได้ พี่คลื่นยิ้มกว้างเมื่อผมยอมให้ป้อนแต่โดยดี

     “อร่อยไหม”

     พยักหน้าส่งๆ ไปก่อนครับ นาทีนี้ต่อมรับรสผมไม่ทำงานแล้ว มัวแต่เขินสายตาที่คนขายมองมา อารมณ์ไหนของพี่คลื่นวะ จู่ๆ ก็มามัดมือชกป้อนขนมให้

     “เอาทุกรสอย่างละสองกล่องครับ ขอไม้จิ้มหกอันนะครับ” พี่คลื่นหันไปพูดกับคนขาย ผมเลยอดสงสัยไม่ได้

     “ทำไมซื้อเยอะจังครับ พี่คลื่นชอบกินเหรอ”

     “พี่ซื้อให้เดือนกับเพื่อนๆ ครับ จะได้เอาไปแบ่งกันกิน”

     ผมไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่เดินตามพี่คลื่นเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ นอกจากขนมครกแล้วพี่คลื่นยังแวะซื้ออีกหลายอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะซื้อให้ผมกับเพื่อนซะมากกว่า ผมลอบยิ้มโดยไม่ให้อีกคนเห็น รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

     ถึงแม้ผมจะยังสับสนอยู่หลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือพี่คลื่นเป็นคนใจดี



     “ไปซื้อหมวกกันเถอะครับพี่คลื่น เราออกมานานแล้วนะ ผมไม่อยากกินแรงเพื่อน” ผมพูดเสียงอ่อน มองของในมือแล้วถอนหายใจออกมา พี่คลื่นบอกว่าจะพาผมมาซื้อหมวก แต่เอาเข้าจริงกลับได้ของกินมาแทนซะอย่างนั้น จนผ่านมาครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่ได้ซื้อหมวกจริงๆ สักที

     “เดือนไม่อยากได้อะไรเพิ่มแล้วเหรอ”

     “แค่นี้ก็พอแล้วครับ แทบจะเอาไปแจกให้ทุกคนในค่ายได้อยู่แล้ว” ผมว่าพลางชูถุงขนมขึ้นมาให้ร่างสูงดู

     “ห้ามเอาไปแจกคนอื่นครับ พี่ซื้อให้เดือนกับเพื่อนๆ เท่านั้น”

     ผมพยักหน้ารับคำ กำลังจะเดินไปหาร้านขายหมวก แต่พี่คลื่นมายืนบังไว้ทำให้เดินต่อไม่ได้

     “คำตอบล่ะ”

     “ครับ?”

     “เดือนยังไม่สัญญากับพี่เลยว่าจะไม่เอาขนมไปแจกคนอื่น”

     ผมเอียงคอทำหน้างง พี่คลื่นจะจริงจังอะไรขนาดนี้ ที่พูดนั่นผมแค่พูดเล่นไปตามอารมณ์ และผมก็พยักหน้าให้แล้วยังไม่พออีกหรือไง

     “ตอบครับ จะสัญญากับพี่ไหม ถ้าไม่สัญญาก็ยืนกันตรงนี้ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น”

     อ้าว! ไม่ได้สิครับ ใจคอพี่จะทิ้งให้เพื่อนทำงานแทนเหรอ

     “สัญญาครับ” ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเน้นย้ำ แต่เพื่อความสบายใจของพี่คลื่นผมจึงยอมสัญญาตามที่เจ้าตัวต้องการ พี่คลื่นยิ้มพอใจ เอื้อมมือข้างที่ว่างมาจับมือผมแล้วพาไปร้านขายหมวก

     ผมซื้อหมวกไปฝากน้องบาสกับน้องแชมป์ด้วย เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ต้องทำงานร่วมกันอีกหรือเปล่าเลยกันเหนียวไว้ก่อน ตอนเดินออกจากร้านขายหมวกจู่ๆ พี่คลื่นก็หยุดเดิน หยิบเอาหมวกของผมที่เพิ่งซื้อมาในถุงมาใส่ให้

     “ใส่ไว้ครับ ตอนนี้แดดเริ่มออกแล้ว”

     “แล้วพี่คลื่นล่ะ”

     “พี่แข็งแรงกว่าเราเยอะ แดดแค่นี้ทำอะไรไม่ได้หรอก”

     กำลังจะบอกว่าผมอ่อนแอสินะ ได้ครับได้ หลังกลับจากค่ายผมจะไปฟิตหุ่นให้พี่คลื่นสบประมาทไม่ได้อีกเลย

     “มีอะไรอยากซื้อเพิ่มไหม”

     “ไม่น่ามีแล้วนะครับ ถ้ามีจริงๆ เดี๋ยวพวกผมมาซื้อกันเองอีกรอบก็ได้”

     “จะมากันยังไง ขับรถเป็นเหรอ”

     พอพี่คลื่นขัดขึ้นมาผมเลยได้แต่ยิ้มแหะๆ ลืมคิดเรื่องนี้ไปสนิทเลยแฮะ ในกลุ่มผมไม่มีใครขับรถเป็นเลย จะให้เดินกันมาเองก็ไม่ไหว ถึงจะใช้เวลาจากโรงเรียนมาถึงตัวเมืองแค่สิบห้านาทีแต่ก็ใช่ว่าระยะทางจะไม่ไกล

     “ถ้าจะมาตลาดอีกก็บอกพี่ จะพามาส่ง”

     “อย่าเลยครับ ผมเกรงใจพี่คลื่น เดี๋ยวผมขอให้คนอื่นมาส่งก็ได้”

     พี่คลื่นขมวดคิ้วตอนผมพูดคำว่าคนอื่น รอยยิ้มเริ่มหายไปจากใบหน้า พาให้ผมงงว่าพูดอะไรผิดหรือเปล่า

     “เดือนมากับพี่ มีอะไรก็เรียกพี่สิ จะไปเรียกคนอื่นทำไม”

     แล้วทำไมต้องพูดเสียงเข้มด้วยเนี่ย ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ

     ผมทำตาปริบๆ เพราะตามอารมณ์คนตรงหน้าไม่ทัน พี่คลื่นไม่เปิดโอกาสให้ผมพูดอะไร ขยับหน้ามาใกล้เหมือนลืมไปว่ากำลังอยู่ในตลาด

     “สัญญาก่อนว่าถ้ามีอะไรจะมาเรียกพี่คนเดียว จะไม่ไปขอความช่วยเหลือคนอื่น”

     “พี่องศาก็ไม่ได้เหรอครับ”

     “ถ้าเป็นเพื่อนของเดือนอนุโลมให้เรียกเพื่อนพี่ได้ แต่เดือนต้องเรียกพี่คนเดียวเท่านั้น เข้าใจไหมครับ”

     ผมไม่ตอบเพราะกำลังงงกับคำพูดของพี่คลื่น คนตัวสูงที่เห็นผมเอาแต่เงียบเลยขยับเข้ามาใกล้อีก คราวนี้ไม่ใช่แค่หน้าแต่เป็นทั้งตัว ผมเลยต้องยกมือมาห้ามเพราะแค่นี้คนก็จะมองทั้งตลาดแล้ว

     “พี่คลื่น! ถอยไปเลยครับ คนอื่นมองแล้วเห็นไหม”

     “สัญญากับพี่ก่อน”

     นี่ไม่ใช่พี่คลื่นแล้ว นี่มันเด็กชายคลื่นครามชัดๆ!

     “กะ...ก็ได้ครับ ผมจะเรียกพี่คลื่นแค่คนเดียว จะไม่ไปขอให้คนอื่นช่วย”

     เมื่อได้คำตอบที่ต้องการแล้วร่างสูงก็ยิ้มมุมปากก่อนจะยอมผละใบหน้าออกไป แววตาพี่คลื่นกลับมาอารมณ์ดีเหมือนเดิม กลายเป็นผมเองที่ทำหน้าไม่ถูกกับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของอีกฝ่าย

     พี่คลื่นเป็นคนใจดี...ผมไม่เถียง แต่ที่ผมได้รู้เพิ่มอีกอย่างวันนี้คือพี่คลื่นชอบเอาแต่ใจ





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 20:56:39 โดย earthxxide »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 16 : คำตอบที่ตามหา





     “นี่มันอะไรกันวะเดือน ไหนพี่คลื่นบอกว่าจะให้เรามาทำงานกลางแจ้งไง” ฝนถามเบาๆ ตอนที่พวกเรากำลังกินข้าวกันอยู่ ผมหันไปส่ายหน้าทำนองว่าไม่รู้เหมือนกัน

     “ที่เราทำกันไปก็เป็นงานกลางแจ้งนะฝน”

     “กลางแจ้งน่ะใช่ แต่มันเรียกว่างานได้ด้วยเหรอ คอยส่งน้ำส่งผ้าเย็นให้คนทำงานเนี่ย” ฝนถอนหายใจเบาๆ เหมือนมันอยากถามเรื่องนี้มานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสสักที ผมกับข้าวหอมเลยหันไปมองหน้ากัน

     “จะว่าไปมันก็จริงนะ”

     “ใช่ไหมล่ะ แล้วพวกมึงไม่นึกสงสัยกันบ้างเหรอ”

     ผมส่ายหน้าให้ฝนอีกรอบ “กูไม่เลือกงานเหมือนมึงไง เขาให้ทำอะไรก็ทำ”

     ฝนมองค้อนก่อนจะหันไปกินข้าวต่อโดยไม่ถามอะไรอีก วันนี้พวกผมไม่ต้องทำงานเกี่ยวกับสีแล้ว ไม่สิ เรียกว่าแทบจะไม่ได้ทำงานเลยด้วยซ้ำ วันนี้ผม ข้าวหอมและฝนมีหน้าที่แค่คอยส่งน้ำกับผ้าเย็นให้พี่คลื่น พี่องศา น้องบาสและน้องแชมป์ที่กำลังติดหลอดไฟบนโรงอาหารกับโรงปลูกผัก ที่จริงผมก็สงสัยไม่ต่างกับฝนหรอก สองวันที่ผ่านมาใช้งานผมซะหนัก แต่วันนี้กลับให้ทำงานเบาๆ พอผมจะไปช่วยงานคนอื่นพี่คลื่นก็รีบห้ามไว้ ไม่ให้ผมไปไหนเลยยกเว้นห้องน้ำ

     ส่วนควีน...วันนี้มันผันตัวไปเป็นแม่ครัวช่วยพี่ทิวกับพี่ยี่หวาทำอาหาร ผมเพิ่งรู้จากพี่คลื่นว่าพี่ทิวทำอาหารเป็นแถมทำเก่งด้วย เห็นหน้าหล่อๆ แบบนั้นไม่นึกเลยว่าจะเข้าครัวเป็นด้วย

     “แกงจืดเต้าหู้ไข่ร้อนๆ กับไก่ทอดรสเด็ดมาแล้วค่าาาา” ควีนเดินถือกับข้าวออกมาจากห้องครัว เอามาวางไว้กลางโต๊ะที่พวกผมนั่งอยู่รวมกับกับข้าวอย่างอื่น พี่ทิวกับพี่ยี่หวาเดินเอากับข้าวไปแจกโต๊ะอื่นจนครบก่อนจะมานั่งรวมตัวกับพวกผมเหมือนกัน

     “นี่มึงทำเองเหรอควีน” ฝนถามพลางทำหน้าไม่อยากเชื่อ ควีนเคยบอกว่าทำอาหารเป็นก็จริง แต่มันไม่เคยทำให้พวกผมกินเลยสักครั้ง พอเห็นกับข้าวตรงหน้าที่จัดจานซะสวยฝนเลยอดทึ่งไม่ได้

     “ใช่ครับน้องฝน พี่ชิมไปหน่อยนึงแล้ว น้องควีนทำอร่อยจนพี่ที่มั่นใจในฝีมือตัวเองยังอายเลย”

     พอโดนคนหล่ออย่างพี่ทิวชม เพื่อนผมก็ยิ้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียม รีบรับคำชมไว้โดยไม่คิดจะถ่อมตัว “คนสวยๆ เขาก็ทำอาหารเก่งกันทุกคนแหละค่ะ ถ้าพี่ทิวอยากชิมบ่อยๆ ก็มาบ้านหนูสิคะ จะทำให้กินทุกวันจนเบื่อเลย”

     ทุกคนที่นั่งกันอยู่ส่งเสียงหัวเราะเมื่อหนุ่มหล่อโดนเชิญชวนให้เข้าบ้าน ฝนอาศัยช่วงที่คนอื่นคุยกันยื่นมือไปจะหยิบไก่ทอด แต่ก็โดนน้องบาสที่นั่งตรงข้ามกันตีมือก่อน

     “ช้อนส้อมก็มี พี่จะใช้มือทำไม”

     “ไก่ทอดมันต้องใช้มือกินสิถึงจะอร่อย ไม่รู้เรื่องเลย”

     “พี่ล้างมือแล้วเหรอ เกิดกินเชื้อโรคเข้าไปแล้วป่วยขึ้นมาจะทำยังไง แถวนี้ไม่มีโรงพยาบาลนะพี่”

     “ล้างตั้งนานแล้วย่ะ นายนั่นแหละล้างมือหรือยัง ทำมาเป็นสอนคนอื่น”

     “ผมสะอาดกว่าพี่เยอะ ไม่เหมือนพี่หรอกที่ต้องคอยบอกทุกอย่าง ทำตัวเหมือนเด็กไม่มีผิด”

     ผมนึกว่าพอฝนได้ห่างกับควีนแล้วจะโล่งหูขึ้น แต่เปล่าเลยครับ วันแรกที่ทำงานด้วยกันฝนกับน้องบาสขยันกัดกันยังไง วันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ผมหันไปคุยกับข้าวหอมเพื่อตัดรำคาญ แต่พอเห็นข้าวหอมหันซ้ายหันขวาเลยอดสงสัยไม่ได้

     “ข้าวเป็นอะไรอ่ะ หาใครอยู่เหรอ”

     “พี่องศาน่ะ ข้าวไม่เห็นเขามากินข้าวเลย พอทำงานเสร็จแล้วไปไหนก็ไม่รู้” ข้าวหอมตอบเหมือนไม่ได้ตั้งใจตอบ แต่พอรู้ตัวว่าเผลอพูดออกมาก็รีบหันมาแก้ตัว “เอ่อ...ข้าวไม่ได้เป็นห่วงเขานะ แค่สงสัยเฉยๆ ไม่มีอะไรจริงๆ”

     “เรายังไม่ได้พูดอะไรเลย ข้าวร้อนตัวไปไหม” ผมพูดกลั้วหัวเราะ เริ่มคิดซะแล้วสิว่าที่ฝนกับควีนสงสัยบางทีอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อเจ้อก็ได้ “พี่คลื่นกับพี่องศาไปไหนเหรอครับ” ผมหันไปถามพี่ยี่หวาแทนคนข้างตัวที่ไม่ยอมรับว่าเป็นห่วง แต่เอาจริงๆ คือผมอยากถามเองด้วยส่วนหนึ่ง

     “ไปคุยกับผู้อำนวยการน่ะ พรุ่งนี้เราจะกลับกันแล้ว คืนนี้พวกคุณครูเลยอยากจัดกิจกรรมรอบกองไฟเพื่อขอบคุณพวกเรา”

     “กิจกรรมรอบกองไฟเหรอคะ” ฝนที่หยุดทะเลาะกับน้องบาสแล้วหันมาทำตาเป็นประกาย มันชอบอะไรแบบนี้ครับ ฝนเคยเล่าว่าตอนไปเข้าค่ายลูกเสือมันเป็นคนนำแสดงละครรอบกองไฟเองเลย

     “พวกพี่กินข้าวเสร็จแล้วจะไปอาบน้ำกันเลยไหมครับ” น้องแชมป์หันมาถาม ผมกำลังจะตอบแต่เสียงคนข้างหลังดังขึ้นมาซะก่อน

     “เดือนครับ”

     ผมและคนอื่นหันไปมองตามเสียงเรียก พี่เมศเดินมายืนข้างโต๊ะกินข้าว ยื่นถุงที่มีขนมหลายอย่างมาให้

     “วันนี้พี่ไปทำธุระที่ตลาดมา คิดว่าเดือนน่าจะชอบกินขนมพวกนี้เลยซื้อมาฝาก”

     เพื่อนๆ ผมหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ผมยื่นมือไปรับขนมมาถึงจะยังงงอยู่ว่าทำไมจู่ๆ พี่เมศถึงซื้อมาฝาก

     “เอ่อ...ขอบคุณนะครับ แต่ที่จริงพี่ไม่ต้องซื้อมาฝากก็ได้ ผมเกรงใจ”

     “ไม่เป็นไรครับ พี่เต็มใจ”

     ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ กลับไปให้ คนอื่นๆ ในโต๊ะต่างมองมาแต่ไม่มีใครพูดอะไร

     “พี่เมศกินข้าวหรือยังครับ” ผมถามออกไปตามมารยาท คิดว่าถ้ารับขนมมาเฉยๆ มันจะดูไม่ดี

     “กำลังจะไปกินครับ แต่ถ้าเดือนกับคนอื่นๆ ไม่ว่าอะไร พี่ขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยคนได้ไหม” พี่เมศมองไปยังเก้าอี้สองตัวข้างพี่ทิวที่ว่างอยู่ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไร เสียงเข้มของใครบางคนก็ดังขึ้นมา

     “ขอโทษนะครับ เผอิญไอ้ทิวมันจองที่ไว้ให้พวกผมสองคน พี่เมศคงต้องไปกินข้าวโต๊ะอื่นแทน” พี่คลื่นกับพี่องศาที่มาจากไหนไม่รู้เดินมานั่งเก้าอี้ที่ว่างอยู่ คนตัวสูงหันไปยิ้มให้รุ่นพี่ แต่เป็นยิ้มที่ดูกวนๆ ยังไงไม่รู้

     “ไม่เป็นไร พี่แค่พูดไปงั้นๆ” พี่เมศพูดเสียงเรียบ หน้านิ่งผิดกับเมื่อครู่ที่มีรอยยิ้มประดับ

     “ส่วนขนมนี่ผมขอกินด้วยนะครับ พี่คงไม่ได้ซื้อมาให้เดือนคนเดียวใช่ไหม” พี่คลื่นหยิบขนมในมือผมไปทั้งถุง พอผมจะทักท้วงก็เจอเข้ากับสายตาดุๆ เลยต้องยอมอยู่เงียบๆ

     “พี่ซื้อมาให้เดือนกับเพื่อนๆ กิน” เสียงพี่เมศเริ่มห้วน

     “ให้กินขนมบ่อยๆ จะไม่ดีต่อสุขภาพนะครับ เมื่อวานผมก็เพิ่งซื้อให้เดือนกินตั้งเยอะ แถมเดือนยังกินหมดเลยด้วย ใช่ไหมครับ” ประโยคหลังพี่คลื่นหันมาถามผม ลางสังหรณ์บางอย่างบอกผมว่าถ้าไม่ยอมเออออตามอาจจะโดนหงุดหงิดใส่เอาได้

     “ใช่ครับ พี่คลื่นซื้อขนมให้ผมเยอะเลย”

     ร่างสูงยิ้มมุมปาก เหลือบไปมองคนที่ยืนอยู่ที่ยังหน้านิ่งไม่เปลี่ยน

     “ถ้าเดือนไม่กินจะแบ่งให้เพื่อนกินก็ได้ครับ พี่ไม่ว่าอะไร” พี่เมศพูดจบก็ยิ้มให้ เอื้อมมือมาลูบหัวเบาๆ “พี่ไปกินข้าวก่อนนะครับ ไว้มีโอกาสค่อยคุยกันใหม่”

     พอรุ่นพี่เดินจากไปแล้วทั้งโต๊ะก็ถอนหายใจแทบจะพร้อมกัน ผมทำหน้างงว่าคนอื่นเป็นอะไรกัน ขณะที่ฝนกับควีนหันไปซุบซิบกันเสียงเบา

     “มึงกับกูคงไม่ต้องมโนกันแล้วล่ะ แม่งชัดระดับ Full HD ขนาดนี้”

     “จริง มึงว่าไอ้เดือนจะรู้ป่ะว่าผู้ชายสองคนกำลังแย่งมันอยู่”

     “โอ๊ย พี่คลื่นแสดงออกขนาดนี้มันยังไม่รู้เลย แล้วกับพี่เมศมันจะไปรู้ได้ยังไง”

     “หรือเราควรช่วยมันดีวะ ขืนปล่อยให้มันรู้ใจตัวเองกูว่าชาตินี้แม่งขึ้นคานตายก่อนพอดี”

     “ฝนกับควีนคุยอะไรกันอยู่เหรอ”

     “ไม่น่าถาม ก็ไอ้เดือนมัน...”

     “อีฝน!” ควีนตีแขนฝนดังเพียะก่อนจะมองค้อนใส่ “เคลิ้มตอบไอ้ข้าวอีกแล้วนะมึง ระวังหน่อยสิวะ”

     ข้าวหอมมองเพื่อนอย่างงุนงง ส่วนผมที่ไม่มีใครคุยด้วยก็กินข้าวของตัวเองไปเงียบๆ แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนโดนจ้องเลยเผลอมองคนตรงหน้าโดยไม่ตั้งใจ

     “พี่คลื่นไม่กินข้าวเหรอครับ”

     คนตัวสูงสบตากับผมสักพัก ก่อนจะถอนหายใจตามคนอื่นพลางหยิบช้อนมาถือ “กินสิครับ”



     “เดือน มึงไม่เอะใจอะไรเลยเหรอวะ”

     ผมหันไปเลิกคิ้วใส่ควีนที่เดินไปเช็ดผมไป “หมายถึงเรื่องอะไรอ่ะ”

     “ก็...อะไรก็ได้อ่ะ ช่วงนี้มึงไม่มีเรื่องที่สงสัยบ้างเลยเหรอ”

     “นอกจากเรื่องพี่คลื่นก็ไม่มีนะ ทำไมมึงถามแบบนี้อ่ะ มีอะไรหรือเปล่า”

     ควีนทำหน้าเหมือนอยากเขกหัวผม หันไปมองตากับข้าวหอมก่อนจะถอนหายใจ “ช่างเถอะ กูลืมไปว่ามึงอ๊อง ขอโทษที่คาดหวังแล้วกัน”

     “อ้าว นี่มึงหลอกด่ากูเหรอ” ผมทำหน้าหาเรื่องใส่ควีน เดินอยู่ดีๆ ดันโดนด่าซะงั้น มันน่าโกรธไหมล่ะครับ “เดี๋ยวก็พูดจาน่าสงสัย เดี๋ยวก็ด่าว่ากูอ๊อง ตกลงมึงอยากพูดอะไรกันแน่”

     “มึงรู้แค่ว่าตอนนี้มึงเป็นคนที่น่าอิจฉาที่สุดในมหา’ลัยเท่านั้นพอ ที่เหลือกูไม่บอก ให้มึงรู้เอาเอง”

     ถ้าไม่คิดจะบอกแล้วจะมาเกริ่นให้สงสัยทำไม เพื่อนผมนี่แปลกคนชะมัด

     ผมเลิกสนใจควีนเพราะรู้ว่าถามยังไงมันก็ไม่บอกอยู่ดี หันไปคุยกับข้าวหอมเรื่องรายงานที่ต้องส่งตอนกลับกรุงเทพฯ ดีกว่า

     ผม ข้าวหอมและควีนกำลังเดินกลับห้องพักหลังจากอาบน้ำเสร็จ ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงครึ่ง แดดกำลังโพล้เพล้ไม่ร้อนจนเกินไป ที่จริงต้องอาบน้ำก่อนถึงจะกินข้าวเย็น แต่วันนี้ทุกคนในค่ายนอกจากพวกผมใช้แรงเยอะ เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายเลยต้องทำทุกอย่างให้เสร็จ พี่เมศเลยอนุโลมให้กินข้าวเติมพลังก่อนอาบน้ำได้

     “เดือน!”

     ร่างสูงกำยำที่กำลังวิ่งมาทางนี้ตะโกนเรียกชื่อผมจนคนแถวนี้หันมามอง พอมาหยุดอยู่ตรงหน้าพี่คลื่นก็ดึงสองมือผมไปกุมไว้หลวมๆ พูดด้วยใบหน้ายิ้มๆ

     “ไปเล่นน้ำตกกัน”

     “หืม? ที่ไหนครับ”

     “น้ำตกที่พี่เคยพาเดือนไปไง ป่ะ ไปด้วยกันนะครับ ไหนๆ วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้ว”

     ผมหันไปมองข้าวหอมกับควีนอย่างขอความเห็น ก่อนจะพบว่าเพื่อนทั้งสองคนยิ้มให้ผมอยู่ก่อนแล้ว

     “พี่คลื่นไม่ต้องขอหรอกค่ะ หน้ามันฟ้องอยู่ทนโท่ว่าอยากไปจะแย่แล้ว”

     ผมมองค้อนใส่เพื่อนไปหนึ่งที ข้าวหอมขยับมาใกล้ก่อนจะพูดเสียงเบา “ไปเถอะเดือน จะได้รู้ใจตัวเองเร็วๆ ไง โฮกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยนะ”

     ผมหันไปมองคนที่รอคำตอบแบบใจจดใจจ่อ แต่พอเห็นสีหน้าพี่คลื่นในใจก็อดโอดครวญไม่ได้ อย่ายิ้มจนเห็นลักยิ้มแบบนั้นได้ไหมครับ มันเหมือนพี่ไม่ได้ขอร้องแต่กำลังมัดมือชกผมทางอ้อมเลย…

     “แต่ผมอาบน้ำแล้วนะครับ”

     “แค่เอาเท้าจุ่มน้ำไม่ต้องลงเล่นก็ได้ ไปนะครับ พี่อยากไปกับเราสองคน”

     ถ้าหน้าผมเป็นภูเขาไฟ ป่านนี้มันคงระเบิดไปแล้ว ผมพยักหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ พี่คลื่นเลยยิ้มกว้างกว่าเดิม

     “งั้นข้าวกับควีนจะไปห้องพักก่อนนะ เจอกันอีกทีตอนก่อกองไฟเลยแล้วกัน”

     เพื่อนๆ โบกมือให้ผมก่อนจะเอ่ยขอตัวกับพี่คลื่น ไม่นานหลังจากนั้นข้อมือผมก็ถูกดึงเบาๆ

     “ไปเร็วครับ ถ้าไม่รีบเดี๋ยวจะมืดซะก่อน”

     “คิดยังไงถึงชวนผมไปเล่นน้ำตกครับเนี่ย” ผมชวนคุยระหว่างที่เราสองคนเดินเข้าป่า พี่คลื่นหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ

     “ไม่ได้คิดครับ แค่ทำตามความรู้สึกตัวเอง”

     พอได้ยินแบบนั้นผมก็หลุดยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ เราสองคนคุยกันไปตลอดทางพร้อมกับหัวใจผมที่ค่อยๆ พองโต

     บังเอิญจังเลยครับ...ที่ตอบตกลงตามมาด้วยผมก็ใช้ความรู้สึกตอบเหมือนกัน



     “พี่คลื่นพอจะรู้เรื่องพี่องศากับข้าวหอมบ้างไหมครับ” ผมเอ่ยถามคนข้างๆ ที่ตอนนี้กำลังแกว่งเท้าเล่นในน้ำ ผมกับพี่คลื่นมานั่งบนโขดหินข้างน้ำตก หยดน้ำที่แตกกระเซ็นเพราะไหลจากที่สูงลงที่ต่ำลอยมากระทบผิวเป็นระยะ ให้ความรู้สึกสดชื่นจนต้องสูดกลิ่นอายธรรมชาติเข้าปอด

     “ข้าวหอมพี่ไม่รู้ แต่ถ้าองศาพี่ว่ามันน่าจะคิดกับข้าวหอมมากกว่ารุ่นน้อง” คนตัวสูงหันมามองพลางยกยิ้ม “ถามทำไมครับ อยากหาแฟนให้เพื่อนหรือไง”

     “เปล่าครับ ผมแค่ถามเฉยๆ เผื่อพี่คลื่นจะรู้อะไรบ้าง” พูดจบผมก็กัดปากตัวเองนิดหน่อย “แล้ว...พี่คลื่นคิดยังไงกับเรื่องนี้ครับ”

     “ก็ไม่คิดอะไร ถ้าองศามันคิดดีแล้วพี่ก็จะไม่ห้าม ข้าวหอมก็ดูเป็นคนดีเหมือนกัน”

     “ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึง...พี่คิดยังไงกับการที่เพื่อนชอบผู้ชายด้วยกัน”

     ผมแทบจะกลั้นหายใจตอนถามออกไป ลุ้นยิ่งกว่าผลสอบว่าพี่คลื่นจะตอบกลับมาว่าอะไร ผมอยากรู้ความคิดของพี่คลื่นก่อนจะได้รู้ว่าตัวเองควรทำอะไรต่อไป ถ้าพี่คลื่นไม่โอเคกับอะไรแบบนี้ผมจะได้โยนความรู้สึกในอกทิ้งไปแล้วทำเป็นลืมเรื่องทั้งหมด

     คนตัวสูงเหลือบมามองอีกครั้ง ลักยิ้มที่มุมปากยังไม่จางหายไป “พี่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเพศ พี่สนแค่ความรู้สึกเท่านั้นครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพื่อน...หรือเรื่องของตัวพี่เองก็ตาม”

     ผมหันไปมองคนพูดแทบจะทันที พี่คลื่นไม่หลบหน้า สบตากับผมเหมือนอยากสื่ออะไรบางอย่าง กลับเป็นผมเองที่หันเหไปทางอื่น ทำเป็นเปลี่ยนเรื่องคุยขณะที่หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ

     “เอ่อ...แล้วพี่น้ำหวานล่ะครับ พี่คลื่นคบกับพี่น้ำหวานอยู่หรือ...”

     “ไม่ได้คบครับ” ร่างสูงชิงตอบก่อนที่ผมจะถามจบ “พี่กับหวานเป็นแค่เพื่อนกัน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”

     น้ำเสียงที่หนักแน่นทำให้ผมต้องหันไปมองด้วยความแปลกใจ หน้าพี่คลื่นจริงจังต่างกับตอนคุยเรื่องพี่องศา เหมือนกำลังกลัวผมจะเข้าใจผิดจริงๆ

     “ได้ยินหรือเปล่า”

     “ครับ?” ผมทำหน้าเหลอหลา

     “พี่บอกว่าพี่กับหวานไม่ได้เป็นอะไรกัน เข้าใจไหม”

     “เข้า...เข้าใจแล้วครับ”

     ร่างสูงยกยิ้มพอใจ หันไปมองน้ำตกโดยไม่พูดอะไรอีก พอคุยเรื่องพี่น้ำหวานแล้วพี่คลื่นเหมือนจะหงุดหงิดขึ้นมาเลย ไม่ได้การ ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องคุยด่วน

     “จริงด้วยครับ ผมว่าจะถามอยู่ กับข้าวฝีมือควีนเมื่อตอนเย็น...”

     “เดือนครับ” พี่คลื่นขยับหน้ามาใกล้ ปลายจมูกเราสองคนแตะกันเบาๆ “พูดเรื่องของเราบ้างไม่ได้เหรอ”

     “…”

     “ตอนนี้เดือนอยู่กับพี่นะครับ ทำไมต้องเอาแต่พูดถึงคนอื่นด้วย พูดแค่เรื่องของเราได้ไหมครับ”

     ผมกะพริบตาปริบๆ ถอยหน้าออกมาเพื่อจะได้เห็นอีกคนชัดๆ พี่คลื่นกำลังรำคาญหรือเปล่านะ...แต่ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนเขากำลังอ้อนมากกว่าเลยล่ะ

     “โอเคครับ ผมจะพูดแต่เรื่องของเรา ไม่พูดถึงคนอื่นอีก” ผมตอบเสียงเบากลับไป เป็นอีกครั้งที่ผมได้เห็นลักยิ้มที่มุมปากของพี่คลื่น คนตัวสูงจับมือผมไปวางบนตักตัวเอง บีบเบาๆ ลูบไล้ไปมา

     “มือเดือนนุ่มจัง จับกี่ครั้งก็ไม่อยากปล่อยเลย”

     “มือพี่คลื่นก็อุ่นเหมือนกันครับ จับแล้วไม่รู้สึกหนาวเลย”

     หัวใจผมกำลังเต้นรัว ใบหน้าผมกำลังร้อนผ่าว แต่ถึงอย่างนั้นผมก็มีความสุข...เป็นความสุขที่เอ่อล้นจนผมต้องระบายออกมาทางรอยยิ้ม

     “ขอถามอะไรอย่างนึงได้ไหมครับ”

     “ได้ครับ” พี่คลื่นตอบโดยไม่ละสายตาจากทิวทัศน์ตรงหน้า

     “ทำไมถึงสร้างเกมในไอจีขึ้นมาเหรอครับ พี่แค่อยากขอบคุณคนติดตามแค่นั้นเหรอ” เรื่องนี้ผมสงสัยมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ถามเสียที จะถามทีไรก็ลืมตลอด

     “อันที่จริงพี่มีเหตุผลลับที่สร้างเกมนี้ขึ้นมา แต่ยังบอกตอนนี้ไม่ได้ครับ บอกได้แค่ว่าสักวันเดือนจะรู้เอง”

     ผมพยักหน้ารับรู้ ไม่ถามต่อเพราะไม่อยากบังคับอีกฝ่าย

     “พี่มีความสุขนะครับ”

     “หืม? มีความสุขอะไรครับ”

     “ตอนวิดีโอคอลกับเดือนพี่มีความสุขมาก” พี่คลื่นหันมามองผมอีกครั้ง ผมเองก็หันไปมองพี่คลื่นเช่นกัน “แล้วเดือนล่ะครับ ได้วิดีโอคอลกับพี่ทุกวันมีความสุขหรือเปล่า”

     คำถามง่ายๆ ของพี่คลื่นกลับทำให้ผมนิ่งงันไป พี่คลื่นคงไม่รู้ตัวว่ากำลังทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโง่มาก โง่ที่ไม่เคยถามตัวเองอย่างนี้มาก่อน โง่ที่มองข้ามสิ่งสำคัญตรงหน้าไป โง่ที่มัวแต่อ้อมไปคิดเรื่องอื่นจนลืมไปว่าอะไรกันแน่ที่ควรคิดจริงๆ

     ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทตรงหน้า ทันใดนั้นภาพเหตุการณ์ทุกอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว ภาพพี่คลื่นชวนผมเล่นเกมกระชับมิตร ภาพพี่คลื่นอยู่เป็นเพื่อนผมตอนอ่านหนังสือสอบ ภาพพี่คลื่นเอาตุ๊กตาหมีมาง้อผม ภาพพี่คลื่นพาผมไปซื้อตุ๊กตา ภาพพี่คลื่นคอยจับมือผมในบ้านผีสิง ภาพพี่คลื่นซบไหล่ผมบนรถ และอีกหลายๆ ภาพที่ผมพูดไม่หมด ภาพเหล่านั้นทำให้ความสับสนที่มีมานานหายไปหมดสิ้น เหลือไว้เพียงคำตอบที่ผมเพิ่งรู้ตัวว่ามันอยู่ใกล้กว่าที่คิด

     แค่คิดว่าคนในภาพจะไม่ใช่พี่คลื่น ในใจก็ปวดแปลบจนรู้สึกทรมาน พอคิดแบบนั้นผมเลยยิ้มออกมา ยิ้มให้ความอ๊องของตัวเองที่ไม่ได้รู้อะไรกับเขาเลย…

     “เดือนครับ?” พี่คลื่นโบกมือไปมาตรงหน้า ผมจับมือนั้นให้อยู่นิ่งก่อนจะถาม

     “พี่คลื่นถามว่าอะไรนะครับ”

“พี่ถามว่าตอนวิดีโอคอลกับพี่เดือนมีความสุขไหม”

     ผมยิ้มกว้างจนตาแทบปิด พยักหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ “มีความสุขครับ มีมากๆ เลยด้วย”

     ตอนนี้ผมได้คำตอบที่ตามหามานานแล้ว ไม่ว่าคนอื่นจะดีหรือตรงสเป็กแค่ไหนก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะทั้งสายตาและหัวใจของผมตอนนี้มีแต่พี่คลื่น ผมชอบพี่คลื่น...ต้องเป็นพี่คลื่นคนเดียวเท่านั้น





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 20:57:03 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคุณแจว แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคุณแจว แจวเรือไปซื้อ...

     “อะไรนะ!!!”

     “ชู่ว เบาๆ กันสิวะ” ผมเอานิ้วจ่อปากให้เพื่อนๆ ลดเสียงลง ดีนะที่คนรอบข้างกำลังร้องเพลงกันเลยไม่มีใครได้ยินคำอุทานของเพื่อนผม

     “มึงมานี่เลย มานั่งข้างๆ กูเลย” ควีนลากแขนผมที่นั่งอยู่แถวหน้าให้ถอยมาอยู่แถวเดียวกับตัวเอง ข้าวหอมกับฝนก็ขยับมานั่งล้อมวงจนกลายเป็นวงกลม แถวที่ควีนนั่งอยู่เป็นแถวหลังสุด เลยไม่ต้องกลัวว่าจะรบกวนคนอื่น

     “ไอ้เดือน มึงพูดให้พวกกูได้ยินชัดๆ อีกทีซิ”

     “กูชอบพี่คลื่น”

     “เชี่ย!!” ฝนกับควีนเอามือทาบอก หันไปทำตาโตใส่กัน

     “เดือนแน่ใจแล้วเหรอ” ข้าวหอมถาม สีหน้าไม่ได้ตกใจน้อยไปกว่าอีกสองคนเลย

     “เราแน่ใจแล้วข้าว เราคิดมาดีแล้ว ตอนนี้เรากำลังชอบพี่คลื่น”

     “ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง! วันที่ฝันกูจะเป็นจริงสักที!”

     “กูตัวสั่นไม่หยุดเลยอ่ะมึง โอ๊ยยยย ไอ้เดือน มึงทำพวกกูฟินจนสุดหยุดไม่อยู่เลยเนี่ย”

     ถ้าไม่ติดว่ากำลังอยู่ระหว่างกิจกรรมรอบกองไฟ ผมว่าฝนกับควีนคงลุกขึ้นวิ่งพล่านไปทั่วแล้ว พวกมันยิ้มระรื่นเหมือนชอบพี่คลื่นเสียเอง จนผมที่เป็นคนพูดชักจะเอือมระอาขึ้นมานิดๆ

     “พอเลยพวกมึง กูแค่รู้ใจตัวเองว่าชอบพี่คลื่น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรซะหน่อย”

     “ไม่ใหญ่กับผีน่ะสิ กว่าพวกกูจะแงะปากให้มึงพูดได้เนี่ยใช้เวลานานมากเลยนะคะ ได้ยินแบบนี้แล้วอีฝนภูมิใจ”

     เอากับมันสิครับ อะไรจะดีใจออกนอกหน้าขนาดนั้น

     “แล้วเดือนจะทำยังไงต่อ จะบอกพี่คลื่นเลยไหม”

     ผมส่ายหน้าให้ข้าวหอมเล็กน้อยก่อนจะตอบ “เรากลัวโดนปฏิเสธน่ะ เลยอยากให้ความสุขตอนนี้มันดำเนินต่อไปอีกหน่อย ยังไม่อยากตื่นจากความฝัน”

     “มึงกลัวอะไรไม่เข้าเรื่องมากค่ะ ดูปากกูนะ พี่คลื่นเขาก็ชอบมึงเหมือนกัน เชื่อกูสิ กูเป็นคนนอก”

     “จะให้กูเชื่อมึงเพราะมึงเป็นคนนอกเนี่ยนะ”

     “ก็เพราะคนนอกอย่างกูนี่แหละถึงได้มองเห็นสิ่งที่คนในสนามอย่างมึงไม่เห็น ไม่ต้องคิดมากแล้ว รีบไปบอกชอบพี่คลื่นเดี๋ยวนี้เลย ก่อนที่อีพี่น้ำหวานจะแย่งไปซะก่อน”

     “ใครแย่งอะไรใครเหรอครับ”

     “ก็ไอ้เดือนน่ะสิคะ มัน...ว้าย! พี่คลื่น” ฝนสะดุ้งโหยงเมื่อหันไปเห็นว่าใครกำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างตัว “พี่คลื่น...มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”

     “เมื่อกี้ครับ พี่จะมาชวนเดือนไปดูดาว”

     “ดูดาว?” ผมทวนคำพูดอย่างงงๆ หันไปมองพวกรุ่นพี่ปีสี่ที่กำลังนำร้องเพลงอยู่หน้ากองไฟกับคุณครู “แต่ตอนนี้เรากำลังทำกิจกรรมรอบกองไฟอยู่นะครับ”

     “ก็แอบไปไงครับ พวกรุ่นพี่ไม่รู้หรอก” คนตัวสูงพูดเสียงเบาพลางขยิบตาให้ ผมกำลังจะคัดค้านแต่ฝนกับควีนก็รั้งผมไปสุมหัวก่อน

     “มึงจะมัวเล่นตัวทำไม โอกาสลอยมาแล้วรีบๆ คว้าไว้สิ”

     “โอกาสอะไรวะ”

     “โอ๊ย ใจคอมึงจะให้กูบอกทุกครั้งเลยเหรอ ก็โอกาสที่จะได้บอกชอบพี่คลื่นไง”

     “เฮ้ย ไม่เอา กูยังไม่พร้อม”

     “มึงเชื่อกูสิเดือน พี่คลื่นเขาชอบมึงจริงๆ รีบบอกออกไปเถอะ กูมั่นใจว่ามึงต้องสมหวังแน่นอน”

     บางทีผมก็อยากถามเหมือนกันว่ามันไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ขนาดผมยังไม่มั่นใจในตัวเองเลย

     “ข้าวเห็นด้วยกับฝนนะ จะตอนนี้หรือตอนไหนก็ต้องบอกอยู่ดี บางทีที่พี่คลื่นมาชวนเขาอาจจะอยากสารภาพรักเดือนก็ได้”

     ผมมองหน้าเพื่อนทั้งสามคน พวกมันยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ายังไงพี่คลื่นก็ต้องชอบผมแน่นอน ขณะที่ผมคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี พี่คลื่นที่ขยับมาอยู่ข้างหลังก็เอามือมาวางบนไหล่

     “ไปดูดาวกันนะครับเดือน”

     รอยยิ้มที่ส่งมาทำให้ตาผมพร่ามัวไปชั่วขณะ ผมหันไปมองเพื่อนเพื่อขอความเห็นอีกครั้ง พอพวกมันพยักหน้าให้เลยหันกลับมามองคนที่รอคำตอบอยู่

     “...ก็ได้ครับ”

     ในเมื่อเพื่อนมั่นใจขนาดนี้ ผมก็ต้องมั่นใจในตัวเองเหมือนกัน



     เป็นเพราะไม่มีควันหรือมลพิษคอยรบกวน ตอนกลางคืนที่นี่เลยเห็นดาวชัดเจน หมู่ดาวนับร้อยที่เรียงตัวกันบนท้องฟ้านั้นสวยงามจนผมเริ่มไม่อยากกลับกรุงเทพฯ ขึ้นมา

     “ชอบไหม” พี่คลื่นหันมาถามผมที่เอาแต่เงยหน้ามองดาวไม่พูดไม่จา

     “ชอบครับ อยู่กรุงเทพฯ ผมไม่เคยได้เห็นท้องฟ้าสวยๆ แบบนี้เลย”

     “ได้ยินแบบนี้แล้วค่อยรู้สึกคุ้มค่ากับที่ชวนโดดกิจกรรมมาหน่อย”

     ผมหันไปสบตากับคนตัวสูง ก่อนที่เราสองคนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน พี่คลื่นดึงมือผมไปกุมก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าบ้าง

     “มะรืนนี้จะวันปีใหม่แล้ว” จู่ๆ คนข้างตัวก็พูดขึ้นมาหลังจากเงียบไปนาน “ปีนี้เดือนเคานต์ดาวน์กับใครเหรอครับ”

     “ยังไม่รู้เลยครับ ปีใหม่นี้ผมไม่ได้กลับบ้าน แล้วปกติกลุ่มผมก็ไม่ค่อยสนอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เลยไม่เคยมีโมเมนต์เคานต์ดาวน์ข้ามปีกับเพื่อนเลย”

     “มาเคานต์ดาวน์กับพี่ไหม”

     “ครับ?” ผมหันไปทำหน้าตาตื่นใส่พี่คลื่น

     “พี่หมายถึงวิดีโอคอลข้ามปีด้วยกัน ดีไหมครับ”

     อ๋อ...หมายถึงวิดีโอคอลนี่เอง ไอ้เราก็ตกใจนึกว่าจะชวนไปค้างที่ห้องด้วยกัน พูดให้มันครบสิครับพี่

     “เอาแบบนั้นก็ได้ครับ”

     ลมเย็นยามกลางคืนพัดมากระทบผิวเบาๆ แต่ผมกลับไม่รู้หนาวเลยสักนิด ไม่รู้ว่าเพราะฝ่ามือหนาที่กุมมือไว้หรือไออุ่นจากคนข้างๆ ที่นั่งด้วยกัน

     “เขาว่ากันว่าถ้าเราบอกความในใจตอนสิ้นปี เราจะสมหวังในปีหน้า”

     “เหรอครับ” ผมตอบอย่างไม่ใส่ใจเพราะกำลังเคลิ้มกับดาวบนฟ้าอยู่

     “เดือนมีคนที่ชอบหรือยัง”

     “ครับ!?” ผมหันขวับมามองคนถามทันที เลิกสนใจดาวไปในพริบตา “เอ่อ...คือ...”

     หัวใจผมเริ่มเต้นแรง จู่ๆ คำพูดของเพื่อนก็ลอยเข้ามาในหัว ที่พี่คลื่นถามเพราะกำลังจะบอกชอบผมหรือเปล่า หรือเขาแค่ถามไปเรื่อยเพราะอยากชวนคุยเฉยๆ

     “ว่าไงครับ เดือนมีคนที่ชอบยัง”

     “ยะ...ยังครับ ยังไม่มี...” เพราะไม่รู้ว่าพี่คลื่นถามทำไม ผมเลยเลือกที่จะโกหกไปก่อน

     “แต่พี่มีแล้วนะ คนที่ชอบน่ะ...ไม่สิ ต้องพูดว่าคนที่พี่รัก”

     “พี่คลื่น...รักใครเหรอครับ” ผมไม่รู้เลยว่าเสียงตัวเองสั่นแค่ไหน รู้แค่ว่าตอนนี้หัวใจผมมันเต้นอย่างบ้าคลั่งมากกว่าที่เคยเป็นมาทุกครั้ง ถ้าสิ่งที่เพื่อนๆ พยายามกรอกหูเป็นความจริง ก็แปลว่าพี่คลื่นกำลังจะบอกรักผม พอคิดแบบนั้นหัวสมองมันก็ขาวโพลนไปหมด

     พี่คลื่นที่ผมเคยคิดว่าอยู่สูงเกินเอื้อม...กำลังจะบอกรักผม...

     ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหม...

     “พี่ยังบอกไม่ได้ครับ”

     “…”

     พี่คลื่นยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปดูดาวต่อ ปล่อยให้ผมทำหน้าเหวอแบบที่ผมก็ไม่รู้ว่าสีหน้าตัวเองตอนนี้เป็นยังไง

     “เขาเป็นคนน่ารัก มองแล้วให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา เวลาเห็นเขายิ้มพี่มักจะยิ้มตามทุกที”

     “…”

     “พี่ชอบอยู่ใกล้เขา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากอยู่ด้วยกันตลอด แต่ตอนนี้พี่ยังไม่ได้เป็นอะไรกับเขา เลยทำได้แค่สร้างสถานการณ์เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับเขาบ่อยๆ”

     ร่างสูงยังคงพูดไปเรื่อยๆ เหมือนอยากถ่ายทอดความรู้สึกตัวเองให้ใครสักคนฟัง โดยไม่ได้รู้เลยว่ายิ่งเขาพูดมากเท่าไหร่ หัวใจคนฟังยิ่งถูกกรีดลมให้หดเล็กลงเท่านั้น

     “เดือนคิดว่าถ้าพี่เดินหน้าจีบเขา พี่จะจีบติดไหมครับ” พี่คลื่นหันมาถามพร้อมรอยยิ้ม แต่นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกไม่ชอบรอยยิ้มตรงหน้าเอาเสียเลย

     รอยยิ้มนั้นไม่ใช่ของผม แต่เป็นของคนที่พี่คลื่นรักต่างหาก

     “ผมไม่รู้ครับ ผมอ่านใจใครไม่ได้ แต่ถ้าพี่คลื่นรักเขาขนาดนั้นก็ไม่ต้องกลัวหรอกครับ พี่เป็นคนมีเสน่ห์ จีบใครก็ติดอยู่แล้ว” ผมไม่เคยพูดกับพี่คลื่นด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างนี้มาก่อน แต่เหมือนคนฟังจะไม่รู้สึกอะไร เพราะพอผมพูดจบพี่คลื่นก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม

     “เดือนคิดว่าพี่ควรจีบเขาเหรอ”

     “เวลาเรารู้สึกดีกับใคร เราก็ต้องอยากอยู่ใกล้เขาเป็นธรรมดาไม่ใช่เหรอครับ”

     พี่คลื่นคงคิดว่าประโยคนี้ผมพูดถึงเขา แต่ที่จริงผมพูดเพราะอยากตอกย้ำความอ่อนต่อโลกของตัวเอง ผมรู้สึกดีกับพี่คลื่นเลยอยากอยู่ใกล้เขา และเพราะได้อยู่ใกล้กันผมถึงรู้ใจตัวเอง ทั้งหมดที่ทำนี้ก็เพื่อจะพูดออกไปได้เต็มปากว่าผมชอบพี่คลื่น...แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรก็โดนเขาชิงบอกรักคนอื่นก่อนซะอย่างนั้น

     ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองดีเลิศเหนือกว่าคนอื่น แต่ก็ไม่เคยดูถูกตัวเองเหมือนกัน เพียงแต่พี่คลื่นในสายตาผมเป็นคนที่เพอร์เฟกต์เกินไป จนคนธรรมดาอย่างผมไม่คิดว่าจะได้อยู่ในสายตาเขา

     แต่สิ่งที่พี่คลื่นทำอยู่ตอนนี้กลับทำให้ผมรู้สึกสมเพชตัวเองแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...ในหัวมีแต่คำว่าน่าสมเพชจนผมแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

     “โอเคครับ ถ้าเดือนอนุญาตแล้ว งั้นหลังจากนี้พี่จะจีบเขาแบบเต็มตัวแล้วนะ”

     ผมไม่รู้ว่าทำไมพี่คลื่นถึงต้องขออนุญาตก่อน แต่ก็ไม่ได้ถามออกไปเพราะในอกมันจุกจนพูดไม่ออก พี่คลื่นหันไปดูดาวต่อพร้อมรอยยิ้มที่ใครมาเห็นก็ต้องตกหลุมรัก และผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน แต่ตอนนี้ผมอยากปีนขึ้นมาจากหลุมนั้น...ซึ่งก็ดูเหมือนจะปีนกลับขึ้นมาได้ยากเหลือเกิน

     ช่วงเวลาที่ผมคิดว่าจะมีความสุขที่สุด กลับเป็นช่วงเวลาที่ผมทรมานเหมือนตายทั้งเป็น มือของเราสองคนยังจับกันอยู่ แต่ผมกลับสัมผัสถึงความอบอุ่นไม่ได้อีกต่อไป

     ช่างเป็นเรื่องน่าขำที่ขำไม่ออกจริงๆ วันที่ผมรู้ตัวว่าชอบพี่คลื่นเป็นวันเดียวกับที่รู้ว่าพี่คลื่นรักคนอื่น

     ผมขอถอนคำพูดนะครับ...ดวงดาวบนท้องฟ้าไม่สวยงามเลยสักนิด





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 20:57:31 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนที่ 17 : ได้ยินหรือเปล่า





     “เดือน มึงพูดอะไรบ้างเถอะ อย่าเงียบแบบนี้ดิวะ”

     “พวกกูมาหาทั้งที มึงจะเอาแต่นั่งกอดเข่าไม่เงยหน้ามามองจริงๆ เหรอ”

     ผมทำเป็นไม่ได้ยินฝนกับควีน นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เพื่อนทั้งสามคนหันไปมองหน้ากันอย่างหนักใจ ก่อนที่ข้าวหอมจะคลานขึ้นมาบนเตียง

     “ข้าวซื้อเค้กร้านโปรดเดือนมาฝาก เดือนอยากกินไหม เดี๋ยวข้าวเอาไปใส่จานให้”

     ผมส่ายหน้าให้ข้าวหอมสองสามทีแต่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมา

     “เอาไงดีวะมึง”

     “กูก็ไม่รู้ถึงได้ยืนหน้าเครียดอยู่นี่ไง มันเคยเป็นแบบนี้ซะที่ไหนล่ะ”

     ข้าวหอมเอื้อมมือมาลูบหลังเบาๆ ฝนกับควีนขึ้นมานั่งบนเตียงเหมือนกัน วันนี้มีเรียนตอนบ่าย พวกมันเลยมาหาผมที่ห้องได้ ผมบอกว่าอย่ามามันก็ไม่ฟัง ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมไม่อยากให้เพื่อนมาเห็นสภาพผมในตอนนี้

     หลังกลับมาจากค่ายอาสาผมก็ซึมตลอดเวลา ใครถามอะไรก็ไม่ตอบ จนเพื่อนๆ ต้องไล่ผมกลับมานอนพักที่ห้องแล้วปล่อยให้ข้าวหอมไปส่งรายงานคนเดียว ตอนที่ผมเล่าเรื่องพี่คลื่นพวกมันทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ฝนกับควีนที่มั่นใจมากว่าพี่คลื่นต้องชอบผมแน่นอนถึงกับจะไปถามพี่คลื่นตรงๆ แต่ผมห้ามไว้เพราะไม่อยากเจ็บไปกว่านี้แล้ว

     ได้ยินครั้งเดียวก็เจ็บมากพอแล้ว ผมไม่อยากได้ยินมันเป็นครั้งที่สองอีก ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่ากำลังหนีความจริง...ความจริงที่ว่าพี่คลื่นรักคนอื่นที่ไม่ใช่ผม

     พอคิดถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วก็อดหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้ คนอื่นเขากินเหล้าข้ามปี อยู่กับคนรักข้ามปี สวดมนต์ข้ามปี ส่วนผมร้องไห้ข้ามปี พี่คลื่นทั้งวิดีโอคอลทั้งส่งข้อความมาผมก็ไม่สนใจ เอาแต่ร้องไห้หนักจนเผลอหลับไป ไม่มีอะไรน่าสมเพชกว่านี้อีกแล้ว

     “เป็นไปได้ไหมว่าคนที่พี่คลื่นรักจะหมายถึงไอ้เดือน” ควีนตั้งข้อสงสัย

     “ถ้าเป็นแบบนั้นจริงทำไมเขาไม่บอกมาเลยล่ะ ไม่เห็นต้องโกหกว่าบอกไม่ได้เลย”

     “เออ จริงของมึง”

     “เดือนคิดอะไรอยู่บอกข้าวได้ไหม” ข้าวหอมถาม มือยังลูบหลังผมไม่หยุด

     “มึงระบายกับพวกกูได้นะ กูสัญญาว่าจะไม่พูดเพ้อเจ้อ จะเป็นผู้ฟังที่ดี”

     “กูด้วย”

     ผมค่อยๆ เงยหน้าจากเข่าตัวเอง พอเห็นใบหน้าผมแล้วพวกมันต่างก็ผงะกันไป

     “เดือน! ทำไมหน้ามึงโทรมแบบนี้วะ”

     “กูโทรมขนาดนั้นเลยเหรอ”

     “โอ้โห กูอยากลากมึงไปส่องกระจกในห้องน้ำซะตอนนี้เลย หน้ามึงเหมือนคนอดหลับอดนอนมาสิบวันอ่ะ”

     “เดือนยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อวานใช่ไหม” ข้าวหอมถาม คงเห็นเกาเหลาที่ซื้อมาให้ผมเมื่อวานยังอยู่ในถุงไม่ได้แกะออกมากิน ผมส่ายหน้าไปมาจนผมที่ยุ่งเหยิงกระเซิงหมด

     “เรากินไม่ลง”

     “รู้ไหมว่าตอนนี้หน้ามึงเศร้ามาก เศร้าจนพวกกูอยากร้องตามเลยเนี่ย”

     “เดือนอยากพูดอะไรไหม เดือนพูดได้นะ อย่าลืมสิว่าเราเป็นเพื่อนกัน” ข้าวหอมยิ้มบางๆ เพียงเท่านั้นน้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วก็กลับมารื้นอีกรอบ ผมกระโจนเข้าหาข้าวหอมพลางสะอื้นจนตัวโยน น้ำตาแห่งความเสียใจพรั่งพรูออกมาไม่หยุด ข้าวหอมที่รับผมทันโอบกอดผมไว้หลวมๆ

     “ฮึก...เราเจ็บ...เจ็บมากๆ เลยข้าว...”

     “อืม ข้าวรู้” ข้าวหอมลูบผมเบาๆ เหมือนผู้ใหญ่ปลอบเด็ก

     “ทำไมอ่ะ ทำไมคนที่เขารักถึงไม่เป็นเรา ทำไมเขาต้องไปรักคนอื่นด้วย ฮึก...”

     ฝนกับควีนทำหน้าไม่ถูก คงเพราะตั้งแต่คบกันมามันไม่เคยเห็นผมร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อน พวกมันมองผมอย่างสงสาร ก่อนที่ฝนจะเอามือมาแตะไหล่เบาๆ

     “กูขอโทษนะที่พูดไปแบบนั้น กูเห็นพี่คลื่นเทคแคร์มึงดีมากเลยคิดว่าเขาต้องชอบมึงแน่ๆ ไม่คิดว่า...เอ่อ...เขาจะมีคนที่ชอบอยู่แล้ว”

     “กูก็ขอโทษเหมือนกัน ถ้ามึงโกรธพวกกูมึงด่ามาเลยก็ได้ ถ้ามันจะทำให้มึงหายเจ็บได้บ้างพวกกูก็ยอม”

     ผมผละตัวออกจากข้าวหอม ยกมือปาดน้ำตาลวกๆ “กูไม่โกรธพวกมึงหรอก กูอยากขอบคุณด้วยซ้ำที่ช่วยให้กูรู้ใจตัวเอง”

     “อ้าว แล้วที่มึงร้องไห้อยู่นี่...” ฝนมองมาอย่างงุนงง

     “กูแค่โมโหตัวเองน่ะ โมโหที่ตัวเองหวั่นไหวง่ายเกินไป รู้ทั้งรู้ว่าเขาแค่เล่นไปตามเกม รู้ทั้งรู้ว่าเขาอยู่สูงเกินไป ถึงจะรู้อย่างนั้นแต่กูก็ยังเผลอใจไปชอบเขาอีก”

     “มึงตั้งสติก่อน ที่พูดมานั่นน่ะมึงไม่ผิดเลยนะเว้ย พี่คลื่นเป็นคนมีเสน่ห์มาก ต่อให้ไม่ใช่มึงแต่ถ้าได้วิดีโอคอลกันทุกวัน เป็นใครก็ต้องหวั่นไหวทั้งนั้นแหละ”

     “จริงอย่างที่อีฝนพูด กูว่านะ ถ้าจะมีคนผิดจริงๆ ก็พี่คลื่นนั่นแหละที่ผิด มึงเป็นแค่ผู้ชนะเกมแต่เขากลับตามดูแลขนาดนี้ กูกล้าพูดเลยว่าร้อยทั้งร้อยต้องมีคิดเข้าข้างตัวเองกันบ้าง”

     “ข้าวเห็นด้วยกับควีนนะ เดือนอย่าโทษตัวเองเลย เดือนไม่ได้หลงตัวเองหรอก การกระทำของพี่คลื่นมันทำให้เราคิดแบบนั้นจริงๆ”

     น้ำตาผมยังไหลไม่หยุด ความเสียใจที่ผมคิดว่าจบลงไปเมื่อคืนแล้วหวนกลับมาอีกครั้ง ผมไม่รู้หรอกว่าเรื่องนี้ใครเป็นคนผิด สิ่งเดียวที่ผมรู้และคอยตามหลอกหลอนมาทั้งคืนคือพี่คลื่นไม่ได้รักผม

     “มึงหยุดร้องเถอะเดือน กูใจจะขาดจริงๆ นะ” ฝนเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้ “ตอนมึงบอกว่าชอบพี่คลื่น กูแอบกลัวเหมือนกันว่ามึงอาจจะไม่ได้ชอบเขาจริงๆ แต่ตอนนี้กูรู้แล้วว่ากูคิดผิด”

     “ทำไมวะ”

     “ก็หน้ามึงตอนนี้มันตอบกูเรียบร้อยแล้วไง แค่กูกับอีควีนเห็นมึงร้องไห้ก็รู้แล้วว่ามึงชอบพี่คลื่นมากจริงๆ”

     ข้าวหอมดึงผมไปกอดอีกรอบ คราวนี้ผมยอมให้เพื่อนกอดโดยไม่สะอื้น “แล้วเดือนจะเอายังไงต่อ ยังอยากบอกชอบพี่คลื่นอยู่ไหม”

     “คงไม่บอกอ่ะ บอกไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น”

     “แล้วเรื่องวิดีโอคอลล่ะ มึงยังอยากเล่นเกมกับพี่คลื่นต่อไหม ถ้าไม่อยากกูไปพูดกับเขาให้ได้นะ”

     “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวจะมีปัญหากันเปล่าๆ เหลืออีกแค่ไม่กี่วันเอง”

     “มึงแน่ใจเหรอว่าจะทนได้ การต้องเห็นหน้าคนที่หักอกเราทุกคืนมันไม่สนุกเลยนะ”

     ผมเงยหน้ามองควีนที่ถามอย่างเป็นห่วง พยายามยิ้มให้กว้างที่สุด “กูจะโฟกัสแค่ความสุขของตัวเอง กูยังอยากใกล้ชิดกับเขาแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แต่มึงไม่ต้องห่วง วันไหนที่กูตักตวงความสุขเต็มที่แล้วกูจะเดินออกมาเอง กูไม่ทนรักข้างเดียวไปตลอดชีวิตหรอก”

     “เดือนแน่ใจนะว่าจะเอาแบบนี้” ข้าวหอมถามข้างหูผม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

     “อืม เราคิดมาทั้งคืนแล้ว”

     “ถ้าเดือนแน่ใจแล้วก็ลุยเลย ข้าว ฝน ควีนจะคอยให้กำลังใจอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน”

     ผมพยักหน้ากับไหล่ของข้าวหอม ฝนกับควีนเข้ามาโอบกอดข้าวหอมไว้อีกที กลายเป็นว่าตอนนี้พวกเราสี่คนกำลังกอดกันเป็นก้อนกลมๆ อยู่บนเตียง

     หลังจากนี้ผมจะไม่พูดถึงเรื่องคนที่พี่คลื่นรักอีก ผมจะสนใจแค่เกมวิดีโอคอลที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เราสองคนมารู้จักกัน อาจจะดูเป็นวิธีขี้ขลาด แต่มันเป็นสิ่งเดียวที่ผมทำได้ในตอนนี้ ที่จริงผมอยากตัดพี่คลื่นออกไปจากชีวิตเลย แต่เผอิญผมไม่ใช่คนเด็ดเดี่ยวขนาดนั้น

     ฝนบอกว่าผมชอบพี่คลื่นมาก ผมเองก็คิดแบบนั้น แต่หลังจากเกมนี้จบลงผมจะลืมความรู้สึกทั้งหมดนี้ไป ผมไม่รู้หรอกว่าจะทำได้จริงไหม แต่ผมจะพยายามทำให้ได้



     ปกติมหา’ลัยจะให้นักศึกษาหยุดวันปีใหม่ แต่คนในเซคฯ ที่ผมเรียนดันได้คะแนนสอบย่อยไม่ถึงครึ่งเยอะมาก อาจารย์เลยให้โหวตว่าอยากมาเรียนชดเชยเก็บคะแนนในวันหยุดไหม และเพราะเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย ตอนนี้พวกผมเลยมาอยู่ที่มหา’ลัยอย่างที่เห็น

     วันนี้อาจารย์สอนติดลม กว่าจะปล่อยให้นักศึกษาแบกร่างที่ไร้วิญญาณออกจากห้องเรียนเวลาก็ล่วงเลยไปห้าโมงเย็น พวกผมสี่คนเดินลงมาจากตึกเรียน ก่อนจะเห็นคนที่นั่งอยู่ใต้ตึกโบกมือมาให้แต่ไกล

     “วันนี้เลิกเรียนช้ากันเหรอครับ” พี่องศาลุกจากที่นั่งเดินเข้ามาทักทาย ด้านหลังมีพี่ทิวกับพี่ยี่หวาตามมาด้วย พวกผมทำหน้างงกันหมดยกเว้นข้าวหอมที่พยายามหลบหน้า ก่อนที่ฝนจะเป็นตัวแทนตอบคำถามพี่องศา

     “ที่จริงต้องเลิกสี่โมงครึ่งค่ะ แต่อาจารย์วิชานี้ชอบสอนเลยเวลา” ฝนมองหน้ารุ่นพี่ทุกคนไปมา “แล้ว...พี่รู้ได้ไงคะว่าวันนี้พวกหนูมีเรียนชดเชย”

     “ข้าวหอมบอกพี่ครับ”

     และทุกสายตาก็หันไปมองเจ้าของชื่อทันที ข้าวหอมสะดุ้งเล็กน้อย ทำหน้าเลิ่กลั่กเหมือนคนมีความผิด

     “ข้าว...ข้าวไม่ได้ตั้งใจจะบอกนะ ก็พี่องศาเอาแต่ถามอยู่ได้ ข้าวเลยตอบให้จบๆ ไปเท่านั้นเอง”

     “พี่มารอพวกหนูเหรอคะ” ฝนหันไปถามพี่องศาอีกครั้ง

     “ครับ พี่จะมาชวนไปกินเลี้ยงย้อนหลังปีใหม่ พี่คิดว่าไปกันเยอะๆ คงสนุกกว่าเลยอยากมาชวนพวกเราด้วย”

     “แหมพี่องศา ไม่ต้องอ้อมค้อมหรอกค่ะ พูดมาเลยก็ได้ว่าตั้งใจมาชวนใครบางคนโดยเฉพาะ” ควีนเหลือบไปมองข้าวหอมยิ้มๆ พี่ยี่หวากับพี่ทิวที่ยืนฟังอยู่หลุดขำ

     “ฮ่าๆๆ ไม่เถียงครับ” พี่องศาเดินมาโอบไหล่ข้าวหอม ก้มหน้าไปถามใกล้ๆ “ไปด้วยกันนะครับข้าว”

     “ผม...ผมไม่ไปดีกว่า พี่องศาไปกับเพื่อนๆ ผมเลยครับ”

     “ไม่ได้สิครับ พี่ตั้งใจมาชวนข้าวโดยเฉพาะเหมือนที่น้องควีนบอกเลยนะ”

     แก้มของข้าวหอมขึ้นสีระเรื่อ ถ้าไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนอื่นผมว่าข้าวหอมคงทำแก้มพองลมไปแล้ว พี่องศาชัดเจนแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน พวกผมจะได้ไม่ต้องคิดกันไปเอง

     “แล้วพี่คลื่นไม่ได้ไปด้วยกันเหรอคะ” ฝนถามพี่องศาเมื่อไม่เห็นพี่คลื่นมาด้วยกัน มีการหันมามองผมก่อนนิดหนึ่ง ที่จริงผมก็สงสัยเหมือนกันตั้งแต่พี่องศาเดินเข้ามาทักแล้ว แต่แค่ไม่อยากถามออกไป

     “มันป่วยครับ ก่อนไปค่ายมันโหมทำโปรเจกต์หนักติดกันหลายวัน ไปถึงค่ายยังทำแต่งานหนักๆ อีก ที่จริงพวกพี่จะรอมันหายก่อนแล้วค่อยไปกินเลี้ยงด้วยกัน แต่มันบอกว่ากว่าจะหายคงอีกนานเลยให้ไปกันก่อนเลย” พี่องศาพูดพลางเหลือบมามองผมที่เผลอทำหน้าตกใจ “พรุ่งนี้พี่ว่าจะแวะเอายาไปให้มันที่คอนโดฯ ไอ้คลื่นไม่ชอบกินยาเลยไม่เคยซื้อยาติดห้องไว้เลย”

     แค่รู้ว่าพี่คลื่นไม่สบายผมก็ตกใจมากพอแล้ว นี่พี่คลื่นยังไม่มียาด้วยอีก แล้วตอนนี้จะไม่อาการหนักแย่เหรอ

     “เอ่อ...แล้วพี่คลื่นเป็นอะไรมากไหมคะ” ฝนถามพี่องศา มันคงรู้ว่าผมอยากรู้เรื่องนี้มากที่สุดเลยเอ่ยปากถามให้

     “เมื่อเช้าที่โทรไปมันบอกว่าตัวร้อน เจ็บคอ รู้สึกหนาวตลอดเวลา พี่จะเอายาไปให้วันนี้เลยมันก็ไม่ยอม เอาแต่บอกว่าอยากให้ไปสนุกกันเต็มที่แล้วพรุ่งนี้ค่อยเอาไปให้ แต่พี่คิดว่ามันน่าจะไม่อยากกินยามากกว่า”

     ยิ่งได้ยินอาการของพี่คลื่นสีหน้าผมก็แย่ลงไปทุกที แค่คิดว่าพี่คลื่นกำลังนอนซมอยู่บนเตียงคนเดียวในห้อง ในใจผมมันก็ร้อนรนขึ้นมา

     “พี่องศาครับ”

     “หืม?”

     ผมกัดปากอย่างลังเล แต่ก็พูดออกไปในที่สุด “คอนโดฯ พี่คลื่นอยู่ที่ไหนเหรอครับ”



     ด้วยความเป็นห่วงและความกลัวว่าพี่คลื่นจะเป็นอะไรไป ผมเลยรีบไปร้านขายยาทันทีที่พี่องศาบอกที่อยู่ของพี่คลื่น ผมซื้อมาทุกอย่างจนแทบจะเหมาร้านขายยามา ทั้งยาแก้ไข้ ยาแก้ไอ ยาบรรเทาเสมหะ ยาอมที่ช่วยให้ชุ่มคอ จนกระทั่งผมมาถึงหน้าคอนโดฯ พี่คลื่นถึงได้รู้ตัวว่าลืมเรื่องสำคัญอีกอย่างไป

     ผมจะให้ยากับพี่คลื่นได้ยังไงในเมื่อไม่มีคีย์การ์ดและไม่รู้หมายเลขห้อง

     ก็ไม่อยากพูดแบบนี้หรอก แต่ผมนี่มันอ๊องเหมือนที่เพื่อนบอกจริงๆ

     ผมยืนคิดหัวแทบแตกอยู่หน้าคอนโดฯ ว่าจะทำยังไงดี จนยามเฝ้าคอนโดฯ เริ่มมองมาเหมือนระแวงว่าผมจะเป็นมิจฉาชีพหรือเปล่า เมื่อไม่มีทางเลือกผมจึงต้องโทรไปขอให้พี่คลื่นลงมาหา ตอนรับสายเสียงพี่คลื่นแหบมาก แต่พอได้ยินว่าผมมาอยู่หน้าคอนโดฯ แล้วพี่คลื่นก็บอกว่าจะรีบลงมาหา ให้ผมยืนรออย่าเพิ่งกลับไปซะก่อน

     ผมรออยู่ประมาณห้านาทีก็เห็นพี่คลื่นเดินลงมาจากคอนโดฯ คนตัวสูงอยู่ในชุดเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงขายาวสีน้ำเงินเนื้อบาง น่าจะกำลังนอนพักอยู่ก่อนผมโทรไป พอคิดแบบนั้นผมก็รู้สึกผิดขึ้นมาที่ให้เขาฝืนร่างกายลงมารับ

     “เดือนรอนานไหม” ใบหน้าที่อ่อนเพลียพยายามฝืนยิ้มให้ ผมส่ายหน้าก่อนจะมองกลับไปอย่างเป็นห่วง

     “ขอโทษที่ให้ลงมารับนะครับ ผมไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อน”

     “พูดอะไรอย่างนั้นครับ พี่สิต้องขอโทษที่รบกวนเรา” ร่างสูงโยกหัวผมไปมา ถึงจะไม่สบายแต่พี่คลื่นก็ยังดูดีไม่เปลี่ยนแปลง

     “ผมซื้อยามาให้ครับ พี่องศาบอกว่าห้องพี่ไม่มียาเลย” ผมพูดพร้อมกับยื่นถุงยาไปข้างหน้า แต่แทนที่จะรับไว้พี่คลื่นกลับเอาแต่ยิ้ม

     “องศาบอกแล้วใช่ไหมว่าพี่ป่วยหนัก”

     “บอกแล้วครับ”

     “พี่ตัวร้อน เจ็บคอ ไข้ขึ้นสูงตลอดเวลา”

     “ครับ ผมเป็นห่วงเลยมาหานี่ไง”

     “เดือนเป็นห่วงพี่ใช่ไหม”

     “ก็ต้องห่วงสิครับ”

     “อืม งั้นขึ้นห้องกันเถอะ” พี่คลื่นพูดจบก็จับมือผมพาเข้าไปในคอนโดฯ ผมที่โดนลากไปแบบไม่รู้เรื่องเลยได้แต่ถามด้วยความงง

     “จะให้ผมขึ้นไปทำไมครับ”

     “เดือนจะมาดูแลพี่ไม่ใช่เหรอ”

     “ครับ!?” ผมทำหน้าเหลอหลา แต่คนตัวสูงก็ไม่ได้สนใจน้ำเสียงตกใจของผม

     “ไหนเมื่อกี้บอกว่าเป็นห่วงพี่ไง”

     “ก็ใช่ครับ แต่ผมไม่ได้บอกว่าจะมาดูแล ผมซื้อยามาให้แล้วนี่ไง”

     พี่คลื่นทำหูทวนลม หลังจากลิฟต์ลงมาแล้วเขาก็จูงมือผมเข้าไปในลิฟต์ กดหมายเลขชั้นเองเสร็จสรรพจนผมได้แต่มองตาค้าง

     “พี่คลื่น…”

     คนตัวสูงดึงผมไปยืนพิงผนังลิฟต์ก่อนจะตามมายืนพิงข้างๆ เอาหัววางไว้บนหัวผมอีกที “พี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า มันปวดหัวไปหมด แค่จะลุกจากเตียงยังทำไม่ได้เลย”

     “…”

     “อยู่กับพี่ก่อนนะครับ พี่ไม่อยากอยู่คนเดียว ถ้าไม่มีคนดูแลพี่ต้องแย่แน่ๆ เลย”

     น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าทำให้ผมต้องกลืนคำพูดที่จะปฏิเสธลงไปในคอ ผมลองเอามือไปอังหน้าผากก่อนจะพบว่ามันร้อนมาก พี่คลื่นกำลังยืนหลับตา เหงื่อที่ซึมอยู่บนขมับบ่งบอกว่าเจ้าตัวป่วยหนักจริงๆ

     ตัวเองมีคนในใจอยู่แล้วแท้ๆ ยังจะมาขอให้คนอื่นดูแลอีก พี่คลื่นนี่แปลกคนชะมัด...

     ผมมองคนตัวสูงอย่างชั่งใจ สุดท้ายก็ทนใจแข็งไม่ไหว ดึงมือใหญ่มากุมไว้หลวมๆ “ถ้าพี่คลื่นอนุญาต...งั้นผมขอดูแลพี่นะครับ”





(มีต่อนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2022 21:12:36 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ earthxxide

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 79
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
     ห้องของพี่คลื่นมีหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องน้ำ และหนึ่งห้องนั่งเล่น เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องมีไม่เยอะ เลยทำให้รู้สึกว่าห้องกว้างขวางน่าอยู่ พี่คลื่นให้ผมช่วยพยุงตัวเองเข้าไปในห้องนอน ผมอึกอักนิดหน่อยแต่สุดท้ายก็ต้องยอมเพราะตอนนี้ร่างกายพี่คลื่นต้องมาก่อน

     “ไปหาหมอดีไหมครับ เดี๋ยวผมพาไป” ผมโน้มหน้าลงไปใกล้คนป่วยที่ตอนนี้นอนหมดสภาพอยู่บนเตียง

     “ไม่เป็นไรครับ เดือนซื้อยามาให้พี่แล้วไม่ใช่เหรอ ได้นอนพักสักหน่อยเดี๋ยวก็หาย” พี่คลื่นพูดจบก็เหลือบมามองผมที่ยืนอยู่ข้างเตียง “ตอนได้ยินว่าเดือนมาอยู่หน้าคอนโดฯ พี่นึกว่ากำลังฝันอยู่ซะอีก”

     “ทำไมครับ”

     “ก็เดือนโกรธพี่อยู่ไม่ใช่เหรอ”

     “…”

     “เมื่อวานพี่ทั้งโทรทั้งวิดีโอคอลหา แต่เดือนไม่รับสายพี่เลย ทั้งที่สัญญาไว้ว่าจะอยู่เคานต์ดาวน์ด้วยกันแท้ๆ”

     “คือ...ผม...เมื่อวานผมโดนอาจารย์สั่งแก้รายงานน่ะครับ ผมเลยไปค้างบ้านข้าวเพื่อทำรายงานแต่ลืมเอาโทรศัพท์ไป” ผมโกหกเพราะไม่กล้าบอกความจริง ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องไม่ให้อีกฝ่ายมีเวลาสงสัย “พี่องศาบอกว่าพี่คลื่นไม่ชอบกินยา ถึงจะไม่ชอบยังไงก็ต้องกินนะครับ ไม่งั้นไม่หาย”

     พี่คลื่นยิ้มบางๆ เอื้อมมือที่ร้อนผ่าวมาทาบแก้มผม “ถ้ากลัวพี่ไม่กินยาเดือนก็ป้อนพี่สิครับ”

     หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อโดนขอร้องแบบนั้น ผมรีบยืนขึ้นเต็มความสูง หันหน้าหลบเพื่อซ่อนอาการเอาไว้ “ผม...ผมขอเข้าไปดูในครัวหน่อยนะครับ เผื่อมีอาหารแช่แข็งจะได้เอามาอุ่นให้พี่กิน”

     ผมรีบเดินมาตั้งหลักในครัว ภายในอกข้างซ้ายยังปั่นป่วนไม่หยุด พี่คลื่นพูดอะไรก็ไม่รู้ ถ้าคนที่ตัวเองรักมาได้ยินเข้าจะรู้สึกยังไง ไม่คิดบ้างหรือไง

     ผมส่ายหน้าไปมาแรงๆ พยายามโยนเรื่องไร้สาระออกไปจากหัว ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาห่วงเรื่องนั้น ต้องตั้งสมาธิกับการดูแลพี่คลื่นอย่างเดียว พี่คลื่นอุตส่าห์ไว้ใจให้ผมมาดูแลทั้งที ผมต้องทำให้ดีที่สุด

     พอเปิดตู้เย็นดูก็เจอแต่ของสด ไม่เจออาหารแช่แข็งเลยสักกล่อง อุปกรณ์ในครัวก็มีพร้อม ผมเลยเดาเอาว่าปกติพี่คลื่นน่าจะทำอาหารกินเอง อันที่จริงการทำอาหารให้คนป่วยมันเป็นเรื่องง่ายมากเมื่อมีอุปกรณ์และวัตถุดิบครบครันขนาดนี้ แต่ไม่ใช่กับผมที่ทั้งชีวิตทำเป็นแต่ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผมยืนคิดจนคิ้วแทบผูกกันว่าจะเอายังไงดี ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อนึกวิธีดีๆ ขึ้นมาได้

     ผมหยิบโทรศัพท์มาโทรหาเพื่อนสนิท มันรับสายแทบจะทันทีเหมือนกำลังรอผมอยู่

     [กว่าจะโทรกลับมาได้นะมึง กูโทรไปหลายสายจนโทรศัพท์จะพังอยู่แล้ว] ควีนพูดรัวๆ เหมือนอัดอั้นมานาน ผมต้องเอาโทรศัพท์ออกห่างจากหูไม่งั้นอาจหูหนวกเอาได้ มีเสียงเพลงดังมาตามสายด้วย พี่องศาน่าจะพาพวกมันไปกินเลี้ยงปีใหม่ที่ผับไหนสักแห่ง

     “พอดีกูตั้งสั่นไว้เลยไม่ได้ยินเสียงอ่ะ มึงอย่าเพิ่งบ่นเลย ช่วยกูก่อน”

     [โทรมาก็มีเรื่องให้ช่วยเลยเหรอ ไม่คิดจะอธิบายก่อนหรือไง แล้วนี่มึงอยู่ที่ไหน อย่าบอกนะว่าคอนโดฯ พี่คลื่น]

     “ก็ไม่เชิง ตอนนี้กูอยู่ในห้องพี่คลื่น”

     [ฮะ!?] ปลายสายมีเสียงฝนกับข้าวหอมปนมาด้วย ผมเลยรู้ว่าควีนกำลังเปิดสปีกเกอร์โฟน [มึงไปอยู่ในห้องเขาได้ไงวะ]

     “เรื่องมันยาวน่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้มึงช่วยสอนกูทำข้าวต้มหน่อย” ถึงจะไม่เคยทำอาหาร แต่พอเห็นวัตถุดิบในครัวผมก็คิดว่าน่าจะทำข้าวต้มได้

     [ข้าวต้ม? เดือน กูงงไปหมดแล้วนะ มึงคิดจะทำอะไรกันแน่]

     “กูสัญญาว่ากลับไปแล้วจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง แต่ตอนนี้มึงช่วยกูก่อนเถอะ กูขอร้อง”

     ควีนเงียบไปสักพัก ก่อนที่เสียงถอนหายใจจะดังมาตามสาย [เออ สอนก็สอน แล้วนี่มึงมีวัตถุดิบยัง]

     “มี...” ผมไล่พูดชื่อวัตถุดิบที่มีทั้งหมดในครัวให้เพื่อนฟัง

     [ตอนนี้มึงอยู่ในครัวหรือเปล่า]

     “อยู่”

     [ดีมาก กูจะได้สอนถนัดๆ หน่อย ตั้งใจฟังล่ะกูจะพูดแค่รอบเดียว]

     และหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นผมก็เอาแต่ง่วนอยู่ในครัวกับเพื่อนสนิทที่ผันตัวมาเป็นอาจารย์ชั่วคราว ไม่ต้องถามถึงความทุลักทุเลนะครับ ครัวไม่พังก็บุญโขแล้ว



     “พี่คลื่นครับ ลุกมากินข้าวก่อน ผมทำข้าวต้มมาให้” ผมเดินถือชามข้าวต้มเข้ามาในห้องนอน ร่างสูงที่นอนสลบอยู่บนเตียงเหลือบมามองก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อย

     “เดือนทำเองเหรอ”

     “ครับ”

     “พี่ก็คิดอยู่ว่าทำไมหายไปนาน นึกว่าจะทิ้งพี่ซะแล้ว” พี่คลื่นพูดเสียงแหบ ลุกขึ้นนั่งเอาหลังพิงพนักเตียง ผมลากเก้าอี้ในห้องมานั่งข้างๆ พอเห็นหน้าตาอาหารคนตัวสูงก็ทำหน้าประหลาดใจ “นี่เดือนทำจริงๆ เหรอ ไหนบอกว่าทำอาหารไม่เป็นไง”

     “ผมโทรไปถามวิธีทำจากควีนครับ ห้องพี่ไม่มีอาหารแช่แข็งผมเลยต้องทำเอง”

     “แล้วทำไมไม่มาบอก ข้างล่างคอนโดฯ มีร้านอาหารเยอะแยะ เดี๋ยวพี่ฝากเงินให้เราไปซื้อก็ได้”

     “ถ้าผมออกไปจากคอนโดฯ แล้วจะกลับเข้ามายังไงล่ะครับ”

     “พี่ก็จะให้คีย์การ์ดกับบอกรหัสห้องให้เราไง”

     “อย่าเลยครับ ผมไม่ใช่คนที่ไว้ใจได้ขนาดนั้น”

     “ทำไมครับ เดือนจะมาขโมยของในห้องตอนพี่ไม่อยู่เหรอ” พี่คลื่นพูดยิ้มๆ

     “เปล่าครับ ผมแค่พูดตามความจริง ตกลงที่ชวนคุยซะยาวนี่คือพี่ไม่กล้ากินข้าวต้มฝีมือผมใช่ไหมครับ ผมจะได้เอาไปทิ้งแล้วลงไปซื้อข้าวกล่องมาให้”

     “ไม่ใช่อย่างนั้นครับ” พี่คลื่นรีบจับมือผมไว้แน่นเหมือนกลัวว่าผมจะเอาข้าวต้มไปทิ้งจริงๆ “พี่แค่ไม่อยากให้เดือนลำบาก ถึงจะรู้ว่าเดือนเต็มใจก็เถอะ ส่วนข้าวต้มนี่พี่จะกินครับ เดือนอุตส่าห์ทำมาให้ทั้งที ต่อให้เอาข้าวหมูกรอบสิบจานมาแลกพี่ก็ไม่ยอมหรอก”

     ผมรู้ว่าพี่คลื่นพูดแบบนั้นเพราะไม่อยากให้ผมเสียความตั้งใจ แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าลึกๆ แล้วผมรู้สึกดีกับคำพูดนั้นมาก

     “กินเองไหวไหมครับ”

     “ที่จริงก็ไหวครับ แต่อยากมีคนป้อน” คนตัวสูงยิ้มกริ่ม สายตาที่มองมาทำให้แก้มผมเห่อร้อนโดยไร้สาเหตุ

     “กินเองไปเลยครับ เรื่องอะไรผมต้องป้อน”

     “ไหนบอกว่าจะดูแลพี่ไง คิดจะผิดคำพูดเหรอครับ”

     “…”

     “เดือน...ป้อนพี่หน่อยนะครับ มีคนป้อนจะได้หายเร็วกว่ากินเองไง”

     ถึงจะฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ แต่ผมกลับใจอ่อนกับคำพูดนั้นทั้งที่ตอนแรกตั้งใจจะไม่ยอม ผมตักข้าวมาเป่าเบาๆ แล้วยื่นช้อนไปจ่อปากอีกฝ่าย ก่อนเอามาให้คนป่วยกินผมลองชิมไปแล้ว ผมคิดว่ามันพอกินได้ ไม่ได้อร่อยจนน้ำตาต้องไหล แต่พี่คลื่นกลับชมผมไม่หยุด แถมยังกินหมดชามไม่รู้ว่าเพราะอร่อยหรือเพราะหิวกันแน่



     “ไหนพี่องศาบอกว่าพี่คลื่นไม่ชอบกินยาไงครับ” ผมถามขณะที่กำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดไปตามท่อนแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ตอนนี้ท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิทแล้ว ผมเลยตั้งใจว่าพอเช็ดตัวให้พี่คลื่นเสร็จแล้วจะกลับเลย

     “ใช่ครับ พี่ไม่ชอบกินยา”

     “แต่ท่าทางตอนพี่กินยาไม่เหมือนคนไม่ชอบเลยนะครับ ผมนึกว่าจะได้เห็นพี่ย่นหน้าหลับตาปี๋ซะอีก”

     “ปกติพี่ก็เป็นแบบนั้นนะ” คนที่ดูโทรทัศน์อยู่เหลือบมามองผมก่อนจะยิ้มมุมปาก “สงสัยวันนี้มีคุณหมอตัวน้อยคอยดูแล พี่เลยไม่กล้าเป็นเด็กดื้อ”

     มือที่กำลังเช็ดไปตามตัวชะงักอยู่กับที่ ผมทำเป็นหยิบผ้าไปชุบน้ำในกะละมัง ในใจก็ก่นด่าตัวเองที่ขยันเขินกับคำพูดของอีกฝ่ายได้ทุกประโยค

     “ต่อให้ไม่มีคนดูแลพี่คลื่นก็ต้องกินยาให้ตรงเวลานะครับ แล้วเรื่องงานก็เอาแต่พอดีๆ อย่าหักโหมจนต้องป่วยแบบนี้อีก ที่บอกว่าไม่เคยอดนอนไปสอบเพราะปกติทำงานจนอดนอนใช่ไหมครับ หลังจากนี้ต้องนอนเยอะๆ นะครับรู้ไหม ไม่สบายทีนึงมันทรมานมากนะ” ผมพูดติดกันแทบไม่หยุดหายใจ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นห่วง อีกส่วนเพราะต้องการเบี่ยงเบนความสนใจ ไม่อยากให้พี่คลื่นรู้ว่ากำลังเขิน

     ผมเช็ดตัวพี่คลื่นไปอีกสักพักก็ไม่มีวี่แววว่าอีกฝ่ายจะตอบอะไรกลับมา ผมเลยละสายตาจากผ้าในมือหันไปมองใบหน้าคมคาย พี่คลื่นที่ผมคิดว่าดูโทรทัศน์อยู่กำลังนอนมองผมพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย ดึงมือผมไปจับเบาๆ ลูบไล้หลังมือไปมา

     “แต่อย่างน้อยการป่วยครั้งนี้ก็ทำให้พี่รู้ว่าเดือนเป็นห่วงพี่มากแค่ไหน”

     “…”

     “ถ้ากลัวพี่ดูแลตัวเองไม่ดี เดือนก็มาดูแลพี่แทนสิครับ”

     ผมไม่รู้ว่าพี่คลื่นพูดเล่นหรือพูดจริง แต่คำพูดเขาทำให้หัวใจที่กลับมาปกติแล้วเต้นถี่กว่าเก่าจนผมกลัวว่าตัวเองจะเหนื่อย ผมค่อยๆ ชักมือกลับ เอากะละมังไปวางบนโต๊ะหัวเตียงแล้วลุกขึ้นยืน

     “ผม...ผมกลับก่อนดีกว่า นี่ก็ดึกมากแล้ว พี่คลื่นจะได้พักผ่อน”

     ผมกำลังจะเดินไปที่ประตู แต่แรงมหาศาลที่กอดเอวผมไว้ทำให้ผมเสียหลักจนต้องลงไปนอนบนเตียง ร่างสูงคว้าตัวผมไปกอดไว้แน่น ไอร้อนจากร่างกายอีกคนแผ่มาถึงตัวผม กว่าจะตั้งสติได้ว่าเกิดอะไรขึ้นผมก็มาอยู่ในอ้อมกอดพี่คลื่นแล้ว

     “พี่คลื่น! ทำอะไรครับ”

     “ชู่ว อย่าเสียงดังสิครับ เดือนอยากให้พี่พักผ่อนไม่ใช่เหรอ พี่ก็กำลังจะนอนนี่ไง”

     “ถ้าจะนอนก็นอนดีๆ สิครับ จะมากอดผมทำไม ผมจะกลับแล้ว”

     “คืนนี้ค้างกับพี่นี่แหละ เผื่อพรุ่งนี้เช้าพี่ยังไม่หายดีจะได้มีคนช่วยเช็ดตัว”

     ผมตาโตกับคำพูดที่ดังอยู่บริเวณต้นคอ ดิ้นไปมาหวังจะหลุดจากอ้อมกอดให้ได้ “ไม่เอาครับ ผมจะกลับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมบอกให้เพื่อนพี่มาดูแลแทน”

     “ตาไปโดนอะไรมาครับ” คำถามนอกเรื่องทำให้ผมหยุดดิ้นชั่วคราว เมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบพี่คลื่นเลยพูดต่อ “พี่เห็นนะว่าตาเราบวม ตอนแรกนึกว่าตาฝาดไปเองซะอีก”

     “…”

     “ร้องไห้มาเหรอครับ หรือโดนใครต่อยมา”

     ผมเผลอยกมือมาแตะใต้ตาโดยไม่รู้ตัว ก่อนไปเรียนผมให้เพื่อนๆ เอาน้ำแข็งมาประคบแล้วนะ ยังไม่หายอีกเหรอเนี่ย “ผม...เผลอทำหนังสือตกใส่น่ะครับ ตาเลยช้ำอย่างที่เห็น”

     “ดูแลตัวเองดีๆ สิครับ ก่อนจะมาดูแลพี่เดือนต้องดูแลตัวเองให้ได้ก่อน เข้าใจไหม”

     ผมกะพริบตาปริบๆ รู้สึกทะแม่งๆ กับคำพูดของอีกฝ่าย “อย่าเพิ่งนอกเรื่องครับ รีบปล่อยผมเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นผมโกรธจริงๆ ด้วย”

     “เดือนจะทิ้งพี่ไปจริงๆ เหรอ”

     “…”

     “เดือนไม่เป็นห่วงพี่แล้วเหรอครับ”

     พี่คลื่นไม่รู้หรือไงว่าน้ำเสียงนี้ควรเก็บไว้พูดกับคนที่ตัวเองรัก ไม่ใช่ผมที่เป็นแค่รุ่นน้อง...

     “ถ้าไม่ห่วง...ผมจะมาหาพี่ถึงนี่เหรอ” ผมพูดเสียงเบาจนเหมือนกระซิบ เรี่ยวแรงที่ใช้ดิ้นหายไปไหนไม่รู้

     “ถ้าเป็นห่วงก็อยู่ที่นี่กับพี่นะครับ พี่ไม่รู้ว่าตอนกลางคืนอาการจะกำเริบอีกหรือเปล่า มีเดือนอยู่ด้วยพี่จะได้อุ่นใจ”

     พี่คลื่นพลิกตัวผมให้หันไปประจันหน้า โทรทัศน์ถูกปิดไปเมื่อไหร่ไม่รู้ ตอนนี้เราสองคนกำลังนอนมองตากัน

     ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ผมเกลียด สิ่งนั้นคงเป็นสายตาที่พี่คลื่นกำลังใช้มองผมตอนนี้ มันทำให้ผมไม่เป็นตัวของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นมันทำให้ผมอิจฉาคนที่ได้ครอบครองหัวใจของพี่คลื่นมากกว่าเดิม...

     “ก็ได้ครับ แต่แค่คืนเดียวนะ”

     คนตัวสูงยิ้มทันทีที่ผมตอบตกลง ลักยิ้มทั้งสองข้างนั้นพาให้ใจสั่นเหมือนกินกาแฟเข้าไป “ขอบคุณนะครับเดือน...ราตรีสวัสดิ์ครับ”

     ไม่รู้ว่าเพราะพิษไข้หรือเพราะฤทธิ์ของยา พอพูดกับผมเสร็จพี่คลื่นก็หลับสนิทไปเลย ผมนอนมองพี่คลื่นสักพักก็หลุดยิ้มออกมา พอนึกอะไรดีๆ ออกก็หยิบโทรศัพท์มาเปิดกล้องถ่ายรูป หันโทรศัพท์ไปทางพี่คลื่นก่อนจะกดถ่ายโดยไม่ลืมปิดเสียง

     พี่คลื่นมีรูปผมตอนหลับแล้ว ผมก็ขอมีรูปพี่คลื่นตอนหลับบ้างแล้วกัน อย่าโกรธกันนะครับ ทีใครทีมัน

     ผมรอจนแน่ใจว่าพี่คลื่นหลับแล้วจริงๆ ถึงได้ลุกมาปิดไฟแล้วกลับมานอนบนเตียงอีกรอบ คราวนี้ผมเป็นฝ่ายขยับตัวเข้าหาพี่คลื่น เอื้อมมือไปลูบแก้มเนียนตามแบบฉบับผู้ชายเบาๆ ถึงจะอยู่ในความมืดแต่ผมกลับมองเห็นใบหน้าหล่อเหลาชัดเจน

     จู่ๆ น้ำตาผมก็ไหลลงมา ผมยกมือมาปาดแล้วมันก็ยังไหลไม่ยอมหยุด ยิ่งได้อยู่ใกล้กันแบบนี้ความรู้สึกในอกยิ่งเด่นชัดกว่าเดิม มันชัดเสียจนผมกลัวว่าจะตัดใจอย่างที่สัญญากับตัวเองไว้ไม่ได้

     ผมค่อยๆ ดึงมือพี่คลื่นมาทาบบนอกตัวเอง ส่วนมือผมก็ยื่นไปทาบบนอกของพี่คลื่นเหมือนกัน

     พี่ได้ยินหรือเปล่าครับ...หัวใจผมมันกำลังบอกชอบพี่อยู่นะ มันบอกว่าอยากเป็นคนที่พี่รัก อยากเป็นคนที่ได้เข้าไปอยู่ในใจพี่ อยากเป็นคนดูแลพี่แบบนี้ตลอดไป ถึงจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่หัวใจดวงนี้กลับไม่ยอมฟังอะไรเลย พี่บอกหน่อยสิครับว่าผมควรทำยังไง...ผมควรจัดการกับหัวใจที่ไม่รักดีดวงนี้ยังไงดี

     น้ำตาผมไหลอาบแก้มจนหมอนที่ผมหนุนอยู่เปียกไปหมด ผมเคลื่อนตัวเข้าใกล้ร่างสูงอีกนิด เอื้อมมือไปกอดเอวแกร่งไว้หลวมๆ ซุกหน้าเข้ากับอกกว้าง พยายามฟังเสียงหัวใจของคนที่คิดกับผมแค่รุ่นน้อง แต่ผมกลับคิดมากกว่านั้น

     พี่บอกว่าชอบให้ผมยิ้ม แต่พี่รู้ไหมครับ...ตอนนี้ผมกำลังร้องไห้เพราะพี่





     TBC

     Tag : #คลื่นอิงเดือน

     Twitter : @earthxxide

     Facebook : Earthxxide

     P.S. ขอย้ำว่านิยายเรื่องนี้เน้น feel good เป็นหลักนะครับ ทุกตัวละครมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง อีกไม่กี่ตอนจะคลายปมดราม่าแล้ว อดทนกันนิดนึงน้าาา ><
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-10-2022 20:07:47 โดย earthxxide »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ พลอยสวย

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-5
ร้องห้ายไปกับเดือนเลยวว

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด