ReLove2: (ir)Replaceable Love - รัก...แทนกัน(ไม่)ได้ ... (ตอนที่ 10 - 5 ธ.ค. 65)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ReLove2: (ir)Replaceable Love - รัก...แทนกัน(ไม่)ได้ ... (ตอนที่ 10 - 5 ธ.ค. 65)  (อ่าน 1649 ครั้ง)

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ir)Replaceable Love / รัก...แทนกัน(ไม่)ได้

อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง)

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17


เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*

(ir)Replaceable Love / รัก...แทนกัน(ไม่)ได้

ภาคต่อของวีร์ วรรัญญา และชีวิตที่เปลี่ยนไป

ภาพความทรงจำของคนเก่า และเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นกับคนใหม่

หวังว่าฟ้าเบื้องบนจะเมตตาไม่ผ่าซ้ำลงที่เดิม

*

*

อนึ่ง นี่คือนิยาย เพราะฉนั้นมโนล้วน
อะสอง นิยายเรื่องนี้ PG-13 ตลอดทั้งเรื่อง ไม่มีที่ลับที่ไหน
อะสาม นิยายเรื่องอาจจะไม่ใช่นิยายวายแบบพิมพ์นิยม แต่อยากให้ลองอ่านดู

ขอขอบคุณทุกการติดตาม แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว : )


*

*

เพื่อความเข้าใจควรอ่านภาคแรกก่อนนะ <33   ...   Replaceable Love - รัก...แทนกันได้

[.1. การเดินทางผ่านกาลเวลา] | [.2. คู่แข่ง] | [.3. ยังแสดงออกไม่ได้]

[.4. เรื่องเล่าวันเก่าๆ] | [.5. ตาอยู่มาเดี๋ยวเดียว] | [.6. รางวัลของนักเรียนดีเด่น]

[.7. มันเพิ่งจะเริ่มต้น] | [.8. ครอบครัวฉันครอบครัวเธอ] | [.9. มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือว่าตั้งใจ]

[.10. หยุดแค่นี้หรือไปต่อ]


*

*

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-12-2022 23:02:27 โดย sarawit »

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 1 การเดินทางผ่านกาลเวลา


     วันนี้ก็เหมือนวันเสาร์ทั่วๆไป ผู้คนต่างใช้ช่วงเวลานี้เป็นวันพักผ่อนของตัวเอง บางคนก็อยู่กับบ้าน บางคนก็ออกไปหากิจกรรมอื่นๆทำเพื่อผ่อนคลายจากการทำงานมาตลอดทั้งสัปดาห์ เด็กๆบางคนก็เอาแต่นั่งเฝ้าหน้าจอไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรือโทรศัพท์ก็ตาม บางคนก็ยังคร่ำเคร่งกับการเรียนจนต้องไปขวนขวายหาที่เรียนพิเศษเพิ่มเติม

     สำหรับบางคนก็มีนัดพบเจอกับที่คนเขาไม่ได้เจอกันมานาน คนที่เป็นเจ้าของหัวใจของคนที่เขาหมายปอง แต่ก็ต้องยอมถอยออกมา เพราะว่าไม่ใช่นิสัยของเขาที่จะไปแย่งของใครมาเป็นของตัวเอง

     วีรมาตุ ราวัณ เดินเข้ามาถึงตึกอุบัติเหตุของโรงพยาบาลศูนย์ของจังหวัด ในวันเสาร์เช่นนี้ ด้านหน้าของแผนกฉุกเฉินยังคงมีผู้คนทั้งยืนรอและนั่งรออยู่ไม่ต่างไปจากวันอื่นๆมากนัก อุบัติเหตุสามารถเกิดได้ทุกวันและเวลาตราบใดที่เรายังคงมีความประมาทหลงเหลืออยู่ บางคนก็บาดเจ็บเพราะไม่ระมัดระวังในชีวิตประจำวัน บางคนก็เจ็บป่วยเพราะพฤติกรรมความประมาทที่สะสมเรื่อยๆมาและไม่ยอมแก้ไข

     แต่สำหรับบางคนที่แม้จะระมัดระวังมากแค่ไหนก็ยังล้มหมอนนอนเสื่อลงได้ ตามความเป็นไปของธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดมาแล้วก็หลีกหนีไม่พ้นความเจ็บความเสื่อมของร่างกายไปตามเวลา ขึ้นอยู่กับว่าเวลาของใครจะสั้นยาวเท่าใด

     วีรมาตุขึ้นมายังชั้นบนของตึกอุบัติเหตุ เขาเดินผ่านส่วนของหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติเรื่อยไปจนถึงที่หมายของเขาในวันนี้ หออภิบาลผู้ป่วยปลอดเชื้อ

     วีรมาตุทำตามขั้นตอนเหมือนเมื่อครั้งก่อนที่เขามากับวีร์ วรรัญญา เด็กหนุ่มรุ่นน้องที่เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ เขาติดต่อยื่นบัตรประจำตัวประชาชนกับเจ้าหน้าที่ด้านหน้าและรอฟังคำแนะนำต่างๆ เนื่องจากในบริเวณนี้ทุกคนต้องระมัดเป็นอย่างมากในการนำสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกที่อาจเข้าไปทำอันตรายกับผู้ป่วยด้านในได้ ดังนั้นเขาจึงต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย และเก็บชุดและรองเท้าของตัวเองไว้ในตู้หมายเลข 108 จากนั้นจึงให้เจ้าหน้าที่ตรวจความพร้อมให้เรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านใน

     ห้องทางด้านขวามือเริ่มตั้งแต่ห้องหมายเลข 102 และไล่เรียงไปเรื่อยๆ 104... 106... และ 108 ป้ายที่ติดไว้ที่หน้าห้องยังคงเป็นเหมือนเดิม


‘ห้อง 108
นายวีรดนย์ กิจการเรืองฤทธิ์ อายุ 18 ปี
พญ. กาญจนา อาชา’


     วีรมาตุหลับตาลงแล้วสูดหายใจเข้าลึก เขาเก็บลมนั้นอั้นไว้ข้างในปอดโดยหวังว่ามันจะช่วยสะกดหัวใจของเขาที่กำลังเต้นอย่างรุนแรงให้สงบลงได้บ้าง เขาทำซ้ำอีกสองครั้งก่อนที่จะลืมตาขึ้น แล้วจึงเคาะประตูห้อง

     เมื่อมีเสียงของคนข้างในตอบรับให้เขาเข้าไปได้ วีรมาตุจึงบิดลูกบิดประตูและก้าวเดินเข้าไปข้างใน

     วีรดนย์กดปุ่มรีโมทเพื่อปิดโทรทัศน์แล้วก็ยิ้มต้อนรับให้กับผู้ที่เยี่ยมเขาในเช้าวันนี้ เขาขยับท่าทางของตัวเองให้ดูสบายตัวมากขึ้น วีรดนย์ยังคงอยู่ในชุดผู้ป่วยสีเขียวอ่อนที่ขัดกับสีผิวของเขาเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าสภาพร่างกายที่ซูบผอมกว่าคนปกติทั่วไปแต่กระนั้นก็ยังถือได้ดูดีกว่าใครอีกหลายคน

      “ไง มาแล้วเหรอ เข้ามาก่อนสิ” ผู้ป่วยเอ่ยทักทายผู้มาเยี่ยมก่อนพร้อมด้วยรอยยิ้ม

     วีรมาตุผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นการทักทายกลับไป เขาเดินเข้าไปในห้องและนั่งลงตรงเก้าอี้ที่วางอยู่ข้างเตียง เขามองดูรอบๆห้องซึ่งไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเมื่อตอนที่เขามาเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า นอกจากกีตาร์ตัวหนึ่งที่วางอยู่บนโซฟาข้างเตียง แล้วเขาก็หันมาสบตากับคนที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง

     วีรมาตุไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไรดี เขาเพียงแค่มาเพราะคนตรงหน้าต้องการที่จะเจอเขา

      “เดินทางมาลำบากมั้ย” วีรดนย์ทำลายความเงียบถามขึ้นมาเสียก่อน

      “ก็ไม่หรอก ขับรถมา เช้าๆอย่างนี้รถไม่เยอะเท่าไหร่”

      “ขับรถเป็นด้วยเหรอ” น้ำเสียงและแววตาของวีรดนย์เต็มไปด้วยความตื่นเต้น “เรานี่อยากฝึกขับรถมานานแล้วนะ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสสักที”

      “ก็เดี๋ยวหายดี แล้วค่อยไปฝึกก็ได้”

     วีรดนย์ได้แต่ยิ้มตอบรับ เขาไม่ได้ฝืนยิ้มเพราะแววตาไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ยิ้มอย่างมีความหวังเพราะมันเป็นฝันที่เป็นไปไม่ได้ แต่เขายิ้มอย่างเข้าใจความเป็นไปของตัวเอง

      “แล้วนี่... นายเป็นอะไรเหรอ” วีรมาตุตัดสินใจถาม

      “ก็ไม่รู้เหมือนกัน” คำตอบของวีรดนย์ทำให้วีรมาตุขมวดคิ้วเข้าหากัน “หาสาเหตุไม่เจอว่าทำไมจู่ๆร่างกายถึงได้ทรุดลงๆ ทำได้แต่รักษาไปตามอาการ”

      “แล้ว... นายเริ่มเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่”

      “ก็ ก่อนที่จะไปรับทุน เป็นลมล้มหมดสติคาสถานทูตเลย ทำเขาวุ่นวายกันไปหมด” วีรดนย์ทำเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอ เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น

      “เขาก็เลยระงับทุนไปน่ะเหรอ” วีรมาตุพยายามนึกลำดับเหตุการณ์ในตอนนั้น

      “ขอโทษด้วยนะ”

      “ขอโทษเรื่องอะไร” วีรมาตุมองหน้าวีรดนย์โดยที่พยายามหัวเราะไปด้วยเหมือนกับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

      “ก็เรื่องทุนไง ไม่งั้นนายคงจะได้ไปแทนแล้ว”

      “ก็ไม่แน่หรอก ยังมีสำรองคนอื่นอีกตั้งสี่คน อาจจะไม่ใช่เราก็ได้ที่ได้ไป” วีรมาตุยักไหล่เล็กน้อยให้แสดงว่าเขาไม่ได้ติดใจอะไร

      “แต่ชื่อนายอยู่บนสุดเลยนะ เราเห็น ถ้าเราไม่ดื้อดึงยืนยันไปว่าเราไม่เป็นอะไรมาก แล้วก็สละทุนไปซะตั้งแต่แรก ป่านนี้นายคงจะเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว”

     วีรมาตุเบนสายตาไปทางอื่น ไม่ใช่ว่าเขาไม่เสียดายโอกาสอันนั้น แต่เพราะว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้มีความชื่นชอบทางสายวิศวกรรมศาสตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นสำหรับเขา การที่จะได้ไปหรือไม่ได้ไปเรียนมันไม่ได้มีความแตกต่างมากนัก เขาจึงไม่ได้รู้สึกอะไรสักเท่าไหร่

      “ช่างมันเถอะ ยังไงเรื่องก็ผ่านไปแล้ว”

     ทั้งสองต่างก็ยิ้มบางๆให้แก่กัน

      “แล้วนี่นายจะต้องทำอะไรอีกมั้ย หรือแค่ดูอาการไปเรื่อยๆ” วีรมาตุพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย

      “ก็... มากกว่านี้คงจะไม่มีแล้ว เปลี่ยนยา ดูผลของยา ไม่ดีขึ้นก็เปลี่ยนยาใหม่ วนๆไปเรื่อยๆ” วีรดนย์ขยับผ้าห่มให้คลุมตั้งขาของเขาเองขึ้นมาถึงเอวเสียใหม่

      “เย็นเหรอ ให้ปรับอุณหภูมิให้ใหม่มั้ย” วีรมาตุกำลังจะลุกจากเก้าไปแต่ถูกเรียกไว้ซะก่อน

      “เปล่า ไม่ต้องหรอก ขนาดนี้กำลังดีแล้ว”

     วีรมาตุก็พยักหน้ารับและนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม แล้วหันหน้าไปมองรอบๆห้องอีกครั้ง

      “แล้ว... เอ่อ... นายอยากจะเจอเราทำไมเหรอ” เมื่อเขาพยายามนึกเรื่องที่จะคุยต่อไปไม่ออกแล้ว จึงได้ถามความสงสัยแรกออกไป

     คนฟังมีสีหน้าอมยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย

      “นายชอบน้องเหรอ” วีรดนย์ถามและรอดูปฏิกิริยาของวีรมาตุ

      “เอ๋... เอ่อ... บ้ารึเปล่า ใช่ที่ไหนกัน” เมื่อโดนถามตรงๆวีรมาตุจึงรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน

      “แน่เหรอ” วีรดนย์ถามย้ำอีกครั้ง

      “แน่” วีรมาตุตอบย้ำชัดถ้อยชัดคำ

     วีรดนย์เงยหน้าขึ้นมองเพดาน

      “เราไม่ว่าอะไรหรอกนะ ถ้านายจะยอมรับว่าชอบน้องจริงๆ” วีรดนย์ก้มหน้าลงมามองตรงไปยังวีรมาตุ “เราก็แค่อยากจะมั่นใจอะไรบางอย่าง”

     วีรมาตุเริ่มทำตัวไม่ถูกอีกครั้งเมื่อโดนสายตาของวีรดนย์จ้องมา ไม่ใช่ว่าเขาไม่ยอมรับว่าเขาชอบวีร์ แต่เมื่อรู้ว่าหัวใจของวีร์มีเจ้าของอยู่แล้วเขาก็พยายามจะตัดใจ และเมื่อวีรดนย์ยังไม่ละสายตาไปไหน สุดท้ายเขาก็ยอมรับกับเจ้าตัว

      “อืม” วีรมาตุก้มหน้าตอบเบาๆ ถ้าเขาเงยหน้าขึ้นมาคงจะเห็นรอยยิ้มของผู้ถามไปแล้ว

      “ก็ดีแล้ว เราจะได้วางใจ” วีรดนย์ละสายตาของเขาไปมองตรง ในหัวสมองของเขากำลังนึกคิดอะไรบางอย่าง ส่วนวีรมาตุเองก็รู้สึกงุนงงกับท่าทีนั้น

      “นายไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอเวลามีคนมาชอบแฟนนาย”

      “ก็แค่ชอบไม่ใช่เหรอ” วีรมาตุเห็นท่าทางของวีรดนย์ในตอนนี้เหมือนกับท่าทางของวิธูตอนที่เขาเจอเป็นครั้งแรกในงานลอยกระทง จนเขาเกือบจะแปลความหมายผิดไปถ้าอีกฝ่ายไม่ได้อธิบายความต่อมา “แค่ชอบแต่ไม่ได้อยากแย่งไป กับชอบแล้วอยากแย่ง มันไม่เหมือนกัน”

     กระนั้นวีรมาตุยังไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก

      “แล้วนายเริ่มชอบน้องตั้งแต่เมื่อไหร่” วีรมาตุถามต่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรต่อ

     วีรมาตุเผยอยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเขานึกถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้สึกสนใจตัวของวีร์ก่อนที่เขาจะตอบ

      “นายอาจจะคิดวาเราบ้าก็ได้ ครั้งแรกที่เราเห็นหน้าน้อง เราก็รู้สึกชอบเลย” วีรมาตุทอดสายตาออกไปยังนอกหน้าต่าง “ชอบโดยที่ไม่เคยเจอตัวจริงเลยด้วยซ้ำ”

      “ยังไง” วีรดนย์ขมวดคิ้วสงสัย

      “นายจำตอนที่เราถ่ายรูปก่อนจะแยกกันได้มั้ย”

      “ตอนที่ไปสอบชิงทุนที่กรุงเทพฯนะเหรอ”

      “ใช่” วีรมาตุหันกลับมามองวีรดนย์ “รูปที่นายถ่ายแล้วส่งมาให้เรา มันมีรูปนึงที่ติดน้องมาด้วยแบบไม่ตั้งใจ”

     วีรดนย์พยายามนึกตามสิ่งที่วีรมาตุเล่าให้ฟัง ในวันนั้นเขาถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์ของเขาเองอยู่หลายรูป และส่งต่อไปให้เพื่อนใหม่อยู่หลายรูปเหมือนกัน ส่วนวีรมาตุก็หยิบโทรศัพท์ของเขาเองขึ้นมาแล้วค้นหาภาพที่เขาเอ่ยถึงแล้วก็ยื่นให้วีรดนย์ได้ดู

      “มันเป็นความบังเอิญที่แปลกดี บังเอิญที่รูปนั้นติดน้องมา แล้วเราก็ไม่รู้ว่าน้องเป็นใครและจะไปตามหาต่อได้จากที่ไหน แล้วเราก็ไม่คิดว่านายจะรู้จักกับน้องก็เลยไม่ได้ถาม แล้วเราก็มาบังเอิญเจอน้องอีกครั้งวันแรกที่น้องมาเรียนที่นี่ แค่แว่บแรกที่เดินสวนกันเราก็รู้สึกคุ้นหน้าจนต้องกลับไปเปิดรูปนั้นมาดู ในใจก็คิดว่าคงจะไม่ใช่หรอกมั้ง น้องคงเป็นแค่คนหน้าเหมือนเฉยๆ แต่เจอแล้วก็รู้สึกชอบขึ้นมาอีกครั้ง แต่สุดท้ายแล้ว มันก็บังเอิญว่าเป็นคนเดียวกัน”

     วีรดนย์ยื่นโทรศัพท์คืนให้กับวีรมาตุ

      “ตอนที่ยังไม่รู้ นายเลยคิดที่ลองเอาน้องมาเป็นตัวแทนเหรอ”

      “แรกๆอาจจะใช่ แต่มันก็แทนกันไม่ได้หรอก แล้วเราก็ตัดใจจากน้องคนที่อยู่ในรูปไปนานแล้วด้วย เพราะไม่ว่าจะคิดยังไงก็หาวิธีจะรู้จักกันไม่ได้อยู่ดี แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะย้อนกลับมาหมดแบบนี้ เฮ้อ...ทำไงได้ รักคนมีเจ้าของแล้วก็ต้องทำใจ”

      “นายคิดว่านายจะตัดใจได้จริงๆเหรอ”

      “ถึงไม่ได้ก็ต้องได้” วีรมาตุถอนหายใจก่อนที่จะตอบออกมา

     วีรดนย์ได้ฟังเรื่องราวแล้วก็นึกคำนึงสิ่งที่อยู่ในใจของเขามาสักพักใหญ่ เขาคิดว่าเขาได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว และมั่นใจว่าตัวเองตัดสินใจถูก

      “ถ้างั้น เรามีเรื่องอยากจะขอนายสักสองสามเรื่องจะได้มั้ย”

     ทั้งน้ำเสียง สีหน้าและแววตาของวีรดนย์ที่เปลี่ยนแบบจริงจังมากขึ้นทำให้วีรมาตุนึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่รู้ลายละเอียดแต่ความคิดของเขากำลังโลดแล่นไปไกลแล้วว่าเขาคงต้องตัดใจอย่างเด็ดขาด ทำให้สีหน้าของเขาก็ดูเศร้าหมองไปในทันที แต่เขาก็พยักหน้ารับ

      “เรื่องแรกคือ เราฝากน้องไว้กับนายได้มั้ย”

     วีรมาตุเงยหน้าขึ้นมาในทันที พร้อมกับคิ้วทั้งสองข้างที่ขมวดเข้าหากัน

      “หมายความว่ายังไง”

      “หมายความตามที่บอก นายช่วยดูแลน้องแทนเราได้มั้ย” วีรดนย์ยังยิ้มให้เขา

      “เราไม่เข้าใจ นายหมายความว่ายังไงกันแน่”

     ครั้งนี้วีรดนย์เบนสายตาไปทางอื่น สายตามองผ่านหน้าต่างไปยังนอกห้อง ภาพวิวทิวทัศน์ที่เขาได้แต่มองมาร่วมปี แต่ไม่มีโอกาสได้ออกไปสัมผัสของจริงเสียที

      “ถ้าเป็นที่โรงเรียนยังไงน้องก็มีเพื่อนๆเขาอยู่ ถ้าเป็นที่บ้านน้องก็อยู่กับพี่ธีร์ไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นจะมีอะไรน่าห่วงเลย” วีรมาตุพยายามอธิบายความไม่เข้าใจของเขา

      “เวลาที่น้องมาเยี่ยม น้องก็จะเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟังนั่นแหละ ทั้งเรื่องที่บ้านเรื่องที่โรงเรียน แล้วก็... เรื่องของนาย” วีรมาตุสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อวีรดนย์หันกลับมาตอนที่พูดถึงเขา “และทุกครั้งที่น้องพูดถึงนาย เราก็พอจะจับอะไรบางอย่างได้ว่าน้องก็อาจจะมีใจอยู่บ้าง”

      “เฮ้ย นายไม่ต้องคิดมากเรื่องนี้เลย” วีรมาตุรีบแทรกขึ้นมาในทันที “ระหว่างเรากับน้องไม่ได้มีอะไรเกินเลยแน่นอน”

      “เราเชื่อ แล้วเราก็ไม่ได้คิดมากเรื่องนั้น จริงอยู่ช่วงแรกๆอาจจะมีบ้างตอนที่เห็นน้องเริ่มให้ความสำคัญกับคนอื่น แต่ว่าพอผ่านไปสักพักนึง ได้รู้เรื่องราวต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆเราก็ไม่ได้คิดอะไรแล้ว และก็ทำให้เราวางใจจะให้นายเป็นคนดูแลน้องต่อ แต่นั่นก็หมายถึงว่าถ้านายสามารถทำให้น้องเปิดใจยอมรับนายได้ด้วยนะ”

      “หมายถึงนายคิดจะให้น้องคบซ้อนระหว่าง...”

      “เปล่า เราไม่ได้หมายถึงตอนนี้” วีรดนย์พูดตัดบทของวีรมาตุเสียก่อน “เราหมายถึงตอนที่เราไม่อยู่แล้ว”

      “ไม่อยู่แล้ว... ทำไม นายจะไปไหน หรือว่านายต้องย้ายโรงพยาบาลอีก”

     วีรดนย์ส่ายหน้าตอบแต่ใบหน้าของเขายังคงมีรอยยิ้มตลอดเวลา

      “ตอนนี้ร่างกายเราเริ่มไม่ตอบสนองต่อยาแล้ว สายน้ำเกลือนี่ก็เปลี่ยนที่เจาะมารอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้” วีรดนย์ยกสายให้น้ำเกลือขึ้นมาดู

      “นายอย่าเพิ่มยอมแพ้สิ เราเชื่อว่าน้องก็อยากให้นายสู้ต่อไปเหมือนกัน”   

      “มันไม่เกี่ยวกับว่าเรายังสู้อยู่มั้ย เพราะว่านั่นคือสิ่งที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้จริงๆ หมอบอกกับเราไว้สักพักแล้วว่าอาการจะแย่ลงเรื่อยๆ แล้วแต่ว่าฝืนต่อไปได้อีกนานแค่ไหนเท่านั้นเอง”

     วีรดนย์มองดูวีรมาตุที่นิ่งเงียบไป เขารอให้ความคิดของวีรมาตุตกผลึกก่อน จริงอยู่ที่ว่าการจะมาขอร้องใครให้มาดูแลคนสำคัญต่อ ถึงแม้ว่าคนๆนั้นก็เป็นคนสำคัญของอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องทำใจยอมรับได้ง่ายๆ

      “น้องรู้อาการของนายแล้วยัง” วีรมาตุถามขึ้นมาหลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

      “ยัง ตอนนี้มีแต่พ่อกับแม่เราที่รู้ น้องชายเราเองก็ยังไม่รู้”

      “แล้วนายจะบอกน้องเมื่อไหร่”

      “ยังไม่รู้เหมือนกัน บอกตรงๆนะ พอเห็นหน้าน้องแล้วความตั้งใจจะบอกมันก็หายไปทุกที” วีรดนย์ถอนหายใจเบาๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานแล้วก็หันมาหาวีรมาตุ “ตกลงแล้วนายจะรับปากเราได้มั้ย”

     คราวนี้เป็นวีรมาตุที่ต้องตัดสินใจ เขาเบนหน้ามองไปทางหน้าต่าง ความคิดต่างๆผุดเข้ามาในสมองมากมาย ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากยอมรับคำขอ แต่เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาเพียงคนเดียว ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน คำขอของวีรดนย์ก็ไม่มีความหมายอะไร

     แต่สุดท้ายแล้ววีรมาตุก็พยักหน้ารับ

      “เราถือว่านายสัญญาแล้วนะ” วีรดนย์ยื่นมืออกมาข้างหนึ่ง นิ้วมือของเขาทั้งหมดกำเก็บไว้ยกเว้นเพียงปลายนิ้วก้อยที่ชี้ออกมาก “น้องชอบให้สัญญาด้วยนิ้วก้อย แต่ถ้าเกี่ยวแล้วน้องจะยึดตามสัญญานั้นไม่บิดพลิ้วเลย”

     วีรมาตุมองดูที่นิ้วก้อยที่ยื่นมาหาตัวเขา ขณะที่เขากำลังจะยื่นนิ้วก้อยของเขาเข้าไปเกี่ยว

      “แต่ถ้านายไม่มั่นใจว่านายจะสามารถรักษาสัญญานั้นได้ ห้ามเกี่ยวก้อยกับน้องเป็นอันขาด” วีรดนย์พูดขึ้นมาเสียก่อน “น้องเป็นคนตรง ถ้าทำไม่ได้ก็แค่บอกว่าทำไม่ได้ น้องอาจจะนอยด์ไปบ้าง แต่น้องจะเข้าใจ”

     วีรมาตุเสียจังหวะชะงักนิ้วมือของเขาไป แต่เมื่อคิดดูอย่างถี่ถ้วนแล้วเขาก็ตัดสินใจเกี่ยวก้องสัญญากับวีรดนย์ แล้วทั้งคู่ก็ผละมือออกจากกัน วีรดนย์รู้สึกโล่งใจที่จัดการปัญหาไปได้เรื่องหนึ่ง ส่วนวีรมาตุกลับรู้สึกถึงภาระหนักอึ้งที่เขาเพิ่งได้รับมอบหมายมา

      “แล้วระหว่างนี้จะให้เราทำอะไร” วีรมาตุถาม

      “ก็ทำตัวตามปกติก็พอแล้ว”

     วีรมาตุยังคงรู้สึกหนักใจอยู่ไม่น้อย ความคิดหลายอย่างยังหมุนวนเวียนอยู่ในสมองของเขา ทำให้เขาต้องลอบหายใจเข้าลึกแล้วปล่อยออกมาอยู่เรื่อยๆ

      “แล้วก็... มีอีกเรื่องที่เราอยากจะให้นายรักษาสัญญาไว้” คนที่นอนอยู่บนเตียงหันมาบอกกับเขา

      “อืมม ได้สิ” วีรมาตุตอบรับ

      “เมื่อวันนั้นมาถึง...”

      “อย่าพูดเป็นลางอย่างนั้นสิ” วีรมาตุรีบขัดซะก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดต่อ

      “วันนั้นมันมาถึงแน่ๆ อีกไม่นานนี้แล้ว” วีรดนย์ยิ้มรับกับสภาพของตัวเอง “เราอยากจะให้นายสัญญา ว่าจะตามหาน้องให้เจอ”

      “หมายความว่ายังไง” วีรมาตุถามกลับด้วยความไม่แน่ใจ

      “เราไม่คิดว่าน้องจะคิดสั้น” วีรดนย์รีบหยุดความสงสัยของวีรมาตุไว้ก่อน “น้องคงจะหนีไปอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่น้องอาจจะเป็นอันตรายเพราะความเหม่อลอยได้ รีบตามหาน้องให้เจอเป็นดีที่สุด”

      “แล้วจะให้เราไปหาน้องเจอได้ที่ไหน”

      “คงไม่ไกลจากแถวนี้หรอก เราก็ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่เคยได้ออกไปไหนเลยตั้งแต่ขอส่งตัวมา” วีรดนย์มองดูสีหน้าครุ่นคิดของวีรมาตุ “สักที่นึงที่โล่งๆ เพราะน้องไม่ชอบที่แคบ และไม่มีคนพลุกพล่าน ไม่มีคนเลยได้ยิ่งดี”

     วีรมาตุพยักหน้ารับ

      “นายต้องนึกให้ออกนะ แล้วหาน้องให้เจอ”

     วีรมาตุพยายามนึกจำลองเหตุการณ์ในความคิดของเขา ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆเขาจะต้องทำอะไรบ้าง แต่แล้วเขาก็พยายามจะสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไป เพราะไม่อยากให้มันเป็นลางร้ายขึ้นมา

      “ถ้าหาเจอแล้วให้ทำอะไรต่อ”

      “ไม่ต้องทำอะไร”

     วีรมาตุมองดูสีหน้ายิ้มอย่างมีความสุขของวีรดนย์

      “ไม่ต้องทำอะไรเลยเหรอ”

      “ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องพูด ไม่ต้องปลอบใจ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแค่อยู่ใกล้ๆก็พอ แค่ให้น้องรู้ว่ามีนายอยู่ใกล้ๆ น้องกำลังมองอะไรนายก็มองอันนั้น น้องกำลังฟังอะไรนายก็ฟังอันนั้น น้องอยู่คนเดียวเงียบๆนายก็อยู่เงียบๆไว้”

     สีหน้าของวีรดนย์ทำให้วีรมาตุรู้สึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อย ไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้วีรดนย์ถึงได้มั่นใจฝากภาระอันนี้ไว้กับเขา และเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาจะทำได้ สำหรับตัวเขาเองที่เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะรักษาสัญญานี้ได้

      “แล้วยังไงต่อ”

      “น้องพร้อมเมื่อไหร่นายจะรู้เอง”

      “แค่นั้นเหรอ” วีรมาตุถามออกไปหลังที่ได้ทบทวนสิ่งที่วีรดนย์บอกเขามา

      “แค่นั้นก็พอแล้ว”

     วีรมาตุก็พยักหน้ารับ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วผ่อนออกมา ความลังเลในใจว่าเขาจะทำไม่ได้นั้นยังมีอยู่

      “เราเชื่อนะว่านายทำได้”

     วีรมาตุเงยขึ้นไปมองวีรดนย์ที่กำลังยิ้มให้เขามา แม้ว่าจะทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาบ้างแต่เขาก็ยังคงรู้สึกหนักใจอยู่ไม่น้อย

      “เอาล่ะ เวลาที่เหลืออยู่ เรามาติววิชา วว101 กันดีกว่า” วีรมาตุมองวีรดนย์ด้วยความสงสัย “วิชาข้อมูลพื้นฐานของวีร์ วรรัญญา”


[อ่านต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
      “เฮีย ฟังอยู่รึเปล่า”

     เสียงเรียกดังขึ้นมาผ่านโทรศัพท์ที่เขากำลังถืออยู่ ดึงความคิดของวีรมาตุกลับมาเวลาปัจจุบัน ภาพตรงหน้าเป็นน้องชายของเขาที่ดูสั่นไหวอยู่บ้างเล็กน้อย

      “ฟังอยู่ ลื้อมีอะไรอีกมั้ย”

      “ก็ไม่มีแล้วนะ” ศศิทัศน์ขมวดคิ้วและเม้มปากขณะใช้ความคิด “อ้อ! เฮียช่วยดูมูมู่ให้ด้วยนะ เมื่อเช้าอั๊วเห็นอาการมันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่”

     มูมู่คือปลาทองตัวใหญ่ที่ศศิทัศน์เลี้ยงดูมาตั้งแต่เป็นลูกปลาตัวเล็ก เฝ้าประคบประหงมจนเติบใหญ่เป็นอย่างดี

      “ได้ เดี๋ยวเฮียเปลี่ยนน้ำให้ เผื่อว่ามันจะดีขึ้น”

      “ขอบคุณครับเฮีย”

      “แล้วเดินทางดีๆละ คาดเข็มขัดด้วยรึเปล่า”

     ศศิทัศน์ลดโทรศัพท์ลงเล็กน้อยเพื่อให้เห็นว่าเขาคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยดี

      “ไม่ต้องห่วงนะเฮีย บอกม้าด้วย คุณย่าพวกแฝดจัดคนรถมาสองคนสลับกันขับแล้วเดี๋ยวก็แวะพักกลางทาง มึงคืนนี้พักกันที่ไหนนะ” ศศิทัศน์มองเลยโทรศัพท์ไปถามคนข้างหน้า

      “ทับสะแก” มีเสียงดังแว่วเข้ามา

      “คืนนี้แวะพักทับสะแกก่อนเฮีย แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ”

      “อืม ยังไงก็ระวังตัวด้วย” วีรมาตุยังคงย้ำให้น้องชายของเขาระมัดระวังตัวตลอดเวลาตลอดการเดินทาง

      “ครับเฮีย”

      “เที่ยวให้สนุกนะ”

      “ครับเฮีย ถ้ามีอะไรเดี๋ยวอั๊วไลน์ไปบอกนะเฮีย” ศศิทัศน์บอกลาพี่ชายตัวเอง

      “ได้”

      “ก่อนไป...” ศศิทัศน์หันโทรศัพท์ไปด้านข้างจนเห็นใครคนหนึ่งกำลังเอนตัวพิงเข้ากับหน้าต่างรถ มือกอดอกเข้าหากัน ดวงตาหลับลงทั้งสองข้าง “ตั้งแต่ขึ้นรถมามันก็หลับตลอดไม่รู้เรื่องเลย แคปทันมั้ยเฮีย ฮิฮิฮิ”

     มีเสียงหัวเราะเบาๆดังออกมา ทำให้วีรมาตุถึงกับส่ายหน้าเบาๆ แต่ก็เผยรอยยิ้มออกมากับภาพตรงหน้า

      “ไปละเฮีย บาย” ศศิทัศน์หันโทรศัพท์กลับมาหาตัวเองพร้อมกับโบกมือลา และตัดการสนทนาระบบวิดีโอผ่านแอพลิเคชั่นไลน์ไป

     วีรมาตุยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าตอนที่เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แม้ว่าอยากจะเดินทางไปด้วยกันกับคณะเดินทางของน้องชายและเพื่อนๆเพื่อไปยังบ้านเกิดของวีร์ แต่เพราะช่วงสองสามเดือนนี้เขาติดภารกิจเกี่ยวกับการสมัครเข้าเรียนระดับชั้นมหาวิทยาลัย ทำให้ไม่สามารถปลีกตัวไปด้วยได้

     รูปที่เขาลงไว้ในอินสตาแกรมเมื่อตอนวันเกิดของเขานั้นเป็นกล่าวถึงไปในวงกว้าง กว้างกว่าที่เขาคิดไว้ หลายคนเข้ามาถามไถ่เขาว่าเกิดอะไรขึ้นและใครคือคนในภาพและเกี่ยวข้องอะไรกับเขา จะมีก็คนใกล้ชิดที่สนิทสนมกันไม่กี่คนที่พอจะเดาออกอย่างน้อยก็เดาถูกในส่วนของวีร์ ก็จะมาคอยแซะคอยแซวเย้าแหย่ที่ส่วนความเห็นใต้รูป แต่ไม่มีใครเดาเรื่องวีรดนย์ออก แต่ผลที่ตามมาที่เขาไม่ได้คาดคิดเลยก็คือวีร์ที่รู้สึกหัวเสียเล็กน้อยที่รูปนั้นทำให้มีคนจำนวนมากขอเข้าไปติดตามบัญชีอินสตาแกรมของเขา และตามที่วีร์บอกเล่าคือบัญชีอินสตาแกรมของวีรดนย์ก็ด้วยเช่นกัน ยังดีที่ว่าทันทีที่รูปนั้นถูกใส่ลงไป วีร์ได้บอกกล่าวไปยังวิธูซึ่งน้องชายของวีรดนย์และเพื่อนสนิทของวีร์ให้ปิดให้เป็นบัญชีส่วนตัวไว้เสียก่อน แต่กระนั้นวีร์ก็ไม่ได้ขอให้เขาลบรูปนั้นออก แค่ว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่ต้องบอกใครถึงที่มาของรูปใบนั้น

     ฉะนั้นตอนนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งสำหรับเขา เพราะเมื่อเขาสามารถเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ตามที่ตั้งใจไว้ได้ โอกาสสานสัมพันธ์ของเขาและวีร์ก็จะได้เริ่มต้นอย่างเปิดเผยและเป็นทางการเสียที

*****

     สองหนุ่มสาวกำลังเอนกายนั่งพักผ่อนหลังกินอาหารมื้อกลางวันเสร็จแล้ว วันนี้ทั้งสองคนเลือกมาที่ร้านอาหารเล็กๆและบรรยากาศเงียบๆอยู่ใกล้ๆกับที่ทำงานของทั้งคู่ อาหารที่สั่งมาเป็นอาหารจานเดียวง่ายๆทำให้ทั้งคู่ยังเหลือเวลาพอก่อนที่จะเริ่มเวลางานช่วงบ่าย

     หลังจากที่วนกรตกลงย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านของธีร์และวีร์ ทั้งคู่ก็ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย และวนกรก็เปลี่ยนมาใช้นามสกุลวรรัญญาด้วยเช่นกัน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้กับฝ่ายบุคคลของบริษัท ทั้งคู่จึงถือโอกาสนี้บอกกล่าวทั้งเจ้านายและเพื่อนร่วมงานว่าทั้งคู่กำลังเริ่มสร้างครอบครัวร่วมกันแล้ว

     แม้ว่าจะมีเสียงลือเสียงเล่าทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งในทางดีและในทางไม่ดี แต่ทั้งธีร์และวนกรต่างก็เตรียมตัวเตรียมใจกับคำครหาต่างๆมาบ้าง ยังดีที่มีหลายคนที่ยอมรับสถานะใหม่ของทั้งคู่โดยเห็นว่าเป็นเรื่องสมัยปัจจุบัน ถึงไม่ใช่ว่าจะเป็นที่เรื่องคนอื่นๆจะทำเป็นปกติทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องอับอายที่ต้องปกปิดไว้อย่างเช่นในอดีต

     เมื่อกาลเวลาผันเปลี่ยนไปค่านิยมจารีตประเพณีเดิมๆก็ปรับเปลี่ยนตามความคิดของคนที่เปลี่ยนหน้าไปจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง แม้จะเป็นความคิดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลังจากนี้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นอดีตของความคิดในอนาคตที่จะตามมาหลังจากนั้น เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด

      “นี่ถึงไหนแล้ว” ธีร์เอ่ยถามคนที่เขากำลังสนทนาผ่านวิดีโอ โดยที่เขาและวนกรต่างก็เสียบหูฟังกันคนละข้าง

      “สามร้อยยอดครับ” ถึงภาพตรงหน้าจะเป็นภาพของวีร์ แต่เสียงที่ตอบกลับมาเป็นของศศิทัศน์จนวีร์ถึงกับเหล่ตาไปมอง

      “เดี๋ยวจะแวะกินข้าวแถวนี้แล้วก็เดินทางต่อ” วีร์หันมาตอบ

      “ที่พักเรียบร้อยนะ”

      “ครับ พ่อแม่พวกแฝดจัดการให้จัดการให้หมดเลยอยู่ติดทะเลด้วย แต่นอนคืนเดียวเอง เช้าก็ออกเดินทางต่อ” ภายในรถยนต์เด็กๆแต่ละคนต่างส่งต่อขนมกันไปมา วีร์ก็รับมาแล้วหยิบกินเองบ้างหรือไม่ก็ส่งต่อไปให้คนอื่นๆ “พี่ธีร์พี่วากินข้าวกันเสร็จแล้วเหรอ”

      “เรียบร้อยแล้วจ้า กำลังนั่งรอเวลาเข้างานบ่ายกันอยู่” วนกรเป็นคนตอบพร้อมกับส่งยิ้มให้

      “นี่ เมื่อเช้าลืมบอกว่าไปถึงบ้านแล้วไปเก็บตะลิงปลิงส่งขึ้นมาให้ด้วยสิ ถ้าทันตอนเย็นก็ส่งขึ้นมาเลยได้ก็ดี พี่วาเขาอยากกิน”

      “พี่ธีร์อะ มาพูดอะไรตอนนี้ ได้ยินอยากกินเลย” วนกรตัดพ้อเล็กน้อยพอเป็นพิธี เพราะเพียงแค่ได้ยินชื่อ ต่อมน้ำลายในปากของเธอก็เริ่มทำงานโดยทันที

      “ฝากด้วยนะวีร์” ธีร์ย้ำให้คนในวิดีโออีกครั้ง

      “ได้ครับ เดี๋ยวจัดการให้” ในตอนนั้นเองรถยนต์ก็เลี้ยวเข้าจอดที่ลานจอดรถของร้านอาหาร มีเสียงของนพชัยและชัยทิศบอกเพื่อนๆให้เตรียมตัวลงจากรถกัน “พี่ธีร์พี่วา ถึงร้านอาหารแล้ว เดี๋ยวตอนเย็นถึงที่พักแล้ววีร์ไลน์ไปบอกอีกทีนะ”

      “โอเคจ๊ะ”

      “เที่ยวให้สนุกนะ”

     ธีร์และวนกรต่างมองดูวีร์โบกมือลาก่อนที่การสนทนาจะถูกตัดไป แล้วทั้งคู่ก็ถอดหูฟังออก ธีร์มองดูเวลาที่กำลังแสดงอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์

      “ไปกันเลยมั้ย จะได้ไม่ต้องรีบเดิน” ธีร์หันไปถามคนข้างๆ

      “ก็ดีค่ะ”

     ธีร์และวนกรเดินไปจ่ายค่าอาหารเรียบร้อยแล้วก็กำลังเดินออกจากร้าน วนกรไม่ทันได้ระวังทางสะดุดกับพื้นอิฐที่ปูไว้ไม่เรียบทำให้ตัวเซไปเกือบจะล้มคะมำ โชคดีที่ธีร์ไหวตัวทันรีบคว้าตัวของวนกรไว้เสียก่อน แต่ก็มีมืออีกคู่หนึ่งเข้ามาพยุงวนกรไว้เช่นกัน

      “ระวังหน่อยสิครับ พี่วา” โสฬสประคองหญิงสาวจนเธอยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว “กำลังท้องกำลังไส้ เดี๋ยวจะเป็นอะไรไปซะก่อน ทำไมคุณธีร์ไม่ดูแลให้ดีหน่อยละครับ”

      “ขอบคุณค่ะ แต่พี่ไม่ทันระวังเองมากกว่า” วนกรรีบแก้ตัวให้ธีร์

      “แต่ก็นั่นแหละครับ ของอย่างนี้มันต้องช่วยๆดูกัน ไม่อย่างนั้นก็ควรให้คนอื่นที่พร้อมกว่ามาดูแล”

     ธีร์ถึงกับหน้าตึงขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยิน แต่ก็พยายามไม่แสดงท่าทางอะไรออกมา

      “คุณโสฬสก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรนะครับ ผมดูแลภรรยาของผมได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว คนนอกไม่จำเป็นต้องมาก้าวก่ายอะไร”

     โสฬสเองก็ยิ้มตอบกลับมาแม้คำว่า ‘คนนอก’ จะเสียดแทงใจเขาอยู่มากก็ตาม

      “แต่อาจจะยังไม่พอมั้งครับ”

     เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ลดราวาศอกกันจนสถานการณ์เริ่มตึงๆขึ้นมา ทำให้คนกลางอย่างวนกรต้องรีบตัดบท

      “เอาเป็นว่าพี่ไม่เป็นอะไรแล้วนะคะ พี่ว่าเรารีบไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวจะเลยเวลาเข้างาน”

      “ให้ผมเดินไปด้วยมั้ยครับ คุณธีร์จะได้ตรงไปที่แผนกเลย ไม่ต้องแวะไปที่แผนกของเรา” โสฬสยังคงไม่ยอมเลิกรา โดยเน้นย้ำความว่า ‘ของเรา’ ซึ่งหมายถึงแผนกบัญชีที่เขาและวนกรทำงานอยู่

      “ไม่เป็นไรครับ พอดีว่าผมต้องไปที่แผนกบัญชีอยู่แล้ว คุณโสฬสล่วงหน้าไปก่อนได้เลยครับ” ธีร์ยังคงควบคุมอารมณ์ของตัวเองไว้ได้ แม้ว่าจะใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วก็ตาม

     แต่ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยอะไรต่อไป ก็มีเสียงเรียกดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเขา

      “โสฬส”

     ทั้งสามคนต่างก็หันไปมองตามเสียงนั้น ก็พบกับหญิงรุ่นใหญ่คนหนึ่งท่าทางภูมิฐาน เธอยืนยิ้มแย้มมาให้เป็นปกติทั่วไป แต่กระนั้นก็ยังทำให้ทั้งสามคนต้องสงวนท่าทางไว้ในทีด้วยความเกรงใจ

      “จะกลับแล้วใช่มั้ย มาช่วยพยุงอาเดินหน่อย อารู้สึกวิงเวียนนิดหน่อยน่ะ”

      “เอ่อ...” โสฬสมองไปมาระหว่างธีร์และวนกรกับผู้มาใหม่อีกคน ก่อนที่จะรีบหันไปหาคนที่เอ่ยปากขอเขา “ได้ครับอาชื่น เดี๋ยวผมช่วยพยุงอาไปเองครับ”

      “ขอบใจนะ” ชื่นฤทัยยิ้มให้โสฬสรวมถึงธีร์และวนกรก่อนที่จะออกเดินไปโดยมีโสฬสเดินขนาบข้างไปด้วย จนธีร์กับวนกรหายใจได้โล่งขึ้นมาในทันที

      “พี่ก็ไม่นึกว่าจนป่านนี้แล้วเขาจะยังตื้อไม่เลิกแบบนี้”

      “ก็นั่นสิคะ ขนาดท้องวาโตขึ้นขนาดนี้แล้ว ถึงจะยังเห็นไม่ชัดมากแต่ก็น่าจะคิดได้แล้วนะ” วนกรเอามือทั้งสองข้างประคองครรภ์ตัวเอง “ปล่อยเขาไปเถอะ อย่าเอามาใส่ใจจะดีกว่า”

      “พี่ก็ไม่ได้อยากเอามาคิดให้รกสมองหรอก แต่ถ้ามากกว่านี้พี่ก็เริ่มจะไม่ทนแล้วนะ”

      “ยังไงเขาก็ลูกเจ้าของบริษัทนะคะ เดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่เปล่าๆ” วนกรจับแขนของธีร์พยายามดึงอารมณ์ของเขาให้กลับมาเป็นปกติ

      “ทำไงได้ละ” ธีร์ประคองวนกรออกเดิน เพราะตอนนี้ก็ใกล้จะหมดเวลาพักกลางวันแล้ว

      “เอาน่ะ พี่ธีร์ คุณพ่อต้องไม่เครียดนะคะ ไม่งั้นเดี๋ยวคุณแม่จะเครียดตาม” วนกรยิ้มหวานมากเท่าที่เธอจะทำได้ ทำให้ธีร์เองก็มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าได้

      “ครับคุณพ่อจะไม่เครียดแล้วครับ สัญญาเลย แต่คุณแม่แน่ใจนะว่ายังไม่อยากรู้เพศของลูกตอนนี้ เดี๋ยวอาทิตย์หน้ามีนัดพบหมอแล้วนะ”

      “แน่ใจคะ ไว้ไปรู้ทีเดียวตอนคลอดเลย เพราะถึงจะรู้ไปในตอนนี้ก็ไม่มีผลอะไรอยู่แล้ว เพราะสุดท้ายลูกจะเป็นคนตัดสินใจเองเมื่อลูกโตว่าเขาจะเป็นแบบไหน”

     ธีร์กระชับกอดวนกรแน่นขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งที่วนกรพูด เพราะครั้งแรกที่เขาตัดสินใจบอกว่าวนกรไปว่าลูกชายคนโตของพวกเขานั้นรักใคร่ชอบพอกับเพศเดียวกัน วนกรก็มีท่าทางต่อต้านอยู่บ้างเล็กน้อย พยายามหาข้ออ้างต่างๆไม่ว่าจะเป็นที่เธอเห็นวีร์และแพรพรรณไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ หรือว่าจะเป็นเพราะว่าวีร์กำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นฮอร์โมนร่างกายกำลังเปลี่ยน เดี๋ยวก็จะกลับมาเป็นปกติตามครรลอง แต่ธีร์เองก็พยายามอธิบายให้วนกรเข้าใจและยอมรับ

     เมื่อไม่สามารถหาเหตุผลอื่นมาสนับสนุนความคิดของตัวเองได้อีก วนกรจึงยอมรับในข้อนี้ เพราะในใจของเธอเองก็สงสัยในพฤติกรรมเกี่ยวกับวีร์เองและคนรอบข้างอยู่บ้าง โดยเฉพาะน้องชายคนเล็กของเธอที่ชอบแซะชอบแซวเพื่อนสนิทของเขาให้เธอได้ยินอยู่บ่อยๆ แต่ธีร์ก็ทำลายข้อสงสัยนั่นด้วยการเล่าเรื่องให้วนกรได้ทราบว่าวีร์มีคนที่กำลังดูใจอยู่แล้วโดยสังเขป ส่วนในรายละเอียดนั้นธีร์ตั้งใจจะรอให้แม่และลูกเป็นผู้สอบถามกันเองเพียงแต่ว่าเกิดเรื่องของวีรดนย์ขึ้นมาเสียก่อน ทำให้ธีร์ต้องอธิบายความเป็นมาเป็นไปทั้งหมดให้วนกรฟัง

     ในตอนนั้นวีร์มีทั้งเรื่องของวีรดนย์และเรื่องของวนกร ทำให้วนกรพยายามวางตัวเป็นพี่วาอย่างเดิมเหมือนที่เคยเป็นมา จนเวลาล่วงเลยผ่านมาถึงตอนที่ธีร์และวนกรตัดสินใจเปิดเผยเรื่องของทั้งคู่ในตอนนี้ให้กับครอบครัวทั้งสองฝ่ายรับรู้ จนกระทั้งตอนที่วนกรย้ายเข้ามาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เธอจึงได้มีโอกาสเปิดใจพูดคุยกับวีร์ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั้งเหตุผลที่ทำให้ทั้งคู่ไม่เคยได้เจอหน้ากันมาเป็นเวลา 15 ปี รวมถึงเรื่องที่วีร์มีใจชอบพอเพศเดียวกัน

     ท้ายที่สุด ทั้งวีร์และวนกรเข้าใจตรงกันว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องหาคนผิด แค่หาคนที่เข้าใจจริงๆและเดินหน้าไปด้วยกัน แต่กระนั้นวีร์ยังอยากคงสถานะความเป็นพี่ธีร์และพี่วาไว้ก่อน จนกว่าน้องจะรู้ความเมื่อไหร่จึงค่อยมาตกลงกันอีกครั้ง ซึ่งทั้งธีร์และวนกรต่างก็ยอมรับในข้อนี้

      “อ๋อ แล้ววาส่งเรื่องขอลาหยุดไปแล้วยัง”

      “ส่งแล้วค่ะ”

      “แล้วเป็นไง ผ่านมั้ย”

      “คุณชื่นยังไม่ตีกลับลงมาเลย แต่เหมือนวาจะได้ยินพวกผู้จัดการคุยกันว่าทางผู้บริหารอาจจะให้หยุดกันทุกคน แล้วให้ไปทำงานชดเชยวันเสาร์กัน จะได้หยุดสงกรานต์ต่อเนื่องกันยาวๆไปเลย ตอนนี้รอคุณชาญอนุมัติอยู่”

      “ก็ดีนะ ถ้าได้หยุดยาวจริงๆพี่ว่าเราก็ปรับแผนนิดหน่อย เราแวะพักกลางทางกันสักคืนนึงแล้วค่อยเดินทางต่อก็ไม่เลวนะ ยังมีเวลาอยู่ที่บ้านมากพออยู่ ขากลับก็เหมือนกัน”

      “อืม ก็ได้นะคะ จะได้ไม่เหนื่อยมากด้วย แล้วเราก็ยังสลับกันขับรถได้”

      “วาจะไหวเหรอ” ธีร์หันตัวก้มมามองวนกรที่เริ่มจะมีหน้าท้องให้เห็นบ้างแล้ว

      “วาแค่ตั้งท้องนะคะไม่ได้เป็นง่อยแล้วนี้ก็เพิ่งจะสี่เดือนเอง อีกอย่างวันไหนที่พี่ธีร์ต้องไปออกตรวจงานไม่ได้เข้าบริษัท วาก็ขับรถมาทำงานเองได้อยู่แล้ว” วนกรเตือนความจำให้กับธีร์

      “โอเคๆ คุณแม่ยังแกร่งอยู่”

     วนกรก็ส่งยิ้มให้กับธีร์ แล้วทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในบริษัทกัน

*****

     ยามเย็นของชายทะเลฝั่งอ่าวไทยที่ดวงอาทิตย์อ้อมโลกไปจนเกือบสุดขอบฟ้าด้านตะวันตกแล้วนั่น ทำให้มีบรรยากาศร่มรื่นลมโชยเหมาะแก่การเดินเล่นเป็นอย่างมาก แต่ว่าในวันนี้มีผู้คนมาเดินเล่นบริเวณชายหาดบางตากว่าปกติ จึงมีเวลามากพอที่จะดื่มด่ำกับทิวทัศน์อันงดงามไร้สิ่งบดบังที่พาให้จิตใจสงบลงได้

     วีร์เดินเล่นตามชายหาดไปเรื่อยๆ มองดูต้นไม้ ชายหาด เปลือกหอย และเกาะแก่งน้อยใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป และเมื่อเจอสิ่งใดที่น่าสนใจวีร์ก็ยกกล้องถ่ายรูปที่คล้องคออยู่ขึ้นมาเก็บภาพแห่งความประทับใจนั้นไว้ วีร์ไม่ทันได้ใส่ใจว่าตัวเองได้เดินมาไกลแค่ไหนแล้ว ตัวเขาแค่เดินไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย อยากใช้เวลาอยู่เงียบๆเพียงลำพัง แต่แล้วพลันมีเสียงเรียกชื่อเขาดังขึ้นมา วีร์จึงหันไปหาคนที่กำลังวิ่งเหยาะๆตรงมาหาเขา

      “โอ๊ย เดินมาซะไกลเลยมึง กูหาตั้งนาน” ศศิทัศน์หายใจหอบเล็กน้อย

      “ทำไม มีอะไรเหรอ” วีร์ไม่ได้รู้สึกรำคาญอะไรที่ถูกขัดจังหวะเวลาสงบของตัวเขาเอง

      “เปล่า กูแค่จะมาเดินเล่นด้วยคน”

      “แล้วพวกนั้นละ” วีร์ถามไปถึงเพื่อนๆคนอื่นๆ

      “พวกมันนอนเอกเขนกอยู่ในบ้านโน้น”

     วีร์ก็พยักหน้ารับ แล้วก็ออกเดินเที่ยวเล่นต่อไป และยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเป็นครั้งคราว

      “ปีหน้ามึงจะอยู่ชมรมถ่ายภาพต่อป่ะ”

     วีร์ลดกล้องลงมาเล็กน้อย แววตามองไปอย่างไร้จุดหมายเพราะกำลังใช้ความคิดอยู่

      “ก็ยังไม่แน่ อาจจะอยู่เหมือนเดิมมั้ง ทำไมวะ”

      “ก็ไม่ทำไม ถามดูเฉยๆ” ศศิทัศน์ก้มลงหยิบเปลือกหอยแปลกๆขึ้นมาดู แล้วก็โยนลงกลับหาดทรายตามเดิมไม่ได้คิดที่จะเก็บกลับไป

      “นึกว่ามึงจะชวนกูเข้าชมรมดนตรีซะอีก” วีร์อมยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะเดินต่อไปเรื่อยๆ

      “หึ ทำยังกะมึงจะยอมเข้าอย่างนั้นแหละ” วีร์เพียงยักไหล่ตอบกลับ “แล้วก็นะ ไหนๆเฮียก็เรียนจบไปไม่อยู่แล้ว กูก็คิดอยู่ว่าอาจจะเปลี่ยนชมรมใหม่ แต่ยังไม่รู้จะไปชมรมไหนดี”

      “ไม่มีเฮียอยู่ด้วยแล้วมึงอยู่ไม่ได้เลยรึไง”

      “มันก็... ไม่เชิงหรอกว่ะ แบบว่ายังไงดีละ” ศศิทัศน์พยายามนึกคำอธิบาย “มีเฮียอยู่ กูก็มาช่วยทำนู้นทำนี้ไปเรื่อย ส่วนเรื่องดนตรีกูก็แค่เล่นเอาสนุกๆไม่ได้จริงจังอะไร แต่ก็นั่นแหละถ้าคิดอะไรไม่ออกก็คงอยู่ชมรมเดิม”

      “แล้วมึงอยากเข้าชมรมอะไร”

     ศศิทัศน์มีสีหน้าครุ่นคิดขึ้นมา

      “อืม กูอยากเข้าชมรมหมากรุกอยู่นะ แต่เห็นว่าไม่มีใครลงเป็นประธานชมรมปีหน้า โรงเรียนก็เลยอาจจะไม่เปิดชมรมให้ก็ได้”

      “มึงก็ลงไปสมัครเป็นประธานชมรมเองเลยสิวะ ยากอะไรตรงไหน” วีร์หันกลับไปมองภาพตรงหน้าเช่นเดิม

      “ได้ที่ไหน เขาให้แต่เด็กม.6 เป็นประธานชมรม”

      “ไม่เห็นจะเคยได้ยินกฎนี้สักหน่อย เอาที่ไหนมาพูด” วีร์ขมวดคิ้ว เขาไม่คิดว่ามันจะมีกฎแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ อาจจะไม่ได้เป็นข้อบังคับแต่เพราะการปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมายาวนานทำให้หลายคนคิดว่ามันเป็นกฎที่ต้องทำตามก็เป็นได้

      “ไม่รู้”

      “เปิดเทอมแล้วมึงก็ลองไปถามอาจารย์ดู บอกไปเลยว่า ผมขอเสนอตัวเป็นประธานชมรมหมากรุกครับ” วีร์เสนอความคิดของเขาให้กับศศิทัศน์

      “เหอะๆ กูไม่ได้เล่นเก่งขนาดนั้น จะไปเป็นประธานได้ยังไง” ศศิทัศน์หัวเราะแหยๆ เพราะนึกภาพตัวเองไปเป็นประธานชมรมไม่ออก

      “ประธานไม่จำเป็นต้องเล่นเก่งสุดนี่หว่า แค่รู้จักจัดการบริหารงานและคนให้เป็นก็พอ” วีร์หันมามองศศิทัศน์ที่ยังมีท่าทีไม่แน่ใจอยู่ “ดูอย่างเฮียสิ เฮียก็ไม่ได้เล่นดนตรีเก่งสุด แถมมีบางคนเล่นเก่งกว่าเฮียอีก แต่หลายคนก็วางใจให้เฮียเป็นประธานชมรม”

     ศศิทัศน์นึกตามที่วีร์บอกแล้วก็อมยิ้ม

      “แหนะ เดี๋ยวนี้รู้จักเฮียกูมากกว่ากูแล้วเหรอ”

     วีร์ถึงกับกรอกตามอง เขาก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมศศิทัศน์ถึงได้พยายามจับคู่ให้เขากับวีรมาตุไม่หยุดหย่อน ยิ่งในตอนนี้ด้วยแล้วยิ่งเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ไม่ว่าจะพูดคุยกันเรื่องอะไรก็สามารถโยงเข้ามาสู่เรื่องนี้ได้ทั้งหมด

      “ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องพิเศษอะไร ตอนวันงานประกวดวงดนตรี วงของเฮียก็ไม่ได้ชนะเลิศนิ ใช่มะ” วีร์เหล่ตามามองศศิทัศน์

      “อะจ้า ไม่ก็ไม่” ศศิทัศน์ยังคงยิ้มล้อเลียนวีร์ไม่หยุด แต่ไม่นานเขาก็เปลี่ยนสีหน้ากลับมาจริงจังแล้วหนไปถามสิ่งที่เขายังไม่ได้คำตอบเสียที “ไอ้วีร์ ตกลงว่ามึงรู้จักกับเฮียกูมาก่อนรึเปล่า”

     วีร์ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาโดนถามคำถามนี้มาตั้งแต่วันที่วีรมาตุลงรูปภาพที่มีวีรมาตุ วีรดนย์ และตัวเขาเองที่ติดอยู่ในรูปด้วยในอินสตาแกรม และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจไปเองว่าเขาและวีรมาตุตกลงที่ปิดความจริงเอาไว้ไม่ยอมบอกใคร อาจจะเป็นเพราะคำบรรยายใต้รูปภาพที่ทั้งเขาและวีรมาตุใส่ไปใต้รูปนั้นคล้ายกันจนเหมือนเตรียมกันมา จึงทำให้คิดไปเป็นเช่นนั้นได้

      “กูเห็นหน้าเฮียมึงครั้งแรกตอนที่เฮียพาเฮียหมูมาที่ห้องเรียนกะจะขอไลน์แพร กูไม่เคยเจอเฮียก่อนหน้านั้นเลย”

      “แน่ใจ?” ศศิทัศน์ยังคงสงสัยอยู่

      “แล้วเฮียว่าไง” ทุกครั้งที่ศศิทัศน์ถามคำถามนี้ วีร์ก็มักจะบอกให้เขากลับไปถามพี่ชายของเขาเอง

      “เฮียก็ตอบเหมือนมึง”

      “แล้วมึงจะสงสัยอะไรอีก”

      “ก็...” ศศิทัศน์พึมพำเบาๆ แต่วีร์ก็พอจะจับใจความได้ “ถ้าเฮียเจอมึงก่อนเขาก็ดีสิ”

     วีร์อมยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะยกมือขึ้นขยี้ผมศศิทัศน์เบาๆ จนเจ้าตัวพยายามโยกศีรษะหลบหลีก

      “เพราะกูเจอกับเขาก่อน กูถึงได้ตามเขาไปเที่ยวกรุงเทพ เฮียมึงถึงได้มาเจอกู”

      “อืม... ก็โชคชะตาอะเนอะ”

      “ก็ปกตินิ ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษตรงไหน”

      ต่างคนต่างหยอกล้อกันไปมาจนมีเสียงเตือนดังมาจากโทรศัพท์ของวีร์

     วีร์หยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูพลางคิดไปว่าคนอื่นๆที่เหลือส่งข้อความมาตามตัวเพราะตอนนี้ก็ใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกแล้ว

*****

วีรมาตุ ราวัณ:
ถึงไหนกันแล้วครับ เข้าที่พักแล้วหรือยัง

VeeraVorra:
ถึงสักพักแล้วครับ เดี๋ยวจะออกไปหาอะไรกินกัน

วีรมาตุ ราวัณ:
(สติกเกอร์หน้ายิ้ม)
เฮียฝากบอกตี๋เล็กให้ด้วยว่าให้โทรบอกม้าด้วยครับ

VeeraVorra:
ได้ครับ เดี๋ยววีร์บอกให้
(ส่งรูปชายทะเลยามโพล้เพล้)

*****

      “อะนะ เชื่อแล้วว่าไม่มีอะไรพิเศษเลย แต่ปากนี้ยิ้มไม่หุบเลย มีความสุขมาก.....” ศศิทัศน์ที่คอยแอบชะเง้อมองดูข้อความที่ส่งกันไปมาระหว่างเพื่อนและพี่ชายของเขา แล้วก็อดนึกขำเสียไม่ได้

     วีร์เหล่ตามามอง แล้วก็ส่ายหน้าเล็กน้อย

      “เห็นแล้วก็อย่าลืมโทรบอกม้าด้วย” แล้ววีร์ก็หันตัวเดินกลับไปยังที่พัก โดยมีศศิทัศน์เดินตามไล่หลังมาแซวเขาตลอดทางที่เดินกลับ

*****

วีรมาตุ ราวัณ:
(สติกเกอร์ยกนิ้วโป้ง)
รูปสวยมากครับ เพราะคนถ่ายฝีมือดี



[โปรดติดตามตอนตอนไป]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 2 คู่แข่ง


     หลังจากที่เริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ ล่วงเวลามาจนถึงเวลาบ่ายแก่ๆ เหล่าคณะผู้เดินทางแต่ละคนก็สลบไสลไม่รู้สึกตัวไปตามๆกัน เพราะด้วยความอ่อนเพลียจากการนั่งรถยนต์นานๆ อีกทั้งบรรยากาศภายนอกที่ร้อนระอุถึงแม้ว่าภายในรถยนต์จะเปิดเครื่องปรับอากาศจนเย็นฉ่ำ แต่ก็เหมือนจะสัมผัสกับความร้อนด้านนอกได้อยู่ดี

     วีร์ขยับมานั่งแถวหน้าสุดร่วมกับนพชัยและชัยทิศ ปล่อยให้ศศิทัศน์นั่งหลับอยู่คนเดียวเพื่อมาคอยดูเส้นทางไปยังบ้านของเขาถึงแม้ว่าจะไม่มีความจำเป็นเลยก็ตาม เพราะว่าตั้งแต่ก่อนออกเดินทางเมื่อเช้าวันก่อน คนขับรถได้ให้วีร์กำหนดจุดหมายปลายทางไว้ในเครื่องบอกพิกัดเส้นทางที่ติดตั้งมาพร้อมกับรถยนต์ไว้ก่อนแล้ว

     แต่ก็เพื่อความมั่นใจ เพราะคนที่คุ้นชินเส้นทางอยู่แล้วยังไงก็เชื่อถือได้มากกว่าเครื่องมืออิเลคทรอนิค

      “เดี๋ยวเลี้ยวขวาแล้วตรงเข้าไปเลยครับ” เสียงของวีร์ที่บอกกับคนขับรถทำให้หลายคนเริ่มตื่นตัวขึ้นมารวมถึงศศิทัศน์ด้วย

      “จะถึงแล้วเหรอ” ศศิทัศน์ขยี้ตาแก้อาการงัวเงียของตัวเองและมองดูเส้นทางรอบๆรถ

      “อืม เกือบแล้ว” วีร์หันมาตอบกลับแล้วก็หันหน้าไปด้านหน้าตามเดิม

     ส่วนศศิทัศน์หันไปปลุกสุรศักดิ์และพระยศที่ยังคงหลับสนิทอยู่บนที่นั่งแถวหลังสุด

      “ตรงต้นมะขามต้นใหญ่ๆทางซ้ายมือเลยครับ เดี๋ยวถึงแล้วจอดด้านหน้าก่อนนะครับ” วีร์กำชับคนขับรถ จนรถจอดสนิทตรงรั้วหน้าบ้านหลังหนึ่ง วีร์ก็เปิดประตูรถแล้วก็ก้าวออกไปโดยมีศศิทัศน์กำลังจะก้าวลงมาจากรถด้วยเช่นกันแต่วีร์ก็ร้องห้ามเสียก่อน “เดี๋ยว อยู่ในรถก่อน”

     สีหน้าของทั้งศศิทัศน์และคนอื่นๆ ทำให้วีร์ต้องอธิบายความเพิ่มเติม

      “ถ้าพวกมึงยังไม่อยากตายก็อยู่ในรถก่อน อย่าเพิ่งลงมา”

     แล้ววีร์ก็ปิดประตูรถ และปล่อยให้คนอื่นๆมองหน้ากันไปมาอย่างงงๆ แต่ละคนมองดูวีร์ที่เดินไปเปิดประตูรั้วออกเพียงเล็กน้อยแค่พอตัวเขาเดินเข้าไปได้ วีร์หันหน้ามองดูซ้ายขวาก่อนที่จะเดินเข้าไปข้างในแล้วก็ปิดประตูรั้วตามเดิม เขากำลังจะเดินเข้าไปข้างในแต่ก็มีเสียงเรียกดังขึ้นมาเสียก่อน

      “อีอวน ทึ่งแล่วเออ” เสียงของเด็กสาวผิวเข้มหน้าตาคมขำอย่างแพรไหมที่กำลังเกาะกำแพงรั้วด้านข้าง โบกมือทักทายให้กับเพื่อนที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กแบเบาะอย่างวีร์

      “เดี่ยวใจ๋นิ” วีร์หันไปทักทายกลับ “เดี่ยวก๋อนนะ หวาอี...” ยังไม่ทันที่วีร์จะได้ทำอะไรต่อ เขาก็เซตัวไปทางด้านหน้าจากการถูกลอบโจมตีจากด้านหลังแม้ว่าได้พยายามระมัดระวังตัวไว้อย่างดีแล้ว

     เสียงร้องครางดังขึ้นไม่หยุดเพราะความตื่นเต้น สะโพกที่ส่ายแรงจนตัวโยกไปตามทั้งซ้ายและขวา ขาหน้าที่ยกขึ้นเกาะถึงบ่าหมายจะยืดตัวให้เลียหน้าเลียตาวีร์ให้ได้ จนวีร์ต้องออกแรงผลักมันออก แล้วเจ้าสุนัขตัวเขื่องก็ม้วนตัวไปมารอบๆตัวของวีร์ ก่อนที่มันจะสังเกตเห็นว่ามีรถแปลกหน้าจอดอยู่หน้าประตูบ้าน มันก็พุ่งกระโจนใส่ประตูรั้วพร้อมกับส่งเสียงเห่าดังก้องไปทั่ว

      “ฮาย... ไอ่ต๊าว มานี้มา” วีร์กระแทกเสียงเรียกให้ดังแข่งกับเสียงเห่าของสุนัขพันธุ์ไทยตัวใหญ่ขนสั้นสีน้ำตาลอ่อน เขาต้องเรียกซ้ำอีกสองสามครั้งจึงเรียกความสนใจจากสัตว์หน้าขนได้ แล้ววีร์ก็เดินนำออกไปทางด้านข้างของบ้านหายลับสายตาคนอื่นๆที่อยู่ในรถยนต์ โดยที่ ‘ไอ่ต๊าว’ เดินตามไปด้วย

     นุชเดินออกมาดูเหตุการณ์จากประตูหน้าบ้าน ก่อนที่เธอจะเดินไปทางด้านข้างของบ้านที่วีร์เดินไป

      “นุ้ยเก็บหมาเสร็จแล้วยังลูก” นุชยืนมองอยู่ด้านหน้า ไม่ได้เดินตามเข้าไปข้างใน

      “เสร็จแล้วครับ” เสียงของวีร์ตะโกนตอบกลับมา

      “งั้นเดี๋ยวแม่จะเปิดประตูแล้วนะ”

      “เดี๋ยวแม่ ไอ้เติบไปไหนอะ หลังบ้านไม่เห็นมี” วีร์เดินออกมาจากทางด้านข้างที่เขาเดินเข้าไปจะถึงหน้าบ้านแล้ว ยังไม่ทันที่นุชจะได้ตอบอะไรกลับไป ด้านข้างอีกฝั่งหนึ่งของบ้านก็มีสุนัขพันธุ์ไทยตัวใหญ่ไม่แพ้กับตัวก่อนหน้าแต่ผิดกันที่ว่าตัวนี้มีสีดำเข้ม พุ่งทะยานไปถึงประตูรั้วและส่งเสียงเห่าดังก้องไม่แพ้กัน

      “ไอ่เติบ มานี้”

     ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคย ‘ไอ่เติบ’ ก็กระดิกหางตัวโยนวิ่งไปหาวีร์ ทั้งกระโดดทั้งวิ่งไปรอบๆตัววีร์ จนวีร์ต้องลูบหัวลูบตัวให้มันสงบลงบ้าง ก่อนที่จะพาสัตว์หน้าขนตัวที่สองไปยังทางเดิมที่เขาพาตัวแรกไปก่อนหน้านี้

     นุชที่เห็นว่าวีร์จัดการล่ามโซ่สุนัขทั้งสองตัวเรียบร้อยแล้ว ก็เดินไปเปิดประตูรั้วให้รถยนต์ของคณะเพื่อนๆของวีร์เข้ามาข้างในได้

      “แม่ หวัดดีครับ” ฝาแฝดนพชัยและชัยทิศเอ่ยปากทักทายหญิงสูงวัยก่อนเป็นคนแรกทันทีที่ประตูรถเปิดออก เฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

      “เป็นไง เดินทางกันเหนื่อยมั้ยเด็กๆ” นุชรับไหว้จากเด็กๆแต่ละคน “ไป เข้าไปข้างใน ไปกินน้ำกินท่ากัน ขนมก็มีนะ ลูกๆหิวกันรึยัง”

      “ไม่ต้องห่วงครับแม่ กินกันมาตลอดทางเลยครับ” ศศิทัศน์ยืนสะพายเป้เดินทางของตัวเอง รอเพื่อนๆคนอื่นๆหยิบสัมภาระของแต่ละคนออกมาจากรถจนหมด

     นพชัยและชัยต่างก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูในรถว่ามีของอะไรลืมทิ้งไว้อีกบ้าง รวมถึงถุงขยะที่ใส่เศษซองขนมขวดน้ำและของกินอื่นๆที่กินกันมาตลอดทาง

      “ทิ้งถุงไว้ในรถเลยก็ได้ครับ เดี๋ยวผมเอาไปทิ้งเอง” คนขับรถคนหนึ่งเอ่ยร้องห้ามเอาไว้เสียก่อน

      “เอางั้นเหรอครับ” นพชัยหันไปถาม

      “ครับ”

      “โอเค มีใครลืมอะไรอีกมั้ย” ชัยทิศหันไปถามทุกคน แต่ละก็สำรวจสัมภาระของตัวเองแล้วก็ส่ายหน้าปฏิเสธ “งั้นก็ เดี๋ยวพี่ๆไปที่พักกันได้เลยครับ แล้วพรุ่งนี้ก็... วีร์!” ชัยทิศตะโกนเรียกวีร์ “พรุ่งนี้จะให้รถมากี่โมง”

     วีร์นึกถึงสิ่งที่พวกเขาจะทำในวันรุ่งขึ้น

      “พรุ่งนี้เช้ายังไม่ทำอะไร มาตอนเที่ยงเลยก็ได้มั้ง เดี๋ยวออกไปกินอาหารกัน”

      “ได้ๆ สักสิบเอ็ดโมงนะ” ชัยทิศนัดหมายเวลากับวีร์อีกครั้ง ซึ่งวีร์ก็พยักหน้าตอบกลับมา

      “เดี๋ยวพี่ๆมาสักสิบเอ็ดโมงก็แล้วกันครับ” นพชัยหันไปบอกกับคนขับรถ ทั้งสองคนก็คำนับรับแล้วก็ขึ้นรถขับออกไปยังที่พักที่คุณย่าของฝาแฝดได้จัดการไว้ให้สำหรับคนขับรถโดยเฉพาะไว้แล้ว นพชัยและชัยทิศก็หันหลังกลับมาเมื่อเห็นว่ารถยนต์ที่พวกเขานั่งกันมาขับออกไปแล้ว ทั้งคู่หันมาเจอวีร์ที่ยืนกอดอกและมีรอยยิ้มฉีกออกไปด้านข้างหนึ่ง

      “ตั้งแต่รู้จักกันมา กูก็เพิ่งเคยเห็นมึงทำตัวเป็นลูกคุณหนูก็คราวนี้แหละ”

      “อะไร” “อะไร” “ปกติ” “ใช่ ปกติ”

     วีร์ส่ายหน้าเล็กน้อย

     ไป เข้าบ้านไปได้แล้ว กูจะได้ไปปล่อยหมาออกมา มันไม่ค่อยชอบถูกล่ามไว้นานๆ”

     แต่ละคนก็ขนสัมภาระของตัวเองเข้าไปในบ้าน วางกองรวมกันไว้ที่หนึ่ง แล้วต่างคนก็ยกมือทักทายยุทธที่เดินออกมาต้อนรับทุกคนเช่นกัน

      “ไงเด็กๆ เดินทางกันเหนื่อยมั้ย ของกินบนโต๊ะขนมนมเนยหยิบกินได้เลยนะ นี่แม่เขาก็ต้มน้ำใบย่านางไว้ให้ นุ้ยไปเอามาให้เพื่อนไป อยู่ในตู้เย็นน่ะ”

     วีร์จึงเดินไปเปิดตู้เย็นและหยิบเหยือกแก้วออกมา ข้างในบรรจุน้ำสีเขียวใส เพียงเอาออกมาสัมผัสอากาศภายนอกไม่นานเท่าไหร่นักก็เริ่มมีหยดน้ำเกาะรอบๆเหยือกให้เห็นแล้ว เขาวางลงบนโต๊ะกินข้าวแล้วก็เดินเข้าไปหยิบแก้วน้ำมาจากในห้องครัวครบตามจำนวนเพื่อนๆของเขา

      “รินกันเองนะพวกมึง เดี๋ยวกูมา”   

     แล้ววีร์ก็เดินออกจากบ้านไปเพราะเจ้าสุนัขทั้งสองตัวยังส่งเสียงร้องไม่หยุด เหตุเพราะมีคนแปลกหน้าแปลกกลิ่นจำนวนมากมาอยู่ในบ้านเกินกว่าที่พวกมันจะปรับตัวคุ้นชินได้ทัน และพวกมันก็ถูกล่ามไว้ไม่สามารถไปสำรวจกลิ่นของผู้มาใหม่ได้ ดังนั้นหลังจากที่ปล่อยให้ทั้งสองตัวได้เป็นอิสระกันแล้วก็ต่างรีบวิ่งมาที่ปะตูหน้าบ้านในทันที แต่ละตัวส่งเสียงเห่าใส่กลุ่มคนแปลกหน้าสำหรับพวกมันไม่หยุด จนวีร์ต้องค่อยๆลูบหัวลูบหลังสุนัขทั้งสองตัวซึ่งก็พอจะทำให้พวกมันหยุดเห่าลงได้บ้าง แต่พวกมันก็ยังพยายามหันไปยืนค้ำกรอบประตูบ้านและส่งเสียงเห่าอยู่เนืองๆ จนวีร์ต้องพยายามเรียกชื่อพวกมันอยู่เรื่อยๆ

     แต่แล้ววีร์ก็แปลกใจที่อยู่ๆสุนัขทั้งสองตัวก็หย่อนขาหลังนั่งลงสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนตาก็มองข้ามไปยังด้านหลังของเขา จนวีร์ต้องหันตามไป ก็พบกับศศิทัศน์ที่กำลังถือถุงขนมไข่อยู่ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างกำลังป้อนขนมเข้าปากตัวเอง วีร์จึงได้หายสงสัย

     ส่วนศศิทัศน์ก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อยที่สุนัขทั้งสองตัวจดจ้องมาที่ตัวเขาไม่วางตา จึงทำให้เขายืนอยู่นิ่งๆไม่ขยับตัวไปไหน เมื่อยิ่งเห็นว่าเริ่มมีน้ำลายไหลย้อยออกมาจากปากของสุนัขยิ่งทำให้เขาเริ่มไม่แน่ว่าตัดสินใจถูกหรือไม่ที่เขาเดินออกมาดูวีร์

      “มึงโยนขนมให้มันตัวละชิ้นดิ๊” วีร์หันไปบอกเพื่อนของเขา

      “ขนมนี้น่ะเหรอ” ศศิทัศน์ยกถุงขนมขึ้นสูงเล็กน้อย ก็เห็นว่าสุนัขทั้งสองตัวก็ขยับหัวตามทิศทางของถุงขนม

      “เออนั่นแหล่ะ โยนให้มันตัวละชิ้นก็พอ”

     ศศิทัศน์ได้ยินดังนั้นก็ทำตามโดยที่ยังไม่แน่ใจอยู่ เขารีบเอาขนมที่เหลือในมือเข้าปากตัวเอง จากนั้นจึงหยิบขนมในถุงออกมาสองชิ้น ขณะที่กำลังลังเลที่จะโยนขนมให้ ชักมือเข้าชักมือออก เจ้าสุนัขทั้งสองตัวก็เหมือนจะขยับตัวตาม ด้วยท่าทางที่ดูน่าเกรงขามนึกเอาว่ากำลังจะโดนสุนัขทั้งสองจู่โจม จึงได้โยนขนมมออกไปไกลๆ

     สัตว์หน้าขนทั้งสองตัวก็รีบหันตัววิ่งออกไปงับชิ้นขนมในทันที เมื่อกินเสร็จแล้วก็กลับมานั่งรอตรงหน้าศศิทัศน์ตามเดิม

      “ไอ้วีร์ หมามึงจ้องกูไม่หยุดเลยว่ะ”

      “มึงยื่นมือให้มันดมสิ ช้าๆนะ”

     ศศิทัศน์ยังลังเล แต่เมื่อเห็นวีร์พยักหน้าให้ความมั่นใจ เขาก็ย่อตัวนั่งลงแล้วลองยื่นมือตัวเองออกไปช้าๆตรงหน้าของสุนัขทั้งสองตัว เจ้าสัตว์หน้าขนก็ทำจมูกฟุตฟิตไปรอบๆมือของศศิทัศน์ ก่อนที่จะแล่บลิ้นออกมาเลีย ทำให้เอาเจ้าของมือหัวเราะคิกคัก

      “เนี่ย ตัวนี้คือไอ้ต้าว” วีร์ลูบหัวสุนัขสีน้ำตาลอ่อน แล้วจากนั้นจึงลูบหัวตัวที่ดำเข้ม “ส่วนตัวนี้คือไอ้เติบ” วีร์แนะนำสุนัขทั้งสองตัวให้ศศิทัศน์รู้จัก “ส่วนนั้น” วีร์ชี้ไปที่ถุงขนมไข่ในมือของศศิทัศน์ “ก็ของชอบไอ้พวกนี้”

     ศศิทัศน์มองดูขนมในมือกับสุนัขทั้งสองตัวที่ยังคงจ้องมองเขาไม่วางตา

      “นี่กูกินอาหารหมาเหรอ” ท่าทีขอศศิทัศน์ที่นิ่งอึ้งไปทำเอาวีร์หัวเราะเบาๆออกมา

      “คนกินได้ ซื้อมาให้คนกินนี่แหละ แต่พวกนี้มันก็ชอบก็เลยซื้อมาเผื่อพวกมันด้วยก็เท่านั้น”

      “เฮ้อ โล่ง” ศศิทัศน์พ่นลมหายใจออกมายาวๆ “นึกว่ากูแย่งอาหารหมามากิน” เขาเอามือตบลงบนหน้าอกของเขาเบาๆเป็นการปลอบขวัญของตัวเอง

      “ก็ไม่ผิดนะเพราะของคนกินมันหมดแล้ว กูเห็นเหลืออยู่ถุงเดียว ปกติจะเอาไว้ใช้เรียกสองตัวนี้มาล่ามโซ่”

     ศศิทัศน์ที่กำลังจะเอาขนมอีกชิ้นเข้าปากถึงกับนิ่งค้างทั้งๆที่ยังอ้าปากอยู่อย่างนั้น ในใจมีแต่คำว่า ‘อาหารหมา’ ลอยอยู่เต็มไปหมด

      “กูล้อเล่น” วีร์ที่กำลังกลั้นหัวเราะแบบเสียไม่ได้ต้องรีบเฉลยให้เพื่อนของเขาฟัง “ของหมาอยู่หลังบ้าน กูเพิ่งเอาไปให้มันกินตอนพามันไปล่ามโซ่”

      “แน่นะ” ศศิทัศน์ถามย้ำอีกครั้ง

      “เออ”

     ทันใดนั้นก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์สองสามคันมาจอดที่หน้าบ้านวีร์ ไอ้ต้าวกับไอ้เติบ ก็รีบวิ่งต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเต็มที่ ทั้งเห่าทั้งกระโจนเกาะประตูรั้ว จนศศิทัศน์รู้สึกหวั่นๆอยู่ไม่น้อย แต่เจ้าสัตว์หน้าขนก็ทำให้เขาแปลกใจด้วยการกระดิกหางไปมาอย่างรวดเร็วทั้งๆที่ยังเกาะประตูรั้วอยู่

      “โอ้ หรอยจริ๋งนาโบ้ซู้นิ อิไป่ไน่กั๋นนิ” วีร์ลูกขึ้นเดินแล้วเดินไปที่ประตูรั้วพร้อมกับทักทายแขกผู้มาเยือน

      “อิไป่หลาดนิ ไป่ม้าย”

     เสียงการสนทนาค่อยๆเบาลงเมื่อวีร์เดินเข้าไปใกล้คนแปลกหน้าเหล่านั้นจนศศิทัศน์จับการสนทนาไม่ได้ เลยไม่รู้ว่าคนแปลกหน้ากลุ่มนั้นเป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับวีร์ และทำไมเจ้าสัตว์หน้าขนทั้งสองตัวจึงดูเป็นมิตรกับกลุ่มคนเหล่านั้นมากนัก

      “ใครมาวะ” พระยศเดินออกมาที่ประตูหน้าบ้าน

      “ไม่รู้เหมือนกัน” ศศิทัศน์ลุกขึ้นยืน

      “เพื่อนมันมั้ง” พระยศมองดูกลุ่มคนที่กำลังคุยกับวีร์ โดยที่วีร์พยายามดึงตัวสุนัขทั้งสองตัวไม่ให้กระโจนตัวใส่ประตูรั้วไปด้วย ไปนานนักก็มีรถมอเตอร์ไซด์อีกคันมาจอด พร้อมกันคนที่มีใบหน้าคุ้นเคยสำหรับพวกเขา

     วิธูมองเลยเข้ามาในบ้านและโบกมือทักทายพระยศและศศิทัศน์ และทั้งสองคนก็โบกมือทักทายตอบกลับ

      “พวกเพื่อนไอ้วีร์นั่นแหละ” พระยศสรุปเหตุการณ์ตรงหน้า

      “คงงั้นมั้ง” ศศิทัศน์ยังคงมองกลุ่มคนอีกฝากฝั่งของประตูรั้วอย่างพินิจพิจารณา

      “เป็นอะไรไปอีกมึงเนี่ย” พระยศเหล่ตามองมาที่ศศิทัศน์

      “เปล๊า!”

     คราวนี้เป็นตัวศศิทัศน์เองที่ถูกมองอย่างพินิจพิจารณาโดยพระยศ จนเจ้าตัวพยายามยืนมองดูวีร์และเพื่อนแบบปกติที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ทำให้ดูผิดปกติไปอย่างเห็นได้ชัด

      “อย่าบอกนะ ที่มึงคะยั้นคะยอชวนพวกกูมาเที่ยวบ้านไอ้วีร์ นี่คือกะจะมาดูลาดเลาทางนี้ให้เฮียมึงเหรอ” ศศิทัศน์ยังคงพยายามทำตัวปกติกลบเกลื่อนสิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจ “เป็นเอามากนะมึง”

      “ไม่รู้ละ” ในที่สุดศศิทัศน์ก็หลุดโพล่งออกมา “ตอนนี้เป็นโอกาสของเฮียกู ใครหน้าไหนจะเข้ามาขัดขวางไม่ได้ กูเลยต้องลงมาดูสถานการณ์ทางนี้เอาไว้ก่อน”

      “เฮ้อ เสียเวลากูไปฝึกงานจริงๆ”

     พระยศส่ายหน้าเบาๆ แล้วเขาก็ผลักศีรษะศศิทัศน์จนตัวเซไปเล็กน้อยก่อนที่หันกลับเดินเข้าไปข้างในบ้าน ปล่อยให้ศศิทัศน์ที่ยังคงยืนมองดูกลุ่มเพื่อนๆของวีร์อยู่คนเดียวต่อไป


*****


     ช่วงเวลาเย็นหมดไปกับการพาเพื่อนๆเดินชมสวนบริเวณรอบๆบ้าน เก็บลูกตะลิงปลิงส่งไปให้ธีร์และวนกร และเก็บผลไม้อื่นๆเท่าที่มีในตอนนั้น

      “ที่ตรงนี้ก็ของบ้านมึงเหรอ” พระยศเอ่ยถามขึ้นมาขณะที่กำลังเดินไปเรื่อยๆพร้อมกับวีร์และคนอื่นๆ

      “อืม” วีร์ตอบกลับสั้นๆ

      “แล้วทำไมถึงทำรั้วไว้แค่ตรงนั้นละวะ” พระยศหันไปมองตะแกรงเหล็กที่ขึงเป็นแนวรั้วที่พวกเขาเดินห่างออกมาระยะทางพอสมควร นึกสงสัยว่าทำไมบ้านของวีร์ถึงไม่ทำแนวรั้วตลอดแนวที่ดินของตัวเอง

      “หือ” วีร์หันไปมองตามสายตาของพระยศ “อ๋อ จริงๆเมื่อก่อนมันก็ไม่ได้มีรั้วกั้นอะไรหรอก เพราะว่าที่แถวนี้ก็ของญาติๆกันหมด ก็เลยทำแค่กำแพงกั้นเขตเฉพาะรอบที่ดินรวมทั้งหมด แต่ของบ้านกูมากั้นรั้วตรงนั้นด้วยก็เพราะไอ้สองตัวนั้นมันไปเล่นซนบ้านอื่นแล้วก็ยังไปไล่กัดไก่เขาตายไปหลายตัว แต่จะให้ล่ามโซ่หรือขังกรงไว้ตลอดก็สงสารมัน ก็เลยขึงรั้วตะแกรงกั้นเขตไม่ให้มันหลุดไปที่อื่นได้ ให้วิ่งเล่นอยู่แต่ในบ้านก็พอ”

     บ้านของวีร์ปลูกขึ้นกลางที่ดินส่วนหน้า รอบๆบ้านยังมีบริเวณมากพอให้ปลูกต้นไม้ใหญ่รอบบ้านได้แบบที่ไม่ต้องกลัวรากไม้จะซอนไชเขาใต้ตัวบ้าน แนวรั้วตะแกรงเหล็กกั้นอยู่ตรงกลางที่ดินแบ่งส่วนหน้ากับส่วนหลังได้เท่ากันพอดี

      “แต่แค่นั้นมันก็กว้างอยู่นะ” หนึ่งในฝาแฝดกางแขนเล็งทิศทางเพื่อวัดขนาดอย่างคร่าวๆโดยสายตา

      “ไม่เท่าบ้านมึงหรอกหน่า”

      “แน่ใจ๊” “นั่นสิ เพราะถ้าแค่เฉพาะบ้านกูเนี่ย เนื้อที่บ้านมึงกินขาด” “แต่ถ้ารวมที่ทั้งผืน ก็ไม่แน่” นพชัยและชัยทิศพยายามคิดคำนวณขนาดที่ดินของครอบครัวเขากับของครอบครัววีร์

      “ก็ลองกะดูเอาสิ” วีร์กำลังยืนหันหลังให้กับบ้านของตัวเอง “ถัดทางซ้ายของลุง ถัดไปอีกแปลงก็ของป้า สามแปลงนี้ปู่กูได้มาเลยแบ่งให้สามคนพี่น้องๆเท่ากัน”

      “คือของบ้านมึงแล้วคูณไปอีกสาม” สุรศักดิ์ยกมือขึ้นป้องดวงตาพยายามเล็งระยะทางมองไปไกลๆ

      “อืม แล้วก็ถัดไปจากนี้” วีร์ชี้ไปยังด้านหน้าของเขา “เป็นของพี่น้องของปู่กู เขาก็แบ่งให้ลูกหลานของเขาไป”

      “ถัดไปจากนี้หมดเลยเหรอ” สุรศักดิ์ถามต่อ

      “ใช่ ยาวไปจนถึงคลองด้านโน้น” วีร์ชี้นิ้วของเขาไปไกลๆ   

      “ปู่มึงมีพี่น้องกี่คนวะ” พระยศถาม

      “หกคน ทำไมหรอ”

      “หกคน” พระยศทวนซ้ำ ซึ่งวีร์ก็พยักหน้ารับ “ได้ที่ดินไปเหมือนกันหมด” วีร์ก็พยักหน้าเช่นเดิม “ไอ้กิ่งก้าน กูว่าขนาดที่ดินบ้านมึงแพ้ว่ะ”

      “โอ้ย เอาอะไรมากมาย ยังไงเรื่องความรวยบ้านกูก็สู้บ้านพวกมันไม่ได้อยู่ดี” วีร์หยักไหล่ตอบแบบไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย

      “เหอะๆ บ้านกูรวยก็จริง” “แต่พวกกูไม่ได้รวยจ้า เงินที่ได้ใช้จ่ายอยู่ทุกวันนี้คือแบมือขอมาเท่านั้นจ้า”

      “ทำตัวสมกับเป็นคุณหนูจริงๆเลยพวกมึง” วีร์หัวเราะตามเพื่อนๆคนอื่นๆที่เห็นนพชัยและชัยทิศหยิบเรื่องของพวกเขาเองมาแซวตัวเอง

      “แล้วนั่น ตรงนั้นน่ะ ลานโล่งๆมีอะไรดำๆอยู่ที่พื้น เอาไว้ทำอะไรวะ” ศศิทัศน์ชี้นิ้วไปทางหนึ่ง ถึงจะบอกว่าเป็นที่โล่งแต่ก็ไม่ได้กว้างมากมายอะไร เพียงแค่เป็นจุดเดียวที่ไม่มีพุ่มไม้บดบังท้องฟ้าเบื้องบน เป็นเหมือนปล้องให้แสงแดดได้ส่องตรงลงมาถึงพื้นดินได้

      “ก็เอาไว้จุดกองไฟ”

     นพชัยและชัยทิศได้ยินแล้วต่างก็หันมายิ้มอย่างมีเลศนัย จนวีร์ถึงกับกรอกตามองบนและรีบขัดจังหวะของทั้งสองคนเสียก่อน

      “ไม่ต้องเลยพวกมึง ไม่มีเวลา” ทำเอาสองหนุ่มฝาแฝดหน้างอลงทันที “กลางวันก็ไปเที่ยวกันกว่าจะกลับมาก็จะค่ำแล้ว แล้วก็แถวนี้ยุงชุมมาก กูไม่อยากฝากมาลาเรียฝากไข้เลือดออกกลับไปพร้อมพวกมึงด้วย” ทั้งสองคนก็ยังคงทำหน้างอแบะปากไม่หยุด

      “ก็ค่ำๆไง ถูกแล้ว” “ใช่ๆ จุดกองไฟมันต้องค่ำๆ ถึงจะสนุก”   

      “ก็เอาสิ เดี๋ยวพวกมึงจะได้เจอเพื่อนซี้ปึ๊กมาร่วมแจมด้วย”

      “ใครวะ” พระยศถามแทนคู่แฝด

      “ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลอะไร อย่างเห่าเอย สามเหลี่ยมเอย กะปะเอย บองหลาเอย พวกมึงอยากเจอใครก่อนละ”

      “เออ ถ้าเพื่อนซี้แบบนั้น ไม่เป็นไร” “ไม่เจอกันก็ได้ ต่างคนต่างอยู่ก็ดีแล้ว” นพชัยและชัยทิศพูดไปพลางมองรอบๆตัวไปพลาง

      “ไป เดินกลับกัน แม่กูทำมื้อเย็นเสร็จแล้วมั้ง”

      “เอ้า! แล้วมึงก็ไม่บอก กูนึกว่าจะออกไปกินกันข้างนอก ไม่งั้นจะได้ไปช่วยแม่มึงในครัว” สุรศักดิ์แย้งวีร์ขึ้นมา

      “มึงจะไปขโมยสูตรอาหารของแม่กูก็บอกมาเหอะ”

     สุรศักดิ์ทำหน้าทำตาลอยไปลอยมาไม่ยอมรับข้อกล่าวหา แต่ทุกคนก็เริ่มทยอยกันเดินกลับไปทางเดิมที่พวกเขาเดินมา ต่างก็มองดูต้นไม้ใบหญ้าตามทางไปเรื่อยๆ เผื่อว่ามีอะไรที่หลุดลอดสายตาไปตอนที่พวกเขาเดินมาในตอนแรก

      “ไอ้วีร์” วีร์หันไปตามเสียงเรียกของศศิทัศน์ เขาเลิกคิ้วขึ้นทั้งสองข้างเป็นการถามและรอฟัง “ไก่บ้านมึงไปไหนกันวะ ตอนออกมายังเห็นเดินกันเต็มไปหมด”

      “ไก่น่ะหรอ” วีร์ทวนคำถามซ้ำ และศศิทัศน์ก็พยักหน้า “อยู่โน้นไง” วีร์ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางยื่นที่ที่คางของศศิทัศน์แล้วยกขึ้นให้หน้าของศศิทัศน์แหงนขึ้นด้านบน “เห็นยัง”

     ศศิทัศน์กำลังเงยหน้ามองตามแรงดันของนิ้วมือของวีร์ เขามองเห็นต้นมังคุดต้นใหญ่ที่ใบดกหนา แม้ในยามที่มีแสงแดดส่องมาก็เห็นว่าใบมังคุดมีสีเข้มอยู่แล้ว ยิ่งเวลานี้ที่พระอาทิตย์กำลังใกล้จะตกดินและแสงเริ่มสลัวทำให้พุ่มใบมังคุดยิ่งดูมีสีเข้มมืดขึ้น แต่ที่ปลายยอดแต่ละยอดของต้นมังคุดกลับมีสีขาวๆและสีอื่นๆแต้มอยู่ลอยเด่นออกมา

     เมื่อพิจารณาอย่างชัดเจนแล้ว ก็เห็นว่าเป็นแม่ไก่ต่างจับจองปลายยอดมังคุดแต่ละยอดลดหลั่นกันไป แม่ไก่บางตัวก็มีลูกเจี๊ยบที่ตัวโตพอสมควรเกาะอยู่ข้างๆด้วยกัน ดูๆไปก็เหมือนต้นมังคุดออกผลเป็นแม่ไก่ก็ว่าได้

     ศศิทัศน์หันไปมองต้นไม้อื่นๆรอบๆก็เห็นเป็นอย่างเดียวกัน

      “หือ ไก่บ้านมึงนอนบนต้นไม้เหรอวะ” ศศิทัศน์มองอย่างแปลกใจ

      “เรื่องปกติ ไก่บ้านที่ไหนๆก็นอนบนต้นไม้กันทั้งนั้นแหล่ะ”

     ไม่มีเพียงศศิทัศน์ที่รู้สึกแปลกใจ นพชัยและชัยทิศก็รู้สึกประหลาดใจกับความรู้อันใหม่ ทั้งคู่ต่างมองตากันและต่างก็เข้าใจกันเองว่ากลับไปบ้านเมื่อไหร่ต้องหาซื้อไก่มาเลี้ยงในบริเวณบ้านบ้างซะแล้ว

      “ไปพวกมึง ไปกินข้าวกัน”

     วีร์เอ่ยปากชวนทุกคนให้เข้าไปข้างในบ้านกันได้แล้วก่อนที่แต่ละคนจะเริ่มถูกตอมด้วยยุงนานาชนิด



[อ่านต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
     เวลาอาหารมื้อเย็นเป็นไปอย่างสนุกสนานครื้นเครง เพราะมีเด็กๆหลายคนมาร่วมโต๊ะ ต่างก็ชวนพูดคุยกันหยอกล้อกันไปตลอดมื้ออาหาร เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ละคนก็อาสาเก็บกว้างเช็ดล้างไม่ได้ปล่อยให้ผู้ใหญ่ได้ออกแรง แล้วก็นั่งเล่นพูดคุยกันอยู่หน้าโทรทัศน์จนได้เวลาดึกพอสมควร เหล่าผู้ใหญ่แต่ละคนก็บอกลาเด็กหนุ่มทั้งหลายเพื่อไปเข้านอน

      “ไป ห้องน้ำว่างแล้วหนึ่ง เหลือใครยังไม่ได้อาบน้ำ” วีร์ใส่ชุดนอนเดินลงมาจากชั้นบนพร้อมกับแว่นตาและมีโทรศัพท์มือถือติดมาในมือข้างหนึ่งด้วย

     พระยศและศศิทัศน์นั่งสนใจโทรศัพท์ของตัวเองอยู่กันคนละมุมห้อง แต่ทั้งคู่ก็สวมชุดนอนกันเรียบร้อยแล้ว ส่วนนพชัยและชัยทิศยังคงสวมเสื้อผ้าชุดเดิมนับตั้งแต่เดินทางมาถึงบ้านของวีร์

      “ไอ้หมาเน่าสองตัว ไปอาบน้ำได้แล้วไป ห้องน้ำว่างแล้ว” สุรศักดิ์เดินออกมาจากห้องน้ำด้านล่างมีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวคาดเอวไว้ ถ้าไม่ได้มีแค่เพื่อนๆที่นั่งกันอยู่ คงจะมีเสียงกรี๊ดกร๊าดดังลอยมาเพราะรูปร่างนักกีฬาของเจ้าตัวเป็นแน่ เมื่อร้องบอกเสร็จแล้ว สุรศักดิ์ก็รีบวิ่งขึ้นไปชั้นบนเพื่อแต่งตัวให้เรียบร้อย แต่ก็ยังไม่วายตะโกนสั่งลงมา “ไอ้กิ่งไอ้ก้าน เร็ว”

     พวกคู่แฝดยังพยายามตัดใจจากเกมที่กำลังติดพันเลิกไม่ได้เสียที แต่เมื่อรู้สึกได้ถึงความกดดันของสายตาสามคู่ที่จ้องมองพวกเขาอยู่ จึงจำเป็นต้องล่าถอยยอมแพ้เกมด่านนี้ไปเสียก่อน แล้วก็ยอมเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำเปลี่ยนชุด

     เสียงสัญญาณเรียกดังมาจากโทรศัพท์ของศศิทัศน์

      “ว่าไงเฮีย” ศศิทัศน์เปิดรับการสนทนาผ่านวิดีโอจากพี่ชายของเขา

      “ดึกแล้ว ยังไม่นอนอีกเหรอ เห็นเพิ่งอัพเดตไอจีอยู่” ภาพของวีรมาตุที่สวมชุดนอนและนั่งอยู่ในห้องนอนของเขาปรากฏขึ้นมาในโทรศัพท์

      “ก็รอคิวอาบน้ำกัน เหลือไอ้พวกแฝด เดี๋ยวก็นอนแล้วเฮีย”

      “แล้วเป็นไง โทรหาม้าแล้วยัง”

      “โทรแล้ว ม้าฝากซื้อของด้วย แต่ค่อยไปซื้อวันจะกลับนะเฮีย”

      “ได้ เดี๋ยวบอกม้าให้” วีรมาตุเบนหน้าไปมองอะไรบางอย่างก่อนที่จะหันกลับมาคุยต่อ “แล้วพรุ่งนี้จะไปไหนบ้าง”

      “อืม พรุ่งนี้มีโปรแกรมมื้อกลางวันอย่างเดียว พ่อแม่ไอ้วีร์จะพาไปเลี้ยง แล้วบ่ายๆเห็นไอ้วีร์ว่าจะพาเดินไปดูคลองที่หลังบ้านมัน”

      “ถ้าจะไปเล่นน้ำกันก็ระวังด้วยละ”

      “ไม่ต้องห่วงเลยเฮีย พวกอั๊วว่ายน้ำเป็นกันหมด”

      “ก็ยังต้องระวัง คลองธรรมชาติไม่ใช่สระว่ายน้ำ” วีรมาตุจ้องเขม็งมา ส่วนศศิทัศน์ก็ยิ้มหน้าบานสู้กลับไปจนวีรมาตุถึงกับส่ายหน้าเบาๆ “แล้วก็จะเล่นกับหมาน่ะ ระวังด้วย หมามันยังไม่คุ้นเดี๋ยวพวกมันจะกัดเอา”

     ศศิทัศน์ขมวดคิ้วเล็กน้อยสงสัยว่าวีรมาตุไปรู้เรื่องนี้มากจากไหน เพราะเขามั่นใจว่ายังไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับสุนัขตัวเขื่องทั้งสองตัวของวีร์ให้กับพี่ชายของเขาไปเลย แล้วสายตาของเขาก็มองเลยไปยังบุคคลที่นั่งห่างเขาไปสักน้อย กำลังนั่งสนใจโทรศัพท์ในมืออย่างใจดใจจ่อ แล้วเขาก็ยิ้มกรุ่มกริ่มออกมา

      “ไม่ต้องห่วงเลยเฮีย อั๊วรู้ความลับไว้มัดใจพวกนั้นได้แล้ว ตอนนี้จับลูบหัวได้เลยสบายมาก”

      “ลื้ออย่าประมาท” วีรมาตุเสียงแข็งขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีเชิงเล่นของน้องชายตัวเอง

      “คร๊าบเฮีย อั๊วจะระวังนะ”

      “อืม ดีแล้ว งั้นอั๊วไปนอนแล้วนะ มีอะไรก็โทรมา”

      “ครับเฮีย” ศศิทัศน์ยิ้มลาพี่ชายตัวเองก่อนที่ปิดโทรศัพท์ เขาหันไปมองคนเป้าหมายที่ยังคงสนใจโทรศัพท์ในมือ แล้วเขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วแอบย่องทางด้านหลังไปอย่างเงียบๆ แล้วก็ชะเง้อหน้าแอบมองดู

      “เดี๋ยวนี้พัฒนา มีตอบกลับแล้วด้วย”

     วีร์เอาโทรศัพท์แนบกับตัวพร้อมกับรีบลุกขึ้นยืนและหันกลับมาตามทิศทางเสียงที่ดังขึ้นมา

      “อะไร” วีร์กวาดตามองศศิทัศน์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า พยายามอ่านท่าทางของเพื่อน

      “ไม่มีอะไร” ศศิทัศน์พูดไปยิ้มไปแล้วเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองตามเดิม

     ส่วนวีร์ได้แต่สงสัยกับพฤติกรรมอันนั้น แล้วเขาก็ยกโทรศัพท์ขึ้นเปิดดู หน้าจอของโทรศัพท์ของเขายังคงเป็นหน้าต่างสนทนาไลน์กับวีรมาตุอยู่เลย แล้ววีร์ก็หันไปมองศศิทัศน์ที่กลับไปนั่งอยู่ที่เดิมและยังยิ้มไม่หุบ

     พระยศที่ลอบสังเกตอาการของทั้งสองคนก็อมยิ้มเล็กน้อยและส่ายหน้าเบาๆ

     ทันใดนั้นเสียงประตูห้องน้ำทั้งชั้นบนและชั้นล่างก็เปิดออกมาพร้อมกัน สองคนสุดท้ายที่เพิ่งอาบน้ำกันเสร็จก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องนอนเพื่อแต่งตัวให้เรียบร้อยและอบอุ่นจากความหนาวเย็นของน้ำที่เพิ่งจะอาบไป สวนทางกับสุรศักดิ์ที่เดินลงบันไดมารวมตัวกันกับทุกคน

      “น้ำบ้านมึงเย้นเย็นเลยว่ะไอ้วีร์” สรุศักดิ์บ่นเป็นคำแรก

      “แล้วไมไม่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่น” วีร์ถามกลับไป เขารู้ดีว่าน้ำที่บ้านของเขานั้นค่อนข้างจะเย็น เหตุเพราะว่าบ้านของเขาใช้น้ำบ่อร่วมกันกับบ้านของลุงและป้า ท่อน้ำที่ส่งมายังบ้านถูกฝังอยู่ใต้ดิน ถึงจะไม่ลึกมากแต่ก็เป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี ทำให้น้ำที่ใช้ค่อนข้างจะเย็นตลอดทั้งปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ฝนตก

      “เกรงใจ แล้วก็อีกอย่าง เดี๋ยวมันไม่ได้บรรยากาศ” สรุศักดิ์เลือกที่นั่งรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ

      “แต่อาบน้ำเย็นแล้วก็สบายตัวดีนะ” พระยศแสดงความเห็น

      “ก็วันนี้ถึงนั่งรถมาเย็นฉ่ำ แต่พอลงจากรถมาทีนึงนะ โห ร้อนเหมือนจะโดนอบ แต่พอเจอน้ำเย็นเข้าหน่อย เฮ้อ สบายตัวเลย” สรุศักดิ์ขยายความเพิ่มเติม

      “แล้วนี่ ปกติมึงอยู่บ้านมึงนอนห้องนั้นเหรอ” ศศิทัศน์เริ่มกระบวนเก็บข้อมูล เขาหมายถึงห้องขนาดใหญ่ของบ้านที่พวกเขาจะรวมตัวนอนกันตลอดเวลาที่มาเที่ยวที่บ้านของวีร์

      “อืม ใช่ เมื่อก่อนนอนกันสามคนพี่น้อง ส่วนพี่อรเขามีห้องเล็กๆเป็นของตัวเอง” วีร์วางโทรศัพท์และหันมาคุยกับเพื่อนๆ “แต่ตอนนี้ห้องนั้นก็ไม่มีใครอยู่เลย เพราะพี่ภูมิก็ย้ายออกไปเรียนที่กรุงเทพตั้งหลายปีแล้ว นานๆจะกลับมาบ้านสักที แล้วนี่เดี๋ยวพี่อรแต่งงานแล้วเขาจะย้ายเข้าไปอยู่ห้องนั่นแทน”

      “อ้าว แล้วเดี๋ยวเวลามึงกับพี่ธีร์พี่วามาบ้านแล้วจะไปนอนไหนกัน จะมีที่พอเหรอ” ศศิทัศน์ถามต่อ

      “ก็เดี๋ยวพอพี่อรย้ายเข้าห้องใหม่ ห้องเก่าก็จะทุบผนังแล้วขยายออกให้กว้างขึ้น ข้างล่างก็จะมีลานนั่งเล่นใต้ชายคาร่มๆไปด้วย”

     คนอื่นๆก็พยักหน้าตาม

      “แต่ไม่น่าเชื่อนะว่าพี่ธีร์กับพี่สาวเฮียหมูจะลงเอยกัน แถมปุ๊บปั๊บรับโชคจะมีลูกด้วยกันแล้วด้วย” สุรศักดิ์เอ่ยถึงบุคคลทั้งสองในครอบครัวของวีร์ที่พวกเขาคุ้นเคยรองจากวีร์

     ถึงตอนนี้เหล่าเพื่อนๆแต่ละคนยังไม่มีใครรู้ความสัมพันธ์ทางสายเลือดของวีร์ ธีร์ และวนกร แต่ละคนต่างรับรู้แค่ว่าธีร์นั้นได้ตกลงปลงใจจดทะเบียนสมรสกับวนกร และวนกรก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ใต้ชายคาเดียวกันกับวีร์และธีร์ รวมถึงที่วนกรและธีร์กำลังจะมีทายาทด้วยกัน

      “อืม กูก็ว่าเหมือนพวกเรายังแซวๆกันไม่นานนี้เองว่าพี่ธีร์จะมีแววได้แต่งเมียมั้ย” ศศิทัศน์นึกย้อนเหตุการณ์ไป “ที่ไหนได้ รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม”

     วีร์เหล่ตามองเพื่อนๆ พยายามแสดงท่าทีเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไร

      “ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง เขาก็เพื่อนเก่าเพื่อนแก่กันมาก่อน พอมาเจอกันอีกครั้งเลยสปาร์คเข้ากันง่าย”

      “ว่าแต่มึง” สุรศักดิ์หันมาถามวีร์ “มึงอยากได้หลานชายหรือว่าหลานสาว”

     วีร์ทำท่าทางเหมือนคิด แต่ในใจกำลังตรึกตรองว่าคำถามที่แท้จริงควรจะเป็นว่าเขาอยากได้น้องชายหรือน้องสาวเสียมากกว่า

      “กูยังไงก็ได้”

      “หรือไม่ก็แฝด” พระยศเสนอทางที่สาม

      “แบบพวกนั้นเหรอ” สุรศักดิ์ชี้ขึ้นไปด้านบนของบ้าน โดยไม่รู้ว่าเจ้าตัวทั้งสองเดินลงมาถึงด้านหลังเขาเรียบร้อยแล้ว

      “แบบพวกกูมันทำไมห๊ะ” “เป็นแฝดแบบพวกกูมันไม่ดีตรงไหน”

     นพชัยและชัยทิศเข้ารุมจับยึดแขนยึดไหล่สุรศักดิ์ไว้แน่น สุรศักดิ์เองก็พยายามยื้อยุทธไม่ลดละจนกว่าจะหลุดจากพันธนากรจากทั้งสองคน

      “ก็ไม่ทำไม”

      “เป็นแฝดแบบพวกกูดีจะตาย” “ช่าย สนุกสนานครื้นเครงกันทั้งบ้าน”

      “ตัวป่วนละไม่ว่า พวกมึงน่ะ” พระยศช่วยสรุปให้ ส่วนนพชัยและชัยทิศทำลอยหน้าลอยตาไม่รับรู้

     ส่วนศศิทัศน์นั้นเริ่มอ้าปากหาวแล้วหาวอีกให้เห็น แต่พยายามฝืนทนนั่งอยู่กับเพื่อนๆ

      “ไป ขึ้นไปนอนกัน ไอ้ต่ายเริ่มไม่ไหวแล้ว” วีร์บอกเพื่อนๆทุกคนแล้วเขาก็เดินสำรวจประตูหน้าต่างว่าได้ปิดลงกลอนเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เริ่มไล่ปิดหลอดไฟจนเห็นว่าเพื่อนๆได้ทยอยเดินขึ้นบันไดไปแล้วจึงปิดดวงสุดท้าย เหลือเพียงไฟส่องสว่างที่บันได แล้ววีร์ก็เดินตามเพื่อนๆขึ้นไปนอนพักผ่อนจากความเหนื่อยล้าที่ต้องเดินทางไกลมาทั้งวัน


*****


     ในเช้าวันรุ่งขึ้นนั้น เพราะว่าไม่มีนัดหมายจะทำอะไร จึงปล่อยให้แต่ละคนตื่นนอนกันตามสบาย วีร์เดินงัวเงียลงมาจากชั้นบน มองหาเพื่อนๆของเขาว่าอยู่ที่ไหนกันบ้าง

     เมื่อได้ยินเสียงดังมาจากในห้องครัว วีร์จึงโผล่หน้าเข้าไปมองก็เห็นสรุศักดิ์กำลังช่วยนุชและอรทำอาหารกันอยู่

      “อ้าว พี่อร กลับมาแล้วเหรอ”

      “จ้า เพิ่งถึงเมื่อเช้านี้เอง” อรหันมาคุยกับวีร์ในขณะที่มือกำลังสาละวนกับหม้อที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ “นุ้ยหิวแล้วยัง รออีกนิดนะ เกือบเสร็จแล้ว” บทสนทนาของอรและวีร์ที่ดูเหมือนจะผิดแปลกไปจากปกติ แต่เพราะว่าอรรู้ดีว่าวีร์ที่เพิ่งตื่นและกำลังง่วงไม่สร่างดีก็คือเด็กน้อยหนูนุ้ยดีๆนี่เอง

      “ยังไม่หิวเลย”

      “งั้นไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนไป แล้วเดี๋ยวจะได้ทันมากินพอดี” อรยิ้มให้ก่อนที่จะหันกลับไปปรุงอาหารต่อให้เสร็จ

     วีร์เดินออกมาจากห้องครัวหันไปเห็นหน้าต่างด้านข้างบ้าน มองดูพระยศกำลังนั่งดูยุทธที่กำลังสานสุ่มไม้ไผ่ขนาดย่อมๆ ยุทธคอยอธิบายขั้นตอนการทำอย่างช้าๆ และบางครั้งก็ให้พระยศลองทำดูเองบ้าง แต่แล้วก็มีเสียงเห่าของสุนัขทั้งสองตัวดังมาจากประตูหน้าบ้าน มันไม่ใช่เสียงที่ร้องอย่างข่มขวัญแต่เหมือนว่ากำลังเล่นสนุกกันมากกว่า วีร์จึงเดินออกมาดูก็เห็นศศิทัศน์กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับ ‘ไอ้ต้าว’ และ ‘ไอ้เติบ’ อย่างเมามัน จนวีร์แถบไม่เชื่อว่าหนึ่งคนกับสองตัวจะกลายเป็นเพื่อนซี้ไปแล้ว

      “นุ้ย ไปล้างหน้าก่อนไป” อรร้องบอกวีร์ขณะที่เธอยกหม้อมาตั้งที่โต๊ะอาหาร “เร็ว พี่ซื้อซาลาเปาไส้หมูมาด้วย กำลังนึ่งอยู่ เร็วๆไป เดี๋ยวได้มากินร้อนๆ”

     วีร์หันกลับมาแล้วก็พยักหน้ารับ แล้วก็เดินกลับขึ้นไปด้านบนเพื่อจัดการธุระส่วนตัวของตัวเองให้เรียบร้อย แต่ก่อนที่วีร์จะไปหยิบผ้าเช็ดตัว เขาก็ไปปลุกนพชัยและชัยทิศที่ยังคงนอนอุดอู้อยู่ในกองผ้าห่ม ภายในห้องนอนขนาดใหญ่มีเตียงนอนสองชั้นวางติดอยู่กับผนังด้านหนึ่งและเบาะนอนขนาดหกฟุตวางเรียงต่อกันอีกสองเบาะถัดมา เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับนอนกันหกคน

      “มึงๆ ตื่นได้แล้ว” วีร์พยายามเขย่าตัวทั้งสองคน “ลุกขึ้นมาเร็วพวกมึง” ทั้งสองคนยังนิ่งเงียบไม่ขยับตัว วีร์จึงเม้มปากคิดอะไรบางอย่าง

      “ไอ้บิ๊กกำลังดูพ่อกูสานสุ่มไก่อยู่ ถ้าพวกมึงช้าเดี๋ยวมึงจะอดดู” แต่ทั้งคู่ก็ยังคงนอนเงียบ วีร์จึงละความพยายามและหันไปหยิบผ้าเช็ดตัว เตรียมตัวไปล้างหน้าแปรงฟันและเปลี่ยนจากชุดนอน แต่เมื่อหันกลับมาก็พบเบาะนอนที่ว่างเปล่าพร้อมกับกองผ้าห่มที่พื้นข้างๆเบาะนอน วีร์ถึงกับส่ายหน้าแล้วก้มลงหยิบผ้าห่มขึ้นมาสะบัดๆเล็กน้อยแล้วก็ปูคลุมลงไปที่เบาะนอน แล้วเขาก็เดินออกไปห้องไปเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัว


*****


     ช่วงบ่ายหลังที่กลับมาจากรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จแล้วนั้น วีร์ชวนเพื่อนๆเดินไปยังลำคลองด้านท้ายที่ดินครอบครัวของวีร์ ขนาดคลองไม่ได้กว้างมากแต่พอจะจัดแข่งว่ายน้ำได้รอบละสามคนเรียงกันตามขนาดของสระว่ายน้ำมาตรฐาน แต่ว่าช่วงนี้กำลังเข้าหน้าแล้งทำให้น้ำจะตื้นกว่าปกติ แต่ก็ยังลึกพอให้นั่งลงแช่ไปได้ทั้งตัว

     วีร์ได้ชวนเพื่อนๆจากโรงเรียนเก่ามาด้วย จึงได้แนะนำทั้งสองฝ่ายให้ได้รู้จักกันพอเป็นพิธี แล้วก็ชวนกันเล่นน้ำคลายร้อนอย่างสนุกสนาน

     ศศิทัศน์หลบออกมานั่งที่ริมตลิ่งมองดูวีร์และเพื่อนๆหยอกล้อกัน แต่สีหน้าของเขานั้นกลับไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปด้วย จนกระทั่งวิธูเดินมานั่งลงข้างๆ

      “เป็นไรมึง เหนื่อยแล้วเหรอ”

      “เปล่า” ศศิทัศน์ตอบสั้นๆ

      “แล้วเป็นไร ทำหน้าเป็นตูดหมาไปได้” วิธูเอียงหน้าไปมองใกล้ๆจนศศิทัศน์ต้องผลักออก “เอ้า ไม่บอกแล้วใครจะรู้”

     ศศิทัศน์ทำหน้าตานึกครุ่นคิดอยู่

      “คนนั้นใครวะ”

      “คนไหน” วิธูพยายามมองตามสายตาของศศิทัศน์

      “คนนั้นไง ที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับไว้วีร์น่ะ” ศศิทัศน์อธิบายถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเล่นน้ำอยู่กับวีร์อย่างถึงเนื้อถึงตัว วิธูก็มองตามแล้วยิ้มออกมาเหมือนพอจะเข้าใจได้ว่าศศิทัศน์กำลังคิดอะไรอยู่

      “ไอ้โจ้นะหรอ”

      “กูไม่รู้จักชื่อ”

      “ถ้าไอ้คนใส่เสื้อสีน้ำเงินนั่นละก็ มึงสบายใจได้เลย” ศศิทัศน์กำลังจ้องมอง ‘โจ้’ ที่ใส่เสื้อสีน้ำเงินที่เขาสังเกตมานานแล้วว่าค่อนข้างจะใกล้ชิดกับวีร์มากกว่าคนอื่นๆ แล้วที่วิธูจะอธิบายต่อ “มันน่ะ เป็นลูกพี่ลูกน้องไอ้วีร์ ถ้าอีดำคือเพื่อนคนแรกของไอ้วีร์ ไอ้โจ้ก็เพื่อนคนที่สองนี่แหล่ะ”

      “แน่นะ” ศศิทัศน์ยังคงไม่ไว้ใจ

      “แน่ เพราะปู่มันสองคนเป็นพี่น้องกัน มึงไม่ต้องไปกังวลอะไรเลย” วิธูตอบอย่างมั่นใจ “เพราะคนที่มึงควรจะต้องระวังจริงๆน่ะ คือ...” วิธูจับปลายคางของศศิทัศน์และหันหน้าเพื่อนของเขาไปยังทิศทางที่เขาต้องการ “คนนี้ต่างหาก”

     ศศิทัศน์กำลังมองเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีรูปร่างสันทัดสูงใหญ่ ผิวเข้ม หน้าตาคมคาย ถ้าคนนี้จะเป็นคู่แข่งกับวีรมาตุจริงๆ พี่ชายของเขาคงจะลำบากเป็นแน่ ในตอนนี้เขาคิดว่าเขาน่าจะเชื่อความรู้สึกตัวเองนับตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเห็นผู้ชายคนนี้อยู่กับวีร์ เพราะคนที่เขากำลังมองเห็นเต็มๆตาอยู่ในตอนนี้คือ วิธู

     วิธูเห็นสีหน้าของศศิทัศน์ที่เปลี่ยนไปแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ

      “ไม่ใช่กู” วิธูตอบเสียงหนักแน่น “มองเลยไปข้างหลังกูโน้น”

     ศศิทัศน์ย้ายสายตาจากคนตรงหน้ามองข้ามเลยตามคำบอก เขาเห็นชายหนุ่มผมสั้นเกรียนใส่เสื้อสีดำพอดีตัวกับกางเกงยีนส์เข้ารูป แสดงให้เห็นรูปร่างที่ออกกำลังกายมาเป็นอย่างดี เขากำลังยืนกอดอกและยิ้มไปทางวีร์อย่างพึงพอใจ

      “นั่นน่ะพี่เพชร รู้จักกับพี่กูด้วยแต่เพราะพี่กูจีบไอ้วีร์ก่อน พี่เขาเลยหลีกทางให้ แต่ว่าตอนนี้พี่กูก็ไม่อยู่แล้ว กูว่าพี่เขาคงจะกลับมาเริ่มเดินเกมรุกแน่ๆ”

     ศศิทัศน์มองดูชายหนุ่มอย่างพินิจพิจารณา เมื่อเทียบกับวีรดนย์ที่เขาเคยเห็นก็คงต้องบอกว่าลักษณะท่าทางดูคล้ายกันไม่น้อย ถ้าวีร์จะใจอ่อนหันมาชอบคนๆนี้ก็อาจจะไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ยิ่งคิดยิ่งทำให้เขากลัดกลุ้มมากขึ้นว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

      “ใจร่มๆ กูแค่จะเตือนมึงให้ระวังไว้เฉยๆ” วิธูหันไปมองเพื่อนวัยเยาว์ของเขา “ไอ้วีร์น่ะ ถ้ามันไม่ได้รู้สึกชอบใคร มันไม่ค่อยจะใส่ใจว่าเขาจะเข้ามาหามันแบบไหน มันก็แค่อืม อืม แล้วก็อืม แต่ถ้าเกิดมันชอบเขาขึ้นมานะ มันน่ะอ้อร้อจะตาย แล่นไปหาเขาทุกวันเลย ถ้าไม่ได้เจอตัวก็ถือโทรศัพท์ทั้งวันอยู่นั่นแหละ” คำพูดของวิธูเหมือนจะทำให้ใจชื่นขึ้นมาบ้าง ก็ยังไม่สามารถสบายใจได้เต็มที่

      “เอาเหอะ ยังไงไอ้วีร์ก็กลับมาอยู่นี่ไม่นาน เดี๋ยวมันก็ต้องกลับไปเรียนแล้ว”

      “ใช่ เห็นมันบอกว่าจะอยู่ถึงทำบุญครบร้อยวันให้พี่กูก่อนแล้วค่อยกลับ”

      “แล้วเวลาที่เหลือตลอดทั้งปีก็จะเป็นโอกาสของเฮียกู” ศศิทัศน์พูดอย่างมั่นใจขึ้นมากกว่าเก่า

      “แน่ใจเหรอ”

     ศศิทัศน์แทบจะสะบัดหน้าหันมามองวิธูในทันที สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย รอยยิ้มของวิธูทำให้เขาเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว

      “เพราะที่กูอยากจะเตือนไม่ได้มีแค่นี้” วิธูหันกลับมาหาศศิทัศน์ “มึงอาจจะคิดว่าพี่เพชรมีโอกาสแค่ช่วงเดือนสองเดือนนี้เท่านั้นที่จะมัดใจไอ้วีร์ใช่มั้ย... แต่เปล่าเลย พี่เพชรน่ะรุ่นเดียวกับพี่กูและเฮียมึง กำลังจะสอบเข้ามหา’ลัยปีนี้ แล้วกูจะให้มึงทายว่าพี่เขาเลือกไปเรียนที่ไหน”

      “มึงอย่าบอกนะว่า...” คำพูดที่ละไว้แต่สามารถเข้าใจได้ตรงกัน พร้อมกับคำยืนยันจากสีหน้าของวิธู “โอ้ย! อะไรกันวะเนี่ย”

      “ไม่ต้องห่วงนะ พี่เขาได้โควตานักกีฬาไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ไปรายงานตัวเท่านั้นเอง”

     ศศิทัศน์เม้มปากเข้าหากันแน่น เขาเริ่มหายใจเข้าออกแรงขึ้น แววตาที่ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เขาคิดว่าหนทางสำหรับวีร์และพี่ชายของเขากำลังสะดวกราบรื่นดีแล้วแท้ๆ แต่จากสิ่งที่ได้ยินมานับว่าเป็นอุปสรรคสำคัญอยู่ไม่น้อย

      “มึงจำชื่อคนๆนี้ไว้เลยนะ พีรพัชร์ รวงทอง เขามาแน่นอน”


*****


yobortsa:
เป็นไง แผนสำเร็จมั้ย

วิธู:
แน่นอน ดีกว่าที่คิด

yobortsa:
ดีแล้ว
วิธู:
พี่จะยอมให้เขาก่อนจริงเหรอ

yobortsa:
ก็ถ้าวีร์ชอบเขาจริง ก็ต้องยอม
แต่ถ้าไม่ โอกาสก็เป็นของพี่


ending music inspired by Donna SummerHot Stuff

[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 3 ยังแสดงออกไม่ได้


     หลังจากที่กลับมาจากเล่นน้ำคลองท้ายที่ดินของครอบครัวของวีร์เมื่อตอนเย็นวันก่อน ในคืนนั้นเด็กหนุ่มแต่ละคนก็เข้านอนเร็วกว่าปกติเนื่องจากหมดพลังงานไปกับความสนุกสนาน ทำให้ตารางเวลาการเที่ยวที่วางแผนเอาไว้ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ไม่ว่าจะเหนื่อยมากแค่ไหนคนที่ตื่นเช้ากว่าใครๆก็ยังคงเป็นสุรศักดิ์

     สุรศักดิ์ลงมาช่วยงานในครัวตั้งแต่ก่อนไก่โห่ วันนี้ทั้งยุทธและนุชไม่ได้ลาหยุดเหมือนเมื่อวันก่อน ยุทธออกไปซื้อของกินง่ายอย่างซาลาเปา ขนมปังไส้สังขยา รวมถึงติ่มซำชนิดต่างๆ และที่ขาดไม่ได้ก็คือขนมไข่ มาเตรียมไว้ให้เด็กๆสำหรับมือเช้าและระหว่างการเดินทาง นุชเตรียมอาหารกินเล่นง่ายๆอย่างไส้กรอก เนื้อแดดเดียวทอด ข้าวโพดหัวมันและเผือกต้ม รวมถึงข้าวเหนียวต้ม สำหรับจัดใส่กล่องไว้พกติดไปในรถโดยมีสุรศักดิ์เป็นลูกมือช่วยอีกแรง

     คนอื่นๆค่อยๆทยอยตื่นขึ้นมาและอาบน้ำแต่งตัวลงมารับประทานอาหารเช้ากัน ส่วนยุทธและนุชเมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกไปทำงาน และไม่ลืมกำชับให้เด็กๆระมัดระวังตัวกันด้วย

      “นี่ เมื่อไหร่รถบ้านมึงจะมาวะ โทรไปตามอีกรอบดิ” พระยศหันไปถามนพชัยและชัยทิศที่ในมือมีทั้งซาลาเปาลูกโตและบ๊ะจ่างก้อนใหญ่อยู่เต็มสองมือ

      “เดี๋ยวก็มา กูโทรไปบอกว่าให้มาช้าหน่อยเพราะพวกมึงตื่นกันช้าเอง” หนึ่งในฝาแฝดตอบกลับทั้งๆมีอาหารอยู่เต็มปาก

      “เหรอออออ” สุรศักดิ์ลากเสียงยาว “มึงสองตัวตื่นก็ช้าสุด อาบน้ำก็ช้า กินก็ช้า คนอื่นเขาเสร็จกันหมดแล้วเห็นมั้ย”

     ทั้งนพชัยและชัยทิศไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับคำพูดของสุรศักดิ์แต่อย่างใด ยังคงตั้งใจกินอาหารต่อไป เพราะอย่างไรเสียก็ยังพอมีเวลาอีกสักพักกว่าที่รถจะมาถึง

      “ช่างมันเหอะ” วีร์เดินกลับจากจากหน้าบ้านมารวมกลุ่มกับเพื่อนๆที่โต๊ะอาหาร “นี่กูโทรบอกเพื่อนกูแล้วว่าให้ไปก่อนเลยไม่ต้องรอ”

      “เพื่อนมึงกลุ่มเมื่อวานน่ะเหรอ” ศศิทัศน์ถาม ในมือของเขาก็ถือโทรศัพท์อยู่ด้วย

      “ก็อืม แต่ไม่ทุกคนนะ บางคนก็ขี้เกียจไป”

      “มีเฉพาะเพื่อนรุ่นเราใช่มะ ไม่มีคนอื่นไปด้วยใช่ปะ”

     วีร์หันไปมองศศิทัศน์ด้วยความสงสัยในคำถาม

      “ก็ใช่ มึงมีอะไรวะ”

      “เปล่า ถามดูเฉยๆ” ศศิทัศน์กลับไปสนใจโทรศัพท์ของเขาต่อ แล้วก็ยิ้มออกมา

     วีร์จึงเลิกสนใจและเริ่มเดินตรวจประตูหน้าต่างว่าปิดเรียบร้อยแล้วหรือยัง เตรียมพร้อมจะออกเดินทางได้ในทันทีที่รถมาถึง หลังจากนั้นไม่นานนักรถยนต์มินิแวนสีขาววาววับก็ขับมาจอดตรงหน้าประตูรั้วบ้านของวีร์ เด็กหนุ่มแต่ละคนก็หยิบจับสัมภาระของตัวเองและกล่องอาหารที่นุชจัดไว้ให้และเตรียมตัวขึ้นรถ

     ศศิทัศน์เป็นคนแรกที่ปรี่ตัวเองไปเปิดประตูรั้ว

      “เฮ้ย เดี๋ยวสิมึง เดี๋ยวหมากูหลุดไป” วีร์รีบร้องห้ามแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อประตูรั้วถูกเปิดออก สุนัขทั้งสองตัวก็วิ่งตามไปที่ศศิทัศน์โดยทันทีและส่งเสียงเห่าดังก้องไปทั่ว แต่แล้วสัตว์หน้าขนทั้งสองตัวก็นิ่งเงียบแถมยังทำจมูกฟุตฟิตไม่หยุด ทันใดนั้นมันก็กระดิกหางอย่างดีใจต้อนรับผู้มาใหม่

      “อ้าวเฮีย มาได้ไงครับ” สุรศักดิ์ออกปากถาม ในขณะที่วีร์กำลังงุนงงในขณะที่กำลังเข้าไปดึงปลอกคอของสุนัขทั้งสองตัวไว้ ส่วนพระยศหันไปมองศศิทัศน์และนพชัยกับชัยทิศแล้วเขาก็ส่ายหน้าเบาๆ

     ใครจะไปคิดว่าเพียงช่วงเวลาตั้งแต่เหล่าเพื่อนๆเดินเท้ากลับมาจากเล่นน้ำคลองจนกระทั้งแต่คนเข้านอน ศศิทัศน์สามารถวางแผนและดึงนพชัยกับชัยทิศเข้าร่วมจัดการพาตัววีรมาตุลงมาถึงที่นี่ให้ได้ในตอนเช้าเพื่อจะมาประกาศตัวและกันพื้นที่ไม่ให้คนอื่นๆเข้าใกล้วีร์ได้ก่อน ซึ่งเดิมทีวีรมาตุก็ไม่ได้เห็นด้วยที่จะเดินทางมาอย่างฉุกละหุก แต่เมื่อน้องชายของเขาส่งรูปที่แอบถ่ายชายหนุ่มคนหนึ่งในวัยเดียวกับเขาพร้อมกับคำอธิบายสั้นๆว่า ‘คู่แข่ง’ เขาจึงตัดสินใจจัดกระเป๋าและขึ้นรถโดยสารตามที่น้องชายบอกมาในทันที

      “กูโทรไปให้เฮียลงมาเอง เห็นเฮียบอกว่าว่างอยู่สองสามวัน ก็พอดีเลยอยู่เที่ยวด้วยกันอีกสองคืน แล้วก็กลับพร้อมกัน ยังไงไอ้วีร์ก็อยู่ที่นี่ต่อ ที่นั่งในรถก็ว่างอยู่แล้ว” ศศิทัศน์ชิงอธิบายก่อน ส่วนวีรมาตุก็ได้แต่ยิ้มรับ ส่วนคนอื่นๆที่เหลือก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเจ้าตัวต้องการอะไร

      “ไป ขึ้นรถกัน” หนึ่งในฝาแฝดเดินนำทุกคนไปขึ้นรถก่อนใคร

     ส่วนวีร์ก็รอทุกคนออกจากเขตรั้วบ้านไปก่อนแล้วจึงปล่อยสุนัขทั้งสองตัวให้เป็นอิสระก่อนที่จะไปปิดล็อคบ้านให้เรียบร้อยแล้วจึงเดินตามออกไปเป็นคนสุดท้าย

     วีรมาตุกำลังยืนรออยู่ที่ประตูรถ เขาขยับตัวหลีกทางให้วีร์ขึ้นรถไปก่อน ที่นั่งด้านหลังสุดเป็นสุรศักดิ์และพระยศเช่นเดิม นพชัยและชัยทิศย้ายไปนั่งแถวเดียวกับศศิทัศน์แล้ว วีร์ยืนมองแล้วได้แต่ถอนหายใจเบาๆก่อนที่ขึ้นไปนั่งแถวหน้าสุด ส่วนวีรมาตุก็ตามมานั่งข้างๆ

      “มึงนั่งตรงนั้นคอยบอกทางคนขับรถให้กูด้วย” หนึ่งในฝาแฝดพูดข้ามเบาะมาจากด้านหลัง

      “เดี๋ยวนี้เขามีจีพีเอสแล้วนะ เผื่อมึงยังไม่รู้” วีร์ตอบกลับไป พลางเปิดโทรศัพท์หาคนที่เขาต้องการและกดโทรออก ไม่นานนักอีกฝ่ายก็ตอบกลับมา “นิ เผิงออกเดี๋ยวใจ๋นิ รอก๋อนตะนะ” วีร์ฟังปลายสายตอบกลับมาแล้วก็กดวางไป

      “เพื่อนมึงถึงแล้วเหรอ” ศศิทัศน์โผล่หน้าไปถาม

      “อืม ถึงเกือบหมดแล้ว”

      “แล้วเราไปช้าขนาดนี้จะเป็นไรมั้ยวะ” สุรศักดิ์ตะโกนมาจากด้านหลังสุด

      “ก็ แล้วแต่ว่าจะได้ออกเรือกี่โมง อาจจะตัดโปรแกรมออกไปบางที่ จะได้ไม่กลับเข้าฝั่งเย็นมากเกิน” วีร์สำรวจดูสัมภาระในรถ มีถุงขนมต่างๆวางอยู่ด้านหน้า “กล่องอาหารอยู่ข้างหลังใช่มั้ย” วีร์เอี้ยวตัวไปมอง เห็นกล่องใบหนึ่งอยู่บนตักของศศิทัศน์ และพระยศยกกล่องอีกใบที่เขาอยู่ไว้ขึ้นให้วีร์ดู “งั้นเดี๋ยวแวะซื้อน้ำขวดสักสี่แพ็คก็แล้วกัน เผื่อไว้ก่อน”

      “นั่นแหล่ะ มึงอยู่ตรงนั้นน่ะดีแล้ว ก็บอกทางคนขับได้เลย” แฝดอีกคนบอก

     วีร์เหล่ตาหันไปมอง ก่อนที่จะโยกตัวไปด้านหน้าเตรียมตัวบอกทางให้คนขับรถไปยังร้านขายของชำที่เขารู้จัก และเมื่อรถยนต์จิดสนิทดีแล้ววีรมาตุก็คอยเปิดประตูและลงไปพร้อมกับวีร์ รวมถึงช่วยวีร์ยกแพ็คน้ำขวดส่งให้คนอื่นๆในรถและวางลงตรงที่ที่ยังว่างอยู่ โดยที่ไม่ลืมรอให้วีร์ขึ้นไปบนรถก่อนแล้วเขาก็ขึ้นรถเป็นคนสุดท้ายตามเดิม

     หลังจากนั้นรถยนต์มินิแวนสีขาววาววับก็ออกเดนทางมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางของพวกเขาต่อในทันที


*****


     เมื่อถึงที่ลานจอดรถที่ท่าเรือ วีร์ก็โทรศัพท์ไปตามให้เพื่อนๆของเขามาช่วยกันขนของไป ในช่วงระหว่างที่กำลังเดินไปขึ้นเรือ วีร์กับวิธูก็ช่วยวางแผนการเที่ยวใหม่เนื่องจากตอนนี้เสียเวลาไปประมาณสองชั่วโมงจากที่คิดเอาไว้แต่แรก แน่นอนว่าจำเป็นต้องตัดที่แวะเที่ยวออกไปบ้างและเลือกแวะชมเฉพาะที่สำคัญก็พอ

      “ของเหม็ดแล่วม้ายนิ” หนึ่งในเพื่อนๆเก่าของวีร์ถาม

      “แขนี้และ คร่อบคนแล่วม้ายอะ” วีร์หันมองดูรอบๆนับจำนวนคนไปด้วย

      “เหลื่อคนนึงเล่ยโด้ เสี้ยงหว่าอีทึ่งแล่วนิ” วิธูหันมาบอกวีร์ แต่ยังไม่ทันที่วีร์จะได้ถามกลับ วิธูก็โบกไม้โบกมือให้กับคนที่กำลังเดินมาจากบนฝั่ง “นู้อะ มาแล่ว”

     วีร์และคนอื่นๆก็หันไปมองตาม เห็นชายหนุ่มผิวเข้มผมสั้นเกรียนแต่งชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นแบบสบายๆ สะพายกระเป๋าเป๋มาด้วยใบหนึ่ง กึ่งวิ่งกึ่งเดินยิ้มยิงฟันขาวมาแต่ไกล

      “เอ้า พี่เพชรไปด้วยเออ ไม่เห็นบอกเลย” วีร์เอ่ยทักทายพีรพัชร์

      “ก็ไอ้พวกนั้นมันชวน เห็นบอกว่ามีที่ยังว่างอยู่” พีรพัชร์บุ้ยหน้าไปยังเพื่อนๆเก่าของวีร์ แล้วก็หันไปพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทายวิธู รวมถึงวีรมาตุด้วยเช่นกัน

      “ถ้ามากันครบแล้ว งั้นก็รีบลงเรือกันเหอะ นี่ก็ช้าไปเยอะแล้ว” ศศิทัศน์รีบรวบรัดตัดบทในทันที

     เด็กหนุ่มคนอื่นๆจึงช่วยกันขนของลงเรือ จะมีก็เพียงวีรมาตุ พีรพัชร์ และศศิทัศน์ที่ยังคงอยู่กับที่ไม่ได้ชยับไปไหน เหมือนจะรอดูท่าทีของอีกฝ่ายว่าจะทำอย่างไร พระยศมองดูเหตุการณ์อยู่เบื้องหลังแล้วก็ออกเดินตามวีร์และวิธูลงเรือ เขาเดินอยู่ใกล้พอจะได้ยินเสียงสองคนนั้นคุยกัน

      “บรรยากาศมาคุจริงๆ” วิธูเอ่ยปากลอยๆขึ้นมา

      “บรรยากาศอะไรวะ ท้องฟ้าออกจะสดใส ดีนะไม่มีพายุเข้าช่วงนี้”

     ทั้งวิธูและพระยศหัวเราะออกมาเบาๆแบบพอจะเข้าใจได้ ต่างคนต่างรู้ว่าถึงวีร์จะไม่ใช่คนไร้เดียงสาและบางครั้งดูก้าวนำคนอื่นไปด้วยซ้ำ แต่กับบางเรื่องที่ใกล้ตัวเองมากๆกลับมองไม่เห็น วิธูพอจะรับรู้ในมุมมองของวีร์ว่าพีรพัชร์คือเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทมากมาเป็นเวลายาวนาน นานพอๆกับที่วีร์รู้จักกับวีรดนย์ พี่ชายของเขา จึงไม่แปลกที่วีร์อาจจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้

      “เออใช่ แดดแรงแบบนี้ ไอ้ต่าย” วีร์เหมือนจะนึกอะไรได้จึงหันมองซ้ายขวาไปก็ไม่เห็นศศิทัศน์อยู่ใกล้ๆ จนเขาหันไปมองที่ท่าเรือก็เห็นเด็กหนุ่มทั้งสามยืนอยู่ที่เดิม “ไอ้ต่าย! ลงมาเร็ว แล้วมึงก็อย่าลืมทากันแดดด้วยเลย” วีร์ทั้งตะโกนและกวักมือเรียกเพื่อนของเขา

     ศศิทัศน์เหล่ตาซ้ายขวามองดูเด็กหนุ่มทั้งสองคนก่อนที่จะตัดสินใจว่างตามวีร์ลงไปในเรือ พลางคิดอยู่ในใจว่าวันนี้เขาจะตามประกบเพื่อนของเขาไม่ให้คาดสายตา จะไม่เปิดโอกาสให้วีร์ได้อยู่กันตามลำพังกับพีรพัชร์เป็นแน่

      “เฮียครับ พี่เพชร” วีร์ตะโกนเรียกสองคนสุดท้ายให้มาลงเรือกันได้แล้ว


*****


     เรือโดยสารนำเที่ยวครั้งนี้เป็นเรือไม้สองชั้นขนาดย่อม ตามความจุสามารถบรรทุกคนได้ไม่ต่ำกว่าสามสิบคน แต่ว่าบ้านของฝาแฝดนพชัยและชัยทิศได้จัดการจองเหมาลำไว้ให้สำหรับพวกเขาซึ่งรวมกันแล้วไม่ถึงสิบห้าคน จึงเดินทางกันไปแบบสบายๆ พวกเพื่อนๆเก่าของวีร์ตั้งใจจะร่วมออกค่าเช่าเรือด้วย แต่เพราะเป็นการจัดการของผู้ใหญ่ที่วีร์เองก็ไม่กล้าจะปฏิเสธ ดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็นการนำอาหารและน้ำดื่มมาแบ่งกันกินระหว่างการล่องเรือ

     และถึงแม้ว่าเหล่าเพื่อนๆของวีร์จะได้เห็นหน้าตากันบ้างในวันก่อนหน้า แต่ความสนิทสนมอาจจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก กลุ่มเพื่อนแต่ละฝ่ายจึงยังคงนั่งรวมตัวกันเฉพาะพรรคพวกตัวเองกันอยู่

     วีร์กำลังยืนกำกับสองพี่น้องวีรมาตุและศศิทัศน์ให้ทาครีมกันแดดให้ทั่วทั้งตัว ไม่ใช่เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวคล้ำเสียขึ้นมา เพราะโดยธรรมชาติของสองคนนี้มีสีผิวที่เข้มขึ้นได้ยาก แต่เป็นเพราะสภาพผิวของสองคนนี้จะไหม้ได้ง่ายเมื่ออยู่ท่ามกลางแดดจัด แม้กระทั่งในตอนนี้ที่เริ่มเห็นผิวสีแดงขึ้นตามใบหน้าและแขนประปรายแล้ว จำเป็นต้องป้องกันไว้ก่อน

     พีรพัชร์ก็นั่งมองดูวีร์ชี้นิ้วไปตามจุดต่างๆให้วีรมาตุทาครีมกันแดดเพิ่ม ทั้งสองคนดูหยอกล้อกันสนุกสนาน จนเขาอยากจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วยแต่ก็ยับยั้งชั่งใจตัวเองไว้ก่อน เพราะสำหรับตัวเขาคิดว่าโอกาสยังมีอีกมาก และเขาไม่ต้องการรีบร้อนที่จะปรับเปลี่ยนสถานภาพจากเพื่อนรุ่นพี่ไปเป็นอื่น เขาพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นไปค่อยเป็นค่อยไป

     จุดแวะจุดแรกเป็นเกาะเล็กๆหลายเกาะที่อยู่ใกล้ๆกัน มีหาดทรายขาวละเอียด นักท่องเที่ยวแต่ละคนที่มาแวะชมที่นี้มักจะมาถ่ายรูปกับพื้นหาดทรายที่โผล่ขึ้นมาเชื่อมระหว่างเกาะต่างๆเมื่อยามน้ำลง

     พีรพัชร์ที่คอยเดินตามหลังวีร์อยู่ห่างๆ ไม่ได้ไปรวมกลุ่มกับเพื่อนรุ่นน้องคนอื่นๆที่กำลังสนุกสนานถ่ายรูปท่าทางต่างที่พยายามคิดสร้างสรรค์กันขึ้นมา ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่กล้าจะเข้าไปหาแต่เพราะตลอดเวลาที่วีร์เดินไปบนหาดทรายก็จะมีเพื่อนตัวขาวเดินตามประกบไปตลอด

     จนกระทั่งศศิทัศน์โดนวิธูลากไปถ่ายรูปกับคนอื่นๆด้วยกัน แต่กระนั้นข้างกายวีร์ก็ยังคงมีชายหนุ่มผิวขาวคนนั้นยืนอยู่ด้วยเสมอ แต่พีรพัชร์คิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีแล้ว

      “ไง ไม่ไปถ่ายรูปกับเขาด้วยเหรอ” พีรพัชร์เดินเข้าไปทักวีร์ใกล้ๆ โดยที่ไม่ลืมพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงทักทายวีรมาตุไปด้วยเพื่อไม่ให้ดูเสียมารยาท

      “ไม่อะ ขี้เกียจ แดดแรงแบบนี้ได้แต่รูปตาปิด” วีร์พูดพร้อมกับจีบนิ้วชี้และนิ้วโป้งที่หางตาทั้งสองข้าง

      “กลัวไม่หล่อรึไง”

      “โด่ ใครจะไปหล่อตลอดเวลาเหมือนพี่เพชรกันเล่า”

     วีรมาตุรู้สึกสะอึกในใจอยู่ไม่น้อยที่คู่แข่งของเขานั้นดูดีในสายตาของวีร์ตลอดเวลา

      “งั้นมาเทียบกันหน่อย เอ่อ นาย...” พีรพัชร์หันมาทางวีรมาตุ “วีใช่มั้ย”

     วีรมาตุพยักหน้ารับ

      “ถ่ายรูปให้หน่อยสิ” พีรพัชร์เปิดโทรศัพท์ของเขาและยื่นให้กับวีรมาตุ

     ส่วนวีรมาตุก็ต้องรับมาแบบเสียไม่ได้ เขามองดูพีรพัชร์เข้าไปยืนใกล้กับวีร์ผ่านแอพลิชั่นกล้องถ่ายรูปในโทรศัพท์ พีรพัชร์ก้มหลังลงมาเล็กน้อยให้ใบหน้าของเขาอยู่ในระดับเดียวกันกับวีร์ วีรมาตุก็กดถ่ายรูปให้สองครั้งโดยที่ไม่ได้บอกนับอะไรแล้วก็ยื่นโทรศัพท์กลับไปให้เจ้าของเครื่องทันที

     พีรพัชร์รับโทรศัพท์กลับมาดูรูป ในขณะที่คิดอยู่ในใจว่าพอจะดูออกถึงท่าทางของวีรมาตุ

      “อืม ไม่หล่อจริงๆด้วย”

      “ไหนๆ” วีร์พยายามชะโงกหน้าไปดูรูปถ่ายและพีรพัชร์ก็พยายามเบี่ยงแขนหลบไปมา กลายเป็นภาพซึ่งๆหน้าที่เพิ่มรอยบาดลึกเพิ่มลงไปในใจของวีรมาตุไม่น้อย

      “อะๆ เอาไปดูสิ” ท้ายที่สุดพีรพัชร์ก็แสร้งทำเป็นยอมแพ้และให้วีร์ได้เห็นรูปถ่าย “ไง ก็บอกแล้วว่าไม่หล่อ...” พีรพัชร์มองดูใบหน้าของวีร์ใกล้ๆ “...แต่น่ารักดี”

     วีร์ผลักมือของพีรพัชร์ที่กำลังถือโทรศัพท์ออกไปจากตัวพร้อมกับแบะปาก

      “แหวะ มามุกเดียวกับพี่วีเลย เล่นๆมากๆเข้าเดี๋ยววีร์จะคิดว่าพี่เพชรมาจีบวีร์แล้วนะเนี่ย”

     พีรพัชร์ไม่ได้ตอบรับแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ เขายกมือขึ้นขยี้ผมวีร์เบาๆในเชิงหยอกล้อ ส่วนวีรมาตุก็ได้แต่แสดงออกว่ายิ้มขำๆไปทั้งๆที่ไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เขากำลังรู้สึกไปด้วยอยู่ภายในใจด้วยเลย

      “มานาย” พีรพัชร์หันมาหาวีรมาตุ “จะถ่ายรูปด้วยมั้ย เดี๋ยวเราถ่ายให้”

     วีรมาตุกำลังลังเลว่าจะเอาอย่างไรดี แต่วีร์ก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

      “เอาเลยเฮีย มาถ่ายด้วยกัน” วีร์ขยับตัวออกไปพร้อมตั้งท่าจะถ่ายรูป เขารอให้วีรมาตุยื่นโทรศัพท์ให้กับพีรพัชร์แล้วก็เดินมาเตรียมถ่ายรูปกับเขา

      “เดี๋ยวนาย เปิดล๊อคให้ด้วย” พีรพัชร์ยื่นโทรศัพท์กลับไปให้เจ้าของ ก่อนที่จะรับกลับมาและถ่ายรูปคู่ให้กับวีร์และวีรมาตุด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

      “พี่เพชร อย่าไปกดโฟกัสที่เฮียวีนะ แค่นี้ก็คล้ำจะแย่แล้ว เดี๋ยวหน้ามันมืดมองไม่เห็น”

      “โอเคๆ เชื่อมือได้” แล้วพีรพัชร์ก็ส่งโทรศัพท์กลับคืนไปอีกครั้งเมื่อถ่ายรูปเสร็จ “แล้ววีร์ไม่ได้เอากล้องตัวนู้นมาด้วยเหรอ” พีรพัชร์หันไปคุยกับวีร์อีกครั้ง

      “ขี้เกียจแบกมา” วีร์ตอบพร้อมกับออกเดินกลับไปทางที่เรือที่พวกเขานั่งมาจอดอยู่

      “แล้วเจ้าของเขาจะไม่น้อยใจเหรอ ไม่หยิบกล้องเขามาใช้น่ะ” พีรพัชร์เดินขนาบข้างวีร์ โดยมีวีรมาตุอยู่อีกฝั่งหนึ่งที่กำลังพยายามทำความเข้าใจเรื่องราวที่ทั้งสองกำลังพูดกันว่าหมายถึงอะไร

      “ไม่ต้องห่วง เขารู้ว่าวีร์ใช้คุ้มมาก ใช่มั้ย” วีร์ยิ้มเล็กน้อยเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าก่อนที่จะก้มหน้าลงมาตามเดิม “พี่เขาก็เห็นด้วย”

      “ถ้าเขารู้คงจะดีใจเนอะ”

      “อืม”

     วีร์ยังคงเดินต่อไปเรื่อยโดยที่ไม่ได้สังเกตว่าวีรมาตุที่เดินเคียงตามเขามากำลังตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง และพีรพัชร์ที่ไม่ได้เดินตามพวกเขามาด้วยกัน

     พีรพัชร์หยุดมองดูทั้งสองคนเดินห่างจากตัวเขาไปเรื่อยๆ ในใจก็นึกไปถึงคนที่ได้จากไปไกลแสนไกลและภาพหน้าจอโทรศัพท์ของวีรมาตุที่เป็นรูปของเขาและวีร์ ที่เห็นได้ชัดเจนจากมุมภาพว่าวีร์เป็นถ่ายเอง


*****


     วีร์และเพื่อนๆนั่งเรือต่อไปตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดดำน้ำชมปะการังน้ำตื้นที่ใช้เพียงแว่นสน็อกเกิ้ลกับตีนกบเป็นอุปกรณ์ช่วย หรือที่จุดที่ต้องว่ายน้ำลอดปากถ้ำเข้าไปชมความสวยงามข้างใน

     ระหว่างทางล่องเรือไปยังจุดต่างๆ เด็กหนุ่มแต่ละคนก็แจกจ่ายเสบียงอาหารและน้ำดื่มที่จัดเตรียมมาให้แก่กันและกัน จากเดิมที่นั่งแยกกันเป็นกลุ่มใครกลุ่มมัน ก็เริ่มคละคนคุยผสมกันไปทำความรู้จักสนิทสนมกันมากขึ้น ตัววีร์เองก็ไม่ได้คาดหวังว่าบรรดาเพื่อนๆของเขาจะสามารถรวมตัวกันเป็นเนื้อเดียวกัน แต่สามารถพูดคุยหยอกล้อกันไปมาได้ก็นับว่าดีมากแล้ว

     เมื่อถึงเวลาบ่ายพอสมควร ไต้ก๋งก็หันหัวเรือกลับเข้าหาชายฝั่งเพื่อส่งผู้โดยสารกลับอย่างปลอดภัย

     เด็กหนุ่มบางคนยังคงนั่งคุยกันไปตลอดทาง แต่บางคนก็หมดแรงนอนหลับคว่ำหน้าบ้างเงยหน้าบ้าง ส่วนคนอื่นๆที่เหลือก็หยิบจับน้ำและอาหารที่ยังพอมีอยู่มาแจกจ่ายกันถ้วนหน้าจะได้ไม่ต้องเหลือขนกลับบ้านกัน

     วีร์ยังคงคอยกำชับให้สองพี่น้องขาวตี๋คอยเติมครีมกันแดดอยู่เรื่อยๆเช่นมาตลอดการเดินทาง แม้ว่าในตอนนี้พวกเขาจะไม่แวะจอดเรือที่ไหนแล้วก็ตาม และทั้งหมดนั้นก็อยู่ในสายตาของพีรพัชร์เช่นเดิม

     เมื่อเรือเข้ามาจอดเทียบที่ท่าเรือแล้ว เด็กหนุ่มแต่ละคนก็ทยอยกันหยิบจับสัมภาระของตัวเองขนกลับขึ้นไปบนฝั่ง ทั้งวีรมาตุและพีรพัชร์ต่างก็เดินสำรวจเรือทั้งชั้นบนและชั้นล่างเผื่อว่ามีใครลืมของอะไรไว้ก่อนที่จะตามขึ้นฝั่งไปรวมตัวกับทุกคน

     วีร์กำลังยืนรวมตัวคุยกับกลุ่มเพื่อนๆเก่า ในขณะที่กลุ่มเพื่อนๆใหม่ยืนดูนพชัยและชัยทิศกำลังสรุปยอดเงินที่ต้องจ่ายให้กับเจ้าของเรือ

      “พี่เพชร เดี๋ยวกลับยังไง” วีร์หันมาถามพีรพัชร์ที่กำลังยืนอยู่ใกล้ๆกับกลุ่มของวีรมาตุและคนอื่นๆ

      “เดี๋ยวพี่นั่งรถสองแถวกลับก็ได้” พีรพัชร์หมายจะกลับกับพวกวิธูและเพื่อนๆ ขึ้นรถสองแถวกลับเข้าไปในเมือง

      “พี่เพชรกลับกับพวกวีร์มั้ย” วีร์เดินมารวมกลุ่มกับเพื่อนใหม่ฝั่งทางนี้

      “เดี๋ยววีร์ก็ตรงเข้าบ้านเลยไม่ใช่เหรอ ลำบากเปล่าๆ” พีรพัชร์ยังคงเกรงใจทั้งกับวีร์และเพื่อนๆของวีร์

      “ไม่เป็นไรมั้งพี่ วนเข้าไปนิดเดียวเอง” แต่วีร์ก็ยังคงยืนยัน

      “มึง ทีกับพี่เพชรละเอาใจจัง งั้นพาพวกกูไปส่งถึงบ้านด้วยดิวะ” วิธูเดินตามมาแล้วก็เอาแขนข้างหนึ่งยกขึ้นกอดคอวีร์ไว้ จนวีร์เหล่ตามามอง

      “เดี๋ยวพี่กลับกับพวกมันนี่แหล่ะ” พีรพัชร์พเยิดหน้าไปทางกลุ่มเด็กหนุ่มที่ยืนห่างออกไป

      “โอเค ก็ได้ครับ” วีร์จะร้องคัดค้านแต่พีรพัชร์ยกมือห้ามไว้เสียก่อน สุดท้ายวีร์ยอมแพ้ไปก่อน

      “งั้นก็ไปกันเลยพี่เพชร รถมารออยู่แล้ว” วิธูบอกลาเพื่อนๆรวมถึงวีรมาตุด้วย “ไว้เจอใหม่นะทุกคน” ทุกคนก็โบกมือลากัน แล้ววิธูกับพีรพัชร์ก็หันเดินไปตามสะพานปลาจากท่าจอดเรือขึ้นฝั่งไป

      “เดี๋ยวพี่เพชร” วีร์เรียกพีรพัชร์เอาไว้ก่อน พีรพัชร์หันกลับมาพร้อมกับสีหน้าเชิงถาม “แล้วเรื่องที่พี่เพชรว่าจะมาคุยด้วยอะ”

      “เออใช่ พี่เกือบลืมไปแล้ว” พีรพัชร์นึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบกลับมา “เอางี้ เดี๋ยวพี่ค่อยโทรคุยวันหลังก็แล้วกัน นะ”

      “ก็ได้ครับ”

     พีรพัชร์พยักหน้าและยิ้มรับแล้วก็หันกลับไปรวมตัวกับคนอื่นๆที่กำลังขึ้นรถสองแถว วีร์โบกมือลาเพื่อนๆของเขาแล้วก็หันกลับมาเจอสายตาที่จ้องเขามาเป็นตาเดียวกัน

      “มีอะไร” วีร์มองดูสีหน้าแต่ละคน

      “เปล่าไม่มีอะไร ไปกันเถอะ โน่น รถมารออยู่แล้ว” พระยศออกเดินนำคนอื่นๆไปก่อน สุรศักดิ์ นพชัยและชัยทิศที่เดินตามไปปกติ จะมีก็เพียงศศิทัศน์ที่กำลังขบคิดอยู่ในใจว่าพอจะมีเรื่องอะไรที่เพื่อนของเขาและชายคนนั้นต้องคุยกัน ส่วนวีร์และวีรมาตุก็เดินตามรั้งท้ายมาติดๆ


*****


     เวลาเย็นมากแล้ว รถยนต์มินิแวนสีขาวที่ดูเหมือนจะถูกขัดมันวาววับอยู่ตลอดเวลาก็เข้าจอดตรงหน้าประตูรั้วบ้านที่มีต้นมะขามต้นใหญ่ตั้งตระหง่านที่เห็นได้ชัดแต่ไกลๆ

      ‘ไอ้ต้าว’ และ ‘ไอ้เติบ’ ยังคงทำหน้าที่ยามเฝ้าบ้านได้เป็นอย่างดี ต่างช่วยกันส่งเสียงเห่าขับไล่รถยนต์แปลกสีแปลกกลิ่นให้ไปพ้นจากประตูรั้วกั้นอาณาเขตของพวกมัน แต่เมื่อประตูด้านของรถยนต์ถูกเปิดออกและคนในรถเริ่มทยอยเดินลงมา จากท่าทีขึงขังเปลี่ยนไปเป็นร้องครางและกระโดดเกาะประตูรั้วด้วยความดีใจ

     วีร์ต้องคอยเรียกชื่อสัตว์หน้าขนทั้งตัวในระหว่างที่เขากำลังจะเปิดประตูรั้วเข้าไป และแน่นอนว่าเขาต้องรีบเลื่อนประตูปิดทันทีและหันไปรับเท้าหน้าทั้งสองคู่ที่กระโจนใส่ตัวเขา แล้ววีร์ก็พยายามผลักสุนัขทั้งสองตัวออกและเดินไปเปิดประตูบ้านเพื่อเข้าไปเอาขนมไข่

     ระหว่างนั้นทั้ง ‘ไอ้ต้าว’ และ ‘ไอ้เติบ’ ก็ลังเลว่าจะตามไปทางไหนดี ระหว่างคนที่พวกมันคุ้นเคยมานานที่หายเข้าไปข้างในบ้านกับกลิ่นใหม่ๆที่พวกมันเพิ่งรู้จักไปไม่นานนี้

     สองพี่น้องขาวตี๋ยืนอยู่ที่หน้าประตูรั้ว กำลังหยอกล้อกับสัตว์หน้าขนที่กำลังแลบลิ้นเลียนิ้วมือที่พวกเขาสอดตามช่องเล็กๆเข้าไปได้ แต่แล้วพวกมันก็หันกลับไปตามเสียงเรียก และสายตาก็หันไปเห็นของโปรดที่ยั่วน้ำลายได้เป็นอย่างดีอยู่ในมือของเจ้านายพวกมัน ต่อให้จะเริ่มคุ้นเคยกลิ่นใหม่ๆมากขึ้นแค่ไหนแต่ขนมอร่อยๆย่อมมาก่อนเสมอ

     วีร์หายไปด้านข้างของบ้านไปนานนักก็เดินออกมาไร้วี่แววของสุนัขทั้งสองตัว สองพี่น้องจึงเลื่อนประตูรั้วเปิดออก คนอื่นๆก็หยิบจับของลงจากรถและเดินเข้าไปในบ้านกัน ยกเว้นนพชัยและชัยทิศที่อยู่ตรวจความเรียบร้อยภายในรถ และนัดแนะกับคนขับรถถึงตารางวันเวลาของวันรุ่งขึ้น ก่อนที่จะให้คนขับกลับไปพักผ่อน

     เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆเข้าไปในบ้านกันแล้ว วีร์ก็เดินไปปิดประตูรั้วให้เรียบร้อยและเดินกลับไปปล่อยสุนัขทั้งสองตัวให้ออกมาวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ ทั้งสองตัวก็วิ่งนำหน้าเขาไปที่หน้าบ้านโดยทันที

     แม้ว่าวีร์จะไม่เห็นแต่ก็ได้ยินเสียงสุนัขทั้งสองกำลังเล่นสนุกกับใครบางคนอยู่ วีร์เก็บสายโซ่เข้าที่แล้วก็เดินตามพวกมันไป แต่ยังไม่ทันที่จะเดินมาถึงหน้าบ้านก็มีเสียงร้องดังขึ้นมาเสียก่อน วีร์จึงรีบสาวเท้าก้าวออกไปดูโดยทันที

     ภาพตรงหน้าคือสุนัขทั้งสองตัวยังคงพยายามคลุกคลีตีโมงอยู่กับวีรมาตุที่นั่งลงกองอยู่กับพื้น มือข้างซ้ายของเขากำลังกุมแขนข้างขวาและพยายามดึงแขนหลบหลีกลิ้นของสัตว์หน้าขนที่ยังคงนึกว่ากำลังเล่นสนุกกันอยู่ จนวีร์ต้องส่งเสียงร้องห้ามและสั่งให้พวกมันนั่งลงแต่โดยดี แล้วก็รีบเข้าไปดูวีรมาตุ

      “เฮีย เป็นอะไรมั้ย” นอกจากวีร์แล้วก็ยังมี ศศิทัศน์และคนอื่นๆที่วิ่งออกมาดูด้วยเช่นกัน

      “ไม่เป็นไร เฮียแค่เซไปโดนกิ่งไม้อะครับ” วีรมาตุพยายามลุกขึ้นยืนโดยที่วีร์ก็เข้าไปช่วยประคอง วีรมาตุเปิดมือออกดูแขนข้างขวาก็เห็นเลือดไหลออกมาเป็นทางเยอะพอสมควร ยังโชคดีที่แผลจะไม่ลึกมากแต่ก็เป็นรอยบาดเป็นทางยาว แล้ววีรมาตุก็เอามือกดกลับลงบนแผลไว้ตามเดิม

      “ไอ้หยา เลือดออกเต็มเลย” วีร์หันไปดุสุนัขทั้งสองตัวที่ยังคงนั่งอยู่ “ไอ้พวกนี้นิ”

      “ไม่เป็นไรครับ แผลนิดหน่อยเอง” วีรมาตุร้องห้ามวีร์ไว้เสียก่อน

     วีร์ยังคงยืนเท้าสะเอวมองดูสุนัขทั้งสองตัวที่ยังทำหน้าทำตาไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเสียเลย

      “พาเฮียไปล้างแผลก่อนดีกว่ามั้งมึง” พระยศเห็นเลือดเริ่มซึมออกมาตามซอกนิ้วมือของวีรมาตุ

      “ต้องเย็บมั้ย ให้กูโทรตามคนรถกลับมารึเปล่า” หนึ่งในฝาแฝดพูดออกมา

      “แผลมันไม่ลึก แต่ต้องไปล้างแผลก่อน” วีร์หันกลับมาดูแขนของวีรมาตุ “บิ๊ก มึงเอาเฮียไปล้างแผลที เดี๋ยวกูไปเอากล่องพยาบาล”

     พระยศนำทางวีรมาตุไปที่ห้องน้ำ เขาเปิดก๊อกน้ำและหยิบก้อนสบู่เตรียมส่งให้วีรมาตุใช้ล้างแผล คนอื่นๆนั้นยืนรอดูที่หน้าประตูห้องน้ำเพราะถึงจะออเข้าไปข้างในกันได้ทั้งหมดก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ส่วนวีร์หลังจากที่ไปหยิบกล่องที่เก็บอุปกรณ์สำหรับปฐมพยาบาลมาวางไว้ที่โต๊ะอาหาร เขาก็เปิดหาผ้าก๊อซแล้วเอาไปให้วีรมาตุใช้ซับเลือดและกดแผลไว้จนเลือดหยุดไหล


[อ่านต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
     เมื่อวีรมาตุออกมานั่งที่โต๊ะอาหาร วีร์ก็หยิบผ้าก๊อซ เทปใสปิดแผล และแผ่นตาข่ายปิดแผลออกมาเตรียมไว้

      “เลือดหยุดแล้วยังเฮีย” วีร์ถามวีรมาตุที่ยังกุมผ้าก๊อซไว้ที่แขน วีรมาตุเผย่อผ้าก๊อซออกดู เมื่อเห็นว่าไม่มีเลือดซึมออกมาอีกแล้วจึงดึงผ้าก๊อซออก แผลที่เห็นเป็นทางยาวพอสมควรแต่ก็ยังโชคดีที่ไม่มีเศษเสี้ยนไม้ติดอยู่ที่แผล ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลกันจริงๆ

      “ต้องเย็บมั้ยมึง” หนึ่งในฝาแฝดอีกคนถามขึ้นมา

      “ไม่ต้องหรอก แต่ก็ต้องปิดแผลไว้สักวันสองวันก่อนถึงปิดสนิท” วีร์กำลังง่วนอยู่กับการวัดขนาดแผ่นตาข่ายปิดแผลเพื่อจะได้ตัดออกตามที่เขาต้องการ ไม่ทันสังเกตว่าศศิทัศน์กำลังหยิบแอลกอฮอล์และสำลีก้อนออกมา แต่ก่อนที่ศศิทัศน์จะได้ทำอะไรต่อไป มือของเขาที่กำลังถือสำลีที่ชุบแอลกอฮอล์เรียบร้อยแล้วนั้นก็ถูกมือของใครคว้าเอาไว้เสียก่อน

      “มึงจะทำอะไร” พระยศจับมือของศศิทัศน์ยกขึ้นมา

      “เช็ดแผลไง” ศศิทัศน์กำลังงงว่าทำไมพระยศถึงห้ามเขาไว้ และวีร์ที่หันมามองเขาแปลกๆ

      “ไปเรียนมาจากไหนวะ” พระยศถามอีกครั้ง

      “ก็มันต้องทำความสะอาดแผลก่อนไม่ใช่รึไง” ศศิทัศน์ยังคงไม่เข้าใจ

     พระยศและวีร์ถึงกับถอนลมหายใจออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

      “มึงครับ ไม่มีใครเขาใช้แอลกอฮอลเช็ดแผลกัน แทนที่จะได้ฆ่าเชื้อกลับทำให้แผลอักเสบมากกว่าเดิมไปเปล่าๆ แล้วเฮียก็ล้างแผลด้วยสบู่เรียบร้อยแล้วด้วย”

     ศศิทัศน์ยังคงลังเลใจอยู่ว่าจะเชื่อสิ่งที่พระยศบอกหรือไม่ เขาหันไปหาวีรมาตุเพื่อยืนยันซึ่งพี่ชายของเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยกับพระยศ ส่วนวีร์ก็สะบัดมือไล่ให้ศศิทัศน์ขยับออกแล้วเขาก็วางแผ่นตาข่ายลงบนแผลและตามด้วยผ้าก๊อซ ก่อนที่จะใช้เทปใสปิดลงไป

      “จริงๆอยากจะใช้แผ่นกันน้ำปิดนะ แต่แผลเฮียยาวเกินเลยอด ช่วงนี้เฮียก็ระวังไม่ให้โดนน้ำก็พอ”

      “ครับ” วีรมาตุรับคำเป็นอย่างดี

     วีร์เก็บอุปกรณ์ทั้งหมดลงกล่องเตรียมจะเอาไปเก็บไว้ที่เดิม ก็มีเสียงรถยนต์เข้ามาจอดที่ประตูหน้าบ้านและเสียงสุนัขทั้งสองตัวเห่าต้อนรับ วีร์ชะเง้อหน้ามองดูแล้วก็หันมาบอกกับศศิทัศน์

      “ไอ้ต่าย มึงไปจับหมาไว้ทีดิ พ่อกับแม่กูจะได้เอารถเข้าบ้าน”

      “หืม” ศศิทัศน์สะดุ้งเล็กน้อย หันมามองวีร์ด้วยท่าทีที่ยังงงๆอยู่จนวีร์ต้องบอกซ้ำ “อ๋อ ได้ๆ” แล้วศศิทัศน์ก็วิ่งออกไปที่หน้าบ้านโดยมีสุรศักดิ์ที่ออกมายืนรออยู่แล้ว เด็กหนุ่มแต่ละคนต่างก็จับสุนัขไว้คนละตัวเพื่อให้ยุทธและนุชขับรถเข้ามาจอดข้างในได้

      “ไง เด็กๆ กลับมานานแล้วยัง สนุกมั้ย” นุชถามขณะที่เธอกำลังหยิบข้าวของในรถออกมาโดยมีคู่แฝดนพชัยและชัยทิศที่รีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยถือของ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของสดสำหรับทำอาหาร

      “กลับมาได้สักพักแล้วครับ” “แล้วก็วันนี้สนุกมาก..... แล้วก็เหนื่อยมาก.....ด้วยครับ” “แล้วก็หิวมาก....ด้วยครับ”

     ทั้งยุทธและนุชต่างก็หัวเราะกับคำตอบของนพชัยและชัยทิศที่ลากเสียงคำว่ามากยาวๆ

      “งั้นก็ไปๆ เอาของเข้าบ้านกัน เดี๋ยวแม่ไปเปลี่ยนชุดแล้วจะเข้าครัวทำอาหารให้กินกัน”

      “ครับแม่”

     ยุทธและนุชหยุดชะงักไปเล็กน้อยเมื่อพวกเขาเดินเข้ามาในบ้านและพบกับสมาชิกใหม่อีกหนึ่งคน

      “อ้าว แล้วนี่เรามาได้ยังไงกันละ” ยุทธเอ่ยปากถามขณะที่รับไหว้จากวีรมาตุ

      “ผมเพิ่งมาถึงเมื่อเช้าครับ” วีรมาตุเดินออกมามาต้อนรับยุทธและนุช ส่วนคนอื่นๆนั้นก็ทยอยเอาข้าวของต่างๆที่ช่วยถือกันมาไปเก็บที่ห้องครัว

      “แล้วมาทันได้ไปเที่ยวกับพวกน้องๆด้วยรึเปล่า”

      “มาทันไปเที่ยวด้วยกันครับ”

     ทั้งยุทธและนุชก็พยักหน้ารับรู้

      “อุ๊ย แล้วนั้นแขนไปโดนอะไรมา” นุชเห็นแผลก๊อซที่ปิดอยู่ที่แขนของวีรมาตุซึ่งในตอนนี้มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยจึงร้องถามด้วยความตกใจ

      “อ๋อ” วีรมาตุยกแขนข้างขวาขึ้นมาดูก่อนที่จะอธิบายเพิ่มเติม “อุบัติเหตุนิดหน่อยครับ ไม่เป็นอะไรแล้วครับ”

      “เที่ยวกันเพลินเหรอ ทีหลังก็ระวังตัวหน่อยเดี๋ยวจะอดสนุกไปซะก่อน”

      “ใครว่าละ ไอ้สองตัวนู้นต่างหาก กระโจนใส่เฮียจนเฮียล้มลงกับพื้น แขนไปเกี่ยวโดนกิ่งไม้เป็นแผลยาวเลย” วีร์รีบแก้ความเข้าใจผิดให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนรับรู้

      “ทีหลังต้องระวังนะหมามันตัวใหญ่แรงมันเยอะ เวลามันซนนะแต่ละทีนะ อย่างแม่นี่ไม่ไหวหรอก ขนาดพ่อเองก็เอาไม่ค่อยจะอยู่”

      “ครับ” วีรมาตุรับคำเป็นอย่างดี

      “โอเค งั้นเดี๋ยวแม่ไปเปลี่ยนชุดก่อนเดี๋ยวลงมาเข้าครัว ใครหิวก็หยิบขนมกินไปก่อนนะ” ว่าแล้วนุชก็เดินขึ้นไปชั้นบนบ้าน ส่วนยุทธก็เดินไปที่ตู้ยาเปิดหาขวดยาบางอย่าง

      “นุ้ย ได้ทาน้ำมันปลิงทะเลให้พี่เขาด้วยรึเปล่า” ยุทธกลับมาพร้อมกับขวดยาเล็กๆขวดหนึ่งที่มีของเหลวสีเหลืองอมน้ำตาลเข้มอยู่ภายในยื่นให้กับวีร์

      “เปล่า แค่ล้างแผลให้เฉยๆแล้วก็ปิดแผลเลย”

      “งั้นก็เอาไว้ตอนเปลี่ยนผ้าปิดแผลก็แล้วกัน” ยุทธหันมาคุยกับวีรมาตุ “น้ำมันนี้ใช้ดีนะ แผลสมานตัวเร็วดีแล้วก็ไม่เป็นแผลเป็นให้เห็นด้วย”

      “ครับ ขอบคุณครับ” วีรมาตุรับขวดยามาจากวีร์มาพิจารณาดู

      “งั้นพ่อไปเปลี่ยนชุดบ้างดีกว่า จะได้ไปลงสวนอีก”

     เด็กหนุ่มแต่ละคนเริ่มจับจองที่นั่งว่างๆ บางคนก็หยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดู บางคนก็หยิบขนมมากิน ส่วนศศิทัศน์ก็เดินไปหน้าบ้านที่สุนัขทั้งสองตัวกำลังเอนตัวนอนราบไปกับพื้นอยู่ เขานั่งยองลงระหว่างเจ้าสัตว์หน้าขนและทำเป็นดุที่พวกมันเล่นซนจนพี่ชายของเขาต้องเจ็บตัว แต่พวกมันกลับลุกขึ้นมาเล่นสนุกกับเขาแทน

     ไม่นานนัก นุชก็เดินลงมาพร้อมกับชุดอยู่บ้านสบายๆ และเอ่ยปากขอแรงสุรศักดิ์ให้ไปช่วยงานในครัวซึ่งเจ้าตัวก็เต็มใจอย่างยิ่ง แถมยังได้ลูกมืออย่างนพชัยและชัยทิศตามติดไปด้วย ถึงแม้จะไม่แน่ใจว่าจะช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นหรือช้าลงกว่าเดิมกันแน่ก็ตาม

     พระยศเดินออกมาที่หน้าบ้าน มองดูศศิทัศน์กำลังเล่นสนุกกับสุนัขทั้งสองตัว โดยที่วีร์และวีรมาตุเดินตามมาด้วยติดๆ

      “ตอนแรกกูก็สงสัยนะว่าทำไมไอ้สองตัวนี้ถึงได้ดูคุ้นกับเฮียทั้งๆที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน”

     วีร์ขมวดคิ้วหันไปมองพระยศ รอฟังคำอธิบายเพิ่มเติม

      “กูคิดเอาเองนะว่า เมื่อวานไอ้ต่ายมาเล่นกับพวกนี้อยู่นานจนพวกมันจำกลิ่นได้ แล้วเฮียกับมันคงจะมีกลิ่นคล้ายๆกัน ตอนที่พวกมันเจอเฮียก็เลยนึกว่าเป็นเพื่อนเล่นเก่าของพวกมัน”

      “หึ คุ้นซะจนได้เรื่องละไม่ว่า”

     ทั้งไอ้ต้าวและไอ้เติบหันมาสนใจวีร์ พวกมันเดินกระดิกหางเข้ามาหาแล้วก็นั่งลงตรงหน้าวีร์ เมื่อเห็นว่าวีร์ยืนนิ่งไม่สนใจพวกมันก็เริ่มใช้ขาหน้าเขี่ยเท้าของวีร์

      “อะไร จะเอาอะไร” วีร์เอามือเท้าสะเอวและก้มตัวลงเล็กน้อย จ้องตาสลับไปมาระหว่างสุนัขทั้งสองตัว ก็มีเสียงร้องครางหงิงๆตอบรับกลับมา จนวีร์แสยะยิ้มให้ “ฮาย หม่า ต๊ามมา”

     สุนัขทั้งสองตัวก็เดินตามวีร์ไปทางด้านข้างของบ้าน รวมถึงพระยศ ศศิทัศน์ และวีรมาตุก็เดินมาไปด้วยเช่นกัน เด็กหนุ่มแต่ละคนมองดูสุนัขทั้งสองตัวที่กำลังนั่งรออยู่ตรงหน้าชามสเตนเลสใบใหญ่สองใบ ถึงเจ้าตัวจะนั่งนิ่งแต่ลิ้นกลับแล่บเลียไม่หยุดเพราะน้ำลายที่เริ่มสอออกมา สายตาจดจ้องอยู่ที่คนตรงหน้าที่กำลังจัดการกับถุงอาหารเม็ดรสโปรดของพวกมัน

     วีร์ตักอาหารเม็ดสำหรับสุนัขทั้งสองตัวใส่ลงไปในชามสเตนเลสทั้งสองใบในปริมาณที่พอเหมาะ แล้วก็หันไปเก็บถุงอาหารให้เรียบร้อย สุนัขทั้งสองตัวยังคงนั่งนิ่งรอจนวีร์หันกลับมาอีกครั้ง

      “กิ๋นตะ” วีร์พเยิดหน้าเล็กน้อย และออกคำสั่งให้สุนัขทั้งสองตัวสามารถกินอาหารได้แล้ว ส่วนเด็กหนุ่มคนอื่นๆต่างก็ทึ่งกับท่าทีของสุนัขทั้งสองตัว

       “ถึงดูเหมือนมันจะชอบเล่นซนแต่ก็เชื่อฟังดีเหมือนกันนะ อายุกี่ปีแล้ววะ”

      “เกือบสี่ปีแล้วมั้ง” วีร์ตอบพระยศพลางทำท่าทางนึกไปด้วย

      “สี่ปี แต่ฝึกมาดีเหมือนกันนะเนี่ย” ศศิทัศน์นั่งยองลงดูสุนัขทั้งสองตัวอย่างห่างๆ ถึงแม้ว่าจะคุ้นเคยเล่นซนกันมา แต่เมื่อถึงเวลาอาหาร สัตว์ก็ยังคงเป็นสัตว์อยู่วันยันค่ำ

      “อืม ใช่ เจ้าของเขามาช่วยฝึกให้”

      “เจ้าของเหรอ” พระยศถามกลับ

      “ก็เขาให้กูมาเป็นของขวัญวันเกิด” วีร์ก้มลงมองดูสุนัขทั้งสองตัวก่อนที่จะอธิบายต่อ “ตอนแรกเขาจะให้ไอ้ต้าวตัวเดียว แต่เห็นกูชอบตัวสีดำด้วยก็เลยให้ไอ้เติบมาด้วยอีกตัว”

      “แล้วก็ยังตามมาฝึกให้ถึงบ้านอีกด้วย” ศศิทัศน์ถาม

      “ก็ใช่” วีร์ตอบเพียงสั้นๆ

      “แล้วอย่างตอนที่มึงกลับไปเรียนที่โน้น เจ้าของเขาจะยังตามมาดูให้อีกมั้ยวะ” ศศิทัศน์ถามต่อ

     วีร์อมยิ้มเล็กน้อยๆก่อนที่จะตอบ

      “คงจะไม่ได้แล้ว”

      “ทำไมวะ”

      “ก็... เขาไม่อยู่แล้ว”

     ศศิทัศน์กำลังจะถามต่อแต่มือของพระยศมาจับที่บ่าของเขาไว้เสียก่อน ศศิทัศน์หันไปมองก็เห็นพระยศส่ายหน้าเบาๆ ศศิทัศน์ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความสงสัย แต่เมื่อหันไปมองสีหน้าของแต่ละคนแม้แต่พี่ชายของเขาเอง เขาก็พอจะเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ จึงไม่ได้เอ่ยปากถามต่อไป

     ของขวัญวันเกิดชิ้นแรกที่วีร์ได้รับจากวีรดนย์คือลูกสุนัขขนสั้นสีน้ำตาลอ่อนและสีดำที่เกิดจากพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ครอบครัวกิจการเรืองฤทธิ์เลี้ยงดูอยู่ วีร์จึงดูแลเอาใจใส่พวกมันทั้งสองตัวเป็นอย่างดีตลอดมา



[อ่านต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
     จนถึงเวลาอาหารมื้อเย็น ในเวลานี้พระอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าไปแล้ว อาหารจานต่างๆถูกนำมาจัดเรียงบนโต๊ะกินข้าวที่ดูแน่นไปขนัดตาเพราะจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นมามากว่าปกติ และเพราะมีลูกมือชั้นดีอย่างสุรศักดิ์คอยช่วยทำให้อาหารทุกจานเสร็จโดยไวทันเวลา ถึงจะมีความวุ่นวายจากนพชัยและชัยทิศอยู่บ้างก็ตาม

     ทุกคนมาพร้อมกันที่โต๊ะอาหารทั้งยุทธ นุช และอรที่กลับมาบ้านโดยทันทีที่เลิกงานแล้ว ไม่ได้แวะไปสังสรรค์กับเอกแฟนหนุ่มแต่อย่างใด รวมถึงวีร์และเพื่อนๆที่พยายามนั่งเบียดๆกันบ้างเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมโต๊ะกันได้

     แน่นอนว่าศศิทัศน์ไม่พลาดโอกาสอันดีอันนี้ จัดที่นั่งให้วีรมาตุได้นั่งติดกับวีร์

     อาหารมื้อนี้มีทั้งต้ม ผัด ทอด นึ่ง มีทั้งจานเผ็ดและไม่เผ็ดมากมายหลายสูตร และที่ขาดบนโต๊ะอาหารเสียไม่ได้คือจานผักหน่อหรือผักแนมที่เก็บได้ตามรอบๆบริเวณบ้าน ทั้งยอดมะม่วงหิมพานต์ ยอดหมุย ยอดมันปู ยอดมะกอก ถั่วฝักยาว ถั่วพู แตงกวา มะเขือเปราะ ไว้สำหรับกินคู่กับอาหารจานเผ็ด

      “ไม่เผ็ดไปใช่มั้ย เด็กๆกินได้นะ” นุชเอ่ยปากถามหลังจากที่ทุกคนเริ่มตักอาหารชิมกันแล้ว

      “ได้ครับ กำลังดีเลย” พระยศตอบแทนคนอื่นๆที่กำลังตั้งใจหน้าตั้งตากิน

      “อะไรหมดไปก็ตักเพิ่มได้ในครัวนะ ยังพอมีอยู่อีก”

      “ครับ”

      “อันนี้อร่อย” “อันนี้ก็อร่อย” “อันนั้นแซ่บมาก” “อันนั้นลำสุดๆไปเลย” นพชัยและชัยทิศต่างชมไม่หยุดปาก กินไปพูดไปไม่มีจังหวะติดขัดได้ตลอด แม้แต่สรุศักดิ์เองก็ถึงกับหยุดมองดูทั้งสองคนตักกับข้าวกินไปไม่หยุด

      “มึงไม่เผ็ดหรอ”

     ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างหันไปมองสุรศักดิ์และส่ายหน้ากันทั้งสองคน

      “ไม่นิ อร่อยดี” “ใช่ สีดูแดงไปนิด แต่หวานดีออก”

      “เหรอ” สรุศักดิ์ถามอีกครั้ง

      “ทำไม” หนึ่งในฝาแฝดถามกลับ

      “ก็ไม่ทำไม ถ้าอร่อยดีก็กินต่อไปสิ”

     นพชัยและชัยทิศยักไหล่ตอบกลับแล้วก็ลงมือกินอาหารต่อ เหมือนไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนของเขาถึงต้องถามย้ำอะไรมากมาย แม้แต่คู่พี่น้องอย่างศศิทัศน์และวีรมาตุเองก็เช่นกัน

     เมื่ออาหารสองสามคำแรกผ่านไปยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนมากนัก แต่เมื่อคำที่สี่ที่ห้าตามมาก็เริ่มเห็นหยดเหงื่อผุดขึ้นตามหน้าผากและไรผมข้างขมับทั้งสองข้าง เสียงซี้ดปากเริ่มดังเล็ดลอดออกมาประปราย แต่หลายคนยังคงพยายามตักอาหารกินต่อไปเหมือนทุกอย่างยังคงเป็นปกติ

     ยุทธและนุชเองก็สังเกตเห็นอาการของเด็กๆบางคนแล้วก็หันมามองหน้ากันเองอย่างเข้าใจ

      “นุ้ย” ยุทธออกปากเรียกวีร์ที่คอยหยิบผักหน่อใส่จานของวีรมาตุให้อยู่เรื่อยๆและคะยั้นคะยอให้เจ้าตัวลองชิมผักชนิดต่างๆ “ไปหยิบยาคูลท์ในตู้เย็นมาหน่อยไป เอามาหลายๆขวดเลย”

     วีร์เงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย แต่ทั้งยุทธและนุชต่างก็พเยิดหน้าไปทางเพื่อนๆของเขา เมื่อเขาหันไปเห็นอาการของแต่ละคนก็พอเข้าใจขึ้นมาในทันที จึงลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เย็นและกวาดเอาขวดนมเปรี้ยวยี่ห้อดังมาทั้งหมดที่มีอยู่ มาแจกให้เพื่อนๆของเขา โดยเฉพาะนพชัยและชัยทิศที่รีบคว้ามาคนละสองขวดในทันทีที่วีร์ยื่นให้ และศศิทัศน์เองก็ด้วยเช่นกัน

      “ไงมึง ยังอร่อยดีอยู่อีกมั้ย” สุรศักดิ์ถามคู่แฝด

      “อร่อยน่ะ มันอร่อยอยู่หรอก” “เห็นหวานๆแบบนี้ แต่แสบลิ้นมาก”

     สุรศักดิ์หัวเราะเยาะออกมาจนทั้งนพชัยและชัยทิศหันไปมอง

      “มองอะไร ก็ตอนที่กูตำเครื่องแกง พวกมึงก็ยืนดูอยู่ ไม่เห็นเหรอว่ากูใส่พริกไปเป็นกำ”

      “ก็ใครจะไปคิดว่ามันจะเผ็ดขนาดนี้นี่หว่า” “เห็นรสหวานๆนำอยู่ ก็นึกว่าไม่มีอะไร ที่ไหนได้” ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างยกขวดนมเปรี้ยวขวดที่สองขึ้นดื่มจนหมด

      “ไง ไอ้ต่าย ไหวมั้ย” พระยศหันไปถามศศิทัศน์ที่มีอาการแดงทั้งหน้า

      “พอไหวอยู่ แต่เผ็ดมาก” ศศิทัศน์พูดพลางตักน้ำแกงจืดซดตามไปพลาง แล้วเขาก็หันไปถามพี่ชายตัวเองที่ก็ตักกับข้าวกินแบบเดียวกับเขา “เฮีย กินไหวเหรอ”

     วีรมาตุหันมาหาน้องชายโดยที่มือยังถือถั่วพูเข้าปากตัวเองอยู่ แล้วก็เลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม

      “เฮียไม่เผ็ดเหรอ” ศศิทัศน์ถามย้ำอีกครั้ง

      “ก็เผ็ดนะ แต่ก็พอกินไหว” แล้ววีรมาตุก็กัดถั่วพูที่เหลือเข้าปากจนหมด แต่ศศิทัศน์นังคงมองอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ชายของเขาถึงยังมีท่าทางเหมือนปกติอยู่

      “นี่เด็กๆ” อรเห็นท่าทีของแต่ละคนแล้วก็พูดขึ้นมา “เวลากินอาหารเผ็ดๆ ก็หยิบผักมากินตามไปด้วยสิ” อรหยิบผักจากในจานขึ้นมาแล้วใส่ปากเคี้ยวให้ดูจนหมด “มันจะได้ไม่เผ็ดมาก เห็นมั้ยอย่างของพี่วีน่ะ หยิบกินๆจากจานตัวเองไม่หยุดเลย”

     อรพูดเน้นย้ำว่าวีรมาตุหยิบผักหน่อผักแนมจากจานของตัวเองจนวีร์เหล่ตาไปมอง แต่ก็ได้เพียงรอยยิ้มกรุ้มกริ่มตอบกลับมาแทน

      “นั่นแหละเด็กๆ ผักหยิบกินได้เลยนะมีหลายอย่าง ลองๆชิมดู” นุชรีบพูดแทรกมาซะก่อนที่ใครจะสังเกตเห็น แล้วหันไปตีแขนอรเบาๆเมื่อยังเห็นว่าอรและวีร์ยังคงประลองกำลังด้วยสายตากันอยู่

      “นุ้ย แล้วพรุ่งนี้จะไปทำอะไรกัน” ยุทธหันไปถามวีร์

      “ก็ว่าจะเข้าไปเที่ยวในเมืองแล้วก็พาไปซื้อของฝากด้วย ตอนแรกว่าจะพาไปเที่ยวน้ำตกแต่เดี๋ยวพวกนี้มันจะกลับกันแต่เข้าวันมะรืน แล้วก็เห็นรายการของฝากแล้วคิดว่าคงไม่ทันเลยยกเลิก”

      “อ้าว จะกลับกันแล้วเหรอ นึกว่าจะอยู่เที่ยวกันหลายวันซะอีก” ยุทธหันไปมองเด็กๆ

      “พอดีว่าบิ๊กเขาต้องกลับไปฝึกงานครับ เลยอยู่ไม่ได้นาน” สุรศักดิ์เป็นฝ่ายตอบ

      “ฝึกงานเหรอ ฝึกงานอะไรเพิ่งจะม.4 เอง จะรีบฝึกไปไหนกัน” อรหันมาถาม

      “พอดีว่าแม่อยากให้ลองดูว่าชอบเป็นหมอจริงๆมั้ยอะครับ แล้วแม่ก็ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว ก็เลยฝากให้ลองทำดู” พระยศอธิบาย

      “แม่เป็นหมอเหรอ” อรถามต่อ

      “ครับ แม่เป็นหมอศัลยกรรมประสาท” พระยศตอบพร้อมกับเหลือบไปมองวีร์ที่ยังคงมีอาการปกติ

     ผู้ใหญ่ทั้งสามก็พยักหน้ารับรู้พอจะเข้าใจกับคำตอบของพระยศ

      “งั้นก็ไว้มารอบหน้าก็แล้วกัน ยังมีที่เที่ยวเหลืออีกเยอะ” ยุทธออกปากชวนเพื่อนๆของวีร์ล่วงหน้า

      “มาแน่นอนอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะมาชิมอาหารฝีมือแม่” “รอบหน้าตัดโปรแกรมไปกินข้าวนอกบ้านออกไปให้หมดเลย กลับมากินที่บ้านอย่างเดียวพอ”

      “หึๆ ถ้างั้นรอบหน้าเอาพริกสักสองกำไปเลยดีมั้ย” สุรศักดิ์หยอกล้อกับนพชัยและชัยทิศ

      “อันนั้นก็เกินไปครับพี่ใหญ่” “เอาแบบพอดีๆ รู้จักมั้ยครับ”

      “เอาเถอะ จะมาเมื่อไหร่ก็บอก แม่จะได้เตรียมเมนูไว้ให้ รอบหน้าเอาแบบไม่เผ็ดมากก็แล้วกันนะ” นุชหันไปบอกเด็กหนุ่มทุกคนแต่เน้นที่นพชัยและชัยทิศเป็นการเฉพาะ ซึ่งทั้งคู่ก็ยิ้มกว้างตอบกลับเป็นอย่างดี

     มื้ออาหารจบลงด้วยกับข้าวทุกจานถูกกวาดเรียบไม่เลยเผื่อไว้ให้ใคร แล้วเด็กๆช่วยกันยกจานชามเข้าไปล้างทำความสะอาดในห้องครัว ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่นั่งพักผ่อนเอนกายกันตามสบายเหมือนเช่นเมื่อวาน จนเมื่อเด็กๆกลับมารวมตัวกันในห้องนั่งเล่นก็เริ่มชวนคุยเรื่องราวสัพเพเหระต่างๆ จนถึงเวลาที่ผู้ใหญ่แต่ละคนขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดนอนกันหมด ความวุ่นวายการลำดับคิวอาบน้ำของเด็กหนุ่มจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง

     และอีกปัญหาหนึ่งที่ยังไม่ได้จัดการไว้ก่อนก็คือ ที่นอนของวีรมาตุ

     แต่กระนั้นศศิทัศน์ที่เดินนำขึ้นมาบนห้องนอนก่อนใครเพื่อวางกระเป๋าเป๋ของวีรมาตุลงข้างๆที่นอนที่เขาได้จัดแจงไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ตอนเย็น วีร์และศศิทัศน์ยังคงนอนที่เตียงสองชั้นตามเดิม ฟูกที่นอนขนาดหกฟุตสองเบาะยังคงวางอยู่เช่นเดิม ที่ดูแปลกตาไปก็คือมีหมอนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งใบ ฝาแฝดนพชัยและชัยทิศยังคงนอนอยูริมสุด ถัดมาก็เป็นสุรศักดิ์และพระยศ เหลือที่ว่างที่ติดกับเตียงสองชั้นที่ศศิทัศน์จัดไว้ให้วีรมาตุโดยเฉพาะ

     ที่นอนที่ติดกับเตียงล่างที่วีร์เป็นคนนอนอยู่

     วีร์เห็นแผนการของเพื่อนสนิทแล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ แต่ก็ไม่ได้คิดจะโต้แย้งอะไรออกไป

     ในเมื่อปัญหาที่นอนถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็เหลือแต่เริ่มจัดลำดับว่าใครจะอาบน้ำเปลี่ยนชุดนอนก่อนกัน


*****


     เช้าวันใหม่ วีร์ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเห็นวีรมาตุกำลังนั่งอ่านอะไรบางอย่างในโทรศัพท์ของเขาเองอยู่บนฟูกที่นอนข้างๆเตียง และเมื่อวีร์มองเลยออกไปก็ไม่เห็นคนอื่นๆนอนอยู่ วีร์จึงยืดแขนขาเล็กน้อยก่อนที่จะลุกขึ้นนั่ง

      “อ้าว น้องวีร์ตื่นแล้วเหรอครับ” วีรมาตุหันมาทักทาย

      “กี่โมงแล้วครับเนี่ย” วีร์ยังคงงัวเงียอยู่บ้าง

      “เกือบเก้าโมงแล้วครับ” วีรมาตุบอกเวลาจากโทรศัพท์ของเขา

      “จะเก้าโมงแล้วเหรอ” วีร์ตาโตขึ้นเล็กน้อยเพราะรู้สึกตกใจนิดหน่อยที่ตัวเองตื่นช้าขนาดนี้

      “น้องวีร์ไปอาบน้ำก่อนไป พ่อกับแม่เขาเตรียมอาหารเช้าไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ จะลงได้ลงไปกินกัน”

     วีร์พยักหน้ารับแล้วก็ลุกขึ้นไปหยิบผ้าเช็ดตัวและเดินไปที่ห้องน้ำ วีรมาตุอมยิ้มเล็กน้อยกับท่าทางที่ยังสะโหลสะเหลของวีร์ที่เดินลับสายตาออกจากห้องนอนไป

     วีรมาตุจึงกดปิดแอพลิเคชั่นที่เขาดูอยู่ก่อนหน้านี้ไปเป็นรูปถ่ายที่เขาเพิ่งจะแอบถ่ายวีร์ที่กำลังนอนหลับอยู่ วีรมาตุยิ้มพึงพอใจกับผลงานของเขาอยู่นานก่อนที่เสียงเล่นกันสนุกสนานของบรรดาน้องๆข้างล่างจะดึงสติของเขากลับมา วีรมาตุจึงกดออกจากอัลบั้มรูปภาพและเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกง ก่อนที่จะเดินออกจากห้องนอนไปด้านล่างรวมกลุ่มกับคนอื่นๆที่เหลือ

      “ไอ้วีร์ตื่นแล้วเหรอเฮีย” ศศิทัศน์เอ่ยปากถามเมื่อเห็นวีรมาตุเดินลงบันไดมา

      “กำลังอาบน้ำอยู่ เดี๋ยวคงจะลงมา” วีรมาตุเดินมานั่งลงข้างๆศศิทัศน์ “แล้ววันนี้จะไปทำอะไรบ้างละ”

      “แล้วแต่เจ้าถิ่นเลย ว่าจะพาไปไหน แล้วก็ไปแวะซื้อของฝากก่อนกลับ” ศศิทัศน์พูดไปพลางหยิบขนมไข่ขึ้นมากินไปพลาง

      “ชอบจังเลยนะขนมเนี่ย”

      “เอามั้ยเฮีย” ศศิทัศน์ยื่นขนมให้กับวีรมาตุ วีรมาตุก็รับมาพิจารณาก่อนที่จะลองชิม

      “มันเหมือนไอ้นี่นะ อืม... ขนมฝรั่งกูฎีจีน”

      “ก็ต้นตอเดียวกันนั่นแหละครับเฮีย พวกขนมของโปรตุเกสเอามาเผยแพร่ในเมืองไทย” สุรศักดิ์อธิบาย “ถ้าเป็นขนมไทยแท้จะมีแค่แป้งกับน้ำตาลเป็นหลัก แต่ของฝรั่งจะใส่ไข่ไปด้วย”

      “อืม แต่ก็อร่อยดีนะ”

      “แย่งอาหารหมาอีกแล้วเหรอมึง” หนึ่งในฝาแฝดเดินมาจากด้านหลังศศิทัศน์ แล้วชะโงกหน้ามาดู จนวีรมาตุถึงกับขมวดคิ้ว

      “ไอ้วีร์บอกว่าคนกินได้ แค่ไอ้สองตัวนั้นมันก็ชอบด้วยเฉยๆ” แม้ว่าศศิทัศน์จะอธิบายแล้วแต่วีรมาตุยังคงทำสีหน้างงงวยอยู่อย่างเดิม

      “พวกผมแกล้งเล่นเฉยๆครับเฮีย” ฝาแฝดอีกคนอีกเฉลยเพื่อคลายความสงสัยของวีรมาตุ

     วีรมาตุพยักหน้ารับรู้แต่ก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่นิดหน่อยจนเขาเห็นน้องชายตัวเองหยิบขนมเข้าปากอีก เขาจึงกินขนมส่วนที่เหลือตาม

     ไม่นานนักก็มีเสียงรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าประตูรั้วบ้าน ไอ้ต้าวและไอ้เติบก็ออกไปต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือนเป็นอย่างดี จนเด็กหนุ่มหลายคนในบ้านรู้สึกแปลกใจที่ไม่มีเสียงเห่าของสุนัขทั้งสองตัวดังตามมา แต่เมื่อมีเสียงเรียกชื่อของวีร์ดังขึ้นมา วีรมาตุก็ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าบ้านทันทีเพราะเขารู้สึกคุ้นกับเจ้าของเสียงพอสมควร

      “อ้าว นาย ยังไม่กลับเหรอ” พีรพัชร์ทักทายวีรมาตุที่เดินออกมาที่ประตูรั้ว

      “ยัง แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับแล้ว” วีรมาตุตอบกลับเป็นปกติพร้อมกับจับสุนัขทั้งสองไว้ เพื่อให้คนข้างนอกสามารถเปิดประตูเข้ามาข้างในได้

      “อ๋อ แล้ววีร์ละ ทำอะไรอยู่” พีรพัชร์มองเลยเข้าไปข้างในบ้าน

      “น้องกำลังอาบน้ำอยู่ แต่อีกเดี๋ยวคงจะเสร็จแล้วละมั้ง” วีรมาตุปล่อยสุนัขทั้งสองตัวให้เป็นอิสระ พวกมันก็เดินไปเล่นสนุกกับพีรพัชร์ด้วยท่าทางที่เห็นได้ชัดว่าคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จะมีบ้างที่พวกมันเดินวนมาหาวีรมาตุแต่ก็กระดิกหางเดินกลับไปหาพีรพัชร์อย่างเดิม

      “อ้าวพี่เพชร มาไมอะ” วีร์ที่อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินออกมาตามคำบอกของเพื่อนๆที่ยังนั่งอยู่ข้างในบ้านกันว่ามีคนมาพาเขา

      “ก็เรื่องที่คุยกันไว้อะ วีร์ว่ายังไง”

     ในความคิดของวีรมาตุกำลังพยายามตีความหมายจากสิ่งที่ได้ยิน เท่าที่เขาจำได้คือวีร์และพีรพัชร์มีเรื่องที่ต้องการจะคุยกัน แต่ว่านับตั้งแต่กลับมาจากทะเลจนถึงตอนนี้วีรมาตุยังไม่เห็นว่าวีร์จะหาโอกาสไหนไปคุยกับพีรพัชร์ได้เลย และที่สำคัญเขาอยากจะรู้ว่าเรื่องที่พวกเขาสองคนต้องการจะคุยกันคือเรื่องอะไร

      “อืม... ต้องรอตอนเปิดเทอมก่อนนะพี่เพชร ถึงจะรู้เวลาแน่ๆได้” คำตอบของวีร์ยิ่งทำให้วีรมาตุอยากรู้มากขึ้นไปอีกแต่พยายามสงวนท่าทีว่าไม่ได้อยากถามอะไร

      “งั้นก็... ช่วงนี้ก็เอาตามไปที่บอกไปก่อน โอเคมั้ย” พีรพัชร์และวีร์ยังคุยเหมือนว่าที่ตรงนั้นมีแค่พวกเขาสองคน

      “เป็นหลังสงกรานต์นะพี่เพชร อาจจะได้สักอาทิตย์นึง แล้วพอหลังเสร็จงานทำบุญให้พี่วีแล้ววีร์ก็จะกลับเลย”

      “ได้ พี่ไม่มีปัญหาอะไร”

      “โอเค งั้นก็ตามนั้นนะพี่เพชร”

     พีรพัชร์กำลังเล่นอยู่กับสุนัขทั้งสองตัวที่ต่างพากันกระโดดเอาขาหน้าเกาะพีรพัชร์ จนวีร์ต้องเสียงเสียงเอ็ดให้ทั้งสองตัวนั่งลงสงบๆแต่โดยดี และวีรมาตุที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแต่ก็ไม่ได้เดินออกไปไหน

      “แล้วนี่วันนี้จะไปไหนกัน” พีรพัชร์หันไปถามทั้งวีร์และวีรมาตุ

      “ก็เดี๋ยวจะพาพวกนี้ไปกินในเมืองแล้วก็ไปซื้อของฝากด้วย พี่เพชรไปด้วยกันเลยมั้ย”

      “ไม่ละ เดี๋ยวพี่ไปทำธุระต่ออีก”

     พีรพัชร์และวีรมาตุหันมายิ้มเล็กน้อยให้กัน แม้ว่าท่าทางภายนอกที่ดูสบายๆแต่ใครจะรู้ว่าข้างในของแต่ละคนนั้นกำลังนึกคิดอะไรอยู่

      “อ้อ เดี๋ยวเราแวะไปเอาขนมที่ร้านด้วยนะ พี่บอกแม่พี่ไว้แล้ว” พีรพัชร์หันกลับไปคุยกับวีร์

      “จ่ายตังค์นะพี่เพชร ไม่เอาฟรี” วีร์รีบพูดแย้งขึ้นมาในทันที

      “ไม่ฟรี แต่มีของแถม โอเค๊” พีรพัชร์มีสีหน้ายิ้มแย้มให้กับวีร์ ที่คู่แข่งอย่างวีรมาตุเห็นแล้วรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตาเท่าไหร่นัก

      “ถ้าของแถมไม่เยอะเกินละก็ ได้”

      “อันนี้วีร์ต้องไปบอกแม่พี่เองแล้วละ” พีรพัชร์ขยี้ผมวีร์เบาๆ ก่อนที่บอกลา “งั้นพี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่ค่อยโทรมานัดเวลาอีกที”

      “ได้ครับพี่เพชร” วีร์ตอบรับพร้อมกับจับสุนัขไว้หนึ่งตัวและขอให้วีรมาตุช่วยจับไว้อีกตัว เพื่อให้พีรพัชร์สามารถเปิดประตูรั้วออกไปได้ และก่อนที่จะออกรถไปพีรพัชร์ก็หันมาโบกมือลาให้กับวีร์และวีรมาตุอีกครั้ง วีรมาตุก็พยักหน้ารับตามมารยาทที่ดีแม้ในใจจะมีแต่ความงงงวยและสงสัยมากมายก็ตาม

     แต่ก่อนที่วีรมาตุจะได้ถามอะไร รถยนต์มินิแวนสีขาววาววับก็มาจอดตรงที่หน้าประตูบ้านเสียก่อน

      “พวกมึง รถมาแล้ว เตรียมตัวได้” วีร์หันไปตะโกนเรียนเพื่อนๆ

     ส่วนวีรมาตุยืนทอดถอนหายใจอยู่ที่หน้าบ้านเช่นเดิม เพราะสถานะที่ยังไม่ชัดเจนในตอนนี้ระหว่างเขาและวีร์ ทำให้วีรมาตุยังไม่กล้าเอ่ยปากถามเพราะเกรงว่าจะเป็นการละลาบล้วงเรื่องส่วนตัวมากจนเกินไป สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้คืออดทนรอเวลา

      “เฮีย... เฮียครับ” วีร์เรียกวีรมาตุอยู่สองครั้งจึงเรียกความสนใจจากอีกฝ่ายได้ “เฮียเป็นอะไรรึเปล่า”

     สีหน้าและแววตาที่แสดงความเป็นห่วงของเด็กหนุ่มทำให้วีรมาตุต้องยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ แต่วีร์ยังคงจ้องมองดูอยู่อย่างนั้น

      “น้องวีร์ไปปิดบ้านเถอะ จะได้ออกไปกันเลย”


*****


วิธู:
พี่ เอาไงต่อ

Yobortsa:
อยู่เฉยๆก่อน
กลับไปแล้วค่อยว่ากัน

วิธู:
Ok ตามนั้น




Ending music inspired by ชินวุฒ อินทรคูสินปากไม่ตรงกับใจ


[โปรดติดตามตอนต่อไป]


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 4 เรื่องเล่าวันเก่าๆ


     ตลอดช่วงเวลาปิดภาคเรียนหลังจากที่เพื่อนๆและวีรมาตุกลับไปแล้วนั้น วีร์ใช้เวลาไปกับการจัดการต้นไม้รอบบ้าน เพื่อให้ดูเรียบร้อยและไม่ให้เป็นแหล่งหลบซ่อนของสัตว์มีพิษต่างๆ โดยมีลูกมืออย่าง ไอ้ต้าว และ ไอ้เติบ คอยเดินตามช่วยขุ้ยเขี่ยดินเล่นไปทั่ว

     แรกเริ่มเจ้าสุนัขทั้งสองตัวก็ดูเหมือนจะมาช่วยงานอย่างขยันขันแข็งเป็นอย่างดี แต่ต่อมาไม่นานก็พากันไปเล่นสนุกสนานกันเอง ปล่อยให้วีร์จัดการต้นไม้ใบหญ้าอยู่เพียงลำพัง

     เศษใบไม้และกิ่งไม้ต่างๆจะถูกขนไปใส่ไว้ในหลุมที่ขุดไว้หลังบ้าน ในแต่ละปียุทธจะเป็นผู้ขุดหลุมขนาดใหญ่มีความลึกขนาดที่คนสามารถลงไปยืนในหลุมได้ทั้งตัว เพื่อทิ้งขยะที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติทั้งจากครัวเรือนและจากรอบๆบ้าน เมื่อใส่จนเต็มหลุมแล้วก็จัดการกลบหน้าดินให้เรียบร้อยแล้วก็ขุดหลุมใหม่ขึ้นมาใช้แทน ส่วนหลุมเดิมนั้นจะทิ้งไว้ประมาณหนึ่งปีจึงจะขุดเอาดินที่ย่อยสลายดีแล้วมาใช้งานต่อไป

     วีร์ใช้เวลาอยู่กว่าสัปดาห์ก็จัดการพื้นที่ด้านหน้าของบ้านได้ทั้งหมด ส่วนเวลาทีเหลืออยู่ วีร์หมดไปกับการจัดเก็บข้าวของในห้องนอนของเขาให้เรียบร้อย เตรียมพร้อมให้อรได้เข้ามาตกแต่งห้องใหม่เป็นที่พักอาศัยสำหรับเธอและเอกแฟนหนุ่มต่อไป

     สมุดและหนังสือเรียนเก่าๆยังคงมีอยู่บ้าง แม้ว่าจะเคยนำไปบริจาคบ้างแล้ว ข้าวของเล็กๆน้อยๆที่บันทึกความทรงจำตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง หลายชิ้นที่ได้ลืมเลือนไปบ้างเพราะเคยเห็นวางไว้อยู่จนชินตาทำให้ละเลยความสำคัญของมันไป ก็ได้ช่วยหวนให้นึกถึงความหลังเก่าๆ

     รวมไปถึงกล่องพลาสติกใสขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่ง ข้างในบรรจุดอกไม้แห้งอยู่หนึ่งดอกเก็บไว้เป็นอย่างดี จากสภาพที่หลงเหลืออยู่แต่เมื่อเห็นแล้วก็ยังคงทำให้นึกถึงภาพเมื่อคราวที่มันยังสดใสได้ชัดถนัดตา แม้ว่าจะมีสีน้ำตาลอ่อนที่เป็นอยู่ในตอนนี้แต่ยังคงเห็นภาพจำว่าเป็นสีเหลืองสดใส กลีบดอกโดยรอบนั้นร่วงโรยหายไปนานแล้ว จะเหลือก็แต่จานตรงกลางที่เอาฝ่ามือกางนิ้วทั้งห้าให้กว้างที่สุดก็ปิดมันไม่มิด สำหรับดอกไม้ที่ได้ถูกกล่าวขานว่าจะไม่หันมองใครยกเว้นเพียงดวงตะวัน

     วีร์ได้รับดอกทานตะวันดอกนี้มาในวันที่หลายคนจะได้รับดอกกุหลาบสีแดงน้อยใหญ่ ไม่เพียงเพราะสีเหลืองที่เด่นสดใสท่างกลางหมู่มวลดอกไม้สีแดงทั่วไปในวันนั้น แต่เป็นเพราะขนาดที่ใหญ่โตจนปิดใบหน้าคนที่ถือดอกทานตะวันมาได้ทั้งหมด ยิ่งเมื่อได้รู้ที่มาของดอกไม้ดอกนั้นทำให้วีร์ยิ่งให้ความสำคัญกับดอกทานตะวันดอกนี้เป็นอย่างมาก

     หลังจากวันนั้น วิธูก็แอบพาวีร์ไปที่บ้านเพื่อไปดูแปลงปลูกทานตะวันที่วีรดนย์หวงแหนมาก วิธูเล่าให้วีร์ฟังว่าพี่ชายของเขาวางแผนทุกอย่างไว้ตั้งแต่แรก เริ่มตั้งแต่ศึกษาการปลูกทานตะวันจากที่ต่างๆ แล้วจึงสั่งเมล็ดทานตะวันสายพันธุ์ที่มีดอกขนาดใหญ่มาจากต่างประเทศและลงมือเพาะปลูกด้วยตัวเอง โดยทยอยแบ่งปลูกเป็นระยะเพื่อให้ได้ดอกทานตะวันที่จะเริ่มบานในวันที่ต้องการนั้นพอดี

     วีร์จึงได้มีโอกาสเห็นแปลงปลูกทานตะวันที่มีทั้งดอกที่เริ่มเหี่ยวเฉาแล้วไปจนถึงดอกที่ยังไม่แย้มบาน แต่ละต้นล้วนสูงใหญ่ตามสายพันธุ์ วีร์ยิ่งรู้สึกถึงความสำคัญของดอกทานตะวันที่เขาได้รับ แม้จะเสียดายอยู่บ้างที่ดอกที่เขาได้รับเป็นดอกที่เพิ่งจะแย้มบาน โอกาสที่มันจะเจริญเติบและขยายพันธุ์ต่อไปได้คงจะไม่มีอีกแล้ว

     และเมื่อวีรดนย์รู้เข้า เขาจึงให้สัญญากับวีร์ว่าเขาจะดูแลทานตะวันทุกต้นที่เหลืออยู่เป็นอย่างดีจนพวกมันเติบโตเต็มที่ แล้วเขาจะเก็บเมล็ดทานตะวันทุกเมล็ดและยกให้วีร์ไปทั้งหมดเลย

     วีร์วางกล่องที่ใส่ดอกทานตะวันแห้งไว้ที่เดิม แล้วหันไปจัดการข้าวของอื่นๆจนเสร็จเรียบร้อยให้พร้อมที่จะขนย้ายออก แล้วจึงจัดการทำความสะอาดห้อง เพราะอย่างน้อยที่สุดห้องนอนนี้ยังต้องใช้รับรองธีร์และวนกรที่จะเดินทางมาในช่วงวันสงกรานต์

*****

     ช่วงเย็นของวันหนึ่ง ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสีไปเป็นโทนน้ำเงินเข้ม ยุทธ นุช และอรที่กลับมาจากทำงานเสร็จแล้ว กำลังนั่งรออยู่หน้าโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่น ถึงแม้ว่าเสียงรายการข่าวช่วงเย็นจะดังลอยมาไม่ขาดสาย แต่ความสนใจของแต่ละคนนั้นกำลังจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์ในมือตัวเอง

     ส่วนวีร์นั้นกำลังเล่นอยู่กับ ‘ไอ้ต้าว’ และ ‘ไอ้เติบ’ ที่ไม่ได้ส่งเสียงร้องดังรำคาญแม้ว่ากำลังถูกล่ามโซ่เอาไว้มานานพอสมควรแล้วก็ตาม พวกมันกำลังเพลิดเพลินกับความสนใจที่ได้รับเป็นพิเศษจากเจ้านายตัวน้อยของพวกมัน

     นุชลุกขึ้นเดินมาที่ประตูหน้าบ้านพร้อมกับชะเง้อมองเป็นระยะๆ หลังจากที่ได้เห็นข้อความว่า ‘เกือบถึงแล้ว’ มาสักพักใหญ่ แต่เมื่อกำลังจะหันเดินกลับมานั่งอย่างเดิมก็ต้องหันตัวกลับไปเพราะมีเสียงรถยนต์คันใหญ่เลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าประตูรั้ว

     รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อสีน้ำเงินจอดนิ่งสนิท ประตูรถด้านผู้โดยสารถูกเปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่แต่งตัวตามสบายเดินลงมา เขายิ้มและยกมือไหว้หญิงสูงวัยที่เดินออกมาต้อนรับ

      “เปิดเลยๆ นุ้ยล่ามหมาไว้แล้ว” นุชขยับตัวออกด้านข้างหลีกทางให้รถยนต์ขับเข้ามาได้ “วาขับเองเหรอ” เธอหันไปถามลูกชายของเธอ

      “วันนี้ธีร์ยิงยาวมาเองตั้งแต่เช้า พอตอนแวะปั๊มเข้าห้องน้ำก่อนเข้าเมือง วาเลยขอเปลี่ยนขับเองบ้าง”

     เมื่อเสียงของเครื่องยนต์ดับลง ธีร์จึงไปเปิดประตูรถด้านท้ายเพื่อหยิบสัมภาระออกมา ส่วนประตูด้านคนขับก็ถูกเปิดออกมาพร้อมกับหญิงสาวในชุดคลุมและหน้าท้องที่ยื่นออกมาให้เห็นได้ชัดเจนแล้ว วนกรยกมือไหว้นุช รวมถึงยุทธและอรที่เดินออกมาหน้าบ้านพร้อมกัน

      “กำลังท้องกำลังไส้มาขับรถขับราทางไกลๆ ต้องระวังหน่อยนะ” นุชกล่าวเตือนด้วยความหวังดี

      “สบายมากค่ะแม่ ไปต่ออีกสองสามเดือนยังไหวเลยค่ะ” วนกรแสดงท่าทีว่าตนเองนั้นเป็นคุณแม่ที่แข็งแกร่งพอ

      “เฮ้อ สาวๆสมัยนี้นะ เก่งกันจริงๆ”

     ไม่นานนักวีร์ก็เดินมาสมทบพร้อมกับเสียงเห่าดังไล่หลังตามมา แม้ว่าประตูรั้วบ้านจะปิดสนิทดีแล้วแต่วีร์คิดว่าอาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับวนกรที่ยังอยู่นอกบ้าน หากถูกจู่โจมจากสุนัขตัวใหญ่ทั้งสองตัว จึงยังไม่ได้ปล่อยให้ทั้งสองตัวนั้นออกมาเป็นอิสระ

      “ว่าไงเรา ปิดเทอมเที่ยวกันสนุกพอรึยัง” ธีร์หันไปทักทายว่าที่อดีตเด็กน้อยของครอบครัว

      “ได้เที่ยวอะไรละ บ้านรกยิ่งกว่าอะไร กว่าจะจัดการได้หมด” วีร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ

      “ใช่สิ ก็ย้ายออกกันไปหมดแล้วนิ เหลือทิ้งไว้พ่อทำอยู่คนเดียว มันจะไม่รกได้ยังไง” แต่ยุทธกลับตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจือปนด้วยความน้อยใจและหมั่นไส้ แต่กระนั้นใครๆก็รู้ว่ายุทธแกล้งทำไม่ได้จริงจังอะไร

      “โอ๋ๆ ก็นุ้ยกลับมาช่วยทำแล้วไง พ่อจะได้ไม่เหนื่อย ดูสิรอบบ้านสะอาดเรียบร้อยเพราะพ่อเก่งสอนมาดีเลยนะเนี่ย” วีร์เดินเข้าไปสวมกอดยุทธจากด้านข้าง เอาแก้มแนบเข้ากับหัวไหล่พร้อมกับเอียงคอเงยหน้าขึ้นมองและส่งสายตาที่แบ๊วที่สุดที่ตัวเองทำได้ จนได้คำชมเบาๆจากอรว่า ‘อ้อร้อ’

     ส่วนยุทธเองก็ทำเป็นเหล่ตามองแล้วต้องรีบดึงสายตากลับ ไม่เช่นนั้นตัวเขาเองอาจจะใจอ่อนได้โดยง่าย แต่กระนั้นเมื่อเหล่ตามองอีกครั้ง สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมอ่อนลง

      “จะเอาอะไรอีกหล่ะ รอบนี้”

      “แหมๆอะไรกัน เกิดมาก็มีทุกอย่างครบครันอยู่แล้ว ไม่ต้องการอะไรเพิ่มเลย” วีร์ผายมือตัวเองไปรอบๆเพื่อแสดงถึงทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆบ้าน

      “ว่ามา อย่าลีลา”

      “ก็แค่หลุมหลังบ้านมันเต็มแล้ว ขุดหลุมใหม่ให้หน่อย”

     คำขอที่ได้ยินทำเอายุทธพ่นลมหายใจออกมายาวๆ

      “แก่แล้ว ขี้เกียจขุดแล้ว”

      “อะไรกัน ยังฟิตปั๋งขนาดนี้ ถ้าเอาปี๊บมาวางตรงหน้านะ แตะโด่งถึงยอดมะพร้าวนู้นเลย”

      “ไม่ขุด” ยุทธตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เดี๋ยวไปบอกให้ลุงเยี่ยมเอาแบ็กโฮลมาขุดให้” แล้วก็บอกต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง จนวีร์ได้ยินแล้วยิ้มกว้าง

      “ไปๆ เข้าบ้านกัน จะมืดแล้วยุงกำลังชุม แล้วเดี๋ยวจะได้กินข้าวกันเลย” นุชรีบตัดจบบทสนทนาแล้วก็คว้าตัววนกรเดินเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้คนอื่นๆที่เหลือช่วยกันขนสัมภาระตามมา จนทุกคนเข้าไปในบ้านหมดแล้ว วีร์จึงไปปล่อยสุนัขทั้งสองตัวให้ออกมาวิ่งเล่นได้เป็นอิสระ และแน่นอนว่าพวกมันไม่ลืมสำรวจสิ่งแปลกปลอมนั้นคือรถยนต์คันใหม่ที่พวกมันไม่เคยเห็นมาก่อน


*****


      “ได้หยุดยาวๆแบบนี้ก็ดีนะ ไม่ต้องรีบมารีบกลับ” ยุทธเดินไปนั่งประจำที่โต๊ะอาหารก่อนใคร

      “ใช่ ของอรนี่ยังต้องไปทำงานพรุ่งนี้อีกหนึ่งวันถึงจะได้หยุด” อรเดินถือถ้วยกับข้าวทั้งสองมือมาจากในครัว โดยมีนุชและวีร์เดินตามมาด้วยเช่นกัน

      “พวกผู้บริหารเขาจัดการให้ค่ะ หยุดตอนนี้แต่เดี๋ยวต้องกลับไปทำชดเชยอีกสองวันเสาร์แทน” วนกรนั่งลงบนเก้าอี้ที่ธีร์ดึงออกมาจากใต้โต๊ะให้ ส่วนวีร์ก็เดินตักข้าวใส่จานของแต่ละคน

      “เอา กินเลยๆ เดี๋ยวแม่ไปตักพะโล้มาอีกถ้วย” นุชกำลังจะเดินเข้าไปในห้องครัวอีกครั้งแต่ก็ถูกอรดักไว้เสียก่อน

      “นั่งเลยแม่ เดี๋ยวอรจัดการเอง” อรดันตัวนั่งไปนั่งที่เก้าอี้ก่อนที่ตัวเองจะเดินกลับไปในห้องครัวเอง ไม่นานนักก็เดินกลับมาพร้อมกับพะโล้ถ้วยใหญ่ที่เต็มไปด้วยหมู ไข่ต้ม และเต้าหู้

      “นานๆจะได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้สักที” ยุทธมองดูรอบๆตัว รู้สึกอิ่มในใจที่ได้เห็นลูกหลานกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

      “ตอนนี้มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละพ่อ โตๆกันหมดแล้ว กว่าจะได้กลับมาเจอกันก็ต้องรอช่วงเทศกาล” นุชตบหน้าขาของยุทธเบาๆ เธอเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับสามีของเธอแต่ก็ต้องทำใจเมื่อกาลเวลาผ่านไป ลูกๆแต่ละคนก็มีทางไปของตัวเอง

      “แต่ก็นะ เหลือคนบ้าเรียนอีกคนที่ไม่ยอมกลับ เรียนป.โท อยู่ที่กรุงเทพฯแต่ทำตัวเหมือนเรียนอยู่ต่างประเทศ นี่สงสัยว่าถ้าไม่ได้ปริญญาเอกใบที่สองก็คงจะไม่ได้เห็นหน้ากันเลยละมั้ง” อรเหน็บแนมไปถึงน้องชายคนเล็กของเธอที่มักจะมีข้ออ้างว่าติดงานไม่สามารถปลีกตัวมาได้ทุกทีไปไม่ว่าเป็นวันหยุดเทศกาลไหนก็ตาม

      “อย่าไปพูดให้มันได้ยินนะ เดี๋ยวภูมิมันเอาจริงขึ้นมาแล้วจะหนาว” ธีร์เอ่ยทีเล่นทีจริงแทรกขึ้นมา

      “เหอะ กลัวไม่จริงมากกว่า” อรแบะปากเล็กน้อยพอเป็นพิธี เพราะในความเป็นจริงอรเองก็รู้สึกภูมิใจกับน้องชายคนนี้ไม่น้อย หากได้ไปดูรูปถ่ายในวันรับปริญญาของภูมิ นอกจากนุชแล้วก็มีอรที่ยิ้มหน้าบานกว่าใครๆ

      “แต่ว่าไม่ได้นะ เห็นพี่ภูมิบอกว่าเดี๋ยวต้องบินไปเยอรมันอาทิตย์นึง ไปสัมมนาอะไรไม่รู้นี่แหละ เห็นว่าต้องไปเอาข้อมูลกลับมาทำวิจัยส่ง” วีร์กำลังตักพะโล้ใส่จานตัวเองไปพลางแล้วก็พูดไปพลาง

      “แล้วนุ้ยไปรู้มาจากไหนอีก” อรขมวดคิ้วถาม

      “ก็พี่ภูมิเพิ่งโทรมาบอกเมื่อต้นเดือน” วีร์วางถ้วยพะโล้ลงที่เดิมแล้วก็ยักไหล่เล็กน้อยก่อนที่จะลงมือกินอาหารต่อ

     อรทำปากขมุบขมิบเหมือนบ่นอะไรอยู่คนเดียวเพียงแต่ไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมา

      “เอาหน่ะ ช่างเขาเถอะ เขามีปัญญาส่งตัวเองเรียน อยากเรียนถึงไหนก็ตามใจเขาเหอะ” ยุทธเอ่ยโดยมีนุชพยักหน้าเห็นด้วย

      “ค่า... หมกตัวเอาแต่เรียน ระวังจะไม่มีหลานมาให้พ่อกับแม่อุ้มนะค้า”

      “ก็มีแล้วนี่ไง คนที่หนึ่ง” วีร์ชี้มาที่ตัวเขาเอง แล้วก็ชี้ไปที่ท้องของวนกร “แล้วคนที่สองกำลังตามมา ส่วนคนที่สาม.... ใครจะไวกว่ากัน เดี๋ยวก็รู้” สายตาที่วีร์ส่งไปให้อรนั้นแทบจะทำให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาหยิกแก้มทั้งสองข้างอย่างหมั่นเขี้ยวเสียให้ได้

      “ทำไมยะ เดี๋ยวคอยดู แต่งปุ๊บท้องปั๊บเลย”

      “เหรอออออ...”

     วีร์กำลังจะต่อคำต่อไปแต่ก็ต้องเงียบไปเสียก่อนเพราะนุชส่งสายตาตรงมาที่เขา ทำให้เขากลับมาสนใจกินอาหารต่อดังเดิม

      “แล้วนี่พรุ่งนี้จะไปไหนกันมั้ย” นุชหันไปถามธีร์และวนกร

      “คงยังไม่ไปไหนมั้งแม่ อยู่พักผ่อนเล่นๆสักวันก่อน แล้วเดี๋ยววันมะรืนค่อยไปเยี่ยมยายน้อยด้วยกัน” ธีร์เอ่ยถึงหญิงชราผู้เป็นมารดาของนุชที่เขาไม่ได้เจอกันเลยนับตั้งแต่ย้ายออกจากบ้านไป

      “เออ...ใช่ ตั้งแต่กลับมายังไม่ได้ไปหายายน้อยเลย” วีร์รีบพูดแทรกขึ้นมาในทันที

      “ก็มัวเอาแต่เที่ยวเล่นสนุกอยู่น่ะสิ” ธีร์เอื้อมมือผ่านด้านหลังของวนกรมาขยี้ผมของวีร์

      “ก็ไม่มีใครว่างพาไปนิ” วีร์ปัดมือของธีร์ออกแล้วก็สางผมของตัวเองให้กลับมาเหมือนเดิม

      “ผมยาวขึ้นแล้วนะเราน่ะ”

      “ไว้ใกล้เปิดเทอมค่อยตัดก็ได้ ไม่เปลืองค่าตัด”

     นุชสังเกตเห็นท่าทางของอรซะก่อน จึงชิงลงมือตีไปแขนเบาๆ ไม่เช่นนั้นก็คงจะได้ประฝีปากกันอีกรอบ

      “ก็นุ้ยมันซกมกนิแม่ ผมไม่ค่อยยอมสระ เดินผ่านหัวทีเหม็นโชยออกมาเลย”

      “นุ้ย” เสียงของยุทธที่แม้จะไม่ได้ดูดุดัน แต่เมื่อบวกกับสายตาที่มองมาทำให้วีร์ต้องยอมอย่างเสียไม่ได้

      “เดี๋ยวสระคืนนี้เลย” แล้วเจ้าตัวก็หันไปกินอาหารต่อเงียบๆ

      “เอาเถอะ งั้นเดี๋ยวแม่โทรไปบอกน้านงไว้ให้ว่าจะเข้าไปกันวันมะรืน”

      “ยังไม่ได้ถามเหรอว่าจะเข้าไปได้ตอนไหน” ยุทธหันมาคุยกับนุชเบาๆ

     นุชส่ายหน้า ส่วนยุทธก็พยักหน้าตอบรับ

     สถานการณ์ที่บ้านของยายน้อยนั้นค่อนข้างซับซ้อนนับตั้งแต่ที่บิดาของนุชซึ่งเป็นชาวประมงหายสาบสูญไปในทะเลเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้บรรดาพี่น้องแตกแยกแบ่งออกเป็นสามฝ่ายเพราะเรื่องสมบัติ ตัวตั้งตัวตีมาจากสองพี่น้องคนโตที่ต่างไม่มีใครยอมใคร

     นุชที่ไม่ได้หวังจะได้อะไรเพราะสิ่งที่เธอกับสามีมีอยู่ก็มากเกินความจำเป็นอยู่แล้ว แต่ก็มักจะถูกดึงให้ไปอยู่กับฝ่ายโน้นบ้างฝ่ายนี้บ้าง ส่วนตัวเธอก็พยายามดึงตัวเองออกมาอยู่กับฝ่ายที่สามร่วมกับอนงค์น้องคนสุดท้องที่ไม่พยายามมีปัญหากับใคร และรับหน้าที่ดูแลแม่ผู้แก่เฒ่าโดยไม่เกี่ยงงอน คิดเอาว่าได้อยู่เรียนรู้วิชาทำขนมจากมารดาจนครบทุกสูตรไว้ต่อยอดหาเลี้ยงชีพตนเองและมารดา

     ยายน้อยถือเป็นเสาหลักที่คอยค้ำจุนให้ ‘บ้าน’ ยังพอดูได้ว่ายังเป็นบ้านอยู่ กระนั้นโอกาสที่จะได้เห็นลูกๆมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันคงจะไม่มีอีกแล้ว ในเมื่อต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงเวลาไม่ให้มาเผชิญหน้ากันโดยมีอนงค์เป็นตัวกลางจัดการให้ อย่างน้อยก็ดีกว่ามาทะเลาะต่อหน้ามารดาให้ไม่สบายใจกันไปเปล่าๆ

     แต่ไม่ว่าใครก็พอเข้าใจกันได้เองว่าเมื่อถึงเวลาที่ยายน้อยสิ้นบุญไปแล้ว ‘บ้าน’ ก็คงจะแตกแยกเด็ดขาดอย่างสิ้นเชิงไม่กลับมาต่อประสานกันได้อีก


*****


     รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อกำลังมุ่งหน้าไปตามถนนใหญ่ วันนี้ธีร์รับหน้าที่เป็นคนขับโดยมีวนกรนั่งคู่อยู่ด้านหน้า ส่วนวีร์นั้นนั่งอยู่ด้านหลัง ด้านท้ายรถยนต์ยังมีลังขนาดใหญ่บรรจุผลไม้เต็มหลังอยู่สามลัง

     เดิมทีธีร์และวนกรไม่ได้วางแผนจะออกไปที่ไหนในวันนี้ แต่เมื่อวนกรได้ยินเรื่องของยายน้อยขึ้นมา ใจจึงนึกไปถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่งของเธอขึ้นมาที่เธอไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนมานานพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่เธอได้เจอกับวีร์แล้ว คนๆนั้นจะต้องดีใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นวีร์เติบโตขึ้นมาเป็นอย่างดี

     วีร์ถูกปลุกให้ตื่นมาแต่เช้าและโดนเร่งเร้าให้รีบอาบน้ำแต่งตัวพร้อมออกเดินทาง โดยที่ไม่มีใครบอกว่ากำลังจะไปไหนกัน รู้ตัวอีกครั้งก็มานั่งอยู่ในรถยนต์เรียบร้อยแล้ว คอยฟังเสียงวนกรบอกทางให้กับธีร์และมองดูทิวทัศน์ที่ไม่ค่อยคุ้นตาไปเรื่อยๆตลอดทาง ถึงแม้ว่าเขาจะเกิดและเติบโตที่นี่แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องรู้จักทุกซอกทุกมุมไปทั่วทั้งจังหวัดเสียหน่อย

     จนกระทั้งรถยนต์ชะลอตัวลงและเลี้ยวเข้าไปในเขตบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านชั้นเดียวครึ่งล่างก่ออิฐถือปูนครึ่งบนเป็นไม้ รอบบ้านมีต้นไม้ใหญ่พอสมควรทำให้บ้านดูร่มรื่น แม้ว่าข้าวของที่วางอยู่โดยรอบจะมีฝุ่นจับอยู่บ้างแต่ว่าลานหน้าประตูและโต๊ะไม้ด้านหน้าดูสะอาดเรียบร้อยดี

     วนกรลงไปจากรถยนต์และเดินตรงไปที่ประตูหน้าบ้านที่ปิดอยู่ พร้อมกับส่งเสียงเรียกผู้ที่อยู่ข้างใน

      “ยายเพ็ญ ตานพ อยู่กันมั้ย” วนกรส่งเสียงเรียกอีกสองสามครั้ง ประตูหน้าบ้านจึงเปิดออกพร้อมกับหญิงชราโผล่หน้าออกมาดูผู้มาเยือน เมื่อเห็นวนกรเธอก็ยิ้มกว้างออกมา

      “แม่เอ้ย หนูวา มาได้ยังไง มาเร็วๆเข้ามาก่อน แล้วนี่กินอะไรรึยัง” เธอรีบเดินออกมารับวนกรแล้วก็สวมกอดเต็มอ้อมแขนของเธอ ก่อนที่จะจับต้นแขนวนกรดึงตัวออกเพื่อให้เห็นอีกฝ่ายได้ชัดเต็มตา แล้วเธอก็สังเกตเห็นชุดที่ใส่อยู่และรูปร่างของวนกรในตอนนั้นเอง “อะไรกัน แต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นส่งข่าวกันเลย”

      “เมื่อต้นปีนี้เองคะ”

      “แล้วทำไมไม่บอกข่าวกันก่อน จะได้ไปงาน” หญิงชราตีแขนวนกรเบาๆพอเป็นพิธี

      “ไม่ได้จัดงานคะ แค่ตกลงจดทะเบียนกันเฉยๆ”

     อีกฝ่ายได้ยินก็ขมวดคิ้วขึ้นมาในทันที

      “ไม่ได้จัดงาน?” เธอถามย้ำอีกครั้งและวนกรก็ตอบกลับด้วนการส่ายหน้าเบาๆ “แล้วพ่อเรายอมเหรอ ไม่น่านะรายนั้นน่ะ”

      “พ่อไม่ว่าอะไรคะ”

     คำตอบของวนกรยิ่งทำให้หญิงสูงวัยงุนงงกันไปใหญ่ ด้วยตัวเธอเองรู้จักนิสัยใจคอของฤทธิกรเป็นอย่างดี แต่ก่อนที่วนกรจะได้ไขข้อสงสัยอะไรต่อไป สายตาของหญิงสูงวัยก็มองเลยไปด้านหลัง เมื่อวนกรหันศีรษะตามไปก็เห็นธีร์เดินมาถึงพอดีพร้อมกับลังผลไม้ในมือ

      “ยายเพ็ญ นี่พี่ธีร์ ยายจำพี่ธีร์ได้มั้ย”

     หญิงสูงวัยมองดูชายหนุ่มอย่างพินิจพิจารณา รูปร่างที่เปลี่ยนไปตามวัยแต่ก็พอให้เห็นเค้าโครงเดิมอยู่บ้าง เด็กหนุ่มในวันนั้นเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้วในวันนี้

      “จำได้ๆ แล้วนี่ไปเจอกันได้ยังไง” หญิงสูงวัยมองสลับไปมาระหว่างวนกรและธีร์ “หรือว่านี้ที่แต่งงานน่ะเหรอ”

     วนกรพยักหน้ารับ ทำให้หญิงชราดึงตัวเธอเข้าไปสวมกอดอีกครั้ง

      “ไม่คิดว่าจะได้กลับมาเจอกันอีก ตอนนี้ละยายอยากจะเห็นหน้าตาฤทธิ์ว่าเป็นยังไง” หญิงชรายิ้มดีใจให้กับวนกรและธีร์ “ยายดีใจด้วยนะ สุดท้ายก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกัน” คู่รักที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็กจนตอนนี้ได้กลับมาสร้างครอบครัวหลังจากที่ต้องห่างกันไปหลายปี และในตอนนั้นเองที่เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าถ้าวนกรและธีร์ได้กลับมาเจอกัน เช่นนั้นแล้ว...

     วีร์เดินแบกลังผลไม้ที่เหลือตามมาเป็นคนสุดท้าย มารวมกลุ่มกับทั้งสามคน เขาดูผู้ใหญ่ทั้งสามคนสลับไปวนกรและธีร์ที่มีสีหน้ายิ้มแย้ม และหญิงสูงวัยที่ดูแล้วน่าจะมีอายุใกล้เคียงกับยายน้อยของเขากำลังจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา แววตาเริ่มเห็นเป็นประกายแก้ว มือที่ยกขึ้นมาป้องปากไว้ น้ำตาและน้ำมูกที่เริ่มไหลทำให้ต้องรีบเช็ดออก

      “ยายเพ็ญ นี่วีร์เอง” วนกรแนะนำให้หญิงชรารู้จัก วีร์วางลังผลไม้ลงแล้วจึงยกมือไหว้หญิงชราแต่ก็ยังคงสงสัยถึงความสัมพันธ์ตรงหน้า

      “นี่ใช่เหรอ ใช่จริงๆเหรอ” หญิงสูงวัยหันไปถามวนกรอีกครั้งเพื่อขอคำยืนยันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และวนกรก็พยักหน้ารับ เธอจึงเดินเข้าไปหาวีร์อย่างช้าแล้วจึงสวมกอดแน่น จนวีร์ยิ่งทำอะไรไม่ถูกมากขึ้นไปใหญ่ หญิงสูงวัยดึงตัวออกพร้อมกับมองดูวีร์ให้ชัดๆอีกครั้ง “ครั้งสุดท้ายที่เห็นยังตัวเล็กนิดเดียวอยู่เลย”

     เธอพูดไปพลางปาดน้ำตาไปพลาง

      “วีร์ นี่ยายนวลเพ็ญ ตอนที่พี่ท้องพี่ก็มาอยู่กับยายเพ็ญกับตานพที่นี่” วนกรแนะนำบุคคลสำคัญของเธอให้วีร์ได้รู้จัก

     เพิ่มเติมจากเรื่องราวที่สองแม่ลูกได้เคยคุยกันมาก่อน ว่าหลังจากที่ครอบครัวทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ว่าเด็กทั้งสองเกิดพลาดท่าทำให้ตั้งครรภ์ขึ้นมาก่อนเวลาอันควร นวลจันทร์กลัวว่าฤทธิกรที่กำลังมีอารมณ์โมโหพลุ่งพล่านจะลงมือทำให้อะไรลงไปให้พวกเขามาเสียใจกันภายหลัง จึงให้พาตัวลูกสาววัยใสมาอยู่กับนวลเพ็ญและอรรณนพ

     แม้ว่านวลเพ็ญและอรรณนพจะไม่ใช่พ่อและแม่แท้ๆของนวลจันทร์ก็ตาม แต่ก็ได้รับเลี้ยงดูนวลจันทร์มาตั้งแต่แบเบาะเสมือนลูกแท้ๆของตัวเอง เนื่องจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่ทำให้ครอบครัวของนวลจันทร์ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

     เมื่อคราวที่นวลจันทร์พาวนกรมาฝากไว้ สองสามีภรรยาก็รับปากจะดูแลให้ด้วยความเต็มใจ

      “ผ่านมาหลายปีแล้วนะ โตเป็นลูกบ่าวแล้ว” นวลเพ็ญยังคงมีเสียงสั่นเครืออยู่บ้าง แต่ก็พยายามพูดแบบปกติ “แล่งต้ายด้ายม้ายนิ”

      “พอด้ายคับ”

      “ดีๆ ก็เห็นบ้านนั้นเขาพูดกลางกัน นึกว่าจะไม่ได้ติดตัวมาบ้าง” นวลเพ็ญหันไปพูดกับธีร์และวนกร

      “วีร์เขาก็พูดใต้กับเพื่อนๆเขาครับ” ธีร์บอกกล่าวเพิ่มเติม

      “ตอนแรกวีร์ก็สงสัยว่าทำไมพ่อกับแม่ไม่พูดใต้ด้วยกับพวกเรา พูดแต่กับคนอื่น ก็เพิ่งจะมารู้เอาทีหลัง”

      “พ่อกับแม่เหรอ” นวลเพ็ญขมวดคิ้วมองสลับไปมาระหว่างสามคนตรงหน้า

      “เมื่อก่อนวีร์จะรู้แค่ว่าตัวเองเป็นลูกหลงคนสุดท้อง มีพี่ชายพี่สาวอายุโตกว่าเยอะๆ เพิ่งจะมารู้ความจริงช่วงสี่ห้าปีหลัง ก็เลยยังติดเรียกปู่กับย่าเป็นพ่อกับแม่อยู่เหมือนเดิมครับ” ธีร์อธิบายให้ฟัง ซึ่งนวลเพ็ญก็พยักหน้ารับรู้

      “แต่ก็อย่างว่าแหละ คุณครูนุชเขาอยากให้ลูกหลานพูดกลางกันชัดๆ แต่บ้านนั้นตาฤทธิ์พูดไม่เป็น ยัยจันก็ไม่สอนอะไรเลย หายไปหมด” นวลเพ็ญหันไปตบแขนวนกรเบาๆ

     วนกรก็ยิ้มรับ เพราะนอกเพื่อนๆที่โรงเรียนแล้ว ตัวเธอเองก็เพิ่งจะมาได้ยินภาษาถิ่นใต้ที่พูดคุยกันแบบต่อเนื่องยาวๆก็เมื่อคราวที่เธอมาอยู่กับนวลเพ็ญ ได้ยินได้ฟังนวลเพ็ญและอรรณนพพูดคุยกับลูกๆหลานๆของพวกเขา

      “แล้วนี่ตานพไปไหน ไม่เห็นออกมาเลย” วนกรถามถึงบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่ง

      “นั่งอยู่ในบ้าน ช่วงนี้อาการไม่ค่อยดี” นวลเพ็ญลดความดังของเสียงตัวเองลงพลางเพยิดหน้าไปทางข้างในบ้าน

      “ตานพเป็นอะไรเหรอ หนักมั้ย” น้ำเสียงของวนกรแสดงออกถึงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด

      “เป็นเก๊าท์ เจ็บเข่าทั้งสองข้างเลย อาทิตย์ก่อนนี่เดินไม่ได้เลย ดีว่าได้คนบ้านนู้นพาไปโรงหมอ” นวลเพ็ญพูดถึงเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกัน ที่ได้ช่วยเหลือจุนเจือกันในยามยาก

      “แล้วไม่มีใครกลับมาเหรอคะ” วนกรถามไปถึงลูกๆหลานของนวลเพ็ญและอรรณนพ

      “เขาก็ยุ่งๆกันหมด แต่เดี๋ยวพรุ่งนี่มาถึงกันแล้ว” สีหน้าของวนกรที่เต็มไปด้วยความห่วงใย แต่กระนั้นเธอเองก็ไม่สามารถเดินทางมาช่วยเหลือบุคคลทั้งสองได้ตลอดเวลาเช่นกัน “ไม่ต้องห่วง หลายชายของยายเขาลงมาดูที่ทางเมื่อต้นปีว่าจะมาสร้างบ้านอยู่ใกล้ๆ เห็นว่ากำลังทำเรื่องขอย้ายกลับภูมิลำเนาอยู่”

     วนกรก็ใจชื่นขึ้นมาได้บ้างเมื่อได้ยินดังนั้น

      “ไปเข้าบ้านกัน ตานพคงนั่งงงอยู่นานแล้วว่าใครมาหา”

     นวลเพ็ญเชื้อเชิญให้ทุกคนเข้าไปข้างในบ้านกัน




[อ่านต่อด้านล่าง]

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
     ในช่วงวันสงกรานต์ นอกจากการไปเข้าวัดทำบุญตามประเพณีแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการไปเยี่ยมยายน้อย หลังจากที่ได้นัดแนะกับอนงค์ไว้ล่วงหน้าว่าจะเข้าไปได้ช่วงบ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคนอื่นๆ แต่กระนั้นเมื่อไปถึงที่หมายก็พบว่ายังมีรถยนต์หลายคันจอดอยู่

     นุชถึงตัดสินใจที่จะรออยู่ด้านนอกบ้าน ยืนรออยู่ใกล้ๆกับรถยนต์ตัวเอง จนกระทั้งคณะของอีกฝ่ายเดินออกมา ถึงแม้ว่านุชและอีกฝ่ายจะไม่ได้ขัดแย้งกันโดยตรงแต่ต่างก็สงวนท่าทีต่อกัน มีเพียงการยิ้มการพยักหน้าทักทายตามประสาคนที่รู้จักหน้าตา ยกเว้นเพียง ชวลิต ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของนุชที่เดินมาพูดคุยทักทาย แต่ก็เพียงสองสามประโยคแล้วจึงแยกย้ายกันไป

     เมื่อเหลือเพียงแค่คณะของนุช ทั้งหมดจึงเข้าไปในบ้านกัน

      “แหมเฒ้าเอ้อ หนุ่ยมาห้าแล่วเด้”

     เสียงตะโกนเรียกของวีร์นำหน้าไปก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้าไปในตัวบ้าน แน่นอนว่าทำให้หญิงชราด้านในดีใจยกใหญ่ เพราะว่าเหลนคนแรกและคนโปรดของทวดน้อยมาหาถึงบ้าน

     เมื่อย้อนไปตอนที่ข่าวของวีร์ที่กำลังอยู่ในครรภ์เริ่มเป็นที่รับรู้ในหมู่เครือญาติ ก็เสียงลือเสียงเล่าต่างๆนานดังลอยมาเข้าหูแบบตรงๆบ้างแบบอ้อมบ้างๆ ติบ้างให้กำลังใจบ้าง จะมีก็เพียงยายน้อยที่ดีอกดีใจยกใหญ่ว่าตนกำลังจะได้เหลนแล้ว ยิ่งเมื่อตอนได้เห็นได้อุ้มในอ้อมแขนตัวเองยิ่งหลงยิ่งรัก ใครมาพูดให้ร้ายอะไรให้ได้ยินก็ไม่สนใจ ทำเป็นหูทวนลมไปทุกคราว

     จะมีก็เพียงตอนที่วีร์เริ่มรู้ความและเรียกความสัมพันธ์ของทุกคนตาม ‘พี่น้อง’ อย่าง อร ธีร์ และภูมิ นั้นหมายถึงทวดน้อยต้องลดลำดับลงมาเป็นยายน้อยก็ทำให้ไม่พอใจอยู่บ้าง ทั้งนุชและอนงค์ต้องช่วยกันเกลี่ยกล่อมให้ผู้เป็นมารดายอมโอนอ่อนตามไปก่อน จนยายน้อยยอมรับได้ในที่สุด

     จนกระทั้งวันที่วีร์ได้รู้ความจริงแล้วว่าอะไรเป็นอะไร คนที่ดีใจที่สุดก็คงหนีไม่พ้นยายน้อยที่จะได้กลับมาเป็นทวดน้อยอย่างที่ควรเป็นตั้งแต่แรก ความรักของทวดน้อยที่มีให้กับวีร์นั้นมากมาย ในวันที่วีร์บอกกับทุกคนว่าตัวเองหลงใหลได้ปลื้มกับคนเพศเดียวกัน ทวดน้อยก็เป็นคนที่ยอมรับได้ในทันทีที่รับรู้ แม้ความคิดในใจอาจจะมีบ้างที่ตามไม่ทัน แต่แค่เห็นเหลนชายมีความสุขก็พอใจ ยิ่งได้รู้จักคุณสมบัติว่าที่เหลนเขยในตอนนั้นด้วยแล้วก็ไม่ขัดขวางอะไรเลย

     จนในวันนี้ที่ธีร์ได้พาหลานสะใภ้อย่างวนกรมาให้รู้จักพร้อมกับแนะนำว่าเป็นแม่แท้ๆของวีร์ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้หญิงชรายิ่งอารมณ์ดีขึ้นเป็นทวีคูณ

     กระนั้นบรรยากาศก็กลับหม่นหมองลงเล็กน้อยเมื่อทวดน้อยถามถึงอาการของว่าที่เหลนเขย วีร์จึงเล่าเรื่องราวให้หญิงชราฟัง ทวดน้อยก็ช่วยปลอบใจและเอ่ยถึงเรื่องชะตาฟ้าลิขิต ได้พบเจอได้จากกันเป็นเรื่องปกติ แค่ว่าช่วงที่ได้พบเจอกันได้ทำให้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดนั้นก็เพียงพอแล้ว

     จากนั้นทุกคนก็ต่างช่วยกันชวนเปลี่ยนเรื่องคุย และใช้เวลาไปจนถึงช่วงเย็นก่อนที่จะต้องลาจากกันจนกว่าโอกาสที่จะได้พบกันใหม่ในครั้งต่อไปมาถึง


*****


     เหลือวันหยุดช่วงสงกรานต์อีกไม่กี่วันแล้ว นั้นหมายถึงเวลาที่ธีร์และวนกรจะต้องกลับเพื่อไปเตรียมตัวสำหรับวันเปิดทำงานตามปกติ การกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้ก็ได้ทำในสิ่งที่อยากทำจนหมดแล้ว เหลือก็แต่ตระเวนซื้อของฝากทั้งสำหรับเพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมงาน

     ธีร์นั่งมองดูวีร์ที่กำลังเล่นกับสุนัขทั้งสองตัว สัตว์หน้าขนทั้งสองตัวกำลังสนุกสนานอย่างเมามัน แต่สีหน้าของเจ้านายพวกมันกลับไม่ได้สดใสร่าเริงอย่างเคย แม้แต่วนกรเองก็รู้สึกเช่นนั้น แต่ที่ธีร์อาสาเป็นคนไปดูลาดเลาเสียก่อนแล้วค่อยตัดสินใจร่วมกันว่าควรจะทำอะไรต่อไป

     เมื่อธีร์เดินไปนั่งลงใกล้ๆกับวีร์ สัตว์หน้าขนก็ดีใจที่มีเพื่อนเล่นมาเพิ่มอีกคน

      “เป็นอะไรรึเปล่า”

     วีร์ละสายตาหันมามองธีร์พร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นถาม ธีร์ก็มองกลับเหมือนว่าถามกลับตอบ

      “ทำไม เหมือนวีร์เป็นอะไรอยู่เหรอ”

      “ก็เห็นซึมๆ ตั้งแต่กลับมาจากบ้านยายน้อยแล้ว”

     ต้าวและเติบต่างก็วิ่งสลับไปมาระหว่างธีร์และวีร์อย่างสนุกสนาน

      “ไม่เป็นอะไรนิ” วีร์ยักไหล่ตอบ

      “แน่ใจนะ” ธีร์ถามย้ำอีกครั้งซึ่งวีร์ก็ยักไหล่ตอบกลับดังเดิม “รู้ใช่มั้ยว่ามีอะไรก็มาคุยกับพี่ได้ ถึงจะให้คำตอบไม่ได้ แต่ก็เป็นที่ระบายได้”

     วีร์รับรู้สิ่งที่ธีร์ทำมาโดยตลอดเป็นอย่างดีไม่ว่าในฐานะ ‘พี่’ หรือฐานะ ‘พ่อ’ ธีร์ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ธีร์จะคอยอยู่กับเขาตลอดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

     สะโพกที่หย่อนลงนั่งพร้อมกับยกขาหน้าขึ้นมาจนวีร์ต้องรีบแบมือทั้งสองข้างออกไปรับ ลิ้นที่แล่บออกมาเลียมือของเจ้านายมัน ทำให้อีกสุนัขยกเท้าหน้าข้างหนึ่งขึ้นมาเขี่ยเพราะว่าอยากได้ความสนใจแบบนั้นเช่นกัน

      “ก็ปกติดีทุกอย่าง”

     ธีร์นั่งรอฟัง เผื่อว่าวีร์จะพูดอะไรเพิ่มเติม แต่วีร์ยังคงเล่นกับสัตว์หน้าขนทั้งสองตัวอย่างเงียบๆตามเดิม ทั้งต้าวและเติบเห็นว่าวีร์ไม่ได้เล่นกับพวกมันอย่างจริงจังเหมือนก่อนหน้าแล้ว จึงหย่อนตัวลงนอนใกล้ๆให้วีร์ได้ลูบหัวลูบตัวพวกมัน

      “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” ธีร์หันไปมองดูสัตว์ทั้งสองตัวที่นอนอยู่แทบเท้าของวีร์ “พี่ลองคุยกับพ่อกับแม่แล้วนะ ว่าอาจจะเอาเจ้าสองตัวนี้ไปเลี้ยงที่โน้น”

     วีร์หันมามองธีร์อย่างสงสัย

      “ก็อยู่นี่ต่อก็ลำบากคนที่นี่เปล่าๆ เห็นอรบ่นว่าขี้เกียจอาบน้ำให้พวกมันแล้ว กว่าจะอาบเสร็จแต่ละตัวก็ดิ้นกันไม่หยุด เอาไปไว้ที่โน้นน่ะดีแล้ว”

      “ก็ดีเหมือนกัน” วีร์พยักหน้ารับรู้ “แล้วจะพาไปยังไงอะ”

      “ตอนแรกพี่ก็ว่าจะเอากลับไปพร้อมกันเลย แต่กว่าเราจะกลับก็อีกสองสามอาทิตย์ ให้พี่กับวาดูแลกันเองคงจะไม่รอดแน่ๆ แล้ววาเขาก็มีแรงไม่พอสู้พวกมันแถมยังท้องอยู่อีก”

      “หรือจะเอาเข้ากรงแล้วส่งขนส่ง”

      “พวกมันคงยอมอยู่หรอก เดินทางไกลอยู่นะกว่าจะถึง”

     วีร์รอฟังข้อเสนอจากธีร์

      “พี่อาจจะลงมาอีกรอบ มารับเรากลับไปด้วย แล้วก็เอาสองตัวนี้ขึ้นไปด้วยกันเลย”

      “ลำบากเปล่าๆมั้ง ขึ้นลงๆหลายรอบ”

      “ไม่งั้นจะให้ทำยังไงละจ๊ะไอ้หนูนุ้ย”

     วีร์เอียงคอเงยหน้าขึ้น ไม่นานนักก็หันมาหาธีร์

      “เอางี้ เดี๋ยววีร์ลองถามพี่เพชรดูว่าพี่เพชรจะขึ้นไปตอนไหน เพราะยังไงพี่เพชรก็ต้องอยู่ซ้อมเทนนิสกับวีร์อยู่แล้ว แล้วเดี๋ยวพี่เพชรก็ต้องขนของขึ้นไปเข้าหอพักอยู่ดี เพิ่มเจ้าสองตัวนี้ไปด้วยคงจะได้มั้ง”

      “จะเอางั้นรึ” ธีร์ถามย้ำอีกครั้ง

      “เดี๋ยวลองถามดูก่อน”

      “หึๆ พี่ว่าไม่ต้องลองหรอก แค่เอ่ยปากเขาก็ตกลงทันทีเลยมั้ง”

      “อะไร” วีร์เหล่ตาหันมามองธีร์ เพราะน้ำเสียงของธีร์ดูเหมือนจะมีความหมายแฝงอยู่ ซึ่งธีร์ก็ผลักศีรษะวีร์หันกลับเบาๆในเชิงหยอก

      “แล้วนี่ไปทำท่าไหนถึงได้ไปช่วยเจ้าเพชรซ้อมเทนนิสได้ พี่ไม่เห็นจับแร็กเก็ตมาตั้งนานแล้ว”

      “ท่ายากมาก ได้ชั่วโมงละสองร้อยเชียวนะจะบอกให้”

      “เขาจ้างเหรอ” ธีร์ถามกลับ เท่าที่เขารู้มาจากยุทธและนุชก็แค่เพียงว่าวีร์รับปากจะไปช่วยพีรพัชร์ฝึกซ้อมเทนนิสเท่านั้น

     ”โฮะๆ ฝีมือระดับนี้ ต้องจ่ายตังค์เท่านั้นถึงจะยอมไป”

     คำตอบของวีร์นั้นทำให้ธีร์ยื่นออกไปขยี้ผมจนเสียทรงด้วยความหมั่นไส้

      “พ่อคนเก่ง ทีคนนู้นละขอตามไปเองทุกที่ พอมาคนนี้ต้องมีค่าตัวด้วยถึงจะไปได้นะ”

     คำพูดของธีร์ทำเอาวีร์สลดลงไปเล็กน้อยแต่ก็พอจะสังเกตได้ ทำให้ธีร์นึกโทษตัวเองอยู่ในใจว่าตัวเองเดินหมากพลาดท่าไปเสียหน่อย อุตส่าห์ดึงวีร์ให้กลับมาสดใสได้แล้ว แต่ยังไม่วายมาดึงอารมณ์ของอีกฝ่ายกลับลงไปอีก

      “ได้คำตอบยังไงก็ค่อยมาบอกพี่ก็แล้วกัน เดี๋ยวพี่ลองกลับไปหาดูว่ามีที่ไหนเขารับทำคอกสุนัขให้ได้บ้าง เตรียมเอาไว้ก่อน แล้วก็ต้องทำเป็นประตูสวิงให้มันเดินเข้าออกเองได้ด้วยอีก”

     วีร์ก็พยักหน้ารับรู้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ตอบกลับอะไรอีก จนธีร์ต้องลูบผมปลอบใจให้หันมายิ้มได้อีกครั้ง

      “ไป ออกไปข้างนอกกัน เหลือของฝากต้องซื้อกลับไปอีก”

     ธีร์ลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในบ้านเพื่อบอกวนกรให้เตรียมตัวเดินทางเข้าไปในตัวเมือง ส่วนวีร์ก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมมองดูสุนัขขนสั้นสีน้ำตาลตัวหนึ่งและสีดำตัวหนึ่งกำลังฟุบนอนอยู่ตรงหน้าเขา ภายในใจคิดไปถึงคนที่ยกสัตว์ทั้งสองตัวนี้มาให้ ซึ่งเป็นคนเดียวกันที่ทำให้เขาชอบเล่นเทนนิสด้วยเช่นกัน

*****


     ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะกลับไป นอกจากงานสวนรอบบ้านที่ทำเสร็จเกือบหมดแล้ว ก็ยังมีนัดเป็นคู่ซ้อมเทนนิสให้กับพีรพัชร์ที่ต้องเตรียมตัวสำหรับการคัดเลือกเข้าทีมมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดโควตาการศึกษาที่อีกฝ่ายได้รับ

     ในเมื่อเจ้าตัวไม่ได้เป็นเลิศด้านวิชาการ จึงต้องหันมาใช้ประโยชน์ด้านกีฬาเพื่อต่อยอดให้กับอนาคตของตัวเอง อย่างน้อยก็ไม่อยากเสียชื่ออดีตรองชนะเลิศเยาวชนชายเดี่ยวที่อุตส่าห์แนบรวมไปในใบประวัติที่ยื่นเพื่อให้ได้สิทธิ์โควตาการศึกษามา ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องติดเข้าไปอยู่ในทีมนักกีฬามหาวิทยาลัยให้ได้

     นี่จึงเป็นการจับแร็กเก็ตเทนนิสครั้งแรกในรอบสองปีของวีร์ วีร์จึงออกตัวบอกกับพีรพัชร์ไว้แต่แรกแล้วว่าฝีมือของเขาอาจจะไม่ดีเหมือนเดิม แต่พีรพัชร์ยังคงยืนยันให้วีร์มาช่วยเป็นคู่ซ้อมและกับจ่ายค่าเวลาให้อีกด้วย แม้ว่าวีร์จะปฏิเสธไปเพราะว่าเป็นคนกันเอง แต่ก็เพราะอีกฝ่ายยืนยันหนักแน่น วีร์จึงต่อรองค่าเวลากันไปมาจนลดลงมาเหลืออยู่สองร้อยบาทต่อชั่วโมง

     สำหรับพีรพัชร์ ราคาค่าจ้างไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเขาเลย เขายินดีจ่ายให้มากกว่านี้ด้วยซ้ำไป แต่เพราะวีร์ยื่นคำขาดว่าถ้าให้มากกว่าไปนั้นเขาขอปฏิเสธงาน พีรพัชร์จึงจำต้องยอมรับในข้อตกลงนั้น เพราะอย่างน้อยเขาได้ประโยชน์สองทาง เพื่อเตรียมพร้อมตัวเองสำหรับการคัดตัว และเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับวีร์มากขึ้น

     แน่นอนว่ามันต้องมีการโอ้อวดกันบ้างทางสื่อสังคมออนไลน์

     ส่วนเวลาที่เหลือจากงานบ้านและกิจกรรมทั้งหมดแล้ว ก็หนีไม่พ้นที่นั่งม้าหินใต้ต้นไม้ข้างบ้านกับสาวผิวเข้มหน้าคมที่อยู่บ้านติดกันมาร่วมวงสนทนาตามประสาคนที่รู้กันตั้งแต่ยังคลานสี่ขา

     ในวันนี้วีร์เอาขาตั้งโทรศัพท์มาวางที่โต๊ะ เพื่อให้สะดวกต่อการพูดคุยทางไกลระหว่างเขา แพรไหม และแพรพรรณ สองสาวที่ทึกทักเอากันเองว่าพวกเธอคือเพื่อนคู่แฝดของวีร์ แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะต่างกันคนละขั้วก็ตาม

      (แกจะกลับวันไหนอะ) เสียงของแพรพรรณดังออกมาจากโทรศัพท์

      “อีกสามสี่วัน มะรืนนี้จะทำบุญร้อยวันให้พี่วี แล้วก็อีกสองวันถึงจะกลับขึ้นไป” วีร์ตอบกลับไปพลางกินขนมไปพลาง โดยที่ต่างฝ่ายก็เตรียมเครื่องดื่มของกินของตัวเองกันไว้ไม่น้อยหน้ากัน เสมือนว่าทั้งสามคนกำลังนั่งวงสนทนายามบ่ายพร้อมของว่างอยู่ในที่เดียวกัน

      “อ้าว ชั้นนึกว่าเธอทำบุญเสร็จแล้วจะกลับเลย” แม้จะเป็นคำพูดภาษาราชการแต่ยังคงเอกลักษณ์ของสำเนียงถิ่นใต้ของแพรไหมไว้อย่างชัดเจน

      “ก็ชั้นรอพี่เพชรก่อนไง เพราะจะเอาไอ้สองตัวนี้ไปด้วย” วีร์พูดถึงสุนัขทั้งสองตัวที่กำลังนั่งรอส่วนแบ่งของขนมที่อยู่บนโต๊ะม้าหิน

      “เธอจะไปพร้อมกับพี่เพชรเออ” วีร์พยักหน้าตอบแพรไหม “โอ้ย ชั้นคงคิดถึงเจ้าสองตัวนี้แน่ๆ” แพรไหมจับหัวสุนัขตัวหนึ่งแล้วก้มลงหอมฟอดใหญ่ ให้สมกับที่เพิ่งจะช่วยวีร์จับอาบน้ำให้พวกมันมาก่อนหน้านี้ แล้วก็ทำกับอีกตัวเหมือนกัน “แพร ฝากแวะเยี่ยมเยียนสองตัวนี้แทนเราด้วยนะ”

      (ได้จ้า) แพรพรรณตอบรับให้กับน้ำเสียงออดอ้อนของแพรไหม (แต่เพิ่งเห็นรูปพี่เพชรอะ)

      “ที่เราส่งไปให้ดูใช่มั้ย”

     วีร์ขมวดคิ้วมองสลับไปมาระหว่างแพรไหมที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขากับแพรพรรณที่อยู่ในโทรศัพท์ สงสัยว่าเพื่อนสองคนของเขาไปแอบคุยอะไรกันเกี่ยวกับพีรพัชร์ตั้งแต่ตอนไหน

      (พี่เพชรหล่ออะ) แล้วเสียงวี๊ดว๊ายก็ดังมาจากทั้งสองฝั่ง จนวีร์อดยิ้มออกมาไม่ได้เพราะไม่คิดว่าจะได้เห็นมุมนี้ของแพรพรรณ

      “ใช่ม้าๆ ก็แถวนี้มีแต่คนชอบสเป็ก ดาร์ก ทอล แอนด์แฮนด์ซัม กันทั้งนั้น”

      (บ้า พูดไปนั้น) แพรพรรณสะบัดมือลงแสร้งเป็นปัดตกไม่ยอมรับข้อกล่าวหา

      “แต่ยกเว้นคนนึงแหละ ตอนนี้เปลี่ยนแนวไปชอบแบบขาวตี๋ซะแล้ว”

      “นี่ วันนี้ชั้นยังไม่ได้หยอกอะไรเธอเลยนะ” วีร์รีบตอบกลับทันควัน

      “อะไร ชั้นยังไม่ได้พูดชื่อใครสักคำ ร้อนตัว”

      “อยู่กันแค่สามคน จะไปหมายถึงใคร”

      “ชั้นหมายถึงชั้นเอง” แพรไหมตอบกลับแบบหน้าซื่อตาใส เลยโดนวีร์แบะปากใส่ “ไม่เชื่อใช่มะ แพร...ดูนี้” แพรไหมหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้น กดๆปัดๆ หน้าจอจนพอใจ แล้วก็หันหน้าจอไปหากล้องโทรศัพท์ของวีร์ เพื่อให้แพรพรรณได้เห็นในสิ่งที่เธอต้องการให้อีกฝ่ายดู “น่ารักมั้ย”

     ภาพของใบหน้าแพรพรรณขยายเข้ามาใกล้ๆ ก่อนที่มุมปากทั้งสองข้างของเธอจะยกขึ้น

      (อุ๊ย ใครอะ)

      “Florian Macek” สำเนียงชัดเจนตามอย่างของออกเสียงอักขระ r อย่างภาษาเยอรมันของแพรไหม จนวีร์อดแซวไม่ได้

     แม้ว่าแพรไหมจะเรียนสายวิทยาศาสตร์ แต่เจ้าตัวกลับไปขออาจารย์ลงเรียนวิชาภาษาเยอรมันเป็นวิชาเลือก ซึ่งอาจารย์คนนั้นก็ยุขึ้นง่ายช่วยเป็นธุระจัดการให้ได้ตามที่แพรไหมต้องการ แล้วก็พาลมาลำบากวีร์ที่ต้องมาคอยฟังเพื่อนสนิทฝึกอ่านออกเสียงผ่านวิดีโอคอลตลอดปีการศึกษาที่ผ่านมา

      “จ้า แม่สาวเยอรมัน แป๊ะทุกคำ”

      (เขาเป็นใครอะ)

      “นายแบบ เป็นคนออสเตรีย แล้วนี่ตอนที่เขามาเที่ยวภูเก็ตปีก่อนนะ ชั้นละอยากจะไปหาแต่ไม่มีใครพาไป คิดดูนะในรูปยังหล่อน่ารักขนาดนี้ ตัวจริงจะขนาดไหน” ท่าทางวี๊ดว๊ายของสาวผิวเข้มทำเอาวีร์กรอกตาแล้วหันหน้าไปทางอื่น “สูง ยาว เข่าดี กล้ามเป็นมัดๆ...”

      “อ้อร้ออิตาย หลงขนาดนี้ จะเขี่ยไอ้มืดทิ้งแล้วเออ” วีร์ถามไปถึงวิธู เพื่อนสนิทของวีร์อีกคนหนึ่ง ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องของวีรดนย์และกำลังคบหาดูใจกับแพรไหม

      “ชั้นแบ่งแยกชัดเจนจ๊ะ นั้น...จีเอ็ม เจนเนรัลเบ๊ ส่วนนี่...” แพรไหมยกโทรศัพท์ที่ยังมีภาพของนายแบบคนนั้นอยู่ “อยู่บนหิ้ง เก็บไว้บูชา”

      “เอาเถอะ ตามสบาย แล้วแต่เธอเลย”

      “ทำไม เธอไม่เห็นด้วย นี่ไง...” แพรไหมปัดหน้าจอโทรศัพท์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ “หล่อไหม หุ่นดีมั้ย ขาวมั้ย... อ๋อลืมไป เขาไม่ตี๋โอปป้าเหมือนใครบางคน”

     วีร์ถอนลมหายใจจนจำไม่ได้แล้วว่าเป็นที่รอบที่เท่าไหร่ของวันนี้

      (แล้ววีร์บอกเฮียแล้วยังว่าจะกลับวันไหน) แพรพรรณพยายามเปลี่ยนบรรยากาศ

      “เพิ่งบอกไปเมื่อวันก่อนนู้น”

      “โทรคุย ไลน์ หรือวิดีโอคอล” แพรไหมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆวีร์

      “ทำไม”

      “เปล๊า ไม่มีอะไร เน๊อะแพรเน๊อะ” แพรไหมหันไปพูดคุยกับแพรพรรณด้วยภาษาที่เข้าใจกันเองแค่เพียงสองคน

      “อะไรอีก” น้ำเสียงของวีร์ติดรำคาญนิดหน่อย เพราะดูเหมือนจะมีเรื่องอะไรที่เขาไม่รู้ขึ้นมาอีกแล้ว

      (ก็แกอะไม่ยอมเล่นเฟชบุ๊คสักที)

      “ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะเล่นสักที ทำไมในเฟชบุ๊คมีอะไรอีก” วีร์ยังคงความตั้งใจของตัวเองไว้อย่างเดิม นอกจากแอพลิเคชั่นไลน์และอินตสาแกรมแล้ว เขาไม่คิดที่จะสมัครใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ใดๆอื่นเลย

      “เดี๋ยวชั้นค่อยเปิดให้เธอดู หัดเล่นเองบ้างก็ได้นะ จะได้ไม่ลำบากคนอื่น”

      “ชั้นน่ะประชากรส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ มีแต่คนอื่นลำบากกันเอง เกี่ยวไรกับชั้นด้วยวะ”

      (จ้า เดี๋ยวค่อยไปรู้นะว่ามีคนเพ้อถึงอยู่ตลอดเว) มีเสียงดังขึ้นมาทางฝั่งของแพรพรรณ ในขณะที่เจ้าตัวหันกลับไปดูอีกทางก่อนที่หันกลับมาหาเพื่อนๆของเธอ (พ่อเรียกแล้วอะ ไว้เจอกันนะวีร์ คืนนี้นะแพร)

      “เจอกันคืนนี้” แพรไหมตอบกลับพร้อมโบกมือลา เช่นเดียวกันกับวีร์ แล้ววีร์ก็กดจบการสนทนา

      “คืนนี้จะไปทำอะไรกันหลาว” วีร์ถอดโทรศัพท์ของเขาออกมาจากขาตั้ง แล้วก็ตรวจสอบข้อความที่ค้างอ่านอยู่

      “เรื่องของผู้หญิง เธอไม่เกี่ยว”

     วีร์ยักไหล่เบาๆ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้อยากให้เขารู้ เขาก็ไม่สนใจจะไปซักไซ้ไล่เรียงอะไรอีก แล้ววีร์ก็เริ่มเก็บกวาดน้ำขนมที่เหลืออยู่ อันไหนที่ใกล้หมดเหลือไม่กี่ชิ้นก็จัดการให้หมด ไม่ก็เผื่อแผ่ไปยังสัตว์หน้าขนทั้งสองตัวที่นั่งรออยู่ จะได้รวบรวมซองขนมไปทิ้ง

     จนวีร์หันมาเห็นแพรไหมที่กำลังลูบหัวสุนัขเล่นแต่สีหน้ากลับดูไม่สดใสสักเท่าไหร่ วีร์จึงเอียงศีรษะลงไปมองดูหน้าของแพรไหมให้ชัดๆ

      “เป็นไรหลาวนิ”

     แพรไหมบดริมฝีปากตัวเองเข้าหากัน พร้อมกับหายใจเข้าลึกๆแล้วก็พ่นออกมา

      “เธอก็ไม่อยู่ ไอ้สองตัวนี้ก็จะไม่อยู่อีก”

     วีร์ขยับไปนั่งข้างๆแพรไหมแล้วก็โอบไหล่ของหญิงสาวไว้

      “ชั้นย้ายไปเป็นปีแล้วนะ เธอเพิ่งจะมาเหงาอะไรตอนนี้ ความรู้สึกช้าไปเออ” เมื่อวีร์พูดจบแล้วแพรไหมก็ยังคงนั่งเงียบอยู่ จนวีร์ต้องกระชับกอดเพื่อนสนิทของเขา “ไม่ใช่ว่าชั้นจะไม่กลับมาอีกนิ พ่อแม่ชั้นก็อยู่ที่นี่ ญาติๆชั้นก็อยู่ที่นี่ เพื่อนๆชั้นก็อยู่ที่นี่ ไอ้มืดก็อยู่ที่นี่ ส่วนเธอ...ก็อยู่ที่นี่ ทำไมชั้นจะไม่กลับมา จริงมั้ย”

     แพรไหมถอนหายใจอีกครั้งก่อนที่จะพยักหน้ารับ แม้ในใจของเธอก็เคยคิดอยู่บ้างว่า ในตอนนี้ที่วีรดนย์ไม่อยู่แล้ว วีร์อาจจะตัดสินใจย้ายกลับมาเรียนที่เดิม แต่เพราะเรื่องอื่นๆก็เกิดขึ้นมามากมายหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ธีร์และวนกรที่กำลังจะมีทายาทอีกคน การเข้ามาของวีรมาตุที่ออกตัวแน่ชัด หรือจะเป็นข่าวของพีรพัชร์ที่ไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในจังหวัดที่วีร์ย้ายไปอยู่ และท้ายที่สุดที่ต้าวและเติบก็จะย้ายไปอยู่กับวีร์ด้วยเช่นกัน

      “แล้วปีที่แล้วเธอก็คอลหาชั้นเกือบทุกวัน ปีนี้เดี๋ยวคอยดูตะ เธอก็คอลหาชั้นเกือบทุกวันอีก”

     แพรไหมทอดถอนหายใจแต่ก็พยักหน้าตอบกลับ

      “เอาตะ เลื่ออีกส้ามเส้วันเล้ยนิ ตอฉ่าวไป่เผ้ามันกั่นม้าย”

     แพรไหมยิ้มออกมาได้บ้างเล็กน้อยแล้วก็พยักหน้ารับ ยังคงไม่กล้าออกเสียงออกมาในตอนนี้ เมื่อวีร์เห็นว่าแพรไหมรู้สึกดีขึ้นมาแล้วก็ชวนกันเก็บข้าวของบนโต๊ะม้าหินให้เรียบร้อย

     ในตอนนั้นโทรศัพท์ของวีร์ก็ดังขึ้นมา วีร์มองดูชื่อแล้วก็เลื่อนตอบรับในทันที

      “ว่าไงครับเฮีย โทรมามีอะไรรึเปล่า”

     แน่นอนว่าปลายสายโทรศัพท์นั้นไม่ใช่ใครอื่นไกล เพราะเป็นวีรมาตุที่โทรมา

      (เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกของเฮียจะไปถึงช่วงเย็นๆนะครับ จะให้แวะเข้าไปบ้านน้องวีร์ก่อนมั้ยครับ)

      “ห๊ะ อะไรนะครับ” วีร์ขมวดคิ้วเข้าหากันทันที อะไรคือการมาถึงตอนเย็น อะไรคือการแวะมาที่บ้านของเขา บ้านที่นี้หรือบ้านที่โน้น แม้แต่แพรไหมเองก็หันมาทำหน้ามึนงงไปกับเขาด้วยเช่นกัน

      (น้องวีร์จะให้แวะเข้าไปที่บ้านรึเปล่า หรือว่าไปเจอกันตอนเช้าที่วัดเลย)

     คำตอบของวีรมาตุทำให้วีร์พอจะเดาได้บ้างว่า วีรมาตุจะเดินทางลงมาอีกครั้งแต่ยังไม่แน่ใจว่ามากับใคร และสาเหตุที่เดินทางลงมาก็คงเพื่อร่วมวันทำบุญครบรอบหนึ่งร้อยวันการจากไปของวีรดนย์ แต่วีร์ยังคงสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นปัจจุบันทันด่วนขนาดนี้

      “เดี๋ยวครับเฮีย ใครจะลงมาอะไรวันไหนครับ”

      (อ้าว ตี๋เล็กยังไม่ได้บอกน้องวีร์เหรอครับ)

      “ยังเลยครับ” เหมือนวีร์จะนึกขึ้นได้ว่าสองสามวันมานี้เขายังไม่ได้พูดคุยอะไรกับเพื่อนๆของเขาเลย แม้แต่ข้อความสนทนาในแอพลิเคชั่นไลน์ก็ยังไม่ได้เปิดอ่าน


      “อ๋อ โอเค ก็คือพวกคู่แฝดเขาจะเอารถลงไปบ้านน้องวีร์กันอะครับ แต่รอบนี้มีแค่พวกคู่แฝด ตี๋เล็ก แล้วก็เฮียลงไป ไปถึงเย็นวันพรุ่งนี้จะได้ทันงานวันมะรืน แล้วรุ่งขึ้นค่อยกลับ” วีรมาตุอธิบายให้วีร์ฟัง

     วีร์ได้ฟังแล้วก็นึกถึงหน้าเจ้าจอมบงการที่ชื่อศศิทัศน์ขึ้นมาในทันที

      “แล้วจะไปพักกันที่ไหนครับ”

      (ย่าของพวกคู่แฝดจองที่พักไว้ให้แล้วครับ)

      “อ๋อครับ”

      (แล้วก็ เฮียจะถามว่าน้องวีร์จะกลับขึ้นมาด้วยกันเลยมั้ยครับ)

      “เอ๋”

   
*****


วิธู:
ของแบบนี้ มันขิงมา เราก็ต้องขิงกลับใช่มั้ยพี่

Yobortsa:
มันก็แล้วแต่ว่าใครจะได้หัวเราะเป็นสุดท้าย

วิธู:
นี่เตรียมตัวเจ็บคอรอไว้เลย

*****




[โปรดติดตามตอนต่อไป]


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 5 ตาอยู่มาเดี๋ยวเดียว


     งานวันทำบุญครบหนึ่งร้อยวันการจากไปของวีรดนย์เป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมายนอกจากการจัดอาหารเช้าถวายพระสงฆ์ สวดมนต์ ถวายเครื่องไทยทานไทยธรรม ทำบุญกรวดน้ำอุทิศบุญกุศลให้กับผู้ล่วงลับ ตามขั้นตอนปกติ

     แต่ที่ดูจะผิดไปจากปกติก็คงจะเป็นจำนวนคนที่มาร่วมงาน นอกจากครอบครัวกิจการเรืองฤทธิ์ บรรดาเพื่อนพ้องทั้งของวิรัชและจิรัสย์ และเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันของวีรดนย์และวิธู ยังรวมไปถึงรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบันที่ทราบข่าวต่างพร้อมใจกันมาแม้ว่าทางครอบครัวจะไม่ได้ออกปากเชิญอย่างเป็นทางการ เพราะตั้งใจจะจัดอย่างเรียบง่ายที่สุด

     และด้วยวัฒนธรรมอันดีที่สืบทอดกันมา ผู้ร่วมงานหลายคนต่างฝากปัจจัยใส่ซองเพื่อร่วมทำบุญคนละเล็กคนละน้อย แต่เมื่อรวบรวมเข้าด้วยกันแล้วก็ได้จำนวนมากพอสมควร ทั้งวิรัชและจิรัสย์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะมอบเงินส่วนนี้สมทบให้กับมูลนิธิโรงเรียนของวัดเพื่อบำรุงการศึกษาพระธรรมของพระเณรให้แตกฉานต่อไป

      “คนเยอะฉิบหาย มากันหมดทั้งจังหวัดเลยมั้ยวะ” “นั่นดิ พี่มึงเป็นใครไปทำอะไรมาวะ ทำไมคนถึงมาเยอะแยะขนาดนี้”

     คู่แฝดนพชัยและชัยทิศออกปากถามเมื่อเห็นวิธูเดินมาร่วมโต๊ะกับพวกเขา ซึ่งมีศศิทัศน์และวีรมาตุนั่งอยู่ด้วยกันก่อนแล้ว

      “ตอนแรกก็กะจะมีแค่พวกญาติๆกันนั่นแหละ แต่พอเพื่อนพ่อรู้เพื่อนแม่รู้เขาก็มากัน พอข่าวออกไปถึงเพื่อนพี่กูเพื่อนๆกูแล้วก็ปากต่อปาก พวกรุ่นพี่รุ่นน้องก็เลยมามั่วกันไปหมด” วิธูหยิบน้ำขวดที่ว่างอยู่โต๊ะมาดื่ม

     อากาศที่เริ่มร้อนขึ้นตามองศาของดวงอาทิตย์ที่อยู่สูงขึ้นบนท้องฟ้า ผู้ร่วมงานส่วนมากเดินทางกลับไปกันบ้างแล้ว เหลือเพียงคนที่สนิทชิดเชื้อที่ยังอยู่พูดคุยกันต่อ

      “ใช่ๆ พวกกูเดินๆอยู่ก็ดันมีฝรั่งเข้ามาถามพวกกูเว้ย” นพชัยเริ่มโอ้อวด

      “ถามว่าอะไรวะ” วิธูหันไปถาม

      “ไม่รู้ กูฟังไม่ออก แล้วกูก็ลากไอ้ต่ายมาคุยต่อเลยทันที” ชัยทิศส่ายหน้าตอบกลับ แล้วก็บุ้ยหน้าไปทางศศิทัศน์ที่กำลังมองไปทางอื่นอยู่ แต่เมื่อรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่มองมาทางเขา จึงได้หันหน้ากลับมา

      “ก็เขามาถามว่ามีงานเทศกาลอะไรกัน ทำไมคนเยอะ ก็เท่านั้นแหละ” ทั้งสามคนที่เหลือก็พยักหน้ารับรู้ ศศิทัศน์หันศีรษะกลับไปทางเดิมที่เขามองดูอยู่ก่อนหน้า จนวิธูหันไปมองตาม

     วีร์กำลังยืนรวมกลุ่มกับใครหลายๆคน และหนึ่งในนั้นก็มีพีรพัชร์รวมอยู่ด้วย

     ศศิทัศน์กำลังประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอยู่เพื่อคิดหาทางว่าควรจะทำอะไรต่อไป ตั้งแต่ที่เขารู้ว่าวีร์นัดเจอกับพีรพัชร์เพื่อไปซ้อมเทนนิสด้วยกัน เขาก็พยายามคิดหาทางช่วยให้พี่ชายของเขาได้มีโอกาสแบบนั้นบ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีแผนการอะไรที่สามารถทำออกมาได้อย่างแนบเนียน จนกระทั่งวีรมาตุมาบอกกับเขาว่าวีร์กำลังเตรียมตัวเดินทางกลับแล้วและจะย้ายสุนัขทั้งสองมาอยู่ด้วยกันอีกด้วย อันที่จริงเขาควรจะใจชื้นขึ้นมาบ้าง

     ถ้าวีร์ไม่ได้วางแผนจะเดินทางกลับมาพร้อมกับพีรพัชร์

     สมองอันปราดเปรื่องก็จัดปฏิบัติการเดินทางพิเศษแบบสายฟ้าแล่บ คิดเดี๋ยวนั้นทำเดี๋ยวนั้น แล้วยังได้รับความร่วมมืออย่างดีจากพี่น้องฝาแฝด นพชัยและชัยทิศแห่งเครือล้ำเลิศ กลุ่มทุนธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เนรมิตให้ได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ ทำให้พวกเขามาร่วมงานในวันนี้ได้

      “นั่นน่ะ พวกที่ตีเทนนิสด้วยกัน”

     ศศิทัศน์หันกลับตามเสียงของวิธู แววตาของเขาเต็มไปด้วยคำถาม

      “เวลาไปซ้อมเทนนิสก็จะเจอพวกนี้บ่อยๆ จนสนิทกัน เมื่อก่อนเวลาจะจับคู่เล่น กูรีบจับกับพี่เพชรก่อนใครเลย ไอ้วีร์จะได้ว่างให้เล่นคู่กับพี่กู นึกแล้วก็ขำหน้าพี่เพชรตอนนั้น” วิธูพูดไปพลางหัวเราะไปด้วย แต่แล้วเขาก็หยุดชะงักไปและจ้องมองดูใครบางคน ก่อนที่จะหันไปมองรอบๆ จนคนอื่นๆเริ่มสงสัยและหันมองตามบ้าง

      “อ้าว” ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างร้องอุทานออกมาพร้อมกัน “เดี๋ยวพวกกูมานะ”

     ทั้งสองคนลุกขึ้นยืนและเดินมุ่งหน้าไปทางที่พวกเขาต้องการอย่างเร่งรีบจนคนอื่นๆมองตาม เป้าหมายของพวกเขานั่นมีวิรัชและจิรัสย์ยืนรวมกลุ่มอยู่ด้วย

      “มีอะไรรึเปล่าวะ” ศศิทัศน์หันไปถามวิธู แต่เขาก็ส่ายหน้าตอบ

     นพชัยและชัยทิศเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าบุคคลที่กำลังยืนคุยอยู่กับวิรัชและจิรัสย์

      “สวัสดีครับป้าชื่น” “ไม่คิดว่าจะมาเจอป้าชื่นที่นี่ด้วย” นพชัยและชัยทิศทักทายชื่นฤทัย ผู้มีศักดิ์เป็นพี่น้องร่วมบิดากับพ่อของพวกเขา

      “อ้าว เราสองคนมาที่นี่ด้วยเหรอ” ชื่นฤทัยละการสนทนากับคู่สามีภรรยามาทักทายหลานชายฝาแฝด

      “ครับ มาเป็นเพื่อนไอ้วีร์ แล้วเดี๋ยวจะพามันกลับไปด้วยกันเลย” “กลัวเพื่อนเปลี่ยนใจไม่ยอมกลับไปเรียนที่โน้นอีก ก็เลยต้องลงมารับกลับไปด้วย”

      “หือ ไปว่าอะไรเพื่อนเขาแบบนั้น” ผู้ใหญ่ทั้งสามคนอมยิ้มให้เล็กน้อยกับการโอภาปราศรัยของเด็กๆ

      “แล้วป้าชื่นมาได้ไงครับ”

      “ก็... ป้าลงมาตรวจงานสาขาแถวนี้ พอดีรู้ข่าวก็เลยแวะมา” ชื่นฤทัยหันไปยิ้มให้กับคู่สามีภรรยา

      “แล้วนี้พวกเราสองคนเป็นเพื่อนเจ้าวีร์ที่โน้นเหรอ” จิรัสย์ถามคู่แฝด

      “ครับ” ทั้งสองคนตอบพร้อมเพียงกัน

      “อืม ดีแล้วๆ ตอนแรกพวกผู้ใหญ่เขาก็กังวลอยู่ว่าย้ายโรงเรียนกะทันหันจะปรับตัวได้มั้ย”

      “ว่าแต่คุณชื่นรู้จักพวกเขาด้วยเหรอครับ” วิรัชหันไปถามชื่นฤทัย

      “หลานๆทางฝั่งแม่รองคะ” เมื่อชื่นฤทัยอธิบายให้ฟัง ทั้งสองคนสามีภรรยาก็พยักหน้ารับรู้

     แล้วการสนทนาก็ถูกแทรกโดยวีร์ที่ยื่นมาระหว่างคู่แฝดพร้อมกับส่งเสียงถามเบาๆ

      “ทำอะไรกัน”

     ทั้งนพชัยและชัยทิศสะดุ้งตัวเล็กน้อย

      “พวกกูเห็นป้าชื่นก็เลยมาทักทาย นี่ไง” หนึ่งในฝาแฝดตอบและชี้ให้วีร์เห็น จนวีร์เพิ่งจะรู้ตัวว่าบุคคลตรงหน้าคือชื่นฤทัย

      “อ้าว ป้าชื่น สวัสดีครับ ป้าชื่นมาตอนไหนครับ ผมไม่ทันสังเกตเห็น”

      “ป้ามาตอนพระเริ่มสวดแล้วจะ” ชื่นฤทัยยิ้มตอบกลับ

      “นี่ เราจะกลับพร้อมกับพวกเพื่อนๆเหรอ เห็นสองคนนี้บอกมาว่าอย่างนั้น” วิรัชถามวีร์พร้อมกับตบลงบนบ่าเบาๆ

      “ก็กำลังคิดอยู่ครับพ่อ ว่าจะเอายังไงดี” วีร์เกาศีรษะไปด้วยขณะที่ตอบ

      “น้องวีร์จะกลับไปกับเพื่อนๆเหรอ” เสียงของพีรพัชร์ดังขึ้นมาทำให้วีร์ที่เกือบลืมไปแล้วว่าอีกฝ่ายเดินตามเขามาด้วยหันไปมอง

     ในจังหวะที่วีร์ยังเก้ๆกังๆไม่ทันได้ตอบคำถาม วีรมาตุ ศศิทัศน์ และวิธู ที่เดินตามมาถึงวงที่กำลังสนทนากันอยู่พอดี จนถึงตอนนี้เขายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกอย่างไร ในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนที่เขาไปขอร้องเองก่อน ส่วนอีกฝ่ายก็กลับโผล่มาอย่างปัจจุบันทันด่วน

     สองตัวเลือกที่เขายังตัดสินใจไม่ถูก


*****


     รถยนต์มินิแวนสีขาววาววับจอดตรงหน้าประตูหน้าบ้านที่มีต้นมะขามต้นใหญ่ยืนเด่นเป็นตระหง่าน เมื่อรถจอดสนิทดีแล้ว บุคคลที่นั่งข้างคนขับรถก็รีบลงมาเพื่อเปิดประตูโดยสารในทันที คนแรกที่เดินลงมานั้นคือนพชัยตามมาด้วยชัยทิศ ศศิทัศน์ และวีรมาตุ

     ส่วนคนขับรถนั้นรีบไปเปิดประตูด้านท้ายออก เพื่อให้สุนัขตัวเขื่องขนสั้นสีน้ำตาลอ่อนตัวหนึ่งและสีดำอีกตัวหนึ่งได้เดินลงมาโดยมีสายคล้องคอทั้งสองตัวอยู่ ส่วนปลายสายนั้นมีวีร์เป็นคนจับไว้

     สภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่ทำให้สุนัขทั้งสองตัวต่างก็ก้มลงสูดดมหากลิ่นไปทั่วบริเวณที่ความยาวของสายคล้องคอพวกมันจะยาวออกไปได้ ส่วนวีร์ก็พยายามกำสายจูงไว้แน่นไม่ให้หลุดมือไป ไม่เช่นนั้นคงจะวุ่นวายไม่น้อย

     กระเป๋าเดินทางของวีร์ถูกยกลงมาโดยคนขับรถและผู้ช่วย

     การเดินทางรอบนี้เป็นการตัดสินใจกะทันหันทำให้ไม่มีเวลาตระเตรียมของฝากใดๆได้ ทั้งนี้เป็นเพราะพีรพัชร์เป็นออกปากเองว่าวีร์ควรกลับกับเพื่อนๆของเขาไปเลย โดยอ้างว่าเขาอาจจะต้องเลื่อนเวลาให้ช้าออกไปเพื่อเตรียมข้าวของต่างๆให้เรียบร้อย ซึ่งอาจจะทำให้วีร์เสียเวลาเพิ่มขึ้นไปอีกเปล่าๆ และเมื่อเขาย้ายเข้าหอพักเรียบร้อยแล้วจึงค่อยนัดวันเพื่อซ้อมเทนทิสกันภายหลังก็ได้

     เมื่อรูปการออกมาเป็นเช่นนั้น วีร์และเพื่อนจึงตัดสินใจออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นจากวันงานทำบุญให้วีรดนย์ โดยออกเดินทางแต่เช้ามืด เพื่อให้ถึงที่หมายก่อนเวลาพระอาทิตย์จะตกดิน

     วีร์ดึงสุนัขทั้งสองให้ตามเขาเข้าไปในเขตรั้วบ้านที่จะเป็นที่พักใหม่สำหรับพวกมัน คนอื่นๆก็เดินตามเข้าไปด้วย สองพี่น้องวีรมาตุและศศิทัศน์รับสัมภาระของวีร์มาจากคนขับรถที่ยืนรออยู่ด้านนอก แล้วดินตามทุกคนไป

     เสียงเปิดประตูรั้วทำให้ธีร์และวนกรเดินออกมาตอนรับพวกเด็กๆ

     ต้าวและเติบที่เห็นคนคุ้นเคยอย่างธีร์ก็กระโดดเข้าหาอย่างดีใจ จนธีร์ต้องรีบก้าวขามายืนบังตัววนกรไว้เพราะเกรงว่าศรีภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์จะรับเรี่ยวแรงของสุนัขทั้งสองตัวที่จู่โจมเข้าใส่ไม่ไหว ยังดีที่วีร์คอยดึงสายจูงยื้อเอาไว้และออกคำสั่งให้พวกมันนั่งลง แม้ว่าจะยอมทำตามแต่โดยดีแต่กระนั้นปลายหางของทั้งสองตัวยังคงส่ายไปมาอย่างรวดเร็ว

      “ไปๆ เดี๋ยวไปดูกรงใหม่กันว่าจะอยู่ได้มั้ย มุ้งกันยุงพร้อม มีประตูสวิงให้เดินเข้าออกเองได้ด้วย” ธีร์พูดไปพลางลูบหัวสุนัขทั้งสองตัวไปพลาง

      “อ๋อ ใช่ ไอ้ต่าย” วีร์หันไปหาเพื่อนตี๋ตัวขาวจั๊ว “ถือกล่องนั้นตามมาด้วย”

      “นี่เหรอ” ศศิทัศน์ยกกล่องพลาสติกสีดำขนาดใหญ่ที่เขาถืออยู่ขึ้นมาเล็กน้อย

      “ใช่ ของไอ้สองตัวนี่แหละ เดินตามมาเลย”

     วีร์เดินตามธีร์ไปทางด้านข้างของบ้าน มีสุนัขทั้งสองตัวที่เดินตามไปด้วยและแวะดมกลิ่นตามทางไปด้วย จนมาถึงหน้ากรงขนาดใหญ่สูงเท่าอกหุ้มด้วยมุ้งอย่างมิดชิด มีประตูใหญ่เปิดปิดล๊อคกลอนได้และประตูสวิงอันเล็กด้านล่าง พื้นกรงเป็นไม้ยกขึ้นสูงจากพื้นประมาณหนึ่งผ่ามือ

     วีร์ส่งสายจูงให้กับธีร์ก่อนที่จะเดินสวนทางทุกคนออกมาหน้าบ้าน เมื่อเห็นว่าวนกรนั้นเดินกลับเข้าไปข้างในบ้านแล้วและประตูรั้วบ้านก็ปิดสนิทดี วีร์จึงเดินกลับมาหาสุนัขทั้งสองตัว ทันทีที่เขาจับปลอกคอ เจ้าสุนัขทั้งสองตัวก็เริ่มลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเพราะรู้ว่าตัวเองกำลังจะเป็นอิสระจากสายจูง

     และสิ่งแรกที่พวกมันทำก็คือเดินสำรวจไปทั่วบริเวณบ้าน ไม่ได้สนใจกรงสุนัขตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

     ในขณะที่คนอื่นๆกำลังสนใจกรงสุนัขหรือไม่ก็ตัวสุนัขทั้งสองที่กำลังเดินไปทั่ว วีร์รับกล่องมาจากศศิทัศน์แล้วก็เปิดฝาออก ของสิ่งแรกที่เห็นสะดุดตาก่อนสิ่งใดคือเบาะขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างสกปรกพอสมควร

      “ไม่ต้องสงสัย เพราะตอนแรกกะจะซักวันนี้จะได้ให้แห้งเสร็จทันวันมะรืน แต่เปลี่ยนแผนซะก่อน” วีร์รีบออกปากก่อนที่ธีร์จะได้พูดอะไร

     เบาะที่ว่านั้นเป็นที่นอนของสุนัขทั้งสองตัว แต่ละตัวมีเป็นของตัวเอง วีร์นำเอาไปวางไว้ของในกรงแยกมุมกันคล้ายกับที่บ้านเดิมของพวกมัน

      “แต่เดี๋ยวอาจจะต้องหาพวกชุดสุนัขเตรียมไว้ด้วยมั้ง ที่นี่พอหน้าหนาวแล้วแล้วอากาศเย็นพอสมควรเลย” ธีร์แนะขึ้นมาตอนที่วีร์เดินออกมาจากกรงและล็อคกลอนประตูแล้วก็ทดสอบประตูสวิง

      “ก็ว่างั้น ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้กันมั้ย”

      “มึง หมามันมีอยู่ทั่วทุกที่ในประเทศไทย ไอ้ที่หนาวกว่าทีนี่มันก็อยู่กันได้” ศศิทัศน์นั่งหยิบของจากข้างในกล่องออกมาดูที่ละชิ้น

      “อาหารหมากับของเล่นเก็บไว้ในกล่องก่อนก็ได้มึง เดี๋ยวค่อยหาที่วางขวดแชมพู” วีร์บอกกับศศิทัศน์

      “ดูท่าทางแล้ว สวนบ้านมึงเละแน่ๆ” “กระถางแตกไปแล้วหนึ่งด้วย” นพชัยและชัยทิศเดินกลับมารวมกลุ่ม

      “คงจะไปเจออะไรแปลกๆเข้าให้ แสดงว่ามันเริ่มปรับตัวได้แล้วก็หวงบ้านใหม่แล้ว ก็ดีแล้ว” ธีร์พยักหน้าพูด

      “ก็ช่วงแรกๆงี้แหละ ไว้ค่อยให้มันไล่สัตว์ไล่แมลงแปลกๆออกไปหมดจนมันพอใจ เดี๋ยวมันก็สงบเอง” วีร์พูดเสริม “แล้วค่อยจัดสวนกันใหม่”

     แล้ววีร์ก็เดินนำทุกคนมาทางหน้าบ้าน มองดูสุนัขทั้งสองทั้งสำรวจตรวจดมทุกซอกทุกมุม ทั้งคุ้ยเขี่ยทั้งตะกุยเมื่อพวกมันเจออะไรแปลกๆจนสนามหน้าบ้านเละไปหมด แม้ว่าวีร์จะกระแอ้มเสียงดังพอให้พวกมันได้ยิน เจ้าสัตว์หน้าขนทั้งสองตัวก็แค่หันมองมองเพียงครู่เดียวก็หันกลับไปจัดการธุระของพวกมันต่อ

      “โชคดีนะที่ยังไม่ได้เริ่มทำแปลงผักสวนครัว” วีร์หันไปหัวเราะหึๆกับธีร์ “คุณวิศวกรครับ ออกแบบแปลงผักแนวตั้งอันใหม่ไว้เลยนะครับ ส่วนแปลงดอกไม้พี่วาที่จะทำ ก็ยกขึ้นแขวนตะแกรงเลย”

      “อันนี้ก็ต้องไปถามนักบัญชีก่อนว่าจะเพิ่มงบให้เท่าไหร่ละนะ”

      “นี่ๆ แต่ถ้าขาดแรงงาน เดี๋ยวส่งว่าที่คุณหมอจะมาช่วยอีกแรง เอามั้ย” แน่นอนว่าต้องเป็นศศิทัศน์ที่เสนอความคิดนี้ขึ้นมา จะเป็นใครอื่นไปได้

      “ก็ถ้าว่าที่คุณหมอว่างก็เชิญได้ครับ” วีร์หันไปตอบยิ้มๆให้กับศศิทัศน์

     เมื่อโอกาสเปิดแล้ว ศศิทัศน์ก็ไม่รอช้ารีบคว้าไว้ทันที เขาใช้ศอกกระทุ้งพี่ชายของเขาให้รีบเร่งรับปาก ครั้งเดียวไม่สำเร็จ ก็กระทุ้งจนเจ้าตัวออกปากรับคำ

      “อ๋อ... ได้ครับ ช่วงนี้เฮียว่าง ตอนนี้รอแค่ประกาศผลอย่างเดียวแล้วครับ”

     ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะไม่รู้ไม่เข้าใจในพฤติกรรมของศศิทัศน์ เพราะแสดงออกจนเห็นได้ชัดเจนขนาดนั้น แค่ทำเป็นไม่รู้มองไม่เห็น ปิดตาข้างหนึ่งแล้วเพื่อนสบายใจก็ปิดไป

      “เดี๋ยววีร์ค่อยบอกเฮียอีกทีก็แล้วกันครับ”

     วีรมาตุยิ้มตอบรับ

      “พวกคุณมึงครับ เกือบจะมืดแล้ว กลับกันเลยมั้ย” “พวกกูจะได้วนไปส่งบ้านพวกคุณมึงก่อน” นพชัยและชัยทิศเอ่ยถามสองพี่น้องที่เห็นว่าตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาควรจะแยกย้ายกลับของตัวเองกันเสียที

      “ก็ ไปสิ” ศศิทัศน์เดินนำคนอื่นออกไป นอกจากจะยกมือไหว้บอกลาธีร์แล้วก็ไม่ลืมบอกลาวนกรที่เดินออกมาส่งเด็กๆที่หน้าประตูบ้าน และไม่ลืมลูบหัวลูบตัวบอกลาสุนัขทั้งสองตัวด้วย

     คนขับรถทั้งสองคนก็เปิดประตูรอรับเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มทั้งสี่คนเดินออกมาจากประตูรั้วบ้าน

      “แล้วนี่ก่อนเปิดเทอม มึงว่างมั้ย” ศศิทัศน์อยู่รั้งท้ายขบวนหันมาคุยกับวีร์

      “ก็... มีแค่ไปซ้อมเทนนิสให้พี่เพชร แล้วก็... ไม่มีอะไรแล้วนะ” วีร์นึกทบทวนสิ่งที่ตัวเขาเองต้องทำในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเปิดภาคเรียน “อ๋อ พี่กิ๊บโทรมาหากูเมื่อวันก่อน เห็นว่าจะให้กูไปช่วยเตรียมงานวันปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ด้วย อาจจะต้องแวะเข้าไปที่โรงเรียน จะวันไหนเดี๋ยวพี่เขาโทรมาบอกอีกที”

      “พี่กิ๊บที่ได้เป็นประธานชมรมถ่ายรูปอะนะ”

     วีร์พยักหน้าตอบรับที่ศศิทัศน์ถาม

      “สงสัยโรงเรียนคงให้ช่วยถ่ายรูปวันงาน เอาไว้ใช้ในสมุดรายงานประจำปี”

      “ก็แหงละ รับงบโรงเรียนมาแล้วก็ต้องทำงานตอบแทน” แล้ววีร์ก็นึกบางอย่างได้ขึ้นในตอนนั้น “แล้วนี่... มึงจะไปคุยอาจารย์ขอเป็นประธานชมรมหมากรุกตอนไหน”

      “กูยังไม่แน่ใจเลย ว่าจะเอายังไง” ท่าทางของศศิทัศน์ยังคงไม่มั่นใจอยู่

      “ลื้ออยากเป็นประธานชมรมเหรอ” วีรมาตุที่ยังยืนรออยู่ ยังไม่ได้ขึ้นรถไป หันมาถามน้องชายของเขา

      “อั๊วไม่ได้อยากเป็นหรอกเฮีย ปีนี้อั๊วคิดว่าจะไปอยู่ชมรมหมากรุกแต่ว่าไม่มีใครสมัครเป็นประธานชมรม ได้ยินอาจารย์เขาพูดกันว่าก็อาจจะไม่เปิดชมรมให้”

      “ลื้อก็เลยจะไปเป็นประธานเสียเอง... แล้วไม่อยู่ชมรมดนตรีต่อเหรอ”

      “ไม่ใช่... มันก็... แบบว่า... ไอ้วีร์มันยุ” เมื่อหาเหตุผลอธิบายไม่ได้อย่างชัดเจน ก็เลยโบ้ยความผิดไปให้คนข้างตัวที่เสนอความคิดนี้ขึ้นมา

      “แล้วกูก็คิดว่ามึงยุขึ้น ใช่มั้ย” วีร์จ้องหน้าศศิทัศน์รอคำตอบอย่างคาดคั้น “มึงก็แค่กลัวคนอื่นว่าอย่างนู้นอย่างนี้ เด็กม.5 จะมาเป็นประธานชมรมได้ยังไง ใช่มั้ย”

     วีรมาตุมองดูน้องชายตัวเองที่ยังมีสีหน้าหนักใจอยู่บ้าง

      “ลื้อกังวลเรื่องนั้นเหรอ” วีรมาตุรอฟังคำตอบ แต่เจ้าตัวยังคงเงียบอยู่ “รู้รึเปล่า ปีที่แล้วก็มีประธานชมรมที่เด็กม.5 ด้วยนะ”

      “จริงอะ” ทั้งศศิทัศน์และวีร์หันหน้าไปหาวีรมาตุโดยทันที

      “จริงสิ อั๊วจะหลอกลื้อทำไม ปีที่แล้วประธานชมรมขับร้องอยู่ม.5 เขากับอั๊วต้องโคงานกันอยู่บ่อยๆ แล้วดูเหมือนว่าปีนี้ก็จะเป็นประธานชมรมต่ออีกปีนึง”

      “เอาไงมึง” วีร์ถามศศิทัศน์ที่ยังคงนิ่งเงียบอยู่ “ไม่ต้องคิดแล้ว วันไหนว่างก็เข้าไปคุยกับอาจารย์ดูก่อน ช่วงนี้พวกอาจารย์เข้าโรงเรียนทุกวันแล้วมั้ง”

     ทั้งสายตาจากวีรมาตุและวีร์ต่างมองตรงมาที่เขาทั้งคู่ ดูเหมือนจะทำให้ศศิทัศน์ตัดสินใจได้ แล้วจึงพยักหน้าตอบรับ

      “ดีแล้ว” ทั้งวีร์และวีรมาตุต่างพูดขึ้นมาพร้อมกันแถมยกมือขึ้นยังตบบ่าศศิทัศน์พร้อมกัน แม้ว่าจะเป็นคนละข้างก็ตาม

     ในเมื่ออาเฮียและ ‘ว่าที่’ แฟนของเฮียเห็นตรงกัน เขาก็ไม่ขัดอะไรแถมยังยิ้มออกมาได้อย่างหน้าชื่นตาบาน

      “ตกลงกันได้แล้วก็ขึ้นรถเถอะครับ” “เดี๋ยวมันจะค่ำซะก่อน”

     เด็กหนุ่มทั้งสี่คนบอกลาวีร์แล้วก็ขึ้นรถยนต์ไป แต่ก็มีคนตัวขาวๆแอบมากระซิบบอกว่าจะวิดีโอคอลมาหาในคืนนี้ทิ้งท้ายเอาไว้ ทำเอาวีร์ปรับสีหน้าไม่ถูก คิ้วขมวด ปากอมยิ้ม จมูกยู่ เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น


*****


Taii:
@VeeraVorra
มึงกับเฮียจะมาแอบหอมแก้มกันไม่ได้

สุรศักดิ์ สืบวงศ์สกุล:
เอาเว้ยเฮ้ย เกิดอะไรขึ้น

กาน ก่าน ก้าน ก๊าน ก๋าน:
มันแบบ สวกื่กดวะดน

King:
พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

VeeraVorra:
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น
ไม่ต้องไลน์มาอีก กูจะนอนแล้ว

Taii:
เพิ่ง2ทุ่มครับเพื่อน จะรีบนอนไปไหน

King:
ฮัลโหลลลลล

กาน ก่าน ก้าน ก๊าน ก๋าน:
โหลเทส โหลเทส
สงสัยมันไปแล้ว

King:
แล้วไอ้บิ๊กไปไหนวะ ไม่เข้ามาร่วมแจม

พระยศ:
กูนอนแล้ว



[อ่านต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
      (มีอะไรรึเปล่าครับ น้องวีร์) วีรมาตุเอ่ยทักขึ้นมาผ่านการสนทนาทางวิดีโอเมื่อเห็นว่าวีร์มองดูโทรศัพท์ในมือของเด็กหนุ่มแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ

      “เปล่าครับเฮีย ไอ้พวกนั้นคิดว่าเฮียมาแอบหอมแก้มวีร์” วีร์หันโทรศัพท์ของเขาให้กล้องที่เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้วีรมาตุได้เห็นว่าเขากำลังคุยกับเพื่อนๆผ่านแอพลิเคชั่นไลน์

      (หือ ตอนไหนเหรอครับ) วีรมาตุขมวดคิ้วนึกว่าเขาไปทำอะไรไว้ตอนไหน ทำไมเขาถึงไม่รู้ตัว

      “ตอนก่อนเฮียขึ้นรถอะครับ” วีรมาตุยังคงมีสีหน้านึกคิดอยู่ จนวีร์ต้องอธิบายเพิ่มเติม “ก็ตอนที่เฮียหันกลับมากระซิบบอกวีร์ องศามันคงได้ พวกในรถคงจะเห็นไปเป็นแบบนั้น”

      (อ๋อ) วีรมาตุนึกภาพตาม แล้วเขาก็พึมพำเบาๆ (ทำไมถึงคิดไม่ได้นะ)

      “เฮียว่าอะไรนะครับ”

      (อ๋อ เปล่าครับ มันก็ไม่น่าจะมีอะไรให้คิดไปนะครับ)

      “วีร์ก็ว่างั้น... แล้วเฮียคอลมามีอะไรเปล่าครับ”

     การสนทนานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่ออีกฝ่าย ไม่ได้ตอบกลับอะไรมา

      “ว่าไงครับเฮีย” วีร์ถามย้ำไปอีกครั้ง

      (มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ… คือเรื่องที่ตี๋เล็กจะไปเป็นประธานชมรมน่ะ)

      “แล้วมันทำไมเหรอครับ ก็เห็นเฮียบอกว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร” วีร์เข้าใจตามที่วีรมาตุบอกว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก็สามารถเป็นประธานชมรมได้ ไม่ได้มีข้อห้ามอะไร

      (จริงๆมันก็ไม่เชิงหรอกครับ) วีรมาตุยกมือขึ้นเกาตรงขมับ พยายามเรียงเรียงคำพูดที่จะอธิบายให้เข้าใจ (อันที่จริงประธานชมรมขับร้องเขาอยู่รุ่นเดียวกับเฮีย แต่ว่าเขาไปเอเอฟเอสมาปีนึง พอกลับมาก็เรียนชั้นม.5 ซ้ำไปอีกครั้งนึง เพราะว่าโอนหน่วยการเรียนมาไม่ได้ วิชาเรียนมันต่างกันเยอะ)

      “อ๋อ... แล้วยังไงอะครับ”

      (แล้วเขาก็พอเป็นที่รู้จักกับอาจารย์พอสมควร ก็เลยมีการติดต่อกันตั้งแต่ก่อนเขากลับมาไทยแล้วว่าเขาจะรับเป็นประธานชมรมรับร้องรึเปล่า ซึ่งเขาก็โอเค มันก็เลยออกมาอย่างที่เห็น)

      “งั้นก็ ถึงเขาอยู่จะม.5 แต่ทางเทคนิคแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กม.6 ใช่มั้ยครับ”

      (ก็ประมาณนั้นละครับ)

      “เฮียเลยกลัวว่าอาจารย์เขาจะไม่เห็นด้วยว่าต่ายจะเป็นประธานชมรมได้เหรอครับ”

      (อืม... เฮียก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่เฮียไม่อยากให้ตี๋เล็กมันเสียขวัญไปซะก่อน)

      “แล้ว... เฮียอยากให้ไอ้ต่ายมันลองไปคุยกับอาจารย์ดูก่อนรึเปล่าครับ” ในตอนนี้วีร์ไม่แน่ใจว่าวีรมาตุต้องการแบบไหน

      (เฮียอยากให้มันลองดูก่อนอยู่แล้วครับ แต่เฮียก็ไม่รู้จะพูดยังไงให้ตี๋เล็กมันเผื่อใจไว้บ้างว่าอาจจะไม่ได้ เพราะถ้าพูดอะไรไปแบบนั้นในตอนนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับไปบอกว่า อย่าเลย เลิกเหอะ ใช่มั้ย)

      “อืม... มันก็อาจจะจริงอย่างที่เฮียว่า” เมื่อได้ฟังแล้ว วีร์เองก็คิดไปในทางเดียวกับวีรมาตุอยู่ไม่น้อย “แล้วเฮียคิดว่าควรทำยังไงเหรอครับ”

      (อืม... อันนี้สมมตินะครับ)

      “ครับ ว่ามาเลยครับ”

      (ถ้าสมมติว่า อาจารย์เขายอมให้ตี๋เล็กเป็นประธานชมรมได้ เฮียอยากให้น้องวีร์มาช่วยงานที่ชมรมได้รึเปล่าครับ ไม่ต้องตอบเฮียตอนนี้ก็ได้...) วีรมาตุคาดเอาไว้ว่าวีร์อาจจะต้องใช้เวลาคิดเรื่องนี้อยู่พอสมควร แต่ก็ไม่คิดว่าวีร์จะตอบกลับมาในทันที

      “คงไม่ได้ครับเฮีย” วีร์ตอบปฏิเสธพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่อยากให้เสียน้ำใจ

      (อ้าว! ทำไมเหรอครับ น้องวีร์ติดอะไรเหรอครับ)

      “คือว่า... วีร์เพิ่งตอบตกลงพี่กิ๊บไปว่าจะไปช่วยเป็นเลขาฯชมรมให้อะครับ”

      (น้องกิ๊บเหรอ... น้องกิ๊บ ชมรมถ่ายรูป... เฮียก็รู้จักอยู่นะ ให้เฮียลงไปคุยให้มั้ยครับ) วีรมาตุพยายามเสนอตัวเขาไปไกล่เกลี่ย

      “คือ... คนที่เฮียต้องไปคุยก็คืออาจารย์พิชิตครับ”

      (อาจารย์พิชิต? ลุงโหดน่ะเหรอ) วีรมาตุคอตกลงมาเล็กน้อย เบิกตากว้างขึ้น และอ้าปากค้างไว้อยู่ ชื่อชั้น ‘ลุงโหด’ ของอาจารย์พิชิต ที่เป็นอาจารย์สอนวิชาศิลปะ อารมณ์ศิลปินเต็มขั้นตัดคะแนนนักเรียนเนียบทุกตารางมิลลิเมตร ชอบพูดตรงและแรงไม่เว้นแม้แต่กับผู้อำนวยการโรงเรียนก็ตาม

     วีร์พยักหน้าตอบยืนยัน

      (ทำไมลุงโหดมาดูชมรมถ่ายรูปได้ละครับ ลุงแกไม่เคยรับเป็นที่ปรึกษาชมรมเลยนี่นา)

      “ก็... ลุงโหดที่ว่าเป็นแฟนอาจารย์แป้งไม่ใช่เหรอครับ”

     วีรมาตุก็พยักหน้ารับ เรื่องเล่าอันเหลือเชื่อภายในรั้วโรงเรียนที่ครูสาวอย่างพิจิตราที่บรรจุเข้ามาใหม่ไม่นานจะสามารถกำ ‘ลุงโหด’ ไว้ในมือได้ไม่ต่างจากลูกไก่ตัวน้อยๆ แม้ว่าทั้งคู่จะอายุห่างกันเกือบสิบปีเห็นจะได้ แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งงานวิวาห์ของทั้งคู่ไปได้

      “ก็พี่กิ๊บบอกว่าอาจารย์แป้งลาคลอด 3 เดือน อาจารย์พิชิตก็เลยจะมาเป็นที่ปรึกษาชมรมชั่วคราวไปก่อน แล้วอาจารย์แกก็เร่งให้พี่กี๊บรีบส่งรายชื่อกรรมการชมรมไปให้แกรับรอง ทุกอย่างก็เรียบร้อยหมดแล้วด้วย”

     วีรมาตุได้ยินดังนั้นก็ต้องยอมจำนน ปิดทางเลือกออกไปหนึ่งทาง วีร์เห็นสีหน้าของวีรมาตุก็รู้สึกเห็นใจ

      “เดี๋ยววีร์ลองถามต่ายดูก่อนนะครับว่ามันจะเข้าไปหาอาจารย์วันไหน วีร์อาจจะไปด้วย... ถ้าว่างนะครับ”

     วีรมาตุยิ้มออกมาได้บ้างแต่ก็ไม่นานนัก ต้องกลับมาทำหน้าสงสัยได้อีกสักครั้ง

      (น้องวีร์ติดธุระเหรอครับ)

      “ก็ต้องเตรียมตัววันปฐมนิเทศ แล้วก็มีไปซ้อมเทนนิสให้พี่เพชรด้วย เห็นว่าจะคัดตัวมหาวิทยาลัยกันเดือนหน้าแล้ว พี่เขาก็เลยอยากจะซ้อมหนักหน่อย”

      (แล้ว... น้องวีร์จะไปซ้อมที่ไหนเหรอครับ) วีรมาตุเลียบเคียงถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามพูดเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย เสมือนว่าถ้ารู้ก็ดีถ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไร

      “เห็นว่าเป็นคอร์ดข้างมหาวิทยาลัยอะครับ รอพี่เพชรคอนเฟิร์มอีกที”

      (อ๋อ ถ้าเป็นคอร์ดนั้น เฮียรู้จักครับ อยู่ติดกับหอพักนักศึกษาแพทย์เลย)

      “เหรอครับ แล้วนี่...เฮียต้องไปอยู่หอพักด้วยใช่มั้ยครับ”

      (เขาไม่บังคับนะ แต่เท่าที่ถามๆมาส่วนใหญ่ก็อยู่หอพักกัน เพราะยิ่งปีสูงขึ้นยิ่งเรียนหนักมากขึ้น ชีวิตจะมีอยู่แค่หอพัก ตึกเรียน โรงพยาบาล ก็หมดเวลาไปทั้งวันแล้วละครับ)

      “โห... ไม่มีเวลาให้ไปทำอะไรอย่างอื่นเลยเหรอครับ”

      (เขาถึงสร้างสระว่ายน้ำ ฟิตเนส คอร์ดแบต คอร์ดเทนนิส ไว้ใกล้กับหอพักนักศึกษาแพทย์ด้วยไงละครับ)

      “ถึงจะสร้างไว้ใกล้ๆ แต่จะมีเวลาออกมาเหรอครับ”

      (เขาบอกกันว่าถ้าเรียนหมอ ต้องรีบเที่ยวให้คุ้มตั้งแต่ปีหนึ่ง แล้วยิ่งถ้าอยากมีแฟนนะ ยิ่งต้องจีบให้ติดตั้งแต่ก่อนหมดเทอมหนึ่ง) แล้วเหมือนวีรมาตุจะนึกขึ้นได้ว่ามีอะไรเพิ่งหลุดออกจากปากของเขาไป

      “อ๋อ.... ลำบากแย่เลยเนอะ” วีร์พะงกศีรษะเบาๆเป็นการรับรู้

      (อา... ครับ ประมาณนั้น) วีรมาตุหัวเราแหะๆกลบกลื่นความเขินของตัวเองไป


*****


Taii:
กูรู้แล้วว่ามันหายไปไหน

สุรศักดิ์ สืบวงศ์สกุล:
ใคร

Taii:
ไอ้วีร์

พระยศ:
(สติกเกอร์ถอนหายใจ)

สุรศักดิ์ สืบวงศ์สกุล:
มึงยังไม่นอนอีกเหรอวะ

พระยศ:
บิ๊กนอนแล้ว นี่แมวพิมพ์

VeeraVorra:
วีร์นอนแล้ว นี่ต้าว&เติบพิมพ์

Taii:
ถึงว่า ห้องเฮียเงียบเสียงไปแล้ว


*****


      “วีร์ เอาแบบเมื่อกี้เลยนะ โยกซ้ายทีขวาทีเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจพี่”

      “แน่ใจนะพี่เพชร”

      “เต็มเหนี่ยวเลย”

      “ได้ แต่อย่าร้องครางออกมาให้ได้ยินก็แล้วกัน”

      “จัดมา”

     ช่วงเวลาเกือบจะโพล้เพล้ อากาศเริ่มลดอุณหภูมิลงไปมาก แต่กระนั้นร่างกายของเด็กหนุ่มทั้งสองยังคงขับเหงื่อออกมาจนโทรมกายตั้งแต่เส้นผมลงไปจนถึงปลายเท้า หลังจากที่โหมร่างกายใช้พลังงานมาร่วมสองชั่วโมงเข้าไปแล้ว นี่คงเป็นแรงชุดสุดท้ายที่เหลืออยู่สำหรับวันนี้

     ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาวีร์ใช้เวลาช่วงเย็นมาอยู่พีรพัชร์ เพราะใกล้เวลาที่ฝ่ายหลังจะต้องเข้าทดสอบฝีมือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย และมีผลเกี่ยวเนื่องไปถึงเกณฑ์การวัดผลการศึกษาของพีรพัชร์ด้วยเช่นกัน

     เสียงของลูกสักหลาดสีเขียวอ่อนดังหนักแน่นทุกครั้งที่มันกระทบพื้นซีเมนต์ที่เคลือบผิวหน้าด้วยอะคริลิกเรซิน แม้ว่าจะเป็นสนามซ้อม แต่ก็สร้างตามมาตรฐานพร้อมใช้จัดแข่งขันระดับสากลได้ในทันที

     พีรพัชร์ทะยานตัวจากเส้นข้างของฝั่งหนึ่งพุ่งตรงไปยังกึ่งกลางของสนาม ทันทีที่เงื้อไม้แร็กเก็ตหวดลูกสักหลาดไล่เส้นข้างไปได้ แต่กระนั้นเขาก็ต้องรีบออกตัววิ่งต่อไปจนสุดเส้นข้างอีกฝั่งในทันทีที่เห็นว่าวีร์นั้นใช้แบ็คแฮนด์มือเดียวส่งลูกข้ามสนามมาลงบนเส้นข้างได้เหมือนจับลูกมาวางอย่างแม่นยำ

     เท้าขวาที่ก้าวเข้าสู้ตำแหน่งด้านหน้า สองมือที่มือแร็กเก็ตรอข้างหลังทางซ้ายมือ เข่าทั้งสองข้างที่ย่อลงเล็กน้อยเพื่อรอส่งแรง สายตามองตรงไปตามเส้นด้านหน้า แล้วก็หวดไม้ส่งลูกกลับไป ทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาที

     แล้วก็วนซ้ำกลับไปกลับมา จนมีใครบางคนเพลี่ยงพล้ำก้าวเท้ามาไม่ทันลูกสักหลาดที่กระดอนครั้งที่สองไปเสียแล้ว

      “โอ้ย วีร์ ไม่ต้องแม่นเส้นข้างขนาดนั้นก็ได้มั้ง” พีรพัชร์หายใจหอบ เหงื่อผุดออกมาทั่วทั้งหน้าและร่างกาย ในขณะที่เขาเดินมาที่นั่งพักเพื่อเช็ดเหงื่อและดื่มน้ำ

      “ก็พี่เพชรบอกเองว่าให้โยกซ้ายขวาได้ตามใจชอบ” แม้ว่าวีร์จะหายใจหอบอยู่บ้างแต่ก็นับว่ายังมีอาการดีกว่าพีรพัชร์อยู่พอสมควร

     พีรพัชร์ถึงกับร้องครางออกมา

      “สงสัยต้องไปฝึกกำลังขากับการสปริงตัวเพิ่มอีก” พีรพัชร์ตบหน้าขาของตัวเองไปด้วย

      “ตอนคัดตัวมันจะซีเรียสขนาดนั้นเลยเหรอพี่เพชร นี่เขาคัดตัวมหา’ลัย หรือว่าคัดทีมชาติกันแน่”

      “ก็ต้องคิดเผื่อไว้ดีกว่าขาด เท่าที่รู้ๆมาก็ไม่ต่างกับคัดทีมชาติเท่าไหร่หรอก แต่ละคนใช่ย่อยที่ไหนกัน”

     วีร์มองดูพีรพัชร์โดยที่สีหน้าของเขาบอกชัดเจนว่าไม่น่าเชื่อเรื่องที่ได้ยิน

      “อย่างน้อยก็มีคนนึงที่พี่รู้จักและไม่เคยเอาชนะได้เลยอยู่ด้วยก็แล้วกัน”

      “มันยังมีอีกเหรอนอกจากพี่วีแล้ว พี่เพชรจะเอาชนะไม่ได้”

     พีรพัชร์ยิ้มออกมาให้กับ... อย่างน้อยก็คงถือว่าเป็นคำชม...ในความคิดของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะยังคงเป็นรองวีรดนย์อยู่ดีไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม

      “คนเก่งกว่าพี่ยังมีอีกเยอะ”

      “งั้นก็ต้องจัดให้หนักกว่าเดิม” วีร์กำแร็กเก็ตในมือชูขึ้นมาให้กำลังใจให้พีรพัชร์สู้ต่อไป

      “เดี๋ยว ขอพักแป๊ปนึง” พีรพัชร์ฝังศีรษะตัวเองลงบนผ้าขนหนูผืนเล็กเพื่อเช็ดเหงื่อที่กำลังไหลย้อยออกไปให้หมดทั่วทั้งใบหน้าและเส้นผม

      “ไหวปะเนี่ย ยังเหลืออีกตั้งสี่สิบนาทีนะกว่าจะหมดเวลา”

     พีรพัชร์ยกมือยอมแพ้ชั่วคราว เขาขอพยายามปรับลมหายใจกลับมาปกติให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย สองมือเท้าสะเอวและเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า หายใจเข้าออกลึกๆอยู่สองสามครั้งจนตัวเขาเองพร้อมแล้ว เมื่อก้มหน้าลงหน้าก็พลันสายตามองไปเห็นใครบางคนที่เดินอยู่ข้างนอกตะแกรงที่ล้อมรอบสนามกันลูกกระเด็นออกไปไกล

      “นั่นใช่พี่ชายเพื่อนเรารึเปล่า” พีรพัชร์พเยิดหน้าบอกทิศทางให้กับวีร์

      “อ้าว เฮีย” วีร์หันไปมองตามแล้วก็ส่งเสียงร้องเรียกและชูแร็กเก็ตขึ้นโบกไปมาให้อีกฝ่ายมองเห็น “เฮียวีครับ”

     วีรมาตุหันมาตามเสียงเรียกก็มองเห็นเด็กหนุ่มในชุดกีฬา แม้ว่าจะอยู่ห่างพอสมควรแต่ก็ชัดเจนว่าทั้งชุดเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้ายิ้มแย้มทักทาย รวมถึงแว่นสายตาที่ดูเหมือนจะมีสายคล้องรอบศีรษะไม่ให้แว่นตกหล่นไปได้ เขากวักมือเรียกและชี้ไปยังประตูทางเข้า

      “เฮียมาทำอะไรแถวนี้เหรอครับ” วีร์เอ่ยปากถามทันทีที่วีรมาตุเดินเข้ามาข้างในสนาม

     ทั้งสองหนุ่มพยักหน้าทักทายกันและกัน ตามมารยาทที่ดี

      “เฮียมาดูหอพักนักศึกษาแพทย์ครับ”

      “เขาเปิดให้จองแล้วเหรอครับ ยังไม่ประกาศผลเลยนี่ครับ”

      “เฮียมาดูสภาพห้องไว้ก่อนครับว่าเป็นยังไง มันมีแบบห้องชุดอยู่กันสี่คน กับห้องเดี่ยวอยู่กันได้สองคน เดี๋ยวต้องไปถามไอ้ชัชดูอีกทีว่าจะเอายังไง”

      “เอ๋ เฮียชัชจะเรียนหมอด้วยเหรอครับ” วีร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย นึกภาพของชัชวาล เก่งการเรือน เพื่อนสนิทในกลุ่มของวีรมาตุ

      “ใช่ ทำไมเหรอครับ”

      “ก็เฮียชัชดูไม่น่าเรียนหมออะ ถ้าอย่างเฮียไมค์ค่อยว่าไปอย่าง” วีร์พูดไปถึงไมตรีจิต นิยมทอง

      “ไอ้ไมค์มันยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะเอาหมอหรือวิทยาฯ ส่วนไอ้ชัชเนี่ยเห็นอย่างนั้นแต่เรียนเก่งนะ”

     วีร์พยักหน้ารับรู้แม้ว่าจะยังไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่

      “หึ ฟังคนเก่งคุยกันแล้วมัน...” พีรพัชร์ได้จังหวะพูดแซวทั้งสองขึ้นมาโดยที่ทำท่าทางให้ดูเหมือนตัวเองรู้สึกต่ำต้อย

      “ไม่เอาหน่า พี่เพชร คนเราก็มีดีกันไปคนละอย่าง ใครจะเก่งไปหมดทุกอย่างละพี่”

      “ก็ยกเว้นไว้คนนึงแหละ ดีพร้อมไปซะทุกอย่าง”

      “หึๆ คนนั้นน่ะ ปล่อยเขาไปป่วนต่อในสวรรค์เถอะ สงสัยตอนนี้ข้างบนคงวุ่นวายน่าดู” วีร์ชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้า

     ส่วนพีรพัชร์เองก็คอยสังเกตอาการของวีร์ที่ดูเหมือนว่าจะสามารถพูดถึงแฟนเก่าซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขาด้วยเช่นกัน ที่เสียชีวิตไปแล้วอย่างวีรดนย์ ได้โดยไม่มีแววตาเศร้าสร้อยให้เห็นชัดเจนเหมือนเมื่อเดือนก่อนหน้า ทางวีรมาตุเองก็พอจะเข้าใจได้ว่าคนที่ทั้งสองเอ่ยถึงเป็นใคร

      “เออ นาย จะรีบไปไหนเปล่า” พีรพัชร์หันมาถามวีรมาตุ

      “เอ่อ เปล่านะ ทำไมเหรอ” วีรมาตุตอบแบบสงวนอาการ เพราะไม่แน่ใจในความต้องการของอีกฝ่าย

      “ก็เวลายังเหลือจะลองเล่นดูมั้ย”

      “พี่เพชรไม่ซ้อมต่อแล้วเหรอ” วีร์ถามคู่ฝึกซ้อมเทนนิสของเขา

      “วันนี้พอก่อน ขอพักร่างก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่อีกที”

      “เอามั้ย เฮีย” วีร์หันกลับไปถามวีรมาตุ “สักเกมนึง”

     วีรมาตุมองดูทั้งสองแล้วก็หันมาดูตัวเอง วันนี้เขาใส่เสื้อยืดกางเกงขายาวและรองเท้าผ้าใบธรรมดา ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ไม่ใช่ชุดที่เหมาะกับการเล่นกีฬา

      “เล่นเบาๆเองเฮีย ไม่ต้องห่วง ชุดไม่เลอะแน่นอน”

     วีรมาตุยังคงสองจิตสองใจ กางเกงขายาวที่เขาใส่อยู่ในตอนนี้ไม่อาจทำให้เขาเคลื่อนได้คล่องตัว แต่เขาเองก็อยากจะเพิ่มภาพเหตุการณ์ที่เขาได้ทำร่วมกับคนที่เขาชอบลงไปในความคิดของเขาด้วยเช่นกัน เมื่อวีร์ย้ำคำว่าแค่เล่นสนุกๆไม่ได้จริงจัง วีรมาตุก็พยักหน้ารับ

     วีร์จึงยื่นแร็กเก็ตในมือของเขาให้กับวีรมาตุ แล้วก็หันไปขอแร็กเก็ตของพีรพัชร์มาเล่นแทน

     ทั้งสองคนจึงเดินแยกกันไปประจำที่ทางฝั่งของตัวเอง ส่วนวีร์ก็เดินไปเก็บลูกสักหลาดโดยใช้แร็กเก็ตตีเบาๆลงบนลูกบอลสองสามครั้งให้กระเด้งขึ้นมาแล้วเขามือคว้าไว้ วีร์ใส่ลูกบอลคงไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบเพิ่มอีกสองลูกมาไว้ในมือ จากนั้นก็เดินไปยืนรอที่เส้นเสิร์ฟ เตรียมพร้อมเริ่มเกม

     พีรพัชร์มองดูแร็กเก็ตของเขาที่อยู่ในมือของวีร์แล้วก็อมยิ้มเล็กน้อย แต่เมื่อหันไปมองวีรมาตุที่กำลังตั้งท่ารอรับ ทั้งสองมือของเขากำแร็กเก็ตที่เพิ่งได้มาจากวีร์ ทั้งขนาดทั้งสีและลวดลายที่เขาจำได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของดั้งเดิมนั้นเป็นใคร และเท่าที่เขารู้นั้น วีร์ไม่เคยให้ใครได้จับแร็กเก็ตอันนั้นมาก่อน สีหน้าของพีรพัชร์ก็กลับมาเรียบเฉยตามเดิม

     วีร์ไม่ได้เริ่มจากการเสิร์ฟ เขาเพียงเคาะลูกไปแบบธรรมดาให้วีรมาตุพอจะรับได้ ลูกแรกๆนั้นวีรมาตุรับและตีกลับไปติดตาข่ายอยู่บ้าง จนผ่านไปสองสามครั้งเขาจึงเริ่มกะน้ำหนักและระยะลูกตกได้ดีขึ้น ทั้งสองคนจึงเริ่มโต้ตอบกันได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น

     วีรมาตุนั้นก็พอจะรับรู้ความสามารถเรื่องเทนนิสของวีร์จากคำบอกเล่าที่ได้ยินมาจากหลายๆคน แต่เมื่อเล่นไปเรื่อยๆ วีรมาตุก็สังเกตได้ว่าทิศทางและน้ำหนักของลูกสักหลาดที่ส่งออกไปจากตัวเขาเองนั้นที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ลูกตกสั้นบ้างตกยาวบ้าง บางครั้งก็เฉียงออกไปด้านข้างบางครั้งก็ตีไปตรงๆได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรวีร์ก็สามารถรับลูกกลับมาได้ทั้งหมด และส่งกลับมาให้ตรงตำแหน่งที่เขายืนรอรับอยู่เสมอ

     วีรมาตุเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพีรพัชร์ถึงอยากให้วีร์มาช่วยฝึกซ้อมเทนนิสให้ การที่ได้อยู่ใกล้ชิดเพราะได้ทำกิจกรรมร่วมกันอาจจะเป็นเพียงผลพลอยได้ เพราะเหตุผลหลักๆคงเป็นฝีมือการเล่นของวีร์ที่จะช่วยพัฒนาการเล่นของพีรพัชร์ได้จริงๆ แต่กระนั้นผลพลอยที่ว่าไปนั้นมันก็คุ้มค่าอยู่ไม่น้อย

     จนใกล้ถึงกำหนดเวลาที่พีรพัชร์จองสนามไว้ เขาจึงตะโกนบอกทั้งสองที่กำลังประลองฝีมือกันอยู่ ทันใดนั้นวีรมาตุก็มีความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง

      “น้องวีร์ครับ เฮียอยากลองรับลูกเสิร์ฟของน้องวีร์ดู จะได้มั้ย” คำถามของวีรมาตุทำเอาทั้งวีร์และพีรพัชร์หันมามองเจ้าตัว

      “จะลองดูเหรอครับเฮีย”

      “ครับ เอาแบบแรงที่สุดที่น้องวีร์เคยเสิร์ฟเลยครับ”

     วีร์ยู่จมูกยู่หน้าคิดว่าจะเอาอย่างไรดี เมื่อหันไปมองพีรพัชร์ เขาก็ยักไหล่ตอบกลับให้วีร์ตัดสินใจเอง และเมื่อหันไปเจอท่าทางที่จริงจังของวีรมาตุ จึงพยักหน้ารับและเดินกลับไปประจำที่ตรงกลางค่อนไปทางขวาของเส้นเสิร์ฟ

      “เฮีย พร้อมนะ”

     เมื่อเห็นว่าวีรมาตุเตรียมพร้อมแล้ว วีร์จึงหันตัวเฉียงไปด้านขวาและถอยเท้าขวาไปด้านหลัง มือข้างซ้ายถือลูกสักหลาดพร้อมกับประคองคอแร็กเก็ตไปด้วย วีร์เหล่มองวีรมาตุอีกครั้งก่อนที่จะถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าซ้ายไปที่เท้าขวา ยกมือซ้ายและโยนลูกสักหลาดขึ้น ส่วนมือขวายกแร็กเก็ตขึ้นไปพร้อมกันและเงื้อไม้ไปด้านหลังศีรษะ พร้อมกันนั้นก็ย่อเข่าลงและถ่ายน้ำหนักกลับไปที่เท้าซ้ายมากขึ้น จากนั้นก็ถีบตัวขึ้นเพื่อส่งแรงและหวดลูกสักหลาดที่โยนขึ้นไม่สูงมากนักในทันที

     วีรมาตุได้แค่ยืนมองดูลูกสักหลาดที่พุ่งเร็วและแรงผ่านสายตาเข้าไปทางขวาของเขา แม้ว่าจะหันตามไปไม่ทัน หรืออาจจะเรียกได้ว่ายังไม่ทันได้ขยับตัวไปไหนเลยจะถูกต้องมากกว่า ก็พอจะรู้ว่าลูกตกลงบนมุมเส้นข้างบรรจบกับเส้นหลังแน่นอน

      “พอไหวมั้ยครั้บเฮีย” วีร์มองดูวีรมาตุที่ยังยืนอยู่ท่าเดิม

      “เฮียขอลองอีกหนึ่งครั้งได้มั้ยครับ” วีรมาตุชูนิ้วชี้ซ้ายขึ้นมา

      “ก็ได้ครับ งั้นเดี๋ยววีร์เสิร์ฟไปที่เดิมนะ”

      “ครับ” วีรมาตุตอบรับสั้นและตั้งท่าเตรียมตัวพร้อมรับลูกเสิร์ฟในทันที

     ครั้งนี้แม้ว่าวีรมาตุจะขยับตัวไปรับได้ทัน เพราะรู้ล่วงหน้าถึงตำแหน่งจุดตกของลูกบอลอยู่แล้ว แต่เพราะความแรงของลูกทำให้เขาไม่สามารถบังคับหน้าไม้ให้ตั้งตรงได้ ลูกจึงลอยขึ้นสูงแทนที่จะไปด้านหน้า และอาจจะเป็นเพราะว่าวีรมาตุนั้นรับลูกด้วยมือข้างเดียว แต่ถึงกระนั้นต่อให้เขาจับแร็กเก็ตด้วยมือทั้งสองข้างก็อาจจะรับลูกเสิร์ฟของวีร์ไม่ได้อยู่ดี

      “ว่าไงครับเฮีย ลองอีกครั้งมั้ยครับ”

      “ไม่เป็นไร เฮียสู้ไม่ได้จริงๆ” วีรมาตุหายใจเข้าลึกๆแล้วก็พ่นออกมา

      “มาเล่นบ่อยๆเดี๋ยวได้ครับ”

     วีร์เดินเก็บลูกสักหลาดที่อยู่ตามพื้นทั่วสนามและโยนไปให้พีรพัชร์เก็บกลับเข้าไปในกระป๋อง วีรมาตุเห็นเช่นนั้นก็ทำตามในฝั่งของเขา แล้วพวกเขาก็มารวมตัวที่นั่งพัก

      “แล้วนี่มาซ้อมกันแบบนี้บ่อยเหรอ”

      “ใช่ เพราะว่านี่ก็เหลืออีกสองอาทิตย์ เดี๋ยวก็จะคัดตัวมหา’ลัยแล้ว” พีรพัชร์ตอบกลับวีรมาตุในขณะที่เก็บข้าวของต่างๆลงไปในกระเป๋าใบใหญ่ รวมถึงแร็กเก็ตที่รับมาจากวีร์

      “ก็พอดีกับวีร์เปิดเทอมสินะ” วีรมาตุส่งแร็กเก็ตคืนกลับไปให้วีร์

      “ใช่ แต่ว่าวีร์มาซ้อมให้พี่เพชรได้อีกแค่สัปดาห์หน้า เพราะเดี๋ยววีร์ต้องไปช่วยพี่กิ๊บเตรียมงานแล้ว มีเอกสารให้ออกอีกเพียบเลย” วีร์เก็บของเข้ากระเป๋าของเขาเองเช่นกัน

     กระเป๋าสีเทาเข้มใบใหญ่ลวดลายตามอย่างยี่ห้อชื่อดัง แต่สายสะพายกระเป๋านั้นดูแปลกตาไป สีของสายสะพายไม่ต่างจากสีของกระเป๋ามากนัก แต่ลวดลายที่น่าจะเป็นโลโก้ของกระเป๋ากลับเป็นลายทอสีขาวสลับกับสีเทาอ่อน รูปร่างดูผิวเผินเหมือนตัวอักษรโรมัน ดับเบิ้ลยู เพียงแต่เส้นทแยงตรงกลางนั้นไม่ได้บรรจบกันพอดีแต่หากไขว้ตัดกัน เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วดูเหมือนจะเป็นอักษรโรมัน วี สองตัวสีขาวและสีเทาอ่อนทับไขว้กันเสียมากกว่า

     พีรพัชร์หยิบกระเป๋าใบใหญ่ของเขาขึ้นสะพายแล้วเดินนำทุกคนออกไปจากสนามฝึกซ้อม และไปติดต่อขอรับบัตรคืนและชำระค่าใช้บริการสนาม

      “วันนี้ให้พี่ไปส่งเอามั้ย”

      “ไม่เป็นไร พี่เพชรจะได้ไม่ต้องวนไปมาหลายรอบ”

      “เอาน่า ยังไงก็รับปากพี่ธีร์ไว้แล้วว่าจะพาไปส่งบ้าน จะได้ไปหาไอ้ต้าวไอ้เติบด้วย ไม่เห็นพวกมันนานแล้ว”

      “เอางั้นเหรอ แต่วันนี้รถคงติดน่าดูเลยนะ ไปกลับเกินชั่วโมงแน่ๆ”

     พีรพัชร์เริ่มมีสีหน้าคิดกังวล เขาก็พอจะรู้ตัวเองว่าวันนี้ค่อนข้างจะล้าเพราะซ้อมหนักกว่าวันอื่นๆที่ผ่านมา แต่ก็รับปากกับผู้ใหญ่ไว้แล้ว เขาไม่อยากจะผิดคำพูด

     วีรมาตุมองดูการสนทนาของทั้งสองแล้วเขาก็เสนอตัวออกไป

      “งั้นเดี๋ยวเราไปส่งน้องให้ก็ได้ เราขับรถมา นายจะได้พักผ่อน แล้วน้องก็มีคนไปส่งถึงบ้าน”

     ทั้งสามคนผลัดกันมองตาไปมา ถึงแม้มันจะเป็นทางออกที่ดี แต่ในความคิดของพีรพัชร์นั้นมองว่าปลามีอยู่ตัวเดียวและถึงแม้ว่าตอนนี้ตาอินก็ไม่อยู่แล้ว แต่ตาอยู่ก็ดันจะมาหยิบปลาไปกินคนเดียวอีกจนได้

     นี่เป็นครั้งที่สองแล้วนะ

      “อืม ก็ดีเหมือนกัน” พีรพัชร์หันมาตอบข้อเสนอของวีรมาตุ “งั้นเดี๋ยวถึงบ้านแล้ววีร์ไลน์มาบอกพี่ด้วย เผื่อพี่ธีร์ถามแล้วพี่จะได้ตอบได้ถูก” แต่อย่างน้อยก็ต้องมีการดักทางกันบ้าง เป็นการบังคับให้เส้นทางรถยนต์ตรงถึงบ้านของวีร์โดยไม่แวะไปไหนเสียก่อน

      “ไม่เถลไถลไปไหนหรอกหน่า” วีร์ยิ้มตาปิดจนพีรพัชร์ต้องเอามือขยี้ผมจนศีรษะของวีร์โยกไปมาตามแรง

      “เอา ไปได้แล้ว เห็นบอกว่ารถจะติด เดี๋ยวจะถึงบ้านค่ำหรอก... นาย ฝากน้องด้วยนะ” อย่างหลังสุดนั้นพีรพัชร์หันไปบอกกับวีรมาตุ

     วีรมาตุพยักหน้ารับแล้วก็ออกเดินนำวีร์ไปที่รถยนต์ของเขา ความตั้งใจเดิมคือวีรมาตุจะเดินไปเปิดประตูรถให้กับวีร์ แต่อีกฝ่ายกลับเดินไปเปิดประตูด้านหลังทันทีที่วีรมาตุกดสัญญาณปลดล๊อคแล้ววางกระเป๋าใบใหญ่ แต่กระนั้นเมื่อวีร์ปิดประตูหลังแล้วหันกลับมาก็พบว่าประตูรถด้านหน้าข้างคนขับก็ถูกเปิดรออยู่แล้ว

     วีร์ยิ้มให้ก่อนที่จะเข้าไปนั่งข้างใน วีร์คว้าที่จับเพื่อดึงประตูปิด เป็นจังหวะเดียวกับที่วีรมาตุผลักประตูจากด้านนอก เมื่อประตูปิดเรียบร้อยแล้ววีรมาตุก็เดินอ้อมรถยนต์ไปขึ้นที่นั่งด้านคนขับ

     พีรพัชร์ยืนมองดูเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนรถยนต์ของวีรมาตุออกตัวไป แล้วก็คิดอยู่ในใจว่าบางทีอาจจะถึงเวลาที่เขาควรแสดงออกให้ชัดเจนมากกว่านี้ ควรจะเปลี่ยนบทบาทของเขาและวีรมาตุให้มาเป็นตาอินและตานาเสียเอง ดีกว่าปล่อยให้อีกคนเป็นตาอยู่ที่คว้าพุงปลาไปกิน


*****


วิธู:
ตาอยู่จ๊ะ ตาอยู่
ตาอยู่อยู่มั้ย

yobortsa:
อะไร?????

วิธู:
มีคนบอกว่าพี่เป็นตาอยู่อะ

yobortsa:
อะไรคือตาอยู่

วิธู:
ไม่เคยได้ยินเหรอ
อุ้ย เชยยยยยย ระเบิดระเบ้อ


*****

ending music inspired by วัฒนา ศโรภาส และ ผจงพิศ พุฒพล - ตาอินกะตานา


[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 6 รางวัลของนักเรียนดีเด่น


     ถึงแม้ว่าจะเป็นวันแรกของปีการศึกษาใหม่ แต่ยังคงไม่มีการเรียนการสอนแต่อย่างใด ในวันแรกนั้นเป็นวันพบปะกันระหว่างอาจารย์ประจำชั้นและผู้ปกครองตามรายบุคคล ในปีนี้ผู้ปกครองของวีร์นอกจากธีร์แล้วก็ยังมีวนกรร่วมด้วย

     คุณแม่ตั้งครรภ์ที่แม้ว่าจะไม่ใช่มือใหม่แต่ก็ห่างไปนานกำลังรู้สึกตื่นเต้นกว่าเหตุการณ์ใดๆที่เธอเคยประสบมา วนกรเตรียมตัวเลือกชุดที่จะใส่ไปตั้งแต่วันก่อนหน้า เลือกแล้วเลือกอีกจนพอใจ แต่แล้วก็กลับมาเลือกใหม่อีกหลายรอบ จนธีร์ต้องโทรกลับไปปรึกษามารดาอย่างนุชว่าเขาควรจะรับมืออย่างไรดี ก็ได้แต่คำตอบกลับมาว่าให้ตามใจคนท้อง ถ้าเขาอยากจะทำอะไรก็ปล่อยให้เขาทำไป

     ถ้าเป็นอยู่แค่เช่นนั้นก็คงจะดี…

     เมื่อวนกรเลือกชุดของตัวเองเสร็จแล้ว ก็ไปเลือกชุดของธีร์ต่อ ทั้งเสื้อทั้งกางเกงทั้งเนคไท รวมไปถึงถุงเท้าและรองเท้าเช่นกัน ธีร์ได้นั่งดูศรีภรรยาจับชุดนั้นชุดนี้มาทาบกับตัวของเขา จนกว่าเจ้าตัวจะพอใจ

     และถ้าเรื่องราวจะจบเพียงเท่านี้…

     วนกรเดินเข้าไปห้องนอนของวีร์แล้วเปิดตู้เสื้อผ้าเตรียมชุดนักเรียนของวีร์ต่อ แม้ว่าเครื่องแบบนักเรียนก็คือเครื่องแบบนักเรียน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ชุดเสื้อโปโลสีขาว มีกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายที่ปักตราสัญลักษณ์ของโรงเรียน ปกเสื้อสีน้ำเงินขลิบลายเส้นสีขาวสองเส้นบ่งบอกว่าเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กางเกงขาสั้นสีกรมท่า ถุงเท้าสีขาว และรองเท้าผ้าใบสีดำ

     ทางโรงเรียนไม่ได้บังคับว่ารองเท้าจะเป็นรองเท้าหนังหรือรองเท้าผ้าใบ ขอแค่เป็นสีดำล้วน ทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิง

     วีร์มองดูวนกรเลือกเสื้อแต่ละตัวที่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่ามันจะต่างกันตรงไหน เพราะล้วนแต่เป็นเสื้อที่ซื้อมาใหม่ทั้งหมด ตามคำบอกของวนกร ถึงแม้ว่าชุดเดิมจะยังพอใส่ได้บ้างแค่อาจจะรู้สึกคับไปนิดหน่อย แต่วนกรบอกว่าเสื้อตัวเก่าค่อนข้างหมองไปแล้ว ควรจะซื้อใหม่ดีกว่า ซึ่งวีร์ก็ไม่ได้ขัดอะไร

     ทางโรงเรียนเองก็มีการตั้งตู้รับบริจาคเสื้อผ้าเก่า รองเท้าเก่า หนังสือเรียนเก่า ฯลฯ ตั้งไว้อยู่ตลอดทั้งปี สำหรับเสื้อนักเรียนนั้น โรงเรียนขอความร่วมให้เลาะกระเป๋าเสื้อที่มีตราโรงเรียนออกเพียงเท่านั้นก็พอ แม้ว่าจะไม่ได้มาบริจาคให้ที่โรงเรียนโดยตรงก็ตาม

     ธีร์และวีร์ต่างก็มองหน้ามองตากันก็เข้าใจ เย็นวันนั้นทั้งสองคงจึงชวนวนกรออกไปกินอาหารที่ห้างสรรพสินค้า โดยอ้างว่าจะได้ไปเลือกดูข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็กอ่อนไปด้วย วนกรเองก็เห็นดีเห็นงามด้วย


*****


     ปีการศึกษาที่ผ่านมาอาจารย์ประจำชั้นอย่างจินตนาเคยมีความกังวลเกี่ยวกับวีร์อยู่บ้าง เพราะย้ายมาโรงเรียนใหม่แบบกระทันหัน ต้องเจอกับสังคมใหม่ๆที่ต้องปรับตัวทั้งเพื่อนและรูปแบบการเรียน แต่เมื่อเห็นผลการเรียนของวีร์แล้วก็เบาไปได้ส่วนหนึ่ง และยิ่งเมื่อเห็นว่าวีร์สามารถเข้ากับกลุ่มเพื่อนๆได้ ก็ทำให้เธอหายห่วงไปได้ทั้งหมด

     สิ่งสุดท้ายที่เธอเคยคิดแปลกใจอยู่ก็คือ ในตอนแรกที่เธอเห็นว่าวีร์ไม่ได้กรอกชื่อมารดาลงไปในใบประวัติประจำตัวนักเรียน หลายสิ่งหลายอย่างผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ มันไปไกลถึงขนาดที่ว่าเธอกังวลว่าอาจจะมีเรื่องราวในครอบครัวร้ายแรงอะไรบางอย่างจนต้องตัดสินใจย้ายโรงเรียนมา

     จนเธอต้องเรียกวีร์มาพูดคุย แต่เด็กหนุ่มก็ยืนยันว่านั่นเป็นข้อมูลถูกต้องตามใบสูติบัตรของเขา ซึ่งไม่ปรากฏชื่อของมารดา กระนั้นจินตนามีความสงสัยติดอยู่ในใจ จนวันนี้จินตนาก็ได้พบทั้งผู้เป็นพ่อและแม่ของวีร์มานั่งคุยกับเธอตรงหน้า เธอไม่ได้ถามเจาะจงลงรายละเอียด แค่รับรู้ว่าครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าและมีคุณภาพ ก็เพียงพอแล้ว

      “ไม่คิดนะว่าจะต้องมาประชุมผู้ปกครองที่โรงเรียนนี้อีกแล้ว” วนกรเดินคล้องแขนธีร์เดินไปที่ลานจอดรถ “พอคุณเรียนจบก็คิดว่าหน้าที่ผู้ปกครองก็สิ้นสุดไปด้วย แต่ที่ไหนได้ เคยเลี้ยงน้องเหมือนเลี้ยงลูกแต่ตอนนี้ก็ได้มาเลี้ยงลูกตัวเองจริงๆสักที”

      “เอาน่ะ อีก 2 ปี คนโตก็เข้ามหา’ลัย แล้วเดี๋ยวอีกไม่นานเจ้าตัวเล็กก็ตามมาติดๆอีก ได้ทำต่อไปอีกยาวเลย”

     วนกรเอามือตบหน้าผากตัวเองเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนที่จะลูบหน้าท้องของตัวเอง

      “ลืมไปเลย ว่ายังมีอยู่ในท้องอีกคน”

      “ใจเย็นๆครับคุณแม่ ภารกิจยังไม่เสร็จ แค่เพิ่งจะเริ่มต้นเอง”

     วนกรยู่หน้าตัวเองเมื่อคิดถึงสิ่งที่จะกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ความกังวลก็มีอยู่บ้าง ความตื่นเต้นก็มีอยู่ไม่น้อย แม้ว่าจะไม่ใช่ลูกคนแรก แต่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้อยู่ร่วมทุกเหตุการณ์ของคนๆหนึ่งตั้งแต่เกิดจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้ววนกรก็ถอนหายใจ เมื่อความนึกคิดของเธอวนไปหาคนที่เธอไม่ได้อยู่ด้วยในเหตุการณ์เหล่านั้นของเขา

      “พี่ธีร์” วนกรเรียกชายหนุ่มเบาๆ

      “หืม มีไรเหรอ” ธีร์เองก็เหมือนจะรู้สึกอะไรบางอย่างได้จากน้ำเสียงของวนกร

      “พี่ธีร์คิดว่าวีร์จะเป็นอะไรมั้ย”

      “เป็นอะไรนี่ หมายถึงอะไรเหรอ”

      “ก็วาไม่ได้อยู่ตอนที่วีร์เริ่มพูดได้ เริ่มคลานได้ เริ่มเดินได้ เริ่มวิ่งได้ ถ้าเขามาเห็นตอนที่เราตื่นเต้นกับครั้งแรกของสิ่งต่างๆของน้อง แล้ว...” วนกรเสียงแผ่วลงไปเพราะเธอไม่อยากจะนิยามความคิดอันนั้นออกมาเป็นคำพูด

      “วีร์จะรู้สึกอิจฉานะเหรอ” ธีร์เติมคำต่อท้ายประโยคของวนกร

     วนกรเองก็พนักหน้ารับเบาๆ

      “พี่ว่าวีร์ไม่คิดแบบนั้นหรอก” ธีร์กุมมือของวนกรที่กำลังจับแขนของเขาอยู่ “อย่าลืมนะว่าในความคิดของวีร์ เขาเกิดมามีพร้อมทุกอย่าง มีพ่อมีแม่ มีพี่สาวพี่ชายถึงแม้ว่าจะอายุมากกว่าเขาไปสักหน่อย เขาไม่ได้โตมาโดยรู้สึกขาดอะไร อย่างน้อยก็ไม่ใช่ช่วงสามสีปีให้หลังมานี้ ตอนที่รู้ความจริงแล้ว”

     วนกรกำลังจะขยับริมฝีปาก แต่ธีร์ก็รีบอธิบายต่อเสียก่อน

      “แต่... วีร์ก็ไม่ได้รู้สึกขาดอะไรไป แล้วที่สำคัญ วีร์ก็โอเคด้วยซ้ำถ้าพี่จะแต่งงานกับวา เขายอมรับในตัววาก่อนที่เขาจะรู้ว่าวาเป็นอะไรกับเขาเสียอีก” ธีร์ตบลงไปที่มือของวนกรเบาๆเป็นการยืนยันให้อีกฝ่ายมั่นใจ “ฉนั้นคุณแม่ต้องไม่เครียดนะ”

     วนกรหายใจเข้าลึกๆแล้วก็พยักหน้า

      “โอเคแล้วนะ”

     วนกรพยักหน้าอีกครั้ง ธีร์จับมือของวนกรมาโอบเอวของเขาไว้ส่วนเขาก็โอบไหล่ของวนกร แล้วทั้งคู่ก็เดินมุ่งหน้าต่อไปที่ลานจอดรถ

      “วา!” มีเสียงเรียกดังขึ้นมาจนทั้งคู่หันมองซ้ายขวาหาทิศทางของต้นเสียง แล้วสายตาของวนกรก็พบกับหญิงสาวคนหนึ่งรูปร่างใกล้เคียงกับเธอ หมายถึงรูปร่างของหญิงตั้งครรภ์

      “อ้าว แป้ง ไหนว่าลาคลอดแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังมาโรงเรียนอีก”

      “แอบพี่ชิตมาดูงานเด็ก เป็นห่วง เดี๋ยวก็กลับแล้ว” พิจิตรากระซิบเบาๆราวกับไม่ต้องการให้คนอื่นได้ยิน “แล้วนี่ไปรู้มาจากไหนว่าเราลาคลอดแล้ว”

      “มีสายสืบอยู่แถวนี้แหละ”

     พิจิตราได้ยินแล้วก็เอียงหน้าเหล่ตามองอย่างสงสัยแบบคาดคั้นแต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร ส่วนวนกรก็ไม่ได้เผยความลับใดๆ

      “เอาเถอะ ช่างมันก่อน ว่าแต่นี่..... ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไปท้องมากจากไหน ใครทำ” พิจิตราก้าวถอยหลังพยายามมองให้เห็นวนกรทั้งตัวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และในตอนนั้นเองที่เธอกวาดปลายสายตาไปมองหนุ่มรูปงามข้างกายวนกร

      “เอ่อ นี่แป้ง เพื่อนวาตอนสมัยเรียนมหา’ลัย แล้วก็... นี่พี่ธีร์ คุณสามีเราเอง” วนกรแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จัก

      “ใช่พี่ธีร์คนนั้นเหรอ” พิจิตราดึงตัววนกรออกมาจากชายหนุ่มแล้วกระซิบถามเบากว่าครั้งก่อนหน้า ซึ่งวนกรก็พยักหน้ารับ พิจิตราก็เลยโยกตัวเบาด้วยความดีใจเท่าที่เธอจะทำได้ “จริงเหรอ! ไปเจอกันได้ยังไง”

      “บังเอิญเจอกันที่นี่แหล่ะ”

     ท่าทางของทั้งสองสาวทำเอาธีร์ยิ้มดีใจตามไปด้วย ฟังจากบทสนทนาก็พอจะตีความได้ว่าทั้งสองคนคงจะสนิทสนมกันมากถึงขนาดที่วนกรเล่าเรื่องในอดีตให้กับอีกฝ่ายได้รับรู้

      “โชคชะตาฟ้าลิขิตละเนอะ”

      “ประมาณนั้นแหละ”

      “ว่าแต่ แต่งกันเมื่อไหร่ ไม่เห็นส่งข่าวกันบ้างเลย”

     วนกรและธีร์มองหน้ากันไปมา

      “ไม่ได้จัดงานแต่ง แค่จดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น”

      “อ้าว ก็ไหนเคยบอกว่าอยาก...”

      “จริงๆมันก็เคยอยากจะมีนิดนึงอะนะ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว อีกอย่างคุณลูกชายเขาไม่เห็นด้วย” วนกรรีบตัดบทพิจิตราเสียก่อน ความรู้สึกที่อยากจะใส่ชุดขาวฟูฟองเดินเข้าไปในงานท่ามกลางผู้คนที่มาแสดงความยินดีเริ่มหายออกไปจากห้วงความคิดของเธอไปมากแล้ว เพราะสิ่งที่เธอได้มาอยู่แล้วและสำคัญมากกว่าก็คือครอบครัวของเธอเอง

      “คุณลูกชาย...” พิจิตราชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่จะก้มลงมองครรภ์ของวนกรแล้วก็เงยหน้ากลับขึ้นมา เมื่อสบตาของวนกรแล้วก็เหล่ไปมองธีร์ เหมือนว่าเรื่องราวจะปะติดปะต่อกันได้ในทันที “...อ๋อ! ได้เจอกันแล้วเหรอ”

      “ใช่ เพราะคุณลูกชายย้ายมาเรียนที่นี่พอดี ถึงได้เจอกันกับคุณสามีด้วย”

      “เหรอ! เรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว” พิจิตราถามด้วยน้ำเสียงตื้นเต้น

      “ขึ้น ม.5 แล้ว แป้งก็รู้จักนะ”

     พิจิตราขมวดคิ้วสงสัยส่าตัวเธอเองไปรู้จักกับลูกชายของเพื่อนสนิทเอาตอนไหนกัน

     ในตอนนั้นวีร์เดินถือถุงขนาดใหญ่ที่ใส่หนังสือเรียนและสมุดจดเข้ามาใกล้ผู้ใหญ่ทั้งสามคนที่กำลังยืนคุยกันอยู่ เขามายืนอยู่ข้างธีร์แล้วก็มองหน้าทั้งสามคนด้วยรอยยิ้มของเขา จนเขาหันไปหาพิจิตราเสมือนว่าตั้งใจเดินมาหาอีกฝ่ายโดยเฉพาะ

      “‘จารย์แป้ง เจอพี่กิ๊บแล้วยังครับ”

      “ยังเลย เนี่ยอาจารย์กำลังจะเดินไปหอประชุมอยู่พอดี แต่ว่าเจอเพื่อนเก่าซะก่อน”

      “อ๋อ” วีร์สลับสายตาไปมาระหว่างบุคคลทั้งสามคน “เห็นพี่กิ๊บเขายังกังวลเรื่องที่โรงเรียนเปลี่ยนโทนสีไฟในหอประชุมอยู่เลยครับ ว่าจะเอายังไงดี”

      “เนี่ย เดี๋ยวอาจารย์จะไปช่วยดูให้ ผอ.ก็ไม่รู้อะไร ทำอะไรไม่เคยบอกใคร วุ่นวายกันไปหมด” พิจิตรายิ้มตอบกลับให้วีร์ซึ่งวีร์ก็ยิ้มตอบกลับมา ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันไม่ได้ขยับตัวไปไหน พิจิตราเริ่มมีความสงสัยอยู่ในใจว่าทำไมเด็กนักเรียนของเธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม หรืออาจจะมีปัญหาอะไรในชมรมที่จะถามแต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้เอ่ยปากอะไรออกมาเพิ่มเติม

     จนกระทั้งธีร์ยื่นมือออกไปแบ่งรับถุงที่วีร์ถืออยู่มาไว้ในมือของตัวเองหนึ่งถุง

     พิจิตราจ้องมองใบหน้าของวีร์ แล้วก็หันไปมองใบหน้าของวนกร แล้วก็หันกลับมามองใบหน้าของธีร์

      “เดี๋ยวนะ... นี่คือคุณลูกชายเหรอ” พิจิตราถามวนกรโดยที่ผายมือไปทางวีร์ไปด้วย

      “ใช่” วนกรยิ้มตอบกลับ

      “เออๆ พอเค้าหน้าอยู่ ทำไมเราถึงนึกไม่ออกนะ”

      “วีร์เขาหน้าเหมือนคุณย่า แต่ดวงตาเหมือนคุณตา”

      “เออใช่ นึกถึงเวลาที่พ่อวาจ้องมองมานะ...” พิจิตราทำตัวเกร็งสั่นเล็กน้อย

     ส่วนวีร์เองก็ลอบเบะปากกรอกตามองบน เหมือนทุกครั้งไปที่มีใครบอกว่าเขามีดวงตาเหมือนกับฤทธิกร ผู้ชายที่ทิ้งลูกและหลานในไส้ของตัวเองไปได้ลงคอ คนที่เขายังไม่อยากยอมรับว่ามีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน

      “เฮ้ย เดี๋ยวเราต้องไปแล้ว” พิจิตรามองดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือของตัวเอง “ต้องรีบไปตรวจงานให้เสร็จแล้วรีบกลับ เดี๋ยวพี่ชิตจะรู้เอา”

      “ถ้าอาจารย์พิชิต... ก็ยืนอยู่ข้างหลังโน้นไงครับ” วีร์ชี้นิ้วมือไปทางด้านหลังของพิจิตรา จนอีกฝ่ายต้องหันไปมองตาม แล้วก็เจอกับพิชิตที่กำลังยืนกอดอกอยู่ไกลๆและกำลังมองมาที่ภรรยาของเขา

      “สงสัยต้องไปจริงๆแล้วละ ไว้ค่อยคุยกันนะ” พิจิตราหันกลับมาบอกวนกร แล้วก็สูดหายใจลึกพร้อมกับปรับสีหน้าของเธอใหม่ “มารยาเล่มที่ 108... พี่ชิตตต... เจอพอดีเลย”

     ธีร์ วนกร และวีร์ยืนมองดูพิจิตราที่เดินไปกอดแขนของพิชิตที่มีสีหน้าดุดัน แต่ไม่รู้ว่าพิจิตราใช้กระบวนท่าอะไรถึงให้พิชิตมีหน้าอ่อนลงได้ในเวลาอันสั้น และช่วยประคองเธอเดินออกไปกันสองคน ส่วนพิจิตรานั้นหันมาโบกมือให้กับวนกรก่อนที่จะเดินลับสายตาพวกเขาไป

      “ไม่คิดนะว่าอาจารย์แป้งก็มีมุมแบบนี้ด้วย” วีร์พยายามลบภาพความทรงจำที่เพิ่งจะถูกบันทึกลงไปในสมองของเขา

      “ปกติก็คงไม่ค่อยมีใครได้เห็นหรอก ขนาดพี่เป็นเพื่อนกันมานานยังไม่เคยเห็นเลย”

     สองหนุ่มก็พยักหน้าเห็นตามไปกับวนกร

      “แล้วนี่มีอะไรอีกมั้ย” ธีร์หันมาถามวีร์

      “ไม่มีแล้ว พรุ่งนี้ก็ปฐมนิเทศ เด็กม.ต้นเข้าตอนเช้า เด็กม.ปลายเข้าตอนบ่าย ของวีร์ก็ไปสแตนด์บายถ่ายรูปทั้งเช้าบ่ายเลย”

      “ออกโรงเองเลยเหรอ”

      “ไม่อะ เป็นแค่ลูกมือเฉยๆ” วีร์ส่ายหน้าเบาๆ

      “ก็นึกว่าเขาจะให้แสดงฝีมือ” ธีร์เปิดประตูรถด้านหลังแล้วจึงวางถุงหนังสือไว้บนที่นั่ง แล้วรับอีกถุงมาจากวีร์แล้ววางลงข้างๆกัน แล้วจึงเปิดประตูด้านหน้าให้วนกรเข้าไปนั่ง

      “งานนี้โรงเรียนต้องใช้รูป ให้มือโปรเขาจัดการดีกว่า ส่วนมือสมัครเล่นคอยช่วยหยิบจับก็พอ”

      “กล้องดิจิตอลไม่ใช่เหรอ กดรัวได้ตามใจชอบเลยนิ”

      “โมเมนต์มันมาแค่สั้นๆ จะให้ไปบอกเขาว่า ขอปรับแสงปรับอีกนิดนึงนะครับ ค้างท่ารับรางวัลไว้ก่อนนะครับ เหรอ? ใครจะมารอเรา”

      “ก็ฝึกบ่อยๆจนชำนาญไง”

      “ชำนาญแค่บางเรื่องก็พอ ไม่ต้องเก่งไปหมดซะทุกเรื่องก็ได้ ไม่อยากไปอยู่ข้างบนเร็วๆ” วีร์ชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ในที่ที่คาดว่าคนที่เก่งรอบด้านไปซะทุกอย่างไปอยู่อย่างสุขสบายแล้ว

     ธีร์ได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มออกมาแล้วก็ขยี้ศีรษะของวีร์เบาๆ เขาไม่รู้หรอกว่าเมฆหมอกยังคงล่องลอยอยู่ในความคิดของเด็กหนุ่มมากน้อยแค่ไหน แต่เขามั่นใจได้ว่าลูกชายของเขาพร้อมที่จะก้าวออกเดินต่อไปแล้ว

      “แล้วนี่จะกลับเลยมั้ย จะได้แวะไปส่งที่บ้านก่อน”

      “เดี๋ยวคงไปช่วยพี่กิ๊บก่อน แล้วก็อาจจะอยู่เล่นกับเพื่อนๆต่อ ยังไม่เห็นว่าจะมีใครกลับตอนนี้” วีร์ส่ายหน้าก่อนที่จะตอบ

      “แล้วแต่นะ”

      “งั้น ถ้าจะอยู่ถึงเย็นก็ไลน์มาบอกพี่ด้วย” วนกรตบครรภ์ของตัวเองเบาๆ “เดี๋ยววนมารับ วันนี้ไปกินข้าวนอกบ้านกัน มีความรู้สึกอยากกินบุฟเฟ่ต์ซีฟู๊ดยังไงก็ไม่รู้”

      “โอเค ได้ครับ แล้ววีร์ค่อยไลน์ไปบอก”

      “งั้นพวกพี่กลับไปทำงานก่อน เจอกันตอนเย็น” ธีร์ตบบ่าของวีร์ก่อนที่ปิดประตูรถให้วนกร แล้วจึงเดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ วนกรโบกมือให้วีร์ก่อนที่รถยนต์จะออกตัวไป

      “พี่ธีร์ แฟนเก่าวีร์เขาเป็นคนยังไงเหรอ” วนกรเอ่ยปากถามขึ้นมาระหว่างทางกลับไปที่ทำงานของทั้งคู่

      “เท่าที่รู้จักก็... ไร้ที่ติ”

      “ขนาดนั้นเลยเหรอ”

      “ใช่ เก่งไปหมดทุกอย่าง นิสัยก็ดี ครอบครัวก็ดี เสียดายอายุสั้นไปหน่อย” ธีร์หวนนึกถึงวีรมาตุนับตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเห็นหน้าตา แล้วก็นึกเสียดายที่เด็กหนุ่มต้องมาจากไปไวเกินไป

      “น่าจะได้อยู่รู้จักกันก่อนนะ”

      “เอาเถอะ ถึงคนเก่าจะไม่อยู่ให้รู้จักแล้ว ยังไงซะ... วาก็รู้จักคนใหม่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

      “เขารับเป็นคนใหม่กันแล้วเหรอ”

      “ตอนนี้ยังหรอก แต่ดูแนวโน้มแล้ว... น่าจะใช่”


*****


     การปฐมนิเทศนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในช่วงเช้าผ่านไปได้ด้วยดี ผู้อำนวยการโรงเรียนให้โอวาทแก่นักเรียนใหม่ให้เข้าใจรูปแบบการศึกษาของที่นี่ รวมถึงกิจกรรมพิเศษทั้งในและนอกห้องเรียนที่จะเกิดขึ้นตลอดปีการศึกษา เพื่อให้นักเรียนแต่ละคนได้วางแผนเตรียมตัวให้พร้อมแต่เนิ่นๆ เพราะว่าเป็นนักเรียนใหม่ชั้นน้องสุดของโรงเรียนจึงใช้เวลาไปพอสมควร ก่อนที่จะปล่อยนักเรียนให้ไปพบกับอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละห้องเรียนของตน

     ส่วนวีร์ที่ไม่ได้ร่วมการปฐมนิเทศในปีก่อนหน้า ก็เข้ามาซึมซับความรู้สึกต่างๆรอบตัวตั้งแต่เช้าในขณะที่ตนเองก็ทำหน้าที่ลูกมือของกรรณิการ์ อดีตเลขานุการที่ขึ้นมารั้งตำแหน่งประธานชมรมถ่ายรูปในปีนี้ และเป็นคนที่ดึงวีร์เข้ามาเป็นเลขานุการชมรมต่อจากเธอ ทั้งคู่ทำหน้าที่บันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเวที อาจจะหมุนกล้องไปทางหมู่นักเรียนบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้น เพราะว่าได้มอบหมายให้สมาชิกชมรมคนอื่นๆประจำจุดต่างๆเพื่อคอยเก็บบรรยากาศในหอประชุมเอาไว้แล้ว

     หลังจากพักกินอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ทีมงานของชมรมถ่ายรูปก็ขึ้นมารอเตรียมพร้อมสำหรับการปฐมนิเทศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายต่อเลยทันที

     อาจจะบอกได้ว่าวันนี้วีร์ยังไม่ได้เจอเพื่อนๆของเขาเลยก็ว่าได้

     การปฐมนิเทศช่วงบ่ายของนักเรียนชั้นปลายค่อนข้างกระชับกว่าช่วงเช้าอยู่มาก เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่จบการศึกษาชั้นต้นจากที่นี่ มีนักเรียนที่มาจากโรงเรียนอื่นไม่มากเท่าไรนัก บางอย่างจึงละไว้ในฐานที่เข้าใจและใช้เวลาในหอประชุมไปกับเรื่องสำคัญเท่านั้น

     แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันกับช่วงเช้าคือการมอบรางวัลนักเรียนดีเด่นในแต่ละสาขาวิชา โรงเรียนจะรวบรวมคะแนนตลอดปีการศึกษาทั้งสามระดับชั้นเพื่อหานักเรียนที่สามารถทำคะแนนสะสมสูงสุด และมอบโล่เกียรติคุณเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความสามารถอันเป็นเลิศในด้านต่างๆ

     ดังนั้นวีร์จึงเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่เดินปะปนอยู่กับเหล่านักเรียนที่กำลังเดินเข้ามาในหอประชุม ที่ต่างออกไปก็คือเสื้อโปโลจากปกติที่เป็นสีขาวปกน้ำเงินเหมือนนักเรียนคนอื่นทั่วไป ก็สลับสีเป็นเสื้อโปโลสีน้ำเงินปกสีขาวแทน ส่วนกระเป๋าเสื้อที่หน้าอกด้านซ้ายยังคงเป็นพื้นสีขาวปักตราสัญลักษณ์ของสมาคมศิษย์เก่า ซึ่งก็คือตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนล้อมวงกลมตัวอักษรชื่อสมาคม

     เพราะสิทธิ์การสวมเครื่องแบบนักเรียนสงวนไว้สำหรับนักเรียนปัจจุบันเท่านั้น เมื่อไม่ใช่นักเรียนของโรงเรียนหรือได้จบการศึกษาไปแล้ว ก็ไม่อาจจะสวมเครื่องแบบของโรงเรียนได้อีก

     และหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นก็มีวีรมาตุรวมอยู่ด้วย เสื้อโปโลสีน้ำเงิน กางเกงขายาวสีกรมท่าและรองเท้าหนังสือดำ ยืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆของเขา ทั้งศศิทัศน์ สุรศักดิ์ พระยศ และคู่แฝดนพชัยและชัยทิศที่สวมเครื่องแบบนักเรียนปกติ ทำให้วีรมาตุดูเด่นเห็นชัดแต่ไกล หรือวีร์อาจจะคิดไปเองว่าผิวขาวๆที่ตัดกับสีเสื้อทำให้วีรมาตุดูเด่นกว่าใคร

     นักเรียนแต่ละคนเข้าประจำที่นั่งในหอประชุม อาจารย์ที่สอนระดับชั้นตอนปลายขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ที่จัดวางอยู่บนเวที ที่นั่งด้านล่างจะเว้นแถวด้านหน้าไว้สำหรับแขกผู้มีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนโรงเรียน สมาคมศิษย์เก่า และผู้บริหารโรงเรียน ได้เข้าประจำที่นั่งเรียบร้อยแล้ว อาจารย์ที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรก็เริ่มจัดการตามลำดับงาน

      “ต่อไป เป็นโล่รางวัลนักเรียนดีเด่นสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ได้แก่...” อาจารย์พิธีกรเว้นช่วงจังหวะไว้มิใช่เพื่อให้เกิดความตื่นเต้นเพียงเท่านั้น แต่เพื่อให้อาจารย์ที่ควบคุมโต๊ะที่วางโล่รางวัลได้มองหาและตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ด้วย เมื่อเห็นว่านักเรียนผู้ช่วยได้ถือโล่รางวัลมายืนอยู่ข้างผู้อำนวยการโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว จึงได้ประกาศชื่อต่อไป “...นายวีรมาตุ ราวัณ”

     เสียงปรบมือดังขึ้นไม่แพ้ศิษย์เก่าคนอื่นที่รับรางวัลไปก่อนหน้า เด็กหนุ่มที่ถูกเอ่ยนามก็ลุกขึ้นยืนและเดินไปบนเวที เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเขารับโล่มาจากผู้อำนวยการโรงเรียน ในขณะที่วีรมาตุกำลังจะเดินลงไปจากเวที เขาก็ต้องหยุดชะงักไปเสียก่อน

      “เดี๋ยวๆ วีรมาตุ รอก่อน” อาจารย์พิธีกรตรวจไล่ดูรายชื่อที่อยู่ในมือขึ้นลงอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง แล้วก็กวักมือให้วีรมาตุเดินกลับมา “จะได้ไม่ต้องขึ้นลงหลายรอบ”

     วีรมาตุจึงเดินย้อนกลับไปยืนข้างๆผู้อำนวยการตามเดิม

      “โล่รางวัลนักเรียนดีเด่นสาขาวิชาชีววิทยา และโล่รางวัลนักเรียนดีเด่นสาขาวิชาเคมี” อาจารย์พิธีกรหันไปหาอาจารย์ที่คุมโต๊ะรางวัล และเมื่อโล่รางวัลพร้อมแล้ว “ได้แก่ นายวีรมาตุ ราวัณ เช่นกัน”

     เสียงปรบมือดังขึ้นมาอีกครั้ง ให้กับคนที่ต้องถือโล่รางวัลสามชิ้นไว้ในมือ

     ครั้งนี้วีรมาตุได้เดินลงจากเวทีจริงๆเสียที ในขณะที่เดินลงก็หันไปเห็นวีร์ที่ยืนอยู่ข้างๆช่างกล้อง กำลังยกนิ้วโป้งทั้งสองข้างให้กับเขา ทำให้วีรมาตุเผลอยิ้มออกมา

     กรี๊ดดดดด

      “เบาเสียงหน่อยนักเรียน”


     ทั้งวีร์และวีรมาตุต่างก็ยิ้มแห้งให้แก่กัน ใครจะไปคิดว่าการกระทำเล็กๆน้อยๆของพวกเขาจะไปสร้างความวุ่นวายเข้าให้

      “เอาละ ต่อกันเลยนะ ต่อไปเป็นโล่รางวัลนักเรียนดีเด่นสาขา... โอ้ ไม่น้อยหน้า สาขาวิชาคณิตศาสตร์และสาขาวิชาฟิสิกส์ ได้แก่...”

      “แย่แล้ววีร์” กรรณิการ์หันไปหาวีร์ น้ำเสียงของเธอทำเอาวีร์ตกใจไปด้วย “ทำไมมันเตือนแบตจะหมดละ สายก็เสียบอยู่นี่นา” กรรณิการ์ตรวจไล่ไปตามสายไฟ ก็เห็นอยู่ว่าต่อครบวงจรไม่ได้มีตรงไหนหลุดไป แต่ที่ผิดปกติไปก็คือไฟที่รางปลั๊กต่อพ่วงนั้นดับอยู่ “อร๊าย ไฟมันไม่ติด วีร์ไปดูหน่อยว่าปลั๊กเสียบอยู่มั้ย เร็วเลย”

      “ได้ครับพี่กิ๊บ”

     วีร์รีบไล่ดูตามสายไฟตั้งแต่ที่ตัวกล้อง เรื่อยๆไปตามสายของปลั๊กต่อพ่วง รีบจนไม่ทันระวังเดินไปชนกับใครเข้า แต่ก็ต้องรีบขอโทษขอโพยแล้วไล่เดินตามสายไปต่อไปจนเจอต้นทางที่เต้าเสียบหลุดออก วีร์เสียบกลับเข้าไปดังเดิมแล้วก็ตรวจสอบอีกครั้งและไล่เดินตามกลับไป

      “ได้มั้ยพี่กิ๊บ”

      “โอเค ไฟเข้าแล้ว”

     วีร์หันไปมองบนเวที แล้วก็ทำให้เขาแปลกใจที่เห็นคุณกรกำลังยืนรับโล่รางวัลจากผู้อำนวยการอยู่ พร้อมเสียงปรบมือและที่เพิ่มเติมมาก็คือเสียงโห่ร้องดังก้องไปทั่วหอประชุม

      “พี่กิ๊บ อันนี้รางวัลอะไร” วีร์แอบกระซิบถามกรรณิการ์โดยที่ชี้นิ้วไปที่เวที

      “วิชาพละศึกษา”

      “อ๋อ...” วีร์ได้ยินแล้วก็พยักหน้าพลางนึกอยู่ในใจ คนเราก็คงต้องมีอะไรดีเด่นกันบ้างไปคนละอย่างทางใดทางหนึ่ง หรือสามทางอย่างวีรมาตุ

      “แล้วสรุปว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น” กรรณิการ์หันมาถามวีร์เมื่อบนเวทีกำลังเริ่มงานลำดับต่อไป

      “ปลั๊กมันหลุด หรือไม่ก็มีใครไปถอดออกตอนพักเที่ยงละมั้งครับ”

      “ใครมันจะไปถอดออกสุ่มสี่สุ่มห้า”

      “สงสัยหาที่ชาร์ตแบตมือถือไม่ได้ละมั้ง”

      “ช่างเถอะ” กรรณิการ์ถอนหายใจเบาๆ “เดี๋ยววีร์ไปเก็บของในห้องคอนโทรลเอาไปไว้ที่ห้องชมรมได้เลยนะ นี่เหลือแค่ถ่ายรูปรวมแล้วก็ไม่มีอะไรแล้ว บนเวทีเดี๋ยวให้คนที่เหลือช่วยขนกลับไปเอง”

      “ได้ครับ” วีร์รับคำกรรณิการ์แล้วก็เดินขึ้นไปยังห้องควบคุมที่อยู่ด้านหลังสุดของหอประชุม เขารวบรวมสัมภาระบางส่วนที่เอามาฝากไว้ที่ห้องควบคุมเพราะไม่ได้เอาไปใช้งาน แล้วก็เดินออกไปทางด้านหลังหอประชุมเพื่อไปยังห้องชมรมทันที


[อ่านต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
      “โน้นไง ไอ้วีร์มาแล้ว”

     ศศิทัศน์โบกมือเรียกให้วีร์รู้ว่าพวกเขากำลังรวมตัวนั่งกันอยู่ทางนี้ กลุ่มคนที่นั่งอยู่ด้วยกันนั้นมีทั้ง สุรศักดิ์ พระยศ นพชัยและชัยทิศ ที่ใส่เสื้อโปโลสีขาว และมีคนที่ใส่เสื้อโปโลสีน้ำเงินอย่าง คุณกรและวีรมาตุ และคนที่ใส่ชุดธรรมดามาอย่าง ไมตรีจิต และชัชวาล

     โล่รางวัลของวีรมาตุทั้งสามชิ้นถูกส่งต่อผ่านมือผ่านตาไปจนครบทุกคน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คนแรกที่ได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่นพร้อมกันหลายสาขาวิชา แต่ก็เป็นคนที่รับมากที่สุดในปีนี้

      “เฮียพลาดไปหนึ่งวิชานะ ไม่งั้นจะได้บันทึกประวัติศาสตร์เป็นอีกคนที่ได้สี่ใบ” นพชัยเอ่ยปากออกก่อน

      “มันยังมีคนได้มากกว่านี้อีกเหรอ” วีร์นั่งลงรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ

      “มี ลูกบ้านย่าเล็กชื่อพี่อัด แต่ชื่อจริงชื่ออะไรแล้วหว่า” ชัยทิศทำท่าทางพยายามนึก แล้วก็หันไปถามนพชัย “มึงนึกออกมั้ย”

     อีกฝ่ายส่ายหน้าตอบกลับ

      “นั่นแหละ พี่อัดได้สี่วิชา เมื่อก่อนตอนเด็กๆพ่อกับแม่กูเลยชอบให้พี่อัดมาติวหนังสือให้พวกกูบ่อยๆ”

      “แล้วตอนนี้พี่เขาไปไหนวะ” สุรศักดิ์ถามคู่แฝด

      “พี่เขาเรียนจบแล้วก็ไปทำการทำงานแล้วสิ” “จะเอาเวลาว่างที่ไหนมาสอนพวกกู”

      “มิน่า...” พระยศพึมพำเบาๆ แต่ก็ทำให้คู่แฝดเหล่ตามามอง

      “เอาน่ะ ได้มาสามวิชานี่ก็เท่สุดๆแล้ว ใช่มั้ยน้องวีร์” ไมตรีจิตตบหลังวีร์เบาๆ

      “มันต้องมีรางวัลให้แล้วนะ แบบนี้” ชัชวาลศอกใส่วีรมาตุ ทำให้เจ้าตัวยิ้มเขินๆออกมา

      “มันต้องมีด้วยเหรอ” วีร์ขมวดคิ้วนึกสงสัย

      “ต้องมีสิ แค่วิชาเดียวนี้ก็ไม่ใช่ได้มาง่ายๆนะ นี้ได้มาสามเลย” ไมตรีจิตย้ำอีกครั้ง

     วีร์มองหน้าสลับไปมาระหว่างไมตรีจิตและชัชวาล แล้วก็ล้วงมือไปในกระเป๋าเสื้อของเขา หยิบลูกอมออกมาชิ้นหนึ่งยื่นให้วีรมาตุ

      “ให้”

     คำสั้นๆแต่สร้างเสียงโห่ร้องจากคนรอบข้างได้ไม่น้อย แต่สำหรับวีรมาตุแล้วลูกอมชิ้นนั้นหาได้ใช่รางวัลไม่ เป็นรอยยิ้มของคนที่หยิบยื่นให้ต่างหาก

      “หึๆ อุตส่าห์เรียนเทียบตาย สุดท้ายได้ลูกอมชิ้นนึง” ชัชวาลแสร้งทำเป็นกระซิบข้างๆหูวีรมาตุ แต่เสียงก็ดังพอได้ยินกันทุกคน

      “โอ้ย ใครเขาจะให้กันต่อหน้าคนอื่นๆละมึง เขาต้องไปให้กันสองต่อสองดิวะ” ไมตรีจิตร่วมผสมโรง

      “นี่ น้อยๆหน่อยพวกมึง เกรงใจญาติผู้ใหญ่ของน้องมันอย่างกูบ้าง” คุณกรกำลังโบกโล่เกียรติบัตรแทนพัดคลายร้อนให้กับตัวเอง แท้จริงแล้วก็คือต้องการโอ้อวดว่าเขาเองก็ได้รางวัลนักเรียนดีเด่นด้วยเช่นกัน

      “แค่น้องชายพี่สะใภ้ละวะ ทำมาเป็นเบ่ง” ไมตรีจิตแย่งโล่ในมือของคุณกรมาดู “แค่ได้เต็มวิชาเพศศึกษาไม่ต้องเอามาอวดก็ได้มั้ง”

      “เขาเขียนว่าพละศึกษาโว้ย” คุณกรแย่งโล่ของเขากลับมา กระนั้นคุณกรก็ไม่ได้แก้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับวีร์ให้คนอื่นๆเข้าใจตรงกัน อันที่จริงในบรรดากลุ่มคนเหล่านี้ก็เห็นจะมีแค่เขาและวีร์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาเป็นน้าแท้ๆของวีร์

      “ใครมันจะไปคิดว่าว่ามึงจะได้กับเขาด้วย” ชัชวาลยกมือขึ้นป้องโล่รางวัลที่คุณกรเงื้อขึ้นเหนือศีรษะ “อย่าเพิ่งเข้าใจผิด กูรู้ว่ามึงท๊อปภาคปฏิบัติ แค่ไม่คิดว่ามึงจะเก็บภาคทฤษฎีได้ด้วย”

      “กูเก่ง” คุณกรยักไหล่ตอบเพียงสั้นๆ

      “แล้วทำไมไม่เก่งให้ได้ทุกวิชาละวะ” ไมตรีจิตถาม

      “กูไม่ใช่ไอ้วี”

      “แล้วนี่ก็นั่งจ้องแต่มือถือ แอบนัดอะไรกับน้องรึไง” ทันทีที่ไมตรีจิตเอ่ยปากออกมา ทุกคนรอบโต๊ะต่างหันมองทั้งวีรมาตุและวีร์ที่ต่างก็ก้มหน้ามองดูโทรศัพท์ของตัวเองอยู่

      “แอบนัดไปไหนกันวะ” ชัชวาลถามย้ำอีกทั้ง

      “กูคุยกับม้า”

      “ม้าที่หมายถึงม้าทูนหัวอะนะ”

      “ม้าที่หมายถึงเมียป๊า โอเคมั้ย” วีรมาตุตอบกลับด้วยน้ำเสียงและท่าทางปกติไม่ได้ติดรำคาญอะไรกับการแซวของเพื่อนๆ อาจจะเป็นเพราะว่าติดพันกับการคุยในโทรศัพท์ เลยไม่ทันได้สนใจตามเรื่องราวที่คนอื่นๆกำลังพูดคุยกันอยู่ หลายคนจึงยังไม่เชื่อเท่าไรนัก และเมื่อต่างก็หันไปมองวีร์

      “ผมคุยกับพี่เพชรอยู่”

      “จะนัดไปตีเทนนิสกันอีกเหรอ” เมื่อชื่อชองพีรพัชร์หลุดออกมา ศศิทัศน์ก็รีบหาข้อมูลเพื่อวางแผนในทันที

      “เปล่า พี่เพชรถามทางว่ากูอยู่ไหน”

      “ถามทำไม”

      “เห็นว่าอยู่หน้าโรงเรียนแล้ว จะเข้ามาหา”

      “เข้ามาทำไมวะ” ในตอนนี้คนที่สงสัยไม่ได้มีแค่ศศิทัศน์เท่านั้น คนอื่นๆก็เริ่มมีท่าทางใคร่รู้ไปด้วย แม้ว่าจะพยายามรักษาอาการของตัวเองให้เป็นปกติ แต่ใบหูกางออกพร้อมรับคลื่นเสียงตลอดเวลา

      “ไม่รู้เหมือนกัน... โน้นไงมาแล้ว” วีร์ชี้นิ้วไปทางด้านหน้าของเขา พร้อมกับโบกมือขึ้นสูงให้พีรพัชร์เห็น

     เด็กหนุ่มรูปงามสูงยาวเข่าดีหน้าคมผิวเข้มเดินสะพายกระเป๋าใบใหญ่ตรงมาที่ที่วีร์และพองเพื่อนนั่งรวมตัวกันอยู่

      “ไอ้คนนี้เหรอชื่อเพชร” ไมตรีจิตกระซิบถามวีรมาตุ ซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้ารับ

      “สู้ไหวมั้ยมึง” ชัชวาลก็กระซิบถามด้วยเช่นกัน

      “มันต้องสู้สิวะ ยอมแพ้ได้ที่ไหนกัน” ไมตรีจิตย้ำความมั่นใจให้เพื่อนของเขา

     ส่วนคุณกรไม่ได้ปริปากอะไร เพียงแต่มองดูผู้มาใหม่อย่างพินิจพิจารณา

      “หาเจอยากมั้ย” วีร์ถามทันทีที่พีรพัชร์เดินมาหยุดข้างๆเขา

      “ก็งงๆนิดหน่อย” พีรพัชร์ตอบกลับพร้อมมองดูคนรอบที่มีทั้งเคยหน้าค่าตากันบ้างและคนที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน

      “อ่า... พี่เพชรรู้จักเพื่อนๆวีร์แล้วใช่มั้ย” พีรพัชร์พยักรับและทักทายเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับวีร์ “แล้วก็เฮียวี รู้จักกันอยู่แล้ว ส่วนคนอื่นๆก็ เฮียไมค์ เฮียชัช แล้วก็เฮีย... หมู” วีร์แนะนำคนอื่นๆที่พีรพัชร์ยังไม่รู้จัก ส่วนคนสุดท้ายนั้น วีร์เองก็ไม่แน่ใจว่าควรจะแนะนำอย่างไรดี

      “จะเรียกยังไงก็ได้ หมูแบบไอ้พวกนี้ก็ได้ หรือจะเรียกคุณก็ได้ กูได้หมด” คุณกรยักไหล่แบบไม่ใส่ใจ เขาเคยชินกับชื่อเล่นที่เพื่อนๆมอบให้ เพราะมันกลายเป็นคำเรียกติดปากที่รู้กันไปจนทั่วโรงเรียน ไม่เว้นแม้กระทั่งเหล่าอาจารย์ ชื่อคุณคงเหลือแต่คนที่บ้านเรียนขานกันเท่านั้น

      “ยินดีที่ได้รู้จักกันทุกคน”

      “รู้จักกันไว้ก่อนดีแล้ว เดี๋ยวพี่เพชรกับเฮียหมูก็ไปเรียนคณะเดียวกันนิ”

      “เหรอ” ทั้งคุณกรและพีรพัชร์เปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน

      “นายเข้าด้วยโควตาอะไรเหรอ” พีรพัชร์ชิงถามคำถามก่อน

      “ฟุตบอล มึงละ” คุณกรตอบด้วยภาษาที่ย่นระยะความสนิทสนมให้ใกล้ชิดขึ้น

      “เทนนิส”

      “เทนนิสเขาคัดตัวไปรึยัง” คุณกรถามกลับอีกครั้ง

      “ยังเลย แข่งกันเดือนหน้า แล้วของฟุตบอลละคัดไปยัง”

      “ผ่านชุดแรกแล้ว เหลือคัดออกอีกทีเดือนหน้าเหมือนกัน”

      “พวกมึงคุยเรื่องอะไรกันเนี่ย” ไมตรีจิตพูดแทรกกลางวงสนทนาขึ้น

      “ไอ้พวกเรียนหมอจะไปเข้าใจอะไร พวกกูเนี่ยต้องดิ้นรนพยายามติดทีมมหาลัยให้ได้ ถึงจะได้สิทธิ์ปรับเกณฑ์ตัดเกรดใหม่” คุณกรอธิบายให้ฟัง

      “มันเป็นยังไงอะเฮียหมู” สุรศักดิ์ถาม

      “พวกมึงรู้กันอยู่แล้วใช่มั้ยว่าม.เนี่ยะ ที่พวกกูจะไปเรียนเนี่ย ตัดเกรดแบบไหน” คุณกรหันไปถามพวกเด็กๆ

      “ก็ผ่านไม่ผ่านไง” สุรศักดิ์ตอบแต่ยังทำหน้างงสงสัย เขารู้เขามหาวิทยาลัยที่พวกรุ่นพี่เข้าไปเรียนต่อนั้นไม่ได้มีแบ่งผลการเรียนเป็นระบบ 4-0 หรือ A-F แต่มีแค่ ผ่านและไม่ผ่าน

      “ถูก มีแค่ผ่านไม่ผ่าน แต่จะผ่านต้องได้คะแนนสะสม 75% ขึ้น ถ้าต่ำกว่านั้นแต่ไม่ต่ำกว่า 65% ยังจะพอได้สิทธิ์ขออนุปริญญาอยู่ แต่...” คุณกรเว้นจังหวะเพื่อเน้นย้ำประเด็นที่ต้องการจะพูด “อย่างพวกกูเนี่ยถ้าสามารถติดทีมกีฬามหา’ลัยได้ และทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง เกณฑ์ตัดเกรดของพวกกูจะเหลือแค่ 60% เก็ตมั้ย”

      “มันลงมาได้ขนาดนั้นเลยเหรอเฮีย” หนึ่งในคู่แฝดเป็นคนถาม

      “ใช่ แต่ก็นะ ก็ต้องสามารถอยู่ในทีมมหา’ลัยได้ไปจนจบ แล้วก็ต้องทำผลงานได้ด้วย ไม่งั้นก็กลับเข้าเกณฑ์ปกติ”

      “ทำไมมันโหดอย่างงั้นอะ” วีร์ได้ฟังแล้วก็นึกหวั่นๆอยู่ในใจ

      “น้องวีร์ไม่เคยได้ยินเหรอ คำขวัญของมหา’ลัย ‘บัณฑิตผู้มีความรู้ระดับบัณฑิตศึกษา’ แปะอยู่ตึกหน้าสุดอะ” ไมตรีจิตพูดเน้นย้ำคำขวัญของมหาวิทยาลัยให้ชัดเจน ประโยคสั้นๆง่ายๆแค่มีความหมายลึกซึ้งและทรงพลัง

      “เหมือนจะเคยเห็นอยู่นะ” วีร์ทำท่าทางนึกไปด้วย

      “นั่นแหละ จะจบที่นี่ได้ต้องมีเจ๋งจริงๆเท่านั้น”

      “เฮียว่าถ้าน้องวีร์ได้ลองเข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายใน น้องวีร์อยากเรียนที่นี่แน่ๆ” วีรมาตุยิ้มให้กับคนตรงหน้า

     เหมือนบรรยากาศรอบตัวกำลังพาไป เสียงทุ้มนุ่มลึก สายตาสองเราประสานกันประหนึ่งว่าโลกนี่มีแค่เราสองคน และกำลังจะไปได้สวย

      “นี่วีร์ เย็นนี้ว่างมั้ย” เสียงของพีรพัชร์ดังขึ้นมา จนทำให้หลายๆคนแอบร้องฮึดฮัดเบาๆไปตามๆกัน

      “อ่า...” แล้ววีร์ก็ส่ายหน้า

      “อ้าวจะไปไหนเหรอ” พีรพัชร์ชะงักกับท่าทางของวีร์ไปเล็กน้อย

      “พี่ธีร์เขาจะไปกินอาหารนอกบ้านกัน นี่เดี๋ยวเลิกงานแล้วเขาจะวนมารับ”

       “อ้าว ไม่ได้ไปมาเมื่อวานเหรอ” พีรพัชร์นิ่วหน้าคิดอะไรหลายๆอย่าง

       “ก็ติดใจอยากกินอีก พี่เพชรมีอะไรรึเปล่า” วีร์เห็นท่าทางของพีรพัชร์แล้วก็คิดว่าอีกฝ่ายของเรื่องสำคัญจริงๆ

      “ก็พี่จะเอาแร็กเก็ตไปขึ้นเอ็นใหม่ ก็กะว่าจะมาให้วีร์พาไปร้านที่เราบอกน่ะ”

      “อ้าว แล้วทำไมไม่บอกก่อนละพี่เพชร”

      “แต่พี่ถามเราตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะว่าเราว่างรึเปล่า”

      “ใช่ แต่พี่เพชรไม่ได้บอกนิว่าจะไปไหน”

      “โอเค งั้นพี่พลาดเอง” พีรพัชร์พ่นลมหายใจออกมา

      “น้องวีร์” วีรมาตุเรียกคนตรงหน้าเพราะดูเหมือนว่าลูกสักหลาดจะถูกตีโต้ไปมาอยู่หลายครั้งจะกระเด็นออกสนามจนเกมต้องหยุดพักไปก่อนแล้ว กอปรกับเท้าของเขาที่ถูกสะกิด เขี่ย เหยียบ กระทืบ จากน้องน้องชายตัวดีไม่หยุดหย่อน กระตุ้นให้เขาต้องออกตัวบ้าง

      “ครับเฮีย” วีร์หันมาตอบรับ

      “เอ่อ... ร้านที่เพชรเขาว่ามันอยู่ที่ไหนเหรอครับ” วีรมาตุมองสลับไปมาระหว่างวีร์และศศิทัศน์ที่กำลังทำสีหน้าลุ้นไปด้วยว่าพี่ชายของเขาทำได้ดั่งใจเขาหรือเปล่า

      “อยู่ข้างร้านดนตรีที่อยู่หน้าห้างนั่นแหละครับ”

      “เหรอ... แล้วเดี๋ยวพี่ธีร์จะมารับกี่โมงเหรอครับ”

     วีร์มองดูเวลาจากโทรศัพท์ของเขาก่อนที่จะตอบ

      “น่าจะอีกสัก... ชั่วโมงครึ่งได้มั้งครับ กว่าจะเลิกงาน กว่าจะขับรถมานี่อีก”

     วีรมาตุเหล่ตาไปมองศศิทัศน์อีกครั้ง ซึ่งอีกฝ่ายแทบจะลุกขึ้นมาตอบแทนเขาเสียให้ได้ ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนๆของเขาที่แอบๆสะกิด เขี่ย ศอก สารพัดที่จะทำได้

      “เอางี้มั้ย วันนี้เฮียเอารถมา เราออกไปที่ห้างกันเลยก็ได้ แล้ววีร์ก็บอกพี่ธีร์ว่าไปเจอกันที่โน้นไม่ต้องวนรถมาแถวนี้อีก”

     วีร์หันมองสลับไปมา พีรพัชร์มีท่าทางว่าเขาจะเอาอย่างไรก็ได้ ศศิทัศน์หยักหน้าหงึกๆให้เขาตกลง ส่วนวีรมาตุก็แค่ยิ้มอย่างปกติ

     เมื่อเห็นว่าไม่มีพูดอะไรออกมา

      “งั้นเอาตามนี้ ทุกคนแยกย้ายกลับบ้านได้” ไมตรีจิตตัดสินใจแทนคนอื่นๆ

      “เรื่องหอพัก เดี๋ยวค่อยไลน์นัดกันว่าจะไปวันไหน” ชัชวาลตบบ่าวีรมาตุและลุกขึ้นยืนตามคนอื่นๆ

      “งั้นเฮียครับ ขอพวกผมติดรถไปด้วยได้มั้ยครับ” “ว่าจะไปแวะร้านเกมร้านใหม่สักหน่อย” คู่แฝดนพชัยและชัยทิศยืนก้มตัวเล็กน้อย ฝ่ามือทั้งสองข้างกุมเข้าหากัน พยายามขยายดวงตาให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ แต่มันไม่ได้ออกมาดูน่ารักอะไรเลย

      “ไปน่ะ ไปได้ แต่อย่าลืมบอกคนขับรถของเราด้วยว่าให้ไปรับที่ไหน” วีรมาตุพยักหน้าอนุญาต

      “งั้นก็ แยกย้ายกันครับทุกคน กูก็จะกลับบ้านแล้ว”

      “หึๆ คุณพระยศครับอย่าคิดว่าพวกผมไม่รู้นะครับ” สุรศักดิ์ใหญ่ในลำคอที่พยายามทำให้น่ากลัว แต่ฟังแล้วน่าสยดสยองเสียมากกว่า “บ้านคุณพระยศ อยู่โต๊ะทางนู้นเหรอครับ”

     ทุกคนหันมองไปตามทางที่สุรศักดิ์ชี้นิ้ว ก็เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งตามลำพังห่างออกไปสี่โต๊ะ แม้ว่าจะรวมผมไว้เรียบร้อยพร้อมกับทักเป็นหางเปียแต่ก็ยังคงเห็นลักษณะของเส้นผมหยิกหยอยอย่างชัดเจน แว่นที่เธอกำลังสวมอยู่เพราะกำลังตั้งใจอ่านอะไรบางอย่าง

      “กลับบ้านไง กลับบ้าน” พระยศยังยืนยันคำเดิม แต่สุดท้ายก็เดินไปหาเด็กสาวคนนั้น

      “ไม่น่าเชื่อว่าความรักจะทำให้คนเปลี่ยนไปขนาดนี้” สุรศักดิ์มองดูเพื่อนของเขานั่งลงตรงหน้าเด็กสาวคนนั้น

      “ลองมีสักทีเดี๋ยวก็รู้” คุณกรยืนมองอยู่ด้วยเช่นกัน

     ทั้งสองคนหันมามองหน้ากัน สายตาต่างจ้องไปที่นัยน์ตาของอีกฝ่าย ริมฝีปากเหยียดขึ้นมานิดหน่อยเพราะเหมือนว่าต่างก็นึกขึ้นมาได้ว่าต่างคนต่างถูกใจหญิงสาวคนเดียวกัน ลมหายใจจึงถูกพ่นฮึดฮัดออกมาพร้อมกัน แต่เมื่อหันมองรอบตัวกลับว่าเหลืออยู่แต่พวกเขาแค่สองคนเท่านั้น


*****


      “วีร์บอกพี่ธีร์แล้วใช่มั้ย” วีรมาตุเอ่ยปากถามในตอนที่ทุกลุกออกจากรถกันหมดแล้ว

     รถยนต์หนึ่งคันนั่งรวมกันมาหกคน ทุกคนลงความเห็นว่าพวกเด็กโตทั้งสองไปนั่งตอนหน้า ส่วนพวกเพื่อนทั้งสี่คนจะไปนั่งด้านหลัง เป็นไปตามความคิดของศศิทัศน์ เพราะว่าจะให้วีร์ไปนั่งด้านหน้าคู่กับวีรมาตุก็อาจจะมีเสียงหนึ่งคัดค้านขึ้นมา หรือจะให้คู่พี่น้องนั่งตอนหน้า ศศิทัศน์คงไม่เอาด้วยแน่ถ้าจะให้วีร์ไปนั่งกับพีรพัชร์ ดังนั้นวิธีของเขาจึงเหมาะสมที่สุด

      “บอกแล้วครับ พี่ธีร์บอกว่าจะโทรมาบอกตอนมาถึง”

     นพชัยและชัยทิศนั้นขอแยกตัวทันทีที่ลงจากรถ จึงเหลือสี่คนที่ยังเดินเกาะกลุ่มกันอยู่

      “จริงๆเฮียส่งแค่ตรงหน้าห้างก็ได้นะ ไม่เห็นต้องวนเข้ามาจอดให้เสียเวลา”

     วีรมาตุดูอ้ำอึ้งไปเพราะยังไม่ทันได้คิดเหตุผลว่าเขาจะมาทำอะไรที่นี่

      “ม้ากูฝากให้มาซื้อของอยู่แล้ว ทางเดียวกันไปด้วยกัน” ศศิทัศน์รีบอธิบายในทันที

      “เหรอ” วีร์พูดสั้นและหรี่ตามองคนข้างๆ

      “ประหยัดพลังงาน” ศศิทัศน์ยิ้มรับแบบไม่สะทกสะท้าน “เออใช่ เฮีย เดี๋ยวอั๊วไปดูของให้ม้าก่อนนะ ลื้อเดินไปกับไอ้วีร์ก่อนก็ได้ เสร็จแล้วเดี๋ยวอั๊วค่อยโทรบอกลื้อนะ” ว่าแล้วศศิทัศน์ก็รีบปลีกตัวเองออกไปในทันที ไม่ทันรอให้ใครได้ส่งเสียงอะไรออกมาได้ก่อน

     ทั้งสามคนจึงมองหน้ากันไปมา

      “งั้น...” วีร์เกาปลายคางเบาๆแก้เก้อ “เราก็เดินไปที่ร้านด้วยกันก็แล้วกันนะครับ”

     น้องว่าไงพี่ก็ว่างั้น

     ทั้งวีรมาตุและพีรพัชร์ต่างก็ยิ้มและพยักรับด้วยกันทั้งคู่ แล้วทั้งสามคนก็เดินไปจนถึงประตูหน้าห้างสรรพสินค้า จากนั้นก็เดินลัดเลาะไปตามทางอีกไม่ไกลนักก็ถึงร้านเครื่องดนตรีถัดจากนั้นก็เป็นร้านขายเครื่องกีฬา

     วีร์เดินนำทุกคนเข้าไปด้านในร้าน

     ภายในร้านมีทั้งชุดกีฬา อุปกรณ์กีฬา และอุปกรณ์เสริมสำหรับกีฬาเกือบทุกประเภทที่สามารถเล่นได้ในประเทศไทย ทั้งในร่มและกลางแจ้ง

     วีร์เดินลิ่วๆเข้าไปจนถึงชั้นวางเส้นเอ็นสำหรับแร็กแก็ตของทุกประเภทกีฬา วีร์และพีรพัชร์ช่วยกันเลือกชนิดของเส้นเอ็นที่เหมาะสมกับรูปแบบการเล่นของพีรพัชร์ และน้ำหนักในการขึงของเส้นเอ็นแต่ละชนิด ซึ่งเป็นบทสนทนาที่วีรมาตุไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองแทรกเข้าไปตอนไหนได้ จึงได้แต่ยืนดูอยู่เฉยๆ

     แต่ก็ไม่ได้ถอยห่างไปไหนไกล

      “ว่าไง” วีรมาตุรับโทรศัพท์ จึงขยับตัวออกมาเล็กน้อยจนวีร์หันมามองครู่หนึ่ง

     ปลายสายกำลังพูดอะไรบางอย่าง

      “อ้าว เดี๋ยวสิ” แล้ววีรมาตุก็ดึงโทรศัพท์กลับมา ก็พบว่าสัญญาณถูกตัดไปเสียแล้ว

      “มีอะไรรึเปล่าเฮีย”

      “ไอ้ตี๋เล็กไลน์คอลมาบอกว่าซื้อของเสร็จแล้ว แล้วก็กลับแล้วด้วย บอกจะรีบกลับเอาของไปให้ม้า” นั่นคือสิ่งศศิทัศน์พูดแจ้วๆให้วีรมาตุฟังก่อนที่จะตัดสายไป

     วีร์จึงได้แต่ส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วก็หันกลับไปเลือกเส้นเอ็นกับพีรพัชร์ต่อ

     จนกระทั่งหาข้อสรุปได้ พีรพัชร์จึงแยกตัวออกไปคุยกับพนักงานของร้าน เหลือวีร์และวีรมาตุที่เดินเล่นดูสินค้าต่างๆภายในร้านไปเรื่อยเปื่อย หยิบโน้นนี่นั่นมาลองกับตัวเองบ้างลองกับอีกฝ่ายบ้าง

     มากันสามคนแต่เหมือนมาเดตกันต่อหน้าต่อตา

     พีรพัชร์เดินไปรวมกลุ่มกับอีกสองคนทันทีที่เจรจาตกลงกับพนักงานในร้านได้

      “ไง ดูอะไรกันอยู่”

      “เสร็จแล้วเหรอพี่เพชร กำลังดูสายคล้องแว่นอยู่เลย ว่าจะเปลี่ยนอันใหม่” วีร์กำลังถือสายคล้องขาแว่นอยู่สองสามชิ้น

      “แล้วเอาแว่นมาด้วยเหรอ มันจะเสียบขาได้รึเปล่า” พีรพัชร์เอ่ยทักไปเสียก่อน

      “เห็นมั้ย เฮียก็บอกแล้วว่าค่อยมาดูวันหลังก็ได้ ยังไม่รีบเปลี่ยนไม่ใช่เหรอ” วีรมาตุเอ่ยทักอีกคน

      “แต่ลายมันสวยดี กลัวหมดซะก่อน” วีร์ยังคงสองจิตสองใจวางสายคล้องแว่นในมือทั้งสองข้างไม่ลง

      “อย่าเสียดาย ถ้าเกิดมันเสียบไม่ได้ขึ้นมาก็เสียเงินไปเปล่าๆ แล้ววันหลังอาจจะมีลายใหม่ที่ถูกใจกว่าก็ได้”

      “พี่ก็เห็นด้วยนะ คราวหลังอาจจะเจอแบบที่ดีกว่าก็ได้”

     ใช่ พวกเขากำลังพูดถึงสายคล้องแว่น

     เมื่อเจอคำพูดรุ่นพี่ทั้งสองคนพูดไปในทางเดียวกันเข้าไป วีร์ก็เลยต้องตัดใจวางสายคล้องแว่นไว้ที่เดิมของพวกมัน แต่ก็ยังไม่วายกวาดสายตามองดูอีกครั้ง ก่อนที่จะหันหลังกลับ

      “แล้วต้องทำอะไรอีกมั้ย พี่เพชร”

      “เขาบอกว่าค่อยมาเอาเย็นวันมะรืนโน้น ช่วงนี้เขาบอกว่าคิวยาว เลยต้องรอหน่อย”

      “งั้นก็เดินกลับห้างเลยมั้ย หรือพี่เพชรจะไปไหนต่อ” วีร์ว่าแล้วก็เดินนำทุกคนออกมาจากร้านเพื่อเดินกลับไปที่ห้างสรรพสินค้า

      “ก็ไม่มีแล้วนะ”

      “งั้นก็... อืมม เดี๋ยววีร์ไปถ่ายรูปราคาสายคล้องไว้ก่อนดีกว่า แป๊ปนึงนะ” วีร์รีบกลับเข้าในในร้านโดยทันที

      “เดี๋ยววีร์...” วีรมาตุเรียกอีกฝ่ายไม่ทัน จะบอกว่าเขาถ่ายป้ายราคาเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว

      “ช่างเถอะเดี๋ยวก็ออกมา ปกติก็อย่างนี้แหละ ยังตัดใจไม่ลง” พีรพัชร์มองดูวีร์ที่กำลังเดินไล่ไปตามที่ต่างๆภายในร้านจนเจอของที่เขาต้องการ

      “ใช่ บางทีเดินเลือกดูอยู่ตั้งนาน ถ้าชอบใจก็หยิบวางๆอยู่อย่างนั้นแหละ” วีรมาตุเก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋ากางเกงของเขา พลางนึกไปถึงตอนที่เขาขอให้วีร์ช่วยเลือกซื้อของขวัญให้คุณกร

      “นายดูจะรู้จักน้องดีเหมือนกันนะ” พีรพัชร์เอ่ยปากโดยที่สายตาของเขายังคงมองวีร์อยู่

      “ก็พอสมควร นายละ” วีรมาตุเองก็ยังไม่ละสายตาไปไหน

      “ก็รู้จักกันตั้งแต่เด็กๆ รู้จักก่อนแฟนเก่าน้องอีก”

      “เราก็เคยเห็นน้องตั้งแต่เด็ก แค่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าน้องเป็นใคร”

      “รู้จักคนที่บ้านน้องเขาด้วยนะ”

      “เราก็รู้จัก ยังเคยไปกินข้าวด้วยกันบ่อยๆ”

     สถานการณ์ภายนอกร้านเริ่มตึงเครียดขึ้นมา

      “พ่อแม่เราก็รู้จักกับน้องดีนะ”

      “ป๊ากับม้าเรา...” วีรมาตุนิ่งไป เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าจนถึงตอนนี้วีร์และพ่อกับแม่ของเขายังไม่เคยได้พบเจอกันเลย เท่าที่เขารู้ ณ ตอนนี้ วีร์รู้จักกับที่บ้านของสุรศักดิ์ เคยไปบ้านของนพชัยและชัยทิศ เคยเจอแม่ของพระยศ แต่กับพ่อและแม่ของเขาและศศิทัศน์ยังไม่มีโอกาสได้เจอกัน

     พีรพัชร์นึกยิ้มอยู่ในใจ พยายามไม่แสดงออกมากนัก

     ในตอนนั้นวีร์ก็เดินมาพอดีและยิ้มให้กับเด็กหนุ่มทั้งสองคน

      “เสร็จแล้ว เราไปกันเลยมั้ย”

      “โอเค แต่เราคงไปกันแค่สองคนนะ เมื่อกี้เห็นมีโทรศัพท์มาตามตัวเขาให้รีบกลับ” พีรพัชร์รีบชิงพลิกความได้เปรียบมาเป็นของตัวเองก่อน

      “อ้าว เหรอครับ เฮีย”

     วีรมาตุรู้สึกว่าตัวเองจะก้าวพลาดไปเสียหน่อย คงเพระว่าเขาไม่ทันระวังว่าอีกฝ่ายจะมาไม้นี้ได้ แต่เขาก็ไม่ได้รู้จักตัวตนอีกฝ่ายมากพอให้เตรียมตัวตั้งรับได้ทัน จึงได้แต่พยักหน้ารับ

      “แต่รถเฮียจอดอยู่ที่ห้างนิ งั้นก็เดินกลับกันเลยมั้ย” วีร์หันมองทั้งสองหนุ่มแล้วก็ออกเดินไปในทันที

     พีรพัชร์หันมายิ้มให้กับวีรมาตุ ศึกนี้เขาขอรับชัยชนะไปก่อน แล้วเขาก็เดินตามวีร์ไป ส่วนวีรมาตุก็ได้แต่ถอนหายใจเดินตามไปทีหลังสุด

     มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา

      “ว่าไง พี่ธีร์ถึงแล้วเหรอ” วีร์กดรับวิดีโอคอล

      (เปล่า ตอนนี้อยู่โรง’บาล)

      “หือ ทำไมไปอยู่โรง’บาลได้อะ” วีร์ขมวดคิ้วเข้าหากัน เมื่อสังเกตดูดีๆก็เห็นว่าบรรยากาศโดยรอบของอีกฝั่งเป็นที่นั่งรอภายในคลินิกของโรงพยาบาล

      (วาเขาหน้ามืด พี่เลยพามาหาหมอก่อน)

      “แล้วเป็นอะไรมากมั้ย”

      (กำลังรอพบหมออยู่ ยังไม่รู้เลย แล้วนี่วีร์อยู่ไหน)

      “อยู่ที่ห้าง กับเฮียวีแล้วก็พี่เพชร” วีร์หันกล้องโทรศัพท์ให้ธีร์เห็นเด็กหนุ่มทั้งสองคน ตอนนี้พวกเขาเดินผ่านประตูห้างสรรพสินค้าเข้าไปแล้ว

      (เหรอ วันนี้คงไม่ได้ไปกินแล้วนะ พี่ว่าจะหาซื้ออะไรก่อนเข้าบ้าน วีร์จะหาอะไรกินก่อนมั้ยหรือให้พี่ซื้อไปเผื่อด้วย)

      “แล้วยังอยู่โรงพยาบาลอีกนานมั้ยอ่า”

      (น่าจะอีกสักพักเลยมั้ง)

     วีร์มีสีหน้าครุ่นคิดว่าเขาจะเอาอย่างไรดี ทางฝั่งของพีรพัชร์คิดหวังให้วีร์เลือกหาอะไรกินก่อนซึ่งหมายถึงเขาและวีร์จะได้กินอาหารด้วยกันก่อนกลับแค่สองคน เพราะเขาได้ดักทางอีกฝ่ายไว้ก่อนแล้ว ส่วนวีรมาตุนั้น...

      “น้องวีร์จะไปที่โรงพยาบาลเลยมั้ย ยังไงก็ทางผ่านไปบ้านเฮียอยู่แล้ว”

     ทั้งวีร์และพีรพัชร์หันไปมองวีรมาตุพร้อมกัน ในใจของพีรพัชร์คิดไม่ถึงว่าจะมีทางเลือกนี้เกิดขึ้นมา แถมยังเป็นหนทางที่เขาช่วยกรุยไว้ให้เสียด้วย

      (เอาไงวีร์) เสียงของธีร์เรียกความสนใจของวีร์กลับไปที่โทรศัพท์

     วีร์ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง

      “งั้นเดี๋ยววีร์ไปที่โรง’บาลนะ”

      (โอเค แล้วเดี๋ยวเจอกัน)

      “ครับ” วีร์กดจบการสนทนา “งั้น เดี๋ยววีร์ไปกับเฮียวีนะ พี่เพชรกลับเองได้ใช่มั้ย”

     ถึงพีรพัชร์จะไม่อยากกลับไปคนเดียว แต่ว่าทางเลือกของเขามีเพียงแค่นี้ จึงได้แต่พยักหน้ารับ

      “งั้นวีร์ไปก่อนนะ เดี๋ยววันซ้อมค่อยนัดกันอีกทีนะพี่เพชร”

      “โอเค”

     พีรพัชร์มองดูวีร์และวีรมาตุรีบเดิบไปที่ลิฟต์โดยสารเพื่อขึ้นไปยังชั้นที่วีรมาตุจอดรถยนต์ไว้ พลางนึกทบทวนในใจนี่ทำผิดพลาดอะไรตรงไหน ทำไมถึงได้ออกมาในรูปแบบนี้ และที่สำคัญเขาเพิ่งจะประกาศตัวเป็นคู่แข่งกับวีรมาตุอย่างโจ้งแจ้งไปไม่ใช่หรือไง


*****


yobortsa:
(สติกเกอร์ถอนหายใจ)
วิธู:
เป็นไรนิ
yobortsa:
ได้เจอก็เหมือนไม่ได้เจอ
วิธู:
เป็นอะไร ว่ามา
yobortsa:
ป่าว บ่นเฉยๆ


*****

ending music inspired by คริสติน่า อากีล่าร์พลิกล็อค


[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 7 มันเพิ่งจะเริ่มต้น


     เช้าวันแรกของการเรียนในปีการศึกษาใหม่ก็เริ่มต้น แม้ว่าวันนี้วีร์มาถึงโรงเรียนช้ากว่าปกติไปสักหน่อย แต่เขาเดินเข้าโรงเรียนไปพร้อมกับนักเรียนคนอื่นๆอีกหลายคน  ยังทันพอจะได้ยินเพลงสวนสนามของโรงเรียนกำลังบรรเลงดังก้องไปทั่วโรงเรียนอยู่ ในตอนเช้าของทุกวันที่มีการเรียนการสอนโรงเรียนจะใช้เพลงโรงเรียนเพื่อเป็นสัญญาณให้นักเรียนได้ทราบว่าควรขึ้นห้องเรียนเพื่อเตรียมตัวสำหรับคาบวิชาแรกได้แล้ว

     เพลงแรกเป็นเพลงสวนสนาม มักใช้ในกิจกรรมสวนสนามของลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาดของนักเรียนชั้นมัธยมต้น เพลงต่อไปเป็นเพลงทำนองปลุกใจ เนื้อหากระตุ้นให้นักเรียนมีจิตใจใฝ่รู้เร่งขวนขวายหาความรู้รอบๆตัวอยู่เสมอ เพลงที่สามเป็นเพลงประจำโรงเรียน เป็นเพลงบรรเลงสั้นๆไม่มีเนื้อร้อง เป็นเพลงที่เมื่อได้ยินแล้วและนักเรียนแต่ละคนที่ยังไม่ถึงอาคารเรียนของตัวเองนั้นต้องเร่งรีบในทันที และสุดท้ายเป็นเพลงเทียบเวลาเพลงพม่าประเทศ ระหว่างที่เสียงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีไทยประสานกับเสียงระฆังนาฬิกาดังขึ้นนั้น นักเรียนทุกคนควรจะอยู่ในห้องเรียนของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่เสียงระฆังครั้งสุดท้ายจะดังขึ้น

     เมื่อเพลงชาติดังขึ้น จะถือว่าคนที่ยังมาไม่ถึงห้องเรียนนั้นมาสาย และมักจะเป็นจังหวะฉิวเฉียดที่จะได้เห็นใบหน้าของสุรศักดิ์โผล่โพล่งเข้ามาในห้องเรียนอยู่เสมอ

     แต่นั้นก็หมายถึงว่าถ้าวีร์จะยังคงได้เรียนห้องเรียนเดียวกับสุรศักดิ์

      “กูยังไม่เข้าว่าทำไมกูถึงหลุดมาเรียนห้องเดียวกับพวกมึงได้” วีร์หันไปคุยกับศศิทัศน์และพระยศที่นั่งคู่กันด้านหลังของเขา ส่วนที่นั่งข้างๆเขาในปีการศึกษานี้ก็ยังคงเป็นแพรพรรณ วรรณมาศ อย่างเดิม

      “อย่ามาเลยมึง เกรดรวม 3.74 ของมึง ไม่ทำให้มึงโผล่มาห้องนี้สิแปลก” ศศิทัศน์พูดไปพลางหยิบหนังสือเรียนวิชาแรกของวันนั้นขึ้นมาวางบนโต๊ะเรียน

      “ก็พวกมึงมัน 3.9 อย่างแพรก็ 3.8 แล้วจะเอา 3.7 อย่างกูเข้ามาทำไม”

     ศศิทัศน์ดีดหน้าผากของวีร์ไปเบาๆหนึ่งครั้งก่อนที่จะพูดต่อ

      “ของคุณมึงพลาดไปตอนเทอมแรก ไม่เช่นนั้นคุณมึงได้ไม่ต่ำกว่า 3.8 แน่นวล ฉะนั้นอย่ามาทำเป็นไม่เข้าใจว่าทำไมคุณมึงถึงโผล่มาห้องนี้ได้”

     วีร์ได้แต่ทำหน้าเบื่อหน่ายแล้วก็พ่นลมหายใจออกมา และเมื่อหันตัวกลับมาก็เห็นแพรพรรณยิ้มให้กับเขา

      “เอาหน่า คิดซะว่า ชั้นกับแกมาช่วยกันเป็นฐานให้พวกเขาเหยียบไปก็แล้วกัน”

      “ทำเป็นพูดเข้า อย่าให้ชั้นรู้นะว่าเรียนจบไปแล้วต้องกลับมารับโล่อีกคน”

      “ฝันไปสิ ชั้นไม่เคยเก็บท๊อปได้สักวิชา มีสิทธิ์ไปหวังโล่ได้ที่ไหน”

     ในตอนนั้นเองที่อาจารย์พิชิตเดินเข้ามาในห้องเรียน ทำเอานักเรียนแต่ละคนต่างงงไปตามๆกัน เพราะอาจารย์พิชิตสอยวิชาศิลปะสำหรับนักเรียนมัธยมต้น ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ในห้องก็ผ่านความโหดของอาจารย์พิชิตมาแล้วทั้งสิ้น

      “ไม่ต้องห่วง คาบแรกของพวกคุณยังเป็นวิชาภาษาไทยเหมือนเดิม เพียงแต่อาจารย์เขาติดธุระเร่งด่วน ผมเลยเลยถูกไหว้วานให้มาช่วยคุมห้องเรียนเฉยๆ”

     นักเรียนหลายคนเริ่มหายใจโล่งคอมากขึ้นเมื่อได้ยิน แต่กระนั้น ‘ลุงโหด’ ตัวเป็นๆกำลังยืนอยู่หน้าห้องเรียน ก็ยังคงรักษาอากัปกิริยาของตัวเองไว้อยู่

      “อาจารย์เขาฝากมาให้อ่านบทแรกไปก่อน ใครอ่านจบแล้วอยากทำอะไรก็ทำ แค่อย่าเสียงดังอย่าลุกเดินเพ่นพ่านก็พอ”

     ทั้งห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบ สายตานักเรียนมองรวมกันไปที่จุดเดียว สายตาอาจารย์กวาดมองรอบห้อง

      “เชิญครับ”

     เสียงดังฟังกระชับ ทำเอาเสียงเปิดหนังสือดังขึ้นตามๆไป   

      “วีร์ มานี้หน่อย”

     นักเรียนหลายคนสะดุ้งและเริ่มชำเลืองมองตามวีร์ที่ลุกขึ้นเดินไปหน้าห้องเรียน การถูกเรียกตัวโดย ‘ลุงโหด’ นั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี เพราะมักจะถูกมองว่าไปทำผิดกฎของโรงเรียนข้อใดสักข้อหนึ่ง ดังนั้นหลายคนที่เคยเรียนห้องเดียวกันมากับวีร์มาก่อนก็พอจะเข้าใจไปในแง่ดีว่าวีร์ไม่ใช่นักเรียนที่เกเรอะไร ส่วนคนอื่นๆที่เหลือ บางคนก็คงเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่เขาเป็นที่หมายปองของท่านเทพวีรมาตุ ที่มีให้เห็นผ่านตาตามสื่อสังคมออนไลน์ ก็อาจจะมองไปในด้านลบอยู่บ้าง

     มีเพียงไม่กี่คนที่จะรู้ว่าในตอนนี้อาจารย์พิชิตรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมถ่ายรูปชั่วคราว

      “ผมลงชื่อในหนังสือไว้ให้แล้วนะ เอาไปเดินต่อได้ ไม่รู้ว่าเรียนห้องนี้ ไม่งั้นจะได้หยิบมาให้เลย”

      “ของงานวันไหว้ครูใช่มั้ยครับ” อาจารย์พิชิตพยักหน้ารับ “งั้นเดี๋ยวผมไปเอาตอนพักนะครับ”

      “แล้วก็อย่าลืมทำใบสมัครชมรมไว้ด้วย เห็นแบบฟอร์มอันใหม่ที่ผมร่างไว้แล้วใช่มั้ย”

      “เห็นแล้วครับ อาจารย์จะให้ระบุยี่ห้อกับรุ่นของกล้องในใบสมัครจริงๆเหรอครับ”

      “ก็ยังไงทุกคนต้องมีกล้องเป็นของตัวเองอยู่แล้วไม่เหรอ แล้วถึงจะมีแต่ไม่รู้จักกล้องของตัวเอง ใช้อะไรไม่เป็นเลย ก็มาเสียเวลาเปล่า”

      “ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้” วีร์ตอบพร้อมพยักหน้ารับ

     อาจารย์พิชิตไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่พเยิดหน้าให้วีร์กลับไปนั่งตามเดิม และสายตาหลายคู่ก็มองตามว่ามีคนที่สามารถพูดคุยตอบโต้กับ ‘ลุงโหด’ ได้อย่างปกติอยู่ในโลกใบนี้ด้วย


*****


      “พวกมึงต้องได้เห็นแต่ละคนตอนที่ลุงโหดเรียกชื่อไอ้วีร์” ศศิทัศน์เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนเช้าให้กับสุรศักดิ์ นพชัยและชัยทิศ ทั้งสามคนนั้นเรียนอยู่ห้องเดียวกันในปีการศึกษานี้ ได้ฟังเป็นรอบที่สองแล้วระหว่างพักกินอาหารกลางวัน

      “ไม่เห็นจะน่าตกใจอะไร ก็ลุงโหดมาคุมชมรมถ่ายรูปอยู่ตอนนี้ ก็ต้องเรียกใช้ไอ้วีร์สิจะให้ไปเรียกใคร” สุรศักดิ์พูดไปพลางตักอาหารกินไปพลาง

      “ก็พวกเรารู้กันอยู่แล้ว แต่คนอื่นไม่รู้นี่หว่า” ศศิทัศน์เอาส้อมจิ้มลูกชิ้นในถ้วยของสุรศักดิ์มาแทนชิ้นหมูกรอบที่อีกฝ่ายแอบคีบไป

      “แต่ชมรมถ่ายรูปปีนี้คัดโหดเลยอะดิ” พระยศจับมือของทั้งศศิทัศน์และสุรศักดิ์วางลงบนโต๊ะเพื่อยุติสงครามระหว่างช้อนส้อมและตะเกียบลง

      “ก็แค่เข้มข้นขึ้นกว่าเก่านิดนึง แต่เห็นว่าจะให้มีประกวดภาพถ่ายทุกเดือนด้วย”

      “ห๊ะ” เสียงของสุรศักดิ์ดังขึ้นมา

      “จริงๆ เห็นว่า’จารย์แป้งก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย ใครได้คะแนนรั้งท้ายติดต่อกัน มีสิทธิ์ไม่ผ่านกิจกรรมชมรม”

      “เอ่อ ลุงแกจะโหดสมชื่อไปหน่อยมั้ง” ศศิทัศน์กินไปพลางเอามือป้องจานอาหารของตัวเองไปพลาง

      “ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันไปอีกครึ่งเทอม เผลอๆอาจจะทั้งเทอมเลยมั้ง แล้วแต่ว่า’จารย์แป้งจะกลับมาเมื่อไหร่”

      “มาแนวนี้ จะมีใครกล้ามาสมัครเข้าชมรมรึเปล่าวะ” “นั่นดิ เดิมทีก็คนไม่เยอะอยู่แล้วด้วย” คู่แฝดนั่งเกาศีรษะเกาคางพลางนึกตามไปด้วย

     ไม่ได้มีเสียงตอบกลับจากวีร์ มีแต่เพียงเสียงชื่อของเขาดังขึ้นมาแทน

      “พี่วีร์”

     เด็กหนุ่มทั้งโต๊ะหันมองไปตามเสียงเรียก

      “อ้าว ว่าไงกลาง” วีร์หันไปเจอกับเสริมศักดิ์ น้องชายแท้ๆของสุรศักดิ์ที่ตอนนี้ขึ้นมาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามแล้ว เขาเดินมากับคนที่น่าจะเป็นเพื่อนของเขา

      “จะมาถามพี่วีร์ว่าชมรมถ่ายรูปเปิดรับสมัครแล้วยังครับ”

      “ยังเลย กลางจะเข้าชมรมเหรอ”

      “มันมีกล้องซะที่ไหนละ แล้วจะเข้าชมรมน่ะก็ไปสมัครตอนคาบชมรมโน้นสิ” เสียงของสุรศักดิ์ตอบคำถามแทนน้องชายของเขา

      “เปล่า จริงๆของถ่ายรูปก็สมัครได้เลย เพียงแต่ใบสมัครมันยังไม่เสร็จ ก็เลยยังก่อน” วีร์ตอบแย้งกับสุรศักดิ์

      “อ้าวเหรอ ของฟุตบอลนี่รอไปเจอกันคาบชมรมเลย”

      “ตกลงกลางจะเข้าชมรมรึเปล่า” วีร์หันกลับไปถามกับเสริมศักดิ์

      “เปล่าครับ พอดีว่าเพื่อนผมสนใจ เลยบอกมันให้ลองมาคุยกับพี่วีร์ดู” เสริมศักดิ์สะกิดให้เพื่อนเขาเข้ามาร่วมวงสนทนา “นี่ขลุ่ยเพื่อนผมเองครับ”

      “ว่าไงครับน้อง มีกล้องอยู่แล้วรึเปล่า แบบเอสแอลอาร์นะหรือดีเอสแอลอาร์ก็ได้ แต่ไม่ใช่กล้องคอมแพคนะ” วีร์หันไปถามเพื่อนของเสริมศักดิ์

      “ครับ ผมมีกล้องอยู่แล้ว”

      “งั้น วันไหนว่างก็แวะไปที่ห้องชมรมช่วงเย็นก็ได้ ช่วงนี้พี่กิ๊บประธานชมรมอยู่ทุกวัน หรือไม่ก็ไปเจอกันตอนคาบชมรมเลยก็ได้”

      “แล้วผมต้องเอากล้องมาเลยมั้ยครับ”

      “อาทิตย์นี้น่าจะยังก่อน แต่จำชื่อรุ่นกล้องตัวเองได้ใช่มั้ย เพราะต้องกรอกลงในใบสมัครด้วย”

      “จำได้ครับ”

      “โอเค งั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เดี๋ยวค่อยมาเขียนใบสมัครอีกที” วีร์ตอบกลับพร้อมกับยิ้มให้ด้วยเล็กๆ

      “อ่า... ครับ ขอบคุณครับ”

      “กลาง แล้วปีนี้จะไปอยู่ชมรมไหนละ” วีร์กลับไปคุยกับเสริมศักดิ์ดังเดิมตามความสนิมสนม

      “ยังไม่รู้เหมือนกันพี่วีร์ ผมว่าจะเข้าชมรมหมากรุก แต่เห็นว่าปีนี้จะไม่เปิด”

     ทั้งวีร์และศศิทัศน์เลิกคิ้วขึ้นมองหน้ากัน

      “ถ้าชมรมหมากรุก ก็ลองคุยกับประธานชมรมดูสิ” วีร์บุ้ยหน้าไปทางศศิทัศน์

      “พี่ต่ายเป็นประธานชมรมเหรอครับ” เสริมศักดิ์มีน้ำเสียงดูแปลกใจเล็กน้อย

      “พูดแบบนี้หมายความว่าไง พี่เป็นไม่ได้รึไง” ศศิทัศน์แสดงท่าทางเหมือนหงุดหงิดใจ แต่อันนี้ที่จริงก็แกล้งแสดงไปเช่นนั้น

      “พี่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมแค่ดีใจที่ปีนี้ชมรมยังเปิดอยู่ พี่ต่ายจองที่ให้ผมไว้เลยนะ เดี๋ยวผมไปสมัครคาบชมรม”

      “หึๆได้ จะมาเป็นสมาชิกชมรมทั้งที ก็จะได้เป็นคนทำงานด้วย” ศศิทัศน์ทำสีหน้าเหมือนผู้ร้ายในละครไทยยุคโบราณ

      “เผี๊ยะ อย่าแกล้งน้องกู” สุรศักดิ์ลงรอยประทับฝ่ามือไปที่หลังศีรษะของศศิทัศน์ ถึงจะไม่ได้หนักหน่วงแต่ก็พอจะได้ยินกันโดยทั่วหน้า

      “หนอยมึง ปีนี้พึ่งกูทำงานส่งไม่ได้แล้ว เอาใหญ่เลยนะมึง”

      “ช่วยไม่ได้ มึงดันไปอยู่คนละห้องกับกูเอง กูไม่ได้บังคับสักหน่อย” สุรศักดิ์แสดงท่าทางไม่ยี่หระอะไร

      “งั้นกูจะเอาน้องมึงมาเป็นเลขาฯชมรม เดี๋ยวให้ไอ้วีร์สอนงาน แล้วกูจะปั้นให้มันเป็นประธานชมรมปีหน้าเลย” ศศิทัศน์แสดงท่าทางอย่างมั่นใจโดยไม่ได้ดูสีหน้าของเสริมศักดิ์เลย ที่เริ่มจะไม่แน่ใจเสียแล้วว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดีที่เขาเดินมาหากลุ่มเพื่อนๆของพี่ชายตัวเองในวันนี้

     เจ้าตัวได้แต่นึกในใจว่าคราวหน้าคราวหลังควรรอจังหวะตอนที่วีร์อยู่คนเดียวจะดีกว่า

      “ปีหน้าน้องมันเพิ่งจะม.4 เอง”

      “ม.4 แล้วไง ขนาดกูม.5 กูยังเป็นได้เลย”

     วีร์ส่ายหน้าเบาๆ แล้วหันกลับไปหาเสริมศักดิ์

      “กลาง มาอยู่ชมรมถ่ายรูปกับพี่มา เดี๋ยวพี่เล่นเส้นให้”

      “เอ่อ ไม่เป็นไรครับ ยังไม่อยากเจอลุงโหดเกินความจำเป็น”

      “ทำไม ปีนี้ม.3 ลุงโหดสั่งงานอะไร” สุรศักดิ์ถามน้องชายตัวเอง

      “ได้ยินมาจากห้องอื่นบอกว่าให้สเก็ตภาพดินสอขาวดำลงกระดาษเอสาม”

      “โถ่แค่เอสาม ตอนพี่เรียนม.3 ลุงโหดให้ส่งงานบนกระดาษเอสอง คอนเซ็ปท์คือให้หาวัสดุอื่นมาแปะลงบนกระดาษให้สวยงาม” สุรศักดิ์พยายามโอ้อวดว่ารุ่นของตนต้องทำงานที่ยากกว่า “ของมึงทำอะไรแล้ววะ”

      “ของกูฉีกกระดาษจากนิตยสารมาแปะเป็นรูป” ศศิทัศน์ตอบ

      “ไอ้กิ่งก้าน กูจำได้ว่าไปซื้อกระดาษสีมาตัดแปะเลย” สุรศักดิ์หันไปหัวเราะเยาะคู่แฝด

      “ของพวกกูยังดีกว่าของมึงก็แล้วกัน ตัดเป็นชิ้นเล็กๆแล้วค่อยแปะ” “แต่ของมึงอะ ตัดเป็นรูปแล้วแปะเลย เกือบโดนลุงโหดฉีกทิ้ง กิ้วๆ” นพชัยและชัยทิศต่างก็หัวเราะเยาะสุรศักดิ์กลับไป

      “แต่ใครจะสู้ของคุณพระยศไปได้” ศศิทัศน์หันไปหาพระยศที่นั่งนิ่งไปนานไม่ได้ร่วมผสมโรงใดๆ

      “ใช่ๆ มันลงแรงทาสีเปลือกใข่ แล้วทุบให้แหลกละเอียด” “แล้วก็ค่อยๆแปะเป็นรูปเต็มกระดาษ” “พอลุงโหดดูแล้วก็ อื้ม ใช้ได้” “แล้วก็วางลง” พวกคู่แฝดสาธยายวิธีการทำผลงานศิลปะของพระยศให้ทุกคนฟัง

      “ใช่ๆ วันนั้นไอ้บิ๊กเดินเสียเซลฟ์ออกมาจากห้องศิลปะ แต่เว้ยเฮ้ย คะแนนเต็ม” ศศิทัศน์นึกภาพย้อนกลับไป

      “แสดงว่ากูคงโชคดีแล้วที่ไม่ได้เรียนม.ต้นที่นี่”

      “ทำไม ตอนม.ต้น มึงทำงานศิลปะอะไรบ้างวะ” ศศิทัศน์ถามวีร์

      “ก็ เรื่อยๆ ทั่วไป หล่อปูนพลาสเตอร์...จากต้นแบบที่ปั้นเอง ผ้ามัดย้อม...จากสีธรรมชาติที่ไปหามาเอง แล้วก็แทงหยวก...แม่ง ป่ากล้วยบ้านกูแทบเหี่ยน โดนเพื่อนกูมาขอกันเต็มไปหมด”

      “กูว่ากูเรียนกับลุงโหดน่ะดีแล้ว” ศศิทัศน์ตบบ่าวีร์เบาๆ ส่วนวีร์ก็หันมายิ้มให้

      “งั้น... เดี๋ยวกลางไปก่อนนะพี่วีร์ พี่ใหญ่” เสริมศักดิ์รีบออกตัวเมื่อเห็นว่าบทสนทนาเริ่มออกห่างจากพวกเขาไปแล้ว

      “เดี๋ยวดิมึง...” เพื่อนของเสริมศักดิ์ทักท้วงขึ้นมาแต่โดนเสริมศักดิ์สะกิดไว้ก่อน

      “ทำไม มีอะไรรึเปล่า” วีร์มองรุ่นน้องทั้งสองคนสลับไปมา

      “เปล่า ครับ” เสริมศักดิ์ตอบปฏิเสธทันทีแล้วหันไปพูดกับเพื่อนของเขา “มึงกับกูต้องรีบไปห้องศิลปะ คาบต่อไปของอาจารย์พิชิต มึงลืมเออ”

     เพื่อนของเสริมศักดิ์มีท่าทางยึกยักแต่ก็ยอมเดินออกไปกับเสริมศักดิ์แต่โดยดี


*****


      “มึงนี่นะ ไม่น่ารีบดึงกูออกมาเลย”

      “ทำไม” เสริมถามเพื่อนของเขา

      “ก็จะได้อยู่คุยต่ออีกหน่อยไง”

      “เห้อ พี่เขาก็บอกอยู่ว่าว่างๆให้แวะไปห้องชมรม มึงอยากถามละเอียดแค่ไหนก็ตามใจมึงเลย” เสริมศักดิ์พ่นลมหายใจออกมาก่อนจะตอบ

      “แต่พี่เขาไม่ได้บอกนี่หว่าว่าพี่เขาจะอยู่ห้องชมรมตลอด”

      “เรื่องมากจริงๆเลยมึง” เสริมศักดิ์ขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ

     ระหว่างทางที่ทั้งสองคนเดินไปที่ห้องเรียนวิชาศิลปะนั้น เพื่อนเสริมศักดิ์เรียกชื่อเขาขึ้นมา

      “ไอ้กลาง มึงคิดว่า พี่วีร์เขาจะชอบกูมั้ยวะ”

      “ห๊ะ” เสริมศักดิ์หยุดเดินและหันไปหาเพื่อนของเขาที่มีสีหน้ากำลังรอคำตอบอย่างใจดใจจ่อ “เดี๋ยวนะ นี่คือมึง... ชอบพี่วีร์เหรอ”

      “ก็... พี่เขาก็น่ารักดี” แต่เมื่อเห็นคิ้วที่ขมวดกันของเสริมศักดิ์แล้ว เขาก็เริ่มก่อกำแพงขึ้นมาระหว่างกันอย่างย่อม “ทำไม หรือมึงรับไม่ได้”

      “ไม่ใช่ กูหมายถึงกูรู้จักมึงมาตั้งนาน กูไม่เคยเห็นมึงแสดงท่าทีอะไรว่ามึงจะชอบผู้ชาย”

      “ก็ไม่ได้คิดว่าจะชอบหรอก แต่มันรู้สึกขึ้นมาเอง ทำไงได้” คำตอบของเสริมศักดิ์ทำให้เขาค่อยๆเขี่ยกำแพงที่ยังไม่ทันได้เป็นรูปเป็นร่างเท่าใดนักให้กระจายหายไป

       “ง่ายๆ แค่นั้นเลยอะนะ” เสริมศักดิ์มองของความแน่ใจจากเพื่อนของเขา จนเพื่อนเขาก็แค่พยักหน้ารับ แล้วเสริมศักดิ์ก็ถอนหายใจก่อนที่จะพูอต่อ “ไอ้ขลุ่ยเอ้ย ไอ้ขลุ่ย กูก็ไม่ได้อยากจะตัดกำลังใจมึงหรอกนะ แต่ถ้ามึงคิดว่ามึงสามารถสู้กับท่านเทพวีรมาตุได้ ก็แล้วแต่มึงเลย”

       “พี่วีที่เพิ่งเรียนจบไปอะนะ”

       “นั่นแหละ นักเรียนดีเด่นสามวิชา มึงสู้ไหวปะล่ะ”

       “เหอะๆๆ” เพื่อนของเสริทมศักดิ์หัวเราะพร้อมกับทำหน้าเหยเก แล้วก็ถอยหายใจออกมาดังๆ

       “เอาไง ยังอยากจะเข้าชมรมถ่ายรูปอีกมั้ย”

       “ไม่รู้ว่ะ ที่จริงก็ยังไม่รู้ว่าจะขอพ่อขอแม่ซื้อกล้องให้ได้มั้ย”

       “คือ กล้องก็ยังไม่มี” เสริมศักดิ์ส่ายหน้าไปพร้อมเพื่อนของเขา “ไม่งั้น มึงก็มาสมัครชมรมหมากรุกกับกูก็ได้”

       “กูขอคิดดูก่อน”

       “แล้วแต่มึงก็แล้วกัน”

      ทันใดนั้นเสียงสัญญาณก็ดังขึ้นไปทั่วโรงเรียน ทั้งเสริมศักดิ์และเพื่อนของเขาต่างก็มองหน้ากัน แล้วก็รีบออกตัววิ่งตรงไปยังห้องเรียนศิลปะโดยทันที


*****


      หลังจากผ่านกิจกรรมวันไหว้ครูไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว การเรียนการสอนก็เริ่มเข้าร่องเข้ารอย เด็กนักเรียนระดับชั้นต่างเริ่มปรับตัวเองให้เข้ากับความเข้มข้นของเนื้อหาการเรียนที่ยากขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆมา เมื่อได้เรียนรู้ก็ต้องมีการฝึกฝนจนชำนาญ ทั้งการบ้านและงานพิเศษก็เริ่มแจกจ่ายจากอาจารย์ประจำวิชาต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ

      เมื่อได้ทำบ่อยๆทำซ้ำจนเชี่ยวชาญ อาจารย์ก็เริ่มพลิกแพลงหลายกระบวนท่าตามความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนแต่ละห้อง เพื่อเพิ่มทักษะและศักยภาพของนักเรียน สุดท้ายแล้วก็ต้องทดสอบเพื่อวัดผลของการเรียนรู้

      การสอบวัดผลกลางภาคเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมกำลังใกล้เข้ามาในอีกไม่ช้า แต่ชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยกำลังจะเริ่มต้น

      วีรมาตุได้ย้ายเข้าไปอยู่หอพักนักศึกษาแพทย์พร้อมกับชัชวาลและไมตรีจิต เพราะมีการเรียนปูพื้นฐานความรู้ทั้งหมดที่ได้เคยเรียนมาของนักศึกษาแพทย์ก่อนที่จะเปิดภาคเรียนจริงพร้อมกับนักศึกษาคณะอื่นๆ การย้ายเข้ามาอยู่หอพักเลยทำให้สะดวกมากกว่า แต่กระนั้นวีรมาตุก็มักจะหาเหตุแวะไปที่โรงเรียนเก่าของเขาในช่วงเย็นอยู่เสมอ

      เหตุเพราะว่าทางด้านของพีรพัชร์ที่กำลังจะลงแข่งขันเพื่อคัดตัวเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย ช่วงที่ผ่านมาจึงใช้เวลาฝึกซ้อมร่วมกับวีร์ไปมากพอสมควร นอกจากวันสุดสัปดาห์แล้ว ในวันธรรมดาบางวันพีรพัชร์ก็มารับวีร์ถึงที่โรงเรียนเพื่อไปสนามซ้อมด้วยกัน แต่อย่างน้อยทั้งคู่ก็มาฝึกซ้อมที่สนามใกล้ๆกับหอพักนักศึกษาแพทย์ อย่างเช่นในวันนี้

       “โอเค กูเชื่อคำพูดมึงแล้วว่าน้องแม่งเก่งจริง” ไมตรีจิตยืนดูการฝึกซ้อมของพีรพัชร์กับวีร์อยู่นอกรั้วกั้นด้วยกันกับชัชวาลและวีรมาตุ

       “ตอนแรกกูก็นึกว่ามันหลงน้องจนอวยดะไปทุกเรื่อง ที่ไหนได้ ของจริงนี่หว่า” ชัชวาลยืนกอดอกชื่นชมฝีมือการเล่นของวีร์

       “แล้วทำไมน้องไม่ลงเทนนิสตอนกีฬาสีวะ” ไมตรีจิตหันมาถามวีรมาตุ

       “น้องบอกไม่ค่อยชอบลงแข่ง ชอบเล่นมากกว่า”

      ทั้งสามมองดูการโต้ตอบไปมาของคนในสนามอย่างดุดันและรวดเร็ว เสียงของลูกสักหลาดที่กระทบกับไม้แร็กเก็ตและพื้นสนามดังก้องไปทั่ว

      เด็กหนุ่มรับลูกหลังมือด้วยมือเดียวจากมุมเส้นเสิร์ฟด้านซ้าย แล้วเจ้าตัวก็ทะยานไปยังหน้าเน็ตด้านขวา ทันพอดีจะหวดหน้าไม้พาลูกตกเฉียงถึงพื้นก่อนเส้นหน้าแล้วกระดอนข้ามเส้นข้างออกนอกสนามในพริบตา

       “เช็ดโด้ ไวสัดๆ” ไมตรีจิตร้องอุทาน “ทำได้ไงวะ ไอ้วี”

      เมื่ออีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้กลับมาทั้งไมตรีจิตและชัชวาลก็หันหน้าไปหาวีรมาตุที่ไม่ได้ดูการแข่งขันอยู่

       “ไอ้วี” ทั้งสองคนจึงเรียกสติของเพื่อนสนิทกลับมา

       “เป็นไรวะมึง ทำหน้ายังกะเห็นผี” ชัชวาลถามด้วยความสงสัย

       “อ๋อ เปล่า ไม่มีไร เหมือนจะเห็นคนรู้จัก”

       “ใครวะ” ไมตรีจิตชะโงกมองดูไปทิศทางที่วีรมาตุมองไปเมื่อครู่ “ไม่เห็นมีใครเลย”

       “ช่างเถอะ น้องซ้อมเสร็จแล้วมั้ง เข้าไปเลยดีกว่า” วีรมาตุบอกปัดแล้วจึงชวนทุกคนเข้าไปในสนามซ้อม

      พีรพัชร์และวีร์กำลังพูดคุยวางถึงการเล่นที่เพิ่งจบไปว่ามีอะไรที่จะต้องแก้ไขอีกบ้างแล้วจะวางแผนการซ้อมต่อไป ในมือแต่ละคนต่างขวดน้ำกันคนละขวดยกดื่นแก้กระหาย สายตาของพีรพัชร์ก็หันไปเจอกับทั้งสามที่เดินมาที่พวกเขา

       “วันนี้มากันสามหมอเลยเหรอ” พีรพัชร์เอ่ยทักทายทำให้วีร์หันไปมองตาม

      วีรมาตุยื่นถุงให้กับวีร์ ข้างในมีผ้าเย็นที่เขาแวะซื้อจากร้านสะดวกซื้อก่อนที่จะมาสนามซ้อม แน่นอนว่าจำนวนผ้าเย็นมีพอจะแบ่งให้พีรพัชร์ด้วย

       “ไม่ใช่แค่หมอธรรมดา แต่เป็นเดือนหมอด้วยนะ” ทั้งไมตรีจิตและชัชวาลสะบัดมือให้เกียรติกับผู้ซึ่งเพิ่งจะได้รับเลือกให้เป็นเดือนคณะแพทยศาสตร์ไปไม่นานนี้เอง

       “อ้าว ไหนว่าม.นี้เขาไม่มีจัดประกวดดาวเดือนไม่ใช่เหรอ” วีร์มองสลับไปมาระหว่างสี่หนุ่มนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังเพื่อหาคำตอบ

       “เมื่อก่อนน่ะใช่ ดาวเดือนมหา’ลัยน่ะไม่เคยมีมาก่อน แต่ดาวเดือนคณะมีอยู่บางคณะ ของวิศวะกับสถาปัตย์ เห็นว่าของเขามีกีฬาระหว่างสถาบันเลยมีดาวเดือนเป็นผู้แทนประชาสัมพันธ์งาน แล้วก็มีของคณะศิลปกรรมอีกคณะที่เขาจัดประจำ ของมหา’ลัยเพิ่งจะมีปีนี้ปีแรก” ไมตรีจิตอธิบายให้วีร์ฟังซึ่งยังมีสีหน้าสงสัย

       “ไว้เฮียค่อยเล่าให้ฟังทีหลังนะ” วีร์พยักหน้ารับให้กับวีรมาตุ

       “และเดือนแพทย์คนแรกก็คือ...” ชัชวาลผายมือไปทางวีรมาตุ

       “อ๋อเหรอ...” ทุกคนต่างคาดหวังกับคำตอบของวีร์อยู่พอสมควร แต่เจ้าตัวกลับตอบสั้นๆเท่านั้น

       “ไม่มีความเห็นอะไรหน่อยเหรอ” ไมตรีจิตถาม

       “แล้วของวิทย์กีฬาเลือกไปยัง” วีร์ไม่ได้ตอบแต่หันไปถามพีรพัชร์

       “ยัง รอตอนเปิดเทอมโน้นสิ”

       “อ้าวเหรอ”

       “แต่ถึงเขาจะเลือกพี่ พี่ก็คงไม่เอาหรอก ยุ่งวุ่นวายเปล่าๆ” พีรพัชร์ตอบปฏิเสธไว้ล่วงหน้า

      วีร์ก็พยักหน้าหัวรับรู้

       “นี่ ตกลงไม่มีความเห็นอะไรหน่อยเหรอ เฮียเขาได้เป็นเดือนคณะเชียวนะ” ไมตรีจิตถามย้ำอีกครั้ง

       “อยากได้ความเห็นเหรอครับ” ทั้งไมตรีจิตและชัชวาลพยักหน้ารับ แล้ววีร์ก็หันไปหาวีรมาตุพร้อมกับร้อยยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยปาก “เดือนคณะได้ไปแล้วไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดได้เป็นเดือนมหา’ลัยขึ้นมาเมื่อไหร่ เราห่างกันสักพักนะครับ”

       “อ้าว” เสียงร้องดังขึ้นจากปากของไมตรีจิตและชัชวาลพร้อมกัน ส่วนวีรมาตุรู้สึกชะงักไปเล็กน้อย

       “ทำไมเหรอครับ” วีรมาตุถาม

       “ก็... ไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาไม่อยากเป็นที่สนใจ แค่นี่ก็ได้มาเยอะเกินพอแล้ว” วีร์ตอบพร้อมกับรอยยิ้ม

      ทั้งไมตรีจิตและชัชวาลต่างก็หัวเราะแบบแหยงๆแบ่งรับแบ่งสู้ อุตส่าห์ตั้งความหวังไปซะดิบดีว่ามาบอกข่าวของเพื่อนรักให้เด็กหนุ่มฟัง อาจจะสร้างภาษีให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับอีกฝ่าย

       “งั้น เดี๋ยววีร์จะกลับเลยมั้ย พี่จะได้ไปส่ง” พีรพัชร์ถามเมื่อเห็นว่าไม่มีใครพูดอะไรต่อแล้ว

       “ก็ได้พี่เพชร แล้วครั้งหน้าก็รอพี่เพชรแข่งเสร็จก่อนใช่มั้ย”

       “ใช่ ถ้าได้เข้ารอบชิง เดี๋ยวจะเรียกให้มาช่วยซ้อมมืออีกที”

       “โอเค” แล้ววีร์ก็หันมาหานักศึกษาคณะแพทย์ทั้งสามคน “งั้นเดี๋ยววีร์กลับก่อนนะครับ แล้วก็... เดี๋ยววีร์ค่อยไลน์คอลไปหานะเฮีย”

       “ได้ครับ” วีรมาตุยิ้มตอบ แล้วก็มองดูวีร์ยกกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นสะพานและออกเดินไปเป็นคนแรก ส่วนพีรพัชร์นั้นมาหันยิ้มให้กับเขาและยักคิ้วให้ก่อนที่หันกลับแล้วเดินตามวีร์ไป

       “ไอ้นี้มันร้ายว่ะ” ไมตรีจิตเริ่มตั้งวงนินทาเมื่อทั้งสองคนเดินห่างออกไปแล้ว

       “ใช่ กูว่านะ มันใช้ความได้เปรียบที่รู้จักน้องมาก่อน เลยตอบปฏิเสธไม่รับตำแหน่งเดือนคณะ” ชัชวาลก็ร่วมผสมโรงในทันที

       “กูก็ว่านะ อย่างมันถ้าลงประกวดจริงๆ ก็มีโอกาสสูงจะได้เป็นเดือนมหา’ลัยด้วย ไม่น่าพลาด”

       “ใช่ๆ”

       “นี่พวกมึงจะช่วยกู หรือช่วยซ้ำเติมกูกันแน่” วีรมาตุเสียงแข็งขึ้นมาเล็กน้อย

       “เอาหน่า เดี๋ยวค่อยลองไปคุยกับพี่ๆเขาดูก็ได้ ว่าเปลี่ยนคนได้มั้ย” ไมตรีจิตคิดหาทางออกให้เพื่อนสนิท

       “เดี๋ยวก็ช่วยกันคิดหาข้ออ้าง... หมายถึงหาเหตุเร่งด่วนทำให้ไปประกวดไม่ได้”

      ท่าทีของวีรมาตุยังคงคิดไม่ตก คิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ไปได้

       “เออๆ เดี๋ยวก็คิดออก ช่วยกันๆ” ไมตรีจิตตบบ่าวีรมาตุสองสามครั้งให้กำลังใจ


[อ่านต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
      ภายในห้องที่มีแสงสว่างจากโคมไฟบนโต๊ะเขียนหนังสือและโคมไปข้างหัวเตียงนอน รวมถึงแสงจากจอเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทำให้บรรยากาศในห้องดูสลัวๆไป

       (น้องวีร์ ไม่เปิดไฟดวงใหญ่อีกแล้วเหรอครับ เดี๋ยวสายตาจะเสียเอานะครับ) เสียงของวีรมาตุที่ใส่ชุดนอนเรียบร้อยแล้วดังผ่านมาทางลำโพงคอมพิวเตอร์

       “โคมไฟดวงนี้ก็สว่างอยู่นะครับ” วีร์ปรับเปลี่ยนองศาของโคมไฟให้ส่องแสงตรงหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์มากขึ้นอีกหน่อย ก่อนที่จะหันมาขยับแว่นสายตาของตัวเองพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือมาดู “ว่าแต่เฮียคิดออกรึยังครับว่าจะเอาอะไรเป็นของขวัญให้ต่าย”

       (ยังไม่แน่ใจเลยครับ ว่าจะเอาอะไรดี)

       “แล้วปีก่อนๆ ป๊ากับม้าเขาซื้ออะไรให้เป็นของขวัญบ้างเหรอครับ” วีร์วางโทรศัพท์ลงแล้วหันไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์

       (อืมม หลังๆมานี่ไม่ค่อยจะมีนะ จะมีก็โน้นสมัยเด็กๆที่มีของขวัญวันเกิดให้ ส่วนมากเวลาถึงวันเกิดใครอาม่าจะทำไข่วันเกิดให้กินแค่นั้นซะมากกว่า)

       “อะไรคือไข่วันเกิดเหรอครับ”

       (อ่า... มันประมาณไข่ต้มกับเครื่องยาจีนแต่ทำให้ออกหวานสักหน่อย) จะเรียกว่าขนมหวานก็ไม่ใช่ของคาวก็ไม่เชิง เป็นไข่ต้มสุกที่ใส่ให้ในน้ำแกงเครื่องยาจีนที่ปรุงรสชาติให้ออกหวานนำ

       “อ๋อ... แล้วทำไมปีนี้ป๊ากับม้าถึงจะซื้อของขวัญให้ละครับ”

       (ก็ไอ้ตี๋เล็กได้เป็นประธานชมรมไงครับ ป๊ากับม้าเลยคิดว่าปีนี้จัดให้เป็นพิเศษหน่อย)

       “แต่มันยากเหมือนกันนะ เวลาจะซื้อของขวัญให้ใครสักคนแบบให้มีความหมายพิเศษๆ” วีร์ยู่ใบหน้าคิดพลางเอานิ้วชี้เคาะที่ปลายคางของตัวเองไปด้วย “งั้น ให้วีร์ลองไปเลียบเคียงถามมั้ยครับว่าไอ้ต่ายอยากได้อะไรบ้าง”

       (เฮียว่าจะโดนจับได้เอาง่ายๆซะมากกว่า อยู่ๆไปถามเอาเวลานี้)

       “ก็ เลือกไม่ถูกนี้ครับ ไม่งั้นก็อย่างที่วีร์บอกแต่แรก ลองเสิร์จหากระดานหมากรุกที่เขาทำลายสวยๆให้สักอันก็ได้”

       (แต่ถ้าสั่งไปตอนนี้ไม่รู้ว่าจะส่งทันวันรึเปล่าสิครับ)

       “วีร์ว่าน่าจะทันนะ เหลืออีกตั้งอาทิตย์นึง”

      วีรมาตุหันมองไปด้านข้างมีสีหน้ากำลังคิดอะไรบางอย่าง

       (งั้นเดี๋ยวเฮียลองถามป๊ากับม้าดูอีกที ถ้าป๊ากับม้าเห็นด้วย ก็สั่งพรุ่งนี้เลย)

       “เยี่ยมเลยครับ” วีร์ยิ้มตอบกลับ

       (แต่วันเกิดน้องวีร์ก็ใกล้ถึงแล้วไม่ใช่เหรอครับ)

       “ใช่ครับ”

       (ปีนี้จะทำอะไรรึเปล่า)

       “ยังไม่แน่ครับ เพราะพี่วาก็ใกล้คลอดแล้วเหมือนกัน”

       (จริงด้วยสิเนอะ คงจะตื่นเต้นกันน่าดูเลยสิ)

       “ก็ประมาณนึงละครับ เดี๋ยงก็คงเสียงดังฉาวไปทั้งบ้าน”

       (เด็กเล็กก็แบบนั้นแหละครับ)

       “กว่าจะรู้ความ กว่าจะโต”

       (แป๊บๆเดี๋ยวก็โตครับ เวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด)

      วีร์หยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูอีกครั้งแล้วก็กดๆเลื่อนๆหน้าจอก่อนที่จะวางลงบนโต๊ะตามเดิม

       “ว่าแต่เดือนคณะนี่ไปได้มายังไงเหรอครับ”

       (อ๋อ... พอดีว่าวันก่อนตอนจบคลาสเรียนรวมแล้วก็มีพวกรุ่นปีสูงเข้ามาในห้อง มาบอกผ่านกิจกรรมโน้นนี้นั้น แล้วก็ถือโอกาสเลือกดาวเดือนคณะในวันนั้นไปเลย แล้วเฮียก็ได้มาแบบงงๆเหมือนกัน)

      วีร์ก็พยักหน้ารับกับคำตอบ

       (น้องวีร์มีอะไรรึเปล่าครับ)

       “ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่ช่วงสองสามวันมานี้มีคนส่งขอตามไอจีก็เลยสงสัยว่ามาจากไหน จริงๆมันอาจจะไม่เกี่ยวกับเฮียเลยก็ได้ แต่ที่ลองเข้าไปดูโปรไฟล์ก็เห็นฟอลไอจีเฮียกันทุกคนเลย”

       (เอ๋... แต่ในไอจีของเฮียก็มีรูปน้องวีร์แค่รูปเดียวเองนะครับ แถมถ่ายรวมหมู่อีก)

       “ต้นตอคงไม่ได้มาจากไอจีมั้งครับ คงมาจากที่ไหนสักแห่ง”

       (เฮียขอโทษด้วยนะครับ)

       “ไม่เป็นไรครับ เฮียไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”

       (แต่...)

       “ช่างเถอะครับ” วีร์รีบพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน “วีร์ไม่ได้ซีเรียสอะไรขนาดนั้น”

       (แล้วเรื่องเดือนมหา’ลัยละครับ น้องวีร์พูดจริงรึเปล่า)

       “มันก็... ถ้าเลี่ยงได้ก็จะดีมาก แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ... ก็ทำไงได้”   

       (เฮียจะลองหาทางดูนะครับ) ในตอนนั้นวีร์ก็อ้าปากกว้างดวงตาปิดขึ้นมา (น้องวีร์ง่วงแล้วเหรอครับ)

       “นิดหน่อยครับ วันนี้ใช้แรงเยอะไปหน่อย”

       (งั้นเฮียไม่กวนน้องวีร์แล้วดีกว่า เดี๋ยวเฮียคงสั่งกระดานหมากรุกอย่างที่น้องวีร์ว่านั่นแหละครับ)

       “เดี๋ยววีร์ลองช่วยหาให้ด้วยนะครับ แล้วค่อยส่งลิงก์ไปบอกเฮีย”

       (ได้ครับ น้องวีร์ไปนอนเถอะครับ ฝันดีครับ)

       “ครับ ฝันดีครับ”

      โบกมือลาอีกฝ่ายก่อนที่ตัดสัญญาณการสนทนา เขาบิดตัวไปมาหนึ่งรอบก่อนที่ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และโคมไฟที่โต๊ะเขียนหนังสือ แล้วจึงลุกไปที่เตียงนอน วีร์ตบลงบนหมอนหนุนสองสามครั้งก่อนที่จะล้มตัวลงนอนและดึงผ้าห่มมาคลุมตัวไว้ โดยไม่ลืมเอี้ยวตัวไปด้านข้างเพื่อถอดแว่นสายตาวางไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียงและปิดไฟดวงสุดท้าย หลังจากนั้นก็หันกลับมาอยู่ท่านอนปกติ แล้วสติก็ดำดิ่งสู่ห้วงนิทราไปในทันที


*****


      ช่วงเย็นหลังเลิกเรียนในวันหนึ่ง หญิงสูงวัยใช้จวักตักน้ำแกงขึ้นมาเทใส่ช้อนเพื่อจะชิมรสชาติ เธอทำปากขมุบขมิบก่อนที่จะพยักหน้าให้กับตัวเอง จากนั้นก็ปิดเตาไฟแล้วก็สั่งให้แม่บ้านช่วยยกหม้อแกงไปตั้งที่โต๊ะอาหารข้างในบ้าน

      ซิ่งฮวา หรือที่หลานชายทั้งสองคนเรียกเธอว่า อาม่า เดินยิ้มออกมาจากห้องครัวพร้อมกับประกาศให้ทุกคนในบ้านรับรู้ว่าอาหารรายการพิเศษเสร็จเรียบร้อยแล้ว

      วีรมาตุเข้าไปช่วยพยุงให้หญิงชรามานั่งที่โต๊ะกลมที่ใช้กินข้าวของครอบครัว เก้าอี้ตรงกลางระหว่าง ศุภกร และมะลิวัลย์ ถัดจากบุคคลทั้งสองก็เป็น วีรมาตุ และศศิทัศน์ ส่วนตรงกลางระหว่างเด็กหนุ่มทั้งสองคนนั้นก็คือวีร์ที่มานั่งอยู่ด้วยแบบเหตุการณ์พาไป

      ช่วงหลังเลิกเรียนก่อนหน้านั้นวีรมาตุขับรถมารับน้องชายของเขากลับบ้าน ซึ่งวีรมาตุอาสาจะพาวีร์มาส่งด้วย ระหว่างทางกลับนั้นศศิทัศน์ร้องเสียงหลงเร่งเร้าให้พี่ชายของเขาเหยียบคันเร่งให้ถึงบ้านโดยด่วนเพราะข้าศึกกำลังบุกประชิดประตูเมือง

      เมื่อถึงที่บ้าน ศศิทัศน์ก็รีบลงจากรถวิ่งตรงเข้าไปในบ้านทันที วีร์และวีรมาตุได้แต่มองตามรอบฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นมา ในตอนนั้นวีรมาตุกำลังจะเสนอตัวว่าจะถอยรถออกไปส่งวีร์เสียก่อน แต่ถูกเรียกไว้โดยอาม่าซิ่งฮวาว่าเหตุใดมาถึงบ้านยังจะถอยรถยนต์ออกไปอีก

      ท้ายที่สุดวีร์ก็ถูกเชิญให้อยู่ร่วมโต๊ะอาหารในฐานะเพื่อนของเจ้าของวันเกิด
 
      ช่วงระหว่างที่รอศุภกรกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน อาม่าซิ่งฮวาก็สร้างความคุ้นเคยกับเพื่อนของหลานด้วยการเล่าเรื่องสมัยวันเด็กเล็กของหลานชายทั้งสองคนให้วีร์ฟัง ทั้งเรื่องน่ายินดีและเรื่องน่าอาย จนเจ้าตัวก็คอยแก้ต่างให้กับตัวเองอยู่เรื่อยๆ

      จนเมื่อทุกคนอยู่พร้อมหน้าแล้วจึงร่วมกันฉลองด้วยอาหารมื้อพิเศษที่มีเมนูปิดท้ายอย่าง ไข่วันเกิด

       “อาคุงวีร์ เดี๋ยวลื้อลองชิมดูนะว่าเป็นไง อาโซ้ยตี่อีชอบมากเลยน้า” ซิ่งฮวาเชื้อเชิญให้แขกคนใหม่ลองชิมอาหารจานพิเศษ

      วีร์ยิ้มรับพร้อมกับรับถ้วยที่ศศิทัศน์ตักไข่วันเกิดมาให้ นอกจากไข่ต้มฟองใหญ่แล้วก็มี เก๋ากี้ พุทราจีน เง๊กเต๊ก ฮ่วยซัว ตังกุย และแป๊ะก๊วย รวมอยู่ในน้ำซุปใส กลิ่มหอมลอยคลุ้งขึ้นแตะจมูกจนต้องก้มลงไปสูดให้เต็มปอด เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับสายตาของทุกคนมองมาลุ้นให้ลองชิม

      วีร์เริ่มจากตักน้ำซุปมาลองชิมก่อน พบว่ารสชาติคล้ายแกงจืดตุ๋นยาจีนเพียงแต่ออกหวานกว่า จากนั้นจึงใช้ช้อนแบ่งไข่ต้มฟองโตออกเป็นชิ้นขนาดพอคำ แล้วจึงตักเข้าปาก เคี้ยวจนละเอียดแล้วกลืนลงคอไป

       “อร่อยครับ”

      คำสั้นๆแต่ได้รอยยิ้มกว้างจากหญิงสูงวัย

      กว่าที่อาหารจานสุดท้ายจะหมดไป ท้องฟ้าก็มืดไปทั่วแล้ว จึงได้เวลาที่ต้องพาวีร์กลับตามที่ได้บอกคนทางบ้านไว้ แม้ว่าผู้ใหญ่ต่างเชิญชวนให้อยู่พักค้างคืนเสียเลยก็ได้แต่ก็เกิดความเกรงใจจากทั้งสองฝั่ง วีรมาตุจึงขับรถพาวีร์ไปส่ง


*****


       “ไง ส่งน้องถึงบ้านแล้วเหรอ” มะลิวัลย์เอ่ยทักเมื่อเห็นวีรมาตุเดินเข้ามาในห้องครัว วีรมาตุเริ่มหยิบจับจากชามที่ล้างเสร็จแล้วไปวางเรียงไว้ที่คว่ำจาน

       “ครับม้า”

       “แล้ววันนี้ไม่กลับไปนอนที่หอรึไง” มะลิวัลย์เริ่มจัดการกับหม้อใบเล็ก ส่วนหม้อใบใหญ่นั้นแม่บ้านเป็นคนเอาไปล้างที่ลานซักล้างหลังบ้าน

       “พรุ่งนี้ไม่มีเรียนครับ ก็เลยกลับมานอนบ้านบ้างดีกว่า” วีรมาตุหยิบแก้วน้ำไปวางคว่ำไว้ “แล้วป๊าไปไหนละครับ อั๊วไม่เห็นรถจอดอยู่”

       “ป๊าออกไปดูของที่โรงงาน คงจะกลับมาดึกๆโน้นเลย”

       “ช่วงนี้ป๊าไปเช็คของตอนดึกบ่อยนะครับ”

       “การค้าขายกำลังรุ่ง ช่วงนี้ก็เลยวุ่นๆกันทั้งป๊าทั้งอาแปะทั้งอาเจ๊ก อาอึ้มกับอาซิ่มเขาก็บ่นๆให้ฟังอยู่ไม่กี่วันก่อน” มะลิวัลย์หันไปเห็นสีหน้าของลูกชายจึงได้ถามต่อไป “ทำไมรึเปล่า”

       “ก็ป๊าทำงานหนักเกินไปแล้ว อั๊วไม่ยากเรียนจบมาแล้วต้องมาคอยรักษาป๊าอยู่อีก”

      ยังไงซะกว่าเราจะเรียนจบ ป๊าก็ม้าก็ถึงเวลาต้องซ่อมร่างกายอยู่แล้ว ดีซะอีกที่มีลูกชายสองคนเป็นหมอคอยดูแลใกล้ชิด”

       “ม้า” วีรมาตุร้องขัดเหตุว่าไม่อยากให้มารดาพูออะไรเป็นลางไม่ดี

       “มันเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใครๆก็หนีไม่พ้น”

      วีรมาตุรู้ว่ามันเป็นกฎที่ใครก็เลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่มีใครอยากจะประสบพบเจอในเร็ววัน

       “เกิดมาแป๊บๆเดี๋ยวก็โต ดูสิไม่ทันไรเราก็เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เดี๋ยวอาตี๋เล็กก็ตามไปติดๆ แป๊บๆก็เรียนจบทำงานมีครอบครัว ต่อไปไม่นานก็จะมีเด็กเล็กๆมาส่งเสียงเจี้ยวจ้าวกวนใจอาเหล่าม่า” มะลิวัลย์พูดไปก็หัวเราะเล็กๆไปด้วย สายตาก็หันไปชำเลืองมองลูกชายบ้างไปบางคราว

       “ดูทำหน้าเข้า ช่วงนี้เรียนหนักรึไง” มะลิวัลย์เอ่ยทักเมื่อเห็นว่าลูกชายตัวเองเงียบไป

       “เปล่าครับ ตอนนี้แค่ทบทวนความรู้เก่า เริ่มเรียนจริงๆก็รอตอนเปิดเทอม”

       “พักผ่อนบ้างนะ ม้ารู้ว่าเรียนหมอมันหนัก แต่ก็ต้องดูแลตัวเองด้วย”

       “ครับม้า”

      สองคนแม่ลูกช่วยกันเก็บเครื่องครัวให้เข้าที่เรียบร้อย เอาผ้าเช็ดรอบโต๊ะให้แห้งสะอาด แล้วมะลิวัลย์ก็ไปเปิดตู้เย็นดูของสดที่ขาดเพื่อเตรียมสำหรับไปจ่ายตลาดในตอนเช้าวันถัดไป

       “พรุ่งนี้เช้าจะกินอะไรพิเศษมั้ย ม้าจะได้เตรียมไว้ให้”

       “แล้วแต่ตี๋เล็กก็ได้ครับม้า ไม่รู้ว่ามันจะรีบไปโรงเรียนแต่เช้ารึเปล่า อั๊วกะจะแวะไปส่งมันก่อนแล้วก็เลยไปหอพักเลย”

       “งั้นเดี๋ยวม้าเตรียมแซนด์วิชเผื่อไว้ให้ เห็นอาตี๋เล็กบอกว่าต้องรีบไปแต่เช้า เรื่องชมรมหมากรุกอะไรของเขานี่แหละ”

       “ก็ได้ครับม้า”

      ตอนแรกม้านึกว่าตี๋เล็กจะชวนเพื่อนมากันเยอะ กลัวทำอาหารไม่จะพอกินกัน ที่ไหนได้พามาแค่ว่าที่อาซ้อเท่านั้นเอง”

       “ม้า...” วีรมาตุรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวทันทีที่ได้ยิน เจ้าตัวถึงกับยืนนิ่งไม่สามารถจะขยับไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของร่างกาย ราวกับว่าสมองหยุดสั่งการไปชั่วขณะ “คือว่า อั๊วไม่ได้...”

      วีรมาตุหาคำมาพูดต่อไปไม่ได้ เพราะนอกจากน้องชายของตัวเองแล้ว เขายังไม่เคยพูดเรื่องกับใครในบ้านเลยสักคน ยิ่งกับผู้เป็นพ่อด้วยแล้วเขายังไม่กล้าเอ่ยปากเรื่องนี้ บางทีเขาก็เคยคิดว่าเขาอาจจะต้องปกปิดไปตลอดชีวิต แล้วความลับก็จะจากไปพร้อมกับตัวเขาเอง

       “ไม่เป็นไร ม้าเข้าใจ ไว้พร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยมาบอกม้า” มะลิวัลย์กางแขนโอบหลังของลูกชายคนโตไว้ แล้วลูบเบาๆเพื่อปลอบโยนจนเธอรู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อแผ่นหลังนั้นคลายตัวลง

       “ม้ารู้เหรอครับ” วีรมาตุรวบมรวมความกล้าก่อนที่จะถามหลังจากที่สูดหายใจเข้าเต็มปอด

       “นี่ เห็นสองมือนี้เปล่า” มะลิวัลย์ยกมือทั้งสองหงายแบขึ้นตรงหน้า “มันไม่ได้เสียสละที่จะออกไปทำงานหาเงินไปโดยเปล่าประโยชน์นะ” เธอกางนิ้วทั้งสิบให้กว้างเท่าที่จะทำได้ ให้เห็นว่ามือคู่นี้แข็งแกร่งขนาดไหน “ม้าไม่เคยนึกเสียใจเลยที่ทำตามคำขอของป๊าว่าให้ม้าอยู่บ้านเป็นแม่บ้านเต็มตัว คอยดูแลบ้านดูแลอาม่าและก็ดูแลลูกๆ แล้วม้าก็เลี้ยงลูกเองทั้งสองคนไม่ได้จ้างใครมาช่วยเลี้ยง ม้าเห็นการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างตั้งแต่เล็กจนโต ม้ารู้ว่าใครนิสัยยังไงชอบอะไรไม่ชอบอะไร”

      มะลิวัลย์ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา

       “ยิ่งสมัยนี้ด้วยนะ โลกโซเชียลมันตามเราไปทุกที่ ถ้ารู้จักใช้ให้เป็นก็เกิดประโยชน์”

       “ม้า...” วีรมาตุมองดูมะลิวัลย์ด้วยความแปลกใจปนกับความทึ่งและชื่นชมอยู่ไม่น้อย

       “คิดว่าม้าใช้ไม่เป็นเหรอ ไอจี ทวิตเตอร์ เฟชบุ๊ค ม้ามีหมดนั้นแหละ” มะลิวัลย์เปิดดูแอพลิเคชั่นต่างๆก่อนที่จะพูดต่อ “แล้วก็นะเพื่อนๆม้าเขาเป็น... เขาเรียกว่าอะไรนะ สาววงสาววายอะไรนี่แหละ ชอบส่งมาให้ม้าดู” แล้วเธอก็ยื่นโทรศัพท์ให้ลูกชายดู

      วีรมาตุมองดูแม่ของเขาเปิดรูปภาพบ้าง วิดีโอบ้าง หรือข้อความต่างๆที่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับเขาและวีร์

       “ม้าไม่ว่าอะไรอั๊วเหรอ”

      มะลิวัลย์เงยหน้ามามองลูกชาย ก่อนที่จะปิดโทรศัพท์ของเธอเก็บใส่ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม

       “โลกมันเปลี่ยนไปทุกวัน ถ้าเป็นสักยี่สิบสามสิบปีม้าก่อนก็อาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง พอมาตอนนี้ม้าก็คิดอีกแบบหนึ่ง แล้วยิ่งตอนนี้เป็นลูกของม้าเองด้วยแล้ว ม้ายิ่งต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้นไปอีก” มะลิวัลย์มองดูแววตาของลูกชายที่เกิดประกายแก้ว “ม้าแค่เห็นลูกทั้งสองคนเติบโตเป็นคนดีและรับผิดชอบตัวเองได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ม้าก็ไม่ห่วงแล้ว”

       “แล้ว... ป๊ารู้เรื่องนี้รึเปล่าครับ” วีรมาตุเม้มปากรอลุ้นกับคำตอบ

       “อืม... ม้าไม่แน่ใจนะว่าป๊าเขาคิดยังไง เพราะม้ายังไม่เคยคุยเรื่องนี้กับป๊า แต่ป๊าก็เคยเห็นผ่านตาตามเฟชบุ๊คนั่นแหละ”

       “ป๊าไม่ว่าอะไรเหรอครับ”

       “เท่าที่ม้าสังเกตนะ ป๊าอาจจะทำเป็นมองผ่านๆไม่ได้สนใจ หรือป๊าอาจจะไม่ได้ต่อต้านอะไร...”

       “แต่ก็ไม่ได้ยอมรับ” วีรมาตุพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

       “อย่าเพิ่งตีตนไปก่อน เดี๋ยวไว้ลองให้ม้าไปเลียบๆเคียงๆถามป๊าดูก่อน แล้วค่อยว่ากัน”

      มะลิวัลย์ตบบ่าวีรมาตุเบาๆเพื่อให้กำลังใจ

       “แต่ว่า อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ให้อาม่าฟังนะ คนแก่รุ่นเก่าน่ะปรับตัวยากสักหน่อย ให้อาม่าได้ทำความรู้จักน้องให้มากขึ้นก่อนนะ” วีรมาตุพยักหน้ารับ “งั้นก็ไปอาบน้ำนอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตื่นสายไปส่งตี่เล็กไม่ทัน”

       “ครับม้า”

      มะลิวัลย์ดึงตัวลูกชายมาโอบกอด เธอเหมือนจะรู้สึกได้ว่าเมื่อไม่นานนี้เองที่อ้อมแขนของเธอสามารถโอบคลุมตัวลูกชายของเธอไว้ได้ทั้งหมด มาบัดนี้กลับไปฝ่ายลูกชายที่สามารถครอบตัวเธอไว้ได้ เด็กๆเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากแล้ว และอีกไม่นานก็คงออกไปท่องโลกกว้างด้วยตัวของเขาเอง

       “ม้าครับ”

      มะลิวัลย์ที่กำลังเดินออกจากห้องครัวไปต้องหันกลับมาตามเสียงเรียกของวีรมาตุ เธอมองดูลูกชายของเธอที่กำลังมองเธอกลับมาด้วยท่าทีที่สง่าผ่าเผย

       “อั๊วชอบน้องวีร์”

      มะลิวัลย์เผยรอยยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยิน ความสุขและความดีใจของเธอแสดงออกมาอย่างชัดเจน เธอเดินกลับมากอดลูกชายอีกครั้ง อ้อมกอดที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นมากที่สุดที่เธอสามารถส่งไปให้คนตรงหน้าได้


*****

วิธู:
เงียบไปเลย ส่งข่าวบ้าง
ให้ช่วยอะไรมั้ย
yobortsa:
ช่วงนี้ยุ่งทุกวัน
วิธู:
เรียนหนักเหรอ
yobortsa:
ยังไม่เปิดเทอม



*****


Ending music inspired by Diana RossI’m Coming Out


[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 8 ครอบครัวฉันครอบครัวเธอ


     ช่วงเวลาในตอนนี้ศศิทัศน์รู้สึกยินดีปรีดาเป็นที่สุด การเรียนดีสมองแจ่มใส ไม่ว่าอาจารย์จะถามคำถามอะไรมาศศิทัศน์ก็สามารถตอบได้หมด ทั้งนี้เป็นเพราะว่างานชมรมภายใต้การบริหารงานของเขากำลังไปได้ด้วยดี อีกทั้งยังได้เสริมศักดิ์มาเป็นเลขานุการชมรมตามที่ตั้งใจไว้ และยังได้ขอร้องแกมบังคับให้วีร์มาช่วยสอนงานให้ด้วย การจัดการแข่งขันภายในชมรมรวมถึงการคัดตัวแทนไปแข่งหมากรุกกับภายนอกก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย

     อีกทั้งช่วงนี้เริ่มใกล้การสอบวัดผลกลางภาคเรียนเข้ามาทุกขณะ นักเรียนหลายคนเริ่มเตรียมตัวกันบ้างแล้ว รวมถึงกลุ่มเพื่อนๆของเขาที่ได้มืออาชีพอย่างท่านเทพวีรมาตุแวะมาช่วยติวเนื้อหาบางรายวิชาให้แบบถึงเนื้อถึงตัวอย่างที่เขาต้องการ

     และสิ่งที่ยิ่งทำให้เขาสบายใจได้มากขนาดนี้ก็คือ เขาไม่เห็นพีรพัชร์แวะมาที่โรงเรียนร่วมสัปดาห์มาแล้ว เท่าที่เขาทราบคือพีรพัชร์กำลังตัดพันอยู่กับการคัดเลือกเพื่อเป็นนักกีฬาเทนนิสของมหาวิทยาลัย ทำให้ไม่สามารถปลีกตัวมาได้ ในความคิดของศศิทัศน์อยากให้การคัดตัวนี้ใช้เวลานานๆร่วมปีไปเลยยิ่งดี

      “มึงเป็นอะไรรึเปล่า เห็นเอาแต่หยิบโทรศัพท์มาดูตั้งแต่เที่ยงแล้ว” พระยศเอ่ยปากถามระหว่างช่วงพักก่อนจะถึงวิชาสุดท้ายของวันนี้

      “กำลังรอฟังข่าวพี่วาอยู่” วีร์ตอบไปในขณะที่เขากำลังมองดูโทรศัพท์ในมือ

      “หือ จะคลอดแล้วเหรอ”

      “ไม่แน่ใจ เห็นพี่ธีร์ไลน์มาบอกเมื่อตอนสายๆว่าจะพาพี่วาไปโรง’บาล”

      “พี่วาเป็นอะไร ถึงกำหนดคลอดแล้วเหรอ” ศศิทัศน์หันมาร่วมวงสนทนาด้วยคน

      “กำหนดคลอดจริงๆมันก็ประมาณช่วงนี้แหละ”

      “แล้วนี่รออยู่กี่ชั่วโมงแล้ว” พระยศถาม

      “น่าจะสี่ชั่วโมงแล้วมั้ง”

      “ถ้าใกล้คลอดจริง ก็คงรอปากมดลูกเปิดอยู่ พี่วาจะคลอดเองใช่มั้ย”

      “เห็นว่านะ” วีร์เหมือนจะจำได้ว่าวนกรตัดสินใจคลอดด้วยตัวเองก่อน หากไม่มีปัญหาเฉพาะอันใดอื่นขึ้นมาเสียก่อน

      “เอาน่ะ ไม่ต้องห่วง อยู่ในมือหมอแล้วสบายใจได้” พระยศตบบ่าวีร์เบาๆ

     แล้วบทสนทนาก็ต้องหยุดลงเมื่ออาจารย์ประจำวิชาสุดท้ายของวันนี้เข้ามาในห้องเรียนแล้ว


*****


     ทันทีที่สัญญาณหมดคาบเรียน วีร์ก็รีบเก็บสมุดหนังสือเรียนลงกระเป๋าเป๋แล้วก็รีบวิ่งลงมาจากตึกเรียนในทันที ทำเอาพระยศและศศิทัศน์ก็รีบเร่งกันเป็นพัลวันด้วยเช่นกัน ขนาดแพรพรรณที่นั่งอยู่ข้างๆก็มองตามด้วยความลุ้นระทึกใจไปด้วย

      “น้องวีร์”

     เสียงเรียกของวีรมาตุทำให้วีร์ที่กำลังจะมุ่งหน้าไปที่ประตูโรงเรียนหยุดชะงักเสียก่อน วีร์มองหันสลับไปมาระหว่างทางไปด้านหน้าโรงเรียนกับวีรมาตุ ก่อนที่สมองจะเริ่มทำงานอีกครั้ง วีร์จึงรีบสาวเท้าไปหาวีรมาตุโดยทันที

      “เฮีย เอารถมาใช่มั้ยครับ”

     วีรมาตุได้แต่พยักหน้ารับในตอนที่วีร์เดินเข้ามาขว้าแขนของเขาไปครองไว้เรียบร้อยแล้ว

      “งั้นไปเลยครับ” วีร์ออกแรงฉุดลากวีรมาตุไปทางลานจอดรถ

      “เดี๋ยวครับน้องวีร์ มีอะไรรึเปล่า” แม้ว่าจะยังไม่รู้เรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้น แต่วีรมาตุก็เดินตามแรงของวีร์ที่ดึงเขาไปข้างหน้า

      “เฮียไปส่งวีร์ที่โรง’บาลหน่อยครับ” วีร์พูดไปพร้อมเดินตรงไปไม่หยุด

      “ไปโรงพยาบาล ไปทำไมเหรอครับ หรือน้องวีร์เป็นอะไร” วีรมาตุถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง

      “พี่วาคลอดแล้ว”

      “เหรอครับ! งั้นไปกันเลย เดี๋ยวเฮียไปส่ง” น้ำเสียงของวีรมาตุแสดงถึงความตื่นเต้นขึ้นมาในทันที

     ในตอนนี้วีรมาตุจึงก้าวเท้าเร็วขึ้นแล้วเดินนำทางวีร์ตรงไปที่รถยนต์ของเขา โดยที่ทั้งคู่ไม่ได้หันมองมาด้านหลัง จึงไม่เห็นว่าพระยศและศศิทัศน์นั้นไม่ได้เดินตามมาด้วยกันแล้ว

      “สงสัยว่าพวกเขาจะลืมเราไปแล้วมั้ง” ศศิทัศน์หันไปพูดกับพระยศที่ได้ยิ้มแหะๆและไม่ได้ขยับตัวไปไหน

      “อ้าว พวกมึงสองตัวมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้วะ” สุรศักดิ์เดินมากอดคอทั้งศศิทัศน์และพระยศ โดยมีนพชัยและชัยทิศเดินตามมาติดๆ “แล้วไอ้วีร์ไปไหนวะ”


*****


     วีร์เคาะประตูห้องพักผู้ป่วยพิเศษก่อนที่จะผลักเข้าไปข้างใน โดยมีวีรมาตุเดินตามเข้าไปติดๆ ภายในห้องค่อนข้างเงียบและมีแสงสลัวๆเพราะได้ดึงผ้าม่านปิดไว้ วีรมาตุยกมือขึ้นไหว้ธีร์ในตอนที่วีร์เอากระเป๋าเป๋ไปวางไว้ที่โซฟา วีร์เดินไปดูวนกรใกล้ๆซึ่งหญิงสาวกำลังนอนหลับตาอยู่

      “หลับไปได้สักพักแล้ว คงจะเหนื่อยอยู่ไม่น้อย” ธีร์พูดเบาๆให้พอให้ได้ยิน เพราะว่าไม่อยากจะรบกวนคุณแม่เพิ่งคลอด

      “แล้วน้องอะ” วีร์หันกลับมาถามธีร์ด้วยความดังระดับเดียวกัน

      “อยู่ที่ห้องเด็กแรกเกิด พยาบาลเพิ่งมาพากลับ ไปดูน้องก่อนก็ได้ วาเขาคงหลับไปสักพัก”

     วีร์หันไปมองวีรมาตุซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าเห็นด้วย

      “งั้นเดี๋ยววีร์กับเฮียไปดูน้องก่อน แล้วค่อยกลับมาอีกที”

      “ไปเถอะ หาน้องให้เจอนะ มีป้ายคล้องแขนอยู่”

      “ทำไม ได้พ่อหรือว่าได้แม่มากกว่าละ”

      “ได้พี่มัน เหมือนกันเด่ะเลย” ธีร์หัวเราะเบาๆ เขายังจำครั้งแรกที่เขาเห็นใบหน้าของวีร์ได้ตอนที่ไปขอรับตัวมาจากอนามัยชุมชน และเมื่อได้เห็นหน้าเด็กแบเบาะอีกคนจึงทำให้หวนนึกถึงขึ้นมา แม้ว่าขนาดและน้ำหนักตัวจะต่างกันอยู่บ้างก็ตาม

      “เหอะ แต่แววตาอย่าเหมือนเลยจะดีกว่า” วีร์หันมองเอียงข้างพร้อมพ่นลมหายใจออกมา ถ้าเกิดว่าน้องชายจะละม้ายคล้ายกับเขาจริงๆ อย่างน้อยขอให้มีดวงตาเหมือนกับคนอื่นจะดีกว่า

      “อยากไปดูน้องก็ไป ไป๊” ธีร์ออกปากไล่ แต่ยังคงระดับเสียงไว้เช่นเดิม

      “งั้นไปแล้วนะ” แล้ววีร์ก็หันไปหาวีรมาตุ “เฮีย ไปดูน้องกัน”

     วีรมาตุก็พยักหน้ารับ แล้วจึงยกมือไหว้ลาธีร์ก่อนที่ทั้งคู่จะพากันออกจากห้องพักผู้ป่วยไป


*****


     วีร์เดินไล่ดูเด็กอ่อนแต่ละคนหน้าห้องกระจกที่มีเด็กนอนเรียงรายในกระบะของตัวเอง ตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าในแต่ละวันจะมีเด็กเกิดใหม่มากขนาดนี้  เท่าที่ประมาณการจากสายตาก็ร่วมนับสิบคน จนวีร์เดินมาถึงเด็กคนหนึ่งที่มีสีผิวเข้มว่าเด็กคนอื่นๆ ขนาดตัวจะดูใหญ่พอสมควร และเมื่อมองดูที่ป้ายชื่อข้างกระบะก็เห็นว่ามีชื่อ นางวนกร วรรัญญา’ ติดอยู่

     วีร์จึงเรียกวีรมาตุมาดูเด็กทารกด้วยกัน

      “เขาต้องบอกว่า น่าเกลียดน่าชัง ใช่มั้ยครับ”

      “ครับ เป็นเคล็ดไม่ให้ผีสางมาเอาตัวเด็กไป” วีรมาตุสังเกตไปเห็นป้ายชื่อที่คล้องแขนเด็กอ่อนอยู่ “ชื่อว่าน้องธรเหรอ”

      “หือ ไหนครับ”

      “ตรงที่ป้ายคล้องแขนไง มีป้ายชื่อพี่วา และก็ป้ายชื่อน้อง”

     วีร์เพ่งสายตามองดู ก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง ‘ธร วรรัญญา’

      “ทำไมเหรอครับ” วีรมาตุถามเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นในลำคอของวีร์

      “ชื่อไม่เป็นมงคลเอาซะเลย”

      “เฮียว่าก็ความหมายดีนะครับ แล้วก็พอลองคิดดู ก็คงผสมจากชื่อของพี่ธีร์กับพี่วา”

     วีร์ก็นึกเช่นนั้นเหมือนกันว่าชื่อของเด็กทารกดึงมาจากชื่อของพ่อและแม่ เหมือนกันกับชื่อของเขาเอง

      “วีร์หมายถึงเวลาเขียนเป็นอักษรโรมัน จะเขียนยังไง คงไม่ใช่ Thorn หรือ Torn เป็นแน่”

     วีรมาตุนึกตามที่วีร์บอก ก็พอจะเห็นด้วยว่าคงไม่มีใครอยากจะเป็นอุปสรรคขวากหนามหรือของฉีกขาดรุ่งริ่งติดตัวไป

      “แต่เฮียว่า ใช้เป็นตัว D ก็ได้นะ เทียบไปทางบาลีสันสกฤติ”

      “ก็คงต้องเป็นแบบนั้น Dhorn” วีร์พยายามนึกถึงทางเลือกอื่น แต่ก็คิดว่าแนวทางของวีรมาตุนั้นก็ดีอยู่ไม่น้อย “ต่อไปนี้ก็คงเป็นช่วงเวลาแห่งความหฤหรรษ์ ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเป็นเวลากันแล้ว”

      “มีคนรอช่วยเลี้ยงอยู่เยอะเลยไม่ใช่เหรอครับ มีทั้งคุณตา คุณยาย คุณน้าทั้งสองคน ผลัดเปลี่ยนมาช่วยกันได้ แล้วยังไงก็มีคุณอาวีร์คอยช่วยอีกแรงอยู่ด้วยอีกคน”

     วีรมองดูเด็กน้อยนอนหลับตาอยู่นิ่งๆ ใบหน้าที่ดูคล้ายเขาตอนเด็กๆอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสีผิว แล้วเมื่อพิจารณาขนาดตัวก็คงจะคาดการณ์ได้ว่าเมื่อเติบโตขึ้นคงจะสูงใหญ่กว่าเขาพอสมควร ถึงแม้ว่าจะมีอายุห่างกันอยู่มากแต่ก็ร่วมสายโลหิตคลานตามกันมา

      “เฮียวีครับ”

     เสียงเรียกของวีร์ทำให้วีรมาตุหันมามอง โดยที่เด็กหนุ่มยังคงมองดูเด็กทารกตรงหน้า

      “นี่น้องธร น้องชายของวีร์เองครับ”

     วีรมาตุมองดูวีร์ที่หันมาหาเขาด้วยรอยยิ้ม เขากำลังไม่แน่ใจสิ่งที่ได้ยินว่าหมายถึงอะไร ซึ่งวีร์ก็พอจะสังเกตได้ว่าวีรมาตุยังไม่เข้าใจสารที่เขาต้องการสื่อออกไป

      “น้องชายแท้ๆ ที่มีพ่อแม่คนเดียวกันครับ”

     วีรมาตุกำลังประมวลผลข้อมูลอยู่ภายในจิตสำนึก สายตาส่ายมองไปมาระหว่างเด็กหนุ่มตรงหน้ากับเด็กอ่อนข้างในห้องกระจก เขาก็เคยสงสัยในความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวของวีร์จากอายุที่ต่างกันพอสมควร แต่สิ่งที่เขาเห็นการปฏิสัมพันธ์กันนั้นดูเป็นธรรมชาติปกติของพ่อแม่พี่น้องทั่วไป ทำให้เขาตัดความสงสัยนั้นทิ้งไป แต่เมื่อนึกย้อนไปถึงคำพูดของเพื่อนสนิทของเขาอย่างคุณกรด้วยแล้ว ทำให้เขาเกิดข้อสรุปได้ขึ้นมา

      “น้องวีร์หมายถึง จริงๆแล้วพี่ธีร์พี่วาเป็นพ่อแม่ของน้องวีร์เหรอครับ”

      “ครับ” วีร์ตอบเพียงสั้นๆ

      “งั้น ไอ้หมูก็เป็นน้าแท้ๆของน้องวีร์เหรอครับ”

      “ก็ครับ เฮียหมูเป็นน้องของพี่วา ถ้านับตามศักดิ์แล้วก็เป็นน้าของวีร์”

     วีรมาตุพยักหน้ารับรู้ แต่ก็ยังไม่ความสงสัยอยู่

      “แล้วทำไมวีร์ถึงเรียกคนที่บ้านแบบนั้นใช่มั้ยครับ” วีร์ถามคำถามที่ในใจแทนวีรมาตุออกมา “วีร์โตมาโดยคิดว่าตัวเองเป็นลูกหลง มีพวกพี่ๆอายุเยอะกว่ามาก จนวีร์มารู้ความจริงทีหลังแต่ก็ติดเรียกคนอื่นๆแบบนั้นไปแล้ว ส่วนพี่วา วีร์เพิ่งมารู้จักและรู้ว่าพี่วาเป็นแม้แท้ๆของวีร์เมื่อตอนต้นปีนี้เอง”

     วีรมาตุพอจะเข้าใจเรื่องราวที่ได้ยิน แม้ว่าจะสงสัยแต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามว่าเหตุใดวีร์จึงเพิ่งมารู้จักกับวนกรในช่วงเวลาที่ผ่านมา

      “ตอนแรกวีร์ก็นึกว่าเขาตั้งชื่อให้พ้องกับพี่ธีร์เฉยๆ ที่ไหนได้ เอาชื่อพ่อชื่อแม่มารวมกัน”

      “แต่ละบ้านก็มีประเพณีต่างกันไปละครับ”

      “บางบ้านมั้งครับ ของบ้านไอ้ใหญ่ นอกจากใหญ่ กลาง หนูเล็ก แล้วก็ยังมีสุรศักดิ์ เสริมศักดิ์ แล้วก็สิริศักดิ์ แล้วก็มีของบ้านบิ๊ก ที่เป็นพระกันหมด พระนาย พระยอด พระยศ พระยา เบิ้ม บิ๊ก บอม แต่ของบ้านวีร์ นอกจากพี่ธีร์กับวีร์แล้ว ก็ไม่มีใครชื่อใกล้เคียงอะไรกันเลย”

     วีรมาตุนึกทบทวนชื่อของสมาชิกในบ้านของวีร์ที่เขาเคยพบเจอ

      “แต่บ้านน้องวีร์ชื่อพยางค์เดียวกันทุกคนเลยนะครับ”

      “เออใช่” วีร์ชะงักคิดก่อนที่ตอบ เขายึงนึกไปถึงบ้านของเยี่ยมและเยาว์ พี่ชายและพี่สาวของยุทธด้วย “แล้วของบ้านเฮียละครับ”

      “ก็ไม่ได้พ้องอะไรกันหรอกครับ อาม่าเป็นคนไปขอให้พระตั้งชื่อให้”

      “แล้วทำไมพระถึงตั้งชื่อว่าวีรมาตุละครับ” วีร์หันไปถามวีรมาตุที่กำลังสนใจเด็กทารกข้างในห้อง

      “เท่าที่เฮียเคยได้ฟังมาคือตอนนั้นมีป๊า อาแปะ อาเจ๊ก ออกไปโรงงาน เหลือแค่พวกผู้หญิงอยู่บ้านกัน แล้วมีโจรสองคนบุกมาปล้นบ้าน คนนึงเอามีดมาขู่บังคับให้คนในบ้านมานั่งรวมกัน อีกคนไปรื้อค้นข้าวของมีค่า ตอนที่พวกมันเผลอ ม้ายกเก้าอี้ขึ้นฟาดจนมีดหลุดมือ แล้วก็ฟาดหัวจนโจรหงายหลัง อีกคนที่ได้ยินเสียงรีบวิ่งกลับมาดู ม้าก็ยกเก้าอี้ขึ้นแล้วก็ทุ่มใส่มันเลย แล้วก็รีบฉวยอาม่าออกจากบ้านร้องตะโกนเรียกคนแถวนั้นให้มาช่วยจับโจร”

      “แล้วจับโจรได้มั้ยครับ” วีร์ถามด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นตามวีรมาตุไปด้วย เขาแสดงออกทั้งสีหน้าท่าทางและแววตา

      “จับได้สิ เห็นว่าตอนนั้นมีคนมาส่งของบ้านข้างๆ เข้ามาช่วยกันจับไว้ได้ทั้งสองคนเลย” วีรมาตุหันมาตอบวีร์ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มแล้วก็ต้องรีบหันกลับไปมองดูเด็กทารกดังเดิม

     โชคดีแล้วที่วีร์ไม่ได้ใส่แว่นสายตามาด้วย

      “ตอนที่ตำรวจจะพาโจรกลับไปที่สน. ม้าก็เจ็บท้องพอดี ตำรวจเลยอาสาพามาส่งที่โรงพยาบาล แล้วเฮียก็เกิดวันนั้น ตอนอาม่าไปขอชื่อจะพระก็เล่าเรื่องนี้ให้เจ้าพระคุณฟัง ท่านเลยตั้งชื่อนี้มาให้”

      “วีรมาตุ คือมีแม่ที่กล้าหาญ” วีร์พยายาลแปลความหมายของชื่ออีกฝ่าย

      “ใช่ครับ อาม่าบอกว่าชอบมากตอนที่พระให้ชื่อมา”

     วีร์พยักหน้ารับรู้ แต่ยังคงรอยยิ้มไว้บนใบหน้า

      “แล้วของไอ้ต่ายละครับ มีเรื่องอะไรแบบนี้มั้ย”   

     วีรมาตุหันมามองวีร์เพียงเสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนที่จะหันไปมองทางอื่นทำท่าทางเหมือกำลังนึกเรื่องราวอยู่

      “ของไอ้ตี๋เล็ก เฮียจำได้ลางๆว่าเฮียยืนดูพระจันทร์กับอาม่าอยู่ ความรู้สึกว่าวันนั้นพระจันทร์มันดวงโตมากๆ เหมือนจะเอื้อมมือไปจับได้เลย คิดว่าอาม่าคงจะไปเล่าให้พระคุณเจ้าฟัง ท่านเลยตั้งชื่อนั้นมาให้ ศศิ คือพระจันทร์ ทัศน คือมองดู”

      “ก็เลยตั้งชื่อว่ากระต่ายด้วยเลยเหรอครับ”

      “ใช่ครับ กระต่ายมองจันทร์”

     ในตอนนั้นก็มีเจ้าหน้าที่มาเข็นกระบะที่เด็กตัวน้อยชื่อว่าธรออกไป

      “เขาคงจะพาไปที่ห้องพักละมั้ง” วีร์มองตามเด็กทารกไม่วางตา

      “งั้นเรากลับไปที่ห้องกันเลยมั้ยครับ คุณแม.. หมายถึงพี่วาอาจจะตื่นแล้วก็ได้” วีรมาตุรีบพูดแก้คำได้ทันก่อนที่อีกฝ่ายจะนึกเอะใจได้เสียก่อน

      “คงงั้นมั้งครับ” วีร์ตอบกลับ แล้วทั้งสองคนก็พากันเดินกลับไปที่ห้องพักผู้ป่วยพิเศษตามเดิม

      “เอ่อ... น้องวีร์ครับ” วีรมาตุร้องเรียกเด็กหนุ่มไว้เสียก่อนที่ทั้งสองคนจะพ้นจากหน้าห้องเด็กแรกเกิด

      “ครับ” วีร์ตอบสั้นๆและมองกลับอีกฝ่ายในเชิงถาม

      “สุขสันต์วันเกิดครับ”

     วีร์ยิ้มตอบรับ แล้วก็ชวนกันเดินกลับไปที่ห้องพักของวนกร


*****

     เสียงสนทนาค่อนดังลอดออกมาในทันทีที่ประตูห้องพักผู้ป่วยพิเศษถูกเปิดออก แม้จะไม่ได้มองเห็นโดยรอบ แต่ก็พอจะรับรู้ว่ามีจำนวนคนอยู่ในห้องไม่น้อยเลยทีเดียว และแน่นอนว่าจุดสนใจหนึ่งเดียวในห้องนั้นหนีไม่พ้นเด็กทารกแรกเกิดที่นอนหลับไม่รู้เรื่องอะไรในกระบะที่ถูกเข็นมาจอดอยู่ข้างเตียงคุณแม่เพิ่งคลอด

     วนกรกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงเตียงนอนที่ถูกปรับระดับขึ้นมา มองดูคนมากหน้าหลายตาหลายวัยพลัดกันชื่นชมสมาชิกคนใหม่ คนที่ดีใจอย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุดคงจะเป็นนวลจันทร์ที่เกาะขอบกระบะไม่ยอมปล่อยมือห่างไปไหน ผิดกับฤทธิกรที่นั่งเรียบเฉยอยู่ถัดไปด้านหลังติดกับมุมห้องมองดูเด็กๆเพื่อนลูกเพื่อนหลานที่พากันมาเยี่ยมแม่ลูกมือใหม่

      “น้องธรนี่หน้าเหมือนคุณแม่เหมือนกันนะ” “มึงหมายถึงแม่คนไหนวะ” “แม่ไอ้วีไง” “อ๋อเออ.. เข้าเค้าอยู่”

     “ต้องเรียกว่าเหมือนคุณย่าไม่ใช่รึไง” พระยศพยายามแก้คำกำกวมของคู่แฝดนพชัยและชัยทิศ

      “ใช่ๆ นั่นแหละ” “ขอบคุณมากไอ้คุณบิ๊ก”

     พระยศถอนหายใจเบาๆ แล้วก็หันไปสนใจเด็กทารกต่อ

      “แต่น้องดูตัวใหญ่เหมือนกันนะ” ศศิทัศน์มองดูเด็กน้อยตั้งแต่หัวจรดเท้า

      “ตัวหนักประมาณ 3.8 กิโลได้” ธีร์พูดแทรกขึ้นมา

      “เหรอ ตัวโตเชียว” นวลจันทร์ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างไปกว่าเดิม “ตัวโตกว่าวีร์ในตอนนั้นอีก”

     คำพูดของนวลจันทร์นั้นทำให้สะอึกไปถึงผู้ใหญ่หลายคน แต่เหมือนลมผ่านหูไปสำหรับเด็กๆ และในตอนนั้นเองที่ทุกคนในห้องก็รับรู้ถึงบุคคลมาใหม่ทั้งสองคน

      “มาพอดีเลย ไปไหนกันมาวะ น้องมาอยู่นี่ตั้งนานแล้ว” ศศิทัศน์พูดเชิงแกมหยอก แต่เมื่อเขามองลงไปเห็นที่ขาของวีรมาตุก็ร้องเสียงหลงขึ้นมาในทันที “อ้าวเฮีย! ขาไปโดนอะไรมา”

     วีรมาตุเดินเข้ามาในห้องพักด้วยท่าทางปกติ ที่ผิดแปลกก็เห็นจะเป็นขาข้างขวามีผ้าพันแผลสีขาวพันอยู่กว้างเกือบคืบ แทนที่จะเป็นถุงเท้า

      “โดนรถเข็นเกี่ยวขา เลยต้องไปทำแผลที่ห้องฉุกเฉินซะก่อน” วีร์เป็นคนอธิบายแทน

      “ได้ไงวะ” ศศิทัศน์ผละจากกลุ่มคนที่ยืนมุงดูเด็กทารกมาดูขาของพี่ชายของเขา

     “กูก็อุตส่าห์ดึงเฮียหลบแล้วนะ เขาก็ยังเข็นมาโดนอีก” วีร์ใส่อารมณ์ลงไปในน้ำเสียงของเขาอยู่ไม่น้อย

      “ไม่เป็นไรครับน้องวีร์ เขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอก”

      “ไม่ได้ตั้งใจเหรอ... แต่นี่ถ้าไม่ได้ใส่ถุงเท้าไว้นะ คงจะได้แผลยาวกว่านี้อีก” วีร์พูดพลางเดินไปนั่งที่โซฟาร่วมกับธีร์

      “เป็นอะไรมากรึเปล่า” ธีร์มองดูขาของวีรมาตุ เขาขยับตัวพร้อมกับดึงตัวของวีร์ตามมาด้วย เพื่อให้มีที่ว่างพอจะให้วีรมาตุนั่งพักได้อีกคน

      “ผมไม่ได้เป็นอะไรมากครับคุณพ.. พี่ธีร์” วีรมาตุรีบแก้คำพูดตัวเองอีกครั้ง

     ธีร์เหมือนจะสังเกตเห็นท่าทีที่ผิดแปลกไปของวีรมาตุ แต่ก็ตัดสินใจมองข้ามผ่านไป ไม่ได้เอามาใส่ใจไว้

      “แล้วนี่โทรไปทำไมไม่รับสาย” ธีร์หันมาถามวีร์

      “โทรศัพท์วีร์อยู่นี่ ไม่ได้เอาไป” วีร์หยิบโทรศัพท์ของเขาออกมาจากกระเป๋าเป๋ที่เขาวางทิ้งไว้ในห้อง

      “แล้วของเฮียอะ” ศศิทัศน์ถามวีรมาตุ

      “อ๋อ เฮียปิดเสียงไว้ตอนไปที่ห้องเด็กแรกเกิด แล้วก็ลืมเปิดกลับ” วีรมาตุหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาดู

      “แล้วนี่พวกมึงมาได้ไงเนี่ย” วีร์หันไปถามเพื่อนๆของเขา

      “ก็คุณมึงรีบลากเฮียออกมากันแค่สองคน ไม่รอกันเลย พวกกูก็เลยให้ไอ้พวกแฝดเรียกคนขับรถรีบขับตามมา” ศศิทัศน์พูดตอบโดยที่ยังสังเกตดูขาของวีรมาตุอยู่

      “แล้วใหญ่มันไม่มาด้วยเหรอวะ”

      “ตอนแรกมันก็อยากมานั่นแหละ แต่เห็นว่าแผนเซอร์ไพรซ์วันเกิดมึงล่มไม่เป็นท่า มันเลยเปลี่ยนใจไปเฝ้าร้านแทน” พระยศเดินแยกออกมาจากกระบะเด็กทารก ตอนนี้จึงเหลือเพียงนพชัยและชัยทิศที่ยืนดูเด็กอ่อนร่วมกับนวลจันทร์

      “อุตส่าห์วางแผนไว้ซะดิบดี” ศศิทัศน์กอดอกยืนมองดูเพื่อนรักของเขา

      “ก็ช่วยไม่ได้ อยากจะเซอร์ไพรซ์ก็ต้องทำใจเผื่อว่ามันอาจจะผิดแผนได้ตลอดเวลา”

     คำตอบของวีร์ได้รับเสียงฮึดฮัดตอบกลับมาจากศศิทัศน์ที่เป็นคนต้นคิดแผนการในวันนี้ทั้งหมดสำหรับการฉลองวันเกิดของวีร์โดยมีพี่ชายของเขาอย่างวีรมาตุมาร่วมวงด้วย

      “แต่ปีหน้าก็ง่ายเลยละสิ” “ง่ายยังไงวะ” “ก็จัดทีเดียวฉลองพร้อมกันสองคนเลย” “อ๋อ... ใช่ๆ ปีหน้าเอาน้องธรมาฉลองรวมกันได้เลย”

      “ฉลองรวมพร้อมกันเลยทั้งบ้านจะง่ายกว่ามั้ง” วีร์ปล่อยเสียงลอยออกมาโดยที่เข้าตัวยังคงสนใจโทรศัพท์ในมือของเขา

      “ยังไงเหรอ” ศศิทัศน์ถามด้วยความสงสัย

      “จริงสิ วันนี้ก็วันเกิดวาด้วยสินะ” นวลจันทร์ร้องออกมาเหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ ความตื่นเต้นดีใจที่ได้หลายชายคนใหม่พาลเอาลืมเรื่องอื่นๆไปเสียหมด

      “ของพี่ธีร์ด้วย” เสียงวีร์ดังลอยมาอีกครั้ง และเจ้าตัวยังไม่ละสายตาไปจากโทรศัพท์เลย

      “วันเดียวกันทั้งบ้านเลยเหรอ” ศศิทัศน์ถามอีกครั้ง

      “ใช่” วีร์เงยหน้าขึ้นมาตอบเพียงแว่บเดียวก็ก้มหน้าลงตามเดิม

     ในตอนนั้นประตูห้องพักก็เปิดออกพร้อมกับผู้มาใหม่อีกคน

      “มาแล้วๆ ใครจะกินอะไรกันบ้าง” คุณกรเดินเข้ามาพร้อมกับถุงใส่ของเต็มมือสองข้าง ก้าวเข้ามาไม่นานเขาก็เห็นว่าเพื่อนสนิทนั่งอยู่ในห้องแล้ว “อ้าว... มาแล้วเหรอมึง ...เฮ้ย ขาไปโดยอะไรมาวะ”

      “อุบัติเหตุนิดหน่อย” วีรมาตุตอบด้วยน้ำเสียงปกติ

     “ไม่นิดมั้ง พันซะเยอะขนาดนี้” คุณกรแจกจ่ายเครื่องดื่มที่อยู่ในถุงให้เด็กๆรุ่นน้องและพ่อแม่ของเขา “เออ จริงสิ ที่นี่เขาให้เยี่ยมถึงกี่โมง”

      “ถ้าเป็นห้องเด็กอ่อนก็น่าจะถึงสองทุ่ม แต่ถ้ามานี้ก็ประมาณสามทุ่ม ทำไมเหรอ” ธีร์ตอบและถามกลับในคราวเดียวกัน

      “ก็พี่เขมเขาโทรมาถาม เห็นว่าเดี๋ยวจะแวะมาเยี่ยมกับแฟนเขา” คุณกรเดินหาที่นั่งว่างไปรอบห้อง สุดท้ายก็เจอตัวที่ใกล้กับฤทธิกรนั่งอยู่ “เผื่อว่าเห็นเด็กน้อยแล้วเกิดเปลี่ยนใจอยากมีเองบ้าง จะได้ตอบรับคำขอแต่งงานซะที”

      “จะรีบร้อนไปไหน หน้าที่การงานยังไม่มั่งคงเลย”

      “ไม่ต้องห่วงหรอกแม่ กว่าจะได้แต่ง กว่าจะท้อง กว่าจะคลอด เผลอๆพี่วาจะท้องอีกคนก่อนด้วยซ้ำ”

      “ทำเป็นพูดเข้า” นวลจันทร์ตีแขนคุณกรเชิงปราบไปในที

      “ก็ถ้าอีกคนก็ดีใช่มั้ยล่า เห็นบ่นๆว่าอยากอุ้มหลานๆ ก็นี่ไงแล้วพี่เขมจะได้มาช่วยด้วยอีกคน”

     บทสนทนาก็เปลี่ยนกลับมาหาเด็กตัวน้อยๆที่นอนหลับไม่รู้เรื่องราวอะไรกับเขาไปด้วย จนแสงภายนอกเริ่มสลัวลงตามเวลา

      “มึงๆ กูว่าพวกเรากลับกันก่อนดีกว่า พี่วาจะได้พักด้วย” พระยศแอบกระซิบคุยกับศศิทัศน์ เมื่อเห็นว่าพวกเขามาอยู่ในห้องนี้นานพอสมควรแล้ว

      “อืม ก็ดีเหมือนกัน แล้วเดี๋ยวมึงจะกลับยังไงวะ” ศศิทัศน์มองดูเวลาจากโทรศัพท์ของเขาและถามพระยศกลับไป

      “ก็กลับกับมึงไง เฮียเอารถมาไม่ใช่เหรอ”

     ศศิทัศน์พยักหน้ารับแล้วจึงไปสะกิดพี่ชายของเขาที่ยังนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันกับวีร์และธีร์

      “เฮีย กลับกันเถอะ รบกวนพี่วามาเยอะแล้ว”

      “อ๋อ เอาสิ แล้ว...น้องวีร์จะกลับด้วยกันเลยมั้ยครับ หรือว่าจะค้างที่นี่” วีรมาตุหันไปถามวีร์

      “เดี๋ยววีร์กลับกับพี่ธีร์ครับ เพราะยังไงพี่ธีร์ก็ต้องกลับไปเอาของที่บ้านอยู่แล้ว แล้วก็เดี๋ยวจะไม่มีคนให้ข้าวไอ้ต้าวไอ้เติบ”

     วีรมาตุก็พยักหน้ารับรู้และเตรียมตัวขยับเคลื่อนย้ายพร้อมกับส่งสัญญาณให้เด็กๆคนอื่นๆรู้

      “พี่ธีร์พี่วาครับ เดี๋ยวพวกผมกลับก่อนนะครับ ไว้มีโอกาสจะมาเยี่ยมอีก” วีรมาตุเป็นตัวแทนกล่าวลาพวกผู้ใหญ่

      “จะกลับแล้วเหรอมึง” คุณกรเอ่ยทักเมื่อเห็นเด็กคนอื่นๆก็เดินไปรวมตัวกันใกล้ประตู

      “ใช่ พี่วาจะได้พักผ่อนด้วย”

      “ขอบคุณนะที่มาเยี่ยม เดินทางกลับดีๆนะ” วนกรยิ้มตอบกลับ

      “ครับ ยินดีด้วยอีกครั้งนะครับ” วีรมาตุยกมือไหว้ลานำคนอื่นๆ และไม่ลืมหันไปบอกลาฤทธิกรและนวลจันทร์ ที่ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะรับรู้แล้วว่าทั้งสองคนนั้นเป็นคุณตาและคุณยายของวีร์ แต่อย่างน้อยก็บอกลาในฐานะพ่อและแม่ของเพื่อนสนิทไปก่อน “คุณพ่อคุณแม่ครับ พวกผมกลับก่อนนะครับ”

      “จะ เดินทางกลับปลอดภัยนะ” นวลจันทร์บอกลาเด็กๆ เมื่อเห็นว่าสามีของเธอนั่งอยู่เฉยๆ ไม่แม้แต่ยกมือรับไหว้

     แล้วเด็กหนุ่มก็ทยอยออกจากห้องพักไป โดยมีวีรมาตุเป็นคนปิดท้ายขบวน




[อ่านต่อด้านล่าง]

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
     ระหว่างทางในรถยนต์โดยสารที่มีวีรมาตุเป็นคนขับ และมีผู้ร่วมทางอย่างศศิทัศน์และพระยศนั่งไปด้วยกัน เสียงสนทนาส่วนมากก็มาจากสองคนนั้น อันที่จริงคงต้องบอกว่าเสียงส่วนใหญ่นั้นหลุดออกมาจากปากของศศิทัศน์เสียมากกว่า เรื่องที่คุยกันก็เป็นเรื่องทั่วไป เรื่องการสอบกลางภาคเรียนที่ใกล้เข้ามาแล้ว และเรื่องงานวันเกิดของวีร์ที่ผิดแผนไป โดยอาจจะเอาไปรวมกับงานวันเกิดของคู่แฝดนพชัยและชัยทิศในเดือนหน้าไปเลย

     “มึงว่าวันนี้พ่อเฮียหมูดูแปลกๆไปมั้ยวะ” ศศิทัศน์หันไปถามพระยศที่นั่งอยู่ด้านหลัง

      “แปลกยังไง” พระยศนึกย้อมภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องพักพิเศษในวันนี้

      “ก็ตอนแรกเขาก็ดูพูดคุยปกติ แต่พอเฮียกับไอ้วีร์เดินเข้ามา ก็เห็นเดินไปนั่งเงียบมุมห้องอยู่คนเดียว”

      “ก็ไม่นะ เห็นเฮียหมูไปนั่งคุยอยู่ด้วยปกติดี ไม่เห็นมีอะไรเลย”

      “เหรอ... ไม่รู้ว่ะ แต่กูว่ากูรู้สึกแปลกๆ”

      “มึงน่ะคิดมากเกิน” พระยศพยายามตัดจบหัวข้อสนทนาที่ตัวเขาเองไม่รู้สึกสนใจในข้อสงสัยของเพื่อนของเขา

     ส่วนทางฝั่งของวีรมาตุที่ก็แอบสังเกตอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้นึกแปลกใจอะไร จนมาได้ยินสิ่งที่น้องชายของเขาพูด ทำให้จิตใจเริ่มจะเอนเอียง อาจจะเป็นเพราะเดิมทีวีรมาตุก็มีความกังวลเรื่องพ่อของเขาอยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่ยากนักถ้าจะเพิ่ม ‘คุณตา’ มาให้กลัดกลุ้มใจอีกคน อุปสรรคอาจจะทำให้ความสำเร็จมันงดงาม

     แต่บางทีไม่มีซะเลยอาจจะดีกว่า

      “ไม่รู้ละ จะไปมีเรื่องอะไรยังไงกูไม่ว่า ขอแค่อย่ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของเฮียและไอ้วีร์เป็นพอ”

      “มันจะเกี่ยวกันยังไงวะ ถึงเขาจะเป็นพ่อของพี่วาก็จริง แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับไอ้วีร์นี่หว่า”

     ในตอนนั้นวีรมาตุก็เกิดสำลักน้ำลายตัวเองขึ้นมา จนต้องกระแอมต่ออีกหลายครั้งถึงจะหายเป็นปกติดี

      “เป็นอะไรรึเปล่าเฮีย” ศศิทัศน์ถามด้วยความเป็นห่วงและสงสัย

      “ไม่มีอะไร” วีรมาตุบอกปัดและตั้งใจขับรถยนต์ต่อไปเหมือนเดิม เขาไม่ได้อยากบอกเด็กทั้งสองคนเลยว่าฤทธิกรเกี่ยวข้องกับวีร์โดยตรงต่างหาก แต่เรื่องนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคลของวีร์ เขาไม่ควรไปบอกกล่าวให้ใครต่อใครรับรู้โดยพลการ

     แล้วศศิทัศน์ก็วนเรื่องคุยกลับไปถึงการสอบวันผลกลางภาคเรียน ก่อนที่จะวกกลับมาเรื่องวันเกิดของคู่แฝดอีกครั้ง และอาจจะได้คุยเรื่องของฤทธิกรอีกครั้งก็เป็นได้หากวีรมาตุไม่ขับรถยนต์มาจอดที่หน้าบ้านของพระยศเสียก่อน


*****


      “กลับมาแล้วเหรอ ตี๋ใหญ่ก็มาด้วย ไหนว่าจะกลับค่ำไง” มะลิวัลย์เอ่ยทักทายลูกชายทั้งสองทันทีที่พวกเขาโผล่เข้ามาในห้องกินข้าว “แล้วนี่กินอะไรมาแล้วยัง”

      “ยังเลยครับม้า ผิดแผนนิดหน่อย” ศศิทัศน์ตอบพลางชะโงกหน้าดูกับข้าวมื้อเย็นแต่ละอย่างในวันนี้

      “ทำไมละ จะไปฉลองวันเกิดเพื่อนไม่ใช่เหรอ”

      “พี่วาเขาคลอดลูกพอดี ก็เลยไปเยี่ยมกัน”

      “บ้านเขาคลอดลูก แล้วเราไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยละ” ศุภกรถามเด็กๆทั้งสองคน

      “ก็ตามไอ้วีร์ไปนั่นแหละป๊า” ศศิทัศน์เห็นหน้าตาที่ยังสงสัยของผู้เป็นพ่อ จึงได้อธิบายต่อ “ก็พี่วาเขาแต่งงานกับพี่ชายของไอ้วีร์ไง ตอนนี้เขาก็อยู่บ้านเดียวกัน ตอนแรกก็กะจะเป็นฉลองวันเกิดให้ไอ้วีร์กัน แต่เปลี่ยนแผนกะทันหันซะก่อน”

      “อาคุณวีร์คนที่มาวันก่อนน่ะเหรอ” อาม่าซิ่งฮวาเอ่ยปากถามหลานชาย

      “ใช่ครับอาม่า” วีรมาตุเป็นคนตอบ

      “ไปล้างมือท้างเท้าแล้วมานั่งกินข้าวให้เรียบร้อย ไป” ศุภกรสั่งลูกชายทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่แม้แต่มะลิวัลย์ก็หันมามอง

      “ไปๆ ลื้อสองคนไปจัดการให้เรียบร้อยแล้วมานั่งกินข้าวกัน” ซิ่งฮวาเร่งให้หลานชายทั้งสองรีบทำตามคำสั่ง แล้วจึงหันมาถามลูกสะใภ้ “อามะลิ ลื้อไปดูสิว่ามีกับข้าวพอมั้ย ให้ตักมาเพิ่มอีกสักหน่อย”

     มะลิวัลย์รับคำและลุกเดินไปในห้องครัว เหลือแต่ซิ่งฮวาและศุกรนั่งกินข้าวกันสองคน

      “ดีนะ บ้านนั้นมีหลานให้อุ้มกันแล้ว บ้านเราทั้งพี่ชายน้องชายลื้อยังไม่มีแววเลยสักคน สงสัยต้องรอไปอีกสักพัก”

      “บ้านเราคงอีกนานเลย” ศุภกรพูดพึมพำเบาๆ

      “ลื้อว่ายังไงนะ” ซิ่งฮวาแสร้งถาม ทั้งที่จริงเธอเองก็พอจะได้ยินชัดทุกคำพูดอยู่แล้ว

      “คงจะอีกสักพักแหละครับ กว่าจะเรียนจบ กว่าแต่งงาน กว่าจะมีลูก แล้วเรียนหมอจบเร็วซะที่ไหนกัน”

      “จริงสินะ อาตั่วตี๋อีเรียนหมอก็คงจะยุ่งเรื่องเรียน กว่าจะเรียนจบอีก อาโซ้ยตี๋ก็จะเอากับเขาด้วยคน อั๊วจะอยู่ถึงวันได้อุ้มหลานกับเขารึเปล่าก็ไม่รู้”

      “คนโตคงหวังอะไรไม่ได้ละมั้ง” ศุภกรพูดพึมพำอีกครั้ง

      “ลื้อว่ายังไงนะ”

      “เปล่าครับ ม้าก็ต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรง กินอาหารดีๆ แล้วก็ออกกำลังกายเป็นประจำ รับรองว่าอยู่จนได้อุ้มเหลนแน่นอน” ศุภรตอบว่าพลางตักอาหารใส่จานของมารดาไปด้วย

     ซิ่งฮวาทำเป็นฮึดฮัดพอเป็นพิธีก่อนที่จะเริ่มตักอาหารกินต่อไป โดยทั้งสองไม่รู้ว่ามีคนยืนแอบฟังบทสนทนาของทั้งคู่แบบไม่ได้ตั้งใจ

      “รออาตี๋เล็กเหรอ” มะลิวัลย์เดินถือกับข้าวมาเพิ่มจากในห้องครัวก็เจอวีรมาตุยืนเงียบๆอยู่คนเดียว

     วีรมาตุยังไม่ทันได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มให้มารดา จังหวะพอดีกับว่าศศิทัศน์นั้นเดินมาร่วมวง ทั้งสามคนจึงเดินไปที่โต๊ะอาหารพร้อมกัน

      “จริงสิ ตี๋ใหญ่ วันนี้จะค้างที่บ้านรึเปล่า” มะลิวัลย์ถามทันทีที่เธอนั่งลงเรียบร้อยแล้ว

      “อืม คงไม่ละครับ คืนนี้ต้องกลับไปปั่นงานกับไอ้ชัชให้เสร็จด้วย”

      “เหรอ นี่ขนาดยังไม่เปิดเทอมยังเรียนหนักขนาดนี้ เปิดเทอมจริงๆแล้วจะหนักขนาดไหนกัน”

      “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นครับม้า เพียงแต่งานชิ้นนี้ต้องรีบส่งเก็บคะแนน เลยอยากให้เสร็จเร็วๆ”

      “หาเวลาพักผ่อนบ้างนะ อย่าเอาแต่เรียน”

     สมาชิกแต่ละคนก็เริ่มกินอาหารกันต่อไป หัวข้อสนทนาก็ถูกเปลี่ยนเป็นเรื่องทั่วไป หรือไม่ก็ตามหัวข้อข่าวจากโทรทัศน์ จนกับข้าวเริ่มพร่องหลายคนเริ่มอิ่มท้อง จึงเตรียมตัวลุกย้ายจากโต๊ะกินข้าวไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อพักผ่อนเอนกาย วีรมาตุจึงคิดใช้โอกาสนี้ปลีกตัวลากลับหอพักเพื่อไปทำงานที่ค้างอยู่ตามที่ได้บอกไว้

      “เออจริงสิ อาโซ้ยตี๋ ไปถามอาคุณวีร์หน่อยสิว่าจะให้อาม่าสอนอีทำขนมไหว้พระจันทร์อีกมั้ย เห็นวันก่อนอีบอกว่าอยากลองทำเป็น”

      “เดี๋ยวอั๊วถามให้เลยก็ได้ครับอาม่า” ศศิทัศน์หยิบโทรศัพท์ขึ้นส่งข้อความผ่านทางแอพลิเคชั่นไลน์ไปหาวีร์ ส่วนวีรมาตุเองก็ตัดสินใจนั่งอยู่ต่ออีกสักพักหนึ่ง

      “สมัยนี้นี่ดีนะ ติดต่อกันง่ายดี ไม่ต้องรอข้ามวันข้ามคืนเหมือนสมัยก่อน”

      “ใช้เป็นมันก็มีประโยชน์ ใช้ไม่เป็นมันก็เป็นโทษได้ทั้งนั้นนั่นแหละม้า” ศุภกรพูดเสริมแทรกขึ้นมา

      “แต่เดี๋ยวนี้มันก็มีพวกคนที่พยายามสร้างวิธีที่คิดว่ามันเป็นประโยชน์แล้วยังเที่ยวเอาไปป่าวประกาศเชิญชวนให้คนอื่นหลงเชื่อว่ามันคือประโยชน์ไม่ใช่โทษอยู่เยอะแยะมากมาย” มะลิวัลย์เดินถือถาดผลไม้มาวางไว้ที่โต๊ะเผื่อว่าใครอยากจะหยิบกินล้างปากหลังกินอาหารคาวไป

      “ประสบการณ์ไงช่วยได้ พวกผู้ใหญ่อย่างพวกลื้อต้องทำให้เด็กมันดู ไม่ใช่แค่ปากสอน เด็กมันไม่ฟังหรอก ใช่มั้ย” ซิ่งฮวาหันไปหาสมาชิกตัวเล็กสุดของบ้าน

      “แหม อั๊วเป็นเด็กดีนะอาม่า”

      “ให้มันจริงตลอดก็แล้วกัน แล้วอาคุณวีร์ว่ายังไง”

      “ไอ้วีร์บอกว่าอาม่าว่างวันไหนให้บอกมาได้เลย หลังสอบไปแล้ว มันบอกว่าได้ทุกวัน”

      “แล้วเขาไม่อยู่ช่วยเลี้ยงเด็กรึไง” ศุภกรถามตามปกติ แต่ถ้าเป็นคนคิดมากอาจจะแปลได้ว่าถ้ามีหน้าที่ก็ไปรับผิดชอบเสียให้เรียบร้อยก่อน

      “ไม่ต้องห่วงเลยป๊า เห็นมันบอกว่าช่วงนี้ทั้งพี่ธีร์พี่วาลาหยุดอยู่บ้านกันหมด เลยยังไม่ต้องถึงมือมันมากนัก แล้วอีกอย่างคนช่วยเลี้ยงมีเยอะ ทั้งตาทั้งยาย แล้วเดี๋ยวปู่กับย่าก็จะขึ้นมาเยี่ยมหลานด้วย”

      “งั้นก็หาเสาร์อาทิตย์ว่างวันไหนสักวัน อั๊วจะได้เตรียมของไว้ให้”

      “ได้ครับอาม่า เดี๋ยวดูว่าวันไหนเฮียว่างด้วย เผื่อว่าเฮียอยากกลับมาบ้าน” ศศิทัศน์หันไปยิ้มให้กับพี่ชาย วีรมาตุเองก็ยิ้มเล็กน้อยตอบกลับโดยที่หางตาสังเกตเห็นว่าศุภกรแอบพ่นลมหายใจออกมาเบาๆและเบนหน้าไปทางอื่น

      “ตี๋ใหญ่ จะเอาของกินติดมือกลับหอไปด้วยมั้ย” มะลิวัลย์หันไปถามลูกชายคนโต

      “ของกินเต็มห้องแล้วครับม้า” วีรมาตุตอบแล้วจึงหันไปมองดูนาฬิกา “งั้นเดี๋ยวอั๊วไปเลยดีกว่า เดี๋ยวจะเสร็จงานดึก”

      “ขับรถดีๆนะอาตั่วตี๋”

      “ครับอาม่า” วีรมาตุเดินไปกอดหญิงสูงวัย ก่อนจะหันมายกมือไหว้ลาศุภภรและมะลิวัลย์ “อั๊วกลับก่อนนะครับป๊าม้า”

     ศุภกรแค่ผงกศีรษะรับ ส่วนมะลิวัลย์นั้นลุกขึ้นและเดินตามวีรมาตุออกไปหน้าบ้านจนถึงรถยนต์

      “ไม่เอาอะไรไปเพิ่มนะ” มะลิวัลย์ถามย้ำอีกครั้งก่อนที่วีรมาตุจะก้าวขึ้นรถยนต์ไป

      “เต็มห้องแล้วครับม้า แค่นี้ก็จะกินไม่ทันกันแล้ว”

     วีรมาตุหันมากอดมารดาอีกครั้ง กอดอยู่เนิ่นนานก่อนที่จะผละตัวออก

      “ให้เวลากับป๊าเขาหน่อยนะ” มะลิวัลย์พูดปลอบใจเมื่อเห็นสีหน้าของวีรมาตุยังดูไม่แจ่มใสเท่าที่ควร

      “ม้าคุยกับป๊าแล้วเหรอครับ”

     มะลิวัลย์นิ่งเงียบพยายามนึกคำพูดมาอธิบาย

      “ก็เปรยๆไปบ้าง แต่ม้าคิดว่าป๊าเขาก็ดูออก แต่ก็อย่างที่ม้าบอก ให้เวลาป๊าเขาปรับตัวสักหน่อย”

     วีรมาตุยังคงสีหน้าสลดอยู่เมื่อได้ยินดังนั้น

      “อั๊วทำให้ป๊าผิดหวังใช่มั้ยครับ”

      “ผิดจากที่คาดไว้อาจจะใช่ แต่ป๊าภูมิใจในตัวตี๋ใหญ่แล้วก็ตี๋เล็กมากๆนะ” มะลิวัลย์รีบออกตัวก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้าใจผิดไป “สิ่งที่ตี๋ใหญ่ตี๋เล็กทำมาตลอดคือรับผิดชอบในสิ่งตัวเองจะต้องทำมาเป็นอย่างดี ไม่เคยทำให้ป๊าให้ม้าให้อาม่าต้องหนักใจเลย”

      “สงสัยว่าเรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องแรก”

      “ไม่เอาน่ะ ป๊าเขายังไม่ว่าไม่ได้ห้ามอะไรใช่รึเปล่า” มะลิวัลย์จ้องมองดูลูกชายของเธอจนอีกฝ่ายพยักหน้ารับ “ฉะนั้นก็อย่าเพิ่งมองไปในทางร้ายซะหมด รอไว้ให้ป๊าเขาอาละวาดก่อนแล้วค่อยว่ากัน แต่ม้าว่าไม่หรอก”

     วีรมาตุสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วก็ผ่อนออกมา

      “ตอนนี้ก็กลับไปตั้งใจเรียน แต่อย่าหักโหมมาก หาเวลาพักผ่อนบ้าง”

      “ครับม้า”

     วีรมาตุสวมกอดมารดาอีกครั้ง ก่อนจะผละตัวออกแล้วก็ขึ้นรถยนต์ไป


*****


     หลังจากที่เสร็จภารกิจทุกอย่างในบ้านแล้ว มะลิวัลย์ก็อาบน้ำเปลี่ยนชุดนอนเตรียมตัวพักผ่อนบ้าง เมื่อเข้าไปในห้องนอนก็เห็นว่าเหลือเฉพาะไฟข้างเตียงที่เปิดอยู่และศุภกรก็นอนหลับตาห่มผ้าเรียบร้อยแล้ว เธอจึงค่อยๆหย่อนตัวลงบนเตียงเบาๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปปิดไฟข้างเตียง

     ในตอนนั้นเสียงลมหายใจสูดเข้าและพ่นออกมาทางปากดังมาจากคนข้างตัว

      “ม้าก็นึกว่าป๊าหลับไปแล้วซะอีก” มะลิวัลย์พลิกตัวตะแคงข้าง มองดูสามีของเธอเท่าที่แสงไฟจากด้านนอกส่องเข้ามาให้พอเห็นลางๆ “ช่วงนี้งานยุ่งเหรอป๊า”

      “เปล่า” ศุภกรตอบเพียงสั้นๆ

      “ก็เห็นป๊าถอนหายใจซะดังขนาดนั้น ม้าก็นึกว่ามีเรื่องกลุ้มใจอะไร”

      “ก็ไม่เชิง” ศุภกรลืมตาขึ้นมองเพดานสลัว แล้วก็ถอนหายใจอีกครั้ง

      “อยากเล่าให้ม้าฟังมั้ย”

      “อยากอยู่เหมือนกันนะ ม้ามีโซดารึเปล่าละ”

      “ป๊า!” มะลิวัลย์ตบบ่าของสามีเบาๆ “ยังเล่นมุกได้แบบนี้ แสดงว่าคงไม่ได้เรื่องใหญ่อะไรขนาดนั้นละมั้ง”

      “มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”

      “ถ้ามันไม่ใช่ ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้มันใหญ่ขึ้นมา”

      “แต่ป๊าก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องเล็ก”

      “แล้วจะบอกม้าได้รึยังว่าป๊ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่”

      “ต้องให้ป๊าพูดด้วยเหรอ” ศุภกรมีท่าทีอึกอักเล็กน้อยก่อนที่จะตอบ

      “อ้าว ก็ถ้าป๊าไม่บอกแล้วม้าจะรู้ได้ยังไง” มะลิวัลย์เท้าแขนขึ้นรองศีรษะมองดูสามีของเธอที่เริ่มมีท่าทางหงุดหงิดขึ้นมา

      “ม้าก็รู้ๆอยู่ว่าป๊ากำลังคิดเรื่องอะไร”

      “ป๊า ถึงม้าจะรู้จักกับป๊ามายี่สิบกว่าปี แต่ไม่ได้หมายความว่าม้าจะเดาใจป๊าถูกไปซะทุกเรื่องหรอกนะ”

     ศุภกรถึงกับหันมามองศรีภรรยาด้วยสายตาที่แสดงความไม่พอใจ หงุดหงิดใจ น้อยใจ และ...

      “โอ๋ๆ งอนเป็นเด็กไปได้” มะลิวัลย์ล้มศีรษะลงบนไหล่ของศุภกร แขนข้างหนึ่งโอบลำตัวไว้ “ป๊า ลูกน่ะๆ เราเลี้ยงเขาได้แต่ตัว คาดหวังได้แค่ว่าเขาจะเติบโตมาแล้วดูแลตัวเองเองได้ นอกเหนือไปจากนั้นแล้วเราไปบังคับให้เขาเป็นไปในแบบที่เราต้องการไม่ได้หรอก”

      “ป๊าก็ไม่ได้บังคับว่าต้องทำอะไรเป็นแบบไหน แต่นี่มัน...”

      “มันทำไมเหรอ” มะลิวัลย์เอ่นปากถามเมื่อเห็นว่าสามีของเธอเงียบเสียงไป

      “มันผิดไปจากปกติ” นี่คือคำพูดที่ศุภกรคิดแล้วว่าอธิบายความคิดของเขาได้ดีที่สุด

      “แล้วปกติของป๊าคืออะไร”

      “ก็... คนเรารักกัน แต่งงานกัน มีครอบครัวมีลูกสืบทายาทต่อไป” ศุภกรพยายามอธิบาย

      “แค่นั้นเหรอป๊า” มะลิวัลย์ก็ถามกลับอย่างใจเย็น

      “แล้วมันจะมีอะไรได้อีก”

     ห้องนอนที่มืดสลัวปกคลุมไปด้วยความเงียบ ต่างฝ่ายต่างก็รอปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

      “ป๊า... ป๊าคิดว่าคู่สามีภรรยาทุกคู่มีลูกด้วยกันหมดเหรอ” มะลิวัลย์เว้นจังหวะไว้เผื่อว่าศุภกรอยากจะตอบคำถามของเธอก่อน แต่สามีของเธอยังคงเงียบอยู่ “แล้วป๊าคิดว่าคนที่เขาไม่มีลูกด้วยกัน เขาผิดไปจากปกติของป๊ามั้ย” ก่อนที่ศุภกรจะได้ตอบคำถามนี้มะลิวัลย์ก็ชิงจังหวะพูดต่อเสียก่อน “จริงอยู่มันก็มีหลายคู่ที่พยายามแล้วพยายามอีกแต่ก็มีลูกไม่ได้ แต่มันก็มีอีกหลายคู่ที่เขาแค่อยากอยู่ด้วยกันก็เลยแต่งงานกัน ป๊าคิดว่าเขาผิดปกติอะไรมั้ย”

     มะลิวัลย์เงยหน้าขึ้นมองศุภกร รอดูว่าอีกฝ่ายอยากจะพูดอะไรออกมาหรือไม่

      “ถ้าการแต่งงานทำไปเพื่อการมีทายาทสืบเผ่าพันธุ์เท่านั้น แล้วคู่แต่งงานไหนมีลูกไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าให้เวลาสัก... ห้าปี แล้วยังมีไม่ได้ก็ให้การแต่งงานนั้นเป็นโมฆะไปโดยอัตโนมัติ เชื่อเถอะป๊า แม้แต่องค์กรทุนหนาในประเทศยักษ์ใหญ่ที่ต่อต้านการแต่งงานเพศเดียวกันก็ไม่กล้าเสนอกฏหมายอันนี้”

     ศุภกรยังคงเงียบไม่ได้พูดอะไรออกมาอย่างเดิม

      “ตอนนี้เรายังไม่รู้หรอกว่าคนนี้คือคนที่ใช่สำหรับลูกเรารึเปล่า”

      “แสดงว่ายังมีโอกาสที่ตี๋ใหญ่จะกลับมาชอบผู้หญิงใช่มั้ย” น้ำเสียงของศุภกรแสดงความตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย

      “แล้วป๊าคิดว่า ตัวป๊าเองจะมีโอกาสไปชอบผู้ชายรึเปล่า” ก่อนที่จะถูกมะลิวัลย์ยิงความหวังตกไป

      “อะไรกันม้า ป๊าน่ะแมนทั้งแท่ง ไม่มีทางไปคิดอะไรกับผู้ชายแบบนั้นได้หรอก”

      “นั่นแหละคือคำตอบ”

      “เรายังไม่รู้สักหน่อยว่าตี๋ใหญ่ชอบแค่ผู้ชายอย่างเดียวหรือว่าชอบผู้หญิงด้วย”

     มะลิวัลย์พยายามกลั้นยิ้มจนมีเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ

      “ป๊า ตี๋ใหญ่ก็หน้าเหมือนป๊าตอนหนุ่มๆ ป๊าไม่คิดบ้างเหรอว่าจะมีผู้หญิงเข้าหาเขามั้ย”

      “ก็...”

      “แล้วยังอยู่รอดปลอดภัยมาถึงทุกวันนี้ได้ ป๊าคิดว่าเป็นเพราอะไรละ” มะลิวัลย์รีบพูดก่อนที่ศุภกรจะได้เปิดปาก

      “ลูกเราก็แค่ขี้อายเท่านั้นแหละ”

      “ขี้อายมาก... แค่ไปขอแอดไลน์เขาวันแรกที่เจอหน้ากันเลย”

      “อะไรนะ!” ศุภกรหันหน้ามาหาภรรยาของเขาในทันที ก็เจอกับรอยยิ้ม แม้ว่าจะไม่ชัดนักแต่ก็เท่าทีแสงสว่างจากด้านนอกส่องเข้ามาให้เห็น แล้วศุภกรก็หันหน้ากลับไปพร้อมกับหลับตาลงแล้วถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “แล้วม้าไปรู้มาได้ยังไง”

      “ม้ามีมือถือติดตัว เดี๋ยวนี้อะไรๆก็ไปโผล่ในโลกโซเชียลหมดนั่นแหล่ะ”

     มะลิวัลย์สังเกตท่าทีของศุภกรที่ดูจะอ่อนลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังทอดถอนหายใจอยู่เนืองๆ

      “ป๊าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”

      “เปิดใจแล้วหาโอกาสคุยกับลูก ป๊าจะได้เข้าใจ”

     ศุภกรถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนที่คู่สามีภรรยาจำดำดิ่งสู่ห่วงลึกแห่งการนิทรา


*****


วิธู:
เห็นหน้าน้องแล้วยัง

yobortsa:
เห็นแล้วสิ

วิธู:
เหมือนไอ้วีร์เลยใช่มะ

yobortsa:
คล้ายๆ

วิธู:
นั่นแน่ จะเปลี่ยนใจไปเลี้ยงต้อยอ๊ะป่าว

yobortsa:
ไร้สาระ



*****


Music inspired by Sister SledgeWe are Family



[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 9 มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือว่าตั้งใจ


     หลังการสอบกลางภาคเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาผ่านไป บรรยากาศรอบรั้วโรงเรียนก็เริ่มผ่อนคลายไปมาก นักเรียนแต่ละคนใช้เวลาช่วงพักและหลังเลิกเรียนไปกิจกรรมสันทนาการต่างๆ แต่ก็มีบ้างเป็นบางคนก็ยังคงเตรียมตัวให้พร้อมกับเนื้อหาวิชาเรียนอยู่สม่ำเสมอ

     ส่วนชีวิตนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยนั้นก็ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ แม้ว่าเวลาเรียนโดยรวมจะใช้เวลาในแต่ละวันน้อยกว่านักเรียนมัธยมศึกษา แต่ด้วยเนื้อหาของแต่ละวิชาที่เข้มข้นขึ้นทำให้ต้องใช่เวลานอกห้องเรียนใส่ใจในบทเรียนมากขึ้น แต่ก็ยังถือได้ว่าชีวิตนักศึกษาหาเวลาไปกับกิจกรรมสันทนาการได้มากกว่า

     รวมถึงกิจกรรมวันเปิดภาคเรียน ที่เป็นการต้อนรับนักศึกษาใหม่ทุกคน เดิมทีเป็นเพียงการรวมนักศึกษาทุกคณะชุมนุมกันในอาคารอเนกประสงค์ ภายในงานนอกจากการแนะนำสถานที่ต่างๆภายในมหาวิทยาลัยให้นักศึกษาใหม่ได้รู้จัก รวมถึงการให้โอวาทของอธิการบดี ที่ปีนี้มาด้วยรูปโฉมใหม่ทำตัวแบบสบายๆ เสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบ แม้ว่าท่านจะเกษียณอายุราชการในปีนี้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังคอยเน้นย้ำให้นักศึกษาว่าแม้จะไม่มีข้อบังคับเรื่องชุดนักศึกษา ขอเป็นเพียงชุดสุภาพ ผู้มีความรู้ความสามารถแต่ละคนควรใช้วิจารณญาณเป็นว่าชุดสุภาพเป็นอย่างไร อย่าให้เหมือนนักศึกษาบางทีที่ใส่ชุดนอนออกจากหอพักมาเข้าห้องเรียนเลย

     นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบันเทิงสนุกสนาน ทั้งการแสดงของนักศึกษาปีสูง และวงดนตรีที่รับเชิญมา ส่วนที่แปลกไปจากปีก่อนหน้าก็คือการปรากฏตัวของตัวแทนนักศึกษาแต่ละคณะเพื่อคัดเลือกเป็นดาวและเดือนของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะจัดขึ้นในสัปดาห์ถัดไป

     แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็มีวีรมาตุรวมอยู่ด้วย ในฐานะตัวแทนของนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์

     เสียงดังกึกก้องเมื่อประกาศเรียกชื่อเขาให้ขึ้นมาบนเวที ทำให้วีรมาตุยิ่งคิดหนักเข้าไปใหญ่ ว่าเขาควรจะจัดการปัญหานี้อย่างไรดีถึงจะเป็นการดีกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะกับตัวเขาเอง


*****


      “ยับอิ๊ดติ๊”

     วีร์หันไปหรี่ตามองต้นเสียง กวาดสายตาขึ้นบนและลงล่างอย่างพิจารณา น้ำเสียงและจังหวะโดยรวมถือว่าทำได้ดี แม้ว่าจะไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไปแต่วีร์ก็ขยับตัวจนมีที่ว่างพอให้ศศิทัศน์นั่งลงได้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรต่อ วีร์ก็หันกลับไปสนใจอาหารของเขาตามเดิม

      “ไปไหนมาวะ ทำไมมาช้า”

      “น้องมึงโทรมาให้ไปเซ็นชื่อ” ศศิทัศน์ตอบกลับสุรศักดิ์ ก่อนที่จะอธิบายต่อเมื่อเห็นว่าสุรศักดิ์มองเขาอยู่อย่างเดิม “ก็ใบขออนุญาตขอลาไปแข่งหมากรุกช่วงบ่ายวันมะรืน เมื่อวานโดนอาจารย์ตีกลับมา วันนี้ไอ้กลางก็เลยเอาใบใหม่มาให้กูเซ็น”

      “และมึงควรจะต้องขอบคุณกูด้วยนะ ที่ช่วยแก้ให้ใหม่”

      “อ้าว กลางมันไปขอให้มึงช่วยเหรอ” สรุศักดิ์หันไปหาวีร์แทน

      “แหงสิ ไม่ใช่กูแล้วจะเป็นใคร” วีร์ตอบกลับแบบปกติ ไม่ได้ใส่อารมณ์อะไร

      “กูบอกแล้วว่าค่อยๆฝึกกันไป มีไอ้วีร์อยู่เดี๋ยวกลางมันก็เป็นงาน ปีหน้ารับรองได้เป็นประธานชมรมแน่นวล”

      “ถามจริง แล้วมึงไม่คิดจะเป็นประธานชมรมปีหน้าต่อเหรอ” วีร์หันไปพูดกับศศิทัศน์

      “ม้าย ขร่าน”

      “อะไรของมึง” สุรศักดิ์ขมวดคิ้วถามศศิทัศน์ แต่อีกฝายแค่ยักไหล่ตอบเท่านั้น ก็คงจะมีแต่วีร์ที่เข้าใจ

      “ไปเอามาจากไหน”   

      “อะไร” ศศิทัศน์หันไปทำหน้าตาไร้เดียงสาใส่วีร์

      “คุยกับไอ้ต่ายมาเหรอ”

      “ม้าย ไซอะ”

     วีร์ส่ายหน้าพร้อมกับเสียงจิ๊จ๊ะเบาๆ

      “เป็น อะไร ของ มึง” สุรศักดิ์ถามย้ำอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แต่เพื่อนคนอื่นๆก็หันไปมองศศิทัศน์

      “ก็ว่าที่พี่เขยกูเป็นคนใต้กูต้องเรียนรู้ภาษาใต้ไว้บ้าง แล้วเดี๋ยวว่าที่พี่เขยจะเข้าบ้าน ก็เลยต้องเตรียมตัวไว้ก่อน”

      “ใครวะ” วีร์แทรกถามขึ้นมาสั้นๆ จนศศิทัศน์หันมาจ้องมอง

      “มีอยู่คนเดียวอะ”

      “เหรอ”

     แล้ววีร์ก็ลุกขึ้นยืนในทันที ทำให้ศศิทัศน์เงยหน้าขึ้นมองตาม

      “จะไปไหนมึง”

      “จะไปดูผลไม้ เอาอะไรมั้ย” วีร์มองดูศศิทัศน์ที่กำลังใช้ความคิดอยู่ “ชมพู๋ม้าย รื้อหวาย่าหนัด เห้นมีลูกสวากั๋นนะ เอาม้าย” เมื่อเห็นว่าศศิทัศน์มัวแต่อ้ำอึ้งไม่ตอบกลับก็อมยิ้มและส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะเดินออกไป

     ไม่นานนักวีร์ก็เดินกลับมาพร้อมกับถุงที่มีผลไม้สีเหลืองอยู่ข้างใน

      “ซื้อมาอย่างเดียวเหรอมึง” สุรศักดิ์ถามตอนที่วีร์นั่งลงที่เดิมแล้ว

      “เกือบหมดเวลาพักแล้ว เดี๋ยวกินไม่ทัน”

      “มันคือย่าหนัดใช่มั้ย” ศศิทัศน์จับๆดูถุงผลไม้ที่วีร์วางลงบนโต๊ะ

      “ใช่”

      “ทำไมถึงเรียกย่าหนัด” ศศิทัศน์ขมวดคิ้วสงสัยถาม

      “แล้วมึงรู้มั้ยว่าคนส่วนใหญ่ทั่วโลก ถ้าไม่ใช่ย่าหนัด บักนัด บะขะนัด ก็เรียกอานานัส ราวๆนั้น มีแต่ไทยกลางที่เรียกสับปะรด กับอังกฤษที่โน้นเลยเรียกพายแอ๊บเปิ้ล ไม่เหมือนชาวโลกเขา”

     ศศิทัศน์มองตอบกลับด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจสักเท่าไหร่

      “เรื่องนั้นช่างเถอะ ว่าแต่ไอ้วีร์จะไปทำอะไรบ้านมึงวะ” สุรศักดิ์ถามหนุ่มตี๋

      “ก็อาม่ากูจะสอนมันทำขนมไหว้พระจันทร์ให้ เนี่ยกำลังหาวันว่างอยู่”

      “ก็กูบอกว่าแล้วว่าไหนก็ได้ นัดมาเลย” วีร์ได้บอกกับศศิทัศน์ไว้หลายครั้งแล้วว่าเขาพร้อมเสมอ เป็นวันไหนก็ได้ที่อาม่าสะดวก

      “ก็กูรอวันที่เฮียว่างอยู่นี่ไง เฮียว่างวันไหนก็วันนั้นแหละ”

      “กูว่ามึงคุยกับไอ้ต่ายบ่อยเกินไปแล้วมั้ง เจ้าแผนการไปซะทุกเรื่อง” วีร์ส่ายหน้าเบาๆอีกครั้ง แล้วเขาก็จิ้มสับปะรดเข้าปากไปพลาง

      “ไม่ได้ เดี๋ยวมีใครมาแย่งมึงไปจากเฮียกู”

      “นอกจากเฮีย กูก็ไม่เห็นจะมีใครเข้าหากูเลย”

      “มึงยอมรับแล้วใช่มั้ยว่าเฮียกูจีบมึงอยู่” ศศิทัศน์กันมาฉีกยิ้มกว้างในทันที

      “ออกจะโจ้งแจ้งขนาดนั้น คงไม่มั้ง แล้วคนอื่นไม่เห็นว่าจะมีมา”

      “เท่าที่กูรู้ก็มากกว่าหนึ่ง คนนึงก็พี่เพชรอะไรนั้นน่ะ”

     แล้ววีร์ก็หันไปขมวดคิ้วใส่ศศิทัศน์ สับปะรดหนึ่งชิ้นที่กำลังจะเข้าปากก็ต้องหยุดค้างไว้ก่อน

      “พี่เพชร??”

      “ใช่ พี่เพชร” ศศิทัศน์ตอบย้ำอีกครั้ง แล้วก็จับมือของวีร์ที่ถือไม้เสียบสับปะรดมาเข้าปากของเขาแทน

      “พี่เพชรเขาไม่ได้จีบกู” วีร์มองดูศศิทัศน์ที่มองตอบกลับพร้อมกับแสดงอาการว่าไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูด และเมื่อวีร์หันไปหาเพื่อนคนอื่นๆ ซึ่งแต่ละคนก็มีท่าทางไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ “นี่พวกมึงคิดงั้นกันจริงดิ”

     บางคนก็พยักหน้า บางคนก็ยักไหล่ บางคนก็นั่งอยู่เฉยๆ

      “พี่เพชรเขาไม่ได้จีบกู กูรับประกันได้” วีร์ยืนยันคำตัวเองอย่างหนักแน่น

      “แต่ถ้าท่าทางเขาไม่ได้บอกแบบนั้นเลย” ศศิทัศน์ก็ยืนยันอยู่กับความคิดของเขาเอง

      “พอเลยมึง ตั้งแต่ก็รู้จักกับพี่เพชรมา พี่เพชรก็เป็นแบบที่พวกมึงเห็นมาตลอด... โอเค อาจจะเป็นเพราะว่ากูกับพี่เพชรรู้จักกันตั้งแต่เด็กๆก็เลยสนิทกัน แต่กูยืนยันได้ว่าพี่เพชรไม่ได้จีบกูอยู่”

     หลายคนไม่ได้ขัดข้องอะไรกับคำอธิบายของวีร์มากนัก ยกเว้นก็เพียงศศิทัศน์ที่ยังเชื่อในความคิดของเขาอยู่เหมือนเดิม

      “โอเค เรื่องพี่เพชร พักไปก่อน กลับมาเรื่องเฮียกู... มึงรู้อยู่แล้วใช่มั้ยว่าว่าเฮียชอบมึง”

     วีร์หันไปมองศศิทัศน์ที่มองเขากลับมาอย่างคาดคั้น จนเขาต้องถอนหายใจอย่างจนใจว่าเขาจำเป็นจะต้องตอบคำถามนี้ด้วยหรือ

      “เออ... กูรู้”

      “แล้วมึงคิดยังไงกับเฮีย”

     วีร์เสหน้าไปทางอื่น มองไปรอบๆก่อนที่จะย้ายสายตากลับมาที่จานข้าวของเขาและถุงใส่สับปะรดที่วางคู่กันอยู่

      “กูก็ไม่รู้เหมือนกัน”

      “มึงไม่รู้สึกพิเศษอะไรเลยเหรอ” สุรศักดิ์เป็นคนถามและเมื่อเห็นว่าวีร์ไม่ได้ตอบในทันที เขาจึงถามต่อ “แบบว่าพอเจอหน้าแล้วใจเต้นเร็วขึ้น”

     วีร์คิดทบทวนไปตอนที่เขาได้เจอกับวีรมาตุแต่ละครั้ง เขารู้สึกว่าเขาก็ทำตัวปกติไม่ได้มีอาการผิดแปลกอะไร และยังได้นึกย้อนไปตอนที่เขาอยู่กับวีรดนย์ เมื่อลองเปรียบเทียบกันแล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้ต่างกันมากนัก ยกเว้นก็เพียงช่วงแรกๆที่เขาได้รู้กจักกับวีรดนย์ แต่อาการเหล่านั้นก็หายไปไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มซ้อมเทนนิสกับวีรดนย์

     แต่ถ้าจะให้ยอมรับกับตัวเองว่าตอนที่ใจของเขาเต้นรัวขึ้นมา ก็คงเป็นตอนที่เขาได้ยินเสียงเรียก ‘ไอ้ตี๋เล็ก’ เป็นครั้งแรก เพราะมันทำให้ดวงตาสองคู่ได้ประสานกันแบบไม่ได้ตั้งใจ

     แต่วีร์ก็ส่ายหน้าตอบกลับสุรศักดิ์ไป

      “แต่มึงรู้ตัวรึเปล่าว่าเวลาคุยกับเฮีย มึงแทนตัวเองว่า วีร์” ศศิทัศน์พูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง จนทำให้วีร์คิดตามไปด้วยว่าเขาทำเช่นนั้นจริงหรือ และเขาทำแบบนั้นตั้แต่เมื่อไหร่

      “เหรอ...”   

      “เมื่อก่อนกูไม่ทันสังเกตนะ แต่ว่าเดี๋ยวนี้มึงพูดแทนตัวอย่างนั้นจริงๆ” สุรศักดิ์เห็นตามอย่างที่ศศิทัศน์บอก

      “มันก็ต้องมีอะไรพิเศษบ้างแหละ ใช่มะ” ศศิทัศน์ย้ำประเด็นไปอีกครั้ง จนสถานการณ์เริ่มเอนเอียงไปแล้ว

      “แต่เวลามันพูดกับพี่เพชร มันก็แทนตัวเองว่า วีร์ เหมือนกันนะ” พระยศแทรกขึ้นมาทำเอาบรรยากาศที่ศศิทัศน์สร้างไว้พังทลายลงไปหมด

      “ไอ้บิ๊ก!”

     พระยศมองตอบกลับศศิทัศน์อย่างไม่ได้ใส่ใจใยดีอะไรที่อีกฝ่ายแสดงออกทางสีหน้าถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เพราะถือว่าสิ่งที่เขาพูดก็ไม่ผิดไปจากความจริง

     ส่วนวีร์เองก็นั่งนึกอยู่ในใจทบทวนการแทนตัวเองอย่างไรบ้างเมื่อคุยอยู่กับคนที่รู้จัก แน่นอนว่ากับบรรดาเพื่อนๆก็เรียกแทนตัวว่ากูมึงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แทนตัวว่าฉันเธอแกกับเพื่อนผู้หญิงที่สนิทกัน และทำตัวเป็นหนูนุ้ยกับคนในครอบครัวและญาติสนิทชิดเชื้อ ยกเว้นแต่กับธีร์ที่จะเรียกแทนตัวเขาเองว่าวีร์ ซึ่งก็ลามไปถึงพีรพัชร์ วีรดนย์ และวีรมาตุด้วยเช่นกัน

      “ก็หมายความว่ามันยกระดับความสนิทสนมให้กับเฮียมากขึ้นแล้วไง” พระยศไม่ได้อยากจะขัดใจเพื่อนของเขา แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้ปล่อยให้หลงละเมอเกินไปจากความเป็นจริง

      “แต่กูก็ไม่ได้อยากให้เฮียตกลงไปอยู่ในบราเดอร์โซน ขนาดเขาเปิดหน้ากระดานจีบ มันยังไม่รู้ตัวเลย”

     แม้ว่าศศิทัศน์จะลดเสียงลงในช่วงหลังแต่ก็ดังพอให้วีร์ได้ยิน จึงรู้สึกหน่ายใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

      “วนไปเรื่องอื่นบ้างเหอะ”

      “งั้นวนกลับมาเรื่องเฮีย” ซึ่งก็เรียกเสียงถอนลมหายใจได้จากหลายๆคน “เดี๋ยวเฮียจะขึ้นประกวดเดือนมหา’ลัยวันศุกร์นี้ มึงจะไปดูมั้ย”

      “งานปิดไม่ใช่เหรอ” วีร์กำลังจะจิ้มผลไม้ในถุงแต่พบกับถุงเปล่าๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองรอบโต๊ะก็เห็นปากของแต่ละคนกำลังขยับอยู่

     ตอนถามว่าจะเอาอะไรมั้ย ก็ไม่เห็นจะมีใครตอบสักคน

      “ไม่ คนนอกเข้าได้หมด” ศศิทัศน์ว่าแล้วก็ส่งสายตาเว้าวอนมาด้วย

      “แล้วคิดว่ากูจะใจอ่อนไปกับมึงมั้ย”   

     ศศิทัศน์แสร้งทำแบะปาก แสดงท่าทางเหมือนกำลังน้อยใจ

      “กูไม่ใช่พี่ป่านนะ จะได้มาแพ้ลูกอ้อนของมึง”

      “มึงรู้ได้ไง” น้ำเสียงและท่าทางแสดงอาการตกใจของศศิทัศน์เป็นอย่างดี

      “หึๆ รู้มั้ยเวลาเฮียไม่รู้จะเอาเรื่องอะไรมาคุยกับกู เฮียก็เม้าเรื่องมึงนั่นแหละ”

     ศศิทัศน์อ้าปากแล้วก็หุบปากลงซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น แต่ก็ยังไม่มีเสียงใดออกมาจากปากของเขา

      “พี่ป่านนี้ใครวะ” สุรศักดิ์มองดูสลับไปมาระหว่างวีร์และศศิทัศน์

      “ไม่มีอะไร ไอ้วีร์มันพูดเรื่อยเปื่อย ใช่มั้ย” ศศิทัศน์รีบแก้ตัวในทันใด แถมยังหันมาคะยั้ยคะยอให้วีร์เออออห่อหมกตามเขาไปด้วย แล้วก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุยในทันที “เออใช่ พวกไอ้แฝดไปไหนกันว่ะ มันไม่ลงมากินข้าวเหรอ”

      “ไอ้พวกแฝดไม่มาเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว ไลน์ไปก็ยังไม่เห็นตอบกลับมาทั้งสองคน ไม่รู้เป็นอะไรมั้ย” สุรศักดิ์ตอบในฐานะเพื่อนร่วมห้องในปีการศึกษานี้

      “ไม่สบายทั้งคู่เลยมั้ง” พระยศออกความเห็นบ้าง

      “ถ้าไม่สบายจริงก็คงเป็นหนักเลยละมั้ง ถึงขนาดไม่เปิดไลน์อ่านกันเลย” วีร์พยายามนึกถึงช่องทางการติดต่อนพชัยและชัยทิศ ในเมื่อติดต่อทางตรงไปไม่ได้ก็คงต้องหาทางอ้อม แต่ทางอ้อมที่ใกล้ที่สึดที่เขานึกออกก็คงเป็นชื่นฤทัย ซึ่งมีศักดิ์เป็นป้าของฝาแฝดและเป็นผู้บริหารของธีร์และวนกร แต่กระนั้นช่วงนี้ทั้งธีร์และวนกรต่างก็ลาหยุดอยู่บ้านกันทั้งคู่

      “จะแวะไปดูที่บ้านพวกมันมั้ยละ” ศศิทัศน์เสนอความเห็น

      “แล้วจะไปกันยังไง” วีร์หันไปถาม

      “ก็... เดี๋ยวให้เฮียมารับไปก็ได้” ศศิทัศน์เห็นโอกาสแสดงออกมาก็เลยพยายามรีบคว้าไว้ในทันที

      “ไม่ต้องเลยมึง มหา’ลัยเปิดเรียนแล้ว เฮียไม่ได้มานั่งว่างขับรถให้ได้ตลอดเวลา บ้านไอ้พวกแฝดก็อยู่หลังห้างแค่นี้เอง นั่งรถสองแถวไปกันก็ได้มั้ง” วีร์บอกปัดความคิดของศศิทัศน์ไปเสียก่อน ซึ่งวีร์ก็หมายความเช่นนั้นจริงๆ เท่าที่เขารู้นั้นวีรมาตุเริ่มเรียนหนักตั้งแต่วันเปิดเรียนวันแรกเลย ทำให้มีเวลาว่างน้อยลงไปกว่าเดิม

      “จริงๆต้องบอกว่า ห้างคือสวนหลังบ้านพวกมันน่าจะถูกกว่า” สุรศักดิ์ลุกขึ้นเป็นคนแรกเตรียมเก็บจานแก้วน้ำออกจากโต๊ะ

      “อันนั้นจริง ระหว่างบ้านกับห้างมีสวนกั้นอยู่ แต่ยังไงซะที่ดินทั้งผืนก็ของบ้านพวกมัน” พระยศก็ลุกขึ้นตามสุรศักดิ์ เพราะเห็นว่าใกล้เวลาหมดพักกลางวันแล้ว

     ในตอนนั้นเสียงสัญญาณหมดเวลาพักกลางวันก็ดังขึ้นมาพอดี

      “จะเอายังไงก็ไลน์บอกกูด้วย ถ้าจะไปบ้านพวกมันกูจะได้บอกพ่อกับแม่กูว่จะกลับช้าหน่อย” สุรศักดิ์บอกก่อนที่จะแยกตัวไปห้องเรียนของเขา

     ทั้งวีร์ ศศิทัศน์ และพระยศต่างก็พยักหน้ารับและเดินกลับไปที่ห้องเรียนด้วยกัน


*****


     เป็นไปดังที่คาดไว้ ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างก็เจ็บป่วยพร้อมกันทั้งคู่ ในตอนที่เพื่อนไปถึงที่บ้านของคู่แฝดนั้น เด็กหนุ่มทั้งหลายไม่ได้เจอกับทั้งสอง เพราะในตอนนั้นคนที่บ้านบอกว่าทั้งคนไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล พวกเด็กหนุ่มทั้งสี่คนจึงมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาล

     แน่นอนว่าทั้งโรงพยาบาล คณะแพทยศาสตร์ และหอพักนักศึกษาแพทย์ต่างก็อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน ศศิทัศน์จึงถือโอกาสส่งข้อความไปบอกพี่ชายของเขาด้วย

     ภายในห้องพักผู้ป่วยพิเศษที่มากกว่าแค่พิเศษ พื้นที่ภายในห้องแบ่งสัดส่วนไว้สำหรับผู้ป่วย สำหรับคนเฝ้า และสำหรับเตรียมอาหาร เตรียมไว้สำหรับผู้มีอุปการคุณพิเศษของโรงพยาบาล และในกรณีนี้ยิ่งเพิ่มความพิเศษด้วยการจัดเตียงผู้ป่วยสองเตียงไว้ในห้องเดียวกัน

      “ก็พอรู้อยู่นะว่ามีห้องระดับวีวีไอพีอยู่ แต่ไม่คิดว่าจะหรูขนาดนี้” สุรศักดิ์พูดไปพลางเดินดูรอบๆห้องไปพลาง

      “เนี่ย แค่ระดับธรรมดา ถ้าเป็นย่าใหญ่มาเองนะ ไม่อยากจะบอก” “ห้องใหญ่กว่านี้เยอะ แถมมีห้องรับแขกในตัวเพิ่มมาอีก” “เหมือนว่าอยู่โรงแรมสิบดาว ไม่ใช่โรงพยาบาล”

      “ต้องจ่ายประมาณไหนวะถึงได้สิทธิ์มาอยู่ห้องนี้ได้” ศศิทัศน์เลือกหยิบผลไม้ที่วางอยู่โต๊ะข้างๆเตียง

      “ไม่รู้เหมือนกันว่ะว่าแค่ไหน” “เคยได้ยินมาประมาณว่าโรงพยาบาลส่งจดหมายมาขอสนับสนุนอยู่เรื่อยๆ” “แล้วย่าใหญ่ก็บริจาคให้ทุกที”

      “ถ้าพวกมึงบอกว่าโรง’บาลนี้อยู่ในเครือล้ำเลิศ กูเชื่อนะ” สุรศักดิ์นั่งพักเอนกาย

      “ใช่ที่ไหนกันเล่า โรงพยาบาลเป็นของมหาวิทยาลัย” พระยศเป็นคนตอบแทรกขึ้นมา

      “ถูกต้องนะครับ” “แต่ที่ปู่กูเป็นคนซื้อที่ดินบริจาคให้”

      “จริงอะ” สุรศักดิ์ไม่ยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน เพราะเป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของคู่แฝด ต้องชั่งต้องตวงให้แน่ชัดก่อนว่าเป็นจริง

      “แล้วพวกกูจะหลอกมึงไปทำไม” “ฉะนั้นคนบ้านกูไม่ว่าเจ็บไหน ได้มาพักชั้นนี้หมด” “ทุกคน”   

     บรรยากาศภายในห้องก็เงียบไปชั่วขณะหลังจากการโอ้อวดของพวกคู่แฝด นั่นก็เพราะมีให้อวดจริง แต่กระนั้นพวกคู่แฝดก็ไม่เคยใช้ฐานะของครอบครัวมาข่มใครโดยเฉพาะกับกลุ่มเพื่อนของพวกเขา พวกเขามักบอกอยู่เสมอว่าคนที่รวยคือ พ่อแม่ ลุงป้า และบรรดาย่าๆ ไม่ใช่ตัวพวกเขาที่ยังต้องขอเงินใช้จากกลุ่มคนเหล่านั้นต่างหาก

     แต่ความหมั่นไส้มันก็มีบ้างเป็นบางครั้งบางคราว

      “ว่าแต่ทำไมเฮียก็มาได้เหรอครับ” “นั่นสิ เห็นไอ้ต่ายบอกว่าเปิดเทอมไม่กี่วันเอง แต่เฮียเรียนหนักทุกวัน”

      “ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก มันแค่เพิ่งเริ่มๆเท่านั้นเอง ยังไม่ได้หนักอะไรขนาดนั้น” วีรมาตุที่ใส่ชุดลำลองสบายๆมาเยี่ยมสองแฝด

      “แต่อั๊วว่าเฮียดูผอมลงนะ” ศศิทัศน์มองดูพี่ชายที่ไม่เจอกันบ่อยเหมือนเมื่อก่อน เพราะคนพี่นั่นพักอยู่ที่หอพักนักศึกษา ส่วนคนน้องยังคงอาศัยที่อยู่ที่บ้าน

      “แต่แขนขาก็ดูล่ำขึ้นนะ” สุรศักดิ์เห็นแย้งไปจากศศิทัศน์เล็กน้อย   

      “มันก็... อาจจะเป็นเพราะไม่ได้มีเวลามันนั่งกินเช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น เหมือนแต่ก่อน” วีรมาตุพยายามอธิบาย เขาไม่ได้กำลังจะปรับเปลี่ยนร่างกายหรืออะไร เพียงแต่ชีวิตนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปบ้างจากสมัยเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งอาจจะมีผลไปสู่อย่างอื่นได้

      “ก็นึกว่าเอาใจใครซะอีก” ศศิทัศน์พึมพำเบาๆ

     แล้วมีใครได้ยินหรือเปล่า... ก็ทุกคนในห้องนั่นแหละ

      “แล้วนี่พวกเราสองคนยังต้องอยู่ต่ออีกกี่วัน” วีรมาตุหันไปถามคู่แฝด

      “เห็นพยาบาลบอกว่าหมอขอตรวจเชื้ออีกรอบพรุ่งนี้ครับเฮีย” “แล้วถ้าไม่มีอะไรแล้วก็กลับบ้านได้เลยครับ”

      “แล้วพวกมึงไปทำอีท่าไหนได้ว่ะ ถึงได้ต้องมานอนแทงสายน้ำเกลืออยู่อย่างนี้” สุรศักดิ์มองดูขวดน้ำเกลือที่แขวนอยู่ทั้งสองขวด

      “จริงๆกินอาหารได้เองแล้ว ก็ไม่ต้องให้น้ำเกลือก็ได้แล้วไม่ใช่เหรอ” ศศิทัศน์พูดตามอย่างที่เขาคิด

      “ก็เผื่อว่าต้องให้ยาฆ่าเชื้ออีกไง จะได้ไม่ต้องเสียบใหม่ นั่นน่ะที่ขวดเห็นเขียนไว้ว่าถึงตอนเช้าโน้นเลย” พระยศชี้ให้ศศิทัศน์ดูรอยเขียนบนขวดน้ำเกลือบ่งบอกปริมาณคาดการณ์ตามระยะเวลา คงเป็นพยาบาลที่เขียนไว้ตามคำสั่งของหมอเจ้าผู้ดูแลคนไข้

     ศศิทัศน์ก็พยักหน้ารับ

      “สรุปว่าพวกมึงไปทำอะไรกันมาครับ” สุรศักดิ์ถามอีกครั้ง

      “ก็บ้านย่าใหญ่เขาเพิ่งกลับจากไปเที่ยวกัน ซื้อของฝากมาเต็มเลย” “พวกกูก็จัดการซัดกันนัววันนั้นเลย” “ใครจะไปคิดว่าพอตกดึก ไม่ได้หลับไม่ได้นอน” “ตอนแรกก็ออกแค่ข้างล่าง ไปๆมาๆ ออกทั้งบนทั้งล่าง” “โดนแบกมาโรงพยาบาลยังไงก็ไม่รู้ตัวเลย”

      “สมน้ำหน้า กินไม่เลือก” ศศิทัศน์ย้ำไปอีกครั้ง

      “แค่มันอร่อยจริงๆนะมึง” “ใช่ ไอ้โน้นก็อร่อย ไอ้นี่ก็อร่อย หยุดปากไม่ได้เลย”

      “แล้วมีใครเป็นอะไรอีกมั้ย” วีร์ถามทั้งสองคน

      “ไม่อะ ไม่มีนะ” “มีแต่พวกกูสองคนแค่นี้แหละ”

      “ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้วครับ คราวหลังจะกินอะไรก็ระวังหน่อย” วีรมาตุพูดออกมาก่อนที่ใครจะได้สำทับคำสมน้ำหน้าคู่แฝดได้อีก

      “หายไวๆมึง เดี๋ยววันศุกร์นี้ไปเชียร์เฮียประกวดเดือนมหา’ลัยกัน” ศศิทัศน์เอ่ยปากชวนทั้งสองคน

      “เออใช่” “เกือบลืมไปแล้ว” “เฮียว่าเฮียจะได้เป็นเดือนมั้ย”

      “ไม่รู้เหมือนกันครับ” วีรมาตุตอบแบ่งรับแบ่งสู้

      “แต่ผมว่าโอกาสสูงอยู่นา เห็นในทวิตในเฟซพูดถึงเฮียกันเยอะเลย” สุรศักดิ์หันโทรศัพท์ให้วีรมาตุดู ว่าเขาแค่เปิดแอพลิเคชั้นก็เจอหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับเจ้าตัวทันทีโดยไม่จำเป็นต้องพยายามค้นหาเลย

     วีรมาตุแค่ยิ้มรับ แต่หางตาพยายามมองสีหน้าของคนข้างๆว่ากำลังเป็นแบบไหน

      “แล้วมึงคิดว่าไง คิดว่าเฮียจะได้เป็นมั้ย” ศศิทัศน์ถามวีร์ที่นั่งอยู่ข้างๆวีรมาตุ

      “ก็ไม่ยังไง เป็นกับไม่เป็นก็ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน”

      “เดือนมหา’ลัยคนแรกในประวัติศาสตร์เชียวนา” ศศิทัศน์ยังคงพยายามโน้มน้าวความคิดของเพื่อน

      “แล้วยังไง” วีร์ก็ยังคงมีท่าทางที่ไม่ได้สนใจเหมือนเดิม

      “ก็เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง เป็นที่รู้จักทั่วไปไง” ศศิทัศน์ยังคงพยายามไม่ลดละ โดยไม่รู้ว่าข้อดีที่เขาคิดไว้จะกลายเป็นข้อลบสำหรับพี่ชายของเขาเอง

      “ได้เป็นกับไม่ได้เป็น ก็ไม่ต่างอะไรหรอกน่ะ” วีรมาตุจึงต้องรีบตัดความเสียก่อนที่คะแนนของเขาที่อุตส่าห์สะสมไว้จะลดลงไปมากกว่านี้

     ก่อนที่ศศิทัศน์จะได้เปิดปาก พระยศก็จับบ่าหยุดเขาไว้

      “กลับกันเลยมั้ยพวกมึง ไอ้สองตัวนี้มันไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว”

      “ก็ดีเหมือนกัน กูจะได้กลับไปเฝ้าร้านด้วย” สุรศักดิ์มองดูเวลาจากโทรศัพท์ของเขา จึงเห็นตามที่พระยศเสนอ

      “จะรีบกลับกันไปไหนวะพวกมึง อยู่เป็นเพื่อนพวกกูก่อนดิวะ” “นั่นสิ เพิ่งมาไม่นานเอง อยู่กันแค่สองคนมันเหงา”

      “ไม่นานห่าอะไรอะ นี่ก็เกือบจะชั่วโมงแล้ว” สุรศักดิ์ตอบกับ “เหงามาก ก็รีบหายไวๆจะได้กลับไปเรียน”

      “เดี๋ยวคอยดู พรุ่งนี้พอหมอสั่งออกปุ๊บ”

     โดยปกติคู่แฝดนพชัยและชัยทิศมักจะทันทุกทันเกมของกันและกัน แต่คราวนี้กลับเปิดมาแต่คนเดียวอีกคนไม่รับลูกคู่ต่อ

      “แล้วพวกมึงจะทำไมวะ” ศศิทัศน์รู้สึกรำคาญที่คู่แฝดเงียบไปจึงเอ่ยปากถาม

      “พวกกูก็จะกลับไปนอนต่อที่บ้านเลย” “แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยเจอกัน”

     เสียงถอนหายใจหลายคนดังพร้อมกันจนกลบเสียงของเครื่องปรับอากาศไปจนสิ้น

      “ตามสบายเลยพวกมึง” วีร์ลุกขึ้นยืนเป็นคนแรกและเตรียมตัวที่จะกลับ

     เพื่อนเริ่มบอกลาแล้วก็เดินออกจากห้องพักไป ปล่อยให้สองหนุ่มคู่แฝดส่งสายตาละห้อยคล้อยหลัง เมื่อแขกที่มาเยี่ยมคนสุดท้ายเดินออกไปแล้วและประตูห้องก็ปิดสนิทลง บรรยากาศภายในห้องก็เริ่มเงียบเหงา จนทั้งคู่ต้องรีบหยิบโทรศัพท์คู่กายขึ้นมาเปิดเกมเล่นต่อจากด่านที่ค้างไว้เมื่อตอนก่อนที่เพื่อนๆมาเข้ามา




   
[อ่านต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

     เวลาเริ่มนับถอยหลังใกล้จะถึงวันประกวดดาวและเดือนครั้งแรกของมหาวิทยาลัย แม้ว่าในบางคณะจะมีการคัดเลือกดาวและเดือนมาก่อนบ้างแล้ว แต่นี้เป็นการจัดงานเพื่อคัดเลือกตัวแทนนักศึกษาจากทุกคณะ โดยการผลักดันของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่พยายามมาตลอดในช่วงหลายปี จนได้เสียงยอมรับจากนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยในที่สุด

     แม้ว่าทางผู้บริหารของมหาวิทยาลัยจะไม่ได้ห้ามหรือขัดขวาง แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่ หมายถึงไม่ได้จัดงบประมาณมาสนับสนุน ทางทีมคณะผู้จัดเป็นผู้จัดหาผู้สนับสนุนกันเอง และแม้ว่ามหาวิทยาลัยจะอนุญาตให้ใช้สถานที่ภายในมหาวิทยาลัยแต่ก็เป็นไปตามขั้นตอนปกติ มีการทำหนังสือของอนุญาตและชำระค่าใช้จ่ายตามระเบียบที่วางไว้

     นักศึกษาของมหาวิทยาลัย ที่มีทั้งกลุ่มเด็กนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษามาใหม่ๆและกลุ่มที่ออกไปใช้ชีวิตวัยทำงานก่อนแล้วจึงกลับมาศึกษาต่อ ก็ให้การตอบรับกับกิจกรรมนี้พอสมควร

     ส่วนวีรมาตุก็เริ่มหนักใจขึ้นทุกวัน เขายังหาทางลงไม่เจอ ทางที่จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายโดยไม่เสียน้ำใจซึ่งกันและกัน ทั้งเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นพี่ก็มีแวะเวียนมาสอบถามและให้กำลังใจอยู่บ้าง มีทั้งคนที่คาดหวังและมีทั้งคนที่ไม่สนใจกับกิจกรรมนี้มากเท่าใดนัก ให้ทำเท่าที่ทำได้ก็พอ

     วีรมาตุได้เตรียมการแสดงเดี่ยวเปียโนเอาไว้ใช้ในวันประกวด เป็นการแสดงที่ได้มาแบบไม่ได้ตั้งใจ ก่อนหน้านั้นเขาไม่รู้ว่าควรจะแสดงความสามารถอะไรบนเวที ไม่ว่าจะถามใครภายในคณะก็มักจะได้รับคำตอบมาว่าให้เขาตัดสินใจเองได้เลย ทางด้านฝ่ายจัดงานติดต่อสอบถามมาหลายครั้ง จนในที่สุดเขาก็หลุดปากออกไปว่าหากทีมงานสามารถจัดหาแกรนด์เปียโนให้ได้เขาก็จะเล่นบนเวที ไม่คิดว่าทีมงานจะตอบรับอย่างแข็งขัน จนเขารู้สึกเกรงใจที่จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น

     และยิ่งใกล้ถึงวันก็ยิ่งกลุ้มใจ ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรทำอย่างไร นี่ถ้าเขาไม่ได้มีกระแสตอบรับอะไรมาเลยก็คงจะดีไม่น้อย


*****


     เสียงหัวเราะดังไปทั่วห้องพัก แต่ภายในห้องพักไม่ได้มีช่างแต่งหน้าทำผม ไม่ได้มีทีมงานคอยวิ่งวุ่นจัดการให้ทุกอย่างเป็นไปตามตารางเวลา ไม่ได้มีตัวแทนนักศึกษาคณะอื่นๆ มีแต่เพื่อนๆที่รวมตัวกันภายในห้องพักสีขาวสะอาด เตียงผู้ป่วยตั้งอยู่กลางห้องและของประดับมีแค่เสาแขวนขวดน้ำเกลือ

      “กูบอกแล้วว่าไม่เป็นไร มึงก็เลิกคิดมากได้แล้ว” ไมตรีมองดูเพื่อนของเขาที่เพิ่งจากวางสายโทรศัพท์จากรุ่นพี่ที่คณะที่โทรมาสอบถามอาการของเขา

      “มันก็ยังรู้สึกเกรงใจอยู่ ที่ไปไม่ได้” วีรมาตุวางโทรศัพท์ลงข้างกายแล้วก็ก็จัดสายน้ำเกลือใหม่ให้เรียบร้อย

      “ทำไงได้วะ ป่วยนอนซมขนาดนี้จะให้ลุกออกไปยังไงไหว แล้วเขาจะส่งใครไปแทนว่ะ” ชัชวาลที่นั่งอยู่โซฟาข้างเตียงถาม

      “เห็นว่าคงจะไม่ส่งใครไปแทน แต่ว่ายังให้ชมพู่ไปประกวดดาวเหมือนเดิม” วีรมาตุเอ่ยถึงตัวแทนประกวดฝ่ายหญิงของคณะแพทยศาสตร์

      “งั้นมึงก็นอนพักซะให้เต็มที่ จะได้กลับไปเรียนอีก” ชัชวาลบอกเพื่อนของเขา

      “ใช่ๆ ถือซะว่า มานอนพักเอาแรงก่อนสอบเก็บคะแนน” ไมตรีจิตก็เห็นเช่นเดียวกัน

      “ก็ถือว่าโชคดีในความโชคร้ายก็แล้วกัน” คุณกรที่นั่งอยู่ข้างๆชัชวาล ดูดแก้วน้ำไปพลางพูดไปพลาง

      “ทำไมวะ” ไมตรีจิตหันไปถาม

      “ก็เห็นพวกมึงบอกว่าหลานกูเขาไม่อยากจะให้มันเป็นเดือนมหา’ลัยอยู่ไม่ใช่เหรอวะ” คุณกรมองดูทั้งชัชวาลและไมตรีจิตซึ่งต่างก็พยักหน้ารับ “งั้นก็ดีแล้วไง ไปประกวดไม่ได้ก็ไม่ได้ตำแหน่ง นอกเสียจากเขาจะยัดเยียดตำแหน่งให้มันอีกแม้ว่าจะไม่โผล่หน้าไปบนเวทีก็ตาม”

      “อ๊ะ ก็ไม่แน่ เพื่อนเราคนชอบกันเกรียวกราว ใช่ย่อยซะที่ไหน ยอดไลค์นำลิ่วมาก่อนใครเลย” ไมตรีจิตอดที่จะไม่อวดเพื่อนของเขาไม่ได้

      “อย่ามาพูดเป็นลาง ดูดิ ไอ้วีหน้าซีดแล้ว” คุณกรพูดแล้วก็หัวเราะออกมาจนสำลักน้ำดื่มของตัวเอง

      “สมน้ำหน้า” ชัชวาลเอามือช่วยเคาะตรงช่วงล่างของหลังคุณกรเบาๆสองสามที

      “พอแล้วๆ ขอบใจ” คุณกรหันไปขอบคุณชัชวาล “แต่ก็นะ ไอ้วี กูว่ามึงไปทำบุญถวายสังฆทานสักทีดีว่ามั้ง อะไรจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้”

      “อาทิตย์ก่อนที่ได้แผลอะนะ” ไมตรีจิตนึกย้อนเหตุการณ์

      “ใช่ พวกมึงคิดดู มันน่ะใส่กางเกงขายาว ใส่ถุงเท้า แล้วก็ยังมีรองเท้าผ้าใบอีก แต่ไม่รู้ไปเดินท่าไหนถึงโดนเกี่ยวขาเอาแผลมาจนได้” คุณกรเล่าย้อนไปในวันที่พวกเขามาเยี่ยมวนกรที่เพิ่งจะคลอดลูกชายคนใหม่ “แล้วคราวนี้ ถ้าพวกมึงไม่บอกให้กูรู้ว่าถึงขนาดต้องช่วยกันแบกร่างมันมาส่งโรง’บาล กูคงคิดว่ามันหาทางเบี้ยวไม่ไปประกวดเดือนมหา’ลัย”

     วีรมาตุรู้สึกสะอึกขึ้นมาถึงลำคอในทันที เหตุการณ์อื่นๆอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ครั้งนี้มันไม่เชิงว่าเขาตั้งใจ แค่มันประจวบเหมาะกันพอดี

      “อันนี้พวกเพื่อนที่คณะเขาชวนกันไปกินอาการแปลกกัน เห็นว่ามีร้านใหม่มาเปิด นานๆจะมีช่วงว่างก็เลยไปเกือบยกคลาส แล้วมึงก็รู้ไอ้นี้ปฏิเสธคนเป็นซะที่ไหน ใครอยากให้ลองอะไรก็กินเข้าไปหมด” ไมตรีจิตเล่าให้ฟังถึงสาเหตุที่ทำให้วีรมาตุต้องมานอนอยู่ที่เตียงผู้ป่วยในตอนนี้

      “แล้วเป็นไงละ ยังไม่ทันเที่ยงคืนก็เดินเข้าออกห้องน้ำไปไม่รู้กี่รอบ ตกดึกพอเห็นเงียบๆไปพวกกูก็สบายใจเลยไปนอนกัน ที่ไหนได้ สักพักก็ได้ยินเสียงโอ้กอ้าก แล้วก็เสียงดังโครม รีบออกมาดูเห็นมันนอนฟุบอยู่หน้าประตู เรียกก็ไม่ตื่น ต้องรีบแบกมานี่” ชัชวาลก็เล่าเรื่องราวส่วนที่เหลือต่อจากนั้น

      “น่าสงสารจริงๆ” คุณกรมองดูคนป่วยด้วยความรู้สึกเห็นใจจริงๆ “แล้วนี่น้องมึงรู้แล้วยัง”

      “กูโทรไปบอกไอ้ตี๋เล็กแล้วเมื่อตอนเที่ยง เดี๋ยวมันจะโผล่ไปงานซะก่อนแล้วไม่เจอกัน” ไมตรีจิตตอบแทนวีรมาตุ

      “หลานกูก็รู้แล้วสิ”

      “ใช่ น้องแฟนพี่สาวมึงรู้แล้ว เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วก็คงจะมา”   

     ภายในห้องนี้มีเพียงคุณกรและวีรมาตุเท่านั้นที่รู้ความจริงถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดของวีร์และวนกร แต่ทั้งไมตรีจิตและชัชวาลก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรเวลาที่คุณกรเอ่ยถึงวีร์ว่าเป็นหลานของเขา

      “แล้วนี่ เดี๋ยวพอน้องวีร์มาก็อ้อนให้เต็มที่เลย ทำตัวสำออยแบบจะเป็นจะตายอยู่รอมร่อ ทำเป็นมั้ย” ไมตรีจิตยืนค้ำอยู่กับแผงกั้นที่ขอบเตียงผู้ป่วย

      “ตลอดหลายปีที่ผ่านที่มึงรู้จักมัน คิดว่ามันทำเป็นมั้ย” ชัชวาลมองหน้าไมตรีจิตแบบที่ถ้าไม่ได้สนิทกัน คงจะได้มีเรื่องกันไปแล้ว

     ไมตรีจิตก็ส่ายหน้าตอบ

      “ก็รู้ดีนิ”

      “กูก็พูดไปแบบนั้นแหละ เผื่อยุขึ้น” ไมตรีจิตหันมายักคิ้วใส่วีรมาตุ วีรมาตุก็ยิ้มน้อยๆตอบกลับ

      “แล้วนี่คู่แข่งมึงทำคะแนนไปถึงไหนแล้ววะ” คุณกรถามเรียกความสนใจจากวีรมาตุ

      “เห็นว่าวันก่อนเพิ่งจะไปเยี่ยมน้องธรที่บ้าน”

      “ไปถึงที่บ้านเลยเหรอ” ไมตีจิตถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

      “ใช่ เห็นน้องบอกว่าแม่เขาไปทำธุระที่กรุงเทพฯสักอย่าง ขากลับก็เลยแวะมาหาลูกชาย แล้วก็เลยมาเยี่ยมน้องธรด้วย” วีรมาตุอะบายเพิ่มเติมให้เพื่อนๆฟัง

      “พาแม่มาด้วย” คุณกรถามด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นขึ้นมา

      “อืม ถ้ากูจำไม่ผิดแม่ของเพชรเขาสนิทกับแม่ของพี่ธีร์ เลยไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ไหนๆก็มาแล้วก็แวะเยี่ยมไปด้วยเลย”

      “เฮ้อ ผู้ใหญ่รู้จักกันด้วย คะแนนนำมาเห็น” คุณกรพ่นลมหายใจออกมาแล้วก็พิงหลังเอนไปบนโซฟา

      “กูว่าไม่ว่ะ” ชัชวาลเขม็งตาคิด “มึงรู้เรื่องพวกนี้มาจากปากน้องเองใช่มั้ย”

      “ใช่” วีรมาตุตอบสั้นๆ

      “กูไม่รู้นะว่าทางฝั่งโน้นเขารู้เรื่องมึงมากแค่ไหน แต่ดูแล้วน้องมีอะไรก็เล่าให้มึงฟังทุกเรื่อง ใช่มะ” ชัชวาลถามย้ำอีกครั้ง ซึ่งวีรมาตุก็พยักหน้ารับ

      “แล้วมีเรื่องอะไรพิเศษที่น้องบอกมึงบ้างมั้ย” ไมตรีจิตถามเพิ่มเติม “แบบที่คนอื่นไม่รู้”

     วีรมาตุพยายามนึกว่าเขาได้พูดคุยอะไรกับวีร์ไปบ้าง ทั้งพูดคุยโดยตรงกับเจ้าตัวหรือไม่ก็พูดคุยผ่านข้อความผ่านแอพลิเคชั่น พยายามนึกย้อนไปเรื่อยๆ แล้วเขาก็หันไปมองคุณกรเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้ แล้วก็หันไปมองดูเพื่อนอีกสองคนที่กำลังรอคำตอบจากเขาอยู่

      “ก็คงมี มั้ง”

      “เรื่องอะไรวะ” ไมตรีจิตกำลังลุ้นกับคำตอบเพื่อคาดคะเนความพิเศษที่วีร์มีให้กับเพื่อนของเขา

      “อืม กูไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่กูควรพูดกับคนอื่น” วีรมาตุอึกอักเล็กน้อยก่อนที่จะตอบ

      “โด่ ทำมาเป็นมีความลับ จริงๆก็ไม่มีอะไรใช่มั้ยละวะ” ไมตรีจิตรู้สึกผิดหวังไปบ้าง

      “มันไม่ใช่ความลับ แต่เป็นเรื่องที่ถ้าน้องเขาอยากให้ใครรู้ ก็ควรให้เขาเป็นคนบอกเอง” วีรมาตุพยายามอธิบายให้ไมตรีจิตเข้าใจ

      “ทำไมวะ หลานกูบอกอะไรมึง”

     คำพูดของคุณกรทำให้วีรมาตุหันมาจ้องกับกับเขาในทันที ด้วยท่าทางและสีหน้าที่แสดงออกมา คุณกรคิดว่าเขาแปลความหมายนั้นถูก

      “นี่หลานกูบอกมึงแล้วเหรอ” คุณกรถามเพื่อความแน่ใจ ซึ่งวีรมาตุก็พยักหน้ารับ “มึงรู้ตอนไหน”

      “วันที่น้องธรเกิด”

     คุณกรก็พยักหน้ารับ เพราะนึกดีๆแล้ว เขาก็พอจะสังเกตเห็นอาการแปลกๆของเพื่อนเขาในวันนั้น เพียงแต่ไม่ได้คิดจะไปสืบหาว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไม่ได้ใสใจและปล่อยผ่านไป

      “นี่พวกมึงคุยเรื่องอะไรกันวะ ไม่เห็นจะเข้าใจเลย” ไมตรีจิตเรียกความสนใจมากจากทั้งสองคน ซึ่งชัชวาลเองก็มองทั้งสองคนด้วยสายตาที่คาดคั้นจะเอาคำตอบให้ได้

      “โอเค นี่เรื่องในครอบครัวกูเอง กูพูดได้มั้ง” คุณกรหันไปขอความเห็นจากวีรมาตุ และอีกฝ่ายก็ยักไหล่ตอบให้คุณกรตัดสินใจเอาเอง สายตาของไมตรีจิตและชัชวาลจึงพุ่งเป้ามาที่เขาคนเดียว “เอาเป็นว่า ไอ้น้องวีร์คือหลานของกู”

      “เขาเรียกว่าน้องแฟนของพี่สาว” ไมตรีจิตขัดจังหวะขึ้นมาทันที

      “หลาน หลานแท้ๆเลย” คุณกรย้ำคำพูดของเขา

      “น้องมันจะเป็นหลานได้ไงวะ ไอ้วีร์มันเป็นน้องพี่ธีร์ พี่ธีร์พี่วาแต่งงานกัน พี่วาก็ต้องเป็นพี่สะใภ้ไอ้วีร์ดิ มึงโยงความสัมพันธ์ยังไงให้ได้หลานวะ” ไมตรีจิตพูดด้วยความสงสัย

      “ใช่ ถ้าน้องมันเป็นลูกพี่วาก็ว่าไปอย่าง” ชัชวาลก็พูดปิดท้าย แล้วก็เจอสายตาของทั้งคุณกรและวีรมาตุจ้องกลับมา เขาส่ายสายตาสลับไปมาจากทั้งสองคน “จริงดิ”

     ทั้งคุณกรและวีรมาตุต่างก็พยักหน้ารับ

      “เดี๋ยว ไอ้น้องวีร์มันจะเป็นลูกพี่วาได้ยังไง เขาเพิ่งเคยเจอกันไม่ใช่เหรอ” ไมตรีจิตยังแก้ความสงสัยเขาไม่ได้ทั้งหมด

      “เอาเป็นว่า น้องธรคือลูกคนที่สองของพี่ธีร์และพี่วา เก็ตป่ะ” คุณกรเฉลยคำตอบ

      “โว โว โว ไอ้วีร์มันสิบหกแล้วใช่ปะวะ” ไมตรีจิตหันไปถามวีรมาตุซึ่งก็ตอบรับสั้นๆ “ถ้างั้น พี่ธีร์พี่วาเขามีลูกกันตอนอายุเท่าไหร่วะ”

      “นั่นแหละที่ไอ้วีร์ไม่ค่อยอยากจะพูดถึง มันบอกว่าขี้เกียจตอบคำถามใครต่อใคร มันรำคาญ” คุณกรยกสองนิ้วชี้มาที่ลูกตาของตัวเองทั้งสองข้าง “ตอนมันมองมาเวลามันพูดน่ะ บรึยย์ กูนึกว่าพ่อกูมาเอง คิดแล้วสยอง กูก็เลยไม่ได้เล่าให้ใครฟัง”

      “พวกมึงรู้แล้วก็ไม่ต้องไปเซ้าซี่อะไรกับน้องเขา แล้วก็อย่าไปพูดต่ออีก เข้าใจมั้ย” วีรมาตุหันมองดูทั้งชัชวาลและไมตรีจิต

      “กูรู้หรอกน่ะ กูไม่ใช่ไอ้พร้อมนะ พร้อมรู้โลกรู้ โลกรู้พร้อมกับพร้อม” ไมตรีจิตพูดไปส่ายหน้าไปด้วยเมื่อพูดถึงเพื่อนกลุ่มเดียวกันอย่างพร้อมสรรพที่ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานคร

      “มันไปเรียนกรุงเทพแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะ เห็นมันบ่นเหงามาในไลน์กลุ่มแล้วก็สงสารมัน บอกให้เลือกมอเดียวกันแต่แรกก็ไม่เอา” ชัชวาลตอบ

      “ก็พ่อมันจบที่นั่น มันก็เลยอยากจบที่เดียวกับพ่อมัน” วีรมาตุก็รู้สึกเห็นใจเพื่อนเขาเขาอยู่เหมือนกัน “เดี๋ยวมันก็ปรับตัวได้ เด็กโรงเรียนเราก็ไปต่อที่นั่นหลายคนอยู่”

     ในตอนนั้นก็มีเสียงเคาะประตูห้องพัก ทั้งสี่คนจึงหันไปมอง เมื่อประตูถูกเปิดออกก็เห็นศศิทัศนืที่เดินเข้ามาเป็นคนแรก ตามมาด้วยเพื่อนๆของเขาและรวมไปถึงวีร์

     เมื่อเห็นใบหน้าแล้ว วีรมาตุก็ยิ้มให้เล็กน้อย พร้อมกับเอนหลังพิงเบาะอย่างช้า ไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรก็ดูช้าลง ท่าทางดูเหมือนคนอิดโรยที่พยายามฝืนตัวว่ามีแรงไหวขึ้นมาในทันที

      “เออเนอะ ใช้ได้อยู่” ไมตรีจิตหันไปสบตากับชัชวาลที่ต่างก็อมยิ้มให้กัน

      “เป็นไงเฮีย ดีขึ้นบ้างมั้ย” ศศิทัศน์รีบเข้ายืนเกาะขอบเตียงผู้ป่วยในทันที

      “หมดน้ำเกลือไปสองขวด กับยาฆ่าเชื้ออีกสามโดส เหลือแค่พักผ่อนให้เพียงพอก็กลับได้แล้ว” ไมตรีจิตตอบคำถามแทนคนป่วยพร้อมกับดึงศศิทัศน์ขยับตามเขาเพื่อเปิดที่ว่างให้เป้าหมายได้เข้ามายืนได้อย่างใกล้ชิด

      “แล้วตกลงเกิดอะไรขึ้นอะเฮีย”

      “แดกของแปลกไม่ทันระวัง ออกทั้งบนออกทั้งล่าง เกือบไม่รอดแล้ว” ชัชวาลไขความจากโซฟาตัวเดิม

      “มึงก็พูดเกินไป” วีรมาตุพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา ก่อนที่หันหน้ากลับมาหาน้องชายของเขา “ลื้อไม่ได้บอกคนที่บ้านใช่มั้ย”

      “ยัง อั๊วกะมาดูลื้อก่อนว่าอาการหนักมั้ย แล้วค่อยว่ากัน” ศศิทัศน์ตอบพลางสังเกตอาการของคนป่วย

      “ดีแล้ว อั๊วไม่อยากให้ม้าเป็นห่วง” วีรมาตุยังคงพูดช้าๆอย่างเดิม

      “อย่าให้รู้น่ะดีแล้ว ขืนรู้ว่าหมดแรงจนนอนสลบอยู่กลางห้อง ถ้าอยู่คนเดียวไม่มีพวกเฮียเป็นเมทด้วยคงไปแล้วมั้ง”

      “อันนั้นเฮียไมค์พูดจริงหรือล้อเล่น” ศศิทัศน์ถามให้แน่ใจ จากนิสัยส่วนตัวของอีกฝ่ายที่เขาคุ้นเคย

      “นี่เห็นเฮียเป็นคนยังไง เรื่องความเป็นความตาย เฮียไม่เอามาล้อเล่นหรอกน่ะ” ไมตรีจิตแก้ต่างให้กับตัวเอง

      “ใครจะไปรู้” ศศิทัศน์ก็ยังคงมีท่าทางระแวงอยู่ในทีเหมือนเดิม

      “เอาเถอะ ยังไงก็ต้องนอนพักต่ออีกคืนนึง รอดูอาการ แล้วค่อยรอดูว่าหมอจะเอายังไงต่อ” ชัชวาลนั่งพิงหลังไปเหมือนกับคุณกร

      “เสียดายอะ เฮียเลยไม่ได้ขึ้นเวทีประกวดเลย” สุรศักดิ์แสดงสีหน้าว่าเขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

     ทั้งชัชวาลและไมตรีจิตอยากจะร้องตะโกนออกมาดังว่า ไม่เลยน้อง มันดีใจมากๆ

      “เนอะ คิดดูว่าเดือนมหา’ลัยคนแรกมาจากโรงเรียนเรา” “ต่อไปเราจะสร้างตำนาน สานต่อที่เฮียทำไว้”

      “ทำไม หรือพอถึงตาพวกมึงแล้วพวกมึงจะลงด้วย” ไมตรีจิตมองสลับไปมาระหว่างคู่แฝด

      “ถ้าเขาเลือกผม ทำไมจะไม่ละครับ” “ถ้าเขาเลือกผมนะเฮีย”

      “ใช่ถ้าเขายังมีตา คงจะเลือกพวกมึงอยู่หรอก” ชัชวาลหัวเราะอยู่ในลำคอ

      “โด่ เฮียอย่าดูถูก” “พวกผมมีอะไรดีเยอะแยะ”

      “กูว่าถ้ามึงสองตัวเอา ล้ำเลิศรัตนทรัพย์ ไปฟาดหน้าก็อาจจะยังพอมีหวังอยู่”

      “โน โน โน” ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างก็พูดพร้อมกัน

      “เราจะยืนหยัดได้ด้วยขาของเราเอง” “ทุกอย่างที่ได้มาเราได้มาเพราะแรงของเราเอง” “เพียงแค่เรา...” “แบมือออกไป...” “แล้วอ้อนวอนขอดีๆ”

      “เหนื่อยเลยเนอะ” ไมตรีจิตพ่นลมหายใจในกับมุกของคู่แฝด ซึ่งไม่ต่างจากคนอื่นๆที่พากันส่ายหน้า แล้วเขาก็เดินอ้อมกลุ่มเด็กไปยืนพิงพนักของโซฟาอีกฝากหนึ่งของห้องพัก รวมกลุ่มกับชัชวาลและคุณกร

      “แต่ป่านนี้ผลดาวเดือนคงออกแล้วมั้ง” คุณกรหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดู

      “ยังครับเฮีย แต่จะมีผลออกมารึเปล่ายังไม่รู้เลย” ศศิทัศน์ก็เปิดโทรศัพท์ของเขาดูเช่นกัน

      “อ้าว ทำไมอะ” ชัชวาลถาม

      “กำลังร้อนแรงในทวิตเตอร์เลยเฮีย ว่าให้ยกเลิกการประกวด” สุรศักดิ์เป็นคนตอบ

      “ยกเลิกทำไมวะ” ชัชวาลถามอีกครั้ง

      “ก็ตัวเต็งเดือนหายไปสองคน คนก็เลยเริ่มโวยวายกันว่า อย่างนี้ไม่ต้องจัดไปตั้งแต่แรกเหมือนเดิมเลยจะดีกว่า อะไรเถือกนั้น” ศศิทัศน์ตอบ

      “ยังมีคนไม่ไปประกวดอีกเหรอ” ไมตรีจิตหยิบโทรศัพท์ของเขาออกมาดูบ้าง

      “เห็นว่าเดือนของคณะวิทยาฯก็ไม่อยู่ ตามตัวไม่เจอ ก็เลยส่งคนอื่นลงประกวดแทน”

      “แฮชแท็กให้ยกเลิกงานก็เลยขึ้นมาเลย” สุรศักดิ์อธิบายเสริม

      “ใครวะเดือนวิทยาฯ” ชัชวาลหันไปถามเพื่อนๆเขา

      “ไม่รู้ กูไม่ได้ตาม” คุณกรตอบพร้อมกับส่ายหน้า เช่นเดียวกับไมตรีจิต

      “แต่อาถรรพ์จริงๆเลยมึง ทำงานเขาล่มได้” ไมตรีจิตพูดไปหัวเราะไปจนวีรมาตุหันมาขมวดคิ้วใส่ “เอาน่ะมึง คุยกับพี่เขาแล้วไม่ใช่ว่าไม่เป็นไร ก็ไม่ต้องไปคิดมาก”

      “ไปทำสังฆทาน เชื่อกู จะได้ปัดทุกข์ปัดเสนียดออกไปบ้าง เจอแต่เรื่องไม่ดีมาเยอะแล้ว” คุรกรยังคงแนะนำความเชื่อเดิมของเขา

      “ทำแล้วสบายใจก็ไปทำ บุญกุศลอยู่ในที่ความตั้งใจดี” ชัชวาลยังไขว้ห้างกระติดปลายเท้ามองดูคนป่วยบนตียง

      “สาธุ” ทั้งคุณกรและไมตรีจิตพูดออกมาพร้อมกัน

      “สมกับที่บวชเรียนมา” คุณกรตบหน้าขาของชัชวาลเบาๆ

     แล้วต่างฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ บางคนก็ก้มมองดูโทรศัพท์ของตัวเอง บางคนก็ดูอะไรไปเรื่อยเปื่อยรอบๆห้อง ศศิทัศน์มองดูเสาที่แขวนขวดน้ำเกลือขวดใหญ่ และยังมีขวดเปล่าขวดเล็กๆแขวนอยู่ด้วย เมื่ออ่านฉลากแล้วก็คาดว่าจะเป็นยาฆ่าเชื้อ ส่วนวีร์ก็มองดูวีรมาตุเมื่ออีกฝ่ายหันมาสบตา เขาก็ยกริมฝีปากยิ้มให้

      “นี่พวกมึงจะอยู่กันอีกนานมั้ย” ชัชวาลหันไปถามเด็กรุ่นน้อง

      “ก็คงอีกสักพักครับ ทำไมเหรอเฮีย” ศศิทัศน์ตอบ

      “งั้นเดี๋ยวพวกเฮียไปหาอะไรกินกันก่อน จะได้มาอยู่เฝ้าไอ้วีคืนนี้” ชัชวาลหันไปสะกิดเพื่อนๆของเขา

      “อ๋อ ได้ครับ พวกเฮียไปหาอะไรกินกันก่อนเลย เดี๋ยวพวกผมอยู่เป็นเพื่อนเฮียวีเอง” สุรศักดิ์รับคำแทนเพื่อนๆ

      “โอเค” ชัชวาลพูดแล้วก็ลุกขึ้นยืนตามเพื่อนๆ แล้วก็พากันเดินออกไปที่ประตู โดยไม่ลืมถามคนในห้องว่าอยากจะได้อะไรกันหรือเปล่าจะได้ซื้อติดมือกลับมาด้วย แต่ว่าแต่ละคนต่างก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ต้องการอะไรเพิ่มเติม ทั้งสามคนจึงทยอยเดินออกจากห้อง

      “อ้อ เดี๋ยวเฮียชัช...”

     ศศิทัศน์หันไปร้องเรียกชัชวาล แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อ เสาน้ำเกลือที่ถูกเกี่ยวมาโดยไม่รู้ตัวเอนตะแคงไปทางเตียงผู้ป่วย ด้วยระดับความสูงและทิศทางที่เอียงไป ก้านตะขอที่ใช้แขวนขวดน้ำเกลือสามารถล้มทับไปที่ใบหน้าของวีรมาตุได้ ถ้าวีร์ไม่เอามือคว้าเสาไว้เสียก่อนที่มันจะล้มไปโดน

     แต่ละคนในห้องต่างก็พากันตกใจ ต่างก็ก้าวเท้าเข้าไปหาเผื่อว่าจะช่วยอะไร แต่เมื่อเห็นว่าวีร์จับยกเสาแขวนน้ำเกลือขึ้นตั้งตามเดิมแล้ว ก็คลายใจลงกันได้

      “โอ้ย ไอ้ตี๋เล้ก มึงเกือบทำให้เฮียมึงไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว” ไมตรีจิตยังคงตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่

      “ขอโทษเฮีย อั๊วไม่ได้ตั้งใจ” ศศิทัศน์ยกมือไหว้ของโทษพี่ชายของเขา

      “ไม่เป็นไรไม่มีใครเป็นอะไร อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ อั๊วรู้ว่าลื้อไม่ได้ตั้งใจ” วีรมาตุตอบด้วยน้ำเสียงและจังหวะการพูดปกติ

      “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับเฮีย”

     วีรมาตุหันมาตามเสียง ก็เห็นว่าวีร์กำลังยิ้มให้กับเขาแต่ว่าแววตาคู่นั้น เขากลับอ่านไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงทำได้แค่ยิ้มตอบกลับ


*****


วิธู:
ได้มั้ย
yobortsa:
ได้อะไร
วิธู:
เดือนหมาลัยอะดิ
yobortsa:
ไม่รู้
วิธู:
????
ไม่ได้เป็น
yobortsa:
ไม่ได้ไป
วิธู:
อ้าว


*****


Ending music inspired by Stevie WonderSuperstition



[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 53
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 10 หยุดแค่นี้หรือไปต่อ


     ช่วงเวลานี้ของปี เหล่านักเรียนเริ่มเข้าสู่โหมดพักสมองชั่วคราวก่อนที่จะตะลุยหนักเพื่อการสอบปลายภาคเรียน สถานที่ต่างๆรอบรั้วโรงเรียนเวลาหลังเลิกเรียนจึงเต็มไปด้วยกิจกรรมสันทนาการนานาชนิด วีร์และผองเพื่อนก็เลือกสนามบาสเก็ตบอลเป็นจุดรวมตัวเช่นเดิม

      “นี่ไอ้ตี๋เล็ก” วีร์ยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างสนามมองตามศศิทัศน์ที่เพิ่งเปลี่ยนตัวเดินออกมายืนข้างๆเขา “กูว่ามึงสูงกว่ากูแล้วนะ” วีร์เอามือเทียบระดับศีรษะของเขากับตัวของศศิทัศน์

      “เหรอ เพราะรองเท้ารึเปล่า” ศศิทัศน์ก้มลงมองดูส้นรองเท้าทั้งของเขาเองและของวีร์

      “รองเท้าก็คู่เดิมอยู่ กูว่าต่อไปมึงคงจะสูงกว่าเฮียอีก” วีร์กวาดสายตามองศศิทัศน์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “พี่ป่านคงหนักใจแย่”

      “จะหนักใจเรื่องอะไร กูสิต้องหนักใจ ปีหน้าพี่เข้าก็เรียนจบแล้ว พอจบก็ต้องออกไปทำงานไปเจอคนมากมาย แต่กูเพิ่งจะเริ่มเรียนมหา’ลัย แล้วมึงคิดดูนะ กว่าจะเรียนจบหมอ กว่าจะเริ่มฝึกงาน กว่าจะเรียนเฉพาะทางอีก ไม่รู้ว่าพี่เขาจะรอกูมั้ย”

      “กูว่าพี่เขาคงเครียดกว่ามึงอีกมั้ง ชีวิตนักเรียนนักศึกษายังผจญภัยโลดโผน แล้วแถมยังมีเด็กใหม่ๆเข้ามาทุกปี แล้วดูมึงตอนนี้สิ กูว่าไม่ต่างจากเฮียสักเท่าไหร่” วีร์ยังคงมองดูศศิทัศน์ตลอดทั้งตัวเพิ่มเติมคือยิ้มอวยเพื่อนของเขามาอีกอย่างหนึ่ง

      “นี่ มึงคิดว่าเฮียกูเจ้าชู้เหรอ”

      “กูบอกเมื่อไหร่ กูแค่บอกว่ามีคนเข้าหาเฮียเยอะแยะ มึงก็เหมือนกัน” วีร์ส่ายหน้าหันกลับไปดูเกมในสนาม

      “แต่เฮียเข้าหามึงแค่คนเดียวนะเว้ย”

     วีร์ไม่ได้ตอบกลับ แต่เขาก็พยักหน้ารับรู้สิ่งที่ศศิทัศน์บอก

      “แล้วกูก็ไม่ได้ไปยุ่งกับใครอื่นด้วย”

      “แต่ก็ไม่เคยบอกใคร” ศศิทัศน์หันมามองวีร์ที่ยังคงมองดูเพื่อนเล่นบาสเก็ตบอลกันอยู่อย่างงงๆ

      “อ้าว ก็เห็นไอ้ต่ายบอกว่ามึงไม่ชอบให้เพื่อนมีแฟนตอนที่ยังเรียนอยู่ กูก็เลยปิดๆไว้ก่อน” ศศิทัศน์ขมวดคิ้วเข้าหากัน และเริ่มสงสัยสิ่งที่เขาเคยได้ยินมา

     วีร์ถึงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วก็พ่นลมหายใจออกมา   

      “มึงโดนมันหยอกแล้ว กูไม่เคยห้ามเพื่อนมีแฟน มันกับอีดำก็คบกันต่อหน้าต่อตากูเนี่ย หรือมึงลืมไปแล้ว” วีร์เอียงศีรษะไปหาศศิทัศน์ ซึ่งเจ้าตัวก็กรอกคิดตามที่วีร์บอก “กูแค่บอกว่าอย่าได้ริชิงสุกก่อนห่าม เพราะถ้ากูรู้กูเอามึงตาย”

     วีร์ยังคงยึดในหลักการข้อนี้มาโดยตลอด เป็นเพราะเรื่องราวจากชีวิตของเขาเองแค่ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวของเด็กสองคนที่ยังไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตของตัวเองได้ด้วยตัวเอง ก่อให้เกิดปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่อีกมากมาย เขาไม่อยากให้ใครต้องมาตกอยู่ในฐานะแบบเขาอีก ส่วนศศิทัศน์เองก็เริ่มจะเชื่อคำบอกเล่าของคุณกรอย่างสนิทใจ ว่าแววตาของวีร์นั่นเหมือนกับฤทธิกรซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณตาของวีร์ไม่มีผิด

      “ไม่ได้จริงเหรอ” ศศิทัศน์พยายามใช้ลูกอ้อนที่เขามักจะใช้บ่อยๆกับแฟนสาวรุ่นพี่

      “เรื่องอื่นกูไม่ว่า แต่เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด อยากคบใครก็ทำไป แต่ให้กูรู้ว่ามึงไปทำอะไรลับหลังกูนะ ไอ้ตี๋เล็ก”

      “ก็ได้” ศศิทัศน์รับคำแบบเสียไม่ได้ แล้วก็อ้อมแอ้มถามวีร์ต่อ “งั้น กูบอกคนอื่นได้ใช่มั้ยว่ากูคบกับพี่ป่านอยู่”

      “อยากเปิดตัวให้ใครรู้ก็บอกไปสิ”

     ศศิทัศน์ยิ้มหน้าบานขึ้นมาในทันที แต่กระนั้นเขาก็คงต้องปรึกษากับทางฝ่ายหญิงสาวก่อนที่จะทำอะไรต่อไป

      “เปิดตัวอะไรวะ”

     ทั้งวีร์และศศิทัศน์สะดุ้งตัวเมื่อได้ยินเสียงของพระยศดังขึ้นมาข้างๆพวกเขาโดยที่ได้ทันได้ระวังตัว

      “เปล่า ไม่มีอะไร” ศศิทัศน์ชิงตอบก่อนแล้วก็ส่งยิ้มให้กับวีร์และพระยศ พระยศเองก็มองตอบกลับแบบงงๆ แล้วเขาก็วางกระเป๋าลงไปกองรวมกับของเพื่อนๆ

      “ทำไมมาช้าจังวะ” วีร์หันไปถามพระยศที่กำลังล้วงสิ่งของออกจากกระเป๋ากางเกงเพื่อให้คล่องตัวเวลาลงไปเล่นในสนาม

      “ก็มัวแต่นั่งเถียงกันอยู่ว่าจะนับคะแนนแบบไหน” พระยศเล่าบรรยากาศการประชุมนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าที่เขาเพิ่งจะไปเข้าร่วมมาในฐานะตัวแทนของห้อง

      “นับคะแนนอะไร ก็ห้องเราเลือกไปทัศนศึกษาที่อยุธยาไม่ใช่เหรอ” ศศิทัศน์หันมาถามพระยศ

      “นั่นแหละ แต่มีบางคนเขาเสนอควรเอาคะแนนดิบมาคิดจะดีกว่า ส่วนบางคนก็จะเอาแบบเดิมคือวินเนอร์เทคออล ห้องไหนโหวตตัวเลือกไหนชนะมาก็เอามาคิดเลย” พระยศตอบ

      “แล้วมันต่างกันยังไงวะ ยังไงก็เอาผลโหวตมารวมอยู่ดี” ศศิทัศน์ยังคงสงสัยอยู่

      “มันก็ใช่ แต่ที่กูเห็นห้องที่เลือกไปเพชรบุรีจะชนะแบบฉิวเฉียด ได้คะแนนไล่บี้กันมาเลย แต่กับห้องที่เลือกไปอยุธยา ได้คะแนนมาแบบนำโด่งไง” พระยศยกมือทั้งสองข้างของเขาขึ้นมาทำท่าประกอบว่าคะแนนใกล้เคียงกับเป็นอย่างไร คะแนนห่างกันมากเป็นอย่างไร “ไอ้เดวิดมันก็เลยเสนอให้ใช้คะแนนดิบแทน”

      “แล้วผลเป็นไง” วีร์ถามพระยศ

      “ถ้าใช้แบบเดิมก็ได้ไปเพชรบุรี เจ็ดต่อห้า แต่พอนับคะแนนดิบแล้วได้ไปอยุธยา สองร้อยกว่าต่อร้อยสี่สิบ”

      “สรุปแล้วจะไปไหนกันแน่” ศศิทัศน์ต้องการคำตอบสุดท้ายแล้ว

      “ก็ไปอยุธยาดิ คนเลือกอยากไปมากกว่าแบบเห็นๆ ใครจะเถียงได้” พระยศยักไหล่ และมองดูการแข่งในสนามว่ามีใครต้องการจะออกเพื่อเปลี่ยนตัวกับเขาหรือไม่

      “เรื่องหยุมหยิมจริงๆ ไม่รู้จะเถียงทำไมกันนาน” ศศิทัศน์แบะปากเล็กน้อย
      “ไอ้เรื่องหยุมหยิมแบบนี้แหละ แต่เป็นปัญหาทั่วโลกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น” วีร์สรุปปิดท้ายก่อนที่เขาและพระยศจะลงไปเปลี่ยนตัวกับเพื่อนๆในสนาม ปล่อยให้ศศิทัศน์ยืนอยู่ข้างสนามไปคนเดียว


*****


     ในรั้วมหาวิทยาลัย ช่วงเช้าของวันนี้เป็นวิชาเรียนรวมของนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง นักศึกษาทั้งระดับชั้นจะกูแบ่งออกเป็นสามกลุ่มแยกกันไปเรียนตามรายวิชาที่อยู่ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยทั้งสามหัวข้อ และหมุนเวียนเรียนสลับกันภาคกรศึกษาละหนึ่งวิชาจนครบ ดังนั้นในช่วงเที่ยงของวันนี้ที่โรงอาหารหลักของมหาวิทยาลัยจึงเต็มไปด้วยนักศึกษาคณะต่างๆมากมาย นักศึกษาชั้นปีอื่นๆจึงมักจะเลี่ยงไปรับประทานอาหารในละแวกอื่นแทน

     สามหนุ่มนักศึกษาแพทย์เดินสอดแทรกตามนักศึกษาคนอื่นๆเข้ามาด้านในของโรงอาหาร สายตาของพวกเขาเริ่มมองหาเพื่อนเก่าต่างคณะที่นัดกันไว้ ในขณะที่สายตาของคนอื่นๆเริ่มหันมามองหนุ่มตัวขาวที่เด่นกว่าใคร ไม่ว่าจะเดินผ่านไปทางไหนก็จะได้ยินเสียงพึมพำเบาๆไล่หลังว่าเสียดายที่เจ้าตัวไม่ได้เข้าร่วมประกวดเดือนมหาวิทยาลัย

      “นั้นไง เจอไอ้หมูแล้ว นั่งอยู่กับกับคู่แข่งมึงซะด้วย” ไมตรีจิตสะกิดเ