Replaceable Love - รัก...แทนกันได้ ..... (ตอนที่ 7 ... 5 เม.ย. 2564)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Replaceable Love - รัก...แทนกันได้ ..... (ตอนที่ 7 ... 5 เม.ย. 2564)  (อ่าน 818 ครั้ง)

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Replaceable Love / รัก...ทดแทนได้

*

อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง)

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17


เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*

*

Replaceable Love / รัก...ทดแทนได้

หากนาฬิกาหยุดเดิน ก็แค่ถอดถ่านเก่าออกแล้วใส่ก้อนใหม่เข้าไป

เข็มวินาทีก็เริ่มเคลื่อนที่ได้อีกครั้งแล้ว ง่ายๆแค่นี้เอง

ถ้าชีวิตคนเรา มันง่ายแบบนั้นบ้างละก็...

*

*

ติดตามเรื่องราวของวีร์ เด็กหนุ่มที่เพิ่งจะย้ายโรงเรียนมาว่าเขาจะปรับตัวได้หรือไม่
เพื่อนใหม่ๆจะแทนที่เพื่อนเก่าๆได้หรือไม่
และเรื่องราวอีกมากมายที่เขายังจะต้องเจอ
รวมถึงความรัก...

*

*

อนึ่ง นี่คือนิยาย เพราะฉนั้นมโนล้วน
อะสอง นิยายเรื่องนี้ PG-13 ตลอดทั้งเรื่อง ไม่มีที่ลับที่ไหน
อะสาม นิยายเรื่องอาจจะไม่ใช่นิยายวายแบบพิมพ์นิยม แต่อยากให้ลองอ่านดู

ขอขอบคุณทุกการติดตาม แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว : )

[.1. แนะนำตัว] [.2. แรกพบสบตา] [.3. จุดเริ่มต้น]

[.4. บังเอิญเจอ] [.5. ใกล้เข้าไปอีกนิดฯ] [.6. โลกกลม]

[.7. แฝดคนละฝาฯ]


*

*

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-05-2021 23:57:38 โดย sarawit »

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: Replaceable Love - รัก...แทนกันได้
«ตอบ #1 เมื่อ31-03-2021 00:05:48 »

1. แนะนำตัว

       ในทุกๆวันเราต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงแค่เล็กๆน้อยๆ อย่างเช่น สายลมอ่อนโบกพัดไหวๆ พาเอามะขามต้นใหญ่หน้าบ้านผลัดใบร่วงเพิ่มอีกเพียง 2-3 ใบไปกองรวมกับใบอื่นๆก่อนหน้า หรือว่าจะเป็นถังขยะเทศบาลที่ขยับไปจากที่เดิมสักอิฐบล๊อกหนึ่ง มันคือความต่างเพียงที่เล็กน้อยจนเราแทบจะไม่ทันได้สังเกตอะไรเท่าไหร่ หรือการเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนไปมากจนเราตามไม่ทัน อย่างเช่น อยู่ๆน้ำประปาก็ไม่ไหล จะประกาศล่วงหน้ากันก่อนก็ไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเวลาที่ต้องเร่งรีบในยามเช้า แต่กระนั้นแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญคือการมีสติ และปรับตัวให้ทันตามการเปลี่ยนแปลงนั้นให้ได้

       แน่นอนว่าวันนี้คือวันแห่งการเปลี่ยนแปลง

       เด็กหนุ่มกำลังนั่งนึกอยู่ในใจว่าวันนี้มันจะมีเรื่องโชคร้ายเกิดขึ้นกับเขาไปมากกว่านี้อีกหรือไม่ ตั้งแต่ตื่นนอนมาแต่เช้ามืด แต่กลับพบว่าน้ำประปาไม่ไหล จึงทำได้เพียงแค่บ้วนปากแปรงฟันโดยใช้น้ำที่กรองเก็บสำรองไว้บ้างในขวดแกลลอน ซึ่งไม่พอจะใช้ชำระล้างร่างกายแน่นอน ทำได้เพียงล้างหน้าให้พอสดชื่นเท่านั้น ที่เหลือต้องพึ่งแป้งฝุ่นแบบเย็นทดแทนไปก่อน และเมื่อออกเดินทางมาไม่ทันพ้นละแวกบ้านก็ต้องเจอรถติดมหาศาล สาเหตุก็เพราะมีรถบรรทุกเสียหลักพลิกคว่ำขวางกลางสะพานข้ามคลองตรงทางเข้าหมู่บ้าน แล้วยังไปชนท่อน้ำประปาแตกเสียอีก ทางออกจากหมู่บ้านที่เหลืออยู่ต้องอ้อมไปอีกทาง และไม่ว่าใครที่ต้องการขับรถเข้าเมืองก็ต้องไปทางนี้กันหมด กว่าหลุดความวุ่นวายออกไปบนถนนหลักได้ก็เสียเวลาไปมาก และแน่นอนว่าเส้นทางหลักเข้าเมืองก็ไม่รอดพ้นชะตากรรมเดิมๆไปได้เช่นกัน

       “วันแรกก็สายซะแล้ว จะเป็นไรมั้ยเนี่ย” ชายหนุ่มวัยทำงานบ่นพึมพำ สายตามองไปข้างหน้าไกลๆ ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่รถอยู่เต็มถนนกันไปหมด แล้วเขาจึงหันมามองเด็กหนุ่มวัยเรียนที่นั่งอยู่ข้างๆ “ว่าไงละเรา มีเรื่องตื่นเต้นกันตั้งแต่วันแรกเลย”

       ใช่แล้ว วันนี้คือวันแรกของการไปเรียนที่โรงเรียนใหม่ที่เขาเพิ่งจะย้ายมา ชุดนักเรียนใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ เพื่อนใหม่

       “ก็นะ... นี่ถ้าไม่ติดว่าวันแรกต้องมีผู้ปกครองไปเซ็นชื่อมอบตัวนะ ป่านนี้พี่ธีร์ก็ถึงที่ทำงานแล้วมั้ง” เด็กหนุ่มตอบกลับ พลางนั่งดูโทรศัพท์มือถือไปด้วย

       “เอาเถอะ ถึงได้ออกเร็วกว่านี้กับรถไม่ติด ยังไงก็ต้องพาเราไปรายงานตัวที่โรงเรียนก่อนอยู่ดี แล้วพี่ก็บอกที่ทำงานไปแล้วว่าวันนี้จะเข้าไปสายๆ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก” รถบนถนนแม้จะเยอะแต่ก็ขยับตัวไปได้เรื่อยๆ

       “เหอะๆ ตัวเองก็พนักงานเข้าใหม่ไม่นาน หรือไปทำอีท่าไหนถึงได้กลายเป็นลูกรักไปแล้ว เข้าสายยังไงก็ได้ว่างั้น”

       ชายหนุ่มยื่นมือไปขยี้ผมเด็กหนุ่ม จนเขาต้องเอามือปัดเส้นผมให้กลับเข้าทรงเดิม “พนักงานใหม่ที่ไหนกัน บริษัทแม่เดียวกัน แค่โอนย้ายสาขามาต่างหาก ยังไงก็มีอายุงานกับตำแหน่งจากที่เก่าค้ำไว้อยู่” คนพี่มองดูน้องชายที่มีสีหน้าสลดลงเล็กน้อยพอที่จะสังเกตเห็นได้ “ยังคิดมากอยู่อีกหรอ เรื่องนั้นน่ะ”

       คนน้องไม่ได้ตอบอะไร สายตายังคงจ้องมองอยู่ที่โทรศัพท์

       “ยังคิดอยู่จริงๆด้วยสินะ” คนพี่ยิ้มอย่างเอ็นดู

       เขายังจำได้เมื่อคราวที่น้องชายคนเล็กพูดโพล่งขึ้นมากลางวงสนทนาที่บ้านว่าจะย้ายโรงเรียนมาเรียนที่ใหม่ ไม่ว่าใครจะซักค้านเท่าไหร่ก็บอกแต่ว่าจะย้ายโรงเรียนท่าเดียว คาดคั้นอยู่นานกว่าจะยอมบอกเหตุผลจริงๆ ส่วนตัวเขาเองก็เคยถูกทาบทามให้เข้ามารับตำแหน่งที่สำนักงานใหญ่ เพียงเขาไม่ได้ตอบตกลงไปในทันทีถึงแม้จะเป็นโอกาสที่ดี เหตุเพราะเพื่อนที่ร่วมกันงานที่ทำกันอยู่เดิมมีความคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่เมื่อเหตุการณ์มันมาเหมาะเจาะเอาในตอนนี้ เขาจึงตัดสินใจตอบรับข้อเสนอและย้ายมาก่อนล่วงหน้า และมองหาที่พักที่ใกล้กับทั้งที่ทำงานใหม่ของเขา และโรงเรียนใหม่ของน้องคนเล็ก

       “ไม่ต้องไปคิดอะไรแล้ว เคยบอกไปแล้วนะว่าที่ทำงานใหม่ก็โอเคดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย”

       “แต่ก็ไม่เหมือนที่เก่า” คนน้องพูดแทรกทักท้วงขึ้นมา

       “มันก็ใช่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนคุ้นเคยอยู่เลย มีหลายคนที่เคยพบปะบ้างเวลามีประชุมใหญ่รวมสาขาประจำปี มันเลยร่วมงานกันได้ไม่มีปัญหา แล้วมาทำที่นี่ตำแหน่งมันก็ใหญ่ขึ้น ความรับผิดชอบมันก็เยอะตามเป็นเรื่องปกติ” คนพี่ลอบมองดูสีหน้าของน้องชายก่อนจะกล่าวต่อไป “ส่วนเรื่องพี่อร ยังไงเขาก็วางแผนจะแต่งงานกับแฟนเขาเร็วๆนี้กันอยู่แล้ว พอแต่งแล้วเขาตกลงกันกับพี่เอกว่าจะย้ายเข้ามาอยู่กับเรา ส่วนภูมิก็โน้น... เห็นว่ารอให้จบป.โทก่อน แล้วถึงจะย้ายกลับเข้ามาอยู่บ้าน ส่วนพ่อกับแม่ก็เหลืออีก 2 ปีก่อนจะเกษียณฯ ถึงตอนนั้นคงอยู่บ้านเลี้ยงหลานๆกัน บ้านคงแน่นมากน่าดู เราแยกออกมาอยู่กันสองคนไม่เห็นจะเป็นไรเลย ทุกคนก็ยังไปมาหาสู่กันได้ไม่ลำบากอะไร”

       คนน้องยังคงนั่งเงียบอยู่ เขาก็พอจะรู้ได้ว่าคนน้องรู้สึกผูกพันกับบ้านหลังเดิมมาก

       “เอาน่ะ ยังไงทุกคนก็ร่วมกันตัดสินใจมาแล้ว บ้านหลังนี้พ่อก็เป็นคนมาเลือกเองกับมือ พี่อยากได้อีกหลังนึงต่างหากละ แต่พ่อเขายืนยันว่ายังไงก็ต้องหลังนี้เท่านั้น ไอ้ต้นมะขามหน้าบ้านก็ไม่รู้มันมีดีอะไรนักหนา พี่จะคอยดูหน้าพ่อวันที่รากมันเซาะใต้พื้นบ้านขึ้นมานะ เหอะๆ จะหัวเราะจนผมพ่อร่วงหมดไม่เหลือสักเส้น” คนพี่พยายามพูดติดตลก ซึ่งก็ได้ผลเมื่อคนน้องมีเผยอยิ้มมุมปากมาบ้าง

       เพราะใครๆก็รู้ว่าเด็กเล็กเด็กน้อยของบ้านโปรดปรานมะขามเป็นที่สุด ในวันที่เขาพาพ่อและแม่มาดูบ้านกันนั้น เขาวางแผนที่จะพาไปดูบ้าน 3-4 หลัง ก่อนตัดสินใจ บ้านหลังแรกนั้นสภาพทรุดมากไปสักหน่อยและมีพื้นที่เหลือน้อยจะขยับขยายในภายหลังได้ยาก แต่ว่าถนนหนทางเข้าออกสะดวกที่สุด ส่วนหลังที่สองดีขึ้นมาสักหน่อย ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีเก็บไว้ในใจ แต่ก่อนที่เขาจะพาทั้งสองคนไปดูบ้านหลังที่สามที่เขาชอบมากที่สุด ในระหว่างเดินทางนั้นเองผู้เป็นพ่อกลับมองไปเห็นบ้านหลังหนึ่งมีป้ายประกาศขายติดอยู่ สภาพบ้านก็พอๆกับบ้านหลังที่สอง ไม่ถึงกับดีเท่าแต่ไม่แย่อย่างบ้านหลังแรกที่ไปดูมา เนื้อที่รอบบ้านก็มีพอประมาณ แต่เหตุผลที่ตัดสินใจเลือกบ้านหลังนี้ในทันทีและไม่คิดจะไปดูบ้านหลังที่เขาหมายมั่นปั้นมือมากที่สุดอีกเลย ก็คือเจ้าต้นมะขามต้นใหญ่ที่กำลังออกฝักเต็มพุ่มไปหมด ไม่ว่าจะยกข้อติอะไรของบ้านหลังนี้ก็จะมีข้อคัดค้านมาได้หมด ว่าบ้านหลังนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านหลังเดิมมากที่สุด จนเขาจนปัญญาจะเถียงต่อไปต้องตัดสินใจเห็นด้วยตามกันไป

       “ถึงแล้ว ถึงแล้ว โรงเรียนใหม่ ไม่มีเวลาให้กลุ้มแล้ว เป็นคนตัดสินใจย้ายโรงเรียนมาเองจะมาไม่พร้อมเอาตอนนี้ไม่ได้แล้วนะ” ทันทีที่เลี้ยวหัวโค้งก็เห็นป้ายชื่อโรงเรียนขนาดใหญ่ พร้อมกับภาพตึกสูงมากมายรายล้อมโรงเรียน ในตอนนี้รถราไม่เยอะมากแล้วนัก เพราะเหตุว่าเลยเวลาเริ่มเรียนคาบแรกไปพอสมควรแล้ว รวมถึงเลยเวลาคนทั่วไปเริ่มทำงานแล้วด้วย คนพี่จึงเลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดด้านหน้าให้เรียบร้อย ก่อนจะพาน้องคนเล็กไปรายงานตัวเข้าเรียน

*****

       หลังจากจัดการเรื่องรายงานตัวเข้าเรียนเรียบร้อยแล้วคนพี่ก็ลาคนน้องเพื่อไปทำงานต่อ แต่ก่อนจะไปก็ให้กำลังใจไม่ให้คนน้องคิดมาก และเตรียมตัวให้พร้อมกับเรื่องใหม่ๆในโรงเรียนแห่งนี้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ธุรการจึงพานักเรียนใหม่ไปส่งที่ห้องเรียน

       “ขออนุญาตค่ะ พานักเรียนใหม่มาร่วมชั้นค่ะ” เจ้าหน้าที่ธุรการเคาะประตูห้องขออนุญาตอาจารย์ผู้สอนในห้องก่อนจะแนะนำนักเรียนคนใหม่ เด็กนักเรียนในห้องบ้างก็พากันชะเง้อมอง บ้างก็กระซิบกระซาบกับเพื่อนข้างๆ บ้างก็ไม่สนใจเลยก็มี

       “เชิญเลยค่ะ” อาจารย์ผู้สอนจึงหยุดสอนก่อน แล้วเรียกความสนใจจากนักเรียนคนอื่นๆในห้องเรียนให้พร้อมต้อนรับเพื่อนนักเรียนประจำชั้นคนใหม่ “เอาละทุกคนเงียบๆหน่อย ก็อย่างที่บอกไปก่อนเริ่มเรียนแล้วว่าวันนี้เราจะมีเพื่อนใหม่มาเรียนกับเรานะ เดี๋ยวจะให้เพื่อนใหม่แนะนำตัวเองก่อนก็แล้วกัน” แล้วเธอก็หันมายิ้มให้กับนักเรียนใหม่ แน่นอนว่าที่เธอรู้เรื่องนี้ดีเพราะว่าเธอเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาประจำห้องเรียนนี้ เธอจึงทราบจากอาจารย์ใหญ่มาก่อนแล้ว และคาบเรียนแรกในวันนี้เธอต้องสอนเป็นห้องเรียนนี้พอดี “เข้ามาสิ แนะนำตัวเองบอกชื่อ-นามสกุลให้เพื่อนๆได้รู้จักหน่อย”

       เด็กหนุ่มจึงเดินเข้าไปในห้อง รู้สึกประหม่าเล็กน้อยที่ต้องตกเป็นเป้าสายตา โดยปกติแล้วเขาก็ไม่ใช่คนโดดเด่นที่สุดในกลุ่มเพื่อน หน้าตาก็ธรรมดาทั่วไป ผิวไม่ขาวแต่ก็ไม่คล้ำมืด ความสูงเฉลี่ยพอกับคนทั่วๆไป จึงรู้สึกแปลกๆอยู่บ้างที่ถูกจ้องมองจากทุกคนในห้อง

       “เอ่อ... คือ... ชื่อวีร์ครับ... วีร์ วรรัญญา จบมาจากโรงเรียนxxx ครับ” เขาแนะนำตัวเองให้กับทุกคนในห้อง

       “เอ๋...ก็โรงเรียนดังนี่นา ม.ปลายที่โน้นก็มีชื่อเสียงอยู่ ทำไมถึงย้ายมาเรียนที่นี่ละคะ” อาจารย์ถามด้วยความสงสัยหลังจากที่ได้ยินชื่อโรงเรียนเก่าของนักเรียนคนใหม่

       “เอ่อ... ย้ายตามครอบครัวมาครับ คือมีพี่ชายย้ายมาทำงานที่นี่ ก็เลยย้ายตามมาอยู่กับพี่ครับ” เขาตอบตามเหตุผลที่พอจะนึกได้ในขณะนั้น ซึ่งเขาก็ไม่ได้พูดโกหกอะไรก็แค่ว่าไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ส่วนเหตุผลที่แท้จริงนั้น ไม่มีความจำเป็นที่ใครในที่นี้จะต้องรู้

       “อ๋อ โอเคค่ะ อาจารย์ก็นึกว่าวันนี้จะไม่มาซะแล้ว เห็นเวลาผ่านไปนานแล้วก็ยังไม่มาสักที” อาจารย์ยิ้มตอบให้อย่างเป็นมิตร ดูเหมือนเธอจะรู้สึกอะไรบางอย่างกับคำตอบของลูกศิษย์ อาจจะเป็นเพราะความประหม่ากับสถานที่ใหม่ก็เป็นได้ เธอจึงพยายามหาเรื่องคุยให้รู้สึกเป็นกันเอง จะได้ไม่เกร็งกันไปกันมา

       “พอดีว่ามีอุบัติเหตุหน้าหมู่บ้านนะครับ รถเลยติดยาวกว่าจะหลุดมาได้”

       “อ๋อ งั้นก็ไม่เป็นไรค่ะ มาช้ายังดีกว่าไม่มานะ แต่ตอนเวลาปกติกะเวลาเดินทางมาโรงเรียนถูกใช่มั้ยคะ” เธอถามด้วยความเป็นห่วง

       “เอ่อ ถูกครับ เคยลองจับเวลาเดินทางดูแล้วครับ”

       “ดีแล้วค่ะ ไม่อยากให้มาสายบ่อยๆ เดี๋ยวจะโดนตัดคะแนนกิจกรรม...เหมือนใครบางคน ใช่มั้ยนายสุรศักดิ์” เธอหันไปมองนักเรียนตัวดีของห้อง

       “โห อาจารย์ครับ วันนี้ผมมาถึงโรงเรียนสายนิดเดียวเอง” ผู้ถูกพาดพิงรีบแก้ตัวทันควัน พร้อมเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆ

       “จ้า ถ้าบ้านเธอไม่ได้อยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน อาจารย์จะไม่ว่าอะไรเลยนะ แต่ตั้งแต่วันเปิดเรียนวันแรกจนถึงเมื่อเช้าวันนี้ ก็ยังไม่เคยมาทันเวลาเลย เดี๋ยวเย็นนี้อาจารย์จะเดินไปคุยกับพ่อแม่เธอเรื่องนี้” เธอตอบกลับเชิงหยอกเชิงตักเตือน แต่นายสุรศักดิ์ทำตาโตอ้าปากหวอไปทันทีที่ได้ยินไปแล้ว ก็ยิ่งเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆในห้องให้ดังกว่าเดิม แล้วเธอก็หันมายิ้มให้กับนักเรียนใหม่ “อ้อ อาจารย์ชื่อจินตนาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาห้องนี้ละค่ะ ห้องพักอาจารย์อยู่ที่ชั้นสอง ถ้ามีเรื่องสงสัยอะไรยังไง หรือจะให้ช่วยอะไรก็ลงไปหาอาจารย์ได้นะคะ ส่วนเรื่องเรียนเดี๋ยวก็รีบๆตามจากอาจารย์รายวิชาไป เพื่อนๆเขาเรียนกันไปเยอะพอสมควรแล้ว เดี๋ยวจะตกรั้งท้ายไปนะ”

       “ครับ” เขาได้แต่ยิ้มตอบรับ

       “เอาละ มาเริ่มเรียนกันต่อเลยดีกว่า ที่นั่งตรงไหนยังว่างอยู่...” เธอหันไปมองรอบๆห้องเรียน “นั้น ตรงนั้นว่าง ไปนั่งตรงนั้นก่อนแล้วกันนะคะ”

       “อุ้ย! ฮิ้ว!” เสียงร้องเสียงแซวจากเพื่อนๆในห้องดังขึ้นมา โดยเฉพาะจากพวกเด็กผู้ชาย เนื่องจากที่นั่งที่ว่างอยู่ที่เดียวในห้อง ข้างๆกันเป็นที่นั่งของเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่ง หน้าตาน่ารักสะสวย คงเป็นที่หมายปองของใครหลายคนในห้อง แต่ในเมื่อมันเป็นที่ว่างที่เดียวในตอนนี้ มันก็ต้องเป็นที่ของเขาไปก่อน

       เขายิ้มให้กับเพื่อนใหม่ ก่อนที่จะคล้องสายเป้สะพายไว้ที่พนักเก้าอี้แล้วจึงนั่งลง ส่วนเพื่อนคนใหม่นั้นเธอยิ้มกลับมาอย่างเป็นมิตร เธอชี้ให้ดูเนื้อหาที่กำลังเรียนอยู่ เขาจึงหยิบหนังสือเรียนขึ้นเปิดตามที่เธอบอก

       “เราชื่อ แพร นะ” เธอแนะนำตัวให้เขารู้จัก “เราชื่อ วีร์ นะ” เขาตอบกลับพร้อมกับยิ้มให้ แล้วทั้งคู่ก็หันไปตั้งใจฟังอาจารย์ที่กำลังสอนหน้าชั้นเรียน

*****

       การเรียนวันแรกของเขาอาจะขลุกขลักไปบ้างเล็กน้อย นอกจากจะต้องตามเนื้อหาที่เพื่อนๆเริ่มเรียนกันไปบ้างแล้ว แถมยังจะต้องตามงานทำส่งอาจารย์วิชาต่างๆอีกด้วย เขาก็ไม่คิดว่าเปิดเรียนใหม่ๆจะมีงานเยอะขนาดนี้แล้ว คงเป็นความแตกต่างระหว่างการเรียนการสอนของโรงเรียนในต่างจังหวัดกับโรงเรียนในหัวเมืองใหญ่ แต่ในเมื่อเขาตัดสินใจมาแล้ว ก็คงต้องทำให้ได้เท่านั้น

       จนกระทั่งเสียงสัญญาณหมดเวลาวิชาคาบสุดท้ายของช่วงเช้าดังขึ้น นั่นหมายถึงเวลาพักกินอาหารกลางวันนั่นเอง

       เขาจึงเก็บหนังสือและอุปกรณ์การเรียนทั้งหลายกลับเข้าไว้ในเป้ดังเดิม พลางคิดไปว่าจะกินอะไรดี เขายังไม่รู้ว่าโรงอาหารของโรงเรียนอยู่ตรงไหนและมีอะไรขายบ้าง จะมีอาหารที่เขาชอบหรือเปล่า ก็คงจะต้องถามจากเพื่อนใหม่ของเขา แต่ยังไม่ทันจะได้หันไปถาม เขาก็รู้สึกได้ว่าเธอลุกขึ้นและเดินไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆผู้หญิงของเธอซะแล้ว

       ‘อ้าว! เอาไงละทีนี้’ พลางนึกอยู่ในใจ พลันก็มีมือมาตบบ่าของเขา เขาจึงหันไปดูก็พบว่าเป็นใครไม่ได้นอกไปเสียจากเพื่อนใหม่อีกคนที่เขาก็เพิ่งรู้ไปไม่นานว่าชื่ออะไร

       “เป็นไรวะ สะดุ้งตัวโยนเลยมึง” แม้ว่าจะเป็นเพียงประโยคแรกแต่ก็ใช้ระดับภาษาที่สนิทสนมเหมือนว่าคุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดี ซึ่งก็คือนายสุรศักดิ์ มีบ้านอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน แค่เดินข้ามถนนก็ถึงแล้ว แต่ยังเข้าเรียนสายเป็นประจำ

       “เอ่อ เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร” เขาตอบกลับไป ซึ่งอันที่จริงแล้วมันน่าจะเรื่องปกติหรือเปล่าที่เราจะตกใจเมื่อใครเข้าถึงตัวโดยที่เราไม่ทันได้เตรียมตัวตั้งรับไว้ก่อน

       “พวกกูกำลังจะลงไปกินข้าว มึงไปด้วยกันมั้ย เดี๋ยวจะแนะนำร้านเด็ดๆให้” เขาพูดไปก็ยักคิ้วหลิ่วตาไปด้วย พร้อมกับยักหน้าไปทางด้านหลังซึ่งมีเด็กผู้ชายยืนอยู่ด้วยกันอีก 3-4 คน “กูชื่อใหญ่ ส่วนนี่ไอ้พระยศ ไอ้ก้าน ไอ้กิ่ง มันเป็นฝาแฝดแต่หน้าดันไม่เหมือนกัน” คนชื่อกิ่งก็ตบหลังหัวนายสุรศักดิ์ หรือที่เพิ่งจะแนะนำตัวไปว่าชื่อใหญ่ในทันที “เชี่ย! กูเจ็บ” พร้อมกันกับโยนตัวพุ่งลงไปด้านหน้า

       “แค่เบาๆมึง อย่าสำออย”

       “เออ แต่กูเจ็บ...” ก่อนที่นายใหญ่จะเล่นใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปอีก “มึงดูดิ มีบวมมีช้ำบ้างไหม” พร้อมกับกุมมือที่ท้ายทอยศีรษะสลับกับยกมือมาดูเสมือนว่ามีร่องรอยคราบเลือดที่อาจติดมาบนมือ เพียงแต่ท่าทางเหล่านั้นไม่อาจเรียกความเห็นใจจากใคร เพราะเขาเล่นใหญ่เกินไปสมชื่อจริงๆ

       “เดี๋ยวกูจะถีบซ้ำถ้ามึงยังไม่เลิก คราวนี้ละเจ็บจริงแน่ๆ ดูสิไอ้หน้าใหม่ตกใจตายห่าไปแล้ว”

       เขาได้แต่ยิ้มให้ ดูเหมือนจะไม่ได้มีอะไรเลวร้ายไปเสียหมด กับเพื่อนกลุ่มใหม่นี้ก็น่าจะสนิทใจกันเร็วดี

       “มันยิ้มเห็นมั้ย มันเก็ตมุกกู ใช่มั้ย” ใหญ่หันมาถามความเห็นกับเขา ก็ได้แต่ยิ้มและพยักหน้าตอบรับอย่างเดิม “เห็นมั้ย ไม่เหมือนพวกมึง” แล้วใหญ่ก็กอดอกพร้อมกับสะบัดหน้าและทำเสียงฟุดฟัด

       “หยุด ไม่ต้องเลยมึง มันแค่เกรงใจ เดี๋ยวพอมันรู้สันดานจริงๆของมึง มันก็จะทำเหมือนพวกกูนี่แหละ” ก้านคู่แฝดของนายกิ่ง เข้าเสริมทัพแฝดตัวเอง ด้วยรำคาญความเล่นใหญ่ของเพื่อนคนนี้เหลือเกินแล้ว “ตัวใหญ่กว่าควาย ยังจะมาเล่นตัวเล็กตัวน้อย เสนียดลูกตาว่ะ ถ้าอย่างไอ้วีร์... มึงชื่อวีร์ใช่มั้ย” ก้านหันมาถามเขา เขาก็พยักหน้าตอบ “อย่างไอ้วีร์เล่นยังพอจะเข้ากับหน้ามันหน่อย แต่อย่างมึงนี่ บรึยย์... กูขนลุก” เพื่อนๆพากันหัวเราะชอบใจ

        แต่ก็เรื่องจริงที่ใหญ่ก็ดูตัวใหญ่สมชื่อ  ดูจะคมเข้มกำยำล่ำสัน ตัวสูงกว่าเขาไปสักหน่อยแต่ไม่เก้งก้าง ถ้าอยู่ที่โรงเรียนเก่าของเขาคงต้องถูกทาบทามให้ไปนักกีฬาสักประเภทเป็นแน่ คนที่พอจะดูสูสีกันกับใหญ่ก็คงจะเป็นพระยศ พ่อแม่ตั้งชื่อได้เหมาะกันจริงๆ ส่วนแฝดนพชัยชัยทิศดูแล้วขนาดตัวจะประมาณเดียวกับเขา เอาเป็นว่าถ้ามีเรื่องชกต่อยกันคงจะสู้กันได้พอฟัดพอเหวี่ยงกินกันลงลำบาก

       “พอได้แล้วพวกมึง ไปกินข้าว กูหิว ไป ไป ไป มึงก็ลุกขึ้นมาได้แล้ว เดี๋ยวคนเต็มโรงอาหาร” เสียงสุดท้ายลอยมาจากด้านหลังสุดที่พยายามเร่งรีบเพื่อนๆให้เริ่มเดินกันได้แล้ว แล้วเพื่อนใหม่คนนี้ก็เข้ามากอดคอเขาพลางเดินไปด้วยกัน “ส่วนกูชื่อต่าย ไอ้พวกเชี่ยนี่ก็เล่นจนลืมแนะนำกูไปเลยนะ”

       “ก็มึงมันไร้ตัวตนขาววอกซะอย่างนี้ เงามึงอยู่ตรงไหน กูยังมองไม่เห็นเลย” ใหญ่ที่เดินนำหน้าเพื่อนๆ ลอยหน้าลอยตาหันมาตอบ

       “เดี๋ยวเถอะมึง จับเบิ๊ดกะโหลกสักทีดีมั้ย ขึ้นม.ปลายแล้วอย่าเสือกมาเกาะกูให้สอนเลขให้อีกนะมึง”

       “เฮ้ย! ขอโต๊ดก๊าบบ ใหญ่ผิดไปแล้ว ต่อไปนี้ใหญ่จะทำตัวดีๆอยู่ในโอวาทของพี่ต่ายนะก๊าบบ” ใหญ่รีบเดินกลับมาพะเน้าพะนอคลอเคลียศศิทัศน์ในทันที

       “หยึย!! ขนลุกสัดๆ” ผู้ถูกกระทำแสดงอาการรังเกียจขยะแขยงอย่างเห็นได้ชัดเจน “ไป รีบเดิน เดี๋ยวจะอดแดก”

*****

[อ่านต่อด้านล่าง]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-04-2021 23:30:18 โดย sarawit »

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: Replaceable Love - รัก...แทนกันได้
«ตอบ #2 เมื่อ31-03-2021 00:07:17 »

       “กลับมาแล้วครับ” วีร์ทักทายธีร์ พี่ชายที่กลับมาถึงบ้านก่อนเขา ดูจากเสื้อผ้าที่เปลี่ยนไปก็คงจะกลับมาก่อนเขานานพอสมควร

       “เป็นไงเรา ไปโรงเรียนวันแรก” ธีร์ถามไถ่คนน้อง เพราะจากท่าทางของน้องชายเมื่อตอนเช้าแล้ว ดูจะน่าห่วงสักหน่อย ยิ่งกลับมาถึงบ้านเวลาอย่างนี้ด้วยแล้ว ก็ไม่รู้ว่าไปทำอะไรกันมา “ทำไมถึงกลับเกือบมืดเลยละ แล้วนี่กินอะไรมารึยัง”

       “กินแล้วครับ” วีร์ตอบกลับพร้อมโยนกระเป๋าเป้ไปที่โซฟาห้องนั่งเล่น ดึงชายเสื้อออกจากกางเกง แล้วจึงนั่งลงถอดถุงเท้า “พอดีว่ามีเพื่อนในกลุ่ม บ้านเขาเปิดร้านอาหารอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน เลยชวนไปกินกันตอนเย็น”

       ธีร์ได้ยินอย่างนั้นก็คล่อยคลายใจ ที่เห็นเด็กน้อยของบ้านปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ได้แล้ว และก็ดูท่าทางสบายใจขึ้นเยอะ “หรอ เขาขายอะไรบ้างละ”

       “ก็พวกข้าวมันไก่ต้มไก่ทอด ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ ก๋วยเตี๋ยว แล้วก็บะหมี่ น้ำจิ้มน้ำราดเขาอร่อยดีนะ วันหลังพี่ธีร์ลองแวะไปกินดูดิ ข้าวราดแกง อาหารตามสั่งก็มี”

       “ได้ แล้วพี่จะลองแวะไป” ธีร์มองดูน้องชายที่กำลังนอนเอนหลังหลับตาด้วยความเอ็นดู “นี่ อย่าเพิ่งหลับ ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อน ไป” ถึงน้ำเสียงจะดุเล็กน้อยแต่ก็เจือด้วยความรักและความห่วงใย “แล้วนี่มีการบ้านต้องทำรึเปล่า”

       “มีครับ” วีร์ตอบกลับโดยที่ยังนอนหลับตาอยู่ “มีทั้งงานเก่าที่ต้องตามเก็บให้หมด กับงานใหม่ที่เพิ่งได้มาวันนี้เลย เฮ้อ!”

       “งั้นก็รีบไปอาบน้ำ จะได้รีบทำการบ้านให้เสร็จ” คราวนี้ธีร์พูดแกมออกคำสั่งเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้คนน้องต้องทำในทันที แล้วก็มองดูวีร์ค่อยๆลุกขึ้นยืน หอบหิ้วเป้ขึ้นสะพายหลังแล้วก็เดินสะโหลสะเหลขึ้นไปข้างบนบ้าน “ดูทำเป็นเดินเข้า” พร้อมส่ายหน้าปนขำเล็กน้อย “นี่ แล้วอย่าลืมโทรไปหาแม่ด้วยนะ เข้าใจมั้ย” ธีร์ตะโกนตามไล่หลังเด็กน้อยที่ขึ้นบันไดไปแล้ว

       “คร๊าบบบ”

       เมื่อวีร์เข้ามาในห้องก็ล้มตัวนอนบนเตียง ยังไม่รีบไปอาบน้ำโดยทันทีตามที่โดนสั่งมา ในใจพลางนึกไปถึงเพื่อนกลุ่มใหม่ที่เพิ่งได้ทำความรู้จักกันอย่างจริงจังก็เมื่อตอนเย็นที่ผ่านมา ได้ความว่า ใหญ่ หรือสุรศักดิ์ สืบวงศ์สกุล ผู้มาโรงเรียนสายเป็นนิจสิน ยกตัวเองขึ้นเป็นหัวโจกของกลุ่ม ถึงแม้เพื่อนคนอื่นๆจะมีท่าทางไม่ค่อยจะเห็นด้วยในหลายๆเรื่องของเขา แต่ก็พอดูออกว่าลึกๆแล้วไม่ว่าจะทำอะไรเพื่อนๆก็คอยดูว่าสุรศักดิ์จะเอายังไง แล้วก็ตัดสินใจทำตามกัน แต่ยกเว้นก็เพียงเรื่องมาโรงเรียนสายเท่านั้น สุรศักดิ์เป็นลูกชายคนโตของร้านขายอาหารหน้าโรงเรียน ร้านเปิดขายมานานแล้ว พ่อแม่ของเขาช่วยกันทำมาตั้งแต่ยังเป็นร้านรถเข็น ทำจนเก็บเงินก้อนได้ จึงมาหาซื้อห้องแถวที่อยู่ปัจจุบันนี้ เพราะเห็นว่าใกล้กับโรงเรียนและสถานที่ราชการหลายแห่ง น่าจะมีลูกค้าเยอะตามไปด้วย จากเปิดขายแค่ห้องเดียวในตอนแรก จนปัจจุบันนี้ซื้อที่เพิ่มเป็นสองห้องติดกันไปเรียบร้อยแล้ว

       สุรศักดิ์มีน้องชายชื่อ ‘กลาง’ เสริมศักดิ์ เรียนอยู่ชั้นม. 2 โรงเรียนเดียวกัน กับน้องสาวชื่อ ‘หนูเล็ก’ สิริศักดิ์ อีกหนึ่งคนที่เพิ่งจะเข้าม. 1 โรงเรียนหญิงล้วนที่อยู่ใกล้ๆกัน ถึงสุรศักดิ์จะดูขี้เล่นไม่เอาจริงเอาจัง แต่เขาก็ช่วยงานค้าขายที่บ้านได้อย่างแข็งขัน ทำได้หมดทุกขั้นตอนไม่มีติดขัดบกพร่อง ที่สำคัญสุรศักดิ์รักน้องๆมาก เจอกันทีไรเป็นต้องกอดต้องหอมจนเป็นเรื่องปกติ แต่ถึงรักมากก็ดุมากเหมือนกัน แต่ก็ได้ไม่นาน เดี๋ยวนิสัยขี้เล่นก็ออกมาวาดลวนลายตามเคย วีร์ยังนึกขำตอนที่เขาและพวกเพื่อนๆกำลังนั่งกินนั่งคุยกันอย่างสนุกสนานกันอยู่นั้น อาจารย์จินตนาก็เดินเข้ามาในร้านเพื่อคุยกับพ่อแม่ของสุรศักดิ์ เรื่องที่เขามาสายเป็นประจำ พ่อกับแม่เองก็ทำเป็นดุเออออต่อหน้าตามอาจารย์ไป แต่พอลับหลังอาจารย์กลับไปแล้ว แม้ว่าพ่อของสุรศักดิ์จะทำเป็นลงโทษตบหลังหัวไปทีหนึ่ง แต่แค่แป๊บเดียวก็กลับมาคุยเล่นกันอย่างเดิม สรุปคือนิสัยเดียวกันทั้งบ้าน นี่สินะคนอารมณ์ดีทำอะไรกินก็อร่อย

       ส่วนแฝดนรกกิ่งและก้าน หรือนพชัย และชัยทิศ ล้ำเลิศรัตนทรัพย์ ที่เรียกไปอย่างนั้นเพราะแสบด้วยกันทั้งคู่ นอกจากชอบแกล้งคนอื่นๆไปทั่วแล้ว แต่ที่ดูจะสนุกสนานสมใจมากกว่าก็คือการแกล้งกันเองแล้วพาลมาเดือดร้อนถึงคนอื่นนี่ละ หรืออันที่จริงแล้วอาจจะเป็นแผนของเขาสองคนที่ทำเป็นแกล้งกันเองเพื่อให้เหยื่อตายใจ ไม่ทันระวังตัว รู้ตัวอีกทีก็โดนฝีมือของสองหนุ่มเล่นงานเอาซะแล้ว ถึงจะบอกนพชัยกับชัยทิศว่าเป็นฝาแฝด แต่หน้าตาไม่เหมือนกันสักทีเดียว คงจะเป็นแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบมากกว่า และจากการที่พูดคุยกันไปมาจึงรู้มาว่า พ่อแม่ของทั้งสองคนพยายามมีลูกกันมาโดยวิธีธรรมชาติอยู่หลายปีแต่ก็ไม่สำเร็จเสียที สุดท้ายจึงต้องพึ่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่ก็ยังไม่สำเร็จในครั้งแรกทันที ทั้งคู่อดทนพยายามอยู่อีกหลายครั้งจนในที่สุดก็ได้ทั้งสองนี้มา เรียกได้ว่าต่อให้มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่มากแค่ไหน ถ้าเงินไม่ถึงด้วยก็ไม่มีทางสำเร็จ แต่ถึงอย่างไรแล้วก็ไม่ระคายผิวเจ้าของบริษัทนำเข้าอะไหล่รถยนต์ไปได้ แต่ถามว่าทั้งสองคนคิดจะรับช่วงต่อกิจการครอบครัวกันหรือไม่ มีแต่ส่ายหน้าไปมาเหมือนลูกหมาโดนล่อด้วยกระดูกหันซ้ายทีขวาทีกันทั้งคู่เลย แถมยังชวนกันเล่นเกมส์จนติดงอมแงมด้วยกันทั้งคู่ อภิชาติบุตรกันเสียจริงๆ

       ส่วนบิ๊ก หรือพระยศ อาชา ชายไทยแท้ผิวเข้มสูงใหญ่ ลูกนายตำรวจชั้นสูง น้องชายของ ‘เบิ้ม’ พระยอด นักเรียนนายร้อยตำรวจ พี่ชายของ ‘บอม’ พระยา ว่าที่นักเรียนเตรียมทหารที่มุ่งมั่นตั้งใจไว้มากว่าต้องเข้าให้ได้ ส่วนตัวของพระยศนั้นถามว่ารู้สึกกดดันบ้างหรือเปล่า ก็ตอบกลับในทันทีเลยว่า ‘ไม่’ เสียงดังฟังชัด แต่เป็นเสียงของฟันกรามที่ขบกันดังชัดเจนมาก แต่กระนั้นก็ใช่ว่าพระยศจะแหวกประเพณีครอบครัวไปเสียเลยเมื่อไหร่ ในเมื่อแม่ของเขาเป็นศัลยแพทย์ประสาทประจำโรงพยายาลศูนย์ของจังหวัด พระยศจึงสนใจที่จะเป็นหมอตามผู้เป็นแม่เสียมากกว่า หรืออาจจะเดินกันครึ่งทาง คือไปสมัครเรียนโรงเรียนแพทย์ของทหารหรือตำรวจก็เป็นไปได้ ยังมีเวลาเหลืออีกมากที่จะตัดสินใจ และอันที่จริงแล้วพ่อของเขาไม่เคยบังคับอะไรลูกๆเลยว่าจะต้องทำอะไรหรือเรียนอะไร เพราะว่าทั้งพี่พระยอดและน้องพระยาก็ตัดสินใจทางเดินของตัวเองกันทั้งคู่ ก็มีแต่ตัวพระยศที่กดดันตัวเองเสียมากกว่า

       คนสุดท้ายก็คือต่าย หรือศศิทัศน์ ราวัณ หรือคุณกระต่ายของคนที่บ้าน ลูกหลานชาวจีน หัวใสฉลาดเป็นกรด คนนี้ก็เป็นว่าที่คุณหมอฝีมือดีในอนาคตเหมือนกัน แถมยังมีหน้าตาจิ้มลิ้มคงถูกใจเหล่าสาวกโอปป้ามากๆ หรือว่าจะไปเอาดีในวงการบันเทิงจะเหมาะกว่ากันก็ไม่อาจบอกได้ เอาเป็นว่าคนนี้คือหน้าตาของกลุ่ม หากว่าตัดรายนี้ออกไปอาจถึงขั้นหลุดมาตรฐานกลางกันเลยทีเดียว ศศิทัศน์เป็นคนที่เฮฮากับเพื่อนๆได้ง่าย และถึงไม่ใช่ตัวชงตัวตบ แต่นานๆครั้งแย็บมาสักหมัดสองหมัดก็ถึงกับจุกได้เหมือนกัน เรื่องกินเรื่องเที่ยวอาจจะพึ่งเขาไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องเรียนเรื่องวิชาการละก็ สารานุกรมเคลื่อนที่ดีๆนี่เอง

       “เฮ้อ!” วีร์ถอนหายใจ แล้วเขาละ จะเอาอย่างไรดี ก่อนที่ตัวเขาเองจะผล่อยหลับโดยไม่รู้ตัว

*****

       กาลเวลาล่วงเลยผ่านมาระยะหนึ่ง ชีวิตประจำวันของสองพี่น้อง ธีร์และวีร์ ก็ปรับตัวเข้ากับเมืองใหม่ได้เป็นอย่างดี ในเวลาว่างเพื่อนๆของวีร์ต่างชวนกันพาวีร์ไปเที่ยวสถานที่ต่างๆของตัวเมืองให้วีร์ได้รู้จักเส้นทาง ยามเลิกเรียนก็ชวนกันไปทำกิจกรรมสันทนาการทั้งในโรงเรียนเอง หรือว่านอกโรงเรียน ทำให้ความสนิทสนมคุ้นเคยมีมากขึ้น จนรู้สึกไม่เหมือนกับว่าวีร์เป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายโรงเรียนมา แต่เป็นเหมือนเพื่อนเก่าแก่ที่คบหากันมานาน

       จนในตอนนี้ก็กำลังจะเข้าใกล้ช่วงสอบกลางภาคเรียนแล้ว วีร์เลยต้องเริ่มตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ เพื่อนๆในกลุ่มก็มีนัดติวหนังสือกันบ้างช่วงหลังเลิกเรียน คนติวก็จะเป็นคนอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากคุณกระต่าย ศศิทัศน์  เว้นแต่ว่าวันไหนคุณกระต่ายไม่ว่างจริงๆ ก็ตัวใครตัวมัน

       วีร์ก็ยังคงนั่งเรียนข้างๆ แพร หรือแพรพรรณ วรรณมาศ เพื่อนคนแรกของเขาในโรงเรียนนี้อยู่เหมือนเดิม แพรพรรณเป็นคนเรียนเก่งคนหนึ่งในห้อง ซึ่งหากวันไหนเขามีเรื่องไม่เข้าใจอะไรตรงไหนแล้วศศิทัศน์ไม่ว่าง ก็จะมีแพรพรรณเป็นคนคอยช่วยอธิบายให้เขาเข้าใจอยู่เสมอ และด้วยความบังเอิญว่าบ้านอยู่ใกล้กัน รู้จากการที่ได้พูดคุยกันตั้งแต่วันแรกที่เขามาเรียน แพรพรรณเป็นคนถามว่าบ้านเขาอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งนั้นใช่หรือไม่ ถามกันไปมาจึงรู้ว่าอยู่หมู่บ้านเดียวกัน และอาศัยอยู่ห่างถัดกันไปเพียงแค่สี่หลังเท่านั้นเอง จึงได้แวะเวียนไปหากันบ้างเป็นบางครั้งบางคราว

       ในวันนั้นแพรพรรณออกจากบ้านแต่เช้ามืดเพราะต้องรีบไปส่งพี่สาว พี่พลอย หรือพลอยชมพู ที่กำลังจะเดินทางไปต่างจังหวัด แพรพรรณยังเล่าให้ฟังอีกว่า ตอนที่พ่อของเธอขับรถข้ามสะพานข้ามคลองหน้าหมู่บ้านไปแล้ว กำลังจะเลี้ยวรถออกถนนใหญ่ ก็ได้ยินเสียงดังโครม พอหันมามองก็ทันได้เห็นรถบรรทุกตะแคงข้างอยู่บนสะพานก่อนจะลับสายตาไป มารู้จากข่าวภายหลังว่าทำให้รถติดยาวมาก เป็นโชคดีของเธอไปไม่เช่นนั้นคงต้องมาโรงเรียนสายเหมือนกัน

       ด้วยความที่วีร์เป็นเด็กนักเรียนที่เข้ามาใหม่ แต่สามารถพูดคุยเด็กนักเรียนสาวหน้าตาน่ารักอย่างแพรพรรณได้อย่างสนิทสนม วีร์รู้เรื่องของแพรพรรณที่เพื่อนหลายคนในห้องไม่รู้ ส่วนแพรพรรณเองก็เช่นกันที่รู้เรื่องของวีร์ที่ไม่เคยบอกใคร ถึงมันไม่ใช่ความลับ แต่ไม่มีใครเคยถามก็ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรู้ จนใครหลายเริ่มแซะเริ่มแซวว่าทั้งคู่สานสัมพันธ์ไปถึงขั้นไหนแล้ว ก็ได้แต่ตอบไปว่าไม่มีอะไร วีร์ก็เคยถามแพรพรรณว่าอึดอัดใจกับที่ต้องโดนเพื่อนๆแซวกันหรือเปล่า หรือว่าพวกเขาสองคนควรจะต้องทำตัวอย่างไรดี แพรพรรณก็ตอบกลับมาว่าอย่าได้ไปสนใจความคิดของคนอื่นมากนัก แค่เราบริสุทธิ์ใจก็พอแล้ว เพื่อนดีๆหายาก เจอแล้วอย่าทำหลุดหาย ได้ยินเช่นนั้นตัววีร์เองก็สบายใจและทำตัวได้ตามปกติ เขาไม่ได้ห่วงความคิดของคนอื่นเพราะเขาก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว เขาห่วงแต่ความคิดของเพื่อนคนนี้เท่านั้น ฉะนั้นในตอนนี้ใครอยากจะแซวอะไรก็ปล่อยให้เขาแซวไป

       แต่กระนั้น คนอื่นๆไม่ได้สนิทกันมากนักมาแซวกันมันไม่ค่อยจะมีผลกระทบอะไรสักเท่าไหร่ แต่เพื่อนสนิทใกล้ตัวก็เอากับเขาไปด้วยนี่สิ เลยรู้สึกน่ารำคาญใจอยู่ไม่น้อย

       “เอาจริงๆนะมึง” นพชัยชัยทิศแฝดนรกกำลังจับวีร์นั่งชิดมุมห้อง หวังจะคาดคั้นเอาคำตอบให้ได้ ถึงแม้ว่าคำตอบมันมีคำตอบเดียวและวีร์ได้ตอบไปหลายรอบมากแล้ว “กับแพรนี่ยังไงวะ”

       “แล้วไอ้ยังไงวะของมึง คืออะไรละวะ”

       “ก็มึงกับแพร...มีซัมติงกันรึเปล่าละ” ถึงหน้ามันสองจะไม่เหมือนกัน แต่พูดพร้อมกันแป๊ะ วีร์ได้แต่ถอนหายใจ

       “เฮ้อ! กูบอกพวกมึงเป็นรอบที่ล้านแล้วมั้ย”

       “ตอนนั้นกับตอนนี้มันเหมือนกันรึเปล่าวะ” แฝดผู้พี่เริ่มทำงาน “ใช่ๆ วันก่อนอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่วันนี้ละไม่แน่” แล้วแฝดผู้น้องก็ผสมโรง “ใช่ม้า” “ใช่ม้า”

       “กูละเกลียดเสียงสองเสียงสามของมึงสองตัวจริงๆเลย”

       “แหม ก็คนปากแข็งไม่ยอมรับสักทีนี่หว่า” “ก็แค่บอกมาตามตรง คบกันก็คือคบกัน ไม่มีใครว่าอะไร ใช่มะไอ้พระยศ” พระยศก็พยักหน้ารับเห็นด้วย “ใช่มะไอ้ใหญ่”

       “...”

       “ไอ้ใหญ่ ใช่มั้ย” เมื่อเห็นสุรศักดิ์ไม่ตอบรับมุก นพชัยก็รีบกระทุ้งให้ตอบทันที

       “ก็..เออ... ใช่” สุรศักดิ์ตอบในที่สุด แต่วีร์คิดว่าเขาพอจะจับอะไรได้บางอย่างจากคำตอบนั้น ถ้าขนาดตัวเขาเองยังจับได้ ทำไมคนอื่นถึงไม่รู้ หรือรู้แล้วทำเป็นไม่รู้ เขาจึงคิดมันจะต้องมีอะไรแน่ๆ

       “กูยืนยันคำตอบเดิม กูไม่ได้คิดอะไรกับแพรมากกว่าเพื่อนคนนึง เคลียร์มั้ย” วีร์ไปมองเพื่อนทุกคน โดยเฉพาะใครบางคนที่ฝืนกลั้นยิ้ม แม้เพียงเล็กน้อยก็พอจะมองเห็น

       “อ้าว! ไอ้ต่าย ไหนมึงบอกว่ามึงเห็นไอ้วีร์กับแพรไปเดทสวีทหวานแหววกันที่ห้างเมื่อวานไงวะ” ชัยทิศไปถามเจ้าตัวต้นเรื่อง ซึ่งตอนนี้กำลังทำหน้าเหลอหลา เหมือนว่ากำลังจะโดนป้ายความผิดให้อยู่คนเดียว

       “ป่าว กูไม่เห็น เฮียกูเห็น” ศศิทัศน์ทำหน้าเหมือนจะนึกอะไรบางอย่าง “ไม่ใช่ เพื่อนของเฮียกูเห็น เลยแอบถ่ายรูปแล้วส่งมาให้กูดู ถามกูว่าแพรไปเดินกับใครมาไม่เคยเห็นหน้า ก็เท่านั้น”

       “แล้วมึงตอบไปว่าอะไร” วีร์ถามเจ้าตัวต้นเรื่อง

       “กูก็บอกแค่ว่าเป็นเพื่อนในห้อง มาใหม่แต่สนิทกันกับแพรและเพราะบ้านอยู่ใกล้กันเลยกลับด้วยกันมั้ง ประมาณนั้น”

       “แล้วเพื่อนของเฮียมึงนี่คนไหนวะ” สุรศักดิ์หันมาถามทันทีด้วยท่าทีขึงขังมากกว่าเดิม ทำให้วีร์นึกคิดไว้ไม่น่าจะผิดว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน

       “ก็ไอ้หมูเจ้าเดิมไง” ศศิทัศน์ตอบ

       สุรศักดิ์ทำหน้าครุ่นคิดเมื่อได้ยินคำตอบ ส่วนวีร์กำลังลอบมองด้วยหางตา

       “ไอ้หมูไหนวะ” พระยศถามเพราะไม่ค่อยจะคุ้นชื่อ

       “ก็ไอ้หมูนักฟุตบอลโรงเรียนม.6 ไง” เป็นหนึ่งในแฝดนรกที่ตอบ พอเห็นหน้าที่ยังงุนงงของพระยศ อีกคนเลยต้องรับช่วยเฉลย “ไอ้คุณสุกรไงมึง”

       “โถ่ไอ้เชี่ย พวกมึง ชื่อของเขาดีๆเอามาแผลงซะป่นปี้หมด” ถึงตอนนี้พระยศนึกออกแล้วว่าหมายถึงใคร

       “เดี๋ยวกูยังไม่เก็ต ไอ้หมู กับ ไอ้คุณสุกร นี่ใครวะ” วีร์หันมองหน้าเพื่อนรอบตัว “ใครมันบ้าจะตั้งชื่อลูกตัวเองว่า สุกร”

       “เห็นมะ ไอ้พวกแฝดนรก เพื่อนมึงเข้าใจผิดหมด” ศศิทัศน์รีบตัดบทแต่ว่า

       “มึงนะตัวดีเลย!” มากันพร้อมเพรียงในทันที ต่างพุ่งเป้าไปที่ตัวการที่แท้จริงที่เป็นคนเริ่มเอาความคิดนี้มาเผยแพร่ในหมู่เพื่อนๆ

       “เหรอๆ แหะๆ คืองี้ พี่เขาชื่อจริงว่าคุณกร เป็นเพื่อนสนิทเฮียกูเอง ชื่ออ่านว่า คุ-นะ-กอน คนไม่สนิทคนทั่วไปจะเรียกสั้นๆว่าคุณ แต่เพื่อนสนิทๆกันชอบเรียกพี่เขาว่า คุน-กอน ไม่ก็ คุน-สุ-กอน บางทีก็เลยเรียกไอ้หมูไปเลย” ศศิทัศน์อธิบายให้ฟังจนเคลียร์ข้อสงสัยให้กับวีร์ จนเขายกมือทำเครื่องหมายโอเค

       “แล้วพี่เขาตามจีบแพรหรอ ไม่เห็นแพรเคยพูดถึงเลย” วีร์ถามต่อ คำถามคงจะไปโดนใจใครบางคน ‘แต่ทำไมหน้ามึงบานจังเลยวะ พอกูบอกว่าแพรไม่พูดถึง’ วีร์นึกอยู่ในใจพลางมองหน้าเจ้าตัว ซึ่งเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกเขาจ้องมองอยู่

       “เหรอ ไม่เคยพูดถึงเลยเหรอ” แล้วเจ้าตัวก็เผยไต๋ออกมาในทันที

       “ใช่ ไม่เคยพูดถึงเลย” วีร์ลอบมองปฏิกิริยาของเพื่อนตัวดีของเขาแล้วกล่าวต่อ “กูก็เคยถามเขานะ ว่าเคยมีคนมาจีบรึเปล่า” วีร์ทำหน้าเหมือนกำลังพยายามนึกเรื่องราวในอดีตอันไกลโพ้น “เขาก็...” และดึงเวลาก่อนที่จะตอบต่อไป

       “ยังไงละวะ” วีร์กำลังปรบมือให้กับตัวเองในใจเพราะรอบนี้มีกระแทกเสียงจนเพื่อนๆคนอื่นๆหันไปมอง “ก็... เขาตอบว่ายังไงละวะ” นี่คงเป็นเสียงสี่เสียงห้าละสินะ เพราะน้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

       “เขาก็บอกว่าพอมีแวะเวียนมาเรื่อยๆนั่นแหละ แต่เขายังไม่สนใจใคร” วีร์หันไปมองคนที่กำลังเริ่มหน้าบาน “แล้วก็ยังไม่มีใครน่าสนใจพอ” แต่แล้วก็หุบในทันที

       “เขาอาจจะรอคนอย่างมึงอยู่ก็ได้มั้ง” ถึงเวลาของฝาแฝดนรกเริ่มทำงานเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย ตีเรื่องราววกกลับเข้ามาหาเขาอีกจนได้ “ใช่ๆ แบบที่ผ่านๆมา มีแต่คนไม่ได้เรื่องเข้ามาจีบ แต่ตอนนี้คือมึงเลยนะ”

       “กูยืนยันอีกรอบ กูกับแพรเป็นแค่เพื่อนกัน” วีร์ย้ำด้วยความมั่นใจ

       “แน่นะ” “เออ” “แน่สิ” “เออสิ” “ไม่ยั่วนะ” “เออ จะเอาให้จบเพลงเลยมั้ย” “ก็เกือบละ”

       วีร์ได้แต่ส่ายหน้า “มุกตั้งแต่พระเจ้าเหายังจะเอามาเล่นกันอีกนะพวกมึง”

       “มึงนี่ยังไงวะ ผู้หญิงเขาก็สวยน่ารักดี นิสัยก็ดี เรียนก็เก่ง คุยกับเขาตลอด ไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ กลับบ้านด้วยกันอีก ไม่มีหวั่นไหวสักนิดเลยหรอวะ” นี่แหละหมัดแย็บนานๆมาที แต่เน้นๆเนื้อๆ ของคุณกระต่าย “ถ้ามึงเป็นเกย์ ก็ว่าไปอย่าง พวกกูจะได้เลิกถามกันสักที”

       “อืมม ก็ใช่” แล้ววีร์ก็มองหน้านิ่งๆเพื่อนทีละคน

       “...”

       “เดี๋ยว มึงบอกว่าอะไรนะ ขออีกหนึ่งรอบ” “ใช่ๆ คือพวกกูอาจจะฟังผิดไป ขอชัดๆอีกรอบนึง” นพชัยและชัยทิศพร้อมใจกันถาม

       “ก็ใช่ไง” วีร์ตอบทีละคำเน้นๆอย่างไม่สะทกสะท้าน “กู. เป็น. เกย์.”

       “...” เพื่อนทุกคนได้แต่อ้ำอึ้งกับสิ่งที่เพิ่งจะรู้มาหมาดๆ ต่างคนต่างมองหน้ากันไปมา ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าตัวคาดการณ์ไว้มาก่อนบ้างแล้ว หากเพื่อนกลุ่มใหม่นี้รับไม่ได้กับสิ่งที่เขาเป็น เขาก็พอทำใจได้และพร้อมจะถอยห่างออกมาในทันที

       “เอ่อ... คือ... แล้วแบบว่า... ทำไมมึงไม่เคยบอกละวะ” “เออๆ... นั่นสิ... ทำไมวะ ไม่เห็นจะเคยพูดถึง”

       “ก็พวกมึงไม่เคยถาม” วีร์ตอบพร้อมกับยักไหล่ประมาณว่าช่วยไม่ได้ที่ไม่มีใครเคยสงสัยสะกิดใจอะไรกันมาก่อน ส่วนภายในใจก็รู้สึกโล่งในทันทีเพื่อนแฝดพยายามทำลายความเงียบขึ้นมา โดยที่ไม่ได้มีทีท่ารังเกียจอะไรในตัวตนของเขา

       “อ้าว!” เพื่อนๆพร้อมใจประสานเสียงกัน

       “แล้ว... แพรรู้รึป่าวว่ามึงเป็น... เอ่อ...” ศศิทัศน์อยากจะพูดต่อ แต่ยังไม่ชินที่จะเรียกเพื่อนไปแบบนั้น

       “คนแรกในโรงเรียนที่รู้ ก็แพรนี่แหละ” วีร์ตอบข้อสงสัย

       “อ้าวมึง! ทีกับแพรทำไมมึงบอกได้ละวะ” “แต่กับพวกกูทำไมถึงไม่ยอมบอก” “พวกกูเป็นเพื่อนมึงนะ” “หรือมึงไม่เห็นพวกกูเป็นเพื่อน“ “พวกกูมันไว้ใจไม่เลยเลยว่างั้น” ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างรุมถาโถมด้วยคำถามอย่างกับลมพายุไม่ปาน

       “เดี๋ยวๆมึง อย่าเพิ่งวกเข้าดราม่า” วีร์พยายามหยุดอารมณ์ของเพื่อนสองคนนี้ก่อนโดยเขาเองเริ่มมีสีหน้าเปื้อนยิ้มมาได้อีกครั้ง “ที่เขารู้เพราะเขาถาม กูก็เลยตอบ ส่วนพวกมึงไม่มีใครเคยถามกูนี่หว่า”

       “ก็พวกกูดูไม่ออก” “พวกกูใช่คนในวงการซะที่ไหนกันเล่า” ยังคงเป็นนพชัยและชัยทิศที่ยังคอยประสานเสียงสอบถามเรื่องราวอยู่ตลอด

       “ขอกูประมวลผลแป๊บนะ มึงไม่ได้คิดอะไรกับแพร” ศศิทัศน์ถามย้ำ วีร์ก็ส่ายหน้าตอบ “มึงไม่ได้คิดอะไรกับผู้หญิง” วีร์ส่ายหน้าอีกครั้ง “มึงชอบผู้ชาย” วีร์พยักหน้า “แล้วเอ่อ... คือ... มึงชอบใครในพวกกูรึป่าววะ” วีร์มองหน้าเพื่อนๆทีละคน แล้วมองซ้ำอีกรอบ ก่อนส่ายหน้าตอบ

       “เฮ้อ!~”

       “พร้อมเพรียงกันเชียวนะพวกมึง”

       “ไอ้เชี่ย กว่าจะตอบ” “ใจกูตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม” นพชัยชัยทิศพร้อมใจกันเอามือตบหน้าอก

       “มึงไม่เคยคิดเลยหรอ” พระยศถามด้วยความสงสัย

       “เออ” วีร์ตอบย้ำ

       “สักนิดก็ไม่มีหรอ” พระยศยังถามย้ำอีก

       “เออ... หรือมึงอยากให้กูคิด” วีร์ตอบ จนพระยศต้องรับยกมือทั้งสองข้างส่ายปฏิเสธ

       “ไมวะ พวกกูไม่มีดีตรงไหนว๊า” “นั่นดิ พวกกูออกจะรูปหล่อ บ้านก็รวย กล้ามเป็นมัดๆ” ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างก็ทำท่าทางเบ่งกล้ามโชว์ทั้งๆที่ไม่ค่อยจะมี “ไม่โดนใจมึงเลยหรอวะ” “อย่างเงี้ย อย่างเงี้ย เป็นไง” ทั้งสองคนยังไม่เลิก จนวีร์ต้องอมยิ้มส่ายหน้า

       “เมื่อกี้ใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มไม่ใช่หรอมึง” จากนั้นวีร์จึงหันไปหาพระยศ “แล้วไมมึงถึงคิดว่ากูต้องชอบใครสักคนในพวกมึงด้วยวะ” แต่วีร์ก็หมายจะถามเพื่อนทุกคน

       “ก็มึงเป็นเกย์ มึงก็... ต้องชอบผู้ชายอยู่แล้วปะวะ พวกกูก็ผู้ชาย...” พระยศยังคงสงสัยอยู่อีก วีร์ถึงกับกรอกตามองบนพร้อมกับถอนหายใจ

       “เอางี้นะ น้องเฟิร์นที่ซื้อขนมมาฝากมึงเมื่อวาน ทำไมมึงไม่ชอบเขาละวะ” วีร์ถามพระยศกลับ โดยยกเอาสถานการณ์จริงมาด้วย จะได้เข้าใจกันง่ายๆ

       “เห้ยจริงหรอวะ ทำไมกูยังไม่รู้เรื่องนี้วะ มึงรู้มั้ย” แฝดน้องหันไปถามแฝดพี่ “กูก็เพิ่งรู้นี้แหละ” “กิ้วๆๆ ไอ้พระยศมีเด็กมาจีบแล้วโว้ย”

       “พวกมึง หยุด! กูยังสยองน้องเขาไม่หายเลย” พระยศรีบปฏิเสธทันทีทันควัน

       “นี่มึง อย่าพูดถึงน้องเขาในทางเสียหาย ยังไงเขาก็เป็นผู้หญิง” วีร์พูดพร้อมกับชี้หน้าพระยศ

       “ก็น้องเขา...”

       “ยังอีก... เห็นมะ มึงก็ผู้ชาย น้องเขาก็ผู้หญิง ทำไมมึงไปชอบกันไปเลย หรือว่ามึงไม่ชอบผู้หญิง แล้วเป็นเกย์อีกคนนึง” วีร์พยายามอธิบายให้ฟัง

       “ไม่ ไม่ ไม่” พระยศรีบตอบพร้อมส่ายหน้าเป็นพัลวัน

       “แล้วอย่างกูเนี่ย ถึงกูจะไม่ได้คิดอะไรกับผู้หญิง แต่กูจำเป็นจะต้องชอบผู้ชายคนไหนก็ได้บนโลกนี้มั้ย” วีร์ถามย้ำอีกครั้ง

       “เออ กูเก็ทแล้ว” พระยศตอบ “ถามมาได้ ชอบน้องเฟิร์นรึเปล่า นึกแล้วก็บรึยย์”

       “ยังอีก” วีร์ชี้หน้าอีกครั้ง ถึงน้องเฟิร์นที่กล่าวถึงจะไม่ใช่คนสะคนสวย หรือรูปร่างผอมเพรียว ไม่ชอบไม่ถูกใจก็ไม่เป็นไร แต่ก็ไม่ควรถูกเอามาพูดในทางเสียหาย

       “เรื่องกูกับแพร เคลียร์นะ” วีร์ถามย้ำกับทุกคน ทุกคนก็พยักหน้ารับ “แน่นะ” วีร์ถามย้ำอีกครั้ง บางคนก็พยักหน้า บางคนก็ยกมือเครื่องหมายโอเค

       เอาเป็นว่าจบไปอีกเรื่องหนึ่งแล้ว แต่วีร์ยังสองจิตใจกับเรื่องใหม่ที่เพิ่งรู้มาว่าเขาควรจะช่วยสุรศักดิ์หรือเปล่า แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าแพรพรรณจะมีใจให้กับสุรศักดิ์ด้วยหรือไม่ เพราะเรื่องแบบนี้มันบังคับกันไม่ได้ บทจะมามันก็มาของมันเองและบางคราก็มาแบบไม่ทันให้ได้ตั้งตัวเสียด้วย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-04-2021 23:32:18 โดย sarawit »

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: Replaceable Love - รัก...แทนกันได้
«ตอบ #3 เมื่อ04-04-2021 13:38:15 »

2. แรกพบสบตา

       ช่วงหลังสอบก็เป็นเวลาของการทำรายงานแต่ละวิชา บางวิชาวีร์ก็ได้อยู่กลุ่มเดียวกับเพื่อนๆซึ่งมีคุณกระต่าย ศศิทัศน์เป็นที่พึ่ง แต่บางวิชาอาจารย์เป็นคนจับกลุ่มให้ ก็ตัวใครตัวมัน ส่วนเขานั้นบังเอิญได้อยู่กลุ่มเดียวกับแพรพรรณทำให้รอดตัวไปได้ จากช่วงเวลาพักกลางวันเดิมทีเป็นเวลานั่งเล่นพูดคุยสนุกสนาน ก็ต้องเอามาเป็นเวลาปั่นรายงานกันให้เสร็จก่อน

       “ไอ้ตี๋เล็ก ไอ้ตี๋เล็ก มานี่ดิ” เสียงใครบางคนดังขึ้นที่ประตูหน้าห้อง เป็นเพราะว่าตั้งแต่ย้ายมาเรียนที่นี่วีร์ยังไม่เคยได้ยินใครเรียกเพื่อนให้ห้องเช่นนั้นมาก่อน เขาจึงเงยหน้าขึ้นและหันไปมองใครคนนั้นที่ยืนอยู่ที่นอกประตู สายตาจึงประสานกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่างคนต่างมองกันไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะละสายตาออกก่อนแล้วก้มหน้าทำรายงานตามเดิม แต่แล้ว

       “อ้าวเฮีย มีไร” เป็นศศิทัศน์ที่ตอบกลับแล้วรีบลุกขึ้นเดินไปหน้าห้อง

       จะว่าไปแล้ววีร์เองก็ไม่รู้เคยว่าพี่ชายของศศิทัศน์ชื่ออะไร รู้เพียงแค่ว่าเขามีพี่ชายเรียนอยู่ชั้น ม.6 นอกจากนั้นแล้วก็ไม่รู้อะไรไปมากกว่านั้นอีกเลย วีร์จึงมุ่งความสนใจกลับไปเรื่องที่สำคัญกว่า ก็คือรายงานที่ต้องรีบทำส่งให้เสร็จต่อไป

       “ก็เรื่องที่เฮียบอกลื้อไง ได้รึยัง เพื่อนเฮียตามยิกๆแล้ว” เสียงพูดคุยเบาลงเมื่อคู่สนทนาเดินเข้าไปใกล้แล้ว แต่ยังจะพอจะจับใจความได้อยู่บ้าง

       “เฮ้ยเฮีย เพิ่งบอกเมื่อวานเองไม่ใช่หรอ จะรีบไปไหน”

       “อ้าวไอ้ตี๋เล็ก ลื้อไม่ได้มีอยู่แล้วหรอวะ”

       “ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นปะละ”

       “ไหนลื้อบอกว่าหาให้ได้ไง เพื่อนเฮียก็ดีใจเก้อสิวะ”

       “อั้วไม่ได้สนิท เพื่อนอั้วโน้นที่สนิทด้วย กะว่าจะขอผ่านให้”

       “อ้าว!” เสียงร้องของบุคคลที่สามดังแหวขึ้นมา

       “เฮ้ย! เฮียหมู ถ้าอยากได้เร็วๆขนาดนั้น ก็เดินเข้าไปขอเขาเองเลยไป ไหนๆอุตส่าห์เดินมาถึงนี้แล้ว”

       ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจฟังจนรู้เรื่องโดยละเอียด แต่วีร์คิดว่าเขาพอจะเดาออกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น คนที่มาเรียกเป็นพี่ชายของศศิทัศน์ที่อยู่ชั้นม.6 หน้าตาละม้ายคล้ายออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ขาวตี๋ ขวัญใจสาวกโอปป้าเฉกเช่นเดียวกับคนน้อง กับคนที่ถูกพูดถึงอีกคนคงจะเป็นเฮียหมู หรือคุณสุกร หรือชื่อจริงๆก็คือคุณกร ที่เป็นหัวข้อสนทนาของพวกเขาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน คงอยากจะได้อะไรสักอย่างของแพรพรรณเป็นแน่

       “นั่นดิมึง กล้าๆหน่อยดิวะ อยากได้มันต้องรุก มันต้องบุก เท่านั้น”

       “ถ้ากูกล้าตั้งแต่แรก กูจะขอให้มึงช่วยมั้ย ไอ้สาด”

       “แล้วมึงกลัวอะไรหนักหนาวะ”

       “ก็ถ้าเกิดกูขอแล้วเขาไม่ให้ละมึง จะทำไง”

       “ก็ตื้อขอใหม่สิวะ ยากอะไร”

       คนถูกยุได้แต่ทำหน้าแหยงๆ ส่วนผู้เป็นเพื่อนก็ได้แต่ถอนหายใจ แล้วก็ทำหน้าคิดไปคิดมาอยู่สักพัก

       “เอางี้ มึงดูกูนะ”

       ทันใดนั้นเฮียสุดที่รักของอาตี๋เล็กต่ายก็หายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะพ่นลมฮึดออกมา แล้วจึงเดินเข้าไปในห้อง จุดมุ่งหมายอยู่ตรงหน้าโต๊ะที่วีร์และแพรพรรณนั่งทำรายงานกันอยู่ เพียงแต่ว่าจุดที่เขาหยุดยืนอยู่นั้น ไม่ได้อยู่ตรงหน้าเด็กสาว

       “ขอโทษครับ น้องวีร์ใช่มั้ยครับ”

       วีร์เงยหน้าขึ้นมองตามที่ถูกเรียก ตัวเขาเองไม่ทันคาดคิดจริงๆว่าจะเป็นคนที่ถูกเรียก จากเดิมที่คิดไว้ว่าจะเป็นแพรพรรณเสียอีก

       “ครับ”

       “พี่ก็ชื่อวีนะครับ เราชื่อเหมือนกันเลย พี่เป็นพี่ของต่ายอะครับ”

       “อ๋อ ครับ” วีร์ตอบรับสั้นๆ เพราะไม่รู้จะตอบอะไรไปมากว่านี้ และยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่แน่ชัดว่าทำไมพี่ชายของเพื่อนถึงเข้ามาคุยกับเขา

       “คือว่าจะรังเกียจมั้ยครับ ถ้าพี่จะขอแอดไลน์น้องวีร์อะครับ”

       “หะ... เอ่อ...” เมื่อเจอเข้ากับตัวซึ่งๆหน้าแบบนี้ แม้แต่วีร์เองก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน

       “ว่ายังไงครับ ได้หรือเปล่า” หน้าตาพี่วีดูยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่สะทกสะท้านกับสายตาคนรอบห้องที่กำลังมองมาอยู่ในขณะนี้ เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นมา

       “เห้ย! เฮีย เอาจริงเหรอ” ศศิทัศน์ที่เดินตามหลังมาติดๆ ก็ดูจะอึ้งๆกับพฤติกรรมของพี่ชายตัวเองอยู่เหมือนกัน

       “อืม ก็เอาจริงสิ เนี่ยเฮียรอน้องวีร์แอดไลน์ให้อยู่” ดูท่าทางแล้วคนพี่จะดูเปิดเผยกว่าคนน้องอยู่มากนัก พูดแล้วก็ยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้คนที่นั่งอยู่ตรงหน้า “ว่าไงครับ ได้ใช่มั้ยครับ”

       วีร์มองดูโทรศัพท์ในมือตรงหน้า ที่พร้อมเปิดหน้ารอสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อเพิ่มชื่อไว้แล้ว แล้วเขาก็หันไปมองแพรพรรณที่นั่งอยู่ข้างๆ เหมือนพยายามถามความเห็น แพรพรรณก็ได้แต่ยักไหล่ตอบกลับพร้อมกับแซวด้วยร้อยยิ้ม วีร์คิดอยู่ในใจว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไรดี เพราะคนตรงหน้าคือพี่ชายของเพื่อนซึ่งน่าจะไว้ใจได้ว่าไม่ได้คิดจะเอาไลน์ของเขาไปทำอะไรเสียหาย และก็คงอยากจะสร้างความมั่นใจให้เพื่อนของพี่เขาเองเท่านั้น หรือว่าเขาควรจะปฎิเสธไปดีกว่าเพราะว่าอีกฝั่งหนึ่งคือคู่แข่งของเพื่อนใหญ่ของเขาเอง ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่ตรงหน้าอีกครั้ง

       วีผู้พี่ก็ยิ้มให้และพยักหน้าเล็กน้อยเชิงคำถามว่าตัดสินใจได้หรือยัง

       แล้ววีร์ผู้น้องก็ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับเปิดแอพพลิเคชั่นไลน์ และเข้าไปที่หน้าแสดงคิวอาร์โค๊ด ให้เครื่องของเฮียวีสแกนไป

       “ขอบคุณครับ แล้วเดี๋ยวพี่ทักไปนะครับ” เฮียวีพูดจบพร้อมยิ้มให้อีกครั้ง แล้วจึงเดินออกไปหาเพื่อนเขา “เอาไงมึง กูทำให้ดูแล้ว เห็นมะ ยากตรงไหน”

       “ก็กูไม่กล้า” เฮียหมู หรือคุณกรก็ยังคงกล้าๆกลัวๆอยู่เหมือนเดิม

       “เรื่องของมึงละกัน จะเอาไงก็รีบๆเข้า กูได้ของกูแล้ว กูไม่รอมึงละนะ” ว่าแล้วพี่วีก็เดินกลับออกไปเลย ส่วนเพื่อนเขายืนเก้ๆกังๆอยู่ที่หน้าห้องต่อไปได้ไม่นานก็รีบตามเพื่อนรักไปโดยที่ยังไม่ได้อะไรติดมือกลับไปเลย

       วีร์หันกลับมามองหน้าแพรพรรณ

       “ไม่ต้องแซว”

       ส่วนแพรพรรณก็ได้แต่ยิ้มขำๆไป

*****

วีรมาตุ ราวัณ:
น้องวีร์ครับ
อยู่กับไอ้ตี๋เล็กรึป่าวครับ
VeeraVorra:
กำลังเล่นบาสอยู่ด้วยกันครับ
วีรมาตุ ราวัณ:
งั้นพี่ฝากบอกไอ้ตี๋เล็กให้หน่อย ว่ารับไลน์คอลของพี่ด้วยครับ
VeeraVorra:
ได้ครับ เดี๋ยวบอกให้
วีรมาตุ ราวัณ:
ขอบคุณครับ
(emoticon smile)

*****

       “ไอ้ต่าย เฮียมึงบอกให้รับไลน์คอลด้วย” วีร์ตะโกนบอกเพื่อนที่กำลังเล่นบาสเก็ตบอลกันอยู่ ส่วนตัวเขาขอออกมานั่งพักเหนื่อยอยู่ก่อนแล้ว เป็นจังหวะพอดีกับมีข้อความจากพี่ชายของเพื่อนส่งผ่านมาทางแอพพลิเคชั่นไลน์

       “ไรว๊า เดี๋ยวนี้จะตามน้องนุ้ง ต้องฝากแฟนมาบอกด้วยหรอเนี่ย” ศศิทัศน์เดินมาหยิบโทรศัพท์ของตัวเอง แล้วจึงเปิดดูข้อความเก่าๆ ก่อนที่จะกดไลน์คอลกลับไปหาพี่ชายตัวเอง

       “เดี๋ยวเถอะมึง มึงกับกูมาต่อยกันสักทีดีมั้ย แซวกูดีนัก”

       “หูย กูไม่กล้า ต่อยกับอาซ้อมีแต่แพ้กับแพ้”

       “ไอ้เชี่ยนี่ วอนสักหมัดนะมึง” วีร์ทำท่าจะลุกขึ้นยืนจริงๆ จนเพื่อนของเขาต้องรีบวิ่งหนีออกไปก่อน

       ส่วนคนอื่นๆที่เหลือ ก็เดินตามมานั่งพักเหนื่อยกันบ้าง

       “สรุปว่ายังไงมึง เฮียวีตามจีบมึงหรอ” แฝดนรกผู้อยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของคนอื่น “กูว่าใช่แน่ๆ” “ใช่มั้ยมึง” “ใช่มั้ย”

       วีร์หรี่ตามองเพื่อนคู่แฝดประมาณว่า ‘พวกมึงจะหาเรื่องกับกูอีกคนใช่มั้ย’

       “มึงก็ตอบมาดิว้า พวกกูจะได้เลิกถาม” “ใช่ ก็แค่ตอบมา จีบก็คือจีบ ไม่ก็คือไม่ กูจะได้ไปเสือกเรื่องอื่นต่อ เร็วๆ”

       “แบบตอนที่พวกมึงช่วยกันเสือกเรื่องกูกับแพรอะนะ” วีร์รื้อฟื้นความหลังที่ผ่านไปไม่นานนัก ที่เขาต้องตอบคำถามเดิมๆเป็นร้อยๆครั้ง แต่พวกเพื่อนๆเขาก็ยังจะถามกันอยู่นั่นจนกว่าจะได้คำตอบที่พวกเขาพอใจ

       “ไม่เหมือนกันปะวะ อยู่ๆมึงกับแพรก็สนิทกันจริงจัง” “ใช่ๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด” “มันกระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นของกูตลอดเวลา” “เรียกง่ายๆว่าต่อมเสือก” “มึง ไว้หน้าพี่น้องมึงมั่งนะ” “หรือมึงไม่อยากเสือก” “เออกูอยากเสือก แล้วจะทำไม” “ก็ไม่ทำไม” “หรือมึงไม่อยากเสือก” “กูอยากเสือกกูก็ยอมรับว่ากูเสือก” “เห็นมะ มึงก็....”

       “โว้ย! พอ! หยุด! ทั้งคู่เลย กูรำคาญ” วีร์ถอนหายใจ “กูตอบแล้ว”

       “ก็แค่นั้น” แล้วแฝดนรกก็ยกมือขึ้นตบเข้าด้วยกัน

       “เอางี้ สำหรับกูนะ กูไม่ได้รู้สึกว่าพี่เขาจะมีท่าทีจะจีบหรืออะไรกับกูเลย นับตั้งแต่วันที่ขอไลน์กูไปก็แทบจะไม่ได้ทักอะไรกูมาสักเท่าไหร่ จะมีก็แบบเมื่อกี้ที่พี่เขาติดต่อไอ้ต่ายไม่ได้จริง เขาก็จะลองถามมาทางกู ก็เท่านั้น”

       “แล้วมึงจะหงุดหงิดอะไรนักวะ” สุรศักดิ์ถาม

       “เขาไม่คุยมาสักทีก็เลยหงุดหงิดว่างั้น” “แหม อยากจะเติมม.ม้าให้ยาวไปถึงดาวพลูโต” ฝาแฝดเริ่มจะรุมเล่นงานวีร์ต่ออีกครั้ง

       “มันหงุดหงิดเรื่องอะไรวะ” ศศิทัศน์ที่คุยกับพี่ชายเสร็จแล้วก็เดินกลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ

       “กูไม่ได้หงุดหงิด กูรำคาญเสียงสองเสียงสามของไอ้พวกแฝดนรกเนี่ย เซ้าซี่กูอยู่ได้” วีร์ทำท่าเอือมระอากับพฤติกรรมของเพื่อนคู่แฝด “ส่วนกับพี่เขากูเฉยๆก็ไม่ได้คิดอะไร จะคุยด้วยหรือไม่คุยกูไม่ได้ใส่ใจ ส่วนที่ว่าพี่เขาจะคิดยังไง ถ้าพวกมึงที่รู้จักคนพี่มาก่อนกูยังไม่รู้ ก็ลองถามคนน้องดูเอาเองสิวะ”

       “หมายถึงอาเฮียกูหรอ” ศศิทัศน์ถาม

       “เออ อาเฮียของมึง กูยังงงจนถึงทุกวันนี้อยู่เลยว่าเขาจะมาขอไลน์กูแต่แรกทำไมวะ” แต่ท่าทีของเพื่อนของเขาที่ดูน่าสงสัยขึ้นมาในทันทีทำให้ต้องถามต่อ “หรือมึงมีอะไรไม่บอกกู พูดมา”

       เพื่อนๆต่างหันไปมองคนที่กำลังมีท่าทางเหมือนเด็กถูกจับได้ว่าแอบกินลูกอมกลางดึก

       “ว่าไงมึง ปกปิดอะไรกูอยู่” วีร์หรี่ตาจ้องหน้าเพื่อนตัวดีของเขา

       “ก็ แบบว่าๆ ก่อนหน้านี้เฮียมาสืบข่าวเรื่องแพรให้เฮียหมูตามปกตินั่นแหละ ถามไปถามมาว่าแพรสนิทกับใครบ้าง เลยต่อเนื่องยาวมาถึงมึง ว่ามึงกับแพรอะไรยังไงกันรึเปล่า กูก็ยืนยันไปว่าไม่มีอะไร แต่แบบเฮียไม่เชื่อไง ซักกูอยู่นั่นจนกูหลุดปากไปว่ามึง... ก็ แบบว่าๆ... ไม่ได้ชอบผู้หญิง แหะๆ” ศศิทัศน์ยิ้มเจื่อนๆพร้อมกับทำตัวเองให้ดูตัวเล็กตัวน้อยที่สุด

       “นั่นไง กูว่าแล้ว” วีร์ได้แต่ส่ายหน้า

       “แล้วเฮียมึงเป็นเกย์ด้วยหรอวะ” “เออ นั่นสิ ก็เลยมาตามจีบไอ้วีร์มันได้” “ต้องใช่แน่ๆ” “ใช่มั้ยมึง”

       “อันนั้นกูก็ไม่รู้จริงๆวะ ว่าเฮียกูเป็นไม่เป็น” ศศิทัศน์เองก็จนใจจะตอบคำถามนี้ได้

       “แต่เฮียมึงเป็นคนมาขอไลน์ไอ้วีร์ไปเองนะ” พระยศหันไปถามเพื่อนของเขา

       “แต่กูว่าเฮียเขาแค่กะจะขอไลน์กูเป็นตัวอย่างให้เพื่อนเขาดูมากกว่า ก็ดูท่าทางพี่แกจะป๊อดซะขนาดนั้น” วีร์พูดจบแล้วก็หยักไหล่

       “แล้วกับแพรละ” “นั่นสิแล้วกับแพรละ... แต่... แล้วเกี่ยวอะไรกับแพรอีกวะ” ตอนนี้ฝาแฝดเริ่มจะตีกันเองอีกแล้ว

       “เดี๋ยวๆ พวกมึงหยุดตีกันก่อน มึงจะถามเรื่องอะไรห๊ะ ไอ้กิ่ง”

       “มึงอย่าเพิ่งขัดกูสิ ไอ้เชี่ยก้าน... เรื่องแพร กูแค่อยากรู้ว่าตอนนี้คิดยังกับไอ้หมู วันนั้นมันก็เห็นๆกันอยู่ว่าพี่มันตั้งใจจะมาขอไลน์แพร แต่ไม่ได้ไป” “เออใช่ๆ ว่าไง”

       “ก็ไม่ว่ายังไง ก็เหมือนเดิม ในเมื่อไม่กล้าไปขอเอง ไม่มีโอกาสได้พูดคุยได้รู้จัก จุดเริ่มต้นมันไม่มี แล้วจะให้สานต่อยังไง ใช่มั้ยมึง” วีร์ถามทั่วๆไป แต่หันหน้าตรงไปทางสุรศักดิ์เต็มๆ ส่วนตัวสุรศักดิ์ได้ยินดังนั้นก็ได้ก้มหน้า เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่กล้าอยู่เหมือนกัน ส่วนแฝดนรกก็จะพอมองดูพากันสะกิดไปมาให้ดูเพื่อนของพวกเขา

       “สรุปว่าเพื่อนสนิทเฮียกูไม่มีอะไรให้หวังว่าเลยว่านั้น” ศศิทัศน์ถาม วีร์ได้แต่ยักไหล่ตอบ “งั้นก็ช่างมัน กูก็รำคาญแม่งเหมือนกัน ทุกวันนี้ยังมาตามตื้อให้กูไปขอไลน์แพรให้อยู่เลย กูละเบื่อ”

       “เออเลิกพูดถึงพี่มันเถอะว่ะ ว่าแต่มันกี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย” วีร์พูดขึ้นพลางควานหาโทรศัพท์เพื่อดูเวลา

       “เกือบ 5 โมงแล้ว มึงรีบกลับหรอ” ศศิทัศน์ที่มีโทรศัพท์ถืออยู่ในมืออยู่แล้ว แค่พลิกดูแล้วตอบเพื่อนไป

       “ป่าว วันนี้พี่กูทำโอ กลับดึก เลยบอกให้กูหาอะไรกินไปเลยก่อนกลับ กูว่าจะแวะไปกินที่ร้านมึงนะไอ้ใหญ่”

       “ก็ อืมม เอาสิ พวกมึงไปด้วยมั้ย จะได้เดินออกไปพร้อมกันเลย”

       “ไม่รู้ว่ะ กูกับไอ้กิ่งกำลังคิดจะไปแวะร้านเกมก่อนกลับ” ชัยทิศก็ทำมือเหมือนกำลังบังคับคอนโซลเกม

       “แล้วมึงเอาไง ไอ้พระยศ ไอ้ต่าย” สุรศักดิ์ถามสองคนที่เหลือ

       “กูไปไม่ได้วะ วันนี้ผู้กำกับฯออกเวร เดี๋ยวกูต้องรีบกลับบ้าน” พระยศบ่นปนเสียดายเวลาสังสรรค์กับเพื่อนๆ

       “ของกูก็ไม่ได้เหมือนกัน วันนี้อาม่านึกคึกลงครัวเอง เมื่อกี้เฮียก็บอกให้รีบกลับบ้านได้แล้วอย่างด่วน โทษทีวะ” วันนี้อาตี๋ก็โดนเรียกตัวเหมือนกัน

       “เฮ้ย! ไม่เป็นไร ตามสบายเลยพวกมึง ไว้คราวหน้าก็ได้ ร้านไอ้ใหญ่ยังไม่รีบย้ายไปไหน” ว่าแล้ววีร์ก็ลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งหยิบกระเป๋าเป้ของตัวเอง “งั้นเดี๋ยวกูไปก่อนนะ”

       “เดี๋ยว!” ศศิทัศน์ร้องเสียงดังขึ้นจนเพื่อนๆทุกคนหันไปมอง “ทุกคนหยุดอยู่กับที่ ห้ามขยับไปไหน”

       เพื่อนแต่ละคนได้แต่มองหน้ากันไปมา เพราะไม่มีใครเข้าใจว่าเพื่อนตี๋ของเขาต้องการอะไรถึงได้ส่งเสียงร้องห้ามออกมาแบบนั้น โดยที่เจ้าตัวหันรีหันขวางมองซ้ายทีขวาทีเหมือนกำลังมองหาอะไรสักอย่างหนึ่ง

       “ฟ่าง” ศศิทัศน์ตะโกนเรียกใครสักคนที่อยู่ในสนามบาสเก็ตบอลติดกัน “ไอ้ฟ่าง ช่วยอะไรกูหน่อย”

       ผู้ถูกเรียกเดินเข้ามาหาอย่างงงๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สนิทสนมคุ้นเคยกันแต่ก็พอจะรู้จักผ่านหน้าผ่านตากันบ้าง

       “มีไรวะ”

       “ถ่ายรูปให้พวกกูหน่อย” ศศิทัศน์บอกพลางยื่นโทรศัพท์มือถือให้คนที่เพิ่งมาใหม่ คนถูกไว้วานก็รับมาอย่างงงๆ แต่ก็ช่วยทำตามที่ได้ถูกร้องขอ “เอาท่านี้เลยนะ” ศศิทัศน์บอกกำกับทั้งคนถ่ายรูปและคนถูกถ่าย

       “พร้อมนะ 1... 2... 3... อีกรูปนึง” แล้วเขาก็ถ่ายรูปซ้ำอีกครั้งให้ไว้สำหรับเผื่อเลือก “อื้อหือ เรียงตามสีผิวเลยหรอมึง” เขาถามก่อนจะคืนโทรศัพท์ให้เจ้าของเครื่องไป

       “ใช่ๆ มันบังเอิญได้พอดี แต้งกิ้วหลายๆ” ศศิทัศน์กล่าวขอบคุณแล้วก็โบกมือลาให้กับที่มาช่วยให้ภารกิจเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วนของเขาลุล่วงไปได้ด้วยดี ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนของเขาเอง

       “ไหนๆ เอามาดูดิ” “เออ.. เอามาดูด้วย” สองแฝดเข้ารีบมารุมดูรูปในทันที

       เป็นรูปพวกเขาที่เรียงตามลำดับ โดยเป็นศศิทัศน์ที่ยืนอยู่ซ้ายสุด ตามมาด้วยสองแฝดนพชัยชัยทิศและพระยศที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ม้านั่งยาว จากนั้นจึงเป็นวีร์และสุรศักดิ์ที่ยืนอยู่ขวาสุดของรูป

       “ส่งให้พวกกูด้วย”

       “ได้ๆ”

       “กูไปได้ยัง” วีร์ถามท่านผู้กำกับการถ่ายรูปประวัติศาสตร์ในครั้งนี้

       “ตามสบาย กูก็จะไปแล้วเหมือนกัน”

       “เออ งั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้” แล้ววีร์ก็ได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ก่อนไป “ไอ้ใหญ่มึง เดี๋ยวเจอกันที่ร้าน กูจะไปรับแพรที่ห้องสมุดก่อน กินเสร็จแล้วเดี๋ยวพ่อเขาจะมารับกลับบ้านด้วยกัน”

       “อืมได้... ห๊ะ อะไรนะ!” สุรศักดิ์ดูรุกรี้รุกรนขึ้นมาทันที

       “กูให้เวลามึงกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด เตรียมตัวเป็นพ่อครัวรอต้อนรับ แต่อย่าช้านะมึง”

       “เดี๋ยวๆ ไอ้วีร์ จริงหรอ เรื่องจริงใช่มั้ย ไอ้วีร์” สุรศักดิ์ตะโกนไล่หลังวีร์ที่เดินไปห้องสมุดแล้ว

*****

       “มาแล้ว มาแล้ว ข้าวหมูแดงหมูกรอบ พร้อมน้ำซุปกระดูกหมูของมึงนะไอ้วีร์ แล้วก็เกาเหลาทะเลลูกชิ้นปลาของแพร” สุรศักดิ์ยกถาดใส่อาหารใบใหญ่มาเสิร์ฟ แล้วจัดแจงวางลงบนโต๊ะตามที่สั่งของแต่ละคน “เรียบร้อย จะเอาอะไรเพิ่มบอกได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” เขายิ้มให้ และกำลังจะเดินออกไป

       “อ้าว! แล้วของมึงอะ ไม่มากินด้วยกันเลยวะ” วีร์ถามเพื่อนซี้ของเขา

       “วันนี้ไม่ได้ว่ะ กูต้องดูร้าน แม่กูนอนป่วยอยู่ข้างบน กูต้องอยู่ช่วยพ่อกูก่อน”

       “อ้อ เหรอ เออๆ เสียดายวะไม่ได้นั่งคุยกัน”

       แล้วสุรศักดิ์ก็โบกไม้โบกมือบอกไม่เป็นไร ก่อนจะเดินกลับไปทำงานต่อ วีร์นึกเสียดายที่ผิดไปจากแผนที่วางไว้ไปสักหน่อย มันเป็นเหตุสุดวิสัยช่วยไม่ได้จริงๆ แต่อย่างน้อยเขาเลือกที่จะนั่งด้านนี้ซึ่งมองไปทางด้านหลังร้าน แล้วให้แพรพรรณนั่งอีกฝั่งซึ่งหันหน้าไปทางหน้าร้าน ที่ตั้งของโต๊ะเตรียมอาหารที่สุรศักดิ์กำลังเดินกลับไปทำงานต่อ โดยอ้างว่าถ้ารถของพ่อแพรพรรณมาถึงจะได้เห็นได้ทันที และอย่างน้อยแพรพรรณก็จะได้เห็นอีกมุมหนึ่งของสุรศักดิ์ ที่ตั้งใจทำงาน และทำจริงๆแถมยังทำได้ดีอีกด้วย

       “ชามะนาว กับนมเย็นค่ะ” เด็กหญิงตัวเล็กๆ เอาน้ำมาเสิร์ฟให้ทั้งสองคน

       “ขอบใจจ๊ะหนูเล็ก แล้ววันนี้ใครไปรับกลับละ” วีร์ถามไถ่น้องนุชคนสุดท้องของบ้านนี้ เขาแวะมากินอาหารที่นี่บ่อยจนคุ้นเคยกับคนบ้านนี้ทั้งบ้าน โดยปกติถ้าไม่ใช่คุณพ่อก็จะเป็นคุณแม่ที่ไปรับสิริศักดิ์กลับ แต่วันนี้ผู้เป็นแม่ไม่สบายผู้เป็นพ่อก็ติดภาระดูแลร้านอีก

       “พี่กลางไปรับกลับมาค่ะ ตอนหนูเล็กเห็นพี่กลางยืนรออยู่ก็ตกใจเลย คิดมีใครเป็นอะไรร้ายแรงแน่ๆ พอพี่กลางบอกว่าแม่ไม่สบายก็รีบกลับกันมาเลย”

       “แล้วนี่แม่เป็นไงบ้างแล้วละ”

       “ก็นอนพักอยู่ข้างบน จริงๆแม่ก็บอกนะว่าดีขึ้นแล้วนะ แต่พ่อไม่ยอมให้ลงมา เลยให้นอนพักต่อ”

       “แล้ววันนี้หนูเล็กช่วยทำอะไรบ้างละหืม”

       “ก็เหมือนปกติชงน้ำ แล้วก็ช่วยพี่กลางเสิร์ฟ เก็บจานเช็ดโต๊ะ ทำหมดยกเว้นชุดใหญ่ยังไม่กล้าเข้าไปทำ” น้องเล็กตอบอย่างแข็งขัน แต่ก็ทำเสียงอ่อยๆในช่วงท้าย

       “อ้าวทำไมละ”

       “โอย ไม่ไหวอะพี่วีร์ หม้อต้มร้อนมาก ไม่กล้าเข้าใกล้เลย” สิริศักดิ์ลากเสียงยาวย้ำเป็นหนักเป็นแน่นว่าไม่แน่นอน

       “หนูเล็ก! มารับออร์เดอร์หน่อยเร็ว” เสียงคุณพ่อเรียกเมื่อเห็นว่ามีลูกค้าใหม่เข้ามาในร้าน

       “ค่า... หนูเล็กไปทำงานต่อนะพี่วีร์”

       “จ๊ะ เอาเลย อ้อ เดี๋ยว!” วีร์เรียกตัวเด็กน้อยเอาไว้ก่อน “พี่ลืมไป นี่พี่แพรนะ เพื่อนพี่ เรียนอยู่ห้องเดียวกันกับพี่แล้วก็พี่ใหญ่ด้วย”

       “สวัสดีค่ะ” “สวัสดีค่ะ”

       “งั้นหนูเล็กไปก่อนนะ ถ้าว่างแล้วเดี๋ยวมานั่งคุยต่อ” วีร์พยักหน้าและยิ้มให้

       “บ้านนี้เลี้ยงลูกเก่งเนอะ เป็นงานกันหมดทุกคนเลย” แพรพรรณมองดูแต่ละคนในร้านต่างช่วยกันทำงาน

       “ใช่ ขยันขันแข็งกันทุกคน ใหญ่มันก็ช่วยตั้งแต่เช้าทุกวันก่อนไปโรงเรียนนะ ที่เห็นว่ามันไปสายบ่อยๆทั้งๆบ้านมันอยู่หน้าโรงเรียนก็เพราะเหตุนี้แหละ ช่วยจนนาทีสุดท้ายถึงจะหยิบกระเป๋าแล้ววิ่งข้ามฝั่งไป ทันบ้างไม่ทันบ้าง” วีร์ค่อยๆเขี่ยเนื้อหมูที่ติดซี่โครงกระดูกออก เพราะมันเปื่อยอร่อยถูกใจเป็นที่สุด “อันที่จริงลูกจ้างลูกหาบเขาก็มีนั่นแหละ แต่พ่อแม่เขาฝึกลูกเขามาดี ให้รู้จักทำงานกันตั้งแต่เด็กๆ ขนาดชั้นยังอายเลย เมื่อก่อนแค่อยู่บ้านเฉยๆก็ไม่ค่อยได้ทำอะไร แต่ว่าตอนนี้มันไม่ได้ เพราะอยู่กันแค่สองคนพี่น้อง ถ้าไม่ลงมือทำกันก็ไม่มีใครทำเลย” วีร์พูดแล้วก็นึกขำตัวเอง “เป็นไง อร่อยอย่างที่บอกมั้ย”

       “อืมม อร่อย ไม่น่าเชื่อเนอะ ชั้นอยู่มาตั้งนานแต่ไม่เคยแวะกินที่นี่เลย แกมาไม่กี่เดือนรู้จักแถวนี้ดีกว่าชั้นซะอีก”

       “ก็พ่อแกไปรับไปส่งตลอดเลยนิ มันไม่แปลกหรอก”

       “นี่ถ้าไม่ได้แกนะ อย่าว่าแต่มานั่งกินอย่างนี้เลย ชั้นจะไปเดินห้างเองก็ไม่มีทางได้ไป นอกจากพ่อจะพาไปเอง”

       “พ่อแกบางทีก็ดูแปลกนะ จะไปเที่ยวเฉพาะผู้หญิงด้วยกันเองก็ไม่ให้ไป กลัวจะเกิดอะไรขึ้นแล้วจะดูแลกันเองไม่ได้ จะให้ออกไปกับผู้ชายก็ยิ่งไม่ได้เข้าไปใหญ่อีก สรุปไม่ให้ออกไปกับใครเลย”

       ทั้งสองคนได้แต่ยักไหล่กับความคิดของผู้เป็นพ่อ

       “จะว่าไป เขาก็คงหวงของเขานั่นแหละ ตามประสาผู้ชายเจ้าชู้มาก่อนเลยรู้ดีกว่าใคร กลัวกรรมจะมาตกกับลูกสาวตัวเอง” แล้วทั้งสองคนก็ยิ้มให้กัน เป็นอันตกลงว่าเข้าใจตรงกัน

       ไลน์! … ไลน์! ไลน์!

       เสียงเตือนว่ามีข้อความไลน์เข้ามา ทั้งสองจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เครื่องของแพรพรรณนั้นไม่มีอะไร จึงหันไปมองที่เครื่องของวีร์ ซึ่งยังเห็นกล่องข้อความลอยอยู่ ชื่อของ ‘วีรมาตุ ราวัณ’ เห็นเด่นชัดมาแต่ไกล วีร์เห็นเช่นนั้นก็เก็บโทรศัพท์กลับเข้าที่เดิม ไม่ได้เปิดดูข้อความแต่อย่างใด

       ไลน์!

       แพรพรรณได้แต่นึกขำเพื่อนตัวเอง “ไม่คิดจะเปิดอ่านจริงๆหรอ ส่งมารัวๆขนาดนั้น อาจจะมีเรื่องสำคัญละมั้ง”

       “ไม่หรอก ตอนนี้บ้านนั้นคงจะยุ่งๆกันอยู่ ไม่มีเรื่องด่วนอะไรอื่นหรอก” วีร์ตอบพลางก้มหน้าตักอาหารกินไปพลาง แต่เมื่อเงยหน้ามาก็เห็นแพรพรรณจ้องมองดูเขาอยู่ “ทำไมหรอ”

       “มีความรู้เรื่องในบ้านเขาดีอีกนะ” แพรพรรณเอ่ยแซวเพื่อนตรงหน้า

       “ก็ไอ้ต่ายมันบอกเองว่าต้องรีบกลับบ้านไปให้พร้อมหน้าครบทุกคน เพราะวันนี้อาม่าเป็นคนลงมือทำอาหารเอง ห้ามใครมีธุระอื่นเด็ดขาด” วีร์อธิบายพร้อมยักไหล่ หมายจะแสดงเหมือนว่าเป็นเรื่องทั่วไปที่เพื่อนคนไหนก็รู้เหมือนกัน เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรพิเศษไปมากกว่าคนอื่น

       “อะจะ ก็ไม่ได้ว่าอะไรนิ” แพรพรรณตอบกลับพร้อมอมยิ้ม

       “อย่าแซว”

*****

วีรมาตุ ราวัณ:
อยากกินข้าวหมูแดงหมูกรอบจังเลย
จะมีใครชวนไปกินบ้างมั้ยเน้อ
ฮัลโหล ฮัลโหล ไม่ตอบกลับเลย น้อยใจนะเนี่ย
พี่แซวเล่นขำๆ ไม่ต้องคิดมากนะ 555555

*****

[อ่านต่อด้านล่าง]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-04-2021 23:32:59 โดย sarawit »

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: Replaceable Love - รัก...แทนกันได้
«ตอบ #4 เมื่อ04-04-2021 13:38:36 »

       “ไอ้วีร์ พอดีเลย มานี่ดิ” ทันทีที่เขาเดินเข้าไปให้ห้องเรียน ก็มีคนเรียกชื่อเขาในทันที ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ไอ้ตี๋หนุ่มโอปป้าประจำห้องที่มาถึงโรงเรียนแต่เช้าก่อนใครเพื่อนนั่นเอง

       “อะไร มีอะไรมึง” วีร์สะพายเป้ไว้ที่พนักเก้าอี้ตัวประจำของเขาแล้วจึงเดินไปหาศศิทัศน์ที่นั่งอยู่หลังห้อง

       “มีคนฝากมาถาม” แล้วศศิทัศน์ก็กัดแซนด์วิชคำใหญ่ เคี้ยวตุ้ยๆอยู่นานก็ไม่ยอมพูดต่อเสียที วีร์ได้แต่มองหน้าหวังกดดันให้เขารีบพูด เมื่อไม่ได้ผลเขาจึงคิดจะเดินกลับไปยังโต๊ะของตัวเอง

       “เดี๋ยวสิมึง” ศศิทัศน์รีบคว้าแขนเพื่อนไว้ก่อน

       วีร์มองหน้าเพื่อนด้วยสีหน้าที่เอือมระอา

       “ก็มีคนฝากมาถามว่า...”

       “ถ้าจะยึกยักอีกนาน ค่อยมาบอกกูพรุ่งนี้ก็ได้นะ” แล้ววีร์เดินออกไปจริงๆ แต่ศศิทัศน์ก็รีบฉุดแขนเพื่อนรั้งเอาไว้

       “กูบอกแล้ว กูบอกแล้ว แป๊ปนึง” ศศิทัศน์หยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดปากและเช็ดมือก่อนจะพูดต่อ “มีคนฝากมา ว่าทำไมมึงไม่ยอมอ่านไลน์เขาสักทีวะ”

       “ใครวะ” คำตอบของวีร์ทำเอาเพื่อนของเขากรอกตามอง

       “ก็ใครบ้างละที่มึงไม่ได้อ่านไลน์เขา”

       “ก็เยอะอยู่ จะเอาคนไหนละ” วีร์ยักไหล่ตอบไปด้วย

       “คร๊าบ พ่อคนหล่อเลือกได้ ก็อาเฮียของอั้วนี่ไงที่ฝากถามมา”

       “ก็อาเฮียของลื้อ ส่งมาแต่ละอย่าง มีแต่อะไรไม่รู้เลี่ยนๆทั้งนั้น หาสาระอะไรไม่ค่อยได้ กูเลยขี้เกียจเปิดไปดู อ่านมั้งไม่อ่านมั้งแล้วแต่อารมณ์”

       “แล้วช่วงสามสี่วันนี้ มึงอารมณ์ไหนวะ เฮียบอกว่ามึงไม่อ่านไลน์เขามาหลายวันแล้ว”

       “กูไม่ว่าง” วีร์ตอบสั้นๆ เพราะมันก็ไม่มีเหตุผลอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว

       “มึงจะยุ่งอะไรนักหนาว่ะ กะแค่เปิดอ่านไลน์”

       “ก็กูบอกแล้วว่าเฮียของมึงส่งมาเรื่องไร้สาระ เสียเวลาอ่าน กูมีเรื่องต้องจัดการเยอะแยะ วันหยุดยาวสุดสัปดาห์นี้พ่อแม่กูจะขึ้นมาอยู่ด้วย เลยต้องเตรียมอะไรหลาย”

       “อ้าวหรอ เออๆได้ เดี๋ยวกูบอกเฮียให้”

       “งั้นกูฝากบอกไปด้วยเลยทีเดียวนะ” ศศิทัศน์พยักหน้าเตรียมรอรับข้อความฝาก “บอกว่าถ้าจะคุยกันดีๆปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป กูไม่มีปัญหาอะไร กูคุยด้วยได้ แต่ไอ้พวกคำคมไร้สาระกลอนเพลงยาวน้ำเน่าทั้งหลายแหล่ ไม่ต้องส่งมาอีก กูไม่อินด้วย กูรำคาญ ตามนี้นะ” วีร์ยิ้มให้แล้วก็เดินออกมา แต่ก็ต้องหันหลังกลับมากับคำตอบของเพื่อนสนิท

       “ได้ๆ เดี๋ยวกูบอกเฮียให้ว่ามึงคิดถึงเหมือนกัน”

       “งั้นเอาสั้นๆง่ายๆ ถ้าจะส่งอะไรแบบนี้มาอีก กูบล็อคแน่ โอเคนะ”

       “โอเค คราวนี้เก็ตเลย ชัดเจน แจ่มแจ้ง ไม่มีข้อสงสัยใดใดทั้งสิ้น” ศศิทัศน์ตอบพร้อมทำมือเครื่องหมายโอเค “แต่เอาจริงๆนะมึง เฮียกูมีหวังอะไรมั้ย” ศศิทัศน์เองก็ไม่คิดว่าอยู่ๆเฮียสุดที่รักของเขาที่ไม่เคยมีท่าทีว่าจะสนใจใคร จะมาบอกว่ารู้สึกชอบเพื่อนของเขาอยู่ คาดคั้นกันอยู่นานกว่าจะยอมปริปากว่าเป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ซึ่งก็มีแต่นายวีร์เท่านั้นที่เป็นเด็กเข้ามาใหม่ในห้องเขา แถมยังขอไม่ให้เขาเอาเรื่องไปบอกกับป๊าและม้า กลัวจะตกใจกันใหญ่ว่าลูกชายคนโตของบ้านจะไปรักกับผู้ชายด้วยกัน

       วีร์มองดูสีหน้าเพื่อนแล้ว คงต้องการคำตอบอย่างจริงจังจริงๆ “มันก็แล้วแต่ว่าเฮียมึงหวังอะไรจากกู ถ้าพูดคุยปกติเหมือนคนรู้จักกันทั่วไป ใครคุยมาดีด้วยกูก็คุยดีกลับหมด แต่ถ้าเฮียมึงหวังถึงขนาดว่าคุยไปเรื่อยๆแล้วกะจะสานสัมพันธ์พัฒนาต่อไปมากกว่าแค่พี่ของเพื่อนหรือเพื่อนของน้องละก็...” แล้ววีร์ก็ส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ

       “โหย คือโอกาสสักนิดที่มึงจะมาเป็นอาซ้อกูนี่ไม่มีเลยหรอวะ” วีร์ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเดิม “กูนี่ลุ้นคู่มึงมากกว่าคู่ไอ้ใหญ่อีกนะ แต่มึงมาไม้นี้ดูท่าทางแล้ว กลายเป็นไอ้ใหญ่จะลุ้นง่ายกว่ากันเยอะ”

       “ไปลุ้นไอ้ใหญ่เถอะมึง กูก็พยายามช่วยๆมันอยู่ กูคิดจะชวนแพรไปกินข้าวที่ร้านมันบ่อยๆ อาทิตย์ก่อนที่พาไปครั้งแรกจังหวะไม่ดีนิดหน่อย”

       “เออๆ วันนั้นเป็นไงบ้างวะ มีอะไรเด็ดๆปะ”

       “ไม่มี” ศศิทัศน์ทำหน้าเซ็งไปทันที “ก็แม่มันไม่สบาย มันต้องไปช่วยพ่อมันขายของ เลยไม่มีเวลามาคุยกัน แต่ก็ดีไปอย่างให้แพรนั่งดูมันทำงานในร้านเพลินๆไปแทน”

       “มันก็เลยสวมบทเชฟมือหนึ่ง ปรุงเองทุกเมนูเลยละสิ”

       “เอ้า มันแน่นอนอยู่แล้ว มึงต้องได้เห็นหน้ามันตอนแพรชมว่าอาหารอร่อยดี กูละหมั่นไส้”

       “มึงหมั่นไส้ใครวะ” วีร์พูดจบปุ๊บเจ้าตัวโผล่มาปั๊บในทันที

       “ก็มึงไง ตายยากนะเนี่ยพูดถึงก็มาทันที” ศศิทัศน์ตอบผู้มาใหม่แทนเพื่อน

       “แค่เขาชมว่าทำอาหารอร่อยเข้าหน่อย ก็ลอยเชียวนะมึง” วีร์เอ่ยเสริมขยายเหตุของความหมั่นไส้ให้เจ้าตัวได้เข้าใจ

       “อ๋อแพรนะหรอ กูทำอร่อยอยู่แล้ว” สุรศักดิ์ทำท่าทางมั่นใจที่ดูแล้วยิ่งน่าหมั่นไส้เข้าไปใหญ่

       “ตอนแรกกูกว่าจะชวนพวกมึงไปทำรายงานที่บ้านกูสุดสัปดาห์นี้ กูว่ากูเปลี่ยนใจดีกว่า” วีร์พูดพลางกอดอกวางท่าทางเหมือนถือไพ่เหนือกว่าอยู่ในมือ

       “อ้าว ไหนว่าพ่อแม่มึงจะขึ้นมาหาไม่ใช่หรอ” ศศิทัศน์เป็นคนถาม

       “จริงดิ พ่อแม่มึงจะขึ้นมาหรอวะ” สุรศักดิ์ได้ยินดังนั้นก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย

       “ก็เออ”

       “แล้วไม่ไปรบกวนเวลาครอบครัวมึงหรอ นานๆจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสักที” ศศิทัศน์ถามด้วยความเป็นห่วงว่าช่วงเวลาสำคัญของเพื่อนจะเสียไป

       “ก็แค่วันเสาร์ แล้วกูก็บอกพ่อแม่กูไปแล้ว เขาก็ไม่ว่าอะไร นี่ก็บอกให้กูกับพี่กูเตรียมของไว้บ้างแล้ว เดี๋ยวแม่กูจะมาทำแกงใต้ให้กินกัน อีกอย่างพอเปิดมาวันอังคารก็ต้องส่งรายงานเลยไม่ใช่หรอวะ”

       “เออว่ะ เกือบลืมไปแล้วว่าต้องส่งอังคารหน้า แต่ว่า...คู่ทำรายงานวิชานี้ของมึงคือแพรไม่ใช่หรอวะ” ศศิทัศน์ถามพร้อมหันไปมองสุรศักดิ์ ที่เหมือนจะเพิ่งนึกได้เช่นกัน

       “ก็ใช่ไง แพรไปขอพ่อเขาเรียบร้อยแล้ว และพ่อเขาก็อนุญาตเพราะวันนั้นที่บ้านไม่ได้มีแค่หนุ่มๆอยู่กันสองคน แต่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย พ่อแพรเขาจะเดินมาส่งเองที่บ้านกู ถือโอกาสแวะทักทายพ่อแม่กูด้วย แล้วค่อยมารับกลับตอนเย็น”

       “งั้นกูไป” สุรศักดิ์รีบตอบในทันที “ว่าไงมึง”

       “มึงไปกูต้องไปด้วยมั้ยวะ กูทำคู่กับมึงนิ” ในเมื่อทางเลือกมีแค่นั้น ศศิทัศน์เองก็ต้องตอบตกลงตามไปด้วย

       “งั้นพวกมึงก็ไปบอกที่บ้านไว้ก่อนก็แล้วกัน เผื่ออยากจะค้างคืนต่อเลย”

       “กูว่าไม่ดีกว่า แค่นี้ก็เกรงใจพ่อแม่มึงจะแย่แล้ว” สุรศักดิ์หันไปพยักหน้ากับศศิทัศน์ซึ่งก็เห็นด้วยเหมือนกัน

       “ก็อืม แล้วแต่พวกมึงละกัน แล้วก็อย่าลืมบอกพวกไอ้แฝดกับไอ้พระยศด้วยละกัน”

       “ไอ้แฝดกูว่ามันไปอยู่แล้ว แต่ไอ้พระยศมันทำรายงานคู่กับเปิ้ล กูไม่แน่ใจว่ะ หรือมึงจะชวนเปิ้ลไปด้วย แต่กูว่าเขาคงไม่ไปหรอก ดูท่าทางเขาจะไม่ค่อยชอบหน้าแพรสักเท่าไหร่ว่ะ”

       “ทำไมวะ” วีร์ถามด้วยความสงสัย เขาเพิ่งจะรู้ว่ามีคนไม่ชอบแพรพรรณอยู่บนโลกนี้ด้วย

       “ก็...” ศศิทัศน์มองหน้าสุรศักดิ์ ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเล่าหรือไม่เล่าดี “คือว่าเปิ้ลไปแอบชอบเฮียหมู”

       “ห๊ะ เฮียหมูเนี่ยอะนะ มันมีอะไรดีวะ”

       “มึงนี่ก็ ยังไงเฮียหมูก็เป็นถึงนักฟุตบอลโรงเรียนนะมึง” สุรศักดิ์เตือนความจำให้เพื่อนตัวเองรู้

       “เออใช่วะ กูลืม”

       “ต่อนะ... ก็นั่นแหละ เปิ้ลแอบชอบเฮียเขา แต่เฮียแกดันมาชอบแพร แล้วแพรก็ไม่ได้คิดจะสนใจไง แล้วพอดันมีข่าวหลุดว่าไอ้เชี่ยนี้ไปชอบแพรอีกคน” ศศิทัศน์หมายถึงเจ้าเพื่อนตัวใหญ่สมชื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ “เปิ้ลก็เลยแบบ จะกั๊กไว้ทำไม ไม่ได้ชอบเขาก็ปล่อยเขาไปสิ”

       “แต่แพรไม่อะไรเลยกับพี่เขานี่หว่า” วีร์เองยังงงกับเหตุผลที่ไม่ชอบแพรพรรณ

       “ก็มึงสนิทกับแพร มึงก็มองจากมุมของแพรไง แล้วก็... นั่นแหละ” ศศิทัศน์พยายามแอบขยิบตาให้วีร์พร้อมทั้งผงกหัวไปทางเพื่อนอีกคนโดยไม่ให้เจ้าตัวรู้ วีร์เองก็เหมือนจะอ่านออกว่าศศิทัศน์พยายามบอกอะไรแต่เพื่อความแน่ใจ จึงขมวดคิ้วมองหน้าศศิทัศน์พร้อมแอบทำสัญญาณมือชี้ไปที่สุรศักดิ์ ศศิทัศน์ก็พยักหน้ารับเล็กน้อย เขาจึงทำปากและมือโอเคเป็นอันรับรู้กัน ว่าท้ายที่สุดแล้วฝ่ายหญิงก็มาแอบชอบสุรศักดิ์ด้วยอีกคน ซึ่งสุรศักดิ์ก็มาชอบแพรพรรณอีกนั่นเอง เรื่องมันเลยซับซ้อนดีแท้ “นั่นแหละ ประมาณนั้นเลย”

       “เอาเถอะ ชวนมันก่อนแล้วกัน ไปนั่งเล่นเฉยๆก็ได้ ให้มันค่อยหาเวลาอื่นไปทำรายงานกับเปิ้ลก็ได้”

       “อืม ก็คงต้องเป็นแบบนั้น” แล้วศศิทัศน์ก็กำลังทำท่าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

       “ทำไม มีอะไรอีกวะ” วีร์ถามด้วยความสงสัย

       “กูก็กำลังคิดอยู่ว่ากูจะไปบ้านมึงยังไงดี วันหยุดป๊ากับม้ากูไม่ค่อยจะออกไปไหน คนที่มีใบขับขี่และพอจะไปส่งกูได้ก็มีแต่...”

       “พูดชื่อออกมาเลยก็ได้มั้งมึง กูก็ไม่ได้ว่าอะไร”

       “หมายถึงอาเฮียกูไปได้”

       “เออ”

       “แน่นะ”

       “ก็เออไง”

       “ไปเจอหน้าไปไหว้พ่อแม่มึง”

       “มีอะไรอีกมั้ย”

       “ไปกินกับข้าวฝีมือแม่มึงด้วย”

       “ไปส่งอย่างเดียวพอ ให้แค่เจอหน้าทักทายแล้วกลับเลย”

       “โอเค แค่นั้นกูก็ได้คนขับรถไปส่งให้ฟรีๆแล้ว”

       “เป็นน้องที่ประเสริฐจริงๆเลยมึง”

       “แน่นอน พูดถึงของกินกูหิวว่ะ ก่อนออกจากบ้านยังไม่กินอะไรเลย แซนด์วิชชิ้นเดียวมันไม่อิ่มว่ะ ไปหาอะไรกินกันไป”

       “แล้วไม่แวะมาบ้านกูก่อน ร้านกูเปิดแต่เช้ามืด จะได้เดินเข้าโรงเรียนพร้อมกันด้วย”

       “เออว่ะ ทำไมกูคิดไม่ออกวะ”

       “มึงมันโง่ไง” สุรศักดิ์ใหญ่เกร็งปากห่อเน้นสระโอให้ได้ยินชัดๆ

       “ไอ้เชี่ยใหญ่ กูตัดชื่อมึงออกจากรายงานกูนะ”

       “งุ้ย ใหญ่ขอโต๊ดพี่ต่ายก๊าบ ใหญ่ผิดไปแล้ว พี่ต่ายยกโทษให้ใหญ่ด้วยก๊าบ” สุรศักดิ์พูดพลางพร้อมลงไปนั่งกอดขาเพื่อนกระต่ายสุดที่รัก พลันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคัก ทั้งสามคนจึงหันไปดู

       “อ้าวแพร เอ่อ ชั้นกำลังจะลงไปหาอะไรกินกัน ไปด้วยกันป่าว” วีร์เอ่ยชวน

       “ชั้นกินเรียบร้อยแล้ว แกไปเหอะ” แพรพรรณพูดไปอมยิ้มไป

       “หรอๆ งั้นชั้นไปก่อนนะ ไปกันพวกมึง” วีร์หันไปเรียกเพื่อนก่อนจะเดินออกจากห้องไป โดยมีศศิทัศน์เดินตามไปติดๆ ทิ้งสุรศักดิ์ยืนรั้งท้ายไว้

       “เราไปก่อนนะ” แพรพรรณแค่เพียงยิ้มตอบกลับมา ก่อนที่ทั้งสามจะหายไปจากประตูห้องแต่ก็ยังได้ยินเสียงโวยวายลอยมา

       “ไอ้เชี่ย ทำไมพวกมึงไม่บอกกูวะ”

       “แล้วกูจะรู้มั้ยว่าเขาเดินเข้ามาตอนไหน”

       “ทำไงดีวะเนี่ย”

       “มึงเล่นใหญ่เองนะ โทษใครไม่ได้”

*****

[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1
 :pig4:
 :3123:
ติดตามค่ะ

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 449
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
บทเหมือนจะชี้บอกว่าพระเอกคือเฮียหมู :hao4: เฮียวีก็แห้วอะดิไม่น๊าาาาาา :ling1:

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
3. จุดเริ่มต้น

       “โอย อิ่มมาก อิ่มท้องตึงจนอยากจะนอน ไม่อยากจะทำรายงานต่อแล้ว”

       “เอาเลย เดี๋ยวกูลบชื่อมึงออกก่อนสั่งพิมพ์ แล้วเข้าเล่มพร้อมส่ง ให้มึงไปรู้เอาตอนคะแนนออกทีหลัง”

       “ไอ้เชี่ยต่าย กูพูดเล่นมั้ย เอามาจะให้กูทำอะไรอีก ว่ามา”

       หลังจากที่ไปพักกินข้าวกลางวันกันมา วีร์และบรรดาเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นสุรศักดิ์ ศศิทัศน์ พระยศ คู่แฝดนพชัยและชัยทิศ รวมถึงแพรพรรณที่มารวมตัวกันเพื่อทำงานรายงานที่บ้านของวีร์ ก็เริ่มลงมือทำงานของแต่ละคนที่ค้างไว้ตั้งแต่เช้าต่อ โดยอยากจะให้เสร็จกันภายในวันนี้เลย

       “แต่แม่มึงทำกับข้าวอร่อยจริงวะ น่าจะไปเปิดร้านได้เลยนะ”

       “หึ มึงเคยถามพ่อแม่มึงมั้ย แบบว่าถ้าไม่ลำบากอะไรแล้ว อยู่ได้สบายๆ ปิดร้านพรุ่งนี้ได้เลย ปิดแบบเลิกกิจการไปเลย จะทำมั้ย”

       “ปิดเลยทันที” สุรศักดิ์ตอบกลับในทันทีแบบไม่ต้องคิด

       “ก็เสียงดังฟังชัดดีนิ”

       “พ่อกูพูดอยู่เรื่อยๆนั่นแหละ แต่ก็นะ มันยังต้องกินต้องใช้ ก็ทำต่อไป”

       “ทำร้านอาหารมันเหนื่อยขนาดนั้นเลยหรอวะ” พระยศพยายามนึกถึงสภาพที่ร้านของใหญ่ พลางถือหนังสือที่อ่านค้างไว้อยู่ในมือ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ชวนคู่ทำรายงานมาทำด้วยกันที่บ้านของวีร์ แต่ก็แบ่งส่วนงานที่ต้องทำของแต่ละคนไว้แล้ว จึงค่อยส่งไปรวมไฟล์งานภายหลัง

       “เมื่อก่อนเหนื่อยกว่านี้อีกมึงเอ้ย! เพราะร้านกูเปิดแต่เช้ามืด มีคนมากินก่อนไปทำงานเยอะ เลยต้องรีบเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนไก่โห่ แล้วก็เปิดขายเรื่อยไปจนถึงค่ำสองทุ่ม ถึงจะปิด แล้วก็ต้องรีบเก็บกวาดของให้เสร็จ จะได้ไปพักผ่อน เพราะเดี๋ยวก็ต้องรีบตื่นแต่เช้ามืดอีก ขนาดว่าเดี๋ยวนี้จ้างคนงานมาช่วย แล้วก็ปิดช่วงบ่าย แต่ก็ยังเหนื่อยอยู่ดี” สุรศักดิ์สาธยายความลำบากของครอบครัวเขาให้เพื่อนๆฟัง ว่าก่อนที่จะมีอย่างเช่นทุกวันนี้ได้นั้นเป็นมาอย่างไร

       “แล้วมึงจะยังอยากให้แม่กูมาเปิดร้านให้เหนื่อยอีกเนี่ยอะนะ”

       “จะให้แม่เปิดร้านอะไร” หญิงสูงวัยเดินถือถาดผลไม้มาให้เด็กๆที่กำลังทำงานกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ที่เดินตามมาด้วยคือชายวัยใกล้เคียงกันเดินถือถาดผลไม้มาอีกหนึ่งถาด “เอานี่ เอาไว้กินเล่น ให้ปากขยับจะได้ไม่ง่วง”

       “ขอบคุณครับ” “ขอบคุณค่ะ”

       ถาดผลไม้ที่ถือมาแบ่งเป็น ผลไม้ที่ต้องปอกต้องเฉาะอย่าง มะม่วงมัน ฝรั่ง และชมพู่ กับพวกที่หยิบกินได้เลยเลยตะลิงปลิง และมะยม ใส่รวมมาในถาดเดียวกัน ส่วนอีกถาดเป็นผลไม้ที่ปอกเปลืองได้โดยง่ายอย่าง เงาะ มังคุด และลองกอง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลไม้ที่ปลูกที่บ้านเดิมของครอบครัววีร์

       “พวกนี้มันบอกว่าแม่ทำอาหารอร่อย น่าจะไปลองเปิดร้านขายข้าวแกงดู” วีร์อธิบายให้คนเป็นแม่ฟัง

       “แล้วนุ้ยจะให้แม่ทำหรอ” คุณแม่ถามความเห็นจากลูกชายคนเล็กสุดของบ้าน ซึ่งเจ้าตัวก็ส่ายหน้าทันทีทันใด

       “ไม่อะ นุ้ยว่ามันเหนื่อยเกินไป”

       สองคนฝาแฝดได้ยินคำพูดแทนตัวระหว่างแม่ลูกก็ทำท่าทางล้อเลียน จนวีร์หันมามองตาเขม็ง แต่ก็ยังไม่เลิกทำ

       “โหยมึง กูไม่ได้หมายถึงแบบเปิดร้านใหญ่โต” สุรศักดิ์รีบพูดแย้ง “เอาแบบทำตามออเดอร์ไง เปิดเฟชเปิดไอจี แล้วรับออเดอร์เอา วันนึงๆก็จำกัดจำนวนไปว่าทำให้ได้เท่าไหร่ เก็ตมั้ยมึง” แล้วสุรศักดิ์ก็หันไปอธิบายให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฟังต่อ “แบบที่ดาราบางคนทำไงครับแม่ บอกกันไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะรับออเดอร์วันนั้นวันนี้ จะมีกับข้าวกี่อย่างอะไรบ้าง แต่ละอย่างรับสูงสุดไม่เกินกี่ชุด ถ้าเต็มก็คือเต็มไม่มีเพิ่ม แบบนี้เราจะกะปริมาณของที่ต้องเตรียมมาทำสดๆไว้ได้ก่อนล่วงหน้า แล้วก็จะไม่เหนื่อยมากด้วย เพราะเรารู้ตัวเองว่าทำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น น่าสนใจนะครับแม่” สองคนสามีภรรยาได้ยินดังนั้นก็หันมามองหน้ากัน มันก็เป็นความคิดที่ดีอย่างหนึ่ง

       “อย่างของที่บ้านผม ก็มีรับออเดอร์เหมือนกัน ถ้าเล็กๆน้อยๆ ก็ทำจัดชุดแล้วให้คนเอาไปส่ง แต่ถ้าเยอะๆแบบไปออกงานตามที่ต่างๆ ก็จะปิดร้านไปเลย ติดป้ายบอกลูกค้าไว้ล่วงหน้าว่าวันไหนหยุด เขาจะได้ไม่มาเก้อ” สุรศักดิ์อธิบายเพิ่มเติม

       “ก็ดีนะ แต่พ่อว่าคงไม่ทำตอนนี้หรอก เอาไว้ลองทำหลังเกษียณฯ ไว้แก้เหงา ก็ไม่เลวเหมือนกัน”

       “เป็นคนมีความคิดดีนะเราน่ะ” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากชม

       “แหม พอโดนชมเข้าหน่อย ตัวลอยเชียวนะมึง” “ชมว่ามีความคิดดี?” “ป่าว ชมว่ามันเป็นคน” “ผ่าง!” “แฮ่” “ทีกับเรื่องเรียนเอาได้อย่างนี้มั้งสิวะ” ปากของแฝดนรกเริ่มทำงาน แม้จะเป็นต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ก็ตาม

       “ก็เรื่องเรียน กูมีพี่ต่ายเป็นพึ่งอยู่แล้วนี่คร๊าบ” ศศิทัศน์พยายามโบกไม้โบกมือขยับมือหลีกเลี่ยงการเกาะแกะของเพื่อนตัวโตออก ทุกคนเห็นแล้วก็ต่างพากันหัวเราะ

       “เอาละ แม่กับพ่อไม่กวนแล้ว ตั้งใจทำงานให้เสร็จนะจ๊ะ” คุณแม่พูดพลางยิ้มไปด้วย “อ้อ แพร เดี๋ยวคุณพ่อจะมารับหนูกลับตอนกี่โมงจ๊ะ”

       “น่าจะประมาณ 4 โมงค่ะ เพราะว่าเดี๋ยวที่บ้านจะออกไปกินข้าวเย็นกันข้างนอกค่ะ” คุณแม่พยักหน้ารับรู้

       “เอาละเชิญตามสบายนะ ผลไม้ ลูกๆกินให้หมดไปเลย ถ้าไม่พอก็ไปเอาในครัวได้อีกนะ”

       “ครับ” “ค่ะ”

       แล้วสองสามีภรรยาก็เดินกลับออกไป ปล่อยให้เด็กๆได้ทำงานกันจนเสร็จ

*****

       เวลาผ่านไปจนถึงตอนเย็นแล้ว วีร์และแพรพรรณที่พิมพ์รายงานลงในคอมพิวเตอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่างช่วยกันตรวจดูเนื้อหาอีกครั้งจนถูกต้องครบถ้วนแล้วจึงได้สั่งพิมพ์ลงบนกระดาษเพื่อจัดรูปเล่มรายงานพร้อมส่งในเช้าวันอังคาร

       “โห ไอ้วีร์ ชื่อมึงเจ๋งดีว่ะ โคตรเท่เลย” หนึ่งในฝาแฝดหยิบกระดาษที่เป็นหน้าปกรายงานขึ้นมาอ่านดู “ไหนๆ ดูด้วย เจ๋งยังไงวะ” คู่แฝดอีกคนรีบเดินเข้ามารับลูกต่อ

       “V Vorarania” แฝดพี่สะกดชื่อของวีร์ออกเสียงดัง “ชื่อมึงสะกดอย่างนี้จริงเด่ะ” แฝดน้องก็หันไปถามเจ้าตัว

       “อืม” วีร์ตอบยืนยันเพียงสั้นๆ

       “สะกดตัว V ตัวเดียวเลยเนี่ยอะนะ” ศศิทัศน์ถามแทนเพื่อนๆที่ทั้งสงสัยและทึ่งในเวลาเดียวกัน “เห็นชื่อในไลน์ของมึงยังสะกดว่า Veera อยู่เลย”

       “เอาบัตรประชาชนกับบัตรนักเรียนของกูไปดูมั้ย” วีร์ตอบยืนยันพร้อมยักไหล่ราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย “ก็ของพี่ธีร์ ก็สะกดตัว T ตัวเดียวเหมือนกัน ของกูเลยใช้แค่ตัว V ตัวเดียวตาม ส่วนไลน์ส่วนตัวของพี่ธีร์ก็สะกดว่า TeeraVorra เหมือนกัน กูก็เลยเอาตามด้วยเลย” วีร์อธิบายเพิ่มเติมเพื่อคลายข้อสงสัย

       “แต่นามสกุลมึงก็สะกดแปลกว่ะ” ศศิทัศน์ถามต่อพร้อมกับรับปกรายงานของวีร์และแพรพรรณที่ส่งต่อๆกันมาดูด้วยตาตัวเอง “มันจะอ่านยังไงวะ”

       “ก็อ่านเน้นที่คำว่า ‘ran’ ไง เป็น รัน อิ อา อ่านรัวๆเดี๋ยวมันก็ออกเสียง วรรัญญา ได้เอง” เพื่อนๆต่างพยักหน้าและลองออกเสียงสะกดกันดู “ไม่ต้องถามว่าทำไมสะกดแบบนี้เพราะกูไม่รู้ เขาเขียนต่อๆกันมาอย่างนี้ กูแค่เขียนตาม”

       หลายคนก็พยักหน้ารับกันไป แต่ยังไม่ทันจะได้พูดคุยอะไรกันต่อ ก็มีเสียงเรียกดังมาจากหน้าบ้านซะก่อน

       “แพร งานเสร็จแล้วยังลูก” ชายวัยกลางคนยืนอยู่ตรงหน้ารั้วบ้าน ชะเง้อมองดูข้างในหาคนที่เขามารับกลับตามเวลาที่ได้บอกไว้

       “ขาพ่อ อีกแป๊ปนึงค่า เกือบจะเสร็จแล้วค่ะ” เด็กสาวรีบเดินมาโผล่หน้าที่ประตูบ้านพร้อมตะโกนตอบรับผู้เป็นพ่อ

       กระดาษแผ่นสุดท้ายของรายงานก็ถูกพิมพ์เสร็จออกมาพอดี ทั้งวีร์และแพรพรรณต่างตรวจความเรียบร้อยอีกครั้งก่อนจะรวบรวมจัดเรียงเข้าเป็นรูปเล่ม

       “แก ไปก่อนเลยก็ได้ เดี๋ยวชั้นเอาไปเย็บเล่มเอง” วีร์รีบบอกให้เพื่อนรีบเตรียมตัวกลับเพราะผู้เป็นพ่อมายืนรออยู่ที่หน้าบ้านแล้ว “แล้วเดี๋ยวชั้นส่งไฟล์ให้แกคืนนี้อีกที ไว้อ่านเตรียมรายงาน”

       “เอางั้นหรอ” วีร์พยักหน้ารับ “โอเค ขอบใจมากว่ะแก” แพรพรรณเก็บรวบหนังสือและเครื่องเขียนกอดเข้าไว้ที่อก และรีบเดินออกไปที่หน้าบ้าน โดยมีคนอื่นๆตามออกมาด้วย

       พ่อของแพรพรรณกำลังยืนคุยอยู่กับพ่อและแม่ของวีร์ที่ออกมารับแขกหน้าบ้าน ถึงจะเป็นผู้อาวุโสกว่าแต่ก็ออกมาทักทายผู้น้อยกว่าในฐานะเจ้าบ้านที่ดี ส่วนธีร์เองก็ออกมาต้อนรับเพราะเป็นเพื่อนบ้านที่ไปมาหาสู่กันบ้างตามสมควร

       “นี่เพราะเจ้าวีร์ดูน่าไว้ใจ ผมก็เลยปล่อยให้ลูกสาวไปไหนมาด้วยบ้าง”

       “แต่ถึงยังไง ก็ไม่ได้ปล่อยให้อยู่กันตามลำพังในที่รโหฐานใช่มั้ยคะ”

       “มันก็... ใช่ละครับ” ชายวัยกลางคนอ้อมแอ้มตอบคำถาม “แต่เขาก็ยังไม่มีประวัติเสียให้เรากังวลใจนะครับ ไปไหนมาไหนก็บอกตลอด กลับก็ตรงเวลา” แต่ก็พยายามหาเหตุผลมาชมลูกชายของคู่สามีภรรยาวัยใกล้เกษียณ “ถ้าเป็นคนอื่น บอกตรงๆว่าผมยังไม่ไว้ใจ” แล้วชำเลืองสายตามองใครบางคนที่เดินตามกันออกมา

       “สวัสดีครับคุณพ่อ” เด็กชายผิวคล้ำรูปร่างสูงใหญ่เอ่ยทักทายผู้ใหญ่ตรงหน้า

       “ผมไม่มีลูกชายนะ เรียกลุงเถอะ” แม้จะไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงกระแทกแทรกด้วยอารมณ์ แต่ใบหน้าที่เรียบเฉยทำให้ดูน่ากลัวไม่น้อย ทำเอาคนอื่นๆไม่กล้าจะเอ่ยทักทายตาม ได้แค่ยกมือไหว้เท่านั้น

       “เอ่อ...ครับ คุณลุง” ผู้น้อยได้แต่น้อมรับ โดยคิดไว้ในใจว่าสักวันหนึ่งจะเอาชนะใจคนนี้ให้ได้

       “ไป แพร แม่กับพี่เขารออยู่”

       “หนูกลับก่อนนะคะ” เด็กสาวหันไปไหว้ลาผู้ใหญ่ แล้วจึงโบกมือลาเพื่อนๆ ก่อนที่สองพ่อลูกจะเดินกลับบ้านไป

       “เอาหน่ามึง อย่าคิดมาก” ฝาแฝดพากันมากอดคอสุรศักดิ์ที่กำลังคอตกหมดแรงทันทีที่ ‘คุณลุง’ เดินหันหลังกลับไป “รอให้เขาไว้ใจน้ำหน้าอย่างมึงก่อนนะ” “แล้ว...”

       “...ค่อยเรียกพ่อ” เพื่อนๆทุกคนต่างช่วยกันประสานเสียง แล้วจึงพากันหัวเราะชอบใจ แม้แต่พวกผู้ใหญ่ก็พากันอมยิ้มไปด้วย คนฟังได้แต่ยิ้มบางๆแต่ก็ยังถอนหายใจอยู่

       ทันใดนั้นก็มีรถยนต์ขับเข้ามาจอดที่ตรงหน้าบ้านราวกับว่ารู้จังหวะเวลาเป็นอย่างดี

       “ส่วนคนนี้ให้เรียกพ่อได้ใช่มั้ย” ศศิทัศน์แอบกระซิบเพื่อนของเขาพร้อมกับหัวเราะคิกคัก วีร์ได้แต่กรอกตาพร้อมทั้งส่ายหน้า แต่ทั้งหมดก็อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสามคน

       “มายืนทำอะไรกันหน้าบ้านเหรอครับ” เด็กหนุ่มผู้มาใหม่ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสามคนพร้อมทั้งเอ่ยถามเพราะสงสัยว่าเหตุใดทุกคนจึงพร้อมใจกันออกมายืนอยู่ที่หน้าบ้าน

       “ไม่ได้ออกมารอต้อนรับเฮียแน่นอน” คู่แฝดพลัดกันตอบคำถามแทนทุกคน “ใช่มั้ยครับ คุณพ่อ” ได้ยินเช่นนั้นทุกคนต่างพากันหัวเราะทำเอาคนถามยิ่งงงสงสัยมากกว่าเก่า จนได้แต่ยิ้มเออออตามคนอื่นๆไปด้วย

       “อยากจะเรียกพ่อด้วยเหรอเราน่ะ” ชายสูงวัยถามเด็กหนุ่ม แต่ยังไม่ทันได้รอคำตอบ เขาก็หันมาถามคนของตัวเองซะก่อน “ว่าไง นุ้ยอยากให้พี่เขาเรียกพ่อด้วยรึเปล่า”

       “เอ้า เกี่ยวไรกับนุ้ยด้วยอะ” วีร์ตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรด้วย จนธีร์เอามือขยี้ผมแล้วโยกหัวน้องไปมา

       ส่วนอีกคนที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าทุกคนพูดถึงเรื่องราวอะไรกัน ได้แต่ยืนยิ้มและเกาศีรษะไป

       “งานเสร็จแล้วไม่ใช่หรอมึง กลับเลยมั้ย” วีร์หันไปถามศศิทัศน์

       “จะรีบไล่กูไปไหน กูยังอยู่ต่อได้” ต่ายหันมาหยอกเพื่อน “เฮียยังไม่รีบกลับใช่มั้ย” ศศิทัศน์พยายามขยิบตาส่งสัญญาณให้พี่ชายตัวเอง

       “หา... อ๋อ ใช่ ยังไม่รีบกลับ” คนตอบรับยังงงกับเหตุการณ์ตรงหน้าอยู่ “แต่ว่าอาม่ารออยู่นะ” จนศศิทัศน์ถึงกับส่ายหน้าที่พี่ชายตัวเองไม่ทันมุกของเขาเอาเสียเลย

       ผู้ใหญ่มองดูที่เด็กๆพูดกันโดยตลอด พยายามเข้าใจความหมายแฝงที่เด็กๆกำลังพูดถึงกัน สองสามีภรรยาหันมาเลิกคิ้วขึ้นมองตากัน ส่วนชายหนุ่มก็เดินเข้าไปโอบไหล่น้องคนเล็ก

       “งั้นก็อย่าให้อาม่ารอนาน ไปได้แล้วไป ชิ้วๆ” วีร์หันไปจ้องตาเขม็งใส่เพื่อน

       “เออ กูกลับเลยก็ได้” ศศิทัศน์ได้หัวเราะคิกคักกับท่าทีของเพื่อนตัวเอง แต่ละคนจึงเริ่มเดินกลับเข้าไปในบ้านเพื่อเก็บสัมภาระของตัวเอง

       “เฮียวี” สุรศักดิ์เรียกพี่ชายเพื่อนไว้ก่อน “เดี๋ยวผมขอติดรถไปด้วยได้มั้ยครับ”

       “ได้ เอาสิ ก็ทางผ่านอยู่แล้ว คนอื่นๆติดรถออกไปด้วยกันเลยมั้ย” มีเพียงพระยศที่ขอติดรถออกไปด้วย ส่วนฝาแฝดบอกปฏิเสธไปเพราะคนรถที่บ้านกำลังมารับกลับ

       “ชื่อวีเหรอ” ผู้เป็นแม่หันมากระซิบถามลูกชายคนเล็ก ซึ่งเขาได้แต่ยักไหล่ตอบ

       “คนพี่ชื่อวี ส่วนคนน้องชื่อต่าย” ผู้เป็นพ่อถามย้ำอีกครั้ง ออกเสียงให้ดังแค่พอคนที่อยู่ใกล้ๆเท่านั้นจะได้ยิน วีร์ก็ทำเป็นยักไหล่ตอบอย่างเดิม

       “หึ อย่าไปตกหลุมรักเขาเข้าละ” ธีร์ยกมือที่โอบไหล่ไปขยี้ผมพร้อมกับโยกศีรษะน้องคนเล็กไปมา

       “ไม่มีทาง” วีร์ตอบด้วยสีหน้าที่มั่นใจมากว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน

       “ขอให้มันจริงเหอะ”

*****

       บนรถยนต์ที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนหลักมุ่งหน้าสู่ทิศทางที่จะไปโรงเรียน หลังจากที่ส่งพระยศลงหน้าปากทางเข้าหมู่บ้านเนื่องจากบ้านอยู่กันคนละทาง เด็กชายสองคนที่เหลือก็พูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระต่างๆไปเรื่อย คนที่นั่งอยู่ด้านหน้าข้างคนขับหันเอี่ยวตัวไปคุยกับคนนั่งหลังที่ยกตัวขึ้นโน้มมาใกล้เบาะด้านหน้า ปล่อยทิ้งให้คนขับรถทำหน้าที่ของตัวเองไป ไม่ว่าเป็นเพราะต้องการพูดคุยกันแค่ระหว่างเพื่อนร่วมชั้น หรือจงใจให้คนขับรถได้ใช้สมาธิไปกับการจราจรเย็นวันเสาร์ได้อย่างเต็มที่ โดยหารู้ไม่ว่าในใจของเขานั้นล่องลอยไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเย็น

      ‘คนพี่ชื่อวี ส่วนคนน้องชื่อต่าย’

       ‘หึ อย่าไปตกหลุมรักเขาเข้าละ’

       ‘ไม่มีทาง’

       ‘ขอให้มันจริงเหอะ’


       “เฮ้อ” เสียงถอนหายใจดังขึ้นจนเพื่อนร่วมทางทั้งสองหยุดการสนทนาของตัวเอง แล้วหันไปสนใจที่มาของเสียงนั้น

       “เอ่อ... เฮีย เป็นไรป่าว” ผู้น้องหันไปถามพี่ชายของตัวเอง

       “หือ... เอ่อ... เปล่า ไม่มีอะไร” คนพี่ตกใจกับเสียงของตัวเอง ไม่คิดว่ามันจะดังจนเรียกความสนใจจากคนรอบข้างได้ขนาดนี้ จึงรีบตอบแก้ตัวจนพูดตะกุกตะกักไป

       “เฮีย ชัดขนาดนี้แล้ว ยังบอกว่าไม่เป็นไรเนี่ยอะนะ” ศศิทัศน์หันไปมองวีรมาตุให้เห็นชัดๆ

       ผู้ที่กำลังบังคับยานพาหนะรู้สึกได้ว่ามีสายตาสองคู่จับจ้องเขาอยู่ และคิดว่าคงไม่อาจจะหลีกหนีข้อสนทนานี้ไปได้เป็นแน่ เส้นทางที่ดูเหมือนจะไม่ไกลมาก แต่การจราจรในช่วงเย็นวันเสาร์เช่นนี้ทำให้เคลื่อนไปได้ไม่เร็วนัก แล้วยังมีสถานการณ์ที่น่าอึดอัดเพิ่มขึ้นไปอีก ชวนทำให้เขาคิดหนักเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ

       “ก็... อืมม แค่สงสัยนิดหน่อย” เขาพยายามค้นหาเรื่องพูดคุยให้ไกลจากเรื่องในใจของเขาให้ได้มากที่สุด

       “เรื่องอะไรหรอเฮีย”

       “ก็... เอ่อ... ตอนนี้เฮียไปถึงน่ะ... เอ่อ... หัวเราะเรื่องอะไรกันอยู่หรอ” เขาพยายามปะติดปะต่อคำถามให้ดูไม่น่าสงสัยมากที่สุด

       “หัวเราะ...” ศศิทัศน์หันกลับไปมองหน้าเพื่อนที่นั่งด้านหลัง พยายามนึกถึงเรื่องเมื่อที่ผ่านไปไม่นานนี้ ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากัน แล้วทั้งคู่ก็มีสีหน้านึกถึงเรื่องราวในตอนนั้นออกพร้อมกัน ศศิทัศน์ชี้นิ้วไปที่สุรศักดิ์ ส่วนสุรศักดิ์ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

       “อ๋อ... ก็แซวไอ้ใหญ่กัน” คนพี่หันมามองหน้าน้องชายด้วยความสงสัยคนน้องจึงอธิบายเพิ่มเติม โดยมีคนนั่งอยู่ข้างหลังมีสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีนัก “ก็พ่อของแพรเขามารับแพรกลับบ้าน ไอ้ใหญ่ก็รีบเสนอหน้าออกไปต้อนรับ ‘สวัสดีครับคุณพ่อ’ เข้าให้ เขาก็เลยตอกกลับมาทันทีว่า ‘ผมไม่มีลูกชายนะ เรียกลุงเถอะ’ ตอนที่พูดนะ หน้าอย่างนี้เสียงอย่างนี้เลย” ศศิทัศน์อธิบายพร้อมทั้งเลียนแบบท่าทางและน้ำเสียงของผู้ที่ถูกกล่าวถึงได้ใกล้เคียงมาก จนวีรมาตุเงยหน้าขึ้นส่องกระจกมองหลังจนเห็นสีหน้าของเพื่อนน้องชายที่กำลังยิ้มแหยๆ “แล้วหลังจากนั้นเฮียก็มาถึงพอดี พวกอั้วก็เลยแซวเฮียต่อไงว่าอยากเรียกพ่อของไอ้วีร์ด้วยรึป่าว”

       “เหรอ... แต่เมื่อเช้าเฮียก็สวัสดีทักทายพ่อแม่น้องวีร์ปกติดีนี่นา ไม่เห็นจะมีอะไรเลย”

       “โหย... เฮียไม่เก็ทมุกเลยอะ” ศศิทัศน์มองดูสีหน้าของพี่ชายที่จะยังดูไม่เข้าใจอยู่ดี “ช่างเหอะ.. แต่เรื่องที่เฮียกลุ้มคือเรื่องนี้จริงๆเหรอ”

       “หา.. เอ่อ... ไม่มีอะไรหรอก แค่สงสัยเฉยๆ เท่านั้นเอง” วีรมาตุยังพยายามตอบเฉไฉ

       “เฮีย” หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างนั่งเงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง ศศิทัศน์จึงตัดสินใจถามพี่ชายของเขาออกไป “จะจีบไอ้วีร์จริงๆเหรอ”

       “ห๊ะ” คนที่ถูกถามถึงกับสะดุ้งเพราะไม่คิดว่าจะโดนถามตรงๆขนาดนี้ เขาหันไปมองหน้าน้องชายสลับกับเพื่อนน้องชายที่อยู่ด้านหลังสลับการถนนข้างหน้า

       “ใครๆก็รู้ทั้งนั้นแหละเฮีย ว่าไงละ” ศศิทัศน์ถามย้ำอีกครั้ง ในเมื่อพี่ชายยังไม่ยอมตอบ เขาจึงจ้องมองหน้ากดดันไปเรื่อยๆจนกระทั้งคนพี่พยักหน้ายอมรับ “แต่พูดจริงๆนะเฮีย ไอ้วิธีส่งข้อความหยอดทางไลน์ไปเรื่อยๆ ไม่เวิร์กแน่นอน ไอ้วีร์ไม่ชอบ ต้องเข้าไปคุยตรงๆเลย”

       “ใช่เฮีย ไอ้วีร์ถึงมันไม่ใช่คนง่ายๆ แต่มันก็ไม่ยาก อย่าทำตัวลึกลับ พูดคุยกับมันดีๆตรงๆมันก็คุยด้วยนะเฮีย” สุรศักดิ์พูดสนับสนุนความคิดของศศิทัศน์

       “มึงก็เหมือนกันนั่นแหละ กล้าไปคุยกับเขาหน่อยสิวะ วันนี้ก็ทั้งวันได้พูดกับเขาได้สักกี่คำ หรือชอบแบบอยู่ห่างๆอย่างนี้ไปเรื่อยๆวะ” ศศิทัศน์หันกลับมาหาเพื่อนของเขาเองที่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเช่นกัน

       “มึงเห็นสีหน้าพ่อเขารึเปล่าละ”

       “เห็น ก็แล้วไง” ศศิทัศน์ตอบกลับในทันที “เขาเป็นพ่อนะ ไม่ใช่ลุงข้างบ้าน เขาก็หวงลูกสาวเขาเป็นปกติ มึงแค่ทำตัวให้น่าเชื่อถือให้เขาวางใจได้ดิวะ”

       “มึงก็พูดง่ายสิวะ” สุรศักดิ์พูดจบก็ทิ้งตัวพิงเบาะหลังในทันที

       “ใช่ กูก็แค่พูดไง แต่มึงพูดอย่างเดียว ลงมือทำบ้างรึยังละ”

       สุรศักดิ์ได้แต่ทำหน้านิ่ง ก้มหน้าลงมองมือที่สางอยู่บนตักตัวเอง

       “เอาเหอะ” ศศิทัศน์ตัดบทสนทนากับเพื่อนของตัวเอง ก่อนที่จะหันไปคุยกับพี่ชายต่อ “ว่าแต่เฮีย อั้วไม่ช่วยเฮียหมูแล้วนะ” วีรมาตุหันมามองน้องชายอย่างงุนงง “เอ้า เพื่อนใครก็ช่วยกันเองดิ อั้วก็จะช่วยแต่เพื่อนอั้วบ้าง” ศศิทัศน์ตอบพร้อมกับยักคิ้วหลิ่วตาไปด้วย จนสุรศักดิ์ได้ยินเช่นนั้นก็ยกตัวขึ้นมาได้อีกครั้งมาตบบ่าของเพื่อนเป็นการขอบคุณ

       “แต่มึงก็จำคำพูดของไอ้วีร์ไว้ด้วยนะ” ศศิทัศน์หันมาย้ำให้เพื่อนตัวเองฟัง “จุดเริ่มต้นมันไม่มี แล้วจะให้สานต่อยังไง ถึงกูบอกว่าจะช่วย แต่มึงต้องเป็นคนเริ่มก่อน เข้าใจมั้ย”

       “เออน่ะ กูก็พยายามอยู่” สุรศักดิ์อ้อมแอ้มตอบแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะในใจเขาเองก็ยังไม่กล้าที่จะทำ

       “เฮียก็ด้วย” ศศิทัศน์หันมาพาพี่ชายตัวเองอีกครั้ง “บอกเฮียนะ ไม่ใช่เฮียหมู”

       คนฟังทั้งสองได้แต่รับไปคิด แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้ลงมือทำเสียที

[อ่านต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
       “เห้ย พวกมึง ว่างกันเปล่าวะ” ศศิทัศน์วิ่งมาแต่ไกลจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าเพื่อนๆที่นั่งเล่นกันอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นไม้รอบๆบริเวณของโรงเรียน วันนี้เป็นวันศุกร์จึงมีเรียนแค่ครึ่งวันเช้า เพราะช่วงบ่ายโรงเรียนให้งดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนชั้นม.ปลาย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของการเรียนรักษาดินแดน แต่ก็จะมีบางคนที่ไม่ได้ไปลงสมัครเรียนอย่างเช่น วีร์ ฝาแฝดนรกนพชัยชัยทิศ และศศิทัศน์ ดังนั้นเวลานี้จึงเป็นเวลาว่างของพวกเขาไป

       “ไม่ว่างนั่งเม้ามึงอยู่” “ใช่ๆมึงไสหัวไปก่อน เดี๋ยวเม้าไม่หนุก” “ชิ้วๆ” ทั้งฝาทั้งแฝดต่างพากันส่งเสียงไล่เพื่อนออกไป

       “อ้าว ไอ้เชี่ยนี่” ศศิทัศน์ทำท่าจะเข้าประชิดตัว ถึงท่าทางจะดูเหมือนจริงจัง แต่ก็แค่เล่นๆกันไปมา

       “ไม มึงมีอะไรว่ามา” วีร์ต้องร้องห้ามทัพไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นอาจจะทะเลาะกันจริงไปแทน

       “ไปช่วยกูยกของหน่อย”

       “ยกของอะไรวะมึง” หนึ่งในแฝดถาม

       “พวกกล่องใส่เครื่องดนตรี จะเอาออกมาทำความสะอาด ไปช่วยกูยกพวกลังใหญ่ๆออกมาให้หน่อย จะได้ให้พวกผู้หญิงเข้าไปช่วยขนกล่องเล็กๆที่เหลือออกมากันได้”

       “หูยสาวๆสวยๆเยอะมั้ยวะมึง” “ถ้ามีสาวๆละก็ค่อยน่าไปช่วยหน่อย” ฝาแฝดหันมามองหน้ากันเอง ยักคิ้วหลิ่วตาลูบปาก

       “ไปดูเองเลยมึง อยู่กันตรึมเลย”

       “ไป ไป ไป” “ไป ไป ไป” เรื่องแบบนี้นี่แหละที่ทำให้นพชัยและชัยทิศรวมใจเป็นหนึ่งเดียวได้

       “แล้วคนชมรมดนตรีไปไหนหมดวะมึง” วีร์ถามแล้วลุกขึ้นยืนและออกเดินตามฝาแฝดไปยังห้องชมรมดนตรี

       “ก็ส่วนใหญ่เขาไปเรียน รด. กัน พวกผู้ชายก็เลยเหลือกันอยู่ไม่กี่คน นี่เดี๋ยวอาทิตย์หน้าก็ต้องเริ่มซ้อมกันแล้ว วันนี้เลยคิดว่าต้องขนอุปกรณ์ออกมาทำความสะอาดกัน”

       “แต่ก็นะ ตอนคนเขาอยู่กันเยอะๆไม่รู้จักทำ”

       “ก็แบบว่าประธานชมรมมันซื่อบื้อ ยิ่งช่วงนี้ยิ่งเหม่อๆใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่รู้เป็นไร” ศศิทัศน์ได้แต่หัวเราะแหะๆ ไม่รู้ว่าสงสารหรือสมน้ำหน้าท่านประธานคนนั้นดี

       “เดี๋ยวนะมึง ไอ้เรื่องขนของนี้แค่ข้ออ้างใช่มะ” วีร์หยุดเดินแล้วหันมากอดออกมองหน้าเพื่อนตัวดี

       “เห้ย ที่ให้ช่วยขนของน่ะเรื่องจริง พวกผู้หญิงเขาก็รอคนไปช่วยขนกันอยู่” ศศิทัศน์ทำหน้าเจี๋ยมเจี๊ยม “แต่ก็มันบังเอิญเหมาะเจาะมีเรื่องอื่นผสมไปด้วย”

       “ก็เลยคิดจะเอากูไปเป็นเครื่องบรรณาการส่งให้เฮียของมึงด้วยเลยว่างั้น” วีร์หรี่ตาลงเล็กน้อยจ้องมองดูศศิทัศน์ไม่ละสายตาไปไหน ใช่แล้ว เพราะว่าประธานชมรมดนตรีคนนั้นก็คือ นายวีรมาตุ ราวัณ

       “มึงก็พูดไป เขาเรียกว่าไปเป็นขวัญเป็นกำลังใจในการทำงาน วู้... คิดเล็กคิดน้อยนะมึง” วีร์ก็ยังคงจ้องมองหน้าศศิทัศน์อยู่เช่นเดิม “เอาน่า ถือว่าไปช่วยกู พวกกูมีคนแบกอยู่ไม่กี่คนกูเหนื่อย ตกลงมั้ย”

       “เออ ก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ไป” วีร์ถอนหายใจพร้อมกับส่ายหน้าไปมา “เอ้า เดินสิ รอไรอยู่”

       เมื่อไปถึงก็พบว่ามีคนอยู่เยอะพอสมควร แต่ส่วนมากจะเป็นผู้หญิงอย่างที่ศศิทัศน์บอกไว้ มีกล่องเล็กกล่องน้อยวางกองอยู่มากมายหน้าห้องชมรม เมื่อเข้าไปข้างในห้องก็เห็นว่ามีกล่องเหล็กใหญ่ๆที่ใช้เก็บอุปกรณ์ วางกองทับซ้อนกันขวางทางเดินที่จะเข้าไปด้านหลัง

       “โห...มึง ตอนเอาเข้าไปเก็บ ไม่ได้คิดถึงตอนเอาออกเลยหรอวะ” วีร์เห็นแล้วรู้สึกเหนื่อยใจมาทันที ศศิทัศน์ได้แต่ยักไหล่

       “จริงๆปกติมันก็ไม่เก็บกันอย่างนี้หรอกว่ะ แต่อาทิตย์ก่อนมีพวกชมรมอื่นเขามาขอฝากของไว้ด้วย ก็ไอ้คนถือกุญแจห้องชมรมเขาดันไม่อยู่ตามตัวไม่เจอ แล้วเขาก็ต้องรีบกลับกัน สุดท้ายก็เลยต้องเคลียร์พื้นที่ให้เอาของเข้ามาเก็บได้ ก็เลยเป็นแบบที่เห็นละว่ะ”

       “แล้วจะเริ่มจากตรงไหนดีวะเนี่ย” วีร์เดินเข้าไปดูใกล้ๆกองที่สูงพะเนิน

       “อ้าว น้องวีร์ มาด้วยหรอครับ” ท่านประธานชมรมโผล่หน้ามาจากด้านข้างกองกล่องพวกนี้ แล้วเขาก็พยายามดันตัวแทรกออกมาจากทางแคบๆ วีร์คิดว่าคงจะเข้าไปดูด้านหลังมาว่าจะวางแผนขยับขยายอย่างไร

       “ครับ แล้วนี่จะให้ช่วยอะไรยังไงดีละครับ กองไว้สูงขนาดนี้”

       “ก็คงต้องค่อยๆยกออกไปทีละชิ้นละครับ ช่วยกันแป๊ปๆเดี๋ยวก็หมด”

       วีร์มองดูของที่กองอยู่ตรงหน้าพลางคิดไปว่าคงต้องหาอะไรมาต่อตัวขึ้นไปยกของชิ้นบนๆลงมาก่อน แล้วเขาก็มองไปรอบๆดูว่าพอจะมีอะไรใช้ได้บ้าง “แล้วนี่มีพวกบันไดต่อตัว หรืออะไรรึเปล่า”

       “มีแต่พวกเก้าอี้อะครับ น่าจะพอใช้ได้อยู่”

       “ก็ต้องลองดูก่อน” ว่าแล้ววีร์ไปเดินไปยกเก้าอี้มาตัวนึงมาวางตรงหน้ากองของตู้พวกนี้แล้วก็ปีนขึ้นไป เขาพยายามเอื้อมให้สูงที่สุด ก็จะพอจะจับขยับกล่องบนสุดได้แต่ก็ไม่ถนัดนัก ก็ได้แต่บ่นพึมพำ “เนี่ยอะนะ เวลาต้องการไอ้พวกตัวสูงๆอย่างไอ้เชี่ยใหญ่ไอ้เชี่ยพระยศก็ดันไม่อยู่ซะนี่ อ้าว เห้ย!” ยังไม่ทันไร วีร์ก็เสียหลักเพราะเอนตัวไปด้านหลังมากเกินจนทำให้เสียสมดุล ชั่ววินาทีนั้นก็นึกในใจว่าจะต้องเจ็บตัวแน่ๆ จึงพยายามคว้าอะไรสักอย่างที่พอจะยึดไว้ได้ รู้ตัวอีกที เขาก็วางมือค้ำลงไปที่กลางศีรษะของท่านประธานชมรมซะแล้ว

       “โอ้ยพี่ โทษทีครับ ไม่ได้ตั้งใจ”

       “ไม่เป็นไรครับน้องวีร์ แต่ระวังตัวหน่อยละกัน”

       วีร์กลับมายืนทรงตัวได้อีกครั้ง ก่อนที่จะลองเอื้อมมือขึ้นไปหยิบกล่องบนสุด จากนั้นจึงค่อยๆขยับออกมาทีละนิดจนพอจับไปถนัดเต็มมือทั้งสองขาง แล้วจึงยกให้ลอยขึ้นนิดหน่อยแล้วเลื่อนออกมาทางด้านหน้าให้พ้นจากกล่องด้านล่าง “เอ้า ใครมารับต่อทีดิ”

       นพชัยกับชัยทิศกำลังเคลียร์พื้นที่รอบๆ เพราะวางแผนกันไว้ว่าแค่ขยับให้พอเปิดทางไปหยิบของด้านในได้โดยสะดวกก็พอ คนอื่นๆ กำลังช่วยขนของชื้นอื่นๆออกไปไว้ด้านนอกกัน ส่วนศศิทัศน์กำลังมองดูพี่ชายและเพื่อนสนิทช่วยกันยกของลงมา

       “เฮีย” ศศิทัศน์เรียกพี่ชายตัวเอง “เฮีย” เขาเรียกด้วยเสียงดังขึ้นอีกหน่อย “เฮีย!”

       “ห๊ะ อะไร” คนที่ถูกเรียกสะดุ้งเล็กน้อย

       “ของที่จะเอาลงมาน่ะ คือกล่องข้างบน ไม่ใช่สะโพกไอ้วีร์”

       เจ้าตัวได้ยินดังนั้นก็หันมามองมือทั้งสองของตัวเองที่กำลังประคองสะโพกของคนที่ปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ตรงหน้าเพื่อยกของลงมา ตอนที่วีร์เซตัวกำลังจะล้ม เขาก็เอามือช่วยจับพยุงตัวไว้ก่อนโดยอัตโนมัติ

       “มารับไปหน่อย มันหนัก”

       เมื่อได้ยินดังนั้นวีรมาตุจึงผละมือออก แล้วรับกล่องที่วีร์ส่งลงมา แล้วเอาไว้วางพื้นที่ว่างที่เคลียร์ของออกไปก่อนแล้ว เห็นดังนั้นวีร์จึงหันขยับกล่องอีกใบลงมา ส่วนพี่น้องก็มายืนรอรับอยู่ใกล้ๆ

       “เป็นไง ฟินเลยอะดิ เต็มไม้เต็มมือขนาดนั้น” คนน้องกระซิบแซวพี่ชาย

       “พูดมากน่ะ โน้นเพื่อนลื้อยกลงมาแล้ว ไปรับเร็ว” คนพี่ไล่ให้คนน้องไปรับกล่องที่กำลังยกลงมา โดยที่เขากำลังกลั้นยิ้มไว้สุดกำลัง

       หลังจากนั้นก็ใช้เวลาไปครู่ใหญ่ก็เปิดทางให้สามารถเข้าไปเอาของด้านในได้โดยสะดวก แล้วคนอื่นๆที่เหลือก็ช่วยกันขนอุปกรณ์เครื่องดนตรีต่างๆเอาออกไปตรวจเช็คสภาพและทำความสะอาดให้เรียบร้อย เตรียมพร้อมสำหรับใช้ซ้อมในสัปดาห์หน้า

       “น้องวีร์ไม่ไปเรียน รด. กับเขาด้วยหรอครับ” วีรมาตุเอ่ยถามเด็กรุ่นน้องระหว่างที่กำลังขนลังออกมาวางไว้ที่หน้าห้องชมรม

       “ก็ของจังหวัดที่ผมอยู่มีคนสมัครเป็นทหารเต็มทุกปีมาตลอด ก็เลยไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม” วีร์ผู้น้องตอบพลางมองดูรอบๆห้องชมรมว่ามีอะไรให้ต้องขนออกไปอีกหรือเปล่า

       “ไม่คิดเผื่อไว้หน่อยเหรอ ถ้าเกิดว่าปีนั้นคนไม่พอ แล้วโดนจับใบแดงได้ไปเป็นทหารขึ้นมา”

       “ถ้าต้องเข้ากรมไปฝึกเป็นทหารจริงๆ ก็ไม่เห็นเป็นอะไร” วีร์ยักไหล่ตอบกลับ “ชายไทยทุกคนต้องเป็นทหารอยู่แล้ว เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย แล้วแต่ว่าจะเป็นประเภทไหน ประจำการ กองหนุน กองเกิน”

       วีรมาตุได้แต่พยักหน้ารับ

       “แล้วทำไมเฮียไม่เรียนละครับ เห็นเพื่อนเฮียไปเรียนกันหมดเลยทั้งกลุ่ม”

       “จริงๆเฮียก็จะสมัครเรียนนะ แต่ว่าตอนนั้นเฮียมีปัญหาเรื่องสมัครสอบชิงทุนอยู่ มันยืดเยื้ออยู่หลายเดือน จนแล้วจนรอดก็เลยไม่ได้ไปสมัครเรียนกับเขา”

       “เอ๋... เฮียได้ทุนเรียนหรอ”

       “เปล่า”

       “อ้าว!” วีร์หันไปมองหน้าพี่ชายของเพื่อนด้วยความงุนงงสงสัย

       “ตอนนั้นเฮียติดรายชื่อสำรองน่ะ อยู่ระหว่างรอเรียกสัมภาษณ์” วีรมาตุอธิบายให้ฟัง “คนที่เขาได้ทุนไปเหมือนจะมีปัญหาอะไรสักอย่าง ตอนแรกก็เหมือนว่าเขาจะสละสิทธิ์ ทางโน้นเขาก็เลยประกาศจะเรียกสัมภาษณ์ชื่อสำรองกัน แต่หลังจากนั้นเฮียก็ไม่ได้ข่าวอะไรเพิ่ม จนต่อมาเขาก็บอกว่าการรับทุนเป็นไปตามเดิม เฮียก็เลยไม่ได้ไป แต่ตอนนั้นก็เลยเวลาสมัครเรียน รด. ไปแล้ว”

       “สรุปว่าเฮียไม่ได้ทุนไป” วีร์ถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เจือปนด้วยความเสียดาย

       “ใช่”

       “น่าเสียดายนะครับ โอกาสลอยมาเกือบจะถึงมือแล้วเชียว”

       “แต่เฮียไม่เสียดายนะ” วีรมาตุยิ้มตอบจนวีร์หันมามองอย่างสงสัย “เสียโอกาสนั้นไป แต่เฮียก็ได้โอกาสอย่างอื่นมาแทน”
เพราะสายตาของรุ่นพี่ที่มองมาทำเอารุ่นน้องต้องรีบเบือนหน้าหนี

       “แล้วตอนนั้นเฮียสมัครทุนอะไรไปหรอครับ” วีร์พยายามเฉไฉอารมณ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นมาในตอนนั้น

       “ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นน่ะ” วีรมาตุยังคงมองดูรุ่นน้องที่มีท่าทางเห็นได้ชัดว่ากำลังพยายามหาอะไรทำให้ดูตัวเองยุ่งๆเข้าไว้อยู่ตลอด ก่อนที่เขาเองจะหันไปยกของอย่างอื่นต่อ

       “ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น?” วีร์ถามย้ำอีกครั้ง

       “ใช่ ทุนวิศวกรรมนาโนเทคโนโลยี ให้ไปเรียนตั้งม.ปลายจนจบป.โทเลย” วีรมาตุจะอธิบายเพิ่มเติมแต่ก็หันไปเห็นหน้าที่ขมวดคิ้วของวีร์เสียก่อน “ทำไมหรอ”

       “เอ่อ เปล่าครับ” วีร์รีบตอบอย่างตะกุกตะกัก

       “เปล่าอะไร แล้วทำไมหน้าแบบนั้นละครับ”

       “เอ่อ... ก็แค่... เหมือนเคยได้ยินไอ้ต่ายบอกว่าเฮียจะเรียนหมอ ก็เลยงงๆว่าเฮียจะสอบชิงทุนวิศวะทำไม มันดูคนละแนวกันเลย”

       “ตอนนั้นมีใครบอกดีอะไรมา เฮียก็ลองไปหมดนั่นแหละ หึๆ” วีรมาตุหัวเราะกับความสงสัยของรุ่นน้องและกับความคิดของตัวเองในตอนนั้น “เรื่องเรียนหมอนี่ก็เพิ่งจะมารู้ตัวเองว่าชอบเอาตอนหลัง แล้วคิดว่าตัวเองน่าจะเรียนไหว ก็เลยจะลองดูสักตั้ง”

       วีร์พยักหน้ารับกับคำตอบนั้น

       “อ้าว! แล้วคนอื่นไปไหนกันหมด” วีร์หันไปมามองดูรอบๆห้องก็พบว่าเหลือเพียงแค่เขากับวีรมาตุอยู่ในห้องกันแค่สองคน จึงได้แต่ส่งยิ้มให้กันเอง

       “งั้น เดี๋ยวน้องวีร์มาช่วยเฮียยกกล่องนี้หน่อยก็ไม่มีอะไรแล้วละครับ”

       วีรมาตุไหว้วานให้วีร์ช่วยยกกล่องขนาดใหญ่ย้ายไปตั้งที่ใหม่ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการขนของในครั้งนี้แล้ว ที่เหลือก็เป็นการทำสะอาดและตรวจสอบความเสียหายซึ่งเป็นหน้าที่ที่คนในชมรมดนตรีจะจัดการกันเอง

[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 449
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
เฮียวีต้องรุกหนักๆนะ :hao7:

น้องวีร์มีอะไรกับญี่ปุ่นหรือเปล่า :hao4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-04-2021 21:39:58 โดย kong6336 »

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
4. บังเอิญเจอ

       “อยู่นี่เองพวกมึง” วีร์เอ่ยทักเพื่อนๆของเขาที่ออกมานั่งอยู่นอกห้องชมรมโดยไม่บอกกล่าวอะไรเขาสักคำ ปล่อยให้เขาและวีรมาตุอยู่ภายในห้องชมรมกันแค่สองคน

        “ก็เห็นมึงยืนคุยกระหนุงกระหนิงกันสองคนกับเฮีย” “ใช่ๆ พวกกูก็เลยไม่อยากเข้าไปขัด” “เดี๋ยวจะกลายเป็นกขค” ทั้งพนชัย ชัยทิศ และศศิทัศน์ต่างร่วมด้วยช่วยกันแซว

        “นี่เปลี่ยนจากแฝดสองเป็นแฝดสามไปแล้วรึไงวะ” วีร์มองดูเพื่อนสามคนที่ตอบเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

        “มึงไม่รู้หรอว่าพวกกูมีแฝดสาม” “ใช่ๆ แฝดสามมาตลอดเลย ไม่เคยสอง”

       วีร์ได้แต่กรอกตาแล้วส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจ

        “แล้วนี่ยังมีอะไรให้ช่วยอีกมั้ยวะ” วีร์หันไปถามคนที่เรียกพวกเขามาช่วยงาน

        “ก็ไม่มีอะไรแล้วนะ แล้วเดี๋ยวพวกมึงกลับกันเลยป่าววะ” ต่ายถามเพื่อนๆ พลางเปิดกล่องอุปกรณ์ต่างๆเพื่อตรวจสอบไปด้วย

        “กูกับไอ้กิ่งกะจะไปนั่งร้านเกมก่อนกลับบ้านวะ” “เออ ไม่ได้แวะไปนานแล้ว รู้สึกเสี้ยนยังไงไม่รู้”

        “สองวันนี้นานเชี่ยๆเลยนะพวกมึง”

        “แค่วันเดียวมันสองตัวก็ลงแดงแล้วละมั้ง” วีร์ร่วมแซวสองแฝดเหมือนกัน

        “แล้วมึงอะ จะกลับเลยมั้ย” ศศิทัศน์หันมาถามเพื่อนวีร์

        “ยังอะ กูว่าจะไปนั่งตากแอร์ห้องสมุดก่อนว่ะ ช่วยมึงขนของทำกูร้อนชิบหาย” วีร์พูดไปขยับเสื้อไปด้วย “นี่กะว่าจะรอไอ้ใหญ่กลับมาก่อนแล้วค่อยไปหาอะไรกินที่ร้านมันแล้วค่อยกลับ”

        “พี่มึงทำโออีกอะดิ” ศศิทัศน์ยังคงหยิบจับเครื่องดนตรีชิ้นต่างๆขึ้นมาดู แล้วจัดวางเป็นหมวดหมู่

        “ป่าว พี่กูกลับบ้าน”

        “ทำไมวะ หรือว่าพ่อแม่มึงเป็นอะไร”

        “ไม่มีไร พ่อแม่กูสบายดี เพื่อนพี่กูแต่งงานแล้วเขาจัดงานกันที่โน้น พี่กูก็เลยถือโอกาสกลับไปนอนที่บ้านซะเลย วันอาทิตย์ก็กลับมาแล้ว” วีร์ยักไหล่ก่อนจะช่วยรับเครื่องดนตรีจากศศิทัศน์มาวางลงในกล่องที่วางอยู่ข้างตัวเขา

        “อุ๊ย อยู่บ้านคนเดียวสิมึง” “ให้พวกพี่ไปอยู่เป็นเพื่อนมั้ยจ๊ะน้อง” “จะดูแลอย่างดีเลย” “เอามะ เอาม้า” ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างพร้อมใจกันยื่นหน้าเสนอตัวให้กับวีร์

        “ก็ดีนะ บ้านกูกำลังขาดหมาเฝ้าบ้านอยู่ ได้มาอยู่ด้วยสักสองตัวก็คงจะดี” วีร์ทำท่าทางเหมือนว่ากำลังนึกถึงภาพบ้านของตัวเองที่มีสัตว์เฝ้าบ้านอยู่ให้

        “ฟ_ย” ทั้งสองคนแฝดต่างยกนิ้วกลางให้

        “เอาจริงๆ ให้พวกกูไปอยู่เป็นเพื่อนมั้ย” ศศิทัศน์วางเครื่องดนตรีที่เพิ่งหมุนดูไปมาแล้วจึงเงยหน้าขึ้นถามเพื่อนของเขาให้แน่ใจ

        “ไม่ต้องหรอกมึง กูอยู่ได้ ยังไงวันเสาร์กูก็ไม่ว่างทั้งวันอยู่ดี” วีร์บอกปฏิเสธเพื่อนๆไป

        “เออ กูว่าจะถามมึงหลายรอบแล้ว มึงไปไหนทุกวันเสาร์เลยวะ เรียนพิเศษก็ไม่ใช่ จะนัดไปเที่ยวด้วยกันไม่เคยจะว่างสักที”

        “ก็ไม่มีอะไรนิ พูดยังนัดวันอื่นแล้วกูไม่ออกมางั้นแหละ”

        “มันก็ไม่ใช่อย่างน้าน... ก็แค่สงสัยเฉยๆ ว่าเพื่อนหายไปไหนบ่อยๆเท่านั้นเอง แหม...” แล้วศศิทัศน์ก็หันไปจัดการกับเครื่องดนตรีชิ้นต่อไป “พูดถึงเรื่องแต่งงาน พี่มึงอายุเท่าไหร่แล้ววะ มีแววจะได้แต่งอย่างเพื่อนเขามั้ย”

        “ไม่รู้สิ ตอนนี้ก็ 31 แล้ว ยังไม่เคยเห็นควงใครจริงจังเลยสักคน” อันที่จริงผู้ชายในวัย 30 ต้นๆยังไม่ถือว่าช้าที่จะเริ่มคิดสร้างครอบครัว ไม่เหมือนกับผู้หญิงที่เวลาของช่วงชีวิตผ่านไปเร็วกว่ามากนักทั้งทางสรีระและทางสังคม

        “โห ไมมึงห่างจากพี่มึงเยอะนักวะ” “31 กับ 15 นี่มัน 16 ปีเลยนะเว้ย” ฝาแฝดต่างประสานเสียงสงสัยกันพร้อมกับนิ้วมือคำนวณอายุไปด้วย

        “ไอ้ห่า กูยังมีพี่ชายคนรองอีกคนนะเฟ้ย นับจากพี่ภูมิก็ห่างแค่ 11 ปีเอง ส่วนกูน่ะลูกหลงเกิดมามีแต่คนรุมรัก” วีร์ยักคิ้วยักไหล่ แต่เพื่อนๆพากันร้องยี้ “เอาเหอะ ไม่มีอะไรแล้วก็แยกย้ายกันดีกว่า มึงยังอยู่ห้องชมรมใช่ปะวะ” วีร์หันมาถามศศิทัศน์  และศศิทัศน์ก็พยักหน้าตอบ “แล้วอยู่ถึงกี่โมงวะ”

        “ก็เย็นๆเลยว่ะ คงจะทำให้เสร็จให้หมดนี้ไปเลย” ศศิทัศน์หันไปมองดูรอบๆ มีสมาชิกชมรมดนตรีคนอื่นๆที่ช่วยกันทำความสะอาดเครื่องดนตรีชิ้นต่างๆ “ช่วยกันหลายคน วันนี้คงจะเสร็จหมด”

        “หรอ งั้นเดี๋ยวเย็นๆ รอไอ้ใหญ่กลับมา แล้วไปหาอะไรกินด้วยกันมั้ยละ”

       ศศิทัศน์หันกลับมามองวีร์ แล้วก็นึกในใจคำนวณเวลาที่เขาต้องจัดการเครื่องดนตรีทั้งหมดกับเวลาที่สุรศักดิ์เลิกเรียน รด และกลับมาที่โรงเรียนว่าจะพอดีกันหรือไม่

        “อ้าว ไอ้ใหญ่มันจะย้อนกลับมาโรงเรียนอีกหรอวะ” ป๊าด! เป็นคู่แฝดที่ตบหลังหัวอีกคนกันเอง “ไอ้ซื่อบื้อ บ้านมันอยู่หน้าโรงเรียนมึงจะให้มันไปไหนวะ” ป๊าด! ในเมื่อตบมาก็ตบกลับไม่โกง “กูน้องมึงนะ รุนแรงกับกูจัง” “อีกสักรอบมั้ย”

        “พอๆเลยพวกมึง แยกย้ายตัวใครตัวมันไปได้แล้ว” ว่าแล้ววีร์กับศศิทัศน์ก็ลุกเดินผละออกมา ปล่อยทิ้งให้พี่น้องฝาแฝดตบตีกันเองต่อไป

*****

Taii:
มึง อยู่ไหน

VeeraVorra:
ห้องสมุด มีไร

Taii:
ดีเลย มาห้องชมรมกูหน่อย

VeeraVorra:
ไปทำไมวะ

Taii:
ช่วยกูขนของ

VeeraVorra:
อีกแล้วหรอวะ
ขนไรเยอะแยะ

Taii:
เห้ย ของไม่หนัก พวกลังใส่เอกสาร

VeeraVorra:
(emoticon unamused)

Taii:
กูขอร้อง

VeeraVorra:
เออ เดี๋ยวไป

Taii:
แทง ยู

VeeraVorra:
กูนี่แหละ จะแทงมึง

*****

        “ไง ว่าไงมึง จะให้ช่วยขนอะไรอีก” สุดท้ายแล้ววีร์ก็ต้องเดินกลับมาที่ห้องชมรมดนตรีอีกครั้ง คราวนี้พบว่าห้องค่อนข้างเงียบเนื่องจากเป็นเวลาเย็นมากแล้ว จึงมีคนที่เหลืออยู่ในห้องก็แค่เขากับคุณกระต่ายเพียงสองคนเท่านั้น

        “พวกนี้ทั้งหมดเลย” ศศิทัศน์ชี้ให้ดูกล่องกระดาษกว้างยาวขนาดกระดาษเอสี่วางเรียงรายอยู่หลายกล่อง “เดี๋ยวยกทั้งหมดนี่ไปที่ลานจอดรถกัน”

        “เห้ยมึง หมดนี่เลยหรอ” วีร์รู้สึกหนักใจในทันที เพราะถึงแม้ว่ากล่องแต่ละใบจะไม่ใหญ่มากนัก แต่ปัญหาอยู่ที่จำนวนกล่องทั้งหมดนี่ต่างหากที่ทำให้ต้องคิดหนัก “มันมีอะไรเยอะแยะนักวะ”

        “เออ หมดนี่แหละ เป็นพวกชีทเพลงกับสูจิบัตร”

        “ทำไมมึงไม่หารถเข็นมาวะ”

        “ก็ตอนนี้แล้ว จะไปหาจากไหนละมึง”

        “ไอ้กิ่งไอ้ก้านละ”

        “พวกมันกลับกันไปตั้งนานแล้ว” วีร์ได้แต่ถอนหายใจ

        “เอาน่ะ เดี๋ยวเฮียวีกับเฮียหมูมาช่วย” ศศิทัศน์มองสีหน้าเพื่อนออก “หน่านะมึง ช่วยกูยกลังพวกนี้ออกไปไว้นอกห้องก่อน จะได้ล็อกห้องชมรม”

        “แล้วเฮียมึงไปไหนวะ” วีร์เริ่มยกลังออกไปทีละสองลังซ้อนกัน หลังจากที่ลองยกดูแล้วพบว่าแต่ละลังไม่หนักมากนัก

        “ก็ยกออกไปบ้างแล้วนั่นแหละ เฮียแกไปดูรถพี่สาวเฮียหมูด้วยว่าจอดไว้ตรงไหน”

        “นี่จะใส่รถหมดหรอ”

        “ไม่รู้ว่ะ แต่เฮียบอกว่าจะเอากลับไปทำต่อที่บ้าน”

       วีร์กับศศิทัศน์ช่วยกันยกลังออกมาจากเกือบหมดแล้ว ทันใดนั้นก็มองไปเห็นเด็กหนุ่มสองคนกำลังเข็นรถเข็นตรงมาที่ห้องชมรม คนนึงแต่งชุดนักเรียนปกติสีหน้าดูยิ้มแย้มแจ่มใสดี ส่วนอีกคนที่แต่งชุด รด มือข้างหนึ่งเข็นรถไปส่วนอีกข้างนึงก็คอยศอกแซะเพื่อนไปด้วย

        “โหย กว่าจะมา” คนน้องเอ่ยปากบ่นคนพี่ทันที่ที่ทั้งคนเข็นรถมาถึงที่หน้าห้องชมรม

        “ก็ไปหารถเข็นมานี่ไง จะได้ขนรอบเดียวเสร็จ”

        “แล้วมันจะใส่รถหมดหรอเฮีย”

        “ก็วางซ้อนๆกันคงได้อยู่ ตอนเข็นไปก็ช่วยพยุงขนาบข้างไปด้วยคงจะไหว”

        “อะ ว่าไงก็ว่าตามกัน”

       แล้วทั้งสี่คนก็ช่วยยกลังมาวางเรียงซ้อนบนรถเข็น ซึ่งก็ดูเหมือนจะไปได้ดี แต่เมื่อยกเอาลังกระดาษมาใส่รถรวมกันหมดแล้วก็พบว่ามันมีน้ำหนักมากพอสมควร แทนที่จะได้เข็นไปรถไปกันสบายๆกลับกลายเป็นว่าทั้งสี่คนต้องช่วยกันออกแรงเข็นรถไปด้วย พร้อมทั้งพยุงกล่องบนๆไม่ให้ล้มลงมาไปด้วย

       จนทั้งหมดพากันมาถึงที่ลานจอดรถ ซึ่งในตอนนั้นก็เหลือรถจอดอยู่ไม่กี่คันแล้ว ในจำนวนนั้นมีรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อสีน้ำเงินเข้ม โดยที่ประตูท้ายรถกำลังเปิดอ้าอยู่ และมีผู้หญิงวัยทำงานตอนต้นกำลังก้มๆเงยๆจัดของที่อยู่ข้างในรถ เพราะเสียงของล้อรถเข็นดังมากพอที่จะเรียกความสนใจ ทำให้เธอให้หันหน้าออกมามอง

        “โอ้โห หมดนี่เลยหรอ จะมีที่พอมั้ยเนี่ย”

        “คงต้องเอาใส่ในรถบ้างละมั้งถึงจะพอ” ผู้เป็นน้องบอกพี่สาวของตัวเอง

        “งั้นก็ลองๆจัดดูก่อนเดี๋ยวก็รู้ เอายกกันเลย พี่เคลียร์ท้ายรถให้แล้ว” เธอหันมาบอกเด็กๆ แล้วจึงขยับหลีกทางให้เด็กๆได้ยกลังเข้าไปไว้ในรถได้สะดวก ในตอนนั้นเธอก็หันมาเจอกับเด็กคนหนึ่งที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน คงเป็นเพราะสีหน้าของเธอ และเธอก็จ้องหน้าเด็กคนนั้นนานพอจนสังเกตได้ ศศิทัศน์ที่หันมาเห็นจึงแนะนำเพื่อนตัวเองให้พี่สาวของเพื่อนพี่ชายให้รู้จักกัน

        “อ่า นี่วีร์ เพื่อนต่ายเอง เพิ่งย้ายมาใหม่ เรียนอยู่ห้องเดียวกันครับ”

        “อ๋อ สวัสดีจะ มิน่าละ ถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย” เธอส่งยิ้มให้กับเด็กคนนั้น

        “มึง นี่พี่วา พี่สาวเฮียคุณ” ศศิทัศน์เปลี่ยนคำเรียกเพื่อนของพี่ชายเป็นคำปกติ เพราะชื่อหมูเป็นการเรียกเฉพาะในหมู่เพื่อนสนิทเท่านั้น

        “ครับ สวัสดีครับ” ทั้งคู่ต่างยิ้มทักทายให้กัน ระหว่างนั้นคนอื่นๆที่เหลือก็ช่วยจัดกันจัดกล่องกระดาษใส่ท้ายรถจนหมด

        “นี่หมดแล้วใช่มั้ย” พี่สาวถามเด็กๆ ซึ่งก็พยักหน้ารับ “งั้นไปกันเลยเดี๋ยวจะค่ำเกิน แล้วนี่วีร์จะกลับยังไงละ ให้พี่แวะไปส่งที่บ้านด้วยรึป่าว” เธอถามพร้อมปิดประตูหลังรถ และลองผลักดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าปิดสนิทดี “หมายถึงน้องวีร์น่ะ” เธอต้องอธิบายเพิ่มเติม เนื่องจากมีคนชื่อวีร์อยู่สองคนและกำลังทำหน้างุนงงอยู่ทั้งสองคน เพราะไม่แน่ใจว่าเจ้าตัวถามถึงวีร์คนไหนกันแน่

        “อ๋อ คือเดี๋ยวผมจะหาอะไรกินแถวๆหน้าโรงเรียนก่อนกลับครับ” วีร์บอกปัดเพราะเขายังไม่รีบกลับ แล้วจึงหันมาถามเพื่อนเขาเอง “เดี๋ยวมึงกลับเลยใช่ปะ”

        “ใช่ ไหนๆพี่เขาจะไปส่งเฮียที่บ้านอยู่แล้ว กูเลยคิดว่ากูติดรถไปเลยดีกว่า ไม่เป็นไรนะมึง”

        “เออๆ ไม่เป็นไร งั้นไว้เจอกันวันจันทร์”

        “เออๆ งั้นก็โชคดี” ศศิทัศน์เอ่ยลาแล้วก็หันไปเปิดประตูรถ

        “เออๆ กูไปละ โชคดีมึง” วีร์บอกลาเพื่อน “ผมไปก่อนนะครับ” วีร์บอกว่าพี่สาวคนใหม่ที่เพิ่งจะรู้จัก ก่อนที่หันไปเจอหน้ารุ่นพี่ทั้งสองคน คนหนึ่งเพียงพยักหน้ารับคำบอกลาส่วนอีกคนนั้น

        “กลับดีๆนะครับ น้องวีร์” พร้อมกับยกมือขึ้นมาโบกมือลาเล็กน้อยกับใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

       ส่วนวีร์ก็ยิ้มตอบกลับให้เพียงเล็กน้อยแล้วจึงเดินออกไปทางหน้าโรงเรียน

*****

Taii:
คิดว่ามันทำอะไรอยู่วะ

King:
นอนร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่คนเดียวในบ้านละมั้ง

กาน ก่าน ก้าน ก๊าน ก๋าน:
สนน พวกกูอุตส่าห์เสนอตัวไปอยู่เป็นเพื่อนแล้วก็ไม่เอา

Taii:
มันก็บอกอยู่ว่าไม่อยากได้หมาเฝ้าบ้าน

King:
(สติ๊กเกอริ์นิ้วกลาง)

กาน ก่าน กาน ก๊าน ก๋าน:
(สติ๊กเกอร์ฝ่าเท้า)

Taii:
(สติ๊กเกอร์แลบลิ้นปลิ้นตา)

สุรศักดิ์ สืบวงศ์สกุล:
ไอ้พวกเวร เสียงไลน์ดังไม่หยุด

Taii:
ว่างแล้วหรอมึง

สุรศักดิ์ สืบวงศ์สกุล:
ลูกค้ามาเรื่อยๆ

พระยศ:
จะปิดร้านยัง

สุรศักดิ์ สืบวงศ์สกุล:
ยัง จะมาหรอมึง

พระยศ:
เดี๋ยวแวะไป

King:
เดี๋ยวกูกับก้านไปด้วย

สุรศักดิ์ สืบวงศ์สกุล:
มึงจะมามั้ยไอ้ต่าย @Taii

Taii:
แวะรับกูด้วยไอ้แฝด @King @กาน ก่าน ก้าน ก๊าน ก๋าน

สุรศักดิ์ สืบวงศ์สกุล:
(แนบรูป)
มามั้ยมึง ครบทีมแล้ว @VeeraVorra

Taii:
@VeeraVorra

King:
@VeeraVorra

พระยศ:
@VeeraVorra

กาน ก่าน ก้าน ก๊าน ก๋าน:
@VeeraVorra

VeeraVorra:
รัวอะไรกันนักวะ

Taii:
จะมามั้ยมึง

VeeraVorra:
กูไม่ว่าง

Taii:
ทุกทีเลยมึง

VeeraVorra:
รู้แล้วยังจะถามอีก
ค่อยเจอกันวันจันทร์


*****

       วันหยุดสัปดาห์นี้เป็นวันว่างก่อนจะเข้าสู่โค้งสุดท้ายสอบวัดผลปลายภาคเรียน  นักเรียนบางคนก็เริ่มหยิบจับอ่านหนังสือมาอ่านทบทวนเตรียมตัวไว้ล่วงหน้ากันบ้างแล้ว ในขณะที่บางคนก็รอให้เวลาผ่านไปจนวันสุดท้ายจริงๆ ถึงจะตื่นตัวสำนึกได้ว่าจะต้องทบทวนตำราเรียนบ้างแล้วก่อนที่จะแบกสมองโล่งๆเข้าไปในห้องสอบ ถึงแม้ว่าข้อสอบปลายภาคเรียนส่วนใหญ่จะเป็นแบบปรนัย ยกเว้นเพียงบางวิชาที่ต้องแสดงขั้นตอนการคำนวณ แต่กระนั้นทางโรงเรียนก็ไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนมั่วคำตอบส่งได้ เพราะเกณฑ์การให้คะแนนในข้อที่ตอบถูกและการหักคะแนนในข้อที่ตอบผิด ฉะนั้นบางคนจึงเลือกที่จะไม่ตอบอะไรเลยในข้อที่ไม่มั่นใจจริงๆ เพราะถึงจะไม่ได้คะแนนแต่ก็ไม่โดนหักคะแนนเสียเปล่า

       ส่วนวีร์เอง ในวันนี้ก็เลือกจะมาพักผ่อนเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าโดยมีแพรพรรณมาเป็นเพื่อนด้วย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแพรพรรณเสียมากกว่าที่เดินนำเข้าไปเลือกดูสินค้าตามร้านต่างๆตามประสาผู้หญิงเดินช้อปปิ้ง ส่วนเขาแค่มองดูผ่านๆไปเรื่อยๆ เนื่องจากไม่ได้เจาะจงจะเลือกซื้ออะไร แค่เดินดูเรื่อยเปื่อยรอเวลารอบฉายภาพยนตร์ที่ซื้อตั๋วไว้แล้ว

       ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่รู้จักมองดูก็คงจะคิดว่าเป็นคู่รักที่มาเดินเลือกซื้อของด้วยกัน เหตุเพราะว่าแพรพรรณมักจะชอบเดินจับข้อศอกของเขาเวลาไปไหนมาไหนด้วยกัน และด้วยท่าทางที่สนิทสนมใกล้ชิดกันจึงไม่แปลกที่จะทำให้คนอื่นๆคิดเช่นนั้น

        “อ้าว!” วีร์เกือบจะชนเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งตอนที่จะเดินอ้อมมุมชั้นวางสินค้า “เอ๋... เอ่อ... น้องวีร์ใช่มั้ย” หญิงสาวพยายามนึกบางอย่าง แล้วก็ทักชื่อของเขามา

        “ครับ” วีร์เองยังงงสงสัยอยู่ว่าเธอคนนั้นเป็นใคร แม้ว่าจะดูคุ้นหน้าอยู่บ้างก็ตาม

        “พี่วาไง จำได้มั้ย ที่เจอกันอาทิตย์ก่อน” เธอแนะนำตัวอีกครั้ง

        “อ๋อ” วีร์นึกออกได้ในทันที เหตุที่จำไม่ได้คงเป็นเพราะว่าครั้งก่อนที่เจอกัน หญิงสาวรวมผมตึงเรียบร้อยมัดเป็นมวยไว้ด้านหลัง แต่ในวันนี้คงเพราะเป็นวันหยุดจึงแต่งตัวแบบสบายๆ ปล่อยผมยาวสลวย และแต่งหน้าแต่งตาแทบจะดูเป็นคนละคนกัน “สวัสดีครับ”

        “มาเดินเล่นกันหรอ” เธอมองดูเด็กหนุ่มพลางมองไปถึงเด็กสาวที่มาด้วยกัน “ใกล้จะสอบแล้วใช่มั้ย เตรียมตัวพร้อมแล้วรึยัง”

        “อ๋อครับ ก็อ่านเตรียมตัวมาเรื่อยๆแล้วครับ วันนี้ว่างๆกันก็เลยมาเดินดูของไปเรื่อย พักสมองก่อนสอบ” วีร์ตอบกลับ

        “ไอ้เจ้าคุณสู้ไม่ได้เลย จนป่านนี้ยังไม่กระตือรือร้นอ่านหนังสือบ้างเลย” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ

       วีร์ได้แต่ยิ้มตอบกลับ แล้วก็สังเกตเห็นสายตาของพี่วามองไปที่เพื่อนของเขาอยู่เนืองๆ

        “แล้วก็นี่แพรครับ เพื่อนห้องเดียวกัน”

        “สวัสดีจะ”

        “แพร นี่พี่วา พี่สาวพี่คุณ” วีร์แนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน

        “สวัสดีค่ะ” วีร์เห็นสีหน้าเจือรอยยิ้มอย่างสงสัยของเพื่อนแล้วจึงแอบกระซิบอธิบายเพิ่มเติม

        “พี่คุณ ม.6 เพื่อนสนิทพี่ชายต่ายไง”

        “อ๋อ” เมื่อนึกออกแล้วเธอก็ยิ้มให้

        “แล้วพี่วามาทำอะไรหรอครับ” วีร์จึงหันไปพูดคุยกับหญิงสาวต่อตามมารยาทของผู้น้อย

        “พี่มาซื้อของที่ซุปเปอร์น่ะ เอาไปเก็บที่รถแล้ว แต่ไหนๆก็ออกมาแล้ว เลยคิดว่าจะไปดูรองเท้าผ้าใบสักคู่นึงก่อนกลับ” เธอตอบกลับแล้วยิ้มเด็กทั้งสองคน “แล้วนี้เดี๋ยวจะไปไหนต่อรึป่าว”

        “เอ่อ ก็” วีร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา “เดี๋ยวจะไปดูหนังกันอะครับ นี่ก็เกือบได้เวลาแล้ว”

        “อ้าว หรอ นี่ว่าจะชวนไปกินไอติมกันสักหน่อย แต่ไม่เป็นไร เอาไว้เผื่อกันคราวหน้าก็แล้วกันนะ”

        “ครับ” “ค่ะ”

        “งั้นไว้เจอกันนะ พี่ไปละ” เธอโบกมือถือลา แล้วจึงเดินไป

        “รีบไปเถอะ เกือบถึงเวลาฉายแล้ว” วีร์บอกเพื่อนของเขา

        “ดีนะแกที่เจอพี่วา ไม่งั้นคงเดินเพลินจนลืมเวลาแน่ๆ” แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะกับความขี้ลืมของตัวเอง

       ส่วนทางด้านหญิงสาวเมื่อเดินจากเด็กๆมาได้สักพัก ก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้ จึงหันกลับไปแต่เด็กทั้งสองคนก็เดินกันไปไกลแล้ว เธอจึงคิดว่าคงไม่เป็นอะไร เพราะไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แล้วเธอก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า

วนกร ศุขเจริญชัย:
นี่ พี่ซื้อของเสร็จแล้วนะ
แต่เดี๋ยวจะไปดูรองเท้าสักหน่อย

คุ-ณะ-กร:
เห่อออ ที่บ้านยังมีไม่พออีกหรอ

วนกร ศุขเจริญชัย:
นี่ ให้มันน้อยๆหน่อย เธอเป็นน้องชั้นนะ
จะไปดูผ้าใบสักคู่นึงต่างหาก

คุ-ณะ-กร:
ล้อเล่น ตามสบายเลย

วนกร ศุขเจริญชัย:
แล้วเดี๋ยวกลับด้วยกันมั้ย

คุ-ณะ-กร:
ยัง กลับไปก่อนเลยก็ได้
เมื่อกี้เจอไอ้วี เดี๋ยวจะไปดูหนังกัน ค่อยกลับ

วนกร ศุขเจริญชัย:
OK เจอกันที่บ้าน

*****

[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 449
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
จะเจอกันในโรงหนังไหมเนี่ยยยย :hao3:

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
5. ใกล้เข้าไปอีกนิด ชิดเข้าไปอีกหน่อย

       ในวันนี้ก็เริ่มต้นเหมือนวันจันทร์ปกติทั่วๆไป แต่ว่าทันทีที่วีร์เดินเข้าไปในห้องเรียนและเห็นกลุ่มเพื่อนๆของเขากำลังนั่งล้อมวงอยู่กับแพรพรรณ ถ้าหากไม่มีเรื่องที่เพิ่งเกิดไปเมื่อวานนี้เขาคงจะคิดว่าเพื่อนๆกำลังพยายามช่วยสุรศักดิ์ให้สนิทสนมกับแพรพรรณอยู่เป็นแน่ แต่ทว่า

        “มาแล้วมึง” “ว่าไง มึงมานี่ดิ” “มาเร็ว มาเหลาให้หมด” “ใช่ๆ มีอะไรเหลามาให้หมดเลยนะมึง” คู่แฝดนพชัยชัยทิศรีบเข้ามาจูงไม้จูงมือวีร์เป็นพัลวันและดึงเขาเข้าไปอยู่กลางวงสนทนา

        “เล่าเรื่องอะไรวะ” วีร์พยายามตีหน้าซื่อทำเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย

        “ไม่ต้องมาทำซึนเลยมึง เมื่อวานเกิดอะไรในโรงหนังบ้าง”

        “แล้วไมวันนี้มึงมาเช้าได้วะ” วีร์ถามกลับเพื่อนตัวดีที่ปกติถ้าไม่ได้เสียงสัญญาณเข้าเรียนคาบแรกก็ไม่มีทางได้เห็นตัวเป็นแน่

        “กูให้ตอบคำถาม ไม่ใช่มาถามกูต่อ” สุรศักดิ์หมายจะตบหลังศีรษะผู้ต้องหาในวันนี้ แต่ว่าวีร์เอี้ยวตัวหลบได้ซะก่อน

        “ก็ไม่มีอะไรนิ” เพื่อนๆต่างจ้องหน้าวีร์อย่างคาดคั้น “ก็จะให้กูเล่าอะไร ในเมื่อมันไม่มีอะไร”

        “อะๆเจ้าตัวสละสิทธิ์ไม่อยากเล่า งั้นแพรว่ามา” ศศิทัศน์จึงหันมาถามเพื่อนหญิงคนสวยแทน “มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ขอแบบละเอียดยิบเลยนะ”

       แพรพรรณหันไปมองหน้าวีร์ พร้อมทั้งเลิกคิ้วในเชิงถามว่าจะเอาอย่างไร ส่วนวีร์ก็ยักไหล่ตอบกลับ เพราะในเมื่อมันไม่มีเรื่องอะไรสำคัญที่จะให้เล่า ฉนั้นไม่ว่าจะเล่าแบบธรรมดาหรือแบบใส่สีใส่ไข่มันไม่มีทางจะมีอะไรเกิดขึ้นมาได้ เมื่อเห็นว่าวีร์ไม่ได้ห้ามอะไรแพรพรรณจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เธอเห็นมาด้วยตัวเอง

        “คือเมื่อวานเรากับวีร์ไปดูหนังกัน ก็พอซื้อน้ำซื้อป๊อปคอร์นเสร็จก็เดินเข้าโรงหนังไปตามปกติ” แพรพรรณหันไปมองเพื่อนของเธออีกครั้งก่อนจะเล่าต่อ “พอหาที่นั่งกันเรียบร้อยแล้วก็ดูโฆษณาไปเพลินๆ แล้วอยู่ๆก็มีคนขอเดินผ่านเข้าไปนั่งข้างใน เราก็ขยับขาให้ชิดเก้าอี้พอให้เขามีทางเดินผ่านไปได้ คือเรากับวีร์นั่งกันกลางๆแถวไง เรานั่งตรงนี้ วีร์นั่งด้านนี้ ส่วนทางเข้ามันมาจากทางนั้น” แพรพรรณทำท่าประกอบว่าเธอนั่งอยู่ทางซ้ายของวีร์ ส่วนประตูทางเข้าโรงภาพยนตร์นั้นมาจากทางด้านซ้ายของเธอ

        “เขาเลยต้องเดินผ่านเราผ่านวีร์ไปนั่งที่ของเขา ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นใคร ก็มันมืดๆอะเนอะมองเห็นไม่ค่อยชัด แล้วคือเรากำลังจะหันไปถามวีร์อะไรสักอย่างนี่ละ ก็เลยได้เห็นหน้าเต็มๆชัดๆ เราก็ ‘อ้าว พี่วี พี่คุณ’ พี่เขาก็แบบหน้าตาดูตกใจนะ ก็ทักทายกันธรรมดาไม่ได้มีอะไรมากแล้วหนังก็เริ่มฉายพอดี แล้วก็นะ...”

        “ก็แค่นั่นแหละ บอกแล้วไม่มีอะไร บังเอิญเจอกันเฉยๆ” วีร์รีบพูดแทรกขึ้นมาเพื่อจะตัดจบบทสนทนาไว้ตรงนี้ก่อนที่แพรพรรณจะได้บอกอะไรต่อ แม้ในใจจะคิดว่าคงไม่มีทางสำเร็จดังหวังแน่นอนก็ตาม

        “ใช่ บังเอิญเนอะมึง” “บังเอิญไปดูเรื่องเดียว” “บังเอิญดูโรงเดียวกัน” “บังเอิญนั่งข้างกัน” แฝดนพชัยชัยทิศทำท่าล้อเลียนเหมือนคู่รักไปนั่งอี๋อ๋อกันในโรงภาพยนตร์ “...ตกลงคือพรหมลิขิตใช่ม๊ายย...” เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!

        “มากกว่านี้มึงโดนลิขสิทธิ์แน่” วีร์จัดการประทับปลายนิ้วลงไปที่กระหม่อมของทั้งนพชัยและชัยทิศแบบเบาๆที่พอจะได้ยินเสียงเล็กน้อย

        “พิรุธนะมึง แสดงว่ามันมีอะไรมากกว่านี้ใช่มั้ย บอกมา” สุรศักดิ์พยายามคาดคั้นด้วยสายตา เขาหรี่ตาจ้องมองเขม็ง

        “แพร เรารู้ว่าแพรยังเล่าไม่หมด ใช่มั้ย” ศศิทัศน์หันไปทำตาปริบๆใส่ ออดอ้อนให้เพื่อนหญิงสาวคายความลับออกมา โดยมีสุรศักดิ์หันมาทำตาเขียวปั๊ดใส่ว่าเพื่อนตัวดีของเขาเข้าใกล้หญิงสาวที่เขาปลื้มมากเกินไปแล้ว

        “เอ่อ... ก็... คือว่า” แพรพรรณหันไปมองเพื่อนของเธอ “จริงๆมันก็ไม่มีอะไรหรอก แค่แบบนั่งๆดูหนังไปแล้วอยู่ๆวีร์ก็ขยับเข้ามาชิดเราเรื่อยๆ... แกๆ ชั้นเล่าได้ใช่มั้ยอ่า” เธอหันไปมองเพื่อนของเธออีกครั้งและยกมือขึ้นจับแขนข้างหนึ่งแล้วเขย่าอยู่สองสามที แต่ในเมื่อวีร์ไม่ได้เอ่ยคัดค้านอะไรเธอจึงเล่าต่อไป “ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไม ก็นึกว่าวีร์ชอบเท้าแขนข้างซ้าย มาเห็นอีกทีตอนหนังจบแล้วไฟในโรงเปิดแล้วก็... เอ่อ... เห็นพี่วีนั่งหลับซบไหล่วีร์อยู่”

        “วี๊ดดวิ้ววว” “ว๊ายยยว๊ายยย” “สรุปว่ามีซบไหล่กันจริงๆด้วยว่ะมึง” “อร๊ายย จิ้น!!”

        “จิ้นพ่อง”

        “แหนะๆ ไม่ต้องมาทำโมโหกลบเกลื่อน” “เขินแล้วเกรี้ยวกราดนักนะเราน่ะ” ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างร่วมด้วยช่วยกันผสมโรงแซววีร์ไม่มีหยุดไม่มีหย่อน

        “กูเอางานไปส่งดีกว่า ไปแพรไป เดี๋ยวหมดเวลาซะก่อน” แล้ววีร์ก็หยิบสมุดงานออกจากเป้และกวักมือเรียกแพรพรรณให้เดินไปส่งงานด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ตอนนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรมากเท่ากับตอนที่เพื่อนๆช่วยแซะช่วยกันแซวเสียอีก วีร์จึงคิดรีบออกไปจากตรงนี้เสียก่อนจะดีกว่า

        “แพ้แล้วเดินหนีหรอน้อง กลับมาก่อน” “วี๊ดดวิ้วว” การแซวของฝาแฝดก็ได้รับนิ้วกลางชูกลับมาตอบแทน ทำให้เพื่อนๆต่างพากันหัวเราะชอบใจ

        “อ้าว มึง ไปไหนอะ” บี๊กที่เพิ่งจะมาถึงโรงเรียนเดินสวนกันกับวีร์และแพรพรรณ โดยได้ยินเสียงห้วนๆและมีกระแทกเสียงเล็กน้อยไล่หลังมาว่าจะไปส่งงาน “ไอ้วีร์เป็นไรวะ”

        “วันนี้มึงมาช้าไปว่ะไอ้บิ๊ก”

        “แล้วไมวันนี้มึงมาเช้าได้วะ” แล้วพระยศก็โยนถุงขนมลงบนโต๊ะกลางวงสนทนา “เอา พวกมึงช่วยกูแดกด้วย”

        “มึงไม่ได้เปิดไลน์หรอวะ ก็ไอ้ต่ายไลน์มาแต่เช้าว่ามีเรื่องเด็ดๆ ให้รีบออกมาเร็วๆ” สุรศักดิ์เปิดดูขนมในถุง “ของน้องเฟิร์นอีกแล้วหรอมึง”

        “เออ แดกๆ ไปเหอะ” พระยศตอบแบบเสียไม่ได้ “สรุปแล้วมีเรื่องอะไรกันวะ”

        “มานี่เลยครับคุณพี่พระยศ” “เดี๋ยวพวกกูจะเหลาให้ฟัง” สองคนฝาแฝดกอดคอพระยศทั้งจากซ้ายและขวา “ถ้าคุณพี่พระยศแถลงไขเรื่องน้องเฟิร์นนี่ก่อนนะ” “สรุปว่าตอนนี้ถึงขั้นไหนแล้วครับ”

        “เรื่องนั้นช่างมันก่อน” พระยศพยายามสะบัดไหล่ซ้ายขวาให้หลุดพันธนาการของฝาแฝด จากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดบางอย่างก่อนจะยื่นให้เพื่อนๆแต่ละคนดู “พวกมึงดูนี่ กูไปเจอมา”

        “อะไรวะ” สุรศักดิ์รับโทรศัพท์ของพระยศมาดู หน้าจอแสดงแอปพิเคชั่นสื่อสารสังคมอันหนึ่งที่แสดงชื่อผู้ใช้บริการที่ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไว้ มีจำนวนผู้ติดตามและจำนวนผู้ที่ตามอยู่ไม่ได้มากมายนัก “อืมม แล้วทำไมวะ”

        “ไหนๆ เอามาดูดิ” ศศิทัศน์รับเครื่องโทรศัพท์ต่อมาจากสุรศักดิ์และพิจารณาดูชื่อบัญชีโดยละเอียด “ainararov.v ชื่อเหี้ยอะไรเนี่ยยังกะคนรัสเซีย ไอจีของใครวะ” แล้วก็หันไปมองหน้าพระยศที่กรอกตาพร้อมกับพ่นลมหายใจแรงออกมา

        “อย่างมึงเห็นแล้วมึงนึกอะไรไม่ออกจริงดิ”

       พระยศจ้องหน้าศศิทัศน์จนศศิทัศน์ต้องก้มลงมองดูชื่ออีกครั้ง โดยมีฝาแฝดเข้ามารุมดูด้วยอีกคน

        “ainararov.v…” ศศิทัศน์ทวนชื่อขึ้นอีกอยู่สองสามครั้ง แล้วเขาก็เบิ่งตาและอ้าปากกว้างเมื่อคิดออก “อ๋อ.. ชื่อไอ้วีร์แต่เขียนย้อนกลับ”

       พระยศพยักหน้าตอบรับว่าเพื่อนคนเก่งของเขาคิดออกได้เสียที

        “มึงแน่ใจหรอวะ” สุรศักดิ์ถามย้ำให้แน่ใจ

        “มึงก็ดูรูปโปรไฟล์สิวะ ใช่มั้ยละ”

       จนทุกคนเข้ามารุมดูให้ชัดๆอีกครั้ง

        “เออว่ะ หน้าไอ้วีร์” หนึ่งในฝาแฝดตอบรับ “ไม่เห็นมันเคยบอกเลยว่าเล่นไอจีด้วย” “แถมยังตั้งไพรเวทอีก”

       เพื่อนๆได้แต่มองหน้ากันไปมา

        “กูว่ามันไม่ได้จะปิดบังอะไรหรอกมั้ง แค่พวกเราไม่เคยถามมันเท่านั้นเอง” สุรศักดิ์พยายามหาเหตุผลที่ดูเข้าท่าที่สุด

        “อืม กูก็ว่างั้น มันก็นิสัยอย่างนั้นอยู่แล้ว ถ้าขอฟอลไปมันคงให้ละมั้ง” ศศิทัศน์ส่งโทรศัพท์กลับไปให้พระยศ “มึงลองกดฟอลไปดูดิ”

        “อืม ไม่ดีกว่าว่ะ กูว่าจะมาถามมันก่อนแล้วค่อยกดขอไปดีกว่า อยู่ๆกดไปเลยจะไปบอกมันว่าอะไร กูบังเอิญเจองี้เหรอ” พระยศสอดโทรศัพท์เก็บเข้ากระเป๋ากางเกงตัวเอง ก่อนจะหันไปเห็นหน้าเพื่อนคนหนึ่งของเขา “ไอ้ต่าย หน้ามึงเจ้าเล่ห์มาก รู้เลยคิดอะไรอยู่”

        “อุ้ย เหรอวะ” ศศิทัศน์พยายามทำสีหน้าให้กลับมาดูเป็นปกติมากที่สุด

        “จะเอาข่าวไปบอกเฮียมึงอีกละสิ”

        “ของมันแน่อยู่แล้ว” ศศิทัศน์ตอบพร้อมกับยักไหล่กวนๆ “ข่าวดีขนาดนี้ จะขออะไรจากเฮียดีน้า”

        “จะทำอะไร ระวังไอ้วีร์มันโกรธเอานะมึง” สุรศักดิ์พยายามเตือนสติคนที่กำลังได้ใจ

        “กูก็ว่าอย่างนั้น ไปขอมันดีๆก่อนดีกว่านะกูว่า” พระยศเห็นด้วยกับสุรศักดิ์

        “เอาน่า พวกมึงก็เงียบๆไว้ก่อนสิวะ เรื่องที่เจอไอจีไอ้วีร์ก็อย่าเพิ่งไปบอกอะไรมัน” ทั้งสุรศักดิ์และพระยศที่คนหนึ่งเอามือกอดอกส่วนอีกคนยกมือขึ้นเท้าสะเอวแต่ต่างก็จ้องมองหน้าศศิทัศน์ด้วยกันทั้งคู่ “หน่านะ ให้เฮียกูลองดูก่อน จะสำเร็จไม่สำเร็จค่อยว่ากัน แล้วค่อยไปเลียบๆเคียงๆขอมันฟอลทีหลังอีกทีก็ได้ โอเค๊...” ศศิทัศน์หันไปมองหน้าเพื่อนๆที่ไม่มีใครตอบรับกลับมาเลยสักคน “กูให้ยืมลอกการบ้านทั้งอาทิตย์เลยเอา”

        “โอเค” เป็นแฝดพี่แฝดน้องที่ตอบพร้อมเพรียงกันโดยทันที

*****

อ้างถึง
Follow Requests
Approve or ignore requests

Weeramart
Weeramart Rawan
Confirm X

*****

       ในขณะที่วีร์กำลังเก็บสมุด หนังสือ และอุปกรณ์การเรียนทั้งหมดลงเป๋ หลังจากหมดเวลาคาบสุดท้ายของวันนั้นแล้ว ศศิทัศน์ที่เก็บของส่วนตัวเรียบร้อยแล้วก็เดินถือกระเป๋ามายืนอยู่ข้างๆโต๊ะเรียนของเขา เอาแต่จ้องมองไม่พูดไม่จาอะไรจนเขาต้องถามเพื่อตัดความรำคาญ

        “มีอะไรมึง” วีร์หันไปถามศศิทัศน์

        “คือว่า เดี๋ยวช่วงเย็นๆ 3-4 วันนี้ เฮียกูจะมาช่วยติวหนังสือให้ มึงจะเอาด้วยมั้ย” ศศิทัศน์นั่งลงที่เก้าอี้ด้านหน้าโต๊ะเรียนของวีร์ทันทีที่เจ้าของโต๊ะลุกเดินออกไปแล้ว

        “แล้วเฮียมึงไม่ต้องอ่านหนังสือบ้างเหรอ” วีร์พอจะรู้มาบ้างว่าวีรมาตุเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง แต่จะเก่งอย่างไรก็ต้องมีเวลาส่วนตัวของตัวเองสำหรับเตรียมตัวสอบเหมือนกัน

        “โอย อย่างเฮีย ทุกวันคือการเตรียมตัวสอบ ไม่ต้องห่วงเขาหรอก”

       วีร์เลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินดังนั้น

        “เอาไง มึงจะอยู่ติวด้วยมั้ย” ศศิทัศน์ถามย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเพื่อนของเขาเอาแต่เงียบไปตอบกลับมาเสียที

        “ก็... ได้มั้ง จะอยู่ติวกันถึงกี่โมงละ”

        “ก็ถึงสัก 6 โมงเย็นก็พอ เอาเท่าที่ได้”

       วีร์นึกคิดอยู่ในใจอยู่ครู่หนึ่ง แม้ว่าเขาจะสองจิตสองใจแต่ก็พยักหน้าตอบตกลงศศิทัศน์ไป

        “งั้นเดี๋ยวไปกันเลย เฮียให้ไปหาที่นั่งติวไว้ก่อนด้วย” ศศิทัศน์ยิ้มรับแล้วก็หันไปเรียกเพื่อนๆคนอื่นๆให้ตามกันไป

        “เอาวันนี้เลยเหรอ” ส่วนวีร์ที่ถึงแม้จะตกลงไปแล้วแต่ก็ไม่คิดว่าการติวหนังสือจะปัจจุบันทันด่วนแบบนี้ ตกลงใจปุ๊บก็เริ่มกันในทันที สุดท้ายจึงได้แต่เออออตามเพื่อนๆกันไป

        “ก็ใช่ไง” ศศิทัศน์ยิ้มตอบกลับ

*****

       กว่าจะหาสถานที่ที่พอจะติวหนังสือกันได้ในวันนั้น ก็เล่นเอาทุกคนต้องเดินหาสถานที่กันเกือบทั่วโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะม้าหิน ศาลาพัก หรือแม้กระทั่งสนามหญ้าตามที่ต่างก็ถูกจับจองกันหมด จนในที่สุดก็มาจบลงที่โต๊ะในโรงอาหาร

       วีรมาตุนั่งลงตรงกลางท่ามกลางน้องๆ มีพระยศที่นั่งประกบข้างซ้ายและศศิทัศน์ที่ประกบข้างขวา ฝั่งตรงข้ามเป็นคู่แฝดนพชัยชัยทิศและสุรศักดิ์ ส่วนวีร์นั้นเดิมทีเขานั่งอยู่ถัดไปจากศศิทัศน์ แต่ระหว่างการติวหนังสือกันศศิทัศน์ก็ขอตัวลุกออกไปซื้อของกิน และเมื่อเขากลับมาก็อ้างว่ากลัวจะทำเลอะพื้นโต๊ะ จะขอนั่งริมสุดแล้วให้วีร์ขยับเข้าไปใกล้วีรมาตุแทน

       วีร์ก็รับรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนของเขากำลังเข้าสู่โหมดจับคู่ให้เขากับพี่ชายตัวเองอีกแล้ว แต่เห็นสายตาทั้งเว้าวอนและคะยั้นคะยอของเพื่อนรวมถึงเกรงใจคนอื่นๆที่เหลือที่กำลังตั้งใจติวหนังสือกัน ก็ได้แต่อ่อนใจจนต้องยอมทำตาม เพราะอย่างน้อยทุกคนก็กำลังสนใจกับเนื้อหาการติว ไม่มีใครหันมาแซวเขาแต่อย่างใด วีร์จึงหันไปตั้งใจฟังอย่างเดิม ... แต่ก็ได้ไม่นานนัก

        “เฮียครับ ตรงนี้มันใช่หรอ ผมว่ามันดูแปลกๆนะครับ” พระยศแย้งขึ้นมาขณะที่วีรมาตุกำลังแก้โจทย์ให้ดูทำให้การติวหยุดชะงักไปชั่วคราว

        “หือ ตรงไหนเหรอครับ” วีรมาตุถามกลับ

        “นี่ไงครับเฮีย เฮียแทนค่าผิดรึเปล่า ทำไมมันได้ออกมาไม่เหมือนของผมเลย” พระยศยื่นสมุดที่เขาได้ลองแก้โจทย์เองให้ดูและชี้ตรงจุดที่เขาเห็นว่าตัวเองทำออกมาได้ไม่เหมือนกับที่วีรมาตุกำลังสอน

       วีรมาตุรับสมุดของพระยศมาเทียบกับของตัวเอง เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็พบว่าเขาทำผิดเองไปจริงๆ

        “เออใช่ โทษทีครับน้องๆ มันต้องแก้ตั้งแต่ตรงนี้... แล้วก็ตรงนี้... แล้วก็ตรงนี้ด้วย” วีรมาตุเริ่มลบตัวเลขจากนั้นทีตรงนี้ทีไปเรื่อยๆ แต่เมื่อเห็นว่าจากจุดที่ผิดไปเพียงเล็กน้อย แต่ส่งผลถึงการคำนวณที่ตามมาไปอีกเยอะ “เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวเฮียเริ่มทำให้ดูใหม่ไปเลยดีกว่า”

       ทุกคนก็ได้แต่ถอนหายใจกันออกมาตามๆกัน จนผู้สอนรู้สึกผิดไปไม่น้อย

        “รอบสองแล้วนะเฮีย โจทย์ข้อเมื่อกี้ก็ทีนึงแล้ว” หนึ่งในฝาแฝดพูดขึ้นมาแบบไม่เกรงใจ แล้วอีกคนก็หันหน้าไปหาคนที่นั่งริมสุดฝั่งตรงข้ามของพวกเขา “ไอ้ต่าย กินเสร็จแล้วใช่มั้ย แลกที่กลับเลย” “ใช่ ย้ายไอ้วีร์มานั่งข้างเฮีย ทำเอาเฮียเสียสมาธิหมด”

       ทั้งศศิทัศน์และวีร์ต่างก็เงยหน้าขึ้นไปมองคู่แฝด แล้วจากนั้นก็หันกลับมามองหน้ากันเอง

        “แล้วเกี่ยวอะไรกับกูวะ” วีร์หันกลับไปถามทั้งสองคนนั้น

        “มึงครับ มึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้เฮียขนาดนั้น” “แทบจะหายใจรดต้นคอเฮียอยู่แล้ว” “ใจไม่เต้นก็แปลกแล้ว” “ดูดิ เฮียทำผิดๆถูกๆไปสองข้อแล้ว เพราะมึงเลย”

       วีรมาตุถึงกับทำสีหน้าไม่ถูกเพราะสิ่งที่พวกคู่แฝดพูดไปก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่เขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นไปแบบนั้น จริงอยู่ว่าเขาอาจจะเสียสมาธิไปบ้าง แต่ความสะเพร่าในการทำโจทย์ก็เป็นของเขาเองจริงๆ

        “กูแค่ดูเฮียแก้โจทย์ มองจากทางนี้มันมีมือเฮียบังอยู่อะสิ จะให้ทำไง” วีร์พยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเขาเองก็ไม่คิดว่าการกระทำของเขาจะมีผลต่ออีกคนมากขนาดนี้ “แล้วมึงก็เลิกเบียดกูมาได้แล้ว” จากนั้นจึงหันไปหาเจ้าตัวต้นเรื่องที่แท้จริง

        “อะไร ก็กูนั่งอยู่ไกล กูมองเห็นไม่ชัด จะให้กูทำไง” ศศิทัศน์ก็พยายามแก้ตัวและตีหน้าซื่อตาใสกลับไปให้วีร์ที่กำลังจ้องเขาเขม็ง

        “ใจเย็นๆครับน้องๆ” วีรมาตุรีบเอ่ยห้ามเสียก่อน “เดี๋ยวเฮียเริ่มทำให้ดูใหม่อีกรอบ คราวนี้ไม่ผิดแน่นอนครับ”

       แล้ววีรมาตุก็ขยับตัวตรงขึ้นห่างออกมาจากโต๊ะอีกเล็กน้อย เลื่อนกระดาษที่เขียนวิธีทำโจทย์ออกไปข้างหน้า พยายามวางปากกาเขียนจากด้านล่างของแนวบรรทัดเพื่อให้คนด้านข้างเห็นได้ชัดเจนขึ้น แล้วจึงค่อยแก้โจทย์ที่ละขั้นตอบพร้อมกับอธิบายให้ฟัง เพราะว่าถูกท้วงติงขึ้นมาวีรมาตุจึงระมัดระวังตัวเองมากกว่าเดิม

       การติวหนังสือจึงดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นจนถึงเวลาเย็น

       สุรศักดิ์กับพระยศที่มองหน้ากันเพื่อส่งสัญญาณ คนหนึ่งเล็งไปที่ใบหูข้างซ้ายของคู่แฝดคนหนึ่ง ส่วนอีกคนก็เล็งไปที่ใบหูข้างขวาของคู่แฝดอีกคนหนึ่ง เมื่อพร้อมแล้วทั้งคู่ก็พยักหน้าให้กันแล้วลงมือดีดนิ้วไปที่เป้าหมายที่เล็งไว้

        “โอ๊ย!” เสียงร้องของทั้งสองคนดังขึ้นมาพร้อมกัน “อะไรวะ”

        “เฮียอุตส่าห์เสียสละเวลามาติวให้แต่พวกมึงกลับมานั่งหลับกัน ใช้ได้ที่ไหนไอ้พวกเวร” สุรศักดิ์เอาปากกาเคาะลงที่กลางศีรษะของทั้งสองคนเบาๆ

        “พวกกูแค่งีบแป๊บเดียวเอง” “เนี่ย สดชื่นกระปรี้กระเปร่า พร้อมลุยต่อได้เลย” นพชัยและชัยทิศพยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆไปเรื่อยพร้อมกับแสดงท่าทางเตรียมพร้อมจดลงสมุดโน้ตต่อ

        “ลุยต่ออะไรละ เขาติวกันเสร็จเก็บของจะกลับบ้านกันแล้ว โน้น คนขับรถมึงมารอรับพวกมึงโน้นแล้ว” พระยศว่าพลางก็ชี้นิ้วไปให้คู่แฝดดู

       ทั้งคู่ต่างหันมายิ้มแหะๆ ก่อนที่จะหันไปขอโทษวีรมาตุอย่างสำนึกผิด

        “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเราสองคนก็เอานี้ไปอ่านต่อก็ได้ เฮียว่าเฮียเขียนไว้ค่อนข้างละเอียด อ่านทวนซ้ำอีกรอบก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก” วีรมาตุรวบรวมกระดาษที่เขียนวิธีการแก้โจทย์ทั้งหมดยื่นคู่แฝด ทั้งคู่ก็รับไว้พร้อมกับกล่าวขอบคุณ ส่วนสุรศักดิ์ก็กำชับให้ทั้งสองคนถ่ายเอกสารเอามาเผื่อเขาให้ด้วย จากนั้นแต่ละคนก็ลุกขึ้นยื่นเพื่อแยกย้ายกลับบ้านของตัวเอง

       นพชัยและชัยทิศกลับกับคนรถที่ที่บ้านส่งมารับ เพราะด้วยเหตุที่ไม่ไว้ใจให้กลับกันเองในช่วงใกล้จะสอบ กลัวว่าทั้งสองจะแวะร้านเกมแล้วไปเสียเวลาอยู่ที่นั้นไปเปล่าๆ ส่วนพระยศก็ขอติดรถมาลงระหว่างทาง จึงเหลือสรุศักดิ์ ศศิทัศน์ วีร์และวีรมาตุที่เดินมาด้านหน้าโรงเรียนกันเอง

       ในระหว่างที่เดินออกมานั้น สุรศักดิ์และศศิทัศน์เดินคุยกันไปเรื่อยๆสองคนตลอดทาง ปล่อยทิ้งให้วีรมาตุและวีร์เดินตามรั้งท้ายลำพัง ทั้งคู่ต่างก็ไม่ได้พูดอะไรต่อกันมากนักเรื่อยไปจนถึงด้านหน้าของโรงเรียน

        “น้องวีร์ครับ” วีรมาตุเรียกเด็กรุ่นน้องก่อนที่เขาจะเดินแยกไปขึ้นรถประจำทาง

        “ครับ” วีร์หันกลับมา

        “เอ่อ...” วีรมาตุเม้มปากพยายามเรียบเรียงคำพูดอยู่ในใจอยู่นาน

        “อะไรเหรอครับเฮีย”

        “อ่า... วันนี้เฮียติวเป็นยังไงบ้าง เข้าใจดีรึเปล่าครับ”

        “อ๋อ เฮียอธิบายชัดเจนดีครับ เข้าใจง่ายดี” วีร์ยิ้มตอบให้

        “ก็ดีแล้วครับ” วีรมาตุยิ้มตอบกลับเช่นกัน

        “งั้น... ผมไปก่อนนะครับ” วีร์กำลังจะหันไป

        “เดี๋ยวครับ น้องวีร์” วีรมาตุพยายามรั้งไว้อีกครั้ง

        “เฮียมีอะไรจะพูดกับผมรึเปล่าครับ” วีร์ถาม เพราะเห็นท่าทางของอีกฝ่าย

        “เอ่อ... ไม่มีอะไรครับ เดินทางกลับดีๆนะครับ ไว้เจอกันพรุ่งนี้” วีรมาตุตัดสินใจเอ่ยคำลาแทนที่จะถามคำถามที่อยู่ในใจของเขา และมองดูเด็กรุ่นน้องที่เขาชอบยิ้มตอบกลับมาก่อนที่จะเดินจากไปขึ้นรถประจำทาง แล้ววีรมาตุก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู เขาเปิดไปยังแอพลิเคชั่นอันหนึ่งที่เขาได้เคยส่งคำขอติดตามไป แต่ว่ายังคงไม่ได้รับการอนุญาตตอบกลับมาตั้งแต่วันนั้น


[อ่านต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
       ช่วงของการสอบปลายภาคของโรงเรียนก็ดำเนินมาถึง เนื่องจากจะต้องจัดเปลี่ยนห้องเรียนทุกห้องที่มีอยู่ให้เป็นห้องสอบ จากเดิมโต๊ะเรียนที่วางติดกันเป็นคู่ๆและแต่ละคู่ก็วางห่างกันแค่พอจะมีทางเดินคนเดียวได้สะดวกเท่านั้น เปลี่ยนมาเป็นโต๊ะเดี่ยวๆและต้องวางห่างกันมากพอไม่ให้เกิดการทุจริตในการสอบ เลยทำให้จำนวนห้องสอบมีไม่พอกับจำนวนนักเรียน โรงเรียนจึงต้องกำหนดวันสอบสลับกันระหว่างชั้นเรียน นักเรียนครึ่งหนึ่งจะได้สอบก่อนสลับวันกับนักเรียนครึ่งหลังจนเสร็จสิ้นทุกวิชาเรียน

       รายชื่อของนักเรียนทุกคนที่อยู่ในระดับชั้นและแผนการเรียนเดียวกันจะถูกนำมาจัดเรียงใหม่ตามตัวอักษร โดยให้นักเรียนหญิงขึ้นก่อนแล้วตามด้วยนักเรียนชาย จากนั้นจึงจัดแบ่งเข้าห้องสอบไปตามลำดับ ดังนั้นทุกคนจึงต้องมาตรวจสอบใบประกาศห้องสอบของตัวเองให้เรียบร้อย ทำให้นักเรียนแต่ละคนที่เคยอยู่ห้องเรียนเดียวกันอาจะจะไม่ได้อยู่ห้องสอบเดียวกันถ้าตัวอักษรแรกของชื่อไม่ได้อยู่ติดกัน

       วีร์และผองเพื่อนจึงถูกจัดกระจายให้ไปอยู่คนละห้องสอบกัน รวมถึงกลุ่มเพื่อนคนอื่นๆในชั้นเรียนเดียวกันด้วยเช่นกัน

       แถมด้วยบางวิชาที่มีอาจารย์ขยันขันแข็งมากกว่าคนอื่นๆ มีเวลาจัดทำข้อสอบให้เป็นชุดๆ ชุดหนึ่ง ชุดสอง หรือชุดสาม โดยอาศัยว่าที่โรงเรียนมีเครื่องตรวจกระดาษคำตอบอัตโนมัติ ทำให้สะดวกในการนับคะแนน จึงใช้จุดนี้เป็นการป้องกันการลอกข้อสอบไปอีกทางหนึ่งด้วย ยังไม่นับรวมถึงที่โรงเรียนใช้ระบบให้คะแนนสำหรับคำตอบที่ถูกและหักคะแนนคำตอบที่ผิด ทุกคนจึงต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบปลายภาคเรียนมาเป็นอย่างดี จึงไม่แปลกที่ระหว่างช่วงสอบนักเรียนหลายคนจะมีความเครียดสะสมอยู่บ้าง

        “สอบเสร็จแล้วโว้ยย...” หลังการสอบวิชาสุดท้ายเสร็จสิ้นสุรศักดิ์ก็ตะโกนด้วยความสะใจทันทีที่เดินออกมาจากห้องสอบ แม้ไม่แน่ใจว่าสะใจที่ทำได้ หรือสะใจที่ได้ทำกันแน่ แต่ก็พาเอาเพื่อนๆเฮตามกันไปด้วย

       วีร์และกลุ่มเพื่อนออกมายืนรวมกันกลุ่มจนทุกคนออกมากันครบ

        “ปิดเทอมแล้ว ทำไรกันดีวะ” สุรศักดิ์ถามเพื่อนๆแต่ละคน

        “กูจะกระหน่ำไต่แรงก์” “กูด้วย” สองคนฝาแฝดคงกะจะนั่งเล่นแต่เกมส์ทั้งวันทั้งคืนเป็นแน่

        “มันยังมีขั้นกว่ามากกว่าทุกวันนี้อีกหรือวะ มึงสองตัวน่ะ” แต่แฝดนพชัยชัยทิศยักไหล่ไม่สะทกสะท้านราวกับว่ากำลังยืดอกรับคำชม “มึงละไอ้บิ๊ก” สุรศักดิ์หันไปถามเพื่อนคนต่อไป

        “แม่กูฝากฝึกงานที่โรง’บาลให้แล้วว่ะ” พระยศออกตัวเดินนำเพื่อนๆไปหาที่นั่งคุยกันหลังจากที่ห้องมาจากห้องสอบกันครบแล้ว

        “โห คุณพี่พระยศคนจริง” “จะเก็บพอร์ตรึไงมึง”

        “แบบนี้มันเอามาเก็บได้ด้วยหรอวะ” เพื่อนๆมีแต่มองหน้ากันไปมา ใช่ว่าจะมีใครรู้คำตอบกันสักคน “กูไม่ได้กะอะไรหรอก แต่แม่กูอยากให้กูไปลองดูงานในโรง’บาลจริงๆว่าเขาทำอะไรกันบ้าง ลองเซิร์ฟๆดูว่าชอบจริงมั้ย ถ้าชอบจริงๆค่อยลงฝึกเต็มตัวตอนปิดเทอมใหญ่โน้น”

       แต่ละคนจับจองที่นั่งของตัวเอง บางคนก็แค่วางกระเป๋าลงบนโต๊ะไว้เฉยๆแต่ตัวยังยืนอยู่รอบๆโต๊ะ

        “มึงไม่เอาด้วยคนหรอวะไอ้ต่าย ไหนว่าอยากสอบเข้าหมอ” สุรศักดิ์หันมาถามศศิทัศน์

        “หึ ไม่อะ” ศศิทัศน์ส่ายหน้าปฏิเสธในทันที “ปิดเทอม น้องต่ายจะปิ๊กเมืองเหนือเน้อ”

        “อ้าวหรอวะ” วีร์หันมาถามด้วยความสงสัย “แต่กูจำได้ว่ามึงเคยบอกจะลงใต้ เปลี่ยนแผนแล้วเหรอวะ”

        “ฮั่นแน่ คิดถึงใครอยู่หรอ เสียดายละสิ ที่เขาไม่ลงไปบ้านมึง” ศศิทัศน์มายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มือชี้หน้าแซวเพื่อน ส่วนคนอื่นๆก็ได้แต่เหนื่อยใจกับศศิทัศน์ที่ยังไม่เลิกพยายามจับคู่ให้เพื่อนวีร์กับพี่ชายของตัวเอง

        “มึงเลิกชงให้กูได้กับเฮียมึงสักทีเหอะ อีกอย่างปิดเทอมกูไม่ไปไหน อยู่เฝ้าบ้านที่นี่แหละ” ในบางทีวีร์ก็รู้สึกระอากับเพื่อนคนนี้เหมือนกันที่ทุกลมหายใจมีแต่เรื่องที่จะหาวิธีให้เขาและพี่ชายของตัวเองลงเลยกันให้ได้

        “อ้าว แล้วไมไม่กลับบ้านที่โน้นละวะ” สุรศักดิ์ถามเพื่อนสนิท

        “ก็ไม่รู้จะกลับไปทำไม วันธรรมดาเขาก็ออกไปทำงานกันหมด ยังไงก็อยู่บ้านคนเดียวอยู่ดี อยู่นี่ยังหาอะไรทำได้บ้าง” ว่าแล้ววีร์เอามือทั้งสองข้างกำหมัดและเท้าคางลงบนโต๊ะ

        “เห้ย! ถ้าไม่มีไรทำ มานั่งเล่นที่ร้านกูก็ได้” สุรศักดิ์เห็นเพื่อนทำหน้าซังกะตายจึงเอ่ยปากชวน

        “มึงหาเพื่อนคุย หรือมึงหาลูกจ้างทำงานกันแน่วะ” วีร์หันเพียงแค่สายตาไปมองสุรศักดิ์

        “อย่างหลังสิมึง” คำตอบของสุรศักดิ์ทำให้วีร์หันหน้าไปอีกทางพร้อมกับเบ้ปาก เพื่อนๆเห็นก็พากันหัวเราะ “กูล้อเล่น ช่วงบ่ายๆร้านก็กูปิดปะวะ มันก็ว่างๆไม่มีไรอยู่แล้ว มาได้ๆ”

        “รบกวนเวลาพักของมึงเปล่าๆ” วีร์ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงและพยายามจะบอกปัดไปด้วยยังรู้สึกเกรงใจ

        “เห้ย ไม่เป็นไร นั่งคุยกับเพื่อนๆก็เป็นการพักผ่อนเหมือนกัน มาได้ๆ”

        “เออๆ งั้นเดี๋ยวกูค่อยไลน์ไปบอกถ้ากูจะแวะไป”

        “ไอ้ต่าย แล้วมึงไปเที่ยววันไหนวะ” แล้วสุรศักดิ์ก็หันไปถามเพื่อนอีกคน

        “พรุ่งนี้เลย”

        “เช็ด!เรื่องเที่ยวละไวสัดๆ”

        “เห้ยๆ คนจองรีสอร์ทไม่ใช่กู ม้ากูโน้น” ศศิทัศน์ทำท่าจะหลังมือ

        “โทษๆ แล้วไปกี่วันวะ” สุรศักดิ์ยกมือขอโทษท่วมหัว ไม่ได้คิดจะตั้งใจลามปามไปถึงผู้ใหญ่

        “สองอาทิตย์ กลับมาแป๊ปๆก็เปิดเทอมเลย”

        “โหย มึง ยังไม่ทันจะปิด มึงก็พูดให้คิดถึงเปิดเทอมแล้วหรอวะ” “อย่าเพิ่งขัดความสุขเร็วนักสิวะมึง” นพชัยและชัยทิศรู้สึกขัดใจขึ้นมาในทันทีที่เพื่อนของเขาพูดถึงเรื่องเปิดเรียนใหม่ทั้งที่ยังจะไม่ทันได้ปิดภาคเรียนนี้กันเลย

        “ไม่ว่าจะเปิดหรือว่าปิด พวกมึงก็เล่นแต่เกมส์อยู่แล้วปะวะ ต่างกันตรงไหน” พระยศไม่เห็นว่าเพื่อนสองนี้จะห่วงอะไรมากนักว่าจะมีหรือไม่มีเวลาเล่นเกมส์ ยังไงสองคนนี้ก็หาเวลาไปเล่นจนได้อยู่ดี

        “ไม่เหมือนกันครับคุณพี่พระยศ” “เวลาปิดเทอมมันเล่นได้ยาวๆต่อเนื่อง” “ความมันส์แบบนันสต๊อป”

        “นอนก็ไม่นอน ข้าวปลาไม่แดกเลยว่างั้น”  ฝาแฝดพร้อมใจกันยักไหล่ “เอาเหอะ แยกย้ายกันเหอะวะ กูอยากกลับบ้านไปนอนแล้ว”

        “แน่ใจนะครับว่าคุณพี่พระยศง่วง” “รีบกลับแต่หัววันขนาดนี้ คุณพี่พระยศไม่ได้เงี่ยนใช่มั้ยครับ” แล้วทั้งสองคนก็พร้อมใจกันสาวมือข้างหนึ่งขึ้นลงพร้อมกัน

        “ถ้าพวกมึงเงี่ยนก็ไม่ต้องมายัดเยียดให้กู”

        “อารมณ์รุนแรงแบบนี้ต้องไปปลดปล่อยออกบ้างนะครับ” “ใช่ครับ อย่าปล่อยให้จิตหงุดเงี้ยวอยู่อย่างนี้มันไม่ดี๊ มันไม่ดี” ถึงแม้พระยศจะทำท่าขึงขังที่โดนแซว แต่เพื่อนๆคนอื่นๆต่างหัวเราะชอบใจไปกับการแซวนั้น

        “เอ่อ... คือ...” ทุกคนเงียบลงทันทีที่ได้ยินเสียง ส่วนพระยศก็หันหลังกลับไปทางต้นเสียง แล้วก็มีท่าทีชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเป็นเด็กสาวคนเดิมคนนั้น “นึกว่าพี่บิ๊กจะกลับไปซะแล้ว”

        “แล้วมีอะไรรึป่าว” พระยศพยายามตอบด้วยน้ำเสียงปกติและใบหน้าที่เรียบเฉยที่สุด

        “คือนี่ค่ะ” เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ยืนถุงขนมให้ “เมื่อเช้าไม่เจอ ก็เลยไม่ได้ให้ไว้”

       พระยศก็รับไว้และฝืนยิ้มให้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่าทีที่เงียบเฉยของพระยศพาเอาทุกคนในที่นั้นนิ่งเงียบไปด้วย ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา ด้วยไม่รู้ว่าจะปรับเปลี่ยนสถานการณ์ในตอนนี้อย่างไรดี

        “งั้นเฟิร์นไปก่อนนะค่ะ” เมื่อไม่มีการตอบรับอะไรมากไปกว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติทุกครั้งที่เจอกัน เธอจึงเอ่ยปากลา “ไปก่อนนะคะพี่ๆ” เธอโบกมือให้กับทุกคน

        “บายจะ ไว้เจอกันตอนเปิดเทอมนะ” วีร์ยิ้มให้และโบกมือกลับ แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นก็เดินออกไป

        “เดี๋ยวๆ นั้นน้องเฟิร์นคนนั้นหรอมึง” สุรศักดิ์รีบถามทันทีที่เห็นน้องเขาลับสายตาไป

        “เออ” พระยศตอบพร้อมทั้งโยนถุงขนมลงกลางโต๊ะ

        “โหย มึง เบาๆสิวะ เดี๋ยวคุกกี้แตกหมด” หนึ่งในฝาแฝดรีบท้วงออกมา พร้อมกับรีบหยิบถุงขนมมาแกะดู “เกือบไปแล้ว” ว่าแล้วก็หยิบมากินชิ้นหนึ่งแล้วส่งต่อให้คนอื่นๆ “อร่อยนะมึง ลองดูดิ”

        “นี่กูพลาดอะไรไปวะ ไหนมึงบอกน้องมันอ้วนยังกะตุ่ม” สุรศักดิ์ล้วงไปหยิบคุกกี้ขึ้นมากินก่อนจะถาม ซึ่งพระยศก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกเสียจากยักไหล่

        “ก็เพราะมึงมาสายอยู่ทุกวันนี่แหละ” “ไม่มาเห็นตอนน้องเขาขนมมาให้ไอ้เชี่ยบิ๊กทุกวันเหมือนพวกกู”

        “ทุกวันบ้านพ่อง” ถึงพระยศจะทำเป็นมีอารมณ์ขึ้น แต่ก็หยิบคุกกี้มากินเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ

        “แต่ก็เกือบละวะ แต่น้องมันพยายามจริงว่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องคุกกี้นะ จากเดิมหุ่นเท่านี่” ศศิทัศน์ยกมือขึ้นข้างกะขนาดตัวก่อนหน้านี้ของเด็กผู้หญิงที่ถูกเอ่ยถึงอยู่ “ผ่านไป 2 เดือน เหลือเท่านี่” แล้วเขาก็เลื่อนทั้งสองมือเข้าหากันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมาก

        “คือถ้าน้องเขาลดได้เพราะคุมอาหารหรือไปออกกำลังกายมามันก็ดีอยู่หรอก” วีร์แสดงความเห็นโดยพยายามอ่านสีหน้าเพื่อนของเขาไปด้วย “แต่ถ้าเกิดว่าน้องเขาดันไปหาซื้อพวกยาลดน้ำหนักมากิน เพื่อแค่ให้ไอ้เชี่ยนี่มาสนใจละก็...”

        “ทำไมมึงไปรู้อะไรมาหรอวะ” ศศิทัศน์หันมาถามเพื่อน เมื่อเห็นว่าวีร์ละเอาไว้ไม่ยอมพูดต่อ

        “กูก็ไม่รู้ แต่แค่สองสามเดือน แล้วลดได้ขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะหักโหมออกกำลังกายอย่างหนักแล้วก็ต้องมีวินัยคุมอาหารแบแป๊ะๆ ก็น่าจะ...พึ่งยา หรือไม่ก็...เป็นโรค”

        “พูดอย่างกะมึงรู้เรื่องเป็นอย่างดีอย่างนั้นแหละ” สุรศักดิ์หันมาสงสัยเพื่อน

        “หึ ถ้าหมายถึง อยู่ๆก็ผอมลงมากเพราะเป็นโรคละก็ กูเคยเห็น แบบว่าแม้แต่คนที่เห็นหน้ากันอยู่ทุกวันยังรู้สึกได้เลย แต่ผอมลงเพราะยา อันนี้กูไม่รู้ว่ะ” วีร์ยักไหล่เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน “แต่โรคที่กูคิดน่ะ กูหมายถึงพวกโรคติดผอม อย่างบูลิเมีย หรืออะนอเร็กเซีย” วีร์หันไปมองสีหน้าเพื่อนอีกครั้ง “มึงไม่ได้ไปพูดอะไรกับน้องเขาไว้ใช่มั้ย ไอ้บิ๊ก”

       พระยศมีสีหน้านิ่ง แต่ดวงตาก้มลงต่ำไม่ยอมสบตากับใครและไม่ได้ตอบคำถามอะไร เพื่อนคนอื่นๆก็เลยพออนุมานได้ว่าพระยศคงจะได้เคยไปพูดอะไรไว้กับเด็กผู้หญิงคนนั้นมาบ้างแล้ว

        “หาโอกาสเคลียร์กับน้องเขาดีๆนะมึง อย่าให้มันสายเกินไป” วีร์ ตบบ่าเพื่อนซึ่งเขาพยักหน้ารับ ส่วนคนอื่นๆก็นั่งเงียบมองหน้ากันไปมา

        “เห้ยๆ ปิดเทอมแล้วพวกมึง ปิดเทอม” “เออๆ อย่าเครียดๆ ถ้าอยากจะเครียดนัก ก็โน้นไว้รอวันสอบปลายภาคเทอมหน้าโน้น” “ไปๆ แยกย้ายกลับบ้านกลับซ่องกันพวกมึง”

        “กลับช่อง!”


[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ ordkrub

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4149
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +341/-12
เรื่องสนุกดีครับ
เป็นกำลังใจให้ผู้แต่งนะครับ
จะคอยติดตามต่อไปครับ

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 6 โลกกลม


       ช่วงปิดเทอมกิจกรรมร่วมกันของหมู่เพื่อนๆจะอยู่ในไลน์กลุ่มเป็นส่วนมาก ศศิทัศน์คอยส่งรูปที่เขาไปเที่ยวภาคเหนือกับครอบครัวมาให้ดูเรื่อยๆ แฝดนพชัยชัยทิศก็ส่งภาพหน้าจอเวลาที่พวกเขาสามารถไต่ระดับได้สูงขึ้น ส่วนพระยศส่งภาพหน้าตัวเองในอิริยาบถต่างๆ เนื่องจากภายในโรงพยาบาลถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ห้ามถ่ายรูป จึงไม่ค่อยมีอะไรให้ถ่ายเก็บไว้มากนัก และวีร์กับสุรศักดิ์เป็นสองคนที่เจอหน้ากันบ่อยที่สุด จึงส่งรูปที่ถ่ายด้วยกันเวลาที่เจอเข้าไปในไลน์กลุ่ม จนมาซาลงไปเมื่อถึงเวลาใกล้เปิดเทอม และพวกเขานัดเจอกันบ่อยขึ้น และถึงแม้ว่าแต่ละคนก็ต่างลงรูปภาพของตนเองไว้ในอินสตาแกรมอยู่บ้าง แต่ว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่เคยมีใครพูดอะไรเกี่ยวกับอินสตาแกรมของวีร์กับเจ้าตัวเลยสักคนเดียว

       ก่อนวันเปิดเทอมวันแรกจะเป็นวันพบผู้ปกครอง โดยอาจารย์ประจำห้องเรียนต่างๆจะสรุปการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ผ่านมาคร่าวๆ และแนะนำกิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้นในภาคปลายต่อไป เพื่อให้ผู้ปกครองเตรียมพร้อมและคอยกระตุ้นเด็กนักเรียนในปกครองของตนให้มีความตื่นตัว จะได้ไม่ต้องมาแก้กิจกรรมกันภายหลัง รวมถึงพูดคุยกับผู้ปกครองเป็นรายบุคคล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความพฤติระหว่างที่อยู่ที่บ้านกับช่วงที่อยู่ภายในโรงเรียนของนักเรียนแต่ละคนอีกด้วย

       โดยส่วนมากผู้ปกครองที่มากันก็จะเป็นพ่อหรือแม่ หรือบางคนก็มาทั้งพ่อและแม่ และมีบางคนที่ให้ญาติใกล้ชิดมาเป็นตัวแทนผู้ปกครอง อย่างเช่นวีร์ที่ให้ธีร์มาเป็นผู้ปกครองเช่นเดียวกับเมื่อคราวที่มาฝากตัวลงทะเบียนเข้าเรียนเมื่อต้นภาคเรียนที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างไรก็เป็นกิจกรรมภาคบังคับที่ผู้ปกครองจะต้องมา ไม่ว่าใครก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงไม่ให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะมิฉะนั้นโรงเรียนจะไม่บันทึกผลการเรียนเข้าระบบ โดยที่ผู้ปกครองไม่ได้รับทราบด้วยตัวเองก่อน

       อาจารย์จินตนาซึ่งเป็นอาจารย์ประจำห้องเรียนของวีร์ ได้เกริ่นถามไถ่กับธีร์ถึงเรื่องทั่วๆไปก่อน แล้วอาจารย์จึงเอ่ยให้ฟังว่าช่วงแรกเธอมีความกังวลอยู่ว่าวีร์จะปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้หรือไม่ เพราะนักเรียนชั้นมัธยมปลายเกือบทั้งหมดจะเรียนชั้นมัธยมต้นจากที่โรงเรียนนี้อยู่แล้ว ความสนิทสนมของเพื่อนกลุ่มเดิมมันมีอยู่ แต่เมื่อเห็นว่าวีร์สามารถเข้ากับเพื่อนๆได้ดี และผลการเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เธอจึงสบายใจและไม่มีอะไรน่าห่วงสำหรับวีร์ จากนั้นก็เหมือนกันกับทุกๆคน คืออาจารย์จะให้ใบสรุปผลการเรียนของนักเรียนแต่ละคนให้ผู้ปกครองลงลายมือชื่อรับทราบ เป็นอันจบกิจกรรมวันพบผู้ปกครองประจำภาคเรียน

        “วีร์ เดี๋ยวจะกลับด้วยกันเลยรึป่าว” ธีร์ถามน้องชายคนเล็ก ตอนที่เดินออกมาจากห้องเรียนกันแล้ว

        “อืม ยังก่อน ว่าจะอยู่คุยกับเพื่อนก่อน เย็นๆค่อยกลับ”

        “เอางั้นหรอ พี่จะได้กลับเข้าออฟฟิศเลย ไม่งั้นจะได้วนไปส่งที่บ้านให้ก่อน” ธีร์ถามน้องชายอีกครั้ง

        “ไม่เป็นไร พี่ธีร์กลับไปทำงานเหอะ เดี๋ยววีร์กลับเองได้”

        “โอเค ตามนั้น” แล้วธีร์โบกมือลาน้องแล้วจึงเดินออกไป แต่ว่าโดนเรียกไว้ก่อน

        “พี่ธีร์เดี๋ยว เกือบลืม” ธีร์หันมามองน้องชาย “พี่ธีร์ไปรอที่รถก่อนนะ วีร์ว่าจะไปซื้อหนังสือเรียนกับสมุดจดงาน แล้วเดี๋ยวฝากใส่รถพี่ธีร์ไปด้วย ขี้เกียจแบกไปเอง หนัก”

        “อ๋อ ได้สิ งั้นเจอกันที่รถ”

       ธีร์จึงเดินลงจากตึกและไปยังลานจอดรถ เขามองหารถของตัวเองจนเจอ แล้วก็นึกเสียดายที่ลืมคิดไปว่าเมื่อดวงอาทิตย์เริ่มตั้งตรง ร่มไม้ที่เคยบังเงาให้รถของเขาในยามเช้ามันเคลื่อนออกไปเสียแล้ว จึงได้แต่ส่ายหน้า และเดินอ้อมไปอีกฝั่งหนึ่งที่ยังมีร่มเงาอยู่เพื่อหลบแสงแดด ระหว่างที่รอน้องชายกลับมาจึงคิดจะถ่ายรูปใบแสดงผลการเรียนส่งไปให้ผู้เป็นแม่ดู จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะวีร์ทำผลการเรียนออกมาได้น่าพอใจเป็นอย่างมาก

       ขณะที่วางกางใบแสดงผล และยกโทรศัพท์ขึ้นตั้งใจจะกดถ่าย ลมก็พัดกระดาษปลิวออกไป

        “อ้าวเห้ย กลับมาก่อน” ธีร์กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามกระดาษที่ปลิวไป ยังดีที่ว่าลมพัดไม่แรงมากนักจึงพอจะวิ่งตามทัน แล้วใบแสดงผลการเรียนก็ปลิวไปติดอยู่กับกระจกบานหนึ่ง เป็นกระจกหน้าต่างของประตูคนขับที่เปิดค้างไว้อยู่

        “ขอโทษครับ ช่วยจับไว้ให้หน่อยครับ” ธีร์ร้องตะโกนของความช่วยเหลือจากเจ้าของรถคันนั้น

       หญิงสาวได้ยินเสียงตะโกนจึงหันไปมอง และเห็นกระดาษปลิวมาแปะอยู่ตรงที่กระจกหน้าต่างของรถเธอ จึงช่วยจับเอาไว้ก่อนที่มันจะปลิวลอยไปอีก

        “ขอบคุณครับ ไม่ได้คุณช่วยไว้ละแย่เลย” ธีร์กล่าวขอบคุณ

        “ไม่เป็นไรค่ะ” แล้วเธอก็ส่งกระดาษที่จับได้คืนให้เจ้าของ

       เมื่อธีร์เดินเข้ามาใกล้และมองดูหน้าหญิงสาวชัดๆขึ้น เขาคิดว่าใบหน้าของเธอช่างคุ้นเคยเหลือเกิน และพยายามนึกอยู่สักพักหนึ่ง จึงเรียกชื่อของคนที่เขารู้จักดีมาก่อน “น้องวา... น้องวาใช่มั้ย” รอยยิ้มเริ่มคลี่คลายออกมา

       สำหรับหญิงสาวที่โดนเรียกชื่อ โดยแต่แรกเธอไม่แน่ใจนักว่าเธอรู้จักเขา แต่เมื่อมองดูดีๆแล้ว บวกกับน้ำเสียงที่ติดอยู่ในความทรงจำของเธอ เธอคิดว่าเขาน่าจะเป็น “เอ่อ... พี่ธีร์หรอ”

        “ใช่จริงๆด้วย ไม่ได้เจอกันนานเลย น้องวาเป็นยังไงบ้าง ตั้งแต่ตอนนั้นที่...” ธีร์พูดด้วยความตื่นเต้นเพราะได้เจอกับคนที่เขาไม่เจอมานานมาก แต่เมื่อจะพูดตอนที่พวกเขาพบกันเป็นครั้งสุดท้าย ทำให้เขาชะงักไป

        “ใช่ ตั้งแต่ตอนนั้น เราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย” ส่วนฝ่ายหญิงสาวเองเมื่อได้ยินดังนั้น ความทรงจำเก่ามันก็ย้อนกลับมา “พี่ธีร์สบายดีนะคะ” วนกรถามด้วยความจริงใจ แม้ในใจจะมีความรู้สึกหลายๆอย่างปะเดปะดังเข้ามา

        “ก็... ก็ดีจะ ถึงจะมีเรื่องยุ่งหลายๆเรื่อง แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาด้วยดี” ธีร์ยิ้มให้วนกร ไม่ว่าตอนนั้นจะเป็นเช่นไร เขาอยากให้เธอสบายใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้

        “แล้ว เอ่อ.. คือ...” วนกรพยายามจะถามอะไรกับธีร์บางอย่าง แต่ก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน

        “พี่วา” มีเสียงเรียกดังมาจากทางท้ายรถ “มาแล้วๆ ฝากนี่กลับไปด้วย เทอมสุดท้ายแล้วไม่รู้จะเรียนอะไรกันอีกเยอะแยะ อ้าว!” คุณกร หรือคุณ หรือที่บรรดาเพื่อนสนิทเรียกกันว่าหมู เดินมาหาพี่สาวของเขาที่รถเพื่อจะฝากหนังสือเรียนสำหรับภาคเรียนสุดท้ายของเขากลับไปด้วย แต่เขาก็ชะงักไปเมื่อพบว่าพี่สาวของเขาไม่ได้อยู่คนเดียวแต่กลับอยู่กับชายหนุ่มอีกคน เมื่อต่างคนต่างเงียบและมองกันไปมาหญิงสาวจึงเริ่มแนะนำตัว

        “นี่เพื่อนเก่าพี่เอง ชื่อพี่ธีร์” คุณกรรีบยกมือไหว้ชายตรงหน้าโดยที่ยังถือถุงใส่หนังสือเรียนอยู่ในมือทั้งสองข้าง ส่วนธีร์เองก็ยกมือรับไหว้ “นี่คุณ น้องคนเล็กไง ไม่รู้พี่ธีร์จะจำได้รึป่าว”

        “อ่า... จำหน้าไม่ได้แล้วละ แต่ถ้าเป็นเขมน่าจะยังจำได้อยู่” ธีร์เอ่ยถึง เขมกร น้องชายคนรองที่พอจะคุ้นหน้ามากกว่า เพราะครั้งสุดท้ายที่เจอกัน คุณกรน่าจะอายุประมาณขวบเศษได้ จึงไม่แปลกที่เขาจะจำไม่ค่อยได้ “ว่าแต่เขมเป็นยังไงบ้าง”

        “ก็สบายดีค่ะ” แล้วต่างคนก็มองหน้ากัน ต่างคนก็รู้สึกได้ว่ามีคำถามที่ติดอยู่ริมฝีปากแต่ยังไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมาก่อน “แล้ว เอ่อ... ภูมิละคะ เป็นไงบ้าง” วนกรจึงเลือกถามถึงน้องชายอีกคนของธีร์ที่เป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ

        “ภูมิก็กำลังเรียนปริญญาโทอยู่” ธีร์ตอบ

        “หรอ ดีนะ เก่งจังเลย...” วนกรยังลังเล แต่เธอเองก็อยากจะรู้สิ่งที่ค้างคาใจของเธออยู่ แต่ว่า…

        “พี่ธีร์” วีร์ที่เดินมายังที่ลานจอดรถแล้ว แต่ไม่พบพี่ชายตัวเองอยู่ที่รถจึงเดินออกหา จนมาเจอผู้เป็นพี่ยืนอยู่กับคนที่เขารู้จัก “อ้าว พี่วา สวัสดีครับ” วีร์รีบไหว้ทักทายพี่สาวของเพื่อนของพี่ชายของเพื่อนสนิท ส่วนวนกรรับไหว้พร้อมกับยิ้มให้แต่ในใจก็มีความสงสัย

        “เอ่อ วีร์รู้จักพี่เขาด้วยหรอ” ธีร์ถามน้องชายตัวเอง

        “ใช่ เพิ่งรู้จักกันไม่นานนี่เอง ตอนที่มาช่วยต่ายขนพวกเอกสารชมรมดนตรีกลับไปบ้าน แล้วพี่วาอาสาขับรถมาขนไปให้ ก็เลยเจอกัน” วีร์อธิบายให้พี่ชายฟัง โดยที่ยังไม่ทันได้สังเกตอากัปกิริยาของผู้หญิงตรงหน้า “เออนี่ ใบเกรดของวีร์อยู่ไหนอะ กะว่าจะถ่ายส่งไปให้แม่ดู” วีร์มองจ้องหน้าพี่ชายเมื่อเห็นว่าเขาอ้ำอึ้งไม่ยอมตอบสักที “เอามาสิ อยู่ไหนอะ”

        “อ๋อ อยู่นี่ๆ เมื่อกี้พี่ก็ว่าจะถ่ายส่งไปเหมือนกัน” ธีรยื่นใบแสดงผลการเรียนคืนให้วีร์ถ่ายรูปส่งผ่านไลน์ไปให้แม่ดู

        “แล้วนี่พี่ธีร์ รู้จักพี่วาด้วยหรอ” วีร์ถามเมื่อจัดการส่งภาพถ่ายใบแสดงผลการเรียนผ่านไปในไลน์แล้ว

        “ใช่ เพื่อนเก่าน่ะ ตอนสมัยเรียนม.ต้น”

        “อ้าวหรอ โลกกลมจัง”

        “ใช่ กลมมาก” วนกรจ้องมองหน้าของวีร์ราวกับว่าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก “วีร์นี่ อายุ 15 ปีแล้วใช่มั้ย” เธอถามเด็กหนุ่มเพื่อนรุ่นน้องของน้องชายของเธอ

        “ก็ ครับ เพิ่งจะ 15 ไปเมื่อตอนต้นเทอมที่แล้ว”

       วนกรได้ยินคำตอบเช่นนั้นยิ่งทำให้เธอมั่นใจกับสิ่งที่เธอคิด เธอจึงหันไปมองหน้าธีร์ จากสีหน้าของเขาก็ยิ่งทำให้เธอมั่นใจมากขึ้นไปอีก

       ไลน์!

       เป็นเสียงมาจากโทรศัพท์ทั้งของวีร์และธีร์ วีร์จึงยกขึ้นมาดู “แม่ชมมาด้วย แม่บอกว่าเดี๋ยวจะขึ้นมาฉลองด้วยกันเสาร์อาทิตย์นี้” วีร์อ่านตามข้อความที่ผู้เป็นแม่ส่งมาหา

        “หรอ”

        “ใช่ แม่บอกให้พี่ธีร์โทรหาแม่ด้วย” แล้ววีร์หันมามองทุกคน “พี่ธีร์ ขอกุญแจรถ เดี๋ยวจะเอาหนังสือไปเก็บ”

        “เอ่อๆ ได้สิ” ธีร์ยื่นกุญแจรถยนต์ให้กับวีร์ไป แล้วธีร์ก็หันหน้ามาทางวนกรอีกครั้ง “น้องวา พี่ขอไลน์น้องวาได้มั้ย เอาไว้ติดต่อกันทีหลัง”

       วนกรนิ่งเงียบไปก่อนที่จะตอบ เธอกำลังมองไปมาสลับกันระหว่างวีร์ที่เดินไปที่รถกับธีร์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ

        “อ๋อ.. เอ่อ.. ได้ค่ะ” วนกรหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาและเปิดแอพลิเคชั่นไลน์แล้วยื่นให้ธีร์

       ธีร์ก็รับโทรศัพท์ของวนกรมาแล้วจัดการเพิ่มชื่อในแอพลิเคชั่นไลน์ของเขา รวมถึงกดเบอร์โทรศัพท์ของเขาลงในโทรศัพท์ของวนกรแล้วกดโทรออก ก่อนที่จะกดตัดสายไป

        “เบอร์ของพี่นะ แล้วเราค่อยคุยกัน ตกลงมั้ย” ธีร์ยื่นโทรศัพท์คืนให้วนกร

        “ได้ค่ะ” วนกรก็รับโทรศัพท์มาจากธีร์ ทั้งสองคนต่างมองหน้ากันไปมาไม่ได้พูดจาอะไรอยู่ครู่หนึ่ง

        “พี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวไว้คุยกันวันหลัง โอเคนะ” แม้จะเป็นเหมือนคำพูดธรรมดา แต่สำหรับเขาสองคนแล้ว มันมีความหมายมากกว่านั้น

       วนกรพยักหน้ารับและมองดูธีร์เดินจากไปที่รถยนต์ที่วีร์กำลังเก็บของเข้าไปข้างในรถอยู่

        “พี่วา” คุณกร เรียกพี่สาวของเขา “พี่วา!” พี่สาวของเขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมามองเขา “ฝากหนังสือกลับบ้านด้วย เดี๋ยวคุณกลับไปดูห้องชมรมก่อน เย็นค่อยๆกลับ”

        “อ๋อๆ ได้สิ” วนกรตอบน้องชาย แต่สายตาของเธอหันไปมองสองพี่น้องที่กำลังยืนคุยกันอยู่ที่รถของเขา

        “พี่วา! พี่เป็นอะไรรึป่าวเนี่ย” คุณกรถามพี่สาวเพราะว่ามีท่าทางแปลกไป

        “ป่าว ไม่มีอะไร”

        “แน่นะ”

        “แน่สิ จะไปดูห้องชมรมก็ไปสิ เดี๋ยวพี่ก็กลับแล้ว”

        “โอเค ไว้เจอกันที่บ้าน”

       วนกรหันมามองทางรถของอดีตคนรู้จักอีกครั้ง ที่กำลังเคลื่อนตัวออกไป เธอภาวนาไปว่าพบกันคราวนี้คงจะไม่มีอะไรร้ายแรงที่ทำให้ต้องจากกันอีกครั้งก็คงจะดี

*****

       เช้าวันเรียนวันแรกของภาคปลายก็เริ่มขึ้นด้วยเสียงคุยจอกแจกดังไปทั่วทุกที่ของโรงเรียน ตามประสาของเพื่อนที่เว้นว่างห่างไปกันในช่วงปิดภาคเรียน ถึงแม้ว่าบางคนจะได้เจอกันแทบทุกคนไม่ต่างจากวันเปิดเรียนก็ตาม แต่เรื่องราวที่สลับสับเปลี่ยนเล่าสู่กันฟังก็มีมากมายไม่จบไม่สิ้น

        “เอานี่มึง” ศศิทัศน์วางถุงพลาสติกขนาดกลางสองสามใบใส่ของบางอย่างมาลงบนโต๊ะของวีร์ “ของฝาก”

       วีร์ที่กำลังนั่งคุยกับแพรพรรณ สอบถามสารทุกข์สุกดิบช่วงปิดเทอม ก็หันมามองตามเสียงเรียก แล้วก็นึกให้สงสัยว่าของฝากที่ว่านั้นเป็นอะไร และเหตุใดศศิทัศน์จึงเอามาให้เขาในวันนี้ เพราะถ้าหากว่าเป็นของฝากจากเมืองเหนือที่ครอบครัวของศศิทัศน์เพิ่งจะไปเที่ยวกันมา ก็น่าจะให้กันตั้งแต่ที่พวกเขาได้นัดเจอกันตอนยังไม่เปิดภาคเรียนแล้วมากกว่า

        “ของฝากจากไหนอีกวะ ก็มึงเพิ่งแบกไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู มาให้พวกกูเมื่ออาทิตย์ก่อนไม่ใช่หรอวะ” วีร์ถามด้วยความสงสัยพร้อมกับเปิดดูของที่อยู่ข้างใน “มะขามแก้ว มะขามกวน มะขามหยีสามรส แล้วนี่อะไร” วีร์หยิบของชิ้นสุดท้ายที่บรรจุอยู่ในกระปุกขึ้นมาหมุนดูฉลากไปมา “อ๋อ น้ำพริกมะขาม” แล้ววีร์ก็มองหน้าเพื่อนที่ทำท่าตีหน้าตายเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ “คือ ก็ของชอบกูอะนะ แต่ว่ามึง ซื้อมาทำไมอีกเยอะแยะนักวะ”

        “กูก็บอกแล้ว ว่าไม่ต้องแบกกลับมาเยอะให้หนัก ก็ไม่เชื่อ” ศศิทัศน์เอ่ยออกมาเหมือนจะพยายามอธิบายให้ฟัง แต่ดูเหมือนจะทำให้ยิ่งงงเข้าไปมากกว่าเดิมอีก ซึ่งจากสีหน้าของวีร์ที่แสดงออกชัดเจนก็พอจะบอกได้ “ของฝากจากเฮีย” วีร์ก็ยังคงมองหน้าเพื่อนของเขาด้วยความสงสัย “เฮียวีไปค่ายอาสาที่เพชรบูรณ์กับเพื่อนๆเขามา กูกะจะเอามาให้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่กูลืม”

        “อ๋อ เอ่อใช่” วีร์ก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าวีรมาตุเคยบอกไว้ว่าจะหายหน้าหายตาไปประมาณหนึ่งสัปดาห์

        “แน่ะ รู้ด้วยหรอ” ศศิทัศน์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แซวเพื่อนสนิทของเขา

        “จะดูแชทในไลน์มั้ย เดี๋ยวกูเปิดให้ดู”

        “หูย มีรายงานตัวให้กันและกันด้วย” วีร์ได้ยินแล้วก็ยิ้มให้แต่แววตาไม่ได้แสดงว่ากำลังพอใจเลย “ไม่ใช่ๆ มีแต่เฮียกูที่คอยรายงานตัวตลอด มึงแค่อ่านเฉยๆ” แล้ววีร์จึงพยักหน้าย้ำว่าที่ถูกต้องแล้วมันเป็นอย่างไร

        “แล้วไมเจ้าตัวไม่เอามาให้เองวะ” วีร์เก็บของอื่นๆใส่กลับในถุง เหลือไว้เฉพาะมะขามหยีสามรส ที่วีร์แกะออกแล้วแบ่งกินกับแพรพรรณ ซึ่งเป็นเพื่อนอีกคนที่ชอบมะขามมากเหมือนกับเขา

        “อยากเจอ ว่างั้น”

        “ใช่ กูจะได้ด่าต่อหน้าเลยไม่ต้องฝากมึงไป ซื้ออะไรมาตั้งเยอะแยะ เปลือง”

        “โหมึง ไลน์ก็มี ตอบกลับเฮียกูไปบ้างก็ได้ ไม่ใช่อ่านอย่างเดียว ถ้าขี้เกียจพิมพ์ก็คอลหากันเลย ถ้ากลัวว่าเฮียกูจะไม่เก็ท ก็วิดีโอคอลกันเลย ได้ทั้งสีหน้าได้ทั้งน้ำเสียง”

        “แค่เดินมาเลยนี่ง่ายกว่ามั้ย”

        “มีความอยากเจอตัวจริง”

        “ช่าย เจอตัวเป็นๆ จะได้ต่อยจริงเจ็บจริง”

        “โหย โหดสัด กูให้เฮียกูกรอกใบสมัครเข้าชมรมพ่อบ้านใจกล้าไว้เลยดีกว่า เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ จะได้ชิน” แต่แววตาของวีร์ที่มองกลับมานั้น ทำให้ศศิทัศน์ต้องรีบพูดต่อทันที “กูไม่แซวแล้วก็ได้ แล้วนี่ เฮียกูให้มาแล้ว แดกให้หมดนะมึง” แล้วศศิทัศน์ก็เดินเอากระเป๋าไปเก็บที่โต๊ะเรียนของตัวเอง

        “แล้วนี่เยอะขนาดนั้น แกจะกินหมดหรอ” แพรพรรณหันมาถามวีร์พลางหยิบมะขามหยีขึ้นมากินไปด้วย

        “ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวแกแบ่งไปด้วยดิ”

        “ไม่เอาอะ เดี๋ยวคนฝากมารู้เข้าจะน้อยใจเอาป่าวๆ”

        “ไม่ได้โยนทิ้ง ไม่ใช่ไม่เอาเลย แต่มันเยอะเกิน แบ่งๆไปเหอะ” วีร์เลือกดูห่อมะขามแปรรูปต่างๆที่ซ้ำกันแยกใส่ถุงอีกใบให้แพรพรรณเอากลับไปบ้าน ทำเอาเจ้าตัวไม่อยากจะขัดใจเมื่อเห็นเพื่อนเลือกแล้วเลือกอีก “แกเอามะขามกวนมั้ย”

        “อันที่แกเคยให้ชั้นมายังมีเหลืออยู่เลย” แพรพรรณมองดูเพื่อนแยกของพร้อมกับคิดหาวิธีช่วย “เอาไปให้อาจารย์จินมั้ยละ” เธอเสนอความคิดเห็นแต่วีร์หันกลับมาจ้องมองเธอ “แสดงว่าให้อาจารย์ไปเยอะเหมือนกันละสิ” วีร์พยักหน้าว่าใช่ “ต้นหน้าบ้านแกมันลูกดกจริงๆนะ ขนาดแกบอกว่ายังไม่ได้บำรุงอะไรเลย”

        “สงสัยเจ้าของบ้านคนก่อนเขาดูแลดี”

        “ดีมากเลยอะ”

        “ใช่ๆ แถมมาขายบ้านพร้อมลูกดกเต็มต้นเลย เป็นชั้นละเสียดายแทน”

        “ก็เขารีบย้ายไปต่างประเทศไม่ใช่หรอ”

        “ก็ อืมม” ตัววีร์เองไม่ได้รู้เรื่องราวโดยละเอียดมากนัก รับรู้จากการบอกเล่าของพ่อแม่และพี่ชายที่มาดูบ้านจนตกลงซื้อชายกัน วีร์มาเห็นบ้านด้วยตาตัวเองก็ตอนที่ตกแต่งทำความสะอาดใหม่เรียบร้อยแล้ว

        “แล้วจะทำยังไงกับที่เหลือนี่ละ”

        “เดี๋ยวก็คงแบ่งๆไปกับคนอื่นๆ จริงๆก็ แบ่งให้ทั้งห้องคนละนิดคนละหน่อยเลยก็ได้นะเนี่ย” วีร์ครุ่นคิดอยู่ว่าทำอย่างไรดีกับของฝากมากมายขนาดนี้ “แต่ว่าขืนทำอย่างนั้น โดนแซวอีกเป็นอาทิตย์แน่ๆเลยอะ” เขาหันไปมองหน้าเพื่อนด้วยสายตาละเหี่ยใจ จนแพรพรรณหลุดขำออกมา “อย่าดีกว่า”

        “ยังไงก็โดนอยู่ดี เชื่อชั้นสิ เห็นถุงใหญ่ๆแบบนี้ตั้งอยู่ เป็นใครก็สงสัยทั้งนั้นแหละ” แพรพรรณเข้าใจสถานการณ์ของเพื่อนของเธอดี เวลาที่ถูกคนรอบตัวจับคู่ตัวเองให้กับคนนั้นทีคนโน้นที ส่วนวีร์เองหลังจากที่เคยพยายามช่วยสุรศักดิ์จับคู่ให้กับแพรพรรณอยู่พักหนึ่ง แล้วตัวเองก็มาโดนจับคู่กับวีรมาตุ ราวกับกรรมมันวิ่งตามมาเร็วทันใจ ก็เลยล้มเลิกความคิดนั้นไป

        “เอางั้นหรอ” วีร์หันไปถามเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง แพรพรรณได้แต่พยักหน้าตอบกลับ “อืม ก็ดีกว่าของเหลือทิ้งขว้าง”

       สุดท้ายแล้วมะขามแปรรูปชนิดต่างๆทั้งหลายก็ถูกแบ่งกระจายไปจนครบทุกคนในห้องเรียน และแน่นอนว่าเสียงลือเสียงเล่าก็ดังอยู่หลายวัน และดังไกลไปจนถึงชมรมดนตรีด้วยเช่นกัน ส่วนฟากของประธานชมรมนั้นก็ไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรที่ว่าของฝากที่ตัวเองตั้งใจเอาไปให้นั้น ถูกแจกจ่ายต่อไปให้คนอื่นๆ เพราะรูปในโทรศัพท์ที่เขาแอบถ่ายมาได้โดยบังเอิญ เป็นรูปของเด็กผู้ชายคนหนึ่งสะพายเป้พาดไหล่ไว้ข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็ถือถุงของฝากถุงใหญ่ กำลังยืนรอรถโดยสารกลับบ้านนั้นเอง


[อ่านต่อด้านล่าง]

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
       ช่วงเวลาที่เพิ่งจะเปิดเรียนมาใหม่ๆที่ยังไม่มีงานพิเศษของแต่ละรายวิชาถูกกำหนดมาให้ทำ นักเรียนแต่ละคนจึงมีช่วงว่างให้ทำกิจกรรมสันทนาการตามที่ตนเองต้องการ วีร์และเพื่อนๆใช้ช่วงเวลาหลังเลิกเรียนรวมตัวกันเล่นกีฬาชนิดต่างๆแล้วแต่ว่าพื้นที่สนามกีฬาชนิดไหนว่างในวันนั้น

        “โหย มึงโกง” “กูไม่ได้โกง” “ไม่โกงได้ไงมึงพาบอล ไอ้สัด” “กูไม่ได้โกง มึงบล๊อคกูไม่ได้แล้วหาเรื่องมากกว่า” “มึงโกง”

        “พวกมึง หยุด กูรำคาญ” พระยศพยายามจะห้ามคู่แฝดให้ทะเลาะกัน

        “มึง ปล่อยพวกแม่งไปเหอะ” สุรศักดิ์ก็พยายามตัดบท “เดี๋ยวมันเหนื่อย มันก็หยุดตีกันเอง”

        “ตัวๆปะละ” “เอาดิ มาเลย” “กี่รอบ” “3 รอบ 2 ใน 3 ชนะ” “พูดแล้วนะมึง” “เออ”

        “เห็นปะ ไป ไปนั่งดูพวกมันเล่นดีกว่า” แล้วสุรศักดิ์ก็ชวนพระยศไปนั่งที่ม้านั่งข้างสนามบาสเก็ตบอล พอดีกับที่วีร์กำลังเดินมาร่วมวงสนทนา

        “เสียงดังอะไรวะ ได้ยินไปถึงโน้น”

        “ก็เรื่องปกติของพวกมันสองตัว” สุรศักดิ์ตอบ “เดี๋ยวก็ตีกัน เดี๋ยวก็ดีกัน”

        “กูก็อุตส่าห์รีบมา นึกว่าจะได้นั่งดูริงไซด์”

        “แล้วมึงไปไหนมาวะ” สุรศักดิ์ถาม แล้วจึงหยิบน้ำมาดื่มแก้กระหายคลายร้อนที่ไปออกกำลังมา

        “จารย์จินเรียกไปคุยว่าเอกสารโรงเรียนของกูไม่เรียบร้อย” วีร์นั่งลงข้างๆเพื่อน มองดูคู่แฝดที่แข่งกันเป็นฝ่ายบุกกับฝ่ายตั้งรับ

        “อะไรวะ เรื่องใหญ่ปะ” พระยศชะโงกหน้ามาถามเพื่อน

        “ป่าว ไม่มีอะไร อาจารย์เขาเข้าใจผิด กูส่งครบไปหมดทุกอย่างแล้ว”

        “แล้วไมจารย์แกเพิ่งจะมาถามเอาตอนนี้วะ ถ้ามีอะไรผิดปกติ มันน่าจะรู้ตั้งแต่ตอนมึงมามอบตัวเข้าเรียนแล้วปะวะ”

        “กูจะรู้มั้ยละ” วีร์ได้แต่ยักไหล่

        “แต่เรียบร้อยดีแล้วแน่นะมึง” สุรศักดิ์หันมาถามอีกครั้ง

        “เออ ไม่มีอะไรแล้ว”

        “เย้!” เสียงดังขึ้นมาจากกลางสนาม “เห็นมะ กูไม่ได้โกง มึงอ่อนเอง” “เออ หึยย” แล้วคู่แฝดก็เดินออกมานั่งพักรวมกับคนอื่นๆ

        “แล้วนี่ไอ้ต่ายไปไหนวะ” วีร์หันมองซ้ายขวาแต่ก็ไม่มีวี่แววเพื่อนสนิทอีกคน

        “อยู่ชมรมโน้น” พระยศเป็นคนตอบ

        “ทำไรวะ ซ้อมหรอ”

        “ใช่ งานวันลอยกระทงไง อีกสองอาทิตย์แล้ว เห็นว่าปีนี้จะไปเล่นที่สวนฯด้วยนะมึง”

        “งานใหญ่หรอวะ” วีร์ถาม ด้วยความที่ครั้งนี้เป็นงานลอยกระทงครั้งแรกตั้งแต่เขาย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนนี้ จึงไม่รู้อะไรมากนักว่าที่นี่จัดงานกันอย่างไร

        “ถ้าปีไหนย้ายไปจัดในสวนฯละก็ ใหญ่มากเลยมึง โรงเรียนส่งวงไปเล่นส่งเด็กไปแสดงบนเวทีตลอดทุกปี ผู้หลักผู้ใหญ่มากันเพียบ เล่นพลาดนี่ขายหน้าแย่” พระยศอธิบายให้วีร์ฟังพลางขยับเสื้อคลายร้อนไปด้วย

        “แล้วในงานมีอะไรบ้างวะ” วีร์ถามต่อ

        “ก็ มีพวกร้านค้าต่างๆมาขายทั้งของกินของใช้ ซุ้มเล่นเกมโน้นนี่นั่น อารมณ์เดียวกับงานวัดนั้นแหละ” สุรศักดิ์บอกเล่าถึงงานลอยกระทงที่เคยจัดในปีที่ผ่านๆมา “มีการแสดงบนเวที เดี๋ยวไอ้ต่ายขึ้นเวทีด้วย ไปดูกัน” สุรศักดิ์พูดอธิบายต่อพลางชวนวีร์และคนอื่นๆไปเที่ยวงานด้วยกัน

        “ไปดูมันเล่นพลาด” หนึ่งในแฝดแซวขึ้นมา

        “ไปให้กำลังใจสิมึง” สุรศักดิ์ทำท่าจะง้างหลังมือ แต่ชะงักไว้ในเชิงหยอก “อย่าพูดให้มันได้ยินนะมึง เห็นมันยังเครียดๆเรื่องซ้อมอยู่ เดี๋ยววันงานจะพลาดจริง”

        “เออ พวกกูรู้หรอกหน่า” “ที่กล้าแซว เพราะมันไม่อยู่นี่แหละ”

        “ให้มันจริง”

        “แล้วพวกมึงจะไปงานกันตอนไหนยังไงวะ” วีร์ถามเพื่อนๆของเขา

        “เดี๋ยวมึงก็ไปกับไอ้เชี่ยสามตัวนี่ก็ได้ เลิกเรียนแล้วไปกันเลย ส่วนไอ้ต่ายกับพวกชมรม โรงเรียนคงให้ลาครึ่งวันไปเตรียมตัวก่อนอยู่แล้ว” สุรศักดิ์แจกแจงแผนที่จะทำกันในวันงาน “แต่ของกูคงลาทั้งวันเลยว่ะ”

        “โหย โชคดีว่ะ” “กูลาด้วยดีมั้ยวะ”

        “ไอ้ห่า กูต้องไปช่วยพ่อแม่กูมั้ย เดี๋ยวเขาจะไปออกร้านในงานกัน” สุรศักดิ์หันไปแหวใส่สองแฝด

        “เออ ใช่ เห็นบ้านมึงแขวนป้ายวันปิดร้านอยู่” วีร์เพิ่งจะนึกออกเมื่อสุรศักดิ์กล่าวถึง เพียงแต่เขาไม่ทันนึกว่าวันนั้นจะเป็นวันลอยกระทง

        “ใช่ ช่วงเช้าที่ร้านยังเปิดอยู่ถึง 10 โมง แล้วต้องรีบขนของไปที่งานตอนบ่าย ใครอยากกินให้ตามไปที่งาน” สุรศักดิ์อธิบายเพิ่มเติม

        “แล้วน้องๆมึงจะต้องลาไปช่วยมั้ย” วีร์ถามไปถึงน้องๆทั้งสองคนของสุรศักดิ์

        “หือ ไม่อะ” สุรศักดิ์สายหน้าตอบ “พ่อแม่กูไม่ให้ลาแต่ให้ไปช่วยตอนเย็นเลยโน้นเลย ตอนแรกก็จะไม่ให้กูลาเหมือนกัน แต่กูบอกว่าเดี๋ยวกูช่วยตอนเช้าให้จะได้ไม่ต้องมานั่งห่วงนั้นพะวงนี่ ของตอนเช้าก็ยังอยากขายแล้วยังมีของที่ต้องเตรียมไปขายตอนเย็นอีก เดี๋ยวหัวหมุนกันเปล่าๆ กูพูดตั้งนานจนปากกูจะฉีกถึงรูหูอยู่แล้วกว่าจะยอม”

        “อ้าว แล้วมึงจะมีเวลาไปเดินเที่ยวหรอวะ” วีร์ถามสุรศักดิ์ เพราะเมื่อฟังที่สุรศักดิ์บอกแล้วก็รู้สึกได้ว่าคงจะยุ่งตลอดทั้งงานเป็นแน่

        “ก็ ช่วงที่ไอ้ต่ายขึ้นเวที กูคงขอแว่บไปดูสักหน่อยนึง ไปให้มันเห็นหน้าเพื่อนๆบ้างจะได้ไม่ตี่นเต้นมาก แล้วก็คงหลังจากขายของหมดโน้นเลย” สุรศักดิ์ตอบ

        “โห งั้นก็ดึกเลยอะสิ”

        “เออ มึงบอกพี่มึงไปเลยว่ากลับดึกแน่นอน ขากลับมึงติดรถบ้านกูมาเลยก็ได้ จากสวนฯกลับมานี่ มันผ่านหน้าหมู่บ้านมึงอยู่แล้ว”

       วีร์พยักหน้ารับ พลางนึกในใจว่าบอกตัวเองว่าอย่าลืมบอกธีร์เรื่องวันงานลอยกระทง

        “ไป แยกย้ายกันพวกมึง เดี๋ยวจะค่ำ ยิ่งใกล้หน้าหนาวแล้ว ช่วงนี้มืดเร็ว”

       แล้วทุกคนก็ลุกขึ้นเก็บข้าวของของตัวเองเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านของแต่ละคน พระยศรีบวิ่งเอาลูกบาสเก็ตบอลที่ยืมมาไปเก็บที่ห้องพละ แฝดนพชัยชัยทิศเดินไปล้างมือล้างหน้าที่ก๊อกน้ำข้างสนาม จึงเหลือแต่สุรศักดิ์กับวีร์กันอยู่แค่สองคน

        “เอ่อ ไอ้วีร์” สุรศักดิ์เอ่ยขึ้นมาหลังจากเห็นว่าคนอื่นๆยังอยู่ไกลๆ

        “หือ มีไร” วีร์หันมาถาม

        “คือ กูอยากให้มึงช่วยอะไรกูหน่อย ได้มั้ยวะ” สุรศักดิ์ดูมีท่าทีอ้ำๆอึ้งๆ

        “ไรวะ” วีร์มองเพื่อนของเขาด้วยความสงสัย

        “คือ มึงชวนแพรไปงานด้วยได้ป่าววะ” สุรศักดิ์เม้มปากเข้าหากันหลังจากที่บอกคำขอของตัวเอง แล้วก็ลุ้นคำตอบของวีร์ เขาคิดว่าเพื่อนของเขาต้องช่วยเขาได้แน่ๆ เพียงแต่ว่าจะช่วยในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง

        “แล้วไมมึงไม่ไปชวนเขาด้วยตัวเองละวะ” วีร์ถามกลับ แต่เมื่อเห็นสุรศักดิ์หน้าเสียลงเล็กน้อย “ไม่ใช่ว่ากูไม่อยากช่วยนะ แต่มึงต้องเข้าใจว่าบางทีการโดนจับคู่โดยไม่เต็มใจมันไม่ใช่เรื่องสนุก แล้วกูก็อยากให้มึงกล้าไปคุยกับเขาตรงๆบ้าง”

        “ไม่ใช่กูไม่กล้า แต่กูรู้ว่าถ้ากูเป็นคนชวน แพรเขาไม่ได้ไปแน่ๆ มึงก็รู้ว่าพ่อเขาเป็นไง” สุรศักดิ์ถอนหายใจเหือกใหญ่ออกมา “แล้วดูเหมือนว่าพ่อเขาจะไว้ใจมึงมากกว่าใคร ถ้ามึงออกปาก โอกาสได้มันมีสูงกว่าไง”

        “งั้นเอางี้ มึงลองไปถามเขาดูก่อน แล้วเดี๋ยวกูจะลองชวนให้ทีหลังอีกทีนึง” วีร์ตอบหลังจากที่ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง

        “จริงนะ” สุรศักดิ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นขึ้นมาในทันที

        “เออ แต่มึงต้องลองดูก่อนเป็นข้อแลกเปลี่ยนได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน แต่ถ้ามึงไม่ถามก่อนกูก็จะไม่ชวนแพรไปเที่ยวงานเลยนะ” วีร์ยื่นคำขาดให้กับเพื่อนของเขา

        “ได้ๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูถามเลย”

        “เออ ให้มันจริงเหอะ”

        “แน่นอน”

       วีร์พยักหน้าและยิ้มให้ที่เพื่อนของเขาดูสดชื่นมั่นใจขึ้นมาในทันที

        “ขอบใจว่ะมึง”

        “เออ ไม่เป็นไร”

*****

       ช่วงเวลาเย็นสำหรับคนทำงานที่เริ่มมาตั้งแต่เช้า แม้ว่าจะมีเวลาพักกลางวันหนึ่งชั่วโมง แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนวิ่งมาราธอนมาร่วมปี ยิ่งช่วงใกล้สิ้นปีที่ต้องมีการสรุปงานเพื่อปิดงบประจำปียิ่งมีงานให้ทำเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

       ธีร์เก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างบนโต๊ะทำงานของเขาให้เข้าที่ เก็บกระดาษเอกสารงานต่างๆเข้าแฟ้มให้เรียบร้อยและวางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่จะหยิบกระเป๋าสะพายข้างขึ้นสวมบ่าและลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

       ธีร์ทักทายเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆตั้งแต่ในแผนกของเขาเองและแผนกอื่นๆที่เขาได้เคยต้องประสานงานกันอยู่บ้าง เดินเรื่อยๆไปจนถึงหน้าลิฟต์โดยสาร ยืนรออยู่ไม่นานนักลิฟต์ตัวนั้นก็กลับขึ้นมาหลังจากลงไปส่งคนชุดก่อนหน้าที่ชั้นล่างสุด เวลานี้ยังมีผู้ร่วมเดินทางที่ต้องการลงไปข้างล่างอยู่มากพอสมควร แต่ทุกคนก็ต้องรอขึ้นลิฟต์โดยสารตามลำดับที่ตนเองเดินมาถึง ไม่มีการลัดคิวใคร ซึ่งธีร์เป็นคนสุดท้ายในชุดนั้นก่อนที่คนถัดไปจะเดินเข้ามาและมีเสียงดังร้องเตือนน้ำหนักบรรทุกที่เกินทำให้เขาคนนั้นต้องล่าถอยไปและรอขึ้นรอบใหม่แทน

       ลิฟต์โดยสารลงไปถึงไม่กี่ชั้นถัดไปก็หยุดลงเพราะมีผู้ที่กดปุ่มรอเรียกอยู่บนชั้นนั้นไว้ เมื่อประตูเปิดออกเขาก็เห็นว่ามีคนอยู่ข้างในเต็มพื้นที่หมดแล้ว ตั้งใจละล่าถอยและรอรอบต่อไป

        “คุณชื่นฤทัยจะลงไปข้างล่างใช่มั้ยครับ เชิญเลยครับ” ธีร์รีบออกตัวเมื่อเห็นว่าเป็นผู้บริหารของบริษัทกำลังยืนรอโดยสารอยู่

        “ไม่เป็นไรค่ะ เชิญคุณก่อนเลย ดิฉันรอรอบต่อไปก็ได้ค่ะ” ชื่นฤทัยตอบกลับด้วยท่าทียิ้มแย้ม

        “ไม่เป็นไรครับ เชิญคุณชื่นฤทัยเลยครับ” ธีร์เดินออกจากลิฟต์โดยสารและหลีกทางออกไปด้านข้าง แล้วจึงผายมือเชิญให้หญิงสูงวัยเดินเข้าไป

        “งั้นก็ขอบคุณคุณด้วยนะคะ” ชื่นฤทัยอยากจะปฏิเสธแต่เห็นว่าพนักงานในบริษัทของเธอคนนี้คงจะไม่เปลี่ยนใจเป็นแน่ และหากยื้อต่อไปจะทำให้คนอื่นๆเสียเวลาตามไปด้วย

       ธีร์มองดูชื่นฤทัยที่ยิ้มตอบกลับและผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นการขอบคุณในขณะที่ประตูลิฟท์กำลังปิดลง แล้วเขาก็ถอนหายใจเมื่อประตูปิดสนิท แล้วก็กดปุ่มรอลิฟต์โดยสารรอบถัดไป ธีร์มองดูรอบๆว่าในตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ที่ชั้นไหนแล้ว พลันสายตามองไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง

        “น้องวา”

       วนกรเงยหน้าขึ้นมาตามเสียงเรียก และพบเข้ากับสายตาและรอยยิ้มของธีร์

        “พี่ธีร์” วนกรตอบกลับด้วยน้ำเสียงดีใจเจือปนด้วยความแปลกใจ “ทำไมพี่ธีร์มาอยู่ที่นี่ละ” วนกรมองดูรอบๆให้แน่ใจว่าตัวเองยังอยู่ในตึกบริษัท ยังไม่ได้ออกไปไหน

        “พี่ทำงานที่นี่” ธีร์ตอบกลับพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้วนกร

       วนกรมีสีหน้างุนงง แต่เมื่อมองดูที่บัตรประตัวพนักงานที่คล้องคอธีร์อยู่ก็รู้ได้แน่ชัดว่าธีร์ไม่ได้โกหก บัตรประจำตัวของธีร์บอกชื่อนามสกุลและแผนกไว้

        “พี่ธีร์อยู่ฝ่ายแผนงานเหรอคะ” ธีร์ก็พนักหน้าตอบกลับมา วนกรจึงหยิบบัตรที่คล้องคอตัวเองอยู่ขึ้นแสดงให้ธีร์ดู “วาอยู่ฝ่ายบัญชีค่ะ”

        “จริงเหรอ น้องวาทำงานอยู่ที่นี่นานแล้วยัง”

        “ก็ตั้งแต่เรียนจบเลยค่ะ วามาฝึกงานที่นี่แล้วก็สมัครทำที่นี่ต่อเลย แล้วพี่ธีร์ละคะ”

        “พี่เพิ่งจะย้ายมาทำที่นี่เมื่อตอนต้นปีนี้เอง ทำไมเราไม่เคยได้เจอกันนะ” ธีร์นึกสงสัยตัวเอง “ทำงานที่เดียวกัน กินข้าวโรงอาหารเดียวกัน น่าจะเคยได้เจอกันตั้งนานแล้วนะ”

        “นั่นสิ” วนกรยิ้มให้ ในใจนึกเสียดายเวลาเกือบปีที่หายไป ไม่เช่นนั้นเธออาจจะได้เจอกับธีร์เร็วกว่านี้ก็เป็นได้

       แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้พูดคุยอะไรกันต่อไปก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาทักทายหญิงสาวเสียก่อน

        “คุณวาๆ เย็นนี้ว่างมั้ยครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามวนกร เขาแต่งตัวดูภูมิฐานแต่บัตรคล้องบ่งบอกว่าเป็นนักศึกษาฝึกงาน

        “เอ่อ คือ” วนกรพูดรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อยที่จะตอบ แต่เมื่อหันหน้าไปหาธีร์เธอก็คิดวิธีแบบปัจจุบันทันด่วน “พี่ต้องขอโทษคุณโสฬสด้วยนะคะ คือพอดีว่าพี่มีนัดแล้วคะ” วนกรเดินเข้าไปใกล้ธีร์มากขึ้นเป็นการบอกโดยนัย

        “อ๋อ เอ่อ งั้นไม่เป็นไรครับ ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันครับ” โสฬสกวาดสายตาขึ้นลงและแน่นอนว่าเขาจำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้เห็นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของธีร์ ก่อนที่จะเดินจากไป

        “ขอโทษด้วยนะคะพี่ธีร์ วาคิดไม่ทันจริง”

        “เขาเป็นใครเหรอ” ธีร์มองตามโสฬสที่เดินลับตาไป

        “คุณโสฬส ลูกของเจ้าของบริษัท มาฝึกงานที่แผนกของวา”

       ธีร์พยักหน้ารับ

        “เขามาจีบน้องวาเหรอ”

        “ก็... ประมาณนั้นแหละค่ะ แต่วาไม่รู้จะทำตัวยังไงดี”

       ธีร์มองไปทางที่โสฬสเดินหายไปก่อนที่จะหันกลับมาหาวนกร

        “อืม พี่ก็พอจะมีวิธีอยู่นะ แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยนอยู่นิดหน่อย”

         “ยังไงคะ” วนกรมีสีหน้าสงสัยและมองดูธีร์ที่กำลังยิ้มกรุ่มกริ่มเหมือนเมื่อคราวที่เธอและธีร์เพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรกเมื่อสิบหกปีที่แล้ว


[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 114
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ ordkrub

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4149
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +341/-12
สงสัยว่าวีร์จะเป็นลูกของธีร์ละมั้ง

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 7 แฝดคนละฝาคนละตัว

       เย็นวันงานลอยกระทง วีร์และผองเพื่อนก็เดินทางมาเที่ยวงานกัน ศศิทัศน์ที่ล่วงหน้ามาก่อนแล้วตั้งแต่ตอนบ่าย ส่วนสรุศักดิ์ก็ลาหยุดตั้งแต่เช้าตามที่ได้บอกไว้ คนอื่นๆที่เหลือจึงตามมาหลังจากที่เลิกเรียนกันแล้ว

       งานถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือที่วีร์ได้ยินมา ตัวงานกินพื้นที่ทั้งสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด มีผู้คนมากหน้าหลายตามารวมตัวกันที่นี่ และแน่นอนว่าการจราจรรอบสวนสาธารณะย่อมตัดขัดไปโดยปริยาย แต่รถยนต์มินิแวนของบ้านล้ำเลิศรัตนทรัพย์ก็ขับลัดเลาะมาส่งพวกเขาจนถึงที่หมาย

       แพรพรรณได้รับอนุญาตให้มางานได้โดยที่วีร์ไปขอไว้กับพ่อของแพรพรรณด้วยตัวเอง หลังจากที่สุรศักดิ์ลองพยายามแล้วและก็ได้คำตอบดังที่คาดไว้ วีร์จึงเป็นคนยื่นมือเข้ามาช่วยอีกแรง แต่นั่นก็หลังจากที่วีร์ได้ตะล่อมสอบถามแพรพรรณแล้วว่าอยากจะไปเดินเที่ยวงานหรือเปล่า แต่ถึงแม้ว่าพ่อของแพรพรรณจะอนุญาตให้มางานได้ แต่ก็ได้ถึงเวลาหนึ่งทุ่มเพียงเท่านั้นแล้วพ่อจะมารับกลับทันที ซึ่งเพียงแค่นั้นแพรพรรณก็ได้ใจมากแล้วที่ได้ออกมาเดินเที่ยวงานบ้าง แพรพรรณจึงนั่งติดรถมากับทุกคนด้วยเช่นกัน

       เมื่อมาถึงในงานแต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปเที่ยวดูตามส่วนต่างๆของงานตามใจชอบ และนัดหมายเวลามาเจอกันอีกครั้งตอนที่วงดนตรีของชมรมดนตรีจะขึ้นแสดงที่เวทีใหญ่

       สุรศักดิ์เองก็แวะมาเดินเที่ยวกับวีร์และแพรพรรณด้วยกันอยู่นาน ก่อนจะขอแยกตัวกลับไปช่วยพ่อแม่ที่มาออกร้านในงานต่อ

        “วีร์ๆ” แพรพรรณสะกิดเพื่อนของเธอ ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินดูร้านค้าต่างๆในงานวันลอยกระทง

        “หือ อะไรหรอ” วีร์หันมาถามเพื่อนของเขา

        “นั่น พี่ชายแกรึเปล่า” แพรพรรณถามพร้อมกับชี้มือออกไปทางผู้ชายที่เธอสงสัยคนหนึ่ง วีร์หันหน้ามองตามนิ้วที่แพรพรรณชี้ไป แล้วเขาก็เพ่งมองดู ถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลกันแต่เห็นได้ชัดว่าคือธีร์แน่นอน

        “ใช่ ไม่เห็นบอกเลยว่าจะมาเที่ยวงานด้วย” วีร์มองดูชายหนุ่มเดินดูของตามร้านต่างๆไปเรื่อย ในมือกำลังถือไม้พันด้วยขนมสายไหมสีชมพู และไม่นานนักก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินตามมาพร้อมกับลูกมะพร้าวที่เฉาะเปิดออกพร้อมกับหลอดดูดอยู่ในมือ

        “เอ่อ แล้วนั่น พี่วาใช่มั้ย” แพรพรรณถามอีกครั้ง เธอยังจำผู้หญิงที่เคยบังเอิญเจอกันเมื่อคราวที่ไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้ากับวีร์ได้

        “ก็ คิดว่าใช่นะ” วีร์มองดูด้วยความสงสัย

        “ทำไมถึงมาด้วยกันละ”

        “บังเอิญเจอกันมั้ง” วีร์ตอบแล้วหันเจอกับหน้าตาสงสัยของแพรพรรณ “ก็เขารู้จักกันมาก่อน เป็นเพื่อนเก่ากัน”

        “เหรอ แต่ก็นะ ปกติแค่เพื่อนเก่าบังเอิญเจอกัน จะป้อนน้ำป้อนขนมให้กันแบบนั้นรึเปล่าละ” แพรพรรณตอบพร้อมกับบุ้ยหน้าไปทางชายหญิงสองคนนั้น บอกให้วีร์หันไปมองอีกครั้งหนึ่ง

       หญิงสาวกำลังยื่นลูกมะพร้าวยกขึ้นพร้อมกับจับหลอดดูดให้ตรงกับปากของชายหนุ่มที่ก้มหน้าลงมา แล้วทั้งคู่กับหันไปเดินดูของต่อไป โดยชายหนุ่มยื่นไม้พันขนมสายไหมหยิบไปเป็นครั้งคราวอยู่เรื่อยๆไป ทั้งสองคนต่างก็มีรอยยิ้มที่แสดงออกถึงความสุขให้เห็นอย่างขัดเจน

       วีร์ยังไม่แน่ใจว่าตอนนี้ตัวเองรู้สึกยังไง ดีใจ แปลกใจ ประหลาดใจ ตกใจ หรือสงสัย หรืออะไรกันแน่

        “เอาเหอะ เรื่องของผู้ใหญ่ โตๆกันแล้ว คงรู้ตัวกันมั้งว่าทำอะไรกันอยู่” วีร์หันมาเจอหน้าแพรพรรณกำลังอมยิ้มอยู่ “ทำไม”

        “หวงพี่ชายเหรอเราน่ะ” แพรพรรณแซวเพื่อนคนสนิทของเธอ

        “เปล่า” วีร์รีบตอบทันที แต่แพรพรรณทำหน้าไม่เชื่อ “เชื่อเหอะ ปูนนี้แล้วไม่หวงหรอกคนนี้ อยู่เป็นโสดมาตั้งนาน เจอคนดีๆได้สักทีน่ะ ดีแล้ว”

        “จริงอะ” แพรพรรณถามย้ำ วีร์พยักหน้าและยักไหล่ตอบกลับ แล้วทั้งคู่ก็ได้แต่ยิ้มให้กัน ก่อนที่แพรพรรณจะรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นปกติ แล้วกระซิบบอกวีร์ “อุ้ย! พวกพี่เขาเดินมาทางนี้แล้ว” วีร์ลอบมองด้วยหางตาเห็นว่าเป็นเช่นนั้น ก็รีบทำตัวตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสร้งทำเป็นดูโน้นดูนี่ไปเรื่อยเปื่อย

        “ว่าไง เราสองคน” ชายหนุ่มทักทายเด็กทั้งสองคน

        “พี่ธีร์ สวัสดีค่ะ พี่วา สวัสดีค่ะ” แพรพรรณเอ่ยทักทายทั้งสองคนกลับก่อน

        “พี่วา สวัสดีครับ พี่ธีร์ ไม่เห็นบอกเลยว่าจะมางานด้วย” วีร์ทักทายหญิงสาวแล้วก็หันไปถามธีร์ ซึ่งธีร์เองก็แค่ยักไหล่ตอบกลับมาเท่านั้น

        “สวัสดีจะ มาเดินเที่ยวกันสองคนเองหรอ” วนกรถามเด็กทั้งสองคนหลังจากเอ่ยทักทาย

        “เอ่อ มากับเพื่อนๆครับ แต่ตอนนี้แยกกันเดินดูงาน” วีร์ตอบกลับ ส่วนหญิงสาวก็พยักหน้ารับ

        “พี่ก็นึกว่ามาเดตกันสองคนเสียอีก” วนกรเอ่ยปากแซวเด็กทั้งสองคน เพราะเธอมักจะได้พบเจอวีร์และแพรพรรณอยู่ด้วยกันลำพังบ่อยครั้ง

       ส่วนวีร์และแพรพรรณต่างมองหน้ากันไปมา ไม่รู้ว่าควรจะตอบไปอย่างไรดีกับคนที่รู้จักกันแต่ยังไม่ถึงขั้นสนิทสนมกันมากขนาดที่จะบอกเล่าเรื่องส่วนตัวของตัวเองออกไปได้ทั้งหมด

        “แค่มาเดินเล่นกันเฉยๆครับ ไม่ได้มาเดตกัน” วีร์ตอบกลับไปอย่างสุภาพ

        “แหมๆ ไม่ต้องเขินหรอก”

       วีร์ยังคงยิ้มตอบกลับตามมารยาท ขนาดธีร์เองก็พอจะจับสังเกตได้

        “นี่แพรรู้จักกับพี่วาด้วยหรอ” ธีร์ชวนเปลี่ยนเรื่องที่กำลังคุยกันและเขาเองก็สงสัยว่าทำไมแพรพรรณรู้จักวนกรก่อนที่เขาจะแนะนำตัวเสียอีก

        “เคยบังเอิญเจอกันค่ะ วีร์เขาแนะนำให้รู้จัก” แพรพรรณอธิบายให้ชายหนุ่มฟัง

        “อ๋อ โอเค” ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ แล้วจึงหันมาถามวีร์ “แล้วนี่เราสองคนจะไปเดินดูอะไรหรือเปล่า ไปด้วยกันเลยมั้ย พี่กับวาจะเดินไปดูของทางโน้นสักหน่อย”

        “อา... ไม่ดีกว่า กะจะดูอะไรแถวๆนี้แล้วเดี๋ยวออกไปรอหน้างานเป็นเพื่อนแพร เดี๋ยวพ่อเขาจะมารอรับกลับ”

        “พ่อมารับกี่โมงละ” ธีร์หันไปถามแพรพรรณ

        “ทุ่มนึงค่ะ”

        “อืม ยังพอมีเวลาอยู่นะ ไปด้วยกันมั้ย” ธีร์ถามทั้งสองคนอีกครั้ง

        “ไปด้วยกันเถอะ สนุกออก แล้วก็...” วนกรขยับเข้าไปใกล้วีร์และแพรพรรณก่อนที่ตะพูดเสียงเบาลง “พี่อยากจะให้ช่วยอะไรหน่อยน่ะ”

       วีร์ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย หันไปหาแพรพรรณซึ่งก็มีสีหน้าไปไม่ต่างกันมากนัก

        “เห็นผู้ชายใส่เสื้อสีน้ำเงินสดๆมั้ย” ธีร์ผงกศีรษะไปทางด้านหลังเบาๆเป็นการบอกทิศทาง

        “คนที่ถือกระทงมาสองใบนะเหรอ” วีร์ถามกลับ

        “หือ...” วนกรพยายามเหลือบสายตาหันไปมองแต่ก็พยายามสงวนท่าทางไว้ในตัวก่อนที่หันกลับมาและถอนหายใจ “มาพร้อมกระทงด้วยอะพี่ธีร์”

        “ทำไม มีอะไรกันเหรอครับ” วีร์ยังงุนงงกับท่าทีของทั้งธีร์และวนกร

        “เขามาตามจีบพี่อยู่ แต่พี่ไม่ได้...” วนกรไม่เอ่ยออกมาเป็นคำพูดแต่การแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้ชอบ “ก็เลยให้พี่ธีร์มาช่วยเป็นไม้กันหมาให้ เผื่อว่าเขาจะยอมเลิกรากันไป”

        “แล้วคิดว่าจะสำเร็จมั้ยครับ”

        “เขาก็ยังตามมาอยู่นี่ไง” ธีร์เป็นคนตอบ

        “แล้วพวกหนูจะช่วยอะไรได้เหรอคะ” แพรพรรณพยายามลอบมองอากัปกิริยาของชายเสื้อสีน้ำเงินคนนั้น

        “ก็เดินกันแค่สองคนเขาอาจจะคิดว่าเป็นการแสดงตบตา ถ้าคนมาเยอะขึ้นก็อาจจะดูสมจริงมากขึ้นก็ได้”

        “แต่นี่ก็ดูสมจริงอยู่นะ ขนมสายไหมเอย ลูกมะพร้าวเอย” วีร์มองท่าทางของทั้งสองคนที่เริ่มมีอาการเหมือนมีมือไม้แขนขาส่วนเกินงอกออกมาจนไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ไหนแล้วก็อมยิ้มขำๆไป แล้วทั้งคู่ก็พยายามจะดึงอารมณ์กลับมาและทำท่าทางมาเป็นปกติ

        “ไปด้วยเถอะนะ แล้วเดี๋ยวใกล้ถึงเวลาพ่อน้องแพรมารับ พวกพี่จะไปรอเป็นเพื่อนด้วย” วนกรก้มมองดูนาฬิกา แพรพรรณกับวีร์ต่างมองหน้ากันแต่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอาอย่างไรดี “พ่อมารับกลับเร็วแบบนี้แสดงว่าหวงลูกสาวละสิ ใช่มั้ย” วนกรถามโดยแพรพรรณพยักหน้าตอบกลับ “นั่นไง ก็มีผู้ใหญ่ไปยืนรออยู่ด้วยดีกว่ามีแค่เด็กๆสองคน คราวหลังพ่อเขาจะได้วางใจอนุญาตให้วีร์ชวนออกมาอีก” เธอคะยั้นคะยอให้เด็กทั้งสองคนเห็นตามด้วย “เชื่อพี่เถอะ ได้ผล ประสบการณ์ตรง แล้วก็ช่วยพวกพี่เล่นละครด้วย นะๆ” วีร์กับแพรพรรณมองหน้ากันอีกครั้ง แล้ววีร์ก็ยักไหล่ตอบให้แพรพรรณเป็นคนตัดสินใจ

        “ก็ดีเหมือนกันค่ะ”

        “งั้นก็ไปกันไป นี่ก็เหลืออีกเกือบชั่วโมง ยังเดินเที่ยวได้อีกเยอะ"

*****

       หลังจากที่ส่งแพรพรรณขึ้นรถกลับกับพ่อของเธอไปแล้ว วีร์ก็ขอแยกตัวจากธีร์และวนกรโดยอ้างว่านัดกับเพื่อนไว้ว่าจะไปดูคนจากชมรมดนตรีของโรงเรียนซึ่งมีศศิทัศน์รวมอยู่ด้วยกำลังจะขึ้นแสดงในอีกไม่นานนี้แล้ว เพื่อที่จะได้ปล่อยให้ชายหนุ่มและหญิงสาวมีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังโดยไม่มีเขาเป็นส่วนเกิน และเห็นว่าชายเสื้อสีน้ำเงินนั้นหายไปนานพอสมควรแล้ว เขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องอยู่แสดงละครด้วยกันต่อไปอีก

       เมื่อวีร์เดินมาถึงหน้าเวทีก็เข้าไปรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนๆที่ยืนรอดูอยู่แล้ว

        “ไงวะ เริ่มแสดงไปแล้วยัง” วีร์ถามเพื่อนๆ

        “เล่นไปเพลงนึงแล้ว มึงไปไหนมาวะ” พระยศหันมาตอบกลับ

        “ไปส่งแพรอะดิ ถึงเวลาพ่อเขามารับกลับบ้าน” คนฟังก็พยักรับ

       ระหว่างนั้นบนเวทีก็เริ่มการแสดงชุดต่อไป โดยมีศศิทัศน์ที่เล่นกีตาร์ไฟฟ้าและวีรมาตุที่เล่นคีย์บอร์ดร่วมกับสมาชิกชมรมดนตรีคนอื่นๆ คนฟังด้านล่างต่างโยกตัวไปตามจังหวะดนตรีที่คึกคัก นักร้องของวงพยายามเชิญชวนให้ทุกคนได้ร้องเพลงคลอตามไปกับพวกเขา

       บรรยากาศรอบตัวมีแต่ความครึกครื้นสนุกสนานไปตามจังหวะดนตรีและเสียงอันไพเราะของนักร้องนำ ผู้คนทั่วไปบ้างก็โยกตัวตามอารมณ์ที่เพลงพาไป บ้างก็ปรบมือตามจังหวะ บ้างก็ยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว

       มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาเป็นระยะๆอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะตอนที่มือคีย์บอร์ดเผยรอยยิ้มกว้างออกมา นั่นเป็นเพราะว่าเขาเจอคนที่เขามองหามาตั้งแต่ตอนที่เขาเดินขึ้นมาบนเวทีแล้ว และเมื่อสายตาสองคู่ได้ประสานกัน มุมปากก็ฉีกออกโดยอัตโนมัติทันที

        “เฮ้ย!” ทันใดนั้นวีร์ก็สะดุ้งโหยงขึ้นมาเพราะเขาถูกจักจี้ตรงที่เอว พร้อมกับหันตัวไปจะต่อว่าคนที่ทำโดยคิดว่าต้องเป็นหนึ่งในฝาแฝดเป็นแน่ แต่เขากลับหันไปเจอเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่รูปร่างล่ำสันสูงใหญ่กว่าเขามากนัก และมีสีผิวเข้มกว่าใครแม้แต่สุรศักดิ์เองก็ไม่เข้มเท่า กำลังยืนยิ้มยิงฟันขาวมาให้เขา

        “เฮ้ยยย...” วีร์ยิ้มกว้างตอบรับในทันทีที่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ก็หุบยิ้มทำหน้านิ่งในทันทีเช่นกันพร้อมกับคำถามที่เปล่งออกมาเป็นภาษาถิ่นที่เขาคุ้นเคย “มึ้งมาไซนิ”

        “เอ้า ไอไร่วะ ไซหลาวนิ เผือนอุส้าเดินทางมาตั่งไกล ผึ้งผบหน้ากันแล่วก๋อถ่ามหวามาไซ มั้นเป็นพันพรือนิหา” หนุ่มผิวเข้มคนนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงน้อยใจยิ่งนัก

        “ฮาย มึ้งยาทำสำน้วน มาไซนิ” วีร์ถามคำถามเดิมกับคนตรงหน้า แต่อีกฝ่ายกลับขมวกคิ้วมองกลับมาจนวีร์ถึงกับกรอกตามองบน “ม้ายมีเรียนเออ”

        “ม้ายมี มึ้งม้ายแลค่าวบังเออ”

        “ค่าวไร่หลาว”

        “ฮาย หน่ามท้วมแล”

        “ท้วมแถ้วไน่หลาว” วีร์ถามกลับด้วยความตกใจ

        “โหร่งเรียนแล โย่วม้ายโหร่ความเลยนา ท้วมสู้งมิดหัวนุ ชั่นนึ่งนีไป๋เหม็ดเลยนิ”

        “แล่วนี้ยุดกี๊วันนิ”

        “ยาว... ม้ายมีก่ำนด”

        “แล่วโหร่พรือหวาโย่ถึงนี้”

        “ผีธีร์บ๋อก”

        “เอ้า ผีธีร์โหร่กันเออ” เด็กหนุ่มผิวเข้มพยักหน้าตอบ “โหร่พรือหลาว แหรกฉ่าวม้ายเห้นบ๋อกไร่นิเบ๋อ”

        “ผีธีร์แกช๋วยปิ๋ดแล เซอร์ไพรน่ะเซอร์ไพร โหร่จักม้าย”

        “เออ เซอร์ไพรม๋ากเลยนิ” วีร์ตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดกลับไป

        “แหนนอน เพราะหวา..... แทแด้” เด็กหนุ่มผิวเข้มยิ้มกว้าง ก่อนก้าวจะขยับไปด้านข้างเผยให้เห็นคนที่อยู่ข้างหลังเขา

       วีร์มีสีหน้าเบิกบานขึ้นมาในทันที ดวงตาเบิกกว้างและรอยยิ้มที่แทบจะเห็นฟันหมดทุกซี่ เขารีบโผเข้าโอบกอดคนตรงหน้าในทันที ทั้งคู่ต่างกอดกันกลมพร้อมกับโยกตัวไปมาด้วยความดีใจ ก่อนจะผละออกจากกันเพื่อมองหน้ากันได้ชัดเจน วีร์ยิ้มให้กับหญิงสาวหน้าตาคมขำบวกกับสีผิวเข้มไม่ต่างเด็กหนุ่มคนข้างๆยิ้มอย่างดีใจไม่ต่างจากเขา

        “อีด๋ำ” เป็นสรรพนามที่วีร์เรียกเด็กสาว

        “อีอวน” เป็นสรรพนามที่เด็กสาวเรียกตอบกลับมา

       แล้วทั้งคู่ก็โผ่กอดกันกลมอีกครั้ง จนวีร์รู้สึกว่ามีคนมาสะกิดไหล่ของเขา วีร์จึงผละออกมาก่อนแล้วหันไปมองทางทิศของไหล่ที่ถูกสะกิด ก็เห็นคู่แฝดยืนยิ้มแป้นแล้นอยู่ไม่ไกลจากเขา

        “คืออย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะ” “ถึงแม้ว่าเรื่องบนเวทีจะฮามากก็ตาม” “แต่ทางนี้ดูจะน่าสนุกกว่า” “ใช่ๆ แต่ติดอยู่นิดเดียวเท่านั้น” “ใช่ นิดเดียวเอง”

       วีร์ทำหน้างงว่านพชัยและชัยทิศกำลังหมายถึงเรื่องอะไร

        “คือ ปุ่มกดซับไตเติ้ลมันอยู่ตรงไหนวะ” “คือ พวกกูอยากจะร่วมแจมด้วย แต่เผอิญว่าฟังไม่ออก” “เลยอยากจะรบกวนให้เพื่อนวีร์ช่วยขึ้นบทบรรยายไทยให้ด้วยนะครับ” “หรือไม่ก็รบกวนเปลี่ยนเสียงในฟิล์มให้หน่อยนะครับ”

       สองหนุ่มฝาแฝดต่างทำหน้าที่ได้ดีเช่นเดิมในการพยายามอยากรู้ไปทุกเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

        “อ๋อ เอ่อ... ได้ ไม่มีปัญหา... เนอะ” วีร์หันไปถามความเห็นของผู้มาใหม่ซึ่งทั้งสองคนก็พยักหน้าตอบรับ “แล้วบนเวทีเกิดอะไรขึ้นวะ” วีร์ถามแล้วหันไปมองที่เวทีซึ่งสมาชิกชมรมดนตรียังคงทำการแสดงอยู่ จะมีที่ดูแปลกตาไปก็คือศศิทัศน์ที่มายืนตำแหน่งคีย์บอร์ด

        “ก็เฮียวีอะดิ เกิดเฮี้ยนอะไรขึ้นมาไม่รู้” “เล่นคล่อมจังหวะ พาเอาเกือบล่มทั้งวง” “ขนาดมือกลองยังตีมั่วตามเลย” “อย่างฮาเลย” “ใช่ๆ หน้าไอ้ต่ายอย่างเหวอเลย”

       วีร์หันไปมองที่เวทีอีกครั้ง ถึงได้สังเกตว่าวีรมาตุไม่ได้อยู่บนเวทีแล้ว

        “แล้วสองคนนี้นี่ใครวะ” หนึ่งในฝาแฝดถามขึ้นมา หมายถึงวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ดูจะสนิทสนมกับเพื่อนวีร์ของพวกเขามาก ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างก็ยิ้มกว้างให้กับผู้มาใหม่ทั้งสองคน

*****

       ยิ่งเวลาดึกมากขึ้นก็ยิ่งมีผู้คนมาเที่ยวในงานมากขึ้น บ้างก็มาเป็นครอบครัว บ้างก็มาเป็นคู่ บ้างก็มากับกลุ่มเพื่อนๆ ทำให้พื้นที่ในสวนสาธารณะดูแน่นไปขนัดตา ตลอดสองข้างทางก็มีร้านค้าต่างๆมาจับจองวางขายสินค้ามากมาย ทั้งอาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ และแน่นอนว่างานลอยกระทงก็ต้องมีกระทงขาย จึงเห็นกระทงแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นกระทงใบตอง กระทงขนมปัง กระทงกะลามะพร้าว หรือแม้แต่กระทั้งกระทงที่ทำมาจากสลากกินแบ่งรัฐบาลก็มีให้เห็น

       วีร์เดินคุยมากับเพื่อนผู้หญิงนำหน้าคนอื่นๆ ส่วนเพื่อนผู้ชายถูกประกบด้วยฝาแฝดนพชัยและชัยทิศที่คอยชี้ชวนดูโน้นดูนี่ตลอดเวลา ส่วนพระยศคอยเดินคุมเชิงอยู่รั้งท้ายเผื่อกรณีที่คู่แฝดถามซอกแซกจนอีกฝ่ายรำคาญ เขาก็รีบเข้าไปแทรกบทสนทนาโดยทันที

        “เอ้า พี่ธีร์” ระหว่างทางที่พวกเด็กกำลังเดินไปนั้นก็ไปเจอเข้ากับธีร์พอดี เด็กสาวจึงเอ่ยทักทาย

        “ไง เจอกันแล้วเหรอ” ธีร์ทักทายกลับ

        “ค่า” เด็กสาวยิ้มตอบกลับ

        “ปิดกันอยู่นานมั้ยนิ” วีร์มีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย เพราะยังรู้สึกเคืองที่ธีร์ไม่ได้บอกตัวเอง

        “ปิดอะไร พี่ก็เพิ่งรู้เมื่อตอนเย็นนี้เอง จะเอาเวลาที่ไหนไปบอก ไม่ได้จะตั้งใจปิดบังอะไรสักหน่อย” ธีร์รีบแก้ความเข้าใจผิดของวีร์ จนวีร์หันมามองหน้าเด็กหนุ่มผิวเข้มว่าเขากำลังโดยแกล้งอีกแล้ว

        “อะไรหล่าว กูไม่เคยบอกว่ากูวางแผนกับพี่ธีร์สักหน่อย”

       วีร์พ่นลมหายใจออกมาแล้วก็หันหน้ากลับ

        “แล้วนี่กำลังจะไปไหนกันเหรอ” วนกรที่ยืนอยู่ข้างๆธีร์กำลังมองดูเด็กๆแต่ละคน

        “กำลังเดินไปร้านของใหญ่ครับ ไปด้วยกันมั้ย” วีร์ตอบและเอ่ยชวนทั้งธีร์และวนกร

        “ไม่ละ พี่กำลังจะกลับแล้ว นี่ก็กำลังเดินไปส่งวาที่รถพอดีแต่ว่าเจอพวกเราซะก่อน” ทั้งธีร์และวนกรยิ้มให้

        “แน่ใจนะว่าจะกลับ” วีร์ถามเหมือนคำถามทั่วๆไป แต่เขาไม่ได้พูดต่อไปอีกว่า “ไม่ใช่ไปแวะที่ไหนก่อนจะถึงบ้านอยู่อีกหรอกนะ”

        “เอ๊! เรานี่ยังไงกัน” ธีร์เคาะลงบนศีรษะของวีร์เบาๆ

        “เอ้า จะไปรู้เหรอ” วีร์เบะริมฝีปากเล็กน้อย “ไม่ไปด้วยกันจริงๆนะ” วีร์ถามทั้งคู่ย้ำอีกครั้ง และอีกฝ่ายต่างส่ายหน้าปฏิเสธ “งั้นก็ตามใจ วันนี้วีร์กลับดึกหน่อยนะ เดี๋ยวจะกลับกับใหญ่”

        “ได้ ตามสบายเลย” ท่าทางของธีร์ทำเอาวีร์มองไม่วางตาอีกครั้ง

        “หวังว่าพอวีร์กลับไปถึงพี่ธีร์จะถึงบ้านแล้วนะ”

        “นี่สรุปว่าใครเป็นผู้ปกครองใครกันแน่ห๊ะ”

       วีร์แค่ยักไหล่ตอบกลับ

        “งั้นพวกวีร์ไปก่อนนะ”

       ธีร์สะบัดมือเล็กน้อยในเชิงหยอกออกตัวไล่ให้วีร์เดินไปได้แล้ว ส่วนวีร์ก็ยิ้มยกมุมปากกลับก่อนที่จะเดินนำคนอื่นๆออกไปยังจุดมุ่งหมายของพวกเขาแต่แรก

        “คนแหรกเดี๋ยวใครอะ” เด็กสาวหันมากระซิบกับวีร์ “แฟนผีธีร์เออ”

        “เผือนเก๋าเค้า”

        “ช่ายเออ”

        “ม่ายโหร่ ช่ายส้นใจ๋นิ” เด็กสาวอมยิ้มและทำสายตากะลิ้มกะเหลี่ยใส่จนวีร์ถึงกับเบะปากและหันไปมองทางอื่นแทน เด็กสาวผิวเข้มจึงแขนวีร์มากอดและเดินซบลงที่ต้นแขนไปตลอดทาง

[อ่านต่อด้านล่าง]

ออฟไลน์ sarawit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
       วีร์และกลุ่มเพื่อนทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ได้พากันมานั่งที่ร้านอาหารของสุรศักดิ์ที่มาตั้งเต้นท์อยู่ในงานลอยกระทง สุรศักดิ์จัดที่ตั้งโต๊ะด้านในสุดเตรียมรอไว้ให้แล้ว และยังได้เพิ่มโต๊ะต่อเข้ามาอีกหนึ่งตัวเมื่อรู้ว่าจะมีผู้มาใหม่เพิ่มขึ้นอีกสองคน โดยเด็กหนุ่มผิวเข้มนั่งอยู่หัวโต๊ะ ตามด้วยวีร์และเด็กสาวนั่งฝั่งตรงกันข้ามประกบหัวโต๊ะ ถัดจากทั้งคู่คือแฝดนพชัยที่นั่งต่อจากวีร์และแฝดชัยทิศที่นั่งต่อจากเด็กสาว และมีพระยศที่นั่งปิดท้าย เหลือที่นั่งข้างนพชัยและหัวโต๊ะอีกฝั่งที่ยังว่างอยู่ ไว้สำหรับสมาชิกชมรมดนตรีที่ยังทำธุระไม่เสร็จเรียบร้อย

       นพชัยและชัยทิศต่างพยายามทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี คอยชวนพูดคุยและสอบถามเรื่องราวต่างๆ รวมถึงแนะนำสถานที่ใกล้ๆในตัวเมืองเผื่อว่าเพื่อนใหม่ทั้งสองคนอยากจะแวะไปเที่ยวก่อนกลับ โดยมีพระยศนั่งฟังอยู่เงียบๆ มียิ้มตอบรับเออออบ้างในบางเรื่องที่ฝาแฝดพยายามเสนอตัวเล่าให้ฟัง และสุรศักดิ์ที่คอยแวะเวียนมาร่วมวงสนทนาบ้างตอนที่ไม่มีลูกค้าใหม่เข้ามาในร้านเพิ่ม ส่วนศศิทัศน์และวีรมาตุก็ตามมาสมทบในภายหลัง หลังจากที่ได้เก็บอุปกรณ์เครื่องดนตรีทุกชิ้นขึ้นรถเตรียมขนกลับไปเก็บที่โรงเรียนเรียบร้อยแล้ว

        “เนี่ย ใช่เลย ไอ้วีร์เป็นคนอย่างนั้นเลย” หนึ่งในแฝดพูดแทรกขึ้นมาระหว่างที่ชายหนุ่มผิวเข้มกำลังเล่าเรื่องของพวกเขาและวีร์ให้ฟัง “ใช่ๆ มันอะนะ ถ้าไม่ถามก็ไม่เคยคิดจะบอกอะไรใคร” “ถ้าพวกกูไม่ได้อยากรู้ไปซะทุกเรื่องขนาดนี้ ก็ไม่มีทางได้รู้อะไรเลย”

        “อันนั้นเขาเรียกว่าเสือก” วีร์พยายามพูดแทรกขึ้นมา แต่ก็ไม่อาจไปขัดจังหวะของคู่แฝดไปได้

        “นี่ถ้ากูไม่เป็นคนถามว่ามันเป็นเกย์นะ” “จนถึงตอนนี้ก็คงจะไม่มีใครรู้กันเลยสักคน”

        “อันนั้นกูเป็นคนถาม” ศศิทัศน์พยายามแย้งขึ้นมา แต่ก็เหมือนสายลมที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

        “ขนาดมันเล่นไอจี มันยังไม่บอกใครเลย” “ใช่ๆ พวกกูต้องไปตามสืบหากันมาเองถึงได้รู้” คู่แฝดต่างรู้สึกพอใจกับการได้แลกเปลี่ยนวีรกรรมของเพื่อนตัวเองให้เพื่อนใหม่ฟัง โดยไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ตัวเองเพิ่งหลุดปากไปทำเอาอย่างน้อยสองคนสะดุ้งขึ้นมาในทันที

       วีร์หันหัวขวับมาจ้องมองนพชัยและชัยทิศในทันทีที่ได้ยิน ก่อนจะย้ายสายตาไปมองเด็กหนุ่มสองคนตรงด้านหัวโต๊ะอีกฝั่ง คนหนึ่งก้มหน้าทำเป็นดูรายการอาหารถึงแม้ว่าจะสั่งไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นถึงจะนั่งอยู่นิ่งๆดูไม่น่าสงสัยอะไร ถ้าวีร์ไม่เคยเห็นชื่อของเขาคนนั้นเคยส่งคำขอติดตามอินสตาแกรมของเขามาก่อน

        “อ้อ แล้วก็พวกกูยังไม่เคยถามมันนะว่ามีแฟนแล้วรึยัง” “เออ นั่นสิ ทำไมพวกเราไม่เคยถามมันอันนี้วะ” คู่แฝดนพชัยชัยทิศหันมามองหน้ากันเองอย่างสงสัย

        “แล้วคิดว่ากูจะตอบมั้ย” วีร์จ้องหน้าทั้งสองคนอย่างท้าทาย

        “คิด” “คิดว่ามันจะตอบ?” “คิดว่าทำไมมึงรับลูกคู่กูดีจังเลยวันนี้” “เอ้า ก็แฝดกัน คิดอะไรก็รู้ไปหมดทุกอย่าง” “ผ่าง” “แฮ่” ทั้งสองหันหน้าไปมาเจอกับหน้าทุกคนที่กำลังมองดูพวกเขาอยู่ “ไม่ตลกเหรอ?” “นั่นสิ กูว่ามันได้นะเมื่อกี้อะ”

       หลายคนได้แต่ถอนหายใจพร้อมส่ายหน้าไปมา

        “ว่าไงมึง” หนึ่งในแฝดหันมาถามวีร์

        “อะไร” วีร์ตอบกลับ ทำเป็นเหมือนตามมุกของฝาแฝดไม่ทัน

        “มึงมีแฟนแล้วยัง เนี่ย พวกกูถามแล้ว” “มึงเคยบอกว่าอยากรู้อะไรให้ถาม” “ใช่ๆ ถ้าถามแล้วมึงก็จะบอก”

        “กูเคยพูดอย่างนั้นหรอ”

        “อย่าลีลา เร็ว ตอบมา” “มึงมีแฟนแล้วยัง” นพชัยและชัยทิศจ้องมองวีร์อย่างไม่ละสายตา ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะสอดส่ายสายตาไปมาระหว่างและเด็กหนุ่มผิวเข้มที่นั่งอยู่ข้างๆ ทันใดเขาก็ชี้นิ้วไปมาระหว่างวีร์และชายหนุ่มคนนั้น “หรือว่า พวกมึงเป็นแฟนกัน” “เฮ้ย! จริงเดะ”

       ไม่ใช่เพียงนพชัยและชัยทิศที่มีทีท่าตกใจ แต่ใครคนหนึ่งก็แสดงอาการพิรุธออกมาแม้ว่าจะพยายามวางตัวนิ่งตามเดิม ตั้งแต่ตอนที่เขาเห็นวีร์กับเด็กหนุ่มผิวเข้มคนนี้มีท่าทางสนิทสนมกันจากบนเวทีการแสดง ในใจก็พยายามคิดว่าคงจะเป็นเพื่อนคนหนึ่งของวีร์เท่านั้น แต่ก็ไม่อาจจะห้ามใจให้หยุดคิดไปไกลกว่านั้นไม่ได้

       ส่วนวีร์ถึงกับกรอกตามองบนให้กับจินตนาการอันบรรเจิดของคู่แฝดนรก

        “สองคนนี้ มันเป็นแฟนกัน” วีร์ชี้ไปที่เด็กหนุ่มผิมเข้มที่นั่งอยู่หัวโต๊ะข้างเขาและเด็กสาวที่นั่งอยู่อีกฝั่งตรงข้าม นพชัยและชัยทิศหันไปมองเด็กหนุ่มสาวอย่างพินิจพิจารณา

        “จริงอะ” เด็กหนุ่มสาวยิ้มและพยักหน้ารับ “จริงเดะ” เด็กหนุ่มสาวยิ้มและพยักหน้ารับอีกครั้งให้กับคู่แฝดอีกคน นพชัยและชัยทิศก็หันกลับมาหาวีร์อีกครั้ง “งั้นก็เหลือแต่มึงยังไม่ตอบพวกกู“ “ว่ามึงมีแฟนแล้วยัง” ”ว่าไง” “ว่ามา”

        “กูจะมีหรือไม่มี มันก็เป็นเรื่องของกู ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกมึงนะเพื่อนรัก”

        “ไรว้า โสดไม่โสดก็บอกมา ง่ายๆแค่เนี่ย” “ถ้าโสดจริง ก็มีคนรอจีบอยู่” “ถ้ามึงไม่โสดแล้ว เขาจะได้ทำใจ” “ใช่ๆ เขาจะได้ตัดใจแล้วไปหาคนใหม่ที่ดีกว่ามึง”

        “ตามสบายเลย กูบอกแล้วว่ากูยังไม่สนใจใคร”

        “อ้าว แล้วมึงเอาพี่วีไปไว้ไหนอะ” เด็กหนุ่มผิวเข้มพูดแย้งขึ้นมากลางวงสนทนาในทันที ทำเอาวีร์หันขวับมาจ้องหน้าตาเขม็ง

        “แหลงม๋ากไป่แล่วมึ้งอะ” เสียงที่ลอดผ่านไรฟันกับริมฝีปากที่ประกบกันไว้ แม้จะเบาประกอบกับสำเนียงภาษาถิ่น แต่คนที่เหลือบนโต๊ะพอจะได้ยินและเดาความหมายออกได้อยู่บ้าง

        “ยังไง” “อะไร ยังไงว่ามา”

        “อะไรยังไง อะไรวะ” วีร์ถามกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

        “อย่ามาทำซึน” “พูดมา!” คู่แฝดยังคงพยายามอย่างไม่ลดละที่จะต้องรู้เรื่องของคนอื่นให้ได้

        “ก็บอกเพื่อนมึงไปสิวะ ไม่เห็นเป็นไรเลย” เป็นเด็กหนุ่มผิวเข้มที่พูดแทรกขึ้นมา

        “ก็อยู่ที่เดิม ที่เดิมอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น” วีร์พูดพร้อมกับยักไหล่ แล้วก็หยิบแก้วน้ำขึ้นมาดูด

        “นั่นแน่ๆ” “จริงๆก็คิดอะไรกับเขาอยู่ใช่ม้า” “แต่ทำเล่นตัวไปงั้นๆแหละ”

       วีร์ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายใจ แล้วหันไปพูดคุยกับเพื่อนเก่าแก่ของเขาแทน

        “อีหลบพรือนิ”

        “แขบหลบไป๋ไหนอะ โย่ก่อนแล ยังหนุกโย่เล้ยนิ”

       แม้จะเห็นสีหน้าของวีร์แล้วแต่เด็กหนุ่มผิวเข้มยังทำลอยหน้าลอยตา จนเด็กสาวต้องตอบแทนหวังตัดรำคาญของเพื่อนรักของเธอ

        “ม๋ากับผีแปง” วีร์หันไปพยักหน้ารับรู้ “ผีแปงลบต่อใด๋ก็ต่อนั้นและ”

       จนมีแรงสะกิดเบาๆที่แขนของวีร์จนต้องหันไปมอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

        “มีอะไร” วีร์หันไปถามนพชัย

        “กูกำลังกดปุ่ม cc”

        “เออ โทษที รู้แล้ว จะแหลงภาษากลางอย่างเดียวเลย พอใจยัง”

       ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างยิ้มกว้างให้ในทันที

        “แล้วพี่แป้งไปไหนแล้วอะ” วีร์หันไปถามเด็กสาว

        “ไม่รู้เหมือนกัน เดินเล่นอยู่ในงานนี้แหละ จะไปไหนได้” เด็กสาวตอบกลับพร้อมกับชะเง้อคอมองดูไปรอบๆ

        “แล้วทำไมถึงชวนพี่แป้งมาได้อะ ช่วงนี้พี่แป้งว่างเออ”

        “ถ้าพี่แป้งไม่มาด้วย คิดว่าอีดำจะได้มาเออ” เป็นเด็กหนุ่มผิวเข้มเป็นผู้ตอบให้แทน

        “ถึงได้ถามไง ว่าช่วงนี้พี่แป้งว่างเออ ถึงมาเป็นเพื่อนได้”

        “เอ้า ไม่ว่างแล้วจะมาได้พรือ”

        “เออออ...” วีร์ตอบกระแทกเสียงกลับด้วยความรำคาญ

        “แกล้งมึงแล้วยังสนุกดีเหมือนเดิม” เด็กหนุ่มผิวเข้มหัวเราะออกมา

        “กูคิดผิดจริงๆที่ช่วยมึงจีบอีดำ”

        “แน่ใจ? ว่าถ้าเธอไม่ช่วย ชั้นจะไม่ได้เป็นแฟนอีมืดนี่” เด็กสาวเป็นคนตอบกลับ จนวีร์ถึงกลับกรอกตามองบน

        “อันนี้คือเราสนิทกันจริงๆตั้งแต่ยังคลานสี่ขากันอยู่ใช่มะ” วีร์ถามกลับปนประชดเล็กน้อยพอเป็นพิธี เด็กสาวเลยหยอกล้อกลับด้วยการบีบแก้มทั้งสองข้างของวีร์ด้วยความหมั่นเขี้ยว เหมือนที่ได้เคยทำเรื่อยมาตั้งแต่ที่ได้รู้จักคบหากัน

        “ก็รู้ๆกันอยู่ ว่าจริงๆมันอยากใช้โบ๋เราเป็นสะพานไปหาใคร” เด็กหนุ่มยักคิ้วหลิ่วตาให้กับวีร์

        “แล้วยังไง”

        “ก็ไม่ยังไง”

       เหมือนโลกส่วนตัวระหว่างเพื่อนเก่ากำลังถูกสร้างขึ้น แม้ว่าทั้งสามคนจะพูดสำเนียงเป็นภาษากลาง แต่เนื้อหาที่คุยกันกลับไม่ทำให้คนอื่นๆสามารถเข้าใจได้ คู่แฝดนพชัยชัยทิศที่คอยฟังอย่างตั้งใจก็ยังมีสีหน้างุนงงสงสัยว่าทั้งสามคนพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่ และคนอื่นๆที่เหลือก็คงรู้สึกไม่ต่างกันมากนัก

        “แล้วนี่จะได้เจอแฝดชั้นมั้ยอะ” เด็กสาวถามวีร์

        “เธอมาช้าไปอะสิ เขากลับบ้านไปตั้งนานแล้ว ถ้าอยากเจอก็แวะมาที่โรงเรียนพรุ่งนี้ดิ เขาก็บอกอยู่ว่าอยากเจอเหมือนกัน”

        “โอเค ได้ๆ แล้วเดี๋ยวจะแวะไป”

        “ตอนบ่ายๆเย็นๆนะ” เด็กสาวยกขึ้นตอบกลับเป็นเครื่องหมายตกลง

        “หมายถึงใครเหรอวะ” นพชัยสะกิดวีร์ก่อนที่จะถาม

        “อะไร”

        “ก็แฝดเพื่อนมึงไง หมายถึงใครวะ” ชัยทิศถามแทนคู่แฝดของเขา

        “อ๋อ ก็แพรไง เขาบอกว่าอยากเจอหน้ากัน นี่ยังไม่ได้ไลน์บอกแพรเลย” วีร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอพลิเคชั่นไลน์

        “ยังไงวะ” ทั้งนพชัยและชัยทิศต่างมีสีหน้างงงวย เพราะเด็กสาวตรงหน้าพวกเขาไม่ได้มีความละม้ายคล้ายคลึงกับเพื่อนร่วมห้องของพวกเขาเลยสักนิด โดยเฉพาะสีผิวที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

        “อ๋อ... เอ่อ... คุยกันมาตั้งนาน กูลืมแนะนำ” วีร์เงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนรอบๆโต๊ะ “นี่ สองคนนี้เป็นฝาแฝดชื่อกิ่งและก้าน คนนั้นคือบิ๊ก ส่วนคนที่ไปขายอาหารอยู่คือใหญ่” วีร์แนะนำเพื่อนๆทีละคน “แล้วก็... ต่าย นี่คือต่าย ต่าย นี่คือต่าย” วีร์แนะนำพร้อมผายมือสลับไปมาระหว่างเด็กหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่คนละฝั่งโต๊ะกันและมีสีผิวตรงกันข้ามด้วยเช่นกัน

       เด็กหนุ่มทั้งสองคนต่างยืดตัวตรงและเลิกคิ้วขึ้นมองกันไปมาหลังจากที่เพิ่งได้รู้ว่าเขาทั้งคู่ต่างก็มีชื่อเล่นเหมือนกัน

        “แล้วนี้ก็เพื่อนคนแรกในชีวิตของกู เพราะว่ารั้วบ้านอยู่ติดกัน เล่นด้วยกันมาตั้งแต่ยังแบเบาะเลย” วีร์หันไปแนะนำเด็กสาวคนเดียวในโต๊ะนี้ “ชื่อว่า แพรไหม”

        “แล้วคนสุดท้าย...” เด็กหนุ่มผิวเข้มที่ชื่อว่าต่าย เอ่ยถามถึงอีกคนที่วีร์ยังไม่ได้แนะนำตัวให้รู้จัก

        “หืม...” วีร์หันไปมองคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะของอีกฝั่ง “อ๋อ นั่นเฮียวี พี่ชายของต่าย”

        “เฮียวี? พี่ชายของต่าย?” เด็กสาวที่ชื่อว่าแพรไหมถามย้ำอีกครั้ง

        “อืม” วีร์ตอบกลับสั้น

        “งั้นกูก็ไม่สงสัยอะไรแล้ว” ต่ายผิวเข้มยิ้มให้กับคนที่นั่งหัวโต๊ะฝั่งตรงข้าม รอยยิ้มอย่างจริงใจที่คนรับไปก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนกำลังถูกท้าทาย

        “ให้มันน้อยๆหน่อยนะไอ้คุณวิธู” วีร์กระซิบกับคนข้างๆพยายามปรามไว้ในที

        “โห... เรียกชื่อจริงมาขนาดนี้ นี่กูต้องกลัวแล้วมั้ย” อีกฝ่ายก็กระซิบกลับมา แต่ยังมองคนที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามไม่วางตา

        “ไอ้คุณวิธู กิจการเรืองฤทธิ์ ทำตัวดีๆหน่อย”

       เจ้าหันมายิ้มให้เขาแล้วก็หยิบแก้วน้ำขึ้นมาดูด แล้วย้ายสายตาของเขากลับไปที่เดิม

[โปรดติดตามตอนต่อไป]

ปล. อยากให้ใส่ซับไตเติ้ลด้วยรึเปล่า
ปล2. ครึ่งทางแล้วจ้า ค่อยๆป้อนมาม่าทีละช้อน

ออฟไลน์ ordkrub

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4149
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +341/-12
พอเดาได้บ้างครับ :)

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด