เพียงควัน -- ตอนที่่ 2 -- 26/04/19
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: เพียงควัน -- ตอนที่่ 2 -- 26/04/19  (อ่าน 1386 ครั้ง)

ออฟไลน์ รชา

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 184
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +220/-4
    • twitter
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
__________________________________________________________________________________________


เพียงควัน


สารบัญ




--นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสมมติ ทุกสิ่งใดในเรื่องล้วนไม่มีอยู่จริง--

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-04-2019 00:01:53 โดย รชา »

ออฟไลน์ รชา

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 184
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +220/-4
    • twitter
Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 16/04/19
«ตอบ #1 เมื่อ16-04-2019 01:41:03 »

บทนำ


"สายป่าน ลงมากินข้าว!" 

"ยังแต่งตัวไม่เสร็จค่า!"

"ทำไมยังไม่เสร็จอีก เดี๋ยวก็ไปโรงเรียนสายหรอก!"

"แม่! ถุงเท้าพ่อหายไปไหนหมดเนี่ย"

"ก็อยู่ในตะกร้าไง"

"ตะกร้าไหน"

"มันก็อยู่ที่ที่เคยอยู่ทุกวันนั่นแหละ ก่อนที่จะถามนี่ดูหรือยัง"

"โอเคๆ ไม่ต้องบ่น เดี๋ยวหาเอง"

"แล้วพ่อจะกินข้าวไหม"

"พ่อขอแค่กาแฟ"

"โอเค เดี๋ยวชงให้ สายป่าน! เสร็จหรือยัง! สายแล้วนะ!"

ความวุ่นวายในตอนเช้าของบ้านเราไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยตั้งแต่เด็กจนโต พ่อมักจะมีปัญหากับการหานั่นหานี่ไม่เจอแล้วเรียกหาจากแม่ก่อนที่จะมองหาด้วยตัวเอง น้องสาวที่ทำอะไรเชื่องช้าไม่ทันเวลา และเสียงของแม่ที่คอยเร่งพวกเราขณะที่ต้องเตรียมอาหารเช้าไปด้วยอย่างหัวหมุน

ส่วนผมตื่นแต่เช้าพร้อมๆ กับแม่ และไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมายนัก ทุกวันจึงมานั่งรอที่โซฟา มองดูความวุ่นวายในบ้านที่ผมชอบเหลือเกิน ผมไม่เคยรำคาญเสียงของแม่ แอบขำตอนที่พ่อหาอะไรไม่เจอแล้วก็โดนแม่บ่นเสมอและบางครั้งก็ช่วยขึ้นไปเร่งน้องสาวจอมเชื่องช้าให้ลงมากินข้าวให้ทันเวลา 

"อ้วน เร็วๆ หน่อย สายแล้วนะ"

"..."

"ตื่นสายเพราะเมื่อคืนเอาแต่ดูซีรีส์ใช่ไหมล่ะ"

"..."

"ไปโรงเรียนสายทุกวันแบบนี้ โดนหักคะแนนจนไม่เหลืออะไรให้หักแล้วมั้ง"

"..."

"พี่พูดนี่ฟังบ้างไหมเนี่ย ไอ้อ้วน!"

ผมอยากจับน้องสาวมาเขย่าเพื่อให้สนใจคำพูดของผมบ้างหลังจากที่ถูกเมินมาตลอด จนกระทั่งเสียงของแม่ดังขึ้นอีกรอบด้วยระดับเสียงที่ดังกว่าเดิม เป็นอันรู้กันว่าแม่เริ่มโมโหแล้ว สายป่านจึงสวมถุงเท้าลวกๆ แล้วรีบออกจากห้อง ไม่ได้สนใจผมที่ยืนขวางประตูอยู่ก่อนวิ่งผ่านร่างผมไป

 

"วูบ"

 

โดยที่ผมไร้ตัวตน...

 

นับคร่าวๆ ก็เกือบสามปีที่ผมตายแล้วกลายเป็นวิญญาณ เพราะผมไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหนต่อ ไม่รู้ว่าถ้าจะไปเกิดใหม่ต้องทำยังไง ไม่เข้าใจสักนิด ผมได้ยินหลายคนบอกในวันที่ผมตายว่าให้ไปที่ชอบๆ แล้วผมก็ชอบที่นี่ ผมชอบที่บ้านก็เลยอยู่ที่นี่ดีกว่าออกไปเร่ร่อนที่ไหน ใช้ชีวิตอย่างไม่มีตัวตนแม้จะไม่มีใครเห็นก็ตามแต่ผมยังคงสมมติว่าตัวเองยังเป็นส่วนหนึ่งของคนในบ้านอยู่   

"พ่อไปทำงานก่อนนะแม่"

"จ้ะ เจอกันตอนเย็น"

"หนูไปโรงเรียนแล้วนะแม่"

"จ้า ตั้งใจเรียนนะลูก"

"บ๊ายบายครับพ่อ บ๊ายบายสายป่าน" ผมว่าพลางโบกมือให้พ่อและน้องสาวที่ออกจากบ้านไปพร้อมกัน หันกลับมาหาแม่ที่เดินกลับเข้าไปในครัว แม่จัดการล้างจานและทำความสะอาดครัวนิดหน่อย ก่อนจะหยิบแก้วกาแฟที่ชงไว้นานจนเริ่มเย็นแล้วยกขึ้นดื่ม พลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ใช้เวลาดื่มกาแฟไม่นานก็หมดแก้ว 

เสร็จจากกิจวัตรในตอนเช้า แม่ก็เตรียมตัวลงไปเปิดร้าน แม่ผมเปิดร้านกาแฟที่ชั้นล่างของตึก ที่เราอาศัยอยู่ที่ชั้นบน ส่วนชั้นล่างก็เป็นร้านกาแฟเล็กๆ ที่แม่จัดการเองทุกอย่างโดยไม่มีลูกจ้าง ผมนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่งในร้าน มองดูแม่ที่กำลังจัดแจงข้าวของในร้านอยู่ กระทั่งเสียงมือถือดังขึ้นเรียกความสนใจจากแม่

"สวัสดีค่ะพี่อุ่น ค่ะ สี่แก้วเหมือนเดิมนะ ไปส่งได้ค่ะ"

คิดไม่ผิดว่าต้องเป็นป้าอุ่นที่มีออฟฟิศอยู่ถัดไปอีกสี่คูหา โทรมาสั่งกาแฟแม่เป็นประจำทุกเช้า เมื่อวางสายจากป้าอุ่นแม่ก็จัดการชงกาแฟทั้งสี่แก้วพร้อมส่ง แต่ในตอนที่แม่หันไปหยิบโทรศัพท์ มือก็ปัดไปโดนแก้วใบหนึ่งที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ร่วงลงกับพื้นอย่างผิดจังหวะ 

"เพล้ง!"

"แม่!"

ตั้งแต่เปิดร้านมา นับไม่ได้เลยว่าแม่ทำแก้วกาแฟแตกไปกี่ใบแล้ว ด้วยความที่แม่ไม่ค่อยระวังจนพ่อตั้งฉายาให้ว่าเป็นจอมซุ่มซ่าม ผมเห็นแม่ทำแก้วแตกจนชิน ตอนเก็บเศษแก้วก็ไม่วายจะโดนแก้วบาดมืออยู่เป็นประจำ 

"โอ๊ย!"

"ผิดคำซะที่ไหน!" ผมว่า ขณะที่แม่ยกนิ้วที่ถูกแก้วบาดขึ้นมาดูเลือดที่ไหลออกมาในทันที แม่เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนที่สวมอยู่อย่างลวกๆ จนผมอดจะบ่นไม่ได้

"ไปล้างแผลสิแม่"

แม่ลุกไปล้างแผลอย่างที่ผมบอก ไม่ใช่ว่าแม่ได้ยินแต่เป็นเพราะเลือดที่ไหลไม่หยุดนั่นต่างหาก

"พลาสเตอร์ยาอยู่ไหนนะ" แม่พูดพึมพำแล้วเดินหาพลาสเตอร์ยาที่ไม่เคยถูกเก็บให้เป็นที่เป็นทาง ผมจำได้ว่าคราวก่อนแม่ใส่เอาไว้ในลิ้นชักของชั้นวางทีวี ผมตรงดิ่งไปตรงนั้นก่อนที่แม่จะไปถึง ย่อตัวลงนั่งหน้าชั้นวางทีวี ใช้ความพยายามในการดึงลิ้นชักนั้นออกมา บางครั้งบางคราวผมก็จับต้องสิ่งของได้บ้างทั้งที่โดยบังเอิญและตั้งใจ ตั้งสมาธิแล้วจดจ่ออยู่กับการดึงลิ้นชักออกมา ความพยายามของผมก็ประสบความสำเร็จ ผมดึงลิ้นชักออกในตอนที่แม่เดินมาถึงตรงนี้พอดี

"ใครเปิดลิ้นชักไว้แบบนี้นะ" แม่กำลังดันปิดโดยไม่ทันได้ดูว่าสิ่งที่แม่กำลังหามันอยู่ในนั้น ผมจึงรีบบอกรัวๆ

"พลาสเตอร์ พลาสเตอร์ พลาสเตอร์"

เสียงของผมคงดลจิตดลใจให้แม่มองเข้าไปในลิ้นชักกระทั่งเจอกับพลาสเตอร์ที่หาอยู่

"อ้าว อยู่นี่เอง" แม่ฉีกซองพลาสเตอร์แล้วแปะแผลลวกๆ ก่อนจะเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ร้าน หยิบกาแฟสี่แก้วไปส่งให้ป้าอุ่น ผมเดินตามแม่ออกไปด้วยแต่ไม่ได้ตามไปถึงออฟฟิศป้าอุ่น เพราะผมแวะไปหา เจ้ายู่ หมาโกลเด้นท์ตัวใหญ่ที่นอนประจำอยู่ที่ร้านขายของชำของลุงหมี ผมเล่นกับมันมาตั้งแต่ตอนที่มันยังตัวเล็กๆ จนตอนนี้ตัวใหญ่กว่าลุงหมีซะอีก

"ยู่เห็นพี่ไหม"

"..."

"ไม่เห็นเหรอ"

"..."

"ไหนบอกว่าหมาจะหอนตอนเห็นผีไง โกหกกันนี่นา"

ผมยกมือลูบหัวเจ้ายู่ทั้งๆ ที่รู้ว่าจับต้องไม่ได้ เล่นกับมันอยู่พักหนึ่ง เอาจริงๆ ก็เหมือนเล่นคนเดียวมากกว่า ขณะที่กำลังพูดคนเดียวอยู่ผมก็ได้กลิ่นธูปลอยฟุ้งพุ่งเข้ามาในจมูก จึงหันไปบอกลาเจ้ายู่   

"ไปก่อนนะ แม่เรียก"

ผมรีบหายวับกลับไปที่บ้าน เห็นแม่กำลังปักธูปดอกหนึ่งที่กระถางธูปที่วางคู่อยู่กับรูปถ่ายของผม ข้างๆ กันมีขนมถ้วยวางอยู่ด้วย

"เจอขนมถ้วยเลยซื้อมาฝาก อยากกินใช่ไหมล่ะ กินเยอะๆ เลยนะ"

"ครับผม!" ตอบรับอย่างดีใจแล้วรีบคว้าขนมถ้วยยัดใส่ปาก รสชาติของมันแตกต่างไปจากตอนที่มีชีวิตอยู่นิดหน่อย มันจืดๆ จางๆ ราวกับว่าประสาทสัมผัสในการรับรสมันได้ตายไปพร้อมกับผมแล้ว ผมไม่รู้สึกหิวหรืออิ่ม แต่ก็ชอบอาหารทุกอย่างที่แม่เอามาให้กินตลอด

"แสงเทียน"

ผมชะงักมือที่กำลังจะหยิบขนมกินอีกชิ้นในตอนที่แม่เรียก ใบหน้าของแม่เปลี่ยนไปจากเมื่อครู่เพราะดูหดหู่ลงอย่างเห็นได้ชัด

"แม่คิดถึงแสงนะ"

แม่ร้องไห้อีกแล้ว ผมทำได้แค่กอดแม่เอาไว้โดยที่แม่ไม่ได้รับรู้ถึงสัมผัสของผมเลย ผมคิดโกรธตัวเองอยู่เสมอที่ต้องตายเร็วตั้งแต่อายุยี่สิบสอง ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะอายุสั้น ไม่อย่างนั้นคงได้ทำอะไรเพื่อแม่มากกว่านี้ไปแล้ว

"แสงอยู่ตรงนี้นะแม่"

"..."

"คิดถึงแม่เหมือนกันครับ"


 

...

 

สองทุ่มของทุกวันจันทร์ถึงวันพุธ ผมต้องออกไปรอรับสายป่านที่เลิกเรียนพิเศษในเวลานั้นพอดี พ่อกับแม่ปล่อยให้น้องกลับเองเพราะโตแล้ว แต่ผมอดเป็นห่วงไม่ได้จึงต้องมาดูเพื่อให้แน่ใจว่าสายป่านจะถึงบ้านปลอดภัยดี

ระหว่างที่รอสายป่านอยู่ ผมหันไปเห็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่เดินออกมาจากตึกแล้วกำลังจะข้ามถนนไปอีกฝั่ง ออกอาการกล้าๆ กลัวๆ ด้วยการก้าวเท้าออกไปแล้วก็ถอยกลับมา เห็นชัดว่าประหม่าเพราะน่าจะข้ามถนนไม่เป็น ถ้าผมเป็นคนก็คงจับมือพาข้ามไปแล้ว แต่ตอนนี้ทำได้แค่เอาใจช่วย จนกระทั่งเด็กคนนั้นตัดสินใจวิ่งข้ามไป

"ปิ๊นๆ!"

เสียงแตรรถเป็นเหตุให้เด็กคนนั้นหยุดชะงักกลางทางซะอย่างนั้น ด้วยความที่อยู่ดีๆ ก็หยุดกะทันหัน รถอีกคันที่วิ่งมาอีกเลนส์ก็บีบแตรลั่นพลางเหยียบเบรกแทบไม่ทัน ผมพุ่งตรงไปที่กลางถนนแล้วยกมือผลักร่างเด็กคนนั้นให้พ้นจากรถทั้งสองคันได้อย่างฉิวเฉียด ในเวลาแบบนี้โชคดีที่มือทั้งสองแตะต้องเด็กคนนั้นได้พอดี

เด็กคนนั้นรีบลุกขึ้นยืน แม้จะดูงงๆ ที่ถูกผลักจนร่างปลิวแต่ก็คงจะหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ผมจึงบอกให้

"เนี่ย! เขาเรียกว่าผีผลัก"

"ขอบคุณนะครับ"

"หืม?" ผมเบิกตากว้างตอนที่เด็กคนนั้นหันมาขอบคุณ คิดไปเองว่าเด็กนั่นมองเห็นแต่ก็กระจ่างในประโยคถัดไป

"ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยผมไว้"

พระเจ้าไม่ได้ช่วยซะหน่อย เหอะ!

ผมยกมือดีดหน้าผากเด็กนั่นไปทีหนึ่งแต่แน่นอนว่าไม่โดน ก่อนจะเดินกลับไปยืนรอสายป่านที่หน้าตึกเหมือนเดิม สักพักหนึ่งก็ถึงเวลาที่น้องเลิกเรียน ผมยืนมองสายป่านที่กำลังบอกลากับเพื่อน ก่อนจะเดินออกมาที่หน้าตึก ฝนที่ตกปรอยๆ มาตั้งแต่ตอนเย็นยังไม่หยุด ทำเอาคนที่เพิ่งออกมาเห็นว่าเม็ดฝนยังไม่ซาทำหน้ายุ่งหน่อยๆ แล้วบ่นคนเดียวเบาๆ

"หนาวจัง ไม่ชอบฝนเลย"

ตั้งแต่ผมเป็นวิญญาณก็ไม่มีความรู้สึกอะไรเลยจนเกือบจำไม่ได้แล้วว่าความรู้สึกหนาวเย็นเป็นอย่างไร แต่มนุษย์อย่างสายป่านอาจจะไม่สบายเอาได้ถ้าโดนฝน สายป่านทำท่าจะเดินออกไปที่ป้ายรถเมล์ ผมรีบหันบอก

"กลับแท็กซี่สิอ้วน"

"..."

"กลับแท็กซี่เถอะ"

"..."

"พี่บอกให้กลับแท็กซี่ไง"

"กลับแท็กซี่ดีกว่า" ผมยิ้มกว้างในตอนที่น้องพูดออกมาเบาๆ ราวกับว่าการเป่าหูของผมมันได้ผล สายป่านเดินไปหาแท็กซี่ที่จอดอยู่ตรงนั้นพอดีก่อนจะขึ้นรถไป ผมรีบไปรอสายป่านที่หน้าบ้าน ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง เมื่อเห็นว่าน้องสาวถึงบ้านแล้วผมก็อุ่นใจ นอนกลิ้งอยู่บนโซฟาข้างๆ พ่อที่ดูละครอยู่ สักพักหนึ่งเสียงของแม่ก็ดังมาจากในครัวเพื่อเรียกเราไปกินมื้อเย็น ผมเป็นคนแรกที่เดินไปถึงโต๊ะอาหาร

"โห! แกงเขียวหวานของโปรดแสงเลย มีผัดผักบุ้งกับหมูทอดด้วย"

อาหารจานโปรดเต็มโต๊ะแต่ทำได้แค่มองก็เลยรู้สึกปวดใจอยู่หน่อยๆ ผมกระโดดขึ้นไปนั่งบนเคาน์เตอร์ครัว เพราะไม่มีใครเลื่อนเก้าอี้ให้ 

"แม่คิดถึงพี่แสงใช่ไหมเนี่ย"

พ่อกับแม่หันมองหน้าสายป่านที่พูดแบบนั้นขึ้นมา

"ก็ดูสิ วันนี้ทำแต่ของโปรดพี่แสงทั้งนั้นเลย"

แม่ยอมรับด้วยการพยักหน้า รอยยิ้มฝืนๆ ของแม่กระตุกหัวใจผมจนรู้สึกเศร้าไปด้วย พ่อเองก็ทำได้แค่ยกมือตบไหล่ปลอบใจแม่ ก่อนที่ความสดใสของน้องสาวจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น 

"ไม่เป็นไรนะแม่ เดี๋ยวป่านกินแทนพี่แสงเอง กินให้อ้วนตัวแตกไปเลย!"

"แค่นี้ก็อ้วนพอแล้วลูก"

"แม่!"

"ล้อเล่นน่า"

"กินข้าวกันเถอะ"

ผมหันมองสายป่านที่ยัดหมูทอดเข้าปากตัวเองแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความที่เป็นคนตัวอวบนิดๆ แก้มทั้งสองข้างจึงขยายพองจนน่าบีบ ผมขยับตัวเดินไปยืนข้างๆ สายป่าน อดไม่ได้ที่จะยกมือบีบแก้มน้อง ก่อนเลื่อนมือไปลูบหัวเบาๆ

"ดูแลพ่อกับแม่แทนพี่ด้วยนะอ้วน...โอ๊ะ!" ผมเผลอตกใจในตอนที่มือของผมแตะต้องกับผมของสายป่านได้ ขณะที่สายป่านเองก็หยุดชะงักยกมือลูบหัวตัวเองเบาๆ ผมแอบดีใจที่สัมผัสของผมส่งไปถึงสายป่านแม้เจ้าตัวจะไม่รับรู้ก็ตาม

...

 

เพราะเป็นผีจึงไม่มีความรู้สึกง่วงนอน ในตอนที่คนอื่นกำลังหลับ ผมพาตัวเองออกมาเดินเล่นข้างนอกแก้เบื่อ ผู้คนยังคงเดินไปมาราวกับว่าเมืองนี้ไม่เคยหลับใหล ผมเดินสวนกับผู้คนที่มองไม่เห็นผมไปเรื่อยๆ ก่อนหันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ขณะเดินอยู่ด้วย สายตาผมมองไปเห็นฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุด ผู้หญิงคนนั้นไม่ทันได้มองเกือบจะก้าวไปถึง ด้วยสัญชาตญาณผมจึงร้องลั่นแล้วดึงเสื้อเธอเอาไว้จากด้านหลัง

"ระวัง!"

ผู้หญิงคนนั้นชะงักกึก หันมองซ้ายมองขวาเดาว่าคงมองหาว่าใครเป็นคนดึงเสื้อตัวเองเอาไว้ เมื่อไม่พบใครก็รีบเดินจ้ำอ้าวออกไปจากตรงนี้เลย บ่อยครั้งที่ผมมักจะไปวุ่นวายกับความเป็นไปของมนุษย์ แล้วทุกๆ ครั้งที่ผมอยากช่วยเหลือใคร มือคู่นี้มันก็เป็นใจให้หยิบจับหรือแตะต้องคนอื่นได้โดยไม่มีเหตุผล

ผมเผลอคิดไปเองว่าที่ตัวเองยังไปเกิดไม่ได้ น่าจะเป็นเพราะตอนมีชีวิตผมไม่ค่อยได้ทำดีอะไรมากมาย จึงติดแหง็กอยู่ในสภาพนี้ นรกก็ไม่รับ สวรรค์ก็ไม่เอา แล้วถ้าผมช่วยเหลือคนเอาไว้มากๆ ก็อาจจะสร้างกุศลส่งให้ผมไปเกิด หรือไม่ก็มีสักหนทางทำให้ผมหลุดพ้นจากการเป็นวิญญาณแบบนี้ก็ได้

ผมเดินมาหยุดอยู่ที่ตึกร้าง มองหาผีหรือวิญญาณตนอื่นๆ เผื่อว่าจะหาใครมาคุยแก้เหงาได้บ้างแต่ไม่มีใครเลย ตั้งแต่ผมตาย ผมเจอวิญญาณตนอื่นน้อยมาก หรือบางทีก็คุยกันได้ครั้งสองครั้ง เขาก็พร้อมจะไปเกิดใหม่ หลุดพ้นบ่วงกรรมอะไรสักอย่างที่ผมหาไม่เจอว่าเหตุผลของตัวเองที่ทำให้ยังอยู่ที่นี่คืออะไร 

"เฮ้อ" ทำได้ถอนหายใจเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แต่เมื่อเลื่อนสายตาจากท้องฟ้าไปยังดาดฟ้าของตึกร้าง ผมมองเห็นเด็กคนหนึ่งที่สวมชุดนักเรียนยืนอยู่ตรงนั้น

คงไม่ได้คิดที่จะ...

"เฮ้ย! อย่านะ!" ผมร้องลั่นเมื่อคนตรงนั้นกำลังก้าวขาข้างหนึ่งออกจากขอบตึก รีบหายวับขึ้นไปยังตรงนั้น ยกสองมือขึ้นกอดร่างนั้นเอาไว้ แตะต้องได้แต่ช้าเกินไป ผลสุดท้ายทั้งวิญญาณของตัวเองและร่างของคนคนนี้จึงทิ้งตัวดิ่งจากดาดฟ้าของตึกร่วงลงสู่พื้นในช่วงเวลาเพียงพริบตาเดียว 

 

"ตุ้บ!"


 

ผมได้ยินเสียงพูดคุยเข้ามาในหูที่ยังอื้ออึง ขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ ก่อนขมวดคิ้วแน่นเมื่อเจอกับแสงจ้าจากหลอดไฟ สติที่พลันหายไปค่อยๆ กลับมาประติดประต่อทีละนิด ผมเริ่มรู้สึกตัวในตอนที่รู้สึกเจ็บนิดๆ กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง หันมองสภาพแวดล้อมรอบข้างที่ไม่คุ้นตา ดวงตาค่อยๆ เบิกกว้างอย่างสับสน ก่อนรีบลุกพรวดขึ้นจากเตียงในตอนที่ความมึนงงโถมเข้าใส่อย่างเต็มที่ ขยับร่างกายทีหนึ่งก็สะเทือนไปถึงหัวที่เจ็บแปลบเหมือนถูกทุบ และเหมือนกับว่าความเจ็บปวดเหล่านี้กำลังย้ำเตือนให้ผมรู้ตัว...ผมกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง...

 

...ในร่างของคนอื่น



TO BE CONTINUED.

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 16/04/19
«ตอบ #2 เมื่อ16-04-2019 07:48:58 »

 :pig2:
 :3123:
อื้อ  แสงจะได้กลับมาแล้ว ดีใจด้วย
 :pig4:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1090
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 16/04/19
«ตอบ #3 เมื่อ16-04-2019 08:17:12 »

 :3123: :pig2: :pig2:

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7564
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +621/-7
Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 16/04/19
«ตอบ #4 เมื่อ16-04-2019 16:01:04 »

แสงจะมีอะไรทำแก้เบื่อแล้ว

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3536
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +126/-4
Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 16/04/19
«ตอบ #5 เมื่อ16-04-2019 19:22:11 »

รออ่านต่อน้าา  :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4310
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-6
Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 16/04/19
«ตอบ #6 เมื่อ17-04-2019 16:58:01 »

แสงได้ร่างเฉยเลย แสดงว่าเด็กคนนั้นตายเหรอ ;_;

ออฟไลน์ พันหมื่นอักษร

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 16/04/19
«ตอบ #7 เมื่อ17-04-2019 17:47:19 »

อห.เอาไงละทีนี้ นี่คิดว่าเจ้าของร่างคงไม่ได้สนใจร่างของตัวเองเพราะตั้งใจที่จะตาย แต่ปัญหาคือแสงเทียนจะทำยังไงต่อ เคยอ่านนิยายแนวนี้มีสองทางคือ ไปต่อในร่างนี้ หรือ กลับไปที่เดิม

ออฟไลน์ Miawncha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 16/04/19
«ตอบ #8 เมื่อ17-04-2019 23:33:57 »

ก็คือออ มาเจิมเรื่องใหม่แย้วววว ได้อ่านนิยายแนวที่ไม่เคยคิดจะอ่านจากนักเขียนที่ชอบตลอดเลย คุณเต้าหู้ไข่55555555 ปกติชอบอ่านแต่แนวเรียลไลฟ์ สบายๆอ่ะ 55555 ติดตามนะคะ จะเป็นยังไงต่อไป

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1659
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 16/04/19
«ตอบ #9 เมื่อ18-04-2019 12:20:55 »

เย้ ... welcome back ka คุณรชา  :katai2-1:

แสงเข้าร่างคนโดดตึกแทนใช่ไหม ?? หูยยย ตื่นเต้นๆๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 16/04/19
« ตอบ #9 เมื่อ: 18-04-2019 12:20:55 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 764
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 16/04/19
«ตอบ #10 เมื่อ18-04-2019 14:17:03 »

แล้วเด็กคนนั้นล่ะ จะใช้ชีวิตแบบแสงในแบบที่ผ่านมาหรอ แสงจะเอาไงต่อเนี่ย

ออฟไลน์ รชา

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 184
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +220/-4
    • twitter
Re: เพียงควัน --ตอนที่ 1 -- 19/04/19
«ตอบ #11 เมื่อ19-04-2019 00:31:36 »

ตอนที่ 1
มันไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย




"ผมชื่อแสง ผมเป็นวิญญาณ ผมเห็นเด็กคนนี้กำลังจะกระโดดตึกก็เลยเข้าไปช่วย รู้ตัวอีกทีวิญญาณของผมก็เข้ามาอยู่ในร่างนี้เฉยเลย"

มีเพียงใบหน้าเรียบเฉยของหมอเท่านั้นที่โต้ตอบผมกลับมาในตอนที่ผมกำลังพูดถึงเรื่องราวที่ดูไม่น่าเชื่อถือ สิ่งที่ผมพยายามจะอธิบาย สร้างความวุ่นวายให้ทั้งหมอและพยาบาลจนต้องพาผมไปตรวจสมองซ้ำแล้วซ้ำอีก วินิจฉัยกันไปถึงไหนก็ไม่รู้ บอกว่าผมมีภาวะช็อกบ้าง สูญเสียความทรงจำบ้าง แต่ยังไม่มีข้อสรุปจากปากของเจ้าของไข้และผมก็ได้แต่โวยวายอย่างดูไร้สติ เพราะผมไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น ผมเป็นแค่วิญญาณที่ติดแหง็กอยู่ในร่างเด็กคนนี้!

"ก็บอกว่าเป็นวิญญาณไง! มันเข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้วมันก็ออกไม่ได้ มันออกไม่ได้! ผมไม่รู้ต้องทำยังไง ผมไม่ใช่เด็กคนนี้ ผมชื่อแสง! บอกว่าชื่อแสงไง!"   

"คนไข้ใจเย็นๆ ค่ะ" ฝ่ามือของพยาบาลตบไหล่ผมเบาๆ เพื่อให้ผมสงบลงจากที่กำลังดีดดิ้นอยู่บนเตียงอย่างไม่พอใจ ก่อนเสียงนุ่มของหมอจะเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น 

"นอนพักเยอะๆ นะครับ เดี๋ยวตอนเย็นหมอเข้ามาตรวจอีกทีนะ" 

"ตรวจอะไรอีกล่ะครับ ผมไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย พาผมไปวัดดีกว่า พาให้พระไล่วิญญาณผมออกมาที" ผมว่าพลางดึงกระตุกแขนพยาบาลให้ทำตามที่ขอ อีกฝ่ายได้แต่ทำใบหน้าเหยเก แกะมือผมออกแล้วรีบเดินตามหมอออกไป

 "เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งไป ช่วยผมด้วย ผมไม่อยากติดอยู่ในนี้ เดี๋ยวสิครับ เดี๋ยว!" ไม่มีใครสนใจสักนิด ความพยายามที่จะเดินตามพยาบาลไปจึงล้มเหลวแล้วถอยหลังกลับไปหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงอย่างจ๋อยๆ

ผมไม่เคยเข้าสิงใครมาก่อน ในตอนที่ติดอยู่ในร่างนี้ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพาตัวเองออกมายังไง ผมค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอเพื่อรวบรวมสมาธิ แล้วพยายามดึงตัวเองออกมา   

"หนึ่ง! สอง! ฮึบ!"

"..."

"ฮึบ!"

"..."

"ฮึบ! ฮึบ!"

"..."

"ฮึบโว้ย! ฮึบ!"

ไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากเหนื่อยฟรี ผมนอนหงายหลังลงบนเตียง กระพริบตาปริบมองๆ เพดานขาวของห้องพักในโรงพยาบาล ความทรงจำของผมสิ้นสุดลงในตอนที่ตกลงมาจากตึก เรื่องราวหลังจากนั้นก็หายไปเหมือนภาพตัด ไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของร่างนี้คือใคร

"น้องพลีส"

ผมยันตัวเองขึ้นมองเสียงเรียกของคนที่เปิดประตูเข้ามา เป็นผู้หญิงหน้าตาดูใจดี รูปร่างสมส่วน ประเมินอายุด้วยสายตาตัวเองก็ราวๆ สามหรือสี่สิบ ไม่แน่ใจ ผู้หญิงคนนี้อยู่กับผมในตอนที่ฟื้นลืมตาขึ้นมาจนถึงตอนนี้ก็คอยเฝ้าไม่ห่าง แต่ยังไม่ได้พูดคุยกันเลย ผมคาดเดาเอามั่วๆ จากท่าทางร้อนรนที่ดูเป็นห่วงเป็นใย คงเป็นแม่ของเด็กคนนี้ล่ะมั้ง

"น้องพลีส เป็นยังไงบ้างลูก"

"สบายดีครับแม่"

"คะ?" หัวคิ้วขมวดเข้าหากันตอนที่ผมตอบออกไปแบบนั้น หน้าตาสับสนของอีกคนบอกให้ผมรู้ว่าผมคงจะเดาผิดไป ไม่ใช่แม่สินะ

"น้องพลีส...จำหน่อยไม่ได้เหรอคะ"

"หน่อย?"

"หน่อยไงคะ หน่อยเอง หน่อยเป็นพี่เลี้ยงของน้องพลีสไงคะ"

"อ๋อ พี่หน่อย"

ใบหน้านั้นเพิ่มระดับความสับสนเป็นสองเท่า ผมไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปจึงทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ ไม่รู้ด้วยแล้วโว้ย!

"น้องพลีสเรียกหน่อยว่าพี่หน่อยเหรอคะ"

พยักหน้าตามน้ำไปก่อนก็แล้วกัน

"ไม่ใช่ค่ะ หน่อยเฉยๆ ปกติ เรียกหน่อยเฉยๆ ค่ะ"

"โห ไม่มีมารยาทเลยอะ"

"คะ?"

"ก็พี่ดูโตกว่าผมตั้งเยอะ เรียกชื่อเฉยๆ แบบนี้ไม่มีมารยาทเลย ไม่มีใครสั่งสอนหรือไง"

พี่หน่อยกระพริบตาปริบ แสดงออกถึงความสับสนงุนงงระยะสุดท้าย ผมเองก็จนปัญญา จะบอกว่าเป็นวิญญาณติดอยู่ในร่างน้องพลีสของเขาก็ดูจะเปล่าประโยชน์ ไม่มีใครเชื่อผมอยู่แล้ว

"คุณหมอบอกว่า น้องพลีสหัวกระแทกแรงมาก อาจจะมีสับสนอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไรแล้วนะ หน่อยอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่เป็นไรแล้วนะคะคนดีของหน่อย ไม่เป็นไรนะคะ"

แม้ผมจะไม่ใช่น้องพลีส แต่กลับรับรู้ได้ถึงความห่วงใยของพี่หน่อยจากอ้อมกอดและฝ่ามือที่ค่อยๆ ลูบหัวผมเบาๆ ความห่วงใยนั้นควรส่งไปถึงเด็กคนนี้แต่ดันเป็นผมที่ได้รับรู้ ยิ่งรู้สึกไม่ดีที่ต้องติดอยู่ในนี้อย่างจนปัญญาที่จะหาทางออก...จะทำยังไงดีเนี่ย

ไม่ทันได้พูดอะไรกันต่อ ประตูห้องพักก็ถูกเปิดออก ก่อนผู้ชายร่างสูงคนหนึ่งจะเดินเข้ามา แน่นอนว่าผมไม่รู้จัก คนที่หันไปทักก็คือพี่หน่อย

"มาแล้วเหรอคะคุณวิทย์"

คนที่เดินเข้ามาพยักหน้ารับ พี่หน่อยสละเก้าอี้ข้างเตียงให้ผู้ชายคนนั้นนั่งลง ก่อนใบหน้าเคร่งขรึมนั้นจะหันมองหน้าผมพลางไล่สายตาสำรวจไปทั่วร่างกายแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

"ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมพลีส พ่อขอโทษที่มาช้า เพิ่งเคลียร์งานเสร็จ พลีสไม่เจ็บมากใช่ไหม"

เมื่อเรียกแทนตัวเองแบบนั้นผมจึงรู้สถานะว่าเขาเป็นพ่อของเด็กคนนี้ แม้ในใจอยากบอกเต็มทีว่าผมไม่ใช่พลีส แต่ก็กลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้าขึ้นมาอีก เลยปล่อยให้สถานการณ์พาไปด้วยการเนียนเป็นน้องพลีสไปก่อนก็แล้วกัน

"ไม่เป็นไรแล้วครับ...คุณพ่อ"

"คุณพ่อ?"

ผิดอีกแล้วเหรอ!

ดูจากใบหน้านั่นผมก็เดาได้ว่าปกติแล้วเด็กคนนี้คงไม่เรียกพ่อแบบนั้น ผมจึงรีบเปลี่ยน ดูจากใบหน้าตี๋ๆ ขาวๆ ของคุณพ่อแล้ว งานจีนต้องมา

"ปะป๊า?"

ไม่ถูก...

"แด๊ดดี้?"

ไปเรื่อย...

"เสด็จพะ..."

"พ่อเฉยๆ"

"อ่า ครับ พ่อเฉยๆ"

ถ้าไม่เฉลยจะถวายบังคมแล้วพ่ะย่ะค่ะ ผมลอบถอนหายใจเบาๆ ความผิดปกติของผมคงดูออกง่ายๆ เพราะผมไม่ใช่ตัวตนของเด็กคนนี้ แต่คำอธิบายของหมอที่บอกว่าสมองถูกกระทบกระเทือน จึงทำให้ทุกคนพากันเชื่อว่าน้องพลีสของพวกเขาคงจะมีอาการสับสนชั่วคราว ไม่ว่าผมจะพูดอะไรออกไปก็ไร้ความน่าเชื่อถือจนต้องหุบปากเงียบเอาไว้เฉยๆ 

"น้องพลีสจะลุกไปไหนคะ"

"เข้าห้องน้ำครับ"

"มาค่ะ เดี๋ยวหน่อยพาไป"

"ไม่เป็นไรครับ ผมไปได้" พี่หน่อยประคบประหงมจนผมคิดว่าตัวเองกำลังจะเป็นง่อย อดไม่ได้ที่จะคิดไปว่า ปกติแล้วเด็กคนนี้มีชีวิตยังไง การเป็นลูกคุณหนูที่ต้องมีพี่เลี้ยงมันเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับผมอยู่เหมือนกัน

ผมมองใบหน้าของเจ้าของร่างที่สะท้อนอยู่ในกระจก มองเห็นเด็กผู้ชายหน้าเล็กๆ ดวงตาชั้นเดียวที่เดาเอาว่าคงจะเป็นลูกหลานคนจีนอย่างแน่นอน ส่วนสูงพอประมาณ แต่ถ้าเทียบกับผู้ชายวัยเดียวกันหรือแม้กระทั่งส่วนสูงจริงๆ ของผมเอง น้องพลีสก็ดูจะเตี้ยไปหน่อย ร่างกายผอมบาง ผิวพรรณขาวสะอาด แม้เป็นผู้ชายด้วยกันเองแต่ผมก็อยากชมว่าเด็กคนนี้จัดอยู่ในประเภทคนน่ารักได้อย่างเต็มปาก

เด็กคนนี้รอดตายหลังจากตกลงมาจากตึกห้าชั้น นอกจากแผลที่ศีรษะด้านหลังซึ่งเย็บไปแค่หกเข็ม ร่างกายส่วนอื่นก็ไม่บอบช้ำตรงไหนเลย ทั้งที่ควรจะเจ็บหนักกว่านี้แต่นี่ไม่เป็นอะไรเลย คงต้องเรียกความไม่สมเหตุสมผลนั้นว่าปาฏิหาริย์

"น้องพลีส"

ผมหันมองเสียงเรียกของพี่หน่อย ไม่ใช่ชื่อตัวเองสักนิดแต่ร่างกายดันตอบสนองด้วยสัญชาติญาณจึงตะโกนตอบรับ

"ครับ"

"เสร็จหรือยังคะ"

ผมเปิดประตูห้องน้ำออกไปหาพี่หน่อยที่ยืนรออยู่หน้าประตู คงจะเห็นว่าผมเข้าไปนาน ผมทำได้แค่ยิ้มก่อนที่พี่หน่อยจะช่วยประคองให้กลับไปนั่งที่เตียง

"น้องพลีสทานผลไม้หน่อยไหมคะ เดี๋ยวหน่อยปอกให้"

"ไม่..."

"แอปเปิ้ลเขียว ของโปรดน้องพลีสเลยนะ"

ของโปรดแสงเทียนเหมือนกัน!

เกือบจะปฏิเสธแล้วแต่ผลไม้ชนิดนั้นทำให้ผมพยักหน้าตอบรับ พี่หน่อยใช้เวลาครู่เดียวในการปอกผลไม้แล้วมาป้อนให้ผม พอกลับมาเป็นมนุษย์มันก็มีความรู้สึกหิว ความอยากอาหาร และรสชาติของอาหารที่สามารถรับรู้ได้ ในตอนที่กัดแอปเปิ้ลเข้าไปหนึ่งคำก็ทำเอายิ้มจนแก้มปริ อร่อยเหลือเกินเจ้าแอปเปิ้ลเขียว!

"อร่อยไหมคะ"

"อร่อยมากเลยครับ"

รสชาติอร่อยแต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมไม่คุ้นเคยก็คือไอ้เหล็กจัดฟันที่อยู่ในปาก ทำให้การกินดูเป็นเรื่องยากไปเลยเพราะมีเจ้าสิ่งนี้อยู่

"เย็นนี้น้องพลีสอยากทานอะไรไหมคะ เดี๋ยวหน่อยออกไปซื้อให้"

"แกงเขียวหวานครับ" ผมตอบในแทบจะทันทีเพราะสะสมความอยากอาหารมาตั้งแต่ตอนที่เป็นวิญญาณ แล้วแกงเขียวหวานก็เป็นเมนูแรกที่ผมนึกถึง

"ทานเป็นเหรอคะ"

"มีมนุษย์คนไหนกินแกงเขียวหวานไม่เป็นด้วยเหรอครับ"

"ก็น้องพลีสไงคะ"

ผมหยุดเคี้ยวแอปเปิ้ลในปากในตอนที่ได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะรีบหาข้อแก้ตัวไปมั่วๆ

"ผมอยากลองกินดูอะครับ มันต้องอร่อยมากแน่ๆ เลย"

"อร่อยค่ะ ทานกับขนมจีนยิ่งอร่อยเลยนะ"

"ใช่ไหม! แกงเขียวหวานก็ต้องขนมจีนสิ!"

ถึงพี่หน่อยจะดูงงนิดๆ แต่ก็พยักหน้ารับ พร้อมรับปากว่าเย็นนี้จะไปซื้อขนมจีนแกงเขียวหวานให้ ผมดีใจออกนอกหน้า ไหนๆก็ยังออกจากร่างนี้ไม่ได้ คงต้องทดลองเป็นน้องพลีสสักสองสามวัน ระหว่างนั้นก็ขอยืมร่างไปสัมผัสกับรสชาติของแกงเขียวหวานที่โหยหามานานหน่อยเถอะ และทันทีที่ออกจากโรงพยาบาลได้ผมจะรีบไปวัดแล้วสาดน้ำมนต์ใส่ตัวเอง วิญญาณต้องหลุดออกมาได้แน่นอน อดทนไว้แสงเทียน!

 

...

 

ผมใช้ชีวิตเป็นพลีสอยู่ในโรงพยาบาลมาเกือบอาทิตย์ แม้ว่าหมอจะยังไม่มีข้อสรุปมาอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ก็อนุญาตให้ผมกลับบ้านได้ เห็นว่าพ่องานยุ่งมาก พี่หน่อยจึงเป็นคนจัดการทุกอย่างแทนพ่อ รวมถึงขับรถพาผมกลับไปที่บ้าน ระหว่างทางผมทำได้แค่นั่งเงียบๆ นั่งมองถนนหนทางที่คุ้นตา เพราะถ้าเลี้ยวซ้ายข้างหน้าก็เป็นทางไปบ้านของผมพอดี พี่หน่อยขับรถเลยมาเรื่อยๆ ก่อนที่ผมจะหันขวับไปเห็นวัดแห่งหนึ่งที่พี่หน่อยขับผ่านมาแล้ว

"พี่หน่อย"

"คะ"

"ผมอยากไปวัด"

"ไปวัด?"

"ครับ เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมา ไปทำบุญสักหน่อยคงดีนะครับ ใช่ไหมครับ"

"แต่น้องพลีสเป็นคริสเตียนนะคะ"

"ฮะ?"

"นับถือศาสนาคริสต์ค่ะ"

อาเมน...เวรแล้วเรา

พี่หน่อยขับรถเลยวัดนั้นมาไกลในขณะที่ผมก็จนปัญญา คิดว่าน้ำมนต์สักขันจะขับไล่วิญญาณให้หลุดพ้นออกมาจากการสิงอยู่ในร่างนี้ได้แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยก็เลยต้องพักวิธีนี้เอาไว้ก่อน

พี่หน่อยขับรถมาอีกพักหนึ่งก็มาถึงบ้าน ผมเดินตามพี่หน่อยเข้าไปในนั้น กวาดสายตามองบ้านหลังใหญ่ที่บ่งบอกสถานะว่าคงจะรวยไม่ใช่เล่น ทันทีที่เปิดประตูก็เห็นหมาบีเกิ้ลตัวหนึ่งลุกพรวดพลางวิ่งเข้ามาหา ด้วยสัญชาตญาณของคนชอบหมาอย่างผมก็ย่อตัวลงรอรับแต่หมาตัวนั้นกลับเดินผ่านผมไปหาพี่หน่อยเฉยเลย

"มันแกว พี่พลีสกลับมาแล้วเห็นไหม"

พี่หน่อยจับหน้าหมาให้หันมามองผม แต่ก็ถูกเมิน ไม่สนใจผมแล้วไปคลอเคลียพี่หน่อยแทน

"เป็นอะไรไปน่ะมันแกว ปกติเห็นน้องพลีสนี่กระโดดเข้าใส่แล้ว"

ผมทำได้แค่ยิ้มเจื่อนๆ มองหน้าหมาที่กำลังทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นพี่หน่อย เจ้ามันแกวตัวนี้คงฉลาดน่าดู เพราะเหมือนมันจะรู้ว่าที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เจ้านายมัน

คนแปลกหน้าสินะ...   

"ขึ้นห้องกันเถอะค่ะ"

ผมพยักหน้ารับพี่หน่อย แล้วเดินตามเขาไป สายตามองไปเห็นเปียโนสีดำเงาวับตั้งอยู่กลางบ้านแล้วก็อดตื่นตะลึงไม่ได้ ไม่ใช่แค่เปียโน แต่ทุกอย่างในบ้านดูหรูหราเสียจนผมไม่กล้าจะเดินผ่านหรือแตะต้องอะไรเลย ผมก้าวเท้าตามพี่หน่อยผ่านห้องนั่งเล่นที่ชั้นหนึ่งมาจนถึงห้องนอนที่ชั้นสอง 

"น้องพลีสนอนพักนะคะ หน่อยอยู่ข้างล่าง อยากได้อะไรก็เรียกนะคะ"

"ครับ"

ผมตอบรับก่อนที่พี่หน่อยจะเดินลงบันไดไป ผมก้าวเท้าเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง กวาดสายตามองห้องนอนกว้างๆ ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เก็บหนังสือ ชั้นวางของที่ดูเป็นระเบียบ ทีวีจอใหญ่ และเตียงนอนที่มีชุดเครื่องนอนสีเทาอ่อนๆ พับเก็บอย่างเป็นระเบียบเหมือนโรงแรมห้าดาวไม่มีผิด

ผมทิ้งตัวเองนอนลงบนเตียงที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่ม เพดานสีขาวเป็นสิ่งเดียวที่มองเห็นขณะที่หัวสมองว่างเปล่า หนทางที่จะพาวิญญาณของตัวเองออกไปจากร่างนี้ก็ดูมืดแปดด้าน นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงนุ่ม เป็นมนุษย์จึงรู้จักง่วงเหงาหาวนอน เลยกะว่าจะหลับสักพัก แต่ยังไม่ทันได้หลับตาลง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองสามครั้ง 

"น้องพลีส"

"ครับ?" ผมตอบรับพี่หน่อยที่เปิดประตูเข้ามาเองเพราะไม่ได้ล็อก

"คุณพ่อคุณแม่กลับมาแล้ว ลงไปหาท่านหน่อยสิคะ"

จะปฏิเสธก็ทำไม่ได้ ผมจึงจำใจต้องเดินลงไปหาคนที่พี่หน่อยบอกว่าเป็นพ่อกับแม่ซึ่งนั่งรออยู่ที่โซฟาในห้องรับแขกแล้ว

"พลีส นั่งสิลูก"

ผมพยักหน้ารับผู้หญิงผมยาวรูปร่างดีที่เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก...คนนี้เป็นแม่สินะ

"เป็นยังไงบ้างลูก ยังเจ็บอยู่ไหม"

"นิดหน่อยครับ"

"ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว"

ผมยิ้มพลางพยักหน้ารับ ไม่อยากพูดหรือทำอะไรให้ดูมีพิรุธน่าสงสัย เพราะผมไม่ใช่พลีส คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องดูออกแน่ๆ ผมจึงเลือกที่จะเงียบไว้ก่อน

"พลีส"

"ครับ?"

"แม่รู้ว่าพลีสอาจจะไม่อยากตอบ แต่แม่จำเป็นต้องถาม"

ผมยังนิ่ง รอฟังคำถามที่ดูจริงจังจากใบหน้าเคร่งของแม่ หัวใจเต้นตึกตักเหมือนเตรียมตัวตอบคำถามชิงรางวัลแจ็กพอตในเกมโชว์   

"พลีส"

"ครับ"

"วันนั้น พลีสตั้งใจกระโดดลงมาหรือว่ามันเป็นอุบัติเหตุ"

ไม่ได้ตั้งใจ จะไปช่วยเฉยๆ แล้วก็พลาดท่าตกลงมาพร้อมกัน...

คำตอบของผมคงเป็นแบบนั้น แต่คำตอบของพลีสคงไม่ใช่ ผมยังนิ่ง คิดหาคำตอบไม่ได้เพราะผมก็ไม่มั่นใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้ วินาทีนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนผมไม่ทันได้สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ไม่อาจคาดเดาว่ามันคือความตั้งใจหรืออุบัติเหตุ

"ผม...ไม่รู้ครับ"

"หมายความว่ายังไงไม่รู้"

"คือ...ผมไม่แน่ใจ"

"พลีสจำไม่ได้เหรอ"

"ประมาณนั้นครับ"

"พลีสลองนึกดูดีๆ ได้ไหม ว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น"

"ผมไม่รู้"

"..."

"ผมไม่รู้ครับ"

ผมพูดได้แค่นั้น ก้มหลบสายตาที่เพ่งมองจนรู้สึกกลัว ท่ามกลางความกดดัน เสียงของคนเป็นพ่อที่เงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้นมา

"อย่าไปคาดคั้นอะไรลูกเลย หมอบอกว่าพลีสอาจจะยังสับสนอยู่"

"ถ้าไม่คาดคั้นก็ไม่รู้ว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น"

"เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว พลีสก็ไม่เป็นอะไรแล้วด้วย จะรู้เรื่องวันนั้นไปทำไม"

"ต้องรู้สิ เราจำเป็นต้องรู้ปัญหาของลูก ถ้าวันนั้นพลีสคิดจะฆ่าตัวตายจริงๆ ก็แปลว่าลูกกำลังมีปัญหา คุณรู้หรือเปล่าล่ะ ว่าลูกมีปัญหาอะไร"

"ผมจะไปรู้ได้ยังไง"

"คุณน่ะควรจะรู้ อยู่บ้านทั้งวันมีเวลาใกล้ชิดกับลูกมากกว่าฉันด้วยซ้ำ แต่ไม่เคยรู้อะไรเลย"

"ผมอยู่บ้านเฉยๆ หรือไง ผมก็ทำงานของผม แค่นี้ก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว คุณต่างหากที่ไม่มีเวลาให้ลูกเลย"

"ฉันก็ต้องทำงาน วันนี้ก็อุตส่าห์รีบเคลียร์งานกลับมาหาลูกนี่ไง"

"แล้วเคยคิดที่จะลางานสักวันมาอยู่กับลูกบ้างไหม ลูกเข้าโรงบาลเป็นอาทิตย์เคยคิดที่จะไปเยี่ยมลูกบ้างไหม"

"ฉันโทรถามอาการลูกจากหน่อยทุกวัน"

"แค่นั้นไม่พอหรอก ถ้าวันนั้นลูกตาย คุณจะยังเลือกงานอยู่ไหม"

"นี่คุณ! พูดอะไรบ้าๆ อย่ามาหาเรื่องชวนทะเลาะนะ"

"คุณนั่นแหละที่เริ่มก่อน"

อ้าว...ตีกันเฉยเลย ผมนั่งเงียบมองสองคนนี้โต้เถียงกันไปมาราวกับผมไม่มีตัวตน ถึงจะไม่ใช่พ่อแม่ของตัวเอง แต่การมานั่งทะเลาะกันต่อหน้าลูกแบบนี้ผมก็รู้สึกไม่เห็นด้วยอยู่ดี จะพูดอะไรออกไปก็ไม่ได้ อึดอัดใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่พี่หน่อยจะเดินเข้ามาหาผม

"น้องพลีส หิวหรือยัง ไปทานข้าวกันดีกว่าค่ะ"

"แต่ว่า..." ผมคิดว่าตัวเองไม่ควรเดินออกไปเฉยๆ ในขณะที่พ่อกับแม่ของพลีสยังทะเลาะกันอยู่ แต่พี่หน่อยก็รีบคะยั้นคะยอให้ผมออกมาจากตรงนั้น

"ไปเถอะค่ะ ไปค่ะๆ วันนี้มีไก่ทอดที่น้องพลีสชอบด้วยนะ"

ผมเดินตามพี่หน่อยมาที่โต๊ะกินข้าวซึ่งอยู่ถัดไปอีกห้องหนึ่งจากห้องนั่งเล่น เสียงของคนที่ทะเลาะกันยังดังแทรกเข้ามาให้ได้ยิน พี่หน่อยชวนผมคุยเรื่องอื่นแต่ผมยังละความสนใจจากพ่อกับแม่ของพลีสไม่ได้

"พี่หน่อยครับ"

"คะ"

"พ่อกับแม่ทำงานอะไรเหรอครับ"

พี่หน่อยเข้าใจว่าสมองของผมกำลังสับสน ด้วยเหตุนั้นไม่ว่าผมจะถามอะไรที่ควรจะรู้อยู่แล้วออกไป พี่หน่อยก็จะตอบทุกคำถามโดยไม่มีข้อสงสัยในตัวผมเลย

"คุณวิทย์เป็นสถาปนิกและเป็นเจ้าของบริษัทรับออกแบบค่ะ ปกติทำงานที่บ้านแต่ก็มีเข้าออฟฟิศบ้างเป็นบางวัน ส่วนคุณกานต์เป็นรองผู้บริหารบริษัทของคุณตาน้องพลีสค่ะ"

ลูกเศรษฐีชัดๆ ได้สัมผัสชีวิตคนรวยแล้วรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เทียบกับชีวิตตัวเองที่มีพ่อเป็นพนักงานธนาคารธรรมดาๆ มีแม่เปิดร้านขายกาแฟเล็กๆ ที่บางเดือนยอดเงินติดลบจนต้องค้างค่าเช่า เราไม่ต้องออกจากร่างนี้ดีไหมนะ...แหะๆ

"แล้วปกติ เขาทะเลาะกันบ่อยไหมครับ"

"มีเถียงกันบ้างเป็นธรรมดาค่ะ แต่พ่อกับแม่รักน้องพลีสมากนะคะ รักเหมือนที่หน่อยรักเลย ไม่คิดมากนะคะคนดีของหน่อย ทานข้าวดีกว่าค่ะ นี่ค่ะ ไก่ทอดของโปรด หน่อยฉีกให้นะคะ"

"ไม่เป็นไรครับ ผมกินเองได้"

"ได้ที่ไหนกันล่ะคะ นี่มันหน้าที่ของหน่อย มาค่ะ หน่อยทำให้"

ผมทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ ในตอนที่พี่หน่อยกำลังใช้ช้อนและส้อมจัดการฉีกไก่เป็นชิ้นๆ ให้กินง่ายๆ ถ้าบอกว่าพี่หน่อยเป็นแม่ของพลีสยังฟังดูสมเหตุสมผลกว่า ผมนิ่งมองพี่หน่อยที่คอยหยิบจับทำนั่นทำนี่ให้จนผมแทบจะไม่ต้องขยับเขยื้อนร่างกายทำอะไรเลย ในหัวเอาแต่คิดสงสัย เด็กคนนี้อายุเท่าไร เป็นคนยังไง แล้วตอนนี้วิญญาณของพลีส...ไปอยู่ที่ไหน

"โอ๊ะ!"

"เป็นอะไรคะน้องพลีส!" พี่หน่อยถามอย่างตกใจเมื่อผมลั่นเสียงนั้นออกไปเพราะเคี้ยวอาหารไปกระทบกับเหล็กจัดฟัน ลองใช้ลิ้นดันเหล็กจัดฟันตัวหนึ่งที่เคลื่อนที่ได้ก็พบว่ามันหลุดไปแล้ว 

"เหล็กมัน...หลุดน่ะครับ"

 



เพราะไอ้เหล็กจัดฟันเจ้าปัญหาที่หลุดออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ พี่หน่อยจึงต้องพาผมมาซ่อมเหล็กที่คลินิก
ทันตกรรมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน พี่หน่อยจอดส่งผมที่หน้าคลินิกแล้วเลยไปซื้อของที่ตลาด ผมจึงเดินเข้ามาในคลินิกคนเดียว การมาที่นี่สำหรับพลีสมันคงไม่แปลก แต่สำหรับผมมันเป็นครั้งแรกจึงดูเก้ๆ กังๆ กระทั่งพนักงานที่เคาน์เตอร์หันมาทักผม

"อ้าว น้องพลีส คุณหมอไม่ได้นัดวันนี้นี่คะ"

"ผมทำเหล็กหลุดน่ะครับ"

"อ๋อ กินข้าวไม่ระวังอีกแล้วใช่ไหม เดี๋ยวโดนคุณหมอดุแน่ๆ"

ผมยิ้มแห้งๆ ให้พนักงานที่ขู่ขำๆ

"เดี๋ยวนั่งรอก่อนนะคะ คุณหมอออกไปทานข้าว อีกสักพักคงกลับมาแล้วล่ะ"

ผมพยักหน้ารับแล้วนั่งลงตามที่พนักงานบอก หันมองสภาพแวดล้อมในคลินิกแล้วใจเต้นตุ๊บๆ ต่อมๆ จำได้ว่าตอนยังไม่ตาย ผมกลัวการไปหาหมอฟันเป็นบ้าเลย

ทำใจให้สงบด้วยการหยิบหนังสือจากชั้นข้างๆ มาเปิดอ่านเพลินๆ นั่งรออยู่ไม่ถึงสิบห้านาทีประตูก็ถูกเปิดเข้ามา ผมหันมองผู้ชายสองคนที่ก้าวเท้าเข้ามาในคลินิก เดิมทีที่หัวใจเต้นแรงอยู่แล้วกลับเพิ่มระดับความเร็วจนไม่เป็นจังหวะ ใบหน้าที่คุ้นเคยของคนคนนั้นทำให้ผมนิ่งราวกับนี่คือความฝัน นั่นคือคนที่ผมรู้จัก ได้ยินเสียงพูดคุยของพวกเขาไม่ชัดนักเพราะทุกอย่างอื้ออึงไปหมดในตอนนี้

"พี่ต่อ ขอตังค์กินไอติมหน่อย"

"ไม่ให้"

"โห่! อยากกินไอติมอะ"

"โตแล้วนะตาม จะมาอ้อนกินไอติมเป็นเด็กๆ แบบนี้ไม่ได้"

"ถ้าตามมีเงินตามไม่ง้อพี่หรอก ขอตังค์หน่อย ยี่สิบบาทเอง อย่ามาขี้งกน่า"

"เออๆ เอาไปแล้วก็เลิกงอแงได้แล้ว"

 

นั่นไม่ใช่แค่คนที่ผมรู้จัก...

 

...แต่เป็นคนรัก ที่ผมตายจากเขาไป

 

To be continued.

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: เพียงควัน -- บทนำ -- 19/04/19
«ตอบ #12 เมื่อ19-04-2019 06:42:14 »

โอ้!!! เทียน จะทำงัยยย
 :katai2-1:
 :3123:
 :pig4:

ออฟไลน์ Carrot_t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 1 -- 19/04/19
«ตอบ #13 เมื่อ21-04-2019 03:18:26 »

แงงง จะไม่ดราม่าใช่มั้ยคะคุณ :m15:

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1659
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 1 -- 19/04/19
«ตอบ #14 เมื่อ21-04-2019 13:04:39 »

คนไหนแฟนเก่าอ่ะ คนพี่หรือคนน้องนะ? ทำไงแสงเทียนจะออกมาได้เนี่ย?

ออฟไลน์ เปลว แว๊บแว๊บ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 134
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 1 -- 19/04/19
«ตอบ #15 เมื่อ21-04-2019 14:03:41 »

แล้วน้องพลีสหายไปไหน

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7564
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +621/-7
Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 1 -- 19/04/19
«ตอบ #16 เมื่อ21-04-2019 19:46:49 »

มิน่าน้องพลีสถึงไม่อยากจะอยู่ พ่อแม่น่าเบื่อ
แฟนเก่าคือต่อ?

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 764
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 1 -- 19/04/19
«ตอบ #17 เมื่อ21-04-2019 20:38:14 »

น้องพลีสไปอยู่ไหนแล้ววว พอจะรู้เหตุผลที่น้องจะโดดตึกแล้วล่ะค่ะ จะมีรีเทิร์นในร่างใหม่มั้ย

ออฟไลน์ รชา

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 184
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +220/-4
    • twitter
Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 2 -- 26/04/19
«ตอบ #18 เมื่อ25-04-2019 23:59:44 »

ตอนที่ 2
รู้ว่าต้องหนี แต่ไม่รู้จะหนีไปไหน


"เธอ"

ผู้ชายสองคนที่เปิดประตูเข้ามาหันมองหน้าในตอนที่ผมหลุดปากเผลอเรียก ในจังหวะเดียวกันผมก็ลุกพรวดจากตรงนั้นแล้วรีบเดินออกมาจากคลินิก ก้าวเท้าเร็วจนกลายเป็นวิ่งในตอนที่เกิดความรู้สึกสับสนอยู่ในหัว ผมวิ่งออกมาได้ไม่ไกลเท่าที่ใจคิดก็เหนื่อยหอบจนต้องหยุดพัก แม้จิตวิญญาณเป็นของผมแต่ร่างกายเป็นของพลีส ซึ่งบอบบางและอ่อนแอกว่าที่คิด มือไม้แกว่งไกวหาที่เกาะยึดเพื่อไม่ให้สองขาที่อ่อนแรงพากันล้ม หายใจเข้าออกไม่สม่ำเสมอเพราะความเหนื่อยจนแทบจะหายใจไม่ทันด้วยซ้ำ

"น้อง"

ผมหันขวับไปมองเมื่อถูกเรียกจากด้านหลัง

 

พี่ต่อ...

 

"น้องเป็นอะไรหรือเปล่า"

ผมก้มหน้าหนีในตอนที่หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะคิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองอยู่ในร่างของพลีสไม่ใช่แสง พี่ต่อจะไม่มีทางรู้ว่าผมคือใคร เมื่อผมตั้งสติได้จึงเงยหน้ามองคนตรงหน้าที่ถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง

"เป็นอะไรหรือเปล่าครับ"

"เปล่าครับ"

"แล้วทำไมวิ่งออกมาแบบนั้น"

"คือ...คือผม..."

"เป็นอะไร บอกพี่สิครับ"

"ผมนึกขึ้นมาได้ว่าลืมโทรศัพท์เอาไว้แถวนี้ เลยรีบวิ่งมาดูครับ" นักแสดงนำชาย สาขาโกหกยอดเยี่ยม มันอดชื่นชมตัวเองไม่ได้ในความหัวไวคิดหาเหตุผลมาแก้ตัว และเป็นเหตุผลที่ทำให้คนฟังเชื่อสนิทใจ

"อ้าว ลืมไว้ตรงไหน เดี๋ยวพี่ช่วยหา"

"แถวๆ นี้แหละครับ"

พี่ต่อพยักหน้ารับแล้วหันมองไปรอบๆ ก้มๆ เงยๆ หาโทรศัพท์ที่ผมบอก จริงจังในการมองหาอยู่ครู่หนึ่ง ผมหันมองพี่ต่อที่ไม่ทันได้สนใจผมแล้วล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋าออกมา

"ผมเจอแล้วครับ"

"วันหลังอย่าลืมอีกนะครับ ถ้าหายไปคงเสียดายแย่เลย"

"ครับ"

"แล้วนี่ เห็นว่าทำแบ็กเก็ตหลุดเลยมาหาพี่ใช่ไหม ไปเร็ว เดี๋ยวพี่ซ่อมให้"

คาดเดาเอาเองว่าแบ็กเก็ตนั่นคงหมายถึงเหล็กจัดฟัน ประเด็นสำคัญที่ผมเกือบลืมไปว่ามาคลินิกทำไม ผมเดินตามหลังพี่ต่อที่ก้าวเท้าด้วยช่วงขายาวๆ เร็วจนตามไม่ทัน ได้แต่มองแผ่นหลังนั้นแล้วคิดถึงเรื่องเก่าๆ อยู่ในใจ คิดถึงแต่เรื่องเขา...เรื่องราวของพี่ต่อ

 

"ไหนพี่ขอดูหน่อย แบ็กเก็ตตัวไหนหลุด"

"ตัวในสุดเลยครับ" ผมตอบ เพราะเหล็กจัดฟันตัวในที่ติดกับฟันกรามหลุด เส้นลวดที่ไม่มีอะไรยึดก็เอาแต่ทิ่มกระพุ้งแก้มจนเจ็บ ไม่รู้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนผมถึงจะชินกับไอ้วัตถุแปลกปลอมที่ติดอยู่ในปากนี่สักที

"โอเค เดี๋ยวพี่ซ่อมให้ จะว่าไปก็ใกล้ถึงวันเปลี่ยนยางแล้วนี่ จะเปลี่ยนไปเลยไหม อาทิตย์หน้าน้องจะได้ไม่ต้องเข้ามาอีก"

ผมไม่เข้าใจขั้นตอนการจัดฟันที่กำลังถูกพูดถึงจึงทำได้แค่พยักหน้ารับ

"วันนี้ก็จะเอายางสีเดิมใช่ไหม"

มันต้องเปลี่ยนสีด้วยเหรอ...ไม่รู้อะไรทั้งนั้น จึงพยักหน้ารับอีกครั้ง

"เปลี่ยนสีบ้างสิ เดี๋ยวพี่เลือกให้เอาไหม"

"ได้ครับ"

"อ้าว ทำไมยอมง่ายอะ"

"ฮะ?"

"ปกติไม่ยอมเปลี่ยนสีเลย ให้ใช้แต่สีเทา"

"เอ่อ...เบื่อแล้ว เปลี่ยนบ้างก็ได้ครับ"

พี่ต่อยิ้มกว้าง ก่อนจะบอกให้ผมนอนลงบนเตียง ผู้ช่วยทันตแพทย์ใช้ผ้าปิดหน้า ปิดไว้คงดีเพราะไม่อย่างนั้นคนเป็นหมอฟันคงได้เห็นสีหน้าวิตกกังวลของผมแน่ๆ ผมจับมือเย็นเฉียบของตัวเองเอาไว้แน่น ด้วยความกลัวมันจึงสั่นเบาๆ แต่ในวินาทีนั้นก็สัมผัสได้ถึงมืออุ่นที่เข้ามาจับกับมือผม เจ้าของฝ่ามือพูดกับผมเบาๆ ที่ข้างหู

"ไม่เจ็บนะครับ ไม่ต้องกลัว"

ใช้เวลาไม่นานในการจัดการติดเหล็กและเปลี่ยนยางในปาก ไม่เจ็บสักนิดอย่างที่พี่ต่อบอก เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผ้าที่ปิดหน้าผมอยู่ก็ถูกเปิดออก 

"เฮ้ย" ผมร้อง เพราะตกใจที่เปิดมาเห็นหน้าของพี่ต่อที่ก้มลงมาใกล้เหมือนจะแกล้งกัน พี่ต่อหลุดหัวเราะชอบใจ

"ไหนลองยิ้มให้พี่ดูหน่อย"

"ครับ?"

"ยิ้มหน่อย จะดูว่าสียางสวยไหม"

เมื่อเห็นว่าผมยังอึกอักไม่ยอมยิ้ม พี่ต่อก็จัดการยกสองมือของตัวเองบีบแก้มเบาๆ แล้วดึงมุมปากให้ผมฉีกยิ้ม

"ยิ้มหน่อยน่า"

ด้วยการกระทำแบบนั้นของพี่ต่อผมจึงหลุดยิ้มออกมาซะเฉยๆ ก่อนพี่ต่อจะสั่งให้ผมมองกระจก ยิ้มจนเห็นยางจัดฟันสีม่วงอ่อนที่พี่ต่อเป็นคนเลือกให้

"เห็นไหม สวยกว่าสีเทาตั้งเยอะ"

"..."

"ชอบไหมครับ"

ผมพยักหน้าอีกครั้งขณะกำลังมองรอยยิ้มกว้างๆ ของหมอฟันอย่างพี่ต่อ ตั้งแต่ตอนที่ผมมีชีวิตจนถึงตอนนี้...พี่ต่อก็ยังอบอุ่นและใจดีเหมือนเดิมเลย

พี่ต่อเดินออกมาจากห้องทำฟันพร้อมกับผม ขณะที่ผมกำลังจ่ายเงินค่าทำฟันก็หันไปเห็นประตูที่เปิดเข้ามาด้วยมือของผู้ชายอีกคน คนที่ทำให้ผมต้องนิ่งไปอีกครั้ง...น้องชายของพี่ต่อ   

"หวัดดีเขี้ยวกุด"

"ฮึ?" ผมเผลอแสดงน้ำเสียงสงสัย เพราะเขาหันมาทักผมแบบนั้น วินาทีเดียวที่เผลอมองหน้าเขา ผมก็ต้องรีบหลบหน้าหนี หัวใจที่เพิ่งจะสงบกลับมาเต้นโครมครามอีกครั้ง ในขณะที่อีกฝ่ายละความสนใจจากผมไปคุยกับพี่ต่อแล้ว

"ไปซื้อไอติมที่ไหนมา ทำไมไปนานจัง"

"ก็เดินไปนี่ ไม่ได้เหาะไป"

"ซื้อมาฝากพี่เปล่า"

"ก็นี่ไง"

"ของตามรสวนิลาเหรอ"

"อือ ของพี่ต่อช็อกโกแลต"

"แต่พี่ชอบวนิลามากกว่า แลกกัน"

"ตามเลียทั้งแท่งแล้วจะเอาไหมล่ะ"

"โห สกปรก"

"ทำมาเป็นรังเกียจ"

ผมหันมองทั้งสองคนที่คุยกันพลางเดินไปนั่งกินไอติมในห้องที่เปิดประตูค้างเอาไว้พอให้มองเห็น โดยไม่ทันรู้ตัวผมก็พลันน้ำตาไหลออกมาเมื่อมองเห็นคนตรงนั้น เป็นคนที่ผมคิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว เป็นคนที่หัวใจผมยังคงโหยหาแม้ว่าตัวเองจะตายจากไปนานแล้ว...เป็นเธอจริงๆ ด้วย

 

ตาม...

 

...

 

ผมตายตอนอายุยี่สิบสอง ตอนนั้นอยู่มหาลัยปีสุดท้ายแต่ตอนนี้กลายมาเป็นนักเรียนม.ปลาย แถมร่างกายยังหดเล็กลงจนรู้สึกว่าทุกอย่างมันบอบบางไปหมด และเพราะยังเป็นนักเรียนม.ปลาย ก็เลยต้องไปโรงเรียน พี่หน่อยมาปลุกให้ลุกอาบน้ำตั้งแต่เช้า ซ้ำยังเตรียมเสื้อผ้า ถุงเท้า นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าสตางค์และกระเป๋านักเรียนวางเรียงเป็นระเบียบ เพื่อให้ผมหยิบจับสิ่งของพวกนั้นเป็นขั้นเป็นตอนเหมือนหุ่นยนต์ถูกวางโปรแกรม

ก่อนที่ผมจะสวมเสื้อนักเรียน ก็พลันไปเห็นหนังสือเรียนวิชาคณิตฯ ระบุชั้นม.หกใกล้ๆ กันคือสมุดที่มีสัญลักษณ์ของโรงเรียนอยู่ เป็นโรงเรียนเก่าที่ผมเคยเรียนนี่นา

เอาวะ...ลองโคฟเวอร์ย้อนวัยไปเป็นนักเรียนม.ปลายดูก็น่าจะสนุกดี คิดได้อย่างนั้นจึงสวมเสื้อผ้านักเรียน หยิบกระเป๋าขึ้นสะพายแล้วใส่นาฬิกาข้อมือเป็นอย่างสุดท้าย แต่ขณะที่กำลังปรับสายนาฬิกา สายตาก็มองไปเห็นรอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้อมือข้างนั้น มันจางจนผมไม่เคยสังเกตเห็น แต่ดูจากแผลเป็นแนวขวางขนาดยาวนั้น เดาว่าต้นเหตุของแผลนั่น อาจถูกของมีคมบางอย่างบาดลึกจนทิ้งรอยไว้ อดคิดไม่ได้ว่า...มันคือการกรีดข้อมือตัวเองหรือเปล่า

"น้องพลีส เสร็จหรือยังคะ"

"เสร็จแล้วครับ" ผมละสายตาจากรอยแผลนั่น แล้วเดินออกไปหาพี่หน่อย ก่อนจะขึ้นรถที่พี่หน่อยเป็นคนขับพาไปส่งที่โรงเรียน

"น้องพลีสคะ"

"ครับ?"

"วันนี้ที่โรงเรียน ไม่ว่าเพื่อนจะพูดอะไรเกี่ยวกับน้องพลีส ก็ไม่ต้องสนใจนะคะ"

"พี่หน่อยหมายถึงเรื่องที่..."

ผมเว้นช่วงคำพูด คิดว่าตัวเองเข้าใจสิ่งที่พี่หน่อยต้องการจะสื่อมากพอ แต่ก็ออกปากย้ำไปเพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังนึกถึงเรื่องเดียวกัน

"กระโดดตึก"

"ค่ะ วันนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ไม่ต้องโต้เถียงหรือตอบคำถามอะไร ใครจะพูดอะไรก็ทำเป็นไม่สนใจ ทำได้นะคะ"

ผมพยักหน้ารับไปอย่างนั้น ก่อนพี่หน่อยจะขับรถมาถึงโรงเรียนพอดี เพราะว่าเป็นโรงเรียนเก่าที่ผมเคยเรียนจึงรู้จักที่ทางในโรงเรียนนี้ดี ผมเดินมายังห้องเรียนม.หกทับหนึ่งตามที่พี่หน่อยบอก มีนักเรียนอยู่ในห้องนั้นเยอะพอสมควร และทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้าไปแทบจะทุกสายตาก็สามัคคีกันหันมามอง ไม่มีคำทักทายจากใครเลยและผมไม่รู้ว่าที่นั่งของตัวเองอยู่ตรงไหน

"ไง ไอ้พลีส มึงมาเรียนได้แล้วเหรอวะ"

ผมหันขวับไปมองคนข้างหลังที่ทักขึ้นมา เดาว่าอาจจะเป็นเพื่อนของพลีสแต่สัญชาตญาณกลับโต้แย้ง ความรู้สึกแรกที่หันไปมองหน้ามันบอกผมว่าไม่ใช่...นี่ไม่ใช่เพื่อน

"มึงโดดตึกลงไปห้าชั้นแต่ไม่เป็นอะไรเลย มึงห้อยพระอะไรวะถึงได้โกงความตายได้ขนาดนั้น ไหนขอกูดูหน่อยสิ"

"เฮ้ย" ผมปัดมือของนักเรียนคนนั้นออกไป หลังจากมันยกขึ้นแหวกคอเสื้อผมออก

"อะไร กูแค่ขอดูเฉยๆ"

"ไม่มี"

"กูขอดูหน่อยน่า"

"อย่านะเว้ย!" ผมโวยลั่น ดูเหมือนว่าร่างกายผอมบางของพลีสจะไม่มีแรงมากพอที่จะขัดขืนหรือต่อสู้กับนักเรียนตัวโตคนนี้ได้เลย ผมใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักมันออกไป แต่สองมือของมันยังกุมเสื้อของผมอยู่ ในจังหวะที่ผลักมันออกกระดุมเม็ดที่สองของเสื้อนักเรียนผมก็ขาดกระเด็นออกไปด้วย

"กูไม่ได้ทำนะโว้ย มึงผลักกูออกมาเองอะ"

ผมก้มมองกระดุมเสื้อที่ขาดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นักเรียนคนนั้นก็ยักไหล่ใส่อย่างไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินไปนั่งที่ ผมก้าวเท้าตามมันเข้าไปในห้อง ไม่รู้ว่าต้องนั่งตรงไหน หันไปเห็นที่นั่งว่างๆ ข้างๆ กับนักเรียนหญิงที่หน้าตาดูเป็นมิตร จึงคิดที่จะหย่อนตัวเองลงนั่งตรงนั้น แต่อีกฝ่ายก็แทรกขึ้นมาก่อน

"ไม่ใช่"

"..."

"ไม่ใช่ตรงนี้"

ผมไม่ทันได้เอ่ยถามว่าที่นั่งของพลีสอยู่ตรงไหน ไอ้นักเรียนอันธพาลคนเดิมก็จะโกนเรียกผม 

"สมองมึงไหลไปตอนตกตึกเหรอวะถึงจำไม่ได้ว่าตัวเองนั่งตรงไหน ตรงนี้โว้ย ข้างหน้ากูนี่"

ไม่มีทางเลือก ไม่มีที่อื่นแล้ว ผมจึงจำใจต้องเดินไปนั่งที่โต๊ะซึ่งเป็นตัวข้างหน้าของนักเรียนคนนั้น

"เฮ้ย"

ผมหันหลังมองไอ้นักเรียนอันธพาลที่ยกเท้าขึ้นมาถีบเก้าอี้ผม

"กูได้ข่าวว่ากบาลมึงแตก ตรงนี้เหรอวะ"

"โอ๊ย!" ผมร้องลั่นเมื่อมันยกมือกดแผลที่หลังศีรษะเข้ามาทีหนึ่ง ความเจ็บของผมดันกลายเป็นเรื่องขำขัน เมื่อมันและเพื่อนที่นั่งข้างๆ พากันหัวเราะลั่นที่ทำให้ผมร้องออกมาได้

"เลิกแกล้งมันได้แล้วไอ้ปั้น เดี๋ยวมันก็ไปฟ้องครูหรอก"

"หรือไม่มันอาจจะโกรธจนไปกระโดดตึกตายอีกรอบหนึ่งก็ได้นะ"

"โอเคๆ ไม่แกล้งก็ได้"

ไอ้ตัวหัวโจกรับคำส่งๆ ก่อนที่ผมจะหันหน้ากลับไปมองกระดานอย่างไม่ได้สนใจ แต่ในตอนนั้นเสียงกระซิบของมันก็ดังขึ้นที่ข้างหู

"วันหลังถ้ามึงอยากตายจริงๆ ก็ลองไปกระโดดตึกที่มันสูงกว่านั้นดูนะ"

ผมไม่โต้ตอบ แกล้งทำเป็นไม่สนใจทั้งที่ข้างในร้อนระอุ ทำได้แค่ระบายความรู้สึกผ่านมือที่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธเคือง เรื่องที่พลีสตกลงมาจากตึก คงถูกแพร่กระจายโดยใครสักคนจนรู้ไปทั่วกัน ที่ผมเดาได้ว่าทุกคนรู้ ก็เป็นเพราะสายตาที่มองมาราวกับว่าพลีสเป็นตัวประหลาด มีเสียงนินทาเกี่ยวกับพลีสที่ไม่รู้ว่าพลั้งเผลอหรือจงใจให้ได้ยินกันแน่ ผมสูดลมหายใจเข้าออกเรียกสติและทำเพิกเฉย ในตอนนั้นมันทำให้ผมตั้งคำถามว่าพลีสตัวจริง...เป็นคนยังไงกันแน่

 

การกลับมาเป็นนักเรียนไม่สนุกอย่างที่คิด ครึ่งวันที่ผมได้ใช้ชีวิตเป็นพลีสกลายเป็นความทรมาน บทเรียนบางอย่างก็ลืมแล้วหมดสิ้นจนไม่รู้เรื่องอะไรเลย บางวิชาก็น่าเบื่อจนง่วงนอนแต่หลับไม่ได้ และที่สำคัญ...พลีสไม่มีเพื่อนเลยสักคน

กลางวันนี้ผมจึงต้องลงไปกินข้าวคนเดียว ในระหว่างทางจากตึกเรียนไปโรงอาหาร ไกลพอที่จะทำให้ผมได้มองนั่นมองนี่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยที่ผมเรียนอยู่บ้าง ก่อนเปลี่ยนความคิดไปนึกถึงร้านข้าวป้าพุกที่เป็นร้านโปรด ร้านนั้นจะยังอยู่ไหมนะ

หยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเปิดดู เงินจำนวนหนึ่งที่อยู่ในนั้นทำเอาผมเบิกตากว้าง เป็นเด็กม.ปลายต้องมีเงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอวะ ผมเลื่อนสายจากแบงก์พวกนั้นไปยังบัตรประชาชนของพลีส สะดุดอยู่ที่ปีเกิด ปกติแล้วอยู่ม.หก ก็ควรจะอายุสิบแปด แต่ปีเกิดของพลีสดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่ ด้วยความที่คิดเลขไม่เก่งเลยจึงยกนิ้วขึ้นมานับ คำนวณอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นชัดว่าพลีสอายุยี่สิบแล้ว จึงเกิดคำถามขึ้นมาในตอนนั้น อายุยี่สิบสูงได้แค่นี้เหรอ ไม่ใช่สิ...อายุยี่สิบทำไมยังอยู่ม.หกล่ะ

 

"ตุ้บ!"

 

"โอ๊ย!"

ผมร้องออกมาในจังหวะเดียวกับที่ลูกฟุตบอลที่ปลิวมาจากไหนไม่รู้กระทบเข้ากลางหลังพอดี หันขวับไปมองจึงเห็นว่ามันเป็นคนเดิม ไอ้ปั้น!

"เฮ้ย! โทษที กูไม่ได้ตั้งใจ"

"..."

"ไม่ได้ตั้งใจให้โดนหลัง กะว่าจะให้โดนหัวมึงซะหน่อย"

ไอ้ปั้นและฝูงเพื่อนของมันหัวเราะลั่นดูชอบใจกับมุกเลวๆ ที่ล้อเล่นกับความเจ็บปวดของคนอื่น ที่ผมไม่ทำอะไรเลยนอกจากอดทนเอาไว้ เป็นเพราะผมไม่ใช่พลีส ผมไม่รู้ว่าถ้าเป็นพลีสจะทำยังไงเมื่อเจอเรื่องแบบนี้ ถ้าผมทำอะไรตามใจตัวเองออกไป อาจจะส่งผลอะไรต่อพลีสในตอนที่เขากลับมาก็ได้

ผมเดินเข้ามาในโรงอาหารที่เต็มไปด้วยเด็กนักเรียน กวาดสายตามองหาร้านป้าพุกก่อนจะยิ้มออกมาอย่างดีใจเมื่อร้านนั้นยังอยู่ที่เดิมเลย มองอาหารหลากชนิดที่วางเรียงราย เมื่อถึงคิวจึงสั่งเมนูที่เล็งเอาไว้สองอย่าง ผัดผักที่ชอบและหมูทอดร้านป้าพุกที่อร่อยที่สุดในโลกเลย ผมเผลอมองป้าพุกที่ไม่ได้เจอหน้ากันเลยตั้งแต่ผมจบม.หก รวมๆ แล้วก็เกือบแปดปี ป้าพุกยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย 

"หนู"

"ครับ?"

"ทำไมมองหน้าป้าแบบนั้นล่ะลูก จะเอาอะไรเพิ่มหรือเปล่า"

"เปล่าครับ แค่คิดว่า ป้าพุกยังสวยเหมือนเดิมเลย"

"ตายจริง ปากหวาน แถมหมูให้อีกชิ้นก็แล้วกัน"

"ขอบคุณครับ" ผมยิ้มกว้าง แล้วหยิบจานข้าวเดินออกมาหาที่นั่ง กวาดตามองไปรอบๆ ยังไม่เจอที่นั่งแต่หันไปเจอสายป่านที่เรียนอยู่ที่นี่เหมือนกัน ด้วยความพลั้งเผลอไม่ทันคิดผมจึงเดินเข้าไปสะกิดเรียกน้องสาว

"อ้วน!"

คนถูกเรียกหันขวับมามอง แล้วขมวดคิ้วมุ่น

"พี่เป็นใครคะ"

"..."

"อยู่ดีๆ มาเรียกหนูว่าอ้วนได้ไง"

พลาดแล้ว ลืมตัวว่านี่คือพลีสไม่ใช่แสงเทียน ด้วยศักดิ์ศรีแห่งนักแสดงนำชาย สาขาโกหกยอดเยี่ยมผมจึงรีบหาข้ออ้าง ก่อนได้ไอเดียแถแบบเบสิกที่สุด

"ขอโทษครับ ทักผิดคน" พูดแค่นั้นแล้วหันหลังขวับ ได้ยินเสียงสายป่านกับเพื่อนคุยกันตามหลังมา 

"ใครวะแก"

"ไม่รู้เหมือนกัน ทักผิดไม่ว่า แต่มาเรียกว่าอ้วนนี่น่าตีป่ะ"

ได้ยินเสียงหัวเราะของน้องสาวที่เรื่องเมื่อครู่กลายเป็นเรื่องขำขันไปแล้ว ผมยิ้มนิดๆ แล้วนั่งลงที่โต๊ะว่างๆ เพื่อกินข้าว รสชาติของหมูทอดร้านป้าพุกพาผมหลุดออกจากทุกความคิด อร่อยจนอยากจะร้องไห้ การติดอยู่ในร่างนี้มีเรื่องดีๆ เรื่องเดียวที่ผมชอบ คือการได้กินอาหารอร่อยๆ ที่โหยหามานานนี่แหละ

"แก นั่งนี่กัน"

"หาที่อื่นเถอะ"

"โต๊ะนี้แหละน่า ตรงนี้มีคนนั่งไหม..."  คำถามชะงักเมื่อผมเงยหน้าให้เห็น ผมจำได้ว่าผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นเพื่อนในห้องเรียนของพลีส

"ไม่มี" ผมตอบ

"แกนั่งตรงนั้นละกัน"

"แกนั่นแหละไปนั่ง"

"แกนั่นแหละ"

"นั่งได้ ไม่กัด" ผมบอก หลังจากที่ผู้หญิงพวกนั้นเอาแต่เกี่ยงกันว่าใครจะนั่งข้างๆ ผม ก่อนจะตกลงกันได้แล้วส่งหน่วยกล้าตายมานั่งข้างผม ผมหันมองผู้หญิงพวกนั้น ที่ต้องมองเพราะถูกมองก่อน ถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ จนต้องเอ่ยปากถาม

"มองอะไรกัน"

"พวกเราแค่สงสัย พลีสกินข้าวเป็นด้วยเหรอ"

"เฮ้ย คนบ้าอะไรจะกินข้าวไม่เป็น"

"ไม่เคยเห็นพลีสลงมากินข้าวเลย"

"ใช่ๆ ปกติก็เอาแต่อยู่บนห้อง"

"วันนี้คิดยังไงถึงลงมากินข้าว"

ผมไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี จึงคิดคำตอบง่ายๆ ออกไปส่งๆ

"เราหิว"

กลุ่มเพื่อนพยักหน้ารับ ไม่วายเรื่องของพลีสยังถูกพูดต่อด้วยเสียงกระซิบนินทา

"สงสัยตกตึกแล้วสมองกระทบกระเทือน"

"นั่นสิ ตอนอยู่บนห้องก็ทำตัวแปลกๆ"

ยิ่งคิดยิ่งสงสัยว่าพลีสดูเป็นอะไรในสายตาของเพื่อนที่โรงเรียน พลีสหน้าตาน่ารัก มีครอบครัวที่เพียบพร้อมทั้งพ่อแม่และฐานะการเงินที่ไม่เป็นรองใคร ดูจากผลการสอบวิชาคณิตฯ และฟิสิกส์ ที่ครูแจกคืนมาในคาบ คะแนนเกือบเต็มทั้งสองวิชานั่นก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าพลีสคงจะเรียนเก่งไม่ใช่เล่น ชีวิตของพลีส ดูเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบแท้ๆ แต่การที่ผมใช้ชีวิตเป็นพลีสอยู่ในโรงเรียนแค่ครึ่งวัน...มันเจ็บปวดจนบอกไม่ถูกเลย

ระหว่างกำลังเหม่อลอย สายตาผมมองไปเห็นสายป่านกับเพื่อนที่นั่งอยู่อีกโต๊ะที่ไม่ไกล ความสนใจจึงเปลี่ยนไปที่น้องสาวแทน เห็นสายป่านกินข้าวอย่างอร่อย คุยกับเพื่อนอย่างมีความสุข จึงอดยิ้มออกมาไม่ได้...ใช้ชีวิตอย่างดีเลยนะอ้วน

 

...

 

ผมกลับมาที่บ้านพลีสอีกครั้งหลังจากที่หน่อยไปรับที่โรงเรียน หมดแรงจนอยากจะทิ้งตัวลงนอนเลยตั้งใจว่าจะรีบขึ้นห้องทันทีเลย แต่ไม่เป็นไปอย่างที่คิดเมื่อพ่อกับแม่ของพลีสกลับมาแล้ว พี่หน่อยจึงพาผมเดินไปหาพ่อกับแม่ในห้องนั่งเล่นก่อน

"พ่อ แม่ สวัสดีครับ"

"เอ๊ะ?"

ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องไหว้พ่อแม่หลังกลับมาจากโรงเรียน แต่การกระทำของผมสร้างความประหลาดใจให้พ่อกับแม่ซะงั้น ปกติพลีสไม่ทำสินะ

"เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บแผลอยู่ไหม"

"ไม่ครับ"

"แล้วที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง"

ไม่รู้ว่าพลีสเคยพูดเรื่องนี้กับพ่อแม่หรือเปล่า หากผมออกปากบอกถึงปัญหาที่โรงเรียนอาจจะทำให้พ่อแม่เป็นห่วงก็ได้ จึงทำได้แค่ยิ้มนิดๆ

"เมื่อกี้แม่เจอแม่ของตะวัน เห็นว่าวันนี้คะแนนคณิตฯ กับฟิสิกส์ที่สอบคราวก่อนออกแล้ว คะแนนพลีสเป็นยังไงบ้างลูก"

"อ๋อ เกือบเต็มเลยครับ" ผมตั้งใจโอ้อวดเต็มที่ หยิบกระดาษคำตอบทั้งสองวิชาจากกระเป๋าส่งให้พ่อกับแม่ดู คิดว่าพลีสจะได้รับคำชื่นชม แต่สีหน้าของแม่ดูไม่ยินดี จนกระทั่งแม่พูดบางคำออกมา

"เคยทำได้ดีกว่านี้นี่"

"แต่นี่เกือบเต็มเลยนะครับ"

"ผิดข้อหนึ่งก็เท่ากับศูนย์นั่นแหละ"

ตรรกะอะไรเนี่ย!

ผมเผลอโวยในใจ ตอนที่แม่ยื่นกระดาษสองแผ่นนั้นคืนมา

"ต้องพยายามกว่านี้นะพลีส"

ผมพยักหน้ารับ ไม่มีข้อโต้แย้ง แต่พ่อกลับแทรกขึ้นมาแทน

"เกินไปหรือเปล่าคุณ ได้แค่นี้ก็ถือว่าเยอะแล้วไม่ใช่เหรอ"

"แต่พลีสเคยทำได้ดีกว่านี้ ก็ต้องรักษามาตรฐานตัวเองสิ"

"คะแนนเยอะขนาดนี้ ยังไงก็ได้เกรดสี่อยู่แล้ว ผิดบ้างสักข้อสองข้อจะเป็นอะไรไป"

"คุณก็ให้ท้ายลูกอยู่แบบนี้ไง พลีสถึงได้ไม่ตั้งใจทำข้อสอบ คราวหน้าถ้าลูกคะแนนตกลงไปอีก คุณยังจะพูดว่าไม่เป็นอะไรอยู่หรือเปล่า"

"คุณก็กดดันลูกเกินไป"

"ที่ฉันต้องกดดันก็เพราะพ่ออย่างคุณเอาแต่ปล่อยปะละเลยแบบนี้ไง"

"น้องพลีสคะ"

ผมเงยหน้ามองพี่หน่อยที่เข้ามาเรียก

"วันนี้มีการบ้านหรือเปล่า ขึ้นไปทำการบ้านในห้องดีกว่าค่ะ นะคะ ไปค่ะ" ผมไม่มีการบ้านแต่จำใจต้องลุกออกมาจากตรงนั้น พี่หน่อยก็แค่พยายามไม่ให้ผมอยู่ในสถานการณ์ที่พ่อแม่กำลังทะเลาะกัน ผมได้คำตอบที่เคยถามพี่หน่อยว่าพ่อกับแม่พลีสทะเลาะกันบ่อยไหม มันแทบจะทุกครั้งเลยที่พวกเขาเจอหน้ากัน

ผมเข้ามาในห้องนอน หย่อนตัวลงนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ จดจ้องอยู่กับกระดาษคำตอบในมือ นึกไปถึงตอนที่ผมยังเป็นนักเรียน วันที่วิ่งโล่เอาคะแนนสอบวิชาคณิตฯ ที่ได้เกินครึ่งมาให้พ่อกับแม่ดู ก็ได้รับคำชมราวกับผมได้ทำเรื่องยิ่งใหญ่อย่างกับชนะคณิตศาสตร์โอลิมปิก ถ้าสอบได้แปดสิบคะแนนแบบนี้พ่อกับแม่คงจัดงานฉลองเลี้ยงโต๊ะจีนไปแล้ว แต่กับพลีสมันไม่ใช่เลย ผมจึงอยากถามแทนพลีส อยากรู้จริงๆ ...ต้องแค่ไหนล่ะถึงจะพอ

ทำได้แค่ถอนหายใจแล้วดึงลิ้นชักโต๊ะออกแล้วโยนกระดาษสองแผ่นนี้เข้าไป ก่อนที่ผมจะปิดลิ้นชักก็หันไปเห็นสมุดโน้ตปกสีดำเล่มหนาอยู่ในนั้น ถือวิสาสะหยิบมันขึ้นมาดูจึงเห็นว่าเป็นไดอารี่ เสียมารยาทเปิดอ่านเพราะผมอยากรู้จักพลีสมากกว่านี้อีกสักหน่อย แต่เนื้อความพวกนั้นไม่ได้เล่าถึงตัวเองมากนัก เป็นประโยคสั้นบ้างยาวบ้างที่เมื่ออ่านแล้วดูหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

 

รู้ดีว่าถ้าอยากหลุดจากความรู้สึกนี้
ต้องมีความสุขก่อน

แต่ไม่รู้วิธีที่จะทำให้ตัวเองมีความสุขเลย

ไม่รู้จริงๆ

 



มันเป็นห้องเล็กๆ มืดๆ
มีประตูบานเดียว

แต่พอเปิดออกไปก็ไม่เจอใคร
จึงต้องกลับเข้ามาในห้องเหมือนเดิม

มันมืดจริงๆ

ไม่มีแสงสว่างเลย

 

ข้อความพวกนั้นจากไดอารี่เลอะคราบน้ำตา ทุกอย่างมันเพิ่มเหตุผลที่ทำให้ผมปักใจเชื่อว่า...

 

...เด็กคนนี้พยายามที่จะฆ่าตัวตายจริงๆ   

 

 

To be continued.

 

ออฟไลน์ Ti0590

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 500
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 2 -- 26/04/19
«ตอบ #19 เมื่อ26-04-2019 01:03:10 »

น้องพลีสสสส แสงต้องเข้ามาเผลี่ยนแปลงชีวอตพลีสแน่ๆเลย อันดับแรกก็กินเยอะๆเล่นกีฬาแล้วไปตัดการไอ้ปั้น!!! ส่วนตามนี่คือแฟนเก่าของแสงใช่มั้ยคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 2 -- 26/04/19
« ตอบ #19 เมื่อ: 26-04-2019 01:03:10 »





ออฟไลน์ lcortsess

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 2 -- 26/04/19
«ตอบ #20 เมื่อ26-04-2019 10:53:20 »

 :z13:

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 159
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 2 -- 26/04/19
«ตอบ #21 เมื่อ26-04-2019 17:58:28 »

แสง สู้ๆ นะ แสงน่าจะเป็น คนที่ทำไห้พลีส ผ่านพ้น เรื่องร้ายๆ นี้ไปได้ เป็นกำลังใจไห้ นะ ^^

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1659
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 2 -- 26/04/19
«ตอบ #22 เมื่อ26-04-2019 18:13:32 »

ความอมยิ้ม พบได้ 1 ครั้ง คือตอนที่พลีสเจอน้องอ้วน เป็นพลีสนี่มันรวยแต่ไม่มีความสุขเลยเนอะ  :hao5:

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3536
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +126/-4
Re: เพียงควัน -- ตอนที่่ 2 -- 26/04/19
«ตอบ #23 เมื่อ26-04-2019 20:40:40 »

 :hao5: :hao5:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด