[เรื่องสั้น] Cosplayer UP! P.10[19/03]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [เรื่องสั้น] Cosplayer UP! P.10[19/03]  (อ่าน 59374 ครั้ง)

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่8 P.9 UP!![12/2/19]
«ตอบ #270 เมื่อ16-02-2019 22:35:47 »

ชอบเขาก็บอกเขาไปสิลูก :mew4:

ออฟไลน์ Wwavez

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่8 P.9 UP!![12/2/19]
«ตอบ #271 เมื่อ20-02-2019 00:57:04 »

น้องจิน มีปมอะไรทำให้กลัวความรักอะ อย่าซึนนานนาสงสารเจ้าหมา :sad4:

ออฟไลน์ HanATarO

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2293
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่8 P.9 UP!![12/2/19]
«ตอบ #272 เมื่อ20-02-2019 16:22:30 »

เคย์ก็น้อยใจเป็นนะจิน

ออฟไลน์ _leoonearth_

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่8 P.9 UP!![12/2/19]
«ตอบ #273 เมื่อ21-02-2019 16:38:33 »

แงงงงงงงงงงงงงงงง :hao5:
งานมาม่ามาแล้ววววว ไรท์จะมาต่อเมื่อไรค้าาาา
นี่คือตอนย้อนไปตอนเริ่มต้นของทั้งคู่ใช่ไหมคะ หรือเราเข้าใจผิด?

ออฟไลน์ MeiHT

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่8 P.9 UP!![12/2/19]
«ตอบ #274 เมื่อ21-02-2019 22:07:49 »

บทที่ 9 : ของพังๆ

   “น..จิน จิน!”

   ผมสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้น เรียกสติตัวผมให้กลับมาหลังจากเดินไปในงานเรื่อยๆอย่างไร้วิญญาณจนเกือบเดินชนคนนั้นคนนี้

   “เป็นอะไร เหม่อจัง ใส่ชุดแล้วร้อนเหรอ หน้าซีดเลย” เคย์จับไหล่ผมทั้งสองข้าง ยื่นหน้าเข้ามาสังเกตด้วยความเป็นห่วง

   “ไม่เป็นไร…” ผมหลบตาเขา สะบัดไหล่ออกอย่างแรงแล้วจึงกลับไปเดินอยู่กับเรนเหมือนเดิม และเพื่อนผมก็ทำแค่มองหางตาแล้วพ่นลมหายใจพรูอย่างเบื่อหน่าย

   “นั่นคุณจูจู แอคJJ3KกับคุณเรนแอคRainy_Cใช่มั้ยครับ” ผู้ชายถือกล้องเดินเข้ามาทักพวกเรา และเสียงของเขาก็ดังมากพอจะทำให้ตากล้องคนอื่นสนใจและเข้ามาร่วมแจมด้วย

   “ขอร้องล่ะครับ! ช่วยโพสท่าคู่กันได้มั้ยครับ!”

   “คุณเรนกับจูจูดูสนิทกันจังเลยนะครับ”

   “แต่งคอสมาคู่กันด้วยเหรอครับ สุดยอดไปเลย ไหนๆแล้วก็ขอท่าคู่ได้มั้ยครับ”

   ผมมองหน้าเพื่อนอย่างขอคำตอบ และแน่นอนว่าคนรักแสงสีอย่างหมอนี่ก็ต้องบังคับให้ผมโพสท่าด้วยอยู่แล้ว ท่ามกลางตากล้องที่ล้อมรอบตัวเราจนเป็นวงกลมอยู่ไม่ไกลไม่ใกล้

   ผมโพสท่าแบ๊วๆอย่างการจับมือกับเรนอย่างที่ปกติคงไม่ทำ หรือกระทั่งโพสท่าต่อสู้อันเป็นท่าประจำตัวของคาแรคเตอร์ แต่ในระหว่างนั้นผมแอบเห็นตากล้องคนหนึ่งย่อตัวลงเพื่อถ่ายมุมเสย

   ผมได้แต่แอบถอนหายใจในใจ ไม่ใช่ว่าไม่ชินกับการโดนถ่ายใต้กระโปรงหรอกนะ เพราะชินแล้วถึงได้ใส่อะไรไว้ข้างในให้มั่นใจว่าเซฟที่สุด แต่มันก็อดเซ็งไม่ได้จริงๆที่โดนคนพวกนี้ฉวยโอกาสหน้าด้านๆแอบถ่ายรูปแล้วไม่รู้ว่าเอารูปเราไปใช้ทำอะไร
ด้วยซ้ำ

   แต่แล้วผมก็เห็นเงาร่างใหญ่ๆของเจ้าหมาเข้าไปยืนข้างหลังตากล้องคนนั้นแล้วคว้าหมับเข้าที่เลนส์กล้องเขาอย่างแรงจนร่างท้วมของตากล้องหื่นกามแทบเซล้ม

   “เฮ้ย! อะไรวะ” เสียงช่างภาพโวยวายด้วยความโมโห เขาสะบัดตัวลุกขึ้นด้วยท่าทางทุลักทุเล

   “…” เคย์ยืนเป็นยักษ์ปั่นหลันอยู่ตรงนั้น ใบหน้าภายใต้มาสก์ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรแต่คิ้วขมวดเสียจนแทบชนกัน ถึงมองจากตรงนี้ผมยังรู้สึกเลยว่าตาเขาแทบจะพ่นไฟออกมาได้ บวกกับรูปลักษณ์ที่โผล่ออกมายิ่งทำให้เขาเหมือนอันธพาลเข้าไปใหญ่

   จริงๆเพียงแค่ยืนกอดอกโชว์กล้ามแขนซึ่งขึ้นเส้นเลือดที่เต้นตุบๆเพราะความโมโหอย่างนั้น ทุกคนก็ถอยหนีไปหมดแล้วเหลือเพียงช่างกล้องจิตวิปริตที่ยังยืนประจันหน้าแม้จะขาสั่น

   “หาเรื่องกันรึยังไงวะ”

   “คุณต่างหากที่ตั้งใจจะถ่ายเสยกระโปรงเลเยอร์น่ะ ยังจะมีหน้ามาถามผมอีกเหรอ”

   เคย์คว้ากล้องจากตากล้องร่างท้วมอย่างแรงจนเขาเซตามแรงล้มพับแทบเท้าชายหนุ่ม ใบหน้าหล่อๆของเขาขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อยๆเมื่อกดดูรูป

   ในที่สุดเคย์ก็กดจนพอใจ เขาดึงเมมโมรี่การ์ดออกมาจากกล้อง ชูมันขึ้นพูดกับคนที่ยังตั้งตัวไม่ได้

   “ในนี้มีแต่รูปโสมมที่คุณพยายามถ่าย ไม่นับรวมที่คุณถ่ายใต้กระโปรงแฟนผม เลิกซะนะ …ถ้าไม่เลิกและถ้ากูเห็นมึงไปที่อีเว้นท์ไหนอีกก็ตาม ถ้ามึงยังพยายามจะถ่ายรูปแฟนกู กูจะเอามึงฝังลงดินไปพร้อมๆกับกล้องที่มึงรักหนักหนา เข้าใจมั้ย?”

   ผมนิ่งอึ้งไปกับสรรพนามที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆตามอารมณ์โกรธของเจ้าตัวที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก เรนผิวปากแสดงความชอบใจเมื่อเคย์ทิ้งกล้องในมือลงอย่างไม่ใยดีให้เจ้าของต้องเอาตัวเสือกไปกับพื้นเพื่อรับมัน

   ไม่พอ เขายังหักเมมโมรี่การ์ดจนพังแล้วโยนทิ้งไว้หน้าช่างภาพร่างท้วมแล้วเดินเข้ามาหาผม พร้อมทั้งถอดเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ของตัวเองไว้ใส่ทับให้ผม

   ชายของมันยาวจนถึงหัวเข่า ความอบอุ่นของร่างกายเคย์ถ่ายทอดมาถึงผมได้อย่างง่ายดายเหมือนตัวเขากำลังโอบรัดผมอยู่ ทดแทนคืนที่ไออุ่นของใครบางคนหายไปได้อย่างรวดเร็วเหมือนมันไม่เคยมีอยู่

   ผมกระชับเสื้อกันหนาวของเขาไว้แน่น ดึงชายเสื้อเขาเบาๆแล้วเขย่งตัวขึ้นไปกระซิบข้างหู

   “ขอบคุณ”



   ผม เรนกับเคย์ยังคงเตร็ดเตร่ในงานจนเย็น แม้ผมจะอยากลากตัวกลับห้อง โยนซากร่างอันห่อเหี่ยวของตัวเองทิ้งลงบนเตียงที่เคยอบอุ่นเพราะมีคนสองคนนอนเบียดกันอยู่บนนั้นเหมือนเด็กตัวเล็กๆ

   สาเหตุก็คือคนสองคนที่เดินคุยกันไม่หยุดตั้งแต่เมื่อกี้ ซ้ำยังหัวเราะต่อกระซิกเหมือนเรื่องมันสนุกหนักหนา ผมพยายามทำเป็นไม่สนใจ แถมยังย้ำกับตัวเองซ้ำๆว่าการที่เพื่อนกับรูมเมทของผมเข้ากันได้ดีเป็นเรื่องน่ายินดี

   ผมได้ยึดครองเสื้อกันหนาวเขาแค่สิบนาที เรนก็ร่ำอยากจะขอยืมเหมือนกันเพราะเจ้าตัวบ่นว่าแอร์หนาว ซ้ำคนตัวสูงยังหยิบมันออกจากตัวผมไปให้เขาอย่างเต็มใจ

   ทั้งๆที่มันเพิ่งจะดีขึ้นแล้วแท้ๆ…

   ตลอดเวลาที่ผมมองทั้งสองคนคุยกัน มันมีความรู้สึกเสียดแทงขึ้นมาจากภายในอก เจ็บแปลบเหมือนมีคนทิ่มเข็มเล็กๆเข้ามานับไม่ถ้วน

   หางตาผมยังคงเหลือบไปเห็นเสื้อฮูดสีดำที่คลุมตัวเรนไว้ มันแสลงตาเหมือนกับเป็นของที่ไม่น่าดูที่สุดบนโลกทั้งๆที่เมื่อครู่มันยังให้ความอบอุ่นแก่ผม

   ผมกดหน้าอกตัวเอง พยายามดันความรู้สึกแบบเด็กๆที่กำลังเอ่อล้นขึ้นมา

   ไม่พอใจ…เหมือนเวลาเด็กที่กำลังจะโดนแย่งของเล่น

   แต่ผมไม่ใช่เด็ก และเคย์ไม่ใช่ของเล่น เมื่อมันเป็นความสมัครใจของเขาที่จะคุยกับใคร ผมก็จะปล่อยให้เป็นอย่างนั้น

   จะโวยวายไม่ได้ เพราะผมโตแล้ว

   ผมกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความเจ็บแล่นขึ้นมาตามเส้นประสาท ส่งสัญญาณมาถึงสมองให้หยุดทำร้ายตัวเอง แต่ผมทำไม่ได้ ตอนนี้ผมโกรธ และผมต้องการระบายอารมณ์

   “ฮึก” ผมได้ยินเสียงเด็กร้องมาจากข้างหลัง ถึงแม้จะห้ามตัวเองซ้ำๆไม่ให้หันกลับไป แต่สุดท้ายแล้วผมก็ต้องหันกลับไปมองเศษซากจากอดีตของผมให้เต็มตา

   เด็กผู้ชายตัวเล็กจากในอดีตยืนอยู่ตรงนั้น เขางอแงกับโลกนี้ ร้องไห้โวยวายโทษคนอื่นไม่เปลี่ยน

   ตอนนี้เด็กผู้ชายคนนั้นโทษเรนที่ทำเหมือนว่าหนาวแล้วแย่งเสื้อไปจากตัวเอง โทษเคย์ที่ควรจะเห็นผมสำคัญที่สุดเหมือนอย่างที่เจ้าตัวทำมาตลอด โทษทั้งสองคนที่เอาแต่คุยกันจนลืมใครบางคนที่เดินอยู่ด้วย

   และที่ยังเหมือนเดิมอีกอย่างคือไม่ว่าเมื่อไรก็ไม่เคยมีใครฟังเขา

   จนกว่าเด็กผู้ชายคนนั้นจะงอแงจนเหนื่อยไปเอง

   ผมเองก็ทำเหมือนคนอื่น เลือกที่จะเมินเด็กผู้ชายซึ่งร้องไห้โวยวายเพราะโดนแย่งคนโปรด

   “เฮ้ย! ฟังอยู่ป่ะเนี่ย” มือขาวผ่องของใครบางคนโบกไปมาหน้าผม ซึ่งตัวผมที่สติกลับคืนมาแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองก่อนจะพบว่าเป็นเรนที่ก้มตัวลงมามอง

   “หะ…มีอะไร”

   เรนถอนหายใจเหมือนหัวเสีย ชายหนุ่มในร่างสาวสวยขาเรียวยาวตบหน้าตัวเองเบาๆอย่างไม่ห่วงเมคอัพ

   “ถามว่าเหนื่อยยัง เจอแฟนๆกับคนที่อยากเจอครบแล้ว จะพอมั้ย”

   “อ้อ…”

   ผมเหลือบไปมองเคย์เพื่อขอความเห็นก่อนจะพบว่าเขาจ้องมองมาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้จ้องในตาเขาเพื่อหาคำตอบบางอย่าง เขาก็หลบตาผมอย่างรวดเร็วแล้วหันไปมองพื้นเหมือนพรมสีแดงเลือดหมูนี่น่าสนใจหนักหนา

   สุดท้ายผมก็เบือนหน้ากลับมามองคนที่กอดอกจ้องผมอยู่ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

   “…พักเลยก็ได้”

   “ดี เคย์ พวกผมไปเปลี่ยนเสื้อในห้องน้ำก่อนแล้วกันนะครับ”

   รูมเมทผมสะดุ้งเมื่อชื่อเขาถูกเมนชั่นเข้ามาในบทสนทนา เขาพยักหน้ารับรัวๆ

   “ครับ งั้นผมไปรอข้างหน้านะเรน”

   “อือ!”

   ผมมองรอยยิ้มสดใสของทั้งสองคนที่มีให้กันเหมือนตัวเองเป็นคนนอก

   พลันมีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

   ถ้าผมไม่ได้คอสเพลย์ ถ้าเราไม่ได้เข้าใจผิดในวันนั้น เขาจะยังยิ้มให้ผมอย่างนี้ พูดกับผมแบบนี้ เราจะได้เข้าใจกันแบบนี้หรือเปล่า

   แล้วมันต้องเป็นผมเท่านั้นเหรอ

   เป็นเรนได้มั้ย แล้วถ้าเป็นเรนที่เป็นรูมเมทเขาแทนที่จะเป็นผม

   …คนที่เขาชอบจะเป็นเรนหรือเปล่า

   ผมจินตนาการว่าถ้าหากเอาเรนมาแทนที่ผม ทุกอย่างก็คงจะลงล็อคเหมือนเดิม

   แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะรู้สึกได้ยังไงว่าความรู้สึกนี้เป็นของจริง ไม่ใช่สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเพราะความชิดใกล้

   ในใจผมยังคิดถึงคำถามนี้จนกระทั่งเปลี่ยนเสื้อเสร็จแล้ว เพื่อนสาวตัวสูงขายาวที่บัดนี้เปลี่ยนลุคกลายเป็นหนุ่มหล่อหน้าหวานเหล่มองผมซ้ำแล้วซ้ำอีก

   “เฮ้ย ฟังนะไอ้เตี้ย กูกำลังจะถามคำถามหนึ่งที่ทำให้มึงดิ่งกว่าเดิม”

   “…กูไม่อยากให้มึงถาม หุบปากไปซะ”

   “ไม่ทันแล้ว” เขาแลบลิ้น “ตกลงผู้ชายหน้าหล่อคนนั้นเป็นอะไรกับมึง”

   “รูมเมท”

   “แล้วเป็นเจ้าของรอยที่คอด้วยหรือเปล่า”

   ผมชะงัก ยกมือจับคอตัวเองด้วยใบหน้าแดงก่ำ เรนถอนหายใจด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

   “อีกข้าง”

   “เอากระจกมา!”

    ผมเปิดกระจกพับส่องข้างลำคอตัวเอง ก่อนจะเห็นรอยแดงช้ำจ้ำใหญ่ที่ข้างๆซึ่งเป็นมุมที่ค่อนข้างเห็นได้ยากหากไว้ผมยาว
แต่เนื่องจากผมได้ถอดวิกออกไปแล้ว มันเลยเห็นค่อนข้างชัด

   “เจ้าบ้านั่น!”

   “สรุปเป็นแฟนใช่มั้ย”

   “ไม่ใช่!”

   เรนถอนหายใจ

   “ส่วนที่ปากอย่างใจอย่างของมึงเนี่ยน่ารำคาญที่สุดรู้มั้ย”

   ผมคว้าคอนซีลเลอร์มาแต้มรอยที่คอ โบกหนาพอสมควรถึงจะปิดมันได้ พอเสร็จแล้วผมก็หมุนฝาเกลียวปิดมัน เหม่อมอง
รอยแดงจางๆบนลำคอ

   “กู…ไม่คิดว่าเขาเป็นแฟนจริงๆ”

   “หา?”

   “มันเร็วเกินไป สับสนเกินไป”

   “อ้อ ช่วงสับสน” เรนพูดเหมือนกับเข้าใจ

   “เคยผ่านช่วงนี้มาหรือไง”

   “ใครๆก็เคยผ่านทั้งนั้น” เขายักไหล่

   “….”

   “ไหนมึงไม่มั่นใจเรื่องอะไร เล่าให้กูฟังสิ”

   “….เคย์กำลังรออยู่”

   “เคย์รอได้น้า เขาใจดีจะตาย โอ๊ะ…มึงตาขวางใส่กูเพราะไม่พอใจที่กูทำเหมือนรู้เรื่องของเขาเหรอ”

   ผมล่ะเกลียดที่เขาเดาความรู้สึกผมเก่งจนเหมือนพยาธิในท้องเสียจริง

   “กูไม่เข้าใจ กูพูดไม่ถูกเหมือนกัน”

   “งั้นก็เอาไปตกผลึกกับตัวเองก่อนแล้วค่อยเอามาพูดกับกู” เขารวบของใส่กระเป๋าแล้วออกเดิน ผมเดินออกจากห้องน้ำข้าง
กับเขา มือที่ถือกระเป๋ารู้สึกว่าน้ำหนักมันเบาหวิวเพราะหัวใจผมถูกถ่วงจนเจ็บไปหมด

   “…มันจะสายเกินไปหรือเปล่า” ผมถามอย่างไม่แน่ใจ ดวงตาหลุบมองพื้นอย่างที่ปกติไม่เคยทำ

   จะแน่ใจได้อย่างไรในเมื่อปฏิกิริยาวันนี้ของเขามันชัดเจนว่าความสำคัญของผมในใจเขามันลดอย่างที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

   “…”

   “ช่วงนี้เขาไม่กลับห้องเท่าไร ไม่รู้ไปค้างที่ไหน กูแค่…”

   ผมแค่กลัวกับความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ทั้งยังตกใจกับความคุ้นชินที่ตัวเองมีหมาตัวใหญ่วิ่งไปวิ่งมาอย่างร่าเริงอยู่
รอบๆกาย แม้จะเหนื่อยหน่ายกับนิสัยของมันสักหน่อยแต่เมื่อมันหายไปแล้ว ผมก็ได้แต่กวาดตามองหาทุกครั้งที่เดินออกไปข้างนอก

   “กูไม่ใช่ที่ปรึกษาทางด้านความรักที่ดี แต่แนะนำให้รีบคุยกันซะ มึงน่ะ มีเรื่องอะไรในใจก็เล่าๆออกมาให้ฟังบ้าง ไม่ใช่
เอาแต่อมพะนำ เก็บเงียบเพราะไม่อยากทำตัวเหมือนกับเรียกร้องความสนใจ ทำเหมือนไม่อยากได้ความรักจากใคร เหมือนกับ
ว่ามึงอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว”

   “…”

   “กูจะพูดให้มึงฟังไว้อย่างนะ…ไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกนี้ได้ มันกว้างเกินไป”

   “กู…”

   “มนุษย์ต้องการความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะระดับไหน ครอบครัว เพื่อน คนรัก มันเป็นพื้นฐานในการอยู่รอดของมนุษย์”

   “คนเราต้องการปัจจัยที่5ต่างหาก” ผมแย้ง

   “มีปัจจัยทั้ง5จนล้นฟ้ามึงก็จบชีวิตตัวเองได้ถ้ามึงไม่มีความสุข”

   “…”

   “มึงต้องก้าวออกมาจากอดีตของพ่อกับแม่มึงได้แล้ว อย่าให้มันฉุดรั้งชีวิตมึงให้ต้องจมไปกับซากเรือที่พวกเขาก่อไว้”

   “กูออกมาแล้ว กูมูฟออนได้แล้ว”

   “มึงยังทำไม่ได้จิน”

   “มึงต่างหากที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย!”

   เหมือนเขาจี้ใจผมอย่างแรงเมื่อเขาพูดถึงเริ่องที่ผ่านมาของครอบครัวผม เรนทำเหมือนกับรู้ดีไปซะทุกอย่าง ทั้งๆที่เขาก็แค่
เผอิญอยู่ด้วยในเหตุการณ์ต่างๆก็เท่านั้น

   เขาเป็นคนเดียวที่ทำเหมือนกับว่าผมมีปัญหา หมอนั่นมองทุกอย่างเกี่ยวกับผมออกเสมอ และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผม
เกลียดเขาเหลือเกิน

   เรนใช้ปลายนิ้วชี้แปะปากผมไว้ไม่ให้พูด เขาส่งเสียงชู่วเบาๆ

   “moving on is not running away มึงไม่ได้กำลังก้าวต่อ…มึงกำลังวิ่งหนีอยู่ต่างหาก”

   วิ่งหนี…? ผมน่ะเหรอกำลังวิ่งหนี

   ผมนิ่งคิดสิ่งที่เขาพูด

   ก็อาจจะถูก

        บางทีผมอาจจะกำลังวิ่งหนีความรู้สึกไม่แน่นอนที่อาจจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ผมไม่ต้องการ และเพราะความกลัวนั้นมันผลักดันให้ผมปิดหูปิดตาออกวิ่งโดยไม่รู้ทิศทาง

   “กูไม่อยากคิดเรื่องนี้” ผมหลบสายตา จ้องมองไปข้างหน้า เห็นร่างสูงเด่นยืนพิงกำแพงอยู่ แม้เคย์จะทำเพียงกอดอกจ้องไปเบื้องหน้า แต่เขายังสามารถเรียกสายตามากมายให้มองตามได้เหมือนเดิม

   เรนเหม่อมองตามผมเช่นกัน เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนๆเหมือนกำลังพูดกับเด็กห้าขวบ

   “…หันกลับไปมองสิ่งที่มึงวิ่งหนีให้เต็มๆตา เข้าไปรู้จักกับมัน และอย่าก้าวออกมาจนกว่ามึงจะเข้าใจมันจริงๆ”

   แต่มีสิ่งหนึ่งที่เรนไม่เข้าใจ

   “แล้วถ้ากูทำมันพังล่ะ” ผมถามไปอย่างไม่ต้องการคำตอบ เหมือนแค่รำพึงกับตัวเอง ผมแทบเห็นจุดจบทั้งๆที่มันไม่ได้เริ่ม

   ผมทำพังตลอด ความสัมพันธ์เมื่อถลำลึกเกินไปมันมักจะพังลงมาไม่เหลือซากเหมือนครั้งที่ผ่านๆมา

   ถ้าทั้งความรู้สึกของผมกับเขามันพังในวันที่ผมแน่ใจในตัวเอง ผมจะทำยังไง

   บางทีที่เป็นอยู่นี่อาจจะเป็นเซฟโซนสำหรับเรา ถ้าผมก้าวขาออกนอกพื้นที่นี้ อาจจะโดนระเบิดลงตายทั้งๆที่ยังไม่ทันได้ออกไปเต็มตัว

   เรนหันมายิ้มให้กับผม มันเป็นรอยยิ้มน่าขนลุกที่ไม่น่ามีเรื่องดีเกิดขึ้น

   “ไม่ต้องห่วงจิน กูว่าจากที่กูเห็น มึงก็ใกล้ทำมันพังแล้วล่ะ”




   คำพูดของเพื่อนก้องในหัวไม่หยุดกระทั่งตอนที่ทั้งผมและเคย์เดินมาถึงรถแล้ว

   “เออ…” ผมมองคนตัวสูงที่กำลังจะเดินไปด้านคนนั่งตามความเคยชินพร้อมกับยื่นกุญแจรถให้ “วันนี้ขับให้หน่อย…ได้มั้ย”

   ชายหนุ่มมีเครื่องหมายคำถามบนหน้าอย่างเด่นชัดเมื่อผมพูดอย่างนั้น แต่พอเขาเห็นผมกำลังขมวดคิ้วหน้าซีด เคย์ก็เดินมารับโดยไม่พูดอะไร

   รูมเมทผมหมุนพวงมาลัยอย่างคล่องแคล่วพาพวกเราออกมาจากลานจอดรถ ผมที่นั่งอยู่ที่นั่งข้างคนขับได้แต่เสมองออกนอกหน้าต่างรถอย่างไม่รู้จะพูดอะไร

   แล้วผมก็รู้สึกถึงลมเย็นที่ถูกเป่ามาโดนหน้า ผมหันไปมองก่อนจะพบว่าเคย์กำลังปรับใบพัดกับแอร์ให้ผมอยู่

   “…”

   แย่แล้ว ขนาดจะพูดทักเขา ผมยังไม่รู้ว่าควรพูดอะไร

   ความเป็นธรรมชาติตอนนั้นมันหายไปไหนกันนะ

   “จะเป็นลมหรือเปล่า ทำไมสีหน้าดูไม่ดีทั้งวันเลย” เขาใช้มือเช็คลมแอร์ว่าพัดมาถึงผมจริงๆ คิ้วคมๆนั่นขมวดมุ่นไปหมดจนเกิดรอยยับย่นที่หน้าผาก

   ผมเหม่อมองหน้าเขานานเหมือนกับเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

   หันกลับไปมองเสื้อกันหนาวสีดำที่นอนนิ่งอยู่ตรงเบาะหลัง ผมไม่คิดว่ามันแสลงตาเหมือนเดิมอีกต่อไป
ถ้าหากกลับมาอยู่ด้วยกันแบบนี้ เขาก็ยังเป็นเคย์คนเดิมที่เอาใจใส่ผม

ิ        ผมรู้สึกได้ว่าเสี้ยวนึงในใจรู้สึกโล่งอก หัวใจเบาลงเมื่อเขาไม่ได้ทำตัวเย็นใส่ผมอีกต่อไป

   พวกเราจอดติดไฟแดงเมื่อขับรถออกมาจากพารากอนได้สักพัก เขาใช้มือถูจมูกเห็นได้ชัดว่าไม่รู้จะทำอะไรกับสถานการณ์ระหว่างเราเช่นกัน

   “เดี๋ยวขึ้นทางด่วนไปรังสิตเลยแล้วกันนะ”

   “อ้อ ก็ได้”

   “อือ”

   เคย์ออกรถเมื่อสัญญาณไฟเขียวมาถึง เขาขับรถอย่างชินทาง เลี้ยวขึ้นทางด่วน ไปต่อยาวจากสยามถึงรังสิต มือของเขาเลื่อนมากดวิทยุทั้งๆที่ตายังคงมองถนน ผมเห็นดังนั้นจึงเอื้อมไปช่วยเขาเปิด

   จังหวะที่ผมกดหน้าจอวิทยุ มือเราสัมผัสกันเพราะชายหนุ่มปัดป่ายมือมาโดนผม เขาชะงัก รีบเก็บมือไปขับรถเหมือนเดิม

   ความรู้สึกหนักๆในอกมันกลับมาอีกแล้ว

   ผมพยายามมองเมินมัน เชื่อมวิทยุเข้ากับบลูทูธของเครื่องแล้วเล่นเพลงแรนด้อมในเพลลิสต์

   ตอนนี้กรุงเทพถูกปกคลุมด้วยความมืด ยิ่งออกมาไกลจากเมืองเท่าไรยิ่งมืดลงเท่านั้น แต่กระนั้นมันก็สว่างเกินกว่าจะเห็นแสงดาว

   ผมจ้องมองไฟถนนสีส้มที่สาดเข้ามาจนทำให้เห็นเสี้ยวหน้าของคนที่นั่งอยู่ตรงคนขับ เขาเหมือนภาพลางๆ เป็นเหมือนฝันตื่นหนึ่งที่เพียงผมโบกมือผ่านแล้วจะหายไป

   แสงไฟตามบ้านเรือนไม่มีอีกแล้วเมื่อเราขับออกมาไกลจากเมืองมากขึ้นทุกที ภาพวิวภายนอกเลือนรางเพราะความมืด มีเพียงเสียงเพลงดังขึ้นด้วยทำนองทุ้มต่ำที่ชัดเจน

   Such a funny thing for me to try to explain
       How I'm feeling and my pride is the one to blame

      ทำไมความสัมพันธ์ถึงต้องพัฒนากันด้วยนะ ทำไมเราไม่หยุดอยู่ตรงที่เราพอใจกันทั้งสองฝ่าย

      ทั้งๆที่ถ้าเริ่ม มันก็จะจบแท้ๆ

Cause I know I don't understand
How your love can do what no one else can


   ผมไม่ได้แคร์เรื่องเพศ มันไม่ใช่เรื่องพรรค์นั้น

   ผมก็แค่พอใจกับตำแหน่งที่เป็นอยู่ และผมทนไม่ได้ถ้าสักวันเขาจะแทนที่ผมด้วยใครเพียงเพราะว่าผมไม่สามารถตอบรับความรู้สึกได้อย่างเต็มปาก

   Got me looking so crazy right now
       Your love's got me looking so crazy


   ทั้งแม่และพ่อ เมื่อก่อนก็เคยรักกันขนาดนั้นแท้ๆ ในรูปที่พวกเขาถ่ายด้วยกันในวันแต่งงาน ทั้งคู่ดูมีความสุข มีรอยยิ้มให้แก่กัน มองกันเหมือนเขาไม่สามารถมองใครด้วยสายตาแบบนั้นได้อีกแล้ว

   แต่ตอนนี้ผมกลับเห็นแต่ซากของสิ่งที่เคยเป็นความรักของคนทั้งคู่

   มันพัง แหลกสลายและไม่เชื่อใจในความสัมพันธ์ที่เรียกว่ารักอีก

Looking so crazy, your love, you got me looking
Got me looking so crazy, your love


   ผมที่เคยถูกเรียกว่าพยานรักของพ่อและแม่ ตอนนี้เป็นได้เพียงเศษซากที่เหลืออยู่ของความรู้สึกที่ทั้งคู่เคยมี


   “ทำไมวันนี้ไปงานคอสเพลย์คนเดียว ไม่บอกกูก่อน” เขาถามขึ้นในจังหวะที่เราเลี้ยวรถขึ้นหอพัก สายตาคมยังคงมองตรงไปข้างหน้า ไม่แม้แต่จะเหลือบตามามองคู่สนทนาอย่างผม

   “ทำไมกูจะต้องบอกมึงด้วย” ด้วยความรู้สึกตึงๆในหัวใจ ผมเลือกใช้คำที่น่าจะทำร้ายเขาไปได้มากที่สุดทั้งๆที่คนโดนทำร้ายจนหัวใจขาดวิ่นนั้นมันคือผมเอง

   “วันนี้ก็เห็นอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น ยังจะกล้าไปคนเดียวอีก อย่างน้อยก็บอกกูบ้าง ถ้าไม่ได้กลับห้องมาเห็นโน้ตแล้วจะทำยังไง”

   “แล้วมึงจะยุ่งทำไม”

   “ก็กูเป็นห่วง!” เคย์กำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดที่แขนปูดโปน เขาขบกรามระงับอารมณ์ในขณะที่ตัวผมได้แต่คือแข็งค้างเมื่อเห็นเขาตะโกนออกมาอย่างนั้น

   ในที่สุดชายหนุ่มก็ควบคุมลมหายใจหนักๆของตัวเองได้ เขาผ่อนลมยาวๆแล้วถามขึ้นมาใหม่

   “คิดมากเรื่องที่กูบอกว่าชอบไปใช่มั้ย”

   “…” ผมใช้ความนิ่งเงียบเข้าสู้ ทำเป็นเหมือนไม่รู้เรื่องอะไร

   เคย์ถอยรถเข้าช่องจอด ใช้เวลาพอควรเพราะที่จอดรถตึกเรามีช่องที่แคบมาก ระหว่างนั้นพวกเราต่างก็เงียบ ต่างจมลงไปในความคิดและหาทางออก

   “ไปกันเถอะ”

   รูมเมทผมเป็นฝ่ายเปิดประตูลงไปก่อน ดังนั้นผมจึงตามลงไปบ้าง เคย์เร่งเท้าจนทิ้งห่างกับผม และเป็นตัวผมเองที่ตกใจกับระยะห่างนั้นจนต้องรีบเดินไปข้างๆเขา

   ทันใดนั้นเขาหยุดเดินพร้อมกับหันมาเผชิญหน้ากับผม

   ผมรู้ว่าเวลานี้มาถึงแล้ว เวลาที่เราต้องพูดสิ่งที่คิดออกไปให้หมด แต่ภายใต้ความคิดอื้ออึงในหัว ผมไม่สามารถเรียบเรียงอะไรออกมาเป็นคำพูดได้เลย

   ผมไม่พร้อม มือชื้นเหงื่อขยับอย่างอึดอัดและกำมันแน่น จนกระทั่งเคย์ยกมือผมขึ้นมาคลาย ค่อยๆแกะนิ้วผมทีละนิ้วออกอย่างใจเย็น

   “ทั้งหมดนั่น…เรื่องระหว่างเรา กูเป็นฝ่ายเริ่มเองทั้งๆที่มึงไม่ชอบ และอาจจะไม่ยินยอมด้วยซ้ำ กระทั่งครั้งต่อๆมา กูก็ยังบังคับมึงไม่เลิก ตอนนั้นที่กูบอกชอบ กูแค่อยากให้มึงตอบรับความรู้สึกกู กูแค่รู้สึกเหมือนเราใจตรงกัน”   

   เขาเริ่มพูดมันออกมาแล้ว ทั้งๆที่ตัวผมยังคงไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้ ทุกคำพูดของเคย์หนักแน่น จริงจังจนเหมือนกับว่าความรู้สึกของเขาถูกส่งผ่านคำพูดมาด้วย

   มันเศร้าสร้อย และหมดหวัง

   “…”

   “กูแค่ผิดหวัง…แต่กูรู้ว่ากูเป็นฝ่ายผิด กูแค่ขอเวลา”

   เขาเงยหน้าขึ้นสบตาผม ผมมองเห็นดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขารื้นน้ำตาน้อยๆทำให้ดวงตาเขาวาววับกว่าทุกที

   “กูขอโทษ คงทำให้ลำบากใจสิน่ะ มึงไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นหรอก กูผิดเอง เพราะกูเป็นฝ่ายยัดเยียดความรู้สึกให้มึงเอง”

   เคย์ปล่อยมือผม เขาฝืนยิ้มครั้งหนึ่ง เป็นรอยยิ้มที่เหมือนพยายามกระตุกริมฝีปากเสียมากกว่า

   ผมได้แต่ยืนนิ่ง มองดูเขาที่หันหลังเดินออกไป ความรู้สึกในหัวอื้ออึ้ง มันตีกันไม่หยุด เหมือนกับว่าผมมีล้านความคิดอยู่ในสมอง แต่กลับถ่ายทอดมันออกมาไม่ได้แม้ครึ่งค่ำ

   หัวใจผมร่วงหล่นกระแทกพื้นตามจังหวะก้าวเดินของผู้ชายตัวสูง

   เรนพูดถูก

   ผมทำมันพังจริงๆ

---------------------------------------------------------------
เหมือนมีบางคนพึ่งเข้ามาอ่าน คือตอนสั้นๆที่เป็นชื่อชุดคือเป็นเรื่องหลังจากเรื่องหลักนะคะ แฮ่ จะมีประมาณ17ตอน ส่วนที่เหลือล้วนแต่เป็นตอนพิเศษที่เขียนเพราะอยากเขียนอะไรกามๆกับคอสเพลย์ค่ะ ฮา

นั่งไล่อ่านทุกคอมเม้นท์เลย นี่อยากตอบมากแต่โปรเจ็ครัดตัวจะตายแล้วค่ะ

ออฟไลน์ nofsnof

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่9 P.10 UP!![21/2/19]
«ตอบ #275 เมื่อ22-02-2019 00:25:42 »

 :sad4: :sad4:
ฮื้ออ ไม่ได้น้าา
เคย์กลับมาก๊อนน  :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ TheWanFah

  • ความใกล้ชิด บางครั้ง ทำให้เราเผลอคิดไปเอง
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1145
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่9 P.10 UP!![21/2/19]
«ตอบ #276 เมื่อ22-02-2019 00:26:23 »

รีบเคลียร์กันเลย
สงสารเคย์

ออฟไลน์ Majariga

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่9 P.10 UP!![21/2/19]
«ตอบ #277 เมื่อ22-02-2019 00:32:59 »

โอ่ยยยย จินเลิกกลัวเถอะลูกกกกก :katai1:
เจ้าเคย์กำลังจะถอดใจแล้ว ไปตามเค้ากลับมาลูกกกก :hao7:

ออฟไลน์ Kx0806

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 108
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่9 P.10 UP!![21/2/19]
«ตอบ #278 เมื่อ22-02-2019 01:49:00 »

จินต้องสู้นะ สู้กับตัวเองให้ได้ เข้มแข็ง มูฟออนให้ได้จริงๆสักที ส่วนเคย์ให้เวลาน้องจินหน่อย จินอยู่คนเดียวมาตลอด ปากแข็งไปงั้นแหละ จริงๆ ก็รัก แค่ยังไม่รู้ตัว ละเป็นการให้เวลาตัวเองด้วย ทบทวนว่าเคย์รักจริง หรือรู้สึกเป็นอย่างอื่น แต่อย่านานนะ คนอ่านใจจะขาดแล้ว  :z3:

ออฟไลน์ _leoonearth_

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่9 P.10 UP!![21/2/19]
«ตอบ #279 เมื่อ22-02-2019 11:19:59 »

โอ้ยยยย หน่วงใจจจจจ
ใจกระตุกเลยยย ตอนเคย์เดินหันหลัง เคย์จะทิ้งน้องงงหรอ ม่ายยยยยยยยยยยยยย
เราเข้าใจทั้งคู่นะ จินก็มีอดีตที่ฝังใจ พยายามจะmove onแล้ว แต่ลึกๆก็ยังจมอยู่กับมัน
ส่วนเคย์ หมายักษ์ก็อดทนและรอน้องจินหน่อยน้าาาาาาาา
ขอบคุณที่มาอัพเรื่อยๆๆนะคะ เรารอเสมอนะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่9 P.10 UP!![21/2/19]
« ตอบ #279 เมื่อ: 22-02-2019 11:19:59 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออนไลน์ yunnutjae

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 578
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่9 P.10 UP!![21/2/19]
«ตอบ #280 เมื่อ22-02-2019 13:05:38 »

ตัดจบได้แบบนอกจากจะหน่วงแล้วก็ยังจะ
ค้างมากเด้อ   :hao5:

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่9 P.10 UP!![21/2/19]
«ตอบ #281 เมื่อ22-02-2019 17:21:24 »

 :monkeysad: :monkeysad: :monkeysad:

ออนไลน์ BABYBB

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่9 P.10 UP!![21/2/19]
«ตอบ #282 เมื่อ22-02-2019 23:24:51 »

กลัวขนาดนี้ก็ปล่อยให้มันพังไปเถอะ อยู่คนเดียวกับพวกชุดคอสเพลย์ของเทอไปซะ ลำคานนนน

ออฟไลน์ ข้าวสวย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer : บทที่9 P.10 UP!![21/2/19]
«ตอบ #283 เมื่อ23-02-2019 07:05:29 »

โคดน่ามคาน พังๆอยู่คนเดียวต่อไปไปเหอะ วิ่งหนีไปเรื่อยๆเหอะ นิสัยโคดไม่น่าคบเลย เอาปมปันยาอ่อนวันเด็กมากั๊กคนอื่น ปล่อยเคย์ไปเจอคนดีๆเหอะเนอะ

ออฟไลน์ tixjubz

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ใจคนอ่านพังพร้อมน้องเลย แงงงงง

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-6
เราเข้าใจความรู้สึกน้องนะ จะเริ่มก็กลัวว่ามันจะพัง แต่ไม่เริ่มก็กลัวว่ามันจะพัง เรายังไม่รู้ปมที่แน่ชัดว่าน้องเจออะไรมาหนักแค่ไหน สงสารน้อง ใครไม่เข้าใจพี่เข้าใจนะคะ

ออฟไลน์ Wwavez

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
แง ช่วยเวลาของความบีบใจคนอ่าน :o12:

ออฟไลน์ MeiHT

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
*warning* บทนี้อาจมีเนื้อหาที่ทำให้ดาวน์หรือจิตตกได้ หากรู้สึกทริกเกอร์ขอให้ปิดนิยายเรื่องนี้ลงหรือโทรไปที่เบอร์ 1323 สายด่วนสุขภาพจิตนะคะ

บทที่ 10 : หาทางออก

ผมนอนนิ่งมองเพดานสีขาวในห้องอย่างไม่อยากขยับตัวไปไหน ปล่อยร่างเปื่อยๆของตัวเองไปอย่างเสียเปล่าโดยไม่แม้แต่จะเปิดหนังสือเตรียมอ่านสอบมิดเทอมเสียด้วยซ้ำ

ตอนแรกผมเกือบจะทักเคย์ให้เข้ามาเอาหนังสือไปเรียนด้วยเพราะเขาไม่ได้เอาอะไรไปเลย แถมยังไม่ได้กลับห้องมาหลายวันแล้ว แต่ผมก็จำได้ว่าเขาไม่มีสอบมิดเทอม นั่นก็เท่ากับว่าเขาไม่มีความจำเป็นที่ต้องกลับมาที่ห้องเลย

ผมงัดร่างของตัวเองขึ้นมา รับรู้ได้ว่าการอยู่อย่างนี้ไม่ดีแน่ๆ นอกจากจะมีไม่มู้ดพอจะอ่านหนังสือแล้วยังดิ่งจนไม่อยากอยู่คนเดียวอีก

เจ้าบ้าเอ๊ย…ถ้าจะมีเรื่อง มีวันอื่นที่ไม่ใช่ช่วงสอบมิดเทอมไม่ได้เรอะ

หันไปคว้ากุญแจรถมาได้ ผมก็กวาดหนังสือกับไอแพดลงกระเป๋า จุดมุ่งหมายคือออกจากห้องแคบๆนี่ ขึ้นรถ แล้วพาสารร่างของตัวเองไปที่ที่สบายใจที่สุด

หลังจากชับรถมาอย่างยาวนาน ในที่สุดผมก็จอดหน้าร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งในย่านธุรกิจ ผมหอบของลงมาจากรถ เหวี่ยงกระแทกประตูคาเฟ่อย่างแรงจนครหลังเคาท์เตอร์ชะโงกหน้าออกมาดู

“อ้าว น้องจิน” คนที่ยืนทักทายผมอยู่หลังบาร์นั้นคือผู้ดูแลคาเฟ่แห่งนี้ เขาชื่อว่าพี่พล

พี่พลเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ผิวแทน มีรอยสักลากยาวมาถึงแขน ผมไม่เคยเห็นหรอกว่าเจ้าตัวสักไว้ตรงไหนบ้าง แต่ก็น่าจะเต็มหลัง รอบตัวเขามีกลิ่นอายความอันตรายเหมือนคนผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างหนักหน่วง

“ไงครับ” ผมทักทายสั้นๆ “วันนี้มีใครอยู่ข้างบนมั้ย”

“มี คุณมิ้นต์นั่งทำงานอยู่”

ผมพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ

“ขอโกโก้กล้วยหวานๆเลยนะครับ”

“ได้” พี่พลผู้เคร่งขรึมยังคงคอนเซ็ปการพูดน้อยต่อยหนักเหมือนเดิม ผมที่ละความสนใจจากชายร่างสูงใหญ่แล้วก็ก้าวตรงไปชั้นสองที่ติดป้ายห้ามคนนอกเข้า

ผมมองเมินสัญญาณนั่น แล้วผลักประตูห้องเข้าไปทันที สภาพภายในชั้นสองของคาเฟ่ที่ดูลึกลับแห่งนี้คือห้องนั่งเล่นท่าทางอบอุ่นที่มีต้นไม้สีเขียวห้อยจากกระถางที่แขวนไว้ข้างบน เพดานสูงโปร่งกับเฟอร์นิเจอร์โทนอบอุ่นเข้ารูปยิ่งทำให้ห้องดูสว่างสดใสขึ้นไปใหญ่

ผมกล่าวทักทายผู้หญิงที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟา

“สวัสดีครับพี่มิ้นต์”

“อ้าว จินนี่น้า” เธอโบกมือหยอยๆให้ผม พี่มิ้นต์เป็นผู้หญิงท่าทางทะมัดทะแมง หล่อนมีผมสีน้ำตาลยาว หน้าตาสะอาดสะอ้านที่ถูกบรรจงด้วยเครื่องสำอางบางๆเรียกได้ว่าสวยตามสมัยนิยม

ผมวางหนังสือไว้บนโต๊ะ ไม่มีใครถามอะไรอีกเช่นเคยแม้เธอจะสังเกตเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าบนใบหน้าผม

พี่มิ้นต์เพียงแค่สังเกตผมด้วยท่าทางนิ่งๆอย่างที่เป็นมาตลอดและปล่อยให้ผมพูดเรื่องที่อยู่ในใจออกมาเอง

“พี่กำลังกดดันให้ผมพูดอยู่ใช่มั้ย” ผมทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวโปรดที่ตนมักจะชอบมานั่งอยู่เสมอๆพร้อมกอดอกมองคนอายุมากกว่าที่ยิ้มกริ่ม

“แหม ก็น้องหายไปลั้ลลามาตั้งหลายเดือน อยู่ดีๆก็กลับมาพร้อมหน้าหม่นหมองจะให้พี่เดาอะไรอีกล่ะคะ”

ผมหัวเราะรวน

“มหาลัยยากใช่มั้ยล่ะ” พี่มิ้นต์เท้าคาง ดวงตาใสกระจ่างของผู้หญิงอายุ30สามารถมองทะลุผมได้เหมือนทุกครั้ง

“…ครับ หลายๆอย่างเลย” ผมตอบออกมาในที่สุด

“ความรักก็ด้วยใช่มั้ย”

ผมแค่นหัวเราะตอบกลับไปทีนึง

“แหม วัยรุ่นก็ดีอย่างนี้แหละน้า เป็นวัยค้นหาตัวเอง มีประสบการณ์ใหม่ๆเป็นครั้งแรก พอเจอกับความรักมากๆเข้า เราก็เริ่มจะชินชาซะแล้ว”

“ที่พี่มิ้นต์คบกับแคลร์ พี่มิ้นต์เคยเบื่อเขามั้ยครับ” ผมโพล่งถามออกไปอย่างนั้น ทั้งๆที่รู้ว่าเสียมารยาทแต่กลับอยากรู้จนเกินทน

สาวสวยที่กำลังพร่ำพรรณนาถึงวัยรุ่นของหล่อนหุบปากฉับ แคลร์ที่ผมพูดถึงเป็นแฟนของเธอเอง และก็ยังเป็นผู้หญิงเหมือนกับพี่มิ้นต์ด้วย

“อืมมม เบื่อมั้ย ก็มีเบื่อบ้างแหละ แต่พี่รักเขานี่นา มันทั้งรักทั้งผูกพันล่ะนะ บอกไม่ถูกหรอก”

ผมกำมือบนตักแน่น ในหัวมีภาพของพ่อกับแม่ฉายวนไม่หยุด พวกเขาในวิดีโอกับรูปต่างๆที่เคยเห็นแตกต่างจากพ่อแม่ตัวจริงที่ผมเห็นจนนึกว่าเป็นคนล่ะคน

“ผม…จะเล่าเรื่องให้ฟังเรื่องนึง หลังจากเรื่องนี้จบ…พี่คิดซะว่ามันไม่ใช่ตัวผมนะครับ”

สาวสวยเอนกายลงอย่างเกียจคร้าน แต่ดวงตากลับตื่นเต้นเหมือนรอคอยที่จะได้ฟังเรื่องจากผม

“ผมมีรูมเมทคนหนึ่ง เขาเป็นคนดีมาก คือ…มีเรื่องต่างๆเกิดขึ้น เอาเป็นว่าเร็วๆนี้เขาสารภาพว่าชอบผม จริงๆแล้วเขาก็พูดหลายรอบแล้ว แต่ผมบ่ายเบี่ยงทุกรอบ ปัดบ้าง โมโหใส่บ้าง ผมเอง…ผมว่าผมไม่ได้ชอบเขา คือจริงๆผมก็ไม่รู้ ผม…” ยิ่งพูดก็ยิ่งคอแห้ง ผมเลียริมฝีปากแห้งแตกระแหงต่างจากเวลาปกติที่ดูแลตัวเองจนเข้าขั้นหมกหมุ่น

“ไม่ได้ชอบเขาจริงๆหรือแค่ยังค้นความรู้สึกของตัวเองไม่เจอ” พี่มิ้นต์แทรกขึ้น หล่อนทอดกายยาวเหยียดบนโซฟา “ความรักมันน่าสับสน งุนงง มันไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้นต้องใช้ความรู้สึกนำเสียส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นข้อเสียน่ะ เพราะเมื่อมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง มนุษย์มักตัดสินใจได้แย่กว่าเดิม”

ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ความรักเนี่ย ไม่ดีเลยนะครับ”

“เพราะจินคิดว่ามันไม่ดีมันก็เลยไม่ดียังไงล่ะ เป็นอคติส่วนตัวจากเรื่องในอดีต ฟังนะเด็กน้อย…มนุษย์ทุกคนเติบโตมาล้วนมีบาดแผล ทั้งจากที่คนอื่นตั้งใจทำหรือไม่ตั้งใจก็ตามแต่ ทุกคนมีรอยแผลเป็น บางคนใช้ความแข็งกร้าวเข้าสู้ทั้งๆที่มีแผลเหวอะหวะ นั่นเพราะคนเหล่านั้นรู้จักแต่การทำร้าย เขาเลยทำร้ายคนอื่นด้วย มันคือกลไกป้องกันตัวเอง”

พี่มิ้นต์ดูดน้ำหวานที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทั้งๆที่นอนอยู่ จึงหกเลอะเสื้อไปนิดหนึ่ง แต่เจ้าตัวไม่ใคร่ใส่ใจนัก

“ที่จินทำก็เหมือนคนพวกนั้น ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ จินก็ได้ทำร้ายรูมเมทคนสำคัญของตัวเองแล้วเหมือนกัน”

“ผมไม่ได้ทำร้ายเขา!”

“การที่โดนคนที่ชอบปฏิเสธหรือหักหน้าบ่อยๆน่ะ มันไม่โอเคเลยนะ” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง กระทั่งลุกขึ้นมานั่งเพื่อมองตาผม

“…ผมไม่ได้ตั้งใจ” 

“คนเราไม่จำเป็นต้องตั้งใจ เพื่อทำร้ายใครหรอก”

“…”

“บางครั้งไอ้ความไม่ตั้งใจของเรานี่แหละที่ทำร้ายคนได้มากที่สุด”

“พี่มิ้นต์คิดว่าผมทำให้เขาเจ็บเหรอครับ แต่เขาไม่เคยแสดงออกอะไรให้ผมเห็นเลยนะ” เมื่อคิดๆย้อนกลับไปแล้ว ทุกช่วงเวลาเหล่านั้นเคย์ไม่เคยทำหน้าเหนื่อยหน่าย เศร้าสร้อยหรือผิดหวังอย่างที่เห็นล่าสุดมาก่อน

“จินไม่เห็นจริงๆเหรอ หรือแค่ทำเป็นไม่เห็น”

ผมรู้คำตอบนั้นแก่ใจตัวเองดี แต่ผมละอายเกินกว่าจะยอมรับหรือแม้กระทั่งมีกำแพงสูงกั้นจนกระทั่งหลอกตัวเองว่าการมองเมินนความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นมันเป็นการดีสำหรับเรา

กริ๊ง!

เสียงกระดิ่งที่ประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของผู้ดูแลร้านคาเฟ่ที่ร่างกายเต็มไปด้วยรอยสักจนดูน่ากลัว เขาเดินถือแก้วทัมเบลอร์ลายกระต่ายน่ารักที่ไม่เข้ากับหน้าตาติดมือเข้ามาด้วย

“โกโก้กล้วยครับน้องจิน” เสียงดุดันของพี่พลดูซอร์ฟลงด้วยความสุภาพของเจ้าตัว ผมรับมันมาดูดฟืดเดียว จนได้รับรสเย็นหวานของโกโก้และกลิ่นของกล้วยในสัดส่วนที่พอดีกัน

“ขอบคุณครับพี่พล”

หน้าโหดๆพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ทำให้เจ้าตัวดูน่ากลัวมากกว่าน่าเข้าใกล้

“คุยเรื่องอะไรกันอยู่เหรอครับ” พี่พลนั่งลงตรงที่วางแขนของโซฟา เป็นสัญญาณว่าเจ้าตัววางเรื่องลูกค้าให้กับพนักงานข้างล่างเรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะฟังเรื่องอะไรก็ตามยามที่สมาชิกในคาเฟ่นี้มีปัญหา

“เรื่องความรักของน้องจิน”

“พี่มิ้นต์!”

ชายหนุ่มร่างสูงหรี่ตาลงจนดูดุร้ายคล้ายเสือ

“เป็นคนยังไงเหรอครับน้องจิน”

เหวอ อาการหวงเหมือนเสือแม่ลูกอ่อนออกมาแล้ว

พี่พลเป็นเหมือนพี่ชายที่เห็นมาตั้งแต่เล็ก เขาอยู่กับผมมานานที่สุดและเป็นคนเริ่มชั้นบนคาเฟ่นี้กับแม่ในตอนที่ท่านยังอยู่ ตั้งแต่ท่านเสียไปก็มีแต่พี่เขาที่คอยดูแลผมมาตลอด กระทั่งเป็นคนคอยติดต่อทำเรื่องกับมหาลัยให้ในตอนที่ผมหนีไปเที่ยวต่างประเทศ

“เป็น…คนดีครับ แบบว่าหน้าตาเหมือนเพลย์บอยไปสักหน่อย ถ้ามองแวบแรกอาจจะเข้าใจผิดได้ แต่ตัวจริงเขาเป็นคนให้เกียรติคนอื่น ขี้กังวลกับสายตาคนรอบข้าง ปฏิเสธใครไม่เป็นจนบางทีสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองซะงั้น” ยิ่งคิดถึงหน้าคมๆดุๆของคนที่ตกเป็นหัวข้อบทสนทนา เรื่องราวยิ่งไหลออกมาจากปากได้เรื่อยๆเท่านั้น

“อย่างล่าสุดก็เผลอไปรับปากมาทำเรื่องที่ตัวเองไม่มั่นใจ สุดท้ายก็ต้องมานั่งคอตกอยู่ในห้อง เป็นคนที่ละสายตาไม่ได้เลยเพราะไม่รู้ว่าจะไปทำเรื่องอะไรให้ตัวเองลำบากอีกเมื่อไร ฮะๆ”

เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมามองผู้สนทนาก็พบว่าคนทั้งสองในห้องกำลังมองผมพร้อมกับอมยิ้ม

“อะไรครับ!?” ผมร้อนตัวเมื่อเห็นผู้ใหญ่ทำหน้าเหมือนรู้ทัน

“นี่มันชอบเขาไปแล้วชัดๆนี่นา”

“ชัดเจนแล้วนะครับ”

“พี่อย่ามาพูดมั่วๆนะ! ก็ผมบอกอยู่ว่าผมกำลังสับสนไง!”

“ยังจะสับสนอะไรอีกล่ะคะ ในเมื่อสายตาน้องตอนเล่าเรื่องมันบอกทุกอย่างหมดแล้ว”

“หา?” ผมส่งเสียงอย่างไม่แน่ใจเมื่อหญิงสาวพูดเรื่องที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ

พี่มิ้นต์มองผมเหมือนกับมองเด็กน้อยไม่ประสา

“ดวงตาเป็นสิ่งที่ไม่เคยโกหกน่ะ ไม่ว่ามนุษย์เล่นละครได้ดีขนาดไหนก็ตาม”

“และเมื่อกี้ที่น้องจินเล่าถึงคนคนนั้น สายตามันบอกหมดแล้วว่าชอบเขาขนาดไหน”

ผมก้มหน้างุดเมื่อกำแพงโดนกระแทกซ้ำๆจากคำพูดของผู้ใหญ่ทั้งสองจนเปิดเปลือยสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ความจริงที่ผมไม่ยอมรับและซ่อนมันตลอดมา

ผมชอบเคย์จริงๆ

อาจจะไม่ถึงขนาดรัก แต่มันพิเศษมากกว่าที่เคยมอบให้ใครบนโลกใบนี้

มันไม่ใช่ความชอบแบบที่ผมชอบพี่พลกับพี่มิ้นต์ ไม่ใช่ความรู้สึกมีคววามสุขตลอดเวลายามที่อยู่ด้วยกัน

มันเป็นความชอบที่โลดโผน มีทั้งช่วงเวลาที่มีความสุขอย่างอบอุ่น แต่บางครั้งก็ทำให้หัวใจร้อนรุ่มเมื่อไม่ได้เห็นหน้า ทำให้เจ็บปวดเมื่อมีเรื่องทะเลาะกัน และลิงโลดกับเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เขาทำให้

“พี่ว่าจินชอบชีวิตที่ปลอดภัยทางความรู้สึก ชอบตัดคนที่ทำให้ตัวเองรู้สึกไม่มั่นคง แต่จริงๆแล้วพี่ว่าความไม่มั่นคงนี่แหละที่ทำให้ชีวิตมันเป็นชีวิต” พี่พลวางมือลงบนศีรษะผมแล้วลูบเบาๆ เสียแต่ว่าผู้ชายที่ไม่คุ้นชินกับการสัมผัสทางร่างกายแบบเขา ทำเอาเหมือนผมรู้สึกว่าถูกขยี้หัวมากกว่า

“…”

“ใช้ชีวิตให้อันตรายกว่านี้เถอะ จะเจ็บก็ได้ จะเสียใจก็ได้ ถ้ารู้สึกอย่างนั้นก็กลับมาที่นี่อีก เป็นที่ที่ไม่มีใครถูกปฏิเสธ…พวกเราอยากให้คาเฟ่นี้เป็นสถานที่แบบนั้นไม่ใช่เหรอ”

ผมเงยหน้ามองพี่พลที่จุดรอยยิ้มมุมปากซึ่งดูเหมือนตัวร้ายแสยะยิ้มมากกว่าจะบอกว่าเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนใจดี แล้วตัดสินใจถามเรื่องที่ติดอยู่ในใจมานาน

“ที่แม่…สร้างคาเฟ่นี้ขึ้นมา เพราะว่าแม่เลิกกับพ่อหรือเปล่าครับ”

“หืม” ชายหนุ่มลูบคาง หลับตาย้อนหวนนึกถึงอดีตที่เหมือนผ่านมาเนิ่นนานแล้ว

“จะบอกว่าการเลิกกับผู้ชายคนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจสร้างคาเฟ่ก็ได้นะ แต่มันไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดหรอก”

“…สักวันถ้าเรื่องของผมมันจบลงเหมือนกับของพ่อกับแม่…จะมีที่ว่างเหลือให้สร้างอะไรในคาเฟ่อีกมั้ยนะ” ผมแค่นหัวเราะ ภาพของผู้ใหญ่สองคนที่ทุ่มเถียงทะเลาะกันยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ พอๆกับเสียงดังอื้ออึงของข้าวของที่หล่นแตกเสียหาย

“โธ่ น้องจิน ยังไม่ทันจะเริ่มก็คิดถึงตอนจบแล้วเหรอคะ?” พี่มิ้นต์ส่ายหน้า จุ๊ปากแล้วขยิบตาให้ผม

“พี่ว่าปัญหาคือจินไม่สามารถพังภาพจำของพ่อแม่ได้มากกว่า ความกลัวมันทำให้เรายืนอยู่กับที่นะ”

“จินกลัวอะไรเหรอครับ บางทีถึงคุณแม่จินจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว พี่ก็อาจจะตอบคำถามของจินได้นะ”

“…เหรอครับ”

ผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่เบื้องหน้าขยายออกไปไพศาลพอๆกับตึกรูปทรงต่างๆที่ทำยอดราวกับพยายามจะแตะให้ถึงเมฆ

“กว่าพ่อกับแม่จะรู้ตัวว่าไม่รักกัน ก็สายเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้แล้ว สุดท้ายก็เหลือผมอยู่เป็นเศษซากของสิ่งที่เรียกว่าความรัก แล้วผมกับเขาล่ะครับ ถ้ามันไม่ใช่จริงๆแล้วกว่าที่เราจะรู้ตัว เราจะทิ้งซากอะไรไว้ข้างหลังบ้างมั้ย”

ความรู้สึกของคนที่เกิดมา มีใครได้รับผิดชอบมันบ้างหรือเปล่า สิ่งที่พวกคุณร่วมกันสร้าง สุดท้ายแล้วเมื่อพวกคุณค้นพบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่คุณพอใจ คุณก็หนีไปมันไปแล้วทิ้งผมไว้ที่ตรงกลาง

ไม่ว่าจะทุ่มเทบอกรักผมกี่ครั้ง แต่ความรู้สึกที่เหมือนติดอยู่ตรงกลาง เป็นตัวเชื่อมระหว่างคนสองคนที่เกลียดกัน บางครั้งมันทำให้ผมหงุดหงิดตัวเอง และเกิดคำถามว่าหากไม่เกิดมามันจะดีกว่าสำหรับทั้งคู่หรือเปล่า

“จินคิดว่าตัวเองเป็นซากของความรักเหรอ ตลกแล้ว” สาวสวยหนึ่งเดียวในห้องแค่นหัวเราะ

“เธอน่ะ เป็นสิ่งที่ถือกำเนิดมาจากความรักของคนสองคนมาหลอมรวมกัน และเพราะอย่างนั้นทั้งพ่อและแม่เธอถึงได้รักเธอมากๆ
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะหมดรักต่อกันแล้วก็ตาม”

พี่พลพยักหน้าพร้อมเอ่ยเสริม

“ใช่แล้วครับ น้องจินไม่ใช่สิ่งที่คนไม่ต้องการหรืออะไรพรรค์นั้นหรอกครับ แต่เป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าช่วงเวลาความรักที่
สวยงามของสองคนนั้นเคยเกิดขึ้นจริงต่างหาก”





ผมขับรถออกจากอาคารหลังจากบอกลาพี่ๆเรียบร้อยแล้ว คาเฟ่ที่ถูกตกแต่งด้วยสีโทนอบอุ่นยังคงเป็นหลุมหลบภัยที่ดีที่สุดเสมอสำหรับพวกเรา

ร้านกาแฟนี้เป็นสิ่งที่แม่ของผมสร้างขึ้นมา ชั้นสองของมันเคยถูกเว้นว่างเอาไว้จนกระทั่งวันหนึ่งแม่เดินเข้ามาบอกผมว่าเธอจะสร้างห้องนั่งเล่นบนนั้นขึ้นมา

หลังจากนั้นแม่ก็มักจะพาคนรู้จักมาแวะเวียนที่คาเฟ่แห่งนั้นเสมอ ทุกคนมีลักษณะต่างกันไป ทั้งหญิงสาววัยทำงานซึ่งมักจะมาคลุกที่คาเฟ่หลังเลิกงาน หรือคุณลุงนิสัยเฉื่อยชาที่ชอบเอาเฟิร์นมาแขวนในห้อง

แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกับคือความลับ

อย่างตัวผมที่ชอบแต่งหญิง พี่มิ้นต์ที่คบกับผู้หญิงและเร็วๆนี้มีแพลนจะขอหมั้นกับพี่แคลร์ หรือกระทั่งพี่พล…

‘คุณแม่เขารักจินมาก ถึงได้สร้างคาเฟ่นี้ขึ้นมา’

เพื่อสร้างสถานที่ที่ผมจะได้อยู่อย่างสบายใจ และสมาชิกทุกคนพร้อมที่จะเข้าใจในความลับและรอยแผลของกันและกัน
ผมกำพวงมาลัยแน่น ในใจคิดถึงสถานที่สุดท้ายที่ต้องการจะไปก่อนจะกลับไปเผชิญหน้ากับเรื่องยุ่งยากที่ตัวเองก่อไว้

รถอีโค่คาร์คันเล็กของผมแล่นมาจอดในคอนโดหรูใจกลางเมือง ตัวผมสาวเท้าเร็วๆเข้าลิฟต์ ลงไปล็อบบี้แล้วจึงแสกนบัตรลิฟต์
เพื่อขึ้นไปยังชั้นของตัวเอง

ผมถอดรองเท้าลวกๆเมื่อมาถึงห้องแล้ว บรรยากาศอันชวนคิดถึงของห้องขนาดใหญ่ไม่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นได้เหมือนห้องรูหนูในหอในเลยสักนิด

ผมตรงดิ่งเข้าไปเอาซีดีซึ่งบันทึกวิดีโอเรื่องราวของเมื่อก่อนเอาไว้ มันถูกเก็บไว้ในลังซึ่งฝุ่นแทบจับเพราะพวกเราแม่ลูกไม่เคยขุดค้นถึงอดีตอีกเลยนับตั้งแต่ออกมาจากบ้านหลังนั้น

ผมวางมันไว้บนพื้น จำนวนของมันมีปริมาณมากจนไม่น่าเชื่อว่าถ้านำไฟล์ของมันมาลงในเทคโนโลยีสมัยนี้คงสามารถเก็บได้ภายในแท่งเล็กๆแท่งเดียว แต่ละแผ่นล้วนมีร่องรอยการขีดเขียนของปากกา

ไปเที่ยวกันที่ฮ่องกง

สมุยครั้งแรก

พาสาวสวยมาเดท

จินแรกคลอด!!

ทั้งหมดนั้นถูกเขียนอยู่ข้างหน้าของแผ่น ทำให้รู้เรื่องราวของสิ่งที่อยู่ภายในได้เป็นอย่างดี ผมหยิบแผ่นที่ถูกเขียนไว้ว่า งานแต่งงาน ออกมาแล้วใส่มันเข้าไปในเครื่องเล่นตัวเก่าที่แทบไม่เคยได้ใช้อีกแล้ว

บนหน้าจอทีวีปรากฎร่างของหญิงสาวคนสวยในชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดตา หล่อนมีใบหน้าหวานพริ้มกับดวงตากลมโตแสนสวย รอยยิ้มที่เปล่งประกายเจิดจ้าราวกับดวงดาวถูกมอบให้ผู้ชายใส่สูทที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ

ในวีดีโอนี้ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนดูภูมิฐานมากนัก เขาเหมือนพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆคนหนึ่งซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันเสียเหลือเกิน และสิ่งที่ทำให้ยิ่งไม่คุ้นตาคือรอยยิ้มกว้างของเขาที่ส่งให้หญิงสาว

“ผมดีใจมากที่เธอรับรักผม จริงๆแล้วผมมันก็แค่คนธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่ผมสามารถประสบความสำเร็จได้มันเพราะมีเธออยู่เคียงข้างคอยดูแลเวลาผมล้ม ในชีวิตนี้ ไม่ว่าอะไรผมก็ให้เธอได้ทั้งนั้น”

กระทั่งสิ่งที่เขาพูดออกมาก็ยังไม่เหมือนกับตอนนี้ กาลเวลาช่างน่ากลัว มันสามารถเปลี่ยนชายคนหนึ่งที่ตกหลุมรักหญิงสาวจนหมดใจให้เปลี่ยนไปอย่างเลือดเย็น

“ที่ฉันเป็นคนที่ดีขึ้นได้ ก็เพราะว่ามีเขาคอยช่วยเหลือเหมือนกันค่ะ ฉันไม่เคยเชื่อในเรื่องของคู่ชีวิตหรือด้ายแดงจนได้พบกับเขา ฉันดีใจมากๆค่ะที่ชีวิตนี้เราได้มาพบกัน”

กระทั่งหญิงสาวผู้สวยงามเพราะความรักในอดีต ยังสามารถกลายเป็นคนบ้าคลั่งและสาดคำพูดร้ายกาจใส่คนที่หล่อนเคยสาบานว่าเป็นด้ายแดงของตัวเองได้   

ผมสงสัยว่าถ้าพวกเขาได้มาเห็นคลิปนี้อีกครั้ง พวกเขาจะหัวเราะมั้ย

จะขำหรือเปล่าที่ตัวเองเคยพูดเรื่องพรรค์นั้นออกมาได้

ขนาดผมยังรู้สึกว่ามันแปลกเลย เหมือนกับคนในจอแก้วนั่นไม่ใช่ผู้บังเกิดเกล้าของผม

ตลกดี ก็ความเป็นจริงน่ะ…

ทันใดนั้นผมรู้สึกได้ว่าภาพความสุขในจอแก้วเบื้องหน้ามันหายไป เปลี่ยนเป็นภาพของบ้านที่ข้าวของกระจัดกระจายเหมือนระเบิดลง ทุกอย่างล้วนถูกใช้เพื่อระบายอารมณ์ของทั้งคู่ เศษกระเบื้องแตกกระจายบนพื้นกับเสียงตะโกนจากคนทั้งสอง

“ทำไมผมจะต้องมาแบ่งเงินที่ได้จากสินทรัพย์ของตัวเองให้ผู้หญิงแบบคุณด้วยวะ!?”

“คุณว่ายังไงนะ ไอ้สารเลว! กล้าดียังไง มันก็สาสมแล้วไม่ใช่เหรอที่คุณจะต้องเอามาให้ฉันน่ะ ในเมื่อคุณอยากไปเริ่มใหม่กับนังนั่น! คุณขโมยช่วงเวลาสาวของฉันไป ไอ้คนเฮงซวย!”

“ผมเฮงซวยเหรอ! ไม่อยากเชื่อว่าออกมาจากปากคนอย่างคุณ คุณมันดีแต่ทำให้คนหัวเสีย คิดเหรอว่าไอ้หน้าสวยๆมันจะหลอกคนได้ ไม่ว่าใครเจอคนอย่างคุณเข้าไปก็หนีหมดนั่นแหละ!!”

“แกมันมีดีนักแหละไอ้หน้าตัวเมีย! ได้คนที่สนับสนุนแกแล้วก็คิดจะทิ้งฉันกับลูกที่ทุ่มเทอยู่ข้างแกมาตลอดเหรอ! ถ้าไม่มีฉันคอยอยู่ด้วยตอนนั้นแกก็เป็นได้แค่ไอ้คนไร้ค่านั่นแหละ!!”

แม่ผมที่เคยร่าเริงและยิ้มตลอดเวลาเหมือนโลกนี้มันสวยงามนัก บัดนี้กลับปัดแจกันตกพื้นด้วยความโมโห หล่อนตะคอกเสียงดังจนลำคอเกร็ง ดวงตากลมสวยบัดนี้กลับถลึงเครียดด้วยความโกรธ

“ไอ้คนที่แต่งเข้ามาตัวเปล่าแบบคุณ แม่งจะเรียกร้องอะไรวะ!!! น่าสมเพช!!”

พ่อที่ผมเคยเขียนส่งครูว่าเป็นฮีโร่ของผม และผมอยากโตขึ้นมาเหมือนเขา บัดนี้กลับเหมือนไอ้ขี้เมาข้างถนนที่งัดปากเอาคำหยาบคายออกมาใช้

“ฉัน? ฉันนะเหรอที่เข้ามาตัวเปล่า ไอ้แก่อย่างแกมันก็เคยจนไม่ต่างกันหรอกน่า หรือพอได้ถือเงินเยอะๆแล้วก็ลืมกำพืดของตัวเองว่าเคยมาจากข้างล่างเหมือนกันล่ะ!!? ฉันน่ะ ตั้งแต่แรกจะได้ก้าวไปเป็นนางแบบแล้วแท้ๆ แต่กลับต้องมาอยู่บ้านเลี้ยงลูกเพราะคุณอยากให้ทำอย่างนั้น ตัวเองก็ออกไปเริงร่าข้างนอกไม่สนหัวใครหน้าไหนอยู่แล้ว!!”

ผมที่จ้องมองผ่านรอยแยกของประตูนิ่งอึ้งไป สุดท้ายจึงหมุนตัวจากมา ขาเล็กๆก้าวเข้าห้องส่วนตัวของตัวเอง มุดผ้าห่มคลุมโปงแล้วเอามือปิดหูฮัมเพลงทำราวกับไม่ได้ยินเสียงตะโกนสลับกับข้าวของตกพื้นข้างนอกนั่น

ไม่ได้ยิน…เราไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

โด เร โด โด เร ที ซอล โด ที ลา ซอล

ผมพึมพำเพลงที่เรียนมาจากที่โรงเรียน หวังให้มันกลบเสียงภายนอกออกไปให้หมด

แต่สุดท้ายแล้วเสียงของตัวเองกลับกลายเป็นการสะอื้น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลหลากออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ผมปล่อยให้แก้มสัมผัสความชื้นอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีการเช็ดออกเพราะมือกำแน่นที่หูเหมือนต้องการป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก

โด เร ที ที

เหมือนกับผมย้อนกลับไปที่ตรงนั้นในเวลานั้นอีกรอบ มันแจ่มชัดเหมือนกับกำลังเกิดขึ้นอยู่

ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของคนทะเลาะกัน มีเสียงนึงที่แทรกโสตประสาทเข้ามา

“จิน ชอบนะ”

มันทำให้ผมสงบลง เสียงนั้นทั้งอ่อนโยนและแผ่ขยายจนกลบเสียงตะโกนของคนทั้งสอง

ผมเอามือที่ป้องหูออก ฟังเสียงนั้นให้ชัดมากขึ้น มันค่อยๆถอยห่างออกไปจนผมต้องเดินตามเพราะไม่อยากให้เสียงทุ้มนุ่มของใครบางคนที่คุ้นเคยเสียเหลือเกินต้องหยุดลง

จนสุดท้าย ด้วยการนำทางของเสียงนั้น ผมเดินกลับไปยังห้องนั่งเล่น ที่ซึ่งพ่อกับแม่ของผมยังคงทะเลาะกันอยู่

ผมเปิดประตูบานกว้างออกไป ในนั้นพ่อแม่ผมยังคงตะคอกใส่กันไม่เลิก แต่น่าแปลกที่ผมไม่ได้ยินเสียงของพวกเขาแล้ว เหมือนพวกเขาเป็นแค่วิดีโอที่ไร้เสียง

“จิน ชอบมากๆนะ”

เสียงทุ้มนุ่มของคนคุ้นเคยยังคงดังอยู่ข้างหูกระทั่งตอนที่ผมเอื้อมมือไปข้างหน้า

มือผมสัมผัสบางสิ่งซึ่งล่องหน มันเย็นเฉียบ และทันทีที่ผมแตะมัน ภาพของแม่กับพ่อเบื้องหน้าก็หยุดลงเหมือนวิดีโอที่หยุดเล่น

ผมออกแรงดันเล็กน้อย พลันเกิดรอยแตกขยายราวกับกระจกแก้วกำลังร้าว รอยแตกของมันขยายออกไปเรื่อยๆเหมือนใยแมงมุม

“ชอบนะ ชอบมากๆ”

ผมดันเต็มแรง สิ่งล่องหนเบื้องหน้าพลันแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย เหลือเพียงตัวผมที่นั่งอยู่ในคอนโดกับวิดีโอซึ่งเล่นมาถึงตอนสุดท้ายของพิธีแต่งงาน

“จูบกันๆๆๆ” เสียงโห่ร้องของคนในงานดังอย่างต่อเนื่อง หญิงสาวกับชายหนุ่มในชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาวยิ้มเอียงอาย ก่อนทั้งคู่จะมองกันด้วยสายตาลึกซึ้งและโน้มหน้ามอบความอ่อนหวานให้แก่กันและกันเป็นสัญญาณของความรักและการเริ่มต้นชีวิตคู่

ผมลุกขึ้นไปปิดทีวีแล้วเอาแผ่นซีดีออกมา พึมพำกับมันเบาๆในตอนที่ผมเก็บมันอย่างทะนุถนอมลงกล่องใส

“ยินดีด้วยนะครับสำหรับงานแต่งงาน…แล้วก็ ขอบคุณนะครับที่ให้ผมเกิดขึ้นมา”

ผมหันไปหากรอบรูปที่บรรจุรูปภาพของแม่ เธอในหมวกปีกกว้างส่งรอยยิ้มใจดีอย่างที่เป็นเสมอมาให้ผม

“แม่ครับ…”    

ถึงเวลาแล้วที่เด็กคนนี้จะทิ้งซากเรือไว้ข้างหลัง แล้วออกไปสำรวจโลกกว้างภายนอกที่เขานึกกลัวมาตลอด


-------------------------------------------------------
กลับมาพร้อมกับความชิบหายของมิดเทอมฉันเอง/หัวเราะเป็นภาษาตุรกี
ถึงขั้นนั่งคิดว่าทั้งชาตินี้จะทำบัญชีดุลได้สักครั้งมั้ยนะ......../เหม่อ
พอทำข้อสอบเสร็จนอกจากความรู้สึกอยากพุ่งลงจากตึกก็อยากหยิบไม้ฟาดข้อสอบนี่แหละ ตีให้เปงเศษกระดาษปัยเรย เจ้าโง่ แกทำให้ฉันดูแย่

มาเฉลยแล้วนะว่าน้องกลัวอะไร แง กลัวเขียนได้ไม่ดีไม่สื่อถึงเรื่องที่น้องกลัวเหมือนกัน....
เอาเป็นว่าสามารถเม้นหรือมาพูดคุยกันที่แท๊ก #แต่งตัวให้น้อง ได้นะคะ

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0
เริ่มต้นใหม่นะจิน...  :o12:

ออฟไลน์ nofsnof

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
ก้าวไปพร้อมกันนะ หนูไม่ใช่เศษซากความรักของใครนะลูกก
 :hao5: :hao5: :hao5:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Wwavez

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
จินอ่าา สู้ๆค้าบไปตามเจ้าหมาได้แล้ว บอกรักให้เจ้าหมาฟังได้แล้วนะ :mew2:

ออฟไลน์ TheWanFah

  • ความใกล้ชิด บางครั้ง ทำให้เราเผลอคิดไปเอง
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1145
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
เริ่มใหม่นะจิน
กลับไปหาเคย์ได้แล้ว

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-6
สงสารน้องมาก สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำมันส่งผลใหญ่โตมากต่อเด็กตัวเล็กๆ แง ไปตามเคย์กลับมานะลูก

ออฟไลน์ MeiHT

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer
«ตอบ #293 เมื่อ19-03-2019 00:14:17 »

บทที่ 11 : ไม่ได้เกลียด

   ผมคว้าเสื้อผ้าออกมาจากตู้ ยัดตัวเองเข้าใปในชุดนั้นแล้วจึงแต่งตัวในรูปแบบที่มั่นใจที่สุด

   เปิดดูตารางการแข่งขันอีกรอบในเฟสบุ๊ค มันโชว์หราถึงตารางการแข่งคัดเลือกนักกีฬาประจำมหาลัย ผมแพลนในใจถึงเรื่องราวหลังจากนี้ และเวลาที่ผมต้องซิ่งไปให้ทันก่อนที่การแข่งขันจะเลิก

   ผมแทบวิ่งสี่คูณร้อยลงมาจากห้องเพื่อมาที่รถตัวเอง รถอีโค่คาร์ของผมขับทะยานจากคอนโดตัวเองกลับถิ่นรังสิตด้วยความเร็วที่น่าหวาดเสียว จนกระทั่งมันมาจอดนิ่งสนิทหน้าสนามกีฬาบาส ผมถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อมาถึงทันเวลาพอดี

   ผมเปิดกระจกพกเช็คอีกครั้ง ใบหน้าของผมถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจนเหมือนผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง จมูกของหล่อนเชิดรั้นเหมือนคนดื้อ แถมด้วยท่าทีหยิ่งๆเวลาหันซ้ายขวาเพื่อเช็คหน้าจนผมทวินเทลพลิ้วไหว

   ผมก้าวลงจากรถด้วยท่าทางมั่นใจ ถึงแม้ว่าชุดเชียร์ลีดเดอร์สีขาวเอวลอยและกระโปรงเทนนิสสั้นจะทำให้ดูสะดุดตามากก็ตาม แต่ผมไม่วอกแวกแม้แต่ตอนที่เดินเข้ามานั่งในอัฒจันทร์

   และถึงรู้ตัวว่ามีคนมากมายกำลังมองมาที่ผม สายตาผมก็จับจ้องเพียงร่างสูงใหญ่ที่กำลังวิ่งอยู่ในสนามเพียงคนเดียว

   เคย์หมุนตัวหลอกเพื่อนต่างทีมเพื่อเลี้ยงลูก ก่อนจะพาสบอลต่อไปยังเพื่อนอีกฝ่าย มีเสียงกรี๊ดกร๊าดดังมาจากที่นั่งคนดู เขาจึงเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะสะดุดล้มพรืดเมื่อสายตามาปะทะกับผมพอดี

   ตึง!

   เหมือนกับยักษ์ล้มเมื่อเขาเอาหน้าจุ่มพื้น เคย์กระเด้งตัวลุกขึ้นมาจ้องเขม็งทางผมทันทีเหมือนกับว่ารอยแดงที่หน้าผากตัวเองเป็นแค่เรื่องตลก

   “อ้าว เป็นอะไรหรือเปล่า” เพื่อนร่วมทีมเขาถามอย่างเป็นห่วง และชายหนุ่มก็ส่ายหน้าเบาๆพร้อมกับกลับไปโฟกัสกับการเล่นอีกรอบ แต่ไม่วายส่งสายตาดุคมปลาบมาหาผมเป็นครั้งสุดท้าย

   ผมได้แต่นั่งเท้าคางยิ้มกริ่มมอง

   ก็ถ้าไม่แต่งตัวอย่างนี้ ก็คงได้เมินกันอีกรอบแน่

   ผมนั่งไขว่ห้างเผยผิวต้นขาขาวๆของตัวเอง มองเคย์ที่เล่นในสนามอย่างคล่องแคล่วทว่ากลับมีจุดพลาดหลายครั้งจนน่าเสียดาย

   “หยุดก่อน!” เสียงโค้ชดังขึ้นแทรก ก่อนที่เขาจะลากตัวเคย์ออกไป ผมได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นโค้ชตัวใหญ่กำลังต่อว่าเขาด้วยน้ำเสียงที่รุนแรง ดูเหมือนว่าก่อนหน้าที่ผมเข้ามา เคย์ก็คงจะทำพลาดพอสมควร

   ผมรู้มาตลอดว่าเขาเล่นบาส แต่ไม่เคยรู้ว่าเขาเล่นเก่งขนาดไหน ได้ข่าวแค่ว่าเขาทำให้คณะนิติคว้าที่สองมาได้อย่างภาคภูมิ

   โค้ชเป่านกหวีดเป็นการสั่งพัก รูมเมทในชุดบาสของผมจึงได้ฤกษ์ย้ายตัวเองมาหาผมเสียที เขาก้าวขาเร็วๆจนเหมือนการวิ่งมาถึงที่นั่งที่ผมนั่งอยู่

   “ทำอะไร” เขาว่าเสียงเครียด หน้าไร้รอยยิ้ม

   ผมตบที่นั่งข้างตัว

   “มาคุย”

   “คุยที่ห้องก็ได้”

   “มึงไม่กลับห้องแล้วจะคุยกันยังไง”

   สุดท้ายแล้วผมกับเขาก็จ้องตากันอย่างหยั่งเชิง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเป็นฝ่ายแพ้ เขาทรุดลงนั่งข้างๆตัวผมทั้งๆที่ยังทำหน้าบึ้งตึ้งไม่เลิก

   “อยากคุยอะไร” เคย์เสียงแข็งแบบที่ชวนทำให้ใจแป้ว ผมไม่เคยเห็นเขาใจร้ายขนาดนี้มาก่อน ทั้งพูดห้วนๆและไม่ยอมมองหน้า

   “ไว้ค่อยจบการคัดเลือกค่อยคุยก็ได้” ผมตัดสินใจเลื่อนเรื่องราวที่อาจจะทำให้ความรู้สึกเรายุ่งยากกว่าเดิมไปไว้ข้างหลังเพราะวันนี้เป็นวันสำคัญของเขา “วันนี้เป็นอะไรทำไมเล่นไม่ได้”

   “ไม่มีอะไร ไม่ต้องมายุ่ง กลับไปเหอะ” เขาปฏิเสธเสียงกระด้างแถมยังหลบตาผม ถ้าเป็นเมื่อตอนเช้าผมอาจจะใจเสียจนย้ายตัวเองขึ้นรถกลับห้องไป แต่ในตอนนี้ที่ผมพกลูกตื้อมาพร้อม ไม่มีวันที่ผมจะปล่อยไปเสียหรอก

   “พูดมา ต่อให้มึงพ่นคำใจร้ายๆออกมากูก็ไม่ไปไหนหรอกนะ”

   เคย์ตวัดตามามองผม สายตาคมนั่นดูดุร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ กระทั่งแฝงแววตัดพ้ออย่างน่าสงสาร

   เขาพ่นลมหายใจพรูเหมือนกับเหนื่อยใจกับผมนักหนา ขนาดตัวผมที่ทำใจสู้มาจนถึงขนาดนี้พอเจอสายตารำคาญของเขาเข้าไปยังใจแป่วจนอยากกลับห้องเลย

   “เวลามึงใจร้ายก็ใจร้ายสุดกู่จริงๆนะ”

   “มันไม่ใช่เพราะมึงเหรอ”

   ผมหุบปากฉับ ละสายตาจากหน้าคมๆของเคย์ไปมองในสนาม โค้ชบาสตัวใหญ่ยืนคุยกับนักกีฬาหลายคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

   พวกเราไร้คำพูดกันอยู่นาน แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นเคย์ก็ไม่ยอมลุกหนีไปไหนเสียที

   “…เปล่า ก็แค่ กูคิดว่ากูอาจจะไม่เก่งบาสอย่างที่คิด อาจจะเป็นอย่างที่โค้ชบอก ที่ว่ากูก็แค่เก่งในสังคมแคบๆ กูก็แค่เหลิง
เพราะเคยโดนครูพละชม มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร กูก็ไม่ได้หวังอะไรอยู่แล้วกับการคัดตัว กูทำไม่ได้อยู่แล้วล่ะ คนเก่งๆเยอะขนาดนี้”

   โกหก

   ไม่หวังอะไรเลยก็คงยาก เขาชอบบาสเสียขนาดนั้น

   ดวงตาเขาเป็นประกายเวลาได้ขยับร่างกายไปหาแป้น กระทั่งการส่งลูก การชู้ตห่วง และการฝึกซ้อมร่างกายตลอดเวลา เขายังยอมทำทั้งหมดนั้นเพื่อให้ได้มาคัดเลือกตัวในวันนี้

   ผมมองคนสูงใหญ่ในชุดบาสชุ่มเหงื่อ มือของเขาวางนิ่งที่ตักของตัวเองแต่ถ้าสังเกตดีๆก็จะเห็นมือเขาสั่นเล็กน้อย ดวงตาเขาจ้องมองไปยังเพื่อนร่วมทีมและต่างทีมที่รวมตัวกันอยู่ในสนามข้างหน้า

   ผมมองเขานิ่งๆก่อนจะหันไปมองในสนามอีกครั้ง พวกเราไม่ได้มองตากันตอนที่ผมพูดขึ้นว่า

   “เพราะโค้ชบอกว่ามึงแย่ แสดงว่ามึงเล่นบาสไม่เก่งเหรอ และเพราะว่าอาจารย์สมัยมัธยมชมว่ามึงเล่นบาสเก่ง นั่นหมายถึงมึงเล่นเก่งเหรอ”

   “ตกลงแล้วใครกันแน่เป็นคนบอกว่ามึงทำไม่ได้ โค้ชเหรอ? หรือเพื่อนร่วมทีมของมึง? หรือมันเป็นเพราะตัวมึงเองที่เชื่ออย่างนั้น”

   ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบอะไร โค้ชก็เป่านกหวีดเรียกอีกครั้ง ร่างสูงใหญ่หันมามองผมอีกรอบด้วยสายตาอ่านยากแล้วจึงต้องรีบวิ่งลงจากที่นั่งเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือก

   ผมเท้าคางมองตามรูมเมทตัวเอง ได้เพียงแต่หวังว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่ผมพูดไป

   ผมไม่อาจพูดให้เขาสู้ หรือบอกว่าเขาทำได้ นั่นเป็นเพราะเขาไม่เชื่อว่าตัวเองสามารถทำได้ ผมทำได้เพียงเตือนสติเขาว่าไม่ว่าจะมีใครสักกี่คนบอกว่าเขาเก่งหรือไม่เก่ง นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นอย่างที่คนพวกนั้นพูดจริงๆ

   เขาจะต้องเชื่อมั่นในตัวเอง และต้องมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองมี

   เขาต้องเป็นคนหาคำตอบเองว่าเขาเหมาะหรือไม่เหมาะสำหรับสิ่งนี้

   เคย์เหลือบมองมาทางผมอีกรอบแล้วส่งยิ้มมุมปากมาให้ ก่อนที่จะกลับไปโฟกัสกับลูกบาสในสนามอีกรอบและแน่นอนว่าผมกลั้นยิ้มจนปวดแก้มไปหมดเมื่อเขาฟอร์มดีขึ้นมามากกว่าเมื่อกี้โข

   ร่างแข็งแกร่งภายใต้เสื้อบาสขยับอย่างรวดเร็วไปตามช่องว่างของศัตรู เลี้ยงบาสส่งไปให้เพื่อนๆบ้าง ชู้ตลงจากระยะสามคะแนนบ้าง เขาทำพลาดบ้างแต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อนที่ละล้าละลังยามโดนมองแผนออก

   เคย์พลิกแผลงทันทีที่ทีมตรงข้ามรู้การเคลื่อนไหว เขาเมินเสียงตะโกนของโค้ชแล้วเล่นตามที่ตัวเองมั่นใจ

   ร่างสูงใหญ่ของรูมเมทผมเปล่งประกายในสนาม ดึงแทบทุกสายตาไปเสียหมด เขาชะงักเมื่อเห็นคู่ต่อสู้บล็อกทางไปเสียหมด แต่ชายหนุ่มแก้เกมด้วการชู้ตยาวส่งไปให้เพื่อนร่วมทีม

   “เยี่ยม!” โค้ชที่เพิ่งส่งเสียงด่าไปเมื่อครู่พยักหน้าชม ผมเบ้ปากใส่ อยากจะกลอกตามองบนเสียเหลือเกิน

   “หมดเวลา!!” เสียงปรื้ดที่ดังขึ้นพร้อมๆกับลูกที่ถูกชู้ตลงห่วงฝั่งตรงข้าม
เคย์เอามือยันเข่าอย่างเหนื่อยอ่อน เขายืดตัวขึ้นยกชายเสื้อบาสขึ้นเช็ดเหงื่อที่ไหลไปตามกรอบหน้าเผยลอนแพคจากการออก
กำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผิวขาวมันวาวด้วยเหงื่อยิ่งทำให้กลิ่นอายบุรุษเพศชัดมากขึ้น

        “กรี๊ดดดด” เสียงสาวๆดังขึ้นรอบๆเมื่อเขาเลิกเสื้อขึ้น ผมหน้าบึ้งมองไอ้คนที่ปล่อยเสน่ห์เรี่ยราดอย่างไม่รู้ตัวแถมยังหันหน้าส่งรอยยิ้มมุมปากเท่ๆ

         ร่างแข็งแรงของเขาวิ่งผ่านสนามมาหาผม เขาหยุดยืนที่ข้างล่างอัฒจันทร์พร้อมกับอ้าแขนออก

         ผมเดินลงจากที่นั่ง ปีนข้ามที่กั้นราวเหล็กซึ่งอยู่ขวางระหว่างที่นั่งกับสนามชนิดที่ว่าหากคนข้างล่างมองขึ้นมาอาจจะเห็น
สิ่งที่อยู่ภายใต้กระโปรงอย่างน่าหวาดเสียว แล้วผมก็โถมตัวลงไปในอ้อมกอดเขา

          เคย์รับผมไว้ อ้อมแขนแข็งแรงโอบรัดรอบเอวผม เขาเลื่อนแขนลงปิดช่วงก้นผม เส้นผมสีน้ำตาลนุ่มของวิกคลอเคลียกับบ่าเรียบตึงนั่น

          “ดื้อ” เขาว่าหน้าเรียบตึงเพราะความไม่พอใจ

          “So...Punish me” ผมแลบลิ้นอย่างซุกซน แอบเห็นเขากัดปากทำหน้าเหมือนคนอดกลั้นยิ่งอยากยั่วจนทนไม่ไหว ไม่รู้ว่าเอาความกล้าจากไหนมา รู้เพียงแต่ว่าวันพรุ่งนี้ผมอาจจะกัดลิ้นตายด้วยความอับอายก็เป็นได้

           “โดนแน่!” เขากัดฟันพูด อุ้มผมเดินดุ่มๆออกจากสนามตรงไปทางออก ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมทีมของเขาตะโกนเรียกแต่เคย์เพียงบอกว่าขอกลับก่อนเพราะเหนื่อยแล้ว

           “จะพาไปไหน” ผมถามเขาเมื่อรูมเมทตัวโตอุ้มผมไปทิศทางตรงกันข้ามกับทางออก เขายิ้มกริ่มแต่ไม่บอกอะไร

           “พาไปลงโทษเด็กดื้อ” ว่าแล้วเขาก็บีบก้นผมหนักๆทีนึง ผมทุบไหล่เขาระบายความอาย

           “ลามก”

           “อุ้มเข้าเอวสบายเลยชุดนี้”

           “ก็เอาดิ”

           เคย์ยกยิ้มพอใจ เขาเปิดประตูห้องบางอย่างซึ่งผมพึ่งสังเกตว่ามันเป็นห้องล็อกเกอร์ของนักกีฬา

           “เดี๋ยวก็มีคนมาเจอหรอก” ผมเหลียวมองรอบตัวอย่างกังวลเมื่อค้นพบว่าห้องมีเพียงล็อกเกอร์เรียงรายกันเป็นชั้นๆกับเก้าอี้เหล็กที่ไว้สำหรับให้นักกีฬานั่ง

           “ก็ไปชั้นลึกๆสิ” เขาพาผมเข้าไปชั้นลึกๆ

           ชายหนุ่มวางผมลงเมื่อเราถึงชั้นล็อกเกอร์ที่ลึกที่สุด เขาดันผมจนหลังแนบกับตู้โลหะเย็นๆแล้วก้มลงจูบ

           ริมฝีปากคล้ำซึ่งคนมักเข้าใจผิดว่าเขาเป็นพวกสูบบุหรี่จัดทาบทับลงบนปากผม ลิ้นพวกเรากระหวัดเกี่ยวกัน ในขณะนั้นมือของ
           
            ผมก็ถูกฝ่ามือหยาบใหญ่กอบกุมไว้

            “พวกเรา….อยู่ในฐานะอะไรกัน” เขากระซิบชิดริมฝีปากผมเมื่อจูบของเราหยุดลง จมูกเราคลอเคลียกันจนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆจากอีกฝ่าย

            ผมเห็นความลังเลในสายตาเขา และน่าตลกที่ตัวผมซึ่งสะท้อนอยู่ในดวงตาเขาก็แสดงออกถึงความกังวลใจเช่นเดียวกัน

             ผมคว้าคอเขาให้โน้มลงมาจูบกันอีกรอบ

            ผมเห็นเด็กชายจากอดีตของตัวเองมองมาจากมุมมืดในห้องล็อกเกอร์เหมือนจะถามผมว่าสิ่งที่ผมตั้งใจจะบอกในวันนี้เป็นเรื่องที่แน่นอนแล้วหรือ

            ความกลัวที่สะสมมายาวนานหลายปีไม่อาจถูกทำลายในวันเดียว

           “กู…” ผมอ้ำอึ้ง

           เคย์แค่นหัวเราะ  มีแวบหนึ่งมันฟังดูสับสนและสิ้นหวัง แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็วจนผมนึกว่าเป็นภาพลวงตา

      “ถ้าไม่รู้จะตอบอะไรก็อย่ามาให้ความหวังกูจะได้มั้ยวะ ทำเหมือนจะมาหากูเมื่อไรก็ได้แบบนี้”

       ผมส่ายหน้า คิดจะปฏิเสธแต่ก็พูดไม่ออก

       “ได้ ไม่บอกก็ไม่บอก กูก็จะทำตามใจเหมือนกัน”

        สิ้นคำพูดเขาก็ก้มลงจูบผมอย่างรุนแรง ทั้งบดริมฝีปากทั้งกัดมันจนผมรู้สึกเจ็บแปลบ

   พวกเราใช้สัญชาตญาณให้มันนำทาง เขาใช้ฝ่ามือลูบไล้ไปตามลำตัวผม มือข้างซ้ายของเขาวางทาบลงบนช่วงเอวซึ่งเปิดเปลือยของผมอย่างจาบจ้วง ในขณะที่มือข้างขวากำลังบีบเนื้อตรงต้นขาแล้วตีจนขึ้นเป็นรอยแดง

   เพี๊ยะ!

   ผมสะดุ้งเมื่อรู้สึกแสบร้อนตรงต้นขา มือใหญ่บีบเนื้อที่ขึ้นรอยแดงจนเนื้อหนั่นแน่นขึ้นรอยมาตามร่องนิ้วมือเขา เคย์ไม่ยอมให้ผมหยุดดู เขาจูบผมซ้ำๆ หยุดพักเพียงชั่วครู่แล้วก้มลงทาบริมฝีปากอีก

    “เดี๋ยว…หายใจ…ไม่ทัน” ผมเบี่ยงหน้าหลบเมื่อลมหายใจขาดห้วง เคย์ยิ้มเยาะนิดๆ มือของเขายังคงไล่รุกรานไปตามผิวเนื้อของผมไม่หยุด

   เคย์เลื่อนมือขึ้นร่นเสื้อเชียร์ของผมขึ้นไปเหนือราวนม ผมจิกบ่าเขาเมื่อชายหนุ่มเลื่อนศีรษะลงไปเหนือหน้าอกผม ลิ้นร้อนๆตวัดลิ้มรสลูกเชอร์รี่จนมันขึ้นสีแดงเปล่ง

   เขาดูดดุนมันจนเกิดเสียงน่าอายไปทั่วบริเวณ ร่างกายผมเหยียดเกร็งเมื่อเขาเลื่อนมือขึ้นมาขยี้ตุ่มไตอีกข้างอย่างรุนแรง

   “เบาหน่อย…ฮือ…อ๊ะ” ผมรู้สึกเหมือนว่าเขาไม่ยั้งแรงอีกต่อไป ต่างจากครั้งก่อนๆที่ยังระวังตัว

   รูมเมทของผมใช้นิ้วคีบตุ่มเนื้อซึ่งแสบจากการโดนขยี้ แล้วดึงมันเหมือนหยอกล้อ จนในที่สุดเขาก็เปลี่ยนข้างมาเลียมันปลอบใจ ตุ่มเนื้อซึ่งโดนกระตุ้นประสามสัมผัสจากเมื่อครู่ยิ่งไวต่อความรู้สึก มันทั้งเจ็บทั้งเสียวอย่างบอกไม่ถูก

   เคย์เกี่ยวแพนตี้ผมลง เขาถุยน้ำลายใส่นิ้วก่อนจะสอดใส่เข้าช่องทางของผมอย่างกักขฬะ

   “เจ็บ!” ผมทุบไหล่เขาประท้วง แต่ชายหนุ่มไม่สนใจ หลังจากเตรียมพร้อมด้วยการคว้านนิ้วไปมา แหวกถ่างมันตามใจชอบเหมือนต้องการระบายอารมณ์โมโห เขาก็ช้อนตัวผมเข้าเอวอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกได้ถึงแท่งเนื้อร้อนๆจ่อที่ทางเข้าแล้ว

   “อย่าร้องเสียงดังล่ะ”

   หมาโกลเด้นที่บัดนี้กลายร่างเป็นหมาป่าใจร้ายเสือกร่างกายตัวเองเข้ามารวดเดียวจนผมรู้สึกจุก ผมจิกเล็บเข้ากับบ่ากว้างของเขาจนเป็นรอย รู้สึกว่าร่างกายตัวเองตอดรับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาอย่างเป็นจังหวะ

   “ฮึก…เจ็บ…มันแน่น จุกน่ะ” ทั้งๆที่ผมกำลังน้ำตาคลอเบ้าแท้ๆแต่เขากลับครางเสียงต่ำในคออย่างพึงพอใจ

   “เงียบน่า”

   หลังผมแนบกับผิวโลหะเย็นๆ เคย์ขยับร่างกายอย่างรุนแรงจนตัวผมเองเสียดสีกับล็อกเกอร์ข้างหลังจนได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดไปทั่วบริเวณ

   ยิ่งเขาอุ้มตัวผมในท่านี้ มันยิ่งทำให้เขาเสือกไสเข้ามาได้ลึกขึ้น ผมหลุดเสียงร้องครางเมื่อการขยับตัวของเขามาโดนจุดที่ทำให้ร่างกายต้องเหยียดเกร็งด้วยความสุขสม

   “อ๊า…เจ็บ! อ๊ะ ฮืออ”

   ผมครางไม่เป็นภาษา เคย์ขยับเอวพร้อมปล่อยตัวผมลงมานิดหนึ่งให้ตัวผมเคลื่อนลงไปตามความยาวของแท่งเนื้อ กระโปรงเทนนิสตัวสั้นสีขาวขยับขึ้นลงตามจังหวะสอดประสานของพวกเรา

   “สุดยอด…แน่นชิบ ดีสุดๆ”

   เคย์ก้มลงกัดคอผมอย่างแรงจนผมนิ่วหน้าอย่างเจ็บปวด เขาเร่งจังหวะย้ำจุดอ่อนไหวซ้ำๆจนผมแทบปลดปล่อย

   แต่ทว่าจู่ๆเขาก็หยุด ชายหนุ่มถอนกายออกมาพร้อมกับปล่อยตัวผมลง ผมที่ขาสั่นระริกจนไม่มีแรงยืนได้แต่ไถลตัวลงไปกับล็อกเกอร์อย่างเหนื่อยอ่อนจนสุดท้ายลงไปนั่งกองอยู่กับพื้น

   ความใหญ่โตของเขาจ่ออยู่ตรงใบหน้าผมพอดี

   “อ้าปาก”

   เขาจับมันมาจ่อตรงปากผม กลิ่นของผู้ชายจากเขารุนแรงกว่าปกติเพราะเพิ่งผ่านการเล่นกีฬามา แต่มันไม่ได้ทำให้ผมหมดอารมณ์ ตรงกันข้ามผมยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากเวลาโดนคุกคามในรูปแบบนี้

   ผมอ้าปากรับส่วนหัวมันเข้ามา แต่เคย์กลับจับหลังคอผมแล้วส่งแท่งเนื้อของตัวเองเข้ามาจนสุดลำคอ ผมแทบสำลักเพราะความใหญ่โตของมัน รสชาติปะแหล่มแปลกๆกับกลิ่นอายของบุรุษอบอวลอยู่ในปากของผม

   ผมดูดุนมันอย่างเก้ๆกังๆ ซึ่งนั่นไม่ทำให้เขาพอใจเสียเลย

   “ใช้ไม่ได้”

   สุดท้ายเขาก็ช้อนผมขึ้นมาจากพื้น ส่งผมไปนอนคุกเข่าอยู่บนเก้าอี้เหล็กตัวยาวในห้องนักกีฬา ชายหนุ่มยกสะโพกผมขึ้นสูงจนประโปรงผมร่นลงเผยก้นหนั่นแน่นของตัวเอง

   เขาจับแท่งเนื้อร้อนๆของตัวเองจ่อตรงปากทางผมที่เต้นตุบๆเป็นจังหวะ

   “อ๊า!” ผมร้องเมื่อเขาใส่มันเข้ามาทีเดียวจนสุดลำอีกครั้งโดนไม่ขยายทาง คราวนี้เคย์จับสะโพกผมแล้วเด้าเอวจนเก้าอี้เหล็กครูดไปกับพื้น ชายกระโปรงสั่นไหวเพยิบพยาบจากแรงส่งเบื้องหลังจนปิดภาพการสอดประสานของพวกเรา

   เขาจับท่อนเนื้อของผมแล้วสาวรัวๆจนในที่สุดหลังจากที่โดนปรนเปรอทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ผมก็ปลดปล่อยสายธารสีขาวขุ่นออกมา ดวงตาผมเหม่อลอยเพราะความสุขที่เพิ่งได้แตะเมื่อสักครู่

   “แม่งเอ๊ย แม่ง!” เขาสบถในลำคอขณะที่หยิบชายกระโปรงขึ้นเหน็บกับขอบจนเปิดเปลือยส่วนที่เชื่อมต่อกัน ผ้าสีขาวกระทบต้นขาของผมเป็นจังหวะเมื่อเขาขยับเข้าออกถี่รัว

   เคย์เอื้อมมือทั้งสองข้างสอดเข้าที่แผ่นอกผมแล้วคีบดึงตุ่มเนื้อทั้งสองเป็นครั้งสุดท้าย เขาดึงมันอย่างแรงแล้วปล่อยมันให้เด้งกลับไปที่เดิม

   “เจ็บ! เจ็บนะ! ฮึก” ผมแทบร้องไห้เมื่อเขาออกจะเกินลิมิตไปหน่อย จนสุดท้ายเคย์จึงละจากแผ่นอกผมแล้วเปลี่ยนไปกระแทกข้างหลังจนรู้สึกถึงหน้าขาเขาที่กระทบก้นผม

   พั่บ พั่บ พั่บ พั่บ

   เสียงหยาบโลนมาพร้อมกับสัมผัสแนบแน่น รูมเมทผมส่งตัวเองเข้ามาให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนสุดท้ายเขาจึงขยับเนิบนาบเข้ามาแนบสนิทภายใน ปลดปล่อยอารมณ์ออกมาในรูปแบบน้ำสีขาวขุ่นที่ไหลออกมาเต็มช่องทางไปหมด

   เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูผม

   “มึงเจ็บแล้วคิดว่ากูไม่เจ็บบ้างเหรอ”

   ผมสะอื้นฮักเมื่อเขาผละออกไปแล้วโดยไม่สนใจผม ทันทีที่ผมขยับตัว ร่างกายกลับประท้วงจนผมตกลงไปนอนคู้ตัวอยู่กับพื้น

   “จิน!” เคย์ก้าวเข้ามาอุ้มตัวผมขึ้นนั่ง น้ำสีขาวขุ่นซึ่งคั่งค้างอยู่ในช่องทางค่อยๆไหลออกมาตามขาด้วยแรงโน้มถ่วง

   “บ้าเอ๊ย บ้าเอ๊ย!! บ้าเอ๊ย!!!” เขาทุบอากาศอย่างงุ่นง่าน แต่แล้วกลับได้ยินเสียงประตูห้องเปิดออก

   ผมสะดุ้งจนตัวโยนเมื่อมีคนเข้ามาภายในห้อง ชายหนุ่มหันไปหยิบเสื้อฮู้ดสีดำตัวยาวของตัวเองแล้วสวมทับคลุมให้ผม ปลดวิกของผมออกภายในเวลารวดเร็วให้ผมทที่ยังตั้งตัวไม่ทันเสียด้วยซ้ำ เขาโยนวิกใส่ล็อกเกอร์ผ่านๆแล้วปิดมันอย่างแรงแล้วจึงดึงผมให้ไปยืนหลบข้างหลังเขา

   “เฮ้ เคย์” ชายหนุ่มผู้มาใหม่เข้ามาในจังหวะพอดีกับที่พวกเราจัดการสภาพเสร็จ ผมใช้ร่างกายเคย์เป็นแหล่งกำบัง รู้สึกถึงน้ำขาวขุ่นที่ไหลลงมาตามขาและภาวนาไม่ให้ใครเห็นมัน

   “ไงว่ะนพ มีไร วันนี้กูขอกลับก่อน ยังไม่ฉลอง กูเหนื่อย ผลออกมาเมื่อไรค่อยบอกกูก็ได้” เขาอธิบาย มือเขาคอยดันผมไม่ให้ออกมาเห็นคนข้างนอก

   “เฮ้ย เปล่า…กูไม่ได้มาเรื่องนั้น ว่าแต่มีอะไรกันหรือเปล่าวะ”

   “ไม่มี” เสียงเคย์ต่ำคล้ายคำรามไม่ให้เขาเข้ามายุ่ง

   “อ้อ…เออ โอเค เออ” ผู้มาใหม่ที่ชื่อนพเว้นช่วงไปนิดหนึ่งก่อนจะบอก “คือกูจะถามว่าคนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์เมื่อกี้ใครวะ”

   “ถามทำไมวะ มึงรู้จักรึไง”

   “เออ เหมือนใครบางคนที่กูรู้อ่ะ ตอบคำถามกูมาเหอะน่า”

   เคย์นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะบอก

   “เด็กผู้หญิงข้างบ้านที่รู้จัก เมทกูพาเขามาทำตัวแปลกๆถึงนี่กูเลยกำลังทะเลาะกันอยู่”

   รูมเมทผมเหมือนจะบอกเขากลายๆว่านี่เป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมจะมาคุยอย่างแรงซึ่งคนมาใหม่ก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี

   “อ้อ ผู้หญิงเหรอวะ…งั้นคงไม่ใช่” เขาโบกมือแล้วเดินออกไปทางประตู “งั้นกูไปก่อนแล้ว เจอกันมึง”

   เมื่อเขาออกไปแล้ว ร่างสูงตระหง่านของเคย์ก็หันกลับมาหาผม เขาประคองผมไปนั่งนิ่งๆก่อนจะคุกเข่าอยู่ข้างล่าง หยิบผ้าขนหนูและน้ำขวดจากในกระเป๋ากีฬา

   ชายหนุ่มเทน้ำลงบนผ้า บิดมันให้หมาดแล้วเช็ดคราบขาวขุ่นซึ่งไหลตามเรียวขาของผม

   น้ำตาผมคลอเบ้าเมื่อได้รับสัมผัสอบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อครู่

   “มึงเป็นอะไรวะจิน มึงไม่มาตามกู ไม่หยุดกูด้วยซ้ำตอนที่กูเดินออกไป แล้วมึงก็มาหากู มาทำให้กูสับสนไปหมดอีกครั้งทำไมวะ”

   “อึก…ฮึก”

   “อย่าร้อง กู…บ้าเอ๊ย อย่าร้องสิวะ หยุดเลย” เขาใช้มือสากๆปาดน้ำตาบนหน้าผมที่ไหลลงมาอย่างกลั้นไม่ได้

   “มันหยุดไม่ได้” เสียงผมสั่นเครือ

   “มึงเห็นกูเป็นอะไรวะ อยู่ดีๆก็เดินกลับเข้ามา ไม่อธิบายอะไรสักอย่าง แล้วกูก็เสือกยอมตั้งแต่เห็นหน้ามึงแล้ว” เขาแนบศีรษะลงกับตักผม

   “…”

   “กูยอมแล้ว กูขอโทษ กูจะไม่พูดเรื่องชอบอะไรนี่อีก เรากลับไปเป็นเหมือนเดิมเหมือนตอนก่อนที่เรื่องทั้งหมดนี่จะเกิดขึ้นได้มั้ยวะ”

   “…ไม่ได้” ผมตอบอย่างหนักแน่น

        สายตาของเคย์มอดลงเหมือนคนโดนดับความหวัง

   ผมเหลือบตาไปมองมุมมืดซึ่งอดีตของผมยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น จ้องมองถามเหมือนว่าคิดดีแล้วหรือ

   คิดดีแล้วสิ

   ผมเอ่ยปากพึมพำตอบกลับไป

   ความกลัวซึ่งซ่อนในใจผมไม่หายไปไหน มันเพียงแค่ตัวเล็กลงเพราะมีบางอย่างที่สำคัญมากกว่า

   “เคย์…กูไม่เกลียดมึง ไม่เกลียดเลย กูไม่รู้ว่าตอนนี้มันคืออะไร แต่กูคิดว่ามึงคือคนสำคัญของกู” ผมประคองใบหน้าเขาขึ้นมา จ้องในดวงตาตอนที่พูด

   แววตาของเขาที่มอดดับกลับค่อยๆสว่างไสวระยิบระยับเหมือนดวงดาว

   “เพราะงั้น…จนกว่ากูจะแน่ใจจริงๆ ช่วยอยู่ข้างกูก่อนได้มั้ย”

   ชอบไม่ชอบ รักหรือเปล่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่สามารถตัดสินได้อย่างรวดเร็ว หากพูดออกไปเร็วเกินก่อนเพื่อที่จะรู้ตัวในทีหลัง ก็จะมีเพียงเขาที่เจ็บอยู่คนเดียว

   แต่ที่แน่นอนคือผมจะไม่หนี

   ผมจะค้นหามันไปพร้อมๆกับเขา

   “ได้…กูยอมมึงทุกอย่าง ยอมได้หมด” เขาพยักหน้า ยิ้มกว้างเผยเขียวข้างเดียวที่ผมนึกคิดถึงเป็นที่สุด

   “กูยอมได้หมดจริงๆถ้าเป็นมึง”

   แน่นอนว่าคำพูดของเขาทำให้ผมเกิดกังวลใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ผมเลือกที่จะเชื่อใจตัวเองกับเขาให้มากๆ

   “โอเค งั้นกลับห้องกันมั้ย”

   “อือ”

   เคย์ประคองผมให้ลุกขึ้น ตัวผมเซเล็กน้อยจนปะทะกับร่างกายแข็งแกร่ง กลิ่นเหงื่อจากกายเขาแฝงด้วยฟีโรโมนจนทำเอาใจเต้นส่ำ

   จู่ๆเขาก็หัวเราะจนผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอกเขากระเพื่อม

   “ทำไม หลงเสน่ห์กูแล้วเหรอ” เขาเอื้อมมือมาบีบจมูกผมอย่างหมั่นเขี้ยว

   “หลงตัวเองเกินไปแล้ว” ผมปัดมือนั่นออกอย่างหัวเสีย แต่เขากลับหัวเราะร่าแล้วอุ้มผมขึ้นด้วยแขนเพียงข้างเดียว

   คนตัวสูงฉวยกระเป๋าแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำอย่างเริงร่า หางกระดิกไม่หยุดกระทั่งตอนที่เขายัดผมเข้าที่นั่งข้างคนขับแล้วย้ายตัวเองไปขับรถให้

   “เอากุญแจมาเร็ว” เคย์กระดิกนิ้วยิกๆซึ่งผมก็ตอบแทนด้วยการหยิบกุญแจมาปาใส่ด้วยความหงุดหงิดกับความร่าเริงจนเกินเหตุ ทั้งๆที่ตัวผมปวดจนไม่รู้จะบรรยายยังไง

   ฮึ่ม

   “ปวดตัว กลับไปแล้วเปิดอ่างน้ำอุ่นให้กูแช่ด้วย ไม่สิ บ้าเอ๊ย ที่ห้องไม่มีอ่างน้ำนี่นา จบปีหนึ่งแล้วต้องย้ายออกไปให้ได้”

   “ครับๆ”

   “มาเป็นเบ๊กูไปอีกสัปดาห์เลย”

   “ได้ครับ”

   “แล้วก็ไปซื้อของกินมาให้กูซะ”

   “ครับ เอาอะไรอีกมั้ยครับ”

   “มานวดตัวให้กูด้วยตอนค่ำนี้!!”

   “ได้ๆ”

   ผมเดาะลิ้น

   “แสตนบาย24ชั่วโมง กูเรียกเมื่อไรต้องลุกเมื่อนั้นเข้าใจมั้ย!”

   “รับทราบครับ”

   ผมเอื้อมมือไปบิดเอวคนที่ยิ้มจนเกินเหตุ ไม่ว่าจะคำสั่งอะไรก็ไม่สามารถทำให้เจ้าตูบเลิกสั่นหางเหมือนหมาดีใจเวลาเจ้าของตบรางวัลได้เสียที

   สุดท้ายคนที่เสียเปรียบก็มีผมคนเดียวนี่

   น่าโมโหชะมัด!

v
v
v
ต่อข้างล่าง


ออฟไลน์ MeiHT

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer
«ตอบ #294 เมื่อ19-03-2019 00:14:33 »

   “เช็ดตัวให้กูเดียวนี้เลย”

   พอเข้ามาถึงในห้องผมก็นอนแผ่บนเตียงอย่างไม่กลัวจะเปรอะเปื้อนใดๆ เหตุเพราะเมื่อยขบจนไม่อยากเคลื่อนไหว

   เคย์ถอดเสื้อบาสชุ่มเหงื่อออก ทิ้งมันลงในตะกร้าแล้วคลานเข่าขึ้นเตียงมาลอกคราบผม

   “สุดยอด วิวดีสุดๆ” เขาผิวปากหวือเมื่อถอดเสื้อฮู้ดสีดำของตัวเองออกจนเหลือแค่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ข้างใน ชายหนุ่มโยนเสื้อส่งๆแต่กลับเข้าตะกร้าผ้าพอดีสมกับเป็นนักบาสตัวท็อป

   “หุบปาก” ผมเอาเท้ายันแผ่นอกเขาแต่กลับโดนคว้าข้อเท้าไปพาดบ่าเสียอย่างนั้น

   “อีกสักรอบได้มั้ย” เสียงเขาเว้าวอน

   “ไม่!”

        เคย์ยู่ปาก ปล่อยข้อเท้าผมให้เป็นอิสระแล้วลุกขึ้นไปหาผ้ามาชุบน้ำอุ่น

        หมาตัวโตกลับมาพร้อมกับผ้าขนหนู เขาเริ่มจากการเช็ดหน้าอย่างเบาๆ ความอุ่นของมันพอดีกับความต้องการของผมจนหลุดเสียงพอใจในลำคอ
 
        “อย่าครางแบบนั้นได้มั้ย”

        “หึ”

        ความอุ่นชื้นไล่ไปตามคอ เขาประคบหลังคอกับไหล่ของผมเพื่อคลายความเมื่อยล้า แล้วจึงเช็ดตรงแผ่นอกด้วยการร่นเสื้อเชียร์ขึ้น

         ตุ่มไตทั้งสองข้างยังคงแดงเปร่งแถมยังวาวเพราะหลงเหลือความชื้นจากการดูดกลืน เคย์กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ก่อนที่จะเช็ดอย่างระวัง

         “ฮือ” ผมร้องเมื่อรู้สึกเจ็บ

         “เจ็บเหรอ…กูทำแรงไปรึเปล่า”

         ตอนนี้หน้าตาเขาดูกังวลอย่างมาก

         “โน้มตัวลงมาหน่อย” ผมสั่งคนที่ดูเลิกลั่กจนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ

         ชายหนุ่มเอามือยันเตียง คร่อมตัวผมเสียมิดแสง ผมผงกหัวขึ้นเล็กน้อยสูดกลิ่นอายจากผิวชื้นเหงื่อของเขา

         เขากลับมาแล้ว

         เรากลับมาอยู่ด้วยกันแล้วจริงๆ

          “บ้าเอ๊ยจิน เดี๋ยวก็ได้สติแตกจริงๆหรอก ยิ่งค้างๆอยู่” เขาผละออกอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคมหล่อแดงก่ำไม่รู้เพราะเขินหรือกำลังอดกลั้นอยู่

           ผมหัวเราะขำในฃำคอ เขาเลยฟาดมือกับอากาศแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติใหม่

           เคย์เช็ดตัวให้ผมต่อจนกระทั่งมาถึงส่วนที่น่าเหนื่อยใจที่สุด

          “เข้าห้องน้ำดีกว่ามั้ย”

           “ไม่เอา” ผมพูดอย่างเอาแต่ใจ

           “แต่มันต้องล้วงออกนะ”

          “ก็ทำดิ”

          “เฮ้อ” เขาขยี้ผมตัวเองจนยุ่ง เคย์จับผมพลิกให้นอนคว่ำแล้วจึงเลิกกระโปรงเทนนิสขึ้น

          “หื่นกาม”

           “ก็มึงพึ่งบอกเองว่าให้กูทำอ่ะ!” เขาหายไปในห้องน้ำครู่หนึ่งเพื่อซักผ้าใหม่อีกครั้ง ชายหนุ่มคลานเข่ากลับขึ้นมาทาบทับผมอีกครั้ง เขาใช้ผ้าอุ่นๆนั่นเช็ดก้นกลมๆของผมจนมันเด้งไปมา ได้ยินเสียงคนข้างหลังสูดหายใจเฮือก

            เจ้าหมาโง่วางผ้าอุ่นประคบที่ต้นขาผม ก่อนจะเริ่มสอดนิ้วเข้าช่องทางซึ่งยังชื้นอยู่เพื่อล้วงเอาสิ่งที่ยังคงคั่งค้างอยู่ภายใน

             นิ้วทั้งสองของเขาขยับเคลื่อนไหวไปมาในร่างกายผม จนคว้านไปโดนจุดที่ไม่ได้ตั้งใจ ผมยกสะโพกลอยบดเบียดเข้าหานิ้วของเขาให้มากขึ้น

             “จิน” เขาครางเสียงต่ำ ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตั้งใจ กระโปรงเทนนิสสีขาวของผมร่นลงตามการเคลื่อนไหวปกปิดความกลมกลึงไปครึ่งหนึ่ง

             เขาส่งนิ้วเข้ามาอีกรอบ ขยับเอาน้ำสีขาวขุ่นซึ่งถูกปล่อยไว้ข้างในออกมาจนหมด ผมรู้สึกว่าช่องทางตัวเองขยับเรียกร้องเมื่อเขาเอานิ้วออกไปแล้ว

             “ยุบหนอพองหนอ เนื้อหนังมังสาขาวๆหนอ เอ๊ย”

             ผมขยับตัวนอนตะแคงจนเห็นร่างกายสัดส่วนSอย่างชัดเจน

            “เก่งมากเจ้าหมา ไม่วอกแวก”

           “ไม่วอกแวกก็บ้าแล้ว” เขาชี้เป้าที่นูนของตัวเอง แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ถอนหายใจเฮือกแล้วเอาผ้าไปบิดมาเช็ดตัวให้ต่อ ทั้งข้าง

           หน้าซึ่งเลอะคราบไม่ต่างกัน แล้วสุดท้ายจึงไล่เช็ดขาให้อย่างตั้งใจ

          “เหนื่อย” ผมฝังใบหน้ากับหมอน

          “งั้นก็นอน เดี๋ยวกูประคบขากับแขนให้ ตื่นมาจะได้ไม่ปวด”

            ผมอมยิ้มกับถ้อยคำใส่ใจนั่น ขยับร่างกายหาองศาที่ชอบแล้วซุกตัวอย่างสบายใจ มองคนตัวใหญ่ในห้องรูหนูเล็กๆนี่ที่เดินไปเดินมาไม่หยุดเพราะพยายามหาของนู่นนี่มาประเคนให้ผม

            ผมซ่อนรอยยิ้มไว้กับหมอน

           ห้องกลับมาอบอุ่นอีกครั้งแล้ว

-----------------------------
เนี่ย ดราม่าจบแล้วววววว ช่วงนี้เราติดนิยายแอร์กูล ปัวร์โรต์ค่ะ จริงๆซื้อมานานแล้วแต่เพิ่งเอามานั่งอ่าน ถ้าเทียบกับเชอร์ล็อคที่เคยอ่านแล้วชอบปัวร์โรมากกว่า อาจจะเพราะเราชอบคาแรคเตอร์เขา แล้วก็ภาษาแปลอ่านง่ายกว่า
ติดจนถึงขั้นที่ว่าถ้ายังมีแรงจะเขียนนิยายต่ออาจจะเขียนนิยายแนวสืบสวนสอบสวน ตอนนี้เริ่มรางพล็อคคร่าวๆแล้ว...
แต่จะเข็นออกมาได้มั้ยต้องรอดูอีกทีนะคะ ฮา เขียนแต่ละเรื่องเหมือนจะหมดพลังเลย

มีข่าวมาแจ้งค่ะ
ตอนแรกมีสำนักพิมพ์ติดต่อเรามา แต่สุดท้ายเราได้ปฏิเสธไปนะคะ เหตุผลแรกคือเราคอมมิชหน้าปกกับรูปประกอบแล้ว
เหตุผลที่สองคือกลัวค่ะ ด้วยความที่นิยายมัน....ฉากมันแบบ แง เอาเป็นว่ารู้กัน เราเลยกลัวว่าถ้ามันแมสออกไป อยู่บนชั้นหนังสือแล้วสักวันจะต้องได้เห็นปกนิยายตัวเองในทวิตเตอร์แน่ๆ ฮา ตอนนี้ก็คิดแคปชั่นออกเลยว่าจะโดนวิจารณ์ยังไง ก็เลยจำกัดมันให้แคบไว้ดีกว่า

ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเกียรติมากค่ะที่สำนักพิมพ์ที่เรานับถือได้ติดต่อมา ขอบคุณมากจริงๆนะคะที่นึกถึงนิยายเรื่องนี้ บรรยายไม่ถูกแต่เป็นเกียรติจริงๆค่ะ TvT 

อย่างตอนนี้ก็ไม่มีเหตุผลไม่มีอะไรเลยค่ะ แค่อยากเขียนฉากนี้เฉยๆ ทุกคนรู้กันเนอะว่าเป็นkinkแปลกๆอ่ะ
*****นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นตามจินตนาการของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงนะคะ

ปล.2 โมเดอเรเตอร์เล้าจะแบนมั้ยคะ ฮือ แต่ไม่ได้โฆษณาขายเนอะ เอาเป็นว่าถ้าผิดกฎเดี๋ยวมาลบทิ้งนะคะ

ออฟไลน์ GDNEE

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer UP! P.10[19/03]
«ตอบ #295 เมื่อ19-03-2019 01:32:43 »

ดีมากเลยค่ะ​ จริงๆอ่านค้างตอนที่10เอาไว้​ กลัวดราม่า​ เราก็รอแล้วรออีกรอให้นักเขียนมาอัพต่อ​ ฮือออ​ ชอบบ​
ปล.รอหนังสือนะคะ​ ไม่พลาดแน่นอนเรื่องนี้

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-6
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer UP! P.10[19/03]
«ตอบ #296 เมื่อ19-03-2019 02:34:07 »

เก่งมากเจ้าหมา อดทนเก่งเป็นที่หนึ่ง !!  :hao7:

ออฟไลน์ nofsnof

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer UP! P.10[19/03]
«ตอบ #297 เมื่อ19-03-2019 02:35:47 »

รอหนังสือนะคะ น้องจินคนเดิมกลับมาแล้ว YAY
ต่อไปก็ขอแซ่บๆเลยน้าา :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ Spenguin

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 181
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer UP! P.10[19/03]
«ตอบ #298 เมื่อ19-03-2019 07:08:51 »

 :impress2: :pig4: :impress2:

ออนไลน์ yunnutjae

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 578
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
Re: [เรื่องสั้น] Cosplayer UP! P.10[19/03]
«ตอบ #299 เมื่อ19-03-2019 13:02:14 »

เฮ้อออออ ดีกันซักที  :เฮ้อ:
จากนี้ก็ขอหื่นๆ เอ้น หวานๆนะคะ  :laugh:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด