{เรื่องสั้น} สมุดกระจก (ตอนเดียวจบ)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: {เรื่องสั้น} สมุดกระจก (ตอนเดียวจบ)  (อ่าน 11143 ครั้ง)

ออฟไลน์ 23August

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 198
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนYออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2019 21:05:18 โดย 23August »

ออฟไลน์ 23August

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 198
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
สมุดกระจก


   มันต้องเป็นสามวันสองคืนที่โคตรน่าเบื่อแน่นอนเลย

   นั่นคือความคิดแรกที่แล่นเข้ามาตอนเห็นป้ายผ้าดิบระบายสีตรงหน้า ไล่อ่านตั้งแต่ชื่อค่ายสุดเห่ยไปจนถึงผู้จัด แล้วด้านล่างสุดก็เป็นจำนวนวันที่ผมต้องติดแหงกอยู่

   ถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ตั้งแต่ลืมตาตื่น หรือต้องบอกว่าตั้งแต่รู้ว่ามีชื่อของตัวเองติดอยู่ในรายชื่อผู้ได้เข้าร่วมกิจกรรม

   คือไม่ได้อยากมาเลยไง ตอนเขียนใบสมัครแทบจะกรอกตามใจชอบเลยนะ

   "ใครยังไม่ได้ลงทะเบียนมาตรงโต๊ะซ้ายสุดเลยนะครับ"

   ขยับตัวไปต่อแถวในช่องตามที่บอก ถอนหายใจอีกสักครั้งให้อาการหงุดหงิดทั้งหมดนี่ลดลงไปบ้าง คณะของผมมีข้อบังคับเรื่องกิจกรรมสาธารณะหนึ่งครั้งในระยะเวลาสี่ปีของการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งเหมือนว่าจะขัดต่อสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานอยู่เล็กน้อย แต่ทำยังไงได้ล่ะ

   ในเมื่อคนมีสิทธิตะโกนเท่าไหร่ คนใส่หูฟังตอนเขียนข้อบังคับก็ไม่ได้ยินอยู่ดี

   "น้องชื่ออะไรนะ"

   "ดินทร์"

   "อะไรนะ?"

   "ดิน เติมทอรอทัณฑฆาต"

   "...อีกรอบ"

   กลอกตามองบน เกลียดชื่อของตัวเองก็เวลาอย่างนี้นี่แหละ "เขียนแค่ดินไปก็ได้"

   "โอเค"

   มองรุ่นพี่ปีสาม (ดูจากป้ายชื่อ) เขียนชื่อแบบตัดตอนของผมลงไปในป้ายกระดาษโฟโต้แต่งลายเป็นธีมค่ายของปีนี้ ตามด้วยแฮชแท็กที่มีเลขหนึ่งต่อท้ายเพื่อบอกชั้นปี

   "อันนี้ร้อยไว้กับกระเป๋า เอาไปวางรวมตรงมุมห้อง แล้วจะเรียกรวมตอนสิบโมง"

   อันนี้ที่ว่าคือกระดาษแข็งสีฟ้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเขียนชื่อของผม ด้านบนเจาะรูร้อยเชือกสีขาวแดงเอาไว้ พยักหน้ารับทราบพลางหยิบทั้งป้ายชื่อ ป้ายร้อยกระเป๋า แล้วก็เอกสารประกอบความเข้าใจมาไว้ในมือ ดูไร้มารยาทนิดหน่อยตอนนึกได้ว่าลืมพูดขอบคุณ คงยังเบลออยู่ล่ะมั้ง แค่แหกตาตื่นมาทันขึ้นรถทัวร์พัดลมตอนตีสี่ครึ่งนี่ก็บุญมากแล้วเถอะ

   ทำทุกอย่างเสร็จตามที่บอกแล้วก็เหลือเวลาให้แกร่วอีกเกือบครึ่งชั่วโมง มองซ้ายขวาก็เจอกับเพื่อนร่วมรุ่นหน้าคุ้นหลายคนอยู่ ค่ายห้องสมุดคือค่ายที่หลายคนแย่งชิงกันมาเพราะระดับความลำบากในการทำงานน้อยที่สุด จากการรีวิวของรุ่นพี่หลายต่อหลายรุ่นแนะนำว่านี่คือตัวเลือกในการทำกิจกรรมสาธารณะที่ดีที่สุด

   ที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้มีแค่กิจกรรมทำค่ายอะไรอย่างนี้หรอกที่รวมอยู่ในข้อบังคับเรื่องกิจกรรมสาธารณะ ถ้าทำงานบางอย่างในระดับคณะหรือว่าระดับมหาวิทยาลัยเองก็เอามาใส่ได้เหมือนกัน ต้องเข้าใจคนไม่ชอบขยับตัวอย่างผมหน่อย เรื่องอะไรต้องเอาตัวเองไปติดอยู่กับงานที่ต้องใช้เวลาทั้งปีในการทำ ทั้งที่สามารถจบได้ในสามวันสองคืนอย่างนี้ แล้วอีกอย่างคือมันเป็นค่ายแรกที่จัดตั้งแต่ช่วงเปิดเทอมไม่นานเลย ทำให้มันจบๆ เลยก็ดี

   ค่ายห้องสมุดชื่อก็บอกแล้วว่ามาทำห้องสมุด ปีนี้คนจัดทำค่ายเลือกสถานที่ไม่ไกลตัวมหาวิทยาลัยอย่างที่ต้องนั่งรถข้ามคืน อันนี้แค่ประมาณสี่ชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว

   สนามหญ้าแห้งมีสีเหลืองเป็นหย่อม ความกว้างของมันเป็นสองเท่าได้เมื่อเทียบกับสนามสมัยมัธยมของตัวเอง ความแตกต่างของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลกับสิ่งที่เคยคุ้นมากเสียจนเผลอเดินสำรวจพื้นที่อื่นไปอีกหลายส่วน ทั้งโรงอาหารที่มีเก้าอี้ยาวเพียงไม่กี่ตัว ห้องคอมพิวเตอร์ที่ยังเป็นแบบจอหนา แล้วก็ห้องเรียนที่รวมชั้นประถมสามกับสี่ไว้ด้วยกัน

   ยังหาส่วนที่ต้องมาเปลี่ยนแปลงไม่เจอ ผมเคยเข้าเวิร์กชอปแล้วครั้งหนึ่งก่อนจะมา รู้คร่าวๆ ว่าต้องทำอะไรบ้าง สร้างชั้นวางของใหม่ ทาสีห้องโดยรอบ แล้วก็ทำสื่อการสอนที่ง่ายแก่การเข้าใจ

   "อันนี้จะเป็นรายชื่อแผนกงานในวันนี้นะ ใครที่อยากแลกก็หาเอาเองเลย"

   ตอนที่กลับมารวมกันเวลาสิบโมงถึงเห็นว่ามีสมาชิกมาร่วมเยอะมากเมื่อเทียบกับสเกลงาน ก็อย่างที่บอกล่ะนะ นี่เป็นเบสท์ชอยส์สำหรับคนที่ต้องการเก็บกิจกรรมส่วนนี้

   "พี่ชื่อพี่ศาสตร์นะครับ เป็นประธานค่ายปีนี้"

   ตามมาด้วยเสียงปรบมือ ผมจ้องหน้าประธานจัดค่ายพลางคิดถึงผู้ชายคนที่แหกปากปาวๆ ตอนวันเวิร์กชอป คนละคนนี่นา ส่วนมากคนที่มาเข้าร่วมกิจกรรมเป็นเด็กปีหนึ่งและปีสองเกือบทั้งหมด ปีสามเป็นทีมจัด ส่วนปีสี่แค่ดูแลความเรียบร้อยในภาพรวม

   "ส่วนที่อยู่ข้างๆ นี่พี่แก้ม รองประธาน ที่กดเครื่องคิดเลขอยู่ชื่อพี่ย้ง เหค่าย" พี่แก้มเป็นผู้หญิงตัวเล็กที่มาพร้อมกับแว่นตากรอบเหลี่ยมอันใหญ่ ส่วนพี่ย้งก็ตี๋สไตล์จีนมาเลย "แล้วก็...อ้าว?"

   พี่ประธานผู้มาพร้อมกับรัศมีผู้นำหันซ้ายขวามองหาบางคน ผมชื่นชมความ 'ดูดี' แม้แต่ยามที่ต้องตามหาบางคนนั้นเงียบๆ ผมยาวลงมาเป็นทรงเห็ด ใบหน้าตามแบบผู้ชายอบอุ่นแล้วก็ใจเย็น พูดออกมาจบประโยคก็ยิ้มตลอดจนเมื่อยหน้าแทน

   "มีใครเห็นสามบ้าง"

   "เตรียมของอยู่กับพัสดุนะ"

   เสียงนั้นมาจากอีกมุมหนึ่งของห้อง ยังคงจ้องหน้าคุณพี่ศาสตร์ที่ผงกหัวขึ้นลงก่อนอธิบายต่อ "แล้วก็มีอีกคนคือพี่สาม อยู่ฝ่ายสวัสดิการบวกกิจกรรมบวกพัสดุ"

   ขอชื่อฝ่ายอีกรอบได้ไหมนะ...

   "สรุปง่ายๆ คือมันอยู่ทุกฝ่าย เห็นมันว่างเรียกได้ แต่ใช้ให้ทำงานแทนไม่ได้นะ"

   เสียงหัวเราะครืนมาจากทุกภาคส่วน คำอธิบายต่อจากนั้นคือพี่สามที่ว่าจะเป็นคนดูแลภาพรวมทั้งหมดของการทำกิจกรรมไม่ว่าทางไหน ความจริงพี่เขารับหน้าที่ดูแลแค่ส่วนของสวัสดิการ แต่อย่างอื่นเป็นการโดนลากตัวไปช่วยเสียมากกว่า

   "แล้วอันนี้คือสมุดกระจกนะ จะมีชื่อของทุกคนไล่ไปตามชั้นปี กระดาษกับปากกาวางเอาไว้ข้างๆ ขอความร่วมมืออย่าเผลอเอาปากกาติดมือไปด้วย งบประมาณมีจำกัดครับ"

   ความเป็นกันเองที่ส่งผ่านวิธีการพูดและท่าทางการอธิบายคลายความตึงระหว่างคนแปลกหน้าได้ไม่น้อย ผมมองตามมือของพี่ศาสตร์ที่ชี้ไปทางด้านหลังของห้อง บอร์ดกรอบไม้หนึ่งของห้องถูกคลุมด้วยกระดาษสีราคาถูก ที่ติดอยู่เรียงกันคือซองจดหมายสีน้ำตาลอ่อนขนาดประมาณเอห้าเขียนชื่อของสมาชิกเอาไว้

   มองจากล่างขึ้นบนเพราะพี่เขาบอกเอาว่าเรียงตามชั้นปี ผมเจอชื่อของตัวเอง (แบบที่ไม่มีทอรอและทัณฑฆาต) อยู่ตรงริมขวาสุด เป็นมุมที่สังเกตได้ง่ายเหมือนกัน

   "เผื่อว่าอยากคุยอะไรกับใครแล้วไม่กล้าก็หาเวลาว่างมาเขียน หรือจะเอาไว้ด่าตอนอู้งานก็ได้นะ"

   มันเป็นส่วนน่าตื่นตาสำหรับผม ก็เป็นคนประเภทที่ไม่เคยไปไหนไกลว่าค่ายลูกเสือตอนมัธยมต้นเลยนี่นา อย่างค่ายรด. ก็คงไม่นับเนอะ...

   "ตามตารางอีกไม่เกินห้านาทีก็น่าจะออกไปกินข้าวเที่ยงได้แล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มงานภาคบ่ายได้เลยนะครับ อุปกรณ์มีเตรียมเอาไว้แล้วตามห้อง ถ้าขาดเหลืออะไรห้องพัสดุจะอยู่ชั้นหนึ่งติดกับบันได"

   การขานรับดังมาจากทุกส่วน บางคนก็ลุกขึ้นขยับร่างกายเตรียมตัวสำหรับอาหารกลางวัน หรือไม่ก็หันมานั่งจับกลุ่มคุยกันเรื่องทั่วไป

   ผมหันไปมองชื่อตัวเองที่เขียนไม่ถูกอยู่อย่างนั้น

   รีบกินข้าวแล้วกลับมาแก้หน่อยแล้วกัน

 

   ดินดิน

   ...แล้วไหงตอนที่ผมกลับมาตอนเย็นชื่อของตัวเองก็ถูกเปลี่ยนไปแล้วล่ะ

   ใช้เวลาทานอาหารกลางวันง่ายๆ อย่างไข่พะโล้กับกะเพราะไก่สับเพียงไม่กี่สิบนาที บางคนเดินออกมาก่อนด้วยซ้ำ ผมนั่งทานอาหารกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ไม่ได้สนิท เป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์โดยใช้เรื่องของชั้นปีมาเป็นตัวเชื่อม ไม่รู้ว่าตัวเองทานเร็วหรือพวกเขาอ้อยอิ่งขนาดผมรอสักพักแล้วยังทานไม่ถึงไหนเลย

   จากนั้นก็ทำงานในส่วนที่ตัวเองได้รับมอบหมาย ไม่มีโอกาสได้เข้าไปแก้ไขชื่ออย่างที่ตั้งใจเอาไว้ เพราะพี่ศาสตร์มาประกาศว่าไม่อยากให้งานส่วนของคืนนี้เลิกดึก เลยขอความร่วมมือร่นระยะเวลาทานข้าวลงหน่อย

   ผมต้องไปทำสื่อการสอนสำหรับเด็กประถมต้น เป็นตารางคำศัพท์เกี่ยวกับร่างกายแบบภาษาอังกฤษง่ายๆ หนึ่งความรู้ใหม่คือการเรียนของเด็กในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองบางครั้งมีบุคลากรน้อยเสียจนต้องเอามารวมห้องกันเพื่อให้สะดวกต่อการดูแล และการเรียนของพวกเขาก็แตกต่างไปจากที่ผมเคยผ่านมาพอสมควร

   ทุกอย่างถูกเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วไม่ว่าจะเป็นแผ่นพีพีบอร์ด กระดาษสี แบบตัวอย่างที่ให้ตัดแปะ แล้วก็วิธีการใช้งานหากไม่เข้าใจ โดยเฉพาะส่วนล่างสุดที่บอกว่าหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาให้ติดต่อพี่สามได้เสมอ

   "พี่สามนี่เก่งขนาดนั้นเหรอ"

   ตั้งแต่เช้าที่มีคนเรียกหาเขาแล้ว ผมไม่ค่อยได้เข้าสังคมในคณะเท่าไหร่น่ะ

   "ทำได้หลายอย่างอะ"

   "ดูเป็นที่รักของทุกคนดี"

   กวาดตาเร็วๆ ก็เห็นว่านอกจากชื่อของตัวเองแล้วของคนอื่นก็ถูกแก้ไขเพิ่มเติมเหมือนกัน อย่างเช่นของพี่ศาสตร์นี่มีคนเอาออกจนเหลือแค่คำว่า 'สาส' อยู่เด่นหรา พี่ย้งก็กลายเป็นยุ่ง

   กระดาษที่วางเอาไว้ให้สำหรับเขียนใส่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่เมื่อทุกคนดูมีความสุขกับการเขียนไปบนหน้าซองเลยมากกว่า ผมเห็นลายเซ็นต์ของพี่ศาสตร์ประธานค่ายพร้อมคำว่าขอบคุณอยู่บนมุมขวาบนของทุกซอง ตราปั๊มยางลายนกฮูกของพี่แก้ม แล้วก็ข้อความย้งมาเยือน ที่เห็นของสามคนนี้ก่อนคงเป็นเพราะพวกเขามีหน้าที่ดูแลภาพรวมเลยมีเวลาพอที่จะแวะมาก่อนที่จะเจองานหนัก

   ไล่ดูชื่อเล่นใหม่ของทุกคนไปจนครบ เลยเพิ่งเห็นว่าพี่ที่ชื่อสาม

   ...กลายเป็น 'สามี <3 ' ไปแล้ว

   

   "งั้นคืนนี้เอาไว้แค่นี้ แยกย้ายไปอาบน้ำได้เลยครับ"

   คุยปัญหาที่เกิดขึ้นรวมถึงทำความเข้าใจงานในวันรุ่งขึ้นเสร็จก็ได้เวลาพักผ่อน เรานอนรวมกันในห้องเรียนหนึ่งซึ่งถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องนอนชั่วคราว เสื่อยาวเป็นเมตร ผ้าห่มผืนบางกับหมอนสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ของอภินันทนาการจากวัดที่ห่างออกไปไม่ไกล

   บางคนคงเป็นตัวเซียนในการมาค่าย เลยเตรียมพร้อมทั้งถุงนอนแล้วก็หมอนผ้าห่ม เสียงพูดคุยกันดังเป็นระยะต่างจากโลกในเมืองที่มักจะเป็นการคุยผ่านตัวอักษร เรื่องที่คณะผู้จัดย้ำเตือนมาตั้งแต่ก่อนเริ่มค่ายว่าเรามาทำประโยชน์ให้เขา ไม่ควรจะทิ้งภาระใดๆ ไม่ว่าทางตรงแล้วก็ทางอ้อม อย่างเรื่องการชาร์จโทรศัพท์ก็เหมือนกัน เรื่องง่ายที่หลายคนมักมองข้ามกันไป

   เราตกลงให้ผู้หญิงเข้าไปอาบน้ำก่อนตามความรู้สึกอย่างที่ควรจะเป็น ตอนนี้ผมมีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีกสองคนแล้วนะ เราทำงานฝ่ายเดียวกันในวันนี้ แล้วพรุ่งนี้ก็ยังบังเอิญได้ทำเหมือนกันอีก พวกเขาเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ายแล้วเลยรู้จักกันพอสมควร และความเป็นกันเองนั้นก็ช่วยให้ผมเข้าเป็นส่วนที่สามได้ง่าย

   "ไปดูสมุดกระจกกันไหม?"

   คงจะเบื่อกันแล้วมั้ง พอคิดอย่างนั้นผมก็เลยคิดได้ว่าที่ไปดูครั้งก่อนตัวเองลืมตรวจข้างในซองไปเสียสนิท ก็เอาแต่มองปฏิบัติการปรับเปลี่ยนชื่อของคนอื่นจนลืมไปเลยว่ามันมีข้างในด้วย

   สมาร์ตโฟนของตัวเองมีประโยชน์ที่สุดก็ตอนนี้แหละ ตอนที่ใช้เป็นไฟฉายพาพวกผมจากส่วนห้องนอนไปยังห้องทำงานส่วนกลาง เราไม่ได้ล็อกห้องเอาไว้เพราะคงไม่มีใครหลบเข้ามาขโมยกองหนังสือเป็นตั้งอย่างนี้ เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เปิดรับคนแปลกหน้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยล่ะ

   พอถึงจุดหมายต่างคนก็แยกย้ายไปตามชื่อของตัวเอง ผมมองซองสีน้ำตาลของตัวเองเทียบกับที่อยู่ในความทรงจำว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง เหมือนมีชื่อของใครก็ไม่รู้เซ็นต์เพิ่มเติมตรงส่วนล่าง นอกนั้นก็ยังเป็นซองของ 'ดินดิน' คนเดิมไม่มีอะไรอีก

   "ใครแม่งเริ่มวัฒนธรรมนี้วะ"

   เห็นจากหางตาว่าชื่อของเพื่อนถูกเปลี่ยนไปจนต้องกลั้นขำ คนที่ทำก็สร้างสรรค์ดีเหมือนกันนะ

   "กูชอบของพี่ศาสตร์ที่สุดล่ะ"

   จากชื่อพี่ย้งที่เป็นยุ่ง ก็มีเติมต่อท้ายจนกลายเป็น 'ยุ่งกับเงิน' ตำแหน่งเหรัญญิกตรงบรรทัดถัดมาบอกผมว่าที่มาของชื่อนั้นคืออะไร ต้องขอบคุณที่ตัวเองยังไม่เป็นที่รู้จักของใคร ไม่อย่างนั้นล่ะคงมีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดกันบ้าง

   ชอบที่สุดตอนนี้คงเป็นพี่กรปีสอง กลายเป็นกูปรีไปแล้ว มีบางอันแอบแรงนิดหน่อยเลยไม่ค่อยอยากจะเอามาออกอากาศ

   ดูชื่อที่เปลี่ยนไปแบบไม่เต็มใจของทุกคนแล้วกลับมาเปิดซองของตัวเองว่าข้างในจะมีกระดาษส่งมาทักทายไหม กลายเป็นเด็กเด๋อที่ตื่นเต้นกับทุกอย่างไปแล้วสิ

   สัมผัสของเศษกระดาษในถุงพาให้ใจเต้นแรง ผมล้วงซ้ายขวาในถุงจนมั่นใจว่ามันไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่แล้วถึงดึงมือออกมาดูว่าข้อความที่เขียนอยู่บนนั้นมีอะไรบ้าง

   หล่อจังเลย
   ยินดีต้อนรับเข้าสู่ค่ายห้องสมุดค่ะ
   สรุปแล้วชื่อน้องเขียนว่ายังไงอะ


   ยอมรับก็ได้ว่าไม่ค่อยคุ้นกับการที่ได้อ่านอะไรอย่างนี้เลย ดูจากการลงท้ายชื่อและชั้นปีเอาไว้หลายแผ่นเป็นการกล่าวคำต้อนรับจากรุ่นพี่ปีสามที่เป็นรุ่นจัดงาน คนที่ถามว่าชื่อของผมเขียนยังไงต้องเป็นคนที่รับลงทะเบียนผมในตอนเช้าอย่างแน่นอน ส่วนคนที่ชมว่าผมหล่อนี่ยังเดาไม่ออก

   ส่วนมากมันก็เป็นการทักทายง่ายๆ จนกระทั่งสองแผ่นประหลาดสุดท้ายที่ไม่ลงชื่อผู้ส่งเอาไว้

   ยินดีต้อนรับครับ ; D
   ข้าวเย็นอร่อยไหม?


   ...แปลกใจเหมือนกันนะตอนที่เห็นกระดาษสองแผ่นนี้

   ลายมือคล้ายกันจนบอกได้ว่ามาจากบุคคลปริศนาเพียงคนเดียว ผมไม่กล้าเดาไปเองว่ามันเป็นของใครกัน คนมาร่วมค่ายก็ตั้งหลายสิบชีวิตจะให้ไปตามหาคงไม่ง่าย

   แล้วถามอย่างนี้จะตอบได้ไงล่ะ ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนถามนี่นา

   "กลับไปอาบน้ำกันได้แล้ว เดี๋ยวยิ่งหนาวไปกว่านี้นะ"

   ยังไม่ทันได้เก็บรายละเอียดมากไปกว่านั้นก็ต้องเก็บเศษกระดาษทั้งหมดลงซองไว้อย่างเดิม เร่งฝีเท้าเดินกลับไปยังส่วนของห้องนอนที่แน่นอนว่าไม่มีทางได้สัมผัสคำว่าเครื่องปรับอากาศ ส่วนอาบน้ำไม่ได้เป็นห้องอาบน้ำเสียด้วยซ้ำ มันเป็นแผงผ้าพลาสติกแบบสีที่ถูกผูกขึ้นมาเป็นที่กั้นเอาไว้ ข้างในมีถังน้ำกับขันเตรียมไว้พร้อม

   "น้องๆ น้ำพอไหมมม"

   "พอครับพี่สาม"

   "รู้ได้ไงว่าเป็นพี่ที่ชื่อสาม" เลิกคิ้วขึ้นถาม ผมยังไม่เห็นตัวของพี่เขาเลยด้วยซ้ำตั้งแต่มาถึง "ได้ยินแต่เสียงเนี่ยนะ"

   "รู้อะ ไม่รู้ดิ มันมีเซ้นส์ที่บอกว่านั่นคือพี่สาม"

   "เก่งจัง"

   "กูจำพี่เขาได้ตั้งแต่วันแรกแล้วอะ ที่ให้มานั่งฟังประวัติคณะ คนที่เป็นเอ็มซีไง"

   นึกตามเรื่องเล่าของเพื่อน วันแรกเหรอ ประวัติคณะ ทำไมผมถึงไม่คุ้นว่าตัวเองเคยผ่านประสบการณ์อะไรอย่างนั้นมาล่ะ

   "อ้อ ไม่ได้มา" จำได้แล้ว ตอนนั้นผมยังนอนเล่นเกมอยู่บนเตียงนอนอยู่เลย

   "หืม?" เสียงในลำคอมีคำถามอื่นตามมาด้วย "เขาบังคับไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่มาต้องไปซ่อมปีหน้า"

   ยักไหล่ขึ้นเล็กน้อย กวักน้ำอีกขันมาทำความสะอาดส่วนแขน "กูมีเส้น"

   "ไรว้า รุ่นพี่แม่งโคตรขู่จนกูไม่กล้าโดดอะ ถ้ารู้งี้ไม่มาหรอก"

   "น่าเบื่อขนาดนั้นเลยเหรอ"

   "โดยรวมก็ใช่ แต่มันก็มีข้อดีอยู่แหละ เช่นการได้เจอพี่สามเป็นต้น"

   ถ้าพื้นที่ตรงนี้มีแสงไฟสว่างกว่านี้หน่อยคงเห็นผมมองบนไปแล้วล่ะ ทำไมทุกคนถึงได้ดูอวยและเทิดทูนบูชาพี่เขาขนาดนี้

   "กูชอบตอนเขาเล่นมุกกับพี่เอ็มซีอีกคน ตลกดี"

   "ลองไปคุยกับพวกผู้หญิงสิ พวกนั้นน่าจะให้ข้อมูลได้ดีกว่า"

   "พี่เขาน่ารักดี แต่เห็นว่ามีแฟนแล้วนะ"
   
   ฟังเพื่อนใหม่ทั้งสองคนคุยกันโดยไม่เข้าไปแทรก ก็ผมไม่มีความรู้ในเรื่องที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่เลยนี่นา

   ที่จริงแล้วก็ใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำ ไปหนักตรงที่เอาแต่คุยกันทั้งที่ยังตัวเปียกอยู่นั่นแหละ ถ้าเป็นหวัดก็ไม่ต้องสืบเลยว่ามาจากไหน ทั้งอากาศแล้วก็สภาพการแต่งกาย เอื้ออำนวยต่อการทักทายของเชื้อไวรัสสุดๆ

   การพูดคุยของเราต้องลดระดับเสียงลงเมื่อเข้าสู่ส่วนของห้องนอนชั่วคราว มีบางส่วนหลับสนิทไปแล้ว และบางคนก็นั่งเล่นโทรศัพท์ โดยรวมแล้วถึงไฟในห้องจะยังเปิดสว่างแต่ก็ไม่มีใครส่งเสียงออกมารบกวนกันจนคิดว่าตัวเองกำลังอยู่ในโซนเงียบของห้องสมุด

   จัดการเก็บเสื้อผ้าที่ใส่แล้วในวันนี้ยัดลงถุงพลาสติก เตรียมของให้พร้อมสำหรับการหยิบจับในวันพรุ่งนี้ ความรู้ใหม่อย่างหนึ่งที่ผมได้จากเพื่อนคือคนส่วนใหญ่มักจะไม่อาบน้ำตอนเช้าเวลามาทำค่าย เพราะมันเปลืองเวลาแล้วการไปเผชิญกับน้ำเย็นอย่างนั้นมันก็ไม่ดีเท่าไหร่ เลยมักจะตื่นขึ้นมาอาบน้ำแปรงฟันเปลี่ยนชุดแล้วก็ทำงานเลย

   คือผมก็ไม่ได้รู้อะไรมาก แต่ถ้าเขาว่ากันอย่างนั้นก็จะเชื่อก็ได้

   "ไว้เจอกันตอนเช้า อย่ากรนนะ"

   วันแรกจบลงไปแล้ว มันก็ไม่ได้น่าเบื่ออะไรนี่นา

 

   และผมก็ได้เห็นหน้าพี่สามในช่วงเช้าของวันที่สอง

   หลังจากที่ได้หลับพักผ่อนมาตลอดคืน (พร้อมเสียงกรนและเสียงละเมอของบางคน) ในช่วงเวลาหกโมงกว่านาฬิกาปลุกมนุษย์ก็ทำงาน โทรโข่งที่ทำหน้าที่กระจายเสียงปฏิบัติงานอย่างแข็งขันจนผมคิดว่าบางทีก็ไม่ต้องเร่งเสียงให้มากขนาดนั้นก็ได้

   สภาพของแต่ละคนตอนตื่นนอนบอกเลยว่าโคตรตลก ผู้ชายก็มาพร้อมกับหัวทรงรังนกที่แตกต่างกันไปตามท่านอน ส่วนผู้หญิงนี่เหมือนจะใช้ตาทิพย์เดิน แล้วคือพอไปรวมกับชุดนอนที่แตกต่างกับไปตามสไตล์แล้วเหมือนกับเรากำลังเป็นม็อบซอมบี้อะไรสักอย่าง

   ส่วนเหตุผลในการปลุกขึ้นมาน่ะเหรอ

   ออกกำลังกายยามเช้าไง

   ตอนที่ทุกคนได้ยินอย่างนั้นเสียงร้องประท้วงนี่ดังระงมเลยล่ะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเดินมาถึงสนามแล้ว พวกปีจัดคงวางแผนมาแล้วว่าตอนเช้าอย่างนี้คงยังไม่มีใครมีสติพอที่จะลุกขึ้นมาทำตัวเป็นหัวหน้าหน่วยประท้วงเลยมัดมือชกเอาเสียเลย

   "เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการทำงาน เรามาขยับกันหน่อยเนอะ"

   ผู้ชายที่ยืนอยู่บนเวทีขนาดเล็กดูสดใสเหมือนอากาศยามเช้ารอบตัว ผมหรี่ตา (ที่ไม่ใช่เพราะยังง่วงอยู่) เพื่อดูว่าพี่ที่กำลังยืนอยู่ตรงนั้นคือคนที่ผมคิดเอาไว้หรือไม่

   "พี่สามแม่งดีดแต่เช้าเลย"

   แล้วก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ ผมยังไม่ได้เห็นหน้าพี่เขาเต็มๆ หรอกแต่ว่าคุ้นเสียงอยู่ ตอนแรกไม่แน่ใจเพราะว่าเสียงที่ออกผ่านลำโพงมันไม่เหมือนเสียงจริงสักเท่าไหร่

   "ยังไม่ได้นอนอะดิ"

   "ไม่นอน?" หันไปถามทันที ทำไมต้องทำร้ายร่างกายตัวเองขนาดนั้นกันด้วย "มีงานอะไรที่ต้องทำเยอะมากเลยเหรอ"

   "บางทีก็ต้องมีการแบ่งเวรเฝ้ากลางคืนอะ เผื่อมีอันตราย"

   "เหรอ..." ผมไม่ค่อยเข้าใจวัตถุประสงค์หรอก จะมีอันตรายอะไรที่มากไปกว่าการที่ต้องตื่นขึ้นมาตอนเช้าเพื่อทำงานต่ออีกเหรอ "แปลกดี"

   "แต่นี่มันค่ายห้องสมุด ไม่ค่อยน่ากังวลหรอก"

   "ก็จริง"

   บทสนทนาของเราจบลงเมื่อเสียงเพลงดังผ่านลำโพง ผมทำหน้าแบบคนที่ยังไม่อยากจะยอมรับความจริงอะไรมากนักเมื่อจับจังหวะได้

   คือเพลงแม่งอนุบาลเด็กน้อยมากอะ

   "ต่อไปยกแขนขวาขึ้นครับ"

   พี่สามแม่งเป็นผู้นำสันทนาการที่โคตห่วยแตก นอกจากท่าการนำเป็นอะไรที่เคยขยับครั้งสุดท้ายเมื่อชั้นประถมแล้วตัวคนนำเองยังลืมบางท่าอีก

   "สาม กูง่วง ปล่อยกูไปนอน!"

   พอเวลาผ่านไปสติก็คงกลับมาเข้าร่างกันมากขึ้น ตอนนี้รุ่นพี่คนที่เขียนชื่อของผมไม่ถูกก็ตะโกนขึ้นมากลางเพลงเพื่อประท้วงการหลอกลวงในครั้งนี้

   "ไอ้สัตว์ นี่กูลงทุนไปดูวีดีโอการออกกำลังกายของกรมสุขภาพจิตมาเลยนะ"

   "กรมสุขภาพจิตพ่อง นั่นไว้รักษาพวกมีอาการทางจิต"

   "อ้าว แล้วกูไปดูของอะไรวะ"

   เรียกได้ว่าสบโอกาสให้หนีก็ต้องใช้ เหล่าสมาชิกผู้ถูกหลอกให้มาขยับร่างกายในเวลาที่ควรจะได้นิทราต่างหันมาสบตากันแล้วพยักหน้าโดยไม่ได้นัดหมาย ถึงผมจะไม่ใช่พวกที่อ่านใจคนได้แต่ก็พอรู้แหละว่ามันมีความหมายว่าอะไร

   ใครอยู่ต่อก็โง่

   จากหนึ่งเป็นสอง และกลายเป็นอนุกรมแบบยกกำลัง ในช่วงเวลาที่พี่สองคนยังเถียงกันว่ากรมไหนเป็นคนดูแลเรื่องสุขภาพของคนไทยผมก็ถูกเพื่อนลากออกมาจากพื้นที่ตรงนั้นเสียแล้ว

   ด้วยความที่ยังใหม่กับกลุ่มกิจกรรมการทำค่ายผมเลยอดหันหน้ากลับไปมองไม่ได้ว่าพี่เขาจะรู้สึกแบบไหนกับการที่ต้องรู้ว่ากิจกรรมที่ตั้งใจทำมันพังลงไปแล้ว

   "..."

   เลยเห็นว่าสายตาของพี่สามกำลังมองตรงมาทางนี้อยู่

   "กลับไปนอนกันเถอะ"

   "งั้นเราไปเดินเล่นนะ"

   ผมไม่ใช่พวกที่ตื่นแล้วจะกลับไปนอนต่อได้ง่ายตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้าตาสว่างเมื่อไหร่ไม่ต้องหวังว่าจะมีการนอนหลับรอบสอง ถ้ากลับห้องไปตอนนี้ก็คงเป็นพวกส่วนน้อยที่ทำได้แต่นั่งโง่ๆ มองซ้ายขวาไม่มีประโยชน์อะไร พอดีว่างแล้วก็หาเรื่องสำรวจสถานที่ไปแล้วกัน

   ชุดนอนของผมไม่ได้ดูเน่ามากเท่าไหร่เมื่อเทียบกับบางคน น่าจะไม่มีปัญหากับการเดินร่อนไปมา โอเค มันไม่ใช่ชุดนอนที่ใส่ประจำเพราะไม่กล้าเสี่ยงว่าการต้องมานอนร่วมกับคนแปลกหน้าจะต้องเจออะไรบ้าง ผมเลยใส่เป็นกางเกงขาบานสีเทากับเสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่ เซฟดี

   มันเป็นบรรยากาศที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน สนามหญ้ากว้างใหญ่ ตึกเรียนที่มีเพียงสองชั้น อุปกรณ์การเล่นกีฬาที่ผ่านการใช้งานมาพอสมควร อากาศยามเช้าสดชื่นแบบที่หาไม่ได้ในเมือง

   สำหรับผมแล้วแค่ได้เดินเล่นก็เป็นการชาร์จแบตที่ดียิ่งกว่าการต้องมายืนออกกำลังกายเมื่อครู่ ระหว่างทางเดินกลับห้องพักมันจะต้องผ่านส่วนของห้องกลางที่มีสมุดกระจกติดเอาไว้ คิดแล้วก็แวะเข้าไปดูหน่อยดีกว่า

   ข้างในไม่มีใครอยู่สักคน คงกลับไปนอนกันหมด ผมเดินไปถึงซองที่มีชื่อของตัวเองแปะเอาไว้ นึกย้อนกลับไปถึงข้อความมีพิรุธเมื่อวาน ที่จริงก็ไม่ได้หวังว่ามันจะมีกระดาษแผ่นอื่นเพิ่มเติมหรอก ก็ช่วงเวลาตั้งแต่เมื่อคืนลากยาวมาถึงเช้าวันนี้มันไม่มีเวลาว่างสำหรับการทำอะไรอย่างนี้นี่

   แต่มันก็ยังมีข้อความใหม่อยู่นะ อย่างเช่นกระดาษที่เขียนบอกว่ายินดีที่ได้เจอกันในค่ายจากเพื่อนคนที่ผมอยู่ด้วยในเวลานี้ แล้วก็มีขอเฟซด้วย

   Good Night อย่าลืมสวดมนต์ก่อนนอนนะ

   ใครกันนะ...

   นอกจากของเพื่อนแล้วมันก็มีแผ่นนี้นี่แหละที่เป็นของใหม่ ผมรื้อหาของเก่าเพื่อเอามาเปรียบเทียบลายมือ เป็นที่แน่ใจได้ว่ามันมาจากคนคนเดียวกัน เทียบจากความหวัดของตัวอักษรแล้วผมไม่คิดว่ามันเป็นลายมือของผู้หญิง

   แต่ผู้ชายที่ไหนจะมาส่งข้อความหาผมอย่างนี้เนี่ย

   เก็บความสงสัยเอาไว้ก่อน ก็ลองคิดแล้วมันไม่มีอะไรที่น่าจะเป็นคำใบ้พาให้ผมไปถึงจุดเฉลยได้เลยนี่นา ไว้รอหาช่องว่างระหว่างการทำงานดีกว่า หรือไม่ก็รออ่านลายมือของคนอื่นหน้าซองนี่แหละ

   คิดว่าตัวเองเถลไถลพอแล้ว ได้เวลากลับไปห้องนอนสักที ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาจะตื่นกันอีกรอบหรือยัง นี่ก็ใกล้เวลาที่ตั้งเอาไว้ตามตารางการทำงานแล้วด้วยสิ ผมลากร่างอ่อนแรงเดินกลับไปอย่างยากลำบาก สงสัยเพราะเมื่อคืนได้นอนหลับไม่เต็มอิ่มด้วยแหละ ตาเริ่มปิดลงมาแล้ว

   จากห้องกลางจะต้องผ่านห้องอุปกรณ์ก่อนจะเจอส่วนของห้องนอน ผมมองรุ่นพี่สองสามคนนำของออกมาวางจัดเรียงหน้าห้องด้วยความขยันขันแข็ง เป็นฝ่ายนี้ก็ใช่ว่าจะสบาย นอกจากต้องละเอียดแล้วยังต้องเด็ดขาดพอที่จะจัดสรรของให้พอดีกับงานอีก

   "?"

   ผมไม่รู้จักพี่คนอื่นแต่ว่าผู้ชายคนเดียวตรงนั้นเป็นคนเดียวกับที่นำออกกำลังกาย เขาก้มเงยอยู่อย่างนั้นสองสามครั้งก่อนจะพยักหน้าคล้ายกับการอนุญาตให้นำไปใช้ได้ และเมื่อหัวหน้าฝ่ายที่ทำทุกอย่างเห็นว่าผมกำลังมองอยู่ก็ส่งยิ้มมาให้

   แล้วละแวกนี้มันก็มีแค่ผมอยู่คนเดียวด้วยสิ


***
(ต่อด้านล่างค่ะ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-10-2018 20:58:53 โดย 23August »

ออฟไลน์ 23August

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 198
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
   วันนี้ผมไม่ได้เป็นฝ่ายทำสื่อการสอนเหมือนอย่างเมื่อวาน ถูกจับย้ายมาให้เคลียร์ของขั้นสุดท้ายก่อนที่จะทาสีใหม่ทั้งห้อง (รวมถึงเพดานด้วย!) เมื่อวานเราไม่ได้มีการฉลองอะไรหลังจบงานช่วงดึกเพราะประกาศิตของพี่ประธานว่าอยากให้ทุกอย่างเสร็จเกือบหมดก่อน ถ้าขืนทำตัวเฮฮาตั้งแต่เมื่อคืนวันนี้คงไม่ได้งานกัน

   ผมก็อยากจะบอกว่าถ้าอยากจะให้เสร็จดีสิ่งแรกที่ไม่ควรมีคือการออกกำลังกายเมื่อเช้า

   "เอาของว่างมาให้จ้า"

   "สามมม"

   "พี่สามี มาทางนี้"

   "คนว่างแห่งชาติมาแล้ววว"

   พอเสียงนุ่มๆ นั่นผ่านเข้ามาในโสตเหล่ารุ่นพี่ก็พร้อมใจกันเรียกหา ผมเหลือบสายตาไปมองผู้ชายในชุดลำลองสบายๆ เสื้อยืดสีดำแต่มองไม่เห็นกางเกงเพราะมีชั้นวางของบังเอาไว้ เห็นหน้าตาไม่ชัดเหมือนเมื่อเช้าแต่จำเสียงได้แล้ว

   คนอะไรเสียงอบอุ่นได้ขนาดนั้น

   "มีขนมตาข่ายแดกให้ผมร่วง ขนมบ้องที่โคตรหวาน แล้วก็โอโจ้มินิจ้า"

   "...ของแดกกันตาย"

   "อะไรนะ?" ถามออกไปตอนได้ยินเสียงเพื่อนข้างๆ พึมพำออกมา

   "บอกว่าของแดกกันตาย กี่ค่ายแม่งก็ผูกขาดอยู่แค่นี้ เดี๋ยวสักพักของแจกจะเป็นแลคตาซอย ผู้มีพระคุณของทุกค่ายในประเทศไทย"

   "เหรอ..."

   พยักหน้าพลางเก็บเป็นความรู้ใหม่

   "ค่ายไหนไม่มีคือประหลาดอะ กูมีเสื้อแลคตาซอยเป็นคอลเลกชันแล้ว" เขาหันไปทางฝ่ายสวัสดิการที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมถาดเหล็กขนาดใหญ่ "น้ำแดงแหง เชื่อกู"

   "อะ น้ำอยู่ตรงนี้นะเด็กๆ"

   แก้วพลาสติกหลากสีวางลงไม่ไกลจากชั้นวางที่ผมกำลังปัดฝุ่นอยู่ เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของตำแหน่งที่ว่างเมื่อไหร่ก็เรียกให้ใช้งานได้พร้อมกับความคิดว่าจะขอบคุณเสียหน่อย

   ป้ายชื่อแบบเดียวกับผมเขียนคำว่า 'สาม' เอาไว้ ด้านล่างก็เป็นตัวเลขที่อ่านได้เหมือนชื่อเล่น ถัดขึ้นไปจึงเห็นใบหน้าคนละแนวกับพี่ประธานค่าย ถ้าพี่ศาสตร์มีออร่าความอบอุ่นพุ่งออกมาจากตัว พี่สามก็คงเป็นรัศมีของพวกคนหล่อล่ะมั้ง แบบที่เห็นแล้วก็จะคิดว่าหน้าตาดีจัง

   เป็นอปป้าเวอร์ชันจับต้องได้อะไรทำนองนั้น

   "ขอบคุณครับ" ขอบคุณพร้อมกับชะโงกหน้าไปมองว่ามันเป็นน้ำแดงอย่างที่เพื่อนบอกหรือเปล่า พอเห็นของเหลวสีแดงอยู่ข้างในนั้นก็อยากจะหันมาถามว่านี่เห็นอนาคตได้หรือยังไง

   "น้องดินดิน"

   "ครับ?" ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่เพราะมีคนเรียกชื่อนี้มาตั้งแต่เช้าแล้ว อยากจะรู้จังเลยว่าใครเป็นคนตั้งให้ ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควรเลยล่ะ

   "งานหนักหรือเปล่า”

   ไม่ค่อยเข้าใจว่าตัวเองทำตัวเหมือนพวกที่โหมงานหนักหรือว่าอย่างไร เขาก็น่าจะเห็นไหมว่าหน้าที่ของผมไม่ได้มีอะไรที่มากไปกว่าการหยิบของลงกล่องแล้วเตรียมเอาออกไปไว้ข้างนอก

   "ไม่นะครับ" ใช้คำสุภาพกับรุ่นพี่เพื่อเป็นการบอกโดยนัยว่าไม่ได้ตั้งใจจะปีนเกลียวอะไร "ก็ทำไปเรื่อยๆ สนุกดี"

   "เอาหน้ากากไหม ฝุ่นเยอะนะ"

   "อ้อ ไม่เป็นไรพี่ ผมโอเค"

   พี่เขาเป็นฝ่าย ‘ทำทุกอย่าง’ อย่างที่คนอื่นแซ็วจริงๆ สินะ ผมนึกว่านั่นเป็นหน้าที่ของฝ่ายพยาบาลเสียอีก

   “อยากได้อะไรบอก ไม่งั้นก็ไปหาที่ห้องอุปได้เลย”

   คือคิดว่าคนอย่างผมจะต้องไปเอาอะไรในห้องนั้นจริงๆ เหรอ คนที่มาค่ายเพื่อแค่ให้ได้คะแนนในส่วนกิจกรรมสาธารณะไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงานขนาดนั้นหรอก

   "ไม่มีครับ"

   "พี่สาม ใครเป็นคนคิดกิจกรรมเมื่อเช้าอะ"

   “หืม ออกกำลังกายอะนะ”

   ต้องขอบคุณเพื่อนของผมที่เปิดประเด็นใหม่ เขาจะได้ไปสนใจอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับผมสักที นี่ไปทำตัวมีปัญหาจนต้องมีการละลายพฤติกรรมเป็นรายคนเลยหรือเปล่า แอบสงสัยเหมือนกัน

 

   อาหารกลางวันของวันนี้ผ่านไปไม่ง่ายเหมือนเมื่อวาน ในช่วงที่ผมกำลังมีความสุขกับข้าวไข่เจียวและต้มข่าไก่ (ส่วนมากงานค่ายจะเป็นไก่ไม่ใช่หมูเพราะจะได้ตัดปัญหาเรื่องเพื่อนที่นับถือศาสนาอิสลาม อันนี้ต้องขอบคุณเพื่อนร้อยค่ายคนเดิม) เสียงนกหวีดก็ดังขึ้นแสบแก้วหู ตามมาด้วยกิจกรรมเล่นทีเผลอที่ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมาโดนในเวลานี้

   "ตอนนี้ขอให้ทุกคนก้มลงดูจานข้าวของตัวเองได้เลยว่ามีสติกเกอร์ดาวติดเอาไว้หรือเปล่า"

   คนคิดแม่งโคตรลงทุนอะบอกเลย พอติดเสร็จแล้วก็ต้องเอาออกอีก แอบรู้สึกว่าเป็นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองชะมัด

   "ดินทร์เป็นไรป่ะเนี่ย ทำหน้าบูดเลย"

   "เปล่า ไม่ได้มีอะไร" คงแสดงออกผ่านสีหน้ามากไปหน่อย ขนาดเพื่อนก็ยังทัก คือนี่เป็นเวลากินข้าวอะ...เวลาที่ควรจะมีความสุข แต่ผมกลับต้องมานั่งลุ้นว่าตัวเองจะโดนเรียกไปทำโทษหรือเปล่าเนี่ยนะ ยกจานข้าวพลาสติกขึ้นมาด้วยมือทั้งสองข้างแล้วพบว่าตรงกลางของจานมันมีสติกเกอร์รูปดาวติดเอาไว้หรา

   เอาล่ะ ตอนนี้ผมว่าตัวเองไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่แล้วล่ะ

   "ใครรู้ตัวว่าเป็นผู้โชคดีให้ออกมาข้างหน้าได้เลย"

   "...ผู้โชคร้ายต่างหาก"

   อุบอิบแก้คำผิดให้ ผมก้มหน้าก้มตาออกไปยืนรวมกลุ่มกับคนร่วมชะตากรรมอีกสามชีวิต ค่ายนี้เรามากันประมาณสี่สิบคน เท่ากับว่าผมเป็นหนึ่งในสิบ ต้องดวงขนาดไหนมันถึงตกมาที่ผมได้

   "งั้นอย่างแรกเลยขอให้ช่วยแนะนำตัวให้เพื่อนๆ รู้จักพร้อมกับท่าประกอบด้วยนะ"

   นี่ปาเข้าไปวันที่สองแล้วจะให้มาแนะนำตัวอะไรกันอีก ผมยืนนวดขมับขณะที่ผู้โชคร้ายรายอื่นกำลังแสดงอาการไม่อยากให้ความร่วมมือเหมือนกัน

   จากคนแรก มาคนที่สอง และผมเป็นคนที่สาม ถึงจะมีเวลาทำใจมาพอสมควรก็ไม่ได้หมายความว่าผมสามารถเสกเอาองค์สนุกสนานมาเข้าร่างได้เร็วอย่างนั้น แล้วถามจริงเถอะจะให้คิดท่าไปทำไมกัน มันไม่ได้ช่วยให้ระบบความกล้าแสดงออกหรือความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นมาเลยไหม

   “ผมชื่อดินทร์ ท่าของผมอย่างนี้ๆ”

   ไม่ต้องลุ้นหรอกว่าท่าแนะนำตัวของผมจะพิสดารอะไร มันก็แค่การยกมือขึ้นแล้วก็ทำท่าโบกไปมา

   ทำหน้าบอกบุญไม่รับเดินกลับมานั่งที่เดิม ข้าวไข่เจียวที่อร่อยกว่าหลายเจ้าในเมืองตอนนี้ไม่น่าทานไปเสียแล้ว คือบางครั้งเราก็ควรจะกลับมาคิดกันบ้างไหมว่าการทำกิจกรรมอะไรบางอย่างโดยที่ผู้เข้าร่วมไม่เต็มใจนี่มันคือการบีบบังคับทางอ้อมน่ะ

   "รู้ว่าไม่ชอบ แต่เราต้องทำงานช่วงบ่ายต่ออีกเยอะนะ"

   "กินไม่ลงแล้วอะ"

   "น้องดินดิน มีคนฝากของมาให้"

   เกือบจะหันไปงับหัวคนพูดแล้วตอนที่ได้ยินชื่อตัวเองแบบผิดๆ โชคดีที่เหลือบเห็นหน้าเจ้าของเสียงเสียก่อน

   "ขอบคุณครับพี่แก้ม" ผงกหัวลงเป็นการปรับสีหน้าไปในหัว ผมเงยหน้าขึ้นมามองถุงพลาสติกบรรจุบางอย่างเอาไว้ในมือของอีกคน ชี้มันพลางถามในสิ่งที่สงสัย "ฝากให้ผมเหรอ?"

   "อืม"

   ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ค่อยได้ พี่แก้มก็ดันต้องไปทำงานต่อแล้วอีก ผมก็เลยต้องนั่งอยู่กับข้าวที่กินไม่หมดหนึ่งจานแล้วก็ถุงที่ใส่ขนมหวานหลายอย่างเอาไว้ข้างใน ดูจากสภาพแล้วคงเป็นการไปซื้อจากร้านค้าข้างทางแถวนี้แหง

   พี่ศาสตร์บอกว่าค่ายนี้ไม่มีการเล่นบัดดี้ เพราะว่าเราต้องใช้เวลากับการทำงานเยอะ รวมถึงข้อกังวลที่เกิดขึ้นในค่ายช่วงหลังคือการที่คนไม่ค่อยเข้าร่วมกิจกรรมเท่าที่ควร บางคนเจอคนเทคดีก็ถือว่าทำบุญมาดี แต่ว่าบางคนไม่เคยได้อะไรจนนึกว่าตัวเองมีบัดดี้เป็นผีหรือเปล่า เพราะงั้นเลยใช้วิธีว่าอยากจะทำอะไรก็ทำไป โตพอที่จะแยกแยะอะไรได้เองแล้ว

   "กินป้อกกี้ได้ป่ะ"

   "ตามสบาย" มันมีหลายอย่างเสียจนผมไม่รู้ว่าจะงกไปทำไม กินคนเดียวก็ไม่หมดอยู่ดี "แต่ไม่ให้โคลอนนะ เราชอบ"

   "ได้ๆ ...อ้าว มีจดหมายมาด้วยอะ"

   ด้วยความที่ยังอารมณ์ไม่คงที่อยู่ผมเลยไม่ได้ใส่ใจกับของในถุง พอเพื่อนร้อยค่ายบอกอย่างนั้นเลยต้องขอของทั้งหมดกลับมาหาจดหมายที่ว่านั่น มันถูกเขียนลงบนกระดาษใช้แล้วหนึ่งด้านไม่ต่างจากของที่วางเอาไว้สำหรับเขียนใส่สมุดกระจก

   เช้าวันนี้ก็ตั้งใจทำงานนะ
   ทานของหวานจะได้มีแรงทำงาน
   ท่าน่ารักจัง


   ดูจากตารางเวลาแล้วแสดงว่าแผ่นหลังสุดจะต้องเขียนเสร็จสดๆ ร้อนๆ เลยล่ะ

   "เขียนว่าอะไรเหรอ"

   "ไม่มีอะไร"

   ทุกแผ่นเขียนด้วยลายมือแบบเดียวกับที่เคยได้รับมาแล้วก่อนหน้า ผมนั่งมองมันอยู่อย่างนั้นเหมือนกับว่าการเพ่งกระแสจิตจะช่วยให้ชื่อของคนปริศนาปรากฏออกมาได้

   แต่สุดท้ายแล้วจินตนาการมันก็กลายเป็นความจริงไม่ได้อยู่ดี

   ก็เลยยอมแพ้แล้วก็เงยหน้าขึ้นมามองสิ่งรอบตัว บังเอิญไปสบตากับรุ่นพี่ผู้เป็นเจ้าของตำแหน่งคนของประชาชน จากการที่พี่สามไม่หลบสายตาแถมยังส่งยิ้มกว้างมาให้มันสะกิดอะไรบางอย่างในใจของผมขึ้นมา

   "..."

   ดูเหมือนว่างานในภาคบ่ายของผมจะมีอย่างอื่นให้ทำเพิ่มเติมแล้วล่ะ

 

   ตอนเย็นของวันนี้บรรยากาศต่างจากเมื่อวานลิบลับ คงเป็นเพราะงานที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเก็บตกไว้ทำพรุ่งนี้สามารถทำเสร็จตั้งแต่ช่วงก่อนทานอาหารเย็นเสียอีก เท่ากับว่าตอนนี้ภารกิจทั้งหมดที่ตั้งใจจะมาทำสำเร็จเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือเพียงแค่การเก็บงานนิดหน่อยเท่านั้นเอง

   กิจกรรมสำหรับช่วงเย็นของวันนี้คือการแสดงเล็กๆ น้อยๆ จากกลุ่มรุ่นพี่ปีจัดทั้งหลาย ส่วนของน้องไม่มีเพราะว่าแค่เอามาใช้แรงงานก็หนักหนาสาหัสพอแล้ว ผมว่าการมาค่ายครั้งนี้ช่วยให้ผมเปิดโลกกว้างมากขึ้นเลยนะ โดยเฉพาะการได้รู้จักกับพี่ประธานที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลอย่างพี่สา ...เอ๊ย พี่ศาสตร์

   พี่เขาบอกว่าการแสดงมันเป็นอะไรที่ซ้ำซากและเบื่อเมื่อถูกบังคับให้ทำ และใช้ว่าทุกคนจะเต็มใจเล่น เพราะงั้นพี่เขาเลยไม่อยากจะยุ่งกับคนที่ไม่ชอบการตกเป็นเป้าสายตาของผู้อื่นแล้วใช้งานพวกที่เสนอหน้าดีกว่า

   นั่นเป็นคำที่พี่เขาใช้ ผมไม่ได้พูดเอง

   "งั้นเรามาฟังเรื่องเล่ากันเลยเนอะ"

   ผมจำชื่อพี่คนที่กำลังพูดอยู่ไม่ได้ จะอยู่กับพวกกลุ่มประธานตลอดแต่ว่าจืดจางกว่าคนอื่นเยอะ

   "กาลครั้งหนึ่ง ในบ้านหลังใหญ่ มีพ่อ แม่ และลูกอาศัยอยู่ด้วยกัน"

   จบการเล่าประโยคแรก พี่ศาสตร์ พี่แก้ม และพี่ย้งก็ออกมานั่งอยู่ตรงกลางวง โดยที่สองคนแรกนั่งเอาศีรษะซบกันอยู่ ส่วนพี่ย้งก็นั่งอ้าขาทำท่าคล้ายกับเด็กตัวน้อย

   โอเค...ผมว่าตัวเองพอเข้าใจแล้วล่ะ

   "ลูกเหงาก็เลยขอให้พ่อแม่รับช้างตัวหนึ่งมาเลี้ยง"

   พี่ย้งหันไปทำหน้างอแงใส่บุพการี พร้อมกับร้องไห้ออกมาเสียงดังไม่ต่างจากเด็กเปรตกลางห้าง ฝ่ายพ่อแม่ก็พยายามปลอบสารพัดแต่ไม่ผล จนต้องยอมไปลากพี่ผู้ชายตัวใหญ่ออกมาคนหนึ่งเพื่อแสดงเป็นช้าง

   มันเรียกว่าละครอย่างที่พี่เขาใช้ก็ได้จริงๆ นั่นแหละ คือคนที่ต้องออกมาเล่นส่วนหนึ่งก็ดูเหมือนได้ทำการเตี๊ยมเอาไว้แล้ว แต่อย่างบางตอนก็เหมือนว่าจะเป็นการเล่นสดเพื่อให้สมบทบาทมากที่สุด

   "วันหนึ่งช้างหิว แต่ช้างตัวนี้ชอบกินน้ำตาล ลูกเลยวิ่งไปหยิบน้ำตาลมาให้กิน"

   ผมล่ะขำหน้าพี่ย้งตอนที่หันไปหาคนเล่าแล้วทำท่าประมาณว่า 'กูจะไปเอาน้ำตาลจากไหน' ชะมัด คือตอนนี้นอกจากจะเป็นคนดูแลช้างแล้วเมื่อกี้พี่แกยังเพิ่มบทให้ลูกเผลอเดินสะดุดบันไดจนขาเจ็บต้องเดินไม่ถนัดอีก เพราะอย่างนั้นตอนที่ได้ข้อสรุปว่าพี่เขาต้องเดินออกไปเอาน้ำตาลจากส่วนของห้องครัวเลยต้องหายไปทั้งที่เดินเป๋อย่างนั้น

   "ระหว่างที่รอลูกไปเอาน้ำตาล พ่อที่เบื่อๆ เลยเปิดทีวีดู ...เขาเปิดไปเจอช่องละครน้ำเน่า"

   และตัวละครต่อมาคือรุ่นพี่ผู้หญิงสองคน ซึ่งบอกเลยว่าโคตรเข้ากับบทบาท คนหนึ่งดูเป็นคุณหนูไม่สู้คน ส่วนอีกคนก็ดูเป็นนางร้ายมาแต่ไกล

   ความตลกอีกอย่างคือนักแสดงจะต้องทำตามที่คนพากษ์พูดเสมอ เพราะอย่างนั้นตอนที่มีบทอะไรตลกๆ จำพวกสำเนียงเวลานางเอกพูดกับนางร้ายมันเลยเรียกเสียงหัวเราะได้มากขึ้น ตั้งแต่ที่ผมเริ่มดูมายังไม่มีฉากไหนที่ได้นั่งดูเงียบๆ เลย ถ้าไม่หัวเราะก็ต้องปรบมือให้กับมุกพวกนั้น

   "พอละครเข้าช่วงพัก ลูกชายก็กลับมาพอดี เอ้าย้ง มึงขาเป๋อยู่ๆ" ตอนนี้ขอยกตำแหน่งนักแสดงดีเด่นให้พี่ย้งไปเลย ตอนนี้ในมือของเขาคือแก้วใส่น้ำตาล มีช้อนปักเอาไว้อยู่ข้างใน และพอผู้กำกับเตือนเรื่องจังหวะการก้าวของขาพี่เขาก็ทำเป็นเดินไม่สะดวกเหมือนเดิม "ช้างดีใจมาก รีบเข้าไปอ้อนลูกชายทันที"

   "ลูกชายเห็นอย่างนั้นเลยตักน้ำตาลจนพูนแล้วยัดเข้าปากช้างในทีเดียว"

   เขาโกรธส่วนตัวกันมาหรือเปล่านะ ผมทำหน้าสยองในขณะที่คนอื่นหัวเราะร่าตอนที่น้ำตาลทั้งช้อนยัดเข้าไปในปากของพี่อีกคน

   "พอช้างอิ่ม ลูกชายก็เลยกลับมานั่งดูทีวีกับพ่อแม่ตามเดิม" พี่ย้งเดินขากระเผลกกลับอยู่ตรงที่มีพี่แก้มและพี่ศาสตร์อยู่ก่อนแล้ว "ลูกชายอยากดูหนัง ก็เลยบอกให้พ่อแม่เปลี่ยนช่อง"

   ตอนนี้ละครน้ำเน่าหายไปแล้ว และผมก็กำลังรอลุ้นอยู่ว่าต่อไปมันจะเป็นอย่างไร

   "อะสาม ตามึงออกมาแล้ว"

   พอชื่อนั้นออกมาทุกสายตาก็มองไปทางเดียว ผู้ชายที่กำลังนั่งก้มหน้าเขียนอะไรสักอย่างอยู่ในกระดาษใบเล็กเงยหน้าขึ้นมาแบบยังจับใจความอะไรไม่ได้ การเปิดตัวของพี่สามนี่โคตรลำเอียงอะ บทคนอื่นมาอย่างเหี้ยแต่ของเขาหลบหน่อยพระเอกมาได้อีก

   "ไหนบอกว่าไม่อยากเล่นก็ไม่ต้องเล่น"

   "แต่กูจะให้มึงเล่น"

   "เนี่ย ดูไว้นะทุกคน พวกบ้าอำนาจ"

   ก็จริงอย่างที่พี่สามว่านะ อำนาจมักจะพาให้เราลืมตัวตนเดิม

   "ให้เล่นบทอะไรดีวะ" ถามตอนกำลังแสดงอย่างนี้ก็ได้เหรอครับ "คือแม่งดีเกินไปจนกูไม่รู้จะยัดบทอะไรให้มันดูเหี้ยอะ"

   แล้วก็ขอความเห็นตรงนั้นเลย ผมนั่งกอดเข่าเอาไว้อย่างเดิมระหว่างมองคนร่วมค่ายออกความเห็นเกี่ยวกับบทของพี่สาม มีทั้งอะไรที่ดูเล่นง่ายอย่างพระเอกซีรีส์ไปจนถึงบทของสาวประเภทสองที่กำลังเผชิญกับปัญหาครอบครัว

   ละครเรื่องนี้มันออกทะเลไปไกลเหลือเกิน

   "โอเค กูคิดออกล่ะ ให้แม่งเล่นเป็นเอลซ่าดีกว่า"

   เอลซ่าอะไรของพี่เขาวะครับ...

   "ไม่เอา กูชอบอันนามากกว่า" แล้วตัวละครพิเศษนี่จะเรื่องมากไปไหน

   "กาลครั้งหนึ่งถัดมาจากเรื่องก่อนไม่นาน ในอาณาจักรที่มีเจ้าหญิงพี่น้องสองพระองค์นามเอลซ่าและอันนา ...เรายังไม่มีเอลซ่านี่หว่า"

   "กูเลือกเองได้ป่ะ"

   เรียกว่าไม่ยอมตายคนเดียว ซึ่งถ้าเป็นผมก็อาจจะทำเหมือนพี่เขาก็ได้นะ เรื่องอะไรต้องออกไปเป็นเป้าสายตาของประชาชีคนเดียว

   "ได้ เลือกเลย" อีกคนก็อนุญาตง่ายจัง ผมรอดูว่าพี่สามจะเลือกใครขึ้นมาเป็นผู้ร่วมชะตากรรม ด้วยความที่พี่เขาทำงานที่อยู่เบื้องหลังเป็นส่วนใหญ่ผมก็เลยไม่ค่อยแน่ใจว่าใครคือคนที่พี่เขาสนิทถึงขนาดที่จะลากออกมาเล่นละครด้วยกัน อาจจะเป็นพี่ฝ่ายทะเบียนที่ยังเขียนชื่อผมไม่ถูก

   ...แต่พี่คนนั้นเขานั่งคนละทิศกับทางที่พี่สามกำลังเดินมานี่นา

   ก็ตอนนี้ภาพที่ผมเห็นคือพี่สามกำลังก้าวตรงมายังบริเวณที่ผมนั่งอยู่ เล่นเอาคนรอบข้างเริ่มกระจายตัวแบบไร้สาเหตุ ผมเองยังนั่งนิ่งๆ อยู่ที่เดิมพลางนึกว่าแถวนี้ก็มีเพื่อนพี่เขาหลายคน

   มารู้ว่าการปลอบใจไม่ช่วยอะไรก็ตอนที่พี่เขายองตัวลงมาอยู่ข้างหน้าผมนี่แหละ

   "น้องดินทร์ ช่วยพี่หน่อยนะครับ"

   อา...ผมล่ะอยากจะบ้าตาย ไหนใครบอกว่าถ้าไม่เต็มใจก็ไม่ต้องเล่นไง

 

   "อ้าวสาม ทำไมวันนี้มานอนนี่ล่ะ"

   "นอนกับอุปกรณ์มันเหงาไง"

   ผมถูกไหว้วานให้เข้าไปเอาของข้างในห้องอุปกรณ์เมื่อช่วงเย็น ก็เข้าใจความรู้สึกที่ต้องนอนท่ามกลางของไร้ชีวิตพวกนั้นอยู่หรอก มองไปทางไหนก็มีแต่อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำค่าย ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นเลย

   ใกล้เวลาการนิทราเข้าไปทุกที แต่ดูเหมือนว่าต่างคนจะตาสว่างและคึกคักประหนึ่งว่ากินน้ำตาลพูนช้อนนั่นเข้าไป (เพื่อนร้อยค่ายเล่าว่าความจริงการทำให้ตื่นแค่ทานอะไรที่มีน้ำตาลมากหน่อยก็ช่วยแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นคาเฟอีน) ส่วนที่ผมยังตาสว่างอยู่คงเป็นเพราะความปลื้มอกปลื้มใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในละครตอนเย็น

   อ่านแล้วก็รู้ใช่ไหมว่าผมประชด

   "ว่าไงน้องเอลซ่า"

   "หวัดดีพี่อันนา"

   แล้วตัวการที่ทำให้ผมอารมณ์ไม่ค่อยจะโอเคก็เดินมานั่งแถวที่นอนของผม ตอนที่พี่เขาต้องก้มตัวเข้ามาอยู่ในมุ้งมันตลกมากเลยล่ะ คนตัวสูงก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเสมอไป

   ไม่ค่อยอยากจะทักหรอกนะความจริง แล้วผมก็ไม่อยากนึกถึงความหลังด้วย การที่ต้องวิ่งไปรอบห้องพร้อมกับทำท่า let it go นี่ไม่ใช่เรื่องสนุก ยังดีที่พี่ศาสตร์ปรามก่อนว่าไม่ควรเล่นแป้งเป็นเอฟเฟกเสริมเพราะว่าจะลำบากฝ่ายสวัสในการเก็บกวาด

   "สรุปเราจะไปปั้นมนุษย์หิมะด้วยกันไหมอะ"

   "ไม่"

   ตอบกลับไปพลัน ต่อจากน้องดินดินผมยังไม่อยากเป็นน้องเอลซ่า ถึงหลายคนจะเริ่มเรียกผมว่าดินซ่าแล้วก็เถอะ โคตรเสี่ยวเลย

   "ไปเล่นด้วยกัน..."

   "หยุด พี่ไม่ต้องร้องต่อเลย" ทำตาขวางใส่ผู้ชายที่ดูไม่เข้ากับการ์ตูนเจ้าหญิงแต่ดันร้องได้ทุกท่อน "ผมจะนอนแล้ว"

   "โอเคๆ ...เออนี่ มีคนฝากมา"

   หรี่ตามองกระดาษสี่เหลี่ยมพับมุมที่อยู่ในมือของพี่สาม ลางสังหรณ์บอกผมว่าเรื่องที่สงสัยมันไม่น่าจะผิดพลาดไปได้

   ยังไม่รับมาในทันที แต่ใช้วิธีการถามลองเชิงกลับไปก่อน "ใครให้มา"

   "เห็นว่าชื่ออันนานะ"

   "..."

   "นอนไป กู๊ดไนต์"

   ก่อนไปก็ยังยีหัวผมเป็นการสั่งลา ผมมองสิ่งที่อยู่ในมือของตัวเองค้างเอาไว้เพื่อให้สมองได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วจะให้เมินไปก็คงน่าเสียดาย โอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ

   ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียก็เลยเปิดอ่าน ตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือเดียวกับหลายฉบับก่อนช่วยให้คำตอบกับผมไปในตัว

   ไว้ไปปั้นหิมะด้วยกันนะ

 

   เช้าวันนี้ไม่มีออกกำลังกายเหมือนเมื่อวาน เป็นผลมาจากการรวมตัวกันเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้เวลานอน โดยที่แน่นอนว่าผมคือหนึ่งในผู้ลงชื่อ

   เราเลยเริ่มการทำงานส่วนสุดท้ายในการจัดข้าวของทุกอย่างให้อยู่ในที่ที่ควรจะเป็น เคลียร์ฐานทัพชั่วคราวต่างๆ ให้กลับไปอยู่ในสภาพเดิมเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดเรียนในวันรุ่งขึ้น น่าเสียดายที่พวกผมมีเรียนในวันจันทร์ ไม่อย่างนั้นก็อยากเห็นรีแอคชันจากคนใช้งานจริงอยู่เหมือนกัน

   "น้องดินนอนสบายไหมเมื่อคืน"

   "ก็...ดีกว่าวันแรกครับ"

   เมื่อวานผมคงใช้พลังงงานไปกับอ่านหัวเราะมากเกินไป หลังจากคุยกับพี่สามคนบอกว่าเหงาก็โดนลากกลับไปทำงานห้องอุปกรณ์ต่อ ส่วนผมพอหัวถึงหมอนแล้วก็หลับสนิทไม่รู้เรื่องอะไรจนเพื่อนมาปลุก ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมที่นอนของเพื่อนมันถึงห่างไปกว่าที่ควรจะเป็นก็เถอะ

   พอภารกิจทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้วก็ได้เวลาถ่ายรูปก่อนจากลา สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างคือทุกคนพร้อมใจกันแกล้งช่างกล้องไม่ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรูปภาพ นี่ก็อีกหนึ่งบุคคลน่ายกย่องในค่าย นอกจากจะต้องกดชัตเตอร์ตามคำสั่งแล้วกลับไปก็ยังต้องแต่งรูปอีก

   "น้องดินทร์ นี่ซอง"

   "ขอบคุณครับ"

   ขึ้นมานั่งประจำที่บนรถคันใหญ่ เลือกที่นั่งด้านหลังเพราะว่ามันน่าจะสงบกว่าบริเวณที่กิจกรรมต่อเพลงกำลังจะเริ่ม ตอนนี้ผมเริ่มคิดแล้วล่ะว่าจะโดดคลาสเช้าพรุ่งนี้ดีหรือเปล่า

   ซองสมุดกระจกที่เขียนเอาไว้ว่า 'ดินดิน' เต็มไปด้วยลายมือไม่คุ้นเต็มไปหมด ที่เห็นชัดเป็นอย่างแรกคือข้อความจากปากกาเส้นหนาเขียนเอาไว้ว่าน้องเอลซ่า แล้วยังมีตัวการ์ตูนลายเส้นน่ารักวาดเอาไว้ข้างๆ ด้วย

   ส่วนข้างในก็มีกระดาษจำนวนหนึ่งพับแล้วก็สอดเอาไว้ เมื่อเช้ามันมีช่วงเวลาสำหรับเขียนข้อความส่งท้ายพอสมควร ผมเองก็เขียนให้กับพวกรุ่นพี่ที่จำหน้าได้ บอกว่าชื่อเล่นของผมเขียนยังไงให้พี่ทะเบียน แล้วก็เพื่อนที่เป็นฝ่ายเดียวกัน ส่วนที่เหลือก็เขียนข้อความจำพวกยินดีที่ได้เจอลงไปพอเป็นมารยาท

   เปิดอ่านดูแล้วก็ยิ้มคนเดียว มันมีตั้งแต่ข้อความไร้สาระอย่างเช่นการสวัสดีตอนเช้า ทักครับ เขียนชื่อเฟซลงมาอย่างเดียว หรือจะเป็นเรียงความสองหน้าของเพื่อนร้อยค่าย ผมสนใจแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนไม่รู้ว่าด้านข้างมีคนมานั่งตั้งแต่เมื่อไหร่

   "โคตรใจร้ายเลย"

   "..."

   "ถึงบอกไม่อยากให้ใครรู้แต่ก็ไม่ทักกันบ้างอะ พี่ทักตลอดเลยนะเว้ย"

   "..."

   "เขียนให้ตลอดด้วย รู้ไหมว่ากว่าจะแอบออกมาเขียนให้มันยากนะ"

   "..."

   "ใจร้ายอะดินทร์"

   ถอนหายใจออกมาด้วยความปลงตก ทำใจเอาไว้แล้วล่ะว่าต้องเจออย่างนี้แน่ ผมเลยถือวิสาสะหยิบซองสีน้ำตาลที่อยู่ในมืออีกคนมาไว้กับตัว เปิดปากกาเตรียมเขียนอะไรลงไปตรงที่ว่าง

   "กำลังเขียนนี่ไง"

   "..."

   "ผิดสัญญาแล้วอย่ามางอแงนะสาม"

   ข้อความที่อ่านต่อกันแล้วได้ความหมายใหม่บนนั้นเปลี่ยนสีหน้าบูดบึ้งของรุ่นพี่ปีสามให้กลายเป็นการพองลมอมยิ้มเอาไว้อย่างง่ายดาย

   ผมรู้อยู่แล้วล่ะว่าวิธีไหนที่จะทำให้คนขี้น้อยใจกลับมาอารมณ์ดี

   สามี (ของดินทร์) <3

 

[After that]

   "ล่ะตกลงกันแล้วไงว่าจะไม่บอกใคร ทำไมถึงเข้ามาวอแวอยู่นั่น"

   "...แฮะๆ"

   "บอกมา"

   "ก็พวกปีจัดรู้กันหมดแล้ว"

   "หา..."

   "ตอบคำถามแย่อย่างนั้นใครจะให้มา นี่สามเลยใช้เส้นขอพาแฟนมาด้วยอะ"

   "..."

 
***
   ในที่สุดเจ้าก็สามารถแต่งเรื่องสั้นแบบไม่หม่นได้แล้วค่ะ (ฮา)
   ถ้าใครเคยไปค่ายก็น่าจะคุ้นกับอะไรหลายๆ อย่างในเรื่องเนอะ ธีมของเรื่องนี้คือความทรงจำช่วงมหาวิทยาลัยฉลองรับปริญญาของเจ้าเองค่ะ ถึงพอเป็นนักศึกษาแล้วจะไม่ได้ลุยจริงจังแล้วก็เถอะ
   ทุกวันนี้เจ้าก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเรียกว่าสมุดกระจกนะคะ แต่ว่ามันก็สนุกทุกครั้งที่ได้เปิดอ่านดูว่าข้างในมันเก็บอะไรเอาไว้บ้าง ถึงบางข้อความเจ้าจะไม่ค่อยเข้าใจว่าต้องการจะสื่อถึงอะไร (หัวเราะ)
   ขอให้สนุกกับการอ่านค่ะ
   23August

   #สมุดกระจก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-10-2018 20:57:57 โดย 23August »

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0
น่ารักมาก....กกกกกกกกกกก   o13 o13 o13

ออฟไลน์ yunnutjae

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 578
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
คดีพลิกไปอีก 5555555555555555555555

ออฟไลน์ ้sripaerrr

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
อ้าวววว นึกว่าจะแบบตกหลุมน้องที่มาค่าย55555 ดินดินก็เนี๊ยนเนียนไม่ทักไม่ทาย พี่สามก็เนี๊ยนเนียนวอแวน้องงง ชอบความหวานตอนจบ น่ารักสายซึน55555

ออฟไลน์ Zenith

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
อ่านแล้วงงๆบางช่วงแค่พออ่านจบคือเข้าใจ
คดีมันพลิกครับบ!!!5555 :hao5:

ออฟไลน์ Raccool

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 307
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +228/-2
งือออ ก็ว่าทำไมพี่สามมาวอแวน้องจังงง 5555555

ออฟไลน์ poommy_TY

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 122
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
แงงงงง มันดีมากเลยคุณเจ้า
พี่สามวอแวมากกกก แต่น่ารักมากเช่นกัน ฮู้ยยยยยย
น้องดินดิน เนียนมากอะ พี่ก็เชื่อว่าหนูไม่รู้จักกันอะลูก 555555555

ขอบคุณนะคะ เราชอบอ่านนิยายคุณเจ้ามาก จะสั้นจะยาวก็ชอบหมดเลย

ปล.ยินดีกับการสำเร็จการศึกษาด้วยนะคะ ❤

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-8

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ unicorncolour

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 942
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
หักมุมแหกโค้ง  :jul3:

แต่น่ารักได้ใจ  o13

ออฟไลน์ MayA@TK

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5309
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-6

ออฟไลน์ baibuabuaz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ดินทร์เนียนมาก มากจริงๆ
ชอบพี่สาม น่ารักกกกกกกก

ออฟไลน์ Petit.K

  • Petit parapluie
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 860
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
แงงงงง น่ารักมากเลยค่า ชอบบมาก อยากอ่านแบบเรื่องยาวเลย แงงงง

ออฟไลน์ FeaRes

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 785
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-2
เนี่ยยยย น่ารักไปอีกกกก ตอนท้ายน่ารักมากกก
ใช้เส้นขอแฟนมาด้วย วี๊ดดดดด
น่ารักทั้งคู่อะ ชอบบบบบบ /////

ออฟไลน์ Khanomni

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 81
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
คือออออ...?  แงงงงง น่ารักกกก อยากอ่านต่ออ อ่านมาแบบไม่สะกิดใจอะไรเลยยย แต่คือน่ารักกก><  ชอบมากๆเลยค่ะ. ทำให้คิดถึงการไปค่าย(แต่ไม่เคยมีแบบนี้เล้ยย แงๆๆ). ชอบบบ ชอบมากๆๆ อยากอ่านพาร์ทพี่สามนะคะ*-* :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ ღM!haruღ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ชอบเรื่องนี้ น่าร๊ากกกกกก อ่านแล้วคิดถึงตอนออกค่ายสมัยอยู่มหาลัยเลยค่ะ

ปล. ที่เรียกสมุดกระจก เพราะว่าสมุดเล่มนี้ก็เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนตัวเราเอง จากสายตาคนอื่นน่ะค่ะ

ออฟไลน์ HeIsMine

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 48
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
โอ้ยๆๆๆหักมุมแบบหลุดโค้งมาก

ออฟไลน์ nnoii2538

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
งื้อออ พี่สามมีความวอแวน้อง  :-[

ออฟไลน์ Mayana

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 448
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ theindiez

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 120
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
แง้ น่ารักกก แอบเอ็นดูพี่สามเบาๆ 555

ออฟไลน์ kanatthanit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 59
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
นี่ขนาดตกลงว่าให้ทำเป็นไม่รู้จักกันน่ะ ถ้าปล่อยตามใจพี่สาม จากที่สาว ๆ รู้ว่าพี่สามมีแฟน คงได้รู้กันหมดว่าใครแฟนพี่สาม :-[

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +126/-4

ออฟไลน์ colorofthewind21

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1849
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-1
อ้าววว นี่ขับรถแหกโค้งตกเหวไปไกลเลย เป็นแฟนกันอยู่แล้วนี่นาา น่ารักกก

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-6
มาอ่านรอบสองแล้ววว ตอนก่อนหน้าลืมเม้นท์ 55555555 ดีใจที่คุณเจ้าเขียนอะไรแฮปปี้ๆแบบนี้ออกมา น้องน่ารักมากกก พี่สามก็น่ารักไปอีกฮื่อออ ชอบมากค่ะ  :mew1:

ออฟไลน์ 1O019_

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
น่ารักมากเลยยยย ชอบเรื่องแบบนี้ อ่านแล้วอยากไปค่ายบ้างเลยค่ะ

ออฟไลน์ SweetyPhawin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 12
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
 :L2:น่าร้ากกกกกกอ่ะดินดิน

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-1
ตั้งแต่ต้นอ่านด้วยฟิลเตอร์เรียบเรื่อยมาตลอดเลยค่ะ แบบว่า อืม... ก็คงจะแอบรักและจีบกัน พอเฉลยตอนท้ายเท่านั้นแหละ ให้ตายเถอะ จากแค่ยิ้มมุมปากก็กลายเป็นยิ้มกลายเป็นยิ้มกว้างกลายเป็นหัวเราะ ทำไมน่ารักกก ขอบคุณมากเลยค่ะสำหรับนิยายที่ทำให้อิ่มใจขนาดนี้  :กอด1:

ออฟไลน์ Shin Heeyoo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 133
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
หักมุมมมมม

ไอ่เราก็ว่าพี่สามีนี่แหละ แต่นึกว่าแค่จีบไง โหยยยยยยย

ออฟไลน์ StarPasO

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ดินทร์เนียนจนคนอ่านไม่รู้เลย หักมุมมาก  :laugh:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด