ยามจันทร์เจ้าจูบดิน ☪ บทพิเศษ ๕ วันปีใหม่ {๓๑.๑๒.๕๙} จบ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ยามจันทร์เจ้าจูบดิน ☪ บทพิเศษ ๕ วันปีใหม่ {๓๑.๑๒.๕๙} จบ  (อ่าน 89676 ครั้ง)

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2471
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1575
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
เป็นกำลังใจให้นะคะ  เรื่องนี้ยังคงหวานปนซึ้งเหมือนเดิมค่ะ ชอบนะ พี่เดือนมีเอกลักษณ์ดี น้องดินก็ดูน่าสงสาร เฟิงกับปราณนี่สุดยอดคู่ฮาเลย  ขอบคุณนะคะที่มาต่อแต่ละตอนก็ยาวสะใจมาก ชื่นชมค่ะ แต่รู้สึกเดินเรื่องเอื่อยๆ มาก ยังไม่ค่อยมีเหตุการณ์หรือฉากที่หวือหวาหรือประทับใจชวนติดตามเท่าไรค่ะ ทั้งที่พล็อตเรื่องสนุก อารมณ์ตัวละครดี มีเหตุมีผล อ่านแล้วรู้สึกเชื่อค่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๒๑
ความจริงที่ตอกย้ำ



      แสงแดดส่องลอดรอยแยกของผ้าม่านสีทึบมากระทบเข้าที่ใบหน้าของร่างเล็กที่นอนซุกอยู่ในกองผ้านวม  เปลือกตานวลขยับเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆลืมเปิด มือบางควานไปที่ข้างตัวแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าทำให้ร่างที่นอนอยู่ตื่นเต็มตาก่อนจะลุกพรวดขึ้น

       “โอ๊ย” ดินร้องออกมา ร่างทั้งร่างล้มเอนลงไปนอนจมกับเตียงอีกครั้งเมื่อความเมื่อยขบทั่วทั้งตัวและอาการเจ็บเสียดที่ช่วงล่างเข้าเล่นงาน  ตะแคงศีรษะหันไปมองข้างกายก็ไม่เห็นชายหนุ่มคนที่ควรจะนอนอยู่  ตอนนี้น่าจะสายมากแล้ว เดือนคงจะออกไปโรงงานกับไร่...

        แต่อย่างน้อยก็ปลุกเขาด้วยมันจะตายไหมวะ!

       นี่ถ้าไม่ติดว่าอยู่บ้านเดียวกัน แถมมีด้ายแดงผูกกันอยู่ดินคงคิดว่าตัวเองโดนฟันแล้วทิ้งแหงๆ

        ชายหนุ่มหัวเราะกับความคิดบ้าบอของตัวเอง  ตอนนี้เขารู้สึกหนักเหมือนมีหินมาถ่วงร่างกายเอาไว้ ลมหายใจก็ร้อนผ่าว แล้วยังมีอาการปวดศีรษะอีก  ต้องไม่สบายแน่ๆ 

         ร่างเล็กค่อยๆยันกายลุกขึ้น นิ่วหน้ากับความเจ็บที่แล่นริ้วขึ้นมา เขาก้มลงสำรวจตัวเองแล้วก็พบว่าเขาสวมเสื้อยืดตัวโคร่งที่คงจะเป็นของเดือน ร่างกายถูกทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดคงเป็นฝีมือของคนที่เขาด่าในใจไปเมื่อกี้นั่นแหละ 

         ยังไงก็รีบอาบน้ำแล้วลงไปกินข้าวเช้าดีกว่า จะได้ทานยาแล้วก็นอนพักสักหน่อย

         แต่ในขณะที่เขากำลังจะลงจากเตียงนั้นประตูก็เปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ที่ดินเข้าใจว่าออกไปทำงานตั้งนานแล้ว  ในมือของเดือนมีถาดอาหารที่วางชามข้าวต้มหมู  แก้วน้ำเปล่า  แก้วน้ำส้มคั้น กับ ยาลดไข้และยาแก้อักเสบ  คิ้วเรียวเลิกขึ้นก่อนที่ร่างสูงจะปรี่มาวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะทำงานแล้วเดินไปประคองดิน

          “ตื่นแล้วเหรอ แล้วนี่จะรีบลุกไปไหน ทำไมไม่นอนพักก่อน”

          “จะลุกไปอาบน้ำ”

           เดือนจุ๊ปาก ยกมือวางทาบที่หน้าผากมนพลางส่ายหน้า “มีไข้นะ  ไม่ต้องอาบหรอก แปรงฟันก็พอ เดี๋ยวพี่เช็ดตัวให้”

            ดินพยักหน้าอย่างว่าง่าย เห็นท่าทางนั้นเดือนก็คลี่ยิ้ม รวบตัวร่างเล็กเข้ามากอด จูบเบาๆที่ขมับและพวงแก้มนิ่มทั้งสองข้างก่อนวกมากัดปลายจมูกรั้นนั้นเบาๆ ดินเองก็ยกแขนกอดตอบคนรัก  ความอบอุ่นอ่อนหวานแผ่ซ่านในใจคนทั้งคู่ 

             “อรุณสวัสดิ์ครับ” เดือนกระซิบชิดริมหูอีกฝ่าย “อรุณสวัสดิ์ครับพี่เดือน นี่กี่โมงแล้วเนี่ย ทำไมไม่ปลุกดิน แล้ววันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ”

              “วันนี้โดดงานวันหนึ่ง” เดือนขยิบตา “บอกท่านหัวหน้าว่าเมียป่วย”

               นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเบิกกว้าง ร่างกายขยับแก้อาการเขินทันทีด้วยการคว้าหมับเข้าที่เอวคนรักแล้วบิดแรงๆ เดือนที่ถูกประทุษร้ายร้องโอดโอยทันที ดินแยกเขี้ยวใส่คนตัวโตแล้วสะบัดหน้าไปทางอื่น 

            ไอ้พี่บ้านี่มันพูดมาได้ไม่อายปากจริงๆ ก็หัวหน้ามันก็พ่อพวกเขาไม่ใช่หรือไง! พูดไปแบบนี้พ่อกับแม่ต้องรู้แน่เลยว่าเขาเป็นอะไร แล้วแบบนี้เขาจะมองหน้าคนในบ้านติดได้ยังไง

          ร่างโปร่งเดินโขยกเขยกไปทางประตูห้อง ตั้งใจจะออกไปห้องน้ำ แต่ไม่ทันเดือนที่ปิดฝาชามข้าวต้มไว้ก่อนเดินมาอุ้มร่างเล็กขึ้นแล้วพาไปที่ห้องน้ำทันที  ดินที่ถูกอุ้มในท่าอุ้มเจ้าสาวโวยลั่น

          “พี่เดือน! เกิดมีคนมาเห็นจะทำยังไง”

          “อายอะไร เขารู้กันหมดแล้วน่า”

           “พี่เดือน!”

           “ฮ่าๆ ล้อเล่นหรอก ไม่มีใครขึ้นมาหรอกน่า พี่บอกว่าดินไม่สบาย จะพักผ่อน  ถ้าพวกป้าชื่นจะขึ้นมาทำความสะอาดก็หลังจากพี่พาดินลงไปข้างล่างแล้วกัน”  คนตัวสูงใช้เท้าเขี่ยเปิดประตูห้องน้ำแล้ววางคนตัวเล็กลงที่เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า  ก่อนจะมองดินนิ่งๆ ดินเองก็รออีกฝ่ายว่าทำไมไม่ออกไปเสียที

             “นี่ พาดินมาส่งแล้วก็ออกไปซักทีสิ” สุดท้ายเขาก็ต้องเป็นฝ่ายโพล่งขึ้นจนได้  เดือนเลิกคิ้ว อมยิ้ม นัยน์ตาคมฉายประกายสนุกที่ได้แกล้งน้องชายต่างสายเลือด “พี่จะเช็ดตัวให้ดินไง”

            “ดินเช็ดเองได้”

             “ไม่สะดวกมั้ง แขนก็ใส่เฝือกอยู่ จะเช็ดสะอาดได้ไง”

             “งั้นก็กลับไปเช็ดที่ห้อง”

              “พี่ไม่อยากถือกะละมังเดินไปเดินมานี่ เช็ดในนี้แหละ”

              เดือนทำปากยื่น ดินเลยยื่นมือไปบีบปากเป็ดนั่น หนีบแรงๆอย่างหมั่นเขี้ยว นี่คงจะหลอกแกล้งเขาอีกล่ะสิ คิดเรอะว่าจะยอม เขาก็มียางอายนะเว้ย ถึงแม้จะ...ผ่านคืนแบบนั้นมาแล้วก็เถอะ
 
               เดือนที่เห็นอีกฝ่ายหน้าแดงซ่านก็หัวเราะ หยอดไปอีกหนึ่งประโยค “อายอะไรครับที่รัก  เมื่อคืนเห็นหมดแล้ว”

              “ไอ้ – พี่ – เดือน! อยากตายก่อนแก่สินะครับ”

              เดือนร้องโวยวายเมื่อคนผมดำคว้าเอาขวดแชมพูตรงเคาน์เตอร์ขึ้นมา ทำท่าจะปาใส่เขา “เฮ้ย พี่ตายน้องก็เป็นหม้ายนะครับ”

              “ดินจะหาแฟนใหม่!”

              “คำขอนี้สามีไม่อนุญาต ไม่ผ่านครับ”

             อดีตนายแบบดึงขวดแชมพูออกจากมือบาง  คลอเคลียปลายจมูกเข้ากับปลายจมูกคนหน้าแดง “งั้นพี่ออกไปหยิบเสื้อกับผ้าเช็ดตัวให้  ดินก็ทำธุระไป แต่ต้องยอมให้พี่เช็ดตัวนะ” คนที่เอาแต่ใจก็เอาแต่ใจจนถึงที่สุดจนสุดท้ายดินก็ต้องยอมพยักหน้าเดือนถึงได้ยิ้มร่าออกจากห้องน้ำไป

             พอชายหนุ่มออกไปดินก็ล็อกห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัวจากนั้นก็รอจนอีกคนกลับมา  เดือนกลับมาพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็ก ผ้าขนหนูแห้งกับเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน ทันทีที่วางของเรียบร้อยชายหนุ่มจัดการลอกคราบน้องชายอย่างรวดเร็ว

             ดวงตาคมกวาดมองไปทั่วร่างกายขาวจนคนถูกมองต้องเบือนหน้าหนีซ่อนใบหน้าแดงก่ำของตัวเองเอาไว้  เมื่อคืนมันมืดแถมยังถูกปลุกปั่นจนไม่มีสติยั้งคิดอะไร แต่พอมาตอนนี้ไฟในห้องน้ำก็เปิดสว่างจนเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้วเขาก็อดอายไม่ได้

           “มองอะไรครับ รีบเช็ดตัวสิ”

            “มองเมีย”

            ดินหันกลับไปถลึงตาใส่อีกคน  คำพูดแบบนั้นที่เดือนเรียกเขา ทำใจให้ตายก็ไม่ชิน 

            “ถ้าพี่ยังไม่เลิกแกล้งดินจะให้พี่ออกไปแล้วนะครับ” พอเจอคุณภรรยาประกาศคำขู่แบบนี้เดือนก็ต้องกลั้นยิ้มแล้วลงมือเช็ดตัวให้อีกฝ่าย

           ดินก้มมองสภาพตัวเองแวบหนึ่งก่อนจะหันหน้าหนีไปมองเพดานแทน  ทั่วร่างกายเขาตอนนี้เต็มไปด้วยรอยแดง ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของเขา...พอเห็นรอยแดงทั้งสัมผัสและความทรงจำเมื่อคืนก็หวนคืนมาในสมอง...มันเจ็บ...แต่ก็มีความสุข
ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาเป็นของคนตรงหน้านี้หมดแล้ว

            ทั้งหัวใจ...และร่างกายที่ถูกความรักของเดือนประทับรอยเอาไว้ทุกพื้นผิว

            ฝ่ามือใหญ่ลากผ้าขนหนูเช็ดตัวให้ตามร่างกาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชุดลำลองใส่สบายให้  ดินกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย เดือนที่กำลังพาดผ้าเปียกไว้บนเคาน์เตอร์เหลือบมองเขา  พริบตาสองแขนของร่างสูงก็ยันไว้กับขอบอ่างล้างหน้า กักตัวเขาไว้ในอ้อมแขน

           “ขอจูบเป็นค่าตอบแทนแล้วกัน”

            พูดจบก็ทาบทับริมฝีปากลงมา   เดือนรู้สึกเหมือนเขามีอาการแปลกๆ ชายหนุ่มพบว่าตัวเองชอบจูบดิน จูบแบบที่ไม่ต้องมีความใคร่มาเกี่ยวข้อง ชอบลากไล้ปลายจมูกสัมผัสทั่วใบหน้าเนียน ชอบกลิ่นหอมอ่อนเหมือนกลิ่นดอกไม้ของคนตรงหน้าที่มักทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย

             ร่างสูงอุ้มน้องชายต่างสายเลือดออกจากห้องน้ำ  พาไปที่โต๊ะทำงานแล้วเปิดฝาชามข้าวต้มให้  “กินเสร็จแล้วก็ทานยาด้วยนะ” มองสำรวจร่างกายคนตรงหน้าก่อนกลั้นใจถาม “แล้ว...เอ่อ...ร่างกาย โอเคไหม”

            คนตัวเล็กหลบตาวูบ ใบหูเปลี่ยนเป็นสีแดงบ่งบอกว่าเจ้าตัวเขินจัด  เสียงนุ่มตอบอ้อมแอ้ม “ก็เจ็บนิดหน่อยเวลาเดินครับ ปวดนิดๆ” อันที่จริงก็ไม่นิด แต่ดินก็ไม่อยากให้เดือนกังวล

              “ทานยาแก้อักเสบด้วยนะ...คือ...เมื่อคืนที่พาไปล้างตัวพี่เห็นมันบวม...”

             “ค..ครับ”

              คนน้องรีบรับคำก่อนคนพี่จะพูดอะไรออกมาให้เขาอายมากไปกว่านี้ ดินอยากระเบิดตัวเองทิ้งจริงๆ  เขาอายจนแทบจะมุดชามข้าวต้มหนี  ภายในห้องมีเพียงความเงียบและเสียงช้อนกระทบจาน  หลังจากทานข้าวจนหมดและทานยาตามดินก็ไปนั่งที่เตียง  เดือนลูบผมคนรักแผ่วเบา ขยับกายไปสวมกอดให้ร่างเล็กซุกกายเข้าหา 

              “นี่ พอหายดีแล้วไปหาแม่แก้วกันไหม” เดือนเอ่ยถาม ดินมองเขาอย่างแปลกใจ แม่แก้ว? ใช่พี่สาวแม่มะลิหรือเปล่า...เดือนจะพาเขาไปหาอีกครอบครัวหนึ่งงั้นเหรอ  แล้วฝั่งนั้นจะไม่มองเขาแปลกๆหรือ จู่ๆก็เป็นสาเหตุให้ลูกชายที่เขาเลี้ยงมากลายเป็นเกย์ไปเสียอย่างนั้น

             ถ้าทางแม่แก้วไม่ชอบเขาล่ะ...ดินรู้สึกไม่สบายใจเลยถ้าครอบครัวอีกครอบครัวของเดือนจะไม่ชอบเขา

             นี่สินะความรู้สึกตอนกำลังจะเจอแม่สามีน่ะ

              “คิดอะไรหืม”  เดือนจิ้มหัวคิ้วที่ขมวดกันให้คลายออก ทำไมชอบทำหน้ายุ่งนักก็ไม่รู้นะเด็กคนนี้

               “กลัวแม่แก้วไม่ชอบดิน”

              “ไม่มีทาง แม่อยากเจอดินจะตาย”

               “แต่ว่า...ดิน...เป็นผู้ชายนะ”

               เดือนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “แม่รู้แล้ว  ไม่ว่าอะไรหรอก เผลอๆดินจะกลายเป็นลูกรักด้วยมั้ง ตรงสเป็คแม่เขาเลย งานบ้านดี เรียบร้อย พูดน้อย ทำกับข้าวเป็น” คนพูดหัวเราะขึ้นมา เกยคางลงบนกลุ่มผมนุ่มสีดำ “แต่พี่ไม่ยอมให้ใครมารักดินมากไปกว่านี้แล้วนะ  หวง พี่รักของพี่คนเดียวพอ”

               “งั้นดินจะรักพี่เดือนให้มากๆ เท่าจักรวาลเลย”  เดือนทำตาโต  ในอกพองฟูไปหมด  นี่ถ้ารู้ว่าเป็นแฟนกันแล้วจะน้องจะน่ารักขนาดนี้  เขาจีบไปตั้งแต่วันแรกที่มาถึงแล้ว!

             “พูดดี มีรางวัล”

             “เดี๋ยวดินให้เอง”

              คนตัวเล็กยื่นหน้าไปจุ๊บแก้มสากนั้นหนักๆทั้งซ้ายขวา  ก่อนจะถูกเอาคืนด้วยการจั๊กจี้จนเขาหัวเราะแทบหมดแรง  สองร่างคลอเคลียกันอยู่อย่างนั้นจนร่างเล็กที่อ่อนเพลียมาตลอดคืนค่อยๆผล็อยหลับไป  เดือนประคองดินให้นอนลงกับหมอนแล้วเอนตัวลงนอนข้างๆ  ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมสีดำออกจากใบหน้าหวาน กดจูบลงที่หน้าผากให้คนในอ้อมแขนฝันดี

             ชายหนุ่มฮัมเพลงกล่อมออกมาเบาๆ ลูบผมคนตัวเล็กไปด้วยจนตัวเองก็ชักจะง่วงนอน จึงโอบกอดร่างของคนรักไว้แล้วปิดตาลงไปพร้อมกับความสุขที่ล้นเอ่อในอก

             ความสุขนี้ที่เขาอยากให้ยืนยาวไปตราบนานเท่านาน

             อยากให้กาลเวลาหยุดลงตรงนี้จนชั่วนิรันดร์

            สามอาทิตย์ต่อมาดินก็เอาเฝือกออก ร่างกายก็กลับมาแข็งแรงเป็นปกติดี  ตามที่เคยคุยกับเดือนไว้ พวกเขาจึงพากันเก็บกระเป๋า เตรียมตัวไปกรุงเทพฯ  เดือนดูดีใจมากที่จะได้กลับไปหาแม่แก้วกับพี่ชายของเขา โทรคุยกับทางนั้นไม่หยุด แม่มะลิเองก็จัดหาของฝากจากเมืองสุพรรณไปให้ทางนู้นเสียเยอะแยะจนด้านหลังรถแทบไม่มีที่วาง โชคยังดีที่พวกเขาไปกันแค่สามวันและเดือนเองก็พอมีเสื้อผ้าติดอยู่ที่บ้านนู้นบ้าง พวกเขาจึงใช้กระเป๋าเดินทางใบเดียวกัน  หลังจากตระเตรียมของเสร็จก็ได้เวลาออกเดินทาง

             เดือนขับรถเรื่อยๆแวะตามปั๊มบ้างเป็นครั้งคราวให้คนตัวเล็กลงไปซื้อของกินแล้วค่อยออกเดินทางต่อ  หลังจากนั้นประมาณสามชั่วโมงรถของพวกเขาก็มาจอดอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้นที่ยกใต้ถุนสูง ดูแปลกตาท่ามกลางตึกคอนกรีตทันสมัยสูงใหญ่ที่ล้อมรอบ  เนื้อที่รอบบ้านมีไม่เยอะนักแต่เจ้าของบ้านก็ปลูกต้นไม้จนแทบจะแน่นขนัด  เดือนไม่ได้กดกริ่งแต่เจ้าตัวเลื่อนประตูรั้วเปิดเข้าไปเลยพร้อมโอบไหล่ดินให้เดินเข้าบ้านไปด้วยกัน

             ตรงหน้าบันไดขึ้นบ้านมีอ่างบัวตั้งขนาบ ภายในเลี้ยงปลาหางนกยูงหลากสี  เสียงพูดคุยและเสียงโทรทัศน์ดังมาจากในบ้าน  พร้อมกับกลิ่นอาหารที่ลอยฟุ้ง  เดือนหันมาจุ๊ปากเป็นทำนองให้ดินเงียบก่อนที่คนตัวโตจะเขย่งปลายเท้าเดินไปชะโงกหน้ามองในบ้าน  ดินเดินตามไปเงียบๆ อมยิ้มกับท่าทีเหมือนเด็กของอีกคน

           ร่างสูงใหญ่ของนายแบบหนุ่มตรงเข้าไปในครัวหลังบ้าน  ดินมองเห็นหญิงวัยกลางคนร่างท้วมยื่นอยู่ตรงนั้น ขนาบข้างด้วยเด็กน้อยสองคน  เดือนตรงรี่ไปหาหญิงร่างท้วมที่คงเป็นแม่แก้วคนนั้นก่อนจะเอาสองมือจี้ไปที่เอวพร้อมตะโกนว่า “จ๊ะเอ๋ แม่แก้ว!”

            เจ้าของนามแก้วสะดุ้งสุดตัว รีบหันกลับมาเงื้อตะหลิวในมือ เดือนที่เห็นท่าไม่ดีรีบถอยกรูดยกสองมือเป็นเชิงยอมแพ้ ขณะที่แม่แก้วตีหน้าดุ เท้าเอวเอาตะหลิวชี้หน้าลูกชายตัวแสบ

             “เดี๋ยวเถอะนะเจ้าเดือน  กล้ามากนะยะมาแกล้งแม่แบบนี้ เดี๋ยวปั๊ดฟาดด้วยตะหลิว”

             “โอ๊ย คุณนายแก้วคร้าบ จะฟาดลูกชายสุดหล่อคนนี้จริงเหรอ เดี๋ยวหน้าตาไม่ดีเดือนก็หาเลี้ยงตัวเองไม่ได้กันพอดี”

             “แล้วใครใช้ให้แกมาเล่นบ้าๆยะ!”

            ชายหนุ่มลอยหน้าลอยตาหัวเราะร่า พลางย่อกายลงกางแขนรับร่างเล็กสองร่างที่ร้องเรียก ’คุณอาเดือน’ เสียงดังแล้วโถมกายเข้าใส่

             เดือนกอดร่างของแฝดชายหญิง  ดาวกับตะวันเอาไว้แน่น ปล่อยให้หลานหอมไปหลายฟอด  คุณแก้วมองภาพนั้นยิ้มๆก่อนจะสังเกตเห็นใครบางคนที่ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ที่ประตูครัว  “อ้าว เจ้าเดือนแล้วนั่นใครน่ะ” เดือนลุกขึ้นยืนแล้วกวักมือเรียกดินให้เดินเข้า คนผมดำมีสีหน้าลังเล เดินเข้ามาช้าๆก่อนจะยกมือไหว้คุณแก้ว

            “สวัสดีครับ ผมดินครับ เป็น...”

            “ต๊าย คนนี้เหรอที่แกเล่าให้ฉันฟังน่ะเจ้าเดือน!”

           ดินอึกอักพลางก้มหน้าลงในตอนที่คุณแก้วใช้สายตาสำรวจตรวจสอบมองเขา ก่อนใบหน้าอวบจะคลี่ยิ้มเมตตาออกมา  ร่างท้วมหันไปปิดเตาแก๊ส เช็ดไม้เช็ดมือแล้วเดินเข้าชิดเขา  เชยคางดินให้เงยหน้าขึ้น 

           “น่ารักเหมือนที่แกบอกไม่ผิดเลยเดือน”

           “ใช่ไหมล่ะ เดือนตาถึง เลือกลูกสะใภ้ไม่ผิดคนหรอกแม่”

           “ย่ะ  พาลูกสะใภ้มาส่งถึงมือฉันแล้วแกก็ไปได้แล้ว ไปไหนก็ไปไป๊ ส่วนดิน ทำอาหารเป็นไหมลูก”

         คนผมดำรู้สึกเหวอเล็กน้อยที่แม่แก้วดูจะไม่ได้รังเกียจอะไรเขาเลย แถมยังมีท่าทีสนิทสนมกับเขาอีกด้วย “เอ่อ เป็นครับ”

          “งั้นดินอยู่คุยกับแม่ในครัวนี่แหละ ส่วนแก เจ้าเดือน คนหมดประโยชน์ออกไปจากครัวเดี๋ยวนี้”

          “โห ไม่ยุติธรรมเลยแม่ นั่นแฟนเดือนนะ”

          “แล้วไง  ว่างมากก็ไปจัดห้องนอนแกไป ปลอกหมอนกับผ้าปูที่นอนแม่ซักให้แล้ว เอาไปจัดการซะ”  กล่าวจบคุณนายแก้วผู้คุมอำนาจในบ้านก็ดันหลังนายแบบหนุ่มออกไป ดินหัวเราะคิกเมื่อได้ยินเสียงเดือนโวยวายตามหลัง 

           พอพิจารณาดีๆตอนนี้เขาเองเริ่มรู้สึกว่าแม่แก้วมีส่วนคล้ายแม่มะลิเหมือนกัน เพียงแต่อวบกว่า โผงผางกว่า แต่เรื่องความเมตตานั้นไม่ผิดกันเลย  ในดวงตาคู่สวยของแม่แก้วมีแต่ความปราณีและเอ็นดู

            “เฮ้อ เจ้าลูกคนนี้นี่ กี่ปีๆก็ทำตัวเหมือนเด็ก” หล่อนบ่นก่อนจะหันไปสั่งการเด็กแฝดชายหญิงอีกสองคนที่ยืนมองตาแป๋ว  เด็กผู้หญิงถักเปียสองข้างดูน่ารักน่าชังยิ้มให้เขาอย่างอายๆ ขณะที่เด็กผู้ชายก็กำหุ่นยนต์ของเล่นในมือแล้วมองตาเขาแป๋ว
“เอ้าเด็กๆแนะนำตัวกับคุณอาคนนี้หน่อยเร็ว”

             “สวัสดีครับ” ดินส่งยิ้มให้เด็กแฝด “พี่ชื่อดินนะครับ” ทันทีที่เขาแนะนำตัวเสร็จ มือเล็กๆของเด็กทั้งคู่ก็ชูขึ้นในอากาศ ทำท่าเหมือนเวลายกมือตอบคำถามครู เด็กผู้หญิงที่ยกมือไวกว่าหันไปยิ้มเยาะเด็กชายที่ทำหน้ามุ่ย จากนั้นก็หันมายิ้มอวดฟันหลอให้เขา

            “หนูชื่อดาวค่ะ”

            “ผมชื่อตะวันคับ”

           พอแนะนำตัวเสร็จเด็กทั้งคู่ก็มาวิ่งวนรอบๆตัวเขา ก่อนจะดึงแขนเขาเป็นทำนองให้ดินย่อตัวลงไป

            จุ๊บ

             ริมฝีปากนิ่มๆชนแก้มเขาทั้งสองข้าง เด็กทั้งคู่หัวเราะ หนูดาวพูดขึ้นว่า “คุณอาดินเป็นพวกเราแล้วๆ” เด็กหญิงยิ้มหวานให้เขา  ส่วนตะวันก็พูดเสริมขึ้นมา “คุณอาเป็นสมาชิกของบ้านเราแล้วคับ”
   
            “คุณอาดินขา ทำไมคุณอาสวยจังเลย”
   
             “คุณอาเป็นแฟนอาเดือนเหรอคับ”
   
             “เอ่อ...” ดินมองเด็กทั้งสองแล้วก็ไม่รู้จะตอบไปแบบไหน  จนคุณแม่แก้วหัวเราะกับท่าทีกระอักกระอ่วนของเขา “ดาว ตะวัน ไปช่วยอาเดือนจัดห้องไป”
   
             “รับทราบคับ/รับทราบค่ะ ท่านหัวหน้าใหญ่!”  เด็กตัวเล็กทำท่าตะเบ๊ะอย่างพร้อมเพรียง แข่งกันวิ่งตึงตังออกไปข้างนอก  ดินจึงได้ฤกษ์หันกลับมาคุยกับแม่แก้วต่อ ชายหนุ่มเห็นหญิงวัยกลางคนมองเขายิ้มๆ “เจ้าเดือนนี่ก็ตาถึงนะ ฮ่าๆๆ เฮ้อ มีแฟนกันเป็นตัวเป็นตนไปหมดแล้วสินะ  เหมือนเมื่อวานเลยที่เห็นเจ้าเดือนกับพี่มันทะเลาะแย่งหุ่นยนต์กันในบ้าน”
   
               คนพูดพูดไปพลางยิ้มไปพลาง ดินสัมผัสได้ว่าความทรงจำที่เธอนึกถึงมันมีค่ามากมายนัก 
   
               “ที่แม่ทำวันนี้ก็ของโปรดเจ้าเดือนมันทั้งนั้น จำไว้ล่ะ จะได้เอาไปทำให้มันกินได้”
   
                พอแม่แก้วพูดแบบนั้นดินก็รีบมองอาหารตรงหน้าทันที  พะแนงหมู  ผัดผักบุ้งไฟแดง ไข่เจียวชุบชะอมทอด น้ำพริกแล้วก็แกงจืดเต้าหู้หมูสับ
   
                “เดือนอยู่ทางนู้นสร้างความรำคาญอะไรให้หนูกับพวกมะลิหรือเปล่าดิน”
   
                “เอ๊ะ...เอ่อ...ก็ไม่ครับ” ดินตกใจที่จู่ๆอีกฝ่ายก็ถามขึ้นมาแบบนั้น “มีแต่ดิน...ที่สร้างความลำบากให้พี่เดือน” ชายหนุ่มก้มหน้าลงยามพูดประโยคนั้น
 
               แม่แก้วยิ้มบางๆให้เขา ตบไหล่เขาเบาๆ “แม่ฝากเดือนด้วยนะดิน ลูกชายแม่มันอาจจะไร้สาระไปบ้าง แต่มันก็เป็นคนดีนะ ไปอยู่ทางนั้นแม่ตามไปไม่ได้ ช่วยดูแลมันแทนแม่ทีนะลูก”

               ดินเหม่อมองรอยยิ้มของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่คนรัก  ก่อนจะเอ่ยคำสัญญาที่หนักแน่นที่สุดในชีวิตออกมา

              “ครับ...ดินสัญญา”

              “ขอบใจนะลูก...ขอบใจที่รักเดือนนะ”

              ดินต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่เดือน...ขอบคุณความรักของพี่ที่มอบความกล้ามาให้

               มื้อเย็นวันนั้นผ่านไปอย่างครึกครื้นและยิ่งคึกคักเมื่อพี่ชาย พี่สะใภ้ของเดือนพาอารัณย์มาร่วมกินมื้อเย็นด้วย ดินไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเดือนถึงเติบโตมาเป็นคนที่อบอุ่น อ่อนโยน แล้วก็มีรอยยิ้มที่สดใสได้มากขนาดนั้น ก็ดูรอบตัวเขาสิ มีคนมอบความรักให้เขาอย่างเต็มเปี่ยมแทบทั้งสิ้น

                พี่สะใภ้ของเดือน  พี่ผึ้งเป็นหญิงสาวที่น่ารักและเรียบร้อย หล่อนไม่รังเกียจที่คนรักของน้องชายสามีเป็นผู้ชาย แล้วยังช่วยดูแลดินอย่างดี กฤตเองก็เป็นพี่ชายที่ดูรักน้องชายไม่น้อยถึงจะกวนประสาทและชอบแหย่เดือนจนอีกฝ่ายโวยวายลั่นทุกที ยิ่งแท็กทีมมากับอารัณย์ก็ไปกันใหญ่  ลูกๆของกฤตกับผึ้ง เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จัดดินเข้ารายการคนโปรดไปเสียแล้ว ดินเองก็ชอบเด็กทั้งคู่มาก

               ลึกๆแล้วชายหนุ่มรู้สึกอิจฉาคนรักเล็กน้อยที่มีครอบครับที่อบอุ่นแบบนี้

              เดือนที่สังเกตเห็นก็โน้มตัวลงมากระซิบ

                “ไม่ต้องอิจฉาหรอก...เพราะดินก็เป็นครอบครัวของเราเหมือนกัน” จบท้ายด้วยการขโมยหอมแก้มคนรักไปหลายฟอดต่อหน้าต่อตาคนทั้งโต๊ะ ทำเอาดินอายจนหน้าแดงก่ำ อารัณย์กับกฤตที่หมั่นไส้จึงลงมือปาเหลือกเงาะใส่เดือนทำให้โดนคุณนายแก้วดุไป

              ค่ำคืนนั้นจึงผ่านพ้นไปด้วยเสียงหัวเราะคลอกับเสียงบ่นของคุณนายนั่นเอง



           วันต่อมาคุณนายแก้วก็เดินปึงปังเข้ามาในห้องลูกชายแต่เช้าพร้อมกับโยนใบรายการของยาวเป็นหางว่าวใส่หน้าชายหนุ่ม พร้อมประกาศิตสั้นๆ

           ‘อยู่ว่างๆก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์ ออกไปซื้อของมา’

           ดินที่กำลังยกตะกร้าใส่ผ้าพับแล้วขึ้นมาบนห้องแอบหลุดขำที่เห็นเดือนหน้าตายับยู่ยี่บ่นอุบอิบไม่หยุด เอากับเขาสิ นี่ถ้าเขาแอบถ่ายรูปหลุดเดือนแล้วเอาไปขายจะได้สักเท่าไหร่กันนะ  เมื่อวานแอบเห็นนิตยสารที่เดือนเป็นแบบให้หลายฉบับในชั้นหนังสือก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่าชายหนุ่ม สูง หุ่นดี ดูมีคาริสม่าบนปกนิตยสารกับไอ้หนุ่มหัวฟู หน้าตาเป็นรอยบนเตียงนี่จะเป็นคนเดียวกัน
     
            “ขำอะไรครับที่รัก ดินก็ต้องออกไปช่วยพี่ถือของนั่นแหละ อยู่ว่างๆก็มาช่วยกันเลย”

            “ดินเขาทำตัวมีประโยชน์กว่าแกเยอะ ไม่ต้องไปว่าน้องเลย” เสียงคุณนายแก้วตะโกนมาจากห้องนอนอีกห้องทำเอาดินหัวเราะลั่นก่อนจะอุทานออกมาเมื่อเดือนรวบร่างเขาไปกอด แล้วแกล้งเอานิ้วจี้เอวให้เขาบิดตัวไปมา ก่อนจะฉวยโอกาสซุกไซ้จมูกโด่งไปตามซอกคอเขา กดจูบเบาๆให้จั๊กจี้เล่น

            “โหย คุณนายแก้วครับ  นี่ใครเป็นลูกคุณนายกันแน่เนี่ย”

            “ฉันได้ลูกชายใหม่แล้ว แกน่ะฉันเก็บมาจากถังขยะ!”
             
            “ขยะเปียกด้วยนะเว้ยไอ้เดือน ฮ่าๆ”

            คิ้วเรียวกระตุกกึก  ไอ้พี่เวรยังไม่ไปทำงานอีก!

           “ถ้าผมขยะเปียกพี่ก็ขยะมูลฝอยแหละวะ!”

             เถียงกันล้งเล้งอยู่นานจนดินต้องลากเดือนยัดเข้าห้องน้ำไปก่อนจะไปซื้อของมาทำข้าวเที่ยงไม่ทัน เพราะในรายการมีพวกของสดอยู่ด้วย 

            ชายหนุ่มถอนหายใจยิ้มๆ บ้านนี้นี่มันวุ่นวายจริงๆให้ตาย

ต่อด้านล่างค่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
           ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เดือนเลือกค่อนข้างมีผู้คนบางตาเพราะวันนี้เป็นวันทำงาน แต่กระนั้นเดือนก็ยังเลือกจะใส่หน้ากากอนามัยมาปิดบังใบหน้าตัวเองอยู่ดี ชายหนุ่มไม่ได้เซ็ทผม หน้าก็สดออกจากบ้าน สวมแค่เสื้อยืด กางเกงยีนส์สีซีดๆกับผ้าใบ  ถึงจะแต่งให้ธรรมดาแต่เขาก็ไม่อยากเจอพวกนักข่าวหรือแฟนคลับตอนนี้อยู่ดี

            เพราะตอนนี้เขาอยากเป็นแค่คนธรรมดา มีชีวิตส่วนตัว ได้เดินซื้อของกับคนรัก

            ใครๆก็บอกว่าดาราคือคนของประชาชน แต่เขาจะรู้ไหมนะว่าดาราก็คือคนธรรมดา

             คนธรรมดาที่อยากมีช่วงเวลาส่วนตัวให้พักผ่อน ไม่ใช่ขยับตัวไปไหนก็โดนจับตามองทุกฝีก้าว  ยิ่งเดี๋ยวนี้โซเชียลเน็ตเวิร์กมีอิทธิพลกับคนทั่วไปอย่างมาก จะโพสอะไรทีก็มักจะถูกจับตามอง เพจนู่นนี่ในเฟซบุ๊คก็ชอบเอาไปเขียนข่าววิพากษ์วิจารณ์ บางทีลงข่าวผิดๆจนคนอื่นเสียหายก็มี

             ทำอะไรก็มักจะถูกจับตามองอยู่ตลอด รุ่นพี่หลายคนในวงการบอกเขาว่าอย่าไปแคร์ ใครจะพูดก็เรื่องของเขา ใครจะด่าก็เรื่องของเขา คนเรามีปากก็พูดไปเรื่อยเปื่อย ยิ่งมีโซเชียลให้โพสต์นู่นนี่ก็แสดงความคิดเห็นกันแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง บางคนด่าตามกระแสยังมี  แต่ใครมันจะไปทนได้ตลอดกัน สำหรับเขาที่รักความเป็นส่วนตัวยิ่งแล้วใหญ่

            “พี่เดือน เอานมสตรอเบอรี่ไปด้วยไหม เห็นดาวบอกอยากกิน”

             “หืม เอาสิ”

              ชายหนุ่มมองคนรักหยิบนู่นหยิบนี่ลงตะกร้าอย่างคล่องแคล่วแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้  เข็นรถเข็นไปเดินข้างคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูรายการของในมือแล้วก็ยกแขนโอบเอว รั้งร่างบางมาใกล้ตัว

             “พี่เดือน!” ดินกระซิบเสียงเบา เหลียวมองรอบๆด้วยกลัวว่าใครมาเห็นแล้วจะจำนายแบบหนุ่มได้ ทีนี้ละวุ่นวายใหญ่โตแน่ๆ

              “ไม่มีใครจำได้หรอกน่า”

              “แต่นี่มันที่สาธารณะ”

              “ไม่เป็นไรหรอก แหม พี่ก็อยากมีโมเม้นท์เดินโอบแฟนซื้อของบ้างนี่นา โรแมนติกงุ้งงิ้งอ่ะ”

              “งิ้งบ้านพี่สิครับ”

              คนผมดำบ่นด้วยสีหน้าอ่อนใจแต่ก็ยอมให้อีกฝ่ายโอบเอวไปด้วย เดินซื้อของไปด้วย โชคยังดีที่ไม่ค่อยมีคนมากนัก ทำให้ไม่มีใครมามองด้วยสายตาแปลกๆ

              จนกระทั่งมีพนักงานสาวคนหนึ่งเดินท่าทางกล้าๆกลัวๆเข้ามาหาเดือน

              “เอ่อ...ขอโทษนะคะ คุณใช่คุณเดือนรวีกานต์หรือเปล่าคะ”

              เดือนกับดินสบตากับวูบหนึ่งก่อนผมคนดำจะรีบปลดมือชายหนุ่มออกจากเอวตัวเอง แต่ก็ไม่ทันสายตาคมของหญิงสาวคนนั้น  เดือนส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอกครับ แค่คนหน้าเหมือนน่ะครับ จริงๆก็มีคนทักผมผิดบ่อยเหมือนกัน”

              “เอ๋!?  แต่ฉันว่าคุณหน้าเหมือนมากเลยนะคะ”

               หญิงสาวคนนั้นมีท่าทางลังเล  เธอสังเกตคนร่างสูงมาสักพักแล้ว แน่ใจว่าใช่แน่ๆแต่เพราะมีหน้ากากอนามัยบังอยู่เลยไม่แน่ใจ แต่จะให้เขาถอดหน้ากากออกให้เธอพิสูจน์ก็ใช่ที่

              “คุณเดือนจริงๆด้วย ฉันจำหน้าคุณได้ค่ะ!” เพื่อนพนักงานสาวอีกคนที่เดินเข้ามาดูถึงกับร้องออกมา คราวนี้หล่อนแน่ใจแล้ว เพราะเพื่อนหล่อนเป็นแฟนคลับตัวยงของนายแบบหนุ่ม ไม่มีทางจำผิดเด็ดขาด   เดือนที่เห็นว่าความแตกแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ปลดหน้ากากอนามัยออกแล้วยิ้มให้สองสาวที่กรี๊ดกร๊าดขอถ่ายรูป  ชายหนุ่มจึงตกลงแต่ก็ขอร้องว่าอย่าบอกใคร “ผมมีธุระต้องไปต่อครับ ขอโทษด้วยนะ” หลังจากยอมให้สองสาวถ่ายภาพไปจนพอใจแล้วเดือนพาดินเดินออกจากตรงนั้นทันที

              คล้อยหลังนายแบบลูกครึ่ง  พนักงานสาวก็เปิดรูปภาพขึ้นมาดูพร้อมกับตีมือตีไหล่กันอย่างมีความสุข “นี่แก  ฉันสงสัยมาตั้งนานแล้วว่าใช่เดือนหรือเปล่า โอ๊ย ตัวจริงอย่างหล่อ นี่ขนาดหน้าสด ผมไม่เซ็ทนะเนี่ย” นิ้วเรียวไล่เปิดรูปภาพที่แอบถ่ายมาให้เพื่อนดู จนกระทั่งมาถึงรูปด้านหลังที่เป็นภาพนายแบบในฝันของพวกหล่อนโอบเอวคนข้างตัวไว้ สองสาวจึงมองหน้ากัน

              “แล้วคนนั้นใครวะแก เห็นยืนข้างๆกันด้วย”

              “มาซื้อของด้วยกันไม่ใช่เหรอ ฉันเห็นเดินด้วยกันนานละ”

               “แฟนเหรอวะ?”

               “บ้า หล่อน! ผู้ชายนะ”

                หญิงสาวที่เสนอไอเดียไม่เข้าท่าถูกตีแขนแรงๆ เจ้าตัวได้แต่เบ้หน้า จิกกลับไป “โอ๊ย  เดี๋ยวนี้เก้งเกย์มันเยอะจะตาย ใครจะรู้ เห็นหุ่นแซ่บๆอาจเป็นอีแอบก็ได้นะเว้ย”

                 “ยี้ อย่ามา นั่นพ่อของลูกฉันเหอะ”

                 “จ้า เขาเอาแกไหมลองไปถามดู”

                พอโดนเหน็บกลับมาคนพูดก็ไม่ได้ตอบโต้นอกจากโพสต์รูปที่ตัวเองถ่ายคู่กับเดือนลงเฟสบุ๊คพร้อมกับรูปแอบถ่ายทุกรูปก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วยิ้มกริ่มเมื่อนึกถึงยอดไลค์และคอมเม้นท์ของเพื่อนในเฟซที่คงจะอิจฉาตาลุกเป็นไฟ


               
                 หลังมื้อเย็นผ่านพ้นไปเดือนก็กลับมานอนเล่นไอแพดต่อบนห้องขณะที่คนรักหลบไปโทรหาคุณแม่มะลิ ชายหนุ่มเลื่อนดูหน้าฟีดข่าวเฟซไปเรื่อยๆจนกระทั่งไปสะดุดกับกระทู้จากเว็บบหนึ่งที่อารัณย์โพสท์แล้วแท็กมาให้เขา  ร่างสูงขมวดคิ้วเมื่อเห็นหัวข้อกระทู้ที่เขียนไว้

                ‘ชาวเน็ตมือดีแชะภาพ เดือน รวีกานต์ กับชายหนุ่มปริศนา โอบเอวกันกลางห้าง!’

                  ลมหายใจสะดุดเมื่อคลิกเข้าไปดูกระทู้ ก็ปรากฏเป็นรูปเขาเดินโอบเอวดินจริงๆ บ้าชิบ! ยอดแชร์สูงแบบนี้ จะไปบอกให้ตามลบก็คงไม่ทัน แถมโพสท์เมื่อสองชั่วโมงก่อน...คงสาวหาตัวคนปล่อยภาพไม่ได้แล้ว  เดือนสบถในใจ เลื่อนลงมาดูคอมเม้นท์ที่มีคนมาโพสท์ไว้ก่อนจะคิดประชดในใจ

                  หึ  1,347 ความคิดเห็นงั้นเหรอ...สนุกล่ะทีนี้

                  น้องกวางสวยมาก :  โอ๊ย อะไรยังไง ขอแค่ให้เป็นคนหน้าเหมือนทีเถอะ #ชั้นรับไม่ด้ายยย  #อะไรเอ่ยไม่มีที่ยืน #ชะนีไทยจ้า

                 MiliMill : ที่หายไปตั้งนานนี่คือไปมีเมียใช่ป่ะวะ  55555 แม่งเอ๊ย รับไม่ได้ว่ะ

                 พี่กุ้งไง จะใครล่ะเมีย : กูว่าแล้ววว หุ่นขนาดนี้ไม่มีเมียเป็นตัวเป็นตนสักที  สังคมสมัยนี้เป็นไรกันไปหมดวะ แดกกันเองหมดละ กรรมๆ

                น้องมิ้วใสๆ : อ้าว พี่เดือนเค้าเลิกกับพี่ญี่ปุ่นแล้วเหรอ เห็นข่าวเงียบๆไป  หรือว่ายังไง ไหนผู้รู้มาตอบ @JaJJJ

                JaJJJ : @น้องมิ้วใสๆ เขาอาจจะมีชู้ก็ได้นะมึง #กิ๊กเป็นป้อจายยย  ถ้ากูเป็นพี่ญี่ปุ่นกูคงร้องไห้อ่ะ 5555 หรือเค้าจะเลิกกันไปแล้ว พี่ญี่ปุ่นเองก็ข่าวเงียบไปหลายเดือนล่ะนะ ไม่เห็นออกงานไรเลย

               GuKik : คือเค้าจะเดินกะใครก็ไม่ควรเสือกป่ะวะ เป็นพี่น้องกันก็ได้รึเปล่า เป็นเพื่อนกันก็ได้  ทำไมชอบคิดไปเอง #ประเทศไทยทำไรใครก็เสือก

               Golden Flower : เอาแล่ววว ติ่งออกมาดิ้นแล้ววว  ผู้ชายเขาไม่โอบเอวกันนะคะลูกกก พี่เดือนที่พวกหนูบูชาเขาอนุรักษ์ไม้ป่าเดียวกันไปแล้วค่ะลูกขา

              ปุ้กกี้ ขี่พะยูน : สงสัยป่านนี้พี่เดือนกับหนุ่มคนนั้นคงรวยไปละ 5555555  #ขุดทอง

              เดือนกดปิดหน้าจอทันทีก่อนจะโยนไอแพดลงบนเตียงเป็นเวลาเดียวกับที่ดินเดินเข้าห้องมาพอดี ชายหนุ่มมองสีหน้าไม่สบายใจของคนรักแล้วก็เอียงคออย่างงุนงง “เป็นอะไรครับ ทำไมทำหน้าแบบนั้น”

              เดือนไม่ตอบแต่กลับลากคนตัวเล็กเข้ามากอดแน่น  คลอเคลียจมูกที่ไหล่มน  ดินมองท่าทางที่เหมือนกำลังออดอ้อนนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าอีกคนกำลังมีเรื่องไม่สบายใจมาก มือเรียวลูบเรือนผมสีอ่อนเบาๆ ส่งยิ้งให้กำลังใจ “มีอะไรหรือเปล่า บอกดินได้นะ”

               เดือนดึงมือคนตัวเล็กมาแนบแก้ม กดจูบที่กลางฝ่ามือ

               คอมเม้นท์พวกนั้น เขาไม่คิดอะไรมากหรอก แต่เขาไม่อยากให้คนพวกนั้นมาพูดถึงดินเสียๆหายๆ คนพวกนั้นไม่รู้จักดิน ไม่รู้ว่าน้องต้องเจออะไรมาบ้าง พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะได้อยู่ด้วยกัน...

               “วันนี้มีคนแอบถ่ายรูปเราตอนเดินห้างด้วยกันแล้วเอาไปโพสลงเฟส แล้วมันก็มีคนแชร์ต่อเยอะมาก” เดือนพูดช้าๆ มองสีหน้าตกใจของคนรักแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ดินรีบพูดขึ้นมาว่า “แล้วเขาว่าอะไรพี่เดือนหรือเปล่า”

               ดูคนเราเถอะ  ยังห่วงแต่คนอื่น  แต่จุดนี้แหละที่เดือนชอบมากที่สุด

              เพราะแบบนี้แหละเขาถึงได้รักได้หลงเด็กคนนี้มากขึ้นทุกวัน

              “มันก็ต้องมีบ้าง แต่พี่ห่วงดิน  ถ้าเจอกระทู้พวกนี้ไม่ต้องเข้าไปอ่านนะ เสียเวลา คอมเม้นท์ก็ไม่ต้องอ่าน ไม่สร้างสรรค์หรอก”

            “ครับๆ” ดินรับคำ แต่ดวงตาสีอ่อนก็ยังสื่อถึงความกังวลจนเขาต้องเอนกายลงนอนแล้วซุกเข้าหาอกคนตัวสูง “แต่ดินไม่เป็นไรหรอกพี่เดือน  ดินรู้ว่าพี่เป็นยังไง ดินรู้ว่าเราผ่านอะไรมา ครอบครัวเราก็เข้าใจ ไม่ต้องไปสนใจคนอื่นหรอกครับ” ฝ่ามือเรียวลูบแผ่วเบาที่แก้มสาก “สนใจแค่คนที่รู้จักเราจริงๆก็พอ”

             สำหรับดินแล้วโลกใบนี้มันกว้าง คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมีตั้งมากมาย เขาไม่อาจใส่ใจคนเหล่านั้นได้หมด หากเอาแต่คิดมากก็คงเสียเวลาชีวิตน่าดู แต่กับเดือน...ดินไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำได้ไหม ยังไงหน้าที่การงานเขาก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของคนทั่วไปด้วย

            คิดแล้วก็ได้แต่ถอนใจ โลกเราสมัยนี้นี่ยังไง ไม่รู้จักกัน ฟังแต่คนอื่นเขาเล่ามาก็พาลเกลียดกันได้แล้ว แปลกจริงๆ
เช้าวันต่อมาเดือนก็ได้รับโทรศัพท์แต่เช้า พอเห็นเบอร์ที่โทรเข้ามาชายหนุ่มก็ได้แต่สบถออกมาอย่างหัวเสียเพราะเป็นผู้จัดการส่วนตัวโทรเข้ามา  น่าจะเป็นเพราะภาพเมื่อวาน  ดินมองอีกฝ่ายจูบลาเขาแบบรีบๆก่อนจะรีบขับรถออกไปก็ทำได้แค่ภาวนาไม่ให้คนตัวโตรีบร้อนจนไปเสยท้ายใครเขา

             วันนี้คุณแม่แก้วออกไปเที่ยวกับเพื่อน ส่วนสองแฝดก็ไปโรงเรียน คุณกฤตกับคุณผึ้งก็ไปทำงาน ทั้งบ้านจึงเหลือแค่ดิน  ชายหนุ่มมองบ้านที่เงียบลงจนน่าใจหายแล้วก็ตัดสินใจลงมาเดินรดน้ำต้นไม้ข้างล่างดีกว่านอนอุดอู้อยู่บนบ้าน

             กิ๊งก่อง

            เสียงกริ่งประตูดึงความสนใจของคนตัวเล็กจากต้นมะลิซ้อนตรงหน้า ดินปิดน้ำแล้วเดินไปที่หน้าประตูรั้วก็พบชายคนหนึ่ง อายุน่าจะราวๆห้าสิบได้แล้ว แต่ยังดูแข็งแรงดี  อีกฝ่ายสวมสูทสีดำ ดวงตาคมมีประกายน่าเกรงขาม  ดินรีบยิ้มให้อีก

            “สวัสดีครับ มาหาใครครับ”

             ดวงตาคู่นั้นกวาดมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาพิจารณาแบบที่ดินไม่ชอบ มันเหมือนกับว่าอีกฝ่ายทำเหมือนเขาเป็นสิ่งของที่ถูกตีราคาเรียบร้อย
   
             “เธอคือปฐพีใช่ไหม” น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยเรียกชื่อเขา  ดินขมวดคิ้ว รู้สึกไม่ไว้ใจอีกฝ่าย  เขาไม่รู้จักคนคนนี้ ไม่เคยพบมาก่อน แล้วทำไมอีกฝ่ายรู้ชื่อเขา!?
   
              “คุณเป็นใครครับ”
   
              “ใจคอจะไม่เชิญฉันเข้าไปในบ้านหน่อยหรือไง”
   
               “ผมไม่ใช่เจ้าของบ้านนี้ เชิญคนแปลกหน้าเข้ามาคงไม่เหมาะครับ ยังไงเราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า ตรงหัวมุมมีร้านกาแฟพอดี”
   
               ดินตอบกลับ  เขารีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ลางสังหรณ์แปลกๆและความรู้สึกไม่ชอบใจในตัวชายคนนี้เพิ่มขึ้นทุกขณะ  ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ชายหนุ่มหยิบกระเป๋าเงินพร้อมกุญแจบ้านมา ก่อนออกจากบ้านก็เขียนโน้ตแปะเอาไว้ในบ้านเพราะเขารู้ว่าแม่แก้วซ่อนกุญแจสำรองไว้
   
                ร่างโปร่งเปิดออกจากบ้านแล้วเดินนำทางอีกคนไปที่ร้านกาแฟตรงปากซอยทันที 
   
               ภายในร้านเงียบและไม่มีลูกค้า มีเพียงพนักงานที่ยิ้มทักทายเขา  ดินเลือกนั่งตรงโต๊ะในสุดซึ่งค่อนข้างเป็นส่วนตัว พนักงานเดินมารับออเดอร์ ชายหนุ่มจึงสั่งลาเต้ไปแก้วหนึ่ง “คุณจะสั่งอะไรด้วยไหมครับ”
   
                ชายสูงวัยตรงหน้าเขาเหยียดมุมปากออก ปรายตาไปรอบๆแล้วแค่นหัวเราะออกมา “ไม่ล่ะ ฉันไม่ชอบกินกาแฟถูกๆ”
   
               ดินถึงกับฉุนกึกขึ้นมาทันที พนักงานในร้านมองชายใส่สูทอย่างไม่ค่อยพอใจก่อนจะกระแทกเท้ากลับไปเป็นเหตุให้คนตรงข้ามเขาเอ่ยปากตำหนิ “มารยาทแย่”
   
             ตัวเองเริ่มก่อนไม่ใช่หรือไง!
   
              ดินรู้แล้วว่าทำไมเขาไม่ชอบคนคนนี้ เพราะอีกฝ่ายใช้สายตาเหยียดหยามมองทุกสิ่ง...เหมือนกับว่าเขาเป็นเจ้าของ
 โลกใบนี้และจะตีราคาสิ่งของทุกอย่างได้...ตัดสินทุกอย่างจากภายนอก

   “ฉันชื่อชินกร” ชายคนนั้นแนะนำตัว “ฉันเป็นคนรู้จักของเดือน”
   
         ดินร้องอ๋อพลางพยักหน้ารับ ถ้าเป็นคนรู้จักเดือนก็คงไม่แปลกที่จะรู้จักเขา

   “เธอกับเดือนคบหากันอยู่เหรอ” คำถามที่ทะลุกลางเป้าทำเอาดินไปต่อไม่ถูก ชายหนุ่มรวบรวมสติแล้วก็ตอบรับเสียงเบา

         “ใช่ครับ ก็ประมาณนั้น”
   
        “นานหรือยังล่ะ”
   
         “ก็ไม่นานหรอกครับ”
   
        “งั้นเหรอ” อีกแล้ว สายตาประเมินค่าแบบนั้นอีกแล้ว ดินขยับตัวอย่างอึดอัดบนเก้าอี้

         ชินกรเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ใช้สายตาคมกริบกวาดมองทั่วร่างเขา “เธอรู้ไหมว่าเดือนเป็นคนมีอนาคต เขาจะโด่งดัง มีคนมากมายจับตาดูเขา  เธอเคยคิดไหมว่าวันหนึ่งจะมีคนพูดถึงความสัมพันธ์ของพวกเธอมากมาย”

          “ก็คิดครับ”

           “แล้วเธอคิดจะเลิกกับเขาไหม”

            “ไม่ครับ” ดินตอบเสียงแข็ง “ผมไม่มีวันเลิกกับพี่เดือน”

            มุมปากของชายตรงหน้าเหยียดออกเป็นรอยยิ้มที่ดินกล้าพูดได้เต็มปากว่าเป็นรอยยิ้มดูถูก

             “ทำไมล่ะ เพราะเขารวย มีชื่อเสียง หรือยังไง”

             “เพราะผมรักพี่เดือนต่างหากครับ”

          เขาพยายามคุมเสียงให้นิ่งที่สุด ไม่มีประโยชน์ที่จะเอาความใจร้อนเข้าสู้กับคนแบบนี้ในเมื่อนั่นคือสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ
“ความรัก...กับ...คนแบบพวกเธอเนี่ยนะ”

          “คนแบบพวกผม?”

          “อืม นั่นสินะ” ชินกรทำท่าครุ่นคิด “คนผิดเพศไง”

         ดินสูดลมหายใจลึก  เขาพยายามไม่โกรธ กดความรู้สึกอยากต่อยคนลงไปให้ลึกที่สุดแล้วก็คลี่ยิ้มเยือกเย็นออกมา
ประโยคถัดไปก็ทำให้รอยยิ้มเขาหายวับไปจากใบหน้า

           “เธอต้องการเท่าไหร่”

          “อะไรนะครับ?”

          “ฉันถามว่าทุกครั้งที่พวกเธอนอนด้วยกันน่ะ เดือนให้ค่าตัวเธอเท่าไหร่ ฉันจ่ายให้ได้เยอะกว่าเป็นสองเท่า  แค่เอาเงินแล้วก็ไสหัวไปจากเดือนซะ  เธอต้องการแค่นั้นนี่”

          ดินตัวชาวาบ  ความโกรธพุ่งขึ้นจนความอดทนในมโนสำนึกเกือบรั้งไว้ไม่อยู่ ชายหนุ่มขบริมฝีปากแน่น ใบหน้าหวานซีดเผือด

          ไม่มีอะไรแย่ยิ่งกว่าการที่ความรักของเขาถูกตีค่าให้กลายเป็นเพียงเศษเงิน และถูกมองว่าเป็นคนที่ขายร่างกายเพื่อเงินและเหนือสิ่งอื่นใดมันทำให้ดินนึกถึงแม่ของเขา...เขากลัวมาตลอดชีวิตว่าจะถูกตราหน้าว่าเหมือนแม่  ดินไม่อยากถูกมองว่าเป็นแบบนั้น...

            “ผมไม่ได้ขายตัว” ดินกระซิบเสียงต่ำ “แล้วคุณเป็นใคร มีสิทธิอะไรมาดูถูกผมแบบนี้”

           “หึ ฉันเป็นใครเหรอ แย่จริง เดือนไม่เคยเล่าเรื่องฉันกับลูกให้เธอฟังเลยเหรอ” ใบหน้าเหี่ยวย่นแสร้งทำท่าประหลาดใจ “ทั้งๆที่ฉันเป็น ‘พ่อตา’ ของเขาแท้ๆ”

           ดวงตาสีน้ำตาลเข้มหลังกรอบแว่นเบิกกว้างขึ้น เห็นดังนั้นชินกรก็หยิบแฟ้มสีน้ำตาลออกมาจากระเป๋าถือ เทของที่อยู่ข้างในออกมา

          รูปถ่ายมากมายร่วงหล่นลงมา

          รูปถ่ายของเดือนกับผู้หญิงคนหนึ่งในอิริยาบถที่ดูใกล้ชิดประหนึ่งเป็นคนรักกัน

        ทั้งหอมแก้ม จูงมือ กอด จูบ...

         จนมาถึงรูปสุดท้าย ดินหยิบรูปใบนั้นขึ้นมาดูด้วยมือสั่นเทา รูปของหญิงสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มในชุดเสื้อกล้าม ที่เปิดให้เห็นท้องอันป่องนูนของเจ้าตัว

          ไม่จริง...นี่คงไม่ใช่

           “นี่คือญี่ปุ่น ลูกสาวฉัน... ’คนรัก’ ของเดือน  และเดือนก็เป็นพ่อของเด็กในท้องคนนั้น”

          “ไม่จริง”

           “เขาทำลูกสาวฉันท้อง”

           ชินกรพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา อัดคำพูดร้ายกาจกระแทกเข้ากลางใจดิน

           “เธอคิดว่าทำไมเขาถึงได้กลับไปบ้านนาของเธอหลังจากที่ไม่ยอมเฉียดกรายไปเลยตลอดหลายปีล่ะ เพราะเขาต้องการหนีนักข่าวนะสิ...ที่เรื่องมันยังไม่แดงเพราะลูกสาวฉันยังรอ...ว่าไอ้หมอนี่จะกลับมารับผิดชอบแต่ก็เปล่า แต่เธอรู้ไหมว่านี่ใกล้กำหนดคลอดเข้าไปทุกที และเด็กคนนี้ต้องการพ่อ” ชินกรโน้มกายเข้ามากระซิบ “ฉันว่าเด็กกำพร้าแบบเธอน่าจะเข้าใจนะ ความรู้สึกของการไม่มีพ่อไม่มีแม่น่ะ”

              ไม่จริง...เขาไม่เชื่อ...พี่เดือนไม่ใช่คนแบบนั้น

              ดินกำมือแน่น ไม่โต้ตอบอะไร ชินกรเห็นดังนั้นก็ยิ่งได้ใจ

              “รู้แล้วก็เลิกกับเดือนซะ...ก่อนที่เธอจะกลายเป็นเมียน้อยชาวบ้านเขาไม่รู้ตัว รู้ไหมว่าคนแบบนี้มันอยู่ในสังคมลำบากนะ ใครๆเขาก็รังเกียจ...โดยเฉพาะพวกชู้ที่เป็นพวกผิดเพศ” ดวงตาที่แฝงแววเหยียดนั่นทำให้ดินอยากจะหาอะไรมาแทงตาคนตรงหน้านัก

              แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งอยู่ตรงหน้าจนชินกรเดินกลับออกไป

              ดินเดินกลับมาบ้านได้ยังไงก็ไม่รู้ เขาเจอคนรักนั่งหมดแรงอยู่บนโซฟา  ดวงตาคมปรือเปิดมองเขาก่อนจะยิ้มให้  กางแขนออก ดินเดินไปทิ้งตัวใส่วงแขนนั้นอย่างง่ายดาย กอดแน่นจนเดือนต้องพูดว่าหายใจไม่ออก แต่เขาก็ไม่ได้คลายอ้อมกอดลง
ใจไม่ดีเลย...

              ดินไม่เชื่อหรอกว่าเดือนทำผู้หญิงคนนั้นท้อง...ดินไม่เชื่อ  เขามีพลังพิเศษ เห็นอะไรมาก็มาก เขารู้ดีว่าถ้าไม่ได้คู่กันด้ายแดงจะไม่มีวันเชื่อมเข้าหากัน

              แต่เวลานี้เขาไม่สบายใจเลย

             “พี่เดือน” ดินกระซิบระหว่างที่นั่งอยู่บนตัก ซุกซบกันเงียบๆ ต่างคนต่างมีอะไรในใจ “พี่มีอะไรจะบอกดินไหม”

              “หืม? เรื่องอะไร?”

              “ก็...อย่างเรื่องคนรักเก่าของพี่”

              ดินสบตาร่างสูงด้วยสายตาจริงจัง เขาเห็นแววความหวั่นไหวฉายอยู่ในดวงตาคู่นั้น ทำให้ความไม่สบายใจแผ่กระจายมากกว่าเดิม กัดกินหัวใจเขาอย่างเชื่องช้า

              “น้องไปรู้อะไรมา” เดือนถามเสียงเข้มจนคนตัวเล็กสะดุ้ง “เปล่า” ดินตัดสินใจพูดปด “แค่ไปอ่านคอมเม้นท์แล้วเจอชื่อนี้มา....”

             “น้องเข้าไปอ่านทำไม พี่บอกแล้วแท้ๆว่าอย่าอ่านๆ”

             “ดินขอโทษ”

             “ไม่มีอะไรหรอก เป็นแค่แฟนเก่าน่ะ เลิกกันไปตั้งนานแล้ว อย่าคิดมากสิเด็กดี”

              ริมฝีปากอุ่นกดจูบลงบนหน้าผาก ดินซุกหน้าเข้ากับไหล่คนตัวสูง  นึกอยากใช้พลังจับด้ายแดงสืบความรักในอดีตของเดือน แต่อีกใจก็ไม่อยาก...มันกระซิบว่าเขาควรเชื่อใจเดือน

             “อย่าคิดมาก อย่าอ่านอะไรพวกนั้น พี่มีดินแค่คนเดียวนะครับ”

             ดินกอดรัดร่างตรงหน้าแน่นขึ้นและอ้อมกอดของเดือนก็กระชับแน่นขึ้นเช่นกัน 

              “ดินรู้...ดินรักพี่นะ”

            “พี่ก็รักดินนะ”

             ชายหนุ่มหลับตาลง ปิดซ่อนความกังวลและความน้อยใจเอาไว้

           ทำไมป่านนี้พี่ยังไม่ยอมบอกความจริงกับดินอีกครับ...พี่เดือน

*******************************************

สวัสดีค่าาาา กลับมาอัพแล้วค่า (>w<)/)
ตอนนี้เปิดตัวแม่แก้วที่ทุกคนต่างบูชา(?) 5555 คุณแม่เด็ดจริงค่ะ รักแม่แก้วเลย
นอกจากนี้ยังเปิดปมของพี่เดือนที่ทุกคนสงสัยและรอคอย
มีคนอ่านบอกว่าไม่ใช่ว่านางไปจดทะเบียนกับสาวไว้หรอกนะ เป็นอันว่าไม่ใช่นะคะ 5555
คุณ BlueCherries บอกว่าขอไวไวชามนึงพอ เราเลยจัดรสต้มยำให้ค่ะ แซ่บถึงใจ
เปิดปมมาแล้ว ตอนนี้แค่เริ่มต้น ทุกคนเอาใจช่วยพี่เดือนและน้องดินกันด้วยน้าาา  :katai1:
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ จุ๊บ

ออฟไลน์ *-*คาเมะ*-*

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1005
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +69/-0

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
อูย แซ่บจริง

ขนาด พ่อตา(?) ออกโรงถึงขั้นนี้แล้ว ตกลงเดือนเลิกกับญปจริงๆรึ??

(ในคอมเมนท์นี่พวกต่อต้าน/ผิดหลังในตัวเดือนสินะ อิหอยหลอด!!!!!@#@#$)

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ไม่ดีเลยนะพี่เดือน ยิ่งพาตัวเองพาน้องมากรุงเทพฯ ที่ที่เคยหนีปัญหาไปด้วยแล้ว
พอน้องถาม(แปลว่าน้องระแคะระคาย) ก็ยังไม่ยอมพูดอีก
พี่เดือนสมควรได้บทเรียนนะ ว่า คนรักกันมีอะไรต้องคุยกัน โดยเฉพาะคนที่วางไว้เป็นคู่ชีวิตไม่ว่ายังไงก็ไม่ควรเก็บเรื่องแบบนี้ไว้คนเดียว
สงสารน้องดินนะ คงสับสนสุดๆ นอกจากต้องเจอคนที่อ้างว่าเป็นพ่อตาของพี่เดือนแล้ว ยังถูกโจมตีเรื่องพี่เดือนทำลูกสาวเขาท้องอีก
สงสัยอยู่นิดหน่อยว่าเรื่องนี้อาจจะซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะไม่อย่างนั้นทำไมพี่เดือนต้องหนีหน้าจากวงการด้วย

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2471
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9307
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1575
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5

ออฟไลน์ phrase

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
 :ling3: :ling3: :ling3: บีบคั้นเหลือเกินนนน

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๒๒
ปัญหาจากคนรักเก่า




        วันต่อมาข่าวเดือนกับดินก็แพร่กระจายไปไวเหมือนไฟลามทุ่ง  สื่อบันเทิงหลายช่องต้องการให้เดือนไปออกรายการที่เกี่ยวกับเรื่องซุบซิบของดาราแต่ชายหนุ่มก็ปฏิเสธไปทุกราย
   
         แต่นั่นยังไม่เลวร้ายเท่ากับการที่พ่อกับแม่ของเขาเห็นข่าวนี้บนเฟซบุ๊คและแม่มะลิก็รู้สึกไม่สบายใจจนต้องมาขอค้างที่แม่แก้วด้วย บ้านไม้หลังเล็กจึงคึกคักแทบระเบิด
   
        “ไอ้เดือน  พี่กุ๊กเขามาขอให้กูช่วยพูดกล่อมให้มึงไปออกรายการสักที”  เสียงห้าวของอารัณย์ดังมาก่อนตัว ก่อนร่างสูงของช่างภาพหนุ่มจะเดินขึ้นบ้านมาตามด้วยฝน  ดินเงยหน้าจากกระดาษกับสีไม้ที่ให้หลานๆเอาไปวาดรูปเล่น เขาหรี่ตามองฝนแวบหนึ่ง   ก่อนจะพยายามทำใจให้ว่าง ไม่คิดอะไร จะได้ไม่โดนอีกฝ่ายล้วงความลับ 
   
         ถึงพักหลังฝนจะติดสอยห้อยตามมาบ้านแม่แก้วบ่อยขึ้นแต่พวกเขาก็ไม่ได้คุยกันเลยแม้แต่คำเดียว  ประสบการณ์ครั้งล่าสุดระหว่างเขากับฝนที่ทะเลมันจบลงไม่สวยนักและดินก็ไม่อยากเป็นฝ่ายเดินเข้าไปให้ถูกหาเรื่องอีก
แต่วันนี้ชายหนุ่มกลับต้องตกตะลึงเมื่อฝนยิ้มกว้างให้เขาเหมือนคนสนิทสนมกันมานานแล้วปรี่มากอดคอเขา
   
        “เป็นไงบ้างดิน  ฮ่าๆ นายดังกว่าฉันแล้วนะนี่” น้ำเสียงหยอกเย้าไม่ได้ทำให้ดินรู้สึกสบายใจหรือตลกไปกับอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย กลับกันเขากลับหงุดหงิดกว่าเดิม  ร่างเล็กพยายามปลดมือฝนออกแต่อีกฝ่ายกลับบีบไหล่เขาไว้แน่น  ดินเห็นดวงตากลมโตหรี่ลงชั่วครู่ก็รู้ว่าตนพลาดเสียแล้ว
   
          พลังของฝนนอกจากการอ่านใจแล้วยังสามารถเห็นเรื่องราวในอดีตได้โดยการสัมผัส
   
          เจ้าของเรือนผมนุ่มที่ย้อมเป็นสีชมพูครางออกมาเบาๆ พึมพำให้ตนกับดินได้ยินกันแค่สองคน “ตาแก่นั่นโทรหานายเหรอ”
   
           ตาแก่นั่น?
   
         “คุณชินกรเหรอครับ”
   
         “ใช่”
   
         ฝนตบไหล่ดินก่อนจะลากอีกฝ่ายเข้าไปในครับ ทำทีว่าอยากให้ดินหาอะไรเย็นๆให้กิน  ทันทีที่เข้ามาถึงครัวฝนก็รีบกระซิบบอกคนผมดำอย่างร้อนใจ
   
         “อะไรก็ตามที่ตาแก่นั่นพูด นายห้ามเชื่อ”  ดินเลิกคิ้ว  ใจหนึ่งก็ดีใจที่ฝนพูดแบบนั้นเพราะมันเป็นการยืนยันว่าพี่ดินไม่ได้ทำลูกสาวชินกรท้อง  แต่อีกใจก็สงสัย  นายแบบร่างเพรียวตรงหน้าจะมาไม้ไหนกันแน่
   
          “ทำไม?”
   
          “แล้วนายคิดว่าคนอย่างเดือนทำผู้หญิงท้องแล้วไม่รับผิดชอบหรือไง”
   
           พอถูกสวนมาแบบนั้นดินก็รีบสะบัดศีรษะ “ไม่เชื่ออยู่แล้ว” 
   
           “ใช่ เพราะเขาไม่ได้ทำ”
   
          พอได้ยินคำพูดนั้น ร่างโปร่งก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่ความน้อยใจก็ไม่ได้หายไปไหน เขายังโกรธอีกฝ่ายอยู่นั่นแหละที่ไม่ยอมบอกความจริงเรื่องนี้ แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาติดใจมากกว่าก็คือทำไมจู่ๆฝนถึงได้มาทำดีกับเขา
   
         “เพราะฉันอยากชดเชยไงล่ะ” ฝนตอบสิ่งที่ดินคิดอยู่ในใจ  ทำเอาชายหนุ่มสะดุ้ง ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดเพราะรู้สึกเหมือนโดนละเมิดความเป็นส่วนตัวอีกแล้ว  แต่ฝนกลับยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ฉันควบคุมไม่ได้นี่ว่าจะได้ยินเสียงใคร ทำแบบนั้นมันเปลืองพลังงานจะตาย  สมองฉันก็เหมือนวิทยุนั่นแหละ  จูนคลื่นติดกับใครก็จะได้ยินเสียงคนนั้น”
   
         “งั้นคุณจะบอกว่าตอนนี้คุณจูนกับผมอยู่หรือไง”
   
        “อะไรทำนองนั้น อีกอย่างนายก็คิดดังจะตาย วันหลังไม่อยากโดนแอบอ่านความคิดก็คิดให้มันเบาๆหน่อยสิ”
   
         ดินถลึงตาใส่ฝนที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ 
   
         ใครที่ไหนจะไปหัดควบคุมความคิดตัวเองให้หนักให้เบาได้!
   
         “นั่นแหละ ฉันทำไม่ดีกับนายที่ทะเล ตอนนี้ฉันก็เลยหาทางช่วยนายเพื่อจะได้หายกันไปไง แล้วอีกอย่าง...บางทีนายอาจจะยอมบอกฉันก็ได้ว่าด้ายแดงของพี่รันเชื่อมอยู่กับใคร” ฝนพูด เขาไม่ได้อยากจะให้ดินตัดด้ายแดงหรือผูกด้ายแดงระหว่างพวกเขาอีกแล้ว  ชายหนุ่มแค่คิดขึ้นมาได้...ว่าเขาแค่อยากอยู่ข้างๆอารัณย์แล้วก็ทำให้อีกฝ่ายมีความสุข หากอยากได้รักก็ควรพยายามด้วยตัวเอง
   
          “เพราะงั้นนายก็เชื่อฉันสักนิดเถอะ ฉันกับพี่รันหาทางช่วยพี่เดือนอยู่  ทางนั้นไม่ได้ขู่นายเล่นๆนะ  อีกฝ่ายเอาจริงแน่ และวิธีมันต้องรุนแรงขึ้นเรื่อยๆด้วย  ตาแก่ชินกรไม่ยอมให้เจ้าหญิงสุดที่รักท้องไม่มีพ่อหรอก”  ฝนเบ้หน้า  เคาะนิ้วลงกับขอบอ่างล้างจาน
   
          “แล้วคุณมีวิธียังไง”
   
          “ตอนนี้ต้องเคลียร์เรื่องนายก่อน” ฝนพูด “ต้องให้คุณเดือนออกไปพูดกับสื่อว่าไม่ได้เป็นอะไรกับนาย  พอทุกคนคลายใจว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน  ตอนนั้นถ้าทางญี่ปุ่นมีข่าวอะไรออกมามันจะได้ไม่วุ่นวายไปมากกว่านี้”
   
          “หมายความว่า...”
   
          ดวงตากลมโตมองดินอย่างจริงจัง พร้อมกับเอ่ยย้ำชัด
   
          “ตอนนี้ฉันอยากให้พี่เดือนกับนายออกไปแก้ข่าว...ว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน”


   ปัง
   
        ฝ่ามือใหญ่ทุบโต๊ะเสียงดังจนคนรอบข้างสะดุ้ง  เดือนที่มีสีหน้าเคร่งเครียดจ้องวสันต์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ พูดเสียงเข้ม “ยังไงผมก็ไม่เห็นด้วย!”

   คนผมชมพูยังคงจิบน้ำหวานจากแก้วใสด้วยสีหน้าไม่แสดงความรู้สึก  ดวงตากลมเหลือบมองเดือนแวบหนึ่งก่อนพูดขึ้น “ไม่ได้ให้ไปตอบปฏิเสธโต้งๆ แค่ให้ไปพูดแบบกำกวมๆน่ะ  ตอบอะไรก็ได้ที่มันตีความได้สองแง่น่ะ เข้าใจไหม ปัญหาจะได้หมดไปสักที”

   “นี่ปัญหาผมกับดิน”  เดือนสวนกลับ ตวัดดวงตาดุๆไปมองอารัณย์อย่างคาดโทษทำนองว่าเด็กมึงมาเสือกทำไม!

   หนุ่มผมยาวถอนหายใจ แต่ยังไม่ทันได้ปรามน้องชายอดีตคนรัก เสียงนุ่มของดินก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

   “แต่ครั้งนี้ดินเห็นด้วยกับคุณฝนนะครับ”

   “ดิน!?”    

   เดือนหันไปมองหน้าคนรักด้วยแววตาเจ็บปวดระคนงุนงง  แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือสีหน้าเรียบเฉย  ดินสบตาเขา วางมือลงบนแขนแกร่งเป็นสัญญาณให้ใจเย็น ก่อนจะค่อยๆอธิบายเหตุผล

   “ดินไม่อยากให้มันยุ่งยากมากไปกว่านี้”

   “พี่ไม่เคยเห็นมันเป็นเรื่องยุ่งยาก! ทำไมน้องถึงเลือกทางที่มันต้องหลบๆซ่อนๆด้วย ในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้อง
ปฏิเสธว่าไม่ได้รักกัน”

   เดือนมองคนที่เป็นทั้งน้องชายและคนรักด้วยแววตาตัดพ้อ เขาไม่เข้าใจ เหมือนกับว่าดินรู้บางอย่างที่เขาไม่รู้   สิ่งที่สะกิดใจเขาคือลึกลงไปในดวงตาหลังเลนส์ใส คือความน้อยใจและความเสียใจ  หัวใจคนเป็นพี่แกว่งวูบ  หรือดินจะไปรู้อะไรมา?

   “เชื่อน้องเถอะเดือน ให้ข่าวมันเงียบลงกว่านี้อีกนิด...ให้อะไรๆมันเรียบร้อย”

   อารัณย์พูดขึ้น ประโยคนั้นแฝงแววเตือนสติและความนัยทำให้เดือนฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ ปัญหาของเขากับญี่ปุ่นยังไม่จบ เรื่องที่อีกฝ่ายท้อง...ถ้าเขาเปิดเผยเรื่องดินออกไปแล้วญี่ปุ่นดันแถลงเรื่องที่ตนท้องขึ้นมาเพื่อใช้สื่อเป็นข้ออ้างในการบีบให้ตนยินยอมเป็นพ่อเด็กล่ะก็ คนที่ลำบากที่สุดคือดิน

   น้องจะติดร่างแหในฐานะ ‘ชู้’ ไปโดยไม่รู้ตัว

   เขายอมไม่ได้เด็ดขาด  หากสื่อหรือคนทั้งประเทศจะด่าเขา เดือนก็ไม่ได้แคร์ เพราะเขาเชื่อความจริงมันจะปรากฏออกมาในสักวัน แต่หากคนรัก ครอบครัว หรือเพื่อนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ต้องโดนด่าไปด้วย เขายอมไม่ได้จริงๆ!

   วสันต์ลอบยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินความคิดของเดือน ชายหนุ่มหันไปสบตากับดินแล้วพยักหน้าเล็กน้อย

   “ก็ได้ครับ...ผมตกลง” เดือนจำใจพูดออกมา ทำไมทุกคนโล่งอกว่าในที่สุดข่าวที่ไม่เป็นผลดีพวกนี้จะถูกหยุดการวิพากษ์วิจารณ์เสียที

   “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวกูโทรหาพี่กุ๊กให้” อารัณย์รีบพูดแล้วต่อสายหาผู้จัดการคนเก่งของเดือนทันที 

   ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถเบนซ์คันงามก็จอดหน้าบ้านของคุณนายกิ่งแก้ว ก่อนหญิงสาวท่าทางปราดเปรียวและจริงจังจะก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น

   หญิงสาวยกมือไหว้ผู้เป็นเจ้าของบ้านก่อนหันไปรับไหว้บรรดาคนอายุน้อยกว่า “สวัสดีค่ะ ฉันกุ๊กค่ะ  เป็นผู้จัดการส่วนตัวของเดือน” เธอแนะนำตัวด้วยสีหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆ

   กุ๊กไก่เป็นหญิงสาวร่างสูงโปร่ง ผิวขาว เส้นผมที่ถูกย้อมเป็นสีน้ำตาลอมแดงตัดสั้นประบ่า  ดวงตาคมเฉี่ยว หางตาชี้ขึ้นดูคล้ายตาแมว ภายในดวงตาคู่นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความฉลาดและความจริงจัง  หล่อนเป็นผู้จัดการให้เดือนมาตั้งแต่เด็กหนุ่มเริ่มเข้าวงการใหม่ๆ พูดได้เต็มปากว่าเป็นทั้งที่ปรึกษาและคนดูแลชีวิตประจำวันของเขา  เด็กคนนี้เป็นคนที่หล่อนทั้งผลักทั้งดันให้ก้าวหน้า ด้วยถูกชะตาและต้องการให้อีกคนมีอนาคตที่ดี การงานของเดือนกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นสุดขีด กำลังจะมีโปรเจคต์ถ่ายแบบที่อิตาลี เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเสื้อผ้าแบรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในระยะนี้  แต่ทุกอย่างก็ร่วงดิ่งลงเหวภายในชั่วข้ามคืนด้วยคำพูดประโยคเดียวของอดีตแฟนสาวของเดือน ซึ่งเลิกรากันไปนานแล้ว

   ‘เดือน..เรา...ฮึก...ท้อง...ฮือ...เดือน...ญี่ปุ่นท้อง’

   ตอนนั้นกุ๊กจำได้ว่าตัวเธอที่นั่งอยู่ด้วยแทบเป็นลม  ความสับสนมันประดังประเดเข้ามาจนทำอะไรไม่ถูก  เดือนเองก็ตกใจมากเหมือนกัน  ทางบอสใหญ่ต้นสังกัดก็แทบจะเส้นเลือดในสมองแตกตาย เมื่อจู่ๆนายแบบดังที่กำลังรุ่งกลับตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าทำผู้หญิงท้อง  ตอนแรกหญิงสาวเองก็คิดว่าเดือนเป็นพ่อเด็ก เพราะชายหนุ่มเป็นแฟนเก่าญี่ปุ่น  พูดตรงๆเลยว่าเดี๋ยวนี้การมีอะไรกันก่อนแต่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกแล้ว  ดังนั้นหากเดือนไปมีอะไรหญิงสาวคนนั้นแล้วเกิดพลาดท้องขึ้นมาก็มีสิทธิ์เป็นไปได้

   แต่เดือนกลับปฏิเสธหนักแน่นว่าไม่ได้เป็นคนทำ

   ร้อยทั้งร้อยเมื่อผู้ชายเป็นฝ่ายพูดแบบนี้ ใครๆก็มักจะหาว่าจะฟันแล้วทิ้งบ้าง ไม่ยอมรับผิดชอบบ้าง

   แต่เธอรู้จักเด็กในความรับผิดชอบของเธอดี เดือนจริงจังกับหน้าที่การงานมากและวางตัวดีมาตลอด เขาต้องการหาเงินให้ได้เยอะๆเพื่อไปช่วยเหลือครอบครัว  ทำไมต้องทำอะไรที่ตัดอนาคตตัวเองแบบนี้ อีกอย่างข่าวของญี่ปุ่นที่กุ๊กได้ยินมา...ก็ไม่ค่อยจะดีนัก ทั้งเสพยา ทั้งคู่ควงผู้ชายไม่ซ้ำหน้า หากเป็นจริงก็เท่ากับว่าฝ่ายนั้นท้องแล้วไม่รู้จะหาคนมารับผิดชอบยังไงเลยวกกลับมาหาแฟนเก่าคนล่าสุด ซึ่งก็คือเดือน

       กุ๊กจึงเลือกที่จะเชื่อเดือน แม้ว่าข้อกล่าวหานี้จะดิ้นหลุดยากมากก็ตามที แต่หล่อนก็จะพยายามช่วยเขาให้ได้มากที่สุด 

       “เธอคือดินสินะ”  ดวงตาคมมองชายหนุ่มร่างโปร่งบางที่นั่งอยู่ใกล้กับเดือน

       สวย...

        คงเป็นนิยามเดียวที่กุ๊กให้ผู้ชายคนนี้ได้ในตอนนี้

        เป็นคนที่ดูไม่ได้สะดุดตาอะไรในทีแรก หากแต่พอมองสำรวจให้ดีๆกลับพบว่ามีหลายสิ่งที่น่าดึงดูดใจ ทั้งรูปร่างที่ไม่เตี้ยไม่สูงจนเกินไป ผิวขาว และใบหน้าที่หวานเหมือนผู้หญิง หากมองแยกกันแล้วก็ไม่มีอะไรแปลก แต่เมื่อมันมารวมกันที่ผู้ชายคนนี้...กลับทำให้เขาดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด

       “ครับ” เด็กคนนั้นตอบรับเบาๆ ก่อนก้มหน้าลงด้วยความขัดเขิน คงไม่ค่อยชินกับคนแปลกหน้า  หญิงสาวจึงส่งยิ้มให้ก่อนจะเลื่อนไปมองมือที่เกาะกุมกันอยู่ของทั้งคู่แล้วก็ถอนหายใจออกมา

       ความสัมพันธ์นี่เป็นของจริงสินะ

      “เดือน ระหว่างเรากับคุณดินเป็นยังไง” เธอยิงคำถามเข้าเป้าแบบไม่รอช้า พอถามออกไปรอบด้านก็เงียบกริบ ทุกคนดูลุ้นกับคำตอบที่จะออกมาจากชายหนุ่มมากทีเดียว

       “ก็...เป็นคนรักกันครับ”

        สิ้นคำชายหนุ่มผมดำก็ก้มหน้างุด  แก้มใสแดงเรื่อลามไปถึงใบหู เดือนที่เห็นคนรักอายม้วนก็หัวเราะในลำคอแล้วรวบร่างนั้นเข้ามาใกล้ พอมานั่งคู่กันอย่างนี้เธอก็สังเกตว่าคนที่ดูตัวสูงโปร่งอย่างดินก็กลายเป็นคนตัวเล็กที่แทบจะจมหายไปในอ้อมกอดหมีๆของเดือน 

        หญิงสาวคิ้วกระตุกเมื่อเห็นปลายจมูกโด่งกดเข้าที่ขมับคนร่างบางที่พยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดนั้น  กุ๊กกระแอมขึ้นมาเบาๆก่อนหันไปหาบรรดาผู้ใหญ่ที่มีสีหน้าแปลกๆ “แล้วพวกคุณทั้งหมดทราบเรื่องนี้ใช่ไหมคะ”

        “ใช่ครับ”  ฝรั่งตัวสูงที่น่าจะเป็นบิดาของเดือนตอบ ถึงจะทำงานด้วยกันมานานแต่หล่อนก็ไม่เคยเจอพ่อแม่แท้ๆของชายหนุ่มเลย นี่คงเป็นครั้งแรกที่ได้พบกัน 

         ดวงตาคมย้ายไปมองคนคุ้นหน้าอีกสองคนก่อนเอ่ยถาม “น้องรันกับน้องฝนด้วย?” ทั้งคู่พยักหน้า  เมื่อได้ข้อมูลที่พอใจหญิงสาวก็เริ่มคำนวณปัญหาและผลลัพธ์จากการไปออกสื่อครั้งนี้ 

        “กุ๊กจะให้เดือนไปให้สัมภาษณ์แค่คนเดียวนะคะ เพราะถ้าน้องดินไปด้วยโอกาสโดนนักข่าวโจมตีจะมีมากขึ้น” ดินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ  หญิงสาวจึงเอ่ยต่อ “ส่วนเดือน เวลาตอบคำถามถ้าคำถามไหนไม่อยากตอบก็บอกว่าไม่ต้องตอบ ขอเลี่ยงไป ตอบอะไรที่มันรักษาทั้งชื่อเสียงเราและชื่อเสียงดิน เข้าใจไหม”

         “ครับ”

         พอเห็นใบหน้าหล่อที่แสดงความไม่พอใจนั่นแล้วเธอก็ได้แต่ถอนหายใจ 

         “ใจจริงถ้าให้พวกเธอเปิดตัวกันได้ก็อยากทำนะ แต่นี่ดันมีเรื่องญี่ปุ่นเข้ามาก่อน  ถ้าทางนู้นแถลงข่าวโจมตีเรามามันจะเป็นปัญหาใหญ่ ยิ่งตอนนี้ยังพิสูจน์อะไรไม่ได้ด้วย”  หญิงสาวเอ่ยอย่างกังวล พลันสายตาเหลือบไปเห็นอารัณย์ที่นั่งกุมขมับกับฝนที่พยายามส่งสัญญาณเป็นเครื่องหมายกากบาทมาให้ก็ชะงัก  สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลเพียงครู่เดียวก็วิเคราะห์ความน่าจะเป็นออกมา

         “นี่อย่าบอกนะ...ว่ายังไม่ได้บอกคนอื่น?” น้ำเสียงสูงปรี๊ดที่ท้ายประโยคทำเอาเดือนอยากฆ่าตัวตายนัก  ท่าทางโกรธของพี่กุ๊กนี่กี่ปีก็น่ากลัวเหมือนเดิม 

         “เดือน...บอกอะไรลูก แล้วญี่ปุ่นนี่ใครกัน”  คุณมะลิมองท่าทางของลูกชายกับผู้จัดการด้วยความสงสัย ส่วนดินก็หลุบตาลงต่ำ เม้มปากแน่น

         “ญี่ปุ่น...ใช่ดาราที่เคยเป็นข่าวกับเดือนหรือเปล่า  พี่จำได้ ที่บอกว่าคบกันอยู่ประมาณสามสี่เดือนน่ะ” ผึ้งเอ่ยขึ้น จำได้ว่าน้องเขยเคยพูดชื่อนี้ให้ฟังสองสามครั้ง

          “ครับ” ดินที่ได้ยินเสียงตอบนั่นก็เม้มริมฝีปากแน่นขึ้น  เคยคบกันจริงๆด้วยสินะ  แล้ว...แล้วเคยมีอะไรกันหรือเปล่าพี่เดือนเคยรักผู้หญิงคนนั้นมากแค่ไหนกัน

         ดินไม่ได้หึงหวง เขาแค่รู้สึกแปลกๆยามคิดว่าผู้หญิงคนนั้นเคยได้รับสิ่งที่เขาได้รับ ทั้งกอด ทั้งหอม ทั้งจูบ เขาไม่ใช่คนแรกที่พี่เดือนหลงรัก มันให้ความรู้สึกแปลกๆ จะบอกว่าเป็นความคิดมากส่วนตัวก็คงใช่ แค่คิดว่าเดือนเคยไปกอดใครแบบที่กอดเขา มันก็เจ็บหนึบไปทั้งใจแล้ว

        แล้วตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นยังมีลูกอีก ถึงจะรู้ว่าไม่ใช่ลูกเดือน แต่สังคมภายนอกไม่ได้มองแบบนั้นนี่...ถ้าหาก...ถ้าหากพี่เดือนใจอ่อนแล้วยอมกลับไปรับผิดชอบเด็กคนนั้น  ตัวเขาก็ไม่ต้องถูกทิ้งอีกครั้งหรือ

        ความคิดมากมายวุ่นวายในสมองผสมปนเปกับความน้อยใจที่อีกฝ่ายไม่บอกเขาว่าเกิดอะไรขึ้น

        ทำไมไม่พูด ทำไมมีอะไรไม่บอก เขาไม่น่าเชื่อถืออย่างนั้นหรือ

        “งี่เง่าหรือเปล่าคะน้องเดือน!” เสียงตวาดแว้ดของคุณพี่ผู้จัดการทำเอาดินสะดุ้ง รีบเงยหน้าขึ้นมามองก็พบว่าแฟนของตนถูกหญิงสาวบิดหูจนร้องโอดโอยขอชีวิตเสียงหลง “เรื่องใหญ่ขนาดนี้ น้องคิดโง่ๆอะไรคะ เข้าใจว่ามันพูดยากแต่พี่ว่าคนในครอบครัวก็ควรต้องรู้นะคะ  รู้ความจริงจากปากน้องดีกว่าไปรู้ความจริงผิดๆจากคนอื่น แล้วคนรัก แล้วพ่อแม่น้องเขาจะได้เข้าใจแล้วช่วยแก้ปัญหาได้  อุบเงียบไว้คนเดียวไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอกนะ!”

        “เดือนแค่ไม่อยากให้พวกท่านกังวล”

        “ไม่ฉลาดก็อย่าคิดแทนคนอื่น” คุณนายกิ่งแก้วที่นอกจากจะไม่สงสารแล้วยังสมน้ำหน้าเจ้าลูกชายตัวดีอีกด้วย  หล่อนก็รู้เรื่องเหมือนกัน แต่ที่ไม่บอกน้องสาวเพราะเดือนขอไว้ ไอ้เราก็นึกว่าเคลียกันแล้วถึงได้มีแฟนเป็นตัวเป็นตน ที่ไหนได้...มันน่าตีให้น่องลาย!

        “แล้วดินจะรู้สึกยังไงแกคิดบ้างไหม! น้องกับพ่อแม่จะกังวลมากกว่าหรือเปล่าที่มารู้เอาตอนมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่แบบนี้ คิดสิคิด ฉันไม่ได้ให้แกกินปลาเกือบทุกวันเพื่อให้แกออกมาโง่แบบนี้นะเจ้าเดือน”

         ตอนนี้สถานการณ์เครียดแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าคุณนายแม่ด่าได้ชนะเลิศมาก ไอ้รันอยากจะมอบโล่คำด่าลูกดีเด่นพร้อมเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์

        “เดือน...มีอะไรจะบอกพ่อกับแม่หรือลูก”

       มะลิรีบปรามพี่สาวพลางหันไปสบตาลูกชายคนโต  เดือนมองคนเป็นแม่สลับกับพ่อแล้วย้ายสายตามามองดินที่ไม่สบตาเข้า  ชายหนุ่มถอนหายใจ เอาวะ จะยังไงก็ต้องบอกสักวัน  วันนี้ควรพูดความจริงได้แล้ว แต่จะเปิดเรื่องยังไงไม่ให้มันดูร้ายแรงมากแล้วก็ต้องกระชับและได้ใจความที่สุด

        “ที่เดือนกลับไปบ้าน...เพราะว่าเดือนหนีนักข่าวครับ” ชายหนุ่มเกริ่น  พยายามพูดให้ทุกอย่างดูไม่น่าวิตก “แฟนเก่าของเดือน...ญี่ปุ่น  เขามาบอกเดือนว่าท้อง แล้วก็บอกว่าเดือนเป็นพ่อเด็ก แต่เดือนไม่ได้ทำนะครับ ไม่ได้แตะต้องญี่ปุ่นไปมากกว่ากอดกับจูบเลย! ทางโน้นเขาต้องการหาคนมารับผิดชอบ  ญี่ปุ่นเองก็ยืนยันว่าเดือนทำ แต่เดือนไม่ได้ทำ! พ่อเขาไม่ยอม...ไปโวยวายกับบอส เดือนก็เลยขอพักงานแล้วก็กลับบ้าน คิดว่าจะรอจนถึงช่วงที่พิสูจน์ได้ ถ้าเดือนหายไปแบบไม่โผล่มา ญี่ปุ่นคงไม่กล้าแถลงกับสื่อ  แต่ว่าดันมีเรื่องเดือนกับน้องขึ้นมาก่อน...”

         “สรุปก็คือ...ผู้หญิงบอกว่าเดือนไปทำเขาท้อง และต้องการให้เดือนรับผิดชอบใช่ไหมลูก”

         คุณมะลิสรุปด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ดวงตากลมโตทอดมองลูกชาย “ทำไมเดือนไม่บอกแม่...ไม่บอกพวกเรา”

        “เพราะ...ตอนนั้นเดือนไม่สนิทใจมากพอครับ” ชายหนุ่มกระซิบเสียงเบา “แล้วพออยู่ไปนานๆเดือนก็ไม่อยากพูด ไม่อยากให้พ่อกับแม่แล้วก็ดินเป็นห่วง  ที่พี่ไม่บอกดินเพราะว่าพี่กลัวดินจะเกลียดพี่  จะปฏิเสธไม่เข้าใกล้อีก  เดือนรู้ว่าพอมีเรื่องแบบนี้เดือนจะเป็นฝ่ายผิด ก็เลยไม่อยากบอกใครมาก เดือนไม่อยากมานั่งเถียงทุกคนที่รู้เรื่องว่าเดือนไม่ได้ทำ ไม่อยากถูกมองด้วยสายตาแปลกๆแล้วก็มีคนซุบซิบนินทา  เดือนไม่อยากถูกกล่าวหาในสิ่งที่ไม่ได้ทำ เดือนขอโทษนะครับที่จงใจปกปิดเป็นความลับ”   

มีต่อค่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
       พอได้ฟังเหตุผล อารมณ์โกรธและน้อยใจก็เหมือนจะลดลงไปกว่าครึ่ง  ดินมีเรื่องอยากพูดกับเดือน แต่ตอนนี้คงไม่เหมาะ  ชายหนุ่มผมดำจมลงในห้วงความคิดตัวเองขณะที่นั่งฟังผู้จัดการและคนรอบข้างวางแผนจัดการปัญหาทุกอย่างต่อไป

        เมื่อถึงเวลาเข้านอนดินก็ปิดไฟขณะที่คนรักวางหนังสือที่อ่านค้างไว้ลงข้างเตียง  ทันทีที่ล้มตัวลงนอนร่างสูงก็รวบร่างเขาเข้าไปกอดไว้เหมือนเช่นทุกคืน  ลมหายใจผสมอุ่นรินรดพวงแก้มยามริมฝีปากได้รูปจูบลงมาเบาๆ

        “โกรธพี่ไหม” เดือนกระซิบถาม  ดินเงยหน้ามองอีกฝ่ายที่นอนตะแคงมาให้ มันมืดจนแทบมองไม่เห็นแต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความกังวลและคิดว่าคนตัวโตต้องทำหน้าเครียดอยู่แน่ๆ

        “ไม่โกรธครับ แค่น้อยใจ” ชายหนุ่มตอบไปตามความจริง “ดินน้อยใจนะที่มีอะไรแล้วพี่ไม่บอกดินเลยสักคำ  ทำไมครับ คิดว่าดินช่วยเหลือพี่ไม่ได้เลยไม่บอก หรือคิดว่าดินไม่น่าไว้ใจพอ”

        “ไม่ใช่นะ” เดือนรีบปฏิเสธ  กอดคนรักตัวเล็กแน่นขึ้น  “ไม่ใช่เลย...พี่แค่กลัวว่าดินจะเกลียดพี่จนไม่รักพี่อีกแล้ว”

        “พี่เดือน” ร่างเล็กเรียกชื่อคนรักเบาๆ “พี่อยู่ข้างดินเสมอในวันที่ดินล้มลง พี่ประคองดินให้ลุกขึ้นเดินได้อีกครั้ง  เป็นกำลังใจให้ดิน พี่สัญญาว่าจะไม่ปล่อยมือดิน ดินก็จะไม่ปล่อยมือพี่เหมือนกัน  เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะครับ”

       “พี่ขอโทษนะ”

      “ครอบครัว...จะต้องหัวเราะไปด้วยกันในวันที่มีความสุข จะต้องแบกรับทุกความทุกข์ร่วมกัน และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามบนโลกใบนี้ บ้านจะเป็นสถานที่ที่พี่กลับมาเพื่อพักผ่อนได้เสมอ และครอบครัวคือคนที่พี่จะเอนตัวลงมาพักพิงเพื่อวางความไม่สบายใจทั้งหมดไว้ให้พวกเราช่วยกันแบ่งปัน”  นี่แหละคือครอบครัว...

   นิ้วเรียวเกลี่ยหยดน้ำตาที่ไหลเอ่อในดวงตาคู่คมให้อีกฝ่าย เหมือนที่เดือนเคยทำให้เขา  “ดินรักทุกอย่างที่เป็นพี่ พี่ก็รักทุกอย่างที่เป็นดิน วันหลังมีอะไรต้องบอกดินนะครับ  ดินก็จะบอกพี่ทุกอย่างเหมือนกัน  มาทำเหมือนดินเป็นคนนอก ดินน้อยใจนะ” ท้ายประโยคแกล้งใส่น้ำเสียงเง้างอนลงไปเล็กน้อย  เดือนที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา  คว้ามืออีกฝ่ายมาจูบที่หลังมือ

   “ครับ พี่สัญญา ต่อไปนี้มีอะไรพี่จะบอกดินทุกอย่างเลย โอเคไหม”

   “สัญญาแล้วนะ”

   “ครับ  ประทับตราให้เดี๋ยวนี้เลย” กล่าวจบเดือนก็ก้มลงปิดริมฝีปากอีกฝ่ายด้วยริมฝีปากตน เป็นการ ‘ประทับตรา’ ที่เขาว่า  ซึ่งคู่สัญญาก็ยินยอมพร้อมใจแต่โดยดี 

   ฝ่ามือใหญ่ดันท้ายทอยคนตัวเล็กให้แหงนเงยใบหน้ารับจูบหวานที่เขาบรรจงป้อน ขณะที่ดินก็สอดมือเข้าไปในกลุ่มผมสีอ่อนกดให้ริมฝีปากแนบสนิทกันยิ่งขึ้น   “อื้อ...พี่เดือน” ร่างบางครางผะแผ่วยามถูกจูบซุกไซ้ไปที่ลำคอขาวกรุ่นกลิ่นครีมอาบน้ำ  ฝ่ามืออุ่นร้อนสอดเข้าไปใต้เสื้อนอนตัวบางแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรคนตัวเล็กก็คว้าหมับเข้าให้แล้วผละออกมาจ้องเขาเขม็ง

   “ที่นี่ไม่ได้”

   “โธ่น้องดิน”

   “คนอยู่เต็มบ้าน ไม่อายหรือไง” ดินกระซิบเสียงดุ วันนี้อารัณย์กับฝนก็ค้างที่นี่ด้วย  ดังนั้นมันจะให้เกิดเรื่องอย่างว่าขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!

   “งั้นก็กลั้นเสียง”

   “คิดว่ามันจะทำได้หรือไงครับ” ดินถลึงตาใส่อีกฝ่าย แต่พอได้ยินเสียงตอบรับหงอยๆก็ให้ใจอ่อน “ถ้า...แค่จูบก็ได้นะ” ชายหนุ่มพยายามต่อรอง แต่นายรวีกานต์เป็นพวกชอบได้กำไรมากกว่าเท่าทุนหรือขาดทุน ดังนั้นชายหนุ่มจึงคว้ามือน้อยไปวางไว้ในจุดที่ทำให้ร่างที่นอนเคียงข้างสะดุ้งเฮือก ใบหน้าแดงก่ำ พยายามจะดึงมือออกแต่ก็ถูกยึดไว้แน่น

   “ครับ จูบก็จูบ” เดือนแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วปิดกั้นคำประท้วงทั้งปวง  ส่วนดินก็ได้แต่ยินยอมตามใจคนเอาแต่ใจเช่นนั้น  หมดสิทธิ์ประท้วงใดๆเพราะไม่นานความสุขสมที่อีกคนมอบให้ก็ตีสติเขาให้แตกกระจายไปอย่างง่ายดาย
   

   สามวันหลังจากนั้นเทปที่เดือนไปให้สัมภาษณ์ก็ได้ออกอากาศ ดินนั่งขดตัวอยู่ข้างๆเดือน คนตัวสูงโอบไหล่เขาเข้าไปชิด ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองภาพบนจอทีวีไปสลับกับมองส้มที่กำลังปอกเปลือกในมือ  บนจอทีวีปรากฏภาพเดือนกับพิธีกรสาวที่แต่งกายเสียหรูหราอลังการ  เธอกำลังจีบปากจีบคอถามคำถามตามที่เตรียมกันมาในสคริปต์

       ‘น้องเดือนคะ  เมื่อเร็วๆนี้มีภาพหลุดของน้องกับ...หนุ่ม...เอ่อ พี่เหมียวขอเรียกหนุ่มน้อยแล้วกันนะคะ อ่า เป็นกระแสไปทั่วโซเชียลเลย  รูปนั่นเป็นรูปจริงหรือถูกตัดต่อคะ’

   ‘รูปจริงครับ  เป็นรูปแอบถ่ายตอนเดือนออกไปซื้อของเข้าบ้านที่ห้างครับ’

   ‘ไปกับหนุ่มน้อยคนนั้นจริงๆเหรอคะ’

   ‘ครับ ก็ไปช่วยกันถือของ’

   ชายหนุ่มในจอหันมายิ้มให้กล้อง  พอจบคำตอบนี้พิธีกรสาวก็วี้ดว้ายขึ้นมา

   ‘นี่แปลว่าอยู่บ้านเดียวกันเหรอคะ!?’

   ‘อ่อ ครับ เป็นน้องชายบุญธรรมน่ะ’

   ‘แล้วที่โอบเอวกันนี่คืออะไรคะ’

   ‘ก็น้องเขาจะล้มนี่ครับ’ คนตัวโตพูดหน้าตาย ทำให้ ‘น้องชายบุญธรรม’ เงยหน้ามาย่นจมูกใส่ คนอะไรแหลชะมัด    “ตอนนั้นลวนลามดินแท้ๆนะครับ ยังมีหน้ามาบอกว่าจะล้ม ขี้ตู่ชะมัด” เขาว่าพลางป้อนส้มเข้าปากอีกฝ่ายสลับกับป้อนตัวเอง   เดือนยิ้มกริ่ม  เขี่ยแก้มคนตัวเล็กเบาๆ  “แล้วจะให้พี่ตอบว่า ‘อ๋อ ลวนลามเมียอยู่ครับ’ อย่างนี้เหรอ ได้เป็นประเด็นใหญ่กว่าเดิมสิ”  ดินที่หมั่นไส้จัดปาเปลือกส้มใส่คนรักแต่กลับถูกจับมาฟัดแก้มเป็นการแก้แค้น  ในขณะที่พิธีกรถามคำถามสุดท้าย

   ‘แล้วความสัมพันธ์ในอนาคตจะเป็นยังไงต่อไปคะ’

   ‘ก็คงปล่อยให้เป็นเรื่องในอนาคตครับ เพราะตอนนี้พวกเรามีความสุขดีแล้วครับ’

   อารัณย์กับฝนที่เพิ่งเดินลงจากชั้นบนมามองหน้ากันตาปริบๆ รู้สึกว่าไม่ควรเข้าไปแทรกบรรยากาศสีชมพูหวานแหววตรงนั้นเป็นอย่างยิ่ง อารัณย์ที่อยากกินผลไม้เลยสะกิดฝนยิกๆ “ฝน พี่อยากกินส้มว่ะ ไปหยิบให้หน่อยดิ”

   “อ้าว ทำไมใช้ฝนล่ะครับ  ตัวเองอยากกินก็ไปหยิบเองสิ”  ชายหนุ่มผมชมพูอิดออด ปกติถ้าเป็นอารัณย์เขาจะทำตามที่ขอให้โดยไม่เกี่ยง แต่หนนี้...ทนไม่ไหว มดจะกัด เบาหวานจะขึ้นสมอง หลบดีกว่า  คิดพลางเดินเลี่ยงลงไปที่สวนหน้าบ้าน  ทิ้งให้อารัณย์ยืนหน้างออยู่คนเดียว

   หลังรายการจบไปผู้จัดการสาวก็ส่งผลตอบรับมาให้เดือน  ดูเหมือนหลายคนจะมองไปในทางดีขึ้น  แม้คนอีกกลุ่มจะยังคงตั้งคำถามว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวงหรือเปล่า กับคนอีกบางกลุ่มที่ยังคงปักใจว่าเดือนกับดินนั้นคบกันและมีการพูดถึงเสียๆหายๆแต่มันก็แค่ส่วนน้อย

   “นอกจากนี้ยังมีคนอีกกลุ่มใหญ่ออกมาคอมเม้นท์ด้วยนะว่าถึงพวกนายจะคบกันก็ไม่เป็นไร  เป็นเรื่องยอมรับได้แล้วก็จะสนับสนุนผลงานเดือนต่อไป” กุ๊กพูดยิ้มๆ พอได้ยินแบบนั้นทั้งสองก็มองหน้ากัน  การมีคนเข้าใจมันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ

   แว่วเสียงคุณนายกิ่งแก้วกับคุณแม่มะลิเรียกหามาจากในครัว ดินจึงส่งยิ้มให้ผู้จัดการสาว “คุณกุ๊กอยู่ทานอาหารกลางวันด้วยกันนะครับ วันนี้แม่มะลิลงครัวเองเลย แม่ทำอาหารอร่อยมากเลยนะครับ”     

        “ได้จ้ะ รบกวนด้วยนะ”

        กุ๊กเองก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้ไม่น้อย นอกจากน่ารักแล้วยังมารยาทดีอีก 

       พอคล้อยหลังดิน เดือนก็หันมายักคิ้วให้ผู้จัดการที่เปรียบเสมือนพี่สาว “เป็นไงล่ะพี่กุ๊ก แฟนเดือนสุดยอดเลยใช่ไหม”

       “จ้าๆ พอคนเห่อแฟน เฮ้อ นี่ถ้าน้องดินเป็นผู้หญิงอะไรๆมันคงง่ายกว่านี้”

       “ดินเป็นดินแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ  เดือนชอบน้องที่เป็นแบบนี้ เพศอะไรไม่เกี่ยวหรอก”  เขาพูดยิ้มๆ “เออใช่  เดือนมีอะไรจะถาม  พอจบเรื่องพวกนี้ เดือนขอเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างเดือนกับน้องได้ไหม เดือนไม่อยากปิดบังแฟนคลับ แล้วก็ไม่อยากให้การคบกับดินต้องทำอย่างหลบๆซ่อนๆด้วย”

         “เรื่องนี้คงต้องไปปรึกษาบอสแล้วล่ะ” หญิงสาวพูด เธอไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเพราะมันค่อนข้างเกี่ยวพันกับชื่อเสียงทั้งของเดือนและบริษัทอยู่พอสมควร

         คุยกันไปได้สักพักกลิ่นอาหารหอมฉุยก็เรียกให้เดือนและกุ๊กลุกเดินไปที่โต๊ะอาหารซึ่งสองแฝด ดาวกับตะวันกำลังช่วยกันลำเลียงอาหารออกมาโดยอยู่ในความดูแลของกฤตผู้เป็นพ่อ ทุกคนกำลังจะนั่งลงที่โต๊ะอาหารแต่อารัณย์กลับเหลียวมองไปรอบๆแล้วถามขึ้น “ฝนไปไหน?”

         “อยู่ข้างล่างฮะ” เจ้าหนูตะวันตอบ “อาฝนกำลังดูดอกไม้ เดี๋ยวตะวันไปตามให้” ว่าจบเจ้าตัวเล็กก็วิ่งปรู๊ดหายลงไป  ทุกคนจึงยังไม่แตะอาหารด้วยว่าจะรอฝนก่อน ไม่นานตะวันก็วิ่งขึ้นมาแต่คราวนี้เด็กน้อยกลับมาพร้อมน้ำตานองหน้า บนหัวเขากับฝ่ามือมีรอยถลอกจนเลือดซิบ

         “ฮึก...แง้ คุณพ่อ คุณแม่ แงงง” ผึ้งรีบอุ้มลูกชายขึ้นมาตรวจดูแผล  หล่อนใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดฝุ่นดินรอบๆแผลออกอย่างเบามือ  ลูบศีรษะปลอบลูกน้อยไปด้วย “เกิดอะไรขึ้นลูก หนูหกล้มเหรอ”
       
        “มี...มีคนจะ...ตี...อาฝน ฮึก ตะวันเลยจะห้าม...คนใจร้ายเลยผลักตะวันฮะ”

        “ใครจะตีฝนนะ”

        อารัณย์ถาม ขมวดคิ้วจนดูน่ากลัว  ตะวันเบะปากแต่ก็ยอมตอบ

       “ผู้หญิงฮะ...ตะวัน..ฮือ...ไม่รู้จัก”

        ชายหนุ่มผมยาวลุกพรวดขึ้น ตั้งใจจะลงไปดูข้างล่างว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่กลับพบว่าฝนเดินกระทืบเท้าขึ้นมาเสียก่อน  บนใบหน้าหวานของอีกฝ่ายปรากฏรอยปื้นแดงๆที่อีกไม่นานคงจะกลายเป็นรอยช้ำ

        รอยตบ...

        ใครมันกล้าทำคนของเขา!!

         คำตอบที่อารัณย์ต้องการปรากฏตัวขึ้นตามมาติดๆ หญิงสาวคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องทานข้าวด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด

        “ญี่ปุ่น” เดือนเรียกชื่ออดีตคนรักด้วยน้ำเสียงแปลกใจ  ดินหันไปมองผู้หญิงคนนั้น  เธอมีผิวขาวจัดเหมือนคนไม่เคยออกแดด  ตัวเล็กแลดูแบบบาง เส้นผมสีน้ำตาลยาวเหยียดตรงถึงกลางหลัง   ใบหน้าเรียวได้รูป  ดวงตากลมโต  คิ้วโก่ง จมูกโด่งรับกับริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มน่ารักแม้ยามนี้ใบหน้าหวานจะบึ้งตึงแต่เธอก็ยังดูสวยแม้จะไม่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าก็ตาม  แต่ที่ทำดินใจหายก็คือร่างนั้นมาในชุดคลุมท้อง ร่างกายผอมบางที่ป่องกลางทำให้หญิงสาวดูอ่อนแอมากกว่าเดิม

        “เดือน!” น้ำเสียงหวานเอ่ย ดวงตากลมโตค่อยๆมีน้ำตาเอ่อคลอ  เธอตรงปรี่เข้ามาแล้วสวมกอดเดือนอย่างรวดเร็ว “เดือนหายไปไหนมา รู้ไหมว่าเราเป็นห่วงเดือนมากแค่ไหน ทำไมไม่ติดต่อกันเลย”  เดือนมีสีหน้าลำบากใจ เขาเหลือบมองดินแต่คนรักก็ส่ายหน้าเป็นทำนองว่าไม่เป็นไร  ร่างสูงค่อยๆแกะมือที่โอบเอวตนอยู่ออกแล้วดันร่างของญี่ปุ่นออกห่าง
   
        “ญี่ปุ่นมาที่นี่ทำไม”

        พอถูกถามอย่างนี้ หยดน้ำตาเม็ดโตก็กลิ้งไหลออกจากดวงตา

        “ทำไมเดือนถามเราแบบนี้  เราก็มาหาเดือน...มาหาสามีเรา มันผิดตรงไหน”

        คำเรียกที่ออกมาอย่างไม่กระดากปากทำเอาคนเป็นผู้ใหญ่รอบโต๊ะถึงกับเบือนหน้าหนี  ผึ้งรีบพาลูกชายกับลูกสาวออกจากห้องทานข้าวทันที  เธอต้องพาเด็กชายตะวันไปทำแผล และเธอก็ไม่อยากให้ลูกเห็นภาพแย่ๆที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

       “หนู...คือญี่ปุ่นอย่างนั้นเหรอจ๊ะ”

       มะลิถาม  ดวงตากลมโตปรายมามองหล่อนทำเอาตัวชาวาบ ไม่ใช่เพราะอับอาหรือหวาดกลัว แต่มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเมื่อเห็นดวงตาคู่นั้น...เหมือนกับว่าในดวงตาคู่นั้นมีแต่ความริษยาและความดูหมิ่นเหยียดหยาม
     
       “ใช่ค่ะ” น้ำเสียงที่ใช้ตอบโต้ไม่ได้ห้วนจนเกินงามแต่ก็ไร้ซึ่งความเคารพ ดาราสาวปรายมองคนรอบโต๊ะ พยายามรักษาภาพพจน์อ่อนหวานน่าทะนุถนอมของตน  ดวงตากลมโตกวาดไปรอบๆก่อนจะไปหยุดที่ดิน ฉับพลันชายหนุ่มผมดำก็รู้สึกเหมือนกับว่าอีกฝ่ายกำลังสาปแช่งเขาผ่านทางสายตา หากแต่บนใบหน้านั้นกลับมีรอยยิ้มหวานหยดประดับอยู่

        “คุณคือ ‘น้องชาย’ ของเดือนสินะคะ” ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะเน้นย้ำคำว่าน้องชายพอสมควร  พลันแขนเรียวก็ยกขึ้นกอดแขนของเดือนเอาไว้ แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเต็มที่

        “ครับ ผมชื่อดินครับ”  ดินยกมือไหว้อีกฝ่าย ถึงอย่างไรก็อายุมากกว่า แม้เขาจะไม่เต็มใจเลยก็ตาม  ทางด้านญี่ปุ่นยังคงแย้มยิ้มและไม่ได้รับไหว้  เดือนปลดมือหล่อนออก สีหน้าเอือมระอาเต็มทน  “กลับไปญี่ปุ่น ใครมาเห็นมันจะไม่ดี”

        “ทำไมล่ะ  เราเป็นสามี ภรรยา กันนะเดือน”

        “เราไม่ใช่สามีภรรยากัน! ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ได้แตะต้องเธอเลย เธอก็รู้ดีแก่ใจ เลิกยัดเยียดความผิดมาให้ฉันซักที”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างก่อนจะเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา  ฝนที่กำลังให้อารัณย์ตรวจดูรอยบนใบหน้าถึงกับเบะปาก โธ่ ยัยนางเอกแอ๊บสวยเอ๊ย 

        “แปลว่า...เดือน...พูด...พูดอย่างนี้จะไม่รับผิดชอบเราใช่ไหม”

        “เราจะรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ แต่ในเมื่อเราไม่ผิด เราก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ”

        ใบหน้าหวานหันไปหากิ่งแก้วที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “แม่แก้วคะ...แม่แก้ว...ญี่ปุ่นมีแต่เดือน...ฮึก มีแต่เดือนจริงๆนะคะ  ถ้า..ฮือ...ถ้าเดือนทิ้งญี่ปุ่นไป ญี่ปุ่นกับลูกก็ไม่เหลือใครแล้ว...ฮือ ญี่ปุ่นอยากให้ลูกได้เห็นหน้าพ่อนะคะ” กิ่งแก้วค่อยๆประคองหญิงสาวให้นั่งลงที่เก้าอี้  จะอย่างไรก็เป็นคนท้อง เกิดเป็นลมเป็นแล้งมามันจะแย่เอา

       “แต่เราไม่ใช่พ่อเด็ก ญี่ปุ่นจะมายัดเยียดความรับผิดชอบให้เราไม่ได้!”  ชายหนุ่มตัวสูงตวาดเสียงดัง ความอดทนอดกลั้นของเขาสิ้นสุดลงแล้ว เขาไม่น่าไปยุ่งกับผู้หญิงคนนี้เลยจริงๆ นางมารในคราบนางฟ้าชัดๆ

        “แต่เด็กคนนี้เป็นลูกเดือนนะ!” นางเอกสาวกรีดร้องตอบกลับมา  น้ำตาไหลอาบแก้ม  ก่อนที่เธอจะร้องไห้ออกมาอย่างหนักหน่วง  จากนั้นร่างบางก็เริ่มหายใจแรงขึ้น ตัวเกร็งไปหมด มีเสียงสะอึกเหมือนคนหายใจไม่ออกในลำคอทั้งที่น้ำตายังไหลพรากอาบแก้ม เดือดร้อนคนอื่นคว้ายาดมหาพัดมาพัดมาให้ยกใหญ่

        แต่เดือนไม่สงสารแม้แต่น้อย  เขาไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความจอมปลอม

        ความงามจอมปลอมบนใบหน้าที่ผ่านการศัลยกรรมมาเกือบทั้งหมด  เดือนไม่ได้เกลียดคนที่ทำศัลยกรรม มันเป็นความต้องการส่วนบุคคลและเขาเชื่อว่าหลายคนที่ทำมา ภายในก็ยังมีความงดงามที่แท้จริง  เพียงแต่วันนี้เขาแค่เห็นว่าภายใต้หน้ากากพลาสติกของหญิงสาวคนนี้ไม่มีความงามอะไรเลย เป็นแค่เปลือกสวยงามหลอกตาที่ปกปิดความเน่าเฟะและความว่างเปล่า

        แม้แต่การร่ำร้องแทบขาดใจตรงหน้า มันก็เป็นแค่การแสดง เป็นละครฉากใหญ่

         ตอนแรกที่เดือนคบกับญี่ปุ่น เขาชอบเพราะอีกฝ่ายน่ารักและดูอ่อนหวาน เพียงแต่เมื่อคบกันไปมันกลับกลายเป็นว่าทุกสิ่งคือเรื่องโกหก  ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยคิดถึงใครนอกจากตัวเอง

          ผู้คนมักจะติดภาพลักษณ์ว่าเธอคือหญิงสาวที่อ่อนหวาน เรียบร้อยมาจากละครเรื่องแรกที่เธอแสดง และดันหญิงสาวให้ดังเป็นพลุแตก  เนื่องจากใครๆก็มองว่าเธอเป็นคนเรียบร้อย ญี่ปุ่นจึงพยายามรักษาภาพลักษณ์ให้ตนเป็นแบบนั้นตลอดเวลา  ทั้งที่ตัวจริงเธอต่างจากในละครมากเหลือเกิน

          “กลับไปเถอะญี่ปุ่น” เดือนพูดเสียงเรียบ เขาเหนื่อยกับเรื่องแบบนี้แล้ว  ว่าพลางจะเข้าไปดึงหญิงสาวให้ลุกขึ้น แต่ญี่ปุ่นก็สะบัดตัวออกอย่างแรง  ดวงตามุ่งร้ายหันมาทางดิน  ร่างบางเข้าประชิดชายหนุ่มผมดำอย่างรวดเร็ว  คว้าแขนข้างหนึ่งของดินเอาไว้ด้วยมือสองข้าง

         “คุณ...ทำไม...ถึงทำแบบนี้คะ ฉันไปทำอะไรให้คุณกัน  ทำไมถึงต้องแย่งคนรักฉันไปด้วย”  น้ำเสียงที่ตัดพ้อนั้นสั่นพร่าจนน่าสงสาร  ดินนิ่วหน้าเมื่อปลายเล็บแหลมทั้งสิบจิกลงในเนื้อเขา  แรงจิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนจะระบายความคับแค้นทั้งหมดที่มี หากแต่เวลานี้หญิงสาวกลับทำท่าขอร้องอย่างน่าสงสาร

      “ช่วย...ช่วยเลิก...กับเดือนได้ไหมคะ  ถ้าคุณเห็นแก่ฉันและลูกของฉัน  คืนเขาให้ครอบครัวเราด้วยเถอะค่ะ”  ใบหน้าหวานก้มลงจนหยดน้ำตาลร่วงหล่นเปรอะแขนเขา “ได้โปรดเถอะค่ะ”

       “พอแล้ว!” เดือนตวาด ดึงญี่ปุ่นออกมาจากดิน ยิ่งเห็นรอยเล็บจิกบนผิวเนื้อนิ่มนั้นเขาก็ยิ่งโมโห เดือนคว้าแขนเรียวของคนรักขึ้นมา ลูบปลอบเบาๆ “เจ็บมากไหม”  ถามพลางลูบหน้าลูบแขนอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน นึกเสียใจที่คนรักต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้

        แต่ญี่ปุ่นที่เห็นท่าทีอ่อนโยนที่แสดงต่อกันของทั้งคู่ก็ยิ่งกรุ่นโกรธ  ใจมันร้อนราวไฟสุม มือบางคว้าแก้วน้ำขึ้นมา เทคว่ำลงไปที่ศีรษะดิน

        เดือนที่เห็นกิริยาก้าวร้าวไม่เว้นแม้แต่หน้าผู้ใหญ่ก็ทนไม่ได้ในที่สุดก่อนจะคว้าต้นแขนหญิงสาว กระชากร่างบอบบางให้เดินตามเขาออกไปข้างนอก  ไม่ใส่ใจเสียงตะโกนของมารดา  เขาพาญี่ปุ่นลงมาข้างล่างจนพบกับคนขับรถของอีกฝ่ายที่รออยู่  เดือนปล่อยมือออกราวกับรังเกียจนักหนา ก่อนหันไปหาคนขับรถของดาราสาว เอ่ยเสียงเรียบ“พาคนของคุณกลับไป”

        ในตอนที่เขาเดินขึ้นบ้านมานั้น ญี่ปุ่นก็กรีดร้องออกมาอีกรอบ  น้ำเสียงสั่นพร่าแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด มือบางฉวยเอากระถางต้นไม้ของแม่เขาขว้างขึ้นมา  ยังดีที่เรี่ยวแรงหล่อนไม่มี มันจึงแตกอยู่ที่ชานบันได ไม่เช่นนั้นเดือนคงได้ฤกษ์ไปนอนเล่นที่โรงพยาบาลเป็นแน่

        “ยังไงเด็กคนนี้ก็เป็นลูกของเดือน และเดือนจะต้องรับผิดชอบญี่ปุ่นกับลูก! จะไม่มีใครได้เดือนไปทั้งนั้นถ้าไม่ใช่ญี่ปุ่น  โดยเฉพาะ...โดยเฉพาะไอ้เด็กผิดเพศคนนั้น!”

        ขวับ

        ชายหนุ่มรีบหันมา  ดวงตาคมจ้องมองญี่ปุ่นอย่างโกรธจัดจนหญิงสาวสะดุ้ง  ก่อนน้ำเสียงที่กดต่ำเพราะความโมโหจะดังขึ้น “อย่าเรียกคนรักของผมว่าแบบนั้นอีก...ถ้าจะมีใครวิปริตแถวนี้ ก็คงมีแต่คุณ”

       ชายหนุ่มหันกายเดินกลับเข้าบ้าน ไม่สนใจเสียงหวีดร้องอย่างคับแค้นของหญิงสาวแม้แต่น้อย 


********************************************************

ตอนนี้นอกจากจะบูชาแม่แก้วแล้วต้องบูชาพี่กุ๊กด้วยนะคะ 555  ผู้หญิงเรื่องนี้สตรองจริงอะไรจริง
ฝนก็โผล่มาน้าา โผล่มาแก้คะแนน 5555 ตอนก่อนติดลบซะเยอะเลย
เรื่องกำลังเดินมาถึงจุดเข้มข้นแล้วนะคะ  หลายคนคงเกลียดญี่ปุ่นมาก...ด่าเต็มที่เลยค่ะ  :katai1:
ต่อจากนี้ก็ขอฝากให้ทุกคนเอาใจช่วยพี่เดือนกับน้องดินด้วยนะคะ >w<
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจค่ะ พบกันวันเสาร์หน้านะคะ จุ๊บ :really2:

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
ฝนนี่ดูอดีตของญปแล้ว

ใครพ่อเด็กละนั่น  :hao7:

หาหลักฐานแล้วแฉแม่มเลย  :katai1:

ออฟไลน์ lovenadd

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-11
เราชื่นชมคุณสโนว์แรบบิทน่ะ  เป็นนักเขียนที่สม่ำเสมอ ไม่ทิ้งผลงานเจ้าของ  ไม่ทิ้งคนอ่านที่ติดตามผลงาน คนแบบนี้เราสนับสนุน และที่สำคัญ ภาษาที่ถ่ายทอดออกมา อ่านแล้วไม่ขัดอารมณ์  ในขณะที่นักเขียนบางคน ยอดอ่านสูงลิ่วหลายแสนครั้ง  แต่ทิ้งบทประพันธ์ของตนเองไม่มาต่อเฉยเลย  แบบนั้นเสียดายแทนครับ  เสียดายแฟนๆที่ทุ่มเท เข้าไปอ่านบทประพันธ์นั้น

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ตอนนี้ดีอ่ะ เหมือนจุดฉนวนระเบิดเลย(?)
ใกล้ถึงจุดพีคแล้วสินะ
ถ้าจะไปแจ้งความเรื่องทำร้ายร่างกายกับบุกรุกได้ไหมนะ มีผู้เสียหายตั้ง 3 คน ทั้งฝน ตะวัน(รึเปล่า) กับดิน แถมพยานเพียบ
อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆจังค่ะ
ให้กำลังใจคนเขียน

ออฟไลน์ DraCo_SLa13

  • I swear that, will love Super Junior forever..........
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2149
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +314/-3
น้อง Jap คะ น้องเป็นโรคจิตหรือคะ มักง่ายจะเอาใครเป็นพ่อของลูกก็มาตู๋เอา

สงสัยจะไม่มั่วมาก มั่วจนหาพ่อแท้ๆให้ลูกไม่ได้

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๒๓
ไฟลามทุ่ง




          ‘ยังไงเด็กคนนี้ก็เป็นลูกของเดือน และเดือนจะต้องรับผิดชอบญี่ปุ่นกับลูก! ญี่ปุ่นจะทำให้เดือนรับผิดชอบให้ได้ ได้ยินไหม!’

          พรึบ

          ดวงตาสีอ่อนเบิกกว้างท่ามกลางความมืด  ร่างสูงหายใจถี่แรงอย่างตระหนกก่อนจะคิดได้ว่าสิ่งที่ตนดิ้นคือความฝัน        ดูเหมือนว่าเขาจะคิดมากกับสิ่งที่ญี่ปุ่นพูดจนเก็บประโยคนั้นมาฝันซ้ำๆไปเสียแล้ว  เดือนค่อยๆยันกายลุกขึ้น พยายามไม่ให้ร่างเล็กที่นอนอยู่ข้างกายตื่น

         ชายหนุ่มเดินตรงไปที่ห้องน้ำ วักน้ำลูบหน้าลูบตา เขาเงยหน้าขึ้น  มองเงาสะท้อนในกระจกที่แสดงให้เห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ที่บัดนี้ดูโทรมที่สุดในชีวิต หนวดเคราเริ่มขึ้นมาบางๆเพราะเขาไม่ใส่ใจโกน ขอบตาก็คล้ำเพราะนอนไม่หลับติดกันมาหลายคืน

         ร่างสูงถอนหายใจ ลูบใบหน้าที่เปียกไปด้วยหยดน้ำของตนอย่างเหนื่อยอ่อน  หลังจากวันที่ญี่ปุ่นบุกมาหาถึงที่บ้านก็ผ่านไปเกือบสองสัปดาห์แล้วแต่เดือนยังติดใจอยู่กับคำพูดของอดีตแฟนสาว  ญี่ปุ่นถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ เขารู้นิสัยเธอดีตั้งแต่ตอนที่คบกัน  และครั้งนี้ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆด้วย 

        ที่ทุกอย่างมันเงียบสงบอยู่ทุกวันนี้เดือนกลับรู้สึกว่ามันเหมือนทะเลที่คลื่นลมสงบก่อนพายุใหญ่

        ความคิดนี้ไม่ได้ทำให้เขาสบายใจขึ้นมาเลย...

        หนุ่มลูกครึ่งกลับไปล้มตัวนอนลงบนเตียง พยายามข่มตาให้หลับแต่ก็ทำไม่ได้ หยิบมือถือมาดูเวลาปรากฏว่าเพิ่งจะตีสองเท่านั้นเอง

        “นอนไม่หลับเหรอครับ” เสียงแหบพร่าพึมพำข้างหู  ดินตื่นแล้ว  ร่างเล็กยันตัวขึ้น หยีตาฝ่าความมืดมามองเขา  เดือนอมยิ้มกับท่าทางเหมือนคนยังไม่ตื่นดีของร่างเล็ก ดูสิ หัวฟูเป็นรังนกเชียว

         “ขอโทษนะ ทำให้ตื่นเหรอ” เขากระซิบกลับ ดันอีกฝ่ายให้ล้มตัวลงนอน ลูบผมนิ่มมือแล้วจูบแก้มคนรักเบาๆ “นอนต่อเถอะ พี่ไม่เป็นไร”

         “พี่เดือนกังวลอะไรอยู่หรือเปล่า  พี่นอนไม่หลับมาหลายคืนแล้วนะ” 

         บางทีมีเมียฉลาดและรู้ทันไปทุกอย่างนี่ก็ลำบากแฮะ 

          เดือนยิ้มขมๆกับตัวเองในความมืดก่อนเอ่ยตอบ “พี่ไม่เป็นไร”  ฝ่ามือใหญ่เลื่อนมาจับแขนเรียว พลิกไปที่ท้องแขนที่ยังปรากฏรอยเล็บอยู่  ปลายนิ้วลูบไล้เบาๆ “ยังเจ็บอยู่ไหม”

           “ไม่แล้วครับ...พี่เดือน กังวลเรื่องคุณญี่ปุ่นเหรอครับ”

           “อืม ก็นิดหน่อย พี่ไม่สบายใจตอนที่ญี่ปุ่นบอกว่าจะทำให้พี่รับผิดชอบเธอกับลูกให้ได้น่ะ ฟังเหมือนเธอไม่สนเลยว่าจะใช้วิธีอะไร”

          “ยังไงเขาก็ทำอะไรไม่ได้มากหรอกครับ” ดินปลอบคนรัก ยิ้มบางให้อีกฝ่าย มั่นใจว่าเดือนมองเห็นเพราะตอนนี้ใบหน้าของพวกเขาอยู่ใกล้กันมากทีเดียว  แขนเรียวพาดผ่านเอวสอบก่อนที่ร่างบางจะซุกกายเข้าหาอ้อมกอดอบอุ่น หลับตาลงแล้วพึมพำว่า “ไม่เป็นไรหรอกครับ ดินอยู่กับพี่เสมอ ไม่ทิ้งหรอก...อือ...นอนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ดินโกนหนวดให้ เวลาจูบแล้ว...มันจั๊กจี้”

           เสียงแผ่วลงเรื่อยๆ ไม่นานก็เหลือเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าอีกฝ่ายหลับไปเรียบร้อยแล้ว  เดือนยิ้มบาง  ความหนักใจเหมือนจะลดลงไปยามมีคนคนนี้อยู่ในอ้อมแขน

           ยามพวกเขามีกันและกันในอ้อมกอด

           ชายหนุ่มปิดตา หลับลงได้ในที่สุด โดยไม่รู้เลยว่าท่ามกลางคลื่นทะเลอันสงบสุข  เม็ดฝนจากพายุใหญ่กำลังโปรยปรายลงมาช้าๆ


           
            เช้าวันต่อมาดินก็จัดการโกนหนวดให้เขาเรียบร้อย หลังจากอาบน้ำเสร็จทั้งคู่ก็ลงมาทานอาหารเช้า  คุณนายกิ่งแก้วที่เห็นคู่รักเดือนดินเดินเข้ามาก็รีบร้องทักชายหนุ่มผมดำ ยิ้มหวานบริการข้าวปลาอย่างดี ขณะที่(อดีต)ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกลับต้องไปยืนตักข้าวต้มเองแถมยังถูกกฤตโยนกระเทียมเจียวลงมาในชามอีกช้อนใหญ่!

           ไอ้พี่เวร กูไม่แดกกระเทียมเจียว!

           เดือนแยกเขี้ยวใส่พี่ชาย ทำท่าจะเข้าไปถีบแต่กลับถูกคุณนายกิ่งแก้วตวัดตามองเป็นอันสยบทุกความเคลื่อนไหว ได้แต่นั่งกินข้าวเงียบๆกันไป

           “เอ้อ ดินลูก วันนี้คนที่ร้านขายต้นไม้เอาต้นไม้มาส่งแล้ว  เอาลงดินให้แม่หน่อยได้ไหมลูก วันนี้แม่จะพามะลิกับอัลเฟรดไปไหว้พระน่ะ” หญิงร่างท้วมเอ่ยกับร่างบางที่ยิ้มรับ แต่คนที่ตาโตกลับเป็นลูกชายคนรองของหล่อน “โห แม่ ยังจะปลูกอะไรอีก นี่บ้านเราก็จะเป็นป่าแล้วนะ”

           “คนที่เลี้ยงกระบองเพชรแล้วยังตายแบบแกเงียบไปเลยไอ้เดือน แกมันคนปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น  ก็ตามนี้นะลูก แม่วานหน่อยนะ สองสามต้นเอง” ท้ายประโยคหันมาพูดเสียงอ่อนเสียงหวานกับดิน ทำเอาลูกชายทั้งสองเบะปากเพราะความลำเอียง

           “ได้ครับ ไม่มีปัญหา”

            “แหม น่ารักจริงๆ”

            คุณนายหยิกแก้มคนที่หล่อนรวบรัดเป็นลูกสะใภ้คนเล็กแล้วด้วยความเอ็นดู  เด็กคนนี้ว่านอนสอนง่าย พูดอะไรก็ไม่ขัด  มีแค่บางเวลาที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็ใช้เหตุผลมาอธิบาย หล่อนคิดว่าเจ้าเดือนนี่มันก็ตาดี  คว้าคนดีๆมา  ถึงจะเป็นผู้ชายแต่ก็ดีกว่ายัยหนูญี่ปุ่นคนนั้น

           วันที่หล่อนมาร้องห่มร้องไห้ที่นี่ มีแวบหนึ่งที่คุณนายกิ่งแก้วคิดว่าโชคดีจริงๆที่เดือนมันรักดินแทนที่จะเป็นผู้หญิงคนนี้ ตอนนั้นถ้าไม่ติดว่าเป็นคนท้อง คุณนายกิ่งแก้วคงไล่ออกจากบ้านไปแล้ว

          เฮ้อ แต่นี่ก็กลัวเจ้าหล่อนแผลงฤทธิ์อะไรเหลือเกิน ทางที่ดีควรรีบส่งดินกับเดือนกลับสุพรรณโดยด่วนก่อนทางนั้นจะหาทางมางัดข้อกับพวกตน

         หลังทานข้าวจนอิ่ม คุณนายกิ่งแก้วก็พาอัลเฟรดกับมะลิออกไปไหว้พระ  กฤตกับผึ้งก็ไปทำงาน ส่วนเด็กแฝดก็ไปโรงเรียน ทั้งบ้านจึงเหลือแค่ดินกับเดือน  สองคนช่วยกันเก็บล้างจานก่อนจะเดินลงใต้ถุนบ้าน เดือนเห็นต้นไม้ที่แม่แก้วบอกตั้งอยู่ใกล้เสา  ชายหนุ่มจึงช่วยยกออกไปวางใกล้ประตูรั้วซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะเอาต้นไม้ลงดิน

          “แม่นะแม่ จะปลูกอะไรอีกก็ไม่รู้ แค่นี้จากสวนก็จะกลายเป็นป่าอยู่แล้ว” เดือนบ่นอุบ  เมื่อวานก็ใช้เขากับพี่กฤตขุดหลุมซะจนปวดเมื่อยไปแทบทั้งตัว

          “เอาน่า ดินว่ามันก็ไม่ได้รกสักเท่าไหร่หรอกครับ อีกอย่างแม่แก้วก็ปลูกไม้ดอกที่มีกลิ่นหอมไว้เยอะ  ตื่นมาเช้าๆนี่สดชื่นจะตาย” 

         “ดินก็เข้าข้างแม่ตลอดนั่นแหละ ว่าแต่ไอ้ต้นนี่มันต้นอะไรเนี่ย”

          “ต้นแก้วครับ” ดินตอบพลางตัดกระสอบที่หุ้มรากออก “พี่เดือนอย่ายืนเฉยๆสิ มาช่วยดินหน่อย” สั่งการเสียงเข้มแล้วขะมักเขม้นกับการปลูกต้นไม้ต่อไปทำให้เดือนได้แต่ถอนหายใจ  ได้ทีล่ะสั่งใหญ่เลยนะเจ้าตัวแสบ

           ทั้งคู่ช่วยกันนำต้นแก้วลงดิน ดูเหมือนแม่แก้วจะอยากให้ปลูกเป็นแถวไว้ที่ริมรั้ว  เมื่อย้ายต้นแก้วต้นสุดท้ายลงดินเสร็จ   เดือนก็สะบัดมือที่สวมถุงมืออยู่ไปมา ทำให้เศษดินกระเด็นไปโดนคนตัวเล็ก  ดวงตาคมหลังกรอบแว่นตวัดมองแต่ต้นเหตุก็ยังหัวเราะชอบใจ

          “ฮ่าๆๆเหมือนหมาลายจุดเลยดิน”

           “อ๋อ เหรอครับ”

           ดินกระตุกยิ้มบางๆก่อนจะถอดถุงมือออกแล้วปาใส่หน้าเดือน  คนตัวสูงกัดฟันแล้วชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างคาดโทษก่อนจะป้ายมือที่เลอะดินไปเต็มใบหน้าของคนผมดำทันที!

           “ไอ้พี่เดือน!” ดินตะโกน วิ่งไปคว้าสายยางฉีดน้ำมา บิดก๊อกจนสุดทำให้สายน้ำแรงๆอัดกระแทกเขาที่คนตัวโตจนเปียกชุ่มในพริบตา  เดือนแยกเขี้ยวใส่คนรัก ตามไปแย่งสายยางในมือ แต่ดินก็ไม่ยอมปล่อยเช่นกัน

           “ปล่อยสายยางนะพี่เดือน เปียกหมดแล้วเห็นไหม!”

          “ดินทำพี่เปียกก่อนนี่นา”

          “พี่แกล้งดินทำไมล่ะ! ปล่อยนะ!”
 
           หลังจากยื้อยุดกันไปสักพัก สงครามก็จบลงที่สองพี่น้องเปียกปอนตั้งแต่หัวจรดเท้า ต่างคนต่างหน้ามุ่ยใส่กัน แต่พอเห็นสภาพไม่ต่างอะไรจากลูกหมาตกน้ำของอีกฝ่ายก็พากันหัวเราะลั่น

          “แว่นน้องเปียกหมดเลย” ดินเสมองไปทางอื่นพลางดึงแว่นตาออกมาเช็ด ทั้งที่ปลายเสื้อที่ใช้เช็ดก็เปียกไม่ต่างจากแว่น  แต่ถึงกระนั้นเขาก็มุ่งมั่นกับการเช็ดแว่นมาก เพราะถ้าให้เงยหน้ามองเดือนตอนนี้เขาต้องหน้าแดงแหง! ก็เดือนเล่นมองเขาด้วยสายตาแปลกๆแบบนั้นอีกแล้ว...

          สายตาที่เหมือนกับจะกลืนเขาลงไปทั้งตัวถ้าทำได้...

          คนผมดำเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำให้ไม่เห็นร่างสูงใหญ่ที่เดินมาประชิดตัว  เดือนเชยคางคนรักขึ้น ปาดหยดน้ำออกจากใบหน้าหวานให้อย่างแผ่วเบา  ดวงตาคู่สวยสั่นระริกยามสบมองเขา ปลายนิ้วเรียวของดินค่อยๆลากไล้เพื่อปาดหยดน้ำออกจากใบหน้าเขาเช่นกัน

          แขนแกร่งเกี่ยวรั้งเอวให้เข้ามาชิด  ใบหน้าคมคายที่โน้มเข้ามาใกล้ทำให้ดินรีบส่ายหน้า  กระซิบรัวเร็ว

          “ที่นี่ไม่ได้นะพี่เดือน นอกบ้านแบบนี้ เดี๋ยวคนอื่นมาเห็น”

          “ไม่เป็นไรน่า แป็ปเดียวเอง แค่จูบเดียว ไม่มีคนมาหรอก” ว่าพลางเงยหน้ามองไปรอบทิศ “เงียบจะตายไป ไม่มีใครอยู่หรอก”

           “แต่...”

           “น่านะ”

          “ไม่เอาครับ” ดินปฏิเสธเสียงแข็ง แต่คนร่างสูงกลับจุดยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก โน้มใบหน้าลงไปใกล้จนปลายจมูกแตะกัน เดือนยิ้มหล่อใส่ตาคนตัวเล็กก่อนจะทาบทับริมฝีปากแผ่วเบา เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆแต่กลับทิ้งความอบอุ่นไว้บนริมฝีปากเย็นชืด 

         “ไปอาบน้ำกันดีกว่า เดี๋ยวไม่สบาย” พูดพลางจับจูงคนตัวเล็กเข้าไปในบ้านอย่างอารมณ์ดี

         โดยไม่รู้ว่าการกระทำทั้งหมดของพวกตนตกอยู่ภายใต้สายตาคมกริบคู่หนึ่ง...


   
   “ฮัลโหลฝน ว่าไง  วันนี้เสร็จธุระแล้วใช่ไหม กลับไปรอที่บริษัทแล้วกัน เดี๋ยวพี่จะเข้าไปรับ” อารัณย์กรอกเสียงใส่โทรศัพท์ขณะนั่งรอกาแฟอยู่ในร้านกาแฟข้างบริษัท  เมื่อวานงานที่เขาส่งให้บอสดูผ่านฉลุยไม่มีปัญหา วันนี้ถึงได้มานั่งทำตัวเอื่อยเฉื่อยแบบนี้ได้  ส่วนฝนเองวันนี้มีแค่เป็นพิธีกรที่งานอีเว้นท์ของแบรนด์เครื่องสำอางแบรนด์หนึ่ง มีงานแค่ช่วงเช้าเท่านั้น  ชายหนุ่มมองนาฬิการะหว่างฟังเสียงเจื้อยแจ้วจากคนปลายสายที่พูดนั่นพูดนี่ไปเรื่อยเปื่อย

   คนตัวสูงยิ้มมุมปาก  สำหรับคนอื่นถ้ามาพูดมากแบบนี้มีสิทธิ์โดนตัดสายทิ้งได้ แต่สำหรับฝน...อารัณย์ว่ามันไม่ได้น่ารำคาญเลยสักนิด กลับกันถ้าวันไหนไม่ได้ยินเสียงใสๆเล่านู่นเล่านี่ให้ฟังก็เหงาหูพิลึก

   “โอเค พอแล้วไอ้เด็กช่างพูด หืม อะไร ไม่ได้ตัดบทแต่พ่อพี่ไม่ได้เป็นเจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์ครับ พอละ  จะวางแล้ว พิมพ์ส่งมาในไลน์แล้วกัน หึหึ รู้แล้วน่า เดี๋ยวพาไปกินข้าวบ้านไอ้เดือน  โอเคๆ แล้วเจอกัน”

   ปลายนิ้วเรียวกดวางสายเป็นเวลาเดียวกับที่หญิงสาวกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในร้านพอดี  ทันทีที่หนึ่งในนั้นเห็นเขาเจ้าหล่อนก็ส่งยิ้มให้ เอ่ยทักเสียงแหลม

   “อ้าว น้องรันนี่นา”

   “สวัสดีครับพี่แนน” 

   หญิงสาวเจ้าของชื่อแนนยิ้มหวานหยดให้เขา หย่อนตัวลงนั่งตรงข้าม เอ่ยถามเสียงอ่อนเสียงหวาน “เลิกงานแล้วเหรอจ๊ะน้องรัน”

   “เลิกแล้วครับ”

   อารัณย์ยิ้ม ไม่ได้สนใจอาการเขินอายของหญิงสาวฝั่งตรงข้าม ไอ้ท่าทางแบบนี้เจอมาจนเบื่อแล้ว  สำหรับเขาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นช่างภาพฝีมืออันดับต้นๆ และด้วยรูปร่างหน้าตาที่ถึงบางทีจะเซอร์จนเข้าขั้นโทรมและพัฒนาเป็นโสโครกไปบ้างในบางครั้ง แต่หากวันไหนชายหนุ่มลุกมาแต่งตัว โกนหนวดดีๆ อารัณย์ก็จัดว่าเป็นหนุ่มหล่อหาตัวจับยากคนหนึ่งเลยทีเดียว

   ไม่แปลกหรอกถ้าจะมีสาวๆมองข้ามความซกมกในตัวไปแล้วกล้ามาส่งสายตาให้แบบนี้  อย่างพี่แนน สไตลิสต์คนสวยนี้ก็แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าสนใจเขา  แต่อารัณย์เจอผู้หญิงสวยมาเยอะ เจอคนหน้าตาดีมีเสน่ห์มามาก สำหรับเขาแล้วเดี๋ยวนี้ผู้หญิงก็หน้าตาคล้ายๆกันหมด เรียกว่าสวยแบบพิมพ์นิยมก็ว่าได้  หาตัวคนมีเอกลักษณ์จริงๆแทบไม่เจอ..อารัณย์มองโลกนี้เป็นมุมของศิลปะ  ผลงานที่ออกมาเหมือนๆกันไปหมดมันดึงดูดความสนใจเขาไม่ได้หรอก...ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดจะปักใจหรือสานความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนไหน

   “แล้วเสร็จงานแล้วจะไปไหนต่อเหรอจ๊ะ เฮ้อ เสียดายจังที่พี่ยังไม่เสร็จงาน  ไม่งั้นกะว่าจะชวนน้องรันไปทานข้าวด้วยกันซักหน่อย”  หญิงสาวยิ้ม พูดแหย่ทีเล่นทีจริง แต่เน้นหนักไปทางจริงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์

   “ว้า คงไม่ได้หรอกครับ ตอนเย็นผมไม่ออกไปทานข้าวกับที่ไหนหรอกครับ”

   “เอ๋ ทำไมล่ะจ๊ะ”

   “ที่บ้านมี ‘ลูกหมา’ น่ะครับ  มันชอบกินข้าวพร้อมผม  วันไหนไม่อยู่บ้านมันจะไม่ยอมกิน”

   “แหม เสียดายจัง”

   แนนพูดพลางถอนหายใจ มองชายหนุ่มที่ยิ้มสุภาพก่อนที่เขาจะลุกขึ้นเดินไปรับกาแฟที่เคาน์เตอร์  สไตลิสต์สาวแสดงท่าทางกระฟัดกระเฟียดทันทีที่อารัณย์ออกไปพ้นตัวร้าน 

   ให้ตาย วันนี้ก็พลาดอีกแล้ว!

   “ทำหน้าแบบนั้นแปลว่าเขาไม่สนมึงอีกแล้วใช่ไหม” เสียงกระเซ้าจากเพื่อนสาวที่เดินถือกาแฟมาให้ยิ่งทำให้แนนหงุดหงิด
หนักกว่าเดิม  หญิงสาวมองเพื่อนตาขวางพลางคว้ากาแฟขึ้นมาจิบแก้เซ็ง

   “เออดิ  แม่ง อะไรวะ อ่อยมาเป็นเดือนๆไม่ยักสนใจ  กูว่าซุกกิ๊กแหง”

   “ก็เป็นได้  หล่อแบบนั้นไม่น่าเหลือว่ะ”

   “โว๊ะ เซ็งชิบ!”

   พอได้ยินคำบ่นนั้นเพื่อนสาวอีกคนก็รีบเข้ามานั่งพลางยื่นหน้าจอโทรศัพท์ไปให้แนนดู “เห็นข่าวนี้แล้วแกอาจจะหายเซ็ง” หญิงสาวกลอกตา “ข่าวอะไรอีกล่ะ  นายแบบโอบเอวผู้ชายกลางห้างอีกหรือไง”  คนสมัยนี้เป็นอะไรกันไปหมด  ผู้ชายรักผู้หญิงดีๆไม่ชอบ ดันหันไปกินกันเองเสียอย่างนั้น

   “ไม่ใช่โว้ย  เด็ดกว่านั้น” คำพูดนั้นเรียกความสนใจจากสไตลิสท์สาวได้เป็นอย่างดี  ดวงตากลมจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ หรี่ตาลงเพราะภาพที่เห็นไม่ค่อยชัด แต่พอเพ่งดีๆก็ถึงกับร้องอุทาน

   “เฮ้ย นี่มัน...ไปได้มาจากไหน!”

   “ทำหน้าเหมือนกูตอนรู้เรื่องเปี๊ยบเลย ฮ่าๆๆ ได้มาจากไหนก็ไม่รู้ว่ะ  มันมีคนส่งต่อๆกันมาในกองกูเลยเซฟรูปมา”

   “มึงว่าตัดต่อหรือเปล่า”

   “ไม่รู้ว่ะ แต่เหมือนมาก”

   แนนพยักหน้า พลางจ้องมองภาพที่หล่อนเชื่อว่ากำลังจะเป็นข่าวใหญ่อีกในไม่ช้า

   ภาพของดาราสาวที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้เดินออกจากโรงพยาบาลในชุดคลุมท้อง!



   มื้อเที่ยงของวันนี้พังไม่เป็นท่า

   เดือนเม้มริมฝีปากสีหน้าเครียดอยู่บนโซฟาหลังจากจ้องหน้าจอไอแพดที่กำลังแสดงกระทู้หนึ่งที่แชร์ต่อกันมาในเฟซบุ๊ค  เดือนไม่ได้ใส่ใจเนื้อหา แต่สิ่งที่เขาสนใจคือรูปภาพในนั้นมากกว่า

   รูปของญี่ปุ่นที่อยู่ในชุดคลุมท้องกำลังเดินออกจากโรงพยาบาลคนเดียว

   ประเด็นนี้กำลังเป็นกระแสในโซเชียล ทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊คต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์และคาดเดากันไปต่างๆนาๆ และแน่นอนว่าคนที่โดนลากไปเอี่ยวและถูกพาดพิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็คือเขา...แฟนเก่าคนล่าสุดและดูเหมือนจะเป็นคนสุดท้ายของญี่ปุ่นด้วย เพราะหลังจากที่เขาหายเงียบจากวงการไปก็เป็นช่วงเดียวกับที่ญี่ปุ่นไม่รับงานละครแต่ยังรับถ่ายแบบ แต่หลังจากนั้นสามสี่เดือนหญิงสาวก็ค่อยๆหายเงียบไปเช่นเดียวกัน ทำให้หลายคนหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาถกเถียงกันอย่างสนุกปาก

   “รูปภาพเหมือนถูกแอบถ่าย” อารัณย์ที่นั่งหน้าเครียดไม่ต่างกันพูด ชายหนุ่มที่พาฝนมากินข้าวด้วยเป็นคนเห็นรูปนี้ก่อน  เพราะสไตลิสท์ที่บริษัทส่งมาให้ดู  จากนั้นไม่นานกระทู้ก็ถูกตั้งขึ้นและแชร์ออกไปในวงกว้าง “และกูให้เพื่อนช่วยตรวจสอบแล้ว ไม่ใช่รูปตัดต่อ”

   “แปลว่ามีคนถ่ายได้ตอนญี่ปุ่นออกจากโรงพยาบาลเหรอ”

   “ก็คงอย่างนั้น”

   เดือนกุมขมับ  ตอนนี้ทางต้นสังกัดและครอบครัวของหญิงสาวยังไม่ได้ออกมาพูดอะไร คนก็เดาไปในทางเสียหายแล้ว  ดินที่เห็นท่าทางนั้นลูบไหล่ชายหนุ่มอย่างปลอบโยน  ดวงตาสีน้ำตาลเข้มยังคงฉายประกายมุ่งมั่นและริมฝีปากก็ยังแตะแต้มด้วยรอยยิ้มบาง

   ฝ่ามือเล็กบีบกระชับไหล่คนรักให้รู้เอาไว้...ว่าเขายังอยู่ตรงนี้

   ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองฝนที่มีสีหน้าเคร่งเครียด  ชายหนุ่มผมชมพูจ้องกลับมา ก่อนจะขยับปากเป็นประโยคว่า ‘ฉันก็ไม่รู้ว่าทางนั้นกำลังเล่นอะไร’

   หรือว่านี่จะเป็นการบีบบังคับเดือนของญี่ปุ่น แต่เธอก็ต้องรู้สิว่าทำแบบนี้คนเสียหายคือตัวเอง...คนที่รักตัวเองมากอย่างญี่ปุ่นไม่น่าเอาตัวมาเสี่ยง ถ้าอย่างนั้นนี่ก็คือการถูกแอบถ่ายจริงๆ...อย่างนั้นหรือ?

   “ข่าวออกมานานหรือยัง” เดือนถามอารัณย์ ซึ่งรีบตอบทันที “ตั้งแต่เมื่อวาน แต่มันเริ่มกระจายๆกันไปก็วันนี้แหละ”

   ตั้งแต่เมื่อวาน...อีกไม่นานทางบริษัทต้องเรียกเขาไปคุยแน่ บางทีอาจจะต้องไปคุยกับทางต้นสังกัดของญี่ปุ่นด้วย 

   ครืด ครืด

   เสียงโทรศัพท์ที่สั่นบนโต๊ะทำให้คนทั้งหมดที่นั่งอยู่สะดุ้ง เดือนรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา คนที่โทรเข้ามาคือผู้จัดการสาวคนเก่งของเขานั่นเอง

   “ว่าไงครับพี่กุ๊ก”

   [เดือน รีบเข้ามาที่บริษัทเดี๋ยวนี้เลย!]

   น้ำเสียงร้อนรนของหญิงสาวเป็นสิ่งที่เดือนไม่ค่อยได้พบบ่อยนัก ปกติกุ๊กจะเยือกเย็นและมีสติอยู่เสมอ แต่ตอนนี้เสียงของเธอกลับเต็มไปด้วยความตระหนก

   “เกิดอะไรขึ้นครับ!?”

   [คุณชินกรน่ะสิ! บ้าชะมัด เดือนยังไม่ได้เปิดดูข่าวใช่ไหม  รีบเปิดเดี๋ยวนี้เลย เสร็จแล้วเข้ามาที่บริษัทให้เร็วที่สุดเลยนะ]

   กล่าวจบหญิงสาวก็ตัดสายไป ทิ้งให้เดือนงุนงงก่อนชายหนุ่มจะหยิบรีโมตมากดเปิดโทรทัศน์ตามคำสั่งของผู้จัดการ ทันที
ที่ภาพปรากฏนัยน์ตาสีอ่อนก็เบิกกว้าง  บนจอโทรทัศน์ปรากฏภาพหญิงสาวที่เขาคุ้นเคยกำลังให้สัมภาษณ์กับสื่อทั้งน้ำตา

   ‘น้องญี่ปุ่นมีกำหนดคลอดวันไหนคะ’

   ‘อีกสามสัปดาห์ค่ะ’

   ‘งั้นก็ต้องดูแลตัวเองดีๆแล้วนะคะ  แล้วนี่คิดชื่อลูกไว้หรือยังคะ’

   ‘คิดแล้วค่ะ แต่ไม่รู้ว่าพ่อเขาจะชอบไหม’

   มือบางลูบท้องกลมของตัวเองอย่างทะนุถนอม บนริมฝีปากอิ่มแต้มไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูเศร้าสร้อยเหลือคณานับ  คงเป็นภาพเหมาะให้บรรดาช่างภาพบันทึกเอาไว้ประโคมข่าวให้ใหญ่โต

   ‘คุณพ่อของเด็กคนนี้ได้มาหาน้องญี่ปุ่นบ้างไหมคะ’

   ‘ก็มีบ้างค่ะ...แต่นานๆทีถึงจะยอมกลับมา’

   ‘ตายแล้ว!’ นักข่าวสาวเอามือทาบอก ‘แล้วคุณญี่ปุ่นรู้ไหมคะว่าเขาไปอยู่ที่ไหน’

   ‘พอทราบค่ะ’

มีต่อค่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
        เดือนกำหมัดแน่น  หลายคำถามยังคงถามต่อไปถึงเรื่องเพศของลูก  เรื่องอนาคตและการงาน  ซึ่งหญิงสาวก็ตอบได้อย่างเหมาะสม คงเรียกคะแนนสงสารได้มากโข

   ‘คุณญี่ปุ่นพอจะบอกได้ไหมคะ ว่าใครเป็นคุณพ่อของหนูน้อยคนนี้คะ’

   ‘เรื่องนี้ญี่ปุ่นคงพูดไม่ได้ เพราะเจ้าตัวคงไม่พอใจ แต่ญี่ปุ่นบอกได้แค่ว่าเขาเป็นคนสุดท้ายที่ญี่ปุ่นรัก ถึงเราจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันบ้างแต่หลังจากที่เขาไม่อยู่ ญี่ปุ่นก็ไม่เคยมีใคร จนตอนนี้เขากลับมาแล้ว อะไรที่มันพลาดไปแล้วญี่ปุ่นก็ขอให้เป็นบทเรียนให้กับหลายคน เราจะต้องเดินหน้าและทำอนาคตให้ดี และอยากให้เขาเข้าใจญี่ปุ่นด้วย ว่าที่ญี่ปุ่นทำไปทุกวันนี้เพราะอยากให้ลูกได้เจอหน้าพ่อ’

   หญิงสาวในจอน้ำตาร่วงหล่นช้าๆ เรียกเสียงฮือฮาจากนักข่าวทั้งหลายที่จ่อไมโครโฟนอยู่รอบๆ

   ‘ญี่ปุ่นคิดถึงคุณนะ’

   “โธ่เอ๊ย แม่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ แม่ดาราบอบบางน้ำใจงาม!” ฝนโวยเป็นชุด กดปิดทีวีอย่างรวดเร็ว  บนใบหน้าน่ารักเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “น่าจะเอารางวัลนางงามใจแตกแห่งชาติไปครอง”

   “ฝน ไม่เอาน่า อย่าพูดอย่างนั้น” อารัณย์ปรามเมื่ออีกคนเริ่มเสียงดัง  ก่อนจะหันไปถามเดือน  “แล้วมึงจะเอาไง”

   “กูคงต้องเขาบริษัท” เขาว่า หันไปหาดินที่นั่งอยู่ข้างๆ “น้องไปกับพี่นะ” ดวงตาของอีกคนเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ “จะดีเหรอครับ?” ให้เขาไปด้วยแล้วถ้าพวกนักข่าวเห็นมันไม่สร้างปัญหามากกว่าเดิมหรือไง

   “สถานการณ์แบบนี้พี่อยากให้เราเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ด้วยกันทั้งคู่น่ะ” ชายหนุ่มตอบ บีบมือเล็กเบาๆ “ไหวไหม?”

   ดินยิ้มให้เดือน ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แม้จะแฝงความกังวลไว้แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความเชื่อมั่นที่มี “ทำไมจะไม่พร้อมล่ะครับ  ดินพร้อมเสมอ ไปกันเถอะครับ”

   บริษัทโมเดลลิ่งที่เดือนสังกัดอยู่นั้นเป็นบริษัทที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง  คุณสรัล  ผู้เป็นประธานบริษัทเป็นคนที่มองการณ์ไกลและยังเก่งเรื่องการบริหารเป็นอย่างมาก  อีกทั้งนายแบบนางแบบทุกคนจากบริษัทนี้ก็วางตัวดีไม่ค่อยมีข่าวคาวให้ผู้คนครหา
นินทากันซักเท่าไหร่  อีกทั้งยังมีระเบียบและทุ่มเทกับงานกันทุกคนทำให้บริษัทแห่งนี้ก้าวพ้นปัญหาต่างๆที่เคยประสบมาได้

   สรัลทอดมองเมืองใหญ่ที่วุ่นวายผ่านกระจกของห้องทำงานของตน  โลกสมัยนี้มันหมุนไปไวจนบางครั้งคนเราก็หลงลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไป...

   โลกหมุนไปไวมากขึ้น  เทคโนโลยีพัฒนาขึ้น แต่จิตใจคนกลับต่ำตมลงเป็นเพราะเหตุใด

   ชายหนุ่มตั้งคำถามกับตัวเองเป็นล้านครั้ง

   เขาอยู่ในวงการมายา  พบเห็นจิตใจคนมาสารพัดรูปแบบ  บางคนที่ว่าเข้าหายากและไม่ดีกลับเป็นคนดี ส่วนบางคนที่คนทั้งโลกมองว่าดีบางทีอาจแค่สร้างภาพ  เดี๋ยวนี้อำนาจมันไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย...มันรวมอยู่ที่สื่อนี่เอง หากชักนำสื่อได้ ก็ทำให้คนเชื่อได้ และเมื่อใดที่ชักจูงผู้คนได้ ก็จะได้มาซึ่งอำนาจที่จะบันดาลให้ได้ทุกสิ่งตามต้องการ...

    ชายหนุ่มถอนหายใจ ยังคงยืนหันหน้ามองออกไปจวบจนได้ยินเสียงเคาะประตูและเสียงของเลขาคนสนิท เขาจึงอนุญาตให้เข้ามาได้  เมื่อร่างผู้มาเยือนเดินเรียงกันเข้ามาในห้อง สรัลถึงกับต้องยิ้มขมออกมาให้ตัวเอง

   ปัญหาชิ้นโตดาหน้ากันเข้ามาแล้วนั่นไง

   “ว่าไงเจ้าเดือน ไม่เจอกันไม่กี่เดือน  ผิวคล้ำขึ้นเยอะเลยนะ” ชายหนุ่มทักด้วยน้ำเสียงสบายๆ เดือนเองก็ยกมือไหว้เขา ก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่พามาด้วย  “ดิน นี่คือคุณสรัล เป็นประธานบริษัทนี้  คุณสรัลครับนี่คือดิน เป็น...”

   “เป็นคนรักนาย ใช่ฉันรู้ กุ๊กบอกแล้ว”

   สรัลเดินไปทิ้งตัวลงที่โซฟาตัวยาวที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้อง ผายมือให้คนที่เหลือทรุดกายลงนั่งตาม  ร่างสูงประสานมือไว้ที่ตักตามความเคยชินแล้วเอ่ยเข้าประเด็นทันที “นายรู้ใช่ไหมว่าฉันเรียกนายมาเพราะญี่ปุ่น”

   “ครับ”

   “ที่ฉันจะบอกนายก็คือ ตอนมีรูปมันหลุดออกมา คุณชินกรก็อยากให้เร่งแถลงข่าวตั้งแต่เมื่อเย็นวาน จะเอาเดี๋ยวนั้นเลยล่ะ แต่ทางเราก็บอกว่าขอเจรจาก่อนเพราะเห็นว่าข่าวมันยังไม่ได้แพร่ไปไว ไม่ใช่เรื่องใหญ่  ตอนแรกจะเรียกนายให้มาด้วยแต่เขาไม่พอใจ  เลยบอกว่าไว้ค่อยกลับมาคุยกันวันนี้ แต่ดูเหมือนมันจะช้าไปสำหรับเขา” ชายหนุ่มยิ้มฝืดออกมาเมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ “เลยจัดแถลงข่าวไปแบบไม่ปรึกษาเราสักคำ และนี่คือผลที่เกิดขึ้น”

   หน้าจอไอแพดถูกหันมาทางเดือน บนนั้นปรากฏกระทู้จากเว็บไซต์ดังเว็บหนึ่งโดยหัวข้อคือ

   ‘จากข่าวที่ญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์  คิดว่าใครเป็นพ่อเด็กกันคะ'

        ความเห็นที่ 45

   สมาชิกหมายเลข 127988 – มาตามเผือก เกาะขอบจอ

   ความเห็นที่ 67

   แมวเหมียว ห่อตัวเองในเกี๊ยวกุ้ง – โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นคุณ ด. ค่ะ
   
        ความคิดเห็นที่ 68

   สมาชิกหมายเลข 2222 – คิดว่าเป็นคุณ ด. เหมือนกันค่ะ เพราะว่าเป็นแฟนคนล่าสุดของญี่ปุ่นพอดี แถมไม่มีข่าวว่าเลิกกันนะ แค่ข่าวทั้งคู่หายไปเงียบๆอ่ะ   #คิดว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ

   ความคิดเห็นที่ 71
   
        มะนาวมีแต่น้ำ – ถ้าใช่จริงนี่ถือว่าแย่นะ  คือเป็นผู้ชายอ่ะ แมนๆ ทำอะไรก็กล้าทำกล้ารับหน่อยได้ป่ะ  ไม่ใช่ให้ผู้หญิงออกมาพูดฝ่ายเดียวแบบนี้  คือไม่ได้บอกว่าที่ท้องก่อนแต่งมันผิดแค่ฝ่ายชายนะ ตอนทำมันก็น่าจะสมยอมทั้งคู่ แต่แบบ...ทำแล้วไม่กล้ารับอ่ะ ไม่แมนเลยนะตัวเธอ #กล้าทำก็กล้ารับเขาเรียกผู้ชายตัวจริง

   ความที่เห็นที่ 73

   สมาชิกหมายเลข 1733 – มันก็ยังไม่แน่ป่าว คุณ คห.ที่ 71 ข่าวอะไรยังไม่ชัดเจนเลย อย่าเพิ่งด่วนตัดสินสิคะ  อีกอย่างญี่ปุ่นนางก็ไม่ได้มีแค่คุณด. คนเดียวหรือเปล่า  รายชื่อแฟนเก่านี่ยาวยิ่งกว่าตึกเอ็มไพร์ สเตจ

   ความคิดเห็นที่ 91

   สมาชิกหมายเลข 33333 – เราว่าเป็นคุณด. อ่ะ  คงต้องรอนางออกมาแถลงข่าว แต่เอาจริงนะ  ทำก็รับไปเหอะ นั่นลูกนะ  สามัญสำนึกควรมี
   
        ความคิดเห็นที่ 109

   สมาชิกหมายเลข 45798 – คุณความคิดเห็นที่ 91 ตั้งสตินะครับ  ข่าวยังไม่ชัดเจนเลย  คุณด่วนตัดสินคนอื่น ผิดตัวมาจะโดนเหยียบซ้ำนะฮะ นี่เตือนด้วยความหวังดี

   เมื่ออ่านมาถึงความคิดเห็นสุดท้ายชายหนุ่มร่างสูงก็ดันไอแพดคืนให้หัวหน้าของตน  บนใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและกรุ่นโกรธ  นี่คงเป็นไปตามความต้องการของหญิงสาวคนนั้นแล้วสินะ เอาความเห็นของคนในโลกโซเชียลมาเหยียบย่ำเขา เหมือนเป็นการบีบบังคับเขาทางอ้อมให้ต้องออกไปแสดงความรับผิดชอบ

   แต่เดือนไม่ได้ทำ  ความจริงเป็นยังไงเขารู้แก่ใจดี  และเขาจะไม่ออกไปเล่นตามเกมของผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด

   “ผมจะออกไปให้สัมภาษณ์ครับ  แต่ผมจะบอกว่าตัวเองไม่ได้ทำ เพราะมันเป็นความจริง! ผมไม่ได้ทำ ไม่ได้แตะต้องญี่ปุ่นด้วยซ้ำ” คนตัวใหญ่แทบจะผุดลุกออกจากโซฟาไปเขย่าตัวหัวหน้าตน

   “เรื่องนั้นพวกเรารู้” กุ๊กกดไหล่เดือนให้นั่งลงตามเดิม พูดด้วยเสียงอ่อนลงกว่าทุกที “แต่คนภายนอกไม่รู้ ดังนั้นเราต้องหาหลักฐานมายืนยัน” 

   “แต่ก่อนอื่นเดือนต้องเล่าให้เราฟังก่อนว่าทุกอย่างมันเริ่มต้นจากอะไร  ทำไมเขาถึงบอกว่านายเป็นพ่อ” สรัลพูดขึ้น  มองสบตานายแบบหนุ่มที่ถอนหายใจออกมาแรงๆหนึ่งที  เรื่องราวตอนนี้มันคงหนักหน่วงสำหรับนายแบบหนุ่ม สมัยนี้ข่าวสารมันกระจายไปไวจนน่ากลัว ยิ่งตามเว็บไซต์ต่างๆกระแสความคิดเห็นจากผู้คนค่อนข้าง  ทุกความจริงตัดสินเอาตามข่าวที่ได้ฟังมา ทั้งจากโทรทัศน์และในอินเทอร์เน็ต 

   นี่แหละความน่ากลัวที่แท้จริงของสื่อ  เปลี่ยนดำเป็นขาว เปลี่ยนขาวเป็นดำ และทำให้สิ่งที่ดำอยู่แล้วดำมืดยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

        “วันนั้นพวกเราไปที่ผับกันครับ”  เดือนเริ่มขึ้น “เป็นช่วงที่ผมเพิ่งเลิกกับญี่ปุ่นไป พวกเราตัดสินใจเลิกกันแบบเงียบๆเพราะไม่อยากให้เป็นข่าว  ตอนนั้นญี่ปุ่นเองก็เริ่มคบกับดาราอีกคนที่ร่วมงานกันอยู่ในตอนนั้นแล้วด้วย  พอเลิกงานพวกเราก็นัดกันที่ผับ  ผมดื่มไปนิดหน่อยแต่ไม่ได้เมา  ส่วนญี่ปุ่นดื่มหนักมาก เธอบอกว่าทะเลาะกับแฟนมาแล้วก็มาระบายให้ผมฟัง ดื่มหนักจนแทบไม่ไหว สุดท้ายผมก็เลยต้องพาเธอไปส่งที่คอนโด แล้วก็อยู่ช่วยเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ เพราะเธออ้วกออกมาเลอะเทอะเต็มไปหมด”

        “เปลี่ยนเสื้อผ้า?”

        “สาบานว่าแค่นั้นครับ ไม่มีอะไรเกินเลยจริงๆ” พอเห็นเดือนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง  สรัลก็พยักหน้ารับ ให้อีกฝ่ายพูดต่อไป
“หลังจากนั้นผมก็โทรบอกเพื่อนของเธอให้มาดูแลเธอเพราะผมต้องกลับบ้าน  จากนั้นผมก็ออกมาเลย ไม่ได้อยู่รอจนเพื่อนเธอมา  จากนั้นพอวันต่อมาญี่ปุ่นก็เงียบหายไปเลย ไม่ติดต่อมาจนกระทั่งวันที่เธอ...มาหาผมแล้วบอกว่าตัวเองท้องนั่นแหละ”

         สิ้นเสียงทุ้มของเดือน ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั่งสรัลเคาะนิ้วลงกับโต๊ะเบาๆ ชายหนุ่มผู้เป็นประธานบริษัทยิ้มบางๆให้เดือน “ก็ได้  ถ้าทั้งหมดที่นายเล่าเป็นความจริง  ฉันจะให้นายสัมภาษณ์กับนักข่าวพรุ่งนี้  ตอบทุกอย่างไปตามความจริงนั่นแหละ ไม่ต้องกังวลหรอก”

         “ครับ”

          ฝ่ามือใหญ่ตบหนักๆลงบนบ่าของเดือนเป็นเชิงให้กำลังใจ “นายไม่ต้องกังวลไปหรอก  ความจริงก็คือความจริง  ไม่มีอะไรลบล้างความจริงได้ ส่วนคำโกหก สักวันมันจะย้อนกลับไปทำร้ายตัวคนพูดเอง ยิ่งโกหกมากเท่าไหร่ ความเสียหายก็มากเท่านั้น”  ดวงตาคมกริบมองเขาด้วยสายตาแฝงแววการเตือนเอาไว้ ก่อนชายหนุ่มจะสำทับลงมาอีกประโยค “เพราะฉะนั้นนายก็อย่าได้โกหกล่ะ  ถ้าไม่อยากให้ความเดือดร้อนมันตกใส่ตัวมากกว่านี้”

          “ครับบอส”

           “ดีแล้ว งั้นไปเถอะ ฉันจะโทรไปนัดเวลากับนักข่าว”  พวกเขาล่ำลากันอีกเล็กน้อยก่อนทั้งหมดจะลงลิฟท์มาที่ชั้นล่าง  กุ๊กขอแยกตัวไปจัดการเรื่องนักข่าว  อารัณย์ ฝน เดือน กับดินเลยตกลงกันว่าจะไปที่ร้านอาหารใกล้ๆเพื่อทานข้าว เนื่องจากมื้อเที่ยงที่ผ่านมาไม่มีใครกินอะไรลงสักคน 

       ตลอดทางที่เดิมออกจากบริษัท เดือนพบว่าสายตาของหลายคนพุ่งตรงมาที่พวกเขา บางคนก็ชี้นิ้วแล้วหันไปซุบซิบกันอย่างไร้มารยาท ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงรคนผมดำให้มาเดินใกล้ๆ แต่ไม่ได้จูงมือหรือโอบเอวแบบที่เคยทำ 
พวกเขาขับรถตามอารัณย์มาจนกระทั่งมาจอดอยู่ในลานจอดรถของร้านอาหารที่ฝนเลือก ร้านนี้เป็นร้านอาหารเล็กๆตกแต่งด้วยสไตล์วินเทจ  ผู้คนค่อนข้างบางตาเพราะยังไม่ใช่เวลาเลิกงาน  ภายในร้านมีแค่ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น  ตอนที่พวกเขาเดินเข้าไป หญิงสาวกลุ่มนั้นก็หันมามองก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบกัน แต่เพราะในร้านมันเงียบ เสียงกระซิบจึงหลุดออกมาให้ได้ยิน

        ‘นั่นใช่เดือน รวีกานต์ หรือเปล่าวะแก  ฉันว่าใช่  หน้าอย่างเป๊ะ’

        ‘เออใช่ไง  แล้วคนนั้นที่เดินข้างๆใช่ที่บอกว่าน้องชายบุญธรรมหรือเปล่าวะ หน้าคุ้นๆเหมือนในข่าว’

        ‘ใช่ๆ’

        ‘ต๊าย น่ารักจัง’

        ‘น่ารักแต่แย่งแฟนคนอื่นก็ไม่ดีป่ะแก  คนเขามีลูกมีเมียแล้วนะ  ที่เดือนไม่ออกไปสัมภาษณ์ฉันว่าเพราะเด็กนี่แหละ น้องชายอะไรข้ออ้างป่ะ ลับหลังคงได้กันเป็นสิบท่าละ’

       “อะแฮ่ม” อารัณย์กระแอมเสียงดังจนหญิงสาวกลุ่มนั้นสะดุ้ง ชายหนุ่มผมยาวยิ้มน้อยๆ แต่ยิ้มแค่ที่ปาก ไม่ได้ลามไปถึงดวงตา 

       “ร้านมันเงียบนะครับ จะพูดอะไรเกรงใจหน่อยก็ดี”  ช่างภาพหนุ่มพูดกับหญิงสาวกลุ่มนั้นที่มองหน้ากันเลิกลั่ก ก่อนจะรีบคว้ากระเป๋าเงินมาจ่ายค่าอาหารแล้วเดินออกจากร้านไป  รันที่มองตามหลังคนกลุ่มนั้นพ่นลมหายใจออกมา ส่ายหัวน้อยๆ “คนสมัยนี้ไม่มีความเกรงใจกันเลยจริงๆ คิดจะซุบซิบก็ทำต่อหน้าเลยแบบนี้เรอะ”

      พวกเขาเลือกที่นั่งชิดผนังที่แขวนกรอบรูปเอาไว้มากมาย  เดือนยกหน้าที่สั่งอาหารให้อารัณย์กับฝนจัดการ เขาเลื่อนมือมากุมมือน้องชายต่างสายเลือด พลางถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย “ดินไม่เป็นไรใช่ไหม”

      “ไม่เป็นไรครับ” ดินยิ้ม “คนที่จะเป็นน่ะพี่ต่างหาก  ทำหน้าเครียดมาตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้วนะ เลิกขมวดคิ้วสักที” ว่าพลางยื่นนิ้วไปจิ้มที่หว่างคิ้วอีกคนให้คลายออก  เดือนดึงมือดินลงมาแนบแก้มของตน ถอนใจออกมาด้วยสีหน้าอ่อนล้า  พอเห็นดังนั้นคนผมดำก็ดึงแก้วเดือนจนยืด  แสร้งเอ่ยเสียงเข้ม

        “ซอมบี้หน้าเครียดตัวนี้มากจากไหน  คืนพี่เดือนมาเดี๋ยวนี้เลยนะ พี่เดือนที่ไร้สาระ ไม่มีสติ ปัญญาอ่อน เล่นมุขแป้กตลอดแต่ก็มองโลกในแง่ดีโคตรๆนั่นอ่ะ คายออกมาให้ดินเดี๋ยวนี้เลลยนะครับ” ไม่ว่าเปล่า พูดไปหนีบแก้มเขาจนยืดแล้วส่ายไปมาอีกต่างหาก เดือนที่เจ็บจนน้ำตาเล็ดต้องรีบดึงมือคนรักออก  “โอ๊ย เจ็บๆ ยอมแล้วครับยอมแล้ว โอย เมียใจร้ายเป็นบ้า”

        “ใครเป็นเมีย พูดให้ดีๆนะครับ”

        “อยู่บนเตียง ใครอยู่ล่างคนนั้นก็เมียนั่นแหละ”

        “เอ่อ กูไม่ได้ตั้งใจจะขัดนะ แต่กูจะบอกว่าอาหารมาแล้ว” อารัณย์คิ้วกระตุก ใช้ส้นเท้าขยี้ตีนเพื่อนรักด้วยความรักจากใจ  ให้ตายเหอะ เมื่อไหร่แม่งจะเลิกทำเหมือนโลกนี้มีตัวเองแค่สองคนวะ! กูกับฝนนั่งหัวโด่อยู่นี่ ไม่สังเกตกูก็สังเกตหัวสีนมเย็นของไอ้ฝนมันหน่อย

        ดูเหมือนว่าคำพูดของดินจะช่วยกระตุ้นให้เดือนฟื้นคืนชีพได้ดีพอสมควร เพราะในที่สุดนายรวีกานต์คนเดิมก็กลับมาพร้อมกับความปั่นป่วนระหว่างการทานอาหาร

       “น้องดินแกะปลาให้พี่หน่อย”

       “มีมือไหมครับ พิการเหรอ?”

       “อยากให้เมียแกะให้”

        เดือนตอบกลับยิ้มๆ ประโยคสั้นๆแต่ทำให้ดินหน้าแดงก่ำ ตวัดตามองคนพูดแบบดุๆ แต่ก็ยังแกะเนื้อปลาชิ้นโตโยนใส่จานให้  เดือนหัวเราะในลำคอ แกล้งส่งจูบไปให้แต่ก็โดนคนผมดำเบี่ยงตัวหลบ  อารัณย์ส่ายหน้ากับคู่รักปัญญาอ่อน  ไอ้ปัญญาอ่อนนี่ไอ้เดือนคนเดียวนะ  น้องดินนี่ถือว่าเคราะห์กรรมมันนำพาแล้วกัน

       หนุ่มผมยาวตักกุ้งตัวโตในจานกับข้าวไปวางลงบนจานข้าวคนผมชมพูก่อนจะได้รับของตอบแทนเป็นเนื้อหมูอีกสามชิ้น
แล้วทั้งคู่ก็นั่งกินข้าวกันไปเงียบๆพลางฟังเสียงโวยวายจากคู่รักข้างๆไปด้วยจนกระทั่งจบมื้ออาหาร

       พอตกเย็น คุณนายกิ่งแก้วก็พาพ่อกับแม่เขากลับบ้าน ไม่นานกฤตกับผึ้งและเด็กแฝดก็ตามมา  เดือนจึงเล่าเรื่องการให้สัมภาษณ์พรุ่งนี้ให้ฟัง แน่นอนว่าพี่ชายของเขาต้องออกความเห็นอย่างดุเดือดก่อนปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า “ที่ทำงานกูเขาก็พูดกันให้แซ่ดว่ามึงเป็นพ่อเด็ก  แต่พอดีกูเป็นหัวหน้าแผนกไง  ใครพูดมากขู่ตัดเงินเดือนแม่งให้หมด”

       เดือนหัวเราะขำ กำลังใจจากคนรัก เพื่อน และครอบครัวเริ่มทำให้เขาเหมือนคนตกน้ำแล้วมีขอนไม้มาให้เกาะลอยคอ ต่างจากตอนแรกที่เขารู้เรื่องนี้ ความรู้สึกมันเหมือนคนจมน้ำไม่ผิด ทั้งอึดอัดทั้งโกรธแต่ก็ทำอะไรไม่ได้  จะบอกให้ไปเอาเด็กออกก็ดูเลวเกินไป  เขาไม่สามารถฆ่าเด็กที่บริสุทธิ์และไม่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเองได้ ดังนั้นเดือนจึงเลือกที่จะหนีไปเงียบๆ แต่ตอนนี้มันหมดเวลาหนีสำหรับเขาแล้ว ถึงเวลาที่ต้องพิสูจน์ตัวเองเสียที

        นายแบบหนุ่มล้มตัวลงบนเตียง นอนรอคนรักอาบน้ำ ระหว่างนั้นเขาก็คว้าหนังสือขึ้นมาอ่านต่อ เดี๋ยวนี้เดือนไม่ค่อยชอบเล่นโทรศัพท์แล้ว  เขารู้สึกว่าหลังจากมีรูปหลุดเขาแล้วก็มีแต่กระทู้แย่ๆเกี่ยวกับตัวเขาเกลื่อนเต็มไปหมด ชายหนุ่มก็ไม่อยากจะแตะโทรศัพท์เท่าไหร่

        เสียงแจ้งเตือนไลน์ดังถี่จนเดือนทนไม่ไหว เขาเปิดให้ไลน์ที่แจ้งเตือนมีแค่ของฝนกับอารัณย์  นอกนั้นชายหนุ่มก็ปิดการแจ้งเตือนไว้  แม้แต่น้องปราณที่ทักมาตั้งแต่ตอนเห็นรูปหลุดเขากับดิน เดือนก็ยังไม่ได้เข้าไปตอบ
คนที่ส่งไลน์มาหาคือฝน เดือนกดเข้าไปดูก็พบว่าเป็นรูปภาพที่ถูกแคปมาจากอินสตาแกรมของญี่ปุ่น

        หญิงสาวคนนั้นโพสรูปรอยสักพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวเล็กๆที่บริเวณข้อมือตัวเอง   เดือนจำได้ว่าญี่ปุ่นแอบไปสักมาแล้วเอามาอวดเขา ตอนนั้นเขาบ่นหญิงสาวไปนิดหน่อยที่ไปทำให้ผิวขาวๆของตัวเองมีรอยเสียได้ 

         เดือนเลื่อนมาอ่านข้อความใต้ภาพ พลันรู้สึกเหมือนถูกตบจนหน้าชา  ความตกใจลามไปทั่วร่างกาย เมื่อเห็นข้อความที่ญี่ปุ่นโพสท์

         ‘กลับมาหาบ้างนะ ญี่ปุ่นกับลูกคิดถึงคุณ’

         มันจะสื่อถึงใครถ้าไม่ใช่เขา!  รอยสักรูปพระจันทร์ที่เหมือนกับชื่อของเขา...

         ฝนยังคงส่งรูปมาให้อย่างต่อเนื่อง เป็นรูปคอมเม้นท์ที่มาโพสท์ไว้ใต้ภาพนั้น

         Sss – นี่โพสท์ถึงพ่อเด็กใช่ไหมคะเนี่ย เริ่มรู้แล้วว่าใคร  ใช่อย่างที่คิดจริงๆด้วย

         Jinjj – ใช่คนที่เราก็รู้ว่าใคร ป่านนี้ยังไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบอะไรเลย เพลียใจจริงๆ

         Kalashalala – สู้ๆนะคะ คุณญี่ปุ่น  ต้องเข้มแข็งเพื่อลูกนะคะ  ผู้ชายแย่ๆก็ขอให้กรรมมันตามทัน

         Mimi – คุณแม่มือใหม่สู้ๆ ตั้งชื่อลูกไว้หรือยังเอ่ย

         Japankawaii – @Kalashalala ตั้งแล้วค่ะ  ตั้งว่าน้องอาทิตย์ จะได้คล้องกับชื่อพ่อ ;)

          “เวรเอ๊ย!” ชายหนุ่มเขวี้ยงโทรศัพท์ลงบนเตียง โกรธจนตัวสั่น  คำด่ามากมายที่ผู้คนพิมพ์ลงไปทั้งที่ไม่รู้ความจริงอะไรสักนิดทำให้เขาโกรธ  เดือนทิ้งตัวลงบนเตียง พยายามข่มความรู้สึกท้อแท้เอาไว้  เขายังคงหลับตาแม้จะรู้สึกได้ถึงเตียงอีกฝั่งที่ยวบลงไป
   
           “พี่เดือน” ดินกระซิบเรียกคนรักแผ่วเบา ด้วยกลัวว่าหากอีกฝ่ายหลับไปแล้วจะเป็นการไปรบกวน  มือเรียวลูบผมของชายหนุ่มเบาๆก่อนริมฝีปากอุ่นจะแตะลงที่แก้มของเดือน ดินรู้ว่าเดือนเหนื่อยกับเรื่องทั้งหมดที่โถมเข้ามาราวกับพายุ มันคงเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับโลกทั้งโลกหันหลังให้เรา  ก่นด่าเรา ทั้งที่ความจริงแล้วเราไม่ใช่คนผิด
   
           “แต่ต่อให้คนทั้งโลกทิ้งพี่ ดินก็จะไม่ทิ้งพี่” เขากระซิบ นั่นคือคำสัญญาที่ดินบอกกับตัวเองในวันที่เขาค้นพบว่าตนตกหลุมรักคนตรงหน้าจนหมดใจ  คุณไม่ปล่อยมือจากผม ผมก็จะไม่มีหันหลังให้คุณ ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกก็ตาม
   
          เพราะในตอนนี้นอกจากครอบครัวแล้ว คนที่ดินสามารถให้ความรักได้ ก็คือเดือนเท่านั้น
   
          หมับ
   
          ชายหนุ่มผมดำตกใจจนร้องอุทานออกมาเมื่อจู่ๆคนที่เขาคิดว่าหลับไปแล้วก็ลืมตาขึ้นมา ตวัดแขนรั้งตัวเขาไปกอดแน่น
   
           “พี่เดือน ดินหายใจไม่ออกนะ”  ดินประท้วง ทุบไหล่คนตัวโต ตัวก็ใหญ่อย่างงกับหมี  กอดทีเขานึกว่ากระดูกจะหักซะแล้ว  แต่เดือนกลับไปยอมคลายอ้อมกอด ชายหนุ่มซบศีรษะลงกับไหล่เล็กบอบบาง เมื่อเห็นท่าทีนั้นร่างเล็กก็หยุดทุบไหล่ แล้วเปลี่ยนเป็นวาดแขนกอดตอบชายหนุ่ม
   
        “เป็นอะไรครับ”
   
        “พี่ขอโทษนะดิน”
   
         “ไม่เป็นไรครับ” ดินตอบรับ เขาพอจะรู้ว่าเดือนขอโทษเรื่องอะไร  ขอโทษที่ทำให้ทุกอย่างมันยุ่งยาก...ทำให้ตัวเขาต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ
   
         “ดินรักพี่นะ”
   
           ไม่มีคำตอบกลับมา มีเพียงริมฝีปากแตะอย่างแผ่วเบาที่ขมับและพวงแก้มของเขา ก่อนที่เดือนจะกลับไปซบไหล่เขาต่อ  ดินเองก็ไม่ได้พูดปลอบใจ เขาทำเพียงแค่ซุกกายไปในอ้อมกอดของเดือน ปล่อยให้ความเงียบส่งผ่านความในใจระหว่างกัน...
   
            ในขณะนั้นไหล่บอบบางของเขาก็กำลังทำหน้าที่รองรับน้ำตาของคนรัก...ดินลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีอ่อนเบาๆ ระหว่างที่แบ่งเบาความทุกข์ของเดือนมาสู่บ่าทั้งสองของตน

***************************************************

สวัสดีค่าาาาา กลับมาอัพให้แล้วค่ะ  ตอนนี้เป็นยังไงบ้างคะ? #ไวไวครึ่งชามก็พอ
ตอนที่เขียนเรากลัวว่ามันจะไม่ค่อยพีค กังวลมากๆกับฉากพวกนี้
เพราะเวลาเขียนดราม่าเราจะเขียนเน้นไปที่การทำลายความรู้สึกตัวละคร
แล้วมันอาจจะออกมาไม่ค่อยโอเคหรือมันอาจจะไม่ได้เล่นใหญ่อะไร
ถ้าอ่านแล้วขัดๆหรือรู้สึกว่าควรจะปรับแก้ตรงไหนบอกได้เลยนะคะ  :hao5: :hao5:

เขียนตอนนี้ก็สงสารพี่เดือนนะ นางร้องไห้อ่ะ! โฮววว :ling3:
แต่สิ่งที่เราเขียนลงไปเราว่ามันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมนะ
บางข่าวคนรับก็ถูกการเขียนข่าวที่ตัดทอนข้อมูลหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลหลอก
บางคนไม่ได้อ่านเนื้อหามากก็ง้างมาแต่ไกลเตรียมสาดเปลือกไข่และเปลือกมังคุดแล้ว
รู้สึกเหมือนฝูงซอมบี้รุมกินโต๊ะเหยื่อเลยบางที คือโหดมาก(-_- ;;;)
เพราะงั้นสิ่งที่เราเห็นอาจไม่ใช่ทั้งหมดหรือความจริงที่แท้ก็ได้เนอะ  เพราะงั้นเราก็มาเอาช่วยพี่เดือนกันต่อเถอะค่ะ!

ปล. #ทีมถีบญี่ปุ่น  ต้องได้กำลังรบมาเพิ่มอีกเยอะแน่ๆ ตอนนี้นางเล่นใหญ่พอดู 5555
ตอนต่อไปอาจจะเอามาลงให้พรุ่งนี้ค่ะ ถ้าไม่มีเหตุให้ต้องออกท่องเที่ยวจากบ้านซะก่อนนะคะ
เอาเป็นว่าพบกันตอนหน้า ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจค่ะ จุ๊บ #จบเถอะทอล์คยาวมาก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
นังญป

ตกลงใครพ่อจริงๆ โอ้ยยยย ฝนบอกหน่อยเถอะะะะ

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1575
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
โอ้ยย เดือนใจเเข็งไว้นะ
อย่าร้อน ตัวเองไม่ผิด อย่าไปยอมรับ

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
เอาใจช่วยพี่เดือนเต็มที่เลยค่ะ มีน้องดินเป็นกำลังใจที่ดีด้วย ^^

ออฟไลน์ kung

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-2
อยากได้เดือนขนาดนั้นเลยรึยัยผีญี่ปุ่น  :z6: อ้าวลืมไปว่าคนท้อง :z2: พึ่เดือนสู้ๆนะ มีน้องดินเป็นกำลังใจแรงขนาดนี้เด๋วมันก็ผ่านไปได้ :call:

ออฟไลน์ phrase

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
พี่เดือนเคยปลอบน้องดินไปแล้ว คราวนี้น้องดินเป็นคนปลอบพี่เดือนบ้าง คู่นี้เค้าน่ารักอ่ะ ผลัดกันดูแลใจกัน

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆจังค่ะ ตอนนี้มั่นใจว่าพ่อที่แท้จริงของลูกญี่ปุ่นต้องไม่ออกมาแสดงตัวแน่ (จะรู้หรือเปล่าก็ไม่รู้ว่าตัวเองไข่ทิ้งไว้) คงต้องรอให้คลอดลูกแล้วตรวจดีเอ็นเอสินะ ไม่เป็นไรนะพี่เดือนอีกไม่นานก็คงคลอดแล้ว อย่าไปสนใจสายตาคนอื่นสิ ที่ควรสนใจน่ะคือคนในครอบครัวและคนที่หวังดี (ซึ่งทุกคนก็เข้าใจพี่เดือนนะ)

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2471
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13912
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ไล่อ่านหลายตอนอย่างยาวเลย แอบกลัวอยู่ตลอดว่าดราม่าฝั่งเดือนคืออะไร มาเจออย่างนึ้แล้วอยากกระทืบคนท้องจริงๆ ทีองใกล้คลอดแล้วสามารถตรวจเลือดได้ไม่ใช่หรือ เอาใบมายืนยันอีกแรงเลย

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๒๔
จนมุม



         เดือนมีนัดสัมภาษณ์กับนักข่าวตอนบ่ายโมง  ชายหนุ่มถูกดินคะยั้นคะยอให้กินอาหารแต่ความกังวลก็ถมทับจนเขากินอะไรไม่ลง สุดท้ายดินก็ยอมแพ้  ก่อนออกจากบ้านเดือนก็เข้ามาย้ำกับเขาว่าไม่ต้องไปเปิดอ่านข้อความอะไรในเฟซบุ๊คทั้งนั้น ปิดโทรศัพท์ไปเลยยิ่งดี   ซึ่งดินก็รับปากว่าจะยอมทำตาม เดือนถึงออกจากบ้านไปอย่างวางใจ
   
         เดือนเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมาก็หลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนเป็นกังวลเท่าครั้งนี้ อารัณย์ที่รับหน้าที่เป็นสารถีให้ตบบ่าชายหนุ่มอย่างให้กำลังใจ  ดวงตาคมจ้องมองตัวเลขนับถอยหลังของไฟแดงพลางพูด 
   
          “มึงไม่ต้องห่วงนะ อย่างที่บอสบอกนั่นแหละ ไม่มีอะไรลบล้างความจริงได้”
   
         “แต่มันก็ไม่แน่หรอกนะมึง  บางทีแค่กระแสของสื่อกับความเชื่อของคน ก็เปลี่ยนดำให้เป็นขาวได้แล้ว”
   
          เดือนพูดลอยๆ เขานอนคิดเรื่องบทสัมภาษณ์มาทั้งคืน...กลัวไปต่างๆนาๆ   ถ้าหากสุดท้ายเขาต้องกลับไปรับผิดชอบทั้งญี่ปุ่นและลูก แล้วดินล่ะ? น้องจะถูกมองด้วยสายตามุ่งร้าย ต้องเจอคำด่ากระทบเทียบในฐานะคนที่เป็น ‘ชู้’ ขนาดไหน
   
           อีกอย่างถ้าเขาไป  ดินต้องร้องไห้แน่ๆ คนตัวเล็กของเขาจะต้องพังลงไปอีกครั้งอย่างนั้นหรือ
   
            โธ่เว้ย! ทำไมเรื่องบ้าๆพวกนี้ต้องเกิดขึ้นกับเขาด้วยวะ!
   
          ในที่สุดรถยนต์ก็มาจอดที่หน้าบริษัท  เดือนกำลังจะเปิดประตูลงแต่กลับถูกรั้งเอาไว้ก่อน  “เดี๋ยว ไอ้เดือน” อารัณย์เรียกเขา  เดือนจึงหันกลับไปมอง “อย่างที่บอสบอก  พูดแต่ความจริง โกหกไปมันมีแต่จะทำร้ายตัวเอง เข้าใจไหม”
   
           “อืม...กูเข้าใจ”
   
           “สู้ๆเว้ย นึกอะไรไม่ออกก็นึกหน้าเมียมึงไว้”
   
            “อย่าหยาบคาย”
   
             อารัณย์ลอยหน้าลอยตา ตบหัวเพื่อนไปแรงๆหนึ่งที “แหม ทีตัวเองล่ะเรียกได้ ทีกูเรียกมาว่าหยาบคาย”
   
             “เอ้า ก็คนของกู กูเรียกได้คนเดียว”

             ช่างภาพหนุ่มเบะปาก  ตบหัวเพื่อรอีกหนึ่งทีก่อนจะไล่มันลงจากรถแล้ววนไปหาที่จอดรถ
   
            เดือนสูดลมหายใจลึกๆเรียกความกล้าก่อนก้าวเข้าไปในบริษัท ทันทีที่ก้าวเข้าไป  สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่เขาพร้อมกับเสียงซุบซิบ  เดือนแสร้งทำเมิน ชายหนุ่มรีบตรงไปกดลิฟท์แล้วรีบเข้าไป  พอประตูลิฟท์ปิด กล่องเหล็กก็พาเขาเคลื่อนที่ไปยังชั้นเป้าหมาย ร่างสูงถอนหายใจออกมา  สายตาพวกนั้นเต็มไปด้วยการตำหนิและความไม่พอใจ ประหนึ่งเขาเอาส้นเท้าไปขยี้หัวแม่เท้าคนแถวนั้นเข้าอย่างนั้นแหละ
   
            อึดอัดเป็นบ้า
   
           ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในห้องทำงานของหัวหน้า  สรัลที่รออยู่แล้วพยักหน้าให้เขา บอกให้นั่งรอที่โซฟาสักครู่  ก่อนที่กุ๊กจะเอาสคริปต์คำถามที่น่าจะถูกถามมาให้เขาดู  ดวงตาคมมองสคริปต์ไปเหลือบมองนาฬิกาไป ยิ่งใกล้เวลาสัมภาษณ์เขาก็ยิ่งประสาทเสีย
   
           ในที่สุดก็ถึงเวลาที่นัดหมาย  เดือนเดินออกไปพร้อมกุ๊กและสรัล  สถานที่ที่เตรียมไว้มีนักข่าวมารออยู่ก่อนแล้ว  แสงแฟลชวูบวาบและไมโครโฟนที่จ่อจนแทบจะทิ่มตาเป็นสิ่งที่เดือนคุ้นชินมาตลอด แต่วันนี้เขากลับรู้สึกเหมือนย้อนไปวันแรกที่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ
   
           “ใจเย็นๆ” กุ๊กกระซิบบอกเขา  หญิงสาวส่งกำลังใจมาให้ผ่านรอยยิ้ม “เมื่อกี้น้องดินไลน์มาหาพี่  บอกว่าให้พี่เดือนใจเย็นๆแล้วก็สู้ๆ”
   
           พอได้ฟังประโยคนี้เดือนก็ยิ้มออกมา  ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งข้างๆประธานบริษัท  หลังจากนั้นการสัมภาษณ์อันดุเดือดก็เริ่มต้นขึ้น  ในตอนแรกสรัลจะเป็นคนตอบคำถามให้  จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นกุ๊ก ผู้จัดการสาว  จากนั้นเมื่อคำถามวกมาถึงเรื่องที่ญี่ปุ่นโพสท์รอยสักลงอินสตาแกรมเมื่อคืน เดือนจึงได้ตอบคำถาม
   
           “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาต้องการอะไร แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือผมไม่ใช่พ่อของเด็ก  ตลอดเวลาที่เกิดเรื่อง ผมไม่สามารถเรียกร้องสิทธิอะไรได้เลย  ทุกอย่างยังไม่มีความชัดเจน  ทุกคนโยงเรื่องเข้าหาผมเพราะผมคือแฟนเก่าคนล่าสุดของเธอ  แต่ผมอยากจะบอกว่าพวกเราจบกันก่อนเรื่องนี้ไปตั้งนานแล้ว และผมก็ไม่ได้แตะต้องเธออีกเลย”
   
           “คุณจะบอกว่า ไม่มีแม้แต่การพบหน้ากันอย่างนั้นเหรอคะ แต่มีคนบอกว่าเห็นพวกคุณที่ผับ แล้วก็เห็นคุณกลับออกไปกับคุณญี่ปุ่นด้วย”
   
          “ใช่ครับ ไม่ได้มีแค่ผมแต่มีกลุ่มเพื่อนของญี่ปุ่นด้วย วันนั้นเพื่อนเธอฝากให้ผมไปส่งเธอที่คอนโดครับ”
   
          “คุณก็แค่ไปส่งเหรอครับ”
   
          “ใช่ครับ” เดือนตอบ ขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจคำถามนี้ขึ้นมา พูดเหมือนกับว่าพอขึ้นห้องหญิงสาวแล้วเขาจะต้องจับเธอปล้ำอย่างนั้นแหละ
   
            “แล้วถ้าอย่างนั้นคุณคิดว่าใครคือพ่อเด็กคะ”
   
            “เรื่องนี้ผมไม่ทราบครับ  แต่ถ้าอยากให้อะไรชัดเจนผมก็อยากให้มีการตรวจดีเอ็นเอครับ หากผมเป็นพ่อเด็กจริงผมก็จะยอมรับผิดชอบ แต่ในเมื่อผมไม่ใช่ ผมก็คงจะไม่ทนอยู่เฉยๆแน่ครับ  หลายคนอาจจะด่าผมนะว่าเป็นผู้ชายแล้วออกมาว่าผู้หญิงเสียๆหายๆ แต่ขอโทษนะครับ คนเสียหายก็ผมเหมือนกัน แต่จะพูดอะไรมากก็ไม่ได้ มีเรื่องแบบนี้มา คนผิด คนโดนด่า มันก็ผู้ชายซะส่วนใหญ่ พูดไปก็หาว่าแก้ตัว ดังนั้นผมอยากให้ทางฝ่ายหญิงเขายอมให้ตรวจดีเอ็นเอหลังลูกเกิดครับ  พิสูจน์กันไปเลย ผมพร้อมเสมอ ผมอยากให้ทุกอย่างมันได้รับการพิสูจน์อย่าง ‘ถูกต้อง’ แล้ว ‘ใสสะอาด’ ไม่ใช่กลายเป็นว่าทุกคนคิดว่าผมผิดเพราะฟังความข้างเดียวและไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกผม” เดือนพูด พยายามระงับอารมณ์ไม่ให้ปะทุขึ้นมา “ถ้าหากเด็กคลอดออกมาแล้ว และญี่ปุ่นยังคงยืนยันว่าผมเป็นพ่อเด็ก ผมก็คงต้องขอตรวจดีเอ็นเอครับ”
   
            หลังจบประโยคนั้นบรรดานักข่าวก็ระดมยิงคำถามกันเซ็งแซ่ แต่กุ๊กแตะหลังเดือนเป็นเชิงให้ลุกขึ้น  ชายหนุ่มก้มหัวให้บรรดานักข่าวแล้วเดินตามท่านประธานของตนออกไป เป็นอันจบการสัมภาษณ์  ทันทีที่พ้นจากบรรดานักข่าวเดือนก็พรูลมหายใจออกมา  ชายหนุ่มหันไปยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนที่คอยช่วยเหลือเขา
   
            “ไม่เป็นไรหรอก นายเองก็กลับไปพักผ่อนเถอะ ถ้ามีอะไรเดี๋ยวจะให้กุ๊กโทรเรียกแล้วกัน” คุณสรัลหันมาบอก เดือนจึงพยักหน้าตกลง  ชายหนุ่มลงลิฟท์แล้วออกไปอีกประตูหนึ่งไปโผล่ทางด้านหลังของบริษัท จากนั้นก็โทรหาอารัณย์เพื่อให้มารับเขากลับบ้าน
   
             ทันทีที่มาถึงบ้านคนที่ออกมารับเขาก่อนใครคือแม่มะลิ เดือนกอดร่างบอบบางของแม่แน่น หญิงสาวลูบหลังลูบไหล่เขาพลางเอ่ย “เก่งมากลูก พยายามได้ดีมากนะ”
   
            “ขอบคุณครับ”
   
            คุณอัลเฟรดส่งยิ้มให้ลูกชาย ตบไหล่เบาๆก่อนจะเดินนำเข้าไปในครัว ดินที่นั่งซุกกายอยู่บนโซฟาหันขวับมามองเขาทันที เดือนยิ้มกว้างให้คนรัก เดินเข้าไปหาพลางกางแขนออกกว้างให้คนตัวเล็กเดินเข้ามากอด  เดือนกระชับอ้อมกอด กระซิบถาม “ดูอยู่หรือเปล่า”
   
            “ดูครับ...พี่เดือน จากนี้มันจะมีปัญหาตามมาอีกหรือเปล่า”
   
            “ก็คงมี แต่ไม่เป็นไรหรอก  ยังไงความจริงมันก็ต้องเปิดเผยเข้าสักวัน น้องไม่ต้องห่วงหรอก”
   
            เขาทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ไปแล้ว ที่เหลือก็แค่รอการพิสูจน์เท่านั้น

   
            Japan    Malika

            ‘ไม่อยากยอมรับก็บอกมาตรงๆ ทำไมต้องพูดเหมือนว่าเราไปมั่วกับหลายคนด้วย ทั้งที่เราก็มีแค่เขาคนเดียว’
   
           6,759 คน ถูกใจสิ่งนี้                  258 ความคิดเห็น  1,444 แชร์
   

            เดือนมองข้อความที่ถูกโพสท์ลงเฟซบุ๊คเมื่อประมาณสองชั่วโมงที่แล้วด้วยดวงตานิ่งสนิท  มันเป็นโพสท์ของญี่ปุ่นที่ถูกแชร์มาที่หน้าไทม์ไลน์ของเดือนพร้อมกับประโยคที่ว่า 
   
           ‘กล้าทำก็ต้องกล้ารับนะครับ’
   
           เขาไม่รู้หรอกว่าคนที่ทำจะสื่ออะไร ชายหนุ่มกดเข้าไปดูคอมเม้นท์ต่างๆ มีทั้งเห็นด้วยกับเขาเรื่องตรวจดีเอ็นเอและด่าเขาเสียยับเยินชนิดแช่งให้ตายเพราะรกโลกก็มี  ชายหนุ่มไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงได้ถูกเกลียดนักหนา ทั้งที่ไม่ใช่คนผิดเลยแม้แต่น้อย หลายคอมเม้นท์ให้กำลังญี่ปุ่นและบอกว่าเขาไม่ใช่ลูกผู้ชายพอ   หนึ่งในนั้นมีคอมเม้นท์ที่บอกว่าคนแบบเขาไม่สมควรจะเอามาเป็นสามี เพราะสงสารเด็กที่จะมาเป็นลูก
   
            ‘ลองผู้ชายมันพูดแบบนี้แปลว่ายังไงมันก็ไม่เอาแล้วค่ะ  ช่างเถอะค่ะน้องญี่ปุ่น  น้องเก่งแล้วก็น่ารักมากอยู่แล้ว ยังไงก็ดูแลลูกให้ดีได้แน่  อย่าไปสนใจผู้ชายแบบนั้น มีพ่อแย่ๆอย่ามีเลยดีกว่าค่ะ’
   
            ‘ตรวจเลยค่ะ  ตอกกลับให้หน้าหงาย พิสูจน์เลยว่าเราบริสุทธิ์’
   
           เหอะ ไอ้รวีกานต์อยากจะหัวเราะให้ฟันหลุดหมดปาก 
   
          แค่เรียกร้องสิทธิแล้วก็ความชอบธรรมของตัวเองนี่กลายเป็นว่าเขาสันดานแย่เกินไปซะอย่างนั้น?
   
          ชายหนุ่มโยนโทรศัพท์ทิ้ง ตั้งใจจะเดินลงไปข้างล่าง ช่วยแม่แก้วรดน้ำต้นไม้  อย่างน้อยหาอะไรทำจะได้ไม่ต้องฟุ้งซ่าน  เหลืออีกประมาณสองสัปดาห์ญี่ปุ่นก็จะถึงกำหนดคลอดแล้ว พอถึงเวลานั้นก็จะสามารถตรวจดีเอ็นเอได้
   
           เดือนเดินออกนอกบ้าน ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนบันไดทางขึ้นบ้าน ดวงตาคมทอดมองอย่างอ่อนโยนไปที่เด็กน้อยซึ่งกำลังวิ่งเล่นกันอยู่ด้านล่าง  ดินที่ยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ไม่ไกลเองก็คอยดูแล  ชายหนุ่มผมดำหัวเราะจนตาหยีเมื่อเห็นเด็กน้อยทำท่าทางตลกๆ    
   
           ร่างสูงอมยิ้มมองคนร่างเล็กหยอกล้อเล่นกับเด็กน้อย ดินดูท่าทางมีความสุขจนชายหนุ่มอดยิ้มตามไม่ได้  ถ้าหากว่า...ถ้าพ้นเรื่องแย่ๆทั้งหมดนี่ไปได้เมื่อไหร่ บางทีเขาอาจจะรับเด็กมาเลี้ยงสักคน  ดินเองก็ดูจะชอบเด็กมาก  พี่ผึ้งยังเคยเปรยๆกับเขาเลยว่าถ้าดินเป็นผู้หญิงคงเป็นคุณแม่ที่ดีมากแน่ๆ
   
           แต่ไม่ต้องเป็นผู้หญิงก็เป็นแม่ที่ดีได้เหมือนกันล่ะน่า
   
        เดือนโบกมือให้ดาวก่อนจะเดินลงบันไดไปตามคำเรียกของหลานๆ เจ้าหนูทั้งสองโถมตัวเข้าใส่เขา หอมแก้มซ้ายขวาแบบที่ชอบทำ ก่อนหนูดาวจะตะกายมาปีนหลัง  ส่วนตะวันก็วิ่งไปมาอยู่รอบๆ ดินปิดน้ำ ม้วนสายยางเก็บให้เข้าที่แล้วเดินมาอุ้มหนูดาวให้ลงยืน 
   
           “เอ้าเด็กๆ ไปล้างมือกันก่อนนะ เดี๋ยวเข้าบ้านแล้วพี่จะเตรียมขนมมาให้”
   
           “คร้าบ / ค่า”
   
            เสียงใสร้องประสานกันก่อนเด็กทั้งคู่จะวิ่งขึ้นบ้าน เดือนเลยได้โอกาสกระแซะแฟนตัวเอง “แล้วมีขนมเตรียมไว้ให้พี่ไหม”
   
           “เป็นเด็กโค่งเหรอครับพี่ โตแล้วก็หากินเองสิครับ”
   
           “ใจร้ายว่ะน้อง ใจดีแต่กับเด็ก ทีกับแฟนนี่ใจร้ายเป็นบ้า”
   
            ดินหรี่ตาลง  อมยิ้มมองอีกคนที่ทำท่าแง่งอนได้...น่ากระทืบให้ตาย
   
            นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนไม่ถูกกันนี่ด่ายับไปแล้ว
   
            “ครับ งั้นคืนนี้ก็ไม่ต้องมากอด ไม่ต้องมาหอม ไม่ต้องมาจูบคนใจร้ายนะครับ” ดินพูดลอยๆ ทำท่าจะเดินขึ้นบ้านแต่ก็ถูกคนตัวโตโถมตัวกอดเอาไว้ก่อน  เดือนแกล้งเอาแก้มสากของตัวเองไปถูกับแก้มนิ่มของคนตัวเล็ก ดินที่ทั้งจั๊กจื้ทั้งเจ็บบิดตัวไปมาพลางหัวเราะคิกคัก เมื่อหลุดจากอ้อมแขนแข็งแรงได้แล้วชายหนุ่มก็ถูแก้มตัวเองที่ขึ้นรอยแดงก่อนจะชี้หน้าเดือนอย่างคาดโทษ แต่ลูกแมวก็คือลูกแมว จะไปสู้หมีควายตัวเขื่องได้ยังไง ร่างโปร่งเลยได้แต่หันไปคว้าสายยางมาข่มขู่ แต่เดือนก็ไม่ยอมแพ้ เป็นเหตุให้พวกเขาวิ่งไล่กันไปมาอยู่ที่ใต้ถุนบ้านแคบๆนั่น
   
             กิริยาหยอกล้อกันของคนทั้งคู่ตกอยู่ภายใต้การเฝ้ามองของชายคนหนึ่ง  ร่างที่นั่งอยู่ในรถซึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับบ้านคุณนายกิ่งแก้วไปเล็กน้อยกระชับกล้องในมือเตรียมพร้อม ทันทีที่ร่างของดินถูกเดือนรวบไปหอมแก้มอีกครั้งเขาก็กระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะกดชัตเตอร์...

   
           
            รถเก๋งสีดำที่เคลื่อนมาจอดหน้าประตูรั้วเหล็กดัดขนาดใหญ่เป็นเหตุให้ชายร่างผอมในชุดรปภ.เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเพราะเขาจำได้ว่านั่นไม่ใช่รถของนายคนใดคนหนึ่งของตนแน่นอน  วันนี้ทั้งคุณนายและคุณหนูก็ไม่อยู่บ้าน เหลือแต่คุณชินกรที่อยู่ ดังนั้นรถคันนี้ต้องเป็นรถของคนนอกอย่างแน่นอน
   
            ชายร่างผอมเดินไปที่รถเป็นเวลาเดียวกับที่กระจกติดฟิมล์เลื่อนลงเผยให้เห็นชายสวมแว่นดำคนหนึ่งที่เขาไม่คุ้นหน้า  “มาหาใครหรือครับคุณ”
   
           “คุณชินกรน่ะ เขาบอกให้ผมมาพบเขาที่บ้านตอนบ่ายสองโมง วันนี้เขาอยู่บ้านไม่ใช่เหรอ”
   
           “อ้อ แขกที่คุณท่านพูดถึง  ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเลยครับ”
   
           ประตูรั้วค่อยๆเลื่อนเปิดทางให้พร้อมกับรถยนต์สีดำเคลื่อนเข้าไปในคฤหาสน์   หลังจากจอดรถเรียบร้อยชายสวมแว่นดำก็ก้าวลงมาจากรถ  ในมือของเขาถือซองเอกสารสีน้ำตาลซองเล็กลงมาด้วย  ชายหนุ่มเดินตามคนรับใช้เข้าไปในห้องนั่งเล่น ดวงตาเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอกกวาดมองเฟอร์นิเจอร์หรูหราอย่างประเมินค่าก่อนจะหันไปที่โซฟาเมื่อได้ยินน้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น
   
            “หึ ไม่ต้องมองของในบ้านฉันด้วยสายตากระหายเงินขนาดนั้นก็ได้  ถ้าแกอยากได้ฉันจะให้แม่บ้านขนไปให้ดีไหม”  น้ำเสียงดูถูกดูแคลนไม่ได้ทำให้ชายสวมแว่นเดือดร้อนแต่ประการใด  กลับกันเขายิ้มรับประหนึ่งมันเป็นคำชม  ร่างผอมสูงในชุดกางเกงยีนส์ขาดๆกับเสื้อยืดสีซีดขัดกับแว่นตากันแดดราคาแพงบนใบหน้านั้นเป็นอย่างยิ่ง เส้นผมยุ่งเหยิงเหมอนเจ้าตัวลืมหวีผมก่อนออกจากบ้าน เมื่อมายืนอยู่ท่ามกลางข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงที่ถูกจัดวางอย่างมีศิลปะรอบตัวก็ทำให้ชายหนุ่มคนนี้ดูซอมซ่อหนักกว่าเดิม
   
            “แล้วของที่สั่งล่ะ”
   
            “ได้ตามที่สั่งครับท่าน”
   
            ชายหนุ่มถอดแว่นกันแดดออก เดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพร้อมกับเลื่อนซองสีน้ำตาลไปให้ชินกร  ซึ่งอีกฝ่ายก็รับมาตรวจสอบแต่โดยดี
   
            ตุบ
   
            ชินกรเทของที่อยู่ในซองทั้งหมดลงบนโต๊ะ มันเป็นรูปภาพของเดือนกับดินในอิริยาบถต่างๆ  มีตั้งแต่การจูงมือ หอมแก้ม กอด และจูบ   ถึงจะเป็นรูปภาพแอบถ่ายแต่ก็เห็นใบหน้าชัดเจน  นอกจากรูปเหล่านี้ในซองยังมีแฟลชไดรฟ์อันเล็กที่เซฟไฟล์ภาพอื่นๆของทั้งคู่เอาไว้อีก
   
           มุมปากของชายวัยกลางคนแสยะยิ้ม  ดวงตาคมฉายแววสะใจ  ชินกรเก็บของทั้งหมดลงซองก่อนจะเลื่อนเงินค่าตอบแทนไปให้กับชายที่นั่งฝั่งตรงข้ามหรือก็คือนักสืบที่เขาจ้างให้มาตามดูเรื่องของเดือนกับดินนั่นเอง
   
            “ผมล่ะสงสารเด็กสองคนนั้นจริงๆ ชีวิตคงป่นปี้แน่ๆหลังจากคุณปล่อยรูปพวกนี้ไป”
   
            “ก็เรื่องของพวกมันสิ ยังไงเรื่องงนี้ญี่ปุ่นจะต้องเป็นฝ่ายถูก  ฉันไม่ยอมให้ลูกสาวฉันท้องไม่มีพ่อหรอกนะ”
   
            “แหม เป็นคุณพ่อที่ดีจังเลยนะครับ  หาพื้นที่ยืนในสังคมให้ลูกตัวเองด้วยการเหยียบหัวและฆ่าคนบริสุทธิ์ให้ตาย”  น้ำเสียงเสียดสีประชดประชันที่ใส่มาเต็มที่ในประโยคทำให้ชายวัยกลางคนโกรธจนตัวสั่น  ชินกรหรี่ตาลง กระซิบเสียงต่ำอย่างข่มขู่ “หุบปากของแกไปไอ้กวิน!”
   
              “เฮ้อ ทราบแล้วครับท่าน” กวินถอนหายใจ   เบื่อหน่ายพวกคนรวยเอาแต่ใจจริงๆ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเงินดีขนาดนี้เขาคงไม่ยอมทนทำงานให้  บอกตรงๆว่าการตามถ่ายรูปคนรักกันมันก็ทำให้เขาเอียนไม่น้อย  แหม คนโสดแบบเขา ให้ไปมองดูคนรักเขาหยอกล้อกันมันก็ต้องมีอิจฉาตาร้อนกันบ้าง
   
             กวินถูกชินกรจ้างให้แอบตามถ่ายรูปเดือนกับดินมาตั้งแต่ที่มีรูปหลุดของเจ้าตัวกับน้องชายในห้าง ตอนแรกชินกรจ้างวานเขาให้ตามสืบเรื่องของดินก่อน  จากนั้นพอเห็นว่าข่มขู่อีกฝ่ายไม่สำเร็จ และการที่ส่งลูกสาวไปร้องห่มร้องไห้เรียกคะแนนสงสารก็ไม่สำเร็จอีกเช่นกัน  ยุทธการใช้พื้นที่ในโลกโซเชียลและสื่อบีบบังคับเดือนกับดินจึงเริ่มขึ้น
   
            เริ่มจากรูปถ่ายของญี่ปุ่นที่เดินออกมาจากโรงพยาบาล นั่นก็เป็นฝีมือเขา ส่วนชินกรก็จ้างคนให้ปล่อยข่าวอีกที  จากนั้นก็การปลุกปั่นกระแสก็ค่อยๆเริ่มลามไปเรื่อยๆ ญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์สื่อตามคำบอกกล่าวของพ่อ ด้วยภาพลักษณ์นางเอกแสนดีทำให้เธอชักจูงคนดูได้โดยง่าย จากนั้นก็ตามด้วยการโพสท์ภาพรอยสักลงอินสตาแกรมตามคำแนะนำของเขา อืม..ตอนนั้นที่บอกไปก็แค่ล้อเล่น ไม่คิดว่าหญิงสาวจะทำจริงๆ  จนเมื่อไม่กี่วันก่อนเดือนก็ออกไปให้สัมภาษณ์ พอมีการพูดถึงเรื่องการตรวจดีเอ็นเอ ทางชินกรและคุณหนูญี่ปุ่นถึงกับนั่งกันไม่ติด เพราะหากผลดีเอ็นเอออกมายังไงก็ชีชัดว่าเดือนไม่ใช่พ่อเด็ก
   
        ทำไมเขาถึงได้รู้น่ะหรือ?
   
        ก็หลักฐานว่าพ่อเด็กเป็นใครมันอยู่ที่เขานี่นา...
   
        “จริงสิ แล้วคลิปที่ฉันสั่งให้แกลบน่ะ ลบไปหรือยัง”
   
         กวินถึงกับสะดุ้งน้อยๆ กระพริบตาปริบ ก่อนปรับสีหน้าเป็นแย้มยิ้มตามเดิม  เหอะ พอนึกถึงปุ๊บก็ทักเรื่องนี้ปั๊บ อ่านใจได้หรือไงวะ
 
          “เรียบร้อยแล้วครับ”  ชายหนุ่มโกหกไปทั้งรอยยิ้ม  คลิปที่ว่าคือคลิปที่ ‘กิ๊ก’ ของญี่ปุ่นเป็นคนถ่ายไว้  ซ่อนกล้องเอาไว้ตรงไหนสักทีระหว่างที่กำลังเริงร่ากันอยู่บนเตียงทั้งคู่ คงคิดจะใช้แบล็กเมล์หญิงสาว  ยิ่งเมื่อญี่ปุ่นรู้ว่าตนท้องและฝ่ายชายซึ่งเป็นดาราหน้าใหม่และกำลังโด่งดังไม่คิดรับผิดชอบเพราะไม่อยากเสียนาทีทองในชีวิตไป ชายหนุ่มก็ยกเรื่องคลิปขึ้นมาอ้างเพื่อให้ญี่ปุ่นที่ขู่ว่าจะแจ้งตำรวจและฟ้องร้องให้หุบปาก  ในตอนแรกญี่ปุ่นทั้งอับอายทั้งโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้จึงโกหกไปว่าท้องกับเดือน ทำให้ชายหนุ่มคนนั้นต้องพักงานและแอบหลบไปอยู่ต่างจังหวัดเงียบๆ ภายหลังที่พ่อหล่อนรู้ความจริง ชินกรไม่ได้บอกให้ญี่ปุ่นออกไปแก้ความผิดที่ก่อไว้แต่อย่างใด กลับกันชายวัยกลางคนคนนี้กลับพยายามเปลี่ยนดำให้เป็นขาวอยู่ ด้วยการจ้างกวินไปลบคลิปจากตัวต้นเหตุให้หมดไป แล้วมาตามถ่ายรูปเดือนกับดิน

          แต่คนอย่างไอ้กวินน่ะหรือจะยอมปล่อยของที่น่าจะทำเงินได้หลุดมือ

          คลิปทั้งหมดที่อยู่กับแฟนเก่าญี่ปุ่นถูกลบออกไปหมดแล้วก็จริง  แต่กวินก็แอบเก็บไว้ในแฟลชไดรฟ์ลับอันหนึ่งของเขาอีกหนึ่งคลิป เพื่อเก็บไว้ใช้ต่อสู้กับชินกรยามฉุกเฉิน 

          ชินกรเป็นหมาป่าแก่ก็จริง แต่ใช่ว่ากำลังกายลดแล้วกำลังสมองจะลดตาม  ชายคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องหักหลังลูกน้องและลูกจ้างมานักต่อนัก แต่กวินจะยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้

          น้องสาวของเขาป่วย และชินกรสัญญาว่าถ้าเขาทำตามที่สั่งจะย้ายน้องเขาไปรักษาที่โรงพยาบาลในอังกฤษซึ่งเครื่องมือแพทย์และการรักษาก้าวหน้ากว่าโรงพยาบาลรัฐที่น้องสาวเขาอยู่ตอนนี้ รวมถึงชินกรจะออกเงินค่ารักษาให้ทั้งหมด

          หากเขาโดนชินกรหักหลัง...ก็ยังมีคลิปไว้ต่อรองได้

           “ฉันมีงานให้แกทำอีกงานหนึ่ง” ชินกรพูดขึ้น  “ฉันอยากให้แกไปตัดต่อภาพกล้องวงจรปิดของคอนโดญี่ปุ่น  ตัดตอนที่ไอ้เด็กเวรมันมาห้องญี่ปุ่นออกไป ให้เหลือแค่ตอนที่ไอ้เดือนแบกญี่ปุ่นเข้าไปแล้วก็กลับออกมากับตอนที่เพื่อนของยัยญี่ปุ่นขึ้นห้องไปก็พอ”

           กวินเลิกคิ้ว  “คุณจะทำอะไร” แค่ภาพที่ได้ไปก็เพียงพอแล้วจะให้เหยียบคนคนหนึ่งจมดินลงไปได้

           ชินกรแสยะรอยยิ้มน่ารังเกียจออกมาก่อนตอบคำถาม

           “ฉันไม่ได้ต้องการแค่บีบให้ไอ้เด็กนั่นต้องมารับผิดชอบญี่ปุ่นหรอกนะ แต่ฉันจะทำให้มันหมดหนทางหากินจนต้องมากราบกรานขอความเมตตาจากฉันเลยต่างหาก”

          กวินยังคมมีรอยยิ้มจอมปลอมประดับบนใบหน้า ทั้งที่ในใจเขาอยากจะอาเจียนรดหัวชายผู้น่ารังเกียจคนนี้เป็นที่สุด

          “แล้วเรื่องการรักษาพยาบาลน้องสาวผมล่ะครับ ไหนคุณบอกว่าพอจบเรื่องนี้จะย้ายเธอไปที่อังกฤษเลยไง” เขาท้วงออกมา แต่สิ่งที่ได้รับจากชินกรกลับเป็นสีหน้ารำคาญ ชายวัยกลางคนโบกมือแบบขอไปที

           “รู้แล้วน่า  แต่นี่มันยังไม่จบไง  แกต้องตัดต่อภาพวงจรปิดให้ฉันก่อน ไม่อย่างนั้นจะไม่มีการรักษาพยาบาลอะไรทั้งสิ้น”

            “แต่หนที่แล้วตอนให้ผมไปถ่ายรูปเดือนกับดินคุณก็พูดแบบนี้”

            คิ้วเข้มขมวดมุ่น ก่อนที่ฝ่ามือหนาจะตบโต๊ะดังปัง

            “แกอย่าเรื่องมากจะได้ไหม ฉันสั่งให้ทำอะไรก็ทำไปเถอะ! เลือกเอาว่าจะทำงานนี้ให้เสร็จแล้วให้น้องได้รักษาหรือแกจะกลับออกไปแบบตัวเปล่าๆแล้วปล่อยให้น้องสาวสุดที่รักเน่าตายคาเตียง!”

             “อย่าพูดถึงน้องสาวผมแบบนั้น!” พอได้ยินคำว่าตาย ใจคนเป็นพี่ก็แกว่งวูบ ตวาดนายจ้างตนเสียงกร้าว  ชินกรที่เห็นท่าทีดังนั้นก็เหยียดยิ้ม  “ถ้าไม่อยากให้น้องแกตายก็รีบๆไปทำงานให้ฉันได้แล้ว เวลาเป็นเงินเป็นทองไม่ใช่หรือไง” กวินกัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจ  ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นแล้วรีบเดินออกไปทันที

             นักสืบหนุ่มตัดสินใจพาตัวเองมาสงบสติอารมณ์ในร้านกาแฟใกล้กับคอนโดของตน  แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูเข้าไป ประตูกระจกก็เปิดออกพร้อมกับร่างเล็กที่ถลันออกมา  ด้วยความรีบร้อนของคนตัวเล็กและเขาที่ตกใจจนหลบไปทัน ทำให้กวินชนโครมเข้ากับคนแปลกหน้าอย่างจัง ถ้านั่นถือว่าโชคร้ายแล้วเขาก็คงคิดผิด เพราะกาแฟร้อนๆในแก้วมันดันหกรดเสื้อเขา!

           “เฮ้ย!” ชายหนุ่มตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิด  วันนี้มันวันเฮงซวยอะไรนักหนาวะ!

           “เฮ้ย ผมขอโทษนะคุณ” พอก้มมองเจ้าของเสียงลนลานนั่นกวินก็รู้สึกสะดุดตากับผมสีชมพูของอีกฝ่ายไม่น้อย รู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งพอเจ้าของเรือนผมเงยหน้าขึ้นมาชายหนุ่มก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ

           วสันต์!

มีต่อค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-03-2016 21:23:51 โดย snowrabbit »

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
           กวินกัดริมฝีปาก รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่รู้จักตน แต่เขานี่สิคุ้นหน้าวสันต์เป็นอย่างดีเพราะระหว่างที่ตามดูดินกับเดือนก็เห็นนายแบบหนุ่มคนนี้เข้าออกบ้านของเดือนอยู่บ่อยๆ

          มือเรียวพยายามใช้ทิชชู่ที่ห่อแก้วกาแฟมาเช็ดเสื้อให้เขา แต่ขอโทษ เปียกเป็นวงเบ้อเริ่มขนาดนี้คงจะเช็ดออก  กวินเลยจับมืออีกฝ่ายไว้ กวินสังเกตว่าตอนเขาแตะตัววสันต์ ดวงตากลมโตมีแววตระหนกพาดผ่านแต่ก็แค่วูบเดียวเท่านั้น

         “พอแล้วล่ะคุณ ไม่เป็นไรหรอก ไว้ผมไปหาซื้อเสื้อใหม่เอาก็ได้”

         “ไม่ได้ ผมทำเสื้อคุณเลอะ ผมขอซื้อเสื้อใหม่ให้คุณก็แล้วกัน” ว่าจบวสันต์ก็จูงมือกวินขึ้นไปขึ้นลิฟท์อย่างรวดเร็ว  และไม่ยอมปล่อยมือไปจนกระทั่งพวกเขามาถึงโซนที่ขายเสื้อผ้า เนื่องจากกวินยืนยันว่าซื้อแค่เสื้อยืดก็พอแล้ว วสันต์ที่ตอนแรกจะซื้อเสื้อเชิ้ตอย่างดีให้เลยได้แต่หน้ามุ่ย

         หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ชายหนุ่มผมชมพูก็ขอเลี้ยงกาแฟเขาอีกแก้ว ซึ่งกวินเองก็ไม่ได้ขัด

         ในตอนที่พวกเขานั่งจิบกาแฟอยู่ด้วยกัน จู่ๆวสันต์ก็ถามขึ้นมา

         “คุณกวินทำงานเกี่ยวกับอะไรเหรอครับ”

         “อ๋อ เป็นช่างภาพน่ะครับ” เขาไม่ได้โกหกนะ เขาถ่ายภาพส่งลูกค้าจริงๆนี่นา ถึงส่วนใหญ่จะเป็นภาพเมียน้อยบ้าง ลูกหนี้บ้างก็เถอะ

         ริมฝีปากสีสดอย่างคนสุขภาพดียกยิ้ม แววตาที่มองมาที่เขามันแฝงแววประหลาดจนคนถูกมองรู้สึกอึดอัด วสันต์จิบกาแฟก่อนจะพูดช้าๆ “เดี๋ยวนี้สื่อเนี่ย  มีอิทธิพลกับความคิดคนมากจริงๆ คุณกวินว่าไหมครับ”

        “อ๋อ...น...นั่นสินะครับ”

        ชายหนุ่มแสร้งจิบกาแฟ ไม่สบตาดวงตากลมคู่นั้น

        “เดี๋ยวนี้คนบางกลุ่มก็เลยชอบใช้สื่อเพื่อหาประโยชน์เข้าตัวเอง แค่ชักจูงสื่อได้ก็เหมือนมีอำนาจ เลยคิดว่าจะมาบีบบังคับใครก็ได้ น่ารังเกียจจังเลยนะครับว่าไหม”

       “ครับ ผมก็คิดว่าอย่างนั้น”

      กวินหรี่ตามองวสันต์ อีกคนพูดจาเหมือนไปรู้อะไรมา...

       “ถ้านี่เป็นสงครามที่ใช้สื่อเป็นตัวแทนล่ะก็...ผมว่าคนเราก็ต้องอยู่ข้างที่คิดดูแล้วน่าจะชนะสินะครับ”

       “ครับ และผมว่าครั้งนี้คุณญี่ปุ่นน่าจะชนะสงคราม”

        กวินโพล่งออกไป วัดใจกันไปเลย  พอเห็นรอยยิ้มจากคนตัวเล็กเขาก็แน่ใจแล้ว วสันต์ไปรู้บางอย่างมาจริงๆ

         “ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่คุณรู้ไหมครับว่าอะไรคือสิ่งผิดพลาดของแม่ทัพ  พวกเขามักจะประเมิน ‘เบี้ย’ บางตัวต่ำไป...คนบางคน ก็ไม่ใช่แม่ทัพที่แสนดีหรอกนะครับคุณกวิน พวกเขาชอบคิดว่าตัวเองฉลาดอยู่คนเดียวและพร้อมจะสละเบี้ยในมือทิ้งเพื่อให้ตัวเองรอด...แต่ถ้าเบี้ยฉลาดมากพอเขาคงรู้ว่าต้องเลือกข้างไหนที่จะทำผลประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุด และบางทีเบี้ยตัวนั้นอาจเป็นคนกระชากแม่ทัพลงจากหลังม้าก็ได้ คุณว่างั้นไหมครับ”

          กวินไม่ได้ตอบ  วสันต์เพียงแค่ยิ้มให้เขาน้อยๆก่อนก้มดูนาฬิกา “โอ๊ยตายล่ะ ผมมีนัดทานข้าวต่อด้วยสิ ไปล่ะนะครับ ขอโทษอีกครั้งที่ทำกาแฟหกใส่คุณ” ชายหนุ่มรีบเดินออกไป แต่ยังไม่ทันก้าวถึงประตูก็วกกลับมา วางกระดาษแข็งแผ่นเล็กไว้ข้างแก้วกาแฟ  พอนักสืบหนุ่มหยิบมาดูก็พบว่ามันคือนามบัตรใบหนึ่ง
   
          วสันต์ขยิบตาให้เขา โน้มตัวลงมากระซิบข้างหู
   
          “เก็บไว้เถอะครับ ยังไงเราก็ต้องได้เจอกันอีกแน่นอน...โชคดีนะครับ คุณเบี้ยคนฉลาด”
   
   
          สองสามวันหลังพบวสันต์กวินก็ยังคงทำตามคำสั่งของชินกรต่อไปแม้จะแต่เสียงและบทสนทนาระหว่างเขากับวสันต์ลอยวนในหัวตลอดเวลาก็ตาม
   
          เขาจัดการส่งไฟล์กล้องวงจรปิดให้กับชินกรเรียบร้อยและได้รับข้อความกลับมาว่าให้รอดูของดีคืนนี้พร้อมกับที่อีกฝ่ายแจ้งว่าโอนเงินเข้าบัญชีของเขาเรียบร้อยแล้ว  ในเมลล์ไม่มีการพูดถึงน้องสาวของเขาสักคำ กวินที่ทนไม่ไหวจึงโทรศัพท์ไปหาชินกรทันทีแต่อีกฝ่ายก็ไม่รับสาย  ร่างสูงจึงบึ่งรถออกจากคอนโดไปที่บ้านของนายจ้างทันที
   
          กวินบุกเข้าไปในบ้านตอนที่ทั้งครอบครัวกำลังทานอาหารกันอยู่พอดี
   
          พอเห็นเขาชินกรก็ไม่ได้ทำท่าแปลกใจอะไร ไม่มีท่าทีสนใจเขาด้วยซ้ำ
   
          “คุณชินกร ผมต้องการคำตอบว่าคุณจะย้ายน้องสาวผมไปรักษาที่อังกฤษเมื่อไหร่!”
   
          “หืม ฉันบอกแล้วไงว่าหลังจากเรื่องนี้จบ”
   
           กวินอ้าปากค้าง  ตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “แต่คุณบอกว่าหลังผมตัดต่อไฟล์กล้องวงจรปิดเสร็จนี่นา”
   
           “อ้าวเหรอ ฉันพูดแบบนั้นเหรอ” คิ้วเข้มเลิกขึ้น น้ำเสียงแหบนั่นเอ่ยเสียงสูงเป็นเชิงสงสัย ดูก็รู้ว่าเสแสร้ง! “ไม่ยักกะจำได้”
   
           “คุณอย่ามาเล่นลิ้นกับผมนะ!”
   
           พลั่ก
   
            ทันทีที่เขาตวาดใส่อีกฝ่าย ลูกน้องของชินกรคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามารวบตัวเขาไว้แล้วซัดหมัดเข้าที่แก้มขวาจนกวินล้มลงไปกองกับพื้น  ชายหนุ่มถ่มเลือดออกจากปาก ชาไปหมดทั้งซีกหน้า กลิ่นคาวเลือดอบอวลในปาก
   
            “ใครเขาเล่นลิ้นกับนายวะไอ้เด็กเวร  ไม่เห็นจะมีสัญญาอะไรมายืนยันสักหน่อย ก็แค่คำพูด  คนแก่แล้วอย่างฉันก็จำไม่ได้หรอก  ถ้าอยากให้ฉันจ่ายค่ารักษาอะไรนั่นให้น้องนายก็ไปหาหลักฐานมายืนยันสิ อ้อ แล้วก็ฉันเลิกจ้างแกตั้งแต่ตอนนี้แล้วนะ  แกบุกมาหาเรื่องฉันถึงนี่ ฉันคงเอาลูกน้องที่แว้งกัดเจ้านายไว้กับตัวไม่ได้หรอก หึ ถ้าจะโทษก็โทษความโลภของแกเถอะ  เงินที่ให้ไปก็พอให้น้องแกนอนในโรงพยาบาลได้สักที่แล้วแท้ๆ”
   
            นักสืบหนุ่มกำหมัดแน่น  ไอ้แก่นั่นมันวางแผนไว้หมดแล้ว มันตั้งใจหลอกใช้เขาตั้งแต่แรก!
   
            “ว้าย คุณพ่อ ดูสิคะ  กระทู้ที่เพิ่งตั้งไปเมื่อกี้มีคนอ่านทะลุพันแล้วค่ะ เพิ่งห้านาทีเอง แถมยังมีคนมาคอมเม้นท์ให้กำลังใจเพียบเลย” ญี่ปุ่นโพล่งขัดจังหวะขึ้นมา  กวินเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ของหญิงสาว  ดูเหมือนจะเป็นกระทู้อะไรสักอย่าง
“ดีแล้ว พรุ่งนี้พวกสื่อคงประโคมข่าวใหญ่โต ไอ้เดือนหมดทางไปก็งานนี้” ชินกรพูดขึ้น ทานข้าวต่อไปอย่างใจเย็น ทันใดนั้นเหมือนมีใครมากดสวิตช์ความคิดในสมองของกวิน

            กระทู้...การตัดต่อวงจรปิด...รูปของเดือนกับดิน

           “พวกคุณนี่มันเลวถึงแก่นเลยจริงๆ พอกันทั้งพ่อทั้งลูก” เขาพูดอย่างรังเกียจ แต่มุมปากของชินกรก็ยกยิ้มเยาะ “แต่ภาพทั้งหมดที่ได้มาก็ต้องขอบใจนายนะกวิน ช่วยได้มาก เป็นคนดีจริงๆ” ถ้อยคำเสียดสีนั่นไม่ได้ทำให้กวินเจ็บปวดแต่อย่างใดเพราะความแค้นมันบังตา

           “อ้อ ถึงพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ โรงพยาบาลต่างจังหวัดที่น้องสาวแกอยู่ฉันก็รู้  แกรู้ไหมไอ้กวินว่าเงินมันทำอะไรได้บ้าง...”

           นักสืบหนุ่มไม่ตอบคำ เขาหันหลังเดินออกจากบ้านหลังนั้น  เอื้อมมืออันสั่นเทาไปหยิบโทรศัพท์มากดโทรออกตามเบอร์ที่เขียนอยู่บนนามบัตร  ก่อนขยำมันจนยับยู่ยี่ ไม่นานน้ำเสียงใสก็ดังลอดออกมา

          [ผมคิดอยู่แล้วว่ายังไงคุณก็ต้องโทรมา คุณกวิน]

          กวินไม่ใส่ใจว่าวสันต์ไปรู้ชื่อของเขามาจากไหน เขาต้องการแค่การแก้แค้น

          “ผมมีไฟล์สำคัญจะให้คุณ เกี่ยวกับญี่ปุ่น”

          [เห งั้นเหรอครับ สำคัญขนาดไหนล่ะ]

           “สำคัญขนาดที่กระชากไอ้แก่นั่นลงจากหลังม้าแล้วกระทืบซ้ำให้มันหล่นไปใจกลางโลกได้เลยล่ะ”

          [อืม น่าสนใจนะครับ แต่ทำไมคุณถึงเอามันมาให้ผม?]

          ดวงตาคมฉายประกายความแค้นก่อนชายหนุ่มจะตอบกลับไป

         “คุณพูดถูก บางคนก็ประมาทเบี้ยอย่างผมเกินไป”

         และตอนนี้เบี้ยอย่างเขานี่แหละที่จะประหารแม่ทัพ!



         สำหรับเดือนแล้วเหมือนว่าปัญหามันตามมาไม่จบไม่สิ้นเสียที  ชายหนุ่มถูกเรียกตัวเข้าไปที่บริษัทด่วนพร้อมกับพ่อแม่และดิน  สรัลบอกว่าได้รับการติดต่อมาจากชินกรให้เดือนออกมายอมรับความจรงได้แล้วว่าตัวเองเป็นพ่อเด็กก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะบานปลายจนต้องไปสู้กันในศาล

         บนหน้าจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ปรากฏภาพกระทู้ที่มีหัวข้อว่า

         ‘ว่าด้วยเรื่องดาราสาวท้องและนายแบบหนุ่มปฏิเสธไม่ใช่พ่อ เราขอพูดหน่อยเถอะ!’

        สวัสดีค่ะ  ก่อนอื่นต้องบอกเลยนะคะว่าเราไม่ได้มีเจตนาจะก่อดราม่าอะไร และไม่คิดจะออกมายุ่งกับเรื่องนี้ตั้งแต่แรก แต่เราทนไม่ไหวแล้วค่ะ! ขอพูดเลยแล้วกัน

         เราขอแทนตัวเองว่า T แล้วกันนะคะ เราเป็นเพื่อนกับดาราสาวที่เป็นข่าวค่ะ สนิทกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว เธอเป็นเพื่อนที่ดีนะคะ  นิสัยดี น่ารัก เรียบร้อย ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้กับเพื่อนเรา! เราเลยต้องออกมาเป็นกระบอกเสียงให้เพื่อนเรา
ให้คนทั้งประเทศมันรู้ไปเลยว่าไอ้ผู้ชายคนนี้มันเลวและตอแหลขนาดไหน

        เรื่องมันเริ่มขึ้นที่ว่าผู้ชายคนนั้นไปให้สัมภาษณ์แล้วเล่าว่าไปผับกับเพื่อนเราแล้วเพื่อนเราเมาจนต้องไปส่งที่ห้องแต่ไม่ได้แตะต้องเพื่อนเราเลย  เราจะเล่าความจริงให้ฟังค่ะ  คือวันนั้นผู้ชายคนนั้นไปส่งเพื่อนเราจริงค่ะ เขาบอกว่าแค่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เพื่อนเราให้เรารีบมาดูแลเพื่อน เราก็เออตกใจว่าเพื่อนเป็นอะไรมากไหม แต่พอไปถึงเราตกใจมากค่ะ ถึงกับช็อคเลย น้ำตาไหลอาบแก้ม สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เพื่อนที่อยู่ในชุดนอนแต่เป็นเพื่อนเราที่นอนเปลือยในสภาพบอบช้ำ!


         เดือนยืนนิ่ง อ่านเนื้อหาในกระทู้ ถัดจากข้อความนั้นเป็นรูปภาพของญี่ปุ่นที่นอนนิ่ง มีผ้าห่มปกปิดท่อนล่าง แต่ท่อนบนกลับเปลือยเปล่าและเต็มไปด้วยรอยสีแดงมากมายกระจายตามลำตัว รวมถึงรอยแดงที่เหมือนรอยบีบตามข้อมือและลำตัว บ่ง
บอกให้รู้ว่าเซ็กซ์ที่ผ่านพ้นไปรุนแรงมากเพียงใด

        อาการชาเพราะความตกใจไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เดือนรู้สึกหมดแรงจนต้องทรุดกายลงนั่งบนโซฟา

         แม้จะไม่อยาก แต่เขาก็ต้องทนอ่านเนื้อหาในกระทู้ต่อ

        เราตกใจมาก  ตอนเรามาผู้ชายคนนั้นก็ไม่อยู่แล้ว ที่เราถ่ายรูปนี้มาเพื่อใช้เป็นหลักฐานเผื่อเพื่อนเราถูกข่มขืน แต่เขาไม่อยากให้เราเอาลงเพราะเขากลัวไอ้เลวคนนั้นเกลียด!  ตอนแรกเราก็คิดว่าจะมีใครเข้ามาทำเพื่อนเรา พอเราไปขอดูกล้องวงจรปิดที่ชั้น ของเพื่อนเราก็ปรากฏว่ามันไม่มีใครมาเลยนอกจากเรากับไอ้ชั่วนั่นที่ออกไป

        คลิปภาพจากกล้องวงจรปิดถูกแปะลงไปในกระทู้ด้วย พอกดเปิดก็พบว่าเป็นภาพเดือนกำลังแบกญี่ปุ่นมาถึงหน้าห้อง หญิงสาวที่เมาอยู่ในสภาพตัวอ่อนปวกเปียก เดือนในคลิปพยายามเปิดประตูอย่างยากลำบากก่อนจะลากหญิงสาวเข้าไปในห้อง เวลาผ่านไปประมาณยี่สิบนาทีเดือนก็กลับออกมา  จากนั้นพอผ่านไปประมาณสิบห้านาที หญิงสาวผมสั้นคนหนึ่งก็วิ่งขึ้นมาแล้วเปิดประตูห้องของญี่ปุ่นเข้าไปด้วยสีหน้าร้อนใจ

        จากคลิปจะเห็นว่ามันไม่มีใครมาอีกเลย แล้วที่ไอ้ชั่วนั่นบอกว่าไม่ได้แตะเพื่อนเราคืออะไร?  เป็นผู้ชาย ทำอะไรไว้ก็ต้องยอมรับหรือเปล่า กล้าทำก็กล้ารับ แต่มาทำแบบมันทุเรศว่ะ เกินจะบรรยายจริงๆค่ะ

           แล้วไม่นานมานี้เราได้รับรูปมาจากผู้หวังดีคนหนึ่งที่อยู่แถวบ้านของไอ้คนนั้น  เขาส่งรูปมาให้เราดู ตอนที่เห็นคือเราเข้าใจเลยค่ะว่าทำไมมันปฏิเสธนักหนา นี่คือรูปที่เราได้รับมาค่ะ


         “ไม่จริงน่า...”

          ดินกระซิบเสียงแผ่วเบา  รูปทั้งหมดนั่นเป็นรูปของเขากับเดือนในอิริยาบถแนบชิด แต่ใครเป็นคนถ่ายแล้วเห็นได้ยังไง ก็ในเมื่อตอนที่...เกิดเรื่องพวกนี้พวกเขาก็อยู่ในบ้าน และเดือนก็ดูดีแล้วว่าไม่มีเพื่อนบ้านคนไหนโผล่หน้าออกมาดู

         ชายหนุ่มผมดำก้มหน้า ใบหน้าร้อนผ่าวไปด้วยความอับอาย 

        ตอนแรกที่สัมภาษณ์คือบอกว่าเป็นน้องชายบุญธรรม ทุเรศว่ะ กอดจูบกันขนาดนี้ ไม่รู้ว่าได้กันไปกี่ยกแล้ว  คือน่าเกลียดมากค่ะ  พอกันเลยทั้งพี่ทั้งน้อง นี่คงรวมหัวกันอยู่แล้วแหงๆ เราขยะแขยงมากบอกตรงๆ ไม่รู้จะพูด ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายความเลวของพวกมัน สงสารเพื่อน ยิ่งกว่านั้นคือสงสารหลานที่กำลังจะเกิดมา หลานจะรู้สึกยังไงมีพ่อแย่ๆแบบนี้ ที่เรามาตั้งกระทู้ก็เพื่อประจานความเลวของมันให้ได้รู้ เราอยากให้ทุกคนช่วยกัน อย่างน้อยก็ต้องให้มีส่วนรับผิดชอบเด็กที่เป็นสายเลือดของตัวเองบ้าง ไม่ใช่ผลักภาระให้ฝ่ายหญิงอย่างเดียว

         “ยังไม่หมดนะ”

         สรัลกดเลื่อนลงไปจนถึงคอมเม้นท์ที่ 15 ซึ่งบนคอมเม้นท์นั้นดูเหมือนคนโพสท์จะตั้งตนเป็นนักสืบขุดคุ้ยข้อมูลของดินออกมา

         ดวงตาหลังกรอบแว่นเบิกกว้างเมื่อได้อ่านคอมเม้นท์ ริมฝีปากบางสั่นระริกเหมือนคนพยายามอดกลั้นบางอย่าง

         ความคิดเห็นที่ 15

         สมาชิกหมายเลข 5677 – ตอนแรกก็ว่าคนผมดำหน้าคุ้นๆนะ เหมือนเคยเห็นที่ไหน ค้นไปค้นมาไปเจอข่าวเก่าแล้วตกใจเลย  คนนี้เคยมีข่าวว่าเกือบถูกแม่ตัวเองฆ่าอ่ะ แม่เป็นโสเภณีแล้วโดนทิ้ง เครียดจัดจนจะฆ่าลูกอะไรทำนองนี้แหละ

         ความคิดเห็นที่ 16

       สมาชิกหมายเลข 4344 - ถ้าใช่อย่างที่เม้นท์บนบอกนี่คือนางมีปมสินะ ขาดความอบอุ่นเลยมาแย่งสามีชาวบ้าน #ทีมญี่ปุ่น #ทีมตบเมียน้อย

             ความคิดเห็นที่ 18

           สมาชิกหมายเลข 1111 – เดือนอาจจะโดนหลอกก็ได้นะ แต่หลักฐานมาเต็มขนาดนี้ ไม่ต้องตรวจแลวล่ะดีเอ็นเอ

           ความคิดเห็นที่ 22

           สมาชิกหมายเลข 6677 – เป็นอะไรกันไปหมดนะคนสมัยนี้ ผู้หญิงดีๆมีไม่ชอบ ดันไปชอบคนแบบนั้น

            ความคิดเห็นที่ 34

           สมาชิกหมายเลข 56899 –  แม่ยังไงลูกก็เป็นอย่างนั้นสินะ สงสัยสันดานมันถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้  อีกคนนี่ก็แปลก คนดีๆไม่เอา ไปเอาผู้ชายขายน้ำซะอย่างนั้น

            ความคิดเห็นที่ 37

          สมาชิกหมายเลข 12111 – ก็เอาผู้ชายแล้วมันไม่ท้อง ไม่เรื่องมากไง อยากตอนไหนก็ไป ไม่ยุ่งยากเหมือนผู้หญิง แย่จัง #พวกได้หลังแล้วลืมหน้า

           “ได้โปรด...พอเถอะครับ” มือที่กำลังกดเลื่อนให้ทุกคนดูคอมเม้นท์ถึงกับชะงัก  สรัลหันมามองร่างโปร่งของดินที่ซุกตัวอยู่ที่โซฟา  หยดน้ำตาไหลนองอาบแก้ม ทั่วร่างสั่นระริกอย่างน่าสงสาร  ดินหันมามองเขา บนใบหน้าหวานฉายแววปวดร้าว

           “ผม...ฮึก...ไม่ได้...ฮึก อยากรู้แล้ว” ดินสะอื้นไห้  น่าสงสารจนคุณมะลิต้องดึงร่างโปร่งไปกอดไว้แน่น ลูบเส้นผมสีดำแผ่วเบา “ชู่ว หยุดร้องนะคนดี แม่มะลิรู้ว่าดินไม่ได้เป็นแบบนั้น แม่รู้เรื่องราวทุกอย่างดีกว่าใคร รู้จักดินดีกว่าใคร ดินไม่ได้เป็นอะไรแบบที่พวกคนในนั้นเขาพูดกันหรอก  อย่าไปร้องไห้ให้กับความเห็นไร้ค่าพวกนั้นเลย”

          แต่ถึงจะปลอบอย่างไรดินก็ยังคงไม่หยุดร้อง  แม้จะไร้เสียงสะอื้นแต่หยดน้ำตายังคงร่วงหล่นอย่างเงียบๆ ภายในห้องไม่มีเสียงใดจนกระทั่งเดือนทำลายความเงียบขึ้นมา

          “พอกันที” ในที่สุดเดือนก็พูดขึ้น ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน สีหน้าเจ็บปวดอ่อนล้าแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว ราวกับว่าเขาได้ตัดสินใจบางอย่างแล้ว

         “ถ้าทางนั้นอยากให้เดือนออกไปรับผิดชอบ เดือนก็จะทำครับ”

         “อะไรนะ! ไม่ได้นะคะน้องเดือน ถ้าน้องเดือนออกไปรับสารภาพ...”

          “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาห่วงหน้าตากับศักดิ์ศรีตัวเองแล้วครับ  เดือนทนไม่ไหวแล้วที่จะต้องให้คนพวกนี้มาสร้างความเดือนร้อนในชีวิต  พอกันที ถ้าอยากให้เดือนรับผิดชอบเดือนก็จะทำ แต่เขาต้องเลิกยุ่งกับคนของเดือน!”  ตอนนี้เดือนจะทำใจให้นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว  ตอนที่เขาเห็นสีหน้าดินตอนอ่านคอมเม้นท์พวกนั้นมันเหมือนหัวใจถูกบีบ

           ทุกหยดน้ำตาที่รินไหลของดิน เดือนโทษว่าทั้งหมดนั่นคือความผิดของเขาเอง

           เขาก่อเรื่องเองก็ควรจบเอง

           “ดินไม่ให้ไป” จู่ๆคนที่นั่งกอดแม่มะลิอยู่ก็ลุกขึ้นยืน  ชี้หน้าเขา  “ยังไงก็ไม่ให้ไป”

           “ดิน ถ้าไม่ทำแบบนี้...”

          “ดินไม่สน คิดว่าดินสนคำพูดแย่ๆพวกนั้นเหรอ  ตอนนี้ดินสนแค่ว่าพี่เดือนกำลังจะทิ้งดินไปต่างหาก” ชายหนุ่มผมดำตวาด โถมตัวใส่ร่างตรงหน้าจนเดือนตั้งรับแทบไม่ทัน อ้อมแขนเล็กกอดกระชับร่างสูงใหญ่แน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะสะบัดเขาทิ้งแล้วหนีไปหาญี่ปุ่น

         ดินไม่อยากโดนทิ้งอีกแล้ว

         เขาพบกับการสูญเสียมามากเกินพอ

         “พี่ไม่ได้จะทิ้งดินนะ!”

        “แล้วไอ้เมื่อกี้มันคืออะไร ลอกบทพระเอกในละครมาเหรอ เท่มากงั้นสิ! อย่ามาตลก ดินไม่อนุญาตให้พี่ไปจากดิน เข้าใจไหม”

       ชายหนุ่มผมดำตะโกนใส่เขา  ดินดันเขาให้นั่งกลับลงไปบนเก้าอี้  มือเล็กทุบไหล่เขาไม่หยุด “ดิน ฮึก ไม่...ไม่อนุญาต...ให้...พี่เดือนไป..ฮือ ไม่อนุญาต” หยดน้ำใสหยดแล้วหยดเล่าซึมผ่านเสื้อเขาเข้ามา ความเจ็บปวดซึมลงลงไปในใจพร้อมหยดน้ำตา

         “ขอโทษ” เดือนกระซิบ โอบกอดร่างเล็กแน่น “พี่ขอโทษ...พี่ขอโทษครับ ไม่เอานะ เด็กดี ไม่ร้องไห้นะ ไม่ไปแล้ว พี่เดือนไม่ไปไหนแล้ว”  เดือนซบหน้าลงกับไหล่บอบบางที่สั่นระริก ตอนนี้พวกเขาต่างก็เป็นผู้เสียหาย เป็นผู้ถูกกระทำ  เดือนไม่อายใครในห้องนี้ทั้งนั้น  เขาแค่...เหนื่อย

          เหนื่อยที่จะทำตัวเข้มแข็ง

          เขาเป็นแค่คนธรรมดาที่เจ็บได้ มีความรู้สึก เขาไม่ใช่ฮีโร่  เขาเหนื่อยกับเรื่องทั้งหมดที่ต้องเผชิญนี่แล้ว

          แต่เพราะเขามีคนสำคัญให้ต้องรักษาเลยยอมแพ้ตรงนี้ไม่ได้

          แกรก

         เสียงเปิดประตูพร้อมกับเสียงอุทานจากผู้มาใหม่ทำให้ทุกคนในห้องสะดุ้ง หลุดออกจากบรรยากาศตึงเครียด  อารัณย์หันไปมองวสันต์ที่เดินเข้ามาในห้องก่อนจะขมวดคิ้วฉับเมื่อเห็นมีคนแปลกหน้าเดินตามหลังมา

        “ฝน พาใครมา”

        “อ้อ นี่คือคุณกวิน” ฝนแนะนำชายหนุ่มร่างสูงด้านหลัง อมยิ้มจนตาหยีขัดกับบรรยากาศ “ส่วนที่ว่าเขาเป็นใคร ให้เจ้าตัวพูดเองดีกว่า”

         ชายหนุ่มนามกวินเดินออกมาด้วยสีหน้าลังเล เขาเหลือบมองหน้าจอที่แสดงกระทู้ของเดือนกับดินอยู่แล้วก็ถอนหายใจ ไม่รู้จะสรรหาประโยคไหนมาเริ่มต้นดี ชายหนุ่มเหลือบมองวสันต์ที่โบกมือส่งกำลังใจมาให้แล้วก็ลอบถอนหายใจเบาๆ

        “กระทู้นี้เป็นของปลอม” เขาพูด ทุกคนในห้องมีสีหน้าประหลาดใจ ประธานบริษัทจึงเป็นคนเอ่ยถาม “คุณหมายความว่าไง”

        “ภาพจากกล้องวงจรปิดนั่นถูกตัดต่อ...ข้อความในนั้นก็โกหกทั้งเพ”

        “คุณรู้ได้ยังไง” เดือนจ้องกวินเขม็ง  ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีซีดเกาแก้มตัวเอง “ก็ผมเป็นคนทำเอง แล้วก็เป็นคนที่ตามถ่ายรูปพวกคุณด้วย”

        “มึง!” กวินถึงกับผงะเมื่อเดือนลุกพรวดขึ้น ร่างสูงถลันมาข้างหน้า เงื้อหมัดจะต่อยเขาแต่โชคยังดีที่ดินรั้งตัวไว้ทันและฝนก็เดินมาดึงตัวเขาออกไปได้ คนผมชมพูเดินมาขวางหน้าเขากับเดือนพลางพูด “ใจเย็นๆสิ”

       “ใจเย็น!? ขอโทษ ผมจะใจเย็นได้ไงในเมื่อคนที่ทำให้ชีวิตวุ่นวายมันมายืนหน้าสลอนอยู่ตรงนี้!”

      “ผมรู้ว่าที่ทำลงไปมันผิด แต่ผมก็มีเหตุผล และตอนนี้...ไอ้ชินกรมันผิดสัญญากับผม ผมเลยจะมาช่วยพวกคุณ”

       “นกสองหัวสินะคนอย่างมึงน่ะ  พวกกูจะไว้ใจมึงได้ยังไง ไม่ใช่เผลอๆมึงก็กลับไปหาไอ้แก่นั่นอีก” อารัณย์ว่า หันไปส่งสายตาดุๆให้ฝน  นักสืบหนุ่มแค่นยิ้มออกมา “ไว้ใจคนอย่างผมไม่ได้จริงๆนั่นแหละ แต่เพราะไอ้ชินกรมันดันเอาคนสำคัญของผมมาต่อรอง...เป็นตัวประกัน  ดังนั้นเมื่อมันผิดสัญญาที่ให้ไว้กับผม มันก็ต้องชดใช้” กวินเหยียดรอยยิ้มร้ายออกมา  “คุณต้องให้ผมช่วย  รับรอง...ว่าสิ่งที่มันจะได้รับ จะทำให้พวกคนเลวแบบนั้นจำไปจนตายเลยล่ะ”

          เดือนหรี่ตาลง ถามเสียงห้วน “มึงจะจัดการยังไง”

           “ผมจะหาทางบีบให้พวกมันต้องออกมาให้สัมภาษณ์ ใช้สื่อกดดัน  ผมจะแฉว่าคลิปนี้เป็นคลิปตัดต่อ แล้วตอนนั้นคุณสรัล...คุณจะต้องเป็นคนบอกให้ญี่ปุ่นยอมให้เด็กคนนั้นตรวจดีเอ็นเอ ไม่ต้องห่วง แค่พูดเรื่องตรวจดีเอ็นเอขึ้นมานั่นแหละ  ที่เหลือสังคมจะกดดันพวกมันเอง”

          “แล้วคุณจะไม่โดนหางเลขหรือไง เพราะคุณเป็นคนตัดต่อคลิปกับแอบถ่ายรูปนี่” สรัลถาม กวินส่ายหน้า “ไม่โดนหรอก พวกมันไม่มีหลักฐานว่าผมทำ อีกอย่างไอ้ชินกรพูดอะไรตอนนั้นก็คงไม่มีใครเชื่อแล้วล่ะ” พอเห็นสีหน้าสงสัยของทุกคนในห้อง ชายหนุ่มก็ยิ้มออกมา

         “ขอเวลาผมหนึ่งอาทิตย์ ผมจะหาหลักฐานเรื่องอื่นเพิ่มอีกนิดหน่อย ถึงตอนนั้นแล้วคุณจะรู้เองว่าผมหมายถึงอะไร”

***************************************************

เอาล่ะค่ะทุกท่าน...อย่าเพิ่งใจร้อนและขว้างปาเปลือกไข่นะคะ
รู้ค่ะว่ามันเลวมากกกกก เขียนเองยังโกรธเองเลย โฮกกกก :fire:
ตอนนี้คิดว่านอกจากจะมี #ทีมถีบญี่ปุ่นแล้ว ยังต้องเพิ่ม #ทีมกระชากหัวชินกร มาด้วยแน่ๆ
55555  กวินเป็นตัวประกอบที่โผล่มาแบบปุบปัปมากแต่มันดันพลิกเกมซะงั้น
นี่แหละค่ะเบี้ยประหารแม่ทัพของแท้  ตอนต่อไปใกล้จะหมดมาม่าแล้ววว ตอนนี้พีคสุดจริงอะไรจริง
ขอบคุณทุกคนที่ยังเอาใจช่วยสองพี่น้องนะคะ
พบกันเสาร์และอาทิตย์หน้าค่ะ ฮุฮิๆ :katai5: รักคนอ่านนะคะ จุ๊บ

ปล. มีใครคิดเหมือนคนเขียนบ้างว่าชื่อตอนมันเหมือนละครบู๊เข้าไปทุกที

ปล.สอง กำลังปั่นนิยายเรื่องใหม่อยู่ค่ะ จะเอามาลงในเล้าเป็ดด้วยล่ะ!  :katai4:
แต่ต้องหลังพี่เดือนกับน้องดินจบ อันนี้โฆษณาล่วงหน้าค่ะ 55555

ปล.สาม ขอบคุณคุณ sirin_chadada ด้วยนะคะที่ช่วยบอกจุดผิดให้ ขอบคุณมากๆเลยค่า :กอด1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-03-2016 21:25:17 โดย snowrabbit »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด