ยามจันทร์เจ้าจูบดิน ☪ บทพิเศษ ๕ วันปีใหม่ {๓๑.๑๒.๕๙} จบ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ยามจันทร์เจ้าจูบดิน ☪ บทพิเศษ ๕ วันปีใหม่ {๓๑.๑๒.๕๙} จบ  (อ่าน 89614 ครั้ง)

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
พี่เดือนนนนนนนนน

สุดยอดพระเอกของวันนี้เลยค่าาาา  :hao7:

ด้ายแดงเกี่ยวเข้าหากันแล้ว แล้วแบบนี้น้องดินก็มองเห็นแล้วสิ จะบอกพี่เดือนไหมน้อ???

ปอลอ ฝนนิสัยส้งติงเช่นเคย

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1583
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5

ออฟไลน์ Invisible girl

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 85
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตามอ่านได้8 ตอนล่ะ
ชอบความสัมพันธ์ที่ค่อยๆไปนะ
สร้างดินได้น่ารักมากเลยยยย
ปล.เรายี้เอง
รักนะ จุ๊บบ :katai2-1:

ออฟไลน์ magarons

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1017
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-6
ด้ายแดงเกี่ยวแล้วว

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1537
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-4
    • facebook


ที่สุดแล้วดินก็เจอเนื้อคู่ เย่!!
และพี่เดือนก็ดีงามมาก (ทั้งที่ตอนแรกเปิดมาออกจะกากแท้ ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า)

รอติดตามตอนต่อไปค่ะ ^^  :pig4:


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
สบายใจมากๆเลยตอนนี้ ดินยอมเปิดใจให้แล้ว

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๑๒
ขอ 'จีบ'

“ฮ้าววว”

เดือนปิดปากหาว บิดขี้เกียจพลางเดินลงบันไดมา ชายหนุ่มเดินสะลึมสะลือเข้ามาในครัว คิดว่าจะชงกาแฟสักแก้วก็พบน้องชายต่างสายเลือดกำลังง่วนอยู่หน้าหม้อ กลิ่นหอมฟุ้งอยู่ในครัว ดูเหมือนดินกำลังต้มข้าวต้มอยู่ 

“น้องดินทำอะไรน่ะ ต้มข้าวต้มเหรอ?” เดือนทัก กำลังจะก้าวขาไปแอบส่องมื้อเช้าในหม้อ แต่เขาก็ต้องอุทานเสียงดังเมื่อร่างเล็กที่ยืนต้มข้าวต้มอยู่สะดุ้งเฮือก แขนเล็กนั่นเผลอปัดไปโดนหม้อข้าวต้มร้อนๆให้คนผมดำต้องร้องออกมา โชคยังดีที่หม้อไม่ได้หล่น 

“เป็นไงบ้าง” เดือนรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ จับแขนดินขึ้นมาดูก็พบว่าผิวขาวๆนั้นขึ้นรอยแดงจากการถูกหม้อร้อนๆเมื่อครู่  เดือนรีบจับแขนคนผมดำไปจ่อใต้ก๊อกน้ำ เปิดน้ำเบาๆให้น้ำไหลผ่าน ดินกัดริมฝีปากเมื่อรู้สึกแสบ เขาพยายามดึงแขนออกจากการเกาะกุมของเดือน

“ผ..ผมไม่เป็นไรแล้วครับ”

“ไม่เป็นไรได้ยังไง แขนแดงขนาดนี้”

“เดี๋ยวก็หายครับ ใส่ยาเอาก็ได้”

ดินเม้มปาก ก้มหน้า ดึงแขนออกจากมือเดือนได้สำเร็จ ชายหนุ่มใช้ผ้าสะอาดที่พับไว้บนชั้นมาซับแขนตัวเอง จัดการปิดเตาแก๊สแล้วเดินดุ่มออกจากครัวโดยไม่หันมามองหน้าพี่ชายแม้แต่น้อย ทิ้งให้เดือนยืนเกาหัวตัวเองอย่างงุนงง “เป็นอะไรของเขานะ”

ดินมีอาการแปลกๆมาสองสามวันแล้ว อันที่จริงก็แปลกมาตั้งแต่ตอนที่พวกเขากลับจากทะเล...อีกฝ่ายดูเหมือนจะพูดกับเขาน้อยลง พอพูดด้วยก็เอาแต่อุบอิบก้มหน้า ไม่เงยหน้ามาพูดกันตรงๆเสียที แถมช่วงนี้ยังสงบเสงี่ยมผิดปกติ ไม่พูดแขวะเขาเหมือนเคย

หรือน้องจะป่วย?

ก็ไม่น่าใช่ เห็นออกไปทำงาน ตรวจตลาด เข้าไปดูแลร้านอาหารก็ดูแข็งแรงดีนี่นา

แล้วน้องเป็นอะไรไปนะ...หรือว่า...

เดือนนิ่งคิดก่อนจะรู้สึกเหมือนมีใครมากดสวิตช์ความฉลาดในหัวให้เห็นแจ้งทางสว่างทันใด  ถ้าเป็นในการ์ตูนคงมีหลอดไฟสว่างพรึบขึ้นมาแน่ๆ

หรือว่าจะเป็นตอนนั้น...ที่เขากับน้อง...จูบกัน

หนุ่มลูกครึ่งรู้สึกเหมือนใบหน้าตัวเองร้อนผ่าวขึ้นมา  นึกด่าตัวเองในใจ โตมาก็อายุจะสามสิบ เฉียดตำแหน่งตาลุงเข้าไปทุกวัน จะมาทำเหนียมอะไรกับอีแค่จูบผู้ชายวะ!  เรื่องอย่างว่าก็ใช่ว่าจะไม่เคยมาก่อน ไม่ได้ใสขนาดนั้น แล้วกับแค่นึกถึงจูบ

ทำไมหน้ามันร้อนๆ หัวมันหวิวๆเหมือนเป็นเด็กผู้ชายมีรักครั้งแรกวะ!

ต้องเป็นเพราะ...เพราะแก่แล้วแน่ๆ ใช่ ต้องเป็นเพราะอายุมากแล้ว ความดันมันเลยขึ้น ใช่! ไม่ใช่อาการใจเต้นอะไรทั้งนั้นแหละ!
ว่าแต่...ถ้าน้องจะหลบหน้าเขาเพราะเรื่องจูบ...ก็แปลว่าน้องไม่ชอบหรือเปล่านะ

แต่วันนั้นก็เห็นให้ความร่วมมือดีนี่หว่า จูบตอบเขาอีกต่างหาก แบบนี้ก็แปลว่าเขาไม่ได้ขืนใจดินนะเว้ย!

โอยย ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว

“เดือนกัดช้อนทำไมลูก ไม่สบายหรือเปล่า แม่ว่าวันนี้เราดูแปลกๆนะ” ไอ้รวีกานต์สะดุ้งเฮือกเมื่อน้ำเสียงหวานของคุณแม่มะลิทักขึ้นกลางวงข้าว  เจ้าตัวยิ้มแหยก่อนวางช้อนลง  ไม่รู้ตัวเลยแฮะว่าคิดไปแทะช้อนไปจนฟันจะสึกหมดแล้ว

“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก หน้าแดงๆ ไม่สบายหรือเปล่า?”

“เอ๊ะ เอ่อ เปล่าครับ”

“เหรอ นึกว่าติดเจ้าดินมาเสียอีก ตอนไปทะเลเห็นไลน์มาบอกว่าไม่สบาย”

อัลเฟรดพูดพลางจ้องลูกชายบุญธรรมที่วันนี้ก็เงียบผิดปกติ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทานข้าว ทั้งที่ปกติจะได้เปิดศึกลับฝีปากกับพี่ชายสักยกสองยกแท้ๆ แต่หลังจากกลับจากทะเล ดูเหมือนลูกชายทั้งสองคนของท่านจะเข้าหน้ากันไม่ติดอย่างไรก็ไม่รู้

คงจะมีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง ไม่พ้นไปทะเลาะกันที่หลีเป๊ะมาแน่ๆ  แต่ก็นั่นแหละ เรื่องของเด็กๆมัน ไอ้เดือนลูกชายคนโตก็โตแล้ว น่าจะคิดได้ว่าถ้ามีปัญหาควรทำยังไง ดินก็ไม่ใช่เด็กๆที่จะไม่ฟังเหตุผลของใครแล้ว  บางทีทางแก้ที่ดีที่สุดคือปล่อยให้พวกเขาได้จัดการปัญหาด้วยตัวเอง

“แล้วเรื่องถ่ายแบบเป็นยังไงบ้าง  นิตยสารจะออกวันไหนล่ะ พ่อกับแม่อยากเห็นรูปแล้ว” อัลเฟรดทักลูกชาย เดือนวางแก้วน้ำลงก่อนจะตอบ “ก็ต้นเดือนหน้านั่นแหละครับ ไอ้รันบอกว่าเดี๋ยวจะส่งตัวเล่มมาให้”

“แหม  ชักตื่นเต้นแล้วสิ แม่ว่าเดือนบนหน้าปกนิตยสารกับเดือนตัวจริงต้องต่างกันแน่เลย” เดือนคิ้วกระตุก ยิ้มเจื่อนให้มารดา พูดแบบนี้หมายความว่าไงครับคุณแม่ที่เคารพ หมายความไอ้เดือนตัวจริงมันไม่มีออร่านายแบบเลยเรอะ

ครืด

“ผมอิ่มแล้วครับ” ดินเอ่ยเบาๆ จัดการรวบช้อนคว่ำไว้ ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มแล้วลุกขึ้นไปหยิบแฟ้มงานกับกระเป๋ามา “เดี๋ยวผมออกไปทำงานก่อนนะครับคุณพ่อ คุณแม่  จะกลับมาให้ทันกินข้าวเย็นนะครับ”

“จ้ะ ไปดีมาดีนะ”

“รีบไปรีบกลับล่ะไอ้หนุ่ม”

เดือนมองตามคนตัวเล็กที่รีบหันกายจากไปโดยที่ไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าหรือเอ่ยคำลาเขา  ความน้อยใจเล็กๆผุดขึ้นมา
โว้ย ทำไมมันรู้สึกเหมือนกูเป็นภรรยาที่โดนสามีทิ้งเลยวะ หรือรักเรามันเก่าไป....ฮึก....เสียใจชิบหายเลยว่ะ

“อ้าว เดือนอิ่มแล้วเหรอลูก”

“ครับ”

หนุ่มลูกครึ่งพยักหน้ารับหงอยๆ วันนี้ไม่มีงานอะไร ปกติเดือนจะตามติดดินไปนู่นมานี่  รายนั้นน่ะยุ่งจนตัวเป็นเกลียว มีงานเข้าทั้งวันต่างกับเดือนที่งดรับงานและอยู่ในระยะพักยาว มีหยิบจับงานบ้างแต่ก็เป็นงานระยะสั้น เช่น ไปช่วยคนสวนเก็บผลไม้  เข้าไปตรวจตลาด  พอถูกหลบหน้าแบบนี้ไม่มีใครให้ตามเขาก็รู้สึกว่างงานอย่างบอกไม่ถูก ขึ้นไปดูซีรีย์ที่ดูค้างไว้ดีไหมวะ...

“วันนี้ไม่ได้ออกไปไหนใช่ไหมลูก”

“ครับ” เพราะคนที่ให้ตามออกไปไหนเขาทิ้งผมไปแล้วครับแม่ ฮือออ อยากจะเปิดธรณีกันแสงเป็นซาวน์ประกอบจริงๆ

คุณมะลิมองลูกชายคนโตที่อยู่ในสภาพหงอยเป็นหมาเหงาอย่างสงสารปนขบขันเอ็นดู เธอเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเงินมาแล้วยื่นเงินให้เดือน “งั้นเดือนออกไปซื้อดอกไม้ให้แม่หน่อยได้ไหมลูก  เอาดอกไม้สำหรับใส่แจกันที่โต๊ะหมู่มาสองกำ  พวงมาลัยหนึ่งพวง แล้วก็ดอกไม้ใส่แจกันในบ้านอีกสามแจกันนะลูก”  เดือนกระพริบตาปริบเมื่อมารดาร่ายอะไรไม่รู้ออกมายาวเหยียด

รู้สึกเหมือนฟังภาษาต่างดาวยังไงก็ไม่รู้

คุณมะลิยิ้มนิดๆ “ปกติดินจะเป็นคนทำ แต่วันนี้สงสัยลืมว่าต้องซื้อดอกไม้ เดือนไปซื้อให้แม่หน่อยนะลูก ที่ร้านของน้องปราณก็ได้จ้ะ”

“อ๊ะ งั้นก็ได้ครับ”

ชายหนุ่มรับคำแล้วเดินออกจากบ้าน เตรียมตัวถอยรถจักรยานมาขี่ไปตลาด

คล้อยหลังลูกชายคนโต คุณมะลิก็เอามือแนบแก้ม ถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ เธอหันไปมองสามีที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะเอ่ยขึ้น “แม่ว่าเดือนกับดินต้องทะเลาะกันแน่ๆเลยจ้ะพ่อ”

“พ่อก็คิดอย่างนั้น”

“ดูสิ เดือนหงอยเชียวพอน้องไม่เล่นด้วย”

อัลเฟรดหัวเราะในลำคอกับคำเปรียบเทียบของภรรยา อันที่จริงต้องพูดว่ารายนั้น ‘เหงาหู’ เสียมากกว่า พอไม่มีคนมาคอยบ่นใส่อย่างที่ทำประจำ  ดินเองก็ดูซึมๆเพราะพอนิ่งใส่พี่ชายมากๆเข้าอีกฝ่ายก็ไม่ค่อยมาแหย่มาแกล้งเหมือนเดิม คงรู้สึกแปลกๆไม่ใช่น้อย

“เราไปบอกให้สองคนนั้นมานั่งคุยกันดีไหมจ๊ะ  ลองบอกปัญหาที่ทะเลาะกันแล้วปรับความเข้าใจกัน”

“ไม่เป็นไรหรอกน่าแม่” คุณอัลเฟรดปรามภรรยาที่ห่วงลูกชายจนเกินเหตุ  “เดือนกับดินมันเป็นผู้ชาย  ให้เขาปรับความเข้าใจแบบลูกผู้ชายกันนั่นแหละ  เป็นพี่น้องกัน โตจนป่านนี้แล้ว ถ้ายังต้องให้พ่อแม่มาช่วยเคลียทุกครั้งที่ทะเลาะกันก็คงไม่ใช่เรื่อง”

“แต่ว่า...”

“ไม่เป็นหรอกจ้ะแม่ เชื่อพ่อสิ ผู้ชายเขาก็มีวิธีปรับความเข้าใจกันแบบลูกผู้ชาย เผลอๆเย็นนี้ได้มีหมัดแลกหมัดแล้วกอดคอกันลงมากินอาหารเย็นก็ได้นะ”  ฝรั่งร่างใหญ่เอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน  หันไปหอมแก้มเอาใจภรรยาหลายๆทีจนคนถูกรังแกต้องตีแรงๆที่ต้นแขน  ดวงตากลมหวานเหลือบมองเด็กในบ้านที่ยืนก้มหน้างุดซ่อนหน้าแดงๆกันเป็นแถว

“เล่นอะไรของพ่อเนี่ย!”

“แสดงความรักในครอบครัวไง  เฮ้อ ถ้าเจ้าดินกับเจ้าเดือนมันรักกันมากๆเหมือนพ่อกับแม่ก็ดีเนอะ”

คุณมะลิกระพริบตาปริบ แต่ก็ไม่ได้แก้การใช้คำสื่อความหมายผิดๆของสามีแต่อย่างใด  ได้แต่คิดในใจว่าถ้าหากวันไหนเดือนกับดินรักกันแบบที่เธอกับคุณอัลเฟรดรักกันขึ้นมา...ถ้ามีวันนั้นขึ้นมา ตัวเธอจะพูดอย่างไรกับลูกทั้งสองกันนะ


เดือนปั่นจักรยานแม่บ้านสีแดงไปจนถึงตลาดในที่สุด  ชายหนุ่มปาดเหงื่อที่ไหลเป็นน้ำตกเพราะอากาศร้อนบัดซบของเมืองไทย หลังจากหาที่จอดจักรยานได้แล้วเขาก็รีบเดินตรงไปที่ร้านขายดอกไม้ของปราณทันที แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปถึงร้าน  เดือนก็ต้องรีบหลบกะละมังพลาสติกที่ลอยละลิ่วมาทางเขาเสียก่อน

เวร...เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย

คงไม่ใช่...

เดือนรีบเร่งฝีเท้าไปจนถึงบริเวณร้านก็พบว่าเป็นเหมือนที่เขาคาดไว้  เมื่อพบน้องปราณคนน่ารักถือเข็มร้อยมาลัยเล่มยาวไว้ในมือ ทำท่าประหนึ่งนักดาบจะเอาเข็มไปจิ้มตาใคร แล้วไอ้คนโชคร้ายคงไม่ใช่ใครอื่นน้องจากหนุ่มตี๋จากร้านขายข้าวแกง ไม้เบื่อไม้เมาตลอดกาล...(ไอ้)น้องเฟิง

“โว้ยย พวกเอ็งจะตีกันให้ตลาดแตกเลยใช่ไหมฮะ”  ป้าคนหนึ่งตะโกนขึ้นเมื่อเห็นเฟิงปาแก้วพลาสติกเปล่าใส่หัวปราณ  ชายหนุ่มร่างสูงกวาดสายตาดูรอบๆ นี่เจ๊ลี่ก็หายไปไหนไม่รู้ กลับมานี่มีหวังปรี๊ดแตก  ด่ายับไปอีกเจ็ดชาติแน่ๆ  เดือนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

เพื่อความสงบสุขของตลาดของคุณแม่ เขาจะอาสาเป็นหน่วยกล้าตาย ปราบความวุ่นวายให้เอง!

“ปราณ...เฟิง...มีอะไรกัน ทำไมมันวุ่นวา—“

พลั่ก

ร่างสูงหงายเก๋งให้ไทยมุงหวีดร้องเล่นเมื่อกระบอกฉีดน้ำสำหรับพรมน้ำดอกไม้ลอยละลิ่วมากระแทกหัวอย่างแรง เดือนสูดปากเบาๆ  รู้สึกมึนไปหมด ชายหนุ่มกัดฟันกรอดก้าวฉับๆไปเขกหัวเจ้าตัวแสบกับคนละโป๊ก

“ทำอะไรของพวกเอ็งหา ! วุ่นวายกันไปทั้งตลาดแล้วเห็นไหม!”

“พี่เดือน!”

ปราณร้องลั่นอย่างตกใจ  รีบปล่อยกะละมังอีกใบในมือลงพื้น ขณะที่เฟิงหน้าซีดแต่ก็ยังไม่วายขมวดคิ้วตีหน้าดุไปให้เจ้าตัวเล็กที่ร้านขายดอกไม้ เดือนลากสองคู่กรณีให้มาที่หลังร้าน  เขากอดอกมองเด็กสองคนที่ก้มหน้านิ่งแต่ยังไม่วายหันมาแง่งๆใส่กันเป็นระยะ

“ไหนบอกพี่สิว่ามีปัญหาอะไรกัน”

“เปล่าครับ”

“จะเปล่าได้ยังไง ก็เห็นอยู่ว่าตีกันจนวุ่นวายไปทั้งแผงแบบนี้” เมื่อเห็นเด็กทั้งสองยังเงียบ เดือนจึงหันไปเค้นความจริงกับลูกชายเจ้าของร้านดอกไม้ที่ทำตาแดงๆเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

“ถ้าน้องไม่พูดพี่จะบอกเจ๊ลี่นะครับ”

“ฮึก...” ชิบหายแล้วไอ้เดือน ชายหนุ่มสะดุ้งเมื่อร่างเล็กๆสะอื้นฮัก หยดน้ำตาร่วงเผาะๆอย่างน่าสงสาร  คนอายุมากกว่าเลยได้แต่ถอนหายใจแล้วหันไปมองเด็กหนุ่มอีกคนแทน “ว่าไงเฟิง ไหนบอกพี่สิว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

ตาตี่ๆของอีกฝ่ายแฝงประกายไม่พอใจเอาไว้ แต่กระนั้นก็ยอมเล่าออกมา “ผมแค่เอาข้าวมาให้ เห็นว่ามันเที่ยงแล้ว เจ๊ลี่เขาก็มาสั่งไว้แล้วบอกให้เอาไปให้มันที่แผงด้วยก็เลยถือข้าวมาให้  แล้วดูดิพี่ พอมาแม่งก็ทำหน้าเบ้ๆใส่บอกไม่กิน ไม่อยากกิน  แม่งเรื่องมาก น่าจะปล่อยให้อดตาย”

“ปากเสีย!”

“กูพูดความจริงแล้วกัน  เป็นใครก็โมโหป่ะวะ  คนอุตส่าห์ถือข้าวมาให้ แม่งก็มาด่า มาทำปากเบะใส่ กูถามจริงเหอะ กูไปทำอะไรให้มึงไม่พอใจหรือเปล่า”

“มึงแน่ใจว่ามึงไม่รู้?” เฟิงมองดวงตากลมวาวหยดน้ำอย่างเข้าใจ เขาไปทำให้คนตรงหน้าไม่พอใจตอนไหนกัน  มีแต่เขาไม่ใช่  เหรอที่พอมาหาก็ถูกหลบหน้า ถูกเมินใส่จนชักจะน้อยใจแล้วเหมือนกัน

“ไม่พอใจอะไรกูก็พูดดิวะ ไม่ใช่ทำงอนใส่ กูไม่รู้”

“งั้นก็ไม่รู้ต่อไปแล้วกัน!” ร่างเล็กตอบเสียงสะบัดแล้ววิ่งหนีหายไปประหนึ่งนางเอกหนังแขก  เดือนเกาหัวแกรกๆอีกหน  ทำไมวันนี้มีแต่คนงอนแล้วเดินหนีนะ

“เฮ้อ” สองหนุ่มที่เหลือถอนหายใจออกมาพร้อมกัน  เฟิงหันมายิ้มเจื่อนให้เขา พนมมือไหว้ “ขอโทษนะครับพี่ที่ทำให้วุ่นวาย”  อดีตนายแบบโบกมือไปมา “ไม่เป็นไรหรอกๆ ว่าแต่เจ้าของร้านวิ่งหายไปแบบนี้แล้วใครจะขายของ”  ประเด็นคือกูมาซื้อของด้วยไงครับ

“เดี๋ยวผมอยู่เฝ้าให้ก่อนก็ได้พี่  อีกเดี๋ยวเจ๊ลี่ก็กลับมาแล้ว  ว่าแต่พี่มาซื้ออะไรอ่ะครับ”

“อ้อ แม่ให้พี่มาซื้อดอกไม้น่ะ ว่าแต่ที่ร้านเราล่ะ”

“ป๊ากับเฮียเอาอยู่ฮะ ลูกค้าไม่เยอะเท่าไหร่  แต่เดี๋ยวเที่ยงๆคงต้องกลับไปช่วย”

เดือนพยักหน้ารับ เขาเลือกพวงมาลัยกับกล้วยไม้สีขาวมาสองกำ  แต่ดอกไม้สำหรับใส่แจกันในบ้านนี่เขาไม่รู้จริงๆว่าจะใช้ดอกอะไร

“หืม ดอกไม้สำหรับใส่แจกันในบ้านเหรอ ผมก็ไม่รู้แฮะ ปกติพี่ดินจะเป็นคนเลือกเองน่ะครับ” เฟิงว่า “ทำไมพี่ไม่ถามพี่ดินล่ะ”

“เขาไม่อยู่ให้ถามน่ะสิ  อีกฝ่ายพี่ก็ลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้านด้วย”

เดือนเอ่ยเศร้าๆ จะไลน์จะโทรไปยังไงช่วงนี้น้องดินก็ไม่รับสายเขาหรอก  เฟิงหยีตาจนตาตี่ๆกลายเป็นขีดเดียว เดือนอยากจะบอกว่าน้องลืมตามาคุยกับพี่เถอะครับ แต่กลัวว่าเด็กมันจะเอาเข็มร้อยมาลัยมาทิ่มคอหอยเขา เดือนเลยไม่ได้พูดออกไป ส่วนคนตาตี่ก็ชี้ไปที่ด้านหลังเขา “พี่ดินก็อยู่ข้างหลังนี่ไงครับ หวัดดีฮะพี่ดิน”

ขวับ

เดือนรีบหันขวับไปทันทีที่เด็กตี๋พูดจบก็พบน้องชายต่างสายเลือดยืนเม้มปากด้วยสีหน้าลังเลอยู่ด้านหลังเขา คงกำลังคิดว่าจะเข้ามาหรือจะวิ่งออกไปดีไหมล่ะมั้ง

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่” สุดท้ายก็เป็นเขาที่ทักออกไป ดินก้มหน้างุดเดินเข้ามาใกล้ “ก็สักพักแล้วครับ” น้องมองพวงมาลัยกับกล้วยไม้สองกำแวบหนึ่งก่อนจะลงมือเลือกดอกไม้แล้วจัดช่อเองอย่างสวยงาม ก่อนจะวางเงินให้เฟิงที่รับเงินกับดอกไม้ไปใส่ถุงพลาสติกใบใหญ่ให้

“เฮ้ เดี๋ยวสิ จะไปไหนอีกหรือเปล่า” เดือนคว้าแขนคนที่ทำท่าจะเดินหนีไปอีกหนเอาไว้ ดินเงยหน้ามองเขาอย่างตกใจ ดวงตาคู่สวยฉายประกายตกใจ  มือบางเอื้อมมาแตะที่หน้าผากเขา  เดือนนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อพบว่ามันเจ็บตอนที่ถูกกด

“ไปโดนอะไรมาครับ” ดินถามเบาๆ ใบหน้าฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด “อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ”

“เจ็บมากไหมครับ”

“ก็ม...เจ็บ...เจ็บสิ ปวดหัวไปหมดเลย นี่ก็มึนๆ”

เดือนรีบพูดออกไป ตอนแรกก็จะบอกว่าไม่เจ็บไกลหัวใจ แต่เห็นคนที่ไม่ยอมคุยมาสองสามวันแสดงท่าทางแบบนี้ก็ขออ้อนหน่อยก็แล้วกัน 

ดินที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายมึนหัวก็ตาโต  รีบดึงแขนคนตัวโตให้ตามไป “ต้องไปโรงพยาบาลนะ ไปให้หมอเขาตรวจ”  เอ้า ชิบละ  ไปให้ตรวจจะเจออะไรล่ะ ก็ไม่ได้เป็นอะไรนอกจากโรคอยากอ้อนน้องนี่แหละ

“ไม่เป็นไรหรอก แค่ช้ำนิดเดียวเอง”

“แน่นะ” เดือนอมยิ้มเมื่อเห็นดวงตาหลังเลนส์ใสจ้องมาอย่างคาดคั้นระคนเป็นห่วง เขาลูบศีรษะคนขี้กังวลเบาๆ “แน่สิ”

“ไหนตอนแรกบอกมึนหัวไงครับ”

“เจอหน้าดินก็ไม่มึนแล้ว”

“หลอกผมอีกแล้วล่ะสิ ผมว่าถ้าคุณมึนหัวเพราะหลอกปั่นหัวชาวบ้านเขาจนมึนเองเสียมากกว่า”

“ว้าว คำด่าระดับสูงมาอีกแล้ว”

ดินถอนหายใจเฮือก รู้สึกเหมือนบรรยากาศเก่าๆกำลังกลับมาอีกครั้ง เขาเม้มปาก กระชับถุงใส่ดอกไม้แน่นแล้วเดินตรงไปที่ลานจอดรถ  “อ้าว แล้วไม่กลับด้วยกันเหรอ” เดือนตะโกนไล่หลัง ขณะที่น้องชายตัวแสบหันมายิ้มร้ายใส่ “มายังไงก็กลับไปแบบนั้นแล้วกันคุณน่ะ ชอบหลอกชาวบ้านดีนัก”

มีต่อค่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ทันทีที่กลับถึงบ้านเดือนก็รีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกทันที  เขารออยู่พักใหญ่ปลายสายถึงได้รับ เสียงงัวเงียเหมือนคนไม่ตื่นดีทั้งที่ตอนนี้ก็ปาไปเกือบเที่ยงได้แล้ว

[อารุนซาหวาดดดด เพื่อนเดือน โทรมาทำไมแต่เช้า]

“เช้าบ้านมึงดิไอ้รัน  นี่จะเที่ยงละ”

[วะ ก็เมื่อวานกูทำงานดึก มันก็เลยตื่นสายกันบ้าง]

“ทำงานดึกหรือแดกเหล้า เอาให้แน่”

[ว่าแต่มึงโทรมาทำไม]

อารัณย์ที่ถูกถามคำถามล่อเป้ารีบเปลี่ยนเรื่อง แล้วก็ได้ผลเดือนหยุดไปพักหนึ่ง รวบรวมความกล้าก่อนจะพูดประโยคที่แทบจะท่องจำในหัวมานับสิบครั้ง

“กู...มีเรื่องอยากปรึกษามึงว่ะ  คือกูคิดว่าดินเกลียดกู”

[หา? กูว่ามึงคิดมาก น้องเขาจะเกลียดมึงได้ไง ก่อนไปทะเลก็เห็นรักกันดี]

ก็นั่นมันก่อนไปทะเลนี่หว่า...แบบว่า ฉากวาบหวิวที่เป็นสาเหตุให้หลบหน้ามันเกิดวันจะกลับจากทะเลนี่สิ  เดือนกลืนน้ำลาย  ก่อนจะถามคำถามต่อไป

“มึง...สมมตินะ ถ้าเป็นมึงถูกผู้ชายที่สนิทมากๆ...แต่แบบไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่ได้เป็นแฟนกันไรงี้มาจูบ มึงจะทำไง”

[กูจะต่อยให้คว่ำเลย  จะเกลียดแม่งไปตลอดชีวิต พูดแล้วก็ขนลุก]

โอยยยย ชิบหายแล้วไอ้รวีกานต์  คำตอบชัดเจนอยู่ตรงหน้า
 
“แต่..แต่มึงจูบตอบเขานะ”

[เข้าใจคำว่าบรรยากาศพาไปป่ะ?]

ครับ...จบเลย เข้าใจชัดเจน

‘ดินต้องเกลียดเขาแล้วแน่ๆ’

ชายหนุ่มตัวสูงคอตก ขณะพึมพำบอกลาเพื่อนสนิท รู้สึกเหมือนตัวเองจิตใจว่างเปล่าลงไปทุกที  อารัณย์ที่ได้ยินเพื่อนพึมพำบางอย่างเหมือนคนเสียสติก็เลิกคิ้ว ด้วยความฉลาดเฉพาะตัวชายหนุ่มก็ปะติดปะต่อเรื่องทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วแล้วสรุปออกมาสั้นๆ...ไอ้เดือนมันต้องไปจูบดินมาแน่ๆ

ก็อย่างว่า ร้อยทั้งร้อยถ้าขึ้นต้นว่า 'สมมตินะ' นี่แม่งเรื่องจริงชัวร์

นี่ถ้าอยู่ต่อหน้าเขาคงขำก๊ากใส่หน้ามัน แต่ตอนนี้อยู่ห่างกันมากก็ได้แต่ขำใส่โทรศัพท์ โถ่ ไอ้เพื่อนอ่อนหัดด้านความรักเอ๊ย  กับผู้หญิงกุเห็นจีบได้เก่งกล้าประหนึ่งเจ้าพ่อคาสโนว่าอวตารลงมา  แต่กับผู้ชายที่ชอบแม่งกลับปอด กูอยากจะขำไปให้ถึงชาติหน้า
แต่เนื่องด้วยเขาเป็นกัลยาณมิตรที่ดี ดังนั้นเมื่อเพื่อนเดือดร้อนก็ควรจะให้คำปรึกษาเสียหน่อย

[บางทีที่น้องเขาหลบหน้าอาจเป็นเพราะมึงรีบร้อนเกินไป ข้ามขั้นตอนสำคัญอะไรไปเขาเลยตกใจ] อารัณย์แนะ  ฟังจากน้ำเสียงตกใจสุดๆของเพื่อนเขาแล้วมันไม่รู้แหงๆว่าตัวเองพลาดอะไรไป 

[งั้นเอางี้  มึงบอกรักเขายัง?]

“ยัง...”

[มึงแสดงอะไรให้เขาเห็นยังว่าคิดเกินน้องชาย]

“ยัง...เฮ้ย ว่าแต่คิดเกินน้องชายอะไรวะ”

[ไม่ต้องมาปิด กูรู้หมดละ  เอาล่ะจากที่ฟังมาคือมึงไม่ได้ทำอะไรสักอย่างแล้วดันเสนอหน้าไปจูบน้องเขา  มึงควรจะนึกถึงความไม่มั่นใจแล้วก็ความสับสนที่น้องเขามีบ้างนะ  บางทีอาจไม่ใช่แค่น้องเขาหรอกที่ไม่มั่นใจกับความรู้สึกที่มี  ไอ้เดือน ถ้ากูถามมึงตรงๆว่ามึงคิดยังไงกับดิน มึงตอบได้ไหม]

เดือนนิ่งไป ริมฝีปากที่อ้าปากเตรียมให้คำตอบกลับปิดลงดื้อๆ  เขารู้คำตอบนั้นดี...แต่ก็คล้ายไม่รู้ ราวกับว่าคำตอบมาจ่อที่ริมฝีปากแต่เดือนก็ไม่สามารถพูดออกไปได้ 

เพราะเขายังไม่รู้คำตอบที่แน่ชัดพอ

“กู...กูไม่รู้ว่ะ”

[เห็นมะ  ขนาดมึงยังไม่แน่ใจในความรู้สึกตัวเองเลย แล้วน้องจะสับสนขนาดไหนมึงก็คิดเอาแล้วกัน  ฮ้าว กูง่วงเป็นบ้าเลยว่ะ จะกลับไปนอนละ  มึงก็ไปนั่งคิด ตีลังกาคิดให้มันดีๆแล้วกัน เมื่อไหร่ที่มึงตอบคำถามที่กูถามมึงวันนี้ได้  คำตอบก็จะปรากฏตรงหน้ามึงเองว่ามึงควรทำอะไรต่อไป  วะ แต่พูดจริงๆนะ คำตอบมันก็ชัดอยู่แล้วป่ะ ไม่คิดว่ามึงจะตอบไม่ได้นะเนี่ย แต่เอาเถอะ เรื่องของมึง กูทำได้ดีสุดคือให้คำแนะนำ  กูจะไปนอนละ ฝันดีเพื่อน]

“เฮ้ย มึงเดี๋ยวก่อน!”

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด

เดือนถอนหายใจใส่โทรศัพท์เมื่อพบว่าไอ้เพื่อนตัวดีวางสายหนีไปเสียแล้ว   เขาเอนหลังพิงพนักหัวเตียง เหม่อมองเพดาน
รู้สึกยังไงกับดิน?

ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าชอบแกล้ง  ชอบเห็นอีกฝ่ายหันมาแยกเขี้ยวขู่แง่งๆใส่ ชอบฟังน้ำเสียงใสๆนั่น ถึงจะเป็นแค่คำบ่นก็ตามที  ชอบเวลาดินเรียกเขาว่าพี่  ชอบหอมแก้มเพราะจะได้กลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆจากตัวอีกฝ่าย  ชอบฉวยโอกาสไปกอดเพราะตัวดินนิ่มๆ กอดแล้วมันหมั่นเขี้ยว  ชอบเห็นดวงตาใสๆนั่นจ้องมาอย่างเอาเรื่อง ตอนร้องไห้ไม่ชอบเท่าไหร่แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าน่ารักมากอยู่ดี

นอกจากชอบแล้วก็อยากเป็นคนอยู่ข้างๆในทุกเวลา อยากดูแลเวลาร้องไห้ ไม่อยากให้อีกฝ่ายเก็บความทุกข์ใจไว้คนเดียว  อยากเป็นคนทำให้น้องหลับฝันดีทุกคืน อยากให้น้องแบ่งความไม่สบายใจที่มีมาให้เขา...ไม่อยากปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่คนเดียว

เดือนแตะที่ตำแหน่งหน้าอกด้านซ้ายของตัว  เขามองนิ้วก้อย...ที่ที่ดินบอกว่ามีด้ายแดงที่เช่าอมไปหาเนื้อคู่ของตัวเองผูกอยู่  ตอนนี้เขาก็อยากมองเห็นด้ายแดงบ้าง จะได้ดูว่ามันเชื่อมไปหาใคร ใช่คนที่เขาคิดถึงอยู่ตอนนี้หรือเปล่า  แต่ดินบอกว่าด้ายแดงเขาถูกตัดไปแล้วนี่นะ...งั้นก็ดี เขาจะผูกมันขึ้นมาใหม่  ผูกมันขึ้นมากับคนที่เขาชอบมาก

อ่า...ใช่แล้ว  ที่เขานั่งคิดอยู่ตั้งนาน มันไม่มีตรงไหนที่บอกว่าเขาไม่ชอบดินเลยนี่นา...มีแต่คำว่าชอบทั้งนั้น  ชอบทุกอย่างที่เป็นดิน  ชายหนุ่มยิ้มให้ตัวเอง ถูกอย่างที่ไอ้รันว่า คำตอบมันก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง...

เขาชอบดิน...ชอบคนที่ทุกคนมองว่าเป็นน้องชายของเขา

แต่ก็ช่าง...เขาชอบดิน แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับเขาในตอนนี้ ส่วนดินคิดยังไงเขาไม่รู้หรอก

ดินบอกว่าตัวเองมีพลังพิเศษแต่เดือนก็ไม่ได้บอกว่าเขาก็มีสิ่งพิเศษเช่นกัน...เป็นสิ่งที่ทำให้ได้ทุกอย่างที่ต้องการเรียกสั้นๆว่า ‘ลูกตื๊อ’ นั่นแหละ

น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน กับน้องชายใต้ชายคาเดียวกัน  เต๊าะทุกวันไม่สำเร็จก็ให้มันรู้ไป!

พอคิดได้แบบนี้คนตัวสูงก็ดีดตัวลุกมานั่งตัวตรง  ทำหน้าตาเหมือนคนค้นพบทฤษฎีเปลี่ยนจักรวาล แต่จริงๆแล้วสิ่งที่นายรวีกานต์คิดได้มันก็เป็นแค่เรื่องเล็กจิ๊ดเดียว

“กูข้ามขั้นตอนการ ‘จีบ’ ไปนี่หว่า!”


จีบ หลายๆคนอาจนึกถึงท่ารำวงแบบนาฏศิลป์ แต่การจีบของไอ้เดือนไม่ต้องเรียนนาฏศิลป์มาก็ทำได้ เพราะมันอาศัยแค่สองอย่าง

‘ใจกับความอดทน’

ครับ ถึงจะดูน้ำเน่ายิ่งกว่าคลองแสนแสบแต่เชื่อเถอะว่าหากไม่มีสองสิ่งนี้ก็จีบใครไม่รอด  นอกจากนี้เรายังต้องมีตัวช่วยพิเศษอันได้แก่ ‘มุขในการจีบ’ แบบเบสิคก็ปล่อยมุขเสี่ยว  หยอดไปวันละนิดเดี๋ยวก็ต้องมีอายม้วนกันบ้าง  แต่สิ่งที่เดือนต้องคิดคือดินไม่ใช่คนที่จะหวั่นไหวกับมุขจีบแบบเด็กๆของเขาแน่

ลองหยอดไปเผลอๆจะด่ามาเป็นปืนกล

เพราะงั้นข้อนี้ตัดทิ้ง ต้องเลื่อนไปใช้แผนการเบสิคขั้นที่สอง ‘ดอกไม้และขนม’

ให้ขนมให้ดอกไม้  แผนเบสิคแบบเด็กมัธยม แต่ถึงกระนั้นไอ้เดือนก็ยินดีทำตามแผนนี้  เขาจัดการถอยรถกระบะออกมาแล้วบึ่งไปตลาดทันที  ตอนนี้ใกล้เที่ยงแล้ว  แต่น่าจะยังทัน

เมื่อมาถึงตลาดเดือนก็รีบวิ่งไปที่แผงดอกไม้  เหตุการณ์เหมือนซ้ำรอยเดิมกับเมื่อเช้า ดีหน่อยที่ตอนนี้มีน้องปราณนั่งยิ้มแฉ่งรับลูกค้าอยู่  ไม่มีวี่แววจะองค์ลงแบบเมื่อเช้า  เดือนรีบเดินเข้าที่ร้าน พออีกฝ่ายเห็นเขาก็หน้าเจื่อน รีบยกมือไหว้

“พี่เดือนจ๊ะ เรื่องเมื่อเช้าปราณขอโทษนะจ๊ะ”

“ช่างมันเถอะครับ แต่วันหลังถ้าทะเลาะกันก็คุยกันดีๆจะดีกว่านะ” 

ปราณยิ้มร่า  พยักหน้าหงึกๆ “เข้าใจแล้วจ้ะ ว่าแต่พี่เดือนมานี่จะเอาอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”

“คือพี่มาซื้อดอกไม้น่ะ”

“อ้าว ไหนเมื่อเช้าไอ้เฟิงบอกพี่ซื้อไปแล้วนี่จ๊ะ”

“เอ้อ ก็ใช่” เดือนเกาจมูกแบบเขินๆก่อนตอบ “แต่หนนี้มาซื้อให้คน...”

“ฮั่นแน่”  น้องปราณร้องเสียงดังตบมือฉาดใหญ่ เสียงดังจนเดือนว่าคนคงได้ยินกันทั้งตลาด  ลูกชายร้านขายดอกไม้มองเขายิ้มๆ ดวงตากลมแฝงประกายเจ้าเล่ห์ “ไปติดใจสาวที่ไหนมาจ๊ะพี่เดือน  แบบนี้ต้องให้น้ามะลิไปขอแล้วนะ”

“อืม...รออีกหน่อยก็แล้วกัน  เพิ่งเริ่มจีบ” เพิ่งคิดได้เมื่อยี่สิบนาทีที่ผ่านมานี่เอง เหอๆ  แต่อันที่จริงจะขอหรือไม่ขอก็ไม่ต่างกันนะ เพราะยังไงดินก็อยู่บ้านเดียวกับเขาอยู่แล้ว...ถือว่าเป็นครอบครัวอยู่แล้วด้วย

“แล้วอยากได้ดอกไม้แบบไหนจ๊ะ”

“อ่า...แบบที่แทนถึงความดีงาม...ความบริสุทธิ์ สดใสน่ะ”

เขาไม่เจาะจงดอกกุหลาบเพราะคิดว่าดินไม่น่าจะพิศวาสดอกกุหลาบมากนัก  ถ้าจะซื้อดอกไม้น่าจะซื้อดอกที่แทนตัวคนรับได้ดีที่สุดจะดีกว่า  สำหรับดินเขามองอีกฝ่ายเป็นคนดี ช่วยเหลือคนอื่น ถึงปากจะร้าย...แต่ข้างใน...เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของอีกฝ่าย

ปราณเอียงคอนึกถึงดอกไม้ที่แสดงความหมายตามนั้นก่อนจะดีดนิ้วเป๊าะ ยิ้มแฉ่ง  “จัดให้เลยจ้ะพี่เดือน  รับรองดอกไม้ถูกใจพี่แน่ๆ”

หลังจากรับห่อดอกไม้ที่ปราณห่อมาในกระดาษหนังสือพิมพ์อย่างดีเดือนก็กลับมาที่รถ  ปราณย้ำนักหนาว่าให้เปิดห่อกระดาษตอนเอาให้ดินเลยจะได้เซอร์ไพรส์  เขาก็ตกลง  แต่ว่าให้ดอกไม้อย่างเดียวจะดีเหรอ  ควรซื้อขนมอะไรไปให้ไหม เขาก็ไม่แน่ใจว่าดินชอบกินอะไร เพราะปกติเจ้าตัวก็ทานได้หมด แล้วมันจะแปลกหรือเปล่าที่จู่ๆก็ซื้อทั้งขนมทั้งดอกไม้ไปให้

ไม่ไหวแฮะ สงสัยงานนี้ต้องใช้ตัวช่วย  ไวเท่าความคิดมือใหญ่ก็หยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาอารัณย์อีกรอบ คราวนี้เจ้าตัวก็งัวเงียขึ้นมาด่าให้อีก เดือนเลยตัดบทด้วยการเล่าให้ฟังคร่าวๆว่าเขาต้องการอะไร อีกฝ่ายกนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมา

[น้องดินชอบประวัติศาสตร์] อารัณย์ตอบไปกลั้นหาวไป [น้องเขาบอกกูตอนไปเดินเที่ยวกันไง  รู้แบบนี้แล้วถ้ามันตัดสินใจยากนักว่าจะแนบอะไรไปกับดอกไม้ดี มึงก็เขียนเพลงยาวแปะไปกับดอกไม้ก็แล้วกัน] ชายหนุ่มผมยาวตอบไปส่งๆพลางล้มตัวลงนอนต่อ ง่วงจะตายอยู่แล้ว ก่อนจะหลับไปเขาได้ยินเสียงเดือนพูดอะไรอีกสองสามอย่างแล้ววางสายไป

จะว่าไปเรื่องเพลงยาว...คนตัวสูงอมยิ้มเมื่อนึกถึงวิธี ‘จีบ’ กันเมื่อประมาณสองร้อยสามร้อยปีที่แล้ว  เคยอ่านเจอแต่ผู้ชายใช้เพลงยาวจีบผู้หญิง ถ้าไอ้เดือนทำขึ้นมาจริงๆนี่คงฮาน่าดู

แต่มันคงฉลาดพอที่จะไม่ทำหรอก...มั้ง

ว่าแต่มันรู้ด้วยเหรอวะว่าเพลงยาวคืออะไร?


ทางด้านเดือนเมื่อวางสายจากอารัณย์เขาก็กดมือถือเสิร์ชหาคำว่าเพลงยาวทันที  นึกโทษตัวเองที่ไม่ได้ตั้งใจเรียนประวัติศาสตร์มาให้มากกว่านี้  หลังจากค้นเจอว่ามันคืออะไรคนตั้งท่าจะรุกจีบก็ได้แต่กัดปาก

เพลงยาวนี่มันเป็นกลอน...แล้วจะให้แต่งกลอนส่งไป

คุณพระ...จากกลอนรักหวานๆกลัวมันจะกลายเป็นกลอนเสี่ยวน่ะสิ

เดือนครุ่นคิด ถ้าแต่งเองไม่ได้...ยืมของคนอื่นมาใช้หน่อยก็แล้วกัน  เขาเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไปมาอยู่พักใหญ่จนได้สิ่งที่ต้องการ  ชายหนุ่มยิ้มกว้างแล้วรีบบึ่งรถกลับบ้าน  เพื่อไปเขียน ‘เพลงยาว’ มาส่งให้ ‘น้องชาย’ ทันที

เมื่อมาถึงบ้านเดือนก็ดึงกระดาษโพสอิทสีเขียวมาแผ่นหนึ่งแล้วเริ่มลงมือเขียน ลายมือเขาไม่ได้สวยมากแต่ก็ยังนับว่าเป็นระเบียบและสวยกว่าลายมือผู้ชายคนอื่นๆ ต้องขอบคุณครูสมัยอนุบาลที่จับเขาคัดลายมือทุกเย็นหลังจากพบว่าลายมือของเขาคงปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปจนโตไม่ได้ เพราะจะเป็นภัยกับหน้ากระดาษ เอาง่ายๆคือสมัยเด็กลายมือเขามันห่วยจนเกินบรรยายนั่นเอง

หลังจากเขียนกลอนที่คัดมาแล้วลงบนกระดาษ  ชายหนุ่มก็แปะโพสอิทสีเขียวลงบนห่อหนังสือพิมพ์แล้วหอบทั้งหมดลงไปที่ห้องนั่งเล่นซึ่งดินกำลังนั่งทำบัญชีอยู่  เดือนพบดินนั่งอยู่ที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก กดเครื่องคิดเลขท่าทางเคร่งเครียด  อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเขา  คิ้วเรียวเลิกขึ้นเมื่อเห็นห่อของในมือ

“อะไรน่ะครับ”

“อ่ะ พี่ให้”

เดือนยื่นห่อดอกไม้ไปให้แทนคำตอบ  อีกฝ่ายรับมาอย่างฉงน  ตีไปว่านี่คือของขวัญ “เนื่องในโอกาสอะไรครับ”เดือนเกาแก้ม “ก็เนื่องในโอกาสที่อยากให้เราดีกัน”

“ผมไม่ได้โกรธคุณ”

“แต่น้องดินหลบหน้าพี่”  ดินเม้มปาก สังเกตว่าสรรพนามแทนตัวพวกเขาเปลี่ยนไปอีกแล้ว

“ผมเปล่า”

“น้องเอาแต่ก้มหน้ามองพื้นตลอดเลย  หาเห็ดเหรอครับ?”

“นี่คุณ!”

หาเห็ดบ้านมึงสิครับ!

สุดท้ายเขาก็ต้องเงยหน้ามาจ้องอีกฝ่ายตรงๆจนได้  เดือนจับใบหน้าเขาไว้ไม่ให้ก้มลงไปมองพื้นได้อีก  ดินหลับตาปี๋ ยอมรับว่าหลังกลับจากทะเลเขาก็เลี่ยงที่จะพบอีกฝ่ายมาตลอด  ก็...ก็เขาไม่รู้จะทำตัวยังไงนี่นา! พวกเขาสองคนเพิ่งจะจูบกันมานะ...แถมจูบแบบ...ดีพคิสด้วย!

แล้วจะให้มาทำตัวปกติก็ไม่ใช่หรือเปล่า เขาสับสน  เดือนจูบเขาทำไม แค่สงสารหรือยังไง? ดินไม่รู้ ไม่เข้าใจ ดังนั้นเขาเลยเลือกที่จะถอยออกมาเพื่อป้องกันตัวเอง

หากอีกฝ่ายไม่คิดอะไร เขาก็จะไม่คิดอะไร

เขาต้องถอย...ก่อนจะ ‘รู้สึก’ มากไปกว่านี้

แต่ดินรู้ว่าถึงจะถอยห่างออกมายังไงมันก็ไม่เหมือนเดิม...ทุกครั้งที่ใกล้เดือน ใจเขาเต้นแรงเกินไป ทุกอย่างมันเกินจะควบคุมเสียแล้ว

“พี่แค่อยากให้เรากลับมาคุยกันดีๆ” เดือนนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขา  ดวงตาคู่คมที่สะกดเขาได้ทุกครั้งมองมาทำให้ดินต้องหลบตา
“ปกติเราคุยกันดีๆด้วยเหรอครับ”

“พี่หมายถึงคุยกันแบบปกติ  ไม่ใช่หลบหน้าหลบตากันแบบนี้  แต่เอาเถอะ พี่ก็พอรู้ว่าน้องหลบหน้าทำไม”

“มันไม่ใช่แบบที่คุณคิดนะ” ดินร้องเสียงหลง  แต่อีกฝ่ายกลับแค่ยิ้มมุมปาก “เรื่องจูบใช่ไหมล่ะ?”

ดินหน้าแดงก่ำ ดูสิ อีกฝ่ายพูดออกมาด้วยท่าทีสบายๆแบบนั้น มีแต่เขาที่เป็นบ้าไปคนเดียว  ดังนั้นชายหนุ่มจึงกล้ำกลืนความน้อยใจเล็กๆที่ผุดขึ้นมาแล้วตอบเสียงเรียบ “ผมไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย”

“เหรอ” เดือนตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ “แต่พี่คิดนี่”

“หา?” ดินว่าสีหน้าเขาตอนนี้มันต้องตลกมากแน่ เพราะอีกฝ่ายหัวเราะก๊ากออกมาทันที แต่เขาก็ตกใจเกินกว่าจะมานั่งด่า 
ที่อีกฝ่ายบอกว่าคิด...มันหมายความว่ายังไง?

“หมายความ...ว่ายังไง”
“ลองเปิดห่อสิ”
เดือนบุ้ยปากไปทางห่อกระดาษหนังสือพิมพ์  ดินจึงค่อยๆหยิบห่อออกมาจากถุงพลาสติก  เขาชะงักเมื่อเห็นโพสอิทสีเขียวที่แปะไว้  มือเรียวดึงมันขึ้นมาอ่าน

สงสารอกกระต่ายป่าพฤกษาชาติ
จะวายชีวาตม์ดับจิตด้วยพิศวง
แสนคนึงถึงเสน่ห์ที่จำนง
ก็เหมือนอกกระต่ายดงที่หลงเดือน

นี่มัน...

“เพลงยาวของเจ้าฟ้ากุ้ง?”  ดินพึมพำ เหลือบมองหน้าคนตัวโตที่เกาแก้มแล้วเสมองไปทางอื่น  ใบหูอีกฝ่ายยังขึ้นสีนิดๆด้วย!

ดินรู้สึกว่าตัวเองก็หน้าแดงเช่นกัน  ทำไมเขาจะไม่รู้ความหมายของกลอนบทนี้

หึ แต่กระต่ายดงน่ะมันควรจะเป็นเขามากกว่า...กระต่ายตัวจ้อยที่อยู่บนดิน ได้แต่แหงนมองเดือนที่สุกสกาวบนฟ้า

ทำอย่างไรก็เอื้อมไม่ถึง

มือเรียวค่อยๆแกะห่อหนังสือพิมพ์ออกก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อพบสิ่งที่อยู่ข้างใน  ดินประคองดอกไม้ออกมาอย่างเบามือแล้วพูดเสียงเบา “ดอกบัว?”

“ช่าย ดอก...ฮะ ดอกบัว!?”

เดือนหน้าเหวอเมื่อพบว่าดอกไม้ที่อยู่ในมือดินคือดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ดอกหนึ่ง  นี่หรือเซอร์ไพรส์ โอ้โห เซอร์ไพรส์กูมากครับน้องปราณ ขนาดนี้แล้วทำไมน้องไม่แถมธูปเทียนมาด้วยเลยวะ 

“ทำไมเป็นดอกบัวล่ะ”

“ผมจะรู้ไหม คนซื้อมามันคุณนะ  ว่าแต่ไปสั่งเขาว่าอะไร”

“ก็ดอกไม้ที่เป็นตัวแทนของความดีงาม ความบริสุทธิ์”

“งั้นเขาจะให้ดอกบัวมาก็ไม่แปลก” ดินหรี่ตาลง  อมยิ้มในหน้า “ว่าแต่นี่ให้ผมเหรอครับ”

“ใช่”

“ให้ทำไม”  เขาวางดอกไม้ลง  หันไปมองหน้าคนตัวสูง...ที่ความสันพันธ์ระหว่างกันยังไม่ชัดเจน “ผมถามจริงๆนะ คุณต้องการอะไรจากผม?” ที่มาทำดีขนาดนี้ อยากให้หวั่นไหวเล่นๆหรือไง

“พี่ก็...ก็แค่อยากให้  พี่อยากขอโทษที่ทำให้ดินตกใจ...คืนนั้น”  ถ้อยคำกระซิบแผ่วเบาทำให้ดินแค่นยิ้ม “ช่างมันเถอะครับ ก็แค่บรรยากาศพาไป”

“พี่ช่างมันไม่ได้ เพราะทำอะไรวู่วามเราเลยไม่สนิทใจกันเหมือนเดิม...ทั้งที่น้องเริ่มเปิดใจให้แล้วแท้ๆ”  ดินถอนหายใจ “ถ้างั้นผมจะพยายามทำตัวให้เหมือนเดิม โอเคไหมครับ”

เขามองเดือนที่มีท่าทางว้าวุ่นอย่างเห็นได้ชัด อีกฝ่ายส่ายหน้าน้อยๆ “ไม่ใช่”  มือใหญ่อบอุ่นเลื่อนมากุมมือเขาไว้ “เอาเป็นว่าเรามาเปิดใจกันทีล่ะนิดดีกว่า เริ่มจากการเปลี่ยนคำเรียกจากคุณกับผมเป็นพี่กับน้องดีไหม?”

“ไม่ดี”

“เอาเป็นว่าตกลงนะ”

มึงฟังกูพูดอยู่หรือเปล่าวะครับ!

ดินถลึงตาใส่อีกฝ่าย สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “งั้นก็ตกลงครับ” ขี้เกียจเถียงแล้ว เหนื่อย

“งั้น เราจะพยายามกลับไปทำตัวให้เหมือนเดิมนะครับ เป็นพี่กับน้อง”

“ไม่ใช่ เราไม่ได้จะกลับไปเป็นพี่น้องกัน” เดือนเม้มริมฝีปาก เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่าย  แวบหนึ่งที่ดินคิดว่าอีกฝ่ายจะจูบเขาอีกครั้งแต่คราวนี้เดือนกลับกดริมฝีปากลงที่ปลายจมูกเขาแทน

“แต่พี่เดือนจะขอจีบน้องดินอย่างเป็นทางการต่างหาก”

**********************************

สวัสดีปีใหม่จีนค่าาาา ขอให้ทุกคนเฮงๆรวยๆมีโชคกันตลอดปีน่อออ :call:
ต้องของอภัยที่มาอัพช้าค่ะ (T_T) คือสัปดาห์ก่อนมันสัปดาห์มหาโหดชัดๆ ทั้งจัดงานนิทรรศกาล
งานตรุษจีนอีก เลยเลื่อนมาอัพเป็นวันจันทร์แทน
ขอเม้าท์มอยเล็กน้อยสำหรับตอนนี้ คือไอ้มุขเพลงยาวนี่ยังไม่เคยมีใครใช้นะ 555
แต่ดอกบัวอ่ะมี เพื่อนคนเขียนเคยได้ดอกบัววันวาเลนไทน์ค่ะ นางก็เอาใส่ขวดน้ำไว้แล้วตั้งไว้ที่โต๊ะ 5555
ใครเดินเข้าห้องเรียนมาก็ขำกันใหญ่

ปล.พี่เดือนนางเป็นพวกรู้ตัวช้าค่ะ อภัยให้นางด้วย กว่าจะรู้ตัวนี่ลวนลามเขาไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
:laugh:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ kung

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-2
อย่าช้านะพี่เดือนคนแมนรีบจีบน้องดินให้ไวเลย อยากรู้ว่าพี่เดือนจะซื่อ(บื้อ)จะรุกน้องดินอิท่าไหนนี่  อิอิ :mew1: o18

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1583
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
โฮะๆ

หม่ามี้เหมือนจะรู้ล่วงหน้า =3

พี่เดือนสู้ๆ คว้าใจน้องให้ได้นะ :D

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1537
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-4
    • facebook


โหยยย! พี่เดือนชัดเจนอ้ะ อย่างนี้ดินก็แย่สิคะ
รออ่านตอนต่อไปค่ะ (เขินตัวบิด ฮ่า ฮ่า ฮ่า)  :mew1:


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
กว่าจะรู้ตัวนะพี่เดือน ต้องมีคนมาเบิกเนตรก่อน

ออฟไลน์ koikoi

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3911
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +311/-13
สู้ๆนะพี่เดือน

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๑๓
ความรักของสายลม


“พี่เดือน  ไปอาบน้ำได้แล้ว”  ชายหนุ่มผมดำที่ยืนเช็ดผมอยู่หน้ากระจกที่ติดอยู่ที่บานประตูตู้เสื้อผ้าตะโกนบอกพี่ชายต่างสายเลือดที่นอนแผ่อยู่บนเตียง  ดินคล้องผ้าขนหนูสีขาวไว้ที่คอ ย่นจมูกมองคนงอแงไม่ยอมอาบน้ำอย่างหน่ายๆ ดูสิ ตัวก็เหม็นเหงื่อยังไปนอนเกลือกกลิ้งบนเตียงอีก เดี๋ยวพ่อยันตกเตียงเลยนี่

“พี่เดือน  ผมบอกให้ไปอาบน้ำไง”

“ฮื่อ อีกห้านาที” คนที่นอนแผ่หลับตาพึมพำบอก  ดินเบ้ปากใส่ เดินไปทุบหลังคนตัวโต

“ตอนที่ผมแต่งตัวอยู่พี่ก็พูดแบบนี้  ไปอาบน้ำก่อนเลยอย่ามางอแง  ไม่ใช่เด็กสามขวบนะครับ”

“แต่พี่เหนื่อย”

“ก็อาบน้ำจะได้สบายตัวไงครับ”

เดือนปรือตามองคนที่ยืนกอดอกค้ำหัวเขาอยู่  ดวงตาสีอ่อนแฝงประกายวาววับ  กลิ่นหอมอ่อนจากครีมอาบน้ำแตะจมูกเขายามน้องชายเขยิบเข้ามาใกล้  คนเป็นพี่เลยจุดยิ้มที่มุมปาก พูดอ้อนออกไป “อาบก็ได้ แต่น้องดินต้องมาให้หอมก่อน”

ดินกลอกตากับคำหยอดที่ช่วงนี้ได้ยินบ่อยครั้ง  ก่อนจะถอยหนี “ไม่เอา ผมไม่ให้คนตัวเหม็นกอดหรอก  ถ้าไม่ยอมลุกไปอาบน้ำดีๆคืนนี้จะให้นอนนอกห้องนะครับ”  ดินสาบานว่าเขาไม่ได้ขู่ ถ้าเดือนไม่ยอมลุกไปอาบน้ำดีๆคืนนี้เขาจะไล่อีกคนไปนอนนอกห้องจริงๆด้วย

เดือนได้แต่อมยิ้มกับคำขู่ที่ฟังยังไงมันก็น่ารักสำหรับเขา  ดินคงไม่รู้สินะว่าพูดแบบนี้มันเหมือนพวกคู่สามีภรรยาเขาพูดกันเลย  นี่ถ้าไม่ติดว่า(น้องชาย)สุดที่รักจะกระโดดก้านคอเขาจะหยอดกลับไปแล้วนะว่า ‘ยอมแล้วจ้ะ ที่รัก’

“ไม่ต้องมายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลยนะครับ!”

“คร้าบ” เดือนรับคำก่อนจะยืดกายขึ้น คว้าผ้าขนหนูแล้วเดินโฉบไปใกล้ๆน้องชาย  ฝังจมูกลงบนแก้วขาว สูดเอากลิ่นหอมของอีกฝ่ายเข้าไปเต็มปอด ก่อนจะเดินหัวเราะร่าออกจากห้องนอนไป  ก่อนไปยังไม่วายหันกลับมาขยิบตาให้คนหน้าสวยที่ยืนกุมแก้มหน้าแดงก่ำพร้อมหยอดไปเบาๆอีกดอกว่า “ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวพอกลับมาจะมาขอ ‘กอด’ นะครับ”

ดินอ้าปากค้าง  ความร้อนเห่อลามไปตามใบหน้า  ชายหนุ่มกัดฟันกรอดนึกคำด่าแต่ก็คิดไม่ออก สุดท้ายก็ได้แต่ถลึงตาคาดโทษคนตัวสูงไว้  ฝ่ามือที่เช็ดถูแก้มตัวเองอยู่เมื่อครู่เปลี่ยนมาเป็นแตะเบาๆ สัมผัสร้อนผ่าวเมื่อครู่ยังฝังติดอยู่  จนดินได้แต่ก้มหน้างุด ซ่อนใบหน้าแดงก่ำไว้ทั้งที่ในห้องก็มีเพียงเขาแค่คนเดียว

หลังจากสงบสติได้ ดินก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาแล้วปีนไปนอนบนเตียงฝั่งที่เป็นของเขา หมอนข้างถูกลากมากั้นอาณาเขตไว้เช่นเดิม  หืม กั้นอาณาเขตจากใคร? ก็จะใครล่ะถ้าไม่ใช่ไอ้มนุษย์หน้ามึนที่เดินไปอาบน้ำเมื่อกี้ 

ดินสูดลมหายใจเขาลึกๆ หากจะถามถึงสาเหตุเดือนย้ายมานอนกับเขาก็ไม่ใช่เพราะเกิดพิศวาสขาดใจอะไรกันขึ้นมาหรอก  นับตั้งแต่ที่อีกฝ่ายบอกว่าจะจีบเขา ทั้งสองก็ยังทำตัวกันเหมือนเดิม ตื่นมากินข้าว โวยวายใส่กันแล้วก็ไปทำงาน  แต่ดินรู้ว่าบางสิ่งเปลี่ยนไป  เริ่มจากไลน์ที่ส่งมาหาเขาบ่อยขึ้น เตือนให้กินข้าวบ้าง  อย่าโหมงานหนักบ้าง ไม่ได้ถี่จนน่ารำคาญแต่ก็สม่ำเสมอ 

ทุกเย็นเดือนจะถามเขาว่าวันนี้เป็นยังไงบ้าง เจออะไรมา แล้วพวกเขาก็จะเล่าให้อีกฝ่ายฟังว่าทำอะไร พบเจออะไรมาบ้าง 
มันเป็นแค่การเอาใจใส่ที่แสนเรียบง่าย  เดือนใส่ใจทุกการกระทำของเขา  มันไม่ใช่การจีบที่มาแบบรวดเร็วหรือเร่งรัด แต่เป็นเหมือนต้นกล้าเล็กๆที่เดือนค่อยๆปลูก ใส่ปุ๋ย รดน้ำ และมันกำลังหยั่งรากลงในใจของเขาช้าๆ

พี่ชายต่างสายเลือดคนนั้นกำลังมุมานะทลายกำแพงในใจของเขาลงทีละน้อยอย่างอดทน  พอรู้ตัวอีกที กำแพงสูงที่เคยกั้นไว้ ก็หายลงไปเกือบครึ่งเสียแล้ว

ส่วนที่เดือนย้ายมานอนห้องดินมันก็เริ่มต้นมาจากสาเหตุง่ายๆอย่างเครื่องปรับอากาศในห้องเสีย  เดือนที่ขี้ร้อนจึงขอย้ายมานอนด้วยจนกว่าช่างจะมาซ่อม  ตอนแรกดินเองก็ปฏิเสธ  เขายอมรับว่ากลัว...ก็คนอย่างเดือน...หมาป่าในคราบแกะโง่แบบนั้นมันน่ากลัวน้อยเสียเมื่อไหร่!  แต่หลังจากเดือนทนนอนเปิดพัดลมเหงื่อไหลเป็นน้ำตกเจ็ดสาวน้อยอยู่ในห้องได้สองวันเขาก็สงสารเลยให้มานอนด้วย  แต่เขาก็บังคับให้อีกฝ่ายสาบานว่าจะไม่ทำอะไรเกินเลยกับเขา

นี่ก็รอดมาได้สามคืนแล้ว แต่ก็นั่นแหละ ถึงไม่ได้ทำอะไรเกินเลยแต่ไอ้บ้านั่นก็ชอบมาเล่นงานตอนเผลอตลอด หอมแก้มบ้าง ลากไปกอดบ้างจนบางครั้งเขาอยากจะกระโดดก้านคอพี่ชายให้รู้แล้วรู้รอด เหมือนวันแรกที่พวกเขาเจอกันนั่นแหละ เหอๆ

แกรก

เสียงเปิดประตูห้องทำให้คนที่อยู่บนเตียงสะดุ้งน้อยๆ เดือนที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงเลเดินมาล้มตัวลงนอนที่อีกด้าน  เขามองหมอนข้างที่ลากมากั้นอาณาเขตอย่างขำๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร  ดินไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองเป็นคนนอนดิ้นขนาดไหน  ไอ้หมอนข้างนี่พอเจ้าตัวหลับก็มักจะดินถีบมันลงไปปลายเตียงเองทุกที เป็นอันเปิดโอกาสให้เขาได้นอนใกล้น้องอย่างง่ายดาย

เดือนหยิบโทรศัพท์มาเข้าเฟซบุ๊ค  เช็คนู่นเช็คนี่ไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งมีคนทักแชทเขามา  พอมองก็เห็นว่าเป็นปราณชายหนุ่มจึงกดเข้าไปดู

อื้อหือ...กูนี่นึกว่าญาติใครเสีย รัวสติกเกอร์ร้องไห้มาเป็นสิบอันทำไมครับเนี่ยน้องปราณ

Levi Raveekarn Taylor  : เป็นอะไรไปครับน้องปราณ?

Pran Pattamatrakul : งื้อออออ

Pan Pattamatrakul : *รัวสติกเกอร์ร้องไห้*

เดือกระพริบตาปริบ  เอิ่ม น้องปราณครับ  ถ้าน้องจะรัวแค่สติกเกอร์ร้องไห้พี่เดือนจะไปนอนแล้วนะครับ   ด้วยความที่จิตวิญญาณพี่ชายที่ดีเข้าสิง เดือนจึงพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
 
Levi Raveekarn Taylor : เป็นอะไรครับ?

Pran Pattamatrakul : ปราณ...ทะเลาะกับเฟิงครับ

หืม...อีกแล้วเหรอ คู่นี้นี่ยังไงกัน เดี๋ยวก็ตีกัน เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน

Pran Pattamatrakul : แต่ว่ามันก็เรื่องเดิมๆ ช่างเถอะครับ  ดึกแล้ว พี่เดือนไปนอนเถอะ ฝันดีครับ

หลังจากนั้นน้องปราณ ณ ร้านขายดอกไม้ก็ออฟไลน์ไป ทิ้งให้เดือนนอนงงค้างกับหน้าจอโทรศัพท์  อะไรของเด็กสองคนนี้วะเนี่ย...ว่าแต่ตอนเป็นวัยรุ่น  คนเรามันเครียดกับเรื่องทะเลาะกับเพื่อนผู้ชายขนาดนี้เลยเหรอ  เขาจำได้ว่าตอนทะเลาะกับไอ้รันก็ลากมันไปเคลียร์ตอนเย็น ซัดกันหมัดสองหมัดแล้วก็กอดคอกลับบ้านเหมือนเดิม ไม่ได้มานั่งกังวลใจอะไรขนาดนี้นะ แต่ก็ช่างเถอะ...

“จะนอนหรือยังครับ?” เดือนละสายตาจากหน้าจอไปมองน้องชายที่วางหนังสือลงเรียบร้อย “ถ้าตอบแชทเสร็จแล้วก็วางโทรศัพท์ลงได้แล้วครับ เล่นมากๆเดี๋ยวสายตาเสียนะ” เพราะอีกฝ่ายพูดด้วยสีหน้าติดจะบึ้งนิดๆเดือนเลยขมวดคิ้วสงสัยว่าน้องชายเป็นอะไร แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากถาม  ดินที่ตีความอาการขมวดคิ้วของเขาเป็นอีกแบบก็ล้มตัวลงนอนแล้วหันหน้าไปอีกทาง “แต่ถ้าจะตอบแชทต่อก็ตอบไปเถอะครับ ปิดไฟด้วยแล้วกัน ผมจะนอนแล้ว”

เดือนมองคนที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังแสดงอาการงอนสลับกับโทรศัพท์ในมือแล้วยิ้วขำ เขาวางโทรศัพท์ไว้ที่ตู้ข้างเตียงแล้วเดินไปปิดไฟ  ก่อนจะสอดตัวเข้ามาในผ้าห่ม  หืม อาการงอนแบบนี้ไม่ได้หาดูง่ายๆนะ อยากอัดคลิปเก็บไว้ชะมัด แต่ทางที่ดีง้อก่อนดีกว่า

เดือนผลักหมอนข้างที่แสนจะเกะกะทิ้งไปก่อนจะดึงตัวน้องชายให้หันกลับมา  ตอนแรกดินก็ขืนตัวแต่สุดท้ายก็สู้แรงเขาไม่ไหว  ยอมหันกลับมาจนได้

“เป็นอะไร”

“เปล่าครับ”

“เมื่อกี้คุยกับปราณ”

“บอกผมทำไมล่ะ จะคุยกับใครก็ช่างคุณสิ แล้วปล่อยได้แล้ว ชักจะรุ่มร่ามแล้วนะครับ”  ดินแงะมือที่พาดเอวเขาอยู่ออกพลางแยกเขี้ยวขู่พี่ชาย 

“ก็อยากบอก”

“ผมไม่อยากรู้”

“ทำไมเป็นผมอีกแล้วล่ะ” เดือนจุ๊ปาก “เราตกลงกันแล้วนี่ว่าจะเปลี่ยนเป็นคำเรียกกันน่ะ ดินต้องแทนตัวว่าดินสิ”

“ไปหลับตาละเมอมาจากไหนครับ ไม่ได้พูดเสียหน่อย”

“พูด”

“ไม่ได้พูด”

“ดิน...ถ้าดินไม่เปลี่ยนงั้นพี่ทำโทษนะ” เดือนแกล้งยื่นใบหน้าไปใกล้อีกฝ่าย จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นของกันและกัน  ดินอยากจะขยับหนีแต่ติดที่ท่อนแขนปลาหมึกของอีกฝ่ายรั้งเอวเขาไว้ได้อีกแล้ว  คนผมดำกัดริมฝีปาก  ก้มหน้าหลบ

“ว่าไงครับ จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน” ยังคงไม่มีการตอบรับจนเดือนแกล้งยื่นหน้าไปใกล้จนจมูกแตะกันอีกนั่นแหละดินถึงได้ร้องขึ้นมา “เปลี่ยนก็ได้ครับ!...เข้าใจแล้วครับ พี่เดือน”

“หืม ใครเข้าใจอะไร?”

โธ่ ไอ้พี่บ้านี่ เดี๋ยวกูต่อยตาเขียว!

ดินฮึดฮัดอยู่พักหนึ่งถึงยอมตอบกลับไป “ดินเข้าใจแล้วครับพี่เดือน”

ใบหน้าหล่อเหลาของอดีตนายแบบเผยรอยยิ้มกว้าง ลูบผมน้องชายพลางชมเปาะ “เก่งมากเด็กดี”

“ดินไม่ใช่หมา ไม่ต้องมาลูบหัว แล้วก็ถอยออกไปได้แล้วครับ อึดอัด!” เตียงก็มีตั้งกว้าง มานอนเบียดทำไมวะ

เดือนยอมถอยออกไปอย่างว่าง่าย แต่ก็ถอยออกไปแค่นิดเดียวนั่นล่ะ เขายังรั้งเอวอีกฝ่ายไว้อยู่ “เมื่อกี้คุยกับปราณจริงๆ น้องบอกว่าทะเลาะกับเฟิง”  เดือนบอก  ไม่รู้ว่าทำไม ปกติเขาไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับแชทส่วนตัวเขา แต่กับดิน ให้เปิดข้อความให้ดูก็ยังได้

เขาคงเป็นเอามากแล้วจริงๆ

ดินถอนหายใจเบาๆ “ดินรู้แล้ว น้องก็ทักดินมาเหมือนกัน”

“แล้วเล่าอะไรให้ฟังไหม”

“เปล่า” ดินตอบพลางส่ายหน้า “คู่นี้ก็ทะเลาะกันเป็นปกติ แต่คราวนี้ดูเหมือนจะหนัก  ปราณมาร้องไห้กับดินสองสามครั้งแล้ว...ดิน...ก็เป็นห่วงน้อง”

“ใจดีจริงน้าน้องดิน”

“เฟิงกับปราณมันก็เหมือนน้อง...เห็นกันมาตั้งแต่เล็กๆแล้วล่ะ  มีอะไรดินก็เป็นห่วงเหมือนกัน” เดือนอมยิ้ม ลูบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เราไปคุยกับปราณกันไหมล่ะ จริงๆพี่ก็ไม่ค่อยอยากยุ่งหรอก แต่ถ้าดินไม่สบายใจ ลองไปคุยดูไหม เผื่อเราช่วยน้องได้”

ดินพยักหน้า เอียงหน้าเข้าหาสัมผัสของเขาอย่างลืมตัว  ทำให้เดือนยิ้มบางๆโน้มตัวไปจูบเบาๆที่หน้าผากแล้วลากมาที่ปลายจมูกอีกคนเบาๆ ดินย่นคอเพราะจั๊กจี้กับสัมผัสแผ่วเบานั้น  เดือนมองกิริยาน่ารักนั่นแล้วจึงเอ่ยปากถาม “พี่จูบดินได้ไหม?”

คนตัวเล็กชะงัก  รับรู้ว่าอีกฝ่ายเลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้  ลมหายใจอุ่นปะทะใบหน้าแผ่วเบา  เขาขบริมฝีปากตัวเอง แต่ปลายนิ้วเรียวก็แตะที่ริมฝีปากคลึงเบาๆให้คลายจากกัน เดือนรอคำตอบอย่างใจเย็น หากน้องไม่อนุญาตเขาก็จะไม่แตะต้อง

“ว่าไงครับ...พี่จูบดินได้ไหม”

“ปกติเคยรอดินอนุญาตด้วยเหรอครับ”

สิ้นคำตอบเดือนก็ยิ้มกว้างแล้วแนบริมฝีปากไปที่ริมฝีปากดินเบาๆจนเกิดเสียงจุ๊บแผ่วๆ ชายหนุ่มผละออกมา เขามองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายแต่ก็รู้ว่ามันต้องน่ารักมากแน่ๆ เดือนจึงไม่รอช้าที่จะแนบริมฝีปากลงไปอีกหน  บดจูบจากแผ่วเบาอ่อนหวานให้ลึกซึ้ง  ปลายลิ้นอุ่นไล้เลียแผ่วเบาจนร่างในอ้อมแขนคล้อยตาม

  ดินเบียดร่างชิดคนตัวสูงโดยไม่ตั้งใจ จูบตอบอย่างเผลอไผล  รสจูบที่อ่อนหวานจนพาให้ร่างเขาอ่อนยวบเหมือนขี้ผึ้งลนไฟ บางคราก็ร้อนแรงจนเขารู้สึกถึงลมหายใจถี่กระชั้นของตัวเอง  เดือนรุกไล่เขาจนคล้อยตามก่อนจะผละออกห่างให้เขาเป็นฝ่ายขยับไปมอบสัมผัสให้บ้าง

พวกเขาจูบกันอยู่นานเท่าใดไม่รู้ จนเมื่อดินรู้สึกหมดแรงเดือนจึงผละริมฝีปากออก ก่อนจะเลื่อนใบหน้ามาจูบซับหยาดน้ำข้างริมฝีปากของเขาอย่างไม่รังเกียจ  จากนั้นก็ลากไล้จมูกโด่งมาข้างแก้มเขา กดจูบแผ่วเบา  “นอนได้แล้ว” เป็นคำพูดที่อีกฝ่ายพูดทุกคืนก่อนส่งเขาเข้านอน “ฝันดีครับน้องดิน”

“ฝันดีครับพี่เดือน”

ดินกระซิบ ไม่ได้ดันตัวออกจากอ้อมแขนเดือนแต่อย่างใด เขาปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกดีกับสัมผัสนี้จนไม่อยากให้มันหายไป  ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจช้าๆก่อนจะปิดตาลง

แล้วคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่พวกเขาหลับใหลไปในอ้อมแขนของกันและกัน



เสียงกดกริ่งพร้อมกับเสียงร้องงี้ดง้าดของสี่องครักษ์ ข้าวสวย ไข่ตุ๋น โรตีและสายไหม ทำให้เดือนต้องลุกจากโต๊ะอาหารไปเปิดประตูเพราะดินกำลังยุ่งกับการทำอาหารเช้า  ชายหนุ่มเกาหัว อ้าปากหาวก่อนจะเปิดประตูออกไป แล้วดวงตาสีอ่อนก็เบิกขึ้นน้อยๆอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นแขกที่มาเยือนแต่เช้า

เด็กหนุ่มตัวเล็ก ผิวแทน ตาโต... “น้องปราณ?”

คนถูกเรียกชื่อฉีกยิ้มหวานจ๋อยให้เขาก่อนจะยกถุงใส่ดอกไม้สดถุงใหญ่ขึ้นมา “น้ามะลิสั่งไว้น่ะจ้ะ ปราณเลยขี่รถเอามาส่งให้” เดือนมองถุงดอกไม้สลับกับคนพูดแบบงงๆ ปกติมีดิลิเวอร์รี่ส่งถึงบ้านแบบนี้ด้วยเหรอ? “งั้นเดี๋ยวพี่ไปหยิบเงินให้นะ”

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ คุณน้ามะลิจ่ายแล้ว  อ้อ พี่เดือนกับพี่ดินกินข้าวเช้าหรือยังจ๊ะ ปราณขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าร้านพี่ทะเลเขาเลยฝากมา” เดือนคิ้วกระตุกเมื่อนึกถึงอดีต ‘คนคุย’ ของน้องชายที่ตอนนี้ดูเหมือนกำลังเก็บเงินเป็นค่าสินสอดไปขออดีตคนรักซึ่งตอนนี้กลับมาคบกันแล้วอยู่

ใจจริงก็อยากจะโยนให้ไอ้สี่องครักษ์ด้านนอกกินอยู่หรอกแต่คิดไปคิดมาปาท่องโก๋ก็ไม่ผิด เดือนจึงรับถุงน้ำเต้าหู้อุ่นๆกับปาท่องโก๋มา

ขายหนุ่มมองปราณที่ก้มหน้ากัดริมฝีปากแล้วก็ได้แต่เลิกคิ้ว  ดูเหมือนอีกฝ่ายมีอะไรจะพูด ถ้ามห้เดาก็เรื่องที่ทะเลาะกับเฟิงแน่ๆ
“พี่เดือน ใครมาน่ะ” เสียงของชายหนุ่มผมดำดังขึ้นด้านหลังก่อนใบหน้าสวยราวกับสตรีเพศจะโผล่ชะโงกข้ามไหล่มา  ดินยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่หน้าประตู “อ้าวน้องปราณ”

“สวัสดีจ้ะพี่ดิน  ปราณเอาดอกไม้ที่น้ามะลิสั่งมาส่ง แล้วก็เอาน้ำเต้าหู้ที่พี่ทะเลฝากมาให้น่ะจ้ะ”

“ว้าว ขอบใจนะ จริงๆไม่เห็นต้องลำบากเลย”

“ไม่ลำบากหรอกจ้ะ...ก็อยากมาอยู่แล้ว”

เดือนมองดูเด็กน้อยที่ก้มหน้างุดก่อนจะหันไปดันดินให้พ้นประตูแล้วพูดว่า “เข้ามาข้างในก่อนไหม” สิ้นคำร่างเล็กก็แทรกตัวเข้ามาแล้วก้มหน้างุดไปที่โต๊ะอาหาร ไม่ลืมเกี่ยวถุงน้ำเต้าหู้ไปแกะใส่แก้วอย่างคล่องแคล่ว  เดือนขยิบตาให้น้องชาย ทำปากเป็นเชิงให้ลองถามเลย  หลังจากที่ทั้งสามนั่งลงที่โต๊ะ  ดินจึงเอ่ยปากถาม

“ปราณ ทะเลาะอะไรกับเฟิงหรือเปล่า?” เจ้าของชื่อสะดุ้งเฮือก  เดือนที่เห็นดังนั้นเลยรีบพูดเสริม “พี่ไม่รู้หรอกนะว่าทั้งสองคนทะเลาะไรกันมา แต่มีอะไรค่อยๆพูดกันดีกว่าไหม”

คนตัวเล็กส่ายหน้าหวือ ขอบตาสองข้างแดงก่ำเหมือนคนกำลังสะกดกลั้นน้ำตา “ครั้งนี้มันหนักจริงๆนะจ๊ะพี่เดือน เฟิงไม่พูดกับปราณมาเป็นอาทิตย์แล้ว”

“เกิดอะไรขึ้นล่ะ”

ปราณกัดริมฝีปากจนช้ำ คิดไปแล้วมันก็อยากจะร้องไห้  ไอ้ปราณกับไอ้เฟิงมันคู่กัดประจำตลาด ใครๆก็รู้ แต่ก็พูดได้เต็มปากเลยว่าไม่มีใครกันและกันดีไปกว่าตนอีกแล้ว  ก็อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่คลานต้วมเตี้ยม เอาขวดนมฟาดกันไปจนถึงโตมาจนเตะต่อยกันได้แล้ว พวกเขาทะเลาะกันบ่อยก็จริง

แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ปราณเห็นเฟิงโกรธขนาดนี้

สาเหตุมันมาจากผู้หญิงคนเดียวแท้ๆ...

“เฟิงมันมีแฟนจ้ะ เป็นรุ่นน้องที่โรงเรียนนั่นแหละ”  ไอ้เฟิงมันหน้าตาดี ผิวขาวแบบลูกคนจีน แต่สูง ตาถึงจะตี่แต่ใครๆก็มองว่าน่ารักดี มันขี้เล่น ใจดี ก็ใจดีกับทุกคนยกเว้นไอ้ปราณนั่นแหละที่ไม่รู้เป็นอะไรมันถึงได้ชอบแกล้งนัก ต้องแกล้งหนักๆจนร้องไห้ด้วยนะถึงจะสะใจ  ก็เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว กับไอ้ปราณไอ้เฟิงจะแกล้งจนร้องไห้ แต่กับคนอื่นเฟิงจะขี้เล่นแล้วก็ให้เกียรติ รู้จักขอบเขต เพราะแบบนี้แหละมั้งใครๆถึงได้ชอบมัน

เพราะเฟิงมันใจดี หลายคนเลยชอบหลอกใช้ความใจดีของมัน

“ผู้หญิงคนนี้ไม่ดีเลยจ้ะ ใครๆก็บอกว่าแย่มาก ตอนแรกปราณก็ไม่เชื่อ แต่พอเจอหน้ากันวันแรกก็เชื่อเลย” ปราณพับแขนเสื้อที่ยาวจนถึงข้อมือขึ้น เผยให้เห็นรอยกรีดสีแดงคล้ายรอยเล็บลากเป็นทางยาวที่ท้องแขน ดินถึงกับเบิกตากว้าง น้ำเสียงเริ่มแฝงความไม่พอใจ “ใครทำ!”

ปราณกัดริมฝีปากแน่นกว่าเดิม ไม่ได้ตอบ เดือนที่เห็นท่าไม่ดีรีบกดไหล่น้องชายให้นั่งลง ฝ่ามือใหญ่เลื่อนไปกุมมือเล็กที่สั่นระริกเพราะอารมณ์โกรธ  ดินหันมาสบตาคนตัวโตที่ตอนนี้ดูนิ่งจนน่าประหลาดใจ  เดือนหันไปถามเด็กหนุ่มผิวแทนด้วยสีหน้าเครียดขึ้งไม่น้อย

มีต่อค่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
“ปราณ แฟนใหม่เฟิงทำใช่ไหม?”

“...ครับ...”

“ได้บอกอาจารย์หรือเปล่า”

“เปล่าจ้ะ ปราณไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ อีกอย่างไม่อยากมีปัญหากับเฟิงด้วย เฟิงมันรักแฟนคนนี้มากเลยนะจ๊ะ”

ถึงปราณกับเฟิงจะเหมือนเป็นคู่ซี้ที่ทำทีเหมือนคู่กัดแต่เขามันก็แค่เพื่อน  จะไปมีสิทธิ์เท่ากับคนที่อีกฝ่ายชอบได้ยังไง แต่เพราะไม่อยากให้ไอ้ความเผือกมันโดนหลอกหรอกเลยพยายามเตือน “รุ่นน้องคนนี้คบซ้อนจ้ะ มีเฟิงแล้วก็มีเพื่อนในรุ่นเดียวกันอีกคน ใครๆก็รู้ว่าจ้องจะจับแต่คนรวยๆ มันอาจดูไม่ดีที่เอาผู้หญิงมาพูดแบบนี้แต่ผู้หญิงคนนี้หลอกเฟิงไปเยอะมากเลย  ล่าสุดถึงกับขอให้เฟิงขโมยเงินป๊าเลยนะจ๊ะ”

“แล้วเฟิงทำหรือเปล่า?” ดินถาม ปราณส่ายหน้า พอเห็นดังนั้นคนเป็นพี่ก็ถอนหายใจ ยังดีที่ไม่ได้ลงผู้หญิงจนหน้ามืดนะไอ้เสือจีนเอ๊ย แต่ครั้งนี้ท่าทางจะปัญหาใหญ่ “ปราณก็ไปเตือนไอ้เฟิงนะจ๊ะ แต่มันไม่ฟัง หาว่าปราณจะแกล้งยุให้มันเลิกกับน้องเขา สุดท้ายก็ทะเลาะกัน  ปราณว่ามันไปแล้วก็ว่าแฟนมันด้วย มันเลยโกรธ”



ปราณนึกย้อนกลับไปวันนั้น  หลังเลิกเรียนเขารีบไปดักรอเฟิงที่หน้าห้อง ลากมันออกมาตรงหลังห้องน้ำแล้วเล่าเรื่องที่เขาแอบไปเห็นแฟนใหม่เฟิงกับเพื่อนร่วมชั้นของน้องเดินกอดแขนกันเลือกซื้อของอยู่ในตลาด  ตอนแรกปราณก็คิดแค่ว่าอีกฝ่ายคงเป็นเพื่อนธรรมดา  แต่เพื่อนที่ไหนจะกอดแขน หอมแก้ม ซบไหล่กันขนาดนี้

แต่สิ่งที่เฟิงให้กลับมาก็แค่คำว่า “แล้วไง?”

“แล้วไงอะไร  มึงกำลังโดนหลอกนะ”

“มึงแน่ใจได้ไง น้องคนนั้นอาจจะเป็นตุ๊ดก็ได้”

“ไอ้เฟิง กูไม่โง่ขนาดแยกตุ๊ดกับผู้ชายธรรมดาไม่ออกนะ ยังไงนั่นก็ไม่ใช่ตุ๊ดหรอก”

ปราณกระแทกเสียงอย่างหงุดหงิดเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่ปกป้องคนรักของตัวเอง  แล้วยังมาทำสายตาแบบที่เขาไม่ชอบใส่ด้วย  สายตาที่มองเหมือนเขาเป็นคนประหลาด...คนที่อยากจะเบือนหน้าหนีไปไกลๆ สายตาที่ทำเหมือนเขาเป็นคนผิด...เขาแค่ไม่อยากให้ไอ้โง่เฟิงโดนหลอกก็เท่านั้นเอง...

“มึงไม่รู้จักน้องเขาแบบกู  มึงอย่ามาพูดได้ไหม” ประโยคนั้นทำให้ร่างเล็กรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า  ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนห้ามตัวเองไม่อยู่  ปราณเลยตะโกนด่ากลับไป

“เออไอ้ควาย! อยากอยู่ให้เขาหลอกก็เรื่องของมึงเถอะ แต่มึงฟังกูไว้เลยนะว่าเดี๋ยวมึงก็โดนเขี่ยทิ้ง  พอแฟนมึงไถเงินมึงจนหมดตัวเมื่อไหร่...”

“ไอ้ปราณ!”

พลั่ก

หมัดลุ่นๆกระแทกเข้าที่มุมปากจนคนตัวเล็กกว่าถึงกับเซล้ม ปราณตกใจจนตัวชา ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้น เฟิงต่อยเขา..ตั้งแต่เล็ก ถึงจะทะเลาะกันบ่อยขนาดไหนแต่เฟิงก็ไม่เคยลงมือกันเขาเลยสักครั้ง  ด้านหนุ่มตี๋เองก็ดูตกใจไม่น้อยแต่ด้วยทิฐิที่มากกว่าทำให้เขาไม่แม้แต่จะยื่นมือไปดึงอีกฝ่ายขึ้นมา สิ่งที่ทำมีเพียงแค่พ่นคำพูดร้ายกาจออกไป

“มึงจำไว้เลยนะว่าอย่ามาพูดเรื่องนี้กับกูอีกไอ้ปราณ คนที่ไม่เคยรักใครอย่างมึงแม่งไม่เข้าใจหรอก” สิ้นคำร่างสูงก็เดินกระแทกเท้าออกไป ทิ้งไว้แต่คนตัวเล็กที่แตะแผลช้ำที่มุมปาก น้ำตาที่สะกดกลั้นไว้ไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน เจ็บที่กายไม่เท่าเจ็บที่ใจ  คนตัวเล็กพึมพำออกมาแผ่วเบา

“แล้วมึงรู้ได้ยังไงว่ากูไม่เคยรักใคร...ไอ้โง่”

ใช่มึงมันโง่ ไอ้เฟิง ไม่รู้แล้วเสือกมาพูดดี

แต่คนที่โง่กว่าคงเป็นกู ที่รู้ทุกอย่างดี...

แต่ยังเผลอไปรักมึง

ใช่  ถูกแล้ว ปราณชอบไอ้เฟิง  ชอบมาตั้งแต่ยังอยู่ประถมนู่น แก่แดดนะแต่ก็ช่างเถอะ ก็คนมันชอบ ใช่ว่าเขาโรคจิตชอบถูกแกล้งเสียเมื่อไหร่ แต่ไอ้เฟิงก็มีมุมน่ารักๆด้วยเหมือนกัน มันเลยทำให้เขาหลงรักเข้าจนได้
 
แล้วดูสิ่งที่เขาได้กลับมาสิ

คนตัวเล็กหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นจากพื้น เดินลากขาออกจากโรงเรียนอย่างเศร้าซึม 

สุดท้ายเขาก็ต้องกลับบ้านคนเดียว...



ปราณเหม่อมองแก้วน้ำเต้าหู้ก่อนจะทำทีเป็นดูนาฬิกา  เขารีบลุกขึ้น ขอตัวกลับไปช่วยแม่ขายดอกไม้ต่อ  สองพี่น้องก็เดินออกมาส่งหน้าบ้าน  ดูจนเขาขี่มอเตอร์ไซค์ลับตามา ระหว่างที่ขี่รถอยู่นั้นโทรศัพท์ของเขาก็สั่น ปราณหยิบขึ้นมาดู  เขารู้ว่าทำแบบนี้มันอันตรายแต่เนื่องจากเขาขับรถไม่เร็วมากจึงได้ยอมให้ตัวเองรับโทรศัพท์ได้ หลังจากรับจึงได้รู้ว่าปลายสายเป็นไอ้ขวัญเพื่อนสนิท

[ไงมึง วันนี้ไปบ้านไอ้โจ้ป่ะ]

“ไปไมวะ แดกเหล้า?” ถ้าอยู่ต่อหน้าพ่อแม่ หรือคนอาวุโสกว่าปราณจะค่อนข้างเรียบร้อย แต่ถ้าอยู่กับเพื่อนนี่ก็ห้าวเป้งไปเลย ไม่มีหรอกมาจงมาจ้ะ

[เออ แต่คงมีแค่พวกกูที่กิน มึงไม่กินเหล้านี่ มาทีไรก็มาแดกเป๊ปซี่กับแย่งกับแกล้มพวกกูตลอด]

“ว่าแต่กูเหอะ  แล้วนี่มึงโทรไปชวนไอ้เฟิงยัง”

[ชวนละ แม่งบอกมีนัดไปแดกข้าวกับแฟนที่ตลาด นางคงอ้อนขอซื้อเสื้อผ้าใหม่นั่นแหละ คงกะหลอกจนไอ้เฟิงหมดตัว เตือนมันหน่อยก็ดีนะมึง พวกกูเป็นห่วง]

“กูก็เตือน” ปราณถอนหายใจ “เตือนจนแม่งไม่คุยด้วยเลยเนี่ย”

[เอ้าจริงเหรอวะ แย่แน่เลยว่ะในอนาคตอ่ะ ]

“เออ ช่างแม่งเหอะ ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว งั้นคืนนี้หกโมงครึ่งนะ  เดี๋ยวกูไปด้วย หลังช่วยแม่เก็บแผงนะ”

ขวัญรับคำก่อนกดตัดสายไป  ส่วนปราณก็ขี่รถกลับไปตลาด ช่วยแม่ตนขายดอกไม้ พร้อมกับชะเง้อคอมองหาใครบางคนที่ไม่โผล่หน้ามาหาเลยตลอดวัน


เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ทำให้ดินที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่นต้องละสายตาออกจากจอ  ชายหนุ่มสะกิดพี่ชายตัวโตที่ถือโอกาสยึดตักเขาเป็นหมอนให้ลุกขึ้นก่อน  “พี่เดือน ลุกก่อน ดินจะไปรับโทรศัพท์”  เดือนเบ้ปากนิดๆเลยโดนคนผมดำหนีบปากเข้าให้อย่างหมั่นไส้  ร่างเล็กลุกขึ้นไปดูก็พบว่าคนที่โทรเข้ามาคือปราณ

“ว่าไงปราณ”

[พี่ดิน เอ่อ ผมขวัญนะฮะ เพื่อนปราณเอง]

“อ้อ”  ดินจำชื่อเพื่อนของปราณคนนี้ได้ แต่นึกหน้าไม่ออก  คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน  ทำไมเป็นขวัญโทรมา หรือจะเกิดอะไรขึ้นกับปราณ “แล้วนี่เกิดอะไรกับปราณหรือเปล่า”

[คือ...นิดหน่อยครับ ปราณมันเมามากเลยพี่  ช่วยออกมารับมันหน่อยได้หรือเปล่า]

“แล้วทำไมไม่โทรหาเจ๊ลี่?”

[เจ๊ลี่ไม่ชอบให้ปราณกินเหล้า กับบ้านไปตอนนี้ได้โดนตีขาลายแน่เลย  อีกอย่างปราณมันก็เรียกหาแต่พี่ดินๆตลอดเลย ผมเลยต้องโทรมา  มารับมันหน่อยได้ไหมครับพี่  ตอนนี้มันแย่แล้ว เฮ้ย ไอ้ปราณเลิกกินได้แล้ว!] ประโยคสุดท้ายขวัญคงหันไปตะโกนบอกเพื่อนตัวเอง  ดินเหลือบมองนาฬิกา  ทุ่มกว่าแล้ว  ปล่อยให้ออกมากันสองคนไม่ดีแน่  ชายหนุ่มจึงตอบกลับไป

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปรับก็แล้วกัน  เดี๋ยวจะโทรบอกเจ๊ลี่ให้ว่าปราณมาค้างบ้าน แล้วนี่บ้านขวัญอยู่ไหน?”

“อยู่...” ดินพยักหน้าเมื่อได้ยินชื่อหมู่บ้านที่คุ้นเคย  ชายหนุ่มบอกให้ขวัญดูแลเพื่อนดีๆอีกสองสามคำก่อนจะวางสาย

“พี่เดือน ดินออกไปข้างนอกก่อนนะ”

“ไปไหนน่ะ?”

“ไปรับปราณมาบ้าน น้องไปกินเหล้ามา  กลับไปได้โดนเจ๊ลี่ตีแน่ แล้วเพื่อนน้องก็บอกว่าน้องเรียกแต่ชื่อดิน คงมีปัญหาอะไรกับเฟิงมาอีกแน่ๆ”

เดือนยันตัวขึ้นจากโซฟา “งั้นเดี๋ยวพี่ไปด้วย”  แต่คนอายุน้อยกว่าก็ส่ายหน้า เดินไปหยิบกุญแจรถกระบะมา  มืดแล้วแถมฝนก็ทำท่าจะตก  เอารถมอเตอร์ไซค์ไปไม่ได้

“ไม่เป็นไร ดินไปแป็ปเดียวแหละ พี่อยู่นี่แล้วก็เตรียมน้ำกับผ้าเช็ดตัวให้ดินหน่อย อ้อ ให้น้องไปนอนห้องพี่ก่อนได้ไหม  คืนนี้ฝนทำท่าจะตก เปิดพัดลมน่าจะอยู่ได้”

“เอางั้นก็ได้” เดือนรับคำแบบอิดออด เขาไม่อยากให้น้องขับรถตอนกลางคืนคนเดียวเท่าไหร่  “รีบกลับนะ  อย่าโดนฉุดล่ะ”

“ปากเหรอครับ เดี๋ยวกลับมาเอาน้ำยาล้างห้องน้ำล้างซักหน่อยดีไหม”

เดือนเดินตามหลังน้องชายไปหน้าบ้าน  ก่อนอีกฝ่ายจะขึ้นรถชายหนุ่มก็โน้มตัวไปกดจมูกลงที่แก้มขาวเร็วๆหนึ่งที “ไปดีมาดี รีบกลับนะครับ”

“รับทราบครับ”

ระยะทางจากบ้านสวนของดินไปถึงบ้านของขวัญใช้เวลาราวๆสามสิบนาที  ร่างเล็กของคนผมดำเดินเข้าไปประคองร่างปวกเปียกของปราณเอาไว้  ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะยืนเองไม่ไหวแล้ว  นัยน์ตาคมหลังกรอบแว่นจ้องดุไปที่ขวัญซึ่งสะดุ้งสุดตัว  รู้ดีกว่าผิดที่ชวนเพื่อนดื่มไปเสียเยอะ 

หลังจากยัดปราณเข้าไปที่เบาะข้างคนขับได้แล้วดินก็หันมาพูดกับขวัญ “งั้นพี่กลับก่อนนะ”

“ครับ ขอบคุณมากนะครับ กลับดีๆนะพี่ดิน”

ดินพยักหน้า เดินกลับไปที่รถ  เมื่อเข้ามาประจำที่ชายหนุ่มก็มองหน้าคนที่เป็นเหมือนน้องชายอย่างสงสาร ปราณนั่งนิ่ง เหม่อลอยไปไกล  ดวงตากลมโตแดงช้ำเหมือนคนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก  ดินไม่ได้คาดคั้นน้องทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขาแค่สตาร์ทแล้วขับรถไปเงียบๆ ระหว่างทางกลับบ้านฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา  จากเม็ดเล็กๆก็เริ่มกลายเป็นหยดน้ำฝนเม็ดใหญ่ ตกลงมาอย่างหนักจนมองแทบไม่เห็นทาง

ดินไม่ชอบขับรถตอนฝนตก ชายหนุ่มเพ่งสมาธิไปกับการขับรถ จนไม่ได้สังเกตว่าปราณเริ่มปลดเข็มขัดนิรภัยออกแล้ว  เขาหันมาอีกทีตอนที่มือเรียวพยายามเปิดประตูรถแต่เปิดไม่ได้เพราะเขาล็อกรถเอาไว้ แล้วเจ้าตัวก็ไม่มีสติพอจะปลดล็อกด้วยตัวเอง

“ปราณหยุดเดี๋ยวนี้นะ ทำอะไรน่ะ!” ดินตวาดน้องชายอย่างตกใจ  มือหนึ่งละจากพวงมาลัยไปคว้าตัวน้องให้กลับมานั่งนิ่งๆ แต่คนเมากลับสะบัดตัวออก  ดวงตาแดงช้ำเริ่มมีหยดน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง

“ปราณ...ฮึก...ปราณจะ...จะไม่คุยกับเฟิง...ฮึก ไปคุยกันให้รู้เรื่อง”

“เดี๋ยวค่อยคุย ถึงบ้านแล้วพี่ให้คุยแน่ นั่งนิ่งๆก่อนได้ไหม”

“ฮึก...เฟิง...เฟิงอย่า...อย่าเกลียด...ปราณเลยนะ...ฮึก..ปราณขอโทษ”

ดินมองถนนสลับกับยื้อตัวน้องชายไว้  ฝนตกหนักจนเขาเริ่มหวั่นใจ  น้องชายข้างๆก็เริ่มดิ้นแรงขึ้นทุกที  จังหวะที่เขาหันมามองปราณเป็นเวลาเดี๋ยวกับที่แสงไฟสว่างจ้าส่องตรงมาพร้อมกับเสียงแตรรถ 

ดินเบิกตากว้าง รีบหักหลบตาสัญชาตญาณ รถของเขาพุ่งลงข้างทาง  แรงอัดกระแทกพร้อมกับความรู้สึกเหมือนตัวเองหมุนตีลังกาเป็นสิ่งที่สุดท้ายที่เขารับรู้ก่อนที่โลกรอบตัวจะมืดลง มืดลงไปพร้อมกับเสียง...โครม!

***************************************

แงงง อย่าเพิ่งตีคนเขียนเลยนะคะ (หลบเกือกและเปลือกมังคุด) ; w ;
ขอโทษที่มาลงตอนใหม่ช้านะคะ อาทิตย์นี้และอาทิตย์หน้ามีสอบค่ะ
อาทิตย์ที่แล้วเลยกลายเป็นสัปดาห์ปั่นงานก่อนสอบ เดี๋ยวปิดเทอมแล้วจะลงบ่อยๆเลยค่ะ

สำหรับตอนนี้จะโฟกัสไปที่คู่น้องปราณกับเฟิง  คู่ที่ตีกันตลาดแทบแตกแต่ยิ่งทะเลาะยิ่งสนิทค่ะ 555
(ข้ามคู่ข้าวใหม่ปลามันคู่หลักไป 5555) สงสารน้องเหมือนกัน หวังดีแท้ๆ  :hao5:
ส่วนใครที่สงสัยว่าทำไมชื่อเฟสพี่เดือนถึงเป็น Levi ต้องอย่าลืมว่าคุณชายแกเป็นลูกครึ่งค่ะ Levi นี่พ่อตั้ง
ส่วนรวีกานต์นี่แม่ตั้งให้  ดินใช้นามสกุลเดิมของตัวเองค่ะ ไม่ได้ใช้เทเลอร์เหมือนเดือน

ตอนหน้านี่อาจจะมาลงช่วงหลังสอบหรือไม่ก็เสาร์นี้(ถ้าพอมีเวลา) ยังไงก็พบกันใหม่ตอนหน้านะคะ รักคนอ่านค่า
จุ๊บบบ

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ม่ายยยยยยยยยย!!!!!!!

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
น้องดินน่าจะให้พี่เดือนไปด้วยนะ อย่างน้อยก็ช่วยจับช่วยดูคนเมา
หวังว่าทั้งสองคนจะไม่เป็นไรมากนะ

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1583
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๑๔
หนึ่งคำรัก



รอบกายของเขาปกคลุมด้วยหมอกสีขาว  ดินมองไปรอบกายอย่างงุนงง  ที่นี่ที่ไหน ทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่...ดินก้มมองฝ่ามือของตัวเอง  ชายหนุ่มรู้สึกว่าร่างกายตัวเองเบาหวิว  ในหัวก็โล่งและว่างเปล่า ไม่มีความรู้สึกใดๆ  มีเพียงความสงสัยบางเบาเท่านั้น

แล้วจู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงเพลง

 ท่วงทำนองอ่อนหวานลอยล่องในอากาศ  ขอบตาของเขาร้อนผ่าว  ความรู้สึกที่สงบนิ่งคล้ายบางสิ่งสะกิดให้เคลื่อนไหว
เขาต้องไปตามเสียงเพลงนั้น...

ดินออกเดิน ไปทางที่เขาคิดว่าได้ยินเสียงเพลงชัดที่สุด  ใจจดจ่ออยู่กับเสียงเพลงจนไม่ทันสังเกตว่าหมอกรอบกายเริ่มหนาขึ้นทุกที และร่างของเขากำลังจะถูกกลืนหายไปในสายหมอก  ยิ่งเดินไปนานเท่าไหร่หมอกก็หนาขึ้นเรื่อยๆ และเสียงเพลงก็แผ่วลงทุกที หากแต่ดินยังคงไม่หยุดเดิน

เราต้องไป...

ไปที่ไหนล่ะ?

ต้องกลับไปหา...

หาใครล่ะ?

ดินชะงัก  ดวงตาเบิกกว้างเมื่อตระหนักได้ถึงความจริงบางอย่าง

เขามาที่นี่ได้ยังไง

ทำไมเขาถึงได้รู้สึกเศร้าแบบนี้

เขามีใครให้กลับไปหาหรือเปล่า

...ตัวเขาเป็นใครกัน...

“เรา...คือใครกัน”

ดวงตาสีเข้มที่บัดนี้ไร้ซึ่งแว่นตามาบดบังมองไปยังหมอกหนาแล้วออกเดินอีกครั้ง บางทีหากเขาเดินไปเรื่อยๆ...ที่สุดปลายทางนั่นอาจมีคำตอบให้เขาก็ได้

ต้องไป...ต้อง...

“หยุดนะ”  เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับแรงที่รั้งชายเสื้อของเขาไว้ ดินหยุดชะงัก หันไปมองด้านหลังก็พบกับเด็กหญิงคนหนึ่ง  เส้นผมสีดำถักเป็นเปีย ใบหน้ากลม แก้มยุ้ยน่าหยิก และ...ดวงตากลมโตสีดำ  ทันทีที่สบกับดวงตาคู่นั้น จู่ๆหยาดน้ำใสก็หลั่งรินออกจากดวงตาของเขาไม่หยุด

ในใจบังเกิดความรู้สึกรุนแรง...คิดถึง...ห่วงหา

“เธอ...”

“ไปไม่ได้นะ” เด็กหญิงคนนั้นเอ่ยย้ำ  ออกแรงดึงเขาให้ก้าวถอยหลัง  แรงนั้นช่างน้อยนิดนักแต่ขณะเดียวกันก็เหมือนมีแรงมหาศาลมาฉุดรั้งเขาไว้ทำให้ดินยอมเดินตามไปแต่โดยดี

“เธอเป็นใคร” ดินเอ่ยถาม เด็กหญิงลากเขาออกมาจนถึงบริเวณที่หมอกเบาบาง  ก่อนจะหันมาโดยไม่ตอบคำถามเขา ดินย่อตัวลงจนสายตาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ สองมือเล็กๆคู่นั้นจึงจับเข้าที่แก้มเขา ปาดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน

“ไปทางนั้นไม่ได้นะ...ถ้าไป...พี่จะต้องไปต่ออีกไกล...ไกลมากๆ แล้วก็จะลืมทุกอย่าง ดังนั้น ยังไปไม่ได้”

“แล้วลืมทุกอย่างไม่ดีเหรอ”

“พี่ลืมได้แล้วจริงๆเหรอ” เด็กน้อยยิ้มบางๆ “ไม่มีคนที่อยากกลับไปหาหรือไง”

คนที่อยากกลับไปหา...ทันใดนั้นภาพรอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด สัมผัสของริมฝีปากและฝ่ามือที่ลูบไล้และจูบลงที่เปลือกตา แก้ม และริมฝีปากของเขา  ความอบอุ่นของอ้อมกอดที่กอดเข้าไว้ในยามค่ำคืนปรากฏชัดขึ้นทุกขณะ

เขารักความอบอุ่นของฝ่ามือใหญ่  รักอ้อมแขนที่ปัดเป่าความกังวลใจ  รักริมฝีปากอ่อนโยนที่มักจะกล่อมเขาให้หลับใหลและคลายความกังวลใจ  รักน้ำเสียงทุ้มที่กระซิบเรียกชื่อเขา

‘ดิน’

อ่า...จำได้แล้ว นั่นคือชื่อของเขา...

ดิน...เขาชอบเวลาที่อีกฝ่ายเรียกชื่อของเขา ชอบยามถูกแตะต้องอย่างเบามือราวกับเป็นสิ่งล้ำค่า ทั้งๆที่เขาก็เป็นเพียงแค่ฝุ่นดินเท่านั้น

แต่เขากลับได้เป็นฝุ่นดินที่ถูกเดือนกลางฟ้ารักใครอย่างอ่อนโยน...

‘ดิน’

“ฟังให้ดีสิคะ” เด็กน้อยผมเปียยิ้ม พลางทำกริยาราวกับกำลังเงี่ยหูฟัง “มีคนกำลังเรียกอยู่นะคะ” ดินเงียบแล้วลองตั้งใจฟัง  ในคราแรกเขาไม่ได้ยินอะไร ในขณะที่กำลังจะบอกเด็กน้อยไปว่าไม่มีใครเรียกเขา ชายหนุ่มผมดำก็ได้ยินเสียงทุ้มดังแผ่ว  ก่อนจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

‘ดิน...กลับมาเถอะนะ...ลืมตาเถอะ’

‘ลืมตาขึ้นมาเร็วเด็กดี’

‘ดิน...ขอร้องล่ะ...ลืมตาขึ้นมา...ตื่นมาคุยกับพี่เถอะนะครับ’


อ่า...ทำไมถึงได้ใช้น้ำเสียงแบบนั้นล่ะ...ดินยกมือแตะที่หน้าอกของตัวเอง หัวใจของเขาบีบรัดรุนแรง ร่างกายที่เคยเบาหวิวเริ่มรู้สึกหนักขึ้นเรื่อยๆ

‘ได้โปรด...อย่าไปนะครับ’

อย่า...อย่าใช้น้ำเสียงเหมือนกำลังจะขาดใจแบบนั้นสิครับ

อย่าร้องไห้เลย...ผมชอบรอยยิ้มของคุณมากกว่า

“พี่...เดือน”

ทันทีที่กระซิบชื่อนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็หวนคืนมา ทั้งความรู้สึกและความทรงจำ สิ่งเหล่านั้นโถมเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว ดินรู้สึกเหมือนทั้งร่างถูกกระชากอย่างแรง เมื่อเขาก้มมองสิ่งที่ดึงเขาให้ถอยห่างจากเด็กน้อยคนนั้นก็พบว่ามันคือด้ายเส้นหนึ่ง

ด้ายสีแดงเส้นหนึ่ง

ดวงตากลมโตสีดำของเด็กหญิงคนนั้นคลอไปด้วยน้ำตา เธอยกมือป้อมๆโบกลาเขา  รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า “โชคดีนะคะพี่ชาย”

เด็กคนนั้น...

“ต้นข้าว”

รอยยิ้มกว้างจนตาหยีของน้องสาวที่เขารักมากเป็นสิ่งสุดท้ายที่ดินเห็นก่อนที่โลกของเขาจะถูกปกคลุมด้วยแสงสว่างจ้า





ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก

เสียงเข็มนาฬิกาดังชัดเจนภายในห้องที่เงียบสงัด  เดือนลืมตาตื่นขึ้นมาตอนกลางดึก พอเหลือบดูนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาตีสองแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจแผ่วเบา ยันกายขึ้นจากโซฟาหนังสีดำ ในห้องพักผู้ป่วยเงียบสนิทจนแม้แต่เสียงถอนหายใจก็ดูจะดังเกินไป

ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่กลับไปนอนบ้าน  เหลือแต่เขาที่ยืนกรานจะนอนเฝ้าน้อง  เป็นเช่นนี้ทุกคืน ...เดือนแทบไม่เคยห่างจากเตียงผู้ป่วยเลย

ร่างสูงเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียงคนไข้  มองใบหน้าหวานที่นิ่งสนิท ดวงตาสีน้ำตาลเข้มถูกซ่อนอยู่หลังเปลือกตาที่ปิดสนิทมาได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว

หนึ่งอาทิตย์แล้วนับตั้งแต่เขาได้รับโทรศัพท์แจ้งจากโรงพยาบาลว่านายปฐพีประสบอุบัติเหตุ

‘รีบกลับมานะ’

‘รับทราบครับ’

เดือนจำคำพูดสุดท้ายก่อนอีกฝ่ายออกจากบ้านได้  ปลายนิ้วลูบไล้หลังมือข้างที่ไม่ได้เจาะสายน้ำเกลือเบาๆ “ไหนบอกจะรีบกลับมาไง หืม”  ทำไมผิดสัญญากับพี่ล่ะ...

เดือนเม้มริมฝีปาก  กระบอกตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งยามมองใบหน้ายามไม่ได้สติของคนที่เขารัก  “นอนนานเกินไปแล้วนะครับ เด็กขี้เซา ตื่นได้แล้ว”  หยดน้ำตาร่วงหล่นลงที่หลังมือของอีกฝ่าย หัวใจบีบรัดจนปวดหนึบในอก  เป็นเช่นนี้ทุกครั้งยามตื่นมาแล้วพบว่าใครอีกคนยังนอนหลับราวกับเป็นเจ้าชายนิทรา

‘คุณปฐพีได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะครับ  กระดูกแขนขวากับกระดูกซี่โครงหัก อาการบาดเจ็บสาหัสมาก ยังดีที่รอดมาได้’ หมอบอกมาแบบนั้น...แต่มันจะดีได้ยังไงหากรอดมาแล้วเจ้าตัวไม่มีสติ  ยังคงหลับเหมือนตายทั้งเป็นแบบนี้

ชายหนุ่มก้มลงไปจูบเบาๆที่หน้าผากซึ่งถูกปิดทับด้วยผ้าพันแผล จูบแก้มอุ่นเรื่อยมาถึงริมฝีปาก

เป็นหนึ่งอาทิตย์ที่ทรมานจนแทบขาดใจ...

“ดิน...กลับมาเถอะนะ...ได้โปรด...อย่าไปเลย” กลับมาหาพี่ชายไม่ได้เรื่องคนนี้เถอะนะ 

เดือนกลั้นสะอื้น นึกโทษตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง หากวันนั้นเขานั่งรถไปกับน้อง เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าหากวันนั้นเขาไปด้วยกัน อย่างน้อยน้องก็ไม่ต้องมานอนเจ็บคนเดียวแบบนี้

“พี่ขอโทษ...น้องดินครับ...พี่ขอโทษ”

เดือนซบหน้าผากลงกับมือเรียวที่เขากุมอยู่ เขาไม่อยากร้องไห้ ไม่ชอบร้องไห้ แต่ตอนนี้น้ำตากลับไหลไม่หยุด แค่คิดว่าหากเด็กคนนั้นไม่กลับมา พอคิดแบบนี้เดือนก็พบว่ามันทรมาน...และหัวใจของเขาคงพังไม่มีชิ้นดี

กึก

ชายหนุ่มชะงักเมื่อรู้สึกได้ถึงสัมผัสบางเบาที่ขยับอยู่ในอุ้งมือ  เขายกศีรษะขึ้น เพ่งมองไปที่ฝ่ามือของข้างของตน แล้วทันใดนั้นร่างสูงก็น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเสียใจ

เขาร้องไห้...เพราะปลายนิ้วเรียวค่อยๆขยับมาจับมือของเขาเอาไว้  เดือนแทบจะหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา  ชายหนุ่มมองใบหน้าของดินแล้วก็สาบานได้ว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด เพราะเขาเห็นเปลือกตาของอีกฝ่ายค่อยๆขยับ  แพขนตาขยับไหวก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะลืมขึ้นช้าๆ  เด็กน้อยของเขาเหม่อมองเพดานอย่างเลื่อนลอยก่อนดวงตาสีน้ำตาลเข้มจะเลื่อนมามองเขา หยาดน้ำใสไหลจากหางตาอีกฝ่าย...เช่นเดียวกับเดือน ยามที่ดินเอ่ยเรียกชื่อของเขา

“พี่เดือน”

อ่า...ขอบคุณ ขอบคุณฟ้า...ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณหมอ พยาบาลทุกคนในโรงพยาบาลนี้ ขอบคุณเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชาวบ้านแถวๆนั้น

ขอบคุณทุกคนที่ช่วยให้ดินฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง...ขอบคุณพระเจ้าที่ไม่พรากอีกฝ่ายไป

“ร้องไห้..ทำไม” ดินพยายามจะยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้เขาแต่ก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อแขนข้างหนึ่งใส่เฝือกไว้ ส่วนอีกข้างก็เจาะสายน้ำเกลือ เดือนยิ้มออกมารีบปากน้ำตาแบบลวกๆ

“ก็พี่คิดถึง...เป็นห่วงด้วย นอนนานเกินไปแล้วหรือเปล่าเรา ตั้งหนึ่งอาทิตย์เชียวนะ” เขาว่ายิ้มๆก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าต้องตามหมอกับพยาบาล  ชายหนุ่มกดปุ่มเรียกพยาบาลทันที กรอกเสียงลงไปอย่างร้อนรน ไม่นานหมอกับพยาบาลก็เข้ามาในห้อง เดือนจึงหลบออกไปโทรศัพท์หาพ่อกับแม่  ทั้งสองท่านอยากจะมาหาน้องคืนนี้เลยแต่เดือนห้ามไว้ บอกว่าดึกแล้วขับรถอันตราย ดูจากการตรวจและที่น้องตอบสนองแล้วไม่น่าจะมีปัญหา

“พรุ่งนี้ค่อยมาก็ได้ครับ...ผมไม่อยากให้ขับรถกลางคืน...ครับ...ครับ..เดือนดูแลน้องเอง ไม่เป็นไรครับ สวัสดีครับ” ชายหนุ่มวางสายจากผู้เป็นพ่อก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้อง  แพทย์เจ้าของไข้หันกลับมามองเขาก่อนจะแจ้งผลการตรวจเบื้องต้นปิดท้ายด้วยการบอกว่าพรุ่งนี้จะให้ดินไปตรวจร่างกายพร้อมกับทำ CT แสกน เพื่อหาว่ามีอาการผิดปกติกับสมองของคนป่วยหรือเปล่า ส่วนวันนี้ก็ให้ยาเพื่อให้ดินได้พักผ่อนเต็มที่  หลังจากหมอและนางพยาบาลออกไปแล้วเดือนก็เดินไปกุมมือน้องชายเอาไว้

“เจ็บมากไหม”

“นิดหน่อยเองครับ”

“พี่ขอโทษ”

คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ “เรื่องอะไรครับ”

“ถ้าพี่นั่งรถออกไปด้วย...”

“ดินว่าดีแล้วล่ะที่พี่เดือนไม่ได้ไปด้วยกัน” ดินตัดบทขึ้นมา”ถ้าพี่เดือนไปแล้วเจ็บหนักขึ้นมาอีกคนต้องแย่แน่ๆ คุณพ่อกับคุณแม่คงเสียใจมากกว่านี้...ให้ดินเจ็บคนเดียวน่ะดีแล้ว”

เดือนมองคนที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอง เขาแค่นยิ้มออกมา  “ไม่ดีหรอกเด็กโง่” มันจะดีได้ยังไงกันล่ะ การที่ต้องมองคนสำคัญของเรานอนเจ็บโดยที่เราทำอะไรไม่ได้สักอย่างนอกจากภาวนาแล้วก็รอคอยน่ะมันทรมานที่สุดเลยต่างหาก

“ทางที่ดีอย่างเป็นอะไรไปอีกดีกว่า”

“นั่นสินะครับ” ดินยิ้มบางๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนขับรถกลับมามีปราณนั่งมาด้วย “แล้วน้องปราณ...”

“อยู่ห้องข้างๆนี่แหละ เจ็บหนักเหมือนกัน นี่เจ๊ลี่แล้วก็เฟิงก็มาเยี่ยมแต่เหมือนน้องจะยังไม่ดีกับเฟิงเลย” เดือนพูดไปนวดขมับไป พลางนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด เขามาโรงพยาบาลด้วยสีหน้าย่ำแย่ พ่อแม่รู้ว่าดินถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินก็เป็นลมล้มพับไปเลย ส่วนเจ๊ลี่กับเฟิงที่ตามมาก็สภาพแย่ไม่แพ้กัน เฟิงต้องคอยประคองผู้เป็นแม่ของปราณเกือบตลอดทั้งๆที่เจ้าตัวก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

ปราณฟื้นขึ้นมาหลังจากประสบอุบัติเหตุหนึ่งวัน พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ร้องไห้ไม่หยุด โทษแต่ว่าเป็นความผิดตัวเอง เจ๊ลี่ที่รู้เรื่องใจนึงก็โมโหแต่อีกใจก็ไม่อยากทำโทษเลยตักเตือนจนเจ้าตัวหงอยไปเลย  มีก็แต่เฟิงที่ปราณไม่ยอมคุยด้วย แต่หนุ่มตี๋ ณ ร้านขายข้าวแกงประจำตลาดก็ยังมาเฝ้าไข้คู่กัดของตัวเองเกือบทุกวัน หลังเลิกเรียนก็หอบการบ้านมาทำให้ เอาบทเรียนมาสอน เพราะทั้งสองคนเรียนอยู่ห้องเดียวกัน

“เดี๋ยวดินต้องไปขอโทษเจ๊ลี่” คนผมดำพึมพำ คนเป็นพี่จึงพยักหน้า “ไว้พรุ่งนี้เถอะ วันนี้นอนก่อนนะ” เดือนประคองให้อีกฝ่ายนอนลงช้าๆ  ไม่นานลมหายใจดินก็สม่ำเสมอ เมื่อแน่ใจว่าดินหลับไปแล้วเดือนก็เดินออกไปที่ชานระเบียง เหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า

ดินฟื้นขึ้นมา...เป็นเรื่องดี ความรู้สึกหนักหน่วงที่แบกมาตลอดหนึ่งอาทิตย์หายไปจนหมด แต่หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ทำให้เดือนตระหนักได้ถึงความรู้สึกตัวเอง และตระหนักว่าชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนแค่ไหน

บางสิ่งที่อยากสื่อให้อีกคนรับรู้ หากไม่พูดไปวันนี้อาจกลายเป็นสิ่งที่สายไปแล้ว เพราะชีวิตของมนุษย์ไม่มีความแน่นอนใดๆ เขาคงต้องพูดออกไปเสียที




เช้าวันต่อมาคุณพ่อคุณแม่ก็มาเยี่ยมแต่เช้า คุณแม่น้ำตาไหลอาบแก้ม จูบแก้มแล้วก็กอดดินเท่าที่จะทำได้  หลังจากนั้นเจ๊ลี่ก็เดินเข้ามา  ดินค่อยๆยันกายลุกขึ้น เข้ามาในห้องพร้อมกับเก้าอี้รถเข็นที่มีปราณนั่งอยู่  เด็กน้อยร้องไห้ทันทีที่เห็นพี่ชายผมดำ

“พี่ดิน...ปราณ...ฮึก...ปราณขอโทษ”

“ไม่เป็นไร พี่ต่างหากที่ต้องขอโทษ...ผมขอโทษนะครับที่ดูแลน้องได้ไม่ดี” ท้ายประโยคหันไปพูดกับเจ๊ลี่พลางยกมือไหว้  หญิงวัยกลางคนส่ายหน้า “ดินไม่ผิดหรอกลูก น้าเสียอีกที่ต้องขอบคุณที่ยอมออกมารับน้องกลางค่ำกลางคืนแบบนั้นแถมฝนยังตกอีก  ที่ผิดน่ะมันเจ้าปราณต่างหาก”

“ปราณขอโทษนะครับ...พี่ดิน...น้ามะลิ น้าอัลเฟรด พี่เดือน”

“ไม่เป็นไร ปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้วลูก” แม่มะลิลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ  “ปลอดภัยกันทุกคนก็ดีแล้ว ก็ให้เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนนะลูก” ดินกับปราณพยักหน้า  หลังจากที่เคลียร์ปัญหากันได้เรียบร้อย พวกผู้ใหญ่ก็ปล่อยให้เด็กๆคุยกันไป สักพักปราณก็ขอกลับไปนอนพักที่ห้อง ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็ขอกลับไปจัดการปัญหาที่บ้าน ในห้องจึงเหลือแค่เดือนกับดิน ชายหนุ่มลูบผมน้องชาย “พักผ่อนหน่อยไหมครับ”

“ไม่เอา...ดินนอนนานแล้ว”

“เดี๋ยวไม่หายนะ”

“แต่ดินกลัว..กลัวว่าจะไม่ตื่นมาอีก”

เดือนชะงักก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนโยนอออกมา  เขาโน้มตัวไปจนหน้าผากชนกับอีกฝ่าย “ถ้าดินกลัวจะไม่ตื่น พี่จะปลุกดินเอง ดีไหมครับ” จะปลุกจนกว่าจะลืมตามาพบกันอีก “พี่จะอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน  ตอนที่ดินลืมตาตื่นพี่ก็จะยังอยู่ตรงนี้...พี่สัญญา”



ดินลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนฟ้ามืดแล้ว  เจาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ฝ่ามือ พอมองไปก็พบกับร่างสูงใหญ่นอนกุมมือเขาอยู่ข้างๆ เดือนยังคงหลับสนิท ภาพนั้นทำให้คนตัวเล็กยิ้มออกมา

‘พี่จะไม่ไปไหน’ อีกฝ่ายพูดกับเขาเช่นนี้ก่อนเขาจะหลับไป

ขอบคุณนะครับ ขอบคุณนะครับที่รักษาสัญญากับดิน

ดินจ้องมองร่างสูงอยู่พักหนึ่งคนข้างกายก็ค่อยๆลืมตาตื่น  เดือนอ้าปากหาวพลางขยี้ตา “ตื่นนานหรือยังครับ”

“สักพักแล้วครับ”

เดือนเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากมนออกให้อย่างแผ่วเบา ดินอมยิ้มกับกิริยาอ่อนโยนนั้น “พี่เดือน...ขอบคุณนะ ที่ไม่ผิดสัญญากับดิน”

“พี่บอกแล้วไงว่าพี่จะอยู่ข้างดินเสมอ”

ดินอมยิ้ม  พลันนึกไปถึงเรื่องราวในความฝันของตัวเองก่อนที่เขาจะตื่นขึ้นมา “พี่เดือน...ดินฝันเห็นน้องต้นข้าวด้วย” คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อย ดินยังคงพูดต่อไป “น้องเรียกดินไว้ ดึงไม่ให้ดินเดินไปไกลกว่าเดิม...” 

“แล้วดินก็ได้ยินเสียงพี่ด้วย”  ดวงตาสีอ่อนเบิกกว้างขึ้น  ดินยิ้มอ่อนโยน เขามั่นใจแล้วว่าเสียงนั้นคือเดือนไม่ผิดแน่ “พี่เรียกดินไว้ใช่ไหม เรียกให้ดินกลับมา”

“ใช่...พี่...ขอให้เรากลับมา”

“ขอบคุณ...ขอบคุณที่ไม่ปล่อยดินไป”

สิ้นคำนั้น ร่างสูงก็ดึงตัวน้องชายต่างสายเลือดเข้ามากอด คอยระวังไม่ให้ทำน้องเจ็บ  ชายหนุ่มจูบที่ขมับของอีกฝ่ายเบาๆ กระซิบเสียงนุ่มที่ข้างหู “จะปล่อยไปได้ยังไงกันล่ะ”

ก็พี่รักดินไปขนาดนี้แล้ว

เดือนมองร่างบางก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ เขาตัดสินใจแล้ว...

“ดิน พี่มีอะไรจะบอก”

“ครับ?”

ร่างสูงคลายอ้อมกอดขณะที่ดินดันตัวเองออกมา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเต็มไปด้วยความสงสัย  เดือนลูบแก้มคนผมดำอย่างทะนุถนอม ซึ่งเด็กน้อยก็เอียงแก้มเข้าหาฝ่ามือของเขา  กิริยาน่ารักนั้นทำเอาคนเป็นพี่อยากจะคว้าตัวมากอดแรงๆสักที

“พี่รักดินนะ”

นายปฐพีถึงกับอ้าปากค้าง  เดี๋ยวนะ...เดี๋ยวๆ เขาหูฝาดไปหรือเปล่า เกิดอะไรขึ้นวะ? หรือเขาฝันไปอีกแล้ว ทำไมจู่ๆไอ้คำบอกรักมันถึงพุ่งมาชนแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ล่ะ ดินกระพริบตาปริบ มองใบหน้าจริงจังของชายหนุ่ม ดวงตาที่แฝงไปด้วยประกายจริงจังทำให้เขาเชื่อมั่น

เดือนรักเขาจริงๆ

“พี่รักดิน...รักเวลาที่ดินยิ้ม รักเวลาได้กอด ได้หอมแก้ม รักเวลาที่เราพูดคุยกัน...รักทุกเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน  มันอาจไม่ใช่สถานที่ที่โรแมนติกที่สุด ไม่ใช่การสารภาพที่น่าประทับใจที่สุด...”

“แต่พี่รักดินที่สุดนะครับ”

ดินมองเดือนนิ่ง อีกฝ่ายเปิดเผยหมดทุกสิ่งแล้ว ลดทุกปราการในใจ วางทุกสิ่งลงให้เขาดู...แล้วตัวเขาล่ะ 

“ดิน...ดินก็...” เขารักเดือน...แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ยังไม่ชัดเจน คล้ายว่ารักแต่ก็เหมือนไม่มั่นใจ  หากบอกรักไปแล้วจะเป็นอย่างไร  ความรู้สึกของเขามันยังไม่มากพอจะพูดออกไปได้...เพราะเขา...เขา...

ยังลืมใครบางคนไม่ได้ เงาของเขาคนนั้นยังยึดพื้นที่อยู่ในใจเขาอยู่มาก

 “ไม่เป็นไร” เดือนมองท่าทางสับสนของน้องชายต่างสายเลือดแล้วก็ได้แต่ฝืนยิ้มออกมา “ไม่เป็นไร  ยังไม่รักพี่ก็ไม่เป็นไร  พี่จะ...อยู่ตรงนี้จนกว่าน้องจะรักพี่”

“ดินขอโทษ ดินชอบพี่นะ แต่มัน...มัน..”

“ไม่เป็นไร  พี่จะรักดินให้มากพอ พี่จะทำให้ทุกอย่างมันชัดเจน พี่จะรอจนกว่าน้องจะเปิดใจให้ จะอยู่ข้างดินแบบนี้แหละ”
เขายิ้มออกมา ก่อนจะเอื้อมมือไปปาดน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน  ดึงร่างนั้นให้ซบลงมา

ดินเช็ดน้ำตากับเสื้ออีกฝ่าย เขาเอื้อมมือไปกอดตอบเดือน เขาเองก็อยากให้เวลานั้นมาถึง  เวลาที่เขาจะเปิดใจให้เดือนได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่เขาจะได้ตอบแทนความรักของคนตรงหน้าได้เสียที

******************************

ก่อนอื่นต้องขอโทษนะคะถ้าตอนนี้มันเอื่อยเกินไป จากโครงเรื่องที่วางมาช่วงนี้จะออกแนวเรื่อยๆ
หลายคนอาจจะเบื่อ ถ้าหากว่ารู้สึกว่ามันน่าเบื่อ มันเรื่อย หรือไม่สนุกยังไงสามารถติชมได้เต็มที่เลยนะคะ
เราจะนำทุกคำติชมมาปรับปรุงค่ะ :katai4:

สำหรับตอนนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมไม่รับรัก
ทั้งที่ก็ยอมให้พี่เดือนจูบนี่นา เหตุผลคือน้องชอบพี่เดือนค่ะ แต่ยังสับสนและกังวลอยู่ ดินเป็นคนที่มีปม
น้องมีปมในใจเรื่องโดนทิ้งมาตั้งแต่เด็ก พอจะเริ่มต้นใหม่เลยกลัว  ตอนนี้อาจจะเห็นว่าเปิดใจกับพี่เดือนเยอะมาก
แต่ก็ยังมีอีกกำแพงอีกสูงมากๆที่พี่เดือนต้องข้ามไปอ่ะเนอะ ไม่ใช่แค่จากฝั่งดิน
ทางฝั่งพี่เดือนเองก็มีอุปสรรคเหมือนกันค่ะ (ต้มน้ำรอ)  เอาเป็นว่า ทุกคนมาเอาใจช่วยพี่เดือนกันเถอะค่ะ!
พี่เดือนไฟท์ติ้ง สู้เขานะ!


ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ฮว๊าก!!!  จะได้กินมาม่าเหรอเนี่ย
ใครกันนะที่อยู่ในใจน้องดินมาตลอด

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1583
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ให้เขาหวานกันบ้างเถอะ

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1552
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-5
งืออออ ดราม่ากำลังจะมาาาา ไม่นะ ดราม่าของพี่เดือยนี่จะเป็นพ่อกับแม่รึเปล่า...?

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
พี่เดือนต้องขอพ่อแม่ก่อนนะ จะคบกะน้องเนี่ย อิอิ


ปอลอ ยุให้ปราณใจแข็งต่อไป มีคนมาจีบปราณเล้ยย

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3491
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4
 :pig4:


ค่อยเป็นค่อยไปนะคะพี่เดือน


ปล.ย้อนหลังหน่อย ไม่ชอบฝน และไม่สงสารด้วย คือมีแผลยังไงก็ไม่มีสิทธิไปคุ้ยแผลคนอื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการนะคะ มันไม่น่ารัก

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๑๕
ก่อนฝนพรำ


แก้วไมโลอุ่นๆวางลงบนโต๊ะข้างกับชามข้าวต้มควันฉุย  เดือนรินน้ำเปล่าใส่แก้วใสวางไว้เป็นอย่างสุดท้ายก่อนจะเดินไปประคองดินให้ลุกจากโซฟามาที่โต๊ะกินข้าว “กินได้ไหม ให้พี่ป้อนหรือเปล่า”

“ดินไม่ได้เป็นง่อยนะ”

คนผมดำสวนกลับเมื่อถูกถามคำถามจั๊กจี้หัวใจแต่เช้า  สองแก้มซับสีแดงเรื่อเล็กน้อย อดคิดไม่ได้ว่าเรื่องแค่นี้จะมาทำเป็นเรื่องใหญ่ทำไม  ถึงแขนจะเข้าเฝือกไปข้างหนึ่งแต่เขาก็ยังกินข้าวได้น่า

เดือนยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วยื่นหน้าไปจูบแก้มน้องชายเร็วๆหนึ่งทีพร้อมหยอดไปหนึ่งดอกเบาๆ

“ก็พี่อยากป้อนนี่นา ไม่ต้องกลัวว่าจะลำบากหรอก ว่าที่แฟนพี่ตัวเล็กนิดเดียวเอง ป้อนข้าวดูแลแค่นี้สบายมาก”

“จะกินข้าวดีๆหรืออยากถูกกรอกปากครับ”

“ฮ่าๆๆ”

เดือนหัวเราะลั่นเมื่อคนตัวเล็กแยกเขี้ยวขู่ใส่เขา น่ากลัว...ซะเมื่อไหร่ หน้าแดงขนาดนั้นน่ากลัวก็แย่แล้ว คนที่ชอบหยอดตอดเล็กตอดน้อยทรุดตัวลงกินมื้อเช้าของตัวเองบ้าง ขณะที่ดินก็จ้วงข้าวต้มเข้าปากไม่หยุดชนิดลืมรักษามาด “นี่ จะกินข้าวก็อย่าให้เลอะเทอะสิ น้องใช้แก้มกินข้าวหรือไง” เดือนแซวก่อนจะยื่นทิชชู่ให้อีกฝ่ายซึ่งรับไปเช็ดแก้มแต่โดยดี

ไม่มีหรอกจะมาทำตัวจู๋จี๋เช็ดแก้มให้กัน  เดือนรู้ว่าดินไม่ชอบอะไรแบบนั้น เขาเคยจะทำให้น้องครั้งหนึ่งแล้วเจ้าตัวก็เบือนหน้าหนี  พอถามเหตุผลก็ได้ประโยคเรียบๆหนึ่งประโยคตอบกลับมา

‘ดินไม่ใช่ผู้หญิง คนอื่นอาจจะชอบแต่ดินว่ามันเยอะเกินไป  แค่พี่อยู่ข้างๆดินแบบนี้ดินก็พอใจแล้ว ไม่ต้องเอาใจดินขนาดนั้นก็ได้’
เขาไม่ได้น้อยใจที่อีกฝ่ายพูดแบบนั้น เดือนรู้ว่าดินแค่พยายามที่จะไม่ให้ใครบางคนเข้ามาดูแลทุกอย่างในชีวิตมากเกินไป ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะหากถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวจะได้ไม่ต้องเคว้งคว้าง จะได้ไม่ต้องกลายเป็นคนที่ทำอะไรเองไม่ได้

ความรักของเขากับดินจึงไม่ใช่ความรักที่วาบหวามมาก ไม่ได้มีจูบร้อนแรงในทุกเช้าที่ตื่นนอนเช่นคนรักเก่าของเดือนบางคน ไม่ต้องมาป้อนข้าว เดินจับมือกัน ตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา ไม่ใช่ความรักที่ราวกับพายุรุนแรงที่พัดหมุนจนเขาหัวปั่น

ความรักของพวกเขาสองคนเป็นความรักที่เรียบง่าย ตื่นขึ้นมายิ้มให้กัน ทำอาหารเช้า นั่งทานอาหารด้วยกันเงียบๆ แยกย้ายกันไปทำงาน ส่งข้อความเตือนให้อีกคนทานอาหารเที่ยงเมื่อถึงเวลา แต่เมื่อกลับบ้านเดือนรู้สึกเหมือนความอึดอัดหนักหน่วงที่มีพลันหายวับไป หายไปทันทีที่เปิดประตูเข้ามาแล้วพบคนผมดำสวมแว่นยิ้มให้พร้อมกับถามว่า ‘กลับมาแล้วหรือครับ วันนี้เป็นยังไงบ้าง’

หากวันไหนที่เหนื่อยมากๆเดือนก็จะรวบตัวดินมากอด กอดแน่นๆสูดกลิ่นหอมอ่อนของอีกฝ่ายเข้าปอดจนชื่นใจ แล้วดินก็จะตบหลังเขาเบาๆ ถามว่าเป็นอะไร มื้อเย็นพวกเขาจะกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าทั้งครอบครัว ตอนนอนก็อาบน้ำ มานั่งบนเตียง อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดินจะเตือนให้เขาไหว้พระสวดมนต์จากนั้นก็พวกเขาก็จะบอกฝันดีให้กัน หลับไปในอ้อมกอดของกันและกัน

เป็นวันเวลาที่เรียบง่าย เป็นความรักที่หลายคนอาจจะมองว่าเชื่องช้า แต่เดือนกลับรู้สึกดี ที่พวกเขาพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความรักอันอ่อนหวานค่อยๆเติบโตและหยั่งรากลงในใจ

และครั้งนี้เดือนมั่นใจว่าความรักของเขาจะมั่นคงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

“ยิ้มอะไรครับ” เสียงนุ่มถามอย่างสงสัย ดึงให้คนตัวสูงหลุดออกจากภวังค์ เดือนยิ้มนิดๆตักข้าวต้มเข้าปากพลางเลื่อนมือไปกอบกุมมือเล็กไว้ ลูบไล้เบาๆ “พี่แค่...คิดว่าโชคดีจริงๆที่ได้รักดิน”

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มหลังเลนส์ใสเบิกกว้างอย่างฉงนก่อนที่ประกายความสุขจะเข้ามาแทนที่ “อืม...ขอบคุณนะที่รักดิน” รอยยิ้มบางของน้องชายต่างสายเลือดก็เพียงพอให้หัวใจของเดือนมันเต้นถี่จนต้องกระแอมแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าว

หลังจากเก็บล้างจานเสร็จเดือนก็หยิบของใส่กระเป๋าเป้ของตัวเอง

“จะออกไปโรงงานหรือครับ”

“ใช่ พอดีคนงานมีปัญหานิดหน่อยน่ะ”

ช่วงที่อยู่ที่นี่เดือนเริ่มเข้ามาช่วยงานในส่วนของสวนผลไม้และโรงงานแปรรูปบ้างแล้ว ส่วนสวนดอกไม้คุณแม่มะลิก็เป็นคนจัดการ ส่วนตลาดสดนั้นส่วนใหญ่คนรับผิดชอบก็เป็นดิน แต่เพราะไม่ต้องเข้าตลาดทุกวันดินจึงเจียดเวลาไปทำร้านอาหารของตัวเองได้
เดือนเปิดสมุดที่เขาเขียนตารางงานตัวเองไว้ ดูเหมือนวันนี้จะมีตารางแค่เข้าไปดูแลงานในโรงงานเท่านั้น หลังจากถ่ายแบบลงนิตยสารคราวนั้นก็มีงานเข้ามาบ้างเหมือนกัน  แต่เดือนก็บอกปัดหมด รวมถึงโทรไปบอกผู้จัดการส่วนตัวของเขาไม่ให้รับงานด้วย
ไม่ใช่ว่าหยิ่งหรืออะไรแต่เขาแค่ไม่อยากให้เขาเกิดเป็นข่าวอะไรขึ้นมาตอนนี้ แค่อยากให้ตัวเขาหล่นหายไปอย่างเงียบๆเท่านั้น

“นี่ ขมวดคิ้วทำไมกันครับ”  นิ้วเรียวของคนผมดำจิ้มจึ้กเข้าที่หว่างคิ้วก่อนเจ้าตัวจะคลึงเบาๆให้หัวคิ้วร่างสูงคลายออกจากกัน
“ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้น ทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า ถ้าไม่ไหวก็ขอคุณพ่อพักก่อนไหมครับ” เดือนส่ายหน้า ดึงมือดินมาแนบแก้มก่อนจรดริมฝีปากจูบลงกลางฝ่ามือนั้น เป็นเหตุให้คนตัวเล็กกว่าชักมือออกด้วยสีหน้าขัดเขิน

“ป...ไปทำงานได้แล้วครับ!” ว่าพลางผลักคนตัวโตไปทางประตู เดือนหัวเราะก่อนจะเดินออกไป ขณะที่กำลังจะปิดประตูนั้น เสียงนุ่มของน้องชายก็ทำให้เขายิ้มกว้างออกมา

“สู้ๆนะครับพี่เดือน”

แหม ว่าที่แฟนให้กำลังใจที่ขนาดนี้ ไอ้เดือนพัฒนาตัวเองเป็นมนุษย์บ้างานในพริบตาเลยก็ยังได้นะ

เดือนถอยรถกระบะออกมาก่อนจะขับตรงไปยังที่ตั้งของโรงงาน  ช่วงนี้เขาเริ่มเรียนรู้งานจากคุณพ่อ เพราะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยคุ้นชินทำให้ค่อนข้างลำบาก เดือนเองก็ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีหัวทางด้านธุรกิจเท่าไหร่ เขาเองก็เรียนจบนิเทศฯมาด้วย ไม่ได้จบสายตรงบริหารมาเหมือนดิน  รายนั้นเรียนคณะบริหารมาเพื่อที่จบออกมาจะได้ช่วยคุณพ่อคุณแม่ เรียนตรงสายมาตั้งแต่แรกแล้ว

ทันทีที่ดับเครื่องเดือนก็รีบเดินเข้าไปดูในโรงงาน เมื่อเช้าเขาได้รับโทรศัพท์จากคุณพ่อว่าหัวหน้าพนักงานที่รับหน้าที่ในการตรวจเช็คสินค้าประสบอุบัติเหตุเมื่อเช้า แล้วก็มีเรื่องที่สินค้าล็อตหนึ่งถูกตีกลับเนื่องจากบรรจุภัณฑ์เกิดการฉีกขาด ทำให้ทางฝ่ายพนักงานที่ตรวจเช็คสินค้าวุ่นวายกันไปใหญ่

“อ้าวเดือนมาแล้วเหรอ” คุณอัลเฟรดร้องทักลูกชายที่เดินหน้ายุ่งเข้ามา  “ครับ ว่าแต่เป็นยังไงบ้างครับทางนี้” ชายวัยกลางคนเสยผมขึ้น ตบหัวลูกชายเบาๆ “จัดการได้น่า ระดับไหนแล้ว ว่าแต่น้องเป็นไงบ้าง”

“เดือนให้ทานข้าวเช้าแล้วครับ”

“ดีแล้ว ไม่ได้บอกว่าประสบอุบัติเหตุอย่างนี้มันดีนะ แต่ให้เจ้าตัวได้พักบ้างก็ดี เด็กคนนั้นชอบลุยงานแบบไม่ยอมหลับยอมนอนตลอดเลย”

“ได้นิสัยคุณแม่มาเต็มๆเลยนี่ครับ”

ฝรั่งตัวสูงหัวเราะร่า พยักหน้าหงึกอย่างเห็นด้วย “ก็ถูก เอ้า ไอ้เสือ ไปเดินดูงานได้แล้ว อย่ามาอู้นะเด็กฝึกงาน” เดือนหัวเราะ พ่อของเขาชอบเรียกเดือนว่าเด็กฝึกงานบ่อยๆ  การที่เขาเข้ามาช่วยงานที่นี่ก็ไมได้หยิบจับอะไรมากนัก ไม่ต่างอะไรกับเด็กฝึกงานเลยแม้แต่น้อย

หลังจากที่ทำงานไปเรื่อยๆจนใกล้เที่ยงเดือนก็นึกได้ว่าต้องโทรศัพท์ไปหาดินเตือนให้อีกฝ่ายกินข้าว แต่ยังไม่ทันได้กดโทรออกก็มีสายเข้าเสียก่อน คนโทรก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากอารัณย์เพื่อนรัก 

“ว่าไงมึง”

[แหม ทักทายกันด้วยน้ำเสียงแบบนี้หมายความว่าไงไม่ทราบ ใช่ซี้ได้น้องแล้วลืมเพื่อน]

ทันทีได้ยินเสียงยียวน นายรวีกานต์ก็เริ่มคันเท้ายิกๆอาการคล้ายอยากจะเอาส้นเท้าเหยียบหน้าคน

“พอดีน้องมันน่ารักกว่าเพื่อนน่ะ”

[ครับๆ พ่อวัวแก่กระแดะเคี้ยวหญ้าอ่อน ดีนะเด็กมันพ้น 18 แล้ว ไม่งั้นกูยัดมึงเข้าคุกแน่]

“มึงโทรมาทำไม” เหงาไม่มีใครให้เล่นด้วยเหรอ หรือเพื่อนไม่คบ  ใจจริงก็อยากจะถามออกไปแต่กลัวว่ามันจะทำร้ายจิตใจกันมากไป เผลอๆแม่งด่าสวนกลับมาอีก

[จะโทรหามึงต้องมีธุระด้วยเหรอ]

“อย่ากวนตีน กูทำงานอยู่”

[อ้อ งั้นกูเข้าเรื่องเลยแล้วกัน] เดือนกลอกตา นึกอยากด่าว่ามึงควรจะเข้าเรื่องนานแล้ว ไอ้คนป่า!

[เมื่อเช้ากูเจอคุณไตรภพที่กองถ่ายแบบนิตยสาร I  Art แล้วเขาก็ถามหามึง]

ชื่อบุคคลที่สามปรากฏขึ้นมาทำให้เดือนบีบโทรศัพท์แน่นอย่างไม่รู้ตัว ชายหนุ่มกัดฟันก่อนจะกรอกเสียงลงไป “แล้วมึงว่าไง”

[กูก็บอกว่ากูไม่รู้ว่ามึงอยู่ไหน ติดต่อกันเฉพาะเรื่องงาน]

“แล้ว...”

แว่วเสียงถอนหายใจดังลอดออกมา หัวใจของคนที่กำลังรอฟังบทสนทนาต่อไปก็ยิ่งเต้นถี่รัว [เขาอยากรู้ที่อยู่มึง]

“แล้วมึงได้บอกไปหรือเปล่า!”

น้ำเสียงทุ้มตวาดห้วนอย่างที่ไม่เคยเป็น เดือนเผลอยืนขึ้น ไม่สนใจสายตาคนงานที่มองมาอย่างตกใจ วินาทีนี้เขารู้สึกตระหนกขึ้นมาจนทำอะไรไม่ถูก กลับเป็นอารัณย์ที่นอกจากจะไม่ตกใจที่ถูกตวาดใส่แล้วยังปลอบเขากลับมาด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ

[มึงใจเย็นไอ้เดือน กูไม่ได้บอกไป กูบอกแค่ว่ามึงตกลงมาถ่ายแบบให้ตั้งนานแล้ว พอถึงเวลาก็มาตามนัด แล้วเขาก็ขอเบอร์มึง กูเลยให้เบอร์เก่ามึงไป ไอ้เบอร์เครื่องไอโฟนที่ถูกขโมยไปนั่นแหละ]

ร่างสูงที่เดินหลบออกมาหลังโรงงานพิงเข้ากับกำพงก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงถูกสูบหายไปจนหมดเพียงแค่ได้ยินชื่อคนๆนั้น เดือนถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง

[แล้วมึงจะทำไง]

“หมายความว่าไง”

[มึงก็รู้ว่ากูหมายความว่ายังไง...มันใกล้จะครบกำหนดแล้วนะ ทางนั้นคงไม่ปล่อยให้มึงลอยหน้าลอยตาอีกนานนักหรอก เผลอๆจะมาลากคอมึงไปก่อนกำหนดด้วยซ้ำ แล้วนี่บอกน้องดินหรือยัง]

“ยัง”

[ไอ้เดือน...เราคุยกันแล้วนะ]

เขารู้หรอก รู้หรอกน่าว่าควรจะทำอะไร แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะที่จะพูดออกไปได้ เพราะรู้ว่าถ้าพูดออกไปที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ต้องพังลงมาแน่ๆ

ไอ้รวีกานต์มันเห็นแก่ตัวเกินกว่าจะพังความสุขทั้งหมดลงในตอนนี้

“กูยังไม่อยากเล่า” น้ำเสียงกระซิบที่กรอกผ่านโทรศัพท์ฟังดูหมดแรงและอ่อนล้าจนน่าใจหาย เดือนซบหน้าลงกับหัวเข่า “กูยังไม่อยากเล่าตอนนี้เลยไอ้รัน ถ้าพูดไปทุกอย่างต้องพังลงมาแน่ๆ  กูไม่อยากให้อะไรๆมันแย่ลงตอนนี้...ในตอนที่ดินกับกูกำลังรู้สึกดีต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ”

[แล้วมึงอยากจะอยู่กับดินทั้งที่มีแต่ความแคลงใจอยู่ทุกที่น่ะเหรอ ถ้ามึงไม่ทำอะไรให้ชัดเจนมันจะไม่มีที่ของมึงสองคนเลยนะ]

“กูรู้”

[อีกแค่สองเดือนเองนะ...คิดให้ดีๆว่ามึงจะทำยังไงต่อไป ทางนั้นคงอยากหาคนมารับผิดชอบเต็มแก่แล้ว]

“แต่กูไม่ได้ทำ...มึงเชื่อกูใช่ไหมรัน ว่ากูไม่ได้ทำ”

อารัณย์ถอนหายใจอีกครั้ง  สงสารเพื่อนก็สงสาร แต่เรื่องที่เกิดมันก็จนใจจะพิสูจน์จริงๆ มันยังไม่ถึงเวลา อีกอย่างทางนั้นก็เล่นแง่กับพวกเขาเหลือเกิน

[กูเชื่อมึง  แต่คนอื่นล่ะ ถ้ามึงไม่รีบบอกมันจะแย่ไปใหญ่ ของแบบนี้รู้จากปากมึงดีกว่ารู้จากคนอื่นนะ เชื่อกู ให้เดานะ มึงยังไม่ได้บอกพ่อแม่ด้วยใช่ไหม]

ความเงียบที่ได้กลับมาเป็นคำตอบอย่างดี คนที่อยู่ปลายสายถึงกับขยี้ผมยาวๆของตนอย่างหงุดหงิด เมื่อไหร่มันจะเลิกแบกทุกอย่างเอาไว้คนเดียวกันวะ!

[ไปบอกพ่อกับแม่ อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้รู้ น้องดินด้วย]

“กูไม่กล้าบอกดินว่ะ กูกลัวน้องเกลียดกู” เดือนรู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นมาจุกที่คอ  “กูไม่อยากให้ทุกอย่างมันพัง เปล่า ไม่ใช่ว่ากูไม่เชื่อใจน้อง...แต่...มึง ใครมันจะไปรับได้วะ...กูกลัวทำน้องร้องไห้”

“กูไม่อยากให้น้องมาเสียน้ำตาเพราะคนแบบกู” ไม่อยากให้ตัวเองเป็นคนทำให้ดินเสียน้ำตา...เพราะเขาเคยสัญญาไว้แล้วว่าจะไม่ทำให้อีกฝ่ายร้องไห้ “พอถึงวันนั้น...ถ้าน้องเขาร้องไห้ ที่แย่กว่าก็คือกูคงไม่สามารถอยู่เช็ดน้ำตาให้ได้แล้ว”

[กูเข้าใจ...อาจจะไม่ทั้งหมด แต่กูก็อยู่ข้างมึงนะ เอาเป็นว่าทางนี้จะหาทางทำอะไรสักอย่างก็แล้วกัน]

“ขอบใจนะเว้ย...ขอบใจนะที่อยู่ข้างกู”

อารัณย์หัวเราะหึออกมาก่อนจะวางสายไป หลังจากตัดสายคนผมยาวก็จ้องหน้าจอโทรศัพท์อย่างหนักใจจนกระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตูห้องนอน  เมื่อหันไปมองก็เห็นร่างโปร่งในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งที่จำได้ว่าเป็นของเขา  เส้นผมสีม่วงที่ตรงโคนเริ่มกลายเป็นสีดำชุ่มด้วยหยดน้ำแนบกับใบหน้าเรียวได้รูป

ฝนวางมือลงบนไหล่เขา เอ่ยถามออกมา “พี่เดือนเหรอครับ” อารัณย์พยักหน้า เอนหลังลงพิงอกคนตัวเล็ก ยอมให้อีกฝ่ายบีบนวดเอาใจ 

“พี่จะทำยังไงดี” ชายหนุ่มพึมพำ คล้ายต้องการถาม แต่ก็คล้ายไม่ต้องการคำตอบ วสันต์มองเสี้ยวหน้าคมคายที่ดูวิตกอย่างมากแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เขารู้เรื่องทุกอย่างที่เกิด ทั้งจากพลังพิเศษของตน ทั้งจากเรื่องที่อารัณย์เล่า

“ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้หรอกครับ คงต้องหลังจากนี้”

ดวงตาคมสบกับดวงตากลมโตของคนที่กำลังนวดไหล่ให้เขาอยู่  “มีแผนเหรอ”

“ครับ...ก็ทำนองนั้น”




 หลังจากเดือนออกไปทั้งบ้านก็เหลือแค่ความเงียบ ดินใช้ไม้ค้ำพยุงตัวเองออกไปนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ที่หน้าบ้าน ความจริงเขาใช้ไม้ค้ำพาตัวเองไปไหนมาไหนได้อยู่แล้ว แต่เดือนก็ไม่ยอม ยังยืนยันจะประคองเขาไปไหนมาไหนตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน อันที่จริงมันก็ไม่ได้แย่สำหรับเขาหรอก การที่มีคนประคองมันก็ดีกว่าใช้ไม้ค้ำประคองตัวเองใช่ไหมล่ะ

ชายหนุ่มผมดำนั่งเล่นกับเจ้าสี่องครักษ์ด้านนอกไปสักพักเสียงแจ้งเตือนไลน์ก็ดังขึ้น ดินรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู อันที่จริงเขาก็ไม่ได้เป็นคนเสพติดมือถือหรือการแชทอะไรพวกนี้หรอก

แต่ตั้งแต่มีเดือน...ดินก็รู้สึกว่าเขาเริ่มเปิดแชทดูว่าอีกฝ่ายส่งข้อความมาหรือยังบ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน

แต่หนนี้คนส่งข้อความมาไม่ใช่เดือนแต่เป็นปราณ ดินรู้สึกเหมือนตัวเองจะหลายเป็นดอกไม้หรือต้นกล้าเหี่ยวๆลงไปพักหนึ่ง...นี่สินะความผิดหวังจากการนั่งรอคนตอบข้อความน่ะ

น้องปราณ ณ ร้านขายดอกไม้ : พี่ดินนน อยู่บ้านหรือเปล่าจ๊ะ  10:09 AM

Pathapee : อยู่ครับ ทำไมเหรอ 10:09 Am Read

น้องปราณ ณ ร้านขายดอกไม้ : ปราณจะไปหาที่บ้านอ่ะจ้ะ แม่ฝากขนมหม้อแกงมาให้ 10:10 AM

Pathapee  : ขอบคุณครับ 10:10 AM Read

Pathapee : ว่าแต่ใครมาส่ง  10:11 AM Read

น้องปราณ ณ ร้านขายดอกไม้ : ...ไอ้เฟิงจ้ะ... 10:15 AM


ดินอมยิ้ม ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุดูเหมือนว่าลูกชายร้านขายข้าวแกงจะยอมอ่อนข้อให้กับปราณมากโข หลังๆมาเวลาโดนด่าโดนกวนประสาทก็ไม่ค่อยโต้ตอบเท่าไหร่ จากการอัพเดตข่าวล่าสุดจากเพื่อนสนิทน้องปราณ ดูเหมือนว่าเฟิงจะเลิกกับแฟนสาวคนนั้นไปแล้ว  เจ้าหล่อนเองหลังเลิกกันไปสองวันถัดมาก็ควงแฟนใหม่มาซะแล้ว

แต่ถึงจะยอมอ่อนข้อให้มากขนาดไหนแต่ใช่ว่าปราณจะยอมรับง่ายๆ เด็กหนุ่มผิวแทนยังคงไม่ยอมพูดจาดีๆกับเฟิงจนเดี๋ยวนี้คนทักแชทเขามาขอคำปรึกษาบ่อยๆกลายเป็นเฟิงไปเสียแล้ว ไม่รู้จะตลกหรือวางตัวยังไงดีกับเด็กคู่นี้

มันก็เห็นๆกันอยู่ว่าอีกฝ่ายคิดยังไง แต่แค่เล่นตัวกันไปมาเท่านั้นแหละ

“เฮ้อ ความรักมัธยมนี่ดีจังเลยน้า”  ดินหลุดหัวเราะเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดจาเหมือนตาลุงแก่ๆซะอย่างนั้น แล้วตอนนี้เขาก็มีความรักไม่ใช่หรือไง

ถึงจะไม่ใช่ความรักแบบมัธยมกุ๊กกิ๊กๆแต่มันก็รู้สึกดีแล้วก็จั๊กจี้ไม่ต่างกันเลย

โทรศัพท์ที่วางอยู่บนแคร่ไม้สั่นเป็นสัญญาณให้รู้ว่ามีคนโทรเข้ามา ดินอมยิ้มเมื่อนึกได้ว่าอาจจะเป็นเดือนโทรมา ชายหนุ่มรับสายโดยไม่ได้ดูหมายเลขโทรเข้า แต่แล้วคิ้วเรียวก็ต้องขมวดมุ่นเมื่อได้ยินเสียงที่ลอดผ่านมาจากโทรศัพท์

[สวัสดีครับ คุณปฐพีใช่ไหมครับ]

ทั่วทั้งร่างของดินชาวาบ ชายหนุ่มตกใจจนมือสั่น เขาจำได้...เขาจำน้ำเสียงทุ้มต่ำของอีกฝ่ายได้ จะลืมได้ยังไงกัน มือเรียวดึงโทรศัพท์ออกมาดูเบอร์โทร  เป็นเบอร์แปลก ไม่คุ้น อีกคนคงเปลี่ยนเบอร์ไปนานแล้ว

“โทรมาทำไม” ดินถามกลับไป รู้สึกพ่ายแพ้เมื่อพบว่าน้ำเสียงของตัวเองสั่นพร่า “ต้องการอะไร”

[มีเรื่องอยากให้ช่วย...มาเจอกันหน่อยได้หรือเปล่า]

“ไม่!” น้ำเสียงที่ตอบกลับไปเกือบเป็นกระชาก คนตัวเล็กรีบตัดสายทิ้งทันทีก่อนจะบล็อกเบอร์ของคนคนนั้น  ความคิดมากมายหมุนเร็วจี๋อยู่ในหัว

อีกฝ่ายได้เบอร์เขามาได้ยังไง

แล้วที่บอกว่ามาเจอกัน...คืออยู่แถวนี้อย่างนั้นหรือ

คนคนนั้น...กำลังจะกลับมาใช่ไหม

ชายหนุ่มก้มหน้า ปล่อยให้เส้นผมสีดำร่วงปรกใบหน้า ซ่อนความทุกข์ทรมานที่ปรากฏเอาไว้

แกรก

เสียงพื้นรองเท้าบดหินกรวดใกล้เข้ามา ทำให้ดินต้องรีบเงยหน้า ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเบิกกว้างอย่างตระหนกเมื่อพบกับร่างสูงใหญ่  เงาของอีกฝ่ายทาบทับลงมาเหนือร่างกายเขา

ใบหน้าแบบนั้น ถึงจะเป็นเงาดำเพราะแสงแต่ดินก็จำได้...ริมฝีปากบาง ดวงตาคมกริบ

ทุกอย่าง ทุกสัมผัสหวนคืนมาในวินาทีที่เสียงทุ้มนั้นเอ่ยพูดกับเขา ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงที่ผ่านมาทางโทรศัพท์

“ใจร้ายจังนะ ตัดสายพี่ทิ้งแบบนี้”

“ไปให้พ้น”

อย่าเข้ามา...อย่าเข้ามาใกล้เขา...ไปให้พ้น

“พี่ขอโทษนะ เงยหน้ามาคุยกันหน่อยได้ไหม”

“ไม่ ออกไปนะ!”

ฝ่ามือใหญ่เชยคางเขาขึ้นอย่างแผ่วเบา  ดินจำสัมผัสนี้ได้ดี  อีกฝ่ายชอบเชยคางเขาขึ้นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร แล้วหลังจากนั้นก็จะชอบโน้มตัวมาจูบเบาๆ

“ผอมลงหรือเปล่า”

เขาชอบจับข้อมือของดิน จูงพาไปทานมื้อเย็น บอกให้กินเยอะๆจะได้โตไวๆ

“ทำไมทั้งตัวมีแต่แผลแบบนี้”

เวลาที่เขามีแผล อีกฝ่ายจะชอบบ่น  ตีหน้าดุใส่เขาแต่ก็ยังทำแผลให้เสมอ  ฝ่ามือใหญ่ๆคู่นั้นจะแตะต้องเขาอย่างอ่อนโยน

“ไม่เจอกันมาตั้งนาน...ยังขี้แยไม่เปลี่ยนเลยนะ”

หยดน้ำตาถูกเกลี่ยออกอย่างอ่อนโยนดังเช่นทุกครั้ง  ดินรู้สึกปวดหนึบในอก เขากัดริมฝีปากและเมื่อหลับตาลงหยดน้ำตาก็ร่วงพรู  นานทีเดียวกว่าเขาจะรู้ตัวว่าควรตอบอะไรไป

“อย่ามาแตะผม” มือข้างที่ยังดีปัดมืออีกฝ่ายออก ดินปาดน้ำตาบนใบหน้าลวกๆ เขาหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างไม่ชอบใจ แต่กระนั้นหัวใจก็ยังเต้นรัว

คิดว่าลืมไปแล้วแท้ๆ แต่พอมายืนตรงหน้าก็ยังรู้สึก

เวลา 4 ปีไม่เคยช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยสินะ...

“คุณกลับมาทำไม...ในวันที่ผมกำลังจะลืมคุณอยู่แล้ว กลับมาทำไมกันครับ พี่กัณฐ์

ร่างสูงขยับเข้ามานั่งเคียงกันบนแคร่  เหมือนครั้งก่อนที่พวกเขานั่งใกล้กัน เบียดชิดดูดวงดาวบนฟ้า เพียงแต่วันนี้ไม่มีดวงดาว มีแต่คราบน้ำตาและบาดแผลจากอดีต

“พี่ขอโทษ...ที่ทำลงไป”

“ผมไม่ต้องการคำขอโทษ”

“แต่พี่ทำเราร้องไห้...ทั้งๆที่สัญญาไว้แล้วแท้ๆ ขอโทษนะ”

ประโยคนั้นเป็นเหมือนชนวนทำให้ความอดทนสุดท้ายขาดผึง ดินประคองตัวเองลุกขึ้นอย่างยากเย็น เขาคว้าโทรศัพท์กับไม้ค้ำแล้วออกเดินไปทางบ้าน  ไม่สนใจใครอีกคนที่เร่งเดินมาดักหน้า  ดวงตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววกร้าวออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ถอยไป” ดินกดเสียงต่ำอย่างข่มขู่ อีกฝ่ายที่เห็นท่าทางแบบนั้นก็ยอมถอยแต่โดยดี คนผมดำรีบเข้าบ้าน ล็อกประตูอย่างรวดเร็วแล้วทรุดตัวลงนั่ง เอนตัวลงบนเตียง ขดตัวคล้ายจะปกป้องตัวเองจากทุกสิ่งบนโลกนี้

ถ้าตอนนี้...พี่เดือนอยู่ด้วยก็ดีสิ

แต่จะให้คนๆนั้นเจอกับพี่เดือนไม่ได้เด็ดขาด ให้รู้ไม่ได้...ในเวลาที่ความสัมพันธ์กำลังดีขึ้นแบบนี้

อีกแค่นิดเดียวเขาก็จะเปิดใจได้แล้วแท้ๆ...

จู่ๆแผลเป็นที่ท้องแขนพลันเจ็บจี๊ดขึ้นมา ราวกับร่วมกันย้ำเตือนถึงเรื่องราวในอดีต ถึงวันที่เขาเกือบจะทิ้งชีวิตของตัวเองไปเพราะคนที่อีกฝากของบานประตู

‘กัณฐพันธ์’

ชายหนุ่มที่มองเห็นด้ายแดงเหมือนกันกับเขา...คนที่ตามหาเขาจนเจอ

อดีตรักแท้...และรักครั้งแรกของเขา


**********************************************

เอ้า ปรบมือให้กับตัวปัญหาเบอร์หนึ่งค่าาา คุณกัณฐพันธ์   :mew5:
ฉากช่วงนี้อาจจะเนือยๆไปหน่อยก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ ตอนนี้ก็สั้นมาก นี่ขนาดสิบหน้าแล้วนะ ;w;
ตอนที่เขียนฉากนี้ตอนแรกที่วางพล๊อตไว้มันไม่ดราม่าขนาดนี้ค่ะ แต่เขียนไปเขียนมา
จากการที่นึกทั้งฝั่งเดือนและดินทำให้เราคิดว่าถ้าทั้งคู่ไม่อยากทำลายความสัมพันธ์ของกันและกัน
แล้วต่างปกปิดเรื่องสำคัญ ความสัมพันธ์มันจะถูกพัดไปทางไหน มันเลยออกมาเป็นฉะนี้แลล
 ส่วนที่เหลือ...ก็รอลุ้นตอนหน้าค่ะ (หลบเปลือกไข่)

เรามีข่าวมาแจ้งด้วยค่ะ ตอนนี้เรามีเพจแล้วนะคะ สามารถตามไปพูดคุย ทวงนิยาย ได้เลยนะคะ จุ๊บ
จิ้มเลยค่ะ  :mc4: :mc4:

>>AzureDream<<
 

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
งานเข้า!!!!
ทั้งสองฝ่ายเลยด้วย!!!
แล้วจะเป็นยังไงต่อละทีนี้
ให้กำลังใจคนเขียนจ๊ะ

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
น้ำตามาอีกแล้ว

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด