ยามจันทร์เจ้าจูบดิน ☪ บทพิเศษ ๕ วันปีใหม่ {๓๑.๑๒.๕๙} จบ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ยามจันทร์เจ้าจูบดิน ☪ บทพิเศษ ๕ วันปีใหม่ {๓๑.๑๒.๕๙} จบ  (อ่าน 89370 ครั้ง)

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9328
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ phrase

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
โอ๊ยยยยยยยย! ลุ้นไปอีก มีชนักติดหลังกันทั้งคู่เลย ลุ้นมากกกกกกกกกกกกก ไอ้เราก็นึกว่าหมดทะเลไปก็คงไม่มีอะไรแล้ว นึกว่าจะมีแต่เรื่องฝั่งพระเอก ที่ไหนได้ ตัวBOSSโผล่มาซะงั้น มาต่อไวๆนะคะ จุดนี้คือกัดฟันจิกหมอน ลุ้นตัวโก่งมากค่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๑๖
อยากบอกเธอ...รักครั้งแรก



เดือนกลับเข้าบ้านมาอีกทีตอนเย็น ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นว่าภายในบ้านเงียบสนิท แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร ร่างสูงเดินถือถุงกับข้าวที่ซื้อมาจากตลาดสดไปส่งให้ป้าชื่นและแม่ครัวคนอื่นๆในครัวให้เตรียมไว้ทำมื้อเย็น “วันนี้คุณแม่มะลิอยากกินแกงส้มน่ะครับ จริงๆคุณแม่อยากกลับมาทำเองแต่ท่านติดงานก็เลยฝากให้พวกป้าชื่นทำให้ รบกวนด้วยนะครับ”

“โอ๊ย รบกวนอะไรกันล่ะคะ ดีใจเสียอีกที่คุณมะลิเธอให้พวกป้าทำงานได้เสียที อยู่กันมาหลายปี จะเกรงใจอะไรกันเยอะแยะไม่รู้ รับเงินเดือนก็รับของเขา ยังจะมาให้พวกป้านั่งๆนอนๆเฉยๆได้ยังไงกันคะ” ป้าชื่น แม่บ้านอาวุโสพูดพลางส่งถุงของสดต่อไปให้เด็กในครัว “แล้วนี่คุณหนูทานอะไรมาหรือยังคะ  ให้ป้าทำอะไรง่ายๆให้ทานรองท้องก่อนไหม”

เดือนส่ายศีรษะ “ไม่ล่ะครับผมรอกินข้าวเย็นเลยดีกว่า แล้วนี่ดินอยู่ไหนครับ”

“คุณหนูเล็กเธออยู่บนห้องค่ะ ป้าขึ้นไปดูเห็นเธอหลับอยู่ คงจะปวดแผลเธอเลยทานยาแล้วก็หลับไป” 

เดือนพยักหน้ารับ กล่าวขอบคุณป้าชื่นอีกครั้งแล้วเดินออกจากครัวมุ่งไปชั้นบน ตอนแรกที่มาอยู่ที่นี่เขายอมรับว่าไม่ชินกับสรรพนามเรียกแบบนี้อย่างมาก มันดูเหมือนเขาเป็นลูกชายเจ้าพ่อมาเฟียอะไรแบบนั้น แต่เมื่อความพยายามในการบอกป้าชื่นให้เปลี่ยนสรรพนามเรียกไม่เป็นผล เดือนจึงปล่อยเลยตามเลย หลังๆก็ชักชินแล้วเหมือนกัน

เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นจากเครื่องปรับอากาศลอดออกมาจากช่องใต้ประตูห้องนอนของคุณหนูคนเล็กของบ้าน ชายหนุ่มค่อยๆเปิดประตู พยายามให้เกิดเสียงน้อยที่สุดด้วยไม่อยากรบกวนคนในห้อง

ภายในมืดสนิท เขามองเห็นร่างเล็กขดตัวอยู่กลางกองผ้าห่ม เดือนเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เกลี่ยเส้นผมสีดำออกจากใบหน้าดินอย่างแผ่วเบา คนตัวเล็กที่ถูกกวนขมวดคิ้ว ครางอืออาก่อนจะปรือตาขึ้นเพื่อมองคนรบกวนการนอน แต่เพราะดวงตาไม่ชินกับความมืดและเพราะถอดแว่นไปแล้วทำให้ดินต้องหยีตา ระลึกอยู่ครู่หนึ่งว่าใครมันมานั่งจ้องเขาอยู่ข้างเตียงแบบนี้

“พี่เดือน?”

“ครับ ทำให้ตื่นเหรอ ขอโทษนะ”

คนตัวเล็กส่ายหน้า ก่อนจะลูบหน้าลูบตาแบบมึนๆ “ดินหลับไปเหรอเนี่ย นี่กี่โมงแล้ว”

“หกโมงเย็น”

“หา!? นี่ดินนอนไปตั้งสี่ชั่วโมงเลยเหรอ แย่แล้วแฮะ”

หนุ่มลูกครึ่งกดตัวน้องชายต่างสายเลือดที่ทำท่าจะพุ่งลงจากเตียงให้นอนต่อ  ดุแบบไม่ค่อยจริงจังนัก “พักบ้างก็ได้ ดินทำงานหนักไปแล้วนะ อีกอย่างร่างกายกำลังฟื้นตัว เราควรจะพักผ่อนเยอะๆน่ะถูกแล้ว”

“แต่สี่ชั่วโมงเลยนะ มิน่าล่ะ ตื่นมามันถึงได้เบลอมึนไปหมด” ว่าพลางสะบัดศีรษะอีกทีให้หายมึน ดินช้อนตามองคนตัวโตที่ตอนนี้ขยับขึ้นมานั่งพิงพนักเตียงอยู่ข้างๆเขาแล้ว เดือนดึงคนที่นอนอยู่ข้างๆให้ลงมาซบอกตัวเอง  ซึ่งดินก็ทำตามแต่โดยดี จมูกโด่งกดลงข้างขมับ ละเรื่อยมาจนถึงแก้มนิ่มๆ ปิดท้ายที่ริมฝีปากอย่างแผ่วเบา ดินหัวเราะคิกคักเมื่อเดือนลากไปจมูกไปบริเวณลำคอ

“ฮื้อ ไม่เอา...ตรงนั้น..คิก...พี่เดือน ฮ่าๆ จั๊กจี้ ฮ่าๆๆ แกล้งคนป่วยบาปนะครับ” ดินรีบปรามเมื่อคนตัวโตชักลามปาม ฉวยโอกาสตอนเขาเผลอเพ่งสมาธิไปที่คอ ใช้ฝ่ามือใหญ่ซุกซนลูบไล้ไปที่หน้าท้อง เรื่อยไปจนถึงเอวคอด ริมฝีปากบางได้รูปพรมจูบจากคอละเรื่อยลงมาจนคนเป็นน้องต้องใช้มือข้างที่ขยับได้พยายามดันหัวอีกฝ่ายให้เงยขึ้น

“พี่เดือน ไม่เอา”

“ก็ไม่ได้เอาไง จูบเฉยๆ”

ปัดโธ่!

“พี่เดือน  อย่า...มัน... อ๊ะ” ดินสะดุ้งสุดตัวเมื่อคนเป็นพี่เลิกเสื้อยืดของเขาขึ้น  เปิดร่นไปจนถึงแผ่นอก เปิดเผยหน้าท้องขาวเนียนที่มีกล้ามเนื้อเล็กน้อยสมส่วน เพราะเจ้าตัวออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  “เฮ้ เดี๋ยว นี่มันไม่...” ร่างบางออกปากห้ามแต่ยังพูดไม่ทันจบประโยคก็ต้องแอ่นกายขึ้นมาเมื่อฟันคมขบเม้มลงบนหน้าท้องขาวเนียนอย่างหมั่นเขี้ยว เดือนเลียริมฝีปาก มองร่องรอยสีแดงที่เห็นเด่นชัดบนผิวขาวราวหิมะของอีกฝ่าย

“น่ากินเป็นบ้า”

“หยุดเลยนะครับ!”

แต่เดือนก็คือเดือน เรื่องหูทวนลมนี่นายรวีกานต์ขอยึดตำแหน่งแชมป์ คนตัวโตเลียริมฝีปาก ตอนแรกเขาแค่อยากจะแกล้งอีกฝ่ายเฉยๆ ใครใช้น่าฟัดน่าหยิกไปทั้งตัวกันล่ะ แต่พอแกล้งแล้ว...

มันก็อยากแกล้งหนักกว่าเดิม

ถ้าไอ้รันอยู่ตรงนี้มันต้องด่าเขาว่าโรคจิตติดน้องแหง

เดือนพรมจูบทั่วหน้าท้องขาวของดิน  ฝ่ามือสอดเข้าไปใต้เสื้อยืดของอีกฝ่าย พยายามไม่ให้ลูบไปโดนรอยช้ำทั้งหลาย

“พี่เดือน...อ๊า”

เดือนชะงัก เงยหน้ามองน้องชายที่นอนหอบหายใจอยู่ใต้ร่าง ใบหน้าหวานไร้แว่นตามาเกะกะขึ้นสีแดงระเรื่อ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมีน้ำใสปริ่มขอบตา มือข้างหนึ่งปิดปากตัวเองแน่น  ดินซุกหน้าลงกับหมอน ทำเหมือนอยากจะมุดลงไปซ่อนตัวในฟูกนอน
เดือนเลียริมฝีปากแห้งผาก กระแอมเบาๆก่อนจะพูดว่า “อ่า ขอโทษที เมื่อกี้มือมันเผลอไปโดน”

ดินหันมาถลึงตาใส่ เดือนยิ้มแหยให้น้องชาย แบบ...มือเผลอไปสะกิดโดนยอดอกนิดเดียวเอง อย่าทำหน้าเหมือนจะลุกมาฆ่าพี่เดือนแบบนั้นสิครับที่รัก

“ลงไปเลยไอ้พี่เดือน” คนผมดำพูดเสียงเขียว แต่เดือนยังคงคร่อมทับอีกฝ่ายไม่ขยับ  ก็แหม...ตอนแรกมันก็ไม่มีอะไรหรอก แต่พอเห็นหน้าดินเมื่อกี้แล้ว มันก็เลย ‘รู้สึก’ ขึ้นมา

ดินเองก็คงจะรู้สึกได้เพราะชายหนุ่มเบิกตาโต จิกหัวเขาให้เงยหน้าขึ้นมา พูดลอดไรฟัน  “ลงไปเดี๋ยวนี้เลย!”

“โธ่ น้องดิน...”

“ไปห้องน้ำเลยไป!”

เดือนครางหงิง มองหน้าคน(ที่ตัวเอง)รักแบบขอความเห็นใจสุดขีด “ช่วยหน่อยนะ” คนตัวเล็กหน้าแดงก่ำ ทั้งเขินทั้งอายจนแทบจะลุกขึ้นมากระโดดถีบยอดหน้าอีกคนแก้เขิน

“หื่นมาจากไหนครับ! แล้วนี่อะไร ปลุกดินมาทำเรื่องอย่างว่าหรือไง ดินป่วยอยู่นะ”

“งั้นถ้าหายแล้วก็ทำได้?”

“กับผีน่ะสิ!”

เดือนหัวเราะเบาๆ ยอมลงจากตัวอีกฝ่าย ดึงน้องชายให้ลุกขึ้นมานั่งดีๆพร้อมกับจัดเสื้อผ้าและทรงผมให้เข้าที่เข้าทาง ดินพยายามเบือนหน้าหนีตอนที่อีกฝ่ายจะดึงเขาไปจูบแต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ เผยอริมฝีปากให้อีกฝ่ายสอดปลายลิ้นเข้ามาแต่โดยดี มือเรียวสอดเข้าไปในกลุ่มผมสีอ่อน ขณะที่เดือนเอียงหน้าเมื่อมอบจูบที่ลึกซึ้งกว่าเดิมให้ ตอนที่ถอนริมฝีปากออกมา ชายหนุ่มก็จูบซับน้ำสีใสที่มุมปากเด็กน้อยของเขาให้ ขณะที่ดินบ่นอุบ

“ไปหื่นมาจากไหน เป็นอะไรหรือเปล่าครับวันนี้” ถ้าดินไม่ได้ตาฝาดไปเขาเห็นเดือนชะงัก แววความสับสนบางอย่างพาดผ่านดวงตาแต่ดินก็คิดว่าเขาอาจจะตาฝาดเพราะเพียงอีกฝ่ายกระพริบตา แววเหล่านั้นก็หายไป

“หื่นอะไร เรื่องปกติ”

“ไม่ใช่แล้วมั้ง”

“ทำไมล่ะ...หรือว่าไม่อยากให้ทำแบบนั้นเหรอ” คนตัวโตทำหน้าหงอย  ดินกลอกตา นับหนึ่งถึงสิบ บอกตัวเองว่าอย่าได้ใจอ่อนเด็ดขาด  หาได้รู้ไม่ว่าในใจไอ้พี่ชายหมาป่าคนนี้กำลังวางแผนการณ์หลอกกินลูกแกะเสียดิบดี

เอาน่า ก็ยอมรับล่ะว่ามันก็ต้องมีจินตนาการอะไรนอกเหนือจากที่เป็นอยู่กันไปบ้าง...

ชายหนุ่มผู้ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จยังคงแสดงต่อไปด้วยการลุกขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เดินตุบตับไปทางห้องน้ำส่งผลให้ดินที่รู้อยู่เต็มอกว่าหลุมกับดักของแท้แต่ก็ยังยินยอมพร้อมใจจะเดินลงไป คนตัวเล็กออกแรงรั้งเสื้อเดือนเอาไว้ และเมื่อชายหนุ่มหันมาดินก็เขย่งเท้ากดริมฝีปากลงบนริมฝีปากอีกฝ่ายเร็วๆหนึ่งที หน้าตาแดงก่ำไปหมดขณะที่เอ่ยประโยคที่แทบจะใช้ความกล้าของเขาไปจนหมด

“ก็...ไม่ใช่ว่า...ไม่อยาก...แต่ว่า...”

“ต้องให้แม่มาขอก่อนนะ”

พูดจบก็พยายามกระชากลากถูเขาไปที่ห้องน้ำด้วยแรงที่มากที่สุดเท่าที่คนเจ็บจะทำได้ จนเดือนต้องรีบประคองเพราะอีกฝ่ายไม่ได้หยิบไม้ค้ำมา  พอเดินมาถึงหน้าห้องน้ำดินก็ผลักอีกฝ่ายเข้าไปทันที “จัดการตัวเองให้เรียบร้อยล่ะ” พูดจบก็หมุนตัวเตรียมจะเดินกลับแต่ยังไม่ทันไปไหนเดือนก็คว้าแขนดินเอาไว้ คนตัวสูงยิ้มเจ้าเล่ห์

“น้องดินครับ ดูเหมือนว่าเราก็ต้องจัดการอะไรๆให้เรียบร้อยเหมือนกันนะ” ลากสายตาลงต่ำให้คนตัวเล็กหน้าแดงหนักกว่าเดิม  ดินดึงแขนตัวเองออก “ผมจัดการเองได้น่า”

แต่เดือนก็ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายปฏิเสธ แรงคนเจ็บหรือจะสู้แรงคนธรรมดา แขนแข็งแรงเกี่ยวเอวของคนผมดำเข้ามาใกล้ เดือนปิดประตูห้องน้ำ ตัดโอกาสหนีอีกฝ่ายเสียสิ้น กระซิบข้างหูดินแล้วจูบปากปิดกั้นคำประท้วง

“ก็ช่วยกัน จะได้เสร็จเร็วๆไง”



อาหารเย็นวันนี้ผ่านไปอย่างเรียบง่ายเช่นทุกวัน หลังจากที่ทุกคนอิ่มกันแล้วคุณมะลิก็เปิดประเด็นขึ้นมา “ดินจ๊ะ เดี๋ยวอีกสองอาทิตย์ตลาดของเราจะจัดงานเลี้ยงนะจ๊ะ  ลูกจะช่วยดูเรื่องการจัดงานให้ได้ไหม” ดินวางส้องแล้วพยักหน้า “ได้สิครับ”

เดือนเอียงคอ งานเลี้ยงเหรอ?

“งานเลี้ยงเหรอ” ชายหนุ่มหันไปหาดิน “ใช่ครับ อันที่จริงก็เหมือนงานประจำปีของตลาดนั่นแหละครับ มีประกวดนางงามตลาดสด  มีการแสดง งานเลี้ยงกลางคืน วันนั้นพวกพ่อค้าแม่ค้าจะเอาของกินมาแจกครับ ก็สนุกดี ถือเป็นการให้ทุกคนพักผ่อนหลังทำงานหนักมาทั้งปีน่ะครับ”

“ว้าว สวัสดิการดีจังนะครับคุณแม่” เดือนแซวแม่ตัวเอง หญิงสาวร่างเล็กขยิบตาให้ลูกชาย “ใช่ไหมล่ะ ดูแลดีขนาดนี้ใครๆเลยอยากมาเช่าแผงขายของในตลาดเราไง  แม่ว่าเดี๋ยวประมาณปลายปีจะต้องขยายตลาดแล้วล่ะ  ถ้าเพิ่มพวกโซนเสื้อผ้าลงไปอีกหน่อยน่าจะดี” พูดไปก่อนจะทำหน้านึกขึ้นได้ คุณมะลิทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือตัวเองเบาๆ “จริงสิ เดือนก็ไปช่วยดินดูแลการเตรียมงานด้วยนะลูก  เรื่องการแสดงไม่น่าเป็นห่วงหรอก คนในตลาดก็ช่วยๆกันนั่นแหละ มีเรื่องประกาศการประกวดนางงามตลาดสดด้วย เดือนช่วยน้องทีได้ไหมลูก ดินยังเจ็บ แม่กลัวน้องป่วยหนักกว่าเดิม”

“ไม่มีปัญหาครับ”

“อ้อ ไอ้เสือ ห้องนอนแกจะทำเป็นห้องไว้สำหรับรับรองแขกเลยไหม เผื่อมีเพื่อนมาค้างด้วย” จู่ๆพ่อของเขาก็พูดขึ้นทำให้เดือนถึงกับงุนงง

“เอ๋ ทำไมล่ะครับ?”

คุณอัลเฟรดเลิกคิ้ว  ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ดินถึงกับสำลักน้ำออกมา

“ก็แกดูเหมือนจะไม่อยากกลับไปนอนห้องนั้นแล้วนี่ แอร์ก็ซ่อมเสร็จมาเป็นอาทิตย์แล้วแต่ก็ยังนอนห้องน้องอยู่ไม่ใช่เหรอ”

เดือนยิ้มขำ แถไปเนียนๆ “ก็เตียงห้องน้องดินมันนอนสบายดีนี่ครับ”

“เอาเถอะ แอร์ซ่อมเสร็จแล้วก็กลับมานอนห้องตัวเอง ตัวใหญ่อย่างกับตึกยังจะนอนเบียดน้องอีก ดึกๆมีกลิ้งไปทับแผลน้องบ้างไหมเนี่ย”

ได้ยินดังนั้นเดือนก็เบ้ปาก โอดครวญเบาๆ หันไปส่งสายตาของความช่วยเหลือให้ดินที่แกล้งทำเป็นจ้องมองจานข้าวตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย คงจะเขินล่ะมั้ง ใบหูขาวๆนั่นมันขึ้นสีแดงซะขนาดนั้น

“ทีดินยังไม่มีปัญหาเลย”

“เรอะ น้องไม่กล้าบอกแกหรือเปล่า ดินเขาเป็นเด็กดี ไม่กล้าพูดทำร้ายน้ำใจแกหรอก”

มุมปากคนตัวสูงกระตุกกึก อยากจะย้อนเวลาไปอัดเสียงทุกคำด่าตั้งแต่แรกเจอกันมาให้คุณพ่อฟังจริงๆ ไม่ทำร้ายน้ำใจกัน...น้อยไปน่ะสิ  ถ้าหัวใจไอ้เดือนมันมีแผลเป็นจริงๆได้ ป่านนี้มันคงพรุนเพราะคำพูดน้องดินไปแล้ว ชายหนุ่มแสร้งถอนใจแล้วพูดออกมา
“โห เข้าข้างกันจังเลยนะครับคุณพ่อ  ใช่สิ ดินเขาลูกชายคนโปรดคุณพ่อนี่นา”

ฝ่ามือบางหันมาฟาดเพี๊ยะทำให้เดือนหันไปมอง ใบหน้าหวานไม่ได้ฉายแววล้อเล่นอย่างที่ควรจะเป็น ดินบุ้ยปากไปทางคุณพ่อคุณแม่  คุณอัลเฟรดมีสีหน้าสงบ ไม่ได้มีรอยยิ้มหยอกล้อเช่นเดิม ส่วนคุณแม่มะลิเองก็ก้มหน้าลง สักพักร่างสูงใหญ่ของหัวหน้าครอบครัวก็ลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะไป แต่ก่อนไปคนเป็นพ่อก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ถ้าแกอยากจะนอนห้องน้องก็นอนไปเถอะ  ไม่มีปัญหาอะไรหรอก”  สักพักคุณแม่ก็เดินมาโน้มตัวจูบแก้มเขากับดินเบาๆแล้วเร่งฝีเท้าตามคุณพ่อไป เหลือเพียงเดือนกับดินที่นั่งอยู่ ชายหนุ่มลูกครึ่งขมวดคิ้วอย่างสงสัย

เมื่อกี้...เขาพูดอะไรขัดหูคุณพ่อหรือเปล่านะ

“นี่ดิน ถ้าคุณพ่อไม่พอใจจริงๆ พี่ย้ายกลับไปนอนห้องก็ได้นะ  คุณพ่อโกรธจริงจังหรือเปล่าน่ะ” ใบหน้าหล่อเหลาของอดีตนายแบบปรากฏความว้าวุ่นใจ “เดี๋ยวพี่จะไปขอโทษ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ”  มือเรียวรั้งแขนเขาไว้ “ขึ้นห้องกันเถอะ เดี๋ยวดินจะเล่าให้ฟัง” ได้ยินดังนั้นเดือนจึงยินยอมประคองร่างเล็กมาจนถึงในห้อง เมื่อนั่งลงที่เตียงเรียบร้อยแล้วเดือนก็ยิงคำถามทันที

“เมื่อกี้คุณพ่อโกรธอะไรพี่เหรอ”

“เปล่าครับ คุณพ่อไม่โกรธหรอก”

“แต่...”

“พี่เดือนคงไปพูดจี้ใจดำท่านเข้าล่ะมั้งครับ”

เดือนชะงัก  เขาไปพูดจี้ใจดำพ่อตอนไหนกัน  เมื่อเห็นสีหน้าสับสนของเขาดินจึงเฉลยให้ “ก็ตอนที่พี่เดือนบอกว่าผมเป็นลูกคนโปรดไง” ดวงตาคมปรากฏแววของความตกใจ รีบละล่ำละลักพูดออกมา “แต่พี่ไม่ได้จะพูดจาแขวะหรืออะไรนะ เมื่อกี้พี่ล้อเล่น”

“ผมรู้ครับ คุณแม่คุณพ่อท่านก็ทราบแต่...ท่านคงกังวล” ดินถอนหายใจเบาๆ “ท่านกังวลมาตลอดเลยนะครับว่าการที่พี่กลับมาอยู่นี่จะทำให้พี่อึดอัดใจ...ยิ่งมีดินอยู่...พวกท่านกลัวว่าพี่จะรู้สึกว่าไม่มีความสำคัญ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ  พวกท่านรักพี่มากนะครับ”

เดือนนิ่งไปครู่หนึ่ง เขารู้มาตลอดว่าส่วนลึกในใจตัวเองมีความรู้สึกนั้น ความรู้สึกอิจฉาดิน ตอนแรกที่รู้ว่าพ่อกับแม่รับเด็กมาอยู่ด้วย เด็กชายเดือนก็ทั้งหงุดหงิด ทั้งโกรธเด็กคนนั้น ตอนที่จะกลับมาค้างบ้านก็รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของตัวเองกับเด็กคนนี้ต้องไม่ดีแน่ๆ

แต่ว่านะ...ตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กชายเดือนที่ใจแคบแบบนั้นอีกแล้ว

ความรู้สึกน้อยใจพวกนั้น เขาเลิกใส่ใจมันมานานแล้ว...เดือนแค่รู้สึกว่าช่างมันเถอะ เขาไม่อยากจะมานึกน้อยใจให้เหนื่อย ทุกวันนี้แค่ปัญหาที่มีก็ปวดหัวจะแย่แล้ว

สำหรับเขา กำแพงระหว่างพ่อกับแม่มันสูง...สูงมากจนมันอาจจะต้องใช้เวลาในการทลายกำแพงลง

กำแพงของกาลเวลาสิบกว่าปีที่หายไประหว่างพวกเขา

“พี่เดือน...หรือว่า...พี่อึดอัดใจเพราะคิดว่าพ่อกับแม่รักดินมากกว่า” เดือนหลุดออกจากภวังค์เมื่อน้องดินถามเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  สีหน้ากับน้ำเสียงน้องดูแย่จริงๆจนเดือนต้องคว้าร่างนั้นมากอดปลอบ

“ไม่ใช่หรอก เด็กขี้แย พี่จะอึดอัดใจเพราะเราได้ยังไง ก็บอกอยู่เนี่ยว่ารักดิน จะไปอึดอัดทำไม”

“แต่...”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ” เขายิ้มให้อีกฝ่าย บีบกระชับมือบอบบางให้คนเบื้องหน้าเข้าใจ “พี่ไม่เป็นไรจริงๆ”

ความรู้สึกของการได้สัมผัสคำว่าครอบครัวที่แท้จริง สำหรับเดือน...มันหล่นหายไปนานเกินกว่าจะตามหาเจอแล้ว  ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้ คือการประกอบมันขึ้นมาใหม่ ทีละเล็ก ทีละน้อย...




วันต่อมาดินก็เริ่มการประกาศงานเลี้ยงของตลาด  ชายหนุ่มทำโปสเตอร์มาแค่แผ่นเดียวแล้วเอาไปติดที่บอร์ดประกาศข่าว พอเดือนถามว่าทำไมไม่เดินแจกดินก็ตอบกลับมาเรียบๆว่า “เดินแจกไปเดี๋ยวมันก็โดนทิ้งไว้ที่พื้น เป็นขยะ สิ้นเปลือง ลำบากแม่บ้าน แผ่นเดียวที่แหละครับแล้วก็ติดประกาศเอา แล้วเดี๋ยวไปให้คุณป้าที่ทำหน้าที่เป็นคนโฆษกประจำตลาดประกาศอีกที” ว่าพลางติดกระดาษเข้าที่บอร์ดก่อนจะเดินนำเดือนไปที่อาคารหลังเล็กข้างตลาด

ภายในอาคารเปิดหน้าต่างกว้าง มีจอขนาดใหญ่ที่รับภาพมาจากกล้องวงจรปิดในตลาด หญิงร่างท้วมคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติก  เมื่อเห็นดินกับเดือนเดินเข้ามาก็รีบกระวีกระวาดมาต้อนรับ ดินยิ้มให้หล่อนแล้วบอกข่าวสารการประกาศ  หลังจากนั้นพวกเขาก็นั่งคุยกันอยู่พักใหญ่จนกระทั่งหญิงร่างอ้วนคนนั้นมองมาที่เดือนแล้วยิ้มหวาน พูดขึ้นว่า

“แหม น้องเดือนเป็นดาราสินะคะเนี่ย หน้าตาแบบนี้หล่อแซ่บจริงๆค่ะ” เดือนยิ้มเจื่อน “อันที่จริงผมเป็นนายแบบครับ”

“น้องเดือนร้องเพลงได้หรือเปล่าคะ”

“ก็พอได้ครับ”

เขาเคยเรียนร้องเพลงมาบ้าง ก็ไม่ได้ร้องแย่แต่ก็ไม่ถึงกับเพราะมาก เอาเป็นว่าหากต้องขึ้นแสดงก็ไม่ร้องผิดคีย์จนทำตัวเองขายหน้า 

เมื่อได้ยินว่าเขาร้องเพลงได้ ดวงตาเล็กยิบหยีของคุณผู้หญิงร่างท้วมก็เป็นประกายขึ้นมา “งั้นในวันงานน้องเดือนก็ขึ้นไปร้องเพลงโชว์สักสองสามเพลงสิคะ”

“เออ ผมว่าไม่ดีมั้งครับ”

“โอ๊ย ต้องดีสิคะ  พี่ว่าใครๆก็อยากเห็นแหละค่ะ หนุ่มหล่อขนาดนี้ขึ้นไปร้องเพลง เอาจริงๆต่อให้น้องร้องเพี้ยนจนนกตกลงมาตายแต่พี่ว่าใครๆก็ต้องกล้ำกลืนแล้วบอกว่าน้องร้องเพราะชัวร์ค่ะ ไม่ต้องอายหรอก”

คือ...กูไม่ได้อายครับ แล้วไอ้ร้องเพี้ยนจนนกตกมาตายคืออะไรครับ ด่ากูเรอะ

เดือนคิ้วกระตุก หญิงร่างอ้วนหันไปหาดิน “น้องดินลองเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาคุณแม่สิคะ”

“ผมว่าเรื่องนี้ต้องแล้วแต่พี่เดือนแหละครับ ตามความสมัครใจพี่เขาเลย”

“แหม น้องดินไม่อยากฟังพี่ชายร้องเพลงเหรอคะ”

คนตัวเล็กยิ้มมุมปาก ดวงตาสีน้ำตาลหลังเลนส์ใสเบนมามองเดือนด้วยแววตาที่บ่งบอกว่า ‘อ๋อ ไอ้หมอนี่หรือครับ ผมกลัวมันร้องเพี้ยนน่ะ ไม่อยากฟังหรอก’ โดนดูถูกเหยียดหยามขนาดนี้พี่เดือนจะทนได้อย่างไร!

“ก็อยากนะครับแต่ผมกลัวพี่เขาร้องเพี้ยน...ไม่ฟังดีกว่า” นั่นไง ผิดจากที่คิดไหม เดือนจ้องหน้าคนตัวเล็กอย่างคาดโทษก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้สาวใหญ่ใจละลาย “โดนเขาท้ามาขนาดนี้...คงอยู่เฉยไม่ได้แล้วล่ะครับ”

ตอนที่พวกเขาออกมาจาห้องทำงานนั้นดินก็หยิกหมับเข้าที่เอวเดือนหนึ่งทีจนคนตัวโตร้องจ๊าก “ทำอะไรเนี่ยน้องดิน!”

“หมั่นไส้”

“หมั่นไส้พี่เรื่องอะไร คนโดนน่ะน่าจะเป็นเรานะ มาว่าพี่ร้องเพลงเพี้ยนแบบนี้”

“หรือไม่จริงล่ะ”

นี่ใครครับ นายรวีกานต์ผู้มาดแมนแอนด์แคนดูเอฟวรี่ติงจิงเกอร์เบลล์นะครับ  กับอีแค่เรื่องร้องเพลง ขี้เล็บมดมากๆ

“หึ เดี๋ยววันงานก็รู้ครับ แล้วนี่เป็นอะไร มาหน้าบึ้งใส่พี่ทำไม”

ดินร้องชิ ปัดปลายนิ้วที่ยื่นมาจิ้มๆตรงหน้าผากเขาอย่างหงุดหงิด  หันมาทำตาเขียวให้เดือน

“แล้วพี่ล่ะจะยิ้มอะไรนักหนา ยิ้มเรี่ยราดไปเรื่อยอ่ะ”

เดือนชะงัก เดี๋ยวนะ ยิ้มเรี่ยราดไปเรื่อย? คืออะไร เขาไปยิ้มให้ใครตอนไหน ที่ยิ้มหวานแบบสุดขีดก็ต้องห้ามตัวเองไม่ให้หลุดกวนตีนคุณป้าเมื่อครู่ หรือว่าดินหึงที่เขายิ้มให้ป้านั่น

“ดิน นั่นคนแก่นะครับ น้องจะหึงทำไม”

“ดินเปล่าหึง”

“ก็ที่หงุดหงิดแง่งๆใส่พี่นี่คือไม่ได้หึง?”

“ชิ ก็หมั่นไส้ ชอบยิ้มไปทั่ว”

เดือนยกแขนพาดคออีกคน เมื่อสำรวจรอบๆแล้วว่าบริเวณนี้ไม่มีใครคนตัวโตโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูดิน

“ยิ้มแบบนั้นน่ะเขาเรียกประจบ แต่ถ้ายิ้มแบบจริงใจน่ะ พี่ยิ้มให้น้องคนเดียวแหละครับ”

ครับ อ่อยหนุ่มแบบพี่เดือนสไตล์ ตอดนิดตอดหน่อย หยอดคำหวานวันละน้อย...หวานเลยครับ

เอิ๊กกก


ครืด ครืด ครืด

เสียงโทรศัพท์สั่นในกระเป๋าทำให้ดินผละออกจากเดือน  พอมองเบอร์โทรเข้าก็พบว่าเป็นเบอร์ไม่คุ้น ตอนแรกเขาลังเลที่จะรับสาย เพราะหากเป็นกัณฐพันธ์โทรมาคงยุ่ง แต่เดือนที่เห็นดินจดจ้องอยู่นานก็เอ่ยถาม “ไม่รับเหรอครับ” ดินที่สะดุ้งสุดตัวจำใจกดรับสายไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

[ยอมรับสายเสียทีนะ]

น้ำเสียงทุ้มที่คุ้นหูที่ฟังแล้วแสดงความโล่งอกออกมาทำให้ดินได้แต่เม้มริมฝีปาก  กัณฐพันธ์จริงๆด้วย  ชายหนุ่มขยับปากบอกเดือนว่าสายนี้เป็นธุระด่วนโทรมา ขอแยกไปคุยอีกทาง เดือนพยักหน้า ดินจึงเดินเลี่ยงไปยืนห่างจนแน่ใจว่าอยู่ในระยะที่เดือนไม่ได้ยินแล้แต่ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ยังใช้มือป้องปากกระซิบลงไป

“โทรมาทำไม”

[เดี๋ยวนี้จะโทรหาต้องมีเหตุผลด้วยเหรอครับ]

“สำหรับคนที่ทิ้งผมไปไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้เบอร์โทรศัพท์ผมด้วยซ้ำครับ”

[แต่ก็ยังรับนี่]

“ไม่รู้ว่าเป็นคุณ”

ปลายสายนิ่งไปอึดใจก่อนจะกรอกเสียงตั้งคำถามกลับมา 

[ดินอยู่ไหน อยู่ตลาดหรือเปล่า]

“คุณไม่จำเป็นต้องรู้”

[งั้นเหรอ งั้นพี่เข้าไปรอที่บ้านนะ]

คนตัวเล็กกำโทรศัพท์แน่น ควบคุมตัวเองไม่ให้ตะคอกออกไป ให้คนคนนั้นเข้าไปบ้านไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเกิดดินกลับบ้านพร้อมเดือน กัณฐ์ก็ต้องเจอกับเดือนแน่ๆ สิ่งสุดท้ายที่ตอนนี้ดินอยากให้เกิดคือให้กัณฐ์พันธ์กับรวีกานต์มาเจอกัน

“ไม่ต้อง! โอเค ผมอยู่ตลาด คุณอยู่ที่ไหนครับ”

[อยู่ตลอดเหรอ ได้ รอที่ตรงลานจอดรถด้านหลังนะ พี่กำลังไป]

พูดจบก็ตัดสายไป ไม่รอฟังคำทัดทานจากเขา ให้ตายเถอะ ทำไมผู้ชายแต่ละคนรอบเขาถึงได้เป็นพวกไม่ชอบฟังความคิดคนอื่นนักนะ 

ดินกัดริมฝีปาก กดดันจนเหงื่อกาฬหลั่งเต็มฝ่ามือ เขารีบสงบติแล้วปั้นยิ้มส่งให้เดือน “พี่เดือน พอดีผมนัดเพื่อนไว้ที่ลานจอดรถด้านหลังน่ะ มันจะเอาของมาให้ พี่ไปรอที่รถก่อนเลยได้หรือเปล่า”

“หืม ของเหรอ ให้พี่ไปช่วยถือไหม”

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวดินไป แป็ปเดียว พี่เดือนไปรอในรถเถอะ”

“เอางั้นก็ได้”

หลังจากมองส่งเดือนไปดินก็ใช้ไม้ค้ำพยุงตัวเองไปที่ลายจอดรถด้านหลังตลาด บริเวณนี้ค่อนข้างเงียบและปลอดคนทำเอาชายหนุ่มใจหายวูบ นึกเสียใจที่ไม่พาเดือนมาด้วย แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่อยากให้ไอ้พี่กัณฐ์มันพูดอะไรแย่ๆออกมา ในตอนนี้ดินไม่อยากให้เดือนมองเขาไม่ดี

ไม่นานนักรถบีเอ็มคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอด ร่างสูงโปร่งก้าวลงจากรถ เดินตรงมาทางเขา ดินขบริมฝีปากแน่น  อีกฝ่ายยังเหมือนเดิม ตัวสูง ดูมั่นใจในตัวเองทุกย่างก้าว ดินเคยหลงรักผู้ชายคนนี้จนสุดหัวใจ

‘น้องดินรู้ไหม กัณฐพันธ์แปลว่าอะไร’

‘ไม่รู้ครับ’

‘มันแปลว่าเชือกผูกรอบคอช้าง’ คนตัวสูงยิ้มจนตาหยี เอามือยีหัวเด็กหนุ่มที่ทำหน้าเหวอส่งมาให้

‘แบบนี้แปลว่าดินเป็นช้างเหรอ’

‘ก็ทำนองนั้นมั้ง’ นิ้วก้อยของงคนตัวโตเกี่ยวเข้ากับนิ้วก้อยของเด็กหนุ่ม ทันใดนั้นรอบข้างของดินก็กลายเป็นสีเทา แต่เขาไม่ได้รู้สึกทุกข์ทรมานเพราะการมองเห็นด้ายแดงอีกแล้ว มันอาจจะเป็นเพราะมีคนคนนี้อยู่ด้วย คนที่มองเห็นโลกในแบบที่ดินเห็น

เส้นด้ายสีแดงของพวกเขาสองคนเชื่อมกันเป็นเส้นเดียว

ด้ายแดงที่ผูกเนื้อคู่และรักแท้ให้มาเจอกัน...

‘ดูเหมือนว่าช้างน้อยตัวนี้จะต้องอยู่กับพี่กัณฐ์ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ’


มีต่อด้านล่างค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-03-2016 20:11:03 โดย snowrabbit »

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ต่อค่ะ


“ยังไม่หายอีกเหรอครับ ไปทำอะไรมาน่ะ  ทำไมถึงเจ็บไปทั้งตัวแบบนี้” กระแสเสียงเจือความห่วงใยทำให้ดินเจ็บร้าวไปทั้งใจ  เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตอนนี้เขาต้องเข้มแข็ง จะมาอ่อนแอแบบเมื่อก่อนไม่ได้อีกแล้ว

เขาอยากกลับไป...อยากกลับไปหาพี่เดือนของเขาแล้ว

“คุณมีธุระอะไร” ดินเงยหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าวจ้องมองอีกฝ่าย ไม่หลบตา “มีธุระอะไรก็รีบพูด ผมยังมีงานต้องทำ”

“เปล่า...พี่แค่...แค่อยากจะมา...”

“ถ้าจะมาขอโทษก็กลับไปเถอะครับ ผมไม่ต้องการ”

“ดิน...”

เพี๊ยะ

ดินปัดมืดอีกฝ่ายที่เอื้อมมาหาเขาทิ้ง นิ่วหน้าเมื่อเผลอลงน้ำหนักไปบนเท้าข้างที่บาดเจ็บ “ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ขอตัว”

“พี่อยากให้ดินช่วย”

น้ำเสียงเร่งรีบที่ตะโกนมาทำให้ดินหยุดเดิน เขาหันไปมองอีกฝ่ายด้วยความงุนงง  “ช่วยอะไรครับ”  สีหน้าของกัณฐพันธ์ดูลังเล เขาเหลือบมองดินด้วยความกระอักกระอ่วนก่อนจะหลบตา ก้มหน้ามองพื้น

“พี่อยากให้ดินช่วยผูกด้ายแดง”

กึก

ประโยคนั้นทำให้ชายหนุ่มผมดำหรี่ตาลง  ความไม่ชอบใจแล่นริ้วขึ้นมา  เขาอยากจะแค่นเสียงหัวเราะออกมา ถ่มความไม่พอใจและความสมเพชรดหน้าผู้ชายตรงหน้า

“อะไรทำให้คุณคิดว่าผมจะช่วย ตอบสิครับ คนที่ทรยศผมไปอย่างคุณ มีอะไรให้ผมอยากช่วยเหลือกัน”

“อย่างน้อย...ก็อยากให้เห็นแก่ช่วงเวลาที่เราเคยรักกัน”

“ดูละครมากไปเหรอครับ นี่ฟังนะ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมน่ะรักคุณมากแค่ไหน จำได้แค่ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเคยมีผู้ชายห่วยๆมาทำให้ชีวิตผมแย่ลง”

“ดิน! ไม่น่ารักเลยนะ!”

กัณฐพันธ์ตะคอกใส่เขา ดินเผลอถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว เขากลัวเสมอเวลาที่คนตัวโตโมโห  ชายหนุ่มจึงรีบเปลี่ยนเรื่องไปพูดเรื่องอื่นอย่างว่องไว ไม่เข้าใจว่าจะทำตัวเหมือนตัวเองเป็นคนผิดไปทำไม ในเมื่อเขาไม่ผิด “แล้วจะให้ช่วยผูกด้ายแดงของใคร”

“ของพี่...กับปิ่นฟ้า”

ชื่อนั้นทำให้คนผมดำรู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบหัวเขาแรงๆ แต่ถ้านี้เป็นการชกมวย มันคงจะเป็นแค่หมัดแรก เพราะคำพูดต่อไปที่กันฐพันธ์พูดเป็นเหมือนหมัดฮุคชกเข้ามาจนดินล้มลงไปกองกับพื้น
 
“พี่กับปิ่นฟ้ากำลังจะแต่งงานกัน เลยอยากให้ดินผูกด้ายแดงให้ เราจะได้...ไม่มีอุปสรรคอะไรมาแยกจากกันอีก”


ดินไม่รู้ว่าเขาทำสีหน้าแบบไหนออกไป ความเจ็บปวด แผลเก่า และเงาของผู้ชายคนนี้ในใจเขากำลังฉีกทึ้งอดีต ทุกสิ่ง  มันเจ็บปวด แต่ไม่ได้เจ็บมากถึงขนาดจะพังทลายตัวตนของเขาได้อีกแล้ว น่าแปลกที่ดินรู้สึกว่ามันไม่ได้เจ็บมากที่ควร

“อ๋อ งั้นเหรอครับ ผมควรพูดว่าอะไรดี ยินดีด้วยนะครับ รักครั้งแรกของผมกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงที่แย่งคุณไปจากผม แล้วผมควรทำไงดี ส่งพวงหรีดไปอวยพรดีไหมครับ?”

สีหน้าตกตะลึงของกัณฐพันธ์ทำให้ดินยิ่งสะใจ สมัยก่อนผู้ชายคนนี้เจอแต่ตัวเขาเวอร์ชั่นเด็กดี แต่เขาไม่ใช่น้องดิน เด็กผู้ชายใสซื่อที่เสียใจจะเป็นจะตายอีกแล้ว

สี่ปีกับความเจ็บปวดและความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ดินโตขึ้น

“พี่ขอโทษ...คนผิดคือพี่เอง...ปิ่นฟ้าไม่ผิด”

“ผมไม่สนว่าใครจะผิดใครจะถูกอีกแล้ว แล้วทำไมคุณไม่ผูกด้ายแดงให้ตัวเองซะล่ะ”

“พี่ลองแล้ว แต่ทำไม่ได้...พี่เลยมาขอร้อง”

ดินมองร่างสูงด้วยสีหน้าเย็นชา  เขาไม่เข้าใจตรรกะความคิดของคนๆนี้เลยจริงๆ

“ไหนคุณลองตอบผมสิครับ คุณกัณฐพันธ์ ทำไมผมต้องช่วยให้ผู้ชายกับผู้หญิงที่ร่วมกันหักหลังผม ทำให้ผมทรมานแทบเป็นแทบตายมีความสุขด้วย เอาสมองส่วนไหนคิดไม่ทราบครับ?”

เมื่อเห็นอดีตคนรักกำลังจะเอ่ยปากแย้งดินก็พูดขัดขึ้นมา “แล้วไม่ต้องมาอ้างเรื่องความรักครั้งเก่านะครับ นี่ไม่ใช่ละครไทย อีกอย่างผมเองก็มีคนรักใหม่แล้ว...ทุกสัมผัส...ทุกความรักของคุณน่ะ ถูกเขาถมทับจนหล่นหายไปหมดแล้วล่ะครับ”

แวบหนึ่ง...หากดินไม่ได้ตาฝาด เขาเห็นร่องรอยความปวดร้าวระคนตกใจพาดผ่าน

“ถ้าอย่างนั้นผมไปล่ะนะครับ เราอย่าได้เจอกันอีกแล้ว”

ทันทีที่ร่างเล็กหมุนตัวกลับไป ดินก็พบว่าร่างของเขาลอยขึ้น ชายหนุ่มหันไปด้านหลังอย่างตกใจก่อนที่ใบหน้าของเขาจะถูกมือที่แข็งแรงราวคีมเหล็กบีบแน่นจนปวดแผล ก่อนที่ริมฝีปากร้อนจะบดเบียดลงมา

พลั่ก

ดินทั้งทุบ ทั้งผลัก ทั้งเตะ แต่ร่างกายบอบช้ำของเขาสู้แรงคนตัวโตที่มีสภาพแข็งแรงแบบนี้ไม่ได้ ไม้ค้ำเขาหล่นลงไปที่พื้น ร่างถูกยกจนลอย ระหว่างที่ปลายลิ้นอุ่นรุกไล่เข้ามาในโพรงปาก  ชายหนุ่มร้องตะโกนอู้อี้ รู้สึกเจ็บปากไปหมดเมื่อจูบนั้นบดขยี้เขาราวกับอยากให้แตกสลาย

“เหรอครับ ลืมไปหมดแล้วจริงๆเหรอ สัมผัสพวกนี้น่ะ” เสียงทุ้มพร่าดังชัดเจนเมื่อเจ้าของเสียงกระซิบชิดริมฝีปากเขา 

ไม่ใช่...ตัวเขาไม่รู้จักสัมผัสนี้ ไม่ใช่สัมผัสในแบบที่เขาคุ้นเคย

พี่กัณฐ์คนนั้นมันจะจูบเขาอย่างอ่อนโยน แตะต้องเขาด้วยความรัก ไม่ใช่จูบเขารุนแรงและทำลายเขาด้วยความโกรธเกรี้ยวราวพายุโหม

นี่ไม่ใช่...รักแรกที่ดินเคยรู้จักอีกแล้ว

“ฮึก...”

เสียงสะอื้นที่หลุดรอดออกมาทำให้กัณฐพันธ์ชะงัก เขาผละออกมาด้วยสีหน้าตกใจ รีบวางร่างเล็กลงบนพื้น  ดินโซเซ ใช้หลังมือเช็ดปากของตัวเอง บอกไม่ถูกว่าระหว่างโกรธกับขยะแขยงความรู้สึกไหนมันมากกว่ากัน

พี่เดือน...ช่วยด้วย...

“ดิน พี่ขอ...”

ผัวะ

ดินเบิกตาค้าง เมื่อร่างสูงของอดีตคนรักถูกใครบางคนกระแทกออกไปจนล้มไปกองกับพื้น  ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของนายรวีกานต์จะตามไปกระชากร่างนั้นขึ้นมาแล้วกระหน่ำต่อยลงไปที่ใบหน้านั้นไม่ยั้ง  “แก-ทำ-อะ-ไร-ดิน!” ทันทีที่ได้ยินเสียงคำรามชื่อเขาดินก็ได้สติขึ้นมาทันที เขาก้มลงหยิบไม้ค้ำ ประคองตัวเองไปหาเดือน

“พี่เดือน...พี่เดือน พอแล้ว พอแล้วครับ”

ชายหนุ่มตัวสูงหยุดมือเมื่อร่างเล็กเดินมาแตะแขนเขา “พอแล้ว เดี๋ยวเขาก็ตายหรอก”

กัณฐพันธ์ลุกขึ้นยืน ปาดเลือดที่มุมปาก  แล้วทันใดนั้นร่างใหญ่ก็พุ่งมาซัดหมัดหนักๆเข้าที่แก้มเดือนจนร่างสูงเซถอยหลัง   
“เหอะ แกเองเหรอที่เป็น ‘คนรักใหม่’ น้องดินน่ะ” 

“คุณกัณฐ์!”

“ทำไมไม่เรียกพี่ว่าพี่กัณฐ์แบบเมื่อก่อนแล้วล่ะ น้องดิน อ้อ เดี๋ยวนี้มีคนให้เรียกพี่คนใหม่แล้วนี่นะ”  ร่างสูงปรายตามองเดือน  ชายหนุ่มเดินเข้าไปกระชากคอเสื้ออดีตนายแบบขึ้นมา กระซิบเสียงต่ำอย่างข่มขู่  “แกจำเอาไว้นะ  อะไรที่แกเคยทำกับน้องดิน ฉันก็เคยเหมือนกัน...แกมันก็แค่คนมาที่หลัง”

“แกน่ะแทนที่ฉันไม่ได้หรอก”

เดือนถ่มน้ำลายใส่อีกฝ่าย เขาสะบัดตัวออกมา เดินเข้าไปประคองร่างของดินที่ดูเหมือนกำลังโกรธจนตัวสั่น  แต่กัณฐพันธ์กลับเดินไปถึงร่างเล็กก่อนเขา  “ดินเคยจับด้ายแดงของหมอนี่หรือยัง”

“ย...ยัง”

“หึ ลองตรวจอะไรๆหน่อยก็ดีนะ” ลากเสียงยาวพลางหันกลับไปสบดวงตาที่ไม่แสดงความรู้สึกใดของเดือน “เดี๋ยวจะโดนมันตลบหลังเอา”

“กรุณาอย่าเอานิสัยตัวเองมาตัดสินคนทั้งโลกครับ ใช่ว่าคนอื่นจะเลวเหมือนคุณกับชู้ของคุณ”

ดินใช้ไม้ค้ำข้างหนึ่งฟาดแรงๆเข้าที่หน้าแข้งอีกฝ่าย  กัณฐพันธ์ทรุดตัวลงกุมหน้าแข้งที่ปรากฏรอยแดงขณะที่ดินเดินไปหาเดือน กระตุกชายเสื้ออีกฝ่ายให้ออกเดินไปด้วยกัน “ไปกันเถอะครับ เราหมดธุระกับเขาแล้ว”

แล้วดินก็เดินจากไป ทิ้งความทรงจำและคนรักเก่าให้กองรวมกันอยู่ตรงนั้น




ทันทีที่มาถึงรถ ชายหนุ่มผมดำรีบตรวจแผลบริเวณใบหน้าของเดือนทันที แต่คนตัวโตก็แค่จับมือเขาออกอย่างนิ่มนวลด้วยใบหน้านิ่งเรียบ ท่าทางแบบนั้นทำให้ดินถึงกับใจเสีย

“ไหนดินบอกว่ามาหาเพื่อน” ดินก้มหน้าลง  ความกลัวและความละอายผุดขึ้นมา  ถ้า...ถ้าหากเดือนทิ้งเขาล่ะ...เขาจะทำยังไง
“ดินขอโทษนะ...ฮึก...ดินแค่...แค่ไม่อยากให้เขาเจอพี่เดือน”

“ไม่ต้องร้องไห้” ร่างสูงดึงเขาไปกอด “พี่แค่สงสัยว่าดินโกหกพี่ทำไม”

“ดินกลัวเขาพูดไม่ดีกับพี่เดือนแล้วพี่จะสงสัย...ระแวงดิน...แล้วก็ทิ้งดิน”

“พูดแบบนี้พี่เสียใจนะ  พี่สัญญากับดินแล้วไม่ใช่หรือไงว่าพี่จะไม่ทิ้งดิน ทำไมไม่เชื่อใจกันเลยหืม “ ร่างเล็กกัดสูดลมหายใจ  พยายามกลั้นน้ำตา  “ก็...ขนาดเขายังสัญญาไว้เสียดิบดี แต่สุดท้ายก็ทิ้งดินไป...ไปกับคนอื่น”

เขาก็เลยกลัวจะถูกทิ้งอีกครั้ง กลัวว่าความเชื่อใจจะถูกทำลายอีกหน

“ดิน...” นายแบบหนุ่มดันตัวคนสำคัญของเขาออกจากอ้อมกอด  เขาเป็นห่วงมากตอนที่ดินหายไปนาน ตกใจมากเมื่อเดินไปที่ลาจอดรถด้านหลังแล้วพบว่าอีกฝ่ายกำลังจูบอยู่กับใครไม่รู้

และโกรธจนแทบจะฆ่าไอ้หมอนั่นให้ตายคามือเมื่อพบว่ามันกำลังทำอะไรกับดิน

แล้วประโยคที่มันพูดกับเขา...เดือนไม่ได้ใส่ใจเลย

มันจะเป็นคนแรกแล้วไง  เขาจะมาที่หลังแล้วยังไง  เขารักดินและจะทำให้น้องรักเขาให้ได้ เขาคือปัจจุบัน ส่วนไอ้หมอนั่นคืออดีตเฮงซวยที่จบไปแล้ว เดือนไม่สนใจหรอกว่าเงาของมันในใจดินจะมากมายเท่าไหร่

แต่เขาจะถบทับมันลงไป...ลบทุกตัวตนของมันลงไปด้วยสัมผัส...ด้วยตัวตนของเขา

ความรักของเขาไม่ใช่การแย่งชิง แต่มันคือการให้ความรักกับใครคนหนึ่งไปจนหมดใจ และเดือนเองก็อยากจะมอบความรักนั้นให้ดิน  ความรักของเขาเป็นของดิน  ดังนั้นไม่ว่าอดีตของอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร เดือนก็ไม่สนใจ

“มันจูบดินใช่ไหม” น้องน้อยของเขาพยักหน้า  เดือนจึงเอื้อมไปรั้งใบหน้าอีกคนเข้ามา แล้วประทับริมฝีปากลงไป  ลบรอยจูบอันรุนแรงด้วยความอ่อนโยน อ่อนหวาน  เป็นจูบที่ดินเองก็เต็มใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเขาถอนริมฝีปากออกมาดินก็พูดด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

“เขา...เป็น...เป็นคนรักเก่าของดิน...เป็นคนที่มองเห็นด้ายแดงเหมือนดิน แล้วก็ตามหาดินจนเจอ เขาเคยเป็นเนื้อคู่ของดิน แต่ว่า...เขา...เขากลับเลือกที่จะทิ้งดินไปกับคนอื่น” เหยียบย่ำทุกคำสัญญาที่เคยมีให้แก่กัน  “มันเหมือนจะตายเลยพี่เดือน ฮึก วันที่เรารู้ว่าเรารั้งเขาไว้ไม่ได้อีกแล้ว  ดินเลือกที่จะลืม พยายามลืม...แต่ว่าเขาก็...หายไปจากใจดินไม่ได้เสียที  สัมผัสของเขา น้ำเสียง มันเหมือนประทับอยู่ทั่วทุกที่ที่ดินไป มันยากมากกว่าจะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้”

ไม่ว่าไปที่ไหนก็มีแต่ความทรงจำที่ฉีกทึ้งทำลายทุกสิ่ง

“แต่ว่าดินไม่ได้โกหกนะ ที่ดินบอกว่าชอบพี่” คนตัวเล็กรีบพูดออกมาด้วยเกรงว่าคนตัวสูงจะเข้าใจผิด “ดินชอบพี่จริงๆนะ กับคุณกัณฐ์ก็จบไปแล้ว ดังนั้น...ดังนั้นไม่ว่าเขาจะพูดอะไรกับพี่ก็อย่าไปฟัง  เชื่อใจดินนะ เชื่อใจดินแค่คนเดียว”  พูดมาขนาดนี้แล้ว จะให้ไอ้เดือนน้อยใจหรืองอนไปเพื่ออะไร  ชายหนุ่มอมยิ้ม  พยักหน้ารับให้อีกคนคลายใจ  เมื่อเห็นแบบนั้นดินก็ยิ้มตอบกลับมา เป็นรอยยิ้มที่เดือนชอบมากที่สุด

วันนี้ความรักของดินยังไม่เป็นของเขา แต่สักวันมันจะเป็นของเขา

“แล้วก็...สัญญากับดินได้ไหมพี่เดือน”

“ครับ?”

“ดินไม่ห้ามถ้าวันไหนพี่จะไม่เลือกดิน  แต่ขอร้อง  อย่าทำอะไรลับหลังดิน  ถ้าจะไป...ก็แค่พูดมาแล้วก็เดินจากไป แค่นั้นพอ  มีอะไรไม่ชอบก็บอกกันตรงๆ”  ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำเอนลงมาซบกับอกเขา  “บอกดินแล้วดินจะปล่อยให้พี่ไป...แต่อย่าจากไปด้วยการทรยศดินเลยนะ...ดินคงทนไม่ได้”

“ถ้าครั้งนี้พี่หักหลังดินไปอีกคน ดินต้อง ‘พัง’ ลงไปแน่ๆ”  ตัวตนของเขาเคยพังทลายมาแล้วสองครั้ง...และครั้งที่สามนี้ หากเดือนทรยศเขาอีก 

นายปฐพีคนนี้คงแตกสลายแล้วจริงๆ

เดือนโอบกอดคนที่เขารักเอาไว้แน่น  “ได้สิ พี่สัญญา”

ระหว่างที่พวกเขากำลังโอบกอดกัน โทรศัพท์ของเดือนก็แสดงให้เห็นว่ามีคนโทรเข้ามา แต่เดือนไม่ได้ใส่ใจจะรับสายเนื่องจากเป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก ปกติเขาปิดเสียงทุกอย่างแม้กระทั่งการแจ้งเตือนแชท เฟซบุ๊คและไลน์  ตอนขับรถก็โยนมันไว้บนกองผ้าขนหนูด้านหลังรถดินจึงไม่ทันสังเกต เดือนรอจนมันตัดสายไป เขาจึงหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมา  ขณะที่มืออีกข้างก็โอบกอดเด็กน้อยที่ร้องไห้เอาไว้

แล้วทันใดนั้นข้อความไลน์จากอารัณย์ก็เด้งขึ้นมา  ชายหนุ่มกดเข้าไปอ่าน  มันเป็นข้อความสั้นๆที่ทำให้หัวใจของเขาร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

RunRunArt : ไอ้เดือน  ญี่ปุ่นกำลังโทรหามึง 14: 30 PM


************************************************

โอ๊ยยย เรื่องราวกำลังเข้มข้นนน ตอนเขียนก็แอบรู้สึกนะว่าเราใจร้ายกับน้องดินไปหรือเปล่านี่
ชีวิตนางทำไมเจอแต่คนแย่ๆ แต่เราก็จะยังสตรองและเป็นกำลังใจให้น้องดินต่อไป :katai2-1:

หลังจากนี้จะเป็นการขมวดปมปัญหาทุกอย่างแล้วค่ะ  ในที่สุดเนื้อหาก็เข้าสู่จุด...ที่กำลังจะดำเนินไปจุดพีค 5555
เรามาเอาใจช่วยพี่เดือนและน้องดินกันเถอะค่ะ! ฝากพี่น้องสองด.ไว้ในอ้อมใจคนอ่านทุกคนด้วยนะคะ

ปล.ลิง อีกประมาณสองสามตอนเตรียมทิชชู่ไว้ด้ว-- //จะเอามาซับเลือดหรือน้ำตาก็ไม่รู้นิ #ทำหน้าแบบหนูไม่รู้  :-[
 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-03-2016 20:11:35 โดย snowrabbit »

ออฟไลน์ mur@s@ki

  • อยากรัก..แต่ใจไม่กล้า
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2049
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-5
มาม่าของพี่เดือนรสชาติต้องทรมาณกระเพาะแน่ๆเลย  :o11:

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๑๗
มือที่มอบความกล้าหาญ


    หนึ่งอาทิตย์ต่อมาการเตรียมงานเลี้ยงประจำตลาดก็ดำเนินไปท่ามกลางความยุ่งวุ่นวายจนหัวแทบปั่นของเดือนและดิน  ในที่สุดหลังรอยฟกช้ำและบาดแผลเล็กๆน้อยๆตามร่างกายดินก็เริ่มหายเป็นปกติทำให้เจ้าตัวกลับมาลุยงานอีกครั้งโดยไม่สนใจว่าเฝือกและไม้ค้ำพยุงร่างกายจะเป็นอุปสรรคกับชีวิตจนสุดท้ายเดือนต้องยึดไม้ค้ำมาแล้วขู่ว่าถ้าดินไม่ยอมพักผ่อนจะจับมัดแล้วขังไว้ในห้อง

    “พี่ทำจริง” ชายหนุ่มกดเสียงต่ำ จ้องตาสีน้ำตาลเข้มของน้องชายต่างสายเลือดที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด “แล้วอย่าคิดจะลองดีนะดิน บอกให้นอนก็นอนสิ ตาดำเป็นแพนด้าแล้วเห็นไหม” เดือนบ่นพลางดึงน้องชายที่ทำท่าอิดออดจะไปเคลียร์เอกสารต่อตรงไปยังเตียงนุ่ม

    ให้ตายเถอะ เด็กคนนี้มันใช้ชีวิตประหลาดขนาดไหนกัน  ถ้าเป็นคนอื่นคงอยากสะบัดกองงานแล้วกระโดดทิ้งตัวลงบนเตียง แต่เด็กดินนี่กลับไม่อยากนอนอยากทำแต่งานเสียอย่างนั้น

     “อย่าได้คิดจะลุกมาทำตอนกลางคืนเชียวนะน้องดิน” เดือนพูดดักทางอย่างรู้ทันคนตัวเล็ก “ถ้าพรุ่งนี้ไม่อยากตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองโดนมัดติดกับเตียงก็นอนไปซะดีๆไอ้เด็กดื้อ” ว่าพลางเดินไปปิดไฟ  หลังจากรอให้ดวงตาชินกับความมืดแล้วเดือนก็คลำทางกลับมาที่เตียง  สอดตัวลงไปในผ้าห่มได้สำเร็จ  เขาตะแคงข้าง ลากร่างเล็กๆมากอดให้ชื่นใจ ก่อนจะโน้มตัวไปจูบหน้าผากอีกฝ่ายหนึ่งที

     “ฝันดีนะครับน้องดิน”

     “ฝันดีครับพี่เดือน”

      หลังจากบอกฝันดีกันเสร็จเดือนก็หลับตา ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ เขาไม่ได้นอนกอดน้องเพราะกลัวน้องอึดอัดแล้วตัวเขาจะเผลอไปทับเฝือกน้องโดยไม่รู้ตัวด้วย ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหลังได้ยินว่าลมหายใจของดินสม่ำเสมอไปแล้ว  เดือนค่อยๆยันตัวลุกขึ้น  ลุกออกจากเตียงให้เบาที่สุด พยายามเดินไม่ให้พื้นไม้กระดานลั่นระหว่างที่ตรงไปที่ประตู  ชายหนุ่มเปิดประตูก่อนจะหันไปมองคนที่หลับสนิทบนเตียงแวบหนึ่งแล้วค่อยๆผลุบออกจากห้องไป

       เดือนเดินตรงมาที่ห้องนอนของตัวเอง เขาเปิดเฉพาะโคมไฟที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน หลังจากแสงสว่างสีขาวแสบตาสว่างขึ้น เผยให้เห็นโต๊ะเขียนหนังสือที่มีกองกระดาษแล้วแฟ้มงานวางอยู่เต็มไปหมด  ทั้งหมดนี่คือแผนงานที่เดือนมีส่วนรับผิดชอบและที่เขาไปปล้นดินมาได้

       เดือนอยากให้ดินของเขาพักผ่อนเยอะๆ แต่ตัวเขาในยามปกติก็ช่วยอะไรไม่ค่อยได้มาก เรื่องการติดต่อประสานงานดินก็รับทำคนเดียว โทรศัพท์ดังจนหัวหมุนแทบทั้งวัน

       มีแต่เวลาแบบนี้แหละที่เดือนช่วยได้...ถึงจะช่วยไม่ได้มาก แต่ถ้ามันลดภาระบ่นบ่าเด็กคนนั้นไปได้เขาก็ยินดี

       เขาจะช่วยดินประมาณค่าใช้จ่ายและทำบันทึกรายรับรายจ่ายในงาน...ถึงแม้เขาจะไม่เก่งการคำนวณ  แต่เดือนก็ขอให้คุณแม่ช่วยสอน  งานแบบนี้จะพลาดไม่ได้ ทุกค่ำคืนเขาจึงจมอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือตัวนี้ เพ่งดูตารางและตัวเลขที่สับสนลายตา กดเครื่องคิดเลขทวนซ้ำไปมาจนกว่าจะได้ยอดตรงตามความเป็นจริง แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เขาจะเอาสมุดและแผนงานไปให้คุณแม่ตรวจเช็คอีกที

      ทุกคืนเขาจะมานั่งจัดลำดับการแสดงบนเวที เตรียมหาคนมาเป็นพิธีกร จัดทำรายการของที่ต้องใช้  ถึงมันจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แต่เดือนก็อยากให้มันช่วยแบ่งเบาภาระดินไปได้บ้าง

      วันนี้เขาปล้นเอกสารสำหรับการจัดแผนผังร้านค้ามาได้  ในงานจะมีทั้งของแจกฟรีและร้านค้าขายของ  แถมงานนี้เป็นงานใหญ่ คนมากันเยอะทุกปีอยู่แล้ว เป็นงานที่มีชื่อของอำเภอเลยก็ว่าได้ ดังนั้นแม่ค้าทุกคนก็ย่อมอยากนำของมาขาย ใครจะอยากมายืนเฝ้าซุ้มแจกของฟรีแล้วทำกำไรตัวเองหดหายกัน แต่มันก็ต้องมีคนเสียสละ

      เดือนเดาะลิ้นพลางดูว่ามีใครเสนอขายอะไรในงานบ้าง ชายหนุ่มหยิบกระดาษขนาดใหญ่ที่ตีเป็นสี่เหลี่ยมแล้วมีหมายเลขกำกับออกมา นี่คือผังที่ตั้งร้านค้า หลังจากนั่งดูรายชื่อคนเสนอขายของเป็นรอบที่สามชายหนุ่มก็เขียนตำแหน่งร้านค้าลงไปด้วยดินสอ จะอย่างไรก็ต้องรอให้น้องดินกับคุณแม่อนุมัติก่อนอยู่ดี

    เดี๋ยวเสร็จจากนี่ก็ต้องมาคิดเรื่องการแสดงบนเวทีอีก...เมื่อวานปราณเสนอมาว่าตัวเองกับเพื่อนๆจะขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีให้ 

     ‘เอาอยู่อยู่แล้วจ้ะ วงปราณดังน้าพี่เดือน เขารู้จักกันทั้งอำเภอ’

     ‘ไอ้ได้น่ะมันก็ได้ แต่...’ เดือนเว้นวรรค เผยสีหน้าไม่แน่ใจออกมา ทำเอาคนผิวแทนร่างเล็กถึงกับสงสัย ‘แต่อะไรเหรอจ๊ะ’

     แต่เฟิงมันจะยอมเหรอครับ...

      พี่ไม่อยากให้มีมหกรรมดูคอนเสิร์ตอยู่ดีๆก็อิ่มข้าวแกงและส้นเท้านะครับ  ดูท่าแล้วมันคงไม่มาแค่กระทะกับตะหลิว เกิดน้องปราณยักย้ายส่ายเอวมากไป ปังตอลอยมาเฉาะหัวกูคนแรกเลยนะครับ

      ‘ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ  ปราณมืออาชีพ’ น้องปราณที่เข้าใจผิดไปคนละโยชน์รีบพูดเพราะนึกว่าพี่เดือนหมายความว่าตัวเองจะเต้นได้ไม่ดี  ร่างเล็กขยิบตาอย่างซุกซน ไม่ได้สนใจเลยว่าหนุ่มตี๋ร้านขายข้าวแกงถลึงตามองแล้วมองอีก ในขณะที่เดือนกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อปราณปิดท้ายประโยคด้วยคำพูดที่ว่า

      ‘ให้พวกปราณขึ้นนี่แหละจ้ะ  ไม่ต้องห่วงนะพี่เดือน  ปราณจะเต้นให้ซี้ดไปตามๆกันเลยจ้ะ

      น้องถามปังตอกับ(ว่าที่)แฟนน้องก่อนไหมครับว่าพร้อมจะให้พวกพี่ซี้ดมั้ย...แต่ไอ้รวีกานต์ว่ามันก็น่าจะซี้ดนะ

      เสียวสะท้านเพราะหวาดหวั่นมีดบินแฟนมึงเนี่ย ไอ้น้องปราณ!

      แต่เมื่อรับปากไปแล้วก็พูดอะไรไม่ได้อีกประกอบกับดินก็ยุเขาเป่าหูเช้าเย็นว่าให้เอาวงปราณขึ้นเวที จนสุดท้ายเขาก็ต้องยอม  แถมจัดเวลาให้เต็มๆเลยด้วยครึ่งชั่วโมง เต้นกันไปให้เป็นลมแม่งคาเวทีนั่นแหละ  เดี๋ยวมันล้มเมื่อไหร่ไอ้น้องเฟิงก็ขึ้นไปเก็บเอง

      เดือนเคาะปากกาลงกับกระดาษอย่างครุ่นคิด  ก่อนหน้าวงน้องปราณก็จะเป็นการประกวดนางงามตลาดสดตามด้วยการแสดงของเด็กน้อยอายุประมาณ 5 ขวบถึง 10 ขวบในตลาด  ตลาดของคุณนายมะลิเขาใหญ่ ลูกเด็กเล็กแดงก็เยอะ  นานๆทีพวกแม่ๆก็อยากให้ลูกออกมาโชว์ฝีมือบ้าง

      ส่วนพวกการแสดงตอนกลางวันยังไม่ได้คิด เอาไว้ทีหลังก็ได้  การประกวดนางงามนี่รอบตัดสินจะเป็นการโหวตจากคนดูโดยใช้ดอกไม้สินะ   ชายหนุ่มเขียนรายการดอกกุหลาบที่จะให้เจ๊ลี่เอามาสำหรับการประกวดนางงามตลาดสดลงไปในใบรายการของ  อืม...แล้วหลังจากการแสดงของน้องปราณก็จะเป็นพวกนักร้องและแดนเซอร์คนอื่น ทั้งที่ไปเชิญมาและที่สมัครเข้ามาอีกสองวง ก่อนจะเป็นรายการเพลงที่เปิดให้คนทั้งตลาดซึ่งเป็นพวกป้าๆลุงๆลุกขึ้นมาตั้งวงกัน เอาง่ายๆก็เซิ้งนั่นแหละ

      แต่ก่อนหน้ารายการนั้นจะใส่อะไรลงไปดี  คั่นรายการอีกสักห้าถึงสิบนาที...

      เดือนเอนหัวซบลงกับแขนตัวเอง  นาฬิกาที่ผนังบอกเวลาตีหนึ่งครึ่ง  ตอนนี้เขาชักจะเพลียแล้วเหมือนกัน ตอนกลางวันก็เผลองีบไปบ่อยๆไม่รู้น้องจะจับได้หรือเปล่า  เกิดรู้ว่าเขาห้ามอีกฝ่ายเสียดิบดีแต่กลับแอบลุกมาทำงานเองแบบนี้ต้องโดนบ่นแล้วก็โดนถล่มยับแน่ๆ  ดีหน่อยที่ช่วงนี้ไม่ต้องขับรถเอง เพราะคุณแม่จะอยู่ที่บ้าน  จะไปไหนก็วานให้พี่เก่งคนขับรถที่ปกติจะทำหน้าที่ไปรับไปส่งคุณแม่ให้พาไปได้ เดือนเลยแอบงีบบนรถได้บ้าง

      จะว่าไปแล้วดินเองก็เป็นคนแรกเลยที่เดือนทุ่มเทอะไรให้มากขนาดนี้ ปกติชายหนุ่มไม่ค่อยใส่ใจคนรอบข้างนักหรอกว่าจะทำอะไร  กับคนรักคนเก่าก็ใส่ใจกันทั่วไปตามประสาคนรัก หากอีกฝ่ายทำงานหนักเขาก็จะเตือน เตือนไม่ฟังก็จะบ่น บ่นแล้วยังไม่ฟังเขาก็จะปล่อยเลยตามเลย  มีแต่ดินนี่แหละที่ทั้งขู่ทั้งบ่น แล้วยังทำบ้าๆอย่างการลุกมาแอบทำงานแทนอีกฝ่ายตอนดึกอีก

      ทำไมถึงเป็นได้ขนาดนี้...

       หลายครั้งที่เดือนนึกสงสัยว่าอะไรทำให้เขาเป็นได้ถึงขนาดนี้  ทั้งที่ตอนแรกก็ออกจะไม่ชอบหน้ากันแท้ๆ  มันอาจจะเป็นเพราะความสงสาร ความใกล้ชิด หรือความผูกพันเดือนก็ไม่รู้   เขารู้แค่ว่าตอนนี้เขารักดิน ความรู้สึกที่ชัดเจนมีเพียงหนึ่งเดียวในใจ และเท่านี้ความรู้สึกและความสงสัยอย่างอื่นก็ไม่จำเป็นต้องถูกนำมาขบคิดให้มากความ

       แสดงออกว่ารักให้เต็มที่ในทุกวันก็พอแล้ว

       ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงบทสนทนาระหว่างเขากับคุณป้าประชาสัมพันธ์ของตลาดขึ้นมาได้ 

       ‘ทำไมน้องเดือนไม่ลองขึ้นไปร้องเพลงดูล่ะคะ’

        จริงด้วย ตั้งแต่บอกจะจีบน้องดินมาเขายังไม่เคยร้องเพลงรักให้อีกฝ่ายฟังสักครั้งเลยนี่หว่า...เดือนอมยิ้มเมื่อนึกถึงคำท้าที่ดินกล่าวท้าเขาไว้ด้วย

       หึ  หาว่าพี่เดือนร้องเพลงไม่เพราะ?

      เจอเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่หน่อยเลยก็แล้วกันนะน้องดิน

      แกรก

      เสียงเปิดประตูทำให้เดือนสะดุ้ง  รีบยัดกระดาษลำดับการแสดงคร่าวๆลงไปในกองเอกสาร พอเงยหน้ามองก็เห็นคนผมดำยืนกอดอกหน้าตาบอกบุญไม่รับอยู่ตรงประตู  ดินจ้องหน้าคนตัวโตเขม็งก่อนจะเดินเข้ามาแล้วงับประตูปิดอย่างแผ่วเบาด้วยว่าคุณพ่อกับคุณแม่นอนอยู่ห้องถัดไปนี่เอง   ชายหนุ่มเลิกคิ้วเมื่อเดินมาถึงโต๊ะทำงาน  พอมองปราดไปที่โต๊ะก็ขบริมฝีปาก  ขมวดคิ้วมุ่น
 
      “ไหนบอกห้ามดินทำงานไง” น้ำเสียงที่ปกติจะนุ่มยามนี้กลับแฝงความหงุดหงิดและคาดคั้นจนเดือนได้แต่ส่งยิ้มเจื่อนไปให้  “ก็ห้ามดินทำแต่พี่ไม่ได้ห้ามตัวเองทำนี่นา”

     พอได้ยินคำตอบคนตัวเล็กก็หรี่ตาลงทำเอาเดือนเสียวสันหลังวูบ

     “งั้นเหรอครับ  มิน่าล่ะช่วงนี้งานถึงได้เดินไวผิดปกติ  พี่เดือน...ดินดีใจนะที่พี่ทำอะไรแบบนี้ แต่ถ้าแลกมาด้วยสุขภาพพี่มันไม่คุ้มเลย  พี่บอกดินเองไม่ใช่เหรอว่าถ้านอนดึกแล้วสุขภาพจะทรุดโทรมน่ะ”

       “แต่พี่ไม่เป็นไร แข็งแรงมากบอกเลย” ว่าพลางทำท่าเบ่งกล้ามโชว์ ซึ่งดินก็ได้แค่กุมขมับและคิดในใจว่ามันเป็นท่าที่ปัญญาอ่อนสิ้นดี  ชายหนุ่มทำเสียงดุคนที่กำลังพยายามทำตัวเข้มแข็งอยู่ “อย่าคิดว่าดินไม่สังเกตนะว่าพี่เดือนแอบหลับบนรถบ่อยๆน่ะ! ดินรู้ว่าพี่อยากช่วย แต่มาทำแบบนี้ดินก็ไม่สบายใจเหมือนกัน” คนตัวเล็กหลุบตาลงมองพื้น พูดเสียงอ่อน “เหมือนดินสบายอยู่คนเดียว”

       “จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไงเล่า! น้องเป็นคนป่วยนะ ก็ต้องพักเยอะๆสิ”

      “พี่เดือนเองก็ทำงานหนักมากเหมือนกันตอนกลางวัน ก็ต้องพักเยอะๆด้วยเหมือนกัน มาห่วงดินคนเดียวแบบนี้มันไม่ถูกนะ”  นายปฐพีเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาแล้วเหมือนกัน  เขาตรงไปที่เดือน เอื้อมมือไปปิดปากอีกฝ่ายไว้ไม่ให้พูดขัดเขา  จ้องตาอีกฝ่ายด้วยดวงตาที่เปิดเผยทุกสิ่ง “อย่างน้อยถ้าจะลำบาก...ดินก็อยากลำบากเป็นเพื่อนพี่นะ ทิ้งให้พี่ทำงานคนเดียวมันไม่แฟร์เลย” ว่าจบคนตัวเล็กก็ลากเก้าอี้มาเพิ่มอีกตัวแล้วทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ “ดินจะนั่งอยู่เป็นเพื่อนพี่แล้วกัน  อ๊ะๆ ไม่ต้องมาทำหน้าอย่างนั้นเลย พี่เดือนแค่บอกว่าไม่ให้ทำงาน ไม่ได้บอกว่าห้ามดินนั่งดูพี่เดือนทำงานเสียหน่อย”

      รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าสวยนั้นราวกับผู้กำชัยชนะ เดือนที่รู้ตัวว่าพ่ายแพ้แล้วได้แต่ยิ้มอย่างอ่อนใจ แต่กระนั้นเดือนรู้สึกเหมือนว่าหัวใจของเขากลายเป็นสายไหมที่พองฟูขึ้นมา ตัวก็เบาๆเหมือนจะลอยได้ เขาปลดมือน้องชายออกแล้วพยักหน้า ยอมหันกลับไปทำงานโดยมีดินนั่งมองอยู่ข้างๆ 

      คนตัวเล็กที่คงอยากแตะงานใจจะขาดได้แต่ขยับตัวไปมา  ก่อกวนเขาไม่เลิก บางทีก็เอนหัวซบลงมา บางทีก็เอาจมูกมาถูไปมาตรงต้นแขนเขาอย่างออดอ้อน คงกะให้ใจอ่อนแล้วยอมให้ช่วยงานล่ะสิ

      เดือนหันไปใช้มือดันหน้าผากคนผมดำออก  ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้ายังไม่หยุดทำแบบนี้พี่จะไม่สนแล้วนะว่าป่วยหรือไม่ป่วย แต่น้องได้ระทวยยันเช้าแน่ๆ”

       “อ...ไอ้พี่เดือน! ลามกจริงๆ!”

       “ใครใช้ให้เอาจมูกมาถูๆอ้อนๆพี่แบบนี้ล่ะหืม คนนะครับไม่ใช่เสาบ้านจะได้ไม่รู้สึกอะไร”

         เขาว่าไปพลางทำงานไปพลาง  ไอ้ที่พูดมาก็จริงทั้งนั้น มีแต่เด็กดินนี่แหละที่ไม่ได้ระวังตัวอะไรเลย  แถมพอได้ยินเขาพูดแบบนี้ก็ยิ่งชอบใจ หัวเราะร่วนขึ้นมาอีกจนเดือนหมั่นไส้  หันไปบีบจมูกอีกคนเบาๆแล้วรั้งร่างเล็กให้มานั่งแปะอยู่ที่ตักตัวเอง สองแขนแข็งแรงรัดรอบเอวอีกฝ่ายเอาไว้แน่น แต่ดินก็คือดิน มีหรือจะยอมโดนแทะเล็มง่ายๆ แต่เดือนก็คือเดือน หนังหนาหน้าทนนี่ที่หนึ่งแล้ว ดังนั้นพอสู้ไปได้สักพักคนเจ็บก็เป็นฝ่ายหมดแรงไปก่อนจนต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ให้คนอายุมากกว่าดึงให้ตัวเขาเอนไปพิงอกแกร่งนั้นแต่โดยดี

          เดือนกดจูบลงที่ข้างขมับ ปัดป่ายปลายจมูกไปทั่วพวงแก้ม ก่อนจะลากลงมาที่ซอกคอให้คนตัวเล็กหดคอหนีเพราะจั๊กจี้ “พี่เดือน...ฮื้อ...มันจั๊กจี้นะครับ”

         “อยู่นิ่งๆสิ”

        “นี่ๆจับตรงไหนน่ะครับ!”

        ดินตะปบมือที่สอดเข้าไปใต้เสื้อนอนตัวเองได้ทัน เขาหันไปแยกเขี้ยวใส่เดือน  ก่อนจะเงียบลงเมื่อได้ยินเสียงแกรกกราก แต่เมื่อไม่มีเสียงฝีเท้าก็ค่อยผ่อนลมหายใจออกมา “เสียงลมแน่ๆครัย ปล่อยดินก่อนได้ไหม เดี๋ยวพ่อกับแม่มาเห็นนะ”

       “ดึกป่านนี้หลับสนิทไปแล้วมั้ง”

       “ก็เผื่อพวกท่านลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึกไง! พี่เดือนปล่อย อื้อ อย่าจูบสิ”

       ดินพยายามต่อสู้กับมือปลาหมึกและริมฝีปากร้อนผ่าวที่พรมจูบไปทั่วหัวไหล่มนของตนจนหมดแรง  รู้สึกเสียใจที่ยอมลุกจากที่นอนมานั่งดูไอ้หมอนี่ทำงาน ถ้าจะโดนเอาเปรียบขนาดนี้ไม่เดินตามมาตั้งแต่แรกหรอก!

        เดือนที่เห็นคนตัวเล็กหมดแรงก็เลิกกลั่นแกล้ง  ทำเพียงแค่รั้งให้ร่างนั้นนั่งให้ถนัด  เกยคางลงบนไหล่คนตัวเล็ก  แหม ดินมันไม่ใช่สาวน้อยวัยใสนะที่พอนั่งตักหัวจะเอนมาซบอกเขาพอดีน่ะ  เป็นผู้ชายตัวสูงอยู่เหมือนกัน แต่ที่อยู่ด้วยกันแล้วดูตัวเล็กเพราะเดือนสูงกว่า กรรมพันธุ์พ่อเต็มๆล่ะเรื่องความสูงนี่

        “พี่เดือน” หลังจากที่เงียบกันไปนานดินก็กระซิบเสียงแผ่วขึ้นมา  ดวงตาสีน้ำตาลเข้มหันมามองเขา แฝงไปด้วยความกังวล “พี่เดือนว่าพ่อกับแม่จะรู้ไหม...เรื่องของเรา”

       “ไม่รู้หรอก แต่สักวันคงรู้  พี่ไม่คิดจะปิดบังอยู่แล้ว”

       “แปลว่าพี่เดือนจะบอกเหรอ”

        “อื้อ”

       เดือนมองดินที่ก้มหน้าลงไป ไม่ตอบคำ ก็เชยคางอีกฝ่ายให้เงยหน้าขึ้นสบตาเขา  “กังวลอะไรไหนบอกซิ” ดินเม้มปาก ลังเล ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา “ดินกลัวพ่อกับแม่จะรับไม่ได้ กลัวพวกท่านจะเกลียดดินกับพี่  กลัวว่าพวกท่านจะไม่ให้เราอยู่ด้วยกันอีก”

       “ถ้าพวกท่านไม่ให้เราอยู่ด้วยกัน พี่จะยอมกลับมาเป็นพี่น้องกับดินก็ได้”  แววตาของคนบนตักไหววูบ แต่เดือนก็พูดต่อไป “แต่ดินต้องรู้ไว้ว่าความรู้สึกของพี่ไม่มีวันเปลี่ยน  พี่อยู่ในสถานะไหนก็ได้ เพราะสำหรับพี่คำว่า ‘แฟน’ มันเป็นแค่คำกำหนดสถานะเท่านั้นเอง...สำหรับพี่สถานะของคนพิเศษพี่ใช้ความรู้สึกในใจกำหนด”

       “สำหรับดินพี่ยอมเป็นอะไรก็ได้ เป็นให้ได้ทุกอย่างที่น้องต้องการไม่ใช่แค่แฟนหรือคนรักเท่านั้น พี่จะเป็นพี่ชาย  เป็นเพื่อน เป็นคนรัก...เป็นครอบครัว เป็นทุกอย่างของกันและกัน”

       รอยยิ้มอ่อนโยนแต่งแต้มบนใบหน้าหล่อเหลาที่ดินชอบมาก รอยยิ้มที่เป็นของเขาแค่คนเดียว

       ...รอยยิ้มของผู้ชายที่ดินตระหนักแล้วว่าเป็นคนที่เขารักมาก...

        ชายหนุ่มผมดำรู้สึกเหมือนขอบตาของเขาร้อนผ่าว  เหมือนก้อนแข็งๆจุกอยู่ลำคอ  เขาตัดสินใจซ่อนใบหน้าของตนไว้ด้วยซุกหน้าลงกับซอกคอเดือน กดจูบเบาๆที่ลำคอของอีกฝ่าย   เดือนอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางน่ารักนั้น  ฝ่ามือใหญ่ลูบแผ่นหลังบางของน้องชายต่างสายเลือดอย่างอ่อนโยน

        ครับ พี่เดือนเป็นผู้ชายอ่อนโยน...ใครๆก็บอกว่าพระเอกซีรีย์เกาหลีนี่ชิดซ้าย พระรองนี่ชิดขวา

        “แต่ว่าถ้าเราจะรักกัน เราก็ต้องไม่มีเรื่องปิดบังกันสินะครับ” ดินพูดขึ้นมา ประโยคนั้นทำเอาคนมีชนักติดหลังถึงกับใจหายวูบ

        ดินรู้?

        “ถ้าอย่างนั้น...ดินจะเล่าให้พี่ฟัง...เรื่องของคุณกัณฐ์”

        “อ...อ๋อ คุณกัณฐ์? ไอ้หมอนั่นน่ะเหรอ”

        เดือนพูดเสียงขุ่น แต่ส่วนลึกในใจก็รู้สึกยินดีที่ไม่ใช่เรื่องที่เขากังวลอยู่

         คนรักกันต้องไม่มีเรื่องปิดบังกัน...แต่ถ้าสิ่งที่เขาปิดบังมันส่งผลดีต่อพวกเขาทั้งคู่ล่ะ 

         อีกไม่นานทุกอย่างก็จะจบแล้ว...อีกแค่สองเดือน...ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้  เขาจะเป็นอิสระจากบ่วงที่รัดคออยู่แล้ว  เดือนจะจัดการทุกอย่างให้เงียบที่สุด 

         เรื่องทุกอย่างจะจบลงโดยที่ดินไม่รู้อะไรเลย

        เดือนลอบกัดริมฝีปาก ขณะที่ดินเหม่อลอยเรียบเรียงคำพูดที่จะเล่าในหัว ก่อนจะค่อยๆเอ่ยออกมา “พี่กัณฐ์...” สรรพนามที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายทำให้เดือนสะดุดใจ  ดูเหมือนดินจะหลุดเรียกออกมาตามความเคยชิน  เขาเข้าใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพอใจ...

          “พี่กัณฐ์เป็นเหมือนดิน...เขามองเห็นด้ายแดงเหมือนกับดิน”

          แค่ประโยคเริ่มต้นเดือนก็เดาเรื่องต่อไปได้เป็นฉากๆแล้วแต่ชายหนุ่มก็ยังนั่งนิ่ง รอฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูด ฝ่ามือใหญ่เลื่อนไปกอบกุมมือเล็กเอาไว้  ดึงรั้งดวงตาสีน้ำตาลที่กำลังขุ่นมัวจากความทรงจำในอดีตให้กลบมาใสกระจ่างอีกครั้ง ดินก้มลงมองมืออันอบอุ่นที่สัมผัสเขา

         ทุกอย่างเป็นเหมือนคืนนั้น...ที่ทะเล...คืนที่เดือนทลายปราการในใจของเขาออกมา ปลดบ่วงความทุกข์ที่อัดอั้นอยู่ในใจมาเนิ่นนาน

         มือคู่นี้ก็กุมมือเขาไว้แบบนี้

         เป็นมือคู่นี้...เป็นคนคนนี้ที่มอบความกล้ามาให้คนขี้ขลาดอย่างเขา

          “ตอนนั้นดินอยู่มหา’ลัย...น่าจะซักปีหนึ่งได้มั้ง  มันประหลาดมากเลยนะ  ในวันที่ได้เจอพี่รหัสน่ะ...จู่ๆผู้ชายที่ไม่เคยเห็นหน้าก็เดินเข้ามาหาดิน ยิ้มกว้างแล้วก็พูดว่า ‘ว้าว ในที่สุดฉันก็เจอนายแล้ว’ ทั้งที่ตอนนั้นคนพูดมันควรจะเป็นดินนะ"

          ตอนนั้นตัวเขาทั้งตกใจทั้งประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร  พี่รหัสคนนั้นเป็นคนน่ารัก เอาใจใส่ดินอย่างดีสมกับเป็นคนที่ใครๆก็อยากได้เป็นพี่รหัส  แต่ความเอาใจใส่ของเขาเริ่มทำให้ดินรู้สึกแปลกๆ มันไม่ใช่แค่พี่กับน้อง ไม่ใช่แค่คนรู้จัก มันมากเกินไปกว่านั้น...

          จนกระทั่งวันหนึ่งที่ดินกลับหอพักดึกเพราะต้องอยู่ทำรายงานที่หอเพื่อน ผู้ชายคนนั้นยอมลุกจากเตียงมาตอนเที่ยงคืนเพื่อออกมารับเขา  แต่ดินก็ไม่ได้กลับหอตัวเองแต่ไปห้องพี่รหัสแทนเพราะกัณฐ์พันธ์ให้เหตุผลว่ามันใกล้กว่า  ดินรู้สึกแปลก...มันเหมือนกับว่าเขากลังตื่นเต้น 

         ชายหนุ่มไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขนาดจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดกับเขาเกินคำว่าพี่น้อง

        และไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่ยอมรับความรู้สึกตัวเอง

         และแน่นอนว่ากัณฐพันธ์ก็รู้...ทุกอย่างจึงเริ่มต้นขึ้น

         มันเริ่มจากจูบ...แค่ริมฝีปากแตะกัน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นจูบลึกซึ้ง  แล้วในวินาทีนั้นดินก็มองเห็นด้ายแดงของเขากับอีกฝ่าย

        ด้ายแดงที่เชื่อมถึงกัน

        ตอนที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกกัณฐ์พันธ์ก็ยื่นหน้ามากระซิบข้างหู ‘ดินก็เห็นใช่ไหม...พี่รู้ว่าดินก็มองเห็น’

        ‘พ...พี่กัณฐ์ก็เห็น?’

        ‘เห็นสิ’ คนตัวโตยิ้มจนตาหยีให้เขา ‘ไม่งั้นพี่จะหาดินเจอได้ยังไง’

        “แล้วเราก็คบกัน...แต่เรายังไม่ได้มีอะไรกันหรอกนะ  อย่างมากก็จูบ เพราะพี่กัณฐ์ห่วงว่าดินยังไม่พร้อม  ตอนคบกันมันมีความสุขมากๆเลยนะ คนที่เรารู้ว่าเป็นเนื้อคู่มาอยู่ตรงหน้า ได้รักกัน ตอนนั้นมันเหมือนกับว่าจะไม่มีอะไรทำให้เราเลิกกันได้เลยล่ะ  เรื่องที่ดินคบกับพี่กัณฐ์เพื่อนๆรุ่นพี่ เกือบทุกคนรู้กันทั้งนั้น ไม่ได้ปิดบังอะไร แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรประเจิดประเจ้อนะ  มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากเลยล่ะ  ดินยอมเปลี่ยนตัวเองหลายๆอย่างเพื่อพี่กัณฐ์ ดินรักพี่กัณฐ์มาก...มากจริงๆ” ในตอนนั้นพวกเขาเป็นทุกอย่างของกันและกัน กัณฐพันธ์เป็นคนแรกที่ดินยอมเปิดใจคุยเรื่องอดีตด้วย  เป็นคนที่ประคองให้เขายืดอก และก้าวไปข้างหน้าได้อย่างผึ่งผายอีกครั้ง

         “แต่มันก็มีปัญหาอยู่แค่อย่างเดียว  คือเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กของพี่กัณฐ์...พี่ปิ่นฟ้า  ดินรู้ว่าพี่ปิ่นฟ้ารักพี่กัณฐ์ เรามีปัญหากันหลายรอบก็เพราะเรื่องนี้แหละ  แต่เขาก็บอกดินว่าอย่าคิดมาก มันไม่มีอะไร...แล้วดินก็เชื่อ”  รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นมาให้เดือนต้องลูบแก้มอีกคนเป็นการปลอบโยน  ดินเอียงแก้มเขาหาฝ่ามือของเขา เริ่มเล่าต่อไป

        “เคยได้ยินคำว่า รักแท้แพ้ใกล้ชิดไหมครับ? เรื่องของดินกับพี่กัณฐ์มันก็เป็นแบบนั้นเลย”


มีต่อด้านล่างค่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ต่อค่ะ


      ดินจำวันที่ทุกอย่างแปรเปลี่ยนเป็นฝันร้ายได้

      วันนั้นเป็นวันเกิดกัณฐ์พันธ์ แต่ชายหนุ่มไปออกค่ายอาสาตั้งแต่อาทิตย์ก่อนหน้า จะกลับมาที่ห้องตอนเย็นๆ  กันฐพันธ์จึงบอกให้ดินรอไปฉลองวันเกิดกับเขาในวันถัดไปแทน   แต่ดินก็ยังเตรียมเซอร์ไพรส์เล็กๆมาอยู่ดี

      เขาอบเค้กเอง ปักเทียน เดินไปถึงหน้าห้องอีกฝ่าย กะว่ารออีกคนมาเปิดประตูแล้วจะร้องเพลง...แต่เขากลับพบว่าประตูไม่ได้ล็อก ซึ่งผิดปกติ ทุกครั้งกัณฐพันธ์จะล็อกประตูห้องเสมอ  ดินขมวดคิ้ว เปิดประตูเข้าไปแล้วพบว่ามีรองเท้าผู้หญิงวางอยู่
ใจเขาร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่ก็พยายามสงบสติ บอกตัวเองว่าไม่มีอะไร จนเขาเข้าไปถึงห้องนอนคนรัก

      ประตูเปิดอ้า  เผยให้เห็นร่างสองร่างที่กำลังกอดเกี่ยวกันอยู่บนเตียง  เขาทำอะไรไม่ถูก มึนงงเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบหัวแรงๆ ได้แต่ยืนโง่อยู่ตรงนั้น มองร่างของคนรักและเพื่อนสนิทของคนรัก...คนที่ตนเคารพนับถือเหมือนพี่สาวอีกคนกำลังทำกิจกรรมร้อนแรงกันอยู่บนเตียง เสียงหอบครางเหมือนจะดังก้องอยู่ในหัวเขาเอง

      น้ำตารื้นขึ้นมาแต่เขาไม่ได้สนใจจะปาดมันออก ดินเหวี่ยงเค้กที่ตกทำลงถังขยะ แล้วกลับออกมา  เขากลับไปที่ห้องได้อย่างไรก็ไม่ทราบ  รู้แต่ว่าตอนนั้นเขาทิ้งตัวลงบนเตียง ขดตัวแล้วก็ร้องไห้  เขาอยากจะกรีดร้อง อยากจะอาละวาด แต่เรี่ยวแรงมันถูกสูบหายไปหมด  ทำได้แค่นอนนิ่งให้น้ำตามันไหลออกมาราวกับไม่มีวันหมด

      “พอวันต่อมาพี่กัณฐ์ก็มาหาดินที่ห้อง...เขาเห็นเค้กที่ดินทำแล้วก็ถามดินว่าเห็นแล้วใช่ไหม  ดินไม่ตอบเขา พี่กัณฐ์ร้องไห้ บอกว่าขอโทษ เขาสับสน...ช่วงเวลาที่อยู่ในค่ายอาสา เขาใกล้ชิดกับพี่ปิ่นฟ้ามากขึ้น...เขาบอกว่าแค่เผลอไป เขาขอโทษดินแล้วก็บอกว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้อีกแล้ว”

      แต่ความรู้สึกเขามันก็ไม่เหมือนเดิม

     สัปดาห์หลังจากนั้นดินก็ยังรู้สึกว่าปิ่นฟ้ากับกัณฐพันธ์สนิทกันมากขึ้น  ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป  ทุกที่ที่ดินกับกันฐ์ไปจะต้องมีปิ่นฟ้าไปด้วยเสมอ  ดินจะเดินอยู่ข้างหลัง  มองสองคนคุยกันแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินทุกครั้ง  ความอึดอัดนี้ดำเนินไปเกือบเดือน จนกระทั่งคืนหนึ่ง ดินตัดสินใจรวบรวมความกล้าไปหากัณฐพันธ์ที่ห้อง 

     เมื่อเล่าถึงตรงนี้ดินก็กางแขนกอดเดือนแน่น  พูดเสียงอู้อี้  “ดินบอกให้พี่กัณฐ์มีอะไรกับดิน” 

     มันเป็นครั้งแรกของเขา แต่ดินกลับไม่ได้รู้สึกประทับใจหรือมีความสุขเลยแม้แต่น้อย ทุกรอยจูบ ทุกสัมผัส ราวกับตอกย้ำว่าเขาเป็นคนไร้ค่า  เสียงครางที่หลุดลอดออกไปราวกับเสียงร่ำไห้จากความอดสูของตัวเขาเอง

     “พอทุกอย่างจบดินก็จะกลับบ้าน...รู้ไหมเกิดอะไรขึ้น พอดินมองไปที่ประตู ดินก็เจอพี่ปิ่นฟ้ายืนอยู่ตรงนั้น  ที่เดียวกับที่ดินยืนเมื่อครั้งก่อน แต่ครั้งนี้มันสลับกันหมดเลย...พี่ปิ่นฟ้าร้องไห้  ดินเองก็ร้องไห้ พี่กัณฐ์ก็ทำตัวไม่ถูก  สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไปปลอบพี่ปิ่นฟ้า  ตอนนั้นแหละที่ดินรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า  ดินโวยวายเสียงลั่น ถามพวกเขาว่าจะเอายังไงกับดิน  จะต้องเหยียบย่ำความรู้สึกดินไปอีกแค่ไหน”

      ตัวเขากรีดร้อง ความโกรธบดบังสายตา  ไม่รู้ว่าทำอะไรลงไปบ้าง รู้ตัวอีกทีคือตอนที่เขาคร่อมอยู่บนตัวผู้หญิงคนนั้น  บีบคอหล่อนแน่น  ดินเห็นเงาสะท้อนตัวเองในดวงตาของเธอ

     มันเหมือนแม่...เหมือนแม่ของเขาในวันที่แม่ฆ่าน้อง

     ดินผุดลุก  ปล่อยให้ร่างนั้นคลานหลบออกไป  กัณฐพันธ์ตรงมาหาเขาแต่ดินก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายแตะต้องตัวเขา หลังจากเห็นสิ่งที่เขาทำเมื่อครู่ คนรักก็ทั้งโกรธทั้งเสียใจ 

     ‘พี่จะเอายังไง’ ดินถามออกไป เสียงเรียบจนน่าตกใจ ‘เลือกสิพี่กัณฐ์ ดินหรือผู้หญิงคนนั้น’

     ‘ดิน...พี่...’

     ‘เลือกสิ เลือกสิวะ! อย่ามาทำเป็นจับปลาสองมือแบบนี้ได้ไหม  ดินทนอยู่แบบสามคนผัวเมียไม่ได้นะเว้ย ไม่มันก็ดิน มีสักคนที่ต้องไป’

     ‘ดิน ทำไมพูดแบบนี้...ปิ่นฟ้าเขาเป็นผู้หญิงนะ!’

      สีหน้าตกใจและโกรธขึ้งของคนรัก...เพียงเท่านี้ดินก็รู้แล้วว่ากัณฐ์เลือกใคร เขาหัวเราะออกเบาๆเหมือนคนเสียสติ  ‘ดินรู้แล้ว...ดินรู้แล้วว่าพี่เลือกใคร’

      ‘ใช่...พี่...พี่เลือกแล้ว’

       ดินมองเห็นเส้นด้ายสีแดงของพวกเขา  รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น กัณฐพันธ์เพ่งมองที่ด้ายแดง  ขยับนิ้วเพียงครั้งเดียวเส้นด้ายของพวกเขาก็ขาดสะบั้น  ความรู้สึกด้านลบของดินพุ่งตรงไปหาชายหนุ่มคนนั้นจนอีกฝ่ายทรุดลง  ส่วนดินก็ออกไปจากห้องนั้น และไม่เคยกลับเข้าไปอีกเลย

      “ดินกลับมาที่ห้องรู้สึกเหมือนโลกมันว่างเปล่าไปหมด จากนั้น...จะหาว่าโง่ก็ได้นะ แต่ดินรู้สึกเหมือนโลกมันแตกสลายลงไป...เป็นตัวดินที่พังลงไปเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นดินก็เลยกรีด...ข้อมือ ไม่ได้กรีดท้องแขนแบบพวกเรียกร้องความสนใจนะ ข้อมือเลย  มันทรมานมาก นานมากเหมือนความเจ็บปวดจะคงอยู่ตลอดไป  แต่เพื่อนดินมันมาเจอดินก่อน โวยวายกันใหญ่ พาไปส่งโรงพยาบาล  แล้วดินก็รอดมาได้”

       ตอนที่ลืมตาตื่นขึ้นมา คนที่เขาหวังว่าจะอยู่ข้างเตียงกลับไม่อยู่ มีเพียงพ่อกับแม่ที่น้ำตาไหลนองหน้าเท่านั้น พวกท่านกอดดินไว้  บอกว่าอย่าคิดจะทิ้งพวกท่านไปง่ายๆอีก เลี้ยงมาตั้งนานกว่าจะโตขนาดนี้ จะทิ้งกันไปได้ยังไง พวกท่านไม่อนุญาต

       “ดินรอให้พี่กัณฐ์มาหา  อย่างน้อยก็ขอให้เห็นว่าเขาเสียใจที่เป็นสาเหตุให้ดินเป็นแบบนี้ แต่เขาก็ไม่มา ไม่เคยมาให้เห็นหน้าเลยสักครั้ง  พอออกจากโรงพยาบาลดินถึงรู้ว่าเขาคบกับพี่ปิ่นฟ้าแล้ว  คบกันตั้งแต่ตอนที่ดินอยู่ในโรงพยาบาล หลังจากนั้นดินก็รู้...ว่าเขาไม่สนใจดินหรอก ไม่ได้เป็นคนทำให้ดินมีสภาพน่าสมเพชแบบนั้นด้วย  คนที่ทำคือตัวดินเอง จากนั้นดินก็ตั้งใจว่าทุกสิ่งที่ทำ ดินจะทำเพื่อตัวดิน เพื่อพ่อกับแม่ ไม่ใช่ใครอีกแล้ว”

      ร่างเล็กเงียบไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มฝืนๆให้เดือน “รู้แบบนี้แล้วยังรักดินอยู่ไหม...ดินไม่ได้สะอาด...ไม่ได้บริสุทธิ์แบบที่พี่คิดหรอกนะครับ”

      “แต่ดินไม่ใช่คนเลว  และแน่นอน...พี่ก็รักดินเหมือนเดิมนั่นแหละ”

       คนตัวเล็กหัวเราะออกมาแผ่วๆ “พอฟื้นมาดินพยายามจะมองด้ายแดงของตัวเอง...แต่ดินก็มองไม่เห็น นับแต่นั้นดินก็เห็นด้ายแดงของทุกคนยกเว้นของตัวเอง”

       “ไม่ต้องพยายามมองหรอก ด้ายแดงดินผูกอยู่กับพี่แล้วล่ะ” ว่าพลางยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวกับนิ้วก้อยอีกฝ่าย ยกขึ้นมาโชว์ให้เห็น  ดินย่นจมูก หลังจากได้พูดออกไปก็รู้สึกดีมากขึ้น “รู้ได้ไง ขี้โม้”

      “ก็ถ้ามันยังไม่ผูก พี่ก็จะทำให้มันผูกเอง”

      เขาแตะหน้าผากลงกับหน้าผากของดิน “พี่บอกแล้ว...ว่าพี่จะเป็นทุกอย่างให้น้องเอง พี่ไม่อยากให้ดินมานั่งทุกข์เพราะอะไรแบบนี้อีกแล้ว...บางทีมันคงถึงเวลาที่น้องต้องปลดความทุกข์ในใจตัวเอง”

      “ด้วยการทำสิ่งที่คุณกัณฐ์ขอเหรอครับ?”

      เดือนพยักหน้า  ดินจึงยื่นหน้าไปจูบอีกฝ่ายเบาๆ แน่ใจแล้วว่าตนเลือกรักคนไม่ผิด

       “พ่อพระจริงๆเลยนะครับพี่เดือน”

       “เปล่าเสียหน่อย  ถ้าไอ้หมอนั่นแต่งงานไป มันก็จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายอะไรกับน้องอีก  ทางสะดวกพี่แล้วล่ะ”
ดินหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยออกมา...ด้วยความโล่งใจแบบที่ไม่ได้เป็นมานาน

     “งั้นดินจะไปหาเขา แต่พี่เดือนต้องไปด้วยนะ”

     “ตกลง” 

      แต่เดือนกับดินก็ยังไม่มีโอกาสไปหากัณฐพันธ์สักที เพราะอาทิตย์ต่อมาพวกเขาก็ยุ่งกับการเตรียมงานตลาดกันจนหัวหมุน  ทั้งแผนผัง ทั้งลำดับการแสดง  จนในที่สุดทุกอย่างก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่ดินกับเดือนก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตายทุกที

       จนกระทั่งถึงวันจัดงาน สองพี่น้องก็ตื่นแต่เช้าเตรียมตัวไปตลาด  พิธีเปิดงานจะเริ่มช่วงสาย ซึ่งคนเปิดงานเป็นใครไม่ได้นอกจากพ่อกับแม่ของเขา  เดือนที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรในงานแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตสีชมพูกับกางเกงยีนส์ เพราะมันไม่ใช่งานที่เป็นทางการอะไรมากนัก   ผมที่เริ่มยาวของเขาเดือนก็รวบไว้หลังได้พอดี  ดินที่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำเดินกลับเข้ามาในห้องพอมองเห็นเขาก็อมยิ้ม แกล้งแซวออกมา

       “แต่งหล่อไปไหนครับเนี่ยคุณพี่เดือน”

        เดือนยักคิ้ว “หล่อละลายเลยอ่ะดิ ลำบากใจเหมือนกันนะ สาวๆต้องรุมกรี๊ดแหง”

        ดินกลอกตาขึ้นมองเพดาน ตัดสินใจจะไม่ยุ่งกับไอ้พี่บ้านี่อีก  กูพลาดละที่ไปชมมัน  แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ  เพราะวันนี้...เขายอมรับเลยว่าเดือนดูหล่อ...มาก

        ดวงตากลมไล่มองสำรวจร่างสูงใหญ่ที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนพับแขนเสื้อมาถึงข้อศอก กางเกงยีนส์ เดือนเป็นผู้ชายรูปร่างดีอยู่แล้วเนื่องจากต้องรักษารูปร่างเพราะสายอาชีพนายแบบ  ขนาดแต่งตัวธรรมดาแบบนี้ออร่ายังกระจาย ไหนจะโครงหน้าที่ค่อนไปทางฝรั่ง  จมูกโด่ง ตาคมสีอ่อนกับผมที่รวบเป็นจุกเล็กๆตรงท้ายทอยได้พอดี

       จะมีสาวมารุมกรี๊ดตามปากกว่าก็คงไม่ใช่เรื่องเกินจริง 

      “เป็นอะไรครับ เบะปากทำไม”

      “หมั่นไส้”

      “พี่หล่อจนหวงเลยล่ะสิ”

      “ครับ ก็ตามนั้น”

      เดือนที่กำลังยืนส่องกระจกอยู่ถึงกับชะงัก   สาบานได้ว่าตะกี้ไม่ได้หูฝาด  พอหันไปมองคนที่กำลังคุ้ยๆตู้เสื้อผ้าแล้วเห็นใบหูเป็นสีแดงก็แน่ใจทันที  ร่างสูงใหญ่เดินไปรวบร่างเล็กขึ้นมาทันที แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ไปโดนเฝือกของเจ้าตัวด้วย

      “เฝือกนี่เกะกะเป็นบ้า”
 
      “ไม้กันหมาชั้นดีต่างหากครับ” มีเฝือกอยู่อีกฝ่ายก็รุ่มร่ามกับเขาไม่ได้อย่างใจนึกเท่าไหร่ นี่ทำให้ดินรู้สึกปลอดภัยขึ้นมากโข

      “หึ อีกแค่สามอาทิตย์ก็ถอดแล้วไม่ใช่หรือไง ตอนนั้นล่ะเสร็จแน่” เดือนขู่ ขณะที่คนถูกขู่ก็หัวเราะไม่หยุด  “แล้วที่พูดเมื่อกี้จริงเหรอ  ที่บอกว่าหวงพี่น่ะ จริงเหรอ”

       “พูดเหรอครับ ไม่เห็นจำได้” เดือนมองคนที่แสร้งทำตาโตแล้วก็หมั่นเขี้ยว จนต้องก้มไปงับแก้มขาวๆของอีกฝ่ายเบาๆ  ก่อนจะปล่อยให้น้องชายไปแต่งตัว  ส่วนตัวเขาก็เดินไปหยิบสคริปต์พิธีกรขึ้นมา  หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ลงไปทานอาหารเช้า 

       “พ่อครับแม่ครับ เดี๋ยวพวกเดือนไปเช็คความเรียบร้อยของงานก่อนแล้วกันนะครับ” เดือนบอกผู้เป็นมารดา ที่พยักหน้าตกลง “ได้จ้ะ”

      หลังจากการตรวจงานช่วงเช้าผ่านไปและไม่มีอะไรผิดพลาด เดือนก็ขึ้นไปเปิดงานบนเวที  ดินที่นั่งดูอยู่ด้านล่างก็เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของพี่ชายบุญธรรมก็วันนี้  ร่างสูงไม่ตื่นเวทีเลยแม้แต่น้อย กลับดูเป็นน่าดึงดูดมากกว่าเดิมอีก

       เดือนเป็นคนที่เหมาะจะยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟแล้วก็เป็นจุดดึงดูดสายตาของทุกคนจริงๆ
เมื่อแม่ของเขาขึ้นไปตัดริบบิ้นเปิดงาน วงดนตรีก็บรรเลงเพลง จากนั้นก็เป็นรายการแข่งขันต่างๆในตลาด เช่น วิ่งเข่ง  กินวิบาก วิ่งวิบาก  การแข่งซิ่งซาเล้ง  เดือนที่โยนงานพากย์การแข่งให้กับพ่อค้าแผงปลาก็หลบออกนั่งในเต็นท์พร้อมกับพ่อและแม่  ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างดิน ซึ่งชายหนุ่มผมดำก็หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กยื่นให้เขา “เหงื่อไหลเป็นน้ำตกเจ็ดสาวน้อยแล้วครับ เช็ดเหงื่อหน่อย เดี๋ยวไม่หล่อ”

       เดือนกล่าวขอบคุณเบาๆแล้วรับผ้ามาซับเหงื่อ  สองตาของเขายังคงมองดูการแข่งวิ่งเข่งที่ผู้แข่งต้องวิ่งไปรับเข่งตามจุดต่างๆแล้ววางซ้อนกันไปเรื่อยๆ จากนั้นก็วิ่งไปให้ถึงเส้นชัย  ใครทำเข่งตกต้องกลับไปรับเข่งต่างๆตามจุดเดิม  ตอนนี้ลูกชายร้านขายน้ำปั่นกำลังวิ่งตีคู่สูสีไปกับลูกสาวแผงผัก ทุกคนต่างพากันตะโกนเชียร์เสียงดังสนั่น  ในขณะที่ทุกสายตากำลังจดจ่อกับการแข่งขัน เดือนก็เอื้อมมือตัวเองไปวางไว้ใกล้ๆมือน้องชาย ให้ปลายนิ้วก้อยแตะกันไป ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น

       เขาแอบเหลือบตาไปมองก็เห็นดินอมยิ้ม เหลือบมองเขาเช่นกัน  น้องขยับปากเป็นคำว่า ‘เนียนนะครับ’ เดือนยักคิ้วให้อีกฝ่ายก่อนจะหันกลับไปดูการแข่งต่อ

      โดยมือของพวกเขายังแตะกันอยู่แบบนั้น

      หลังจบการแข่งตลอดทั้งวันและการมอบรางวัลให้ผู้ชนะก็ถึงช่วงที่ทุกคนรอคอย คือการประกวดนางงามตลาดสด  มีการแสดงจากเหล่านางงาม  แต่ดูเหมือนจุดดึงความสนใจจะเป็นพิธีกรหน้าหล่อในชุดเชิ้ตชมพูมากกว่า  ตอนที่มอบรางวัลให้ผู้ชนะซึ่งเป็นสาวประเภทสองอายุเฉียดห้าสิบเจ้าของร้านทำเล็บ เดือนยังโดนนางงามลูบตั้งแต่ข้อศอกจรดปลายนิ้ว ดึงมือกลับแทบไม่ทัน แถมพอหันไปมองดินแทนที่จะหึงหรือสงสารเจ้าตัวกลับนั่งหัวเราะก๊ากอย่างสะใจ

    หัวเราะได้หัวเราะไป เดี๋ยวเขาจะเอาคืนให้แสบเลย!

     เดือนพลิกสคริปต์ในมือ ดูเหมือนต่อไปจะเป็นการแสดงของปราณแล้ว ชายหนุ่มหันไปมองสต๊าฟคุมเวทีที่ส่งสัญญาณมาว่ากลุ่มนักร้องพร้อมแล้ว  ชายหนุ่มจึงเริ่มดำเนินงานต่อ

       “เอาล่ะครับพ่อแม่พี่น้องชาวตลาดทุกท่าน! ต่อจากนี้ใครที่กำลังง่วงอยู่เนี่ยเตรียมบิดขี้เกียจให้ดีเลยนะครับ เพราะต่อไปเป็นการแสดงที่จะทำให้ทุกท่านตาสว่างเลยล่ะครับ!”

        “กรี๊ดดดด พี่เดือนขา ไม่มีอะไรทำให้น้องลิลลี่ตาสว่างได้เท่าพี่เดือนอีกแล้วค่า ซี้ดดด”  น้องจะซี้ดทำไมครับ...

        “โอ๊ย คุณแม่มะลิขา ที่บ้านขาดคนหุงข้าวไหมคะ จะได้ไปช่วยหุง”

        “พี่เดือนขา” ขาไหนครับลูก...

        “บอกเขาไปว่าฉันรักเขา อร๊ายยย”

         ชาวตลาดต่างฮาครืนที่เห็นพิธีกรหนุ่มถูกแทะโลม เดือนที่ยังห่วงสภาพชีวิตจึงรีบประกาศชื่อวงของปราณแล้วเผ่นลงเวทีแทบไม่ทัน

       ผู้หญิงแม่งน่ากลัวชิบ!

      ทันทีที่ลงจากเวที แล้วดนตรีในจังหวะสนุกสนานดังขึ้น เสียงกรี๊ดก็กระหึ่มไปทั้งลานของตลาด

      เดือนหันไปทางเวทีแล้วถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อเห็นร่างเล็กผิวแทนน่ารักน่าเอ็นดูของน้องปราณในเวอร์ชั่นกางเกงยีนส์ขาสั้นอวดขาเรียวเรียบเนียน  กับเสื้อมีฮู้ดสีเทาที่แขนกว้างมาก...มาก...จนเห็นอะไรวับๆแวมๆ

      คือมันไม่ได้ดูสก๊อยแต่มันดูเซ็กซี่...

      ชิบแล้ว ไอ้น้องเฟิงจะฆ่ากูไหมเนี่ย!

      คนรับผิดชอบจัดลำดับการแสดงบนเวทีถึงกับหน้าซีด ยิ่งเมื่อน้องปราณได้แตะไมโครโฟน แล้วเสียงใสๆหวานๆดังกระหึ่มออกจากลำโพง

      “เอ้าพ่อแม่พี่น้องทุกคนนน โยกเลยจ้า มิวสิคคค”

     โอ้ – แม่ – เจ้า!

      น้องปราณที่อยู่บนเวที ณ. จุดนี้บอกเลยว่าไม่สนอะไรทั้งนั้น ไม่สนพี่เดือนที่ยืนสวดภาวนาให้ตัวเองรอดพ้นจากการโดนเฟิงปาปังตอใส่  ไม่สนหนุ่มตี๋ร้านขายข้าวแกงที่ยืนโมโหจนหน้าแดง 

      ตอนนี้น้องปราณสนแค่...

      “ไหนใครเป็น ‘หญิงลั้ลลา’ ลุกมาแด๊นซ์กันให้กระจายเลยจ้า  เอ้า กรู้วววว”

***************************************************

ตอนหน้าเราจะยังคงอยู่กับน้องปราณ ณ ร้านขายดอกไม้นะคะ 5555
ดราม่ากันมาสักพักแล้ว ให้เขาหวานๆงุ้งงิ้งกันบ้างเถอะเนอะ ;w;
น้องปราณนี่ตัวสร้างสีสันขนานแท้เลยค่ะ  จะไม่เขียนฉากน้องแดนซ์ก็ทำไม่ได้
อยากเขียนนน ส่วนสุดท้ายพี่เดือนจะโดนปังตอบินหรือไม่นั้นเราต้องติดตามตอนต่อไปค่ะ

ขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านแล้วก็ให้กำลังใจหรือช่วยติชมนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ  :กอด1:

ปล. ขอบคุณ คุณ sirin_chadada มากนะคะ ที่ช่วยแก้เรื่องคำผิดให้ ขอบคุณมากๆเลยค่า แก้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ ^^

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-03-2016 20:14:19 โดย snowrabbit »

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
พ่อหนุ่มขายข้าวแกงมาคุมน้องปราณด่วน

อื้มหื้มมมมม

อยากรู้ความหลังพี่เดือนแล้วสิ หนักหนากว่าดินแค่ไหนหนอ

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
น้องดินเล่าอดีตให้พี่เดือนฟังแล้ว คราวนี้พี่เดือนจะตัดการปัญาหาที่ค้างคาได้ไหมหนอ
แอบฮ่าตอนท้ายกับน้องปรราณ นางน่ารักอ่ะ อิอิ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ mur@s@ki

  • อยากรัก..แต่ใจไม่กล้า
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2049
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-5
กรี้ดดดดดดด น้องปราณรับพวงมาลัยแบงค์ยี่สิบได้มั้ยคะ พอดีช่วงนี้พี่ช็อต

 :man1:

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
อ่านรวดเดียวมาถึงตอนล่าสุดเลยค่ะ  ตอนแรกๆเอื่อยๆ แล้วมาสนุกๆตอนประมาณ15-17 เพราะเริ่มเดินเรื่องเร็วขึ้น ตัวละครมีมิติมากขึ้นค่ะ  รออ่านตอนต่อไปนะคะ อยากรู้ว่า ปมหลังที่พี่เดือนแอบเก็บเอาไว้คืออะไร

ออฟไลน์ DraCo_SLa13

  • I swear that, will love Super Junior forever..........
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +314/-3
พี่เดือนคงไม่ได้ไปจดทะเบียนกับชะนีหน้าไหนไว้แล้วใช่ป่ะ

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ตรงนี้เขียนผิดหรือเปล่าคะ

ชิบแล้ว ไอ้น้องปราณจะฆ่ากูไหมเนี่ย!

ต้องเป็น เฟิง หรือเปล่า

อยากรู้ปัญหาของพี่เดือนซะแล้วสิ แน่ใจแล้วเหรอว่าการไม่บอกน้องดิน จะไม่เป็นการกรีดซ้ำแผลใจของน้องน่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๑๘
แด่เธอที่รัก


อยู่คนเดียว มันเหงาเปลี่ยวหัวใจ คิดวุ่นวายจะไปไหนดีหว่า
โทรหาเพื่อน ไปเที่ยวกันดีกว่า ไปลั้ลลาตามประคนโสด
หนุ่มคนไหน อะจ้องจะขอเบอร์ เราเพิ่งเจอไม่ให้เบอร์อย่าโกรธ
เล่นตัวก่อน อย่างอนนะขอโทษ...

       “เดี๋ยวน้องปราณให้หมดทุกเบอร์เลยจ้า”

       ครับ ตอนนี้พี่เดือนคาดว่าคงไม่มีอะไรมาทำให้ตัวเองเงิบได้มากไปกว่านี้แล้ว  แค่การที่น้องปราณคนเรียบร้อยลุกมาใส่ขาสั้นส่ายเอวอยู่บนเวทีพี่ก็เรียกหายาดมแล้วครับ

      “พี่เดือน ดินว่าเฟิงมองมาทางนี้บ่อยๆนะ ทำไมน้องมองพวกเราแปลกๆล่ะ”

      อ๋อ ไม่ต้องห่วงครับที่รัก น้องเฟิงไม่ได้มองน้องหรอก มันมองกูครับ! แล้วนั่น! ทำไมเหมือนพี่เดือนเห็นปังตอแว่บๆ
ชิงเป็นลมตายล่วงหน้าได้ไหมครับ

       คร่อก

       ดวงตาคมของนายแบบหนุ่มเหลือบขึ้นไปมองบนเวที ยิ้มจืดเจื่อนกับตัวเอง นั่นก็อีกราย ทำเหมือนไม่รู้นะว่าเฟิงมันจ้องจนตาจะถลนแล้ว เดินไปกระชากปราณลงจากเวทีได้มันคงทำไปแล้ว เดือนแอบเห็นใจหนุ่มตี๋ร้านขายข้าวแกงเล็กน้อย  ยืนอยู่ก็หน้าเวที น้องปราณมันก็เต้นดุ๊กดิ๊กอยู่ตรงหน้าแต่ตากลมกลับไม่เหลียวมองเลยแม้แต่น้อย แถมมีการขยิบตา ส่งจูบ เล่นหูเล่นตากับคนดู เหมือนกับจะยั่วให้หึง

       แล้วก็ได้ผลดีเสียด้วย...เพราะเฟิงก็หึงจนแทบบ้า

       คงเป็นการเอาคืนจากตอนที่ทะเลาะกันคราวก่อนนู้น

      เดือนได้แต่อมยิ้มกับความแก่นเซี้ยวของน้องปราณคนน่ารักประจำตลาด  เมื่อเจ้าตัวเดินนั่งยองลงตรงหน้าเฟิงเพื่อรับดอกไม้จากคนดู มีการส่งจูบปิดท้าย  คือนั่งอยู่หน้าเฟิงนะ แต่ตาก็ไม่ได้มองหรอก

      หึ คราวก่อนทำน้องปราณน้ำตาตกใน ร้องไห้ตั้งนาน หนนี้ไอ้เฟิงอย่าหวังว่าน้องปราณจะยอมใจอ่อนนะ

       ถลึงเข้าไปเถอะตาน่ะ! น้องปราณจะเต้นให้แซ่บจนจากตาตี่ๆกลายเป็นตาโปนๆเลยคอยดู!

ฉันไม่ใช่ผู้หญิงเจ้าชู้ ไม่ใช่ผู้หญิงเลิศหรู แต่ฉันเป็นหญิงลั้ลลา
ฉันไม่ชอบความขี้เหงา ฉันชอบคุยชอบเม้าท์ เที่ยวให้ใจเริงร่า
ดื่มกันบ้างล่ะเป็นบางเวลา อิสระแบบผู้หญิงลั้ลลา
ถึงไม่เลิศไม่สวยปานนางฟ้า ถึงเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา
แต่น้องจะพา อ้ายไปขึ้นสวรรค์ (หญิงลั้ลลา – หญิงลี ศรีจุมพล)

        ร่างบางผิวสีน้ำผึ้งจิกปลายเท้าลงก่อนจะเด้งเอวจนคนดูด้านล่างร้องวี๊ดว้ายกันใหญ่ น้องปราณสนไหม...ก็ไม่นะ สนทำไม วันนี้คุณนายแม่ไม่ห้ามจ้า  ฮิ้วววว

       ปราณโปรยยิ้มหวานแจกคนดู ก่อนจะถามขึ้นว่า “เหนื่อยกันหรือยังจ๊ะ?  พร้อมจะเต้นต่อไหมเอ่ยยย คนไหนแฟนมาตามก็กลับบ้านกลับช่องดีๆนะจ๊ะ  คนไหนไม่โสดโปรดขยับจ้ะ เพราะเพลงนี้น้องปราณคัดมาให้เราคนที่สวย เริ่ด เชิด โสด โดยเฉพาะเลยนะ  ใครว่าโสดแล้วแย่ โสดแล้วเหงา โอ๊ยยย เก่าไปแล้วจ้า..”

      “สมัยนี้ใครๆเขาก็ อยู่เย็นเป็นโสด กันทั้งนั้นแหละจ้า เอ้า มิวสิคคค”

      เป๊าะ

      นิ้วเรียวดีดเป็นสัญญาณ วงดนตรีจึงเริ่มบรรเลงเพลง ทันทีที่จังหวะเพลงสนุกสนานดังขึ้น วัยรุ่นด้านหน้าเวทีก็เริ่มยักย้ายส่ายสะโพกกันอีกรอบ  ส่วนไอ้คนบนเวทีน่ะเหรอ?

      ไม่มีอะไรมาก เขาเริ่มร่อนเอวแล้วล่ะ

      แหม่ เอวพลิ้วดีจริงๆเลยนะจ๊ะน้องปราณ

อยู่เย็นเป็นโสดอย่างนี้ ไม่มี  แฟนก็ไม่ตาย
อยู่กินคนเดียวอย่างนี้  ก็ดี  แฮปปี้จะตาย

     ดวงตากลมสบกับดวงตาตี่ที่จ้องมาแบบดุๆ เฟิงขบกรามแน่น หวงไอ้คนที่เต้นอยู่บนเวทีก็หวง

      แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้...ไม่มีสิทธิ์ทำอะไรสักอย่าง

      ร่างโปร่งถอนหายใจ นึกด่าตัวเองในใจรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้...ทำไมรู้ตัวช้าแบบนี้วะ เขามันโง่เองนั่นแหละที่รู้ตัวช้า  กว่าจะรู้ว่าชอบ อีกคนเขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว...

โสดมานานนมเน โสดซ้ำจำเจก็โอเคดี
กลับดึกได้เต็มที่ ค้างไหนไม่มีคำถามกวนหัวใจ
ไม่มีแฟนเป็นลาภอันประเสริฐ
สวย เริ่ด เชิด โสด เข้าไว้


      อะไรคือท่าสะบัดวิกผม...

อยู่เย็นเป็นโสด..อย่างนี้..ไม่มี..แฟนก็ไม่ตาย
อยู่กินคนเดียว..อย่างนี้..ก็ดี..แฮปปี้จะตาย

      อะไรคือยกยิ้มมุมปากใส่เฟิงเหมือนคนได้ชัยชนะแล้วหมุนเอวไปมา...

แฟนจะหาคงไม่ยาก
ก็แค่ผิวปากไม่ยากเลยเชียว (วี๊ดวิ้ว)

       ร่างสูงโปร่งของหนุ่มตี๋ชะงัก ก่อนตาตี่ดุจะตวัดไปมองแก๊งเด็กวัยรุ่นด้านข้างที่บังอาจมาผิวปากแซวคนของเขา...กูไม่กลัวโดนยำตีนด้วยเอาดิ ทำไมนั่นคนของกู ถึงจะ...มโนไปฝ่ายเดียวก็เถอะ แต่มันใช่เรื่องเหรอวะ ที่มาจ้องขาอ่อนไอ้เตี้ยนั่นตาเป็นมันแล้วผิวปากไปด้วยเนี่ย ไอ้เหี้ยเอ๊ย!

       กูอยากต่อยซักหมัดจริงๆ

เดินห้างดูหนังคนเดียว
เข้านอนคนเดียวแค่เปลี่ยวหัวใจ
ไม่มีแฟนเป็นลาภอันประเสริฐ
สวย เริ่ด เชิด โสด เข้าไว้ (อยู่เย็นเป็นโสด – หญิงลี ศรีจุมพล)

     “อ๊ายยย แซ่บค่าคุณลูกขา”

     “กรี๊ดดด พี่ปราณอย่างเด็ดอ่ะแก น่ารักเว่อร์”

     “โอ๊ย...มึงดูขาอ่อนน้องเขา”

      สงบไว้...สงบไว้ ไอ้เฟิง...ป๊าสอนมา เป็นคนค้าคนขายต้องใจเย็น ตอนนี้มันก็สถานการณ์เดียวกัน

      “อยากได้ว่ะมึง เอวพลิ้วขนาดนี้ แม่ง”

       ดูท่าไอ้แก๊งหัวเกรียนข้างๆจะอยากกินส้นเท้าเขาจริงๆสินะ...

       เฟิงละสายตาจากเวทีไปมองเด็กแว้นย้อมผมทองด้วยสีหน้าสมเพชเวทนา หน้าตาอย่างกับตัวเงินตัวทองชนขอนไม้ ไอ้ปราณมันคงจะสนหรอกนะ...เหอะ

      “น้องนักร้องคร้าบ เอวดีขนาดนี้ สนใจมาเต้นต่อที่ห้องพี่ไหมคร้าบ เดี๋ยวพี่จะให้ทั้งร้องทั้งเต้นทั้งคืนเลย  วี้ดวิ้ววว”

      สิ้นประโยคนั้นไอ้เฟิงก็ตัดสินใจได้ทันที...ป๊าสอนมาว่าให้ใจเย็นๆกับลูกค้า

       แต่ไอ้เวรนี่ไม่ใช่ลูกค้า  และถึงจะมาหน้าร้านกูก็จะปาปังตอใส่!

        แต่ยังไม่ทันที่หนุ่มตี๋อารมณ์ร้อนจะได้ทำอะไร นักร้องบนเวทีที่ตาดีเห็นลางความวุ่นวายก็รีบยิ้มหวานมาให้  “ไม่ล่ะจ้ะ  พอดีชอบร้องบนเวที ไม่ชอบไปร้องแถวข้างคลองให้ตัวเงินตัวทองฟัง

        ครับ...จัดว่าเด็ด

       เด็กแว้นผมทองถึงกับยืนอึ้ง ขณะกำลังจะอ้าปากด่าก็ถูกยามที่เดือนเรียกมาลากตัวออกไปก่อนข้อหา(กำลัง)จะก่อความวุ่นวายและพูดจาลวนลามนักร้องบนเวที

        อดีตนายแบบเอนหลังพิงพนักเก้าอี้  เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนั่นแหละ  ตอนแรกก็ไม่ได้จะยุ่ง แต่กลัวมันเป็นเรื่องก็เลยต้องเรียกยามมาคุมพวกตัวปัญหาออกไปจนได้ ร่างสูงเหลือบไปเห็นมุมปากของร่างข้างๆยกยิ้มขึ้นมาเหมือนพอใจอะไรบางอย่างก็ถามออกไปด้วยความสงสัย

       “ยิ้มอะไร น้องเจออะไรดีๆเข้าหรือไง?” ดินหันมาหัวเราะจนตาปิดให้พี่ชาย แล้วแกล้งทำเสียงจุ๊ๆใส่อีกฝ่าย “ความลับครับ”

       “หืม แย่อ่ะ มาหลอกให้อยากแล้วก็จากไป ไม่รับผิดชอบกันเลย”

       “ทำไมครับ ท้องหรือไง?”

      “พี่ว่าถ้าจะมีคนแถวนี้ท้อง...ก็คงไม่ใช่พี่มั้ง หรือดินว่าไง”

      เดือนกระซิบข้างหูอีกฝ่าย ก่อนถอยกลับมาโดยจงใจให้ปลายจมูกโด่งปัดผ่านแก้มนิ่มเบาๆ แต่ก็มากพอให้ผิวแก้มขาวซับสีแดงระเรื่อขึ้นมาได้ ดินย่นจมูกใส่พี่ชายต่างสายเลือดที่หัวเราะอย่างอารมณ์ดีที่แกล้งเขาได้สำเร็จแล้วหันไปสนใจการแสดงบนเวทีต่อ

       เวลาผ่านไปเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงเพลงสุดท้าย เดือนจึงขอตัวออกไปทำหน้าที่พิธีกรต่อ  เขาเดินไปด้านหลังเวทีเป็นจังหวะเดียวกับที่พวกปราณเดินลงมาพอดี  เมื่อเห็นเดือนปราณก็รี่เข้ามาหา ยิ้มโชว์ฟันขาวให้พร้อมพูดเสียงใส

      “พี่เดือน! เป็นไงบ้างจ๊ะ ปราณบอกแล้ว แซ่บเว่อร์!” ว่าจบก็หัวเราะคิกคัก ไม่ได้หันไปดูเลยว่ามีใครมายืนกอดอกตีหน้าดุอยู่ด้านหลัง เดือนที่เห็นเฟิงเดินมาก็พยักหน้าน้อยๆให้อีกฝ่ายแล้วขอตัวกับปราณ โดยบอกว่าเขาต้องขึ้นเวทีไปดำเนินรายการต่อ ก่อนจะขึ้นไปเขายังได้ยินเสียงปราณโวยวายใส่คนตาตี่ที่ถือวิสาสะเอาเสื้อตัวโคร่งมาคลุมปราณไว้ทั้งร่างแล้วก็ลากออกไปไหนไม่รู้

       “เอาล่ะครับพ่อแม่พี่น้อง เมื่อสักครู่เป็นยังไงกันบ้างครับ...โอ๊ะ  พี่ชายเสื้อลายดอกคนนั้นอย่าเพิ่งสูดยาดมครับ เข้าใจว่าเมื่อกี้เจอมาหนัก ฮ่าๆๆ” เดือนหัวเราะระหว่างแซวลูกชายร้านขายกุ้ยช่ายที่ยืนเหม่อลอยไปพลางสูดยาดมไปพลางอยู่ข้างเวที

      “ใครที่หมดแรงสามารถหาซื้อยาดมไว้ล่วงหน้านะครับแต่อย่าเพิ่งหนีกันไปไหน ต่อไปเรามีเพลงสนุกๆมาให้ทุกท่านได้ยืดเส้นยืดสายกันด้วยนะครับ! แต่ก่อนอื่นผมให้เวลาทุกท่านพักกันสักห้านาที” ชายหนุ่มทิ้งจังหวะก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้       สตาฟที่เตี๊ยมกันมาแล้วยกเก้าอี้กับกีต้าร์โปร่งขึ้นมาให้  เดือนรับกีต้าร์มาพลางทรุดตัวลงนั่ง

      เพียงเท่านี้เสียงกรี๊ดก็ดังขึ้นอีกระลอก

      เดือนมองตรงไปที่ดินที่มีท่าทีงุนงงก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้ารู้ทัน อีกฝ่ายกลอกตาแล้วก็ส่งยิ้มบางๆมาให้เขา

      “ระหว่างที่ทุกท่านนั่งพัก ก็มาฟังผมร้องเพลงให้ฟังสักเพลงดีกว่านะครับ”

       นิ้วเรียวค่อยๆขยับปรับสายกีต้าร์จากนั้นเดือนก็สูดลมหายใจเข้าเบาๆ สายตาคมที่มีแต่แววหวานและความรักไม่ได้จับจ้องไปที่อื่นเลย

       มันมองตรงไปที่จุดเดียว...

       มองตรงไปหาคนที่เขารักเพื่อสื่อว่าเพลงนี้เขาตั้งใจร้องให้อีกฝ่าย

ในโลกที่มีความวกวน
ในโลกที่ทุกคนต้องดิ้นรน
ที่สับสนร้อนรนจนใจ นั้นแสนเหนื่อย
ในโลกที่ความทุกข์ท้อใจ ได้เดินผ่านเข้ามาเรื่อยๆ
จนบางครั้งไม่รู้จะข้ามไปเช่นไร

       เสียงกีต้าร์พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มสะกดให้ผู้คนเงียบเสียงลง ทำให้เสียงของเดือนก้องกังวานออกไป

แต่ยิ่งชีวิต ยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบ ยิ่งเจอ
กลับทำให้ฉันยิ่งคิด ในใจ
ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ
เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหนๆ

     นี่...ดินเคยถามพี่ใช่ไหมว่าทำไมถึงได้คอยรับฟัง...คอยอยู่ข้างๆ

     น้องเคยขอบคุณพี่ใช่ไหม ที่ไม่ปล่อยมือน้องไป ไม่ผิดสัญญากับน้อง

     แต่ดินรู้ไหม...ว่าพี่เองก็ขอบคุณดินมากเหมือนกัน  ดินเอง...ก็เป็นกำลังใจที่สำคัญสำหรับพี่

     เป็นแสงสว่างเล็กๆในวันที่ชีวิตกำลังดิ่งลงเหว

     ขอบคุณนะ...ขอบคุณที่เกิดมา

      ขอบคุณที่อยู่ตรงนี้...ข้างกายกัน

      ขอบคุณที่ให้พี่ได้รักน้องอย่างหมดหัวใจ

      ขอบคุณจริงๆนะ

ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะต้องพบอะไร
และฉันรู้และฉันอุ่นใจ
ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ ตรงนี้


มีต่อค่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ต่อค่ะ


         ภาพเบื้องหน้าดิน...ภาพของเดือนที่ดูเหมือนเปล่งประกายอยู่ท่ามกลางแสงไฟบนเวทีกำลังพร่าเลือน  หยาดน้ำใสไหลเอ่อคลอ แต่ดินไม่ได้ก้มหน้าลงเพื่อปกปิด  เขาแค่ปาดมันออกแบบลวกๆ เพื่อที่จะได้รีบกลับไปมองภาพของเดือนให้ชัด 

         ดวงตาของอีกฝ่ายสื่อความหมายที่มีเพียงเขาที่รู้ ความรักที่มากมายในดวงตาคู่นั้นเป็นของเขา

        เสียงเพลงที่ร้องออกมาจากใจราวกับกำลังซึมลึกลงไปถึงจิตวิญญาณ

         เมื่อเสียงเพลงจบลง ท่ามกลางเสียงปรบมือและจังหวะทำนองเพลงที่เปลี่ยนไป แต่ดินเหมือนกับว่าเขายังได้ยินเพลงนั้นซ้ำๆอยู่รอบตัว

        จนกระทั่งเดือนเดินมาหยุดตรงหน้า  ดินถึงได้คลี่ยิ้มออกมา เสียงหวานหลุดกระซิบถ้อยวาจาออกไป เป็นแค่เสียงแผ่วเบา แต่ดินเชื่อว่าเดือนได้ยิน

        ถ้อยคำที่มาจากใจของเขา...

        “ดินรักพี่นะ...รักพี่มากๆ ขอบคุณที่ตามหาดินจนเจอ ขอบคุณที่ไม่ปล่อยมือดินไป” เดือนยิ้ม หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้คนผมดำพลางเอ่ยถาม “ถ้าอย่างนั้น...ดินพร้อมจะก้าวต่อไปแล้วใช่ไหม”

         ร่างเล็กผงกศีรษะให้คนพี่ยิ้มอย่างเอ็นดูอีกรอบ ก่อนที่ฝ่ามือจะสอดประสานกัน  เดือนจูงดินเดินเลี่ยงออกมาจากงาน ออกห่างจากผู้คน แสง สี และเสียงที่วุ่นวาย จนเดินมาถึงบริเวณข้างตลาดที่ยามนี้เงียบสงบ ที่ใต้เสาไฟข้างถนนมีร่างสองร่างยืนคุยกันอยู่  ดินเพ่งมองก่อนจะเม้มปากเมื่อพบว่าคนคนนั้นคือกัณฐพันธ์กับคนรักของเขา...ปิ่นฟ้า

        “ไม่ต้องกลัว” เดือนกระซิบกับเขา เสียงอบอุ่นที่ทลายทุกความหวาดหวั่นและความสับสน  ฝ่ามือใหญ่แตะหลังเขาให้ยืดตรง ดันให้ก้าวไปข้างหน้า

         ไม่ว่ากี่ครั้งคนคนนี้ก็จะเป็นแบบนี้ จับจูงเขาไว้ พาให้ก้าวไปอย่างสง่าผ่าเผย

         แต่ครั้งนี้...ดินจะต้องจัดการปัญหานั้นด้วยตัวเอง

        เขาจะไม่มีวันหลุดพ้นจากอดีต หากเขาไม่ตัดโซ่ที่พันธนาการใจเขาไว้ด้วยตัวเอง

        คนผมดำจึงเลื่อนมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของเดือน หันมายิ้มให้อีกฝ่าย “เดี๋ยวดินกลับมา”

ในอุปสรรคที่มากมาย ในความหวาดหวั่นที่วุ่นวาย
ในอนาคต ในปัจจุบัน และอดีต
ในความเป็นจริงที่ต้องเจอ ที่ไม่เคยพ้นเลยสักที
ยังไม่รู้พรุ่งนี้ต้องเจอกันเรื่องใด

       ชายหนุ่มย่างก้าวอย่างเชื่องช้าหากแต่มั่นคงตรงไปที่คนทั้งสอง

       หญิงสาวคนนั้นดูสวยขึ้นกว่าที่เขาจำได้ ดินใช้พลังพิเศษมองเข้าไปในโลกของด้ายแดง เขาเห็นด้ายของคนทั้งคู่ผูกไว้ด้วยกันอย่างบางเบา ราวกับจะขาดให้ได้เสียทุกเมื่อ

      “น้องดิน” ปิ่นฟ้าเรียกชื่อเขา ก้มหน้าไม่สบตา ดินก็พอเข้าใจ  หากเป็นยามปกติเขาก็คงโกรธแค้นหล่อน คงทรมาณที่เห็นหล่อนมายืนตรงหน้า

       ร่างเล็กมองฝ่ามือใหญ่ของกัณฐพันธ์ที่กอบกุมมือบางไว้ราวกับจะปกป้องหญิงสาว

       อ่า...ในที่สุด พี่ก็ได้เจอคนของพี่แล้วสินะ

       ดินว่าคนที่มีพลังพิเศษไม่ใช่แค่เขาหรอก เดือนเองก็คงจะมี...ความสามารถที่จะรัก...รักได้มากพอจนทำให้ใครคนหนึ่งปล่อยวางอดีตอันโหดร้ายลงได้

        ความโกรธแค้นไม่เคยส่งผลดี ดินแบกรับมันมานานเกินพอแล้ว

        ถึงเวลาที่เขาต้องวางมันลงเสียที

        “พี่รู้ว่ามันแย่ที่มาขอร้องดินอีกครั้ง แต่ว่า...”

         “ไม่เป็นไรครับ ดินเข้าใจ”

         กันฐพันธ์ดูงุนงงไม่น้อย เมื่อจู่ๆคนที่เคยแสดงว่าเกลียดเขาหนักหนาบัดนี้กลับมายืนตรงหน้าด้วยท่าทางที่ปราศจากความโกรธแค้นใดๆ

       เหมือนอีกฝ่ายกลับไปเป็นดินที่สดใสคนเดิม...เป็นเด็กหนุ่มที่เขาเคยหลงรัก

       “ดินพูดไม่ได้เต็มปากหรอกนะครับว่าดินไม่เสียใจกับสิ่งที่พวกพี่ทำกับดิน...แต่ว่าตอนนี้ดินเหนื่อยแล้ว” บนใบหน้างดงามปรากฏความอ่อนล้าขึ้นมารางๆ “ดินพอแล้วกับการแบกรับความโกรธแค้นของการถูกหักหลัง และความเสียใจของการถูกทอดทิ้ง  ดินไม่ได้จะลืมสิ่งที่พวกพี่ทำ...มันคงยากเกินไป และดินก็ไม่ใช่พ่อพระ...แต่ดินจะอโหสิกรรมให้พวกพี่  พี่กันฐ์ ถือซะว่าเรามีบุญไม่เท่ากันก็แล้วกันนะครับ...ถึงไม่ได้คู่กัน แต่ก็ไม่เป็นไร ขอบคุณนะที่ทำให้ดินเคยได้รู้จักคำว่ารัก”

        ดวงตากลมโตย้ายมามองที่ใบหน้าของปิ่นฟ้า “ส่วนพี่ปิ่น ชาติก่อนดินอาจจะเคยไปแย่งของรักของพี่ ชาตินี้พี่เลยได้มาเอาคืน เราก็ถือว่าหายกันแล้ว ให้มันจบในชาตินี้เถอะนะครับ ดินไม่อยากไปเจอพี่ที่ชาติหน้าแล้วล่ะ ปวดหัวเปล่าๆ พี่กันฐ์ด้วย ถ้าชาติหน้ามีจริงให้ความรักของเรามันจบที่ชาตินี้เถอะครับ อย่าตามไปกันถึงชาติหน้าเลย ดินไม่อยากเจอพี่แล้ว”

        ถึงแม้ท้ายประโยคจะแอบเสียดสีเบาๆแต่กระนั้นปิ่นฟ้ากับกัณฐพันธ์ก็ไม่ได้โกรธ...ไม่สิ พวกเขาคงไม่พอใจแต่ไม่แสดงออกมามากกว่า

        สำหรับปิ่นฟ้าเธอรู้ดีว่าตนผิดที่แอบไปสานสัมพันธ์กับคนที่มีเจ้าของแล้ว...ส่วนกัณฐพันธ์ก็รู้ว่าตนผิดที่ไม่หักห้ามใจ
ดินคว้ามือที่กุมกันไว้ของทั้งคู่ขึ้นมา บางทีถ้านี่เป็นนิยาย แล้วมีกันฐพันธ์กับปิ่นฟ้าเป็นพระเอกและนางเอก ดินอาจจะเป็นตัวร้ายก็ได้กระมัง เขายิ้มมุมปากอย่างนึกขัน...แต่ถ้านี่เป็นเรื่องของเขา สองคนนี้ก็ตัวร้ายเต็มๆเลยล่ะนะ

       โลกใบนี้...บางทีคนเราก็ปล่อยวางความเจ็บช้ำได้เพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง

แต่ยิ่งชีวิตได้ผ่าน ยิ่งได้พบ ยิ่งเจอ
กลับทำให้ฉันยิ่งคิด แน่ใจ

       “ดินขอให้พวกพี่รักกันนานๆ มีความสุขมากๆ ครองคู่กันไป ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้น รักกันยืนนานจนกระทั่งเถ้าธุลีกลับคืนสู่ดินนะครับ” ถ้อยคำที่เป็นดั่งคำอวยพรช่วยผูกประสานเส้นด้ายโปร่งแสงสีแดงให้กระชับกันแน่นขึ้น  ขมวดปม จนเชื่อมต่อเป็นเส้นเดียว  ดินปล่อยมือออกจากทั้งคู่  รู้สึกเวียนหัวอยู่ไม่น้อยแต่ก็ยังอุตส่าห์กล่าวลา  “โชคดีนะครับ”

      ปิ่นฟ้ากับกันฐพันธ์คลี่ยิ้มให้เขา เป็นยิ้มที่มาจากใจ โดยเฉพาะกันฐพันธ์ที่มองเห็นด้ายแดง ชายหนุ่มเองก็อวยพรให้ดินเหมือนกัน ก่อนที่ร่างของคนทั้งคู่จะพากันเดินไปขึ้นรถ  ในตอนที่ดินกำลังจะเดินไปหาเดือนอดีตพี่รหัสเขาก็วิ่งกลับมาเสียก่อน
กันฐพันธ์หอบหายใจขณะเอ่ยถาม “ดิน...น้อง..น้องยังมองเห็นด้ายแดงตัวเองอยู่ไหม”

       ดินชะงักก่อนจะส่ายหน้า คนตัวสูงจึงเพ่งมองไปที่มือของดินก่อนจะเลิกคิ้วอย่างแปลกใจนิดๆ แต่ก็ยอมก้มตัวลงมากระซิบข้างหูเขา “ดีใจด้วยนะ...มันเชื่อมกันอยู่ล่ะ ด้ายแดงของน้องกับหมอนั่น”

      เมื่อได้ยินประโยคนั้นดินก็ยิ้มกว้างออกมา หัวใจเต้นถี่รัว

      “รู้แล้วล่ะครับ” เขากระซิบตอบกลับไป “พี่เดือนบอกดินเอง”  ถึงกัณฐพันธ์จะแสดงสีหน้าสงสัยแค่ไหนแต่ก็ไม่ได้ซักถาม ดินเองก็ไม่ได้อธิบาย ชายหนุ่มตัวโตเลยพูดต่อไป “แล้ว...พี่มีอะไรจะบอก...ด้ายแดงของน้อง...มัน...มัน”

      “มัน?”

     “มันเป็นสีดำ”

     “สี...ดำ?”

      ดินทวนคำอย่างตระหนก แต่ทันใดนั้นเขากลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเมื่อนึกถึงประโยคหนึ่งจากหนังสือที่เคยอ่านขึ้นมาได้  คนตัวเล็กค่อยๆทำความเข้าใจเรื่องราวก่อนจะคลี่ยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”

     “จริงเหรอ แต่มัน...”

     “ไม่มีอะไรหรอกครับ พี่รีบไปเถอะ เดี๋ยวพี่ปิ่นฟ้าจะรอ ดินเองก็อยากกลับบ้านแล้ว” ว่าพลางเหลือบตาไปมองเดือนที่ยืนขมวดคิ้วอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก "เดี๋“วคนแถวนี้จะหงุดหงิด"

      “ก็หงุดหงิดไปแล้วไม่ใช่หรือไง” อดีตคนรักของเขาพึมพำ  กัณฐพันธ์หันมามองดินให้เต็มตาอีกครั้ง “เรายังติดต่อกันได้ใช่ไหม พี่หมายถึง...แบบพี่น้องกัน”

      “ครับ ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงได้”

       “ขอบคุณนะ...เอาเป็นว่ามีปัญหาก็บอกพี่ได้ พี่พร้อมช่วยเสมอ” ว่าจบก็หันกายวิ่งกลับไปที่รถแล้วขับออกไป ดินยืนมองรถของพี่รหัสห่างออกไปจนลับตา จากนั้นเขาก็รับรู้ถึงความอบอุ่นและแรงกอดรัดที่ด้านหลัง

       “คุยอะไรตั้งนานหืม  พี่ชักจะหึงแล้วนะ” เดือนพึมพำชิดริมหูอีกฝ่าย  แถวนี้ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมาเห็น

       “ก็...จัดการปัญหาน่ะครับ” ดินตอบพลางหมุนตัวกลับมาหาร่างสูง  ดวงตาสีอ่อนทอดมองเขาอย่างอ่อนโยนเช่นเคย  เดือนรั้งร่างของน้องชายต่างสายเลือดเข้ามาชิดกันมากขึ้น “แล้วสำเร็จไหม?”

   ดินหัวเราะ เป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่มาจากใจ เหมือนกับว่าในที่สุดเขาก็ปล่อยวางภาระหนักอึ้งบนสองบ่าได้เสียที

   “ครับ สำเร็จแล้ว ต้องขอบคุณพี่เดือนเลยนะ” สองแขนกอดตอบร่างสูง “ขอบคุณจริงๆที่รักดิน”

   “แล้วดินรักพี่หรือยังล่ะ”

   “รักสิครับ...รักตั้งนานแล้ว” ดวงตาสีอ่อนไหววูบราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง ดินจึงฝ่ามือใหญ่ขึ้นมา เกี่ยวนิ้วก้อยตัวเองเข้ากับนิ้วก้อยอีกฝ่าย กระซิบเบาๆ “มันผูกกันแล้วนะ...ด้ายแดงของเราน่ะ...ดินไม่อนุญาตให้พี่ตัดด้วย”  เดือนตะลึงค้าง ก่อนที่เขาจะรวบร่างอีกฝ่ายเข้ามากอดแน่นๆ ยกจนตัวลอย ในอกมันพองฟู ในท้องก็...ไม่รู้ว่ามีผีเสื้อกระพือปีกไหม แต่ตอนนี้ต่อให้เป็นผีเสื้อ แมลงปอ หรือนกกระจอกเดือนก็ไม่สน

   “พี่เดือน ดินรักพี่นะ”

   “พูดอีก”

   “ดินรักพี่ รักพี่นะครับ”

   “อีกทีสิ”

         ครั้งนี้ชายหนุ่มผมดำไม่พูดตอบ หากแต่ก้มหน้าลงไปประทับจูบอ่อนหวานลงบนริมฝีปากอีกฝ่าย  แล้วโดยไม่ทันตั้งตัว เดือนดันร่างอีกฝ่ายให้พิงเสาไฟฟ้า  ประคองใบหน้าดินให้เงยขึ้นรับสัมผัสที่อ่อนหวานหากแต่ร้อนแรงกว่าทุกครา

   ริมฝีปากขยับแผ่วเบา  เดือนขบเม้มริมฝีปากล่างของน้องชาย ดูดซับให้อีกฝ่ายเปิดทาง เมื่อดินยอมโอนอ่อน ปลายลิ้นอุ่นจึงได้เกี่ยวพันซึ่งกันและกัน   ดินครางประท้วงเมื่อเริ่มหายใจไม่ออก เดือนจึงผละริมฝีปากออกมาจูบซับน้ำใสที่มุมปาก เว้นว่างนานพอให้อีกคนกอบโกยอากาศเข้าปอดก่อนจะกดริมฝีปากลงไปอีกครั้ง

   อ่อนหวาน รุกไล้ หวามไหว

   ริมฝีปากร้อนพรมจูบไปทั่วใบหน้า แก้ม หน้าผาก เปลือกตา ปลายจมูก ก่อนวนกลับมาที่เดิม

   พวกเขาจูบกันครั้งแล้วครั้งเล่า ผละออกเพียงชั่วลมหายใจก่อนจะเคลื่อนใบหน้าเข้าหากันใหม่ เหมือนอีกฝ่ายมีแรงดึงดูด...พวกเขาต่างมีแรงดึงดูดต่อกัน

   ปลายนิ้วเรียวสอดเข้าไปในเส้นผมสีอ่อน ดินรู้ว่าเดือนจูบเก่ง แต่หนนี้มันทำเอาเขาจะละลายลงไปตรงนั้น  เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมดแรงยืนไปตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็แทบจะจมหายไปในอ้อมกอดของพี่ชายบุญธรรมเสียแล้ว

   “อืม...พี่...เดือน...ฮ้า...ดินหายใจ...ไม่ออก” เขาหอบครางประท้วงเมื่ออีกฝ่ายท่าทำจะกดจูบลงมาอีกรอบทั้งที่ตัวเขายังหายใจไม่ทัน  เดือนผละออก ปลายนิ้วโป้งลูบไล้ริมฝีปากสีสดที่บวมเจ่อเพราะฤทธิ์จูบ แก้มขาวก็กลายเป็นสีแดง  “ก็พี่ดีใจ” เดือนตอบเบาๆ โน้มตัวลงไปขบเม้มใบหูให้อีกคนสะดุ้งเฮือก

   “ดีใจที่น้องรักพี่ได้เสียที”

   “อืม ดูแลดินดีๆด้วยนะครับ”

   อดีตนายแบบได้แต่หัวเราะขำในลำคอ  จูบหนักๆที่ริมฝีปากช่างพูดนั่นอย่างเอ็นดูแกมหมั่นเขี้ยว “ยกให้ทั้งชีวิตเลยล่ะครับที่รัก”

ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ
เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหนๆ
ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะไม่เหลือใครๆ
แต่ฉันก็รู้และฉันอุ่นใจ
ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ตรงนี้...

   ทำนองเพลงรักที่เดือนขับร้องดังก้องอยู่ในหัวใจสองดวงที่สอดประสานกัน  ความรักที่ค่อยๆก่อตัวบัดนี้หยั่งรากลึกลงในใจของทั้งคู่

   อาจจะต้องขอบคุณฟ้า โชคชะตาหรืออะไรก็แล้วแต่

   ขอบคุณที่ทำให้พวกเขามีกันและกันในอ้อมกอดเช่นเวลานี้...

ฉันก็รู้และฉันอุ่นใจ
ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่กับฉัน (ฉันดีใจที่มีเธอ – บอย โกสิยพงษ์)

   สองร่างที่โอบกอดกันแนบแน่น ริมฝีปากประทับจูบหวามไหวอยู่ใต้แสงไฟทำให้ฝีเท้ารีบเร่งที่กำลังเดินมาทางนี้ถึงกับชะงัก

   หญิงสาวร่างเล็กตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ มือไม่สั่นจนไม่รู้จะเอาไปวางที่ไหน ใบหน้าก็ร้อนผ่าวไปหมด แม้แต่ผู้เป็นสามีที่เดินตามมาข้างหลังก็ถึงกับชะงัก อุทานออกด้วยความตกใจ และคำอุทานนั้นทำให้ร่างที่ตระกองกอดกันอยู่สะดุ้งเฮือก รีบผละออกจากกัน

   ทันทีที่ชายหนุ่มทั้งคู่หันหน้ามา พวกเขาก็เบิกตากว้างอย่างตระหนก...เช่นเดียวกับเธอ...เช่นเดียวกับสามีของเธอ

   ดวงตากลมโตกวาดมองลูกชายทั้งสองพร้อมกับอุทานออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ...ว่าเมื่อครู่ ลูกชายทั้งสองคนของเธอเพิ่งจะ...จูบกัน

   “เดือน...ดิน นี่มันอะไรกัน...”

   เดือนที่ถูกเรียกชื่อเป็นคนแรกถึงกับครางออกมาด้วยไม่รู้จะทำอย่างไรดี...นี่ฟ้าจะไม่ให้พวกเขาได้หวานกันดีๆเลยหรือยังไงนะ  ชายหนุ่มมองไปที่ร่างเล็กข้างกายสลับกับร่างของบุพการีทั้งสอง ก่อนจะเปล่งเสียงร้องเรียกออกมาแผ่วเบา

   “คุณพ่อ...คุณแม่...”


***************************************

ตอนนี้ยกผลประโยชน์ให้พี่เดือนแกไปเถอะเนอะ สงสารแก อ่อยเค้ามาตั้ง 18 ตอนแล้ว
55555 ตอนนี้ไม่มีมาม่านะคะ  :katai2-1: หลายคนคงตามลุ้นจนเหนื่อย เมื่อไหร่มันจะได้กัน 5555
เราก็ฝากพี่เดือนและน้องดินให้ทุกท่านติดตามต่อไปค่ะ #กราบ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ
ตอนที่แล้วมีคนช่วยติงเรื่องคำผิดให้ ขอบพระคุณมากๆเลยค่ะ  เขียนไปนานๆแล้วมันเบลอจริงๆ
ตาลายเลยมองไม่เห็น  :hao5: ฮื้อออ ฝากความรักให้ทุกคนนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ จุ๊บ


ปล.1 พาร์ทบทของเรื่องคือวิธีการ
#อ่อยป้อจายสไตล์น้องปราณ
นางน่ารักนะคะ เขียนคู่ปราณกับเฟิงนี่ไม่เคยเครียดเลยจริงๆ 5555

ปล.2 แนะนำให้ทุกท่านเปิดเพลงจากในเรื่องฟังไปด้วยเพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านค่ะ ฮาาา

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
 :ling3:

คู่ปราณเฟิงคงลงเอยอยู่แล้ว

แต่เดือนดินเนี่ย ซี้ดดดดดดด

เสียวพ่อแม่จริง

ออฟไลน์ ZYSQ_

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 234
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
พ่อแม่มาเห็นเข้าซะแล้ว แล่ว แล้ว
ไหนจะปมพี่เดือนที่ยังไม่ได้เปิดเผยอีก แง้มมาแค่คำว่าญี่ปุ่น อืมมมม
แหม่ ดูท่าจะมีคิวดราม่ายาวๆเลยนะคะเรื่องนี้
ไหนๆปมน้องดินก็เปิดใจให้พี่เดือนรู้เห็นหมดแล้ว ผ่านมันไปด้วยกันแล้ว
หวังว่าหลังจากนี้พี่เดือนจะเล่าเรื่องตัวเองให้น้องฟังบ้างนะ
ต่อให้เรื่องมันน่าช็อคแค่ไหน แต่ถ้าได้ฟังจากปากพี่เดือนก็ย่อมดีต่อใจคนฟังมากกว่าต้องไปตามสืบเองรู้เองล่ะน่า
อ๋อ.... แต่กว่าจะถึงตอนนั้นคงต้องผ่านประเด็นพ่อแม่ไปก่อนสินะ
แหมๆๆๆๆๆ เทียบกับเฟิงปราณแล้วเนื้อเรื่องคู่หลักนี่มันมีแต่อะไรหนักๆจริงๆเลยนะคะเนี่ย

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๑๙
ความรักของแม่



   “คุณพ่อ...คุณแม่”

   ดวงตากลมโตของคุณมะลิยังคงเบิกกว้างอย่างตกใจ  ภาพเมื่อครู่ เธอแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไปแน่ๆ หญิงสาวยืนนิ่งไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรหรือควรทำตัวอย่างไร  คนที่ได้สติก่อนคนแรกคือสามีของเธอ   อัลเฟรดวางมือลงบนบ่าของคนรัก  ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งไม่ปรากฏร่องรอยได้ ดวงตาคมฉายประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก

   “เดือน...ดิน” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตำหนิ แต่ก็ยังนิ่งจนน่าใจหาย “กลับบ้าน”  สิ้นคำนั้นลูกชายทั้งสองของเธอก็สบตากันแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้า อัลเฟรดเดินนำออกไป เขาจูงมือเธอไปด้วยเหมือนกับรู้ว่าเธอจะยืนไม่ไหว ระหว่างทางไปที่รถไม่มีเสียงสนทนาใด  หล่อนแอบมองไปด้านหลังที่ซึ่งลูกชายทั้งสองของพวกหล่อนเดินตามมาเงียบๆ

   แล้วหล่อนก็เห็น...ว่าเดือนกอบกุมมือของดินไว้แน่น  นิ้วโป้งลูบไล้หลังมือน้องชายต่างสายเลือดให้คลายความกังวลใจ ขณะที่ดินมีสีหน้าเหมือนกับจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

   เพียงแค่เห็นภาพนั้นมะลิก็รับรู้ได้ถึงความจริงบางอย่าง...

   ลูกชายแท้ๆของเธอช่างเหมือนพ่อของเขาเหลือเกิน  ลูกชายที่เธอไม่เคยทำหน้าที่แม่ที่สมบูรณ์แบบและอัลเฟรดก็ไม่เคยทำหน้าที่พ่อที่เพียบพร้อมให้เขา แต่เขากลับเติบโตมาโดยถอดแบบบิดาแทบทุกกระเบียดนิ้ว 

   เธอจะทำอย่างไรดี...สิ่งที่ลูกชายทำ กำลังจะเป็นที่ครหาของคนในสังคม

   แต่ถ้าหากการมีกันและกันทำให้พวกเขามีความสุข...มันก็สมควรแล้วหรือที่เธอจะไปพรากความสุขของลูก

   น้ำตาหยดโตไหลรินลงข้ามแก้มนวลอย่างเงียบงัน  หญิงสาวร้องไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจและความสับสน  และเมื่อเหลือบมองเสี้ยวหน้าของสามี ก็เห็นว่าเขามีความรู้สึกที่ไม่ต่างกัน

   ความเงียบยังคงโรยตัวจนกระทั่งพวกเขาเดินทางมาถึงบ้าน เมื่อรถจอดสนิทและดับเครื่องยนต์เรียบร้อย พวกเขาทั้งสี่ก็เดินลงมา  เดือนยังคงไม่ปล่อยมือดินแม้ว่าพวกเขาจะนั่งลงบนโซฟา หันหน้าเข้าหาบุพการี ชายหนุ่มร่างสูงใจหายเมื่อเห็นว่าบนใบหน้าสวยหวานของงมารดามีร่องรอยขอคราบน้ำตา

   “ไหนเล่ามาซิ...มันเกิดอะไรขึ้น” ในที่สุดคุณพ่อก็พูดขึ้น ดวงตาคมกริบจ้องมองมือที่เกาะกุมกันของลูกชาย แต่เดือนก็ไม่ได้คิดจะปล่อยมือ กลับกันเขากลับบีบกระชับมือดินแน่นเพื่อให้กำลังใจ

   “ดินกับพี่เดือน...เรา...”

   “เดือนจูบน้องครับ”

   ชายหนุ่มพูดแทรกดินที่พยายามจะหาคำพูดมาอธิบายกับบิดา เมื่อได้ยินดังนั้นความตระหนกก็พาดผ่านใบหน้าคนทั้งคู่  เดือนจ้องสบเข้าไปในดวงตาของบิดากับมารดาเพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น ผู้เป็นมารดาจึงละล่ำละลักถามออกมา

   “เดือนจูบ...จูบน้องทำไมลูก”

   “เพราะเดือนรักน้อง...เดือนรักดินครับแม่ ไม่ใช่แบบพี่กับน้อง...แต่รักแบบคนรัก...แบบที่อยากอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต” ลูกชายของเธอเหวี่ยงความจริงอัดกระแทกเข้ากลางใจ ดวงตากลมโตย้ายไปมองชายหนุ่มที่เธอรักเหมือนลูกชายแท้ๆอีกคน “ดิน...”

   “ดิน..ฮึก...ดินขอโทษครับคุณแม่...แต่...แต่ดินรักพี่เดือน...รักมาก”

   “แต่เดือนกับดินเป็นพี่น้องกันนะลูก”

   “ยังไงเราก็ไม่ใช่พี่น้องสายเลือดเดียวกันไม่ใช่เหรอครับ  เราแทบจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกันด้วยซ้ำในตอนแรก มันผิดตรงไหนล่ะครับที่เดือนจะตกหลุมรักน้อง สำหรับเดือน ดินเป็นมากกว่าพี่น้อง ดินเป็นคนที่เดือนรัก เป็นเพื่อน เป็นครอบครัว...เป็นความสุข”

   “แต่พวกแกก็ยังเป็นพี่น้องกันอยู่ดี” พ่อของเขาเอ่ยขัดขึ้นมาเรียบๆ  “แกเข้าใจไหมว่าคนในสังคมเขาจะพูดว่าอะไรกันบ้าง...เป็นพี่น้องชายคาเดียวกัน มารักกันเอง ไม่คิดว่ามันผิดหรือ  แล้วแก...เดือน แกเป็นดารา เป็นคนของประชาชน  แกเข้าใจใช่ไหมว่าตัวเองจะเจออะไรบ้าง”

   “เดือนไม่สน”

   “แต่โลกนี้ไม่ได้มีแค่พวกแกสองคนนะ! แกคิดว่าแค่รักกันแล้วมันจะจบอย่างมีความสุขไปตลอดกาลหรือไง! มันไม่ใช่หรอก  แกจะต้องทนกับคำดูถูก คำเหยียดหยาม คำครหาจากคนรอบข้างมากมาย  ทั้งแก...ทั้งดิน...ลูกชายของพวกฉัน...แกคิดว่า...คิดว่าพ่อจะทนให้แกไปเผชิญเรื่องแบบนั้นได้ยังไง”  น้ำเสียงดุดันที่ไม่เคยได้ยินทำให้สองร่างที่ถูกตวาดสะดุ้ง  ทันใดนั้นเดือนก็เห็นว่าในดวงตาของบิดาเองก็มีน้ำตาคลออยู่เช่นกัน

   แย่จริง...นี่เขาเป็นลูกอกตัญญูขนาดไหนกันนะ ถึงได้ทำให้พ่อกับแม่ร้องไห้ได้

   “ฮึก...ดิน...ดินขอโทษ...ดินขอโทษครับ”  ร่างบอบบางข้างกายเขาสะอื้นไห้ ยกมือไหว้บิดามารดาทั้งที่กำลังสั่นเทา  น้ำตาร่วงพรูยามก้มลง

   “ดิน...ดินไม่ผิด...ฮึก...ไม่ผิดหรอกลูก...พ่อกับแม่...พ่อกับแม่ต่างหากที่ต้องขอโทษ” คุณมะลิร้องไห้ตามลูกชาย คว้าตัวคนผมดำเข้ามากอดแน่น มือบางลูบหลังอีกฝ่าย ปลอบโยนเหมือนที่ทำทุกครั้งยามเขามีน้ำตา

   เดือนขบริมฝีปากยามเห็นภาพนั้น หัวใจบีบรัดหนักหน่วง ขอบตาร้อนผ่าว  เขาหันมาหาบิดาที่ยังจ้องมาด้วยสายตาไม่ยอมแพ้...แต่เขาจะทำทุกทาง...ให้พ่อแม่ยอมรับให้ได้

        ร่างสูงก็คุกเข่าลงที่พื้น  ประนมมือขึ้น แล้วก้มกราบแทบเท้าผู้เป็นบุพการีทั้งสอง

        “เดือนขอโทษ...ถ้าจะหาคนผิดทั้งหมดเป็นก็คงเป็นความผิดของเดือน  พ่อกับแม่ไม่ผิด น้องเองก็ไม่ผิด  เดือนขอร้องล่ะครับ คุณพ่อ คุณแม่...ให้ทำอะไรก็ได้ ขอแค่ให้เดือนได้อยู่กับน้อง ได้รักน้อง ได้โปรดเถอะครับ”

        “ถ้าอย่างนั้นก็กลับมาเป็นแค่พี่น้องกันได้ไหมล่ะ...พ่อว่า การเป็นพี่น้อง เป็นครอบครัว มันเป็นรักที่ยั่งยืนกว่าการเป็นคนรักเสียอีก  เดือนลองคิดดูนะ  ถ้าหากคบกันแล้ววันไหนเดือนเลิกกับดิน เดือนจะเสียทั้งน้องชาย ทั้งคนรักไปเลยนะลูก”  ฝ่ามืออบอุ่นของบิดาลูบลงที่ศีรษะบุตรชาย ไม่ใช่ว่าท่านไม่เจ็บที่เห็นลูกชายร้องไห้ แต่ท่านก็ต้องทำ...เพื่ออนาคตของลูกทั้งสอง

        ชายหนุ่มขบกรามแน่นด้วยพยายามข่มกลั้นอารมณ์ความรู้สึก  “แต่เดือนทำไม่ได้”  ใบหน้าคมคายของผู้เป็นบิดาเบือนไปทางอื่น สุดท้ายก็ต้องประกาศออกมาด้วยน้ำเสียงกร้าว “ถ้าอย่างนั้นเราก็คงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก...เดือน ดิน ขึ้นห้องไปทั้งสองคนแล้ววันนี้ก็ไม่ต้องนอนด้วยกัน  กลับไปนอนห้องแกซะเจ้าเดือน” กล่าวจบก็หันไปหาร่างท้วมของแม่บ้านคนสนิท “ป้าชื่น คืนนี้ป้าขึ้นไปนอนกับคุณหนูดินของป้านะ ล็อกประตูห้องด้วย  ห้ามให้ใครเข้าไปจนกว่าจะเช้า เข้าใจไหม”

         แม่บ้านร่างท้วมก้มหน้ารับคำสั่ง แต่กระนั้นก็อดสงสารคุณหนูทั้งสองของเธอไม่ได้  เธอไม่ใช่คนที่จะเปิดกว้างเรื่องแบบนี้ก็จริง แต่การเห็นคุณหนูเดือนที่เข้มแข็งมีขอบตาแดงก่ำ และคุณหนูดินที่อ่อนโยนร้องไห้ราวกับจะขาดใจก็ทำให้หล่อนรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำผิด

        “ไป ขึ้นห้องไปเดี๋ยวนี้”

        แม่บ้านคนเก่งเอื้อมกร้านเพราะงานหนักไปกุมมือคุณหนูคนเล็กของหล่อนอย่างสงสาร ก่อนจะจับจูงอีกฝ่ายให้เดินขึ้นห้องไป แต่คุณหนูดินก็ยังไม่วายมองลงไปที่ร่างสูงของพี่ชายบุญธรรม  จวบจนเมื่อหล่อนพาร่างบางที่สั่นเทาจนน่าใจหายขึ้นมาถึงห้องนอน  ปิดประตูล็อกกลอนตามคำสั่งของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ร่างบางก็เดินไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียง  เหม่อมองเพดานอยู่แบบนั้น

       “คุณหนู...” หล่อนเอ่ยเรียกเมื่อเห็นร่างบางไม่ขยับเขยื้อนตัวแม้จะผ่านไปนานร่วมชั่วโมงแล้ว  ป้าแม่บ้านเดินไปหยิบเครื่องนอนสำหรับตนเองมาจัดเตรียมไว้ข้างเตียง  ในที่สุดหล่อนก็ทนมองภาพที่คุณหนูที่ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กนอนนิ่งปล่อยให้หยดน้ำตาไหลไม่ขาดสายแบบนั้นไม่ได้

        “ป้าชื่น” ดินเรียกเสียงแผ่ว น้ำเสียงอ่อนระโหยเหมือนคนหมดแรง “ป้าชื่นคิดว่าผมน่ารังเกียจมากหรือเปล่าครับ”

        “ไม่เลยสักนิดค่ะ  ป้าจะคิดแบบนั้นกับคุณหนูของป้าได้ยังไง”

        “แล้วพ่อกับแม่ล่ะครับ...”

        “ไม่มีทางค่ะ พวกท่านรักคุณหนูเหมือนลูกแท้ๆเชียวนะคะ จะคิดแบบนั้นได้ยังไงกัน”

         หยดน้ำตายังคงไหลรินอย่างเงียบงัน ดินไม่ได้สานต่อบทสนทนา  เขาอยากจะเอ่ยเรียกป้าชื่นให้ขึ้นมานอนบนเตียงด้วยกัน แต่ก็ไม่มีแรงแม้แต่จะพูดออกมา ชายหนุ่มได้แต่พลิกตัว ดึงเอาหมอนที่ร่างสูงใช้หนุนนอนเป็นประจำเข้ามาซุกซบ  อยากให้อีกคนอยู่ตรงนี้ด้วยกันเหลือเกิน 

         ข้างเดือนเองเมื่อถูกไล่ขึ้นมาบนห้องก็ได้แต่นั่งนิ่ง  ปวดร้าวไปทั้งอก เขาไม่สามารถทำได้...พ่อกับแม่ยังไม่ยอมรับ แต่เขาจะต้องทำให้ได้  พยายามมาด้วยกันตั้งขนาดนี้แล้ว เขาจะไม่ปล่อยมือน้องไปเด็ดขาด

         ระหว่างที่กำลังคิดหาทางออกจนปวดหัว โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดันมีคนโทรเข้ามาอีก  เดือนระบายลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด  หยิบโทรศัพท์มาจะกดตัดสายเพราะรำคาญ แต่ทันทีที่เห็นเบอร์โทรเข้าที่เขาจำได้ขึ้นใจก็ต้องรีบรับสายแทบไม่ทัน

          [กว่าจะยอมรับสายนะเจ้าเดือน ทำอะไรอยู่ฮึ]

         “ม...แม่แก้ว”

         แม่แก้วเป็นพี่สาวของแม่มะลิ เป็นญาติที่รับเดือนมาเลี้ยงแล้วก็คอยดูแลส่งเสียเขาให้เรียนจนจบชั้นมัธยมต้น พอเดือนขึ้นชั้นมัธยมปลาย แม่มะลิที่พอสร้างเนื้อสร้างตัวได้แล้วก็ส่งเงินมาให้ แม่แก้วอิดออดไม่รับเงินอยู่นานแต่สุดท้ายก็ต้องยอมนำเงินของแม่มะลิมาเป็นค่าเทอมให้เขา  แม่แก้วมีลูกชายซึ่งอายุมากกว่าเดือนประมาณสามปีคนหนึ่ง แต่ก็รักและเลี้ยงดูเดือนเหมือนลูกแท้ๆ ลูกชายแม่แก้วก็ดูแลเขาเหมือนเป็นน้องชาย  ตอนแรกที่เขาบอกจะกลับมาที่สุพรรณ ทางแม่แก้วกับพี่กฤตก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะกลัวเดือนจะไม่กลับไปเยี่ยมพวกตนอีก แต่สุดท้ายก็ต้องยอม

          [ก็ฉันน่ะสิไอ้ลูกชาย]  คำเรียกขานเหมือนที่เคยได้ยินทำให้เดือนหลุดหัวเราะออกมา [แกเล่นเงียบหายไปเลย คนทางนี้ก็เป็นห่วงน่ะสิ  แล้วนี่เป็นยังไงบ้าง กินดีอยู่ดีหรือเปล่า] ถามด้วยน้ำเสียงเจือความห่วงใย

          “ก็ดีแหละ”

          [แค่นี้?]

          “อ้าว แล้วแม่จะให้เดือนบอกอะไรอีกล่ะ”

           คุณนายกิ่งแก้วได้ยินคำตอบลูกชายก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจ เป็นเหตุให้ลูกชายแท้ๆต้องหยุดเล่นกับลูกแล้วลงมือเขียนสคริปต์คำถามให้แม่อ่าน

           [ก็มีตั้งหลายเรื่องที่น่าเล่าไม่ใช่เหรอยะ ไอ้ลูกคนนี้นี่ เช่น แกเจอสาวน้อยบ้านนาหน้าตาน่ารัก ใสซื่อ บริสุทธิ์ เรียบร้อยแล้วหรือยัง  ฉันอยากเจอลูกสะใภ้]

           เดือนหัวเราะออกมาทันที  แม่แก้วกับแม่มะลินิสัยต่างกันมาจริงๆ แม่แก้วเป็นคนโผงผางตรงไปตรงมา ขณะที่แม่มะลิจะใจเย็นแล้วก็เรียบร้อยกว่า  เดือนรีบเอ่ยตอบกลับไป “ไม่มีสาวน้อยบ้านนาที่ไหนหรอกแม่” มีแต่หนุ่มน้อยบ้านนา...ใสซื่อ  เรียบร้อย...ก็ไม่เท่าไหร่ แต่น่ารักเอามากๆ

          อยากพาดินไปให้แม่แก้วรู้จักจังเลย

         [ไม่มีสาวน้อยแต่มีหนุ่มน้อยใช่ไหมวะ] แว่วเสียงพี่กฤตตะโกนแทรกเข้ามาพร้อมเสียงเจี๊ยวจ๊าวของหลานแฝดตัวแสบ  เดือนอมยิ้ม ชั่วขณะหนึ่งที่เขารู้สึกคิดถึงบ้านหลังนั้นเหลือเกิน

         “ถ้าใช่แล้วจะทำไม”

         [อุ๊ยตาย! ไอ้เดือน พูดจริงหรือเปล่าแก  นี่ไม่ได้ล้อเล่นนะ]

         “จริงสิแม่”

         [ใครที่ไหน ยังไง เล่ามา! แล้วนี่มะลิมันรู้ไหม  หัวใจวายตายไปแล้วหรือเปล่าน้องฉัน ]

         เดือนถอนหายใจ “รู้แล้วล่ะ เมื่อเย็นสดๆร้อนๆเลย ส่วนใครที่ไหน...ก็ลูกชายบุญธรรมของแม่เขานั่นแหละ” สิ้นคำก็มีเสียงโวยวายมาตามสาย คุณนายกิ่งแก้วรีบร้อนถ่ายทอดข้อความให้ลูกชายหล่อนฟังแต่คงไม่ทันใจเพราะลูกชายคนโตเอื้อมมือมาเปิดสปีกเกอร์โฟนเรียบร้อยแล้ว

          [หมายความว่าไงวะ  แกเอาน้องชายบุญธรรมเป็นแฟน?]

         “ก็...เอ่อ...ทำนองนั้นว่ะพี่”

         [แล้วโดนหม่อมแม่กับเจ้าคุณพ่อไล่ออกจากตระกูลยัง]

         “ปากพี่นี่แม่งน่าเตะว่ะ ยังไม่โดนเว้ย แต่เขา...เขาไม่ยอมรับอ่ะ”

         ปลายสายพากันเงียบไปก่อนที่คุณแม่แก้วจะกลับมายึดครองโทรศัพท์ได้อีกครั้ง [เป็นใครใครก็ตกใจ  พ่อกับแม่เขาก็คงห่วงสังคม ห่วงหน้าตาพวกแกนั่นแหละ]

         “แล้วแม่แก้วตกใจไหมที่ เดือนเป็นเกย์”

         [ก็ตกใจ แต่ฉันเลี้ยงแกมา ฉันรู้ว่าแกเป็นคนดี ไม่เคยทำเรื่องให้เดือดร้อน ฉันรักที่แกเป็นลูกชายที่ดี จิตใจดี เป็นลูกชายที่ฉันภาคภูมิใจ  แกจะรักใครชอบใครก็ไม่ผิดหรอก คนสมัยนี้ชอบเอาเพศมาจำกัดความรัก ชอบตัดสินคนอื่นว่าควรเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้  ไร้สาระ! แกโตเกินกว่าจะให้ใครมากำหนดชีวิตแกแล้วเดือน  จะกลายเป็นตาลุงวัยกลางคนแล้วนะ  เส้นทางที่แกเลือกแกก็ต้องรับผิดชอบเอง รักใครชอบใครก็ต้องเลือกเอง]

         พูดมาเสียยืดยาว ทั้งที่หากเป็นปกติเดือนคงจะเบ้หน้า แต่คราวนี้เขาตั้งใจฟังทุกคำสั่งสอนของผู้หญิงที่เป็นแม่คนที่สองของเขา

         [ถ้ารักกันจริงอุปสรรคมันก็เรื่องเล็ก อย่าปล่อยมือกันไปก็พอ ถ้ามะลิมันไม่ยอมรับก็พาน้องเก็บเสื้อผ้ามาก็ได้  น้องมันก็โตพอจะหางานทำได้ใช่ไหมล่ะ เนี่ยแหละ กลับมาช่วยกันทำมาหากิน ก็เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้แล้ว]

        เดือนยิ้มกว้าง ความรู้สึกทุกข์ใจค่อยๆลดน้อยลง   เขานั่งฟังอีกฝ่ายเอ่ยกำชับว่าอย่าลืมพาน้องมาเยี่ยมด้วยประมาณห้ารอบได้ก่อนจะยอมสาย  ก่อนวางชายหนุ่มก็พูดขึ้นว่า

         “แม่แก้ว พี่กฤต เดือนรักแม่กับพี่นะ ขอบคุณที่ยอมรับเดือน”

         [แน่อยู่แล้ว รักก็รีบๆกลับมา พาลูกสะใภ้ฉันมาด้วยนะ]

         “คร้าบๆ”

          เขารับคำก่อนกดวางสาย  วางสายไปได้ไม่นานเดือนก็ได้ยินเสียงเคาะประตู เขาลุกไปเปิดประตูก่อนจะขมวดคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อพบร่างสูงใหญ่ของบิดา  เดือนไม่ได้พูดอะไรเขาทำเพียงผลักประตูเปิดกว้าง ให้พ่อเดินเข้ามาในห้อง 

           ผู้เป็นบิดาทรุดตัวลงนั่งที่ปลายเตียง จ้องมองเดือนไม่วางตาจนชายหนุ่มต้องถามขึ้น “พ่อมีอะไรจะพูดกับผมหรือครับ”

          “เรื่องที่เราคุยกันเมื่อหัวค่ำ”

           “เดือนก็ยังยืนยันคำเดิม...ว่าเดือนไม่มีวันเปลี่ยนใจ พ่อครับ เดือนรู้ดีว่าเดือนจะเจอกับอะไร และเดือนก็พร้อมจะเผชิญกับมัน ดินเองก็เหมือนกัน เราคุยกันแล้ว  เดือนจะสามสิบแล้วนะครับ ไม่ใช่เด็กที่จะต้องให้พ่อแม่มาชี้ทางแล้วว่าชีวิตควรเป็นยังไงต่อไป”

          มีต่อค่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ต่อค่ะ


          ฝรั่งผมทองยังคงนิ่งเงียบหลังฟังลูกชายพูดจบ  หลังจากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “แต่พวกแกเป็นพี่น้องกัน”

          เดือนสูดลมหายใจลึก คำนี้อีกแล้ว พี่น้องอีกแล้ว  เขาเริ่มจะโมโหแล้วเหมือนกันนะ
 
           เพราะอารมณ์กรุ่นโกรธในใจทำให้น้ำเสียงที่ใช้กระด้างห้วนมากกว่าที่เคย

          “งั้นพ่ออยากให้เดือนทำยังไงครับ เปลี่ยนนามสกุล ตัดตัวเองออกจากวงศ์ตระกูลเลยไหมครับถึงจะอนุญาตให้เดือนรักน้องได้”

          นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบเบิกขึ้นก่อนน้ำเสียงที่เคยราบเรียบจะแฝงความกรุ่นโกรธเอาไว้ยามตอบกลับ “อย่ามาพูดแบบนี้กับฉันนะเจ้าเดือน  ฉันเป็นพ่อแก  ทางที่ฉันกับแม่แกเลือกคือทางที่คิดแล้วว่ามันเหมาะสม”

           “เหมาะสมกับใครล่ะครับ พ่อกับแม่แค่สองคนหรือเปล่า  เพราะจากวันนี้พ่อน่าจะได้เห็นนะครับว่าทั้งน้องทั้งเดือนไม่มีความสุขเลย!”  เดือนที่โกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่หลุดคำพูดร้ายกาจออกมา  พรั่งพรูออกจากปากไม่หยุดคือความในใจที่เก็บกักมาหลายปี  เสียงของเขาดังขึ้นทุกทีจนกลายเป็นการตะโกน

          “คุณมาเลือกทางที่เหมาะสมอะไรให้ผมตอนนี้ครับ  ตอนที่ผมจัดการกับชีวิตตัวเองได้แล้ว ถ้าอยากจะทำตัวเป็นพ่อที่ดีก็น่าจะมาหาผม มารับผมกลับไปอยู่ด้วยกันตั้งแต่ตอนเด็ก ไม่ใช่หลังจากผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้วแบบนี้!  คุณไม่รู้จักผมเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่รู้ว่าผมกินยังไง อยู่ยังไง ทำอะไรมาบ้าง คุณไม่รู้จักผม...ไม่เคยทำหน้าที่พ่อที่ดีได้เลยสักครั้ง  ดังนั้นผมจะไม่ยอมให้คุณมาดึงเอาความสุขที่ผมไขว่คว้ามาด้วยตัวเองไปเด็ดขาด  ผมจะไม่เลิกรักน้องต่อให้คุณไล่ผมออกจากบ้านจริงๆก็เถอะ!”

         สิ้นคำทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ  สีหน้าเจ็บปวดและตกใจที่ปรากฏบนใบหน้าสูงวัยของบิดาทำให้เดือนรู้สึกผิดแต่ทิฐิในใจก็ทำให้เขาเบือนหน้าไปทางอื่น  สุดท้ายก็พูดออกมา “ผมจะเก็บของ”

            “แกจะไปไหน”

            “กลับกรุงเทพฯ ผมจะพาน้องไปด้วย” 

           ตอนนี้สถานการณ์ที่ดีที่สุดคือการหลบออกไปก่อน เดือนไม่มีปัญหากับวิธีการที่คล้ายจะเป็นการหนีปัญหานี้ แต่สำหรับดินเขาไม่แน่ใจว่าน้องจะยอมไหม  ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด บิดาของเขาก็เอ่ยออกมา “ไม่ต้องไปไหน อยู่ที่นี่แหละ” ร่างสูงใหญ่ตามเชื้อชาติตะวันตกหมุนกายเดินกลับไปที่ประตู  ก่อนจะออกไปคนเป็นพ่อก็หันมามองเขา พูดทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยสีหน้าเสียใจ

          “แกพูดถูก ฉันไม่เคยทำหน้าที่พ่อที่ดีได้เลย”

         ปึง

        เสียงปิดประตูห้องนอนทำให้ร่างเล็กสะดุ้งตื่น มะลิเพ่งมองฝ่าความมืดมิด เห็นเงาร่างสูงใหญ่เคลื่อนกายมาล้มตัวลงนอนข้างเธออย่างเงียบเชียบเท่าที่คนตัวโตจะทำได้  หญิงสาวพลิกกายตะแคงข้างหันหน้าเข้าหาเขา  อันที่จริงเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหัวค่ำทำให้เธอนอนไม่หลับ  แล้วยิ่งตกใจเมื่อได้ยินเสียงเหมือนลูกชายคนโตของเธอตะโกนเสียลั่น

         “แม่ หลับหรือยังจ๊ะ”

        หญิงสาววางมือลงบนมือใหญ่ของสามีแทนคำตอบ   อุ้งมือร้อนผ่าวบีบกระชับกลับมาราวกับจะถ่ายทอดความไม่สบายใจทั้งหมดให้เธอได้รับรู้

        “พ่อ...พ่อว่าเราทำถูกหรือเปล่าจ๊ะ  เรื่องของลูก ตอนแรกแม่ตกใจมากนะที่รู้ว่าสองคนนั้นคิดกันเกินเลยคำว่าพี่น้อง  แถมยังเป็นผู้ชายทั้งคู่อีก แต่พอเห็นน้ำตาของลูกแม่กลับคิดว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ถูก” น้ำเสียงหวานกระซิบสั่นเครือ ลูกน้อยที่เลี้ยงมาจนโต กับลูกแท้ๆที่คลอดออกมา เลี้ยงดูมาด้วยน้ำนมจากอก  ใครบ้างจะอยากเห็นลูกต้องทรมาน ร้องไห้ปิ่มจะขาดใจแบบนั้น

          ความรัก...แท้จริงแล้วคือสิ่งใดกันแน่  ใครกำหนดว่าคนรักที่จะคู่กันต้องเป็นหญิงและชาย  คนที่บอกว่ารู้จักความรักดีอาจจะไม่รู้ถึงแก่นมันเลยก็ได้ แล้วใครคือคนตัดสินว่าความรักที่เกิดขึ้นนั้นถูกหรือผิด 

      “ดินกับเดือนไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆ จะรักกันมันก็ไม่ผิด สำหรับแม่แล้ว แม่รู้สึกว่าเดือนรักดินเกินกว่าคำว่าแฟน หรือคำว่าพี่น้อง” ความรักที่ลูกชายเธอดิ้นรนคว้าไขว่ คือความรักที่มากกว่าพี่น้องหรือแม้กระทั่งคำว่าแฟน  หากคำว่าแฟนหรือคนรักคือคำจำกัดความที่เราเอามาใช้บอกสถานะของคนพิเศษ  แล้วหากความรักมันไม่ได้หยุดแค่คำว่าแฟนเล่า  หากคนที่เรามอบหัวใจให้คือคนที่เป็นได้ทั้งเพื่อน  ทั้งพี่น้อง ทั้งคนรัก ทั้งครอบครัว เราจะสรรหาคำไหนมาจำกัดความความรักนั้นอีก

        ความรักของลูกชายเธอไม่สามารถนิยามได้ด้วยคำปกติทั่วไป...

        แต่ถ้าจะให้เธอลองคิดดูจากท่าทีในวันนี้ หญิงสาวมีลางสังหรณ์...ว่าในอนาคตคำที่เธอจะนิยามให้ลูกทั้งสองคนได้ก็คือ...

        คู่ชีวิต

        ไม่ใช่คนรักในแบบธรรมดา แต่เป็นคนที่จับจูงกันก้าวผ่านอุปสรรค  ร่วมทุกข์ ร่วมสุข เป็นครอบครัวของกันและกัน
เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของอีกคน

        “แล้วสังคมภายนอกเขาจะยินดีกับเรื่องนี้เหรอแม่” ฝรั่งตัวโตกระซิบ  น้ำคำที่ลูกพูดยังบาดลึกอยู่ในใจ แต่กระนั้นหากเขาได้ปกป้องลูก...แลกมากับการที่ถูกลูกมองว่าไม่ใช่พ่อที่ดีมันก็ควรค่าที่จะลองทำ

        “พ่อจ๊ะ คนภายนอกก็พูดได้แค่ปากคนภายนอก เรารู้ว่าคนของเราเป็นยังไง แค่นั้นก็พอแล้ว แม่ถามหน่อย ตอนนี้ที่รู้ว่าลูกเป็นเกย์ พ่อไม่รักลูกแล้วเหรอจ๊ะ”

         “รักสิ!”

         “แล้วสิ่งที่ลูกทำมันผิดต่อบ้านเมือง ต่อคนทั่วไปเหรอจ๊ะ”

        “ก็เปล่า”

        หญิงสาวยิ้ม ความคิดของตนค่อยๆตกผลึกออกมาจนชัดเจนในที่สุด สิ่งที่เธอถามสามีไปก็เหมือนได้ถามตัวเองด้วย  คำตอบที่เธอค้นพบก็ไม่ต่างจากที่สามีต่อ  เธอมั่นใจว่าเธอเลี้ยงดินออกมาได้ดี และลูกชายแท้ๆของเธอก็ถูกอบรมมาและเติบโตเป็นคนดีได้อย่างสง่าผ่าเผย

       ไม่มีอะไรต้องกังวลใจหรืออับอายเลยแม้แต่นิดเดียว

        ลูกคือลูก จะผิดถูกชั่วดีก็คือลูก เธอรักเพราะเขาคือสายเลือดของเธอ เธอรักเพราะเขาคือคนที่เธอเลี้ยงมาเองกับมือ เธอรักที่พวกเขาเป็นคนดี  มันคงโง่มากถ้าเธอจะกีดกันความสุขของลูกเพียงเพราะสายตาคนนอกที่ไม่ได้รับรู้ตัวตนที่แท้จริงของลูกเธอเลยแม้แต่คำเดียว

        และความคิดทั้งหมดนี้คงต้องขอบคุณพี่สาวของเธอ ที่เหมือนจะโทรไปคุยกับเดือนจนรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วก็ส่งข้อความมาเตือนสติเธอในช่วงเวลาที่สามีเธอไม่อยู่ในห้อง

        แล้วอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอไม่สบายใจที่จะขัดขวางลูกก็คือ...เดือน

         เธอยอมรับว่าตอนที่มีเดือน เธอกับอัลเฟรดไม่พร้อมเลยแม้แต่น้อย พูดไม่ได้เลยว่าสามารถเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้มีอนาคตที่ดีได้ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดที่เธอหาได้ก็คือส่งเดือนไปอยู่กับพี่สาวที่ฐานะทางบ้านดีกว่า จวบจนเธอสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้  กิ่งแก้วจึงยอมพาเดือนมาหาเธอบ้าง แต่ก็นานๆครั้ง ลูกคงทำตัวไม่ถูกจึงไม่ค่อยพูดด้วย  จนกระทั่งเดือนขึ้นชั้นมัธยมลูกชายก็ไม่มาที่นี่อีกเลย

         มะลิกับอัลเฟรดเคยจะรับเดือนกลับบ้านหนหนึ่ง  น่าจะเป็นช่วงตอนเดือนขึ้นม. 4  แต่กิ่งแก้วไม่ยอม เพราะเดือนปรับตัวกับเพื่อนใหม่ได้แล้ว  พี่สาวของเธอไม่ต้องการให้เด็กไปอยู่ในสภาพที่ไม่คุ้นเคยและอยู่กับคนที่ไม่คุ้นเคย ตลกดีที่ตอนนั้นเธอรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ทั้งที่เขาเป็นลูกชายของเธอแท้ๆ แต่สายสัมพันธ์ของเขาช่างเบาบางนัก

         บางทีการที่เธอรับดินมาเลี้ยง อาจจะเป็นการชดเชยก็ได้...เป็นการปลดความทุกข์ในใจของตนเองด้วยการรับเด็กคนอื่นมาเลี้ยง ทดแทนลูกชายที่เธอทอดทิ้งไป

         เดือนคงคิดมาตลอดว่าพวกเธอไม่สนใจเขา แต่จริงๆแล้วมะลิกับอัลเฟรดติดตามความเคลื่อนไหวของเดือนมาตลอด ผลการเรียนทุกเทอมทุกชั้นปีถูกซีร็อกซ์เก็บไว้  รูปถ่ายตอนได้ถ้วยแชมป์ฟุตบอล  ตอนที่เดือนถ่ายแบบครั้งแรก ตอนที่ลูกได้เล่นละคร 

         รูปถ่ายทุกใบ  นิตยสารทุกเล่ม  ละครทุกเรื่องที่ลูกชายเธอเล่น ไม่ว่าจะเป็นบทเด่นหรือตัวประกอบ มะลิก็ติดตามอยู่เสมอ

        แต่มันคงจะไม่มากพอ...เพราะพูดกันตามตรงแล้ว ไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอได้เป็นฝ่ายมอบความสุขให้ลูกเลย

         การที่เดือนกลับมาอยู่บ้านครั้งนี้ มะลิก็สัญญากับตัวเองว่าจะชดเชยในสิ่งที่หายไปให้เขา

        แต่ช่องว่างระหว่างการเวลายี่สิบกว่าปีที่หายไป ถมอย่างไรก็คงถมไม่เต็ม  กำแพงที่เธอเคยคิดว่าข้ามไปได้แล้ว ความจริงมันก็ยังตั้งตระหง่านอยู่และไม่เคยลดลงเลย

        “แม่คิดว่า เราไม่เคยเป็นฝ่ายมองความสุขใจให้ลูกเลยซักครั้ง  ดังนั้นเราคงผิดมากถ้าจะไปแย่งความสุขที่ลูกตามหามาด้วยตัวเองไป ใช่ไหมจ๊ะพ่อ?” สามีของเธอยังคงเงียบ แต่เธอรู้ว่าเขาไม่ได้หลับ  “ความรักของเดือนกับดินก็เหมือนเรานี่แหละจ้ะ เมื่อก่อนเรายังฝ่าฟันกันมาได้เลย ทำไมลูกชายของเราจะทำไม่ได้  แม่เชื่อว่าลูกทั้งสองจะเป็นครอบครัว ดูแลกันและกัน  เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นคนรัก อยู่ด้วยกันไปทั้งยามสุขและยามทุกข์  ดีเสียอีก ช่องว่างในใจของพวกลูกจะได้หายไปเสียที”

        เดือนจะได้รู้ว่าทุกคนที่นี่ยังต้องการเขาและยังรักเขา

        ดินจะได้รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ ยังมีคนที่เขาสามารถรักได้จนหมดหัวใจอยู่

        “ทำไมแม่ถึงได้มั่นใจจัง หืม ไปเอาความคิดพวกนี้มาจากใคร” หญิงสาวหัวเราะคิกเมื่อปลายจมูกโด่งชนเข้ากับปลายจมูกเธออย่างแผ่วเบา น้ำเสียงที่อ่อนลงทำให้เธอรู้ว่าสามีของเธอคงลดปราการในใจลงแล้ว  แขนกลมกลึงเอื้อมไปกอดคนตัวโตเอาไว้ ตอบด้วยน้ำเสียงระรื่น “ตอนแรกแม่ก็ตกใจ  แต่พอหายตกใจแล้วมาทบทวนอะไรๆมันก็ยอมรับได้  แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกแปลกๆเลยนะ มันคงต้องใช้เวลา แต่แม่เชื่อว่าแม่จะยอมรับได้อย่างเต็มใจในสักวัน แล้วพ่อล่ะจ๊ะ  คิดว่ายังไง”

           ผู้เป็นสามีถอยหายใจยาว จูบปลายจมูกหญิงสาวที่เป็นทั้งคู่คิดและคู่ชีวิตเบาๆอย่างรักใคร่

           “แม่พูดมาขนาดนี้ พ่อจะเถียงอะไรได้ คนกุมอำนาจในบ้านมันแม่อยู่แล้วนี่ แม่ว่ายังไงพ่อก็ว่าตามกัน”

            หญิงสาวยิ้มหวาน  ซุกตัวลงในอ้อมแขนที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและสบายใจทุกครั้ง  ในชีวิตนี้เธออาจไม่ใช่แม่ที่ดีนัก แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่หญิงสาวมั่นใจว่าตนได้ทำหน้าที่แม่แล้วในที่สุด  หน้าที่ประคับประคองลูกน้อยให้เดินไปในทางที่ดี  และมองส่งจนพวกเขาถึงฝั่ง

            เธอเชื่อแล้วว่าความรักของแม่มันยิ่งใหญ่กว่าอะไรทุกอย่างบนโลกใบนี้  ความรักนั้นมอบความกล้าให้เธอเผชิญหน้ากับมุมมองของโลกที่เปลี่ยนไป กล้าที่ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น

            และเธอก็หวังว่าความรักจะอวยพรและมอบความกล้าหาญให้ลูกชายทั้งสองของเธอเช่นเดียวกัน

***********************************************

อยากกอดแม่กิ่งแก้วกับแม่มะลิแรงๆคนละหนึ่งที แอร๊ย
ตอนนี้เราไม่อยากให้มันดราม่ามากมาย ในอนาคตมีอะไรหนักหน่วงกว่านี้เยอะ 5555
อีกอย่างพ่อกับแม่ จะดีชั่วก็คือลูก ถึงจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ยังต้องยอมรับในสิ่งที่เราเป็น
บางคนอาจไม่ได้โชคดีแบบเดือนกับดิน แต่หลายคนก็มีคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าใจ

ปล. คุณแม่แก้วแซ่บจริงอะไรจริง รักนาง 55555
ปล.2 เตรียมทิชชู่ไว้ตอนหน้าด้วยนะคะ  :laugh:

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
ตอนนี้บอกเลย แม่แก้วแม่กิ่ง สุดยอดดดดด

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
 :hao5:

ขอบคุณค่ะคุณพ่อคุณแม่

ฮืออออออออ พี่เดือนต้องเฉลยปมชีวิตแล้วนะ หนีอะไรมา?? อย่างน้อยดินก็ต้องรุ้บ้างอะไรบ้าง

ออฟไลน์ ZYSQ_

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 234
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1

ก้มกราบคุณนายกิ่งแก้วค่ะ
เอาใจดิฉันไปเลย

ปล.(ใกล้จะ)ผ่านปมพ่อแม่แล้ว ปมเดือนเตรียมคิวดราม่า...

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
รอดราม่าเรื่องต่อไป...

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๒๐
อ้อมกอดพระจันทร์



      เช้าวันต่อมาบรรยากาศบนโต๊ะอาหารยังคงเงียบกริบแต่ดินกลับรู้สึกว่าความกดดันและความหนักอึ้งมันผ่อนจางลงบ้างแล้ว  มีก็แต่เดือนกับคุณพ่อที่ตั้งแต่ลงมานั่งที่โต๊ะอาหารก็ยังไม่พูดกันสักคำ 

       ชายหนุ่มผมดำถอนหายใจขณะตักข้าวต้มกุ้งควันฉุยเข้าปาก เขาลอบมองเดือนที่มองมาทางเขาอยู่ก่อนแล้วก็พบว่าชายหนุ่มส่งยิ้มให้กำลังใจมาให้  อีกคนคงกังวลกับดวงตาที่บวมช้ำของเขาไม่น้อย ทั้งที่ตอนเช้ามืดเขาขอให้ป้าชื่นเอาน้ำแข็งประคบให้แล้วนะ

      ดินคิดว่าวันนี้เขาจะเริ่มพูดกับพ่อและแม่ใหม่อีกรอบหนึ่ง ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนตนกำลังทำตัวอกตัญญูแต่เขาก็ไม่คิดจะทิ้งความรักครั้งนี้ไปหรอก 

       รอจนกระทั่งทุกคนทานอาหารเสร็จ จู่ๆผู้นำครอบครัวก็กระแอมขึ้นมาหนึ่งที  ดวงตาสีฟ้าปรายมองลูกชายคนโตที่ยังคงไม่ยอมจ้องมองท่าน  ร่างสูงใหญ่จึงพูดขึ้นว่า “ วันนี้พวกลูกมีงานที่ไหนหรือเปล่า” ดินแอบเห็นว่าคนรักเลิกคิ้วขึ้นอย่างฉงน ตัวเขาเองก็งุนงงไม่แพ้กันเมื่ออยู่ดีๆบิดาก็เปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้

       เมื่อสบกับดวงตาสีฟ้าคมดินก็ส่ายหน้า “ไม่มีครับ”  อัลเฟรดพยักหน้า เหลือบมองลูกชายคนโตเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองชามข้าวต้มของตัวเอง พลางถาม แต่ภายนอกนั้นดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังถามชามข้าวต้มอยู่ “แล้วแกล่ะเดือน วันนี้ต้องเข้างานไหม”

      “ไม่ครับ จัดการหมดแล้ว” เอาเข้าไป คนเป็นลูกก็พอกัน ก้มหน้าก้มตาพูดกับวิญญาณกุ้งในชามหรือไงก็ไม่รู้  ดินรู้สึกสะดุดใจเมื่อหันไปเห็นมารดาส่งยิ้มให้กำลังใจมาให้ สมองค่อยปะติดปะต่อเรื่องราวทีละเล็กทีละน้อย ความเข้าใจที่ค่อยๆซึมลึกในใจทำให้คนเป็นลูกใจชื้น  ดินหันไปยิ้มให้มารดาอย่างขอบคุณในความกรุณาที่มีให้

       ไม่มีอะไรน่าโล่งใจไปมากกว่าคนในครอบครัวยอมรับเรื่องของพวกเขาแล้วจริงๆ

       ดินไม่ได้แคร์คนทั้งโลก ไม่ใส่ใจด้วยซ้ำว่าใครจะด่าว่าเขาว่าอะไร ที่เขาแคร์ก็มีแค่คนสำคัญ ครอบครัว คนสนิทของเขาเท่านั้น

       “งั้นวันนี้ออกไปไหว้พระข้างนอกกันไหมล่ะ  แกมาอยู่สุพรรณตั้งนานแล้ว พ่อกับแม่ยังไม่เคยพาแกไปเที่ยวเลย” ท้ายประโยคหันไปพูดกับลูกชายจนได้  เดือนมีท่าทีตกใจเล็กน้อยที่พ่อไม่ได้ดูโกรธทั้งที่เมื่อวานถูกเขาพูดจาแย่ๆใส่เสียขนาดนั้น  มันทำให้เดือนนึกละอาย

        หนุ่มลูกครึ่งพยักหน้ารับ จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งเนื้อแต่งตัว ในขณะที่เดือนกำลังจะเดินขึ้นบ้านนั้นผู้เป็นบิดาก็คว้าแขนเขาไว้ กล่าวด้วยน้ำเสียงกระซิบ  “พ่อขอโทษ...ที่พูดจาแบบนั้นใส่เมื่อวาน  กลับไปอยู่ห้องเดียวกับน้องก็ได้นะ ไม่เป็นไรหรอก พ่อไม่ได้โกรธ” กล่าวจบก็ปล่อยมือแล้วเดินเลยลูกชายขึ้นห้องไป ทิ้งให้เดือนยืนงุนงงอยู่ตรงนั้น

       ในที่สุดคุณพ่อคุณแม่ก็ยอมรับแล้วหรือ...หรือจะแค่พูดไปเพื่อจะให้เขายอมเชื่อฟังแล้วจะได้กล่อมได้ง่ายๆ

        “พี่เดือน”  น้ำเสียงหวานของน้องชายบุญธรรมดังขึ้นด้านหลัง  ดินยิ้มให้เขา เดือนมองอีกฝ่ายที่ดวงตายังคงปรากฏรอยบวมช้ำจากการร้องไห้อยู่  ปลายนิ้วเรียวยาวเกลี่ยไล้ให้อย่างแผ่วเบา “ปวดตาไหม”

       “ไม่มากหรอก  แล้วเมื่อกี้คุยอะไรกับพ่อครับ”

        “พ่อมาบอกขอโทษ ทั้งๆที่คนขอโทษควรเป็นพี่มากกว่านะ” เดือนกล่าวด้วยใบหน้าฝืดเฝื่อน  ขณะที่ผู้เป็นทั้งคนรักและน้องชายแตะหลังเขาให้เดินขึ้นบันได “พ่อคงยอมรับแล้วล่ะครับ  แม่บอกดินว่าคุยกับพ่อแล้ว”

        “จริงเหรอ!?” คนอายุมากกว่าทำตาโตอย่างไม่อยากเชื่อ ขณะที่น้องชายก็พยักหน้า คนเป็นพ่อเป็นแม่ ความรักมันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะคิด ถึงขั้นยอมรับในสิ่งที่คนมองว่าผิดแปลกได้

        เมื่อเข้ามาถึงห้องนอนของดินแล้วเดือนรั้งร่างเล็กให้ซบลงมาที่ไหล่ คลอเคลียปลายจมูกโด่งตรงขมับ “ดิน เราซื้อ           พวงมาลัยมากราบแม่กับพ่อกันดีไหม...ถือว่าขอบคุณ แล้วก็ขอขมา” ดินพยักหน้าตกลง พวกเขาจึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงไปที่ห้องนั่งเล่น เมื่อทุกคนพร้อม ทั้งครอบครัวก็พากันออกเดินทาง

        จุดหมายแรกคือวัดทับกระดานหรือเรียกกันอีกชื่อว่าวัดพุ่มพวง เป็นสถานที่จัดงานพิธีพระราชทานเพลิงศพของพุ่มพวง ดวงจันทร์  ภายในวัดเต็มไปด้วยแผ่นเสียง ข้าวของเครื่องใช้ รูปภาพและหุ่นขี้ผึ้งของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีเพลงลูกทุ่งผู้โด่งดัง ข้าวของของพุ่มพวงเกือบทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดแห่งนี้  เพื่อให้ผู้ที่ยังระลึกถึงได้แวะเวียนมาเยี่ยมชม พวกเขาพากันกราบพระและถวายสังฆทาน  ก่อนจะเดินดูหุ่นขี้ผึ้งและข้าวของของพุ่มพวง รวมถึงบรรยากาศร่มรื่นรอบๆ วัด  ขณะที่เดินเดือนก็ฮัมเพลงนักร้องบ้านนอกออกมาเบาๆ ดินเลิกคิ้วหันไปมองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ

       “รู้จักด้วย?”

       “รู้จักสิ เมื่อก่อนพี่ใช้เพลงนี้หัดร้องเพลงเลยนะ แม่แก้วก็ร้องออกจะบ่อย”

       พวกเขาเดินกันไปจนมาถึงศาลาริมน้ำที่มีรูปวาดของพุ่มพวง  มีผู้คนนำของมากราบไหว้แก้บนกันอยู่บ้าง  ข้างๆศาลาก็มีคนนำของมาขาย  เดือนหยุดดูบ้างแต่ก็ไม่ได้ซื้อ ตอนนี้อากาศยังไม่ร้อนและผู้คนยังไม่ค่อยเยอะมากเพราะเป็นยามสาย  เมื่อเดินดูจนรอบทุกคนก็ตกลงไปยังที่ต่อไปเลยเพราะกลัวว่าอากาศจะร้อนขึ้นแล้วเดินเที่ยวไม่สนุก

        พอมานั่งในรถคุณพ่อของเขาก็นึกครึ้มหยิบเอาอัลบั้มที่มีเพลงของพุ่มพวงมาเปิด คุณแม่เองก็ร้องคลอตามอย่างมีความสุข เดือนเองก็ร้องคลอตามได้ทุกเพลง  ที่เขาชอบเพลงพุ่มพวงมันมีอิทธิพลมาจากแม่แก้วนั่นแหละ  ก็แม่แก้วน่ะชอบมาก ร้องตอนทำกับข้าวทุกวันเลย เดือนเลยร้องไห้ทุกเพลง

         “อ๊ะ  เพลงนักร้องบ้านนอกนี่  นี่เดือน พี่แก้วยังร้องเพลงนี้ตอนทำกับข้าวอยู่ไหม” เดือนยิ้มให้มารดาที่เอี้ยวตัวมาถาม ตอบกลั้วหัวเราะ “ร้องทุกวันเลยครับ แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาร้องห่างหน่อยถอยนิดแล้วครับ”

         ผู้เป็นแม่หัวเราะอารมณ์ดีก่อนจะหันกลับไปบอกทางคุณพ่อต่อ ดินจึงได้โอกาสสะกิดเดือน “แม่แก้วคือใครเหรอครับ” เขากระซิบถาม  เดือนยิ้มพลางลูบหัวอีกฝ่าย  กระซิบตอบเบาจนดินต้องเงี่ยหูเข้ามาใกล้เพื่อจะได้ยินให้ชัด “เป็นพี่สาวคุณแม่น่ะ  ท่านรับพี่ไปเลี้ยงตั้งแต่เด็ก เลยติดเรียกแม่ไปแล้วน่ะ ท่านมีลูกด้วยนะ พี่ชายพี่เอง ชื่อกฤต”

         “อย่างนั้นเหรอครับ” ทีแท้เดือนก็มีครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งสินะ

         “ไว้วันหลังจะพาไปหานะ”

         “ครับ!?”

         “แม่แก้วกับพี่กฤตบอกอยากเห็นลูกสะใภ้กับน้องสะใภ้น่ะ”

        เพี๊ยะ

         มือเรียวตีเข้าที่แขนของร่างสูง ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงก่ำด้วยความอาย ดินเหลือบมองไปที่พ่อกับแม่ก่อนจะหันกลับมาถลึงตาใส่เดือนที่ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ “นี่พูดจริงนะ”

        “ดินไม่ใช่เมียพี่สักหน่อย!”

         “ไม่ต้องห่วง อีกเดี๋ยวก็ได้เป็นครับที่รัก”

         “อะแฮ่ม”

          อัลเฟรดกระแอมไอเตือนลูกชายทั้งสองที่ชักจะนั่งชิดกันเกินไปแล้ว เดือนขยับถอยออกมาแต่โดยดี  โดยมีดวงตาสีฟ้าจ้องดุสะท้อนมาจากกระจกมองหลัง ทำอะไรก็ทำได้ แต่ให้มันพองาม เกินเลยมากไปมันจะไม่ดี

          ในที่สุดรถก็เข้ามาจอดในเขต ‘วัดไผ่โรงวัว’ เดือนเคยเห็นจากสารคดีท่องเที่ยวเมื่อนานมาแล้วว่าภายในประดิษฐานพระพุทธโคดม  พระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่สุดในประเทศไทย และมีสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนามากมาย เช่น สังเวชนียสถานสี่ตำบล พระธรรมจักรหล่อด้วยทองสำริดใหญ่ที่สุดในโลก   พระกะกุสันโธ พระพุทธรูปปั้นองค์ใหญ่ที่สุดในโลก วิหารร้อยยอด แต่ที่ใครๆคงจำติดตาได้มากที่สุดก็คงจะเป็น ‘เปรตวัดไผ่’

           งานประติมากรรมที่แสดงให้เห็นถึงผลของการทำชั่วทำให้ผู้คนที่มาวัดไผ่โรงวัวได้เห็น บ้างก็หวาดกลัว บ้างก็ปล่อยผ่านไป แต่สำหรับเดือนรูปปั้นเปรตเหล่านี้ก็เตือนเขาให้ฉุกคิดถึงคำที่มีแม่แก้วเคยสอน

           ‘กลัวไหมเจ้าเดือน ถ้ากลัวก็ต้องโตมาเป็นคนดีนะรู้ไหม ไม่งั้นจะโดนทำแบบเปรตพวกนี้ ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดทรมานเป็นร้อยปีเลยนะ’

          ตอนเด็กๆเขาอยากมาที่วัดนี้มาก รบเร้าให้แม่แก้วพามาจนแม่ใจอ่อน แต่พอมาเจองานเปรตวันไผ่เข้าเขาก็ไม่กล้ามาที่นี่อีกเลย

        “เป็นไงบ้าง ร้อนไหมลูก”  มือเรียวส่งขวดน้ำชาที่เดินไปซื้อจากร้านค้าให้ร่างสูง  เดือนกล่าวขอบคุณและยอมให้แม่หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้เขา “เมื่อคืนแม่แก้วบอกว่าลูกอยากมาที่วัดนี้”

        “นั่นตั้งสมัยไหนแล้ว แม่แก้วเล่าไหมครับว่าแม่แก้วหลอกผมจนผมกลัวไม่อยากมาที่วัดนี้แล้วน่ะ อ๊ะ แต่ไม่ได้ลำบากใจอะไรนะครับ ตอนนี้ผมไม่กลัวแล้ว”

        แม่มะลิพยักหน้า ทอดสายตาไปไกล “แม่แค่อยากพาเดือนมา คิดว่าอยากชดเชยเวลาที่เสียไปของเรา แม่รู้ว่าพ่อกับแม่ไม่เคยเป็นพ่อแม่ที่ดีให้เดือนได้เลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้แม่เลยอยากลอง...” หญิงสาวเว้นช่วงไป ถอนหายใจเบาๆ “เวลายี่สิบกว่าปีที่เราห่างกันมันคงถมไม่เต็ม แต่แม่ก็ยังอยากจะทำให้ลูกรู้สึกว่าที่นี่คือบ้าน...ที่ลูกสามารถกลับมาพักกายและใจได้ทุกเมื่อ”

        “ที่นี่ก็เป็นบ้าน...เดือนถึงกลับมาไงครับ” เมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย คนเป็นแม่ก็รู้สึกได้ว่าขอบตาตัวเองร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง   “อ้อ เดือน เมื่อวานพ่อกับแม่ขอโทษนะที่ไม่เข้าใจลูก”

        “ไม่เป็นไรหรอกครับ เป็นใครก็ตกใจกันทั้งนั้น เดือนก็ต้องขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่พ่อกับแม่”

         “ดูท่าพี่แก้วคงเลี้ยงลูกออกมาได้ดีกว่าแม่จริงๆสินะ”  น้ำเสียงนั้นเอ่ยหยอกเย้าหากแต่ก็แฝงความน้อยใจเอาไว้ แต่หล่อนจะโทษใครก็ไม่ได้นอกจากตัวเองที่ยกลูกให้คนอื่นไป ที่เดือนโตมาเป็นคนดีได้ทุกวันนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้พี่สาวเธอแต่ผู้เดียว

         “แม่ก็เลี้ยงลูกออกมาได้ดีเหมือนกันล่ะครับ” ลูกชายยิ้มอ่อนโยนมาให้เธอ พลางเหลือบสายตาไปมองน้องขายที่นั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ “ไม่งั้นจะเลี้ยงดินให้โตมาเป็นคนดีขนาดนี้ได้ยังไง”

        “นี่ความลำเอียงส่วนตัวหรือเปล่า หืม” 

        เดือนหัวเราะ ยกมือเกาท้ายทอยอย่างเขินอาย คนอื่นแซวนี่ไม่มีเขินนะ แต่พอแม่ตัวเองแซวแล้วมันแปลกๆยังไงก็ไม่รู้  พูดคุยกันไปสักพักก็ได้เวลากลับบ้าน ก่อนกลับเดือนจึงแอบซื้อพวงมาลัยจากในวัดมาด้วย  เขากับดินตกลงว่าจะใช้พวงมาลัยพวงเดียวกันจึงซื้อไปแค่หนึ่งพวง  แต่เดือนก็เปลี่ยนใจซื้อเพิ่มอีกพวง ชายหนุ่มตั้งใจจะนำไปขอขมาพ่อที่ถูกตนพูดจาไม่ดีใส่ เมื่อรับถุงพวงมาลัยมาดินก็แอบเอาไว้ในกระเป๋าของตัวเอง

         ทันทีที่รถจอดที่หน้าบ้าน ทุกคนก็ลงมานั่งแผ่ในห้องนั่งเล่นอย่างหมดแรง อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อนทำให้ทุกคนค่อนข้างเพลียไม่น้อย คุณอัลเฟรดที่แก้มแดงจัดสะบัดคอเสื้อตัวเองไปมาพลางเอ่ยว่า “เดี๋ยวพ่อขึ้นไปอาบน้ำอีกรอบดีกว่า ไม่ไหวแล้ว ร้อนมากเลย” แม่มะลิพยักหน้า หันไปบอกป้าชื่นให้เตรียมน้ำเก๊กฮวยเย็นๆให้พวกเขาทั้งสี่คน แล้วทำท่าจะลุกตามไปช่วยจัดของว่าง แต่ยังไม่ทันลุกทั้งคู่ก็ถูกลูกชายเรียกให้นั่งรอก่อน 

         เดือนกับดินสบตากัน ทั้งคู่ลงไปนั่งคุกเข่าที่พื้น ผู้เป็นบุพการีเมื่อเห็นท่าทางนั้นก็ตื้นตันจนน้ำตาคลอ  พวงมาลัยพวงน้อยกรุ่นกลิ่นดอกมะลิชื่นใจถูกส่งขึ้นไปให้ผู้เป็นพ่อและแม่รับไว้ร่วมกัน  ก่อนที่ลูกทั้งสองจะพนมมือก้มกราบแทบเท้าผู้ให้กำเนิดและผู้ชุบเลี้ยง  ฝ่ามืออบอุ่นสัมผัสศีรษะของลูกชายอย่างอ่อนโยน 

       “พวงมาลัยนี้เดือนกับน้องซื้อมากราบพ่อกับแม่ ขอบคุณนะครับที่เข้าใจและยอมให้เรารักกัน ขอบคุณที่ไม่สนใจคำครหาของใครต่อใครและยอมรับในแบบที่เดือนกับดินเป็น  แล้วก็ขอโทษนะครับที่พวกเราเป็นลูกชายในแบบที่พ่อกับแม่หวังและภาคภูมิใจไม่ได้ ขอโทษที่ทำให้ร้องไห้แล้วก็เสียน้ำตานะครับ"

        “ดินก็ขอโทษนะครับที่ทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังในตัวดิน แต่ดินจะอดทนครับ เราสองคนสัญญาว่าจะไม่ทิ้งพ่อกับแม่และไม่ทิ้งกันและกัน” พวกเขาจะประคองกันไป...ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่

        คุณมะลิยกมือปิดปาก  น้ำตาไหลพรั่งพรูหากแต่ครานี้มันไหลออกมาเพราะซาบซึ้งและตื้นตันใจ เธอลูบหัวบุตรชายทั้งสองและโน้มกายลงไปกอดพวกเขา

       “ไม่จริงหรอกจ้ะ พวกลูกเป็นคนดี เป็นของขวัญที่พ่อกับแม่ภูมิใจมาทั้งชีวิต แม่อาจจะตกใจแต่ไม่เคยเสียใจที่พวกลูกเป็นแบบนี้...อย่าคิดว่าตัวเองทำให้พ่อแม่ผิดหวังเลยนะ เพราะมันไม่จริงเลย”

        เดือนผละออกจากอ้อมแขนของมารดา หยิบพวงมาลัยอีกพวงส่งให้พ่อแล้วกราบแทบตักท่าน “เดือนขอโทษนะครับที่พูดจาไม่ดีกับพ่อ ขอโทษ...พ่อเป็นพ่อที่ดีที่สุดที่เดือนเคยเห็นเลยล่ะครับ เป็นพ่อที่ดีที่สุดของเดือน”

         คุณอัลเฟรดกอดลูกชายแน่น เนิ่นนานแล้วนับจากที่ได้กอดกันครั้งสุดท้าย...แต่อ้อมกอดก็คุ้นเคยและอบอุ่นเหมือนที่เคยจำได้ “ไม่มีสักครั้งที่พ่อกับแม่จะผิดหวังในตัวลูก ลูกเองก็เป็นลูกที่ดีมากของพ่อแม่เหมือนกัน เดือนเป็นความภาคภูมิใจทั้งชีวิตของพ่อแม่นะ”

          ชายหนุ่มพยักหน้า หยดน้ำร่วงหล่น แต่เพียงไม่นานก็จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นและโปร่งเบาในใจ  เมื่อกลับมานั่งเรียบร้อยคุณมะลิก็กุมมือลูกทั้งสองไว้  เด็กน้อยที่เธอเคยจูงมือ ข้อมือที่เคยเล็กจนเธอกำได้รอบ บัดนี้กลับแข็งแรงและกว้างใหญ่กว่ามือของเธอเสียแล้ว  แต่ในใจของเธอยังรู้สึกว่าพวกเขาเป็นเด็กเล็กๆอยู่ตลอดเวลา

         “เดือน ดิน ต่อไปนี้แม่จะขอสอน...ในฐานะที่ลูกเป็นคนรักกัน สักวันพวกลูกอาจจะแยกออกไป มีบ้านเป็นของตัวเอง  ในวันนั้นมันจะมีอุปสรรคอีกมากรอพวกลูกอยู่ รู้ใช่ไหมว่ารักกันทั้งที่เราเป็นแบบนี้มันไม่ง่าย” ทั้งคู่พยักหน้ารับ เธอจึงพูดต่อไป “แม่อยากให้พวกลูกจดจำช่วงเวลาดีๆที่รักกันเอาไว้ อย่าโยนมันทิ้งไปเพียงเพราะความโกรธ หากวันไหนอยากจะเลิกรา ก็ให้นึกถึงวันแรกที่เราดิ้นรนกันมาจนความรักนั้นกลายเป็นของเรา ชีวิตคู่ แน่ล่ะมันต้องมีทะเลาะกัน มีขัดแย้งกัน แต่ขอให้ทะเลาะแล้วทำให้เข้าใจกันมากขึ้น ไม่ใช่ทะเลาะแล้วพาขัดแย้งยิ่งกว่าเดิม  อย่าหันหลังให้กันในยามโกรธ อย่าทิ้งกันไปเพราะความหมางเมิน  อย่าปล่อยมือกันยามอีกฝ่ายเดือดร้อนนะลูก”

         “ตอนนี้พวกลูกไม่ใช่คู่รักธรรมดา ในจุดนี้ พวกลูกเป็นทั้งพี่ ทั้งน้อง ทั้งเพื่อน เป็นครอบครัวเดียวกัน ก็ต้องแบ่งปันความสุข ความทุกข์ร่วมกัน  หัวเราะในวันที่มีความสุข โอบกอดประคองกันในยามทุกข์นะลูก แล้วอย่ามีความลับต่อกัน ไม่พอใจก็บอกให้ปรับ มีอะไรก็ทำอย่างบริสุทธิ์ใจ ความรักมีพื้นฐานสำคัญคือความเชื่อใจนะ  ถ้าทำได้สิ่งที่พวกลูกเป็นจะยิ่งกว่าคำว่าคู่รัก แต่เป็นคู่ชีวิต เข้าใจไหม” คุณอัลเฟรดที่พูดเสริมภรรยาจบ มองลูกทั้งสองยิ้มๆแล้วสำทับเข้าไปอีกหนึ่งประโยค “ดูแลกันและกันให้ดีนะลูก”

          สิ้นคำนั้นผู้ใหญ่ในครอบครัวก็โอบกอดลูกไว้อีกครั้ง สัมผัสถึงสายสัมพันธ์และความห่วงใย ความรัก และความปรารถนาดี ก่อนที่พวกท่านจะแยกย้ายกันไปทำธุระของตน  เดือนกับดินจึงขึ้นไปเปลี่ยนชุดบนห้องบ้าง 

          ปึง

         ร่างสูงงับประตูปิดเบาๆ  เมื่อเข้ามาในห้องต่างฝ่ายต่างยังไม่มีใครพูดอะไร จนกระทั่งดินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เรา...รักกันได้แล้วใช่ไหมครับ  พ่อกับแม่อนุญาตเราแล้วใช่ไหม” เด็กน้อยของเดือนเดินมาตรงหน้า สอดแขนเข้ากอดเอวสอบเอาไว้  พูดไปเจือเสียงสะอื้นไป “รักกันได้จริงๆแล้วใช่ไหมครับ”

         “อืม ใช่ เรารักกันได้แล้วครับเด็กดี” ฝ่ามือใหญ่ลูบศีรษะทุย ก่อนจะประคองใบหน้าเล็กให้แหงนเงยรับจุมพิตอ่อนหวานที่พรมเรื่อยตั้งแต่หน้าผากไล่มาจนถึงริมฝีปาก  เดือนกดจูบอ้อยอิ่งที่ข้างแก้มก่อนจะแยกกันไปเปลี่ยนชุดเมื่อได้ยินเสียงเรียกให้ลงมาทานอาหารว่างของมารดา

       เย็นวันนั้นการทานอาหารของครอบครัวจึงกลับมาสดใสอีกครั้งหนึ่ง  และหลังจากผจญความเหนื่อยล้ามาทั้งวันผู้ปกครองทั้งสองก็เข้านอนแต่หัวค่ำ เหลือเพียงเดือนกับดินที่ยังเปิดไฟในห้องอยู่

       ชายหนุ่มผมดำที่เดินออกจากห้องน้ำในชุดนอนรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์แปลกๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร แต่หัวใจเขาเต้นถี่รัวจนหยุดไม่ได้  พอเปิดประตูเข้ามาในห้อง ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็ทำให้รู้สึกแปลกกว่าทุกวันโดยเฉพาะยามจ้องดวงตาคมที่มองตามเขาทุกอิริยาบถ 

         ดินไม่รู้หรอกว่าเดือนคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆไอ้ท่าทางแบบนั้นมันโคตรไม่น่าไว้ใจ โดยเฉพาะตอนที่ร่างสูงยกยิ้มมุมปากก่อนออกไปอาบน้ำต่อทำให้เขารู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว

         มันต้องมีอะไรแน่ๆ

         นายปฐพีที่รู้ถึงลางอันตรายที่มาถึงตัวรีบปิดไฟก่อนจะพุ่งตัวกลับไปในผ้าห่ม แสร้งหลับตาหนีมันทั้งๆแบบนี้แหละ คืนนี้ยกหมอนมากั้นด้วยเลย! 

        ผ่านไปยี่สิบนาทีคนที่ไปอาบน้ำก็กลับมา เดือนหายไปนานจนดินเกือบจะหลับไปจริงๆแต่ก็ไม่ได้หลับ เขาสะดุ้งตื่นตอนที่เตียงอีกฝั่งยวบลง ร่างสูงใหญ่สอดกายเข้ามาในผ้าห่มผืนเดียวกัน  ดินแกล้งทำเป็นหลับแต่กระนั้นก็หลุดโป๊ะออกมาเมื่อเผลอสะดุ้งสุดตัวเนื่องจากฝ่ามือร้อนผ่าวสัมผัสเข้าที่เอวของเขา

         “อ้าว ยังไม่หลับเหรอ” น้ำเสียงทุ้มกระซิบชิดริมหู ดินพลิกตัวกลับมามองหน้าเดือน  ผลักอีกฝ่าย “ไปนอนดีๆเลยครับ  นอนชิดแบบนี้มันร้อนนะ”

         “พี่ปรับแอร์เป็น 18 องศาแล้วน้องยังร้อนอยู่อีกเหรอ”

         สายตาวิบวับนั่นทำให้ดินอายแทบมุดผ้านวมหนี  เขาทำท่าจะนอนหันหลังให้อีกฝ่ายแต่เดือนรั้งร่างเขาเอาไว้จนได้ ชายหนุ่มปัดจมูกโด่งคลอเคลียชิดจมูกเขา “น้องรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น” เดือนกระซิบเสียงแผ่ว

         “รู้อะไรไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

         “ก็ที่น้องบอกว่าจะทำได้ก็ต่อเมื่อพ่อกับแม่ยอมรับเรื่องของเราแล้วไง”

          “ไม่เห็นจำได้”

           “จริงเหรอ” เดือนกระซิบชิดริมฝีปากคนตัวเล็ก น้ำเสียงทุ้มพร่านั่นให้ความรู้สึกเซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูก “งั้นต้องเตือนความจำกันหน่อยแล้ว” พูดจบริมฝีปากได้รูปก็กดแนบลงที่ริมฝีปากบาง มอบจูบอ่อนหวานเร่งร้อนจนคนข้างกายอ่อนยวบเป็นขี้ผึ้งลนไฟ เดือนขบเม้มดูดซับริมฝีปากล่างให้คนร่างเล็กเผยอปากเปิดทางให้ลิ้นอุ่นทำหน้าที่ของมัน  ดินหายใจถี่แรง หัวใจเต้นรัวเหมือนจะกระดอนออกมานอกอก

          จูบครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม...มันร้อนแรงกว่านั้น...เต็มไปด้วยความปรารถนาที่ดินเคยพบพานมาครั้งหนึ่ง

          คนผมดำรู้สึกเหมือนลมหายใจของเขากำลังถูกจุมพิตที่ร้อนแรงช่วงชิงเอาไป หัวสมองว่างเปล่าขาวโพลน รู้ตัวอีกทีก็ถูกจับให้นอนหงาย ร่างสูงใหญ่ตามมาคร่อมทับ พยายามไม่ให้โดนเฝือกของเขา

           “พี่...พี่เดือน” ดินหอบหายใจเรียกชื่ออีกฝ่าย  ริมฝีปากถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ขณะที่อีกคนซุกไซ้ไปตามลำคอขาวผ่องที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นครีมอาบน้ำ เดือนกดจูบไปเรื่อยๆจนมาถึงไหปลาร้า สองมือทำหน้าที่ปลดกระดุมเสื้อของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเสื้อนอนของดินก็ลงไปกองอยู่ข้างเตียง

           “พี่เดือน...อื้อ...อย่า...ครับ”  ดินร้องห้าม หากแต่คำร้องก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงครางหวิวเมื่อร่างสูงขบเม้มลงบนแผ่นอกขาวเนียน ตีตราสีแดง ประทับร่องรอยความเป็นเจ้าของ  หนึ่งรอย...สองรอย...สามรอย  ริมฝีปากร้อนพรมไปทั่วอย่างเชื่องช้า  ตีตราประทับลงบนร่าง จนแผ่นอกและหน้าท้องขาวเนียนเต็มไปด้วยร่องรอยสีกุหลาบ

           เดือนมองภาพนั้นอย่างหลงใหล แม้ในความมืดแต่ร่างขาวของดินราวกับมีมนต์สะกด กลิ่นหอมอ่อนจากกายอีกฝ่ายยิ่งฟุ้งกระจาย ทำให้เขามัวเมา ลุ่มหลง

           ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะเคลื่อนกายลงต่ำกว่านั้นเสียงสะอื้นจากคนข้างบนก็ทำให้เขาชะงัก เดือนมองเห็นหยดน้ำตาแวววาวในความมืดทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนทุบที่หัวแรงๆ หัวใจแกว่งไกว  คนตัวสูงเลื่อนมือไปเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่าย “ขอโทษครับ” เดือนเอ่ยพลางหอมแก้มน้องเบาๆ ปลอบให้หยุดร้องไห้ “ถ้าดินไม่พร้อมพี่หยุดก็ได้ครับ” เขายิ้มบางให้อีกฝ่าย “ไม่เป็นไรหรอกเด็กดี”

          ดินกัดริมฝีปาก นึกหงุดหงิดตัวเองที่จู่ๆก็เกิดกลัวขึ้นมา เขาเองก็อยากให้ความสัมพันธ์นี้พัฒนาไปเสียที แต่จู่ๆความทรงจำของครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อนก็ผุดขึ้นในหัว  ร่างเล็กปาดน้ำตา กอดแขนเดือนที่ขยับลงจากกายตัวเองแน่น  ฝ่ามือใหญ่ลูบศีรษะเขาอย่างปลอบโยน

       “ดินกลัวเจ็บ”

       “ไม่เป็นไร ไว้ดินพร้อมกว่านี้ก็ได้”

         คนตัวเล็กส่ายหน้า  มองร่างสูงด้วยแววตาจริงจังและใสกระจ่าง ความกลัวถูกลบหายไปช้าๆ “ดินกลัวเจ็บ...แต่ดินก็อยากให้พี่กอด”

         เดือนมองคนที่นอนกอดแขนเขาเอาไว้ นิ่งงันไปครู่หนึ่งแล้วหลังจากนั้นรอยยิ้มกว้างก็ปรากฏบนใบหน้า คนตัวโตโน้มตัวไปกดจูบลงที่หน้าผากอีกฝ่าย “พี่สัญญาว่าจะทำให้เจ็บน้อยที่สุด ตกลงไหม ถ้าน้องบอกให้หยุดพี่ก็จะหยุด”

         คนตัวเล็กพยักหน้าช้าๆร่างสูงใหญ่จึงรั้งร่างเล็กมากอดจนแทบจะจมหายลงไปในอกกว้าง 

         ฝ่ามืออ่อนโยนลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังราวกับจะปลอบประโลม ยามร่างกายถูกปลุกเร้าความปรารถนา  เดือนพยายามทำทุกอย่างให้ช้าที่สุดและอ่อนโยนที่สุด แม้ว่านั่นจะทำให้ตัวเขาทรมานมากก็ตามที 

         ดินกัดริมฝีปากลงกับหมอนยามความร้อนผ่าวแทรกซึมเข้ามาในร่างกาย ความเจ็บปวดทำให้หยดน้ำตาร่วงพรูก่อนแทนที่ด้วยความปรารถนาที่ลึกล้ำราวกับไม่มีวันสิ้นสุด  ความรู้สึกถูกดึงให้ล่องลอยก่อนฉุดกระชากลงมา ปั่นป่วนจนได้แต่เปล่งเสียงครางเครือ ปลายเท้าจิกเกร็งม่านอากาศทุกครายามคนเบื้องบนขยับกายเร่งเร้า เสียงร้องของเขาถูกกลืนหายไปยามริมฝีปากได้รูปทาบทับบดเบียด

          ร่างกายถูกจับให้พลิกหันกลับมา  สองแขนของเดือนโอบกอดคนรักไว้  ยามนี้มองเห็นเพียงความปรารถนาของกันและกัน

         ดินโอบกอดร่างของคนรักเอาไว้แน่น ร่างกายแอ่นโค้งตามความปรารถนาที่ถูกชักพา ยามผิวหนังเสียดสีกัน อุณหภูมิรุ่มร้อนก็แปรเปลี่ยนเป็นหยาดเหงื่อหล่นร่วงหายไปตามร่างกายที่แนบชิดจนแทบจะกลืนเป็นร่างเดียว 

         ดวงตาที่คลอด้วยหยดน้ำตาปรือมองร่างสูงเบื้องบน  ดินมองเห็นความรักที่เปี่ยมล้นในดวงตาคู่นั้น  ความอบอุ่น ความอ่อนหวานหลอมรวมกันเป็นความรักของพวกเขา

          ริมฝีปากอุ่นพรมจูบทั่วหน้าผากชื้นเหงื่อละเรื่องมาถึงซอกคอก่อนจะเลยไปยังแผ่นอก   ทิ้งร่องรอยรักไว้ประปรายหากแต่ไม่ทำให้คนใต้ร่างต้องเจ็บแต่ประการใด  ความอ่อนโยนที่พยายามถ่ายทอดราวกับแสงจันทร์กำลังพยายามปลอบประโลมผืนดินยามค่ำคืน 

         ยามที่ความปรารถนาพุ่งขึ้นเจียนถึงจุดสูงสุด เดือนก็กระซิบข้างหูคนรักของเขาว่า “พี่รักดิน...รักนะ...รักมาก”

        “ดิน...ก็...รัก”
 
        คำพูดกระท่อนกระแท่นแต่เปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกพัดพาให้ความสุขสมทะลักทลายลง แต่ร่างสองร่างก็ยังคงมอบจุมพิตหวานล้ำให้แก่กัน  ก่อนจะปล่อยให้ความปรารถนานำพาให้มอบความสุขล้นให้กันเช่นนั้นไปเกือบตลอดคืน

******************************************

ตอนนี้พิมพ์ไปเขินไปมากมายเลยค่าาา  :-[  :m25: รีบมาอัพให้เลย ตื่นเต้นมาก
เห็นคนอ่านเตรียมคิวดราม่าพี่เดือนแล้วอ่ะ 55555  งั้นเอาตอนนี้มาให้อ่านกันก่อน
เป็นกำลังใจหวานๆแล้วกันเนาะ (>////<)
สำหรับใครที่อยากอ่านแบบเร่าร้อนถึงใจเราก็ต้องขอโทษอย่างแรงเลยค่ะ
เราแต่งฉากวาบหวิวแบบนี้ครั้งแรกเลย ดังนั้นมันอาจจะไม่สวย หรือไม่ดีมาก ต้องขอโทษด้วยนะคะ

สำหรับตอนหน้า...ทุกคนที่รอคิวดราม่าเตรียมให้พร้อมค่ะ แฮ่ ไม่พูดแล้วว เดี๋ยวสปอย
เอาเป็นว่าพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจค่ะ รักน้า จุ๊บ

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
ขอไวไวควิก 1 ชามพอ *3*

ออฟไลน์ ZYSQ_

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 234
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1

อุตส่าห์เพิ่งจะได้รักกัน ขออย่าดราม่าหนักมากนะคะ
โอมมมมมมมมมมมม ขอให้เดือนดินจงเข้าใจกันด้วยดีโดยง่ายด้วยเถิด

ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
เข้าได้กันแล้วน่ะเออ อิอิ นุ่มละมุ่นมากกก ทางเพิ่งจะโล่งไปหนึ่วด่าน ต้องรอเตรียมซดม่าม่าแล้วหรอ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด