ยามจันทร์เจ้าจูบดิน ☪ บทพิเศษ ๕ วันปีใหม่ {๓๑.๑๒.๕๙} จบ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ยามจันทร์เจ้าจูบดิน ☪ บทพิเศษ ๕ วันปีใหม่ {๓๑.๑๒.๕๙} จบ  (อ่าน 89700 ครั้ง)

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************


งานเขียนอื่นๆ

เรื่องสั้น
He is My (Boy) Friend เพื่อนผมหล่อ แต่ห้ามรอจีบ...✿*゚‘゚・✿Complete✿*゚‘゚・✿
Perfect Guy...? ผู้ชายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ ✿*゚‘゚・✿.。Complete ✿*゚‘゚・✿.。
Bitter Sweet Secret คุณครับ...ผมมีความรักจะบอก ✿*゚‘゚・✿.。Complete✿*゚‘゚・✿.。


เรื่องยาว
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน✿*゚‘゚・✿.。Complete ✿*゚‘゚・✿.。
เพราะหลงรักคุณ


ยามจันทร์เจ้าจูบดิน

เขา...ผู้มีความสามารถในการมองเห็น 'ด้ายแดง' ที่ผูกคนสองคนให้รักกัน
เขา...ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อรักได้ดุจกามเทพ
แต่ตัวเขา...กลับไม่สามารถมีความรักได้
ทั้งไม่สมหวังในรักและไม่รู้สึกรัก
จนกระทั่งเขาได้พบกับ 'เดือน'
'เดือน' ที่ส่องสว่างอยู่กลางฟ้าในยามที่โลกมืดมิด
'เดือน' ที่ทั้งอบอุ่น และเป็นแสงนำทาง
'เดือน' ที่ไม่มีวันจะผูกกับด้ายแดงของเขาได้...ตลอดกาล

......................

สวัสดีค่ะ snowrabbit ค่ะ  ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้นะคะ
จะพยายามเขียนออกมาให้ดีที่สุดค่ะ ขอฝากพี่เดือนและน้องดินไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ
นิยายเรื่องนี้ลงในเด็กดีด้วยค่ะ ยังไงก็ขอฝากตัวด้วยนะคะ


สามารถพูดคุยและตามทวงนิยายได้ที่นี่เลยค่ะ
FaceBook : AzureDream

....................

เดือน : เปิดมาเหมือนจะดราม่าเลยเนอะ  น้ำตามาเต็มแน่ๆ
ดิน : แค่มีพี่โผล่มา ชีวิตก็ไม่เหลืออะไรให้ดราม่าแล้วล่ะครับ มันคงจะกลายเป็นนิยายตลกมากกว่า
เดือน : โหดร้าย...
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-12-2016 22:31:09 โดย snowrabbit »

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๑
เดือนกับดิน

   ทั้งชีวิตนี้มีอยู่สามสิ่งที่คนอย่าง ‘เดือน’ หรือ ‘นายรวีกานต์’ เกลียดมากที่สุด หนึ่งคืออากาศร้อนชนิดที่สามารถฆ่าคนตายและย่างควายสุขได้ในห้านาที สองคือสถานที่ที่ห่างไกลความเจริญขนาดที่ร้านสะดวกซื้อเข้าไม่ถึง และสามคือการเดินหลงทางอย่างโง่ๆกลางไอ้สถานที่สองอย่างข้างต้น!

   บ๊ะ คิดๆไปแล้วก็ขึ้น อากาศยิ่งร้อนๆอยู่!

แล้วสรุปกูจะต้องไปขึ้นรถต่อที่ไหนวะ

เดือนยืนเกาหัวแกรกกราก หันซ้ายทีขวาทีอย่างจนปัญญา ทั้งตัวเขามีเพียงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่อภิมหาหนักเท่านั้น ชายหนุ่มเดาะลิ้นอย่างไม่ชอบใจ อารมณ์ความหงุดหงิดทวีขึ้นทุกทีเพราะอากาศร้อนหลังจากหอบหิ้วสารร่างโทรมๆของตัวเองมาจากกรุงเทพได้สำเร็จ เขาก็ติดต่อที่บ้านไว้แล้วนะว่าให้ส่งคนมารับ แล้วไหนล่ะวะไอ้คนที่ว่า!

ชายหนุ่มร่างสูงกวาดตาไปรอบๆ จนไปเจอร่มไม้ที่น่าจะพอช่วยกำบังแดดได้บ้าง เขาก็จัดแจงลากกระเป๋าไปยืนอยู่ใต้ร่มไม้ได้สำเร็จ ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งยองๆอย่างหมดแรง ระยะทางจากกรุงเทพถึงสุพรรณบุรีไม่ใช่ใกล้ๆ แล้วกับคนที่ไม่เคยได้นั่งรถทัวร์ไปต่างจังหวัดแบบเขาด้วยแล้ว บอกเลยคำเดียวว่าโคตรเมื่อย

อันที่จริงเขาก็ไม่ค่อยอยากจะกลับมานักหรอก

ไม่ใช่ว่าเดือนดูถูกต่างจังหวัดหรือมีปัญหากับที่บ้าน แต่สำหรับเด็กที่ถูกญาติรับไปเลี้ยงที่กรุงเทพตั้งแต่ยังเล็กแถมส่งไปเรียนต่อปริญญาถึงต่างประเทศ การจะกลับมาอยู่กับครอบครัวในสถานที่ที่ไม่มีห้างใหญ่หรือร้านอาหารหรูแล้วมันก็ค่อนข้างทำใจลำบาก
เดือนไม่สนิทกับพ่อแม่ ครั้งสุดท้ายที่คุยกันคือคุยผ่านโทรศัพท์เมื่อประมาณสามอาทิตย์ก่อนตอนที่เขาบอกว่าจะกลับมาขออยู่ด้วย

เอาเถอะ...อย่างน้อยๆกลับมาพักหัวสมองพักใจที่บ้านคงทำอะไรๆดีขึ้นหลังจากที่ผ่านอะไรร้ายๆมา

“พี่คะๆเอาน้ำเย็นๆสักขวดไหมคะ” น้ำเสียงเหน่อๆที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นเรียกให้เดือนเงยหน้าจากไอโฟนในมือ เขามองเด็กหญิงตัวน้อยที่น่าจะอายุสักสิบสองสิบสาม แบกกล่องโฟมที่มีหยดน้ำเกาะพราวไว้ เด็กน้อยเปิดฝากล่องเผยให้เห็นขวดน้ำเปล่าอยู่ในน้ำที่ใส่น้ำแข็งไว้ ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย ในที่สุดสวรรค์ก็ส่งเด็กน้อยถือน้ำมาโปรดเขาแล้ว!

“อ่า งั้นเอาขวดนึงครับน้อง” ชายหนุ่มหยิบกระเป๋าตังค์เตรียมจะยื่นแบงค์ยี่สิบให้อีกฝ่ายแต่ทันใดนั้นเด็กหญิงตัวน้อยที่เขามองว่าเป็นนางฟ้ามาโปรดกลับทิ้งกล่องโฟมลงพื้นจนน้ำนองเต็มพื้น ขวดน้ำเปล่าหล่นกระจัดกระจาย...ก่อนที่ยัยเด็กนั่นจะกระชากกระเป๋าเงินเขาไปต่อหน้าต่อตา!

เวร! กูโดนเด็กสิบสองขวบฉกกระเป๋าเงิน!

“เฮ้ย ยัยเด็กบ้า หยุดนะเว้ย!” จะยืนโง่ทำซากอะไรล่ะครับ ไอ้เดือนก็จะวิ่งตามสิ สุดชีวิตเลยด้วย แต่แค่ก้าวเท้าขวาออกไปเขาก็เหยียบไปบนก้อนน้ำแข็งลื่นๆบนพื้น เซถลาไปเหยียบขวดน้ำเปล่าอีกขวดจนล้มหงายหัวฟาดพื้น

ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นนั่งสะบัดหัวไปมาไล่อาการมึนก่อนจะรีบวิ่งตามต่อ เขาเห็นหลังเด็กแสบนั่นไวๆแล้ว หืม อะไรนะ นั่นเด็ก
สมควรทำใจเมตตาแล้วปล่อยไป?  ขอโทษครับนั่นมันเงินเก็บที่เหลือทั้งชีวิตของกูเหอะ! ตลก ปล่อยไปก็แย่แล้ว!

ชายหนุ่มอาศัยความได้เปรียบจากขายาวๆของตัวเองวิ่งจนใกล้จะทันเจ้าเด็กน้อยแต่จู่ๆก็มีบุคคลปริศนาอีกคนหนึ่งโผล่พรวดเข้ามากระแทกเขา

พลั่ก

กระแทกไม่แรงมากหรอกแค่ทำเอาไอ้เดือนเซถลาเท่านั้นเอง

คนที่ชนเขาเป็นเพียงชายร่างเตี้ย อีกฝ่ายพอชนเสร็จก็ขยับหมวกแก๊บสีแดงให้เขาที่แล้วเดินจากไป ทิ้งให้คนที่ล้มหงายได้แต่กัดฟันกรอดๆ “น้ำใจงาม...น้ำใจงามจริงๆไอ้เวร! ชนมาเนี่ยขอโทษสักคำก็ไม่มี  โว้ย!” โวยวายเสร็จก็นึกได้ว่าต้องไล่ตามกระเป๋าตังค์ต่อ แต่พอหันไป...

เหอะๆ สุดท้ายก็ว่างเปล่า

เด็กนั่นหนีรอดไปแล้ว

เอาล่ะคุณรวีกานต์ ตอนนี้มึงต้องคิดแล้วครับด้วยดีกรีปริญญาตรีจากอเมริกา จงใช้สมองอันปราดเปรื่องของมึงหาทางรอดซะ  คิดสิคิด ทำยังไง เวลาแบบนี้...ใช่ ต้องพึ่งพาครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหาย  เนื่องจากไอ้เดือนไม่มีเพื่อนที่นี่  อดีตเพื่อนร่วมงานก็อยู่ไกลถึงกรุงเทพฯ คงเหาะมาช่วยไม่ได้ ทางเดียวที่เหลืออยู่คือขอความช่วยเหลือจากที่บ้าน ฮือออ พ่อ แม่ ช่วยเดือนด้วย

ไวเท่าความคิดก็ล้วงไปที่กระเป๋ากางเกงยีนส์ตัวเองทันที

แต่เอ๊ะ ทำไมคลำไปกระเป๋ามันแฟบชอบกล 

ตบๆไป ทำไมสุดท้ายก็ว่างเปล่าอีกแล้ววะ...

ร่างสูงใหญ่เป็นหมียืนงงอยู่พักหนึ่งก่อนจะตระหนักความจริงอันน่าตระหนกได้ว่า โทร-ศัพท์-กู-หาย!

ชิบละ...ของจริงเลย

เดือนรีบหันหลังเดินย้อนกลับไปทางเดิม  สอดส่ายสายตาหาเผื่อว่าจะเจอว่าตัวเองทำหล่นไว้ตรงไหน แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
เวรล่ะสิ  วิ่งมาก็ไม่ได้สนใจ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำหายไปตอนไหน

เดือนยืนเค้นสมองพยายามกรอกลับไป จนในที่สุดเขาก็นึกออก ถ้าเป็นในการ์ตูนคงมีเสียงปิ๊งพร้อมหลอดไฟสว่างวาบ
ตอนที่ไอ้มนุษย์หมวกแก๊บมันเดินชนเขา! แน่ๆล่ะ มิน่าแม่งรีบเดินไม่ขอโทษสักคำ ที่ไหนได้ มันฉกไอโฟนเขาไปแล้วต่างหาก โว้ยยย แล้วทีนี้จะไปตามทางไหนล่ะ มือถือไปทาง  กระเป๋าตังค์ไปทาง 

โอยย ทำไมเกิดเป็นไอ้เดือนมันถึงได้ลำบากขนาดนี้วะ  มีงานทำกำลังรุ่งก็ดันร่วง  จะซื้อน้ำก็โดนขโมยกระเป๋าเงิน แถมยังโดนขโมยมือถืออีก

“มึงควรจะไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ได้แล้วมั้งง ฮะๆ” พึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินลากขากลับไปที่กระเป๋าเดินทางที่เผลอทิ้งไว้ นี่ถ้าชีวิตบัดซบขั้นหนักมันคงจะมีใครสักคนมาขโมยกระเป๋าเดินทางเขาไปอีก ทีนี้ล่ะมึงผู้ชายตัวเปล่าของจริงเลยไอ้เดือน

ทันทีที่เดินกลับมาใต้ต้นไม้ชายหนุ่มก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งยืนก้มๆเงยๆที่กระเป๋าเดินทางของเขา

ไอ้เชี่ยยย ชีวิตกูในหนึ่งวันจะบัดซบไปแล้วโว้ยยย

หยุดเลยมึง เอามือมึงออกไปจากกระเป๋ากู ณ. บัดนาว  ต่อให้มึงเอา M79 มากราดยิงใส่กู กูก็ไม่มีวันให้มึงเอากระเป๋ากูไปได้หรอก!

“ย๊ากกก ไอ้เดือนเดอะคิก!” เสียงมาพร้อมตัว  ไม่ว่าเปล่า กูสกายคิกถีบขาคู่เลยครับ  กระเป๋าข้าใครอย่าแตะ ณ.จุดนี้กูหวงกระเป๋ามากกว่าแฟนเก่าอีก

โครม!

ไอ้หนุ่มคนนั้นโดนเขาถีบจนร่างนั้นหน้าคะมำไปจูบพื้น เดือนรีบตามขึ้นไปนั่งทับ  ดึงแขนทั้งสองข้างของอีกฝ่ายมาไพล่หลัง  ถ้ามีกุญแจมือนี่ครบสูตร

ชายหนุ่มกระแอมก่อนจะทำเสียงขรึม “คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูดเพราะทุกคำที่คุณพูดจะ...” ยังไม่ทันจะพูดจบเดือนก็ต้องกลืนคำที่พูดที่เหลือลงคอเพราะเสียงเย็นๆจากคนใต้ร่างเขาดังขัดขึ้นมาก่อน

“กมฺมุนา วตฺตตีโลโก...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”  น้ำเสียงนิ่งเย็นทำเอาเดือนขนลุกซู่  แถมจู่ๆแดดดันร่มขึ้นมาแถมมีลมพัดแรงขึ้นมาเสียเฉยๆ  เฮ้ยๆ อะไรวะเนี่ย

“วันนี้คุณทำกรรมโดยการกระโดดถีบขาคู่ผม...คุณเองก็จะได้รับการสนองกรรมนั้นในไม่ช้า เพราะกรรมเกิดจากการกระทำของตัวคุณเอง”

“พ...พล่ามอะไรของมึงฮะ!”

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงสั่นรีบลุกขึ้นแล้วกระโดดถอยห่าง  นี่เขาไม่ได้ไปกระโดดถีบคนบ้าหรือพวกพ่อมดคนทรงเจ้าเข้าใช่ไหมวะ  โดนทำของขึ้นมานี่ดับดิ้นเลยนะ

ชายหนุ่มคนนั้นค่อยๆลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินเศษฝุ่นออกจากตัวด้วยท่าทางนิ่มนวลเหมือนกุลสตรีชาววังไม่มีผิด เดือนสังเกตว่าอีกฝ่ายนั้นตัวเล็กกว่าเขาอยู่มากทีเดียว  คนตรงหน้าเขามีผิวขาว  เส้นผมสีดำยาวระต้นคอ  สวมแว่นตากรอบดำ เบื้องหลังเลนส์ใสคือดวงตาคู่คมสวยสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่ง  ริมฝีปากบาง  มีไฝรองน้ำตาที่ใต้ตาซ้ายดูเพิ่มเสน่ห์ให้คนตรงหน้าดูดีเพิ่มอีก  ติดที่ใบหน้านั้นออกจะหวานเหมือนผู้หญิงไปสักหน่อย

หรือที่จริงแล้วคนตรงหน้าเขาเป็นผู้หญิงนะ  เดือนเองก็ชักจะแยกไม่ออก

แต่ยังไม่ทันจะดึงสติกลับมาครบถ้วนคนตรงหน้าเขาก็ชิงพูดขึ้นมาด้วยสำเนียงภาคกลางชัดแจ๋วเสียก่อน “สวัสดีครับคุณเดือน  ขออภัยที่มาช้า ผมคือคนที่จะมารับคุณครับ” เดือนพยักหน้าแบบงงๆ ก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองดันทำเรื่องหน้าแตกไปกระโดดถีบขาคู่เขาแบบนั้น

 “เอ่อ...ฉันขอโทษนะที่ถีบนาย”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจว่าคุณเดือนคนร้อนใจห่วงกระเป๋ามาก  เพราะดันประมาททิ้งกระเป๋าไว้เดี่ยวๆแบบนี้ เป็นผมก็คงจะห่วง เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าคนประมาทย่อมโศกเศร้าสิ้นกาลนาน อ่า...แต่ก็ดีแล้วล่ะครับที่กลับมาทัน”  ชายตรงหน้าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยในขณะที่เดือนคิ้วกระตุกหงึกๆ

เหมือนมันหลอกด่ากูชอบกล

แต่สีหน้านั้นก็ยังไม่เปลี่ยนจนเขาจับสังเกตอะไรไม่ได้เลย

“เอ่อ คุณ...คุณชื่ออะไรนะ?” ชายหนุ่มร่างสูงเพิ่งนึกได้ว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้แนะนำตัว คนผมดำนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะก้มหัวขอโทษ “ขออภัย ผมเสียมารยาทซะแล้ว”

“เฮ้ย ไม่ๆฉันแค่ถามเท่านั้นเอง”

“ไม่ได้หรอกครับ คุณแม่คุณสอนว่าถ้าจะถามชื่อหรือทำความรู้จักใครเราควรบอกชื่อตัวเองก่อน ผมลืมความจริงข้อนี้ไปซะได้”
ร่างนั้นหัวคิ้วมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยแต่เพียงแค่นิดเดียว “ผมชื่อปฐพี เรียกผมว่าดินก็ได้”

“อ่า ยินดีที่ได้รู้จัก”

“เช่นกันครับ”

เดือนกระพริบตาปริบๆ นึกสงสัยว่าตัวเองกำลังคุยกับคุณชายจากนอกโลกหรือเปล่า  ดินเป็นคนที่ดูนิ่งมากจนน่ากลัว เขาไม่แสดงออกไม่ว่าจะทางสีหน้าหรือแววตา  คำพูดก็...ก็นะ ทั้งงงๆทั้งฟังไม่รู้เรื่อง แต่ไอ้เดือนสัมผัสได้ว่าแม่งคมกริบ นี่ถ้าคำพูดมันเป็นมีดคงบาดกูเลือดซิบไปละ

คนแปลกๆ ดูเข้าถึงยากแต่กลับมีเสน่ห์

“จริงด้วยสิคุณดิน...”

“ผมอายุน้อยกว่าคุณ เรียกแค่ดินเฉยๆก็ได้ครับ”

“เอ่อ โอเคๆ คือผมโดนขโมยกระเป๋าตังค์แล้วก็มือถือด้วยอ่ะ คือ...พอจะแจ้งความหรืออะไรยังไงได้บ้าง”

“ขโมย? คุณพอลักษณะคนขโมยของได้ไหมล่ะครับ อาจจะพอช่วยๆกันตามหาไม่ก็ไปแจ้งตำรวจได้บ้าง”

“คนขโมยมือถือเป็นผู้ชายตัวเตี้ยๆใส่หมวกแก๊ปสีแดง  ส่วนคนขโมยกระเป๋าตังค์เป็นเด็กผู้หญิงอายุน่าจะประมาณสิบสองสิบสาม...ทำไมมองผมแบบนั้น?”

เดือนชะงักเมื่อดินมองเขาด้วยสายตาที่เหมือนจะ...ว่างเปล่ากว่าเดิมเล็กน้อย เจ้าหนุ่มน่าสวยทวนคำเบาๆ “เด็กผู้หญิงอายุ 12 เหรอ เฮ้อ นี่เป็นการพิสูจน์แล้วสินะว่าการศึกษาสูงไม่ได้พัฒนาทักษะชีวิต” ว่าพลางทอดถอนใจเบาๆก่อนจะส่ายหน้า

“เฮ้ยๆ พูดแบบนี้หมายความว่าไงฮะ?”

“อ่า ขอโทษครับ ดูเหมือนผมจะหลุดความในใจไปอีกแล้ว”

ไม่อ่ะ มึงไม่ได้หลุด มึงจงใจพูดแซะกูครับไอ้คุณปฐพี!

“เอาเป็นว่า...เรื่องมือถือเดี๋ยวผมจะหาเครื่องใหม่ให้คุณใช้แก้ขัดไปก่อน ส่วนกระเป๋าเงิน...ในนั้นมีอะไรสำคัญไหมครับนอกจากเงินน่ะ”  เดือนส่ายหน้า เขาแยกพวกบัตรประชาชนเอาไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินแบบนี้อยู่แล้ว ส่วนพวกบัตรเครดิตกับบัตร ATM เขาก็ยกเลิกไปหมดแล้วทุกใบ เงินสดในนั้นก็มีมากสุดแค่ห้าพันกว่าบาท

“ถ้าอย่างนั้นก็ลองไปปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ดูอีกทีเถอะครับ ตอนนี้รีบกลับกันก่อนดีกว่า”

กล่าวจบร่างโปร่งก็หันกายเดินนำไปทำให้เดือนต้องรีบลากกระเป๋าเดินตุปัดตุเป๋ตาม  พวกเขาเดินมาถึงเจ้าปิคอัพสีขาวที่ติดสติกเกอร์ไว้ว่า ‘คันนี้สีชมพู รู้แล้วก็ห้ามแซง’ ว่าแต่เรื่องรู้สีกับเรื่องห้ามแซงมันเกี่ยวอะไรกันวะ 

เดือนยกกระเป๋าไปที่ท้ายกระบะ เอาเชือกรัดไว้กันมันกระแทกก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งด้านหลังตามดินที่นั่งประจำที่คนขับเรียบร้อยแล้ว  คนสวมแว่นเหลือบตามองเขาจากกระจกมองหลังก่อนจะเคาะนิ้วกับพวงมาลัย “ขึ้นมานั่งหน้าครับ”

“ฮะ?”

“ผมไม่ใช่คนขับรถของคุณ มานั่งหน้าครับ”

“คนขับรถอะไรคุณ? เอ่อ ขอโทษทีผมนั่งหน้าแล้วอึดอัดน่ะ”  เดือนเป็นคนตัวใหญ่  พ่อของเขาเป็นคนอังกฤษที่มาตกหลุมรักสาวใสไทยแท้อย่างแม่ และลงหลักปักฐานที่เมืองไทย  ดังนั้นเดือนเลยกลายเป็นลูกครึ่งอังกฤษที่ตัวโต มีโครงหน้าฝรั่ง  ผมสีน้ำตาลอ่อน และดวงตาสีอ่อน  เวลานั่งรถส่วนใหญ่เขาจะนั่งหลังตลอดเพราะรู้สึกว่าเบาะหน้ามันคับแคบ

นั่นแหละ เขาไม่เห็นเคยรู้มาก่อนเลยว่าถ้านั่งหลังจะทำให้ไอ้คนที่ขับรถกลายเป็นคนคนขับรถน่ะ

ดินถอนใจเบาๆอีกครั้ง หันมาบอกเขาด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเช่นเคย “มันเป็นมารยาทพื้นฐานครับ คุณไม่เคยเรียนมารยาทมาหรือไง”
“เอ่อ...ผมเรียนโรงเรียนคริสต์”  ดังนั้นมารยาทชาวพุทธคือน่าจะเท่ากับศูนย์ ทุกวันนี้สวดบทแผ่เมตตาถูกก็ปลื้มปริ่มจะแย่

“มันเป็นมารยาทพื้นฐานทั่วไปน่ะคุณ ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้น”  สายตาหลังเลนส์ใสนั้นเหมือนจะสื่อว่า ทุกคนยกเว้นมึงอ่ะครับคุณรวีกานต์

ด้วยคำพูดนั้นเดือนจึงต้องรีบลงแล้วขึ้นไปนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถที่เบาะนั่งข้างๆไอ้เด็กปากจัด เมื่อรัดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยก็ได้ฤกษ์ออกเดินทาง  ภายในรถเงียบสนิทจนเดือนรู้สึกเหมือนจะหลับ แต่มันคงไม่ดีถ้าเขาจะชงหลับแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายขับรถคนเดียว

ไม่ใช่อะไร เดี๋ยวมันก็มาหลอกด่าเขาด้วยคำพูดเจ็บๆเข้าใจยากๆอีก

สุดท้ายเดือนก็ต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ 

“คุณอายุเท่าไหร่น่ะดิน  คุณบอกว่าอายุน้อยกว่าผมสินะ”

“ใช่ครับ ผม 23 แล้ว”  อายุน้อยกว่าเขาห้าปีสินะ “แล้วทำไมคุณรู้จักพ่อแม่ผม” ชายหนุ่มหน้าสวยไม่ตอบ ภายในรถจึงกลับมาเงียบเป็นป่าช้าอีกครั้ง  เดือนคอยคำตอบเงียบๆจนคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่ตอบแล้วนั่นแหละดินถึงจะพูดขึ้นมา “พวกท่านเป็นคนอุปการะผม  ที่บ้านผมไม่มีเงินมากพอจะเลี้ยงผม พ่อกับแม่คุณสงสารเลยรับผมมาเลี้ยง ส่งเสียจนเรียนจบ พวกท่านเป็นครอบครัวของผม”

“แล้วนายอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่เหรอ”

“ใช่ครับ”

“งั้นเหรอ ดีจังนะ”

เดือนพูดเสียงเรียบก่อนจะเบือนหน้าไปมองทิวทัศน์ที่ผ่านตาไปอย่างรวดเร็วด้านนอกแทน   อะไรสักอย่างในใจเขาถูกกวนขึ้นมา เป็นแค่ตะกอนเล็กๆที่เขาคิดว่าเขาเลิกสนใจมันไปนานแล้ว  ชายหนุ่มหลับตาเอนหัวพิงกับกระจกรถแล้วกลบฝังความรู้สึกนั้นไว้  จนในที่สุดเขาก็เผลอหลับไปจริงๆ

เครื่องยนต์ที่ดับสนิททำให้เดือนรู้สึกตัวตื่น   เขาพบว่ารถจอดสนิทที่หน้าบ้านเรือนไทยประยุกต์สองชั้น ที่ตัวบ้านชั้นล่างทาสีขาวส่วนด้านบนเป็นไม้  มีประตูกระจกเปิดสู่ระเบียงรอบๆ โคมไฟที่ออกแบบมาให้รูปร่างคล้ายตะเกียงติดไว้รอบตัวบ้าน
เดือนสูดลมหายใจลึก เขาไม่แน่ใจว่าจะทำหน้ายังไงดีตอนลงไป  ต้องร้องไห้ไหม ต้องกอดกันให้แน่นๆหรือแค่ยกมือไหว้ 
มันก็ตลกดีที่เหมือนพ่อกับแม่แท้ๆเป็นคนแปลกหน้าของเขาไปแล้ว

รอบๆบ้านของเขาร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และไม้ดอกต่างๆที่ถูกปลูกและดูแลจนเป็นระเบียบ  ชายหนุ่มเดินไปหยิบกระเป๋าแล้วเดินตามดินไป  แต่ยังไม่ทันจะเหยียบบนหินแผ่นแรกที่ปูไปสู่ตัวบ้านก็มีสิ่งมีชีวิตสี่ขาพากันวิ่งแจ้นมาล้อมรอบเขาเสียก่อน

โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง

โอ้โห  มายแองเจิ้ล  กูกลัวหมาครับ!

แล้วนี่ไม่ใช่หมาธรรมดาแต่เป็นโคตรรอภิมหาหมาสี่ตัว  แม่กับพ่อจะเลี้ยงไว้กะไม่ให้ขโมยขึ้นบ้านเลยใช่ไหมครับ!

เดือนถอยกรูดทันที แต่เจ้าสี่ขามหาภัยก็เดินจ่อเขามาติดๆ แม่งคงมองเขาเป็นศัตรูไปแล้วแหละ  นั่นๆไอ้ตัวดำนั่นแม่งเห่าใหญ่ อย่ากินกูเลยยย ไม่อร่อยยย

โฮกกก  27  ปีที่ดูโลกมาจะมาสิ้นสุดลงเพราะหมาหน้าบ้านตัวเองเหรอวะไอ้เดือน สู้สิวะ สู้!

“ฮ...เฮ้ย ม...หมาๆที่น่ารัก ฮะๆ นี่เดือนเอง จำเดือนได้ไหม ฮ่าๆ” ครับ ประสาทแล้ว มึงอัพสกิลการพูดกับสัตว์ได้แล้วไอ้รวีกานต์ เหอๆ

เมื่อน้องหมายังไม่หยุดเห่าเดือนก็สอดส่ายสายตาหาตัวช่วย บ๊ะ  ไอ้คุณปฐพีคนงาม คือคุณท่านไปยืนกอดอกอะไรอยู่หน้าบ้านครับนั่น  กูจะโดนไอ้ลาสบอสพวกนี้กัดตายแล้วนะ 

“ทำอะไรอยู่น่ะคุณ  เข้ามาบ้านสิ เร็วๆ คุณพ่อคุณแม่รออยู่นะ” สาบานเหอะว่ามันดูไม่ออกว่าเขากลัวหมา! อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ  หน้าเนื้อใจเสืออย่างเธอ เอ้ย ผิดประเด็น  เขาเห็นหน้าว่าไอ้เด็กแสบมันยกมุมปากขึ้นมา มึงสมน้ำหน้ากูในใจล่ะสิ!

“อะไรกันคุณ อย่าบอกนะว่ากลัวหมา โตป่านนี้แล้วนะ มาเถอะ มันไม่กัดหรอก”  ว่าจบก็ทำเป็นหันหลังจะเดินเข้าบ้าน  ไอ้รวีกานต์คนเก่งต้องกลั้นใจไม่ให้สาดคำหยาบใส่เป็นอย่างมาก 

คือมันไม่กัดมึงแต่มันจะกัดกูครับ!

“เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อน! เอ่อ นายช่วยเรียกพวกมันกลับไปได้ไหม คือ ฉันไม่ถูกกับหมา” เดือนกัดฟันกรอด ยอมก้มหัวขอร้องไอ้เด็กหน้าตายนั่นสักครั้ง อีกฝ่ายก็เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมา  เขาสัมผัสได้ว่ามันเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน

“โถ่ๆ น่าสงสารจริงๆ เฮ้อ เอางั้นก็ได้ครับ  น้องข้าวสวย  น้องไข่ตุ๋น  น้องโรตี  น้องสายไหม  มานี่มะๆ”  อื้อหือ ใครก็ได้สาบานสามนิ้วด้วยเกียรติของลูกเสือสำรองกับไอ้เดือนทีว่านั่นชื่อหมา!  น่ารัก น่าหยิก น่าจับย่างมาก!

อย่าเผลอนะ กูจับย่างเรียงตัวแม่ง

เมื่อปลอดรอดพ้นภัย นายเดือนก็ได้แต่ลากกระเป๋าต๊อกๆตามคุณชายดินเข้าไปในบ้าน  ภายในบ้านตกแต่งด้วยสีโทนน้ำตาลดูอบอุ่น  ภายในถูกตกแต่งอย่างมีศิลปะและยังคงกลิ่นอายของความเป็นไทยโบราณไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เดือนเดินตามอีกฝ่ายไปจนถึงห้องรับแขก  ทันทีที่เขาเข้าไปร่างสองร่างก็พุ่งมากอดเขาจนชายหนุ่มหายใจไม่ออก

“เดือนลูกแม่ เป็นยังไงบ้างลูก  เดินทางมาเหนื่อยไหม จะถึงแล้วทำไมไม่โทรบอกแม่ล่ะลูก” เดือนมองหญิงสาวร่างเล็ก ผิวสีน้ำผึ้งสลับกับชายฝรั่งร่างสูงที่สวมเสื้อยืดสีขาวสลับผูกผ้าขาวม้าไว้ที่เอว ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเกร็งๆ

“เอ่อ ขอโทษครับ โทรศัพท์ผมหาย”

“ตายแล้ว ไม่เป็นนะลูก เดี๋ยวค่อยไปซื้อใหม่”

“อันที่จริงมันหายทั้งมือถือทั้งกระเป๋าเงินเลยครับ”

“ตายจริง”  แม่ของเขายกมือปิดปากก่อนจะลูบหัวเขาอย่างเอ็นดู “ไม่เป็นไรนะลูก  เดี๋ยวแม่กับพ่อจัดการให้ “ เดือนยิ้มรับ เขาขยับตัว เริ่มรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก พอเหลือบมองดินก็เห็นว่าพ่อกับแม่ก็เริ่มหันไปคุยกับดินแล้วเหมือนกัน อีกฝ่ายยิ้มรับแล้วพูดกับทั้งคู่อย่างเป็นกันเอง 

“ขอโทษนะครับ ผม...อยากอาบน้ำ” จู่ๆชายหนุ่มก็โพล่งขึ้นมากลางวง  คุณแม่ของเขายิ้มรับแล้วหันไปมองดินเป็นเชิงว่าให้นำเขาไปอาบน้ำ “ดินพาพี่เขาไปอาบน้ำสิลูก เดี๋ยวแม่จะเข้าไปเตรียมอาหารแล้ว เดินทางมาเหนื่อยๆ เดือนน่าจะหิวใช่ไหม”

“ก็นิดหน่อยครับ”

แม่ยิ้มร่าแล้วเดินหายออกไปขณะที่พ่อเดินมาตบไหล่เขาเบาๆ “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะไอ้ลูกชาย” เดือนยิ้มบางๆให้กับผู้เป็นบิดา จนสุดท้ายแล้วก็เหลือแต่เขากับไอ้เด็กดินสองคน  ชายหนุ่มร่างโปร่งหันมายิ้มให้เขาด้วยท่าทางที่เดือนเสียวสันหลังวูบ  ไอ้เดือนว่านะ มันต้องมีอะไรสักอย่าง...

“มาทางนี้สิครับ ‘พี่เดือน’”

นั่นไง กูว่าแล้ว! แต่สรรพนามแบบนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายอยากจะเคารพเขาเลยสักนิด  มันทำให้เขารู้สึกว่าไอ้เด็กแสบนี่มันหาเรื่องเขาซะมากกว่า

แต่นี่ใครครับ  นี่รวีกานต์นะครับ  ประสบการณ์โชกโชน  ไม่หวั่นแม้จะโดนฉกกระเป๋าเงินและมือถือ  คิดได้ดังนั้นคนตัวโตก็คลี่ยิ้มจนตาหยีกลับไปให้

“รบกวนด้วยนะครับ ‘น้องดิน’

เป๊ง! การปะทะกันระหว่างพี่เดือนไอ้เถื่อนอับโชค VS น้องดินถิ่นสุพรรณ  ยกที่หนึ่ง เริ่ม!

เส้นทางสู่ห้องอาบน้ำช่างนาวไกลในความคิดเดือน  ดินบอกให้เขาเอากระเป๋าไปเก็บบนห้องก่อน ดูเหมือนว่าเขาจะได้นอนห้องติดกับเด็กแสบ มีประตูเชื่อมถึงกันเลยเถอะแต่แน่นอนว่าเดือนลงกลอนอย่างแน่นหนา  เด็กดินจะไม่มีทางย่างกรายเข้ามาในห้องเขาได้เด็ดขาด

พอลงมาพร้อมชุดที่จะเอาไปเปลี่ยน อีกฝ่ายก็โยนผ้าขาวม้าให้เขาผืนหนึ่งพร้อมกับนำทางออกจากบ้านไปยังสวนด้านหลัง
มันจะพาเขามาฆ่าหมกสวนป่ะวะ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดือนคิดว่าดินไม่ชอบเขา  และสาเหตุก็ไม่น่าจะมาจากไอ้เรื่องเล็กๆอย่างการกระโดดถีบอีกฝ่ายแน่ๆ

“นี่ ทำไมห้องน้ำมันถึงไกลนักล่ะ”

“ก็ห้องน้ำนอกบ้านไง  อารมณ์บ้านต่างจังหวัดน่ะคุณ” แหม่ พอพ้นรัศมีพ่อแม่ปุ๊บ โยนคำว่าพี่ทิ้งเฉยเลยนะ

“อ้าว ไม่เรียกผมว่าพี่เดือนแล้วเหรอ” คนผมสีน้ำตาลแกล้งหยอก  เรียกให้ดวงตาเรียบๆหลังกรอบแว่นหันมามองแวบหนึ่ง “ผมเคารพคนที่มีวุฒิภาวะทางสมองเพียงพอครับ ไม่ได้เคารพแค่คนเกิดก่อนอย่างเดียว”

อุ๊ก  เล่นซะจุก พูดขนาดนี้มึงเอาอีแตะขอบฟ้าที่มึงใส่อยู่มาตบหน้ากูเลยครับน้องดิน

“เอ้า ถึงแล้วครับ “  และนี่คงเป็นอีกครั้งที่นายรวีกานต์รู้สึกตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้น เขาถูกพาอ้อมมาหลังบ้านตรงที่ เป็นห้องน้ำนั้นถูกกั้นเป็นห้องสี่เหลี่ยมด้วยฝาผนังที่ทำจากไม้ไผ่มาขัดกัน ล้อมทั้งหมดสี่ด้าน   พื้นเป็นหินเย็นๆพอเดินเข้าไปดูก็พบแค่โอ่งใบใหญ่กับขัน  มีชั้นวางของพลาสติกสำหรับวางพวกแปรงกับสบู่ ด้านในมีม่านพลาสติกกั้นระหว่างห้องส้วมกับห้องอาบน้ำ หลังคาเป็นสังกะสี  เหนือหลังคาเป็นต้นไผ่ พอลมพัดเสียงใบไผ่ร่วงหล่นกระทบหลังคาอย่างกับห่าฝน

“รีบๆอาบนะครับ...แถวนี้พอมืดแล้วงูมันเยอะ”  เจ้าของเรือนผมสีดำเอ่ย  ก่อนจะหันหลังเตรียมจากไป เห็นดังนั้นเดือนจึงรีบร้องเรียกอีกฝ่ายไว้ก่อน

“เดี๋ยว จะไปแล้วเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ ผมจะไปช่วยคุณแม่ทำอาหาร  หรือคุณอยากให้ผมอาบน้ำให้กันล่ะครับ”

เด็กเวร!

“ไม่ต้องหรอก ผมแค่จะขอบคุณที่พามาห้องอาบน้ำ”

“เล็กน้อยครับ  อาบน้ำให้สนุกนะครับ”

พั่บ

เสียงประตูที่ทำจากไม้ไผ่ปิดลง  เหลือแค่เขาโดดเดี่ยวเดียวดายในห้องน้ำ  เดือนรีบจัดการล้างหน้าล้างตา  จัดการธุระส่วนตัว แล้วเปิดฝาโอ่งจะตักน้ำขึ้นราดตัวแต่ในโอ่งไม่มีขันเสียอย่างนั้น พอหันมองรอบๆก็พบขันพลาสติกสีเขียวแขวนอยู่บนผนังห่างออกไปเล็กน้อย ชายหนุ่มจึงเดินไปหยิบขันออกจากที่แขวนของพลาสติกที่ติดอยู่ที่ผนัง

ตั๊บแก

หืม...เดี๋ยวนะ

ตะ ตะ ตะ ตั๊บแก

เดือนว่าเสียงนี้มันคุ้นๆนะ

ชายหนุ่มค่อยๆเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เลื่อนสายตาขึ้นไปที่ผนังเหนือที่แขวนขัน เพื่อสบกับ...ดวงตากลมโตของเจ้าสัตว์เลื้อยคลานตัวจุด

ตั๊บแก

นั่นนน ร้องทักทายกูด้วย ฮือออ

นัยน์ตาสีอ่อนเบิกกว้าง ตกใจจนร้องไห้ไม่ออก จะโวยวายก็หาเสียงตัวเองไม่เจอ  เขาเกลียดพวกสัตว์เลื้อยคลานพวกนี้มาตั้งแต่เด็กๆแล้ว จะจิ้งจก ตุ๊กแก ต่อให้เป็นของปลอมก็ร้องไห้งอแงได้ แล้วนี่มาเจอตัวจริงแบบโคตรชัด 

กรี๊ดให้คอหอยแตกจะทันไหม

กลับบ้านเกิดวันเดียวทำไมศักดิ์ศรีความเป็นชายไอ้เดือนมันถึงได้โดยเหยียบย่ำจนไม่เหลือขนาดนี้ อยากจะร้องไห้ดังๆจริงๆ

   ร่างสูงใหญ่เหมือนหมีถอยหลังกรูด จนไปชนผนังไม้ไผ่อีกด้าน แต่เสียงร้องสั่นประสาทนั่นกลับดังขึ้นใกล้ๆหู  พอหันไปก็พบกับตุ๊กแกตัวจุดอีกตัว  แต่ตัวนี้ดูตัวเล็กกว่า สงสัยจะเป็นลูก...แล้วมันใช่เวลามาวิเคราะห์ไหมไอ้รวีกานต์!

   “อ๊ากกก ไอ้เหี้ยยย  เดี๋ยวๆ ไม่ใช่เหี้ยนี่หว่า  นี่ตุ๊กแกกกก    อ๊ากกกก” ร่างสูงโวยวาย พยายามจะขยับถอยห่างแต่ขาเจ้ากรรมดันพันกันจนหงายหลังล้มโครม แล้วทันใดนั้นสมองของเขาก็สั่งชัดดาวน์ตัวเองโดยอัตโนมัติ

   สิ่งสุดท้ายก่อนที่สติจะโบยบินไป ไอ้เดือนก็คิดขึ้นมาได้หนึ่งอย่าง

   ดูเหมือนว่าสิ่งที่สี่ที่เขาเกลียดในชีวิตนี้คงจะเป็นไอ้เด็กแสบปฐพีนั่นแหละ!

..............
จากที่เขียนมาไม่สงสารเดือนเลยจริงๆค่ะ สะใจ 5555 อย่างที่บอกค่ะ แค่มีเดือนเรื่องก็ไม่เครียดแล้ว(เหรอ?)
ส่วนน้องดินก็...กัดหน้านิ่งค่ะ นิ่งจริงๆ ต้องนั่งให้ใจตัวเองนิ่งถึงจะเขียนน้องดินออกมาได้ อารมณ์ซับซ้อนพอสมควร
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ  พบกันตอนหน้าค่ะ จุ๊บ











   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-12-2015 19:58:27 โดย snowrabbit »

ออฟไลน์ lovenadd

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-11
สนุกครับ

ออฟไลน์ owlseason

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 127
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ไม่รู้จะฮาหรือสงสารพี่เดือนก่อนดี  :ling3: :ling3: :ling2: :ling2:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ชีวิตเดือนช่างน่าสงสาร

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13912
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ลากกระเป๋ากลับเมืองกรุง

ออฟไลน์ boboman

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1244
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-2
เข้ามาเพราะชื่อเรื่อง... สะดุดตาดีอ่ะ
อ่านแล้วชอบบบ แลดูจะครบรส
อิเดือนแม่งบ้า 5555 :hao7:
ภาษาดีมากเลย อ่านลื่นไหลดีอ่ะ ชอบๆๆ
รอน้า

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-4
    • facebook

รอติดตามค่ะ ^^


ออฟไลน์ kun

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3651
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +122/-10
ฮ่าเดือน ดินนิ่งได้ใจ

ออฟไลน์ fanglest

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 867
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
เราไม่ชอบดิน
นิสัยไม่ดี
เจอกันครั้งแรก ควรมีมารยาทมากกว่านี้นะ
ตัวเองไม่ได้เป็นลูกแท้ๆ ก็น่าจะเคารพคนเป็นสายเลือดบ้าง แม้เราจะเข้าใจว่า มันต้องตะขิดตะขวงใจบ้าง ตอนที่ลูกแท้ๆของพ่อแม่ที่เลี้ยงเรามา กลับมา
กลัวแย่งอะไรๆไป
เราอาจจะเป็นคนอารมณ์ไม่ดีกับคนแปลกหน้า
ถ้าเราเป็นเดือน เราจะรู้สึกเกลียดขี้หน้าดินมาก
เราเดาว่าห้องน้ำนี่ ดินแกล้งอีกแน่ ไม่มีทางที่บ้านหลังใหญ่ๆแบบนี้จะไม่มีห้องน้ำดีๆหรอกน่า
ถ้าเป็นเรา ต่อให้น่าตาดีแค่ไฟนก็ไม่หวั่นไหวหรอกนะ ถ้าทำให้เราไม่ชอบขี้หน้าตัเงแต่เจอกันครั้งแรกแบบนี้ ไม่มีทางรักลงหรอก จริงๆ
กลับบ้านมาครั้งนี้ เดือนมาเยี่ยมพ่อแม่หรือมาอยู่เลยล่ะ จบอะไรมา จะไปทำงานที่ไหน
คงต้องคิดกันล่ะนะ
รออ่านตอนหน้านะคะ


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่๒
พี่ชายจำใจ

เสียงเปิดประตูเรียกให้คนที่กำลังตั้งจิตสวดมนต์อยู่ชะงักเล็กน้อยหากแต่ก็ดึงจิตกลับมาสงบนิ่งได้อีกครั้ง  เมื่อสวดมนต์จนจบบทตามด้วยแผ่เมตตาก็ก้มลงกราบพระ  ครั้นแล้วร่างเล็กยังนั่งนิ่ง จ้องเปลวเทียนที่กำลังลุกไหม้อย่างสงบ ไม่มีทีท่าว่าจะหันไปมองคนที่ยืนรออยู่หน้าประตูแม้แต่น้อยเป็นเหตุให้คุณมะลิต้องเดินเข้ามานั่งพับเพียบข้างๆ

   ดินรอจนคุณแม่กราบพระและสวดมนต์เสร็จจึงค่อยคลานไปกอดท่าน  ตอนนี้เขาสูงกว่าคุณแม่แล้ว ตัวก็ใหญ่กว่า คุณมะลิเป็นผู้หญิงร่างเล็ก บอบบางไปทุกส่วน บางครั้งที่กอดชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังกอดตุ๊กตากระเบื้อง มีค่าและแตกหักง่าย  สำหรับคนอื่นๆคุณมะลิอาจจะเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ได้สวยมาก แต่สำหรับดินคุณมะลิเป็นแม่ เป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษา 

   เป็นทุกอย่างสำหรับเขา

   เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เขาสามารถ ‘รัก’ ได้

   นายปฐพีคนนี้มีคนหรือสิ่งที่รักอยู่เพียงน้อยนิด ดังนั้นเมื่อได้รักใคร เขาจึงพยายาม...รักด้วยทั้งหมดที่เขามี เพราะดินไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะเสียคนที่รักไป เขาจึงพยายามที่จะรักให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

   ตลอดหลายปีมานี้คุณมะลิและคุณอัลเฟรดเป็นพ่อแม่...เป็นครอบครัวของดิน เป็นของดินคนเดียว  ดังนั้นเขาจึงอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้เมื่อมีตัวปัญหาอย่างนายเดือนอะไรนั่นโผล่มา  แค่วันแรกก็ทำเอาเขาปวดหัวไม่น้อย ทั้งนิสัยแย่ๆ ทั้งเรื่องไร้มารยาทขนาดกระโดดถีบเขา! 

   การที่โดนพาไปอาบน้ำในห้องน้ำด้านหลังน่ะเป็นบทลงโทษที่น้อยไปด้วยซ้ำ!

   อะไรนะ? เขารู้ได้ยังไงว่าเดือนกลัวตุ๊กแก หึ นายปฐพีคนนี้ถ้าเกลียดใครบอกเลยว่าเกลียดแรง  ตั้งแต่รู้ว่าเดือนจะกลับมาอยู่ด้วยเขาก็เริ่มสืบข้อมูลทุกอย่างของเจ้าตั้งแต่อาหารการกิน ไปจนถึงอุปนิสัยและการทำงาน  แต่ไม่ว่าจะอ่านข้อมูลเท่าไหร่ๆ ดินก็ทำใจให้ชอบเจ้าหมอนี่ไม่ได้เลย

   ส่วนหนึ่งในตัวเขามันคงอิจฉา...อิจฉาเดือนที่ได้เป็นลูกแท้ๆของสามีภรรยาคู่นี้

   และเขาก็กลัว...ว่าสักวันจะเป็นตัวเขาที่ถูกทิ้ง ถูกผลักไส

   สุดท้ายก็ต้องอยู่ตัวคนเดียว...

   แต่ความคิดทั้งหมดนี่ดินไม่ได้พูดออกไป  เขาแค่ทำหน้านิ่งๆซึ่งเป็นใบหน้าปกติของตนตอนที่แม่มะลิหันมาจ้องหน้าเขา  หญิงสาวร่างเล็กคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้เหมือนทุกครา ลูบหัวเขาด้วยความเอ็นดู

   “วันนี้ขอบใจมากนะจ๊ะที่ช่วยดูแลพี่เดือน  ไม่ได้ดิน แม่กับพ่อคงลำบาก”

   “เรื่องเล็กครับ”

   เขายิ้มน้อยๆตอบกลับไปเช่นกัน เห็นดังนั้นแม่มะลิก็ถอนหายใจ สีหน้าของเธอดูเป็นกังวลจนดินรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองถูกบีบ เขาไม่ชอบเลยเวลาคนสำคัญทำสีหน้าแบบนี้

   “ดิน...” เธอเรียกชื่อเขา “แม่รู้ว่ามันปรับตัวยากสักหน่อย ลูกคงสับสนในอะไรหลายๆอย่าง แต่ยังไงซะ เดือนก็คือครอบครัว ถือซะว่าเขาเป็นพี่ชายคนหนึ่งของลูกก็แล้วกัน ได้ไหมจ๊ะ”

   “ผม...”

   “แม่รู้นะว่าดินแกล้งเดือน” พอหญิงสาวพูดถึงตรงนี้ คนผมดำก็ก้มหน้างุด ทำท่าเหมือนเด็กทำผิดแล้วโดนจับได้ เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากคุณมะลิไม่น้อย

   อันที่จริงตอนที่คนงานในสวนที่กำลังจะไปอาบน้ำมารายงานเธอว่าเจอเดือนนอนสลบในห้องน้ำเธอก็ตกใจมาก นึกแล้วนึกอีกว่าทำไมลูกชายที่ควรจะอาบน้ำอยู่ในห้องถึงไปโผล่ที่ห้องน้ำคนงานได้ แล้วก็ได้คำตอบที่ไม่อยากจะเชื่ออกมา ใจหนึ่งเธอก็อยากจะบ่น โตๆกันแล้ว ทำเหมือนเป็นเด็กไปได้ แต่มาคิดๆดูแล้ว ดินอาจจะมีอะไรในใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ลูกชายคนที่สองของเธอไม่ค่อยพูด เป็นคนเงียบๆเก็บตัว ถึงจะดีขึ้นกว่าตอนที่เธอรับเขามาเลี้ยง แต่ก็ยังถือว่ามนุษย์สัมพันธ์แย่กับคนอื่นๆอยู่ดี

   เขาคงกลัวจะถูกลดความสำคัญลง

   “แม่จะไม่ว่าดิน  แม่รู้ว่าลูกโตพอจะแยกได้แล้วว่าอะไรควรไม่ควร ที่แม่อยากจะพูดก็คือเราจะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน แม่ไม่อยากเห็นลูกของแม่ทั้งสองคนทะเลาะกัน  แม่บอกแล้วว่าแม่รักทั้งสองคนเท่าๆกัน  เข้าใจไหมจ๊ะ”

   ดินเม้มปาก ก้มลงไปกอดร่างเล็กๆของผู้ที่เปรียบเสมือนมารดาแท้ๆอย่างหวงแหน

   “ดินไม่ชอบพี่เดือน”

   คุณมะลิยิ้มอย่างอ่อนใจ นั่นไงล่ะ ผิดจากที่เธอคิดเสียที่ไหน

   “แต่อย่างน้อยแม่ก็อยากให้ดินพยายามเป็นมิตรกับพี่เขา ไม่รู้ล่ะ  จากการที่ลูกแกล้งพี่เขาวันนี้แม่จะลงโทษลูก  ต่อไปนี้ดินต้องเป็นคนดูแลพี่เดือน  จะไปทำงานที่ไร่หรือไปขายของ ซื้อของที่ตลาดก็ต้องพาพี่เขาไปด้วย คอยสอนงานแล้วก็คอยดูแลพี่เขา”

   “คุณแม่...” ดินครางเสียงอ่อย  ฟังแบบนี้แล้วแทบอยากจะลุกมาล้มโต๊ะ  ตัวติดกันเป็นตังเมแบบนี้ต้องให้เขาพาไปเข้าห้องน้ำ  อาบน้ำเช็ดตัว ป้อนข้าวป้อนน้ำให้เลยไหม  ง่อยเอ๊ย! นี่ดีนะที่คุณแม่ไม่ได้สั่งย้ายมานอนด้วยกัน ไม่งั้นดินจะนึกว่าตัวเองต้องมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กแล้วนะ

   แน่นอนว่าความโกรธในใจก็ได้แต่ส่งไปด่าไอ้คนที่นอนสลบบนเตียง  หาได้แสดงออกมาทางสีหน้าไม่ แต่ดวงตาสีน้ำตาลหลังกรอบแว่นก็แสดงถึงความไม่พอใจลางๆ

   “นะดิน...ทำให้แม่ได้ไหม”  น้ำเสียงที่ไม่ได้ออกเป็นคำสั่งแต่กลับพูดเป็นเชิงขอร้องพร้อมมือบางที่เลื่อนมากอบกุมมือเขาไว้  แล้วแบบนี้นายปฐพีจะใจร้ายปฏิเสธผู้หญิงที่เขารักที่สุดได้ยังไง  สุดท้ายเขาก็ต้องพยักหน้ารับออกมา ได้แต่คาดโทษไอ้คนเป็นพี่ไว้ในใจ

   ได้...อยากตามมาเป็นภาระกันดีนักใช่ไหม...

   เขาจะแกล้งให้หอบกระเป๋ากลับกรุงเทพไม่ทันเลยคอยดู!

   หลังจากตกลงกันเสร็จเดือนก็ถูกแม่มะลิของเขาใช้ให้ไปที่ตลาดโต้รุ่งเพราะแม่อยากให้เดือนได้ดื่มน้ำเต้าหู้อุ่นๆหลังตื่นขึ้นมา  ดินที่โดนทำโทษเลยได้แต่ขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าปุเลงๆเข้าไปที่ตลาด หลังจากจอดรถเสร็จ ชายหนุ่มผมดำก็ได้แต่ลอบถอนหายใจกับจำนวนคนที่เบียดเสียดกันในตลาด  เวลาหัวค่ำแบบนี้หลายๆคนก็ออกมาหาซื้อของกันทั้งนั้น

ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ดินเกลียดความวุ่นวายแบบนี้ แต่ตอนนี้คงไม่มีอะไรวุ่นวายไปกว่าไอ้ผู้ขายตัวโตที่นอนสบายอยู่ที่บ้านอีกแล้ว

   ชายหนุ่มเดินหน้านิ่งลัดเลาะไปตามแผงต่างๆ มีเป้าหมายอยู่ที่ร้านขายน้ำเต้าหู้เพียงอย่างเดียว ตั้งใจว่าซื้อเสร็จก็จะกลับเลย 

   ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้าทำให้ดินไม่สังเกตเห็นสายตาของชายหญิงที่มองตามเขาตาละห้อยเลยสักนิด อันที่จริงแล้วดินจัดว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง  ติดตรงที่เจ้าตัวพูดน้อยแถมยังไม่ค่อยจะยิ้มอีกต่างหาก แต่ถึงกระนั้นใครหลายๆคนก็ยังบอกว่า ‘คุณปฐพี เนี่ยหล่อลากกระชากตับที่สุดแล้ว’ หรือ ‘ถ้าฟ้าส่งให้คนหน้าตาแบบนี้มาเกิดเป็นผู้ชาย ผมก็ยอมเป็นเกย์ครับ’ 
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ดินไม่ได้รับรู้สักนิด  อาจเป็นเพราะเจ้าตัวไม่ค่อยออกมาข้างนอกบ่อยนัก แล้วยังนิสัยไม่ใส่ใจรอบด้านอีก

   อย่างวันนี้ถ้าไม่ติดว่าแม่มะลิเป็นคนขอดินก็ไม่ออกมาหรอก  เพราะอะไรน่ะหรือ...ก็ร้านน้ำเต้าหู้ที่แม่อยากให้เดือนได้กินมันเป็นร้านดังประจำอำเภอน่ะสิ!  ถึงจะเป็นแค่ร้านที่ใช้รถเข็นขายแต่ลูกค้าก็แห่กันมาอุดหนุนไม่หยุด ออกันแน่นหน้าร้านทุกวัน  สาเหตุที่หนึ่งเพราะมันอร่อย อันนี้ดินไม่เถียง  ทุกครั้งที่ดื่มน้ำเต้าหู้ร้านนี้เขาจะรู้สึกมีแรงขึ้นทุกครั้ง เหมือนกับว่าคนทำตั้งใจจะทำให้คนซื้อมีความสุขจากการได้ดื่มน้ำเต้าหู้อุ่นๆจริงๆ  มันเป็นความรู้สึกดีและอบอุ่นที่สัมผัสได้

   และสาเหตุที่สองคงเป็นเพราะคนขาย...

   เมื่อเดินมาถึงร้านขายน้ำเต้าหู้  เจ้าของร้านก็ร้องทักเขาอย่างสดใส

   “พี่ดิน!” เสียงหวานๆของสาวน้อยร่างเล็กเรียกให้สายตาคนเหล่านั้นจับจ้องมาที่ตัวเขามากขึ้น แต่หนุ่มหน้านิ่งก็หาได้สนใจไม่  ดินพยักหน้าให้เด็กสาวหนึ่งทีก่อนเดินไปต่อท้ายแถวคนที่กำลังรอคิวซื้อน้ำเต้าหู้อยู่ 

   คนด้านหน้าเขาเป็นหญิงสาวในชุดยูนิฟอร์มสีเทาน่าเบื่อ  เธอมัดผมเป็นหางม้าและกำลังคุยโทรศัพท์เสียงดังอย่างไม่แคร์สายตาใคร

   “อะไรนะ  ทำไมพูดแบบนี้วะ  มึงจะไปมึงก็ไปไม่ต้องยกเหตุผลมาอ้างหรอก...เออ พูดเหมือนกูเสียดายมึงนักนี่...ไอ้ควาย...ไปเลย มึงอยากไปตายที่ไหนก็ไป  ผู้ชายห่วยๆอย่างมึง ออกจากชีวิตกูได้ก็ดีแล้ว ชีวิตกูจะได้ดีขึ้นมาบ้าง!” สิ้นเสียงตะคอกหญิงสาวก็กดตัดสาย  พ่นคำหยาบสารพัดมาด่าผู้ชายเธอคุยด้วยเมื่อสองสามนาทีก่อน  ดินมองผู้หญิงตรงหน้านิ่งๆ นึกอยากบอกเธอว่าหยุดด่าซะที ด่าไปผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้ยินแต่คนได้ยินน่ะมันพวกเขาที่ยืนต่อแถวอยู่  คำหยาบไม่ใช่ว่าไม่เคยได้ยิน แต่ฟังคนพูดมากๆเข้าก็ระคายหูเหมือนกัน

   วูบ

   พลันเมื่อดินกระพริบตา โลกเบื้องหน้าเขาก็ไม่ใช่โลกใบเดิมที่เขาเห็นก่อนหน้านี้อีกแล้ว ชายหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อโลกรอบตัวเขากลายเป็นสีเทา  ไม่มีสีสันอะไรนอกจากเส้นสายสีแดงที่พาดโยงอยู่ทุกที่  เขามองเห็นเส้นแสงโปร่งใสสีแดงผูกติดอยู่กับนิ้วก้อยด้านขวาของหญิงสาว ชายเส้นแสงลากยาวไปบนพื้น  ดินไล่สายตามองตามไปแล้วก็ต้องหยุดนิ่ง

   เมื่อพบว่าปลายเส้นแสงสีแดงนั้นขาดสะบั้น

   ชายหนุ่มกัดริมฝีปาก

   ถูกตัดลงแล้วอย่างนั้นหรือ....

   นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหลังเลนส์ใสปิดแน่นก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้ง ดินมองไปรอบๆ โลกยังเหมือนเดิม เต็มไปด้วยเส้นแสงสีแดงที่เชื่อมกับปลายนิ้วก้อยแต่ละคน ชายเส้นแสงบางเส้นลากยาวหายไปไหนก็ไม่รู้  บางเส้นก็ขาดรุ่งริ่งเหมือนหญิงสาวที่ยืนต่อแถวอยู่หน้าเขา  บางเส้นก็ถูกผูกปมไว้กับด้ายอีกเส้น ขมวดกันแน่น 

   ตอนนี้โลกในสายตาของดินเต็มไปด้วยเส้นแสง...ไม่สิ ไม่ใช่เส้นแสง แต่เป็น ‘ด้าย’ ต่างหาก  ด้ายสีแดงโปร่งแสงมากมายนับร้อยเส้น ระโยงรยางค์ไปทั่วจนเขาชักปวดหัว

   ชายหนุ่มหลับตา ตั้งสมาธิเพื่อให้ภาพของด้ายแดงพวกนั้นหายไป  วูบหนึ่งที่ร่างของเขาเซเหมือนจะล้มแล้วทันใดนั้นร่างเล็กก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากใครอีกคนที่เขามาประคองเขา  เมื่อลืมตาขึ้นเส้นด้ายสีแดงก็หายไปหมดแล้ว  เบื้องหน้าเขาเหลือเพียงชายหนุ่มร่างใหญ่  ผิวคล้ำ มีสายตาที่อ่อนโยนและฉายแววใจดี  รอยยิ้มอบอุ่นส่งมาให้เขา

   “เป็นอะไรหรือเปล่าน้องดิน  ทำไมดูหน้าซีดจัง จะเป็นลมหรือเปล่า  นั่งพักก่อนไหม?”

   “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ” ดินตอบ ยันตัวเองออกจากอ้อมแขนแข็งแรงนั่น ผู้ชายสองคนมาโอบกันอยู่หน้าร้านขายน้ำเต้าหู้คงไม่ดีนักหรอก ถ้าเปลี่ยนตัวเขาเป็นสาวน้อยหน้าตาน่ารักก็ว่าไปอย่าง

   “ไปนั่งพักก่อนไหมน้องดิน?”

   “ไม่เป็นไรครับ”

   “แต่...”

   “พี่ เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” เสียงหวานของเด็กสาวดังขึ้น  ดินหันไปก็พบสาวน้อยที่เมื่อครู่ยืนขายของอยู่มายืนอยู่ข้างๆด้วยสีหน้าเป็นห่วง ดวงตากลมโตมองเขาแล้วก็เบิกตากว้างอย่างตกใจ “พี่ดิน พี่หน้าซีด! จะเป็นลมเหรอคะ ไปนั่งพักก่อนเร็ว!”

   ว่าจบสาวน้อยก็กุลีกุจอลากดินไปนั่งที่เก้าอี้พลาสติกที่ตั้งเอาไว้หลังรถเข็นที่ใช้ขายน้ำเต้าหู  ข้างๆมีกระทะใบใหญ่สำหรับทอดปาท่องโก๋ ดินเห็นว่าเด็กสาวรีบถือพัดมาพัดให้เขาแล้วก็พูดๆจนเขาหาโอกาสแทรกว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรไม่ได้เลย  ชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนมองอยู่สักพักเห็นดังนั้นก็หัวเราะขำ

   “พอแล้วมั้งคลื่น  พี่ว่าดินจะเป็นลมก็เพราะเธอนี่แหละ  ไปขายของต่อไป เดี๋ยวพี่ดูแลดินต่อเอง” สาวน้อยเจ้าของชื่อ ‘คลื่น’ หรือ ‘ฟองคลื่น’ หันไปทำแก้มป่องใส่พี่ชายของตัวเอง แต่เมื่อเห็นว่าลูกค้าที่หน้าร้านเริ่มเยอะเด็กสาวเลยจำต้องกลืนคำบ่นลงคอไปแล้วก็ไปขายน้ำเต้าหู้ต่อ

   “พี่ทะเล...ผมโอเคแล้วครับ ขอบคุณมาก สงสัยที่วูบไปเพราะอากาศร้อน” ดินรีบพูดทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะเอามือมาแตะตัวเขา  ชายหนุ่มร่างเล็กผงะไปเล็กน้อย  เขาไม่ชอบให้คนที่ไม่สนิทด้วยมาแตะตัว  ทะเลที่เห็นดังนั้นก็ส่งยิ้มเจื่อนมาให้

   “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วที่ไม่เป็นอะไรมาก ว่าแต่น้องดินจะมาซื้อน้ำเต้าหู้ใช่ไหม  เอากี่ถุงล่ะ พี่ได้ไปหยิบมาให้”

   “เอาน้ำเต้าหู้สี่ถุงครับ”  เขาว่า  ตอนแรกตั้งใจจะซื้อไปให้แค่เดือนแต่ไหนๆก็ออกมาแล้ว ซื้อไปฝากคุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็เผื่อตัวเองหิวตอนดึกด้วยเลยดีกว่า

   วูบ

   จังหวะที่ทะเลหันหลังกลับไปนั้น ดินก็กลับมามองเห็นโลกสีเทาที่เต็มไปด้วยเส้นด้ายสีแดงอีกครั้ง  เขามองไปที่นิ้วก้อยของทะเลที่มีด้ายแดงผูกติดอยู่ปลายด้ายลากยาวหายไป เช่นเดียวกับฟองคลื่นผู้เป็นน้องสาว ดินบีบมือตัวเองแน่น โลกสีเทานี้กำลังทำเอาเขาเวียนหัว  อาการแบบนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่เขามองเห็นโลกที่เต็มไปด้วยด้ายแดง

   “ดิน...น้องดิน...เป็นอะไรหรือเปล่าครับ!?”  เสียงตื่นๆของทะเลกระชากดินออกจากภวังค์  โลกของเขากลับคืนเต็มไปด้วยสีสันอีกครั้ง  ดินส่ายหน้า ยื่นเงินให้อีกฝ่าย รับถุงน้ำเต้าหู้มาแล้วก็ออกเดิน  แต่ก่อนจะพ้นรัศมีร้านขายน้ำเต้าหู้เสียงหนึ่งก็ดังเรียกเขาไว้

   “น้องดิน!” พอหันกลับไปก็เห็นทะเลกำลังยิ้มกว้างโบกมือมาให้เขา เจ้าตัวเดินออกมาไม่ได้เพราะติดที่ลูกค้าสาวน้อย สาวใหญ่มากมายรุมล้อมไว้ เลยทำได้แค่โบกมือแล้วก็ร้องบอกมาดังๆ “กลับบ้านดีๆนะครับ”

   อ่า...กลับบ้านดีๆนะงั้นหรือ

   มันก็แค่ประโยคธรรมดาเอง...แต่ไม่รู้ทำไมดินถึงได้เผลอยกมือโบกตอบกลับไปแล้วในอกก็รู้สึกอุ่นขึ้นมาวูบหนึ่ง

   ->มีต่อด้านล่างค่ะ<-
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-12-2015 19:59:51 โดย snowrabbit »

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
[ต่อค่ะ]

เมื่อได้ของที่ต้องการเขาก็รีบเดินไปที่ลานจอดรถ หวังว่าจะได้กลับไปนอนเอาแรงที่บ้านเสียที แต่ยังไม่ทันพ้นเขตตลาดไหล่ของดินก็ถูกใครบางคนคว้าไว้พร้อมกับเสียงร้องตื่นเต้นประหนึ่งเจอดารามาเดินตลาดนัด

   “ดิน หาตัวตั้งนานแน่ะ!” ชายหนุ่มผมดำกระพริบตาปริบ มองคนที่คว้าไหล่เขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า นึกสงสัยว่าทำไมวันนี้ใครๆถึงได้เรียกชื่อเขาด้วยท่าทางตกใจแบบนี้กันทุกคน

   อีกอย่างแค่ออกมาซื้อน้ำเต้าหู้แล้วก็กลับบ้าน ทำไมถึงได้ยากเย็นแบบนี้นะ

   คนที่คว้าไหล่เขาเป็นชายหนุ่มที่อายุมากกว่าดินประมาณสองสามปี เป็นลูกชายเจ้าของโรงสีข้าว รู้จักกับดินมาตั้งแต่เรียนมัธยม  “พี่ทศ มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ” ถามไปก่อนปลดมืออีกฝ่ายออกจากไหล่อย่างสุภาพ  ชายหนุ่มเจ้าของนามทศผงกหัวขอโทษเมื่อนึกขึ้นได้ว่ารุ่นน้องคนสนิท(ที่เขาคิดไปฝ่ายเดียว) ไม่ชอบให้ใครมาถูกเนื้อต้องตัวเท่าไหร่

   “คือว่าพี่มีเรื่องอยากขอให้ดินช่วย”

   “ให้ผมช่วย?”

   “ใช่” ทศพยักหน้า พลางพยักพเยิดไปทางหญิงสาวอีกคนที่ยืนจดๆจ้องๆอยู่ไม่ไกล “เกี่ยวกับความสามารถพิเศษของดินน่ะ...ช่วยดู ‘นั่น’ ให้พี่หน่อยสิ”

   อ่า...นี่ต้องเป็นกรรมจากการที่เขาไปแกล้งไอ้พี่เดือนจนสลบคาห้องน้ำแน่ๆเลย เขาที่อยากนอนใจจะขาดเลยกลับบ้านไปนอนไม่ได้เสียที!

   ถึงจะบ่นนั่นบ่นนี่ในใจ ดินก็เดินหน้าตายตามอีกฝ่ายมาที่มุมแห่งหนึ่งตรงลานจอดรถซึ่งค่อนข้างปลอดคน  ทศที่ตามมาก็รีบกระซิบแนะนำผู้หญิงข้างๆกับดินว่าเป็นแฟนที่คบกันมาได้ห้าปีแล้ว  เขากำลังจะขอเธอแต่งงานเลยอยากให้ดินช่วยดูให้หน่อยว่าทั้งคู่นั่นใช่เนื้อคู่กันหรือเปล่า

   ได้ยินแบบนี้ดินก็อยากค้อนใส่อีกฝ่าย เขาไม่ใช่กามเทพนะจะได้จับคู่ว่าใครคู่กับใครได้

   อีกอย่างถ้าไม่ใช่เนื้อคู่กันแล้วทศจะไม่ขอเธอแต่งงานหรือยังไง

   แต่สุดท้ายนายปฐพีที่ขี้เกียจจะเถียงก็ยอมหลับตา ตั้งสมาธิ เมื่อลืมตาโลกรอบกายก็กลายเป็นสีเทาอีกครั้ง ที่เขาเห็นเด่นชัดในยามนี้คือด้ายสีแดงโปร่งแสงผูกที่นิ้วก้อยของทศปลายด้ายลากเชื่อมไปผูกติดอยู่กับนิ้วก้อยของหญิงสาวคนนั้น

   เห็นดังนั้นดินก็อยากจะปรบมือแล้วจุดพลุฉลอง พร้อมพูดอะไรทำนองว่า ‘ยินดีด้วยครับ คุณเป็นเนื้อคู่กัน’ อะไรทำนองนี้ แต่สิ่งที่เขาทำคือแค่ออกจากโลกสีเทาแล้วปรบมือสามแปะพร้อมพูดด้วยสีหน้านิ่งสนิทว่า “ดีใจด้วยครับ” แค่นั้นจบ
 
   การกระทำนั้นอาจจะดูเย็นชาไปบ้างแต่สำหรับทศที่รู้จักดินมาหลายปี ก็ไม่ได้ถือสา เขาโห่ร้องไชโยแล้วคว้าตัวแฟนสาวมากอดแน่น หมุนไปรอบๆจนทั้งหญิงสาวแล้วก็ดินตกใจ  แล้วหลังจากนั้นไม่กี่นาทีเธอก็ถึงกับน้ำตาคลอเมื่อทศคุกเข่าลง หยิบแหวนออกมาแล้วก็ขอเธอแต่งงานโดยมีดินยืนหน้าง่วงๆเป็นพยานให้  หลังจากยืนซึ้งอยู่เกือบสิบนาทีดินก็ตระหนักได้ว่าเขาควรกลับบ้านได้แล้วแต่พอจะหันหลังกลับไปที่รถ  ทศก็เดินมาดักหน้าเขาไว้ก่อน

   “ขอบใจนะเว้นไอ้ดิน”  เจ้าตัวว่าพร้อมรอยยิ้มกว้าง แต่ตอนพูดก็กระซิบเสียงเบา เพราะรู้ว่าความสามารถพิเศษนี้ของดินเป็นความลับ

   “เรื่องเล็กน่าพี่  ว่าแต่พี่มาถามผมแบบนี้ ถ้าสมมติว่าด้ายแดงมันไม่เชื่อมกันขึ้นมาจะทำไง”

   “อืม...พี่ก็ว่าจะให้แกตัดด้ายแดงพี่กับคุณฟางว่ะ แล้วก็เอามาผูกกันซะเลย ฮ่าๆ”

   “ทำแบบนั้นผมก็แย่สิครับ” ดินพูด  หากเขาตัดด้ายแดงขึ้นมาจริงๆ ความลำบากจะตกอยู่ที่เขาเต็มๆ เพราะเท่ากับว่าเขายื่นมือไปยุ่งกับชะตาของคนอื่น  เปลี่ยนชะตาชีวิต ทำให้ใครอีกคนที่ควรได้คู่กันต้องพลัดพราก แล้วจากนั้นดินจะต้องทนรับกับความผิดหวัง  ความเสียใจ ความทุกข์และความโกรธของฝ่ายที่ผิดหวัง  เหมือนเป็นผลกรรมที่เขาต้องแบกรับเอาไว้

   “งั้นก็ดีแล้วที่ไม่ต้องถึงขั้นนั้น ยังไงก็ขอบใจมากนะเว้ย” ทศตบไหล่คนตัวเล็กป้าบๆจนร่างนั้นถึงกับเซน้อยๆ หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามประโยค ทศก็ขอตัวพาแฟนไปหาพ่อกับแม่แล้วก็ทิ้งท้ายว่าจะส่งการ์ดงานแต่งมาให้ ตอนนั้นดินเองก็ต้องพาว่าที่เจ้าสาวไปเปิดตัวในงานด้วย

   “จะล๊อกให้ฟางโยนช่อดอกไม้ไปให้เลย” ประโยคที่ทำให้ดินได้แต่หัวเราะฝืดๆออกมา 

   ชายหนุ่มเดินลากขาไปที่มอเตอร์ไซค์ รู้สึกอ่อนแรงจนต้องนั่งพักสักครู่

   การมองเห็นด้ายแดงทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกสูบพลังไปได้ทุกครั้ง

   ถ้าหากจะถามว่าดินเริ่มมองเห็นด้ายแดงตั้งแต่ตอนไหน เขาก็จำไม่ได้ รู้ตัวอีกทีเขาก็ชอบหลุดพูดอะไรแปลกๆออกไปเช่น ทำไมรอบๆตัวเขามันถึงได้ไม่มีสีสันเลย  คุณแม่เดินระวังเส้นสีแดงพวกนี้นะครับและอีกหลายอย่างที่หลุดพูดไปทำให้ได้รับสายตาแปลกๆจากคนรอบข้าง ตัวเขาในตอนเด็กก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่พบคืออะไร รู้แต่ว่าสายตาที่คนอื่นมองมามันไม่ดี 

   สายตาที่มองเหมือนเขาเป็นตัวประหลาด

   พอโตขึ้นดินเลยเลือกที่จะปิดปากเงียบ ไม่พูดถึงพรสวรรค์ประหลาดๆนี่อีกเลย

   ตามที่โบราณกล่าวไว้ ด้ายแดงคือด้ายแห่งความรัก เชื่อมตัวเรากับเนื้อคู่เข้าด้วยกัน  บ้างก็ว่ามีขนาดวนได้รอบโลกสองรอบ และจะหดลงเรื่อยๆจนเราพบกับเนื้อคู่  บ้างก็ว่าด้ายแดงจะผูกอยู่ที่ปลายนิ้วก้อยเราแล้วก็ปลายนิ้วก้อยของเนื้อคู่เรา

   ดินไม่เพียงแต่มองเห็นด้ายแห่งความรักนี้เท่านั้น เขายังสามารถตัดด้ายแดง...ตัดความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อคู่กับเนื้อคู่ และผูกด้ายแดง คือน้ำด้ายแดงมาผูกเข้าด้วยกัน ใช้กับกรณีที่ไม่ได้เป็นเนื้อคู่กันมาก่อน แต่ใครที่เชื่อมด้ายแดงหากันด้วยวิธีนี้ ความรักมักจะพบอุปสรรคใหญ่หลวงเสมอ บางคู่ก็ทนไม่ได้ต้องเลิกรากันในท้ายที่สุดก็มี ถ้าเป็นอย่างนั้นดินก็ต้องทนรับอารมณ์ความเสียใจ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นด้วย

   จะว่าไปเขาก็ไม่ต่างจากกามเทพเท่าไหร่หรอกเพียงแต่อีกฝ่ายไม่ต้องทนรับความเจ็บปวดทางใจแบบเขาเท่านั้นเอง

   เพราะแบบนี้ไงเขาถึงไม่อยากไปผูกหรือตัดด้ายแดงใคร แต่เมื่อเห็นบางคนเป็นทุกข์ใจเขาก็เผลอเข้าไปช่วยเหลือทุกที

   ด้วยเหตุนี้...บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ดินไม่ค่อยจะแสดงความรู้สึก...เขาได้รับอารมณ์ด้านลบมามากเกินไปทำให้ตัวเองกลายเป็นคนเฉยชาและไม่ยี่หระกับทุกสิ่งในโลก  เป็นกลไกการปรับตัว เพราะหากเขาใส่ใจกับทุกความทุกข์ที่ได้รับมาตอนนี้เขาคงฆ่าตัวตายไปแล้วและอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ...

   ชายหนุ่มกระพริบตาแล้วโลกรอบกายก็เปลี่ยนเป็นสีเทา  เขาก้มมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง  นัยน์ตาคู่สวยไม่สะท้อนสิ่งใดนอกจากฝ่ามือว่างเปล่า

   ใช่แล้ว...

   ปฐพีผู้สามารถมองเห็นด้ายแห่งความรักของใครต่อใคร  สามารถเชื่อมความรักได้ดุจกามเทพ กลับไม่เห็นด้ายแห่งความรักของตัวเอง

   ดินไม่เห็นด้ายแดงของตัวเองมานานมากแล้ว  บางทีคงไม่เห็นตั้งแต่ที่เขาเลือกจะเดินออกมาจากชีวิตใครบางคน

   ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตอนนี้ด้ายแห่งรักของตัวเองจะยังผูกอยู่กับใครหรือเปล่า หรือถูกตัดทิ้งจนกลายเป็นแค่เศษด้ายไร้ค่า แต่ดูจากประสบการณ์ความรักที่ผ่านๆมาของเขามันคงเป็นอย่างหลัง  นี่คืออีกหนึ่งราคาที่ดินต้องจ่ายให้กับการมีพรสวรรค์นี้ ยิ่งเขาช่วยให้คนอื่นสมหวังมากเท่าไหร่  ตัวเขาเองก็ไม่สามารถสมหวังในรักได้มากเท่านั้น

   รักใคร ก็ไม่รักตอบ

   เริ่มต้นดีกับใคร สักพักก็คว้าน้ำเหลว แล้วก็ห่างหายกันไป

   คบใครก็เจอแต่คนไม่ดี

   ประสบการณ์ถูกทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ดินเริ่มปิดตัวเอง ความรู้สึกรักของเขาเริ่มลดน้อยลงทีละนิด จนตอนนี้ดินเหลือเพียงความรักที่ให้กับเพื่อนและครอบครัวเท่านั้น  แล้วยิ่งเขาบันดาลให้คนอื่นๆสมหวังมากเท่าไหร่ ความรู้สึกรักที่ทั้งอ่อนหวานและละมุน...รักที่ควรจะถูกมอบให้ใครสักคนก็ค่อยๆเลือนหายไปทีละน้อย

   ริมฝีปากบางยกเป็นรอยยิ้มสมเพชตัวเอง

   เขานี่ช่างเหมือนคิวปิดเสียจริง...เป็นคนสื่อรักแท้ๆแต่กลับล้มเหลวในเรื่องรักเสียเอง

   แต่เพราะความสามารถในการที่จะมอบรักให้ใครสักคนของเขามันมีจำกัด  คนที่ดินเห็นแล้วว่าสำคัญเขาสามารถมอบความรักให้คนเหล่านั้นได้ด้วยทั้งหมดของเขา

   เพราะคนที่รักได้ช่างมีน้อย...ดินเลยเลือกที่จะรักคนเหล่านั้นด้วยทั้งหมดที่เขามี

   เมื่อนั่งพักจนพอ ชายหนุ่มก็สตาร์ทรถแล้วรีบบึ่งกลับบ้าน เขากลัวคุณแม่จะเป็นห่วงเพราะหายออกมานาน  เมื่อถึงบ้านคุณพ่อก็บอกให้เขาเอาน้ำเต้าหู้ไปเทใส่แก้วให้เดือนก่อน “เพิ่งฟื้นตะกี้เอง” พ่อพูดด้วยสำเนียงไทยแบบแปร่งๆเล็กน้อย

   “ยังงงๆไปหมด แต่ดูแล้วคงจะหิว  เอาน้ำเต้าหู้ไปให้พี่เขากินไป”

   “เดี๋ยวฝากป้าชื่นเอาไปให้ก็ได้ครับ”

   “ได้ที่ไหนกันล่ะ  ดึกแล้วให้ป้าแกพักผ่อนไปเถอะ ยังไงก็อยู่ห้องข้างๆกัน ดินก็ถือไปให้พี่เขาหน่อยเถอะลูก แม่บอกแล้วนี่นาว่าจะให้ดินเป็นคนดูแลพี่เดือน”

   พูดมาขนาดนี้แล้วดินจะกล้าปฏิเสธได้ยังไง สุดท้ายเขาก็ยอมแกะน้ำเต้าหู้เทใส่แก้ว ยกขึ้นไปชั้นสอง ระหว่างทางก็สวนกับผู้เป็นมารดาที่สำทับว่าให้เขาอยู่เป็นเพื่อนเดือนก่อน  เผื่อเจ้าตัวเป็นอะไรขึ้นมา

   เหอะ ตัวเท่าหมีแบบนั้นจะเป็นอะไร  โรคสำออยสิไม่ว่า

   เขายังจำไอ้แรงถีบขาคู่มหาภัยได้อยู่เลย ของแบบนี้ใช่ว่าขอโทษแล้วมันจะหายเคืองเสียเมื่อไหร่ ตอนที่อาบน้ำแล้วเปิดดูตรงเอวเขาที่โดนเดือนถีบก็เริ่มช้ำแล้วด้วย!

   ก๊อก ก๊อก

   ดินเคาะประตู  เขาถูกฝึกมารยาทพวกนี้ ทำทุกวันจนติดเป็นนิสัยแล้ว รอไม่นานก็มีเสียงเชิญให้เขาเข้าไปในห้อง พอเข้าไปก็พบชายหนุ่มร่างสูงนอนอยู่บนเตียง  อีกฝ่ายเลิกคิ้วเมื่อเห็นเขา

   “อ้าว เป็นนายเองเหรอ”

   “ไม่ต้องทำเสียงผิดหวังโจ่งแจ้งแบบนั้นก็ได้มั้งครับ” เขาว่าก่อนจะวางแก้วน้ำเต้าหู้ลงที่ตู้ข้างเตียง

   ไม่รู้ทำไมพอคุยกับเดือนที่ไรเขาถึงได้รู้สึกหงุดหงิดทุกที  มันเป็นความรู้สึกที่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรก็ขัดตาไปซะหมด

   “ขอโทษแล้วกันนะที่ฉันทำเสียงเป็นมิตรกับคนที่หลอกฉันไปทิ้งไว้ที่ห้องน้ำสุดอันตรายแบบนั้นไม่ได้”

   “ผมแค่อยากให้คุณสัมผัสกับบรรยากาศชาวชนบท”

   “ถึงฉันจะตัวโตเหมือนควายแต่ก็ไม่ได้กินหญ้าแทนข้าวนะ  จะได้โง่จนดูไม่ออกว่านายจงใจแกล้ง”  ดินจุดยิ้มมุมปาก  นึกสนุกที่เห็นอีกฝ่ายทำท่ากวนประสาทแบบนั้น 

   “แล้วไม่โกรธเหรอครับ”

   “วิธีการอย่างกับเด็กสามขวบใครจะไปโกรธลง”


   “ดีแล้วครับ โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า  หลุดจากความโง่ได้แบบนี้ก็หายห่วงครับ”

   “ทำไมกูรู้สึกเหมือนมึงด่ากูอีกแล้ววะไอ้น้องดิน”

   “หยาบคายครับ”

   “เลิกกัดกูหน้าตายแบบนั้นซะทีเถอะ  อย่างน้อยก็ช่วยมอบรอยยิ้มสว่างใสหัวใจหนุ่มน้อยให้สักครั้งเถอะ”

   “เพ้อเจ้ออีกแล้วนะครับ เดี๋ยวธาตุไฟก็แทรกหรอก”

   เดือนกลอกตาก่อนจะถอนหายใจยาวๆ  เขายกมือเสยผมด้วยท่าทางหงุดหงิด ลังเลอึกอักอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา “ฉันรู้สึกว่านายไม่ชอบฉัน” สรรพนามเปลี่ยนไปอีกหน  นี่เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ดินตามเดือนไม่ทัน เหมือนอีกฝ่ายจะโมโหจนหลุดหยาบคายกับเขาแต่แล้วก็นึกได้ว่าต้องเป็นครอบครัวเดียวกันเลยกลับมาสุภาพอีกครั้ง

 ดูๆไปแล้วก็ตลกดีเหมือนกัน

“ฉันรู้ว่านายไม่ชอบฉันเลย แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรฉันก็ขอโทษนะ ยังไงเราก็ต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน สงบศึกกันไว้ก่อนดีไหม”

แน่นอนว่าดินไม่คิดจะตอบว่า ‘ดีครับ’ อยู่แล้ว

เดือนเป็นคนประเภทที่เขาไม่อยากเข้าใกล้...เป็นประเภทที่เขา ‘แพ้ทาง’ ล่ะมั้ง  คนที่เป็นเหมือนแสงสว่างแบบนั้นไม่เหมาะจะอยู่ใกล้กับคนที่มีแต่ความรู้สึกอมทุกข์แบบเขาหรอก  ยิ่งใกล้ดินก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไม่ดี...ที่สมควรถูกกลืนหายไปในเงามืด  เขากลัวว่าใครๆจะหันไปรักเดือน แล้วก็ทิ้งเขาไว้คนเดียว... ความรู้สึกด้านลบนั้นรุนแรงจนเขากลัว

“แล้วทำไมคุณไม่กลับกรุงเทพไปเสียล่ะ”

หนนี้ดินกลับต้องแปลกใจเมื่อใบหน้าที่มักฉายแววสดใสอยู่เสมอพลันสลดลง เดือนเหม่อมองผ้าห่มที่คลุมขาเขาอยู่ ตอบเสียงแผ่วเบา “กลับไม่ได้หรอก  กลับไปตอนนี้ก็ไม่มีที่ให้ฉัน”

“ผมได้ข่าวว่าคุณเป็นนายแบบ ทำไมเกิดอะไรขึ้นล่ะ  มีข่าวฉาวหรือยังไง”

ทั้งๆที่พูดไปแบบนั้นแต่ก็ต้องใจหายเมื่อชายหนุ่มร่างใหญ่ยิ้มบางๆมาให้ รอยยิ้มที่ทั้งเศร้าแล้วก็ดูเหมือนจะฝืนเสียมากกว่า เดือนไม่ได้ตอบคำถามเขา เจ้าตัวแค่นิ่งไปก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยเสียงสดใสอีกครั้ง ปรับอารมณ์เร็วจนเขาตามไม่ทัน

สรุปไอ้หมอนี่มันสติดีอยู่ไหมวะ!

“ไม่รู้ล่ะ แม่บอกฉันแล้วว่าจะให้นายมาคอยดูแลฉัน และเพราะฉันเป็นพี่นายก็ต้องเรียกฉันว่าพี่เดือน”

“ผมก็บอกแล้วไงว่า...”

เขาขัดแต่หนนี้เดือนไม่รอให้เขาพูดจบ ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนรีบพูดต่อทันที “ฉันจะไม่แกล้งนายแล้วก็จะไม่โกรธที่นายแกล้งฉันหนนี้ด้วย ฉันจะปฏิบัติกับนายแบบที่พี่น้องทั่วไปเขาทำกันดีไหม?”

พอถูกดวงตาคมจ้องมาแบบมุ่งมั่นเขาก็ไปต่อไม่ถูก ดินอึกอัก ภายในใจที่นิ่งสงบเกิดความปั่นป่วนเหมือนมีใครสักคนมาเปิดสัญญาณเตือนภัยในใจเขา มันกรีดร้องดังลั่นไปหมด แน่นอนว่าความปั่นป่วนทั้งหมดถูกซ่อนอยู่ใต้หน้ากากของความสงบนิ่ง

สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเอ่ยปาก “ตกลงครับ แต่คุณต้องสัญญาว่าจะไม่ใช่ความเป็นพี่น้องอะไรนั่นมารังแกผม”
“เห็นฉันเป็นคนยังไงน่ะ” เดือนมองค้อน  ซึ่งมันไม่ได้น่ารักเลยเมื่อคนทำเป็นผู้ชายตัวเท่าหมีแบบนี้

เดือนยกแก้วน้ำเต้าหู้ขึ้นมาจิบ พูดไปนานๆก็ชักคอแห้ง แต่แล้วเขาก็นึกได้ว่าลืมเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่ง “จริงสิ ในเมื่อเราเป็นพี่น้องกันแล้วก็ต้องเปลี่ยนการเรียกด้วยนะ จะมาฉันๆคุณๆไม่ได้  ตลก” คำพูดนั้นทำให้นายปฐพีทำหน้าเมื่อย แต่ในใจก็แอบเห็นด้วยเลยไม่ได้แย้ง

“นายต้องเรียกฉันว่า ‘พี่เดือน’ แล้วฉันจะเรียกนายว่า ‘น้องดิน’ โอเคไหม”

“เรียกผมดินเฉยๆก็ได้ครับ”

“ไม่เอา อยากเติมคำว่าน้อง”

“ทำไมครับ”

“มันมุ้งมิ้งน่ารักดี” ไอ้....!!! เกิดมา 23 ปี นายปฐพีที่เขาว่าพูดน้อยต่อยหนักก็หมดแรงจะเถียงคนก็วันนี้ “ตามใจคุณ...ตามใจพี่เดือนเถอะครับ” เอาเป็นว่าวันนี้เขาไม่ไหวแล้ว ขอพักรบก่อนแล้วกัน

“ผมจะไปนอนแล้ว ราตรีสวัสดิ์ครับ”

“เดี๋ยว”

เฮ้ย ทำไมวันนี้ถึงได้มีคนรั้งเขาไว้เยอะนักนะ ! หันไปก็เห็นเดือนขมวดคิ้วมุ่น พี่ชายหมาดๆของเขาส่ายหน้า “ไม่ได้ๆ พี่น้องกันอะไรจะเป็นทางการขนาดนั้น พูดแค่ฝันดีก็พอ”

“โอเคครับ ฝันดีครับ”

“เดี๋ยว”

“อะไรอีกล่ะครับพี่!” เดือนดูอึ้งไปเมื่อเขาตวัดเสียงแบบหงุดหงิด ปกติดินมักจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้  มีหมอนี่เนี่ยแหละมากวนจนเขาระเบิดออกมาได้  แต่คนโดนโกรธก็อึ้งไปแค่แป็ปเดียว แล้วก็ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น

“ฮ่าๆ ทำหน้าอย่างอื่นก็เป็นนี่นา ดีแล้วๆ พี่นึกว่าเราจะทำเป็นแต่หน้านิ่งๆซะอีก” ชายหนุ่มสวมแว่นขัดๆหูกับการที่เดือนแทนตัวเองว่าพี่ได้อย่างคล่องปาก ดูท่าเขาคงต้องใช้เวลาปรับตัวกับตำแหน่งน้องชายอีกนาน

“ว่าแต่พี่เดือนมีอะไรครับ ผมง่วง อยากนอนแล้ว”

“อ้อ” คนรั้งอีกฝ่ายไว้ทำหน้านึกขึ้นได้ ก่อนจะฉวยคว้าข้อมือบางอย่างรวดเร็วแล้วดึงตัวคนที่ยืนทื่อไม่รู้เรื่องเข้าหาตัว  ดินที่ยังงงๆไม่ทันตั้งตัวเซถลาตามแรงดึงของอีกฝ่าย ล้มลงไปทับร่างหมีๆบนเตียง  พอมองหน้าหล่อๆนั่นชัดๆแล้วก็อยากซัดสักหมัดแต่ติดตรงที่อีกฝ่ายไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัวเลย

เดือนโน้มตัวลงมาจูบแก้มเขาซ้ายขวาเร็วๆ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะอีกรอบเมื่อเห็นดินข้างนิ่งเป็นหิน  อ้าปากค้างไปแล้ว  คนตัวสูงยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “กู๊ดไนท์คิสน่ะน้องชาย ฝันดีครับ”

“ก..กู๊ด...บ้านคุณสิ!!” เมื่อตั้งสติได้ดินก็โวยลั่น  ใบหน้าที่มักนิ่งเรียบเห่อร้อนไปหมด   บริเวณที่อีกฝ่ายแตะริมฝีปากดูจะร้อนเป็นพิเศษด้วย  ชายหนุ่มร่างเล็กจำไม่ได้แล้วว่าโวยวายไปว่าอะไรบ้าง รู้แต่เดือนหัวเราะไม่หยุด เขาปิดประตูโครมตามหลัง  พุ่งพรวดเข้าห้องนอนที่อยู่ข้างๆกัน ล๊อกประตูแน่นหนาเหมือนกลัวคนข้างห้องที่เพิ่งขโมยหอมแก้มจะบุกมาลักหลับ

นี่มัน...น่ากลัวเกินไปแล้ว!

ดินถูแก้มตัวเองแรงๆ ลูบหน้าลูบอกสงบใจ สุดท้ายก็ตัดสินใจปิดไฟนอน  หวังจะลืมๆเรื่องนี้ซะเมื่อถึงพรุ่งนี้เช้า

ให้ตาย...ยังไงนายรวีกานต์นี่ก็เป็นคนแบบที่ปฐพีแพ้ทางจริงๆด้วย!

ทางด้านคนที่กำลังโดนด่าอยู่ในใจนั้น  หลังจากจัดการหอมแก้ม ‘น้องชาย’ เสร็จ เดือนก็นอนเอกเขนกสบายใจ จิตใจที่ขุ่นมัวจากเรื่องการไปเซย์ฮัลโหลกับน้องลายจุดในห้องน้ำรวมถึงการเป็นลมในสภาพเปลือยแบบน่าอนาถจนหมดมาดนายแบบดังแบบเขาเหมือนได้รับการปลดปล่อย

ใช่ จากการหอมแก้มน้องชายนั่นแหละ

จะว่าเดือนเป็นโรคจิตก็ได้ แต่พอเห็นหน้าตาสวยๆเหมือนผู้หญิงที่นิ่งเหมือนรูปปั้นได้แสดงอารมณ์แม้เพียงน้อยนิดก็ทำให้เขารู้สึกอารมณ์ดีได้ แม้อารมณ์ที่แสดงออกมาจะเป็นอารมณ์โกรธก็ตามที

เหอะๆ ป่านนี้ไอ้เด็กแสบดินนั่นถูแก้มตัวเองจนหนังหลุดไปแล้วมั้ง

พอนึกภาพตามก็ขำจนตัวงออีกรอบ  เอาเถอะ เรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้ ถือซะว่าเป็นการเอาคืนแล้วก็หยอกล้อจากพี่ชายก็แล้วกันนะ
‘น้องดิน’

..........................

กรี๊ดดดดด อิพี่เดือนมันร้ายยยย คู่นี้เขาแซ่บน้า คนพี่ก็แสบ คนน้องคนก็ร้าย
แตเราไม่ถนัดเขียนคาแรคเตอร์แบบดินเท่าไหร่เลยค่ะถนัดเขียนพวกแสบๆแบบเดือนมากกว่า 555
อ่านแล้วคิดเห็นยังไงติชมได้นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่า จุ๊บ

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
อืม ที่แท้ดินก็น่าสงสารเหมือนกันนะเนี่ย มิน่าล่ะดูเป็นคนมืดมนแปลกๆ สารภาพตามตรงว่าบทก่อนหน้านี้แอบหมั่นไส้ดินอยู่หรอก
แต่พอมาบทนี้ก็อดเห็นใจไม่ได้ หวังว่าพอมีพี่ชาย(แบบจำยอม)แล้วชีวิตจะสดใสขึ้นนะ
ว่าแต่พี่เดือนหนีอะไรมากันล่ะเนี่ย

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๓
โรคหวงน้องในสิ่งมีชีวิตที่เป็นพี่ชาย

เช้าวันต่อมาเด็กดินก็มาปลุกเขาตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่

ใช่...มันยังไม่ทันโห่เพราะไก่มันยังไม่ตื่นน่ะเซ่  นี่มันเพิ่งตีสี่เองนะเว้ยไอ้เด็กบ้า!

“ก็ใช่ไงครับ” ดินตอบหน้าตายหลังชายหนุ่มตัวสูงโอดครวญออกไป  “ผมก็ตื่นแบบนี้ทุกวันนั่นแหละครับ  วันนี้ต้องออกไปดูแลสวนแต่เช้านะครับ  ไม่มีเวลามาโอ้เอ้นะ  รีบลุกไปอาบน้ำได้แล้ว” ว่าจบมันก็ฉุดกระชากลากถูเขาไปยัดไว้ในห้องน้ำแถมยังประกาศอีกว่าถ้าบังอาจหลับในห้องน้ำมันจะไปพาน้องลายจุดสองตัวที่ห้องน้ำคนงานมาหา!

แล้วไอ้เดือนจะทำอะไรได้นอกจากรีบอาบน้ำล้างหน้า  ปกติเคยตื่นเช้าแบบนี้ที่ไหนล่ะครับ เช้าสุดก็ตีห้าครึ่งนู่น ยิ่งวันไหนไม่มีตารางงานนะไอ้รวีกานต์สามารถพัฒนาสกิลการนอนให้นอนยาวยันบ่ายโมงด้วยซ้ำ 

พออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วลงไปชั้นล่าง ก็เจอดินกำลังนั่งดื่มไมโลอุ่นๆอยู่ที่โต๊ะกินข้าว  ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกันวางกาแฟแก้วหนึ่งแล้วก็จานใส่ขนมปังปิ้งทาเนยกับกระปุกแยมไว้พร้อม  พอเห็นอีกฝ่ายลงมาคนใส่แว่นก็พยักหน้าให้หนึ่งที “ทานรองท้องก่อนสิครับ พอดูสวนเสร็จก็จะกลับมาทานข้าวเช้าที่บ้านครับ”

เดือนจึงนั่งลงแล้วก็เริ่มเล็มๆขนมปัง  บอกตรงๆว่าตื่นเช้าขนาดนี้กระเพาะมันไม่รับอะไรทั้งนั้นแหละ พอกินขนมปังไปได้ครึ่งแผ่นกับดื่มกาแฟจนหมดแก้วก็อิ่ม ดินที่นั่งรออยู่จึงลุกขึ้น เดือนเห็นดังนั้นก็ลุกตาม ทั้งคู่เดินไปที่ปิกอัพสีขาว เตรียมพร้อมออกเดินทาง

ระหว่างที่นั่งในรถดินก็ช่วยอธิบายว่าที่บ้านของเขาทำธุรกิจอะไรบ้าง  ครอบครัวมีสวนผลไม้แล้วก็สวนดอกไม้ ที่ดินตรงนี้เป็นของคุณแม่ เป็นมรดกที่ได้จากคุณตา สมัยก่อนตอนที่ที่ดินยังไม่แพงมากเท่าปัจจุบันคุณตาท่านมองการณ์ไกลซื้อที่ดินไว้ให้ลูกหลาน  หลังจากคุณตาเสียที่ดินก็ตกเป็นของแม่ พอแม่มีเดือนก่อนจะแต่งงานกับคุณพ่อที่ตอนนั้นเป็นแค่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวประเทศไทยแล้วประสบอุบัติเหตุ ได้คุณแม่ช่วยดูแลอยู่หลายเดือนจนหายดี ญาติหลายๆฝ่ายทั้งฝั่งคุณพ่อกับคุณแม่ก็คัดค้าน
 
ญาติฝั่งพ่อก็ไม่ชอบแม่ที่เป็นผู้หญิงไทย ด้วยค่านิยมในสายตาต่างชาติมองผู้หญิงไทยในแง่ลบ หาว่าจะมาเกาะพ่อกิน

ญาติฝั่งแม่ก็ไม่ชอบพ่อเพราะเห็นว่าเป็นแค่นักท่องเที่ยว จะมาอยู่กินเมืองไทยคงไม่พ้นมาหลอกเอาที่ดิน หรือไม่ก็หวังฟันแล้วทิ้ง

สุดท้ายอะไรๆมันก็ขลุกขลักไปหมด  แต่สุดท้ายคุณพ่อคุณแม่ก็ได้แต่งงานกัน  แต่ตอนนั้นเนื่องจากหลายๆฝ่ายไม่เห็นชอบ  จึงไม่มีการสนับสนุนอะไรจากญาติๆทั้งนั้น ที่คุณแม่มีคือที่ดินว่างเปล่าผืนหนึ่งกับบ้านเล็กๆอีกหลังที่ทั้งคู่ไปกู้เงินซื้อเอาไว้

ความเมตตาสุดท้ายจากพวกญาติๆคงเป็นการรับเดือนไปอยู่ด้วยตอนเขาอายุสี่ขวบ ส่งเสียจนเรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะสภาพคุณพ่อคุณแม่ในตอนนั้นดูยังไงก็ไม่มีทางจะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้มีชีวิตที่ดีได้แน่ๆ

แต่ด้วยความฉลาดของคุณพ่อที่เรียนจบด้านการบริหารธุรกิจมาประกอบกับความขยันและความฉลาดด้านการลงทุน ไม่นานสวนผลไม้ที่เริ่มปลูกก็ไปได้ด้วยดี ก่อนจะตั้งโรงงานแปรรูปผลไม้ขึ้นมาได้ เป็นแค่โรงงานเล็กๆก่อนจะขยายออกไป
ทำงานกันจนมีเงินทุนมาปลูกบ้านหลังใหญ่จนถึงทุกวันนี้

อืม...ก็สมเป็นพ่อกับแม่...ที่เป็นบุคคลตัวอย่างของเขาแล้วล่ะนะ

“ถึงแล้วครับ” เสียงของดินดึงเดือนให้หลุดจากภวังค์  พวกเขาเดินลงไป อากาศยามเช้าแค่เย็นๆไม่ได้ถึงขั้นหนาว ก็นะ นี่มันเพิ่งจะพ้นหน้าฝนมาไม่เท่าไหร่เอง

พอเดินเข้าไปในสวนเดือนก็เห็นคนงานอยู่บ้างประปราย  หลายคนพอเห็นดินก็ยิ้มแย้มทักทาย อีกฝ่ายก็จุดยิ้มมุมปากเล็กๆทักทายกลับไป พอดินแนะนำเดือนให้หลายคนก็ตาโตร้องโอ้โหไม่หยุด แถมยังชมอีกว่าเขาหล่อเหมือนดารา ฮ่าๆๆ ก็แน่สิ เขาเป็นดารานี่หว่าถึงจะโดนพักงานอยู่ก็เถอะ

แต่คนที่นี่อัธยาศัยดีจริงๆ เห็นแบบนี้แล้วเดือนก็สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

พวกคนงานในสวนเก็บผลไม้ลังพลาสติกใบใหญ่ก่อนจะช่วยกันขนไปไว้หลังรถกระบะ  ส่วนหนึ่งจะไปส่งขายที่ตลาด อีกส่วนจะส่งไปที่โรงงาน  เดือนเองก็เข้าไปช่วยกับเขาด้วย  เขาไม่รู้หรอกว่าผลไม้ลูกไหนพอจะเก็บได้ จึงรับหน้าที่แบกลังไปไว้หลังรถกระบะแทน คนงานหลายคนก็ห้ามปรามแต่เขาก็ดื้อจะทำต่ออยู่ดี

“แหม...ใช้กล้ามพวกนั้นให้เป็นประโยชน์เสียทีนะครับพี่เดือน”  ชายหนุ่มตัวสูงยิ้มนิดๆเมื่อน้องชายจำเป็นแซะเบาๆมาหนึ่งดอก  หึ  ดูท่าเจอบทลงโทษเมื่อวานไปจะไม่เข็ดสินะ

ได้เลย เขาจะทำให้น้องชายคนนี้รู้เองว่ามาแหย่หนวดเสือแล้วจะเป็นยังไง!

คิดอยู่นานว่าจะแกล้งคนปากดียังไงให้สาสม  รถกระบะคันที่หนึ่งก็เต็มแล้ว  เดือนวางลังพลาสติกที่ยกอยู่ไปไว้หลังรถอีกคันแทน  จากนั้นก็ยืนบิดเอวอยู่กับที  อายุอานามปาไปใกล้สามสิบแล้ว สังขารที่ล่วงเลยก็ไม่ใช่เรื่องตลกจริงๆ แค่บิดเอวเสียงกระดูกก็ลั่นเป็นจังหวะชะชะช่าแล้ว เฮ้ย นี่เขาแก่ขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย!   

ความจริงอันน่าหดหู่กระแทกใจอีกทั้งหลังกับเอวก็เริ่มปวด คนตัวสูงเลยหยุดขนลังแต่เดินเข้าไปหาน้องชายที่กำลังช่วยคนงานเก็บผลไม้อยู่แทน

   “น้องดินๆ”  เดือนสะกิดเรียกอีกฝ่าย แสร้งเอามือขยี้ตาไม่หยุด  เหอะๆ ถึงจะเป็นนายแบบแต่ก็เคยรับเล่นละครเหมือนกันนะ  ทักษะการแสดงไอ้เดือนชนะเลิศอยู่แล้ว 

   คนตัวเล็กหันมาตามคำเรียก  ใบหน้าใสที่เหงื่อซึมตามไรผม  แสงทองอ่อนๆที่เริ่มแตะแต้มขอบฟ้าส่องให้เห็นใบหน้าที่ค่อนจะสวยไปทางผู้หญิงนั้นได้ชัดขึ้น อีกฝ่ายเอียงคอมองเขาอย่างสงสัย  ท่าทางไร้เดียงสานั้นทำเอาคนเป็นพี่ถึงกับใจเต้นแรงมาวูบหนึ่ง 

เดือนตีหน้านิ่งดึงสติตัวเองกลับมา อย่านะไอ้เดือน นั่นมันไอ้เด็กร้ายกาจที่ด่ามึงสามเวลาหลังอาหารนะเว้ย! อีกอย่างมันก็ผู้ชายด้วย  มึงไม่ชอบผู้ชายไม่ใช่หรือไงไอ้รวีกานต์!

“มีอะไรครับ” ดินยืนขึ้น เช็ดมือกับกางเกงขายาวที่สวมอยู่  เดือนเลยแสร้งทำเป็นขยี้ตาต่อ  “ฝุ่นมันเข้าตาพี่  เอาออกให้หน่อย แสบไปหมดแล้ว”  ครับ ฝุ่นเข้าตาน่ะแหลสด แต่แสบตานี่เรื่องจริง ก็กูเล่นขยี้จนลูกตาจะหลุดออกจากเบ้าแล้วเนี่ย

ดินร้องอ้อเบาๆก่อนจะเขยิบมาใกล้เขา  กลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวอีกฝ่ายทำให้ใจที่เพิ่งสงบกลับมาเต้นถี่อีกครั้ง บ๊ะ ไอ้เด็กนี่มันจะเหมือนผู้หญิงไปแล้วนะ หน้าก็สวย ร่างก็เล็ก ผิวก็ขาว แถมตัวยังหอมอีก...แล้วมึงจะมานั่งบรรยายทำไมครับไอ้คุณเดือน ไม่ได้ นี่มันโรคจิต โรคจิตชัดๆ! เขาต้องเป็นบ้าเพราะน้องชายไม่แท้ของตัวเองแน่ๆเลย!

“จะถอยหนีทำไมล่ะครับ ฝุ่นเข้าตาไม่ใช่เหรอ ผมจะเอาออกให้ อ่า แต่ทางที่ดีก็เอาน้ำล้างจะดีกว่านะครับ” อีกฝ่ายว่าก่อนจะหันไปขอน้ำเปล่าขวดหนึ่งกับคนงาน ซึ่งก็รีบเดินไปหยิบมาให้ทันที  มือเรียวดึงมือเขาไว้ไม่ให้ขยี้ตาอีก ดินเงยหน้ามองเดือน ขมวดคิ้วเพื่อหาสิ่งผิดปกติในดวงตาอีกฝ่าย “ไหนครับ ไม่เห็นมี”

ก็แหลสด มันจะไปมีได้ยังไงกันคร้าบบบ

เดือนหัวเราะหึๆในลำคอ ดินมองสบดวงตาที่ฉายประกายเจ้าเล่ห์คู่นั้นแล้วก็เข้าใจว่าตัวเองก้าวมาอยู่ในเขตอันตรายแล้ว...ที่สำคัญถอยกลับไม่ได้ด้วยเพราะไอ้หมีตรงหน้ามันดันจับตัวเขาไว้แน่นหนา!

“ปล่อยนะคุณ  นี่มันที่สวนนะ คนงานมาเห็นจะว่ายังไง!”

“ก็บอกเขาไปว่าฝุ่นเข้าตา”

“ฝุ่นเข้าตากันก็ไม่เห็นจะต้องมายืนชิดขนาดนี้นี่ จะแกล้งผมอีกแล้วใช่ไหม!”

“ฉลาดนี่นา  เก่งมากเลยน้องชาย”

“คุณเดือน ปล่อยผม!”

ด่าไปก็ถีบไป  นายปฐพีไม่ใช่นางเอกละครหลังข่าวครับ ไม่จำเป็นต้องวี้ดว้ายๆแล้วทุบอกพระเอกอย่างเดียว...

พลั่ก ตุบ

“อูยยย” คนเป็นพี่ร้องโอดโอยขึ้นมาทันทีเมื่อน้องชายสุดที่รักเตะเข้ามาเต็มๆหน้าแข้ง เล่นเอาเจ็บจนน้ำตาเล็ด  ดินสบโอกาสก็สะบัดตัวหลุดออกมาจากอ้อมแขนอีกฝ่ายได้ แต่คนใส่แว่นก็ประมาทฝีมือเดือนต่ำเกินไป  มีหรือคนขี้แกล้งจะปล่อยเหยื่อไปง่ายๆ

ฟึ่บ

เดือนกระชากแขนดินอย่างแรงจนร่างเล็กนั่นเซถลามาหาเขาอีกครั้งคราวนี้คนตัวสูงโถมตัวไปกอดพร้อมรวบแขนเจ้าปัญหานั่นติดกับตัวอีกฝ่ายไปด้วยเลย  เดือนก้มหน้าลงกดปลายจมูกเข้าที่แก้มสองข้างของคนผมดำเร็วๆแล้วสูดหายใจเฮือกใหญ่  สูดเอากลิ่นหอมอ่อนๆของดินไปจนเต็มปอด

ส่วนคนถูกขโมยหอมก็อ้าปากค้างหน้าแดงก่ำ  เดือนปล่อยร่างนั้นแล้วหัวเราะลั่น “มอร์นิ่งคิสครับน้องชาย” เหมือนกับเมื่อคืนตอนที่เดือนแกล้งหอมดินแล้วพูดว่ากู๊ดไนท์คิส แต่ปฏิกิริยาที่ต่างจากเมื่อคืนคือหนนี้ดินไม่ได้วิ่งหนี แต่อีกฝ่ายหันกลับมามองเขาทั้งใบหน้าแดงก่ำ  ดวงตาหลังกรอบแว่นก็ฉายแววโกรธจนเดือนตกใจ

ชิบหาย...หายนะของจริงแล้ว

คนตัวสูงถอยหลังกรูดแต่ดินยังก้ามตามมาทัน  คราวนี้คนตัวเล็กแสยะยิ้มเยือกเย็น  “มอร์นิ่งคิสแล้วก็ถึงคราวผมบ้างนะครับพี่ชาย...เอากำปั้นผมไปกินแทนข้าวเช้าก็แล้วกัน!”

พลั่ก!

แล้วไอ้เดือนก็มีตาดำเป็นแพนด้ากลับบ้านด้วยเหตุฉะนี้

   “ตายแล้วเดือน ตาไปโดนอะไรมาลูก!” หลังจากกลับถึงบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกรอบ พอลงมาทานข้าวเช้าคุณมะลิถึงกับตกใจที่ลูกชายคนโตมีรอยช้ำเขียวๆวงเบ้อเริ่มรอบตา  เดือนหัวเราะเจื่อนๆให้คนเป็นแม่กับพ่อ  แอบเหล่มองคนข้างกายที่เดินไปเอาถุงเจลเย็นมาประคบให้

   จะให้ไปบอกแม่ว่า ‘อ๋อ ผมหอมแก้มดินน่ะครับเจ้าตัวเลยโมโหต่อยผมเข้าให้หมัดหนึ่ง แหะๆ’ แบบนี้ก็ดูจะไม่เข้าท่า เขาเลยบอกแค่ว่าไปสะดุดล้มแบบโง่ๆในสวนแทน

   ระหว่างทานข้าวเช้าคุณพ่อก็พูดขึ้นมา “ดิน วันนี้จะเข้าไปตลาดหรือเปล่าลูก”

   “เข้าครับคุณพ่อ  จะไปเก็บค่าเช่าแผงครับ แล้วก็จะเดินตรวจดูความเรียบร้อยสักหน่อย”

   “งั้นพาพี่เดือนไปด้วยนะลูก”

   เดือนเงยหน้าขึ้นอย่างงงๆ ตลาด? ตลาดอะไรอีกล่ะ สรุปแล้วครอบครัวเขามีกิจการเป็นเจ้าของตลาดด้วยเรอะ 

   ดินมองพี่ชายจำเป็นแบบไม่สบอารมณ์ แต่เนื่องจากไม่สามารถขัดผู้เป็นพ่อได้จึงได้แต่พยักหน้าอย่างจำยอม  อันที่จริงนับตั้งแต่ถูกแกล้งจนโมโหต่อยอีกฝ่ายไปเมื่อเช้าวันนี้ดินก็ไม่ได้อยากจะอยู่ใกล้พี่ชายนักหรอก  ใจหนึ่งก็รู้สึกผิด อีกใจก็โมโหจนอยากลุกไปต่อยอีกสักรอบ

   ก็ผู้ชายมาหอมแก้มผู้ชายด้วยกันกลางสวนนะมันใช่ได้ที่ไหน คนงานมาเห็นจะว่ายังไง! บ้าเอ๊ย ทำอะไรไม่รู้จักคิด มันน่าเตะจริงๆเลย!

   “ซี้ดดด ดินเตะพี่ทำไมเนี่ย” หวา...เหมือนเขาจะลงมือไวเท่าความคิดเสียด้วยสิ

   หลังการรับประทานมื้อเช้าแบบเรียบง่ายผ่านไป  เดือนก็ถือโอกาสออกไปเดินสูดอากาศนอกบ้าน  อากาศต่างจังหวัดก็สดชื่นแบบนี้ เป็นหนึ่งในข้อดีหลายๆข้อที่ทำให้เขารู้สึกคิดถูกที่กลับบ้าน  หากอยู่ในกรุงเทพก็คงไม่พ้นต้องสะลึมสะลือตื่นมาไปเผชิญรถติดอีกแน่ๆ

   ชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดถึงตัวเอง...

   แล้วดูเขาตอนนี้สิ ได้เดินเรื่อยๆอยู่หน้าบ้าน  สูดอากาศกินลมชมวิว  เดือนย่อตัวลงลูบเจ้าหมาองค์รักษ์ประจำบ้านทั้งสามตัวที่ตอนนี้ชินกับเขาแล้ว ถูกอย่างดินบอกจริงๆ พอเริ่มชินกับการมีอยู่ของเขา เจ้าพวกนี้ก็ขี้อ้อนน่าดู  ทั้งๆที่เพิ่งผ่านมาได้วันเดียวแท้ๆ

   ระหว่างที่กำลังลูบหัวไข่ตุ๋นอยู่นั้น  หมาอีกสองตัวก็หันไปส่งเสียงร้องงี้ดง้าด เดือนหันไปตามทิศที่หมาอีกสองตัวหันไป  เขาก็พบกับผู้ชายร่างสูงผิวคล้ำกำลังยืนเก้ๆกังๆอยู่น่าประตูรั้ว  อีกฝ่ายมีโครงหน้าหล่อเหลาใช้ได้ คิ้วเข้ม ตาคม จมูกโด่ง
 
   นี่มันหนุ่มหล่อบ้านทุ่งในตำนานชัดๆ

   “เอ่อ สวัสดีครับ” พอเห็นเขาอีกฝ่ายก็ส่งยิ้มสดใสดอกไม้บานเต็มทุ่งมาให้  น้ำเสียงพูดที่ติดเหน่อเป็นเอกลักษณ์นั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ  เห็นดังนั้นเดือนก็รีบผูกมิตรไว้ทันที “สวัสดีครับ มาหาใครหรือครับ”

   ชายหนุ่มคนนั้นเกาท้ายทอยก่อนจะหัวเราะแหะๆออกมา  “คือว่า...คุณดินอยู่ไหมครับ”

   หืม มาหาดิน?

   เดือนหรี่ตาลง เปลี่ยนจากท่ายืนสบายๆมาเป็นยืนกอดอก  เขามองเจ้าหนุ่มนั่นใหม่ทันที  ไอ้สายตาเขินอายเหมือนสาวน้อยแรกรุ่นนั่นมันอะไรวะ! ทำไมก่อนหน้านี้เขาไม่สังเกต!

   “อยู่ครับ มีอะไรหรือเปล่า?”

   “เอ่อ..คือ...คุณ”

   “ผมชื่อเดือน เป็นลูกชายแม่มะลิกับพ่ออัลเฟรด...เป็นพี่ชายของดินครับ”  ถึงจะเป็นแบบใช้กำลังบีบบังคับนิดหน่อยก็เหอะ แต่เขาจะลืมๆมันไปก็แล้วกัน

   เมื่อได้ยินดังนั้น ไอ้หนุ่มผิวแทนที่ดูๆแล้วน่าจะอ่อนกว่าเขาสักปีสองปี(มั้ง) ก็ยิ้มกว้างขึ้นมาทันที “งั้นหรือครับ งั้นช่วยเอานี่ให้คุณเดือนได้ไหมครับ...คือผมผ่านมาเลยแวะเอามาให้” ว่าแล้วก็ยื่นถุงพลาสติกที่มีน้ำเต้าหู้สามถุงกับปาท่องโก๋อัดแน่นอยู่มาให้

   เอาแล้วเว้ย น้องชายเขานี่จะเสน่ห์แรงไปไหน  มีผู้ชายเอาของกินมาฝากแต่เช้าเลย!

   แล้วแบบนี้เขาต้องเล่นบทพี่ชายจอมหวงหรือเปล่านะ แบบว่าต้องเป็นหน่วยสกัดกั้นคนที่จะเข้ามาจีบน้องก่อนหรือเปล่า เดือนคิดสะระตะไปเรื่อยๆระหว่างที่คนส่งเสบียงก็เริ่มยิ้มเจื่อนลงทุกทีเพราะถือถุงค้างนานจนเริ่มเมื่อยมือ

   ชิ ไอ้หน้าอ่อนเอ๊ย ถือถุงปาท่องโก๋แค่นี้ทำเป็นเมื่อยมือ แล้วในอนาคตมึงจะวางตัวเป็นสามีที่ดีตามน้องชายกูไปซื้อกับข้าวได้ยังไง! ไม่ผ่าน ยังไงก็ไม่ผ่าน! ถุงกับข้าวน่ะมันหนักกว่านี้เป็นสิบๆเท่าเลยนะเฟ้ย!

   แต่ยังไม่ทันจะได้สกัดกั้นอะไร บุคคลที่สามที่เป็นหัวข้อหลักในการสนทนาก็มาถึง  อีกฝ่ายเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเดือนยืนอยู่กับคนที่ผิวแทน  เสียงนั้นเรียกอย่างงุนงง

   “พี่ทะเล? มาได้ยังไงครับ”

   ฟังแบบนี้นายรวีกานต์ถึงกับฉุนกึก ชิ ที่เขาล่ะเรียกคุณอย่างนู้นอย่างนี้ ทีกับไอ้เข้มนี่เรียกมันว่าพี่เฉย แถมยังด้วยน้ำเสียงสบายๆสนิทสนมแบบนั้นอีก

   “อ้อ พี่ผ่านมาเลยเอาปาท่องโก๋มาฝากน่ะ น้องดินทานข้าวเช้าหรือยังครับ”

   “อ๊ะ ขอบคุณครับ ทานไปแล้วล่ะครับแต่เก็บไว้กินระหว่างวันก็ได้”

   ดินตอบเรียบๆไม่ให้เสียน้ำใจคนที่อุตส่าห์ยากลำบากปั่นจักรยานมาส่งเสบียงแบบนี้   ทั้งๆที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด

   “แล้วนี่พี่ทะเลจะไปตลาดแล้วหรือครับ”

   “อ๋อ ใช่ครับ น้องดินจะเข้าตลาดหรือเปล่าครับ”

   “เข้าครับ”

   “งั้นเราก็ไปด้วยกะ...”

   My heart goes Shalala lala, Shalala  in the morning
   Oh oh oh Shalala lala , Shalala in the sunshine

   ดินหันไปทางทิศที่เสียงเพลงเจ้าปัญหาดังขึ้น แถมยังดังขึ้นแบบดังมาก...ส่วนตัวคนเปิด ก็กำลังกระโดดตบอยู่ไม่ไกล

   เล่นอะไรของมันวะ!

   ดินเดินไปกระชากมือถือมาจากอีกฝ่ายแล้วกดปิดเพลง ให้ตายสิ ถ้าจะเปิดเพลงกระโดดตบก็อย่าเลือกเพลงที่มันบอกอายุขนาดนี้ได้ไหม  “เล่นอะไรของคุณ”

   “ใจร้าย”

   หา? ไม่ว่าเปล่าคนตัวโตก็ทำปากยื่น  ดูแล้วน่าถีบขาคู่มากกว่าน่ารัก

   “ทีคนนั้นยังเรียกพี่ได้ ทำไมน้องเรียนพี่ว่าพี่บ้างไม่ได้”

   ดินกระพริบตาปริบๆมองคนงอแงไม่เข้าท่าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไอ้ที่เปิดเพลงนี่เรียกร้องความสนใจสินะ  เขาหันไปยิ้มขอโทษให้พี่ทะเลที่มองมาตาปริบๆ คงสงสัยนั่นแหละว่าเขารับคนบ้าไว้ในบ้าหรือเปล่า

   เอาจริงๆนิสัยไอ้หมอนี่มันก็ขัดกับหน้าตาหล่อๆนั่นมากทีเดียว

   “ขอโทษนะครับพี่ทะเล ผมคงไปกับพี่ไม่ได้หรอกครับ เอาไว้เจอกันที่ตลาดนะครับ” ว่าจบก็คว้าตัวคนน่ารำคาญไปยัดไว้เบาะข้างคนขับ ปิดประตูดังปังแล้วยิ้มเย็นชาออกมาแวบหนึ่ง “ต้องพาคนบ้าไปส่งโรงพยาบาลก่อน”

   พูดจบก็ขับรถออกไปทันที ส่วนตัวคนบ้าน่ะเหรอ

   หึ...ถึงจะบ้าแต่ก็สกัดกั้นเจ้าหนุ่มที่มาจีบน้องเขาได้สำเร็จ!

   มิชชั่นคอมพลีท!

.............................

สวัสดีค่า วันนี้เรามาลงดึกเลย นอนกันหมดแล้วแน่ๆเลยยย
พี่เดือนยังอยู่ในโหมะประสาทกลับเหมือนเดิม แกล้งเข้าไปสิน้องน่ะ แกล้งเข้าไป!
55555 แต่เขียนไปเขียนมาแล้วพี่ทะเลก็น่ารักนะคะ
เอาเป็นว่า...#ไว้อาลัยให้อิพี่เดือน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-12-2015 20:01:39 โดย snowrabbit »

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
ม่ายยยยยยยยย

ยกน้องดินให้พี่เดือน แล้วหาคนมาดามใจพ่อทะเลเถิดค่ะ :D

เอาแบบกล้ามชนกล้ามเลยนะคะ เอิ้กๆ  :hao7:

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๔
ตัดรัก

เดือนเคยคิดว่านายปฐพีเป็นคนใจเย็นนะ  แต่มาวันนี้เหมือนอีกฝ่ายจะมีเรื่องอะไรมากวนใจ อีกฝ่ายเลยทำท่าเหมือนอยากจะปล่อยระเบิดมาระเบิดอะไรสักอย่างแถวๆนี้  ชายหนุ่มตัวสูงลอบกลืนน้ำลายพลางเหลือบตามองคนที่หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หลังพวงมาลัยแล้วก็เสียวสันหลังวูบ

   บรรยากาศในรถตอนนี้มันน่าอึดอัดมากจริงๆ

   “เอ่อ ดิน...”

   “...”

   “ดิน...น้องดินครับ”

   “ว่าไงครับ?”  อีกฝ่ายย้อนถามมาเรียบๆแต่มันก็ทำให้เดือนสะดุ้งจนนั่งตัวตรงแน่ว ไม่ใช่อะไร แต่น้ำเสียงอีกฝ่ายมันเย็นชาประหนึ่งสั่งตรงมาจากขั้วโลกเลยทีเดียว

   “ดินโกรธพี่เหรอครับ”  เดือนถาม  ทำเสียงให้ดูน่าสงสาร เอาวะ  ตอนนี้ก็ทำสลดไปก่อนเถอะ ยังไงเขาก็เผลอไปแกล้งอีกฝ่ายจนตบะแตกเข้าแล้วนี่นา ไม่อยากถูกน้องชายตัวเองดับเครื่องชนขับรถพุ่งอัดต้นไม้ก็ควรสงบปากสงบคำไว้ 

   ดินแค่ยิ้มบางกับคำพูดอีกฝ่าย แต่ขอโทษเถอะ ไอ้รอยยิ้มนั่นมันรอยยิ้มพญามารชัดๆ! ไม่ใช่รอยยิ้มเทพบุตรอะไรเลย ไอ้เดือนฟันธง

   “คุณทำอะไรให้ผมโกรธเหรอ?”

   “ก็เอ่อ...”

   “อ่า...คุณอาจจะคิดว่าคุณไม่ได้ทำอะไรที่มันน่าโกรธเลยสักนิด คุณก็แค่แอบมาหอมแก้มผม  ขัดจังหวะตอนผมกำลังคุยกับพี่ทะเล ซึ่งคุณรู้ไหม...” นัยน์ตาสีน้ำตาลปรายมามองเขา  “ทั้งหมดนั่นนะคือสิ่งที่ผมไม่ชอบ”

   หวา...พญามารปางสังหารพี่ชายลงประทับแล้วแหงๆ

   “ผมว่าเราควรจะมาตกลงเรื่องกฎการเป็นพี่น้องกันใหม่นะครับคุณรวีกานต์” ดินเปิดไฟเลี้ยวก่อนจะเลี้ยวรถออกสู่ถนนใหญ่ “คุณจะเรียกผมเป็นน้องแบบที่คุณต้องการก็ได้  แต่สิ่งที่คุณต้องทำคือ หนึ่ง อย่าแตะตัวผม สอง อย่ามาฉวยโอกาสกับผม ผมไม่ใช่สาวน้อยในการ์ตูนญี่ปุ่นนะครับที่จะได้ชอบเวลาถูกผู้ชายหอมแก้ม  และสาม...คุณควรอยู่ให้ห่างจากผม”

   “ทำไม...แค่เพราะฉันแกล้งนาย นายต้องเกลียดฉันขนาดนี้เลยเหรอ”

   “คุณ...คุณไม่เข้าใจ” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นหันมองแวบหนึ่ง เดือนเห็นอะไรบางอย่างในตาคู่นั้น ถ้าเขามองไม่ผิด...มันคือความทุกข์ใจ

   “ฉันไม่เข้าใจอะไรล่ะ”

   “ทุกอย่าง”

   ชายหนุ่มลูกครึ่งเม้มปาก  ความหงุดหงิดก่อตัวขึ้นทีละน้อย  เขาไม่เข้าใจอะไร ทำไมไม่บอกกันล่ะ เขาจะได้เข้าใจบ้าง ไม่ใช่มามัวพูดเองเออเองแล้วก็กันเขาออกห่างแบบนี้ ทำเหมือนเดือนเป็นคนโง่ที่ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรก็ได้ แค่ออกไปห่างๆก็พอ

   นิสัยแบบนี้มันน่าโมโหจริงๆ

   แต่ก่อนที่เดือนจะได้ถามอะไรมากไปกว่านั้น ปิกอัพสีขาวก็จอดที่ลานจอดรถหน้าตลาดที่แล้วใหญ่พอสมควรแห่งหนึ่ง  ที่นี่เองที่เป็นตลาดของพ่อกับแม่เขา ดินคุยอะไรอยู่กับคนที่ทำหน้าที่ดูแลลานจอดรถอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินนำเขาเข้าไปในตลาด

   ระหว่างเดินดินก็อธิบายว่าที่ตลาดจะเก็บค่าเช่าแผงสองงวด เป็นการแบ่งจ่าย  งวดแรกจะจ่ายตอนประมาณกลางๆเดือน ส่วนงวดสองจะจ่ายตอนท้ายเดือน  ส่วนใหญ่ดินจะเป็นคนลงมาเก็บค่าเช่าแล้วก็ตรวจดูความเรียบร้อยในตลาด ดีที่ตลาดนี้ไม่ค่อยมีใครเบี้ยวจ่ายตังค์สักเท่าไหร่


   เมื่อเข้ามาในตลาดอีกฝ่ายก็ไม่ปล่อยให้เดือนถามอะไรอีกเลย  อันที่จริงแค่โอกาสจะคุยกันยังไม่มี เพราะพอเข้ามาในตลาดดินก็ถูกบรรดาแม่ค้าป้าขายทั้งหลายเข้ามารุมล้อมประหนึ่งดารา ก่อนจะโดนลากตัวไปทางนู้นทางนี้ โดยมือหลายคู่จับตรงนู้นตรงนี้ไปแทบทั้งตัว

   “ลูกดิน เป็นไงบ้างลูก ไม่เจอกันนานเลยนะจ๊ะ ป้าเนี่ยคิดถึ๊งคิดถึง” อื้อหืออออ ป้าคิดถึงผมเข้าใจ แต่จำเป็นต้องโอบเอวน้องผมด้วยเหรอครับ!?

   “ผมก็คิดถึงป้าแมวเหมือนกันครับ” โอ๊ะ รายนี้ก็ปากหวานไม่เบาวุ้ย “ไหนๆผมก็มาหาป้าแล้ว ช่วยจ่ายค่าเช่าครึ่งแรกมาเป็นค่ารับขวัญหน่อยได้ไหมครับ”

   “แหม...ดินก็...แหะๆ”

   คุณป้าแมวที่พอกหน้าด้วยเครื่องสำอางมาเต็มที่ ยิ้มเจื่อน ยอมรามือออกจากเอวของนายปฐพีทันที  หญิงวัยห้าสิบกว่า หยิบเอาเงินปึกหนึ่งออกมาก่อนจะนับให้ดินเห็นแล้วส่งให้ “มาทีก็มาทวงแต่ตังค์ ป้าเสียใจนะเนี่ย ไหนมาให้ป้าหอมที”

   เดี๋ยวครับเดี๋ยว อันนี้ไอ้เดือนว่าป้าเนียนแล้วนะครับ

   “นี่นังแมว มันจะมากไปแล้วนะยะ! ทำอะไรก็เกรงใจดินบ้าง” โอ๋ ป้าร่างผอมคนหนึ่งเดินมาเบียดป้าแมวออกไป ก่อนจะยิ้มหวานหยดให้ดินที่ยกมือไหว้ “สวัสดีครับป้าน้อย”

   “จ้า แหม ไม่เห็นดินตั้งนาน ป้าเนี่ยคิดถึงดินมากกว่านังแมวมันอีก” คนสูงวัยกว่าว่า มีแอบจิกกัดหญิงสูงวัยร่างอวบข้างๆ  พูดเหมือนจะดี แต่เดือนเห็นนะครับ...ว่าท่ารับไหว้ป้าน่ะ...ลูบตั้งแต่ต้นแขนน้องยันปลายนิ้วเลยครับแหม่

   และแน่นอนว่าหลังจากป้าน้อยจ่ายเงิน ป้าคนอื่นๆซึ่งเป็นเจ้าของแผงในละแวกนั้นก็เรียงคิวกันมาจ่ายเงินค่าเช่าแผง โอ้โหเฮะ  ผมก็เพิ่งเคยเห็นการจ่ายเงินด้วยความเต็มใจก็หนนี้แหละ ป้าๆทั้งหลายที่ดูเหมือนจะยังโสด(และแอบหนีสามีมา) พร้อมใจกันเอาเงินมาจ่าย แถวด้วยการลูบตรงนั้น แตะตรงนี้ โอบตรงโน้น ลวนลามดินนิดๆหน่อยๆพอเป็นพิธี 

   เดือนแอบหัวเราะในใจ  ศึกถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้เขาจะไม่ยุ่ง ขอยืนดูงานอยู่ข้างหลังเงียบๆแบบนี้ดีกว่า ดูเหมือนว่าดินจะรู้ทันเขาเพราะคนตัวเล็กตวัดสายตามามอง ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก ซึ่งไอ้เดือนสาบานได้ว่ากำลังจะมีเรื่องซวยมหาซวยหล่นใส่หัว

   ไอ้น้องดินมันกำลังจะเล่นกูแล้วไง...

   “อ่า ทุกคนครับ” ดินถอยหลังออกมาจากวงล้อมป้าๆแล้วผายมือมายังร่างสูงที่ยืนทื่ออยู่ข้างๆ เหอะ คิดว่าเขาจะให้อีกฝ่ายยืนเฉยดูเขาโดนลวนลามอย่างเดียวหรือไง ฝันไปเถอะ!

   “นี่คือพี่เดือนครับ เป็นลูกแม่มะลิกับคุณพ่อครับ พี่เขาเพิ่งมาจากกรุงเทพเมื่อวันก่อนครับ”

   “เอ๋...ลูกชาย...อ้อ”  ใครบางคนในกลุ่มพูดขึ้นมาก่อนจะเงียบเมื่อโดนสายตาจากมนุษย์ป้าอีกหลายคนตวัดใส่ สีหน้าเข้าใจปรากฏบนใบหน้าแต่ละคน  แกมไปด้วยสีหน้าเป็นกังวลเมื่อมองดิน

   พวกเขากำลังกังวลแทนดิน...กังวลว่าดินกำลังจะโดนแย่งความรักไป

   เดือนลอบยิ้มน้อยๆ

   ดูสิ น้องชายเขามีคนรักมากขนาดนี้เชียว  แต่ทำไมถึงได้ชอบทำท่าเหมือนไม่อยากให้มีใครมารักนักนะ

   เห็นดังนั้น เดือนก็โอบไหล่ดินทันที เขายิ้มกว้างด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจว่าชนะใจคนแก่จริงแท้แน่นอน  “ไม่ต้องห่วงหรอกครับทุกคน ผมเอ็นดูน้องดินมากๆเลยล่ะครับ  น้องชายผมออกจะ ‘น่ารัก น่าเอ็นดู’ ขนาดนี้” ว่าพลางฉีกยิ้มโปรยเสน่ห์ไปพลาง  ตบไหล่น้องชายเบาๆอีกหลายที

   พอเห็นท่าทางสนิทสนมกันของพี่ๆบรรดาแม่ยก แค่ก บรรดาป้าผู้ชื่นชอบน้องดินทั้งหายก็ทำท่าโล่งอก หลายๆคนเริ่มสังเกตเดือนแบบจริงๆจังๆ

   “อื้อหือ ดูๆไป น้องเดือนก็หล่อจริงๆนะเนี่ย ตายแล้ว  ลูกชายคุณแม่มะลิเนี่ย หล่อๆทุกคนเลยนะ”

   นั่นไง เอาแล้วไง

   ดินปลดมือเดือนออกจากบ่าตนอย่างนุ่มนวล ถอยออกไปห่างๆแล้วยิ้มเยือกเย็นมองพี่ชายตัวกำลังถูกรุมจากบรรดาป้าๆทั้งหลาย

 หืม ถามว่าเขาไม่เสียใจเหรอที่บรรดาแฟนคลับเริ่มแปรพักตร์? ดินขอตอบเลยว่าไม่ ของแบบนี้...เพื่อพี่ชายที่น่ารักแล้ว เขาไม่ถือหรอก!

   “หล่อจังเลย เป็นดาราหรือเปล่าลูก”

   อ่า ใช่ครับ แต่ป้าครับ ป้าไม่ต้องลูบแขนผมนานขนาดนั้นก็ได้ แขนไอ้เดือนไม่มีเลขให้ขูดครับ

   “แหม..กล้ามแน่นจริงๆนะพ่อหนุ่ม”

   จับตรงไหนของป้า(วะ)ครับ!

   “โอย นี่ถ้าไม่ติดว่าป้ามีสามีแล้ว...”

   แล้วถ้าไม่มี ป้าจะทำอะไรนายรวีกานต์คนนี้ครับ!

   ดินยิ้มน้อยๆ ระหว่างตรวจว่าจะต้องไปเก็บค่าเช่าแผงที่ไหนอีก

   อืม...แถวๆโซนขายดอกไม้สินะ

   คนผมดำเก็บสมุดจดลงกระเป๋าแล้วออกเดิน  ไม่สนใจพี่ชายตัวสูงที่กำลังร้องเรียกเขาดังลั่น “เดี๋ยวๆ เฮ้ย ดิน รอพี่ด้วย ไอ้น้องดินนน”

   ถือซะว่าเอาคืนเล็กๆน้อยๆจากเมื่อเช้ามืดก็แล้วกัน

   เมื่อปลีกตัวออกจากบรรดาป้าๆได้แล้ว ดินก็รีบลากสังขารที่สึกหรอเล็กๆน้อยๆตามคนผมดำไปจนกระทั่งมาถึงแผงที่ขายดอกไม้สด   ดอกไม้หลากหลายชนิดวางอยู่บนแผง  กุหลาบสีขาว สีแดง สีชมพูอยู่ในถังน้ำ บนราวมีพวงมาลัยแขวนเรียงอยู่  ด้านหลังแผงวางดอกไม้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งร้อยพวงมาลัยอยู่

   “ปราณ” ดินเอ่ยเรียกอีกฝ่าย  เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อปราณเงยหน้าขึ้นมาก่อนดวงตาชั้นเดียวแต่กลมโตนั้นจะยิ่งเบิกโตขึ้นไปอีก  คนตัวเล็กวางเข็มลงอย่างเบามือก่อนจะกระโดดกระเด้งมาหน้าร้าน “พี่ดิน ไม่เจอกันตั้งนาน คิดถึงพี่ชะมัดเลย!”

   ดินวางมือลงบนหัวอีกฝ่ายแผ่วเบา “เป็นไงบ้างไอ้แสบ เจ๊ลี่ไปไหนล่ะ”

   คนตัวเล็กบู้ปาก “ไปทำธุรกิจส่วนตัวอ่ะจ้ะพี่” ว่าพลางขยิบตาให้ดินแบบเป็นอันรู้กัน  เดือนมองท่าทางซุกซนนั้น เด็กนี่ตัวค่อนข้างเล็ก  ผิวสีน้ำผึ้ง  ตากลมโตชั้นเดียว ท่าทางขี้เล่นน่าดู “แต่แม่ฝากเงินไว้ให้นะจ๊ะ” ว่าจบคนตัวเล็กก็มุดไปหยิบกล่องใส่เงินออกมาแล้วก็ยื่นปึกเงินที่รัดไว้ด้วยหนังยางสีแดงให้ดิน อีกฝ่ายก็รับมานับพร้อมจดอะไรยุกยิกลงสมุดแล้วเก็บเงินกับสมุดเข้ากระเป๋า

   “แล้วนี่ใครเหรอจ๊ะพี่ดิน?”

   ปราณหันไปมองพี่ชายตัวสูงที่เดินตามพี่ดินมาต้อยๆ กวาดสายตาดูก็รู้ว่าสูงทะลุ 180 แน่ๆ ผิวขาว ตาคม กล้ามก็...นะ นี่ขนาดใส่เสื้อยืดธรรมดานะจ๊ะ ใจน้องปราณยังสั่นระดับสิบ นี่ถ้าเปลี่ยนมาใส่เสื้อกล้าม...อูยยย ไม่ได้ๆ น้องปราณจะหื่นไม่ได้!

   แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...ปราณบอกได้คำเดียว

แซ่บ!

“สวัสดีจ้ะพี่เดือน  ชื่อปราณนะจ๊ะ”

“หวัดดีครับน้องปราณ”

โอย พี่ชาย ยิ้มยังหล่อ ละลายแล้วจ้า

“แล้วพี่ดินเหลือเก็บเงินที่ไหนอีกจ๊ะ”


“เหลือแถวๆร้านขายข้าวแกงกับโซนร้านขนมหวานนั่นแหละ”

“โห ถ้าเป็นร้านขายขนมหวานปราณจะไปด้วยหรอกนะจ๊ะ แต่โซนร้านขายข้าวแกงนี่ขอบาย ไม่ถูกโฉลกกับ...”

“ทำไม มึงมีปัญหาอะไรกับร้านขายข้าวแกงเหรอแคระ”

เสียงกวนๆเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง  เดือนหันไปมองก็เจอเด็กหนุ่มตัวสูงคนหนึ่งเดินเข้ามา  มองปราดเดียวก็รู้ว่าลูกคนจีน  ผมเกรียน  ผิวขาว ตาตี่ ท่าทางกวนประสาทใช่ย่อย  อีกฝ่ายหันไปยื่นเงินค่าเช่าแผงให้ดิน “นี่ครับพี่ดิน ม๊าให้เอามาจ่าย จ่ายสดครบถ้วนไม่ต้องให้ตามทวงแน่นอนฮะ”

“งั้นก็ดีแล้ว” ดินว่ายิ้มๆ เด็กหนุ่มตัวสูงที่จ่ายเงินเสร็จก็หันไปยักคิ้วให้ปราณ “ว่าไงไอ้แคระ มึงยังไม่ตอบกูเลยว่ามีปัญหาอะไรกับร้านข้าวแกง เกิดแพ้ขึ้นมากะทันหันหรือไง”

เดือนที่ยืนขวางกลางอยู่ระหว่างทั้งสองรีบหลบมุมออกมาทันที  ดูท่าแล้วน่าจะเกิดการรบชัวร์ๆ ไอ้เดือนจะไม่อยู่ขวางเป็นก้างแล้วกันนะจ๊ะ

“ไม่เสือกสิเฟิง กูจะมีปัญหาอะไรก็เรื่องของกูหรือเปล่าเอ่ย”  ปราณด่ากลับ  ส่วนเดือนก็ถึงกับอ้าปากค้างน้อยๆ ไหนวะไอ้เด็กน่ารักที่จ๊ะๆจ๋าๆอยู่ตะกี้

ภาพลวงตาสินะ

“เหอะ กูก็ไม่ได้อยากเสือกหรอก แต่เผอิญร้านกูขายข้าวแกงไง เลยนึกว่ามึงอยากมีเรื่อง”

“ร้านข้าวแกงก็มีตั้งหลายร้าน มึงนี่มันสำคัญตัวผิด” แต่ดูจากรูปการณ์แล้ว พี่เดือนว่าน้องปราณน่าจะหมายถึงร้านข้าวแกงของไอ้เด็กตี๋นี่แน่ๆล่ะจ้ะ เล่นด่าไฟแล่บขนาดนี้

“อ่อ งั้นขอโทษแล้วกันนะที่กูสำคัญตัวผิด  แต่อย่างว่า ตุ๊ดแคระแบบมึงคงมีเรื่องไปทั้วแหละ ปากหมาซะขนาดนี้ เลี้ยงไว้กี่ครอกกันล่ะในปากน่ะ”

มึงว่าเขาไม่ได้ดูตัวเองเลย ไอ้น้องเฟิง เหอๆ

“มึงว่าใครตุ๊ดแคระวะไอ้เฟิง!”

“ก็ใครสักคนที่เตี้ยๆแถวๆนี้แหละ  แม่งเป็นตุ๊ดแล้วยังเสือกเตี้ยอีก น่าสงสารจริงๆมึง”

“กูไม่ได้เตี้ย ไซส์กูเขาเรียกสะดวกพกพา!”

คนผิวสีน้ำผึ้งแทบจะกรี๊ดๆออกมา ถ้าไม่ติดว่าอาจถูกพระมารดาตามมาฆ่าได้ ได้แต่กระทืบเท้า นึกอยากเอาอีแตะตบปากไอ้ตี๋ตัวสูงตรงหน้ามาก

หยาบคาย กูไม่ได้เตี้ยโว้ย กูไซส์กระทัดรัด!

“คนน่ารักน่ะเขาเรียกคนตัวเล็ก แต่ถ้าระดับขาหมูเดินได้แบบมึงน่ะเขาเรียกเตี้ย!”

“ไอ้เฟิง กูไม่ได้อ้วน!”   

หนนี้ปราณไม่ตะโกนเปล่าๆ หันไปคว้าดอกไม้ในถังน้ำใกล้ๆมาปาใส่อีกคนไม่ยั้ง  อยากจะคว้าเข็มมาแทงแม่งด้วยแต่กลัวจะเป็นเรื่องใหญ่ กูปาดอกไม้ใส่ไปก่อนล่ะกัน ถึงแม่งจะมุ้งมิ้งชิบหายก็เถอะ

“ปากุหลาบใส่กูนี่อยากให้กูรับรักหรือไง บอกไว้ก่อนนะว่ากูไม่อยากได้โว้ย สเป็คกูต้องตัวเล็กน่ารัก แล้วก็ตู้มๆ ไม่ใช่ตัวก็เตี้ย ขาใหญ่ ไซส์หมูแบบมึง”

“มึงจะให้กูปาพวงหรีดใส่หน้าเลยไหมไอ้เฟิง!”

โอยย ตอนนี้กุลงกุหลาบ ดาวเรือง คาร์เนชั่น ลอยละลิ่วไปหมดแล้วครับ

อะไรยังไงไม่รู้  รู้แต่ตอนนี้พี่เดือนจะเป็นลมแล้วครับให้ตาย ใครก็ได้ขอยาดมที เสียหายหลายแสนครับ โอยยย

ระหว่างที่อีกด้านหนึ่งกำลังวุ่นวายตลาดแทบแตก ดินกำลังเดินลัดออกมาทางลานจอดมอเตอร์ไซค์เพื่อเก็บค่าเช่าแผงที่โซนขายขนมหวาน  คิดในใจว่าอีกสักพักคงต้องเรียกคนมาเก็บกวาด แผงแถวๆนั้นราบเป็นหน้ากลองแน่ๆ ไม่รู้เจ๊ลี่จะหัวใจวายไหม

ไอ้เฟิงกับไอ้ปราณอยู่ใกล้กันทีไรวอดวายทุกที

ชายหนุ่มเดินเลาะหลบแดดไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ได้อยู่แบบสงบๆสักที  ดินยอมรับว่าหลังจากที่เดือนมาอยู่ด้วยแล้วชีวิตในแต่ละวันขอเขามันมีแต่ความวุ่นวาย และนั่นก็ทำให้เขากลัว...เดือนก็เหมือนพายุ มาแบบไม่ทันตั้งตัว กระชากเขาออกมาจุดปลอดภัย เหวี่ยงเขาไปมา

แล้วสุดท้ายเขาก็จะถูกปล่อยให้ร่วงหล่น

เพราะแบบนี้เขาถึงเตือนอีกฝ่ายให้อยู่ห่างๆ มันดีสำหรับตัวเขาและเดือนที่สุดแล้ว

เขาไม่อยากถูกดึงออกจากเขตความปลอดภัยของตัวเอง...ทุกอย่างในวันนี้มันดีอยู่แล้ว

ใช่...มันดีที่สุดแล้ว

ริมฝีปากบางเม้มแน่นเมื่อเรื่องบางเรื่องผุดขึ้นมาจากห้วงความทรงจำ  ดินรีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไป ตอนนี้เขาต้องมีสมาธิอยู่กับงาน 

ชายหนุ่มตรงไปยังร้านขายขนมไทยเล็กๆ เจ้าของร้านที่นั่งอยู่เดียวดายดูน่าสงสารอย่างบอกไม่ถูก ดินเลิกคิ้วเมื่อเห็นร่างผอมบางของหญิงสาวที่กลางลำตัวของเธอโป่งนูนเต็มที่  ใบหน้านั้นดูอมทุกข์  ขอบตาก็แดงก่ำเหมือนคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักหน่วงมา

“อ้าว น้องดิน”  หญิงสาวสะดุ้งเมื่อเห็นเขา เธอส่งยิ้ม อ่อนแรงมาให้  ดินยิ้มพลางยกมือไหว้ “มาเก็บค่าเช่างวดแรกเหรอจ๊ะ”

“ครับ  พี่ก้อยทำไมไม่อยู่บ้านล่ะครับ นี่ท้องแก่แล้วไม่ใช่เหรอ”

หญิงสาวในชุดคลุมท้องสีมอซอยิ้มอ่อนแรงมาให้  รอยยิ้มที่ทำให้ดินปวดหนึบในอก “สามีพี่เขาขอให้พี่ออกมาทำงานน่ะจ้ะ เดือนนี้จะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องอยู่แล้ว” ท้ายประโยคเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่ดินก็ยังได้ยิน 

ถ้าเขาจำไม่ผิด จากที่ฟังแม่เล่าเรื่องพี่ก้อยคนนี้ให้ฟัง ดูเหมือนพี่เขาจะเรียนจบแค่ม.3 เพราะบ้านพี่ก้อยจนมากจนไม่มีแม้กระทั่งเงินส่งลูกเรียน  อีกอย่างพี่น้องพี่ก้อยก็เยอะ...พี่ก้อยที่เป็นผู้หญิงและเป็นน้องเลยต้องเสียสละ  ถูกพ่อกับแม่ให้ออกมาช่วยทำงาน หลังจากนั้นพี่ก้อยก็แต่งงาน แต่เขาก็ลือกันมาอีกว่าที่แต่งงานเพราะท้องก่อนแต่ง  ทางฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นคนสำมะเลเทเมา ไม่เอาการเอางาน ถ้าพี่ก้อยไม่พลาดท้องขึ้นมามีหรือจะได้แต่ง

ตอนแรกดินก็ไม่เชื่อ แต่พอได้ยินว่าสามีให้ออกมาทำงานเขาก็เริ่มเชื่อ

สามีดีๆที่ไหนให้ภรรยาท้องแก่มายืนขายของทั้งวัน!

“เอ่อ น้องดินคะ พี่มีเรื่องจะขอร้อง”

“เรื่องผัดผ่อนการจ่ายค่าเช่าแผงใช่ไหมครับ?”

หญิงสาวพยักหน้า น้ำตาเริ่มปริ่มขอบตา ทุกวันนี้ชีวิตเธอหนักเหลือเกิน...หนักมากเกินไป การที่ไม่ได้เรียนต่อมาทำงานไม่ได้ทำให้เธอเดือดร้อนมากเท่ากับการได้สามีนิสัยแย่  ทุกวันนี้ไม่ได้มีแต่เธอที่ลำบาก แต่หากยังต้องใช้ชีวิตกับคนแบบนั้นต่อไป อีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะเกิดมานี่แหละที่ลำบาก  เธอก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะอยู่ส่งลูกไปถึงฝั่งได้หรือเปล่า กลัวเหลือเกินว่าคนไม่มีสามัญสำนึกนั่นจะทำร้ายเธอ...ทำร้ายลูก

ทุกวันนี้ที่เธอยอมอดทนทำงานก็เพื่อลูกทั้งนั้น เงินที่ได้ในแต่ละวันแม้จะน้อยนิดแต่เธอก็พยายามเก็บหอมรอมริบไว้ให้ลูก
จากที่ได้ยินประโยคเมื่อครู่ดินก็พอจะเดาได้  แต่เขาก็ไม่ได้อำนาจการตัดสินใจมากพอ “ยังไงเดี๋ยวผมจะถามคุณแม่ให้นะครับ”  เขาว่า ก่อนจะถอนหายใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าพร้อมกับหยดน้ำตาที่ร่วงหล่น  ชายหนุ่มเสยเส้นผมสีดำขึ้น   เขาไม่ถูกกับน้ำตาผู้หญิงด้วยสิ

ดินเม้มปาก สิ่งเดียวที่เขาพอจะช่วยอีกฝ่ายได้ในตอนนี้ก็คือ... “พี่ก้อยครับ ดินขอขนมชั้นสองกล่องแล้วก็ขนมเบื้องอีกสามกล่องครับ” นี่เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เขาพอจะทำได้ 

อีกฝ่ายรีบจัดของให้เขาอย่างรวดเร็ว  ในระหว่างที่กำลังยื่นมือไปจ่ายเงินนั้น โลกรอบตัวดินก็กลายเป็นสีเทา ชายหนุ่มหรี่ตาเล็กน้อย มือเขาสั่นตอนที่รับถุงขนมมา ดินพยายามควบคุมไม่ให้มือเผลอไปโดนด้ายแดงเข้า แต่ดูเหมือนเขาจะเพ่งสมาธิกับการดูด้ายแดงมากไปหน่อยทำให้ไม่ได้สนใจดูมือที่รับของ 

หญิงสาวปล่อยมือออกจากถุงขนมในขณะที่ดินไม่ได้จับเอาไว้ให้แน่นทำถุงร่วงลงไปที่แผง  ด้วยความตกใจดินกับหญิงสาวยื่นมือไปจะจับถุงขนมพร้อมกัน

“อ๊ะ” ชายหนุ่มเผลอร้องออกมาเมื่อมือของเขาสัมผัสกับด้ายแดง  แม้จะเพียงเสี้ยวนาทีก็ตาม

แต่นั่นก็ทำให้ความทุกข์ใจของเจ้าของด้ายแดงระเบิดขึ้นในหัวเขา

‘ทำไม...ทำไมต้องเป็นฉันด้วย!’

‘เมื่อไหร่จะหลุดจากสภาพน่าสมเพชแบบนี้สักทีนะ’

‘ถ้าไม่ติดว่ามีลูก...ฉันคงไม่ทนอยู่ต่อไป’

‘เหนื่อยเหลือเกิน ใครก็ได้ดึงฉันออกไปจากสภาพที่เป็นอยู่ที่เถอะ’

‘ถ้าเราหยุดหายใจแล้วหลับไปตลอดกาลได้เลยคงจะดี’

ความคิดด้านลบมากมายวิ่งผ่านเข้ามา  มันเหมือนกับการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับคำสั่งมากๆในเวลาเดียวกัน มันจะทำงานช้าลงหรือไม่ก็ค้างไปเลย  ตอนนี้สมองดินกำลังถูกบีบให้รับข้อมูลความรู้สึกจำนวนมหาศาล รูปภาพมากมายวิ่งเข้ามาในหัวเขา ส่วนใหญ่เป็นภาพเกี่ยวกับชีวิตรักที่ไม่สมหวังของผู้หญิงตรงหน้า พร้อมกับเสียงความทุกข์ที่ดังลั่นในสมอง  มันเหมือนมีใครเอาค้อนเหล็กมาทุบหัวเขาซ้ำๆ  ปวดตุบๆจนต้องทรุดลงไปกุมศีรษะ  ส่งเสียงร้องออกมา

“น้องดิน น้องดินเป็นอะไรไปคะ!”

เสียงของหญิงสาวในชุดคลุมดูห่างไกลออกไป  ดินพยายามฝืนความเจ็บปวดขยับปากบอกเธอว่าไม่เป็นไร แต่หญิงสาวยังคงทำหน้าตระหนกอยู่  ชายหนุ่มจึงฝืนยืนด้วยสภาพเอนซ้ายเอียงขวาจนน่ากลัวว่าจะล้มลงไปกองกับพื้นอีกรอบ  “น้อง
ดิน...”

   “ผมไม่เป็นไรครับ  ขอนั่งพักสักเดี๋ยวก็พอ”

ตอนนี้โลกรอบตัวกลับมาเป็นปกติแล้ว ดินมองหญิงสาวที่กุลีกุจอยกเก้าอี้มาให้เขา  ชายหนุ่มเม้มปากแน่น เขาควรจะช่วยเธอหรือเปล่า เธอเองก็ทุกข์มากมาตลอด..จะปล่อยผ่านไปอย่างนั้นหรือ

ใจหนึ่งก็ร้องเตือนดินว่าอย่าเข้าไปยุ่ง นี่เป็นโชคชะตาของแต่ละคน

แต่อีกใจกลับถามเขาซ้ำๆว่าจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้จริงๆหรือ จะปล่อยให้ผู้หญิงที่น่าสงสารต้องแบกรับความทุกข์ไว้คนเดียว ปล่อยให้เด็กที่น่าสงสารคนหนึ่งเกิดมาโดยมีพ่อแย่ๆอย่างนั้นหรือ

ถ้าเพียงแต่เขาลงมือ...แค่วินาทีเดียว ชีวิตของผู้หญิงคนนี้ก็จะเป็นอิสระ...อิสระจากผู้ชายแย่ๆที่เธอต้องทนทุกข์อยู่ด้วยมาตลอด

สุดท้ายเขาก็ติดสินใจ

ดินหรี่ตาลง เพ่งมองจนเห็นด้ายแดงของหญิงสาว  เขารวบรวมสมาธิ...แล้วก็ตัดด้ายแดงของอีกฝ่ายลง

วินาทีที่เส้นด้ายสีแดงขาดสะบั้น ความเจ็บปวด และอารมณ์ความรู้สึกมากมายก็ถาโถมเขาใส่จนดินตั้งตัวไม่ทัน เขาหงายหลัง  เตรียมใจจะรับความเจ็บปวดจากการที่หัวฟาดพื้น

แต่แล้วก็มีมือคู่หนึ่งประคองเขาไว้อย่างอ่อนโยน  โอบกอดเขาไว้

สายตาพร่าเลือนมองใบหน้าอีกฝ่าย  ดินส่งเสียงร้องเรียกชื่อคนๆนั้น  คนที่ไม่คิดว่าจะมาอยู่ถูกที่ถูกเวลาแบบนี้ คนๆนี้ช่วยเขาไว้อีกแล้ว

“พี่...ทะเล”

แล้วสติเขาก็ดับวูบลง

....................................

พี่เดือนควรระวังน้องปราณให้มากๆนะคะ น้องแกหื่น 5555
ปราณเฟิง...พอแล้วลูก ตลาดจะแตกแล้ว คู่นี้นี่มันคู่หายนะชัดๆ
ส่วนใครที่กำลังคิดว่าพี่ทะเลนี่มันยังไงๆ ก็...ก็บอกไม่ได้ค่ะ 555
แต่พี่ทะเลเขาก็เป็นคนดีนะเออออ คงต้องรอดูกันต่อไปแล้วค่ะ ว่าคุณพี่จะรุกหรือจะถอย
คงต้องรอดูตอนหน้าค่ะ จุ๊บ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-12-2015 20:03:09 โดย snowrabbit »

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +158/-17
ไอ้หยา พี่ทะเลมาทำคะแนนอีกแล้ว

จงเป็นคนดีแล้วไปเป็นพระรองซีรีย์เกาหลีด่วนค่ะ อิอิ


ยังข้องใจกับความสามารถของดินอยู่นิดๆ~

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๕
ในรอยฝัน

ดินกำลังฝัน

ในฝันเขากลับไปเป็นเด็กชายปฐพีอีกครั้ง  เด็กชายอายุราวสิบขวบที่ร่างผอมแห้งและชอบทำหน้าอมทุกข์  ดินมองไปรอบๆเพื่อสำรวจสถานที่ที่เขายืนอยู่   มันเป็นห้องนอน  ห้องนอนแคบๆที่มีเพียงฟูก ผ้าห่มและหมอน โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กแล้วก็พัดลมอีกหนึ่งตัว

ห้องนอนเก่าของเขาเอง

ดินกัดริมฝีปากแน่น ความรู้สึกที่ห่างหายไปนานกลับมาท่วมท้นใจ 

ความหวาดกลัว...

แล้วทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง  เสียงขว้างปาข้าวของ  เสียงเดิมๆที่เขาได้ยินทุกคืนก่อนนอน และเป็นเสียงที่ปลุกเขาให้ตื่นจากนิทราทุกครั้ง

ดินสะดุ้งสุดตัว  เด็กชายขดตัวยกผ้าห่มขึ้นคลุมโปง  เอามืออุดหู

แต่เสียงกรีดร้องก็ยังดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท  คลอมากับเสียงจานชามที่ถูกขว้างปาลงพื้น

“ไม่ ได้โปรด...ได้โปรด อย่าทำหนู  ได้โปรด หนูเจ็บ ฮืออ ช่วยด้วย ...ฮึก...เจ็บ ช่วยด้วย”

เพล้ง โครม!

“ไม่ ได้โปรด ปล่อยหนูไปเถอะ ฮึก...ได้โปรด”

“ช่วยหนูด้วย...พี่ดิน...พี่ดิน ฮึก พี่จ๋า”

เสียงร้องเรียกหาเขาเป็นสิ่งที่ทำให้ดินได้สติ  ความรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าแรงๆตามมาด้วยความละอายใจและอาการปวดหนึบในอก...

เขามันขี้ขลาด...เอาแต่หดหัวอยู่ใต้ผ้าห่ม

ทั้งๆที่คนคนนั้นต้องการให้เขาไปปกป้อง แต่เขาก็เอาแต่ปิดหูปิดตา ไม่รับฟัง

ปล่อยให้ความกลัวครอบงำ...

เสียงกรีดร้อง ร้องขอความเมตตาดังขึ้นอีกครั้ง ยาวนานจนเหมือนชั่วนิรันดร์  ดินทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว  เขาลุกขึ้นแล้วก็ออกวิ่ง มุ่งหน้าตรงไปที่ห้องครัว 

ประตูไม้บานเก่าถูกเปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย ดินแอบมองผ่านรอยแยกเข้าไปในห้องครัวก่อนจะตกตะลึง สภาพห้องครัวประหนึ่งกลายเป็นสมรภูมิรบ  ข้าวสาร อาหารที่อยู่ในตู้เย็นและในตู้กับข้าวถูกขว้างลงพื้นอย่างน่าเสียดาย  จานชามแตกกระจายเต็มพื้น  แล้วก็มีรอยของเหลวสีแดงเป็นแนวยาวบนพื้น

รอยเลือด...

เด็กชายรีบผลักประตูเข้าไปด้านในทันที  ในใจเหมือนมีใครเอาเหล็กร้อนมาแนบ  มันทั้งทุกข์ทรมานทั้งร้อนรน

คนๆนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง ทำไมเสียงร้องเงียบลงแล้ว เกิดอะไรขึ้น

คนในห้องครัวไม่สังเกตเห็นเขา  อันที่จริงเหมือนอีกฝ่ายจะไม่สังเกตอะไรรอบตัวทั้งนั้น  ขาที่กำลังก้าวของดินชะงัก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเบิกกว้างมองร่างที่นอนอยู่บนพื้นสลับกับร่างของใครอีกคนที่ยืนค้ำร่างน้อยนั้นอยู่

ใครอีกคนที่มีสีหน้าของความเกลียดชัง...สีหน้าที่ราวกับเกลียดทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้

ใบหน้าที่ต่อให้ผ่านไปอีกสิบปีดินก็ไม่มีทางลืม

ทั้งใบหน้า...และน้ำเสียงที่กรีดร้องออกมาของร่างสูงนั้นด้วย

‘ทำไม...ทำไมแกต้องเกิดมาด้วย!’

ร่างสูงยกมือขวาขึ้น ดินเพิ่งสังเกตว่าในมือเรียวนั้นมีมีดเล่มใหญ่อยู่  เพียงเท่านั้นดินก็เดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ 

เขาอยากจะวิ่งหนี แต่ขาก็ไม่ขยับ

เขาอยากจะกรีดร้อง แต่ก็ไม่มีเสียงใดหลุดจากลำคอ

เขาอยากจะวิ่งไปดึงร่างที่นอนสลบอยู่บนพื้นออกมา แต่ความกลัวก็ตรึงร่างเขาให้อยู่กับที่

สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงการเบิกตากว้างมองใบมีดเล่มใหญ่จ้วงแทงเข้าไปในร่างน้อยนั้น

หนึ่งครั้ง

สองครั้ง

สามครั้ง
แทงลงไปซ้ำๆ มีเพียงเสียงกรีดร้องดังก้องในหู ร่างที่พยายามคลานกระเสือกกระสนมาทางเขา เอื้อมมือไขว่คว้าหาเขา ให้เขาช่วยเหลือ

แต่ดินขยับตัวไม่ได้...

‘พี่จ๋า...ช่วยหนูด้วย’

เธอพูดแบบนั้นใช่หรือเปล่า ดินมองร่างที่นอนกองอยู่บนพื้น  น่าจะไร้ลมหายใจแล้ว...เขาไม่รู้ เขาจำไม่ได้ ทุกสิ่งพร่าเลือนไป ดินเงยหน้าขึ้น ไม่อาจทนมองได้...แล้วเขาก็เห็นมัจจุราช

ปีศาจที่เปื้อนไปด้วยสีแดงเหวี่ยงใบมีดลงบนพื้นก่อนจะคว้าปืนที่อยู่บนโต๊ะกินข้าวขึ้นมา เล็งไปยังคนที่นอนแน่นิ่งบนพื้น

ไม่นะ อย่า!

ปัง!

กระสุนนัดแรกถูกยิงออกไป จากนั้นก็เหมือนการใช้มีดเมื่อครู่ กระสุนนัดที่สอง ที่สามถูกยิงออกไป

เสียงปืนทำให้ดินหูอื้อ  แต่ภาพนั้นเหมือนจะทำให้เขาใจสลาย

ตัวตนของเขาพังทลายแตกร้าวไม่มีชิ้นดี

รู้ตัวอีกทีปากกระบอกปืนก็หันมาทางเขาพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ดินจำได้ติดหู

‘แกก็เหมือนกัน  แกจะเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่อทำให้ฉันทุกข์ทรมานใช่ไหม! ฉันเกลียดแก เกลียดพวกแก! พวกเด็กปีศาจแบบพวกแกน่ะ...ฉันไม่ต้องการเลยสักนิดเดียว!’

ปัง

เสียงปืนดังขึ้นอีกนัด เป็นนัดสุดท้าย

แล้วดินก็เห็นสีแดงสาดกระจายอยู่เต็มโลกของเขา


พรึ่บ!

ร่างโปร่งสะดุ้งสุดตัวก่อนจะลุกพรวดขึ้นมานั่งหอบหายใจอยู่บนเตียง  เหงื่อกาฬหลั่งเต็มทั่วเรือนร่าง ดินอ้าปากหอบหายใจ  หัวใจเต้นถี่รัวเหมือนไปวิ่งแข่งมาสักร้อยเมตร  ชายหนุ่มยกมือกุมหน้าอก

ฝัน มันก็แค่ฝัน

อย่าไปนึกถึงมัน มันก็แค่ฝันร้าย

ไม่เป็นไร เขาปลอดภัยแล้ว...

เมื่อดวงตาชินกับความมืดชายหนุ่มก็หันไปมองรอบๆก่อนจะพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในห้องนอนแล้ว  แถมยังเปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้วด้วย  ทั้งห้องมืดสนิทมีเพียงแสงจากนาฬิกาดิจิตอลบนผนังที่บอกเวลาตีสามเท่านั้น ดินพยายามคิดว่าทำไมตัวเองถึงได้ตื่นมาอีกทีตอนตีสามได้  เขาออกไปเก็บค่าเช่าแผงนี่นา แล้วจากนั้น...

อ่า จริงสิ เขาใช้พลังของตัวเองตัดด้ายแดงของพี่ก้อยไปนี่นา เพราะฝืนใช้พลังทำให้ความคิดด้านลบและอารมณ์มากมายจากความรักที่ผ่านมาของพี่ก้อยและสามีก็ทะลักเข้ามาในหัว ร่างกายกับสมองเลยรับไม่ไหว เขาคงเป็นสลบไป

ดินจำได้ว่าก่อนจะสลบไปเขาเห็นพี่ทะเล

มาอยู่ถูกที่ถูกเวลาอีกแล้วสินะ คนๆนั้น

ความคิดที่ว่าอีกฝ่ายช่วยเขามาหลายครั้งทำให้ในอกรู้สึกอบอุ่น แต่ความรู้สึกนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะภาพฝันเมื่อครู่ยังติดตา
นานแล้วที่ไม่ได้ฝันแบบนั้น

มือเรียวขยุ้มผ้าปูที่นอนแน่น ส่วนแขนอีกข้างก็ยกขึ้นปิดตาพร้อมๆกับที่ดินกัดริมฝีปากแน่น

แต่ถึงกระนั้นการกระทำเหล่านี้ก็ไม่อาจห้ามน้ำใสๆที่หลั่งรินออกจากดวงตา กับเสียงกรีดร้องที่หลุดรอดริมฝีปากเขาได้เลย

สุดท้ายเขาก็ไม่ได้นอนต่อ ตาสว่างยันฟ้าสาง

เมื่อนาฬิกาบอกเวลาหกโมงเช้าดินก็ลุกขึ้น  ถึงจะสลบหรือฝันร้ายยังไงมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาควรจะหยุดงาน  ออกไปหาอะไรทำก็ดีกว่ามานั่งฟุ้งซ่าน

แต่ด้วยความอ่อนเพลียทันทีที่เท้าแตะพื้นแล้วลุกยืนร่างเล็กก็เซจนลงไปนั่งกองกับพื้น  ร่างกายเหมือนถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมด

เขายันตัวลุกขึ้นอีกครั้งเป็นเวลาเดียวกับที่เดือนเดินเข้ามา

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ” หนุ่มลูกครึ่งทักก่อนจะรีบเข้ามาประคองให้เขากลับลงไปนั่งบนเตียง  คนตัวสูงตีหน้าดุทันที “จะรีบลุกขึ้นมาทำไมน่ะ นายยังหายดีเลยนะ” มีการมาดุเขาด้วยน้ำเสียงแบบนี้อีก ดินขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจเล็กน้อย

“ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย  ปล่อยได้แล้วครับ ผมจะรีบไปทำงาน”

“ฝันไปเถอะ  วันนี้คุณแม่กับคุณพ่อบอกให้นายลางานได้  เพราะฉะนั้นกลับไปนอนดีๆเดี๋ยวนี้เลย”

“อะไรนะ ลางาน!? แต่ผมไม่ได้เป็นอะไร แค่สลบไปเฉยๆ...”

“มีใครที่ไหนเขาสลบกันข้ามวันข้ามคืนบ้างฟะ  แถมตอนดึกนายดันไข้ขึ้นอีก  ฉันต้องมานั่งเช็ดตัวให้นายเนี่ย  ดูดิไม่ได้นอนทั้งคืน ตาดำเป็นแพนด้าแล้วเนี่ย”

ดินมองพี่ชายจำเป็นที่ชี้ขอบตาตัวเองพร้อมกับทำท่างอแงไปด้วย  อยากจะเบะปากใส่รัวๆ ทำแบบนี้คิดว่าน่ารักมากมั้งไอ้คุณรวีกานต์!

เมื่อครู่เดือนบอกว่าเขาสลบไปข้ามวัน...ดูเหมือนการถูกด้ายแดงโดยบังเอิญกับการใช้พลังตัดด้ายจะส่งผลกระทบกับเขามากกว่าที่คิด  เล่นซะไข้ขึ้นนี่ก็แย่แล้วเหมือนกัน

“ผมไม่สบายเหรอ”

“ก็เออสิครับคุณน้องชาย รู้ตัวแล้วก็นอนเป็นคนป่วยไปได้แล้ว”

ว่าพลางคนตัวสูงก็เอามือมาทาบที่หน้าผากของเขาพลาง  สัมผัสอุ่นและแผ่วเบาอ่อนโยนทำให้ดินนึกถึงสัมผัสของแม่มะลิยามมาตรวจดูเขาเมื่อไม่สบาย  เดือนขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพึมพำ “ตัวยังอุ่นๆอยู่เลย นอนพักไปก่อน เดี๋ยวลงไปเอาข้าวต้มกับยามาให้”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ”

“ไม่เป็นไรที่ไหนล่ะ  ป่วยแล้วก็อย่าดื้อสิ” ฝ่ามือใหญ่ยันหน้าผากเขาไว้แล้วผลักเขาเบาๆจนล้มลงไปนอนบนเตียงเหมือนเดิม ดินร้องออกมา “คุณเดือน!”

“อย่าโวยวายน่า นายไม่ใช่สาวน้อยซะหน่อย  หรือว่า...อยากให้ทะเลมาป้อนข้าวป้อนยาให้?” ท้ายประโยคน้ำเสียงล้อเลียน
ชัดเจน  แถมนัยน์ตาคมยังส่อประกายแปลกๆอีกต่างหาก  ทำเอาดินรู้สึกหน้าร้อนวูบ

“พูดอะไรของคุณครับ  ถ้าจะมาไร้สาระอยู่แถวนี้ก็ลงไปเอาข้าวต้มมาดีกว่าครับ”

“แหมๆ ล้อแค่นี้ทำมาเขินน้าน้องดิน” ไม่ว่าเปล่า ยังเอามือมาจิ้มแก้มเขาอีกต่างหาก  ดินรู้สึกเหมือนเลือดในร่างมันถูกสูบไปรวมกันที่แก้มเขาหมดแล้ว  ชายหนุ่มผมดำปัดนิ้วน่ารำคาญนั้นออกอย่างเคืองๆ เขาไม่ใช่เด็กนะ!

“แต่ตอนนั้นนี่ฉันนึกว่าดูซีรีย์เกาหลีอยู่เลยนะ  หมอนี่ดันอุ้มนายมาในท่าอุ้มเจ้าสาวซะด้วย นิสัยสมกับเป็นพระรองซีรีย์ชัดๆ” เดี๋ยวนะ...ท่าอุ้มเจ้าสาว!?  กลางตลาด บ้าเอ้ย ป่านนี้พวกป้าๆทั้งหลายเอาไปลือกันให้แซ่ดแล้วมั้ง ดินกุมขมับอย่างไม่รู้ว่าจะปลงหรือโมโหกับชะตาชีวิตตัวเองดี

ส่วนไอ้คนที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมายังคงพล่ามน้ำท่วมทุ่งต่อไป “แต่ไอ้หมอนี่มันดูจะรุกนายจริงจังนา ว่าไงครับน้องดิน ถึงหมอนี่จะหน้าไม่หล่อเท่าพี่แต่ก็ถือว่ายังหน้าตาดีอยู่  นิสัยก็ดี สนใจไหมครับ  ถ้าคุณน้องชายสนใจเดี๋ยวพี่เดือนคนหล่อจะไปตีหัวลากเข้าบ้านมาให้เอง”

“ช่วยตีหัวตัวเองแล้วความจำเสื่อมไปแทนได้ไหมครับ”

“โหดร้าย”

บ่นหงุงหงิงแต่ก็ยังไม่วายมองเขาอย่างสำรวจ ดินเบือนหน้าหนีสายตาตรวจสอบนั้น พอเห็นเขาไม่สบตาด้วยเดือนก็เลยถามต่อ “ฉันรู้ว่าเรื่องรักเพศเดียวกันมันทำใจยอมรับยาก แต่ถ้านายชอบจริงๆมันก็ไม่ได้ผิดนี่ ฉันว่าพ่อกับแม่คงยอมรับได้  นายเองก็ดูเปิดใจกับทะเลมากกว่าคนอื่น”

“แต่ผมเปิดใจไม่ได้หมายความว่าจะชอบนะครับ อีกอย่าง...พี่ทะเลก็ไม่ได้ชอบผม” 

ดินเคยเห็นด้ายแดงของทะเล  ด้ายสีแดงโปร่งแสงจากนิ้วก้อยของอีกฝ่ายลากยาวหายไปไหนก็ไม่รู้  ดินไม่ได้อยากรู้...ที่แน่ๆมันไม่ได้มาหาเขาแน่ๆล่ะ กับคนที่รู้ว่าคบกันไปยังไงก็ต้องเลิกกัน  คนที่เรารู้อยู่เต็มอกว่าไม่ใช่ของเรา ทำไมถึงจะต้องดันทุรังรัก ในเมื่อรักแล้วจะต้องเจ็บปวดและถูกทิ้ง 

“ในเมื่อวันหนึ่งต้องเลิกกัน  สู้ไม่รักไปเลยดีกว่า” คนผมดำโพล่งออกมา ใช่แล้ว ถ้าจะถูกทิ้ง ไม่รักยังดีเสียกว่า

“ถ้ามัวแต่ทำแบบนั้นนายจะไม่มีวันรู้จักความรัก”  เดือนยักไหล่ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ฟังมีสาระอย่างหาได้ยาก “นายว่าคนเราเกิดมาทำไมในเมื่อรู้ว่าวันหนึ่งจะต้องตาย  จะดิ้นรนมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ทำไมไม่ชิงฆ่าตัวตายไปจะได้จบๆ”

คำถามนั้น ดินเองก็ไม่มีคำตอบ...เขาเองก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน

ว่าทุกวันนี้ที่ต้องทนเจ็บปวด เขาดิ้นรนมีชีวิตไปเพื่ออะไร

“ฉันว่าความสุขของการมีชีวิตไม่ใช่การมองไปที่จุดหมายปลายทางของชีวิตแต่คือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างทางต่างหาก  ได้เรียนรู้ เติบโต มีความรัก เจอโลกกว้าง เจอความทุกข์ พบเจอคนมากมาย นั่นต่างหากความสวยงามของชีวิต”  ฝ่ามืออุ่นวางลงบนศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำอ่อนนุ่ม “ความรักก็เหมือนกัน  ความสวยงามของความรักไม่ใช่การโฟกัสไปที่จุดจบ  อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์น่ะมันก็มีแต่ในนิทานเท่านั้นแหละ  โลกความจริงมันโหดร้ายกว่านั้น  แทนที่จะไปตามหาตอนจบที่ได้อยู่ด้วยกันไปตลอดกาล ทำไมไม่ลองเปิดใจแล้วตามหาความงดงามระหว่างทางที่รักกันดูล่ะ ถึงวันหนึ่งจะต้องลากันแต่อย่างน้อยความสุขในตอนรักกันก็จะยังอยู่ในนี้...ในใจของนาย”

เดือนยิ้มให้คนอ่อนวัยกว่า  ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพี่ชายที่กำลังสอนน้องชายให้รู้จักถึงบางสิ่งที่ควรจะรู้

“แต่นี่มันก็ชีวิตนาย ไปคิดดูดีๆแล้วกันว่าจะทำยังไง ฉันว่าทะเลก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่หรอก อยากจีบคนนี้ก็บอกพี่ชายแล้วกัน ถึงจะเคยจีบแต่ผู้หญิงแต่พี่ชายจะช่วยนายเอง”  แถมขยิบตาแบบน่ารักให้อีกที ถ้าเป็นในการ์ตูนคงมีประกายดาวลอยวิ้งออกมาแหงๆ

ดินหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย

รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าที่มักเย็นชาแล้วก็ไร้ความรู้สึกดูมีชีวิตชีวาขึ้น เป็นรอยยิ้มที่ทำให้อบอุ่นแล้วก็รู้สึกว่าโลกสดใส อ่า...คนยิ้มสวยมันเป็นแบบนี้เองสินะ

ใครสักคนที่ยิ้มแล้วทำให้โลกหยุดหมุน

   เพ้อเจ้อใหญ่แล้วไอ้เดือนเอ๊ย!

   เดือนสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป  เขากระแอมก่อนจะลูบคอตัวเองแก้เก้อ “เอาเป็นว่า คิดดูดีๆแล้วกัน” ดินก้มหน้า เส้นผมสีดำร่วงลงมาปิดบังใบหน้าอีกฝ่ายไว้ ทำให้เดือนไม่เห็นสีหน้านั้น  อีกฝ่ายนิ่งไปเหมือนกำลังจมลงไปในห้วงความคิดของตัวเอง นิ่งไปนานจนเดือนคิดว่าจะลงไปเอาข้าวเช้ามาให้อีกฝ่ายทานก่อน

   ในขณะที่เขาลุกขึ้น ชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาเอ่ยขึ้นมา

   “คุณรู้อะไรไหมครับ ผมมีคำสาปนะ คนอย่างผมรักใครไม่ได้หรอก”

   เดือนเลิกคิ้วกับคำพูดนั้นก่อนจะหันไปหาอีกฝ่าย “จากประสบการณ์ที่ดูหนังดิสนีย์มาเกือบตลอดชีวิต ฉันขอฟันธงว่าคำสาปทุกคำสาปมีทางแก้” ริมฝีปากบางยกยิ้มซุกซน ส่งให้ใบหน้าคมคายนั้นดูน่ามองมากขึ้นไปอีก “สงสัยนายต้องหาเจ้าชายมามอบจุมพิตแห่งรักแท้หรืออะไรทำนองนั้นให้แล้วล่ะ”

   แล้วเดือนก็ออกจากห้องไป ทิ้งให้อีกคนยกยิ้มอย่างฝืดฝืน

   “สำหรับผมรักแท้มันไม่มีจริงหรอกครับ”

   เพราะคนที่เป็นรักแท้ของเขาเดินจากไป...จากเขาไปนานมากแล้ว

   พรสวรรค์ของดินคือการมองเห็นด้ายแห่งความรักหรือที่เรียกกันว่าด้ายแดง  นอกจากนี้เขายังสามารถตัดด้ายแดง หรือก็คือตัดสัมพันธ์ของเนื้อคู่และผูกด้ายแดงคือการเชื่อมความสัมพันธ์ให้คนสองคนเป็นคู่แท้ได้อีกด้วย  น้อยครั้งที่ดินจะใช้พลังของเขาตัดด้ายแดงใครสักคน เพราะเมื่อทำอย่างนั้นผลที่ตามมาคือการที่เขาต้องทนรับอารมณ์ด้านลบของผู้ที่สูญเสียเนื้อคู่ไป หากผู้เสียใจมีคนเดียวก็พอไหว แต่หากคนที่เขาตัดด้ายแดงไปเสียใจทั้งสองคน เขาต้องเผชิญอารมณ์ด้านลบที่หนักหน่วงอย่างเลี่ยงไม่ได้   

    ดูเหมือนสามีพี่ก้อยจะหัวเสียมากทีเดียว เพราะหลังเดือนออกไป ความรู้สึกของดินก็พุ่งไปเป็นหงุดหงิด หงุดหงิดจนเขาอยากทำลายทุกอย่างในห้องนี้ให้ราบ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวแล้วก็กลายเป็นความทุกข์ที่ฉุดให้จิตใจตกต่ำ ดินหอบหายใจ  บังคับมือตัวเองไม่ให้เอื้อมไปคว้ากรอบรูปมาขว้างลงพื้น ชายหนุ่มนอนขดตัวอยู่บนเตียง พยายามสกัดกั้นไม่ให้อารมณ์ด้านลบของคนอื่นทำร้ายตัวเองมากจนเกินไป

เพราะแบบนี้ส่วนใหญ่แล้วดินจึงทำเพียงแค่ตรวจดูด้ายแดงเท่านั้น จะไม่เขาไปยุ่งเกี่ยว เพราะด้ายแดงก็คือโชคชะตาความรักของคนสองคนหรืออาจจะหลายๆคน  หากเขาเข้าไปยุ่งก็เหมือนยื่นมือไปเปลี่ยนชะตาชีวิตคนอื่นนั่นแหละ

ส่วนอีกหนึ่งความสามารถเกี่ยวกับด้ายแดงของเขาคือหากดินยื่นมือไปสัมผัสด้ายแดงของใคร  ดินจะสามารถรับรู้เรื่องราวความรักที่ผ่านมาของคนๆนั้นได้ รวมทั้งอารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับความรักในขณะนั้นด้วย  ปกติแล้วการตัดด้ายแดงหรือการผูกด้ายแดงดินไม่จำเป็นต้องยื่นมือไปสัมผัสด้ายตรงๆ เขาเพียงแค่ใช้ ‘จิต’ เหมือนตอนที่เพ่งจิตในการตัดด้ายแดงพี่ก้อย  เลยไม่ค่อยเจอเหตุการณ์ที่ต้องสัมผัสด้ายแดงตรงๆเท่าไหร่

หลายคนที่รู้จักเขาและพลังของเขาต่างบอกว่าดินเป็นเหมือนเทพแห่งความรัก

ไร้สาระ...ชายหนุ่มนึกในใจ 

ดินไม่รู้สึกถึงความรักมานานมากแล้ว นานพอๆกับที่เขามองไม่เห็นด้ายแดงของตัวเอง ความรู้สึกด้านชาและความเปล่าเปลี่ยวต่างหากคือสิ่งที่เขาคุ้นเคย 

‘นายคิดยังไงกับทะเลกันล่ะ?’ เสียงของเดือนแวบเข้ามาในหัว  คิดยังไงกับพี่ทะเล เรื่องนี้ดินก็ไม่รู้ เขาจำไม่ได้แล้วว่าความรู้สึกแบบไหนที่เรียกว่า ‘เริ่มชอบ’  เขาไม่รู้จริงๆ

เดือนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเดินลงมาที่ชั้นล่างแล้วพบกับชายหนุ่มร่างสูงผิวแทนนั่งอยู่ในห้องรับแขก  อีกฝ่ายดูเกร็งๆอยู่มิใช่น้อย  พอเจอเขาก็ส่งยิ้มกว้างมาให้ เดือนหรี่ตา รู้สึกเหมือนเห็นพระอาทิตย์เปล่งแสงและดอกไม้บานอยู่รอบๆตัวอีกฝ่าย

“สวัสดีครับคุณเดือน”

“สวัสดีครับ”

ทะเลยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม ยังไงตนก็อายุน้อยกว่า  ในขณะที่เดือนกำลังจะอ้าปากถามว่าอีกฝ่ายมาทำอะไร คนผิวแทนก็ยื่นถุงน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ รวมทั้งถุงใส่โจ๊กพรวดมาให้เดือน  เร็วจนเกือบเอานิ้วจิ้มลูกตาอีกฝ่ายแล้ว
 
วะ นี่มันลอบทำร้ายกันหรือเปล่าเนี่ย

“เอ่อ  คือ...น้อง...น้องดินเป็นยังไงบ้างครับ”  ชายหนุ่มมองคนที่ตะกุกตะกักถามหาคนป่วยแล้วก็ต้องเลิกคิ้ว  นี่มันชักจะยังไงๆแล้วนะ  สรุปหมอนี่จะจีบน้องเขาจริงๆเหรอ

เดือนไม่ได้รังเกียจพวกเพศที่สามหรอกนะ  เพื่อนสมัยเรียนแล้วก็เพื่อนในวงการของเขาหลายคนก็เป็น

แต่นี่คือน้องชายเขานะ ถึงจะรู้จักกันไม่นานแถมดินยังชอบด่าเขาแต่ยังไงความรู้สึก ‘พี่หวงน้อง’ มันก็กำเนิดในตัวเขาแล้ว ไอ้เดือนจะไม่ปล่อยน้องไปหาคนไม่ดีหรอก!

“อืม คุณทะเลครับ ผมว่าเราควรมานั่งคุยกันสักหน่อย”

เดือนยิ้มแล้วทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาตัวตรงข้างกับอีกฝ่าย  เขายื่นถุงน้ำเต้าหู้ให้ป้าชื่น แม่บ้านในบ้านเอาไปใส่แก้วให้ดิน
ทะเลดูเกร็งอย่างเห็นได้ชัด เดือนโบกมือ “ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น ฉันไม่ได้จะฆ่าหมกศพนาย” แค่จะสอบสวนนายเฉยๆเอง  “เอ่อ ครับ” ทะเลหัวเราะเบาๆ เขาถูจมูกอย่างเขินๆ “คุณเดือนมีอะไรจะพูดกับผมเหรอครับ”

“ผมอยากจะถามว่า...คุณชอบน้องดินใช่ไหม?”

“เอ่อ...ผม ผมไม่รู้”

“เหรอ” เดือนยิ้มนิดๆ รอยยิ้มแบบที่ใครๆก็ชอบบอกว่าเป็นรอยยิ้มพ่อพระสำหรับปกปิดแผนชั่วในใจ  เหอๆ ไอ้เดือนก็ไม่ได้ชั่วร้ายขนาดนั้นสักหน่อย

“แล้วถ้าผมจะบอกว่า ผมก็ชอบน้องดินเหมือนกันล่ะ คุณจะทำยังไง”

..........................

เหอๆไม่ได้ชั่วร้ายเท่าไหร่เลยจ้าพี่เดือน พี่ทะเลโดนเล่นแล้วๆๆ
สำหรับตอนนี้เผยอดีตดินออกมานิดนึงค่ะ หน่วงจริงๆ T_T
ช่วงนี้ท้อเล็กน้อยค่ะ ทั้งงานทั้งเรื่องนิยาย
สำหรับเราเพิ่งลองเขียนนิยายวายแบบวายแท้ๆขนาดนี้ครั้งแรกค่ะ ที่ผ่านมาจะเขียนแต่แฟนตาซีไม่ก็ฟิคมาตลอด
อีกเรื่องที่ลงเป็นวายก็จะออกแนวแฟนตาซีเหมือนกัน  เลยรู้สึกว่าอาจจะสื่ออารมณ์ไปหาคนอ่านได้ไม่มาก
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราวางให้ค่อยเป็นค่อยไป มันอาจจะไม่สนุกสำหรับหลายๆคน ขอโทษด้วยนะคะ TT_TT
อ่านแล้วอยากติชมตรงไหน มีข้อแนะนำยังไง สามารถบอกได้เลยค่ะ เราจะนำไปปรับปรุงแน่นอนค่ะ
เราจะพยายามให้มากขึ้น จะทำให้นิยายเรื่องนี้สนุกให้ได้เลยค่ะ
ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านแล้วก็คอยคอมเม้นท์ ข้อความของคุณเป็นกำลังใจให้เรามากๆเลยค่ะ (_ _)
ขอบคุณจริงๆค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-12-2015 19:56:10 โดย snowrabbit »

ออฟไลน์ Lafinzel

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
กราบเรียนแฝดน้องที่เคารพรัก
แฝดพี่มาเม้นให้แล้ว..

ตอนที่1
ช่างด้านบนไปเถอะครับ..ขอเข้าเรื่อง
จากเท่าที่อ่านมา พล็อตน่าสนใจในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่อ่านได้คือในที่นี้ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน หากให้เปรียบนิยายเรื่องนี้เป็นอาหาร..ก็เหมือนอาหารที่หยาบไปหน่อย ขาดซึ่งรสอูมามิ..
จะบอกยังไงดี..เหมือนเวลาที่อ่านเวลาเดือนคิดบ่นในใจ มันเหมือนการใช้คำที่ทำให้ขัดเวลาอ่านครับ คิดเองตบมุขเองจบ....ความจริงมันก็ไม่ได้แย่ แต่ก็นั้นแหละผมบอกไม่ค่อจะถูก  //แต่อ่านแล้วนี่นึกภาพหน้าเดือนออกเลยว่าคงคิดไปทำหน้าแบบไหนไป
การตัดจบ..อันนี้สำคัญ..ตัดจบได้ถือว่าไม่แย่ครับ แต่ในฐานะคนอ่านผมไม่ได้รู้สึกอยากรู้ว่ามีอะไรต่อในตอนต่อไป ;w; มันเป็นการตัดจบที่..ไม่หยาบ..แต่ก็ไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้ตาม...
ปล. ตุ๊กแก มันร้องตั๊บแก หรือตุ๊กแก... //อันนี้ไม่ได้สับหรืออะไรนะ..อันนี้สงสัยของจริง..

ตอนที่ 3
มีให้แก้นิดหน่อยตรงท่อน
 “งั้นหรือครับ งั้นช่วยเอานี่ให้คุณเดือนได้ไหมครับ...คือผมผ่านมาเลยแวะเอามาให้” ว่าแล้วก็ยื่นถุงพลาสติกที่มีน้ำเต้าหู้สามถุงกับปาท่องโก๋อัดแน่นอยู่มาให้

ตรงนี้น่าจะเป็น ดินมากกว่า เพราะคนที่คุยกับพ่อหนุ่มชาวไร่ในตำนานคือเดือน...


หลังจากอ่านที่เหลือจบขอเพิ่มเติมอีกนิดคือมันเหมือนเรื่องนี้บทจะเร็วก็เร็วครับ คือมันก็น่ารักใสๆกุ๊กกิ๊ก มุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้งดีแล้วล่ะ but... บางครั้งครับบางครั้ง ในเนื้อหามีน้ำมากไปหน่อย

จริงๆอีกเรื่องคือคิดว่าน่าจะเป็นที่ภาษา ภาษาน่ะลื่นไหลดี แต่ในบริบทบางอย่างกลับใช้ภาษาได้ดูจะไม่ค่อยเข้าเสียเท่าไหร่ คิดว่าคงติดสำนวนแฟนตาซีมาเยอะ เอาอย่างง่ายๆท่อนนี้
‘ถ้าเราหยุดหายใจแล้วหลับไปตลอดกาลได้เลยคงจะดี’  //จากตอนที่4
แฟนตาซี...สำนวนแฟนตาซีเลยน้องเอ่ย...
ทั้งนี้ทั้งนั้น คิดว่าล่ะที่นิยายเรื่องนี้ยังมีบางอย่างที่ดูแปลกไปแต่ก็หาไม่ค่อยได้น่าจะเป็นสำนวนที่ติดจะมีกลิ่นอายของแฟนตาซีนี่ล่ะนะ..


ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
พี่เดือนน่ารักดี

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-4
    • facebook


เอาจริงหรือคะพี่เดือน? หรือแค่พูดลองใจพี่ทะเลเขา?
จีบน้องดินนี่ไม่ง่ายนะบอกเลย... จะหวังให้การอยู่ใต้หลังคาเดียวกันมาช่วยนั้น คงจะไม่มีผลเท่าไรหรอกมั้งงงงง
เป็นกำลังใจให้ค่ะ รอตอนต่อไปนะคะ  :L2:



ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13912
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ทำตัวเป็นพี่ชายที่น่ารักเชียว

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๖
ภัยจากพี่ชายที่เป็นพ่อสื่อ


แล้วถ้าผมบอกว่า ผมก็ชอบน้องดินเหมือนกันล่ะ คุณจะทำยังไง?”

เดือนถามเรียบๆ สังเกตสีหน้าตกตะลึงของอีกฝ่ายแล้วก็ขำพรวดออกมา  ทำหน้าอย่างกับเขาเป็นผีอย่างนั้นแหละ “ล้อเล่นน่า  ฮ่าๆ อย่าทำหน้าเหมือนคนหัวใจจะวายแบบนั้นสิ” ไอ้เดือนยังไม่อยากเป็นฆาตกรตอนนี้นะ  พอเห็นเขาขำทะเลก็กระพริบตาปริบ รีบหุบปากฉับ 

นี่สรุปเขาโดนหลอกใช่ไหม?

ถีบพี่ชายน้องดินสักที น้องดินจะโกรธไหมนะ...

เดือนที่ห้ามตัวเองให้หยุดขำได้สำเร็จรีบปรับโหมดกลับสู่สถานะจริงจังอีกครั้ง  เขากระแอมประสานมือไว้ข้างหน้าเหมือนเวลาเจรจาธุรกิจ  “คุณจีบดินอยู่ใช่ไหม?”

นี่แหละครับนายรวีกานต์  อ้อมค้อมทำไมเสียเวลา ยิ่งตรงเป้าไปเลย

พอโดนคำถามตรงๆเข้าไปทะเลถึงกับไปไม่เป็น  ชายหนุ่มอ้าปากค้างน้อยๆก่อนจะกระแอม  “อ่า...คือ...ผมว่า ก็ทำนองนั้นแหละครับ”

“ทำนองนั้น? หมายความว่าไงครับทำนองนั้น  คุณจะบอกว่าไม่ได้จีบน้องผมจริงจังเหรอ เห็นน้องผมเป็นของเล่นหรือครับ”

“ไม่ครับ คุณเข้าใจผิดแล้ว”

เดือนหรี่ตาลง  นี่ถ้าห้องมืดๆมีไฟส่องสลัว ที่นี่มันก็ห้องสืบสวนดีๆนี่เอง  อ้อ ต้องมีข้าวหน้าหมูทอดด้วยนะ บอกให้ป้าชื่นเอามาให้ตอนนี้ทันหรือเปล่าหว่า

“ผม...ผมยอมรับว่าผมรู้สึกดีกับน้องดิน”  ทะเลละล่ำละลัก  พอพูดออกมาเดือนก็สังเกตว่าใบหูอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นสีแดง  อะไรจะเขินง่ายขนาดนั้น! หรือเขาหน้าด้านเกินไปกันแน่นะ

“แต่ผมยังไม่แน่ใจว่าควรจะเดินหน้าต่อดีไหม ไม่รู้ว่าน้องจะรังเกียจหรือเปล่า   เรื่องแบบนี้...ไม่ใช่ว่าอยากจะจีบก็ทำกันได้ง่ายๆ อีกอย่างยังไงเราก็เป็นผู้ชายทั้งคู่”  ทะเลบีบมือตัวเองอย่างกังวล “สังคมในเมืองอาจจะไม่ถือ แต่ที่นี่...เรายังค่อนข้างไม่ชินกับอะไรแบบนี้ มันก็เลยค่อนข้างยาก”

“ผมเข้าใจ” เดือนเอนหลังพิงพนักนุ่ม “เอาเป็นว่ายังไม่ต้องรีบร้อนหรอก แต่ผมแค่อยากให้คุณทำอะไรๆให้มันชัดเจน คนเราน่ะนะ ชอบก็คือชอบ จะไปกั๊กไว้ ทำอมพะนำไม่ยอมพูด ปฏิเสธใจตัวเอง...มันไม่เกิดผลดีอะไรหรอก” เดือนยิ้มให้กับคนอายุน้อยกว่า 

“อืม...จริงสิ ตอนนี้น้องดินยังไม่ได้ทานข้าวเลย  คุณช่วยยกข้าวต้มขึ้นไปให้เขาหน่อยได้ไหมครับ”

ไหนๆก็มาแล้ว  เปิดโอกาสให้เลยก็แล้วกัน

เดือนคลี่ยิ้มพ่อพระอีกครั้ง  ก่อนจะเดินไปจัดการตักข้าวต้มที่แม่บ้านทำไว้ให้มาใส่ถ้วย  จัดใส่ถาดพร้อมแก้วกับเหยือกน้ำให้เสร็จสรรพ “อย่าลืมดูให้น้องดินทานยาหลังทานอาหารด้วยนะครับ”

“เอ่อ...” 

“คุณไม่สะดวก?”

“อ๊ะ ปล...เปล่าครับ”  แค่ผมเอ่อคำเดียว ทำไมคุณพี่ชายถึงได้ทำหน้าเหมือนจะลุกมาต่อยแบบนั้นล่ะ

ลูกชายคนโตของบ้านสวนรีบโบกมือ “ฝากด้วยนะครับ” มองส่งคนตัวใหญ่จนหายไปชั้นบน  คนเจ้าแผนการก็รีบหยิบโทรศัพท์บ้านขึ้นมากดทันที รอสายอยู่ไม่นานคนปลายสายก็รับ

‘สวัสดีครับ’

“ไอ้หนึ่ง นี่กูเอง”

‘กูไหน มึงเป็นใคร โทรศัพท์โรคจิตเหรอ’

“มึงสิโรคจิต ฟาย!”

เดือนด่าไอ้คนปลายสายไป ได้ยินเสียงมันหัวเราะร่า ก็ว่าอยู่ว่าเพื่อนสนิทสุดๆแบบมันน่ะนะจะจำเสียงเขาไม่ได้ อีกอย่างหลังโทรศัพท์หาย เดือนก็เคยใช้โทรศัพท์บ้านโทรไปหาหนึ่งเพื่อบอกเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วบีบบังคับมันให้เมมเบอร์โทรศัพท์บ้านเขาไว้อีกด้วย

ส่วนไอ้สวัสดีครับข้างต้นนั่นก็น่าจะจงใจแกล้งเขามากกว่า

‘ฮ่าๆๆ โอเคๆกูรู้แล้ว  ว่าแต่มึงโทรมามีไร เหงาเหรอ  อยู่นู่นมันว่างงานหรือไง’

“เออ ก็เหงาแหละ  อยากไปจุ๊บเพื่อนหนึ่งใจจะขาด”

“ยี้ ขยะแขยง มึงนี่นะ ขนาดได้ยินแค่เสียงกูยังขนลุกเลย”

ไอ้เวรนี่ ชาตินี้จะได้คุยกันดีๆหรือเปล่าวะ!

เหลือบตามองบันไดบ้านที่ยังไม่มีวี่แววคนผิวแทนเดินลงมา เดือนก็รีบพูด “พอๆ เข้าเรื่องๆ กูมีเรื่องจะให้มึงช่วย  ห้องพักที่รีสอร์ทมึงเต็มยัง?”

บ้านเพื่อนเขาคนนี้ทำธุรกิจรีสอร์ทอยู่ที่เมืองกาญจน์ เอาจริงๆแล้วสำหรับเดือนเขาว่าไปทะเลจะโรแมนติกมากกว่าแต่ด้วยนิสัยดินคงจะไม่ยอมไปข้างที่ไหนนานๆแน่ ใกล้กว่าทะเลก็กาญจนบุรีนี่แหละ ไปเล่นน้ำตกเอาแล้วกัน

‘ก็มีเหลืออยู่สองสามห้อง  ทำไม มึงจะมา?’

“เปล่า กูจะจองไว้ให้น้องชาย”

‘อ่อ ใช่เด็กที่ชื่อดินที่มึงเล่าให้ฟังวันก่อนป่ะ’

“เออนั่นแหละ คนเดียวกัน”

‘แหมๆ พอมีน้องชายล่ะทำตัวดีขึ้นมาเชียวนะ   ป๋าจริงจริ๊ง  จองห้องให้น้องมานอนพักเล่นๆ’

“ใครว่ากูจะส่งไปนอนพักเล่นๆ”  เดือนเอ่ย  ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มแบบตัวโกง “ไปกาญจน์หนนี้ น้องกูต้องได้แฟนครับ”
หลังจากจองห้องพักเสร็จสรรพ ไม่นานทะเลก็ลงมาข้างล่างพร้อมดิน  เหมือนว่าคนสวมแว่นจะไม่ยอมนอนพักอยู่ข้างบนเฉยๆ ถึงจะหยุดงานแต่อย่างน้อยก็ขอลงมาเคลื่อนไหวร่างกายข้างล่างบ้าง

ดินหรี่ตามองพี่ชาย รู้สึกไม่ชอบมาพากลอย่างบอกไม่ถูก  ยิ่งเห็นไอ้หน้าแป๊ะยิ้มแล้วมันก็คันไม้คันมือตงิดๆ เขารู้นะว่าเดือนจงใจ จริงๆคนที่ควรจะยกข้าวต้มขึ้นไปคือไอ้พี่บ้านี่  แต่ไปๆมาๆไม่รู้ทำไมถึงกลายเป็นหนุ่มชาวไร่ในตำนานอย่างพี่ทะเลไปซะได้
เล่นเอาเขาเกร็งไปหมดจนเกือบกินข้าวไม่ลง สุดท้ายพี่ทะเลที่คงทนเห็นท่าทางเงอะงะของเขาไม่ได้ก็เลย...จัดการนั่งป้อนข้าวให้เขาซะเลย

คิดถึงตรงนี้ใบหน้าสวยก็ซับสีแดงเรื่อน้อยๆ

หลังจากทานข้าวก็นั่งคุยกันต่ออีกนิดหน่อย  ดินไม่ใช่คนพูดเก่ง ปกติเขาจะอึดอัดกับความเงียบที่คนรอบข้างมอบให้ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรเลยไม่ค่อยได้เริ่มบทสนทนาก่อน ดินถนัดการเป็นผู้ฟังมากกว่า พออยู่กับทะเลที่พูดเก่ง  อารมณ์ดี  ใจดี  ยิ้มแย้มอย่างเปิดเผยและจริงใจมันทำให้ดินมีความสุข...อย่างน้อยๆเขาก็ไม่ได้อึดอัดกับความเงียบอีกแล้วเมื่ออยู่ใกล้อีกฝ่าย เพราะทะเลจะพูดไม่หยุด  ส่วนดินก็จะนั่งฟังเฉยๆแล้วก็หัวเราะไปกับเรื่องตลกที่อีกฝ่ายสรรหามาเล่า

ความรู้สึกอบอุ่น...หวานละมุนใจนอกมันเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แต่ก็เกินต้านไหวจริงๆ

“ถ้างั้นพี่ไปก่อนนะครับ”  รอยยิ้มกว้างถูกส่งมาให้อีกครั้งเมื่อพวกเขาเดินมาประตรั้ว  รถมอเตอร์ไซค์คันเก่าถูก้นจอดแอบไว้ด้านนอก  ดินพยักหน้า ไม่ลืมขอบคุณสำหรับการดูแลเมื่อครู่อีกครั้ง  ทันใดนั้นฝ่ามือใหญ่และหยาบกร้านจากการทำงานหนักก็วางลงบนศีรษะเขา ลูบเบาๆอย่างทะนุถนอม  “ไม่เป็นไรหรอกครับ  น้องดินก็พักผ่อนเยอะๆนะครับ อย่าหักโหมนักเลย  ล้มป่วยไปทุกคนเขาเป็นห่วงนะครับ”

ดินรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า  เหมือนเลือดในกายมันถูกสูบฉีดให้ไปออกันที่แก้มใสหมดแล้ว

ดีที่เขาก้มหน้าไว้ ไม่อย่างนั้นทะเลจะต้องเห็นแน่ๆ

พี่ทะเลบอกว่าถ้าเขาล้มป่วยไปแล้วทุกคนจะเป็นห่วง...แล้ว...

“แล้วพี่ทะเลล่ะครับ จะเป็นห่วงผมด้วยหรือเปล่า” สมองคิดไปปากก็เผลอพูดออกไปจนได้  ชายหนุ่มเอามือตะครุบปากตัวเองแทบไม่ทัน  หวังว่าคำพูดของเขาที่เบาราวเสียงกระซิบนั้นอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน  แต่เหมือนว่าจะช้าไปเสียแล้ว

“ก็ต้องเป็นห่วงสิครับ!” ทะเลตอบกลับเสียงดังด้วยท่าทางจริงจัง   “ถ้าน้องดินเป็นอะไรไป พี่ก็ต้องเป็นห่วงมากอยู่แล้ว”

อ่า...แย่แล้ว...

สิ้นคำพูดนั้นก็เหลือเพียงความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนที่ทะเลจะตัดสินใจพูดตะกุกตะกักออกมาว่า

“เพราะงั้น...เอ่อ ถ้าน้องดินมีอะไรก็ปรึกษาพี่ได้ ป่วยก็บอกนะครับ...พี่...เอ่อ...พี่จะ...เอาขนม...กับข้าว อ่านั่นแหละ...พี่จะได้มาเยี่ยม  บอกได้ตลอดเวลาเลยนะครับ!”

ดินก้มหน้างุดจนเส้นผมสีดำร่วงลงมาปิดหน้าปิดตา แต่กระนั้นก็ไม่อาจปกปิดแก้มใสๆที่ซับสีแดงระเรื่อไว้ได้

ทะเลกลืนน้ำลาย  รู้สึกประหม่าไปหมด บ้าเอ๊ย! ฮึดหน่อยสิวะไอ้เล!  ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก พูดในสิ่งที่อยากพูดมานาน
“เอ่อ...ถ้าน้องดินอยากคุยอะไร อยากปรึกษาก็บอกพี่ได้เสมอนะครับ  แบบ เบอร์มือถือ...” ไม่สิ ถ้าเป็นเบอร์น้องดินต้องไม่กล้าโทรแน่ๆ  คนตรงหน้าเขาขี้เกรงใจจะตาย  งั้นเอาแบบนี้แล้วกันวะ

“พี่ขอไลน์น้องดินหน่อยได้ไหมครับ!”



ครืด ครืด

นัยน์ตาสีดำหลังกรอบแว่นละจากหน้าจอโทรทัศน์ซึ่งเป็นจุดรวมความสนใจของทุกคนในครอบครัวไม่เว้นแม้แต่ป้าชื่นที่มานั่งพับเพียบอยู่ข้างๆ 

ดินก้มมองโทรศัพท์ตัวเองที่มีแจ้งเตือนไลน์เข้ามา เป็นข้อความสั้นๆกับสติกเกอร์น่ารักๆอีกหนึ่งตัว

แค่คำว่า ‘กินข้าวหรือยังครับ?’ คำเดียวนี่แหละที่ทำให้ดินยิ้มไม่หุบ  แม้จะพยายามกลั้นยิ้มมากแค่ไหนแต่ริมฝีปากมันก็ไม่ยอมฟัง เอาแต่จะยกขึ้นจนเขาปวดแก้มไปหมดแล้ว ปลายนิ้มเรียวรีบพิมพ์ตอบกลับไป อีกฝ่ายก็อ่านและตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
ไปๆมาๆกลายเป็นว่าดินเอาแต่จ้องหน้าจอโทรศัพท์เสียอย่างนั้น 

อากัปกิริยาทั้งหมดไม่ได้รอดสายตาของนายรวีกานต์ผู้มีสายตาเฉียบคม(ในเรื่องชาวบ้าน)ไปได้เลย

เมื่อแผนหนึ่งคืบหน้าเร็ว  ก็ต้องเริ่มแผนสอง

“คุณพ่อครับ คุณแม่ครับ”  เดือนพูดขึ้น เรียกให้ผู้ใหญ่มนบ้านทั้งสองหันมามอง  ชายหนุ่มรีบคลี่ยิ้มอ้อนทันที  “คือ...ช่วงนี้ผมเห็นว่าน้องดินทำงานหนัก...มาก...”  ท้ายประโยคลากเสียงยาวแถมด้วยการเหลือบมองอีกฝ่ายนิดหนึ่ง “มากเกินไปจนล้มป่วย แบบนี้ไม่ดีแน่ครับ  ผมเห็นว่าน้องดินควรจะพักผ่อนบ้างครับ”

“วันนี้ผมก็พักไปแล้วไงคุณ...พี่เดือน”

“ไม่ใช่ซะหน่อย พี่หมายถึงไปเที่ยวพักผ่อน  ไปต่างจังหวัดน่ะ  นายเอาแต่ทำงาน คงไม่ได้ออกไปเที่ยวบ่อยนักใช่ไหมล่ะ” ดินชะงัก  มันก็จริงอย่างที่เดือนว่า วันๆเขายุ่งจะตาย เดี๋ยวก็ทำงาน เดี๋ยวก็รับผิดชอบสวน เอาเวลาที่ไหนไปเที่ยวกันล่ะ

“เอ แม่ว่าก็จริงนะ  ช่วงนี้ดินโหมงานหนักเกินไปหรือเปล่าลูก”  พอเห็นแม่มะลิมองมาด้วยสีหน้าเป็นห่วงดินก็รีบโบกไม้โบกมือ  “ไม่ใช่เลยครับ เป็นเพราะผมสุขภาพไม่แข็งแรงพอ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายน่ะครับ  จากนี้ผมจะออกกำลังกายให้มากขึ้นนะครับ  คุณแม่อย่าคิดมากเลย”

“แต่พอว่าก็ดีเหมือนกันนะ” คุณพ่อพูดแทรกขึ้นมาบ้าง  ก่อนจะหันไปหาลูกชายคนโต “เดือนว่าไปที่ไหนดีล่ะลูก?”

ได้ยินดังนั้นนายรวีกานต์ก็กระตุกยิ้มมุมปาก

“อ๋อ ผมคิดว่า...ที่นี่ก็น่าจะเหมาะนะครับ”



และด้วยเหตุนั้น หนึ่งอาทิตย์ต่อมา  ดินที่น่าหงิกพร้อมกระเป๋าเป้อีกหนึ่งใบก็ถูกจับยัดใส่รถที่มีทะเลทำหน้าที่เป็นสารถี  เดือนมองผลงานของตัวเองแล้วยิ้มกว้าง โบกไม้โบกมือให้น้องขาย  “ไม่เอาอย่าทำหน้าบูดสิ”

“คุณแกล้งผม!”

ชายหนุ่มฮึดฮัด  ตอนที่เดือนพูดเรื่องไปเที่ยวอะไรนี่เขาคัดค้านหัวชนฝา  ดินชอบทำงาน  เขาไม่ชอบให้ตัวเองว่างจนมีเวลาฟุ้งซ่าน ทำให้ไม่ค่อยได้ออกจากเส้นทางเดิมๆที่คุ้นชินนัก  เส้นทางชีวิตแบบเดิมวนเวียนทุกวันทำให้ไม่ค่อยได้ไปไหน  เวลาออกไปสถานที่ใหม่ๆดินก็มักจะเกร็ง

แล้วยิ่งมาพร้อมพี่ทะเลแบบนี้! ถ้าเขาเผลอทำอะไรงี่เง่าเปิ่นๆไปจะทำยังไง

“พี่เดือนนี่ใจดีจังนะครับ  จัดการเรื่องที่พักให้พวกเราเสร็จสรรพเลย”

“หมอนั่น...เฮ้อ ช่างเถอะ  พี่ทะเลอย่าโดนหลอกนะครับ  ไอ้พี่บ้านั่นมันไม่มีอะไรดีหรอก” น่ารำคาญก็เท่านั้น แถมยังชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอีก

“ฮ่าๆ นี่ล่ะนะครับพี่น้อง ว่าแต่น้องดินดูสนิทกับเดือนมากเลยนะครับ รู้จักกันมานานหรือยังล่ะ”

“เปล่าครับ ไม่นาน...จริงๆก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น” แค่มันเคยกระโดดถีบขาคู่ผมเลยโดนจัดไปชุดใหญ่แค่นั้นเอง

ระหว่างทางทะเลก็ชวนคุยไม่หยุดจนดินเริ่มเจ็บคอ  คนตัวใหญ่เลยปล่อยให้เขานอนหลับ  เมื่อเช้าก็ลุกมาจัดของแต่เช้า  แต่เพราะไปแค่สองวันหนึ่งคืน ข้าวของเลยไม่มีอะไรมาก  ดินรู้ตัวอีกครั้งตอนทะเลแวะเติมน้ำมัน  เขาเลยลงจากรถไปเข้าห้องน้ำแล้วก็แวะซื้อขนมกับน้ำในร้านสะดวกซื้อมาด้วยเต็มไปหมด

ขับรถต่อจากนั้นไม่นานพวกเขาก็มาถึงรีสอร์ต

ที่หนึ่งเพื่อนสนิทของเดือนให้การต้อนรับพวกเขาเป็นอย่างดี มีการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้ด้วย

“รีสอร์ตของเราอยู่ใกล้กับทางรถไฟครับ  คุณจะขึ้นรถไฟไปถ้ำกระแซก็ได้นะครับ  แล้วก็มีน้ำตกเอราวัณ อ้อ ทางรีสอร์ตมีบริการล่องแก่งด้วยนะครับ  เดี๋ยวตอนประมาณหกโมงครึ่งเราจะจัดอาหารเย็นไปให้ที่ห้องนะครับ เดือนมันบอกว่าพวกคุณต้องการความเป็นส่วนตัว”

“เอ่อ จริงๆแล้วคุณไม่ต้องทำตามที่พี่เดือนสั่งทุกอย่างก็ได้ครับ” ดินโบกมือไปมา รู้สึกลำบากใจที่ทำให้คนที่ไม่รู้จักกันดูจะวุ่นวายเพราะเขา “ทำกับพวกผมเหมือนลูกค้าคนอื่นๆก็ได้”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ” ที่หนึ่งยิ้มกว้างจนตาหยี “คุณเป็นน้องชายคนสำคัญของไอ้เดือนมัน เห็นมันไปอยู่ที่นู่นดูท่าทางสบายดีก็ดีใจ...มันเจอเรื่องนู้นเรื่องนี้มาคงปวดหัวแย่  มีคุณดูแลมันพวกผมก็โล่งใจครับ”  ดินยิ้มรับคำพูดนั้น แต่อดติดใจกับประโยคหนึ่งไม่ได้

เจอเรื่องนู้นเรื่องนี้มา?

จะว่าไปเขาก็ไม่รู้สาเหตุที่เดือนย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านสวนซะด้วย  เจ้าตัวไม่เคยบอก...

แต่ช่างเถอะ ไม่บอกแปลว่ายังไม่พร้อม  เอาไว้เดี๋ยวอีกฝ่ายอยากจะเล่าก็เล่าออกมาเอง ถึงตอนนั้นเขาจะช่วยเป็นผู้ฟังให้ก็แล้วกัน

“งั้นน้องดินอยากไปไหนก่อนครับ”  ทะเลหันมายิ้มให้เขา  ดินกวาดตามองแผนที่ที่เจ้าของรีสอร์ตนำมาให้  กาญจนบุรีอยู่ใกล้ๆแต่เขาก็ไม่เคยมาเที่ยวสักที  เคยเห็นที่เที่ยวก็แต่ในรูป “ไม่รู้สิครับ  พี่ทะเลอยากไปไหนหรือเปล่า”

“เอ...พี่ก็ไม่เคยมาเหมือนกัน ฮ่าๆ”

“งั้นไปที่จุดแลนด์มาร์กของเมืองกาญจน์เราก่อนเลยก็ได้ครับ สะพานข้ามแม่น้ำแควน่ะ” ที่หนึ่งรีบเสนอ ดินมองแผนที่  สะพานข้ามแม่น้ำดูไกลจากรีสอร์ตพอสมควร  ชายหนุ่มเลยหันไปบอกว่าค่อยๆเที่ยวตามลำดับก็ได้ เริ่มจากที่ใกล้ๆก่อน

ดังนั้นพวกเขาเลยไปขึ้นรถไฟเพื่อไปถ้ำกระแซ  ดินหยิบกล้องดิจิตอลที่เดือนยัดเยียดมาให้ออกมาด้วย ไหนๆก็มาแล้ว ถ่ายไปสักหน่อยก็ดี  ดินชอบถ่ายรูป...แต่เขาเป็นคนชอบถ่ายวิว  ถ่ายท้องฟ้า ต้นไม้ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หน้าตัวเอง

ชายหนุ่มหันกล้องไปเรื่อยๆก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงผู้ชายที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับเขา...ทะเลหันมองออกไปนอกหน้าต่าง  ดูเหม่อลอย  จมูกโด่งเห็นชัดเจน รับกับโครงหน้า  ดินมองภาพนั้นผ่านเลนส์กล้องก่อนจะกดชัตเตอร์ไปรัวๆ รู้ตัวอีกทีก็มีรูปทะเลหลายรูปอยู่ในเมมโมรี่เสียแล้ว

“แอบถ่ายพี่เหรอครับ หืม เด็กไม่ดี”  คนตัวเล็กสะดุ้งน้อยๆเมื่ออีกฝ่ายหันมายิ้มให้เขา  รอยยิ้มขี้เล่นที่ฉายชัดกับดวงตาที่แฝงประกาย  จากนั้นทะเลก็หันมาชูสองนิ้วให้เขา “จะถ่ายก็บอกกันดีๆสิครับ จะเก๊กท่ารอเลย”  ได้ยินดังนั้นตากล้องจำเป็นก็หลุดหัวเราะคิกออกมา  ก่อนจะกดถ่ายภาพอีกครั้ง ได้ภาพนายแบบคนหล่อไปก็หลายรูป...

หลังจากไปถ้ำกระแซ พวกเขาก็แวะกันที่น้ำตกไทรโยคน้อย แต่เนื่องจากดินไม่อยากลงเล่นน้ำจึงได้แต่ถ่ายรูปกันรอบๆแล้วก็กลับลงมา   ก่อนจะนั่งรถในตัวเมืองไปลงที่สุสานดอนรัก  สุสานของทหารสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง  ตอนที่ออกจากสุสานก็เป็นเวลาเย็นแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะไปสะพานข้ามแม่น้ำแควในวันพรุ่งนี้แทน

เมื่อกลับมาถึงรีสอร์ตก็มีเวลาอีกประมาณชั่วโมงหนึ่งก่อนอาหารเย็นจะมาเสิร์ฟ  ดินอยากให้ทะเลนอนพักเพราะอีกฝ่ายขับรถมาทั้งวัน คงจะเพลีย  แต่คนตัวใหญ่กลับไม่ยอม  “พี่อยากว่ายน้ำครับ”

“เอ๋?”

“ก็ในรีสอร์ตมีสระว่ายน้ำนี่นา วันนี้ไม่ได้เล่นน้ำตกด้วย  นานๆทีจะมีโอกาสมาพี่ก็อยากว่ายน้ำนี่ครับ” ดินกระพริบตาปริบๆ รับคำง่ายๆ “ครับ งั้นพี่ทะเลก็ไปว่ายน้ำ”

“น้องดินไปด้วยกันสิครับ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่อยากลง”  ดินปฏิเสธเสียงแผ่ว...ที่เขาไม่ลงเล่นน้ำในน้ำตกน่ะมันมีเหตุผลนะ  ง่ายๆสั้นๆเลย ‘เขาว่ายน้ำไม่เป็น’

“แต่พี่อยากลงกับน้องดินนี่นา”

“เอ่อ ไม่ดีกว่าครับ”

“ทำไมล่ะครับ”

ให้ตาย พี่ทะเลนี่บทจะตื๊อก็ตื๊อจริงแฮะ  ดินกัดริมฝีปาก หลุบตาลง ทำท่าอึกอักก่อนจะพูดเสียงเบา “ผมว่ายน้ำไม่เป็นครับ”  ชายหนุ่มก้มหน้าลงอย่างอายๆ  อายุก็ยี่สิบกว่าๆแล้ว  มากลัวน้ำนี่มันน่าอายน้อยซะที่ไหนล่ะ  ต้องหัวเราะแน่ๆ เขาต้องหัวเราะแน่ๆ
แต่พอเงยหน้าขึ้นก็พบแต่รอยยิ้มเอ็นดูส่งมาให้  ทะเลค้นๆในกระเป๋าแล้วก็พบกางเกงว่ายน้ำแบบถูกไซส์สองตัวอยู่ในนั้น  ก็ไม่รู้หรอกว่าพี่ชายดินไปกะขนาดถูกได้ยังไงแต่ก็ช่างเถอะ บางคำถามการไม่รู้คำตอบก็ดีกว่า

ทะเลบอกให้อีกฝ่ายเปลี่ยนเสื้อผ้า  ก่อนจะพาไปชำระตัวที่ฝักบัวข้างๆสระ  ตอนนี้มีคนลงมาว่ายน้ำแค่สองสามคนเท่านั้น
ดินหย่อนตัวอย่างกล้าๆกลัวๆลงในน้ำ ขณะที่ทะเลช่วยประคอง เขาพาดินไปยืนในระดับที่ยังยืนถึง สอนให้ตีขาแบบง่ายๆ  แอบขำที่คนที่มักจะทำหน้านิ่งเสมอเผยสีหน้าแปลกๆออกมา  จับมือเขาไว้แน่นอีกต่างหาก

“พี่ทะเล อย่าปล่อยนะครับ”

“ครับๆ ไม่ปล่อยครับ” เขาบีบกระชับมือนั้นแน่น  นี่มันความรู้สึกเหมือนตอนสอนน้องสาวว่ายน้ำครั้งแรกเลย แต่ตอนนั้นน้องสาวเขาก็ประมาณสิบขวบได้มั้ง แต่คนตรงหน้าดันเป็นผู้ชายอายุยี่สิบต้นๆที่ดูจะกลัวน้ำซะเหลือเกิน

แต่ก็น่ารักดีแฮะ

“ครับ ค่อยๆครับไม่ต้องเกร็ง พยายามหายใจให้เป็นจังหวะ...เก่งมากครับ”  ทะเลเอ่ยชมอีกฝ่าย เมื่อเดินไปจนถึงบริเวณที่พื้นเป็นทางลาด ชายหนุ่มก็ให้ดินยืนแล้วเขาก็เคลื่อนตัวไปใกล้อีกฝ่าย “ตรงนั้นน่าจะลึกจนยืนไม่ถึงแล้ว  อยากลองไปไหมครับ”
คนผมดำส่ายหน้าจนหยดน้ำกระจาย  จะบ้าเหรอ  แค่ว่ายในที่ตื้นๆยังจะแย่ ไปในที่ที่ยืนไม่ถึงเนี่ยนะ...ไม่เอาหรอก!

“ไม่เป็นไรนะ  ไปกับพี่”

“ดินว่ายน้ำไม่ได้นะพี่ทะเล”

“ใครจะให้ดินว่ายไปล่ะครับ”

“อ้าวแล้ว...”

ทะเลยิ้มจนตาหยี อวดลักยิ้มเล็กๆที่ข้างแก้ม “พี่จะให้ดินขี่หลังพี่ไปต่างหาก”

ใบหน้าติดจะหวานนั้นแดงขึ้นมาอีกแล้ว พออยู่ใกล้ๆยิ่งเห็นง่าย  ทะเลหัวเราะเบาๆ หันหลังให้อีกฝ่าย ดินเม้มริมฝีปาก ยอมเคลื่อนกายไปใกล้ๆแผ่นหลังกว้างนั้นก่อนจะยกแขนโอบรอบคอคนตัวสูง  ทะเลออกว่ายไปทันที  ตอนแรกดินเกร็งจนรู้สึกได้ แต่พออีกฝ่ายพาเขาว่ายไปรอบๆสระได้โดยไม่จมก็เริ่มสนุกขึ้นมา

ดินเหม่อมองแผ่นหลังสีน้ำผึ้งเบื้องหน้าเขา  ชายหนุ่มซบหน้าผากเข้ากับไหล่กว้างของอีกฝ่าย

รู้สึกเหมือนจะวางความไม่สบายใจทั้งหมดลงได้  ณ.ที่ตรงนั้น



คืนนั้นดินฝันอีกครั้งความฝันที่ทำให้เขากรีดร้องออกมา แต่หนี้มืออุ่นๆคู่หนึ่งกลับโอบเขาไว้  มันไม่ได้ช่วยให้ความฝันจางไป แต่ช่วยให้ความกลัวลดลงจนกระทั่งเขาหลับไปพร้อมคราบน้ำตา

พอรุ่งเช้ามาเยือนพวกเขาก็ลงมาทานอาหารเช้า ทะเลถามเรื่องฝันร้ายเมื่อคืน แต่ดินแค่ยิ้มแล้วบอกว่าไม่มีอะไร อย่าไปคิดมาก อีกฝ่ายก็ไม่เซ้าซี้แม้จะดูกังวลไม่น้อย  หลังออกจากรีสอร์ตพวกเขาก็พากันไปที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว  ที่เที่ยวที่สุดท้ายก่อนกลับบ้าน  ดินกระชับกล้องในมือ  ความทรงจำก่อนออกจากรีสอร์ตแวบเข้ามา

ตอนนั้นคุณที่หนึ่งแอบย่องมาหาเขาแล้วบอกว่า เดือนฝากมาบอกว่าเขาไม่ได้อยากขัดจังหวะการเดทแต่อย่างน้อยๆก็ช่วยอัพ    รูปลงเฟซหรือไม่ก็ส่งมาให้พ่อกับแม่ดูบ้างก็ได้  คนที่บ้านอยากจะแย่ว่าเป็นยังไงบ้าง

และให้ตาย ดินเพิ่งมารู้สึกว่าไอ้สองวันหนึ่งคืนที่ผ่านมานี่มันเหมือนเดทชะมัด!

“น้องดินเป็นอะไรครับ  ทำไมหน้าแดง  ไม่สบายหรือเปล่าครับ”

“อ่ะ ไม่ครับ ดินสบายดี”

คนสวมแว่นยิ้ม  เมื่อถึงที่หมายพวกเขาก็เดินลงมาจากรถ  ที่สะพานข้ามแม่น้ำแควตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งไทย  ทั้งคนที่ดูเหมือนคนจีนและคนญี่ปุ่น รวมถึงฝรั่งต่างชาติเดินเต็มไปหมด  ทะเลคว้ามือเล็กๆมาจับจูงก่อนจะพากันเดินไปที่สะพาน

ดินกำโทรศัพท์มือถือในมือแน่น รู้สึกถึงเหงื่อชื้นๆที่ฝ่ามือ  เขากระตุกมือคนตัวสูงเมื่อทั้งสองเดินมาถึงกลางสะพาน  ทะเลหันมามองก่อนจะยิ้มให้ “ว่าไงครับ รู้สึกไม่ดีเหรอ”

“เปล่าครับ คือ...พี่ทะเล...คือ” ดินอึกอัก  หลับตาปี๋ “ถ่ายรูปกับผมสักรูปได้ไหมครับ”

“ฮ่าๆ นึกว่าจะไม่ชวนซะแล้ว แน่นอนสิ...ทำไมจะไม่ได้ล่ะ  อย่าลืมสิครับว่าเรามาเที่ยวกันนะ”

ดินยิ้มเขินออกมา  ขณะที่ทะเลถือโทรศัพท์เขาไปขอให้นักท่องเที่ยวในบริเวณนั้นช่วยถ่ายรูปให้ ชายหนุ่มเดินกลับมา  มือใหญ่รั้งร่างเล็กให้มาชิดกันมากขึ้นจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวของทะเลที่เขาคุ้นชิน  ดินหน้าแดง เงยหน้าขึ้นมองทะเลที่ดึงแก้มเขาเบาๆเป็นทำนองให้ยิ้ม

ทั้งสองเงยหน้าขึ้นไปยิ้มให้กล้อง 

แต่เมื่อผ่านไปสองสามนาทีแล้วก็ยังไม่มีการกดชัตเตอร์อะไรทั้งสิ้นจากหญิงสาวที่ถือโทรศัพท์อยู่   ดินเอียงคออย่างมึนงงเมื่อเธอคนนั้นค่อยๆลดโทรศัพท์ในมือลงช้าๆ เผยให้เห็นดวงตากลมโตที่คลอด้วยน้ำตาและใบหน้าที่ตกตะลึง  ริมฝีปากอิ่มเคลือบด้วยลิปสีชมพูอ่อนค่อยๆขยับเป็นคำว่า

“ทะเล?”

.............................

ตอนนี้พาพี่ทะเลมาโกยคะแนนค่ะ 555555 :hao7:
ไอ้คุณพี่เดือนก็เป็นใจซะเหลือเกินนะแหม่ (หมั่นไส้) 
สำหรับตอนนี้เราจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของพี่ทะเลกับดินค่ะ เพื่อปูไปยังเนื้อเรื่องต่อไป
จริงๆพี่ทะเลก็เป็นคนดีแหละนะแต่บางความสัมพันธ์มันก็ไม่ใช่ว่าจะชัดเจนกันง่ายๆ ต้องรอดูกันไปยาวๆค่ะ 555
ตอนนี้ค้นพบแล้วว่า...ไม่ค่อยมีเวลามาเขียนนิยายเลยค่ะ รู้สึกว่าปล่อยไปได้ลงไหดองแน่ๆ
เพราะฉะนั้นเราจะมาลงตอนใหม่ทุกๆคืนวันเสาร์นะคะ (;v;)
พยายามจะทำให้ตัวเองมีวินัยในการเขียนค่ะ ฮาาา เพราะปกติปล่อยไว้นานปุ๊บลงไหดองปั๊บ
แล้วนี่จะทอล์คอะไรยืดยาว...
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ  ขอบคุณทุกๆคำติชมและทุกๆความคิดเห็น พบกันใหม่ตอนหน้าค่า

ออฟไลน์ Malimaru

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-4
    • facebook


พี่ทะเลกับน้องดินนี่ก็งานดีนะคะ
แต่ก็นะ ผู้หญิงที่ทักพี่ทะเลคือใครหนอ...
จะสร้างโอกาสให้พี่เดือนเข้ามาปลอบใจน้องดินได้หรือเปล่า
รอติดตามค่ะ  :mew1:


ออฟไลน์ phrase

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 214
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
ต้องเป็นเนื้อคู่ทะดลแน่เลย แต่ไม่เป็นไรนะดิน พี่เดือนจะปลอบใจดินเอง

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
ยามจันทร์เจ้าจูบดิน
บทที่ ๗
คนที่ไม่ใช่


Pattapee : พี่ทะเลครับ วันนี้คุณแม่ฝากให้เอาแกงส้มไปให้พี่ด้วย  วันนี้พี่จะผ่านตลาดหรือเปล่าครับ ผมจะได้เอาใส่ปิ่นโตไปให้ 13.40 pm

Pattapee : พี่ทะเลครับผมเอาแกงส้มให้น้องฟองไปแล้วนะครับ พอดีน้องเขาผ่านมาเลยเอาไปให้เลย 13.50 pm

Pattapee : ผมส่งรูปตอนอยู่กาญจน์มาให้แล้วนะครับ ขอบคุณมากนะที่ยอมไปเที่ยวด้วยกัน 14.00 pm

Pattapee : คราวหลังไปเที่ยวด้วยกันอีกนะครับ 14.00 pm

ดินมองข้อความมากมายที่ตัวเองส่งไปในไลน์แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา  จนตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววการตอบรับของทะเล  ยังไม่ขึ้นอ่านเลยด้วยซ้ำ

บางทีทะเลอาจจะยุ่ง  ชายหนุ่มต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว...แต่เมื่อก่อนทะเลไม่เคยเป็นแบบนี้ ถ้าเขาทักไปอีกฝ่ายก็จะรีบตอบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  ช้าสุดคือประมาณครึ่งชั่วโมง แต่เจ้าตัวก็จะบอกว่าไปไหนมาและทำอะไรอยู่ทำไมถึงได้ตอบไลน์เขาช้า

อีกฝ่ายไม่เคยปล่อยให้เขารอแบบนี้

ดินเม้มปาก วางโทรศัพท์ไว้บนหมอน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววหวาดหวั่น  คงไม่ใช่ว่ามันจะเป็นแบบนั้นอีกแล้วนะ...เป็นเหมือนทุกๆครั้งที่เขาเริ่มยอมรับตัวเองว่าชอบใครสักคน

แล้วคนๆนั้นก็จะเริ่มถอยห่างจากเขาไป

ทะเลเริ่มแปลกไปตั้งแต่กลับมาจากกาญจนบุรี ไม่สิ อีกคนแปลกไปตั้งแต่พบกับผู้หญิงคนนั้น...คนที่ถ่ายรูปให้พวกเขา

‘ทะเล’

ดินจำน้ำเสียงและสายตาของเธอได้  แววตาที่ทั้งเจ็บปวดและเสียใจ...แต่ลึกลงไปเขาเห็น ดินเห็นความคิดถึงอยู่ในดวงตาคู่นั้นของเธอ ชายหนุ่มแน่ใจว่าตัวเองรู้จักคนประเภทที่มีแววตาแบบนี้ดี

ทันทีที่เห็นเธอทะเลก็มีท่าทีตกใจเช่นกัน  เขาขอโทรศัพท์คืนแล้วรีบพาดินกลับจากสะพานโดยไม่ได้ถ่ายรูปด้วยกัน จากนั้นตลอดทางกลับบ้านก็มีแต่ความเงียบ

หลังจากนั้นเขากับทะเลก็ยังคงคุยกันเหมือนเดิม คนตัวใหญ่ยังคงเอาขนมเอาของกินมาฝากให้เขาเหมือนเดิม แต่ดินรู้ว่ามันมีบางสิ่งไม่เหมือนเดิม  ทะเลตอบไลน์ช้าลง บางครั้งก็ไม่อ่านไม่ตอบ ตอบมาก็มีแต่ข้อความสั้นๆ

ดินได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าอีกคนคงงานยุ่ง ไม่มีเวลา

เขาไม่อยากคิดว่าความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดมาจากผู้หญิงคนนั้นเลย

ยังไงตอนนี้สถานะของเขากับทะเลก็ก้ำกึ่ง ไม่ใช่แค่เพื่อน ไม่ใช่แค่คนรู้จัก แต่ก็ไม่ใช่แฟน มันไม่มีชื่อเรียก มีแต่ความสับสนคลุมเครือ 

แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นคนพิเศษของทะเลอยู่...ใช่หรือเปล่านะ

แกรก

เสียงเปิดประตูทำให้ดินสะดุ้ง คนผมดำตวัดสายตาดุๆไปที่ร่างสูงที่เดินเข้ามาหน้าตาเฉย “ผมบอกแล้วไงว่าก่อนเข้าห้องให้เคาะประตู” ดินว่า แต่ก็เหมือนเคย ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ในที่สุดนายรวีกานต์ก็พัฒนาสกิลหูทวนลมได้สูงปรี๊ดจนน่าตกใจ

“เห็นนายไม่ลงไปข้างล่างสักทีเลยขึ้นมาตาม แม่เขาขอให้ไปซื้อกับข้าวที่ตลาดให้หน่อยน่ะ เห็นว่าวันนี้จะทำปลาทอดกับแกงส้มชะอม แต่ไข่มันหมด แล้วก็ต้องไปซื้อชะอมด้วย”

เมื่อเห็นดินยังนั่งนิ่งแถมสายตายังดูเหม่อลอยเดือนก็ส่งเสียงจิ๊ออกมา  ชายหนุ่มดีดนิ้วข้างหูคนตัวเล็กก่อนจะใช้ไหล่กระแทกไหล่อีกฝ่ายเบาๆ “เฮ้ยๆ ฟังฉันอยู่รึเปล่าเนี่ย นายจะจ้องลายบนพื้นไม้อีกนานไหม หาเลขเด็ดหรือไง”

“เลิกทำร้ายร่างกายแล้วก็จิตใจคนอื่นสักทีเถอะครับ”

“ฉันไปทำร้ายจิตใจนายตอนไหนไม่ทราบหา?” ใส่ร้ายกันชัดๆเลย ไอ้เดือนออกจะเป็นคนดีมุ้งมิ้งรักโลกเหอะ

“คำพูดคุณมันทำร้ายจิตใจชาวบ้านเขานะครับ”

“เก็บกลับไปด่าตัวเองเถอะครับน้องปฐพี” ไม่อยากจะพูดว่าอยู่ด้วยกันมาหนึ่งสัปดาห์ น้องด่าพี่ไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบรอบ แถมแต่ล่ะคำนี่พี่นึกว่าน้องกินใบมีดเป็นของว่าง คมกริบจนใจพี่ชีช้ำไปหมดแล้วครับ เหอะๆ ระดับน้องดินนี่พี่ไม่กล้าเทียบหรอก

เดือนมองคนที่ทำหน้านิ่งแต่นัยน์ตาสีน้ำตาลกลับฉายแววเศร้าตรงหน้าอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ถ้าเป็นคนปกติคงไปเพ้อเต็มเฟสบุ๊คไม่ก็ทวิตเตอร์แล้ว สามนาทีสี่สเตตัสอะไรแบบนั้น ถ้าดินหัดเพ้อเจ้อลงโซเชี่ยลบ้างเดือนว่ามันคงดีกับอีกฝ่าย อย่างน้อยก็ได้ระบายอะไรแย่ๆลงไปบ้างหรือไม่ก็มาเล่าให้เขาฟังบ้างก็ได้

แต่ดินเป็นคนที่ชอบเก็บอะไรไว้ในใจคนเดียว ไม่พูดไม่ระบายออกมา  แบกทุกสิ่งไว้คนเดียว แบบนี้มันเหมือนเด็กเก็บกดไม่มีผิด
“เป็นอะไรหรือเปล่า” สุดท้ายเดือนก็ตัดสินใจถามออกไป  “นายดูแปลกๆมาหลายวันแล้วนะ ไม่สบายหรือเปล่า หรือว่า...” กับทะเลมันไม่โอเคเท่าไหร่  แต่เห็นตอนไปกาญจน์ ไอ้หนึ่งยังโทรมารายงานเขาอยู่เลยว่าทั้งคู่มุ้งมิ้งเหมือนคู่รักข้าวใหม่ปลามัน
หรือมันจะมีอะไรที่เขาพลาดไปกันนะ

เดือนพ่นลมหายใจ รู้สึกว่าตัวเองสมควรเปลี่ยนจากอาชีพนายแบบมาเป็นบริการให้คำปรึกษาด้านความรักจะดีกว่า

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร”

ดินพูดออกมา แต่เห็นชัดๆว่ามันมี!

“ไม่สบายใจอะไรก็เล่าสิ  เก็บไว้คนเดียวมันแย่นะ”

“...”

“เฮ้อ เอาเถอะ นายอาจจะยังไม่สนิทใจกับฉันพอจะเล่าให้ฟัง ไม่เป็นไรหรอก ไว้พร้อมค่อยเล่าก็ได้” เดือนไม่ชอบคาดคั้นใคร เขาคิดว่าให้เล่าออกมาด้วยความเต็มใจจะดีกว่า   ชายหนุ่มวางมือลงบนศีรษะน้องชายต่างสายเลือดแล้วโยกหัวอีกฝ่ายเบาๆ หัวเราะเมื่อนัยน์ตาดุหลังกรอบแว่นตวัดมามอง แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยมือ

“แต่ว่า...ฉันอยู่ข้างนายเสมอนะ อย่าลืม”


ดินเดินเหม่อลอยลงจากรถเมื่อถึงตลาด ภายใต้สีหน้าเรียบนิ่งความคิดของเขามันตีกันวุ่นวายไปหมด ทั้งเรื่องของทะเลและ...เรื่องของสัมผัสอบอุ่นของฝ่ามือบนศีรษะที่เขาจำได้ไม่ลืม

‘ฉันอยู่ข้างนายเสมอนะ...อย่าลืม’

วูบหนึ่งที่ดินอยากจะเชื่อในคำพูดนั้น แต่วินาทีต่อมาเขาก็สลัดมันออกไป

จะเอาอะไรกับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้แค่หนึ่งสัปดาห์แบบนั้น  เขาไม่เชื่อหรอก...ไม่เชื่อเลยแม้สักนิดเดียว

“งั้นเดี๋ยวเราแยกกันไปซื้อของไหม จะได้เสร็จเร็วๆ” เดือนพูดขึ้น มองใบรายการของในมือ ตอนแรกมันก็มีแค่ไข่กับชะอมหรอก สักพักคุณแม่มะลิก็เริ่มนึกได้ว่าอันนั้นหมด อันนี้ต้องซื้อมาตุนไว้ เขียนไปเขียนมาใบรายการเลยยาวเป็นหางว่าว  แถมมีการพูดอีกว่า ‘เอาไว้แค่นี้ก่อนก็ได้จ้ะ อันที่เหลือแม่ไปดูเองดีกว่า เดี๋ยวได้ไม่ถูกใจ’ ทำเอาเดือนแทบจะลมจับ  ดีนะที่คุณแม่มะลิบอกว่าพอก่อน ไม่งั้นพวกได้เดินขาลากหอบของรอบตลาดแน่ๆ

“นายไปดูพวกของกินแล้วกัน บอกเลยว่าฉันเลือกผักอะไรงี้ไม่เป็นหรอกนะ” เดือนยิ้มแหยๆให้ดินที่ทำหน้าประมาณว่าผมก็ว่างั้นแหละ “แล้วเดี๋ยวฉันไปซื้อพวกของใช้แล้วกัน”

“เลือกมาให้ถูกล่ะครับ”

“ไม่ต้องห่วงๆ แม่เขียนชื่อยี่ห้อมาให้แล้ว สบายมาก”

ดินกลอกตาก่อนจะหัวเราะแบบเย้ยๆออกมา  ชายหนุ่มผมดำดึงกระดาษจดรายการของสดไป พอจะเดินไปเดือนก็เรียกอีกฝ่ายไว้ “เดี๋ยวๆ พอซื้อของเสร็จนายแวะซื้อกาแฟให้แก้วนึงสิ”

“เรื่องสิครับ  ร้านกาแฟสดมันก็อยู่ใกล้ๆกับโซนขายของใช้นั่นแหละ  คุณก็เดินไปซื้อเองสิครับ” ว่าจบก็เดินออกไปทันที

ดินเดินไปที่แผงผัก เลือกชะอมกับผักอื่นๆตามใบรายการ  เขาเคยตามแม่มะลิมาซื้อของบ่อยๆ เธอสอนเข้าเลือกผักเลือกเนื้อสัตว์ สอนเขาในทุกๆอย่างที่แม่คนหนึ่งอยากจะสอนให้ลูกแม้กระทั่งการทำกับข้าวหรือพวกงานเย็บผ้าง่ายๆ  จนตอนนี้ฝีมือการทำกับข้าวกับเย็บผ้าของดินดีกว่าผู้หญิงบางคนเสียอีก

ตอนที่เดือนรู้เรื่องนี้ก็เรียกเขาแม่บ้านผู้แข็งแกร่งไม่หยุดจนเขาอยากจะเอาตะหลิวหวดหน้าหล่อๆนั่นให้บี้ไปเลย

แม่บ้านบ้าบออะไรกัน พ่อบ้านโว้ยพ่อบ้าน!

ใช้เวลาไม่นานดินก็ซื้อของจนครบ  ชายหนุ่มกำลังมุ่งหน้าไปที่แผงดอกไม้ของปราณ พรุ่งนี้เป็นวันพระ ซื้อดอกไม้ไปใส่แจกันในห้องพระก็ดีเหมือนกัน

แต่แล้วร่างเล็กก็หยุดชะงักเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าแผงดอกไม้ 

คนที่ทำให้เขาคิดวุ่นวายปวดหัว...สับสนจนหงุดหงิดตัวเองอยู่ทุกวัน

พี่ทะเล

ดินชั่งใจว่าจะรอให้คนผิวแทนเดินจากไปก่อนหรือจะเดินเข้าไปทักเลยดี  เขายอมรับว่าหลังจากที่ทะเลตอบไลน์ช้าและมีท่าทีแปลกไปมันทำให้เขารู้สึกอยากเว้นระยะห่าง  ถ้าอย่างนั้นรอให้อีกฝ่ายไปก่อนดีกว่า...คิดได้ดังนั้นร่างบางก็ถอยหลังจะเดินย้อนกับไปทางเดิมแต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อเสียงใสของลูกชายเจ้าของแผงดอกไม้เรียกเขาไว้เสียก่อน

“อ้าว นั่นพี่ดินไม่ใช่เหรอจ๊ะ”


ดินเม้มปาก ตกใจจนสะดุ้ง เขายืนนิ่ง มาขนาดนี้คงทำเนียนหนีไม่ได้แล้ว  คนผมดำเลยหันไปทางแผงดอกไม้  ยิ้มบางๆออกมา “ว่าไงปราณ” นัยน์ตาคู่สวยค่อยๆเบือนไปสบกับคนผิวสีแทน “สวัสดีครับพี่ทะเล”

“เป็นไงบ้างน่ะเรา” ทะเลยิ้มกว้างให้กับคนตัวเล็กขณะที่ดินตอบรับรอยยิ้มนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ “ก็ดีครับ พี่ล่ะ”

“ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ” ทะเลหัวเราะน้อยๆ “สบายดีครับ”  ดินยิ้มบางๆให้อีกฝ่ายอีกครั้งก่อนจะหันไปเลือกดอกไม้พร้อมส่งให้ปราณ ที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการห่อช่อดอกไม้อยู่  คนตัวเล็กละมือจากกงานมารับดอกไม้จากดินไปใส่ถุงพลาสติกใบใหญ่ ดินจ่ายเงินก่อนจะรับถุงดอกไม้มา  เมื่อได้ดอกไม้มาแล้วชายหนุ่มก็ยังไม่ได้เดินไปไหน เขายังยืนอยู่เงียบๆตรงนั้น

มันเหมือนมีระยะห่างที่มองไม่เห็นเกิดขึ้น ดินไม่รู้ว่ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ยังไง กำแพงที่มองไม่เห็นนี้ทำให้เขาใจเสีย
“เอ่อ...พี่ทะเลมาทำอะไรเหรอครับ” คนสวมแว่นตัดสินใจถามเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้  แต่พอพูดไปก็อยากจะกัดลิ้นตัวเอง ถามแปลกๆมาร้านดอกไม้ก็ต้องมาซื้อดอกไม้สิ ทำไมถามอะไรโง่ๆแบบนี้นะ!  ทะเลเลิกคิ้วนิดๆแล้วหันมามองเขาเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวว่าดินพูดกับตนอยู่  “หืม พี่มาซื้อดอกไม้ครับ” อีกฝ่ายบุ้ยใบ้ไปทางช่อดอกไม้ที่ปราณห่ออยู่

พอเห็นช่อดอกไม้นั่นดินก็ใจหายวูบขึ้นมา..ช่อสวยขนาดนั้น...แถมห่อด้วยกระดาษสีสวย ไม่ได้เอาไปถวายพระแน่ๆล่ะ
“งั้นเหรอครับ”  ดินรับเสียงแผ่ว ตัดสินใจได้ว่าตัวเองควรไปจากตรงนี้ได้แล้ว  แต่ก่อนไปเขามีหนึ่งคำถามที่ต้องการคำตอบ “ทำไมพี่ไม่ตอบไลน์ผม?”

ทะเลชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบออกมา “พี่งานยุ่งน่ะครับ ขอโทษด้วยนะ” อีกฝ่ายยังยิ้มใจดีให้แบบเมื่อก่อน ทันใดนั้นเสียงแจ้งเตือนไลน์ก็ดังมาจากโทรศัพท์มือถือของทะเล  เจ้าของมือถือก้มหน้าลงอ่านข้อความก่อนจะหันไปรับช่อดอกไม้ที่เสร็จพอดีจากปราณ  ท่าทางรีบร้อนเล็กน้อย “พี่ไปก่อนนะน้องดิน พอดีมีธุระนิดหน่อย  เราก็อย่าโหมงานหนักมากนะครับ สู้ๆนะ” ว่าจบคนตัวสูงก็หันหลังวิ่งจากไปทันที  ดินพยักหน้า แสร้งทำเป็นว่าไม่ติดใจอะไร เขากระชับของมากมายในมือแล้วก็เดินออกมาเช่นกัน


การซื้อของครั้งนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยสำหรับเดือน  เพราะเขาแค่ยิ้มให้บรรดาป้าๆทั้งหลายพร้อมกับเอ่ยรายการของ คุณป้าแม่ค้าก็จัดการหยิบของมาให้เสร็จสรรพแถมโปรโมชั่นลดราคาให้อีกด้วย เมื่อได้ของครบชายหนุ่มก็ตัดสินใจจะเดินไปโซนขายอาหารเพื่อซื้อกาแฟก่อน ในตลาดแห่งนี้จะแยกโซนขายอาหารออกมา มีทั้งร้านข้าวแกงและคอฟฟี่ช็อปเล็กๆ

เดือนเดินไปเรื่อยๆจนถึงที่หมาย เขากำลังจะไปถึงหน้าประตูถ้าไม่ใช่เพราะเห็นใครบางคนรีบร้อนวิ่งไปทางประตูร้าน ใครอีกคนที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตา  ชายหนุ่มร่างสูงผิวแทนที่ถือดอกไม้ช่อเล็กๆไว้ในมือ ดินเลิกคิ้วก่อนจะเดินไปหลบหลังเสา  อยู่ในมุมที่มองเห็นในร้านได้เพราะผนังร้านนี้เป็นกระจกและเป้าหมายของเดือนก็เลือกที่นั่งตรงโต๊ะริมกระจกเสียด้วย

เดือนหรี่ตา เพ่งมองว่าทะเลนั่งอยู่ในร้านกาแฟกับใคร

ผู้หญิงเรอะ?? สวยซะด้วย...

ไม่เอาน่าไอ้เดือน อย่าเพิ่งคิดไกล  อาจจะเป็นเพื่อน...

ความคิดของชายหนุ่มหยุดชะงักเมื่อเห็นทะเลยื่นช่อดอกไม้ให้หญิงสาวตรงหน้า ฝ่ายหญิงคลี่ยิ้มเขินอายให้ แก้มใสๆนั้นขึ้นสีเรื่อ  คนทั้งคู่เริ่มสั่งกาแฟ เดือนมองกิริยาหยอกล้อกันอย่างสนิทสนมแล้วตัดสินใจได้ว่า

ไม่ใช่เพื่อนแหงแซะ

ท่าทางแบบนี้...เหมือนจะเป็นแฟน

บ้า...แล้วน้องดินของกูล่ะเฮ้ย!!

ไอ้หมอนี่คบซ้อน...มาหลอกลวงน้องชายเขาเรอะ คิดว่าเป็นชาวไร่ในตำนานแล้วทำได้ทุกอย่างหรือไงวะ!

ขณะที่นายรวีกานต์กำลังลังเลว่าจะเข้าไปเค้นคอถามความจริงเลยดีหรือจะปล่อยผ่านไปดี เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นด้านหลัง

“มายืนลับๆล่อๆอะไรตรงนี้ครับ”

“ดิน!?”

เดือนหันขวับไปทันที  ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมายืนตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว...และเห็นฉากบาดใจในร้านกาแฟหรือยัง

“นาย...”

“ซื้อของเสร็จแล้วก็กลับบ้านสิครับ” ดินขัด “คุณแม่รออยู่นะ” ว่าจบคนผมดำก็เดินหน้านิ่งจากไป ทำให้เดือนต้องรีบวิ่งตามไปทันที

สถานการณ์ตอนนี้มันแปลก  เดือนก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายังไงแต่เขาถนัดในการอ่านคน  เขารู้ว่าแต่ละคนนิสัยเป็นยังไง  คิดอะไรอยู่  เดือนเชื่อว่าทะเลไม่ใช่คนที่จะสองใจอีกฝ่ายดูซื่อๆมีน้ำใสใจจริง  แต่สิ่งที่เห็นวันนี้มันกลับขัดกับสิ่งที่เขาคิด แต่ก็อย่างว่าคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ชายหนุ่มแห่งบ้านทุ่งอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิด  หรือฝ่ายหญิงอาจเป็นญาติ เป็นเพื่อนเก่า เป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น  มันมีความเป็นไปได้หลายทาง เขาไม่ควรด่วนสรุปอะไรที่ไม่ชัดเจน

แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาสรุปได้ชัดเจนที่สุดคือ...ดินกำลังเศร้า

“ดิน” เดือนเรียกคนที่เอาแต่เงียบมาตั้งแต่ขึ้นรถ  เหลือบตามองคนผมดำที่ยังเหม่อออกไปแวบหนึ่งก่อนจะหันมามองถนนต่อ

“ว่าไงครับ”

“เมื่อกี้นาย...” เห็นหรือเปล่า

“เห็นสิครับ”

“รู้เหรอว่าฉันจะถามว่าอะไร”

“รู้ครับ...และใช่ ผมเห็นพี่ทะเลกับผู้หญิงคนนั้น”

“คนนั้นคือใครเหรอ ญาติของทะเล?”

“ไม่รู้สิครับ ไม่คุ้นหน้าเลย”

จบประโยคนั้นความเงียบก็ปกคลุมระหว่างพวกเขา  เดือนไม่ถามอะไรต่อ  ไม่ใช่เพราะไม่อยากถามแต่เขาว่าดินคงไม่พร้อมจะพูดมากกว่า  พวกเขาเงียบกันไปจนถึงบ้าน ก่อนจะลงจากรถดินก็เรียกพี่ชายต่างสายเลือดเอาไว้  คนสวมแว่นยิ้มให้เดือน “ ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับเรื่องของผมกับพี่ทะเลน่ะ  เรายังไม่ใช่แฟนกัน แค่คุยกันเฉยๆ...ลองคุยกันถ้าไม่ใช่ก็แยก แค่นั้น ไม่ต้องมากังวลหรอกครับ ผมไม่เป็นไร...ยังไงก็ขอบคุณนะครับที่ช่วยเหลือ” พูดจบก็ลงจากรถไป ทิ้งให้เดือนนั่งจมกับความคิดตัวเอง
ถ้าไม่เป็นไรทำไมถึงยิ้มออกมาด้วยสีหน้าเศร้าๆแบบนั้นกันล่ะ

มื้อเย็นผ่านพ้นไปและเดือนก็ตัดสินใจจะเข้าไปคุยกันดิน  อย่างน้อยเขาก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ตอนที่เขาเข้าไปดินกำลังนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง อีกฝ่ายมองเขาอย่างประหลาดใจ เดือนถูจมูกอย่างเก้อๆก่อนจะกระแอมสองสามครั้ง

“คือ...คุณแม่บอกมาว่าพรุ่งนี้จะมี...เอ่อ...งานวัด”

“อ้อ ใช่ครับ อยากไปเหรอ?”

“เปล่า ฉันแค่คิดว่านายน่าจะลองชวนทะเลดู”

ดินเงียบไปจนเดือนคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจ  สงสัยจะโดนด่าทำนองว่าอย่ามายุ่งอีกแล้วล่ะมั้งไอ้รวีกานต์เอ๊ย  แต่ดินกลับทำตรงกันข้าม เขาไม่ได้ด่า แค่ยักไหล่แล้วพูดว่า “ผมชวนแล้ว”

“แล้ว?”

“เขาบอกไม่ว่าง”

“แค่นี้?”

“ครับ”

เดือนกระพริบตาปริบ พอเป็นแบบนี้แล้วเขาก็พูดไม่ถูกเหมือนกัน ดินมองเขานิ่งๆ ก่อนจะถามขึ้นมาว่า “แล้วคุณอยากไปไหมล่ะครับ...งานน่ะ”

“อ๋อ ก็อยากนะ ฉันไม่ค่อยได้ไปงานพวกนี้เท่าไหร่ ไปเดินตอนกลางคืนน่าจะดี”

“งั้นเดี๋ยวผมพาไปก็แล้วกัน” เดือนอ้าปากค้าง พระเจ้า! นายปฐพีคนนั้นกำลังบอกว่าจะพาเขาไปเที่ยว  นี่อะไรเข้าสิงน้องชายเขาหรือเปล่าเนี่ย

“ไม่มีอะไรเข้าสิงผมทั้งนั้นแหละ  เลิกทำหน้าเอ๋อเป็นลิงถูกล้างสมองได้ไหมครับ ขัดลูกตา”

เฮ้อ สุดท้ายดินก็คือดินอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ

หลังจากที่เดือนออกไปดินก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ส่งข้อความไปหาทะเล

Pattapee : ออกมาเจอกันหน่อยได้ไหมครับ ผมรู้ว่าพี่ไม่ว่าง แต่แค่แป็ปเดียว เรามีเรื่องต้องคุยกัน
 

มีต่อค่ะ

ออฟไลน์ snowrabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 264
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +219/-6
[ต่อค่ะ]

คืนต่อมาเดือนรีบอาบน้ำแต่งตัว  เขาไม่ได้ตื่นเต้นหรอกนะ...แต่แบบ จะไปเที่ยวใช่ไหมล่ะ มันก็ต้องเป๊ะหน่อย! ชายหนุ่มเลือกเอาเสื้อยืดที่สกรีนคำเท่ๆออกมาพร้อมกับกางเกงยีนส์สีซีดอีกหนึ่งตัว  หลังจากตรวจสอบความเรียบร้อยในกระจกเป็นรอบที่สามเขาก็ลงมาข้างล่างที่ดินรออยู่ก่อนแล้ว

“ผมนึกว่าคุณจะรอจนงานเลิกแล้วค่อยลงมาซะอีก” ดินค่อนแคะก่อนจะหยุดพูดกะทันหัน อีกฝ่ายมองการแต่งตัวของเดือนแล้วหลุดยิ้มออกมา ทำเอานายแบบผู้มั่นหน้าทุกสถานการณ์เริ่มเสียความมั่นใจ “ฉันตลกเหรอ” นี่จัดแบบเบาๆที่สุดแล้วนะ

“เปล่าหรอก”

“แล้วนายขำทำไม”

“ก็แค่คิดว่า...ขนาดใส่แค่เสื้อยืดกับยีนส์คุณยังเหมาะจะเดินรันเวย์มากกว่างานวัดแบบนี้อีกนะเนี่ย”

เดือนกระพริบตาปริบรับคำชมแบบไม่ทันตั้งตัวนั้น   ก่อนจะเดินยิ้มกว้างตามดินไป

งานวัดก็เหมือนที่เดือนจำได้ แม้จะไม่ค่อยได้มาเดินงานแบบนี้เท่าไหร่นัก  แต่เดือนก็ยังชอบบรรยากาศแบบนี้อยู่ดี ประดับไฟหลากสี มีแผงของกิน แผงปาลูกโป่ง ชิงช้าสวรรค์ บ้านลม ม้าหมุน  เดือนหันมองซ้ายมองขวาจนดินรู้สึกเหมือนตัวเองพาเด็กสามขวบมาเที่ยวอย่างไรอย่างนั้น

“เฮ้ นั่นที่ตักปลาใช่ไหมน่ะ” เดือนชี้นิ้วไปที่สระน้ำเป่าลมทรงกลมขนาดเล็ก ที่มีลุงหัวล้านนั่งถือที่สำหรับตกปลาอยู่ “นายรู้ไหม ว่าฉันเคยเลี้ยงปลาทองด้วยล่ะ แต่สัปดาห์ต่อมามันก็ตายซะแล้ว” เดือนยักไหล่ “ไม่มีเวลาดูแลมันเลย”

“งั้นก็อย่าซื้อเลยครับ ทำบาปเพิ่มอีกนี่โดนโยนลงกระทะทองแดงแน่”

“วันนี้วันดี เลิกด่าพี่ซะทีเถอะครับน้องดิน”

เดือนว่ากลับด้วยท่าทีไม่จริงจังนัก เพราะเมื่อกี้ดินเองก็ล้อเล่นมาเหมือนกัน  พวกเขาเดินซื้อของกินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินไปเจอคนๆหนึ่งยืนอยู่ที่ใต้ต้นไม้  เขายืนเหมือนกำลังรอใครอยู่  พอร่างนั้นหันมาทางพวกเขาก็เบิกตากว้างแล้วรีบเดินเข้ามาทันที

“น้องดิน”

“สวัสดีครับพี่ทะเล”

“คือว่า...ที่น้องดินว่ามีเรื่องอยากคุยกับพี่...”

“ครับ”

เดือนขมวดคิ้ว เขามองทั้งสองคนสลับกันไปมาอย่างงุนงง สองคนนี้พูดอะไรกัน แล้วทำไมเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอกแบบนี้วะ

“ผมอยากคุยกับพี่...เรื่องของเรา”

ทะเลกับเดือนเผยสีหน้าตกใจออกมา ขณะที่ดินเริ่มพูดต่อไป “พี่รู้ใช่ไหมครับ ว่ามันไม่เหมือนเดิม  ผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ที่รู้ๆคือผมไม่ชอบความคลุมเครือแบบนี้  ถ้าเราไม่ได้รู้สึกอะไรต่อกันแล้ว...พี่คิดไหมครับว่าการกลับไปเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมจะดีกว่า”

“น้องดิน...” ทะเลครางออกมาเบาๆ เดือนเห็นความรู้สึกผิดฉายบนใบหน้าคร้ามแดด

ดินเองก็ใจหาย  ในที่สุดก็พูดออกไปจนได้ แต่เขาเข้าใจและยอมรับได้  พวกเขาเริ่มต้นด้วยดีก็ควรจบลงด้วยดี ดินรู้ว่ามันไม่เหมือนเดิม  เขาไม่มีทางเป็นของทะเลได้ ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่แรก...เขาควรจะถอยออกมาในตอนที่ยังไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย
ถอยออกมาก่อนความรักจะซึมลึก และความผูกพันจะทำให้เขาเจ็บปวดไปมากกว่านี้

ชายหนุ่มผมดำสูดลมหายใจลึก “ผมมีหนึ่งคำถามจะถามพี่...ผู้หญิงคนนั้น เป็นอะไรกับพี่เหรอครับ”

ทะเลนิ่งไป แววตาคมไหววูบก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ยออกมาแผ่วเบา “แฟนเก่าน่ะ”

ดินพยักหน้า เท่านี้ก็จบ...

“พี่ยังรักเขา” ไม่ใช่ประโยคคำถามแต่เป็นประโยคบอกเล่า พูดออกมาเหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ

“น้องดิน พี่ไม่ได้...”

“พี่รักเขา” แค่มอง...ทำไมจะไม่รู้  ดินรู้ ว่าตอนที่ทะเลเห็นผู้หญิงคนนั้น หัวใจของอีกฝ่ายก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวเองอีกต่อไป ความรักเป็นเรื่องตลก คนบางคนแม้จากไปนานแต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำ ความรักที่คิดว่าจากไปบางครั้งเมื่พบกับคนเดิมๆมันก็สามารถฟื้นคืนมาได้ทุกครั้ง

“พี่ไม่ได้รักเขาแล้ว” ทะเลพูดช้าๆ “เราแค่...แค่กลับมาเจอกัน  พี่ขอโทษที่ทำให้ดินเข้าใจผิด เรา...เรามาเริ่มกันใหม่นะครับ”

“ไม่ต้องพยายามจะทำให้ตัวเองชอบผมหรอกครับ” ดินเอ่ยยิ้มๆ “ผมรู้ว่าตัวเองควรอยู่ตรงไหน ข้างพี่ไม่ใช่ที่ของผม”

ดินไม่คิดจะยื้อ ไม่คิดจะรั้ง

ตรงนั้นไม่ใช่ที่ของเขาตั้งแต่แรก

ต่อให้พยายามแค่ไหน พยายามแทบตายเขาก็ไม่สามารถทำให้คนๆนั้นมารักเขาได้

ดวงตาคู่สวยหลังกรองแว่นมองผ่านเลยทะเลไป ไล่สายตาไปตามเส้นด้ายสีแดง...ที่ไปบรรจบอยู่ที่นิ้วก้อยของหญิงสาวคนหนึ่ง 
คนที่เป็นคนรักเก่าของทะเล

"ผมไม่ชอบเป็นตัวแทนใคร"

เธอยืนอยู่ตรงนั้น หยดน้ำใสๆไหลผ่านแก้มนวล ดินเพิ่งสังเกตุตอนนี้เองว่าเธอมีส่วนคล้ายเขา ทั้งเส้นผมหรือแม้แต่...ตำแหน่งของไฝรองน้ำตา

“รักก็บอกว่ารัก ไม่รักก็บอกไม่รัก คนที่ใช่ต่อให้จากลากันไปไกลยังไงก็ได้คู่กันอยู่ดีนะครับ” เขายื่นมือออกไป แตะให้อีกฝ่ายหันหลัง หันไปพบกับหญิงสาวที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของอีกฝ่าย

ดินไม่เจ็บ ไม่เจ็บเลยสักนิด...เขาบอกตัวเองอย่างนั้น  นี่คือหน้าที่ของเขาไม่ใช่หรือไง

ผู้มองเห็นด้ายแดง...ที่สามารถเชื่อมความรักได้

“ไปสิครับ  ไปหาเธอ” ไปอยู่ในที่ของพี่  “ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเคยรู้สึกดีๆกับผมนะครับ...เรายังเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันได้นะ”

“น้องดิน...ขอบคุณนะ”

ดินไม่ได้ตอบรับ เขาทำเพียงยืนมองอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น มองแผ่นหลังกว้างที่ค่อยๆห่างไป มองภาพทะเลยื่นมือไปเกลี่ยน้ำตาออกจากใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นอย่างนิ่มนวล

ดินยิ้มบางเบาออกมา ความรักของเขาจบลงแล้ว...มันก็เหมือนกับหลายๆครั้งก่อนหน้านี้

หัวใขจองเขามันชินเสียแล้วล่ะ อาจจะมีความรู้สึกเจ็บอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มากขนาดนั้น...มันหน่วงๆแต่ก็ไม่ได้ทุรนทุราย

แต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่เสียใจ

“เฮ้ นายนี่มันโคตรพ่อพระเลย”  เสียงของคนที่ดินลืมไปชั่วครู่ดังขึ้นข้างกาย  เดือนมองภาพของทะเลกับคนรักแล้วหันมามองดิน ใบหน้าหล่อเหลามีแต่ความสับสนปนชื่นชม  ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปแปะบนเส้นผมสีดำของงอีกฝ่ายแล้วลูบเบาๆ

“ผมไม่ได้เป็นเด็กนะ ไม่ต้อมาปลอบหรอก เรื่องแค่นี้ชินแล้วล่ะ”

“อย่าพูดอะไรเศร้าๆแบบนั้นสิ”

“ก็จริงนี่นา...ผมบอกคุณแล้ว  คนอย่างผมน่ะมีความรักไม่ได้หรอก”

เดือนกำลังจะบอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น แต่ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนเรียกดินเสียงดัง  พอหันไปมองก็พบกับหญิงวัยกลางคนร่างท้วมก้าวฉับๆตรงมาทางพวกเขา หน้าตาโกรธขึ้ง

ให้ตาย นี่มันตัวละครลับมนุษย์ป้าอะไรกันเนี่ย!

ดินยังดูสงบจนกระทั่งผู้หญิงคนนั้นมาอยู่ตรงหน้า

เพียะ!

ฝ่ามือป้อมๆตวัดตบจนใบหน้าของร่างเล็กหันไปตามแรงตบ แก้มขาวขึ้นสีแดงจนเดือนตกใจ รีบดึงดินออกห่างทันที “ทำอะไรของคุณน่ะ!” เขาว่าอย่างโกรธๆ แต่หญิงร่างท้วมไม่ได้สนใจเขา เธอตะโกนใส่หน้าดินเสียงดังจนคนรอบๆเริ่มหันมามอง

“ทำไมแกยังไม่โอนเงินมาอีกหา! รู้ไหมว่าตอนนี้จะไม่มีเงินไปจ่ายค่ารักษาแล้วนะ”

ชายหนุ่มผมดำลูบแก้มซ้ายที่ปวดแปล็บ “ผมจำได้ว่าเดือนที่แล้วโอนไปตั้งเยอะนะครับ”

“เดือนที่แล้วก็ของเดือนที่แล้วสิ! นี่มันเดือนใหม่ แกก็รู้ว่าค่ารักษาแม่แกน่ะมันไม่ใช่น้อยๆนะ”

“ผมคิดไว้ดีแล้วนะครับ ว่าเงินที่โอนไปครั้งก่อนมันพอจ่ายสำหรับเดือนนี้ด้วย...คงไม่ใช่ว่าพวกคุณเอาเงินไปเล่นพนันหมดแล้วนะครับ”

“แก!” ผู้หญิงคนนั้นกรีดเสียง จะถลาเข้ามาตบดินอีกรอบ แต่เดือนคว้ามืออีกฝ่ายไว้ได้ก่อน เขาดันให้น้องขายหลบไปด้านหลัง

“นี่คุณป้าครับ มีอะไรก็พูดจากันดีๆสิครับ มาลงไม้ลงมือแบบนี้ได้ยังไง”

“แกนั่นแหละเข้ามายุ่งทำไมไม่ทราบ นี่มันเรื่องของฉันกับไอ้เด็กเวรนี่!”

“เฮ้ย ป้า ทำไมพูดจาอย่างนี้อ่ะ”

“พอเถอะครับ เขาเป็นป้าแท้ๆของผมเอง” ดินแตะหลังเขาเบาๆ ก้าวขึ้นมายืนข้างหน้าเขา “เอาเป็นว่าผมจะโอนเงินส่วนของเดือนนี้ไปให้ก็แล้วกันนะครับ  พอใจหรือยังครับ  แยกย้ายกันเถอะ อย่ายืนให้คนมองมากไปกว่านี้เลย”

“ทำไม แกอายเหรอ” ริมฝีปากหนาๆนั่นแสยะยิ้มบิดเบี้ยวออกมา ก่อนที่หล่อนจะพูดออกมาเสียงดังจนแทบจะได้ยินกันไปทั่ว

“แกอายงั้นเหรอที่มีแม่อยู่ในโรงพยาบาลบ้า  นั่นสินะ แกคงอายมากจนไม่กล้าแม้แต่จะไปดูหน้าแม่แท้ๆ ทิ้งให้เป็นภาระของญาติที่น่าสงสารแบบพวกฉัน ที่ต้องมานั่งก้มหน้าก้มตาดูแลแม่แกเนี่ย! เหอะ ไอ้เด็กไม่รักดี ทิ้งแม่ให้คนอื่นดูแลแล้วตัวเองก็ไปเสวยสุขกับครอบครัวผู้ดีนั่น!” เดือนจ้องหญิงอวบตรงหน้าเขม็ง เขาไม่ชอบน้ำเสียงของหล่อนที่พูดถึงครอบครัวของเขาแบบนั้น น้ำเสียงประชดประชัน แดกดันดูถูก

แต่ดินดูเหมือนจะโกรธมากกว่าเขาเสียอีก

“กรุณาหยุดพูดจาถึงครอบครัวผมแบบนั้น” ชายหนุ่มสวมแว่นพูดเสียงเย็น “คุณจะด่าผมยังไงก็ได้แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดจาแบบนี้ถึงครอบครัวผม”

“งั้นเหรอ ทำไมฉันจะพูดไม่ได้ เหอะ แค่ได้ผัวฝรั่งก็ทำเป็นเชิดหน้าชูคอขึ้นมาเลยนะนังมะลิน่ะ หนก่อนทำมาเป็นด่าพวกฉันอย่างนู้นอย่างนี้  ถ้ามันเป็นแม่พระจริงๆแกก็ไปบอกให้มันช่วยออกเงินมาช่วยญาติๆหน่อยได้ไหมเล่า”

ดินหรี่ตาลง “ผมว่าเวลาของคุณแม่มะลิมีค่ามากเกินกว่าจะมาเสียให้คนอย่างพวกคุณนะ  อีกอย่างทำไมคุณแม่ต้องมาออกเงินให้พวกคุณด้วยครับ คนเห็นแก่ตัวแบบพวกคุณ...ตอนที่ท้องผมพวกคุณไม่ใช่เหรอที่ผลักไสแม่ผมออกมา ตอนที่แม่ท้องน้องก็ไม่เห็นจะมีใครมาเหลียวแล ที่พวกคุณเข้ามาดูแลแม่มันเป็นเพราะพวกคุณหวังเงินค่าเลี้ยงดูที่ผมโอนให้ไม่ใช่หรือไง! พอรู้ว่าผมได้มรดกจากพ่อพวกคุณก็ทำมาเป็นพูดดีด้วยไม่ใช่หรือไง! ทำเป็นพูดดีเหมือนพวกตัวเองประเสริฐที่ต้องมานั่งเลี้ยงดูญาติที่บ้าๆบอๆ แต่มันก็หวังผลประโยชน์ ถ้าไม่ใช่ว่าพวกคุณจะได้ฮุบเงินค่าเลี้ยงดูไปทุกเดือน พวกคุณก็คงถีบหัวส่งแม่ไปอยู่ข้างถนนแล้วล่ะ!” ดินหอบหายใจ ความโกรธปะทุขึ้นในอกจนต้องตะโกน พ่นถ้อยคำร้ายๆออกไป

วันนี้มันมากเกินไปสำหรับเขาแล้ว

ป้าของดินอ้าปากค้างก่อนจะรีบปรับสีหน้าเป็นยโส  หล่อนเชิดหน้า พูดเสียงแหลมใส่หลานชาย “แหมๆ คุณแม่มะลิเรอะ นี่ลืมไปแล้วสินะว่าใครคลอดแกมา แค่มีคนเลี้ยงดูอย่างดีทำเป็นลืมกำพืด”


ดินหันหลังเดินออกมาทันที มือบางคว้าข้อมือของเดือน ดึงให้เดินออกมาด้วยกัน ไม่หันไปแม้เสียงข้างหลังจะตะโกนด่าทอเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เขาเหนื่อยแล้ว ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงในสิ่งที่ไม่จบไม่สิ้น

“เหอะ หนีได้ก็เดินหนีไปเถอะ แกหนีสิ่งที่อยู่ในใจตัวเองไม่พ้นหรอกไอ้ดิน  แกยอมรับเถอะว่าแกก็ไม่ได้ดีกว่าพวกฉันเท่าไหร่หรอก  แกน่ะไม่เคยรักแม่แท้ๆของตัวเองเลย เลยเอามันไปไว้ที่โรงพยาบาลบ้า! ไอ้เด็กอกตัญญู!!”

ดินเร่งฝีเท้าขึ้น ไวขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นวิ่ง เดือนมองแผ่นหลังนั้น ถ้อยคำร้ายกาจพวกนั้นยังดังวนเวียน เขาไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

“อ่า..ผม..ผมขอโทษนะครับ” ดินชะลอฝีเท้าลงแล้ว เขายังคงไม่หันมา น้ำเสียงที่ตวาดกร้าวเมื่อครู่กลายเป็นเสียงสั่นพร่า ฟังดูอ่อนแรงจนน่าสงสาร

“ไม่เป็นไรหรอก” เดือนถอนหายใจออกมา  เขาไม่เห็นว่าดินทำหน้าอย่างไร  คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากให้ใครเห็นตัวเองในมุมอ่อนแอ

“ขอโทษนะครับที่ต้องให้เห็นฉากแย่ๆเมื่อกี้  ขอโทษที่เขาว่าเรื่องแม่มะลิด้วย”

“ขอโทษทำไม มนุษย์ป้านั่นต่างหากที่ต้องขอโทษ  บ้าชิบ ถ้าไม่ใช่ผู้หญิงนะฉันต่อยคว่ำไปแล้ว”

“ฮะๆ...แต่ก็อย่างที่เขาพูดนั่นแหละ  ผมมันลูกอกตัญญู เพราะแบบนี้มั้งผมเลยรักใครไม่ได้...เลยไม่มีใครรักผม เพราะขนาดแม่แท้ๆยังไม่รักผมเลย...ขนาดแม่แท้ๆผมยังไม่รักเลย”

เดือนไม่ได้ตอบ เขาไม่รู้น้ำหนักที่ดินแบกเอาไว้ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายผ่านอะไรมา เขาทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากมองคนที่แบกทุกอย่างไว้บนบ่าเพียงลำพัง

เดือนหันซ้ายหันขวาก่อนจะเดินไปที่ร้านขายของเล่น เลือกหน้ากากพลาสติกเซเลอร์มูนมาอันหนึ่ง  ก่อนจะกลับมาหาน้องชายต่างสายเลือด ชายหนุ่มบรรจงสวมหน้ากากของเล่นให้อีกฝ่าย ดึงลงมาจนปิดหน้าคนร่างเล็ก

“อะไรครับเนี่ย!” ดินพูดเสียงอู้อี้ หนุ่มลูกครึ่งยิ้มบางๆ เขายื่นมือไปจับมือของอีกฝ่ายเอาไว้  บีบเบาๆทำให้ร่างนั้นชะงัก

“ร้องไห้ออกมาเถอะ...ถ้ามันเหนื่อย  ทิ้งทุกอย่างไปเถอะ...ถ้ามันหนัก จะทำตัวเศร้าก็ได้ จะไปดื่มกันให้เมาเละก็ได้”

สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงเท่านี้

ดินไม่ได้ตอบรับ ทำเพียงแค่กระชับมือเขาให้แน่นขึ้นเท่านั้น ราวกับจะถ่ายทอดความเจ็บปวดผ่านทางการสัมผัสนั้น  เดือนแหงนหน้ามองฟ้าขณะที่เสียงสะอื้นแผ่วเบากลืนหายไปกับความวุ่นวายรอบตัว

“ไม่เป็นไร ฉันจะอยู่กับนายเอง”

..............................

ทุกการกระทำมีเหตุผลในตัวเอง ความรักก็ต้องมองหลายมุม มองให้ลึกลงไป
และบางครั้งเราก็ต้องยอมรับ 'ว่าคนไม่ใช่ก็คือไม่ใช่อยู่ดี'
จะว่าไป...ทำไมมันยังไม่ขึ้นหน้าที่สองให้สักทีล่ะคะ 555555

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4213
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ถึงพี่เดือนจะดูติ๊งต๊องไปหน่อย พึ่งพาไม่ได้ในบางครั้ง แต่พี่เดือนเป็นคนใจดีนะ พยายามเข้าล่ะพี่เดือน

ออฟไลน์ milky way

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 498
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
ดินน่าสงสารจัง
พี่เดือน เริ่มจะเป็นที่พึ่งได้แล้วใช่ไหม

ออฟไลน์ omelet

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 103
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-2
ทำไมเพิ่งมาเห็นเรื่องนี้ๆๆๆๆ
เครซี่น้องดินมากอะคะ หืมมมม พี่เดือนก็มุ้งมิ้ง เลิฟๆค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด