[Up] Love (and) Lies #ลวงหลอกรัก...25/11/63 [8th Lies: สถานะ]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [Up] Love (and) Lies #ลวงหลอกรัก...25/11/63 [8th Lies: สถานะ]  (อ่าน 1406 ครั้ง)

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 267
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
เฮ้ยยยยยยชอบ สนุกอ่ะ อยากเห็นคนเหมียนหมาเมื่อถึงเวลา หลอกเข้าไป ลวงไปเยอะๆ เขาจะได้ไม่ให้อภัยง่ายๆเมื่อนั้นจะสมน้ำหน้าให้ 5555 หลงกันไปแบบไม่รู้ตัว ใครจะถอนตัวถอนใจได้เร็วเมื่อความลับแตก ง่าาชีวิตปราณ T_T แต่เข้มแข็งจริง เชื่อเลยว่าถึงวันนั้นปราณจะเข้มแข็งได้เร็ว ไม่มีเวลามาเสียใจมากอะนะ บรรยายให้น้ำตาไหลพรากๆเลยนะ ดูทรงแต่งเก่งอ่ะ 5555 สนุกๆ รอตอนต่อไปเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาอัพในนี้ได้อ่านกัน รรรรรรร  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 464
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
อยากให้ถึงเวลาที่โดนเอาคืนเร็วๆ จัง :katai1
สภาพจะเป็นยังไง :z6:

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
ถึงเวลาเอาคืน แย่แน่ ..

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-4
7th Lies : เดินหน้าความสัมพันธ์


เช้าวันนี้ปราณันต์ตื่นเช้าเป็นพิเศษ เขาลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วคว้าแว่นสายตามาใส่ ก่อนจะบิดขี้เกียจด้วยอารมณ์ที่แสนสดชื่น และขณะที่จะเข้าไปล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำ ปราณันต์ก็แวะไปที่เตียงนอนของเด็กแฝดทั้งสองที่อยู่ไม่ไกล เพื่อดูว่าน้องชายที่น่ารักของเขาตื่นนอนแล้วหรือยัง

ซึ่งภาพที่เห็นก็ทำเอาปราณันต์อดยิ้มออกมาไม่ได้ เพราะตอนนี้ฝาแฝดคนพี่กับคนน้องนอนกอดก่ายกันแน่น ขาเล็กๆ พาดอยู่บนเอวของอีกฝ่าย ใบหน้าจิ้มลิ้มกำลังหลับพริ้มอย่างมีความสุข ปราณันต์ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ พร้อมกับคิดในใจว่าให้เจ้าตัวแสบนอนต่ออีกนิดแล้วค่อยปลุกดีกว่า ขืนให้ตื่นตอนนี้ มีหวังมาป่วนเขาจนไม่เป็นอันได้เข้าครัวแน่ พอคิดได้แบบนั้น ขาเรียวยาวก็ก้าวเลี่ยงไปเข้าห้องน้ำ เพื่อจะได้ไปจัดเตรียมทำอาหารสำหรับวันนี้ต่อไป

.

.

.

“ปุณณ์ครับ ปัณณ์ครับ ตื่นเร็ว สายแล้วนะครับ” หลังจากที่ทำอาหารไปได้สักพัก ปราณันต์ก็คิดว่าถึงเวลาที่เด็กๆ ควรตื่นมาอาบน้ำอาบท่าได้แล้ว ปราณันตจึงเข้าไปปลุกน้องๆ ทั้งสองอีกครั้ง ซึ่งเขาเองก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย เจ้าตัวแสบทั้งคู่ขี้เซาจะตาย กว่าจะแงะออกจากเตียงนอนแต่ละทีได้ แทบจะต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีทำให้ฝาแฝดตื่นนอน

...แต่ในวันนี้สถานการณ์มันต่างกัน

เมื่อเห็นว่าฝาแฝดยังคงเงียบ มีเพียงการพลิกตัวหนีเท่านั้น ที่บ่งบอกว่าเด็กๆ ได้ยินเสียงเรียกที่กำลังรบกวนการนอนของตัวเองอยู่

“เอ๊! ปลุกไม่ตื่นแบบนี้สงสัยไม่อยากไปเที่ยวแล้วมั้ง พี่ปราณโทรไปบอกพี่ครามดีกว่าว่าไม่ต้องมารับ เพราะปุณณ์กับปัณณ์ไม่ยอมตื่น คงไม่อยากไปขี่จักรยานเล่นแล้ว”

พี่ชายคนโตแสนเจ้าเล่ห์แกล้งพึมพำออกมาเสียงดังๆ กะว่าฝาแฝดทั้งสองต้องได้ยินแน่ แล้วก็ได้ผล เพราะตอนนี้แฝดคนพี่ปุณณกันต์ลุกขึ้นเด้งผึงมานั่งสะลืมสะลืออยู่บนเตียงนอน ผมของเด็กน้อยชี้โด่ชี้เด่ไร้ทิศทาง ตากลมๆ โตๆ นั่นยังไม่ยอมลืมเลยด้วยซ้ำ แต่ปากอิ่มๆ เล็กๆ กลับพึมพำแต่ประโยคที่ว่า

“ไปเที่ยว ไปเที่ยว วันนี้ไปเที่ยว”

ปราณันต์เห็นภาพตรงหน้าก็ต้องขำออกมาอย่างสุดกลั้น เพราะนอกจากเจ้าแฝดคนพี่จะท่องมนต์ประโยคนั้นไม่ยอมหยุดแล้ว มือเล็กๆ ของแฝดคนพี่ยังคงเขย่าไปที่เอวคนน้องอย่างบ้าคลั่ง ส่วนปากเล็กๆ ก็เอาแต่พูดว่าจะไปเที่ยวไม่หยุด

“ปัณณ์ ตื่นๆ ไปเที่ยว ไปเที่ยว วันนี้ไปเที่ยว”

ปัณณธรพอได้ยินมนต์สะกดจากพี่ชายฝาแฝด ก็เด้งตัวเหมือนติดสปริงลุกขึ้นมานั่งบนที่นอนเหมือนกัน แต่จะต่างจากแฝดคนพี่ก็ตรงที่ ตากลมๆ โตๆ ของปัณณธรนั้นเบิกกว้างขึ้นเหมือนกับเพิ่งนึกได้ และยิ่งพอมาประกอบกับผมยุ่งๆ ฟูๆ ไร้ทิศทางแล้วยิ่งทำให้น่ารัก น่าหยิก น่าเอ็นดูมากกว่าเดิมจนปราณันต์อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปหยิกแก้มนิ่มเบาๆ โดยที่ปากอิ่มยังไม่ได้คลายเสียงหัวเราะไปแม้แต่น้อย

“ตกลงฝาแฝดของพี่ปราณตื่นรึยังครับ หื้ม?” ปราณันต์แกล้งส่งเสียงถามออกไปอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ได้ผล เพราะปุณณกันต์กับปัณณธรหันมาหาแล้วโผเข้ากอดพร้อมกับซุกหน้าเล็กๆ มาบนหน้าท้องของเขา ปากอิ่มเล็กๆ ยังคงพึมพำแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น ไม่เต็มเสียงดี

“ปุณณ์กับปัณณ์ตื่นแล้วครับ ไปเที่ยวอ่ะพี่ปราณ ไปเที่ยว” แฝดคนพี่ยังคงท่องประโยคนี้ไม่เลิก โดยที่แฝดคนน้องพยักหน้าหงึกหงักอยู่บนหน้าท้องเขาอย่างกับต้องการจะบอกว่าเห็นด้วย

ปราณันต์อมยิ้มเบาๆ พร้อมกับจับฝาแฝดดันออกแล้วนั่งบนเตียงดีๆ มือเรียวลูบไปที่กลุ่มผมของเด็กทั้งสอง ก่อนจะพยายามจับแต่งให้มันเป็นทรงปกติไม่ชี้ไปชี้มา

“ตื่นแล้วก็ต้องไปอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันนะครับ” ปราณันต์พูดพลางเอื้อมมือไปกระตุกผ้าเช็ดตัวของเด็กๆ ที่แขวนอยู่บนราวใกล้ๆ “เดี๋ยวพี่ปราณจะไปทำกับข้าวต่อ ห้ามช้านะ เพราะถ้าพี่ครามมารับแล้วเห็นยังไม่เสร็จ เขาไม่รอแล้วพี่ปราณไม่รู้ด้วยนะ”

พอได้ยินแบบนั้น เด็กน้อยทั้งสองก็ตื่นเต็มตาทันที มือเล็กๆ ทั้งสองคู่ ต่างพากันช่วยปลดกระดุม ถอดเสื้อ ดึงกางเกงให้กันและกันอย่างขวักไขว่ ก่อนที่สุดท้ายฝาแฝดทั้งสองจะเอาผ้าเช็ดตัวที่ปราณันต์หยิบมาวางไว้ให้ ผูกลงไปบนเอวหลวมๆ แล้วพากันวิ่งเข้าห้องน้ำทันที

ปราณันต์ได้แต่มองตามเด็กทั้งสองที่วิ่งตื๋อออกไปอย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้ม นานมากแล้วที่ครอบครัวของเขาไม่ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้ บรรยากาศของความผ่อนคลาย บรรยากาศเบาๆ สบายๆ ที่ไม่ต้องมีเรื่องอะไรมาให้หนักใจ

พอคิดได้แบบนั้นปราณันต์ก็นึกขอบคุณคนที่เป็นเจ้าของไอเดียนี้ขึ้นมาในใจ ถ้าไม่ได้คามิน เขาคงไม่มีเวลาหรือไม่มีโอกาสทำเรื่องอะไรเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ให้ฝาแฝดเป็นแน่ แต่พอมีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่คนนั้นเข้ามาในชีวิต แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาอาทิตย์เดียวที่เพิ่งได้รู้จักกัน ปราณันต์ก็คิดว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ได้พบคนดีๆ แบบคามิน คนที่ทำให้เขาวางใจ และกลับมามองโลกด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง

.

.

.

หลังจากทำอาหารที่จะเตรียมไปปิคนิคเสร็จ ปราณันต์ก็แพ็คทุกอย่างลงในกล่องอาหารใบย่อมๆ สามสี่ใบ แล้วจับวางลงในตะกร้าที่เตรียมไว้ จากนั้นก็หันมาชงกาแฟและเทนมสด พร้อมทั้งขนมปังปิ้ง อาหารเช้ามื้อเล็กๆ ไว้สำหรับเด็กแฝดสองคนและผู้ใหญ่โข่งอีกหนึ่งคนที่ตอนนี้คงกำลังขับรถมาที่อพาร์ทเม้นท์ของเขาอยู่


Rrrr


ไม่ทันขาดคำ โทรศัพท์ของปราณันต์ก็แผดเสียงเรียกเข้าดังลั่น แม้จะยังไม่ทันเดินไปดูเขาก็รู้ดีว่าใครเป็นคนโทรมา ปากอิ่มอมยิ้มบางๆ เมื่อนึงถึงใบหน้าคมคายของคนที่กำลังจะมาหาเขา พลางนึกบ่นตัวเองในใจที่กำลังทำท่าเหมือนวัยรุ่นแรกแย้มที่เพิ่งเริ่มมีความรักอะไรแบบนั้น

“ฮัลโหล ครับ” เสียงใสกรอกลงไป เมื่อกดรับการเรียกเข้าของสัญญาณจากปลายสาย

(เสร็จกันรึยังครับ อีกสองไฟแดง ผมก็จะถึงอพาร์ทเม้นท์คุณแล้วนะ)

คามินกรอกเสียงถามอีกฝ่ายไปอย่างออดอ้อนอารมณ์ดี ภายใต้หน้าตาที่นิ่งเฉย ซึ่งดูแล้วช่างขัดกับคำพูดและน้ำเสียงที่แสดงออกไปเมื่อครู่มากเหลือเกิน

“เด็กๆ ยังไม่เสร็จเลยครับ เดี๋ยวยังไงคุณขึ้นมาดื่มกาแฟก่อนดีไหมครับ ผมเตรียมไว้ให้แล้ว”


‘ใจง่าย ไม่ทันไรก็ชวนผู้ชายขึ้นห้องเสียแล้ว’


มุมปากหยักยกยิ้มหยัน พลางคิดในใจอย่างดูถูก คนใจร้ายที่ปราณันต์มองว่าเป็นเทพบุตรเสมอมา กำลังนึกถึงเขาด้วยถ้อยคำน่ารังเกียจ ที่แน่นอนว่าหากปราณันต์มาได้ยินคงเสียใจไม่น้อย

(ก็ดีครับ ผมกำลังหิวพอดีเลย ว่าแต่คุณแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วหรอ?)

ประโยคที่ดูเหมือนจะห่วงใย แต่กลับเป็นแค่บทสนทนาแบบขอไปทีตามความคิดของคามินเท่านั้น

“ผมเสร็จแล้วครับ เดี๋ยวคุณขึ้นมาได้เลยนะ ผมขอไปช่วยปุณณ์กับปัณณ์แต่งตัวก่อน”

(โอเคครับ งั้นเดี๋ยวเจอกันนะครับ)

ริมฝีปากหยักของคามินกระตุกยิ้มอย่างดูแคลน มีแต่ความวางใจและจริงใจเท่านั้นที่ปราณันต์มีให้ตน โดยที่ปราณันต์ไม่เคยระแคะระคายเลยว่า วันหนึ่งเมื่อคามินได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการแล้ว ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

.

.

.

“พี่ปุณณ์ อันนี้มันติดยังไงอ่า ปัณณ์ติดไม่เป็น”

“ไหนๆ ส่งมา เดี๋ยวพี่ทำให้ หันหลังๆ มาด้วย”

“โอ๊ะ! พี่ปุณณ์กางเกงในยังไม่ได้ใส่เลย ต้องถอดกางเกงออกก่อนนะ”

“พี่หยิบกางเกงในมาให้ปัณณ์แล้ว รีบใส่เร็ว”

“โอ๊ยๆๆๆ พี่ครามจะมารึยังอ่ะพujปุณณ์ จะทันไหมๆๆๆ ... พี่ปราณ!”

ปราณันต์ยืนแอบฟังฝาแฝดตัวแสบทั้งสองคุยกันอยู่ในห้องแต่งตัวเล็กๆ ที่กั้นไว้แล้วก็อดขำไม่ได้ เด็กๆ ดูตื่นเต้นมากที่จะได้ไปเที่ยว แล้วยิ่งปราณันต์ไปพูดขู่ไว้ว่าถ้าแต่งตัวไม่เสร็จทันตามที่พี่ครามมาจะอดไป ยิ่งทำให้เจ้าฝาแฝดตัวยุ่งลุกลี้ลุกลนเข้าไปใหญ่ จนสุดท้ายปัณณธรทนไม่ไหวถึงได้ตะโกนเรียกเขาออกมาดังลั่นห้องนั่นแหละ

“ไหนว่าไง แต่งตัวกันเสร็จรึยังครับ” ปราณันต์เยี่ยมหน้าเข้าไปในห้องแต่งตัวเล็กๆ ก่อนจะพบว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าแทบจะเรียกว่าภัยพิบัติขนาดย่อมเลยก็ว่าได้

ผ้าขนหนูถูกเหวี่ยงออกไปทาง สองทาง กางเกงชั้นในที่ปัณณธรใส่อยู่ก็กลับด้าน ส่วนเสื้อยืดแขนสั้นสีดำที่ปุณณกันต์ใส่อยู่ก็เอาข้างหลังมาไว้ข้างหน้า ภาพอลหม่านตรงหน้าทำเอาปราณันต์ถึงกับกุมขมับ จะโกรธก็โกรธไม่ลง ถ้าจะมีใครผิดก็คงเป็นเขานี่แหละ ที่ไปหลอกน้องแบบนั้น ตอนนี้เด็กๆ ก็เลยรีบมาก จนทำให้การแต่งตัวเป็นไปอย่างทุลักทุเลแบบนี้

“งื้อออ พี่ปราณ” ปัณณธรน้อยครางเสียงอ่อย ตอนเห็นท่าทางพี่ชายที่กำลังกุมขมับเพราะสงครามโลกขนาดย่อมที่เขาและแฝดคนพี่ได้สร้างขึ้น ส่วนปุณณกันต์ก็ก้มหน้านิ่งอย่างคนยอมรับผิด เพราะรู้ดีถึงวีรกรรมที่ตัวเองกับน้องชายได้ก่อไว้

ปราณันต์ขำออกมาเบาๆ หลังจากได้เห็นท่าทีสำนึกผิดของฝาแฝดทั้งสอง ก่อนจะนั่งลงกับพื้นแล้วหยิบชุดเอี๊ยมยีนส์ที่วางกองบนพื้นอยู่สองชุด มาสะบัดๆ ให้เนื้อผ้าคลายออกจากกัน หลังจากนั้นก็เรียกปุณณกันต์มาหาก่อนคนแรก

“ปุณณ์มานี่มา” ปุณณกันต์เดินเข้าไปหาพี่ชายคนโตอย่างกลัวๆ กล้าๆ หวั่นใจว่าจะถูกดุก็หวั่น แต่อยากจะแต่งตัวให้เสร็จเร็วๆ ก็อยาก

พอปุณณกันต์มาหยุดอยู่ตรงหน้า ปราณันต์ก็ถอดเสื้อยืดออกจากศีรษะเด็กน้อย ก่อนใส่กลับเข้าไปใหม่ให้ถูกฝั่ง แล้วหยิบเอี๊ยมยีนส์มาสวมทับ ขยับให้เข้าที่เข้าทางอีกนิดหน่อย ก่อนปากอิ่มจะเอ่ยให้น้องชายฟังอย่างใจดี

“เสร็จแล้วครับ เดี๋ยวปุณณ์ใส่ถุงเท้าเองนะ ให้พี่แต่งตัวให้ปัณณ์ก่อน”

“ครับ” ปุณณกันต์น้อยรับคำพร้อมทั้งฉีกยิ้มอย่างยินดีและโล่งอก ได้แต่งตัวเสร็จเร็วแถมพี่ปราณไม่ดุอีกต่างหาก ก่อนจะวิ่งตื๋อออกไปหยิบถุงเท้าให้ตัวเองและน้องชาย ซึ่งตอนนี้แฝดคนน้องก็กำลังถือเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวไปหาพี่ปราณแล้วเหมือนกัน

“ไหน ให้พี่ปราณดูซิ” ปราณันต์จับปัณณธรหันไปหันมา พลางอมยิ้ม “พี่ว่ามีคนใส่กางเกงในกลับด้านนะ” ปัณณธรก้มลงดูตรงเอวตัวเอง ก่อนจะเงยหน้ามายิ้มอายๆ ให้พี่ชาย เมื่อเห็นว่าตัวเองใส่กางเกงชั้นในกลับด้านแบบที่พี่ชายบอกจริงๆ

ปราณันต์หัวเราะเบาๆ พลางส่ายหัวอย่างปลงๆ ก่อนจะถอดกางเกงในปัณณธรออก สะบัดกลับด้าน แล้วใส่ให้ปัณณธรใหม่อีกรอบ จากนั้นก็สวมเสื้อยืดสีขาวแขนสั้นให้เจ้าตัวน้อย ก่อนจะใส่เอี๊ยมทับลงไปอีกชั้น พลางสอนให้ปัณณธรดูตอนใส่ไปด้วย

“เวลาปัณณ์จะใส่ ปัณณ์ใส่แบบนี้นะครับ เอาหูเข้ามาเกี่ยวตรงนี้ แบบนี้ อีกข้างก็ทำเหมือนกัน อ่า... เสร็จเรียบร้อยแล้ว”

เจ้าฝาแฝดคนน้องกระโดดกอดปราณันต์ พลางหอมแก้มข้างซ้ายข้างขวา ก่อนจะถอยออกมายกมือไหว้ขอบคุณ แล้วพูดอย่างน่ารัก

“ขอบคุณครับพี่ปราณ” คนเป็นพี่ชายยิ้มตาหยีส่งให้น้อง ก่อนที่จะไล่เจ้าตัวแสบไปใส่ถุงเท้า จากนั้นสามพี่น้องก็พากันเดินมาที่โต๊ะญี่ปุ่นมุมห้อง โต๊ะทานข้าวของครอบครัว พอปราณันต์พาฝาแฝดนั่งเรียบร้อย เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นพร้อมๆ กัน


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


ปากอิ่มยกยิ้มอย่างยินดี เหมือนๆ กับที่ปากเล็กๆ ของเด็กๆ ร้องเย่ ออกมาไล่ๆ กัน

“พี่ครามมาแล้วๆ พี่ครามมาแล้วๆ” เจ้าตัวน้อยตะโกนลั่นห้อง จนปราณันต์ต้องปรามให้นั่งลงทานดีๆ

“ปุณณ์ ปัณณ์ นั่งลงทานดีๆ ครับ เดี๋ยวพี่ปราณจะไปเปิดประตูให้พี่ครามนะ"

เจ้าฝาแฝดตัวน้อยทั้งสองนั่งลงทันทีอย่างว่าง่าย ปราณันต์อมยิ้มพลางส่ายศีรษะน้อยๆ ให้ความรู้มากของเด็กทั้งคู่

“คุณปราณันต์” ทันทีที่เปิดประตูห้องออกไป ร่างบางก็ได้พบกับใบหน้าคมคายที่ส่งยิ้มสว่างไสวมาให้ ปากอิ่มส่งยิ้มตอบให้คนตรงข้าม ก่อนจะเชื้อเชิญพี่ครามของเด็กๆ เข้ามาทานมื้อเช้าในห้องก่อน

“เชิญครับคุณคามิน” ปราณันต์เดินนำอีกฝ่ายเข้ามาในห้อง ก่อนจะพาไปที่โต๊ะอาหารขนาดย่อม ที่มีฝาแฝดตัวแสบนั่งตาแป๋วรออยู่ “ห้องแคบหน่อยนะครับ”

คามินยิ้มตอบพลางส่ายหัวน้อยๆ ราวกับจะบอกว่าตนเองไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องพวกนี้มากนัก

“น่าอยู่ออกครับ ผมว่าเหมาะกับคุณและเด็กๆ ดี” ตาคมสอดส่ายไปทั่วบริเวณห้อง เพราะเมื่อคืนคามินมาตอนดึกมากแล้ว เลยไม่ได้สังเกตดูว่ารอบๆ ห้องนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร

และเมื่อได้เห็นร่างสูงก็อดยอมรับไม่ได้ว่าถึงแม้ห้องจะเล็ก แต่รูปแบบการแต่งห้องไม่ธรรมดาเลย ปราณันต์สามารถแบ่งสัดส่วนห้องเล็กๆ ให้ดูใช้สอยได้อย่างเต็มที่และลงตัว มุมหนึ่งของห้องถูกกั้นไว้เป็นห้องแต่งตัวขนาดไม่ใหญ่ ส่วนห้องนอนก็ถูกแบ่งด้วยตู้เสื้อผ้า ห้องหนึ่งเป็นของฝาแฝดที่มีเตียงขนาดกลางสำหรับเจ้าตัวน้อยทั้งสองนอนด้วยกัน ส่วนอีกห้องเป็นของพี่ชายคนโตอย่างปราณันต์ เป็นเตียงขนาดใหญ่พอสมควร ส่วนของครัวก็อยู่ติดๆ กับห้องน้ำ มีข้าวของเครื่องใช้วางเป็นระเบียบ มีราวกั้นหน้าครัวขนาดสูงพอสมควร เพื่อกันไม่ให้เด็กๆ เข้าไปเล่นซนในนั้นได้ และเฟอร์นิเจอร์ในห้องส่วนใหญ่สามารถใช้ได้เอนกประสงค์ พับเป็นโต๊ะกินข้าว เป็นโต๊ะทำงาน ลิ้นชักใส่ของ ทำให้ประหยัดเนื้อที่และเก็บของกระจุกกระจิกได้มากขึ้น คามินอดทึ่งไม่ได้เมื่อได้เห็นห้องพักของครอบครัวนี้แบบทั่วถึง สมแล้วที่เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนนี้สามารถเข้าทำงานในบริษัทของเขาได้ทันทีที่เรียนจบมหาวิทยาลัย

“คุณปราณันต์แต่งห้องเก่งมากเลยนะครับ” คามินเอ่ยปากชมด้วยความจริงใจ ในเรื่องของความสามารถเขายอมรับเลยว่าคนตรงหน้ามีมากพอและไม่ธรรมดาเลย

“นิดหน่อยน่ะครับ หยิบนู่นผสมนี่ ก็พอถูๆ ไถๆ ได้อยู่” คามินตอบยิ้มๆ แบบถ่อมตัว ก่อนจะเชื้อเชิญให้เขานั่งร่วมโต๊ะทานอาหารเช้าพร้อมฝาแฝดที่นั่งยิ้มแฉ่งรออยู่ก่อนหน้าแล้ว “ทานมื้อเช้าก่อนดีกว่าครับ ผมเตรียมกาแฟ ขนมปังปิ้งแล้วก็ไส้กรอกทอดไว้ให้”

“พี่คราม นั่งๆ นั่งข้างปัณณ์ เดี๋ยวปัณณ์จะหยิบไส้กรอกให้พี่ครามทานนะ” ฝาแฝดคนน้องตบลงบนเบาะที่นั่งข้างตัว เพื่อชวนให้คามินนั่งลง

“ไหน คนเก่งของพี่คราม ทานอะไรกันอยู่ครับ” คามินทรุดลงนั่งข้างปัณณธร พร้อมๆ ที่กับที่ปราณันต์อ้อมไปนั่งข้างปุณณกันต์ พร้อมกับทั้งจัดจานแล้วก็เทกาแฟให้คนตัวโตฝั่งตรงข้าม

“ไส้กรอกครับ! พี่ครามทานด้วยกันสิครับ” ปัณณธรชูส้อมที่จิ้มไส้กรอกไว้โชว์ให้คามินดู ส่วนปุณณกันต์ก็อมยิ้มแก้มตุ่ยส่งมาให้เขา ทั้งที่เคี้ยวไส้กรอกตุ้ยๆ ไม่เลิก

ปราณันต์มองเด็กฝาแฝดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก เขานั่งมองเด็กทั้งสองทานอย่างมีความสุข คามินเองก็นั่งจิบกาแฟสังเกตภาพตรงหน้าเงียบๆ โดยที่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ จนกระทั่งปราณันต์หันมานั่นแหละ คามินถึงได้ส่งยิ้มหวานหยดย้อยกลับไปให้ เล่นเอาแก้มขาวนวลของปราณันต์ขึ้นสีแดงจางๆ อย่างน่าเอ็นดู

“ทานสิครับ คุณไม่หิวหรอ” ปราณันต์เสก้มหน้าหลบดวงตาเรียวคม โดยมองไปที่จานขนมปังและไส้กรอก แล้วค่อยๆ เลื่อนจานตรงหน้าส่งให้คามิน

“แล้วคุณล่ะครับ” คามินถามกลับเมื่อเห็นว่าปราณันต์ยังไม่ได้แตะอาหารเช้าเลยเช่นกัน

“อ๋อ ปกติผมทานแต่กาแฟน่ะครับ อยู่ออฟฟิศก็ไม่ค่อยได้ทานมื้อเช้าเท่าไหร่ ไม่ค่อยหิว” ปราณันต์ตอบยิ้มๆ

“ไม่ได้นะครับ ยังไงก็ต้องทาน นิดหน่อยก็ยังดี อย่าไม่ทานจนติดเป็นนิสัยสิครับคุณปราณันต์” เสียงทุ้มพูดบ่นยาวติดจะดุปราณันต์กว่าหน่อยๆ ด้วยซ้ำ

“ใช่ครับ! คุณครูบอกปุณณ์ว่ามื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญ ยังไงก็ต้องทาน!” ปุณณกันต์คนพี่พูดสนับสนุนคำพูดของคามินอย่างชาญฉลาด ทำเอาพี่ชายคนโตอดหน้ามุ่ยเพราะโดนน้องดุไม่ได้

“ใช่ๆ พี่ปราณอ่ะดื้อ! ดูสิปุณณ์กับปัณณ์ไม่ดื้อเลย ทานไส้กรอกเป็นข้าวเช้าด้วย!” เจ้าแฝดคนน้องพูดพลางพยักเพยิดหน้าราวกับจะบอกว่าเห็นด้วยกับคำพูดของแฝดคนพี่ หนำซ้ำมือเล็กๆ นั่นยังถือส้อมจิ้มไส้กรอกเข้าปากไม่หยุด

คามินและปราณันต์ที่เห็นและได้ยินภาพตรงต่างก็ขำออกมาด้วยความเอ็นดู เจ้าหนูทั้งสองทั้งฉลาดและรู้ดีเกินวัย คำพูดคำจาของฝาแฝดน้อยช่างน่ารักเสียจนปราณันต์ อดยื่นมือไปลูบศีรษะกลมๆ เล็กๆ นั่นไม่ได้

“แก่แดดกันนักนะตัวแสบ” พี่ชายคนโตของครอบครัวบ่นอุบ วันนี้เขาโดนเจ้าฝาแฝดน้อยเทศน์ซะยกใหญ่เชียว

“ว่าแต่วันนี้เราจะไปสวนสาธารณะที่ไหนดีครับคุณ...” ตากลมหันมามองตามเสียงทุ้มด้วยความแปลกใจ ที่จู่ๆ คามินก็หยุดพูดไปกลางประโยค “ผมว่าผมเรียกคุณว่าคุณปราณันต์แล้วห่างเหินแปลกๆ คุณมีชื่อเล่นนี่นา ฝาแฝดก็เรียก”

“ฮ่าๆ” เจ้าของสรรพนามที่คามินคิดว่าห่างเหินหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ จะว่าไปก็ไม่มีใครถามชื่อเล่นเขามานานแล้วเหมือนกัน “ที่จริงชื่อเล่นผมก็อย่างที่ปุณณ์กับปัณณ์เรียกแหละครับ เพื่อนสนิทกับคนในครอบครัวมักจะเรียกผมว่าปราณ คุณคามินก็เลือกเรียกตามสะดวกได้เลย ผมสัญญาว่าพอคุณเรียกแล้วจะรีบหันทันทีเลยครับ”

ปราณันต์พูดเล่นหยอกคามินอย่างอารมณ์ดี ในสมองของคามินรีบประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขาอยากเรียกชื่อเล่นปราณันต์ อยากเป็นหนึ่งคนที่พิเศษและสนิทสำหรับปราณันต์บ้าง


“งั้น.. ผมเรียกคุณว่าคุณปราณได้ใช่ไหมครับ” คามินยื่นหน้าเข้าไปถามอย่างเจ้าเล่ห์ ทำเอาปราณันต์เกิดหน้าร้อนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ


“ก็เรียกสิครับ ผมไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” ปราณันต์ยื่นปาก บ่นขมุบขมิบเพราะเขิน

“ปราณ คุณปราณ... คุณปราณของผม” แต่คามินก็ยังไม่วายแกล้ง โดยการยื่นหน้าข้ามโต๊ะไปกระซิบเสียงเบาที่ข้างใบหูนิ่ม เล่นเอาขนอ่อนข้างลำคอคนที่ถูกประชิดตั้งชันขึ้นด้วยความเขินอาย

“จะเรียกอะไรก็แล้วแต่คุณเลย คุณคามิน”

คามินยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะประชิดตัวปราณันต์แล้วพูดอ้อนๆ “ไม่เอาคามินครับ เรียกว่าผมว่าคราม หรือจะเรียกพี่ครามแบบฝาแฝดก็ได้นะ”

“บ้า!” ปราณันต์หน้าแดงกล่ำ ก่อนจะอ้อมแอ้มพูด “คุณครามก็คุณคราม”

พูดเองก็เขินเอง จู่ๆ ปราณันต์ก็เลยลุกขึ้นพรวด เล่นเอาเจ้าตัวน้อยทั้งสองที่กำลังทานอยู่ แหงนหน้ามองตามพี่ชายตัวเองที่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืนแทบไม่ทัน

“พี่ปราณ อิ่มแล้วหรอครับ” ปุณณกันต์เอ่ยถามขึ้น

“พี่ปราณ ทำไมอิ่มไวจัง” ปัณณธรเองก็แปลกใจ พี่ปราณเพิ่งทานไปนิดเดียวเองนี่นา

“เอ่อ.. คือ พี่ พี่อิ่มแล้วครับ เดี๋ยวพี่จะไปเตรียมของ ปุณณ์กับปัณณ์นั่งทานกับพี่ครามไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่มา”

ปราณันต์เดินหนีไปเงียบๆ ด้วยความเขินอาย ก่อนจะยิ่งเขินมากขึ้นเมื่อคนขี้แกล้งดันตะโกนโพล่งขึ้นมาซ้ำอีกรอบ

“รีบมานะครับคุณปราณของผม ผมกับฝาแฝดจะคอย” พี่ครามของเด็กๆ ส่งเสียงเรียกล้อเลียนอีกฝ่ายพลางหัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนจะได้ค้อนวงใหญ่ถูกเหวี่ยงกลับมาจากคนที่เพิ่งได้ชื่อเล่นใหม่มาหมาดๆ แทน

.

.

.

“ปัณณ์อยากช่วยยกอะ พี่ครามให้ปัณณ์ช่วยไหม”

หลังจากทานมื้อเช้ากันเรียบร้อย หนุ่มน้อยและหนุ่มใหญ่ทั้งสี่ก็อัปเปหิตัวเองออกจากห้อง ก่อนจะช่วยยกของกันคนละไม้ละมือเพื่อมายังรถของคามินที่จอดอยู่ด้านล่าง เห็นจะมีก็แต่น้องน้อยคนสุดท้องที่ไม่ได้ยกอะไรเลย ด้วยเพราะตัวเล็กกว่าคนอื่นเขา เจ้าตัวน้อยเลยบ่นกระปอดกระแปดเนื่องจากอยากจะมีส่วนร่วมกับคนอื่นเขาบ้าง ขนาดพี่ปุณณ์ยังได้หิ้วเสื่อปิคนิคช่วยพี่ๆ เลย

ปุณณกันต์เห็นน้องชายฝาแฝดทำหน้ามุ่ยแล้วก็อดสงสารไม่ได้ เลยเดินย้อนกลับไปหาปัณณธร พลางยื่นหูหิ้วเสื่อให้น้องช่วยถือข้างหนึ่ง

“อะ ปัณณ์ช่วยพี่ปุณณ์หิ้วหน่อย จะได้เดินไปพร้อมๆ กัน”

แฝดคนน้องยิ้มให้คนพี่อย่างน่าเอ็นดู ก่อนที่สองคนจะช่วยกันหิ้วเชือกผูกเสื่อคนละข้าง แล้วเดินไปพร้อมกันจนถึงรถ

.

.

.

“พี่ปราณๆ เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันเหรอครับ”

ทันทีที่เจ้าตัวน้อยขึ้นนั่งประจำที่ คาดเข็มขัดเรียบร้อย ปัณณธรคนน้องก็ถามขึ้นด้วยความอยากรู้

“อืม.. แล้วปุณณ์กับปัณณ์อยากไปเที่ยวไหนดีครับ ลองบอกพี่กับพี่ครามซิ” ปราณันต์หันไปถามเจ้าเด็กตาใสทั้งสอง ที่ตอนนี้กำลังกลอกไปกลอกมาอย่างใช้ความคิด

“ไปไหนดีล่ะพี่ปุณณ์” ปราณันต์หลุดขำออกมาทันที เพราะแทนที่เจ้าตัวน้อยแฝดน้องจะมีคำตอบมาตอบเขา ดันหันกลับไปถามแฝดตัวน้อยคนพี่แทนเสียนี่

“ไปไหนก็ได้ครับ ให้พี่ปราณกับพี่ครามพาไป” ปุณณกันต์คิดนิดนึง ก่อนจะตอบออกมาด้วยรอยยิ้มน่ารักๆ

“ใช่ๆ ไปที่ไหนก็ได้ครับ ปัณณ์ไม่เรื่องมากหรอก”

ปราณันต์ขำน้อยๆ ตอนได้ยินปัณณธรบอกว่าตัวเองไม่เรื่องมาก ทั้งที่เมื่อกี้เจ้าตัวยุ่งยังถามเขาอยู่เลยว่าจะพาไปไหน

“งั้น.. เราไปขี่จักรยานเล่นกับนั่งเรือถีบที่สวนสาธารณะ A ดีไหมครับ ฝาแฝดอยากไปไหม” เป็นคามินที่ถามขึ้นหลังจากขับรถออกมาจากอพาร์ทเม้นท์ปราณันต์ได้สักพัก

“ขี่จักรยานเหรอครับ” ปัณณธรน้อยตาโตตอนที่ได้ยินว่าตัวเองจะได้ไปขี่จักรยาน ใบหน้าเล็กๆ นั่นดูตื่นเต้น จนหันไปเขย่าแขนฝาแฝดคนพี่ไม่หยุด “มีเรือด้วยแหละพี่ปุณณ์ เมื่อกี้พี่ครามบอกมีเรือด้วยใช่ไหม”

“อื้อ! มีเรือด้วย พี่ปุณณ์อยากนั่งเรือ” แฝดคนพี่ก็อดตื่นเต้นด้วยไม่ได้ แต่พอฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา เจ้าตัวน้อยก็ห่อเหี่ยวลง

“แต่พี่ปราณบอกว่าอันตราย พาเรานั่งเรือพร้อมกันสองคนไม่ไหวหรอก” ปุณณกันต์กล่าวกับแฝดคนน้องหงอยๆ ทำเอาปัณณธรซึมตามพี่ชายไปติดๆ

“นั่นสิ พี่ปราณไม่ให้เราสองคนนั่งแน่เลย” ตากลมๆ ของเด็กทั้งสลดวูบ ปราณันต์เห็นภาพดังกล่าวแล้วก็ทั้งสงสารทั้งขำ ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่ยอมให้เด็กๆ นั่งเรือเพราะเขาดูแลไม่ไหว ฝาแฝดกำลังโต แล้วอยู่ในวัยซุกซนอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง เกิดชะโงกหน้า ดิ้นดุ๊กดิ๊กไปมาแล้วพลัดตกเรือไป เขาคงใจสลายแน่ๆ

แต่วันนี้มีคามินมาด้วย ก็คงพอจะพาเด็กแฝดนั่งเรือได้อยู่หรอก แต่ดูเจ้าตัวน้อยทั้งสองสิ ตีตนไปก่อน ดราม่ากันเสียเบอร์ใหญ่เชียว

“แล้วปุณณ์กับปัณณ์อยากนั่งเรือรึป่าวครับ” ปราณันต์แกล้งเอ่ยถามขึ้น เด็กๆ มีแววตาเปล่งประกายอยู่วูบหนึ่งก่อนจะหม่นแสงลงตามมาติดๆ ในเวลาต่อมา

“อยากครับ แต่ถ้าพี่ปราณบอกว่ามันอันตราย เราสองคนก็จะเชื่อฟัง ไม่นั่งก็ได้ครับ” ปุณณกันต์ตอบเสียงอ่อยๆ แต่ประโยคต่อมาของพี่ชายก็กลับทำให้ฝาแฝดทั้งสองลิงโลดขึ้นมาในพริบตา

“วันนี้พี่ครามมาด้วย ถ้ามีคนช่วยพี่ปราณดูแลฝาแฝด ปุณณ์กับปัณณ์ก็นั่งเรือได้ครับ พี่ปราณอนุญาต” พอสองหนูน้อยได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้นก็ดีใจยกใหญ่โดยเฉพาะปัณณธร

“พี่คราม! พี่ครามมาหาพี่ปุณณ์กับปัณณ์บ่อยๆ นะ พอพี่ครามมา เราสองคนได้ทำนั่นทำนี่เยอะเลย” เจ้าตัวน้อยถึงกับเอ่ยปากขอให้คามินมาบ่อยๆ โดยมีฝาแฝดคนพี่คอยพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

“พี่ครามก็อยากมาบ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าพี่ปราณของเด็กๆ จะอนุญาตรึป่าว” คามินแกล้งพูดลอยๆ เสียงดังเพื่อดูท่าทีของปราณันต์ พอเห็นว่ามุมปากอิ่มมีรอยยิ้มเล็กๆ ถูกจุดขึ้น ร่างสูงก็แกล้งยื่นเข้าไปพูดใกล้ๆ ปราณันต์

“ว่าไงครับคุณปราณ ให้ผมมาหาคุณกับน้องๆ บ่อยๆ ได้หรือป่าว”

ปราณันต์เบี่ยงหน้าหนีอย่างเขินอาย และยิ่งพอได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักล้อเลียนจากฝาแฝดดังลอยมาจากเบาะด้านหลัง ยิ่งทำให้ใบหน้านวลปั้นหน้าไม่ถูก

“คุณครามอยากมาก็มา แล้วแต่คุณสิ” ปราณันต์อ้อมแอ้มตอบไม่เต็มเสียง แต่ถึงอย่างไรก็ดังพอที่จะได้ยินทั่วรถอยู่ดี

ซึ่งคำตอบดังกล่าวก็ทำให้เด็กร้อง “เย่!” ออกมาอย่างดีใจ แม้แต่ตัวผู้ใหญ่ที่ได้รับอนุญาตให้มาได้บ่อยๆ ก็ดูท่าทางจะอารมณ์ดีไม่แพ้เจ้าฝาแฝดทั้งสองเลย

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


“ถึงแล้วครับเด็กๆ เดี๋ยว ปอปลาคนโต...” คามินหันไปพูดกับปราณันต์ ก่อนจะหันไปหาฝาแฝดทั้งสอง “กับปอปลาคนเล็ก ยืนรออยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ ขอพี่ครามเอารถไปจอดก่อน”

คามินหันมากำชับ เพราะตอนนี้ขับรถมาถึงสวนสาธารณะแล้ว แต่ปล่อยให้สามพี่น้องลงเพื่อรออยู่ที่ด้านหน้า ก่อนที่ตัวเองจะไปวนหาที่จอดรถ จะได้ไม่ต้องขนกันไปกันมาให้เสียเวลาไปเปล่าๆ

“เด็กๆ ดูแลพี่ปราณด้วยนะครับ เดี๋ยวพี่ครามมา”

“ครับ!!!” เด็กๆ ตอบขึ้นพร้อมกันอย่างแข็งขัน ก่อนที่ปราณันต์จะหัวเราะแล้วบ่นออกมาเบาๆ

“ตัวกะเปี๊ยกเดียวทำจะมาดูแลพี่” ปราณันต์พูดอย่างเอ็นดู พลางยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กๆ นั่นเบาๆ

วันนี้เด็กทั้งสองดูอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ ตากลมๆ โตๆ สอดส่ายไปมาทั่วบริเวณ มือน้อยๆ พยายามชี้ชวนให้อีกฝ่ายดูนั่นดูนี่ ท่าทางฝาแฝดคงจะติดใจการออกมาเที่ยวนอกบ้านแบบนี้แล้วแหละ นี่ขนาดว่ายังไม่ได้วิ่งเล่นหรือขี่จักรยานเลยนะ แค่พามาออกมาเฉยๆ เจ้าตัวแสบทั้งสองถึงกับเอ่ยปากออดอ้อนพี่ครามให้มาหาบ่อยๆ เสียแล้ว ปราณันต์ได้แต่ส่ายหัวอย่างปลงๆ ยามมองไปเด็กน้อยทั้งสอง ที่มีใบหน้าและนิสัยที่คล้ายกับเขาไม่มีผิดเพี้ยน

“พี่ครามมาแล้วครับเด็กๆ เราไปหาที่ร่มๆ นั่งกันเถอะ” คามินเดินส่งเสียงมาก่อนตัวด้วยซ้ำ พอมาถึงจุดที่สามพี่น้องยืนอยู่ เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่นั่นก็ฉวยข้าวของจากมือเรียวที่ถืออยู่ เอามาหิ้วไว้เองเสียหมด “มาครับผมถือให้ คุณจูงฝาแฝดเถอะ”

ปราณันต์ต้องจำยอม เพราะครั้นจะให้สองคนมาช่วยกันหอบหิ้วตะกร้า ข้าวของ พลางจูงแฝดคนละคน มันจะดูวุ่นวายไปสักหน่อย สู้ให้คามินขนของไปคนเดียว แล้วเขาดูแลปุณณกันต์กับปัณณธรน่าจะดีกว่า อีกอย่างเขาเองก็จะได้ไม่ต้องหิ้วของหนักๆ ด้วย ปราณันต์ก็ได้แต่ขอบคุณผู้ชายที่เดินนำหน้าอยู่ไม่ไกล

พอเดินไปได้สักพัก ทั้งสี่คนก็เห็นทำเลดีๆ เป็นจุดที่คนไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไหร่ เหมาะให้เจ้าตัวน้อยได้ขี่จักรยานเล่นโดยที่อยู่ในสายตาเขาและคามินได้อย่างสบายใจ แถมมีต้นไม้ใหญ่คอยให้ร่มเงาเพราะถ้าล่วงเข้าช่วงสายเมื่อไหร่ แดดคงจะแรงกว่านี้แน่ นี่ยังถือว่าโชคดีเป็นของเขาทั้งสี่คน เพราะวันนี้อากาศดีมาก แดดก็ไม่ออกเท่าไหร่ แถมลมยังพัดเย็นสบายอีกต่างหาก

“พี่คราม พี่ปราณ เราสองคนอยากขี่จักรยานแล้วอะครับ” แน่นอนว่าเจ้าของเสียงพูดนี้ต้องไม่ใช่ปุณณกันต์แฝดคนพี่แน่ๆ เพราะถึงแม้ว่าเจ้าตัวน้อยจะอยากทำอะไรมากแค่ไหน ปุณณกันต์ก็จะแค่จ้องมองและแสดงอาการสนใจ จนกว่าพี่ชายจะถาม นั่นแหละ ปุณณกันต์ถึงจะบอกถึงความต้องการของตัวเอง

ผิดกับปัณณธร รายนั้นถ้าอยากทำอะไรจะพูด จะบอก จะแสดงความต้องการอย่างเปิดเผยเลย ว่านี่คือสิ่งที่ตนเองปรารถนาจะทำหรือจะครอบครอง ซึ่งมันก็ดีอย่างเสียอย่างทั้งสองแบบนั่นแหละ ตึงไปอย่างปุณณกันต์ก็ไม่ดี คนจะไม่เข้าใจ แต่จุดดีมันอยู่ที่ฝึกความอดทนได้ ส่วนนิสัยปัณณธรก็ดีตรงที่เปิดเผย แต่ถ้ามากไปคนอาจจะมองเป็นอีกแง่ที่เรียกว่าใจร้อน ความอดทนต่ำก็ได้

ดังนั้นปราณันต์จึงพยายามจะสอนน้องทุกครั้ง โดยเอาจุดเด่นของเด็กทั้งสอง มาผนวกรวมกัน เพื่อที่ว่ามันจะได้อยู่ตรงกลาง ในจุดที่พอดีและดีพอที่สุด

“ปัณณ์ พี่ปราณเคยสอนว่าไงครับ จำได้ไหม”

“ปัณณ์จำได้แล้วครับ” เด็กน้อยยิ้มแห้งๆ เกาศีรษะเก้อๆ เขาดันลืมสิ่งที่พี่ปราณสอนไปเสียสนิทได้ยังไงกัน

“พี่ปุณณ์ๆ ปุณณ์อยากขี่จักรยานเล่นรึยังอะ” ปัณณธรหันไปถามปุณณกันต์ที่อยู่ใกล้ๆ ตากลมจ้องมองไปที่แฝดพี่อย่างต้องการจะฝากความหวัง จนปราณันต์เห็นแล้วอดขำออกมาไม่ได้

“อื้อ! อยากขี่แล้ว” ปุณณกันต์ตอบน้อง ก่อนจะหันไปตอบพี่ชายคนโตของครอบครัวด้วยเช่นกัน

“ปุณณ์กับปัณณ์อยากขี่จักรยานแล้วครับพี่ปราณ”

ปากอิ่มยกยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้เห็นน้องชายทำตามที่ตนเองสอนได้อย่างดีเยี่ยม คามินขมวดคิ้วงงๆ กับการกระทำของปอปลาทั้งสาม แต่ก็ยังไม่ทันได้ถามอะไร เพราะต้องปลีกตัวไปเช่าจักรยานมาให้ด็กแฝดทั้งสองใช้ขี่เล่นก่อน

“มาแล้วครับ มาแล้ว จักรยานมาแล้ว” คามินเข็นจักรยานเด็กเข้ามาสองคัน แล้วก็มีเด็กที่ร้านเช่าเข็นจักรยานผู้ใหญ่ตามมาด้วยอีกคัน

เด็กแฝดทั้งสองพอเห็นจักรยานก็วิ่งถลาเข้ามาเกาะแล้วขึ้นคร่อมขี่คนละคันในแทบจะทันทีทันใด เล่นเอาปราณันต์แทบจะตะโกนรั้งไว้แทบไม่ทัน

“ปุณณ์ ปัณณ์ อย่าขี่ไปไกลนะครับ อยู่แค่บริเวณนี้นะ โอเคไหม?”

“คร้าบบบ!!” เด็กน้อยทั้งสองตะโกนตอบทั้งรอยยิ้ม ซึ่งตอนนี้เด็กยักษ์อีกหนึ่งคนก็กำลังขึ้นคร่อมจักรยานแล้วไถตัวเข้ามาใกล้ๆ เขาแล้วด้วยเช่นกัน

“คุณปราณไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวผมตามไปดูแลเด็กๆ ให้” คามินแสดงความอ่อนโยนออกมาจนปราณันต์ใจเต้นแรง ก่อนที่ปากหยักจะเอ่ยถามในสิ่งที่ตนเองสงสัยก่อนหน้านี้ “ว่าแต่ทำไมปัณณ์ถึงต้องถามปุณณ์ก่อนล่ะครับว่าอยากขี่จักรยานหรือยัง”

ปากอิ่มแย้มยิ้มก่อนที่จะตอบคามิน “ปัณณ์เป็นเด็กใจร้อน แล้วก็ชอบแสดงความต้องการทุกอย่างอย่างเปิดเผยครับ ส่วนปุณณ์เป็นเด็กขี้อาย ไม่ค่อยกล้าบอกเท่าไหร่ว่าตัวเองอยากได้อะไร การที่จะทำให้เด็กทั้งสองอยู่ในจุดที่พอดี ผมก็ต้องใช้ความใจเย็น ชอบอดทนของปุณณ์มาเบรกปัณณ์ไว้หน่อย แล้วก็ต้องเอาส่วนของความเป็นคนตรงๆ เปิดเผยของปัณณ์ มากระตุ้นให้ปุณณ์แสดงความรู้สึก”

ปราณันต์อธิบายช้าๆ ไปเรื่อยๆ พลางมองไปที่เด็กๆ ที่กำลังขี่จักรยานอยู่ไม่ไกลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก คามินมองอีกฝ่ายด้วยความสงบนิ่ง ใบหน้าคมคายไม่ได้แสดงอารมณ์อะไร แต่ก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่าปราณันต์เป็นคนที่มีความคิด ทัศนคติ และวิธีการสอนน้องที่ดีมาก ในขณะที่ปราณันต์เองก็ยังคงพูดถึงฝาแฝดทั้งสองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนให้คามินฟังต่อ

“ผมอยากให้พวกเขาดูแลกันและกันได้ครับ... ผมอยากให้เจ้าตัวน้อยทั้งสองเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน อยากให้เขาเติบโตด้วยความรักและความเข้าใจ จากทั้งคนรอบข้าง และจากตัวเขาทั้งสองเอง”

ปราณันต์หันมาทางคนที่เพิ่งถามคำถามตัวเองช้าๆ คามินเองพอเห็นปราณันต์กำลังจะมองกลับมาทางตน ใบหน้ามีเสน่ห์ของคามินก็ค่อยๆ คลายความเย็นชาลง หน้ากากแห่งความอ่อนโยนถูกคนเจ้าเล่ห์หยิบมาใส่แทนที่อีกครั้ง

“ฝาแฝดต้องโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีแน่นอนครับ” ปากหยักส่งยิ้มมาให้คนตรงข้าม ปากอิ่มเองก็ยิ้มบางๆ ก่อนจะหันกลับไปมองน้องชายของตัวเองอีกครั้ง

“ผมก็หวังแบบนั้นเหมือนกันครับ”

.

.

.

ฝาแฝดทั้งสองทั้งปั่นจักรยาน ทั้งวิ่งเล่นไล่จับกับพี่ครามเด็กร่างยักษ์อย่างสนุกสนาน ปราณันต์ได้แต่มองคนทั้งสามอย่างมีความสุข เขาไม่ได้เห็นเจ้าหนูน้อยทั้งสองของเขามีความสุขมากขนาดนี้มานานแล้ว เด็กๆ หัวเราะกันสุดเสียง ถึงแม้จะเหนื่อยหอบแต่ก็ยังคงไม่ยอมหยุดเล่น สุดท้ายปราณันต์จึงต้องเรียกเด็กซนทั้งสามคนให้มาทานอาหารกลางวันกัน เพราะนี่ก็ใกล้จะเที่ยงเต็มทีแล้ว

“ปุณณ์ ปัณณ์ คุณคราม” ปราณันต์ป้องปากตะโกนเรียกคนทั้งสาม ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่หันมามองตามเสียงเรียก “มาทานกลางวันกันได้แล้วครับ พักก่อนเถอะ” มือเรียวกวักเรียกคนที่วิ่งไปวิ่งมาให้เข้ามาหาตน

ปุณณกันต์วิ่งเข้าไปหาพี่ชายตนเองอย่างร่าเริง ส่วนปัณณธรตอนนี้กำลังกรีดเสียงหัวเราะอย่างสุดเสียง เพราะเจ้าตัวน้อยกำลังถูกพี่ครามคนตัวใหญ่จับอุ้มจนตัวลอยเคว้งไปมาบนอากาศ

“ฮ่าๆๆ พี่ครามมมมม!” เจ้าตัวน้อยหัวเราะเสียงใสจนปุณณกันต์และปราณันต์ที่ได้เห็นและได้ยินอดหัวเราะตามไม่ได้ “ยกสูงๆ ปัณณ์ชอบสูงๆ”

“สูงอีกหรอครับ” คามินแกล้งยกเจ้าตัวน้อยให้สูงขึ้นอีก ทำเอาเจ้าหนูตัวน้อยหัวเราะร่ายิ่งกว่าเดิม

“ฮ่าๆๆ” คนตัวโตเล่นกับปัณณธรจนมาถึงที่พักที่ปราณันต์ปูเสื่อนั่งรออยู่ ฝาแฝดจึงยอมหยุดเล่นแล้วนั่งลงดีๆ ปราณันต์หยิบน้ำในขวดมาล้างมือให้เจ้าตัวน้อยทั้งสอง ก่อนจะส่งที่เหลือให้คามินทำความสะอาดมือของตัวเองเช่นกัน จากนั้นปราณันต์ก็หยิบอาหารที่เตรียมมาออกจากตะกร้า แล้วตักใส่จานเล็กๆ แยกให้ทั้งสามทานอย่างเต็มที่

“อร่อยไหมครับปุณณ์” ปราณันต์ยื่นมือที่ถือกระดาษทิชชู่อยู่เช็ดไปที่ปากเล็กๆ ของแฝดคนพี่อย่างเบามือ

“อร่อยครับ พี่ปราณทำไข่ม้วนอร่อยที่สุดในโลก” ปากจิ้มลิ้มที่กำลังเอ่ยชมพี่ชายเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่หยุด แก้มยุ้ยๆ ขยับขึ้นขยับลงอย่างน่าเอ็นดู

“ช่าย! ไก่ทอดนี่ก็อร่อย อร่อยที่สุดในโลกเหมือนไข่ม้วนเลย” ปัณณธรก็ใช่ว่าจะยอมน้อยหน้าพี่ชายฝาแฝดตัวเอง เจ้าตัวเล็กเอ่ยชมพี่ชายคนโตอย่างเอาอกเอาใจ ปากอิ่มเล็กๆ สีแดงสด มันวาวไปทั่วทั้งปากเพราะแฝดน้องกำลังทานไม่ยอมหยุดพัก

พี่ชายคนโตหลังได้ยินคำชมจากน้องฝาแฝดทั้งสองก็ยิ้มหน้าบาน ก่อนจะหันไปหานักชิมคนสุดท้าย ราวกับอยากจะขอความเห็น

“เป็นไงบ้างครับคุณคราม พอทานได้ไหมครับ” ปราณันต์ถามไม่เต็มเสียง ยอมรับว่าไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ หลังจากที่เห็นว่าคามินเงียบไปหลังได้ชิมอาหารฝีมือเขา

“ไม่…” ปราณันต์หน้าเสีย พลางคิดอย่างวุ่นวายว่าอาหารจานไหนที่ไม่อร่อย เขาก็ทำสุดฝีมือทุกอย่างเลยนะ “ไม่พอหรอกครับแค่นี้! อร่อยขนาดนี้ ผมทานไม่อิ่มง่ายแน่ๆ!”

ปากอิ่มยิ้มกว้างจนตาหยีอย่างน่ามอง ปราณันต์ยอมรับว่าดีใจมากที่อาหารของเขาถูกปากคามิน หัวใจดวงเล็กๆ เต้นแรง อดภูมิใจในตัวเองไม่ได้ที่ทำให้คามินประทับใจในรสชาติอาหารที่เขาทำได้มากขนาดนี้

“ทานเยอะๆ เลยนะครับ ผมทำมาเยอะเลย เห็นว่าคุณทานจุ” มือเรียวหยิบอาหารเพิ่มลงไปบนจานของคามินเรื่อยๆ

“แล้วคุณล่ะครับ ไม่ทานหรอ?” คามินถามกลับเมื่อเห็นว่าปราณันต์ยังไม่ได้ทานอะไรเลย

“ผมทานไปก่อนหน้านี้แล้วครับ เดี๋ยวไม่มีคนดูแลเด็กๆ ถ้าเราทานพร้อมกัน” แม้ปากจะตอบคำถาม แต่มือเรียวก็ยังจับนั่นหยิบนี่ไม่หยุด เดี๋ยวเช็ดปากให้ปัณณธร เดี๋ยวเก็บของที่หกออกจากจานให้ปุณณกันต์ ไหนจะคอยเทน้ำ เพิ่มอาหารให้คามินเรื่อยๆ อีก

สองเด็กแฝดกับหนึ่งผู้ใหญ่ยักษ์ซัดอาหารทั้งหมดจนเรียบแทบไม่เหลืออะไรสักอย่าง แล้วแทนที่อิ่มกันหมดแล้วเด็กแฝดและผู้ใหญ่ยักษ์จะหมดแรง กลับไม่เป็นอย่างนั้นเพราะตอนนี้สามหนุ่มกำลังชวนเขายิกๆ เพื่อไปถีบเรือเล่นในทะเลสาปที่เป็นเกาะกลางสวนสาธารณะ จนสุดท้ายปราณันต์ก็ยอมใจอ่อนจนได้

ทั้งสี่คนเดินไปเช่าเรือสองลำ ปราณันต์ไปลำเดียวกับปัณณธร ส่วนคามินไปลำเดียวกับปุณณกันต์ ทั้งสี่คนแล่นเรือถีบไปมาอย่างสนุกสนานจนเหนื่อย ถึงได้ยอมกลับขึ้นฝั่งมาดื่มน้ำ ดื่มท่าแล้วหยุดนั่งพักบนเสื่อใต้ต้นไม้ใหญ่ต่อ

“ฝาแฝดครับ วันนี้สนุกไหม” คามินถามเด็กๆ เจ้าตัวน้อยทั้งสองยิ้มจนตาหยี ก่อนจะตอบพี่ครามเสียงดังฟังชัด

“สนุกมากเลยครับพี่คราม วันหลังเรามากันอีกนะ” ปัณณธรพูดพลางกระโดดไปเกาะหลังคนตัวโต ก่อนจะปีนป่ายขึ้นไปบนหลังกว้างอย่างออดอ้อน

ปุณณกันต์เองก็เหมือนกันเจ้าตัวน้อยขยับตัวไปโอบกอดรอบคอพี่ชายตัวเอง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงน่ารักไม่ต่างจากน้องชายว่า “วันนี้ปุณณ์สนุกมากครับพี่ปราณ ถ้าพี่ปราณว่างคราวหน้าพาเราสองคนมาอีกนะ”

เจ้าตัวน้อยถูไถใบหน้าตัวเองเข้ากับแก้มนิ่มของปราณันต์อย่างออดอ้อน ทำเอาพี่ชายคนเก่งใจอ่อนจนเผลอตอบตกลงไป

“ได้ครับ ไว้ว่างพี่ปราณจะพาฝาแฝดมาอีกนะ”

เจ้าหนูทั้งสองกระโดดโลดเต้นอย่างเริงร่า และแปะมือกันอย่างยินดี จนผู้ใหญ่ทั้งสองอดจับเด็กๆ มาฟัดเล่นไม่ได้

ปราณันต์เกี่ยวเอวเจ้าแฝดคนน้องแล้วรั้งเจ้าตัวน้อยมานั่งบนตัก จากนั้นก็ฟัดหอมแก้มซ้ายขวาอย่างหมั่นเขี้ยว คามินก็เช่นกัน เขาจับปุณณกันต์มากอดไว้ ก่อนที่จะใช้จมูกโด่งซุกไซร้ไปที่แก้มและพุงน้อยๆ ของแฝดคนพี่อย่างเอ็นดู

เด็กทั้งสองต่างดิ้นหนีผู้ใหญ่ขี้แกล้งกันอย่างสนุกสนาน เด็กแฝดวิ่งหนีไปทางนั้นที ทางนี้ที โดยมีปราณันต์กับคามินตามไล่คลานจับเด็กทั้งสองไปมาอยู่บนเสื่อเล็กๆ ไม่หยุด จนจังหวะสุดท้ายฝาแฝดหลบผู้ใหญ่ทั้งสองทัน แต่กลายเป็นว่าผู้ใหญ่เองนั่นแหละที่หลบอีกฝ่ายไม่ทัน จมูกโด่งเป็นสันของคามินจึงพุ่งเข้าฉกลงบนแก้มนิ่มของปราณันต์ ส่วนริมฝีปากอิ่มสีสดก็จูบลงบนสันกรามของคนตรงข้ามอย่างพอเหมาะพอดี

“อุ๊ย คิก คิก” ปุณณกันต์กับปัณณธรมองภาพตรงหน้าแล้วหัวเราะคิกคักไม่หยุด ปราณันต์เองที่พอรู้ตัวก็ดีดออกจากคามินแทบไม่ทัน แก้มนวลขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความเขินอาย

“หอม แถมแก้มนิ่มด้วย” คนตรงข้ามกระซิบเสียงเจ้าเล่ห์ ทำเอาปราณันต์ที่เขินอยู่แล้ว ยิ่งเขินหนักกว่าเดิม ตอนนี้นอกจากแก้มนวลจะแดงระเรื่อแล้ว ใบหู และรอบคอของปราณันต์ก็ขึ้นสีตามไปแล้วเช่นกัน

“คนบ้า” เสียงใสอ้อมแอ้มต่อว่า ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “คุณเอาจักรยานไปคืนร้านได้แล้วครับ จะเย็นแล้ว เก็บของกลับบ้านกันเถอะ”

“หึหึ” คนเจ้าเล่ห์หัวเราะล้อเลียน ก่อนจะปลีกตัวเอาจักรยานไปคืนอย่างว่าง่าย มือเรียวเก็บกล่องใส่อาหารลงตะกร้าเงียบๆ โดยมีเจ้าตัวแสบทั้งสองนั่งหัวเราะคิกคักอยู่ข้างๆ

“เมื่อกี้พี่ครามหอมแก้มพี่ปราณด้วยอ่ะพี่ปุณณ์ คิคิคิคิ”

“ใช่ๆ พี่ปราณก็จุ๊บแก้มพี่ครามด้วยแหละปัณณ์ คิกคิก”

เจ้าฝาแฝดนั่งคุยโต้ตอบกันทั้งที่อยู่ใกล้ๆ กับปราณันต์ ทำเหมือนกับว่าเขาจะไม่ได้ยินงั้นแหละ

“แก่แดดใหญ่แล้วนะ เดี๋ยวเถอะตัวดื้อ” แต่แทนที่เด็กแสบทั้งสองจะสลด กลับหัวเราะชอบใจมากกว่าเดิม อาจจะเป็นเพราะเสียงที่ดุเด็กๆ นั้นแทบไม่จริงจังเลย ติดจะเขินอายมากกว่าด้วยซ้ำ

และพอคามินเดินกลับมาสามคนพี่น้องก็เก็บของเรียบร้อยแล้ว ทั้งสี่เลยตัดสินใจจะกลับอพาร์ทเม้นท์ของครอบครัวปอปลาเพราะตอนนี้ก็บ่ายคล้อยมากแล้ว และท่าทางของฝาแฝดเองก็ดูเหนื่อยมากด้วย เพราะเล่นกันมาตั้งแต่สายๆ ยันบ่ายไม่ได้หยุดพัก เจ้าตัวน้อยคงสมใจอยากเพราะนานๆ จะได้ออกมาเที่ยวทั้งที เลยเก็บเกี่ยวเต็มที่จนขากลับนี่แทบเดินไม่ไหว

ตอนนี้พี่ครามเลยต้องจับปัณณธรขี่คอพลางถือตะกร้าเปล่าแล้วพาเดินไปที่รถ ส่วนปุณณกันต์ปราณันต์ก็เป็นคนอุ้มเดินตามหลังคนตัวโตไปห่างๆ

.

.

.

พอขึ้นรถได้ ออกรถไปสักพักเสียงเจี๊ยวจ๊าวจากเบาะหลังก็เงียบลง พี่ชายคนโตของครอบครัวรู้ทันทีโดยไม่ต้องหันไปมองว่าเด็กแฝดของเขาคงสิ้นฤทธิ์แล้ว

“ท่าทางจะหลับกันหมดแล้วล่ะครับ” เว่ยโจยหันไปพูดกับคามิน ที่ตอนนี้ชำเลืองมองไปที่เบาะหลัง พลางอมยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู

“น่าจะเหนื่อย วันนี้เล่นกันเต็มที่เลย” คามินพูดขำๆ เพราะวันนี้เจ้าแฝดทั้งสองใช้พลังกันเต็มที่มาก ถ้าไม่หลับสิแปลก

“วันนี้ขอบคุณคุณมากเลยนะครับ ที่มาอยู่เล่นเป็นเพื่อนน้องๆ ของผม เด็กๆ ดูสนุกมากเลย” ปราณันต์ค้อมหัวให้คนตรงข้ามอย่างรู้สึกขอบคุณที่คามินทำเพื่อเขาและครอบครัวขนาดนี้

“คุณปราณก็รู้ว่าผมเต็มใจ มากกว่านี้ผมก็ทำให้คุณได้” คำพูดเกี้ยวพาถูกหยอดออกมาจากริมฝีปากหยัก เล่นเอาคนที่เข้าใจความนัย ใจเต้นแรงไปหมด

“คุณก็...” เสียงใสๆ เล็กๆ เหมือนจะถูกดูดกลืนลงคอ เมื่อเห็นว่าใบหน้าคมคายค่อยๆ ขยับเข้ามาช้าๆ ปราณันต์จึงแกล้งเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่คุณหิวรึยังครับ”

“อืม.. นิดหน่อยครับ คิดอยู่ว่าถ้าเสร็จจากส่งคุณกับน้องๆ แล้ว ผมค่อยไปหาอะไรทาน” คามินจำต้องถอยออกพลางทำเสียงเศร้าๆ กะเรียกคะแนนสงสารเต็มที่

“เอางี้ ผมพอมีของสดที่เหลือจากมื้อเช้าอยู่ในตู้เย็น เดี๋ยวผมทำอะไรง่ายๆ ให้คุณครามทานดีไหมครับ” และก็ได้ผล เพราะพอปราณันต์พูดแบบนี้ออกไป ก็เหมือนเข้าทางของคามินทันที

“ตกลงครับ งั้นผมขอทานมื้อเย็นที่ห้องคุณปราณอีกมื้อนะ” คามินรับคำด้วยน้ำเสียงลิงโลด

“แล้วถ้าผมไม่อนุญาตล่ะ คุณจะทำยังไง” ปราณันต์แกล้งถาม เป็นผลให้คามินหันขวับมามองทันที

“ต้องอนุญาตสิ! คุณปราณของผมก็ใจดีกับผมตลอดแหละ ผมรู้”

ปราณันต์ได้แต่ขำออกมาเบาๆ กับความเจ้าเล่ห์แสนกลของผู้ชายคนนี้ ก่อนที่สองคนจะเถียงกันไป ขับรถกันไป จนถึงอพาร์ทเม้นท์ของครอบครัวปราณันต์

.

.

.

พอจอดรถเรียบร้อย ทั้งสองก็อุ้มแฝดกันคนละคนขึ้นมาบนห้อง ก่อนจะพาเด็กๆ ไปวางบนเตียงอย่างเบามือ กันไม่ให้ตัวแสบทั้งสองตื่น

“ผมฝากคุณดูน้องด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะไปทำอะไรง่ายๆ ให้คุณทาน”

คามินพยักหน้าแล้วตอบตกลง เขาจัดท่าทางการนอนของเด็กทั้งสองให้อย่างอ่อนโยน คนตัวโตมองเจ้าฝาแฝดที่สิ้นฤทธิ์ไปแล้วด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะหยิบนู่นจับนี่ให้เข้าที่ เพื่อไม่ให้เกะกะการนอนของเด็กๆ

พอจัดการอะไรเรียบร้อย คามินก็เดินไปหาปราณันต์ในครัว ที่ตอนนี้คงกำลังทำอาหารอยู่อย่างขะมักเขม้น พอเขาเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นหอมฉุยมาจากหม้อ

คามินมองปราณันต์จากด้านหลังพลางนึกในใจว่า


‘คนอะไร น่ากอด น่ารังแกเป็นบ้า!’


ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่อาหารที่ปราณันต์ทำอาหารเสร็จพอดี

“อ่าว เอาฝาแฝดนอนเรียบร้อยแล้วหรอครับ” ปราณันต์ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าคามินเดินเข้ามาในครัว

“เรียบร้อยแล้วครับ มาผมช่วย” คามินขยับตัวเข้าไปช่วยปราณันต์ยกอาหารแล้วก็จัดโต๊ะ

พอเรียบร้อย คามินก็ทานอาหารที่ปราณันต์ทำให้อย่างเอร็ดอร่อย และเมื่ออิ่มแล้ว คามินก็เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่แผนเขาควรจะขยับขึ้นมาเสียที เพราะตอนนี้ปราณันต์ยอมอ่อนโอนให้เขามากขึ้นและเขาก็ไม่ควรเสียเวลาอีกต่อไป

“คุณปราณครับ ผมมีเรื่องจะพูดด้วย” คามินเอ่ยขึ้นกลางโต๊ะอาหาร ทำเอาปราณันต์ขมวดคิ้วด้วยความงุนงงสงสัย

“ครับ คุณมีอะไรหรอ” ปราณันต์เหลือบตามองคามินที่กำลังจะพูดอย่างตั้งใจ ในขณะที่มือเรียวก็จัดการทำความสะอาดเก็บโต๊ะไปด้วย

“คุณรู้ใช่ไหมครับว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณ” มือเรียวที่กำลังขยับทำนั่นทำนี่ ถึงกับหยุดชะงักไปหลังได้ยินคำถามนั้น

ใบหน้านวลค่อยๆ ขึ้นสีที่แก้มช้าๆ เจ้าตัวก้มหน้างุด ก่อนที่จะพยักหน้า เพื่อตอบคำถามของคามิน “ผมรู้”

“ผมไม่อยากรอต่อไปแล้ว คุณปราณให้โอกาสผมได้รึป่าวครับ” คามินรุกหนัก มือใหญ่เลื่อนมากุมมือเล็กที่หยุดชะงักอยู่ช้าๆ ทำเอาหัวใจดวงน้อยๆ ของปราณันต์เต้นแรงหนักกว่าเดิม

“ให้ยังไงล่ะครับ” ปราณันต์อ้อมแอ้มถาม ทั้งเขินทั้งทำตัวไม่ถูก


“อนุญาตให้ผมจีบคุณ อนุญาตให้เราทำความรู้จักซึ่งกันและกัน อนุญาตให้ผมดูแลคุณและคนในครอบครัวคุณ เปิดใจให้ผมได้ไหมครับ”


ปราณันต์นิ่งไป ฟันซี่งามกำลังขบลงบนริมฝีปากล่างแน่นอย่างใช้ความคิด ปราณันต์ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรตัดสินใจยังไง หลังจากลังเลอยู่นาน ปราณันต์ก็เลือกที่จะเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง


“ลองดูก็ได้ครับ” ปราณันต์ตอบอายๆ


“เยส!” คามินแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า ทำเอาปราณันต์เขินหนักกว่าเดิม

“ถ้ามันไปด้วยดี ผมก็จะไปต่อกับคุณ แต่ถ้ามันไม่เวิร์ค ผมขอให้หยุดคุณก็ต้องหยุดนะครับ ตกลงไหม” ปราณันต์ยื่นข้อตกลงก่อนจะยอมให้คามินจีบจริงจัง

“ตกลงครับ เพราะยังไงผมก็มั่นใจว่ามันจะเวิร์ค ผมจะทำให้คุณหันมามองและยอมเป็นแฟนผมให้ได้”

คามินใช้ดวงตาคมเรียวที่แสนลึกลับและมีเสน่ห์สบเข้ากับดวงตากลมโตที่แสนไร้เดียงสาของปราณันต์ เพียงแค่มองตากัน หัวใจของปราณันต์ก็กระหน่ำเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เขารู้ดีว่าเสน่ห์ของคามินช่างน่ากลัวและยากจะต้านทาน แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจยอมลงไปกระโจนเล่นกับไฟ รู้ว่ามันอันตรายแต่เสน่ห์ของมันก็ยวนใจ สวยงามและน่าลิ้มลอง

.

.

.

“กลับไปได้แล้วครับ ดึกแล้ว” ปราณันต์พูดประโยคนี้กับคามินมาสามครั้งได้ ตอนนี้มือเล็กๆ กำลังดันตัวคามินที่ยืนคาประตูห้องของเขาอยู่ให้ถอยหลังออก แต่คนตัวโตก็ยังอิดออดไม่ยอมกลับท่าเดียว

“ขอผมอยู่อีกหน่อยไม่ได้หรอ ผมอยากอยู่กับคุณปราณให้นานขึ้นกว่านี้อีกสักนิด” คามินทำท่าทางออดอ้อน ที่ดูแล้วไม่เหมาะกับรูปร่างสูงใหญ่ของตัวเองเลยสักนิด

“ผมง่วงแล้ว เดี๋ยวต้องไปดูแลเช็ดตัวให้ฝาแฝดอีก หลับลึกแบบนี้ท่าทางจะอาบน้ำไม่ไหว คุณกลับก่อนเถอะนะครับ ขับรถดึกๆ มันอันตราย” ปราณันต์ชักแม่น้ำทั้งห้า แต่คามินก็ยังเฉย

“คุณปราณเป็นห่วงผมหรอครับ” ปากหยักยิ้มหวานออดอ้อนเอาคำตอบ ทำเอาปราณันต์ไปไม่เป็นเลยทีเดียว

“รู้แล้วยังมาถามอีก” ปากอิ่มขมุบขมิบบ่น แต่คามินก็ได้ยินอยู่ดี จึงยิ้มกว้างแสดงความดีใจแบบปิดไม่มิด

“ชื่นใจจัง งั้นผมกลับนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เที่ยงๆ จะมารับไปทานข้าว”

“แต่ว่า...” ปราณันต์กำลังจะปฎิเสธ แต่คามินขัดขึ้นมาก่อน

“ห้ามปฏิเสธครับ ไม่มีแต่” และในขณะที่ปราณันต์ขมวดคิ้วมุ่น หาทางบ่ายเบี่ยงอยู่นั้น จู่ๆ คนตัวโตก็โพล่งขึ้นมา พลางมองไปที่ด้านหลังของปราณันต์

“อ้าวปุณณ์ ตื่นขึ้นมาทำไมครับ”

พอได้ยินคามินพูดแบบนั้นปราณันต์ก็หันขวับมองตามสายตาคมทันที แต่พอหันไปก็เจอความว่างเปล่า ถึงได้รู้ว่าตัวเองถูกหลอกเข้าให้แล้ว เลยตั้งใจจะหันกลับมาต่อว่าคนขี้แกล้งเสียหน่อย


จุ๊บ~


โดยไม่ทันระวังและไม่ทันสังเกตว่าใบหน้าคมคายของคามินลดลงมารอท่าอยู่ ซึ่งพอปราณันต์หันกลับมา ก็ทำให้ปากอิ่มสีสดปะทะเข้ากับปากหยักที่ยื่นมารอจะขโมยจูบอยู่ก่อนหน้าแล้ว

ปราณันต์ผละออกแทบไม่ทัน แต่ก็ช้ากว่ามือใหญ่ของคามินอยู่ดีที่ตอนนี้โอบกอดเอวบางเอาไว้ แล้วรั้งให้เข้ามาแนบชิดตัวเอง ก่อนที่จะโน้มใบหน้าประทับริมฝีปากลงไปบนปากอิ่มสีแดงที่เย้ายวนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ซึ่งปราณันต์เองก็ตกตะลึงเกินกว่าจะขยับตัวหนีทัน


จุ๊บ~


“กู๊ดไนท์คิส ฝันดีนะครับคุณปราณ อย่าลืมฝันถึงผมนะ” จมูกโด่งเป็นสันก้มลงไปคลอเคลียที่ปลายจมูกโด่งรั้นของอีกฝ่ายอย่างออดอ้อน “แล้วพรุ่งนี้เจอกันครับ”

คามินพูดพลางยิ้มโชว์เขี้ยว ก่อนที่จะค่อยๆ โบกมือให้ แล้วถอยหลังออกไป...


...คามินเดินลงลิฟต์ไปจนลับตาแล้ว แต่หัวใจของปราณันต์ที่เต้นระรัวอยู่ในอกกลับไม่ได้สงบลงเลย มันยังคงกระหน่ำโจมตีและตอกย้ำความรู้สึกที่ปราณันต์มีต่อผู้ชายคนนั้นอย่างบ้าคลั่ง...แล้วปราณันต์ก็เพิ่งรู้ในนาทีนั้นเองว่า ‘ความรัก’ หน้าตามันเป็นยังไง

.

.

.

To Be Continue

------------------------------------------------------------------------

เป็นพระเอกที่ร้ายกว่าตัวร้ายในเรื่องอี๊กกกก อยากปกป้องน้องปราณจากนังพี่ครามมากๆ จ้าาาา

ฝากติดแท็ก #ลวงหลอกรัก ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ ชอบไม่ชอบคอมเม้นท์บอกได้เลยน้าา เพื่อเป็นกำลังใจให้เราต่อไปเนาะ แล้วยังไงอีกสองสามวันจะมาลงตอนต่อไปนะค้าาา

เจอกันตอนหน้าจ้าาา อย่าลืมคอมเม้นท์นะค้าบบบ รักค่ะ <3

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 267
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
 :-[ :-[ ความรักแรกเริ่มเหมือนดอกไม้ผลิบานมันช่างหอมหวานจนไม่ได้เผื่อใจอะไรไว้ ก็ไม่ผิดนะ ใครจะไปคิดว่าจะ.... เนอะ 55 แต่ถ้ารู้แล้วมันก็อีกเรื่อง วันที่ทำร้ายเขาไปวันนั้นจะรู้ตัวเมื่อสายไปจริงๆอย่างที่ไม่เคยสูญเสียมาก่อน เตือนไว้เลยนะคามิน อิอิ อยากวาร์ปไปสิ้นเดือนครบกำหนดแล้ว 55555 แฝดดน่ารักกมากกก หลงเด็กแฝด หลอกพี่ไม่เท่าไหร่แต่มาหลอกเด็กแฝดด้วยด้วยนี่ไม่ให้อภัยบอกเลย ต้องได้รับอะไรสักอย่างให้สาสมถึงจะยอมให้คืนดี สนุกมาก ชอบ  :pig4: :pig4: :pig4: รอตอนต่อไปเลยค่ะ

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
อย่าสายเกินแก้ ..

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1030
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
 :pig4: :pig4: :3123:สงสารสามพี่น้องมาเจ คนหลอกลวง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-4
8th Lies : สถานะ


คามินตื่นขึ้นมาในเช้าวันอาทิตย์อย่างสดใส ในขณะที่สมองของเขากำลังเรียบเรียงแผนการที่จะเอาชนะใจปราณันต์อยู่นั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็กลับดังแหวกอากาศขึ้นมาเสียก่อน


Rrrr


มือใหญ่เอื้อมไปหยิบโทรศัพท์แล้วมองเบอร์ที่โชว์อยู่หน้าจอ ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาแรงๆ พลางนึกในใจว่า ครั้งนี้คงเลี่ยงไม่ได้แล้ว ยังไงก็ต้องรับ ถ้าไม่อยากให้ว่าที่ภรรยาของเขาในอนาคตอาละวาดแล้วกลับมารังควาญตอนนี้ ตอนที่เขากำลังไปได้ดีกับปราณันต์

“ครับ” คามินก็ยังเป็นคามินที่สงวนคำพูดและท่าทีเสมอ ถ้าต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องฝืนใจตัวเอง

(คราม! คุณหายไปไหนมาเป็นอาทิตย์? ถ้าวันนี้คุณไม่รับโทรศัพท์ วลัยตั้งใจว่าจะบินกลับกรุงเทพไปหาคุณแล้วนะคะ)

นั่นไง ผิดจากที่เขาคิดไว้ที่ไหน คนเอาแต่ใจอย่างพรวลัย ถ้าอะไรไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ผู้หญิงคนนี้จะตามเอาเรื่องไม่ปล่อยไว้แน่

“ผมงานยุ่งน่ะครับ เลยไม่มีเวลารับโทรศัพท์หรือติดต่อกลับหาคุณเลย”

คามินตอบกว้างๆ แบบไม่ให้พรวลัยสงสัย เรื่องที่เขาบ้างานใครๆ ก็รู้ดี เพราะฉะนั้นถ้าเอาเรื่องนี้มาอ้าง คู่หมั้นเขาต้องไม่ระแคะระคายแน่ๆ

(ไม่ว่าจะยุ่งยังไง คุณก็ควรต้องรับโทรศัพท์รึป่าวคะ วลัยเป็นคู่หมั้นคุณนะ ทำแบบนี้มันถูกแล้วหรือไง)

เสียงแหลมพูดจาต่อว่าอย่างจริงจัง ทำเอาคามินต้องขบฟันแน่นจนสันกรามนูน พลางหลับตาลงช้าๆ เพื่อระงับสติอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านของตัวเอง เขาไม่ชอบเวลาที่พรวลัยเกรี้ยวกราดใส่ ถ้าเป็นปกติคามินก็คงแค่หลับหูหลับตาฟังเธอบ่นไป แต่วันนี้ไม่รู้ทำไมความอดทนของเขาถึงได้ต่ำเตี้ย จนแทบอยากจะวางสายหนีให้รู้แล้วรู้รอด

“เอาล่ะครับ เอาเป็นว่าผมผิดเองที่ไม่รับสายคุณ” คามินตอบปัดเพื่อให้พรวลัยสงบ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะได้ผล

(ก็ดีค่ะ ที่คุณยอมรับผิด) เสียงหวานจากปลายสายตอบกลับมาอย่างกระเง้ากระงอด แต่แทนที่คามินจะรู้สึกเอ็นดูเหมือนเวลาได้ยินจากปราณันต์ เขาดันกลับรู้สึกว่ามันน่าเบื่อเหลือเกินที่ต้องมาทนฟัง

คนตัวโตลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยตัดบทเพื่อไม่ให้พรวลัยสงสัยอะไรได้อีก แต่ก็อย่างว่าผู้หญิงอย่างพรวลัยไม่ค่อยสนใจอะไรใครเท่าไหร่หรอก นอกจากเรื่องของตัวเอง เช่น วันนี้จะช็อปปิ้งที่ไหนดี หรือวันนี้มีงานสังคมอะไรที่เธอต้องไปออกบ้าง ซึ่งทั้งหมดแล้วแล้วแต่เป็นสิ่งที่คามินคิดว่า ‘ไร้สาระ’ ทั้งนั้น

“คุณอยู่ทำธุระของคุณให้เรียบร้อยเถอะครับ แล้วเดี๋ยวไว้คุณกลับมาผมจะให้คนพาคุณไปช็อปปิ้ง”

(วลัยอยากให้คุณพาไป วลัยอยากพาคุณไปเปิดตัวกับเพื่อนๆ ด้วย เมื่อไหร่คุณจะว่างให้วลัยสักทีล่ะคะคราม นี่เราเป็นคู่หมั้นกันนะ)

คามินหลับตาลงพร้อมกับใช้มือนวดกลางระหว่างคิ้วเบาๆ อย่างอดกลั้น เวลาที่คู่หมั้นเขางอแงแบบนี้ ดูเหมือนว่าอายุเขาจะลดลงอีกสักสิบปีได้

“เอาไว้ผมว่าง ผมจะไปกับคุณแล้วกันนะ” คามินแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่อยากรับปากแต่ก็ไม่อยากปฎิเสธ เพราะไม่อยากให้พรวลัยงี่เง่าแล้วบินกลับมาก่อนกำหนด

(ไม่รู้แหละค่ะ อีกเดือนกว่าๆ วลัยเสร็จธุระแล้วจะกลับไปหาคุณ คุณหาวันว่างรอไว้เลย คุณต้องไปทานข้าวกับวลัยและเพื่อนๆ ถ้าคุณไม่ไปวลัยจะอาละวาด แล้วจะฟ้องคุณลุงกับคุณป้าด้วยว่าคุณขัดใจวลัย)

คามินสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนจะรับปากไป “ครับ”

(อย่าลืมว่าครอบครัวเราต้องพึ่งพากัน ถ้าคุณหักหาญน้ำใจวลัย วลัยก็ไม่รับปากหรอกนะคะ ว่าในอนาคตเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้จะไปได้สวยเหมือนอย่างทุกวันนี้รึป่าว วลัยไปละค่ะ ไว้อีกสองเดือนเจอกันนะคะ บาย)

พรวลัยวางสายไปอย่างอารมณ์ดี หลังจากวางระเบิดใส่ท่านประธานแห่งเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้ไว้อย่างเจ็บแสบ

มือใหญ่ของคามินกำเข้าหากันแน่น อารมณ์ดีๆ ที่จะได้ไปพบปราณันต์วันนี้พังไม่เป็นท่า ความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวอยู่ในหัวใจด้านชาถูกกดเก็บเอาไว้อย่างไร้ค่าอีกครั้ง เมื่อความจริงที่คู่หมั้นของเขาพูดขึ้นมานั้นกำลังตีแสกหน้าคามินอย่างจัง

สุดท้ายแล้วเรื่องระหว่างเขาและปราณันต์มันก็แค่เกมที่เอาไว้เล่นแก้เบื่อ แต่เรื่องระหว่างเขาและวลัยต่างหากที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ตัวเองต้องการหรอก

.

.

.

“เย็นนี้พวกนายว่างรึป่าววะ สิบ” เสียงทุ้มกรอกผ่านสายโทรศัพท์ไปยังปลายทางซึ่งเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิท ในขณะที่เขากำลังเดินออกจากคฤหาสน์กลางกรุงหลังใหญ่ เพื่อเดินไปยังรถกลางเก่ากลางใหม่ที่จอดอยู่ในโรงรถ

เมื่อคืนคามินกลับมานอนบ้าน เพราะขี้เกียจกระเตงรถเก่าๆ นี่กลับคอนโดซึ่งเป็นที่พักปกติของเขา ด้วยกลัวว่ารถจะดับกลางทาง ซึ่งที่จริงแล้วคามินไม่ค่อยได้กลับบ้านที่พ่อกับแม่อยู่เท่าไหร่ เพราะเบื่อโดนเซ้าซี้เรื่องแต่งงาน โชคดีที่เมื่อคืนเขากลับเข้ามาดึกแล้วเลยไม่เจอใคร และตอนนี้ก็ใกล้เที่ยงแล้ว สงสัยพ่อกับแม่คงออกไปทำธุระข้างนอกแล้วเช่นกัน

(กว่าจะโผล่หัวมาได้นะไอ้ประธาน! ละมาถึงก็ซัดตรงประเด็นเลย ไม่ถามสารทุกข์สุกดิบกันหน่อยหรอวะ)

สิปปกรพูดแซวเพื่อนสนิทอย่างอารมณ์ดี เพราะฟังจากน้ำเสียงไอ้คนเย็นชาแล้ว ท่าทางจะหงุดหงิดใครมา ไม่งั้นคงไม่เรียกรวมพลแบบนี้หรอก

“รับโทรศัพท์ได้แปลว่ายังไม่ตาย จะต้องถามทำไมให้มากความ”

คามินทรุดตัวเข้าไปนั่งในรถคันประจำของนายคามิน เซลล์ขายคอนโด โดยที่ไม่ได้สนใจน้ำเสียงล้อเลียนของสิปปกรเท่าไหร่ เพื่อนเขาคนนี้มันปากเปราะ ขืนสนใจทุกอย่างที่มันพูดมีหวังความดันเขาต้องขึ้นตายแน่ๆ

(ฮ่าๆๆ งี้สิวะ คามินตัวจริง! ว่าแต่เรียกรวมพลมีอะไรรึป่าววะ) เพื่อนสนิทหน้าทะเล้นของคามินขำอย่างอารมณ์ดี ตอนได้ยินคามินตอกกลับเขามาได้เจ็บๆ แสบๆ แบบนั้น

“อยากกินเหล้า ร้านเดิม นายโทรนัดเฮียเมษกับไอ้เตด้วยละกัน แค่นี้นะ”

คามินพูดรวบรัดและกำลังจะรีบวางเพราะต้องออกรถแล้ว แต่เสียงของสิปปกรโวยวายทะลุโทรศัพท์ออกมาเสียก่อน เขาจึงต้องเอามันกลับมาแนบหูอีกครั้ง

(แล้วทำไมไม่นัดเองวะ ฉันจะรู้ได้ไงว่าสองคนนั้นว่างไม่ว่าง)

“ขี้เกียจโทรเอง เอาเป็นว่าสี่ทุ่มเจอกันที่คลับ นายจัดการด้วย” และก่อนที่มือใหญ่จะกดวางสาย สิปปกรก็ตะโกนถามมาอีกครั้ง

(เดี๋ยวก่อนสิโว้ย แล้วนี้นายจะไปไหนเนี่ย วันนี้วันอาทิตย์ปกติกว่านายจะตื่นก็บ่ายไม่ใช่หรอ)

ปากหยักกระตุกยิ้มบางๆ ส่วนมือใหญ่ก็เอื้อมไปสตาร์ทรถ ก่อนจะตอบเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ไปหาปราณันต์ ไปหาหุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของฉันไง หึ!”

สิปปกรอ้าปากค้างใส่โทรศัพท์หลังจากคามินวางสายไปแล้ว เขาไม่อยากจะเชื่อว่าเพื่อนผู้เย็นชาของเขามันจะเอาจริงเอาจังขนาดนี้ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าที่คามินยอมทุ่มเทขนาดนี้เป็นเพราะหุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเพราะเกิดอยากได้เด็กหน้าหวานนั่นขึ้นมาจริงๆ กันแน่

.

.

.

“คุณปราณ ตื่นรึยังครับ?” คามินลองโทรหาปราณันต์ หลังจากขับรถออกมาจากบ้านได้สักพัก

(ตื่นแล้วครับ ฝาแฝดก็ตื่นแล้ว คุณจะมาถึงกี่โมงหรอครับ) เสียงหวานทอดถามเขาอย่างน่าฟัง

“ผมออกมาจากบ้านแล้วครับ อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงน่าจะถึงอพาร์ทเม้นท์คุณ” คามินตอบรับอย่างสบายๆ แต่คนที่รู้สึกไม่สบายน่าจะเป็นปลายสายมากกว่า

(ว่าไงนะครับ? อีกครึ่งชั่วโมงถึง)

คามินแทบจะหลุดขำ ตอนได้ยินเสียงร้อนรนของคนปลายสาย แหงล่ะ เขาบอกไว้ว่าจะพาไปทานกลางวัน แต่ตอนนี้เพิ่งจะสิบโมงเอง ให้ทาย ปราณันต์คงยังไม่พร้อมสักอย่างเป็นแน่

(ไหนคุณบอกว่าจะมารับไปทานกลางวันไงครับ นี่เพิ่งสิบโมงเองนะ ฝาแฝดยังไม่ได้อาบน้ำเลย) ปราณันต์ทำเสียงกระเง้ากระงอดที่คามินมาก่อนเวลา ทำให้ร่างสูงต้องพูดให้คนปลายสายใจเย็นๆ

“ฮ่าๆ ไม่ต้องรีบครับไม่ต้องรีบ ผมมาก่อนเวลาเอง คุณปราณกับแฝดจัดการกันตามสบายเลย ไม่ต้องกังวลนะ”

(คุณก็...ไม่น่ารีบมาเลย ผมเกรงใจ ต้องให้คุณมาคอยอีก) ปราณันต์สารภาพออกมาในที่สุด

“ก็ผมคิดถึงคุณปราณนี่ เลยรีบมา อยากจะเจอคุณจะแย่แล้ว”

เสียงทุ้มตอบกลับมาอย่างออดอ้อน ไม่ต้องเห็นหน้าก็รู้ว่าใบหน้าคมคายตอนนี้ คงกำลังฉายแววเจ้าเล่ห์แน่ๆ ยิ่งสายตาคมยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันคงกำลังวาบวับไม่ต่างกับคำพูดหยอกล้อที่คามินเพิ่งแสดงออกมาแน่นอน

(พูดอะไรก็ไม่รู้ ผมไม่คุยกับคุณแล้ว พาปุณณ์กับปัณณ์ไปอาบน้ำดีกว่า แค่นี้นะครับ)

และเช่นกัน โดยที่ไม่ต้องเห็นหน้าปราณันต์ คามินก็พอจะเดาได้ว่าตอนนี้ปราณันต์จะต้องหน้าแดงแปร๊ดลามไปยันคอแน่ๆ เพราะแค่ฟังเสียงหวานก็ดูเขินอายขนาดนี้ นี่ไม่ต้องนึกถึงท่าทางที่ปราณันต์กำลังแสดงออก เพราะมันทำเอาเขาอยากจะบึ่งรถไปให้ถึงอพาร์ทเม้นท์ปราณันต์ให้เร็วๆ เหลือเกิน

“ฮ่าๆ โอเคครับๆ เดี๋ยวผมจะรีบไปหา เจอกันนะครับ”

ก่อนที่มือใหญ่จะกดวางสายไปอย่างนึกกระหยิ่มในใจ ถ้าการคุยกันกับพรวลัยทำให้เขาอารมณ์เสียอย่างไม่มีเหตุผล การคุยกับปราณันต์ก็ทำให้เขารู้สึกอารมณ์ดีได้โดยไม่มีเหตุผลเช่นกัน

.

.

.

คามินขับรถถึงอพาร์ทเม้นท์ปราณันต์ในไม่กี่นาทีต่อมา ขายาวก้าวลงจากรถไม่รีบร้อน วันนี้คามินแต่งตัวสบายๆ เพราะเขารู้ดีว่าปราณันต์ชอบจับฝาแฝดแต่งตัวเหมือนกัน จะต่างกันแค่ตรงสีเสื้อ ปุณณกันต์จะใส่สีเข้มส่วนปราณันต์กับปัณณธรจะใส่เสื้อผ้าสีอ่อนคล้ายๆ กันๆ จากการจับสังเกตเมื่อวาน ดังนั้นวันนี้คามินจึงแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีเข้ม ซึ่งจะทำให้เขาดูคล้ายกับปุณณกันต์ เวลาเดินด้วยกันก็จะดูเป็นครอบครัวมากๆ และเขาเองก็รู้ดีว่าคนอ่อนไหวง่ายแบบปราณันต์มักจะประทับใจกับอะไรแบบนี้เสมอ


ติ๊งหน่อง~


พอปราณันต์ได้ยินเสียงออดหน้าห้องก็เบิกตากว้าง เด็กๆ ยังอาบน้ำไม่เสร็จเลย ตัวเขาเองก็ด้วย แต่ตอนนี้คามินกลับมาถึงที่หน้าประตูห้องแล้ว ปราณันต์ลุกจากพื้นที่นั่งอย่างอิดออด จะให้ทำยังไงได้ เขายังไม่พร้อมสักอย่าง น้ำยังไม่อาบ ผมยังไม่สระ เพราะมัวแต่วุ่นๆ กับฝาแฝดอยู่

หลังจากที่บานประตูค่อยๆ เปิดออก ใบหน้าหวานใสของปราณันต์ก็ค่อยๆ เยี่ยมออกมาหน้าประตู ก่อนจะพบกับเจ้าของใบหน้าคมคาย ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า 'ดูดีมาก' ดูดีแม้กระทั่งวันที่เป็นวันง่ายๆ สบายๆ อย่างวันอาทิตย์ก็ตาม

คามินมองดูคนตรงข้ามพลางอมยิ้มน้อยๆ หลังจากประตูเปิดแง้มออกมาเต็มบาน ปราณันต์อยู่ในชุดนอนลายการ์ตูนสีฟ้า บนใบหน้าหวานปรากฎแว่นสายตากรอบใสเกาะอยู่ที่ดั้งจมูกโด่งรั้น ปราณันต์ดูน่ารักมากเมื่ออยู่ในชุดสบายๆ แบบนี้ หนำซ้ำบนศีรษะเล็กๆ ของคนตรงข้ามยังมีผมกระจุกเล็กๆ ที่ถูกมัดไว้เป็นน้ำพุน้อยๆ อีกต่างหาก ทำเอาตาคมของคามินหยุดมองเด็กน้อยตรงหน้าไม่ได้จริงๆ

“มองอะไรเล่าคุณ ผมก็อายเป็นเหมือนกันนะที่อยู่ในชุดแบบนี้ ใครบอกให้คุณรีบมาขนาดนี้ล่ะ”

ปากอิ่มบ่นขมุบขมิบอย่างน่ารัก ยิ่งอยู่ด้วยกันมากๆ คามินยิ่งได้รู้ว่า ปราณันต์นิสัยแทบจะไม่ต่างจากปัณณธรเลย นี่ถ้าตัวไล่ๆ กับ เด็กๆ เขาคงคิดว่าปราณันต์ต้องเป็นแฝดคนที่สามแน่ๆ

“น่ารัก คุณปราณน่ารัก”

คามินไม่พูดเปล่า ยังอุตส่าห์ยื่นมือมาลูบแก้มเนียนๆ ของคนตรงหน้าเบาๆ อีก ทำเอาปราณันต์ไปไม่เป็น ทำได้แค่ก้มหน้างุด แถมมือเล็กๆ ยังกำขอบประตูไว้แน่นจนข้อนิ้วเกร็งอีกตะหาก กว่าจะตั้งสติได้ก็ตอนที่ฝาแฝดวิ่งโถมตัวเข้ามาหาพี่ครามของเจ้าหนูน้อยทั้งสองนั่นแหละ

“พี่ครามมมม พี่ครามมาแล้วหรอครับ” ปัณณธรน้อยโผเข้ากอดเอวหนาไว้แน่น ใบหน้าเล็กๆ ของเจ้าตัวน้อยซุกอยู่ที่หน้าท้องของคามิน โดยมีปุณณกันต์อ้อมมาข้างๆ แล้วกอดเอวสอบของคามินอยู่อีกฝั่ง

“มาแล้วครับเด็กๆ” คามินลดตัวนั่งยองๆ ก่อนจะโอบเอาเด็กทั้งสองคนมากอดไว้แนบอก พร้อมกับจูบเบาๆ ลงบนแก้มยุ้ยๆ ของเจ้าหนูน้อยทั้งคู่


จุ๊บ~ จุ๊บ~


ฝาแฝดเองก็ใช่ย่อย ปากอิ่มๆ เล็กๆ ของทั้งคู่ก็ระดมจูบแก้มพี่ครามคืนแบบไม่ยอมกัน


จุ๊บ~

จุ๊บ~



คามินยิ้มแฉ่งจนหน้าบานตอนที่เด็กๆ แสดงออกถึงความรักโดยการหอมแก้มเขา เขาเองก็เกิดมาเป็นลูกคนเดียว ไม่ได้มีพี่น้องอะไรที่ไหน เลยไม่เคยได้รับความรักหรือการดูแลอะไรในแง่แบบนี้ แต่ตั้งแต่คามินได้เจอกับครอบครัวปราณันต์และเด็กฝาแฝดทั้งสองแล้ว ถ้าไม่นับเรื่องเกมที่เขาต้องเล่นกับหัวใจและความรู้สึกของปราณันต์ เรื่องอื่นๆ คามินก็แทบไม่ได้โกหกความรู้สึกของตัวเองเลย โดยเฉพาะความรักและความเอ็นดูที่เขามีให้ฝาแฝด คงไม่ผิดถ้าจะพูดว่าร่างสูงตกหลุมรักเด็กทั้งสองเข้าอย่างจัง

“วันนี้เราจะไปไหนกันหรอครับ” ปุณณกันต์เอ่ยถามขึ้น เจ้าแฝดตัวน้อยคนพี่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มแขนยาวมีลายลูกแมวอยู่มุมเสื้อด้านบน กางเกงสกินนี่เด็กขาวยาวสีดำ ดูแล้วน่ารักไม่น้อย

“ใช่ๆ วันนี้เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันหรอครับพี่คราม” ส่วนปัณณธรน้อยก็ใส่เสื้อลายเดียวกับปุณณกันต์แต่เป็นสีชมพูอ่อน กางเกงสกินนี่เด็กขายาวสีดำเหมือนกัน

และแน่นอนว่าวันนี้คามินใส่เสื้อเสว็ตเตอร์แขนยาวสีน้ำเงิน กางเกงขาเดฟขาดเข่าสีดำ เหมือนปุณณกันต์เป๊ะ!

คามินได้แต่ภาวนาให้ปราณันต์ไม่เห็นว่าวันนี้เขาแต่งตัวเหมือนฝาแฝดคนพี่มากแค่ไหน เพราะถ้าให้เดา ยังไงวันนี้พี่ชายคนโตของฝาแฝดต้องแต่งตัวคล้ายปัณณธรแน่นอนเขามั่นใจ

“วันนี้เราไปทานข้าวในห้างกันดีไหมครับ แล้วจะได้ไปเล่นเครื่องเล่นด้วย” พี่ครามทำเสียงเล็กเสียงน้อยถามฝาแฝด

เด็กๆ ตาโตผึงขึ้นมาทันทีหลังจากได้ยินว่าพี่ครามจะพาไปเที่ยวห้าง แต่ฝาแฝดก็ยังเป็นฝาแฝดวันยังค่ำ เจ้าตัวน้อยไม่กล้าเออออกับคามินในทันที แต่กลับหันไปมองพี่ชายหัวน้ำพุน้อยที่กำลังยืนกอดอกมองสองเด็กซนกับหนึ่งผู้ใหญ่แสบด้วยตากลมโตที่ฉายแววไม่สบายใจอยู่ข้างหลัง

“ได้ไหมอ่ะครับพี่ปราณ” ปัณณธรเป็นคนเริ่มอ้อนก่อน เจ้าตัวน้อยเดินไปเกาะขาพี่ชายตัวเองแน่น แถมยังเงยหน้ามองปราณันต์ด้วยสายตาออดอ้อนอีกตะหาก ตากลมๆ โตๆ ของเจ้าหนูน้อยกำลังวิบวับ ราวกับกำลังร้องขอความเห็นใจ

“พี่ปราณ...” ปุณณกันต์เองก็ใช่ย่อย แฝดคนพี่เดินมาเกาะเอวปราณันต์ไว้หลวมๆ แต่กลับใช้ใบหน้าเล็กๆ ถูไถตรงพุงน้อยๆ ของพี่ชายไม่ห่าง ร่างบางได้แต่มองเด็กน้อยทั้งสองแล้วก็ได้แต่ถอนใจ

ปัณณธรยังไม่เท่าไหร่ แต่ปุณณกันต์นี่สิ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดที่สุด จากเด็กที่เก็บอาการเก่งในอดีต แต่มาวันนี้เมื่อมีพี่ครามคอยให้ท้าย เจ้าหนูคนพี่ก็กล้าแสดงความต้องการมากขึ้น

ถึงแม้ท่าทางออดอ้อนของเจ้าตัวน้อยทั้งสองจะน่ารักมากแค่ไหนในสายตาคนเป็นพี่ แต่ปราณันต์ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ใจอ่อนเด็ดขาด เขาและเด็กๆ รบกวนคามินมากเกินไปแล้วถ้าขืนวันนี้เขายังยอมให้คามินพาน้องๆ ไปเล่นของเล่นในห้างอีก มีหวังฝาแฝดของเขาได้เคยตัวจนต้องร้องให้อีกฝ่ายพาไปบ่อยๆ แน่

“ไม่ได้ครับ” ปราณันต์ปฏิเสธเสียงเย็น เล่นเอาหน้าถอดสีกันทั้งเด็กเล็กเด็กโต “ผมยอมให้คุณพาพวกเราไปทานข้าวกลางวันได้ แต่ผมไม่อนุญาตให้คุณพาเด็กๆ ไปเล่นของเล่น แค่นี้ก็เกรงใจคุณจะแย่แล้ว ถ้ายังรบกวนคุณอีก ผมจะมีหน้าเจอคุณอีกได้ยังไง”

คำประกาศิตของพี่ชายคนโต ทำเอาฝาแฝดทั้งสองหน้าจ๋อย คามินทอดสายตามองเด็กๆ อย่างสงสาร เจ้าตัวน้อยไม่ปริปากงอแงสักแอะหลังจากที่ได้ยินปราณันต์บอกออกมาแบบนั้น ในทางตรงกันข้าม เด็กๆ กลับพยักหน้ารับคำพูดของพี่ชายอย่างไม่โต้แย้งอะไรใดๆ เลย

“ก็ได้ครับ”

และยิ่งพอคามินเห็นแบบนั้น เขาเลยคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เขาไม่ชอบเห็นเด็กๆ เศร้าหงอยแบบนี้เลยจริงๆ

“คุณปราณครับ จำได้รึป่าวที่ผมบอกว่าผมจะจีบคุณ” จบคำของคามินปราณันต์ก็หน้าแดงแปร๊ดขึ้นมาทันที โหมดจริงจังเมื่อกี้แทบจะหายไปในพริบตา

“ค..คุณ ก็จะ..จะมาพูดอะไรเอาตอนนี้เล่า” ปราณันต์เกิดพูดจาตะกุกตะกักขึ้นมา ท่าทางขึงขังเมื่อกี้เหมือนแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย

“ผมแค่อยากจะบอก” คามินลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงก่อนที่จะเดินไปหยุดตรงหน้าปราณันต์ ที่ตอนนี้สูงแทบจะไม่พ้นปลายคางของเขาด้วยซ้ำ “การจีบคุณปราณของผม หมายถึงการที่ผมอยากจะเอาชนะใจคุณปราณ ด้วยการทำให้คุณปราณมีความสุข แล้วความสุขของคุณปราณก็คือฝาแฝดตัวน้อยนี่ ถ้าปุณณ์กับปัณณ์มีความสุข คุณปราณก็จะมีความสุขถูกไหมครับ”

ปราณันต์ก้มหน้างุดตอนที่คามินเดินเข้าไปใกล้ๆ จนได้กลิ่นกายหอมเย็นๆ จากคนตรงข้าม ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบไม่เต็มเสียง

“ครับ ความสุขของฝาแฝดคือความสุขของผม”

“ถ้าอย่างนั้นผมขอให้คุณปราณไม่ปิดโอกาสผมได้ไหมครับ” ปราณันต์ช้อนตากลมๆ ขึ้นมองคนตรงข้ามหลังจากได้ยินคามินพูดจบ “ผมอยากทำให้คุณปราณมีความสุขโดยการทำให้ฝาแฝดมีความสุข คุณยอมให้ผมทำเพื่อคุณแล้วก็น้องๆ หน่อยไม่ได้หรอครับ”

ตาเรียวคมสบไปยังดวงตากลมโตอย่างออดอ้อนในที คามินใช้ดวงตาสื่อแทนความในใจทั้งหมดไปให้ยังปราณันต์ที่อยู่ตรงข้าม

“ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องหนักหนาอะไรเลยนะครับ แล้วผมก็ไม่อยากให้คุณคิดว่าผมดูถูกครอบครัวคุณด้วย สิ่งที่ผมให้คุณมันไม่ได้เป็นเรื่องของเงินทอง ผมแค่อยากทำให้คุณมีความสุข อะไรก็ได้ที่เป็นความสุข ผมยินดีทำให้คุณกับน้องทุกอย่าง เหตุผลของผมมีง่ายๆ แค่นี้เอง”

ปราณันต์มองคามินด้วยสายตาประทับใจจนปิดไม่มิด คนที่ผ่านโลกมานักต่อนักแบบคามิน รู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะมีผลต่อหัวใจดวงน้อยๆ ของปราณันต์ทั้งสิ้น

“แต่ผม...เกรงใจ แล้วอีกอย่าง ผมก็ไม่อยากให้ปุณณ์กับปัณณ์เคยตัวด้วย” ปราณันต์บอกเหตุผลของตัวเองที่ตอนนี้ดูไม่หนักแน่นเอาเสียเลย เมื่อถูกจู่โจมด้วยคำพูดหวานๆ จากอีกฝ่าย

“บอกแล้วไงครับว่าอย่าเกรงใจเลย ผมทำผมก็หวังผล” คามินกล่าวยิ้มๆ หลังจากเห็นคิ้วน้อยๆ ของปราณันต์ขมวดมุ่นหลังจากได้ยินเขาพูดจบ “ผมจีบคุณปราณ อยู่นี่นา จริงไหมครับ? ... แล้วอีกอย่าง ผมว่าคุณปราณอย่ากลัวฝาแฝดจะเคยตัวเลย น้องคุณเป็นเด็กดีและเชื่อฟังคุณเสมอ เด็กๆ ไม่มีทางดื้อแล้วก็ร้องจะเอานั่นเอานี่หรอกครับ”

สายตากลมหันไปมองยังน้องชายฝาแฝดทั้งสองที่ตอนนี้ไปนั่งสงบเสงี่ยมเล่นกันเงียบๆ อยู่หน้าทีวี ปราณันต์ทอดสายตามองไปยังเด็กน้อยทั้งสองด้วยสายตาทั้งรักทั้งสงสาร ก่อนจะหันมามองคามินที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง เพื่อขอความเห็น ซึ่งคามินเองก็พยักหน้าให้ เป็นการเน้นย้ำให้ปราณันต์เชื่อในสิ่งที่เขาได้พูดไป

สุดท้ายปราณันต์ก็ก้าวเดินไปหาน้องทั้งสอง ก่อนจะทรุดลงนั่งตรงหน้าฝาแฝด

“ปุณณ์ครับ ปัณณ์ครับ อยากไปเล่นของเล่นที่ห้างรึป่าวครับ”

ปราณันต์ลองถามเด็กแฝดดู ทั้งที่เขาก็พอจะรู้ว่าคำตอบของเด็กทั้งคู่มันจะออกมาเป็นในทิศทางไหน

“ปัณณ์อยากไปครับ” ปราณันต์อมยิ้มน้อยๆ ตอนได้ยินน้องชายคนเล็กตอบออกมาแบบนั้น ตากลมแอบมองเห็นมือเล็กๆ ของปุณณกันต์กระตุกแขนเสื้อของปัณณธรให้จ้าละหวั่น คงจะอยากแอบเบรกฝาแฝดตัวเองว่าไม่ให้แสดงออกว่าอยากไปเล่นของเล่นมากเกินไป

แต่ปัณณธรก็คงเป็นปัณณธรที่ตรงไปตรงมา ซึ่งพอเจ้าตัวน้อยนึกขึ้นได้ว่าลืมถามความเห็นพี่ชายฝาแฝด มือเล็กๆ ก็รีบตะปบลงบนปากอิ่มของตัวเองเบาๆ ตากลมๆ ก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อคิดถึงความผิดพลาดของตัวเอง

และด้วยความฉลาดเกินวัยของเจ้าหนูอายุสี่ขวบ ปัณณธรก็ละมือออกจากปาก ก่อนจะโบกมือปฏิเสธให้พี่ชายคนโตให้วุ่นวายไปหมด

“มะ...ไม่ใช่ๆ ไม่ใช่นะพี่ปราณ ปัณณ์ต้องขอถามปุณณ์ก่อน ว่าพี่ปุณณ์ก่อนว่าอยากไปไหม”

ผู้ใหญ่สองคนถึงกับหลุดขำออกมาทันทีตอนได้เห็นท่าทางแบบนั้นของเจ้าตัวยุ่งคนน้อง ปราณันต์เองก็ต้องกลั้นยิ้มแทบแย่ ก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างต้องการลองใจปัณณธรอีกรอบ

“ตกลงยังไงนะครับปัณณ์”

“พี่ปราณเคยสอนว่าถ้าอยากทำอะไร อยากทานอะไร หรืออยากเล่นอะไรต้องถามพี่ปุณณ์ด้วย ฝาแฝดต้องดูแลกัน เป็นห่วงกันครับ”

“แล้วปัณณ์ถามพี่ปุณณ์รึยังครับ?” พอพี่ชายถามจบ ปัณณธรน้อยก็หันไปถามปุณณกันต์ทันที

“พี่ปุณณ์ๆ พี่ปุณณ์อยากไปเล่นของเล่นในห้างรึป่าว” มือเล็กๆ ของปัณณธรเขย่าไปที่แขนน้อยๆ ของแฝดคนพี่ พลางยิ้มถามอย่างออดอ้อน คิดดูเอาเถอะว่าเจ้าตัวแสบอยากเล่นขนาดไหน ถึงกับลงทุนทำท่าเว้าวอนพี่ชายฝาแฝดตัวเองขนาดนั้น

ปุณณกันต์เหลือบมองมาที่ปราณันต์นิดๆ เพื่อให้คนพี่ช่วยตัดสินใจ พอปราณันต์เห็นตากลมของแฝดพี่มีความลังเล เขาจึงช่วยกระตุ้นให้เด็กน้อยได้ตัดสินใจเอง

“หนูอยากเล่นรึป่าวครับปุณณ์ บอกพี่ปราณได้เลยตรงๆ ว่าไงครับ”

“อยากครับ ปุณณ์อยากเล่น อยากไปเล่นกับปัณณ์” ในที่สุดปุณณกันต์ก็ยอมพูดความต้องการตัวเอง ปราณันต์ยิ้มอย่างภูมิใจ ส่วนปัณณธรนั้นตอนนี้กระโดดโลดเต้นไปรอบห้องแล้ว และก่อนที่จะอนุญาตให้เด็กๆ ได้ไปเล่นของเล่นอย่างเป็นทางการ พี่ชายคนโตจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับน้องๆ ก่อน เพื่อไม่ให้เด็กๆ เคยตัว

“ปัณณ์ ลงมานั่งดีๆ ก่อนครับ เราต้องคุยและตกลงกันก่อน โอเคไหม”

ตอนนี้ปุณณกันต์กับปัณณธรลงมานั่งขัดสมาธิสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าปราณันต์ เจ้าตัวน้อยที่มีใบหน้าเหมือนกันทุกกระเบียดกำลังใช้ตาแป๋วๆ สองคู่ จ้องมาที่เขานิ่งเพื่อแสดงออกถึงความตั้งใจฟัง

“เด็กๆ รู้ใช่ไหมครับว่าพี่ครามจะพาไปเล่นของเล่น” ปราณันต์เอ่ยปากเริ่มพูด โดยมีเด็กๆ พยักหน้าและขานรับอย่างเข้าใจ

“ครับ รู้ครับ”

“ครั้งนี้พี่ปราณอนุญาตให้ไป แต่ฝาแฝดต้องไม่เคยตัว ไม่ร้องขอให้พี่ครามพาไปบ่อยๆ เราจะไปเฉพาะวันที่พี่ครามว่าง และสะดวกพาไปเท่านั้นโอเคไหมครับ”

ปุณณกันต์กับปัณณธรพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน ก่อนที่จะตกปากรับคำอย่างดี

“ตกลงครับ ปุณณ์กับปัณณ์จะไม่ดื้อ ไม่งอแง ไม่ทำให้พี่ปราณกับพี่ครามเหนื่อยใจครับ”

ปุณณกันต์พูดจาตกลงเป็นมั่นเป็นเหมาะ ก่อนที่จะยื่นนิ้วก้อยเล็กๆ ป้อมๆ ออกมาเพื่อเป็นการให้สัญญาตามประสาเด็กน้อย โดยที่พอปัณณธรน้อยเห็นแบบนั้นก็เลยรีบทำตามบ้าง

ปราณันต์ยิ้มออกมาจนตาหยี ฝาแฝดของเขาช่างเป็นเด็กน่ารักแล้วก็พูดง่ายมาก พี่ชายคนโตจึงยื่นนิ้วก้อยเรียวออกไปเพื่อเกี่ยวสัญญากับเจ้าตัวน้อยทั้งสอง โดยมีคนตัวโตรูปร่างสูงใหญ่อีกคนในห้องมองดูภาพพี่น้องสามคนตรงหน้าด้วยสายตาอบอุ่นและอ่อนโยน… สายตาที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่ากำลังแสดงออกมาได้ยังไง

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


หลังจากที่ปราณันต์แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย คามินก็แอบอมยิ้มอยู่ในใจเบาๆ เพราะปราณันต์แต่งตัวแบบที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด ปราณันต์ใส่เสื้อสีชมพูแขนยาว กางเกงยีนส์ขายาวสีดำแบบปัณณธรแทบจะไม่ต่าง ตอนนี้ปราณันต์ยังไม่รู้ตัวแต่ถ้าหากได้เดินพร้อมกันสี่คนแล้ว ในสายตาคนทั่วไปที่มอง ต้องคิดว่าพวกเขาแต่งตัวกันแบบครอบครัวมาแน่ๆ

“เย่ๆ พี่ปราณแต่งตัวเสร็จแล้ว เราไปเที่ยวกันๆ” เจ้าหนูตัวน้อยกระโดดโลดเต้นอย่างยินดี เมื่อเห็นปราณันต์เดินออกมาจากห้องส่วนตัว บนบ่าเล็กๆ ของพี่ชายคนโตมีกระเป๋าเป้ใบเก่งสะพายอยู่ ส่วนในมือของปราณันต์ มีกระเป๋าเป้ใบเล็กๆ อีกสองใบซึ่งคามินคาดว่าน่าจะเป็นของเด็กๆ ที่ปราณันต์ถือติดออกมาด้วย

“ปุณณ์ครับ ปัณณ์ครับ มาเอากระเป๋าไปสะพายครับ” เจ้าตัวเล็กวิ่งตื๋อออกไปหาพี่ชายทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก เด็กน้อยทั้งสองหันหลังให้ปราณันต์อย่างรู้งาน ก่อนที่คนเป็นพี่จะจับกระเป๋าเป้แต่ละใบสะพายใส่ไหล่น้องชายทั้งคู่ไว้

และเมื่อเห็นคามินมองมาอย่างสงสัย ปากอิ่มจึงคลี่ยิ้มก่อนเอ่ยตอบ

“ในนี้มีกระดาษที่เขียนที่อยู่กับเบอร์โทรศัพท์ของผมใส่ไว้ครับ เผื่อเจ้าตัวดื้อวิ่งซนแล้วหลงหายไป” คามินจึงพยักหน้ารับอย่างเพิ่งเข้าใจช้าๆ พลางคิดในใจว่า ปราณันต์รอบคอบมาก เพราะถึงแม้ต่อให้ฝาแฝดหายไปก็น่าจะตามหากลับมาไม่ยาก

“งั้นเราพร้อมจะไปกันแล้วใช่ไหมครับ” คามินถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส โดยมีเด็กๆ ยิ้มรับและหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ

“พร้อมแล้วครับพี่คราม พี่ปุณณ์กับปัณณ์พร้อมแล้ว”

เจ้าตัวน้อยรับคำหลังจากที่ปราณันต์เพิ่งจะสวมหมวกแก๊ปที่มีรูปหูแมวให้ฝาแฝดทั้งสองเสร็จ คามินมองสามคนพี่น้องด้วยสายตาอ่านลำบาก แต่พอปราณันต์หันมามองร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลัง รอยยิ้มจอมปลอมอันแสนอบอุ่น ก็ถูกยกขึ้นมาแต่งแต้มริมฝีปากหยักทันที

ปราณันต์เองก็ยิ้มตอบให้คนตรงข้าม ในขณะที่หัวใจดวงเล็กๆ มีความสุขมากเหลือเกิน หัวใจที่ด้านชาของคามิน ที่แม้พยายามจะปฏิเสธแค่ไหน เขาก็อดยอมรับกับตัวเองไม่ได้อยู่ดี ว่าการที่เขาได้อยู่ใกล้สามคนพี่น้องนี้นั้นดูเหมือนจะละลายหัวใจที่เย็นชาของเขาให้อบอุ่นขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

.

.

.

คามินพาสามคนพี่น้องขับรถออกมาจากอพาร์ทเม้นท์แล้วตรงไปยังห้างที่อยู่ไม่ไกลนัก ตลอดการเดินทางเสียงเจื้อยแจ้วจากเจ้าตัวน้อยทั้งสองดังไม่หยุดหย่อน ปัณณธรร้องเพลงให้ปุณณกันต์ฟังบ้าง ปุณณกันต์สอนให้ปัณณธรใช้คำสุภาพเวลาพูดกับผู้ใหญ่บ้าง จนพี่ชายทั้งสองที่นั่งฟัง อดขำกับคำพูดคำจาของเจ้าตัวแสบทั้งสองไม่ได้

“ปัณณ์ ถ้าจะพูดกับผู้ใหญ่เราจะใช้คำว่าส้วมไม่ได้นะ เราต้องใช้คำว่าห้องน้ำรู้รึป่าว”

“แล้วทำไมใช้คำว่าส้วมไม่ได้ล่ะพี่ปุณณ์ พูดง่ายกว่าคำว่าห้องน้ำตั้งเยอะ”

“ก็คำว่าส้วมมันไม่สุภาพไง ส้วมเอาไว้พูดกับเด็ก”

ปราณันต์อมยิ้มพลางชำเลืองหางตามองเจ้าตัวแสบคนน้องว่าจะตอบกลับคนพี่ว่ายังไง เมื่อตอนนี้ได้ยินเจ้าตัวยุ่งทั้งสองกำลังเถียงกันอย่างเอาจริงเอาจังเรื่องส้วมกับห้องน้ำอยู่

“ขี้โกงนี่นา ทีกับเด็กพูดได้ ทำไมผู้ใหญ่ต้องให้พูดยาวๆ ด้วย” ปากอิ่มของแฝดคนน้องยื่นออกจนแทบจะติดจมูก เป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจที่ตัวเองมี

“ยาวกว่าแค่คำเดียวเอง” คนพี่ก็เถียงกลับแบบไม่ยอมแพ้ อย่างที่เคยบอกไป ปกติปุณณกันต์มักจะยอมให้ปัณณธรในทุกๆ เรื่อง เว้นก็แต่ตอนที่เจ้าแฝดคนน้องทำผิด หรือทำตัวดื้อใส่

“ไม่อยากพูดกับพี่ปุณณ์แล้ว” เจ้าแฝดคนน้องดันตัดบทเอาซะดื้อๆ น่าจะเพราะเถียงไม่ได้แล้ว ทำเอาผู้ใหญ่ด้านหน้าทั้งสองแอบมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม เพราะคำพูดและท่าทางน่ารักๆ ของเจ้าตัวยุ่งทั้งคู่

“ปัณณ์น่ะดื้อ!” และด้วยคำพูดของปุณณกันต์ ทำเอาปราณันต์หลุดขำออกมาก๊ากใหญ่ คามินเองเหมือนกัน ไอ้ที่กลั้นยิ้มไว้ตั้งนานสองนานก็พังไม่เป็นท่า

“ฮ่าๆๆๆ /ฮ่าๆๆๆ”

“พี่ปราณกับพี่ครามขำอะไรเล่า” ผู้ใหญ่ทั้งสองต้องรีบหยุดหัวเราะ แล้วทำท่าทางให้เป็นปกติโดยทันที เพราะตอนนี้ดูเหมือนจะมีคนงอนเขาทั้งสองแล้วหนึ่งคนถ้วน

และเมื่อเหตุการณ์กลับมาเป็นปกติ ดูเหมือนว่าเสียงเจื้อยแจ้วด้านหลังจะเงียบไปอย่างผิดสังเกต น่าจะเป็นเพราะว่าแฝดพี่กับแฝดน้องกำลังงอนกันอยู่ เรื่องห้องน้ำกับส้วมนั่นแหละ สุดท้ายเพื่อกอบกู้สถานการณ์อันตรายให้ดีขึ้น พี่ชายอย่างปราณันต์จึงต้องลงไปไกล่เกลี่ยให้ เพราะเขารู้นิสัยเด็กทั้งสองดีกว่าใคร ดังนั้นปราณันต์จึงลองหยั่งเชิงถามปัณณธรอีกครั้ง

“ปัณณ์ครับ ถ้าเกิดเข้าไปในห้างแล้วปวดฉี่ ปัณณ์ต้องทำยังไงครับ”

“ปัณณ์จะบอกพี่ปราณครับ ว่าปัณณ์อยากเข้า...” เจ้าแฝดคนน้องเงียบไปก่อนเหลือบตามองแฝดคนพี่ช้าๆ เมื่อเห็นว่าปุณณกันต์ยังไม่พูดอะไร เจ้าหนูน้อยเลยแกล้งตอบเสียงดังๆ ฟังชัดๆ “ว่าปัณณ์อยากเข้าห้องน้ำครับ”

ปราณันต์ยิ้มออกมาอย่างพอใจ อย่างที่บอกแม้ว่าเจ้าเด็กแฝดจะเป็นตัวแสบของใครต่อใครโดยเฉพาะคนน้อง แต่ในที่สุดแล้วปัณณธรก็จะเชื่อฟังปราณันต์และปุณณกันต์อย่างที่สุด ซึ่งไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่แสดงความพอใจ เพราะปราณันต์แอบชำเลืองมองไปที่ปุณณกันต์ ก็เห็นว่าเจ้าแฝดคนพี่ก็แอบอมยิ้มอยู่เหมือนกัน คงพอใจสินะที่น้องชายเชื่อฟังตัวเอง

“ปัณณ์พูดถูกไหมอ่ะพี่ปุณณ์”

“อื้อ พูดถูกแล้ว ปัณณ์พูดถูกแล้ว” ปัณณธรทำทีเป็นชวนปุณณกันต์คุย จนในที่สุดทั้งสองก็กลับมาคุยและหัวเราะเล่นกันเหมือนเดิม ราวกับว่าก่อนหน้านี้ทั้งคู่ไม่ได้เถียงอะไรกัน ทำเอาคามินและปราณันต์อมยิ้มพร้อมกับส่ายศีรษะอย่างปลงๆ

.

.

.

ในที่สุดรถของคามินก็เข้ามาจอดอยู่ที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่ไม่ไกลจากอพาร์ทเม้นท์ของปราณันต์เท่าไหร่นัก และทันทีที่ลงจากรถได้ คามินก็เกี่ยวเอาตัวปัณณธรขึ้นมาอุ้ม ส่วนปุณณกันต์เองก็รู้หน้าที่ตัวเองดี โดยที่เจ้าหนูน้อยก็เดินเขาไปหาพี่ชายคนโตพร้อมกับเอามือเล็กๆ ของตัวเองสอดประสานเข้ากับมือเรียวของปราณันต์ทันที

“โอ๊ะ!” แล้วในขณะที่กำลังจะเดินเข้าตัวห้างนั้น จู่ๆ ปัณณธรน้อยก็ร้องขึ้นอย่างประหลาดใจ ทำเอาพี่ชายของครอบครัวทั้งสองคนต้องหยุดเดิน แล้วหันมามองคามินที่กำลังเดินรั้งท้ายพร้อมกับอุ้มปัณณธรอยู่

“มีอะไรหรอครับปัณณ์” และในที่สุดก็เป็นปราณันต์ที่ถามขึ้น

“ปัณณ์เพิ่งเห็น พี่ครามใส่เสื้อสีเดียวกับพี่ปุณณ์เลย พี่ปราณก็ใส่สีเดียวกับปัณณ์ด้วย” พอได้ยินเจ้าตัวน้อยพูดแบบนั้น ปราณันต์ก็หันมาสำรวจมองตัวเองที ปุณณกันต์ที ปัณณธรที คามินอีกที ก่อนจะพบว่าการแต่งตัวของพวกเขาทั้งสี่คน เหมือนกับที่ปัณณธรบอกไว้ไม่มีผิด

และก่อนที่ปราณันต์จะเอ่ยห้ามความคิดของทุกคน ดันกลับกลายเป็นว่าปุณณกันต์พูดโพล่งออกมาก่อนด้วยน้ำเสียงมีความสุข

“เราสี่คนเหมือนพ่อลูกกันเลยครับ” และด้วยประโยคที่แฝดคนพี่พูดก็ทำเอา ปราณันต์ก็หน้าแดงขึ้นทันตา ดูเหมือนว่าปราณันต์จะเขินมาก คามินมองปราณันต์ยิ้มๆ แบบเอ็นดู ในขณะที่ปุณณกันต์และปัณณธรกำลังหัวเราะชอบใจกับความคล้ายกันของเสื้อผ้าไม่ยอมหยุด

แต่ปราณันต์เองก็ไม่อยากให้น้องๆ ทึกทักเอาไปเองแบบนี้ จึงพยายามจะพูดปรามอีกครั้งแต่ปัณณธรดันพูดแทรกขึ้นมาอีกรอบ

“เหมือนพ่อแม่ของเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเราเลยเนาะพี่ปุณณ์ ที่ใส่ชุดเหมือนๆ กันแบบนี้อ่ะ”

“ใช่ๆ เหมือนเลย ปุณณ์ชอบ เหมือนเราสี่คนเป็นพ่อลูกกัน มาเที่ยวด้วยกัน”

หลังจากได้ยินน้องทั้งสองพูดแบบนั้น ปราณันต์ก็กลืนคำพูดทุกอย่างลงคอไปทั้งหมด ก่อนที่ตากลมจะเหลือบมองคามินอย่างขอโทษ ที่ปล่อยให้เด็กๆ ทึกทักโมเมเอาเองแบบนั้นซึ่งคามินเองก็ส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับยิ้มให้ปราณันต์ และขยับปากบอกปราณันต์แบบไม่มีเสียงว่า


‘ปล่อยเด็กๆ ไปเถอะครับ ผมโอเค’


จะไม่โอเคได้ยังไงล่ะ ในเมื่อคามินตั้งใจให้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งปราณันต์เองก็ยิ้มตอบคามินแบบขอบคุณโดยที่ไม่รู้อะไรเลย

.

.

.

ทั้งสี่คนเดินเข้าไปในร้านอาหารขนาดกลาง ปุณณกันต์กับปัณณธรดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะนานๆ ครั้งเด็กน้อยทั้งสองจะมีโอกาสมานั่งทานอาหารในร้านแบบนี้สักครั้ง เจ้าหนูทั้งสองมองไปทางนู้นทีทางนี้ที จนปราณันต์ต้องคอยปรามให้ทั้งคู่อยู่นิ่งๆ ก่อนที่จะตกเก้าอี้ไปเสียก่อน

“ปุณณ์ครับ ปัณณ์ครับ นั่งดีๆ สิครับ เดี๋ยวตกเก้าอี้นะ”

เจ้าตัวน้อยทั้งสองหันมาหัวเราะแหะๆ ให้พี่ชาย ก่อนจะหันมานั่งดีๆ สงบเสงี่ยมเรียบร้อยตามคำที่พี่ชายบอกแต่โดยดี

“ปุณณ์ปัณณ์อยากกินอะไรดีครับ เอาพิซซ่าไหม”

และก็เป็นอีกครั้งที่ฝาแฝดทั้งสองแสดงมารยาทที่ใครเห็นก็ต้องชมเชย

“พี่ปราณอยากกินอะไรครับ ปุณณ์กับปัณณ์กินเหมือนพี่ปราณก็ได้” ปุณณกันต์พูดขึ้นมา ทำเอาพี่ชายคนโตยิ้มไม่หยุด ตอนที่ได้ยินน้องชายถามมาแบบนั้น

“วันนี้พี่ปราณอนุญาตให้ฝาแฝดเลือกได้ หนูอยากกินอะไร ก็บอกพี่ครามเลยครับ” ปราณันต์พูดตอบน้องชายอย่างใจดี ก่อนจะเน้นย้ำว่า “แต่สั่งมาแล้วต้องกินให้หมดนะ สั่งทีละน้อย ถ้าไม่อิ่มค่อยสั่งใหม่ โอเคไหมครับ”

เจ้าตัวน้อยทั้งสองพยักหน้าอย่างแข็งขัน ก่อนจะยิ้มร่า พากันเปิดเมนูชี้ชวนดูนั่นดูนี่ก่อนจะตอบพี่ครามเสียงใสว่าตัวเองอยากทานอะไรกันบ้าง

“ปุณณ์อยากกินไก่ทอดครับ”

“ส่วนปัณณ์เอา...” เจ้าฝาแฝดคนน้อง ใช้นิ้วเล็กๆ เคาะริมฝีปากอิ่มของตัวเอง พลางทำท่าหนักอกหนักใจเหลือเกินขณะที่กำลังเลือกของกิน ทำเอาบรรดาผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ด้วยบนโต๊ะอมยิ้มหลังจากได้เห็นท่าทางน่ารักแบบนั้นของเจ้าหนูน้อย “เอาอะไรดีน้าา” ปากอิ่มเล็กๆ ยังคงขมุบขมิบไม่เลิก เพราะยังตัดสินใจเลือกไม่ได้ว่าจะกินอะไรดี

ปราณันต์ที่พอได้เห็นท่าทางกลัดกลุ้มในการเลือกของกินแบบนั้นของแฝดคนน้องก็อดแซวไม่ได้

“จะหนักอกหนักใจอะไรขนาดนั้นครับปัณณ์ หนูแค่เลือกของกินเองนะ” พอได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้น ปัณณธรก็หันมายิ้มตาหยี พลางเกาแก้มแก้เขินไปด้วย

“ก็ปัณณ์อยากกินพิซซ่าด้วย ไก่ทอดด้วย เลยเลือกไม่ถูกว่าจะเอาอะไรดี” เจ้าตัวน้อยอ้อมแอ้มสารภาพ เขาอยากกินทั้งสองอย่างเลย แต่ถ้าสั่งมาแล้วกินไม่หมด ต้องโดนพี่ปราณดุแน่ๆ

“ปัณณ์สั่งพิซซ่ามาสิ เดี๋ยวไก่ทอดกินกับพี่ก็ได้” แล้วในที่สุดก็มีฮีโร่ตัวน้อยมาช่วยแก้ไขความทุกข์ใจของปัณณธร ฝาแฝดคนน้องยิ้มร่า ที่จะได้กินทั้งสองอย่างจริงๆ

“ขอบคุณนะพี่ปุณณ์ งั้นเรามากินด้วยกันดีไหม ปัณณ์จะแบ่งพิซซ่าให้พี่ปุณณ์ด้วย”

“อื้อ” ฝาแฝดคนพี่ยิ้มพลางพยักหน้ารับ ส่วนคนที่ยิ้มหน้าบานกว่าปุณณกันต์ก็เห็นจะเป็นพี่ชายคนโต เขามองภาพน้องชายฝาแฝดทั้งสองตรงหน้าอย่างอิ่มใจและภูมิใจ หลังจากได้เห็นทั้งสองดูแลและเป็นห่วงกันและกันเขาก็เบาใจ เพราะอย่างน้อยในอนาคตข้างหน้า ถ้าเจ้าตัวน้อยทั้งสองโตขึ้นจะได้เป็นที่พึ่งของกันและกันได้

คามินเองก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ครอบครัวของปราณันต์ช่างเป็นครอบครัวที่น่ารักและสมบูรณ์แบบมากๆ ในการอยู่ด้วยกัน ปราณันต์อาจจะไม่ได้ร่ำรวยเงินทองมากมาย แต่เขามั่นใจมากว่าสิ่งที่ปราณันต์มีและมีมากกว่าคนอื่นๆ อย่างน้อยก็เขาคนนึงนี่แหละ คือความสุข ถ้าเขามีพี่น้องและครอบครัวที่ดูแลกันเอาใจใส่กันมากขนาดนี้ บางทีเงินทองมากมายก็อาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตก็ได้

พอไถ่ถามเจ้าตัวเล็กเรียบร้อยแล้ว คามินเลยหันไปถามพี่ชายคนโตที่ตอนนี้นั่งมองน้องชายด้วยสายตาภูมิใจบ้าง เพราะตอนนี้ปราณันต์มัวแต่อิ่มอกอิ่มใจกับความน่าเอ็นดูของฝาแฝดทั้งสองจนลืมสั่งอาหารแล้ว

“คุณปราณครับ” ปราณันต์ทำหน้าตาเหรอหราหันไปตามเสียงที่คามินเรียก พอได้เห็นหน้างงๆ ของปราณันต์แบบนั้น คามินก็อดขำไม่ได้ “ฮ่าๆ ผมจะถามคุณปราณว่า แล้วคุณปราณจะกินอะไรดีครับ”

“อ๋อ” ปราณันต์เกาคอตัวเองเก้อๆ ตอนที่ได้รู้ว่าตัวเองทำท่าทางเปิ่นๆ ออกไป “ผมขอสปาเก็ตตี้ครีมซอสแล้วกันครับ”

“ทำไมกินน้อยจังครับ แค่นี้คุณปราณจะอิ่มหรอ”

“อิ่มครับ ปกติผมก็กินไม่ค่อยเยอะอยู่แล้ว” ปราณันต์ตอบยิ้มๆ คามินเองก็มองสำรวจปราณันต์อย่างจงใจ เล่นเอาเจ้าตัวทำหน้างงเลยทีเดียว

“มีอะไรหรอครับ ทำไมคุณครามมองผมขนาดนั้น”

“ผมว่าคุณผอมเกินไปแล้ว ไม่ได้การละ ต่อไปนี้ผมจะขุนให้คุณปราณอ้วนๆ เลย จะได้มีแรงอุ้มฝาแฝด” ก่อนที่คามินจะหันไปขอความเห็นเด็กๆ “ปุณณ์กับปัณณ์ว่าดีไหมครับ”

“ดีครับดี” ปัณณธรชิงตอบเสียงใสก่อนจะพูดต่ออย่างมีน้ำใจ “เดี๋ยวปัณณ์จะแบ่งพิซซ่าให้พี่ปราณกินนะ พี่ปราณจะได้โตไวๆ”

“ใช่ๆ ปุณณ์ก็จะแบ่งไก่ทอดให้พี่ปราณด้วย กินด้วยกันๆ”

คนเป็นพี่ได้ยินแล้วถึงกับหลุดขำ เจ้าตัวน้อยของเขาช่างน่ารักน่าชังและมีน้ำใจ ปราณันต์ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะกล่าวขอบคุณเด็กแฝดอย่างเอ็นดู

“ขอบคุณมากนะครับ แบบนี้พี่ปราณต้องโตไวแน่ๆ” ปราณันต์ทำท่าและพูดจาขึงขังประกอบ ซึ่งขัดกับหน้าตาและรูปร่างของตัวเองเหลือเกิน

“แต่ถึงพี่ปราณไม่โตก็ไม่เป็นไรหรอก พี่ครามโตคนเดียวก็พอ พี่ครามจะได้เป็นคนดูแลทุกคนไง เด็กๆ ว่าดีไหมครับ” คามินหยอดคำหวานอีกรอบ สายตาคมจ้องไปที่ปราณันต์อย่างสื่อความหมาย ทำเอาคนตรงข้ามก้มหน้าหนีแทบไม่ทัน

“รีบสั่งสิครับ เดี๋ยวจะรอนาน” ปราณันต์ทำเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง ซึ่งเรียกรอยยิ้มจากปากหยักได้ไม่น้อย

“คร้าบ คร้าบ” คามินรับคำ ก่อนจะเรียกพนักงานเสิร์ฟมาสั่งออเดอร์ตามความต้องการ

.

.

.

หลังจากอาหารมาเสิร์ฟ สี่หนุ่มก็จัดการอาหารบนโต๊ะกันอย่างแข็งขัน ฝาแฝดตัวน้อยทั้งสอง ตอนนี้ถือพิซซ่าไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็ถือน่องไก่ทอด ต่างคนต่างกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนปราณันต์นั้นก็ตักสปาเก็ตตี้เข้าปากบ้าง พักมือมาดูแลน้องบ้าง มือเรียวต้องคอยคว้ากระดาษทิชชู่ขึ้นเช็ดปากอิ่มเล็กๆ ของเด็กทั้งคู่บ่อยๆ เพราะตอนนี้ดูแล้วเกือบจะเข้าขั้นเลอะเทอะทีเดียว

“กินดีๆ สิครับเด็กๆ ปากเลอะหมดแล้ว” ปราณันต์ดุไม่จริงจัง ทำให้เจ้าตัวน้อยทั้งสองส่งยิ้มเผล่กลับมา เรียกรอยยิ้มให้เกิดที่ริมฝีปากอิ่มของพี่ชายคนโตจนได้

ในขณะที่มองสามคนพี่น้องทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น คามินก็ค่อยๆ หั่นเสต๊กในจานของตัวเองกินเรื่อยๆ เขาคอยสังเกตสิ่งที่แต่ละคนชอบ และไม่ชอบ เพื่อเอาไว้เป็นข้อมูลในการชนะใจปราณันต์ต่อไป

และหลังจากกินอาหารเรียบร้อย ทั้งสี่ก็พากันไปเดินซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต คามินดึงดันจะซื้ออาหารแห้งและของสดรวมทั้งของใช้ต่างๆ เข้าไปตุนไว้ที่บ้านปราณันต์ให้ได้ พอปราณันต์ทำท่าจะไม่พอใจ คามินก็อ้างเข้าให้จนอีกฝ่ายใจอ่อน

“ผมไม่ค่อยได้ทานข้าวเช้าคุณปราณก็รู้ งานผมมันไม่เป็นเวลา ถ้าคุณอยากช่วยผม ก็รับของพวกนี้ไว้เถอะนะครับ ตอนเช้าจะได้ทำอาหารมาเผื่อให้ผมได้กินบ้าง”

พอได้ยินแบบนั้นหัวใจดวงน้อยๆ ก็กระตุกยวบ อดสงสารผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ตรงหน้าไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องรับไว้แล้วยังรับปากเรื่องทำอาหารให้อีกด้วย เท่ากับคามินได้กำไรสองต่อเลยทีเดียว

และหลังจากซื้อของเสร็จแล้ว คามินก็ให้ปราณันต์พาน้องๆ ไปรอตรงโซนของเล่น ส่วนเขาจะเอาของไปเก็บให้ที่รถ

พอตกลงกันได้ปราณันต์ก็เดินจูงมือเด็กแฝดทั้งสองไปตรงโซนของเล่น ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่คนทั่วไปเวลาเห็นปราณันต์เดินกับแฝดแล้ว จะทักว่าเป็นพ่อลูกกัน และยิ่งปราณันต์แต่งตัวเหมือนปัณณธรอย่างกับแกะ ประกอบใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักของฝาแฝดอีกด้วย คนยิ่งให้ความสนใจเป็นพิเศษ

“ถึงแล้วครับ” ปราณันต์พาน้องๆ มาจนถึงจุดให้บริการของเล่น มีของเล่นหลากหลายชนิดรวมอยู่ที่นี่ ปุณณกันต์กับปัณณธรหันมองตามอย่างตื่นตาตื่นใจ ชี้ชวนกันดูนั่นดูนี่ให้วุ่นไปหมด จนกระทั่งคามินเดินมาสมทบ

“เด็กๆ นี่ครับ” คามินยื่นบัตรรวมเครื่องเล่นให้เจ้าตัวน้อยทั้งสอง ทำเอาปราณันต์ค้อนเข้าให้ตาแทบหลุด

“คุณครามทำแบบนี้อีกแล้วนะครับ” ปราณันต์บ่นออกมาเสียงดัง ปากอิ่มๆ ยื่นออกอย่างไม่ชอบใจ คามินตามใจเด็กๆ มากเกินไปแล้ว ถึงขั้นซื้อบัตรรวมเครื่องเล่นให้ขนาดนี้ มีหวังเล่นกันยันเย็นแน่ๆ

“น่านะ นะครับคุณปราณ... ผมบอกแล้วไงว่าผมทำ ผมก็หวังผล” ปากหยักคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งกลับมา ไม่มีทีท่าว่าจะสลดกับสิ่งที่ทำไปเลยสักนิด

ปราณันต์ได้แต่ทอดถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขาจะไปทำอะไรได้ คามินเล่นซื้อมาขนาดนี้แล้ว ยังไงก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย แล้วยิ่งตอนนี้เจ้าสองแฝดก็มาจ้องเขาตาแป๋วแบบฝากความหวังอีก คงจะรอให้เขาตอบตกลงก่อน เจ้าหนูน้อยถึงจะยอมยื่นมือไปรับบัตรรวมเครื่องเล่นจากพี่ครามคนใจดีนั่นล่ะ

ปราณันต์ก้มลงมองเด็กแฝดด้วยความจนใจ ก่อนจะค่อยๆ พรูลมหายใจออกมาช้าๆ และสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจออกปากเอ่ยอนุญาต

“โอเคครับ อนุญาตก็อนุญาต แต่ต้องขอบคุณพี่ครามก่อนนะ ก่อนที่จะรับของไป”

“เย่/เย่” สองแฝดน้อยโห่ร้องด้วยความยินดี ในที่สุดพี่ชายคนโตก็อนุญาตให้เขาทั้งสองไปเล่นเครื่องเล่นได้โดยไม่ถูกดุ

“ขอบคุณครับพี่คราม ปุณณ์ขอบคุณพี่ครามมากๆ เลย” ปุณณกันต์น้อยเดินเข้ากอดโอบรอบคอคามินที่ตอนนี้กำลังนั่งยองๆ รอให้เด็กทั้งสองเข้าไปหาอยูู่

“ปัณณ์ก็ขอบคุณพี่ครามครับ พี่ครามคนหล่อใจดีที่สุดในโลก” ปัณณธรเองก็กระโดดเข้าไปกอดคอคามินเช่นกัน แต่จะต่างกันหน่อยก็ตรงที่ เจ้าแฝดคนน้องโถมใบหน้าตัวเองเข้าไปจูบที่แก้มสากของพี่ครามคนโปรดเบาๆ ด้วย


จุ๊บ~


ภาพตรงหน้าทำเอาปราณันต์ค้อนอย่างหมั่นไส้ แต่ถึงอย่างไรปากอิ่มก็อดอมยิ้มกับความน่ารักของสามหนุ่มตรงหน้าไม่ได้อยู่ดี

“ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ ทั้งกอดทั้งหอมกันขนาดนี้ เดี๋ยวพี่ปราณก็จับฝาแฝดให้ย้ายไปอยู่พี่ครามซะหรอก”

พอปราณันต์พูดแบบนั้น แทนที่เจ้าเด็กแฝดตัวแสบจะสลด ดันหันกลับมาถามคำถามที่ทำเอาร่างบางเขินจนไปไม่เป็น

“ไปครับไป พี่ปราณจะพาเราย้ายไปอยู่กับพี่ครามใช่ไหมครับ” คำถามซื่อๆ และไร้เดียงสาของปัณณธรทำเอาจิ๋งอวี๋หัวเราะลั่น

“ขะ...เข้าไปได้แล้วเด็กๆ ไหนว่าอยากเล่นเครื่องเล่นไง ไปสิครับ” ปราณันต์ดันหลังเจ้าตัวน้อยทั้งสองไปตรงจุดตรวจบัตร และเกิดจะพูดตะกุกตะกักขึ้นมาทันที หลังเจอน้องชายตัวแสบถามกลับมาแบบนั้น

ส่วนคามินก็กลั้นหัวเราะเสียจนปวดแก้ม จนปราณันต์ค้อนให้นั่นแหละเขาถึงหุบยิ้มได้ แต่พอจังหวะที่จะเดินตามแฝดเข้าไป คามินก็เอ่ยกับปราณันต์กว่าด้วยน้ำเสียงกระเซ้า

“จะย้ายมาเมื่อไหร่บอกด้วยนะครับ ผมจะจัดได้บ้านรอ” พอพูดจบเจ้าของเสียงทุ้มก็หัวเราะลั่นอย่างชอบใจ ที่แกล้งอีกฝ่ายได้

“คุณนี่!” มือเล็กเอื้อมไปฟาดไหล่หนาเบาๆ โทษฐานที่ล้อเลียนเขา ซึ่งไม่ได้แรงอะไรมากหรอก คนตัวใหญ่โตอย่างคามินไม่มีทางสะเทือนแน่ ซึ่งก็จริงดังว่า เพราะตอนนี้เจ้าของใบหน้าคมคายยังคงยิ้มและจ้องมาทางเขาไม่หยุด พูดง่ายๆ ว่าทำปราณันต์เขินขึ้นมาอีกรอบได้นั่นแหละ

“ฮ่าๆ ผมไม่ล้อแล้วๆ” คามินพยายามทำหน้าเคร่งเครียด แต่ปากหยักก็ยังคงมีรอยยิ้มบางๆ แต้มอยู่ที่มุมปากอยู่ดี “เราเข้าไปกันเถอะครับ เด็กๆ รออยู่”

ปราณันต์เชิดปากขึ้นอย่างแสนงอน ซึ่งมันดูน่ารักมากกว่าที่จะน่ากลัวในสายตาของคามิน ทั้งสองเดินเคียงกันไป จนส่งฝาแฝดเข้าไปเล่นในบ้านบอลเรียบร้อยนั่นแหละ ทั้งคู่จึงออกมานั่งรอตรงจุดที่มีบริการเก้าอี้สำหรับผู้ปกครองที่มาเฝ้าเด็กๆ

“ที่จริง...” จู่ๆ คามินก็พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ในระหว่างที่นั่งกันอยู่เงียบๆ ปราณันต์เองก็สะดุ้งจนต้องหันมามองคนข้างตัว เพราะตอนนั้นกำลังมองเจ้าหนูน้อยทั้งสองปีนขึ้นปีนลงตรงสไลเดอร์อยู่

“ที่จริงแล้วคุณไม่ต้องถึงขั้นย้ายไปอยู่บ้านผมหรอกครับ” คามินพูดยิ้มๆ แต่ทำเอาคิ้วเรียวของปราณันต์ขมวดมุ่น ทำไมคนเจ้าเล่ห์นี่ถึงไม่หยุดล้อเขาสักทีนะ

“คุณ...”

แต่ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะได้อ้าเพื่อเอ่ยคำตอบโต้อะไรคนตัวโตไป กลับกลายเป็นต้องอ้าค้างด้วยความตกใจแทน เมื่อได้ยินประโยคต่อมาของคนตรงข้าม


“ขอแค่ตอนนี้คุณปราณยอมเป็นแฟนผมก่อนก็พอ ... แค่นี้ ผมขอคุณมากไปรึป่าวครับ?”


ใบหน้าคมคายมีเสน่ห์หันไปยังคนข้างๆ ด้วยความตั้งใจ สายตาคมทอดมองอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความคาดหวัง ทำเอาหัวใจของปราณันต์เต้นไม่เป็นส่ำ ภาพรอบข้างของปราณันต์กลายเป็นสิ่งลางเลือนในความรู้สึก มีแต่ภาพใบหน้าและดวงตาของคามินเท่านั้นที่ชัดเจนจนเขาแทบไม่กล้าหายใจ

เสียงในสมองสั่งให้ปฏิเสธ แต่หัวใจกลับลิงโลดและยินดีเหลือเกินกับสิ่งที่ได้ยิน ริมฝีปากอิ่มคล้ายถูกหินก้อนใหญ่ๆ ถ่วงไว้จนเขาพูดไม่ออก ทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างสมองร่างกายและหัวใจ กำลังขัดแย้งกันจนปราณันต์แทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้

ลึกๆ ตัวปราณันต์เองก็รู้ดีว่าคำตอบที่ตนมีให้คามินคืออะไร แต่สามัญสำนึกกลับกู่ร้องตะโกนออกมาว่ายังไม่พร้อม


...แล้วเขาควรจะทำอย่างไรดีกับสถานการณ์เช่นนี้

ปล่อยให้เป็นไปหรือยอมให้ความต้องการของตัวเองอยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง...

.

.

.

To Be Continue

------------------------------------------------------------------------------------

ปราณณณณณ หนีไปลูกกกกก หนีไปปปปปป!

5555555555555555555555555555555555555

อยากอ่านคอมเม้นท์นะคะ เม้นท์มาๆ รออยู่เน้ออออ ตอนต่อไปน่าจะมาไม่ศุกร์ก็เสาร์นะคะ ขอบคุณมากๆ สำหรับกำลังใจ แวะไปคุยในแท็ก #ลวงหลอกรัก ในทวิตเตอร์ได้น้าาา เป็นกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ให้เราก็ยังดี ><

รักทุกคนน้าาาา

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 267
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
ตกลงเลยปราณ ตามที่เขาขอ หลงไปให้สุด เพราะถึงเวลานั้นมันถึงจะสนุก 55555  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
เอาให้หลง ให้เต็มที่

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด