[Up] Love (and) Lies #ลวงหลอกรัก, 12/05/64 [33th Lies, End Chapter: แค่มีเรา]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [Up] Love (and) Lies #ลวงหลอกรัก, 12/05/64 [33th Lies, End Chapter: แค่มีเรา]  (อ่าน 9386 ครั้ง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************

Love (and) Lies

ความรักที่เริ่มต้นจากความไม่จริงใจ... มันจะเรียกว่าความรักได้ยังไงกัน?

.

.

.

สวัสดีค่าาา แวะมาเปิดเรื่องใหม่ ที่ก็ไม่ได้ใหม่เท่าไหร่ ฮ่าๆ ให้เรียกว่าผลงานที่เราภูมิใจและมั่นใจว่าทุกคนจะได้อ่านจนจบจะดีกว่า 555555555

เรื่องนี้เราเคยเขียนเป็นฟิคชั่นของศิลปินคู่หนึ่งค่ะ รวมถึงเป็นเรื่องแรกที่เราหัดเขียนดราม่าด้วยก็เลยค่อนข้างอยากที่จะเอามาให้ทุกคนอ่านหน่อยๆ เราจึงตัดสินใจรีไรท์ใหม่ ปรับชื่อเรื่อง โดยยังคงเส้นเรื่องเดิมเอาไว้ โดยรับประกันว่าทุกคนจะได้อ่านจนจบแน่นวลลล 55555555

เราจะลงอาทิตย์ละสองถึงสามตอนนะคะ เพราะมันต้องเอามารีไรท์เนื้อหาใหม่ก่อนเยอะพอสมควรเลย ถ้ายังไงฝากทุกคนติดตามด้วย คอมเม้นท์ได้ ติชมได้ เรายินดีเอาไปปรับปรุงและพัฒนาค่ะ และอย่างที่แจ้งไปนะคะเรื่องนี้เป็นโรแมนติค-ดราม่า เนื้อหามีหนักบ้าง เบาบ้าง แต่คิดว่าไม่น่าจะหนักเกินไป เพราะในเรื่องมีตัวละครหลักเป็นเด็กน้อยฝาแฝดด้วยสองคน (เราชอบมากกับการเขียนนิยายที่มีเด็ก ไม่รู้ทำไม 55555555)


**** และอีกอย่างที่สำคัญมากๆ และต้องขอแจ้งไว้เลยก็คือ ในนิยายอาจจะมีเนื้อหาบางฉากบางตอนที่มีความรุนแรงทางเพศ มีความไม่เหมาะสมทางการใช้ภาษา อยากจะรบกวนขอให้นักอ่านทุกท่านใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ ซึ่งถ้าตอนไหนมีเนื้อหาสุ่มเสี่ยงตามข้างต้นที่ว่า เราจะขึ้น Warning ไว้ที่ต้นตอน เพื่อให้ทุกคนระมัดระวังในการอ่านและเพิ่มการใช้วิจารณญาณลงไปด้วยน้าาา ****


ยังไงขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจอีกเรื่อง หวังว่าจะชอบกัน ฝากติดตาม ฝากเป็นกำลังใจ และฝากคอมเม้นท์ติ-ชม (ด่าได้แต่อย่าแรงมากนะคะ ใจเราบาง 555555) เพื่อให้เราเอาไปปรับปรุงและพัฒนาต่อไปด้วยน้าาา และหากมีข้อผิดพลาดตรงไหน ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านล่วงหน้าค่ะ //ไหว้ย่อ <3
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-05-2021 21:51:05 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
INTRO : จุดเริ่มต้น


“พนันกันไหมล่ะ”


ท่ามกลางบรรยากาศของแสงสีและเสียงเพลงเปิดคลอเบาๆ ในคลับสุดหรูกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าคมคายที่แสนจะดูมีเสน่ห์ แต่ติดว่าเย็นชา นั่งอยู่กับเพื่อนสนิททั้งสามที่โต๊ะวีไอพี ในมุมที่ดีที่สุดของร้าน

และแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางฝูงชนมากมาย แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของใบหน้าคมคายและรูปร่างสูงใหญ่นั้นจะโดดเด่นเป็นสง่ากว่าใคร ไม่ว่าจะด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยความมีอำนาจ หรือใบหน้าหล่อเหลาที่ทำให้ใครๆ ก็ต้องมองเหลียวหลัง ซึ่งในเวลานี้นั้น ใบหน้าหล่อเหลาที่ว่ากำลังปรายตามองไปยังเจ้าของคำพูดที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทด้วยท่าทีเฉยเมย

“ทำไมกูต้องทำอะไรแบบนั้นด้วย?”

ชายหนุ่มเอ่ยถามกลับ น้ำเสียงติดจะรำคาญใส่เพื่อนสนิททั้งสามคนที่นั่งดื่มอยู่ด้วยกัน


เพื่อนรุ่นพี่ ‘เมธัส’ หรือ เมธ มองไปที่เขาด้วยสายตานึกสนุก

เพื่อนรุ่นน้อง ‘เตชินท์’ หรือ เต มองไปที่เขาด้วยสายตาคาดหวัง

และ เพื่อนสนิท ‘สิปปกร’ หรือ สิบ มองไปที่เขาด้วยสายตาเอาชนะและท้าทาย


และนั่นเป็นอีกครั้งที่ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปปั้นสลัก ได้เอ่ยถามด้วยคำถามที่ไม่ต่างไปจากประโยคก่อนหน้าขึ้นอีกครั้ง

“ถามว่า ทำไมกูต้องมาพนันอะไรไร้สาระแบบนี้ด้วย ให้ตอบ ไม่ได้ให้มาจ้องแบบนี้”

“พนันก็คือพนัน มึงแค่บอกมาว่าจะทำหรือไม่ทำ อย่าปอดแหกดิวะ ‘คราม’"

ชายหนุ่มเจ้าของชื่อ ‘คามิน’ หรือ คราม เหลือบมองเพื่อนสนิทอีกครั้ง และครั้งนี้สายตาของเขาเย็นชามากขึ้นกว่าเดิม เย็นชามากถึงขั้นที่ว่า ใครได้เห็นคงมีเสียวสันหลังกันบ้างไม่มากก็น้อย

แต่ไม่ใช่กับเพื่อนสนิทของเขา... ที่มองว่ามันช่างน่าสนุก ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด

“ไร้สาระ”

และก็ยังมีแค่คำสามคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักบางเฉียบคู่นั้น ดูเหมือนว่าคำท้าทายของเพื่อนสนิทจะยังคงใช้ไม่ได้ผลในทีเดียว

“เพิ่งรู้ว่ามึงกลัวคู่หมั้นเสียจนหัวหดขนาดนี้ หึ!”

เพื่อนสนิทหนุ่มหน้าทะเล้นที่ติดจะมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ตลอดเวลา เจ้าของชื่อ ‘สิปปกร’ ยังคงกวนโทสะของร่างสูงอย่างต่อเนื่อง ราวกับจะอยากยั่วยุ

“กูไม่ได้กลัว” น้ำเสียงที่ส่งออกมาจากปากหยัก เย็นชาราวกับน้ำแข็งขั้วโลกก็ไม่ปาน สายตาคมที่จ้องไปที่ทุกคนแข็งกร้าวราวกับสัตว์ป่าที่ดุร้าย สิ่งที่คามินเกลียดที่สุดคือการโดนปรามาส เขาไม่ชอบถูกใครลูบคม

“โถ่ เฮีย น่าสนุกดีออก ลองหน่อยเถอะนะ ไม่มีอะไรเสียหายสักหน่อย ยังไงคุณวลัยก็ไม่อยู่ตั้งสองเดือน ถ้าเฮียตกลงว่าจะเล่น ผมพนันข้างเฮียเลยก็ได้ เอ้า!”

เด็กหนุ่มที่อ่อนวัยกว่ารีบออกปากไกล่เกลี่ยสถานการณ์ ด้วยเพราะรู้ดีว่าตอนนี้คามินเริ่มจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผล บรรยากาศในโต๊ะเริ่มอึมครึม ต่างคนต่างขยับตัวกันอย่างอึดอัด

“เอาน่าคราม ลองเล่นสนุกๆ ถือว่าหาอะไรทำแก้เครียด ไม่เห็นต้องคิดมาก”

คนตัวโตที่สุด อายุมากที่สุด และเป็นที่นับถือของทุกคนมากที่สุดในโต๊ะเอ่ยขึ้น ราวกับอยากจะทำให้บรรยากาศที่แสนจะอึดอัดนี้บางเบาลงบ้าง

“หรือว่ามึงกลัวแพ้วะ?”

แต่สิปปกรก็ยังคงไม่หยุดท้าทายคามิน หนุ่มหน้าทะเล้นพูดด้วยท่าทีไม่ยี่หระ ยักคิ้วหลิ่วตา กวนประสาทให้วุ่นวายไปหมด

“มึงอย่าล้ำเส้นนะสิบ! กูไม่ได้กลัวแพ้แต่กูไม่อยากเล่นเพราะมันไร้สาระ และตอนนี้มึงก็กำลังทำตัวน่ารำคาญ!!”

เสียงทุ้มกล่าวออกมาอย่างเยือกเย็น คามินไม่ได้ตะโกน ไม่ได้ตวาด แต่นิ่งลึกจนน่ากลัว ทำให้สองคนที่เหลือดูอิหลักอิเหลื่อขึ้นมาทันที

“เฮ้ย ใจเย็นๆ นี่เราแค่คุยเล่นกันขำๆ ไม่ใช่หรอ?” เมธัสออกปากอีกครั้ง “อีกอย่าง ‘เด็กนั่น’ ก็ดูน่าสนใจดีไม่ใช่หรอวะคราม?”

พี่ใหญ่ของกลุ่มพยักเพยิดไปยังบาร์เหล้าฝั่งตรงข้าม ที่ซึ่ง ‘เด็กนั่น’ กำลังทำงานของตัวเองอยู่อย่างขะมักเขม้น

คามินตวัดสายตาคมไปที่บาร์เหล้าที่อยู่ไม่ไกลออกไป พลางจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มรูปร่างเพรียวสมส่วน แขนและขายาวเรียว ช่วงเอวบางคอดกิ่วไม่ต่างจากผู้หญิงกำลังหันรีหันขวางเตรียมเครื่องดื่มให้ลูกค้า ใบหน้าหวานซึ้งที่ยังคงยิ้มแย้มแม้สายตากลมกำลังบ่งบอกว่าตอนนี้เจ้าของของมันกำลังเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ริมฝีปากอิ่มสีสดที่กำลังเจื้อยแจ้วพูดคุยต้อนรับลูกค้าอย่างไม่บกพร่องต่อหน้าที่ และเด็กคนนั้นก็คือหัวข้อสนทนาของกลุ่มชายหนุ่มอยู่ ณ ขณะเวลานี้

ด้วยท่วงท่าการเคลื่อนไหวและอะไรหลายๆ อย่างของเด็กหนุ่มตรงหน้านั้น ทำให้คามินเกิดสนอกสนใจอะไรบางอย่างในตัวเด็กคนนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ... แววตากลมโตที่แสนเศร้านั่นหรอ?

“ถ้าชนะแล้วกูจะได้อะไร?” คำถามที่หลุดออกมาจากปากหยักสร้างความแปลกใจให้กับเพื่อนร่วมวงสนทนาอยู่ไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้คามินยังมีทีท่าเมินเฉยอยู่เลย

สิปปกรลอบยิ้มอย่างพอใจ ในที่สุดคามินก็คล้อยตามจนได้

“มึงอยากได้อะไรล่ะ?”

“หุ้นของพวกมึงทุกคน คนละห้าเปอร์เซ็นต์เป็นไง?” คามินยื่นเงื่อนไข เงื่อนไขที่ทำให้เมธัสและเตชินท์นั่งไม่ติด

“ตกลง กูแถมไวน์ปี 85 ให้อีกขวดนึงด้วยก็ได้” สิปปกรตอบตกลงทันทีโดยที่ไม่ปรึกษาเพื่อนสองคนที่เหลือสักคำ

“เฮ้ย! /เฮ้ย!” เมธัสกับเตชินท์มองหน้ากันหวาดๆ ถึงแม้สิปปกรจะดูเหนือกว่าในเกมนี้ แต่อะไรก็ประมาทคามินไม่ได้ทั้งนั้น ด้วยรูปร่าง หน้าตา และท่าทีน่าเกรงขามของคนที่รับคำท้า ทั้งสองไม่วางใจเลยว่าหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ของตัวเองจะปลอดภัย

“ปรึกษากันก่อนดิเฮีย ก่อนตอบตกลงไปน่ะ” เตชินท์ละล่ำละลักออกมาแทบไม่เป็นคำพูด

หุ้นห้าเปอร์เซ็นต์นี่ไม่ใช่น้อยเลยนะ แถมทั้งสองยังไม่มั่นใจด้วยว่าจะเอาชนะคามินได้

“กลัวอะไรวะไอ้ตี๋น้อย เราให้เวลาไอ้หน้าหล่อนี่ แค่เดือนเดียวเท่านั้นแหละ”

ชายหนุ่มผู้รับคำท้ายังคงนิ่งเฉย ปากหยักยังคงไม่ได้โต้ตอบอะไร เขาทำเพียงแค่ยกแก้วเหล้าขึ้นมาจรดริมฝีปาก ก่อนจะกระดกของเหลวลงคอเงียบๆ

“ตกลงเอาไง คราม?” เมธัสเอ่ยถามขึ้นในที่สุดเพื่อหาข้อสรุป

“พูดเงื่อนไขทั้งหมดของพวกพี่มา ส่วนเงื่อนไขของผม มีแค่ข้อเดียวเท่านั้นก็คือถ้าผมชนะอย่ามาชวนเล่นอะไรไร้สาระแบบนี้อีก ไม่ชอบ รำคาญ”

“ฮ่าๆๆ” สิปปกรระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ แบบนี้สิ คามินตัวจริงเสียงจริง “ได้! ตกลง พวกกูจะไม่ชวนมึงเล่นอะไรแบบนี้อีก.. ถ้ามึงชนะอ่ะนะ”

“พูดเงื่อนไขมาสักทีเหอะ! ลีลาอยู่ได้” ใบหน้าคมคายเริ่มแสดงความหงุดหงิด คามินเป็นคนเก็บอารมณ์เก่ง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เริ่มแสดงออก นั่นหมายความว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนกลายๆ

“ใจเย็นๆ เงื่อนไขของกูก็ไม่มีอะไรมาก”

สิปปกรสูดลมหายใจ พร้อมระบายยิ้มออกมาเต็มใบหน้า ราวกับว่าเรื่องที่เขาจะพูดต่อไปนี้ช่างเป็นเรื่องสนุกสนานเสียเหลือเกิน


“มึงต้องจีบเด็กนั่นให้ติดภายในหนึ่งเดือน! และนอกจากได้เป็นแฟนแล้ว มึงต้องได้เด็กนั่นเป็นเมียด้วย ถึงจะชนะพวกกูได้”


เงื่อนไขของสิปปกรที่เพิ่งพูดออกมานั้น ทำให้เมธัสและเตชินท์ยิ้มออก ... แค่จีบติดน่ะไม่ยากหรอก ถ้าวัดจากใบหน้าและคุณสมบัติที่คามินมีแต่การจะได้เด็กนั่นมานอนด้วยนี่นั้น... ถึงยังไงก็คงไม่ง่ายแน่ๆ

“และถ้ามึงแพ้ หุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของมึง จะถูกแบ่งให้พวกกูทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โอเคป้ะ?”

คามินมองไปที่สามคนด้วยสายตาอ่านยาก ในขณะที่ทั้งสามหันไปแตะมือกันอย่างสนุกสนานราวกับว่าตนเองชนะแล้วในเกมนี้

“ตกลง” น้ำเสียงทุ้มตอบตกลงด้วยท่าทีนิ่งเฉย ความกังวลไม่มีหลุดมาให้เห็น

“ใจกล้าเหมือนเดิมนะครับท่านประธานฯ” เตชินท์แซวคามินอย่างสนุกปาก โดยที่คาดไม่ถึงว่าจะเจอคามินสวนกลับมาอย่างเจ็บแสบ

“พวกมึงก็รู้ว่ากูไม่ลงเล่นในสนามที่กูไม่มั่นใจว่าจะชนะเด็ดขาด... เตรียมหุ้นของพวกมึงไว้ให้ดีก็แล้วกัน”

ถ้อยคำทรงอำนาจที่ถูกส่งออกมาจากริมฝีปากเป็นกระจับคู่นั้นทำเอาคนฟังทั้งสามหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน

“อ้อ อีกอย่าง” คามินเอ่ยสำทับราวกับนึกขึ้นได้ “อย่าให้ ‘พรวลัย’ รู้เรื่องนี้เด็ดขาด เข้าใจหรือเปล่า”

“เกิดจะแคร์คุณคู่หมั้นขึ้นมาหรือไงวะ?” เมธัสถามขึ้นอย่างแปลกใจ

“เหอะ! คบกันเพราะผลประโยชน์ ผมจะแคร์ทำไม ที่ผมแคร์คือขี้หูผมต่างหาก ถ้าวลัยรู้ ป๊ากับม๊าก็รู้ เดี๋ยวก็มาบ่นนั่นบ่นนี่อีก ผมรำคาญ”

คามินมองไปยังบาร์เหล้าอีกครั้งหลังพูดจบ รูปร่างบอบบางที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาอย่างคล่องแคล่วนั้น ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าน่ามองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน จากนั้นริมฝีปากบางก็เอ่ยถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมาอีกรอบ

“ว่าแต่ ทำไมต้องเด็กนั่นด้วย?”

“มึงไม่คิดว่าเด็กนั่นน่าสนใจหรอวะ? ฮ่าๆ เผื่อมึงไม่รู้ เด็กคนนั้นทำงานอยู่ที่บริษัทมึงนะ ส่วนกลางคืนก็มาทำงานที่นี่.. ขยันชิบ วันๆ ไม่เคยสนใจใครหน้าไหนที่มาจีบ เห็นธรรมดาๆ แบบนั้น ทั้งตัวผู้ตัวเมียตอมให้หึ่งเลยนะเว้ย กูเลยอยากรู้ว่าถ้าคนที่ไปตอม...” สายตาคมของคนที่ถูกกล่าวถึงตวัดไปมองเพื่อนสนิททันทีที่ได้ยินประโยคดังกล่าว “เอ๊ย.. ไปจีบ ฮ่าๆ ถ้าเป็นมึง เด็กนั่นจะทำยังไง เจ้าของบริษัทมาจีบเชียวนะ”

สิปปกรกล่าวอย่างอารมณ์ดี เสียงหัวเราะก้องกังวานไปทั้งโต๊ะ

“เหตุผลมึงมีแค่นี้?”

“เออแค่นี้แหละ มึงทำให้ได้แล้วกัน พวกกูอยากได้หุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของมึงไม่ไหวแล้วว่ะคราม” สิปปกรยังคงท้าทายคามินอย่างต่อเนื่อง แต่คนตรงข้ามก็ดูไม่ได้จะสนใจอะไรมากนัก

“ว่าแต่ เด็กนั่น” คามินบุ้ยใบ้ไปยังเด็กหนุ่มหลังบาร์เหล้า ด้วยท่าทีเนือยๆ ก่อนจะถามออกมา “ชื่ออะไร?”


ปราณ ... ปราณันต์ เด็กคนนั้นชื่อ ปราณันต์

.

.

.

To Be Cotinue

-----------------------------------------------

GAME ON!!!

เริ่มเกมแล้วจ้าาาาาา!! ^^ แวะมาแปะป๊าบอินโทรไว้ก่อน เด่วขอไปเกลาตอนต่อไปอีกนิด แล้วจะรีบมาลงให้นะคะ

ชอบไม่ชอบ ถูกใจไม่ถูกใจไม่ถูกใจ คอมเม้นท์ไว้ได้เลย เรารออ่านทุกคอมเม้นท์อยู่น้าาา ติ-ชม ได้โลดๆ ค้าบบบ

รักทุกคนมากๆ แล้วเจอกันตอนหน้าครับบบบ

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
1st Lies : ทำความรู้จัก


มือหนาพลิกเอกสารในมือเงียบๆ คามินนั่งแบบนี้มาครึ่งชั่วโมงได้แล้ว หลังจากให้เลขาฯ เอาประวัติส่วนตัวของปราณันต์มาให้ดู ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าอารมณ์ภายในของชายหนุ่มกำลังถูกกระตุ้นให้พลุ่งพล่านอยู่เงียบๆ มันเป็นความรู้สึกที่เจ้าตัวเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นแบบไหน เพราะมันอดปฎิเสธไม่ได้เลยว่าตัวอักษรที่ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวของเด็กผู้ชายคนนั้นมันช่างน่าสนใจ ... น่าสนใจพอๆ กับดวงตากลมโตของเจ้าของประวัตินี้ ที่เขาได้เห็นตั้งแต่ครั้งแรกนั่นแหละ

“ให้คนเช็คดูซิว่าวันนี้ปราณันต์เข้ามาที่ออฟฟิศหรือยัง” เสียงทุ้มพูดกรอกผ่านหูโทรศัพท์ไปยังเลขาฯ ที่อยู่หน้าห้อง

“สักครู่ค่ะบอส”

หลังจากเลขาฯ วางสายไป ผ่านไปไม่ถึงห้านาที ก็รายงานกลับเข้ามา

“วันนี้ปราณันต์ลางานช่วงเช้า เห็นว่าต้องไปส่งน้องชายที่โรงเรียนค่ะ”

คิ้วเข้มขมวดมุ่นเป็นปมด้วยความแปลกใจ .. น้องชายสองคนนั้นน่ะหรอ?

ไอ้เรื่องที่ว่าเด็กคนนั้นมีน้องชายน่ะเขาพอรู้อยู่ เพราะมันมีบอกไว้ในหน้ากระดาษพวกนั้นหมดแล้ว แต่ที่ชายหนุ่มสงสัยคือทำไมต้องไปส่ง... น้องชายของปราณันต์นี่อายุเท่าไหร่กันแน่

“โรงเรียนที่ว่าน่ะอยู่ที่ไหน ชื่อโรงเรียนอะไรคุณพอรู้รึป่าว”

“น่าจะโรงเรียนอนุบาล T นะคะ เห็นทางหัวหน้าแผนกของปราณันต์แจ้งมาแบบนี้”

คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วของคามิน กลับยิ่งม้วนเป็นปมหนักกว่าเดิม

“คุณว่าอะไรนะ? อนุบาลงั้นหรอ?” ชายหนุ่มถามออกไปอีกครั้ง ราวกับต้องการตอกย้ำให้มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

“ใช่ค่ะ โรงเรียนอนุบาล” เลขาฯ ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหวั่นๆ การทำให้เจ้านายอารมณ์เสียตั้งแต่เช้าวันแรกของต้นสัปดาห์ น่าจะไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการเท่าไหร่นัก

“แล้วทำไมในประวัติที่คุณเอามาให้ผมถึงไม่มีบอกล่ะ ว่าปราณันต์มีน้องชายเด็กขนาดนั้น”

เจ้าของเสียงทุ้มถามกลับไปด้วยอารมณ์คุกรุ่นๆ นิดๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมประวัติพนักงานในบริษัท มันถึงได้ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องสำคัญขนาดนี้

“เอ่อ... คือ” ปลายสายก็ดูเหมือนจะไม่มีคำตอบที่เขาต้องการให้

นิ้วแกร่งเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิด เห็นทีว่าจะไม่ได้เรื่อง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดมากขึ้น พลางประมวลผลในใจว่าเขาจะช้าไม่ได้แม้แต่วันเดียว เพราะตอนนี้เกมบ้าๆ ระหว่างเขาและไอ้เพื่อนพิเรนทร์นั่นได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ว่ายังไงวันนี้ก็ต้องได้เรื่องมากกว่านี้

“ไม่ต้อง!” ปากหยักพูดตัดบทไปตามสาย “ตามแทนคุณมาให้ผมด้วย ด่วน!” พอจบคำมือใหญ่ก็โยนหูโทรศัพท์ลงแป้นอย่างไม่ไยดี

คามินเอนหลังไปกับพนักพิงของเก้าอี้ทำงานอย่างผ่อนคลาย แต่ปลายนิ้วมือทั้งสองข้างกลับประกบเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ผิดกับท่าทีก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เข้ามา” น้ำเสียงทรงอำนาจถูกส่งออกไป ไล่ๆ กับที่ประตูห้องทำงานของคามินถูกผลักเข้ามา

“ครับบอส” ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่เป็นทั้งบอดี้การ์ดและคนสนิทของคามินเดินมายืนสงบนิ่งตรงหน้า แม้ลักษณะของแทนคุณจะดูนิ่งเฉย ไร้อารมณ์ แต่ในความเป็นจริงแทนคุณมีความปราดเปรียวและคล่องแคล่วจนหาตัวจับยาก ที่สำคัญก็คือบอดี้การ์ดหนุ่มคนนี้ทำงานรู้ใจรับใช้รวมถึงเป็นเพื่อนเล่นคามินมาตั้งแต่จำความได้

วันนี้ก็เช่นกัน แทนคุณรู้ดีว่าคามินต้องมีอะไรในใจแน่ๆ แม้ภายนอกท่านประธานใหญ่จะดูสงบนิ่งเฉย แต่ในแววตาเรียวคมนั้นกลับดูร้อนรนเหมือนคนที่มีความนัยอะไรบางอย่าง

“ฉันอยากให้นายสืบประวัติเด็กที่ชื่อปราณันต์ ฝ่ายออกแบบให้หน่อย เอาให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ ฉันต้องการรู้ข้อมูลเด็กนั่นทั้งหมดภายในสามชั่วโมงนับจากนี้” น้ำเสียงเด็ดขาดถูกส่งออกมาจากปากหยัก

“ครับ” แทนคุณรับคำโดยไม่ปริปากถามหรือบ่นสักคำ หากแต่ถ้าเป็นคนอื่นถูกใช้ให้ทำงานภายในเวลากระชั้นชิดแบบนี้ มีหวังคงต้องยอมถอดใจไม่ทำให้แน่ๆ

แต่ไม่ใช่กับแทนคุณที่ทำงานรู้ใจกับคามินมาตลอด ต่อให้คนเป็นเจ้านายสั่งว่าจะเอาภายในสิบนาที เขาก็ย่อมต้องหามาให้จนได้

“แล้วก็เอารถออก ฉันจะไปอนุบาล T อีกสิบนาทีจะลงไป”

เป็นอีกครั้งที่แทนคุณรับคำอย่างไร้ข้อกังขา บอดี้การ์ดร่างใหญ่ค้อมศีรษะให้เจ้านายก่อนที่จะหมุนตัวออกไปจากห้อง โดยมีสายตาคมมองตามไปอย่างคนที่กำลังใช้ความคิดบางอย่าง

“ปราณันต์... ชีวิตนายนี่มันยังไงกันแน่นะ” ริมฝีปากหยักพึมพำถ้อยคำที่เขาอยากรู้ในคำตอบเหลือเกิน

.

.

.

“ปุณณ์ ปัณณ์ อาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จหรือยังครับ นี่จะสายแล้วนะ”

เสียงหวานของ ‘ปราณ’ หรือ ‘ปราณันต์’ ดังกังวานไปทั่วห้องเช่าเล็กๆ ที่เขาและน้องชายฝาแฝดอาศัยอยู่ด้วยกัน ดวงตากลมโตหันหลังไปมองทางห้องแต่งตัวที่ตอนนี้เจ้าตัวน้อยทั้งสองของเขาคงกำลังใส่เสื้อผ้ากันอยู่

พอเห็นในห้องแต่งตัวยังเงียบกริบ ไร้เสียงขานรับใดๆ ปราณันต์จึงหันกลับมาง่วนกับงานตรงหน้าต่อ เพราะนอกจากจะต้องตะโกนเร่งเจ้าเด็กแสบทั้งสองแล้ว มือเรียวยังต้องตามเก็บซากหมอนและผ้าห่มที่เจ้าตัวยุ่งสลัดทิ้งไว้ทั่วห้องอีกต่างหาก

ตึก ตึก ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งห้อมาทางเขาด้วยความเร็ว ทันทีที่ปราณันต์ได้ยิน ปากอิ่มก็อมยิ้มนิดๆ เมื่อรู้ว่าหนึ่งในสองของแฝดตัวน้อยกำลังวิ่งมาหาตน

“พี่ปุณณ์แกล้งปัณณ์อะพี่ปราณ ปัณณ์บอกให้ไม่ให้เอากางเกงในของปัณณ์ไปใส่ พี่ปุณณ์ก็ไม่ยอม”

แฝดคนน้อง ‘ปัณณ์’ หรือ ‘ปัณณธร’ วิ่งโร่ออกมาจากห้องเล็กๆ ที่กั้นไว้ใช้สำหรับแต่งตัว เจ้าตัวน้อยวิ่งมาเกาะขาพี่ชายคนโต ความสูงของปัณณธรยังไม่พ้นเอวพี่ชายเลยด้วยซ้ำ ปราณันต์ก้มลงมองก้อนน้อยตัวกลมๆ ที่เกาะขาตัวเองอยู่ และได้ทันเห็นอิ่มปากเล็กๆ นั่นกำลังเจื้อยแจ้วฟ้องตนว่าตัวเองโดนแฝดคนพี่รังแก

“ปัณณ์นั่นแหละชักช้า!”

แฝดคนพี่ ‘ปุณณ์’ หรือ ‘ปุณณกันต์’ เดินตามออกมาและเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ “ปุณณ์บอกปัณณ์ไปแล้วว่าให้หยิบกางเกงในมาให้หน่อย ปัณณ์ก็ไม่ยอม”

ปราณันต์ส่ายศีรษะอย่างระอาใจ มองดูแฝดทั้งสองเถียงอย่างไม่ยอมกัน อีหรอบนี้ต้องไปโรงเรียนสายแน่ๆ นี่เปิดเทอมวันแรกเสียด้วย ท่าทางจะโดนอาจารย์ดุตั้งแต่วันแรกที่ไปโรงเรียนล่ะมั้ง เพราะตอนนี้สองแฝดยังเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่เลย ยังดีหน่อยที่ปุณณกันต์ใส่กางเกงในเรียบร้อยแล้ว แม้จะเป็นกางเกงในของปัณณธรก็เถอะ

“ปุณณ์ ปัณณ์ พี่เคยบอกแล้วใช่ไหมครับว่าไม่ให้ทะเลาะกัน” ปราณันต์ทรุดตัวลงคุกเข่าพลางจับไหล่ข้างหนึ่งของปัณณธรไว้ และใช้มืออีกข้างที่ว่างกวักเรียกปุณณกันต์ที่อยู่ไม่ห่างออกไปให้เขยิบเข้ามา “ปุณณ์มานี่มาครับ”

ทันทีที่เจ้าแฝดตัวน้อยวัยสี่ขวบที่ฉลาดเกินอายุมายืนอยู่ตรงหน้า ปราณันต์ก็มองหน้าเด็กทั้งสอง พลางขยับเข้าไปใกล้ๆ แล้วใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะเล็กๆ ของปุณณกันต์คนพี่ ก่อนจะเอ่ยสอนอย่างใจเย็น

“ปุณณ์ เราเป็นพี่ พี่ที่ดีต้องเสียสละให้น้องเข้าใจใช่ไหมครับ” ปุณณกันต์ยังคงนิ่ง ไม่ตอบรับหรือปฎิเสธ “ปุณณ์ตอบพี่หน่อย ถ้าพี่ไม่อยู่ ใครจะเป็นคนดูแลน้อง หื้ม?”

“ปุณณ์เป็นดูแลครับ พี่ปราณบอกเสมอ ว่าปุณณ์ต้องดูแลปัณณ์ ปัณณ์เป็นน้อง ถึงจะเป็นฝาแฝดกันแต่ปุณณ์ก็เป็นพี่” แฝดคนพี่พูดตอบอย่างฉะฉาน แม้น้ำเสียงจะสลดน้อยๆ ก็ตาม

“ดีมาก” ปราณันต์ยิ้มและลูบศีรษะแฝดคนพี่อย่างเอ็นดู “ปัณณ์ล่ะครับ พี่ปราณเคยสอนไว้ว่ายังไงเด็กดี?” ปราณันต์ผินหน้ามาหาแฝดคนน้องที่ตอนนี้กำลังมองมาที่เขาตาแป๋ว “ปัณณ์เป็นน้องๆ ที่ดีต้องเชื่อฟังพี่ แล้ววันนี้ปัณณ์เชื่อฟังพี่ปุณณ์หรือยัง หื้ม?”

“ยังครับ” ดวงตากลมโตที่ถอดแบบมาจากเขาสลดวูบลง “ต่อไปปัณณ์จะไม่ทำแบบนี้อีกครับ”

“ดีมากครับ คนเก่งของพี่” ปราณันต์แย้มยิ้มออกมาอย่างพอใจ “ทีนี้ก็ไปแต่งตัวต่อได้แล้ว ห้ามทะเลาะกันอีกนะ เดี๋ยวจะได้ออกมากินข้าว สายแล้วเนี่ย ไปๆ”

ปราณันต์จับเด็กแฝดหันหลังแล้วดันเจ้าก้อนน้อยๆ ทั้งสองกลับไปที่ห้องแต่งตัวอีกครั้ง แล้วก็ได้แต่หวังว่าครั้งนี้เจ้าหนูทั้งคู่จะไม่ทะเลาะกันอีก

ปราณันต์มองตามน้องชายทั้งสองจนลับสายตา นึกสงสารเด็กน้อยที่ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ปุณณกันต์กับปัณณธรอายุห่างจากปราณันต์พี่ชายคนโตสิบกว่าปี จะเรียกว่าเป็นลูกหลงของคุณพ่อและคุณแม่ของปราณันต์ก็ได้

ทั้งสองเป็นแฝดเหมือน ที่ต่างกันนิดหน่อยตรงรูปร่าง เพราะปุณณกันต์ตัวใหญ่กว่าปัณณธรพอสมควร แต่เรื่องหน้าตานั้นแทบไม่ต่าง ทั้งสองมีดวงตากลมโต ลูกนัยน์ตาสีดำเห็นเด่นชัดแม้จะมองจากไกลๆ จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากอิ่มสีแดงสด แต่ไม่หนาเท่าปากพี่ชายคนโต พูดง่ายๆ ว่าเด็กแฝดทั้งสองคือปราณันต์ฉบับย่อส่วนลงมานั่นเอง

เวลาเดินไปไหนมาไหนกันสามคน หลายสายตามักจะจับจ้องและต่างพากันบอกว่าเหมือนพ่อลูกมากกว่าที่จะเป็นพี่น้อง ด้วยอายุที่ห่างกันมาก เขาจึงไม่เคยถือโทษเอามาโกรธเลยถ้าจะมีคนคิดแบบนั้น

แน่นอนว่าถ้าพูดถึงทางด้านรูปร่างลักษณะ ปุณณกันต์จะดูพึ่งพาได้มากกว่า ดังนั้น ปราณันต์จึงมักจะพูดย้ำกับแฝดคนพี่เสมอว่าให้ดูแลน้อง แต่ถ้าพูดถึงนิสัยใจคอ ถือว่าตรงข้ามกับรูปร่างลักษณะทางร่างกายเลยล่ะ ปุณณกันต์จะค่อนข้างเป็นเด็กอ่อนโยน คิดก่อนทำเสมอ ใจเย็น และมักจะยอมน้องในหลายๆ เรื่อง เว้นแต่เวลาที่น้องไม่ยอมเชื่อฟัง ส่วนปัณณธร รายนั้นไม่ต้องพูดถึง ตัวเล็กก็จริง แต่ใจใหญ่มาก กล้าได้กล้าเสีย แถมยังเป็นเด็กอารมณ์ดีชอบพูดคุยกับคนทั่วไปเสมอ

... เด็กทั้งสองได้นิสัยใจคอของปราณันต์ไปคนละครึ่ง ช่างเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของครอบครัว ‘ฤทธิรงค์’ จริงๆ

ตอนปุณณกันต์กับปัณณธรเกิดใหม่ๆ ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกมีความสุขมากๆ เจ้าเด็กแฝดทั้งสองเป็นเหมือนเทวดาตัวน้อยที่มาสร้างสีสันให้ชีวิตและครอบครัวที่อบอุ่นอยู่แล้วให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีก

ตอนที่ชายหนุ่มร่างบางรู้ข่าวว่าตัวเองกำลังจะมีน้องชาย ไม่เพียงแค่หนึ่งแต่มาถึงสองคน เขาดีใจเป็นอย่างมาก เวลานั้นปราณันต์อายุได้เพียงสิบแปดปี เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยหมาดๆ

คุณพ่อและคุณแม่มีปราณันต์ตั้งแต่อายุยังน้อย และพยายามจะมีน้องให้กับหนุ่มหน้าหวานตลอด เพียงแต่ความตั้งใจไม่เคยสัมฤทธิ์ผล จนถอดใจกันไปแล้ว แต่จู่ๆ คุณแม่ของปราณันต์ก็เกิดตั้งท้องขึ้นมาตอนที่อายุเกือบจะสี่สิบ ตอนแรกคนในครอบครัวก็กังวลว่าเด็กๆ จะปลอดภัยหรือเปล่า แต่ในที่สุดเจ้าตัวน้อยทั้งสองก็เกิดขึ้นมาอย่างปลอดภัยและสมบูรณ์

ครอบครัวของทั้งห้าคนอยู่กันอย่างมีความสุขอยู่เกือบปี จนวันหนึ่งฝันร้ายก็มาเยือน …

หลังจากเด็กแฝดเกิดไม่ถึงปี คุณพ่อและคุณแม่ก็ประสบอุบัติเหตุหักหลบรถที่มีคนเมาจะขับมาชนจนเสียชีวิต และที่ร้ายไปกว่านั้นคือไม่เคยจับคนร้ายได้ ซึ่งเด็กผู้ชายตัวคนเดียวอย่างปราณันต์ก็ไม่รู้จะทำยังไงกับเหตุการณ์นี้ เพราะญาติสนิทที่ไหนก็ไม่มี มีกันก็แต่พ่อแม่ลูกแค่นั้น

เหตุการณ์นี้สร้างความเสียใจและความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้ชีวิตของปราณันต์เป็นอย่างมาก จากที่เคยใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ร่าเริง สดใส ยิ้มง่าย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ปราณันต์กลายเป็นคนเก็บตัว ใบหน้าเศร้าหมอง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยประกายก็หม่นลง

หลังจากที่พ่อกับแม่จากไป ปราณันต์ก็ขยันหมั่นเพียร เรียนจบด้วยเงินที่บุพการีทิ้งไว้ให้ภายในเวลาสามปีครึ่ง คนตัวเล็กต้องทั้งต้องเรียน ทั้งต้องเลี้ยงน้อง และทั้งต้องทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ปราณันต์ไม่เคยได้ใช้ชีวิตเตร็ดเตร่แบบเด็กในวัยเดียวกันอีกเลยหลังจากเหตุการณ์นั้น เพราะมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องดูแลนั่นคือน้องชายทั้งสอง ซึ่งเปรียบเสมือนคนในครอบครัวสองคนสุดท้ายที่เขามีเหลืออยู่

โชคยังดีที่ปราณันต์ได้เพื่อนสนิทอย่าง 'วิน' หรือ ‘อนาวิน’ คอยช่วยเหลือ บางวันที่ต้องเรียนเต็มวัน คุณแม่ของอนาวินก็ให้เอาเจ้าแฝดไปฝาก พร้อมทั้งดูแลให้อย่างดี ถึงแม้จะเหนื่อย แต่ปราณันต์ก็ทำมันได้ และช่วงที่ปราณันต์เรียนจบเป็นช่วงที่เด็กแฝดทั้งสองเข้าเรียนอนุบาลพอดี ซึ่งโชคก็เป็นของเขาอีกครั้งเมื่อเขาได้รับเลือกเข้าทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์อย่าง ‘เคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้’ ในฐานะพนักงานออกแบบตรงตามที่เรียนจบมา

แต่การจะทำแค่งานประจำนั้นเห็นว่าคงไม่พอในการดูแลเด็กเล็กๆ ถึงสองคน ปราณันต์จึงต้องทำงานพาร์ทไทม์หลังเลิกงานตอนกลางคืนเพิ่มไปด้วย ดังนั้น เขาจึงจำเป็นที่จะต้องเลือกโรงเรียนอนุบาลที่สามารถดูแลเด็กแฝดได้ประจำตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนเสาร์อาทิตย์นั้น เขาจะรับเจ้าเด็กน้อยกลับมาที่อพาร์ทเม้นท์ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เขาได้ให้ไว้กับตนเองว่าจะมีให้กับเด็กน้อยทั้งสองเต็มที่ อย่างน้อยก็สองวันนี้ เขาจะไม่รับงานนอกบ้าน เว้นเสียแต่ว่าเป็นงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ออกแบบนั่นนี่อยู่กับบ้านนิดหน่อย ปราณันต์ถึงจะทำ

และในขณะที่ปราณันต์กำลังคิดอะไรเพลินๆ แฝดคนน้องตัวน้อยก็วิ่งออกจากห้องแต่งตัวพอดี

“พี่ปราณ ปัณณ์แต่งตัวเสร็จแล้วครับ” ปราณันต์สำรวจแฝดคนน้องเงียบๆ แล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นว่าปัณณธรตัวน้อยคนนี้แต่งตัวได้เรียบร้อยขนาดไหน เชื่อได้เลยว่าปุณณกันต์ต้องเป็นคนแต่งให้น้องแน่ๆ

พอเห็นว่าเรียบร้อยดีจึงพาเจ้าตัวน้อยไปนั่งรอที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กๆ ที่กางอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง แล้วหันมามองดูปุณณกันต์ แฝดคนพี่ที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จแล้วเดินออกมาเช่นกัน

“ไหนปุณณ์ ให้พี่ดูซิแต่งตัวเรียบร้อยหรือยัง” เขายิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นว่าเจ้าแฝดคนพี่หยิบถุงเท้าคนละข้างมาใส่ น่าจะเป็นเพราะมัวแต่ดูแลน้อง เลยทำให้ตัวเองหยิบของพลาดแบบนี้ “ปุณณ์ครับ ถุงเท้าผิดข้างแล้วครับ ไปหยิบมาใหม่ป่ะ เดี๋ยวพี่ใส่ให้”

ปุณณกันต์ก้มลงมองถุงเท้าตัวเองแล้วยิ้มให้พี่ชายเขินๆ จากนั้นก็เดินกลับไปที่ห้องแต่งตัวอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินออกมาพร้อมถุงเท้าอีกข้าง

ปราณันต์วาดแขนแล้วคว้าตัวแฝดน้อยคนพี่ขึ้นมานั่งบนตัก ก่อนจะเริ่มใส่ถุงเท้าให้อย่างเบามือ

“พี่ขอบคุณปุณณ์มากนะครับ ที่ดูแลปัณณ์แทนพี่เป็นอย่างดี” คนตัวบางยิ้มตาหยีส่งให้น้องชาย

“พี่ปราณบอกว่าปุณณ์เป็นพี่ พี่ที่ดีต้องดูแลน้อง ปุณณ์ต้องดูแลปัณณ์ เหมือนอย่างที่พี่ปราณดูแลปุณณ์ ปุณณ์ไม่อยากให้พี่ปราณต้องเหนื่อยมากครับ”

และด้วยคำตอบที่แสนชาญฉลาดของแฝดตัวน้อยวัยอนุบาล ก็เรียกความภูมิใจและตื้นตันใจจากปราณันต์ได้ไม่น้อยทีเดียว

“ขอบคุณปุณณ์มากเลยนะครับ คนเก่งของพี่” ปราณันต์โอบกอดร่างเล็กไว้แนบอก ก่อนจะระบายยิ้มออกมาบางๆ ถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่ขอเพียงมีเจ้าตัวน้อยทั้งสองอยู่ข้างๆ เขาก็พร้อมจะสู้ ขอแค่ได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่น้องทั้งสองก็พอ

“ป่ะ ไปกินข้าวกัน ปัณณ์หิวแย่แล้วมั้งป่านนี้” เว่ยโจวจับแฝดคนพี่ลุกขึ้นจากตัก แล้วจูงมือพาไปที่โต๊ะตัวเล็กๆ ที่มีอาหารวางอยู่สองสามอย่าง พร้อมรอให้พี่น้องทั้งสามได้กินด้วยกัน

เด็กทั้งสองลงมือกินข้าวกันอย่างเรียบร้อย ตากลมโตของคนพี่มองไปยังน้องน้อยทั้งสองอย่างเอ็นดูปนภูมิใจ เจ้าแฝดของเขาฉลาดเกินเด็กวัยเดียวกัน ปุณณกันต์และปัณณธรรู้ดีว่าพี่คนโตต้องเหนื่อยและทำงานหนัก จึงไม่เคยสักครั้งที่จะทำให้พี่ชายต้องปวดหัว ทั้งคู่ดูแลกันและกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าปราณันต์สอนสิ่งไหนไปก็เชื่อฟังทุกอย่าง เรื่องเรียนก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คุณครูอนุบาลที่ดูแลฝาแฝดมักจะชื่นชมเด็กๆ ให้ปราณันต์ฟังบ่อยๆ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน ปุณณกันต์กับปัณณธรไม่เคยสร้างปัญหาเลยสักครั้ง เดียว

ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบางๆ เมื่อเห็นปัณณธรใช้มือเล็กๆ จับตะเกียบคีบอาหารให้เขาและพี่ชายฝาแฝดอย่างเอื้ออาทร พร้อมกับยกยิ้มตาหยีส่งมาให้อย่างน่าเอ็นดู จนมือเรียวอดไม่ได้ที่จะเอื้อมไปลูบศีรษะเล็กๆ นั่นเบาๆ

“ขอบคุณนะครับ พี่ต้องอิ่มมากแน่ๆ เลย ปัณณ์ตักกับข้าวให้เยอะขนาดนี้”

ปากเล็กๆ ขยับเจื้อยแจ้วทันทีที่ได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้น “พี่ปราณต้องกินเยอะๆ ปัณณ์อยากให้พี่ปราณอ้วนๆ มีแรงๆ” ใบหน้าที่เหมือนปราณันต์ราวกับย่อส่วนหันไปหาพี่ชายฝาแฝดอย่างกับจะหาแนวร่วมสนับสนุนคำพูดต่อไปของตัวเอง “พี่ปุณณ์เคยบอกปัณณ์ว่า พี่ปราณต้องทำงานหนักมากๆ เพื่อดูแลเราสองคน ปัณณ์เลยอยากให้พี่ปราณกินเยอะๆ... ใช่ไหมพี่ปุณณ์”

“อื้อ!” ศีรษะกลมๆ เล็กๆ ของปุณณกันต์ผงกขึ้นลงเพื่อสนับสนุนคำพูดของแฝดคนน้อง “เราสองคนจะตั้งใจเรียน พี่ปราณจะได้ไปทำงานโดยที่ไม่ต้องเป็นห่วง”

ปราณันต์หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้ยินเจ้าแฝดทั้งสองรับส่งคำพูดกันอย่างน่าเอ็นดู ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังทำท่าเหมือนจะทะเลาะกันอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเสียแล้ว

“ฮ่าๆ โอเคๆ พี่จะกินเยอะๆ นะ พี่จะได้มีแรงไปทำงาน หาเงินเยอะๆ ให้เราสามคนได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ดีไหมครับ”

ตากลมๆ แป๋วๆ สองคู่มองไปที่พี่ชายคนโต พลางผงกศีรษะเพื่อแสดงว่าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน

“รีบกินๆ เดี๋ยวพี่จะไปส่งเราสองคนที่โรงเรียน จะสายแล้วเนี่ย”

เด็กทั้งสองพอได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้นก็รีบตักข้าวเข้าปากเล็กๆ พร้อมกับเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างน่าเอ็นดู ปราณันต์มองดูเจ้าตัวแสบของเขาอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะต้องเหนื่อยแค่ไหน ต้องทำงานหนักอีกมากเท่าไหร่ ร่างเล็กพูดบอกกับตัวเองเสมอว่าเขาทนได้ ขอเพียงแค่ให้น้องชายทั้งสองได้เติบโตอย่างดีและมีความสุข ปราณันต์ก็พร้อมจะทำทุกอย่าง จะเป็นให้ทั้งพ่อทั้งแม่ทั้งพี่ชาย ขอเพียงเจ้าตัวน้อยที่เป็นเหมือนโลกทั้งใบของเขาได้รับสิ่งดีๆ อย่างที่ควรจะได้ ปราณันต์ยินดีทำ

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


ดวงตาเรียวคมของคามินภายใต้แว่นกันแดดที่บดบังใบหน้าไปเกือบครึ่ง กำลังมองออกนอกหน้าต่างรถไปยังฝั่งตรงข้ามของถนน เมื่อเห็นชายหนุ่มรูปร่างเพรียวสมส่วนก้าวขาเรียวยาวออกมาจากประตูอพาร์ทเม้นท์ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่

มือใหญ่ขยับแว่นกันแดดออกจากใบหน้าราวกับว่ามันกำลังบดบังหรือบิดเบือนภาพที่เขาเห็น แต่เมื่อไม่มีแว่นกันแดดมาขวางแล้ว ภาพตรงหน้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป ดังนั้นมือหนาจึงกดปุ่มอัตโนมัติตรงคอนโซลข้างประตูรถ เพื่อลดกระจกลง ราวกับว่าอยากจะแน่ใจอีกครั้งว่าสิ่งที่ตนเห็นไม่ใช่เป็นเพราะตาฝาด

“แทนคุณ นั่นมัน...” คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายลงไปในลำคอ เพราะมีภาพเบื้องหน้าเป็นคำตอบแทน

ชายหนุ่มร่างเพรียวกำลังออกเดินโดยมีกระเป๋าเป้ขนาดย่อมสองใบสะพายเอียงๆ อยู่บนไหล่เล็กทั้งสองข้าง ในมือทั้งสองข้างของปราณันต์กำลังกอบกุมมือเล็กๆ ของเด็กน้อยทั้งสองไว้คนละข้าง สามคนเดินเรียงหน้ากระดานจูงมือกันไป โดยเด็กน้อยที่ขนาบข้างซ้ายและขวาของร่างเพรียวนั้น หน้าเหมือนกันราวกับแกะ แต่จะว่าไปก็เหมือนกับคนตัวโตสุดในนั้นด้วย สำเนาถูกต้องราวกับโขลกกันออกมาจริงๆ

ปราณันต์มองไปที่ฝั่งตรงข้ามในขณะที่ทั้งสามคนกำลังรอสัญญาณไฟจราจรให้เปลี่ยนเป็นสีแดงเพื่อจะข้ามถนน เจ้าแฝดคนที่ตัวเล็กกว่ากำลังกระโดดโลดเต้น แกว่งแขนไปมาอย่างน่าเอ็นดู ส่วนเจ้าแฝดอีกคนเพียงแค่มองฝาแฝดตัวเองแล้วยิ้ม และเด็กหนุ่มที่มีดวงตากลมโตเศร้าหมองเหน็ดเหนื่อยคนเมื่อคืนกำลัง... หัวเราะ

... หัวเราะจนตายิบหยีอย่างมีความสุข ช่างดูต่างกับตอนที่เขาได้เจอเมื่อคืนอย่างกับคนละคน

​​​​​​​

“ครับ นั่นคุณปราณันต์กับน้องชายฝาแฝดทั้งสองคนครับ ปุณณกันต์และปัณณธร ตอนนี้เรียนอนุบาลสองอยู่ที่โรงเรียนอนุบาล T ครับ”

ข้อมูลที่ท่านประธานของเขาต้องการนั้นแทนคุณหามาให้ได้ก่อนกำหนดเวลาสามชั่วโมงที่ถูกกำหนดไว้เสียอีก

คามินยกแขนขึ้นเท้ากับที่จับประตูรถ พลางยกมือขึ้นนวดขมับอย่างสับสน ปราณันต์อายุยี่สิบสองปี แต่กลับมีน้องชายอายุสี่ขวบเนี่ยนะ ไม่ใช่ลูกก็เหมือนลูก แล้วแบบนี้เขาจะเข้าหาปราณันต์ได้ยังไงกัน

คิ้วหนาที่พาดอยู่บนดวงตาเรียวกำลังขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด แต่แล้วจู่ๆ ภาพของเด็กหนุ่มร่างเพรียวบางนั่นก็ถูกฉายเข้ามาปิดกั้นทุกความคิดที่เขากำลังเค้นสมองใช้อยู่ ทำให้คามินอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า ถ้าภาพของปราณันต์ยามที่มีดวงตากลมโตเศร้าหมองนั่นน่าสนใจแล้ว แต่ภาพปราณันต์ยามยิ้มและหัวเราะจนตายิบหยีกลับน่าสนใจและน่ามองมากกว่า

ฉับพลันพอคิดได้ดังนั้น ริมฝีปากหยักก็ยกยิ้มอันตรายขึ้นเบาๆ พลางนึกในใจ ดูเหมือนว่าพนันครั้งนี้จะมีอะไรที่น่าสนุกกว่าการเอาชนะไอ้พวกเพื่อนนั่นแล้วสิ ... แบบนี้ค่อยน่าสนใจขึ้นมาหน่อย

“ไปอนุบาล T ฉันต้องการไปถึงที่นั่นก่อนปราณันต์”

.

.

.

ปราณันต์จูงเด็กแฝดไว้คนละข้างแล้วพาทั้งสองขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน และทันทีที่ขึ้นมาบนรถได้ เจ้าเด็กแฝดก็รีบเดินผละออกจากพี่ชายคนโตเพื่อไปหาที่นั่ง โชคดีที่วันนี้รถไม่แน่นนัก ทำให้มีที่นั่งว่างอยู่เหลือบ้าง ปัณณธรเดินกึ่งวิ่งไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วรีบกระเถิบตัวเข้าไปนั่งด้านใน เพื่อเหลือที่ว่างให้ปุณณกันต์นั่งด้วยกันอย่างรู้งาน

ปราณันต์เดินมาหยุดยืนจับเสาตรงจุดที่น้องชายทั้งสองนั่งอยู่ ตากลมมองไปที่น้องอย่างนึกเอ็นดู เมื่อเห็นว่าแฝดพี่และแฝดน้องกำลังแบ่งที่ให้กันและกันนั่งอย่างน่ารัก

“นั่งดีๆ นะครับ ระวังตกนะปุณณ์ ปัณณ์” เสียงหวานเตือนเจ้าตัวแสบทั้งสองอย่างไม่จริงจังอะไรมาก

และเมื่อถึงป้ายโรงเรียน ปราณันต์จึงอุ้มปัณณธรขึ้นมา และใช้มืออีกข้างจูงปุณณกันต์ไปยืนหน้าประตู เตรียมพร้อมจะลงรถเมล์ ซึ่งป้ายนี้มีคนลงมากพอสมควร เขาจึงต้องระวังมากเป็นพิเศษด้วยกลัวน้องจะเกิดอุบัติเหตุ

พอประตูเปิดออกขาเรียวจึงค่อยๆ ก้าวลงจากรถพร้อมทั้งจูงปุณณกันต์ลงมาด้วย แต่เพราะมีคนจะลงเยอะเกินไป ทำให้เกิดการเบียดเสียดกัน และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

มือของปุณณกันต์ถูกกระแทกจนหลุดออกมือของปราณันต์ ตากลมเบิกมองน้องชายเมื่อเห็นว่าร่างเล็กๆ นั่นกำลังจะร่วงหล่นหน้าทิ่มลงจากรถ ปากอิ่มตะโกนเรียกชื่อน้องลั่น ด้วยเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถทำอะไรได้ในสถานการณ์แบบนี้

“ปุณณ์!!”

ใบหน้าของแฝดคนน้องที่ก่อนหน้านี้ซบอยู่บนไหล่ของปราณันต์ หันมาตามเสียงที่ตะโกนดังลั่นของพี่ชายคนคนโต และทันได้เห็นแฝดคนพี่ของตัวเองกำลังจะตกจากบันไดรถเมล์พอดี

“พี่ปุณณ์!! ฮือออออออ” ปัณณธรร้องไห้โฮทันทีเมื่อรับรู้ว่าฝาแฝดของตัวเองตกอยู่ในอันตราย

และก่อนที่ปุณณกันต์จะตกลงไปจู่ๆ ก็มีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่โผล่มาจากไหนไม่รู้ พุ่งมารับเจ้าแฝดตัวน้อยไว้ได้ทัน ผู้ชายคนนั้นหงายหลังลงไปกระแทกพื้น โดยมีปุณณกันต์ล้มไปด้วย แต่ไม่ได้ล้มลงไปบนพื้นจนเป็นอันตราย แต่กลับล้มลงไปอยู่บนร่างกายสูงใหญ่ของผู้ชายคนนั้นแทน

ปราณันต์กระโจนพรวดลงจากรถเมล์ แล้วปล่อยปัณณธรลงยืนบนพื้น เจ้าตัวน้อยยังคงตกใจอยู่แม้จะหยุดร้องไห้แล้ว แต่ก็ยังคงสะอื้นฮักไม่หยุด คนที่ยืนอยู่ละแวกนั้นเข้ามามุงดูด้วยความตกใจ ร่างเล็กของปุณณกันต์ยังคงถูกอ้อมแขนแข็งแรงโอบกอดไว้แน่น จนกระทั่งร่างบางทรุดตัวคุกเข่าลงบนพื้นข้างกายผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตปุณณกันต์ไว้ หากไม่ได้ชายคนนี้... ปราณันต์ข่มตาลงแน่นพลางตั้งสติ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาต้องขาดใจแน่ๆ ถ้าปุณณกันต์เป็นอะไรไป

“คุณครับ เป็นยังไงบ้างครับ?” มือเล็กตรงเข้าเขย่าลงบนไหล่หนาของคนที่นอนอยู่บนพื้นอย่างเบามือ แต่เขาก็ยังคงนิ่ง ใบหน้าคมคายกำลังก้มมองเด็กในอ้อมกอด สุดท้ายปราณันต์จึงตัดสินใจที่จะผินหน้าก้มลงต่ำเพื่อมองเจ้าตัวน้อยที่ยังอยู่ในอ้อมแขนเขาคนนั้น เมื่อเห็นว่าผู้มีพระคุณยังคงไม่ตอบสนองใดๆ “ปุณณ์ เจ็บตรงไหนรึป่าว บอกพี่ปราณหน่อยครับ”

มือเล็กค่อยๆ แกะอ้อมแขนที่โอบกอดน้องชายของตนออก และเหมือนชายรูปร่างสูงใหญ่คนนั้นจะรู้สึกตัว เขาจึงยอมคลายอ้อมกอดออกให้ร่างบางที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ ได้อุ้มน้องชายคืนไป

“พี่ปราณ...” ปุณณกันต์หันมองพี่ชายคนโตของตัวเองช้าๆ เมื่อได้กลับเข้าสู่อ้อมกอดที่คุ้นเคย และได้เห็นใบหน้าของปราณันต์เต็มตา เด็กน้อยก็ร้องไห้โฮทันที “ฮือออ ฮึก! ฮือออ พี่ปราณ ปุณณ์กลัว ฮืออออ”

และทันทีที่ปุณณกันต์ร้องไห้ ปัณณธรที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ร้องไห้ตาม กลายเป็นแฝดน้อยทั้งสองร้องไห้แข่งกันจ้าละหวั่น

“ไม่ร้องนะไม่ร้อง พี่อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวนะครับคนเก่ง ไม่มีอะไรแล้ว” แขนเล็กโอบกอดน้องชายตัวเองทั้งสองไว้แน่น

ในระหว่างที่ปลอบน้องปราณันต์ก็ไม่ทันได้สังเกต จนตอนนี้ผู้มีพระคุณลุกขึ้นมานั่งเรียบร้อยแล้ว ตาคมจ้องไปที่พี่น้องทั้งสามอย่างสนใจ จากเท่าที่มองอยู่ตอนนี้ เหมือนเด็กทั้งสองคือแก้วตาดวงใจของคนตรงหน้าจริงๆ

ปราณันต์เองเมื่อหันไปเห็นผู้มีพระคุณกำลังนั่งทอดสายตามายังตน จึงนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ขอบคุณที่ช่วยชีวิตน้องชายเขาไว้เลย

“ผมต้องขอบคุณคุณมากนะครับที่ช่วยปุณณ์ไว้ คุณเป็นยังไงบ้างครับ เจ็บตรงไหนรึป่าว” ปากอิ่มถามอย่างอ่อนแรง เพราะยังตกใจกับเหตุการณ์ก่อนหน้าอยู่

“ผมไม่เป็นไรครับ แล้วลูกชายคุณ...” ชายคนนั้นคงจะเข้าใจผิดเหมือนคนอื่นที่คิดว่าเด็กแฝดเป็นลูกของปราณันต์

“นี่ไม่ใช่ลูกชายผมครับ เด็กสองคนนี้เป็นน้องชายฝาแฝดของผมเอง”

“อ่า ขอโทษนะครับ ผมเข้าใจผิดไป” ใบหน้าคมคายแสดงออกว่าเพิ่งเข้าใจ “แต่ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นผมขอตัวนะครับ” ผู้ชายคนนั้นเตรียมผละออก จึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

ปราณันต์เห็นดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นตาม ก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะจากไป

“ให้ผมได้พาคุณไปหาหมอเถอะครับ ผมจะได้สบายใจ คุณอุตส่าห์ช่วยน้องผมไว้ ถ้าคุณเป็นอะไรไปผมคงรู้สึกผิดแย่”

เมื่อปราณันต์เดินไปเผชิญหน้ากับชายคนตรงข้ามเพื่อบอกความตั้งใจของตัวเอง ตัวเขากลับดูเล็กไปจนถนัดตา

“ผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ครับ คุณไม่ต้องห่วง” ผู้ชายคนนั้นทำเพียงแค่ยิ้มบางๆ ให้ปราณันต์

“ไม่ได้หรอกครับ อาการบางอย่างมันอาจจะยังไม่แสดงออกก็ได้นะครับ ผมว่าไปหาหมอตรวจให้แน่ใจเลยดีกว่า”

คนตัวเล็กยังคงดื้อดึง ปราณันต์อยากจะไปตรวจให้รู้แน่ว่าเขาไม่เป็นอะไร เพราะแค่เขาช่วยเหลือปุณณกันต์ไว้นั้นก็เท่ากับเป็นบุญคุณมากมายของปราณันต์แล้ว

“งั้นเอาตามใจคุณก็ได้ครับ” ในที่สุดชายหนุ่มผู้ที่มีใบหน้าคมคายหล่อเหลาคนนั้นก็ยอมตกลง

“ขอบคุณมากนะครับที่คุณยอม ยังไงคุณรอแป๊บนึงนะครับ ผมขอพาน้องไปส่งครูที่โรงเรียนอนุบาลข้างหน้านี้ก่อน”

ตากลมโตมองเลยไปยังประตูโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลออกไป ทำให้คนตรงข้ามอดมองตามไปด้วยไม่ได้

“ผมไปกับคุณก็ได้ครับ จะได้ช่วยจูงน้องให้คนนึง”

“ขอบคุณมากนะครับ” ก่อนที่ปราณันต์จะหันไปมองน้องชายฝาแฝดคนพี่ที่ยังกอดเอวเขาไว้แน่น “แต่ปุณณ์น่าจะยังไม่ยอมไปจากผมง่ายๆ แน่”

ปุณณกันต์ยังคงเกาะติดปราณันต์ไม่ยอมปล่อย เพราะตกใจกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อยู่ ปัณณธรเองก็คงรู้ เลยเดินมาหาชายคนนั้นพร้อมทั้งยื่นมือเล็กๆ ป้อมๆ ไปเกาะที่มือใหญ่ของชายคนนั้นอย่างเด็กรู้ความ

ชายคนนั้นหลุดขำออกมาเบาๆ เมื่อเห็นถึงความฉลาดของเด็กแฝดคนน้อง

“น้องชายคุณฉลาดมากเลยนะครับ” เขาหันไปพูดชมปัณณธรให้ปราณันต์ฟัง ก่อนจะหันมาหาเจ้าตัวน้อยที่ตอนนี้กำลังเกาะมือเขาแน่น แถมยังใช้ตากลมๆ โตๆ ที่เหมือนพี่ชายตัวเองมองมาที่เขาตาแป๋วอีกต่างหาก “ไงหนุ่มน้อย เราเป็นพี่หรือเป็นน้องล่ะ?”

“ปัณณ์เป็นน้องของพี่ปุณณ์ครับ ปัณณ์ชื่อปัณณธร ฤทธิรงค์ครับ”

คนตัวเล็กยิ้มออกมาบางๆ เมื่อได้ยินเจ้าตัวน้อยเจื้อยแจ้วคุยกับคนแปลกหน้าอย่างสนิทสนม

“ปัณณ์ ปัณณ์รู้จักคุณเขาหรอนั่น วิ่งไปเกาะมือแถมยังคุยกับคุณเขาปร๋ออีก”

“ปัณณ์รู้จักคุณลุงคนนี้นะพี่ปราณ” ปัณณธรยังคงพูดฉอเลาะไม่หยุด จนปุณณกันต์ที่ตอนนี้ซบหน้าอยู่บนบ่าของพี่ชายคนโต เริ่มหันมาให้ความสนใจบ้างแล้ว

“คุณลุงเลยหรอ ฮ่าๆ” คนแปลกหน้าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เมื่อได้ยินปัณณธรใช้สรรพนามเรียกตนเองแบบนั้น ก่อนจะผินหน้าไปหน้าคนตัวเล็กกว่าที่ขณะนี้เริ่มออกเดินแล้ว “ผมดูแก่ขนาดนั้นเลยหรอครับเนี่ย”

“แหะๆ” ปราณันต์หัวเราะแห้งๆ ไม่รู้จะตอบรับหรือตอบปฏิเสธยังไง เพราะคนตรงข้ามก็ดูมีอายุ ไม่สิ เรียกว่าดูภูมิฐานน่าจะเหมาะกว่า รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง แขนและขายาวรับกัน ถ้าให้เดา ร่างกายภายใต้ชุดสูทราคาแพงต้องเต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่ๆ ไหนน่าจะใบหน้าคมคายดูมีเสน่ห์นั่นอีก ปราณันต์คิดว่าที่แน่ๆ ชายคนนี้คงจะอายุมากกว่าเขาหลายปีทีเดียว

“หัวเราะแบบนี้หมายความว่าไงครับเนี่ย” ชายคนที่ปัณณธรเรียกว่าคุณลุงหยอกเย้าปราณันต์อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปหาเจ้าแฝดคนต้นเหตุของหัวข้อสนทนาตอนนี้ “ว่าไงครับปัณณ์ ลุงดูแก่ขนาดนั้นเลยหรอ”

ปากเล็กๆ ของเจ้าตัวแสบเม้มเข้าหากันอย่างใช้ความคิด เมื่อได้ยินคำถามจากคุณลุงคนใจดี ก่อนจะเอ่ยตอบออกไปอย่างไร้เดียงสา

“คุณลุงไม่ได้แก่หรอกครับ แต่ปัณณ์ไม่รู้จะเรียกคุณลุงว่ายังไงนี่นา” ปากเล็กๆ ยังคงขยับพูดต่อโดยไม่หยุดหายใจ “ปัณณ์อยากสนิทกับคุณลุง เพราะคุณลุงใจดี คุณลุงช่วยพี่ปุณณ์ของปัณณ์ไว้ พี่ปราณสอนไว้ว่า ถ้าใครช่วยเหลือเรา เราต้องรู้จักสำนึกในบุญคุณ”

ทั้งปราณันต์และชายคนนั้นยิ้มออกมาทันทีหลังจากได้ยินเด็กน้อยพูดจบ โดยเฉพาะชายแปลกหน้าคนนั้น ได้แต่คิดในใจลำพังว่า คนตัวเล็กนี่ช่างสอนน้องชายได้ดีจริงๆ เจ้าตัวน้อยที่เขาจูงอยู่ตอนนี้ ช่างฉลาดพูด ฉลาดคิด ฉลาดทำเกินเด็กวัยเดียวกัน

“คุณลุงครับ” เสียงเล็กๆ เบาๆ ที่คล้ายกับเสียงของปัณณธรดังขึ้นมาจากทางไหล่ของปราณันต์ เรียกให้ทุกคนไม่แค่เฉพาะเจ้าของชื่อ หันไปมอง

“ปุณณ์หายตกใจรึยังครับ” ปราณันต์ถามแฝดคนพี่ที่ตนอุ้มอยู่อย่างเป็นห่วง

“หายแล้วครับ” เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก เพื่อยืนยันสิ่งที่ตนเองพูด ก่อนจะหันไปมองชายผู้ช่วยชีวิตตนไว้อีกครั้ง “คุณลุงครับ”

“ว่าไงครับปุณณ์ ปุณณ์เจ็บตรงไหนไหม?” ชายคนนั้นยิ้มให้ปุณณกันต์อย่างใจดี

“ไม่เจ็บครับ ปุณณ์แค่อยากจะขอบคุณคุณลุง” เด็กน้อยพุ่มมือขึ้นไหว้พร้อมกับค้อมหัวลง แม้จะถูกพี่ชายอุ้มอยู่ก็ตาม “คุณลุงช่วยปุณณ์ไว้ ขอบคุณครับ”

มือใหญ่ของชายแปลกหน้าลูบศีรษะกลมๆ เล็กๆ ของปุณณกันต์อย่างเอ็นดู

“ไม่เป็นไรครับ แค่ปุณณ์ไม่เป็นอะไร ลุงก็ดีใจแล้ว”

ทั้งสี่คนเดินไปคุยกันไป จนเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ถึงหน้าประตูโรงเรียนแล้ว

ปราณันต์เดินนำชายแปลกหน้าที่กำลังจูงปัณณธรอยู่เข้าไปในโรงเรียน ก่อนจะเดินตรงไปหาอาจารย์ประจำชั้นของเด็กแฝดทั้งสองที่ยืนคอยอยู่ก่อนหน้าแล้ว

“น้องปุณณ์ น้องปัณณ์ มากันแล้วหรอจ๊ะ ทำไมวันนี้ถึงสายได้ล่ะคะน้องปราณ” อาจารย์ที่ดูสูงวัยนิดหน่อยทักทายทั้งสามอย่างสนิทสนม

“พอดีเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับอาจารย์ โชคดีที่ได้คุณคนนี้ช่วยไว้” ปราณันต์ตอบพลางปล่อยให้ปุณณกันต์ที่ตอนนี้หายตกใจแล้ว ลงไปยืนบนพื้น แล้วหันไปชี้คนแปลกหน้าที่ตัวเองพามาด้วย

“ตายจริง แล้วเป็นอะไรกันมากไหมจ๊ะ” อาจารย์ถามขึ้นอย่างตกใจ

“ไม่เป็นไรแล้วครับ ตอนแรกปุณณ์ตกใจนิดหน่อย แต่ตอนนี้น่าจะดีขี้นแล้ว”

ตากลมทอดมองไปยังแฝดคนพี่ด้วยสายตาเป็นห่วง พลางใช้มือลูบหลังลูบไหล่น้อง เพื่อให้น้องได้ผ่อนคลายมากขึ้น

และพออาจารย์สำรวจมองดูเห็นว่าเด็กทั้งสองปลอดภัยดี จึงเตรียมพาเข้าห้องเรียน

“ไปจ้ะ บอกลาพี่ชายได้แล้วเด็กๆ จะได้เวลาเข้าเรียนแล้วนะ”

เจ้าแฝดน้อยทั้งสองยืนมาหยุดอยู่ตรงหน้าของพี่ชายคนโต ที่ตอนนี้กำลังนั่งยองๆ เพื่อให้ใบหน้าของตนและน้องทั้งสองอยู่ในระดับเดียวกัน แฝดปุณณ์และแฝดปัณณ์มองหน้าพี่ชายพลางจับจูงมือกันและกันไว้แน่น

“เอาล่ะครับ ตั้งใจเรียนนะเด็กๆ ไม่ดื้อไม่ซน เหมือนที่พี่ปราณเคยสอนนะ โอเคไหม”

“ครับ” ทั้งสองรับคำพร้อมกัน

“พี่ไปนะ แล้วเดี๋ยววันศุกร์ พี่เลิกงานแล้วจะรีบมารับเราสองคนทันที” ปราณันต์ยิ้มบางๆ ให้น้องทั้งสอง แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องทิ้งน้องไว้ให้คนอื่นดูแล แต่ด้วยความจำเป็นก็ต้องทำ และเด็กๆ เองก็รู้และเข้าใจดี แม้จะมีงอแงบ้างตามประสาเด็ก แต่ปุณณกันต์และปัณณธรก็ไม่เคยสร้างปัญหาให้หนักใจสักครั้ง

“ปัณณ์ต้องคิดถึงพี่ปราณมากแน่ๆ เลย” ปราณันต์โยกศีรษะกลมๆ เล็กๆ นั่นอย่างเอ็นดู เมื่อได้ยินเจ้าตัวน้อยพูดจบ

“แป๊ปเดียวก็วันศุกร์แล้ว พี่สัญญานะว่าจะโทรมาหาทุกวัน ตกลงไหม” แม้ปากอิ่มจะยิ้ม แต่ในตากลมโตกลับแสดงความรู้สึกที่ตรงข้าม... ปราณันต์เองก็กำลังเศร้า ไม่ต่างจากเด็กทั้งสองเลยสักนิด

“พี่ปราณไปเถอะครับ เดี๋ยวปุณณ์จะดูแลปัณณ์เอง พี่ปราณไม่ต้องเป็นห่วงนะ” แฝดคนพี่เอ่ยปากเพราะไม่อยากให้พี่ชายเป็นห่วง ปราณันต์พยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะหันไปหาอาจารย์ เพื่อฝากฝังน้องชายทั้งสองอีกครั้ง

“ฝากด้วยนะครับ ถ้ามีอะไรก็โทรหาผมได้เลย แล้วเดี๋ยววันศุกร์ผมจะมารับ”

“ได้จ้ะ น้องปราณไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดี๋ยวครูจะดูแลปุณณ์กับปัณณ์ให้” อาจารย์ยิ้มให้อย่างใจดี

และก่อนที่อาจารย์จะพาเด็กแฝดเข้าห้องเรียน ปัณณธรก็หันกลับมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

“บ๊ายบายครับคุณลุง ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ช่วยพี่ปุณณ์ไว้” เด็กน้อยหันมาโบกมือให้คุณลุงคนแปลกหน้า ปุณณกันต์เองก็เลยหันมาทำตามฝาแฝดตนเช่นกัน

“ขอบคุณครับคุณลุง” ปุณณกันต์เอ่ยตาม ก่อนที่เจ้าของสรรพนามคุณลุงจะเดินเข้าไปหาเด็กทั้งสองอีกครั้ง พลางถามออกมา

“ทำยังไงดีล่ะ ลุงไม่ชอบให้เรียกว่าลุงเลย”

แฝดคนน้องเอียงคออย่างใช้ความคิด เมื่อได้ยินดังนั้น “แล้วจะให้เรียกว่ายังไงดีครับ คุณลุง”

“อืม เอาอย่างนี้ดีไหม?” มือใหญ่กวักเรียกปุณณกันต์และปัณณธรให้เดินเข้าไปใกล้ๆ พลางทรุดตัวลงนั่งยองๆ เพื่อให้ใบหน้าเสมอกับเด็กๆ ก่อนจะยื่นไปกระซิบที่ข้างหูของเด็กแฝดเบาๆ จากนั้นก็ผละออกแล้วถาม “ดีไหมครับ”

“ดีครับดี” ปัณณธรตอบพลางหัวเราะคิกคัก ปุณณกันต์เองก็พยักหน้าเห็นด้วยเหมือนกัน

ทั้งสามยิ้มให้กันอย่างชอบใจ ราวกับว่าเป็นเรื่องที่รู้กันได้เฉพาะแค่สามคน จนปราณันต์ที่เดินมายืนข้างหลังอดแปลกใจไม่ได้

“ปุณณ์ ปัณณ์ไปได้แล้วจ้ะ สายแล้ว” เสียงคุณครูตะโกนเรียก ก่อนที่สองแฝดจะวิ่งตื๋อออกไป แล้วหันมายิ้มหวานตาหยีโบกมือให้พี่ชายและคุณลุงคนแปลกหน้าอีกครั้ง

คนตัวเล็กและคนตัวโตก็โบกมือกลับไปให้เด็กๆ พลางมองดูฝาแฝดเดินเข้าไปด้านในจนลับตา ปราณันต์จึงหันมาหาคนข้างกายอีกครั้ง

“รบกวนคุณเลย ไหนจะช่วยน้องผมไว้ แลัวยังเป็นธุระมาส่งให้อีก ยังไงก็ขอบคุณมากนะครับ”

ชายคนนั้นเพียงแค่ยิ้ม พลางโบกมือไล่ประมาณว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักนิด

“โถ่ เรื่องเล็กน้อยเองครับ อย่ากังวลไปเลย”

“ให้ผมพาคุณไปเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลนะครับ เช้านี้ผมพอว่างอยู่” ปราณันต์พูดเจื้อยแจ้ว จนคนตรงข้ามอดคิดในใจไม่ได้ว่า ปราณันต์นั้นไม่ต่างจากปัณณธรเลยสักนิด

“ไปกันเถอะครับคุณ...” ปราณันต์หยุดชะงัก และถามขึ้นราวกับเพิ่งนึกได้ “นี่คุณชื่ออะไรนะครับ ผมเองก็ลืมถามเสียสนิทเลย ฮ่ะๆ”

ปราณันต์หัวเราะแก้เก้อ พลางเกาต้นคอตัวเองอย่างเขินๆ เกิดเรื่องวุ่นวายจนเขาลืมถามชื่อของผู้มีพระคุณไปได้ยังไงกันนะ

“ฮ่าๆ” คนตัวโตกว่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดีและไม่ได้ถือสาอะไร ก่อนจะตอบปราณันต์ออกไปอย่างเป็นกันเอง

“คามินครับ ... ผมชื่อคามิน หรือคุณจะเรียกผมว่าครามก็ได้ ”


“คุณคราม...” ศีรษะกลมๆ ของปราณันต์พยักหงึกหงักอย่างรับรู้ โดยที่ไม่ทันได้สังเกตอาการของคนฝั่งตรงข้าม เลยสักนิด

ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชาด้วยความพอใจ

‘ใช่แล้วปราณันต์ ฉันชื่อคราม นายจำชื่อฉันไว้ให้ดีล่ะ จากนี้ฉันมีเรื่องสนุกให้นายได้เจออีกเยอะเลย’

-------------------------------------------------------

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ... หรือ ซาตาน?

555555555555555555555555

ถ้าเจอคำผิดบอกเรานะคะ โดยเฉพาะชื่อตัวละคร บางทีตามันลายจริงๆ เลยอาจจะเผลอมองข้ามไป เม้นท์บอกได้เลย เราจะรีบแก้ให้ อย่างที่บอกคือเอามารีไรท์จริงๆ ก็กลัวจะมีข้อผิดพลาดหลุดไป ถ้ามียังไงก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

แล้วก็ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามและให้กำลังใจ ขอบคุณคอมเม้นท์ทุกคอมเม้นท์ด้วยย น่ารักกันมากๆ เลย ขอบคุณค่ะ

แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ รักกกก <3

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 421
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4041
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
อย่างนี้สิ สนุกแน่ๆ ..

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 155
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
 :ling1: :ling1: :ling1:อย่าหาทำ

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
2nd Lies : แผนการ


หลังจากส่งฝาแฝดทั้งสองเข้าเรียนแล้ว ปราณันต์และคามินก็ออกมาเรียกแท็กซี่ที่หน้าโรงเรียน เพื่อไปยังโรงพยาบาลใกล้ๆ และเช็คอาการของคามินตามที่ปราณันต์เป็นกังวล

คามินลอบมองคนข้างๆ หลังจากขึ้นรถมาเรียบร้อย พลางคิดในใจว่า เด็กคนนี้... ถ้ามองผ่านๆ หรือไม่สังเกตดีๆ จะรู้สึกว่าธรรมดามาก แต่ถ้าได้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ แบบนี้...

ดวงตากลมโตที่สอดรับกับขนตายาวเป็นแพ จมูกโด่งเป็นสันที่ปลายรั้นนิดหน่อย ราวกับจะบอกถึงความดื้อดึงของเจ้าของ แล้วไหนจะริมฝีปากอิ่มสีแดงสดที่โดดเด่นที่สุดบนใบหน้าเล็กๆ นั่น ทุกองค์ประกอบบนเครื่องหน้าของปราณันต์ นิยามได้คำเดียวเลยว่า ‘สวย’ ... สวยถึงแม้ว่าเพศสภาพของคนตรงข้ามจะไม่ใช่ผู้หญิงก็ตาม

คามินไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปราณันต์ถึงเสน่ห์แรงขนาดที่ว่าสิปปกรมันเอามาเป็นเหยื่อในเกมพิเรนทร์ๆ ที่พวกมันคิดขึ้นแบบนี้

“ถ้าผมพาคุณไปคลินิกใกล้ๆ นี้ เอ่อ... คุณจะโอเคไหมครับ” จู่ๆ เสียงใสก็เอ่ยถามขึ้น คิ้วเข้มของคามินเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ เมื่อได้ยินคำถามนั้น

“ผมยังไงก็ได้ครับ ที่จริง... อย่างที่ผมบอกไปแต่แรกว่าอย่าลำบากเลย แต่คุณปราณันต์ก็ยังดึงดัน” คามินกล่าวอย่างสบายๆ เพราะอันที่จริงตัวเขาเองก็ไม่ได้เจ็บปวดอะไรตรงไหนสักเท่าไหร่

“อย่าเข้าใจผิดไปเลยนะครับ ผมอยากพาคุณไปหาหมอจริงๆ เพียงแต่... เงินผมอาจจะไม่พอถ้าไปโรงพยาบาลเอกชน” เจ้าของคำพูดยิ้มเศร้าๆ ใบหน้าหวานดูอึดอัดเล็กน้อย ที่ต้องพูดเรื่องส่วนตัวขนาดนี้ให้คนแปลกหน้าฟัง

คามินปั้นยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ปราณันต์ ยิ้มแบบที่คนตัวเล็กกว่าเห็นแล้วใจกระตุกโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว

“เอาที่คุณปราณันต์สะดวกเลยครับ ผมได้หมด”

ร่างบางยิ้มตอบให้คนตรงข้าม พาลให้รู้สึกประทับใจในความเข้าอกเข้าใจที่อีกฝั่งมีให้ตน ยิ่งด้วยท่าทางสบายๆ ของคามินที่ไม่ได้ทำท่าเห็นอกเห็นใจ หรือไม่ได้ละลาบละล้วงอยากรู้มากเกินไปเสียจนทำให้เขาอึดอึด ยิ่งทำให้ปราณันต์รู้สึกดี และสบายใจกับคนแปลกหน้าคนนี้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

และระหว่างตลอดทางที่นั่งรถ คงเพราะไม่อยากให้บรรยากาศมันดูอึดอัดเกินไป คามินจึงพยายามชวนคนตัวเล็กกว่าพูดคุย หรือง่ายๆ ก็คือพยายามล้วงข้อมูลจากปราณันต์ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

“แล้วคุณปราณันต์ทำงานที่ไหนเหรอครับ เพราะตอนนี้ก็สายมากแล้วด้วย” คามินแกล้งถามหน้าซื่อ ทั้งที่จริงเขาเองก็รู้คำตอบอยู่แล้วแก่ใจ

“พอดีผมลางานช่วงเช้าน่ะครับ เพราะต้องมาส่งปุณณ์กับปัณณ์ วันนี้เปิดเทอมวันแรกผมก็เลยอยากจะอยู่กับพวกแกให้นานหน่อย”

“อ๋อ แบบนี้นี่เอง" ใบหน้าคมคายพยักขึ้นลงราวกับเพิ่งเข้าใจ

“....” ปราณันต์นิ่ง คามินเลยพูดต่อ

“แต่ดูท่าคุณจะสนิทกับฝาแฝดมากเลยนะครับ” คามินแสร้งทำสีหน้ากระอักอ่วนใจ ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมา “แต่พวกคุณดูอายุห่างกันมาก เอ่อ... ผมเลยเผลอเข้าใจผิดไป ต้องขอโทษด้วยนะครับ”

ปราณันต์หัวเราะน้อยๆ หลังจากได้ยินคามินพูดจบประโยค

“ใครๆ ก็เข้าใจแบบคุณครับ ไม่ต้องคิดมากหรอก และอีกอย่างปุณณ์กับปัณณ์ก็หน้าเหมือนกับผมอย่างกับโขลกกันมา ถ้าคุณไม่เข้าใจผิดผมสิว่าแปลก”

คามินเผลอจ้องคนตรงข้ามนิ่ง ภาพตอนที่ปราณันต์หัวเราะนั่น เหมือนสาปให้เขาแทบหยุดหายใจได้เลยทีเดียว


‘น่ารัก’


เป็นคำๆ เดียวที่เขาคิดออกสำหรับคนตรงหน้าในเวลานี้

“มีอะไรติดหน้าผมหรือเปล่าครับ ทำไมจ้องขนาดนั้น”

เจ้าของดวงตากลมโตเสหลบตาคมที่จ้องมาทางตนอย่างทำอะไรไม่ถูก ไม่ใช่ว่าปราณันต์จะไม่เคยถูกจ้องแบบนี้ เวลาทำงานที่คลับ ลูกค้าที่เข้ามามักจะแทะโลมเขาทั้งด้วยคำพูดท่าทางและแววตาอย่างนี้ทั้งนั้น แต่ไม่เคยมีสายตาคู่ไหนทำให้เขาหวั่นไหวได้เท่ากับสายตาคู่นี้มาก่อน มันทั้งดึงดูด ทั้งมีเสน่ห์ จนทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ที่ไม่เคยเต้นแรงให้กับใคร สั่นไหวจนเจ้าตัวก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

“เปล่าครับ ผมแค่คิดว่าคุณน่ารักดี” คามินตอบไปตามตรง อยากทำคะแนนก็ส่วนนึงและในใจส่วนลึกๆ ของเขาเองก็คิดแบบนั้นจริงๆ จะเป็นอะไรไปยังไงมันก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนของเขาอยู่แล้ว

ปราณันต์หน้าขึ้นสีจางๆ เมื่อได้ยินคำตอบนั้นของคามิน มันไม่ได้ฟังดูเจ้าชู้หรือหยาบคายเลยสักนิด ตรงกันข้ามมันกลับฟังดูจริงใจและไม่ได้แฝงจุดประสงค์ใดเลย

“เอ่อ.. ขอบคุณครับ” ปราณันต์รับคำอึกๆ อักๆ ทุกอย่างมันดูขัดเขินไปหมด

“นี่ผมทำคุณลำบากใจหรือเปล่าครับ” คามินแสร้งทำเสียงเสียใจ “ถ้าเป็นแบบนั้น ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ”

“เปล่าครับ เปล่า” ปราณันต์ละล่ำละลักปฏิเสธ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจะต้องแคร์ และกลัวอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดมากขนาดนั้น “เพียงแต่ไม่เคยมีใครมาชมผมต่อหน้าแบบนี้ ผมเลยรู้สึกแปลกๆ นิดนึง”

“ไม่น่าเชื่อนะครับว่าผมจะชมคุณเป็นคนแรก ผมคิดว่าผมจะเป็นคนสุดท้ายบนโลกใบนี้แล้วเสียอีกที่ชมคุณแบบนี้”

ฟังเผินๆ อาจจะเหมือนคำพูดทั่วไป แต่ถ้ามองลึกลงไปในประโยคเมื่อกี้มันคือคำชมทางอ้อม ทำเอาคนถูกพูดถึงอดหน้าร้อนขึ้นมาไม่ได้เหมือนกัน

หลังจากนั้นคามินก็เริ่มชวนปราณันต์พูดคุยอย่างเป็นกันเอง พลอยให้ปราณันต์ได้ผ่อนคลายและไม่เกร็งเท่าช่วงแรกๆ ทั้งสองคุยกันเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งรถแท็กซี่ที่โดยสารมาหยุดที่หน้าคลินิกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนอนุบาลมาไม่ไกลมาก

หลังจากปราณันต์ส่งคามินเข้าไปตรวจร่างกายเรียบร้อย เขาก็มาเตร็ดเตร่นั่งรออีกฝ่ายอยู่ด้านนอก ก่อนที่มือเรียวจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหาปลายสายที่ตนคุ้นเคยทันทีที่นึกขึ้นได้

(ว่าไงปราณ ปราณจะกลับเข้าออฟฟิศกี่โมง)

ทันทีที่ทางโน้นรับสายก็ไม่ทันได้ให้เขาได้ทักทายอะไร แต่กลับตั้งคำถามสวนมาแทน ปราณันต์เองพอได้ยินแบบนั้นก็อดขำไม่ได้

“ใจเย็นครับพี่นท ฮ่ะๆ ผมส่งฝาแฝดเสร็จแล้วแต่พอดีมีธุระติดพันอีกนิดหน่อย สักสิบโมงคงได้กลับเข้าออฟฟิศครับ”

ปราณันต์โทรหา ‘นทนัช’ รุ่นพี่สาวที่สนิทมากที่สุดในบริษัท และยังพ่วงตำแหน่งหัวหน้าทีมที่ทำงานร่วมกันมานานหลายปีแล้วด้วย

(ธุระของเจ้าแฝดเหรอ?)

นทนัชถามขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะโดยปกติปราณันต์ไม่ค่อยจะได้มีเหตุให้ได้ไปอะไรที่ไหน นอกจากจะเป็นเหตุจำเป็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยพ้นเรื่องเจ้าเด็กฝาแฝด ซึ่งคราวนี้รุ่นพี่คนสนิทเดาผิดถนัด

“เปล่าครับ ถ้าให้ผมเล่าคงยาว เดี๋ยวพอกลับเข้าออฟฟิศผมจะไปเล่าให้ฟังแล้วกันนะครับ ยังไงก็ฝากพี่บอก ‘กวี’ ด้วย ว่าผมจะเข้าไปช้ากว่ากำหนดนิดนึง”

(โอเคๆ ตามสบายเถอะ ไม่ต้องรีบ นานๆ ปราณจะลาซักที ยังไงก็ลาไว้จนเที่ยงอยู่แล้วนี่ อย่ากังวลไปเลย)

“ขอบคุณครับพี่นท”

นทนัชบอกตัดบทอย่างใจดี ก่อนจะวางสายไป เป็นผลให้ปราณันต์ต้องหลุดยิ้มออกมาบางๆ อย่างที่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่มีคนรอบตัวแสนดีขนาดนี่

นอกจากอนาวินที่เป็นเพื่อนสนิทแล้ว ปราณันต์ก็มี นทนัช และ กวี หรือ กันต์กวี นี่แหละ เป็นเพื่อนที่ร่วมงานด้วยกันมาตลอดตั้งแต่เริ่มทำงานที่บริษัท ‘เคเอ็มพร็อตเพอร์ตี้’  และถึงแม้ปราณันต์จะทำงานอยู่ฝ่ายออกแบบ แต่ในฝ่ายก็จะแบ่งทีมออกแบบเป็นทีมย่อยๆ หลายทีม ซึ่งทีมของเขาก็มีนทนัชและกันต์กวีที่ทำงานอยู่ด้วยกัน ซึ่งตัวปราณันต์เองก็ชอบการทำงานแบบนี้อยู่ไม่น้อย เพราะเขาเชื่อว่าการออกแบบที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะ การทำงานกับคนน้อยๆ เป็นอะไรที่ควบคุมง่าย และทำให้มีอิสระทางความคิดก็มากกว่าตามไปด้วย

แต่เหตุผลหลักๆ ก็เห็นจะเรื่องที่ว่าปราณันต์เป็นคนไม่ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไปเท่าไหร่นัก อย่างที่บอกว่าหลังจากที่พ่อและแม่จากไป หนุ่มน้อยที่ร่าเริงสดใสคนนั้นก็เหมือนตายจากไปด้วย เหลือแต่ชายหนุ่มคนใหม่ที่แบกภาระความรับผิดชอบไว้เต็มสองบ่า ปราณันต์ยอมรับว่าเขาไม่มีเวลาไปเสียกับเรื่องอื่นใดทั้งนั้น นอกจากเรื่องชีวิตและความเป็นอยู่ของเด็กแฝดทั้งสอง ที่เป็นเหมือนแก้วตาและดวงใจของเขาเอง

“คิดอะไรอยู่เหรอครับ” คามินที่ตอนนี้มาหยุดยืนเต็มความสูงอยู่ตรงหน้าปราณันต์ ในมือใหญ่มีถุงยาถุงเล็กๆ หนึ่งถุงถือไว้เรียบร้อยแล้ว

“ตรวจเสร็จแล้วเหรอครับ” ปราณันต์กลับตอบคำถามคามินด้วยคำถาม ตากลมมองเลยหลังคนตัวใหญ่ไปอย่างเลิ่กลั่ก พลางคิดในใจว่าเหม่อจนได้เรื่อง

และหลังจากได้สติเขาก็จัดแจงจะลุกขึ้นเพื่อเดินจากเก้าอี้ที่ตัวเองนั่งไปยังเคาน์เตอร์คิดเงินที่อยู่ไม่ไกลออกไป

“คุณปราณันต์จะไปไหนครับ” คามินถามยิ้มๆ ตอนเห็นท่าทางน่าเอ็นดูแบบนั้นของอีกฝ่าย

“รอผมแป๊ปนึงนะครับ เดี๋ยวผมไปจ่ายเงินก่อน”

ขณะที่ขาเรียวกำลังจะก้าวเลี่ยงออกเพื่อไปจ่ายเงินตามที่บอกกับคามิน แต่มือใหญ่กลับรั้งข้อมือของเขาไว้ก่อนพลางเอ่ยห้ามอย่างไม่จริงจัง

“ไม่เป็นไรครับ ผมจ่ายเรียบร้อยแล้ว” ริมฝีปากหยักเอ่ยออกมายิ้มๆ ราวกับว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยธรรมดามากสำหรับเขา

“ได้ยังไงกันครับ” ปากอิ่มของคนตรงหน้ายื่นออกอย่างไม่พอใจ เสียงหวานที่เคยเจื้อยแจ้วอย่างเป็นกันเองก่อนหน้ากลับแข็งขึ้น จนคนได้ยินถึงกับหน้าถอดสี “ผมบอกแล้วไงครับว่าผมจะรับผิดชอบเอง”

คนตัวเล็กที่ก่อนนี้ดูไม่มีพิษมีภัยใดๆ สำหรับคามิน ตอนนี้กำลังขู่ฟ่อเป็นแมวพองขน เป็นผลให้คามินกระตุกยิ้มเบาๆ หลังจากได้เห็นท่าทางดื้อดึงของปราณันต์... เขาเดาไว้ไม่ผิดเลยว่าลึกๆ แล้วปราณันต์คงเป็นคนหัวรั้นและหยิ่งทระนงไม่น้อย ซึ่งแน่นอนว่าตัวคามินเองก็เจนจัดมีเล่ห์เหลี่ยมมากพอสมควร เพราะเขาเองก็เตรียมแผนการที่จะเปลี่ยนวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

“ขอโทษครับที่ผมทำอะไรตามใจตัวเองไปหน่อย” คามินแสร้งกล่าวหน้าสลด น้ำเสียงหงอยๆ ถูกประดิษฐ์ออกมาอย่างแนบเนียน จนคนฟังได้ยินแล้วอดใจอ่อนไม่ได้ แต่ด้วยความไม่พอใจที่ยังมีอยู่ ใบหน้าหวานจึงยังคงเชิดขึ้นน้อยๆ ราวกับจะแสดงออกถึงการต่อต้านเล็กๆ ที่ตนเองมี

“ผมไม่ได้จะดูถูกคุณนะครับ” มือใหญ่เอื้อมมาแตะที่แขนเรียวเบาๆ เพื่อต้องการจะหยั่งเชิง พอเห็นว่าปราณันต์ไม่ได้เบี่ยงหนีหรือขยับออก จึงเข้าไปใกล้อีกนิด “ผมเห็นว่ามันเล็กน้อย อีกอย่างหมอก็บอกว่าผมไม่ได้เป็นอะไรมาก มีแค่รอยฟกช้ำนิดหน่อย ค่ายาก็ไม่ได้แพงอะไร ผมเลยไม่อยากรบกวนคุณ”

ปราณันต์หันมาเผชิญหน้า ท่าทางดูอ่อนลงเยอะ เมื่อรู้ว่าค่ารักษาไม่ได้แพงแต่ก็นั่นแหละทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องสักนิด

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ คุณช่วยน้องชายผมไว้แล้วนี่ยังจะต้องมาจ่ายค่ายาเองอีก ผมว่ามันไม่ถูก”

ปราณันต์ยังคงยกเหตุผลมาเถียง ให้คามินนึกหมั่นเขี้ยวคนดื้อดึงในใจ เขาอยากจะจับปากอิ่มที่ขี้เถียงนั่นมาจูบให้หนำใจ อยากจะรังแกให้ริมฝีปากสีสดที่กำลังเชิดขึ้นอย่างถือดีอยู่นั้นบวมช้ำ ให้สมกับที่เจ้าของมันช่างพยศเอาแต่ใจเสียเหลือเกิน แต่เพื่อให้แผนการในอนาคตของตนสำเร็จเขาจึงต้องข่มใจไม่ให้ทำตามความต้องการลึกๆ ของตัวเอง

“เอาแบบนี้ดีไหมครับ” แม้ใบหน้าหวานจะยังคงดื้อดึงแต่ตากลมโตกลับมองไปยังเจ้าของคำพูด เพื่อรอฟังข้อเสนออย่างสนใจ “ถ้าคุณอยากตอบแทนผมจริงๆ คุณเลี้ยงข้าวผมสักมื้อ แบบนี้พอจะทดแทนกันได้ไหมครับ”

คิ้วหนาบนใบหน้าคมคายเลิกขึ้นอย่างต้องการตั้งคำถาม ตาคมจ้องไปที่ปราณันต์ที่ตอนนี้ริมปากอิ่มกำลังเม้มแน่นสนิท เหมือนกับคนที่ต้องการใช้ความคิด จนในที่สุดก็มีคำตอบหลุดออกมาให้ได้ยิน

“ก็ได้ครับ” คามินนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ ในที่สุดลูกแมวน้อยของเขาก็งับเหยื่อเสียที ไม่เสียแรงที่ทุ่มเทยอมเจ็บตัวนิดๆ หน่อยๆ เพื่อช่วยเจ้าแฝดตัวน้อยนั่น

“แต่ผมขอเป็นวันเสาร์หรืออาทิตย์นะครับ วันธรรมดาผมต้องทำงาน” ปราณันต์ต่อรองซี่งเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว

“แล้วแต่คุณปราณันต์เลยครับ จะพาปุณณ์กับปัณณ์ไปด้วยก็ได้” คามินแสร้งยิ้มใจดี “ผมชักจะหลงเสน่ห์คู่แฝดตัวน้อยเข้าให้แล้วสิ ฮ่ะๆ”

ปราณันต์ที่พอได้ยินดังนั้นก็แสดงความดีใจออกมาจนปิดไม่มิด ริมฝีปากสีแดงสดกำลังส่งยิ้มหวานให้คามิน เล่นเอาคนเย็นชาหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาทันที


...สองครั้งแล้วที่รอยยิ้มของเด็กนี่ทำให้ใจเขาเต้นแรง จนคามินนึกหวั่นๆ ในใจ


“ขอบคุณมากนะครับ เพราะเสาร์อาทิตย์เองก็เป็นช่วงเวลาที่ผมสัญญากับฝาแฝดเอาไว้เหมือนกันว่าจะมีให้พวกแกเต็มที่ ครั้นจะให้ผมทิ้งเด็กๆ ไว้ที่บ้านคุณป้าแล้วไปกับคุณ ผมก็รู้สึกผิดกับน้องแปลกๆ แต่พอได้ยินว่าคุณให้ปุณณ์กับปัณณ์ไปด้วยได้ ผมก็เบาใจ”

คามินโบกมืออย่างไม่ถือสา “เล็กน้อยมากครับ พามาเถอะ เด็กๆ จะได้ไปเปิดหูเปิดตาด้วย”

ศีรษะกลมๆ ของปราณันต์ผงกขึ้นลงอย่างเห็นด้วยและยินดี ส่วนคามินก็ยิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่ายอย่างไม่มีพิษมีภัย แต่ลึกๆ ในใจของคนเย็นชากลับตรงกันข้าม

‘หึ! ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่คิดไว้ว่าอาจจะอุปสรรค จะกลายมาเป็นจุดอ่อนของปราณันต์ได้ ถ้าอยากจะซื้อใจคนๆ นี้ ง่ายนิดเดียว! แฝดน้อยทั้งสองนั่นแหละ ที่เป็นกุญแจทำให้ฉันเป็นผู้ชนะในเกมนี้’

.

.

.

“เมื่อกี้คุณยังไม่ได้บอกเลยนะครับว่าทำงานที่ไหน” คามินเอ่ยถามอีกครั้งหลังจากที่หาหมอเสร็จแล้ว และก็กำลังมายืนรอรถที่ป้ายรถเมล์

“อ่า..เหรอครับ สงสัยผมจะลืม” ปราณันต์ตอบยิ้มๆ “ผมทำงานอยู่ที่ ‘เคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้’ ครับ ออฟฟิศผมอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่นั่งรถเมล์ไปสิบนาทีก็ถึงแล้ว แล้วคุณล่ะครับ ทำงานที่ไหน”

“นี่คุณปราณันต์ทำงานอยู่ที่เคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้จริงเหรอครับ” คามินแสร้งทำทีประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มโชว์เขี้ยวอย่างยินดี พาลให้ปราณันต์งุนงงไปด้วย

“จริงครับ ทำไมเหรอ?” ปราณันต์ตอบรับงงๆ อะไรที่ทำให้คามินดีใจได้ขนาดนั้น

“ผมก็ทำงานที่นั่นเหมือนกันครับ อยู่ฝ่ายขาย ผมเลยอาจจะไม่ค่อยได้อยู่ติดออฟฟิศเท่าไหร่” ปราณันต์เบิกตากว้างขึ้นอย่างตกใจ พลางคิดว่าอะไรจะบังเอิญขนาดนั้น แน่นอนว่าถ้าคามินได้ยินคงตอบว่าความบังเอิญน่ะไม่มีหรอก มีแต่ความตั้งใจและหลอกลวงทั้งนั้นแหละ

“ถึงว่าผมไม่เคยเจอคุณเลย” แต่จู่ๆ คนตัวเล็กกว่าก็เงียบไปก่อนจะพูดต่อ “แต่ก็อย่างว่าบริษัทของเรากว้างขนาดนั้น ถ้าได้เจอกันสิแปลก” ปราณันต์กระตุกยิ้มบางๆ เมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ พาลให้คามินหัวเราะออกมาเบาๆ ทันทีที่ได้ยินเหมือนกัน

“เราสองคนนี่อยู่ใกล้กันกว่าที่คิดไว้นะครับเนี่ย” คามินพูดขึ้นโดยที่มีปราณันต์พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย “แต่น่าเสียดายที่วันนี้ผมต้องไปพบลูกค้าต่อ เลยไม่ได้กลับออฟฟิศไปกับคุณ”

“อ่า... หรอครับ” ปราณันต์ถามขี้นอย่างเศร้าๆ นิดหน่อย “ถ้างั้นเราคงต้องแยกกันตรงนี้”

“เอ่อ.. แต่ก่อนไป ผมอยากจะขออะไรจากคุณสักอย่างได้ไหมครับ” ปราณันต์หันมองคามินอย่างสงสัยก่อนเอ่ยถาม

“คุณอยากให้ผมทำอะไรให้เหรอครับ”

“ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะขอเบอร์โทรศัพท์คุณไว้หน่อยได้ไหม” คนตัวโตพูดใส่คนตัวเล็กกว่าด้วยแววตาเจ้าชู้นิดๆ ขนาดคนซื่อๆ อย่างปราณันต์ยังดูออกเลยว่ากำลังถูกอีกฝ่ายแสดงความสนใจใส่อย่างเปิดเผย “เผื่อเราจะนัดกันคราวหน้าไงครับ”

คามินแกล้งทำหน้าซื่อใส่ ซึ่งปราณันต์เองพอเห็นแล้วก็อดยอมรับไม่ได้ว่าเสน่ห์ของคนๆ นี้แพรวพราวมากจริงๆ กว่าเขาจะรู้ตัวว่าถูกจีบก็ตกหลุมพรางไปเต็มๆ เสียแล้ว

“ว่าไงครับ? ได้ไหมครับ?”

ปราณันต์ไม่ได้ตอบอะไร มีเพียงรอยยิ้มบางๆ ที่ถูกส่งมาให้คามิน.. รอยยิ้มที่เขาไม่สามารถคาดเดาคำตอบอะไรได้เลย

.

.

.

คามินมองตามรูปร่างเพรียวบางสมส่วนของอีกฝ่ายที่กำลังก้าวขี้นรถเมล์ไป เมื่อปราณันต์ขี้นไปบนรถเรียบร้อยแล้ว ก็หันมาโบกมือลาให้ร่างสูงที่ยังคงยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์

ทั้งสองยิ้มให้กันและกัน จนกระทั่งรถเมล์เริ่มเคลื่อนออกจากป้าย และพอรถเมล์แล่นออกไปจนลับตา เจ้าของใบหน้าคมคายที่เคยแย้มยิ้มก็เปลี่ยนเป็นเฉยชาอย่างฉับพลัน ราวกับว่าก่อนหน้านี้คามินไม่ได้มีอารมณ์รื่นรมย์ใดๆ ทั้งสิ้น

มือใหญ่ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดหาปลายสายให้มารับตนที่ยืนรออยู่ ระหว่างรอสาย มือข้างที่ว่างก็หยิบแว่นกันแดดอันใหญ่ขึ้นมาสวมเพื่อบดบังใบหน้าและแววตาจากสายตาคนรอบข้าง

“เสร็จแล้ว ฉันอยู่ตรงป้ายรถเมล์หน้าคลินิก”

(ครับบอส)

หลังจากวางสาย คามินก็มองโทรศัทพ์มือถือที่อยู่ในมือนิ่ง ใบหน้าและแววตาคมที่ถูกซ่อนอยู่หลังแว่นกันแดดไม่ปรากฎอารมณ์หรือความรู้สึกใดๆ มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ในขณะนี้

ผ่านไปไม่ถึงอึดใจ รถยนต์คันหรูก็แล่นมาเทียบฟุตบาท แทนคุณที่ประจำฝั่งคนขับกุลีกุจอลงมาเปิดประตูด้านหลังให้เจ้านายของตน

“กลับออฟฟิศ”

มีเพียงสามคำสั้นๆ ที่หลุดออกมาจากปากหยัก ไม่มีท่าทีขี้เล่น ไม่มีท่าทีหยอกล้อ ไม่มีท่าทีอบอุ่น และไม่มีท่าทีใดๆ แบบที่แสดงกับปราณันต์ก่อนหน้านี้หลุดออกมาเลยสักนิด ซึ่งการกระทำดังกล่าวของเจ้านายก็ไม่ได้ทำให้แทนคุณแปลกใจเท่าใดนัก

รถยนต์คันหรูแล่นออกไปด้วยความเร็ว โดยที่เจ้านายของแทนคุณยังไม่ได้ละสายตาออกจากโทรศัพท์แต่อย่างใด และคามินก็นั่งจ้องมือถือไปแบบนั้นตลอดจนกระทั่งถึงออฟฟิศ

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


“อะไรนะ?” เสียงเตชินท์ตะโกนลั่นห้องทำงานสุดหรูของคามิน ซึ่งอยู่บนชั้นสูงสุดของตึกใหญ่กลางกรุงเทพมหานคร สมกับเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในห้าของประเทศ “เมื่อกี้เฮียว่าไงนะ”

คนถูกถามหันมามองคนอ่อนกว่าวัยด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย ก่อนจะเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ร่วมใดๆ ทั้งนั้น ในขณะที่มือใหญ่ยังคงจับปากกามาหมุนเล่นแก้เซ็ง

“กูก็พูดออกจะดัง มึงไม่ได้ยินหรือไง” คามินยังคงหมุนปากกาเล่น “แล้วจะตะโกนทำไมอยู่ด้วยกันแค่นี้”

คนตัวโตปรายตาไปยังคนแค่นี้ที่เหลืออยู่อีกสองคนในห้อง ทั้งสองนั่งอยู่ที่โซฟารับแขกไม่ไกลจากโต๊ะทำงานเขาสักเท่าไหร่นัก

“ไม่คิดว่านายจะเอาจริงเอาจังขนาดนี้” พี่คนโตที่สุดของกลุ่มกล่าวขึ้น ยอมรับว่าแปลกใจไม่น้อยที่คนเย็นชาอย่างคามินจะเดินเกมเร็วขนาดนี้ นี่เพิ่งแค่วันแรกเท่านั้น คามินก็เดินหน้าทำความรู้จักเด็กนั่นไปเรียบร้อยแล้ว

“นั่นสิ ใครจะคิดว่ามึงจะเร็วขนาดที่ว่าได้เบอร์เด็กนั่นมาแล้ว” สิปปกรเองก็กล่าวยิ้มๆ ยอมรับว่าประมาทไอ้เพื่อนซี้ไปหน่อย ใครจะคิดว่าภายใต้ท่าทางไม่แยแสโลกของหมอนั่น มันจะหยิบชิ้นปลามันได้เร็วขนาดนี้

“เฮีย” เตชินท์ที่เมื่อกี้ยังดีดดิ้นโวยวายอยู่กลางห้อง แต่ตอนนี้แล่นมาเกาะแขนสิปปกรเรียบร้อยแล้ว “หุ้นเรายังปลอดภัยไหมอะ ห้าเปอร์เซ็นต์เลยนะ” เตชินท์กระซิบกระซาบกับเจ้าของใบหน้าทะเล้นอย่างวิตก แต่ถึงแม้จะพูดเบาแค่ไหน ร่างสูงใหญ่เจ้าของชื่อที่ถูกพาดพิงถึงอยู่ก็ได้ยินอยู่ดี

“ใส่พานมาถวายกูได้เลยไอ้เต” ใบหน้าที่แสนดูดีกำลังกระตุกยิ้มมุมปากร้ายกาจ ยิ้มที่แทบจะเรียกว่าเย้ยหยันเลยก็ว่าได้

พอพูดจบคามินก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขาใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามก้าวเดินช้าๆ ไปที่ริมหน้าต่างซึ่งทำด้วยกระจกแผ่นใหญ่ยาวเต็มบาน ตาคมมองไปยังวิวของมหานครใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา ก่อนจะหันกลับมาพูดด้วยท่าทางวางอำนาจตามประสาท่านประธานใหญ่แห่งอาณาจักรเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้

“กูเคยบอกไปแล้วไง ว่ากูไม่ลงเล่นในสนามที่กูคิดว่าตัวเองจะแพ้เด็ดขาด”

สิปปกรหัวเราะออกมาเบาๆ หลังจากได้ยินเพื่อนสนิทผู้แสนเย็นชาพูดจบ

“ฮ่ะๆ คราม.. กูว่ามึงอย่าเพิ่งมั่นใจไปเลยว่ะ นี่มันเพิ่งแค่เริ่มต้นเองนะ” สิปปกรเองก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกไปหาเพื่อนรักที่อยู่อีกฝั่งของห้องช้าๆ “กูเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ามึงจะฝืนไม่เป็นตัวเองได้สักกี่น้ำ”

หนุ่มหน้าทะเล้นเดินไปหยุดยิ้มตรงหน้าเพื่อนสนิทที่ตอนนี้ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ก่อนจะตบเบาๆ ลงบนบ่ากว้าง “กูคิดว่ากูรู้นิสัยมึงนะ”

แม้ใบหน้าหล่อเหลาคมคายจะไม่แสดงอาการใด แต่มือใหญ่กลับกำแน่นราวกับต้องการที่จะสงบสติอารมณ์

และด้วยความที่ทั้งสี่คนเป็นเพื่อนกันมานาน เมธัสจึงรู้ดีว่าตอนนี้ท่านประธานใหญ่แห่งเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้เริ่มไม่พอใจแล้ว อย่างที่รู้กันดีในกลุ่ม แม้ว่าสิปปกรจะสนิทกับคามินมากกว่าใครแต่สองคนนี้ก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดด้วยเช่นกัน

สิปปกรเป็นคนสนุกสนานติดเล่นไปเสียทุกเรื่อง ส่วนคามินก็เป็นคนนิ่งๆ จนค่อนไปทางเย็นชา คามินเลยมักจะถูกสิปปกรยั่วให้โมโหบ่อยๆ และสุดท้ายก็เป็นเขาที่ต้องคอยห้ามทัพให้ตลอด

“พอเถอะน่าไอ้สิบ เลิกกวนครามมันได้แล้ว” พอได้ยินเมธัสห้าม สิปปกรก็แค่ไหวไหล่เบาๆ ก่อนจะยิ้มน้อยๆ แล้วเดินกลับมานั่งที่โซฟาตามเดิม

คามินเองก็ยอมเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงานของตนเอง เพื่อตัดบทให้จบไปเช่นกัน

“ว่าแต่เฮียครามไปทำอีท่าไหนอะ ปราณันต์ถึงได้ยอมให้เบอร์โทรศัพท์เฮียง่ายๆ แบบนี้” ในที่สุดเตชินท์ก็ถามในสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ออกมา

“กูแค่ช่วยน้องชายของเด็กนั่นไว้ อยู่ถูกที่ถูกจังหวะพอดี จากนั้นก็สวมหน้ากากนักธุรกิจที่ใช้บ่อยๆ นิดหน่อย... ก็แค่นั้น” คามินแค่ยักไหล่หลังพูดจบ ราวกับเรื่องที่เขาพูดมาไม่ได้มีอะไรที่ยากหรือสลักสำคัญตรงไหน

‘หน้ากากนักธุรกิจ’ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เพื่อนสนิทของคามิน มีแต่พวกเขาเท่านั้นแหละที่รู้ว่าแท้จริงแล้วคนตัวโต รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาคนนี้ มีพื้นเพนิสัยเป็นยังไงเวลาที่ต้องออกไปพบคู่ค้า คู่สัญญา หรือพูดง่ายๆ ว่าพวกที่มีผลประโยชน์ให้กัน

คามินที่แสนย็นชาคนนี้จะมีหน้ากากอยู่หน้ากากหนึ่งไว้ใส่เวลาที่ต้องทำในเรื่องที่ไม่อยากทำ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า ‘หน้ากากนักธุรกิจ’ … จากคนนิ่งเฉยจะแปรเปลี่ยนเป็นคนขี้เล่น มีอารมณ์ขัน มีน้ำใจ เข้าสังคมได้อย่างไม่มีที่ติ นี่คือเคล็ดลับเล็กๆ ที่ทำให้เคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้ประสบความสำเร็จมาได้จนทุกวันนี้

ท่านประธานของเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้คนเก่า หรือพูดง่ายๆ ว่าพ่อของคามินสละตำแหน่งและวางมือให้ลูกชายสานต่อธุรกิจเร็วมาก ตัวคามินเองก็พอจะรู้ว่าหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงตัดสินใจกระโดดเข้ามาทำอย่างไม่อิดออด

และนอกจากรากฐานที่ฝังแน่นของเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้แล้ว ท่านประธานคนก่อนยังมองการณ์ไกลเรื่องอนาคตทางการค้าไว้ให้กับบริษัทด้วย อดีตประธานใหญ่ได้สร้างพันธมิตรทางธุรกิจไว้มากมาย แต่ที่เห็นจะสนิทจริงจังก็น่าจะเป็นท่านประธานยักษ์ใหญ่จากอุตสาหกรรมการก่อสร้างอย่าง ‘พีแอนด์วีคอนสตรัคชั่น’ และเพื่อความมั่นคงของทั้งสองบริษัท ท่านประธานทั้งคู่จึงต้องร่วมมือและเกี่ยวดองกัน และจะมีวิธีไหนดีไปกว่าการจับลูกชายและลูกสาวของจากทั้งสองครอบครัวหมั้นหมาย แน่นอนว่าคามินเองก็ต้องยอมทำตามความต้องการของบิดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปด้วย

“เออ แล้วนอกจากพวกเรามีใครรู้เรื่องนี้อีกหรือป่าววะคราม” สิปปกรเอ่ยถามขึ้นหลังจากนึกขึ้นได้

“ไม่มีหรอก ถ้าจะมีก็คงเป็นแทนคุณ รายนั้นน่าจะรู้เองจากการจับสังเกตเอาเพราะกูเองก็ไม่ได้บอกอะไร” ทั้งสามคนพยักหน้าหงึกหงักรับรู้ ก่อนที่เตชินท์จะโพล่งออกมาราวกับนึกขึ้นได้

“แล้วเจ๊วลัยล่ะเฮีย ถ้าเจ๊รู้...”

“หยุดความคิดมึงไว้แค่นั้นเลยไอ้เต! อยากชะตาขาดหรือไง ถ้าวลัยรู้ได้ตายกันยกกลุ่มแน่ๆ” เมธัสพูดพลางทำท่าขนลุกขนพอง ส่ายหัวไปมาราวกับพยายามจะสลัดความคิดที่ว่าพรวลัยได้รับรู้เรื่องพิเรนทร์ๆ ที่พวกเขากำลังทำกันอยู่นี้

“ฮ่าๆ” ในขณะที่สิปปกรกลับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “จำไม่ได้หรือไง ว่าเราสัญญากับไอ้หน้าหล่อมันไว้ว่ายังไง คู่หมั้นมันจะต้องไม่รู้เรื่องนี้”

คามินมองไปยังทั้งสามคนด้วยแววตาว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มเพื่อย้ำถึงความต้องการที่เคยได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้ว

“ในระหว่างเดือนสองเดือนนี้ห้ามวลัยรู้เรื่องนี้เด็ดขาด กูไม่อยากโดนพ่อกับแม่บ่นและที่สำคัญถ้าวลัยรู้วลัยจะรีบกลับมาทันที กูแค่อยากมีเวลาโล่งๆ ไว้หายใจบ้างไม่อยากให้วลัยรีบกลับมา”

คามินกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย แค่ลำพังต้องรับมือกับความเอาแต่ใจของคนที่ได้ชื่อว่าคู่หมั้นก็ปวดหัวมากพออยู่แล้ว อย่าให้ต้องมาปวดหัวเพราะโดนบุพการีที่รักบ่นด่าอีกเลย

“โธ่เอ๊ย มึงอย่ามาอ้างหน่อยเลยคราม” สิปปกรแดกดันคามินเบาๆ “กูว่ามึงแค่อยากถ่วงเวลา หาเรื่องเล่นพิเรนทร์ๆ กับพวกกูไปนานๆ มากกว่าเถอะ”

คามินหลุดหัวเราะทันทีที่ได้ยินเพื่อนสนิทพูดออกมาแบบนั้น ก่อนที่สิปปกรจะถามต่อในสิ่งที่สงสัย

“ถามจริงๆ เหอะว่ะคราม มึงไม่เบื่อบ้างเหรอวะ ที่ต้องมาคบกันทั้งที่ไม่รักแบบนี้”

คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทที่คอยกวนประสาทมาตลอดเอ่ยปากถามอย่างจริงจัง เพราะเห็นสภาพเพื่อนเวลาอยู่กับคู่หมั้นแล้วอดสงสัยไม่ได้

พรวลัยที่สิปปกรกำลังเอ่ยถึงอยู่นั้น คือคู่หมั้นหรือว่าที่ภรรยาของคามินในอนาคต พรวลัยเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของอาณาจักร ‘พีแอนด์วีคอนสตรัคชั่น’ บริษัทที่เป็นพันธมิตรหลักของเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือผู้หญิงที่บุพการีอันเป็นที่รักของคามินหมายมั่นปั้นมือจะเอามาเกี่ยวดองกัน ทั้งในแง่ของธุรกิจและทั้งในแง่ของชาติตระกูลที่แสนจะเหมาะสมกันเหลือเกินในสายตาของคนทั่วไป

แต่ถึงจะเหมาะสมหรือคู่ควรกันแค่ไหน พรวลัยก็เป็นผู้หญิงที่อยู่ห่างไกลคำว่าน่าคบหามาก สิปปกรไม่เถียงถ้าจะบอกว่าพรวลัยเป็นผู้หญิงที่สวยจัดจนหาตัวจับได้ยาก แต่ถ้าเว้นเรื่องนี้แล้วพรวลัยก็แทบจะไม่เหลืออะไรที่จะเอามาพูดว่าเป็นข้อดีได้อีก ทั้งเอาแต่ใจ ทั้งไม่มีเสน่ห์ วันๆ ก็เอาแต่ถือกระเป๋าแบรนด์เนมร่อนไปร่อนมา จะทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันก็ไม่เคยมี

“มึงก็รู้ อย่าว่าแต่รักเลยแม้แต่พิศวาสสักนิดก็ไม่เคย แต่ถ้ากูแต่งกับผู้หญิงคนนี้รากฐานของเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้ก็จะแน่นขึ้น อีกอย่างกูเองก็ยังไม่มีใคร ถ้าพ่อกับแม่เห็นดีให้แต่งก็แต่ง ขี้เกียจจะไปขัดใจให้ทะเลาะกันเปล่าๆ”

คนเย็นชาพูดถึงคู่หมั้นด้วยท่าทางสงบนิ่ง ไม่มีอารมณ์หวือหวาใดๆ ในน้ำเสียงทั้งนั้น เหมือนกับว่าเขาแค่กำลังพูดถึงลมฟ้าอากาศ ไม่ได้กำลังพูดถึงผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยาในอนาคต

“แล้วถ้าวันนึงมึงเกิดมีใครขึ้นมา จะทำยังไงวะ? สมมตินะ มึงเกิดหลงเสน่ห์เด็กหน้าหวานขึ้นมาแบบนี้ มึงจะทำยังไงคราม?” เมธัสถามขึ้นด้วยน้ำเสียงล้อๆ

“ไม่มีทาง อย่าสมมติอะไรที่เป็นไปไม่ได้หน่อยเลยเฮียเมธ” คามินพูดพลางปรายตามองเพื่อนรุ่นพี่อย่างมั่นใจ ยังไงเสียเขาก็ไม่มีทางหลงเสน่ห์เด็กนั่นเด็ดขาด จากที่ดูแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจสักอย่าง ไม่มีทางที่เขาจะตกหลุมรักได้แน่ๆ

“มั่นใจนักนะ ระวังไว้เถอะท่านประธาน รู้จักเสน่ห์เด็กนั่นน้อยเกินไปแล้ว” เมธัสยังคงพูดย้ำ และก่อนที่คามินจะได้ทันโต้ตอบอะไร ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกเสียก่อน

เจ้าของห้องหันไปทางประตู ก่อนจะเห็นรูปร่างคุ้นตาของคนสนิทเดินเข้ามา

“ว่าไงแทน” คามินถามเสียงนิ่ง

“นี่เป็นข้อมูลส่วนตัวของปราณันต์ที่บอสให้ผมหามาให้ครับ” คนที่ได้ชื่อว่าเป็นบอดี้การ์ดยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลให้ท่านประธานใหญ่ “ทุกอย่างที่บอสอยากรู้อยู่ในนั้นหมดแล้วครับ”

คามินหยิบซองขึ้นมาพลิกไปพลิกมาด้วยสายตาพอใจ

“ดีมาก” แทนคุณค้อมศีรษะลงต่ำเพื่อน้อมรับคำชม “แล้วรู้ใช่ไหมว่าเรื่องนี้ห้ามบอกใครเด็ดขาด โดยเฉพาะพรวลัย” เสียงทรงอำนาจประกาศกร้าว

“ผมทราบครับ” คนสนิทร่างใหญ่รับคำราวกับว่ารู้เรื่องนี้แล้วเป็นอย่างดี

“แล้วก็ไปตามดูปราณันต์ห่างๆ ด้วย อย่าให้รู้ตัวล่ะ”

เมื่อได้ยินท่านประธานใหญ่สั่งคนสนิทอย่างเอาจริงเอาจัง ก็ทำเอาทั้งสามหนาวๆ ร้อนๆ ไปเหมือนกัน ไม่วางใจเลยว่าหุ้นของตัวเองจะปลอดภัย

“ครับ” แทนคุณรับคำสั่งเรียบร้อยแล้วก็ถอยหลังก้าวออกไปจากห้องเงียบๆ ทำเอาเพื่อนสนิททั้งสามอดแซวไม่ได้

“ต้องจริงจังขนาดนี้เลยอ่อเฮียคราม” เตชินท์ถามหวาดๆ

“เออ เราเล่นกันเฉยๆ สนุกๆ ไงวะ ไม่เห็นต้องเครียดเลย” เมธัสสำทับเบาๆ

พอได้ยินแบบนั้นคามินก็ก็กระตุกยิ้มมุมปากบางๆ

“แต่ผมเอาจริง! ของรางวัลน่ะมันแค่ผลพลอยได้ แต่เรื่องแพ้... ผมขอไม่ยอมเด็ดขาด”

สามคนที่เหลือในห้องมองหน้ากันแบบหวาดๆ ปนเอือมๆ คามินเป็นคนชอบเอาชนะ อย่างที่เจ้าตัวบอกนั่นแหละ ถ้าเกมหรือธุรกิจไหนที่คามินคิดว่าจะไม่รอดหรือจะแพ้ บอสใหญ่แห่งเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้จะไม่มีวันกระโจนลงไปเสี่ยงเด็ดขาด เขาถึงไม่เคยแพ้ไม่ว่าจะเป็นสนามไหน เพราะถ้าคามินมั่นใจว่าจะชนะ นั่นคือไม่มีคำว่าพลาดสำหรับเขา

“แล้วมึงจะเอายังไงต่อหรือว่าจะพักไว้แค่นี้ก่อน ให้เด็กน้อยนั่นตั้งตัว” สิปปกรถามด้วยแววตาพราวระยับ มีแต่ความสนุกเท่านั้นที่คนฟังสัมผัสได้

“มึงไม่เคยได้ยินเหรอว่าตีเหล็กต้องตีตอนร้อน...”

คามินพูดอย่างไม่ใส่ใจ มือใหญ่กำลังดึงเอกสารออกจากซอง หน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของเด็กหน้าหวานนั่น กำลังปรากฎสู่สายตาคมที่กำลังอ่านผ่านๆ ก่อนจะเก็บเอกสารเข้าซองอย่างขอไปที

จากนั้นคนเจ้าสำบัดสำนวนก็หยิบโทรศัพท์มือถือมากดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“…ว่าแต่คืนนี้มีใครอยากจะไปจะดื่มที่คลับxx กับกูไหม? เดี๋ยวกูเลี้ยง”

ใบหน้าคมคายเงยจากโทรศัพท์ที่อยู่ตรงหน้าหลังจากพูดจบ แล้วมองไปยังเพื่อนสนิททั้งสาม ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะยกยิ้มอันตรายแบบที่เห็นแล้วรู้สึกไม่น่าไว้วางใจแม้แต่นิดเดียว

.

.

.

“ตายแล้ว! แล้วปุณณ์เป็นอะไรมากหรือเปล่าปราณ”

นทนัช หัวหน้าทีมสาวร่างเล็กโพล่งออกมาดังลั่นกลางโรงอาหารเมื่อฟังในสิ่งที่ปราณันต์เล่าจบในขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินไปซื้อข้าวกลางวันด้วยกัน ปราณันต์กลับมาถึงออฟฟิศทันเวลาพักเที่ยงพอดี โชคดีที่ความจอแจของที่นี่ทำให้ไม่มีใครสนใจกันและกันมากนัก

“น้องไม่เป็นอะไรมากหรอกครับพี่นท เพียงแค่ตกใจนิดหน่อย ดีที่คุณคนนั้นมาช่วยไว้ทันพอดี”

พอนึกถึงคนแปลกหน้าที่แสนใจดีคนนั้น แววตากลมโตที่มักจะเศร้าหมองกลับแวววาวมีชีวิตชีวาขึ้นมา ชนิดที่ว่าพอพี่สาวคนสนิทได้เห็นถึงกับต้องออกปากแซว

“คุณคนนั้นที่ปราณว่า...” นทนัชแกล้งลากเสียงยาวเพื่อดูท่าทีของรุ่นน้องคนสนิท “เขาเป็นคนยังไงเหรอ ทำไมดูปราณชื่นชมเขาจัง”

ปราณันต์ละล่ำละลักปฏิเสธอย่างมีพิรุธ “ปราณเปล่า สัก..สักหน่อย!” ศีรษะกลมๆ ส่ายดุ๊กดิ๊กปฏิเสธอย่างน่าเอ็นดู “เขาช่วยน้องปราณไว้นะ ปราณก็ต้องชื่นชมเขาเป็นธรรมดา”

“ให้มันจริงเถอะน่า” นทนัชแซวขำๆ เพราะตอนนี้แก้มทั้งสองข้างที่เคยขาวนวลของปราณันต์กำลังแดงระเรื่อขี้นสีอย่างน่ามอง

“พี่นทก็พูดอะไรไม่รู้ ปราณไปซื้อข้าวมากินดีกว่า”

ปราณันต์เดินเลี่ยงสายตาล้อเลียนของพี่สาวคนสนิทไปอีกทาง แก้มทั้งสองข้างร้อนฉ่าอย่างไม่มีสาเหตุ ซึ่งเจ้าตัวเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่พอคิดถึงผู้ชายแปลกหน้ารูปร่างสูงใหญ่คนนั้น หัวใจที่เคยนิ่งสงบมาตลอดยี่สิบสองปี กลับเต้นระรัวเร็วเหมือนกับวิ่งแข่งมาหลายร้อยเมตรก็ไม่ปาน

ความมีน้ำใจที่ช่วยเหลือเขาและน้องชายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ปราณันต์ไม่เถียง แต่อีกเหตุผลที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็เห็นจะเป็นเพราะใบหน้าคมคายหล่อเหลาที่แสนมีเสน่ห์ รวมไปถึงท่วงท่าที่เต็มไปด้วยความภูมิฐานและดูดีช่างมีอิทธิพลทำให้ปราณันต์ไม่สามารถละสายตาจากคนๆ นั้นได้จริงๆ

และในขณะที่เขากำลังยืนรอเข้าคิวซื้ออาหารและคิดอะไรเพลินๆ นั้น โทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงแจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้า มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อคแล้วกดอ่าน ก่อนจะอมยิ้มบางๆ หลังจากเห็นข้อความและชื่อคนส่ง


‘วันนี้ผมดีใจมากที่ได้พบคุณ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ


หัวใจดวงน้อยๆ ของปราณันต์กำลังเต้นรัวเร็วเพราะข้อความไม่กี่ประโยค ก่อนที่เขาจะตัดสินใจตอบกลับไปพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่ถูกจุดขึ้นตรงมุมปาก


‘ผมก็ดีใจที่ได้พบคุณ ถ้าวันนี้ไม่มีคุณ ผมกับน้องต้องแย่แน่ๆ และ... ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ


หลังจากส่งข้อความเสร็จ ปราณันต์ก็ยิ้มให้โทรศัพท์ก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋า แล้วพยายามเดินเก็บอาการกลับไปหานทนัชก่อนจะทรุดลงนั่งข้างๆ เก้าอี้ที่ว่าง

“ว่าแต่วันนี้กวีไปไหนอะครับพี่นท” ปราณันต์ถามถึงชายหนุ่มเพื่อนร่วมทีมอีกคน คนที่อายุเท่าๆ กับเขา “ผมยังไม่เห็นเห็นกวีเลยตั้งแต่เข้าออฟฟิศมา”

“เห็นว่าวันนี้มีธุระน่ะ เลยลาตอนบ่ายไป” นทนัชตอบ

ปราณันต์จึงพยักหน้าอย่างรับรู้ นึกเสียดายที่กวีไม่อยู่ เพราะนั่นหมายความว่าวันนี้เขาจะต้องเดินทางไปทำงานที่คลับเอง และอาจต้องรีบกลับเร็วๆ ถ้าไม่อยากเจอฝูงมหาชนที่เลิกงานพร้อมๆ กัน

“ว่าแต่ผู้ชายคนนั้นชื่ออะไร ทำงานที่ไหน ปราณได้ถามไว้ไหม?” นทนัชยิงคำถามตรงประเด็นที่เธออยากรู้ เล่นเอาคนหน้าหวานตั้งตัวหาคำตอบให้แทบไม่ทัน

“เขาชื่อคุณคามินครับ คราม... คามิน” ปราณันต์ตอบพลางนึกถึงใบหน้าคมคายของคนใจดีคนนั้นตามไปด้วย

“คามินเหรอ? ชื่อคุ้นๆ แฮะ” นทนัชรำพึงรำพันอย่างสะดุดใจ

“ที่พี่นทคุ้นๆ เพราะเขาทำงานอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่าครับ เห็นคุณคามินบอกปราณว่าเขาอยู่ฝ่ายขาย พี่นทอาจจะเคยเจอเขาผ่านๆ ตอนประชุมก็ได้” นทนัชพยักหน้ารับรู้ และเห็นด้วยนิดๆ ว่าอาจจะเป็นไปได้ตามที่ปราณันต์พูด

“แบบนี้สงสัยจะเรียกว่าพรหมลิขิตแล้วมั้ง” หัวหน้าทีมสาวร่างเล็กส่งสายตาล้อเลียนมองปราณันต์ขำๆ

“พรหมลิขิตอะไรเล่าพี่นท มันแค่บังเอิญหรอกน่า” ปราณันต์บ่ายเบี่ยงปฏิเสธแต่ในใจลึกๆ ก็รู้สึกดีไม่น้อยที่ได้เจอกับคุณคามินคนนั้น

“เอาเถอะจ้ะ” นทนัชพูดตัดบทแบบยิ้มๆ “นี่ถ้าวันนี้ได้เจอกันอีกครั้ง พี่ว่ามันน่าจะไม่บังเอิญแล้วนะ”

ปราณันต์ขำเบาๆ “ไม่มีทางหรอกพี่นท จะมาบังเอิญอะไรบ่อยๆ แต่ถ้าวันนี้ปราณเจอเขาอีกปราณจะยอมเชื่อแล้วกันว่าเป็นพรหมลิขิตอย่างที่พี่นทว่า”

ปราณันต์พูดออกมาอย่างไม่คิดอะไร แต่ใครจะรู้ว่าเพราะคำพูดนั้นอาจจะทำให้ปราณันต์ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วเรื่องบังเอิญที่จะดูเหมือนเป็นพรหมลิขิตอะไรนั่น มันคือความจงใจของคนเจ้าเล่ห์ที่ใช้ความอ่อนเดียงสาของปราณันต์มาเป็นข้อได้เปรียบในการเดิมเกมที่แสนร้ายกาจนี้ก็เท่านั้นเอง

.

.

.

หลังจากฝ่าการจราจรยามเย็นและคลื่นมนุษย์ที่แสนบ้าคลั่งหลังเลิกงานบนท้องถนนมาได้แล้ว ปราณันต์ก็เดินเอื่อยเฉื่อยเข้ามาทางหลังร้านของคลับสุดหรูชื่อดังอย่างอ้อยอิ่ง วันนี้ช่างเป็นวันที่ยาวนานของเขาจริงๆ

หลังจากช่วงเช้าที่เกิดเรื่องวุ่นวายตกบ่ายเขาก็ต้องโหมงานหนักทั้งวัน แล้วพอเย็นมาก็ต้องมาทำพาร์ทไทม์ที่คลับแห่งนี้อีก

และถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหนแต่เมื่อนึกถึงใบหน้าน่ารัก กลมๆ ป้อมๆ ของแฝดตัวน้อยทั้งสองที่เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของเขาแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยที่มีก็หายไปกลายเป็นกำลังใจที่ทำให้เขาลุกขึ้นสู้ได้ เพื่ออนาคตที่ดีของเจ้าตัวเล็กทั้งสอง

พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นของทางร้านเรียบร้อย ปราณันต์ก็ลงมือทำงานตามหน้าที่ของตนทันที งานในความรับผิดชอบของปราณันต์ที่คลับแห่งนี้ ก็ไม่มีอะไรตายตัว ทุกคนที่นี่จำเป็นต้องทำงานให้ได้หลายหน้าทั้งนั้น เพราะนั่นหมายถึงทิปและเงินพิเศษที่บางวันอาจจะมากกว่าค่าจ้างที่ทางร้านให้ทั้งคืนเลยก็เป็นได้

พอท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เหล่านักท่องราตรีที่เหน็ดเหนื่อยและต้องการพักผ่อนจากภาระงาน ก็เริ่มทยอยเข้าร้านมาอย่างต่อเนื่อง และอย่างที่บอกคลับนี้เป็นคลับเฉพาะของพวกวีไอพีกระเป๋าหนัก ปราณันต์คิดเสมอว่าตัวเองโชคดีที่ได้ทำงานที่นี่เพราะอย่างน้อยคลับนี้ก็คัดกรองคนที่เข้ามาเที่ยวแล้วในระดับหนึ่ง แต่ก็อย่างว่าไม่ว่าจะรวยจะจนแค่ไหน คนเรากํมักจะมีสัญชาตญาณดิบในตัวทั้งนั้น ดังนั้นปราณันต์จึงจำเป็นต้องระมัดระวังและดูแลตัวเองให้ปลอดภัยอยู่เสมอ

และด้วยความที่วันนี้เป็นวันจันทร์ วันเริ่มต้นสัปดาห์ คนเลยยังไม่หนาแน่นเท่าปกติ ปราณันต์จึงทำงานได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่เหนื่อยมาก เขาย้ายตัวเองจากที่มุมร้านไปยืนหลังบาร์เหล้าที่ประจำ ปราณันต์มักจะชอบจุดนี้เป็นพิเศษเพราะมันจะทำให้มองเห็นทุกมุมในร้านได้ดี ... ถือเป็นมุมทองคำ

มือเรียวคว้าแก้วเหล้าที่ยังไม่ได้เช็ดล้าง มาทำความสะอาด ตากลมมองกวาดไปรอบๆ อย่างเคยชิน


...ก่อนที่จะไปสะดุดกับรูปร่างสูงใหญ่คุ้นตา ที่เหมือนกับว่าเพิ่งเจอกันไปเมื่อเช้า ศีรษะกลมๆ สะบัดไปมาเพื่อต้องการให้แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเองเห็นไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริง


และยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าปราณันต์ไม่ได้ตาฝาด เพราะเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ที่เขาเห็นนั้นกำลังพุ่งตรงมายังบาร์เหล้าที่เขากำลังยืนอยู่อย่างรวดเร็วเช่นกัน

“คุณปราณันต์จริงๆ ด้วย!” เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาเกาะบาร์เหล้าไว้และทักทายเขาอย่างยินดี เมื่อได้เห็นชัดๆ ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นใคร

“คุณคามิน!” ปราณันต์เองก็เอ่ยเรียกคนตรงหน้าอย่างประหลาดใจปนรู้สึกดีไม่ต่าง

ทั้งสองแสดงออกในทิศทางคล้ายๆ กัน นั่นคือยิ้มให้กันและกันอย่างยินดี

ถ้าจะมีตรงไหนที่ต่าง ก็น่าจะเป็นความรู้สึกนึกคิดในใจของคนทั้งสอง ในขณะที่ปราณันต์คิดและแทบจะเชื่อว่าการที่เขาได้พบคามินอีกครั้งในวันเดียวกันนี้ น่าจะเป็นเหมือนกับพรหมลิขิตเหมือนที่พี่สาวคนสนิทอย่างนทนัชได้บอกไว้ แต่ในทางตรงกันข้ามคามินกลับไม่คิดแบบนั้น ร่างสูงได้แต่แย้มยิ้มร้ายกาจในใจเงียบๆ


‘ทุกอย่างมันก็เป็นแผนที่ฉันวางไว้ทั้งนั้นแหละปราณันต์!’

.

.

.

To Be Continue

----------------------------------------------------------------------------------------

ถ้าเห็นคำผิดแจ้งได้เลยนะคะ อาจจะมีตาลายไปบ้าง แล้วก็ขอบคุณทุกคนมากที่แวะเข้ามาอ่านและให้กำลังใจ คอมเม้นท์ได้เหมือนเดิมเลย เรารออ่านอยู่น๊าา ชอบไม่ชอบตรงไหนบอกได้

ฝากผลงานเรื่องนี้ด้วยนะคะ ได้อ่านจนจบแน่ จะทยอยเอามาลงเรื่อยๆ อาจจะทุกๆ สองหรือสามวัน ยังไงก็ต้องขอบคุณทุกคนล่วงหน้าเลยน้าาาา

รักทุกคนมากๆ ไว้เจอกันตอนต่อไปจ้าาา

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 421
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4041
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
ร้ายนักนะ ..

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
3rd Lies : หวั่นไหว


สายตาคมจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของปราณันต์ที่กำลังทำงานอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งเจ้าตัวเองก็หันมายิ้มให้คามินอยู่เป็นระยะๆ ท่าทางของปราณันต์ที่แสดงออกตอนได้เจอเขาเมื่อครู่นี้ ทำให้คนเจ้าเล่ห์ยกยิ้มในใจอย่างเป็นต่อ หุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ไม่น่าจะหลุดลอยไปไหนแน่ๆ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด

“คุณคามิน จะดื่มอะไรดีครับ เดี๋ยวผมเลี้ยง” ปราณันต์เดินมาเกาะเคาน์เตอร์ฝั่งตรงข้าม แล้วเอ่ยปากเชื้อเชิญอย่างไร้เดียงสา

“ดรายมาร์ตินี่ครับ” ร่างสูงบอกความต้องการของตัวเอง ก่อนจะยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูบาร์เทนเดอร์หนุ่มจำเป็นที่ตอนนี้กำลังยืนเหวอทำอะไรไม่ถูก เมื่อโดนจู่โจมระยะประชิดแบบนี้ ทั้งที่เพลงก็ไม่ได้ดังอะไรมาก เพราะคลับนี้เน้นเปิดเพลงเบาๆ เรื่อยๆ ฟังสบายๆ เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าวีไอพีทั้งหลายทั้งแหล่ ปราณันต์เลยดูตั้งตัวไม่ทัน เมื่ออยู่ๆ เจ้าของใบหน้าคมคายก็พุ่งเข้ามาใกล้ขนาดนี้

“แต่ไม่ต้องเลี้ยงนะครับ ผมอยากเก็บข้อเสนอของคุณไว้ใช้ที่อื่นที่น่าจะสร้างความทรงจำดีๆ ได้มากกว่าที่นี่”

มุมปากหยักยกยิ้มบางๆ หลังพูดจบ โดยที่ใบหน้าหล่อเหลานั่นไม่ได้ถอยห่างจากเดิมไปแม้แต่นิด ปราณันต์เองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ารอยยิ้มของคามินเป็นยังไง แต่มันทั้งดูอันตราย ทั้งดูมีเสน่ห์ ทำให้เขาเห็นแล้วอดหน้าร้อนขึ้นมาไม่ได้

สุดท้ายปราณันต์จึงเลือกที่จะแก้เขินด้วยการเบี่ยงตัวออกแล้วเสไปหยิบส่วนผสมที่ต้องใช้ในการทำเครื่องดื่มให้คามินด้วยทีท่านิ่งๆ สวนทางกับอัตราการเต้นของก้อนเลือดเล็กๆ ที่อกข้างซ้ายที่กำลังกระหน่ำรัวจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก

พอหยิบนั่นผสมนี่ได้ตามสัดส่วน มือเล็กก็เลื่อนแก้วแอลกอฮอล์ไปยังคนฝั่งตรงข้าม และยังไม่ทันที่ปราณันต์จะได้ทันปล่อยมือออกจากแก้ว มือใหญ่ของคามินก็วางทาบทับลงมา ราวกับว่า... ตั้งใจ

“ท่าทางจะอร่อย”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ซึ่งสิ่งที่คามินพูดมาไม่เฉียดใกล้ประโยคบอกเล่าเลยแม้แต่น้อย มันดูเหมือนประโยคแฝงความนัยอะไรบางอย่างมากกว่า และมันก็ยังเป็นประโยคที่เร่งอัตราการเต้นของหัวใจดวงเล็กๆ ของคนที่ไม่ประสีประสาเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ให้เต้นรัวเร็วยิ่งกว่าเดิม

“ถ้าไงก็ตามสบายนะครับ ผมขอตัวไปทำงานก่อน”

แม้จะอยู่ในที่มืด แต่แสงไฟรางๆ ก็ทำให้คนเจ้าเล่ห์จับอาการเขินอายของอีกฝ่ายได้ คามินได้แต่อมยิ้มเบาๆ อย่างพอใจ ที่ลงทุนลงแรงไปวันนี้ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว

.

.

.

เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนใกล้ถึงเวลาที่คลับจะปิด แขกในร้านเริ่มบางตาและลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงบาร์เหล้ามาตั้งแต่หัวค่ำจนตอนนี้ก็ยังไม่ได้หนีหายไปไหน แม้ว่าจะตอนนี้จะดึกมากแล้วก็ตาม

“คลับใกล้จะปิดแล้วนะครับ คุณคามินไม่กลับหรอ?” ใบหน้าน่ารักที่คามินนั่งมองมาหลายชั่วโมงยื่นเข้ามาถามอย่างสงสัย ตาแป๋วๆ กลมๆ ที่ถึงแม้จะดูเหน็ดเหนื่อยแต่ก็แฝงไว้ด้วยประกายที่มองกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ

“แล้วคุณปราณันต์จะกลับหรือยังล่ะครับ” คามินตอบคำถามอีกฝ่ายด้วยคำถาม ยิ่งทำให้ปราณันต์งุนงงเข้าไปใหญ่ การที่คามินจะกลับหรือไม่กลับนั้นมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาสักหน่อย ทำไมถึงมาถามแบบนี้

“คุณถามผมว่าเมื่อไหร่จะกลับงั้นหรอครับ?” นิ้วเรียวชี้เข้าหาตัวเองงงๆ โดยที่คนที่ถูกตั้งคำถามก็ยังคงไม่หยุดยิ้ม

“ใช่ครับ ผมถามคุณ ว่าเมื่อไหร่คุณจะกลับ” คามินยังคงเอ่ยตอบและแย้มยิ้มอย่างล้อเลียน

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมเล่า? คุณจะกลับก็กลับไปสิ” คิ้วสวยๆ นั่นกำลังขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจ ปราณันต์ได้แต่หน้าง้ำหน้างอ พลางคิดในใจว่าคนอะไรกวนโมโหอยู่ได้ ถามดีๆ แต่กลับมายียวนกันแบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหนกัน

“เกี่ยวสิครับ ก็ผมจะไปส่งคุณไง ถ้าคุณยังไม่กลับแล้วผมจะกลับได้ยังไงกัน”

ปราณันต์หันไปมองคามินนิ่ง หลังจากที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดออกมาอย่างอ่อนโยนว่าจะไปส่ง...

มันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยสำหรับผู้ชายตัวบางๆ หน้าหวานๆ อย่างเขา การถูกหยอดคำหวานโดยลูกค้าหรือแม้กระทั่งคนรอบข้างเป็นสิ่งที่ปราณันต์ได้พบเจออยู่ไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งในวันนี้ตัวปราณันต์เองก็รู้ดีว่าคามินกำลังคาดหวังอะไรจากตน แต่สิ่งที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับปราณันต์นั่นก็คือ การที่ตัวเขายอมโอนอ่อนผ่อนตามและรู้สึกดีใจเล็กๆ เมื่อรู้ว่าที่คามินยอมนั่งรอจนดึกจนดื่นนี้เพียงเพราะอยากไปส่งตน

แต่หน้าที่และความรับผิดชอบต้องมาก่อน ปราณันต์ไม่พร้อมจะมีใครทั้งนั้น การเปิดรับใครอีกคนเข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องสุดท้ายที่เขาจะคิดถึง ไหนจะต้องทำงาน ไหนจะต้องแบ่งเวลา แล้วไหนจะยังต้องดูแลเจ้าตัวเล็กทั้งสองอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องจำเป็นและจะต้องให้ความสำคัญที่สุดในชีวิต

“คุณกลับไปก่อนเถอะครับ ผมชินแล้ว ผมกลับเองได้” ปราณันต์พูดตัดบท เขาให้คามินได้เท่าที่ให้ได้ ไม่อยากให้อะไรมันลึกซึ้งไปกว่านี้

“ก็ได้ครับ” คามินยิ้มให้อย่างเข้าใจ “ไว้วันไหนที่พร้อมให้ผมไปส่ง บอกผมนะครับ ผมยินดี”

ปราณันต์มองคามินพลางยิ้มให้อย่างขอบคุณ เขานึกชื่นชมอีกฝ่ายที่ใจกว้างและไม่กดดันจนทำให้เขาอึดอัด คามินรู้ดีว่าปราณันต์ไม่พร้อม แต่ก็ไม่ได้บังคับหรือพูดจาประชดประชันกันให้ต่างฝ่ายต่างลำบากใจ และแม้พยายามจะปฏิเสธแค่ไหน แต่ปราณันต์ก็อดยอมรับไม่ได้ ว่าลึกๆ แล้วตนเองก็กำลังปล่อยให้เจ้าของใบหน้าคมคายหล่อเหลาคนนั้นเข้ามาช่วงชิงพื้นที่เล็กๆ ในหัวใจที่น้อยคนนักจะได้ล่วงล้ำเข้ามา

.

.

.

หลังจากที่เลิกงานเรียบร้อย ปราณันต์ก็เดินออกจากคลับตรงไปยังป้ายรถประจำทางที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก โชคดีที่รถประจำทางที่เขานั่งกลับบ้านทุกวันเป็นรถโดยสารที่วิ่งตลอดทั้งคืน เลยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีกหน่อย เพราะไม่งั้นอาจจะต้องเสียค่ารถไม่คุ้มกับค่าจ้างที่ได้รับ

และหยุดรออยู่ไม่นาน รถประจำทางสายที่ต้องการก็วิ่งมาจอดที่ป้าย ขาเรียวก้าวขึ้นรถอย่างไม่รีบร้อนนัก เพราะเวลานี้ก็ดึกมากแล้ว รถน่าจะไม่ติด ปราณันต์คิดในใจว่าคงใช้เวลาไม่นานน่าจะถึงอพาร์ทเม้นท์ที่ตนอาศัยอยู่

ระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถ ภาพนึกคิดของปราณันต์มักจะตัดกลับไปหาคามินอยู่เรื่อย เขาอดยอมรับไม่ได้ว่าเสน่ห์และหน้าตาของคามินดึงดูดเขาได้ไม่น้อย แต่สิ่งหนึ่งและสิ่งสำคัญที่ทำให้ปราณันต์มักจะเผลอใจเต้นแรงกับเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่คนนั้น น่าจะเป็นความใจดีและความโอบอ้อมอารีที่คามินมีให้มากกว่า แม้เพิ่งจะรู้จักกันแค่วันเดียวแต่คามินก็ซื้อใจเขาไปได้หลายเรื่องแล้ว แล้วถ้าเจอการโจมตีแบบนี้บ่อยๆ ปราณันต์เองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตนจะใจแข็งไปได้อีกนานแค่ไหน ช่างอันตราย... อันตรายกับหัวใจจริงๆ

ศีรษะทุยๆ เล็กๆ สะบัดไหวไปมาราวกับต้องการขับไล่ความคิดที่ฟุ้งซ่าน ตากลมโตที่ก่อนหน้านี้เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างก็หันกลับมามองข้างหน้าเมื่อเห็นว่าอีกไม่ไกลจะถึงจุดหมายที่ตัวเองจะลง ปราณันต์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อเตรียมพร้อมจะลงจากรถ และเมื่อรถจอดที่ป้ายหน้าอพาร์ทเม้นท์ เขาก็ลงจากรถแล้วสาวเท้าเดินไปยังที่พักของตัวเองที่อยู่ไม่ไกลทันที

และเมื่อถึงหน้าอพาร์ทเม้นท์ ในขณะที่ปราณันต์กำลังจะก้าวผ่านประตูด้านหน้าเข้าไป เสียงบีบแตรรถก็แผดดังแทรกมาจากด้านหลังให้ได้ยินเสียก่อน


ปิ๊น ปิ๊นๆ ~



“คุณ...” ปราณันต์หันไปตามเสียงแตรรถที่ได้ยิน และสิ่งที่ได้เห็นก็เหมือนจะทำให้เสียงของปราณันต์ถูกกลืนหายลงไปในลำคอ เมื่อเห็นใบหน้าคุ้นเคยโผล่มาทางหน้าต่างรถยนต์ที่จอดติดเครื่องอยู่ไม่ห่างออกไปเท่าไหร่

“ในที่สุดก็ได้มาส่งตามที่ตั้งใจ” รอยยิ้มอบอุ่นถูกส่งมายังร่างบางที่กำลังยืนงงอยู่ “ผมไม่ได้ทำให้คุณปราณันต์อึดอัดใช่ไหมครับ? คือผม.. เป็นห่วงจริงๆ เพราะเห็นว่าดึกแล้ว เลยแอบขับรถตามรถเมล์มาห่างๆ เพราะไม่อยากทำให้คุณลำบากใจ”

ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่นัก ทำให้ตากลมมองเห็นร่องรอยของความไม่สบายใจแต้มอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั่น หัวใจดวงน้อยของปราณันต์เต้นรัวแรงจนเจ้าตัวเองยังแทบควบคุมมันไม่ได้ เขายอมรับว่ารู้สึกดีมากๆ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีใครมาเอาใจใส่หรือดูแลเขาแบบนี้...

น่าจะตั้งแต่ตอนพ่อกับแม่จากไป เพราะตั้งแต่นั้นมาก็กลับกลายเป็นเขาเองที่ต้องคอยเอาใจใส่ดูแลฝาแฝดทั้งสอง พอวันนี้ปราณันต์ได้รับการดูแลจากใครสักคนอีกครั้ง มันทำให้เขารู้สึกเหมือนไม่ได้ถูกละเลยจากโลกใบนี้ไปเสียทีเดียว

“ดึกแล้วคุณกลับไปเถอะครับ”

คามินที่อยู่ในรถถึงกับหน้าถอดสี เมื่อได้ยินถ้อยคำจากปราณันต์ ก่อนที่เขาจะยิ้มโชว์เขี้ยวอย่างอารมณ์ดี เมื่อร่างเล็กที่อยู่ไม่ห่างออกไปพูดประโยคถัดมา “ยังไงก็ต้องขอบคุณคุณมากที่อุตส่าห์มาส่ง ผมไม่รู้จะพูดยังไง แต่เอาเป็นว่าผมขอบคุณคุณคามินมากจริงๆ นะครับ”

ริมฝีปากอิ่มส่งยิ้มกว้างจนตายิบหยีให้คามิน ยิ้มในแบบที่เขาคิดว่ามันน่าสนใจนักหนา และยิ้มแบบนี้นี่แหละทำให้เขายอมทุ่มตัวเองลงมาเล่นเกมบ้าๆ นี่

“งั้นผมกลับนะครับ ถ้าไม่หวังมากเกินไป พรุ่งนี้เราคงได้เจอกันที่ออฟฟิศนะครับ” คามินพูดหยอกล้ออย่างอารมณ์ดี ให้ปราณันต์หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะโบกมือลาคนที่อยู่ในรถเพราะเห็นว่ามันดึกมากแล้ว

“ขับรถดีๆ นะครับ และเช่นกันครับหวังว่าพรุ่งนี้เราจะได้เจอกัน”

คามินส่งยิ้มอ่อนโยนให้ปราณันต์ ก่อนจะเร่งให้อีกฝ่ายรีบเข้าไปในอพาร์ทเม้นท์ “คุณเข้าไปก่อนสิครับ ผมจะได้สบายใจ”

“เอางั้นก็ได้ครับ” ปราณันต์อมยิ้มน้อยๆ พลางก้าวเข้าไปในประตูอพาร์ทเม้นท์ ก่อนที่ร่างบางจะหันมาโบกมือลาคนที่อยู่ในรถอีกรอบ

พอคามินเห็นปราณันต์เข้าไปอย่างปลอดภัยแล้ว เขาก็ค่อยๆ เคลื่อนรถออก มือใหญ่สัมผัสกับปุ่มอัตโนมัติเพื่อเลื่อนกระจกรถขึ้น พร้อมๆ กับที่ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยนเมื่อสักครู่จะแปรเปลี่ยนเป็นเฉยเมยไร้ความรู้สึกอย่างฉับพลัน


‘ละครฉากใหญ่ของวันนี้จบลงแล้ว’ คามินคิด

.

.

.

เช้านี้ปราณันต์มาทำงานแต่เช้าอย่างสดชื่นหัวใจ ตากลมคอยมองสอดส่องหาผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่เจ้าตัวคิดว่าน่าจะหาเจอได้ไม่ยาก แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อมองหายังไงก็ไม่เห็นเจ้าของรูปร่างที่คุ้นเคย

“ปราณ! มองหาใครอยู่เหรอ?” เสียงทุ้มสดใสโพล่งขึ้นมาด้านหลัง ทำเอาเขาตกใจไม่น้อยก่อนจะหันไปต่อว่าเพื่อนร่วมทีมอย่างไม่จริงจัง

“กวี! เราตกใจหมด เล่นอะไรก็ไม่รู้” ปราณันต์ยู่ปากอย่างไม่พอใจ แต่คนที่ได้เห็นภาพนั้นอย่างกันต์กวีกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรที่ถูกต่อว่า ตรงกันข้ามเขากลับคิดว่าท่าทางแบบนั้นของปราณันต์ช่างน่ารักน่ามองเหลือเกิน

“ขี้ตกใจจัง ฮ่าๆ” กันต์กวีหัวเราะอย่างอารมณ์ดีที่ได้แกล้งอีกฝ่าย “ว่าแต่เมื่อกี้มองหาใครอยู่หรอ?” เขาหันมองไปรอบๆ ตามที่เห็นเพื่อนร่วมงานทำ ปราณันต์เห็นดังนั้นเลยรีบปฎิเสธตัดบทด้วยเพราะขี้เกียจจะอธิบาย

“ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่เมื่อวานกวีหายไปไหนมา” คนถูกถามไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะอธิบายด้วยเสียงเนือยๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

“พ่อมาน่ะ แม่เลยบอกให้ไปกินข้าวด้วยกัน”

“พ่อกวี? มาจากลำปางเหรอ?”

ปราณันต์ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ เพราะพ่อของกันต์กวีไม่ได้มาหาหลายปีแล้ว ตั้งแต่แยกทางกับแม่ของกวี ที่จริงกวีเป็นคนเหนือที่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพตั้งแต่เกิด แต่เชื้อสายความเป็นคนเหนือของกวีมันดันเข้มข้นมากหน่อย เลยทำให้หนุ่มเหนือคนนี้ดูผิวพรรณดีดูอ่อนโยนกว่าคนกรุงทั่วไป เลยทำให้สาวๆ ในออฟฟิศมองตามกันตาไม่กะพริบ

“ช่าย แต่กลับไปแล้วแหละ เขามาทำธุระ นานปีเจอกันทีก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยฉันจะได้รู้ว่าเขาสบายดี”

หนุ่มชาวเหนือพูดพลางเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างคนใจลอย โดยที่ปราณันต์เองเห็นแล้วก็อดห่วงไม่ได้ เลยยื่นมือไปตบไหล่เพื่อนร่วมทีมเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ

“กวี... อย่าคิดมากเลยนะ” เสียงหวานถูกถ่ายทอดออกมาให้เพื่อนสนิทอย่างอบอุ่น กวีมองสบตาปราณันต์ด้วยสายตาอ่านลำบาก ทำเอาอีกฝ่ายเกิดอึดอัดประดักประเดิดขึ้นมาเสียเฉยๆ

“อื้ม เราขอบใจปราณมากนะ” แต่แล้วจากแววตาประหลาดของกวีเมื่อครู่ จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นขี้เล่นขึ้นมาทันที เพื่อกลบเกลื่อนและต้องการปิดบังความรู้สึกบางอย่างของตัวเอง

“ว่าแต่ปราณกินข้าวหรือยัง? ไปกินด้วยกันไหม เดี๋ยวเราเลี้ยง” กันต์กวีเปลี่ยนเรื่อง และส่งแขนแข็งแรงโอบรัดรอบเอวบางก่อนจะรั้งตัวปราณันต์ให้ออกเดินไปพร้อมๆ กัน

ปราณันต์ที่ขัดขืนในคราวแรกก็ต้องโอนอ่อนเพราะไม่รู้จะทำยังไง สาเหตุหลักๆ ก็คือสู้แรงคนเป็นเพื่อนไม่ไหว ที่ทำได้ก็แค่เดินไปตามแรงลากของอีกฝ่ายที่นำทางเท่านั้น โดยที่ปราณันต์เองก็ไม่ได้รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจากมองมาจากมุมหนึ่งของล็อบบี้ และจับจ้องไปที่เขาและเพื่อนร่วมทีมอย่างไม่วางตา


‘หึ! ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดสินะ’


คามินคิดพลางลดกระดาษหนังสือพิมพ์ลงเพื่อให้เห็นภาพที่กำลังมองเห็นให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


“สวัสดีครับคุณครู ตัวแสบของผมก่อเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ”

ปราณันต์กดรับโทรศัพท์ที่มีปลายสายมาจากหมายเลขที่คุ้นเคยด้วยความกังวลนิดๆ เบอร์ที่โชว์อยู่นั้นคือเบอร์โทรของคุณครูเด็กแฝดทั้งสอง เขาอดห่วงไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายของตัวเองหรือเปล่า เพราะปกติคุณครูไม่เคยโทรมาระหว่างอาทิตย์แบบนี้ นอกเสียจากว่าเขาจะเป็นคนโทรไปเอง

“เปล่าค่ะน้องปราณ” ปลายสายพูดเสียงกลั้วหัวเราะน้อยๆ เพราะจับทางได้ว่าคนอีกฝั่งคงกังวลว่าอาจจะเกิดเหตุอะไรกับน้องชายของตัวเอง “พอดีครูจะโทรมาแจ้งว่าพรุ่งนี้จะมีคุณหมอมาฉีดวัคซีนฟรีให้เด็กๆ น่ะค่ะ แล้วทีนี้ผู้ปกครองต้องมาเซ็นยินยอมให้เด็กๆ ฉีด น้องปราณพอจะว่างมาไหมคะ?”

“พรุ่งนี้เลยหรอครับ” ปราณันต์อึกอักขึ้นมาทันที เพราะนี่ก็เพิ่งจะลางานไปส่งตัวแสบมาเมื่อวาน ถ้าลาพรุ่งนี้อีกมีหวังโดนหัวหน้าแผนกฉีกอกแน่ๆ ลำพังแค่พี่นทยังพอคุยกันได้ แต่นี่คงไม่ใช่

“ทำไมกะทันหันจังครับ นี่ก็เพิ่งเปิดเทอมได้สองวันเอง” ปราณันต์เอ่ยถามอย่างสงสัย

“ครูเองก็ไม่แน่ใจนะคะ แต่เห็นว่าทางโรงพยาบาลขอเลื่อนขึ้นมาเร็วหน่อยเพราะช่วงนี้ไข้หวัดระบาด เลยไม่อยากให้เด็กๆ ไม่สบายกันตั้งแต่เริ่มเปิดเรียนน่ะค่ะ”

ปราณันต์ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม ก่อนจะเอ่ยถามออกไปเพื่อหาทางออก “ถ้าฉีดให้ปุณณ์กับปัณณ์ไปก่อนได้ไหมครับ แล้วเดี๋ยวช่วงกลางวันผมเข้าไปเซ็นให้”

คุณครูหายใจอย่างจนใจ เธอเองก็เห็นใจปราณันต์ไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรกฎก็ต้องเป็นกฎ

“ครูเข้าใจน้องปราณนะคะ แต่ทางโรงพยาบาลก็แจ้งมาชัดเจนเลยว่าต้องมีลายเซ็นผู้ปกครองรับรอง เผื่อเกิดปัญหาภายหลัง ยังไงเรื่องนี้ครูเองก็อนุโลมให้ไม่ได้จริงๆ ไม่งั้นน้องปราณมอบอำนาจให้ใครมาเซ็นแทนให้ก็ได้นะคะ ทางเราอนุญาต”

ปราณันต์ครางรับอย่างปลงตก เขาเองก็รู้ดีว่าโรงเรียนนี้เข้มงวดเรื่องระเบียบวินัยแค่ไหน ซึ่งที่เขาตัดสินใจส่งฝาแฝดทั้งสองให้เรียนที่นี่ ก็เพราะไว้ใจในเรื่องกฎและระเบียบเหล่านี้นี่แหละ

“ไม่เป็นไรครับครู ผมเข้าใจ ไว้เดี๋ยวผมจะลองหาทางดู ยังไงก็ขอบคุณคุณครูมากนะครับ”

ปราณันต์จำเป็นต้องรับปากไปก่อน แล้วค่อยมาเคลียร์มาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือคนรู้จักภายหลัง แต่ประเด็นคือจะให้ใครช่วยดีล่ะ เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างคิดไม่ตก ใบหน้าหวานซึ้งเคร่งเครียดจนคิ้วแทบจะขมวดเป็นปม ในขณะที่กำลังคิดว่าจะไปขอลางานแล้วยอมโดนหัวหน้าแผนกต่อว่าดีไหม ปราณันต์ก็ได้รับสัมผัสเบาๆ ที่หัวไหล่ด้านหนึ่งพอดี

“ไงเรา คิดอะไรอยู่ คิ้วจะขดมาผูกเป็นโบว์แล้วนั่น” ปราณันต์เงยหน้ามองตามมือที่วางอยู่บนหัวไหล่ขึ้นไป ก็เห็นหัวหน้าทีมสาวร่างเล็กที่เพิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับกวีเพื่อนร่วมทีมอีกคน

“เครียดนิดหน่อยอะพี่นท พอดีที่โรงเรียนปุณณ์กับปัณณ์โทรมาบอกว่าพรุ่งนี้เด็กๆ ต้องฉีดวัคซีน ถ้าไม่มีผู้ปกครองไปเซ็นรับรอง เจ้าตัวแสบของผมอาจจะฉีดไม่ได้”

ปราณันต์พูดอย่างกลัดกลุ้ม ก่อนจะเอ่ยปากเล่าให้คนที่เป็นทั้งเพื่อนรุ่นพี่และหัวหน้าฟังอย่างต้องการที่จะหาที่พึ่ง

“ให้คนไปแทนได้ไหมล่ะ เดี๋ยวพี่ไปให้” นทนัชเอ่ยปากให้ความช่วยเหลืออย่างใจดีจนปราณันต์ซาบซึ้ง

“ใช่ เราก็ไปให้ได้นะ เอาไหมปราณ” ปราณันต์มองคนทั้งสองอย่างรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก ก่อนปากอิ่มจะยิ้มและเอ่ยออกมาอย่างเข้าใจ

“เรื่องไปแทนน่ะไปได้ แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ พรุ่งนี้พี่นทต้องประชุม ผมจำได้” ก่อนที่ปราณันต์จะหันไปหาเพื่อนร่วมทีมอีกคน “ส่วนกวี เมื่อวานกวีก็เพิ่งจะลาไปพร้อมๆ กับเรา พรุ่งนี้จะลาอีกได้ยังไง”

ทั้งสองมองหน้าปราณันต์อย่างเห็นใจ เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมามันเป็นเหตุผลและเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องพรุ่งนี้มันยุ่งยากขึ้นไปอีก

“แล้วปราณจะทำยังไงล่ะทีนี้” เป็นนทนัชที่ถามขึ้นมาอีกครั้ง

“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” ปราณันต์ตอบอย่างจนปัญญา ตอนนี้ศีรษะเล็กๆ ของเขาสะบัดไปมาอย่างกับอยากจะค้นหาทางออก แต่มันมึนงงไปหมด เขาคิดไปคิดมาจนปวดหัว พาลให้นึกในใจว่าถ้าได้กาแฟสักแก้วมาดื่มเพื่อให้ผ่อนคลายน่าจะดี

ปราณันต์ลุกขึ้นยืมเต็มความสูง แล้วหันไปบอกสองคนที่นั่งอยู่ด้วยกันอย่างเนือยๆ

“เดี๋ยวผมมานะครับ ขอไปหากาแฟดื่มหน่อย เผื่อจะหาทางออกอะไรได้บ้าง”

“เราไปเป็นเพื่อน” กวีลุกขึ้นยืนอย่างกระวีกระวาด ราวกับว่าเต็มใจที่จะไปเป็นเพื่อน แม้ว่าปราณันต์จะไม่ได้ร้องขอก็ตาม

“ไม่เป็นไรหรอกกวี ขอบใจมากนะ เราไปคนเดียวดีกว่า” ปราณันต์พูดปฎิเสธอย่างนุ่มนวล พลางยิ้มเหนื่อยๆ ให้กับคนทั้งสอง ไม่ใช่จะปิดกั้นอะไร แต่เวลานี้เขาอยากขอคิดอะไรคนเดียวดีกว่า จากนั้นปราณันต์ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปอีกทางเพื่อลงลิฟต์ไปที่คอฟฟี่ช็อปเล็กๆ ชั้นล่างของออฟฟิศ

.

.

.

ในขณะที่นั่งอยู่ในคอฟฟี่ช็อปเล็กๆ ที่ล็อบบี้ของออฟฟิศ ปราณันต์ก็ตัดสินใจโทรหาเพื่อนสนิทที่สุดของตน เขารู้ดีว่าหากขอความช่วยเหลือจากเพื่อนคนนี้ ยังไงอนาวินก็ไม่มีทางปฏิเสธ แต่ที่เขาหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากจะรบกวนเพื่อนรักมากเกินไป เพราะที่ผ่านมาอนาวินและครอบครัวก็ช่วยเหลือเขามานักต่อนัก แต่ครั้งนี้ในเมื่อมันเลี่ยงไม่ได้ ก็คงต้องขอรบกวนเพื่อนรักอีกสักครั้ง

หลังจากรอสายไม่นานเสียงสดใสของเพื่อนสนิทก็รับและส่งคำทักทายที่แสนจะไพเราะมาให้เขาได้ยิน

(ไงไอ้ปราณ ยังไม่ตายหรอวะ?)

ปราณันต์อมยิ้มบางๆ หลังจากได้ยินคำประชดประชันจากคนในสาย

“ตายไปแล้วว่ะ นี่วิญญาณ คิดถึงนายมากเลยโทรมาหา หึหึ พอใจยัง?”

เสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ของอนาวินดังลอยมาให้ปราณันต์ได้ยิน เขาชะงักน้อยๆ เมื่อหวนคิดไปถึงเมื่อก่อน ปราณันต์เองก็มักจะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่สดใสแบบนี้ เสียงหัวเราะที่เขาและอนาวินมักจะมีให้กันบ่อยๆ

นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เขาหลงลืมการหัวเราะแบบนี้ไป ปราณันต์รำพึงรำพันถามคำถามนี้กับตัวเองเบาๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจจะหาคำตอบแต่อย่างใด เพราะตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องจัดการ

(เออ! พอใจแล้วไอ้เพื่อนเวร! ว่าแต่โทรมามีไรรึเปล่าวะ)

“เอ่อ..คือ แม่เป็นไงบ้าง สบายดีรึเปล่า?”

ปราณันต์ข่มตาลงแน่นด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นคำพูดอย่างไร คือจะขอความช่วยเหลือเลยก็เกิดปากหนักขึ้นมา เขาเองก็ไม่มีเวลาโทรหาคุณน้า หมายถึงแม่ของเพื่อนสนิทบ่อยๆ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นผู้มีพระคุณ ช่วยดูแลเจ้าแฝดให้ตลอดเวลาตั้งแต่สมัยปุณณกันต์กับปัณณธรยังอายุน้อยๆ ดังนั้น ครั้นจะมาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทเลย มันก็ดูเหมือนจะเห็นแก่ตัวไปสักนิด

(แม่ฉันสบายดี แต่บ่นคิดถึงเจ้าตัวแสบสองคนตลอดเลยว่ะ ว่างๆ นายก็พาเด็กแฝดมาหาแม่ฉันหน่อยละกัน)

อนาวินร่ายยาว และเมื่อเห็นว่าพอจะสบโอกาสก็เลยปราณันต์ก็เตรียมตัวจะตบเข้าเรื่องทันที

“ฉันเกรงใจ รบกวนนายบ่อยๆ แบบนี้”

(เกรงใจไรวะ เพื่อนกัน) อนาวินพูดอย่างมีน้ำใจ แต่ก่อนที่ปราณันต์จะได้พูดอะไรอีก อนาวินก็สวนกลับมาเสียก่อน

(แต่ไว้ค่อยมานะเว่ย เพราะนี่ฉันกำลังจะพาแม่ไปเที่ยวบ้านญาติที่ต่างจังหวัด เห็นบ่นว่าอยากไปมาสักพักแล้ว)

ปราณันต์กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอทันที นานๆ ทีเพื่อนสนิทจะพาแม่ออกไปเที่ยวทั้งที การจะพูดขัดโดยขอความช่วยเหลือจากเพื่อนนั้นคงไม่สมควรเท่าไหร่ ปราณันต์จึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะพูดเรื่องฉีดวัคซีนของฝาแฝดออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นชวนคุยนั่นนี่โน่นแทน จนผ่านไปสักพักก็ขอวางสายไปในที่สุด

ปราณันต์กลับมาเคร่งเครียดหาวิธีทางแก้ไขปัญหาอีกครั้ง เพราะตอนนี้เพื่อนสนิทที่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่จะเอาไว้ยึด ก็ได้ขาดลงไปแล้ว ตอนนี้เขาได้แต่นั่งจิบคาเฟอีนไป ค่อยๆ คิดไป ที่ และในขณะที่นั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกชื่อดังขึ้นมาจากด้านหลัง

“คุณปราณันต์?” เจ้าของชื่อหันหน้าไปตามเสียงทุ้มที่เรียกช้าๆ ก่อนจะได้เห็นใบหน้าคมคายที่มักจะบังเอิญเจอกันบ่อยเหลือเกินในช่วงหลังๆ มานี้

“คุณคามิน” ตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับว่าประหลาดใจหน่อยๆ เพราะไม่คิดว่าจะได้เจอคามินในเวลานี้ “บังเอิญเจอกันอีกแล้ว”

“ฮ่าๆ อันที่จริงผมเห็นคุณน่ะครับเลยเข้ามาทัก” คามินพูดพลางพยักเพยิดไปที่เก้าอี้ตัวฝั่งตรงข้ามกับปราณันต์ “ผมขอนั่งด้วยได้ไหมครับ”

ปราณันต์ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างสดใสแม้ในใจกำลังจะคิดมาก แต่พอได้เห็นใบหน้าของคนๆ นี้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกว่าเรื่องที่กำลังหนักใจอยู่นั้นได้เบาบางลง

“เชิญครับ ทานกาแฟไหม ผมเลี้ยง” ปราณันต์เอ่ยอย่างมีน้ำใจ แต่แทนที่คนฝั่งตรงข้ามจะตอบรับหรือปฎิเสธ กลับหัวเราะลั่นออกมาแทน

“ฮ่าๆ” ตากลมตวัดมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างไม่พอใจ ปากอิ่มยื่นน้อยๆ อย่างแสนงอนแบบไม่รู้ตัว

คามินเองพอได้เห็นท่าทางแบบนั้นของปราณันต์ ปากหยักก็อมยิ้ม ส่วนดวงตาเรียวคมก็ได้แต่จ้องมองคนตรงหน้าอย่างเอ็นดู

“โอ๋ๆ อย่าเพิ่งโกรธสิครับ ที่ผมหัวเราะนี่ เพราะผมคิดขึ้นได้ว่าเวลาเจอกันทีไร คุณปราณันต์จะเลี้ยงนั่นเลี้ยงนี่ผมตลอดเลย จนผมแทบจะเคยตัวอยู่แล้ว” ริมฝีปากมีเสน่ห์ได้แต่ยกยิ้มให้ปราณันต์อย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยต่อ “เพราะฉะนั้นอย่าเลยดีกว่านะครับ ผมเกรงใจจริงๆ”

คามินนั่งมองหน้าใบหน้าน่ารักของคนอีกฝั่งอย่างประทับใจ แววตาคมแสดงออกอย่างเปิดเผยว่ารู้สึกอย่างไรในเวลานี้

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมตั้งใจจะเลี้ยงจริงๆ” ปราณันต์เสหลบแววตามีเสน่ห์คู่นั้น ด้วยการก้มลงดื่มกาแฟในแก้ว พูดตามตรงว่าเสน่ห์ของคามินมีมากเกินไปจนเขาแทบจะตั้งรับไม่ไหว และตอนนี้หัวใจดวงเล็กๆ ของตนก็กำลังเต้นกระหน่ำรัวอยู่ในอกจนเจ็บไปหมด

“เอาไว้เลี้ยงผมคราวหน้าแทนนะ ตอนนี้คุณปราณันต์ติดข้าวผมอยู่มื้อนึงใช่ไหมครับ” ศีรษะเล็กๆ พยักขึ้นลงอย่างแข็งขัน มองแล้วน่าเอ็นดูไม่น้อย และพอเห็นท่าทางน่ารักแบบนั้นคามินจึงพูดต่อ

“คราวหน้าคุณต้องเลี้ยงผมนะครับ เจอกันครั้งต่อไป ผมไม่ยอมแล้วนะ” ใบหน้าหล่อเหลาพูดพลางยักคิ้วหลิ่วตาให้ปราณันต์อย่างอารมณ์ดี จนคนตัวเล็กกว่าเห็นแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ว่าแต่คุณปราณันต์มานั่งทำอะไรที่นี่หรอครับ ดูเครียดๆ”

เรียวตาคมจับจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา เขาแสร้งถามด้วยรู้ดีว่าปราณันต์กำลังไม่สบายใจเรื่องฝาแฝด เพราะคามินจับทางได้แล้วว่า ถ้าอยากทำให้ปราณันต์มีความรู้สึกดีๆ ให้ การเอาชนะใจแฝดทั้งสองก็ถือเป็นอีกปราการหนึ่งที่จะพังทลายกำแพงของอีกฝ่ายลงได้

“พอดีมีเรื่องให้คิดนิดหน่อยครับ ผมยังหาทางออกไม่ได้เลย” เสียงหวานตอบหงอยๆ ถ้าจะเรียกว่าอ้อนก็ไม่น่าจะผิดเท่าไหร่ “แล้วคุณคามินไปไหนมาครับ เพิ่งกลับมาจากพบลูกค้าหรอ”

“ครับ เพิ่งกลับมา” คามินตอบ ก่อนจะปั้นเสียงเป็นห่วงเป็นใยออกมาจากลำคอ “แล้วคุณปราณันต์พอจะบอกได้ไหมครับ ว่าเครียดเรื่องอะไร ให้ผมช่วยไหม”

หลังจากได้ยินน้ำเสียงอบอุ่นนั้นแล้วปราณันต์ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหัวใจดวงน้อยๆ ของตัวเอง มันทั้งไว้ใจ ทั้งเชื่อใจ จนยอมสารภาพเรื่องที่กังวลออกมาให้อีกฝ่ายฟังอย่างเต็มใจ

“มันอาจจะฟังดูไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร” ปราณันต์ค่อยๆ เล่าอย่างใจเย็นผิดกับอารมณ์ที่ร้อนรุ่มข้างใน “พอดีพรุ่งนี้ที่โรงเรียนอนุบาลของปุณณ์กับปัณณ์มีฉีดวัคซีนครับ”

“...” คามินนั่งฟังอย่างตั้งใจ ผิดกับข้างในที่กำลังยิ้มเยาะปราณันต์ว่าช่างไร้เดียงสา ตกหลุมพรางที่เขาขุดไว้ง่ายดายเหลือเกิน

“แต่ปัญหาคือถ้าอยากได้รับวัคซีน ก็ต้องมีผู้ปกครองไปเซ็นยินยอมให้ได้ฉีดได้ ถ้าไม่เซ็นทางโรงเรียนจะไม่ทำการฉีดให้ครับ”

เสียงของปราณันต์แสดงออกถึงความกังวลชัดเจน คามินจึงแสร้งแสดงความเป็นห่วงเป็นใยให้ปราณันต์อย่างอบอุ่น จนใจของคนที่ได้รับความเอื้อเฟื้อนั้น เกิดกระตุกขึ้นมาทันทีจนรู้สึกได้ “แล้วประเด็นคือผมเองก็ไม่ว่างไป ผมเพิ่งลางานไปเมื่อวาน ถ้าจะให้ลาอีกหัวหน้าต้องไม่ยอมแน่ๆ ตอนนี้เลยไม่รู้จะทำยังไง เครียดก็ส่วนนึง อีกส่วนผมก็คิดว่าผมเป็นพี่ชายที่โคตรแย่ มีน้องอยู่แค่สองคนก็ดูแลไม่ได้”

ปราณันต์สารภาพออกมาจนหมดสิ้น ความในใจและความรู้สึกผิดที่เขาเก็บงำไว้ แม้แต่เพื่อนสนิทก็ไม่ได้ให้รู้ แต่เขากลับบอก... บอกออกไปให้คนแปลกหน้าที่ได้เจอกันแค่ไม่กี่ครั้งรู้ อาจะเป็นเพราะสายตาคู่นั้น สายตาคู่ที่มองมาอย่างอ่อนโยนเมื่อกี้

“อย่าคิดอย่างนั้นสิครับ ปุณณ์กับปัณณ์ไม่คิดแบบนั้นหรอก อีกอย่างไม่ใช่ว่าคุณไม่อยากลาไปดูแลเด็กๆ สักหน่อย แต่มันลาไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่หรอครับ”

คามินเอ่ยปลอบอย่างเข้าใจและปลอบโยน พาให้หัวใจที่ไม่ได้รับการดูแลและเอาใจใส่จากใครมาหลายปีกลับชุ่มชื่นขึ้น เพียงเพราะน้ำเลี้ยงที่ไหลลงมารดรินหัวใจด้วยคำพูดและการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของอีกฝ่าย

“เอางี้ดีไหมครับ” คามินแสร้งเสนอขึ้นเหมือนกับว่าเพิ่งนึกได้ “พรุ่งนี้ผมต้องไปพบลูกค้าแถวนั้น คุณปราณันต์โทรไปบอกคุณครูของฝาแฝดว่าผมจะเข้าไปเซ็นให้ดีไหมครับ ครูน่าจะจำผมได้ แล้วก็ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องการมอบฉันทะด้วย”

ปราณันต์นิ่งไปอย่างใช้ความคิด ทางออกของคามินถือว่าโอเคมากๆ แต่ที่เว่ยโจวยังกังวล กลับเป็นเพราะความเกรงใจที่มีให้กับอีกฝ่ายมากกว่า

“แต่ผม... เกรงใจคุณ ผมรบกวนคุณหลายเรื่องแล้ว” ปราณันต์อ้อมแอ้มตอบอย่างละอายใจ เจอกันกี่ทีก็มีแต่เรื่องรบกวนทุกที

“ไม่เป็นไรเลยครับ ปุณณ์กับปัณณ์ก็เหมือนน้องของผม” คามินยิ้มโชว์เขี้ยวทั้งสองเพื่อแสดงความเต็มใจให้ปราณันต์เห็น “ผมอยากช่วยคุณดูแลเด็กๆ เพราะเหมือนกับว่าผมจะได้มีโอกาสดูแลคุณไปด้วยในตัว”

ทั้งคำพูดและรอยยิ้มที่คามินส่งเอามาให้ทำเอาปราณันต์แทบไปไม่เป็น นี่แค่เวลาไม่กี่วันที่ได้รู้จักกัน คามินก็ทำให้เขาประทับใจและหวั่นไหวได้ขนาดนี้ จากที่เคยคิดว่าคงไม่มีใครสามารถจะพังทลายกำแพงนี้ได้ ปราณันต์คงต้องเปลี่ยนความคิด เพราะตอนนี้กลับมีคนๆ นึงที่ยื่นมือเข้ามาทุบปราการที่เขาตั้งไว้อย่างไม่เกรงกลัว และที่สำคัญดูเหมือนกับว่าคนๆ นั้นจะทำได้ผลเสียด้วย

ปราณันต์ได้แต่ไม่แน่ใจว่าจะประคองและปิดกั้นความรู้สึกตัวเองได้นานแค่ไหน หากคามินยังเสมอต้นเสมอปลายกับตนเช่นนี้ หัวใจของเขาคงจะพ่ายแพ้เข้าให้สักวัน เมื่อคิดได้แบบนั้นแววตากลมสดใสได้แต่หลับลงเบาๆ อย่างปลงตก และคงต้องปล่อยให้มันเป็นไป

ส่วนคามินก็ได้แต่ยิ้มกริ่มในใจอย่างผู้ชนะ ลูกแมวตัวน้อยของเขาโซซัดโซเซเข้ามางับเหยื่อที่เขาวางไว้อย่างไร้เดียงสา โดยที่เขาแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ

“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องรบกวนคุณอีกครั้ง แล้วก็ขอบคุณคุณคามินมากนะครับ ขอบคุณจริงๆ”

ปราณันต์พูดขอบคุณในขณะที่แก้มขาวทั้งสองข้างตอนนี้กำลังขึ้นสีอย่างน่าเอ็นดู ทำให้คามินได้แต่นึกย่ามใจว่าหุ้นสิบห้าเปอร์เซนต์คงไม่หลุดลอยไปไหนแน่นอน

“ถ้าเป็นเรื่องของคุณ... ผมยินดีครับ” และเพื่อเป็นการตอกย้ำ มือใหญ่ยื่นไปวางทับบนมือเรียวขาวเบาๆ แค่นั้นก็ทำให้หัวใจที่ไม่ประสีประสาเรื่องความรักของปราณันต์เต้นแรงจนแทบจะทะลุจากอก ซึ่งทุกอย่างมันแสดงออกผ่านทางสีหน้าและแววตาของปราณันต์จนหมดสิ้น

คามินได้แต่มองและยิ้มเยาะในใจ


‘แล้วคุณจะหนีผมไปไหนพ้น ปราณันต์’

.

.

.

To Be Continue

------------------------------------------------------------------------

เป็นพระเอกที่แผนการเยอะมากกกกกกกก ไม่รู้ว่าอยากจะแค่เอาชนะ หรือลึกๆ แล้วกำลังถูกอกถูกใจเขาจริงๆ กันแน่... และถ้าคุณคิดว่าแผนของนังครามจะหมดแค่นี้ เราของบอกว่าคุณคิดผิดค่ะ

เอาเป็นว่ารออ่านตอนต่อไปแล้วกันโนะ 55555555555

ฝากคอมเม้นท์ติชมด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆ ทุกคอมเม้นท์ ทุกคลิก ทุกวิว ทุกไลค์ ขอบคุณมากๆ ค่า แล้วยังไงจะพยายามมาลงให้บ่อยๆ นะคะ อย่างที่เคยแจ้งไปคงสองสามวันมาลงที จะพยายามไม่ให้เกินนี้เนาะ เว้นแต่ถ้างานยุ่งจริงๆ

เหมือนเดิมนะคะ ฝากคอมเม้นท์ ฝากติ-ชม ให้กำลังใจด้วยย เรารออ่านฟีดแบคจากทุกคนอยู่นะคะ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ จะพยายามภายในสามหรือสี่วันนะคะ ขอบคุณทุกคนมากๆ .. รักพวกคุณที่สุดเลยยย

ป.ล. เจอคำผิด สรรพนามผิด เม้นท์บอกได้เลยนะคะ บางทีมันตาลายจริงๆ แก้ไม่หมด 555555

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 421
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4041
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
ระวังเถอะ คุณคามิน จะโดนย้อนศรบ้าง

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
4th Lies : ฝาแฝด



‘ผมมีอะไรอยากให้ช่วยหน่อยครับ’ เสียงทุ้มกรอกผ่านสายโทรศัพท์ไปยังไปปลายทางซึ่งเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่ที่ทางบริษัทของเขาเคยให้การสนับสนุนเงินบริจาคในโครงการต่างๆ ไปหลายล้านบาท

‘คุณคามินมีอะไรให้ทางโรงพยาบาลช่วยเหลืออะไรบอกได้เลยนะครับ ทางเรายินดี’ ผู้บริหารโรงพยาบาลปลายสายเสนอไมตรีจิตด้วยน้ำเสียงประจบประแจง

ทำไมท่านประธานแห่งอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ติดลำดับต้นๆ ของประเทศจะไม่รู้ ทุกวันนี้มีแต่ธุรกิจและผลประโยชน์เท่านั้นแหละที่จะทำให้ทุกองค์กรอยู่รอด และด้วยอำนาจเงินและบารมีที่เขามีในมือนั้น การจะเรียกหาความช่วยเหลือจากใครไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่นิดเดียว

‘ได้ข่าวว่าโรงพยาบาลของคุณเป็นผู้อุปถัมภ์เรื่องวัคซีนและดูแเลเรื่องความเจ็บป่วยให้เด็กๆ ในโรงเรียนอนุบาล T อยู่ ใช่หรือเปล่าครับ’ คามินถามเสียงเรียบๆ ซึ่งในความเป็นจริงท่านประธานหนุ่มรู้คำตอบดีอยู่แล้วแหละ เพียงแต่ต้องการถามให้แน่ใจก็เท่านั้น

‘ใช่ครับ อนุบาล T อยู่ในความดูแลของเราเอง นี่เดือนหน้าก็จะมีคิวเข้าไปฉีดวัคซีนให้เด็กๆ อยู่’ ทางนั้นตอบกลับมาอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยปากเสนอตัว ‘ท่านประธานมีอะไรให้เราช่วยเหลือรึป่าวครับ’

‘นี่แหละครับเรื่องที่ผมจะรบกวน’ คามินนึกในใจว่าช่างประจวบเหมาะที่ทางโรงพยาบาลพูดเรื่องนี้ขึ้นมาพอดี เพราะมันตรงกับเรื่องที่ชายหนุ่มอยากจะให้โรงพยาบาลทำให้

‘ผมอยากให้โรงพยาบาลของคุณเข้าไปฉีดวัคซีนให้อนุบาล T วันพรุ่งนี้เลยได้ไหมครับ’ เสียงทุ้มพูดนิ่งๆ แต่เต็มไปด้วยอำนาจ น้ำเสียงที่ใครก็รู้ว่านี่ไม่ใช่การร้องขอเหมือนที่ประธานใหญ่พูด แต่มันคือคำสั่ง และไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ตราบใดที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้อยู่ คุณต้องทำ

‘ได้ครับ เดี๋ยวผมจะดำเนินการให้ วันนี้เราจะรีบแจ้งไปทางโรงเรียนเพื่อให้เตรียมความพร้อมรอไว้เลยครับ’ น้ำเสียงนอบน้อมถูกส่งมาตามสายโทรศัพท์ คามินกระตุกยิ้มบางๆ ก่อนจะสำทับสิ่งที่ต้องการไปอีกเรื่อง

‘แล้วก็ช่วยย้ำไปด้วยนะครับ ว่าเด็กทุกคนที่ต้องการฉีดวัคซีนจะต้องได้รับการเซ็นยินยอมจากผู้ปกครองก่อนเราถึงจะฉีดให้ ถ้าไม่มีการรับรองก็คือห้ามฉีด ผมไม่อยากเดือดร้อน’

คามินทำทีเป็นพูดเหมือนไม่สนใจ แต่ความจริงแล้วสิ่งนี้แหละเป็นประเด็นหลักที่เขาต้องการมากที่สุด

‘ได้ครับ ผมจะจัดการให้เรียบร้อย’

ผู้บริหารของโรงพยาบาลรับปากรับคำอย่างดี ให้คามินได้วางโทรศัพท์ลงบนแป้นอย่างพอใจ แผนขั้นแรกถือว่าผ่าน ถัดไป สิ่งที่คามินต้องทำนั่นคือการรอ รอเวลา ให้ลูกแมวตัวน้อยของเขาเดินเข้ามาฮุบเหยื่ออีกครั้ง

.

.

.

“คุณปราณันต์ครับ ตอนนี้ผมพบลูกค้าเสร็จแล้ว กำลังจะเข้าไปที่โรงเรียนอนุบาลนะครับ”

เช้าวันต่อมาคามินก็มาเตร็ดเตร่นั่งดื่มกาแฟรอแถวๆ คาเฟ่ใกล้ๆ กับโรงเรียนอนุบาลของเด็กแฝดทั้งสอง เขาละเลียดกาแฟรอเวลาจนเห็นว่าสายพอสมควรที่นายคามินพนักงานขายผู้ที่มีน้ำใจโอบอ้อมอารีจะพบลูกค้าเสร็จเรียบร้อย จึงได้โทรหาเด็กหน้าหวานนั่น เพื่อแสดงละครฉากใหญ่อีกฉากที่เขาเป็นคนวางบทไว้เองกับมือ

(ทำงานเรียบร้อยแล้วหรอครับ? แล้วคุณทานอะไรรึยัง?)

ปลายสายถามกลับมาอย่างเป็นห่วง ท่านประธานใหญ่ผู้ที่ผ่านอะไรมาอย่างโชกโชนรู้ดีว่าหัวใจดวงเล็กๆ ของเด็กคนนั้นกำลังหวั่นไหว หวั่นไหวมากเสียด้วย เขาไม่ได้หลงตัวเอง แต่เขารู้ว่าตัวเองมีดีพอที่จะทำให้หนุ่มหน้าหวานผู้อ่อนต่อโลกคนนั้นมอบตัวมอบใจให้กับเขาได้ไม่ยาก

หลายครั้งที่ปราณันต์แสดงความเป็นห่วงเป็นใยส่งมาให้เขาโดยที่เจ้าตัวเองไม่รู้ตัว ครั้งนี้ก็เช่นกัน เด็กน้อยนั่นกำลังเป็นห่วงว่าเขาจะหิวไหม กินอะไรหรือยัง ทั้งที่มันไม่ใช่ประเด็นหลักที่เขาโทรหาปราณันต์ด้วยซ้ำ

“ยังเลยครับ กะเอาไว้ว่าถ้าเสร็จจากธุระของปุณณ์กับปัณณ์แล้วผมค่อยไปหาอะไรทานน่ะครับ”

มุมปากหยักกระตุกยิ้มหยันผิดกับน้ำเสียงออดอ้อนที่เพิ่งแสดงออกไปให้ปลายสายได้ยิน ตาคมเหลือบมองไปที่แก้วกาแฟและเบเกอร์รี่ราคาแพงที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างไม่ไยดี

ถ้าให้ทายปราณันต์ที่ตอนนี้ถูกคามินหลอกล่อด้วยท่าทีและน้ำเสียงน่าสงสารนั้น น่าจะกำลังเบิกตากลมโตให้ใหญ่กว้างขึ้นไปอีกด้วยความไม่สบายใจ

(คุณทานอะไรก่อนเถอะครับ เข้าไปที่โรงเรียนช้าหน่อยก็ได้ เดี๋ยวผมจะโทรไปแจ้งอาจารย์ไว้ให้ แค่นี้ผมก็เกรงใจคุณจะแย่แล้ว)

น้ำเสียงที่ถูกส่งกลับมาค่อนข้างร้อนรน คามินรู้ดีว่าคนแบบปราณันต์มีจุดอ่อนตรงไหน ปราณันต์หยิ่งทระนงและไม่ได้ต้องการความเห็นใจจากใคร แต่สิ่งที่ปราณันต์ต้องการคือความช่วยเหลือ ความดูแลเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ การกระทำแบบหลังนี้จะซื้อใจเด็กคนนั้นได้มากกว่า

“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ ผมไม่ได้หิวเท่าไหร่ อีกอย่างไม่อยากให้ปุณณ์กับปัณณ์ต้องคอยนานด้วย เดี๋ยวเด็กๆ จะใจเสียว่าทำไมไม่มีใครมาสักที”

และใช่... จุดอ่อนสำคัญของปราณันต์คือเด็กแฝดทั้งสองคนนั่น เด็กแฝดที่เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจ ยิ่งถ้าเขาให้ความสำคัญดูแลและเอาใจใส่ปุณณกันต์กับปัณณธรมากแค่ไหน ยิ่งซื้อใจปราณันต์ได้มากขึ้นเท่านั้น

(ผมเกรงใจคุณมากจริงๆ คุณเป็นธุระทำนั่นทำนี่ให้ผม จนผมไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงแล้ว)

เสียงของปราณันต์ถูกส่งกลับมาอย่างซาบซึ้ง คามินได้แต่ยกยิ้มอยู่ในใจเงียบๆ อะไรๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นไปตามแผนเสียหมด

“เสาร์นี้คุณแค่ดูแลเลี้ยงอาหารอร่อยๆ ผมก็พอ ไม่อยากจะขู่ให้คุณใจเสีย แต่ผมทานจุมากเลยนะครับ ฮ่าๆ”

คามินหยอกเย้าอีกฝ่ายกลับด้วยถ้อยคำสบายๆ ทำเอาคนที่กำลังคิดมากอยู่ปลายสาย หลุดหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มพูดจบ

(ก็ได้ครับ คุณล้างท้องรอได้เลย ผมยินดีจะเลี้ยงคุณเต็มที่) ปราณันต์จึงตอบกลับมาอย่างผ่อนคลาย ไม่กระวนกระวายและเคร่งเครียดเท่าก่อนหน้านี้แล้ว

(ยังไงก็ฝากคุณคามินด้วยนะครับ ถ้ามีอะไรโทรหาผมได้ตลอดนะ)

“ไม่ต้องห่วงนะครับคุณปราณันต์ ผมจะดูแลปุณณ์กับปัณณ์ให้เป็นอย่างดี”

คามินกดวางโทรศัพท์พลางกระตุกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก จากนั้นชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะวางเงินไว้จำนวนหนึ่ง เสร็จแล้วก็คว้าแว่นกันแดดออกมาสวมก่อนเดินออกจากประตูคาเฟ่ตรงไปยังโรงเรียนอนุบาลที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว พลางคิดในใจ

 

‘เกมนี้ดูเหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย ดูเหมือนจะยากแต่ก็ไม่ได้ยาก แต่ที่น่าสนใจคือเหยื่อตัวน้อยๆ ของเขาต่างหาก ชักจะสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ หึ!’

.

.

.

ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกส่งผ่านออกมายังปลายจมูกโด่งรั้นดังจนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อดหันมามองไม่ได้

“เป็นอะไรปราณ เห็นหน้านิ่วคิ้วขมวดตั้งแต่เช้าแล้ว” หัวหน้าทีมสาวร่างเล็กหันมาถามคนข้างๆ ทันทีที่ได้ยินเสียงถอนหายใจ

“ผม... ไม่รู้สิพี่นท ผมอธิบายไม่ถูก” ศีรษะเล็กๆ กลมๆ สะบัดไปมาราวกับอยากจะขจัดเรื่องฟุ้งซ่านออกไปจากหัว

“อ่าว แล้วพี่จะรู้ไหมเนี่ยว่าเราเป็นอะไร” นทนัชถามออกมางงๆ แต่พอเห็นปราณันต์ยังคงเงียบ จึงถามคำถามถัดไปแทน “แล้ววันนี้ใครเป็นคนไปเซ็นอนุญาตให้ฝาแฝดฉีดวัคซีน”

“ก็เรื่องนี้แหละครับ” ปราณันต์หันไปหาคนที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้งหัวหน้าและพี่สาวคนสนิท ก่อนจะขอคำปรึกษาที่ตัวเองก็หาคำตอบไม่ได้

“พี่จำคุณคามินที่ผมเคยเล่าให้ฟังได้ไหม คนที่มาช่วยปุณณ์ไว้น่ะ” นทนัชทำท่านึกนิดหน่อย ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักทันทีที่นึกออก

“จำได้ๆ คนที่ทำให้ปราณพูดถึงได้บ่อยๆ น่ะหรอ” หัวหน้าทีมในนามที่ตอนนี้กำลังพูดกับปราณันต์ด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างกับต้องการจะล้อเลียน

“โถ่ พี่ก็…” ปราณันต์ครางเสียงอ่อยๆ “ผมว่าจะปรึกษาพี่เรื่องนี้นี่แหละ เฮ้อ! พี่รู้ไหมว่าวันนี้เขาเป็นคนอาสาไปเซ็นรับรองให้เจ้าแฝดนะ” ปราณันต์อ้อมแอ้มสารภาพ

“ห๊ะ? ตกลงว่าคุณคามินอะไรนี่ไปเป็นธุระเรื่องฝาแฝดแทนปราณหรอ? แล้วปราณก็ยอมให้เขาไป? ปกติปราณจะไม่ค่อยให้คนนอกยุ่งเรื่องส่วนตัวนี่ แล้วทำไม..?”

นทนัชยิงคำถามใส่ปราณันต์ที่นั่งฝั่งตรงข้ามเป็นชุด ไม่ใช่ว่าตัวปราณันต์จะไม่รู้ว่ายอมให้ผู้ชายใบหน้าคมคายคนนั้นรุกล้ำเข้ามาในชีวิตส่วนตัวมากแค่ไหน ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้จะตอบคำถามของนทนัชยังไง เพราะยอมรับว่าลึกๆ ก็กลัวคำตอบที่ตัวเองจะค้นเจอเหมือนกัน

“ผมถึงอยากจะปรึกษาพี่ไง คือ... คุณคามิน เขาดีกับผมมาก แล้วผมก็กลัวใจตัวเองไม่น้อย อย่างที่พี่รู้ ผมยังไม่พร้อมที่จะมีใครตอนนี้” ปราณันต์สารภาพให้นทนัช ฟังอย่างสับสน

“อย่ากดดันตัวเองนักเลยปราณ ให้โอกาสตัวเองบ้าง พี่คงบอกปราณไม่ได้ว่าทำแบบไหนถึงจะดี แต่พี่รู้ว่าการผ่อนปรน โดยการทำตามใจตัวเองบ้าง มันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดอะไรไม่ใช่หรอ”

นทนัชพูดเตือนสติปราณันต์อย่างเอื้ออาทร ให้ปราณันต์นึกขอบคุณหัวหน้าทีมในใจ แม้จะไม่ได้คำตอบอะไรที่ชัดเจน แต่อย่างน้อยมันก็พอทำให้ตัวเขาเองมองเห็นทิศทางว่าจะให้ความสัมพันธ์ของตนและคามินดำเนินไปในทิศทางใดต่อ

.

.

.

“พี่คราม!!!”

เสียงเล็กๆ ของปัณณธรตะโกนขึ้นมาดังลั่นกลางสนามเด็กเล่น ดวงตากลมโตกำลังยิบหยีเพราะรอยยิ้มจากปากเล็กๆ กำลังฉีกกว้าง ส่งไปให้เจ้าของสรรพนามพี่ครามที่เจ้าตัวน้อยตะโกนเรียกไปเมื่อสักครู่

“พี่ครามครับทางนี้ ทางนี้” แขนเล็กๆ ป้อมๆ ของปุณณกันต์ก็กำลังยกขึ้นโบกไปมาเช่นกัน เพื่อเรียกให้เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ ก้าวขาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อไปทางฝาแฝดตัวน้อยทั้งสองที่กำลังร้องหาเขาอย่างยินดี

 

และด้วยท่าทางน่าเอ็นดูเหล่านั้นทำให้ปากหยักเกิดรอยยิ้มขึ้นมา โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่ทันรู้ตัว...

 

“ว่าไงเด็กๆ รอพี่นานไหมครับ” คามินเดินไปหาแฝดน้อยทั้งสอง พร้อมกับรวบร่างเล็กๆ ของทั้งคู่เข้ามากอดไว้แนบอก

“ไม่นานครับ พี่ปุณณ์กับปัณณ์มาเล่นม้าหมุนรอพี่คราม” ปัณณธรก็ยังคงเป็นเด็กช่างพูดไม่เปลี่ยน คามินเห็นแบบนั้นแล้วก็อดโยกศีรษะกลมๆ นั่นเล่นอย่างมันเขี้ยวไม่ได้

“ค่อยยังชั่วหน่อย” ร่างสูงพูดใส่เด็กทั้งสองด้วยน้ำเสียงขี้เล่น “เรียกว่าพี่ครามนี่ดีกว่าคุณลุงเยอะเลยแฮะ ฮ่าๆ”

พอพูดจบแล้วคามินก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี และนั่นก็ทำให้เด็กทั้งสองหัวเราะตามคนตัวโตจนตากลมยิบหยีเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวไปด้วย และพอพูดคุยกันไปได้สักพัก คามินก็สังเกตเห็นว่าเจ้าตัวน้อยทั้งสองสอดส่ายตากลมมองไปทั่วบริเวณจนเจ้าของสรรพนามพี่ครามของเด็กๆ อดเหลียวมองตามไม่ได้

“หาอะไรอยู่หรอครับปุณณ์ ปัณณ์” คามินถามขึ้นในที่สุด เมื่อเห็นเด็กๆ ไม่เลิกมองหาเสียที

“พี่ครามครับ พี่ปราณล่ะครับ พี่ปราณไม่มาด้วยหรอ” ปุณณกันต์ถามเสียงอ่อน แววตาที่เคยลิงโลดเมื่อครู่กลับหม่นแสงลง เมื่อพอจะเดาคำตอบได้ลางๆ ว่าพี่ชายที่ตนและน้องชายรอเจอ ไม่ได้มาพร้อมกันกับพี่ครามที่อยู่ตรงหน้า

“พี่ปราณน่ะอยากมาเจอปุณณ์กับปัณณ์มากเลยนะ แต่พี่ปราณเขาลางานมาไม่ได้ เด็กๆ เข้าใจพี่ปราณใช่ไหมครับ” เด็กแฝดทั้งสองก้มหน้ามองพื้นนิ่ง ความผิดหวังกระจายออกมารอบตัวเด็กๆ จนคามินสัมผัสได้

ไม่รู้เป็นเพราะความสงสาร หรือเป็นเพราะสัญชาตญาณ หรืออาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของแผนการ คามินเองก็ไม่สามารถตอบตัวเองได้เหมือนกัน เขารู้แต่เพียงว่าอยากจะปลอบโยนร่างเล็กๆ ทั้งสองให้ไม่เศร้าใจมากไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

“ปุณณ์ครับ ปัณณ์ครับ รู้ใช่ไหมว่าพี่ปราณรักเราสองคนมาก” คามินใช้มือใหญ่จับไหล่เล็กๆ ของเด็กทั้งสองคนอย่างอ่อนโยน พลางนั่งลงยองๆ เพื่อลดใบหน้าให้อยู่ในระดับเดียวกับความสูงของเจ้าแฝดตัวน้อยๆ

และหลังจากที่แฝดตัวน้อยทั้งสองได้ยินคามินถามจบ เด็กๆ ก็พยักหน้าขึ้นลงอย่างแข็งขันทันที

“รู้ครับ ปุณณ์กับปัณณ์รู้” ปุณณกันต์ตัวน้อยชิงตอบแทนน้องชายอย่างแข็งขัน ราวกับกลัวว่าถ้าไม่รีบตอบรับแล้วพี่ชายตัวเองจะได้ยินยังไงยังงั้น

“ที่จริงวันนี้ที่พี่ปราณให้พี่ครามมาแทน พี่ปราณฝากมาบอกด้วยนะ ว่าหลังจากปุณณ์กับปัณณ์ฉีดยาเสร็จ พี่ปราณจะมีรางวัลให้” คามินพูดปลอบโยนให้เด็กทั้งสองรู้สึกดี และมันก็ได้ผลเกินคาด เมื่อคามินพูดประโยคถัดมาให้ฝาแฝดได้ยิน

“พี่ปราณบอกว่าหลังจากฉีดยาเสร็จ ให้พี่ครามวีดีโอคอลหาพี่ปราณ พี่ปราณอยากคุยกับปุณณ์และปัณณ์แบบเห็นหน้า” คามินสังเกตอาการของเด็กๆ เมื่อเห็นตากลมๆ ทั้งสองคู่จ้องมายังตนอย่างเป็นประกาย ก็แกล้งลองเชิงถามตัวเจ้าน้อยทั้งสองอีกครั้ง “เด็กๆ ว่าดีไหมครับ”

ปัณณธรกระโดดมากอดคามินทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น ส่วนปุณณกันต์แค่เดินเข้ามากอดแขนข้างหนึ่งของเขาไว้นิ่งๆ พร้อมกับส่งยิ้มอายๆ มาให้

“ดีครับดี!” เด็กน้อยปัณณธรถูไถใบหน้าตัวเองไปมากับอกกว้างๆ อุ่นๆ ของคามินไม่หยุด “พี่ครามอย่าหลอกเราสองคนนะ ต้องโทรหาพี่ปราณจริงๆ นะครับ”

คามินหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นท่าทางออดอ้อนของปัณณธร เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปราณันต์ถึงทั้งรักทั้งหลงเด็กแฝดทั้งสองนักหนา ก็เพราะเจ้าตัวยุ่งน่ารักแบบนี้นี่ไง ขนาดคนหัวใจตายด้านอย่างเขา คนที่ไม่เคยมีใครมาทลายกำแพงแห่งความเย็นชาได้ ยังอดใจอ่อนให้กับความน่ารักและความไร้เดียงสาของเด็กแฝดทั้งสองไม่ได้เลย

“ไม่หลอกครับไม่หลอก แต่ตอนนี้ปุณณ์กับปัณณ์ต้องพาพี่ครามไปหาคุณครูก่อนนะ เดี๋ยวเราจะได้ไปฉีดวัคซีนกัน จากนั้นก็...” พี่ครามของเด็กๆ แกล้งลากเสียงยาวๆ ก่อนชำเลืองมองใบหน้าจิ้มลิ้มแบบส่งสัญญาณให้เด็กๆ ทั้งสองพูดต่ออย่างรู้กัน

“โทรหาพี่ปราณ!!” เจ้าแฝดตัวยุ่งประสานเสียงพูดพร้อมกันอย่างน่าเอ็นดู ปัณณธรหัวเราะคิกคักทันทีที่พูดจบ ส่วนปุณณกันต์ก็แค่อมยิ้มน้อยๆ ทำให้แก้มตุ่ยๆ ทั้งสองข้างยุ้ยออกมาอย่างน่ามันขี้ยว จนคามินอดยื่นมือไปหยิกเบาๆ อย่างเอ็นดูไม่ได้

หลังจากตกลงกันเรียบร้อย คามินก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โดยเกี่ยวเอวแฝดคนน้องเข้าหาตัว แล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กลอยขึ้นจากพื้นดิน ส่วนมืออีกข้างที่ว่างคามินก็ยื่นไปกุมมือเล็กๆ ของแฝดคนพี่ที่ยื่นมาให้จับอย่างรู้งาน ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากสนามเด็กเล่น ตรงไปยังห้องพักครูของเด็กน้อยทั้งสองต่อไป

.

.

.

“คุณครูครับ พี่ครามมาแล้วครับ!!” เสียงเจื้อยแจ้วของปัณณธรดังทันทีที่คามินเหยียบย่างเข้าไปในห้องพักครูขนาดกว้างที่ตอนนี้มีทั้งเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านการฉีดวัคซีนให้เด็ก นั่งกระจายรอให้บริการเต็มพื้นที่ไปหมด

“อ้าว คุณคามินมาแล้วหรอคะ เห็นน้องปราณโทรมาแจ้งไว้ว่าจะมีคนมาแทน ครูก็นึกว่าใครที่แท้ก็คุณคนที่ช่วยน้องปุณณ์ไว้นี่เอง” คุณครูทักทายคามินอย่างอารมณ์ดีและเป็นกันเอง โชคดีที่ครูของเด็กแฝดจำเขาได้ ไม่งั้นคงต้องผ่านขั้นตอนอะไรมากมายกว่าจะเสร็จเรื่องแน่ๆ

หลังจากพูดคุยกันเรียบร้อยคามินก็จรดปากกาเซ็นชื่อรับรองให้เด็กแฝดทั้งสองฉีดรับวัคซีน ทุกอย่างดูราบรื่นดีจนกระทั่งถึงเวลาที่จะพาเจ้าตัวแสบทั้งสองไปฉีดยานั่นแหละ

“หืม ปัณณ์เป็นอะไรไปครับ?” คามินหันไปถามเจ้าตัวน้อยคนน้องที่ตนจูงอยู่ เพราะจู่ๆ ปัณณธรก็หยุดยืน ไม่ขยับเขยื้อน ไม่ยอมเดินต่อ ทำให้แฝดคนพี่ต้องชะโงกศีรษะเล็กๆ ไปมองน้องชายตัวเอง เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น

“ปัณณ์... กลัว” เสียงเล็กๆ ของเด็กน้อยที่มักจะช่างเจรจาอย่างสดใสกลับสั่นพร่า คามินก้มมองปัณณธรอย่างสงสารปนเอ็นดู เด็กหนอเด็ก ต่อให้เป็นตัวแสบมากแค่ไหน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเข็มฉีดยาของคุณหมออยู่ดี

คามินจึงลดตัวลงไปนั่งยองๆ จนระดับความสูงของเขาเทียบเท่ากับฝาแฝดคนน้องวัยสี่ขวบ ตาคมมองเข้าไปในดวงตากลมโตของเจ้าหนูตัวน้อยที่ตอนนี้มีแต่ความหวาดกลัวและไม่มั่นใจเต็มไปหมด ก่อนที่มือใหญ่จะลูบลงบนศีรษะเล็กๆ อย่างปลอบประโลม

“ไม่ต้องกลัวนะครับเด็กดี พี่ครามอยู่นี่ พี่ปุณณ์ก็อยู่นี่ เพื่อนๆ ของปัณณ์เองก็ให้คุณหมอฉีดยากันเต็มไปหมด ไม่เห็นมีใครเป็นอะไรเลย เห็นไหม?” เจ้าแฝดตัวน้อยคนน้องหันไปมองรอบๆ ก่อนที่จะหันกลับมาหาพี่ครามเจ้าของเสียงทุ้มตรงหน้าอีกครั้ง

“แต่ยังไงปัณณ์ก็กลัวอยู่ดีครับพี่คราม ปัณณ์กลัว... เจ็บ” ปากอิ่มเล็กๆ เริ่มเบะออกทันทีที่พูดจบ น้ำใสเม็ดโตเริ่มกลิ้งออกมาจากตากลม แล้วไหลนองลงมาที่สองข้างแก้ม เสียงสะอื้นเบาๆ เริ่มหลุดออกมาจากลำคอของเจ้าตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้า

คามินที่ไม่เคยรับมือกับเด็กมาก่อน และยิ่งเป็นเด็กที่กำลังร้องไห้เขายิ่งไม่เคย ดังนั้นเหตุการณ์ตรงหน้า ทำให้ร่างสูงเริ่มเลิ่กลั่ก จะปลอบน้องก็ไม่รู้ต้องพูดว่าอะไร จึงได้แต่ดึงเจ้าตัวเล็กเข้ามากอดไว้แนบอก พร้อมทั้งลูบไหล่ลูบหลัง ปลอบประโลมให้หยุดร้องไห้โดยเร็ว

“โอ๋ ไม่ร้องนะครับ ไม่ต้องกลัวนะ” คามินพยายามกอดและโยกเด็กน้อยในอ้อมแขนอย่างเบามือ แต่ทำยังไงปัณณธรก็ยังคงไม่หยุดร้องไห้เสียที ปากเล็กๆ กำลังพึมพำอู้อี้อยู่ที่อกของคามิน พี่ครามของเด็กน้อยจึงต้องดันตัวป้อมๆ เล็กๆ ออกจากอ้อมแขน เพื่อฟังดูว่าเจ้าตัวยุ่งพูดว่าอะไร

“ปัณณ์กลัวเข็ม ฮึก... ปกติพี่ปราณจะอยู่ด้วย ฮืออ.. ตอนฉีดยา” ปัณณธรพูดไปสะอื้นไปอย่างน่าสงสาร คามินเองก็จนปัญญาไม่รู้จะทำยังไง เพราะปัณณธรเหมือนจะไม่ยอมท่าเดียว และในขณะที่คามินกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะยกเลิกการฉีดวัคซีนดีไหมนั้น เจ้าตัวน้อยคนพี่ก็มาหยุดยืนอยู่ข้างๆ อีกฝั่ง...

แล้วจู่ๆ มือเล็กๆ ของแฝดคนพี่ก็ยื่นออกมาตรงหน้า เล่นเอาพี่ครามของเด็กๆ แปลกใจไม่น้อย

“มีอะไรหรอครับ ปุณณ์ก็กลัวเข็มเหมือนกันหรอ” คามินหน้าถอดสี พลางคิดในใจว่าถ้ากลัวกันทั้งสองคนแบบนี้ มีหวังเขาแย่แน่ๆ แต่ผิดคาด เพราะเจ้าตัวน้อยคนพี่ไม่ได้ยื่นมือมาหาเขา แต่กลับยื่นมือออกไปหาน้องชายฝาแฝดของตัวเองแทน

“ไปฉีดยากันเถอะ” มือเล็กๆ ของคนพี่กุมไปที่มือเล็กๆ ของคนน้อง ปัณณธรหันไปมองหน้าปุณณกันต์ทั้งที่มีน้ำใสกลบเต็มสองตา

“ปัณณ์ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวพี่จะคอยปิดตาให้ปัณณ์แบบที่พี่ปราณทำให้ตอนปัณณ์ฉีดยา แบบนี้ดีไหม”

ขณะที่เจ้าน้อยทั้งสองคุยกันนั้น คามินก็มองดูเด็กทั้งสองตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งพูดไม่ถูก ทั้งประหลาดใจ ทำไมเด็กสี่ขวบทั้งสองคนนี้ถึงได้ฉลาดเกินเด็กวัยเดียวกันได้มากขนาดนี้

“แล้วมันจะเจ็บไหมพี่ปุณณ์” เสียงเล็กๆ ของแฝดคนน้องถามออกมาอย่างไร้เดียงสา

“เจ็บนิดหน่อยเอง เดี๋ยวพี่จะอยู่ข้างๆ ปัณณ์ให้ ปัณณ์ไม่ต้องกลัวนะ”

แฝดคนน้องจ้องหน้าพี่ชายตัวเองอย่างกำลังตัดสินใจ คามินยืนมองดูเด็กทั้งสองเงียบๆ เขาเองก็อยากรู้ว่าสายใยระหว่างพี่น้องของเด็กทั้งสองจะถูกผูกแน่นขนาดไหน ปัณณธรจะยอมไว้ใจในคำพูดของปุณณกันต์มากจนพอจะยอมทำตามสิ่งที่พี่ชายขอหรือป่าว

และไม่ทันขาดคำศีรษะเล็กๆ ของปัณณธรก็ผงกขึ้นลงช้าๆ พร้อมกับเสียงที่เปล่งออกมาเพื่อเป็นการยอมรับว่าตกลง

“อื้อ! ก็ได้ ไปกัน”

ปัณณธรตัดสินใจยอมเดินตามปุณณกันต์ไปตรงจุดที่มีเจ้าหน้าที่ให้บริการฉีดยาอยู่ คามินจึงเดินตามเด็กทั้งสองไปพอถึงเวลาที่แฝดคนน้องกำลังจะโดนฉีดยา แฝดคนพี่ก็ยึดมือข้างที่ว่างของน้องตัวเองไว้ ส่วนมืออีกข้างของตัวเองก็ยื่นไปปิดตากลมของปัณณธรที่ตอนนี้กำลังข่มลงแน่นเพราะความกลัวที่เกิดขึ้น

“อ่า เสร็จแล้วค่ะคนเก่ง คุณหมอฉีดให้เสร็จแล้ว ไม่เจ็บแล้วนะคะ” ตากลมโตของปัณณธรค่อยๆ หรี่เปิดขึ้น ปุณณกันต์เองที่พอเห็นว่าน้องชายตัวเองไม่ได้ร้องไห้สักแอะ ก็ยิ้มตาหยีออกมาอย่างยินดี

“ปัณณ์ไม่เจ็บใช่ไหม?” แต่สุดท้ายก็ไม่วายถามน้องชายตัวเองอย่างเป็นห่วงเป็นใยอยู่ดี

“เจ็บนิดหน่อย แต่ปัณณ์ทนได้” เสียงใสๆ ตอบคนเป็นพี่ชายอย่างน่าเอ็นดู ใบหน้าจิ้มลิ้มที่ซีดขาวเมื่อสักครู่ ก็กลับมีสีเลือดขึ้นมาบ้างแล้ว

แฝดน้องตัวน้อยค่อยๆ ไต่ลงจากเก้าอี้โดยมีพี่ชายคอยช่วยเหลือ ปุณณกันต์ยื่นหน้าไปตรงหัวไหล่ ตรงจุดที่น้องชายโดนฉีดยา แล้วเป่าให้เบาๆ อย่างเด็กรู้ความ

“เพี้ยง! เดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว”

“อื้อ! ขอบคุณนะพี่ปุณณ์”

ใบหน้าที่เหมือนกันของเด็กทั้งสองจ้องมองกันและกัน ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กันอย่างรักใคร่ ดวงตากลมของทั้งแฝดพี่และแฝดน้องบิดขึ้นเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ทำเอาผู้คนที่อยู่รอบๆ แถวนั้น พากันอมยิ้มให้กับภาพของเด็กแฝดตรงหน้าด้วยความเอ็นดู


...รวมทั้งคามิน ที่กำลังยิ้มโชว์เขี้ยวขาวทั้งสองข้าง ยิ้มที่หาไม่ได้ง่ายๆ จากท่านประธานใหญ่แห่งอาณาจักรเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้ ยิ้มที่ไม่ได้มีขึ้นเพื่อผลประโยชน์อื่นใด แต่เป็นยิ้มที่มาจากใจโดยที่คนที่ยิ้มเองก็ดูเหมือนจะไม่รู้ตัวเช่นกัน


(อ่านต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-10-2020 20:18:07 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


และหลังจากที่ฉีดยาให้ปัณณธรเสร็จก็ถึงคิวของปุณณกันต์ เด็กน้อยที่ได้แสดงความกล้าหาญไปเมื่อสักครู่ แต่ในความเป็นจริงแล้วแฝดคนพี่เองก็มีทีท่ากลัวเข็มฉีดยาไม่น้อยเหมือนกัน คามินจึงหลุดขำออกมาเบาๆ ตอนเห็นปุณณกันต์หลับตาปี๋ พี่ครามของเด็กๆ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วปิดตาให้เด็กน้อย เหมือนอย่างที่ปุณณกันต์ทำให้ปัณณธรก่อนหน้านี้

หลังจากฉีดยาเรียบร้อย ตอนที่นั่งกินขนมที่ทางโรงเรียนแจกให้ คามินเห็นปัณณธรกำลังสนใจอย่างอื่นอยู่ จึงได้กระซิบถามปุณณกันต์เบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน

“ตอนฉีดยา ปุณณ์ไม่กลัวหรอครับ หื้ม?”

ตากลมโตของแฝดคนพี่หันมามองคามินนิ่ง คามินไม่รู้เลยว่าปุณณกันต์จะยอมตอบคำถามของตัวเองไหม อาจเป็นเพราะปุณณกันต์นิสัยต่างจากปัณณธรมาก แฝดคนพี่ไม่ใช่เด็กช่างเจรจาเท่าแฝดคนน้อง คามินเลยต้องรอดูท่าทีของเจ้าตัวน้อยที่กำลังตอนนี้กำลังจ้องหน้าเขานิ่ง และยังไม่ยอมตอบคำถามที่เขาถาม

“กลัวครับ” นานจนตอนแรกคามินถอดใจแล้วว่าปุณณกันต์คงไม่ตอบแน่ แต่จู่ๆ เสียงใสๆ ก็หลุดออกมาจากปากเล็กๆ ในที่สุด

“แต่พี่ครามเห็นปุณณ์ปลอบน้องให้ไม่กลัว พี่ครามเลยนึกว่าปุณณ์ไม่ได้กลัวการฉีดยาซะอีก”

มือเล็กๆ ของปุณณกันต์ยกขึ้นเกาคอตัวเองเก้อๆ แก้มยุ้ยๆ ทั้งสองข้างของเจ้าตัวน้อยกำลังขึ้นสีแดงอย่างน่าเอ็นดู

“ปุณณ์กลัว แต่ปุณณ์ไม่กล้าบอกครับ เพราะถ้ายิ่งปุณณ์แสดงออกว่ากลัว ปัณณ์ก็จะกลัวหนักกว่าเดิม” เด็กน้อยขี้อายคนเมื่อกี้พูดตอบคามินอย่างฉะฉาน “แล้วยิ่งพี่ปราณไม่อยู่ ปุณณ์ต้องดูแลน้องครับ”

คามินนึกชื่นชมปราณันต์ในใจหลังจากได้ฟังที่แฝดคนพี่พูดจบ เด็กหน้าหวานคนนั้นสอนน้องชายได้ดีมากๆ ทั้งที่ขาดทั้งพ่อและแม่ แต่ปราณันต์กลับเลี้ยงน้องทั้งสองให้ออกมาเป็นเด็กที่ทั้งฉลาด น่ารัก และเก่ง จนทำเอาคามินอดละอายใจลึกๆ ไม่ได้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ การเล่นพิเรนทร์ของเขา จะทำให้ครอบครัวที่น่ารักนี้ทุกข์ใจหรือเสียใจมากแค่ไหนกัน

และในขณะที่คิดอะไรเพลินๆ โทรศัพท์มือถือของคามินก็ดังขึ้นรบกวน พอหยิบมาดูก็พบว่าคนที่โทรมาหาเขาก็คือหนึ่งในไอ้คนต้นคิดที่ตั้งกติกาเรื่องเกมบ้าๆ นี่ขึ้นมานั่นเอง

“ว่าไงไอ้สิบ มีอะไรหรือป่าว” คามินตัดสินใจกดรับก่อนจะกรอกเสียงลงไปเนือยๆ

(เหอะ! กูเนี่ย! ไม่มีอะไรกับมึงหรอก คนที่มีคือคู่หมั้นมึงโน่น) สิปปกรโวยวายตามสายมาด้วยความหงุดหงิด คิ้วเข้มของคามินขมวดมุ่นขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน

“วลัย?” คามินก็ยังคงเป็นคนประหยัดคำพูดคำจา เมื่อหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องของคนที่จะมาเป็นภรรยาในอนาคต

(ก็เออดิวะ! เนี่ยโทรมาเม้งแตกกับกูยกใหญ่ ถามว่ามึงไปไหนทำไมไม่รับโทรศัพท์โน่นนี่นั่น โอ๊ย! จะบ้าตาย) สิปปกรยังคงโวยวายใส่คนปลายสายไม่หยุด จนเหนื่อยนั่นแหละถึงได้หยุดพูดไปเอง

“จบยัง? จะได้วาง” เสียงทุ้มกรอกลงไปเรียบๆ จนทำให้คนอีกฝั่งอดหงุดหงิดขึ้นมาอีกรอบไม่ได้

(ยังไม่จบ!) สิปปกรนึกโมโหเลยยื้อไว้ไม่ให้คามินวางสาย (มึงอยู่ไหนวะ แล้วทำไมไม่รับโทรศัพท์คุณวลัย?)

“กูอยู่...” ยังไม่ทันที่คามินจะได้ตอบสิปปกร เสียงเล็กๆ ของแฝดคนน้องก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“พี่คราม.. พี่คราม เราสองคนทานขนมเสร็จแล้วครับ!” เด็กน้อยทั้งสองที่เดินออกมาจากมุมที่แจกขนม ตรงดิ่งมาหาคนตัวโตที่ยืนหลบมุมคุยโทรศัพท์อยู่อีกฝั่ง

(พี่ครามไหนวะ? มึงหรอ? นี่อยู่ไหนกันแน่เนี่ยไอ้คราม?) สิปปกรถามอย่างสับสนปนประหลาดใจ ปกติมีหรือที่ท่านประธานใหญ่แห่งเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้ จะพาตัวเองไปอยู่ในที่ๆ วุ่นวาย แต่ตอนนี้เสียงปลายสายกลับฟังดูจอแจเหลือเกิน

“กูอยู่โรงเรียนอนุบาล แค่นี้ก่อนไว้ค่อยคุยกัน” พอพูดจบคามินก็กดตัดสายทิ้งทันที แล้วหันมาหาปัณณธรตัวน้อยที่ตอนนี้ยืนแหงนหน้ามองเขาอยู่ด้วยสายตากลมโต ร่างสูงจึงส่งยิ้มให้เด็กแฝดทั้งสองอย่างใจดี

“เรียบร้อยแล้วหรอครับเด็กๆ” คามินย่อตัวลงให้เสมอกับเด็กทั้งสอง ก่อนที่จะลูบศีรษะเล็กๆ นั่นอย่างเอ็นดู

“เสร็จแล้วครับ” ปุณณกันต์ตอบ พลางเอื้อมมือไปกุมมือเล็กของแฝดคนน้องแล้วจับจูงกันไว้แน่น

“ป่ะ! งั้นเราไปหาที่นั่งกัน เดี๋ยวจะได้โทรหาพี่ปราณตามที่พี่ครามสัญญาไว้ ดีไหมครับ”

คามินถามเจ้าตัวน้อยทั้งสองที่ตอนนี้กำลังดี๊ด๊าเป็นพิเศษเมื่อได้ยินว่าพี่ครามคนใจดีกำลังจะโทรหาพี่ปราณ พี่ปราณที่ปุณณ์และปัณณ์คิดถึงมาก เด็กๆ จึงพยักหน้าตอบรับอย่างแข็งขัน ซึ่งตอนนี้ปัณณธรที่แสนจะร่าเริงเดินๆ กระโดดๆ นำหน้าคามินที่กำลังจูงมือปุณณกันต์อยู่ไปไกลแล้ว

“ปุณณ์ครับ” คามินเรียกเด็กน้อยข้างตัวที่ตอนนี้กำลังมองน้องชายฝาแฝดของตัวเองที่เดินนำอยู่ข้างหน้า

“ครับพี่คราม” แฝดคนพี่แหงนหน้ามองคนตัวสูงพลางตอบรับคำเรียกนั้น

“อย่าลืมเล่าให้พี่ปราณฟังนะครับ ว่าวันนี้ปุณณ์ช่วยให้ปัณณ์ฉีดยาได้ยังไง พี่ครามว่าพี่ปราณต้องดีใจมากแน่ๆ ที่ปุณณ์ดูแลน้องได้ดีขนาดนี้”

คามินก้มลงพูดกับร่างเล็กที่ตัวเองจับจูงมืออยู่ เด็กน้อยยิ้มไร้เดียงสาให้เขา แก้มกลมๆ ขึ้นสีแดงจางๆ อย่างน่าเอ็นดู เมื่อได้ยินคำชื่นชมจากคนอื่นที่ไม่ใช่พี่ชายตัวเอง

“พี่ปุณณ์ พี่คราม เดินเร็วๆ สิครับ ปัณณ์อยากคุยกับพี่ปราณแล้ว”

เจ้าแฝดตัวยุ่งคนน้องยืนโบกมือเรียกหนุ่มต่างวัยทั้งสองอยู่ไกลๆ ในขณะที่คนขายาวรีบสาวเท้าเดินไปยังจุดที่ปัณณธรยืนรออยู่ มุมปากคามินก็อดอมยิ้มกับท่าทางน่ารักๆ ของเจ้าเด็กแฝดคนน้องไม่ได้

“มาแล้วครับมาแล้ว” เจ้าของสรรพนามพี่ครามทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ม้าหินชุดหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ในมุมร่มรื่นมุมหนึ่งริมสนามเด็กเล่น ก่อนจะจับเจ้าตัวน้อยทั้งสองมานั่งบนตักคนละข้าง เด็กๆ กอดเอวหนาแน่นพลางหัวเราะคิกคักให้กันอย่างชอบอกชอบใจ

“พี่ครามตัวใหญ่ ปุณณ์กับปัณณ์นั่งตักพี่ครามได้ทีเดียวพร้อมกันสองคนเลย เนาะปัณณ์เนาะ” ปุณณกันต์พูดขึ้นแล้วหันไปหาแฝดคนน้องราวกับจะหาคนสนับสนุนคำพูดของตัวเอง

“ช่าย ถ้านั่งกับพี่ปราณ พี่ปราณตัวเล็กนิดเดียว เลยนั่งได้แค่ทีละคน ต้องผลัดกันนั่งเนาะพี่ปุณณ์เนาะ” แฝดคนน้องตอบรับฉับไว มีสลับกันพูด สลับกันถาม ช่างน่ารักน่าหยิกเหลือเกินในความรู้สึกของเจ้าของตักที่เด็กแฝดกำลังพูดถึงอยู่

คามินอมยิ้มชอบใจกับบนสนทนานั้น ก่อนที่มือใหญ่จะหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วกดเข้าแอพพลิเคชั่นแชทยอดฮิตทันที

คามินกดโทรวีดีโอคอลหาเจ้าของตักเล็กๆ ที่เด็กแฝดบ่นถึงเมื่อกี้ ป่านนี้คงกำลังยุ่งอยู่กับการตั้งใจทำงานแน่ๆ ในขณะที่คามินรอสัญญาณให้คนปลายสายกดรับ สายตากลมโตของเด็กทั้งสองก็มองไปที่หน้าจอโทรศัพท์อย่างใจจดใจจ่อ ตาไม่กะพริบเลยแม้แต่นิดเดียว

และทันทีที่ปราณันต์กดรับรับสาย เสียงใสๆ และหน้าตาตระหนกน้อยๆ ก็ปรากฎขึ้นที่หน้าจอ

“คุณคามิน เด็กๆ สร้างปัญหาอะไรหรือป่าวครับ”

ใบหน้านวลขาวของปราณันต์ปรากฎขึ้นมาให้เห็น ตากลมๆ โตๆ ดูกังวลเล็กน้อย คงเพราะคิดว่าที่คามินโทรมาหาตนนั้น น่าจะเกิดจากฝาแฝดของเขาคงจะสร้างปัญหาอะไรให้คามินลำบากจนต้องโทรมาขอความช่วยเหลือแน่ๆ

แต่พอดวงตากลมโตของปราณันต์มองเห็นใบหน้าเล็กๆ ทั้งสองที่กำลังยิ้มยิงฟันปรากฎอยู่ในจอแทนที่จะเป็นใบหน้าของคามิน ปากอิ่มก็ยกยิ้มโชว์เขี้ยวเล็กๆ จนดวงตากลมทั้งสองข้างยิบหยีขึ้นไม่ต่างจากฝาแฝดเลยแม้แต่นิดเดียว

“ปุณณ์! ปัณณ์!” เสียงหวานเรียกน้องชายทั้งสองของตนอย่างยินดี และยิ่งพอได้เห็นว่าเจ้าตัวน้อยดูร่าเริงไม่ได้มีอาการงอแงของเด็กไม่ยอมฉีดยาแต่อย่างใด ปราณันต์ก็ยิ่งสบายใจและนึกขอบคุณคามินที่นั่งอยู่ไกลๆ ด้านหลังแทน

“พี่ปราณณณณ”

เจ้าตัวน้อยทั้งสองประสานเสียงกันเรียกชื่อพี่ชายคนโตด้วยท่าทางตื่นเต้นและมีความสุข ทำให้คนที่ถูกเรียกพลอยรู้สึกมีความสุขตามไปด้วย

“ว่าไง ฉีดยากันเป็นยังไงบ้างครับ” ปากอิ่มเอื้อนเอ่ยถามและมองน้องๆ ทั้งสองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคิดถึง

พอได้ยินพี่ชายถามแบบนั้น แฝดคนน้องก็จัดแจงรายงานให้ปราณันต์ฟังก่อนเป็นคนแรก

“ปัณณ์กลัวนิดหน่อยครับ แต่ดีที่พี่ปุณณ์คอยช่วยไว้ พี่ปุณณ์ปิดตาให้ปัณณ์เหมือนที่พี่ปราณทำเลย ปัณณ์ก็เลยฉีดยาได้เสร็จ แล้วก็ไม่ร้องไห้ด้วย” แฝดคนน้องรายงานทุกอย่างให้พี่ชายฟังโดยละเอียด ซึ่งสิ่งที่พี่ชายคนโตได้ฟังและได้ยินก็ทำให้รู้สึกภูมิใจในตัวของแฝดคนพี่ไม่น้อย

“เก่งมากครับปุณณ์ ขอบคุณนะที่ดูแลน้องแทนพี่” ปราณันต์กล่าวชมเด็กๆ ด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “ว่าแต่ปุณณ์ก็กลัวเข็มไม่ใช่หรอ แล้วใครเป็นคนปิดตาให้ปุณณ์ครับ”

ปุณณกันต์เอี้ยวตัวหันไปชำเลืองมองคามินช้าๆ ซึ่งทำให้เว่ยโจวต้องมองตามสายตาของเจ้าแฝดไปด้วย เลยได้รู้ว่าคนที่ปิดตาให้ปุณณกันต์คือคามิน ผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่กำลังให้เด็กๆ นั่งซ้อนตักอยู่

“พี่ครามปิดตาให้ปุณณ์ครับ ปุณณ์เลยฉีดยาได้ไม่งั้นต้องร้องไห้แน่ๆ เลย”

ปราณันต์อมยิ้มบางๆ เมื่อเห็นทีท่าขี้อ้อนของเจ้าแฝดคนพี่ ที่นานๆ ทีจะมีแบบนี้สักครั้ง ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่าสะดุดใจกับคำพูดบางคำของเจ้าตัวน้อย คิ้วเรียวจึงขมวดมุ่นเข้าหากันช้าๆ

 

... พี่ครามเลยหรอ?

 

“เอ่อ ปุณณ์ครับ ปุณณ์เรียกพี่ครามว่าพี่เลยหรอครับ พี่ว่า...” ยังไม่ทันที่ปราณันต์จะได้พูดจบประโยค ก็แว่วเสียงหัวเราะมาจากด้านหลังอย่างอารมณ์ดี ทันทีที่ได้ยินคำถามที่ถูกส่งผ่านออกมาจากเว่ยโจว

“เรียกได้ครับ ผมเป็นคนบอกให้ฝาแฝดเรียกเอง” คามินยื่นหน้าเข้ามาตรงกลางระหว่างสองแฝด จนใบหน้าคมคายมีเสน่ห์นั้นเกือบจะพุ่งเข้ามาชิดหน้าจอ

และยิ่งพอปราณันต์ได้เห็นใบหน้าของคามินใกล้ๆ แบบนี้ ความคิดที่ว่าคนตรงหน้าช่างอันตรายและดึงดูดหัวใจเหลือเกินก็ดังก้องเข้ามาในความรู้สึกนึกคิดของตัวเองอีกครั้ง

“คุณปราณันต์ก็รู้ ผมไม่ได้แก่ถึงขั้นเป็นคุณลุงอะไรขนาดนั้นสักหน่อย” พอเห็นท่าทีกระเง้ากระงอดของคนรูปร่างสูงใหญ่ในจอฝั่งตรงข้ามแล้วปราณันต์ก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ แต่ถึงยังไงเขาก็รู้สึกขอบคุณคนในจอโทรศัพท์มากเหลือเกิน ถ้าวันนี้ไม่ได้คามินไปเป็นผู้ปกครองให้เด็กๆ เหตุการณ์คงวุ่นวายกว่านี้แน่

“ขอบคุณคุณคามินมากนะครับที่เป็นธุระเรื่องปุณณ์กับปัณณ์ให้ผม ผมรบกวนคุณมาก แต่ถ้าไม่ได้คุณผมก็ไม่รู้จะพึ่งใคร"

ปราณันต์พูดอย่างซาบซึ้งใจ ดวงตาของคนทั้งสองสบกันผ่านหน้าจอโทรศัพท์ ต่างฝ่ายต่างหัวใจเต้นแรง จนกระทั่งเสียงเล็กๆ ของปัณณธรดังแทรกขึ้น ทั้งสองเลยต้องถอยหน้าหนีออกจากกันเงียบๆ

“พี่ปราณ! ปัณณ์คิดถึงพี่ปราณ พี่ปุณณ์ก็คิดถึง เมื่อไหร่จะได้เจอกันครับ” ปราณันต์ยกยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อได้ยินคำถามไร้เดียงสาของน้องชายตัวเอง

“พี่ปราณก็คิดถึงฝาแฝดของพี่มากเลยครับ เดี๋ยววันศุกร์นี้เราก็ได้เจอกันแล้วนะ” ปราณันต์แกล้งทำเป็นยกนิ้วขึ้นมานับดังๆ “เอ๊ เหลืออีกกี่วันน๊า ถึงจะถึงวันศุกร์”

“สองวันครับสองวัน ปัณณ์นับไว้เรียบร้อยแล้ว ใช่ไหมพี่ปุณณ์ ปัณณ์นับถูกมั๊ย” แฝดคนน้องผินหน้าไปถามแฝดคนพี่ เพื่อที่ต้องการจะเช็คความแน่ใจ

“ถูกสิ พี่ก็นับไว้แล้วเหมือนกัน ใช่ไหมครับพี่คราม” คามินหัวเราะออกมาดังลั่น ตอนนี้ใบหน้าเล็กๆ ทั้งสองหันมามองตน เหมือนฝากความหวังสูงสุดในชีวิตไว้ และไม่ใช่แค่คามินเท่านั้นที่ขบขันกับท่าทางของเด็กน้อยทั้งคู่ ปราณันต์เองก็ขำกับอากัปกริยาของเด็กๆ เช่นกัน สมกับเป็นฝาแฝดกันจริงๆ

“ถูกครับเด็กๆ เหลืออีกแค่สองวัน” พอตอบคำถามฝาแฝดที่ตอนนี้ยิ้มร่าอย่างมีความสุขเสร็จ คามินก็แสร้งตีหน้าเศร้า พูดเสียงอ่อยๆ ให้เด็กทั้งสองรวมทั้งให้คนในจอโทรศัพท์เห็น “เฮ้อ อิจฉาจัง ไปเที่ยวกันสามคนพี่น้อง พี่ครามก็อยากไปด้วยนะ แต่ไม่เห็นมีใครชวนเลย”

ปัณณธรที่พอเห็นใบหน้าเศร้าหมองของพี่ครามแล้ว ดวงตากลมก็โตก็หม่นแสงลง ปุณณกันต์เองก็เช่นกัน ใบหน้าเล็กๆ หันรีหันขวาง หันมาหน้าจอที่มีพี่ชายตัวเองอยู่ที มองมาที่พี่ครามที่อยู่อีกข้างที ก่อนจะอ้อมแอ้มถามพี่ชายตัวเองเบาๆ

“พี่ปราณครับ เราชวนพี่ครามไปเที่ยวด้วยกันได้ไหมครับ”

ปราณันต์ส่ายหัวขำๆ กับพฤติกรรมขี้แกล้งของพี่ครามคนเจ้าเล่ห์ ทั้งๆ ที่ก็นัดกันไว้อยู่แล้วว่าเสาร์นี้เขาจะขอเลี้ยงข้าวคามินสักมื้อ และก็คงจะพ่วงเด็กๆ ให้ออกไปเปิดหูเปิดตาด้วย แต่คามินก็ยังแกล้งเรียกร้องความสนใจจากเด็กทั้งสองจนได้

“แล้วถ้าพี่ปราณไม่ให้พี่ครามไปล่ะครับ” พอตอบน้องเสร็จและได้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กๆ หดลงไปอีก ปราณันต์ก็นึกสนุก เขาว่าเขาเข้าใจแล้วแหละ ว่าทำไมคามินถึงเรียกร้องความสนใจจากเด็กๆ แบบนั้น

เพราะท่าทางเห็นอกเห็นใจเอื้ออาทร ห่วงหา ที่ได้จากเจ้าตัวน้อยทั้งสองนั้น มันช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากจะอัดคลิปเก็บไว้ดูซ้ำๆ หลายๆ รอบเสียจริง

“พี่ปราณใจร้าย” ปากอิ่มของปุณณกันต์กับปัณณธรเชิดยื่นขึ้นจนแทบจะติดจมูก ตากลมๆ นั่นก็ค้อนมายังพี่ชายอย่างแสนงอน สมแล้วที่เป็นฝาแฝด เพราะอาการดังกล่าวเด็กทั้งคู่แสดงออกพร้อมกันแทบจะในทันที

ปราณันต์ที่พอเห็นแบบนั้นแล้วก็ได้แต่อมยิ้มน้อยๆ พลางมองแล้วคิดในใจว่าอยากจะมุดเข้าไปในโทรศัพท์แล้วจับเจ้าเด็กขี้งอนทั้งคู่มาฟัดให้จมอกเสียจริงๆ

และไวเท่าความคิด คามินก็ได้จับเจ้าตัวน้อยทั้งสองมาฟัดแทนเขาเรียบร้อยแล้ว คามินทั้งกอดทั้งหอม ทั้งใช้จมูกโด่งเป็นสันนั่นไซร้ไปไซร้มาบนหน้าเล็กๆ ทั้งสองอย่างสนุกสนาน

เด็กๆ หัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างชอบใจ ที่ได้เล่นแบบนั้นกับคามิน ที่จริงปราณันต์เองก็เคยเล่นแบบนี้กับน้อง แต่มันอาจจะไม่สนุกเท่าเพราะตัวเขาเล็กกว่าคามินมาก และเรี่ยวแรงที่มีก็น้อยนิดจับน้องมาฟัดได้ไม่กี่ทีก็เหนื่อยแล้ว ผิดกับคนตัวโตนั่นที่ตอนนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะหมดแรงเลยสักนิด

ปราณันต์ได้แต่มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เห็นเด็กๆ มีความสุขขนาดนี้ยามที่อยู่กับคนอื่น เพราะโดยปกติชีวิตของเจ้าแฝดก็มีแต่เขา และชีวิตเขาก็มีแต่เจ้าแฝด มีกันอยู่แค่นี้เท่านั้น

คามินที่เพิ่งจะมาปรากฎตัวในชีวิตเขาและน้องชายได้ไม่กี่วัน แต่กลับเข้ากันได้ดีมากเหลือเกิน จนปราณันต์เองก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมเขาและเด็กๆ ถึงได้เปิดใจให้คามินได้ง่ายดายขนาดนี้

พอเล่นกันจนเหนื่อย ใบหน้าคมคายก็หันมามองใบหน้าขาวนวลที่อยู่อีกฝั่งหน้าจอ ก่อนจะยกยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้ พาลให้หัวใจดวงน้อยๆ ของปราณันต์เต้นแรงอีกครั้ง

“ตกลงว่าให้พี่ครามไปด้วยได้ใช่ไหมครับ” คามินพูดใส่เด็กทั้งสองด้วยน้ำเสียงออดอ้อน จนปราณันต์ได้ยินแล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้ เลยเผลอส่งเสียง “ชิ!” ออกมาเบาๆ

เด็กๆ หันมามองเว่ยโจวด้วยสายตาคาดหวังและกดดัน รวมถึงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยากให้พี่ครามไปเที่ยวกับพวกตนด้วยในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้

“นะ นะ นะ พี่ปราณนะ ให้พี่ครามไปด้วยนะครับ” ปัณณธรส่งเสียงออดอ้อนอย่างน่าเอ็นดู

“พี่ปราณให้พี่ครามไปนะครับนะ” กระทั่งปุณณกันต์ก็เป็นไปกับน้องด้วย ปราณันต์ได้แต่ส่ายศีรษะเบาๆ สงสัยฝาแฝดของเขาคงโดนมนต์สะกดของพี่ครามเสกใส่ให้แล้วแน่ๆ

“อะๆ ไปก็ไปครับ” ปราณันต์แกล้งทำเป็นอนุญาต

“เย่! พี่ปราณยอมแล้วๆ พี่ครามไปเที่ยวกับพวกเรานะ” ปัณณธรเขย่าแขนใหญ่ของคามินอย่างยินดี ส่วนปุณณกันต์ก็ยิ้มตาหยีส่งให้คามินอย่างมีความสุข

“เฮ้อ สงสัยพี่ครามจะทำของใส่ หลงทั้งแฝดพี่แฝดน้องเลยแฮะ”

พี่ชายคนโตแกล้งรำพึงรำพันให้คนทางปลายสายสามคนได้ยินเบาๆ แต่แทนที่คามินจะสลด เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เพราะจู่ๆ คามินก็หันหน้ามาชิดกับจอ แล้วตาคมก็สบกับตากลมของปราณันต์นิ่ง

 

“แล้วเมื่อไหร่พี่ชายคนโตจะหลงสักทีล่ะครับ นี่ผมหมดของจะทำใส่แล้วนะ”

 

คำพูดเจ้าชู้บวกกับแววตาวาบวับนั้น ทำเอาปราณันต์เกิดหน้าเห่อร้อนขึ้นมาจนแทบจะทันที เขาเลยจำเป็นต้องแสร้งทำเป็นขอวางสายหนีกลบเกลื่อนแทน

“อะไรเล่าครับ” ปราณันต์แกล้งมองไปทางอื่นแล้วพูด “ผมต้องวางแล้วครับ จะไปทำงานต่อ”

“หึหึ” คามินหัวเราะพลางหันไปหาเด็กแฝดเพื่อบอกว่าถึงเวลาบอกลาพี่ชายคนโตแล้ว

“ปุณณ์ครับปัณณ์ครับ มาบอกลาพี่ปราณเร็ว พี่ปราณของพวกหนูต้องไปทำงานแล้วครับ”

เด็กทั้งสองหันหน้ามาเกาะอยู่ที่จอโทรศัพท์อีกครั้ง แฝดตัวแสบคนน้องยื่นหน้าเข้าไปใกล้ แล้วจุ๊บลงที่หน้าจอเบาๆ

“บ๊ายบายครับพี่ปราณ ไว้อีกสองวัน” เด็กน้อยชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วเป็นท่าทางประกอบคำพูดของตัวเอง “เจอกันนะครับ ปัณณ์คิดถึงพี่ปราณมาก ละก็รักพี่ปราณมากที่สุดในโลกด้วย” เจ้าตัวเล็กเจื้อยแจ้วอย่างรู้ดี ปากเล็กๆ อิ่มๆ ขยับมุบมิบไปมาอย่างน่าเอ็นดู เรียกรอยยิ้มจากพี่ชายทุกคนได้เป็นอย่างดี

“บ๊ายบายครับพี่ปราณ” ปุณณกันต์โบกมือหย็อยๆ ลาพี่ชาย “เจอกันวันศุกร์ครับ ปุณณ์ก็คิดถึงพี่ปราณและก็รักมากเหมือนที่ปัณณ์บอกเลย”

ปราณันต์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หลังจากได้รับพลังความน่ารักและพลังชีวิตจากแก้วตาดวงใจทั้งสองคนของตนอย่างเต็มที่

“โอเค ไว้เจอกันครับ พี่ปราณคิดถึงเราสองคนมากนะ ถ้าเจอจะฟัดให้เบื่อกันไปข้างนึงเลย” ปากอิ่มยกยิ้มโชว์เขี้ยวเล็กๆ มุมปากอย่างหยอกล้อ

“พี่ไปนะ รักปุณณ์กับปัณณ์นะครับ” ปราณันต์จูบเบาๆ ลงบนนิ้วมือเรียวยาวของตัวเอง ก่อนจะเอานิ้วนั้นแตะลงไปที่จอตรงจุดที่เป็นแก้มของเด็กทั้งสอง

ปุณณกันต์กับปัณณธรยิ้มและโบกมือลาปราณันต์อย่างน่ารัก และก่อนจะได้วางสายไปพี่ครามคนเจ้าเล่ห์ก็ยังไม่หยุดหยอดเสน่ห์ใส่ปราณันต์อีกระลอก

“แตะจูบไม่ครบคนนะครับพี่ปราณ” จิ่งอวี๋แกล้งทำเสียงเจ้าชู้ล้อเลียน เล่นเอาแก้มขาวของปราณันต์ขึ้นสีทันทีแบบสังเกตเห็นได้ชัด

ปราณันต์เสหลบตาก่อนจะพึมพำต่อว่าคนปลายสายไม่จริงจัง อันที่จริงแล้วน่าจะเป็นเพราะเขินมากกว่า

“บ้า! แค่นี้นะครับ” สุดท้ายมือเรียวก็กดตัดสายไป

และถึงแม้จะวางสายไปสักพักแล้ว แต่ปราณันต์ก็ยังคงมองหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง ปากอิ่มยังคงมีรอยยิ้มแต้มอยู่ที่มุมปากไม่ได้หายไปไหน รวมทั้งก้อนเลือดเล็กๆ ที่อกข้างซ้ายของเขาก็ยังคงกำลังเต้นกระหน่ำรัวไม่ได้เบาบางลงไปเลย

ปราณันต์รู้สึกได้ถึงพลังแห่งความสุขที่กระจายอยู่ทั่วร่าง ความสุขที่เขาไม่ได้สัมผัสมันอย่างจริงจังมาเนิ่นนานแล้ว หัวใจดวงที่ไม่เคยเปิดรับใคร กลับค่อยๆ แง้มออกทีละน้อยให้ผู้ชายที่ชื่อคามินแทรกซึมเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว

ส่วนคามินนั้นก็นึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ วันนี้ปราณันต์อ่อนลงมากแล้ว เขารู้สึกได้ ท่าทีที่อีกฝ่ายมีต่อเขานั้นก็เหมือนจะเปิดใจมากขึ้นด้วย คงต้องยกความดีความชอบให้เจ้าตัวน้อยทั้งสองคนที่คอยเป็นเหมือนกุญแจให้เขาได้ไขเข้าไปในข้างในหัวใจของปราณันต์

และก่อนที่จะพาเด็กทั้งสองกลับไปส่งที่ห้องเรียน คนเจ้าเล่ห์ก็ยังคงไม่ลืมเน้นย้ำให้เจ้าแฝดน้อยฟัง เหมือนกับร่ายคาถาซ้ำๆ ราวกับไม่อยากให้เจ้าตัวน้อยทั้งคู่ลืมเลือน

“ปุณณ์ครับ ปัณณ์ครับ อยู่กับพี่ครามสนุกไหมครับ” เด็กแฝดที่กำลังถูกร่างสูงจูงอยู่ด้วยมือคนละข้างต่างพยักหน้าอย่างแข็งขัน พร้อมกับตอบรับเสียงดังฟังชัด

“สนุกครับ สนุกมากเลย”

“แล้วเด็กๆ อยากเจอพี่ครามบ่อยๆ ไหมครับ” คามินแกล้งถามเพื่อลองดูทีท่าของเด็กทั้งสองที่มีต่อตน

ซึ่งผลปรากฎว่าปัณณธรถึงกับหยุดเดิน ก่อนตอบรับอย่างจริงจัง “อยากครับ อยากเจอทุกวันเลย”

“พี่ครามก็อยากเจอปุณณ์กับปัณณ์ทุกวันเหมือนกัน” คามินเองก็หยุดเดินพร้อมกับย่อตัวลงนั่งให้เสมอกับเด็กทั้งสอง “ถ้าฝาแฝดอยากเจอพี่คราม ฝาแฝดต้องบอกพี่ปราณนะ เราจะได้เจอกันบ่อยๆ ไง ดีไหมครับ”

คามินพูดชี้นำให้เด็กทั้งสองคล้อยตาม ซึ่งทำได้ไม่ยากเลยเพราะตอนนี้เจ้าตัวน้อยกำลังมองหน้ากัน แล้วหันมาตอบตกลงกับคามินอย่างเอาจริงเอาจัง

“ได้ครับพี่คราม เราสองคนจะบอกพี่ปราณครับ” ปุณณกันต์รับปาก ทำเอาร่างสูงยกยิ้มโชว์เขี้ยวอย่างพอใจ

“ดีมากครับเด็กๆ ดีมาก” คามินลูบศีรษะกลมๆ ของทั้งสองอย่างเอ็นดู “ไปครับ เดี๋ยวพี่ครามไปส่งที่ห้องเรียน”

คามินพาเด็กทั้งสองไปส่งที่ห้องก่อนจะบอกลา “ไปนะครับปุณณ์ปัณณ์ แล้ววันศุกร์เจอกันนะ” คามินโบกมือบ๊ายบายให้ฝาแฝดทั้งสอง เด็กๆ เองก็โบกมือลาให้กับพี่ครามคนใจดีเหมือนกัน

“บ๊ายบายครับพี่คราม เจอกันวันศุกร์ครับ”

คามินค่อยๆ ถอยหลังเดินห่างมาจากฝาแฝดช้าๆ เมื่อเห็นว่าไกลพอสมควร และมองเห็นเด็กทั้งสองจนลับตาแล้วจึงได้กลับหลังหัน เดินจากมาพร้อมทั้งรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

 

...รอยยิ้มที่มาจากความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้ รอยยิ้มที่เป็นจุดเริ่มต้นของหัวใจเย็นชาที่เริ่มละลาย รอยยิ้มที่มาจากความอ่อนโยนในมุมๆ เล็กที่คามินเก็บซ่อนไว้ รอยยิ้มที่ไม่มีใครล่วงรู้แม้แต่เจ้าตัวเอง

.

.

.

To Be Continue

------------------------------------------------------------------------------

เอาล่ะ ใครจะตกหลุมรักใครก่อนกัน นังพี่ครามก็แสนจะเจ้าเล่ห์ วางแผนเก่งงงงงงงง เรามาเอาใจช่วยน้องปราณไม่ให้ตกหลุมคนอย่างนังพี่ครามกันนะคะ

... นี่เพิ่งแค่เริ่มต้นเองงงง ยังมีเรื่องอีกเยอะเลยที่รออยู่

ส่วนใครที่เอ็นดูฝาแฝดมายืนรวมกันตรงนี้จ้าาาา น่าหยิกเหลือเกิน เขียนเองยังชอบเองเลยค่ะ 5555555

ขออภัยที่มาช้านะคะ ช่วงนี้แอบยุ่งนิดนึง ยังไงตอนต่อไปจะพยายามมาให้เร็วขึ้นอาจจะวันอาทิตย์หรือไม่ก็วันจันทร์ ยังไงฝากคอมเม้นท์ติชมด้วยนะคะ และที่สำคัญขอบคุณมากๆ เลยสำหรับคอมเม้นท์ ทุกวิว ทุกไลค์ ที่เข้ามาอ่าน รวมไปถึงยอดโดเนทด้วยยย ฮืออออ ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ พวกคุณคือกำลังใจที่ดีที่สุดของเราเลยยยย

ยังไงไว้เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ เริ้บยูววว <3
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-10-2020 20:26:37 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 421
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4041
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
น่ารักกันเชียว

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
5th Lies : เปิดใจ


ตลอดบ่ายปราณันต์ทำงานอย่างไม่มีสมาธิ ภาพแบบร่างที่ควรจะเสร็จกลับไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ เพราะภาพใบหน้าคมคายที่ยิ้มโชว์เขี้ยวทั้งสองข้าง มักจะหวนกลับมาป้วนเปี้ยนในความคิดของเขาเสมอ งานที่ควรจะเป็นรูปเป็นร่างจึงไม่สำเร็จเสียที

“..ปราณ.. ปราณันต์!” เสียงเรียกที่ค่อนข้างดัง แทรกเข้ามาในโสตประสาท ปราณันต์ที่กำลังเหม่อลอยถึงกับสะดุ้งเฮือก ก่อนจะได้สติแล้วหันกลับไปมองตามเสียงเรียกอย่างรวดเร็ว

“โถ่ กวี เรียกซะดัง เราตกใจหมด” ปราณันต์ลูบอกเบาๆ ราวกับจะปลอบตัวเองให้สงบลง

“เราเรียกนานตั้งนานแล้ว แต่ปราณไม่ยอมหันมาสักที จนต้องตะโกนนี่แหละ ปราณถึงได้หัน” กันต์กวีบ่นอุบ เขาเห็นปราณันต์นั่งเหม่อมาสักพักใหญ่แล้ว พูดง่ายๆ ว่าหลังจากที่รับโทรศัพท์นั่นแหละ ปราณันต์ดูไม่มีสมาธิแปลกๆ เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวถอนหายใจ จนเขาอดเป็นห่วงไม่ได้ พอเห็นท่าทางแปลกๆ แบบนั้นของเพื่อนร่วมทีม

“อ่าวเหรอ ขอโทษที เราคิดอะไรเพลินไปหน่อย” พอพูดจบปราณันต์ก็หันหลังให้กันต์กวีตามเดิม และพยายามกลับมาจดจ่อกับงานออกแบบของตัวเองอีกครั้ง

“อย่าพยายามเลยปราณ เราเห็นปราณนั่งจับปากกาด้วยท่าทางแบบนี้มาชั่วโมงกว่าแล้ว” มือของกันต์กวีเอื้อมไปหมุนเก้าอี้ของปราณันต์ให้หันกลับมาทางเขาอีกครั้ง

“บอกมาเถอะ ปราณเป็นอะไรหรือป่าว ดูไม่มีสมาธิเลย” กันต์กวีถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง เพราะไม่อยากให้ปราณันต์เข้าใจผิดว่าเขาดูถูกหรืออะไร “มีปัญหาอะไรหรือป่าว ถ้าเงินไม่พอใช้หรือมีค่าใช้จ่ายอะไรให้ช่วย บอกเราได้นะ”

จบประโยคของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อน ปราณันต์ก็หน้างอง้ำทันที

“ทำไมเหรอ? คนอย่างเราจะมีปัญหาอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลยใช่ไหม? เราดูยากจนสิ้นไร้ขนาดนั้นเลยหรอกวี กวีถึงถามคำถามนี้ออกมาน่ะ”

เสียงใสที่เคยเป็นกันเองกลับแข็งกร้าวขึ้นมาอย่างฉับพลัน ปราณันต์คิดอย่างไม่พอใจว่ากันต์วีเองก็รู้ ว่าเขาไม่ชอบให้ใครมาสงสารหรือเห็นใจอะไรขนาดนั้น เขายังพอมีแรง มีแขนมีขา มีสติปัญญาที่จะทำมาหาเลี้ยงตัวเองและน้องชายฝาแฝดได้ ถึงเขาจะจนเงินทอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องจนศักดิ์ศรีด้วยเสียหน่อย

เข้าใจแหละว่าหวังดี แต่ที่ผ่านมาเวลาเห็นเขาไม่สบายใจทีไรกันต์กวีก็ถามแบบนี้ตลอด ครั้งสองครั้งยังพอทน แต่นี่มันบ่อยเกินไป ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่ปราณันต์จะออกอาการเม้งแตกขนาดนี้

“ขอโทษนะปราณ เราไม่ได้หมายความแบบนั้นเลย แต่เห็นเหมือนปราณจะมีปัญหาก็เลยลองถามดู” หน้ากันต์กวีหดเหลือสองนิ้ว หลังจากได้ยินปราณันต์พูดจบประโยค เสียงหงอยๆ ของเพื่อนร่วมทีมก็ทำเอาเอาปราณันต์ชะงักไปเหมือนกัน เมื่อรู้สึกว่าคำพูดของตัวเองอาจจะแรงไป

แม้จะเข้าใจดีว่าเพื่อนไม่ได้จะดูถูกหรือคิดไม่ดีอะไร แต่ปราณันต์ก็อดหงุดหงิดไม่ได้ และที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นเขาดันเผลอเอาเพื่อนตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่เพิ่งรู้จักอย่างคามินไปอีก

ผู้ชายคนนั้นมีวิธีให้ความช่วยเหลือโดยที่เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโดนดูถูกเลยแม้แต่น้อย ซึ่งการแสดงออกที่คามินทำมันก็ไม่ได้พิเศษอะไรแต่กลับได้ใจปราณันต์มากกว่า และนั่นก็ทำให้ตัวเขาเองอดสงสัยไม่ได้ว่าที่จริงแล้วมันผิดที่กันต์กวีเอ่ยปากให้ความช่วยเหลือ หรือมันผิดที่ใจของตัวเขาเองโอนเอียงไปทางคามินมากกว่ากันแน่

ปราณันต์พรูลมหายใจออกมาช้าๆ ก่อนจะมองหน้ากันต์กวีด้วยแววตารู้สึกผิด

“เราเองก็ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะเสียงแข็งใส่กวีแบบนั้น เรารู้ว่ากวีหวังดี แต่ขอร้องล่ะ อย่าถามคำถามแบบนี้อีก เอาไว้ถ้าเราอยากให้ช่วย เราจะบอก โอเคไหม”

หนุ่มเหนือพยักหน้ารับหงอยๆ ปราณันต์เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ แต่วันนี้เขารู้สึกฟุ้งซ่านเกินกว่าจะรวบรวมความคิดเพื่อทำอะไรต่อได้อีก ตากลมเหลือบมองไปที่นาฬิกาบนจอแลปท็อป ก่อนจะพบว่าตอนนี้เลยเวลาเลิกงานมาสักพักแล้ว

ปราณันต์จึงลุกขึ้นแล้วเก็บข้าวของลงกระเป๋าเป้ใบเก่ง ก่อนจะสะพายมันขึ้นไหล่ทั้งสองข้างเพื่อเตรียมตัวออกไปทำงานที่คลับต่อ

“จะไปแล้วหรอปราณ” เสียงหงอยๆ ที่ดังขึ้นจากด้านหลังถามขึ้น เขาจึงหันไปมองพลางพยักหน้าตอบช้าๆ

“อื้อ ขี้เกียจไปสู้กับคนเยอะๆ น่ะ ออกเร็วหน่อยน่าจะดีกว่า”

เสียงใสๆ กลับมาเป็นปกติแล้ว กันต์กวีได้แต่คิดในใจว่าเสียงแบบนี้น่าฟังกว่าเสียงลูกแมวขู่ตั้งเยอะ เพราะเวลาที่ปราณันต์หงุดหงิดหรือโกรธพาให้ใจเขาไม่ดีเอาไปด้วย กันต์กวีชอบเวลาปราณันต์ยิ้มและอารมณ์ดีมากกว่าตอนหงุดหงิดหรือมีเรื่องไม่สบายใจ

“เดี๋ยวเราขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งนะ” หนุ่มเหนือลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กระวีกระวาดเก็บของตามอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมไปจะส่งปราณันต์เหมือนกับทุกๆ วัน

“ไม่เป็นไร วันนี้เราไปเองดีกว่า” ปราณันต์พูดสวนขึ้นมาเล่นเอาใบหน้าคมเข้มสลดวูบขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น

“เฮ้! อย่าเข้าใจผิด เราไม่ได้โกรธอะไรกวีแล้วนะ เพียงแต่ว่าเราอยากมีเวลาคิดทบทวนอะไรบางอย่างนิดหน่อย เลยอยากนั่งรถไปเองเรื่อยๆ น่ะ ไม่มีอะไรหรอก”

การแสดงออกทางสีหน้าของกันต์กวีดีขึ้นพอสมควรหลังจากได้ยินปราณันต์พูดแบบนั้น ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ เพื่อเน้นย้ำว่าตนเองเข้าใจ

“โอเค งั้นไปดีๆ นะ” ปราณันต์พยักหน้ารับ ก่อนที่กันต์กวีจะสำทับอีกที “ถ้าถึงแล้วส่งข้อความมาบอกหน่อย เราจะได้ไม่เป็นห่วง”

ปราณันต์หลุดขำออกมาเบาๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“เราโตแล้วนะ กวีชอบพูดเหมือนเราเป็นเด็ก” ตากลมค้อนคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนอย่างไม่จริงจัง “โอเคๆ เอาเป็นว่าถึงแล้วจะบอก” ขาเรียวขยับออกจากเก้าอี้ที่นั่ง เตรียมตัวจะก้าวออก แต่ก็ไม่วายหันมาลาเพื่อนร่วมทีมอีกครั้ง “เราไปนะ”

ปราณันต์หันหลังออกเดิน ก่อนจะหันมาโบกมือลาคนด้านหลังอีกครั้ง ขาเรียวยาวก้าวเป็นจังหวะอย่างน่ามอง สรีระของปราณันต์แทบไม่แตกต่างจากผู้หญิง สายตากันต์กวีได้แต่มองตามอย่างนึกชื่นชม ชื่นชมทั้งความแข็งแกร่ง ชื่นชมทั้งความอดทน ชื่นชมทั้งความขยันและรับผิดชอบต่อภาระและหน้าที่ที่ปราณันต์มี ซึ่งน้อยคนนักที่จะทำได้แบบนี้

และโดยที่กันต์กวีไม่เคยแพร่งพรายความรู้สึกนี้กับใคร ว่าความชื่นชมทั้งหลายที่เขามีให้ปราณันต์นั้น ทำให้เขาอยากจะดูแล อยากจะช่วยเหลือแม้แต่เล็กน้อยก็ยังดี

จนวันหนึ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ที่ความชื่นชมและความเข้าอกเข้าใจที่เขามีต่ออีกฝ่ายนั้นได้แปรเปลี่ยนไปกลายเป็นความรัก เป็นความรักที่เขาได้แต่เก็บไว้ลึกๆ และคิดว่าสักวันคงได้บอกออกไปให้ปราณันต์ได้รู้ โดยที่หวังว่าอีกฝ่ายจะยินดีและเต็มใจจะรับมันไว้

.

.

.

ปราณันต์นั่งรถไฟใต้ดินไปทำงานอย่างเหม่อลอย คำตอบที่ยังหาให้ตัวเองไม่ได้ วนเวียนผุดขึ้นมาอยู่ในความรู้สึกนึกคิดอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าคมคายที่แสนมีเสน่ห์คอยแต่จะโผล่เข้ามาอยู่ในห้วงคำนึงในยามที่เขาเผลอไผลอยู่บ่อยๆ และถึงแม้ความคิดนั้นจะเกิดขึ้นที่สมอง แต่หัวใจเล็กๆ ของเขากลับเต้นรัวเร็วสอดรับ จนอดคิดไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับตัวเขาเองในตอนนี้

และไวเท่าความคิด ชั่วโมงนี้มีแค่คนๆ เดียวเท่านั้นที่ปราณันต์อยากคุยด้วย คนที่รู้จักและสนิทกับเขามานานหลายปีตั้งแต่อายุยังน้อย คนที่เป็นเหมือนเพื่อน เหมือนพี่ และเหมือนน้องชายในครอบครัวเดียวกัน แม้จะไม่ได้เกิดมาในตระกูลเดียวกันก็ตาม

มือเรียวล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะกดค้นหาเบอร์เพื่อนสนิท ที่บันทึกไว้เป็นคนแรกๆ ในรายชื่อ และใช้เวลารอสายอยู่ไม่นาน เสียงสดใสที่ปลายสายเมื่อกดรับสัญญาณก็ดังขึ้น

(งายยย ไอ้ลูกแมว)

เจ้าของสรรพนามไอ้ลูกแมวขำออกมาเบาๆ หลังจากที่ได้ยินปลายสายเรียกตนเองแบบนั้น พลางนึกในใจว่าไอ้ตัวคนเรียกก็ใช่ว่าจะใหญ่กว่าเขาเสียเมื่อไหร่ เตี้ยกว่าแล้วยังจะไม่เจียม

“แหม กล้าเรียกคนอื่นว่าไอ้ลูกแมวเนอะไอ้วิน ทำอย่างกับนายตัวใหญ่กว่าฉันงั้นแหละ เตี้ยละยังไม่เจียมอีก” ปราณันต์สวนกลับใส่อนาวินผู้ที่เป็นเพื่อนสนิทอย่างอารมณ์ดี เพิ่งจะมีเวลานี้นี่แหละ ที่เขาได้รู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง

“ฮ่าๆ ไอ้เพื่อนเวร” อนาวินด่าปราณันต์กลับอย่างไม่จริงจัง “ว่าแต่โทรมามีไรวะ พักนี้โทรหาฉันบ่อยนะเนี่ย คิดถึงอะดิ”

ปราณันต์หลุดขำออกมาเบาๆ หลังจากได้ยินน้ำเสียงล้อเลียนของเพื่อนสนิทร่างเล็ก แต่จะว่าไปพอมานึกจริงจัง ช่วงนี้เขาก็โทรหาอนาวินบ่อยจริงๆ นั่นแหละ เมื่อวานก็โทรวันนี้ก็โทรอีก แต่ทำไงได้ เขาเครียดจริงๆ นี่หว่า

“นายจะกลับเมื่อไหร่วะ” ปราณันต์ตอบคำถามเพื่อนกลับด้วยคำถาม เพราะเมื่อวานตอนที่เขาโทรหาไอ้เพื่อนตัวแสบ มันยังบอกอยู่เลยว่าจะพาคุณน้ากลับบ้านที่ต่างจังหวัด เขาเลยไม่แน่ใจว่า อนาวินและแม่จะอยู่ที่บ้านต่างจังหวัดนานแค่ไหน

“น่าจะพรุ่งนี้เย็นๆ ว่ะ กะจะเลยเข้าไปที่คลับเลย” ปราณันต์ถอนใจอย่างโล่งอก ถ้าพรุ่งนี้อนาวินกลับมา เขาจะได้ปรึกษาเรื่องนี้กับเพื่อนอย่างจริงจัง ไม่งั้นวันศุกร์นี้เขาคงเข้าหน้าคามินไม่ติดแน่ๆ

ที่จริงแล้วปราณันต์กับอนาวินทำงานพิเศษที่คลับด้วยกัน เพียงแต่ปราณันต์จะทำเป็นประจำทุกวันจันทร์-พฤหัส ส่วนเพื่อนสนิทอย่างอนาวินเลือกทำเป็นกะ โดยบางเดือนก็เลือกทำวันเว้นวันบ้าง อาทิตย์เว้นอาทิตย์บ้าง ไม่ตายตัว ไอ้เพื่อนตัวแสบจะไม่ทำงานที่คลับถี่เท่าปราณันต์ อันที่จริงที่อนาวินมาทำงานคลับนั้นไม่ได้เพราะร้อนเงินหรืออะไร แต่ที่มาทำนี่ก็เพราะมาทำเป็นเพื่อนปราณันต์ เลยไม่ได้จริงจังอะไรเท่าไหร่นัก

“ถ้างั้นไว้คุยพรุ่งนี้ก็ได้ ฉันไม่ค่อยอยากกวนนายเท่าไหร่ นานๆ นายกับคุณน้าจะกลับบ้านสักที”

อนาวินไม่เซ้าซี้อะไรปราณันต์อีก ด้วยเพราะสนิทกันมาตั้งแต่เด็กรู้ใจกันและกันเกือบทุกเรื่อง อนาวินเลยรู้ดีว่าถ้าปราณันต์ยังไม่เล่าหรือไม่พร้อมที่จะเล่า ต่อให้บีบคั้นให้ตายคนปากแข็งคนนี้ก็ไม่มีทางแพร่งพรายหรอก ทางที่ดีรอให้ถึงวันพรุ่งนี้แทนดีกว่า เพราะตัวอนาวินเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเรื่องอะไรที่ทำให้เพื่อนผู้แข็งแกร่งดั่งหินผาของเขาร้อนรนเหมือนถูกไฟจี้ที่หัวใจได้ขนาดนี้

ทั้งสองคุยเรื่องสัพเพเหระอะไรกันต่ออีกนิดหน่อย โดยที่ปราณันต์ฝากสวัสดีคุณน้าหรือคุณแม่ของอนาวิน และไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ พร้อมทั้งรับปากว่าจะพาปุณณกันต์กับปัณณธรไปหาถ้าพอจะมีเวลาว่าง จากนั้นก็แยกย้ายวางสายไปเมื่อปราณันต์เห็นว่าใกล้จะถึงปลายทางที่เขาต้องลงแล้ว

“เออ แค่นี้แล้วกันนะ ไว้พรุ่งนี้คุยกัน ฉันต้องลงรถละ” เสียงหวานพูดตัดบทใส่เพื่อนในสาย เมื่อเห็นว่าคุยกันมานานพอสมควรแล้ว

“ได้ๆ พรุ่งนี้ว่ากัน บายว่ะ” คนอีกฝั่งในสายก็เตรียมพร้อมจะวางแล้วเช่นกัน

“บาย”

หลังจากวางสายจากเพื่อนสนิทเรียบร้อยแล้ว ปราณันต์ก็ยิ้มบางๆ ให้กับโทรศัพท์มือถือก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หวังใจไว้ว่าอย่างน้อยเพื่อนสนิทของเขาคงหาทางออกให้กับสิ่งที่เขากลัดกลุ้มอยู่ได้บ้าง

และเมื่อได้ยินเสียงประกาศถึงสถานีที่ปราณันต์ต้องลง เขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่ตัวเองนั่งอยู่ ก่อนจะไปหยุดยืนรอที่หน้าประตูอัตโนมัติของรถไฟใต้ดิน พอประตูเปิดออกเขาก็กระชับเป้บนบ่าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ก่อนจะก้าวออกเดินเพื่อผจญกับวันที่ยาวนานของตัวเองต่อไป

.

.

.

ท่านประธานใหญ่แห่งเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้กำลังยืนมองวิวทิวทัศน์ริมกระจกที่เป็นเสมือนหน้าต่างบานใหญ่ที่โอบล้อมรอบห้องไว้ ราวกับอยู่ในสถานที่ที่ดูผ่อนคลายมากกว่าจะเอาไว้ทำงาน

ใบหน้าหล่อเหลานั้นนิ่งเฉย คาดเดาอารมณ์ได้ยากว่าตอนนี้เจ้าของห้องคิดหรือรู้สึกอะไรอยู่

 
ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 
เสียงเคาะประตูดัง เป็นสัญญาณบอกผู้ที่อยู่ในห้องว่าคนที่เขารอพบอยู่เดินทางมาถึงแล้ว

“เข้ามาได้” ทันทีที่ได้รับอนุญาตจากเสียงทุ้มทรงอำนาจ ประตูห้องก็ถูกผลักออก โดยชายหนุ่มร่างใหญ่ที่เป็นเหมือนดั่งบอดี้การ์ดและเลขาที่รู้ใจส่วนตัว

ผู้ติดตามหนุ่มค้อมศีรษะให้เจ้านายอย่างนอบน้อม ก่อนเตรียมรายงานเหตุการณ์ประจำวันของปราณันต์ให้ท่านประธานฟัง ตามที่เขาได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ทำมา

“วันนี้ปราณันต์จะไปทำงานที่คลับไหม” เสียงทุ้มเอ่ยถามก่อนที่จะได้รับการรายงานจากแทนคุณ ถ้าฟังเผินๆ อาจจะดูธรรมดามากสำหรับคนอื่น แต่สำหรับผู้ที่ทำงานรู้ใจกับท่านประธานหนุ่มมานาน แทนคุณจับความสนใจในน้ำเสียงของคนเป็นเจ้านายได้ แม้มันจะบางเบามากก็ตามที

และที่คามินตัดสินใจถามคนสนิทเพราะเมื่อวานหลังจากที่ส่งฝาแฝดเข้าเรียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่ได้ติดต่อกลับไปหาปราณันต์อีก เพราะอยากจะลองใจอีกฝ่ายว่าจะอดทนไม่ติดต่อหาเขาได้นานสักแค่ไหน เพราะดูจากท่าทางก่อนวางสายจากเด็กแฝดแล้ว ปราณันต์โอนอ่อนให้เขาขึ้นมาก

แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คามินคิด เพราะปราณันต์เงียบหายไป เงียบไปจนผ่านมาอีกวัน ก็ยังไม่มีแม้แต่ข้อความสักข้อความส่งมาหาเขา ซึ่งคามินเองก็ยอมรับว่าสิ่งนี้ทำให้เขาหงุดหงิดใจไม่น้อยเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่เขาคิดไว้ อีกอย่างพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันศุกร์แล้วด้วย เขาจะมัวแต่ชักช้าไม่ได้ คืนนี้คามินเลยตัดสินใจจะไปหาปราณันต์ที่คลับเพื่อไม่ให้คะแนนที่ตนเองควรได้หดหายไป

“ไปครับ ผมเห็นคุณปราณันต์ออกจากออฟฟิศไปแล้ว ท่าทางดูรีบร้อนหน่อยๆ ด้วยครับ”

คิ้วเข้มขมวดเป็นปมด้วยความแปลกใจ ปกติถ้าไม่ใช่เรื่องฝาแฝดก็ไม่น่าจะมีอะไรเร่งด่วนได้อีกในชีวิตของปราณันต์ เสียงทุ้มจึงถามออกไปด้วยความสงสัยแทน

“รีบร้อนงั้นหรอ? ทำไม? ฝาแฝดเป็นอะไรหรือป่าว?”

น้ำเสียงที่เคยสงบนิ่งในตอนแรกกลับร้อนรนขึ้นมานิดๆ แทนคุณเองก็ไม่มั่นใจว่า เจ้านายของเขาได้รู้ตัวไหมว่าน้ำเสียงทุ้มนั้นแปลกไป ดูเป็นห่วงเป็นใยมากขึ้นกว่าเดิม

“เปล่าครับ เด็กฝาแฝดสบายดี แต่จากที่ผมไปสืบมาเหมือนกับว่าคุณปราณันต์จะนัดเพื่อนสนิทไว้ที่คลับ เลยต้องรีบร้อนออกไปพบ” แทนคุณรายงานไปตามข้อมูลที่ได้มา โดยไม่ได้ทันสังเกตเลยว่าท่านประธานหนุ่มผู้เย็นชาของเขากำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดเล็กๆ ราวกับไม่พอใจกับอะไรบางอย่าง

“ผู้ชายหรือผู้หญิง แล้วสนิทกันมากแค่ไหน”

รังสีความไม่พอใจกระจายออกมารอบๆ ตัวท่านประธานหนุ่ม ไม่ใช่คามินเองจะไม่รู้ว่าตัวเขากำลังหงุดหงิดมากแค่ไหน แต่ในใจคนเย็นชาบอกตัวเองซ้ำๆ ว่า ที่เขาไม่พอใจนั้นเป็นเพราะของเล่นชิ้นนี้เป็นของเขา เขาไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายด้วย

“ผู้ชายครับ คบกันมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นคนที่คอยช่วยเหลือคุณปราณันต์มาโดยตลอดครับ”

คามินขบฟันแน่นจนสันกรามนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แทนคุณยืนก้มหน้าเงียบๆ เพราะรู้ดีว่าคนตรงหน้าตัวเองกำลังหงุดหงิดกับสิ่งที่ได้ยินมากแค่ไหน

“ไปเตรียมรถ ฉันต้องการรถสำหรับคามินที่เป็นพนักงานฝ่ายขาย ไม่ใช่รถสำหรับท่านประธานใหญ่แห่งเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้ คืนนี้ฉันจะไปที่คลับที่ปราณันต์ทำงาน”

“ครับบอส” แทนคุณรับคำสั่งโดยไม่ตั้งข้อสงสัยใดๆ ให้เจ้านายเขาหงุดหงิดใจมากกว่าเดิม จากนั้นผู้ติดตามร่างใหญ่ก็ค่อยๆ หมุนตัวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อประตูห้องทำงานงับปิดลงคามินก็หยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมา แววตาคมลังเลอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะค้นหาเบอร์โทรของคนที่ตนต้องการติดต่อหลังตัดสินใจได้ แล้วโทรออกทันที

เมื่อปลายสายกดรับ เสียงทุ้มก็กรอกลงไป โดยที่ทางนั้นยังไม่ทันแม้แต่จะได้เอ่ยปากทักทายด้วยซ้ำ

“ไอ้เตคืนนี้ว่างไหม ไปกับฉันหน่อยสิ” น้ำเสียงทรงอำนาจถูกส่งออกไป โดยที่คนฟังก็รู้ได้โดยทันทีว่านี่ไม่ใช่ประโยคขอร้อง ไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่มันคือประโยคคำสั่ง

“แล้วไม่ต้องบอกพี่เมธกับไอ้สิบล่ะ ไปมากคนก็มากเรื่อง รำคาญ”

และยังไม่ทันที่เพื่อนรุ่นน้องอย่างเตชินท์จะได้ตอบรับหรือปฏิเสธ คามินก็ชิงตัดสายทิ้งเสียก่อน อย่างที่บอกว่านั่นไม่ใช่ประโยคขอร้องหรือประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคคำสั่งที่มีคำตอบเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นว่าต้องไป

.

.

.

ปราณันต์เดินกระหืดกระหอบเข้ามาหลังร้านทันทีที่มาถึง เขารีบเร่งออกจากออฟฟิศทันทีที่เลิกงาน เพราะว่าใจเขาอยากจะคุยกับเพื่อนสนิทมากแล้ว และหลังจากเดินเข้าไปในห้องพัก ก็พบว่าเพื่อนสนิทร่างเล็กกำลังนั่งรออยู่

“อนาวิน!!” ปราณันต์ตะโกนเรียกเพื่อนด้วยความดีใจ เล่นเอาคนที่ไม่ทันได้รู้ตัวสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ

“ไอ้ปราณ ตกใจหมด เรียกซะเสียงดังเลย” ใบหน้าของอนาวินหันมาตามเสียงเรียกของเพื่อนสนิท มือเล็กๆ ของคนตรงข้ามกำลังลูบอกตัวเองป้อยๆ

“โถ่ ทำมาขวัญอ่อน” ปราณันต์กระโดดเข้ากอดคอเพื่อนรักที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ทำเอาอนาวินที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเกือบจะหงายหลังลงไปนั่งก้นจำเบ้าที่พื้น ดีที่จับโต๊ะตัวเขื่องที่อยู่ด้านหน้าไว้ได้ทัน

“ไอ้บ้านี่! เดี๋ยวก็หงายหลังหัวแตก เล่นอะไรเป็นเด็กไปได้” เพื่อนผู้มีใบหน้าอ่อนกว่าวัยพูดต่อว่าปราณันต์อย่างไม่จริงจัง ให้คนถูกต่อว่าหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีที่ได้ยินเพื่อนสนิทบ่นขมุบขมิบใส่ตัวเอง

“ไปนั่งดีๆ เลยไป ไหนว่ามีอะไรจะคุยด้วยไง” อนาวินผลักไหล่เพื่อนซี้เบาๆ ก่อนที่ปราณันต์จะผละออกแล้วยิ้มตาหยีให้เพื่อนด้วยความเคยชิน

อย่างที่เคยบอกไปว่าหลังจากพ่อกับแม่ของปราณันต์เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุครั้งนั้นแล้ว ปราณันต์ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากที่ร่าเริงก็กลับกลายเป็นเงียบขรึม จากที่เข้าสังคมเก่งก็กลับกลายเป็นคนเก็บตัว จะมีก็แต่กับอนาวินเท่านั้น ที่ปราณันต์ยังคงไม่เปลี่ยนไป รอยยิ้มที่เคยสดใสและขี้เล่นนอกจากฝาแฝดแล้ว ปราณันต์ก็ไม่เคยมอบมันให้ใครยกเว้นเพื่อนสนิทคนนี้เท่านั้น

“เออ มีเรื่องจะปรึกษาว่ะ” ปราณันต์อ้ำๆ อึ้งๆ เพราะไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนดี “คือ...”

“คือ?” เพื่อนซี้ร่างเล็กเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงตั้งคำถาม เมื่อเห็นว่าไอ้คนตรงข้ามยังไม่ยอมเล่าให้ฟังเป็นเรื่องเป็นราวเสียที

“คือเมื่อสองสามวันก่อนฉันมีโอกาสได้รู้จักกับผู้ชายคนนึง พอดีว่าเขามาช่วยชีวิตปุณณ์ไว้” พอเล่าถึงตรงนี้ดวงตาสดใสของอนาวินก็เบิกกว้างขึ้น ก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่นแทรกขึ้นมา

“ปุณณ์เป็นอะไรนะ???”

ปราณันต์เกิดอาการอึกอักหนักขึ้นกว่าเดิม เขาลืมไปสนิทว่ายังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้อนาวินฟังในตอนแรกเพราะไม่อยากให้ตกใจ เพราะยังไงปุณณกันต์ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่การที่ปล่อยให้เพื่อนสนิทมารู้เรื่องทีหลังแบบนี้ เขาคิดว่าอนาวินต้องไม่พอใจมากแน่ๆ

“วันเปิดเทอมวันแรกน่ะ ปุณณ์โดนเบียดจนเกือบตกรถเมล์แต่ดีว่ามีคนมาช่วยไว้ทัน” ปราณันต์อ้อมแอ้มเล่าให้เพื่อนสนิทฟังไม่เต็มเสียง เพราะตอนนี้ใบหน้าขาวใสของคนตรงข้ามกำลังขึ้นสีแดงนิดๆ ราวกับไม่พอใจในสิ่งที่เขาเพิ่งพูดออกไป

“แล้วทำไมนายไม่เล่าให้ฉันฟังวะ?? จะต้องรอให้น้องเป็นอะไรก่อนหรือไงถึงจะเล่า”

อนาวินพูดเสียงแข็ง พลางขยี้ศีรษะตัวเองด้วยความหงุดหงิดและเหนื่อยใจกับความขี้เกรงใจอะไรไม่เข้าเรื่องของเพื่อนรัก เขารู้ดีว่าที่ปราณันต์ไม่เล่านั่นเป็นเพราะไม่อยากให้เขาและแม่เป็นกังวล แต่นี่มันเรื่องใหญ่ยังไงก็ควรต้องเล่าไม่ใช่หรอ

“ฉันเกรงใจนายกับคุณน้า” ปราณันต์พูดด้วยน้ำเสียงสลดตามที่อนาวินเดาไว้ไม่มีผิด “อีกอย่างปุณณ์ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากด้วย นายอย่าห่วงเลย”

เพื่อนสนิทร่างเล็กจ้องมองปราณันต์ด้วยความเหนื่อยใจ ซึ่งเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจออกมาแรงๆ อย่างยอมจำนน

“เออๆ เอาเหอะ นี่เห็นว่าปุณณ์ไม่ได้เป็นอะไรมากนะแต่คราวหน้าไม่เอาแบบนี้อีกแล้วนะไอ้ปราณ เป็นเพื่อนกันมีอะไรก็บอกกันดิวะ”

ดวงตากลมโตมองเพื่อนรักอย่างสำนึกผิด ก่อนจะรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก อนาวินถึงได้ยอมรามือ และปล่อยให้ปราณันต์เล่าเรื่องที่อยากจะปรึกษาต่อ

“ก็นี่ไง จะเล่าอยู่เนี่ย เรื่องนี้ฉันไม่รู้จะปรึกษาใครดีนอกจากนาย” ปราณํนต์รับสารภาพอ่อยๆ อย่างคนจนปัญญา ด้วยไม่รู้ว่าจะจัดการกับความว้าวุ่นใจนี้ยังไงดี

“อะ เล่ามา เมื่อกี้ถึงไหนแล้วนะ” อนาวินหันมานั่งเผชิญหน้ากับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทอย่างจริงจัง เหมือนกับเป็นสัญญาณบอกว่าเขาพร้อมแล้วที่จะตั้งใจฟังทุกสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะเล่า

“ก็อย่างที่บอกไปว่าวันนั้นฉันได้มีโอกาสรู้จักคนที่ช่วยชีวิตปุณณ์ไว้ และหลังจากนั้นฉันก็ได้รู้มาว่าเราทำงานที่เดียวกัน และที่บังเอิญยิ่งไปกว่านั้นก็คือเขายังคอยช่วยเหลือเราเรื่องฝาแฝดเรื่อยๆ อีก”

อนาวินขมวดคิ้ว พลางถามคำถามที่อดสงสัยไม่ได้ “ทำไม ช่วยเหลือเรื่องอะไร?”

“พอดีว่าไม่มีคนไปเซ็นรับรองเรื่องฉีดวัคซีคให้ปุณณ์กับปัณณ์ คุณคนนั้นเขาก็เลยอาสาไปให้” ปราณันต์เงียบไป ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ พร้อมกับพูดบางประโยคออกมาในที่สุด “ฉันว่าฉันหวั่นไหวว่ะวิน เหมือนฉันกำลังเปิดใจให้เขาเข้ามายังไงไม่รู้”

อนาวินไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่มองท่าทางกระอักกระอ่วนของเพื่อนด้วยความประหลาดใจ เพราะโดยปกติแล้วปราณันต์ไม่ใช่คนที่จะเปิดใจให้ใครง่ายๆ ยิ่งปล่อยให้เข้ามาพัวพันสนิทสนมกับครอบครัวขนาดนี้ ยิ่งไม่มีทาง

“หวั่นไหว กับผู้ชายคนนั้นอะหรอ” อนาวินถามย้ำ เพราะอยากแน่ใจ

“อื้อ คนนั้นแหละ” ปราณันต์มองเพื่อนสนิทอย่างคาดหวัง “ทำไงดี นายว่าฉันชอบคุณคนนั้นไปแล้วเปล่าวะ”

อนาวินส่ายหัวน้อยๆ ใส่เพื่อนสนิทอย่างเอ็นดู

“ชอบเขา แล้วมันผิดตรงไหนวะไอ้ลูกแมว” อนาวินถามปราณันต์กลับ

“นายก็รู้...”

อนาวินอมยิ้มบางๆ เมื่อได้ยินเพื่อนสนิทขึ้นต้นประโยคแบบนั้น เพราะเขารู้ได้ในทันทีว่าปราณันต์จะพูดว่ายังไงต่อ จึงได้เอ่ยขึ้นพร้อมๆ กับที่ปากอิ่มขยับพูด

“ว่าฉันต้องดูแลน้อง ไม่พร้อมจะมีใครตอนนี้หรอก/ว่าฉันต้องดูแลน้อง ไม่พร้อมจะมีใครตอนนี้หรอก”

ตากลมตวัดมองเพื่อนรักอย่างแสนงอนเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังถูกล้อเลียน ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเองก็หัวเราะร่วนอย่างชอบใจ

“ฮ่าๆ ไอ้ปราณเอ๊ย” อนาวินพยายามตั้งสติโดยการหยุดขำ และพยายามพูดกับเพื่อนรักอย่างจริงจัง “นายจะเป็นอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่วะ ทำไมไม่ให้โอกาสตัวเองบ้าง” มือเล็กๆ ของอนาวินยื่นไปตบบ่าของปราณันต์เบาๆ

“ไอ้การที่นายจะดูแลน้องน่ะเป็นเรื่องดี แต่มันจะดีกว่าไหมถ้ามีคนมาดูแลนายและช่วยนายดูแลน้อง” เพื่อนสนิทร่างเล็กยิ้มให้ปราณันต์บางๆ “เปิดโอกาสให้ตัวเองบ้างเถอะวะ ลองดู ถ้าใช่มันก็ใช่ ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไปมันไม่ได้เสียหายอะไรไม่ใช่หรอ”

ตากลมมองของปราณันต์มองอนาวินอย่างลังเล แต่เมื่อเห็นว่าเพื่อนรักกำลังยิ้มและพยักหน้าอย่างให้กำลังใจ ปราณันต์จึงยิ้มออกมาในที่สุด

“ฉันจะลองเอาไปคิดดูละกันนะ ขอบใจนายมาก ฉันไม่ผิดหวังจริงๆ ว่ะ ที่เลือกมาปรึกษานาย”

“ที่จริงนายไม่ต้องมาปรึกษาฉันก็ได้ ฉันว่านายก็รู้คำตอบของหัวใจตัวเองดี เพียงแต่นายไม่กล้าจะยอมรับมันมากกว่า”

ทั้งสองยิ้มให้กันและกันอย่างรู้ใจ ก่อนจะชวนกันไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเตรียมพร้อมทำงานในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


ท้องฟ้ายามราตรีถูกย้อมเป็นสีดำสนิท ยิ่งดึกคนในคลับยิ่งคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนมากหน้าหลายตาคลาคล่ำอยู่ในทุกจุด เนื่องจากพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของอาทิตย์ วันนี้คนจึงมากกว่าสามคืนที่ผ่านมา ปราณันต์กวาดตากลมไปรอบๆ ยอมรับว่ากำลังมองหาคนรูปร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคย แต่มองหาเท่าไหร่ก็ไม่เห็นคนใจดีคนนั้นปรากฎ จนกระทั่งเกือบจะถอดใจ เสียงทุ้มคุ้นหูก็เข้ามาประชิดกระซิบให้ได้ยิน

“มองหาใครอยู่หรอครับ?” ใบหน้าหวานหันไปมองตามเสียงที่อยู่ไม่ไกล พอหันไปก็พบว่าใบหน้าคมคายคุ้นตาตอนนี้อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ

มุมปากหยักกระตุกยิ้มบางๆ เล่นเอาคนที่อยู่ใกล้แค่นั้นใจสั่นขึ้นมาทันที


พลั่ก!


และเหมือนโชคชะตาจะกลั่นแกล้งเพราะจู่ๆ ก็มีคนชนปราณันต์เข้าที่ข้างหลังอย่างแรง จนปราณันต์เสียหลักปลิวไปปะทะกับอกแกร่งของคามินอย่างพอเหมาะพอดี และเมื่อเห็นว่าปราณันต์กำลังจะล้มมือใหญ่จึงโอบเอวบางไว้แน่น แถมยังเจ้าเล่ห์รั้งคนตัวเล็กเข้าหาตัวให้แนบชิดกันกว่าเดิมอีก

ใบหน้าหวานร้อนจนแทบจะระเบิด ดีที่ตอนนี้ไฟในคลับค่อนข้างมืด ไม่งั้นคามินต้องเห็นแน่ๆ ว่าใบหน้านวลที่เคยขาวใส ตอนนี้กำลังขึ้นสีแดงมากกว่าที่เคย

ตาคมจ้องสะกดตากลมโตอยู่นาน จนปราณันต์เริ่มรู้สึกตัวนั่นแหละถึงได้ดันอกคนตรงข้ามออกพร้อมกับขยับหนีมือที่กำลังโอบรอบเอวบางอยู่เบาๆ

“ว่าไงครับ คุณปราณันต์มองหาใครอยู่หรอ?” เสียงทุ้มกระซิบถามข้างหูนิ่มเบาๆ ปราณันต์ไม่รู้จะตอบคำถามนี้ยังไงเลยพยายามขยับตัวหนีเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย

“ผมก็มองไปเรื่อยแหละครับ ต้องคอยดูแลลูกค้า” ปราณันต์ตอบคามินไม่เต็มเสียงนัก ทำเอาคนที่อยากได้คำตอบนักหนาหลุดขำออกมาด้วยความเอ็นดู

“เสียใจจัง ผมคิดว่ามองหาผมเสียอีก” ดวงตาเรียวคมจ้องลูกแมวตรงหน้าด้วยสายตาวาววับ สายตาที่ทำเอาสปราณันต์ขยับไปทางไหนไม่ถูก

“ผมต้องไปประจำที่บาร์เหล้าแล้ว ขอตัวนะครับ” ปราณันต์ตัดบทเดินหนีเพราะไม่รู้จะรับมือยังไงกับเหตุการณ์ตรงหน้า ทิ้งให้สายตาของคนเจ้าเล่ห์มองร่างเพรียวบางสมส่วนขยับเดินหนีไปอย่างน่าเสียดาย

.

.

.

“เฮียๆ ผมชนได้ความแรงพอดีเลยป้ะ?” เตชินท์กระซิบถามคามินเบาๆ ตอนที่ทั้งสองคนเตรียมจะเดินไปบาร์เหล้าตรงจุดที่ปราณันต์ทำงานอยู่

“เออ ดี” คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ ตอบอย่างสงวนคำพูด ราวกับว่าถ้าเขาพูดออกมายาวกว่านี้ จะทำให้สูญเสียพลังงานเกินกว่าเหตุ

“แหม ตอบยาวกว่านี้ก็ได้ป้ะเฮีย ทีตอนบังคับให้มากับตอนใช้ให้ชนยังเห็นพูดยาวๆ กว่านี้ได้อยู่เลย”

เตชินท์บ่นกระปอดกระแปด เพราะนอกจากจะโดนบังคับให้มาอย่างไม่เต็มใจแล้ว เขายังต้องมาโดนเฮียผู้สุดแสนจะเย็นชาเมินใส่ และสนใจคนหน้าหวานนั่นมากกว่าอีก ก็เลยอดโวยวายออกไม่ได้

“พูดมากน่า เดี๋ยวไว้จะให้ยืมรถสปอร์ตคันที่นายอยากจะขับนักหนาเอาไปใช้อาทิตย์นึงเป็นการตอบแทน”

เพื่อนรุ่นน้องผู้อ่อนวัยกว่าตาเบิกกว้างด้วยความยินดี เพราะตื๊อเพื่อนรุ่นพี่มาหลายทีแล้ว แต่ยังไงท่านประธานใหญ่ก็ยืนยันว่าไม่ให้ยืม พอนึกย้อนไปว่าแค่แลกกับกับมาเที่ยวเป็นเพื่อนเฮียแล้วโดนเฮียเมินใส่นิดหน่อย นี่ก็ถือว่าคุ้ม

“จริงนะเฮีย พูดแล้วห้ามคืนคำนะ” เตชินท์เขย่าแขนคามินแบบเอาเป็นเอาตาย

“เออ พูดจริง แล้วก็เลิกเซ้าซี้ได้แล้ว”

คามินตัดบทด้วยความรำคาญ ก่อนจะเอาแขนเกี่ยวคอเตชินท์แล้วใช้วงแขนแข็งแรงนั่นลากไอ้คนพูดมากไปตรงบาร์เหล้าที่ปราณันต์กำลังประจำการอยู่

“เหมือนเดิมครับ” คามินยิ้มหวานส่งให้คนที่ยืนทำหน้าอิหลักอิเหลื่ออยู่หลังเคาน์เตอร์ โดยที่แขนแข็งแรงยังคงหนีบคอหนุ่มหน้าตี๋อยู่ไม่ได้ปล่อย

จนเตชินท์ดิ้นหลุดออกจากวงแขนของคามินได้นั่นแหละคามินถึงยอมละมือ แต่สายตาคมยังจ้องใบหน้าหวานไม่ได้หลุดโฟกัสไปไหน ปากหยักยังคงยิ้มพร่ำเพรื่อส่งไปให้ปราณันต์ไม่ยอมหยุด

“เหมือนเดิมนี่อะไรล่ะครับ” ไม่ใช่เสียงหวานที่คุ้นเคยดังถามแทรกออกมา แต่กลับเป็นเสียงน่ารักๆ ของผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ยืนอยู่อีกมุมของเคาน์เตอร์พูดขึ้นมาแทน

ตาคมตวัดมองไปยังต้นเสียงด้วยความไม่พอใจ แต่ก่อนที่จะได้แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดออกไป เสียงหวานที่เขาคุ้นเคยก็พูดสวนขึ้นมาก่อน

“วิน ทำไมไม่พูดกับลูกค้าดีๆ” คามินมองคนที่ชื่ออนาวินสลับกับมองใบหน้าหวานด้วยอาการงุนงง หมายความว่าสองคนนี้รู้จักกันงั้นหรอ? เพื่อนสนิทของปราณันต์ที่แทนคุณพูดถึง คือผู้ชายตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารักๆ คนนี้เองน่ะหรอ?

และก่อนที่คามินจะได้สงสัยอะไรต่อ แก้วแอลกอฮลอล์ก็ถูกเลื่อนมาตรงหน้าเขาด้วยมือบางคู่นั้น

“นี่ดรายมาร์ตินี่ของคุณครับ” ปราณันต์เลื่อนแก้วให้คามินอย่างเขินๆ เพื่อนสนิทของทั้งสองฝั่งได้แต่มองคนที่กำลังจีบกันด้วยสายตาล้อเลียน

“ขอบคุณนะครับ” คำพูดที่ส่งไปให้ปราณันต์อาจจะฟังดูธรรมดา แต่ถ้าได้เห็นสายตาของคนเจ้าเล่ห์ที่กำลังวาววับจะรู้ได้ในทันทีว่ามันมีความนัยบางอย่างซ่อนอยู่ “ว่าแต่นี่.. พนักงานใหม่หรอครับ”

ข้อนิ้วแกร่งชี้ไปทางคนตัวเล็กที่ยืนๆ เยื้องไปทางปราณันต์ พลางทำหน้าสงสัย ราวกับจะตั้งคำถามผ่านทางสายตาว่าคนๆ นี้เป็นใคร

“เพื่อนสนิทผมเองครับ คราวที่แล้วที่คุณมา อนาวินไม่ได้เข้ามาที่คลับเลยไม่ได้เจอกัน”

ใบหน้าคมคายพยักขึ้นลงราวกับรับรู้และเข้าใจ แต่สิ่งที่เขาคลางแคลงใจอยู่ก็ยังมี ตกลงว่าสองคนนี้สนิทกันมานานแค่ไหน แล้วเป็นแค่เพื่อนกันจริงหรือเปล่า คามินยอมรับตามตรงกับตัวเองในใจว่าเขาหวง แต่ไม่ใช่หวงเพราะหึง เขาหวงเพราะของเล่นชิ้นนี้เป็นของเขาและเขายังคงสนุกกับมันอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามมาวุ่นวายทั้งนั้น

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ผมคามิน แล้วก็ต้องขอโทษด้วยที่เมื่อกี้เผลอแสดงมารยาทที่ไม่ดีออกไป” คามินพูดคุยกับอนาวินด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและเป็นมิตร ‘หน้ากากนักธุรกิจ’ ถูกหยิบออกมาใช้อีกครั้ง

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับคุณคามิน ผมอนาวินเป็นเพื่อนสนิทปราณันต์ ผมเองก็ต้องขอโทษเหมือนกันที่พูดจากวนประสาทคุณ พอดีผมแค่อยากจะทดสอบอะไรนิดหน่อยน่ะครับ”

คามินเลิกคิ้วเป็นเชิงคำถามแทนที่จะพูดออกมาตรงๆ ว่าบททดสอบนั้นคือเรื่องอะไร

อนาวินหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะตอบออกไปตรงๆ “ทดสอบคนที่จะเข้ามาจีบเพื่อนผมน่ะครับ” คนตัวเล็กถามล้อๆ “ว่าแต่.. คุณกำลังจีบเพื่อนผมใช่ไหม”

ปราณันต์หน้าแดงแปร๊ดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ขนาดว่าอยู่ในที่ที่แสงน้อยยังมองเห็นได้ชัดเลยว่าปราณันต์กำลังเขินมากแค่ไหน คามินเองก็หัวเราะออกมาเบาๆ เช่นกัน ส่วนเตชินท์นั้นตอนนี้อ้าปากหวอไปแล้ว เพราะไม่คิดว่าเพื่อนซี้ของปราณันต์จะถามออกมาตรงๆ แบบนี้

“ใช่ครับ ผมกำลังจีบเพื่อนคุณ” คามินเองก็เป็นคนจริงพอที่จะตอบไปตามตรง คามินเหล่ตาไปมองไปทางปราณันต์ที่ตอนนี้กำลังถูกพาดพิงถึง ร่างเพรียวๆ นั่นแทบจะไหลกลืนไปกับบาร์เหล้า “แต่เพื่อนคุณไม่เห็นจะยอมใจอ่อนให้ผมสักที”

คามินแกล้งถอนหายใจแรงๆ ราวกับกลัดกลุ้มซะเต็มประดา แต่ดูออกมาแล้วน่าหมั่นไส้กว่าน่าสงสารเยอะ

“อีกไม่นานหรอกครับ เชื่อผม” เพื่อนสนิทร่างเล็กของปราณันต์เอ่ยแซวอย่างล้อเลียน ทำเอาคนที่ถูกพาดพิงอดร้อนตัวขึ้นมาไม่ได้

“ไอ้วิน ไอ้เพื่อนเลว” ปราณันต์ได้แต่กัดเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ห่างๆ จะเข้ามาก็เขินคนตรงข้าม มือไม้จะเอาวางไว้ตรงไหนก็รู้สึกเหมือนเกะกะไปหมด

ทั้งสามคนที่เหลือหลุดขำออกมากับท่าทางน่าเอ็นดูแบบนั้นของปราณันต์ จนปราณันต์ค้อนเข้าให้นั่นแหละ คามินถึงได้ยอมหยุดหัวเราะ

“แหะๆ” คามินส่งยิ้มแห้งๆ ให้ปราณันต์ ตอนนี้คนสองคนกำลังตกอยู่ในภวังค์ที่ทั้งสองสร้างขึ้น ตาคมมองลึกเข้าไปในตากลมของปราณันต์อย่างมีความหมาย

อนาวินจึงจำเป็นต้องถอยฉากออกมา ส่วนเตชินท์ก็แค่นั่งจิบแอลกอฮอล์ที่ได้รับมาจากอนาวินเงียบๆ พลางมองไปยังสองคนตรงหน้าด้วยความสนใจ

“วันนี้กลับดึกอีกไหมครับ” หลังจากจ้องตากันสักพักจนตากลมเสหลบไป คามินจึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ พลางเอ่ยถามขึ้น

“น่าจะเหมือนเดิมนะครับ ทำไมหรอ?” ปราณันต์ถามกลับแบบงงๆ

“ให้ผม.. ไปส่งได้ไหมครับ?” คามินถามปราณันต์ขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ครั้งนี้ตั้งใจแล้วว่ายังไงก็ต้องได้ไปส่งปราณันต์ที่อพาร์ทเม้นท์ให้ได้ เพราะช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันสองต่อสองในรถจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะได้ทำคะแนนกับอีกฝ่าย

“แล้วเพื่อนคุณล่ะครับ” ปราณันต์ชี้ไปหาหนุ่มหน้าตี๋ข้างๆ คามินอย่างเขินๆ ปนงงๆ มากับเพื่อนแบบนี้แล้วจะไปส่งเขาได้ยังไงกัน

“อ๋อ ไม่ต้องไปห่วงมันหรอกครับ มันเอารถมา”

พอคามินพูดจบ เตชินท์ก็หันไปมองเพื่อนรุ่นพี่จนตาแทบถลน เขาเอารถมาที่ไหนล่ะ ก็พอคามินโทรมาขอ.. ไม่สิ โทรบังคับให้เขามาเป็นเพื่อน คามินก็ขับรถกลางเก่ากลางใหม่ ไม่ใช่รถที่ใช้ประจำมารับเขา ทั้งที่เขาไม่ได้ขอร้องจะอยากมาสักนิด แล้วเขาจะขับรถมาเองได้ยังไงกัน

ใบหน้าคมคาย ยักคิ้วหลิ่วตาให้เพื่อนรุ่นน้องตอบรับในสิ่งที่เขาพูด เมื่อเห็นเตชินท์ยังเฉย คามินเลยขยับเข้าไปใกล้หนุ่มหน้าตี๋อีกนิด พร้อมกับกระซิบเสียงเบา

“ไอ้ตี๋!”

เจ้าของสรรพนามไอ้ตี๋ทำหน้าตาเหรอหรา พลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง แล้วทำปากขมุบขมิบว่า


‘ผมเนี่ยนะเอารถมา! ตอนไหนวะเฮีย’

 
พอคามินเห็นท่าทางอาการของเพื่อนรุ่นน้องแล้วก็อดหงุดหงิดไม่ได้ เกิดปราณันต์เห็นขึ้นมา ความได้แตกแน่ๆ

“รถสปอร์ต! สองอาทิตย์!”

คามินกัดฟันพูดพึมพำเสียงแข็ง ก่อนจะมองใบหน้าของเตชินท์ที่ตอนนี้กำลังยิ้มเผล่อย่างกวนประสาท จากนั้นก็ได้ยินเสียงตอบที่ทั้งดังทั้งชัดจากไอ้เด็กตัวแสบ

“ใช่ครับ ผมเอารถมา คุณปราณันต์กลับกับเฮียได้เลยครับ ตามสบ๊าย” หนุ่มหน้าตี๋ยักคิ้วให้คามินอย่างเป็นต่อ คามินเลยได้แต่แอบทำหน้าถมึงทึงใส่ไอ้เด็กกะล่อน ก่อนจะหันกลับมายิ้มหวานใส่ปราณันต์

“เห็นไหมครับผมบอกแล้ว กลับกับผมนะ ให้ผมไปส่ง”

ตากลมเหลือบมองไปทางเพื่อนสนิทตนเอง เพราะไม่รู้ว่าจะตอบรับหรือจะปฏิเสธดี “คือว่า...”

“ไปกับคุณเขาเถอะไอ้ปราณ รถเมล์ที่กลับบ้านนายกว่าจะมา รอนานจะตาย แล้วพรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานแต่เช้าอีก”

อนาวินรู้ดีว่าลึกๆ แล้วเพื่อนเขาก็คงอยากกลับกับคามินไม่น้อย เพราะคนอย่างปราณันต์ถ้าไม่อยากหรือไม่ต้องการก็จะปฏิเสธเลย ไม่มีการอ้ำๆ อึ้งๆ แบบนี้หรอก ที่เขาต้องทำก็แค่สนับสนุนไป ปราณันต์จะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก

“จะดีหรอ?” ปราณันต์ถามอนาวินอีกครั้ง แต่คนที่ตอบกลับกลายเป็นเสียงทุ้มนุ่มแทน

“ดีสิครับ อย่าปฏิเสธผมเลย ผมแค่หวังดี อยากไปส่งคุณจริงๆ นะ”

ปราณันต์หันไปสบตาเพื่อนรักเพื่อขอความเห็นอีกครั้ง เมื่อเห็นเพื่อนสนิทพยักหน้าย้ำให้ ปราณันต์จึงหันไปหาคามินพร้อมตอบตกลง

“ก็ได้ครับ แต่ผมอาจจะเลิกดึกหน่อย ถ้าคุณรอไม่ไหว บอกได้นะ” ปราณันต์ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้ เกรงใจก็ส่วนหนึ่ง แต่รู้สึกเขินแปลกๆ ก็อีกส่วนนึง

“ดึกแค่ไหนก็รอได้ครับ คุณทำงานเถอะ อย่ากังวลเลย”

คามินปั้นยิ้มอ่อนโยนส่งให้ปราณันต์ ให้ปราณันต์ยิ้มตอบแบบอายๆ แม้ท่าทีของปราณันต์ที่มีต่อคามินจะไม่ชัดเจนเท่าอีกฝั่ง แต่ในใจดวงน้อยๆ ของปราณันต์นั้นกำลังเต้นถี่ระรัวสวนทางกับท่าทีที่แสดงออกอย่างชัดเจน

.

.

.

เวลาคล้อยไปจนเลยเที่ยงคืน นักท่องราตรีค่อยๆ ทยอยกลับกันไป จนคนที่เหลืออยู่ในคลับค่อนข้างบางตา จะมีก็แต่ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่คนนั้นที่นั่งเฝ้าเคาน์เตอร์บาร์เหล้าไม่ไปไหน ส่วนเตชินท์ขอตัวกลับไปตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืน หลังจากโทรให้รถที่บ้านมารับก็แล่นกลับไปเลย แต่ก่อนไปก็ไม่วายมาเน้นย้ำเรื่องรถสปอร์ตจนคามินแทบจะอยากไล่เตะให้ออกจากร้านแทบไม่ทัน

ปราณันต์หันมามองคามินบ่อยๆ แล้วยิ้มให้อีกฝ่ายทุกครั้งที่เห็นใบหน้าคมคายนั้นกำลังจ้องมองมาที่ตนเอง

และก็เพราะมีคามินนั่งปักหลักอยู่ตรงนี้ วันนี้มีจึงลูกค้าเข้ามาเกาะแกะปราณันต์น้อยมาก เพราะพอใครตั้งท่าจะเข้ามาพูดจีบ คามินก็เป็นต้องทำตาขวางใส่ ทำให้คนที่จะเข้ามาล่าถอยไปคนละทิศละทาง

“เดี๋ยวผมไปเปลี่ยนเสื้อแป๊ปนึงนะครับ” ตอนนี้ใกล้เวลาเลิกงานของปราณันต์แล้ว ลูกค้าก็ทยอยออกไปจนเกือบหมดร้าน เก้าอี้และโต๊ะที่ไม่มีใครนั่งก็เริ่มถูกเก็บเข้าที่เรียบร้อย

“ครับ ผมรอตรงนี้นะ”

ปราณันต์หายเข้าไปหลังร้านได้สักพัก จู่ๆ เพื่อนสนิทของคนตัวเล็ก ก็โผเข้ามาเกาะเคาน์เตอร์ตรงหน้าคามินพลางจองมองคนตัวโตไม่วางตา

“หน้าผมมีอะไรติดหรือเปล่าครับ” นักธุรกิจใหญ่ที่เจนโลกมาแล้วนักต่อนัก ข่มความไม่พอใจไว้ลึกสุดใจ แล้วเอ่ยถามอย่างสบายๆ แทน

“เปล่าครับ แต่ผมแค่อยากบอกคุณว่าไอ้ปราณมันเป็นคนน่าสงสาร ถ้าคุณอยากจะคบมันจริงๆ ผมก็อยากฝากคุณดูแลไอ้เพื่อนซี้ผมด้วย” อนาวินพูดยิ้มๆ ทำเอาคามินปรับอารมณ์แทบไม่ถูก แต่สุดท้ายก็รับคำไปอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ

“เสร็จแล้วครับ ไปกันเถอะ” ปราณันต์ก้าวออกมาจากห้องแต่งตัว พลางเดินมาหยุดตรงหน้าคามิน คามินจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางมองคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนจะหันไปลาอนาวินที่อยู่ด้านหลัง

“ผมไปก่อนนะครับ ถ้ามีโอกาสไว้เจอกันครับ”

“โชคดีครับ ฝากไอ้ปราณด้วยนะ” คนทั้งสองมองสบตากันนิ่ง ราวกับรับรู้ถึงประโยคความนัยที่อนาวินพูดออกมา

“ไปก่อนนะไอ้วิน ไว้เจอกัน”

ชายหนุ่มร่างเล็กโบกมือไล่ปราณันต์อยากหยอกล้อ ก่อนที่คามินจะพาปราณันต์กลับตามความตั้งใจ

.

.

.

“รถผมเก่าหน่อยนะครับ แต่ขับไปถึงได้แน่นอน” คามินพูดอย่างขี้เล่น ก่อนจะเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้ปราณันต์เข้าไป “เชิญครับ”

คนตัวเล็กผงกหัวขอบคุณให้คามินเบาๆ ก่อนจะเข้าไปนั่ง พลางพูดอย่างน่ารักว่า “ไม่เก่าหรอกครับ ผมว่าดีกว่านั่งรถเมล์เยอะเลย”

คามินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะปิดประตูให้ปราณันต์ แล้วพาตัวเองไปยังฝั่งคนขับพร้อมกับที่เคลื่อนรถออกไปช้าๆ

“คุณไปอพาร์ทเม้นท์ผมถูกใช่ไหมครับ” ตากลมจ้องไปที่ใบหน้าด้านข้างของผู้ชายตรงหน้าพลางเอ่ยถามขึ้น

คามินหันมาสบตาและยิ้มให้ปราณันต์ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงขี้เล่น “รู้สิครับ คราวที่แล้วก็ขับตามรถเมล์อยู่”

และคำตอบของคามินก็ทำให้ปราณันต์หลุดขำออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

“ว่าแต่ตอนไปเซ็นชื่อฉีดวัคซีนให้ฝาแฝดวันก่อน เด็กๆ ดื้ออะไรหรือเปล่าครับ” ปราณันต์เริ่มขยับชวนคามินพูดคุย

คามินจึงตอบอย่างอารมณ์ดี เมื่อได้ยินคำถามของปราณันต์ “ไม่เลยครับ ปุณณ์กับปัณณ์น่ารักมาก” คามินหันมาชำเลืองมองปราณันต์นิดหน่อยก่อนจะพูดต่อ “คุณเลี้ยงเด็กๆ มาดีมากเลยนะครับ ตอนปัณณ์ร้องไห้ตอนที่กำลังจะไปฉีดยาผมทำอะไรไม่ถูกเลย แต่ปุณณ์เก่งมากที่กล่อมปัณณ์ให้สงบได้ทั้งๆ ที่ตัวเองกลัว”

ปราณันต์ยิ้มรับอายๆ เมื่อได้ยินคำชม ก่อนจะตอบไปตามตรงว่า

“ผมเลี้ยงน้องๆ แบบที่พ่อกับแม่เลี้ยงผมครับ ถึงแม้จะไม่มีพวกท่าน แต่ผมก็อยากให้เด็กๆ ระลึกถึงพวกท่านไว้เสมอ”

เวลาพูดถึงพ่อกับแม่เสียงของปราณันต์จะเศร้าลง คามินก็เลยต้องเร่งทำคะแนน ด้วยการแสร้งทำเป็นเห็นใจ พลางปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ถ้าพูดถึงพวกท่านให้ผมฟังแล้วทำให้คุณเศร้าเพราะความคิดถึง ผมก็ไม่อยากให้คุณทำแบบนั้นนะครับ” คามินเอื้อมมือไปกุมมือปราณันต์เบาๆ “ผมชอบเห็นรอยยิ้มที่สดใสของคุณมากกว่ายิ้มเศร้าๆ เพราะรอยยิ้มที่สดใสของคุณน่ารักกว่ามากเลย”

ปราณันต์หันมามองคามินด้วยความรู้สึกขอบคุณ ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กัน เป็นรอยยิ้มที่คามินสัมผัสได้ทันทีว่า ตอนนี้ลูกแมวตัวน้อยของเขาได้เดินเข้ามาในกรงที่เขาเปิดไว้เรียบร้อยแล้ว

.

.

.

ตอนนี้รถยนต์ของคามินจอดนิ่งอยู่หน้าอพาร์ทเม้นท์ของปราณันต์ คนตัวโตจ้องมองใบหน้านวลนิ่งก่อนจะพูดน้ำเสียงออดอ้อน

“พรุ่งนี้เลิกงานแล้วผมขอไปรับฝาแฝดด้วยนะครับ” แต่ปราณันต์ไม่ยอม ส่ายหัวปฏิเสธท่าเดียว

“ไม่เอาครับ แค่นี้ก็เกรงใจคุณจะแย่แล้ว วันก่อนก็ไปเซ็นฉัดวัคซีนให้ วันนี้ก็มาส่งผมอีก ถ้าผมยังรบกวนคุณบ่อยๆ แบบนี้อีกหน่อยผมต้องเคยตัวแน่ๆ”

คามินหันไปเผชิญหน้ากับปราณันต์ทันที มือทั้งสองข้างของคามินกางคร่อมปราณันต์ไว้ก่อนจะพูดเสียงเข้ม

“ผมจะโกรธคุณแล้วนะครับถ้าคุณพูดว่าเกรงใจผมอีก ทุกอย่างผมยินดีและเต็มใจทำให้ ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นการรบกวน ผมจะถือว่าคุณดูถูกน้ำใจผมนะ”

คามินแสร้งทำเป็นขึงขังปนน้อยใจ เขารู้ดีว่าปราณันต์ต้องใจอ่อนแน่ ถ้าคิดว่าตนเองทำให้เขาเสียใจแบบนี้

“ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น” ปราณันต์ปฏิเสธเสียงสั่นอย่างรู้สึกผิด ทำให้คามินลอบยิ้มในใจอย่างผู้ชนะอีกครั้ง ในที่สุดเจ้าแมวตัวน้อยของเขาก็ฮุบเหยื่อเข้าไปเต็มๆ

“ถ้างั้นพรุ่งนี้ให้ผมไปรับปุณณ์ปัณณ์กับคุณนะ ได้ไหมครับ”

ปราณันต์ถอนหายใจออกมาอย่างยอมจำนน เขาอยากจะฝืน อยากจะดื้อ อยากจะไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากคนตรงหน้า แต่ดูเหมือนว่าจะทำไม่ได้อย่างที่สมองต้องการเลย ในเมื่อใจเขามันสมยอมขนาดนี้

“ก็ได้ครับ” ปราณันต์ยิ้มออกมาบางๆ “พรุ่งนี้เลิกงานเจอกันนะครับ”

คามินยิ้มหน้าบานอย่างพอใจ ยิ้มจนโชว์เขี้ยวทั้งสองข้างออกมาให้เห็น

“โอเคครับ ถ้าผมเลิกงานแล้วจะโทรหาคุณนะ” ปราณันต์พยักหน้า ก่อนจะบอกลาเมื่อเห็นว่าดึกมากแล้ว

“งั้นคืนนี้ผมขอตัวก่อนะครับ ดึกมากแล้ว เดี๋ยวคุณต้องขับรถกลับบ้านอีก”

แล้วในขณะที่ปราณันต์จะปลดสายคาดเข็มขัดนิรภัยออก หน้านวลก็นิ่วคิ้วก็ขมวดขึ้นมาฉับพลัน พอคามินเห็นแบบนั้นเลยอดถามไม่ได้

“เกิดอะไรขึ้นหรอครับ”

“สายเบลท์มันดึงไม่ออกครับ เหมือนจะติดๆ เลย”

ปราณันต์ตอบและพยายามปลดสายคาดเข็มขัดนิรภัยอีกครั้ง แต่ทำยังไงก็ไม่ออก คามินเลยต้องยื่นหน้าและยื่นตัวเข้ามาช่วยปราณันต์ที่กำลังก้มหน้าก้มตา ด้วยการช่วยดึงเบลท์ออกอีกแรง

“มาครับผมดูให้”

และหลังจากคามินจับๆ ดึงๆ สายคาดก็หลุดออกจากตัวล็อค ปราณันต์ยิ้มอย่างยินดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเพื่อขอบคุณอีกฝ่าย ส่วนคามินเองก็กำลังจะหันไปหาปราณันต์เช่นกัน ทำให้ตอนนี้ใบหน้าของคนทั้งคู่อยู่ใกล้กันมาก และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบตากันถึงได้รู้ว่าใกล้กันขนาดที่ว่าถ้าใครคนใดคนนึงเขยิบเข้าไปอีกนิด ปากทั้งคู่ต้องแตะกันแน่นอน

ใบหน้าขาวนวลของปราณันต์แดงแปร๊ดขึ้นมาทันตา ตอนนี้เขาอายมาก มากจนแทบจะหยุดหายใจ เพราะกลัวว่าถ้าหายใจแรงอีกนิด อาจจะเผลอเข้าใกล้จนไปจูบคนตรงข้ามได้

ปราณันต์ต้องเสหลบตาและก้มหน้าลงเพื่อซ่อนสีหน้าไม่ให้คามินเห็น ก่อนจะขยับตัวเบาๆ เพื่อเตือนสติว่าให้คามินผละออกไปจากตัวเขาได้แล้ว

คามินถอยขยับออกไปด้วยความเสียดาย พอปราณันต์ได้โอกาสก็รีบลงจากรถอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมายืนตั้งหลักบนพื้น อย่างที่ต้องการจะสงบสติอารมณ์

คามินเองก็ลงมายืนเท้าหลังคารถฝั่งตัวเองอยู่เช่นกันก่อนจะพูดเสียงอ่อนเสียงหวานใส่ปราณันต์

“พรุ่งนี้เจอกัน ผมกลับก่อนนะครับ” ปราณันต์สบตาคมก่อนจะพยักหน้าให้อย่างเขินอาย

“ครับ ขับรถดีๆ นะครับ แล้วก็ขอบคุณคุณมากที่มาส่ง” ปราณันต์โบกมือให้คามินอย่างน่าเอ็นดู และก่อนที่คามินจะมุดกลับเข้าไปในรถตามเดิม เสียงหวานก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

“ฝันดีนะครับ” คามินเงยหน้ามองเพื่อจะดูว่าตัวเองหูฝาดกับสิ่งที่ได้ยินหรือเปล่า แต่พอเห็นปราณันต์กำลังจะขยับหนีก็รู้ได้ทันทีว่า สิ่งที่ได้ยินคือความจริง คามินเลยตะโกนสวนกลับไป

“ฝันดีเช่นกันนะครับคุณปราณันต์”

ปราณันต์หันมาพยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าอพาร์ทเม้นท์ไปอย่างอายๆ จึงไม่ได้ทันเห็นว่า คนที่เพิ่งบอกให้ตนเองฝันดีนั้น มองตามเขาไปด้วยสายตาแบบไหน

ดวงตาเรียวคมมองตามร่างบางไปอย่างเย้นหยันปนสงสารนิดๆ ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ


‘หุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์งั้นเหรอ หึ! เสร็จฉันแน่ๆ’


คามินยิ้มเหยียดอีกครั้ง ก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว

.

.

.

To Be Continue

--------------------------------------------------------------------------

นังพระเอกก็คือแผนการเยอะมาก ไม่รู้ว่าอยากจะเอาชนะหรืออะไรยังไงกันแน่ หึ!

ก็... ขอบคุณทุกคนมากๆ นะคะสำหรับทุกคอมเม้นท์ ทุกวิว ทุกยอดไลค์ ชอบไม่ชอบคอมเม้นท์บอกกันได้เหมือนเดิมน้าาา รออ่านอยู่เสมอค่าาา

แล้วไว้เจอกันตอนหน้าค่ะ อาจจะพฤหัส ไม่ก็ศุกร์ .. รักทุกคนนะค้าบบ <3

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 421
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4041
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
ยังจะคิดถึงหุ้น / ระวังจะหายมากกว่าหุ้น

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
6th Lies : ชิดใกล้


(วันนี้คุณปราณันต์จะเลิกงานกี่โมงหรอครับ ผมจะได้ไปรอรับ)

ช่วงสายๆ ของวันในขณะที่ปราณันต์กำลังวุ่นอยู่กับการทำงาน ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือตัวเองดังแหวกอากาศขึ้นมา มือเรียวยื่นสะเปะสะปะออกไปบนโต๊ะเพื่อคว้าโทรศัพท์มากดรับสาย โดยที่ดวงตากลมโตยังไม่ทันจะเหลือบมองเลยด้วยซ้ำว่าคนที่โทรมาคือใคร

แต่หลังจากได้ยินเสียงทุ้มคุ้นหูกรอกเสียงผ่านตามสายมา ปากอิ่มสีสดก็แย้มยิ้มออกมาน้อยๆ ...


คามินโทรมา...


“คุณคามินหรอครับ” ปากกาที่อยู่ในมือเล็กๆ นั่นถูกวางลงบนโต๊ะเงียบๆ ก่อนที่ปราณันต์ที่ตอนนี้กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ได้หันมาให้ความสนใจกับโทรศัพท์ในมือเรียบร้อยแล้ว

(ครับผมเอง นี่ผมกำลังทำคุณวุ่นวายรึป่าวครับ)

“ไม่เลยครับ ตอนนี้ผมก็ไม่ได้ยุ่งอะไรเท่าไหร่”

ปราณันต์ได้แต่หัวเราะในใจให้กับภาพตรงหน้า เพราะในความเป็นจริงแล้ว เขากำลังหัวหมุนกับงานมากทีเดียว แต่พอรู้ว่าปลายสายเป็นใคร ปราณันต์ก็กลับปล่อยวางงานทุกอย่างแล้วหันมาสนใจให้กับคนในสายแทน

(ดีจังครับ นี่ผมก็กำลังจะออกไปพบลูกค้า ไม่แน่ใจว่าจะเสร็จกี่โมง เลยว่าจะโทรมาถามคุณก่อน ผมจะได้กะเวลาเพื่อมารับคุณถูก)

น้ำเสียงทุ้มมีเสน่ห์ถูกส่งมาให้คนอีกฝั่งอย่างอ่อนโยนพาให้ก้อนเลือดที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่ในอกข้างซ้ายเกิดรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด การเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ ของคามินทำให้หัวใจที่ไม่ค่อยประสีประสาเรื่องความรักของปราณันต์ได้เปิดรับให้อีกฝ่ายค่อยๆ เดินเข้ามาช้าๆ

“งั้นเอาสักห้าโมงดีไหมครับ ผมจะรีบเคลียร์งานให้เสร็จ แล้วจะได้ไปรับฝาแฝดกัน ผมไม่อยากให้เด็กๆ รอนานจนดึกจนดื่น คุณพอจะมาเวลานี้ไหวหรือเปล่าครับ”

ปราณันต์ถามออกไปอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงหวานใสเอ่ยขึ้นมาด้วยความเกรงใจที่ปิดไม่มิด

(สบายมากครับ คุณปราณันต์ไม่ต้องเกรงใจผมนะครับ เพราะอันที่จริงผมเองก็อยากเจอฝาแฝดอยู่แล้ว ผมยินดีแล้วก็เต็มใจมาก และยิ่งได้ไปเจอคุณด้วยผมยิ่งกว่ายินดีและเต็มใจซะอีก)

คามินพูดดักคอ ด้วยเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายขี้เกรงใจขนาดไหน และโดยที่ไม่ลืม เขาก็หยอดคำหวานใส่ ไม่ให้ปราณันต์ได้พักหายใจเลยสักนิด ซึ่งพอได้ยินคามินพูดมาแบบนั้น ปราณันต์ก็แทบจะไปไม่เป็น มือไม้ที่เคยวางอยู่อย่างสงบนิ่งก็ยกขึ้นมาเกาแก้ม เกาคอจนวุ่นวายไปหมด นี่ขนาดถูกป้อนคำหวานผ่านทางสายโทรศัพท์ เขายังเป็นเอามากขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดสภาพตอนเจอกันจริงๆ เลยว่าเขาจะเขินอายและพ่ายแพ้ต่อเสน่ห์ของผู้ชายคนนี้ได้มากแค่ไหน ตัวเขาเองก็หาคำตอบให้ไม่ได้เช่นกัน

“ถ้างั้นเจอกันห้าโมงนะครับ”

น้ำเสียงสดใสถูกส่งไปยังคนปลายสายอีกครั้ง ท่านประธานหนุ่มผู้มากด้วยเล่ห์ยกยิ้มอย่างร้ายกาจทันทีที่จับประกายสดใสได้ในน้ำเสียงนั้น ... น้ำเสียงที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่ายินดีเหลือเกินที่จะได้เจอกันกับเขา

(ได้ครับ) คามินเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอีกประโยคที่สั่นคลอนหัวใจคนฟังอย่างปราณันต์ ได้โดยที่แทบจะไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย

(ขอบคุณนะครับที่ให้ผมดูแลคุณกับเด็กๆ และก็ขอบคุณที่ให้โอกาส ให้ผมได้แสดงออกว่าผมชอบคุณมากแค่ไหน แล้วเจอกันเย็นนี้ครับ)

ปราณันต์เงียบไปด้วยเพราะไม่รู้จะต้องตอบประโยคแบบนี้ด้วยข้อความแบบไหน ไม่ใช่ว่าโกรธหรือไม่พอใจอะไร แต่ความรู้สึกของเขาตอนนี้มันเกินจะอธิบายออกมาด้วยคำพูด ซึ่งคามินเองก็ใจกว้างมากพอที่จะไม่คาดคั้นให้ปราณันต์ต้องตอบหรือต้องแสดงความรู้สึกออกมา คามินก็แค่กดวางสายไปเงียบๆ และปล่อยให้ปราณันต์ได้ทบทวนความรู้สึกในใจของตัวเอง

มือเรียวเล็กถือโทรศัพท์ไว้ในมือนิ่ง ปราณันต์คิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ มากมายระหว่างเขากับผู้ชายที่ชื่อคามิน ที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่กี่วัน

ในทุกความสับสน และทุกความไม่ชัดเจน ปราณันต์เองก็รู้ดีที่สุดว่า แม้จะปรึกษาใครก็คงไม่ได้คำตอบที่ดี และเห็นได้ชัดที่สุดเท่ากับปรึกษาใจตัวเอง

เพราะหลังจากที่ได้คุยกับนทนัชและอนาวินแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าใจตัวเองโอนเอียงให้คามินมากแค่ไหน แม้เพื่อนสนิททั้งสองจะยืนยันแล้วยืนยันเล่าว่าควรให้โอกาสตัวเอง แต่ปราณันต์เองก็พยายามหาเหตุผลนั่นนี่มาถ่วงไว้ แต่พอมาจนถึงเวลานี้ ทุกอย่างมันช่างชัดเจนเหลือเกินในความรู้สึก ประโยคที่คามินพูดออกมาเมื่อกี้มันแทนคำตอบทุกอย่างได้ดีมาตั้งแต่ต้น ความจริงปราณันต์อาจจะไม่ต้องปรึกษาใครเลยก็ได้


...เพราะมันก็เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่า ปราณันต์ปล่อยให้คามินเข้ามาในชีวิตนานแล้ว เข้ามาตั้งแต่ต้น เข้ามาเพื่ออุดรูโหว่ในใจดวงเล็กๆ ที่เคยเจ็บปวดแสนสาหัสให้กลับมาเต้นแรงอีกครั้ง ด้วยคำพูดและสายตาคมคู่นั้น


ปราณันต์ได้แต่ขยับปากอิ่มยิ้มบางๆ อย่างยอมรับ ว่าเขาเองก็หลงปล่อยตัวปล่อยหัวใจให้กับคามินตั้งแต่แรกเจอแล้ว ไม่ต่างกัน

.

.

.

“รอนานไหมครับ” คามินถามปราณันต์ทันที เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายก้าวเข้ามานั่งในรถเรียบร้อยแล้ว

“ไม่นานครับ ผมเพิ่งลงมาเอง” ปราณันต์ตอบคำถามคามิน พลางยิ้มให้ แต่มือเล็กๆ กลับยังคงสาละวนอยู่กับสายเข็มขัดนิรภัยของเบาะรถยนต์ไม่หยุด

คามินเองเมื่อเหลือบเห็นท่าทางน่าเอ็นดูแบบนั้นจากคนตรงหน้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมืออันใหญ่โตของตัวเองเข้าไปช่วยจัดการให้

“มาครับ ผมทำให้ ไม่งั้นวันนี้คุณคงคาดเข็มขัดไม่เสร็จสักที”

คามินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือข้ามไหล่บางๆ ไปที่ข้างประตูรถแล้วดึงรั้งกระตุกสายเข็มขัดออกมาเบาๆ ก่อนจะยื่นลงไปเสียบกับตัวล็อคให้อย่างง่ายดาย

ปราณันต์ก้มลงมองตามมือใหญ่ที่กำลังจัดสายเข็มขัดของเขาให้เข้าที่ และพอคามินคาดเข็ดขัดให้เรียบร้อยแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาก็เงยขึ้นมาช้าๆ พร้อมๆ กับที่ปราณันต์เองก็ก้มหน้าลงไป ทำให้สายตาทั้งสองคู่สบนิ่งเข้าหากันอย่างพอดิบพอดี

ใบหน้าหวานซึ่งอยู่ห่างจากอีกฝ่ายไม่ถึงคืบ ทำให้ลมหายใจร้อนของคามินกำลังรดรินอยู่ที่ข้างแก้มนิ่ม ในขณะที่ปากอิ่มของปราณันต์ก็แทบจะเกยทับไปบนแก้มสากของอีกฝ่าย ต่างคนต่างอยู่ใกล้กันมาก มากจนถึงขั้นที่แทบจะได้ยินเสียงหัวใจที่กำลังเต้นอย่างบ้าคลั่งอยู่ในอกของฝั่งตรงข้าม


... เหมือนเมื่อคืน แทบจะเหมือนเมื่อคืนไม่มีผิด


ภาพเมื่อคืนซ้อนทับเข้ามาในห้วงคำนึงของคนทั้งสอง แต่ต่างกันตรงที่สถานการณ์เมื่อคืนมันเป็นแค่อุบัติเหตุ แต่ตอนนี้ไม่ใช่

คามินละสายตาจากดวงตากลมโตที่เขากำลังสบอยู่มาที่ปากอิ่มสีแดงสดที่เย้ายวนอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าคมคายจึงค่อยๆ ลดลงมาช้าๆ ในขณะที่ปราณันต์เองก็เหมือนกำลังถูกสายตาแสนมีเสน่ห์คู่นั้นสาปให้หยุดนิ่ง แม้หัวสมองของเขาจะร้องเตือนว่าให้ถอยห่างจากคามินดังแค่ไหน แต่ดูเหมือนก้อนเลือดเล็กๆ ที่อกข้างซ้ายกลับไม่ฟังคำทัดทานนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ดวงตากลมโตจึงค่อยหลับพริ้มลงช้าๆ อย่างสมยอม

.... รู้ว่าอันตราย แต่ก็ยั่วยวนใจให้ลิ้มลอง


Rrrrr


และก่อนที่ริมฝีปากของคนทั้งสองกำลังจะสัมผัสกัน เสียงโทรศัพท์ของปราณันต์ก็แผดดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน ซึ่งทันทีที่ได้สติปราณันต์ก็เบี่ยงหน้าหลบริมฝีปากหยักคู่นั้นที่กำลังจะโฉบลงมาประทับได้ทัน ปราณันต์ขยับตัวหนีจนแทบจะฝังตัวลงไปกับประตูรถฝั่งตัวเอง แก้มนวลทั้งสองข้างขึ้นสีแดงก่ำจนลามไปถึงลำคอ ยิ่งดูน่ารักและน่ารังแกเหลือเกินในสายตาของคนเจ้าเล่ห์อย่างคามิน

คามินยอมถอยหลังออกมาตั้งหลักอย่างเข้าใจ เขาคงจะจู่โจมมากเกินไปจนอาจทำให้คนตรงหน้าตั้งหลักไม่ทัน ซึ่งอย่าว่าแต่ปราณันต์เลยที่ตั้งตัวไม่ทัน ขนาดตัวเขาเองยังนึกไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์เมื่อกี้จะเลยเถิดไปถึงขั้นนั้น มันไม่ใช่แผนที่เขาวางไว้เลยสักนิด ทุกเหตุและผลถูกตัดออกไปจากหัวสมองของคามินทั้งหมด สิ่งที่เด่นชัดในเวลานั้นมีแค่ริมปากอิ่มสีแดงสดตรงหน้า ริมฝีปากที่เขาอยากลิ้มลองสัมผัส ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

“ครับอาจารย์”

คามินหลุดออกจากภวังค์ที่ตัวเองได้สร้างขึ้นทันทีที่ได้ยินปราณันต์รับโทรศัพท์สายที่โทรมาขัดจังหวะ ทำให้คามินพลาดโอกาส ซึ่งเขาทำอะไรไม่ได้ นอกจากเข่นเขี้ยวในใจ อีกแค่นิดเดียว นิดเดียวเท่านั้น...

“ผมกำลังจะเข้าไปรับปุณณ์กับปัณณ์ครับ ครับ ครับ... ไม่น่าจะเกินครึ่งชั่วโมง... ขอบคุณครับอาจารย์”

ปราณันต์กดวางสายหลังจากคุยกับคุณครูของฝาแฝดเสร็จ แก้มขาวนวลยังคงระเรื่อไปด้วยสีแดงจากเหตุการณ์เมื่อครู่

“มีอะไรหรือป่าวครับคุณปราณันต์” คามินปรับน้ำเสียงเป็นปกติแล้วถามขึ้น หลังจากที่กำลังจะเตรียมออกรถ

“ไม่มี.. อะแฮ่ม! ไม่มีอะไรหรอกครับ” ปราณันต์กระแอมกระไอแก้เขินไปเรื่อย กว่าจะอยู่ตัวได้เล่นเอาคามินต้องพยายามกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง และพอปราณันต์เห็นท่าทางสนุกสนานของอีกฝ่ายแบบนั้น ก็อดยื่นมือออกไปผลักหัวไหล่คนเจ้าเล่ห์เบาๆ ไม่ได้

“คุณนี่!” ปากอิ่มยื่นออกอย่างกระเง้ากระงอดเพราะถูกคนตรงข้ามล้อเลียน

“ฮ่ะๆ อ่ะๆ ไม่ล้อแล้วครับ” มือใหญ่ถูกยกขึ้นปาดน้ำตาที่มาจากการหัวเราะเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยปากถามซ้ำ “ว่าแต่อาจารย์ว่ายังไงบ้างครับ”

“อาจารย์ถามว่าผมจะเข้าไปรับฝาแฝดกี่โมงน่ะครับ จะได้รอเป็นเพื่อนเด็กๆ” ปราณันต์ตอบก่อนที่จะเร่งให้คามินออกรถ เมื่อเห็นว่าเอ้อระเหยอยู่ตรงนี้นานเกินไปแล้ว “ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวรถจะติด ผมคิดถึงฝาแฝดจะแย่แล้ว”

ปราณันต์คลี่ยิ้มกว้างเมื่อพูดถึงน้องชายที่น่ารักของตนเองจนลูกตากลมโตยิบหยีลงคล้ายรูปพระจันทร์เสี้ยว

“คร้าบ ครับ ไปกันเดี๋ยวนี้เลย” คามินเองก็ตอบรับอย่างอารมณ์ดีก่อนจะออกรถมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนอนุบาลที่อยู่ไม่ไกลออกไปเท่าไหร่นัก

.

.

.

ทันทีที่รถจอดเทียบหน้าประตูโรงเรียน ปราณันต์ที่นั่งอยู่ฝั่งผู้โดยสารข้างคนขับก็แทบจะกระโจนลงรถทันที เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยทั้งสองกำลังยืนชะเง้อคอยเขาอยู่ตรงอีกฟากของสนามเด็กเล่น

“ปุณณ์ ปัณณ์ พี่ปราณมาแล้ว”

ใบหน้าเล็กๆ ทั้งสอง ที่คล้ายคลึงกับปราณันต์กำลังยิ้มแย้มกระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข เมื่อเห็นพี่ชายคนโตกำลังเดินมาหาตนทั้งสอง

“พี่ปราณ พี่ปราณ ทางนี้ๆ” ปัณณธรโบกมือหย็อยๆ ให้พี่ชายตัวเองอย่างน่ารัก แต่จู่ๆ เจ้าตัวน้อยก็หยุดโบก แล้วหันไปถามอะไรบางอย่างจากอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ แทน โดยที่มีปุณณกันต์หันไปฟังอย่างสนใจด้วยเช่นกัน

และทันทีที่อาจารย์พยักหน้า เจ้าตัวแสบทั้งสองก็วิ่งตัดสนามตัวปลิว ก่อนที่จะโผเข้าหาปราณันต์ที่ตั้งท่าเตรียมรอไว้แล้ว

“เบาๆ เด็กๆ เดี๋ยวหกล้มนะ” ปราณันต์เอ่ยดุน้องชายอย่างไม่จริงจัง เพราะตอนนี้ร่างเล็กๆ ทั้งสองโผเข้าไปซุกอยู่ในอกอุ่นๆ ของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ไม่หกล้มหรอกครับ ก็พี่ปราณกอดเราสองคนไว้แล้ว” เจ้าของคำพูดฉะฉานก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นปุณณกันต์ที่ตอนนี้กำลังโอบรอบคอของปราณันต์ไว้แน่น

“ฮ่าๆ เอาเถอะๆ” ปราณันต์บอกปัดอย่างอารมณ์ดี “ว่าไง ปุณณ์กับปัณณ์คิดถึงพี่ไหมครับ” ปราณันต์แกล้งถามเจ้าตัวน้อยทั้งสองคนในอ้อมกอด ทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แก่ใจ

“คิดถึงสิครับ ปัณณ์คิดถึงพี่ปราณมากที่สุดในโลก”

“ใช่ๆ ปุณณ์ก็คิดถึง ปุณณ์คิดถึง แล้วก็อยากกอดพี่ปราณมากๆ เลย”

ปราณันต์แย้มยิ้มอย่างสุขใจ หลังจากได้ยินคำตอบจากฝาแฝดที่เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของเขา ทั้งสามกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างไม่ยอมกัน ปราณันต์ทั้งกอดทั้งหอมเจ้าฝาแฝด จนเด็กๆ หัวเราะคิกคักไม่หยุด คามินยืนมองภาพตรงหน้าเงียบๆ ใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้แสดงอารมณ์อะไร มีแต่เพียงเจ้าตัวเท่านั้นแหละ ที่รู้ว่าตนเองกำลังคิดอะไรอยู่

แต่ในขณะที่คามินกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น จู่ๆ ปราณันต์ก็หันมามองเขาช้าๆ หน้ากากนักธุรกิจของคามินถูกหยิบออกมาใช้อย่างรวดเร็ว รอยยิ้มใจดีและอบอุ่น ถูกยกมาแต้มบนริมฝีปากหยักแล้วส่งให้คนตัวเล็กตรงหน้าอย่างแนบเนียน

คามินค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้พี่น้องทั้งสาม แล้วย่อตัวลงนั่งเพื่อให้ความสูงเทียบเท่ากับเด็กแฝด ที่ตอนนี้กำลังเทความสนใจไปให้พี่ชายสุดที่รัก เลยลืมคนนอกอย่างเขาไปเสียอย่างนั้น

“พอพี่ปราณมา พี่ครามก็หมดความหมายไปเลยสินะครับ”

คามินที่แกล้งเอ่ยออกมาอย่างตัดพ้อ ดูเหมือนจะเรียกความสนใจจากเด็กแฝดทั้งสองได้ดีทีเดียว เพราะตอนนี้ดวงตากลมใสทั้งสองคู่ จ้องมองมาที่เจ้าของสรรพนามที่เรียกแทนตัวเองว่าพี่ครามอย่างพร้อมเพรียง

“ปัณณ์ไม่ได้ลืมพี่ครามสักหน่อย ก็กะว่าถ้ากอดพี่ปราณเสร็จแล้วจะไปกอดพี่ครามด้วยเหมือนกัน” เจ้าตัวแสบคนน้อง รีบพูดตอบอย่างเอาใจ ก่อนจะค่อยๆ ผละออกจากอกพี่ชาย แล้วหันมาหาพี่ครามที่กำลังแกล้งทำหน้าเศร้าอยู่

เด็กวัยสี่ขวบตัวน้อยที่แสนจะรู้ดี เดินเข้ามาเกาะแขนคามินแน่น พลางพูดจาออดอ้อนเอาใจอย่างน่ารักน่าเอ็นดู คามินต้องกลั้นยิ้มเพราะถ้อยคำของปัณณธรจนเมื่อยแก้ม ใบหน้าเล็กๆ กำลังถูไถที่ต้นแขนหนาไม่ต่างกับลูกแมวตัวน้อย ช่างเหมือนกันกับปราณันต์ไม่มีผิดเพี้ยน

“พี่ครามไม่เชื่อหรอก ก็เห็นๆ อยู่ว่าปุณณ์กับปัณณ์ไม่สนใจพี่ครามแล้ว” เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่แสร้งทำเสียงเศร้าหลอกล่อเด็กทั้งสอง และในที่สุดก็ได้ผล เพราะนอกจากปัณณธรที่กำลังเกาะแขนเขาแน่นแล้ว ตอนนี้ปุณณกันต์เองก็ผละออกจากพี่ชาย แล้วเดินมาเกาะแขนหนาอีกข้างของคามินแล้วเช่นกัน

“พี่คราม... ปุณณ์ไม่ได้ไม่สนใจพี่ครามสักหน่อย” ปุณณกันต์พูดนิ่งๆ ตากลมโตที่ดูแล้วไม่ต่างจากน้องชายกำลังมองไปที่คามินอย่างออดอ้อนไม่ต่างจากปัณณธรเลย

ปราณันต์เห็นน้องชายฝาแฝดของตนกำลังง้อคามินแล้วอดแอบขำไม่ได้ โดยปกติแล้วเขารู้ดีว่าปุณณกันต์จะเป็นเด็กที่เก็บอารมณ์และความรู้สึกเก่งมาก แต่มาวันนี้เจ้าแฝดคนพี่กำลังแสดงท่าทีที่น้อยครั้งนักจะทำให้เห็น และมันช่างน่ารักเหลือเกินในสายตาของคนเป็นพี่แบบเขา ปัณณธรเองก็ด้วย แม้เจ้าหนูจะเป็นเด็กอารมณ์ดี ชอบพูดชอบคุยกับคนอื่น แต่เจ้าตัวน้อยคนน้องมักจะสนิทสนมกับคนยาก ถ้าไม่ใช่คนที่ปัณณธรวางใจ แฝดคนน้องจะไม่มีทางเข้าใกล้หรือให้สัมผัสตัวเด็ดขาด แต่มาวันนี้เจ้าตัวดีกลับเข้าไปฉอเลาะถูไถใบหน้าของตัวเองกับต้นแขนหนาของคามินเสียเอง เห็นแล้วช่างน่าจับมาตีก้นเสียจริง

และในขณะที่มองปราณันต์ก็ได้แต่คิดค่อนขอดคามินอย่างหมั่นไส้เล็กๆ


‘ใจคอจะทำให้คนครอบครัวผมหลงคุณกันทั้งบ้านเลยหรือไงนะ’


ปากอิ่มยื่นออกอย่างหมั่นไส้ปนเอ็นดู แม้จะฮึดฮัดกับท่าทีรักใคร่กันเหลือเกินระหว่างสามหนุ่มตรงหน้า แต่ปราณันต์ก็อดแอบอมยิ้มและปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพที่เขาเห็นช่างทำให้รู้สึกอิ่มเอมในหัวใจ จนรอยยิ้มบางๆ ไม่คลายไปจากมุมปากอิ่มไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว

“ตกลงจะรักแค่สามคนใช่ไหม พี่ปราณจะได้กลับบ้าน” พอเห็นท่าทางน่าหมั่นไส้ของทั้งสามคนแล้ว ปราณันต์ก็อดแกล้งกลับไม่ได้ เพราะพอได้เห็นหน้าตาเหรอหราของเด็กๆ แล้วมันก็น่าสนุกดีเหมือนกัน

“งื้อ ปัณณ์ไม่รู้จะทำยังไงแล้วอ่ะ” เจ้าฝาแฝดคนน้องถอยห่างออกจากคามิน ตัวป้อมๆ เล็กกำลังยืนอยู่ระหว่างกลางของผู้ใหญ่ขี้ใจน้อยทั้งสองคน มือเล็กๆ ถูกยกขึ้นมาเกาศีรษะตัวเองเบาๆ อย่างจนปัญญาเพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี

“นั่นสิ พอกอดพี่ปราณ พี่ครามก็เสียใจ พอกอดพี่คราม พี่ปราณก็เสียใจ ปุณณ์ก็ไม่รู้จะทำไงแล้วเหมือนกัน” ปากเล็กๆ ของปุณณกันต์บ่นขมุบขมิบไม่หยุด ฝาแฝดหนุ่มน้อยทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง คิ้วเรียวเล็กขมวดเป็นปมอย่างกับเครียดเรื่องหนักหนาสาหัสที่ใครก็ไม่มีวันเข้าใจ

ปุณณกันต์กับปัณณธรไม่อยากให้ใครเสียใจทั้งนั้นแหละ แต่พี่ครามกับพี่ปราณก็น่าจะเข้าใจเราสองคนบ้างสิ โผกอดคนนั้นที คนนี้ทีจนเหนื่อยไปหมดแล้ว

ผู้ใหญ่ขี้แกล้งทั้งสองคนเหลือบมองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างพยายามกลั้นขำเมื่อเห็นท่าทางของเด็กแฝดทั้งคู่ ปากอิ่มเล็กๆ ยื่นออกมาจนแทบติดจมูก ใบหน้าน่ารักงอง้ำอย่างไม่พออกไม่พอใจ สองตัวแสบดูเหมือนกำลังสื่อสารและเข้าใจกันผ่านทางสายตากลมโตที่จ้องมองกันและกันอยู่ ช่างน่ารักน่าเอ็นดู จนผู้ใหญ่นิสัยไม่ดีอดใจไม่ไหว ต้องจับเด็กทั้งสองมาฟัดให้หายมันเขี้ยว

คามินก้มลงโอบเอวปันณณธร แล้วยกเจ้าตัวน้อยลอยขึ้นจากพื้น เจ้าตัวแสบโวยวายเพราะตกใจในคราวแรก แต่พอหันมาเห็นว่าเป็นมือใหญ่ของพี่ครามที่กำลังโอบอุ้มตัวเองอยู่ ปากอิ่มน้อยๆ ก็ยิ้มคิกคักอย่างชอบใจ จนตากลมยิบหยีขึ้นเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว

“พี่ครามเอาสูงๆ ยกสูงๆ” เสียงใสๆ ร้องสั่งอย่างอารมณ์ดี ปากจิ้มลิ้มหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างมีความสุข ในขณะที่ปุณณกันต์เองกำลังมองงงๆ ไปที่น้องชายที่กำลังถูกอุ้มถูกโยนอยู่นั้น ตัวเขาเองก็โดนมือเล็กเกี่ยวเอวเข้าไปกอดจากด้านหลัง พอหันไปเห็นว่าเป็นพี่ปราณ ใบหน้าจิ้มลิ้มก็หันไปหาพร้อมหอมเข้าที่แก้มพี่ชายคนโตอย่างรวดเร็ว


ฟอด~


“ขี้โกงนี่นาปุณณ์ ทำไมไม่ให้พี่หอมปุณณ์ก่อนล่ะ หื้ม?” ปราณันต์ยิ้มพลางถามเจ้าตัวน้อยในอ้อมกอดด้วยน้ำเสียงรักใคร่เอ็นดู

“ปุณณ์อยากหอม พี่ปราณตัวหอม หอมพี่ปราณแล้วชื่นใจ” แฝดคนพี่ตอบอย่างเอาใจ ปราณันต์เองก็หัวเราะลั่นตอนที่ได้ยินคำตอบของน้องชาย เป็นเสียแบบนี้แล้วเขาจะไม่หลงเจ้าแฝดน้อยทั้งสองได้ยังไงกัน

ส่วนคามินเองก็มองมายังปุณณกันต์กับปราณันต์ที่กำลังนั่งกอดกันกลมอยู่ที่พื้นหญ้า โดยสะกิดปัณณธรให้หันไปมองยังสองคนข้างล่างด้วย ปากหยักกระซิบชิดริมหูของเจ้าเด็กน้อย แฝดคนน้องตั้งใจฟังพลางหัวเราะคิกคักเบาๆ อย่างชอบใจหลังได้ยินที่พี่ครามพูดจบ

พอตกลงกันเสร็จสรรพ คามินก็ปล่อยปัณณธรลงพื้นหญ้า แล้วอาศัยจังหวะที่ปราณันต์กับปุณณกันต์เผลอ ให้เจ้าแฝดคนน้องกระโดดไปเกาะหลังพี่ชายคนโตแน่น พลางจู่โจมจูบแก้มซ้าย แก้มขวาของปราณันต์ให้วุ่น ในขณะที่คนถูกรังแกแทนที่จะโกรธ แต่กลับหัวเราะเสียงใสด้วยความชอบใจ ปราณันต์พลิกตัวกลับแล้วอุ้มปัณณธรมานั่งบนตัก จากนั้นก็กอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างมันเขี้ยว ปุณณกันต์เองก็ร่วมด้วยช่วยกันแกล้งปัณณธรบ้าง หันกลับมาแกล้งพี่ปราณบ้าง สามคนพี่น้องเล่นกันอย่างสนุกสนาน โดยมีร่างสูงยืนมองอยู่ด้วยสายตานิ่งเฉย แต่มุมปากหยักกลับอมยิ้มบางๆ ยิ้มที่เจ้าตัวเองก็เหมือนจะไม่รู้ตัวว่ามันกำลังปรากฎอยู่ที่มุมปากหยักของตัวเอง

.

.

.

หลังจากที่ฟัดกันเล่นจนหนำใจแล้ว ทั้งสี่คนก็พากันอพยพไปขึ้นรถของคามินที่จอดอยู่หน้าโรงเรียน เจ้าตัวน้อยทั้งสองเดินไปกระโดดไปอย่างกับว่าตอนนี้กำลังมีความสุขมาก จนปราณันต์ต้องคอยปรามไม่ให้เด็กแฝดร่าเริงเกินเหตุ เพราะเดี๋ยวจะหกล้มหกลุกกันไปเสียก่อน

“เดินดีๆ สิครับปุณณ์ปัณณ์ เดี๋ยวล้มแล้วได้แผลมาจะทำยังไง”

มือเล็กๆ ของปราณันต์เอื้อมไปกุมมือน้อยๆ ของเด็กแฝดทั้งสองไว้คนละข้าง พอคามินหันมาเห็น จึงคว้าเอาตัวแฝดคนน้องมาอุ้มไว้ในอ้อมอก ก่อนจะเอ่ยปากอาสาอย่างเอื้อเฟื้อ

“ผมอุ้มปัณณ์ให้ครับ คุณปราณันต์จะได้ไม่ต้องพะวงทั้งสองคน”

“ขอบคุณครับ” ปราณันต์เอ่ยบอกคามิน ก่อนจะหันมามองปุณณกันต์แฝดคนพี่ที่ตอนนี้เขากำลังจูงอยู่

“ปุณณ์อยากให้พี่ปราณอุ้ม เหมือนที่พี่ครามอุ้มน้องไหมครับ”

ด้วยความที่กลัวน้องจะน้อยใจ ปราณันต์จึงต้องเอ่ยถามออกมาอย่างอ่อนโยน เพราะไม่อยากให้แฝดคนพี่คิดว่าตนเองได้รับในสิทธิพิเศษน้อยกว่าน้องคนเล็ก

“ไม่เป็นไรครับ ปุณณ์เดินจูงมือไปกับพี่ปราณได้ พี่ปราณตัวเล็ก อุ้มปุณณ์ไม่ไหวหรอก”

เจ้าตัวน้อยตอบออกมาอย่างฉะฉาน ไม่มีความน้อยใจหรืออิจฉาในน้ำเสียง มีแต่ความเข้าใจอย่างที่หาได้ยากเหลือเกินในเด็กวัยเดียวกัน

“ให้พี่ครามอุ้มพี่ปุณณ์บ้างก็ได้นะครับ เดี๋ยวปัณณ์ลงไปเดินกับพี่ปราณเอง”

ส่วนเจ้าตัวน้อยคนน้องก็ไม่น้อยหน้า ปัณณธรแสดงความมีน้ำใจและเอื้ออาทรรวมถึงเป็นห่วงเป็นใยให้กับพี่ชายทั้งสองของตนเองไม่ต่างกัน ซึ่งคำพูดน่ารักๆ ที่ออกมาจากปากจิ้มลิ้มนั้น เรียกเอารอยยิ้มจากผู้ใหญ่ที่เหลือทั้งสองได้เป็นอย่างดี

ปราณันต์ภูมิใจในตัวน้องทั้งสองมาก ที่นอกจากจะไม่เคยทะเลาะกันให้เขาต้องเหนื่อยใจแล้ว เด็กฝาแฝดคู่นี้ยังรักกันและกันมากเหลือเกิน ซึ่งทำให้เขาได้แต่คิดในใจ ต่อให้เขาต้องเจอโชคร้ายไม่ว่าจะอีกกี่ร้อยเรื่องในชีวิต แต่ขอแค่ให้เขาเจอเรื่องโชคดีเพียงเรื่องเดียวอย่างเช่นเรื่องแก้วตาดวงใจทั้งสองของเขานี้ ปราณันต์ก็คงไม่ต้องการเรื่องโชคดีอะไรอีกแล้ว

“พี่ปราณขอบคุณปัณณ์มากเลยนะครับ แต่ปัณณ์ให้พี่ครามอุ้มไปเถอะ อีกนิดเดียวก็ถึงรถแล้ว เดี๋ยวพี่ปราณจะจูงพี่ปุณณ์ไปเอง ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”

เจ้าแฝดคนเล็กพยักหน้ารับรู้อย่างแข็งขัน สี่คนเดินคุยหัวเราะเล่นกันจนไปถึงรถ และพอได้เห็นรถยนต์ปุณณกันต์ก็ร้องว้าวตาโตออกมาอย่างชอบใจ

“วันนี้ได้นั่งรถเก๋งด้วยหรอครับพี่ปราณ” แฝดคนพี่กระตุกมือพี่ชายถี่ๆ รัวๆ ด้วยเพราะทุกครั้งเวลาพาน้องไปไหนมาไหน ปราณันต์จะใช้รถโดยสารสาธารณะ เช่นรถประจำทางหรือรถไฟใต้ดินตลอด น้อยครั้งมากที่จะนั่งแท๊กซี่

เด็กๆ เองก็คงอยากจะนั่งรถสบายๆ ไม่ต้องเบียดกับคนอื่น ถ้าคราวไหนได้นั่งแท๊กซี่ไป วันนั้นน้องๆ ของเขาจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ แต่เอาเข้าจริงฝาแฝดก็ไม่เคยบ่นหรอกไม่ว่าเขาจะพานั่งรถอะไร ปราณันต์เลยคิดว่าเด็กๆ คงจะโอเคดีกับการนั่งรถสาธารณะ แต่พอวันนี้ได้เห็นอาการของปุณณกันต์ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าลึกๆ แล้วเด็กๆ ก็คงอยากเดินทางสะดวกบ้าง นั่นทำให้ตัวเขาเองรู้สึกผิดกับน้องชายฝาแฝดไม่น้อย

“ปุณณ์ ปัณณ์ ชอบนั่งรถเก๋งหรอครับ” ปราณันต์ค่อยๆ เอ่ยถามอย่างใจดี เพราะไม่อยากให้น้องรู้สึกว่าตนเองไปคาดคั้นอะไร

“ปุณณ์นั่งรถอะไรก็ได้ครับ แต่ปุณณ์ไม่อยากให้พี่ปราณลำบาก ถ้าได้นั่งรถสบายๆ แบบนี้พี่ปราณก็จะไม่เหนื่อยมากที่ต้องดูแลเราสองคน”

เด็กน้อยตอบอย่างไร้เดียงสา ทำเอาคนฟังอย่างพี่ชายอดน้ำตาคลอไม่ได้ น้องๆ ไม่ได้นึกถึงแค่ตัวเอง แต่เด็กๆ ยังคิดเป็นห่วงเขาเสมอไม่ต่างที่เขาเป็นห่วงเจ้าตัวน้อยทั้งสองเลย

คามินยืนฟังเงียบๆ โดยที่ไม่ได้ออกความเห็นอะไร เพราะไม่อยากให้ปราณันต์คิดว่าเขาล้ำเส้น ก่อนจะพาปัณณธรเข้าไปนั่งประจำที่ด้านเบาะหลัง ปราณันต์เองก็เช่นกัน เขาพาปุณณกันต์ไปนั่งอย่างเรียบร้อย ก่อนจะคาดเข็ดขัดให้เด็กๆ แล้วจากนั้นก็พาตัวเองเองมานั่งด้านหน้าคู่กับพี่ครามของฝาแฝดทั้งสอง

และก่อนจะออกรถ จู่ๆ คนที่ตัวโตที่สุดในรถก็เอ่ยขึ้น

“วันนี้เพื่อเป็นการฉลองที่พี่ครามได้มารับปุณณ์กับปัณณ์ที่โรงเรียนครั้งแรก เราจะไปทานไอศครีมกันดีไหมครับ”

“ดีครับดี เย่ๆ” ปัณณธรชูแขนอย่างชอบอกชอบใจเมื่อได้ยินว่าพี่ครามจะพาไปทานของโปรดที่นานๆ เขากับพี่ชายฝาแฝดจะได้ทานสักทีหนึ่ง

“แต่ผมว่า...” ปราณันต์กำลังจะพูดขัด เพราะลำพังแค่คามินพามารับฝาแฝด แล้วไหนจะพาไปส่งบ้านอีก เขาก็เกรงใจจะแย่แล้ว แต่นี่จะพาไปทานไอศครีมอีก มันน่าจะเป็นการรบกวนอีกฝ่ายมากเกินไป

แต่พอหันไปเห็นดวงตากลมโตสองคู่ที่กำลังมองมาที่เขาอย่างคาดหวังแล้ว เขาก็ต้องยั้งปากไว้ไม่ให้พูดออกไป เพราะตัวปราณันต์เองก็รู้ดีว่า ถึงแม้เขาจะปฎิเสธคามินและไม่พาฝาแฝดไป เด็กๆ ก็คงยอมและไม่งอแงหรอก แต่ด้วยความสงสารน้องก็ทำให้ปราณันต์ก็เกิดปากหนักขึ้นมา เพราะนี่มันก็นานมากแล้วเหมือนกันที่เขาไม่ได้พาเด็กๆ ไปทานไอศกรีม พอนึกได้แบบนั้นปราณันต์เลยได้พรูลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างยอมรับสภาพ

“ถ้าอย่างนั้น ผมรบกวนคุณหน่อยนะครับ ผมเองก็ไม่ได้พาน้องไปทานไอศครีมนานแล้ว เด็กๆ คงจะอยากทานไม่น้อย”

พอได้ยินว่าพี่ชายอนุญาต เด็กทั้งสองก็แปะมือกันอย่างยินดี ปราณันต์หันไปมองน้องๆ แล้วได้เห็นรอยยิ้มสดใสประดับอยู่บนใบหน้าน่ารักๆ นั่น ก็ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองคิดถูกแล้วที่ยอมให้เด็กๆ ได้ไปทานไอศครีม

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


ตอนนี้คามิน ปราณันต์ ปุณณกันต์แฝดคนพี่และปัณณธรแฝดคนน้อง นั่งอยู่ในร้านไอศครีมเล็กๆ ไม่ไกลจากอพาร์ทเม้นท์ของสามพี่น้องท่าไหร่นัก เด็กทั้งสองดูอารมณ์ดีมาก พูดคุยจ้อไม่หยุดโดยเฉพาะปัณณธรแฝดคนน้องกำลังเล่าให้ปราณันต์ฟังว่าวันที่ฉีดวัคซีนเกิดอะไรขึ้นบ้าง ปากอิ่มเล็กๆ เจื้อยแจ้วอย่างน่าเอ็นดู และก่อนที่ปัณณธรจะเล่าไปไกลกว่านี้ คามินต้องรีบเบรก เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าไม่ได้ทานไอศครีมกันไปเสียก่อน

“ปัณณ์ครับ หนูอยากทานไอศครีมรสอะไรครับ บอกพี่ครามก่อน เดี๋ยวค่อยเล่าต่อ” คามินถามขำๆ ตอนเห็นตากลมโตหันมาหาเขาอย่างยินดี พอรู้ว่าจะได้สั่งไอศครีมรสที่ตัวเองชอบ

“พี่ปุณณ์ๆ พี่ปุณณ์อยากกินไอติมรสอะไรหรอ บอกพี่ครามสิ เที่ยวนี้ปัณณ์ให้พี่ปุณณ์เลือก”

ฝาแฝดคนน้องรีบหันไปถามคนพี่ทันทีหลังจากที่พี่ครามอนุญาตให้สั่งไอศครีมรสที่ชอบได้ เป็นผลให้คามินต้องขมวดคิ้วงงๆ ว่าทำไมปัณณธรต้องไปถามปุณณกันต์แบบนั้นด้วย

“ปัณณ์ไปถามปุณณ์ทำไมล่ะครับ” คามินพูดย้ำกับเจ้าตัวน้อยอีกครั้ง “ปัณณ์อยากทานรสไหนก็สั่งเลย ปุณณ์ก็เหมือนกันนะ อยากทานรสไหนก็สั่งได้เลย พี่ครามจะสั่งให้คนละถ้วย”

ตากลมโตของฝาแฝดที่โตอยู่แล้วกลับเบิกกว้างขึ้นอีกเมื่อรู้ว่าจะได้ทานไอศครีมแยกกันคนละถ้วย

“เราสั่งแยกรสกันได้หรอครับพี่คราม” ปุณณกันต์ถามออกมาอย่างแปลกใจปนดีใจเล็กๆ ทำเอาคามินงุนงงไม่น้อย

“แล้วปกติไม่ได้สั่งแยกกันหรอครับ” พี่ครามของเด็กๆ ถามออกไปอย่างงงๆ ปราณันต์เองเลยต้องเป็นคนตอบแทนเด็กๆ ตอบด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ กับเหตุการณ์ที่เขาเองเข้าใจเป็นอย่างดี

“ปกติเวลาไปทานไอศครีม ปุณณ์กับปัณณ์จะสั่งแล้วทานด้วยกันครับ”

คามินชะงักไป เมื่อได้ฟังปราณันต์พูด เพียงได้ยินเท่านี้เขาก็พอจะเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้แล้ว

“ผม... ต้องใช้เงินอย่างประหยัดน่ะครับ บางทีก็สงสารน้องที่ต้องมานั่งแบ่งไอศครีมถ้วยเดียวกันทาน แต่ทำไงได้ล่ะครับ ผมเองก็จนใจ”

ปราณันต์ยิ้มเศร้าๆ พลางยื่นมือเล็กไปลูบศีรษะทุยๆ ของปุณณกันต์และปัณณธรเหมือนต้องการจะขอโทษ และพอคามินมองเห็นความอึดอัดที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับปราณันต์แล้ว คามินจึงเลือกที่จะคลี่คลายบรรยากาศให้ดีขึ้นแทน

“งั้น... วันนี้สั่งคนละรสได้เลยนะครับเด็กๆ” คามินพูดพลางยิ้มโชว์เขี้ยวทั้งสองข้าง “พี่ครามจะให้เป็นรางวัลที่ปุณณ์ทำให้ปัณณ์ยอมฉีดยาได้โดยไม่งอแง แล้วอีกถ้วยก็ให้ปัณณ์เป็นรางวัลที่กล้าหาญ ยอมฉีดยาถึงแม้ว่าจะกลัว”

ปราณันต์เองพอได้ยินแบบนั้นก็หันมายิ้มบางๆ ให้คามินอย่างรู้สึกขอบคุณในใจ เขารู้สึกซาบซึ้งไม่น้อยกับการกระทำของคามิน คามินไม่ได้แสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจเขาเสียจนเกินกว่าเหตุ เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ปราณันต์สมเพชตัวเอง แต่คามินเลือกที่จะเปลี่ยนความน่าอึดอัดนี้ให้เป็นการให้รางวัลแก่สองฝาแฝดแทน

“ปุณณ์เอารสช็อคโกแลตครับ!”

“ปัณณ์เอารสสตรอว์เบอร์รี่ครับ!”

ฝาแฝดทั้งสองตอบเสียงดังฟังชัด มือน้อยๆ ของเด็กทั้งสองจับช้อนตักไอศครีมไว้แน่น ด้วยท่าทางที่พร้อมจะรับประทานแล้วนับตั้งแต่วินาทีนี้

“แล้วพี่ชายของปุณณ์กับปัณณ์ทานไอศครีมรสอะไรดีครับ” คามินถามยิ้มๆ ล้อๆ ปราณันต์จึงยิ้มตอบให้คามินอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะตอบเสียงใส

“ของผมก็เอารสสตรอว์เบอร์รี่ครับ”

พอได้เมนูครบคามินก็หันไปสั่งกับพนักงานเสิร์ฟ และทันทีที่ไอศครีมถูกยกมาวางที่โต๊ะ เด็กน้อยฝาแฝดทั้งสองก็ลงมือทานอย่างเรียบร้อยน่ารัก มีตักแบ่งไอศรีมให้กันบ้าง มีพูดคุยหยอกล้อเล่นกันบ้าง มองแล้วช่างน่าเอ็นดู

“ปัณณ์ทานดีๆ สิครับ ปากหนูเลอะหมดแล้ว” ปราณันต์เอื้อมมือที่ถือกระดาษชำระไว้ ไปเช็ดปากเล็กๆ ของน้องชาย เพื่อทำความสะอาด

และเมื่อคามินเงยหน้าขึ้นไปก็ได้เห็นริมฝีปากอิ่มสีแดงสดของปราณันต์ก็กำลังเลอะไม่ต่างจากน้องชายสักนิด นั่นทำให้เขาเผลอหลุดหัวเราะออกมาทันที ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับปราณันต์ไม่น้อย และพอผ่านไปไม่ถึงอึดใจ ความสงสัยของปราณันต์ก็ได้รับคำตอบ เมื่อมือใหญ่ของคามินค่อยๆ เลื่อนมาปาดไอศกรีมจุดเล็กๆ ที่มุมปากของเขาออกเบาๆ ทำเอาคนที่ถูกดูแลถึงกับหน้าแดงและเขินอย่างควบคุมไม่อยู่ และที่หนักไปกว่านั้น แทนที่คามินจะเช็ดทำความสะอาดเอาไอศครีมที่เลอะมือออก คามินกลับส่งนิ้วมือข้างที่เลอะนั้นเข้าปากแทน ทำเอาปราณันต์เขินจนใจเต้นแรงแทบหลุดออกมาจากอก สุดท้ายจึงต้องรีบทานรีบอิ่ม เพื่อหลีกให้พ้นกับสถานการณ์ที่น่าอายนี้แทน

.

.

.

และหลังจากทานไอศครีมอิ่มหนำกันเรียบร้อย คามินก็อุ้มแฝดคนน้องที่ตอนนี้กำลังคึกคักหลังจากได้ทานของโปรดเข้าไป

“ไปไหนต่อดีครับพี่คราม?” ขณะที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถที่จอดอยู่ ปัณณธรก็ถามอย่างออดอ้อนเพราะเจ้าตัวเล็กรู้ดีว่าพี่ครามจะตามใจตนมากกว่าพี่ปราณเป็นแน่

“อืม... สงสัยต้องได้เวลากลับบ้านแล้วแหละครับ” คามินตอบยิ้มๆ เพราะต้องการลองเชิงเจ้าเด็กน้อย

“งื้อ ปัณณ์ยังไม่อยากกลับเลยอ่ะ” เจ้าแฝดคนน้องแสนฉลาด หันไปหาแฝดคนพี่เพื่อหาพรรคพวกสนับสนุนความคิดของตัวเอง “พี่ปุณณ์ๆ พี่ปุณณ์อยากกลับบ้านรึยังอ่า?”

ปราณันต์แอบยิ้มขำตอนเห็นท่าทางของฝาแฝด หน้าปุณณกันต์นี่ดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่ายังไม่อยากกลับเหมือนกับน้อง แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ใช่คนช่างพูดอะไรมาก ก็เลยยังไม่กล้าโวยวายเหมือนปัณณธร แต่ก็คงเป็นอย่างที่คนอื่นว่า ฝาแฝดมักจะรู้ใจกันดีกว่าใคร ปัณณธรน้อยจึงตะโกนลั่น พูดเองเสร็จสรรพว่าแฝดคนพี่คิดเหมือนตน

“พี่ปุณณ์ก็ยังไม่อยากกลับนะพี่คราม ปัณณ์รู้แต่พี่ปุณณ์ไม่พูดหรอก”

ตอนนี้ไม่ใช่แค่ปราณันต์แล้วที่กำลังกลั้นหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย คามินเองก็ไม่ต่าง รายนั้นไม่ได้พยายามจะกลั้นขำแต่อย่างใด เขาหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ พลางใช้จมูกโด่งซุกไซ้ไปที่แก้มนิ่มของเจ้าตัวน้อยทันทีที่ได้ยินถ้อยคำฉอเลาะเหล่านั้น

“ฮ่าๆ พูดเก่งจังนะเรา” คามินยังคงยิ้มและหอมแก้มซ้ายขวาของปัณณธรไม่หยุด “ถ้ายังไม่อยากกลับแล้วปัณณ์อยากไปไหนครับ นี่ก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย”

พี่ครามของเด็กๆ แกล้งถาม ทำเอาใบหน้าน่ารักๆ นั่นยู่ไปยู่มาอย่างพยายามใช้ความคิด

จริงๆ แล้วปัณณธรก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองอยากไปไหนเป็นพิเศษรึป่าว แต่ที่รู้คือปัณณธรยังไม่อยากกลับบ้าน นานๆ จะได้ออกมาเที่ยวสักที เลยอยากออกไปนู่นไปนี่ให้นานขึ้นหน่อย

“ไม่รู้สิครับ แต่นานๆ จะได้ไปเที่ยวสักที ปัณณ์เลยยังไม่อยากกลับบ้าน”

เจ้าตัวแสบพูดเสียงเศร้า ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสองขำไม่ออก โดยเฉพาะคนเป็นพี่อย่างปราณันต์ที่เงียบไปทันทีหลังจากได้ยินน้องชายพูดจบ

ปราณันต์ไม่โทษน้องเลยสักนิดที่มีความคิดแบบนั้น เด็กยังไงก็ยังคงเป็นเด็กวันยังค่ำ เจ้าตัวน้อยก็คงอยากมีช่วงเวลาสนุกสนานเหมือนเด็กคนอื่นทั่วๆ ไป แต่มันผิดที่เขาเองที่ไม่มีทั้งเวลา และไม่มีทั้งเงินมากมายที่จะพอฟุ่มเฟือยพาน้องไปนู่นมานี่ได้บ่อยๆ เท่าที่ทำได้ก็คือนานๆ ครั้งจะพาฝาแฝดทั้งสองออกไปเที่ยว ไปกินขนม ไปเปิดหูเปิดตาสักครั้ง เพราะฉะนั้นมันก็คงไม่แปลกที่พอได้ออกมาเที่ยวข้างนอกแล้ว ปุณณกันต์กับปัณณธรจะติดใจจนอยากจะดึงเวลาไว้นานๆ แบบนี้

และในขณะที่ปราณันต์กำลังอึกอัก และพูดไม่ออกอยู่นั้น คามินที่เข้าใจในสถานการณ์ของทุกฝ่ายดีกว่าใครทั้งหมด ก็ปล่อยปัณณธรน้อยที่เขาอุ้มอยู่ให้ยืนลงบนพื้น ก่อนที่ตัวเองย่อตัวลงให้ความสูงเทียบเท่ากับเจ้าตัวแสบ จากนั้นก็จับใบหน้าน้อยๆ นั่นให้หันมาทางตน

“เอางี้ดีไหมครับปัณณ์ พรุ่งนี้วันเสาร์เราไปเที่ยวกัน ไปกันสี่คนเลย พี่ครามจะไปรับแต่เช้า โอเคไหม”

ปัณณธรเบิกตากว้างขึ้นด้วยความดีใจ เจ้าฝาแฝดคนน้องผละออกจากพี่ครามแล้ววิ่งไปหาแฝดคนพี่ที่ปราณันต์จับจูงไว้อยู่ ก่อนที่จะเขย่าแขนปุณณกันต์อย่างยินดีที่ได้ยินว่าพรุ่งนี้จะได้ออกมาเที่ยวอีกครั้ง

“พี่ปุณณ์ๆ พี่ปุณณ์ได้ยินที่พี่ครามพูดไหม” ปุณณกันต์ยิ้มให้ฝาแฝดตัวเอง ที่ตอนนี้กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากได้ยินว่าจะได้ไปเที่ยวในวันพรุ่งนี้

“อื้อ ได้ยินแล้ว” ปุณณกันต์พยักหน้ารับ ก่อนที่ปัณณธรจะวิ่งตัวปลิวมาจับมืออีกข้างของปราณันต์ แล้วพูดน้ำเสียงออดอ้อนใส่พี่ชายคนโต

“พี่ปราณๆ พรุ่งนี้ไปเที่ยวกันนะ เดี๋ยวปัณณ์จะเป็นคนดูแลพี่ปราณเอง พี่ปราณไม่ต้องทำอะไรเลย ให้พี่ปราณพักผ่อน ปัณณ์กับพี่ปุณณ์จะทำให้” ปราณันต์ขมวดคิ้วน้อยๆ ด้วยความแปลกใจปนไม่เข้าใจในสิ่งที่เจ้าตัวน้อยพูด

“ทำไมล่ะครับ หื้ม?”

“ก็...” ปัณณธรทำท่าคิดนิดนึง ก่อนจะตอบออกมาอย่างชาญฉลาด “พี่ปราณต้องทำงานหนักทุกวันเลย ปัณณ์อยากให้พี่ปราณได้เที่ยว พี่ปราณจะได้ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเหนื่อย ให้เราสองคนเป็นดูแลพี่ปราณแทน เนาะๆ พี่ปุณณ์เนาะ”

แฝดคนพี่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน และด้วยคำพูดบวกกับท่าทางเอาจริงเอาจังของเด็กทั้งสอง ทำเอาน้ำตาของพี่ชายคนโตตีตื้นขึ้นมาคลอหน่วย เขาเข้าใจผิดไป ดันคิดว่าเจ้าตัวน้อยอยากออกไปเที่ยวเพราะอยากจะสนุกสนานเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ที่พวกเด็กๆ อยากออกไปเที่ยว กลับเป็นเพราะต้องการให้เขาได้พักผ่อน ได้ปล่อยวางจากงานหนักมากกว่า

พอคิดได้แบบนั้นปราณันต์ก็รวบเด็กทั้งสองเข้ามาในอ้อมกอด เขาจูบที่ขมับน้อยๆ ของเด็กฝาแฝดอย่างสุดรัก ฝาแฝดที่เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของเขา ยิ่งได้ยินแบบนั้น ยิ่งทำให้ปราณันต์คิดว่าตัวเองคิดไม่ผิด ว่าเด็กแฝดคือเรื่องโชคดีเรื่องเดียวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา ช่างเป็นของขวัญที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกจริงๆ

คามินมองภาพตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความรักของสามคนพี่น้องช่างสวยงามและดูมีค่ายิ่งกว่าเงินหลายหมื่นล้านแสนล้านที่เขาครอบครองและมีอยู่ เขาอดอิจฉาความรักและความเอาใจใส่ที่ทั้งสามมีให้กันและกันไม่ได้ แม้ฝาแฝดจะยังเด็กแต่ก็รู้ความและรู้จักเป็นห่วงเป็นใยพี่ชายตัวเอง ปราณันต์เองก็เหมือนกัน ถึงแม้จะผ่านอะไรมามาก ปราณันต์ก็ยังคงเข้มแข็งและอดทนอย่างกล้าหาญ เป็นผู้ชายตัวเล็กๆ ที่พร้อมจะปกป้องและกางปีกโอบอุ้มเด็กฝาแฝดทุกลมหายใจ ความรักที่ครอบครัวนี้มีให้กัน สามารถทำให้คนที่หัวใจเย็นชาอย่างเขา ซาบซึ้งและอดละอายใจกับเรื่องที่ตัวเองกำลังทำกับพี่ชายคนโตของครอบครัวนี้ไม่ได้

หลังจากที่แสดงความรักให้กันเรียบร้อย ปราณันต์ก็หันมาหาคามินที่ตอนนี้กำลังยืนนิ่งเหมือนคนที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง ปราณันต์กระซิบเรียกคามินเบาๆ จนอีกฝ่ายได้สติ

“ว่าไงครับคุณปราณันต์”

“ผม.. ขอบคุณคุณมากนะครับ” ปราณันต์ยิ้มตาหยี พร้อมกับกล่าวขอบคุณผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ตรงหน้าอย่างซาบซึ้งน้ำใจ

“ผมยังไม่ทันทำอะไรเลย ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ” คามินพูดถ่อมตัว แม้จะรู้ดีว่าปราณันต์พูดขอบคุณเขาเรื่องอะไร แต่เอาเข้าจริงเขาก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ นั่นแหละ ทั้งหมดเป็นความฉลาดและน่ารักของฝาแฝดทั้งสองทั้งนั้น ข้อนี้เป็นสิ่งที่คามินปฏิเสธไม่ได้จริงๆ

“นั่นแหละครับ ยังไงผมก็ต้องขอบคุณคุณ” แววตาคมมองสบไปที่แววตากลมโตนิ่ง ประกายตาสดใสของปราณันต์ไหววูบเมื่อมองเห็นความจริงจังจากสายคมแสนมีเสน่ห์คู่นั้น ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าในใจของปราณันต์นั้นอ่อนลงมากเพียงใด ปราการของกำแพงที่ตั้งไว้ ตอนนี้โงนเงนแทบไม่เหลือท่า คามินกำลังเข้ามาช่วงชิงพื้นที่ในหัวใจดวงน้อยๆ ของปราณันต์จนแทบจะไม่เหลือเค้าเดิม

.

.

.

พอเข้ามานั่งในรถเรียบร้อย และเตรียมจะออกเดินทางกลับอพาร์ทเม้นท์ปราณันต์นั้น คามิน ท่านประธานใหญ่ก็เกิดได้ไอเดียดีๆ อะไรบางอย่างขึ้นมา ความคิดนี้เขามั่นใจว่านอกจากจะซื้อใจดวงน้อยๆ ของปราณันต์ได้แล้ว ยังทำให้เขาสามารถถ่วงเวลาอยู่กับอีกฝ่ายได้อีกสักพักใหญ่ทีเดียว

“คุณปราณันต์ครับ ผมคิดว่าเราเอางี้ดีไหมครับ” คนถูกเรียกหันมามองจิ่งอวี๋ช้าๆ พร้อมๆ กับที่ดวงตากลมโตเพ่งไปที่ใบหน้าคมคายอย่างกำลังตั้งใจฟัง

“มีอะไรหรอครับ”

“พรุ่งนี้เราอย่าไปทานอาหารในร้านอาหารกันเลยครับ” คามินพูดยิ้มๆ แต่คนฟังอย่างปราณันต์กลับไม่ยิ้มด้วย ไหนว่าจะให้เขาเลี้ยงไง ทำไมทำท่าเหมือนกับจะปฏิเสธกันอีกแล้ว กี่ครั้งกี่หนแล้วที่คามินหลบเลี่ยง เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้จะดูถูกเขาหรอก แต่สัญญาต้องเป็นสัญญา เขาไม่ได้ยากจนจนถึงขั้นไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่าอาหารสักมื้อให้กับคนที่ช่วยเหลือเขามาตลอดสักหน่อย

ปราณันต์ได้แต่คิดอย่างหงุดหงิดในใจ ทำไมต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้กับคนที่เขากำลังรู้สึกดีๆ ด้วยนะ

“เอาอีกแล้วนะครับ คุณกำลังดูถูกผมนะ” ปากอิ่มสีสดร้อง ‘ชิ’ ออกมาเบาๆ ก่อนจะยื่นออกอย่างกับต้องการแสดงออกว่าตนไม่พอใจ

“ฮ่าๆ” คามินหัวเราะอย่างขบขัน เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นของปราณันต์ “อย่าเพิ่งเข้าใจผิดครับ ยังไงคุณก็ต้องเลี้ยงผมแน่ๆ ผมไม่ยอมปล่อยคุณไปหรอก”

แค่นั้นก็ทำให้ปราณันต์ยิ้มออก สิ่งเดียวที่เขาไม่ชอบคือการที่ทุกคนมาทำท่าเห็นอกเห็นใจเขาเกินไป เขาไม่ได้สิ้นไร้ขนาดนั้น สิ่งที่ปราณันต์ต้องการคือการใช้ชีวิตปกติ ช่วยเหลือเขาได้ แต่เอาเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องถึงขั้นกับโอบอุ้มกันมากเกินไป

“อ่าว แล้วที่คุณบอกว่าไม่ต้องไปทานข้าวที่ร้านอาหารแล้ว มันหมายความว่ายังไงหรอครับ”

“ตอบคำถามผมก่อน คุณพอทำอาหารเป็นไหม” คามินตอบคำถามปราณันต์กลับด้วยคำถาม ทำเอาอีกฝ่ายงุนงงไม่น้อย

“เป็นครับ ทำไมหรอ ปกติผมก็ทำให้ฝาแฝดทานประจำอยู่แล้ว”

“ถ้างั้น เราเปลี่ยนแผนกันดีกว่าครับ” คามินส่งยิ้มวาบวับอย่างเจ้าเล่ห์มาให้ ปราณันต์ได้แต่เกาศีรษะงงๆ เพราะไม่รู้ว่าคามินต้องการอะไร

.

.

.

ตอนนี้ทั้งสี่คนได้มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดัง ปุณณกันต์กับปัณณธรดี๊ด๊าหนักกว่าเก่าเมื่อรู้ว่าจะได้มาเดินช็อปปิ้งต่อ ยังไม่ต้องกลับเข้าอพาร์ทเม้นท์ และจะว่าไปอารมณ์ดีๆ ของพี่ชายคนโตก็คงไม่ต่างจากน้องๆ เท่าไหร่ เพราะตอนนี้ปากอิ่มๆ ของปราณันต์เหมือนจะมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ตลอด เมื่อหวนคิดถึงบทสนทนาบนรถที่ได้คุยกับคามินก่อนที่จะมาที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้

เปลี่ยนแผน เปลี่ยนเป็นอะไรหรอครับ?’ ปราณันต์ถามอย่างงงๆ ปนสงสัย

‘พรุ่งนี้เราเปลี่ยนจากทานในร้านอาหารแคบๆ น่าเบื่อๆ เป็นไปปิคนิคที่สวนสาธารณะกันดีไหมครับ’ คามินเสนอความคิดที่ปราณันต์ฟังแล้วรู้สึกคล้อยตามอย่างมาก

‘ฝาแฝดจะได้ไปวิ่งเล่น ไปปั่นจักรยานเล่นด้วย ผมว่าน่าสนุกดีออก’

คามินเสนอไอเดียที่ปราณันต์เองต้องยอมรับว่าน่าสนใจมาก และเขาก็รู้ดีว่านอกเหนือจากเหตุผลที่คามินบอกมาแล้ว มันยังมีมากกว่านั้น คือคามินอยากจะช่วยเขาเรื่องประหยัดค่าใช้จ่าย ถ้าต้องกระเตงๆ กันไปทานในร้านอาหารสี่คน ราคาต้องไม่น้อยแน่ แต่ถ้าเลือกที่จะทำอาหารเอง เราก็แค่ซื้อวัตถุดิบเพิ่มไม่กี่อย่าง แถมปริมาณอาหารที่ได้ก็จะมากกว่า แล้วใช้เงินน้อยกว่าเยอะด้วย

แต่การที่จะหักหน้าปราณันต์โดยบอกว่าไม่ให้เลี้ยงอีก คงจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะคามินเองก็เลี่ยงมาหลายครั้งแล้ว เพราะฉะนั้นทางออกนี้คงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ได้ทั้งการรักษาน้ำใจปราณันต์ อีกยังช่วยไม่ให้ปราณันต์ต้องใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นด้วย

ปราณันต์แอบอมยิ้มกับความเจ้าเล่ห์แสนฉลาดของคามิน เขาเองก็รู้สึกขอบคุณคามินอยู่ลึกๆ ที่เสนอทางเลือกนี้ขึ้นมา และด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล ก็ทำให้ปราณันต์ไม่เห็นว่าจะต้องปฎิเสธ ในที่สุดจึงตอบตกลงไป

‘โอเค เอางั้นก็ได้ครับ’


และนี่ก็คือสาเหตุว่าทำไมทั้งสี่คนถึงได้มาแวะที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ นั่นก็เพราะว่าปราณันต์จำเป็นต้องหาซื้อวัตถุดิบเพิ่มหลายอย่างเพื่อนำไปทำอาหารที่จะไปปิคนิคกันในวันรุ่งขึ้น ซึ่งถ้าคำนวณแล้วน่าจะถูกและคุ้มค่ากว่าไปทานที่ร้านอาหาร แถมยังเลือกเมนูที่อยากทานได้หลากหลายอีกด้วย

“คุณอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมครับ” ปราณันต์ถามขึ้นในขณะที่คามินกำลังเข็นรถเข็นเดินตามเขาอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยมีปัณณธรนั่งอยู่ตรงที่พักด้านหน้ารถเข็น ส่วนปุณณกันต์ก็กำลังจับราวรถเข็น เพื่อช่วยพี่ครามไถรถไปข้างหน้าอย่างสนุกสนาน

“อะไรก็ได้ครับ ผมทานได้หมด แต่คิดว่าทำอาหารที่ฝาแฝดชอบจะดีกว่า” คามินตอบคำถามพลางยิ้มแย้มให้ปราณันต์อย่างน่ามอง ก่อนที่ร่างสูงจะทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ “อ้อ! แต่ขอให้ทำเยอะหน่อยนะครับ พอดีผมทานจุ ฮ่าๆๆ”

ปราณันต์เองพอได้ยินแบบนั้นก็อดขำขึ้นมาไม่ได้เหมือนกัน

จากนั้นทั้งสี่คนก็พากันช็อปนู่นซื้อนี่ โดยมีปุณณกันต์กับปัณณธรเป็นกระบอกเสียงตะโกนว่าตัวเองอยากทานอะไร และมีผู้ใหญ่ทั้งสองคอยตามใจ เลือกหยิบวัตถุดิบที่จะนำมาประกอบอาหารให้เจ้าตัวเล็กในวันพรุ่งนี้อย่างไม่อิดออด แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ใช้ร่วมกัน แต่ปราณันต์กลับคิดว่ามันช่างวิเศษเหลือเกิน

ไม่ว่าเขาจะก้าวย่างไปทางไหน คามินจะคอยดูแลและเป็นห่วงเป็นใยเสมอ คอยถามคอยเอาใจใส่ ของชิ้นไหนหยิบไม่ถึง ร่างสูงก็จะเอื้อมหยิบให้ ไหนจะช่วยดูแลเจ้าฝาแฝดน้อยทั้งสองที่วิ่งไปทางนู้นที ทางนั้นที ด้วยเพราะอารมณ์ดีจากการที่ได้ออกมาข้างนอกซึ่งไม่บ่อยนักที่เด็กๆ จะได้เที่ยวเล่นแบบนี้ ปราณันต์รู้สึกว่าทุกอย่างมันบางเบาลงเมื่อมีคามินเข้ามาในชีวิต คามินช่วยเหลือเขาทุกอย่าง ทำให้เขารู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีคนเข้ามาคอยห่วงใยครอบครัวเขาเพิ่มขึ้นอีกคน นอกเหนือจากอนาวินที่เป็นเพียงเพื่อนรักคนเดียวของเขาเอง

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


หลังจากซื้อของครบเรียบร้อย ทั้งสี่ก็เตรียมขับรถกลับอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งขณะนี้ก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว และดูเหมือนกับว่าเจ้าตัวแสบทั้งสองจะหมดแรงจนหลับทับกันไปกันมาอยู่ที่เบาะรถด้านหลัง และถึงแม้ว่าจะกำลังนอน ฝาแฝดน้อยทั้งสองก็ยังมีรอยยิ้มประดับอยู่ที่ริมฝีปาก ปราณันต์หันไปมองเห็นใบหน้าที่มีความสุขแม้แต่ยามหลับใหลของแฝดทั้งสองแล้วก็อดดีใจไม่ได้ นานแค่ไหนแล้วที่เด็กๆ ไม่ได้ดูมีความสุขและสนุกสนานแบบนี้

ปราณันต์หันมามองคนข้างตัวที่กำลังขับรถอยู่อย่างรู้สึกขอบคุณ เขามองใบหน้าด้านข้างที่แสนหล่อเหลานิ่ง คามินเองก็เหมือนจะรู้ตัว เพราะตอนนี้มุมปากหยักกำลังยกยิ้มโชว์เขี้ยวอย่างชอบใจ

“จ้องกันขนาดนี้ แปลว่าตกหลุมรักผมแล้วใช่ไหมครับ” คามินแกล้งแซวปราณันต์ทีเล่นทีจริง โดยที่สายตาคมยังไม่ได้ละออกมาจากการมองถนนเลย

ปราณันต์สะดุ้งโหย่งไม่คิดว่าคามินจะรู้ตัวว่าถูกเขาแอบมองอยู่ ใบหน้าขาวนวลขึ้นสีแดงระเรื่อ ขนาดที่ว่าอยู่ในที่มืดก็ยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

“เปล่ามองคุณสักหน่อย ผมมองข้างทางต่างหาก” ปากอิ่มบ่นอุบขมุบขมิบ มือเล็กๆ เกาแก้มเกาคอให้วุ่นวายไปหมด และท่าทางน่าเอ็นดูแบบนั้นยิ่งทำให้คามินรู้สึกอยากฟัดเข้าไปใหญ่ พี่ชายคนโตแทบไม่ได้ต่างอะไรกับน้องฝาแฝดคนเล็กเลยแม้แต่นิด

ระหว่างทางคามินก็ขับรถไปเรื่อยๆ โดยมีปราณันต์นั่งเงียบๆ เป็นเพื่อนไปตลอดทาง แม้ว่าระหว่างคนทั้งสองจะไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกัน แต่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ดีว่าในบรรยากาศเงียบๆ นั้น ความเข้าใจและความรู้สึกดีๆ ต่อกัน กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ แม้ว่าทั้งสองจะเพิ่งจะรู้จักได้ไม่นานก็ตาม

.

.

.

ไม่นานต่อมา คามินก็ขับรถมาจอดที่หน้าอพาร์ทเม้นท์ของปราณันต์ในที่สุด เจ้าตัวแสบทั้งสองยังคงหลับปุ๋ย ตอนแรกกะว่าจะอุ้มเด็กๆ ขึ้นห้องทั้งๆ ที่หลับไปแบบนี้เลย แต่มาคิดอีกที เจ้าตัวน้อยทั้งสองยังไม่ได้อาบน้ำอาบท่าเลย ยังไงก็คงต้องปลุกให้ตื่นอยู่ดี เลยตัดสินใจให้ตื่นตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า ไม่อยากไปปลุกข้างบน เดี๋ยวจะพาลงอแงเอา

“ปุณณ์ครับ ปัณณ์ครับ ตื่นเร็ว ถึงบ้านแล้วนะ”

เด็กน้อยทั้งสองค่อยๆ ขยับตัวอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา มือเล็กๆ ของเด็กทั้งสองขยี้หู ขยี้ตาตัวเองให้วุ่น ผมของเจ้าตัวน้อยทั้งสองตั้งชี้โด่ชี้เด่ไม่เป็นทรง จนคนเป็นพี่เห็นแล้วอดขำไม่ได้ ต้องยื่นมือของตัวเองไปลูบศีรษะเล็กๆ กลมๆ ทั้งสอง เพื่อจัดทรงผมของฝาแฝดให้เข้าที่

“งื้อพี่ปราณ อุ้มหน่อย” ปัณณธรอ้อนพี่ชาย น่าจะเป็นงอแงเพราะง่วงด้วยส่วนหนึ่ง

ปราณันต์จึงค่อยๆ แงะเจ้าแฝดคนน้องออกจากเบาะด้านหลังรถแล้วอุ้มขึ้นมากอดพาดไหล่ ปัณณธรซบไหล่พี่ชายตัวเองอย่างออดอ้อน เจ้าตัวน้อยยังคงสะลึมสะลืออยู่เลยไม่อยากลงเดินเอง

ส่วนปุณณกันต์ คามินเองก็ช่วยอุ้มออกมาแล้วเช่นกัน แฝดตัวน้อยทั้งสองซบอยู่บนบ่าของพี่ชายทั้งสองนิ่ง คามินจึงอาสาจะไปส่งฝาแฝดและปราณันต์ให้ถึงห้อง

“ผมว่าผมขึ้นไปส่งดีกว่า คุณปราณันต์คนเดียวคงไม่ไหวแน่”

ปราณันต์เองก็ละล้าละลังลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่เพราะไม่อยากให้น้องต้องงอแงไปมากกว่านี้ เลยตัดสินใจตกลงตามข้อเสนอของคามิน

“ได้ครับ ทางนี้เลย”

ปราณันต์เดินนำคามินพาขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนสุดของตึก แล้วตรงดิ่งไปที่ห้องพักของครอบครัวที่อยู่เกือบสุดทางเดิน

หลังจากเข้ามาในห้องเรียบร้อย คามินกับปราณันต์ก็จัดการพาฝาแฝดไปที่เตียงนอน แต่กลายเป็นว่าตอนนี้หนึ่งในสองหนุ่มน้อยกลับตื่นเต็มตาขึ้นมาเสียอย่างนั้น ส่วนอีกหนึ่งหนุ่มนั้นหลับนิ่งไม่ไหวติง ท่าทางจะปลุกให้ตื่นยาก

“พี่ครามจะกลับแล้วหรอครับ” ปุณณกันต์หนึ่งหนุ่มที่ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตา ถามขึ้นตอนเห็นคามินกำลังจะเดินหมุนตัวออกจากห้อง

“ครับ พี่ครามจะกลับแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะมารับแต่เช้านะครับ”

ฝาแฝดคนพี่จึงลุกจากเตียงเล้วเดินไปหาร่างสูง พลางกางแขนออกเพื่อขอให้คามินอุ้มอีกรอบ

คามินเลยเดินวกกลับไปที่เตียงอีกครั้ง ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าเจ้าตัวน้อยต้องการอะไร แต่ก็ยอมอุ้มปุณณกันต์ขึ้นมา พอใบหน้าเสมอกันเจ้าตัวน้อยคนพี่ก็ฉกริมฝีปากเล็กๆ ของตัวเองลงบนปากหยักของคามิน ก่อนจะกล่าวอย่างไร้เดียงสา

“กู๊ดไนท์คิสครับ ฝันดีนะครับพี่คราม” คามินที่ตกใจในคราวแรกก็แย้มยิ้มออกมาอย่างชอบใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วจึงกระซิบลงบนใบหูนิ่มของเจ้าแฝดคนพี่

ปุณณกันต์หัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ ก่อนจะลงจากอ้อมกอดของพี่คราม แล้วเดินไปหาพี่ปราณที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะกางแขนขอให้ปราณันต์อุ้มเช่นกัน

ปราณันต์อุ้มปุณณกันต์ขึ้นอย่างงงๆ และก่อนที่จะได้ถามอะไรนั้น เด็กแสบที่แสนรู้ดีคนนั้น ก็จูบเบาๆ ลงบนปากอิ่มของพี่ชายตัวเอง ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วพูดอย่างไร้เดียงสา


“พี่ครามฝากมากู๊ดไนท์คิสครับ บอกให้พี่ปราณฝันดี ฝันถึงพี่ครามด้วย”


รอยยิ้มที่ถอดแบบมาจากปราณันต์ กำลังถูกส่งออกมาจากอิ่มเล็กๆ อย่างน่ารัก ทำเอาปราณันต์ดุเจ้าตัวแสบไม่ลง

“แก่แดดนักนะปุณณ์ ไปอาบน้ำได้แล้วครับ จะได้นอน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้านะ"

“ครับ” ปุณณกันต์พยักหน้ารับก่อนที่ปราณันต์จะปล่อยแฝดคนพี่ลงพื้น เจ้าตัวน้อยวิ่งตื๋อไปเข้าห้องน้ำ แต่ก่อนจะปิดประตู ก็หันมาโบกมือบ๊ายบายให้พี่ครามอีกรอบ

พอน้องหายไปลับตาแล้ว ตากลมของปราณันต์ก็ตวัดมามองเจ้าของความคิดพิเรนทร์ๆ ที่ยืนยิ้มเผล่อยู่กลางห้อง จะดุก็ดุไม่ลง เมื่อเห็นใบหน้าขี้เล่นนั่นส่งยิ้มมาให้ เขาไม่รู้จะทำยังไงทั้งที่ในใจจริงก็เขินจะแย่ เลยต้องรีบไล่คนเจ้าเล่ห์ให้รีบกลับไปได้แล้ว

“ดึกแล้วครับ คุณกลับไปเถอะ พรุ่งนี้ต้องมาแต่เช้าอีก”

คามินมองปราณันต์ด้วยสายตาหวานเชื่อม ทำเอาคนถูกมองอดหนาวๆ ร้อนๆ ไม่ได้ และยิ่งคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ยิ่งทำให้เขินอายไปกันใหญ่ พาลให้หน้าเน่อหูเหอ แดงไปหมดทุกส่วน

“ไปสิครับ ดึกแล้ว” ปราณันต์แกล้งเดินไปดุนๆ หลังคามินให้ขยับออกจากห้อง คามินอ้อยอิ่งอยู่พักใหญ่ก่อนจะยอมเดินออกไปได้

ปราณันต์เดินไปส่งคามินถึงหน้าลิฟต์ คามินก็บอกให้ลากันตรงนี้เพราะไม่อยากให้ปราณันต์ลงไปเพราะมันดึกมากแล้ว หลังจากนัดแนะเวลากันเรียบร้อย คามินก็เดินเข้าลิฟต์แต่ก็ก่อนปิดลิฟต์ก็ไม่วายมาทำเจ้าชู้ใส่ปราณันต์อีกรอบ


“ฝากกู๊ดไนท์คิสไว้แล้ว ... ยังไงก็อย่าลืมฝันถึงผมนะครับ”


คามินพูดพลางยิ้มโชว์เขี้ยวเสน่ห์อย่างคนเจ้าเล่ห์

และก่อนที่ปราณันต์จะเอ่ยปากต่อว่า คามินก็ชิ่งโดยการปิดประตูลิฟต์หนีไปเสียก่อน ปล่อยให้ปราณันต์ยืนพึมพำต่อว่าอีกฝ่ายอย่างไม่จริงจัง ก่อนจะยิ้มเขินใส่ประตูลิฟต์ทั้งที่หัวใจยังคงไม่หยุดเต้นแรง โดยที่ปราณันต์ไม่ได้รู้เลยว่า คนในลิฟต์นั้นกำลังยิ้มเยาะให้กับความไร้เดียงสาของเขามากแค่ไหน ... ปราณันต์ไม่มีวันได้รู้ถึงความใจร้ายของคนที่มองมาที่เขาด้วยสายตาอ่อนโยนได้เลย

.

.

.

To Be Continue

---------------------------------------------------

ฉลาดเข้าหาพี่ปราณผ่านฝาแฝดนะยะนังพี่ครามมม แผนการชักจะล้ำมากขึ้นทุกวัน 55555555

ขอโทษที่มาช้านะคะ อาทิตย์ที่แล้วค่อนข้างจะยุ่งนิดดด ยังไงจะพยายามมาให้ได้อีกตอนในสามสี่วันน้าาา

ฝากคอมเม้นท์ติชมเป็นกำลังใจด้วยนะงับบบ ชอบไม่ชอบบอกได้ค้าบบบบ ช่วงแรกอาจจะเรื่อยๆ ก่อน ถัดๆ ไปจะเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ รอติดตามกันก่อนะคะ ... ขอบคุณมากค่าาา

รักมากกก เจอกันตอนหน้าค่ะ <3

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด