[Up] Love (and) Lies #ลวงหลอกรัก ... 22/10/63 [3rd Lies: หวั่นไหว]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [Up] Love (and) Lies #ลวงหลอกรัก ... 22/10/63 [3rd Lies: หวั่นไหว]  (อ่าน 512 ครั้ง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-4
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************

Love (and) Lies

ความรักที่เริ่มต้นจากความไม่จริงใจ... มันจะเรียกว่าความรักได้ยังไงกัน?

.

.

.

สวัสดีค่าาา แวะมาเปิดเรื่องใหม่ ที่ก็ไม่ได้ใหม่เท่าไหร่ ฮ่าๆ ให้เรียกว่าผลงานที่เราภูมิใจและมั่นใจว่าทุกคนจะได้อ่านจนจบจะดีกว่า 555555555

เรื่องนี้เราเคยเขียนเป็นฟิคชั่นของศิลปินคู่หนึ่งค่ะ รวมถึงเป็นเรื่องแรกที่เราหัดเขียนดราม่าด้วยก็เลยค่อนข้างอยากที่จะเอามาให้ทุกคนอ่านหน่อยๆ เราจึงตัดสินใจรีไรท์ใหม่ ปรับชื่อเรื่อง โดยยังคงเส้นเรื่องเดิมเอาไว้ โดยรับประกันว่าทุกคนจะได้อ่านจนจบแน่นวลลล 55555555

เราจะลงอาทิตย์ละสองถึงสามตอนนะคะ เพราะมันต้องเอามารีไรท์เนื้อหาใหม่ก่อนเยอะพอสมควรเลย ถ้ายังไงฝากทุกคนติดตามด้วย คอมเม้นท์ได้ ติชมได้ เรายินดีเอาไปปรับปรุงและพัฒนาค่ะ และอย่างที่แจ้งไปนะคะเรื่องนี้เป็นโรแมนติค-ดราม่า เนื้อหามีหนักบ้าง เบาบ้าง แต่คิดว่าไม่น่าจะหนักเกินไป เพราะในเรื่องมีตัวละครหลักเป็นเด็กน้อยฝาแฝดด้วยสองคน (เราชอบมากกับการเขียนนิยายที่มีเด็ก ไม่รู้ทำไม 55555555)


**** และอีกอย่างที่สำคัญมากๆ และต้องขอแจ้งไว้เลยก็คือ ในนิยายอาจจะมีเนื้อหาบางฉากบางตอนที่มีความรุนแรงทางเพศ มีความไม่เหมาะสมทางการใช้ภาษา อยากจะรบกวนขอให้นักอ่านทุกท่านใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ ซึ่งถ้าตอนไหนมีเนื้อหาสุ่มเสี่ยงตามข้างต้นที่ว่า เราจะขึ้น Warning ไว้ที่ต้นตอน เพื่อให้ทุกคนระมัดระวังในการอ่านและเพิ่มการใช้วิจารณญาณลงไปด้วยน้าาา ****


ยังไงขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจอีกเรื่อง หวังว่าจะชอบกัน ฝากติดตาม ฝากเป็นกำลังใจ และฝากคอมเม้นท์ติ-ชม (ด่าได้แต่อย่าแรงมากนะคะ ใจเราบาง 555555) เพื่อให้เราเอาไปปรับปรุงและพัฒนาต่อไปด้วยน้าาา และหากมีข้อผิดพลาดตรงไหน ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านล่วงหน้าค่ะ //ไหว้ย่อ <3
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-10-2020 20:32:47 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-4
INTRO : จุดเริ่มต้น


“พนันกันไหมล่ะ”


ท่ามกลางบรรยากาศของแสงสีและเสียงเพลงเปิดคลอเบาๆ ในคลับสุดหรูกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าคมคายที่แสนจะดูมีเสน่ห์ แต่ติดว่าเย็นชา นั่งอยู่กับเพื่อนสนิททั้งสามที่โต๊ะวีไอพี ในมุมที่ดีที่สุดของร้าน

และแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางฝูงชนมากมาย แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของใบหน้าคมคายและรูปร่างสูงใหญ่นั้นจะโดดเด่นเป็นสง่ากว่าใคร ไม่ว่าจะด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยความมีอำนาจ หรือใบหน้าหล่อเหลาที่ทำให้ใครๆ ก็ต้องมองเหลียวหลัง ซึ่งในเวลานี้นั้น ใบหน้าหล่อเหลาที่ว่ากำลังปรายตามองไปยังเจ้าของคำพูดที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทด้วยท่าทีเฉยเมย

“ทำไมกูต้องทำอะไรแบบนั้นด้วย?”

ชายหนุ่มเอ่ยถามกลับ น้ำเสียงติดจะรำคาญใส่เพื่อนสนิททั้งสามคนที่นั่งดื่มอยู่ด้วยกัน


เพื่อนรุ่นพี่ ‘เมธัส’ หรือ เมธ มองไปที่เขาด้วยสายตานึกสนุก

เพื่อนรุ่นน้อง ‘เตชินท์’ หรือ เต มองไปที่เขาด้วยสายตาคาดหวัง

และ เพื่อนสนิท ‘สิปปกร’ หรือ สิบ มองไปที่เขาด้วยสายตาเอาชนะและท้าทาย


และนั่นเป็นอีกครั้งที่ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปปั้นสลัก ได้เอ่ยถามด้วยคำถามที่ไม่ต่างไปจากประโยคก่อนหน้าขึ้นอีกครั้ง

“ถามว่า ทำไมกูต้องมาพนันอะไรไร้สาระแบบนี้ด้วย ให้ตอบ ไม่ได้ให้มาจ้องแบบนี้”

“พนันก็คือพนัน มึงแค่บอกมาว่าจะทำหรือไม่ทำ อย่าปอดแหกดิวะ ‘คราม’"

ชายหนุ่มเจ้าของชื่อ ‘คามิน’ หรือ คราม เหลือบมองเพื่อนสนิทอีกครั้ง และครั้งนี้สายตาของเขาเย็นชามากขึ้นกว่าเดิม เย็นชามากถึงขั้นที่ว่า ใครได้เห็นคงมีเสียวสันหลังกันบ้างไม่มากก็น้อย

แต่ไม่ใช่กับเพื่อนสนิทของเขา... ที่มองว่ามันช่างน่าสนุก ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด

“ไร้สาระ”

และก็ยังมีแค่คำสามคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักบางเฉียบคู่นั้น ดูเหมือนว่าคำท้าทายของเพื่อนสนิทจะยังคงใช้ไม่ได้ผลในทีเดียว

“เพิ่งรู้ว่ามึงกลัวคู่หมั้นเสียจนหัวหดขนาดนี้ หึ!”

เพื่อนสนิทหนุ่มหน้าทะเล้นที่ติดจะมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่ตลอดเวลา เจ้าของชื่อ ‘สิปปกร’ ยังคงกวนโทสะของร่างสูงอย่างต่อเนื่อง ราวกับจะอยากยั่วยุ

“กูไม่ได้กลัว” น้ำเสียงที่ส่งออกมาจากปากหยัก เย็นชาราวกับน้ำแข็งขั้วโลกก็ไม่ปาน สายตาคมที่จ้องไปที่ทุกคนแข็งกร้าวราวกับสัตว์ป่าที่ดุร้าย สิ่งที่คามินเกลียดที่สุดคือการโดนปรามาส เขาไม่ชอบถูกใครลูบคม

“โถ่ เฮีย น่าสนุกดีออก ลองหน่อยเถอะนะ ไม่มีอะไรเสียหายสักหน่อย ยังไงคุณวลัยก็ไม่อยู่ตั้งสองเดือน ถ้าเฮียตกลงว่าจะเล่น ผมพนันข้างเฮียเลยก็ได้ เอ้า!”

เด็กหนุ่มที่อ่อนวัยกว่ารีบออกปากไกล่เกลี่ยสถานการณ์ ด้วยเพราะรู้ดีว่าตอนนี้คามินเริ่มจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผล บรรยากาศในโต๊ะเริ่มอึมครึม ต่างคนต่างขยับตัวกันอย่างอึดอัด

“เอาน่าคราม ลองเล่นสนุกๆ ถือว่าหาอะไรทำแก้เครียด ไม่เห็นต้องคิดมาก”

คนตัวโตที่สุด อายุมากที่สุด และเป็นที่นับถือของทุกคนมากที่สุดในโต๊ะเอ่ยขึ้น ราวกับอยากจะทำให้บรรยากาศที่แสนจะอึดอัดนี้บางเบาลงบ้าง

“หรือว่ามึงกลัวแพ้วะ?”

แต่สิปปกรก็ยังคงไม่หยุดท้าทายคามิน หนุ่มหน้าทะเล้นพูดด้วยท่าทีไม่ยี่หระ ยักคิ้วหลิ่วตา กวนประสาทให้วุ่นวายไปหมด

“มึงอย่าล้ำเส้นนะสิบ! กูไม่ได้กลัวแพ้แต่กูไม่อยากเล่นเพราะมันไร้สาระ และตอนนี้มึงก็กำลังทำตัวน่ารำคาญ!!”

เสียงทุ้มกล่าวออกมาอย่างเยือกเย็น คามินไม่ได้ตะโกน ไม่ได้ตวาด แต่นิ่งลึกจนน่ากลัว ทำให้สองคนที่เหลือดูอิหลักอิเหลื่อขึ้นมาทันที

“เฮ้ย ใจเย็นๆ นี่เราแค่คุยเล่นกันขำๆ ไม่ใช่หรอ?” เมธัสออกปากอีกครั้ง “อีกอย่าง ‘เด็กนั่น’ ก็ดูน่าสนใจดีไม่ใช่หรอวะคราม?”

พี่ใหญ่ของกลุ่มพยักเพยิดไปยังบาร์เหล้าฝั่งตรงข้าม ที่ซึ่ง ‘เด็กนั่น’ กำลังทำงานของตัวเองอยู่อย่างขะมักเขม้น

คามินตวัดสายตาคมไปที่บาร์เหล้าที่อยู่ไม่ไกลออกไป พลางจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มรูปร่างเพรียวสมส่วน แขนและขายาวเรียว ช่วงเอวบางคอดกิ่วไม่ต่างจากผู้หญิงกำลังหันรีหันขวางเตรียมเครื่องดื่มให้ลูกค้า ใบหน้าหวานซึ้งที่ยังคงยิ้มแย้มแม้สายตากลมกำลังบ่งบอกว่าตอนนี้เจ้าของของมันกำลังเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ริมฝีปากอิ่มสีสดที่กำลังเจื้อยแจ้วพูดคุยต้อนรับลูกค้าอย่างไม่บกพร่องต่อหน้าที่ และเด็กคนนั้นก็คือหัวข้อสนทนาของกลุ่มชายหนุ่มอยู่ ณ ขณะเวลานี้

ด้วยท่วงท่าการเคลื่อนไหวและอะไรหลายๆ อย่างของเด็กหนุ่มตรงหน้านั้น ทำให้คามินเกิดสนอกสนใจอะไรบางอย่างในตัวเด็กคนนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ... แววตากลมโตที่แสนเศร้านั่นหรอ?

“ถ้าชนะแล้วกูจะได้อะไร?” คำถามที่หลุดออกมาจากปากหยักสร้างความแปลกใจให้กับเพื่อนร่วมวงสนทนาอยู่ไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้คามินยังมีทีท่าเมินเฉยอยู่เลย

สิปปกรลอบยิ้มอย่างพอใจ ในที่สุดคามินก็คล้อยตามจนได้

“มึงอยากได้อะไรล่ะ?”

“หุ้นของพวกมึงทุกคน คนละห้าเปอร์เซ็นต์เป็นไง?” คามินยื่นเงื่อนไข เงื่อนไขที่ทำให้เมธัสและเตชินท์นั่งไม่ติด

“ตกลง กูแถมไวน์ปี 85 ให้อีกขวดนึงด้วยก็ได้” สิปปกรตอบตกลงทันทีโดยที่ไม่ปรึกษาเพื่อนสองคนที่เหลือสักคำ

“เฮ้ย! /เฮ้ย!” เมธัสกับเตชินท์มองหน้ากันหวาดๆ ถึงแม้สิปปกรจะดูเหนือกว่าในเกมนี้ แต่อะไรก็ประมาทคามินไม่ได้ทั้งนั้น ด้วยรูปร่าง หน้าตา และท่าทีน่าเกรงขามของคนที่รับคำท้า ทั้งสองไม่วางใจเลยว่าหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ของตัวเองจะปลอดภัย

“ปรึกษากันก่อนดิเฮีย ก่อนตอบตกลงไปน่ะ” เตชินท์ละล่ำละลักออกมาแทบไม่เป็นคำพูด

หุ้นห้าเปอร์เซ็นต์นี่ไม่ใช่น้อยเลยนะ แถมทั้งสองยังไม่มั่นใจด้วยว่าจะเอาชนะคามินได้

“กลัวอะไรวะไอ้ตี๋น้อย เราให้เวลาไอ้หน้าหล่อนี่ แค่เดือนเดียวเท่านั้นแหละ”

ชายหนุ่มผู้รับคำท้ายังคงนิ่งเฉย ปากหยักยังคงไม่ได้โต้ตอบอะไร เขาทำเพียงแค่ยกแก้วเหล้าขึ้นมาจรดริมฝีปาก ก่อนจะกระดกของเหลวลงคอเงียบๆ

“ตกลงเอาไง คราม?” เมธัสเอ่ยถามขึ้นในที่สุดเพื่อหาข้อสรุป

“พูดเงื่อนไขทั้งหมดของพวกพี่มา ส่วนเงื่อนไขของผม มีแค่ข้อเดียวเท่านั้นก็คือถ้าผมชนะอย่ามาชวนเล่นอะไรไร้สาระแบบนี้อีก ไม่ชอบ รำคาญ”

“ฮ่าๆๆ” สิปปกรระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ แบบนี้สิ คามินตัวจริงเสียงจริง “ได้! ตกลง พวกกูจะไม่ชวนมึงเล่นอะไรแบบนี้อีก.. ถ้ามึงชนะอ่ะนะ”

“พูดเงื่อนไขมาสักทีเหอะ! ลีลาอยู่ได้” ใบหน้าคมคายเริ่มแสดงความหงุดหงิด คามินเป็นคนเก็บอารมณ์เก่ง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เริ่มแสดงออก นั่นหมายความว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนกลายๆ

“ใจเย็นๆ เงื่อนไขของกูก็ไม่มีอะไรมาก”

สิปปกรสูดลมหายใจ พร้อมระบายยิ้มออกมาเต็มใบหน้า ราวกับว่าเรื่องที่เขาจะพูดต่อไปนี้ช่างเป็นเรื่องสนุกสนานเสียเหลือเกิน


“มึงต้องจีบเด็กนั่นให้ติดภายในหนึ่งเดือน! และนอกจากได้เป็นแฟนแล้ว มึงต้องได้เด็กนั่นเป็นเมียด้วย ถึงจะชนะพวกกูได้”


เงื่อนไขของสิปปกรที่เพิ่งพูดออกมานั้น ทำให้เมธัสและเตชินท์ยิ้มออก ... แค่จีบติดน่ะไม่ยากหรอก ถ้าวัดจากใบหน้าและคุณสมบัติที่คามินมีแต่การจะได้เด็กนั่นมานอนด้วยนี่นั้น... ถึงยังไงก็คงไม่ง่ายแน่ๆ

“และถ้ามึงแพ้ หุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของมึง จะถูกแบ่งให้พวกกูทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โอเคป้ะ?”

คามินมองไปที่สามคนด้วยสายตาอ่านยาก ในขณะที่ทั้งสามหันไปแตะมือกันอย่างสนุกสนานราวกับว่าตนเองชนะแล้วในเกมนี้

“ตกลง” น้ำเสียงทุ้มตอบตกลงด้วยท่าทีนิ่งเฉย ความกังวลไม่มีหลุดมาให้เห็น

“ใจกล้าเหมือนเดิมนะครับท่านประธานฯ” เตชินท์แซวคามินอย่างสนุกปาก โดยที่คาดไม่ถึงว่าจะเจอคามินสวนกลับมาอย่างเจ็บแสบ

“พวกมึงก็รู้ว่ากูไม่ลงเล่นในสนามที่กูไม่มั่นใจว่าจะชนะเด็ดขาด... เตรียมหุ้นของพวกมึงไว้ให้ดีก็แล้วกัน”

ถ้อยคำทรงอำนาจที่ถูกส่งออกมาจากริมฝีปากเป็นกระจับคู่นั้นทำเอาคนฟังทั้งสามหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน

“อ้อ อีกอย่าง” คามินเอ่ยสำทับราวกับนึกขึ้นได้ “อย่าให้ ‘พรวลัย’ รู้เรื่องนี้เด็ดขาด เข้าใจหรือเปล่า”

“เกิดจะแคร์คุณคู่หมั้นขึ้นมาหรือไงวะ?” เมธัสถามขึ้นอย่างแปลกใจ

“เหอะ! คบกันเพราะผลประโยชน์ ผมจะแคร์ทำไม ที่ผมแคร์คือขี้หูผมต่างหาก ถ้าวลัยรู้ ป๊ากับม๊าก็รู้ เดี๋ยวก็มาบ่นนั่นบ่นนี่อีก ผมรำคาญ”

คามินมองไปยังบาร์เหล้าอีกครั้งหลังพูดจบ รูปร่างบอบบางที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาอย่างคล่องแคล่วนั้น ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าน่ามองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน จากนั้นริมฝีปากบางก็เอ่ยถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมาอีกรอบ

“ว่าแต่ ทำไมต้องเด็กนั่นด้วย?”

“มึงไม่คิดว่าเด็กนั่นน่าสนใจหรอวะ? ฮ่าๆ เผื่อมึงไม่รู้ เด็กคนนั้นทำงานอยู่ที่บริษัทมึงนะ ส่วนกลางคืนก็มาทำงานที่นี่.. ขยันชิบ วันๆ ไม่เคยสนใจใครหน้าไหนที่มาจีบ เห็นธรรมดาๆ แบบนั้น ทั้งตัวผู้ตัวเมียตอมให้หึ่งเลยนะเว้ย กูเลยอยากรู้ว่าถ้าคนที่ไปตอม...” สายตาคมของคนที่ถูกกล่าวถึงตวัดไปมองเพื่อนสนิททันทีที่ได้ยินประโยคดังกล่าว “เอ๊ย.. ไปจีบ ฮ่าๆ ถ้าเป็นมึง เด็กนั่นจะทำยังไง เจ้าของบริษัทมาจีบเชียวนะ”

สิปปกรกล่าวอย่างอารมณ์ดี เสียงหัวเราะก้องกังวานไปทั้งโต๊ะ

“เหตุผลมึงมีแค่นี้?”

“เออแค่นี้แหละ มึงทำให้ได้แล้วกัน พวกกูอยากได้หุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของมึงไม่ไหวแล้วว่ะคราม” สิปปกรยังคงท้าทายคามินอย่างต่อเนื่อง แต่คนตรงข้ามก็ดูไม่ได้จะสนใจอะไรมากนัก

“ว่าแต่ เด็กนั่น” คามินบุ้ยใบ้ไปยังเด็กหนุ่มหลังบาร์เหล้า ด้วยท่าทีเนือยๆ ก่อนจะถามออกมา “ชื่ออะไร?”


ปราณ ... ปราณันต์ เด็กคนนั้นชื่อ ปราณันต์

.

.

.

To Be Cotinue

-----------------------------------------------

GAME ON!!!

เริ่มเกมแล้วจ้าาาาาา!! ^^ แวะมาแปะป๊าบอินโทรไว้ก่อน เด่วขอไปเกลาตอนต่อไปอีกนิด แล้วจะรีบมาลงให้นะคะ

ชอบไม่ชอบ ถูกใจไม่ถูกใจไม่ถูกใจ คอมเม้นท์ไว้ได้เลย เรารออ่านทุกคอมเม้นท์อยู่น้าาา ติ-ชม ได้โลดๆ ค้าบบบ

รักทุกคนมากๆ แล้วเจอกันตอนหน้าครับบบบ

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-4
1st Lies : ทำความรู้จัก


มือหนาพลิกเอกสารในมือเงียบๆ คามินนั่งแบบนี้มาครึ่งชั่วโมงได้แล้ว หลังจากให้เลขาฯ เอาประวัติส่วนตัวของปราณันต์มาให้ดู ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าอารมณ์ภายในของชายหนุ่มกำลังถูกกระตุ้นให้พลุ่งพล่านอยู่เงียบๆ มันเป็นความรู้สึกที่เจ้าตัวเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นแบบไหน เพราะมันอดปฎิเสธไม่ได้เลยว่าตัวอักษรที่ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวของเด็กผู้ชายคนนั้นมันช่างน่าสนใจ ... น่าสนใจพอๆ กับดวงตากลมโตของเจ้าของประวัตินี้ ที่เขาได้เห็นตั้งแต่ครั้งแรกนั่นแหละ

“ให้คนเช็คดูซิว่าวันนี้ปราณันต์เข้ามาที่ออฟฟิศหรือยัง” เสียงทุ้มพูดกรอกผ่านหูโทรศัพท์ไปยังเลขาฯ ที่อยู่หน้าห้อง

“สักครู่ค่ะบอส”

หลังจากเลขาฯ วางสายไป ผ่านไปไม่ถึงห้านาที ก็รายงานกลับเข้ามา

“วันนี้ปราณันต์ลางานช่วงเช้า เห็นว่าต้องไปส่งน้องชายที่โรงเรียนค่ะ”

คิ้วเข้มขมวดมุ่นเป็นปมด้วยความแปลกใจ .. น้องชายสองคนนั้นน่ะหรอ?

ไอ้เรื่องที่ว่าเด็กคนนั้นมีน้องชายน่ะเขาพอรู้อยู่ เพราะมันมีบอกไว้ในหน้ากระดาษพวกนั้นหมดแล้ว แต่ที่ชายหนุ่มสงสัยคือทำไมต้องไปส่ง... น้องชายของปราณันต์นี่อายุเท่าไหร่กันแน่

“โรงเรียนที่ว่าน่ะอยู่ที่ไหน ชื่อโรงเรียนอะไรคุณพอรู้รึป่าว”

“น่าจะโรงเรียนอนุบาล T นะคะ เห็นทางหัวหน้าแผนกของปราณันต์แจ้งมาแบบนี้”

คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วของคามิน กลับยิ่งม้วนเป็นปมหนักกว่าเดิม

“คุณว่าอะไรนะ? อนุบาลงั้นหรอ?” ชายหนุ่มถามออกไปอีกครั้ง ราวกับต้องการตอกย้ำให้มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

“ใช่ค่ะ โรงเรียนอนุบาล” เลขาฯ ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหวั่นๆ การทำให้เจ้านายอารมณ์เสียตั้งแต่เช้าวันแรกของต้นสัปดาห์ น่าจะไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการเท่าไหร่นัก

“แล้วทำไมในประวัติที่คุณเอามาให้ผมถึงไม่มีบอกล่ะ ว่าปราณันต์มีน้องชายเด็กขนาดนั้น”

เจ้าของเสียงทุ้มถามกลับไปด้วยอารมณ์คุกรุ่นๆ นิดๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมประวัติพนักงานในบริษัท มันถึงได้ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องสำคัญขนาดนี้

“เอ่อ... คือ” ปลายสายก็ดูเหมือนจะไม่มีคำตอบที่เขาต้องการให้

นิ้วแกร่งเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิด เห็นทีว่าจะไม่ได้เรื่อง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดมากขึ้น พลางประมวลผลในใจว่าเขาจะช้าไม่ได้แม้แต่วันเดียว เพราะตอนนี้เกมบ้าๆ ระหว่างเขาและไอ้เพื่อนพิเรนทร์นั่นได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ว่ายังไงวันนี้ก็ต้องได้เรื่องมากกว่านี้

“ไม่ต้อง!” ปากหยักพูดตัดบทไปตามสาย “ตามแทนคุณมาให้ผมด้วย ด่วน!” พอจบคำมือใหญ่ก็โยนหูโทรศัพท์ลงแป้นอย่างไม่ไยดี

คามินเอนหลังไปกับพนักพิงของเก้าอี้ทำงานอย่างผ่อนคลาย แต่ปลายนิ้วมือทั้งสองข้างกลับประกบเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ผิดกับท่าทีก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เข้ามา” น้ำเสียงทรงอำนาจถูกส่งออกไป ไล่ๆ กับที่ประตูห้องทำงานของคามินถูกผลักเข้ามา

“ครับบอส” ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่เป็นทั้งบอดี้การ์ดและคนสนิทของคามินเดินมายืนสงบนิ่งตรงหน้า แม้ลักษณะของแทนคุณจะดูนิ่งเฉย ไร้อารมณ์ แต่ในความเป็นจริงแทนคุณมีความปราดเปรียวและคล่องแคล่วจนหาตัวจับยาก ที่สำคัญก็คือบอดี้การ์ดหนุ่มคนนี้ทำงานรู้ใจรับใช้รวมถึงเป็นเพื่อนเล่นคามินมาตั้งแต่จำความได้

วันนี้ก็เช่นกัน แทนคุณรู้ดีว่าคามินต้องมีอะไรในใจแน่ๆ แม้ภายนอกท่านประธานใหญ่จะดูสงบนิ่งเฉย แต่ในแววตาเรียวคมนั้นกลับดูร้อนรนเหมือนคนที่มีความนัยอะไรบางอย่าง

“ฉันอยากให้นายสืบประวัติเด็กที่ชื่อปราณันต์ ฝ่ายออกแบบให้หน่อย เอาให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ ฉันต้องการรู้ข้อมูลเด็กนั่นทั้งหมดภายในสามชั่วโมงนับจากนี้” น้ำเสียงเด็ดขาดถูกส่งออกมาจากปากหยัก

“ครับ” แทนคุณรับคำโดยไม่ปริปากถามหรือบ่นสักคำ หากแต่ถ้าเป็นคนอื่นถูกใช้ให้ทำงานภายในเวลากระชั้นชิดแบบนี้ มีหวังคงต้องยอมถอดใจไม่ทำให้แน่ๆ

แต่ไม่ใช่กับแทนคุณที่ทำงานรู้ใจกับคามินมาตลอด ต่อให้คนเป็นเจ้านายสั่งว่าจะเอาภายในสิบนาที เขาก็ย่อมต้องหามาให้จนได้

“แล้วก็เอารถออก ฉันจะไปอนุบาล T อีกสิบนาทีจะลงไป”

เป็นอีกครั้งที่แทนคุณรับคำอย่างไร้ข้อกังขา บอดี้การ์ดร่างใหญ่ค้อมศีรษะให้เจ้านายก่อนที่จะหมุนตัวออกไปจากห้อง โดยมีสายตาคมมองตามไปอย่างคนที่กำลังใช้ความคิดบางอย่าง

“ปราณันต์... ชีวิตนายนี่มันยังไงกันแน่นะ” ริมฝีปากหยักพึมพำถ้อยคำที่เขาอยากรู้ในคำตอบเหลือเกิน

.

.

.

“ปุณณ์ ปัณณ์ อาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จหรือยังครับ นี่จะสายแล้วนะ”

เสียงหวานของ ‘ปราณ’ หรือ ‘ปราณันต์’ ดังกังวานไปทั่วห้องเช่าเล็กๆ ที่เขาและน้องชายฝาแฝดอาศัยอยู่ด้วยกัน ดวงตากลมโตหันหลังไปมองทางห้องแต่งตัวที่ตอนนี้เจ้าตัวน้อยทั้งสองของเขาคงกำลังใส่เสื้อผ้ากันอยู่

พอเห็นในห้องแต่งตัวยังเงียบกริบ ไร้เสียงขานรับใดๆ ปราณันต์จึงหันกลับมาง่วนกับงานตรงหน้าต่อ เพราะนอกจากจะต้องตะโกนเร่งเจ้าเด็กแสบทั้งสองแล้ว มือเรียวยังต้องตามเก็บซากหมอนและผ้าห่มที่เจ้าตัวยุ่งสลัดทิ้งไว้ทั่วห้องอีกต่างหาก

ตึก ตึก ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งห้อมาทางเขาด้วยความเร็ว ทันทีที่ปราณันต์ได้ยิน ปากอิ่มก็อมยิ้มนิดๆ เมื่อรู้ว่าหนึ่งในสองของแฝดตัวน้อยกำลังวิ่งมาหาตน

“พี่ปุณณ์แกล้งปัณณ์อะพี่ปราณ ปัณณ์บอกให้ไม่ให้เอากางเกงในของปัณณ์ไปใส่ พี่ปุณณ์ก็ไม่ยอม”

แฝดคนน้อง ‘ปัณณ์’ หรือ ‘ปัณณธร’ วิ่งโร่ออกมาจากห้องเล็กๆ ที่กั้นไว้ใช้สำหรับแต่งตัว เจ้าตัวน้อยวิ่งมาเกาะขาพี่ชายคนโต ความสูงของปัณณธรยังไม่พ้นเอวพี่ชายเลยด้วยซ้ำ ปราณันต์ก้มลงมองก้อนน้อยตัวกลมๆ ที่เกาะขาตัวเองอยู่ และได้ทันเห็นอิ่มปากเล็กๆ นั่นกำลังเจื้อยแจ้วฟ้องตนว่าตัวเองโดนแฝดคนพี่รังแก

“ปัณณ์นั่นแหละชักช้า!”

แฝดคนพี่ ‘ปุณณ์’ หรือ ‘ปุณณกันต์’ เดินตามออกมาและเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ “ปุณณ์บอกปัณณ์ไปแล้วว่าให้หยิบกางเกงในมาให้หน่อย ปัณณ์ก็ไม่ยอม”

ปราณันต์ส่ายศีรษะอย่างระอาใจ มองดูแฝดทั้งสองเถียงอย่างไม่ยอมกัน อีหรอบนี้ต้องไปโรงเรียนสายแน่ๆ นี่เปิดเทอมวันแรกเสียด้วย ท่าทางจะโดนอาจารย์ดุตั้งแต่วันแรกที่ไปโรงเรียนล่ะมั้ง เพราะตอนนี้สองแฝดยังเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่เลย ยังดีหน่อยที่ปุณณกันต์ใส่กางเกงในเรียบร้อยแล้ว แม้จะเป็นกางเกงในของปัณณธรก็เถอะ

“ปุณณ์ ปัณณ์ พี่เคยบอกแล้วใช่ไหมครับว่าไม่ให้ทะเลาะกัน” ปราณันต์ทรุดตัวลงคุกเข่าพลางจับไหล่ข้างหนึ่งของปัณณธรไว้ และใช้มืออีกข้างที่ว่างกวักเรียกปุณณกันต์ที่อยู่ไม่ห่างออกไปให้เขยิบเข้ามา “ปุณณ์มานี่มาครับ”

ทันทีที่เจ้าแฝดตัวน้อยวัยสี่ขวบที่ฉลาดเกินอายุมายืนอยู่ตรงหน้า ปราณันต์ก็มองหน้าเด็กทั้งสอง พลางขยับเข้าไปใกล้ๆ แล้วใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะเล็กๆ ของปุณณกันต์คนพี่ ก่อนจะเอ่ยสอนอย่างใจเย็น

“ปุณณ์ เราเป็นพี่ พี่ที่ดีต้องเสียสละให้น้องเข้าใจใช่ไหมครับ” ปุณณกันต์ยังคงนิ่ง ไม่ตอบรับหรือปฎิเสธ “ปุณณ์ตอบพี่หน่อย ถ้าพี่ไม่อยู่ ใครจะเป็นคนดูแลน้อง หื้ม?”

“ปุณณ์เป็นดูแลครับ พี่ปราณบอกเสมอ ว่าปุณณ์ต้องดูแลปัณณ์ ปัณณ์เป็นน้อง ถึงจะเป็นฝาแฝดกันแต่ปุณณ์ก็เป็นพี่” แฝดคนพี่พูดตอบอย่างฉะฉาน แม้น้ำเสียงจะสลดน้อยๆ ก็ตาม

“ดีมาก” ปราณันต์ยิ้มและลูบศีรษะแฝดคนพี่อย่างเอ็นดู “ปัณณ์ล่ะครับ พี่ปราณเคยสอนไว้ว่ายังไงเด็กดี?” ปราณันต์ผินหน้ามาหาแฝดคนน้องที่ตอนนี้กำลังมองมาที่เขาตาแป๋ว “ปัณณ์เป็นน้องๆ ที่ดีต้องเชื่อฟังพี่ แล้ววันนี้ปัณณ์เชื่อฟังพี่ปุณณ์หรือยัง หื้ม?”

“ยังครับ” ดวงตากลมโตที่ถอดแบบมาจากเขาสลดวูบลง “ต่อไปปัณณ์จะไม่ทำแบบนี้อีกครับ”

“ดีมากครับ คนเก่งของพี่” ปราณันต์แย้มยิ้มออกมาอย่างพอใจ “ทีนี้ก็ไปแต่งตัวต่อได้แล้ว ห้ามทะเลาะกันอีกนะ เดี๋ยวจะได้ออกมากินข้าว สายแล้วเนี่ย ไปๆ”

ปราณันต์จับเด็กแฝดหันหลังแล้วดันเจ้าก้อนน้อยๆ ทั้งสองกลับไปที่ห้องแต่งตัวอีกครั้ง แล้วก็ได้แต่หวังว่าครั้งนี้เจ้าหนูทั้งคู่จะไม่ทะเลาะกันอีก

ปราณันต์มองตามน้องชายทั้งสองจนลับสายตา นึกสงสารเด็กน้อยที่ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ปุณณกันต์กับปัณณธรอายุห่างจากปราณันต์พี่ชายคนโตสิบกว่าปี จะเรียกว่าเป็นลูกหลงของคุณพ่อและคุณแม่ของปราณันต์ก็ได้

ทั้งสองเป็นแฝดเหมือน ที่ต่างกันนิดหน่อยตรงรูปร่าง เพราะปุณณกันต์ตัวใหญ่กว่าปัณณธรพอสมควร แต่เรื่องหน้าตานั้นแทบไม่ต่าง ทั้งสองมีดวงตากลมโต ลูกนัยน์ตาสีดำเห็นเด่นชัดแม้จะมองจากไกลๆ จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากอิ่มสีแดงสด แต่ไม่หนาเท่าปากพี่ชายคนโต พูดง่ายๆ ว่าเด็กแฝดทั้งสองคือปราณันต์ฉบับย่อส่วนลงมานั่นเอง

เวลาเดินไปไหนมาไหนกันสามคน หลายสายตามักจะจับจ้องและต่างพากันบอกว่าเหมือนพ่อลูกมากกว่าที่จะเป็นพี่น้อง ด้วยอายุที่ห่างกันมาก เขาจึงไม่เคยถือโทษเอามาโกรธเลยถ้าจะมีคนคิดแบบนั้น

แน่นอนว่าถ้าพูดถึงทางด้านรูปร่างลักษณะ ปุณณกันต์จะดูพึ่งพาได้มากกว่า ดังนั้น ปราณันต์จึงมักจะพูดย้ำกับแฝดคนพี่เสมอว่าให้ดูแลน้อง แต่ถ้าพูดถึงนิสัยใจคอ ถือว่าตรงข้ามกับรูปร่างลักษณะทางร่างกายเลยล่ะ ปุณณกันต์จะค่อนข้างเป็นเด็กอ่อนโยน คิดก่อนทำเสมอ ใจเย็น และมักจะยอมน้องในหลายๆ เรื่อง เว้นแต่เวลาที่น้องไม่ยอมเชื่อฟัง ส่วนปัณณธร รายนั้นไม่ต้องพูดถึง ตัวเล็กก็จริง แต่ใจใหญ่มาก กล้าได้กล้าเสีย แถมยังเป็นเด็กอารมณ์ดีชอบพูดคุยกับคนทั่วไปเสมอ

... เด็กทั้งสองได้นิสัยใจคอของปราณันต์ไปคนละครึ่ง ช่างเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของครอบครัว ‘ฤทธิรงค์’ จริงๆ

ตอนปุณณกันต์กับปัณณธรเกิดใหม่ๆ ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกมีความสุขมากๆ เจ้าเด็กแฝดทั้งสองเป็นเหมือนเทวดาตัวน้อยที่มาสร้างสีสันให้ชีวิตและครอบครัวที่อบอุ่นอยู่แล้วให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีก

ตอนที่ชายหนุ่มร่างบางรู้ข่าวว่าตัวเองกำลังจะมีน้องชาย ไม่เพียงแค่หนึ่งแต่มาถึงสองคน เขาดีใจเป็นอย่างมาก เวลานั้นปราณันต์อายุได้เพียงสิบแปดปี เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยหมาดๆ

คุณพ่อและคุณแม่มีปราณันต์ตั้งแต่อายุยังน้อย และพยายามจะมีน้องให้กับหนุ่มหน้าหวานตลอด เพียงแต่ความตั้งใจไม่เคยสัมฤทธิ์ผล จนถอดใจกันไปแล้ว แต่จู่ๆ คุณแม่ของปราณันต์ก็เกิดตั้งท้องขึ้นมาตอนที่อายุเกือบจะสี่สิบ ตอนแรกคนในครอบครัวก็กังวลว่าเด็กๆ จะปลอดภัยหรือเปล่า แต่ในที่สุดเจ้าตัวน้อยทั้งสองก็เกิดขึ้นมาอย่างปลอดภัยและสมบูรณ์

ครอบครัวของทั้งห้าคนอยู่กันอย่างมีความสุขอยู่เกือบปี จนวันหนึ่งฝันร้ายก็มาเยือน …

หลังจากเด็กแฝดเกิดไม่ถึงปี คุณพ่อและคุณแม่ก็ประสบอุบัติเหตุหักหลบรถที่มีคนเมาจะขับมาชนจนเสียชีวิต และที่ร้ายไปกว่านั้นคือไม่เคยจับคนร้ายได้ ซึ่งเด็กผู้ชายตัวคนเดียวอย่างปราณันต์ก็ไม่รู้จะทำยังไงกับเหตุการณ์นี้ เพราะญาติสนิทที่ไหนก็ไม่มี มีกันก็แต่พ่อแม่ลูกแค่นั้น

เหตุการณ์นี้สร้างความเสียใจและความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้ชีวิตของปราณันต์เป็นอย่างมาก จากที่เคยใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ร่าเริง สดใส ยิ้มง่าย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ปราณันต์กลายเป็นคนเก็บตัว ใบหน้าเศร้าหมอง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยประกายก็หม่นลง

หลังจากที่พ่อกับแม่จากไป ปราณันต์ก็ขยันหมั่นเพียร เรียนจบด้วยเงินที่บุพการีทิ้งไว้ให้ภายในเวลาสามปีครึ่ง คนตัวเล็กต้องทั้งต้องเรียน ทั้งต้องเลี้ยงน้อง และทั้งต้องทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ปราณันต์ไม่เคยได้ใช้ชีวิตเตร็ดเตร่แบบเด็กในวัยเดียวกันอีกเลยหลังจากเหตุการณ์นั้น เพราะมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องดูแลนั่นคือน้องชายทั้งสอง ซึ่งเปรียบเสมือนคนในครอบครัวสองคนสุดท้ายที่เขามีเหลืออยู่

โชคยังดีที่ปราณันต์ได้เพื่อนสนิทอย่าง 'วิน' หรือ ‘อนาวิน’ คอยช่วยเหลือ บางวันที่ต้องเรียนเต็มวัน คุณแม่ของอนาวินก็ให้เอาเจ้าแฝดไปฝาก พร้อมทั้งดูแลให้อย่างดี ถึงแม้จะเหนื่อย แต่ปราณันต์ก็ทำมันได้ และช่วงที่ปราณันต์เรียนจบเป็นช่วงที่เด็กแฝดทั้งสองเข้าเรียนอนุบาลพอดี ซึ่งโชคก็เป็นของเขาอีกครั้งเมื่อเขาได้รับเลือกเข้าทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์อย่าง ‘เคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้’ ในฐานะพนักงานออกแบบตรงตามที่เรียนจบมา

แต่การจะทำแค่งานประจำนั้นเห็นว่าคงไม่พอในการดูแลเด็กเล็กๆ ถึงสองคน ปราณันต์จึงต้องทำงานพาร์ทไทม์หลังเลิกงานตอนกลางคืนเพิ่มไปด้วย ดังนั้น เขาจึงจำเป็นที่จะต้องเลือกโรงเรียนอนุบาลที่สามารถดูแลเด็กแฝดได้ประจำตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนเสาร์อาทิตย์นั้น เขาจะรับเจ้าเด็กน้อยกลับมาที่อพาร์ทเม้นท์ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เขาได้ให้ไว้กับตนเองว่าจะมีให้กับเด็กน้อยทั้งสองเต็มที่ อย่างน้อยก็สองวันนี้ เขาจะไม่รับงานนอกบ้าน เว้นเสียแต่ว่าเป็นงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ออกแบบนั่นนี่อยู่กับบ้านนิดหน่อย ปราณันต์ถึงจะทำ

และในขณะที่ปราณันต์กำลังคิดอะไรเพลินๆ แฝดคนน้องตัวน้อยก็วิ่งออกจากห้องแต่งตัวพอดี

“พี่ปราณ ปัณณ์แต่งตัวเสร็จแล้วครับ” ปราณันต์สำรวจแฝดคนน้องเงียบๆ แล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นว่าปัณณธรตัวน้อยคนนี้แต่งตัวได้เรียบร้อยขนาดไหน เชื่อได้เลยว่าปุณณกันต์ต้องเป็นคนแต่งให้น้องแน่ๆ

พอเห็นว่าเรียบร้อยดีจึงพาเจ้าตัวน้อยไปนั่งรอที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กๆ ที่กางอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง แล้วหันมามองดูปุณณกันต์ แฝดคนพี่ที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จแล้วเดินออกมาเช่นกัน

“ไหนปุณณ์ ให้พี่ดูซิแต่งตัวเรียบร้อยหรือยัง” เขายิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นว่าเจ้าแฝดคนพี่หยิบถุงเท้าคนละข้างมาใส่ น่าจะเป็นเพราะมัวแต่ดูแลน้อง เลยทำให้ตัวเองหยิบของพลาดแบบนี้ “ปุณณ์ครับ ถุงเท้าผิดข้างแล้วครับ ไปหยิบมาใหม่ป่ะ เดี๋ยวพี่ใส่ให้”

ปุณณกันต์ก้มลงมองถุงเท้าตัวเองแล้วยิ้มให้พี่ชายเขินๆ จากนั้นก็เดินกลับไปที่ห้องแต่งตัวอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินออกมาพร้อมถุงเท้าอีกข้าง

ปราณันต์วาดแขนแล้วคว้าตัวแฝดน้อยคนพี่ขึ้นมานั่งบนตัก ก่อนจะเริ่มใส่ถุงเท้าให้อย่างเบามือ

“พี่ขอบคุณปุณณ์มากนะครับ ที่ดูแลปัณณ์แทนพี่เป็นอย่างดี” คนตัวบางยิ้มตาหยีส่งให้น้องชาย

“พี่ปราณบอกว่าปุณณ์เป็นพี่ พี่ที่ดีต้องดูแลน้อง ปุณณ์ต้องดูแลปัณณ์ เหมือนอย่างที่พี่ปราณดูแลปุณณ์ ปุณณ์ไม่อยากให้พี่ปราณต้องเหนื่อยมากครับ”

และด้วยคำตอบที่แสนชาญฉลาดของแฝดตัวน้อยวัยอนุบาล ก็เรียกความภูมิใจและตื้นตันใจจากปราณันต์ได้ไม่น้อยทีเดียว

“ขอบคุณปุณณ์มากเลยนะครับ คนเก่งของพี่” ปราณันต์โอบกอดร่างเล็กไว้แนบอก ก่อนจะระบายยิ้มออกมาบางๆ ถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่ขอเพียงมีเจ้าตัวน้อยทั้งสองอยู่ข้างๆ เขาก็พร้อมจะสู้ ขอแค่ได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่น้องทั้งสองก็พอ

“ป่ะ ไปกินข้าวกัน ปัณณ์หิวแย่แล้วมั้งป่านนี้” เว่ยโจวจับแฝดคนพี่ลุกขึ้นจากตัก แล้วจูงมือพาไปที่โต๊ะตัวเล็กๆ ที่มีอาหารวางอยู่สองสามอย่าง พร้อมรอให้พี่น้องทั้งสามได้กินด้วยกัน

เด็กทั้งสองลงมือกินข้าวกันอย่างเรียบร้อย ตากลมโตของคนพี่มองไปยังน้องน้อยทั้งสองอย่างเอ็นดูปนภูมิใจ เจ้าแฝดของเขาฉลาดเกินเด็กวัยเดียวกัน ปุณณกันต์และปัณณธรรู้ดีว่าพี่คนโตต้องเหนื่อยและทำงานหนัก จึงไม่เคยสักครั้งที่จะทำให้พี่ชายต้องปวดหัว ทั้งคู่ดูแลกันและกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าปราณันต์สอนสิ่งไหนไปก็เชื่อฟังทุกอย่าง เรื่องเรียนก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คุณครูอนุบาลที่ดูแลฝาแฝดมักจะชื่นชมเด็กๆ ให้ปราณันต์ฟังบ่อยๆ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน ปุณณกันต์กับปัณณธรไม่เคยสร้างปัญหาเลยสักครั้ง เดียว

ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบางๆ เมื่อเห็นปัณณธรใช้มือเล็กๆ จับตะเกียบคีบอาหารให้เขาและพี่ชายฝาแฝดอย่างเอื้ออาทร พร้อมกับยกยิ้มตาหยีส่งมาให้อย่างน่าเอ็นดู จนมือเรียวอดไม่ได้ที่จะเอื้อมไปลูบศีรษะเล็กๆ นั่นเบาๆ

“ขอบคุณนะครับ พี่ต้องอิ่มมากแน่ๆ เลย ปัณณ์ตักกับข้าวให้เยอะขนาดนี้”

ปากเล็กๆ ขยับเจื้อยแจ้วทันทีที่ได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้น “พี่ปราณต้องกินเยอะๆ ปัณณ์อยากให้พี่ปราณอ้วนๆ มีแรงๆ” ใบหน้าที่เหมือนปราณันต์ราวกับย่อส่วนหันไปหาพี่ชายฝาแฝดอย่างกับจะหาแนวร่วมสนับสนุนคำพูดต่อไปของตัวเอง “พี่ปุณณ์เคยบอกปัณณ์ว่า พี่ปราณต้องทำงานหนักมากๆ เพื่อดูแลเราสองคน ปัณณ์เลยอยากให้พี่ปราณกินเยอะๆ... ใช่ไหมพี่ปุณณ์”

“อื้อ!” ศีรษะกลมๆ เล็กๆ ของปุณณกันต์ผงกขึ้นลงเพื่อสนับสนุนคำพูดของแฝดคนน้อง “เราสองคนจะตั้งใจเรียน พี่ปราณจะได้ไปทำงานโดยที่ไม่ต้องเป็นห่วง”

ปราณันต์หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้ยินเจ้าแฝดทั้งสองรับส่งคำพูดกันอย่างน่าเอ็นดู ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังทำท่าเหมือนจะทะเลาะกันอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเสียแล้ว

“ฮ่าๆ โอเคๆ พี่จะกินเยอะๆ นะ พี่จะได้มีแรงไปทำงาน หาเงินเยอะๆ ให้เราสามคนได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ดีไหมครับ”

ตากลมๆ แป๋วๆ สองคู่มองไปที่พี่ชายคนโต พลางผงกศีรษะเพื่อแสดงว่าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน

“รีบกินๆ เดี๋ยวพี่จะไปส่งเราสองคนที่โรงเรียน จะสายแล้วเนี่ย”

เด็กทั้งสองพอได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้นก็รีบตักข้าวเข้าปากเล็กๆ พร้อมกับเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างน่าเอ็นดู ปราณันต์มองดูเจ้าตัวแสบของเขาอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะต้องเหนื่อยแค่ไหน ต้องทำงานหนักอีกมากเท่าไหร่ ร่างเล็กพูดบอกกับตัวเองเสมอว่าเขาทนได้ ขอเพียงแค่ให้น้องชายทั้งสองได้เติบโตอย่างดีและมีความสุข ปราณันต์ก็พร้อมจะทำทุกอย่าง จะเป็นให้ทั้งพ่อทั้งแม่ทั้งพี่ชาย ขอเพียงเจ้าตัวน้อยที่เป็นเหมือนโลกทั้งใบของเขาได้รับสิ่งดีๆ อย่างที่ควรจะได้ ปราณันต์ยินดีทำ

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


ดวงตาเรียวคมของคามินภายใต้แว่นกันแดดที่บดบังใบหน้าไปเกือบครึ่ง กำลังมองออกนอกหน้าต่างรถไปยังฝั่งตรงข้ามของถนน เมื่อเห็นชายหนุ่มรูปร่างเพรียวสมส่วนก้าวขาเรียวยาวออกมาจากประตูอพาร์ทเม้นท์ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่

มือใหญ่ขยับแว่นกันแดดออกจากใบหน้าราวกับว่ามันกำลังบดบังหรือบิดเบือนภาพที่เขาเห็น แต่เมื่อไม่มีแว่นกันแดดมาขวางแล้ว ภาพตรงหน้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป ดังนั้นมือหนาจึงกดปุ่มอัตโนมัติตรงคอนโซลข้างประตูรถ เพื่อลดกระจกลง ราวกับว่าอยากจะแน่ใจอีกครั้งว่าสิ่งที่ตนเห็นไม่ใช่เป็นเพราะตาฝาด

“แทนคุณ นั่นมัน...” คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายลงไปในลำคอ เพราะมีภาพเบื้องหน้าเป็นคำตอบแทน

ชายหนุ่มร่างเพรียวกำลังออกเดินโดยมีกระเป๋าเป้ขนาดย่อมสองใบสะพายเอียงๆ อยู่บนไหล่เล็กทั้งสองข้าง ในมือทั้งสองข้างของปราณันต์กำลังกอบกุมมือเล็กๆ ของเด็กน้อยทั้งสองไว้คนละข้าง สามคนเดินเรียงหน้ากระดานจูงมือกันไป โดยเด็กน้อยที่ขนาบข้างซ้ายและขวาของร่างเพรียวนั้น หน้าเหมือนกันราวกับแกะ แต่จะว่าไปก็เหมือนกับคนตัวโตสุดในนั้นด้วย สำเนาถูกต้องราวกับโขลกกันออกมาจริงๆ

ปราณันต์มองไปที่ฝั่งตรงข้ามในขณะที่ทั้งสามคนกำลังรอสัญญาณไฟจราจรให้เปลี่ยนเป็นสีแดงเพื่อจะข้ามถนน เจ้าแฝดคนที่ตัวเล็กกว่ากำลังกระโดดโลดเต้น แกว่งแขนไปมาอย่างน่าเอ็นดู ส่วนเจ้าแฝดอีกคนเพียงแค่มองฝาแฝดตัวเองแล้วยิ้ม และเด็กหนุ่มที่มีดวงตากลมโตเศร้าหมองเหน็ดเหนื่อยคนเมื่อคืนกำลัง... หัวเราะ

... หัวเราะจนตายิบหยีอย่างมีความสุข ช่างดูต่างกับตอนที่เขาได้เจอเมื่อคืนอย่างกับคนละคน

​​​​​​​

“ครับ นั่นคุณปราณันต์กับน้องชายฝาแฝดทั้งสองคนครับ ปุณณกันต์และปัณณธร ตอนนี้เรียนอนุบาลสองอยู่ที่โรงเรียนอนุบาล T ครับ”

ข้อมูลที่ท่านประธานของเขาต้องการนั้นแทนคุณหามาให้ได้ก่อนกำหนดเวลาสามชั่วโมงที่ถูกกำหนดไว้เสียอีก

คามินยกแขนขึ้นเท้ากับที่จับประตูรถ พลางยกมือขึ้นนวดขมับอย่างสับสน ปราณันต์อายุยี่สิบสองปี แต่กลับมีน้องชายอายุสี่ขวบเนี่ยนะ ไม่ใช่ลูกก็เหมือนลูก แล้วแบบนี้เขาจะเข้าหาปราณันต์ได้ยังไงกัน

คิ้วหนาที่พาดอยู่บนดวงตาเรียวกำลังขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด แต่แล้วจู่ๆ ภาพของเด็กหนุ่มร่างเพรียวบางนั่นก็ถูกฉายเข้ามาปิดกั้นทุกความคิดที่เขากำลังเค้นสมองใช้อยู่ ทำให้คามินอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า ถ้าภาพของปราณันต์ยามที่มีดวงตากลมโตเศร้าหมองนั่นน่าสนใจแล้ว แต่ภาพปราณันต์ยามยิ้มและหัวเราะจนตายิบหยีกลับน่าสนใจและน่ามองมากกว่า

ฉับพลันพอคิดได้ดังนั้น ริมฝีปากหยักก็ยกยิ้มอันตรายขึ้นเบาๆ พลางนึกในใจ ดูเหมือนว่าพนันครั้งนี้จะมีอะไรที่น่าสนุกกว่าการเอาชนะไอ้พวกเพื่อนนั่นแล้วสิ ... แบบนี้ค่อยน่าสนใจขึ้นมาหน่อย

“ไปอนุบาล T ฉันต้องการไปถึงที่นั่นก่อนปราณันต์”

.

.

.

ปราณันต์จูงเด็กแฝดไว้คนละข้างแล้วพาทั้งสองขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน และทันทีที่ขึ้นมาบนรถได้ เจ้าเด็กแฝดก็รีบเดินผละออกจากพี่ชายคนโตเพื่อไปหาที่นั่ง โชคดีที่วันนี้รถไม่แน่นนัก ทำให้มีที่นั่งว่างอยู่เหลือบ้าง ปัณณธรเดินกึ่งวิ่งไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วรีบกระเถิบตัวเข้าไปนั่งด้านใน เพื่อเหลือที่ว่างให้ปุณณกันต์นั่งด้วยกันอย่างรู้งาน

ปราณันต์เดินมาหยุดยืนจับเสาตรงจุดที่น้องชายทั้งสองนั่งอยู่ ตากลมมองไปที่น้องอย่างนึกเอ็นดู เมื่อเห็นว่าแฝดพี่และแฝดน้องกำลังแบ่งที่ให้กันและกันนั่งอย่างน่ารัก

“นั่งดีๆ นะครับ ระวังตกนะปุณณ์ ปัณณ์” เสียงหวานเตือนเจ้าตัวแสบทั้งสองอย่างไม่จริงจังอะไรมาก

และเมื่อถึงป้ายโรงเรียน ปราณันต์จึงอุ้มปัณณธรขึ้นมา และใช้มืออีกข้างจูงปุณณกันต์ไปยืนหน้าประตู เตรียมพร้อมจะลงรถเมล์ ซึ่งป้ายนี้มีคนลงมากพอสมควร เขาจึงต้องระวังมากเป็นพิเศษด้วยกลัวน้องจะเกิดอุบัติเหตุ

พอประตูเปิดออกขาเรียวจึงค่อยๆ ก้าวลงจากรถพร้อมทั้งจูงปุณณกันต์ลงมาด้วย แต่เพราะมีคนจะลงเยอะเกินไป ทำให้เกิดการเบียดเสียดกัน และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

มือของปุณณกันต์ถูกกระแทกจนหลุดออกมือของปราณันต์ ตากลมเบิกมองน้องชายเมื่อเห็นว่าร่างเล็กๆ นั่นกำลังจะร่วงหล่นหน้าทิ่มลงจากรถ ปากอิ่มตะโกนเรียกชื่อน้องลั่น ด้วยเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถทำอะไรได้ในสถานการณ์แบบนี้

“ปุณณ์!!”

ใบหน้าของแฝดคนน้องที่ก่อนหน้านี้ซบอยู่บนไหล่ของปราณันต์ หันมาตามเสียงที่ตะโกนดังลั่นของพี่ชายคนคนโต และทันได้เห็นแฝดคนพี่ของตัวเองกำลังจะตกจากบันไดรถเมล์พอดี

“พี่ปุณณ์!! ฮือออออออ” ปัณณธรร้องไห้โฮทันทีเมื่อรับรู้ว่าฝาแฝดของตัวเองตกอยู่ในอันตราย

และก่อนที่ปุณณกันต์จะตกลงไปจู่ๆ ก็มีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่โผล่มาจากไหนไม่รู้ พุ่งมารับเจ้าแฝดตัวน้อยไว้ได้ทัน ผู้ชายคนนั้นหงายหลังลงไปกระแทกพื้น โดยมีปุณณกันต์ล้มไปด้วย แต่ไม่ได้ล้มลงไปบนพื้นจนเป็นอันตราย แต่กลับล้มลงไปอยู่บนร่างกายสูงใหญ่ของผู้ชายคนนั้นแทน

ปราณันต์กระโจนพรวดลงจากรถเมล์ แล้วปล่อยปัณณธรลงยืนบนพื้น เจ้าตัวน้อยยังคงตกใจอยู่แม้จะหยุดร้องไห้แล้ว แต่ก็ยังคงสะอื้นฮักไม่หยุด คนที่ยืนอยู่ละแวกนั้นเข้ามามุงดูด้วยความตกใจ ร่างเล็กของปุณณกันต์ยังคงถูกอ้อมแขนแข็งแรงโอบกอดไว้แน่น จนกระทั่งร่างบางทรุดตัวคุกเข่าลงบนพื้นข้างกายผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตปุณณกันต์ไว้ หากไม่ได้ชายคนนี้... ปราณันต์ข่มตาลงแน่นพลางตั้งสติ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาต้องขาดใจแน่ๆ ถ้าปุณณกันต์เป็นอะไรไป

“คุณครับ เป็นยังไงบ้างครับ?” มือเล็กตรงเข้าเขย่าลงบนไหล่หนาของคนที่นอนอยู่บนพื้นอย่างเบามือ แต่เขาก็ยังคงนิ่ง ใบหน้าคมคายกำลังก้มมองเด็กในอ้อมกอด สุดท้ายปราณันต์จึงตัดสินใจที่จะผินหน้าก้มลงต่ำเพื่อมองเจ้าตัวน้อยที่ยังอยู่ในอ้อมแขนเขาคนนั้น เมื่อเห็นว่าผู้มีพระคุณยังคงไม่ตอบสนองใดๆ “ปุณณ์ เจ็บตรงไหนรึป่าว บอกพี่ปราณหน่อยครับ”

มือเล็กค่อยๆ แกะอ้อมแขนที่โอบกอดน้องชายของตนออก และเหมือนชายรูปร่างสูงใหญ่คนนั้นจะรู้สึกตัว เขาจึงยอมคลายอ้อมกอดออกให้ร่างบางที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ ได้อุ้มน้องชายคืนไป

“พี่ปราณ...” ปุณณกันต์หันมองพี่ชายคนโตของตัวเองช้าๆ เมื่อได้กลับเข้าสู่อ้อมกอดที่คุ้นเคย และได้เห็นใบหน้าของปราณันต์เต็มตา เด็กน้อยก็ร้องไห้โฮทันที “ฮือออ ฮึก! ฮือออ พี่ปราณ ปุณณ์กลัว ฮืออออ”

และทันทีที่ปุณณกันต์ร้องไห้ ปัณณธรที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ร้องไห้ตาม กลายเป็นแฝดน้อยทั้งสองร้องไห้แข่งกันจ้าละหวั่น

“ไม่ร้องนะไม่ร้อง พี่อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวนะครับคนเก่ง ไม่มีอะไรแล้ว” แขนเล็กโอบกอดน้องชายตัวเองทั้งสองไว้แน่น

ในระหว่างที่ปลอบน้องปราณันต์ก็ไม่ทันได้สังเกต จนตอนนี้ผู้มีพระคุณลุกขึ้นมานั่งเรียบร้อยแล้ว ตาคมจ้องไปที่พี่น้องทั้งสามอย่างสนใจ จากเท่าที่มองอยู่ตอนนี้ เหมือนเด็กทั้งสองคือแก้วตาดวงใจของคนตรงหน้าจริงๆ

ปราณันต์เองเมื่อหันไปเห็นผู้มีพระคุณกำลังนั่งทอดสายตามายังตน จึงนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ขอบคุณที่ช่วยชีวิตน้องชายเขาไว้เลย

“ผมต้องขอบคุณคุณมากนะครับที่ช่วยปุณณ์ไว้ คุณเป็นยังไงบ้างครับ เจ็บตรงไหนรึป่าว” ปากอิ่มถามอย่างอ่อนแรง เพราะยังตกใจกับเหตุการณ์ก่อนหน้าอยู่

“ผมไม่เป็นไรครับ แล้วลูกชายคุณ...” ชายคนนั้นคงจะเข้าใจผิดเหมือนคนอื่นที่คิดว่าเด็กแฝดเป็นลูกของปราณันต์

“นี่ไม่ใช่ลูกชายผมครับ เด็กสองคนนี้เป็นน้องชายฝาแฝดของผมเอง”

“อ่า ขอโทษนะครับ ผมเข้าใจผิดไป” ใบหน้าคมคายแสดงออกว่าเพิ่งเข้าใจ “แต่ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นผมขอตัวนะครับ” ผู้ชายคนนั้นเตรียมผละออก จึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

ปราณันต์เห็นดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นตาม ก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะจากไป

“ให้ผมได้พาคุณไปหาหมอเถอะครับ ผมจะได้สบายใจ คุณอุตส่าห์ช่วยน้องผมไว้ ถ้าคุณเป็นอะไรไปผมคงรู้สึกผิดแย่”

เมื่อปราณันต์เดินไปเผชิญหน้ากับชายคนตรงข้ามเพื่อบอกความตั้งใจของตัวเอง ตัวเขากลับดูเล็กไปจนถนัดตา

“ผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ครับ คุณไม่ต้องห่วง” ผู้ชายคนนั้นทำเพียงแค่ยิ้มบางๆ ให้ปราณันต์

“ไม่ได้หรอกครับ อาการบางอย่างมันอาจจะยังไม่แสดงออกก็ได้นะครับ ผมว่าไปหาหมอตรวจให้แน่ใจเลยดีกว่า”

คนตัวเล็กยังคงดื้อดึง ปราณันต์อยากจะไปตรวจให้รู้แน่ว่าเขาไม่เป็นอะไร เพราะแค่เขาช่วยเหลือปุณณกันต์ไว้นั้นก็เท่ากับเป็นบุญคุณมากมายของปราณันต์แล้ว

“งั้นเอาตามใจคุณก็ได้ครับ” ในที่สุดชายหนุ่มผู้ที่มีใบหน้าคมคายหล่อเหลาคนนั้นก็ยอมตกลง

“ขอบคุณมากนะครับที่คุณยอม ยังไงคุณรอแป๊บนึงนะครับ ผมขอพาน้องไปส่งครูที่โรงเรียนอนุบาลข้างหน้านี้ก่อน”

ตากลมโตมองเลยไปยังประตูโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลออกไป ทำให้คนตรงข้ามอดมองตามไปด้วยไม่ได้

“ผมไปกับคุณก็ได้ครับ จะได้ช่วยจูงน้องให้คนนึง”

“ขอบคุณมากนะครับ” ก่อนที่ปราณันต์จะหันไปมองน้องชายฝาแฝดคนพี่ที่ยังกอดเอวเขาไว้แน่น “แต่ปุณณ์น่าจะยังไม่ยอมไปจากผมง่ายๆ แน่”

ปุณณกันต์ยังคงเกาะติดปราณันต์ไม่ยอมปล่อย เพราะตกใจกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อยู่ ปัณณธรเองก็คงรู้ เลยเดินมาหาชายคนนั้นพร้อมทั้งยื่นมือเล็กๆ ป้อมๆ ไปเกาะที่มือใหญ่ของชายคนนั้นอย่างเด็กรู้ความ

ชายคนนั้นหลุดขำออกมาเบาๆ เมื่อเห็นถึงความฉลาดของเด็กแฝดคนน้อง

“น้องชายคุณฉลาดมากเลยนะครับ” เขาหันไปพูดชมปัณณธรให้ปราณันต์ฟัง ก่อนจะหันมาหาเจ้าตัวน้อยที่ตอนนี้กำลังเกาะมือเขาแน่น แถมยังใช้ตากลมๆ โตๆ ที่เหมือนพี่ชายตัวเองมองมาที่เขาตาแป๋วอีกต่างหาก “ไงหนุ่มน้อย เราเป็นพี่หรือเป็นน้องล่ะ?”

“ปัณณ์เป็นน้องของพี่ปุณณ์ครับ ปัณณ์ชื่อปัณณธร ฤทธิรงค์ครับ”

คนตัวเล็กยิ้มออกมาบางๆ เมื่อได้ยินเจ้าตัวน้อยเจื้อยแจ้วคุยกับคนแปลกหน้าอย่างสนิทสนม

“ปัณณ์ ปัณณ์รู้จักคุณเขาหรอนั่น วิ่งไปเกาะมือแถมยังคุยกับคุณเขาปร๋ออีก”

“ปัณณ์รู้จักคุณลุงคนนี้นะพี่ปราณ” ปัณณธรยังคงพูดฉอเลาะไม่หยุด จนปุณณกันต์ที่ตอนนี้ซบหน้าอยู่บนบ่าของพี่ชายคนโต เริ่มหันมาให้ความสนใจบ้างแล้ว

“คุณลุงเลยหรอ ฮ่าๆ” คนแปลกหน้าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เมื่อได้ยินปัณณธรใช้สรรพนามเรียกตนเองแบบนั้น ก่อนจะผินหน้าไปหน้าคนตัวเล็กกว่าที่ขณะนี้เริ่มออกเดินแล้ว “ผมดูแก่ขนาดนั้นเลยหรอครับเนี่ย”

“แหะๆ” ปราณันต์หัวเราะแห้งๆ ไม่รู้จะตอบรับหรือตอบปฏิเสธยังไง เพราะคนตรงข้ามก็ดูมีอายุ ไม่สิ เรียกว่าดูภูมิฐานน่าจะเหมาะกว่า รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง แขนและขายาวรับกัน ถ้าให้เดา ร่างกายภายใต้ชุดสูทราคาแพงต้องเต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่ๆ ไหนน่าจะใบหน้าคมคายดูมีเสน่ห์นั่นอีก ปราณันต์คิดว่าที่แน่ๆ ชายคนนี้คงจะอายุมากกว่าเขาหลายปีทีเดียว

“หัวเราะแบบนี้หมายความว่าไงครับเนี่ย” ชายคนที่ปัณณธรเรียกว่าคุณลุงหยอกเย้าปราณันต์อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปหาเจ้าแฝดคนต้นเหตุของหัวข้อสนทนาตอนนี้ “ว่าไงครับปัณณ์ ลุงดูแก่ขนาดนั้นเลยหรอ”

ปากเล็กๆ ของเจ้าตัวแสบเม้มเข้าหากันอย่างใช้ความคิด เมื่อได้ยินคำถามจากคุณลุงคนใจดี ก่อนจะเอ่ยตอบออกไปอย่างไร้เดียงสา

“คุณลุงไม่ได้แก่หรอกครับ แต่ปัณณ์ไม่รู้จะเรียกคุณลุงว่ายังไงนี่นา” ปากเล็กๆ ยังคงขยับพูดต่อโดยไม่หยุดหายใจ “ปัณณ์อยากสนิทกับคุณลุง เพราะคุณลุงใจดี คุณลุงช่วยพี่ปุณณ์ของปัณณ์ไว้ พี่ปราณสอนไว้ว่า ถ้าใครช่วยเหลือเรา เราต้องรู้จักสำนึกในบุญคุณ”

ทั้งปราณันต์และชายคนนั้นยิ้มออกมาทันทีหลังจากได้ยินเด็กน้อยพูดจบ โดยเฉพาะชายแปลกหน้าคนนั้น ได้แต่คิดในใจลำพังว่า คนตัวเล็กนี่ช่างสอนน้องชายได้ดีจริงๆ เจ้าตัวน้อยที่เขาจูงอยู่ตอนนี้ ช่างฉลาดพูด ฉลาดคิด ฉลาดทำเกินเด็กวัยเดียวกัน

“คุณลุงครับ” เสียงเล็กๆ เบาๆ ที่คล้ายกับเสียงของปัณณธรดังขึ้นมาจากทางไหล่ของปราณันต์ เรียกให้ทุกคนไม่แค่เฉพาะเจ้าของชื่อ หันไปมอง

“ปุณณ์หายตกใจรึยังครับ” ปราณันต์ถามแฝดคนพี่ที่ตนอุ้มอยู่อย่างเป็นห่วง

“หายแล้วครับ” เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก เพื่อยืนยันสิ่งที่ตนเองพูด ก่อนจะหันไปมองชายผู้ช่วยชีวิตตนไว้อีกครั้ง “คุณลุงครับ”

“ว่าไงครับปุณณ์ ปุณณ์เจ็บตรงไหนไหม?” ชายคนนั้นยิ้มให้ปุณณกันต์อย่างใจดี

“ไม่เจ็บครับ ปุณณ์แค่อยากจะขอบคุณคุณลุง” เด็กน้อยพุ่มมือขึ้นไหว้พร้อมกับค้อมหัวลง แม้จะถูกพี่ชายอุ้มอยู่ก็ตาม “คุณลุงช่วยปุณณ์ไว้ ขอบคุณครับ”

มือใหญ่ของชายแปลกหน้าลูบศีรษะกลมๆ เล็กๆ ของปุณณกันต์อย่างเอ็นดู

“ไม่เป็นไรครับ แค่ปุณณ์ไม่เป็นอะไร ลุงก็ดีใจแล้ว”

ทั้งสี่คนเดินไปคุยกันไป จนเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ถึงหน้าประตูโรงเรียนแล้ว

ปราณันต์เดินนำชายแปลกหน้าที่กำลังจูงปัณณธรอยู่เข้าไปในโรงเรียน ก่อนจะเดินตรงไปหาอาจารย์ประจำชั้นของเด็กแฝดทั้งสองที่ยืนคอยอยู่ก่อนหน้าแล้ว

“น้องปุณณ์ น้องปัณณ์ มากันแล้วหรอจ๊ะ ทำไมวันนี้ถึงสายได้ล่ะคะน้องปราณ” อาจารย์ที่ดูสูงวัยนิดหน่อยทักทายทั้งสามอย่างสนิทสนม

“พอดีเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับอาจารย์ โชคดีที่ได้คุณคนนี้ช่วยไว้” ปราณันต์ตอบพลางปล่อยให้ปุณณกันต์ที่ตอนนี้หายตกใจแล้ว ลงไปยืนบนพื้น แล้วหันไปชี้คนแปลกหน้าที่ตัวเองพามาด้วย

“ตายจริง แล้วเป็นอะไรกันมากไหมจ๊ะ” อาจารย์ถามขึ้นอย่างตกใจ

“ไม่เป็นไรแล้วครับ ตอนแรกปุณณ์ตกใจนิดหน่อย แต่ตอนนี้น่าจะดีขี้นแล้ว”

ตากลมทอดมองไปยังแฝดคนพี่ด้วยสายตาเป็นห่วง พลางใช้มือลูบหลังลูบไหล่น้อง เพื่อให้น้องได้ผ่อนคลายมากขึ้น

และพออาจารย์สำรวจมองดูเห็นว่าเด็กทั้งสองปลอดภัยดี จึงเตรียมพาเข้าห้องเรียน

“ไปจ้ะ บอกลาพี่ชายได้แล้วเด็กๆ จะได้เวลาเข้าเรียนแล้วนะ”

เจ้าแฝดน้อยทั้งสองยืนมาหยุดอยู่ตรงหน้าของพี่ชายคนโต ที่ตอนนี้กำลังนั่งยองๆ เพื่อให้ใบหน้าของตนและน้องทั้งสองอยู่ในระดับเดียวกัน แฝดปุณณ์และแฝดปัณณ์มองหน้าพี่ชายพลางจับจูงมือกันและกันไว้แน่น

“เอาล่ะครับ ตั้งใจเรียนนะเด็กๆ ไม่ดื้อไม่ซน เหมือนที่พี่ปราณเคยสอนนะ โอเคไหม”

“ครับ” ทั้งสองรับคำพร้อมกัน

“พี่ไปนะ แล้วเดี๋ยววันศุกร์ พี่เลิกงานแล้วจะรีบมารับเราสองคนทันที” ปราณันต์ยิ้มบางๆ ให้น้องทั้งสอง แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องทิ้งน้องไว้ให้คนอื่นดูแล แต่ด้วยความจำเป็นก็ต้องทำ และเด็กๆ เองก็รู้และเข้าใจดี แม้จะมีงอแงบ้างตามประสาเด็ก แต่ปุณณกันต์และปัณณธรก็ไม่เคยสร้างปัญหาให้หนักใจสักครั้ง

“ปัณณ์ต้องคิดถึงพี่ปราณมากแน่ๆ เลย” ปราณันต์โยกศีรษะกลมๆ เล็กๆ นั่นอย่างเอ็นดู เมื่อได้ยินเจ้าตัวน้อยพูดจบ

“แป๊ปเดียวก็วันศุกร์แล้ว พี่สัญญานะว่าจะโทรมาหาทุกวัน ตกลงไหม” แม้ปากอิ่มจะยิ้ม แต่ในตากลมโตกลับแสดงความรู้สึกที่ตรงข้าม... ปราณันต์เองก็กำลังเศร้า ไม่ต่างจากเด็กทั้งสองเลยสักนิด

“พี่ปราณไปเถอะครับ เดี๋ยวปุณณ์จะดูแลปัณณ์เอง พี่ปราณไม่ต้องเป็นห่วงนะ” แฝดคนพี่เอ่ยปากเพราะไม่อยากให้พี่ชายเป็นห่วง ปราณันต์พยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะหันไปหาอาจารย์ เพื่อฝากฝังน้องชายทั้งสองอีกครั้ง

“ฝากด้วยนะครับ ถ้ามีอะไรก็โทรหาผมได้เลย แล้วเดี๋ยววันศุกร์ผมจะมารับ”

“ได้จ้ะ น้องปราณไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดี๋ยวครูจะดูแลปุณณ์กับปัณณ์ให้” อาจารย์ยิ้มให้อย่างใจดี

และก่อนที่อาจารย์จะพาเด็กแฝดเข้าห้องเรียน ปัณณธรก็หันกลับมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

“บ๊ายบายครับคุณลุง ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ช่วยพี่ปุณณ์ไว้” เด็กน้อยหันมาโบกมือให้คุณลุงคนแปลกหน้า ปุณณกันต์เองก็เลยหันมาทำตามฝาแฝดตนเช่นกัน

“ขอบคุณครับคุณลุง” ปุณณกันต์เอ่ยตาม ก่อนที่เจ้าของสรรพนามคุณลุงจะเดินเข้าไปหาเด็กทั้งสองอีกครั้ง พลางถามออกมา

“ทำยังไงดีล่ะ ลุงไม่ชอบให้เรียกว่าลุงเลย”

แฝดคนน้องเอียงคออย่างใช้ความคิด เมื่อได้ยินดังนั้น “แล้วจะให้เรียกว่ายังไงดีครับ คุณลุง”

“อืม เอาอย่างนี้ดีไหม?” มือใหญ่กวักเรียกปุณณกันต์และปัณณธรให้เดินเข้าไปใกล้ๆ พลางทรุดตัวลงนั่งยองๆ เพื่อให้ใบหน้าเสมอกับเด็กๆ ก่อนจะยื่นไปกระซิบที่ข้างหูของเด็กแฝดเบาๆ จากนั้นก็ผละออกแล้วถาม “ดีไหมครับ”

“ดีครับดี” ปัณณธรตอบพลางหัวเราะคิกคัก ปุณณกันต์เองก็พยักหน้าเห็นด้วยเหมือนกัน

ทั้งสามยิ้มให้กันอย่างชอบใจ ราวกับว่าเป็นเรื่องที่รู้กันได้เฉพาะแค่สามคน จนปราณันต์ที่เดินมายืนข้างหลังอดแปลกใจไม่ได้

“ปุณณ์ ปัณณ์ไปได้แล้วจ้ะ สายแล้ว” เสียงคุณครูตะโกนเรียก ก่อนที่สองแฝดจะวิ่งตื๋อออกไป แล้วหันมายิ้มหวานตาหยีโบกมือให้พี่ชายและคุณลุงคนแปลกหน้าอีกครั้ง

คนตัวเล็กและคนตัวโตก็โบกมือกลับไปให้เด็กๆ พลางมองดูฝาแฝดเดินเข้าไปด้านในจนลับตา ปราณันต์จึงหันมาหาคนข้างกายอีกครั้ง

“รบกวนคุณเลย ไหนจะช่วยน้องผมไว้ แลัวยังเป็นธุระมาส่งให้อีก ยังไงก็ขอบคุณมากนะครับ”

ชายคนนั้นเพียงแค่ยิ้ม พลางโบกมือไล่ประมาณว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักนิด

“โถ่ เรื่องเล็กน้อยเองครับ อย่ากังวลไปเลย”

“ให้ผมพาคุณไปเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลนะครับ เช้านี้ผมพอว่างอยู่” ปราณันต์พูดเจื้อยแจ้ว จนคนตรงข้ามอดคิดในใจไม่ได้ว่า ปราณันต์นั้นไม่ต่างจากปัณณธรเลยสักนิด

“ไปกันเถอะครับคุณ...” ปราณันต์หยุดชะงัก และถามขึ้นราวกับเพิ่งนึกได้ “นี่คุณชื่ออะไรนะครับ ผมเองก็ลืมถามเสียสนิทเลย ฮ่ะๆ”

ปราณันต์หัวเราะแก้เก้อ พลางเกาต้นคอตัวเองอย่างเขินๆ เกิดเรื่องวุ่นวายจนเขาลืมถามชื่อของผู้มีพระคุณไปได้ยังไงกันนะ

“ฮ่าๆ” คนตัวโตกว่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดีและไม่ได้ถือสาอะไร ก่อนจะตอบปราณันต์ออกไปอย่างเป็นกันเอง

“คามินครับ ... ผมชื่อคามิน หรือคุณจะเรียกผมว่าครามก็ได้ ”


“คุณคราม...” ศีรษะกลมๆ ของปราณันต์พยักหงึกหงักอย่างรับรู้ โดยที่ไม่ทันได้สังเกตอาการของคนฝั่งตรงข้าม เลยสักนิด

ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชาด้วยความพอใจ

‘ใช่แล้วปราณันต์ ฉันชื่อคราม นายจำชื่อฉันไว้ให้ดีล่ะ จากนี้ฉันมีเรื่องสนุกให้นายได้เจออีกเยอะเลย’

-------------------------------------------------------

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ... หรือ ซาตาน?

555555555555555555555555

ถ้าเจอคำผิดบอกเรานะคะ โดยเฉพาะชื่อตัวละคร บางทีตามันลายจริงๆ เลยอาจจะเผลอมองข้ามไป เม้นท์บอกได้เลย เราจะรีบแก้ให้ อย่างที่บอกคือเอามารีไรท์จริงๆ ก็กลัวจะมีข้อผิดพลาดหลุดไป ถ้ามียังไงก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

แล้วก็ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตามและให้กำลังใจ ขอบคุณคอมเม้นท์ทุกคอมเม้นท์ด้วยย น่ารักกันมากๆ เลย ขอบคุณค่ะ

แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ รักกกก <3

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4018
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
อย่างนี้สิ สนุกแน่ๆ ..

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
 :ling1: :ling1: :ling1:อย่าหาทำ

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-4
2nd Lies : แผนการ


หลังจากส่งฝาแฝดทั้งสองเข้าเรียนแล้ว ปราณันต์และคามินก็ออกมาเรียกแท็กซี่ที่หน้าโรงเรียน เพื่อไปยังโรงพยาบาลใกล้ๆ และเช็คอาการของคามินตามที่ปราณันต์เป็นกังวล

คามินลอบมองคนข้างๆ หลังจากขึ้นรถมาเรียบร้อย พลางคิดในใจว่า เด็กคนนี้... ถ้ามองผ่านๆ หรือไม่สังเกตดีๆ จะรู้สึกว่าธรรมดามาก แต่ถ้าได้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ แบบนี้...

ดวงตากลมโตที่สอดรับกับขนตายาวเป็นแพ จมูกโด่งเป็นสันที่ปลายรั้นนิดหน่อย ราวกับจะบอกถึงความดื้อดึงของเจ้าของ แล้วไหนจะริมฝีปากอิ่มสีแดงสดที่โดดเด่นที่สุดบนใบหน้าเล็กๆ นั่น ทุกองค์ประกอบบนเครื่องหน้าของปราณันต์ นิยามได้คำเดียวเลยว่า ‘สวย’ ... สวยถึงแม้ว่าเพศสภาพของคนตรงข้ามจะไม่ใช่ผู้หญิงก็ตาม

คามินไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปราณันต์ถึงเสน่ห์แรงขนาดที่ว่าสิปปกรมันเอามาเป็นเหยื่อในเกมพิเรนทร์ๆ ที่พวกมันคิดขึ้นแบบนี้

“ถ้าผมพาคุณไปคลินิกใกล้ๆ นี้ เอ่อ... คุณจะโอเคไหมครับ” จู่ๆ เสียงใสก็เอ่ยถามขึ้น คิ้วเข้มของคามินเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ เมื่อได้ยินคำถามนั้น

“ผมยังไงก็ได้ครับ ที่จริง... อย่างที่ผมบอกไปแต่แรกว่าอย่าลำบากเลย แต่คุณปราณันต์ก็ยังดึงดัน” คามินกล่าวอย่างสบายๆ เพราะอันที่จริงตัวเขาเองก็ไม่ได้เจ็บปวดอะไรตรงไหนสักเท่าไหร่

“อย่าเข้าใจผิดไปเลยนะครับ ผมอยากพาคุณไปหาหมอจริงๆ เพียงแต่... เงินผมอาจจะไม่พอถ้าไปโรงพยาบาลเอกชน” เจ้าของคำพูดยิ้มเศร้าๆ ใบหน้าหวานดูอึดอัดเล็กน้อย ที่ต้องพูดเรื่องส่วนตัวขนาดนี้ให้คนแปลกหน้าฟัง

คามินปั้นยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ปราณันต์ ยิ้มแบบที่คนตัวเล็กกว่าเห็นแล้วใจกระตุกโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว

“เอาที่คุณปราณันต์สะดวกเลยครับ ผมได้หมด”

ร่างบางยิ้มตอบให้คนตรงข้าม พาลให้รู้สึกประทับใจในความเข้าอกเข้าใจที่อีกฝั่งมีให้ตน ยิ่งด้วยท่าทางสบายๆ ของคามินที่ไม่ได้ทำท่าเห็นอกเห็นใจ หรือไม่ได้ละลาบละล้วงอยากรู้มากเกินไปเสียจนทำให้เขาอึดอึด ยิ่งทำให้ปราณันต์รู้สึกดี และสบายใจกับคนแปลกหน้าคนนี้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

และระหว่างตลอดทางที่นั่งรถ คงเพราะไม่อยากให้บรรยากาศมันดูอึดอัดเกินไป คามินจึงพยายามชวนคนตัวเล็กกว่าพูดคุย หรือง่ายๆ ก็คือพยายามล้วงข้อมูลจากปราณันต์ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

“แล้วคุณปราณันต์ทำงานที่ไหนเหรอครับ เพราะตอนนี้ก็สายมากแล้วด้วย” คามินแกล้งถามหน้าซื่อ ทั้งที่จริงเขาเองก็รู้คำตอบอยู่แล้วแก่ใจ

“พอดีผมลางานช่วงเช้าน่ะครับ เพราะต้องมาส่งปุณณ์กับปัณณ์ วันนี้เปิดเทอมวันแรกผมก็เลยอยากจะอยู่กับพวกแกให้นานหน่อย”

“อ๋อ แบบนี้นี่เอง" ใบหน้าคมคายพยักขึ้นลงราวกับเพิ่งเข้าใจ

“....” ปราณันต์นิ่ง คามินเลยพูดต่อ

“แต่ดูท่าคุณจะสนิทกับฝาแฝดมากเลยนะครับ” คามินแสร้งทำสีหน้ากระอักอ่วนใจ ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมา “แต่พวกคุณดูอายุห่างกันมาก เอ่อ... ผมเลยเผลอเข้าใจผิดไป ต้องขอโทษด้วยนะครับ”

ปราณันต์หัวเราะน้อยๆ หลังจากได้ยินคามินพูดจบประโยค

“ใครๆ ก็เข้าใจแบบคุณครับ ไม่ต้องคิดมากหรอก และอีกอย่างปุณณ์กับปัณณ์ก็หน้าเหมือนกับผมอย่างกับโขลกกันมา ถ้าคุณไม่เข้าใจผิดผมสิว่าแปลก”

คามินเผลอจ้องคนตรงข้ามนิ่ง ภาพตอนที่ปราณันต์หัวเราะนั่น เหมือนสาปให้เขาแทบหยุดหายใจได้เลยทีเดียว


‘น่ารัก’


เป็นคำๆ เดียวที่เขาคิดออกสำหรับคนตรงหน้าในเวลานี้

“มีอะไรติดหน้าผมหรือเปล่าครับ ทำไมจ้องขนาดนั้น”

เจ้าของดวงตากลมโตเสหลบตาคมที่จ้องมาทางตนอย่างทำอะไรไม่ถูก ไม่ใช่ว่าปราณันต์จะไม่เคยถูกจ้องแบบนี้ เวลาทำงานที่คลับ ลูกค้าที่เข้ามามักจะแทะโลมเขาทั้งด้วยคำพูดท่าทางและแววตาอย่างนี้ทั้งนั้น แต่ไม่เคยมีสายตาคู่ไหนทำให้เขาหวั่นไหวได้เท่ากับสายตาคู่นี้มาก่อน มันทั้งดึงดูด ทั้งมีเสน่ห์ จนทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ที่ไม่เคยเต้นแรงให้กับใคร สั่นไหวจนเจ้าตัวก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

“เปล่าครับ ผมแค่คิดว่าคุณน่ารักดี” คามินตอบไปตามตรง อยากทำคะแนนก็ส่วนนึงและในใจส่วนลึกๆ ของเขาเองก็คิดแบบนั้นจริงๆ จะเป็นอะไรไปยังไงมันก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนของเขาอยู่แล้ว

ปราณันต์หน้าขึ้นสีจางๆ เมื่อได้ยินคำตอบนั้นของคามิน มันไม่ได้ฟังดูเจ้าชู้หรือหยาบคายเลยสักนิด ตรงกันข้ามมันกลับฟังดูจริงใจและไม่ได้แฝงจุดประสงค์ใดเลย

“เอ่อ.. ขอบคุณครับ” ปราณันต์รับคำอึกๆ อักๆ ทุกอย่างมันดูขัดเขินไปหมด

“นี่ผมทำคุณลำบากใจหรือเปล่าครับ” คามินแสร้งทำเสียงเสียใจ “ถ้าเป็นแบบนั้น ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ”

“เปล่าครับ เปล่า” ปราณันต์ละล่ำละลักปฏิเสธ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจะต้องแคร์ และกลัวอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดมากขนาดนั้น “เพียงแต่ไม่เคยมีใครมาชมผมต่อหน้าแบบนี้ ผมเลยรู้สึกแปลกๆ นิดนึง”

“ไม่น่าเชื่อนะครับว่าผมจะชมคุณเป็นคนแรก ผมคิดว่าผมจะเป็นคนสุดท้ายบนโลกใบนี้แล้วเสียอีกที่ชมคุณแบบนี้”

ฟังเผินๆ อาจจะเหมือนคำพูดทั่วไป แต่ถ้ามองลึกลงไปในประโยคเมื่อกี้มันคือคำชมทางอ้อม ทำเอาคนถูกพูดถึงอดหน้าร้อนขึ้นมาไม่ได้เหมือนกัน

หลังจากนั้นคามินก็เริ่มชวนปราณันต์พูดคุยอย่างเป็นกันเอง พลอยให้ปราณันต์ได้ผ่อนคลายและไม่เกร็งเท่าช่วงแรกๆ ทั้งสองคุยกันเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งรถแท็กซี่ที่โดยสารมาหยุดที่หน้าคลินิกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนอนุบาลมาไม่ไกลมาก

หลังจากปราณันต์ส่งคามินเข้าไปตรวจร่างกายเรียบร้อย เขาก็มาเตร็ดเตร่นั่งรออีกฝ่ายอยู่ด้านนอก ก่อนที่มือเรียวจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหาปลายสายที่ตนคุ้นเคยทันทีที่นึกขึ้นได้

(ว่าไงปราณ ปราณจะกลับเข้าออฟฟิศกี่โมง)

ทันทีที่ทางโน้นรับสายก็ไม่ทันได้ให้เขาได้ทักทายอะไร แต่กลับตั้งคำถามสวนมาแทน ปราณันต์เองพอได้ยินแบบนั้นก็อดขำไม่ได้

“ใจเย็นครับพี่นท ฮ่ะๆ ผมส่งฝาแฝดเสร็จแล้วแต่พอดีมีธุระติดพันอีกนิดหน่อย สักสิบโมงคงได้กลับเข้าออฟฟิศครับ”

ปราณันต์โทรหา ‘นทนัช’ รุ่นพี่สาวที่สนิทมากที่สุดในบริษัท และยังพ่วงตำแหน่งหัวหน้าทีมที่ทำงานร่วมกันมานานหลายปีแล้วด้วย

(ธุระของเจ้าแฝดเหรอ?)

นทนัชถามขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะโดยปกติปราณันต์ไม่ค่อยจะได้มีเหตุให้ได้ไปอะไรที่ไหน นอกจากจะเป็นเหตุจำเป็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยพ้นเรื่องเจ้าเด็กฝาแฝด ซึ่งคราวนี้รุ่นพี่คนสนิทเดาผิดถนัด

“เปล่าครับ ถ้าให้ผมเล่าคงยาว เดี๋ยวพอกลับเข้าออฟฟิศผมจะไปเล่าให้ฟังแล้วกันนะครับ ยังไงก็ฝากพี่บอก ‘กวี’ ด้วย ว่าผมจะเข้าไปช้ากว่ากำหนดนิดนึง”

(โอเคๆ ตามสบายเถอะ ไม่ต้องรีบ นานๆ ปราณจะลาซักที ยังไงก็ลาไว้จนเที่ยงอยู่แล้วนี่ อย่ากังวลไปเลย)

“ขอบคุณครับพี่นท”

นทนัชบอกตัดบทอย่างใจดี ก่อนจะวางสายไป เป็นผลให้ปราณันต์ต้องหลุดยิ้มออกมาบางๆ อย่างที่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่มีคนรอบตัวแสนดีขนาดนี่

นอกจากอนาวินที่เป็นเพื่อนสนิทแล้ว ปราณันต์ก็มี นทนัช และ กวี หรือ กันต์กวี นี่แหละ เป็นเพื่อนที่ร่วมงานด้วยกันมาตลอดตั้งแต่เริ่มทำงานที่บริษัท ‘เคเอ็มพร็อตเพอร์ตี้’  และถึงแม้ปราณันต์จะทำงานอยู่ฝ่ายออกแบบ แต่ในฝ่ายก็จะแบ่งทีมออกแบบเป็นทีมย่อยๆ หลายทีม ซึ่งทีมของเขาก็มีนทนัชและกันต์กวีที่ทำงานอยู่ด้วยกัน ซึ่งตัวปราณันต์เองก็ชอบการทำงานแบบนี้อยู่ไม่น้อย เพราะเขาเชื่อว่าการออกแบบที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะ การทำงานกับคนน้อยๆ เป็นอะไรที่ควบคุมง่าย และทำให้มีอิสระทางความคิดก็มากกว่าตามไปด้วย

แต่เหตุผลหลักๆ ก็เห็นจะเรื่องที่ว่าปราณันต์เป็นคนไม่ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไปเท่าไหร่นัก อย่างที่บอกว่าหลังจากที่พ่อและแม่จากไป หนุ่มน้อยที่ร่าเริงสดใสคนนั้นก็เหมือนตายจากไปด้วย เหลือแต่ชายหนุ่มคนใหม่ที่แบกภาระความรับผิดชอบไว้เต็มสองบ่า ปราณันต์ยอมรับว่าเขาไม่มีเวลาไปเสียกับเรื่องอื่นใดทั้งนั้น นอกจากเรื่องชีวิตและความเป็นอยู่ของเด็กแฝดทั้งสอง ที่เป็นเหมือนแก้วตาและดวงใจของเขาเอง

“คิดอะไรอยู่เหรอครับ” คามินที่ตอนนี้มาหยุดยืนเต็มความสูงอยู่ตรงหน้าปราณันต์ ในมือใหญ่มีถุงยาถุงเล็กๆ หนึ่งถุงถือไว้เรียบร้อยแล้ว

“ตรวจเสร็จแล้วเหรอครับ” ปราณันต์กลับตอบคำถามคามินด้วยคำถาม ตากลมมองเลยหลังคนตัวใหญ่ไปอย่างเลิ่กลั่ก พลางคิดในใจว่าเหม่อจนได้เรื่อง

และหลังจากได้สติเขาก็จัดแจงจะลุกขึ้นเพื่อเดินจากเก้าอี้ที่ตัวเองนั่งไปยังเคาน์เตอร์คิดเงินที่อยู่ไม่ไกลออกไป

“คุณปราณันต์จะไปไหนครับ” คามินถามยิ้มๆ ตอนเห็นท่าทางน่าเอ็นดูแบบนั้นของอีกฝ่าย

“รอผมแป๊ปนึงนะครับ เดี๋ยวผมไปจ่ายเงินก่อน”

ขณะที่ขาเรียวกำลังจะก้าวเลี่ยงออกเพื่อไปจ่ายเงินตามที่บอกกับคามิน แต่มือใหญ่กลับรั้งข้อมือของเขาไว้ก่อนพลางเอ่ยห้ามอย่างไม่จริงจัง

“ไม่เป็นไรครับ ผมจ่ายเรียบร้อยแล้ว” ริมฝีปากหยักเอ่ยออกมายิ้มๆ ราวกับว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยธรรมดามากสำหรับเขา

“ได้ยังไงกันครับ” ปากอิ่มของคนตรงหน้ายื่นออกอย่างไม่พอใจ เสียงหวานที่เคยเจื้อยแจ้วอย่างเป็นกันเองก่อนหน้ากลับแข็งขึ้น จนคนได้ยินถึงกับหน้าถอดสี “ผมบอกแล้วไงครับว่าผมจะรับผิดชอบเอง”

คนตัวเล็กที่ก่อนนี้ดูไม่มีพิษมีภัยใดๆ สำหรับคามิน ตอนนี้กำลังขู่ฟ่อเป็นแมวพองขน เป็นผลให้คามินกระตุกยิ้มเบาๆ หลังจากได้เห็นท่าทางดื้อดึงของปราณันต์... เขาเดาไว้ไม่ผิดเลยว่าลึกๆ แล้วปราณันต์คงเป็นคนหัวรั้นและหยิ่งทระนงไม่น้อย ซึ่งแน่นอนว่าตัวคามินเองก็เจนจัดมีเล่ห์เหลี่ยมมากพอสมควร เพราะเขาเองก็เตรียมแผนการที่จะเปลี่ยนวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

“ขอโทษครับที่ผมทำอะไรตามใจตัวเองไปหน่อย” คามินแสร้งกล่าวหน้าสลด น้ำเสียงหงอยๆ ถูกประดิษฐ์ออกมาอย่างแนบเนียน จนคนฟังได้ยินแล้วอดใจอ่อนไม่ได้ แต่ด้วยความไม่พอใจที่ยังมีอยู่ ใบหน้าหวานจึงยังคงเชิดขึ้นน้อยๆ ราวกับจะแสดงออกถึงการต่อต้านเล็กๆ ที่ตนเองมี

“ผมไม่ได้จะดูถูกคุณนะครับ” มือใหญ่เอื้อมมาแตะที่แขนเรียวเบาๆ เพื่อต้องการจะหยั่งเชิง พอเห็นว่าปราณันต์ไม่ได้เบี่ยงหนีหรือขยับออก จึงเข้าไปใกล้อีกนิด “ผมเห็นว่ามันเล็กน้อย อีกอย่างหมอก็บอกว่าผมไม่ได้เป็นอะไรมาก มีแค่รอยฟกช้ำนิดหน่อย ค่ายาก็ไม่ได้แพงอะไร ผมเลยไม่อยากรบกวนคุณ”

ปราณันต์หันมาเผชิญหน้า ท่าทางดูอ่อนลงเยอะ เมื่อรู้ว่าค่ารักษาไม่ได้แพงแต่ก็นั่นแหละทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องสักนิด

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ คุณช่วยน้องชายผมไว้แล้วนี่ยังจะต้องมาจ่ายค่ายาเองอีก ผมว่ามันไม่ถูก”

ปราณันต์ยังคงยกเหตุผลมาเถียง ให้คามินนึกหมั่นเขี้ยวคนดื้อดึงในใจ เขาอยากจะจับปากอิ่มที่ขี้เถียงนั่นมาจูบให้หนำใจ อยากจะรังแกให้ริมฝีปากสีสดที่กำลังเชิดขึ้นอย่างถือดีอยู่นั้นบวมช้ำ ให้สมกับที่เจ้าของมันช่างพยศเอาแต่ใจเสียเหลือเกิน แต่เพื่อให้แผนการในอนาคตของตนสำเร็จเขาจึงต้องข่มใจไม่ให้ทำตามความต้องการลึกๆ ของตัวเอง

“เอาแบบนี้ดีไหมครับ” แม้ใบหน้าหวานจะยังคงดื้อดึงแต่ตากลมโตกลับมองไปยังเจ้าของคำพูด เพื่อรอฟังข้อเสนออย่างสนใจ “ถ้าคุณอยากตอบแทนผมจริงๆ คุณเลี้ยงข้าวผมสักมื้อ แบบนี้พอจะทดแทนกันได้ไหมครับ”

คิ้วหนาบนใบหน้าคมคายเลิกขึ้นอย่างต้องการตั้งคำถาม ตาคมจ้องไปที่ปราณันต์ที่ตอนนี้ริมปากอิ่มกำลังเม้มแน่นสนิท เหมือนกับคนที่ต้องการใช้ความคิด จนในที่สุดก็มีคำตอบหลุดออกมาให้ได้ยิน

“ก็ได้ครับ” คามินนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ ในที่สุดลูกแมวน้อยของเขาก็งับเหยื่อเสียที ไม่เสียแรงที่ทุ่มเทยอมเจ็บตัวนิดๆ หน่อยๆ เพื่อช่วยเจ้าแฝดตัวน้อยนั่น

“แต่ผมขอเป็นวันเสาร์หรืออาทิตย์นะครับ วันธรรมดาผมต้องทำงาน” ปราณันต์ต่อรองซี่งเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว

“แล้วแต่คุณปราณันต์เลยครับ จะพาปุณณ์กับปัณณ์ไปด้วยก็ได้” คามินแสร้งยิ้มใจดี “ผมชักจะหลงเสน่ห์คู่แฝดตัวน้อยเข้าให้แล้วสิ ฮ่ะๆ”

ปราณันต์ที่พอได้ยินดังนั้นก็แสดงความดีใจออกมาจนปิดไม่มิด ริมฝีปากสีแดงสดกำลังส่งยิ้มหวานให้คามิน เล่นเอาคนเย็นชาหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาทันที


...สองครั้งแล้วที่รอยยิ้มของเด็กนี่ทำให้ใจเขาเต้นแรง จนคามินนึกหวั่นๆ ในใจ


“ขอบคุณมากนะครับ เพราะเสาร์อาทิตย์เองก็เป็นช่วงเวลาที่ผมสัญญากับฝาแฝดเอาไว้เหมือนกันว่าจะมีให้พวกแกเต็มที่ ครั้นจะให้ผมทิ้งเด็กๆ ไว้ที่บ้านคุณป้าแล้วไปกับคุณ ผมก็รู้สึกผิดกับน้องแปลกๆ แต่พอได้ยินว่าคุณให้ปุณณ์กับปัณณ์ไปด้วยได้ ผมก็เบาใจ”

คามินโบกมืออย่างไม่ถือสา “เล็กน้อยมากครับ พามาเถอะ เด็กๆ จะได้ไปเปิดหูเปิดตาด้วย”

ศีรษะกลมๆ ของปราณันต์ผงกขึ้นลงอย่างเห็นด้วยและยินดี ส่วนคามินก็ยิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่ายอย่างไม่มีพิษมีภัย แต่ลึกๆ ในใจของคนเย็นชากลับตรงกันข้าม

‘หึ! ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่คิดไว้ว่าอาจจะอุปสรรค จะกลายมาเป็นจุดอ่อนของปราณันต์ได้ ถ้าอยากจะซื้อใจคนๆ นี้ ง่ายนิดเดียว! แฝดน้อยทั้งสองนั่นแหละ ที่เป็นกุญแจทำให้ฉันเป็นผู้ชนะในเกมนี้’

.

.

.

“เมื่อกี้คุณยังไม่ได้บอกเลยนะครับว่าทำงานที่ไหน” คามินเอ่ยถามอีกครั้งหลังจากที่หาหมอเสร็จแล้ว และก็กำลังมายืนรอรถที่ป้ายรถเมล์

“อ่า..เหรอครับ สงสัยผมจะลืม” ปราณันต์ตอบยิ้มๆ “ผมทำงานอยู่ที่ ‘เคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้’ ครับ ออฟฟิศผมอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่นั่งรถเมล์ไปสิบนาทีก็ถึงแล้ว แล้วคุณล่ะครับ ทำงานที่ไหน”

“นี่คุณปราณันต์ทำงานอยู่ที่เคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้จริงเหรอครับ” คามินแสร้งทำทีประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มโชว์เขี้ยวอย่างยินดี พาลให้ปราณันต์งุนงงไปด้วย

“จริงครับ ทำไมเหรอ?” ปราณันต์ตอบรับงงๆ อะไรที่ทำให้คามินดีใจได้ขนาดนั้น

“ผมก็ทำงานที่นั่นเหมือนกันครับ อยู่ฝ่ายขาย ผมเลยอาจจะไม่ค่อยได้อยู่ติดออฟฟิศเท่าไหร่” ปราณันต์เบิกตากว้างขึ้นอย่างตกใจ พลางคิดว่าอะไรจะบังเอิญขนาดนั้น แน่นอนว่าถ้าคามินได้ยินคงตอบว่าความบังเอิญน่ะไม่มีหรอก มีแต่ความตั้งใจและหลอกลวงทั้งนั้นแหละ

“ถึงว่าผมไม่เคยเจอคุณเลย” แต่จู่ๆ คนตัวเล็กกว่าก็เงียบไปก่อนจะพูดต่อ “แต่ก็อย่างว่าบริษัทของเรากว้างขนาดนั้น ถ้าได้เจอกันสิแปลก” ปราณันต์กระตุกยิ้มบางๆ เมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ พาลให้คามินหัวเราะออกมาเบาๆ ทันทีที่ได้ยินเหมือนกัน

“เราสองคนนี่อยู่ใกล้กันกว่าที่คิดไว้นะครับเนี่ย” คามินพูดขึ้นโดยที่มีปราณันต์พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย “แต่น่าเสียดายที่วันนี้ผมต้องไปพบลูกค้าต่อ เลยไม่ได้กลับออฟฟิศไปกับคุณ”

“อ่า... หรอครับ” ปราณันต์ถามขี้นอย่างเศร้าๆ นิดหน่อย “ถ้างั้นเราคงต้องแยกกันตรงนี้”

“เอ่อ.. แต่ก่อนไป ผมอยากจะขออะไรจากคุณสักอย่างได้ไหมครับ” ปราณันต์หันมองคามินอย่างสงสัยก่อนเอ่ยถาม

“คุณอยากให้ผมทำอะไรให้เหรอครับ”

“ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะขอเบอร์โทรศัพท์คุณไว้หน่อยได้ไหม” คนตัวโตพูดใส่คนตัวเล็กกว่าด้วยแววตาเจ้าชู้นิดๆ ขนาดคนซื่อๆ อย่างปราณันต์ยังดูออกเลยว่ากำลังถูกอีกฝ่ายแสดงความสนใจใส่อย่างเปิดเผย “เผื่อเราจะนัดกันคราวหน้าไงครับ”

คามินแกล้งทำหน้าซื่อใส่ ซึ่งปราณันต์เองพอเห็นแล้วก็อดยอมรับไม่ได้ว่าเสน่ห์ของคนๆ นี้แพรวพราวมากจริงๆ กว่าเขาจะรู้ตัวว่าถูกจีบก็ตกหลุมพรางไปเต็มๆ เสียแล้ว

“ว่าไงครับ? ได้ไหมครับ?”

ปราณันต์ไม่ได้ตอบอะไร มีเพียงรอยยิ้มบางๆ ที่ถูกส่งมาให้คามิน.. รอยยิ้มที่เขาไม่สามารถคาดเดาคำตอบอะไรได้เลย

.

.

.

คามินมองตามรูปร่างเพรียวบางสมส่วนของอีกฝ่ายที่กำลังก้าวขี้นรถเมล์ไป เมื่อปราณันต์ขี้นไปบนรถเรียบร้อยแล้ว ก็หันมาโบกมือลาให้ร่างสูงที่ยังคงยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์

ทั้งสองยิ้มให้กันและกัน จนกระทั่งรถเมล์เริ่มเคลื่อนออกจากป้าย และพอรถเมล์แล่นออกไปจนลับตา เจ้าของใบหน้าคมคายที่เคยแย้มยิ้มก็เปลี่ยนเป็นเฉยชาอย่างฉับพลัน ราวกับว่าก่อนหน้านี้คามินไม่ได้มีอารมณ์รื่นรมย์ใดๆ ทั้งสิ้น

มือใหญ่ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดหาปลายสายให้มารับตนที่ยืนรออยู่ ระหว่างรอสาย มือข้างที่ว่างก็หยิบแว่นกันแดดอันใหญ่ขึ้นมาสวมเพื่อบดบังใบหน้าและแววตาจากสายตาคนรอบข้าง

“เสร็จแล้ว ฉันอยู่ตรงป้ายรถเมล์หน้าคลินิก”

(ครับบอส)

หลังจากวางสาย คามินก็มองโทรศัทพ์มือถือที่อยู่ในมือนิ่ง ใบหน้าและแววตาคมที่ถูกซ่อนอยู่หลังแว่นกันแดดไม่ปรากฎอารมณ์หรือความรู้สึกใดๆ มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ในขณะนี้

ผ่านไปไม่ถึงอึดใจ รถยนต์คันหรูก็แล่นมาเทียบฟุตบาท แทนคุณที่ประจำฝั่งคนขับกุลีกุจอลงมาเปิดประตูด้านหลังให้เจ้านายของตน

“กลับออฟฟิศ”

มีเพียงสามคำสั้นๆ ที่หลุดออกมาจากปากหยัก ไม่มีท่าทีขี้เล่น ไม่มีท่าทีหยอกล้อ ไม่มีท่าทีอบอุ่น และไม่มีท่าทีใดๆ แบบที่แสดงกับปราณันต์ก่อนหน้านี้หลุดออกมาเลยสักนิด ซึ่งการกระทำดังกล่าวของเจ้านายก็ไม่ได้ทำให้แทนคุณแปลกใจเท่าใดนัก

รถยนต์คันหรูแล่นออกไปด้วยความเร็ว โดยที่เจ้านายของแทนคุณยังไม่ได้ละสายตาออกจากโทรศัพท์แต่อย่างใด และคามินก็นั่งจ้องมือถือไปแบบนั้นตลอดจนกระทั่งถึงออฟฟิศ

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


“อะไรนะ?” เสียงเตชินท์ตะโกนลั่นห้องทำงานสุดหรูของคามิน ซึ่งอยู่บนชั้นสูงสุดของตึกใหญ่กลางกรุงเทพมหานคร สมกับเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในห้าของประเทศ “เมื่อกี้เฮียว่าไงนะ”

คนถูกถามหันมามองคนอ่อนกว่าวัยด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย ก่อนจะเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ร่วมใดๆ ทั้งนั้น ในขณะที่มือใหญ่ยังคงจับปากกามาหมุนเล่นแก้เซ็ง

“กูก็พูดออกจะดัง มึงไม่ได้ยินหรือไง” คามินยังคงหมุนปากกาเล่น “แล้วจะตะโกนทำไมอยู่ด้วยกันแค่นี้”

คนตัวโตปรายตาไปยังคนแค่นี้ที่เหลืออยู่อีกสองคนในห้อง ทั้งสองนั่งอยู่ที่โซฟารับแขกไม่ไกลจากโต๊ะทำงานเขาสักเท่าไหร่นัก

“ไม่คิดว่านายจะเอาจริงเอาจังขนาดนี้” พี่คนโตที่สุดของกลุ่มกล่าวขึ้น ยอมรับว่าแปลกใจไม่น้อยที่คนเย็นชาอย่างคามินจะเดินเกมเร็วขนาดนี้ นี่เพิ่งแค่วันแรกเท่านั้น คามินก็เดินหน้าทำความรู้จักเด็กนั่นไปเรียบร้อยแล้ว

“นั่นสิ ใครจะคิดว่ามึงจะเร็วขนาดที่ว่าได้เบอร์เด็กนั่นมาแล้ว” สิปปกรเองก็กล่าวยิ้มๆ ยอมรับว่าประมาทไอ้เพื่อนซี้ไปหน่อย ใครจะคิดว่าภายใต้ท่าทางไม่แยแสโลกของหมอนั่น มันจะหยิบชิ้นปลามันได้เร็วขนาดนี้

“เฮีย” เตชินท์ที่เมื่อกี้ยังดีดดิ้นโวยวายอยู่กลางห้อง แต่ตอนนี้แล่นมาเกาะแขนสิปปกรเรียบร้อยแล้ว “หุ้นเรายังปลอดภัยไหมอะ ห้าเปอร์เซ็นต์เลยนะ” เตชินท์กระซิบกระซาบกับเจ้าของใบหน้าทะเล้นอย่างวิตก แต่ถึงแม้จะพูดเบาแค่ไหน ร่างสูงใหญ่เจ้าของชื่อที่ถูกพาดพิงถึงอยู่ก็ได้ยินอยู่ดี

“ใส่พานมาถวายกูได้เลยไอ้เต” ใบหน้าที่แสนดูดีกำลังกระตุกยิ้มมุมปากร้ายกาจ ยิ้มที่แทบจะเรียกว่าเย้ยหยันเลยก็ว่าได้

พอพูดจบคามินก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขาใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามก้าวเดินช้าๆ ไปที่ริมหน้าต่างซึ่งทำด้วยกระจกแผ่นใหญ่ยาวเต็มบาน ตาคมมองไปยังวิวของมหานครใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา ก่อนจะหันกลับมาพูดด้วยท่าทางวางอำนาจตามประสาท่านประธานใหญ่แห่งอาณาจักรเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้

“กูเคยบอกไปแล้วไง ว่ากูไม่ลงเล่นในสนามที่กูคิดว่าตัวเองจะแพ้เด็ดขาด”

สิปปกรหัวเราะออกมาเบาๆ หลังจากได้ยินเพื่อนสนิทผู้แสนเย็นชาพูดจบ

“ฮ่ะๆ คราม.. กูว่ามึงอย่าเพิ่งมั่นใจไปเลยว่ะ นี่มันเพิ่งแค่เริ่มต้นเองนะ” สิปปกรเองก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกไปหาเพื่อนรักที่อยู่อีกฝั่งของห้องช้าๆ “กูเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ามึงจะฝืนไม่เป็นตัวเองได้สักกี่น้ำ”

หนุ่มหน้าทะเล้นเดินไปหยุดยิ้มตรงหน้าเพื่อนสนิทที่ตอนนี้ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ก่อนจะตบเบาๆ ลงบนบ่ากว้าง “กูคิดว่ากูรู้นิสัยมึงนะ”

แม้ใบหน้าหล่อเหลาคมคายจะไม่แสดงอาการใด แต่มือใหญ่กลับกำแน่นราวกับต้องการที่จะสงบสติอารมณ์

และด้วยความที่ทั้งสี่คนเป็นเพื่อนกันมานาน เมธัสจึงรู้ดีว่าตอนนี้ท่านประธานใหญ่แห่งเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้เริ่มไม่พอใจแล้ว อย่างที่รู้กันดีในกลุ่ม แม้ว่าสิปปกรจะสนิทกับคามินมากกว่าใครแต่สองคนนี้ก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดด้วยเช่นกัน

สิปปกรเป็นคนสนุกสนานติดเล่นไปเสียทุกเรื่อง ส่วนคามินก็เป็นคนนิ่งๆ จนค่อนไปทางเย็นชา คามินเลยมักจะถูกสิปปกรยั่วให้โมโหบ่อยๆ และสุดท้ายก็เป็นเขาที่ต้องคอยห้ามทัพให้ตลอด

“พอเถอะน่าไอ้สิบ เลิกกวนครามมันได้แล้ว” พอได้ยินเมธัสห้าม สิปปกรก็แค่ไหวไหล่เบาๆ ก่อนจะยิ้มน้อยๆ แล้วเดินกลับมานั่งที่โซฟาตามเดิม

คามินเองก็ยอมเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงานของตนเอง เพื่อตัดบทให้จบไปเช่นกัน

“ว่าแต่เฮียครามไปทำอีท่าไหนอะ ปราณันต์ถึงได้ยอมให้เบอร์โทรศัพท์เฮียง่ายๆ แบบนี้” ในที่สุดเตชินท์ก็ถามในสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ออกมา

“กูแค่ช่วยน้องชายของเด็กนั่นไว้ อยู่ถูกที่ถูกจังหวะพอดี จากนั้นก็สวมหน้ากากนักธุรกิจที่ใช้บ่อยๆ นิดหน่อย... ก็แค่นั้น” คามินแค่ยักไหล่หลังพูดจบ ราวกับเรื่องที่เขาพูดมาไม่ได้มีอะไรที่ยากหรือสลักสำคัญตรงไหน

‘หน้ากากนักธุรกิจ’ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เพื่อนสนิทของคามิน มีแต่พวกเขาเท่านั้นแหละที่รู้ว่าแท้จริงแล้วคนตัวโต รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาคนนี้ มีพื้นเพนิสัยเป็นยังไงเวลาที่ต้องออกไปพบคู่ค้า คู่สัญญา หรือพูดง่ายๆ ว่าพวกที่มีผลประโยชน์ให้กัน

คามินที่แสนย็นชาคนนี้จะมีหน้ากากอยู่หน้ากากหนึ่งไว้ใส่เวลาที่ต้องทำในเรื่องที่ไม่อยากทำ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า ‘หน้ากากนักธุรกิจ’ … จากคนนิ่งเฉยจะแปรเปลี่ยนเป็นคนขี้เล่น มีอารมณ์ขัน มีน้ำใจ เข้าสังคมได้อย่างไม่มีที่ติ นี่คือเคล็ดลับเล็กๆ ที่ทำให้เคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้ประสบความสำเร็จมาได้จนทุกวันนี้

ท่านประธานของเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้คนเก่า หรือพูดง่ายๆ ว่าพ่อของคามินสละตำแหน่งและวางมือให้ลูกชายสานต่อธุรกิจเร็วมาก ตัวคามินเองก็พอจะรู้ว่าหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงตัดสินใจกระโดดเข้ามาทำอย่างไม่อิดออด

และนอกจากรากฐานที่ฝังแน่นของเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้แล้ว ท่านประธานคนก่อนยังมองการณ์ไกลเรื่องอนาคตทางการค้าไว้ให้กับบริษัทด้วย อดีตประธานใหญ่ได้สร้างพันธมิตรทางธุรกิจไว้มากมาย แต่ที่เห็นจะสนิทจริงจังก็น่าจะเป็นท่านประธานยักษ์ใหญ่จากอุตสาหกรรมการก่อสร้างอย่าง ‘พีแอนด์วีคอนสตรัคชั่น’ และเพื่อความมั่นคงของทั้งสองบริษัท ท่านประธานทั้งคู่จึงต้องร่วมมือและเกี่ยวดองกัน และจะมีวิธีไหนดีไปกว่าการจับลูกชายและลูกสาวของจากทั้งสองครอบครัวหมั้นหมาย แน่นอนว่าคามินเองก็ต้องยอมทำตามความต้องการของบิดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปด้วย

“เออ แล้วนอกจากพวกเรามีใครรู้เรื่องนี้อีกหรือป่าววะคราม” สิปปกรเอ่ยถามขึ้นหลังจากนึกขึ้นได้

“ไม่มีหรอก ถ้าจะมีก็คงเป็นแทนคุณ รายนั้นน่าจะรู้เองจากการจับสังเกตเอาเพราะกูเองก็ไม่ได้บอกอะไร” ทั้งสามคนพยักหน้าหงึกหงักรับรู้ ก่อนที่เตชินท์จะโพล่งออกมาราวกับนึกขึ้นได้

“แล้วเจ๊วลัยล่ะเฮีย ถ้าเจ๊รู้...”

“หยุดความคิดมึงไว้แค่นั้นเลยไอ้เต! อยากชะตาขาดหรือไง ถ้าวลัยรู้ได้ตายกันยกกลุ่มแน่ๆ” เมธัสพูดพลางทำท่าขนลุกขนพอง ส่ายหัวไปมาราวกับพยายามจะสลัดความคิดที่ว่าพรวลัยได้รับรู้เรื่องพิเรนทร์ๆ ที่พวกเขากำลังทำกันอยู่นี้

“ฮ่าๆ” ในขณะที่สิปปกรกลับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “จำไม่ได้หรือไง ว่าเราสัญญากับไอ้หน้าหล่อมันไว้ว่ายังไง คู่หมั้นมันจะต้องไม่รู้เรื่องนี้”

คามินมองไปยังทั้งสามคนด้วยแววตาว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มเพื่อย้ำถึงความต้องการที่เคยได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้ว

“ในระหว่างเดือนสองเดือนนี้ห้ามวลัยรู้เรื่องนี้เด็ดขาด กูไม่อยากโดนพ่อกับแม่บ่นและที่สำคัญถ้าวลัยรู้วลัยจะรีบกลับมาทันที กูแค่อยากมีเวลาโล่งๆ ไว้หายใจบ้างไม่อยากให้วลัยรีบกลับมา”

คามินกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย แค่ลำพังต้องรับมือกับความเอาแต่ใจของคนที่ได้ชื่อว่าคู่หมั้นก็ปวดหัวมากพออยู่แล้ว อย่าให้ต้องมาปวดหัวเพราะโดนบุพการีที่รักบ่นด่าอีกเลย

“โธ่เอ๊ย มึงอย่ามาอ้างหน่อยเลยคราม” สิปปกรแดกดันคามินเบาๆ “กูว่ามึงแค่อยากถ่วงเวลา หาเรื่องเล่นพิเรนทร์ๆ กับพวกกูไปนานๆ มากกว่าเถอะ”

คามินหลุดหัวเราะทันทีที่ได้ยินเพื่อนสนิทพูดออกมาแบบนั้น ก่อนที่สิปปกรจะถามต่อในสิ่งที่สงสัย

“ถามจริงๆ เหอะว่ะคราม มึงไม่เบื่อบ้างเหรอวะ ที่ต้องมาคบกันทั้งที่ไม่รักแบบนี้”

คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทที่คอยกวนประสาทมาตลอดเอ่ยปากถามอย่างจริงจัง เพราะเห็นสภาพเพื่อนเวลาอยู่กับคู่หมั้นแล้วอดสงสัยไม่ได้

พรวลัยที่สิปปกรกำลังเอ่ยถึงอยู่นั้น คือคู่หมั้นหรือว่าที่ภรรยาของคามินในอนาคต พรวลัยเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของอาณาจักร ‘พีแอนด์วีคอนสตรัคชั่น’ บริษัทที่เป็นพันธมิตรหลักของเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือผู้หญิงที่บุพการีอันเป็นที่รักของคามินหมายมั่นปั้นมือจะเอามาเกี่ยวดองกัน ทั้งในแง่ของธุรกิจและทั้งในแง่ของชาติตระกูลที่แสนจะเหมาะสมกันเหลือเกินในสายตาของคนทั่วไป

แต่ถึงจะเหมาะสมหรือคู่ควรกันแค่ไหน พรวลัยก็เป็นผู้หญิงที่อยู่ห่างไกลคำว่าน่าคบหามาก สิปปกรไม่เถียงถ้าจะบอกว่าพรวลัยเป็นผู้หญิงที่สวยจัดจนหาตัวจับได้ยาก แต่ถ้าเว้นเรื่องนี้แล้วพรวลัยก็แทบจะไม่เหลืออะไรที่จะเอามาพูดว่าเป็นข้อดีได้อีก ทั้งเอาแต่ใจ ทั้งไม่มีเสน่ห์ วันๆ ก็เอาแต่ถือกระเป๋าแบรนด์เนมร่อนไปร่อนมา จะทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันก็ไม่เคยมี

“มึงก็รู้ อย่าว่าแต่รักเลยแม้แต่พิศวาสสักนิดก็ไม่เคย แต่ถ้ากูแต่งกับผู้หญิงคนนี้รากฐานของเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้ก็จะแน่นขึ้น อีกอย่างกูเองก็ยังไม่มีใคร ถ้าพ่อกับแม่เห็นดีให้แต่งก็แต่ง ขี้เกียจจะไปขัดใจให้ทะเลาะกันเปล่าๆ”

คนเย็นชาพูดถึงคู่หมั้นด้วยท่าทางสงบนิ่ง ไม่มีอารมณ์หวือหวาใดๆ ในน้ำเสียงทั้งนั้น เหมือนกับว่าเขาแค่กำลังพูดถึงลมฟ้าอากาศ ไม่ได้กำลังพูดถึงผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยาในอนาคต

“แล้วถ้าวันนึงมึงเกิดมีใครขึ้นมา จะทำยังไงวะ? สมมตินะ มึงเกิดหลงเสน่ห์เด็กหน้าหวานขึ้นมาแบบนี้ มึงจะทำยังไงคราม?” เมธัสถามขึ้นด้วยน้ำเสียงล้อๆ

“ไม่มีทาง อย่าสมมติอะไรที่เป็นไปไม่ได้หน่อยเลยเฮียเมธ” คามินพูดพลางปรายตามองเพื่อนรุ่นพี่อย่างมั่นใจ ยังไงเสียเขาก็ไม่มีทางหลงเสน่ห์เด็กนั่นเด็ดขาด จากที่ดูแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจสักอย่าง ไม่มีทางที่เขาจะตกหลุมรักได้แน่ๆ

“มั่นใจนักนะ ระวังไว้เถอะท่านประธาน รู้จักเสน่ห์เด็กนั่นน้อยเกินไปแล้ว” เมธัสยังคงพูดย้ำ และก่อนที่คามินจะได้ทันโต้ตอบอะไร ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกเสียก่อน

เจ้าของห้องหันไปทางประตู ก่อนจะเห็นรูปร่างคุ้นตาของคนสนิทเดินเข้ามา

“ว่าไงแทน” คามินถามเสียงนิ่ง

“นี่เป็นข้อมูลส่วนตัวของปราณันต์ที่บอสให้ผมหามาให้ครับ” คนที่ได้ชื่อว่าเป็นบอดี้การ์ดยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลให้ท่านประธานใหญ่ “ทุกอย่างที่บอสอยากรู้อยู่ในนั้นหมดแล้วครับ”

คามินหยิบซองขึ้นมาพลิกไปพลิกมาด้วยสายตาพอใจ

“ดีมาก” แทนคุณค้อมศีรษะลงต่ำเพื่อน้อมรับคำชม “แล้วรู้ใช่ไหมว่าเรื่องนี้ห้ามบอกใครเด็ดขาด โดยเฉพาะพรวลัย” เสียงทรงอำนาจประกาศกร้าว

“ผมทราบครับ” คนสนิทร่างใหญ่รับคำราวกับว่ารู้เรื่องนี้แล้วเป็นอย่างดี

“แล้วก็ไปตามดูปราณันต์ห่างๆ ด้วย อย่าให้รู้ตัวล่ะ”

เมื่อได้ยินท่านประธานใหญ่สั่งคนสนิทอย่างเอาจริงเอาจัง ก็ทำเอาทั้งสามหนาวๆ ร้อนๆ ไปเหมือนกัน ไม่วางใจเลยว่าหุ้นของตัวเองจะปลอดภัย

“ครับ” แทนคุณรับคำสั่งเรียบร้อยแล้วก็ถอยหลังก้าวออกไปจากห้องเงียบๆ ทำเอาเพื่อนสนิททั้งสามอดแซวไม่ได้

“ต้องจริงจังขนาดนี้เลยอ่อเฮียคราม” เตชินท์ถามหวาดๆ

“เออ เราเล่นกันเฉยๆ สนุกๆ ไงวะ ไม่เห็นต้องเครียดเลย” เมธัสสำทับเบาๆ

พอได้ยินแบบนั้นคามินก็ก็กระตุกยิ้มมุมปากบางๆ

“แต่ผมเอาจริง! ของรางวัลน่ะมันแค่ผลพลอยได้ แต่เรื่องแพ้... ผมขอไม่ยอมเด็ดขาด”

สามคนที่เหลือในห้องมองหน้ากันแบบหวาดๆ ปนเอือมๆ คามินเป็นคนชอบเอาชนะ อย่างที่เจ้าตัวบอกนั่นแหละ ถ้าเกมหรือธุรกิจไหนที่คามินคิดว่าจะไม่รอดหรือจะแพ้ บอสใหญ่แห่งเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้จะไม่มีวันกระโจนลงไปเสี่ยงเด็ดขาด เขาถึงไม่เคยแพ้ไม่ว่าจะเป็นสนามไหน เพราะถ้าคามินมั่นใจว่าจะชนะ นั่นคือไม่มีคำว่าพลาดสำหรับเขา

“แล้วมึงจะเอายังไงต่อหรือว่าจะพักไว้แค่นี้ก่อน ให้เด็กน้อยนั่นตั้งตัว” สิปปกรถามด้วยแววตาพราวระยับ มีแต่ความสนุกเท่านั้นที่คนฟังสัมผัสได้

“มึงไม่เคยได้ยินเหรอว่าตีเหล็กต้องตีตอนร้อน...”

คามินพูดอย่างไม่ใส่ใจ มือใหญ่กำลังดึงเอกสารออกจากซอง หน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของเด็กหน้าหวานนั่น กำลังปรากฎสู่สายตาคมที่กำลังอ่านผ่านๆ ก่อนจะเก็บเอกสารเข้าซองอย่างขอไปที

จากนั้นคนเจ้าสำบัดสำนวนก็หยิบโทรศัพท์มือถือมากดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“…ว่าแต่คืนนี้มีใครอยากจะไปจะดื่มที่คลับxx กับกูไหม? เดี๋ยวกูเลี้ยง”

ใบหน้าคมคายเงยจากโทรศัพท์ที่อยู่ตรงหน้าหลังจากพูดจบ แล้วมองไปยังเพื่อนสนิททั้งสาม ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะยกยิ้มอันตรายแบบที่เห็นแล้วรู้สึกไม่น่าไว้วางใจแม้แต่นิดเดียว

.

.

.

“ตายแล้ว! แล้วปุณณ์เป็นอะไรมากหรือเปล่าปราณ”

นทนัช หัวหน้าทีมสาวร่างเล็กโพล่งออกมาดังลั่นกลางโรงอาหารเมื่อฟังในสิ่งที่ปราณันต์เล่าจบในขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินไปซื้อข้าวกลางวันด้วยกัน ปราณันต์กลับมาถึงออฟฟิศทันเวลาพักเที่ยงพอดี โชคดีที่ความจอแจของที่นี่ทำให้ไม่มีใครสนใจกันและกันมากนัก

“น้องไม่เป็นอะไรมากหรอกครับพี่นท เพียงแค่ตกใจนิดหน่อย ดีที่คุณคนนั้นมาช่วยไว้ทันพอดี”

พอนึกถึงคนแปลกหน้าที่แสนใจดีคนนั้น แววตากลมโตที่มักจะเศร้าหมองกลับแวววาวมีชีวิตชีวาขึ้นมา ชนิดที่ว่าพอพี่สาวคนสนิทได้เห็นถึงกับต้องออกปากแซว

“คุณคนนั้นที่ปราณว่า...” นทนัชแกล้งลากเสียงยาวเพื่อดูท่าทีของรุ่นน้องคนสนิท “เขาเป็นคนยังไงเหรอ ทำไมดูปราณชื่นชมเขาจัง”

ปราณันต์ละล่ำละลักปฏิเสธอย่างมีพิรุธ “ปราณเปล่า สัก..สักหน่อย!” ศีรษะกลมๆ ส่ายดุ๊กดิ๊กปฏิเสธอย่างน่าเอ็นดู “เขาช่วยน้องปราณไว้นะ ปราณก็ต้องชื่นชมเขาเป็นธรรมดา”

“ให้มันจริงเถอะน่า” นทนัชแซวขำๆ เพราะตอนนี้แก้มทั้งสองข้างที่เคยขาวนวลของปราณันต์กำลังแดงระเรื่อขี้นสีอย่างน่ามอง

“พี่นทก็พูดอะไรไม่รู้ ปราณไปซื้อข้าวมากินดีกว่า”

ปราณันต์เดินเลี่ยงสายตาล้อเลียนของพี่สาวคนสนิทไปอีกทาง แก้มทั้งสองข้างร้อนฉ่าอย่างไม่มีสาเหตุ ซึ่งเจ้าตัวเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่พอคิดถึงผู้ชายแปลกหน้ารูปร่างสูงใหญ่คนนั้น หัวใจที่เคยนิ่งสงบมาตลอดยี่สิบสองปี กลับเต้นระรัวเร็วเหมือนกับวิ่งแข่งมาหลายร้อยเมตรก็ไม่ปาน

ความมีน้ำใจที่ช่วยเหลือเขาและน้องชายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ปราณันต์ไม่เถียง แต่อีกเหตุผลที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็เห็นจะเป็นเพราะใบหน้าคมคายหล่อเหลาที่แสนมีเสน่ห์ รวมไปถึงท่วงท่าที่เต็มไปด้วยความภูมิฐานและดูดีช่างมีอิทธิพลทำให้ปราณันต์ไม่สามารถละสายตาจากคนๆ นั้นได้จริงๆ

และในขณะที่เขากำลังยืนรอเข้าคิวซื้ออาหารและคิดอะไรเพลินๆ นั้น โทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงแจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้า มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อคแล้วกดอ่าน ก่อนจะอมยิ้มบางๆ หลังจากเห็นข้อความและชื่อคนส่ง


‘วันนี้ผมดีใจมากที่ได้พบคุณ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ


หัวใจดวงน้อยๆ ของปราณันต์กำลังเต้นรัวเร็วเพราะข้อความไม่กี่ประโยค ก่อนที่เขาจะตัดสินใจตอบกลับไปพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่ถูกจุดขึ้นตรงมุมปาก


‘ผมก็ดีใจที่ได้พบคุณ ถ้าวันนี้ไม่มีคุณ ผมกับน้องต้องแย่แน่ๆ และ... ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ


หลังจากส่งข้อความเสร็จ ปราณันต์ก็ยิ้มให้โทรศัพท์ก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋า แล้วพยายามเดินเก็บอาการกลับไปหานทนัชก่อนจะทรุดลงนั่งข้างๆ เก้าอี้ที่ว่าง

“ว่าแต่วันนี้กวีไปไหนอะครับพี่นท” ปราณันต์ถามถึงชายหนุ่มเพื่อนร่วมทีมอีกคน คนที่อายุเท่าๆ กับเขา “ผมยังไม่เห็นเห็นกวีเลยตั้งแต่เข้าออฟฟิศมา”

“เห็นว่าวันนี้มีธุระน่ะ เลยลาตอนบ่ายไป” นทนัชตอบ

ปราณันต์จึงพยักหน้าอย่างรับรู้ นึกเสียดายที่กวีไม่อยู่ เพราะนั่นหมายความว่าวันนี้เขาจะต้องเดินทางไปทำงานที่คลับเอง และอาจต้องรีบกลับเร็วๆ ถ้าไม่อยากเจอฝูงมหาชนที่เลิกงานพร้อมๆ กัน

“ว่าแต่ผู้ชายคนนั้นชื่ออะไร ทำงานที่ไหน ปราณได้ถามไว้ไหม?” นทนัชยิงคำถามตรงประเด็นที่เธออยากรู้ เล่นเอาคนหน้าหวานตั้งตัวหาคำตอบให้แทบไม่ทัน

“เขาชื่อคุณคามินครับ คราม... คามิน” ปราณันต์ตอบพลางนึกถึงใบหน้าคมคายของคนใจดีคนนั้นตามไปด้วย

“คามินเหรอ? ชื่อคุ้นๆ แฮะ” นทนัชรำพึงรำพันอย่างสะดุดใจ

“ที่พี่นทคุ้นๆ เพราะเขาทำงานอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่าครับ เห็นคุณคามินบอกปราณว่าเขาอยู่ฝ่ายขาย พี่นทอาจจะเคยเจอเขาผ่านๆ ตอนประชุมก็ได้” นทนัชพยักหน้ารับรู้ และเห็นด้วยนิดๆ ว่าอาจจะเป็นไปได้ตามที่ปราณันต์พูด

“แบบนี้สงสัยจะเรียกว่าพรหมลิขิตแล้วมั้ง” หัวหน้าทีมสาวร่างเล็กส่งสายตาล้อเลียนมองปราณันต์ขำๆ

“พรหมลิขิตอะไรเล่าพี่นท มันแค่บังเอิญหรอกน่า” ปราณันต์บ่ายเบี่ยงปฏิเสธแต่ในใจลึกๆ ก็รู้สึกดีไม่น้อยที่ได้เจอกับคุณคามินคนนั้น

“เอาเถอะจ้ะ” นทนัชพูดตัดบทแบบยิ้มๆ “นี่ถ้าวันนี้ได้เจอกันอีกครั้ง พี่ว่ามันน่าจะไม่บังเอิญแล้วนะ”

ปราณันต์ขำเบาๆ “ไม่มีทางหรอกพี่นท จะมาบังเอิญอะไรบ่อยๆ แต่ถ้าวันนี้ปราณเจอเขาอีกปราณจะยอมเชื่อแล้วกันว่าเป็นพรหมลิขิตอย่างที่พี่นทว่า”

ปราณันต์พูดออกมาอย่างไม่คิดอะไร แต่ใครจะรู้ว่าเพราะคำพูดนั้นอาจจะทำให้ปราณันต์ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วเรื่องบังเอิญที่จะดูเหมือนเป็นพรหมลิขิตอะไรนั่น มันคือความจงใจของคนเจ้าเล่ห์ที่ใช้ความอ่อนเดียงสาของปราณันต์มาเป็นข้อได้เปรียบในการเดิมเกมที่แสนร้ายกาจนี้ก็เท่านั้นเอง

.

.

.

หลังจากฝ่าการจราจรยามเย็นและคลื่นมนุษย์ที่แสนบ้าคลั่งหลังเลิกงานบนท้องถนนมาได้แล้ว ปราณันต์ก็เดินเอื่อยเฉื่อยเข้ามาทางหลังร้านของคลับสุดหรูชื่อดังอย่างอ้อยอิ่ง วันนี้ช่างเป็นวันที่ยาวนานของเขาจริงๆ

หลังจากช่วงเช้าที่เกิดเรื่องวุ่นวายตกบ่ายเขาก็ต้องโหมงานหนักทั้งวัน แล้วพอเย็นมาก็ต้องมาทำพาร์ทไทม์ที่คลับแห่งนี้อีก

และถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหนแต่เมื่อนึกถึงใบหน้าน่ารัก กลมๆ ป้อมๆ ของแฝดตัวน้อยทั้งสองที่เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของเขาแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยที่มีก็หายไปกลายเป็นกำลังใจที่ทำให้เขาลุกขึ้นสู้ได้ เพื่ออนาคตที่ดีของเจ้าตัวเล็กทั้งสอง

พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นของทางร้านเรียบร้อย ปราณันต์ก็ลงมือทำงานตามหน้าที่ของตนทันที งานในความรับผิดชอบของปราณันต์ที่คลับแห่งนี้ ก็ไม่มีอะไรตายตัว ทุกคนที่นี่จำเป็นต้องทำงานให้ได้หลายหน้าทั้งนั้น เพราะนั่นหมายถึงทิปและเงินพิเศษที่บางวันอาจจะมากกว่าค่าจ้างที่ทางร้านให้ทั้งคืนเลยก็เป็นได้

พอท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เหล่านักท่องราตรีที่เหน็ดเหนื่อยและต้องการพักผ่อนจากภาระงาน ก็เริ่มทยอยเข้าร้านมาอย่างต่อเนื่อง และอย่างที่บอกคลับนี้เป็นคลับเฉพาะของพวกวีไอพีกระเป๋าหนัก ปราณันต์คิดเสมอว่าตัวเองโชคดีที่ได้ทำงานที่นี่เพราะอย่างน้อยคลับนี้ก็คัดกรองคนที่เข้ามาเที่ยวแล้วในระดับหนึ่ง แต่ก็อย่างว่าไม่ว่าจะรวยจะจนแค่ไหน คนเรากํมักจะมีสัญชาตญาณดิบในตัวทั้งนั้น ดังนั้นปราณันต์จึงจำเป็นต้องระมัดระวังและดูแลตัวเองให้ปลอดภัยอยู่เสมอ

และด้วยความที่วันนี้เป็นวันจันทร์ วันเริ่มต้นสัปดาห์ คนเลยยังไม่หนาแน่นเท่าปกติ ปราณันต์จึงทำงานได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่เหนื่อยมาก เขาย้ายตัวเองจากที่มุมร้านไปยืนหลังบาร์เหล้าที่ประจำ ปราณันต์มักจะชอบจุดนี้เป็นพิเศษเพราะมันจะทำให้มองเห็นทุกมุมในร้านได้ดี ... ถือเป็นมุมทองคำ

มือเรียวคว้าแก้วเหล้าที่ยังไม่ได้เช็ดล้าง มาทำความสะอาด ตากลมมองกวาดไปรอบๆ อย่างเคยชิน


...ก่อนที่จะไปสะดุดกับรูปร่างสูงใหญ่คุ้นตา ที่เหมือนกับว่าเพิ่งเจอกันไปเมื่อเช้า ศีรษะกลมๆ สะบัดไปมาเพื่อต้องการให้แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเองเห็นไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริง


และยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าปราณันต์ไม่ได้ตาฝาด เพราะเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ที่เขาเห็นนั้นกำลังพุ่งตรงมายังบาร์เหล้าที่เขากำลังยืนอยู่อย่างรวดเร็วเช่นกัน

“คุณปราณันต์จริงๆ ด้วย!” เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาเกาะบาร์เหล้าไว้และทักทายเขาอย่างยินดี เมื่อได้เห็นชัดๆ ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นใคร

“คุณคามิน!” ปราณันต์เองก็เอ่ยเรียกคนตรงหน้าอย่างประหลาดใจปนรู้สึกดีไม่ต่าง

ทั้งสองแสดงออกในทิศทางคล้ายๆ กัน นั่นคือยิ้มให้กันและกันอย่างยินดี

ถ้าจะมีตรงไหนที่ต่าง ก็น่าจะเป็นความรู้สึกนึกคิดในใจของคนทั้งสอง ในขณะที่ปราณันต์คิดและแทบจะเชื่อว่าการที่เขาได้พบคามินอีกครั้งในวันเดียวกันนี้ น่าจะเป็นเหมือนกับพรหมลิขิตเหมือนที่พี่สาวคนสนิทอย่างนทนัชได้บอกไว้ แต่ในทางตรงกันข้ามคามินกลับไม่คิดแบบนั้น ร่างสูงได้แต่แย้มยิ้มร้ายกาจในใจเงียบๆ


‘ทุกอย่างมันก็เป็นแผนที่ฉันวางไว้ทั้งนั้นแหละปราณันต์!’

.

.

.

To Be Continue

----------------------------------------------------------------------------------------

ถ้าเห็นคำผิดแจ้งได้เลยนะคะ อาจจะมีตาลายไปบ้าง แล้วก็ขอบคุณทุกคนมากที่แวะเข้ามาอ่านและให้กำลังใจ คอมเม้นท์ได้เหมือนเดิมเลย เรารออ่านอยู่น๊าา ชอบไม่ชอบตรงไหนบอกได้

ฝากผลงานเรื่องนี้ด้วยนะคะ ได้อ่านจนจบแน่ จะทยอยเอามาลงเรื่อยๆ อาจจะทุกๆ สองหรือสามวัน ยังไงก็ต้องขอบคุณทุกคนล่วงหน้าเลยน้าาาา

รักทุกคนมากๆ ไว้เจอกันตอนต่อไปจ้าาา

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4018
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
ร้ายนักนะ ..

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-4
3rd Lies : หวั่นไหว


สายตาคมจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของปราณันต์ที่กำลังทำงานอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งเจ้าตัวเองก็หันมายิ้มให้คามินอยู่เป็นระยะๆ ท่าทางของปราณันต์ที่แสดงออกตอนได้เจอเขาเมื่อครู่นี้ ทำให้คนเจ้าเล่ห์ยกยิ้มในใจอย่างเป็นต่อ หุ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ไม่น่าจะหลุดลอยไปไหนแน่ๆ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด

“คุณคามิน จะดื่มอะไรดีครับ เดี๋ยวผมเลี้ยง” ปราณันต์เดินมาเกาะเคาน์เตอร์ฝั่งตรงข้าม แล้วเอ่ยปากเชื้อเชิญอย่างไร้เดียงสา

“ดรายมาร์ตินี่ครับ” ร่างสูงบอกความต้องการของตัวเอง ก่อนจะยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูบาร์เทนเดอร์หนุ่มจำเป็นที่ตอนนี้กำลังยืนเหวอทำอะไรไม่ถูก เมื่อโดนจู่โจมระยะประชิดแบบนี้ ทั้งที่เพลงก็ไม่ได้ดังอะไรมาก เพราะคลับนี้เน้นเปิดเพลงเบาๆ เรื่อยๆ ฟังสบายๆ เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าวีไอพีทั้งหลายทั้งแหล่ ปราณันต์เลยดูตั้งตัวไม่ทัน เมื่ออยู่ๆ เจ้าของใบหน้าคมคายก็พุ่งเข้ามาใกล้ขนาดนี้

“แต่ไม่ต้องเลี้ยงนะครับ ผมอยากเก็บข้อเสนอของคุณไว้ใช้ที่อื่นที่น่าจะสร้างความทรงจำดีๆ ได้มากกว่าที่นี่”

มุมปากหยักยกยิ้มบางๆ หลังพูดจบ โดยที่ใบหน้าหล่อเหลานั่นไม่ได้ถอยห่างจากเดิมไปแม้แต่นิด ปราณันต์เองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ารอยยิ้มของคามินเป็นยังไง แต่มันทั้งดูอันตราย ทั้งดูมีเสน่ห์ ทำให้เขาเห็นแล้วอดหน้าร้อนขึ้นมาไม่ได้

สุดท้ายปราณันต์จึงเลือกที่จะแก้เขินด้วยการเบี่ยงตัวออกแล้วเสไปหยิบส่วนผสมที่ต้องใช้ในการทำเครื่องดื่มให้คามินด้วยทีท่านิ่งๆ สวนทางกับอัตราการเต้นของก้อนเลือดเล็กๆ ที่อกข้างซ้ายที่กำลังกระหน่ำรัวจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก

พอหยิบนั่นผสมนี่ได้ตามสัดส่วน มือเล็กก็เลื่อนแก้วแอลกอฮอล์ไปยังคนฝั่งตรงข้าม และยังไม่ทันที่ปราณันต์จะได้ทันปล่อยมือออกจากแก้ว มือใหญ่ของคามินก็วางทาบทับลงมา ราวกับว่า... ตั้งใจ

“ท่าทางจะอร่อย”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ซึ่งสิ่งที่คามินพูดมาไม่เฉียดใกล้ประโยคบอกเล่าเลยแม้แต่น้อย มันดูเหมือนประโยคแฝงความนัยอะไรบางอย่างมากกว่า และมันก็ยังเป็นประโยคที่เร่งอัตราการเต้นของหัวใจดวงเล็กๆ ของคนที่ไม่ประสีประสาเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ให้เต้นรัวเร็วยิ่งกว่าเดิม

“ถ้าไงก็ตามสบายนะครับ ผมขอตัวไปทำงานก่อน”

แม้จะอยู่ในที่มืด แต่แสงไฟรางๆ ก็ทำให้คนเจ้าเล่ห์จับอาการเขินอายของอีกฝ่ายได้ คามินได้แต่อมยิ้มเบาๆ อย่างพอใจ ที่ลงทุนลงแรงไปวันนี้ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว

.

.

.

เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนใกล้ถึงเวลาที่คลับจะปิด แขกในร้านเริ่มบางตาและลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงบาร์เหล้ามาตั้งแต่หัวค่ำจนตอนนี้ก็ยังไม่ได้หนีหายไปไหน แม้ว่าจะตอนนี้จะดึกมากแล้วก็ตาม

“คลับใกล้จะปิดแล้วนะครับ คุณคามินไม่กลับหรอ?” ใบหน้าน่ารักที่คามินนั่งมองมาหลายชั่วโมงยื่นเข้ามาถามอย่างสงสัย ตาแป๋วๆ กลมๆ ที่ถึงแม้จะดูเหน็ดเหนื่อยแต่ก็แฝงไว้ด้วยประกายที่มองกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ

“แล้วคุณปราณันต์จะกลับหรือยังล่ะครับ” คามินตอบคำถามอีกฝ่ายด้วยคำถาม ยิ่งทำให้ปราณันต์งุนงงเข้าไปใหญ่ การที่คามินจะกลับหรือไม่กลับนั้นมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาสักหน่อย ทำไมถึงมาถามแบบนี้

“คุณถามผมว่าเมื่อไหร่จะกลับงั้นหรอครับ?” นิ้วเรียวชี้เข้าหาตัวเองงงๆ โดยที่คนที่ถูกตั้งคำถามก็ยังคงไม่หยุดยิ้ม

“ใช่ครับ ผมถามคุณ ว่าเมื่อไหร่คุณจะกลับ” คามินยังคงเอ่ยตอบและแย้มยิ้มอย่างล้อเลียน

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมเล่า? คุณจะกลับก็กลับไปสิ” คิ้วสวยๆ นั่นกำลังขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจ ปราณันต์ได้แต่หน้าง้ำหน้างอ พลางคิดในใจว่าคนอะไรกวนโมโหอยู่ได้ ถามดีๆ แต่กลับมายียวนกันแบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหนกัน

“เกี่ยวสิครับ ก็ผมจะไปส่งคุณไง ถ้าคุณยังไม่กลับแล้วผมจะกลับได้ยังไงกัน”

ปราณันต์หันไปมองคามินนิ่ง หลังจากที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดออกมาอย่างอ่อนโยนว่าจะไปส่ง...

มันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยสำหรับผู้ชายตัวบางๆ หน้าหวานๆ อย่างเขา การถูกหยอดคำหวานโดยลูกค้าหรือแม้กระทั่งคนรอบข้างเป็นสิ่งที่ปราณันต์ได้พบเจออยู่ไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งในวันนี้ตัวปราณันต์เองก็รู้ดีว่าคามินกำลังคาดหวังอะไรจากตน แต่สิ่งที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับปราณันต์นั่นก็คือ การที่ตัวเขายอมโอนอ่อนผ่อนตามและรู้สึกดีใจเล็กๆ เมื่อรู้ว่าที่คามินยอมนั่งรอจนดึกจนดื่นนี้เพียงเพราะอยากไปส่งตน

แต่หน้าที่และความรับผิดชอบต้องมาก่อน ปราณันต์ไม่พร้อมจะมีใครทั้งนั้น การเปิดรับใครอีกคนเข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องสุดท้ายที่เขาจะคิดถึง ไหนจะต้องทำงาน ไหนจะต้องแบ่งเวลา แล้วไหนจะยังต้องดูแลเจ้าตัวเล็กทั้งสองอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องจำเป็นและจะต้องให้ความสำคัญที่สุดในชีวิต

“คุณกลับไปก่อนเถอะครับ ผมชินแล้ว ผมกลับเองได้” ปราณันต์พูดตัดบท เขาให้คามินได้เท่าที่ให้ได้ ไม่อยากให้อะไรมันลึกซึ้งไปกว่านี้

“ก็ได้ครับ” คามินยิ้มให้อย่างเข้าใจ “ไว้วันไหนที่พร้อมให้ผมไปส่ง บอกผมนะครับ ผมยินดี”

ปราณันต์มองคามินพลางยิ้มให้อย่างขอบคุณ เขานึกชื่นชมอีกฝ่ายที่ใจกว้างและไม่กดดันจนทำให้เขาอึดอัด คามินรู้ดีว่าปราณันต์ไม่พร้อม แต่ก็ไม่ได้บังคับหรือพูดจาประชดประชันกันให้ต่างฝ่ายต่างลำบากใจ และแม้พยายามจะปฏิเสธแค่ไหน แต่ปราณันต์ก็อดยอมรับไม่ได้ ว่าลึกๆ แล้วตนเองก็กำลังปล่อยให้เจ้าของใบหน้าคมคายหล่อเหลาคนนั้นเข้ามาช่วงชิงพื้นที่เล็กๆ ในหัวใจที่น้อยคนนักจะได้ล่วงล้ำเข้ามา

.

.

.

หลังจากที่เลิกงานเรียบร้อย ปราณันต์ก็เดินออกจากคลับตรงไปยังป้ายรถประจำทางที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก โชคดีที่รถประจำทางที่เขานั่งกลับบ้านทุกวันเป็นรถโดยสารที่วิ่งตลอดทั้งคืน เลยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีกหน่อย เพราะไม่งั้นอาจจะต้องเสียค่ารถไม่คุ้มกับค่าจ้างที่ได้รับ

และหยุดรออยู่ไม่นาน รถประจำทางสายที่ต้องการก็วิ่งมาจอดที่ป้าย ขาเรียวก้าวขึ้นรถอย่างไม่รีบร้อนนัก เพราะเวลานี้ก็ดึกมากแล้ว รถน่าจะไม่ติด ปราณันต์คิดในใจว่าคงใช้เวลาไม่นานน่าจะถึงอพาร์ทเม้นท์ที่ตนอาศัยอยู่

ระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถ ภาพนึกคิดของปราณันต์มักจะตัดกลับไปหาคามินอยู่เรื่อย เขาอดยอมรับไม่ได้ว่าเสน่ห์และหน้าตาของคามินดึงดูดเขาได้ไม่น้อย แต่สิ่งหนึ่งและสิ่งสำคัญที่ทำให้ปราณันต์มักจะเผลอใจเต้นแรงกับเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่คนนั้น น่าจะเป็นความใจดีและความโอบอ้อมอารีที่คามินมีให้มากกว่า แม้เพิ่งจะรู้จักกันแค่วันเดียวแต่คามินก็ซื้อใจเขาไปได้หลายเรื่องแล้ว แล้วถ้าเจอการโจมตีแบบนี้บ่อยๆ ปราณันต์เองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตนจะใจแข็งไปได้อีกนานแค่ไหน ช่างอันตราย... อันตรายกับหัวใจจริงๆ

ศีรษะทุยๆ เล็กๆ สะบัดไหวไปมาราวกับต้องการขับไล่ความคิดที่ฟุ้งซ่าน ตากลมโตที่ก่อนหน้านี้เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างก็หันกลับมามองข้างหน้าเมื่อเห็นว่าอีกไม่ไกลจะถึงจุดหมายที่ตัวเองจะลง ปราณันต์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อเตรียมพร้อมจะลงจากรถ และเมื่อรถจอดที่ป้ายหน้าอพาร์ทเม้นท์ เขาก็ลงจากรถแล้วสาวเท้าเดินไปยังที่พักของตัวเองที่อยู่ไม่ไกลทันที

และเมื่อถึงหน้าอพาร์ทเม้นท์ ในขณะที่ปราณันต์กำลังจะก้าวผ่านประตูด้านหน้าเข้าไป เสียงบีบแตรรถก็แผดดังแทรกมาจากด้านหลังให้ได้ยินเสียก่อน


ปิ๊น ปิ๊นๆ ~



“คุณ...” ปราณันต์หันไปตามเสียงแตรรถที่ได้ยิน และสิ่งที่ได้เห็นก็เหมือนจะทำให้เสียงของปราณันต์ถูกกลืนหายลงไปในลำคอ เมื่อเห็นใบหน้าคุ้นเคยโผล่มาทางหน้าต่างรถยนต์ที่จอดติดเครื่องอยู่ไม่ห่างออกไปเท่าไหร่

“ในที่สุดก็ได้มาส่งตามที่ตั้งใจ” รอยยิ้มอบอุ่นถูกส่งมายังร่างบางที่กำลังยืนงงอยู่ “ผมไม่ได้ทำให้คุณปราณันต์อึดอัดใช่ไหมครับ? คือผม.. เป็นห่วงจริงๆ เพราะเห็นว่าดึกแล้ว เลยแอบขับรถตามรถเมล์มาห่างๆ เพราะไม่อยากทำให้คุณลำบากใจ”

ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่นัก ทำให้ตากลมมองเห็นร่องรอยของความไม่สบายใจแต้มอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั่น หัวใจดวงน้อยของปราณันต์เต้นรัวแรงจนเจ้าตัวเองยังแทบควบคุมมันไม่ได้ เขายอมรับว่ารู้สึกดีมากๆ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีใครมาเอาใจใส่หรือดูแลเขาแบบนี้...

น่าจะตั้งแต่ตอนพ่อกับแม่จากไป เพราะตั้งแต่นั้นมาก็กลับกลายเป็นเขาเองที่ต้องคอยเอาใจใส่ดูแลฝาแฝดทั้งสอง พอวันนี้ปราณันต์ได้รับการดูแลจากใครสักคนอีกครั้ง มันทำให้เขารู้สึกเหมือนไม่ได้ถูกละเลยจากโลกใบนี้ไปเสียทีเดียว

“ดึกแล้วคุณกลับไปเถอะครับ”

คามินที่อยู่ในรถถึงกับหน้าถอดสี เมื่อได้ยินถ้อยคำจากปราณันต์ ก่อนที่เขาจะยิ้มโชว์เขี้ยวอย่างอารมณ์ดี เมื่อร่างเล็กที่อยู่ไม่ห่างออกไปพูดประโยคถัดมา “ยังไงก็ต้องขอบคุณคุณมากที่อุตส่าห์มาส่ง ผมไม่รู้จะพูดยังไง แต่เอาเป็นว่าผมขอบคุณคุณคามินมากจริงๆ นะครับ”

ริมฝีปากอิ่มส่งยิ้มกว้างจนตายิบหยีให้คามิน ยิ้มในแบบที่เขาคิดว่ามันน่าสนใจนักหนา และยิ้มแบบนี้นี่แหละทำให้เขายอมทุ่มตัวเองลงมาเล่นเกมบ้าๆ นี่

“งั้นผมกลับนะครับ ถ้าไม่หวังมากเกินไป พรุ่งนี้เราคงได้เจอกันที่ออฟฟิศนะครับ” คามินพูดหยอกล้ออย่างอารมณ์ดี ให้ปราณันต์หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะโบกมือลาคนที่อยู่ในรถเพราะเห็นว่ามันดึกมากแล้ว

“ขับรถดีๆ นะครับ และเช่นกันครับหวังว่าพรุ่งนี้เราจะได้เจอกัน”

คามินส่งยิ้มอ่อนโยนให้ปราณันต์ ก่อนจะเร่งให้อีกฝ่ายรีบเข้าไปในอพาร์ทเม้นท์ “คุณเข้าไปก่อนสิครับ ผมจะได้สบายใจ”

“เอางั้นก็ได้ครับ” ปราณันต์อมยิ้มน้อยๆ พลางก้าวเข้าไปในประตูอพาร์ทเม้นท์ ก่อนที่ร่างบางจะหันมาโบกมือลาคนที่อยู่ในรถอีกรอบ

พอคามินเห็นปราณันต์เข้าไปอย่างปลอดภัยแล้ว เขาก็ค่อยๆ เคลื่อนรถออก มือใหญ่สัมผัสกับปุ่มอัตโนมัติเพื่อเลื่อนกระจกรถขึ้น พร้อมๆ กับที่ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยนเมื่อสักครู่จะแปรเปลี่ยนเป็นเฉยเมยไร้ความรู้สึกอย่างฉับพลัน


‘ละครฉากใหญ่ของวันนี้จบลงแล้ว’ คามินคิด

.

.

.

เช้านี้ปราณันต์มาทำงานแต่เช้าอย่างสดชื่นหัวใจ ตากลมคอยมองสอดส่องหาผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่เจ้าตัวคิดว่าน่าจะหาเจอได้ไม่ยาก แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อมองหายังไงก็ไม่เห็นเจ้าของรูปร่างที่คุ้นเคย

“ปราณ! มองหาใครอยู่เหรอ?” เสียงทุ้มสดใสโพล่งขึ้นมาด้านหลัง ทำเอาเขาตกใจไม่น้อยก่อนจะหันไปต่อว่าเพื่อนร่วมทีมอย่างไม่จริงจัง

“กวี! เราตกใจหมด เล่นอะไรก็ไม่รู้” ปราณันต์ยู่ปากอย่างไม่พอใจ แต่คนที่ได้เห็นภาพนั้นอย่างกันต์กวีกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรที่ถูกต่อว่า ตรงกันข้ามเขากลับคิดว่าท่าทางแบบนั้นของปราณันต์ช่างน่ารักน่ามองเหลือเกิน

“ขี้ตกใจจัง ฮ่าๆ” กันต์กวีหัวเราะอย่างอารมณ์ดีที่ได้แกล้งอีกฝ่าย “ว่าแต่เมื่อกี้มองหาใครอยู่หรอ?” เขาหันมองไปรอบๆ ตามที่เห็นเพื่อนร่วมงานทำ ปราณันต์เห็นดังนั้นเลยรีบปฎิเสธตัดบทด้วยเพราะขี้เกียจจะอธิบาย

“ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่เมื่อวานกวีหายไปไหนมา” คนถูกถามไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะอธิบายด้วยเสียงเนือยๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

“พ่อมาน่ะ แม่เลยบอกให้ไปกินข้าวด้วยกัน”

“พ่อกวี? มาจากลำปางเหรอ?”

ปราณันต์ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ เพราะพ่อของกันต์กวีไม่ได้มาหาหลายปีแล้ว ตั้งแต่แยกทางกับแม่ของกวี ที่จริงกวีเป็นคนเหนือที่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพตั้งแต่เกิด แต่เชื้อสายความเป็นคนเหนือของกวีมันดันเข้มข้นมากหน่อย เลยทำให้หนุ่มเหนือคนนี้ดูผิวพรรณดีดูอ่อนโยนกว่าคนกรุงทั่วไป เลยทำให้สาวๆ ในออฟฟิศมองตามกันตาไม่กะพริบ

“ช่าย แต่กลับไปแล้วแหละ เขามาทำธุระ นานปีเจอกันทีก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยฉันจะได้รู้ว่าเขาสบายดี”

หนุ่มชาวเหนือพูดพลางเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างคนใจลอย โดยที่ปราณันต์เองเห็นแล้วก็อดห่วงไม่ได้ เลยยื่นมือไปตบไหล่เพื่อนร่วมทีมเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ

“กวี... อย่าคิดมากเลยนะ” เสียงหวานถูกถ่ายทอดออกมาให้เพื่อนสนิทอย่างอบอุ่น กวีมองสบตาปราณันต์ด้วยสายตาอ่านลำบาก ทำเอาอีกฝ่ายเกิดอึดอัดประดักประเดิดขึ้นมาเสียเฉยๆ

“อื้ม เราขอบใจปราณมากนะ” แต่แล้วจากแววตาประหลาดของกวีเมื่อครู่ จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นขี้เล่นขึ้นมาทันที เพื่อกลบเกลื่อนและต้องการปิดบังความรู้สึกบางอย่างของตัวเอง

“ว่าแต่ปราณกินข้าวหรือยัง? ไปกินด้วยกันไหม เดี๋ยวเราเลี้ยง” กันต์กวีเปลี่ยนเรื่อง และส่งแขนแข็งแรงโอบรัดรอบเอวบางก่อนจะรั้งตัวปราณันต์ให้ออกเดินไปพร้อมๆ กัน

ปราณันต์ที่ขัดขืนในคราวแรกก็ต้องโอนอ่อนเพราะไม่รู้จะทำยังไง สาเหตุหลักๆ ก็คือสู้แรงคนเป็นเพื่อนไม่ไหว ที่ทำได้ก็แค่เดินไปตามแรงลากของอีกฝ่ายที่นำทางเท่านั้น โดยที่ปราณันต์เองก็ไม่ได้รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจากมองมาจากมุมหนึ่งของล็อบบี้ และจับจ้องไปที่เขาและเพื่อนร่วมทีมอย่างไม่วางตา


‘หึ! ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดสินะ’


คามินคิดพลางลดกระดาษหนังสือพิมพ์ลงเพื่อให้เห็นภาพที่กำลังมองเห็นให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


“สวัสดีครับคุณครู ตัวแสบของผมก่อเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ”

ปราณันต์กดรับโทรศัพท์ที่มีปลายสายมาจากหมายเลขที่คุ้นเคยด้วยความกังวลนิดๆ เบอร์ที่โชว์อยู่นั้นคือเบอร์โทรของคุณครูเด็กแฝดทั้งสอง เขาอดห่วงไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายของตัวเองหรือเปล่า เพราะปกติคุณครูไม่เคยโทรมาระหว่างอาทิตย์แบบนี้ นอกเสียจากว่าเขาจะเป็นคนโทรไปเอง

“เปล่าค่ะน้องปราณ” ปลายสายพูดเสียงกลั้วหัวเราะน้อยๆ เพราะจับทางได้ว่าคนอีกฝั่งคงกังวลว่าอาจจะเกิดเหตุอะไรกับน้องชายของตัวเอง “พอดีครูจะโทรมาแจ้งว่าพรุ่งนี้จะมีคุณหมอมาฉีดวัคซีนฟรีให้เด็กๆ น่ะค่ะ แล้วทีนี้ผู้ปกครองต้องมาเซ็นยินยอมให้เด็กๆ ฉีด น้องปราณพอจะว่างมาไหมคะ?”

“พรุ่งนี้เลยหรอครับ” ปราณันต์อึกอักขึ้นมาทันที เพราะนี่ก็เพิ่งจะลางานไปส่งตัวแสบมาเมื่อวาน ถ้าลาพรุ่งนี้อีกมีหวังโดนหัวหน้าแผนกฉีกอกแน่ๆ ลำพังแค่พี่นทยังพอคุยกันได้ แต่นี่คงไม่ใช่

“ทำไมกะทันหันจังครับ นี่ก็เพิ่งเปิดเทอมได้สองวันเอง” ปราณันต์เอ่ยถามอย่างสงสัย

“ครูเองก็ไม่แน่ใจนะคะ แต่เห็นว่าทางโรงพยาบาลขอเลื่อนขึ้นมาเร็วหน่อยเพราะช่วงนี้ไข้หวัดระบาด เลยไม่อยากให้เด็กๆ ไม่สบายกันตั้งแต่เริ่มเปิดเรียนน่ะค่ะ”

ปราณันต์ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม ก่อนจะเอ่ยถามออกไปเพื่อหาทางออก “ถ้าฉีดให้ปุณณ์กับปัณณ์ไปก่อนได้ไหมครับ แล้วเดี๋ยวช่วงกลางวันผมเข้าไปเซ็นให้”

คุณครูหายใจอย่างจนใจ เธอเองก็เห็นใจปราณันต์ไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรกฎก็ต้องเป็นกฎ

“ครูเข้าใจน้องปราณนะคะ แต่ทางโรงพยาบาลก็แจ้งมาชัดเจนเลยว่าต้องมีลายเซ็นผู้ปกครองรับรอง เผื่อเกิดปัญหาภายหลัง ยังไงเรื่องนี้ครูเองก็อนุโลมให้ไม่ได้จริงๆ ไม่งั้นน้องปราณมอบอำนาจให้ใครมาเซ็นแทนให้ก็ได้นะคะ ทางเราอนุญาต”

ปราณันต์ครางรับอย่างปลงตก เขาเองก็รู้ดีว่าโรงเรียนนี้เข้มงวดเรื่องระเบียบวินัยแค่ไหน ซึ่งที่เขาตัดสินใจส่งฝาแฝดทั้งสองให้เรียนที่นี่ ก็เพราะไว้ใจในเรื่องกฎและระเบียบเหล่านี้นี่แหละ

“ไม่เป็นไรครับครู ผมเข้าใจ ไว้เดี๋ยวผมจะลองหาทางดู ยังไงก็ขอบคุณคุณครูมากนะครับ”

ปราณันต์จำเป็นต้องรับปากไปก่อน แล้วค่อยมาเคลียร์มาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือคนรู้จักภายหลัง แต่ประเด็นคือจะให้ใครช่วยดีล่ะ เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างคิดไม่ตก ใบหน้าหวานซึ้งเคร่งเครียดจนคิ้วแทบจะขมวดเป็นปม ในขณะที่กำลังคิดว่าจะไปขอลางานแล้วยอมโดนหัวหน้าแผนกต่อว่าดีไหม ปราณันต์ก็ได้รับสัมผัสเบาๆ ที่หัวไหล่ด้านหนึ่งพอดี

“ไงเรา คิดอะไรอยู่ คิ้วจะขดมาผูกเป็นโบว์แล้วนั่น” ปราณันต์เงยหน้ามองตามมือที่วางอยู่บนหัวไหล่ขึ้นไป ก็เห็นหัวหน้าทีมสาวร่างเล็กที่เพิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับกวีเพื่อนร่วมทีมอีกคน

“เครียดนิดหน่อยอะพี่นท พอดีที่โรงเรียนปุณณ์กับปัณณ์โทรมาบอกว่าพรุ่งนี้เด็กๆ ต้องฉีดวัคซีน ถ้าไม่มีผู้ปกครองไปเซ็นรับรอง เจ้าตัวแสบของผมอาจจะฉีดไม่ได้”

ปราณันต์พูดอย่างกลัดกลุ้ม ก่อนจะเอ่ยปากเล่าให้คนที่เป็นทั้งเพื่อนรุ่นพี่และหัวหน้าฟังอย่างต้องการที่จะหาที่พึ่ง

“ให้คนไปแทนได้ไหมล่ะ เดี๋ยวพี่ไปให้” นทนัชเอ่ยปากให้ความช่วยเหลืออย่างใจดีจนปราณันต์ซาบซึ้ง

“ใช่ เราก็ไปให้ได้นะ เอาไหมปราณ” ปราณันต์มองคนทั้งสองอย่างรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก ก่อนปากอิ่มจะยิ้มและเอ่ยออกมาอย่างเข้าใจ

“เรื่องไปแทนน่ะไปได้ แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ พรุ่งนี้พี่นทต้องประชุม ผมจำได้” ก่อนที่ปราณันต์จะหันไปหาเพื่อนร่วมทีมอีกคน “ส่วนกวี เมื่อวานกวีก็เพิ่งจะลาไปพร้อมๆ กับเรา พรุ่งนี้จะลาอีกได้ยังไง”

ทั้งสองมองหน้าปราณันต์อย่างเห็นใจ เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมามันเป็นเหตุผลและเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องพรุ่งนี้มันยุ่งยากขึ้นไปอีก

“แล้วปราณจะทำยังไงล่ะทีนี้” เป็นนทนัชที่ถามขึ้นมาอีกครั้ง

“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” ปราณันต์ตอบอย่างจนปัญญา ตอนนี้ศีรษะเล็กๆ ของเขาสะบัดไปมาอย่างกับอยากจะค้นหาทางออก แต่มันมึนงงไปหมด เขาคิดไปคิดมาจนปวดหัว พาลให้นึกในใจว่าถ้าได้กาแฟสักแก้วมาดื่มเพื่อให้ผ่อนคลายน่าจะดี

ปราณันต์ลุกขึ้นยืมเต็มความสูง แล้วหันไปบอกสองคนที่นั่งอยู่ด้วยกันอย่างเนือยๆ

“เดี๋ยวผมมานะครับ ขอไปหากาแฟดื่มหน่อย เผื่อจะหาทางออกอะไรได้บ้าง”

“เราไปเป็นเพื่อน” กวีลุกขึ้นยืนอย่างกระวีกระวาด ราวกับว่าเต็มใจที่จะไปเป็นเพื่อน แม้ว่าปราณันต์จะไม่ได้ร้องขอก็ตาม

“ไม่เป็นไรหรอกกวี ขอบใจมากนะ เราไปคนเดียวดีกว่า” ปราณันต์พูดปฎิเสธอย่างนุ่มนวล พลางยิ้มเหนื่อยๆ ให้กับคนทั้งสอง ไม่ใช่จะปิดกั้นอะไร แต่เวลานี้เขาอยากขอคิดอะไรคนเดียวดีกว่า จากนั้นปราณันต์ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปอีกทางเพื่อลงลิฟต์ไปที่คอฟฟี่ช็อปเล็กๆ ชั้นล่างของออฟฟิศ

.

.

.

ในขณะที่นั่งอยู่ในคอฟฟี่ช็อปเล็กๆ ที่ล็อบบี้ของออฟฟิศ ปราณันต์ก็ตัดสินใจโทรหาเพื่อนสนิทที่สุดของตน เขารู้ดีว่าหากขอความช่วยเหลือจากเพื่อนคนนี้ ยังไงอนาวินก็ไม่มีทางปฏิเสธ แต่ที่เขาหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากจะรบกวนเพื่อนรักมากเกินไป เพราะที่ผ่านมาอนาวินและครอบครัวก็ช่วยเหลือเขามานักต่อนัก แต่ครั้งนี้ในเมื่อมันเลี่ยงไม่ได้ ก็คงต้องขอรบกวนเพื่อนรักอีกสักครั้ง

หลังจากรอสายไม่นานเสียงสดใสของเพื่อนสนิทก็รับและส่งคำทักทายที่แสนจะไพเราะมาให้เขาได้ยิน

(ไงไอ้ปราณ ยังไม่ตายหรอวะ?)

ปราณันต์อมยิ้มบางๆ หลังจากได้ยินคำประชดประชันจากคนในสาย

“ตายไปแล้วว่ะ นี่วิญญาณ คิดถึงนายมากเลยโทรมาหา หึหึ พอใจยัง?”

เสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ของอนาวินดังลอยมาให้ปราณันต์ได้ยิน เขาชะงักน้อยๆ เมื่อหวนคิดไปถึงเมื่อก่อน ปราณันต์เองก็มักจะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่สดใสแบบนี้ เสียงหัวเราะที่เขาและอนาวินมักจะมีให้กันบ่อยๆ

นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เขาหลงลืมการหัวเราะแบบนี้ไป ปราณันต์รำพึงรำพันถามคำถามนี้กับตัวเองเบาๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจจะหาคำตอบแต่อย่างใด เพราะตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องจัดการ

(เออ! พอใจแล้วไอ้เพื่อนเวร! ว่าแต่โทรมามีไรรึเปล่าวะ)

“เอ่อ..คือ แม่เป็นไงบ้าง สบายดีรึเปล่า?”

ปราณันต์ข่มตาลงแน่นด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นคำพูดอย่างไร คือจะขอความช่วยเหลือเลยก็เกิดปากหนักขึ้นมา เขาเองก็ไม่มีเวลาโทรหาคุณน้า หมายถึงแม่ของเพื่อนสนิทบ่อยๆ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นผู้มีพระคุณ ช่วยดูแลเจ้าแฝดให้ตลอดเวลาตั้งแต่สมัยปุณณกันต์กับปัณณธรยังอายุน้อยๆ ดังนั้น ครั้นจะมาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทเลย มันก็ดูเหมือนจะเห็นแก่ตัวไปสักนิด

(แม่ฉันสบายดี แต่บ่นคิดถึงเจ้าตัวแสบสองคนตลอดเลยว่ะ ว่างๆ นายก็พาเด็กแฝดมาหาแม่ฉันหน่อยละกัน)

อนาวินร่ายยาว และเมื่อเห็นว่าพอจะสบโอกาสก็เลยปราณันต์ก็เตรียมตัวจะตบเข้าเรื่องทันที

“ฉันเกรงใจ รบกวนนายบ่อยๆ แบบนี้”

(เกรงใจไรวะ เพื่อนกัน) อนาวินพูดอย่างมีน้ำใจ แต่ก่อนที่ปราณันต์จะได้พูดอะไรอีก อนาวินก็สวนกลับมาเสียก่อน

(แต่ไว้ค่อยมานะเว่ย เพราะนี่ฉันกำลังจะพาแม่ไปเที่ยวบ้านญาติที่ต่างจังหวัด เห็นบ่นว่าอยากไปมาสักพักแล้ว)

ปราณันต์กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอทันที นานๆ ทีเพื่อนสนิทจะพาแม่ออกไปเที่ยวทั้งที การจะพูดขัดโดยขอความช่วยเหลือจากเพื่อนนั้นคงไม่สมควรเท่าไหร่ ปราณันต์จึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะพูดเรื่องฉีดวัคซีนของฝาแฝดออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นชวนคุยนั่นนี่โน่นแทน จนผ่านไปสักพักก็ขอวางสายไปในที่สุด

ปราณันต์กลับมาเคร่งเครียดหาวิธีทางแก้ไขปัญหาอีกครั้ง เพราะตอนนี้เพื่อนสนิทที่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่จะเอาไว้ยึด ก็ได้ขาดลงไปแล้ว ตอนนี้เขาได้แต่นั่งจิบคาเฟอีนไป ค่อยๆ คิดไป ที่ และในขณะที่นั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกชื่อดังขึ้นมาจากด้านหลัง

“คุณปราณันต์?” เจ้าของชื่อหันหน้าไปตามเสียงทุ้มที่เรียกช้าๆ ก่อนจะได้เห็นใบหน้าคมคายที่มักจะบังเอิญเจอกันบ่อยเหลือเกินในช่วงหลังๆ มานี้

“คุณคามิน” ตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับว่าประหลาดใจหน่อยๆ เพราะไม่คิดว่าจะได้เจอคามินในเวลานี้ “บังเอิญเจอกันอีกแล้ว”

“ฮ่าๆ อันที่จริงผมเห็นคุณน่ะครับเลยเข้ามาทัก” คามินพูดพลางพยักเพยิดไปที่เก้าอี้ตัวฝั่งตรงข้ามกับปราณันต์ “ผมขอนั่งด้วยได้ไหมครับ”

ปราณันต์ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างสดใสแม้ในใจกำลังจะคิดมาก แต่พอได้เห็นใบหน้าของคนๆ นี้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกว่าเรื่องที่กำลังหนักใจอยู่นั้นได้เบาบางลง

“เชิญครับ ทานกาแฟไหม ผมเลี้ยง” ปราณันต์เอ่ยอย่างมีน้ำใจ แต่แทนที่คนฝั่งตรงข้ามจะตอบรับหรือปฎิเสธ กลับหัวเราะลั่นออกมาแทน

“ฮ่าๆ” ตากลมตวัดมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างไม่พอใจ ปากอิ่มยื่นน้อยๆ อย่างแสนงอนแบบไม่รู้ตัว

คามินเองพอได้เห็นท่าทางแบบนั้นของปราณันต์ ปากหยักก็อมยิ้ม ส่วนดวงตาเรียวคมก็ได้แต่จ้องมองคนตรงหน้าอย่างเอ็นดู

“โอ๋ๆ อย่าเพิ่งโกรธสิครับ ที่ผมหัวเราะนี่ เพราะผมคิดขึ้นได้ว่าเวลาเจอกันทีไร คุณปราณันต์จะเลี้ยงนั่นเลี้ยงนี่ผมตลอดเลย จนผมแทบจะเคยตัวอยู่แล้ว” ริมฝีปากมีเสน่ห์ได้แต่ยกยิ้มให้ปราณันต์อย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยต่อ “เพราะฉะนั้นอย่าเลยดีกว่านะครับ ผมเกรงใจจริงๆ”

คามินนั่งมองหน้าใบหน้าน่ารักของคนอีกฝั่งอย่างประทับใจ แววตาคมแสดงออกอย่างเปิดเผยว่ารู้สึกอย่างไรในเวลานี้

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมตั้งใจจะเลี้ยงจริงๆ” ปราณันต์เสหลบแววตามีเสน่ห์คู่นั้น ด้วยการก้มลงดื่มกาแฟในแก้ว พูดตามตรงว่าเสน่ห์ของคามินมีมากเกินไปจนเขาแทบจะตั้งรับไม่ไหว และตอนนี้หัวใจดวงเล็กๆ ของตนก็กำลังเต้นกระหน่ำรัวอยู่ในอกจนเจ็บไปหมด

“เอาไว้เลี้ยงผมคราวหน้าแทนนะ ตอนนี้คุณปราณันต์ติดข้าวผมอยู่มื้อนึงใช่ไหมครับ” ศีรษะเล็กๆ พยักขึ้นลงอย่างแข็งขัน มองแล้วน่าเอ็นดูไม่น้อย และพอเห็นท่าทางน่ารักแบบนั้นคามินจึงพูดต่อ

“คราวหน้าคุณต้องเลี้ยงผมนะครับ เจอกันครั้งต่อไป ผมไม่ยอมแล้วนะ” ใบหน้าหล่อเหลาพูดพลางยักคิ้วหลิ่วตาให้ปราณันต์อย่างอารมณ์ดี จนคนตัวเล็กกว่าเห็นแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ว่าแต่คุณปราณันต์มานั่งทำอะไรที่นี่หรอครับ ดูเครียดๆ”

เรียวตาคมจับจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา เขาแสร้งถามด้วยรู้ดีว่าปราณันต์กำลังไม่สบายใจเรื่องฝาแฝด เพราะคามินจับทางได้แล้วว่า ถ้าอยากทำให้ปราณันต์มีความรู้สึกดีๆ ให้ การเอาชนะใจแฝดทั้งสองก็ถือเป็นอีกปราการหนึ่งที่จะพังทลายกำแพงของอีกฝ่ายลงได้

“พอดีมีเรื่องให้คิดนิดหน่อยครับ ผมยังหาทางออกไม่ได้เลย” เสียงหวานตอบหงอยๆ ถ้าจะเรียกว่าอ้อนก็ไม่น่าจะผิดเท่าไหร่ “แล้วคุณคามินไปไหนมาครับ เพิ่งกลับมาจากพบลูกค้าหรอ”

“ครับ เพิ่งกลับมา” คามินตอบ ก่อนจะปั้นเสียงเป็นห่วงเป็นใยออกมาจากลำคอ “แล้วคุณปราณันต์พอจะบอกได้ไหมครับ ว่าเครียดเรื่องอะไร ให้ผมช่วยไหม”

หลังจากได้ยินน้ำเสียงอบอุ่นนั้นแล้วปราณันต์ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหัวใจดวงน้อยๆ ของตัวเอง มันทั้งไว้ใจ ทั้งเชื่อใจ จนยอมสารภาพเรื่องที่กังวลออกมาให้อีกฝ่ายฟังอย่างเต็มใจ

“มันอาจจะฟังดูไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร” ปราณันต์ค่อยๆ เล่าอย่างใจเย็นผิดกับอารมณ์ที่ร้อนรุ่มข้างใน “พอดีพรุ่งนี้ที่โรงเรียนอนุบาลของปุณณ์กับปัณณ์มีฉีดวัคซีนครับ”

“...” คามินนั่งฟังอย่างตั้งใจ ผิดกับข้างในที่กำลังยิ้มเยาะปราณันต์ว่าช่างไร้เดียงสา ตกหลุมพรางที่เขาขุดไว้ง่ายดายเหลือเกิน

“แต่ปัญหาคือถ้าอยากได้รับวัคซีน ก็ต้องมีผู้ปกครองไปเซ็นยินยอมให้ได้ฉีดได้ ถ้าไม่เซ็นทางโรงเรียนจะไม่ทำการฉีดให้ครับ”

เสียงของปราณันต์แสดงออกถึงความกังวลชัดเจน คามินจึงแสร้งแสดงความเป็นห่วงเป็นใยให้ปราณันต์อย่างอบอุ่น จนใจของคนที่ได้รับความเอื้อเฟื้อนั้น เกิดกระตุกขึ้นมาทันทีจนรู้สึกได้ “แล้วประเด็นคือผมเองก็ไม่ว่างไป ผมเพิ่งลางานไปเมื่อวาน ถ้าจะให้ลาอีกหัวหน้าต้องไม่ยอมแน่ๆ ตอนนี้เลยไม่รู้จะทำยังไง เครียดก็ส่วนนึง อีกส่วนผมก็คิดว่าผมเป็นพี่ชายที่โคตรแย่ มีน้องอยู่แค่สองคนก็ดูแลไม่ได้”

ปราณันต์สารภาพออกมาจนหมดสิ้น ความในใจและความรู้สึกผิดที่เขาเก็บงำไว้ แม้แต่เพื่อนสนิทก็ไม่ได้ให้รู้ แต่เขากลับบอก... บอกออกไปให้คนแปลกหน้าที่ได้เจอกันแค่ไม่กี่ครั้งรู้ อาจะเป็นเพราะสายตาคู่นั้น สายตาคู่ที่มองมาอย่างอ่อนโยนเมื่อกี้

“อย่าคิดอย่างนั้นสิครับ ปุณณ์กับปัณณ์ไม่คิดแบบนั้นหรอก อีกอย่างไม่ใช่ว่าคุณไม่อยากลาไปดูแลเด็กๆ สักหน่อย แต่มันลาไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่หรอครับ”

คามินเอ่ยปลอบอย่างเข้าใจและปลอบโยน พาให้หัวใจที่ไม่ได้รับการดูแลและเอาใจใส่จากใครมาหลายปีกลับชุ่มชื่นขึ้น เพียงเพราะน้ำเลี้ยงที่ไหลลงมารดรินหัวใจด้วยคำพูดและการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของอีกฝ่าย

“เอางี้ดีไหมครับ” คามินแสร้งเสนอขึ้นเหมือนกับว่าเพิ่งนึกได้ “พรุ่งนี้ผมต้องไปพบลูกค้าแถวนั้น คุณปราณันต์โทรไปบอกคุณครูของฝาแฝดว่าผมจะเข้าไปเซ็นให้ดีไหมครับ ครูน่าจะจำผมได้ แล้วก็ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องการมอบฉันทะด้วย”

ปราณันต์นิ่งไปอย่างใช้ความคิด ทางออกของคามินถือว่าโอเคมากๆ แต่ที่เว่ยโจวยังกังวล กลับเป็นเพราะความเกรงใจที่มีให้กับอีกฝ่ายมากกว่า

“แต่ผม... เกรงใจคุณ ผมรบกวนคุณหลายเรื่องแล้ว” ปราณันต์อ้อมแอ้มตอบอย่างละอายใจ เจอกันกี่ทีก็มีแต่เรื่องรบกวนทุกที

“ไม่เป็นไรเลยครับ ปุณณ์กับปัณณ์ก็เหมือนน้องของผม” คามินยิ้มโชว์เขี้ยวทั้งสองเพื่อแสดงความเต็มใจให้ปราณันต์เห็น “ผมอยากช่วยคุณดูแลเด็กๆ เพราะเหมือนกับว่าผมจะได้มีโอกาสดูแลคุณไปด้วยในตัว”

ทั้งคำพูดและรอยยิ้มที่คามินส่งเอามาให้ทำเอาปราณันต์แทบไปไม่เป็น นี่แค่เวลาไม่กี่วันที่ได้รู้จักกัน คามินก็ทำให้เขาประทับใจและหวั่นไหวได้ขนาดนี้ จากที่เคยคิดว่าคงไม่มีใครสามารถจะพังทลายกำแพงนี้ได้ ปราณันต์คงต้องเปลี่ยนความคิด เพราะตอนนี้กลับมีคนๆ นึงที่ยื่นมือเข้ามาทุบปราการที่เขาตั้งไว้อย่างไม่เกรงกลัว และที่สำคัญดูเหมือนกับว่าคนๆ นั้นจะทำได้ผลเสียด้วย

ปราณันต์ได้แต่ไม่แน่ใจว่าจะประคองและปิดกั้นความรู้สึกตัวเองได้นานแค่ไหน หากคามินยังเสมอต้นเสมอปลายกับตนเช่นนี้ หัวใจของเขาคงจะพ่ายแพ้เข้าให้สักวัน เมื่อคิดได้แบบนั้นแววตากลมสดใสได้แต่หลับลงเบาๆ อย่างปลงตก และคงต้องปล่อยให้มันเป็นไป

ส่วนคามินก็ได้แต่ยิ้มกริ่มในใจอย่างผู้ชนะ ลูกแมวตัวน้อยของเขาโซซัดโซเซเข้ามางับเหยื่อที่เขาวางไว้อย่างไร้เดียงสา โดยที่เขาแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ

“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องรบกวนคุณอีกครั้ง แล้วก็ขอบคุณคุณคามินมากนะครับ ขอบคุณจริงๆ”

ปราณันต์พูดขอบคุณในขณะที่แก้มขาวทั้งสองข้างตอนนี้กำลังขึ้นสีอย่างน่าเอ็นดู ทำให้คามินได้แต่นึกย่ามใจว่าหุ้นสิบห้าเปอร์เซนต์คงไม่หลุดลอยไปไหนแน่นอน

“ถ้าเป็นเรื่องของคุณ... ผมยินดีครับ” และเพื่อเป็นการตอกย้ำ มือใหญ่ยื่นไปวางทับบนมือเรียวขาวเบาๆ แค่นั้นก็ทำให้หัวใจที่ไม่ประสีประสาเรื่องความรักของปราณันต์เต้นแรงจนแทบจะทะลุจากอก ซึ่งทุกอย่างมันแสดงออกผ่านทางสีหน้าและแววตาของปราณันต์จนหมดสิ้น

คามินได้แต่มองและยิ้มเยาะในใจ


‘แล้วคุณจะหนีผมไปไหนพ้น ปราณันต์’

.

.

.

To Be Continue

------------------------------------------------------------------------

เป็นพระเอกที่แผนการเยอะมากกกกกกกก ไม่รู้ว่าอยากจะแค่เอาชนะ หรือลึกๆ แล้วกำลังถูกอกถูกใจเขาจริงๆ กันแน่... และถ้าคุณคิดว่าแผนของนังครามจะหมดแค่นี้ เราของบอกว่าคุณคิดผิดค่ะ

เอาเป็นว่ารออ่านตอนต่อไปแล้วกันโนะ 55555555555

ฝากคอมเม้นท์ติชมด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆ ทุกคอมเม้นท์ ทุกคลิก ทุกวิว ทุกไลค์ ขอบคุณมากๆ ค่า แล้วยังไงจะพยายามมาลงให้บ่อยๆ นะคะ อย่างที่เคยแจ้งไปคงสองสามวันมาลงที จะพยายามไม่ให้เกินนี้เนาะ เว้นแต่ถ้างานยุ่งจริงๆ

เหมือนเดิมนะคะ ฝากคอมเม้นท์ ฝากติ-ชม ให้กำลังใจด้วยย เรารออ่านฟีดแบคจากทุกคนอยู่นะคะ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ จะพยายามภายในสามหรือสี่วันนะคะ ขอบคุณทุกคนมากๆ .. รักพวกคุณที่สุดเลยยย

ป.ล. เจอคำผิด สรรพนามผิด เม้นท์บอกได้เลยนะคะ บางทีมันตาลายจริงๆ แก้ไม่หมด 555555

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4018
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
ระวังเถอะ คุณคามิน จะโดนย้อนศรบ้าง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด