[End] Love (and) Lies #ลวงหลอกรัก, 12/05/64 [33th Lies, End Chapter: แค่มีเรา]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [End] Love (and) Lies #ลวงหลอกรัก, 12/05/64 [33th Lies, End Chapter: แค่มีเรา]  (อ่าน 9518 ครั้ง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากหน้าที่แล้ว)


พอปราณันต์ได้ยินแบบนั้นก็เขินอายจนแทบไปไม่เป็น ก่อนจะรู้สึกถึงความอุ่นร้อนที่กำลังประทะอยู่ที่หน้าขาของตัวเอง ตอนที่คามินแกล้งดันมันไปสัมผัสกับคนด้านล่างเบาๆ

“คุณปราณครับ...” คามินเริ่มพูด “ผมจะไม่ไหวแล้ว คุณให้ผมเข้าไปในตัวคุณได้ไหมครับ” คนเจ้าเล่ห์กำลังเริ่มเสี่ยง เขาอาศัยจังหวะที่ปราณันต์กำลังเคลิบเคลิ้ม ขอในสิ่งที่ตัวเองต้องการและวางแผนไว้

ปราณันต์หน้าซีดทันทีหลังจากได้ยินคามินพูดจบ คนตัวเล็กถอยกรูดจากอ้อมแขนแข็งแรง ก่อนจะไปนั่งพิงหัวเตียงหุบขาเข้าหากันเหมือนกับกำลังป้องกันตัวเอง

คามินได้แต่กู่ร้องในใจอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นท่าทีของปราณันต์ ถ้ามาอิหรอบนี้คงหมายความว่าต้องไม่ยอมแน่ๆ

“คุณรังเกียจผมหรอครับ” คามินเล่นไม้ตาย กะว่าปราณันต์ต้องใจอ่อนแน่ๆ ถ้าเขาพูดประโยคนี้

คนตัวเล็กส่ายหน้าหวือ “ผมไม่ได้รังเกียจ.. แต่ผมกลัว” นัยน์ตากลมมีน้ำตาคลออยู่น้อยๆ นั่นทำให้คามินใจอ่อนยวบเป็นขี้ผึ้งลนไฟ “อย่าบังคับผมเลยนะครับ ผมไม่พร้อมจริงๆ”

เสียงใสขอร้องอย่างน่าสงสาร “ผมรักคุณนะครับ แต่เรื่องแบบนี้ผม... ฮึก” ปราณันต์ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ คามินเลยต้องรีบพุ่งเข้ามากอดปลอบอย่างอ่อนโยน

“ไม่เป็นไรครับคนดี ไม่เป็นไร” มือใหญ่ลูบหลังลูบไหล่เพื่อไม่ให้คนในอ้อมกอดคิดมาก “ไม่พร้อมก็ไม่ทำครับ ผมเข้าใจนะ ไม่เป็นไรเลย”

“คุณครามจะเลิกกับผมไหม ถ้าผมไม่...” ปราณันต์พูดไม่จบประโยค เขาพูดไม่ออก ถ้าคามินขอเลิกกับเขาด้วยสาเหตุนี้เขาจะทำยังไง

“เด็กโง่! ห้ามคิดแบบนี้อีกนะครับ” คามินดุ ก่อนจะพูดต่อ “ผมไม่ได้คบคุณเพราะเรื่องพวกนี้สักหน่อย ถ้าคุณไม่พร้อมผมก็ไม่บังคับ”

คามินพูดทั้งที่รู้สึกผิดในใจอย่างท่วมท้น เพราะในความเป็นจริงแล้วเขาคบกับปราณันต์เพราะเรื่องพวกนี้จริงๆ แล้วตอนนี้เขายังมีหน้ามาโกหกอีกว่าไม่ใช่

“ขอบคุณมากนะครับ” ร่างเล็กในอ้อมกอดเขากำลังโผเข้าหาเขาแนบแน่นขึ้น คามินเลยต้องกระชับอ้อมกอดเข้าไปอีกนิด พลางคิดในใจว่าเอาเถอะ เขาเองก็ไม่อยากขืนใจปราณันต์ ถ้ายังไม่พร้อม ครั้งหน้าเขาจะทำให้พร้อมเอง นี่เป็นครั้งแรก คืบหน้าได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากๆ แล้ว

“แต่อย่าให้ผมรอนานเกินไปนะครับ คุณน่ารักมากขนาดนี้ พูดกันตรงๆ ผมก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูน มันก็มีบ้างที่ผมจะอยากทำแบบนี้กับคนที่ผมรัก คุณปราณเข้าใจผมใช่ไหม” คามินตัดสินใจบอกปราณันต์ตรงๆ ซึ่งคนตัวเล็กเองก็พยักหน้าพอจะเข้าใจ

“ครับ ผมเข้าใจ ขอเวลาผมอีกนิดนะ” คามินได้แต่กรีดร้องในใจ อย่าให้เกินอาทิตย์กว่านี่ก็แล้วกันคุณปราณ

พอปลอบปราณันต์เสร็จ คามินก็จะจัดการปีนลงเตียง ทั้งๆ ที่เจ้าน้องชายของเขายังตั้งชันอยู่แบบนั้นนั่นแหละ

“เอ่อ.. คุณจะไปไหนครับ” ปราณันต์รั้งข้อมือคามินไว้และตัดสินใจถาม พลางมองไปที่แก่นกายของคามินหวาดๆ มันใหญ่โตจนเขาแอบกลัว

“ผมก็ต้องไปจัดการตัวเองสิครับ ก็คุณปราณไม่พร้อมนี่นา” คามินยิ้มขื่นๆ ก่อนจะพยายามจะลงจากเตียงอีกครั้ง แต่ปราณันต์กลับพลิกตัวเองไปอยู่ที่กลางหว่างขาคนตัวโตก่อน “หื้ม? ว่าไงครับ” คามินถามงงๆ ตอนเห็นท่าทีของคนตรงข้าม

“ให้.. ให้ผมลองได้ไหมครับ” ปราณันต์ถามเขินๆ คามินประมวลผลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจว่าปราณันต์หมายถึงอะไร

คนตัวโตยิ้มร่า ก่อนจะยกตัวปราณันต์ให้นั่งด้วยท่าทีที่เขาคิดว่าน่าจะถนัดที่สุด “รบกวนด้วยนะครับ” มือใหญ่ลูบไปที่ปากอิ่มเบาๆ อย่างสื่อความหมาย คามินคิดอย่างตื่นเต้น แค่คิดว่าริมฝีปากที่เขาหลงใหลนี้กำลังจะครอบลงมาบนตัวตนของเขา อาา.. แบบนี้ก็ไม่แย่สักเท่าไหร่หรอก

ปราณันต์มีท่าทางเก้ๆ กังๆ แต่สุดท้ายก็ก้มลงไปครอบริมฝีปากลงไปบนแกนกายคามินได้สำเร็จ มันคับแน่นไปหมด จนปราณันต์คิดว่าตัวเองคงทำต่อไปไม่ไหว แต่พอเหลือบขึ้นไปมองเห็นใบหน้าที่กำลังมีความสุขของคามินแล้ว เขาก็ปฏิเสธไม่ลง ปราณันต์แค่อยากทำให้คามินมีความสุขบ้างก็แค่นั้น

“อาาาห์ เก่งมากเลยครับเด็กดี ซี๊ดดด”

ปราณันต์ลองขยับปากแบบที่เห็นคามินทำ รูดขึ้นรูดลงจนสุดความยาว และพยายามไม่ให้ฟันครูดลงบนท่อนเนื้อของอีกฝ่าย มันคับปากมากและยาวสุดจนเกือบจะทิ่มเข้าไปในคอ แต่ปราณันต์ก็พยายาม พยายามจนเริ่มจะคล่อง

“ซี๊ดดด อึก! ส เสียวมากเลยคุณปราณ”

ยิ่งพอได้ยินว่าคามินมีความสุขมากแค่ไหน ปราณันต์ยิ่งทำได้ดีขึ้น เขาเลียนแบบที่คามินทำทุกอย่าง ใช้ลิ้นในการไล้เลียส่วนหัวและลากเลื้อยลงมายังลูกบอลทั้งสองข้าง คามินกดศีรษะของปราณันต์ไว้แน่น และเพราะความไร้เดียงสาของปราณันต์ยิ่งทำให้เขาสติกระเจิดกระเจิง จนอยากที่จะสวนสะโพกสวนกระแทกเข้าไปในปากอิ่มแรงๆ แต่เขาก็ต้องยั้งไว้ เพราะไม่อยากให้ปราณันต์ตกใจ

“อาาห์ เร็วอีกนิดครับที่รัก” ปราณันต์สาวปากรัวเร็วขึ้น จนคามินเสียวไปหมด และยิ่งเห็นแก้มของคุณปราณบุ๋มลงไปเพราะแรงดูด คามินก็ยิ่งเสียว ท่าทางและหน้าตาแบบนั้นดูไร้เดียงสาและเซ็กซี่ในเวลาเดียวกัน มันช่างกระตุ้นเขาได้ดีมากขึ้นจริงๆ

ปราณันต์รูดปากขึ้นลงจนสุดความยาวสลับกับดูดที่ส่วนหัวย้ำๆ เมื่อเห็นว่าคามินเริ่มเกร็ง และหน้าท้องของคนด้านบนเริ่มกระตุกเบาๆ

“ซี๊ดด จะ.. จะเสร็จแล้วครับ ปะ คุณปราณ” ปราณันต์ขยับปากรัวเร็วอีกครั้ง จากนั้นคามินกระตุกแล้วก็ปลดปล่อยออกมาเข้าปากคนตัวเล็กเต็มไปหมด

“อึก! อาาาาาาา” คามินดึงปราณันต์ขึ้นมาบดจูบริมฝีปากอย่างหื่นกระหาย รสชาติตัวตนของคามินถูกส่งเข้ามาในปากหยัก ทั้งสองจูบกันอย่างร้อนแรงและตะกละตะกลาม ริมฝีปากล่างของปราณันต์ที่คามินชอบถูดดูดดึงจนเกิดเป็นเสียงดังระงม จนปราณันต์หายใจไม่ทันนั่นแหละ คามินจึงได้ปล่อยให้ปราณันต์เป็นอิสระ

“เก่งมากครับที่รัก ผมมีความสุขมากเลย” คามินกระซิบบอกหลังจากที่ทั้งคู่นอนกอดก่ายกันอยู่บนเตียง

“ผม.. ผมก็มีความสุขมากเหมือนกันครับ” ปราณันต์กระซิบตอบอายๆ ก่อนที่จะพุ่งซบเข้าที่อกอุ่นๆ เพื่อต้องการเลี่ยงจะสบตา

“ผมจะรอวันที่คุณปราณพร้อมนะ วันนั้นผมสัญญาว่าจะทำให้คุณปราณมีความสุขมากที่สุด มีความสุขมากกว่านี้อีก” ปราณันต์พยักหน้าอยู่กับอกคามินเป็นเชิงรับรู้ ก่อนที่ดวงตากลมโตจะค่อยๆ ปรอยลงเพราะความเพลีย

“ผมง่วงแล้ว นอนกันเถอะนะครับ” คนตัวเล็กอ้อนแขนเรียวโอบวาดรอบเอวหนา เช่นเดียวกับที่คามินกระชับอ้อมกอดที่กอดคนตัวเล็กอยู่ให้แน่นขึ้น

“ฝันดีครับ คนดีของผม” คามินประทับจูบเบาๆ ลงบนหน้าผากมน ก่อนจะเหลือบมองเห็นว่าตากลมแทบจะปิดลงเต็มที

“ฝันดีครับ คุณครามของผม” เสียงหวานกระซิบตอบก่อนที่จะเงียบไป จนกระทั่งคามินได้ยินเสียงลมหายใจของคนตัวเล็กดังสม่ำเสมอกัน น่าจะเป็นเพราะผล็อยหลับไปแล้ว


... อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่ได้แย่ ถึงจะไม่เป็นไปตามแผน แต่คามินก็มีความสุขมากจนปฏิเสธไม่ลง


คนตัวโตแอบอมยิ้มมุมปาก ก่อนจะค่อยๆ เข้าสู่ห้วงนิทราตามลูกแมวตัวน้อยของเขาไปติดๆ

.

.

.

เช้านี้คามินอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ แหงล่ะ ได้มีคนตัวนุ่มๆ หอมๆ มานอนให้กอดอุ่นๆ แบบนี้ ใครจะไม่ชอบบ้างล่ะ

แต่เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้ลูกแมวในอ้อมกอดเขา เริ่มจะงอแงแล้ว

“คุณครามครับ ตื่นเถอะนะ” เมื่อเห็นคามินยังนิ่ง มือเล็กๆ ก็พยายามแงะมือปลาหมึกออกจากเอวตัวเองแต่ดูเหมือนว่าช่างยากเหลือเกิน “ถ้าคุณจะนอนต่อ ก็ปล่อยให้ผมไปอาบน้ำก่อนได้ไหมครับ เดี๋ยวไปทำงานสาย”

แต่คามินก็เลือกที่จะทำเป็นเฉย แน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมปล่อยปราณันต์ไปง่ายๆ แน่ เพราะฉะนั้นการทำเป็นแกล้งหลับต่อ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เขาเป็นเจ้าของบริษัท จะเข้างานกี่โมงก็ได้ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ได้นอนกอดลูกแมวตัวนิ่มๆ หอมๆ แบบนี้ ดีกว่านั่งหน้ากองเอกสารเป็นไหนๆ

“ให้ผมไปอาบน้ำเถอะนะครับ กว่าคุณจะมาอาบต่ออีกเดี๋ยวจะช้ากันไปหมด”

พอเห็นปราณันต์เร่งเร้าหลายรอบ คามินแกล้งทำเป็นงัวเงียตื่น ก่อนจะลากเสียงตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่สายหรอกครับคนดี ขอผมนอนกอดคุณปราณอีกนิดนะ”

“เราไม่ได้อาบน้ำพร้อมกันนะครับคุณคราม เราอาบคนละทีแบบนี้ยังไงก็สายแน่ ปล่อยผมเถอะนะ”

ไอ้คนเจ้าเล่ห์ลืมตาผึงทันทีที่ได้ยินปราณันต์พูดจบประโยค ปราณันต์มองคนตรงข้ามอย่างหวาดระแวง สายตาแบบนี้มันไม่น่าไว้ใจสักนิด

“ถ้าคุณปราณไม่อยากให้เราสองคนไปทำงานสาย... งั้นเราอาบน้ำพร้อมกันดีไหมครับ” เสียงทุ้มกระซิบกรุ้มกริ่มข้างหูปราณันต์ ร่างขาวกลับกลายเป็นแดงก่ำ เมื่อเข้าใจความนัยของคนพูดเป็นอย่างดี

และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ แค่เพียงคำพูดกำกวมเพียงประโยคเดียวของคามิน ดูเหมือนจะทำให้ปราณันต์ปั่นป่วนได้มากกว่าที่คิด เพราะตอนนี้ร่างกายเปลือยเปล่ากำลังกอดเกยกันอยู่ใต้ผ้าห่มกลับร้อนรุ่มขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าหนูน้อยที่เมื่อคืนได้รับการปรนเปรอจนสิ้นฤทธิ์ ก็ดูเหมือนจะถูกปลุกปั่นให้ขยับขยายขึ้นช้าๆ เช่นกัน

ปราณันต์หน้าแดงก่ำลามไปยันคอ เขากำลังอาย อายที่ตัวเองมีอารมณ์เพราะประโยคทะลึ่งๆ ของคามินเพียงประโยคเดียว

“หึ” คามินหัวเราะเจ้าเล่ห์ “อาบน้ำด้วยกันนะ นะครับ”

คามินออดอ้อนพร้อมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ร่างกายเปลือยเปล่าที่บดเบียดกันไปมากำลังทำให้คนไร้เดียงสาอย่างปราณันต์ยิ่งสติเตลิด

“อื้อ! มะ ไม่เอาครับ” ปราณันต์ปฏิเสธเสียงสั่น คำพูดกับความต้องการทางร่างกายของเขาดูเหมือนกำลังจะสวนทางกันอยู่

คามินรู้ จึงแกล้งดันส่วนปูดโปนกลางร่างกายไปที่หน้าขาของปราณันต์เบาๆ เพื่อบอกกลายๆ ว่าตัวเขาเองก็แทบจะไม่ต่างจากปราณันต์เลยซักนิด ตอนแรกคามินกะจะแค่แกล้งปราณันต์เล่นๆ แต่ทำไปทำมาท่าทางไร้เดียวสาที่ปราณันต์แสดงออกกลับกระตุ้นเขาขึ้นมาจริงๆ

จู่ๆ คามินก็ตัดสินใจพลิกตัวคร่อมร่างปราณันต์ไว้ จมูกโด่งเป็นสันก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวของคนใต้ร่าง จากนั้นก็ค่อยๆ ช้อนร่างเล็กของปราณันต์ขึ้นมาแล้วอุ้มลงจากเตียง ก่อนจะเดินดุ่มๆ พาคนในอ้อมแขนเข้าห้องน้ำโดยไม่ถามความเห็นใดๆ

“คุณคราม! ไม่เอาครับ คะ.. อื้อ!” คนตัวโตจัดการจูบปิดปากอิ่มๆ นั่นไม่ให้ร้องประท้วงอีกต่อไป

สงสัยเช้านี้ปราณันต์คงต้องโทรไปลาป่วยแล้วล่ะ คามินคิดลำพังอย่างชอบใจ

.

.

.

ปราณันต์นอนยาวจนถึงช่วงสาย ก่อนที่จะค่อยๆ งัวเงียตื่นขึ้นมา โดยมีคนต้นเหตุนอนเท้าแขนมองเขาสบายใจเฉิบ


จุ๊บ~


คามินก้มลงไปจูบปากปราณันต์เบาๆ

“ตื่นแล้วหรอครับ ทำไมลูกแมวของผมขี้เซาจัง” คามินพูดเสียงเย้าพร้อมๆ กับที่มือใหญ่เอื้อมมือไปบีบจมูกโด่งรั้นเบาๆ ดวงตากลมโตจ้องมาที่เขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ จนเขาต้องรีบยิ้มโชว์เขี้ยวเอาใจแล้วก้มลงไปกอดขอโทษคนตัวเล็กแทบไม่ทัน

“โอ๋~ ผมขอโทษนะครับ แต่ผมโทรไปลางานช่วงเช้าให้คุณปราณแล้ว บอกคุณนทว่าเดี๋ยวช่วงบ่ายจะเข้าไป” คามินพูดเสียงอ้อน เขารู้ดีว่าปราณันต์ไม่โกรธหรอก เพียงแค่อยากจะอ้อนก็แค่นั้น

“คุณนี่ นิสัยไม่ดี” เสียงใสต่อว่า แถมยังพาเอามือเล็กๆ ของตัวเอง ฟาดลงบนต้นแขนของคามินอีก

“โอ๊ยยย” คามินแกล้งร้องครวญครางเสียงดัง ทั้งที่หน้ายิ้มระรื่น “ตีผมแล้วก็หายโกรธผมนะ นะ นะ”

คนตัวเล็กหันหน้าหนีไปอีกทาง คามินเลยแกล้งแหย่ซ้ำ “ก็ใครใช้ให้คุณปราณน่ากินไปทั้งตัวแบบนี้ล่ะ ผมจะห้ามใจไหวได้ยังไง”

พอคามินพูดจบแก้มนวลก็ขึ้นสีแดงระเรื่อ ขนาดว่าปราณันต์หันไปอีกทางคามินยังแทบจะมองเห็นได้ชัดเลย

“คนทะลึ่ง ไม่พูดด้วยแล้ว ไปอาบน้ำดีกว่า” พูดจบปราณันต์ก็ลุกขึ้นพรวดจากเตียง พร้อมกับโกยผ้าห่มติดตัวไปด้วย ทำให้ตอนนี้คามินกลายร่างเป็นชีเปลือยนอนเฝ้าเตียงไปซะแบบนั้น

“เห้ย! คุณปราณครับ” คามินหน้าตาตื่น แต่ปราณันต์ก็ไม่หันหลังให้ กลับรีบวิ่งโกยอ้าวหนีเข้าห้องน้ำไปซะอย่างนั้น โดยมีเสียงหัวเราะของคามินดังลั่นตามหลังมา ทำเอาริมฝีปากอิ่มอดยกยิ้มด้วยไม่ได้ ถึงแม้จะเหลวไหลกันจนไม่ได้ไปทำงาน แต่ปราณันต์กลับไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด ตรงกันข้ามเขากลับคิดว่ามันเป็นเช้าที่คุ้มค่าและมีความสุขมากด้วยซ้ำ การได้ตื่นขึ้นมาเจอคนที่เรารักแต่เช้ามันดีแบบนี้นี่เอง ปราณันต์ได้แต่อมยิ้มในใจอย่างอารมณ์ดี

.

.

.

กว่าจะรบรากับคนขี้หื่นให้อาบน้ำ ทานข้าว ออกมาจากบ้านได้ ปราณันต์ก็แทบเหนื่อยลาก ไม่ต่างจากตอนจับเจ้าฝาแฝดแต่งตัวสักนิด เผลอๆ อาจจะใช้พลังมากกว่าด้วยซ้ำ เด็กโข่งคนนี้ดื้อจะตาย และยิ่งไปกว่านั้น เวลานี้ หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน คามินก็แต๊ะอั๋งเขามากขึ้น เผลอเป็นไม่ได้ เอะอะกอด เอะอะจูบตลอด ซึ่งกว่าจะได้ออกมาทำงานก็เกือบเข้าช่วงบ่ายพอดี

และขณะที่อยู่บนรถจู่ๆ ปราณันต์ก็เงียบไป ทำเอาคามินอดสงสัยไม่ได้

“คุณปราณเป็นอะไรรึป่าวครับ หื้ม?” ปราณันต์หันมามองคามินด้วยสายตาอ่านลำบาก

“ผมรู้สึกว่าผมใจง่าย รู้จักกับคุณไม่เท่าไหร่ผมก็ยอมให้คุณทำแบบนี้กับผมแล้ว”

พอคามินได้ยินในสิ่งที่ปราณันต์พูด เขาก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าต้องพูดเรื่องนี้ให้ปราณันต์เข้าใจ เพราะไม่เช่นนั้นในอนาคตคนที่จะลำบากก็เขานี่แหละ

“คุณปราณครับ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ผมไม่เคยมองคุณปราณแบบนั้นเลยนะ เราแค่ชอบกันไม่ได้ทำไรผิดสักหน่อย” มือใหญ่เอื้อมไปกุมมือเล็กไว้เบาๆ “เพราะผมรักคุณปราณ ผมก็เลยอยากสัมผัส อยากกอด อยากจูบ มันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ของคู่รัก คุณก็รู้” คามินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แต่ผม..” ปราณันต์ทำท่าจะเถียงต่อ

“ไม่เอาไม่เถียงแล้วครับ ผมไม่เคยคิดว่าคุณปราณเป็นแบบนั้น แล้วก็ห้ามต่อว่าตัวเองอีกนะ เข้าใจไหมครับเด็กดี” คามินกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะสำทับด้วยน้ำเสียงภูมิอกภูมิใจ

“เฮ้อ ใครว่าคุณปราณง่าย หาตัวมาให้ผมดูหน้าคนพูดหน่อย กว่าผมจะจีบติดนี่แทบตาย ไหนจะต้องฝ่าด่านฝาแฝดตัวน้อยนั่นอีก... คุณปราณน่ะยากกว่าใครแล้ว เชื่อผมเถอะ” คามินพูดแซวกลั้วเสียงหัวเราะ เล่นเอาปราณันต์ยิ้มเขิน ก่อนจะนั่งอายเงียบๆ ไปตลอดทางยันถึงออฟฟิศ

.

.

.

“เย็นนี้ให้ผมไปรับฝาแฝดไหมครับ” คามินถามขึ้นหลังจากจอดรถเพื่อส่งคนตัวเล็กตรงหน้าที่ทำงาน

“ผมยังไม่แน่ใจว่าจะเลิกงานกี่โมง ถ้าผมเลิกทันผมจะโทรบอกนะครับ จะได้ไปพร้อมกัน แต่ถ้าผมไม่โทร รบกวนไปรับน้องแทนผมด้วยนะ”

คามินพยักหน้ารับแข็งขัน ก่อนจะอ้อนขออะไรบางอย่างจากคนรักของตัวเอง “จะไปทำงานแล้ว ขอกำลังใจหน่อยสิครับ” แต่ปราณันต์ทำเป็นเฉยและไม่ยอมท่าเดียว

“ไม่เอาครับ ให้ผมลงได้แล้ว จะได้รีบไปเข้างาน” ปราณันต์พยายามจะเปิดประตูรถเพื่อลง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ง่ายเลย เพราะคามินเอาแต่กอดเขาไว้ไม่เลิก

“คุณปราณอ่ะ น่านะ นะครับ” คามินดึงดันจะไม่ยอมปล่อย จนกว่าจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ

ปราณันต์ได้แต่ถอนใจด้วยความเหนื่อยใจ ทำไมคามินถึงได้ขี้หื่นขนาดนี้ก็ไม่รู้ สุดท้ายเขาก็ต้องยอมจรดจมูกตัวเองลงบนแก้มสากของอีกฝ่าย


ฟอด~


“แค่นี้แหละครับ พอแล้ว” มือเล็กดันอกคามินออกอย่างอายๆ ก่อนจะผละออกเพื่อเตรียมลงจากรถ

“ดีกว่าไม่ได้อะไรเลยเนาะ” คามินแกล้งพูดลอยๆ ซึ่งเรียกเอารอยยิ้มจากคนตัวเล็กได้เป็นอย่างดี

“ไปพบลูกค้าได้แล้วครับ เดี๋ยวสายนะ” ปราณันต์แกล้งไล่ ก่อนจะเปิดประตูเพื่อก้าวลงจากรถ “แล้วเย็นนี้ถ้าผมเลิกเร็ว ค่อยเจอกันนะครับ”

ปราณันต์บอกลาก่อนจะโบกมือให้คนตัวโตช้าๆ คามินเองก็เช่นกัน เขาบอกลาปราณันต์ด้วยความสุขล้นไปทั้งใจ นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เคยได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขนาดนี้ ปราณันต์ช่างเป็นยาดีจริงๆ คามินคิดอย่างอารมณ์ดีขณะขับรถจากมา

.

.

.

ช่วงบ่ายคามินทำงานอย่างมีความสุข จนพนักงานรอบข้างแปลกใจ จับกลุ่มคุยเรื่องนี้กันให้สนุกสนานเพราะปกติแล้วคามินเป็นคนหน้าดุ ทำหน้าเฉยๆ เย็นชาๆ ยิ่งดุ แต่วันนี้ดูเหมือนท่านประธานจะมีรอยยิ้มเปื้อนมุมปากตลอดเวลา ไม่รู้ว่าบอสไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่า เพราะเมื่อวานยังอารมณ์เสียอย่างกับระเบิดลูกใหญ่หล่นลงกลางออฟฟิศ แต่พอมาวันนี้เหมือนกับเป็นคนละคน แล้วแบบนี้จะไม่ให้ทุกคนแปลกใจได้ยังไงกัน

แต่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงแทนคุณคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่เขาไม่ใช่คนช่างพูด ยิ่งเอาเรื่องเจ้านายมาพูดยิ่งไม่ใช่เขาใหญ่ เอาเป็นว่าถ้าคุณคามินของเขาดูมีความสุขดี เขาก็โอเคกับทุกอย่าง ไม่มีปัญหาอะไรให้ต้องกังวล

คามินเหลือบมองนาฬิกาเป็นระยะๆ เพื่อดูว่าใกล้เลิกงานหรือยัง ซึ่งก็ต้องมาลุ้นอีกว่าวันนี้ปราณันต์จะได้กลับบ้านเร็วหรือช้า เพราะเขาอยากเจออีกฝ่ายจะแย่แล้ว

หลังจากคิดนั่นคิดนี่ไปเรื่อย จู่ๆ คามินก็ขำออกมาเพราะรู้สึกตลกตัวเองอยู่ไม่น้อย เขาทำตัวเหมือนพวกเพิ่งเริ่มมีความรักครั้งแรกๆ ไม่มีผิด ซึ่งนั่นทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อยว่าตัวเองจะมีมุมแบบนี้เหมือนชาวบ้าน แต่ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์กลับดังแทรกขึ้นเสียก่อน


Rrrr

Pranan is calling



ปากหยักอมยิ้มออกมาโดยที่แทบจะไม่รู้ตัว สงสัยวันนี้ปราณันต์คงจะโทรมาบอกว่าเลิกงานเร็ว ดีเลย แบบนี้จะได้ไปรับฝาแฝดพร้อมกัน

“ว่าไงครับที่รัก” คามินกดรับสายพร้อมทักเสียงหวาน

“คุณคราม ตอนนี้คุณว่างไหมครับ” น้ำเสียงหวานที่ตอบกลับมาดูวิตกและร้อนรนผิดปกติจนคามินสังเกตได้

“มีอะไรหรอครับคุณปราณ เรื่องด่วนหรอครับ” คามินถามกลับด้วยความสงสัย เพราะท่าทางและน้ำเสียงของปราณันต์ดูไม่ปกติ

“ใช่ครับ ด่วนมาก” ปราณันต์พูดรัวเร็ว “ผมลางานช่วงบ่ายไม่ได้ เพราะไม่มีคนอยู่ ผมเลยจำเป็นต้องโทรมาหาคุณ”

“ใจเย็นๆ ครับคุณปราณ ใจเย็นๆ คุณอยากให้ผมทำอะไรบอกผมสิ” คามินถามอย่างสงบนิ่งทั้งที่ในใจก็กังวลไม่น้อยกว่าคนปลายสายเลย

“คุณไปโรงเรียนอนุบาลแทนผมหน่อยได้ไหมครับ” ปราณันต์เข้าประเด็นในที่สุด

“โรงเรียนปุณณ์กับปัณณ์หรอครับ มีใครเป็นอะไรรึป่าวคุณปราณ” ตอนนี้คามินเองก็แทบร้อนรนไม่ต่าง เพราะการที่ปราณันต์ขอให้เขาไปโรงเรียนของฝาแฝดในตอนนี้ย่อมต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่

“ปุณณ์กับปัณณ์ทะเลาะกับเพื่อนครับ เห็นว่ามีเลือดตกยางออกด้วย ผมถามอะไรคุณครูก็ไม่บอก เอาแต่บอกว่าให้มามาที่โรงเรียนตอนนี้ คุณคราม...คุณไปแทนผมได้ไหมครับ ผมเป็นห่วงน้องมากๆ เลย”

เสียงหวานที่ตอบออกมาฟังดูเหมือนกำลังใกล้จะร้องไห้เต็มที ทำเอาคามินเริ่มนั่งไม่ติดแล้วเหมือนกัน

“ไม่เป็นไรนะคุณปราณ เดี๋ยวผมไปดูเด็กๆ ที่โรงเรียนเอง คุณไม่ต้องเป็นห่วง แล้วได้เรื่องยังไงผมจะโทรหาคุณ” คามินต้องพยายามใจเย็น เพราะตอนนี้เขารู้ว่าปราณันต์กำลังจะสติแตก แม้เขาจะกังวลแค่ไหน ก็ให้คุณปราณรู้ไม่ได้

“ฝากด้วยนะครับคุณคราม ผมไม่มีใครแล้ว มีแต่คุณนี่แหละ” ปราณันต์สารภาพออกมาเสียงเศร้า เศร้าจนคามินอยากจะไปหาแล้วกอดคนตัวเล็กเอาไว้แน่นๆ เพื่อไม่ให้ต้องคิดมากแบบนี้

“ไม่ต้องกังวลนะครับคนดี เดี๋ยวผมจะไปหาน้องคุณเอง คุณก็ต้องตั้งสติ ใจเย็นๆ รอฟังข่าวจากผมนะ” คามินพูดหนักแน่นให้สัญญา ก่อนที่ต่างฝ่ายจะต่างวางสายไป

คามินลุกพรวดจากที่นั่ง ก่อนจะคว้าสูทกับกุญแจรถ แล้วเดินออกไปจากห้องทำงานทันที


‘ปุณณ์ ปัณณ์ อย่าเป็นอะไรนะครับ พี่กำลังไปหา รอพี่ไม่นานพี่สัญญา’

.

.

.

To Be Continue

---------------------------------------------------------

น้องยังไม่ถูกกินนะคะ น้องยังอยู่ดี ยังอยู่ครบ แต่จะครบนานแค่ไหนก็ยังไม่ยู้ววว อิคุณครามนางก็เล่ห์เหลี่ยมไม่น้อย .. ก็ปล่อยให้เล่ห์เหลี่ยมเยอะไปแหละ เดี๋ยวรู้เอง 5555555555

ตอนนี้มาเอาใจช่วยน้องแฝดกันดีกว่าาา เกิดอะไรขึ้นน้ออออ ><

ขออภัยที่หายไปนานนะคะ คือช่วงอาทิตย์ก่อนหน้าเราเปิดพรีออเดอร์ให้สั่งของ และต้องแพ็คของส่งเลยไม่มีเวลา เอาเป็นว่าเพื่อไถ่โทษ ไม่วันพฤหัสก็ศุกร์จะมาลงให้อีกตอนนน

แต่.. ขอคอมเม้นท์เป็นแรงใจหน่อยได้มั้ยค้าบบ คนละเม้นท์สองเม้นท์ก็ยังดี เรารออ่านฟีดแบคอยู่น้าาา ไม่รู้ว่า NC จะถูกใจทุกคนรึป่าวด้วยยย บอกได้นะงับ จะได้ปรับปรุงง ^^

รอน้า รอน้าา แล้วเอาไว้เจอกันตอนหน้าค่ะ รักทุกคนซาเหมอออ ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-02-2021 21:23:36 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
รอดอย่างหวุดหวิดนะ เฮ้ออ

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
เกือบโดนกินแล้วน๊าาา คงอีกไม่นานสินะ :hao3:

เจ้าเด็กแฝดอย่าเป็นอะไรมากนะ :ling1: :katai1:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1066
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4041
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
เพิ่มเติมความรู้สึก + ความผิดหวัง ในใจให้เต็มที่

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
18th Lies : แค่มีพี่ปราณก็พอ


คามินไปถึงโรงเรียนอนุบาลในเวลาไม่กี่นาทีต่อมา เขาวิ่งกระหืดหระหอบไปยังห้องพักครูอย่างร้อนใจ และเมื่อไปถึงก็ได้เห็นปุณณกันต์และปัณณธรนั่งอยู่ที่มุมห้องด้านหนึ่ง ส่วนที่โต๊ะครูประจำชั้น มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่กับผู้ปกครองที่น่าจะเป็นแม่ ซึ่งกำลังนั่งโวยวายใส่ครูประจำชั้นไม่หยุด

“คุณครูครับ เกิดอะไรขึ้นครับ?” ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียดขึ้นมาทันตา เมื่อเหลือบเห็นว่าที่หัวเข่าของปัณณธรมีผ้าพันแผลปิดอยู่ บนใบหน้าจิ้มลิ้มของเจ้าแฝดคนเล็กเต็มไปด้วยคราบน้ำตา โดยมีปุณณกันต์นั่งจับมือน้องชายไว้ไม่ห่าง แต่ต่างกันที่ตรงเจ้าแฝดคนพี่มองตรงไปที่โต๊ะครูประจำชั้นด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว ไม่มีความหวาดกลัวอยู่ในแววตากลมนั้นเลย

“คุณคามิน” ครูประจำชั้นหันมาทางคามินอย่างโล่งใจ โดยมีสายตาของผู้ปกครองของเด็กอีกคนมองตามมาอย่างไม่พอใจ

“ฮึก.. พี่คราม” คามินหันไปทางเสียงสั่นเครือเล็กๆ ที่ร้องเรียกเขา เลยทันเห็นว่าปัณณธรพยายามจะลงจากเก้าอี้แล้วเดินมาหาตน คามินเห็นแบบนั้นเลยถลาเข้าไปหาเด็กทั้งสองก่อนจะอุ้มปัณณธรขึ้นมากอดปลอบไว้ในอ้อมแขน

“ฮืออ พี่คราม ปัณณ์เจ็บ.. ฮึก” ดูเหมือนว่าพอเห็นคามินปัณณธรก็เริ่มร้องไห้งอแงอีกครั้ง คามินเลยต้องกอดไปปลอบไปให้เจ้าหนูหยุดร้องไห้ ยอมรับตามตรงว่าเขารู้สึกไม่พอใจเลยที่เห็นปัณณธรเป็นแบบนี้ และร้องไห้หนักขนาดนี้ และยิ่งคามินไม่รู้เรื่องทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นเขายิ่งร้อนใจ

คามินหันไปข้างตัวก็เห็นปุณณกันต์ยืนก้มหน้านิ่งอยู่ข้างๆ เขาจึงตัดสินใจจะเอ่ยถาม แต่เสียงของผู้ปกครองของเด็กอีกคนดังแหวกอากาศขึ้นมาก่อน

“นี่คุณ!” เสียงแหลมๆ ของคนแม่ดังขึ้น “คุณเป็นพี่ชายของไอ้เด็กเกเรนี่ใช่ไหม” ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกครองชี้ไปที่ปุณณกันต์อย่างเอาเรื่อง “มันผลักลูกชายฉัน คุณต้องรับผิดชอบ!”

คามินที่พอได้ยินแบบนั้นก็จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาแข็งกร้าว ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นกับคุณครูที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ “ผมอยากทราบเรื่องทั้งหมด” ก่อนจะหันไปย้ำเสียงแข็ง เสียงที่แม้แต่เมธัสได้ยินก็ยังต้องเกรงใจใส่ผู้หญิงคนนั้น “และคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาเรียกน้องชายของผมว่า ‘ไอ้’ ด้วย ผมไม่ชอบ”

ผู้หญิงคนนั้นนิ่งไปเมื่อได้ยินคามินพูดจบ และค่อยๆ ถอยหลังมานั่งที้เก้าอี้ตามเดิมอย่างเกรงๆ

“เอ่อ.. เชิญนั่งก่อนนะคะคุณคามิน” ครูประจำชั้นเชื้อเชิญ ก่อนที่คามินจะอุ้มปัณณธรและจูงปุณณกันต์เดินไปที่โต๊ะ และนั่งลงข้างผู้ปกครองอีกคน

“ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นครับ” คามินถามขึ้นอย่างสงบ ถามด้วยท่าทีนักธุรกิจที่ติดตัวเขามาตั้งแต่จำความได้

“คืออย่างนี้ค่ะ ปัณณธรเล่นอยู่กับธีภพอยู่ที่สนาม แล้วยังไงกันก็ไม่ทราบ มีเด็กวิ่งมาหาครูบอกว่าปุณณกันต์ผลักธีภพ พอครูไปถึงก็เห็นธีภพนั่งอยู่ที่พื้น ส่วนปุณณกันต์ก็นั่งกอดปัณณธรอยู่อีกทาง แล้วก็เอ่อ.. ที่หัวเข่าปัณณธรมีเลือดออก ครูเลยพาไปทำแผล แกร้องไห้งอแงถามอะไรไม่รู้เรื่องเลย แล้วพอครูมาถามปุณณกันต์แกก็เอาแต่เงียบไม่ยอมพูดจนถึงตอนนี้นี่แหละค่ะ ครูเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้นเหมือนกัน”

คามินหันไปมองปุณณกันต์ที่ยืนก้มหน้านิ่งอยู่ข้างเขา คามินมั่นใจมากว่าเด็กที่ชื่อธีภพต้องแกล้งอะไรปัณณธรแน่ๆ ไม่งั้นปุณณกันต์คงไม่ลุกขึ้นมาผลักเด็กนั่นแบบนี้หรอก

“ปุณณ์ครับ บอกพี่ครามได้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมหนูถึงไปผลักเพื่อนแบบนั้นครับ” คามินถามอ่อนโยน ปุณณกันต์เหลือบมองหน้าคามิน ก่อนที่คามินจะมองเลยไปที่ปัณณธรที่ตอนนี้กำลังสะอื้นเบาๆ เพราะเพิ่งหยุดร้องไห้

“ธี...” ปุณณกันต์พูดขึ้นในที่สุด “เขาผลักปัณณ์ก่อน ปุณณ์เห็นปัณณ์จะเดินหนีธี เพราะธีพูดจาไม่ดี ปัณณ์เลยไม่อยากเล่นด้วย แต่ธีไม่ยอมให้ปัณณ์ไป เลยแกล้งผลักปัณณ์ล้ม” ปุณณกันต์เล่านิ่งๆ

“ปุณณ์เห็นปัณณ์ล้มเลยวิ่งไปหา แล้วปุณณ์ก็เห็นปัณณ์หัวเข่าเลือดออก เลยบอกให้ธีขอโทษปัณณ์ เพราะธีทำปัณณ์เป็นแผล แต่ธีไม่ยอมขอโทษแล้วธียังเรียกเราสองคนว่า...”

ปุณณกันต์เงียบไป ก่อนที่คามินจะสังเกตเห็นว่าในดวงตากลมโตของเจ้าแฝดคนพี่ มีน้ำตาคลออยู่

“ธีเรียกพวกหนูสองคนว่าอะไรครับ”

“ธีเรียกว่า ไอ้เด็กกำพร้า ไอ้เด็กไม่มีพ่อมีแม่ครับ ธีบอกว่าไม่ขอโทษเด็กกำพร้าหรอก ปุณณ์ไม่ชอบที่ธีพูด ไม่ชอบที่ธีรังแกปัณณ์ ปุณณ์เลยผลักธีคืนบ้าง ให้รู้ว่าเวลาผลักคนอื่นล้มมันเจ็บยังไง”

น้ำใสเม็ดเล็กๆ ไหลออกมาจากดวงตากลมโตของปุณณกันต์เงียบๆ เจ้าหนูไม่ได้สะอึกสะอื้น เพียงแต่น้ำตาไหลออกมาเฉยๆ แล้วพอปัณณธรเห็นปุณณกันต์ร้องไห้ เจ้าแฝดคนน้องก็ร้องไห้ตามอีก

ตอนนี้คามินโกรธมาก เขาหันไปมองเด็กที่ชื่อธีภพกับแม่ของเด็กด้วยสายตาแข็งกร้าว

“นี่ใช่เรื่องจริงรึป่าวครับ ลูกชายของคุณเรียกน้องชายผมแบบนั้นจริงๆ รึป่าว?” เสียงทุ้มถามอย่างไม่พอใจ

“มะ.. ไม่จริงหรอก ลูกฉันไม่ใช่เด็กเกเร น้องคุณน่ะโกหก”

แม่ของธีภพยังคงเข้าข้างลูกชายตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าเธอก็ไม่ได้จะมั่นใจเท่าไหร่ ว่าลูกชายเธอไม่ได้แกล้งปัณณธรก่อน

คุณครูประจำชั้นเห็นท่าไม่ดี เลยตัดสินใจถามธีภพขึ้น

“ธีภพครับ ที่ปุณณกันต์พูดจริงหรือเปล่าครับ ถ้าธีภพไม่บอกครู ครูจะไปถามเพื่อนคนอื่นนะ ว่าเรื่องจริงมันเป็นยังไง”

ธีภพก้มหน้ามองพื้นนิ่ง ก่อนจะค่อยพยักหน้ารับช้าๆ แล้วรับสารภาพ

“ธีผลักปัณณ์ แล้วก็เรียกสองคนนั้นว่าเด็กกำพร้าจริงๆ ครับ” แม่ของธีภพหน้าซีดเหลือสองนิ้ว และด้วยความเสียหน้า เธอจึงฟาดมือไปที่แขนของธีภพไม่หยุด ก่อนจะตวาดลูกชายตัวเองอย่างเกรี้ยวกราด

“ใครสอนให้แกเป็นแบบนี้ ห๊ะ? ใครสอนให้แกเรียกคนอื่นแบบนั้น” แม่ของธีภพยังตีลูกตัวเองไม่หยุด

“ก็ม๊านั่นแหละ!” ธีภพตะโกนขึ้น “ม๊าชอบบอกธีว่าพวกเด็กไม่มีพ่อมีแม่คือเด็กกำพร้า ถ้าธีไม่ทำตามที่ม๊าบอก ม๊าจะปล่อยให้ธีเป็นเด็กกำพร้า ฮือออ”

ธีภพโวยวายลั่นทั้งน้ำตา นั่นทำให้แม่ของธีภพหน้าซีดลงกว่าเดิม แต่เธอก็ยังคงวางท่า และไม่ได้มีความสำนึกว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพราะเธอสอนลูกไม่ดี หนำซ้ำยังพูดในสิ่งที่ไม่สมควรใส่คามินอีก

“คุณจะเรียกค่าเสียหาย ค่าทำแผลเท่าไหร่ก็ว่ามา เดี๋ยวฉันจ่ายให้”

คามินโมโหมาก หลังจากได้ยินคำพูดดูถูกจากปากอีกฝ่าย

“ผมไม่ต้องการเงินของคุณ แต่ที่ผมต้องการคือ คุณต้องให้ลูกชายของคุณขอโทษฝาแฝดของผม ไม่งั้นผมจะเอาเรื่องและไม่หยุดแค่นี้แน่”

คามินขู่เสียงเย็น และผู้หญิงคนนั้นก็รู้ดีว่าคามินพูดจริง เธอจึงกระชากลูกชายขึ้นมายืนข้างหน้าคามินและฝาแฝดอย่างเสียไม่ได้

“ขอโทษเขาซะ จะได้จบๆ ไป”

“ขอโทษครับคุณอา ขอโทษนะปุณณ์ปัณณ์” เจ้าหนูน้อยขอโทษด้วยท่าทีสำนึกผิด ต่างจากคนแม่ลิบลับ

“จบเรื่องแล้วใช่ไหมคะ” แม่ของธีภพลุกขึ้นยืน ก่อนจะกระชากแขนลูกชายตัวเองมายืนข้างๆ “งั้นฉันกลับล่ะค่ะ ขอตัว”

พอพูดจบแม่ของธีภพก็จูงลูกชายแล้วเดินออกไปเลย โดยไม่ได้เหลียวหันมามองแต่น้อย

ครูประจำชั้นเห็นแบบนั้นเลยรีบหันมาขอโทษคามินด้วยสีหน้าที่ไม่สบายใจนัก

“ครูขอโทษแทนธีภพด้วยนะคะคุณคามิน แกยังเด็ก คงไม่ได้ตั้งใจ”

คามินส่ายศรีษะ ก่อนจะตอบด้วยท่าทีนอบน้อม “ไม่เป็นไรเลยครับคุณครู เรื่องเล็กน้อย เด็กๆ ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็คืนดีกัน แต่ยังไงก็ฝากดูปัณณ์หน่อยนะครับ แกคงจะเจ็บน่าดู”

คามินพูดพร้อมกับกระชับอ้อมกอดที่กอดปัณณธรไว้ให้แน่นขึ้น โดยไม่ลืมที่จะยื่นมือไปลูบศรีษะกลมๆ ของปุณณกันต์อย่างปลอบใจ

.

.

.

ตอนนี้คามินนั่งอยู่กับปุณณกันต์และปัณณธรที่สนามเด็กเล่น ปัณณธรน้อยเกาะคามินไม่ยอมห่าง ส่วนปุณณกันต์นั้นแตกต่าง เจ้าหนูคนพี่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคามินด้วยซ้ำ

คามินเองก็สังเกตความผิดปกตินี้อยู่เงียบๆ ก่อนจะเรียกปุณณกันต์มายืนใกล้ๆ

“ปุณณ์ครับ มาหาพี่ครามตรงนี้มา” คามินนั่งลงที่เก้าอี้ม้าหินตัวหนึ่ง โดยมีปัณณธรนั่งอยู่บนตักคามิน ปุณณกันต์จึงค่อยๆ มาหยุดยืนตรงหน้าคามินช้าๆ

“ไม่เป็นไรนะครับคนเก่ง พี่ครามเข้าใจว่าทำไมปุณณ์ทำแบบนั้น” คามินรู้ดีว่าปุณณกันต์กำลังรู้สึกผิด เขาเองก็ไม่อยากจะซ้ำเติมอะไรเด็ก เลยเลือกที่จะปลอบโยนมากกว่าดุด่า

ปุณณกันต์เหลือบมองหน้าคามิน ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดพี่ครามแน่น ปัณณธรเองก็กอดปุณณกันต์ไว้เช่นกัน ก่อนจะพูดเสียงใสอย่างน่ารักให้พี่ชายฝาแฝดของตัวเอง

“ขอบคุณมากนะพี่ปุณณ์ ขอบคุณที่ดูแลปัณณ์เป็นอย่างดี”

เจ้าหนูทั้งสองยิ้มให้กันอย่างสดใส จนคามินที่เห็นแล้วก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้

“ไปครับ ฝาแฝดต้องเข้าเรียนแล้ว” คามินอุ้มปัณณธรขึ้น ก่อนจะจูงปุณณกันต์ไว้อีกมือ จากนั้นก็พาเด็กทั้งสองไปส่งที่ห้องเรียน

“ปัณณ์ครับ ถ้าเจ็บแผลต้องบอกคุณครูประจำชั้นนะ” พอถึงห้องเรียน คามินก็บอกลาเด็กทั้งสอง “ส่วนปุณณ์ครับ ดูแลน้องนะ”

“ครับ/ครับ” เด็กสองคนรับปากแข็งขัน คามินจึงเตรียมกลับออกมา

“งั้นพี่ครามไปนะครับ แล้วเย็นนี้พี่ครามจะมารับ” คามินเดินจากออกมาหลังจากมองเด็กทั้งสองเดินเข้าห้องเรียนไปเรียบร้อยแล้ว

.

.

.

“เด็กกำพร้าหรอครับ”

ตอนนี้คามินอยู่บนรถกำลังจะขับกลับออฟฟิศ เขาเลยใช้เวลาช่วงนี้โทรหาปราณันต์เพื่อเล่าเรื่องฝาแฝดให้ฟัง เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยไว้นานแล้วปราณันต์จะยิ่งเป็นห่วง

และหลังจากที่เล่าถึงสาเหตุที่ทำให้ปุณณกันต์ผลักเพื่อนให้คนปลายสายฟัง ก็ดูเหมือนว่าปราณันต์จะตกใจไม่น้อย

“ใช่ครับ เด็กคนนั้นเรียกฝาแฝดแบบนั้น ผมเลยเข้าใจได้ว่าทำไมปุณณกันต์ถึงโมโห”

คามินได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ มาตามสาย เสียงทุ้มเลยตัดสินใจเอ่ยอยากปลอบโยน

“ผมรู้นะว่าคุณปราณกำลังโทษตัวเอง” คามินพูดดักคอ “ไม่เอาแบบนี้สิครับคนดี เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณปราณสักหน่อย”

“ทำไมจะไม่ใช่ล่ะครับ” ปราณันต์เถียง “ผมน่าจะพูดให้น้องเข้าใจมากกว่านี้ พวกแกจะได้ไม่หงุดหงิดเวลาโดนเพื่อนล้อ”

“โถ่ คุณปราณ ฝาแฝดยังเด็กนะครับ ไม่แปลกหรอกที่จะควบคุมอารมณ์ไม่ได้” คามินปลอบ “อย่าโทษตัวเองเลยนะครับ”

“ขอบคุณคุณมากนะครับคุณคราม ถ้าวันนี้ไม่ได้คุณ ผมคงแย่” เสียงหวานเลือกที่จะตัดบท และพูดขอบคุณให้เขาอย่างน่ารัก

... อ่า และดูเหมือนว่าเสียงใสๆ นั่นจะกระตุ้นเขาได้ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะตอนนี้ภาพปราณันต์เมื่อคืน กำลังแล่นเข้ามาในจินตนาการของเขาเป็นฉากๆ

“ว่าแต่วันนี้คุณปราณเลิกกี่โมงครับ” คามินรีบเปลี่ยนเรื่อง ก่อนที่สติเขาจะเตลิดไปมากกว่านี้

“เลิกห้าโมงครับ เพราะวันนี้ช่วงบ่ายไม่มีใครอยู่ ผมเลยต้องอยู่คนเดียว ถึงได้ไปโรงเรียนอนุบาลไม่ได้” ปราณันต์อธิบาย

“อ่า... จริงด้วย”

“ช่วงเย็นวันนี้หัวหน้าเลยให้กลับเร็ว” ปราณันต์พูดต่อ ก่อนจะถอนหายใจอีกรอบ “แต่ก็ดีครับ ผมอยากเจอฝาแฝดจะแย่แล้ว”

“โอเคครับ งั้นเย็นนี้ผมไปรับเหมือนเดิมนะ” คามินนัดแนะ

“ครับ เจอกันเย็นนี้นะครับ” ปราณันต์เตรียมจะวางสาย

“ผมคิดถึงคุณปราณนะ” คามินหยอดคำหวาน ก่อนจะได้ยินฝั่งตรงข้ามตอบกลับมาให้ได้ชื่นใจ

“ครับ ผมก็คิดถึงคุณเหมือนกัน” เสียงหวานเองก็ตอบกลับมาอายๆ

ปราณันต์วางสายไปนานแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคามินจะยังหยุดยิ้มไม่ได้เลย

.

.

.

ตกเย็นหลังจากที่รับฝาแฝดทั้งคู่กลับจากโรงเรียน ทั้งสี่ก็ตรงกลับเข้าอพาร์ทเม้นท์ ปุณณกันต์กับปัณณธรนั่งเงียบมาตลอดทาง แม้แต่ปราณันต์เองก็ด้วย คามินเองก็เลยพลอยเงียบไปด้วย วันนี้บรรยากาศในรถเลยไม่ครึกครื้นเหมือนที่ผ่านมา

พอมาถึงห้องหลังจากเก็บของเรียบร้อย ปราณันต์ก็ตัดสินใจพูดขึ้น โดยที่มีคามินก็นั่งสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ

“ปุณณ์ ปัณณ์ครับ ทำอะไรเรียบร้อยแล้วมาหาพี่ปราณด้วยนะ”

เจ้าหนูทั้งสองเดินคอตกมาหาพี่ชายตัวเองช้าๆ คามินเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ แต่นี่เป็นเรื่องของครอบครัวปราณันต์ เขาไม่ควรเข้าไปยุ่ง ถ้าปราณันต์จะสอนน้อง

“ปุณณ์ครับ วันนี้รู้ใช่ไหมว่าตัวเองทำผิด” ปราณันต์ถามเสียงเครียด ก่อนที่ปุณณกันต์จะพยักหน้ารับช้าๆ

“รู้ครับ ปุณณ์ไม่ควรทำร้ายเพื่อน” ปุณณกันต์ยอมรับผิดโดยไม่โต้แย้งใดๆ นั่นทำให้ปราณันต์พอใจมาก

“พี่ปราณครับ” และก่อนที่ปราณันต์จะได้พูดต่อ ปัณณธรก็พูดขึ้นมาก่อน “ปัณณ์ผิดเองครับ ถ้าปัณณ์ไม่ล้ม พี่ปุณณ์ก็คงไม่โกรธ แล้วก็คงไม่ผลักธีแบบนั้น”

ปราณันต์ถอนหายใจออกมาเบาๆ ฝาแฝดคู่นี้รักกันมากเหลือเกิน ที่จริงเขาก็ไม่ได้จะทำโทษอะไร เพียงแต่ต้องพูดให้น้องเข้าใจว่าจะทำร้ายคนอื่นเพียงเพราะความไม่พอใจไม่ได้

“ปุณณกันต์ ปัณณธรครับ ฟังพี่ปราณนะ” ปราณันต์จับมือฝาแฝดทั้งคู่ไว้ ก่อนจะอธิบายช้าๆ

“ก่อนอื่น วันนี้พี่ปราณต้องขอบคุณปุณณ์มาก ที่ดูแลปัณณ์อย่างดี ขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้ใครมารังแกน้อง พี่ปราณภูมิใจในตัวปุณณ์เสมอปุณณ์รู้ใช่ไหม”

“ครับ ปุณณ์รู้ครับ” ปุณณกันต์ตอบรับ

“แต่ที่พี่ปราณจะบอกฝาแฝดคือ เราจะทำร้ายคนอื่นเพียงเพราะเราไม่พอใจเขาไม่ได้ เข้าใจไหมครับ ตอนที่ธีภพผลักปัณณ์ล้ม ปุณณ์ไม่ชอบถูกไหมครับ”

“ถูกครับ ปุณณ์ไม่ชอบให้ปัณณ์เจ็บ ปุณณ์ไม่ชอบคนเกเร” ปุณณกันต์ตอบซื่อๆ ให้พี่ชายฟัง

“เพราะฉะนั้นถ้าปุณณ์ไปผลักธีภพคืน ก็เท่ากับปุณณ์กำลังทำแบบเดียวกับที่ธีภพทำ แล้วแบบนี้ปุณณ์จะต่างจากธีภพยังไงล่ะครับ ถ้าเราไม่ชอบ เราก็ต้องไม่ทำแบบเค้า เราจะได้ไม่เป็นเหมือนเค้า ปุณณ์เข้าใจที่พี่ปราณพูดใช่ไหม”

ปุณณกันต์จ้องหน้าปราณันต์นิ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ ปราณันต์ยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าน้องชายเข้าใจอะไรไม่ยาก

“แต่ธีภพเรียกเราว่า เด็กกำพร้า เด็กไม่มีพ่อมีแม่” ปัณณธรพูดหงอยๆ ทำเอาหัวใจคนเป็นพี่กระตุกทันทีที่ได้ยิน

“คราวหน้าถ้าธีภพหรือเพื่อนคนอื่นพูดแบบนี้กับฝาแฝดอีก หรือแม้แต่รังแกแกล้งผลักอะไรก็แล้วแต่ ปุณณ์กับปัณณ์ต้องไปบอกคุณครูนะครับ อย่าไปทำร้ายเพื่อนกลับเด็ดขาด อย่างที่พี่ปราณบอก อะไรที่เราไม่ชอบให้คนอื่นทำกับเรา เราก็อย่าไปทำตอบ โอเคไหมครับเด็กๆ”

ปราณันต์สอนอย่างใจเย็น คามินเองพอได้ยินก็อดอมยิ้มไม่ได้ เขายอมรับเลยว่าเรื่องสอนน้องนี่ปราณันต์ทำได้ดีมากจริงๆ ถ้าเป็นเขาเองเขาไม่สนใจหรอก รังแกมาก็ต้องรังแกกลับ จะได้หายกัน แต่ปราณันต์กลับไม่เป็นแบบนั้น คนตัวเล็กนั่นสอนน้องๆ ได้ดีเสมอ

“โอเคครับพี่ปราณ ปุณณ์กับปัณณ์เข้าใจแล้ว” ฝาแฝดคนพี่ตอบรับด้วยความเข้าใจ ส่วนเจ้าแฝดคนน้องเองก็พยักหน้าหงึกหงักเพื่อสนับสนุนคำพูดของแฝดคนพี่เป็นอย่างดี

ปราณันต์ยื่นมือไปลูบศีรษะกลมๆ ของเจ้าหนูทั้งสองอย่างเอ็นดู รอยยิ้มบางๆ ปรากฎอยู่ที่ริมปากอิ่ม

“เก่งมากครับเด็กๆ พี่ปราณภูมิใจในตัวพวกหนูมากเลยนะ” ก่อนที่ปราณันต์จะจับเด็กๆ กลับหลังหัน แล้วไล่ไปเข้าห้องน้ำ “อ่ะ! แต่ตอนนี้ปุณณ์กับปัณณ์ต้องไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวจะได้มาทานข้าวกันเนาะ”

“ครับพี่ปราณ” เจ้าตัวน้อยทั้งสองรับคำ ก่อนจะวิ่งตื๋อเข้าห้องน้ำไป

พอเห็นเด็กทั้งสองวิ่งเข้าห้องน้ำไปเรียบร้อย ปราณันต์ก็เดินเหนื่อยๆ ไปหาคามินที่นั่งอยู่อีกฝั่งของห้อง

และเมื่อเดินไปถึงตัวคนรัก คนตัวเล็กก็เข้าไปซบที่ไหล่คามินเบาๆ หน้าผากมนถูกวางพักอยู่บนไหล่กว้างอย่างต้องการจะหาที่พึ่ง

คามินอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะวาดมือโอบเอวบางแล้วรั้งเข้ามาหาตัว

“ผมทำถูกแล้วใช่ไหม?” ปราณันต์ถามอย่างสับสน มีความลังเลและวิตกกังวลจนคามินสัมผัสได้

“เก่งมากครับที่รัก คุณปราณทำดีแล้วนะ สอนน้องแบบนั้นน่ะถูกต้องแล้ว ผมภูมิใจในตัวคุณปราณมากเลย”

คามินกระซิบเสียงเบาให้กำลังใจ พลางลูบศีรษะกลมเบาๆ อย่างปลอบโยน

“คืนนี้คุณค้างที่นี่ได้ไหมครับ” ปราณันต์กลั้นใจข่มความอายชวนคามิน แต่คืนนี้เขาอยากมีคนอยู่ด้วยจริงๆ

“ได้สิครับ ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณปราณเอง” คามินกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เพื่อเป็นการรับปากให้ปราณันต์มั่นใจ

“ขอบคุณคุณมากนะครับ ขอบคุณจริงๆ”

.

.

.

พอถึงเวลาพาเด็กๆ เข้านอน ปราณันต์นอนอ่านนิทานให้ฝาแฝดฟังอยู่บนเตียงเดียวกับเด็กๆ และหลังจากอ่านจบ ปัณณธรที่นอนอยู่ตรงกลางก็ถามขึ้น

“พี่ปราณ คุณพ่อกับคุณแม่ของพวกเราอยู่บนสวรรค์หรอครับ”

ปราณันต์ชะงักมือที่กำลังจะวางหนังสือนิทานไว้บนหัวเตียง เขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะเจอคำถามนี้จากเด็กๆ เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ปุณณกันต์กับปัณณธรไม่เคยถามเรื่องพ่อกับแม่เลย อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนเขาเองก็ไม่ได้มีเวลาให้เจ้าตัวน้อยทั้งสองมากขนาดนี้ แต่พอมาถึงวันนี้เด็กๆ อาจจะเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว แล้วยิ่งถูกเพื่อนล้อมาแบบนี้ คงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมา

ปราณันต์สูดลมหายใจเล็กๆ เข้าปอด ก่อนจะตอบคำถามน้องๆ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ใช่ครับ คุณพ่อกับคุณแม่ของพวกเราไปพักผ่อนอยู่บนสรวรรค์แล้ว” คนตัวเล็กตอบคำถามน้องพลางลูบศีรษะกลมๆ ทั้งสองด้วยความสงสาร

“แล้วทำไมคุณพ่อกับคุณแม่ถึงไม่อยู่กับพวกเราล่ะครับพี่ปราณ ปัณณ์คิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ ปัณณ์ไม่อยากเป็นเด็กกำพร้า”

ปราณันต์มองน้องทั้งสองที่จ้องมายังตัวเองด้วยดวงตากลมใสไร้เดียงสา ปุณณกันต์และปัณณธรยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าความตายเป็นยังไง เขาเองก็จนใจจะอธิบาย ได้แต่ค่อยๆ พูดเลี่ยงไป

“คุณพ่อกับคุณแม่อยู่กับพวกเราไม่ได้ครับ บนสวรรค์มันไกลมากเลย พอไปแล้วก็กลับมาลำบาก” ปราณันต์ยิ้มอ่อนโยนก่อนจะพูดต่อ

“คุณพ่อกับคุณแม่ก็เลยสั่งไว้ว่าให้พี่ปราณดูแลกับปุณณ์ปัณณ์ให้ดีๆ ถ้าไม่มีคุณพ่อกับคุณแม่ มีแค่พี่ปราณได้ไหมครับ”

ปุณณกันต์มองหน้าปราณันต์ก่อนที่จะยื่นมือเล็กๆ ไปลูบแก้มคนเป็นพี่เบาๆ

“พี่ปราณเป็นเหมือนคุณพ่อกับคุณแม่ของเราสองคน พี่ปราณดูแลเราสองคนดีมากๆ เลย” ปราณันต์ยิ้มหลังจากได้ยินคำพูดของน้องชาย

“ใช่ๆ ที่จริงถึงไม่มีคุณพ่อกับคุณแม่ก็ไม่เป็นไร ขอแค่มีพี่ปราณคนเดียวก็พอแล้ว” ปัณณธรพูดก่อนจะยื่นมือไปโอบรอบคอพี่ชายคนโตไว้แน่น ใบหน้าเล็กๆ ก้มซุกไซ้อยู่ที่อกปราณันต์ไม่ห่าง

“ปัณณ์ทนคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ได้ แต่ปัณณ์ทนคิดถึงพี่ปราณกับพี่ปุณณ์ไม่ได้หรอก”

เจ้าตัวน้อยพูดอ้อนเสียงใส เรียกเอารอยยิ้มเอ็นดูจากปราณันต์ได้ไม่ขาด

“ใช่ๆ เราสามคนจะอยู่ด้วยกันตลอดไปเลย” ปุณณกันต์พูดสำทับ ก่อนที่เจ้าตัวน้อยทั้งคู่จะหัวเราะคิกคัก แล้วพูดประโยคต่อมา

“มีพี่ครามอีกคนด้วย ว่าแต่พี่ครามอยู่กับพวกเราได้ใช่ไหมครับพี่ปราณ” ปราณันต์หัวเราะทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น

“ปุณณ์กับปัณณ์ชอบพี่ครามมากเลยหรอครับ” พี่ชายคนโตตัดสินใจลองหยั่งเชิงถาม

“ชอบครับ เราสองคนชอบพี่ครามมากเลย พี่ครามใจดี แล้วพี่ครามก็ดูแลพวกเราดีมากๆ ด้วย” ปัณณธรรีบตอบเสียงดัง

“ใช่ครับ ปุณณ์อยากให้พี่ครามอยู่กับพวกเราไปนานๆ เลย” ปุณณกันต์เองก็ด้วยหน้าตาสดชื่นทันทีพอพูดถึงคามิน หลงพี่ครามกันทั้งบ้านรวมถึงตัวปราณันต์ด้วยนั่นแหละ

“งั้นต่อไปนี้เราจะมีกันสี่คนเนาะ เพราะพี่ปราณเองก็ชอบพี่ครามมากเหมือนๆ กัน” ประโยคหลังปราณันต์กระซิบให้น้องๆ ฟัง ก่อนจะกำชับกับเด็กๆ ว่า “แต่เป็นความลับของเราสามคนนะ ห้ามบอกพี่ครามเด็ดขาด”

“คิก คิก คิก” เด็กๆ หัวเราะคิกคัก ก่อนจะรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ

"โอเคเลยครับพี่ปราณ”

พี่น้องทั้งสามคนหัวเราะให้กันอย่างมีความสุข ก่อนที่ปราณันต์จะนึกขึ้นได้

"โอ๊ะ! ดึกแล้วเด็กๆ นอนได้แล้วครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไปโรงเรียนสายนะ”

ปราณันต์จัดการห่มผ้าให้ฝาแฝดให้เรียบร้อย ก่อนที่เด็กๆ จะหลับตาลงเตรียมนอน ปราณันต์ยื่นมือไปลูบหลังเบาๆ ให้เจ้าหนูทั้งสอง จนเวลาผ่านไปไม่นาน ก็ดูเหมือนว่าฝาแฝดจะเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว

ปราณันต์นั่งมองภาพเด็กทั้งสองที่กำลังหลับด้วยสายตาหลากอารมณ์ ทั้งรัก ทั้งเป็นห่วง ทั้งสงสาร พวกแกคงคิดถึงพ่อกับแม่มาก ไม่งั้นคงไม่ถามออกมาแบบนี้ น้องๆ ของเขาช่างโชคร้ายที่พอเกิดมา ก็ได้ใช้เวลาอยู่กับท่านทั้งสองไม่นาน นั่นยิ่งทำให้ปราณันต์สัญญากับตัวเองเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลฝาแฝดของเขาเป็นอย่างดี จะไม่ให้น้องๆ ของเขาต้องขาดเหลือหรือลำบากอะไรอีกต่อไป

ปราณันต์เอื้อมไปปิดโคมไฟที่หัวเตียงของเด็กๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปช้าๆ เพื่อกลับห้องตัวเอง

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-02-2021 20:36:00 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


ปราณันต์เดินกลับมาที่ห้องก็เจอคามินนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงของเขา เตียงที่เล็กอยู่แล้ว กลับยิ่งดูเล็กกว่าเดิมลงไปอีก เมื่อเจอยักษ์ตัวใหญ่อย่างคามินนอนกินพื้นที่อยู่

“ฝาแฝดหลับแล้วหรอครับ” คามินร้องทักเมื่อเห็นปราณันต์เดินเข้ามาในห้อง

คนตัวเล็กทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนที่คามินจะเขยิบเข้ามาใกล้ๆ แล้วถือโอกาสใช้ตักปราณันต์หนุนต่างหมอน

“หลับแล้วครับ... เฮ้อ”

พอเห็นปราณันต์ถอนหายใจ คามินเลยตัดสินใจลุกขึ้นนั่ง แล้วดึงเอาตัวปราณันต์มาพิงไว้กับอกตัวเองแทน

“ไม่เอาไม่คิดมากนะครับ” มือใหญ่ลูบลงที่ศีรษะกลมเบาๆ อย่างต้องการจะปลอบใจ

“พวกแกถามผมครับว่าพ่อกับแม่อยู่ไหน ทำไมมาอยู่ด้วยไม่ได้ ทำไมพวกแกถึงถูกเรียกว่าเด็กกำพร้า” ใบหน้าหวานซึ้งซึมลงอย่างเห็นได้ชัด "ผมสงสารพวกแกครับ”

คามินเห็นนัยน์ตากลมมีน้ำตาคลอก็อดสงสารไม่ได้ ถ้าว่ากันแล้วแล้วปราณันต์อายุน้อยมากกับการที่ต้องดูแลเด็ก ต้องทำงาน ต้องทำทุกอย่างเหมือนหัวหน้าครอบครัวขนาดนี้ มันหนักหนาไม่น้อยสำหรับผู้ชายตัวเล็กๆ คนนึง

“แต่ฝาแฝดก็มีคุณปราณนี่ครับ” คามินยิ้มปลอบ ตอนที่เห็นปราณันต์แหงนหน้ามามองตัวเอง “เด็กๆ อาจจะร้องหาคุณพ่อกับคุณแม่บ้างตามประสา แต่สุดท้ายแล้วผมเชื่อนะ ว่าถ้าแค่มีคุณปราณปุณณ์กับปัณณ์ก็ไม่ได้ต้องการใครหรอกครับ”

ปราณันต์ยิ้มให้คามิน ถึงแม้จะเป็นยิ้มเศร้าๆ แต่ก็สวยงามเหลือเกินในความรู้สึกเขา

“ขอบคุณมากนะครับสำหรับคำปลอบใจ แล้วก็ขอบคุณนะครับที่ยอมอยู่เป็นเพื่อนผมคืนนี้”

ปราณันต์ยกแขนขึ้นโอบรอคอคามิน ก่อนจะค่อยๆ รั้งใบหน้าคมคายเข้ามาใกล้ โดยที่ใบหน้านวลของเขาเองก็กำลังแหงนรอรับจุมพิตจากริมฝีปากหยักของคนด้านบนอยู่ นี่เป็นครั้งแรกที่ปราณันต์เริ่มก่อน วันนี้เขาต้องการแค่สัมผัสปลอบโยนจากผู้ชายคนนี้เท่านั้น

คามินอมยิ้มน้อยๆ ก่อนที่จะลดใบหน้าลง และค่อยๆ ประทับริมฝีปากลงบนปากอิ่ม ก่อนจะบดคลึง ดูดดึง ขบเม้มริมฝีปากสีสดเบาๆ ราวกับต้องการเติมเต็มและให้กำลังใจ

ลิ้นร้อนค่อยๆ แทรกผ่านเข้าไปในโพรงปากของคนด้านล่างและเกี่ยวกระหวัดเข้าหาลิ้นเล็กๆ ของปราณันต์ เสียงหวานครางรับอยู่ในลำคออย่างพอใจ ทุกสัมผัสที่ได้รับทำให้คนตัวเล็กรู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมาก ขอแค่ถ้ามีคามิน มีผู้ชายคนนี้โอบกอดเขาไว้ ปราณันต์ก็คงไม่มีอะไรที่ต้องกังวลอีก


... แต่นั่นกลับไม่ใช่ทั้งหมดที่ปราณันต์รู้ ความลับบางอย่างที่คามินเก็บงำไว้ ความลับที่อาจจะทำร้ายปราณันต์ให้แทบตายทั้งเป็น

.

.

.

เช้านี้ปราณันต์ตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของคามิน เมื่อคืนเขาผล็อยหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าเขาแอบร้องไห้งอแงเป็นเด็กๆ คามินต้องทั้งกอดทั้งปลอบยกใหญ่ จนเขาเพลียแล้วหลับไป

ปราณันต์อมยิ้มน้อยๆ รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาดที่ได้ตื่นมาในอ้อมกอดของคนที่เขารัก แขนเรียวรัดลงไปเบาๆ ที่เอวสอบ เขาชอบอยู่ในวงแขนนี้ อ้อมกอดของคามินให้ความรู้สึกปลอดภัยและสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

“จะลักหลับผมหรอครับ” เสียงทุ้มเอ่ยแซวเบาๆ ก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม

“เปล่าสักหน่อย ผมแค่อยากกอดคุณเฉยๆ” เสียงหวานเอ่ยอย่างกระเง้ากระงอด “หรือถ้าไม่ให้กอดผมจะได้ปล่อย”

ปราณันต์ทำท่าจะผละออก เล่นเอาคามินหัวเราะไม่หยุด

“ฮ่ะๆ เด็กขี้งอน” คามินก้มลงไปกดจมูกลงขมับคนตัวเล็กกว่าอย่างหมั่นเขี้ยว “ผมหยอกเล่นเฉยๆ หรอก ใครจะไม่อยากให้คุณปราณกอดบ้างล่ะครับ” คนตัวโตกอดรัดร่างในอ้อมแขนแน่นกว่าเดิม

ต่างฝ่ายต่างหยอกเล่นกันอยู่บนที่นอน หอมกันไป จูบกันมา กอดรัดฟัดเหวี่ยง จนปราณันต์เห็นว่าได้เวลาที่จะต้องปลุกฝาแฝดแล้ว เลยขอให้คามินปล่อย

“สายแล้วครับ เดี๋ยวผมต้องไปปลุกเด็กๆ แล้ว” เสียงหวานกระซิบบอก เพราะถ้าเล่นกันต่ออีกนิด ปราณันต์คิดว่าเดี๋ยวต้องเลยเถิดแน่ๆ เพราะตอนนี้คามินกำลังคร่อมทับร่างเขาไว้แล้ว

“เฮ้อ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย” คามินแกล้งบ่นเสียงดัง ตอนปล่อยปราณันต์เป็นอิสระ ตากลมหันมามองค้อนคนตัวโตที่เอกเขนกบนที่นอนยกใหญ่ ก่อนจะหันเดินออกไปจากห้องเพื่อไปปลุกฝาแฝด ปราณันต์หันมาหาคามินอีกรอบ ทำเอาคนบนเตียงแปลกใจไม่น้อย

“ผมดีใจนะครับที่ได้ตื่นมาเจอคุณคนแรก คุณทำให้ผม... อยากจะตื่นมาเจอคุณทุกวัน” คนตัวเล็กพูดอายๆ ก่อนจะรีบก้มหน้างุดเดินออกจากห้องไป เพราะอายจนแทบไปไม่เป็น

คามินมองตามปราณันต์ไปด้วยสายตาหลงใหล หัวใจเขาอุ่นวาบตอนที่ได้ยินประโยคที่แสนไร้เดียงสาของปราณันต์ คามินพยายามผลักโลกแห่งความเป็นจริงออกไปจากสมอง ตอนนี้ เวลานี้เขาแค่อยากยิ้ม อยากใช้ช่วงเวลาแบบดีๆ นี้ไปด้วยกันกับปราณันต์ แค่นั้นที่เขาต้องการ

.

.

.

ในขณะคามินกับปราณันต์กำลังมีความสุขอยู่นั้น ทั้งสองก็ไม่ได้รู้เลยว่า เวลาแห่งความสุขของทั้งคู่กำลังใกล้จะหมดลง เพราะตอนนี้พรวลัยคู่หมั้นของคามิน ใกล้จะจัดการธุระเสร็จแล้ว พร้อมกลับไปทวงคามินกลับคืนมาเป็นของตัวเอง

“ต้องใช้เวลาอีกกี่วันถึงจะเสร็จ” เจ้าของใบหน้าสวยใส หันไปถามพนิดา... เลขาคนสนิท ที่ตอนนี้กำลังนั่งเช็ดกระเป๋าถือใบเก่งให้เจ้านายตัวเองอยู่

“อีกประมาณสองสามวันค่ะคุณวลัย” พนิดาตอบหวาดๆ เธอรู้ดีว่าพรวลัยเป็นคนไม่ชอบรออะไรนานๆ แล้วยิ่งถ้าเจ้านายของเธอมีทีท่าว่าอยากกลับกรุงเทพขนาดนี้ เปอร์เซ็นต์ที่เธอจะโดนวีนเหวี่ยงใส่ย่อมมีสูงมากตามไปด้วย

“สองถึงสามวัน?” ใบหน้าสวยหวานเริ่มบิดเบี้ยว เสียงเล็กเริ่มแหลมสูงเพราะไม่พอใจ “ให้มันเร็วกว่านี้ไม่ได้รึไง จะให้ฉันรอจนแก่เรอะ ห๊ะ?”

“เอ่อ.. คือ” พนิดาอึกอีก

“ไม่ต้องมาพูดอึกๆ อักๆ รำคาญ! ” พรวลัยตวาดลั่น จนพนิดากลัวลนลาน “รีบไปจัดการให้เสร็จไวๆ ฉันอยากเจอคามินจะแย่แล้ว! เห็นแต่หน้าเธอทุกวันมาเป็นเดือน มันน่าเบื่อรู้ไหม”

พรวลัยยังคงเกรี้ยวกราดไม่เลิก พนิดาได้แต่ยอมรับชะตากรรม เธอควรชินกับนิสัยแบบนี้ของพรวลัย นิสัยที่จะเอาอะไรก็ต้องเอาให้ได้อย่างที่ใจตัวเองต้องการ แต่มันก็เป็นไปได้ยาก เพราะการจะทนอะไรแบบนี้ได้นั้น ต้องใช้พลังและความอดทนมากจริงๆ

“ได้ค่ะคุณวลัย เดี๋ยวนิดาจะรีบไปจัดการให้เสร็จโดยเร็วเลยค่ะ” คนเป็นเลขาได้แต่พูดรัว เพราะไม่อยากถูกดุด่าซ้ำ

“แล้วหลังจากธุระเรียบร้อย ก็จองเครื่องตั๋วบินเลย ฉันอยากกลับกรุงเทพเต็มแก่แล้ว” เสียงหวานพูดกระชากๆ ไม่เข้ากับใบหน้าสวยๆ นั่นสักนิด “แล้วสั่งอะไรให้มันได้อย่างสั่งด้วย อย่ามัวแต่ทำตัวโง่ๆ เซ่อๆ”

พนิดาก้มหน้ารับฟังทั้งคำสั่งและคำดูถูกของเจ้านายนิ่ง “ได้ค่ะ นิดาจะทำตามที่คุณวลัยสั่งทุกอย่างค่ะ”

“ดี อย่าให้ฉันต้องพูดหลายรอบ” พรวลัยพูดพลางก้มมองเล็บมือตัวเองที่เพิ่งทำสีมาใหม่อย่างพออกพอใจ “ฉันล่ะคิดถึงคุณครามจะแย่แล้ว กลับไปเที่ยวนี้คงได้เวลาเปิดตัวเสียที ฉันจะไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป”

ใบหน้าสวยหวานแสดงออกถึงความมุ่งมั่น ริมฝีปากสีแดงสดที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างดีแสยะยิ้มร้าย คนอย่างพรวลัย ถ้าอยากได้อะไรต้องได้ โดยเฉพาะผู้ชายที่เพียบพร้อมอย่างคามิน เธอจะไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด ไม่มีวัน

.

.

.

เย็นนี้ปราณันต์เลิกงานเย็น คามินเลยต้องมารับฝาแฝดเองลำพัง จะว่าไปแล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกที่คามินอยู่ตามลำพังกับปุณณกันต์และปัณณธรน้อย คนตัวโตแอบกังวลไม่น้อย แต่เขาก็มั่นใจว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี เพราะเขาเองก็เคยใช้เวลากับปุณณกันต์และปัณณธรมาแล้วพอสมควร แม้จะมีปราณันต์อยู่ด้วยก็เถอะ

“เด็กๆ ครับ วันนี้พี่ปราณเลิกดึก ปุณณ์กับปัณณ์ไปอยู่ห้องพี่ครามก่อนนะ” คามินพูดขึ้นหลังจากพาเจ้าแฝดตัวน้อยขึ้นมานั่งที่เบาะหลังรถเรียบร้อยแล้ว

“ได้ครับพี่คราม” ปุณณกันต์รับคำอย่างน่าเอ็นดู ก่อนที่คามินจะหันไปยิ้มให้เด็กทั้งคู่อย่างใจดี

“ว่าแต่ วันนี้เราจะทานอะไรเป็นข้าวเย็นกันดีครับ” คามินถามขึ้นขณะขับรถออกจากโรงเรียน เขาเองก็ตั้งใจจะแวะหาซื้ออะไรให้ฝาแฝด แต่อย่างน้อยก็ต้องรู้ก่อนว่าเด็กๆ อยากจะทานอะไรกัน

“วันนี้ปุณณ์กับปัณณ์อยากกินไก่ทอดครับพี่คราม” เจ้าหนูตอบรับเสียงใส ทำเอาคามินอดยิ้มตามกับท่าทางที่เห็นไม่ได้

“ได้ครับ งั้นเดี๋ยวเราซื้อไก่ทอดไปกินที่ห้องกันนะครับ” คามินตอบรับอย่างอารมณ์ดี “ว่าแต่วันนี้ปุณณ์กับปัณณ์มีการบ้านไหมครับ”

“มีครับ พี่ครามสอนเราสองคนได้ไหม” ปัณณธรพูดอ้อน ทำเอาคามินหน้าบานเป็นกระด้ง คนตัวโตทั้งยินดีและเต็มใจที่จะสอนเด็กๆ ทำการบ้านอย่างไม่เกี่ยงงอน

“ได้สิครับ เดี๋ยวพอทานอะไรเสร็จแล้วเรามาช่วยทำการบ้านกันเนาะ”

ฝาแฝดตกปากรับคำเป็นมั่นเหมาะ คามินเห็นแบบนั้นก็เบาใจ การอยู่กับเด็กเล็กๆ สองคนก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่หรอก

.

.

.

... คามินขอถอนคำพูด!

ใครว่าอยู่กับเด็กเล็กๆ เป็นเรื่องง่าย ไม่เลย ไม่จริงสักนิด ตอนนี้เขาปวดหัวแทบระเบิด ปุณณกันต์กับปัณณธรก็ไม่ต่างจากเด็กอื่นๆ ทั่วไป แม้พวกแกจะฉลาด แม้พวกแกจะมีมารยาทดีแค่ไหน แต่เด็กก็ยังคงเป็นเด็ก แล้วยิ่งไม่มีปราณันต์อยู่ด้วยแล้วนั้น...


‘ปุณณ์ครับ ถูสบู่ก่อนสิครับ อย่าเพิ่งวักน้ำใส่ปัณณ์แบบนั้น’

‘ปัณณ์ อย่าเพิ่งวิ่งไปทั้งที่ยังไม่ได้ล้างสบู่ครับ เดี๋ยวลื่น’

‘ปุณณ์ครับ เอาปลาวาฬออกจากอ่างก่อนครับ ให้พี่ครามเปลี่ยนน้ำก่อน’

‘ปัณณ์ อันนั้นไม่ใช่สบู่ครับ อันนั้นยาสระผม เอามาให้พี่ครามก่อน เดี๋ยวเข้าตานะครับ’



และ ปุณณ์ครับ ปัณณ์ครับ... อื่นๆ อีกมากมาย

กว่าจะอาบน้ำเสร็จเล่นเอาคามินแทบลมจับ ตอนที่ทานข้าวทำการบ้านยังไม่เท่าไหร่ ทุกอย่างก็เหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดี เพิ่งจะมาวุ่นวายตอนเข้าห้องน้ำนี่แหละ เล่นเอาคามินแทบหมดพลัง

คามินนั่งมองเจ้าตัวยุ่งทั้งสองที่ทาแป้งซะขาวผ่องไปทั้งตัว กำลังนั่งเล่นหุ่นยนต์ที่เขาเพิ่งแอบปราณันต์ซื้อมาให้เด็กๆ ใหม่อยู่บนเตียง ตอนอาบน้ำว่าวุ่นแล้ว แต่ตอนแต่งตัวกลับยุ่งไม่ต่าง ปุณณกันต์ใส่กางเกงในกลับด้าน ส่วนปัณณธรเอาเสื้อข้างหลังมาไว้ข้างหน้า คามินถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังจากจับปูใส่กระด้งเสร็จ

“พี่คราม พี่ปุณณ์กับปัณณ์ต้องนอนกี่โมงครับ” เจ้าฝาแฝดคนน้องหันมาถามเขาด้วยดวงตาบ๊องแบ๊ว ไม่ได้มีวี่แววว่าจะง่วงสักนิด

“พี่ครามให้อีกครึ่งชั่วโมงแล้วกันนะครับ เดี๋ยวถ้าพี่ปราณรู้ว่าฝาแฝดนอนดึกแล้วจะดุเอา” คามินตอบพลางตามเก็บซากสงครามที่ตกอยู่บนพื้น แม้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่ก็ดูเหมือนว่างานจะยังไม่เสร็จ ถ้าฝาแฝดยังไม่เข้านอน

“ก็ได้ครับ ว่าแต่พี่ปราณยังไม่กลับหรอครับพี่คราม” ปุณณกันต์ถามถึงพี่ชายด้วยความห่วงเพราะเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว

“อืมม...” คามินเหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง ก่อนจะเห็นว่าตอนนี้ก็ทุ่มกว่าๆ แล้ว เลยตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มาส่งข้อความหาคนตัวเล็กกว่าว่าใกล้เวลาเลิกงานหรือยัง


‘คุณปราณใกล้จะเลิกงานหรือยังครับ ให้ผมไปรับไหม’


ผ่านไปไม่ถึงห้านาที ปราณันต์ก็ตอบกลับมา


‘อีกสักพักน่าจะเสร็จครับ คุณไม่ต้องมารับหรอก ผมกลับเองน่าจะเร็วกว่า ฝากพาเด็กๆ เข้านอนด้วยนะครับ เหนื่อยคุณแย่เลยวันนี้’


คามินอมยิ้มหลังจากอ่านข้อความก่อนจะตอบอ้อนๆ กลับไป


‘เหนื่อยมากเลยครับ อยากกอดคุณปราณจะแย่แล้ว รีบกลับนะครับ ผมคิดถึง’


เขาเดาว่าตอนปราณันต์อ่านข้อความนี้ต้องกำลังหน้าแดงแน่ๆ


‘พูดอะไรก็ไม่รู้คุณเนี่ย .. แล้วไว้เจอกันครับ ผมจะรีบกลับไป’


คามินยิ้มจนหน้าบาน ก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือเข้าที่ แล้วตอบฝาแฝดอย่างอารมณ์ดี

“อีกสักพักพี่ปราณก็กลับแล้วครับ แต่พี่ปราณให้พี่ครามพาปุณณ์กับปัณณ์เข้านอนก่อน โอเคไหม”

เด็กทั้งสองทำหน้ามุ่ย เพราะที่จริงอยากรอเจอพี่ปราณก่อนที่จะหลับ แต่ด้วยความที่ฝาแฝดไม่ใช่เด็กดื้อ พอคามินหรือปราณันต์พูดอะไร ทั้งสองก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี

“ก็ได้ครับ วันนี้เรานอนห้องพี่ครามใช่ไหมครับ” ปุณณ์ถามขึ้น

“ใช่ครับ วันนี้ฝาแฝดจะนอนที่นี่” คามินตอบยิ้มๆ

“งั้นพี่ครามอ่านนิทานเรื่องนี้ให้เราฟังด้วยนะครับ” ปัณณธรหยิบหนังสือนิทานขึ้นมาโชว์พร้อมยิ้มร่า “เมื่อคืนพี่ปราณยังอ่านไม่จบเลย”

คามินยิ้มแห้งๆ ทันทีที่นึกถึงอีกหนึ่งภารกิจที่ยังไม่ลุล่วง ก็ได้แต่หวังว่าเด็กๆ จะพอนอนหลับได้ หลังจากฟังคนแข็งๆ อย่างเขาอ่านนิทานให้ฟังนะ

.

.

.

ตอนนี้ฝาแฝดหลับไปแล้ว เขาอ่านนิทานไปจนเกือบจบเล่ม พวกเด็กๆ ถึงได้หลับได้ คามินมองภาพเจ้าตัวยุ่งตรงหน้าที่กำลังหลับสนิทอย่างเอ็นดู เวลาตื่นนี่ก็ป่วนไม่น้อย แต่พอเวลาอยู่นิ่งๆ หลับปุ๋ยแบบนี้ ดูไม่ต่างจากเทวดาตัวจิ๋วเลย

คามินเดินไปปิดไปหัวเตียงแล้วเดินออกไปเงียบๆ ก่อนจะทรุดลงนั่งบนโซฟากลางห้องอย่างเหนื่อยอ่อน เขาไม่เคยรู้เลยว่าการเลี้ยงเด็กจะเหนื่อยขนาดนี้ ปราณันต์ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดหลายปีได้ยังไงกันนะ


ติ๊งหน่อง~


คามินยิ้มอย่างยินดี คนที่เขากำลังคิดถึงกลับมาแล้ว


แกร๊ก!


ทันทีที่เปิดประตู คามินก็พุ่งเข้ากอดปราณันต์ทันที จมูกโด่งซุกไซ้อยู่ที่แก้มนิ่ม สูดดมเอากลิ่นหอมเฉพาะตัวของปราณันต์ที่เขาชอบเหลือเกินเข้าเต็มปอด

“ให้ผมเข้าห้องก่อนสิครับ” ปราณันต์หัวเราะเบาๆ ตอนที่เห็นท่าทางเหนื่อยล้าของคามิน “เด็กๆ ป่วนคุณมากเลยหรอ”

“ไม่หรอกครับ แต่ผมแค่ไม่เคยอยู่กับเด็กมาก่อน”

คามินยอมปล่อยปราณันต์ออกจากอ้อมกอดก่อนจะจูงมือเล็กของคนตรงข้ามเข้ามาในห้อง และถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหนแต่คามินก็ยังคงเดินไปเอาน้ำที่ตู้เย็นมาให้ปราณันต์ที่นั่งรออยู่ที่โซฟาดื่ม

หลังจากยื่นแก้วน้ำให้ปราณันต์รับ คามินก็ทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาวบนโซฟาทันที โดยมีตักนิ่มของปราณันต์ไว้หนุนต่างหมอน

“ผมขอโทษนะครับ ลำบากคุณแย่เลย” มือเล็กลูบลงบนกลุ่มสีเข้มเบาๆ ราวกับกำลังช่วยปลอบประโลมให้หายเหนื่อย

สายตาคมเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ด้านบนอย่างหลงใหล “ปุณณ์กับปัณณ์ก็เหมือนน้องของผม ลำบากอะไรกันล่ะครับ” คามินพูดยิ้มๆ “อีกอย่างเห็นหน้าคุณปราณผมก็หายเหนื่อยแล้ว”

มือใหญ่จับมือเล็กที่วางอยู่บนอกเขามาจูบเบาๆ สายตาทั้งสองต่างมองกันและกันอย่างหลงใหล ก่อนที่ปราณันต์จะก้มศีรษะลงไปช้าๆ คามินเองก็ไม่รีรออะไรทั้งสิ้น ใบหน้าคมคายหยัดขึ้นมาเพื่อยื่นริมฝีปากตัวเองไปประทับจูบลงบนริมฝีปากอิ่มของคนด้านบนทันที ต่างฝ่ายต่างดูดดึงริมฝีปากของกันและกันอย่างโหยหาและเติมเต็ม

จากที่นอนเหยียดยาวหนุนตักคนรัก คามินก็ขยับตัวขึ้นมานั่งเผชิญหน้ากับปราณันต์บนโซฟาตัวเดียวกัน ริมฝีปากของทั้งสองยังคงแนบชิดกันไม่ได้ถอยห่างไปไหน คามินทั้งขบเม้ม ดูดดึง และบดคลึงริมฝีปากสีสดอย่างชำนาญ เขาอ้อยอิ่งเลาะเล็มกับริมฝีปากล่างของปราณันต์เป็นพิเศษ จูบที่อ่อนหวานในตอนแรกเริ่มร้อนแรง เมื่อปราณันต์เผยอปากให้ลิ้นร้อนของคามินเข้ามาสำรวจโพรงปากของคนตัวเองอย่างเอาใจ

ลิ้นร้อนของคามินตรงเข้าเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเล็กของปราณันต์อย่างร้อนแรง มือใหญ่ของคามินเริ่มอยู่ไม่สุข มันค่อยๆ ลากผ่านชายเสื้อเข้าไปใต้ร่มผ้า เพื่อสัมผัสกับผิวเรียบลื่นของปราณันต์ที่เขาชอบ

คามินละริมฝีปากออกจากริมฝีปากอิ่ม ก่อนที่ริมฝีปากหยักที่ร้อนราวกับไฟของคามินจะลากผ่านแก้มไปที่ใบหูนิ่มช้าๆ

คามินขบเม้มใบหูเล็กเบาๆ ก่อนจะผละริมฝีปากไล้ผ่านมาเรื่อยตามลำคอสวย แล้วมาหยุดที่กระดูกไหปลาร้า จากนั้นก็ขบเม้มดูดดึงเบาๆ พอให้เกิดรอยรักบนผิวขาวๆ รอยที่เขาอยากจะตีตราจองไว้ทั่วร่างนี้ทุกตารางนิ้ว

ปราณันต์ไม่ตอบหรือไม่ทักท้วงอะไร มีเพียงเสียงครางหวานอย่างพอใจในลำคอเท่านั้น

“อืมมม..”

ริมฝีปากหยักซุกซนยังคงไม่หยุดอยู่แค่นั้น มือใหญ่ที่กำลังไล้โลมผิวนุ่มลื่นมือนั้นได้ไต่มาถึงยอดอกสีสวยของปราณันต์แล้ว แม้จะยังไม่ได้ถอดเสื้อออก แต่คามินก็สัมผัสได้ถึงความแข็งขืนเป็นตุ่มไตของยอดอกเล็กๆ นั่น

คามินค่อยๆ ใช้นิ้วเรียวสะกิดมันเบาๆ และนั่นก็เรียกเสียงครางจากคนถูกจู่โจมได้อย่างดี

“อะ อาา”

“ชอบไหมครับ หื้ม?” เสียงนุ่มทุ้มกระซิบชิดลำคอระหง “ผมทำให้คุณปราณชอบได้มากกว่านี้อีกนะ”

พอจบคำ ริมฝีปากหยักก็โฉบลงบนยอดอกอีกข้างที่ว่างของปราณันต์ คามินครอบปากลงไปทั้งที่ผ่านเนื้อผ้า

ลิ้นร้อนเลียลงไปที่ตุ่มไตเบาๆ แม้จะเป็นการทำผ่านเสื้อเชิ้ตที่ใส่อยู่ ก็สามารถทำให้ร่างบางตรงข้ามเขาสะท้านได้ไม่น้อย

“อ๊ะ อื้อออ”

ปราณันต์เริ่มครางหนักขี้น เสียงหวานนั่นกระตุ้นคามินได้ไม่น้อย ตอนนี้เจ้าน้องชายของเขาเริ่มถูกปลุกจากการหลับไหลแล้ว ปราณันต์เองก็คงไม่ต่าง เพราะตอนนี้มือของคามินลองปัดป่ายผ่านอวัยวะกลางร่างกายของปราณันต์ มันกำลังนูนเด่นขึ้นมา ร่างบางกำลังตัวสั่นเพราะแรงอารมณ์ที่ถูกพัดให้โหมกระพือ

“คุณปราณ...” คามินกระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม ตากลมที่มองมายังเขากำลังหวาดเยิ้มและปรือปรอย น้ำใสที่กำลังไหลคลอในดวงตานั้นเต็มไปด้วยความปรารถนา

อยากถูกสัมผัสมากกว่านี้ อยากถูกทำให้มีความสุขมากกว่านี้

“คะ.. คุณคราม อาาห์” เสียงครางนั้นคือฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้ความยับยั้งชั่งใจขาดลง แบบนี้มันยั่วกันชัดๆ ใครจะไปอดใจไหวกัน

คามินค่อยๆ รูดซิปและปลดตะขอกางเกงของปราณันต์ออก มือหนาเอื้อมลงไปผ่านกางเกงชั้นใน ก่อนจะสัมผัสเข้าที่แกนกายของคนตัวเล็ก ที่ตอนนี้มันกำลังทั้งแข็งและตั้งชั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ใคร่ ไม่ต่างจากเจ้าของมันสักนิด

“ช่วยผมด้วยได้ไหมครับที่รัก” คามินกระซิบเสียงกระเส่า มือใหญ่อีกข้างที่ว่างเอื้อมไปจับมือเล็กให้วางลงที่กลางร่างกายของตัวเอง ปราณันต์เหลือบตาลงมองนิ่ง ก่อนที่จะรูดซิปคามินลงเช่นกัน มือเล็กลากลงไปผ่านกางเกงชั้นในสีเข้ม ก่อนจะจับท่อนเนื้อของคนตัวโตที่ตอนนี้กำลังขยับขยายไว้เต็มฝ่ามือของตัวเอง

ทั้งคู่ต่างจ้องมองกันอย่างร้อนแรง อุณภูมิในห้องแทบจะทะลุจุดเดือด เพลิงอารมณ์ของคนวัยหนุ่มทั้งสองโหมกระพือไปทั่วทั้งห้อง เสียงหอบหายใจและครางกระเส่า ดังสลับยามที่ทั้งคู่เริ่มขยับมือ ต่างฝ่ายต่างงัดทุกวิธีที่จะทำให้อีกฝ่ายมีความสุขมาปรนเปรอให้คนตรงข้าม

“อะ อ๊ะ อาาห์”

“ซี๊ดดด ปะ.. ปราณ คุณปราณ อาาห์”

ทั้งคู่ขยับข้อมือขึ้นลงจนสุดความยาวแก่นกายของอีกฝ่าย นิ้วโป้งของทั้งคู่ต่างบดขยี้ลงบนส่วนหัว สลับไปมา ใจจริงแล้วคนทั้งคู่อยากจะครางดังๆ ให้สมกับความสุขที่มันอัดแน่นอยู่ภายใน แต่เด็กน้อยฝาแฝดกำลังนอนอยู่ในห้อง เขาสองคนจะทำให้เด็กๆ ตื่นขึ้นมาไม่ได้

“อ๊ะ ซี๊ดด ผม ส เสียว” ปราณันต์ซบใบหน้าลงบนบ่าของคามิน ฟันคู่สวยกัดลงบนไหล่คามินอย่างต้องการระบายความเสียวซ่าน ยิ่งปราณันต์กัดคามินยิ่งมีอารมณ์

“เร็ว อึก! อีกครับ ที่รัก ซี๊ดด!”

“อ๊ะ อา ใกล้.. ใกล้แล้ว”

ปราณันต์ส่งสัญญาณเตือน เมื่อสัมผัสได้ว่าหน้าท้องของตัวเองเริ่มจะหดเกร็ง คามินขยับมือถี่เร็วขึ้น นิ้วโป้งขยี้ซ้ำๆ ไปที่ส่วนหัว ก่อนที่ปราณันต์จะกระตุก แล้วปลดปล่อยออกมาจนเต็มมือใหญ่

“อาาาห์”

ปราณันต์คราง แต่มือเล็กก็ยังคงไม่ปล่อยจากท่อนเนื้อของคามินที่ตอนนี้เจ้าตัวเองก็น่าจะใกล้แตะฝั่งฝันแล้วเช่นกัน

“เร็วอีก.. อีก” ปราณันต์สาวข้อมือรัวเร็ว นิ้วโป้งเล็กๆ ขยี้ลงบนส่วนหัวไม่หยุด ผ่านไปไม่นาน คามินก็เริ่มกระตุกและปลดปล่อยออกมาเช่นกัน

“อึก! อาาาาห์”

และเมื่อเพลิงแห่งอารมณ์พัดผ่านไป ทั้งคู่ก็นั่งหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนอยู่บนโซฟา คามินเมื่อมือไปหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดมือตัวเองก่อนจะจับมือเล็กมาเช็ดให้ช้าๆ

ปราณันต์หน้าแดงก่ำเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ อารมณ์มันพาไปจนเขากับคามินมาถึงจุดนี้ได้ยังไงไม่รู้ แต่คนตัวเล็กก็อดยอมรับไม่ได้ว่าทุกครั้งที่คามินทำแบบนี้ให้ มันรู้สึกดีมากๆ มากจนเขาเริ่มจะเสพติด...

“ขอบคุณนะครับคนดี ผมหายเหนื่อยขึ้นเยอะเลย” คามินแซวยิ้มๆ ทำเอาปราณันต์อายม้วนยิ่งกว่าเดิม

“คุณอ่ะ!” ปราณันต์ไม่รู้จะหลบยังไง เลยพุ่งเข้ากอดคามินเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตาแทน

คามินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะสำทับไปอีกประโยค

“ถ้าได้แบบนี้บ่อยๆ ต่อให้ต้องเลี้ยงฝาแฝดหามรุ่งหามค่ำผมก็ยอม”

จบประโยคของคามิน ปราณันต์ก็ทุบลงเบาๆ ที่อกกำยำ ก่อนจะหลุดขำออกมาทั้งที่ยังซุกหน้าอยู่ในอ้อมกอดแข็งแรง คามินเองที่พอได้ยินปราณันต์หัวเราะ ก็หัวเราะออกมาเช่นกัน และจากนั้นเสียงหัวเราะทั้งสองก็ดังประสานกันเบาๆ ในห้องรับแขกเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นใจจากคนทั้งคู่

.

.

.

To Be Continue

-----------------------------------------------------------------------------------------

ขอคอมเม้นท์คนละเม้นท์สองเม้นท์นะคะ แล้วสัญญาว่าตอนต่อไปจิรีบมาาาาาา

.. ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจมากงับ อย่าลืมมาเอาใจช่วยพี่น้องสาม ป. กันน้าาาา

รักทุกคนม๊ากมากกก ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-02-2021 20:39:53 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
 :impress2: ยังๆยัง รอจังหวะรวบหัวรวบหางอยู่ 5555 โอ๊ยยยโดนว่าเป็นเด็กกำพร้า ยังเทียบไม่ติดกับสิ่งที่เจอตอนนี้ที่คุณคามินพี่ครามของน้องๆทำเลยจ้า โห๊ะๆ 555 มาต่อยาวๆเลย ขอบคุณมากนะคะ เป็นกำลังในการแต่งทุกตอน ไฟท์ติ้ง รอตอนต่อไปเลยค่ะ ยิ่งนานยิ่งถล้ำลึก  :เฮ้อ:

 :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4041
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
ใกล้แล้ว .. ความจริง ใกล้เข้ามาแล้ว

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
19th Lies : ลงใจ


เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งอาทิตย์เท่านั้น...


วันนี้เป็นวันเสาร์ และยังเป็นวันเสาร์ที่หยุดยาวต่อเนื่องถึงวันจันทร์ ซึ่งอาทิตย์หน้าก็จะครบกำหนดที่คามินได้วางพนันไว้กับเพื่อนๆ แล้ว แต่ตอนนี้เขากับปราณันต์แทบจะไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ยิ่งช่วงปลายอาทิตย์ ปราณันต์ก็งานยุ่งมาก กลับบ้านดึกๆ แทบทุกวัน บางวันกลับมาถึงก็หลับปุ๋ย อย่าว่าแต่โอกาสจะทำอะไรเลย แม้แต่คุยยังแทบไม่ได้คุยเลยเลยด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นวันนี้คามินจะช้าไม่ได้แล้ว คิดไปคิดมาถ้ายังอุดอู้อยู่แต่ในห้องแคบๆ นี่ เรื่องของเขากับปราณันต์คงไม่คืบหน้าไปไหนแน่ จะจู๋จี๋กันแต่ละทีก็ต้องพะวงว่าฝาแฝดจะเห็น ดังนั้นคามินจึงหาข้อสรุปให้ตัวเองได้ว่า เขาควรหาสถานที่ที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้ สถานที่ที่เขากับปราณันต์สามารถพลอดรักกันตามลำพังได้ แม้จะมีฝาแฝดอยู่ด้วยก็ตาม

“พี่ปุณณ์ อันนี้เหมือนทะเลที่พวกเราเคยไปกับพี่ครามกับพี่ปราณเลยเนาะ” คามินหันไปตามเสียงเจื้อยแจ้วของปัณณธร เลยได้เห็นเจ้าหนูน้อยกำลังชี้ไปที่จอทีวีอย่างตื่นเต้น ในนั้นปรากฎภาพท้องทะเลสวยงาม

... ดูเหมือนว่าเขาจะคิดอะไรดีๆ ออกแล้วล่ะ

คามินเดินเข้าไปหาฝาแฝดตัวน้อยที่กำลังนั่งเล่นกันอยู่กลางห้อง เขาจับปัณณธรน้อยขึ้นมานั่งบนตัก โดยมีสายตากลมแป๋วของปุณณกันต์มองตามมาอย่างสงสัย

“ปุณณ์ ปัณณ์ครับ หนูสองคนอยากไปเที่ยวทะเลไหมครับ”

คามินกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ตากลมๆ สองคู่เบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อได้ยินพี่ครามบอกว่าจะพาไปเที่ยวทะเล

“ไปครับๆ ปัณณ์อยากไป” แน่นอนปัณณธรตอบแทบจะทันทีทันใด เจ้าหนูน้อยไม่หยุดคิดเลยด้วยซ้ำ

ในขณะที่ปุณณกันต์นั้นนิ่งไป ใบหน้าจิ้มลิ้มเคร่งเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความที่อยู่ด้วยกันมาพักใหญ่แล้ว คามินเลยรู้ว่าตอนนี้ปุณณกันต์น้อยกำลังคิดอะไรอยู่ ร่างสูงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะใช้นิ้วมือเรียวยาวจิ้มแก้มยุ้ยๆ ของเจ้าเด็กคิดมากเบาๆ

“ปุณณ์ ไม่อยากไปหรอครับ หื้ม?” คามินแกล้งถาม ทั้งที่พอรู้คำตอบอยู่แล้ว

“ปุณณ์อยากไปครับ แต่พี่ปราณเคยบอกไว้ ว่าไม่ให้รบกวนพี่ครามมากเกินไป” ปุณณกันต์เอ่ยเสียงเศร้า ทำเอาคามินอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ ที่เขาคิดไว้ ผิดเสียที่ไหนล่ะ

ปุณณกันต์ยังคงเป็นเด็กขี้เกรงใจ และไม่กล้าแสดงความต้องการตรงๆ ซึ่งเป็นบุคลิกที่ต่างจากปัณณธรลิบลับ

“งั้นพวกเราไปถามพี่ปราณดีไหม ว่าอยากไปรึป่าว พักนี้พี่ปราณทำงานหนักมากเลย พี่ครามอยากพาพี่ปราณได้พักผ่อนบ้าง”

พอจบคำพูดของคามินใบหน้าเล็กๆ ก็พยักขึ้นลงหงึกหงักอย่างเห็นด้วย พลางมองเลยไปยังพี่ชายคนโตที่กำลังง่วนอยู่ในครัว

คามินอุ้มปัณณธรขึ้นมา ส่วนอีกมือก็จูงปุณณกันต์ แล้วพาเจ้าหนูทั้งคู่ไปหาปราณันต์ในครัว

“พี่ปราณครับ” ปุณณกันต์โผเข้าโอบรอบเอวบางของคนเป็นพี่ พลางเงยหน้ามองปราณันต์ตาปริบๆ คนตัวเล็กที่พอเห็นภาพตรงหน้าก็หัวเราะร่าอย่างเอ็นดู

“ฮ่าๆ” ปราณันต์ยื่นมือไปลูบศีรษะกลมเบาๆ พลางถาม “ว่าไงครับปุณณ์ อ้อนแบบนี้จะเอาอะไร หื้ม?”

ปกติปุณณกันต์ไม่ใช่เด็กขี้อ้อน คนที่ชอบอ้อนส่วนใหญ่จะเป็นปัณณธร แต่ถ้าลองมามีทีท่าแบบนี้ ปุณณกันต์ต้องอยากได้อะไรแน่ๆ

“พี่ปราณไปทำงานเหนื่อยไหมครับ” ปราณันต์ยิ้มหวานทันทีหลังได้ยินคำถามของน้องชาย โดยมีคามินมองตามรอยยิ้มนั้นอย่างหลงใหล

ปราณันต์ลดตัวลงนั่งจนเสมอกับปุณณกันต์ พลางถามกลับอย่างเอ็นดู

“ทำไมถึงถามพี่ปราณแบบนี้ล่ะครับ” ปราณันต์มองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เหมือนตัวเองราวกับแกะ เพื่อหาคำตอบว่าทำไมวันนี้ปุณณกันต์เกิดจะอ้อนเขาขึ้นมาแบบนี้ และปราณันต์ก็ได้ยินคำตอบ เมื่อเจ้าหนูน้อยเอ่ยประโยคถัดมา

“ถ้าพี่ปราณเหนื่อย เราไปเที่ยวทะเลกันดีไหมครับ ปุณณ์กับปัณณ์อยากพาพี่ปราณไปเที่ยวทะเล”

คนตัวเล็กหัวเราะเสียงใส ลองมาอิหรอบนี้ ปุณณกันต์ไม่ได้คิดบทพูดเองหรอก ต้องมีผู้ใหญ่โข่งแถวนี้สอนแน่ๆ

แต่ยังไม่ทันที่ปราณันต์จะได้โวยวายอะไร ปัณณธรก็วิ่งมาอ้อนซ้ำอีกคน

“นะครับ พี่ปราณนะ ไปเที่ยวทะเลกันนะครับ”

ปราณันต์มองเลยไปยังผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงตู้เย็นอยู่ด้านหลัง ใบหน้าคมคายยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางยักไหล่ให้ราวกับว่าเขาไม่ได้รู้ได้เห็นอะไรเลยกับเรื่องนี้

ปราณันต์มองเด็กทั้งสองตรงหน้าตัวเองอย่างอ่อนอกอ่อนใจ คามินตามใจฝาแฝดจนเขาหมดแรงจะแย้ง จะโกรธหรือจะดุเด็กๆ ก็ทำไม่ลง พวกแกยังเด็กก็คงอยากเที่ยวเหมือนเด็กอื่นๆ เขาเองก็ใช่ว่าจะมีเวลาว่างบ่อยๆ ไหนๆ อาทิตย์นี้ก็หยุดยาวสามวันแล้ว พาพวกแกไปเที่ยวพักผ่อนหน่อย ก็คงไม่เสียหายอะไร

“ก็ได้ครับ ไปก็ไป” ปราณันต์ตกปากรับคำไปในที่สุด

“เย่ๆๆๆ พี่ปราณยอมไปแล้ว” ปัณณธรกระโดดโลดเต้นดีใจออกนอกหน้า เจ้าหนูทั้งคู่โผเข้ากอดพี่ชายตัวเอง พลางระดมจูบแก้มนิ่มๆ ของปราณันต์อย่างชอบใจ

“ขอบคุณพี่ปราณมากนะครับ ปุณณ์ดีใจที่สุดในโลกเลย”

“ใช่ๆ ขอบคุณพี่ปราณมากๆ เลยครับ พี่ปราณใจดีที่สุดเลย”

เจ้าหนูทั้งคู่กอดรัดพี่ชายตัวเองไม่ยอมปล่อย เล่นเอาปราณันต์หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไม่หยุด ก่อนที่มือเรียวจะค่อยๆ ดันฝาแฝดออกช้าๆ

“ไหนว่าอยากไปเที่ยวไง ไปเก็บของสิครับ เดี๋ยวพี่ปราณตามไปช่วย ขอทำกับข้าวก่อน” ปราณันต์พูดยิ้มๆ

“ครับ/ครับ” เด็กๆ รับคำอย่างน่าเอ็นดู ก่อนจะวิ่งตื๋อออกไปที่ห้องของตัวเองอย่างรวดเร็ว

ปราณันต์มองตามเด็กทั้งสองไปจนลับตา ก่อนจะหันมาจัดการกับภารกิจหน้าเตาของตัวเองต่อ แต่ผ่านไปไม่ถึงอึดใจ คนตัวเล็กก็สัมผัสถึงไออุ่นที่โอบผ่านรอบเอวบางของตัวเองจากด้านหลัง

ปราณันต์ผินหน้าไปช้าๆ ก่อนจะเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคย วางเกยอยู่บนลาดไหล่เรียวของตัวเอง จมูกโด่งเป็นสันซุกไซ้อยู่ที่ต้นคอเขาไม่ห่าง

“ผมอยากให้คุณปราณได้พักผ่อนบ้าง คุณปราณกลับบ้านดึกทุกวันเลย” เสียงทุ้มกระซิบชิดริมใบหูนิ่ม ทำเอาคนได้ยินอดยิ้มหวานอย่างพอใจไม่ได้ เมื่อได้รู้เหตุผลจากปากหยักที่เขาอยากได้ยินจากเจ้าตัวมากกว่า

“ผมรู้ครับว่าคุณหวังดี ผมเลยยอมไปนี่ไง” ใบหน้าหวานผินไปด้านหลังช้าๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงใส “ขอบคุณนะครับ”

คามินยิ้มทันทีที่ปราณันต์ไม่ได้ดุหรือมีท่าทีต่อต้านอะไร เขาชอบปราณันต์ตอนโอนอ่อน มันช่างน่ารัก น่ารักจนเขาอดใจไม่ไหว เลยยื่นหน้าไปประทับริมฝีปากหยักบนริมฝีปากอิ่มเบาๆ


จุ๊บ~


“มันจะเป็นสามวันที่มีความสุขครับ ผมสัญญา”

ปราณันต์ยิ้มหวานรับคำ โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าสามวันที่จะได้รับความสุขจากคามินนั่นมันช่างน้อยนิดเหลือเกิน เมื่อเทียบกับความทุกข์ทรมานและเสียใจ ที่จะได้รับหลังจากนี้

หลังจากทานข้าวเช้าและเก็บของลงกระเป๋าเรียบร้อย ทริปทะเลฉุกละหุกของคนทั้งสี่ก็เริ่มต้นขึ้น

“ปุณณ์ ปัณณ์ อย่าลืมกระเป๋าเป้นะครับ” ปราณันต์ตะโกนบอก ขณะที่ในมือเรียวถือกระเป๋าใส่เสื้อผ้าใบใหญ่อยู่เต็มสองมือ

เด็กๆ เองพอได้ยินแบบนั้นก็ฉวยกระเป๋าเป้สะพายขึ้นบ่า ท่าทางกระตือรือร้นอยากจะไปเที่ยวเต็มแก่ ตอนนี้ก็แค่รอให้คามินเก็บของเสร็จแล้วตามมาสมทบเท่านั้น

“พร้อมกันรึยังครับสามหนุ่ม” ยังไม่ทันขาดคำ คามินก็ชะโงกหน้าเข้ามาเรียก แล้วพอคนตัวโตเห็นกระเป๋าในมือเล็กๆ นั่น ก็อาสาเข้ามาช่วยถืออย่างเต็มอกเต็มใจ

“มาครับ เดี๋ยวผมช่วย” ปราณันต์ยิ้ม พลางส่งกระเป๋าให้คามิน ส่วนตัวเองก็เดินไปจูงมือฝาแฝดทั้งสอง แล้วพากันไปที่ลิฟต์เพื่อลงไปยังที่จอดรถด้านล่าง

“พี่ครามครับ เราจะไปทะเลที่ไหนกันหรอครับ” ในขณะที่อยู่ในลิฟต์ จู่ๆ ปุณณกันต์น้อยก็ถามขึ้น

“เราไปทะเลที่เราไปครั้งที่แล้วกันดีไหมครับ พอดีพี่ครามจองที่พักไว้แล้ว ครั้งที่แล้วไป เราก็ดันไม่ได้ค้างคืนกันซะด้วย” คามินถามขึ้น ทำเอาปราณันต์แปลกใจไม่น้อย

“เราเพิ่งตัดสินใจปุบปับเองนะครับว่าจะไป ทำไมคุณจองที่พักได้เร็วจัง” คนตัวเล็กถามออกมาอย่างสงสัย เล่นเอาคามินหาข้อแก้ตัวแทบไม่ทัน

“อ๋อ พอดีเจ้าของห้องพักที่นั่นเป็นเพื่อนผมน่ะครับ อะไรก็เลยไม่ยุ่งยากเท่าไหร่” ปราณันต์พยักหน้ารับรู้หงึกหงัก แล้วก็ไม่ได้ถามอะไรต่ออีก ทำเอาคามินถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะที่จริงแล้ว ที่พักนั่นเป็นบ้านพักตากอากาศของเขาที่ซื้อทิ้งไว้เอง เพียงแค่โทรบอกคนดูแลให้เข้าไปทำความสะอาดนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว แต่เขาดันลืมไปว่าเคยโกหกปราณันต์ไว้ว่าเป็นที่พักที่เช่าจากคนอื่นอีกที ดีนะที่เขาไหวตัวหาข้อแก้ตัวทัน ไม่งั้นปราณันต์คงสงสัยมากกว่านี้แน่ๆ

“อ่ะ เด็กๆ ขึ้นรถครับ คาดเข็มขัดนิรภัยด้วยนะ” ปราณันต์จัดการจับเจ้าหนูทั้งสองขึ้นเบาะหลัง และคาดเข็มขัดให้เรียบร้อย ในขณะที่คามินเก็บของขึ้นหลังรถจนเสร็จสรรพ จากนั้นทั้งสี่ก็ออกเดินทางสู่ชายทะเลที่ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่นัก

.

.

.

ทั้งสี่เดินทางถึงชายทะเลในเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ดูเหมือนว่าปุณณกันต์และปัณณธรจะอ่อนเพลียจากการเดินทางมากพอสมควร เพราะตอนนี้เจ้าหนูทั้งสองหลับสนิท ชนิดที่ว่าคามินกับปราณันต์อุ้มทั้งคู่มาวางที่เตียงในห้องนอนแล้ว ฝาแฝดยังหลับนิ่ง ไม่หือไม่อือเลยทีเดียว

และพอขนของลงจากรถเรียบร้อย คามินก็อาสาออกไปซื้อของสดมาไว้ให้ปราณันต์ทำกับข้าวง่ายๆ ทานกัน โดยมีปราณันต์รออยู่ที่บ้าน เผื่อเด็กๆ ตื่นขึ้นมาก่อนเวลา

“เดี๋ยวผมมานะครับ ขอไปซื้อของก่อน คุณปราณอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม” คามินเดินเข้าไปถามปราณันต์ที่กำลังวุ่นอยู่กับการเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าเดินทาง

“ได้ครับ ผมอยู่ได้ คุณไปเถอะ” ปราณันต์หันมาตอบยิ้มๆ ให้คนรัก และดูเหมือนว่ารอยยิ้มหวานของคนตรงหน้าจะมีพลังจู่โจมมากกว่าที่เจ้าตัวรู้

คามินถลามาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ขอบเตียง ทำเอาปราณันต์ตกใจไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่าคามินจะทำอะไร

และไม่ทันที่ปราณันต์จะได้ทันถาม มือใหญ่ๆ ทั้งสองข้างของคามินก็ประคองใบหน้าสวยหวานนั่นไว้ ก่อนที่จะยื่นหน้าไปประทับริมฝีปากหยักลงบนริมฝีปากอิ่มรัวๆ และเร็วๆ


จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ~


ปราณันต์ชะงักไปพักหนึ่ง เพราะโดนคามินจู่โจมไม่ทันได้ตั้งตัว พอจูบเสร็จเจ้าตัวเองก็สารภาพบาปโดยไม่มีการสำนึกผิดใดๆ ทั้งสิ้นอีกต่างหาก นั่นทำเอาปราณันต์อ่อนใจไม่น้อย เพราะเหตุผลของคามิน เล่นเอาเขาไม่รู้จะเถียงยังไงเหมือนกัน

“คุณปราณน่ารัก รอยยิ้มของคุณปราณก็น่ารัก ผมห้ามใจไม่ไหวหรอก ถ้าคุณปราณมายิ้มให้แบบนี้”

ปราณันต์เองพอได้ยินคามินพูดแบบนั้นก็อดหลุดขำออกมาไม่ได้ และเมื่อเห็นว่าเถียงไปยังไงก็แพ้ คนตัวเล็กเลยตัดสินใจ ดันอกคนตรงข้ามออก แล้วไล่ให้ไปซื้อของก่อนที่จะเย็นมากไปกว่านี้

“ไปซื้อของได้แล้วครับ” ปราณันต์ยังคงไล่คามินด้วยรอยยิ้ม “เดี๋ยวเย็นนี้ไม่มีอะไรให้ทานนะ”

ซึ่งเหตุผลนั้นก็ทำให้คามินยอมแพ้ ยอมขึ้นรถออกไปตระเวนขับซื้อของในที่สุด

.

.

.

คามินขับรถในออกไปหาซื้ออาหารสดจนได้ตามปริมาณที่ต้องการ และก่อนที่จะขึ้นรถกลับที่พัก คามินก็แวะร้านสะดวกซื้อ เพื่อหาซื้อของใช้จำเป็นบางอย่างสำรองไว้

คนตัวโตเดินเข้าร้านสะดวกซื้อพลางกวาดสายตามองทางนั้นที ทางนี้ที ก่อนจะเห็นสิ่งของที่ตัวเองต้องการ คามินอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินไปฉวยสิ่งนั้นไว้ในมือแล้วไปจ่ายเงิน

“รับอย่างอื่นเพิ่มไหมคะ” พนักงานคิดเงินถามขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มๆ

“ไม่ครับ ผมคิดว่าผมได้ทุกอย่างครบแล้ว” คามินเองก็ตอบด้วยใบหน้ายิ้มๆ ให้พนักงานอย่างอารมณ์ดีเช่นกัน ก่อนจะหยิบของที่จ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ออกมาขึ้นรถ แล้วขับกลับที่พักของเขาและสามพี่น้องต่อไป

.

.

.

คามินขับรถกลับถึงที่พักในเวลาไม่นานต่อมา เขาเห็นปราณันต์กำลังง่วนอยู่กับตู้เย็นในครัว เขาจึงได้โอกาสดึงเอา ‘ของส่วนตัว’ ที่เพิ่งซื้อจากร้านสะดวกซื้อ มาใส่ไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียงอย่างดี ก่อนจะเดินกลับออกมาไปหาปราณันต์ที่อยู่ในครัวอย่างเนียนๆ

“ทำอะไรอยู่ครับคุณแฟน” คามินเดินไปโอบรอบเอวบางจากด้านหลัง ตอนที่เห็นปราณันต์กำลังดึงพวกถ้วยชามที่เหมือนไม่ได้ใช้มาแล้วพักหนึ่งออกมาล้าง

“กลับมาแล้วหรอครับ” ปราณันต์ไม่ได้ตอบ แต่กลับถามกลับแทน เพราะคิดว่าคามินคงเห็นแล้วว่าตัวเองกำลังทำอะไร “ได้ของครบไหม”

“เรียบร้อยแล้วครับ” คามินพยักเพยิดไปยังของสดและของใช้ต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะในครัว ปราณันต์เลยผละออกจากอ่างล้างจาน เพื่อไปดูว่าคามินซื้ออะไรมาบ้าง

พอเห็นของสดที่คามินซื้อมาปราณันต์ก็เตรียมทำอาหารกลางวันง่ายๆ รอทันที เผื่อฝาแฝดตื่นขึ้นมาแล้วจะหิว

“ผมฝากคุณไปดูเด็กๆ หน่อยนะครับ เผื่อพวกแกตื่น เดี๋ยวผมทำกับข้าวรอให้” ปราณันต์หันไปขอความช่วยเหลือจากคามิน ก่อนจะถามคนตัวโตอย่างห่วงใย “ว่าแต่คุณทนหิวไหวไหม กว่าฝาแฝดจะตื่น หรือคุณจะให้ผมทำอะไรง่ายๆ ให้คุณทานก่อน”

คามินส่ายหน้าหวือ “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเรารอทานพร้อมกันก็ได้ ผมยังไม่หิวเท่าไหร่หรอก” คามินเดินไปจูบแก้มปราณันต์เบาๆ “ผมขอไปดูเด็กๆ ก่อนนะ”

ปราณันต์ยิ้มหวานให้คามิน ก่อนที่คนตัวโตจะเลี้ยวออกจากห้องครัวไปที่ห้องฝาแฝด พอมองไปแล้วเห็นว่าเด็กๆ ยังคงหลับสนิท คามินจึงเดินแวะกลับไปที่ห้องของเขากับปราณันต์อีกครั้ง เพื่อสำรวจ ‘ของส่วนตัว’ ที่เขาเพิ่งใส่ไว้ที่ลิ้นชักหัวเตียงก่อนหน้านี้

คามินยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจเมื่อมองดูของในลิ้นชัก พลางคิดถึงแผนการของตัวเองในใจอย่างรอบคอบ โอกาสทุกอย่างเป็นของเขาแล้ว และเขาจะไม่มีวันปล่อยให้มันหลุดลอยจากมือเด็ดขาด

.

.

.

รอจนเกือบจะบ่าย ปราณันต์ก็ทำอาหารเสร็จ พร้อมๆ กับที่ฝาแฝดตื่นนอนพอดี

“พี่ปราณ~” ปุณณกันต์เดินง่วงๆ เข้ามาหาปราณันต์ในครัวที่มีคามินกำลังตามวอแวอยู่ข้างตัวไม่ห่าง

“พี่คราม~” ปัณณธรเองก็เช่นกัน เจ้าตัวน้อยเดินตรงดิ่งไปหาคามินทันที พลางกอดเอวหนาซุกหน้าออดอ้อนอยู่ตรงหน้าท้องของคามิน

ภาพที่เห็นทำเอาปราณันต์อดอมยิ้มไม่ได้ ซึ่งตัวเขาเองก็กำลังอุ้มปุณณกันต์ขึ้นมากอดเช่นกัน เวลาฝาแฝดงัวเงียเพิ่งตื่นเนี่ย น่ารักที่สุดในสายตาปราณันต์แล้ว

“เด็กๆ ไปล้างหน้าบ้วนปากก่อนดีไหมครับ เดี๋ยวจะได้ทานข้าวกัน หิวรึยังเอ่ย” ปราณันต์ถามพลางจับมือเล็กๆ ของปุณณกันต์ให้ไม่ขยี้หูขยี้ตา

“งั้นเดี๋ยวผมพาไปเอง คุณปราณจัดการทางนี้ต่อเถอะ ไม่ต้องห่วงนะครับ”

ปราณันต์พยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะส่งปุณณกันต์ให้คามิน คนตัวโตจัดการจูงเด็กทั้งคู่เข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตา ก่อนจะออกมาทานข้าวพร้อมหน้ากันต่อไป

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-02-2021 19:50:10 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


หลังจากอิ่มท้อง โดยการจัดการอาหารมื้อกลางวันเสร็จก็ดูเหมือนว่าเจ้าฝาแฝดทั้งสองจะมีเรี่ยวแรงเล่นซนกันขึ้นมาทันที โดยที่เจ้าหนูวิ่งมาอ้อนปราณันต์ไม่หยุด

“พี่ปราณครับ พี่ปุณณ์กับปัณณ์อยากเล่นน้ำทะเลแล้วอ่ะครับ” แน่นอนว่าตามคาด คนที่พูดประโยคนี้ต้องเป็นปัณณธรอย่างไม่ต้องสงสัย

คามินยิ้มขำทันทีที่เห็นปัณณธรเริ่มประท้วงเพราะอยากลงน้ำ ปราณันต์มองออกไปด้านนอกบ้าน เห็นว่ายังมีแดดอยู่ เลยพยายามจะห้ามไม่ให้น้องเล่น แต่พอเห็นตากลมๆ แป๋วๆ ที่มองมายังเขาอย่างคาดหวังแล้วก็ปฏิเสธไม่ลง จึงต้องใช้การต่อรองแทน

“ตอนนี้ยังมีแดดอยู่เลยครับเด็กๆ” ฝาแฝดคอตกทันทีที่ได้ยินปราณันต์พูดแบบนั้น “แต่เอางี้แทนได้ไหมครับ”

ดูเหมือนว่าประโยคนี้จะดึงความสนใจจากเด็กๆ ได้ดีทีเดียว เพราะตอนนี้ปุณณกันต์กับปัณณธรหันมามองพี่ชายคนโตเป็นตาเดียว

“พี่ปราณอนุญาตให้ปุณณ์กับปัณณ์ไปเล่นก่อกองทรายหน้าบ้านได้” พอฝาแฝดได้ยินแบบนั้นลูกตากลมก็บิดขึ้นเป็นเสี้ยวพระจันทร์ที่เกิดจากรอยยิ้มหวานทันที “แต่เด็กๆ ต้องเล่นตรงที่ร่มๆ ไม่มีแดดนะครับ”

“ได้ครับพี่ปราณ” ปุณณกันต์ตอบรับอย่างไว โดยมีปัณณธรตอบตามมาติดๆ

“โอเคเลยครับพี่ปราณ”

“แล้วเดี๋ยวถ้าแดดหมด จะลงไปเล่นทะเลกันก็บอกพี่ครามนะครับ ให้พี่ครามลงไปเล่นเป็นเพื่อน”

ปราณันต์สั่งการเสร็จสรรพก่อนที่จะเดินเก็บของที่ตกอยู่ตามพื้น พอคามินได้ยินแบบนั้น เลยกระซิบบางอย่างที่หูปุณณกันต์ ซึ่งพอเจ้าหนูน้อยฟังจบก็ยิ้มร่าและพยักหน้าอย่างเห็นด้วยทันที

“ดีไหมครับปุณณ์” คามินกระซิบถามเสียงเบา

“ดีครับพี่คราม ดีๆ” ปุณณกันต์พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ก่อนที่จะวิ่งเข้าไปหาปราณันต์ พลางพูดเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างออดอ้อน

“ปุณณ์อยากให้พี่ปราณไปเล่นน้ำด้วยกันครับ น่านะ นะครับ”

ปราณันต์มองไปยังคามินทันที เขารู้ว่าต้นคิดเรื่องนี้น่าจะมาเด็กโข่งนั่นแน่ๆ แต่คามินทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จนสุดท้ายปราณันต์ก็ใจอ่อน ตกลงยอมไปเล่นน้ำกับเด็กๆ ด้วย

“ก็ได้ครับ แต่ตอนนี้ฝาแฝดเล่นกับพี่ครามไปพลางๆ ก่อนนะ ขอพี่ปราณเตรียมมื้อเย็นก่อน แล้วเดี๋ยวจะตามไปนะครับ”

“ได้ครับพี่ปราณ” เด็กๆ หัวเราะอย่างมีความสุข ก่อนจะขนอุปกรณ์ของเล่นไปคนละมือสองมือ เตรียมออกไปเล่นก่อกองทรายหน้าบ้าน

คามินเองพอเห็นว่าเด็กๆ กำลังง่วนกับการขนนั่นขนนี่ก็อาศัยจังหวะนี้เข้าไปหาปราณันต์ วงแขนแข็งแรงโอบกอดคนตัวเล็กไว้แน่น จมูกโด่งเป็นสันก็ฉกลงบนแก้มนิ่มทั้งสองข้างไม่หยุด


ฟอด ฟอด ฟอด~


“คุณนี่! ทำอะไรครับ” ปราณันต์ถามอย่างตกใจ ตอนที่โดนคามินประชิดตัว

“ก็กอดคุณปราณไง มันเขี้ยว อยากจะจับฟัดให้จมอก” คามินพูดพลาง ซุกไซ้จมูกไปพลาง ทำเอาปราณันต์ย่นคอหนีไม่ถูก

“เอ๊ะ! คุณ ฮ่ะๆ พอก่อนครับ มันจั๊กจี้” คนในอ้อมกอดหัวเราะคิกคัก พลางร้องขอให้คนตัวใหญ่กว่าหยุดรุกรานตัวเอง

คามินยอมหยุด ก่อนจะกอดปราณันต์ไว้นิ่งๆ เสียงทุ้มพูดอย่างอบอุ่นและมีความสุข

“ผมชอบจัง ที่เราได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ ถ้าหยุดเวลาไว้แค่นี้ได้ ผมก็อยากจะทำ” คามินพูดสื่ออย่างมีความนัย แต่คนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างปราณันต์กลับหัวเราะเสียงใส ก่อนที่จะเอื้อมมือเล็กๆ ทั้งสองข้าง ไปประกบแก้มสาก แล้วพูดขึ้นอย่างน่ารัก

“ไม่เห็นต้องหยุดเวลาเลยนี่ครับ เราก็แค่อยู่ด้วยกันแบบนี้ไปทุกวัน แค่นี้ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแล้ว”

คนตัวเล็กพูดจบก็ก้มหน้างุดๆ ด้วยความเขินอาย โดยที่ไม่ทันได้สังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของคามิน สีหน้าแห่งความไม่สบายใจ เพราะเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า ถ้าปราณันต์รู้ความจริง ยังไงก็ไม่มีทางที่อะไรจะเหมือนเดิม

.

.

.

พอถึงเวลาบ่ายคล้อย ปราณันต์ก็ออกมาเล่นน้ำทะเลกับสองเด็กน้อยกับหนึ่งเด็กโข่งตามสัญญา ทั้งสี่เล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน จับคู่กันเป็นทีม ฝั่งละสองคน ปุณณกันต์จับคู่กับปราณันต์ ส่วนปัณณธรจับคู่กับคามิน ต่างฝ่ายต่างวักน้ำสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ปุณณกันต์กับปัณณธรวิ่งไล่กวดกันในน้ำอย่างสนุกสนาน ส่วนคู่ผู้ใหญ่เองก็เหมือนกัน แต่จะต่างกันหน่อยก็ตรงที่...

“คุณคราม! คุณเอามือล้วงเข้ามาในเสื้อผมทำไม” ปราณันต์โวยวายเมื่อรู้สึกถึงมือใหญ่กำลังไต่เข้ามาใต้ร่มผ้าเขาอย่างเนียนๆ

“ผมเปล่าสักหน่อย” คนเจ้าเล่ห์ยังมีหน้ามาทำหน้าตาย ทั้งที่มือร้อนนั้นกำลังลูบไล้ไปมาทั่วหน้าท้องเขา ทำเอาเจ้าตัวอดรู้สึกร้อนวูบวาบไม่ได้

แต่เท่านั้นยังไม่พอดูเหมือนว่าคามินจะหาโอกาสลวนลามเขาอยู่เรื่อยๆ บางคราวก็ทำเป็นฉุดปราณันต์ให้ล้มลงกลางทะเล แต่ในความเป็นจริงคือให้ล้มลงบนตัวของเจ้าตัวเองนั่นแหละ พอปราณันต์ล้มลงนั่งบนตักใหญ่ๆ ของคามินแล้ว เขาก็แกล้งดันสะโพกให้ส่วนปูดโปนกลางร่างกายกระแทกกับบั้นท้ายกลมกลึงของปราณันต์เบาๆ นั่นทำเอาร่างบางแทบพูดไม่ออก เพราะรู้สึกเขินอายมากเหลือเกิน มีแต่ตัวคามินนั่นแหละที่ดูเหมือนจะสนุก หัวเราะร่าที่ได้แกล้งเขาได้อยู่คนเดียว

“ผมไม่เล่นกับคุณแล้ว คุณชอบแกล้งผม” ปราณันต์บ่นหน้างอในขณะที่นั่งคร่อมตักคามินอยู่กลางน้ำ

“ฮ่าๆ” คามินหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ตอนเห็นท่าทางกระเง้ากระงอดของปราณันต์ “ผมไม่ได้แกล้งสักหน่อย ผมแค่บอกคุณปราณเฉยๆ ว่าผมอยากได้อะไร”

คามินกระซิบข้างใบหูนิ่ม ทำเอาแก้มขาวๆ ของปราณันต์ขึ้นสีอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ซึ่งคนตัวโตเองก็เน้นย้ำคำพูดตัวเองด้วยการลากริมฝีปากหยักไปตามลำคอสวย จวบจนกระทั่งมาหยุดที่กระดูกไหปลาร้า โดยมีมือใหญ่แกล้งปัดป่ายโดนยอด อกสีสวยเบาๆ ด้วย

“อ๊ะ!” ปราณันต์ร้องออกมาเบาๆ อย่างตกใจ ก่อนจะดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืนโดยเร็ว เพราะกลัวที่จะเลยเถิดกันไปมากกว่านี้

“คุณปราณ...” คามินครางเรียกคนตัวเล็กกว่าอย่างเสียดายทันทีที่ปราณันต์ผละออกจากตักของตัวเอง

“มะ.. ไม่เอาครับ พอแล้ว ผมไปดูอาหารเย็นก่อนดีกว่า ยังไงก็ฝากพาเด็กๆ ขึ้นด้วยนะครับ”

พอพูดจบปราณันต์ก็เดิยขึ้นฝั่งไปเลย ทำเอาคามินได้แต่มองตามไปอย่างเสียดาย

.

.

.

“พี่ปราณครับ พวกเรามาแล้ว” ปัณณธรวิ่งตัวเปียกซ่กเข้ามาในบ้าน ซี่งจังหวะนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่ปราณันต์เตรียมโต๊ะอาหารเสร็จพอดี เขาเลยเอ่ยปากว่าจะเป็นคนพาเด็กๆ ไปอาบน้ำเอง

“มาครับ เดี๋ยวผมพาเด็กๆ ไปอาบน้ำเอง คุณไปอาบของคุณเถอะ จะได้มาทานข้าวพร้อมๆ กัน”

“ไม่เอาครับ เดี๋ยวผมช่วย คุณปราณเองก็ยังไม่ได้อาบเหมือนกัน ช่วยกันจะได้เร็วๆ เดี๋ยวคุณปราณกับผมจะได้แยกย้ายไปจัดการตัวเองไงครับ”

คามินเสนอตัวช่วย ฟังเผินๆ ก็ดูเหมือนจะหวังดีแต่ที่จริงแล้วคนเจ้าเล่ห์กำลังมีแผนอยู่ในใจต่างหาก

ทั้งสองต่างช่วยกันจัดการฝาแฝดจนเรียบร้อย เลยปล่อยให้เด็กๆ ไปเล่นกันหน้าทีวี รอเวลาให้ผู้ใหญ่ทั้งสองไปอาบน้ำอาบท่าเช่นกัน

“ปุณณ์ ปัณณ์ เล่นกันดีๆ นะครับ เดี๋ยวพี่ปราณกับพี่ครามขอไปอาบน้ำแปปนึง แล้วจะได้ออกมาทานข้าวเย็นกันเนาะ” ปราณันต์สั่งเด็กๆ ก่อนที่จะคว้าผ้าเช็ดตัว เตรียมจะเข้าห้องน้ำ

“ครับพี่ปราณ/ครับพี่ปราณ”

ปราณันต์อมยิ้มเอ็นดูให้เจ้าหนูทั้งสอง ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำและในขณะจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้อยู่นั้น จู่ๆ คามินก็พุ่งพรวดเข้ามาอยู่ในห้องน้ำห้องเดียวกัน หนำซ้ำตอนนี้คนเจ้าเล่ห์ก็จัดการล็อคประตูเรียบร้อยแล้วอีกต่างหาก

“คุณคราม! ทำอะไรเนี่ย” ดวงตากลมของปราณันต์ที่โตอยู่แล้วก็เบิกกว้างขึ้นไปอีก ตอนเห็นคามินเข้ามาอยู่ในห้องน้ำเดียวกับตัวเอง

“ผมมาช่วยถูหลังให้คุณปราณไงครับ” นอกจากจะไม่สำนึกแล้วก็ดูเหมือนกับว่า คามินมีความสุขมากที่ได้ทำแบบนี้

“ไม่เอานะครับ ออกไปเดี๋ยวนี้เลย” ปราณันต์พยายามผลักให้คามินขยับออก แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล

“ชู่ววว เบาๆ สิครับ เดี๋ยวฝาแฝดได้ยินผมไม่รู้ด้วยนะ” คนตัวโตกระซิบเสียงเจ้าเล่ห์ ทำเอาปราณันต์หยุดโวยวายแทบไม่ทัน คนตัวเล็กได้แต่กรีดร้องในใจที่ทำอะไรไม่ได้ เสียเปรียบคามินไปหมดทุกอย่างขนาดนี้

“ผมถูหลังให้นะครับที่รัก” คามินกระซิบเสียงกระเส่า ในขณะที่ปราณันต์ได้แต่ตวัดตาค้อน แต่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ นอกจากปล่อยเลยตามเลย ถ้าอยากให้การอาบน้ำนี้เสร็จลงอย่างรวดเร็ว

มือใหญ่จัดการถลกชายเสื้อยืดของปราณันต์ขึ้น ก่อนจะถอดมันออกจากตัวของคนตรงหน้าช้าๆ คามินเหวี่ยงเสื้อของปราณันต์ลงพื้นอย่างไม่ใส่ใจ ตอนนี้ภาพร่างกายขาวโพลนของคนตรงหน้านี่น่าสนใจกว่าเยอะ

คามินบีบสบู่เหลวลงมือก่อนจะลูบลงไปบนผิวกายเรียบลื่นของคนรักช้าๆ ปราณันต์ได้แต่ยืนนิ่งข่มความอาย ริมฝีปากล่างสีสดถูกเจ้าตัวขบกัดไว้ เพื่อกลั้นเสียงครางที่อาจจะหลุดออกจากปากอิ่มได้ทุกเมื่อ

“ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าคุณปราณมีรูปร่างที่สวยมาก สวยมากเหลือเกิน” คามินกระซิบชิดใบหูนิ่ม ก่อนจะแลบลิ้นเลียใบหูเล็กๆ นั่นเบาๆ ทำเอาร่างเล็กๆ ของปราณันต์สั่นสะท้านอย่างยากที่จะควบคุม

น้ำสะอาดไหลลงตามร่างกายปราณันต์ คามินลูบมือไปมาทั่วผิวกายขาวใส คราบสบู่ถูกกำจัดออกไป คามินจ้องมองคนตรงหน้าด้วยสายตาหลงใหล รู้ตัวอีกที ริมฝีปากร้อนๆ ของเขาก็ค่อยๆ พรมจูบลงผิวสีขาวๆ ของปราณันต์เสียแล้ว

คามินลากริมฝีปากหยักไปทั่วบริเวณกลางอกคนตัวเล็ก มือใหญ่ก็กำลังลูบไล้ไปทั่ว จนเผลอปัดป่ายไปที่ยอดอกสีหวานของปราณันต์โดยไม่ได้ตั้งใจ

“อ๊ะ”

ปราณันต์ครางออกมาอย่างยากที่จะควบคุม และนั่นยิ่งทำให้คามินสติเตลิดยิ่งกว่าเดิม

มือใหญ่กำลังจะเอื้อมลงไปที่ขอบกางเกงของปราณันต์ ซึ่งตอนนี้อีกฝ่ายก็หลุดออกจากความยับยั้งชั่งใจโดยสิ้นเชิงแล้วเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่านี่จะยังไม่ใช่โชคของคามิน เพราะจู่ๆ เสียงเคาะประตูห้องน้ำก็ดังขึ้น


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


“พี่ปราณค้าบ ปัณณ์ปวดฉี่ พี่ปราณใกล้จะเสร็จรึยังครับ”

ปราณันต์เหมือนจะได้สติทันทีที่ได้ยินเสียงของน้องชายแว่วเข้ามา เขารีบดันตัวคามินออก ก่อนจะหันซ้ายหันขวาหน้าตาตื่น เพราะไม่รู้จะทำยังไงดี

“คุณคราม... ทำยังไงดีครับ น้องจะเข้าห้องน้ำ” ปราณันต์ถามคามินหน้าตาตื่น ถ้าปัณณธรเห็นเขาสองคนอยู่ในห้องน้ำด้วยกันแบบนี้ แกต้องถามแน่ๆ

“ใจเย็นๆ ครับที่รัก” คามินนิ่งไปแปปนึง ก่อนจะคิดได้แล้วจึงกระซิบปราณันต์ “คุณบอกให้แกไปหยิบกระดาษทิชชู่ในครัวมาก่อนครับ แล้วเดี๋ยวผมจะอาศัยจังหวะนี้หลบออกไป”

ปราณันต์พยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะตะโกนบอกออกไป

“ปัณณ์ครับ กระดาษทิชชู่ในห้องน้ำหมด หนูไปหยิบกระดาษทิชชู่บนโต๊ะอาหารในครัวมาก่อนนะ เดี๋ยวพี่ปราณจะเปิดประตูให้หนูเข้ามา”

ปัณณธรเงียบไป ก่อนจะตะโกนรับคำอย่างน่าเอ็นดู “ครับพี่ปราณ”

พอปราณันต์ได้ยินเสียงน้องชายวิ่งออกไป เขาก็รีบไล่คามินออกจากห้องน้ำทันที

“คุณครามออกไปได้แล้ว เดี๋ยวปัณณ์จะวิ่งกลับมาซะก่อน” ปราณันต์พูดโดยไม่ยอมมองหน้าคามิน

“คุณปราณโกรธผมหรอครับ” คนตัวโตถามเสียงหงอย

ปราณันต์รีบเงยหน้ามองคามิน พลางปฏิเสธเสียงสั่น “ผมไม่ได้โกรธนะ”

“แต่คุณปราณไม่มองหน้าผมเลย ผมแค่อยาก.. สัมผัสคนที่ผมรัก ถ้าผมทำให้คุณปราณไม่พอใจ ผมสัญญาว่าจะไม่..”

มือเล็กเอื้อมมาปิดปากคามินไว้ก่อนที่เขาจะพูดจบประโยค “ผมไม่ได้โกรธ แต่ผมอายเฉยๆ ผม... เข้าใจคุณนะเพราะผมเองก็รู้สึกดีเหมือนกันเวลาถูกคุณสัมผัส” ปราณันต์พูดอายๆ

“จริงหรอครับ” คามินถามอย่างตื่นเต้น

“ตอนนี้คุยลำบาก คุณออกไปก่อนเถอะครับ ก่อนที่ปัณณ์จะกลับมา”

คามินพุ่งเข้าไปจูบหน้าผากมนของปราณันต์ก่อนจะผละออกมา ฉิวเฉียดกับที่ปัณณธรวิ่งกลับมาพอดี

สายตาคมมองตามประตูห้องน้ำที่เพิ่งปิดไปอีกรอบ เขานึกอย่างย่ามใจ ถ้าลองมาอิหรอบนี้ แผนการที่เขาวางไว้ก็คงไม่ได้ยากเกินหวังอีกต่อไป

.

.

.

หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ทั้งสี่ก็มานั่งเล่นกันที่หน้าทีวี คามินยังคงพยายามจะสัมผัส แตะนู่นจับนี่ปราณันต์ยามที่ทุกคนเผลออยู่เรื่อยๆ จนเวลาผ่านเข้าช่วงดึก ปราณันต์ก็สังเกตเห็นว่าเด็กๆ เริ่มง่วงนอนแล้ว จึงได้บอกให้เด็กๆ เก็บของเล่น แล้วเตรียมเข้านอน

“ปุณณ์ ปัณณ์ครับ ดึกแล้วเราเข้านอนกันดีกว่าเนาะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยตื่นมาเล่นใหม่”

“ครับพี่ปราณ/ครับพี่ปราณ” เจ้าหนูทั้งสองรับคำพร้อมกันอย่างน่ารัก ก่อนจะทยอยหยิบของเล่น เก็บเข้ากล่องที่ขนมาจากกรุงเทพ

“ป่ะครับฝาแฝด เดี๋ยววันนี้พี่ปราณอ่านนิทานให้ฟังนะ” สามพี่น้องเดินจูงมือกันเข้าห้องนอนไป โดยมีสายตาคมของคามินมองตามไปอย่างมีความหมาย

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ปราณันต์ก็เดินออกมาจากห้องฝาแฝด เขากลับเข้ามาในห้องนอนของเขาทั้งคู่ คามินแกล้งทำเป็นหลับ แต่ก็หรี่ตามองปราณันต์เล็กน้อย ทันพอได้เห็นว่าผมสีเข้มของคนตัวเล็กดูยุ่งเหยิงนิดหน่อย นี่คงนอนฟัดกับฝาแฝดมาก่อนที่เด็กๆ จะหลับแน่ๆ ไม่งั้นไม่มีสภาพแบบนี้หรอก

ปราณันต์ยืนกอดอกค้ำหัวเตียง มองคามินที่นอนเอนกเขนกศีรษะไปทาง เท้าไปทาง เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจจับคามินให้นอนดีๆ และตอนนั้นก็ดูเหมือนว่าเขาเสียรู้คนเจ้าเล่ห์เข้าให้แล้ว

คามินเอื้อมมือไปกระตุกแขนปราณันต์ที่กำลังจับไหล่เขาไว้เพื่อจะจัดท่าทางการนอนให้ คนตัวเล็กไม่ทันได้ระวัง คามินจึงจับต้นแขนคนด้านบน แล้วออกแรงเบาๆ เท่านี้ปราณันต์ก็ล้มลงมานอนบนตัวเขาเรียบร้อยแล้ว

“อุ๊ย! คุณคราม!” ปราณันต์ฟาดมือเล็กๆ ลงไปบนอกกำยำ “เล่นอะไรก็ไม่รู้ ถ้าเกิดผมล้มลงมาทับคุณแรงๆ คุณจะไม่เจ็บตัวเอาหรอครับ”

คามินหัวเราะน้อยๆ ตอนปราณันต์พูดจบ มือใหญ่ลูบไล้ไปมาบนแผ่นหลังเรียบลื่นนั้นเบาๆ พลางพูดติดตลก

“โถ่ที่รักครับ คุณตัวเล็กแค่นี้เอง ต่อให้คุณล้มลงมาทับผมทั้งตัว ก็ทำอะไรผมไม่ได้หรอก”

ปราณันต์จ้องหน้าคามินนิ่ง ก่อนจะหลุดขำออกมาเมื่อพบว่าตัวเองเห็นด้วยกับสิ่งที่คนตัวโตพูด

“ก็คุณน่ะมันยักษ์ปักหลัก ตัวใหญ่โตผิดคนอื่นเขา” ปราณันต์แกล้งว่า พลางจิ้มนิ้วลงไปที่อกกำยำของคนด้านล่างอย่างนึกมันเขี้ยว

คามินเองก็ไม่ต่าง เขาหยัดใบหน้าขึ้นมาก่อนจะกัดเบาๆ ลงบนคางได้รูปของคนด้านบน “ใครจะไปตัวเล็ก น่ากอดน่าฟัดให้จมอกแบบคุณปราณล่ะ คุณปราณไม่รู้หรอก ว่าผมต้องห้ามใจแค่ไหนเวลาที่อยู่ใกล้ๆ คุณ”

ประโยคหลังของคามินถูกลดเสียงลงจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่เซ็กซี่และกระตุ้นอารมณ์มากตามความคิดของปราณันต์

“เอ่อ.. คือ” ปราณันต์อึกอัก และพยายามจะผละออกจากอ้อมกอดที่รัดเขาอยู่ “ปล่อยผมก่อนดีไหมครับ”

เสียงหวานถามสั่นๆ ซึ่งคามินรู้ดีว่าตอนนี้ปราณันต์กำลังหวั่นไหว

“คุณปราณอยากให้ผมปล่อยจริงหรอ ไหนคุณปราณบอกว่า รู้สึกดีเวลาที่ผมสัมผัสไงครับ”

พูดไม่พูดเปล่า เพราะตอนนี้คามินพลิกร่างเล็กๆ ที่กำลังนอนทับอยู่บนตัวเขา ให้ลงไปนอนหงายบนเตียง โดยมีร่างกายสูงใหญ่ของเขาคร่อมทับไว้เรียบร้อยแล้ว

“ว่าไงครับ คุณปราณอยากให้ผมปล่อยจริงรึป่าว หื้ม?”

คนใต้ร่างเสเบี่ยงหน้าไม่สบตาคมที่กำลังมองลงมา ฟันซี่งามกำลังขบลงบนริมฝีปากล่างสีสด อย่างกับว่ากำลังชั่งใจ

“ผม...” ปราณันต์อึกอัก จะปฏิเสธก็ทำได้ไม่เต็มปาก เพราะในใจคิดตรงกันข้ามกับสิ่งที่จะพูด

“ถ้าคุณปราณไม่โอเค ผมจะไม่ฝืนใจ...” คามินแกล้งพูดเสียงเศร้า และเตรียมจะผละออกจากร่างเล็ก

ปราณันต์ผวาตัวขึ้นกอดร่างสูงไว้เต็มอ้อมแขน “อย่าไป...ผม..ผมอยากให้คุณกอด”

ปราณันต์พูดอายๆ คามินแอบอมยิ้มในหน้า เขารู้ดีว่าปราณันต์กำลังใจอ่อน

คนตัวโตพลิกหันกลับเข้าหา พลางโอบกอดร่างเล็กไว้อีกครั้ง ก่อนจะกระซิบชิดใบหูนิ่มเบาๆ

“แล้วถ้าผมอยากทำมากกว่ากอด คุณปราณจะโอเคไหมครับ”

คามินแกล้งถามด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์ ปราณันต์ก้มหน้าเอียงอาย ก่อนที่จะหันกลับมาสบตาคามินด้วยแววตาออดอ้อน

และเหมือนสัตว์ร้ายในร่างกายคามินถูกปลุกให้ตื่น ด้วยสีหน้าแบบนั้น ท่าทางแบบนั้น แววตาแบบนั้น ยิ่งอยากทำให้คามินกระโจนเข้าขย้ำร่างขาวๆ ของปราณันต์ให้แหลกคามือ อยากจะรัก อยากจะโถมร่างกายเข้าไปในตัวของปราณันต์ให้แรงๆ ให้สมกับที่ยั่วเย้าให้เขาตบะแตกได้ขนาดนี้ เด็กคนนี้ช่างมีอิทธิพลทำลายล้างความอดทนของเขาได้มากมายเสียจริง

ไวเท่าความคิด คามินก้มลงซุกไซ้ไปที่ซอกคอขาวของคนใต้ร่าง เขาทั้งขบ ทั้งเม้ม ทั้งสร้างรอยรัก รอยตีตรา เพื่อประกาศให้ทุกคนรู้ว่าปราณันต์คนนี้เป็นของเขา ของเขาแต่เพียงคนเดียวเท่านั้น

“อื้อ..” คนตัวเล็กครางเสียงหวาน ดวงหน้าสวยกำลังแดงก่ำ เต็มไปด้วยความต้องการและแรงอารมณ์ที่ถูกปลุกปั่นให้ลุกฮือ

มือใหญ่ลูบไล้ปัดป่ายไปทั่วร่างขาว ผิวเรียบลื่นของคนใต้ร่าง ทำให้คามินหยุดไม่ได้ ในขณะที่ลิ้นร้อนก็ทำงานควบคู่กับมือคู่นั้นได้เป็นอย่างดี มันลากผ่านใบหู ลำคอ มาจนถึงไหปลาร้า ทุกที่ที่ริมฝีปากหยักลากผ่าน สร้างความสั่นสะท้านให้ปราณันต์ได้เป็นอย่างมาก มันทิ้งทั้งร่องรอยความร้อน และความวาบหวามไว้ ทุกอวัยวะของปราณันต์หดเกร็ง เมื่อถูกริมฝีปากร้อนๆ นั่นสัมผัส มือเรียวเล็กของปราณันต์ จิกกลางหลังของคามินแน่น เพื่อระบายความเสียวซ่านที่เกิดขึ้น

“อะ อาา”

“ชอบไหมครับ คนดี หื้ม” คามินเงยหน้าขึ้นมาถาม ตอนนี้ริมฝีปากร้อนของเขากำลังนัวเนียพัวพันอยู่ตรงหน้าท้องและลอนซิกแพคส์จางๆ ของคนใต้ร่าง

“ผ... ผม...” ดูเหมือนว่าปราณันต์จะยังคลำหากล่องเสียงของตัวเองไม่เจอ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองรู้สึกยังไง มันก้ำกึ่งระหว่างดีกับไม่ดี แน่นอนว่าสัมผัสจากริมฝีปากร้อนๆ ของคามินสร้างความรู้สึกหฤหรรษ์ให้กับเขาได้ไม่น้อย แต่อีกใจของปราณันต์ก็กำลังบอกให้ตัวเองพอ ก่อนที่จะถลำลึกมากไปกว่านี้

คามินจับความลังเลจากน้ำเสียงของปราณันต์ได้ เขาจะไม่ยอมพลาดเป็นครั้งที่สอง เขาจะไม่ยอมปล่อยให้ปราณันต์หลุดมือไปอีก เวลาระหว่างเขากับปราณันต์เหลือไม่มากแล้ว อย่างน้อยเขาก็อยากจะผูกมัดคนตรงหน้านี้ไว้ด้วยอะไรสักอย่างก็ยังดี

เมื่อคิดได้แบบนั้น ริมฝีปากหยักก็โฉบลงไปตรงใจกลางร่างกายของอีกฝ่ายทันที กางเกงผ้าที่ปราณันต์ใส่อยู่นั้นดูเหมือนจะไร้ความหมาย เมื่อคามินทั้งไล้ทั้งเลียตรงส่วนนั้นของปราณันต์จนชุ่มน้ำลายไปหมด กางเกงตัวน้อยเปียกชื้นจนมองเห็นกางเกงชั้นในสีอ่อนที่ปราณันต์ใส่อยู่ภายใน ส่วนตัวปราณันต์เองก็เผลอยกสะโพกลอยคว้าง เมื่อถูกจู่โจมจากสัมผัสวาบหวามที่เขายังไม่คุ้นชิน

ข้อเท้าเรียวขาวทั้งสองข้างถูกมือใหญ่ของชายผู้เป็นคนนำเกมในครั้งนี้ตรึงตั้งฉากไว้กับที่นอนแน่น กลางหว่างขากลมกลึง ปากร้อนๆ ของคามินกำลังผละออกจากใจกลางร่างกายของปราณันต์มาเป็นต้นขาด้านในแทน

“อื้อ.. อาา” เสียงหวานครางกระเส่าแทบไม่เป็นภาษา ร่างขาวบิดไปบิดมาบนที่นอนจนผ้าปูยับย่น อกเล็กๆ ของปราณันต์กระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหอบหายใจ คามินกำลังจู่โจมปราณันต์ทุกช่องทาง ขนาดคนเจนจัดเรื่องพรรค์อย่างนี้ถ้าลองได้เจอคามินเข้าไปยังแทบไปไม่เป็น นับประสาอะไรกับเด็กไร้เดียงสาที่ไม่เคยผ่านเรื่องอย่างว่ามาก่อนอย่างปราณันต์ ถ้าต้านทานได้ก็เหลือเชื่อเต็มทน

ใจนึงของปราณันต์บอกให้ตัวเองหยุดตั้งแต่ตอนนี้ แต่อีกใจก็อยากลิ้มลองประสบการณ์แปลกใหม่นี้เหลือเกิน ถึงแม้เขาจะกลัว แต่ด้วยเลือดหนุ่มที่มันไหลพล่านอยู่ข้างใน ประกอบกับความรักที่เขามีให้คามินอย่างเต็มที่ ทำให้เขาเลือกที่ข้ามผ่านความกลัวนั้น เพื่อใกล้ชิดและลึกซึ้งมากขึ้นอีกกับคนที่เขารัก

ปราณันต์ตัดสินใจเอื้อมมือลงไปปลดตะขอกางเกงขาสั้นที่ตัวเองใส่อยู่ พร้อมทั้งกระดกสะโพกขึ้นเพื่อร่นกางเกงให้หลุดไปกองที่ปลายเท้า คามินมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึงเล็กน้อย แบบนี้ถ้าเขาไม่เข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป...

“คุณปราณครับ ผมเข้าใจไม่ผิดใช่ไหม” ใบหน้าหล่อเหลาหยัดขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับใบหน้าสวยหวานที่ตอนนี้กำลัง ปรือปรอยและยั่วเย้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เสียงทุ้มเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นที่แทบระงับไม่อยู่

ปราณันต์ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ลากมือเล็กๆ ของตัวเองไปทั่วแผงอกแข็งแรงที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะลากผ่านช้าๆ ไปที่กลางหน้าท้องไปที่ลอนซิคแพคส์สวยงามที่เขามักจะชอบแอบมองเสมอ จากนั้นมือเล็กๆ ก็ไปหยุดที่ขอบกางเกงของคามิน มันหยุดอยู่ตรงขอบกางเกงอย่างลังเลอยู่ไม่ถึงอึดใจ ก่อนที่จะลากเลื้อยไปตรงกลางท่อนเนื้อร้อนๆ ของคามินที่กำลังขยับขยายอยู่ภายใต้กางเกงขาสั้นที่ชายหนุ่มใส่อยู่ เจ้าของมือเล็กออกแรงบีบมันเบาๆ เท่านั้นก็แทบทำให้สติของคามินขาดกระเจิง

ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววดีใจอย่างปิดไม่มิด คามินพรมจูบไปที่แก้มนิ่มอย่างรักใคร่ เอาใจ และหลงใหล ปราณันต์มีท่าทีสมยอมที่ช่างน่ารักเหลือเกินในสายตาเขา ถ้าเป็นไปได้เขาอยากจะรักใส่คนใต้ร่างให้แรงๆ เสียตั้งแต่ตอนนี้เลย

“ขอบคุณนะครับที่รัก” คามินยังคงพรมจูบปราณันต์ไม่หยุด ตาคมจ้องเข้าไปในตากลมอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เมื่อคามินสังเกตเห็นความกลัวที่เจืออยู่ในแรงปรารถนาที่ลุกโชนที่อยู่ในตากลมใสไร้เดียงสานั้น เขาก็อดสงสารคนใต้ร่างขึ้นมาไม่ได้ เลยตัดสินข่มความต้องการของตัวเองไว้ ก่อนจะถามปราณันต์อีกครั้ง

“คุณปราณ คุณปราณแน่ใจแล้วใช่ไหมครับ” มือใหญ่ลูบแก้มนิ่มอย่างปลอบประโลม “ถ้าผมข้ามจุดนี้ไป ผมคงหยุดตัวเองไม่ได้แล้ว ถ้าคุณปราณยังไม่พร้อม คุณปราณต้องหยุดผมตั้งแต่ตอนนี้ ผมไม่อยากฝืนใจคุณปราณเลย รู้ไหมครับคนดี”

แม้ใจจะปรารถนาครอบครองปราณันต์มากแค่ไหน แต่จะให้เขาทำลายความไร้เดียงสานี้โดยที่เจ้าตัวไม่เต็มใจ เขาทำไม่ได้จริงๆ

ริมฝีปากอิ่มที่กำลังบวมเจ่อเพราะถูกบดจูบไปก่อนหน้านี้ค่อยๆ อมยิ้มน้อยๆ อย่างเอียงอาย มือเล็กๆ ยื่นไปลูบแก้มสาก เหมือนอย่างที่คนด้านบนทำกับตัวเอง ก่อนที่เสียงหวานจะเอ่ยถ้อยคำหวานล้ำที่เขาอยากได้ยินมานานเหลือเกิน


“รักผม ทำให้ผมเป็นของคุณ ผมอยากเป็นของคุณทั้งตัวและหัวใจ โดยไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งนั้น”


คามินยิ้มไปถึงดวงตา ก่อนจะก้มลงจูบริมฝีปากอิ่มที่เพิ่งพูดประโยคที่น่าฟังที่สุดให้เขาได้ฟัง

ทั้งสองต่างตะโบมจูบให้กันอย่างรุนแรงและเร่าร้อน ปราณันต์เผยอปากต้อนรับเรียวลิ้นร้อนที่รุกล้ำเข้ามาในโพรงปากเขาอย่างเต็มใจ ลิ้นทั้งคู่ตรงเข้าเกี่ยวกระหวัดกันอย่างโหยหาและทวีความดิบเถื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงอารมณ์ของชายหนุ่มสองคนที่กำลังพลุ่งพล่าน แขนเรียวโอบรั้งรอบคอคามินให้ก้มลงมาแนบชิดและป้อนจูบเขาได้ลึกซึ้งกว่าเดิม หลังของปราณันต์ลอยเด่นเหนือที่นอนเพราะความเสียวซ่านที่ได้รับ

คามินผละริมฝีปากออกจากริมฝีปากปราณันต์ก่อนจะลากริมฝีปากไล่มาเรื่อยๆ เบาๆ จนตรงกลางอกข้างซ้าย คามินหยุดชะงักไปแปปนึง ก่อนจะกดจูบลงเบาๆ ลงตรงจุดเดียวกับหัวใจของปราณันต์ ที่ตอนนี้กำลังเต้นกระหน่ำรัวอย่างรุนแรงจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อนโยน


“ผมรักคุณมากเหลือเกิน... เป็นของผมนะครับคุณปราณ


สายตาสองคู่ประสานกันนิ่ง มีแต่เสียงหอบหายใจเท่านั้นที่ดังแข่งกับเสียงเต้นของหัวใจที่ดังระรัวอยู่ในอกของคนทั้งคู่

.

.

.

To Be Continue

------------------------------------------------------------------------------

เตรียมตัวรับแรงกระแทกนะคะ เร็วๆ นี้แหละ 55555555555

ฝากคอมเม้นท์ติชมด้วยน้าาาา แล้วตอนต่อไปจะรีบมาอย่างไวเลยงับบบบบ อิอิ

และก็ขอขอบคุณทุกคนมากเลยนะคะ ที่คอมเม้นท์ให้กำลังใจกันตลอดเลยย ขอบคุณมากค้าบบบ ละเจอกันตอนหน้าน้าาาาา <3

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1946
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4041
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
ได้เวลารับความเจ็บปวด

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
20th Lies : ไม่คาดคิด


จบคำของคามินคนหนุ่มทั้งสองต่างกระโจนเข้าหา ราวกับโหยหากันมานาน ริมฝีปากของคนทั้งคู่บดเบียดดูดดึงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เสียงจูบน่าอายดังระงมไปทั่วทั้งห้อง ดูเหมือนเสื้อที่ทั้งสองคนใส่อยู่ตอนนี้จะเป็นสิ่งกีดขวางที่ทำให้น่าหงุดหงิดใจไม่น้อย คามินจึงใช้มือใหญ่ของตัวเอง ถอดเสื้อที่จะหลุดเแหล่ไม่หลุดแหล่ของปราณันต์ออก ก่อนจะเหวี่ยงมันลงข้างเตียงอย่างไม่ไยดี และแน่นอนว่าริมฝีปากของคนทั้งสองยังไม่ผละออกจากกันแม้แต่วินาทีเดียว

“อื้อออ” ปราณันต์ส่งเสียงประท้วงเมื่อเขาเริ่มหายใจไม่ทัน คามินจึงค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก ก่อนที่สายตาคมจะจ้องริมฝีปากอิ่มสีสดที่กำลังบวมเจ่อของปราณันต์ อย่างเอาเป็นเอาตาย


... ยัง มันยังไม่พอ เขาอยากจูบอีก อยากจูบปราณันต์ให้ขาดใจคาอกเขาไปเลย ถ้าเป็นไปได้


ไวเท่าความคิด คามินก้มลงไปเลียน้ำใสที่ติดอยู่มุมปากของคนใต้ร่าง ซึ่งน่าจะไหลติดออกมาจากจูบก่อนหน้านี้ จากนั้นก็ค่อยลากลิ้นร้อนๆ ไปที่ร่องปากอิ่มอย่างเรียกร้อง

ปราณันต์เข้าใจความต้องการของคนรักเป็นอย่างดี เขาค่อยๆ เผยอปากออกช้าๆ อีกครั้ง และนั่นทำให้เรียวลิ้นชื้นของคนด้านบน ตรงเข้าสำรวจโพรงปาก เพื่อความหาลิ้นของอีกคนทันที

ในขณะที่ริมฝีปากของคนทั้งคู่ยังคงป้อนจูบกันไม่ห่าง นิ้วและมือที่ซุกซนของคามินก็ไม่ได้อยู่เฉย มันปัดป่ายไปทั่ว จนกระทั่งมาหยุดที่ยอดอกสีหวานข้างหนึ่งของปราณันต์ ก่อนที่เจ้าตัวจะออกแรงสะกิดมันเบาๆ

ปราณันต์เกร็งกระตุกเพราะความเสียวซ่านทันที เมื่อได้รับสัมผัสวาบหวามจากมือใหญ่ของคามิน แต่เพราะริมฝีปากทั้งคู่กำลังประกอบกบอยู่เสียงครางหวานที่คามินชอบฟังจึงอู้อี้อยู่แค่ในลำคอของอีกฝ่ายเท่านั้น สิ่งเดียวที่คามินรู้ว่าปราณันต์กำลังพอใจคือ มือเล็กๆ ที่สอดอยู่ในกลุ่มผมสีเข้มของเขา กำลังออกแรงกดศรีษะเขาเบาๆ เพื่อรั้งให้เรียวลิ้นที่เกี่ยวกระหวัดกันอยู่ในริมฝีปากแนบชิดและลึกซึ้งกว่าเดิม

เวลาผ่านไปไม่นาน คามินต้องยอมละริมฝีปากออก ก่อนที่ปราณันต์จะขาดใจไปจริงๆ

สายตาคมมองจ้องคนใต้ร่างที่ตอนนี้มีเพียงกางเกงชั้นในปกปิดอวัยวะใจกลางร่างกายอยู่เพียงเท่านั้น ร่างเล็กๆ กำลังนอนระทดระทวยอย่างยั่วยวนโดยไม่ได้ตั้งใจ ผิวกายขาวที่กำลังขึ้นสีแดงก่ำ ริมฝีปากอิ่มที่กำลังบวมเจ่อ อกเล็กๆ ที่กำลังกระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลงเพราะแรงหอบหายใจ ยอดอกที่กำลังแข็งตึงเพราะแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน และที่สำคัญดวงตากลมโตคู่นั้นมันทั้งเซ็กซี่ และเรียกร้องให้เขาหมดความยับยั้งชั่งใจที่พึงมีทั้งปวง

คามินที่กำลังจะก้มลงกอดและสำรวจร่างกายปราณันต์อีกครั้งก็มีอันต้องให้ชะงัก เพราะจู่ๆ มือเล็กๆ ของปราณันต์ก็ถูกยื่นมาดันอกเขาไว้

คามินใจเสียขึ้นมาทันที เขาทำอะไรให้ปราณันต์ไม่พอใจหรือเปล่า ทำไมจู่ๆ ปราณันต์ก็เกิดมาห้ามไม่ให้เขาเดินหน้าต่อแบบนี้

หากแต่ก็กังวลได้ไม่ถึงอึดใจ เสียงหวานก็พูดขึ้นเบาๆ อย่างเอียงอาย ซึ่งนั่นช่างเป็นประโยคที่น่าฟังสำหรับเขาเหลือเกิน

“ถอดเสื้อคุณออก... ได้ไหมครับ ผมอยากสัมผัสร่างกายคุณ โดยไม่มีอะไรมาขวาง” จบประโยค แก้มทั้งสองข้างของคนพูดก็ขึ้นสีอย่างน่ามอง การที่ปราณันต์ขอร้องเขาด้วยท่าทีขวยเขินแบบนี้ ยิ่งทำให้หัวใจของคามินลิงโลดยิ่งกว่าเดิม

คามินจัดการถอดเสื้อผ้าตัวเองออกจนหมด ไม่ใช่แค่เสื้อแต่รวมทั้งกางเกงด้วย เห็นจะเหลือไว้ก็แค่เพียงกางเกงชั้นในที่กำลังโอบอุ้มเจ้ามังกรยักษ์ของเขาอยู่อย่างทรมานเท่านั้น เพราะตอนนี้มันขยับขยายและร่ำร้องจะออกมาสัมผัสกับช่องทางของปราณันต์จนแทบทนไม่ไหว แต่คามินยังเลือกที่จะไม่ถอดกางเกงชั้นในออก เขาไม่อยากให้ปราณันต์ตกใจหรือถอดใจไปก่อน เมื่อเห็นขนาดของมันที่กำลังขยายเต็มที่เพราะความต้องการที่อัดแน่น

ปราณันต์ยิ้มเขินเมื่อเห็นร่างกายเปลือยเปล่าของคามิน มือเล็กๆ ลูบไปตามอกแกร่ง ก่อนจะหยุดอยู่ที่ยอดอกสีเข้ม นิ้วเรียวเล็กถูกยื่นออกไปสะกิดมันเบาๆ อย่างต้องการลองดี

“อะ อาาาา” เสียงทุ้มครางต่ำอยู่ในลำคอ

คนตัวเล็กกว่าหัวเราะอย่างซุกซนเมื่อได้เห็นท่าทางพอใจของคามิน ก่อนที่คามินจะนึกหมั่นเขี้ยว ก้มลงไปกัดจมูกคนด้านล่างเบาๆ

“เด็กแสบ แกล้งผมหรอ หื้ม?” คามินแกล้งถามเบาๆ ก่อนจะไล้จมูกไปตามแก้มนิ่มช้าๆ แขนเรียวยกโอบรอบคอคามินอัตโนมัติ ก่อนจะเอียงคอให้คนด้านบนรุกรานตัวเองได้ถนัดขึ้น

คามินลากจมูกโด่งเป็นสันลงมาเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดลงตามแนวกระดูกไหปลาร้า พลางใช้ปากหยักขบเม้ม ตีตรา แสดงความเป็นเจ้าของ

“อืมม” ปราณันต์ครางอย่างพอใจ ยิ่งทำให้คามินรู้สึกเหมือนถูกกระตุ้น

ริมฝีปากร้อนลากไปเรื่อยๆ จนถึงกลางอก สีหวานสวยของยอดอกของปราณันต์แทบจะไม่ต่างกับสีริมฝีปากของเจ้าตัวเลยสักนิด .. มันช่างน่าลิ้มลอง

ไวเท่าความคิด เรียวลิ้นชื้นถูกแลบออกมาจากริมฝีปากหยัก ก่อนที่จะแตะเบาๆ ลงบนยอดอกสีหวานข้างหนึ่ง

“อ๊ะ อ๊าาา” น้ำเสียงเสียวซ่านที่หลุดครางออกมาบอกได้ดีว่าตอนนี้ปราณันต์รู้สึกยังไง และเพื่อไม่ให้อีกข้างน้อยหน้า นิ้วเรียวก็ยื่นไปสะกิดลงบนตุ่มไตรัวเร็ว

“อ๊าาา” อกของปราณันต์ลอยแอ่นคว้างเพราะความเสียว คามินเลยเปลี่ยนจากใช้ลิ้นเลียที่ตุ่มไตนั้นมาเป็นการครอบริมฝีปากลงไปแทน และออกแรงดูดมันราวกับหิวโหยเสียเหลือเกิน

“อื้อออ ส.. เสียว” ปราณันต์แทบครางไม่เป็นภาษา มือเล็กสอดเข้าไปในกลุ่มผมสีเข้มอย่างต้องการจะหาที่ยึด ก่อนจะออกแรงกดเบาๆ ลงไปบนศีรษะคนด้านบน เพื่อให้คามินปรนเปรอตนเองได้ถนัดขึ้น

“คะ ... อื้อ คุณคราม” คนใต้ร่างร้องเรียกชื่อคามินอย่างมีความสุข คนด้านบนเองพอยิ่งได้ยินแบบนั้นยิ่งได้ใจ เปลี่ยนสลับถอยริมฝีปากมาดูดยอดอกอีกข้าง ในขณะที่นิ้วเรียวก็ทำการสะกิดไปที่ยอดอกอีกข้างไม่ให้น้อยหน้าเช่นกัน

“คุณปราณชอบไหม หื้ม? มีความสุขรึป่าวครับ” ร่างเล็กที่นอนระทดระทวยอบู่บนที่นอนยับย่น พยักหน้ารับอย่างเหนื่อยอ่อน คามินยิ่งมองแล้วยิ่งรู้สึกอยากรังแกมากกว่าเดิม

คามินรู้สึกเหมือนข้างในร่างกายเขามันร้อนจนแทบจะทนไม่ไหว เขาก้มลงไปกอดร่างเล็กๆ ใต้อาณัติ ผิวเนื้อของคนทั้งสองแนบสนิท ส่งผลให้อุณหภูมิในห้องยิ่งพุ่งสูงมากขึ้นกว่าเดิม

“ที่รักครับ ผมขอถอดมันออกได้ไหม” คามินกระซิบถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความต้องการ ก่อนจะลากมือลงไปเกาะอยู่ที่ขอบกางเกงชั้นในสีขาวสะอาดตา สิ่งสุดท้ายบนร่างกายปราณันต์ที่ช่างขวางหูขวางตาเขาเสียจริง

ปราณันต์พยักหน้าอยู่กับอกคามินเบาๆ ก่อนที่จะยกสะโพกขึ้นให้คามินร่นกางเกงชั้นในออกไปให้พ้นจากมุมสายตา

แก่นกายขนาดพอดีมือของปราณันต์ดีดผึงตั้งชันขึ้นทันทีที่กางเกงชั้นในหลุดออกจากสะโพกไป มันเต็มไปด้วยอารมณ์และความต้องการที่อัดแน่น คามินใช้มือใหญ่รูดรั้งมันเบาๆ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าปราณันต์จะไวต่อความรู้สึกมากกว่าที่คิด

“อ๊าาาา” หน้าท้องของปราณันต์หดเกร็ง เพียงแค่เจอคามินเล้าโลมไปนิดหน่อยเท่านั้น ยิ่งคามินเห็นท่าทางบนเตียงของปราณันต์มากเท่าไหร่ ความยับยั้งชั่งใจเขายิ่งหดหายลงเรื่อยๆ เขาได้แต่ปลอบให้ตัวเองใจเย็น ถ้าอยากได้ลูกแมวน้อยตัวนี้ไว้ในกำมือ แต่ดูเหมือนกับว่าเจ้ามังกรยักษ์ของเขาแทบจะไม่ให้ความร่วมมือเลย มันคอยแต่จะขยายตัวอย่างอึดอัด เรียกร้องจะออกมาแสดงตัวเหลือเกิน

“ผ.. ผม” ใบหน้าสวยหวานของคนใต้ร่างเย้ายวนเซ็กซี่ขึ้นมาทันตา อารมณ์ทุกอย่างถูกเผยออกจนหมดสิ้น รวมถึงความต้องการที่ส่งผ่านออกมาจากตากลมอย่างเปลือยเปล่าและชัดเจน

ยามริมฝีปากอิ่มขยับ คามินก็นึกอยากจะบดจูบลงไปให้ช้ำ แต่เมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าริมฝีปากของตัวเองสามารถทำอะไรได้มากกว่าจูบ คนเจ้าเล่ห์ก็ค่อยๆ ลดตัวลงไปตรงกลางระหว่างขาของปราณันต์ทันที

เรียวขาขาวหนีบเข้าหากันอย่างเขินอาย ถึงแม้ว่าเขากับคามินจะเคยช่วยกันทำมาก่อน แต่เรื่องแบบนี้ก็ใช่ว่าจะชินกันง่ายๆ แล้วยิ่งวันนี้เขาสองคนกำลังจะไปไกลกว่านั้น ปราณันต์ยอมรับว่าอดประหม่าไม่ได้

เมื่อคามินเห็นท่าทางแบบนั้นของปราณันต์ก็ยืดตัวกลับมาคร่อมร่างปราณันต์ตามเดิม ก่อนจะเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

“ทำไมล่ะครับ คุณปราณไม่อยากให้ผมทำให้หรอ?” ในขณะที่มือใหญ่ก็ค่อยๆ เอื้อมลงไปที่แก่นกายของปราณันต์ ก่อนจะสาวรั้งเบาๆ

“อื้อ! ผม... ผมอาย” ใบหน้าหวานสวยสะบัดไปมาอย่างอัดอั้น เขาอยากจะให้คามินทำต่อ ติดก็แต่ว่าปราณันต์แค่ยังไม่ชินกับอะไรแบบนี้ก็เท่านั้น

“ไม่ต้องอายนะครับคนดี ปล่อยตัวตามสบาย” คามินก้มลงไปจรดจมูกลงบนแก้มนิ่มเบาๆ “ผมอยากทำให้คุณปราณมีความสุขนะ”

พอได้ยินแบบนั้นขาเรียวก็ค่อยๆ แยกออกจากกันช้าๆ คามินยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ปราณันต์ ก่อนจะรั้งข้อมือขึ้นลงเนิบนาบในช่วงแรก แล้วค่อยๆ เร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆ

“อ๊ะ อาาาห์.. คะ คุณครา ผม.. ผมเสียว” ตากลมปรือปรอยลงเพราะถูกปลุกปั่นอารมณ์ให้โหมกระพือ ใบหน้าหวานซึ้งทวีความเซ็กซี่มากขึ้นเรื่อยๆ ศีรษะกลมสะบัดจนผมสีเข้มกระจายไปทั่วหมอน ปราณันต์ที่นอนระทดระทวยอบยู่เวลานี้ ช่างกระตุ้นอารมณ์ของคามินได้ดีจริงๆ

มือใหญ่ของคามินขยับเร็วขี้น ส่วนริมฝีปากหยักก็ก้มลงดูดดึงตุ่มไตบนยอดอกสีหวานอย่างเอาใจ ในขณะที่เสียงครางของปราณันต์ก็ยังคงดังอยู่ใกล้ๆ เหมือนคนที่ขาดสติยับยั้งชั่งใจแล้วโดยสิ้นเชิง

“อ๊ะ อ๊ะ อื้อ! เร็ว.. เร็วอีกครับ” ปราณันต์เอ่ยปากสั่ง คามินรู้ดีว่าตอนนี้ปราณันต์คงใกล้จะแตะฝั่งฝันต็มทีแล้ว เขาจึงตัดสินใจละริมฝีปากออกจากยอดอกสีหวานนั่น แม้จะยังอยากเชยชมอยู่ก็ตาม เพราะเวลานี้เขาอยากเห็นตอนปราณันต์เสร็จมากกว่า ครั้งที่แล้วตอนที่ช่วยกันบนโซฟา ขนาดว่าเห็นไม่ชัดเพราะไม่มีแสงไฟ เขายังสัมผัสได้ถึงความเซ็กซี่ของปราณันต์ ทั้งเสียงครางตอนเสร็จ ทั้งสีหน้ายามปลดปล่อย คามินอยากเห็น เขาอยากเห็นมันทั้งหมด เพราะนี่เป็นครั้งแรกของปราณันต์ เขาอยากจะซึมซับกับเวลาทุกวินาทีที่ได้มีด้วยกันบนเตียงนี้

“จะเสร็จรึยังครับคนดี” คามินถามเสียงกระเส่า ก่อนจะขยับสาวข้อมือเร็วกว่าเดิม สลับกับใช้นิ้วโป้งขยี้ส่วนหัวซ้ำๆ จนคามินรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไหลซึมๆ ออกมาที่ส่วนหัว

“เร็วอีก..ครับ อื้อ!” ปราณันต์เสียวจนไม่รู้จะระบายออกทางไหน มือเล็กเลยตัดสินใจคว้าท้ายทอยคนด้านบนรั้งลงมาแนบชิดกับใบหน้าตัวเอง ก่อนที่จะยื่นริมฝีปากอิ่มไปบดจูบกับริมฝีปากหยักอย่างเร่าร้อนรุนแรง

เขี้ยวเล็กๆ ของปราณันต์ขบย้ำลงบนริมฝีปากล่างของคามิน จนทำให้คามินรีบเผยอปากขึ้นไม่ทัน ลิ้นเล็กขยับเข้าหาลิ้นเขาอย่างเงอะงะและไร้เดียงสา คามินนึกเอ็นดูท่าทางของคนตัวเล็กอยู่ในใจ ก่อนจะกลับมาเป็นคนนำเกมอีกครั้ง

ลิ้นร้อนเข้าเกี่ยวกระหวัดลิ้นเล็กของปราณันต์อย่างเชี่ยวชาญ เสียงปราณันต์ครางอย่างพอใจในลำคอ เพราะในขณะที่ริมฝีปากหยักยังป้อนจูบเขาอยู่นั้น มือใหญ่ของคามินยังคงขยับขึ้นลงเร็วขึ้น เร็วขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นนิ้วโป้งของคามินเองก็ยังคงขยี้ย้ำที่ส่วนหัวไม่หยุดอีกต่างหาก

“อื้อออ อ๊าาาา”

ปราณันต์ถอนริมฝีปากออกจากปากคามิน ก่อนจะปล่อยเสียงครางออกมาอย่างสุขสม พร้อมๆ กับที่ปลดปล่อยตัวตนออกมาเต็มไปหมด

“แฮ่ก.. แฮ่ก..” ปราณันต์นอนหอบหายใจอย่างหมดแรงใต้ร่างของคามิน โดยมีสายตาคมมองอย่างหลงใหล

“เมื่อกี้คุณปราณเซ็กซี่มากเลยรู้ตัวไหมครับ” คามินเอ่ยชม พลางลูบแก้มปราณันต์ อย่างเอาใจ

พอเห็นคามินทำแบบนั้น ใบหน้าหวานเลยค่อยๆ เอียงแก้มซบมือใหญ่อย่างออดอ้อน และนั่นยิ่งทำให้คามินสติหลุดยิ่งกว่าเดิม


... ปราณันต์ดูน่ารักและเซ็กซี่ในเวลาเดียวกันได้ยังไง โดยเฉพาะตากลมคู่นั้น มันช่างยั่วยวนใจทำให้เขาจะทนไม่ไหวเข้าไปทุกที


และไวเท่าความคิด คามินลดตัวลงไปกลางระหว่างขาของปราณันต์อีกครั้ง ปากหยักตรงเข้าครอบครองตัวตนของปราณันต์อย่างรวดเร็ว รวดเร็วเสียจนปราณันต์ปัดป้องไม่ทัน คนตัวเล็กไม่มีเวลาแม้แต่จะหนีบขาเข้าหากันด้วยซ้ำ และดูเหมือนว่าสัมผัสของคามินจะทำให้ปราณันต์เคยชิน เพราะเวลานี้ขาเรียวทั้งสองข้าง กลับแยกออกจากกันอัตโนมัติเมื่อริมฝีปากหยักครอบครองแก่นกายของปราณันต์ไว้ได้หมด โดยที่คามินไม่ต้องออกแรงจับเลยด้วยซ้ำ

“อึก! .. ข ขยับสิครับ” เสียงหวานประท้วงอย่างไม่พอใจที่คามินครอบปากลงไปสักพักแล้ว แต่ไม่ยอมขยับเสียที จะปล่อยให้เขาคลั่งตายรึยังไง คามินเองที่พอได้ยินน้ำเสียงเกรี้ยวกราดของคนรักแล้ว ก็แทบจะหลุดขำออกมา ลูกแมวตัวน้อยที่พออยู่บนเตียงก็แทบจะกลายร่างเป็นแม่เสือขึ้นมาทีเดียว ดุเสียจริง ตัวก็เล็กแค่นี้เอง

คามินตัดสินใจขยับปากตามบัญชาของเจ้าแมวตัวน้อย มือเล็กๆ ของปราณันต์ จิกที่ไหล่ของคามินแน่น ยามที่คามินขยับปากขึ้นลงจนสุดความของยาวของแก่นกาย แล้วยิ่งตอนคามินใช้ลิ้นละเลงเลียที่ส่วนหัว ก็ดูเหมือนว่าปราณันต์จะครางหนักมากว่าเดิม

“อ๊ะ อ๊ะ อ๊าาา”

ยิ่งปราณันต์ครางมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าคามินจะยิ่งปรนเปรอปราณันต์มากขึ้นเท่านั้น คามินออกแรงดูดท่อนเนื้อของปราณันต์อย่างแรงจนแก้มบุ๋มและเกิดเสียงดังระงมไปทั้งห้อง ปราณันต์เองพอได้เห็นท่าทางของคามิน ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกกระตุ้นมากกว่าเดิม

ปราณันต์ตัดสินใจขยับตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ก่อนจะอ้าขาออกให้กว้างมากกว่าเดิม

“อึก ... ซี๊ดดด ผม ผม..” ปราณันต์พูดไม่ออกได้แต่ระบายความเสียวด้วยการสอดมือเข้าไปในกลุ่มผมสีเข้มของคนด้านล่าง ก่อนจะออกแรงกดเบาๆ เพื่อให้คามินสัมผัสได้ถนัดขึ้น แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนตัวเล็ก ปราณันต์ จึงกระดกสวนสะโพกเข้าปากหยักอย่างลืมอาย

“อะ อาา”

คามินใช้ลิ้นเลียส่วนหัวจนมีน้ำไหลปริ่มอีกครั้ง จากนั้นคามินก็ขยับปากรูดรั้งเร็วขึ้น จนกระทั่งปราณันต์ครางยาวออกมาอีกรอบ

“อาาาห์” และดูเหมือนว่าครั้งนี้ปราณันต์จะปล่อยมาออกมาเยอะกว่าเดิม และถูกส่งเข้าปากของคามินไปทั้งหมด เขากักเก็บมันไว้ในปากก่อนที่จะกลืนลงไป จากนั้นก็หันมาไล้เลียทำความสะอาดให้ปราณันต์อีกครั้ง

“อ้าขานะครับ เดี๋ยวผมจัดการให้” ปราณันต์พยักหน้ารับอย่างเขินอาย ในขณะที่คามินก็ตั้งหน้าตั้งตาทำความสะอาดให้ปราณันต์ต่อโดยไม่ทุกข์ร้อน

“ขอบคุณนะครับ” ปราณันต์เอื้อมมือลงไปลูบแก้มสากเบาๆ อย่างรักใคร่

คามินจึงหยัดตัวขึ้นมาป้อนจูบให้ริมฝีปากสีสดอีกครั้ง รสชาดตัวตนของเขาเองที่ติดอยู่ที่ปากของคามินยังคงมีอยู่ แม้มันจะแปลกแต่ก็กระตุ้นปราณันต์ได้อย่างดีเช่นกัน

“คุณปราณครับช่วยผมหน่อย” คามินจับปราณันต์พลิกขึ้นนั่งคร่อมทับเอวเขา ก่อนที่ตัวเขาเองจะลงไปนอนแผ่สบายลงบนเตียงทันทีที่พูดจบ

“คุณจะให้ผมทำแบบเมื่อกี้หรอครับ”

ปราณันต์ถามอย่างไร้เดียงสา ก่อนที่จะทำท่าเหมือนจะกระถดลงไปที่ตรงกลางร่างกายของคามิน โชคดีที่มือใหญ่รั้งไว้ก่อน

“ไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอกครับ ตอนนี้ถอดกางเกงชั้นในของผมออกก็พอ” คามินยกสะโพกให้ปราณันต์ร่นกางเกงชั้นในออกทันทีที่พูดจบ ก่อนจะเหวี่ยงลงไปข้างเตียงอย่างไม่สนใจ

และเมื่อปราณันต์เห็นส่วนนั้นของคามินที่กำลังขยายและแข็งตัว ตากลมก็เบิกกว้างขึ้นทันทีหนำซ้ำปราณันต์ยังแอบกลืนน้ำลายลงคอเงียบๆ อีกต่างหาก

มันใหญ่มาก จนปราณันต์แทบจะจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำว่ามันจะเข้าไปในตัวของเขาได้ยังไง

คามินที่พอเห็นท่าทางกังวลของปราณันต์ ร่างสูงก็ค่อยๆ เขยิบเข้าไปโอบกอดคนตัวเล็กไว้ ก่อนที่จะเริ่มเล้าโลมปราณันต์อีกครั้ง

ริมฝีปากหยักกลับมาทำงานอีกครั้ง มันค่อยๆ ลากผ่านไปทั่ว คามินจับพลิกปราณันต์นอนราบกับเตียง ก่อนจะพรมจูบไปทั่วร่างขาว ลิ้นร้อนแลบออกมาเลียตามจุดอ่อนไหวต่างๆ จนคนตัวเล็กส่งเสียงครางอย่างพอใจเป็นระยะๆ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเจ้ามังกรของเขาเองก็ขยายตัวอย่างอึดอัดจนปวดหนึบ และทรมานไม่น้อยแล้วเช่นกัน คามินคิดว่าเขาควรจะต้องรุกขึ้นไปอีกขั้น ก่อนที่จะทนไม่ไหว เผลอรังแกปราณันต์ไปโดยที่ตัวเขาเองไม่ได้ตั้งใจ

“คุณปราณ ให้ผมนะครับ” คามินกระซิบเว้าวอนร้องขออย่างออดอ้อน ใจของปราณันต์อ่อนยวบเหมือนถูกไฟลน ใบหน้าหวานสวยพยักรับอย่างเต็มใจ เขารู้ว่ามันอาจจะเจ็บ มันอาจะไม่ได้สวยหรูเหมือนเซ็กส์ที่เขาจินตนาการถึง แต่ถ้าเป็นกับคามิน เขายอมทุกอย่าง

ปราณันต์อยากให้คนที่เขารักมีความสุข เพราะคามินเองก็ทำให้เขามีความสุขมาตลอดโดยที่ไม่มีเงื่อนไขเลยสักครั้ง

คามินยิ้มอย่างลิงโลดเมื่อปราณันต์ยอมตกลง เขาหยัดตัวขี้นคร่อมร่างเล็กอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปที่ลิ้นชักหัวเตียง หยิบ ‘ของส่วนตัว’ ออกมาเต็มไปหมด ของส่วนตัวที่คามินไปซื้อมาเมื่อเย็นนั่นแหละ

ปราณันต์มองของบนเตียงอย่างแปลกใจ เขาไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไรบ้าง แต่พอเขามองไปดีๆ ที่กล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดไม่ใหญ่มากชัดๆ แก้มทั้งสองข้างของปราณันต์ก็ขึ้นสีอย่างไม่ตั้งใจ มือเล็กฟาดไปที่อกกำยำอย่างหมั่นเขี้ยว

“คุณมันเจ้าเล่ห์! เตรียมทุกอย่างไว้ซะพร้อมขนาดนี้เลยนะ!” เสียงหวานต่อว่าอย่างกระเง้ากระงอด นี่คามินวางแผนซื้อของมาเตรียมไว้ขนาดนี้ แสดงว่าตั้งใจจะมีอะไรกับเขาไว้เแล้วแน่ๆ

“เปล่าสักหน่อย” คามินก้มลงหอมแก้มปราณันต์อย่างง้องอน “ผมเตรียมไว้เฉยๆ หรอก เผื่อฟลุ๊ค... แล้วก็ฟลุ๊คจริงๆ ด้วยแฮะ” คามินกระซิบเสียงเจ้าเล่ห์ ทำเอาปราณันต์นึกหมั่นเขี้ยวจนอยากจะจึงจมูกให้หลุด

“คุณนี่มันร้ายนัก” ปราณันต์บ่นก่อนที่จะยอมโอนอ่อน เมื่อถูกคามินเล้าโลมอีกครั้ง มือใหญ่เริ่มลูบรั้งแกนก่ายของปราณันต์ให้ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง

“อื้อ..” ปากหยักก้มลงมาประกบจูบปากอิ่มอย่างดูดดื่มอีกครั้ง มือใหญ่เลื่อนจากข้างล่างขี้นมาล็อคท้ายทอยของคนตัวเล็กไว้ พลางกดจูบหลอกล่อให้คนไร้เดียงสาตายใจ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา

“ถุงยางอนามัย.. ผมขอไม่ใช้ได้ไหมครับ”

ปราณันต์ขมวดคิ้มองคนตรงข้ามด้วยความไม่เข้าใจ

“ทำไม..” คามินยิ้มก่อนจะตอบให้ปราณันต์เขินม้วนยิ่งกว่าเดิม

“ผมอยากรู้สึกถึงคุณปราณ แล้วก็อยากให้คุณปราณรู้สึกถึงผม โดยไม่มีอะไรมากั้น.. ได้ไหมครับ”

ปราณันต์ไม่ตอบแต่กลับซุกหน้าลงที่อกอุ่นๆ ของคามินแทน และคามินก็รู้ดีว่านี่คือการตกลง

คามินค่อยๆ จับปราณันต์นอนลงอีกครั้ง ริมฝีปากหยักก้มลงไปป้อนจูบให้คนใต้ร่างอย่างอ่อนโยน ก่อนจะค่อยๆ ทวีความเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนปราณันต์เริ่มหายใจไม่ทัน คามินจึงถอนจูบออก แล้วไล่ริมฝีปากลงมาเรื่อยๆ แทน คนตัวโตไล่จูบมาเบาๆ จนถึงแก่นกายของคนตัวเล็ก คามินแลบลิ้นเลียตรงท่อนเนื้อนั้นเบาๆ ทำเอาปราณันต์ หลุดเสียงครางหวานออกมาอย่างน่าฟัง

“อาาห์”

แก่นกายของปราณันต์เริ่มขยับขยายและแข็งขืนขึ้นอีกครั้ง คามินจึงผละออก ทำเอาปราณันต์อดหงุดหงิดออกมาไม่ได้ มือเล็กพยายามจะเอื้อมลงไปหมายจะช่วยตัวเองให้ปลดปล่อย แต่คามินรั้งข้อมือเล็กไว้ก่อน

“ชู่ว ใจเย็นครับคนดี” คามินพูดยิ้มๆ ก่อนจะยกขาเรียวทั้งสองข้างของปราณันต์พาดบ่า เพื่อให้ตัวเขาเข้าไปอยู่ที่ตรงกลางหว่างขาของคนด้านบนได้ถนัดขึ้น ดูเหมือนปราณันต์จะพยายามหนีบขาเข้าหากัน เพราะรู้สึกอายนิดๆ ที่ช่องทางด้านหลังของเขาลอยขึ้นจนเหนือที่นอน และมันค่อนข้างเห็นได้ชัดถ้ามองจากตรงที่คามินอยู่

คนตัวโตยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นช่องทางสีหวานอยู่ไม่ห่าง จากนั้นใบหน้าคมคายก็กระเถิบเข้าไปใกล้อีกนิด ก่อนที่ลิ้นร้อนจะไล้เลียลงไปตรงรอยจีบอย่างอ่อนโยน แต่การกระทำของคามินเล่นเอาปราณันต์ร้องห้ามเสียงหลงแทบไม่ทัน

“ยะ.. อย่าครับ มันสกปรก” คามินไม่ตอบอะไร เพียงแต่เหลือบตาขึ้นมันมามองปราณันต์ด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ก่อนที่จะแทรกลิ้นลงไปในช่องทางให้ลึกกว่าเดิม

จากเสียงห้ามในตอนแรกกลายเป็นเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงแทน มือเล็กขยุ้มลงบนที่นอนเพราะไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน ยิ่งคามินแทรกลิ้นเข้าไปลึกมากขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ปราณันต์ไม่เคยได้รับยิ่งจู่โจมมากขึ้นเท่านั้น ทำเอาเขาเสียวซ่านจนแทบทนไม่ไหว

“อะ อ๊าา” เสียงครางหลุดออกจากปากอิ่ม ทำให้คามินยิ่งระรัวลิ้นให้ลึกและเร็วขึ้นกว่าเดิม

ปราณันต์เสียวจนสะโพกลอยคว้าง มือเล็กที่เคยขยุ้มอยู่บนผ้าปูที่นอนก่อนหน้านี้ เปลี่ยนมาสอดอยู่ที่กลุ่มผมสีเข้มของคนด้านล่างแทน รวมทั้งออกแรงกดลงบนศีรษะของคามินเบาๆ เพราะต้องการให้สัมผัสนี้ ลึกซึ้งขึ้นไปอีก

“อึก! ผม.. ผมเสียว อาาห์”

และพอคามินเห็นว่าปราณันต์เริ่มมีอารมณ์มากพอแล้ว เขาก็ถอนลิ้นออกจากช่างทางสีหวานนั่น แม้เขาจะติดใจมันมากแค่ไหน แต่ก็ต้องหยุดตอนนี้ ถ้าเขาอยากจะข้ามไปอีกขั้น ขั้นที่มากกว่านี้

แต่ดูเหมือนว่าคนตัวเล็กของเขาจะไม่เห็นด้วย ตากลมตวัดมองคามินอย่างขัดใจ ทำเอาร่างสูงหัวเราะร่าอย่างเอ็นดู

“ใจเย็นๆ สิครับ นี่มันเพิ่งเริ่มเองนะ” คามินพูดเสียงหวานก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบหลอดอะไรบางอย่างที่วางอยู่ข้างกล่องถุงยางอนามัย ปราณันต์มองตามอย่างสงสัย คามินยิ้มก่อนจะตอบ ในขณะที่บีบเจลสีใสๆ ลงบนนิ้วมือตัวเองจนชุ่ม ก่อนจะปาดลงไปเบาๆ ที่ช่องทางของปราณันต์ด้วย

“มันจะช่วยให้คุณปราณเจ็บน้อยลงครับ”

พอได้ยินแบบนั้นความวิตกก็เริ่มคืบคลานมาอีกครั้ง แต่คามินก็ไม่เปิดโอกาสให้ปราณันต์คิดนาน ร่างสูงโถมตัวทับร่างเล็กอีกครั้ง ก่อนจะก้มลงดูดดึงไปที่ยอดอกสีหวานข้างหนึ่งของปราณันต์ ลิ้นร้อนละเลงลงบนตุ่มไตอย่างเร่าร้อน

“อื้อออ”

ปราณันต์ครางอย่างมีความสุข คามินคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นจังหวะที่ดีแล้ว เพราะเขาเบนความสนใจของคนตัวเล็กไปที่อื่นได้ ร่างสูงจึงค่อยๆ แทรกนิ้วของตัวเองที่ชุ่มไปด้วยเจลหล่อลื่น เข้าไปในช่องทางของปราณันต์ช้าๆ

และเมื่อปราณันต์รู้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในร่างกาย ก็สะดุ้งขึ้นด้วยความเจ็บ แล้วพยายามจะกระกดสะโพกหนี แต่คามินกลับใช้มือข้างเดียวล็อคเอวปราณันต์ไว้แน่น

“อื้อ ไม่... ไม่เอา ผมเจ็บ!” ปราณันต์หวีดร้อง ใบหน้าหวานบิดเกร็ง ในดวงตากลมมีน้ำใสไหลคลอหน่วยอยู่

“ชู่ว คนดี ไม่เกร็งนะครับ ถ้าเกร็งมันจะยิ่งเจ็บนะ” คามินพยายามปลอบประโลม แต่ดูเหมือนว่าความเจ็บจะบังหูบังตาจนปราณันต์แทบจะไม่ฟังอะไรทั้งนั้น คามินจึงต้องเบนความสนใจปราณันต์อีกครั้ง ด้วยการจูบลงบนปากอิ่มอย่างอ่อนโยน

ในขณะที่นิ้วเรียวยาวของคามินก็เหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง จนกระทั่งหน้าท้องของปราณันต์กระตุก และคามินได้ยินเสียงครางจากลำคอปราณันต์เบาๆ เขาจึงถอนริมฝีปากออก

“ตรงนี้ใช่ไหมครับที่รัก หื้ม”

“อื้อ อ๊ะ!” ปราณันต์ครางตอบ เขาเองก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไร ตอนที่คามินสอดนิ้วเข้ามา เขาทั้งเจ็บทั้งจุกจนบอกไม่ถูก แต่ตอนนี้ ขณะที่ก้านนิ้วเรียวยาวของคามินกดย้ำลงไปบนจุดๆ เดิม ซ้ำๆ ความเจ็บกลับหายไป แต่กลับมีความเสียวซ่านเข้ามาแทน

“อ๊ะ อาาา อาาา” ปราณันต์ครางแทบไม่เป็นภาษา คามินเลยตัดสินใจสอดนิ้วเข้าไปเพิ่มเป็นสองนิ้ว และสามนิ้ว

ตอนนี้ศรีษะของร่างบางหงายเริ่ดไปด้ายหลัง มือเล็กจิกผ้าปูที่นอนแน่น เพราะความเสียวที่จู่โจมเข้ามาในขณะที่เขายังไม่ทันตั้งตัว

คามินเองก็ไม่ต่าง ตอนนี้นิ้วมือทั้งสามของเขาเข้าไปในช่องทางของปราณันต์เรียบร้อยแล้ว ตอนแรกมันก็ลำบากนิดหน่อย กว่าที่นิ้วของเขาจะเข้าไปได้ เพราะปราณันต์เอาแต่เกร็ง แต่พอทุกอย่างไหลลื่นก็ดูเหมือนว่าผนังอุ่นที่โอบล้อมนิ้วเขาอยู่นั้นตอดรัดไม่หยุด มันทั้งคับทั้งแน่น นี่ขนาดแค่นิ้วยังรู้สึกดีขนาดนี้ ถ้าเป็นตัวตนของเขาเข้าไปอยู่ในช่องทางสีหวานนั่น มันจะดีขนาดไหนกัน ยิ่งคิดท่อนเนื้อของเขายิ่งปวดตุบ คามินต้องรีบก้มลงไปดูดตุ่มไตเล็กๆ บนหน้าอกปราณันต์แทน เพื่อระบายความหื่นกระหายที่อัดแน่นอยู่ภายใน และเมื่อเห็นว่าปราณันต์เคลิ้มเต็มที่แล้ว คามินก็ค่อยๆ ถอนนิ้วทั้งสามออกช้าๆ ทำเอาปราณันต์หงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง

คามินอมยิ้ม ก่อนที่จะจับขาของทั้งสองข้างของปราณันต์พาดบ่าอีกครั้ง ช่องทางสีหวานที่ตอนนี้กำลังบวมช้ำน้อยๆ จากฝีมือของเขา ลอยเด่นขี้นมา คามิน หยิบเจลหล่อลื่นมาทารอบช่องทางของปราณันต์และแก่นกายของตัวเองอีกครั้ง เขาชะโลมมันจนชุ่ม ปราณันต์เหลือบมองหวาดๆ เมื่อรู้สึกว่าคามินกำลังใช้แก่นกายของตัวเองถูไปมาตามรอยจีบ ตอนนี้ท่อนเนื้อของคามินขยายใหญ่และตั้งชันมาก ปราณันต์เริ่มวิตกเมื่อคิดว่ามันไม่น่าจะเข้ามาในตัวเขาได้

คามินจับท่อนเนื้อตัวของตัวเองตีลงเบาๆ ที่แก้มก้นของคนใต้ร่าง ทำเอาปราณันต์ทั้งเสียว ทั้งกลัว ทั้งอยากลอง หลายความรู้สึกตีกันไปหมด แต่ดูเหมือนว่าจะความรู้สึกทางด้านบวกจะเป็นฝ่ายชนะ


(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


คามินตัดสินใจค่อยๆ สอดแก่นกายของตัวเองเข้าไปในช่องทางสีสวย แต่เมื่อดันเข้าไปแค่ส่วนหัวเท่านั้น ปราณันต์ก็ร้องลั่น

“เจ็บ ผมเจ็บ! เอาออกไป!” คามินก้มลงมองคนใต้ร่าง ตากลมคลอไปด้วยน้ำใส ริมฝีปากอิ่มที่กำลังบวมเจ่อถูกขบด้วยฟันบนแน่น เห็นแล้วก็อดนึกสงสารขึ้นมาไม่ได้ แต่ถ้าจะให้เขาหยุดตอนนี้คงไม่ทันแล้ว คามินเลยตัดสินใจก้มลงไปกระซิบบางอย่างกับปราณันต์

“อย่าเกร็งสิครับ อย่างเกร็ง” คามินพยายามกล่อม โดยที่ใช้มือใหญ่สะกิดยอด อกสีหวานไม่หยุด เพื่อเบนความสนใจจากปราณันต์ “เดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว ให้ผมเข้าไปนะครับ”

คามินพยายามอ้อนอย่างน่าสงสาร แต่เพราะความเจ็บทำให้ปราณันต์ไม่สนใจใครทั้งนั้น

“เพิ่งจะเข้ามานิดเดียวเอง อีกตั้ง.. ฮึก ตั้งเยอะ! จะไม่เจ็บได้ยังไง” เสียงหวานโวยวายงอแงใส่คามิน ก็เขาเจ็บ ทำไมยังมาขอให้ทน

คามินต้องก้มลงไปจูบสลับกับการดูดยอดอกไปมา จนกระทั่งสัมผัสได้ว่าปราณันต์เริ่มเกร็งน้อยลง คามินจึงค่อยๆ ดันแก่นกายของตัวเองเข้าไปจนสุดความยาว

“อาาา ผมเข้ามาแล้ว เก่งมากครับที่รัก”

ในขณะที่คามินครางอย่างมีความสุข แต่ดูเหมือนปราณันต์แทบจะกรีดร้องไม่เป็นภาษา ตอนที่คามินเข้ามาทั้งตัว เขารู้สึกเหมือนช่วงล่างกำลังจะฉีกขาด มันเจ็บไปหมด เจ็บจนทรมาน

คามินต้องรีบก้มลงไปจูบปิดปากอิ่มไว้ เพื่อกลืนเสียงกรีดร้องของปราณันต์ และที่สำคัญเขาต้องอยู่ท่านี้อีกสักพักจนกว่าปราณันต์จะปรับตัวได้

จนเวลาผ่านไปสักระยะ คามินก็กระซิบถามปราณันต์เสียงเบา

“ให้ผมขยับตัวนะ ถ้าปล่อยให้คุณปราณตอดผมไม่เลิกแบบนี้ ผมต้องเสร็จแน่ๆ นะครับ นะ”

คามินถามเสียงกระเส่า เขาแทบรอให้ปราณันต์พยักหน้าแทบไม่ไหว พอปราณันต์ตกลง คามินก็โหมร่างกระแทกเข้าไปในช่องทางของปราณันต์อย่างเร่าร้อน

ปราณันต์ที่ในตอนแรกยังเจ็บ ยังจุกอยู่ก็พยายามกลั้นเสียงร้อง เพราะเห็นหน้าตาตอนที่คามินโยกขยับตัวอย่างมีความสุขบนร่างกายเขาแล้ว เขาก็ทำลายความรู้สึกคนรักไม่ลง จนกระทั่ง ดูเหมือนว่าแก่นกายของคามินจะกระแทกโดนจุดๆ นึงในผนังอุ่นของปราณันต์ที่โอบล้อมแกนกายของคามินอยู่

“อ๊ะ!”

คามินรีบก้มลงไปถามทันที “ตรงนี้ใช่ไหมครับ หื้ม”

ปราณันต์พยักหน้ารับจนกลุ่มผมบนศรีษะกระจายเต็มหมอน ใบหน้าไร้เดียงสาดูเซ็กซี่ขึ้นไปอีกเมื่อเต็มไปด้วยแรงอารมณ์

“อ๊ะ! ตรงนั้น! อื้อ.. ส เสียว!” ปราณันต์ครางไม่หยุด ตามแรงกระแทกที่คามินโถมเข้ามา

“อาาา น แน่น มันแน่นมาก! อึก” คามินเองก็สุขสมไม่น้อยหน้า ช่องทางของปราณันต์บีบรัดจนเขาแทบจะสำลักความสุข และยิ่งทำให้คามินพูดคำลามกโอ้โลมปราณันต์ได้คล่องปากขึ้น และเมื่อคามินเห็นมือเล็กพยายามจะเอื้อมลงมาช่วยตัวเอง เพราะแกนกายของปราณันต์เริ่มที่จะแข็งขืนตามอารมณ์ขึ้นมาอีกรอบ คามินจึงรั้งข้อมือปราณันต์ไว้ และกอบกุมเอาแก่นกายของคนใต้ร่างเอาไว้ในมือตัวเองก่อนจะสาวรั้งขึ้นลง ปรนเปรอให้ปราณันต์ตามแรงกระแทกที่เขาเสือกไสใส่ร่างขาวๆ

“ตอดดีจังเลยครับที่รัก อาาาห์ ซี๊ดดด”

ยิ่งคำพูดแบบนั้นหลุดออกจากปากคามิน ยิ่งทำให้ปราณันต์ยิ้มเขิน และยิ่งพอถูกคามินปรนเปรอสาวรั้งท่อนเนื้อให้ ผนังอุ่นที่โอบล้อมคามินอยู่ก็ยิ่งตอดรัดมากขึ้น

“อ๊ะ! คะ คุณคราม.. เร็วหน่อย อึก!”

ปราณันต์เริ่มขอให้คามินเร่งข้อมือ คามินก็รู้ว่าปราณันต์ใกล้จะแตะฝั่งฝันอีกรอบแล้ว เขาเองก็เช่นกัน คนตัวโตกระแทกตัวเข้าใส่สะโพกปราณันต์ไม่ออมแรง ศีรษะเล็กๆ ของปราณันต์สั่นคลอน ลมหายใจจากร่างบางเริ่มถี่กระชั้น หน้าท้องขาวเริ่มเกร็งกระตุก เพราะเมื่อปราณันต์ถูกปรนเปรอจากทั้งข้างหน้าและข้างหลังก็ยิ่งทำให้เขาสติกระเจิดกระเจิง

คามินขยับข้อมือเร็วขึ้นสลับกับใช้นิ้วโป้งขยี้ส่วนหัวไม่หยุด จนในที่สุดปราณันต์ ก็กระตุก พอคามินสาวข้อมืออีกสองสามครั้ง ปราณันต์ก็ปลดปล่อยออกมาเต็มไปหมด ร่างเล็กถึงกับหมดแรง หลังจากปลดปล่อยไปสองรอบแล้ว

“อ๊าาาาาา” หลังจากปราณันต์ครางอย่างมีความสุขก็นอนระทดระทวยใต้ร่างคามินอย่างหมดแรง ทำเอาคามินอดเอ่ยแซวไม่ได้

“อย่าเพิ่งลืมผมสิครับที่รัก”

คามินว่าพลางจับขาของปราณันต์พาดบ่าอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะถอนแกนกายออกมาจนเกือบสุด ทำเอาร่างบางผวาตัวขึ้นตามมาเพราะความเสียวซ่านที่ยังคงหลงเหลืออยู่ จากนั้นคามินก็กระแทกแกนกายกลับเข้าไปในช่องทางของปราณันต์อีกครั้ง คามินทำแบบนี้อยู่สองสามรอบ ร่างกายก็เริ่มเกร็งกระตุก จากนั้นปราณันต์ก็รู้สึกถึงความอุ่นร้อนที่ฉีดเข้ามาภายใน พร้อมกับเสียงครางต่ำอย่างสุขสมของคนรัก

“อาาาาาาาาาห์”

คามินล้มลงนอนทับปราณันต์อย่างหมดแรง เขานอนทั้งที่ยังไม่ได้ถอนแกนกายออกจากช่องทางของปราณันต์เลยด้วยซ้ำ

“ผมรักคุณปราณนะครับ” อยู่ๆ คามินก็พูดขึ้น ทำเอาปราณันต์ทำตัวไม่ถูก “คุณปราณทำให้ผมมีความสุขมากเลยรู้ไหม” ปราณันต์พยักหน้าเขินๆ ก่อนจะอ้อมแอ้มสารภาพ

“ผมก็เหมือนกันครับ” คามินพอเห็นแบบนั้นเลยนึกอยากจะแกล้ง

“อะไรเหมือนกันหรอครับ เรื่องที่คุณปราณรักผม หรือเรื่องที่คุณปราณมีความสุข”

“ทั้งสองเรื่องนั่นแหละ!” ปราณันต์ทำเป็นโวยวายกลบเกลื่อน จนคามินทนความน่ารักไม่ไหว ต้องก้มลงไปจูบแก้มนิ่มเบาๆ


จุ๊บ~


ถึงปราณันต์จะเขินแค่ไหน แต่ดูเหมือนว่าคนเจ้าเล่ห์จะไม่ยอมถอนแกนกายออกสักที จนปราณันต์ต้องเอ่ยปาก

“คุณคราม.. เอาออกไปได้แล้ว” คนตัวเล็กพูดอายๆ และยิ่งพอเห็นปราณันต์อาย คามินยิ่งอยากแกล้ง

“เอาอะไรออกหรอครับ หื้ม?” คามินแกล้งถาม

“ก็...” ปราณันต์ยังคงไม่กล้าพูด

“ก็อะไรครับ? ก็อันนี้หรอ?” คามินพูดพลางแกล้งกระแทกแก่นกายที่ยังคาอยู่เบาๆ ทำเอาปราณันต์อายแทบไปไม่เป็น

“อ๊ะ! คุณนี่!” ตากลมค้อนขวับเข้าให้ คามินเลยยิ้มขำอย่างเอ็นดู

“ฮ่าๆ ไม่แกล้งแล้วครับ ไม่แกล้งแล้ว” คามินถอนแกนกายออกจากช่องทางของปราณันต์ ทำเอาร่างเล็กอดผวาตามไม่ได้

จากนั้นคามินก็ยกขาปราณันต์ขึ้นเตรียมจะทำความสะอาดให้

“อะ เอ่อ.. ไม่ต้องครับ เดี๋ยวผมไปจัดการเอง” ปราณันต์รีบห้าม เมื่อรู้ว่าคามินกำลังจะทำอะไร

“คุณปราณลุกไม่ไหวหรอก หรือไหว หื้ม?” คามินแกล้งถาม “ถ้าไหวจะได้จัดอีกสักรอบ”

พอได้ยินพูดแบบนั้นปราณันต์ก็ส่ายหน้าหวือ แถมบ่นอุบเพราะคิดว่าคามินคงไม่ได้ยิน

“แค่นี้ก็หุบขาแทบจะไม่ลงแล้ว ชิ!”

คามินหัวเราะลั่นทันทีที่แอบได้ยิน ก่อนจะก้มถามด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้

“ใหญ่ใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆๆ”

ปราณันต์ได้แต่ค้อนคามินตาหลับตาเหลือก แต่ก็อมยิ้มบางๆ ก่อนที่คามินจะใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปในช่องทางของปราณันต์เพื่อเอาน้ำรักของเขาออก และเมื่อคามินถอนนิ้ว ปราณันต์ดันหลุดครางออกมาเพราะความรู้สึกบางอย่างที่ยังเหลืออยู่

“อาาาห์” คามินหันขวับมองด้วยแววตาเป็นประกายทันที จนปราณันต์รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยของตัวเอง

และเมื่อปราณันต์ได้ยินประโยคที่คามินพูด เขาถึงกับแทบจะอยากจะกัดลิ้นตาย

“กว่าฝาแฝดจะตื่นคงอีกหลายชั่วโมง... อีกรอบนะครับที่รัก”

และไม่ทันที่ปราณันต์จะตอบรับหรือปฏิเสธ คามินก็ก้มลงปิดปากอิ่มทันที เป็นอันว่าปราณันต์ต้องตกลงไปโดยปริยาย

.

.

.

เช้าวันต่อมาคามินกับปราณันต์นอนกอดกันอยู่บนเตียงอย่างมีความสุข เช้าวันนี้ก็ยังคงเป็นเช้าวันหยุดตามปกติอีกวัน แต่จะผิดปกติก็ตรงที่

“พี่ปราณค้าบ สายแล้ว ตื่นได้แล้วนะ” ปัณณธรน้อยส่งเสียงเรียกพี่ชายตัวเองเจื้อยแจ้ว ในขณะที่มือเล็กๆ ก็กำลังจิ้มแก้มของพี่ชายคนโตอย่างรักใคร่

“พี่ครามมมม~ ตื่นเร็วครับ สายแล้วๆ” ปุณณกันต์น้อยก็เช่นกัน เขากำลังเขย่าแขนกำยำของคามินอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นเจ้าตัวไม่ไหวติงเสียที

เจ้าหนูทั้งสองตื่นขึ้นมาก็ไม่เจอใคร เลยเดินเข้ามาในห้องของพี่ชายทั้งคู่ เมื่อเห็นคามินและปราณันต์หลับอยู่เจ้าหนูจึงปีนขึ้นไปบนเตียงเพื่อพยายามปลุกทั้งสองคน

“พี่ปราณครับ พี่ปราณณณ” ปัณณธรน้อยระดูมจูบแก้มปราณันต์ยกใหญ่ จนปราณันต์เริ่มรู้สึกตัว

“อ๊ะ ปุณณ์ ปัณณ์” เมื่อปราณันต์รู้สึกตัวตื่นสมองของเขาก็ประมวลภาพเมื่อคืนทันที เขากับคามินมีอะไรกันหลายต่อหลายรอบมาก และพอนึกขึ้นได้ปราณันต์ก็ลูบตามเนื้อตัวทันที เมื่อรู้ว่าเสื้อผ้าอยู่บนตัวเรียบร้อยแล้วก็เบาใจ สงสัยคามินจะลุกมาใส่ให้ตอนรุ่งสาง เขาไม่อยากให้เด็กๆ สงสัย ยังไงก็ต้องขอบคุณความรอบคอบของอีกฝ่ายที่ใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้

ปราณันต์เห็นเด็กๆ ยังอยู่ในชุดนอนเลยพยายามจะพาเด็กๆ เข้าห้องน้ำ แต่มันดูเหมือนว่าจะไม่ใช่งานง่ายเลย เพาะปราณันต์แทบลุกไม่ไหว ช่วงล่างของเขามันระบมไปหมด คามินจัดให้ชุดใหญ่จริงๆ

“มาครับ ผมจัดการเอง” คามินที่ตื่นขึ้นมาตอนไหนไม่รู้ นอนตะแคงท้าวแขนมองปราณันต์ที่พยายามจะลุกขึ้นจากเตียงนอนอย่างเอ็นดู

“พี่ครามตื่นแล้วว~” เด็กๆ เองพอได้ยินเสียงคามินก็หันไปหาเป็นตาเดียว ร่างปุ๊กลุกของเจ้าฝาแฝดปีนขึ้นไปนอนกอดก่ายบนตัวคามินอย่างนึกสนุก คนตัวโตเองก็ดูเหมือนว่าจะมีแรงเหลือเล่นกับเด็กๆ ได้สบายๆ ปราณันต์ได้แต่นึกค่อนขอดคนรักในใจ ทำไมถึงอึดเหนือมนุษย์มนาคนอื่นได้มากขนาดนี้

ทั้งสามกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนเตียงอย่างมีความสุข ฝาแฝดหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ชอบใจยามถูกคามินก้มลงฟัดแรงๆ เด็กโข่งอย่างคามินเองก็ดูจะมีความสุขไม่ต่าง เขี้ยวขาวแสดงตัวออกมาให้เห็นทันทีที่ริมฝีปากหยักยกยิ้ม โดยมีร่างบางนั่งมองภาพตรงหน้าอย่างสุขใจ

“พอได้แล้วครับ ไปอาบน้ำเถอะ จะได้ทานข้าวเช้ากัน” ปราณันต์ส่งเสียงปรามเมื่อเห็นว่าทั้งสามไม่หยุดเล่นเสียที

“วันนี้พี่ปราณตื่นสาย ปุณณ์กับปัณณ์ไม่ได้ตื่นสายสักหน่อย” เจ้าฝาแฝดคนเล็ก ย้อนพี่ชายตัวเองเข้าให้ ทำเอาผู้กุมอำนาจสูงสุดของครอบครัวถึงกับไปไม่เป็น เขาจึงเอาแต่โทษคามินอยู่ในใจในขณะที่เห็นคนตัวต้นเหตุนั่งหัวเราะร่ากับคำพูดของปัณณธรอย่างชอบใจ

“ฮ่าๆๆ” มือเล็กฟาดที่ต้นแขนแข็งแรงเข้าให้ เล่นเอาเจ้าตัวหุบยิ้มแทบไม่ทัน

“ไปครับ ไปอาบน้ำ เดี๋ยวพี่ปราณจะไปทำกับข้าวให้ทาน” ปราณันต์เสเปลี่ยนเรื่อง เพราะไม่รู้ว่าจะเถียงน้องยังไง

“ไปครับเด็กๆ เอาพี่วาฬกับพี่แมวไปลอยในอ่างรอพี่ครามก่อนนะครับ เดี๋ยวพี่ครามตามไป” คามินอุ้มเจ้าตัวแสบลงจากเตียง ก่อนที่เด็กๆ จะคว้าตุ๊กตาลอยน้ำกันคนละตัว แล้ววิ่งตื๋อไปเข้าห้องน้ำอย่างเชื่อฟัง

ดวงตาคมหันมามองคนที่นั่งอยู่บนเตียงอย่างอบอุ่น เล่นเอาแก้มขาวอดร้อนวูบวาบเพราะสายตาแบบนั้นไม่ได้

“ผมทำคุณปราณลำบากเลย ยังเจ็บอยู่ไหมครับ หื้ม?” คามินทรุดลงนั่งบนเตียงอีกครี้ง ก่อนจะลูบแก้มนิ่มอย่างหลงใหล

“นิดหน่อยครับ ถ้าค่อยๆ ลุกก็คงลุกไหว” ใบหน้าหวานเอียงซบมือใหญ่อย่างออดอ้อน ก่อนจะยิ้มหวานที่ทำเอาคามินแทบไม่อยากจะลุกจากเตียง “ฝากอาบน้ำแต่งตัวให้เด็กๆ ก็พอครับ เรื่องอาหารผมจัดการเอง”

คามินยื่นหน้าไปหาปราณันต์ก่อนจะใช้หน้าผากตัวเองดันหน้าผากมนของปราณันต์เบาๆ

“สาบานให้ตายเลย ถ้าผมมากับคุณปราณแค่สองคน... ผมจะไม่มีวันปล่อยให้คุณปราณลุกจากเตียงแน่ๆ” ใบหน้าหล่อเหลาแสดงความเสียดายออกมาจนปราณันต์อดขำไม่ได้

“ไปได้แล้วครับ เดี๋ยวเด็กๆ รอ” คามินค่อยๆ อ้อยอิ่งลุกจากเตียงก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังเล็ดลอดออกมาจากห้องน้ำ เรียกเอารอยยิ้มกว้างจากปราณันต์ได้เป็นอย่างดี

ตากลมมองไปที่ห้องน้ำอย่างมีความสุข ความสุขที่เขาได้สัมผัสมันจริงๆ เสียที หลังจากรอมานานเหลือเกิน

.

.

.

ตลอดวันนั้นทั้งวันทั้งสี่ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านพักชายทะเลแห่งนั้นอย่างมีความสุข พวกเขาออกไปเดินเล่นรับลมทะเลยามเช้าหลังทานอาหารเสร็จ พอสายๆ หน่อยก็ออกไปนั่งรถชมวิวรอบๆ สถานที่พัก พอตกบ่ายก็ออกมาเล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน เย็นๆ ก็มานั่งย่างบาร์บีคิวกินกันหน้าที่พัก ปราณันต์ยิ้มกว้างทุกครั้งที่คามินเหลือบไปมอง ปุณณกันต์ กับปัณณธรเองก็ร่าเริง สดใสสมกับเป็นเด็กในวัยนี้ ครอบครัวของปราณันต์ดูมีความสุขมาก มากจนคามินรู้สึกไม่ดี

ในใจลึกๆ ของเขาเหมือนมีหลุมดำขนาดใหญ่อยู่เสมอ ยามที่เขาคิดว่าเมื่อปราณันต์รู้ความจริงแล้วเรื่องระหว่างเขาสองคนจะเป็นยังไงต่อ และเมื่อคิดถึงตรงนี้ ไอ้หลุมดำที่ว่านี้ก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ดูดและกลืนกินความสุขของเขาให้ค่อยๆ หายไปทีละน้อย จนแทบไม่เหลืออะไรเลย สุดท้ายคามินก็จะยอมแพ้ แล้วผลักทุกอย่างออกจากความคิด ต่อจากนั้นก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่เขาตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่าจะทำ นั่นคือการทำร้ายปราณันต์

ครั้งนี้เองก็เช่นกัน คามินเลือกที่จะผลักความรู้สึกไม่ดีออก แล้วอยู่กับความสุขตรงหน้ามากกว่า ยังไงเสีย เขาก็ได้ทำตามที่ตั้งใจแล้ว เวลาหนึ่งอาทิตย์ที่เหลือเขาจะขอเก็บเกี่ยวแต่สิ่งดีๆ เขาจะมามัวเสียเวลาไม่สบายใจกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงไปทำไม

“คิดอะไรอยู่หรอครับ” คนในอ้อมกอดของคามินถามขึ้น

ตอนนี้เด็กๆ เข้านอนเรียบร้อยแล้ว เขาทั้งคู่จึงเลือกที่จะออกมานั่งเล่นริมระเบียงที่พักแทนที่จะอุดอู้อยู่ในห้อง

ร่างเล็กนั่งพิงอกกำยำของคามินอย่างสบายตัว ในขณะที่แขนกำยำโอบรอบเอวบางไม่ห่าง จมูกโด่งเป็นสันของร่างสูงคลอเคลียอยู่ที่กลุ่มผมสีเข้ม คามินชอบกลิ่นของปราณันต์ ไม่ว่าจะกลิ่นหอมอ่อนๆ ของร่างกาย หรือกลิ่นเย็นสบายของกลุ่มผมนิ่มของคนตัวเล็ก

“คิดเรื่องของเราครับ” คามินตอบพลางกดจูบลงบนขมับของคนในอ้อมก้อดเบาๆ “ผมมีความสุขมากเลย คุณปราณรู้ไหม”

ใบหน้าหวานพยักลงอย่างอายๆ ก่อนจะอ้อมแอ้มสารภาพ “ผมก็มีความสุขมากเหมือนกัน ขอบคุณนะครับ”

คามินหัวเราะน้อยๆ พลางตอบ “แค่พามาเที่ยวทะเลเอง ไม่เห็นต้องขอบคุณผมเลย”

“ไม่ใช่ครับ ผมขอบคุณ ที่คุณเข้ามาใช้ชีวิตของผม ชีวิตของเราสามคน คุณทำให้พวกเรายิ้มได้ ขอบคุณที่ทำให้พวกเรารู้จักความสุขแบบจริงๆ จังเหมือนคนอื่นเขาสักที”

คามินหน้าเสีย หัวใจเขาปวดแปลบขึ้นมาทันที เมื่อคิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำไปทั้งหมด มันก็แค่เรื่องสนุก มันก็แค่ความอยากเอาชนะ เขาไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าปราณันต์จะจริงจังกับเขาขนาดนี้

ปราณันต์หันมากอดคามินไว้ทั้งตัว คนตัวเล็กดูลังเลอยู่สักพัก ก่อนที่ปากอิ่มจะกดจูบเบาๆ ลงไปที่อกข้างซ้ายของคนตัวโต


“ผมรักคุณนะครับ”


ปราณันต์พึมพำอยู่กับอกคามิน พูดเองก็อายเอง เขาไม่แทบกล้าสบตาคามินด้วยซ้ำ

ท่าทางเขินอายแบบนั้นดูเหมือนว่าจะกระตุ้นอารมณ์คามินได้อย่างดี เขาอยากกอด อยากสัมผัส อยากจูบ และอยากย้ำว่าเขาเป็นเจ้าของของคนๆ นี้ มันอาจจะเป็นฟางเส้นเดียวที่ยึดความรู้สึกเขาไว้ได้อยู่...


...ความรู้สึกของการได้ครอบครองปราณันต์


“เราเข้าห้องกันนะครับ” คามินกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูนิ่ม ปราณันต์ไม่ตอบอะไร เพียงแต่ยกแขนเรียวโอบรอบคอคนตัวโตไว้แทน

คามินก้มลงจูบปากอิ่มที่แหงนขึ้นมารอรับ จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะยกร่างบางขึ้น แล้วเอาขาเรียวทั้งสองข้างเกี่ยวเอวสอบของตัวเองไว้โดยที่ริมฝีปากของคนทั้งสองไม่ได้ผละออกจากกัน จากนั้นร่างสูงจะเดินพาตัวเองและปราณันต์เข้าห้องนอนไป

คามินค่อยๆ วางปราณันต์ลงบนที่นอน สายตาของคนทั้งคู่สบกันอย่างมีความหมาย ก่อนที่คามินจะค่อยๆ พรมจูบปราณันต์อย่างอ้อยอิ่ง

“ตรงนี้ก็ของผม” คามินจูบที่เปลือกตา

“ตรงนี้ก็ของผม” คามินจูบที่แก้ม

“ตรงนี้ก็ของผม” คามินจูบปราณันต์ที่ปาก ก่อนจะค่อยๆ ลดใบหน้าลงไปจูบที่อกซ้ายของคนตัวเล็กเช่นเดียวกับที่ปราณันต์ทำกับตน จากนั้นก็กระซิบเสียงพร่า

“ตรงนี้ก็ของผมเหมือนกัน คุณปราณเป็นของผม ของผมคนเดียว”

จบคำริมฝีปากอิ่มก็ยกยิ้มสดใส ก่อนที่คนทั้งคู่จะโผเข้าหา ราวกับรอที่จะเป็นของกันและกันจนทนไม่ไหว

... คืนพรุ่งนี้จะเป็นยังไง ไม่ใช่เรื่องที่คามินต้องกังวล ขอแค่คืนนี้นาทีนี้ปราณันต์อยู่กับเขา ทอดร่างหอบหายใจอยู่ภายใต้อาณัติเขา และเมื่อตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ เขาก็จะได้เจอใบหน้าของปราณันต์เป็นคนแรก แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

.

.

.

เช้าวันอังคาร คามินและปราณันต์มาทำงานอย่างมีความสุขและอารมณ์ดี โดยเริ่มจากการไปส่งฝาแฝดที่โรงเรียนอนุบาล ทั้งสองคุยกันงุ๊งงิ๊งตลอดเวลา โดยมีลูกคู่สองหน่อ คอยเป็นลูกรับลูกชน

“ปุณณ์ ปัณณ์ไปเที่ยวทะเลมามีความสุขไหมครับ” คามินถาม พลางมองกระจกมองหลังไปที่เด็กๆ เจ้าหนูทั้งสองยิ้มร่า ก่อนตอบอย่างอารมณ์ดี

“มีความสุขครับ ปุณณ์ชอบ” เจ้าแฝดคนพี่รับตอบโดยมีคนน้องตามมาติดๆ

“ใช่ๆ ปัณณ์มีความสุขที่สุดในโลกเลย ปัณณ์อยากไปทุกที่ๆ มีพี่ครามกับพี่ปราณ” เจ้าหนูพูดอ้อนอย่างชาญฉลาด ทำเอาคนเป็นพี่ยิ้มไม่หุบ

“งั้นวันหลังเราไปเที่ยวกันอีกดีไหมครับ”

เจ้าหนูทั้งสองเงีบบไป คามินและปราณันต์เลยเหลือบไปมองไปมองพร้อมกันแทบจะทันที จึงได้เห็นว่าดวงตากลมแป๋วแหววสองคู่จ้องไปที่ปราณันต์อย่างคาดหวัง

ปราณันต์หัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะเอ่ยคำที่เขาคิดว่าน้องๆ น่าจะอยากได้ยิน

“พี่ปราณอนุญาตครับ"

พอจบคำพี่ชาย เจ้าหนูทั้งสองก็ร้อง “เย่!” ออกมาอย่างยินดี

“ไปครับพี่คราม เราไปเที่ยวกัน” ปัณณธรยื่นหน้ามาที่เบาะคนขับก่อนที่จูบลงบนแก้มสากของคามินรัวๆ

ปุณณกันต์เองก็ไม่ต่าง เจ้าตัวน้อยพุ่งไปจูบแก้มนิ่มของพี่ชายอย่างรักใคร่

“ขอบคุณนะครับพี่ปราณ เราสองคนรักพี่ปราณมากที่สุดในโลกเลย”

ผู้ใหญ่ทั้งสองยิ้มและหัวเราะไปกับคำพูดรู้ดีของฝาแฝด ก่อนจะมองหน้ากันอย่างมีความสุข ตลอดทางจนไปถึงโรงเรียนอนุบาล

และเมื่อส่งเด็กๆ ถึงมือครูประจำชั้นเรียบร้อย ปราณันต์และคามินก็ร่ำลาเด็กๆ เพื่อไปออฟฟิศของตัวเองกันต่อ

“พี่ครามมม~ เย็นนี้อย่าลืมมารับเราสองคนนะครับ”

คามินหันกลับไปตามเสียงตะโกนบอก ก่อนจะแปลกใจน้อยๆ เมื่อเห็นว่าคนตะโกนคือปุณณกันต์ เพราะส่วนใหญ่คนที่มีท่าทีแบบนี้มักจะเป็นปัณณธรมากกว่า

แต่คามินก็เลือกที่จะสะบัดความคิดไร้สาระทิ้ง ก่อนที่พี่ครามของเด็กๆ จะยิ้มอ่อนโยน และพยักหน้าพร้อมรับปากว่าจะมารับ แล้วโบกมือลาขึ้นรถไปในที่สุด

.

.

.

ขณะขับรถไปออฟฟิศคามินหันมามองและยิ้มให้ปราณันต์เป็นระยะ จนคนตัวเล็กกว่าอดแซวไม่ได้

“ทำไมครับ กลัวผมหายหรอ ถึงคอยมองตลอดแบบนี้” ปราณันต์พูดยิ้มๆ แถมพูดเองยังอายเองอีกตะหาก

“กลัวสิครับ เมียผมทั้งคน” ปราณันต์อ้าปากหวอ เมื่อเจอคามินสวนกลับ ในขณะที่คนเจ้าเล่ห์กลับหัวเราะอย่างชอบใจ เมื่อได้เห็นท่าทางที่ทำอะไรไม่ถูกของปราณันต์

“คุณนี่! พูดอะไรก็ไม่รู้ ผมไม่พูดด้วยแล้ว” ว่าไม่ว่าเปล่า มือเล็กๆ ของปราณันต์ฟาดลงบนแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างหมั่นไส้ เพราะทำอะไรไม่ได้

และยิ่งเมื่อได้เห็นท่าทีแบบนั้นยิ่งทำให้คามินขำ ก่อนที่จะแหย่ปราณันต์ โดยเรียกคนตรงข้ามว่า ‘เมียจ๋า เมียจ๋า’ ไปตลอดเส้นทางเข้าออฟฟิศ

“เลิกแกล้งผมได้แล้วนะ!” คามินแอบขำเบาๆ เมื่อเห็นว่าปราณันต์กำลังจะงอนจริงๆ จึงต้องรีบง้อให้หายโกรธ

“โอ๋ๆ ผมขอโทษครับ ผมขอโทษ” มือใหญ่ข้างที่ว่างจากการจับพวงมาลัยเอื้อมไปกุมมือเล็กไว้ ก่อนที่จะดึงมาจรดริมฝีปากของตัวเอง ก่อนจะกดจูบลงไปเบาๆ


“ปราณันต์ครับ ผมรักคุณ”


ปราณันต์หันมามองคนตรงข้ามของตัวเองเต็มตา ในแววตากลมมีน้ำใสคลอหน่วยอยู่น้อยๆ ก่อนที่แววตากลมนั้นจะบิดขึ้นเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว อันเกิดจากรอยยิ้มจากปากอิ่ม


“คามินครับ ผมก็รักคุณเหมือนกัน”


คามินเองก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีความสุขมาก ทั้งคู่ต่างยิ้มให้กัน ราวกับคนที่ตกอยู่ในห้วงรักและห้วงหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


เมื่อถึงออฟฟิศ ปราณันต์ก็เตรียมจะลงจากรถ ก่อนจะนัดแนะกันเรื่องเย็นนี้

“โทรหาผมนะครับว่าเลิกกี่โมง ผมจะได้มารับ แต่ถ้าเลิกดึก ผมจะได้ไปรับเด็กๆ ก่อน”

ปราณันต์พยักหน้ารับ เขาชะงักนิดหนึ่งตอนกำลังจะหันไปเปิดประตู เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนจะหันกลับมา แล้วยื่นหน้าไปจูบที่แก้มสากของคนตรงข้ามแบบเร็วๆ


จุ๊บ~


พอหอมแก้มคามินเสร็จ ปราณันต์ก็กระโดดลงจากรถทันที ในขณะที่คามินกำลังอึ้งอยู่

“ตั้งใจทำงานนะครับ”

ปราณันต์ลดหน้าลงมาตรงหน้าต่างรถ ก่อนจะตะโกนบอกคนรักเบาๆ คามินเองเมื่อได้สติก็เอาแต่ยิ้มมีความสุขไม่เลิก จนปราณันต์หันหลังเดินกลับไปนั่นแหละ เขาถึงได้ออกรถมาอย่างอารมณ์ดี

ปราณันต์เดินกลับหลังไปไม่กี่ก้าว ก็ถึงได้รู้ว่าตัวเองหยิบโทรศัพท์ของคามินติดมือมาด้วย ร่างบางรีบหันหลังกลับ ก่อนจะพบว่ารถคามินเลี้ยวไปด้านข้างของตึกแล้ว ปราณันต์ตัดสินใจวิ่งตามไปเผื่อจะทัน เพราะถ้าวันนี้คามินไม่มีโทรศัพท์ไว้ใช้งาน ต้องยุ่งยากมากแน่ๆ

และเมื่อปราณันต์วิ่งพ้นมุมตึกมา เขาก็เห็นว่ารถของคามินจอดอยู่ที่ทางเข้าด้านหลังตึก ไม่ห่างออกไปเท่าไหร่นัก ริมฝีปากอิ่มยิ้มอย่างยินดี ขาเรียวเริ่มออกวิ่งต่อ พลางนึกในใจ


‘สงสัยวันนี้คุณครามจะอยู่ออฟฟิศ'


ปราณันต์วิ่งตามไปจนทันเห็นคามินยืนรอลิฟต์อยู่ คามินที่ปราณันต์เห็นตอนนี้ดูค่อนข้างแตกต่างจากคามินที่เขาเคยเห็น ร่างสูงอยู่ในชุดสูทสากลดูดีตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ซึ่งน่าจะหยิบขึ้นมาใส่หลังเขาลงจากรถ ใบหน้าหล่อเหลาดูเย็นชา ริมฝีปากหยักที่เคยมีแต่รอยยิ้มให้เขากับน้องๆ กลับเรียบตึง จะมีก็แต่แววตาคมคู่นั้นที่ดูเหมือนจะเจือความสุขอยู่อย่างปิดไม่มิดนั่นแหละ ที่ทำให้ปราณันต์มั่นใจว่าคนๆ คนนี้คือคามินของเขา ซึ่งก็ดูเหมือนว่าข้างตัวของคนรักของเขาจะมีผู้ชายร่างสูงรายงานอะไรบางอย่างอยู่ ในขณะที่คามินทำแค่ฟังและเพ่งความสนใจไปที่ลิฟต์เท่านั้น

ปราณันต์ไม่กล้าออกไปแสดงตัวเพราะสังหรณ์บางอย่างที่เขาก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าคืออะไร คนตัวเล็กเลยเลือกที่จะรอจนคามินเข้าลิฟต์ไปพร้อมกับผู้ชายคนนั้น พอลิฟต์ปิด ปราณันต์ก็วิ่งไปที่ลิฟต์ตัวที่คามินเพิ่งโดยสารขึ้นไป เขาเพ่งมองอย่างตั้งใจว่ามันหยุดที่ชั้นไหน


ชั้นยี่สิบหก ชั้นสูงที่สุดของตึก ชั้นสำหรับผู้บริหารระดับสูง


ปราณันต์กำโทรศัพท์ในมือแน่น จนข้อนิ้วขึ้นเป็นสีขาว อีกใจนึงเขาก็พยายามบอกตัวเองว่าคามินแค่อาจจะถูกผู้บริหารเรียกพบหรืออะไรสักอย่าง แต่อีกใจเขาก็คิดว่ามันแปลกๆ และเขาก็ควรขึ้นไปดูให้รู้จะได้สบายใจ ซึ่งแน่นอนว่าความอยากรู้ย่อมชนะความยับยั้งชั่งใจทั้งปวง

ปราณันต์ตัดสินใจแอบกดลิฟต์ขึ้นมาที่ชั้นยี่สิบหก ทางเดินบนชั้นนี้เงียบและทอดยาวไปหมด ปราณันต์เดินไปเรื่อยๆ จนเห็นคามินหยุดอยู่ที่หน้าห้องประชุมห้องหนึ่ง คนตัวโตพูดอะไรบางอย่างกับผู้ชายร่างสูงคนนั้น ก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะเดินจากไป

คามินผลักประตูแล้วเดินเข้าไปในห้องนั้น ปราณันต์ตัดสินใจเดินไปที่หน้าห้อง ก่อนจะพบว่าประตูปิดไม่สนิท มันแง้มอยู่เล็กน้อย ทำให้เสียงในนั้นลอดออกมา

ปราณันต์ยืนนิ่ง มือทั้งสองกำไว้ที่โทรศัพท์มือถือแน่น เหงื่อซึมออกมาเล็กน้อยตามไรผม เขาไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกำลังตื่นเต้น หรือวิตกกับเรื่องอะไร แต่เท่าที่รู้ความรู้สึกของเขากำลังบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องดี

และเสียงทุ้มที่ปราณันต์คุ้นเคยก็ดังขึ้น แต่จะต่างก็ตรงที่มันเย็นเยียบไม่อบอุ่นเหมือนเวลาที่พูดกับเขา

“เซ็นโอนหุ้นมาให้ฉันได้แล้ว คนละห้าเปอร์เซ็นต์ตามที่ได้พนันกันไว้”

ปราณันต์ตัวแข็งทื่อ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคามินคุยกับใครในห้อง แต่ที่แน่ๆ คือมันไม่ใช่เรื่องงาน มันคือเรื่องของการพนัน

“ยังไม่ครบกำหนดหนึ่งเดือนที่แกคบกับปราณันต์เลยไอ้คราม ทำมาเป็นรีบ” นี่เสียงของเมธัสเพื่อนของคามิน ปราณันต์จำได้ เขาสับสนไปหมด นี่มันเรื่องอะไรกัน แต่ในเวลานั้นก็ดูเหมือนว่าสมองของปราณันต์กำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว


... แล้วการที่เขาคบกับคามิน มันเกี่ยวอะไรกับหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ หรือการพนันบ้าบอนั่น หรือว่า...?


ปราณันต์พยายามสลัดความคิดไร้สาระทิ้ง เขามั่นใจแน่ว่าคามินไม่มีทางทำแบบนั้นกับเขาแน่นๆ ไม่มีทาง..

แต่ความหวังของปราณันต์ก็พังทลายลง เมื่อได้ยินประโยคต่อมาจากใครสักคนในห้อง

“ใช่ เฮีย เราตกลงกันที่เดือนนึงนี่ อีกอย่างจุดไคลแมกซ์ของเดิมพันเรา ไม่ใช่แค่เฮียคบกับคุณคนหน้าสวยนั่นสักหน่อย” นี่เสียงของเตชินท์ ปราณันต์คิด ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามีใครอยู่ในห้องนั้นบ้าง

เพื่อนสนิททั้งสามคนของคามิน อีกไม่ช้าเขาต้องได้ยินเสียงของสิปปกรแน่ๆ

ปราณันต์อยากจะปิดหู หลับตา แล้วหายไปจากตรงนี้เมื่อพบว่าตัวเขาเป็นเครื่องมือที่ใช้เล่นพนัน เครื่องมือเล่นสนุกของคนสี่คนนี้ ตัวเขาที่เป็นคนมีชีวิตและจิตใจมีมูลค่าแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ของหุ้นที่เอามาวางเดิมพัน

น้ำใสไหลออกจากตากลมเงียบๆ ปราณันต์คิดว่านี่เป็นสิ่งที่เขาปวดใจมากที่สุด แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้น เมื่อเขาได้ยินบทสนทนาต่อมาระหว่างสิปปกรกับคามิน ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักของเขา

“เอาไว้นายนอนกับคุณปราณ..” สิปปกรยังพูดไม่ทันจบประโยค คามินก็พูดสวนขึ้นมาเสียก่อน

เสียงทุ้มนั้น เสียงที่อบอุ่นและคุ้นเคย กำลังพูดประโยคที่ใจร้ายที่สุด ที่ปราณันต์ไม่คิดว่าตัวเองจะมาได้ยิน


“ฉันนอนกับปราณันต์แล้ว เอาหุ้นของพวกนายมา... ฉันคือผู้ชนะการพนันในครั้งนี้”


พอจบประโยค โทรศัพท์ในมือเล็กที่ปราณันต์ตั้งใจเอามาคืนคามินก็ล่วงหลุดมือตกพื้นเสียงดังลั่น ปราณันต์ยืนช็อคอยู่พักใหญ่ น้ำหูน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด มือเล็กยกขึ้นปาดมันทิ้งอย่างลวกๆ ก่อนที่จะวิ่งไปที่ลิฟต์ที่ตัวเองใช้โดยสารขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

เขาอยากไปจากตรงนี้ ไปจากคนใจร้ายที่เขารักจนหมดใจ ไปจากคนนิสัยไม่ดีที่หลอกเขาเพียงเพราะหวังจะนอนกับเขาเพื่อแลกกับหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์

คามินเองหลังจากที่ได้ยินเสียงของหล่นที่หน้าห้อง ก็ลุกเดินออกมาเปิดประตูดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะเห็นว่าโทรศัพท์มือถือตัวเองหล่นแตกกระจายอยู่ ดวงตาเรียวเบิกกว้าง สังหรณ์ในใจทำงานขึ้นมาอัตโนมัติ ก่อนจะหันมองไปทางลิฟต์ที่อยู่ไม่ไกล เขาจึงได้เห็นแผ่นหลังบางที่คุ้นเคยกำลังกระหน่ำกดแผงลิฟต์อย่างไม่ออมมือ

“คุณปราณ” เสียงที่หลุดออกมาจากปากหยักไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ เขาตัดสินใจออกวิ่งทันที ในตอนนั้นหัวสมองเขาคิดอะไรแทบไม่ออก เขารู้แค่ว่าเขาต้องวิ่งไปหาเด็กคนนั้น เขาต้องไปอธิบายให้ปราณันต์เข้าใจ เขาจะไม่ยอมให้ปราณันต์ไปทั้งที่ได้ยินความจริงอันโหดร้ายโดยที่ไม่ได้ฟังคำอธิบายจากเขาเด็ดขาด

อีกเพียงแค่นิดเดียวจะถึงตัวปราณันต์แล้ว แต่ประตูลิฟต์กลับเปิดออกเสียงก่อน

“คุณปราณ ฟังผมก่อน” เขาตะโกนสุดเสียง ใบหน้าสวยหวานที่เขาชอบมอง ทำแค่เงยขึ้นมาสบตาเขาเท่านั้น คามินทันได้เห็นความโศกเศร้าเสียใจทุกอย่างบนใบหน้านั้น ดวงตากลมโตแดงช้ำและมีน้ำใสไหลลงมาไม่หยุด หัวใจของเขาเหมือนมีมือนับพันมาฉีกขย้ำให้ขาดเมื่อเขาได้รู้ว่าเขาทำลายคนที่รักเขาด้วยใจจริงมากแค่ไหน คามินพยายามเอื้อมมือจะขวางประตูลิฟต์ไว้ แต่มันกลับปิดลงเสียก่อน

คามินตะโกนพลางทุบประตูลิฟต์ราวกับคนขาดสติ มือใหญ่กระหน่ำกดปุ่มลิฟต์เพื่อเร่งให้มันเปิด แล้วเขาจะได้ลงไปหาปราณันต์เพื่ออธิบายทุกอย่าง และเมื่อลิฟต์เปิดออก คามินก็รีบเร่งกดให้มันลงไปชั้นล่างสุดโดยเร็ว และเมื่อถึงชั้นหนึ่ง ประตูลิฟต์เปิดออก ก่อนที่คามินจะชะงักเท้า ตาเรียวคมเบิกกว้าง เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าลิฟต์


“ลงมารับด้วยตัวเองเลยหรอคะเนี่ย"


ริมฝีปากที่ถูกเจ้าของประโยคข้างต้น แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีแดงสดยิ้มหยดย้อยให้คามินอย่างยินดี เมื่อเข้าใจไปเองว่าคู่หมั้นลงทุนมาต้อนรับตนด้วยตัวเอง ก่อนจะเดินไปเกาะแขนกำยำอย่างต้องการแสดงความเป็นเจ้าของ


“วลัย...”


คามินเรียกชื่อคนตรงข้ามอย่างตกตะลึง

“ใช่ค่ะ วลัยเอง วลัยกลับมาหาคุณแล้วนะคะ” ใบหน้าสวยหวานอิงแอบไปที่ต้นแขนคามินอย่างออดอ้อน ในขณะที่คามินยืนนิ่งเหมือนถูกสาป

... ดูเหมือนว่าความสุขที่เขาเพิ่งจะได้รับ จะหมดไปเร็วกว่าที่เขาคิดไว้

.

.

.

To Be Continue

---------------------------------------------------------------------

จริงๆ อยากตั้งชื่อตอนว่าไบโพล่าร์ แต่กลัวว่าจะแรงไป 5555555555555555

พักนี้มาถี่มาบ่อย เพราะเนื้อเรื่องมันเริ่มจะงวดแล้วววว จากนี้คือความบ้าคลั่งที่แท้จริง เตรียมดราฟท์คำด่าอิคุณครามไว้ได้เลย ไม่ได้ฉะปอย แค่ย้ำเตือน เพราะรู้ว่าทุกคนดราฟท์คำด่านังไว้ ตั้งแต่เปิดเรื่องแล้ว 5555555555555555

ขอคอมเม้นท์หน่อยน้าาา ขอกำลังใจให้เราสักนิด ใครที่คอยยอยู่ตรงนี้ คอยซัพพอร์ตนิยายของเรามาตลอดก็ขอบคุณมากๆ นะคะ ซึ้งใจมากเลย ... สัญญาว่าจะพยายามมาห้เร็วขึ้นน สักสองสามสี่วันตอนนึงไรงี้ เพื่อตอบแทนความใจดีที่ทุกคนยังอยู่ตรงนี้กะเราเสมอออ

รักมากๆ นะคะ แล้วไว้เจอกันตอนต่อไปเนาะ ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-02-2021 21:53:06 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
กรี๊ดดโอ๊ยยมาถึงวันนี้สักที ลุ้นมากอ่ะกลัวปราณจะไม่ตามขึ้นไป ในที่สุดวันที่ตรูรอคอยก็มาถึง มาถึงแบบโบ๊ะบะ คู่หมั้นก็มา เอาสิๆ 555555 อย่ามาแนวง้อๆนิดๆแล้วก็หายหรือขับรถชน เจออุบัติเหตุแล้วให้อภัยง่ายๆนะ หนีไป10ปี15ปี อย่าให้ได้ตามเจอ อกแตกตายไปเลย 55555 อะแล้วทีนี้ปราณจะทำยังไงหนออออ เห็นใจแล้ว แต่รู้สึกสงสารเด็กๆมากกว่า แต่ช่างแม่ง มาหลอก มุงต้องเจอหนักๆคามิน แค้นนนนนนนนนแทน 5555 สนุกกๆๆชอบๆ หัวใจจะวายตาม ลุ้น 5555  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2653
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4041
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
ได้เวลาของความจริงแล้วสักที
เตรียมตัว รับมือ ..

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
ปราณต้องเอาคืนให้หนักๆ :katai1:

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
21st Lies : พังทลาย


Pranan’ s Part


สิ่งสุดท้ายที่ผมได้เห็นก่อนจะวิ่งหนีลงมาคือ ใบหน้าที่ผมคุ้นเคยดูเหมือนจะตกใจและเสียใจไปพร้อมๆ กัน

ผมไม่รู้ว่าเขาเสียใจเรื่องอะไร เขาเสียใจที่ผมรู้ความจริงเร็วเกินไป หรือเขาเสียใจที่เขาทำร้ายผม ผมอยากจะเข้าข้างตัวเองว่ามันคือแบบหลัง แต่แล้วประโยคนั้นก็ดังขึ้นในหัวผมอีกครั้ง


“ฉันนอนกับปราณันต์แล้ว เอาหุ้นของพวกนายมา .. ฉันชนะการพนันในครั้งนี้”


มันยังคงดังซ้ำไปซ้ำมาในหัวผม เหมือนจะตอกย้ำความโง่งมที่ผมมี ผมหลงเชื่อหมดใจว่าเขารักผมและครอบครัวจริงๆ ผมเปิดประตูให้เขาเข้ามาทำร้ายความรู้สึกโดยไม่ได้เฉลียวใจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะผมเอาแต่คิดว่า ‘คนอย่างผมไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ให้เขาหา’ จนผมลืมคิดว่า ผมอาจจะมีประโยชน์มากกว่าถ้าเขาเอามาใช้เป็นเครื่องมือ

ผมหัวเราะให้ตัวเองอย่างขื่นๆ ในใจลึกๆ ผมรู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของความโง่หรืออะไรหรอก เหตุผลหลักๆ คือ ผมดันไปหลงรักเขาง่ายๆ เองต่างหาก นั่นแหละ คือความจริงที่ผมต้องยอมรับ

“ปราณ เกิดอะไรขี้น” ผมเดินเข้ามาในห้องทำงานอย่างคนหมดเรี่ยวหมดแรง ผมร้องไห้อย่างหนักก่อนที่จะเดินมาถึงที่นี่ มันเหมือนในใจผมเจ็บจนชาไปหมด และยังไม่ทันได้ตั้งตัวผมก็เจอกับคนที่ผมไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอ

ผมหันหน้าหนีทันทีที่ได้ยินเสียงพี่นทนัช เขาเดินตรงรี่เข้ามาหาผม เมื่อผมเดินเข้ามาในห้องทำงานของทีม แต่ไม่ว่าผมจะหลีกเลี่ยงไม่ให้พี่นทเห็นยังไง หลักฐานที่เป็นคราบน้ำตาหรือดวงตาที่แดงช้ำ รวมไปทั้งความเศร้าหมองบนใบหน้าก็ฟ้องทั้งหมดอยู่ดี

“ไม่มีอะไรครับ” เป็นคำโกหกที่ดูโง่และไร้สาระมาก ผมรู้ ใครฟังก็ต้องไม่เชื่อ แน่นอนว่าพี่นทก็ด้วยเช่นกัน

“อย่าโกหกปราณ ได้เห็นสภาพตัวเองก่อนพูดประโยคนี้ออกมารึยัง? มีอะไร พูดมาให้พี่ฟังเดี๋ยวนี้นะ” เสียงของคนที่เป็นทั้งหัวหน้าและเป็นทั้งพี่สาวพูดขึ้น ทำเอาผมกลืนก้อนสะอื้นลงคอแทบไม่ไหว

ปราณันต์ที่เคยเข้มแข็ง ตอนนี้แทบไม่เหลือเค้าเดิม .. ความรักทำให้ผมอ่อนแอขนาดนี้ได้ยังไงกัน

และก่อนที่ผมจะได้ทันพูดอะไรต่อ เสียงเอะอะจากหน้าห้องทำงานของทีม ทำให้ผมกับพี่นทหันไปมองเป็นตาเดียว

“มีอะไรกันหรอพี่นท ปราณ” เป็นกันต์กวีที่เพิ่งเข้ามาเดินมาสมทบกับเราสองคนที่กำลังยืนอยู่

ผมต้องขอบคุณความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เพราะมันช่วยดึงความสนใจจากกันต์กวีไปหมดสิ้น ไม่อย่างนั้นเพื่อนผมคนนี้คงต้องมาเค้นถามจะเอาคำตอบจากผมให้ได้แน่ๆ ถ้าได้เห็นสภาพของผมแบบเต็มๆ ตา แค่พี่นทคนเดียวผมยังหาคำอธิบายดีๆ มาตอบไม่ได้ ยิ่งถ้ามีกันต์กวีมาพ่วงอีกคน กันต์กวีคนที่คอยเตือนผมนักหนาว่าอย่าหลงเชื่อผู้ชายคนนั้น แต่ผมกลับไม่ฟัง หนำซ้ำยังเผลอพูดจาทำร้ายความหวังดีของเพื่อน เพราะความอวดดีคิดว่าตัวเองรู้จักผู้ชายคนนั้นดีพอ แต่ความจริงแล้วเป็นกันต์กวีต่างหากที่มองคนๆ นั้นขาดทั้งหมด ผมนี่มันโง่... โง่จริงๆ

เราสามคนเห็น นที คนในทีมคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาจากหน้าห้อง เลยตัดสินใจจะเรียกไว้เพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ดูเหมือนว่านทีจะหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเราเสียก่อนแทน

“พี่นทครับ! เห็นหัวหน้าทีมไหมครับ” นทีละล่ำละลักถามแทบไม่เป็นคำ พี่นทดูงงๆ กับท่าทางของหนึ่งในเพื่อนร่วมทีม แต่ก็รีบตอบกลับไป

“อยู่ทางด้านโน้นแหนะ ว่าแต่มีอะไร ทำไมถึงได้ดูหน้าตาตื่นขนาดนี้ แถมหน้าห้องยังมีเสียงเอะอะวุ่นวายอีก เกิดปัญหาอะไรขึ้นรึป่าว” พี่นทถามในสิ่งที่พวกเราอยากรู้ขึ้นมา

“ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับพี่” นทีตอบ

“เพียงแต่ท่านประธานกับคุณพรวลัยน่ะสิ ไม่รู้นึกครึ้มอะไร จู่ๆ ก็เกิดจะอยากเดินให้กำลังใจพนักงาน เห็นว่าเธอเพิ่งกลับจากต่างประเทศ เลยอยากจะสำรวจนั่นนี่นิดหน่อย ทุกคนก็เลยต้องเตรียมการต้อนรับ ผมเลยต้องรีบไปแจ้งหัวหน้าก่อน”

“คุณพรวลัย.. ใครคือคุณพรวลัยหรอ?” พี่นทถามขึ้นงงๆ ว่าเธอคือใคร ผมเองก็อยากรู้ ลำพังท่านประธานนี่ยังพอเข้าใจได้ แต่คุณพรวลัยนี่ใครกัน

“คุณพรวลัยเธอเป็นคู่หมั้นของท่านประธานไง เห็นว่าหมั้นกันไว้นานแล้วนะ เร็วๆ นี้คงจะแต่งกันแล้วล่ะ”

และถึงแม้เรื่องที่นทีต้องไปบอกหัวหน้าจะดูเร่งด่วน แต่หมอนั่นก็เหมือนอยากจะเม้าท์เรื่องของคู่หมั้นของท่านประธานมากกว่า

“เห็นว่ากันว่าเธอหวงท่านประธานของพวกเราน่าดู ก็แหงล่ะ ทั้งหล่อ ทั้งรวยขนาดนั้น เป็นผม ผมก็ไม่ปล่อยไปหรอก”

พวกเรารับฟังเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ โดยเฉพาะผม ผมแทบไม่ยินดียินร้ายอะไรเลยกับเรื่องที่ได้ยิน มันดูไกลตัวผมมาก จนผมไม่รู้จะเก็บเอามาใส่ใจทำไม แค่ลำพังเรื่องของตัวเองตอนนี้ผมยังแทบเอาตัวไม่รอดเลย เรื่องของท่านประธานนี่ผมขอไม่มีส่วนร่วมดีกว่า แต่ใครจะรู้ล่ะว่าผมคิดผิดถนัด มันใกล้ตัวผมเสียจนคาดไม่ถึงเลยล่ะ

“อ่ะๆ งั้นนายรีบไปบอกหัวหน้าเถอะก่อนที่ท่านประธานจะมา” พี่นทไล่ให้นทีไปหาหัวหน้า ก่อนที่หมอนั่นจะเม้าท์ยืดยาวไปกว่านี้

“งั้นผมไปนะ พวกพี่ๆ ก็เตรียมตัวไว้ด้วยละกัน เดี๋ยวอีกแปปหัวหน้าคงเรียกรวมตัวแหละ”

พวกเราสามคนพยักหน้ารับ ก่อนที่พี่นทจะหันมาหาผม พลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังให้ได้ยินเบาๆ กันสองคน

“ไปล้างหน้าล้างตาซะก่อนกวีมันจะหันมาเห็น” พี่นทรีบไล่ผม ตอนที่เห็นกันต์กวียังคงให้ความสนใจกับนทีที่เพิ่งวิ่งไปอยู่ “แล้วเดี๋ยวถ้าท่านประธานกลับไป พี่กับนายมีเรื่องต้องคุยกันปราณันต์”

“ครับ” ผมรับคำพี่นทเสียงเบา ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง เพื่อหลบไปทำให้สภาพตัวเองดูดีกว่าตอนนี้ บอกตรงๆ ว่าแค่พี่นทคนเดียวผมก็ไม่รู้จะรับมือยังไงแล้ว ถ้าพ่วงกันต์กวีมาอีกคนผมต้องแย่มากกว่านี้แน่ๆ

.

.

.

“เอาล่ะ ทุกคนคงจะรู้กันแล้วว่าเดี๋ยววันนี้ ท่านประธานกับคุณพรวลัยคู่หมั้น จะเข้ามาตรวจเยี่ยมพวกเรา”

ในที่สุด หัวหน้าทีมก็เรียกทุกคนประชุมด่วน ผมเข้าร่วมประชุมพร้อมหน้าพร้อมตากับเพื่อนร่วมทีม แต่กลับรับฟังสิ่งที่หัวหน้าพูดอย่างใจลอย ในหัวคิดแต่เรื่องของผู้ชายคนนั้นวนไปวนมา ผมไปทำอะไรให้เขา เขาถึงได้ทำร้ายผมและครอบครัวขนาดนี้ หรือถ้าเขาแค่อยากจะเล่นสนุกกับเพื่อน แล้วทำไมเหยื่อของการกระทำของพวกเขาต้องเป็นผม แล้วพอเขารู้จักผมแล้ว เขารู้แล้วว่าผมต้องเผชิญกับอะไรมาบ้างทำไมเขาถึงไม่เห็นใจผมบ้าง หรือว่าที่จริงแล้วเรื่องทุกข์ใจของผมก็คือเรื่องสนุกของเขา ทุกครั้งที่ผมแสดงออกว่ารักหรือประทับใจในตัวเขา เขาคงแอบหัวเราะความโง่เง่าของผมอยู่ในใจ แบบนั้นใช่หรือเปล่า

... ที่ผ่านมา ทุกช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันระหว่างผมกับเขา ผมอยากรู้เหลือเกินว่ามีบ้างไหมสักครั้งที่เขาจะรู้สึกอะไรกับผม แค่สักวินาทีจะมีบ้างไหม หรือมีแค่ผมที่หลงใหลได้ปลื้มกับช่วงเวลาเหล่านั้นลำพังแค่คนเดียว ...


แต่ดูเหมือนสิ่งที่ผมเจ็บปวดที่สุดจะไม่ใช่เรื่องนั้น มันกลับกลายเป็นเรื่องที่ว่า ถ้าต่อไปนี้ถ้าปุณณกันต์กับปัณณธรถามหาพี่ครามของพวกแก ผมจะตอบคำถามของน้องๆ ว่าอะไร ฝาแฝดยังเด็ก พวกแกจะเข้าใจเรื่องลวงโลกใจร้ายแบบนี้ได้ยังไงกัน ผมจะใจร้ายเล่าให้พวกแกฟังได้หรอ ว่าพี่ครามคนใจดีที่พวกเด็กๆ รักนักรักหนา เข้ามาหา มาตีสนิทกับพวกเราเพียงเพราะเขาแค่นึกสนุก อยากเล่นพนันกับเพื่อนๆ โดยมีผมเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น ผมจะเล่าเรื่องแบบนี้ให้เด็กสี่ขวบฟังได้ยังไง

ผมหลับตาลงช้าๆ เพราะอยากตั้งสติกับเรื่องราวมากมายที่ประดังประเดเข้ามาในหัวผมไม่หยุดหย่อน น้ำตาผมพาลจะไหลทุกครั้ง เมื่อประโยคนั้นดังขึ้นมาในหัวผมอีกรอบ ผมได้แต่พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ คนอย่างผมไม่ได้รับสิทธิ์มากพอที่จะคร่ำครวญหรือเสียใจหรอก ที่ผมทำได้มีแค่ก้มหน้ารับกรรมในสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้นแหละ จะโทษใครได้ในเมื่อผมทำตัวเองทั้งนั้น

ผมพยายามสะบัดศีรษะขับไล่ความคิดต่างๆ และพยายามโฟกัสในสิ่งที่หัวหน้าพูด แต่ดูเหมือนว่ามันจะเข้าหูผมแค่ผ่านๆ เท่านั้น

“อย่างที่รู้กัน เพราะเราเป็นทีมพิเศษสำหรับโปรเจ็กต์ใหญ่ของบริษัท เพราะฉะนั้นก็คงไม่แปลก ที่ท่านประธานจะลงมาตรวจเยี่ยมด้วยตัวเอง ยังไงซะวันนี้ผมก็ขอรบกวนทุกคนให้ต้อนรับท่านประธานและคู่หมั้นอย่างดีด้วยแล้วกัน”

“ครับ/ค่ะ” ทุกคนรับคำรวมถึงผมด้วย

“อีกสักพักท่านประธานก็คงลงมาแล้วล่ะ แยกย้ายไปเตรียมตัวละกัน ผมขอบคุณทุกคนมาก” พอจบคำของหัวหน้าทีม ทุกคนก็แยกย้ายกัน ผม พี่นทและกันต์กวีเองเช่นกัน เรามารวมตัวกันจุดที่ถูกมอบหมายให้อยู่ดูแล

“ต้องยิ่งใหญ่ขนาดนี้เลยหรอเนี่ย” กันต์กวีบ่นอุบ

“พูดมากน่า เค้าให้นายทำอะไรก็ทำไปเถอะ” พี่นทดุเข้าให้ “ถือซะว่าวันนี้จะมีบุญได้เจอท่านประธานก็แล้วกัน”

“จะหล่อสู้ผมได้รึป่าวเหอะ” กันต์กวีพูดด้วยท่าทางยียวน ทำเอาผมหลุดหัวเราะ หลังเพิ่งผ่านเรื่องแย่ๆ มา นี่ก็เพิ่งเป็นเสียงหัวเราะแรกของผมนี่ล่ะ

“เห็นไหม? ปราณยังเห็นด้วยกับผมเลยเถอะ” กันต์กวีทำหน้าทำตาใส่พี่นท ยิ่งทำเอาผมหัวเราะหนักกว่าเดิม

“ฮ่าๆๆ”

“นายนี่มันกวนประสาทจริงๆ” พี่นทดุยิ้มๆ “จะว่าไปฉันก็เคยเห็นท่านประธานอยู่ครั้งนึงนะ แต่เห็นไกลๆ มาก” จู่ๆ พี่นทก็เล่าขึ้นมา

“เห็นเขาเล่ากันว่า หล่อแต่เย็นชา แถมดุมากอีกต่างหาก ใครก็เข้าหน้าไม่ค่อยติด ฉันว่าทางที่ดี เราอยู่ห่างๆ ท่านไว้ดีกว่า” พอเห็นผมกับกันต์กวีจ้องเขม็ง พี่นทก็เฉลย “ฉันอยากทำงานอย่างสงบสุข งานสมัยนี้ไม่ใช่หาง่ายๆ สักหน่อย”

กันต์กวีพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดพี่นท แต่ผมกลับสังหรณ์ใจแปลกๆ ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าคืออะไร แต่มันเป็นความรู้สึกที่แทบจะไม่ต่างกับความรู้สึกเมื่อเช้าเลย

ผมพยายามสะบัดศีรษะขับไล่ความคิดประหลาดๆ ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตารอรับท่านประธานและคู่หมั้นที่กำลังจะลงมาถึงในเวลาอีกไม่นานข้างหน้านี้

.

.

.

“ท่านประธานมาแล้ว”

ผมได้ยินใครสักคนตะโกนบอก ทุกคนในทีมลุกขึ้นยืนต้อนรับกันอย่างเป็นระเบียบ ผมก้มศีรษะเล็กน้อยอย่างให้ความเคารพ จนผมได้ยินเสียงฝีเท้าหลายๆ คู่ก้าวเข้ามาเท่านั้นแหละ ผมถึงได้รู้ว่าท่านประธานได้มาถึงแล้ว

เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวตรงมาทางผมพร้อมๆ กับเสียงส้นสูงกระทบพื้น ด้วยความที่ผมกำลังก้มหน้าอยู่ เลยไม่ได้เห็นว่าท่านประธานอยู่ห่างแค่ไหน

แต่จู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ผมได้ยินในตอนแรก ก็ดูเหมือนจะชะงักกึก ตอนที่อยู่ไม่ไกลจากผมเท่าไหร่ แล้วผมก็ได้ยินเสียงหวานของผู้หญิงคนนึงดังขึ้น คนที่คาดว่าน่าจะเป็นคู่หมั้นของท่านประธาน ซึ่งประโยคที่เธอคนนั้นพูดเป็นประโยคที่ช็อค ความรู้สึกผมไปไม่น้อยกว่าที่ผมได้ยินเมื่อเช้าเลย

“หยุดเดินทำไมหรอคะคามิน มีอะไรรึป่าว?”

ผมเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินชื่อที่คุณพรวลัยคู่หมั้นของท่านประธานเรียก ดวงตากลมโตของผมเบิกกว้างเมื่อได้สบกับดวงตาเรียวคมคู่นั้นที่ผมคุ้นเคย ความรู้สึกของผมเหมือนกำลังถูกฟาดศีรษะแรงๆ ด้วยไม้ใหญ่ๆ สักท่อนและที่ทำให้ผมเจ็บเจียนตายยิ่งกว่าเดิมก็คือ


... แววตาเรียวคมคู่นั้นที่ผมคุ้นเคย แววตาที่มักมองมายังผมอย่างอบอุ่นและอ่อนโยน แต่ตอนนี้กลับเย็นเยียบ ไม่หลงเหลือความรู้สึกใดๆ ให้ผมสัมผัสได้อีก ...


“เปล่าครับไม่มีอะไร เราไปกันเถอะ” มือใหญ่แตะเอวบางให้ออกเดินต่อ มือใหญ่คู่นั้นที่เคยจับและสัมผัสผมอย่างอ่อนโยน ตอนนี้กำลังแตะผู้หญิงคนนั้นอย่างอ่อนโยนไม่ต่างกัน

คนที่ช็อคไม่น้อยไปกว่าผมก็คือพี่นทและกันต์กวี สองคนนั้นดูจะพูดไม่ออกไปชั่วขณะ พี่นทหันมาผมพลางถามด้วยสายตาว่านี่มันคืออะไรกัน ผมได้แต่มองพี่นทกลับอย่างไร้คำอธิบาย ดูเหมือนพี่นทจะเข้าใจทุกอย่างในทันทีจากอาการของผมทั้งหมด มีแต่กันต์กวีเท่านั้นที่ดูหงุดหงิดและเดือดดาลเมื่อพอจะจับต้นชนปลายได้

“นี่มันอะไรกันปราณ ไอ้เลวนั่น มันหลอกนายหรอ” กันต์กวีถามขึ้นหลังจากที่คามินเดินผ่านไปแล้ว และดูเหมือนว่ากำลังจะพูดคุยอะไรบางอย่างกับหัวหน้าอยู่

“ผมจะไปถามมันให้รู้เรื่อง ว่าทำไมมันทำกับปราณแบบนี้” กันต์กวีทำท่าจะเดินออกไปหาคามินที่อยู่ไม่ไกล ดีทีพี่นทรั้งไว้ได้ก่อน

“นายจะบ้ารึไงกวี มีสติหน่อย! ทำแบบนี้มันจะได้อะไรขี้นมาหรอ? มีแต่จะทำให้ปราณเดือดร้อนล่ะไม่ว่า” พี่นทบุ้ยใบ้ไปที่คุณพรวลัย คู่หมั้นของคามิน “นายดูผู้หญิงคนนั้นสิ”

ผมมองตามที่พี่นทบอก คุณพรวลัยเป็นผู้หญิงที่สวย สวยมาก แต่ภายใต้เครื่องสำอางค์และเสื้อผ้าราคาแพง ผมสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดา รอยยิ้มหวานที่สวยงาม ดูเหมือนดอกไม้ที่เคลือบยาพิษยังไงยังงั้น... เธอดูอันตรายเกินกว่าที่คนอย่างผมจะรับมือได้ อย่างที่พี่นทว่านั่นแหละ

แต่ที่ปฎิเสธไม่ได้เลยก็คือ ในขณะเดียวกันเธอก็ดูเหมาะสมกับคามินอย่างร้ายกาจ เหมาะสมจนผมดูเหมือนคนไม่เจียมตัวที่ไปเสนอหน้าหลงคิดว่าผู้ชายคนนั้นจะรักผมจริงๆ ผมมันก็แค่ของเล่นคั่นเวลาแก้เหงาเท่านั้นแหละ

ดูเหมือนว่าข้อสงสัยต่างๆ ของผมจะคลี่คลายทันที กับการที่จู่ๆ คามินเข้ามาในชีวิตผม การที่เขาเข้ามาตีสนิทผม ยื่นข้อเสนอนั่นนี่ให้ผม หรือแม้กระทั่งการที่ผมได้มาอยู่ในทีมโปรเจ็กต์ รวมไปถึงการที่ผมไม่ต้องไปทำงานพิเศษ ทำให้ผมได้มีเวลาอยู่กับคามินมากขึ้น ผมเคยเข้าใจว่ามันเป็นเพราะอำนาจของพรหมลิขิต ที่แท้มันก็เพราะอำนาจของเงินและบารมีของผู้ชายคนนี้ก็แค่นั้น เขาไม่เคยมีความจริงใจให้ผมเลยสักนิด สำหรับเขาแล้วมีอะไรที่จริงบ้าง เขาทำกับผมขนาดนี้ได้ยังไง

พอนึกถึงตรงนี้น้ำตาที่ผมสู้อุตส่าห์กลั้นไว้ก็ไหลลงมาเงียบๆ ผมได้แต่นึกน้อยใจว่าทำไมพระเจ้าถึงจงเกลียดจงชังและใจร้ายกับผมนัก ผมมองใบหน้าที่ผมรักอย่างเจ็บปวดเกินจะบรรยาย จนกระทั่งคามินหันมาและเราได้สบตากันอีกครั้ง

แววตาเรียวคมดูเจ็บปวดอยู่ชั่วครู่ แต่มันก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะหันหนีไปทางอื่น ผมได้แต่หัวเราะอย่างสมเพชตัวเองอยู่ในใจ ผมกล้าดียังไงถึงคิดว่าเขาจะยังเป็นห่วงผมอยู่ ผมยอมรับว่าผมยังหวังลึกๆ หลังจากรู้ความจริง ผมยังรอให้คามินมาขอโทษ ถ้าถึงตอนนั้นผมอาจจะยังพอให้อภัยได้ เพราะผมรักเขามากมายจริงๆ

แต่มาจนถึงตอนนี้ความจริงที่ว่าคามินเป็นประธานบริษัทที่ผมทำงานอยู่แถมยังมีคู่หมั้นแล้วกำลังตีแสกหน้าผมอย่างแรง ผมยังจะไปหวังอะไรอีก ในเมื่อคามินไม่ใช่ของผมตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ

ผมยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ และนั่นดูเหมือนจะทำให้กันต์กวีโกรธยิ่งกว่าเดิม

“ปราณ...”

ผมเงยหน้า หันไปมองเพื่อนร่วมทีมทั้งสอง ก่อนจะยิ้มให้อย่างเหนื่อยอ่อน

“เราไม่เป็นไรหรอกกวี ช่างเขาเถอะ เราทำตัวเองทั้งนั้นแหละ” ผมตอบกันต์กวี ก่อนจะหันไปหาพี่นทอย่างขอร้อง “ผมขอลาสักครึ่งวันนะครับ”

พี่นทพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ไปเถอะ” ก่อนจะเอื้อมมือมาจับผมไว้ “แต่ถ้ามีอะไรให้พี่กับกวีช่วยก็บอกนะ”

ผมพยักหน้ารับก่อนจะกล่าวขอบคุณ กันต์กวีทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ผมเดินออกมาจากตรงนั้นเสียก่อน เพราะถ้าผมอยู่ต่ออีกแค่แม้แต่วินาทีเดียว ผมคงต้องเผลอร้องไห้ต่อหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นแน่ๆ


... ซึ่งไม่มีวันที่ผมจะยอมให้ผู้ชายคนนั้น เห็นผมอ่อนแอและรังแกได้อีกเด็ดขาด ไม่มีวัน ...

.

.

.

หลังจากเก็บกระเป๋าออกจากออฟฟิศ ผมก็โทรหาที่พึ่งเดียวของผมทันที เพื่อนสนิท และคนที่ผมพร้อมจะแสดงความอ่อนแอให้เห็นได้โดยไม่ต้องอาย


.. อนาวิน ..


(ว่าไงวะไอ้ลูกแมว มีแฟนละหายต๋อมเลยนะ) อนาวินรับสายและทักทายผมอย่างอารมณ์ดี ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกเหมือนจะยืนไม่ไหวอีกครั้ง

“ฮึก.. วิน อนาวิน ฮึก..” ปลายสายเงียบไปทันทีหลังจากได้ยินเสียงสะอื้นของผม

(เกิดอะไรขึ้นปราณ นายร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรนาย?) น้ำเสียงขี้เล่นหยอกล้อก่อนหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที ถึงแม้อนาวินจะตัวเล็กกว่าผม แต่เพื่อนผมคนนี้ก็พร้อมจะกางปีกปกป้องผมเสมอ ถ้ารู้ว่าผมถูกใครรังแก

“นาย.. ฮืออ นายอยู่ไหน ฉันอยากไป ฮึก.. ไปหา” ผมพูดไปร้องไห้ไปฟังแทบไม่รู้เรื่อง ยิ่งเห็นเพื่อนสนิทเป็นห่วงผมมากแค่ไหน ผมยิ่งรู้สึกเจ็บ มันเจ็บเพราะอะไรผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

(นายไม่ต้องมาหาฉัน) ผมแทบร้องไห้โฮเมื่อถูกเพื่อนรักปฎิเสธ แต่พอได้ยินประโยคต่อมากลับทำให้ผมอยากร้องไห้มากกว่าเดิม

(ฉันจะไปหานายเอง อยู่ที่ไหน อพาร์ทเม้นท์ใช่ไหม รออยู่ที่นั่นแหละ อย่าไปไหนนะ)

พอพูดจบไอ้วินก็วางสายทันที น้ำเสียงร้อนรนของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนรักทำให้ผมแอบปาดน้ำตาเงียบๆ อย่างน้อยผมก็โชคดีที่มีเพื่อนสนิทอย่างอนาวิน

อนาวินก็ยังเป็นอนาวินคนเดิม คนที่คอยช่วยเหลือผมในทุกๆ เรื่อง เป็นคนเดียวที่ผมยอมให้เห็นตัวตนของผมในทุกแง่มุม และก็เป็นเพื่อนสนิทคนเดียวของผมมาโดยตลอดที่ผมเปิดเผยให้เห็น

จนกระทั่งไม่นานมานี้ที่ผมยอมเปิดใจรับใครอีกคนเข้ามา แล้วสุดท้ายเขาก็ทำลายความเชื่อใจของผมลงอย่างไม่มีชิ้นดี


.. อีกแล้ว ผมคิดถึงผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว หัวใจของผมมันช่างไม่รักดีจริงๆ ...


ผมนั่งรออยู่ไม่นาน อนาวินก็มาถึง มันเคาะประตูบ้านจนแทบพัง ผมลุกช้าๆ เพื่อเดินไปเปิดประตู พออนาวินเข้ามาได้ แล้วเห็นสภาพผมเต็มตา เพื่อนผมมันก็ดูอึ้งไปไม่น้อยเหมือนกัน

“ปราณันต์ เกิดอะไรขึ้น เล่ามาให้ฉันฟังทั้งหมด” อนาวินเรียกผมด้วยชื่อเต็ม นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความจริงจัง และนั่นก็หมายความอีกว่า ผมห้ามโกหกเพื่อนสนิทแม้แต่คำเดียว

ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ไอ้วินฟัง ผมเล่าไป น้ำตาไหลไปเงียบๆ ผมไม่ได้ฟูมฟาย ผมไม่ได้สะอึกอื้น แต่ยิ่งเล่าผมยิ่งรู้สึกเหมือนหัวใจผมถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ผมไม่ได้เสียใจที่พลาดมีอะไรกับคามิน ช่วงเวลานั้นเราต่างคนต่างมีความสุข ผมถือว่าผมไม่ได้เสียอะไร แต่ที่ผมเสียใจคือความรู้สึกดีๆ ที่ผมมีให้เขาคนนั้นต่างหาก

อนาวินนั่งฟังผมเล่าเงียบๆ โดยไม่ได้แย้งอะไร แต่ผมเห็นมือเล็กของเพื่อนสนิทกำเข้าหากันแน่น ไอ้วินกำลังโกรธ ผมรู้ดี

“ฉันขอโทษ” ประโยคแรกที่หลุดออกจากปากอนาวินกลับไม่ใช่ประโยคที่ผมคาดคิดว่าจะได้ยิน

“ขอโทษ? ขอโทษทำไม?” ผมถามอนาวินอย่างไม่เข้าใจ

“เพราะฉัน.. ฉันยุให้นายทำตามขอเสนอของคามิน ฉันยุให้นายเปิดใจให้ผู้ชายคนนั้น นั่นหมายความว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายถูกทำร้าย ฉันขอโทษ”

อนาวินพูดเสียงสั่น ผมรู้ว่าเพื่อนผมกำลังเสียใจ และผมเองก็ไม่เคยคิดโทษมันเลยแม้แต่น้อย

“ไม่ใช่เพราะนายหรอก เราต่างก็ถูกหลอกทั้งคู่นั่นแหละ” ผมพูดเสียงเบา แม้ไม่อยากจะยอมรับ แต่มันก็คือความจริง

“คามินมาบอกฉัน ให้ฉันช่วยเกลี้ยกล่อมนาย แล้วฉันก็ดันทำตามที่ผู้ชายคนนั้นขอ ปราณฉัน...”

“วิน ฟังฉัน” ผมพูดแทรกเพื่อนสนิทก่อนที่มันจะพูดจบประโยค “ผู้ชายคนนั้นก็แค่ใช้ประโยชน์จากความหวังดีของนาย ฉันเข้าใจ และฉันก็ไม่โทษนายเลย”

อนาวินลุกขึ้นมาหาผม ก่อนจะกอดผมที่นั่งอยู่เบาๆ ผมโอบแขนรอบเอวเพื่อนสนิทแน่น ก่อนจะซุกหน้าสะอื้นกับหน้าท้องของมัน ผมปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอจนถึงขีดสุด พลางบอกกับตัวเองซ้ำๆ ว่า ผมจะขอเป็นแบบนี้แค่วันนี้เท่านั้น พรุ่งนี้ผมจะกลับมาเป็นปราณันต์ที่เข้มแข็งคนเดิม ผมมีน้องต้องดูแล ผมจะอ่อนแอแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ได้ ผมจะฟูมฟายเพราะผู้ชายคนเดียวไม่ได้อีก

อนาวินปล่อยให้ผมร้องไห้จนพอใจ เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันเลยสักคำ ไอ้วินแค่นั่งข้างๆ คอยลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจผม แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนกับว่าผมได้ระบายทุกอย่างออกมาให้เพื่อนสนิทคนนี้ฟังจนหมดสิ้น และอนาวินเองก็ปลอบใจผมจนทำให้ผมรู้สึกดีมากขึ้นกว่าเดิม

และหลังจากผมสงบลง อนาวินก็เริ่มคุยจริงจังกับผมอีกครั้ง

“แล้วทีนี้จะเอายังไงต่อ?” คำถามของอนาวินทำให้ผมต้องตั้งสติใหม่อีกครั้ง ตอนนี้ผมต้องให้ความสำคัญกับคนที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผมก่อน นั่นคือ ปุณณกันต์กับปัณณธร

“ฉันกำลังคิดว่า บางทีฉันอาจจะต้องกลับไปฝากฝาแฝดไว้ที่โรงเรียนอีกครั้ง เพราะงานที่ทีมเลิกไม่เป็นเวลา ฉันอาจไปรับน้องไม่ได้ในบางวัน” ผมตอบอนาวินแบบเครียดๆ

“สงสารก็แต่เด็กๆ พวกแกมีความสุขมากเลยนะตอนที่ได้กลับบ้านทุกเย็นเหมือนเด็กคนอื่น ฉัน...” เหมือนมีก้อนอะไรมาจุกตรงคอ ทำให้ผมรู้สึกอยากจะร้องไห้อีกรอบ “เหมือนฉันให้ความหวังพวกแก หลอกให้พวกแกมีความสุข แต่สุดท้ายฉันกลับผลักพวกแกไปอยู่จุดเดิม ฉัน.. แม่งแย่ว่ะ”

พอคิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา หัวใจผมก็เจ็บไปหมด ผมเผลอทำร้ายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผมโดยที่ผมไม่ได้ตั้งใจ

“อย่าทำแบบนั้นเลยไอ้ปราณ ฉันว่าฉันพอมีทางออก” ผมเหลือบมองอนาวินอย่างมีความหวัง

“ยังไง?”

“ตอนนี้แม่เปลี่ยนงานใหม่แล้ว ท่านรับงานมาทำอยู่กับงาน แล้วแม่เองก็บ่นเหงาๆ เพราะฉันทำงานที่คลับเกือบทุกวัน ถ้าแม่ได้แฝดไปอยู่เป็นเพื่อนช่วงเย็นๆ ท่านคงดีใจมากแน่ๆ”

ผมรับฟังอย่างไม่สบายใจ ดูแล้วมันน่าจะเป็นทางออกที่ดี เพราะแม่ของอนาวินรักฝาแฝดมาก เด็กๆ เองก็เหมือนกัน เพราะท่านเป็นคนเลี้ยงพวกแกมา แต่นั่นหมายความว่า ผมกำลังจะรบกวนครอบครัวของอนาวินอีกแล้ว

“ฉันเกรงใจแม่ ฉัน...”

“อย่าพูดอะไรแบบนั้นอีกนะไอ้ปราณ เกรงจงเกรงใจอะไร นายกับฉันก็เหมือนพี่น้องกัน แล้วนายก็รู้ว่าแม่ฉันรักปุณณ์กับปัณณ์มากขนาดไหน ขืนนายไปพูดแบบนี้กับแม่ แม่โกรธนายตายแน่ๆ”

ผมถอนหายใจ “นายแน่ใจนะ ว่าพวกฉันไม่ได้ทำให้ครอบครัวนายลำบาก”

ไอ้วินยิ้มให้ผมอย่างจริงใจ ก่อนจะตอบอย่างหนักแน่นเพื่อให้ผมคลายกังวล

“เออ แน่ใจดิวะ” มันตบบ่าผมเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ “อีกอย่าง เรื่องนี้ฉันเองก็ผิด ให้ฉันได้มีส่วนได้ช่วยอะไรนายบ้าง ก็ยังดี”

“ขอบใจนายมากนะ ขอบใจจริงๆ นายคือสิ่งดีๆ ไม่กี่อย่างในชีวิตฉันนะวิน และก็อย่าโทษตัวเองอีก เพราะถ้าจะหาคนที่ผิดในเรื่องนี้ ฉันคิดว่าคนๆ นั้นควรเป็นฉันซะมากกว่า”

อนาวินมองหน้าผมพลางส่ายศีรษะราวกับจะบอกว่าไม่เห็นด้วย

“อย่าโทษตัวเองนักเลยวะไอ้ปราณ ความผิดอย่างเดียวของฉันกับนายคือไว้ใจคนผิด มันมีแค่นั้นแหละ” อนาวินยื่นมือมาโยกศีรษะผมอย่างให้กำลังใจ

“เข้มแข็งไวๆ นะไอ้ลูกแมว ฝาแฝดน่ะ ต้องการนายมากที่สุด นายรู้ใช่ไหม”

ผมมองหน้าเพื่อนสนิทที่กำลังยิ้มให้กำลังใจผมอยู่ ผมฝืนยิ้มตอบ พลางพูดกับตัวเองด้วยประโยคเดียวกับที่อนาวินพูดกับผม


‘ใช่ ปราณันต์ นายต้องเข้มแข็ง กลับมาเข้มแข็งให้ได้เหมือนเดิม ถึงไม่มีเขาเราก็ต้องอยู่ให้ได้ เข้าใจใช่ไหม ปราณันต์’

.

.

.

พอตกเย็น ผมก็แยกกับอนาวินเพราะหมอนั่นต้องไปทำงาน ส่วนผมก็ต้องไปรับฝาแฝดที่โรงเรียน และก่อนที่จะได้เจอน้อง ผมก็ไปจัดการติดต่อกับครูประจำชั้นของเด็กๆ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าต่อไปนี้คนที่มารับฝาแฝดอาจจะเป็นคุณแม่หรืออนาวินเพื่อนสนิทของผม และคามินอาจจะไม่ได้มาอีก พอคุณครูถามเหตุผล ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง สุดท้ายเลยต้องโกหกไปว่าคามินไปทำงานต่างประเทศกะทันหัน และอีกนานกว่าจะกลับมา

“น่าเสียดายนะคะ เด็กๆ ดูจะติดคุณคามินมากเลย แบบนี้คงคิดถึงกันแย่” คุณครูเปรยออกมาเบาๆ ผมเองไม่รู้จะตอบยังไงเลยยิ้มแห้งๆ ให้ครูกลับไปแทน

“งั้นเดี๋ยวผมขอตัวไปรับน้องๆ ก่อนนะครับ แล้วยังไงพรุ่งนี้เช้าจะพาพวกแกมาส่งตามเดิม” ผมลุกขึ้นเตรียมลา ก่อนจะเดินออกมาจากห้องพักอาจารย์เงียบๆ


(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


ระหว่างทางที่ผมเดินไปที่ห้องเรียนของฝาแฝด บรรยากาศต่างๆ ทำให้ผมหวนคิดถึงผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง ทางเดินทอดยาวที่ผมมักจะเดินตามหลังคามินที่กำลังอุ้มปัณณธรอยู่ในอ้อมแขน ส่วนผมก็จูงปุณณกันต์เดินตามไม่ห่าง ผมมักจะชอบมองแผ่นหลังของเขาคนนั้นเสมอ แผ่นหลังที่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย แผ่นหลังที่ผมมั่นใจว่าจะปกป้องผมและเด็กๆ ได้ แต่สุดท้ายเจ้าของแผ่นหลังนั้นกลับเป็นคน ทำร้ายผมเสียเอง ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายที่ทำเอาผมขำไม่ออกจริงๆ

“พี่ปราณณณ” ปัณณธรน้อยวิ่งถลาออกมาจากห้องเรียน ทำเอาผมเกือบอ้าแขนรับไว้ไม่ทัน

“ทำไมวิ่งออกมาแบบนี้ล่ะครับปัณณ์ เกิดหกล้มขึ้นมาจะว่าไง” ผมกอดเจ้าแฝดตัวน้อยที่กำลังหัวเราะคิกคักไว้ในอ้อมแขนแน่น พลางจูบเข้าที่ขมับเล็กๆ ของน้องชายอย่างกับคนที่ต้องการจะหาที่พึ่ง

“วันนี้พี่ปราณมารับพวกเราหรอครับ” ผ่านไปไม่นานปุณณกันต์ก็เดินตามออกมาสมทบ เจ้าคนพี่ถามแล้วส่งยิ้มให้ผมอย่างน่ารัก รอยยิ้มที่เหมือนกับรอยยิ้มของผมไม่มีผิดเพี้ยน

“ครับ วันนี้พี่ปราณมารับ” ผมตอบรับแล้วส่งยิ้มให้เด็กทั้งคู่

“แล้วพี่ครามล่ะครับพี่ปราณ วันนี้พี่ครามไม่มาหรอ” ปัณณธรน้อยถามขึ้น พลางสอดส่ายสายตามองหาผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่คนนั้นอย่างแปลกใจ ทำเอารอยยิ้มของผมเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“วันนี้พี่ครามติดงาน มาไม่ได้ครับ” ผมโกหกเด็กๆ ซึ่งไม่ใช่นิสัยผมเลยที่จะโกหกน้องๆ แบบนี้ “วันนี้เราไปกินไอติมกันไหม เดี๋ยวพี่ปราณพาไปกิน”

ผมต้องหาทางคุยกับฝาแฝด ถึงจะโกหกน้องผมก็ต้องทำ ผมไม่อยากให้พวกแกตั้งความหวังรอคามินไปวันๆ ถึงแม้พวกแกจะเสียใจผมก็ต้องบอกให้พวกแกรู้ ตัดไฟเสียตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า ดีกว่าปล่อยให้พวกแกรอ ทั้งๆ ที่ไม่มีวันที่ผู้ชายคนนั้นจะกลับมา

“เย่ๆ ปัณณ์อยากกินไอติม ไปกินไอติมกันเถอะครับ” ความสดใสของน้องชายตัวน้อย ทำเอาผมยิ้มออกได้อย่างอัตโนมัติ ผมจูงมือฝาแฝดไว้คนละข้างด้วยมือเล็กๆ ของผมเอง ก่อนจะพาแกทั้งคู่เดินออกจากโรงเรียนอนุบาล เพื่อไปขึ้นรถเมล์ที่ป้าย ที่อยู่ไม่ห่างออกไป

“วันนี้เรานั่งรถเมล์ไปกันได้ไหมครับ ปุณณ์กับปัณณ์นั่งรถเมล์ได้ใช่ไหม” นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมกังวลไม่น้อย ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คามินจะไปรับไปส่งพวกเราด้วยรถส่วนตัวตลอด เด็กๆ อาจจะเคยชินกับความสะดวกสบายเหล่านั้นไปแล้ว และถ้าผมกำลังจะทำให้พวกแกลำบากอีกครั้ง พวกแกจะตั้งรับกับเรื่องเหล่านี้ได้ดีแค่ไหน ผมไม่มั่นใจเลย

“นั่งได้สิครับพี่ปราณ เมื่อก่อนพวกเราก็นั่งออกจะบ่อย” ปุณณกันต์ตอบฉะฉาน โดยมีปัณณธรพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย ทำเอาผมอดยิ้มภูมิใจไม่ได้

น้องชายตัวน้อยของผม พวกแกช่างเป็นเหมือนของขวัญ นอกจากจะน่ารักแล้ว พวกแกยังไม่เคยทำให้ผมลำบากใจอีกต่างหาก ถ้าจะมีเรื่องอะไรที่ผมโชคดีนอกจากเรื่องเพื่อน ก็คงจะเป็นเรื่องน้องชายทั้งสองคนของผมนี่แหละ

“งั้นไปครับ พวกเราไปกินไอติมกัน” ผมพาเด็กๆ ทั้งสองออกเดิน ปุณณกันต์จับมือผมไว้แน่นและมั่นคง ส่วนปัณณธรนั้นเดินไปกระโดดไปอย่างร่าเริง ผมยิ้มมองฝาแฝดสลับไปสลับมาอย่างเอ็นดู นี่แหละนะ ยาใจหนึ่งเดียวที่ผมมีและหวงแหนมากที่สุดในโลก

.

.

.

พอไปถึงร้านไอศครีม เด็กๆ ก็สั่งเลือกรสที่ตัวเองชอบ และระหว่างรอไอศครีมมาเสิร์ฟ ผมเลยตัดสินใจพูดเรื่องผู้ชายคนนั้นกับพวกแก

“ปุณณกันต์ครับ ปัณณธรครับ พี่ปราณมีอะไรจะบอก”

เจ้าหนูทั้งสองจ้องผมตาแป๋ว ลูกตาแบบเดียวกับของผม แต่ใสแจ๋วและไร้เดียงสาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว กำลังจ้องมาที่ผมอย่างตั้งใจฟัง นั่นทำเอาผมแทบพูดไม่ออกไปชั่วขณะ จู่ๆ ลำคอก็เกิดตีบตันขึ้นมาเสียเฉยๆ

ผมสูดลมหายใจเรียกความกล้าเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกไป โดยใช้น้ำเสียงที่ถนอมความรู้สึกเด็กๆ มากที่สุด

“ต่อไปนี้ตอนเย็นหลังเลิกเรียน ถ้าพี่ปราณไม่รับ พี่วินหรือไม่ก็คุณยายจะเป็นคนไปรับปุณณ์กับปัณณ์แทนนะครับ ส่วนตอนเช้าพี่ปราณก็จะเป็นคนพาฝาแฝดไปส่งโรงเรียนเอง” ผมยิ้มฝืนๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป พี่ครามจะไม่มารับส่ง และไม่มาหาเราอีกแล้ว โอเคไหมครับ”

หลังจากที่ผมพูดจบ ใบหน้าเด็กๆ มีแต่ความสงสัย ไม่เข้าใจ และผิดหวัง แสดงออกไปอย่างตรงไปตรงมา และก็เป็นปุณณกันต์ที่เอ่ยถามออกมาในที่สุด

“ทำไมพี่ครามจะไม่มาอีกล่ะครับ เพราะเราสองคนหรอครับ ปุณณ์กับปัณณ์ดื้อจนพี่ครามไม่อยากมาเจออีกแล้วหรอครับ”

ใบหน้าจิ้มลิ้มของเจ้าหนูทั้งคู่เศร้าลงทันตา และดูเหมือนว่าเจ้าแฝดคนน้องร่ำๆ จะร้องไห้แล้วด้วยซ้ำ ผมเจ็บหัวใจไปหมด ทำไมผมต้องมาโกหกน้องตัวเอง ทำไมผมต้องมาทนเห็นพวกแกเสียใจ เพราะผู้ชายคนนั้นด้วย ... ทำไม?

“ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่” ผมยื่นมือไปเกลี่ยน้ำตาเม็ดเล็กๆ ที่ไหลออกมาจากตากลมของปัณณธร แกเงียบไปเลยทันทีที่ผมพูดว่าคามินจะไม่มาอีก “ที่พี่ครามจะไม่มา เพราะพี่ครามมาไม่ได้ ไม่ใช่ไม่อยากมาหรอกนะครับ”

ผมกำลังโกหกเด็กๆ ... ผมยอมเป็นคนเลว ดีกว่าต้องเห็นแก้วตาดวงใจของผมร้องไห้หรือเสียใจ

“พี่ครามต้องไปทำงานต่างประเทศ ไปอีกนาน กว่าจะกลับ” ผมยิ้มอ่อนโยน เพื่อย้ำว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง จะว่าไปก็เหมือนกับผมกำลังโกหกหัวใจตัวเองด้วยไม่ต่าง “พี่ครามฝากมาขอโทษด้วยนะครับ ที่มาลาฝาแฝดด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะมันกะทันหัน”

“จริงหรอครับ พี่ครามไม่ได้ไม่อยากมาเจอพวกเราใช่ไหมครับ” ปุณณกันต์ถามอย่างคาดหวัง

“ไม่ใช่เพราะพวกเราดื้อ จนพี่ครามไม่อยากมาเจอใช่ไหมครับพี่ปราณ” ปัณณธรเองก็เช่นกัน

“ใช่ครับ พี่ครามรักพวกหนูจะตาย จะไม่อยากมาเจอได้ยังไง จริงไหม” ผมฝืนยิ้ม ผมไม่อยากเห็นพวกแกร้องไห้ พวกแกยังเด็ก ให้เข้าใจว่าคามินจากไปทั้งที่ยังรักพวกแกจะดีกว่า

ที่จริง ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกที่คามินมีให้ฝาแฝดมันจริงแท้มากแค่ไหน หรือมันอาจะจะเป็นแค่ความรู้สึกจอมปลอมแบบที่มีให้ผมก็ได้ แต่ผมอยากให้ภาพจำของพวกเด็กๆ มีแต่เรื่องดีๆ มากกว่า คามินจะคิดยังไงผมไม่สนหรอก ผมสนก็แต่ความรู้สึกของฝาแฝดก็เท่านั้น

“เพราะฉะนั้นปุณณ์กับปัณณ์ต้องไม่ร้องไห้นะ ถ้าพี่ครามรู้เดี๋ยวพี่ครามจะไม่สบายใจ แล้วทำงานไม่ได้ โอเคไหมครับ” ผมตะล่อมหลอกจนเจ้าหนูน้อยยิ้มออกมาในที่สุด

“แล้วถ้าพี่ครามกลับมาจากที่ไปทำงานเมืองนอกนานๆ แล้ว พี่ครามจะมาหาเราสองคนไหมครับ” ปัณณธรถามอย่างสดใส ผมยิ้มออกเมื่อเห็นท่าทางร่าเริงของเจ้าตัวน้อยมากกว่าท่าทางที่เศร้าหมอง

“มาหาสิครับ พี่ครามต้องกลับมาหาฝาแฝดของพี่ปราณแน่ๆ พี่ปราณไม่โกหกหรอก” ผมฝืนยิ้มให้พวกเด็กๆ อีกครั้ง และพอเจ้าหนูน้อยได้ยินคำตอบที่พอใจพวกแกก็ยิ้มน่ารักจนลูกตากลมบิดขึ้นเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว รอยยิ้มที่ผมรักและหวงแหน ถ้ามันจะรักษารอยยิ้มนี้ไว้ได้ จะให้ผมเป็นคนเลวและต้องโกหกพวกแกอีกกี่ครั้งผมก็ยอม


... พี่ขอโทษนะฝาแฝด พี่ปราณขอโทษจริงๆ ...


ผมได้แต่ตะโกนก้องอยู่ในใจ พร้อมกับหยดน้ำตาที่กลั้นไม่ให้ไหลออกมา

.

.

.

คืนนี้ผมเลือกที่จะเข้าไปนอนกอดฝาแฝดแทนที่จะแยกมานอนห้องตัวเองเหมือนปกติ

“คืนนี้พี่ปราณขอนอนด้วยได้รึป่าวครับ” ผมถามเด็กๆ หลังจากที่กางหนังสือนิทานพร้อมอ่าน และเจ้าตัวแสบเองก็ปีนขึ้นเตียงเตรียมจะนอนแล้วเช่นกัน

“ได้สิครับ พี่ปราณนอนตรงนี้” ปัณณธรว่าพลางตบลงบนที่ว่างข้างตัวเอง “แล้วกอดปัณณ์ด้วยนะ” ใบหน้าจิ้มลิ้มยิ้มเผล่ เจ้าตัวร้ายนี่ช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ ผมได้แต่ยิ้มอย่างเอ็นดู

“แล้วแบบนี้พี่ปราณก็กอดปุณณ์ไม่ถึงน่ะสิ จะทำยังไงดีล่ะ” ผมถามเจ้าตัวแสบกลับ ส่งผลให้ใบหน้าของเจ้าแฝดคนน้องมู่ทู่ลงเหมือนคนกำลังคิดหนัก ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างยินดีเมื่อคิดทางแก้ออก

“ก็เดี๋ยวปัณณ์จะกอดพี่ปุณณ์เอง พี่ปราณไม่ต้องห่วงนะ” ผมหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง ปุณณกันต์เองก็เหมือนกัน เรื่องเจ้าเล่ห์นี่ไม่มีใครเกินปัณณธรหรอก

“โอเคๆ ก็ได้ๆ แต่ปัณณ์ต้องกอดพี่ปุณณ์แน่นๆ เลยนะ ชดเชยที่พี่ปราณกอดไม่ถึง” พอจบคำพูดของผมปัณณธรก็ล้มตัวลงนอน พลางกอดเอวพี่ชายฝาแฝดไว้แน่น

ผมเองก็ล้มตัวลงนอนตะแคงเท้าแขนอ่านนิทาน อยู่ข้างๆ ปัณณธรเช่นกัน พออ่านไปไม่กี่หน้า เทวดาตัวน้อยของผมก็เข้าสู่ห้วงนิทราทั้งคู่ ผมมองใบหน้าไร้เดียงสายามหลับอย่างรักใคร่หมดหัวใจ แต่แล้วจู่ๆ น้ำตาผมกลับไหลออกมาช้าๆ ภาพความทรงจำในระยะไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา ตีตื้นขึ้นมาในหัวสมองของผมเป็นฉากๆ ทุกภาพมีแต่ความสุขและความทรงจำที่ดี ระหว่าง ผม ฝาแฝด และคามิน

ผมค่อยๆ ทรุดตัวลงนอน ใบหน้าของผมซุกเข้าที่แผ่นหลังเล็กๆ ของปัณณธร อย่างกับเด็กน้อยหลงทางที่ต้องการหาที่พึ่ง แขนของผมโอบพาดไปที่เจ้าตัวกลมทั้งสองที่กำลังนอนกอดกันอยู่ ที่พึ่งสุดท้ายของผม สองคนสุดท้ายในชีวิตที่ผมเหลืออยู่ และต่อไปนี้ผมขอให้สัญญาว่าผมจะเข้มแข็ง และมีชีวิตอยู่เพื่อเจ้าตัวน้อยทั้งสองคนนี้เท่านั้น

.

.

.

ระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ผ่านไปอย่างเชื่องช้า น่าแปลกที่เมื่อก่อนเวลาผมเดินอยู่ในออฟฟิศ ผมไม่เคยเจอผู้ชายคนนั้นเลยสักครั้ง แหงล่ะ เขาคงตั้งใจหลบผม บางทีผมก็นับถือในความพยายามของคามินนะ เขาทุ่มเททำอะไรหลายอย่างมากมาย เพียงเพื่อจะหลอกให้ผมตายใจ และมันก็ได้ผลจริงๆ

แต่พอมาตอนนี้ ผมกลับเจอคามินได้ง่ายๆ ทั้งที่ผมไม่ได้ต้องการเลยสักนิด ส่วนใหญ่ ผมมักจะเจอเขาเดินอยู่กับผู้ชายตัวสูงๆ คนนั้นที่ผมเคยเจอเมื่อครั้งแรกที่รู้ความจริงทั้งหมด

ถ้าผมเจอคามินตอนอยู่กับพี่นท เราสองคนก็มักจะหลบฉากไป หรือถ้าหลบไม่ทัน ผมจะก้มหน้านิ่ง ทำความเคารพ และทักทายเหมือนที่พนักงานคนอื่นๆ ในบริษัทพึงทำต่อท่านประธานใหญ่เจ้าของบริษัท แต่ถ้าผมเจอคามินตอนอยู่กับกันต์กวีเมื่อไหร่ หมอนั่นดูจะเดือดดาลทุกครั้ง แขนกำยำของเพื่อนสนิทมักจะยกขึ้นมาโอบไหล่ผมไว้ราวกับต้องการจะปกป้อง ผมได้แต่แค่นหัวเราะในใจ และอยากจะบอกกันต์กวีเหลือเกินว่า นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก เพราะอะไรน่ะหรอ ก็เพราะคามินไม่เคยจะสนใจหรือเห็นผมในสายตาเลยสักครั้งไงล่ะ คนที่หมดผลประโยชน์แล้วจะต่างอะไรกับคนไร้ค่าที่เขาไม่ต้องการ จริงไหม

โดยเฉพาะเวลาที่ผู้ชายคนนั้นเดินเคียงข้างอยู่กับคู่หมั้นคนสวย คนที่คู่ควรและเหมาะสมกับเขายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด นั่นยิ่งทำให้ผมดูเหมือนเป็นเหมือนธาตุอากาศสำหรับคามินเข้าไปใหญ่ เขามักจะมองเลยผ่านผมไปทุกครั้ง แต่ถ้าครั้งไหนเราเผลอสบตากันเข้าจริงๆ ผมก็จะมองเห็นแต่ความเย็นชา เห็นแต่ความไม่ทุกข์ร้อนของผู้ชายคนนั้น ในสายตาของเขาเหมือนไม่มีผมอยู่เลยสักนิด ผมอดยอมรับไม่ได้หรอกว่ามันเจ็บในใจไม่น้อย แต่ทำยังไงได้ล่ะ เรื่องระหว่างผมกับเขา มันเป็นแค่เกมบ้าๆ มาตั้งแต่ทีแรก มีแค่ผมที่หลงจริงจังและเพ้อพกกับมันไปแค่คนเดียว ส่วนอีกฝ่ายเขาเห็นผมเป็นแค่ของเล่น เอาไว้เป็นเครื่องมือแก้เบื่อแก้เซ็งก็เท่านั้น

“แล้วปราณจะทำยังไงต่อ” ตอนนี้ผมกับกันต์กวีนั่งอยู่ในคอฟฟี่ช็อปในล็อบบี้ของบริษัท ผมนั่งใจลอยมาพักใหญ่แล้ว จนกระทั่งกันต์กวีถามขึ้นมานั่นแหละ

“ก็ไม่ทำยังไง” ผมยักไหล่ “ปล่อยมันไปเถอะ ไหนๆ ก็คงไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีกต่อไปแล้ว”

“ปราณ... ผู้ชายคนนั้น มันหลอกปราณนะ” กันต์กวีจ้องหน้าผมด้วยสายตาจริงจัง

หลังจากวันนั้น ผมก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พี่นทและกันต์กวีฟังจนหมดสิ้น และก็เป็นไปตามคาด กันต์กวีโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจะเอาเรื่องคามินให้ได้ แต่เป็นผมเองนี่แหละ ที่ห้ามไว้ ห้ามด้วยประโยคเดิมๆ ที่คราวนี้ ผมก็จะพูดมันออกไปอีกครั้ง

“ทำไงได้ล่ะ เรามันดันโง่ให้เขาหลอกเอง” ผมยิ้มฝืนๆ “อย่าไปยุ่งกับเขาเลย ต่างคนต่างอยู่ไปเถอะ”

กันต์กวีเอาแต่ฮึดฮัด จนผมเองก็เริ่มที่จะหงุดหงิดหน่อยๆ เลยคิดว่าตัวเองควรต้องพูดอะไรออกมาสักอย่างเพื่อให้กันต์กวีเลิกเป็นแบบนี้เสียที

“เอาเป็นว่า เราขอโทษด้วยละกันที่ไม่ฟังคำเตือนของกวี แล้วก็ขอบคุณมากที่เป็นเพื่อนที่หวังดีกับเรามาโดยตลอด”

ผมยิ้มให้คนตรงหน้าทันทีที่พูดจบ จะว่าผมใจร้ายก็ได้ แต่ผมไม่อยากให้ความหวังอะไรกับกันต์กวี ซึ่งเป็นคนที่ผมให้ได้แค่ความเป็นเพื่อน แล้วอีกอย่างตอนนี้ผมอยากจะแค่ดูแลและอยู่กับฝาแฝดเท่านั้น เรื่องรักเรื่องใคร่อะไร ผมไม่อยากจะสนใจอีก เป็นผมแบบที่เป็นก่อนหน้านี้นั่นแหละ คือสิ่งที่ผมควรทำที่สุด

กันต์กวีดูหน้าเจื่อนไปนิด แต่สุดท้ายก็ยิ้มตอบผมอย่างอ่อนโยน มือใหญ่ของเขาเลื่อนมากุมมือผมไว้จนมิด พร้อมกับออกแรงบีบเบาๆ

“ไม่เป็นไรเรายินดี เราอยู่ในฐานะอะไรก็ได้ ขอแค่ได้อยู่ข้างปราณ เราก็พอใจแล้ว”

ผมไม่ได้ชักมือออก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกลับไป จนกระทั่งได้ยินเสียงเหมือนแก้วอะไรสักอย่างแตกนั่นแหละ ผมถึงได้หันหลังกลับไปดู

“ชงอะไรมา ทำไมไม่ได้เรื่อง รู้ไหมว่ามันกินไม่ได้” เสียงทุ้มที่ผมคุ้นเคยเอ่ยขึ้น เขานั่งอยู่เยื้องๆ ห่างจากโต๊ะผมไปไม่ถึงสิบก้าว บนโต๊ะมีแก้วกาแฟที่น่าจะแตกเพราะถูกแรงกระแทกจากการวางแรงๆ หน้าตาเขาดูเย็นชาและหงุดหงิด และดูเหมือนผู้ชายตัวสูงคนนั้น คนที่มักจะอยู่ข้างตัวท่านประธานเสมอ จะตกเป็นจำเลยในการพิพากษาครั้งนี้

“ผมจะให้ทางร้านชงมาให้ใหม่นะครับบอส” ผมเห็นผู้ชายคนนั้นก้มหน้างุด เตรียมพร้อมรับความผิดเต็มที่

ผมนั่งมองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะนึกได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องของผมเลยลุกขึ้น เตรียมจะเดินหนี


“ไม่ต้อง ของง่ายๆ ที่หากินได้ตามข้างทาง มันก็รสชาติแบบนี้นั่นแหละ กินแค่ครั้งเดียวให้รู้รสก็พอ เพราะคงจะมีคนรอกินต่ออยู่อีกเยอะ” น้ำเสียงเย็นชานั่น พูดเสียงดังจนได้ยินมาถึงโต๊ะผม “อย่างว่าแหละของมันง่าย ใครอยากกินก็ได้กิน หึ!”


คำพูดดูถูกที่ฟังแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าหมายถึงผม ทำเอามือเล็กๆ ของผมกำเข้าหากันแน่น กันต์กวีทำท่าจะพุ่งเข้าหาคามิน แต่ดีที่ผมห้ามไว้ทัน

“อย่า” ผมรั้งแขนของกันต์กวีไว้ พยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น และกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล ผมทั้งแค้นทั้งเสียใจ และไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้จากปากที่เคยพูดแต่คำหวานใส่ผมไม่หยุด นี่สินะ ตัวตนที่แท้จริงของผู้ชายคนนั้น “เราไปกันเถอะ ถ้านายไม่ไป เราจะไม่คุยกับกวีอีก”

ได้ผลชะงัด กันต์กวีมีท่าทีสงบลง ก่อนจะคว้าข้อมือของผมแล้วจูงพาเดินออกมาจากตรงนั้นทันที โดยที่ผมก็ไม่คิดจะหันกลับไปมอง เพราะผมเองก็เหนื่อยที่จะเสียใจกับการกระทำใจร้ายของผู้ชายคนนั้นแล้วเหมือนกัน

.

.

.

“พี่ว่า นายควรจะไปเคลียร์กับเขาให้มันจบ” หลังจากพี่นทได้ฟังที่ผมกับกันต์กวีเล่าให้ฟัง คนที่เป็นทั้งพี่และหัวหน้าของผมก็เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดสรุปออกมาด้วยประโยคเมื่อกี้ ประโยคที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินจากพี่นท

“พี่ว่าไงนะครับ” ผมถามย้ำด้วยหน้าตาไม่เข้าใจ กันต์กวีเองก็เหมือนกัน

“ใช่พี่ หมายความว่าไงน่ะครับ” กันต์กวีออกจะดูหงุดหงิดหน่อยๆ ด้วย เมื่อรู้ว่าผมต้องไปเคลียร์กับคามิน

“คิดดูสิปราณ” พี่นทอธิบายอย่างใจเย็น “ที่เขามีท่าทีแบบนั้นกับนาย เพราะเขาคิดว่านายยังเป็นของๆ เขาอยู่ และพอนายมีคนอื่นมาอยู่ข้างๆ เขาก็คิดว่า นายใจง่าย ทั้งๆ ที่นายยังเป็นของเขาอยู่ แต่นายกลับมีคนอื่น”

ผมโกรธจนน้ำตาจะไหลหลังจากได้ฟังพี่นทพูด เขาต่างหากที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด แล้วนี่เขากล้าดียังไงที่มาทำเหมือนกับว่าผมเป็นคนผิด ทั้งๆ ที่มันควรจะจบไปได้แล้ว

“แต่เขาเป็นคนผิดนะครับพี่นท” ผมเถียงออกมาอย่างหงุดหงิด “เขามีสิทธิ์อะไร มาคิดกับผมแบบนี้”

“เพราะเขาเป็นคนเห็นแก่ตัวไงปราณ” พี่นทสรุปเรียบๆ ก่อนจะออกความเห็น “พี่ถึงได้บอกไง ว่านายควรไปพูดกับเขาให้จบ ว่านายกับเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันแล้ว ต่อไปนี้จะได้ต่างคนต่างอยู่กันจริงๆ สักที”

กันต์กวีทำท่าเหมือนจะไม่เห็นด้วย แต่ผมกลับนิ่ง และคิดตามที่พี่นทพูด

“ปราณ.. ปราณไม่จำเป็นต้องเชื่อและทำตามที่พี่นทพูดก็ได้นะ” กันต์กวีแย้ง

แต่ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ได้แต่นิ่งคิด และทบทวนทุกอย่างในใจเงียบๆ คนเดียว

.

.

.

“บอสครับ คุณปราณันต์จากทีมโปรเจ็กต์พิเศษมาขอพบครับ”

และสุดท้ายผมก็ตัดสินใจทำตามที่พี่นทบอก ผมไม่อยากให้อะไรคาราคาซัง ทำซะให้มันจบๆ จะได้ไม่ต้องมาติดค้างในความรู้สึกกันอีก

“ให้เข้ามาได้” เสียงทุ้มตอบอนุญาต ผมที่จู่ๆ ก็เกิดตื่นเต้นขึ้นมาเสียเฉยๆ เลยพยายามรวบรวมความกล้า ก่อนจะก้าวอย่างมั่นคง เดินตรงไปหาคนคุ้นเคยที่ดูไม่คุ้นเคยเลยสักนิด ยามนั่งเซ็นเอกสารอยู่อย่างภูมิฐานกลางห้องทำงานที่หรูหราขนาดนี้

ผมสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะกล่าวอย่างหนักแน่น “ผมมีเรื่องจะคุยกับท่านประธานครับ” สรรพนามที่ห่างเหินทำให้ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย เหลือบขึ้นมามองผมอย่างไร้อารมณ์

“เชิญ” น้ำเสียงที่พูดมาออกช่างเย็นชาและดูไม่ใส่ใจ ขนาดว่าผมเตรียมใจมาบ้างแล้วว่าต้องเจอกับอะไรแบบนี้ แต่พอเอาเข้าจริง มันดันเจ็บกว่าที่ผมคิดไว้มาก และนั่นทำให้ผมต้องพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา


“ผมอยากขอให้จบเรื่องของเราไว้แค่นี้ครับ” แล้วในที่สุด ผมก็ตัดสินใจพูดมันออกไปจนได้


คามินมองผมกลับมาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า สายตาที่ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น ผมเจ็บจนแทบจะยืนไม่อยู่ เขาทำเหมือนกับว่า ผมร้อนรนไปเองคนเดียว โดยที่เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรด้วยเลย


“แล้วคุณมาบอกผมทำไมหรอครับ” เสียงทุ้มพูดอย่างเฉยเมย ก่อนจะก้มหน้าเซ็นเอกสารต่อ เขาทำเหมือนผมเป็นคนไร้ตัวตนในห้องนี้ “คุณจะทำอะไรมันก็เรื่องของคุณ ก็อย่างที่คุณรู้ ผมไม่ได้จริงจังอะไรกับคุณตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”


หลังจากได้ยินคามินพูดจบประโยค น้ำตาของผมก็ไหลออกมาเงียบๆ ทั้งที่พยายามแล้ว แต่ผมกลับกลั้นมันไว้ไม่ไหว ผมเหมือนคนโง่ที่จู่ๆ ก็เดินมาให้เขาย่ำยีและทำร้ายความรู้สึก ผมยอมรับก็ได้ว่า ผมแอบคิดว่าอย่างน้อยเขาอาจจะยังแคร์ผมบ้างสักนิด เขาอาจจะยอมขอโทษผมและเรื่องของเราจะได้จบลงด้วยดีกว่าที่มันเป็นอยู่

แต่ผมคิดผิด และนี่คือโทษทัณฑ์ที่ผมบังอาจคิดเข้าข้างตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้มันถึงทำให้เจ็บเจียนตาย จนเผลอแสดงความอ่อนแอให้ผู้ชายคนนั้นได้เห็น แม้จะไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลยก็ตาม

“ฮึก.. ผม ผมเข้าใจแล้วครับ” ผมยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างไม่ขาดสายลวกๆ โดยที่คามินไม่ได้เหลือบขึ้นมามองเลยสักนิด “และก็ขอ ..ฮึก ขอโทษด้วยทีผม.. ผมมารบกวนเวลาของท่านประธาน”

พอพูดจบ ผมก็รีบเดินกึ่งวิ่งออกมาจากห้องของผู้ชายคนนั้นทันที ผมอายและทุเรศตัวเองเกินกว่าจะอยู่ต่อแม้สักเสี้ยววินาที ผมกล้าดียังไงถึงได้ทำแบบนั้น ผมกล้าดียังไงถึงได้คิดว่าเขาจะยังแคร์ผมอยู่

ผมกล้าดียังไงถึงได้หวังว่าจะได้ยินคำว่า 'ขอโทษ' จากผู้ชายคนนั้นสักครั้ง ผมคงหวังสูงเกินไป เพราะสิ่งที่ได้กลับมามันยิ่งกว่าตรงข้าม

แต่ก็ดี ผมจะได้ตัดใจได้ง่ายขึ้น ให้มันจบๆ ไปซะ ผมจะได้เลิกหวังอะไรลมๆ แล้งๆ เลิกหวังว่าเขาจะกลับมาหา ทั้งๆ ที่มันเป็นไปไม่ได้ เสียที...

ได้เวลาตัดใจ แล้วกลับไปอยู่ในที่ที่เป็นของนายซะ ปราณันต์....

.

.

.

To Be Continue

----------------------------------------------------------------------

คำด่าที่ดราฟท์ไว้ สามารถใช้ได้ตอนนี้เลยนะคะ 5555555555555555555555555555555555555

เราเข้าใจนะที่ทุกคนจะโกรธจะโมโหกับสิ่งปราณทำ แต่แค่อยากจะวอนขอความเห็นใจ ... พอมันเป็นเรื่องความรัก คนเราทุกคนล้วนจะเหลือฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ยึดจนถึงที่สุด และบางทีนี่อาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายปราณอยากจะยึดไว้ และถ้าฟางเส้นสุดท้ายขาดก็ บลู้มมมม กลายเป็นโกโก้ครั้น 55555555555555

แต่เพื่อความยุติธรรมบตอนหน้าเรามาอ่านพาร์ทของคามินกันบ้างดีกว่า ให้ได้รับรู้บ้างว่าคามินคิดหรือเป็นซ่งติงอะไรทำไมถึงต้องทำกะน้องปราณขนาดเน้...

ไม่แน่ทุกคนอาจจะเห็นใจ หรือด่านางมากกว่าเดิม 5555555555555

เอาไว้เจอกันตอนหน้าค่า ชอบไม่ชอบยังไงคอมเม้นท์บอกได้เลยน้า เรารออ่านคอมเม้นท์จากทุกคนอยู่ค้าบบ ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ให้กำลังใจกันมาโดยตลอด หวังว่าจะอยู่กันไปยาวๆ เลยน้าา

เลยเจอกันตอนหน้า น่าจะ 2-3 วัน จะพยายามมาลงให้งับบบ ... รักน้า ^^

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด