[Up] Love (and) Lies #ลวงหลอกรัก...01/05/64 [32th Lies: ปรับความเข้าใจ]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [Up] Love (and) Lies #ลวงหลอกรัก...01/05/64 [32th Lies: ปรับความเข้าใจ]  (อ่าน 9046 ครั้ง)

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
อะไร ถ้าเขาขอโทษตอนนี้จะหายโกรธเขาเลยหรือไง หรือไม่ก็สามสี่วันผ่านไปเขาไปง้อก็จะคืนดีหรอ 5555 เอ้ออออเห็นด้วยนะที่เข้ามาเคลียร์ไม่ต้องคาราคาซัง พูดเองนะ ต้องรับผลของการกระทำแล้วกัน สงสารปราณและเด็กๆมาก ปราณไม่โง่นะ เราเข้าใจ ใครเข้ามาแบบนี้ใครมันจะไปรู้ หลอกดักไว้ทุกทาง แต่จากนี้คือรู้แล้วไง อย่าได้โดนอีก ก็ดูคิดเป็นขึ้น เข้าใจโลกความจริงมากขึ้น ช่วงบรรยายความรู้สึกปราณช่วงยอมรับความจริง เล่นเอาซะสงสารไม่ไหวเลย  :m15: แต่ก็อย่างว่าไม่มีเวลามาเสียใจนาน ... ซึ่งไม่มีวันที่ผมจะยอมให้ผู้ชายคนนั้น เห็นผมอ่อนแอและรังแกได้อีกเด็ดขาด ไม่มีวัน... ฉากนี้คือตบเข่าฉาด รอฟาด   :z6: :z6: 55555 ว่าแต่จะทำงานในที่เดียวกันได้หรอ ทรมานใจตัวเองมากไปไหม หรือว่ายิ่งเห็นว่ายิ่งหมดรัก หมดความรู้สึก ฝึกจิตให้แกร่ง ก็ดีนะถ้าเป็นแบบนี้ แต่ถ้ายังเห็นหน้ายังคิดถึงเหม่อลอย ก็เสียงานไปอีก ปราณเป็นคนแบบไหนนะ จะว่าอ่อนแอก็ไม่ใช่จะว่าเข้มแข็งก็ไม่เชิง ดูไม่ออก ต้องรอดูต่อไป 5555 ช่วงนี้เข้าใจปราณนะจะเสียใจร้องไห้อ่อนแอต่อหน้าเขาก็เข้าใจ เพราะมันก็เจ็บหนักจริง ก็ไม่ได้เตรียมตัวมารับความแหลกสลายนี้เป็นใครก็อ่อนแอได้ สู้ๆนะปราณ เอาใจช่วย แต่งเก่งมาก อ่านแล้วอินเว่อร์ 5555 รอตอนต่อไปเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาต่อ  :กอด1: :กอด1: :pig4: :pig4:  :pig4:

ออฟไลน์ eat2tea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เราต้มมาม่าชามใหญ่ รอไว้แล้ว  :sad4:
อยากรู้เหมือนกันว่าคามินทำแบบนี้มีเหตุผลอะไร
รออ่านตอนหน้านะครับ  :กอด1:


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
22nd Lies : คนโง่


Kamin’ s Part :


ปราณันต์เดินออกจากห้องทำงานของผมไปทั้งที่น้ำตานองหน้า ความเจ็บปวดทั้งหมดของผมถูกซ่อนไว้ใต้ใบหน้าที่เย็นชาและสายตาที่ไร้อารมณ์ แต่พอประตูห้องทำงานของผมปิดลงเท่านั้น ทุกอย่างก็ระเบิดออกมาราวกับว่าผมทนที่จะควบคุมมันต่อไปไม่ไหวแล้ว

ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะสะบัดปากกาและปัดเอกสารที่อยู่ตรงหน้าไปให้พ้นตา ผมไม่ได้มีสมาธิตั้งแต่แรกแล้วเมื่อรู้ว่าปราณันต์จะเข้ามาหา ผมเดินพล่านไปพล่านมาเหมือนหนูติดจั่น กลัวว่าตัวเองจะทำพลาด กลัวจะเผลอห้ามใจไม่ไหว และทำเรื่องทั้งหมดเสีย

ปราณันต์ของผมจะเป็นยังไงบ้าง คนตัวเล็กของผมจะสบายดีไหม ได้กินข้าวตรงเวลารึป่าว มีแต่เรื่องที่ผมอยากรู้เต็มไปหมดเมื่อเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่สิ่งที่ผมทำได้กลับมีเพียง นั่งอยู่เฉยๆ แล้วมองปราณันต์ทุกข์ทรมานใจ โดยไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย

แต่เมื่อผมมีโอกาสได้เจอคนที่ผมคิดถึงอยู่ทุกลมหายใจ สิ่งที่ผมทำกลับเป็นการพูดจาทำร้ายจิตใจปราณันต์อย่างร้ายกาจ ไม่ใช่ว่าผมอยากจะพูดแบบนั้น ตรงกันข้าม ผมอยากจะเข้าไปกอดร่างเล็กๆ นั่นให้หายคิดถึงเสียด้วยซ้ำ หนึ่งอาทิตย์กว่าแล้วที่ผมได้แต่มองปราณันต์อยู่ห่างๆ กับรับฟังจากสิ่งที่แทนคุณเอามารายงาน ผมรู้สึกเหมือนปราณันต์ผอมลงทุกครั้งที่ผมเห็น ผมอยากจะเข้าไปกอด ไปปลอบ ไปดูแลปราณันต์เหมือนที่ผมเคยทำ แต่ผมมันก็ขี้ขลาด ทำได้แค่มองอยู่ตรงนี้ โดยที่ปราณันต์ไม่เคยได้รับรู้เลยว่า ผมคิดถึงและเป็นห่วงเขามากขนาดไหน

“โธ่เว้ย!” ผมกวาดของที่อยู่บนโต๊ะลงพื้นอย่างหงุดหงิด พลางนึกย้อนไปถึงวันนั้น วันที่ปราณันต์ได้ยินและรับรู้เรื่องเลวร้ายทั้งหมด โดยที่ผมไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้เอ่ยอธิบายอะไรแม้แต่คำเดียว

.

.

.

“ลงมารับด้วยตัวเองเลยหรอคะเนี่ย” ผมมองผู้หญิงสวยจัดตรงหน้าอย่างนิ่งอึ้ง ไม่คิดว่าวลัยจะกลับมาก่อนกำหนด ล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ขนาดนี้

“วลัย...” เสียงที่หลุดออกจากปากผมไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ

“ใช่ค่ะ วลัยเอง วลัยกลับมาหาคุณแล้วนะคะ” เสียงหวานที่ตอบกลับมาแม้จะรื่นหูน่าฟังขนาดไหน แต่กลับไม่ใช่เสียงที่ผมอยากได้ยินเลยสักนิด

ผมได้แต่มองตามไปทางที่ปราณันต์วิ่งหนีหายไปด้วยความร้อนรน ผมอยากจะทิ้งพรวลัยไว้ แล้วไปตามหาปราณันต์ของผม แต่มันเป็นไปไม่ได้ และดูเหมือนว่าตอนนี้พรวลัยจะสงสัยท่าทีลุกลี้ลุกลนของผมแล้ว เธอจึงเอ่ยถามออกมาอย่างหวาดระแวง

“คราม คุณตั้งใจลงมารับวลัยรึป่าวคะ ทำไมคุณดูแปลกๆ เหมือนกำลังมองหาใครอยู่”

ผมตวัดสายตาคมมองหน้าสวยหวานนั้นอย่างไม่ชอบใจ ผมไม่ชอบให้ใครมาจับผิด หรือตั้งคำถามคาดคั้นกับผม

“การที่คุณเห็นผมอยู่ตรงหน้านี่ มันยังทำให้คุณไม่พอใจอีกหรอ เพราะฉะนั้น ผมจะมองหาใครมันก็เรื่องของผม ไม่เกี่ยวกับคุณ” ผมตอบเสียงเย็น และไม่จำเป็นต้องแคร์ใคร

ใบหน้าสวยหวานหงิกงอทันทีที่ได้ยินคำตอบจากผม ดูเหมือนว่านั่นจะไม่ใช่สิ่งที่เธออยากฟังเท่าไหร่นัก แต่เธอก็ฉลาดพอที่จะไม่แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดออกมา พรวลัยปรับเปลี่ยนสีหน้า และหันมายิ้มหวานให้ผมอีกครั้ง ยิ้มสวยหวานที่ผู้ชายคนไหนได้เห็นมีต้องใจกระตุก แต่ไม่ใช่กับผม รอยยิ้มจอมปลอมเคลือบยาพิษ ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหลงใหลยามได้เห็นเลยแม้แต่น้อย

“ไม่เห็นต้องอารมณ์เสียเลยนี่คะ วลัยแค่ถามลองใจคุณเฉยๆ” มือเรียวยื่นมาเกาะแขนผมอย่างออดอ้อน “เห็นคุณพรวดพราดลงมาถึงขนาดนี้ ถ้าไม่มารับ ‘คู่หมั้น’ แล้วคุณจะมาหาใครได้ล่ะคะ จริงไหม”

พรวลัยพูดย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเธอ นั่นยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดหัวใจยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากข่มตาลง พร้อมกับบอกให้ตัวเองใจเย็น

“ผมว่าเราขึ้นไปคุยกันที่ห้องทำงานผมเถอะ ยืนตรงนี้นานๆ มันไม่เหมาะ”

ผมพูดในขณะที่พรวลัยก็ดูเหมือนจะเห็นด้วย เธอปรี่เข้ามาเพื่อจะเกาะแขนผม แต่ผมกลับเดินหนีเข้าลิฟต์ที่เปิดรออยู่เข้าไปก่อน ส่งผลให้เจ้าหล่อนหน้าหงิกทันที ที่รู้สึกเหมือนถูกผมปฏิเสธกลายๆ ก่อนที่เธอจะเดินกระแทกส้นสูงตามผมเข้ามาในลิฟต์อย่างไม่พอใจ

ผมถอนหายใจอย่างหนักหน่วงกับพฤติกรรมการเอาแต่ใจของพรวลัยที่แทบไม่ได้ดีขึ้นเลย แม้จะไม่ได้เจอกันนานเป็นเดือน แต่พรวลัยก็ยังคงเป็นพรวลัยคนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

ยอมรับตามตรงว่าผมอดเอาเธอไปเปรียบเทียบกับปราณันต์ไม่ได้ รายนั้นทั้งใจเย็นทั้งมีเหตุผล อยู่ด้วยกันแล้วผมสบายใจ แถมยังไม่อยากห่างอีกต่างหาก

และเมื่อนึกถึงลูกแมวตัวน้อยของผม ก็ทำให้จิตใจผมพะวักพะวงขึ้นมาอีกครั้ง ป่านนี้ปราณันต์จะเป็นยังไงบ้าง เขาจะเสียใจมากแค่ไหนที่ได้รู้ว่าผมทำร้ายเขาแสนสาหัสขนาดนี้ ยิ่งคิดผมยิ่งอยากทิ้งทุกอย่างแล้วไปตามหาเขา แต่มันช่างเป็นไปได้ยากเหลือเกินถ้าพรวลัยยังคงเกาะติดผมแบบนี้

“คร.. ครามคะ!” เสียงหวานห้วนแว่วเขามาในหูผม “คราม! คุณได้ยินที่วลัยเรียกไหมคะเนี่ย”

ผมรู้สึกตัวออกจากภวังค์ของตัวเอง เมื่อสัมผัสได้ถึงความเกรี้ยวกราดจากเสียงหวานที่ได้ยิน

“ครับ?” ผมหันไปหาพรวลัยแบบงงๆ

“คุณเหม่ออะไรคะ? ประตูลิฟต์เปิดตั้งนานแล้วทำไมไม่ออก? คุณคิดอะไรอยู่ได้ตั้งนานสองนาน” ใบหน้าสวยหวานบิดเบี้ยวอย่างไม่พอใจ เพื่อบ่งบอกว่าตัวเองหงุดหงิด

“ผมไม่ได้เหม่อ ผมแค่คิดเรื่องงานนิดหน่อย” แน่นอนว่าผมโกหก และผมก็รู้ว่าเธอไม่เชื่อ เพราะสายตาเธอยามมองผมมันบ่งบอก ว่าเธอกำลังจับผิดผมอยู่

“วลัยคิดว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันค่ะ” เธอกระแทกเสียงก่อนจะเดินแซงผมออกจากลิฟต์ ตรงดิ่งไปที่ห้องทำงานของผม ผมถอนหายใจพลางเดินตามไปอย่างเบื่อหน่าย เมื่อก่อนผมเคยทนเธอได้ แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกเหมือนกับว่าความอดทนของผมใกล้จะหมดลงทุกที

และเมื่อมาถึงห้องทำงานของผม เสียงหวานแหลมที่แสดงออกถึงความไม่พอใจก็แผดใส่ผมทันที

“วลัยไม่รู้หรอกนะคะ ว่าช่วงที่วลัยไม่อยู่คุณได้ออกนอกลู่นอกทางบ้างรึป่าว”

ดวงตาเรียวเฉี่ยวจ้องผมอย่างคาดคั้นและจับผิด แต่ผมก็ตีสีหน้าเย็นชาใส่เธอได้อย่างแนบเนียน แหงล่ะ นี่มันความสามารถพิเศษของผมนี่

“วลัยจะไม่ถือสา เพราะยังไงคุณก็เป็นผู้ชาย แต่ตอนนี้.. วลัยกลับมาแล้ว อย่าให้วลัยได้ระแคะระคายหรือรู้สึกอีก ว่าคุณกำลังมีคนอื่น!”

ริมฝีปากที่ถูกแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีแดงสด แสยะยิ้มพลางพูดอย่างเอาแต่ใจ

“เพราะถ้าวลัยรู้ แน่นอนค่ะ ว่าวลัยไม่ทำอะไรคุณหรอก แต่กับมันคนนั้นวลัยไม่ปล่อยไว้แน่ คุณก็รู้นี่คะคราม ว่าคนอย่างพรวลัยทำอะไรได้บ้าง รับรองเลยค่ะว่ามันคนนั้นจะไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแน่ๆ”

ใบหน้าสวยหวานพูดด้วยสีหน้าและแววตาร้ายกาจ ผมรู้ดีว่าพรวลัยไม่ได้ขู่ เธอสามารถทำอย่างที่พูดได้จริงๆ ครอบครัวของเธอก้าวขึ้นมาสู่วงการนี้ได้ไม่ใช่แค่เพราะความสามารถและโชคช่วย แต่บิดาของเจ้าหล่อนเป็นคนกว้างขวาง มีคอนเนคชั่นและเส้นสายอยู่เต็มไปหมด โดยเฉพาะกับพวกด้านมืดของวงการ อย่างที่รู้การแข่งขันในธุรกิจก่อสร้างมันค่อนข้างซับซ้อนกว่าที่เราเห็น และนั่นยิ่งทำให้ผมไม่สบายใจ ความปลอดภัยและความสงบสุขของปราณันต์และฝาแฝดคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ผมตีสีหน้านิ่งสนิท ทำเหมือนกับว่าเรื่องที่พรวลัยพูดไม่ได้มีอิทธิพลอะไรกับผมเลย ทั้งที่ความจริงแล้วมันสั่นไหวในใจผมไม่น้อย

“แล้วแต่คุณเถอะครับ ผมไม่มีอะไรที่ต้องปิดบังอยู่แล้ว” ผมตอบด้วยน้ำเสียงสงบต่างกับความร้อนรนในใจที่มี ความคิดที่จะไปตามง้อปราณันต์ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ เพราะถ้าพรวลัยรู้ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับลูกแมวตัวน้อยนั่น ครอบครัวปราณันต์จะต้องเดือดร้อนแน่ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ตอนนี้คือ อยู่ให้ห่างจากปราณันต์ที่สุด แม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการเลยสักนิด

“ก็ดีค่ะ เพราะวลัยเองก็ไม่อยากเป็นผู้หญิงงี่เง่าในสายตาคุณเหมือนกัน”

ผมหลับตาลงพลางถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เมื่อพรวลัยพยายามเข้ามาเกาะแขนออดอ้อนผมอีกครั้ง แม้ผู้หญิงที่อยู่ข้างกายผมจะสวยหวานและน่าเย้ายวนแค่ไหน แต่หัวใจของผมกลับอดคิดถึงแววตากลมโต และรอยยิ้มสดใสจากริมฝีปากอิ่มสีสดนั่นไม่ได้เลย


.

.

.

ผมหวนคิดถึงเหตุการณ์วันนั้นอย่างหงุดหงิดหัวใจ หลังจากนั้นพรวลัยก็ชวนผมไปสำรวจบริษัท เธอเลือกไปที่ทีมโปรเจ็กต์พิเศษของบริษัทเป็นที่แรก ผมถึงกับต้องกุมขมับด้วยความปวดหัว เพราะผมรู้แน่ว่าจะได้เจอกับปราณันต์ และมันก็จะเป็นอีกครั้งที่อีกหนึ่งความลับของผมจะถูกเปิดเผยให้อีกฝ่ายรู้ ผมคิดอย่างเจ็บปวดใจ ว่าปราณันต์จะรู้สึกยังไงถ้าได้รู้ว่าผมหลอกลวงเขาไว้มากมายขนาดนี้

และพอถึงเวลา ผมเองที่พยายามบอกตัวเองตลอดว่าให้ห้ามใจ อย่าหวั่นไหวหรือทำอะไรที่น่าสงสัยให้พรวลัยเห็นยามได้เจอใบหน้าที่ผมคิดถึงอยู่ทุกลมหายใจ แต่ไอ้หัวใจที่เคยเย็นชาไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกลับไม่ยอมฟัง เมื่อผมได้เห็นความเศร้าหมองของใบหน้าหวานที่กำลังก้มมองพื้นนิ่ง นั่นทำให้ทุกความรู้สึกของผมนิ่งค้างและชะงักงัน

ดวงตากลมโตแดงช้ำอย่างเห็นได้ชัดเจน แม้ว่าปราณันต์จะก้มหน้าอยู่ เท้าสองข้างของผมชะงักกึกอยู่กับที่ ความเจ็บปวดถูกส่งไปยังคนที่ยืนก้มหน้านิ่งราวกับไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งรอบตัว จนกระทั่งใบหน้าหวานเงยขึ้นมานั่นแหละ ผมเลยต้องรีบปรับสีหน้าเรียบเฉย และเปลี่ยนให้ดวงตาเย็นชามากเท่าที่จะทำได้ แม้หัวใจผมจะสั่งให้ผมตรงเข้าไปโอบกอดร่างเล็กๆ ที่กำลังเบิกตาโพลง เมื่อมองเห็นผมที่จู่ๆ ก็กลายเป็นท่านประธาน เดินเคียงข้างมากับคู่หมั้นคนสวย นั่นไว้ พร้อมกับปลอบโยนและขอโทษที่ได้โกหกไป แต่หัวสมองของผมกลับสั่งว่าห้ามทำแบบนั้นเด็ดขาด จนกระทั่งเสียงของพรวลัยดังกระแทกเข้ามานั่นแหละ ผมถึงได้สติ เดินหนีไปพร้อมกับบาดแผลทางความรู้สึกที่ได้สร้างไว้ให้กับปราณันต์ที่น่าสงสารของผม

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ที่ทำอะไรไม่ได้เรื่องได้ราวสักอย่าง แค่จะปกป้องคนที่รักและหวังดีกับผมสุดหัวใจผมก็ยังทำไม่ได้ ผมยอมรับ ว่าผมเองก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าความรู้สึกที่ผมมีต่อปราณันต์คืออะไร แน่นอนว่าผมเป็นห่วง ผมคิดถึง ผมอยากดูแล แต่มันจะข้ามขั้นไปถึงการเป็นความรักรึป่าว อันนี้ผมกลับไม่แน่ใจเลย

หลังจากวันนั้น ก็ดูเหมือนว่าปราณันต์จะหลบหน้าหลบตาผมอย่างเห็นได้ชัด จะมีก็แต่ผมนี่แหละที่ทำตัวประหลาดๆ หาโอกาสไปเจอหรือเห็นใบหน้าสวยเศร้าตลอดที่ผมสามารถจะทำได้ แม้ทุกครั้งที่ผมได้เจอลูกแมวของผม ผมจะต้องตีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ใส่ ทั้งที่ใจผมรู้สึกตรงข้าม ผมก็ต้องทำ ถ้าแลกกับการได้เห็นใบหน้าที่ผมคิดถึงบ้าง ถึงปราณันต์จะโกรธและเกลียดผมหนักกว่าเดิม ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร

แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นแบบนั้น เพราะทุกครั้งที่ผมเจอปราณันต์ ที่มักจะอยู่กับนทนัชหรือไม่ก็กันต์กวี กับนทนัชนี่ยังไม่เท่าไหร่ ผมเข้าใจถ้าเพื่อนสนิทของปราณันต์จะมีท่าทีไม่พอใจใส่ผม ก็แหงล่ะ ผมทำกับปราณันต์เอาไว้เยอะนี่ ผมก็ต้องยอมรับแหละในเมื่อผมผิดจริง

แต่ถ้าเมื่อไหร่ผมเจอปราณันต์อยู่กับกันต์กวี ผมจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที และยิ่งเวลาผมเห็นกันต์กวีแสดงท่าทีราวกับหวงแหนและต้องการปกป้องปราณันต์เสียเหลือเกินผมยิ่งหงุดหงิด หมอนั่นเป็นใคร ถึงมาวางท่าใส่ผมแบบนั้น จะว่ากันไปแล้ว ผมมีสิทธิ์ในตัวปราณันต์มากกว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นไม่รู้กี่เท่า เป็นแค่เพื่อนสนิท มีสิทธิ์อะไรมาทำท่าทำทางแบบนี้

และในที่สุด ผมก็ทำเสียเรื่องจนได้ วันนั้นผมเห็นหลังปราณันต์ไกลๆ ตอนที่กำลังจะเดินเข้าร้านกาแฟในล็อบบี้ ผมจัดการปรี่เดินตามไปทันที เพราะหวังจะเห็นใบหน้าสวยหวานที่ผมคิดถึง แต่พอเข้าไป ผมกลับเห็นคนที่ทำให้รู้สึกขวางหูขวางตาอยู่ด้วย แต่ก็ต้องยอมเพราะมันเลี่ยงไม่ได้ ถ้าผมยังอยากเห็นหน้าปราณันต์อยู่

ผมนั่งแอบมองคนตัวเล็กของผมอยู่อย่างเงียบๆ ทุกอย่างก็เหมือนจะผ่านไปด้วยดี จนกระทั่งผมได้เห็นภาพบาดตา ตอนที่กันต์กวีเอื้อมมือไปกุมมือเล็กที่ผมเคยจับ เคยจูบ เคยเป็นของผมมาก่อน ผมรู้สึกเหมือนสติที่ผมเคยมีมันหลุดวูบ ผมไม่พอใจ ไม่พอใจมาก ยิ่งเห็นปราณันต์โอนอ่อน นิ่งเฉย ไม่ชักมือออก ผมเลยตัดสินใจกระแทกแก้วกาแฟแรงๆ เพื่อให้สองคนนั่นแยกออกจากกัน

และมันก็ได้ผล ใบหน้าสวยหวานหันมาทางผม ดวงตากลมโตจ้องมองมาอย่างสงสัย และไม่รู้เรื่องรู้ราว ยิ่งทำให้ผมโกรธ ทำไมถึงกล้ามานั่งจับมือมันให้ผมเห็น ไหนว่าเสียใจนักหนาที่เลิกกับผมไง แล้วไอ้ที่ผมเห็นอยู่ที่หมายความว่ายังไงกัน

ยิ่งเห็นผมยิ่งหงุดหงิด ประกอบกับความหวงอีกฝ่ายที่มันอัดแน่นอยู่ในใจ ผมเลยเผลอพูดจาทำร้ายความรู้สึกปราณันต์ไปโดยไม่ได้ตั้งใจอีกครั้ง


"ไม่ต้อง ของง่ายๆ ที่หาได้ตามข้างทาง มันก็รสชาดแบบนี้นั่นแหละ กินแค่ครั้งเดียวให้รู้รสก็พอ เพราะคงจะมีคนรอกินต่ออยู่อีกเยอะ... อย่างว่า ของมันง่าย ใครอยากกินก็ได้กิน หึ! "


ตากลมของปราณันต์แดงก่ำตอนหันมามองหน้าผม มันคลอไปด้วยน้ำใสที่ดูแว่บเดียวก็รู้ว่าเจ้าตัวพยายามอย่างหนักที่จะข่มไม่ให้มันไหลออกมา ใจของผมหล่นวูบไปที่ท้องน้อย เมื่อเพิ่งจะรู้ตัวว่าได้พูดอะไรออกไป และก่อนที่ผมจะคิดทำอะไรเพื่อให้มันดีขึ้น กันต์กวีก็จูงมือของปราณันต์ออกไปเสียก่อน

ผมติดอยู่กับความไม่สบายใจและหงุดหงิดกับสิ่งรอบตัวไปทุกอย่าง ผมอยากขอโทษ อยากบอกปราณันต์ว่าผมรู้สึกผิดกับทุกเรื่อง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมกลับทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากทำตัวเลวๆ ให้ปราณันต์เกลียดผมมากขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งเมื่อกี้ ผมยิ่งเพิ่งพูดสิ่งเลวร้ายที่สุดออกไปอีกครั้ง ปราณันต์อุตส่าห์ให้โอกาสผมได้แก้ตัว แต่ผมกลับย่ำยีความรู้สึกของปราณันต์ให้เจ็บช้ำยิ่งกว่าเดิม


... ผมจะไปบอกใครได้ว่าที่ผมทำไปทั้งหมดนั่นก็เพื่อปราณันต์และฝาแฝด ผมจะบอกใครได้ว่าสิ่งที่ผมทำลงไปกับปราณันต์นั้น ผมเองก็เจ็บปวดไม่น้อย

คนเลวๆ อย่างผมยังจะพอแก้ตัวอะไรได้อีก เพราะในความเป็นจริงแล้วต้นเหตุที่ทำให้ปราณันต์เดือดร้อนก็คือผม ผมคนเดียวเท่านั้น ...

.

.

.

“ปุณณกันต์กับปัณณธรเป็นไงบ้าง” ผมถามแทนคุณขณะที่นั่งอ่านเอกสารที่จะใช้ในการประชุมบ่ายนี้

“ฝาแฝดสบายดีครับ ช่วงนี้ถ้าวันไหนคุณปราณันต์เลิกงานดึก คุณแม่ของคุณอนาวินจะเป็นคนไปรับพวกเด็กๆ หลังเลิกเรียนแทนครับ”

แทนคุณรายงานความเป็นไปเกี่ยวกับเด็กน้อยทั้งสองให้ผมรู้ ตามคำสั่งของผมที่ให้ไปดูแลพวกแกอย่างใกล้ชิด

“กำชับไปว่าให้ทางโรงเรียนดูแลฝาแฝดให้ดีที่สุด ถ้าเงินบริจาคที่ให้ไปคราวที่แล้วไม่พอ ก็ให้เอาเงินส่วนตัวฉันบริจาคเพิ่มไปอีก”

“ครับบอส”

ผมนั่งรับฟังรายงานและสั่งการเรื่องครอบครัวปราณันต์อย่างเอาจริงเอาจัง เอกสารที่อยู่ในมือก่อนหน้านี้ ผมกลับวางทิ้งและละความสนใจไปจนหมดสิ้น พอได้ยินรายงานจากแทนคุณ ใจผมก็กระหวัดไปนึกถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับปราณันต์และเด็กๆ ยามที่ได้กอด ได้หอม ได้เล่น กับฝาแฝด โดยมีปราณันต์นั่งมองและยิ้มให้อยู่ไม่ไกล ทำให้ผมอบอุ่นในหัวใจขึ้นมาอย่างประหลาด

ผมอยากกลับไปมีช่วงเวลาแบบนั้นอีก ทุกวันนี้ผมทำได้แค่ไปตามแรงลากของพรวลัย เธอจัดการควงผมไปนู่นมานี่ เพื่ออวดกับใครๆ ว่าผมคือคู่หมั้นของเธอ ซึ่งมันน่าเบื่อหน่ายจนผมอยากจะหนีไปให้พ้นๆ

ผมเคยขัดใพรจวลัย และไม่ไปไหนมาไหนกับเธอตามที่เธอต้องการอยู่พักหนึ่ง ซึ่งเธอก็เอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อกับแม่ จนผมถูกพวกท่านเรียกไปตำหนิ ผมเองก็ไม่อยากจะประสาทเสียกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากไปกว่านี้ เลยต้องยอมไปไหนมาไหนกับพรวลัยเพื่อตัดความรำคาญ

“แล้วคุณปราณล่ะ เมื่อคืนกลับบ้านยังไง” ผมถาม ถึงแม้ว่าผมจะไปตามติดปราณันต์ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน แต่ผมก็ให้แทนคุณไปคอยดูแลไม่ให้คลาดสายตา

“เอ่อ.. คือ” แทนคุณดูอึกอัก จนผมไม่วางใจ

“คือทำไม? มีอะไร?” ผมคาดคั้น

“คือคุณกันต์กวีไปส่งคุณปราณันต์ที่อพาร์ทเม้นท์ครับ”

อีกแล้ว! หมอนั่นอีกแล้ว! ผมรับฟังอย่างหงุดหงิด ก่อนจะถามต่อ เพราะรู้สึกว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้

“แล้วหมอนั่นกลับออกมากี่โมง”

“...” แทนคุณก้มมองพื้นนิ่ง ดูเหมือนไม่อยากจะตอบคำถามของผมสักเท่าไหร่

“แทนคุณ! ฉันถามว่าไอ้หมอนั่นมันกลับออกมาจากอพาร์ทเม้นท์ปราณันต์ตอนกี่โมง??” ผมถามเสียงเข้ม บ่งบอกว่าเริ่มที่จะอารมณ์ไม่ดี

“ไม่ได้กลับออกมาครับ” แทนคุณเว้นวรรคเพื่อถอนหายใจ “คุณกันต์กวีไม่ได้กลับออกมาทั้งคืนเลยครับ เพิ่งจะออกมาเมื่อตอนเจ็ดโมงเมื่อเช้า”

ผมตวัดสายตาเย็นชามองแทนคุณทันที

“นายแน่ใจนะ?”

“แน่ใจครับ ผมให้คนเฝ้าอยู่ที่นั่นทั้งคืนจริงๆ”

ผมลุกพรวดจากเก้าอี้ทำงานจนยืนเต็มความสูง หวังเพื่อจะบรรเทาความหงุดหงิดในหัวใจให้มันเพลาลงบ้าง แต่ไม่เลย เพราะยิ่งคิดผมยิ่งไม่ชอบใจ

กันต์กวีแอบชอบปราณันต์อยู่ ใครๆ ก็รู้ ถ้าหมอนั่นอาศัยช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่ปราณันต์อ่อนแอหรือเสียใจ เพื่อเข้าหา แล้วถ้าปราณันต์เกิดใจอ่อนขึ้นมาล่ะ จะทำยังไง

คิ้วผมขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจ หลายคนอาจจะมองว่าผมทำตัวเหมือนหมาหวงก้าง ที่พอตัวเองไม่ได้แล้วก็ต้องกีดกันให้คนอื่นไม่ได้ด้วย

ก็ใช่ ผมคิดแบบนั้น เพราะผมมันเป็นคนเห็นแก่ตัว ในเมื่อปราณันต์เป็นของผม ผมเป็นผู้ชายคนแร และครั้งแรกของเขา ถ้าวัดกันแล้วคือผมมีสิทธิ์ในตัวปราณันต์ทุกอย่าง แล้วไอ้บ้านั่นมีสิทธิ์อะไรล่ะ ไม่มีเลยสักอย่าง เพราะฉะนั้นมันไม่ควรแม้แต่จะเข้าใกล้ปราณันต์ของผมด้วยซ้ำ

“จับตาดูไว้ให้ดี ถ้ามีอะไรระหว่างกันต์กวีกับคุณปราณ นายต้องรายงานให้ฉันรู้ทุกเรื่อง เข้าใจไหม” ผมหันไปกำชับแทนคุณ

“ครับบอส” แทนคุณรับคำก่อนจะเดินออกไป พร้อมๆ กับเสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้นพอดี


Rrrr

Sippakorn is calling



ผมกดรับ ก่อนจะกรอกเสียงลงไปอย่างไม่สบอารมณ์

“ว่าไง มีอะไร” นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้คุยกับสิปปกร หลังจากวันที่ปราณันต์ได้รู้ความจริง

(กูมีเรื่องจะคุยกับมึงหน่อย บ่ายนี้ว่างรึป่าว) สิปปกรเองก็ถามผมกลับเสียงเครียดไม่แพ้กัน

“เอาสิ จะมาหากูที่ออฟฟิศหรือจะออกไปเจอกันข้างนอกล่ะ” ผมถามขึ้น เพื่อหาสถานที่นัด

(ที่ออฟฟิศมึงนั่นแหละ เดี๋ยวบ่ายแก่ๆ กูจะเข้าไปหา)

“อืม” เมื่อตกลงกันได้ ผมก็รับคำอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะกดตัดสายไป

ผมไม่รู้หรอกว่าสิปปกรจะมาหาผมเรื่องอะไร แต่ถ้าให้ฟังจากเสียงแล้วก็คงไม่ใช่เรื่องดีนัก ผมคบกับมันมานาน พอจะมองท่าทางของมันออกอยู่บ้างแหละ แต่เอาเถอะ จะมีเรื่องหนักหนามาหาผมแค่ไหนก็มา เพราะคงไม่มีเรื่องไหนแย่ไปกว่าที่ผมเจออยู่แล้วล่ะ

ผมนั่งเดินกลับมาที่เก้าอี้กลางห้องทำงานที่หรูหรา พลางทิ้งตัวนั่ง เอนหลัง และหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน มือใหญ่ของผมนวดไปที่หว่างคิ้วของตัวเองเพื่อต้องการคลายเครียด พลางคิดในใจว่าใครอยากจะทำอะไรก็ทำเหอะ ตอนนี้ผมไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ไขลานด้วยซ้ำ มาทำงาน เลิกงาน กลับบ้าน หรือไม่บางวันก็ไปทำเรื่องน่าเบื่อกับพรวลัยอย่างเช่นการออกงานสังคมบ้าๆ บอๆ ทั้งหลายแหล่นั่นแหละ

ใจผมอดหวนคิดถึงชีวิตที่เรียบง่ายแต่ไม่น่าเบื่อสักนิดกับครอบครัวปราณันต์ไม่ได้ ถึงแม้มันจะวุ่นวายบ้างที่ต้องดูแลเด็กตัวเล็กๆ ถึงสองคน แต่นั่นก็ปฏิเสธไม่ได้อีกว่า ก็เด็กสองคนนี่อีกแหละที่ทำให้คนยิ้มยากอย่างผม ยิ้มได้ในทุกๆ วัน ไหนจะความอบอุ่นใจยามอยู่ใกล้กับปราณันต์อีก

ผมพยายามอย่างมากในการทบทวนและหาคำตอบของความรู้สึกของตัวเอง ว่าตกลงแล้วผมคิดยังไงกับปราณันต์กันแน่ ทำไมผมถึงได้อยากดูแลเขาและครอบครัวของเขาเหลือเกิน ทั้งหมดมันแค่เพราะเคยชิน หรือแค่เพราะผมและปราณันต์เคยชิดใกล้ หรือแค่เพราะปราณันต์น่าสงสาร หรือแท้จริงแล้ว ผมอาจจะกำลังตกหลุมรักเด็กผู้ชายตาโตหน้าหวานเศร้าคนนั้นอยู่ ทั้งหมด มันคืออะไรกันแน่ ผมอยากหาคำตอบให้ตัวเองแน่ใจสักที

.

.

.

เวลาล่วงเข้าบ่ายคล้อย สิปปกรก็เข้ามาหาผมตามที่นัดไว้ ผมมองเพื่อนที่เปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน ตั้งแต่วันที่ปราณันต์ได้รู้ความจริง พวกเพื่อนสนิทของผมก็หายเข้ากลีบเมฆ เรื่องหุ้นบ้าบอห้าเปอร์เซ็นต์อะไรนั่นผมก็ยกเลิกไป ไม่เอาของใครทั้งนั้น พวกเพื่อนผมเองก็เหมือนกัน ทุกคนดูจะช็อคไปเมื่อเห็นปราณันต์มาได้ยินเรื่องบ้าบอทั้งหมดนี้ด้วยหู และเห็นความเลวร้ายของพวกเราทั้งสี่คนด้วยตาตัวเอง

“มีอะไร” ผมเข้าเรื่องทันทีที่สิปปกรทรุดลงนั่งที่โซฟารับแขกกลางห้อง ไม่รู้จะพิรี้พิไรทำไม งานการผมก็มีที่ต้องรีบทำ

“กูมีเรื่องจะคุยกับมึง เรื่องสำคัญ” น้ำเสียงที่เป็นการงานที่มักจะหาได้ยากเหลือเกินจากเพื่อนสนิทคนนี้ของผม ทำให้ผมอดเงยหน้าขึ้นจากเอกสารตรงหน้า ขึ้นมามองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนที่นั่งอยู่ไม่ไกลออกไปไม่ได้

“...” ผมเงียบ เพื่อรอฟังเรื่องสำคัญที่สิปปกรกำลังจะพูด

“กู...” สิปปกรเหมือนลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายใบหน้าหล่อเหลาของเพื่อนสนิทผมก็เงยขึ้นมา ตาคมโตคู่นั้นสบมาที่ดวงตาเรียวของผมอย่างจริงจัง “กูมาคิดดูแล้ว ... กูอยากจีบปราณันต์ว่ะ กูจริงจัง และก็อยากดูแลเด็กคนนั้นจริงๆ”

เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะผมทันทีที่สิปปกรพูดจบ จากน้ำเสียงและสีหน้า ผมรู้ว่าเพื่อนผมมันเอาจริง มันพูดจริง มันคิดจริง และมันก็กำลังจะแย่งปราณันต์ของผมไปจริงๆ

ใช่! ตอนนี้สิ่งที่ผมคิดมีอยู่อย่างเดียวคือสิปปกรจะแย่งปราณันต์ไปจากผม ปราณันต์ที่เคยเป็นผมมาก่อน ปราณันต์คนที่ผมคอยดูแลและเป็นห่วงเป็นใย แล้วจู่ๆ เพื่อนสนิทของผมกลับมาบอกว่ามันอยากจะได้ปราณันต์ไปเป็นของมัน แบบนั้นงั้นหรอ?

ความเงียบเข้าปกคลุมเราสองคนทันที ผมและสิปปกรจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร มือใหญ่ของผมที่วางบนโต๊ะทำงานกำเข้าหากันแน่น คำพูดที่หลุดรอดออกจากปากผมเต็มไปด้วยโทสะและความเกรี้ยวกราด แม้มันจะเป็นเพียงพยางค์สั้นๆ แต่ก็บ่งบอกถึงจุดยืนของผมได้ชัดเจน


“ไม่...! กูไม่อนุญาต!”


ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เพื่อข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามทันที แม้มันจะเป็นเพื่อนสนิทผมก็ตาม

สิปปกรเองก็เช่นกัน ใบหน้าหล่อเหลามองผมกลับมาด้วยสายตาไม่พอใจ มันลุกขึ้นยืนเผชิญหน้า พร้อมกับถามผมอย่างไม่เข้าใจ

“กูไม่ได้มาขออนุญาต กูมาเพื่อบอกให้มึงรับรู้ไว้ก็แค่นั้น มึงไม่มีสิทธิ์หวงปราณันต์ไว้กับตัวเอง มึงไม่ได้เป็นอะไรกับเด็กคนนั้นแล้ว มีสติหน่อยสิวะไอ้คราม!”

“ไม่ใช่หน้าที่ของมึง ที่จะมาบอกว่ากูมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์” ผมพูดอย่างอวดดี เพราะเรื่องสิทธิ์อันชอบธรรมในตัวปราณันต์ ใครๆ ก็รู้ดีว่าผมมีเหนือทุกคน “เด็กคนนั้นเป็นของกู! มึงต่างหากที่ไม่มีสิทธิ์ ไม่ว่าจะมึงหรือใครก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่มย่ามทั้งนั้น!”

“มึงจะเอาอะไรมาอ้าง แค่มึงนอนกับปราณันต์แค่ครั้งเดียว มึงก็เที่ยวเอาข่มใครต่อใครก็ได้งั้นหรอ?” สิปปกรถามผมด้วยน้ำเสียงหยามเหยียด “ขอโทษด้วยนะคราม แต่เรื่องนี้กูไม่ถือว่ะ”

ดวงตาวาวโรจน์ของผมจ้องไปที่เพื่อนสนิทอย่างโมโห ก่อนที่มันจะพูดต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน

“เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับปราณันต์ทั้งนั้น ถ้าเขายอมรับกู มึงก็ไม่มีสิทธิ์ดึงดันอะไร” สีหน้าราวกับเป็นผู้ชนะของสิปปกร ทำให้ผมเผลอกำมือเข้าหากันแน่นด้วยความไม่สบอารมณ์ “แล้วอีกอย่าง มึงมันก็มีคู่หมั้นแล้ว มึงจะทำอะไรได้ เพราะยังไงปราณันต์ก็ไม่มีทางกลับไปหาไอ้คนใจร้ายที่ทำลายความรู้สึกเขาจนไม่มีชิ้นดีอย่างมึงอยู่แล้ว”


ปัง!


(อ่านต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-02-2021 19:25:30 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


“สิปปกร!” ผมทุบลงบนโต๊ะทำงานและแผดเสียงใส่สิปปกรด้วยความโมโหถึงขีดสุด ดูเหมือนว่าสิ่งที่เพื่อนสนิทผมพูดมาจะจี้ใจดำผมไม่น้อย

“หัวฟัดหัวเหวี่ยงไปเถอะไอ้คราม อย่างที่บอก กูไม่ได้มาขออนุญาต กูแค่มาบอกให้มึงรับรู้ไว้ก็เท่านั้น ว่านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กูจะไม่เกรงใจอะไรมึงอีก และปราณันต์ต้องเป็นของกู!”

สิปปกรพูดอย่างไม่แคร์ และนั่นก็ทำให้ผมตัดสินใจได้เด็ดขาดเหมือนกันว่าจะทำยังไงต่อไปดีกับเรื่องของปราณันต์

“มึงก็ลองมายุ่งกับของๆ กูดูสิ.. แล้วมึงจะได้รู้ว่ากูจะทำอะไรกับคนที่บังอาจมาแตะต้องของๆ กูได้บ้าง!”

ผมพูดเสียงกร้าวแฝงไว้ด้วยความไม่สบอารมณ์เต็มที่ ในเมื่อสิปปกรกล้าประกาศสงครามกับผม ผมก็จะทำให้มันได้เห็นว่าคนอย่างมันไม่เหมาะจะเป็นคู่ต่อสู้ของผมเลยแม้แต่น้อย

“กลับไปได้เแล้ว แล้วถ้ากูเห็นมึงเข้ามาเกาะแกะกับ ‘ปราณันต์ของกู’ ที่ออฟฟิศนี้ กูจะให้คนจับนายโยนออกไปข้างนอก”

พอผมพูดจบ ผมก็กดโทรศัพท์ออกไปหาคนสนิทที่รอคำสั่งจากผมอยู่ที่ด้านนอก ก่อนจะพูดอย่างไม่ไยดี

“แทนคุณ ส่งแขก! และถ้าไม่จำเป็น ห้ามให้สิปปกรเข้ามาเหยียบที่นี่อีก”

“ครับบอส” แทนคุณรับคำสั่งโดยไม่ปริปากถามเลยสักนิด สมกับเป็นลูกน้องที่ผมวางใจมาโดยตลอด

สิปปกรมองผมอย่างเชือดเฉือน ก่อนจะเดินไปที่ประตูห้องทำงานของผม แต่ก็ไม่วายหันมาย้ำชัดว่าจะไม่ออมมือเรื่องของปราณันต์

“แล้วมึงกับกูจะได้เห็นดีกัน คามิน!”

ผมมองประตูห้องทำงานที่งับปิดลงด้วยหัวใจว้าวุ่น จากแววตาเมื่อกี้ดูก็รู้ว่าสิปปกรมันเอาจริง มันคงถูกใจปราณันต์ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นแล้วนั่นแหละ ติดตรงที่มีผมเป็นก้างอยู่ มันเลยไม่กล้าที่จะแสดงออกมากนัก แต่ตอนนี้ไม่มีผมให้กวนใจแล้ว หมอนั่นคงคิดจะคงเดินหน้าจีบปราณันต์เต็มที่ แม้ผมจะมั่นใจว่าปราณันต์ไม่น่าจะชอบคนอย่างสิปปกร แต่ก็วางใจไม่ได้ เพราะตอนนี้ปราณันต์กำลังอยู่ในช่วงเสียใจ ถ้ามีคนเข้ามาคอยดูแลเอาใจอาจจะใจอ่อนได้ไม่ยาก

ผมได้แต่เดินพล่านไปพล่านมาเหมือนหนูติดจั่น แค่ลำพังกันต์กวีผมก็ปวดหัวมากพอแล้ว นี่ยังมีสิปปกรขึ้นมาเพิ่มอีกคน ผมจะทำยังไงกับปราณันต์ดี

ยิ่งคิด ผมยิ่งหาทางออกไม่ได้ ผมไม่อยากให้พรวลัยรู้ระแคะระคายเรื่องปราณันต์ก็จริง แต่อีกใจผมก็บอกว่า ผมทนเสียปราณันต์ไปให้ใครไม่ได้ทั้งนั้น และสุดท้ายความเห็นแก่ตัวก็เอาชนะทุกอย่าง ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่าผมจะดึงรั้งปราณันต์ไว้กับตัวเอง ผมทนไม่ได้แน่ๆ ถ้าจะเห็นปราณันต์เป็นของคนอื่น และไวเท่าความคิด ผมเรียกแทนคุณเข้ามาในห้องอีกครั้ง

“แทนคุณ เข้ามาหน่อย” ผ่านไปไม่ถึงอึดใจ บอดี้การ์ดร่างสูงก็มายืนตรงหน้าผม

“ครับบอส”

“วันนี้ปราณันต์ต้องไปไหนบ้าง” ผมถามและแน่นอนว่าแทนคุณต้องรู้ทุกเรื่องของครอบครัวปราณันต์ ทันทีที่ผมอยากรู้เขาต้องตอบผมได้ นี่คือคำสั่งเด็ดขาดจากผม

“เอ่อ..คือ” แทนคุณอึกอัก ยิ่งทำให้ผมหัวเสียยิ่งกว่าเดิม

“ตอบมา!” ผมทุบโต๊ะเสียงดังด้วยความไม่สบอารมณ์ มัวแต่อึกๆ อักๆ อยู่ได้ มันน่ารำคาญ

“วันนี้คุณปราณันต์จะออกไปสำรวจไซต์งานกับคุณกันต์กวีครับ” แทนคุณรายงานตามตรง และนั่นดูเหมือนว่าจะทำให้ผมหงุดหงิดมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

“กี่โมง” ผมถามกลับเสียงห้วน เป็นการตอกย้ำความคิดตัวเองว่าที่ผมตัดสินใจไว้มันไม่ผิด

“อีกไม่เกินสิบห้านาทีข้างหน้านี้ครับ” หลังจากจบคำของคนตรงหน้า ผมก็ลุกขึ้นคว้าสูท เตรียมเดินออกจากห้องทันที

“บอสครับ บอสจะไปไหนครับ” แทนคุณวิ่งตามผมมา ในขณะที่ผมก้าวยาวๆ เพื่อรีบลงไปที่ลานจอดรถ

“กันต์กวีจอดรถไว้ตรงไหน” ผมถามพลางกดปุ่มลิฟต์รัวๆ

“ลานจอดมอเตอร์ไซค์ครับ” แทนคุณตอบงงๆ

“พาฉันไปที่นั่นเดี๋ยวนี้!” พอจบคำผมประตูลิฟต์ก็เปิดออกพอดี ผมก้าวยาวๆ เข้าไปในลิฟต์โดยมีคนสนิทอย่างแทนคุณตามมาติดๆ

และเมื่อลงมาถึงลานจอดรถชั้นใต้ดิน แทนคุณผู้ที่มีข้อมูลทุกอย่างก็เดินนำผมไปที่มอเตอร์ไซค์ของกันต์กวีที่จอดอยู่ไม่ไกลออกไป และผมก็ได้ทันเห็น ปราณันต์ของผมกำลังสวมหมวกกันน็อค โดยมีกันต์กวีคอยช่วยจับ ช่วยติดล็อคหมวกให้ไม่ห่าง

ผมเผลอกำมือเข้าหากันแน่น ความไม่พอใจวิ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ และนั่นยิ่งเป็นแรงผลักให้ผมเร่งฝีเท้าจนเดินถึงมอเตอร์ไซค์กันต์กวีในที่สุด

ปราณันต์หันมาเห็นผม และเบิกตาขึ้นด้วยความตกใจ ต่างจากกันต์กวีที่มองผมด้วยแววตาไม่เป็นมิตร แต่เชื่อเถอะว่าผมก็ไม่ต่างจากหมอนั่นเท่าไหร่หรอก ถ้าพุ่งเข้าไปต่อยหน้ามันได้ ผมคงทำไปแล้ว ก็มันกล้าดียังไงถึงได้มาวุ่นวายวอแวกับปราณันต์ของผมแบบนี้

“ท่านประธาน” ปราณันต์ครางเสียงแผ่ว เป็นครั้งแรกในรอบอาทิตย์ที่ผมได้มองใบหน้าหวานเศร้าเต็มตาแบบนี้ ส่วนใหญ่ผมจะได้แต่แอบมอง หรือไม่ก็ทำเป็นมองผ่านๆ มาโดยตลอด เพิ่งจะมีคราวนี้แหละที่ผมได้เห็นใบหน้าที่ผมคิดถึงเต็มสองตาของตัวเอง

แล้วผมก็ได้ทันเห็น ในดวงตากลมมีน้ำใสไหลคลอหน่วยอยู่ ผมอยากจะวิ่งเข้าไปคว้าตัวนุ่มนิ่มของเด็กคนนั้นเข้ามากอด แต่ต้องห้ามใจไว้ ว่ายังไม่ใช่ตอนนี้

ผมเบนสายตากลับไปที่กันต์กวีอีกครั้ง จากที่เจือความอ่อนโยนยามมองปราณันต์ ผมก็ปรับให้มันแข็งกร้าวขึ้นยามสบกับฝั่งตรงข้ามที่เป็นอีกหนึ่งศัตรูหัวใจ

“มีอะไรหรอครับท่านประธาน” เสียงติดจะแหบของไอ้บ้านั่นดังขึ้นอย่างยียวน แต่ผมยกยิ้มเยาะ ก่อนจะสวนกลับอย่างไม่ยอมกัน

“ใช่ ฉันเป็นประธานของบริษัทนี้ ดีใจนะที่นายจำได้” ผมพูดด้วยเสียงเย็นๆ แต่เต็มไปด้วยอำนาจ

“แล้วยังไงครับ อุตส่าห์ถ่อลงมาถึงที่นี่ เพื่อบอกผมว่าคุณเป็นประธานงั้นหรอ?” มันยังคงกวนประสาทผมกลับอย่างไม่ลดละ แล้วคิดว่าผมจะยอมไหมล่ะ แน่นอนว่าไม่อยู่แล้ว

ในขณะที่กันต์กวียังคงไม่ยอมแพ้ ผมก็เลยหลือบมองไปที่ปราณันต์อีกครั้ง แววตากลมที่เคยเศร้าหมองในไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้กลับเข้มแข็งขึ้น ลำคอของคนตัวเล็กตั้งตรง และมองไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ ไม่มีความอ่อนแอให้ผมได้เห็นอีก

ใจผมกระตุกเมื่อได้เห็นปราณันต์กลับมาเข้มแข็งได้ภายในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ ตอนนี้ตากลมโตที่ผมหลงรัก ไม่เหลือบมองมาทางผมสักนิด และนั่นยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดหัวใจ


“ใช่! ฉันลงมาเพื่อบอกนายว่าฉันเป็นประธาน! ซึ่งคำว่าประธานนั่นหมายความว่าฉันเป็นเจ้าของบริษัทนี้ และที่สำคัญฉันไม่ได้เป็นแค่เจ้าของบริษัท แต่ฉันยังเป็นเจ้าของเด็กคนนี้ด้วย!!”


ผมทวงสิทธิ์ของตัวเองอย่างถือดี พลางกระชากแขนเรียวของคนตัวเล็กเข้าหาตัว ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนปากอิ่มที่ผมคิดถึงนักหนา

“อื้อ!” ร่างเล็กในอ้อมแขนผมเบิกตาโพลงอย่างตกใจ จากนั้นก็ดิ้นอย่างแรง แต่ผมก็กอดปราณันต์ไว้แน่น ริมฝีปากผมบดเบียดลงไปบนปากอิ่มอย่างโหยหา จนกระทั่งกันต์กวีตรงเข้ามากระชากเราสองคนออกจากกัน


ผลั่ก!!


หมัดลุ่นๆ ตรงเข้ากระทบหน้าผมทันทีโดยที่ไม่มีใครได้ทันตั้งตัว แต่แทนคุณเองก็ไวพอที่จะเข้ามาผลักกันต์กวีออกจากตัวผมไปเช่นกัน รวมทั้งตั้งท่าจะเข้าไปจัดการกันต์กวีด้วย แต่ผมห้ามเอาไว้ก่อน

“ช่างเถอะแทนคุณ” ผมเสียหลัก แต่ยังคงยึดข้อมือเล็กของปราณันต์ไว้แน่น โดยที่เจ้าตัวเองก็ดื้อจะสะบัดให้หลุดให้ได้

“ปล่อยนะ!” ปราณันต์ยังคงดิ้น ผมเลยต้องออกแรงยึดข้อมือและร่างเล็กๆ นั่น ไว้ให้แน่นกว่าเดิม

“ปล่อยปราณเดี๋ยวนี้!” กันต์กวีก็พยายามจะเข้ามาช่วยคนในอ้อมกอดของผม แต่แทนคุณขวางไว้ไม่ยอมให้เข้ามาใกล้

“ไปกับผมคุณปราณ” ผมบอกร่างเล็กในอ้อมแขน แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ให้ความร่วมมือสักนิด

“ไม่ไป! ปล่อยนะ! ปล่อย!” ปราณันต์ยังคงดิ้น จนผมทนไม่ไหว เลยตัดสินใจขู่ไปในที่สุด

“คุณปราณ คุณปราณรู้นี่ว่าผมเป็นใครในบริษัทนี้ ถ้าคุณปราณไม่ไปกับผม ผมบอกได้คำเดียวว่าผมจะทำให้กันต์กวีต้องเดือดร้อนจนถึงที่สุด... ต่อยหน้าท่านประธานใหญ่ แจ้งตำรวจจับข้อหาทำร้ายร่างกายได้สบายๆ เลยนะ”

ได้ผลชะงัด ปราณันต์หยุดดิ้นแทบจะในทันที แต่ปากอิ่มกลับต่อว่าผมไม่เลิก

“คุณมันนิสัยไม่ดี ทำแบบนี้ได้ยังไง พวกเราไปทำอะไรให้คุณ”

ผมมองคนตรงหน้า แล้วอยากจะก้มลงไปจูบซ้ำๆ ให้หายคิดถึง แต่ต้องไม่ใช่ตรงนี้ ให้ได้อยู่กันสองคนก่อนเถอะ ผมจะทำทุกอย่างตามใจที่ผมอยากแน่ๆ

“ไปกับผม เพื่อนคุณปราณจะได้ไม่เดือดร้อน” ผมไม่ตอบคำถามของคนตัวเล็กกว่า แต่กลับสั่งสิ่งที่ตัวเองต้องการออกไปแทน

ซึ่งแน่นอนว่ากันต์กวียังคงโวยวายไม่หยุด แต่ติดตรงที่ยังเข้าถึงตัวผมกับปราณันต์ไม่ได้ ตากลมมองมาที่ผมอย่างโกรธเคือง แต่กลับมองไปที่ไอ้หมอนั่นอย่างเป็นห่วงเป็นใย ผมได้แต่คิดอย่างไม่พอใจ ทำไมต้องห่วงมันมากมายขนาดนี้

“รับปากมา ว่าจะไม่ทำอะไรเพื่อนผม” ปราณันต์ยื่นเงื่อนไข ซึ่งผมก็ยอมตกลงแต่โดยดี เพราะกันต์กวีไม่ใช่เป้าหมายของผมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คนในอ้อมกอดผมนี่ต่างหากที่ผมต้องการ

“ตกลงครับ”

ปราณันต์สะบัดหน้าไปทางอื่น ก่อนจะตะโกนบอกกันต์กวีด้วยโทนเสียงอ่อนโยน ต่างจากที่พูดกับผมลิบลับ ยิ่งได้ยินหัวใจผมยิ่งกรุ่นโกรธ ไม่พอใจ

“กวี.. กวีไปรอเราที่ห้องของทีมก่อน ไม่ต้องเป็นห่วง เราแค่มีเรื่องต้องคุยกับเขานิดหน่อย ไว้เสร็จแล้วจะโทรหา”

แต่ดูเหมือนไอ้บ้านั่น จะไม่ยอมรามือง่ายๆ

“แต่ปราณ...”

“ทำตามที่เราบอกเถอะ เราขอร้อง”

กันต์กวีมีท่าทีสงบลงหลังจบประโยคของปราณันต์ และนั่นก็เป็นประโยคสุดท้ายที่ผมสาบานกับตัวเองว่าจะยอมได้ยิน เพราะฉะนั้นพอผมเห็นกันต์กวีอ้าปากจะพูดบางอย่าง ผมก็ลากข้อมือปราณันต์ออกมาจากที่ตรงนั้นทันที

“โอ๊ย เจ็บ! ปล่อยนะ!” เสียงหวานยังคงไม่หยุดต่อว่าผม เช่นเดียวกับที่ผมไม่คิดจะหยุดเดินเหมือนกัน

“เรามีเรื่องต้องคุยกันคุณปราณ ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ”

ผมพาปราณันต์มาถึงที่ลิฟต์ ก่อนจะจับร่างเล็กๆ นั่นเข้าไป โดยที่ตัวผมเองก็ตามเข้าไปติดๆ ที่หมายคือห้องทำงานของผม ที่ๆ ผมจะต้องคุยกับปราณันต์ให้รู้เรื่อง

.

.

.

และเมื่อเดินเข้ามาในห้องทำงานได้ คนตัวเล็กกว่าก็สะบัดหลุดออกจากอ้อมกอดผมทันที แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ ตรงเข้าไปกอดรดร่างเล็กๆ นั่นอีกครั้ง ให้สมกับที่ผมคิดถึงเจ้าของตัวนุ่มนิ่มคนนี้ทุกลมหายใจ

“ปล่อยผมนะ มีอะไรจะพูดก็พูดมา”

ปราณันต์ยังคงปั้นปึ่งใส่ผม แถมคนตัวเล็กในอ้อมแขนดูจะมีแรงมากกว่าที่ผมคิด แต่ก็นั่นแหละ ต่อให้มีแรงมากยังไงก็สู้แรงผมไม่ได้อยู่ดี

“ใช่ ผมอยากคุย แต่ไม่ใช่ตอนนี้” ผมกระซิบข้างใบหูนิ่ม ก่อนจะกดจมูกลงไปแรงๆ บนแก้มใสของคนตรงหน้า


ฟอด~


“นี่! ทำบ้าอะไร ปล่อยนะ” ปราณันต์โวยวาย ท่าทางไม่พอใจมากที่ผมทำแบบนั้น “ถ้าจะไม่คุยก็ไม่ต้องคุย”

ผมชักเริ่มหงุดหงิดที่ปราณันต์พยายามจะผลักไสผมเหลือเกิน ทีกับไอ้กันต์กวีนั่น ทำไมไม่ไล่มันแบบนี้บ้างล่ะ

“คุณปราณ เป็นอะไร ทำไมถึงได้ไล่ผมนัก” ผมถามเสียงเข้มด้วยความหงุดหงิด ผมไม่ชอบให้ปราณันต์ทำแบบนี้ ผมไม่ชอบที่ปราณันต์ทำเหมือนไม่อยากอยู่ใกล้ๆ ผม ทั้งที่ผมอยากอยู่ใกล้เขาใจจะขาด ผมรู้ว่าที่ผมทำมันหนักหนาเกินกว่าจะให้อภัยได้ แต่แล้วไงล่ะ ผมก็พยายามจะง้อปราณันต์อยู่นี่ไง ทำไมไม่ยอมฟังผมดีๆ บ้าง

“ถามหรอว่าทำไมถึงไล่? นี่ไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งไม่รู้” เสียงหวานที่เคยพูดกับผมอย่างออดอ้อน แต่ในเวลานี้ มันกลับแข็งกร้าว และดูไม่เป็นมิตรเลยสักนิด “ที่ไล่ก็เพราะเกลียดไง เกลียด.. ไม่อยากอยู่ใกล้”

ผมรู้สึกเหมือนมีมือมาบีบที่หัวใจจนเจ็บไปหมด เมื่อคำว่าเกลียดหลุดออกมาจากปากอิ่มที่ผมเคยจูบมาหลายครั้งต่อหลายครั้ง ไหนเคยบอกว่ารักผมนักหนา เวลาผ่านไปแค่ไม่กี่อาทิตย์ ปราณันต์ถึงกับเปลี่ยนเป็นเกลียดผมเลยหรือยังไง และยิ่งเมื่อผนวกกับท่าทีของปราณันต์ที่มีต่อไอ้คนที่ชื่อกันต์กวีก่อนหน้านี้ ยิ่งทำให้ผมฟิวส์ขาด เผลอกระชับอ้อมกอดที่กอดคนตัวเล็กไว้ให้รัดแน่นยิ่งกว่าเดิม

“เกลียดหรอ? เกลียดผมแล้วคุณปราณรักใคร ห๊ะ?” ผมพูดเสียงเย็น ด้วยอารมณ์ครุกรุ่น หึงจนแทบจะไม่มีสติไตร่ตรองอะไรทั้งนั้น

ดวงตากลมโตจ้องมองผมอย่างเย็นชา ปากอิ่มแสยะยิ้มเย้ยหยัน เป็นรอยยิ้มแบบที่ผมไม่ชอบเลยสักนิด ผมชอบรอยยิ้มกว้างๆ ของปราณันต์มากกว่ารอยยิ้มแบบนี้


“ผมจะรักใครก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คนนั้นไม่ใช่คุณ เพราะผมเกลียด เกลียดคุณ ดะ... อื้อ!”


ผมไม่ทนรอฟังให้ปราณันต์พูดจบประโยค ก็ก้มลงไปปิดปากร่างเล็กไว้ด้วยปากของตัวเองทันที ผมทั้งหึง ทั้งโกรธ ทั้งไม่พอใจ แค่ได้ยินว่าคนตรงหน้าพูดว่าไม่รัก พูดว่าเกลียดผม ผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าทนไม่ได้ขึ้นมาทันที จะให้ผมทนฟังแม้อีกแค่คำเดียว ผมก็ทนฟังไม่ได้หรอก ไม่ได้จริงๆ

“อื้อ!” คนตัวเล็กในอ้อมแขนผมดิ้นอย่างไม่ยอม ริมฝีปากอิ่มที่ผมหลงใหล เม้มปิดสนิท ปราณันต์ไม่ยอมเผยอปากขึ้นให้ผมได้ล่วงล้ำแม้แต่นิด แต่ถ้าคิดว่าผมจะยอมแพ้ให้กับความดื้อของคนที่ผมรู้จุดอ่อนไหวทุกอย่างดีน่ะหรอ.. ไม่มีทาง

มือใหญ่ของผมละออกจากการล็อคท้ายทอยคนในอ้อมแขน มาเป็นลูบเบาๆ ที่อกบางผ่านเสื้อสเว็ตเตอร์แขนยาวที่ปราณันต์ใส่อยู่แทน ก่อนจะสะกิดเบาๆ ที่ยอดอกข้างหนึ่งของอีกฝ่าย เป็นผลให้คนดื้อที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ส่งเสียงร้องขึ้นมาในแทบจะทันที

“อ๊ะ!”

ผมไม่ปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอย ผมรีบแทรกเรียวลิ้นร้อนของตัวเอง เข้าไปโพรงปากอิ่มของคนที่ผมคิดถึงอยู่ทุกลมหายใจ ผมกวาดลิ้นไปทุกซอกทุกมุม ตักตวงและลิ้มรสความหวานที่ผมจำได้ไม่เคยลืม ก่อนจะกระหวัดลิ้นตัวเองเข้าเกี่ยวกับลิ้นเล็กๆ ที่พยายามหลีกหนี

ปราณันต์ทุบอกผมอย่างคนไม่ยอมแพ้ แต่แรงลูกแมวแค่นั้นทำอะไรผมไม่ได้หรอก มีแต่จะกระตุ้นให้ผมอยากสัมผัส อยากแนบชิดกับคนตรงหน้ามากขึ้นก็แค่นั้น

“อื้อ! " ปราณันต์เริ่มร้องประท้วง กอปรกับลมหายใจที่ถี่กระชั้น ทำให้ผมยอมละริมฝีปากออก ทั้งที่ในความเป็นจริงผมอยากจะละเลียดชิมรสริมฝีปากอิ่มสีสดนี้ให้นานๆ ถ้าไม่ติดว่าปราณันต์จะหายใจไม่ทันคาอกผมไปเสียก่อน

“ห้ามพูดว่าเกลียดผม แล้วก็ห้ามพูดว่ารักคนอื่น” ปราณันต์หอบหายใจแรงอยู่กับอกผม ใบหน้าสวยหวานที่ผมชอบมองกำลังก้มนิ่งไม่ยอมเงยขึ้นมาสบตา อีกฝ่ายดูจะสั่นน้อยๆ นั่นทำเอาผมร้อนใจ จนต้องรีบเชยคางคนในอ้อมแขนขึ้นมาดู

ปราณันต์สะบัดหน้าทันทีที่เงยขึ้นมาสบตาผม ตากลมแดงช้ำ พอๆ กับริมฝีปากบวมเจ่อเพราะเพิ่งโดนผมรังแกไป ปราณันต์ร้องไห้ และนั่นทำให้ความรู้สึกผิดกำลังกัดกินใจผมอีกครั้ง

“ผมอยากให้เราคุยกันดีๆ” ผมกระชับอ้อมกอด ก่อนจะซุกจมูกลงบนกลุ่มผมสีเข้มของอีกฝ่าย กลิ่นหอมอ่อนๆ จากปราณันต์ทำให้ใจผมสงบขึ้น ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยอย่างยอมจำนน “ขอโทษนะครับที่โกหก แล้วก็ขอโทษที่ทำให้เสียใจ”

ผมจูบเบาๆ ลงที่ขมับของปราณันต์ ราวกับอยากจะถ่ายทอดทุกความเสียใจที่ผมมีให้อีกฝ่ายได้รับรู้

ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ไม่เลย ผมคิดผิด เพราะเมื่อผมคลายอ้อมกอดให้หลวมลง เพราะไม่อยากให้ปราณันต์ต้องเจ็บเนื้อตัว ก็กลายเป็นว่าปราณันต์ใช้โอกาสนี้ สะบัดหลุดจากอ้อมแขนผม และถอยกรูดไปยืนอยู่อีกมุมของห้อง

“คุณมีอะไรจะพูดก็พูดมา แต่อย่ามาเข้าใกล้ผมอีก” ริมฝีปากอิ่มที่บวมเจ่อเพราะถูกผมรังแก บวกกับตากลมและจมูกที่แดงช้ำ เพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้มา ยิ่งทำให้ปราณันต์ดูน่าสงสาร จนผมพูดไม่ออก

“คุณปราณ” ผมเรียกคนตรงหน้าเสียงแผ่ว พยายามจะสาวเท้าเข้าไปหา แต่ปราณันต์กลับถอยออก ราวกับไม่อยากอยู่ใกล้ผมแม้แต่เซ็นต์เดียว

“อย่ามาเรียกผมด้วยชื่อนี้! ผมไม่อนุญาต! ชื่อของผมคือปราณันต์... เรียกแบบนั้น เพราะคุณกับผม เรามันแค่คนอื่น อย่ามาทำสนิมสนมกับผม ผมไม่ชอบ”

เสียงหวานพูดอย่างเกรี้ยวกราด และถ้อยคำพวกนั้นยิ่งทำให้ผมหงุดหงิด คนไม่สนิทกันที่ไหนมันถึงได้นอนด้วยกัน มีอะไรกันแบบนั้นวะ

และก่อนที่ผมจะได้ทันพูดอะไรออกไป คำพูดจากคนตรงข้ามก็ทำให้ผมต้องตั้งสติ ไม่ใจร้อนแบบที่ผมกำลังจะทำ

“บอกให้พูดมา! ถ้าไม่พูดจะได้ไป” ผมมองเห็นความเด็ดเดี่ยวในดวงตากลมยามที่มองสบผม ผมรู้ว่าตอนนี้กำแพงในใจของปราณันต์ได้ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ดูเหมือนกับว่า ผมคงจะไม่มีโอกาสได้ทำลายมันลงง่ายๆ เหมือนครั้งที่ผ่านมา ท่าทีของผมจึงโอนอ่อนลง

“คุยกันดีๆ นะครับ ขอร้อง” ผมพยายามอ้อนวอน แต่ดูเหมือนปราณันต์จะไม่ยอมท่าเดียว

“พูดมา! ผมไม่อยากอยู่ใกล้คนแบบคุณนานๆ” เสียงหวานพูดอย่างถือดี ทำเอาผมเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง ปราณันต์ไม่ยอมลงให้ผมเลย ขนาดผมง้อขนาดนี้

แต่ก็ได้ ถ้าอยากจะให้ผมพูดนัก ผมก็จะพูดมันออกไปเดี๋ยวนี้แหละ


“กลับมาหาผม ต่อไปนี้ผมจะเป็นคนดูแลคุณปราณกับฝาแฝดเอง”


ในที่สุดผมก็ตัดสินใจพูดออกไป คนตรงหน้ามองผมอย่างแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมพูดมันดูไม่น่าฟังเท่าไหร่ แต่ก็อย่างที่ผมบอกแหละ ผมทนเสียปราณันต์ไปให้คนอื่นไม่ได้จริงๆ

“เมื่อกี้คุณพูดว่ายังไงนะ?” ปราณันต์ถามย้ำ นั่นทำให้ผมถึงกับต้องลอบถอนหายใจ ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะให้เขายอมรับกับข้อเสนอนี้ แต่ผมก็ต้องลองเสี่ยงดู เผื่อมันจะเป็นไปได้

“กลับมาหาผม ผมอยากให้เรากลับมาคบกัน... ผมคิดถึงคุณปราณมากนะ”

“เฮอะ!” ปราณันต์แค่นหัวเราะ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงผิดหวังจนผมสัมผัสได้ “คุณเห็นผมเป็นคนยังไง คุณคิดได้ยังไงถึงขอให้ผมกลับไปหาคุณ ทั้งๆ ที่คุณก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว”

“ผมไม่ได้อยากหมั้นกับวลัย ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของธุรกิจ” ผมพยายามอธิบาย “คนที่ผมอยากอยู่ด้วยคือคุณนะคุณปราณ”

“คุณมันเห็นแก่ตัว!” ปราณันต์พูดไปพลางน้ำตาไหลไป “คุณพูดแบบนี้ได้ยังไง คุณมาขอผมแบบนี้ได้ยังไง ผมไม่อยากจะเชื่อเลยให้ตาย” เสียงหวานสั่นไหว แต่เข้มแข็งและยืนหยัดที่จะไม่คล้อยตามผม

มือเล็กปาดน้ำตาออกลวกๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตั้งใจพูดกับผมอย่างเป็นจริงเป็นจัง

“อย่ามายุ่งกับผมแล้วก็น้องๆ อีก เรื่องวันนี้ผมจะถือว่าไม่ได้ยินจากคุณ ขอให้เราจบกันแค่นี้ เหมือนอย่างวันนั้นที่ผมบอกกับคุณไป คุณเองก็ยินดีนี่ที่เราจะไม่ต้องข้องเกี่ยวกันอีกไม่ว่าจะทางไหนก็แล้วแต่”

“ผมไม่เคยบอกว่าตกลงนะคุณปราณ ผมไม่เคยบอกว่าจะเลิกกับคุณ คุณทึกทักไปเองทั้งนั้น”

ผมเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ จะว่าผมเจ้าเล่ห์ก็ได้ วันนั้นผมพูดจาทำร้ายหัวใจปราณันต์ไปก็จริง แต่ผมไม่ได้พูดเลยว่าจะยอมเลิกยุ่งหรือยอมเลิกข้องเกี่ยวกับปราณันต์

“นิสัยปลิ้นปล้อนนี่มันคงแก้ให้หายยากสินะ คุณถึงได้เป็นคนกลับกลอกขนาดนี้” ตากลมจ้องมองผมอย่างผิดหวัง จนผมรู้สึกแย่ “บอกตามตรง ยิ่งผมได้รู้ว่าธาตุแท้คุณเป็นยังไง ผมยิ่งรังเกียจที่จะอยู่ใกล้คนแบบคุณ ตั้งแต่นี้ไปอย่ามายุ่งกับผม ผมไม่ใช่ปราณันต์คนเดิมที่จะยอมให้คุณทำร้ายได้อีกต่อไป!”

พูดจบปราณันต์ก็ทำท่าจะผละออกไปห้องทำงาน ผมรีบกระโจนไปรวบตัวคนตรงข้ามไว้ ไม่ยอมให้เดินหนีไปง่ายๆ ผมทั้งเจ็บ ทั้งโกรธ ทั้งหึง ทั้งหวง แค่ได้ยินว่าอีกฝ่ายบอกว่าไม่อยากอยู่กับผม ไล่ผม ปฏิเสธและตัดรอนผม ใจผมก็คิดไปล้านแปด ปราณันต์มีคนอื่นแล้วใช่ไหม หรือว่าใจอ่อนให้ไอ้เพื่อนสนิทนั่นไปแล้ว ทำไมถึงได้ทำตัวห่างเหินและไม่เหลือเยื่อใยกับผมขนาดนี้

“ผมไม่ให้คุณปราณไป อย่าหวังเลยว่าผมจะยอมให้คุณปราณทิ้งผมไปหาคนอื่น!” ผมพูดเสียงกร้าว พร้อมกับกระชับอ้อมกอดแน่น

“ปล่อยผมนะ!” ร่างเล็กในอ้อมแขนผมดิ้น ยิ่งดิ้นผมก็ยิ่งรัดวงแขนให้แน่นขึ้น พลางเอ่ยถามซ้ำๆ

“ทำไมล่ะ คุณปราณ คุณไม่รักผมแล้วหรอ” ผมรู้ว่ามันออกจะดูหน้าด้านหน่อยๆ ที่ถามออกไปแบบนี้ แต่ผมมั่นใจ จากแววตากลมนั้น ผมว่าผมสัมผัสได้ ว่าปราณันต์ยังรักผมอยู่

คนตัวเล็กหันมาสบตาผม โดยไม่หลบตาแม้แต่น้อย นั่นทำให้ผมนึกหวั่นใจ กับคำที่จะหลุดออกมาจากปากอิ่ม

“ผมเกลียดคุณ ฟังให้ชัดนะๆ คุณคามิน...ผม เกลียด คุณ”

ความผิดหวังและเสียใจแล่นขึ้นมาเป็นริ้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานมันก็แปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจ

“ผมบอกแล้วไงว่าห้ามเกลียดผม คุณปราณไม่มีสิทธิ์เกลียดผม ถ้าคุณปราณเกลียดผมแล้วคุณปราณรักใคร คุณรักใคร? คุณปราณมีสิทธิ์รักคนอื่นหรอ ในเมื่อคุณปราณนอนกับผมแล้ว!” ผมคาดคั้นถาม

“กับอีแค่เรื่องนอนด้วยกัน สมัยนี้ใครเค้าถือสา ผมเองยังแทบจะไม่เอามาใส่ใจเลย เพราะฉะนั้น ผมจะรักใครมันก็เรื่องของผม แต่ที่แน่ๆ คนๆ นั้นไม่ใช่คุณแน่ คุณคามิน”

จบคำร้ายกาจนั่น ริมฝีปากผมก็ประกบลงไปบนปากอิ่มทันที ผมยอมไม่ได้ ปราณันต์จะรักคนอื่นไม่ได้ ไม่มีวัน

“อื้อ!” ปราณันต์ดิ้น ดิ้นจนผมต้องยอมปล่อยริมฝีปากอิ่มเป็นอิสระ

“คุณปราณเป็นของผม คุณปราณไม่มีสิทธิ์รักคนอื่น!” ผมประกาศกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้ “ถ้าตราบใดคุณปราณยังอยู่ตรงนี้ ผมก็ไม่มีวันปล่อยคุณปราณไปเด็ดขาด!”

“ผมไม่ได้เป็นของคุณ เลิกอ้างอะไรแบบนี้ได้แล้ว ปล่อยนะ!”

“ลืมไปแล้วรึไงว่าเคยนอนกับผม! เคยครางใต้ร่างผมยังไง คุณลืมไปรึไงห๊ะคุณปราณ”

ผมขาดสติจนเลือดขึ้นหน้า ผมทวงสิทธิ์ของตัวเองเหมือนคนไร้ทางออก ต่อให้ต้องเลวกว่านี้ เห็นแก่ตัวกว่านี้ ผมก็ไม่มีวันยอมปล่อยปราณันต์ไปเด็ดขาด

“คุณนี่มันเลว เลวที่สุด!” ปราณันต์ต่อว่าผม นั่นยิ่งทำให้ผมสติหลุดยิ่งกว่าเดิม

“เลวยังไงก็เป็นผัวคุณ แล้วไอ้คนเลวคนนี้แหละ ที่มันจะไม่ยอมปล่อยคุณไปที่ไหนทั้งนั้น” จบคำผมก็ซุกไซ้ซอกคอปราณันต์ราวกับต้องการจะยืนยันคำพูดของตัวเอง คำพูดที่ว่ายังไงปราณันต์ก็ต้องเป็นของผม ของผมคนเดียว

“ปล่อยผม บอกให้ปล่อย!”

ผมยังคงกอดรัดร่างเล็กในอ้อมแขนแน่น พร้อมกับพูดคำขาด คำขาดที่ไม่ว่ายังไงปราณันต์ก็ต้องยอมตกลง

“ผมไม่ปล่อย แล้วถ้าคุณปราณยังปฏิเสธผม ผมสาบานเลยว่าทุกคนรอบตัวคุณจะต้องเดือดร้อน” ผมพูดเสียงเย็น ไหนๆ ผมก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่

ตากลมจ้องมองมายังผมอย่างเสียใจและผิดหวัง ถึงผมจะเจ็บปวดกับสายตาแบบนั้นมากแค่ไหน แต่ผมก็ไม่แคร์ ผมบอกแล้วไง ต่อให้ต้องเลวกว่านี้ เห็นแก่ตัวกว่านี้ ถ้าได้มีปราณันต์อยู่ในชีวิต ผมยอมทำทั้งนั้น

“ผมจะไล่เพื่อนร่วมทีมของคุณปราณออกจากงาน แล้วใครอีกนะ ... อนาวินใช่ไหม” คำพูดเลวร้ายยังคงหลุดออกจากปากผมไม่หยุดหย่อน รวมถึงน้ำใสที่ไหลออกมาจากตากลมของอีกฝ่ายก็ด้วย “ผมเป็นวีไอพีที่คลับนั้น ผมจะให้ผู้จัดการไล่เพื่อนคุณออก อ้อ แล้วก็ไม่ต้องพยายามหางานใหม่ที่ไหนนะ เพราะผมมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้เพื่อนของคุณปราณ ไม่มีใครจ้างให้ทำงาน”

ผมพูดอย่างเย็นชา พลางปล่อยร่างเล็กในอ้อมแขนเป็นอิสระ ไม่ใช่ผมไม่เสียใจที่เห็นปราณันต์ร้องไห้ แต่ในเมื่อมันไม่มีทางเลือก ผมก็ต้องทำแบบนี้

“คุณ...” ปราณันต์ดูจะหมดแรงไปทันที เมื่อได้ยินผมพูดจบ


“เลือกเอา จะยอมอยู่กับผม แล้วทุกคนดำเนินชีวิตต่อไปได้โดยไม่มีปัญหา หรือจะไปจากผม แล้วผมจะพังให้หมดทุกคน! ในเมื่อผมไม่ได้คุณไว้ คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะมีความสุขเลย!!”


ไม่มีความปราณี ไม่มีความใจดี ไม่มีการต่อรองใดๆ อีกต่อไป ถ้าผมต้องเลว ผมก็จะเลวให้ถึงที่สุด ใครจะว่ายังไงผมไม่สนใจหรอก ขอแค่มีปราณันต์อยู่กับผมก็พอ

“ว่ายังไงปราณันต์ ตอบผมมา”

ฟันซี่งามขบลงบนริมฝีปากอิ่มที่ผมชอบอย่างแรงจนแทบจะห้อเลือด ก่อนที่เสียงหวานจะถูกเค้นออกจากลำคอ ราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะตอบคำถามของผม


“คุณจะได้แค่ตัวผม แต่คุณจะไม่มีวันได้หัวใจของผม... ไม่มีวัน” เสียงหวานกระซิบเสียงแผ่ว เหมือนจำนน


ใจผมเจ็บแปลบทันที ที่ได้ยินประโยคนั้น แต่ผมก็ยังยืนยันที่จะขอมีปราณันต์อยู่ข้างกาย

“ผมไม่สน ว่าจะเป็นตัวหรือหัวใจ แค่คุณอยู่กับผม นั่นคือทั้งหมดที่ผมต้องการ”

เราต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันอย่างเจ็บปวด ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้ว่าผมกำลังทำร้ายความรู้สึกปราณันต์มากแค่ไหน แต่ที่ผมรู้ผมขาดคนตรงหน้าไม่ได้ ผมเสียปราณันต์ไปให้ใครไม่ได้เด็ดขาด ... ไม่ได้จริงๆ

.

.

.

To Be Continue

--------------------------------------------------------------------------------

ชื่อตอนนี่ไม่มีอะไรพิเศษค่ะ แค่ตั้งด่าอิพระเอกเฉยๆ 55555555555555555555

จากนี้จะไบโพล่าร์หน่อยนะคะ อยากจะให้จับมือก้าวผ่านกันไป อีกสักพักเดี๋ยวก็ดีขึ้น(มั้ง)ค่ะ 5555555555555

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ ทุกคำติชมนะคะ คิดเห็นยังไงเม้นท์บอกได้นะคะ เรารออ่านอยู่วววว ^^

ไปละค่ะ เจอกันตอนหน้า ขอเวลาสักสองสามสี่วัน ... ร๊ากกกก <3

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
เนี้ยยยยยยตรูคิดไว้อยู่ว่าแล้วว่ามันต้องเข้าอีหรอบนี้ ละมันก็จริง 55555 ถ้ายังทำงานที่นี้ไม่หนีไปไหน ก็ต้องยอมศิโรราบเป็นนาบกองเถอะนะ เอะอะขู่ทำให้คนรอบตัวเดือดร้อน ละเธออออออ ปราณ เธอไม่เดือดร้อนเลยไง ลำพังเธอยังจะเอาตัวไม่รอด ห่วงคนอื่นเขาไรอี๊ก ชักจะโมโหยอมให้เขากดขี่ 5555 ปากก็ด่าเขาป่าวๆ แต่ก็ยอมให้เขาจูบอยู่เรื่อยถึงจะโดนบังคับก็เถอะ เดี๋ยวก็อ่อนระทวยแข้งขาอ่อน ชัดไปสักหมัดดิ แม่งหมั่นไส้ว่ะ 55555 แล้วสุดท้ายมาจบลงด้วยการเป็นคู่นอน เพราะคำขู่กลัวคนอื่นจะเดือดร้อน แล้วไหนเพื่อนจะมาจีบอีก หนีไปจากวังวนนี้ไม่ได้เลยสินะ ตรูจะบ้า 55555555 เครๆปราณ เธอว่าไงเราว่าตาม 555555 สนุกกกกกกกกกกกก รอตอนต่อไปค่ะ อ่านไปหัวร้อนไป 55555 :z6: :z6:

 :กอด1: :pig4: :pig4: :pig4: :กอด1: เป็นกำลังใจในการแต่งทุกๆตอนนะคะ

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4040
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
อย่ายอม เพราะ ถ้ายอม ตัวเราเองที่จะเสียใจ

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
**Warning : เนื้อหาบางฉากบางตอนในแช็ปเตอร์นี้ อาจมีความไม่เหมาะสมทางด้านการใช้ภาษา และความรุนแรงทางเพศ ผู้อ่านกรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่านและการทำความเข้าใจด้วยนะคะ **


23rd Lies : ไม่มีอะไรที่เหมือนเดิม


คามินคว้าตัวปราณันต์มากอดอีกครั้ง และบังคับด้วยสายตาว่าอย่าพยายามขัดใจเขา ปราณันต์ยืนนิ่งเป็นหุ่นให้คามินกอด ร่างสูงกอดจูบซุกไซ้คนในอ้อมแขนราวกับคิดถึง โหยหามานานแสนนาน ในขณะที่อีกฝ่ายก็ยืนนิ่งเหมือนร่างไร้วิญญาณ จนกระทั่งคามินจับสังเกตได้

“ทำไมถึงยืนนิ่งขนาดนี้” คามินถามอย่างไม่พอใจ ในขณะที่เขาคิดถึงอีกฝ่ายแทบตาย แต่ปราณันต์กลับไม่มีปฏิกริยาอะไรเลยเมื่อถูกเขากอด เขาจูบ

“อยากทำอะไรก็ทำ ในเมื่อคุณอยากได้ตัวผมนักก็... เชิญ! เอาไปซะ ผมมันก็แค่ของเล่นแก้เหงาสำหรับคุณอยู่แล้วนี่”

ปราณันต์พูดอย่างเจ็บปวด แค่คิดก็เจ็บไปทั้งหัวใจ ทำไมคามินคนที่ใจดีคนนั้นถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ ทั้งเห็นแก่ตัว ทั้งใจร้าย เพียงแค่อยากได้ตัวเขาไว้ ถึงกับทำร้ายทุกคนที่อยู่รอบข้างเขา ทำแบบนี้ได้ยังไง

คามินมองปราณันต์ด้วยสายตาอ่านลำบาก ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง เพราะไม่รู้จะทำยังไงให้ปราณันต์เข้าใจ ว่าครั้งนี้เขาต้องการและขาดปราณันต์ไม่ได้จริงๆ

“คุณปราณ...”

ในตอนแรกคามินตั้งใจว่าเขาจะพยายามพูดให้ปราณันต์เข้าใจอีกครั้ง แต่พอมองเห็นกำแพงที่อยู่ในดวงตากลมโตแล้วเขาก็ต้องเปลี่ยนใจ ไหนๆ เขาก็ไม่เหลืออะไรดีอยู่แล้ว จะถูกมองว่าเลวกว่านี้ก็คงไม่เป็นไร

และก็อย่างที่บอกไปถึงแม้ว่ามันจะดูเลวและเห็นแก่ตัวแค่ไหน เขาก็ไม่แคร์ และต่อให้ต้องร้ายกว่านี้เขาก็จะทำ ขอแค่ปราณันต์ไม่ไปจากเขาก็พอ เสียงทุ้มจึงเปลี่ยนจากการขอร้องเป็นบังคับแทน

“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คุณปราณห้ามยุ่งกับผู้ชายคนอื่น ถ้าผมบอกอะไรคุณก็ต้องฟัง ในเมื่อตกลงปลงใจแล้วว่าจะยอม คุณก็ต้องทำตามที่ผมบอกทุกอย่าง”

คามินพูดอย่างเอาแต่ใจ ปราณันต์เองก็รับฟังอย่างใจสลายไม่ต่างกัน

“ส่วนเรื่องวลัย ผมจะจัดการเอง ต่างคนต่างอยู่ไป คุณปราณก็อยู่ในส่วนของคุณปราณ อย่าให้วลัยรู้เรื่องของเราสองคนเด็ดขาด อยากได้อะไรคุณปราณก็บอกผม ผมจะหามาให้”

ปราณันต์มองคามินด้วยสายตาเจ็บปวด สิ่งที่คามินบอกแต่ละอย่างมันเหมือนกับเขาไม่ใช่คน ผู้ชายคนนั้นทำเหมือนเขาเป็นของเล่น เหมือนตุ๊กตาที่ไม่มีชีวิตจิตใจ จะลุก จะเดิน จะนั่งก็ ให้ทำตามที่คามินจับจูงเท่านั้น

และที่สำคัญ คามินทำเหมือนเขาเป็นพวกหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ต่างอะไรกับโจรที่ลักโขมยของๆ คนอื่น ทำผิดซ้ำซาก ทั้งที่รู้แต่ก็ยังทำ แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเคยคบกับคามินทั้งที่คามินมีคู่หมั้นอยู่ แต่ตอนนั้นเขาไม่รู้ ต่างกับตอนนี้ที่รู้ดีอยู่แก่ใจแต่ก็ยังทำ

“ถามจริงๆ ที่คุณยังอยากมีผมไว้นี่เพราะคุณอยากเอาชนะกันต์กวี หรือคุณแค่อยากมีคนเอาไว้นอนด้วย” ปราณันต์ถามออกไปตรงๆ ซึ่งคามินเองก็ดูตกใจไม่น้อย

“ทำไมพูดแบบนี้คุณปราณ คิดแบบนี้ได้ยังไง”

“การกระทำของคุณมันทำให้ผมคิดไงล่ะ คุณอยากมีผมไว้ทำไม ในเมื่อเรื่องระหว่างเรามันควรจบไปได้แล้ว” เสียงหวานถามสั่นๆ เหมือนคนกลั้นเสียงสะอื้น

“แล้วถ้าผมจะบอกว่าผมต้องการมีคุณปราณไว้ เพราะผมขาดคุณปราณไม่ได้ คุณปราณจะเชื่อผมไหม”

คามินถามอย่างอ้อนวอน เขาใส่ความจริงใจของตัวเองที่มีทั้งหมดลงไปในทุกคำพูด แต่เปล่าประโยชน์ เพราะดูเหมือนปราณันต์จะไม่เชื่อเลยสักนิด

“โกหก... โกหกซ้ำๆ ซากๆ คุณทำเหมือนผมเป็นคนโง่ที่ไม่มีวันจะฉลาด และรู้ทันคุณ”

ปราณันต์ยังคงมองคามินในแง่ร้าย แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะสิ่งที่คามินทำกับปราณันต์ไว้นั้น มันยากที่จะทำให้ปราณันต์กลับมาเชื่อใจคามินอีกครั้ง

“พอผมพูดความจริงคุณปราณก็ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นอยากจะคิดอะไรก็คิดเถอะ แต่อย่างเดียวที่คุณปราณไม่มีสิทธิ์จะคิดหรือทำนั่นคือ การไปจากผม”

คามินพูดด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง ปราณันต์ได้แต่ยิ้มขื่นๆ ให้ตัวเอง

“ผมต้องอยู่กับคุณนานแค่ไหน” ปราณันต์กลืนก้อนสะอื้น และกลั้นใจถามกลับไป

“จนกว่าผมจะเบื่อ” เสียงทุ้มพูดเรียบๆ ในขณะที่ตากลมมองอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ

“คุณต้องกำหนดมาว่าจะให้ผมอยู่นานแค่ไหน ผมไม่คิดจะอยู่กับคนแบบคุณไปตลอดหรอกนะ” ปราณันต์ถามย้ำ

“ผมก็ว่าผมตอบคุณชัดแล้วนะคุณปราณ คุณจะไปจากผมได้ก็ต่อเมื่อผมเบื่อคุณ ตราบเท่าที่ผมยังต้องการคุณ คุณก็ไม่มีสิทธิ์ไปไหนทั้งนั้น” คามินเองก็ย้ำชัดถึงความต้องการของตัวเองไม่ยอมโอนอ่อนให้ปราณันต์เลยแม้แต่นิด

“คุณมันเลว! เห็นแก่ตัว!!” เสียงหวานต่อว่าอย่างผิดหวัง

“ใช่! ผมมันเลว แต่ก็ไอ้เลวคนนี้ไม่ใช่หรอ ที่ทำให้คุณมีความสุขได้ เวลาอยู่บนเตียง!”

คามินยังคงพูดจาทำร้ายจิตใจปราณันต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะความน้อยใจ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยายามเหลือเกินที่จะไปจากเขา ก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

“ถ้าอยากให้ผม หายเบื่อไวๆ ...” พอจบคำจมูกโด่งก็ซุกไซ้ลงที่ซอกคอขาวๆ ของคนที่อยู่ในอ้อมแขน

“อ๊ะ! ปล่อยนะ!” ปราณันต์พยายามดิ้น แต่ยิ่งดิ้นเหมือนยิ่งเปิดโอกาสให้จมูกโด่งเป็นสันนั้น ซุกไซ้ลงมาได้ถนัดยิ่งขึ้น

“… ก็ให้ผมได้เล่นสนุกกับร่างกายนี้บ่อยๆ สิ” ริมฝีปากหยักยกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ ก่อนจะกดจูบลงไปแรงๆ บนปากอิ่ม “จนถึงวันนึงผมอาจจะเบื่อ แล้วยอมปล่อยคุณปราณไปก็ได้นะ”

ปราณันต์นิ่งไปทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น คามินเองก็มัวเมาอยู่กับร่างกายที่เขาคิดถึงมากเสียจนลืมคิดไปว่าสิ่งที่หลุดออกจากปากเขาจะทำร้ายความรู้สึกปราณันต์มากขนาดไหน

“ฮึก...” คามินชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นจากร่างบางที่อยู่ในอ้อมกอด

“คุณปราณ.... ผม...” และเหมือนจะเพิ่งสำนึกได้ คามินจึงทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการขอโทษ แต่ปราณันต์กลับสวนประโยคที่ไม่ควรออกมาก่อน

“อยากจะทำอะไร ฮึก.. ก็ทำ แต่ให้จำเอาไว้ว่าคุณจะได้แค่ตัวนี่แหละ ... ส่วนหัวใจ ผมจะเก็บไว้ให้คนอื่น คนอื่นที่เหมาะสมมากกว่าคุณ!”

พอจบคำพูด ก็เหมือนไฟในใจคามินถูกจุดให้ลุกฮืออีกครั้ง ปราณันต์ทำให้เขาหึงหวงจนแทบบ้า พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง หมายความว่าจะยอมนอนกับเขา แต่เอาหัวใจให้คนอื่นงั้นหรอ

และด้วยความน้อยใจ เลยผลักดันให้คามินทำเรื่องบ้าๆ และโง่ๆ ถลำลึกยิ่งกว่าเดิม

“ก็ดี! ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าไอ้หน้าไหนมันจะยอมรับของเหลือจากคนอื่นได้อย่างหน้าชื่นตาบาน” ตาคมจ้องไปยังใบหน้าสวยหวานอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ

“ไอ้คนที่คุณปราณจะให้หัวใจน่ะ มันจะรับได้รึป่าวที่คุณนอนกับผมไม่รู้จักกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน!!”

พอจบคำพูดของคามิน มือใหญ่ที่โอบกอดปราณันต์อยู่ก็ตะโบมลูบไล้ไปทั่วร่างบางอย่างหยาบคาย คนตัวเล็กที่รู้ถึงสัญญาณอันตรายที่ตัวเองจะได้รับก็พยายามดิ้นหนีเอาตัวรอด แต่แน่นอนว่าคามินไม่ยอมปล่อย แถมยังดันคนตัวเล็กกว่าไปที่โซฟากลางห้อง ก่อนจะผลักให้ล้มลงแล้วตามคร่อมร่างบางไว้ในอาณัติ

“คุณจะทำอะไร นี่มันที่ทำงานนะ! ปล่อยนะ!” คามินกำลังล้วงมือเข้าไปในเสื้อของปราณันต์ช้าๆ โดยไม่ฟังคำประท้วงใดๆ ของคนใต้ร่างสักนิด

“แต่พอดีที่นี่มันเป็นบริษัทของผมไงคุณปราณ ผมไม่แคร์!”

พอพูดจบริมฝีปากหยักก็ก้มลงประทับลงบนริมฝีปากอิ่ม มือใหญ่ที่ล้วงเข้าไปลูบไล้ผิวนุ่มลื่นมือใต้เสื้อที่อีกฝ่ายใส่ปัดป่ายไปทั่ว จนไปหยุดที่ยอดอกสีหวานของคนตัวบาง จุดที่คามินชอบไม่น้อยไปกว่าริมฝีปากอิ่มที่เขากำลังละเลียดอยู่นี่เลย

นิ้วเรียวยาวสะกิดวนอยู่ที่ยอดอกข้างหนึ่งของปราณันต์อย่างย่ามใจ อกบางแอ่นคว้างด้วยความเสียวซ่าน แม้ปราณันต์จะพยายามบอกตัวเองว่าอย่าคล้อยตามคามิน แต่สัมผัสทุกสัมผัสของอีกฝ่าย ร่างกายของเขาจดจำมันได้อย่างดี และนั่นทำให้แรงต้านทานที่ควรมีของปราณันต์ลดลงจนเกือบไม่เหลือ เพราะคามินรู้ดีว่าตรงไหนที่เขาชอบ และตรงไหนที่จู่โจมแล้วจะทำให้เขาพอใจ คามินรู้ดีทั้งหมด และนั่นกำลังจะทำให้เขาพ่ายแพ้ต่ออีกฝ่ายราบคาบ

“อ๊ะ!”

คามินแทรกลิ้นเข้ามาทันที เมื่อปราณันต์เผลอเผยอปาก ตอนที่ส่งเสียงครางเพื่อระบายความเสียวซ่าน ลิ้นร้อนกวาดต้อนทุกซอกทุกมุมในโพรงปากของคนใต้ร่าง คามินดูดดึงและบดคลึงริมฝีปากปราณันต์อย่างละเลียดและโหยหา ทุกความรู้สึกถูกส่งผ่านทุกสัมผัสเพื่อให้ปราณันต์รับรู้ แต่ดูเหมือนกำแพงในใจของอีกฝ่าย จะตั้งตระหง่านอยู่สูงเกินไป ไม่ยอมให้เขาทะลุทะลวงได้แม้แต่นิดเดียว

“อื้อ!”

ลิ้นร้อนตรงเข้าเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเล็กของปราณันต์ที่พยายามหลีกหนีอย่างเอาแต่ใจ มือใหญ่ข้างที่ว่างก็ล็อคใบหน้าเล็กไม่ให้ขยับหนี เสียงจูบดังระงมไปทั้งห้องทำงาน และดูเหมือนว่าคามินจะไม่ยอมหยุดการกระทำใดๆ แม้แต่นิดเดียว

ตอนนี้ชายเสื้อเสื้อของปราณันต์ถูกมือใหญ่ของคามินเลิกขึ้นจนไปกองอยู่บนหน้าอกบางที่กำลังหอบหายใจอย่างถี่กระชั้น มือเล็กของปราณันต์ทุบลงบนลาดไหล่หนาของคามินที่ยังไม่ยอมละริมฝีปากออกไปแม้แต่อึดใจเดียว ... ปราณันต์กำลังหายใจไม่ทัน

คามินยอมละริมฝีปากออกจากปากอิ่มอย่างเสียดาย แต่ก็ไม่วายลากริมฝีปากหยักนั่นไปตามแก้ม และลากไล้ไปจนถึงใบหูนิ่ม ก่อนจะขบเม้มเบาๆ ตรงจุดอ่อนไหวจุดหนึ่งของปราณันต์ ซึ่งนั่นสามารถเรียกเสียงครางหวานจากปราณันต์ได้อย่างดี แม้เจ้าตัวจะพยายามกลั้นมันไว้แค่ไหนก็ตาม

“อาาห์”

“ชอบไหมครับคนดี หื้ม?” คามินกระซิบเสียงนุ่ม เขาไม่รอให้ปราณันต์ตอบคำถาม แต่เลือกที่จะผละออกมาเพื่อมองคนที่ตนคร่อมทับอยู่ใต้ร่างให้เต็มตา

คามินสำรวจปราณันต์อย่างพอใจ บนใบหน้าหวานแก้มทั้งสองข้างขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปยันคอ ชายเสื้อที่ถูกเลิกขึ้นมาทำให้เห็นผิวเนียนขาว ที่เขาชอบสัมผัสได้เต็มตา รวมถึงยอดอกสีอ่อนสองข้างที่กำลังชูชันด้วยแรงอารมณ์รอให้เขาได้ลิ้มรส แล้วไหนจะลอนซิกส์แพคบางๆ ที่หน้าท้องของปราณันต์อีก ทุกส่วนสัดในร่างกายของอีกฝ่าย ช่างกระตุ้นอารมณ์คามินให้โหมกระพือได้ง่ายดาย โดยที่ตัวเจ้าของเองยังไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ

อกบางของปราณันต์กระเพื่อมขึ้นลงเกือบจะเป็นจังหวะปกติ คามินเลยตัดสินใจก้มลงไปตรงซอกคอขาวเนียนอีกครั้ง ก่อนจะขบเม้มเบาๆ สร้างรอยรักรอยตีตราให้คนอื่นได้รู้ว่าคนๆ นี้เป็นของเขา

“อ๊ะ! อย่า…” เสียงห้ามของปราณันต์แทบไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ และแน่นอนว่าเสียงนั้นหยุดคามินไม่ได้

มือใหญ่ทำการรุกรานไปทั่วผิวเรียบลื่นบนร่างกายของปราณันต์ ก่อนจะผละออกเมื่อทำบางอย่างที่ต้นคอปราณันต์สำเร็จ จากนั้นคามินก็ลากลิ้นร้อนๆ สำรวจทั่วร่างกายของปราณันต์อีกครั้ง

“อ๊ะ อ๊าา”

“ครางออกมาเลยครับคนดี ผมชอบได้ยินเสียงคุณปราณ เวลาที่เราทำแบบนี้ด้วยกัน” คามินกระซิบเสียงกระเส่าชิดใบหูให้คนใต้ร่างรับรู้

คามินยังคงลากลิ้นของตัวเองไปเรื่อยๆ จากลำคอขาวเนียนของปราณันต์ผ่านอกบาง ก่อนจะค่อยๆ หยัดใบหน้าขึ้นเพื่อก้มลงไปจูบเบาๆ ที่แก้มนิ่ม ในขณะที่คนใต้ร่างยังคงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน สมองสั่งให้ร่างกายของปราณันต์ปฏิเสธ แต่ดูเหมือนว่าทุกสัมผัสของคามินจะกระตุ้นปราณันต์ได้มากกว่าที่เจ้าตัวคิด คนด้านบนรู้จักปราณันต์ดีเกินไป คามินรู้ดีว่าตรงไหนที่จับหรือสัมผัสแล้วปราณันต์จะรู้สึก และโอนอ่อนได้เป็นอย่างดี

ตาคมจับจ้องไปที่ผิวขาวเนียนของปราณันต์อย่างมัวเมา คามินค่อยๆ ก้มลงช้าๆ พลางครอบริมฝีปากลงบนยอดอกสีอ่อนของปราณันต์อย่างอ่อนโยนแต่ก็ร้อนแรงอยู่ในที ร่างสูงออกแรงขบเม้มและดูดดึงตุ่มไตนั้นเบาๆ ส่วนอีกข้างคามินก็ไม่ให้น้อยหน้า เขาใช้นิ้วเรียวยาวสะกิดลงไปเบาๆ อย่างเอาใจ และนั่นก็เรียกเสียงครางหวานจากปราณันต์ได้เป็นอย่างดี แม้ปราณันต์จะพยายามกัดริมฝีปากกลั้นมันไว้แค่ไหน แต่ก็เปล่าประโยชน์ เพราะทุกจุดที่คามินจู่โจมนั้นเป็นจุดที่เขาไม่สามารถต้านทานได้เลย

“อะ อาาาห์”

คามินทำสลับไปมากับนยอดอกอีกข้าง ส่งผลให้อกเล็กๆ ของปราณันต์แอ่นคว้างด้วยความเสียว มือเล็กจิกแน่นที่ไหล่กว้างของคามินเหมือนคนที่กำลังหาที่พึ่ง

คนตัวโตผละออกจากอกปราณันต์ ก่อนจะยื่นหน้าไปกระซิบชิดริมฝีปากอิ่มที่ตอนนี้บวมเจ่อ เพราะโดนเขารังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“คุณปราณ .. คิดถึง ผมคิดถึง” คามินพูดคำว่าคิดถึงซ้ำไปซ้ำมา น้ำใสไหลออกจากตากลมปราณันต์ช้าๆ เพราะตัวเขาเองก็ตะโกนคำนี้อยู่ในใจไม่ต่าง แต่ถ้าจะให้พูดออกมายังไงก็ไม่มีทาง ไม่มีทางที่เขาจะยอมพูดเด็ดขาด

“ฮึก...” คามินที่เห็นน้ำใสไหลจากหางตากลม ทำให้เขาค่อยๆ ก้มลงไปจูบซับอย่างอ่อนโยน หัวใจไม่รักดีของปราณันต์กลับโอนอ่อนอีกครั้ง มือเล็กไม่ได้ผลักไสคามินอีกต่อไป

คนตัวโตพอเห็นปราณันต์ใจอ่อนก็ได้ใจ จัดการก้มลงไปเพื่อจัดการกับกางเกงคนใต้ร่าง แต่ดูเหมือนว่าสติของปราณันต์จะกลับมาไวกว่าที่คิด เพราะจู่ๆ คนตัวเล็กกว่าก็ลุกพรวดพราดขึ้นนั่งบนโซฟาเสียก่อน

“มะ ไม่...” เสียงหวานปฏิเสธเสียงสั่น “ไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้”

“ทำไมครับ” คามินถามเสียงหลง เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้อารมณ์ของเขาเตลิดไปไกลจนกู่ไม่กลับแล้ว เพียงแค่ได้สัมผัส ได้จับต้อง ได้ยินเสียงหวานที่เขาคิดถึงครางกระเส่า อวัยวะกลางร่างกายเขาก็ปวดหนึบ แถมยังขยับขยายอย่างอึดอัด รอการปลดปล่อยจนแทบควบคุมไม่ได้

“หรือคุณปราณเกลียดผมจนไม่อยากให้ผมเข้าใกล้”

คามินถามด้วยความไม่เข้าใจ แต่ปราณันต์กลับไม่ตอบ เขาจะพูดได้ยังไงว่าเขายอมมีอะไรกับคามินไม่ได้ ยิ่งรู้ว่าคามินไม่ได้รัก ปราณันต์ยิ่งทำไม่ได้ แต่จะให้พูดออกไปให้คามินหัวเราะเยาะความคิดไร้เดียงสาของเขาน่ะหรอ ไม่มีทางเสียหรอก และยิ่งเมื่อปราณันต์เงียบ มันยิ่งเหมือนตอกย้ำว่าสิ่งที่คามินคิดเป็นความจริง

เมื่อคิดไปเองว่าปราณันต์เกลียดตน หัวใจด้านชาที่ไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไร ก็เจ็บปวดเหมือนถูกมือหลายพันมาบีบขย้ำ จากความเจ็บปวด แปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจ คามินไม่เคยรู้และเข้าใจอะไรในความรักเลย เขารู้เพียงแค่ว่าเขาอยากครอบครองปราณันต์ไว้กับตัวเอง และเขาทนไม่ได้ถ้าคนตรงหน้าเกลียดเขา

“ผมไม่สนหรอกว่าคุณจะรักผมอยู่หรือเกลียดผมแล้ว ตอนนี้ผมอยากนอนกับคุณ แล้วคุณก็ต้องยอม! เพราะคุณไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะขัดใจอะไรผมได้หรอกนะคุณปราณ”

พอจบคำคามินก็โถมตัวเข้าหาปราณันต์จนร่างเล็กล้มลงไปนอนบนโซฟาอีกครั้ง ปากหยักบดจูบลงไปบนปากอิ่มอย่างรุนแรงและเต็มไปด้วยอารมณ์ ไม่อ่อนโยนเหมือนในคราวแรก ทั้งดูดดึงขบเม้มปากอิ่ม จนปากที่บวมเจ่อของปราณันต์กลับแดงช้ำยิ่งกว่าเดิม

คามินปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออก ก่อนที่จะก้มลงกอดแนบชิดกับปราณันต์ที่ตอนนี้ชายเสื้อถูกเลิกสูงขึ้นไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ เมื่อเนื้อแนบเนื้อ ผิวกายที่เรียบลื่นและหอมกรุ่นของปราณันต์ยิ่งทำให้สติของคามินเตลิด ปากหยักก้มลงขบเม้มผิวกายขาวๆ ใต้ร่างของเขาอย่างมัวเมา ราวกับต้องการตีตราจองในทุกๆ ตารางนิ้วในตัวปราณันต์นี้เป็นของเขา

“อ๊ะ มะ.. ไม่เอา”

ถึงจะเป็นการปฏิเสธ แต่ดูเหมือนว่าเสียงครางหวานที่คามินได้ยินนั้นจะตรงกันข้าม นั่นทำให้คามินยิ่งได้ใจ

คนตัวโตก้มลงไปจัดการกางเกงของปราณันต์อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยจังหวะตอนที่ปราณันต์กำลังนอนระทดระทวย เพราะการจู่โจมสะกิดยอดอกเพื่อต้องการเบนความสนใจ และก็ได้ผล เพราะตอนนี้ทั้งกางเกงขายาวและกางเกงชั้นในของปราณันต์ หลุดออกจากขาเรียวลงไปกองอยู่ที่ข้างโซฟาเรียบร้อยแล้ว

คามินมองแกนกายที่เหมาะพอดีของปราณันต์อย่างคิดถึงและแสนรัก ปากหยักกดจูบลงไปช้าๆ ที่ส่วนหัว ก่อนจะครอบปากลงไปบนแกนกายของปราณันต์จนสุดความยาว

“อึก... อ๊า”

เมื่อความอุ่นร้อนของโพรงปากของคามินครอบลงมาบนท่นเนื้อของตัวเอง ปราณันต์ก็ผวาตัวแอ่นเอวขึ้นทันที สัมผัสอันคุ้นเคยทำให้เขารู้สึกดีอย่างถึงขีดสุด แม้จะพยายามปฏิเสธแค่ไหนก็ตาม

“อ๊ะ อาาห์”

คามินขยับริมฝีปากรูดขึ้นลงจนสุดความยาวของแก่นกายน่ารักนั่น ปราณันต์ร้องครางจนแทบไม่เป็นภาษา ความตั้งใจที่จะยับยั้งชั่งใจหายไปจนหมดสิ้นจากความคิด อย่างที่บอกเพราะคามินรู้ดีที่สุดว่าจะต้องแตะ ต้องจับ หรือสัมผัสตรงไหนที่จะทำให้เขามีความสุข

ริมฝีปากหยักดูดท่อนเนื้อของปราณันต์จนแก้มบุ๋ม คามินขยับปากอย่างชำนาญ ก่อนที่จะใช้ลิ้นไล้เลียส่วนหัวเบาๆ แต่เรียกความเสียวซ่านจากปราณันต์ได้เป็นอย่างดี

“อ๊ะ ส.. เสียว อึก!”

ยิ่งได้ยินเสียงคราง คามินยิ่งออกแรงดูดแรงขึ้น จนเอวบางลอยคว้าง เสียงหวานครางกระเส่าและร้องขออย่างไร้การควบคุม

“ระ..เร็ว อึก! เร็วหน่อย”

คามินออกแรงทำตามที่ปราณันต์ต้องการอย่างไม่เกี่ยงงอน เขาขยับปากเร็วขึ้น และขยี้ลิ้นลงไปที่ส่วนหัวย้ำๆ

“อ๊า อะ”

คามินสัมผัสได้ถึงการหดเกร็งที่หน้าท้องของปราณันต์ เขารู้ดีว่าคนด้านบนกำลังจะถึงฝั่งฝัน โดยปกติคามินชอบที่จะโอบอุ้มปราณันต์ไว้จนถึงที่สุด เขาชอบที่จะลิ้มรสตัวตนของปราณันต์ทุกหยาดหยดไว้ แต่ไม่ใช่วันนี้ วันที่คามินไม่ได้เตรียมพร้อมกับบางอย่างไว้

คามินตัดสินใจถอนริมฝีปากออก แล้วใช้มือใหญ่รูดรั้งแก่นกายของปราณันต แทน ส่วนปากหยักของตนก็ยื่นไปประกบกับปากอิ่ม เพื่อให้คนใต้ร่างเขาระบายความเสียวซ่านที่อัดแน่นออกมาภายใต้จูบที่ร้อนแรงนี้

ในขณะที่ปากของทั้งคู่ยังไม่ได้ถอนออกจากกัน มือใหญ่ก็รูดรั้งขยับเร็วขึ้น นิ้วโป้งขยี้ส่วนหัวซ้ำๆ จนกระทั่งตัวของปราณันต์กระตุก และปลดปล่อยออกมาออกจนเต็มมือใหญ่ไปหมด

คามินถอนริมฝีปากออกจากปากปราณันต์ ส่งผลให้คนตัวเล็กครางเสียงหวานอย่างต่อเนื่องยาวนาน

“อาาาาาห์”

ปราณันต์ที่นอนหอบหายใจระทดระทวยอยู่บนโซฟานั้นเย้ายั่วอารมณ์คามินเป็นอย่างมาก เขาอาศัยจังหวะนี้จัดการปลดกางเกงทั้งชั้นในและชั้นนอกของตัวเองออกจากนั้นก็ใช้ตัวตนของปราณันต์ที่เลอะติดมือมาปาดลงบนท่อนเนื้อของตัวเองที่ตอนนี้กำลังตั้งชันและแข็งขืนแสดงความต้องการอย่างที่สุด

คามินกลับไปคร่อมร่างปราณันต์อีกครั้ง พร้อมกับยกขาทั้งสองข้างของปราณันต์พาดกับพนักพิงโซฟาข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็พาดไหล่ของตัวเองไว้ ช่องทางสีสวยลอยเด่นอยู่ตรงหน้าเขาอย่างยั่วยวน และถึงแม้ปราณันต์จะพยายามต้านทานยังไงก็ดูเหมือนว่าจะสู้แรงคามินไม่ได้อยู่ดี

คามินค่อยๆ แทรกนิ้วของตัวเองที่ยังคงมีตัวตนของปราณันต์ติดอยู่เข้าไปในช่องทางที่ปิดแน่นเพื่อเป็นการเบิกทาง แต่ดูเหมือนว่าเพราะมันไม่ค่อยได้ถูกล่วงล้ำ เมื่อมีอะไรแปลกปลอมที่จะพยายามเข้าไป ร่างกายของปราณันต์จึงปฏิเสธทันที

เสียงหวานร้องขออย่างน่าสงสาร แต่ตอนนี้คามินหยุดไม่ได้แล้วจริงๆ

“อื้อ! เจ็บ! อะ เอาออกไป” ศีรษะกลมๆ เล็กๆ สะบัดไปมาจนกลุ่มผมกระจาย แต่คามินก็ยังคงไม่หยุด แต่ยื่นนิ้วมืออีกข้างไปสะกิดรัวที่ยอดอกสีสวยเพื่อต้องการเบนความสนใจ

“อย่าเกร็งนะครับคนดี อย่าเกร็ง”

ปราณันต์พยายามผ่อนคลายมากขึ้นเพราะไม่อยากเจ็บไปมากกว่านี้ จนกระทั่งนิ้วของคามินเข้าไปได้จนสุด นิ้วเรียวยาวควงวนอยู่ภายใน ความอุ่นร้อนของช่องทางตอดรัดนิ้วของคามินเป็นอย่างมาก จนร่างสูงอดจินตนาการไม่ได้ว่า ถ้าความอุ่นร้อนนี้ตอดรัดและได้โอบล้อมแก่นกายของเขาไว้มันจะดีขนาดไหนกัน

ก้านนิ้วเรียวหมุนวนจนไปสัมผัสเข้ากับจุดๆ หนึ่ง ซึ่งทำให้ปราณันต์ตอดรัดหนักกว่าเก่า และเสียงครางหวานก็หลุดออกมาทันทีที่คามินสัมผัสโดน

“อ๊ะ อ๊า”

“ตรงนี้ใช่ไหมครับคนดี” คามินส่งนิ้วเข้าไปสองนิ้วสามนิ้วและกดย้ำที่จุดนั้น จนปราณันต์ร้องครางไม่เป็นภาษาและตอดรัดหนักขึ้นเรื่อยๆ

“อ๊ะ อ๊ะ อ๊าา”

คามินเห็นท่าทางยั่วยวนแบบนั้นก็เริ่มทนไม่ไหว คนตัวโตตัดสินใจถอนนิ้วออก ทำเอาตากลมตวัดมองด้วยความไม่พอใจ คนตัวโตอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นของปราณันต์ ก่อนที่จะพูดด้วยเสียงเจ้าเล่ห์

“ใจเย็นครับที่รัก ผมสัญญา... ว่าจะทำให้คุณปราณมีความสุข”

จบคำ คามินก็จับขาปราณันต์พาดบ่าอีกครั้ง เรียวลิ้นร้อนแทรกแหย่เข้าไปในช่องทาง ทำเอาเอวเล็กบิดไปมาอย่างเสียวซ่าน ก่อนที่คามินจะถอนลิ้นออก แล้วใช้แก่นกายของตัวเองถูไปมาเบาๆ ที่รอยจีบโดยรอบของช่องทางของปราณันต์

ปราณันต์ที่กำลังหลงมัวเมากับสัมผัสที่คามินมอบให้ก็ไม่ทันได้เฉลียวใจ จนกระทั่งอีกฝ่ายพยายามจะแทรกแก่นกายเข้ามาในช่องทางนั่นแหละ ปราณันต์ถึงได้รู้ตัว

“อื้อ! เจ็บนะ! เอาออก เอาออกไป”

แก่นกายของคามินใหญ่โตกว่านิ้วเรียวที่แทรกเข้ามาก่อนหน้ามาก ปราณันต์ร้องเสียงหลง น้ำใสไหลออกมาจากหางตา เขาพยายามอ้าปากโกยอากาศเข้าปอด เพราะรู้สึกเจ็บจนจุก และแม้พยายามจะร้องขอแค่ไหน แต่คามินก็ยังคงพยายามจะดันสะโพกตัวเองเข้ามาเรื่อยๅ

ปราณันต์พยายามจะถดตัวหนี แต่มือใหญ่ของคามินกลับรั้งเอวบางไว้แน่น คนตัวโตเห็นท่าทางเจ็บปวดของอีกฝ่ายแล้ว จึงตัดสินใจก้มลงไปกระซิบเบนความสนใจ

“อย่าเกร็งครับ อย่าเกร็ง ผ่อนคลายนะครับคนดี”

ปราณันต์พยายามทำตามที่คามินบอก แต่มันก็เป็นไปได้ยากเหลือเกิน เพราะมันเจ็บมาก มากจนเหมือนตรงช่องทางของเขาจะฉีกขาด ซึ่งคามินเองก็พยายามเบนความสนใจของปราณันต์ โดยการก้มลงดูดดึงยอดอกสีสวยให้ปราณันต์อย่างเอาใจ ดูเหมือนมันจะช่วยได้บ้าง เพราะปราณันต์ดูผ่อนคลายมากขึ้น จนคามินดันแก่นกายของตัวเองเข้าไปจนสุดความยาวได้

ปราณันต์กัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น มันทั้งเจ็บ ทั้งจุก แล้วยิ่งไม่มีเจลหล่อลื่นแบบนี้ ปราณันต์แทบจะขาดใจให้ได้

คามินรู้ว่าคนใต้ร่างกำลังปรับร่างกายตัวเองอยู่ เขาจึงต้องนิ่ง และอดทนที่จะไม่ขยับสะโพก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เขาอยากจะโถมตัวใส่ช่องทางสีสวยนี้ใจจะขาด แต่คามินเองก็ไม่อยากให้ปราณันต์เจ็บมากไปกว่านี้เลยต้องอดทนรอให้อีกฝ่ายพร้อมเพื่อเขาอีกครั้ง

คามินก้มลงไปจูบปากอิ่มเพื่อไม่ให้ปราณันต์กัดปากตัวเองจนเลือดออก จูบที่อ่อนโยนทำให้ปราณันต์ผ่อนคลายมากขึ้น และนั่นยิ่งทำให้ช่องทางที่โอบอุ้มท่อนเนื้อคามินอยู่ตอดรัดยิ่งกว่าเดิมจนทำให้เขาแทบจะทนไม่ไหว จึงต้องถอนริมฝีปากออก เพื่อกระซิบขอปราณันต์อย่างออดอ้อน

“ผมขอขยับตัวนะครับที่รัก คุณปราณหายเจ็บแล้วใช่ไหม... คุณเล่นตอดขนาดนี้ ผมจะไม่ไหวแล้วนะคนดี”

ปราณันต์ไม่ได้ตอบอะไร คามินจึงลองขยับตัวดู เขาโถมสะโพกใส่ช่องทางของคนใต้ร่างเป็นจังหวะ ผนังอุ่นที่โอบล้อมแก่นกายเขาไว้ ตอดรัดไม่หยุด คามินมีความสุขมาก มันดีมาก ส่งผลให้เสียงทุ้มครางอย่างรู้สึกดี

“อะ อะ อาาา ตอดผมอีก ตอดอีกคนดี”

คามินโยกขยับไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันไปโดนจุดหนึ่งจุดเดิม และนั่นทำให้ปราณันต์ครางออกมาอย่างสุขสม

“อ๊ะ อื้อออ”

“ตรงนี้หรอครับ หื้ม?”

ปราณันต์พยักหน้าอย่างเย้ายวน ใบหน้าสวยหวานแดงก่ำไปด้วยแรงอารมณ์ คามินจึงขยับสะโพกถี่ขึ้น แรงขึ้น จนเสียงหวานครางแทบไม่เป็นภาษา ศรีษะกลมสะบัดไปมา ราวกับจะทนความเสียวซ่านไม่ไหว

“อ๊ะ อ๊ะ อ๊าาา”

อารมณ์ของปราณันต์ถูกจุดอีกครั้ง มือเล็กพยายามที่จะเอื้อมไปรูดรั้งแก่นกายของตัวเอง แต่คามินเห็นก่อน เลยรั้งข้อมือเล็กไว้ ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่มอย่างอาทร

“ผมทำให้ครับคนดี”

มือใหญ่เอื้อมไปรูดรั้งแก่นกายขนาดพอดีมือของปราณันต์ให้อย่างรู้ใจ ข้อมือแกร่งขยับขึ้นลงอย่างชำนาญ เสียงครางจากปราณันต์ดังและสะท้อนก้องไปมาผสมผสานกับเสียงครางต่ำของคามินดังระงมไปทั้งห้อง บ่งบอกถึงสภาพอารมณ์ที่ยากเกินจะกู่กลับของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี

“ผมเสียวมาก...เลย คุณปราณ อึก!”

“อ๊ะ อื้อ ระ.. เร็วอีก”

คามินขยับข้อมือเร็วขึ้น พร้อมทั้งใช้นิ้วโป้งขยี้ส่วนหัวซ้ำๆ จนร่างเล็กใต้ร่างเขากระตุก และปลดปล่อยออกมาพร้อมกับเสียงครางหวานน่าฟัง

“อ๊าาาาาา”



(อ่านต่อด้านล่าง)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


ปราณันต์หอบหายใจอย่างหนักหลังจากปลดปล่อยออกไป แต่คามินยังคงต้องเดินหน้าต่อ เขากระแทกสะโพกเข้าไปในช่องทางของปราณันต์อย่างรุนแรง จนศีรษะของคนใต้ร่างสั่นคลอน จนเขารู้สึกเหมือนตัวเองใกล้จะปลดปล่อย คามินจึงถอนแกนกายออกมาจนเกือบสุด ทำเอาสะโพกของปราณันต์แอ่นคว้างตามเพราะความเสียวซ่านที่ยังคงอยู่ แต่แล้วคามินก็กระแทกแกนกายกลับเข้าไปใหม่ ทำแบบนี้แรงๆ อยู่สองสามครั้ง หน้าท้องคามินก็เริ่มกระตุก และปลดปล่อยเข้าไปช่องทางของปราณันต์จนหมดสิ้น เสียงทุ้มต่ำครางยาวอย่างสุขสม

“อาาาาาาาาาาห์”

คามินค่อยๆ ถอนแกนกายออกจากช่องทางของคนตัวเล็ก ปราณันต์นอนนิ่งไม่หือไม่อือ โดยมีคามินจัดการเช็ด และเอานิ้วล้วงเข้าไปในช่องทาง ทำความสะอาดให้ปราณันต์อย่างดี ก่อนจะก้มลงไปจูบหน้าผากคนที่นอนนิ่งอยู่ด้านล่างอย่างต้องการที่จะขอบคุณและขอโทษ ปราณันต์ไม่ตอบอะไร เพราะพอคามินผละออก ปราณันต์ก็ลุกขึ้นนั่ง หันหลังให้คามินพลางเก็บซากเสื้อผ้าที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาแต่งตัวเงียบๆ ไม่พูดไม่จา โดยมีสายตาคมจ้องมองแผ่นหลังเล็กๆ นั้นอย่างเจ็บปวด คามินคิดอย่างเสียใจว่าทำไมเซ็กส์ครั้งแรกกับครั้งนี้ระหว่างเขากับปราณันต์ มันถึงต่างกันได้มากมายขนาดนี้


...ครั้งที่แล้วมันจบลงอย่างมีความสุข เขาทั้งสองนอนกอดกันจนกระทั่งหลับไป และยิ้มให้กันยามลืมตามาเจอกัน แต่กับครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างเจ็บปวด และหันหลังให้กันราวกับว่าจะมองหน้ากันอีกครั้งไม่ได้เหมือนเดิม...

.

.

.

หลังจากพายุแห่งอารมณ์พัดผ่านไป คามินที่กำลังกลัดกระดุมเสื้อเชิ้ตก็หันไปหาปราณันต์ที่ตอนนี้เหมือนคนกำลังจะหมดแรง จนเขาต้องเข้าไปช่วยจับชายเสื้อให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยแบบที่ควรเป็น

แต่ปราณันต์ก็คือปราณันต์ เวลาที่ดื้อก็จะดื้อหัวชนฝาก็ดื้อเกินกว่าใครบนโลกใบนี้

“ไม่ต้อง!”

คนตัวบางสะบัดหนีการเกาะกุมของคามิน ก่อนจะหันไปอีกทางเพื่อจัดการกับเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อย

คามินได้มองแผ่นหลังเล็กๆ ตรงหน้าอย่างเหนื่อยใจ ขู่ก็แล้ว ปลอบก็แล้ว อ่อนโยนก็แล้ว ดุดันก็แล้ว แต่ปราณันต์คนนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะโอนอ่อนให้เขาเลย คามินจึงต้องพึ่งที่พึ่งสุดท้าย ไม้ตายที่ยังไงปราณันต์ก็ต้องยอมให้อย่างไม่มีทางเลี่ยง

“เดี๋ยวลงไปเก็บของแล้วไปกับผม วันนี้คุณปราณไม่ต้องอยู่ทำโอที” ตากลมตวัดมองมาอย่างไม่พอใจทันทีที่ได้ยินคามินพูดจบ

“ทำไม ที่ได้ไปยังไม่พอใจอีกหรอ”

ไม่มีสักประโยคเลยที่จะพูดดีๆ ด้วยกัน คามินคิดอย่างหนักใจ สงสัยเขาคงใช้ไม้อ่อนกับเด็กดื้อคนนี้ไม่ได้

“ใช่ ยังไม่พอ ก็บอกแล้วไงว่าถ้าผมยังไม่เบื่อคุณปราณ ยังไงผมก็ไม่มีทางพอหรอก” คามินสวมบทบาทผู้ชายปากร้ายอีกครั้ง “แต่ไม่ใช่กับวันนี้ ผมยังมีเวลากับคุณอีกเยอะคุณปราณ”

ปราณันต์มองไปที่คามินด้วยสายตาตัดพ้อน้อยใจ แต่คามินไม่มีทางเลือก ยังไงก็ต้องทำตัวเป็นคนใจร้ายต่อ

“ลุกขึ้นครับ ไปเก็บของ จะได้ไปรับฝาแฝด ผมอยากเจอพวกแก”

ปราณันต์ลุกขึ้นยืนพรวดพราดแทบจะทันที เมื่อได้ยินว่าคามินจะไปไหน

“ไม่! คุณห้ามยุ่งกับเด็กๆ นะ” เจ้าลูกแมวตัวน้อยก่อนหน้า แปลงร่างเป็นแม่เสือเต็มตัว เมื่อพูดถึงฝาแฝดที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ปราณันต์ก็พร้อมจะกระโจนปกป้องทุกเมื่อ โดยไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

“ทำไมถึงห้ามยุ่ง ผมคิดถึงเด็กๆ ทำไมผมถึงยุ่งกับพวกแกไม่ได้” คามินถามเสียงเข้ม เขากำลังไม่พอใจที่ปราณันต์กีดกันเขาออกมาจากครอบครัวของปราณันต์เอง

“ผมคนเดียว...” เสียงหวานพูดออกมาเบาๆ จนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ “คุณทำร้ายผมแค่คนเดียวพอได้ไหม ปุณณ์กับปัณณ์ยังเด็ก พวกแกยังไร้เดียงสา ผมสงสารน้อง ฝาแฝดรักคุณมาก ถ้าคุณเข้าหาพวกแกเพียงเพราะอยากจะเอาชนะใจผม คุณก็ทำมันสำเร็จไปแล้ว เพราะฉะนั้น อย่าหลอกให้พวกแกรักคุณอีกเลยครับ ผมขอร้อง”

หัวใจของคามินชาหนึบ เมื่อได้ยินปราณันต์พูดแบบนั้น

“คุณไม่รู้หรอกว่าผมเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องโกหกพวกแกตอนที่คุณหายไป ตั้งแต่ผมเลี้ยงฝาแฝดมา ผมไม่เคยโกหกเด็กๆ เลยสักครั้ง.. ถ้าครั้งนี้คุณกลับเข้ามา แล้ววันนึงคุณจะทิ้งพวกแกไปอีก ผมจะตอบคำถามฝาแฝดว่ายังไง ผมไม่อยากเห็นเด็กๆ เสียใจ ให้ผมทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทำร้ายน้องผมเลย.. ฮึก”

ปราณันต์พูดพลางกลั้นเสียงสะอื้น คามินเองก็รับฟังด้วยหัวใจที่แตกสลาย มันก็จริง ที่แรกๆ เขาเข้าหาฝาแฝดเพราะอยากให้ปราณันต์ประทับใจ แต่พออยู่ด้วยกันไปนานๆ คามินก็ตกหลุมรักและเอ็นดูเด็กๆ จริงๆ ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากดูแลและให้สิ่งที่ดีที่สุดกับพวกแก เหมือนอย่างที่เขาอยากให้สิ่งเหล่านั้นกับปราณันต์ด้วยเช่นกัน

“คุณปราณ ผมขอโทษ...” คามินตรงเข้าไปกอดร่างเล็กๆ ตรงหน้าเขาไว้แนบอก ปราณันต์กลั้นสะอื้นจนตัวสั่น คามินได้แต่ลูบหลัง ลูบไหล่ปลอบใจ พลางพูดยืนยันว่าครั้งนี้เขาตั้งใจจริงและจะไม่ทำให้ฝาแฝดเสียใจเด็ดขาด

“ฟังผมนะครับ คำสัญญาจากคนอย่างผมมันอาจจะดูเชื่อถือไม่ได้ แต่ขอแค่ครั้งนี้สักครั้งได้ไหมคุณปราณ ไว้ใจผมสักครั้ง ผมเองถึงจะเลวจะหลอกลวงคุณ แต่ผมก็รักเด็กสองคนนั้นไม่น้อยไปกว่าคุณจริงๆ นี่คือเรื่องที่ผมไม่ได้หลอกลวง” เสียงคามินสั่นเทาจนเจ้าตัวเองยังรู้สึก

“ผมอยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับพวกแก ให้ผมสาบานก็ได้ ผมจะไม่มีวันทำร้ายปุณณกันต์กับปัณณธร ผมจะไม่ทำให้พวกแกเสียใจ คุณให้โอกาสผมสักครั้งได้รึป่าว”

“ฮึก.. ฮือออ” ปราณันต์ร้องไห้อยู่กับอกคามิน ร่างเล็กไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็ไม่ได้ต่อต้าน คามินได้แต่ภาวนาว่าปราณันต์จะยอมใจอ่อนให้เขาสักเรื่อง เพราะเขาเองรักเด็กฝาแฝดสองคนนั้นมากเหลือเกิน มากด้วยใจจริง

.

.

.

ปราณันต์เดินเหม่อๆ ลงมาเก็บของที่ห้องทำงาน นทนัชและกันต์กวีที่นั่งรออยู่อย่างร้อนใจ ก็ลุกพรวดพราดทันทีทันทีที่เห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาถึง

“ปราณ/ปราณ” เสียงนทนัชและกันต์กวีดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ก่อนจะวิ่งไปที่ตัวของเจ้าของชื่อที่ตอนนี้มองมาที่เพื่อนสนิทสองคนอย่างเศร้าหมอง

“พี่นท กวี ยังไม่กลับอีกหรอ” ปราณันต์พยายามไม่แสดงความอ่อนแอให้เพื่อนทั้งสองเห็น และเลี่ยงที่จะคุยเรื่องอื่นแทนเรื่องที่ตัวเองไปเจอมา

กันต์กวีมองไปที่ลำคอขาวของปราณันต์ รอยรักสีกุหลาบกระจายอยู่เป็นจุดๆ นทนัชเองก็เหมือนกัน เขามองตามสายตากันต์กวีเมื่อเห็นความเจ็บปวดอยู่ในแววตาคมคู่นั้น มือใหญ่ของกันต์กวีกำเข้าหากันแน่น นทนัชก็ไม่ต่าง หัวหน้าทีมร่างเล็กได้แต่หลับตาลงเพื่อข่มความเห็นใจคนตรงหน้า ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือของกันต์กวีราวกับต้องการปลอบประโลม ไม่บอกก็รู้ว่าปราณันต์ถูกใครทำอะไรมาก่อนหน้านี้

“ยังเลย พวกเรารอปราณอยู่ จะได้กลับพร้อมกันไง”

นทนัชฉลาดพอที่จะเข้าใจสถานการณ์ของปราณันต์ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่อยากให้พูดถึงสิ่งที่ตัวเองไปเจอมา นทนัชรู้และพอเดาได้เลยเลือกที่จะตอบคำถามของปราณันต์และไม่ซักไซ้อะไรต่อ เขาคงต้องรอ ถ้าปราณันต์พร้อมปราณันต์คงจะเล่าทั้งหมดให้ฟังเอง

“กลับไปก่อนเลยครับ ผมมีธุระต้องไปทำต่อ” ปราณันต์ยิ้มฝืนๆ ให้เพื่อนทั้งสอง ก่อนจะชำเลืองมองไปทางด้านหลัง และพอนทนัชมองตามสายตาปราณันต์ไป เขาก็เห็นรูปร่างสูงใหญ่ของคามินยืนรอปราณันต์อยู่ที่หน้าประตู

กันต์กวีเองก็เห็นเหมือนกันเลยทำท่าจะปรี่เข้าไปมีเรื่องกับคามิน แต่ปราณันต์ห้ามไว้เสียก่อน

“อย่าเลยกวี เราขอร้อง” มือเล็กยึดแขนเพื่อนสนิทไว้นิ่ง ก่อนจะเอ่ยตัดบท “เอาไว้คราวหน้า เราจะเล่าเรื่องทั้งหมดใหัฟัง แต่ตอนนี้เย็นมากแล้ว เราต้องไปรับเด็กๆ”

พอได้ยินแบบนั้นกันต์กวีก็ยอมถอย ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ปราณันต์เก็บของเสร็จพอดี

“ผมไปนะครับพี่นท เราไปนะกวี” ปราณันต์พูดพลางเดินไปหาคามินที่รออยู่หน้าประตู

คามินเอง พอเห็นว่าปราณันต์เดินมาถึง ก็ตรงรี่เข้าไปหา พร้อมทั้งโอบรอบเอวบางอย่างแสดงความเป็นเจ้าของให้กันต์กวีได้เห็น ริมฝีปากหยักยกยิ้ม พออกพอใจที่ปราณันต์พูดง่ายไม่ดื้อ

“มันจะได้รู้ ว่าคุณปราณเป็นของใคร” คามินพูดอย่างมีความสุข ผิดกับปราณันต์ที่ได้แต่ยืนนิ่งเป็นหุ่น ไม่หือ ไม่อือ ไม่มีปฎิกริยาอะไรทั้งนั้น

“ผมอยากเจอน้องๆ แล้ว” ปราณันต์พูดขึ้นมาเบาๆ คามินเลยรีบกุลีกุจอ พาปราณันต์ไปขึ้นรถ

“ป่ะ ไปกันครับ” คามินดีใจจนออกนอกหน้า คิดอย่างย่ามใจว่าน้อยก็ยังดีที่ปราณันต์ยอมลงเรื่องนี้ให้เขาสักเรื่อง

พอขึ้นไปนั่งบนรถได้ ปราณันต์ก็เอาแต่มองตรงไปข้างหน้า ใบหน้าสวยหวานนั้นไม่เหลือบมองมาทางคามินเลยสักนิด คามินได้แต่ถอนใจตอนเห็นท่าทางแบบนั้นของปราณันต์

“ผมรู้ รู้ว่าคุณปราณยังโกรธผมอยู่” มือใหญ่เอื้อมไปจับมือเล็กที่ประสานกันอยู่ตรงหน้าตักของตัวเอง “แต่ผมก็ขอบคุณมาก ที่คุณปราณยอมให้โอกาสผมเรื่องฝาแฝด ผมสัญญา...”

“อย่าสัญญา เพราะผมทำใจให้เชื่อคุณไม่ได้” ปราณันต์พูดสวนก่อนที่คามินจะพูดจบประโยค “ผมมีทางเลือกไม่มากหรอก คุณก็รู้นี่ว่าทำไม”

สายตากลมมองไปที่อีกฝ่ายด้วยแววตานิ่งเฉย ไม่มีอารมณ์หรือความรู้สึกใดๆ ทั้งนั้น ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือออกจากมือใหญ่ช้าๆ คามินหน้าเสียเหลือสองนิ้วตอนที่ได้ยินปราณันต์พูดแบบนั้น เขาเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของปราณันต์ยามที่ถูกเขาเมินก็ตอนนี้ มันเจ็บปวดมาก มากจนคามินเกือบจะพูดไม่ออก

“คุณปราณ...” เสียงเรียกของคามินครางแผ่ว รู้สึกเจ็บในหัวใจไปหมด เขาคิดว่าปราณันต์จะยอมใจอ่อนให้เขาบ้างแล้ว แต่ไม่เลย ปราณันต์ยังไม่ยกโทษให้เขาเลยแม้แต่น้อย

“ไปกันเถอะครับ ผมไม่อยากให้น้องรอนาน” พอจบคำ ใบหน้าเล็กๆ นั่นก็หันออกไปนอกหน้าต่างรถ ตากลมค่อยๆ หลับลงช้าๆ ราวกับเป็นการปิดสนทนา ไม่ให้คามินได้ถามอะไรได้อีก

.

.

.

Rrrr


ปราณันต์เปิดเปลือกตาขึ้นมาช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังทะลุขึ้นมากลางรถแคบๆ ที่มีแค่เขากับคามินอยู่กันสองคน

หางตากลมเหลือบมองเห็นคามินมองมาทางเขาอย่างร้อนรน ปราณันต์จึงแกล้งปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง และพยายามบอกใจตัวเองว่าอย่าไปสนใจ เพราะตัวเขาเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าใครโทรมา

“ครับ วลัย” คามินรับโทรศัพท์เสียงเบา เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนการนอนของปราณันต์ เอาจริงๆ เขาเองก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายมาได้ยินอะไรแบบนี้ด้วยแหละ ทั้งที่ในความเป็นจริง ปราณันต์กำลังได้ยินทุกคำพูดของคามินเต็มสองหู

“วันนี้มีผมกินเลี้ยงกับลูกค้า คงไม่ว่างไปเจอคุณนะครับ” เสียงทุ้มตอบนิ่ง ไม่มีความพิเศษ ไม่มีความหวือหวาในน้ำเสียง ไม่มีอะไรทั้งนั้น แต่ถึงอย่างนั้น คนที่ได้ยินก็อดเสียใจไม่ได้

ปราณันต์รับฟังเงียบๆ น้ำใสไหลออกจากตากลมที่ปิดสนิทช้าๆ พลางนึกในใจว่าเขาต้องมาแกล้งทำเป็นไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รับรู้ ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับพวกลักขโมย เป็นแค่ของเล่นชั่วคราว ที่อีกฝ่ายเก็บซ่อนไว้ใช้แก้เหงา โดยที่ไม่ให้ตัวจริงรู้

เสียงแหลมๆ ทะลุออกมานอกโทรศัพท์จนปราณันต์ได้ยินแว่วๆ แต่คามินก็ยังคงนิ่งเฉย ไม่มีท่าทีสะทกสะท้านอะไรทั้งนั้น และเมื่อเสียงปลายสายสงบลง คามินก็ตัดบทขอวางสายทันที

“แค่นี้นะครับ ผมไม่สะดวกคุย กำลังขับรถอยู่” ปราณันต์ได้ยินเสียงกดวางโทรศัพท์พร้อมกับการถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะรู้สึกถึงสัมผัสเบาๆ จากมือใหญ่ที่วางมาบนศีรษะกลมของตนที่นั่งอยู่ฝั่งคนโดยสารเบาๆ

“จะไม่สบายรึป่าวนะ เหมือนตัวจะรุมๆ เลย” เสียงทุ้มบ่นออกมาเบาๆ เหมือนกังวล ทำเอาหัวใจของคนที่ได้ยิน เต้นระรัวเคล้ากับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที

ปราณันต์พยายามที่จะห้ามตัวเองไม่ให้คิดหวังอะไรมากเกินไปกว่านี้ ท่าทีใจดีที่ผู้ชายใจร้ายคนนั้นแสดงออก ไม่ได้หมายถึงว่าเขารักหรือมีใจ เพียงแต่คนนั้นๆ แค่อยากจะเอาชนะทุกคน อยากจะมีเขาไว้เพื่อใช้ร่างกายเอาไว้สนองยามที่ต้องการเรื่องอย่างว่าเท่านั้น มันไม่มีอะไรนอกเหนือมากไปกว่านี้


ยิ่งความรัก ยิ่งไม่มี เพราะมันไม่เคยมีมาตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ...


ปราณันต์คิดอย่างเจ็บปวด พลางปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเจ้าตัวเองก็รู้ดีว่าแม้พยายามจะห้ามใจหรือปฎิเสธความอบอุ่นจากคนๆ นี้เท่าไหร่ แต่ลึกๆ แล้วเขาไม่เคยลบผู้ชายคนนี้ออกจากใจได้เลย แม้ว่าจะเป็นแค่เรื่องดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่คามินทำให้ ก็ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว อย่างยากที่จะควบคุมเสมอ

.

.

.

เมื่อถึงโรงเรียนอนุบาล คามินก็ก้าวลงจากรถแล้วอ้อมเข้าไปหาปราณันต์ที่ลงมาจากรถอีกฝั่ง มือใหญ่เอื้อมไปกุมมือเล็กไว้ เพื่อจะจูงพาเดินไปพร้อมๆ กัน แต่ปราณันต์กลับดึงมือออก พลางพูดอย่างไม่ไยดี

“ไม่ต้อง ผมเดินเองได้” เสียงหวานที่เคยเจือไปด้วยความรู้สึกยามพูดกับเขา กลับกลายเป็นราบเรียบไม่มีอารมณ์ร่วมใดๆ ทั้งนั้น

คามินได้แต่เดินตามปราณันต์ที่ออกเดินนำไปช้าๆ จนกระทั่งไปถึงห้องเรียนของปุณณกันต์กับปัณณธร

เจ้าหนูฝาแฝดวิ่งหน้าเริ่ดออกมาจากห้อง ยามเห็นพี่ชายคนโตเดินมาถึง ก่อนที่เท้าทั้งสองคู่จะชะงักกึก เมื่อเห็นแขกอีกคนที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่หลังพี่ชายคนโต

“พี่ครามมมมมมม!” ปัณณธรน้อยวิ่งเข้าไปหาคามินทันทีที่เห็น คนตัวสูงเองก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ รอท่าเจ้าหนูน้อยที่กำลังพุ่งตัวเข้ามาหา

คามินหัวเราะร่าทันทีที่ปัณณธรโถมตัวเข้ามากอดเขาไว้เต็มแรง ร่างสูงทั้งกอด ทั้งหอมเจ้าตัวน้อยในอ้อมแขนอย่างคิดถึงสุดหัวใจ ปุณณกันต์เองก็ค่อยๆ เดินเข้ามากอดคามินไว้เหมือนกัน เจ้าหนูคนพี่ไม่ได้แสดงออกอะไรมาก เพียงแต่โอบเอวคามินไว้แน่น พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่มักจะไม่เห็นได้บ่อยนักจากปุณณกันต์

“พี่ครามคิดถึงพวหนูมากเลยรู้ไหมครับ” คามินพูดพลางจูบขมับเล็กๆ ของเจ้าตัวน้อยทั้งคู่สลับไปมา ราวกับจะถ่ายทอดความโหยหาที่มีทั้งหมดให้ฝาแฝดได้รับรู้

“ปัณณ์ก็คิดถึงพี่คราม” ปัณณธรจูบเบาๆ ลงบนแก้มสากของคามิน ก่อนจะเจื้อยแจ้วไม่หยุด “พี่ปราณบอกว่าพี่ครามจะมาไม่ได้ เพราะต้องไปทำงานเมืองนอกนานๆ พี่ครามทำงานเสร็จแล้วหรอครับ”

เจ้าหนูถามอย่างสงสัย และจากคำพูดของปัณณธร ทำเอาคามินเหลือบมองปราณันต์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำว่าขอบคุณ

ปราณันต์ไม่ได้พูดถึงเขาในทางไม่ดีให้ฝาแฝดฟัง คามินรู้ดีว่าที่ปราณันต์ทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะเขาแต่นั่นเพราะปราณันต์ไม่อยากให้ฝาแฝดเสียใจมากกว่า คนตัวเล็กคงไม่อยากทำให้น้องๆ ผิดหวัง และพวกแกยังเด็กเกินกว่าจะมาเข้าใจเรื่องแบบนี้

“ตอนแรกปุณณ์กับปัณณ์นึกว่าพี่ครามจะไม่อยากมาเจอเราสองคนแล้ว เพราะเราดื้อ เราทำตัวไม่น่ารัก แต่พี่ปราณบอกว่าไม่ใช่ พี่ปราณบอกว่าพี่ครามต้องไปทำงานเลยมาไม่ได้”

ปุณณกันต์สำทับคำพูดของน้องชาย และเมื่อคามินได้ยินสิ่งที่ฝาแฝดพูดจบ อ้อมกอดแข็งแรงก็กระชับเจ้าหนูทั้งสองไว้แน่นกว่าเดิม พร้อมกับพูดปลอบประโลมไม่ให้เด็กๆ คิดมาก

“พี่ครามจะไม่อยากมาเจอปุณณ์ปัณณ์ได้ยังไง พี่ครามรักหนูสองคนมากนะครับ ถ้าไม่ใช่เพราะมีเหตุจำเป็นพี่ครามคงมาหาหนูไปแล้ว”

ฝาแฝดน้อยทั้งสองยิ้มแฉ่งให้พี่ครามของตัวเองอย่างมีความสุข คามินมองรอยยิ้มสว่างไสวตรงหน้าด้วยสายตาอบอุ่นหัวใจ ก่อนจะหันไปหาปราณันต์ที่ตอนนี้พยายามมองไปตรงอื่น ในขณะที่ตากลมดูเหมือนจะแดงก่ำ เพราะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล

“พี่ปราณณณ พี่ครามมาแล้ววว ต่อไปนี้พี่ครามจะมารับมาส่งเราเหมือนเดิมแล้วใช่ไหมครับ” ปัณณธรน้อยถามขึ้นอย่างอารมณ์ดี ปราณันต์เห็นน้องมีความสุขเลยพูดไม่ออก นอกจากจะยิ้มแล้วพยักหน้ารับ ทำเอาเด็กๆ ดีใจกันยกใหญ่

“พี่ครามๆ พี่ครามจะกลับไปทำงานเมืองนอกนานๆ อีกรึป่าวครับ” ส่วนประโยคนี้ปุณณกันต์หันไปถามคามินอย่างคาดหวัง เด็กๆ คงไม่อยากให้คามินหายไปอีก ถ้าดูจากท่าทาง

“ไม่ไปแล้วครับ พี่ครามไม่ไปไหนแล้ว พี่ครามจะอยู่กับปุณณ์ ปัณณ์...” ตาคมเหลือบมองไปที่ใบหน้าหวานที่กำลังมองมายังเขาและเจ้าหนูทั้งสอง ก่อนจะพูดต่อ “แล้วก็พี่ปราณ ไม่ทิ้งไปไหนอีกแล้วครับ”

คามินสบตาปราณันต์นิ่งตอนพูดประโนคนั้น ทำเอาปราณันต์เบือนหน้าหนีแทบไม่ทัน เพราะไม่อยากคาดหวังอะไรกับคำพูดของคามินอีก

“เย่ๆ เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมแล้ว” ฝาแฝดน้อยทั้งสองกอดกับคามินกลม คามินเองก็ดูมีความสุขมากขึ้นกว่าที่ปราณันต์เห็นในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าเรื่องระหว่างเขากับคนตัวโตนั่นจะเป็นเพียงเรื่องหลอกกลวง ปราณันต์ก็ได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้เรื่องระหว่างคามินกับน้องๆ เขาเป็นเรื่องจริงบ้างสักเรื่องก็ยังดี เขายอมผิดหวัง แต่ขอให้น้องๆ ไม่ต้องเสียใจหรือผิดหวัง ปราณันต์ขอแค่นั้นก็พอ

.

.

.

เมื่อกลับมาถึงอพาร์ทเม้นท์ เด็กๆ ทั้งสองก็ดูจะเชื่อฟังพี่ชายเป็นพิเศษ เจ้าหนูวิ่งเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ แล้วมาทำการบ้านกันโดยไม่ต้องให้ปราณันต์คอยเตือน ดูเหมือนว่าการกลับมาของคามินจะมีอิทธิพลต่อแฝดไม่น้อย ปราณันต์ได้แต่คิดอย่างปวดใจ ทำไมครอบครัวเขาต้องตกหลุมรักผู้ชายคนนี้มากขนาดนี้ เขาไม่โทษปุณณกันต์กับปัณณธรเลย เพราะตัวเขาเองก็ไม่ต่างจากน้องๆ เลยสักนิด

มื้อค่ำของครอบครัวเต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อได้ต้อนรับคนสำคัญคนเดิมกลับมาอีกครั้ง

“พี่คราม กับข้าวอร่อยไหมครับ” ปัณณธรถามคามินอย่างน่าเอ็นดู ทำเอาปากหยักยิ้มไม่หยุด

“อร่อยครับ ฝีมือพี่ปราณเคยไม่อร่อยด้วยหรอ” คามินตอบยิ้มๆ พลางมองไปที่ปราณันต์ด้วยสายตาคิดถึง ในขณะที่คนที่ถูกพูดถึง กลับก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ ไม่พูดไม่จา

“พี่ปราณครับ” ปุณณกันต์เรียกพี่ชายตัวเองเบาๆ เพราะรู้สึกเหมือนปราณันต์กำลังทำตัวแปลกๆ

“ครับ ว่าไงครับปุณณ์” ปราณันต์ขานรับ และเมื่อเห็นน้องชายมองมาที่ตัวเองด้วยแววตาเป็นห่วง ปากอิ่มก็แสร้งยกยิ้มกว้างกลบเกลื่อนบางอย่างในใจ

“พี่ปราณปวดหัวนิดหน่อยครับ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ” พอปุณณกันต์เห็นพี่ชายยิ้ม เขาก็ดูเหมือนจะสบายใจขึ้น จึงได้หันไปยิ้มไปเล่นกับปัณณธรและคามินเหมือนเดิม

คามินเหลือบมองอาการของปราณันต์เป็นระยะๆ พลางคิดในใจว่าเขาจะปล่อยให้ความสัมพันธ์ของเขากับปราณันต์เหินห่างแบบนี้ไม่ได้ หากเขาทำได้เแค่คอยตามรับตามส่ง คงไม่มีอะไรคืบหน้าแน่ แล้วถ้าจะให้เขาย้ายมาอยู่อพาร์ทเม้นท์ห้องข้างๆ ปราณันต์อีก วลัยก็ต้องสงสัย เห็นจะเหลือก็แต่ทางเดียวเท่านั้น...

.

.

.

หลังจากพาเจ้าหนูทั้งสองเข้าห้องนอนหลับเรียบร้อย ปราณันต์ก็เดินออกกมาจากห้องปุณณกันต์ปัณณธร และเมื่อเห็นว่าคามินยังนั่งอยู่ที่ห้องรับแขก ยังไม่ได้กลับไปไหน เสียงหวานก็เริ่มเอ่ยไล่ทันที

“กลับบ้านคุณไปได้แล้วครับ ผมจะพักผ่อน”

และโดยที่ไม่รอฟังคำตอบ ปราณันต์ก็เตรียมเดินหนีเข้าห้องตัวเองนอน กะว่าถ้าคามินกลับ แล้วเขาค่อยออกมาล็อคห้องให้เรียบร้อย แต่มันดันไม่ง่ายแบบนั้น เมื่อจู่ๆ คามินก็เดินเข้ามากอดเขาไว้จากด้านหลัง

และยังไม่ทันที่ปราณันต์จะได้ต่อว่าคนมือไว เสียงทุ้มกลับพูดบางสิ่งออกมาก่อน


“คุณปราณครับ ย้ายไปอยู่คอนโดเดียวกับผมดีไหม ผมอยากอยู่ใกล้ๆ คุณกับน้องๆ อยากดูแล ให้พวกคุณได้อยู่สบายๆ .. ย้ายไปอยู่กับผมนะ”


คนในอ้อมกอดของคามินยืนนิ่ง นิ่งจนคามินกลัวใจ นึกขอร้องอย่างเดียว ว่าขออย่าให้ปราณันต์ปฏิเสธเลย เพราะยังไงเขาก็ต้องเอาทั้งสามคนไปอยู่ด้วยให้ได้ เขาไม่อยากบังคับ แต่ถ้าปราณันต์ไม่ตกลง เขาก็คงต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำอยู่ดี

.

.

.

To Be Continue

------------------------------------------------------------------------------------

ย้ำอีกครั้งนะคะ!! ว่าแช็ปเตอร์มีการใช้ความรุนแรงทางเพศ ขอให้นักอ่านทุกท่านใช้วิจารณญาณและทำความเข้าใจในการอ่านด้วยนะคะ .. ขอบคุณค่ะ

... เลวเนาะ ไม่มีการจำกัดความใดๆ เลย นอกจากคำว่าเลวววว กรี๊ดดดด!! 555555555555555555555555555555

ยังไงฝากคอมเม้นท์ด้วยนะคะ คิดเห็นอย่างไรหรือจะด่าพระเอกก็ได้ ยินดีเสมอ แต่อย่าว่าน้องปราณ สงสารน้อง อ่านไปอีกสักนิดจะค่อยๆ เข้าใจน้องว่าทำไมน้องถึงยอมตัวโกง.. เอ๊ย พระเอกอย่างนังครามด้วย 5555555555555

ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่คอยให้กำลังใจกันตลอด ตอนนี้ก็เดินทางเลยกลางเรื่องกันมาแล้วว อีกหลายตอนอยู่ค่ะกว่าจะจบ เราหวังว่าทุกคนจะอยู่ไปด้วยกันจนถึงตอนนั้นเลยน้าาาา ... รักทุกคนมากๆ แล้วเจอกันตอนหน้างับ ^^

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4040
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
ไม่อยากให้ยอม เพราะต้องมีเรื่องตามมาอีกแน่
แต่เรื่อง หัวใจ ใครจะห้ามได้ ..

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
5555555555 ตรูจะบ้า วนลูปชิบ อะมันยังไม่ถึงเวลาใช่ป่ะ หรือว่าไม่มีเลย เวลาให้เอาคืนอ่ะ รอวันนั้นนะ ช่วงนี้ขอ เอิ่มมมมม ไปก่อน เป็นคนความแค้นสูง 55555555 สนุกๆแต่งดีมาก รอตอนต่อไปเลยค่ะ  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ eat2tea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เราพยายามที่จะเข้าใจว่าทำไมคามินถึงทำแบบนั้น
เพราะรัก หึง หวง และไม่อยากให้ปราณันต์ไปเป็นของคนอื่น
แต่สิ่งที่ทำก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น (เลวร้ายไปอีก)
ส่วนปราณันต์ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะคามินสามารถทำทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ  :serius2:
รอเวลาที่ปราณันต์ใจอ่อนก็เท่านั้น คามินก็เตรียมตัวรับมือกับพรวลัยไว้ได้เลย
เป็นกำลังใจให้ สำหรับตอนต่อไปครับ  :กอด1:

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1151
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 449
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
อารมณ์ตอนนี้  :z6: :z6: :z6: :z6: :z6: :z6: :z6: :z6:

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
24th Lies : เริ่มต้นอีกครั้ง


และยังไม่ทันขาดคำ ปราณันต์ก็สะบัดตัวออกจากอ้อมกอดคามินทันที ก่อนที่จะหันไปเผชิญหน้ากับใบหน้าคมคายอย่างไม่พอใจ

“คุณหมายความว่ายังไง"

คามินถอนหายใจ คิดไว้แล้วไม่มีผิด ปราณันต์ต้องไม่ยอมแน่ๆ ถ้าเขาขออะไรแบบนี้

“ผมอยากให้คุณปราณย้ายไปอยู่คอนโดเดียวกับผม มันจะง่ายกว่านี้เพราะผมจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา อีกอย่างเด็กๆ จะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่านี้ด้วย”

ตากลมจ้องไปที่คามินอย่างไม่พอใจ ลำคอขาวของคนตัวเล็กกว่าตั้งตรง ก่อนที่เสียงหวานจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้

“แล้วที่นี่ไม่ดีตรงไหน พวกเด็กๆ ก็อยู่มาตั้งแต่พวกแกเกิด อีกอย่างผมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ฝาแฝดเสมอ คุณไม่ต้องมาห่วงในเรื่องที่ไม่ใช่ของตัวเอง”

คิ้วเข้มของคามินขมวดเป็นปม ชักจะไม่พอใจขึ้นมานิดๆ ที่คนตรงหน้าเอาแต่เถียง ไม่ยอมโอนอ่อนให้เขาสักนิด ทั้งที่เขาทำไปทั้งหมดนี่ก็เพราะหวังดีล้วนๆ สุดท้ายคามินเลยต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำกับปราณันต์จนได้

“พรุ่งนี้ทยอยเก็บของนะครับคุณปราณ ตอนเย็นผมจะให้รถมาขนไป” คามินรวบรัด ทำเอาใบหน้าหวานงอง้ำยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่จะยืนกรานในความคิดของตัวเอง

“ไม่ครับ ผมไม่ย้าย คุณไม่มีสิทธิ์มาบังคับผม” แขนเล็กๆ ยกขึ้นมาไขว้กอดกลางอก เพื่อแสดงท่าทีต่อต้านชัดเจน

“มีครับ ผมมีสิทธิ์ เพราะผมเป็นเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ห้องนี้ แล้วตอนนี้ผมก็ใช้สิทธิ์ของเจ้าของห้อง ไม่ให้คุณพักที่นี่อีกต่อไป เพราะฉะนั้น คุณต้องย้ายออกครับคุณปราณ”

เสียงทุ้มพูดเรียบๆ แต่เจ้าของใบหน้าสวยหวาน ถึงกับเบิกตาโพลงอย่างกับว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดคิดมาก่อน

“คุณพูดอะไร เจ้าของห้องนี้คือเถ้าแก่ข้างล่างต่างหาก จะเป็นคุณได้ยังไง”

เสียงหวานถามสั่นๆ เอาเข้าจริงตัวปราณันต์เองก็ไม่ได้มั่นใจหรอก ว่าห้องพักนี้จะยังเป็นของเจ้าของอพาร์ทเม้นท์อยู่ เพราะถ้าดูจากความทุ่มเทของคามินที่ผ่านมา ในการที่จะพยายามเอาชนะใจเขาแล้ว มันก็ไม่น่าจะยากอะไร ถ้าอีกฝ่ายจะกลายเป็นเจ้าของห้องพักแห่งนี้ ไม่ใช่เถ้าแก่คนเก่าอย่างที่มันควรจะเป็น

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ คุณปราณก็รู้นี่ ว่าที่ผ่านมาผมสามารถทำอะไรได้บ้าง กับอีแค่อพาร์ทเม้นท์ห้องเล็กๆ แบบนี้ คุณปราณคิดว่าผมจะซื้อเก็บไว้ไม่ได้หรอ”

ใบหน้าคมคายพูดอย่างกวนประสาท เอาเข้าจริงคามินก็รู้สึกดีนิดๆ ที่ปราบพยศเด็กแสบแสนดื้อตรงหน้าได้

“งั้นผมก็จะย้ายไปห้องข้างๆ ที่ว่าง ว่างตั้งสองห้อง ... ผมเองก็อยากจะรู้ว่าคุณจะบังคับอะไรผมได้อีก” ปลายคางของปราณันต์เชิดขึ้นอย่างถือดี ไม่มีท่าทีว่าจะยอมลงให้คามินสักนิด

คนตัวสูงกว่ามองท่าทางของคนตรงหน้า แล้วอดขำออกมาเบาๆ ไม่ได้ ... ลูกแมวแสนพยศตัวนี้ มันน่าจับมาฟัดให้หายดื้อจริงๆ

และพอคิดได้ดังนั้น คามินก็พุ่งเข้าไปตะครุบเจ้าแมวตัวดื้อที่ยืนเชิดคางอยู่ไม่ไกลเข้ามากอดไว้แนบอก ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์

“แล้วคุณปราณไม่สงสัยหรอว่าทำไมห้องสองห้องข้างๆ ห้องคุณปราณถึงว่าง หื้ม?”

แววตากลมโตเบิกโพลงขึ้นเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก ก่อนที่จะหันไปมองค้อนคนที่โอบกอดเขาอยู่จากด้านหลังด้วยสายตาแค้นเคือง

“อย่าบอกนะว่านี่ฝีมือคุณ?” เสียงหวานถามขึ้นมาอย่างหงุดหงิด เมื่อพอจะเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้

“ใช่ครับที่รัก ไม่งั้นผมจะย้ายมาอยู่ห้องข้างๆ คุณปราณได้ง่ายๆ แบบนี้หรอ?”

คนตัวโตกว่ายิ้มก่อนจะกระชับอ้อมกอดแข็งแรงให้แน่นกว่าเดิม จากนั้นก็กดจมูกโด่งเป็นสันไปที่ขมับของปราณันต์อย่างมันเขี้ยว แต่คนในอ้อมกอดก็ช่างดื้อดึง ใบหน้าสวยหวานเบี่ยงหลบคามินเป็นพัลวัน จนคามินต้องใช้มือใหญ่ข้างหนึ่งล็อคใบหน้าเล็กๆ เอาไว้ ก่อนที่ก้มลงไปจูบปากอิ่มอย่างเร็วๆ


จุ๊บ~ จุ๊บ~


“อื้อ! คุณ อย่า!” ปราณันต์พยายามดิ้น แต่คามินก็ไม่ยอมปล่อย

“จะปล่อย ถ้าเลิกดื้อ แล้วยอมย้ายไปอยู่กับผมดีๆ”

คามินปรับท่าทีให้อ่อนลง น้ำเสียงที่พูดก็นุ่มนวลขึ้น อย่างที่บอกตั้งแต่ทีแรก คามินไม่ได้อยากบังคับปราณันต์ เขาแค่อยากให้ปราณันต์และเด็กๆ ได้อยู่สบายๆ ไม่คับแคบแบบนี้ก็เท่านั้น

“ก็แล้วผมเลือกอะไรได้ไหมล่ะ”

เสียงหวานพูดอย่างไม่พอใจ พลางคิดในใจว่าแพ้ทุกที แพ้ทุกอย่าง ทำอะไรก็ไม่ได้ เอาเข้าจริงแค่คามินมากอดเขาไว้ พูดเสียงอ้อนๆ แบบนี้ ตัวปราณันต์เองที่ยังมีเยื่อใยกับอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย ก็ใจอ่อนยวบไม่รู้จะหาทางต้านกินยังไงเหมือนกัน

“ไม่เอาสิครับคุณปราณ ไม่เป็นแบบนี้สิ ผมไม่ได้อยากบังคับคุณนะ ผมแค่อยากให้คุณอยู่สบายๆ เด็กๆ จะได้มีพื้นที่ในการทำนั่นทำนี่มากกว่านี้ด้วย”

ปราณันต์ถอนหายใจอย่างปลงตก ฟังดูแล้วมันก็น่าจะมีความสุขดีถ้าเป็นเมื่อก่อน แต่ตอนนี้เหตุการณ์ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว...


มันจะมีความสุขได้ยังไง ถ้าต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ

มันจะมีความสุขได้ยังไง ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าสุดท้ายแล้วคามินก็ต้องกลับไปหาคู่หมั้น กลับไปใช้ชีวิตในลู่ทางที่ควรจะเป็น กลับไปใช้ชีวิตที่ยังไงแล้วก็จะไม่มีทางมาเกี่ยวข้องกับเขาได้เลยสักทาง



พอปราณันต์คิดได้แบบนั้น ความน้อยใจก็ตีตื้นขึ้นมาในอกอีกระลอก

“ปล่อยครับ คุณอยากทำอะไรก็ทำ ผมเหนื่อยที่จะคิดหรือต่อต้านอะไรแล้ว”

ปราณันต์พูดก่อนที่จะค่อยๆ สลัดตัวเองออกมาจากอ้อมกอดอุ่นๆ นั้น แม้อยากจะอยู่แบบนี้นานแค่ไหน แต่ในเมื่อมันไม่ใช่ที่ของเขา ยังไงสุดท้ายก็ต้องเดินออกมา

คามินมองนัยน์ตากลมที่เศร้าหมองของปราณันต์อย่างรู้สึกผิด ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ ไม่ใช่ตัวคามินเองไม่ทรมาน ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากจะถอนหมั้นกับพรวลัยเสียเดี๋ยวนี้ เรื่องธุรกิจอะไรนั่นน่ะ เอาเข้าจริงแล้วคามินไม่สนหรอก เพราะตัวเขาเองเชื่อว่าเขาสามารถที่จะจัดการและดูแลมันได้ แม้จะไม่มีหลินคอนสตรัคชั่นช่วยซัพพอร์ต แต่สิ่งที่เขาหนักใจและเป็นห่วงคือความปลอดภัยของปราณันต์และฝาแฝดมากกว่า เพราะฉะนั้น คามินจะผลีผลามไม่ได้ แม้การถอนหมั้นกับพรวลัยจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ขอเวลาเขาสักหน่อย คามินเชื่อแน่ว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่ตอนนี้ เวลานี้ เขาจำเป็นต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว อะไรที่ทำแล้วเขาจะสามารถอยู่กับปราณันต์ได้ เขายอมทำทั้งนั้น

พอคามินทำท่าจะเข้าไปกอดปราณันต์อีก อีกฝ่ายก็กลับเดินหนีไปก่อน พร้อมกับตัดบท

“กลับไปก่อนเถอะครับ วันนี้ดึกแล้ว ผมอยากพักผ่อน” ปราณันต์บอกเสียงเรียบๆ

“คืนนี้ผมขอนอนที่นี่ได้ไหมครับ” คามินทำเสียงเหมือนขอร้องกลายๆ แต่ดูเหมือนปราณันต์จะไม่ยอมใจอ่อน

“วันนี้ผมไม่เหลืออะไรจะ ‘ให้’ คุณแล้วครับ ผมเหนื่อย ผมอยากพัก ถ้าคุณยังอยากเล่นสนุกกับร่างกายผมอีก ... วันอื่นเถอะนะครับ ผมขอร้อง”

เสียงหวานพูดเศร้าๆ ทำเอาหัวใจของคามินเจ็บไปหมด คามินเองก็พยายามจะอธิบายว่าปราณันต์เข้าใจผิด เขาเพียงแต่อยากนอนกอดร่างเล็กนั่นๆ ให้หายคิดถึงก็แค่นั้น แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ยอมฟังอะไรเขาเลยสักนิด

คามินถอนหายใจ แต่เขาอยู่ห่างกับปราณันต์มาเป็นอาทิตย์แล้ว คิดถึงร่างกายนุ่มๆ ที่มีกลิ่นหอมๆ นี่จะแย่ ซึ่งดูเหมือนว่าเขาต้องทำเรื่องที่ปราณันต์ไม่ชอบอีกครั้ง

“ไม่เอาครับ ผมไม่กลับ คืนนี้ผมจะนอนที่นี่ จะนอนกับคุณปราณ” คามินปฏิเสธตาใส ทำเอาปราณันต์โกรธแทบควันออกหู

“คุณนี่มัน! ..” คนตัวเล็กกว่าหมดแรงจะต่อกร โมโหก็โมโห แต่ก็เหนื่อยที่จะรบราอะไรกับคนๆ นี้แล้ว

ปราณันต์ตัดสินใจเดินหนีเข้าห้อง โดยที่มีคามินตามไปติดๆ จึงได้ทันเห็นว่า ปราณันต์กำลังยกมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเองออกป้อยๆ

และเพราะแบบนั้น หัวใจคามินก็อ่อนยวบลงไปกว่าครึ่ง เขาทำปราณันต์ร้องไห้อีกแล้ว สุดท้ายคามินจึงเดินไปดักหน้าอีกฝ่ายไว้จึงได้เห็นเต็มสองตาว่า ดวงหน้าขาวนวลแดงช้ำมากขนาดไหน คามินเลยต้องพูดทำความเข้าใจก่อนที่ปราณันต์จะคิดมากมากไปกว่านี้

เขาตัดสินใจรวบมือทั้งสองข้างของปราณันต์ไว้ ก่อนจะพูดอย่างนุ่มนวล

“คุณปราณครับ ขอแค่นอนกอดเฉยๆ ... ผมคิดถึงคุณปราณมากนะ”

เสียงทุ้มเอ่ยขออย่างออดอ้อนอีกครั้ง ปราณันต์ได้แต่ถอนหายใจ เขาจะทำอะไรได้นอกจากยอมอยู่เรื่อยไปแบบนี้ เพราะเอาเข้าจริง ตัวปราณันต์เองก็คิดถึงคามินไม่น้อยเหมือนกัน

“ชุดนอนคุณอยู่ในตู้ หาเอาเองก็แล้วกัน” ปราณันต์พูดก่อนจะสะบัดหน้าหนีเดินเข้าห้องน้ำไป

ร่างสูงมองตามร่างเพรียวบางไปด้วยรอยยิ้ม อย่างน้อยก็ยังดีที่ปราณันต์ดูเหมือนจะยังใจอ่อนให้เขาอยู่หน่อยๆ คามินยิ้มร่า ก่อนจะตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อค้นหาเสื้อตัวเอง

คามินอมยิ้มบางๆ เมิ่อเห็นเสื้อตัวใหญ่โตของเขาแขวนอยู่ข้างๆ เสื้อตัวเล็กของปราณันต์ กลิ่นหอมของน้ำยาซักผ้าที่ปราณันต์ใช้ประจำและมักเป็นกลิ่นที่ติดตัวครอบครัวอยู่เสมอทำให้คามินรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เขาค่อยๆ ปิดประตูตู้ช้าๆ ก่อนจะมานั่งรอปราณันต์อยู่ปลายเตียงอย่างเป็นสุข

.

.

.

คามินออกมาจากห้องน้ำหลังจากที่อาบน้ำ เขาก็เห็นปราณันต์นอนตะแคงหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงเล็กๆ เรียบร้อยแล้ว ร่างสูงนั่งลงบนเตียงพลางข้างแมวน้อยตัวแสบ พลางพินิจพิจารณาใบหน้าสวยหวานยามหลับใหล ปราณันต์เหมือนสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ที่น่าปกป้องและน่าทะนุถนอมเสมอในสายเขาไม่ว่าจะตอนหลับหรือตื่น นิ้วเรียวยาวค่อยๆ เกลี่ยปอยผมที่ปลิวลงมาปรกหน้าปรกตาร่างบาง เพื่อไม่ให้คนที่อยู่ในห้วงนิทราเกิดความรำคาญ ก่อนที่ใบหน้าคมคายจะโน้มลงไปใกล้ๆ แล้วประทับริมฝีปากจูบลงบนหน้าผากมนเบาๆ

“อื้อ” คนตัวเล็กขมวดคิ้วมุ่นและพลิกตัวเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าถูกรบกวน คามินรีบตบลงบนหลังของคนที่นอนอยู่เบาๆ พลางสอดตัวเข้าใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับปราณันต์ แล้วยกศีรษะเล็กๆ ของคนที่กำลังหลับสบายวางลงบนแขนตัวเองที่สอดให้อีกฝ่ายหนุนแทนหมอน ปราณันต์ขยับเข้าหาอกอุ่นๆ ของคามินทันทีด้วยความเคยชิน ริมฝีปากอิ่มขยับขมุบขมิบ ทำเอาเขาต้องรีบก้มลงไปฟังว่าปราณันต์พูดว่าอะไร

คามินผละออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง หลังจากได้ยินเสียงหวานพึมพำถ้อยคำที่น่ารักที่สุดออกมา


‘ฝันดีนะคุณคราม’


ริมฝีปากหยักจูบลงไปเบาๆ บนปากอิ่ม ก่อนจะกระซิบเสียงนุ่มให้คนที่หลับอยู่ฟัง แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ยินก็ไม่เป็นไร

“ฝันดีนะครับคุณปราณของผม”

ร่างสูงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น โดยที่ปราณันต์เองก็ซุกตัวเข้าหาคามินอย่างเคยชิน เขาอมยิ้มเบาๆ ก่อนจะปิดเปลือกตา เข้าสู่ห้วงนิทราไปตามคนข้างกายอย่างมีความสุข

.

.

.

เช้าวันต่อมาเด็กฝาแฝดตื่นแต่เช้า เพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียนโดยมีคามินและปราณันต์ไปส่ง แต่ดูเหมือนว่าเด็กๆ เพิ่งจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คงเป็นเพราะเมื่อวานตื่นเต้นเกินไปที่ได้เจอพี่คราม ถึงได้ไม่รู้สึกว่ารถที่พวกตนโดยสารมานั้น ใหญ่โตและหรูหรากว่าเดิมมาก

พอเช้าวันนี้ลงมาขึ้นรถ ปัณณธรน้อยจึงร้องถามขึ้นมาอย่างตื่นเต้น

“โอ้โห พี่คราม รถใหม่หรอครับ ทำไมคันใหญ่จัง”

ปัณณธรเบิ่งตาให้ดูโตยิ่งกว่าเดิม ทำเอาคามินอดหัวเราะเพราะความเอ็นดูไม่ได้

“ใช่ครับ พี่ครามเปลี่ยนรถใหม่แล้ว พวกหนูกับพี่ปราณจะได้นั่งสบายๆ ไงครับ”

คามินเหลือบมองคนข้างตัวที่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งนั้น เมื่อเช้าตื่นขึ้นมา คนในอ้อมกอดเขาก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขี้น ทั้งที่นอนกอดกันทั้งคืนขนาดนั้น แต่คามินก็ไม่อยากจะคาดคั้นเอาอะไร ให้ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็น่าจะดีกว่า

“เย่ๆ” ปัณณธรร้องเสียงดังอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่ปุณณกันต์จะพูดขึ้นมาเหมือนนึกขึ้นได้

“แล้วคุณยายล่ะครับพี่ปราณ” ปราณันต์เองก็เหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้เหมือนกัน ท่าทางวันนี้เขาคงต้องโทรหาอนาวินเสียแล้ว

คิดแล้วก็ได้แต่ถอนใจ ไม่วายโดนไอ้วินด่าหูชาแน่ๆ

“เดี๋ยววันนี้พี่ปราณจะโทรบอกพี่วินให้ครับ คุณยายจะได้ไม่มาเก้อ ว่าแต่ปุณณ์อยากอยู่กับคุณยายหรอครับ”

“ปุณณ์อยู่กับใครก็ได้ครับ” ปุณณกันต์ตอบ แต่ตากลมเหลือบมองไปทางคามินเหมือนเกรงใจ “ที่จริงคืออยากอยู่กับพี่ครามกับพี่ปราณ แต่ก็กลัวพวกพี่ไม่ว่าง”

คามินยิ้มบางๆ ก่อนจะลงไปนั่งยองๆ พลางยื่นมือไปลูบแก้มยุ้ยๆ ของเจ้าหนูอย่างเอ็นดู

“พี่ครามว่างเพื่อพวกหนูเสมอครับ ไม่ต้องกังวลนะ”

ปราณันต์มองภาพตรงหน้าก่อนจะเบือนสายตาไปที่อื่น หัวใจภายใต้อกบางสั่นไหวอย่างรุนแรง ความอ่อนโยนที่ได้เห็นทำให้เขาหวั่นไหว แม้ไม่รู้ว่าจะเชื่อคำพูดคามินได้มากแค่ไหนก็ตาม

“ไปโรงเรียนกันเถอะเด็กๆ เดี๋ยวจะสายเอา” ปราณันต์พูดตัดบทก่อนจะพาน้องๆ ไปนั่งที่เบาะด้านหลังพร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยให้ ส่วนตัวเองก็เข้าไปนั่งที่เบาะฝั่งผู้โดยสารข้างคนขับ แต่ในขณะที่ปราณันต์กำลังสาละวนกับกระเป๋าๆ นักเรียนของเด็กๆ อยู่นั้น คามินก็โน้มตัวมา เพื่อเอื้อมมือจะคาดเข็มขัดให้คนตัวเล็กข้างๆ

ปราณันต์เบี่ยงตัวหลบ ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ แต่ชัดเจน

“ไม่ต้องครับ ผมจัดการเองได้”

คามินถอนหายใจ ก่อนจะยอมถอยออกมา เพราะไม่อยากให้ปราณันต์อึดอัดใจ

คามินขับรถออกมาจากอพาร์ทเม้นท์ จากนั้นก็ไปส่งฝาแฝดที่โรงเรียน พอร่ำลากันเรียบร้อยก็ตรงดิ่งมาที่ออฟฟิศ และก่อนที่ปราณันต์จะก้าวลงจากรถ คามินก็รั้งไว้ด้วยเสียงเสียก่อน

“วันนี้ผมจะให้คนเข้าไปขนของที่อพาร์ทเม้นท์นะครับ แล้วเย็นนี้ผมจะพาคุณปราณกับน้องๆ ไปที่คอนโด”

ปราณันต์นิ่ง ก่อนจะพูดเสียงเรียบ

“แล้วแต่คุณเถอะครับ ผมขัดอะไรไม่ได้อยู่แล้ว” ปราณันต์ทำท่าจะลงจากรถ แต่คามินก็รั้งแขนเล็กเอาไว้อีกครั้ง ก่อนที่จะยื่นหน้าไปจูบแก้มนิ่มเบาๆ

“ตั้งใจทำงานนะครับ แล้วเย็นนี้เจอกัน”

แก้มนิ่มที่คามินเพิ่งได้สัมผัสไปขึ้นสีน้อยๆ ซึ่งภาพที่ได้เห็นตรงหน้า ทำเอาเขาอมยิ้มไม่เลิก อย่างน้อยปราณันต์ก็ยังมีความรู้สึกกับเขาอยู่บ้าง อย่างน้อย...

ปราณันต์ไม่ได้พูดอะไร แต่รีบลงจากรถไปทันทีที่ได้สติ ขาเรียวก้าวเข้าประตูออฟฟิศโดยที่ไม่ยอมเหลียวหลัง หัวใจดวงน้อยๆ เต้นอย่างบ้าคลั่ง แม้จะเป็นเหมือนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เขากับคามินเคยทำมาแล้ว แต่กับครั้งนี้ปราณันต์อธิบายไม่ถูก มันรู้สึกดีและอบอุ่นกว่าที่เคยผ่านมา

“คุณปราณันต์ครับ” ยังไม่ทันจะเดินพ้นล็อบบี้ก็ได้ยินเสียงของใครบางคนเรียกไว้ก่อน และเมื่อปราณันต์หันไปตามเสียงเรียก ก็ได้เห็นใบหน้าคุ้นตาที่เขาเคยเห็นไม่กี่ครั้ง แต่ก็จดจำได้ไม่มีวันลืม

...หนึ่งในคนที่ทำร้ายเขาอย่างรุนแรง


สิปปกร


ใบหน้าหวานเชิดขึ้นเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ถ้อยคำที่เปล่งออกจากปากอิ่ม เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งที่อยู่ขั้วโลกเหนือเสียอีก

“ผมจำได้ว่าไม่เคยมีธุระอะไรกับคุณ เลยนึกไม่ออกว่าคุณมาดักรอผมทำไม”

“ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณ.. คือ.. ผม”

สิปปกรคนที่เคยทะเล้นทะลึ่ง มีความมั่นใจในตัวเองเต็มร้อย แต่ตอนนี้ ณ ขณะที่เขายืนอยู่ตรงหน้าผู้ชายหน้าหวานที่ตัวเล็กกว่าเขาค่อนข้างมาก แต่เขากลับกำลังอึกอัก และไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหน

สิปปกรอยากทำความรู้จักปราณันต์มากกว่านี้ เขาอยากเป็นคนดูแล และมอบสิ่งดีๆ ให้ ทดแทนกับเรื่องเลวร้ายที่เขาได้ทำไป แต่ความละอายใจกับเรื่องที่เขาได้ก่อ มันกำลังปะทุขึ้นมาในใจ และนั่นทำให้เขาไม่กล้ามากพอที่จะพูดคุยกับคนตรงหน้า

“แต่ผมไม่มีครับ .. ขอตัว” ปราณันต์ทำท่าจะเดินหนี แต่สิปปกรกลับพูดประโยคหนึ่งออกมาเสียก่อน ประโยคที่ตรึงเท้าทั้งสองข้างของปราณันต์ไว้ โดยที่เจ้าตัวเองก็คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินสิ่งเหล่านี้

“ผมช่วยสืบเรื่องอุบัติเหตุของพ่อแม่ของคุณให้ได้นะครับ เพียงแค่คุณยอม” น้ำเสียงจริงจังที่ปราณันต์ได้ยิน ทำให้ยิ่งช็อคหนักกว่าเดิม “ผมแค่อยากไถ่โทษ กับเรื่องเลวร้ายที่ผมได้ทำลงไปกับคุณ”

ปราณันต์หันมาเผชิญหน้ากับสิปปกรอีกครั้ง ก่อนจะเค้นเสียงเอ่ยถามออกมาอย่างยากเย็น

“คุณรู้เรื่องพ่อกับแม่ผมได้ยังไง” ปราณันต์ถามเสียงเข้ม แม้แต่เรื่องนี้กับคามินเขาก็ไม่ได้บอก ทำไมสิปปกรถึงรู้ รู้ได้ยังไง

“เราไปหาที่นั่งคุยกันดีกว่าไหมครับ ยืนคุยแบบนี้คงไม่เหมาะ”

คิ้วสวยขมวดเป็นมุ่นเป็นปม แม้จะโกรธและไม่พอใจคนตรงหน้ามากแค่ไหน แต่หัวข้อสนทนาที่สิปปกรพูดมามันช่างกระแทกใจเขาเหลือเกิน สุดท้ายความอยากรู้ก็เป็นฝ่ายชนะอีกครั้ง

“ร้านกาแฟตรงนั้นก็ได้ครับ” ปราณันต์พยักเพยิดไปอีกทาง “แต่ผมบอกไว้ก่อนว่าถ้าคุณจะมาเพื่อพูดจาอะไรไร้สาระ ผมจะไม่ขอฟัง และจะไม่ยอมเจอกับคุณอีก”

สิปปกรพยักหน้ารับรู้และเดินตามปราณันต์ไป หนุ่มเจ้าเสน่ห์นึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยปราณันต์ก็ยอมคุยกับเขา แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่เฉียดกับความตั้งใจแรกของเขาเลยก็เถอะ ซึ่งมันย่อมดีกว่าให้ปราณันต์ไล่เขาไปตั้งเยอะ

พอถึงร้านกาแฟ ปราณันต์ก็ไม่รอช้า ยิงคำถามใส่สิปปกรทันที

“ที่พูดเรื่องพ่อกับแม่ของผมขึ้นมา นี่มันยังไงกันแน่”

“ก่อนอื่นเลยผมต้องขอโทษที่ถือวิสาสะสืบเรื่องส่วนตัวของคุณ” สิปปกรพูดด้วยสีหน้าสำนึกผิด “แต่ผมรู้สึกแย่กับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ เลยคิดว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อขอโทษคุณ เลยให้คนไปสืบดูเผื่อผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง.. แล้วผมก็ได้รู้เรื่องนี้”

“ให้ตายเถอะ! ทำไมพวกคุณถึงไม่ปล่อยผมไป ทำไมถึง...”


“ผมชอบคุณครับปราณันต์”


สิปปกรพูดสวนขึ้นมาก่อนที่ปราณันต์จะพูดจบประโยค ทำเอาปราณันต์ช็อคเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ตั้งแต่ได้เจอสิปปกรเช้านี้

“ผมชอบคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นแล้ว ผมเป็นคนเสนอให้คามินเป็นคนทำเรื่องบ้าๆ นี่ เพราะผมสนใจคุณ และยิ่งพอผมได้พูดคุยกับคุณผมยิ่งถูกใจ จนเมื่อวันที่คุณรู้ความจริง... ผมเพิ่งเข้าใจหัวใจตัวเองก็วันนั้น...”

“หยุด!” เสียงหวานเอ่ยห้ามทันทีที่ได้ยินสิ่งที่สิปปกรพูด “ผมขอโทษที่ต้องพูดตรงๆ แต่ผมรับความรู้สึกหรือความช่วยเหลืออะไรจากคุณไม่ได้ทั้งนั้น”

สิปปกรหน้าซีดทันทีที่ได้ยินปราณันต์พูดแบบนั้น

“ทำไม? ...”

“เห๊อะ คุณยังถามอีกหรอว่าทำไม” ปราณันต์ยิ้มหยัน ก่อนจะพูดชัดเจน “ผมรู้ว่าคุณรู้เหตุผลดีว่าทำไม เอาเป็นว่าผมขอบคุณมากสำหรับเรื่องที่คุณพยายามจะทำเพื่อไถ่โทษ แต่ผมรับไว้ไม่ได้ ขอโทษด้วยนะครับ”

สิปปกรยิ้มเบาๆ อย่างเข้าใจ เขาชอบปราณันต์ก็เพราะแบบนี้ เด็กตรงหน้าเขาเด็ดเดี่ยวและชัดเจนในความรู้สึกตัวเองเสมอ ตอนแรกสิปปกรคิดไว้ว่าจะพุ่งชนกับคามินสักตั้ง เพราะการได้ปราณันต์มามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง แต่พอเจอคนตัวเล็กกว่าปฏิเสธกันตรงๆ แบบนี้เล่นเอาเขาพูดไม่ออกเลยเหมือนกัน

“ผมเข้าใจครับ แล้วก็ขอบคุณคุณปราณันต์มากที่ยอมฟังผมจนจบ แต่ถ้าคุณเปลี่ยนใจ บอกผมนะครับ ผมยินดีที่จะช่วยจริงๆ”

สิปปกรเอื้อมมือมากุมมือปราณันต์ที่ประสานวางอยู่บนโต๊ะเบาๆ ปราณันต์ไม่ได้ชักมือออก แต่มองตอบเหมือนกับอยากจะขอบคุณ แม้คนตรงข้ามจะไม่ได้พูดอออกมาตรงๆ แต่สิปปกรก็พอจะรับรู้ได้

.

.

.

เจ้าของอาณาจักรเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้กำลังจะก้าวลงจากรถคันหรูหลังจากส่งปราณันต์เสร็จ ก่อนจะหันไปเห็นว่าสมุดร่างภาพงานต่างๆ ของปราณันต์ถูกวางลืมอยู่ที่เบาะหลังตรงที่นั่งของปุณณกันต์กับปัณณธร สงสัยปราณันต์จะเผลอวางไว้ตอนจับน้องๆ ขึ้นรถ พอเขาเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะยิ้มๆ

“ลืมของจนได้นะคุณปราณ”

จากที่ตั้งใจว่าจะขึ้นห้องทำงานโดยใช้ลิฟต์ของผู้บริหาร คามินก็เปลี่ยนใจเดินย้อนไปขึ้นลิฟต์ด้านหน้า เพราะจะเอาสมุดภาพไปคืนปราณันต์ด้วย เกิดไม่มีเล่มนี้ละทำงานไม่ได้จะแย่เอา

คามินเดินผ่านร้านกาแฟประจำของปราณันต์ เขามองเข้าไปในร้าน กะว่าจะซื้อกาแฟไปฝากอีกฝ่ายเสียหน่อย แต่ภาพที่เห็นทำเอาอารมณ์ดีๆ ของเขากลับขุ่นมัวจนแทบจะระเบิดออกมาตรงนั้น

ท่านประธานแห่งเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้ เดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะที่มี ‘คนของเขา’ และ ศัตรูหัวใจนั่งอยู่ ไอ้เพื่อนที่ได้ชื่อว่าสนิทกับเขากุมมือปราณันต์ของเขาไว้แน่น คามินโมโหจนเลือดขึ้นหน้า เมื่อถึงโต๊ะคามินก็กระชากคอเสื้อของไอ้เพื่อนสารเลวขึ้นมาทันที

“กูบอกมึงแล้วใช่ไหม ว่าของๆ กู มึงห้ามยุ่ง!”

เสียงทุ้มตวาดอย่างไม่พอใจ โชคดีที่เวลานี้เป็นเวลาเข้างานแล้ว ทั้งร้านจึงมีแค่คามิน สิปปกร และปราณันต์เท่านั้น นี่ถ้าเป็นเวลาก่อนเข้างาน สงสัยเรื่องนี้ได้กระฉ่อนไปทั้งบริษัทแน่ๆ

“ทำบ้าอะไรน่ะคุณคามิน? ปล่อยคุณสิปปกรเดี๋ยวนี้นะ” ปราณันต์ห้ามเสียงหลง แต่ดูเหมือนว่านั่นจะยิ่งทำให้คามินโกรธยิ่งกว่าเดิม

“ทำไม? เป็นห่วงมันมากหรอ ห๊ะ? ห่างจากผมไม่กี่นาที คุณก็แล่นมาหามันทันทีเลยใช่ไหม? ทำไม...” ยังไม่จบคำ ปราณันต์ก็ตบเข้าที่แกมสากฉาดใหญ่ ก่อนจะพูดเสียงสั่น

“อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะเลวเหมือนคุณ!” คามินนิ่งไป ก่อนที่จะได้ทันพูดอะไรต่อ ปราณันต์ก็พูดสวน “พวกคุณจะต่อยจะตีกันให้ตายก็เรื่องของพวกคุณ แต่อย่าเอาผมเข้าไปเกี่ยว”

พอพูดจบปราณันต์ก็เดินหนีไปทันที สิปปกรเองพอเห็นปราณันต์เดินออกไปก็สะบัดหลุดจากมือใหญ่ของคามินที่กระชากคอเสื้อเขาไว้แล้วทำท่าจะผละไปหาปราณันต์ แต่คามินขวางไว้ก่อน

“กูบอกมึงแล้วไง ว่าถ้ามึงมายุ่งกับปราณในที่ของกู กูจะให้คนจับมึงโยนออกไป...” ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวเพราะความหึงหวงและไม่พอใจขีดสุด “และมึงก็จะได้รู้ว่ากูทำจริง”

คามินตะโกนเรียก รปภ. ดังลั่น พร้อมอารมณ์ที่ลุกโชน

“ใครอยู่ตรงนั้นบ้าง?!”

รปภ. วิ่งหน้าตาตื่นมาทันทีที่ได้ยินเสียงท่านประธานใหญ่ และเมื่อ รปภ. มายืนตรงหน้า เสียงทุ้มก็สั่งเด็ดขาด

“จับผู้ชายคนนี้โยนออกไปแล้วอย่าให้เข้ามาอีก ถ้าฉันเห็นมันเข้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้เมื่อไหร่ ฉันจะไล่ทุกคนออกให้หมด!!!”

น้ำเสียงเด็ดขาดพูดกร้าว แต่ก่อนที่ รปภ. จะพาสิปปกรออกไป คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทกลับพูดบางอย่างออกมา

... บางอย่างที่ทำให้คามินไม่พอใจหนักยิ่งกว่าเดิม “ดูเหมือนคุณปราณจะเชื่อใจกูมากกว่ามึงนะ”

มือใหญ่กำเข้าหากันแน่นเพราะถูกพูดจี้ใจดำ ก่อนจะตวาดไล่อีกครั้ง

“พามันออกไปเดี๋ยวนี้!!!”

คามินมองตามสิปปกรไปจนลับสายตา ก่อนที่จะหันไปจุดที่ปราณันต์เดินออกไป แล้วสาวเท้าตามไปติดๆ

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


“คุยกันก่อนคุณปราณ” คามินเดินไปฉวยแขนเล็กๆ นั่นไว้ และพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองเพื่อคุยกับคนตรงหน้าให้รู้เรื่อง

“ไม่คุย ไม่มีอะไรต้องคุย ผมเบื่อที่จะต้องมารองรับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของคุณแล้ว” ปราณันต์พยายามจะสะบัดแขนออก แต่มือของคามินติดแน่นยิ่งกว่ามือกาวเสียอีก “ปล่อย แล้วคุณอยากจะไปทะเลาะต่อยตีกับใครก็ไป ... เชิญ”

คามินสลดทันทีเมื่อได้ยินปราณันต์พูดแบบนี้น อารมณ์หงุดหงิดหายไปจนหมดสิ้น เมื่อเห็นท่าทีเอาจริงและเด็ดขาดของคนตรงหน้า

“ผมขอโทษ... ผมแค่หึง ผมหวงคุณมากนะคุณปราณ” คามินพูดพลางพุ่งเข้ามาโอบกอด ปราณันต์ได้แต่พยายามจะเดิ้นหนีออกจากอ้อมกอดแข็งแรงนี่ แต่ก็ทำได้ยาก เพราะตัวเขาเล็กกว่าคามินเยอะ เรี่ยวแรงสู้ไม่เคยจะได้

“ปล่อย ผมจะไปทำงาน” ปราณันต์พูดเสียงนิ่ง

“แต่ผม..” คามินพยายามจะตื๊อ แต่ดูเหมือนว่าปราณันต์จะไม่ยอมท่าเดียว ถ้าดูจากลำคอขาวที่ตั้งตรงนั่น “เฮ้อ ก็ได้ครับ แต่ถ้าไอ้สิบมาเกาะแกะกับคุณปราณอีก คุณต้องไม่ไปยุ่งกับมันนะ”

คามินพูดอย่างเอาแต่ใจ ปราณันต์เลยได้แต่ถอนใจปลงๆ ก่อนจะพูดออกมาอย่างถือดี

“คุณคิดว่าผมจะอยากยุ่งกับคนที่ทำกับผมถึงขนาดนี้หรอ? หึ! อย่าว่าแต่กับคุณสิปปกรเลย แม้แต่กับคุณเอง ผมยังไม่อยากจะข้องเกี่ยวเลยด้วยซ้ำ” ว่าจบก็สะบัดตัวออกจากอกคามินที่กำลังอึ้ง “ผมจะไปทำงานแล้ว ไม่ต้องตามมาอีกนะ”

คามินได้แต่ถอนใจและมองตามอีกฝ่ายที่เดินจากไปหงอยๆ หึงก็หึง หวงก็หวง แต่ไม่อยากจะทำตัววุ่นวายมากไปกว่านี้ แค่นี้ปราณันต์ก็มึนตึงกับเขามากพอแล้ว ถ้าเขาเอาแต่อาละวาดอีก มีหวังเข้าหน้ากันไม่ติดยิ่งกว่าเดิมแน่ๆ

คามินมองสมุดภาพร่างของปราณันต์ในมืออย่างปลงๆ สงสัยต้องให้คนเอาไปคืนที่ห้องทีมโปรเจ็กต์แทน ขืนไปเอง ปราณันต์ได้งอแงไม่ยอมกลับคอนโดด้วยแน่ๆ

.

.

.

ตลอดบ่ายปราณันต์นั่งทำงานอย่างไม่เป็นสุข เขารู้สึกเหมือนครั่นเนื้อครั่นตัว และปวดศีรษะไม่หาย พยายามท่องบอกตัวเองให้อดทน เพราะพรุ่งนี้ก็วันเสาร์แล้ว และในขณะที่นั่งทำงาน ปราณันต์ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้

มือเรียวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดไล่หาเบอร์เพื่อนสนิทที่ตนต้องโทรหา ปราณันต์ถอนหายใจออกมาเบาๆ เหมือนเป็นช่วงเวลาของการทำใจ ก่อนจะกดโทรออกหาอนาวินเหมือนตัดสินใจแล้ว


ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด


(ไงวะ ไอ้ปราณ) รอสายไม่นาน อนาวินก็รับสายและทักทายอย่างอารมณ์ดี ปราณันต์เหมือนกับต้องรวบรวมความกล้า เพื่อจะเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นให้เพื่อนสนิทฟัง

“ฉันมีเรื่องที่จำเป็นจะต้องบอกนายว่ะ” ปราณันต์ตัดสินใจพูดออกมาในที่สุด

(เอาจริงเลยนะไอ้ลูกแมว เวลานายพูดแบบนี้ทีไร ฉันไม่สบายใจเลยว่ะ... เฮ้อ ว่ามาๆ ฉันรอฟังอยู่)

ปราณันต์ยิ้มออกมาบางๆ เขารู้ว่าอนาวินเองก็ไม่ได้สบายใจเท่าไหร่ แต่เพื่อนเขาคนนี้ก็ยินดีจะรับฟังทุกเรื่องจากเขานั่นแหละ แม้เรื่องมันจะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม

“ผู้ชายคนนั้น... เขากลับมาในชีวิตฉันอีกแล้ว” ปราณันต์เงียบไปเพื่อดูท่าทีของปลายสาย เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไรตอบกลับมา ปราณันต์เลยตัดสินใจพูดต่อ “เขา... ขอกลับเข้ามาดูแล และฉันก็ตกลง”

พอจบคำ ปราณันต์ได้ยินเสียงสบถออกมาดังลั่นจากอีกฝั่ง

(บ้าชิบ! นายคิดอะไรของนายอยู่วะปราณันต์!)

ปราณันต์ได้ยินเสียงถอนหายใจหนักหน่วงจากเพื่อนที่อยู่ปลายสายละอดใจเสียไม่ได้ ยิ่งอนาวินเรียกเขาด้วยชื่อเต็มแบบนี้ ปราณันต์รู้ดีว่าคนอีกฝั่งกำลังหงุดหงิด หงุดหงิดแบบจริงจังด้วย

“ฟังฉันก่อนได้ไหม ฉันมีเหตุผล” ปราณันต์พยายามอธิบายอย่างใจเย็น ก่อนจะค่อยๆ เรียบเรียงเรื่องทั้งหมดให้อนาวินฟัง และเมื่อเพื่อนสนิทฟังจนจบแล้วแทนที่จะเห็นใจ แต่ดูเหมือนสิ่งที่ได้ยินไปจะทำให้อีกฝั่งไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม

(อีกแล้วนะไอ้ปราณ นิสัยที่เห็นแก่คนอื่นมากกว่าตัวเองเนี่ย เมื่อไหร่จะเลิก ห๊ะ?)

เมื่ออนาวินได้ยินว่าปราณันต์ยอมตกลงกับคามินเพราะ คามินเอาหน้าที่การงานของตน นทนัช และกันต์กวีมาขู่ ยิ่งทำให้ชายหนุ่มร่างเล็กโกรธยิ่งกว่าเดิม มันเหมือนกับว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้ปราณันต์เดือดร้อนเพราะไม่มีทางเลือก

“คนอื่นที่ว่าคือนาย พี่นท และกวีนะ ฉันมีสิทธิ์อะไรที่จะไปทำลายชีวิตพวกนายเพียงเพราะความเอาแต่ใจของผู้ชายคนนั้นที่มีฉันเป็นต้นเหตุด้วยล่ะ นายคิดว่าฉันจะสบายใจหรอ ถ้าตัวฉันสุขสบายแต่ทำให้พวกนายเดือดร้อนน่ะ”

อนาวินเงียบไปเมื่อได้ลองมองกลับไปในมุมของปราณันต์ ต่างฝ่ายต่างเงียบ และเมื่อสาดอารมณ์ใส่กันเสร็จ สุดท้ายก็เป็นอนาวินที่เปิดบทสนทนาก่อน

(ฉันขอโทษ) พอปราณันต์ได้ยินแบบนั้น เสียงหวานก็ตอบกลับไปอย่างเจือความรู้สึกผิดไม่ต่าง

“ฉันก็ขอโทษเหมือนกัน”

และเมื่อเข้าใจกันอนาวินก็ถามต่อทันที (แล้วนายจะเอายังไงต่อไป)

“ตอนนี้ก็คงต้องตามน้ำไปก่อน ฉันก็ไม่อยากจะขัดใจผู้ชายคนนั้นให้เรื่องมันแย่ไปกว่านี้ นายก็รู้ดีว่าด้วยอำนาจที่เขามีน่ะ ทำอะไรได้บ้าง” ปราณันต์ถอนหายใจพลางตอบ “อีกอย่างจะโทรมาบอกนายด้วยว่าไม่ต้องให้คุณน้าลำบากออกไปรับฝาแฝดแล้ว ต่อไปนี้เขาจะเป็นคนไปรับไปส่งเด็กๆ เอง”

(มันขนาดนั้นเลยหรอวะไอ้ปราณ) อนาวินถามเสียงเครียด เพราะดูแล้วคามินคงเอาจริงไม่น้อย

“ที่จริงคือมันยิ่งกว่านั้นอีก เพราะคามินบังคับให้ฉันย้ายไปอยู่ที่คอนโดด้วย”

อนาวินถอนหายใจออกมายาวเหยียด ก่อนจะเอ่ยถามปราณันต์อย่างจริงจัง

(ถามจริงๆ เลยนะไอ้ปราณ ลึกๆ แล้วนายยังรู้สึกดีกับคามินอยู่ใช่ไหม ฉันไม่ได้จะดูถูกนายนะ แต่ในฐานะเพื่อนสนิท ฉันอยากรู้แค่ว่า กับทุกอย่างที่คามินทำให้นาย นายรู้สึกยังไงกันแน่)

พอจบคำถามของอนาวิน หัวสมองของปราณันต์ก็หมุนติ้วเป็นลูกข่าง จากที่ปวดหัวอยู่แล้ว ปราณันต์ก็รู้สึกว่ามันปวดหนักกว่าเดิม สุดท้ายเขาเลยต้องขอตัดสายจากเพื่อนสนิทก่อนจะได้ให้คำตอบอะไรไป

“เอ่อ.. แค่นี้ก่อนนะไอ้วิน แล้วไว้ฉันจะโทรกลับไป”

มือเรียวกดวางสายทันที และถึงแม้ว่าจะวางสายไปได้สักพักแล้ว ปราณันต์ก็ยังคงจ้องโทรศัพท์ในมือนิ่ง พลางหาคำตอบให้กับคำถามที่เพิ่งได้ยินไป


... หาคำตอบให้กับเพื่อนสนิท และหาคำตอบให้กับหัวใจตัวเองด้วย....

.

.

.

ปราณันต์นั่งฝืนทำงานจนถึงเวลาเลิก โชคดีที่วันนี้ไม่มีโอที เพราะส่วนของแบบร่างเซ็ทแรกยังไม่เสร็จ หัวหน้าทีมเลยปล่อยให้ทุกคนเอางานกลับไปทำที่บ้านได้ แต่ถ้าใครอยากอยู่ต่อก็อยู่ ตามแต่จะสะดวก

ปราณันต์นั่งกุมขมับอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะมีเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังรบกวน


Rrrr


มือบางควานหามือถือ ก่อนจะกดรับสาย โดยที่ไม่ได้ทันมองด้วยซ้ำว่าคนที่โทรเข้ามาคือใคร

“เลิกงานรึยังครับคุณปราณ” เสียงทุ้มคุ้นหูดังผ่านสายโทรศัพท์มา ไม่ต้องเหลือบมองดูเบอร์ก็รู้ว่าคนอีกฝั่งเป็นใคร

“คุณกลับไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมนั่งรถไฟใต้ดินตามไป” มือเล็กยังคงคลึงนวดที่ระหว่างคิ้วไม่หยุด เพราะหวังว่าอาการปวดหัวจะทุเลาลงได้บ้าง “ส่งข้อความมาบอกผมแล้วกัน ว่าต้องลงรถไฟที่สถานีไหน”

ปราณันต์ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ มาตามสาย เขาเองก็พอจะรู้ตัวว่าตัวเองดื้อ ยิ่งป่วยก็จะยิ่งดื้อ แล้วยิ่งมีทิฐิบางอย่างอยู่ในใจแบบนี้ เขาจะไม่ยอมให้คามินได้เห็นเวลาที่เขาอ่อนแอเด็ดขาด

“ไม่เอาครับ กลับพร้อมกัน ถ้างานยังไม่เสร็จ ผมก็จะรอ” คนอีกฝั่งเอ่ยเสียงแข็ง “ให้ผมวนรถไปรับฝาแฝดแล้วค่อยกลับมารับคุณปราณแบบนี้ดีไหมครับ”

“ฮื่อออ .. ไม่ ไม่เอา” ปราณันต์เริ่มงอแง เพราะอาการปวดศีรษะมันทวีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้ลดลงเลย คามินก็เหมือนจะจับความผิดปกติในน้ำเสียงของอีกฝ่ายได้ ความเป็นห่วงเป็นใยที่มีให้อีกคนแทบจะล้นออกมาจนปิดไม่มิด

“คุณปราณครับ เป็นอะไรรึป่าว ไม่สบายหรอ?” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างกังวล แต่ดูเหมือนคนในสายจะงอแงมากกว่าที่คิด

“ป่าวครับ แค่นี้ ฮื่ออ แค่นี้นะ จะทำงาน” ปราณันต์ตัดสายทิ้งทันทีก่อนที่คามินจะผิดสังเกต และจับได้ว่าเขาป่วย

ทางด้านคามิน หลังจากวางสายแล้ว ร่างสูงก็ลุกพรวดพราด คว้าสูท แล้วโทรหาแทนคุณทันที

“แทนคุณ ไปรับปุณณกันต์กับปัณณธรที่โรงเรียน ถ้าทางโรงเรียนไม่ยอม ให้ขออนุญาตจากผู้อำนวยการ แล้วพาเด็กๆ ไปเจอที่คอนโดเลย”

คามินผลุนผลันออกจากห้องทำงานแทบจะทันที เขาต้องลงไปดูกับตาตัวเองให้รู้ จะได้เชื่อสนิทใจว่าปราณันต์ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ

.

.

.

คามินเดินเข้าไปในห้องทำงานของทีมโปรเจ็กต์ที่ตอนนี้แทบจะร้างผู้คน เพราะส่วนใหญ่น่าจะกลับไปกันหมดแล้ว รวมทั้งนทนัชกับกันต์กวีด้วย เห็นแทนคุณรายงานว่าวันนี้สองคนนั้นไม่ได้เข้าออฟฟิศ เพราะต้องออกไปเช็คไซท์งานทั้งวัน คนตัวโตเดินเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นร่างบอบบางคุ้นตากำลังนั่งฟุบอยู่ที่โต๊ะทำงานของเจ้าตัวเอง

“คุณปราณ” คามินวิ่งเข้าไปพลิกร่างบางให้หงายหน้าขึ้น จากนั้นก็ใช้หลังมืออังหน้าผากมนก่อนจะพบว่ามันค่อนข้างร้อนมากทีเดียว ลมหายใจจากคนในอ้อมกอดอุ่นจนแทบจะร้อน คามินร้อนใจมากเพราะตอนนี้ดูเหมือนกับว่าปราณันต์จะเพลียมาก จนเผลอหลับไป

“อื้อออ” ตากลมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาช้าๆ ใบหน้าที่เคยมีสีสันกลับซีดเผือดจนไร้สีเลือด ริมฝีปากอิ่มที่เคยเป็นสีสดกลับแห้งผาก และถึงแม้อาการของปราณันต์ดูท่าจะไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ แต่คนในอ้อมแขนของคามินก็ดื้อเกินกว่าจะยอมอะไรง่ายๆ “ปล่อย ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

ร่างบางดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดอุ่นๆ แต่ถึงแม้จะอุ่นแค่ไหน ปราณันต์ก็ปฏิเสธที่จะพักพิงอยู่ดี

“ไม่เป็นอะไรได้ยังไง ตัวร้อนขนาดนี้” และเมื่อเห็นดวงตากลมโตจ้องเขาอย่างไม่ยอม คามินเลยต้องใช้ไม้แข็ง “ห้ามดื้อนะคุณปราณ ถ้าขืนเป็นแบบนี้ ผมจะอุ้มแล้วพาเดินออกประตูหน้า เอาไหมครับ”

ปราณันต์ขบริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างแรงเมื่อรู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้ คามินยิ้มอย่างพอใจเมื่อรู้ว่าเจ้าลูกแมวตัวน้อยของเขา หายพยศลงไปบ้างแล้ว

“ไปหาหมอกัน ผมให้คนไปรับฝาแฝดแล้ว ไม่ต้องห่วง” คามินกระซิบเสียงนุ่ม พยายามจะช้อนตัวปราณันต์ขึ้นจากเก้าอี้

“ไม่เอาไม่ไป” แต่ปราณันต์ขืนตัวไว้ไม่ยอมให้คามินพาไปง่ายๆ “อยากกลับบ้าน”

คามินถอนหายใจออกมาเบาๆ อีหรอบนี้คงต้องยอมตามใจ ไม่งั้นไม่ได้ไปไหน ต้องอยู่กันอย่างนี้ทั้งคืนแน่ๆ

“ก็ได้ครับกลับก็กลับ แต่กลับไปแล้วคนป่วยต้องเชื่อฟังผมนะ ถ้าให้กินยาต้องกิน ถ้าให้เช็ดตัวต้องเช็ด ถ้าตกลงตามนี้ก็จะพากลับบ้าน”

ปราณันต์หลับตาลงอย่างยอมแแพ้ เขาไม่อยากไปโรงพยาบาล เขาไม่ชอบหมอ ไม่ชอบกลิ่นของที่นั่น โรงพยาบาลสำหรับปราณันต์นั้นเหมือนของแสลง ตอนที่เขานั่งรอฟังอาการของพ่อกับแม่ที่เป็นตายเท่ากัน ทำให้เขาหายใจแทบไม่ทั่วท้อง แล้วยิ่งพอมารู้ว่าต้องเสียคนที่รักและดีที่สุดในชีวิตเขาไปที่โรงพยาบาล นั่นทำให้ปราณันต์ขยาด ถ้าเลี่ยงโรงพยาบาลได้เขาจะเลี่ยง และตอนนี้เขาแค่อยากกลับไปนอนแค่นั้น เพราะอาการปวดหัวมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว

“อื้อ ก็ได้” ใบหน้าหวานที่ไร้สีสัน พยักหน้ารับอย่างอ่อนแรง คามินจึงช้อนร่างเล็กในอ้อมแขนขึ้นแล้วพาออกเดิน แต่ปราณันต์เองก็มีสติมากพอที่จะเอ่ยขอบางอย่าง “ออกประตูหลัง อย่าออกข้างหน้านะครับ”

คามินได้แต่อมยิ้มเบาๆ นี่ขนาดป่วย ยังไม่ยอมลงให้เขาสักนิดเลย เป็นแมวตัวดื้อที่ดื้อหัวชนฝาจริงๆ

.

.

.

คามินขับรถพาปราณันต์มาถึงคอนโดในเวลาต่อมา พอมาถึงเขาก็เจอเจ้าหนูน้อยสองคนนั่งรอหน้าตาแป้นแล้นอยู่บนโซฟาใหญ่ โดยมีแทนคุณยืนคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

และเมื่อเจ้าหนูทั้งคู่เห็นพี่ครามอุ้มพี่ชายคนโตของตัวเองที่ท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงเข้ามา ตากลมๆ ทั้งสองคู่ก็กลับเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม

“พี่คราม พี่ปราณเป็นอะไรครับ” ปุณณกันต์น้อยถามแล้วปีนลงจากโซฟาทันที ก่อนที่ปัณณธรเองจะกระโดดตามลงมาติดๆ

และเมื่อโซฟาที่เจ้าฝาแฝดทั้งคู่จับจองอยู่ก่อนว่างลง คามินก็ค่อยๆ วางปราณันต์ลงบนโซฟาอย่างเบามือ ก่อนจะตอบคำถามฝาแฝดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“พี่ปราณน่าจะป่วยครับแต่ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวพี่ครามจะจัดการดูแลพี่ปราณเอง ฝาแฝดไปอาบน้ำก่อนนะครับ”

ปราณันต์ที่ตอนนี้หลับสนิทไม่ได้สติ ถูกน้องชายฝาแฝดสองคน นั่งเกาะขอบโซฟามองตาแป๋ว มีความกังวลและเป็นห่วงเป็นใยเจืออยู่ในแววตาของเด็กทั้งคู่

“ปัณณ์อยากอยู่เป็นเพื่อนพี่ปราณก่อน” เจ้าแฝดคนน้องเอ่ยเสียงหงอย ดูก็รู้ว่าเป็นห่วงพี่ชายคนโตมากจริงๆ เพราะโดยปกติปราณันต์ไม่เคยป่วยแบบนี้มาก่อน

“เดี๋ยวอาบน้ำสบายๆ ตัวแล้วค่อยมาอยู่เป็นเพื่อนพี่ปราณดีไหมครับ เพาะยังไงตอนนี้พี่ปราณก็ยังหลับอยู่ ไม่แน่พวกหนูอาบน้ำเสร็จพี่ปราณอาจจะตื่นพอดีก็ได้นะ”

ใบหน้าของฝาแฝดที่เหมือนกันราวกับแกะต่างหันมองกันและปรึกษาด้วยสายตาอย่างครุ่นคิด ภาพที่เห็นทำเอาคามินอดอมยิ้มไม่ได้ เจ้าหนูทั้งสองช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง และหลังจากใช้สายตาคุยกันอยู่พักใหญ่ก็เหมือนจะหาข้อสรุปได้เสียที

“ก็ได้ครับพี่คราม” ฝาแฝดลุกเตรียมจะไปอาบน้ำตามคำบอกของคามิน แต่ดูเหมือนหนูน้อยทั้งสองจะเพิ่งนึกขึ้นได้

ก็สภาพห้องใหญ่โตนี่มันไม่คุ้นตาเอาซะเลย ห้องน้ำอยู่ตรงไหนกันล่ะ ฝาแฝดเอาแต่ยืนเกาศีรษะงงๆ คามินเองที่พอรู้ตัวก็รีบหันมาดูแลฝาแฝดก่อนทันที

“อ่า พี่ครามลืมไปเลย พวกหนูยังไม่คุ้นกับที่นี่นี่นา” มือหนาเกี่ยวเอาปัณณธรเข้าเอว ก่อนอีกมือจะจูงปุณณกันต์ไปที่ห้องน้ำขนาดใหญ่ ที่อยู่ถัดไปจากห้องนั่งเล่น

“โอ้โห ห้องน้ำบ้านพี่ครามใหญ่เท่าห้องนอนเราสองคนเลยครับ กว้างมากกก” ฝาแฝดคนน้องทำท่าทางกางมือออกประกอบคำพูด ทำเอาคามินอดยื่นมือไปยีศีรษะกลมๆ นั่นไม่ได้

“ต่อไปนี้ ที่นี่คือบ้านพวกหนูสองคนเหมือนกันนะครับ เรามาอยู่ด้วยกัน แล้วพี่ครามจะเป็นคนดูแลฝาแฝดกับพี่ปราณเอง เด็กๆ ว่าดีไหม”

คามินมองเด็กๆ ที่กำลังพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างสุขใจ เหมือนเขาเพิ่งเข้าใจว่าแท้จริงแล้วชีวิตมนุษย์ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้อยู่กับคนที่ทำให้เรามีความสุขแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

.

.

.

หลังจากดูแลเด็กๆ อาบน้ำแล้ว คามินก็ปล่อยให้เจ้าหนูนั่งทำการบ้านอยู่แถวๆ นั้น จากนั้นเขาก็มาจัดการคนที่นอนป่วยอยู่บนโซฟาต่อ เขาปลุกปราณันต์ให้ลุกมากินข้าว แต่ดูเหมือนว่าร่างเล็กที่กำลังป่วยจะไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย ถามว่าจะกินอะไรก็บ่ายเบี่ยงท่าเดียว สุดท้ายคามินเลยต้องบังคับ ให้กินโจ๊กที่เขาให้แทนคุณซื้อเตรียมไว้ให้

“กินโจ๊กหน่อยนะครับ จะได้กินยา” ปราณันต์ส่ายหน้าไม่ยอมอะไรทั้งนั้น

“ไม่เอา.. จะนอน” คนป่วยเริ่มงอแง คามินเลยต้องต้องงัดไม้ตาย

“จะกินดีๆ หรือจะให้ป้อนด้วยปาก หื้ม?” คามินถามเสียงเย้าๆ ทำเอาดวงตากลมตาดีดโพลงขึ้นมาโดยอัตโนมัติ คนขี้แกล้งพอเห็นแบบนั้นต้องแอบอมยิ้มกับท่าทีตกใจของปราณันต์

“กินหน่อยนะครับคนเก่ง เป็นคนป่วยต้องไม่ดื้อนะ” เสียงทุ้มพูดอย่างอ่อนโยน ทำเอาคนที่กำลังเพ้อเพราะพิษไข้ เกิดใจเต้นแรงกับความอ่อนโยนที่ได้รับโดยไม่ทันตั้งตัว

แต่ถึงจะหวั่นไหวแค่ไหน ปราณันต์ก็ไม่ยอมแสดงออกให้คามินรู้เด็ดขาด

“อย่ามาทำเหมือนผมเป็นเด็ก” แม้ปากจะพูดแบบนั้นแต่ท่าทางกระเง้ากระงอดที่คามินเห็นนี่ไม่ได้ทำให้ปราณันต์ดูเหมือนคนโตเลยสักนิด ร่างสูงได้แต่อมยิ้มกับความน่ารักของคนข้างตัว

“จะให้กินอะไรก็เอามาสิ ผมปวดหัว จะได้นอนต่อ”

คามินยิ้มดีใจที่ปราณันต์ยอมกินอะไรบ้าง เขายกชามโจ๊กที่กำลังร้อนๆ มาวางตรงหน้าคนป่วย แล้วจัดแจงจะตักป้อน แต่ปราณันต์ห้ามไว้ก่อน

“ไม่ต้อง ผมกินเองได้” ปราณันต์ทำท่าจะคว้าช้อนมาจากมือคามิน แต่คามินยกหลบ ก่อนจะดุเสียงเข้ม

“ไม่ได้ครับ คนป่วยห้ามดื้อนะ มา.. ผมป้อน” คามินยกช้อนจรดริมฝีปากอิ่มที่แห้งผาก ปราณันต์ยังคงไม่ยอมอ้าปากจนกระทั่งเสียงเจื้อยแจ้วของเจ้าหนูฝาแฝดดังนั่นแหละ

“พี่ปราณป่วยแต่ไม่ยอมกินข้าว กินยาหรอครับพี่คราม” ปุณณกันต์ที่เงยหน้ามาจากการบ้านพอดีเลยได้ทันเห็นว่าปราณันต์เมินข้าวที่คามินกำลังป้อน

“ไม่ได้ๆ พี่ปราณ ห้ามดื้อนะครับ เดี๋ยวไม่หายป่วย” ปัณณธรน้อยเองก็ร่วมดุพี่คนโตกับเขาด้วยเหมือนกัน ทำเอาคามินกลั้นขำหน้าดำหน้าแดง

“ต้องกินยานะครับพี่ปราณ กินข้าวด้วย” ปุณณกันต์กระตุ้น แล้วตอนนี้ปัณณธรน้อยก็ไปนั่งเกาะขอบโซฟฟาที่ปราณันต์นั่งกึ่งนอนอยู่เรียบร้อยแล้วด้วย

คนป่วยเองพอเจอกดดันรอบทิศทางขนาดนี้ก็จำยอมต้องอ้าปากกินโจ๊กที่คามินป้อนให้ ทำเอาปากหยักยิ้มกว้างไม่หุบ

“ยิ้มอะไรเล่า” ปากอิ่มบ่นขมุบขมิบแต่ก็ยอมอ้าปากรับข้าวคำต่อไป

“เย่ๆ พี่ปราณกินข้าวแล้ว กินเยอะๆ นะครับ จะได้หายไวๆ” ปัณณธรเจื้อยแจ้วไม่หยุด ทำเอาคนป่วยอดอมยิ้มกับท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของน้องชายตัวเองไม่ได้

ฝาแฝดน้อยนั่งรอจนพี่ชายคนโตกินข้าว กินยาเรียบร้อย จึงได้ยอมผละออกไปทำการบ้านต่อ ส่วนคนที่ทำหน้าที่ป้อนก็ดูจะพออกพอใจไม่น้อยที่คนป่วยยอมดื้อน้อยลงได้ขนาดนี้

“กินยาแล้ว อยากเช็ดตัวไหม เดี๋ยวผมทำให้” คามินเสนอตัว แต่ปราณันต์ปฏิเสธ เพราะอยากพักผ่อนมากแล้ว

“ไม่เอาครับ ผมอยากนอนแล้ว” คามินยิ้มรับแล้วพยักหน้าตามใจคนป่วย

“ก็ได้ครับ งั้นป่ะ” คามินพูดพลางช้อนตัวปราณันต์ขึ้น ก่อนจะหันไปหาเด็กๆ “ทำการบ้านกันอยู่ตรงนี้ดีๆ นะครับปุณณ์ปัณณ์ เดี๋ยวพี่ครามพาพี่ปราณไปนอนก่อน”

“ครับ/ครับ” เด็กๆ รับปากก่อนจะหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นคามินอุ้มปราณันต์เข้าห้องนอนไป ปราณันต์เองที่ตกใจในตอนแรก พอตั้งตัวได้ก็ดิ้นจนแทบตก เพราะไม่อยากให้คามินมาทำอะไรแบบนี้ใส่

“ไม่ดิ้นสิครับ เดี๋ยวตกนะ อีกนิดเดียวก็จะถึงเตียงละเนี่ย”

พอจบคำ ขาวยาวก็ก้าวถึงเตียงในห้องนอนพอดี ก่อนจะวางปราณันต์ลงอย่างเบามือ โดยที่ใบหน้าหวานงอง้ำไม่พอใจที่ถูกทำรุ่มร่ามใส่

“วันหลังไม่ต้องมาอุ้ม ผมเดินเองได้” เสียงหวานติดจะแหบเพราะพิษไข้แหวลั่นอย่างกับแม่เสือ ซึ่งไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด แต่กลับน่ารักเหลือเกินในสายตาคามิน

“เอาล่ะครับๆ นอนได้แล้วคนป่วย จะได้หายไวๆ นะ”

คามินจับให้ปราณันต์ล้มตัวลงนอน ก่อนจะห่มผ้าห่มให้อย่างดี

ปราณันต์กระชับผ้าห่มก่อนจะปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งลง เขาอยากพักผ่อนเต็มแก่แล้ว แต่ถึงแม้ดวงตากลมโตจะปิดสนิทไปแล้ว แต่สัมผัสอ่อนยวบบนเตียงที่ข้างตัว ก็ทำให้ปราณันต์รู้ว่าคามินไม่ได้ไปไหน

ปราณันต์ข่มตาให้หลับลงเงียบๆ ซึ่งคามินก็นั่งเฝ้าอยู่แบบนั้นจนกระทั่ง เขารู้สึกว่าคนบนเตียงน่าจะหลับไปแล้ว ริมฝีปากหยักจึงค่อยๆ ก้มลงไปประทับบนหน้าผากมนเบาๆ

คามินจูบแช่อยู่พักใหญ่ ราวกับต้องการถ่ายทอดทุกความอบอุ่นที่มีให้อีกฝ่าย ก่อนจะผละออก พร้อมกับกระซิบถ้อยคำที่ทำเอาหัวใจของคนที่กำลังแกล้งหลับอย่างปราณันต์เต้นระรัวอย่างยากที่จะควบคุม

“ฝันดีนะครับ คุณปราณของผม” ปราณันต์รู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นที่วางลงมาบนศีรษะเขาเบาๆ “ผมสัญญานะครับว่าจะดูแลคุณอย่างดี”

ถึงแม้คำพูดที่หลุดออกมาจากปากอีกฝ่ายนั้นจะบางเบาราวกับกระซิบ แต่มันช่างหนักแน่นและชัดเจนในความรู้สึกของปราณันต์อย่างมาก และนั่นทำให้ความอุ่นวาบไหลบ่าไปทั่วร่างกายจนอดที่จะปฏิเสธไม่ได้ ว่าเขารู้สึกดีมาก ดีมากจริงๆ

.

.

.


'เลขหมายที่คุณเรียก...'


“นี่มันอะไรกันเนี่ย!?” มือบางโยนโทรศัพท์ลงบนโซฟาอย่างเหลือทน ใบหน้าสวยหวานราวกับเทพธิดาบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว เพราะไม่พอใจที่คู่หมั้นไม่ยอมรับสาย และหนำซ้ำสามสี่วันมานี้คามินก็ทำตัวแปลกๆ แปลกชนิดที่ว่าพรวลัยค่อนข้างมั่นใจว่าคามินจะต้องมีใครซ่อนไว้แน่ๆ

เธอตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะกดหาเบอร์เลขาคนสนิท แล้วต่อสายไปหาทันที

“ฉันมีงานให้เธอทำ” ใบหน้าสวยหวานที่ใครๆ ต่างก็ชื่นชม แสยะยิ้มร้าย แววตาเรียวรีแข็งกร้าว อย่างที่รู้กันว่าถ้าไม่หนักแน่นพอ เธอคงอยู่วงการนี้ไม่ได้หรอก

“จ้างคนไปสืบเรื่องของคามิน ดูไว้อย่าให้คลาดสายตา ถ้ามีใครมาเกาะแกะวุ่นวาย ต้องรายงานฉันทันที เข้าใจไหม” เสียงหวานกระชากเกรี้ยวกราด ไม่ได้แคร์สักนิดเลยว่าคนฟังจะรู้สึกยังไง

เลขาคนสนิทรับปากรับคำ ก่อนจะดำเนินการตามที่พรวลัยสั่ง งานนี้ก็หวังแต่ว่าท่านประธานแห่งเคเอ็มพร็อพเพอร์ตี้จะเอาตัวรอดได้... หวังว่านะ

.

.

.

To Be Continue

---------------------------------------------------------------------------------------

อย่าเพิ่งขัดใจจจ นุวางปมสุดท้ายไว้อีกปมมม มีใครเห็นบั้งงงง อิอิ

มันมีเหตุน้าที่ต้องให้นุ้องปราณกลับไปอยู่กับซาตานอย่างนังครามม การมองคนเปงหมาที่หอมหวาน ต้องรอเวลาน้าาา 5555555555

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกคนสำหรับคอมเม้นท์มากนะคะ ขอบคุณสำหรับทุกำลังใจที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ นิยายเรื่องนี้อาจจะมีขัดใจบ้าง แต่ทุกอย่างมันมึเหตุผลที่มาที่ไปน้า อยากให้ทนอ่านกันต่ออีกสักนิด สำหรับใครที่รอเห็นพระเอกเปงหมาอยู่ 5555555555

ชอบไม่ชอบคอมเม้นท์บอกกันได้นะคะ ตอนต่อไปมาวันอาทิตย์เย็นๆ แล้วยังไงเจอกันนะครับบบ ... รออ่านคอมเม้นท์จากทุกคนอยู่นะคะ รักมากๆ เลยยยย ^^ ... เจอกันตอนหน้าค่ะ <3

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
เอาแล้ววลัย สืบไม่ยากหรอก ถ้ารู้แล้วจะจัดการยังไงดี มันมีราคาที่ต้องจ่ายทั้งสองคน จะว่าตามจริงวลัยก็มีสิทธิ์นะเพราะเป็นคู่หมั้นแต่ปราณเนี้ยคือไร ไม่อยากจะคิดเลยถ้าเรื่องแตก ใครเขาจะเชื่อคำพูดปราณ มีแต่เสียกับเสีย เห้ออ (อินค่ะอิน 555) สนุกกมากมาต่อยาวเลย รอตอนต่อไป สู้ๆนะคะ

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4040
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6
ถึงเวลารับศึก อย่างจริงจัง สักที

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
อยากรู้จริงๆว่าไอ้คุณคามินจะปกป้องสามพี่น้องยังไง

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 449
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
สงครามกำลังจะเริ่มแล้ว :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
25th Lies : ความสุขจอมปลอม?


ในขณะที่พรวลัยเริ่มระแคะระคายในพฤติกรมของคู่หมั้นหนุ่ม แต่ทางคามินกลับไม่เฉลียวใจใดๆ ทั้งนั้น ชายหนุ่มกำลังมีความสุขอยู่กับโลกที่เขาต้องการ โลกที่มีปราณันต์ ปุณณกันต์ และปัณณธร ให้คอยดูแลและอยู่ด้วยกันเหมือนวันที่ผ่านๆ มา...

เช้านี้เป็นเช้าวันเสาร์ วันนี้ทั้งสี่หนุ่ม ทั้งหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ไม่ได้ออกไปไหน เพราะครอบครัวปราณันต์เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ที่คอนโดคามินเมื่อวาน วันนี้จึงเป็นวันที่ต้องจัดข้าวของกันเสียหน่อย ประกอบกับปราณันต์เองก็กำลังป่วย จะให้ตะลอนออกไปไหนต่อไหน คงไม่น่าจะใช่เรื่องที่เข้าท่าเท่าไหร่นัก

ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องชื่นชมฝาแฝดไม่น้อย เจ้าหนูทั้งสองที่พอรู้ว่าพี่ชายป่วย ก็ไม่มีงอแงจะไปนั่นไปนี่ให้ปวดหัว ตรงกันข้าม ปุณณกันต์และปัณณธรกลับขอให้คามินอยู่บ้านไม่ออกไปไหน เพราะอยากให้ปราณันต์ พี่ชายตัวเองได้พักผ่อนเยอะๆ ฝาแฝดให้เหตุผลว่าอยากเห็นปราณันต์หายไวๆ พวกเขาไม่ชอบที่พี่ปราณนอนป่วยแบบนี้เลย

และเพราะอาการป่วยของปราณันต์ ทำให้คามินต้องเข้มงวดกับอีกฝ่ายมากเป็นพิเศษ ปราณันต์เอาแต่จะลุกทำนั่นทำนี่ให้ได้ ทั้งที่คามินก็บอกแล้วว่าไม่ให้ทำเพราะเป็นห่วง อีกอย่างเขาก็เรียกให้แม่บ้านที่ดูแลคอนโดเข้ามาทำให้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีก แต่พอปราณันต์รู้ ก็ใช่ว่าเจ้าตัวจะพอใจเสียเมื่อไหร่

“ผมทำไหว ทำไมคุณต้องให้คนอื่นมาทำ”

เสียงหวานสะบัดใส่คนที่นั่งอยู่บนเตียงข้างตัว ถึงจะป่วย แต่ดื้อน้อยลงที่ไหน

คามินได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ ปราณันต์คือเด็กที่ดื้อที่สุดในโลกตั้งแต่ที่เขาได้เจอ ดื้อกว่าปุณณกันต์กับปัณณธรรวมกันเสียด้วยซ้ำ แล้วเรื่องจะยอมให้เขาสักนิดนี่ก็ไม่มี ตั้งแง่มาตั้งแต่เมื่อวาน ไม่ยอมลดราวาศอกให้เลย

“คุณปราณจะทำไหวได้ยังไง ลุกยังจะลุกไม่ไหวเลย นอนไปเถอะครับ จะได้หายป่วยเร็วๆ” คามินพูดเสียงอ่อน อ่อนทั้งเสียง อ่อนทั้งอก อ่อนทั้งใจ

“ผมแค่ไม่สบาย แต่ไม่ได้พิการ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาทำอะไรให้ขนาดนี้”

ปราณันต์ที่กำลังนั่งพิงหัวเตียงหน้าซีดหน้าเซียวเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ ที่จริงอาการของเขากก็ยังไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่หรอก ขนาดนอนพักมาคืนนึงเต็มๆ เช้าตื่นมาแล้วยังมึนศีรษะอยู่เลย แล้วพอยิ่งนึกถึงสัมผัสอบอุ่นจากคนตัวโตข้างๆ เมื่อคืน ปราณันต์ก็ยิ่งรู้สึกวูบวาบขึ้นไปอีก ไม่รู้เป็นเพราะพิษไข้ หรือเป็นเพราะความรู้สึกลึกๆ ในใจกันแน่น

“ทำไมถึงดื้อ หื้ม?” เมื่อเห็นว่าปราณันต์ไม่ยอมสักที คามินเลยพลิกตัวจากที่นั่งข้างๆ เปลี่ยนมาคร่อมขาเรียวที่กำลังเหยียดยาวไว้ พร้อมกับจ้องใบหน้าสวยหวานด้วยสายตาตำหนิ คนตัวเล็กเกิดอาการอึกอักขึ้นมาทันที จะลุกหรือหันหนีก็ไม่ได้ เพราะโดนตรึงไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนได้เลย

“ไม่ได้ดื้อ ก็คนมันไม่ได้เป็นอะไรแล้วจริงๆ นี่ ถอยออกไปเลยนะ!” ปากอิ่มยื่นออกอย่างไม่พอใจ ส่วนมือเล็กๆ ก็ทุบและผลักคนตรงข้ามให้จ้าละหวั่น แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าคามินจะขยับเลยสักนิด

“ไม่เป็นอะไรได้ยังไง” มือใหญ่เอื้อมไปจับปลายคางที่กำลังเชิดขึ้นอย่างถือดีไว้เบาๆ “เนี่ย หน้ายังซีดเป็นกระดาษอยู่เลย”

แถมยังไม่ว่าเปล่า เพราะใบหน้าคมคายก็กำลังโน้มเข้าหาปราณันต์ช้าๆ ด้วย โดยที่เจ้าตัวเองก็ทำได้แต่เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เพราะไม่รู้ว่าคามินจะทำอะไร

และเมื่อตระหนักถึงอะไรบางอย่างได้ ปราณันต์ก็หลับตาปี๋ เพราะคิดว่าริมฝีปากหยักนั่นจะต้องประทับลงมาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าแน่ๆ

สัมผัสหนักๆ และอุ่นๆ เกิดขึ้นที่หน้าผากหลังจากนั้นไม่นาน ซึ่งไม่ใช่สัมผัสจากริมฝีปากแบบที่ปราณันต์คิดไว้ แต่เป็นอะไรที่หนักแน่นและมั่นคงกว่านั้น

ปราณันต์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะพบว่าใบหน้าคมคายทุกส่วนแทบจะอยู่ชิดกับใบหน้าเขา ก่อนที่สายตากลมจะเหลือบขึ้นไปมองด้านบน จึงได้เห็นว่าสิ่งที่สัมผัสอยู่กับหน้าผากของตน คือหน้าผากของคามินเอง

“เนี่ย ตัวยังร้อนอยู่เลยจะหายได้ยังไงครับ” คามินกระซิบเสียงเบา และด้วยความที่ใบหน้าอยู่ใกล้กันขนาดนี้ ยามที่เจ้าตัวขยับปากพูด ริมฝีปากหยักของคนตรงข้าม ก็คลอเคลียอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มของปราณันต์โดยอัตโนมัติ

ปราณันต์เม้มปากแน่น ไม่กล้าขยับเลยสักนิด เพราะกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายล่วงล้ำและรังแกเขาได้ง่ายกว่าเดิม

มือเล็กพยายามดันอกใหญ่ของคามินอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่คามินกลับไม่ยอมขยับเลย

“รับปากมาก่อนครับ ว่าจะไม่ดื้อ จะทำตามที่ผมบอก แล้วผมจะปล่อย”

ตากลมจ้องมองคามินนิ่ง แต่ก็ยังไม่กล้าขยับอยู่ดี สักพักใหญ่เมื่อเห็นว่าตัวเองสู้ไม่ได้แน่ๆ เพราะคามินไม่ยอมผละออก จึงต้องส่งเสียงออกลำคอ เป็นอันยอมรับว่าตกลง

“อื้อ! ก็ได้ๆ”

คามินอมยิ้มอย่างพอใจ เมื่อเห็นว่าปราณันต์ยอมตกลง และก่อนที่จะผละออก จมูกโด่งก็ฉกลงบนแก้มนิ่มเบาๆ ทำเอาตากลมตวัดมองค้อนตามแทบจะในทันทีทันใด เพราะสุดท้ายยังไงก็ถูกคนตัวโตกว่าเอาเปรียบอยู่ดี

.

.

.

ปราณันต์นั่งมองแม่บ้านเก็บเสื้อผ้าของเขาและเด็กๆ เข้าตู้ใบเดียวกับของคามิน ซึ่งเต็มไปด้วยเสื้อ สูท และกางเกงที่แขวนเรียงกันไว้อย่างเป็นระเบียบ พลันความรู้สึกอบอุ่นบางอย่างก็ตีตื้นขึ้นมา


‘เหมือนคนที่กำลังจะเป็นครอบครัวเดียวกัน’


แต่แล้วอีกความรู้สึกก็แล่นเข้ามาสะกัดกลั้น


‘แล้วมันจะเป็นแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหนล่ะ ความสุขชั่วครู่ชั่วยามที่ไม่มีทางเป็นจริง’


คนที่กำลังป่วยนั่งถอนหายใจอย่างปลงตก และเสียงถอนหายใจของปราณันต์ ก็เรียกเอาสายตาสงสัยจากฝาแฝดที่นั่งอยู่บนเตียงข้างๆ ได้เป็นอย่างดี

“พี่ปราณ พี่ปราณปวดหัวอีกแล้วหรอครับ” แฝดคนพี่ถามออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย เห็นพี่ชายไม่สบายแต่ตัวเองทำได้แค่นั่งเฝ้า ทั้งที่เวลาเขากับปัณณธรไม่สบาย พี่ปราณจะคอยดูแลเป็นอย่างดี

“เปล่าครับ พี่ปราณไม่ปวดหัวเท่าไหร่แล้ว ได้พักอีกนิดหน่อยก็หาย ปุณณ์ไม่ต้องเป็นห่วงพี่นะครับ”

รอยยิ้มเหนื่อยๆ ปรากฎบนปากอิ่ม เพราะเอาเข้าจริงหลังจากได้กินข้าวเช้าและกินยา ก็ดูเหมือนว่าอาการปวดหัวจะทุเลาลงบ้าง เขาเลยคิดว่าถ้าได้หลับอีกสักตื่นก็คงจะดีขึ้นกว่านี้ เพียงแต่ต้องรอให้ยาออกฤทธิ์อีกสักหน่อยก็แค่นั้น

“ดีๆ พี่ปราณต้องพักผ่อนเยอะๆ พี่ครามสั่งไว้ครับ ว่าให้พวกเราดูแลพี่ปราณ”

แล้วจู่ๆ ปัณณธรน้อยก็ลุกพรวดพราดขึ้นยืนบนเตียงหลังพูดจบ ทำเอาปราณันต์ได้เแต่เงยหน้ามองตามตาปริบๆ ปรับอารมณ์ตามเจ้าฝาแฝดคนเล็กแทบไม่ทัน

“ปัณณ์จะปกป้องพี่ปราณเอง แล้วถ้าต่อไปปัณณ์ตัวใหญ่ๆ กว่านี้นะ ปัณณ์จะให้พี่ปราณนอนอยู่บ้านเฉยๆ แล้วเดี๋ยวพวกเราจะออกไปทำงานหาเงินให้พี่ปราณ ใช้เองครับ”

เจ้าตัวน้อยทำท่าขึงขัง ยืนกอดอกอยู่บนเตียงราวกับเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ตัวน้อยๆ ปราณันต์เห็นท่าทางแบบนั้นแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ถ้าไม่ติดว่าป่วยอยู่ เขาคงจะจับเจ้าหนูช่างเจรจาที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่มาฟัดให้หายมันเขี้ยวสักที

“ถ้าพี่ปราณนอนอยู่บ้านเฉยๆ ปุณณ์กับปัณณ์ก็จะเหนื่อยนะ จะดีหรอครับ” ปราณันต์ลองแกล้งถามกลับ

“ไม่เป็นไรครับ ทีพี่ปราณยังยอมเหนื่อยเพื่อเราสองคนเลย แค่นี้พวกเราทำให้พี่ปราณได้สบายม้ากมาก” ปุณณกันต์พูดอย่างมุ่งมั่น ทำเอาพี่ชายคนโตอมยิ้มกับคำตอบที่ได้ยินไม่หยุด

“ขอบคุณปุณณ์กับปัณณ์มากเลยนะครับ” ปราณันต์โอบตัวเด็กทั้งสองไว้แนบอก ก่อนจะกอดไว้เบาๆ อย่างแสนรัก โดยพยายามเลี่ยงไม่ให้ลมหายใจอุ่นร้อนของตัวเองปะทะโดนตัวเด็กน้อยทั้งคู่

และในขณะที่สามพี่น้องกำลังกอดรัดกันอย่างมีความสุขนั้น คามินที่ออกไปซื้อข้าวกลางวันก็กลับเข้ามาพอดี เมื่อร่างสูงได้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของปราณันต์ ที่ถึงแม้ว่าจะป่วยอยู่ แต่ก็สามารถตรึงใจให้เขามีความสุขได้ แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็ตาม เพราะพอคามินย่างกรายเข้ามา ปราณันต์ก็กลับเข้าโหมดมึนตึงเหมือนเดิมทันที

“พี่ครามกลับมาแล้วหรอครับ” ปัณณธรผละออกจากปราณันต์ พลางปีนลงเตียงแล้วเดินไปหาคามิน ก่อนจะกางแขนให้อีกฝ่ายอุ้มอย่างอ้อดอ้อน

“กลับมาแล้วครับ ซื้อไก่ทอดของโปรดของปัณณ์ กับกุ้งเผาของโปรดของปุณณ์มาด้วย อยากกินไหมครับ”

คามินก้มลงโอบรั้งร่างเล็กๆ กลมๆ ของเจ้าหนูน้อยเข้าหาตัว ก่อนจะสูดดมแก้มนิ่มอย่างเอ็นดู

ไม่ได้หอมคนพี่ หอมคนน้องก็ยังดี...

“อยากกินครับ แต่ต้องให้พี่ปราณกินก่อน พี่ปราณจะได้กินยาแล้วก็นอนพักผ่อน จะได้หายไวๆ”

ปัณณธรน้อยช่างเจรจา คามินมองไปยังคนบนเตียงที่แสร้งมองไปทางอื่น ไม่ยอมหันมาสบตาเขาสักนิด

คามินถอนหายใจ ก่อนจะเดินไปข้างเตียงแล้วใช้หลังมือใหญ่อังไปบนหน้าผากมนเบาๆ

“ตัวยังรุมๆ อยู่เลย เดี๋ยวกินข้าวต้มนะครับ จะได้กินยา” คามินทรุดลงนั่งบนเตียงข้างคนไข้ แต่ปราณันต์ก็ยังคงเมินเฉย คนตัวเล็กจับผม ลูบศีรษะกลมของปุณณกันต์เล่น แต่ไม่ยักกะให้ความสนใจคามินสักนิด


Rrrrrrr


เสียงโทรศัพท์ของปราณันต์ดังขึ้นขัดจังหวะ สายตาสองคู่เหลือบมองไปที่โทรศัพท์พร้อมกัน ในขณะที่ฝ่ายเจ้าของยิ้มบางๆ ทันทีที่เห็นชื่อของคนโทรเข้ามา ในขณะที่อีกคนหน้าหงิกด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะปราณันต์กำลังป่วยอยู่


Gunkavee is calling


“ว่าไงกวี” เสียงหวานพูดตอบรับคนในสาย ทำเอาคามินรู้สึกคันในหัวใจยิบๆ จนอยากจะถือวิสาสะ คว้าโทรศัพท์ในมือของอีกคนมากดวางให้รู้แล้วรู้รอด

“อื้อ นิดหน่อยน่ะ ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้ว”

คามินไม่ได้ยินหรอกว่ากันต์กวีถามอะไรปราณันต์ แต่ถ้าให้เดาก็คงจะพูดถึงอาการป่วยนั่นแหละ

เห๊อะ ยุ่งวุ่นวาย ทำไมต้องมาถาม ในเมื่อยังไง หน้าที่ดูแลปราณันต์ก็เป็นของเขาอยู่แล้ว ... ยิ่งคิดคามินก็ยิ่งหงุดหงิด ใบหน้าหล่อเหลาหงิกงอ คิ้วเข้มขมวดเป็นปมด้วยความไม่พอใจ

“พี่คราม พี่ครามหิวข้าวหรอครับ” อยู่ๆ เจ้าหนูน้อยปัณณธรที่นั่งอยู่บนตักเขาก็ถามขึ้น ดวงตากลมๆ แป๋วๆ นั่น มองเขาอย่างสงสัยใคร่รู้

“ป่าวครับปัณณ์ พี่ครามไม่ได้หิว ทำไมปัณณ์ถึงคิดว่าพี่ครามหิวล่ะ” คามินถามกลับ ดูเหมือนว่าปัณณธรจะช่วยดึงความสนใจ และช่วยให้เขาหงุดหงิดน้อยลงได้ดีทีเดียว

“ก็พี่ครามทำหน้าแบบนี้” พอปากเล็กๆ เจื้อยแจ้วจบ เจ้าหนูผู้ที่ฉลาดรู้ดีกว่าใคร ก็ทำหน้ามุ่ยเลียนแบบคามิน “เวลาปัณณ์หิว ปัณณ์ก็ทำหน้าแบบนี้แหละครับ”

คามินหลุดหัวเราะทันทีที่ได้ยินถ้อยคำแสนรู้ดีแบบนั้น แม้แต่ปราณันต์ที่กำลังติดสายอยู่ก็อดอมยิ้มออกมาไม่ได้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คามินเหลือบไปเห็นพอดี ว่าคนป่วยแอบมองเขากับเจ้าฝาแฝดคนสุดท้องคุยกัน

“ก็อยู่กับฝาแฝด แล้วก็...” ปราณันต์ลากเสียงเหมือนไม่อยากตอบ คามินเลยประมวลผลในใจอย่างรีบเร่ง เขาคิดว่ากันต์กวีต้องได้ยินเสียงหัวเราะแน่ๆ แล้วคงถามปราณันต์ว่าตอนนี้อยู่กับใคร เผลอๆ หมอนั่นอาจจะยังไม่รู้ว่าตอนนี้ปราณันต์ย้ายมาอยู่กับเขาแล้ว

คามินวางแผนในใจด้วยความว่องไว ยิงปืนยังไงให้นกหลายๆ ตัวตายไปพร้อมๆ กัน ให้นกอย่างกันต์กวีน็อคไปเลยไม่ต้องฟื้น ส่วนนกที่ชื่อปราณันต์ก็ต้องปรามไว้ คราวหน้าจะได้ไม่ดื้อเที่ยวคุยกับคนอื่นให้เขาตามหวงแบบนี้อีก … ซึ่งพอคิดได้แบบนั้น มุมปากหยักก็ยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์โดยที่ปราณันต์เองก็ไม่ทันเห็น

คามินแกล้งพูดเสียงดัง กะว่าเอาให้เสียงลอดเข้าไปในโทรศัพท์แน่ๆ ให้ไอ้คนอีกฝั่งปลายสายได้ยินโดยไม่ต้องเงี่ยหูใดๆ ทั้งสิ้น

“ไปครับปัณณ์ พี่ครามหิวแล้ว เดี๋ยวเราไปเตรียมข้าวให้พี่ปราณกัน พี่ปราณป่วยอยู่ คงต้องยกเข้ามากินในห้องนอน”

ปราณันต์ตาเหลือกทันที ที่จู่ๆ ก็ได้ยินคามินตะโกนขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ครั้นจะลุกไปตะครุบปากไอ้คนร้ายกาจนั่นก็ทำไม่ไหว เพราะถึงแม้ปกติร่างกายจะสบายดีก็สู้อะไรคามินแทบไม่ได้ นี่ยิ่งป่วยแบบนี้จะเอาแรงที่ไหนไปต่อสู้กับยักษ์ปักหลักนั่นได้กัน

ปราณันต์ต่อว่าคามินด้วยสายตาไม่หยุด ปากอิ่มขมุบขมิบให้คนตัวโตตรงหน้าหยุดพูด แต่มีหรือที่คามินจะฟัง

“แต่ว่าปุณณ์กับปัณณ์ห้ามกินหกบน ‘เตียง’ ของพี่ปราณกับพี่ครามนะครับ เดี๋ยวมดขึ้นแล้วพี่สองคนจะ ‘นอนกัน’ ลำบาก”

พอพูดจบมุมปากหยักก็กระตุกยิ้มอย่างพอใจ แน่นอนว่ากันต์กวีคงได้ยินทั้งหมด ไม่งั้นปราณันต์คงไม่ทำท่าเหมือนจะกินหัวเขาแบบนี้หรอก

“เอ่อ.. แค่นี้ก่อนแล้วกันนะกวี ไว้เราว่างแล้วจะโทรไปหา”

คามินตวัดสายตาคมมองไปที่ปราณันต์อย่างไม่พอใจ ทำไมต้องโทรหามันอีกด้วย มีธุระอะไรให้ต้องคุยกันนักหนา

และหลังจากปราณันต์วางสาย ตากลมก็ตวัดมองคามินอย่างไม่พอใจเช่นกัน ก่อนที่ปากอิ่มจะเอ่ยต่อว่าคนที่ยืนทำหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อนอยู่ข้างเตียง

“ทำไมคุณต้องตะโกนเสียงดังด้วย อยากจะป่าวประกาศนักหรือไง เรื่องไม่ดีน่ะ” ใบหน้าสวยหวานงอง้ำอย่างหงุดหงิด คามินนี่มันยังไงกันนะ

“แล้วมาอยู่กับผมมันไม่ดีตรงไหน ห้องกว้าง เตียงก็ใหญ่ เด็กๆ มีพื้นที่ทำอะไรได้เยอะแยะ” คามินเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะงึมงำๆ อีกประโยค “แล้วผัวเมียที่ไหนไม่อยู่ด้วยกันบ้างวะ”

แน่นอนว่ามันไม่ได้เบาเท่าไหร่นักหรอก และปราณันต์เองก็ได้ยินเต็มสองหู

“คุณคามิน!!!” หน้าสวยหวานแดงก่ำ น่าจะทั้งเขินทั้งโกรธ จะทำอะไรก็ทำไม่ได้ เพราะแค่จะลุกให้ยืนยังไม่รู้จะตรงรึป่าวเลย

“ไปกันเถอะครับปุณณ์ ปัณณ์ เราไปเตรียมอาหารกลางวันให้พี่ปราณกันดีกว่า พี่ปราณโมโหหิวแล้ว หึหึ”

พอแหย่คนป่วยเสร็จคามินก็เดินยิ้มๆ ออกจากห้อง ปล่อยให้คนป่วยนั่งฮึดฮัดด้วยความโมโหอยู่ลำพัง

.

.

.

พอคามินจัดอะไรเสร็จเรียบร้อย เขาก็เดินอาดๆ เข้ามาหาปราณันต์ที่น่าจะกำลังแกล้งหลับอยู่ แค่ดูปราดเดียวเขาก็รู้แล้ว ปราณันต์คงกำลังประท้วง เหตุจากที่ถูกเขาแกล้งเมื่อกี้

“คุณปราณครับ ตื่นได้แล้ว ไปกินอาหารกลางวันกัน มียาที่ต้องกินนะครับ” แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าปราณันต์แกล้งหลับ แต่คามินก็ยังอุตส่าห์ตามน้ำ เขาทรุดตัวนั่งลงบนเตียง พลางเขย่าร่างบางเบาๆ ให้ตื่น

“อื้ออ” ปราณันต์ครางยุกยิก แล้วก็แกล้งพลิกตัวหนีเสียงเรียกของคนข้างๆ

คามินอมยิ้มในหน้า ใครบอกเขาว่าปราณันต์ไม่ร้าย เขาจะเถียงให้ขาดใจเลย ถ้าใครไม่เคยเห็นให้มาดูลูกแมวตัวดื้อตรงหน้าเขาได้... ไม่สิ น่ารักขนาดนี้ เก็บไว้ดูคนเดียวน่าจะดีกว่า

พอเห็นท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของปราณันต์แล้ว คามินก็อดแกล้งคืนไม่ได้ เลยต้องแกล้งพึมพำเสียงดังออกมา

“สงสัยจะตื่นยาก แบบนี้ขโมยจูบแก้ม จูบปากสักทีสองทีน่าจะไม่ทันได้รู้ตัวล่ะมั้ง”

พอจบคำ คนป่วยขี้เซาก็ทะลึ่งตัวพรวดลุกขึ้นนั่งทันที คามินที่พอเห็นแบบนั้นก็ขำออกมาเสียงดังอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ฮ่าๆๆๆๆ”

ตากลมตวัดมองข้างตัวอย่างตกใจปนขุ่นเคือง เสียงหวานแหวลั่นด้วยความลืมตัว

“นี่คุณคิดจะลักหลับตอนผมไม่รู้ตัวใช่ไหม”

คามินยังคงมองใบหน้าสวยหวานที่กำลังงอง้ำอย่างอารมณ์ดี

“อ่าว แล้วถ้าหลับไม่รู้ตัว จะลุกพรวดขึ้นมาแบบนี้ได้ยังไงล่ะครับคนเก่ง หื้ม?” คามินแกล้งแกว่งเสียงกวนประสาท “หรือคุณปราณดื้อ แอบแกล้งหลับครับ?” ก่อนจะเปลี่ยนดักทางถามให้อีกฝ่ายจนมุม

อันที่จริงแล้วคามินก็ไม่ได้จะถามเอาชนะอะไรปราณันต์หรอก เพียงแต่อดมันเขี้ยวไม่ได้ ดูปากแดงๆ แก้มแดงๆ เพราะพิษไข้อ่อนๆ ที่กำลังเชิดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้นั่นแล้ว มันอดต้อนให้จนมุมไม่ได้

“กะ.. ก็ไม่ได้ ไม่ได้แกล้งหลับสักหน่อย” เสียงหวานเอ่ยตะกุกตะกัก ใบหน้าที่เชิดขึ้นเมื่อกี้หลุบต่ำลงเหมือนเด็กที่รู้ตัวว่าโดนจับได้เพราะขโมยขนม “ผมตื่นพอดีต่างหาก”

คามินนึกมันเขี้ยวปากอิ่มที่เถียงฉอดๆ อย่างไม่ลดละนั่น เมื่อวานตอนที่ปราณันต์ป่วยหนักๆ แล้วส่งผลให้ริมฝีปากอิ่มนั้นทั้งซีด ทั้งแห้งผาก จนคามินเห็นแล้วอดใจไม่ดีไม่ได้ แต่วันนี้อาการปราณันต์ดีขึ้น ริมฝีปากกับแก้มเริ่มกลับมามีสีแดงอีกครั้ง ละยิ่งตอนนี้ ตอนที่พิษไข้กำลังจะลดแบบนี้ น่าจะจับมาจูบมาฟัดให้หายหมั่นเขี้ยวจริงๆ

ละไวเท่าความคิด คามินโน้มตัวไปคว้าคนที่นั่งหน้าตาตื่นบนเตียงมากอด อ้อมแขนแข็งแรงเกี่ยวรั้งปราณันต์เอาไว้อย่างเอาแต่ใจ

“นี่คุณ ปล่อยนะ! มากอดทำไมเนี่ย” ปราณันต์โวยวายลั่น ใบหน้าสวยหวานดูตระหนกขึ้นมาทันที ทุกครั้งที่โดนคามินกอด ไม่มีครั้งไหนที่เขาไม่เสียเปรียบสักครั้ง

“มันเขี้ยว อยากจูบ” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบชิดริมหูนิ่มเบาๆ และนั่นยิ่งทำให้ปราณันต์ดิ้นหนักกว่าเดิม แต่ก็อย่างว่าต่อให้ดิ้นแรงแค่ไหน แค่คามินกอดไว้นิ่งๆ อีกฝ่ายก็หมดแรงสู้แล้ว ยิ่งไม่สบายๆ แบบนี้ ยิ่งสู้ไม่ไหวหรอก

“จะบ้ารึไง ผมป่วยอยู่นะ จะมาจ่งมาจูบอะไรเล่า อยากติดหวัดรึไง” ปราณันต์แกล้งขู่ แต่ก็ใช่ว่าคามินจะสลดเมื่อไหร่ ใบหน้าคมคายยิ้มเผล่ ก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นกว่าเดิม

“กับอีแค่หวัด คุณปราณคิดว่าผมจะกลัวหรอ” เสียงทุ้มพูดอย่างเจ้าเล่ห์ “และต่อให้ต้องติดหวัดจากคุณจริงๆ ผมก็ว่าคุ้ม”

พอพูดจบใบหน้าคมคายก็โน้มลงไปหาใบหน้าสวยหวานที่ตอนนี้กำลังขึ้นสีแดงระเรื่อ มือเล็กๆ ดันอกหนาออก แต่ก็สู้แรงของคามินไม่ไหว จนในที่สุดริมฝีปากของคนทั้งคู่ก็สัมผัสกัน

ความอุ่นร้อนของริมฝีปากอิ่มสีสดทำให้คามินรู้สึกดีสุดๆ เขาค่อยๆ บดคลึง ขบเม้ม และหยอกล้อริมฝีปากของปราณันต์ ราวกับอยากจะสร้างความคุ้นเคยซ้ำๆ คนตัวเล็กที่ก่อนหน้านี้ดิ้นขลุกขลักเพราะไม่สมยอมก็อ่อนแรงลง เมื่อได้เจอกับสัมผัสที่คุ้นเคย มือเล็กที่ดันหน้าอกของคามินก่อนหน้านี้ เปลี่ยนมาโอบรั้งรอบคอคนตรงข้ามไว้ เพราะความอ่อนโยนแต่ร้อนแรงอยู่ในทีนั่น ทำให้ปราณันต์แทบจะละลายอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นนี้ถ้าไม่ติดว่ามีอีกฝ่ายคอยพยุงรั้งอยู่

คามินเปลี่ยนจูบที่อ่อนโยนให้ร้อนแรงแรงขึ้น ปราณันต์ที่สติพร่าเลือนลงทุกทีแต่ก็ยังคงปิดริมฝีปากตัวเองไว้แน่น ซึ่งอีกฝ่ายต้องการมากกว่านี้ ลึกซึ้งกว่านี้ ลิ้นร้อนจึงค่อยๆ ไล้เลียไปตามร่องของริมฝีปากอิ่มช้าๆ ราวกับจะร้องขอและเชิญชวน

มือหนาเองก็ทำหน้าที่ไม่ได้ขาด คามินใช้มือโลมไล้ไปทั่วร่างของคนตัวเล็ก ถึงแม้จะเป็นการสัมผัสผ่านเสื้อไหมพรมตัวหนาแต่ก็สร้างความวูบวาบให้ปราณันต์ได้ไม่น้อย ร่างกายของปราณันต์ที่กำลังรุมๆ เพราะพิษไข้ กลับยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ เพราะความวาบหวามที่เกิดขึ้น ปราณันต์เริ่มหายใจถี่กระชั้น ลมหายใจร้อนที่รดรินอยู่ข้างแก้มคามิน ยิ่งทำให้เขาเกิดความต้องการ เขาอยากแทรกลิ้นตัวเองเข้าไปในโพรงปากของคนตรงหน้าจนแทบทนไม่ไหว เมื่อนึกถึงความหอมหวานที่กำลังรออยู่

แต่ปราณันต์ก็ยังคงเป็นปราณันต์คนดื้อไม่เปลี่ยนแปลง แม้คามินจะพยายามเล้าโลมมากแค่ไหน คนตัวเล็กก็พยายามอย่างมากที่จะรั้งสติตัวเองไว้ ไม่ยอมเผยอริมฝีปากตัวเองให้อีกฝ่ายรังแกได้เด็ดขาด แต่แล้วความคิดและสติทั้งหมดก็เหมือนจะหกคะเมนตีลังกา เมื่อลิ้นร้อนของคามินยอมผละออกจากร่องริมฝีปากของเขา ไปไล้เลียเบาๆ ที่ใบหูนิ่มแทน

“อ๊ะ” ปราณันต์เผลอครางทันทีที่ลิ้นร้อนของคามินสัมผัสเบาๆ ที่ใบหู ใบหน้าสวยหวานแหงนเชิดขึ้น ราวกับถูกกระตุ้นอย่างแรง คามินแอบอมยิ้มบางๆ เพราะเขารู้ดีว่าจุดไหนในร่างกายบ้างที่ปราณันต์อ่อนไหว และแน่นอนที่เขาจะไม่พลาดปล่อยให้โอกาสนี้หลุดหลอย

คามินฉกริมฝีปากลงมาประกบปากของปราณันต์อีกครั้ง ลิ้นร้อนสอดเข้าไปในโพรงปากของคนตัวเล็กกว่าอย่างรวดเร็วและกวาดต้อนเอาความหวานหอมที่เขาชอบอย่างโหยหา ไม่ว่าจะจูบกับปราณันต์กี่ครั้ง เขาก็ไม่มีวันเบื่อ ท่าทาง หน้าตา และการแสดงออกของปราณันต์ยามที่ถูกเขาจูบแต่ละครั้งนั้น บอกตามตรงว่ามันปั่นป่วนเขาได้ราวกับพายุที่บ้าคลั่ง คามินไม่รู้ว่าปราณันต์จะรู้ตัวบ้างไหม ว่าทำให้เขาหลงใหลได้มากมายขนาดนี้

“อื้อออ” เสียงหวานครางอย่างพอใจกับสิ่งที่คามินปรนเปรอให้ ทำเอาอีกฝ่ายรู้สึกเหมือนยิ่งถูกกระตุ้น คนตัวโตส่งลิ้นของตัวเองเข้าเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเล็กๆ อย่างเอาใจ

ทั้งสองแลกลิ้น บดคลึง ดูดดึงริมฝีปากกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ปราณันต์เองก็ดูเหมือนแทบจะลืมอาการต่อต้านแต่แรกไปจนหมดสิ้นเมื่อถูกคามินล่อลวงด้วยรสจูบที่แสนหวาน ด้วยความชำนาญของริมฝีปากหยักนั้น

มือเล็กๆ ของปราณันต์สอดแน่นเข้าไปในกลุ่มผมของคนตรงข้าม ก่อนจะออกแรงดึงเบาๆ เมื่อลมหายใจตัวเองถี่กระชั้นขึ้น เป็นสัญญาณบอกว่าตัวเขาเองเริ่มที่จะหายใจไม่ทัน

คามินค่อยๆ ผละริมฝีปากออกจากอีกฝ่ายช้าๆ ก่อนจะจูบซับน้ำใสที่ไหลออกมาติดมุมปากอิ่มให้อย่างอ่อนโยน ปราณันต์หอบหายใจจนอกกระเพื่อม ใบหน้าสวยหวานก้มงุดเพราะเขินอายที่ตัวเองก็ยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้คามินตักตวงความหอมหวานไปจนหมดสิ้น ปราณันต์ได้แต่นึกก่นด่าตัวเองในใจ ทำไมถึงเผลอใจอ่อนกับคนๆ นี้อยู่เรื่อย

จมูกโด่งคลอเคลียอยู่ที่กลุ่มผมสีเข้มของคนที่กำลังก้มหน้าไม่ยอมสบตาเขาไม่ห่าง กลิ่นของปราณันต์ทำให้คามินมีความสุขเสมอ โดยเฉพาะกลิ่นหอมอ่อนๆ จากผมที่มีกลิ่นเดียวกับฝาแฝดเพราะใช้ยาสระผมยี่ห้อเดียวกัน... กลิ่นที่คามินชอบ

“เงยหน้ามามองกันหน่อยสิครับ” เสียงทุ้มพูดแหย่คนในอ้อมกอดอย่างอารมณ์ดี

“ไม่ ออกไปได้แล้ว” คนตัวเล็กกว่ากระเง้ากระงอด รวมถึงออกแรงผลักอีกฝ่ายแรงๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนตัวโตกว่าไหวติง

“ถ้าติดหวัดขึ้นมาจะทำยังไงน้า เห็นเค้าว่ากันว่าหวัดมันติดผ่านน้ำลายได้...”

“เงียบไปเลยนะ!” ปราณันต์แหวลั่น สวนคามินที่ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ

ร่างสูงได้แต่หัวเราะหึหึอย่างพอใจ ได้แกล้งปราณันต์วันละนิดวันละหน่อยก็เรียกรอยยิ้มกว้างจากเขาได้แล้ว และแบบนี้เขาจะยอมปล่อยรอยยิ้มของเขาให้หายไปไหนได้ยังไง.... ไม่มีทาง ยิ่งพอเมื่อกี้จูบกัน ท่าทีโอนอ่อนที่ปราณันต์แสดงออกมานั้น ยิ่งทำให้คามินได้ใจ เขาเชื่อแน่ว่าถ้าได้อยู่ใกล้ชิดกันทุกวันแบบนี้ ยังไงสักวันปราณันต์ก็ต้องยอมใจอ่อนยกโทษให้เขาแน่ๆ

“โอ๋ๆ ผมขอโทษก็ได้” คามินจูบแรงๆ ลงบนขมับของปราณันต์ ก่อนที่จะรั้งหน้าเล็กๆ ของคนตัวหอมขึ้นมาด้วยมือข้างที่ว่าง พลางพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย “แต่ตอนนี้คนป่วยต้องไปกินข้าวได้แล้วครับ ถ้าดื้อ ผมจะจูบอีก”

ปราณันต์ดีดตัวเองออกจากอ้อมกอดคามินทันที ก่อนที่จะตะกายลงจากเตียงไปยืนบนพื้นด้วยความรวดเร็ว

“ก็ไปสิ จะมัวชักช้าอยู่ทำไมล่ะ” พอพูดจบเจ้าตัวก็เดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้องนอน ทำเอาคามินอดขำด้วยความเอ็นดูไม่ได้

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


มื้อกลางวันผ่านไปด้วยดี ปราณันต์กินอาหารได้มากขึ้น และดูเหมือนอาการตัวร้อนของคนป่วยจะดีขึ้นเยอะ คามินใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบพกพาที่เขาอุตส่าห์ลงทุนไปซื้อมาพร้อมพวกยาทั้งหลาย มาวัดไข้ปราณันต์ ก็พบว่ามันลดลงมากจนเกือบจะเป็นปกติ

“ไม่ค่อยมีไข้แล้วครับ แต่ก็ต้องพักผ่อนและกินยาให้ตรงเวลาจนกว่าจะหายขาด”

ตอนนี้ทั้งสี่อยู่ด้วยกันในห้องนั่งเล่น โดยมีปราณันต์ยึดโซฟาตัวใหญ่นั่งกึ่งนอนเหยียดยาวเต็มพื้นที่ คามินเองก็คลอเคลียไม่ห่าง อยู่ข้างๆ ปราณันต์นั่นแหละ ส่วนฝาแฝดตอนนี้ไม่สนใจใครทั้งนั้น นอกจากทีวีจอใหญ่ที่กำลังฉายการ์ตูนช่องโปรดอยู่

“คุณก็ถอยไปห่างๆ สิ ผมจะได้นอน” ปราณันต์พูดเสียงตึง เพราะยังนึกเคืองเรื่องจูบตอนกลางวันไม่หาย

“ไม่เอา คิดถึง อยากอยู่ใกล้ๆ” คามินก็ยังคงไม่ลดละความพยายามที่จะตื๊อ ใบหน้าคมคายเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา

“ฮึ่ย!” ปราณันต์ได้แต่กัดเขี้ยวเคี้ยวฟันเพราะทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องถดตัวลงนอนราบกับโซฟา แล้วเอาผ้าห่มมาคลุมโปงไว้ทั้งตัว หนีหน้าคนที่ขยันทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงไปซะแบบนั้น

“ไม่เอาครับ ไม่ทำแบบนี้ เดี๋ยวหายใจไม่ออก” คามินพูดพลางจะดึงผ้าห่มออก แต่คนดื้อก็พยายามยื้อไว้อย่างไม่ยอม

“จะนอนนนน”

สองฝ่ายต่างดึงรั้งผ้าห่มกันไปมา จนฝาแฝดที่ได้ยินเสียงผู้ใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันไม่หยุด เลยหันมาถามด้วยความสงสัย

“พี่คราม พี่ปราณ ทะเลาะกันทำไมครับ” ปุณณกันต์เอ่ยถามเสียงใส โดยมีปัณณธรพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย

“ใช่ๆ เถียงกันตลอดเลย เถียงกันเหมือนตอนที่พี่ปุณณ์กับปัณณ์แย่งของเล่นกันเปี๊ยบ”

พอได้ยินเจ้าหนูน้อยถามแบบนั้นปราณันต์ก็หยุดยื้อยุดกับคามินทันที เพราะเขาไม่อยากให้เด็กๆ จำอะไรไม่ดีไปเป็นตัวอย่าง

“เปล่าครับปุณณ์ปัณณ์ พี่ปราณกับพี่ครามไม่ได้ทะเลาะกันครับ” คามินแก้ตัวให้ด้วยการพูดกับเด็กๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เราคุยเล่นกันเฉยๆ ครับ เหมือนตอนหนูสองคนเล่นด้วยกันไง”

ใบหน้าจิ้มลิ้มของเจ้าหนูทั้งสองที่จ้องมายังผู้ใหญ่ตรงหน้า ก่อนจะพยักหน้ารับหงึกหงักอย่างเข้าใจก่อนจะหันไปดูทีวีต่อ เมื่อแน่ใจแล้วว่าปราณันต์กับคามินไม่ได้ทะเลาะกัน

ส่วนฟากผู้ใหญ่ คามินก็กลั้นขำหน้าดำหน้าแดง เมื่อเห็นว่าปราณันต์ยอมสงบลงเพราะไม่อยากให้ฝาแฝดเห็นสิ่งไม่ดี ส่วนปราณันต์เมื่อส่งเสียงไม่ได้ก็ได้แต่ตวัดตามองคนที่นั่งอยู่บนพื้นข้างโซฟาด้วยสายตาขุ่นเคือง

“ชู่ว เดี๋ยวน้องๆ หันมาเห็นนะครับ” คามินแกล้งกระซิบกระซาบ คนตัวเล็กกว่าเลยถองศอกใส่เข้าให้ ก่อนที่เจ้าตัวจะล้มลงนอนหันหลังให้คามิน เพื่อตัดปัญหาที่จะต้องมานั่งแค้นใจที่สู้คนตัวใหญ่กว่าไม่ได้

.

.

.

ดูเหมือนว่าช่วงบ่ายหลังจากปราณันต์ตื่นจากงีบ ทั้งสองก็ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันอีก สองหนุ่มเล่นกับสองเด็กน้อยอย่างสนุกสนาน ปราณันต์เองก็ต้องพยายามปรามๆ ตัวเองไม่ให้เข้าใกล้น้องมากนัก เพราะกลัวเจ้าหนูจะติดหวัดจากเขาไปจะแย่เอา

ทุกอย่างดูเหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่พอตกดึกมหกรรมแห่งการถกเถียงกันก็เริ่มต้นอีกครั้งเพราะ…

“อาบไม่ได้ครับคุณปราณ ถ้าไข้กลับขึ้นมาจะทำยังไง” คามินยืนขวางคนตัวเล็กกว่าอยู่หน้าห้องน้ำ เพราะปราณันต์ตั้งท่าจะเดินอาดๆ เข้าไปอาบน้ำให้ได้

“ทำไมจะไม่ได้ ผมดีขึ้นเยอะแล้ว ที่จริงก็หายแล้วด้วยซ้ำ” ส่วนปราณันต์ก็เชิดหน้าเถียงอย่างไม่ยอม คามินเห็นท่าทางแบบนั้นแล้วก็ได้แต่นึกมันเขี้ยวในใจ น่าจะจับมาฟัดให้หายซ่าส์จริงๆ

"มันยังไม่หายดีสักหน่อยคุณปราณ ผมขอร้องล่ะ ไม่ดื้อได้ไหมครับ อยากกลับมานอนซมอีกหรอ? "

คามินขอร้องแกมดุนิดหน่อย แล้วพอปราณันต์ตั้งท่าจะเถียง ร่างสูงก็อาศัยจังหวะที่อีกคนเผลอ ตรงเข้ารวบตัวคนตรงข้ามแล้วอุ้มลอยขึ้นพาดบ่า ก่อนจะกลับมาวางร่างนุ่มนิ่มของคนป่วยลงบนเตียงอย่างเบามือ แต่อ้อมแขนแข็งแรงนั่นก็ยังคงกอดปราณันต์ไว้ไม่ยอมปล่อย

“ปล่อยนะ คนจะอาบน้ำก็ยังมาห้ามอีก” ปราณันต์พยายยามดิ้น แต่จู่ๆ ก็ต้องหยุดเมื่อเห็นน้องชายฝาแฝดทั้งสองช่วยกันประคองอ่างใบย่อมๆ ที่มีใส่น้ำมาครึ่งอ่างแถมยังมีผ้าเช็ดขนหนูผืนเล็กๆ อยู่ในนั้นหนึ่งผืนด้วย

คามินอมยิ้ม ถือว่าเจ้าหนูทั้งสองมาตรงตามเวลาที่นัดแนะไว้พอดี เขารู้อยู่แล้วว่าปราณันต์ต้องดื้อไม่ยอมเช็ดตัว เลยขอร้องเจ้าตัวน้อยไว้ว่าให้ช่วยกันประคองอ่างใส่น้ำเข้ามาที เป็นการมัดมือชกปราณันต์ไปในตัว ซึ่งแม้จะหนักแต่ฝาแฝดก็เต็มใจทำเพื่อพี่ชายเต็มที่

“พี่ปราณไม่สบายต้องเช็ดตัวครับ” ปุณณกันต์พูดอย่างรู้ดี

“ใช่ๆ เช็ดตัวเหมือนที่พี่ปราณเคยเช็ดให้ปัณณ์ตอนไม่สบาย” ปัณณธรพูดสำทับคำพี่ชายฝาแฝดอย่างน่ารัก

ปราณันต์ได้แต่คอตกอย่างจำยอม อีหรอบนี้คงต้องยอมเช็ดตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้วล่ะ

มือบางเอื้อมไปจะหยิบผ้าขนหนูที่ลอยอยู่ในอ่างน้ำ เพราะตั้งใจจะเอามาเช็ดร่างกายตัวเอง แต่ก็ช้ากว่ามือใหญ่ของคามินที่ฉวยเอาผ้าไปได้ก่อน

“ผมทำให้ครับ” เสียงทุ้มพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี พอปราณันต์ทำท่าจะเถียง คามินก็แกล้งเปรยๆ ขึ้น “ปุณณกันต์กับปัณณธรมองอยู่นะครับ”

ปราณันต์ได้แต่จำยอม คามินเลยยิ้มๆ คว้าผ้ามาเช็ดตัวซับตามแขน ตามข้อพับ ตามคอ ตามหน้าให้คนป่วยอย่างเบามือ ปราณันต์ยอมรับว่าเขินๆ นิดหน่อย เพราะไม่เคยมีใครทำอะไรแบบนี้ให้ มีแต่เขาที่ทำให้ปุณณกันต์กับปัณณธรเท่านั้น

คามินเช็ดไปเรื่อยๆ จนคิดว่าน่าจะสะอาด และสบายตัวแล้ว เลยหยุด เขาไม่อยากเช็ดนานเกินไป เพราะเดี๋ยวพอปราณันต์ตัวเย็นๆ ตากแอร์นานๆ แล้วไข้จะกลับ

“เสร็จแล้วครับ กินยานอนได้แล้ว” คามินจัดเสื้อผ้าของปราณันต์ให้เข้าที่ ก่อนจะจับคนที่เพิ่งหายไข้ลงนอนแล้วห่มผ้าให้อย่างดีหลังจากที่กินยาเรียบร้อยแล้ว

“นอนนะครับ เดี๋ยวผมพาปุณณ์กับปัณณ์ไปนอนก่อน” คามินพูดยิ้มๆ ก่อนจะแกล้งแหย่แซว “ถ้าง่วงก็ไม่ต้องรอนะครับ เดี๋ยวจะรีบกลับมานอนกอดให้อุ่นๆ”

“ไม่ต้องเลย! ไปดูแลฝาแฝดนู่น” เสียงหวานแหวใส่ ก่อนจะพลิกนอนหันหลังให้คามินที่กำลังหัวเราะเบาๆ กับท่าทางน่ารักแบบนั้น

คามินกัมลงจูบเบาๆ ลงบนกลุ่มผมที่มีกลิ่นหอมเหมือนแชมพูเด็กของคนที่กำลังทำเป็นหลับ ก่อนจะกระซิบลงข้างหูนิ่มอย่างอ่อนโยน

“ฝันดีนะครับเด็กดื้อของผม”

ปราณันต์ปิดเปลือกตาสีอ่อนลงด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขาอดปฏิเสธในใจไม่ได้ว่าวันนี้คามินทำให้เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจมาก เขาได้แต่ภาวนาว่าพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาความสุขเหล่านี้จะยังคงอยู่ไม่จางหายไป

.

.

.

วันนี้อาการป่วยของปราณันต์ดีขึ้นจนเกือบจะเป็นปกติ คามินเลยตัดสินใจว่าวันนี้จะพาทุกคนไปช็อปปิ้ง เพราะจะซื้อเสื้อผ้าและของใช้เพิ่มให้กับเจ้าหนูฝาแฝดสักหน่อย แล้วก็จะซื้อพวกของสดต่างๆ เข้าบ้านด้วย

“ไปห้างกันดีไหมครับเด็กๆ” คามินพูดขึ้นในช่วงสายของวัน หลังจากเคลียร์งานที่ต้องประชุมพรุ่งนี้เสร็จ

ฝาแฝดหันมามองอย่างดีใจเมื่อได้ยินว่าจะออกไปเที่ยวข้างนอก

“ไม่ไปครับ ผมกับน้องไม่ได้จะซื้ออะไร ถ้าคุณจะไปก็ตามสบายนะครับ”

เด็กๆ หน้าหดเหลือสองนิ้วทันทีเมื่อได้ยินพี่ชายคนโตตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่ไป

“คุณปราณครับ ขอร้องล่ะนะ อาหารสดในตู้เย็นก็หมด ผลไม้ นมก็ไม่เหลือแล้ว .. ไปกับผมหน่อยนะครับ”

คามินพูดหว่านล้อมเสียงอ่อนโยน แต่ปราณันต์กลับเข้าใจไปอีกทาง

“นี่คุณกำลังบังคับผมหรอ?”

คามินโบกมือปฏิเสธพัลวัน เมื่อได้ยินปราณันต์ถามแบบนั้น ตอนนี้เขาเรียนรู้แล้วว่าการใช้ไม้แข็ง ไม่ได้เป็นผลดีกับความสัมพันธ์ของเขาและปราณันต์เท่าไหร่นัก ตอนนี้การร้องขอน่าจะป็นทางออกที่ดีที่สุด

“ป่าวครับ ผมกำลังขอร้องคุณปราณต่างหาก ถ้าไม่ทำเพื่อผม ถือว่าทำเพื่อฝาแฝดก็ได้” คามินพยักเพยิดไปที่เด็กๆ ก่อนจะพูดต่อ “ดูหน้าพวกแกสิครับ จ๋อยเลย พาเด็กๆ ไปเปิดหูเปิดตาหน่อยเถอะครับ คุณปราณคงไม่ได้ไปไหนมาพักใหญ่แล้วใช่ไหมครับ?”

คามินรู้ดีว่านักธุรกิจแบบเขามีพรสวรรค์ด้านการเกลี้ยกล่อมเป็นพิเศษ และตอนนี้เขากำลังใช้ความสามารถพิเศษที่มีเพื่อโน้มน้าวใจปราณันต์

และปราณันต์มักจะใจอ่อนเสมอ ... ถ้าเป็นเรื่องของฝาแฝด

ปราณันต์หันไปมองน้องๆ ที่นั่งหน้าจ๋อยไม่ยอมสบตาเขา

“ปุณณ์ ปัณณ์ครับ ไหนมองพี่ปราณซิ” หนูน้อยทั้งสองค่อยๆ เงยหน้ามองพี่ชายตัวเองช้าๆ “หนูอยากไปเดินห้างกับพี่ครามรึป่าวครับ”

ปราณันต์ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จะว่าไปเขาเองหลังจากเกิดเรื่องคามิน เขาก็แทบไม่ได้มีเวลาพาน้องไปไหนเลย เพราะงานมันรัดตัวไปหมด แถมยังไม่มีคนช่วยแบ่งเบาอีกต่างหาก

“อยากไปครับ แต่ถ้าพี่ปราณไม่อยากไปเพราะยังป่วยอยู่ ปุณณ์กับปัณณ์ไม่ไปก็ได้นะครับ” ปุณณกันต์ตอบออกมาตามตรง หลังจากปรึกษาน้องชายฝาแฝดด้วยสายตาแล้ว

คามินถอนหายใจเบาๆ ส่วนปราณันต์ก็หน้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด เขานึกก่นด่าตัวเองในใจ ที่เอาแต่มองในมุมของตัวเอง ในขณะที่น้องๆ กลับเห็นเรื่องของเขาเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด

ปราณันต์ปรับสีหน้าให้ยิ้มขึ้น ก่อนที่จะตอบน้องๆ ด้วยน้ำเสียงสดใส “ไปครับ เราไปกันก็ได้ ไปช่วยพี่ครามถือของนะ”

“เย่!” เด็กๆ ร้องลั่นออกมาอย่างดีใจเมื่อได้ยินพี่ชายอนุญาต รวมถึงเด็กโข่งอีกคนด้วยที่ตอนนี้ดีใจจนหุบเขี้ยวแทบไม่ลง

“ขอบคุณนะครับคุณปราณที่ยอมอนุญาต” คามินพูดขอบคุณอย่างออดอ้อนก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดออกมาอย่างไร้เยื่อใย

“ผมทำเพื่อน้อง ไม่ใช่เพื่อคุณ” ปราณันต์รีบแก้

“นั่นแหละครับ ขอบคุณมากๆ เลยนะครับคุณปราณของผม”

ใบหน้าสวยหวานสะบัดไปอีกทาง แต่คามินอารมณ์ดีมากจนเกินกว่าจะเก็บเรื่องเล็กน้อยแบบนี้มาใส่ใจ พอเก็บของกันเรียบร้อย คาราวานเล็กๆ ก็ออกเดินทาง

คามินอุ้มปัณณธรขึ้นมา ก่อนที่อีกมือจะเอื้อมไปจูงปุณณกันต์ ปราณันต์ที่เพิ่งเดินออกมาหลังจากหยิบกระเป๋าเสร็จ ดูละล้าละลัง เพราะตอนนี้ปุณณกันต์กำลังจับมืออยู่กับคามิน ปกติเขาจะมีหน้าที่เป็นคนดูแลปุณณกันต์เอง

ในหัวปราณันต์คิดนั่นคิดนี่ไปมากมาย ภาพความทรงจำเมื่อครั้งไปไหนมาไหนด้วยกันสี่คน ไหลบ่าเข้ามาอย่างท่วมท้น มันทั้งทุกข์ทั้งสุขจนเขาเองก็อธิบายไม่ถูก ว่าอย่างไหนมันมากกว่ากัน และในขณะที่เขากำลังฟุ้งซ่านอยู่นั้น มือเล็กๆ ของฝาแฝดคนพี่ ก็เอื้อมมาจับมือพี่ชายไว้อย่างอบอุ่น

“ไปกันเถอะครับพี่ปราณ” พอคนตัวเล็กก้มหน้าลงไปมองเจ้าหนูที่ตัวสูงไม่ถึงเอวเขาแต่กลับฉลาดเหลือเกิน ก็ได้เห็นใบหน้าน่ารัก ริมฝีปากจิ้มลิ้ม กำลังยิ้มแฉ่งให้เขาอย่างน่าเอ็นดู

ปราณันต์เลื่อนสายตาไปมองตามมือใหญ่อีกข้างที่จับจูงปุณณกันต์ไว้ คามินส่งยิ้มอบอุ่นให้ ปราณันต์พยายามไม่เผลอใจ แต่อดปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้เขามีความสุขเหลือเกิน ความรู้สึกดีๆ ก่อนหน้านี้กำลังไหลย้อนเข้ามาช้าๆ แต่ท่วมท้นไปทั้งใจ

“ไปกันเถอะครับ” เสียงหวานอ้อมแอ้มพูด คามินยิ้มจนไม่รู้จะยิ้มยังไง ท่าทางของปราณันต์ตอนนี้ ทำให้เขามั่นใจ ... ปราณันต์ใจอ่อนลงบ้างแล้ว เขามั่นใจว่ามองไม่ผิดแน่ๆ

.

.

.

ทั้งสี่ไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ คอนโดของคามิน โดยมีปราณันต์เป็นคนหลักในการเลือกของ ผู้ใหญ่สองคนหยิบของใส่รถเข็นไป ทะเลาะกันไป เพราะพอปราณันต์หยิบออก แต่คามินก็เอาแต่จะหยิบเข้า พอปราณันต์ดุว่าสิ้นเปลือง เกินความจำเป็น คามินก็เถียงว่าของมันต้องมี จำเป็นต้องใช้ ฝาแฝดผลัดกันมองหน้าพี่คนนั้นที คนนี้ทีจนปวดหัว สุดท้ายเลยต้องโอดโอยออกมา

“งื้อ พี่ปราณกับพี่คราม ไม่ทะเลาะกันได้ไหมครับ ปัณณ์งงหัว” ฝาแฝดคนเล็กร้องประท้วงโดยที่มีฝาแฝดคนโตพยักหน้าเบาๆ ราวกับเห็นด้วย

ผู้ใหญ่ทั้งสองเงียบกริบ สุดท้ายปราณันต์ก็ต้องยอมแพ้ให้คามิน เพราะต่อให้ปราณันต์แอบเอาของออกจากรถเข็นมากเท่าไหร่ สุดท้ายคามินก็หยิบมาใส่ใหม่อยู่ดี หรือไม่หนักหน่อย ก็เอาไปวางเพิ่มตอนกำลังจะคิดเงิน

ปราณันต์ได้แต่มองตามมือของพนักงานคิดเงินที่กำลังแสกนบาร์โค้ดสินค้าอย่างเหนื่อยใจ ของที่คามินซื้อ หลักๆ ก็มีแต่ของฝาแฝดทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ทุกอย่างเป็นคู่หมดแต่คนละสี และที่ไม่น้อยหน้าเลยก็เห็นจะเป็นของส่วนตัวของเขาเอง คามินทุ่มซื้อเหมือนกับว่าเขาย้ายมาที่คอนโดของอีกฝ่ายด้วยเสื่อหนึ่งผืนและหมอนหนึ่งใบ ห้ามยังไงก็ไม่ยอมฟัง ขนซื้อนี่นั่นไปตั้งมากมาย แล้วเอาเข้าจริงของที่คามินซื้อเข้าบ้านหรือให้ตัวเองนั้นแทบไม่มีเลย ปราณันต์ได้แต่อ่อนอกอ่อนใจไม่รู้จะทำยังไงกับคนๆ นี้ดี

... แต่เอาเข้าจริงก็ไม่อยากจะยอมรับ ว่าประทับใจหน่อยๆ นั่นแหละ ปราณันต์รู้ตัวเองดีเสมอ ว่ามักจะแพ้ทางเวลาที่คามินทำเรื่องดีๆ อ่อนโยนๆ ให้ ไม่ว่ากับตัวเขาเอง หรือตัวฝาแฝดก็ตาม

“ปุณณ์ ปัณณ์อยากได้อะไรอีกรึป่าวครับ” เด็กๆ ส่ายหน้าหวืออย่างที่ไม่ต้องรอให้ปราณันต์บอก ปากอิ่มอมยิ้มเบาๆ ที่น้องชายเขารู้จักเกรงใจ และไม่จ้องแต่จะได้ของจากคนอื่น

“ไม่เอาแล้วครับพี่คราม พี่ครามซื้อนั่นซื้อนี่ให้เยอะเลย แค่นี้ก็พอแล้วครับ” ปุณณกันต์ตอบแบบเด็กฉลาด ซึ่งปัณณธรเองก็ไม่ได้น้อยหน้า

“ใช่ครับ พอแล้ว แค่นี้พวกเราก็ขอบคุณพี่ครามมากๆ แล้วครับ”

คามินยื่นมือไปลูบแก้มยุ้ยๆ ของเจ้าหนูทั้งคู่อย่างเอ็นดู ก่อนจะเหลือบตาไปมองผู้ใหญ่ตาใสอีกคนที่กำลังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“น้องๆ ก็ขอบคุณแล้ว แต่ไม่เห็นคนพี่ขอบคุณผมบ้างเลย"

คามินแกล้งแหย่ปราณันต์เล่น เขาชอบเวลาที่อีกฝ่ายทำหน้าหงุดหงิด มันน่าแกล้งให้ร้องไห้ชะมัด ถ้าใครไม่รู้จะคิดว่าคนนิ่งๆ อย่างปราณันต์เป็นคนไม่พูด หรือเป็นคนไม่แสดงออกทางอารมณ์เท่าไหร่ ติดจะอดทนด้วยซ้ำ แต่ถ้าอยู่ด้วยกันไปสักระยะ จะรู้ว่าปราณันต์มีใบหน้าที่แสดงอารมณ์ได้ล้านแปดอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างนี่ก็น่ารักมาก มากจนอยากเก็บไว้นั่งมองคนเดียว

และก็เป็นไปตามคาด ใบหน้าสวยหวานงอง้ำ ก่อนจะอ้อมแอ้มพูดไม่เต็มเสียง

“ก็ไม่ได้ขอให้ซื้อให้สักหน่อยนี่” แต่พอพูดจบเจ้าตัวก็เหมือนจะเปลี่ยนใจ และถอนหายใจออกมาเบาๆ เหมือนยอมจำนน “ก็ได้ๆ ขอบคุณที่ซื้อของให้ครับ”

คามินยิ้มหน้าบานหลังจากได้ยินปราณันต์พูดแบบนั้น แต่ก็ดูเหมือนว่าคนขี้แกล้งจะยังไม่หยุดเพียงเท่านี้

“หอมแก้มผมก่อน”

พอจบคำ ปราณันต์ก็ถลนตาใส่คนปากเปราะทันที คนบ้าอะไร ชอบพูดแกล้งแบบนี้อยู่เรื่อย คามินได้แต่หัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนที่ปราณันต์จะเดินหนีไปพร้อมเด็กๆ ปล่อยให้คามินเข็นรถที่เต็มไปด้วยของที่จ่ายเงินแล้วตามหลังมาพร้อมรอยยิ้มกว้างแบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในตลอดชีวิตคนเย็นชาอย่างเขา

.

.

.

ปราณันต์กับคามินกลับมาถึงคอนโดค่อนข้างดึก ทั้งสี่กินอาหารเย็นมาแล้วจากนอกบ้านเรียบร้อยแล้ว และดูเหมือนว่าเด็กๆ เองก็ดูจะเหนื่อยกันเต็มที่ เพราะวันนี้เล่นบ้านบอลกันแบบจัดหนักจัดเต็ม หลังจากไม่ได้ไปมาเกือบสามอาทิตย์ ปราณันต์ มองดูน้องๆ ที่นั่งตาปรือปรอยอยู่บนโซฟาจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ก็ได้แต่นึกขำ เพราะวันนี้พวกเด็กๆ ไม่งอแงซักนิด ดูเหมือนจะเหนื่อย แต่พวกแกก็มีความสุขมากด้วยเช่นกัน


‘พี่คราม ปัณณ์จะเล่นอันนั้น’

‘พี่คราม อุ้มปุณณ์ขึ้นไปข้างบนหน่อยครับ ปุณณ์จะลื่นๆ ลงมา’

‘พี่คราม รอรับปัณณ์นะ ปัณณ์จะปีนลงไปหาแล้ววว’


‘พี่คราม ตามมาเลย แน่จริงก็จับเราสองคนให้ทันสิ ฮ่าๆ’


สุดท้ายปราณันต์ก็พาน้องๆ เข้าห้องนอน เพราะดูท่าทางพวกแกจะไม่ไหวแล้ว และก็เป็นไปตามคาด พอหัวกลมๆ ถึงหมอน เด็กฝาแฝดก็ผล็อยหลับทันที ปราณันต์อมยิ้มกับภาพเด็กทั้งคู่นอนกอดก่ายกันไม่ห่าง พลางนึกถึงภาพที่ปุณณกันต์ ปัณณธร และคามินเล่นด้วยกันเมื่อกลางวันอย่างสับสนปนสุขใจ เขายอมรับว่าเขามีความสุขมากที่เห็นฝาแฝดยิ้มได้กว้างขนาดนั้น ปุณณกันต์กับปัณณธรรักคามินหมดหัวใจและไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นอันนี้ปราณันต์มั่นใจ แต่กับคามินนั้น ปราณันต์ไม่รู้เลยว่าเจ้าตัวคิดอะไรอยู่ แม้กระทั่งว่าจะทำใจให้กลับมาเชื่อใจผู้ชายคนนี้อีกครั้ง ปราณันต์ยังคิดว่ามันทำได้ยาก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

หลังจากยืนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่พักใหญ่ จู่ๆ ก็มีสัมผัสอ่อนโยน โอบรั้งเข้าที่เอวจากด้านหลัง กลิ่นหอมเย็นๆ สะอาดๆ ที่ปราณันต์คุ้นเคยลอยเข้าจมูก ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าใคร

“คิดอะไรอยู่หรอครับ หื้ม?” อ้อมแขนแข็งแรงโอบกระชับ ก่อนที่จมูกโด่งสวยได้รูป จะฉกลงเบาที่แก้มนิ่มของคนในอาณัติ

ปราณันต์เบี่ยงหลบแต่ก็ใช่ว่าจะพ้น


ฟอด~


“ปล่อยครับ จะไปอาบน้ำ” ปราณันต์ดิ้น แต่ก็มีแรงอยู่แค่นี้อ่ะแหละ จะไปสู้อะไรคนตัวโตอย่างคามินได้

คามินก้มลงมากระซิบชิดใบหูนิ่มด้วยน้ำเสียงซุกซน “น้องหลับแล้ว เราอาบน้ำด้วยกันดีไหมครับ”

ปราณันต์หันมาถลึงตาใส่คนที่กำลังโอบกอดเขาอยู่ด้านหลังอย่างเร็ว ตั้งใจจะสรรหาคำแสบๆ คันๆ มาด่าให้หายหน้าทน แต่กลายเป็นว่าหันผิดจังหวะ ใบหน้าคมคายที่ลดมาคลอเคลียอยู่ที่ต้นคอเขามันได้ระดับเดียวกันพอดี ซึ่งเป็นผลให้ปากอิ่มปะทะเข้ากับปากหยักโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจ


จุ๊บ~


คามินยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะกดริมฝีปากลงไปที่ปากอิ่มหนักๆ อีกรอบ “ยั่วผมหรอครับ ชอบรุกก่อนก็ไม่บอก”

ปราณันต์ทั้งอาย ทั้งเขิน ทั้งโกรธ แต่ทำอะไรไม่ได้ เลยกะจะหนี แต่อ้อมกอดนี้ก็เหนียวแน่นเหลือเกิน สุดท้ายคนตัวเล็กกว่าเลยตัดสินใจกระทืบเข้าที่เท้าคามินแรงๆ

“โอ๊ย”

คามินร้องออกมาเบาๆ เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว พอถูกปราณันต์ลอบทำร้ายก็เลยคลายอ้อมกอด พร้อมกับกระโดดเหย็งๆ เพราะความเจ็บ จะว่าไปก็ไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก แต่เหมือนตกใจมากกว่า

“สมน้ำหน้า”

เจ้าตัวแสบเอ่ยอย่างเย้ยหยัน พอสร้างวีรกรรมเสร็จก็วิ่งหนีจากห้องน้องไปเข้าห้องน้ำในห้องนอนทันที คามินได้แต่นึกแค้นในใจ พร้อมกับตั้งมั่นว่าคืนนี้จะต้องเอาคืนปราณันต์ให้ได้ ... ลองถ้าได้ซ่าส์แบบนี้ อาการป่วยคงหายดีแล้ว เพราะฉะนั้นคอยดูแล้วกัน เขาจะเอาคืนให้หมดแรงเลยทีเดียว

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


ปราณันต์ที่พอหนีคามินเข้ามาในห้องนอนได้ ก็รีบคว้าผ้าขนหนูและเสื้อคลุมอาบน้ำวิ่งเข้าห้องน้ำฉิว เรื่องอะไรจะอยู่ยอมให้ถูกรังแกล่ะ เดี๋ยวพออาบเสร็จก็ค่อยแกล้งหลับ หาทางเอาตัวรอดอีกที คามินรู้ไม่ทันเขาหรอก

และพอเข้ามาในห้องน้ำได้ ปราณันต์ก็ปลดสายชุดคลุมออก แล้วหย่อนตัวลงอ่างอาบน้ำที่ใส่น้ำไว้จนเต็ม เขานอนแช่น้ำคิดนั่นคิดนี่ได้พักหนึ่ง ก็ปิดเปลือกตาสีอ่อนลง การได้อาบได้ชำระล้างทั้งร่างกายแบบนี้ทำให้ปราณันต์มีความสุข เขาชอบการอาบน้ำมากกว่าเช็ดตัว เพราะรู้สึกถึงความสะอาดที่ไม่เท่ากัน แล้วยิ่งเมื่อวานถูกคามินบังคับให้เช็ดตัว ตอนนี้ปราณันต์เลยต้องแช่น้ำนานหน่อยเพื่อเป็นการชดเชย

และในขณะที่ปราณันต์กำลังผ่อนคลายในแบบของตัวเองอยู่นั้น เขาก็ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าตอนนี้คามินแอบเข้ามาในห้องน้ำเรียบร้อยแล้วเพราะใช้กุญแจสำรองไขเข้ามา ที่คอนโดนี้มีกุญแจสำรองทุกห้องนั่นแหละ... ชะล่าใจไปเถอะปราณันต์

คามินยิ้มตาเป็นประกาย เมื่อเห็นร่างขาวโพลนกำลังนอนหลับตาพริ้มสบายอยู่ในอ่างจากุชชี่ที่ก่อนหน้านี้เขามองว่ามันโคตรเกะกะ แต่ตอนนี้มันดูมีประโยชน์อย่างมากจนเขาคาดไม่ถึง

ในหัวของร่างสูงจินตนาการภาพร่างกายภายใต้น้ำที่มีฟองสบู่อยู่ประปรายนั่นอย่างพอใจ เขารู้ดีว่าปราณันต์มีรูปร่างที่สวยงามน่าสัมผัสขนาดไหน และเพียงคิดได้แค่นั้น อวัยวะใจกลางร่างกายของเขาก็ขยับขยายอย่างเต็มที่ ยิ่งตอนนี้ที่กำลังอยู่ในคลุมอาบน้ำแบบนี้ มันช่างรู้สึกดีจนเกินจะบรรยายได้จริงๆ

พอคิดได้แบบนั้นคนตัวโตก็ปลดสายคลุมชุดออก ปล่อยให้ชุดไหลตกไปกองที่พื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนที่จะเดินไปหาร่างนุ่มนิ่มที่กำลังนอนรอให้เขาเชยชมอยู่อย่างย่ามใจ

คามินลดตัวลงไปนั่งในอ่างอาบน้ำอ่างเดียวกับปราณันต์ คนตัวเล็กกว่าสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นทันที ก่อนที่จะเห็นใบหน้าคุ้นเคยนั่งเผชิญหน้าอยู่กับตัวเอง ปราณันต์ถึงกับลืมกล่องเสียงตัวเองไปชั่วขณะ และกว่าที่จะได้ทันตั้งตัวร่างสูงใหญ่ก็จู่โจมเข้ากักเขาไว้ในอ้อมแขนเรียบร้อยแล้ว


... ร่างกายแนบร่างกาย ผิวเนื้อแนบผิวเนื้อ และผิวน้ำที่โอบอุ้มร่างกายคนทั้งคู่ ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นได้เป็นอย่างดี


“นี่ปล่อยนะ!” ปราณันต์แหวเสียงลั่น คนเจ้าเล่ห์นี่เข้ามาได้ยังไง จะทำตัวร้ายกาจแบบนี้ไปถึงไหนกัน

“กว่าจะจับได้ เรื่องอะไรจะปล่อยง่ายๆ ล่ะครับ” เสียงทุ้มพูดเจ้าเล่ห์ ริมฝีปากหยักพรมจูบไปทั่วไหล่เรียว คามินหลงใหลปราณันต์มากกว่าใคร เขายอมแลกอะไรก็ได้ในชีวิต เพื่อให้ได้ครอบครองคนๆ นี้

มือใหญ่เอื้อมลงไปใต้น้ำ รูดรั้งแก่นกายน่ารักของคนตรงข้ามให้อย่างเอาใจ เขาไม่รั้งรออะไรทั้งสิ้น เพราะไม่อยากให้ปราณันต์ต่อต้านและเขาเองก็ไม่อยากบังคับคนตัวเล็กด้วย

“อื้อ! อะ อา” ปราณันต์ที่ไม่ทันได้ตั้งตัว พอถูกจู่โจมด้วยสัมผัสคุ้นเคย สติที่มีไว้ใช้ห้ามปรามก็ดูเหมือนจะลดน้อยลงทุกทีที่เมื่อถูกมือใหญ่ชักจูง

คามินขยับข้อมืออย่างชำนาญ ในขณะที่ปากหยักก็ก้มลงดูดดึงตุ่มไตบนอกขาวๆ เพื่อสร้างความวาบหวามให้ปราณันต์มากขึ้น

“อ๊ะ อาาา” ปราณันต์เชิดหน้าครางเสียงหวาน สิ่งที่คามินปรนเปรอให้ทำเอาอีกฝ่ายลืมทุกอคติในใจไปหมดสิ้น ตรงหน้านี้มีเพียงเขาและคามิน คามินคนที่กำลังมอบความสุขให้เขาอย่างเต็มเปี่ยม

มือข้างที่ว่างของคามินขยับขึ้นมาวางอยู่บนเม็ดทับทิมสีหวานอีกข้าง ก่อนที่สะกิดรัวเร็ว เพื่อสร้างความหฤหรรษ์ให้กับปราณันต์อีกทาง

“อ๊า คะ.. คุณคราม”

ใบหน้าคมคายเงยจากยอดอกสีหวานที่เขากำลังลิ้มรสอยู่ ขึ้นมามองใบหน้าสวยหวานที่ตอนนี้ดูเซ็กซี่ไปพร้อมๆ กับดวงตาที่กำลังปรือฉ่ำเพราะแรงอารมณ์อย่างถูกใจ เวลาที่มีเซ็กส์กันคามินชอบการแสดงออกทางสีหน้าของปราณันต์มาก มันอยากจะทำให้เขารักปราณันต์แรงๆ จนไม่อยากยับยั้งชั่งใจอะไรทั้งนั้น

ริมฝีปากหยักประกบลงบนริมฝีปากอิ่ม พลางสอดลิ้นเข้าไปในโพรงปากที่เผยอรอให้เขาเข้าไปกวาดต้อนอย่างว่าง่าย ลิ้นของทั้งสองเกี่ยวกระหวัดกันอย่างไม่ยอมกัน เสียงหวานที่ครางอื้ออึง เพราะมือใหญ่ที่กำลังชักรูดแก่นกายด้านล่าง ทำให้ปราณันต์บิดมวนในท้อง ตัวลอยเหมือนคนกำลังขึ้นสวรรค์ คามินขยับมือรูดรั้งอย่างชำนาญ สลับกับใช้นิ้วโป้งขยี้ส่วนหัวถี่ๆ แรงๆ จนปราณันต์ตัวกระตุกสัญญาณที่กำลังจะปลดปล่อยกำลังจะมาถึง

คามินถอนริมฝีปากออกก่อนจะลากลิ้นไปที่ใบหูนิ่มและขบเม้มเบาๆ

“อ๊าาา อื้อ สะ เสียว”

มือใหญ่ขยับเร็วขึ้น จนหน้าท้องของคนตัวเล็กหดเกร็ง ก่อนที่ปราณันต์จะปลดปล่อยตัวตนออกมา พร้อมกับเสียงครางหวานที่ยาวนานอย่างสุขสม

“อ๊าาาาา"

ใบหน้าหวานก้มซุกไปที่ไหล่หนาของคามินอย่างหมดแรง ก่อนที่คนตัวโตจะอาศัยช่วงที่ปราณันต์กำลังอยู่ในภวังค์ของความสุขสม ช้อนคนตัวบางขึ้นจากอ่าง ไปยืนหันหน้าเข้าประตูกระจกที่ใช้กั้นห้องอาบน้ำ โดยที่มือบางดันกระจกไว้อย่างอ่อนแรงและหันหลังให้เขา ก่อนที่มือใหญ่จะเอื้อมไปหยิบเจลหล่อลื่นที่เขาเอามาเก็บไว้ เผื่อกรณีฉุกเฉินแบบนี้

นิ้วเรียวยาวถูกชะโลมไปด้วยเจลหล่อลื่น จากนั้นก็ปาดลงเบาๆ บนช่องสีสวยทางด้านหลัง ก่อนจะแทรกนิ้วที่ยังมีเจลหลงเหลืออยู่เข้าไปช้าๆ

“อื้อ! เจ็บ!” ปราณันต์เริ่มประท้วง และทำท่าเหมือนจะเขยิบสะโพกหนี คามินเอื้อมมือข้างที่ว่างไปด้านหน้า ก่อนที่สะกิดยอดอกสีหวานเพื่อเบนความสนใจ

“ผ่อนคลายนะครับที่รัก” ริมฝีปากหยักกระซิบอยู่ข้างหูนิ่ม ก่อนจะกดจูบสร้างรอยรักเบาๆ ที่ไหล่ขาวเนียนของคนตรงหน้า

“อื้ออ! อ๊ะ” ปราณันต์ผ่อนคลายมากขึ้นจนนิ้วที่สอดเข้าไปของคามินเพิ่มมากขึ้นได้ถึงสามนิ้ว

นิ้วเรียวยาววนควงอยู่ในช่องทางอุ่นที่ตอดรัด คามินมองก้นนิ่มที่กำลังกลืนกินนิ้วเขา พลางจินตนาการว่าถ้าตัวตนของเขาได้เข้าไปในนั้น ถูกตอดรัดแน่นขนาดนี้ มันจะดีขนาดไหนกัน

คามินวนนิ้วจนไปสัมผัสเข้ากับจุดๆ นึง จุดที่ทำให้ปราณันต์ถึงกับตัวสั่น และร้องครางออกมาอย่างพอใจ

“อ๊ะ อาาห์”

“ตรงนี้หรอครับคนดี” คามินกระซิบถาม ก่อนที่ปราณันต์จะพยักหน้ารับรัวเร็ว

คนด้านหลังอมยิ้มมุมปากก่อนจะถอนนิ้วออก ทำเอาปราณันต์ตวัดตากลมมองอย่างไม่พอใจ คนตัวโตหัวเราะเบาๆ ก่อนจะใช้ท่อนเนื้ออันใหญ่โตของตัวเองที่กำลังแข็งขืนและชะโลมไปด้วยเจลหล่อลื่น ฟาดลงบนก้นนิ่มเบาๆ อย่างหยอกล้อ มือใหญ่บีบก้นนิ่มเพื่อต้องการเบนความสนใจ ก่อนจะไสตัวตนอันใหญ่โตเข้าไปในช่องทางของปราณันต์ รวดเดียว เพราะมันได้รับการเบิกทางก่อนหน้านี้แล้ว

“อ๊าาา อ๊ะ เจ็บ!” ปราณันต์ร้องเสียงหลง ทั้งเสียว ทั้งเจ็บ ทั้งจุก ไม่ทันได้ตั้งตัวว่าคามินจะดันเข้ามาทีเดียวแบบนี้

“ผมทนไม่ไหวแล้วครับที่รัก คุณปราณเซ็กซี่มากเลยรู้ตัวไหม” คามินกระซิบเสียงกระเส่า พลางโถมกายเข้าใส่ร่างเล็กๆ อย่างมีความสุข

ปราณันต์สั่นคลอนตามแรงกระแทก จนร่างกายส่วนหน้าแทบจะแนบกับกระจกอยู่แล้ว เพราะแขนที่ยันไว้จวนจะหมดแรงลงทุกที

คามินเหมือนรู้จึงใช้อ้อมแขนข้างหนึ่งโอบรั้งปราณันต์ไว้ ก่อนจะโถมกายเข้าหาช่องทางที่กำลังตอดรัดถี่ๆ อย่างรู้สึกดี เสียงครางที่เขาได้ยิน ยิ่งกระตุ้นให้เขาตื่นตัว

“เก่งมากครับเด็กดี ตอดผมแรงๆ แบบนั้นแหละ... อึก ดี”

“อ๊ะ อ๊า อ๊า” ปราณันต์ยังคงครางและรู้สึกเหมือนแกนกายของเขากำลังจะเริ่มแข็งชันอีกครั้ง เลยเอื้อมมือลงไปจะช่วยตัวเองเพื่อให้ปลดปล่อย แต่คามินรั้งข้อมือเล็กไว้ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปชักรูดแก่นกายน่ารักนั่นให้ปราณันต์เอง

“อ๊าาา แรง คะ คุณคราม.. แรงอีก”

ปราณันต์ร้องขออย่างขาดสติ ยิ่งทำให้คามินได้ใจ โถมกายแรงขึ้น หนักขึ้น เข้าไปลึกขึ้นจนแทบสุด และยิ่งปราณันต์ตอดรัดเขามากเท่าไหร่เขายิ่งต้องอดกลั้น เพื่อไม่ให้เสร็จเร็วเกินไป

“อ๊ะ อ๊ะ จะ.. เสร็จ อื้อ!” พอคามินรู้ว่าคนตัวเล็กใกล้จะถึงฝั่งฝันแล้วก็ขยับมือเร็วขึ้น นิ้วโป้งขยี้ส่วนหัวซ้ำๆ ซึ่งอึดใจต่อมาปราณันต์ก็ตัวกระตุก แล้วปลดปล่อยออกมาอีกรอบ

“อ๊าาาาาาา”

มือเล็กที่ยันกระจกไว้แทบจะพยุงต่อไม่ไหว แต่คนด้านหลังยังคงขยับกระแทกเข้ามาไม่หยุด ปราณันต์เลยต้องทนพยุงตัวเองไว้ก่อน

คามินกระแทกสวนสะโพกเข้ามาจนปราณันต์ศีรษะสั่นคลอน ใบหน้าสวยหวานตอนนี้กำลังปรือฉ่ำไปด้วยแรงอารมณ์ คามินมองภาพของปราณันต์จากเงาสะท้อนของกระจก ยิ่งทำให้อารมณ์เขาเตลิด เพราะมันช่างยั่วเย้าเขาเหลือเกิน จนคามินเผลอรูดแกนกายออกมาจนเกือบสุด ทำเอาปราณันต์ผวาตัวตาม ก่อนที่คามินจะกระแทกกลับเข้าไปแรงๆ จนคนใต้อาณัติร้องครางเสียงหลง

"อ๊า อ๊ะ อ๊า"

คามินทำแบบนี้อยู่สามสี่รอบ จนในที่สุดตัวเขาก็กระตุก และฉีดความอุ่นร้อนเข้าไปในช่องทางของปราณันต์เต็มที่ พร้อมกับเสียงครางต่ำยาวนานอย่างสุขสม

“อาาาาาาาา”

ปราณันต์แทบจะพยุงตัวเองไว้ต่อไม่ไหว หลังจากที่ตัวเขาปลดปล่อยไปสองรอบ คามินเองก็เหมือนกัน รังแกเขาจนแทบไม่เหลือสติและเรี่ยวแรงไว้ประคองตัวเลย

“คุณปราณครับ ผมมีความสุขมากเลย” เสียงทุ้มกระซิบบอกคนในอ้อมกอดอย่างมีความสุข ปราณันต์ไม่ตอบอะไร แต่ยอมรับว่าสับสนมาก เสียใจที่ปล่อยตัวปล่อยใจ แต่ก็มีความสุขเหลือนเกินที่ได้กลับมาชิดใกล้กับคามินอีกครั้ง

และก่อนที่ปราณันต์จะได้ทันคิดอะไรต่อ เสียงทุ้มที่เคยอ่อนโยน กลับเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์อีกครั้ง

“อีกรอบนะครับคนดี ผมยังอยากรักคุณได้มากกว่านี้อีกนะ”

คนตัวเล็กกว่าไม่ทันได้เอ่ยปฏิเสธ ก็ถูกอุ้มหวือตัวลอยออกจากห้องน้ำ และถูกวางลงบนเตียงนอนอย่างเบามือ ก่อนที่คนตัวโตจะตามมาคร่อมร่างเล็กไว้ในอาณัติ พลางกระซิบคำหวานล้ำให้อีกฝ่ายได้ยิน


“เป็นของผมตลอดไปนะคุณปราณ”

.

.

.

To Be Continue

--------------------------------------------------------------------------

อย่าไปใจอ่อนนะรูกกกกก ทุกคนรอดูอินังครามเปงหมาอยู่ ใจแข็งไว้คับน้องปราณ เดี๋ยวพี่จะหาทางช่วยเอง 5555555555555

ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามกันอยู่นะคะ และก็ขอบคุณมากๆ ด้วยสำหรับทุกคอมเม้นท์ หวังว่าจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปนานๆ เลย อย่าน้อยอยู่ไปด้วยกันจนถึงนิยายเรื่องนี้จบก็ยังดี

ฝากคอมเม้นท์ติชมด้วยนะคะ ชอบไม่ชอบบอกกันได้ แต่ขอไม่แรงมากเนาะ คนเขียนใจบาง 55555555 .. แล้วไว้เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ น่าจะไม่เกินวันพฤหัส ถ้ามีเวลาอาจจะลงให้วันพุธ เวลาเดิม

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด