Underneath the tree มหาสมุทรใต้ต้นไม้ (บทที่ 1 - บทเสริม 26) 5 ส.ค. 22
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Underneath the tree มหาสมุทรใต้ต้นไม้ (บทที่ 1 - บทเสริม 26) 5 ส.ค. 22  (อ่าน 9021 ครั้ง)

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 351
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
รถ สปอร์ตคันหรูถูกขับเข้ามาจอดในรั่วของเคหะสถานไม่ไกลจากถนนสายโลกีย์ที่เพิ่งขับรถจากมา เพียงขับออกมาจากจุดเดิมไม่กี่ถนนถัดไป

ในระหว่างทางก่อนถึงจุดที่รถสปอร์ตคันหรูจอดอยู่ในปัจจุบัน ได้ขับผ่านคฤหาสน์หลังใหญ่พื้นที่กว้างขวางจำนวนมาจนมาถึงสุดถนนเส้นนี้

ครั้งแรกที่เห็นคือรั่วสูงที่ปลูกต้นไม้ไปตามแนวรั่ว ซึ่งต้นไม้ยกตัวขึ้นดกสูงกว่ารั้วรอบบริเวณแนวกั้นจนสุดสายตา ในที่มีแสงจำกัดแบบนี้ ผมมองไม่เห็นเลยว่าแนวรั้วต้นไม้แบบนี้มันไปสิ้นสุดที่ใด

หลังจากผ่านประตูรั้วที่เปิดเลื่อนออกอย่างอัตโนมัติ ก็พบกับถนนที่พาดยาวไปจนถึงสุดทางที่สว่างไสว ถนนที่กว้างขนาดแค่รถสองคันขับสวนกันอย่างพอดี เหมือนลากตัดผ่านอุทยานแห่งชาติ ความสมบูรณ์ของต้นไม้และพุ่มไม้ต่างๆ ที่จัดอย่างจงใจให้ดูเป็นธรรมชาติ

เสียงน้ำไหลและตกกระทบกันจากที่สูงจากที่ไกลๆ ทำให้ที่นี่มีความรู้สึกหลุดพ้นจากสภาพเมืองใหญ่ที่แสนวุ่นวายภายนอกรั่ว

เหมือนผมหลุดเข้ามาในป่าดิบชื้นที่ไหนสักแห่ง ด้วยอุณหภูมิยามนี่ที่ลดลงไปกว่าตอนกลางวันมาก ทำให้สภาพแวดล้อมตอนนี้เย็นลงจนผมรู้สึกตัวสั่น

ยิ่งระหว่างขับรถไปตามถนนไปถึงตัวบ้านพี่โน่ลดกระจกรถลงมาทำให้ความรู้สึกของผมมันเหมือนมาพักแรมที่ป่าเขาสักแห่ง

ผมหันไปหาเจ้าของบ้านพลางหลุดปาก “โอโห……”

พี่โน่ยิ้มอย่างภูมิใจ

ผมลงจากรถ ณ พื้นที่จอดรถหน้าบ้านที่ออกแบบเหมือนเต้นท์สีเขียวขนาดใหญ่ที่ซึ่งปกคลุมไปด้วยไม้เลื้อยที่ออกดอกเหมือนดอกไม้ไฟสีแดงสลับชมพู

ตัวบ้านที่อยู่ถัดไปสร้างด้วยไม้ทั้งหลังออกแบบสไตล์บริทิชคอตเทตร่วมสมัยและคลาสสิคในเวลาเดียวกัน

“ไม่คิดว่าจะมีรสนิยมแบบนี้” ผมเหล่มองภาพเจ้าของบ้านที่ยืมมองผมไม่ไกลอย่างอวดๆ ผมเคยคิดนะว่าบ้านของพี่โน่น่าจะออกแบบสไตล์ลอฟท์เท่ๆ คูลๆ  อย่างพวกเพลย์บอย เศรษฐีใหม่ทั่วไป ไม่คิดว่าจะออกแนวธรรมชาติแบบนี้

“ชอบไหมล่ะ?” พี่โน่ถามด้วยอาการอมยิ้ม

“ชอบสิ ชอบมากเลย บ้านในฝันเลยนะ!!” ผมแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งไม่ปิดบัง พลางวิ่งไปที่ตัวบ้านอย่างสนใจ

“บ้านขนาดกำลังพอดี ออกแบบได้เหมาะกับสวนภายในรั่วบ้าน หรือว่า สวนออกแบบให้เข้ากับสไตล์บ้าน ตัวบ้านทำจากไม้เนื้อแข็ง ทั้งลำแบบแทบไม่ตัดแต่งอะไร แถมยังเห็นลายเปลือกแบบธรรมชาติและจัดวางให้ลายไปในทางเดียวกัน ปราณีตสุดๆ แล้ว เคลือบด้วยสารบางอย่างให้คงทนไม่ลอกง่ายๆ แล้วยัง…….” ผมสำรวจภายนอกตัวบ้านไปได้สักระยะก็เริ่มพึมพำกับตัวเองอย่างออกรส จนกระทั้งสายตาไปหยุดที่พี่โน่ที่ยืนคอยอยู่ที่หน้าประตูบ้าน อมยิ้มอย่างเอ็นดู

“อะแฮ่ม! ใครออกแบบและสร้างให้พี่เนี่ย อยากไปเรียนด้วยเลย”  ผมกระแอมแก้เขิน

“ภรรยาเก่า” พี่โน่ตอบหน้านิ่ง

“เดี๋ยวนะ พี่เคยแต่งงาน?!?” ผมตกใจพอควร เพราะมันมีคำว่า ‘เก่า’ อยู่ในประโยคผมเลยนิ่งเฉยอยู่ได้

“สมัยเรียนจบใหม่ๆ…. คลุมถุงชนน่ะ แต่มันไม่เวิร์คเลยหย่าเสียเลย”  พี่โน่มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย คล้ายรู้สึกผิด

“ก็คิดอยู่เหมือนกันนะ คนอย่างพี่เนี่ยนะ แต่งงาน เสเพลขนาดนี้เนี่ยนะ” ผมยิ้มฝืนพลางพยายามเล่นมุก แต่ดูเหมือนอีกฝ่าย ไม่เข้าใจมุกที่ผมเลย เลยเปลี่ยนเรื่องโดยการปลดล็อกประตูด้วยระบบลายนิ้วมือและเชิญผมเข้าไป

หลังจากที่ได้เข้าไปแค่ส่วนชั้นวางรองเท้า ไฟที่พื้นทางเดินก็สว่างวาบเป็นเส้นตลอดแนวทางเดินไปจนสุดตัวบ้านอย่างอัตโนมัติ

และทันทีที่พี่โน่คลิกเปิดระบบความสว่างของบ้าน ดวงไฟทั้งหลังก็ทยอยเปิดสว่างอย่างเป็นระบบ เผยให้เห็นว่าการตกแต่งภายในต่างจากภายนอกพอควร มันเป็นการตกแต่งอย่างผสมผสานทั้งแบบแนวโมเดิร์นและแนวมินิมอล มันดูเป็นระเบียบและปลอดโปร่ง

“พี่ทำให้ผมแปลกใจอีกแล้วนะ อย่าบอกว่านี่ก็เมียเก่าออกแบบให้” ผมหันไปยิ้มให้พี่โน่ที่ตอนนี้เดินเข้าไปในห้องรับแขกที่มีกระจกสีชากั้นอยู่โดยรอบอย่างสวยงาม

“เปล่า… พวกนี้….. พี่ออกแบบเอง” พี่โน่พูดพลางกระดกบรั่นดีที่เพิ่งดึงออกจากตู้เย็นขนาดเล็กแถวบาร์น้ำที่ห้องรับแขก หากจะดูรายละเอียดทั่วๆ ไป ห้องนี้มันก็เหมือนบาร์ขนาดย่อมเลย แต่สวยและหรูหรากว่าที่เคยเห็นมาก

“สุดยอด” ผมพูดพลางยื่นมือขอเครื่องดื่มจากเจ้าของบ้าน แต่อีกฝ่ายกลับยื่นน้ำอัดลมสีดำให้ผม 1 กระป๋อง แม้จะแอบขุ่นเคืองแต่ก็ยอมรับน้ำใจอีกฝ่ายอย่างดี และซดลงคออย่างชื่นใจ

“ชอบไหม?” พี่ถามพลางจิบของเหลวสีอำพันเข้มลงคอ

“ชอบสิ” ผมมองโดยรอบและตอบเสียงดัง

“งั้นเรียนจบมาแล้วอยู่ด้วยกันไหม?” พี่โน่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“ขอแต่งงานป่าวเนี่ย” ผมหันไปหัวเราะเชิงเล่นหัว

“ขอได้ไหม?” น้ำเสียงไม่สั่นไหว

“เอ่อ….แล้วแม่….” ผมเห็นอีกฝ่ายที่จริงมากมายจนเริ่มกลับสู่โลกแห่งความจริง

“นั่นมันไม่เกี่ยว มันอยู่ที่เราสองคน พี่ถามว่า พี่ขอเราแต่ง ไอซ์จะแต่งไหม?”

ประโยคนี้ทำผมอึ้งไปหมด สมองผมรวนจนไม่สามารถประมวลผลใดๆได้

“หากพูดไม่ออกก็ให้จูบพี่แทนคำตอบ แต่หากปฏิเสธก็เดินออกจากห้องไปพี่จะไม่โกรธน้องเลย” พี่โน่พูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผม หัวใจของผมวูบไหวไปหมด

ผมโน้มตัวลงไปใช้ริมฝีปากประกบกับริมฝีปากอีกฝ่ายเบาๆ เป็นคำตอบ ผมไม่รู้ว่าจะคิดอะไรให้มากมายปวดหัว ขอตามใจตัวเองก่อนก็แล้วกัน

“ไม่คิดว่า พี่จะจริงจังกับใครเขาเป็น?” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่ไกลๆ ผมกับพี่โน่หันไปทางต้นเสียงด้วยความประหลาดใจ

บุรุษร่างสูงโปร่งยืนอยู่บริเวณหน้าทางเข้าห้องรับแขก แต่งกายในชุดคลุมอาบน้ำที่เปิดเผยช่วงอกอย่างจงใจไม่ปิดบัง แม้จะไม่มีกล้ามเนื้อมากมายแต่ก็สมกับความเป็นชายช่วงวัย 20 ต้นๆ ที่กำลังรุ่งโรจน์ มันเย้ายวนไม้น้อยทีเดียว ช่วงขาที่โผล่พ้นเนื้อผ้าซาตินที่บางเบานั่นก็เปลือยสูงเกือบถึงเอว

ผมเป็นคนมีเหตุผลและไม่ใช่คนขี้หึงขนาดหน้ามืดตามัว ผมจึงได้เพียงแอบหยิกต้นแขนของพี่โน่และปรายตามองอย่างคาดคั้น ไร้เสียงใดๆ

พี่โน่ที่มีท่าทีตกใจจนสังเกตเห็นได้ชัด เอ่ยปากทักด้วยอาการสะกดกลั้นความเจ็บที่โดนผมหยิกเนื้อจนแดงไปหมด

“พี่เคยบอกแล้วนี่นาว่า พี่ไม่ casual sex กับลูกหลานคนรู้จัก!”  คำที่พูดออกจากปากพี่โน่ มันควรจะพูดทำนองว่า มาที่นี่ได้ยังไง ไม่ใช่ประโยคนี่หรือเปล่าวะ นี่มันเหมือน… ไม่ใช่ครั้งแรก!! แล้วไอ้คำพูดนั่นก็เชื่อถือไม่ได้เลย มันไม่ใช่คำที่จะแก้ตัวได้เพราะผมก็คือลูกของคนรู้จัก!!

ผมเน้นขยับบิดเนื้อมากขึ้นไปอีก จนกระทั้งพี่โน่ร้องซี๊ดออกมาที่มุมปาก แต่ก็ยังรักษาสีหน้าไว้ได้

“แต่เฮียให้กุญแจสำรองกับผมเอง แปลว่าผมมีโอกาส… ไม่ใข่เหรอครับเฮีย….. อีกอย่าง…..” พูดจบประโยคไอ้ตี๋หน้ามึนนั้นมันกลับปรายตามาทางผมและอมยิ้ม

ผมรู้สึกขนลุกแปลกๆ

“ถามจริง! พี่ให้ หรือน้องมาขโมยเอาตอนเมาครั้งนั้น” พี่โน่พูดจบก็หันมากระซิบแก้ตัวว่า “มันเมามากวันนั้น เลยลากมานอนที่นี่ กลัวมันออกจากประตูไม่ได้ก็เลยให้คีย์การ์ดสำรองให้มันไป

“ได้กันยัง?” ผมบิดจนเนื้อพี่โน่เริ่มเปลี่ยนสี ยิ้มเสแสร้งส่งไปที่สีหน้าของคนที่กำลังอดกลั้นอย่างสุดกำลัง

“จะบ้าเรอะ นั้นมันลูกผู้มีพระคุณ” พี่โน่กระซิบกลับด้วยใบหน้าบู้บี้

“จะไปรู้เรอะ หน้าตาก็ดีแถมมาอ่อยถึงที่!!” ผมบิดแรงขึ้นจนพี่โน่จับมือผมให้หยุดหยิกเขาเสียที

“พี่ก็เลือกนะ!” พี่โน่ส่งสายตาจริงจังปนเจ็บปวดกลับมาที่ผม

“โอเค!!” ผมยิ้มอย่างเสแสร้งใส่แล้วปล่อยมือที่หยิกจนอีกฝ่ายเนื้อแขนเปลี่ยนสี พี่โน่ได้แต่ลูบมือตัวเองไปมา

ผมเห็นท่าทางหงอๆ อีกฝ่ายก็อดตลกไม่ได้เพราะนึกภาพไม่ออกเลยว่าสมัยก่อนผมคงไม่กล้าทำอะไรแบบนี้ ผมแทบจะไม่มีสิทธิ์ได้เข้าใกล้ในรัศมี 5 เมตรของพี่โน่แน่นอน แต่ตอนนี้ผมทำอีกฝ่ายเจ็บจนเนื้อช้ำ พี่โน่ทำได้แค่ลูบเนื้อตรงนั้นบรรเทาความเจ็บ

ผมแอบเห็นด้วยนะครับว่นถึงพี่โน่เป็นคนเจ้าชู้แค่ไหน แต่เขาก็มีสัจจะ เรื่องแบบนี้พี่โน่ไม่เคยโกหก เคยก็บอกเคย ไม่เคยก็บอกไม่เคย

“มึงช่วยออกไปแล้วก็วางคีย์การ์ดบ้านกูไว้ในบ้านก่อนมึงออกไปด้วย ผัวเมียเขาจะอยู่ด้วยกัน” พี่โน่ทำท่าทางไล่อีกฝ่ายอย่างไม่ใยดี

“……” คนหน้าตี๋ทำหน้านิ่งเหมือนคิดอะไรบางอย่าง

“กูบอกหลายทีแล้วว่า กูไม่เคยคิดกับมึงเกินเลย ได้เต็มที่ก็น้องชายมึงช่วยเข้าใจกูหน่อย หรือต้องให้กูไปคุยกับป๊ามึง มึงถึงจะยอม!!” พี่โน่พยายามอธิบายตรงๆ ตามสไตล์เขา แต่ฟังจากประโยคก็เดาว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก

“ก็ได้ ครั้งนี้ผมยอมก็ได้” หลังจากจบประโยค ไอ้คนหน้าตี้ก็เดินออกไปนอกบ้านทั้งที่ใส่ชุดบางเฉียบแบบนั้นออกไป

พี่โน่รีบเดินไปส่งเพื่อทวงคีย์การ์ดคืน แต่ไม่นานพี่โน่เดินกลับมาพร้อมคีย์การ์ดในมือ

“ไอ้เด็กบ้า มันโยนทิ้งไว้ที่พื้นหน้าบ้าน” พี่โน่ส่ายหน้าอย่างหมดความอดทน

“เล่าเรื่องนี้ให้ฟังหน่อยได้ไหม? ปกติพี่ไม่เคยยอมใครขนาดนี้!” ผมนั่งลงที่เก้าอี้สูงบริเวณบาร์น้ำ

พี่โน่พยักหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้และเดินเข้าไปในบาร์น้ำ ทำตัวเป็นบาร์เทนเดอร์ชงเครื่องดื่มให้ผมดื่มอย่างชำนาญ พลางเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา

ผมจับใจความได้ว่าไอ้เด็กหน้าตี๋นั้น เป็นลูกของเศรษฐีที่ดินในจังหวัด ที่ดินตรงที่พี่โน่ลงทุนทั้งหมด เกินครึ่งได้ความอนุเคราะห์ในการซื้อขายจากเศรษฐีท่านนี้  ท่านมีลูกชายคนเดียวที่แสนจะไม่ได้เรื่องได้ราว จึงฝากฝังให้พี่โน่สอนงานเรื่องธุรกิจของพี่โน่ให้ ผมฟังแล้วรู้สึกเหมือนโดนฝากเลี้ยงมากกว่า  พี่โน่เหมือนมีลูกชายมากกว่าน้องชาย

ถึงแม้จะทำตัวดีขึ้นมาบ้างรู้จักทำงานให้เห็นบ้าง แต่ทั้งหมดอาจเพราะไอ้ตี๋นั่นมันหลงรักพี่โน่มากกว่า

พี่โน่เล่าว่า มันพยายามอ่อยและล่อลวงพี่โน่หลายครั้งแล้วแต่เสือร้ายอย่างพี่โน่มีหรือจะพลาดหลงกลจิ้งจอกวัยเยาว์

ฟังจบผมก็ได้แต่ทอดถอนใจ คิดว่าทำใจเรื่องนี้ได้แล้วเสียอีกเพราะดันไปหลงรักไปคนมากอดีตชู้รักอย่างพี่โน่ แต่มาเจอกับตัวก็เกือบควบคุมอารมณ์ไม่ได้เหมือนกัน

ผมเดินมาล้มนอนแผ่ใส่โซฟาขนาดใหญ่ที่มองเผินๆ น่าจะเรียกว่าเตียงขนาดเล็กมากกว่าหากไม่มองพนักเก้าอี้ฝังคริสตัลระยิบระยับประปรายทั้งผืน ผมผ่อนลมหายใจยาวเหยียดจนลมหมดปอดแล้วสูดลมหายใจที่หอมกลิ่นอโรมาคล้ายสปาเข้าเต็มปอด

รู้สึกคลายกังวลไปได้นิดหน่อย บรรยากาศยามนี้ทำให้เรื่องที่ไม่สบายใจเมื่อครู่กลายเป็นเหมือนอดีตอันไกลโพ้นเลย ลมเย็นๆ ที่เริ่มพัดออกจากเครื่องปรับอากาศอากาศแบบฝังเพดานปะทะตัวยิ่งรู้สึกเหมือนจะเคลิ้มหลับเสียให้ได้

แต่อารมณ์สุนทรีที่เกิดขึ้นก็ดับวูบลงเมื่อพี่โน่กระโดลงคล่อมตัวผมอย่างไม่ตั้งตัว ร่ายเปลือยครึ่งบนที่ไม่รู้ว่าไปสลัดผ้าหลุดไว้เมื่อใดกำลังจะเคลื่อนตัวลงมาบดตัวผมที่อยู่เบื้องล่างด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายเพียงหนึ่งเดียว

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 351
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
“เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งหื่นสิ!!” ผมยกมือผลักหน้าพี่โน่ไม่ให้เข้าใกล้มากไปกว่านี้

“ไม่สิ คิดว่าพี่แค่พามาดูบ้านหรือไง?” อีกฝ่ายจับมือผมเลื่อนลงไปที่กล้ามอกแน่น

“รู้หรอกนะ ผมไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดนั้น! แต่ขอปรับอารมณ์ก่อนได้ไหม?” ผมคิ้วขมวดใส่ไอ้ผู้ใหญ่ตัวร้อน จนเห็นเส้นเลือดตามกล้ามเนื้อเขม็งเกร็ง

“เห็นขนาดนี้แล้ว อารมณ์ยังไม่เปลี่ยนอีกหรือ?” พี่โน่ก้มลงมองเบื้องล่างของตนเอง

ผมมองตามสายตาที่นำไปโดยสัญชาตญาณ กล้ามเนื้อที่นูนเด่นเน้นแข็ง เป็นลอนไปทุกสัดส่วน ทำให้รู้ว่า มีคนแอบสุ่มออกกำลังกายให้ผมประทับใจ (แค่นี้ก็หลงจะแย่)

“อืม…. ก็นะ” ผมเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตอบด้วยใบหน้าที่อุ่นร้อนรุมๆ

“พี่ต่อได้ใช่ไหม?” สายตาของพี่โน่บอกถึงความต้องการชัดเจนโดนเฉพาะส่วนหัวเข่าของผมที่รับรู้กล้ามเนื้อบางส่วนของเป้ากางเกงที่แข็งแรงขึ้นมาจนรู้สึกได้

“จะรออะไรล่ะ?” ผมจบประโยคด้วยจุมพิตที่ดูดดื่มโดยการดึงอีกฝ่ายลงมาสัมผัสกับริมฝีปากผมอย่างเร้าร้อน

แม้จะรู้ว่าตำแหน่งที่ตัวเองอยู่จะเป็นห้องรับแขกที่มีผนัง 2 ด้านเป็นกระจกใส่ที่มองทะลุออกเป็นสวนสวยด้านนอก แต่ผมก็ยอมให้อีกฝ่ายรับบทคนรักอย่างไม่ขัดข้องบนโซฟาอันหรูหราอันนี้

…………..

ผมหอบหายใจถี่จนแทบจะขาดใจ คางเกินอยู่ขอบอ่างจากุชชี่ที่นอกระเบียงริมสวนสไตล์ป่าดิบชื้นในยามเช้าของวันรุ่งขึ้น

การถูกชวนมาแช่น้ำตรงนี้ผมว่าผมคิดผิด ไม่คิดว่าจะมีกิจกรรมแบบนี้ยามเช้าในอ่างจากุชชี่แบบนี้ด้วย อายุก็ไม่น้อยแล้วทำไมถึงพิศดารได้ขนาดนี้ (แต่ก็….แบบว่า….ชอบนะ)

แถมมันดูไม่เหนื่อยสักนิด!!

“ชดเชยที่ห่างกันไปนาน” พี่โน่พูดขึ้นขณะที่นอนหงายเงยหน้ามองฟ้ายามเช้าตรู่ อวัยวะหลายส่วนกว่าครึ่งจมอยู่ภายใต้ฟองพรายของอ่างสี่เหลี่ยมสีขาววาววับขนาดใหญ่

ผมหันหลังลงมานอนแผ่จมฟองผุดจากก้นบ่อ ฟองที่ละมุนเหล่านั้น ทุกครั้งที่สัมผัสร่างก็รู้สึกผ่อนคลาย ยกเว้นอยู่เพียงบริเวณเดียว คือ บั้นท้ายของผมที่ยังไม่ชินเสียที

“วันนี้อยู่ด้วยกันก่อนไหม? บ้านพี่ยังมีพื้นที่ๆ รอเราไปสำรวจอยู่นะ” พี่โน่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

คำพูดของวายร้ายที่ไร้ก้นบึ้งแห่งความต้องการทางเพศ เพียงแค่เอ่ยปากผมก็รู้ดีอย่างลึกซึ้ง

“พอเลย ผมอยู่ต่อได้นะ แต่ช่วยแนะนำแต่ตัวบ้านได้ไหมครับ? ไม่ต้องมาสำรงสำรวจอะไรทั้งนั้น!!” ผมทำตาเขียวใส่คนตรงข้ามอย่างมาดร้าย

“ว้า…..” พี่โน่อุทานด้วยอาการขบขัน พร้อมทั้งเท้าที่ดำผุดมาหยุดตรงจุดยุทธศาสตร์ผม และสัมผัสเคล้าคลึงเบาๆ

“พี่โน่ พอเถอะ เครื่องในผมพังผมแล้ว!!” ผมจับขาข้างนั้นเหวี่ยงกลับคืนอย่างไม่ใยดี แม้สัมผัสเหล่านั้นมันจะปลุกน้องชายผมตื่นขึ้นมาแล้วก็เถอะ

“โอเคๆ แค่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันก็ได้ วันนี้พี่เคลียร์ทุกอย่างเพื่ออยู่กับไอซ์เลยนะ!!” พี่โน่ขยับเข้ามาใกล้โผเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน พร้อมใช้ริมฝีปากประทับรอยจูบลงบนแก้มแดงๆ ของผมอย่างทะนุถนอม (ทำแบบนี้ก็เป็นนะ)

“งั้นเริ่มจากห้องโฮมเธียร์เตอร์ก่อน!!” ผมพูดจบก็ประทับจูบคืนไปที่แก้มของพี่โน่คืนและเอนกายไปซบไหล่อีกฝ่ายท่ามกลางฟองพรายอ่อนนุ่ม

“ตาดีชะมัด” พี่โน่ลูบศรีษะผมพลางพูดด้วยอารมณ์ขัน

…………….


คงจะครบ 24 ชั่วโมงพอดีที่ผมออกจากบ้านตัวเอง การอยู่ร่วมกับคนที่เรารักมันทำให้เวลาไหลผ่านไปเร็วยิ่งกว่าสายน้ำตก

ถึงแม้ว่าตอนเช้าผมจะพูดอย่างแข็งขันว่าจบกิจกรรมสำรวจแต่เพียงเท่านี้ แต่สุดท้ายผมก็โดนไปอีกรวม 2 รอบก่อนจะกลับบ้าน เฮ้อ….. สุดท้ายก็โทษตัวเองแหละที่ต้องการอีกฝ่ายมากขนาดนี้

ผมเดินอย่างอิดโรยเข้าบ้าน พร้อมกับแปลกใจกับรถคันหรูป้ายแดงที่จอดอยู่หน้าบ้าน  ในใจก็แอบคิดว่าแม่อาจจะเซอร์ไพรส์ตนเองซื้อ super car ให้อย่างล้อเล่น (แต่หากเป็นจริงก็ดี)

หลังจากเท้าเหยียบถึงพื้นในบ้าน เสียงเฮฮาก็แทรกผ่านกำแพงห้องรับประทานอาหารมาถึงหูผม ด้วยความประหลาดใจจึงจงใจเดินไปทางต้นเสียงอย่างเปิดเผย เพราะคิดว่าแม่และลุงโต้งคงพาเพื่อนมาปาร์ตี้กันอย่างเคย คิดเผื่อไว้ว่าจะมีขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แปลกๆ ติดมือมาด้วยหรือไม่?

“กลับมาได้เสียทีนะไอ้ตัวดี! พอขอนุญาติให้เที่ยวนี่ก็หายศรีษะไปเลยนะ!”  แม่เสียงดังใส่ผมทันทีที่เจอหน้าผม

ผมหยุดฝีเท้าลงและยิ้มเฝื่อนๆ กลับไป แม้จะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง แต่ลองมีเครื่องดื่มมึนเมาเข้าปาก แม่ก็โผงผางกว่าเดิม 2 เท่า ถึงจะสะสวย แต่นิสัยแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าทำไมลุงโต้งถึงได้รักได้หลงถึงกับแต่งงานด้วยนะ

“ลูกชายคะ แหม… อายจัง ลูกพี่อายุน้อยกว่าน้องเก๋อนิดเดียวเองคะ พี่รู้สึกแก่ไปเลย” แม่พูดกับแขกที่ตอนนี้ยังนั่งหันหลังให้อยู่ แต่มองเผินๆ น่าจะเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่มาติดต่อกับแม่หลังเวลาทำงาน

ผมส่ายสอดสายตามองไปทั่วห้องก็พบว่าลุงโต้งก็นั่งอยู่ด้วยอาการเหนื่อยหน่ายกับความรั่วของแม่ของผมหลังดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปหลายขวด สังเกตุจากขวดไวน์แดงที่แม่เก็บสะสมไว้ (น่าสนใจ)

ราคาขวดไวน์แต่ละขวดแสดงถึงความสำคัญของแขก ดูท่าทางจะได้งานใหญ่มาพอสมควร

ลุงโต้งโบกมือให้ผมประมาณว่า ‘เดี๋ยวลุงดูแลแม่ให้เอง’

ผมพนักหน้ากลับเป็นเชิงเข้าใจ และตกลง

“ผมมันเด็กเกเรน่ะครับ ขี้เกียจเลยรีบเรียนให้จบ แล้วมาเที่ยวเล่นให้หน่ำใจก่อนโดนป๊าบังคับให้ทำงานน่ะครับ” เสียงของแขกที่ตอบกลับแม่ของผมด้วยท่าทางถ่อมตัวและอารมณ์ดี

แต่มันมีบางอย่างที่ผมรู้สึกคุ้นเคยอยู่ลึกๆ ในใจ

“แหม… ทายาทนักอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ พูดถ่อมตัวจังนะคะ” แม่พูดพลางเชิดแก้วทรงสูงไปทางแขกผู้มาเยือนก่อนที่จะเกิดเสียงแก้วปะทะกันดังแกร็ง!

ผมรู้สึกขนลุกเสียวสันหลังวาบ อย่างไม่ทราบสาเหตุหลังแขกของบ้านลั่นวาจาจบประโยค

“ได้ข่าวว่าลูกชายพี่มล เรียนสถาปนิกใช่ไหมครับ? เห็นบอกว่าเรียนเก่งมากด้วย แบบนี้ผมต้องจองตัวไว้ก่อนไหมครับ ผมคิดว่ากำลังจะเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่พอดี”  แขกของคุณแม่เอ่ยขึ้น ซึ่งสร้างรอยยิ้มให้แม่ผมได้พอควร

“คนโตก็ไม่เท่าไหร่ น่าจะเอาดีทางนักกีฬามากกว่า แต่คนเล็กคนนี้ น่าจะได้เกียรตินิยมเลยคะ” เรื่องคุยนี่จขอให้บอกแม่ผมก็ไม่ต่างจากแม่คนอื่น อวดลูกได้ก็ต้องอวด

 “ไอซ์ ลูก มาหาแม่หน่อย” ผมที่กำลังจะหนีออกจากพื้นที่ ต้องกรอกตาสามรอบก่อนที่จะหันหลังกลับและเดินไปหาแม่ตัวเองอย่างไม่เต็มใจ ก็เหมือนทุกครั้ง อวดอวยลูกเก่งเวลาเมา

“สวา……หวาดดี…….ครับ” ผมเตรียมท่าทางสุภาพเพื่อทักทายแขกของแม่เหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ผมต้องรู้สึกตกใจจนเสียงสั่นเพราะคนที่อยู่ตรงหน้า คือคนที่ถือวิสาสะไปอยู่ในบ้านพี่โน่ที่ผมเจอเมื่อวาน ‘ไอ้เก๋อ’ ไอ้หน้าตี๋จอมราวี

“แหม… แม่ก็รู้ว่าพี่เก๋อเขาหล่อ ไม่เห็นต้องจ้องหน้าเขม็งเสียงสั่นขนาดนี้เลยลูก!” แม่ผมก็แซวลูกเหมือนทุกครั้ง

“หือ! นี่…ลูกชายพี่มล….. แต่… อืม ที่พี่มลพูดนี่มัน…..” ไอ้ตี๋ตีหน้าเซอร์ไม่รู้จักกันไม่พอ มันยังมีทีท่าตกใจได้น่าให้รางวัลนักแสดงประกอบดีเด่น

“น้องเก๋อ! สมัยนี้แล้วนะ ลูกคนนี้เขาบอกพี่ตั้งแต่ ม.ต้นแล้ว ว่าเขาไม่ได้ชอบผู้หญิง คนเป็นแม่ก็ตกใจบ้างนะ แอบเสียดายแทนสาวๆ ก็ลูกแม่ออกจะหล่อขนาดนี้” คนอวดลูกก็มีวิธีการพูดตามแบบฉบับของแม่

“ดีจัง อยากให้พ่อผมเข้าใจแบบพี่จัง” แขกของบ้านตีหน้าเศร้าจนอยากเอาบาทาลูบพักตร์ รู้สึกไม่ถูกโฉลกกับคนแบบนี้จากก้นบึ้งของหัวใจ

“อ้าว…น้องเก๋อก็เป็นเกย์เหรอเนี่ย แอบเสียดายนะ แต่เอาเข้าจริงพี่ก็ไม่ได้ใจกว้างขนาดนั้นหรอกนะ แอบทำใจอยู่พักใหญ่ แต่ยังไงเขาก็ลูกเรา พอมาศึกษาเรื่องพวกนี้เยอะๆ ก็พบว่ามันก็เป็นเรื่องปกติมากๆ เลยนะ พี่เชื่อว่าสักวันป๊าของเก๋อต้องเข้าใจแบบพี่นี่แหละ! หากอยากให้พี่ไปพูดช่วยอธิบายก็บอกนะ พี่ศึกษาจนถ่ายทอดได้แล้วล่ะ” เรื่องพวกนี้แม่เล่าให้กับทุกคนฟังจนผมท่องได้แล้ว และทุกครั้งที่ฟังก็รู้สึกโชคดีมากที่แม่เข้าใจและกล้าบอกทุกคนอย่างภูมิใจ

“ฮ่าฮ่าฮ่า ขอบคุณครับ ผมไม่ได้เป็นเกย์หรอกครับ เพียงแต่ไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นเพศอะไร แค่คิดว่าสักวันหากเจอคนที่ใช่เป็นผู้ชายคงทำให้ป๊าลำบากใจก็เท่านั้นครับ” สีหน้าตอนเก๋อพูดประโยคนี้แฝงไปด้วยความเจ็บปวด เป็นครั้งแรกตั้งแต่เจอหน้าที่ผมเดาว่าคน ๆ นี้พูดตรงกับความรู้สึกในใจ

“ลูกชายพี่ก็ยังโสดนะ” ประโยคที่ผมคิดว่าแม่เล่นมุกอยู่แน่ๆ แต่ผมไม่ขำ

“……..” เก๋อไม่ได้ตอบอะไร นอกจากทำท่าทางอ้ำอึ้ง

“อย่าบอกนะ พี่ก็คิดๆ อยู่นะว่าบรรยากาศระหว่างเราสองคนมันแปลกๆ เราสองคนเคย……กันใช่ไหม?” แม่ผมพูดตรงเสมอ

“แม่!!” ผมตะโกนตบมุกให้แม่ ไม่คิดว่าคราวนี้จะกล้าพูดขนาดนี้

“แรงไปนะครับ ใครจะไปกล้ายุ่งกับคนมีแฟนแล้ว” เก๋อพูดพลางส่ายหน้า

นั่นไง!! หางโผล่แล้ว ผมคิดไว้แล้วเชียวว่าไอ้หมอนี่มันจิตไม่ปกติ

“เป็นไปไม่ได้ ลูกชายพี่ยังโสดแน่นอน เพราะไอซ์ไม่เคยจริงจังกับใครเลย!!” แม่ตอบกลับด้วยเสียงอันหนักแน่น

ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่แม่ผมตอบไปเรียกว่าคำตอบหรือคำตำหนิ แต่ก็แปลว่าแม่ผมรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผมจริงๆ ยกเว้น….

“อ้าวเหรอครับ งั้นเรื่องที่ผมเห็นกับได้ยินมาก็เป็นแฝดอีกคนเหรอครับ?” ไอ้หน้าตี๋ทำตาใสใส่แม่ ผมได้แต่กัดฟันกรอดเงียบๆ

“แฝดอีกคนไม่น่าจะใช่เพราะมีแฟนแล้ว ดาวมหาวิทยาลัย สวยมากๆ เลยล่ะ แล้วไอซ์! มีอะไรที่แม่ไม่รู้หรือเปล่า?” แม่ผมหันมาถามผมด้วยแววตาสว่างวาบ

ไม่ใช่แนวโหด แต่เป็นแนวจับผิดมากกว่า แอลกอฮอล์ในกระแสเลือดประมาณหนึ่งทำให้แม่มีอารมณ์ขันมากกว่าปกติ

“ไม่มีอะไรนี่ครับ” ผมยืนยันเสียงสั่น แต่แม่ของผมยังคงจ้องมองหน้าผมอย่างไม่วางตา

“หนุ่มที่ไหนทำให้ลูกแม่จริงจังขนาดนี้” แม่ผมพูดกึ่งยิ้ม

“อ้าว! น้องไอซ์พี่ขอโทษนะ ยังไม่ได้บอกแม่หรอกเหรอ?” ไอ้หน้าตี๋ตีหน้าซื่อ แต่ผมมองออกว่ามันปลอม!!

“เล่าเลยๆ” แม่ผมดูจะบันเทิงกับเหตุการณ์ที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจ เป็นอารมณ์ขี้เมาขี้แกล้ง

“ลูกยังไม่พร้อมก็อย่างไปเซ้าซี้เลย” ลุงโต้งที่นั่งเงียบอยู่นานจนผมเกือบลืมไปแล้วว่าเขายังนั่งอยู่

“แหม…คุณก็… คุณก็รู้ว่ามลน่ะชอบแกล้งลูกขำๆ” แม่ผมหันไปพูดกับสามีคนปัจจุบันด้วยน้ำเสียงหวานจนผมขนลุก

“แกก็น่าจะรู้ว่าแม่ไม่เคยว่าเรื่องจะคบอะไรกับใคร แค่รู้จักป้องกัน แล้วก็…….” แม่ชี้หน้าผมหลังจากพูดถึงประโยคนี้

“ครับ??…” ผมเอนถอยหลังให้ห่างจากนิ้วชี้นั่นมากขึ้นสักหนึ่งเซ็นติเมตรก็ยังดี

“อย่าพลากผู้เยาว์ แม่ขอร้อง…. แต่ละคนที่แกควงนี่ หวาดเสียวทุกคน!!” แม่ถอนหายใจและดื่มไวน์สีแดงสดที่ก้นแก้วลงคอจนหมด

“แม่…..” ผมลากเสียงยาวด้วยความเขินอาย ไม่เคยชินกับการที่แม่ตัวเองพูดเรื่องแบบนี้เสียที

“ฮ่าฮ่าฮ่า แม่น้องไอซ์น่ารักจังนะครับ ยอมรับลูกขนาดเอาเรื่องนี้มาหยอกล้อได้เลย” เก๋อหัวเราะร่า อย่างเสแสร้ง

“มองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ มันก็เรื่องธรรมชาติค่ะ จะไปคิดมากทำไม? สมัยนี้แล้ว” แม่ผมกรอกของเหลวสีแดงกลิ่นฉุนลงแก้วตัวเองอีกครั้ง

“งั้นก็โชคดีของพี่นีโน่นะครับ ใช่ไหมครับน้องไอซ์ที่ทางบ้านรับกันได้ขนาดนี้” เก๋อหัวเราะเฝื่อนๆ เมื่อแม่ของผมฟังประโยคนี้แล้วคิ้วขมวดแทบจะทันที

ส่วนลุงโต้งกลืนน้ำลายเสียงดังจนผมได้ยินทั้งที่อยู่กันคนละฟากฝั่งโต๊ะ

“หมายความว่าไง?!?” แม่ผมเค้นถามคนหน้าตี๋ด้วยใบหน้าแดงก่ำ ผมรู้ว่านั่นเพราะเมาหรือโกรธ

“อ้าว!!” ไอ้คุณเก๋อเหล่มองผมวูบหนึ่งก่อนที่จะยิ้มแห้งๆใส่แม่ผมซึ่งมองแขกคนพูดอย่างต้องการคำตอบ

“นี่ผม…… เอ่อ…พูดเล่นน่ะครับ”  เก๋อผู้แผนสูงยังเล่นละครต่อ

มึงตั้งใจไอ้หน้าตี๋!! ผมขบฟันกรอด

“ไหนๆ ก็พูดมาขนาดนี้แล้ว ก็พูดมาให้หมดเถอะ!” แม่ผมปรายตามาทางผมตอนจบประโยค

“พี่ขอโทษนะไอซ์ พี่ไม่รู้ว่าน้องยังไม่ได้บอกพี่มลน่ะ”  ขณะที่เก๋อกำลังเสแสร้งขอโทษผม แม่ผมก็กระแอมในลำคอเสียงดัง เก๋อจึงได้หันกลับไปเล่าเรื่องต่อ

“คือ.. มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปดูแลผับเปิดใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปเจอน้องไอซ์ก็เลยกะว่าจะเข้าไปทักทาย จะพูดว่าจีบเลยก็ได้ แต่ผมโดนพี่โน่เดินมาตำหนิแถมบอกว่าอย่ายุ่งกับแฟนของเขา ผมก็เลยรู้ว่าน้องไอซ์คบกับพี่โน่อยู่” เก๋อพูดจบก็แอบมองหน้าแม่ผมที่ตอนนี้ทำสีหน้าเรียบเฉย จนผมแอบประหลาดเพราะแม่ไม่โวยวายเหมือนปกติ

ผมยอมรับว่ามันพูดเรื่องจริงไม่ใส่สีตีไข่กว่าที่คิด แต่มันควรจะพูดไหมวะ!

“น้องเก๋อก็คิดมาก พี่ฝากโน่ดูแลลูกๆ พี่ ก็เลยพยายามปกป้องอยู่มั้ง” แม่ยิ้มพร้อมกับอธิบาย

“ไม่มั้ง ผมถึงกับโดนพี่โน่ลงไม้ลงมือเลยนะ” คนชื่อเก๋อยังพยายาม

“พี่ว่าก็ปกตินะ ใจร้อนเหมือนทุกครั้ง” แม่ผมตอบกลับแทบจะทันที

“แต่เมื่อวานผมเจอน้องไอซ์ไปค้างที่บ้านพี่โน่ด้วยนะครับ แถมยัง…….เอ่อ….. ผมว่าเรื่องที่ผมจะเล่าพี่มลอาจจะไม่อยากฟัง ผมว่าผมไม่เล่าดีกว่า” เก๋อหลบสายตาแม่ของผม ทันทีที่จบประโยค

โอโห ตีบทแตก ไปเรียนที่ไหนมาวะ?
ผมไม่รู้ว่ามันเห็นอะไรบ้าง แต่….เล่ามาขนาดนี้ ใครมันจะไปคิดดีได้วะ

“แม่ครับ คือวันนั้นผมเมามาก….” ผมกำลังจะรีบแก้ตัวแต่แม่ของผมยกมือขึ้นปราม ทำให้ผมหยุดชะงักที่กลางประโยค

“พี่ว่าไม่มีอะไรหรอก เวลาลูกพี่เมามันเลื่อยจะตาย สงสารพี่โน่เขามากกว่าที่ต้องดูแลคนอย่างไอซ์” แม่ผมหัวเราะเสียงดัง

“หว้า…พี่เมาเสียแล้ว วันนี้คุยเรื่องงานแค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยคุยใหม่ ดึกมากแล้ว รบกวนเวลาเรามาเยอะแล้ว กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ” แม่ผมลุกส่งแขก

อีกฝ่ายก็อึกอัก แต่ก็ปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย

ผมสบโอกาสที่ทุกคนไปส่งแขกที่หน้าบ้านรีบหนีขึ้นห้องนอนเสียก่อน น่าจะดีที่สุด

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 351
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1

 ผมเดินวนไปมาหน้าตู้เสื้อผ้าอย่างกระสับกระส่ายร้อนรน ในใจภาวนาให้แม่เข้าใจแบบนั้นจริงๆ  ขอให้แม่เข้าใจว่าไอ้หน้าตี๋ ‘เก๋อ’ นั่นแค่พยายามจะฟ้องแม่ผม โกรธที่จีบผมไม่ได้เลยพยายามใส่ความ ผมภาวนาพลางคิดหาข้อแก้ตัวดีๆ สักเรื่อง

แต่หลังจากผ่านไปเกือบชั่วโมง แม่ของผมกลับไม่ได้เรียกหาหรือเข้ามาถามไถ่เหมือนเช่นทุกครั้ง  ผมจึงรูสึกวางใจและพยายามเข้าสู่กิจวัตรตนเองตามปกติ

รู้สึกโล่งใจที่วันนี้ก็ผ่านไปด้วยดีอีกวัน

………..

อีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้ว ในที่สุดผมก็ทราบข่าวจากไอ้ต้นน้ำว่าเรื่องระหว่างพี่จินไห่กับมันผ่านพ้นไปด้วยดี ถึงจะเล่าด้วยอาการน้อยอกน้อยใจ แต่ผมก็รู้สึกถึงรอยยิ้มของมันผ่านทางคำพูดของมันทางโทรศัพท์ได้เลย

“มึงไปซื้อพวกอุปกรณ์กัน พวกอุปกรณ์หากินกูพร่องไปเยอะ เดี๋ยวเปิดเทอม แม่งไม่มีเวลาไปหาซื้อ เดี๋ยวจะวุ่นวายอีก” ผมพูดไปพลางระลึกความหลังไปด้วย

“กูมีนัดแล้ววะ กูจะไปซื้อกับพี่ไห่” ไอ้ต้นน้ำทำเสียงสำนึกผิด


“กูว่าแล้วไอ้พวกติดเมีย!!” ผมโวยใส่หน้าจอโทรศัพท์


“มึงก็พาเด็กสักคนไปสิ มีเยอะไม่ใช่เรอะ?” เสียงจากปลายสายอีกฟากลอยเข้าหูมา แม้จะรู้สึกผิดที่ได้ยินแต่ก็ทำให้รู้ว่าพี่จินไห่รักษาสัจจะแค่ไหน

ผมขอร้องให้พี่จินไห่ ปิดเรื่องของผมกับพี่โน่ไว้ก่อน จนกว่าผมจะพร้อม ส่วนไอ้พี่ชายผมก็ไม่คิดจะบอกใครอยู่แล้ว ผมก็เลยแค่เอ่ยปากบอกมันแบบผ่าน ๆ

เพราะหากไอ้ต้นน้ำรู้ คนทั้งโลกรู้

ไอ้ต้นกล้าอีกคน แต่คนนี้มันกลัวไอ้เฟรมพอควรดังนั้นผมเลยฝากบอกไอ้เฟรมให้มันไปปิดปากไอ้ต้นกล้าก็น่าจะได้ผล

หลังจากวางสายจากไอ้คนติดเมีย ผมเลยตัดสินใจชวนแฟนตัวเองไปด้วยน่าจะดี ช่วงนี้รู้สึกไปเองหรือเปล่าไม่รู้ รู้สึกว่าไม่อยากอยู่คนเดียว

พี่โน่แทบจะไม่คิดทบทวนเลย เขาตอบตกลงแทบจะทันที ทั้งที่ผมพยายามถามแล้วว่าหากมีธุระต้องทำงานก็ไม่เป็นไร เพราะรู้ว่างานเขาเยอะ แต่พี่โน่ก็ดูยินดีและกระตือรือร้นดีมากจนผมยิ้มไม่หุบเหมือนคนบ้า (โอยยย ช่วยด้วย)

การที่มากับเฮียโน่สายเปย์มันดีแบบนี้นี่เอง เพิ่งรู้สึกถึงความใจดีของมันก็วันนี้ ตั้งแต่มารับไปศูนย์การค้า ช่วยซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนให้ทุกอย่างจนไปถึงการถือของให้ (ทั้งที่บอกว่าไม่ต้องแท้ๆ ผมไม่อยากเอาเปรียบเขาแบบนี้ เพราะผมเบิกค่าใช้จ่ายกับแม่มาแล้วด้วย)

ผมเลยอาสาเลี้ยงข้าวเขาสักมื้อเป็นการทดแทน ซึ่งพี่โน่ก็ไม่ปฏิเสธแถมยังคิดให้อีกว่าจะพาไปกินที่ไหน ซึ่งเป็นร้านสเต็กสุดหรูในศูนย์การค้าเดียวกัน ถึงผมจะรู้สึกว่าแพงแต่หากเทียบกับสิ่งที่พี่โน่หอบหิ้วให้ผมอยู่ตอนนี้ก็ถือว่า ไม่ต่างกันมาก ผมจึงตอบตกลงทันที

หลังจากนั่งลงที่ร้านได้ไม่นาน พี่โน่ก็จัดการสั่งอาหารอย่างชำนาญ แม้กระทั่งสั่งให้ผมด้วยเสร็จสรรพ ด้วยคิดว่าผมต้องถูกใจ ซึ่งหลังจากอาหารลงมาที่โต๊ะอาหารตรงหน้า ผมก็เข้าใจทันทีว่าพี่โน่ไม่ได้โม้ เขาสั่งมาได้ถูกใจผมทุกอย่างจนอยากจะถามเลยว่ารู้ได้อย่างไร?

พี่โน่อมยิ้มทันทีที่เห็นหน้าผม พลางเอ่ยปากด้วยถ้อยคำที่ผมไม่คุ้นหู

“หากจะถามว่าพี่รู้ใจเราได้ยังไง ก็เพราะพี่อยู่ในใจเราไง”

“โหยยย พอเหอะพี่ เสี่ยวมาก โคตรจะไม่ชิน” ผมทำหน้าหยี๋ๆ ใส่คนตรงข้าม ซึ่งโดนหัวเราะกลับมาตาหยี

“พี่เห็นคนแถวนี้ชอบก็เลย ลองดูว่าน้องชอบไหม?”
พี่โน่พูดพลางมองไปอีกทางหนึ่งของร้านอาหาร

ผมมองตามทันที สิ่งที่ผมเห็นก็คือ แฟนสาวของพี่ชายผมกำลังนั่งดื่มไวน์แดงในแก้วทรงสูงกับชายวันกลางคนที่ดูดีมีฐานะคนหนึ่ง ด้วยท่าทางถึงเนื้อถึงตัว

“เอ๊ะ!! นั่น!!” ผมอุทานอย่างเบาที่สุด

“พอจะรู้ว่ามาที่นี่กันบ่อย แต่ไม่คิดว่าจะเจอจริงๆ” พี่โน่พูดพร้อมยกเครื่องดื่มสีแดงสดในแก้วทรงสูงขึ้นจิบเล็กน้อย

“เรื่องนี้นี่เองที่พี่ถูกไอ้เฟรมไหว้วาน”

“พี่ว่าไอซ์น่าจะรู้จักผู้หญิงคนนี้ดีนะ”

“พี่เองก็ด้วยแหละ”

เราต่างคนต่างมองหน้ากันเป็นการเข้าใจโดยไม่ได้พูดอะไร เพราะเราต่างเคยมีอดีตที่ไม่ดีกับผู้หญิงคนนี่เหมือนกัน และบุคคลที่เชื่อมโยงผม พี่โน่ และผู้หญิงคนนี้เข้าด้วยกันคือ พี่กวี เพราะก่อนที่จะคบกับพี่ชายผม เธอคือแฟนคนแรกของพี่กวี!

เรื่องมันยาวจนผมไม่อยากจะเล่า เพราะเธอทำตัวได้แสบสันต์จนอยากจะเนรเทศเธอออกจากวงโคจรของโลก ถ้าไม่เพราะตั้งแต่คบกับพี่ชายผมแล้วทำตัวดีขึ้นมาตลอดสองปี ผมคงหาทางทำแบบนั้นจริงๆ

“พี่น่ะไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพรรณนี้เท่าไหร่ เพราะสองคนนั้นอาจจะเป็นแค่เจ้านายลูกน้องก็ได้ พี่ชายไอซ์อาจจะแค่ขี้หึง แต่เพราะเสี่ยเพชรน่ะ มีอิทธิพลพอควรก็เลยให้พี่ช่วยสืบ สุดท้ายผู้หญิงคนนั้นก็เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน!!”  พี่โน่พูดพลางใช้หางตามองสองคนที่ทำตัวเหมือนคู่รักในร้านบรรยากาศดีหรูหราแบบไม่อายใคร

“แต่ผมรู้นะว่าพี่ก็แอบอยากแก้เผ็ดยัยนิ่มอยู่” ผมพูดพลางเหล่มองไปในทิศเดียวกับพี่โน่

“รู้ดีนะ” พี่โน่หันมาอมยิ้มให้ผม หน้าเล็กๆ ที่แสนทะเล้นนั่น มันน่าหยิกแก้มให้เขียว

“ก่อนเป็นแฟน พี่กับผมก็คู่แข่งกันดีๆ นี่แหละ ทำไมผมจะไม่รู้นิสัยพี่”

“เราเป็นอะไรกันนะ!?!” สายตาคาดคั้นจากฝั่งตรงข้าม ผมไม่น่าพลาดเลย

“กินสเต็กเหอะ มาโน้นแล้ว!!” ผมบ่ายเบี่ยงโดยการชี้ไปที่บริการที่เดินถือถาดขนาดใหญ่เข้ามาใกล้

พี่โน่หัวเราะเบาๆ ในคออย่างมีชัย

“แล้วพี่ไม่ถ่ายรูปหรือคลิปเป็นหลักฐานเหรอ?” ผมกินไปพลางระวังตัวไปพลางเพราะเพิ่งคิดได้ว่า ยัยนิ่มอาจเห็นพวกเรา

“ลูกน้องพี่จัดการไปเรียบร้อย นี่แค่มาดูกับตาตัวเองก็เท่านั้น!”
 
“โห…แบบนี้แล้วเสี่ยเพชรอะไรนั่นเขาไม่โกรธพี่เหรอ มีลูกมีเมียหรือยังเนี่ย? หากมีก็น่าสงสารแย่เลย”

“ไอ้เพชรน่ะมันเพื่อนพี่ ลูกเมียก็… เยอะแยะ! มันบริหารดีไม่ตีกัน ส่วนเรื่องรูปก็ขอบอกมันแล้ว มันโอเค!!”

“โหย! พวกพี่นี่มันสุดยอดเลย!! เป็นผมนะ หากมีผัวแบบนี้มีเลือดตกยางออกกันมั้งล่ะ!!” ผมแอบค้อนไปทางพี่โน่

นอกจากมันจะไม่หลบตาแล้วมันยังยิ้มตาหยีใส่ผมอีก

“ดุแบบนี้ใครจะกล้า กว่าจะได้มาก็แทบแย่ใครจะปล่อยให้หลุดมือไปเพราะเรื่องแบบนี้” พี่โน่พูดพลางขยำศรีษะผมเบาๆ อย่างเอ็นดู

ผมรีบปัดมือหยาบให้พ้นศรีษะตัวเองอย่างร้อนรน

“เกินไปแล้ว” ผมหลบตาพูดกับตัวเองเบาๆ ภายใต้เสียงขบขันของคนตัวเล็ก

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นท่ามกลางการสนทนาประสาคนรักของเราสองคน ผมรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแต่กลับไม่ใช่เสียงเตือนของโทรศัพท์ของผม

พี่โน่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมแสงวูบวาบจากหน้าจอที่ส่องสว่างไปทั่ว ก่อนที่จะกดรับ พี่โน่แสดงรายชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอให้ผมเห็น

“มล”

แม่ผมนี่!! หลังจากเห็นผมก็หันรีหันขวาง วาดใบหน้าไปทั่วบริเวณ กลัวว่าแม่ผมจะเห็นว่าเรามานั่งหวานกันในร้านอาหารแบบนี่

แต่สุดท้ายผมก็คิดไปเอง

“ได้ๆ มล ไม่มีปัญหา ว่างอยู่พอดี ไม่ได้รบกวนอะไรเลย!” ประโยคที่ผมได้ยินจากพี่โน่หลังจากอาการกระวนกระวายเมื่อครู่

พี่โน่วางสายด้วยรอยยิ้ม

ความรู้สึกของผมตอนนี้มันสับสนไปหมด หลังจากฟังการสนทนาฝั่งเดียวจากที่นั่งอีกฝากหนึ่ง คนตัวเล็กที่มีสถานะเป็นเพื่อนแม่ คนเคยสนิทของแม่ คนที่เคยรักแม่ของผมเกินเพื่อน การสนทนาที่ออกรสชาติอย่างสนิทสนม ที่มีบรรยากาศเหมือนคุยกับผม มันทำให้รู้สึก…หวง แต่ที่ปลายสายก็แม่ตัวเอง แถมแม่ก็มีสามีใหม่แล้วด้วย ยังไงสถานะสองคนนี้ก็แค่เพื่อนสนิท แต่เวลาได้ยินสองคนนั้นคุยกันแล้วทำไมใจเรามันว้าวุ่นแบบนี้นะ

“หึงกระทั่งแม่ตัวเองเนี่ยนะ?” ไอ้คนตัวเล็กยิ้มอย่างรู้ดี

“ใครหึงวะ?”

“เหรอ?”

ไอ้ท่าทียียวนกวนบาทาเนี่ย ไม่เคยรู้สึกชินเลย เมื่อก่อนเห็นดึงหน้าตึงตลอด จนผมบ่ายหน้าหนีไอ้คนที่ยิ้มและมองผมอย่างรู้ทันความรู้สึกของผม

“แม่ว่าไง?” เปลี่ยนเรื่องมันเสียเลย

“มลบอกว่ายังดูเรื่องโกดังที่แหลมฉบัง คงค้างแถวนั้น แต่นัดช่างซ่อมแอร์ไว้ตอนเย็น เลยฝากให้พี่ไปดูให้หน่อย เลื่อนนัดไม่ได้น่ะ แล้วก็ ……”

พี่โน่มองมาทางผมด้วยรอยยิ้มตาเส้นเดียว

“อะไร?” ผมค้อนกลับ เพราะไม่ชอบท่าทางยิ้ม ๆ แบบมีเลศนัยแบบนี้

“มลบอกว่า ช่วยตามให้ไอ้พวกลูกหมาหลงทางกลับมานอนบ้านด้วย!” พี่โน่จงใจมองมาทางผม

“แม่เนี่ย….. ฮ่าฮ่าฮ่า” ผมหัวเราะกับประโยคของแม่ตัวเองที่ออกจากปากของพี่โน่พร้อมด้วยท่าทางเรียนแบบการแสดงใบหน้าของแม่ผมจนผมอดที่จะหัวเราะไม่ได้

“พี่ก็เลยคิดว่าจะช่วยล่ามโซ่ไว้ที่บ้านให้เลย!!” สายตาที่พี่โน่มองผมทันทีที่จบประโยคทำให้รู้ว่าพี่โน่พูดจริงจัง

“อย่าคิดอะไรบ้าๆ นะ!!” ผมชี้หน้าไอ้ผู้ใหญ่สมองเด็กคนนี่ทันที

…………

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 351
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1


กว่าพวกผมจะกลับถึงบ้านก็ช่วงหัวค่ำ พี่โน่ทำตามที่สัญญาไว้กับแม่ผมอย่างดี ผมและไอ้เฟรมถูกตามให้มานั่งให้มันถ่ายรูปจากห้องรับแขกในบ้านเพื่อส่งไปรายงานแม่บังเกิดเกล้าของพวกผม

“เกินไปไหมครับเนี่ย พวกผมไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ!!” พี่ชายผมโวยหลังจากพี่โน่ส่งรูปถ่ายดังกล่าวไปให้แม่ผมผ่านไลน์กลุ่มของกลุ่มสามใบเถาของแม่

“เรื่องยัยนิ่มน่ะ ใจเย็นๆ แล้วค่อยหาวิธีไปคุยดีไหม? ไปตอนนี้ ใจร้อนแบบนี้ ยิ่งจะทำให้ทุกอย่างบานปลาย ไปทำให้สมองปลอดโปร่งก่อนไป แล้วคิดให้ได้ว่าจะรักต่อหรือจะเลิก!!” พี่โน่พูดกับไอ้เฟรมอย่างใจเย็น

“ใครจะไปใจเย็นลงได้ ใครจะไปนอนหลับ ผมจะไปเคลียร์กับนิ่มให้รู้เรื่อง!!” ไอ้เฟรมครั้นมันจะดื้อก็ไม่เคยฟังใคร

“เมื้อกี้กูพูดในฐานะผู้ปกครอง แต่หากดื้อรั้น พูดไม่ฟังกูจะคุยในฐานะคนรู้จักแล้วนะ!!” พี่โน่หักนิ้วมือดังกรอบ

ผมมองหน้าไอ้เฟรมและพยายามสื่อสารกับมันทางจิตบวกทางใบหน้าว่า หากมันพยายามนอนหลับเองไม่ได้ พี่โน่จะใช้วิธีไม้แข็งทำให้หลับไปแบบไม่รู้สึกตัวนะ แม่อนุมัติแล้วด้วย

เหมือนมันเข้าใจที่ผมสื่อ บวกกับมัดกล้ามและเส้นเลือดบริเวณแขนของพี่โน่ที่ปูดโปน สุดท้ายมันจึงยอมเดินขึ้นห้องนอนที่ชั้นสองอย่างไม่อิดออด

พี่ฟาง แม่บ้านที่ดูแลบ้านขอตัวกลับตามเวลาปกติ พี่โน่พยักหน้ารับทราบและกล่าวขอบคุณที่อยู่ล่วงเวลาเพื่อช่วยดูแลเรื่องช่างแอร์ให้

พี่โน่หันมาทางผมด้วยด้วยรอยยิ้ม

“เดี๋ยวพี่ขอไปดูช่างแอร์ก่อนนะ ขึ้นไปอาบน้ำให้เรียบร้อยไปเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”  เสียงสุภาพเกินเหตุแบบนี้รู้สึกได้เลยว่าพี่โน่กำลังคิดอะไรอยู่

“ครับคุณอา” ผมผ่อนลมหายใจออกและกล่าวตอบรับด้วยท่าทีล้อเลียน

“ดีๆ อย่าดื้อกับอาเดี๋ยวอาจับตีก้น” พี่โน่ยกยิ้มมุมปากมองมาที่ผมด้วยบรรยากาศขัดกับคำพูด ผมรู้ทันทีว่าพี่โน่วางแผนจะทำอะไรผมแน่นอนในวันที่แม่ไม่อยู่บ้านแบบนี้

แต่ผมกลับรู้สึกแบบเดียวกันนี่สิ!

คิดได้ดังนั้นผมก็เดินขึ้นห้องตัวเองอย่างไม่รอช้า

เครื่องปรับอากาศบ้านผมมีอยู่หลายเครื่อง จึงต้องนัดช่างมาดูแลอย่างเป็นกิจลักษณะ ดังนั้นช่างที่มีมากกว่า 1 คนจะเดินไปทั่วบ้านเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง

ปกติผมและไอ้เฟรมจะเป็นคนช่วยแม่อยู่ดูแลความเรียบร้อยของช่างในการทำงานให้สำเร็จลุล่วง ข้าวของในบ้านไม่เสียหาย แต่มีพี่โน่มาช่วยดูแลแบบนี้รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก

ผมขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว นอนรอกลิ้งไปมาบนที่นอนของผมร่วมชั่วโมงแล้ว ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาพี่โน่จะขึ้นมาตามที่นัดกันไว้

ความจริงผมก็ไม่ได้ต้องการเรื่องแบบนี้อะไรแบบนั้น แต่พูดแบบนั้นกันก่อนผมขึ้นห้องนอนมามันก็ต้องทำตามที่พูดไว้ไหม?

ผมเล่นโทรศัพท์ไปพลางหงุดหงิดไปพลาง จนรู้สึกเบื่อไปหมดและเริ่มง่วงนอนเสียแล้ว

ในระหว่างที่ผมกำลังจะเคลิ้มหลับไป พี่โน่ก็ผลักประตูเข้ามาพร้อมด้วยเหงื่อกาฬหลั่งโทรมหน้า ผมที่มองไปทางผู้เข้ามาในห้องจนต้องร้องทัก

“เฮ้ย!! พี่ทะเลาะกับช่างมาเรอะ?!?”

“ไปซื้ออะไหล่มาเพิ่มนิดหน่อย อะไรของมันก็ไม่รู้!?!” เสียงพี่โน่เจือความหงุดหงิด

“งั้นพี่ไปอาบน้ำก่อนนะ แล้วหิ้วอะไรมา เอาของที่ซื้อติดตัวขึ้นมาทำไม?” ผมถามและชี้ไปที่ถุงพลาสติกหนาซ้อนกันหลายชั้น

พี่โน่เหมือนเพิ่งรู้สึกตัวจึงเหวี่ยงของไปวางหน้าห้องและเดินเข้าไปอาบน้ำ


พี่โน่หายเข้าไปในห้องอาบน้ำนานพอควร ผมที่รู้สึกง่วงอยู่แล้วจึงหมดแรงที่จะบังคับหนังตาที่หนักอึ้งจนแทบจะรั้งไม่อยู่ สุดท้ายความมืดมิดก็กลืนกินสติของผมจนสิ้นทันทีที่ศรีษะสัมผัสกับหมอนนุ่มๆ หอมๆ บนเตียง

เสียงโลหะกระทบกันเสียงดังกรุ๊งกริ๊งในความฝัน มันทำให้ผมนึกถึงวัยเด็กที่พ่อของผมมักจะพาผมไปซ่อมรถเก่าๆ ในโรงรถขนาดใหญ่ในพื้นที่บ้านของผมที่ต่างประเทศ เสียงโซ่ที่ผูกห้อยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่หนักอึ้งลอยอยู่เหนือรถยนต์ทรงคลาสสิคคันใหญ่ ที่แม่มักจะเรียกมันว่าขยะเศษเหล็กมากกว่ายานพาหนะ แต่พ่อมักจะพูดกับผมเสมอว่า มันเป็นเรื่องของลูกผู้ชายที่ผู้หญิงไม่เข้าใจพร้อมขยิบตาให้ผมทุกครั้ง

เอาเข้าจริงๆ ผมเองในวัยนั้นก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ที่ชอบมาอยู่ตรงนี้เพราะชอบมาใช้เวลาร่วมกับพ่อที่มีเวลาให้พวกเราสัปดาห์ละเล็กน้อย บวกกับชั้นวางขวดสวยแวววาวที่ผมมักจะมองของเหล่านั้นได้ไม่เบื่อ เพราะแต่ละขวดพ่อจะมีเรื่องเล่าแถมมาด้วยทุกขวด

กลิ่นน้ำมัน เสียงโลหะเคาะกระทบกันตามกิจกรรมงานอดิเรกของพ่อของผม เสียงหัวเราะ และเสียงโวยวายหงุดหงิดที่อะไรไม่เป็นดั่งใจของเขาทำให้ผมรู้สึกสนุกและหัวเราะตลอดสามสี่ชั่วโมงที่อยู่ด้วยกัน เราสามคนพ่อลูก มีโลกส่วนตัวเล็กๆ ในโรงรถที่แม่ขี้บ่นไม่เข้าใจ

โอ้ย!

ผมร้องเพราะรู้สึกถึงของแข็งเย็นๆ บีบรัดผิวหนังรอบตัว

“ขอโทษนะเจ็บเหรอ?” เสียงพี่โน่กระซิบที่หู

“ครับ ทำ…. อะไรน่ะ!!” ผมโวยวายขึ้นทันทีที่รู้สึกว่าตัวเองขยับเขยื้อนอะไรได้ลำบาก

ผมลืมตาสำรวจรอบตัวก็พบว่าตัวเองอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าและถูกมัดด้วยโซ่สีดำขนาดเล็ก มือและเท้าที่รวบตึงอยู่แนบกันทำให้เคลื่อนลำบากและแรงเสียดสีตอนขยับก็ทำให้เจ็บจี๊ดเล็กน้อย มันช่างน่ารำคาญ!!

“เจ็บเหรอ? ทำไมร้องไห้” พี่โน่โถมตัวเข้ามาลูบหัว

“ไม่เจ็บขนาดนั้น แค่…ฝันถึงพ่อ” ผมพูดตอบพร้อมมองสถานการณ์โดยรอบ

“โอเคๆ พี่ว่าโอกาสไม่เหมาะแล้ว งั้นวันหลังเราค่อยเล่นกันใหม่” พี่โน่มีอาการสลดลงเล็กน้อย

“เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่าพี่เป็นพวก เอ่อ… มิสเตอร์เกรย์น่ะ” ผมตกใจจนอยากถอยหนี แต่ก็ทำไม่ได้

“มิสเตอร์เกรย์…..อ้อ ห้องแดง ไม่ใช่นะ ไม่ใช่ พี่แค่….อยากหาประสบการณ์ตื่นเต้นให้น้องน่ะ กลัวน้องเบื่อ ก็พี่พูดถึงเรื่องโซ่ไป…..ก็เลย…..” พี่โน่พูดไปด้วยแววตาที่เต็มที่ด้วยความต้องการ เขาจ้องร่างกายผมด้วยท่าทางเหมือนเช่นทุกครั้งที่เราอยู่บนเตียงด้วยกัน

“ที่หายไปนานเพราะไปหาซื้อใช่ไหม?”

“จำได้ว่าที่ผับหนึ่งมันมีอะไรแบบนี้น่ะ ก็เลยไปขอยืม แต่พี่ฆ่าเชื้อให้แล้วนะครับ”

โห… ไอ้หื่น ผมอยากจะพูดแบบนั้นน่ะ แต่ในใจผมมันกลับตื่นเต้นแบบแปลกๆ มัน… ไม่ได้ปฏิเสธ….

“พี่ขอจูบทีได้ไหม?” พี่โน่ทำเสียงเล็กเสียงน้อยจนผมรู้สึกขนลุก

สายตาของผมคงบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ได้ปฏิเสธอะไร พี่โน่จึงโน้มตัวเข้ามาผนวกริมฝีปากกับผมอย่างแผ่วเบา นุ่มนวลและต่อเนื่อง

ผมยอมเผยปากและตอบสนองกับลิ้นและริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างชำนาญ จากจุดหนึ่งก็ไปต่ออีกจุดหนึ่งอย่างไม่สิ้นสุด ผมเคลิบเคลิ้มกับรสลิ้นอีกฝ่ายจนแทบหยุดตัวเองไม่ได้

ร่างกายที่ขัดขืนค่อยๆ อ่อนยวบและไร้แรงต้าน พี่โน่เองก็ไม่พยายามห้ามความปรารถนาของตนเองเลย เขาซุกไซ้ลงมาที่คอผมไล่เรียงไปจนถึงเนินอกแน่น ที่มีฐานดอกไม้สีชมพูเบ่งบานอย่างแข็งแรงรออยู่ โดยที่โซ่เหล่านั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ

พี่โน่ไม่รอช้ารีบลิ้มชิมรสดอกไม้ดอกนั้นอย่างบรรจงทั้งสองข้าง ผมที่ถูกพันธนาการอยู่ทำได้เพียงขยับตัวลำบากและร้องคลางในลำคอจนแทบขาดใจ

พี่โน่พักมามองตาผมที่มีอาการหอบถี่ หน้าร้อนผ่าวไปหมด แต่แทนที่เขาจะหยุดการทรมานผมแบบนี้ เขากลับยกยิ้มมุมปากและไล่ลิ้นลงต่ำไปจนถึงจุดที่ถูกพันธนาการน้อยที่สุด เพราะต้องการให้มันได้อิสระ อย่างเต็มที่

พี่โน่เริ่มใช้ริมฝีปากทรมานผมอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งถึงตอนเผด็จศึกอย่างเร้าร้อน ผมถูกจับพลิกให้คว่ำหน้าทั้งที่ยังถูกพันธนาการอยู่ ทำให้ท่วงท่ามันดูแปลกประหลาดและไม่ได้สบายเท่าใดนัก แต่นั้นก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับพี่โน่ที่จะพาผมไปสู่ปลายทางที่เขาและผมต้องการได้ไม่ยาก

…………

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 351
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
…………

โซ่สีดำมันเลื่อมถูกปลดไปกองอยู่ที่ปลายเตียง ผมซึ่งนอนเปลือยกายอยู่ถูกห่อหุ้มด้วยอ้อมกอดของคนที่ตัวเล็กกว่าภายในผ้าห่มจนเหมือนก้อนผ้ากลมกองอยู่บนเตียง

ผมตื่นมาด้วยอาการปวดร้าวไปหมดทั้งร่าง พร้อมทั้งมองค้อนไอ้ตัวต้นเหตุอย่างบึ้งตึง แต่คนที่นอนกอดเขาอยู่กลับนอนหลับสนิทไม่ไหวติง

ป๊าบ!!!!

เสียงผ่ามือปะทะต้นแขนแกร่งกล้ามเนื้อล้วน เสียงดังลั่น

“เฮ้ย! อะไรน่ะ!?” พี่โน่ลืมตาหันมาหาผมแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น

“ลงโทษ!!” ผมพูดสั้นๆ ห้วนๆ

“ลงโทษพี่ทำไม?” อีกฝ่ายยังตอบได้ไม่เต็มเสียงพลางมุดตัวเข้ามาหาผมมากขึ้นทั้งร่างที่เปลือยเปล่า

“ดูสิ! เจ็บไปทั้งตัวเลย จะเป็นรอยโซ่ไหมเนี่ย? ไม่เอาแล้วนะเล่นอะไรบ้าบอแบบนี้!” ผมโวยเบาเบา

“จ้าๆ  แต่ก็ดูมีความสุขดีนี่!”  รู้สึกถึงรอยยิ้มจากน้ำเสียงโดยที่ผมไม่ต้องมองหน้ามันเลย

“แต่มันเจ็บ ไม่เอาแล้ว!!”  ผมโวยอีกรอบ

“จ้าๆ ไม่เอาแล้วก็ได้จ้า แต่ก็อยากลองแบบอื่นบ้างนะ” ไอ้คนเจ้าเล่ห์เอ้ย ผมได้แต่กรอกตาตอบกลับในใจ

“ถ้าไม่เจ็บตัวก็โอเค! ผมไม่ใช้พวกซาดิสม์นะ ผมมีแม่นะ จะให้เอาร่างกายมาทำแบบนี้ผมไม่โอเคเลย!!” ผมคิดพักใหญ่ก่อนจะตอบอย่างจริงจัง

“จริง!! แล้วเมื่อไหร่จะบอกแม่ล่ะ เรื่องแบบนี้!!” เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกล แต่เป็นเสียงที่ทรงพลังมาก ผมและพี่โน่สะดุ้งตัวโยนและลุกขึ้นนั่งทั้งผ้าห่ม พลางมองหาต้นตอของเสียง

ในความมืดภายใต้ผ้าม่านป้องกันแสงยูวีนะดับพรีเมี่ยมในห้อง สายตาของผมที่ปรับให้เข้ากับห้องที่แสงน้อยเคลื่อนไปพบเงาร่างหนึ่งที่ประตูห้องจุดที่สัมผัสแสงในห้องน้อยที่สุด

“จัดการกับตัวเองให้เรียบร้อยแล้วไปคุยกันข้างล่าง” เสียงจากเงาร่างที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้น ก่อนจะเปิดประตูห้อง แสงจากภายนอกสาดเข้ามา เผยให้เห็นใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวจากผู้เป็นมารดา

เสียงประตูลั่นปิดดังกริ๊ก เพราะก้านปิดนิรภัยที่ประตูห้อง ไม่เช่นนั้นอาจเป็นเสียงประตูกระทบบานกบดังสนั่น

ผมสบถในใจเป็นพันรอบ พร้อมมองพี่โน่อย่างลนลาน ผมไม่อยากบอกแม่ถึงความสัมพันธ์ของผมกับเพื่อนแม่แบบนี้เลย

“ใจเย็นๆ อาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปสู้พร้อมกัน” พี่โน่ตอบกลับสีหน้าลนลานของผมอย่างใจเย็น

“เชิญพี่เย็นไปคนเดียวเหอะ!!” ผมโวยขณะลุกขึ้นยืนอย่างร้อนลน

“ฟังพี่!” พี่โน่คว้ามือผมด้วยความรวดเร็ว ฉุดรั้งให้ผมล้มลงนั่งอย่างทรงตัวไม่อยู่ และกดริมฝีปากอันอุ่นนุ่มลงไปที่ริมฝีปากผมอย่างแผ่วเบา

มันคงเป็นวิธีช่วยให้ผมใจเย็นลงตามแบบฉบับของพี่โน่ ซึ่ง…. มันได้ผล

ผมสงบลง และตอบสนองจุมพิตนั้นอย่างอ่อนโยน

“ทำไงดี?” ผมเอ่ยขึ้นทันทีที่อีกฝ่ายถอนริมฝีปากออกห่าง

“ไม่รู้นะ พี่เองก็ไม่เคยนึกถึงเหตุการณ์แบบนี้ พี่เคยคิดว่าหลังจากที่ไอซ์เรียนจบแล้ว พี่จะขอคุยกับมล แม่ของไอซ์ อย่างเป็นกิจลักษณะ บอกตามตรง แม้แต่พี่เองก็ยังเกรงใจมล ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง” พี่โน่ผ่อนลมหายใจออกมายาว

“แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปนี้ พี่จะไม่หยุดคบกับไอซ์นะ ยังไงพี่ก็รักไอซ์นะ” พี่โน่มองตาผมขณะที่พูดประโยคเลี่ยนๆ แบบนี้ออกมา

แต่ผมกลับไม่ติดใจอะไร ผมดันยิ้มกลับถ้อยคำหวานเลี่ยนแบบนั้นอย่างช่วยไม่ได้

…………

แม่ของผมนั่งนิ่งอยู่ที่ห้องรับแขกแสนรักของเธอ เหม่อมองออกไปที่สวนข้างบ้านอย่างไร้จุดหมาย

ลุงโต้งที่นั่งอยู่ข้างๆ ยิ้มแห้งตอบกลับมาที่พวกผมกับพี่โน่ทันทีที่เห็นผมเดินลงมาจากชั้นสองพร้อมกัน

ผมเดาว่าลุงโต้งน่าจะรู้เรื่องบ้างเพราะว่าสนิทกับพี่โน่มาก พี่โน่คงแอบปรึกษาไปบ้างแล้ว เพราะจากสีหน้าแล้ว ไม่มีอาการแปลกใจกับเหตุการณ์นี้เลย

“มล…คือ….” พี่โน่เปิดฉากสนทนาก่อน

“นั่งลงก่อนสิ!!” แม่ของผมปัดการเริ่มสนทนาของพี่โน่ตกไปอย่างหน้าตาเฉย แม่ของผมคือผู้ไร้เทียมทานอย่างแท้จริง

ผมและพี่โน่เดินไปนั่งข้างกัน ในจุดที่แม่ของผมชี้เชิญเป็นนัย หลังจากนั่งลงเรียบร้อย พี่โน่ก็คว้ามือผมไปจับเสียแน่น

แม่ผมคิ้วขมวดทันทีที่เห็น

“มลเคยคุยไปแล้วนี่ว่า อย่ามายุ่งกับลูกของมล จะไปเจ้าชู้ที่ไหนก็ไป จะพนักงานของมล ญาติพี่น้องมล มลไม่เคยยุ่ง!! แต่กับลูกมล มลขอนะ!!” เสียงแข็งกร้าวทรงพลังออกจากปากของแม่ ผมไม่เคยเห็นแม่ทำหน้าแบบนี้มาก่อน

ผมฟังประโยคแม่แล้วพลางคิดไปด้วย หากที่แม่พูดเป็นเรื่องจริง ที่ไล่เรียงมาทั้งหมดนี่มัน ไอ้พี่โน่จัดการไปหมดแล้วเหรอฟะ? ว่าแล้วผมก็จิ๊กเนื้อที่มือของไอ้คนที่กำมือผมแน่นอยู่ตอนนี้

พี่โน่แสดงสีหน้าเจ็บปวดพลางหันมากระซิบทำนองว่า “แค่เปรียบเปรยไหม?” ผมถึงหยุดหยิกไอ้คนตัวเล็กข้างๆ

แม่กระแอมเสียงดังทำให้ผมสะดุ้งและก้มหน้าไม่รู้ตัว ถึงผมจะเป็นเด็กดื้อแต่สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ การทำให้แม่เสียใจ ผมเห็นน้ำตาแม่มามากแล้ว และผมไม่ต้องการเห็นอีก ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน พอถึงจุด ๆ หนึ่ง อาการผมจะเป็นแบบนี้โดยอัตโนมัติ

“มล…. แต่ครั้งนี้ผมจริงจังนะ ผมรักลูกชายของมลด้วยใจจริง” สีหน้าท่าทางของพี่โน่กลับไปเข้าสู่โหมดจริงจังอีกครั้ง

ไม่รู้ว่าด้วยท่าทางหรือคำพูดที่หนักแน่นของพี่โน่ ที่ทำให้แม่ของผมหยุดนิ่งและครุ่นคิดอย่างหนักจนสังเกตได้ทางสีหน้า และมีความประหลาดใจปะปนออกมาทางสายตาที่ส่งมาทางผมเป็นระยะ

“พูดจริงใช่ไหมเนี่ย?” แม่ผมมีท่าทีอ่อนลง

“จริง!! ผมจริงใจ และผมมีแผนที่จะขออนุญาตมลอยู่แล้ว ผมไม่อยากให้มลมาจับได้เองแบบนี้เลย ผมพยายามคิดหลายแบบแล้วว่าจะเริ่มต้นเรื่องนี้ยังไงให้มลโกรธน้อยที่สุด แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ผมก็จะใช้ความจริงใจของผมเข้าสู้แล้วนะ!!” โหมดคำพูดจริงจังของพี่โน่ ทำให้แม่ของผมคิดหนักอีกครั้ง

“จากประสบการณ์…. คำพูดของโน่แทบจะเชื่อถือไม่ได้เลย รู้ใช่ไหม?” แม่ผมผ่อนลมหายใจพลางตอบกลับมา

“รู้สิ.. ไม่ใช่ครั้งแรกนี่นะ ที่ผมมาขออะไรแบบนี้!!”

“เพราะแบบนี้เราเลยไม่สามารถลงเอยกันได้ เพราะมลรู้ว่า มลคบกับโน่ได้แค่เพื่อนนะดีที่สุดแล้ว!! ถึงแม้ในตอนนั้นจะผิดหวังกับโต้งมาก็ตาม” คำตอบของแม่ผม ทำให้ผมอึ้งจนคิดอะไรไม่ออก

“เอาน่าๆ มล โต้งขอช่วยมันพูดได้ไหม? โต้งไม่เคยเห็นมันเป็นแบบนี้กับใครมานานแล้ว มันจริงจังนะ!!” ลุงโต้งช่วยพูดเสริมขึ้น ผมแปลกใจนะที่ลุงโต้งยังนั่งอยู่ในห้อง เพราะแทบจะไม่รู้สึกตัวเลย ความโกรธของแม่ทำให้ผมความสนใจของผมพุ่งไปที่เดียว

“คุณก็เอากับเขาด้วย! อย่าบอกนะว่ารู้เรื่องนี้นานแล้วแต่ไม่ยอมบอกมลน่ะ!” แม่ผมมีท่าทีน้อยใจในน้ำเสียง

“ก็รู้ไงว่ามลเคยยื่นคำขาดกับมันไปแล้ว ผมเป็นกลางก็ลำบากใจนะ คนหนึ่งก็เพื่อน คนหนึ่งก็เมีย แต่ผมรู้จักเพื่อนผมดี  ครั้งนี้มันจริงจังนะ” ลุงโต้งเองก็พยายามหว่านล้อมให้แม่ใจเย็นๆ ลงหน่อย

แต่สุดท้ายแม่ก็ยังโวยวายลั่นบ้านไม่เลิก ผมผู้ไม่เคยกลัวใครยกเว้นแม่ได้แต่นั่งก้มหน้ารับผลที่จะเกิดขึ้นด้วยใจที่ห่อเหี่ยว ผมรู้ว่าคนดื้อดึงอย่างแม่ไม่มีทางยอมรับเรื่องแบบนี่ได้แน่นอน ยิ่งเคยเอ่ยปากห้ามไปแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะดื้อดึงเพียงใด

จากห้านาที ณ จุดเริ่มต้น ยาวนานไปจนถึงเกือบจะหนึ่งชั่วโมง แต่สำหรับผมมันเหมือนเวลาถูกยืดยาวไปมากกว่านั่น ผมเหมือนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิผู้ใหญ่ที่คนหนึ่งผิดหวังและโกรธเกรี้ยวที่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างใจ ไม่ชอบการผิดคำพูด อีกคนก็พยายามแสดงความจริงใจและแสดงจุดยืนของตนเอง ส่วนอีกคนได้แต่พยายามกล่อมและหว่านล้อมให้ทุกคนหาจุดกึ่งกลางของความต้องการแต่ละฝ่ายได้

“มลต้องการให้ผมพิสูจน์อะไร ผมทำได้หมด เพียงแต่อย่าแยกพวกเราออกจากกันเลย ผมรอของผมมานานกว่าที่ลูกของมลจะยอมรับรักผม ผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับใครเลย ผมคงรักใครไม่ได้นอกจากไอซ์!!”

ผมรู้สึกสะท้านเมื่อผมฟังจบประโยค ที่ผ่านมาผมคบกับทุกคนด้วยความต้องการทางเพศของผมเท่านั้น แต่การโดนใครสักคนรักผมมากมายขนาดนี้ ผมเพิ่งจะเคยรู้สึกแบบนี้เป็นครั้งแรก

“เพราะมลรู้จักโน่ดี เลยรู้ไงว่าความรักของโน่มันไม่มีอยู่จริง โน่ไม่เคยเชื่อใจใคร ไม่เคยไว้ใจใคร และไม่เคยมีใครที่จริงจังด้วยเลย!! มันทำให้มลไม่สามารเขื่อถือคำพูดของโน่ได้!!” คำพูดทำนองนี้ออกจากปากแม่ผมตลอด 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“มล….” ลุงโต้งเดินมาจับมือแม่ของผมที่กำลังสั่นเทา เป็นภาพที่เจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจ

“มล….. เป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน ก็น่าจะรู้ใช่ไหมว่า หากเป็นนีโน่คนเก่า เขาจะไม่ทนฟังมลแบบนี้ ป่านนี้คงลักพาตัวไอซ์ไปเสพสุขที่ไหนสักแห่ง ไม่กลับมาแล้ว แต่มลรู้ใช่ไหมว่าทำไมผมไม่ทำแบบนั้น!”  เป็นคำพูดของคนที่ผมรัก และทำให้ผมกลัวได้ในเวลาเดียวกัน

นี่มันเคยทำอะไรแบบนั้นจริงหรือวะ? ผมคิดพลางขนลุกไปพลาง

“งั้นพิสูจน์มาเรื่องหนึ่ง!” เหมือนแม่ผมคิดอะไรออก จึงตัดสินใจพูดออกมา

“ได้!! ผมรับปากได้ทุกเรื่องหากจะพิสูจน์ให้มลรู้ว่าผมจริงจังแค่ไหน?” พี่โน่ยึดอกมั่นใจ

“งั้นโอนที่ดินตรงศาลากลางจังหวัดให้ไอซ์!” แม่ผมพูดอะไรที่ทำให้ผมงงมาก ของแค่นี้มันจะไปพิสูจน์อะไรได้

แต่สีหน้าตกใจของพี่โน่ทำให้ผมรู้สึกกังวลขึ้นมา

“มล!! มลก็รู้ว่า กว่าที่ไอ้โน่มันซื้อที่ดินของเตี่ยมันคืนยากแค่ไหน! ทำไมถึงได้…..” ลุงโต้งที่ตกใจไม่ต่างจากเพื่อนของเขาโพล่งพูดขึ้นมา

“ตกลง!!” พี่โน่พูดตัดบทลุงโต้ง และเป็นลุงโต้งที่ตกใจมากกว่าแม่ผมเสียอีก

“เฮ้ยๆๆ ไหนมึงบอกว่าจะเก็บที่ดินนั้นไว้นะลึกถึงเตี่ยมึงไง! ที่ดินที่มึงเติบโตมา ที่ดินที่พ่อมึงขายส่งมึงเรียน!!” คำพูดของลุงโต้งถูกหยุดโดยผ่ามือที่ผายขึ้นมาของพี่โน่

“ไม่เป็นไร… ของๆ กูก็เหมือนของแฟนกู” พี่โน่พูดด้วยถ้อยคำมาดมั่นไม่ละสายตาจากแม่ของผม

“เอาไปคิดดูก่อนสักคืน แล้วพรุ่งนี้ค่อยให้คำตอบ” แม่ผมพูดสวนกลับแทบจะทันที

“แม่ แบบนี้มันเกินไปไหมครับ?” ผมที่เงียบอยู่นานเริ่มทนไม่ไหวเลยเผลอแทรกบทสนทนาเข้าไป

แม่ผมจ้องกลับตาแทบจะลุกเป็นไฟ ผมก้มหน้าโดยอัตโนมัติ

“กลับไปที่ห้องเดี๋ยวนี้ แม่ขอกักบริเวณลูกจนกว่าจะเปิดเทอม ไปสำนึกผิดในห้อง ถ้าไม่เรียกไม่ต้องออกมา!!”  เสียงแม่ผมดังแหวกอากาศมาถึงผม

“Mom! Is doesn’t make any sense!!”  ผมโวยขึ้น

“Isack!!, don’t make me do the hard way, go now!!” แม่ผมสวนกลับด้วยอารมณ์ที่ร้อนแรงดั่งไฟ

ผมผ่อนลมหายใจแรง และเดินกระทืบเท้าจากไป ด้วยน้ำตาที่คั่งค้างอยู่ในดวงตา

ก่อนขึ้นไปถึงชั้นสอง ผมได้ยินแม่พูดเสียงดังเป็นการเชิญแขกให้กลับไปได้แล้ว

“หมดเรื่องที่จะคุยแล้ว พรุ่งนี้เจอกัน!!”

ไม่นานต่อจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงรถยนต์ขับออกจากบ้านไป พร้อมอาการหน่วง ๆ ในทรวงอก ผมเผลอจับหน้าอกตัวเอง รู้สึกถึงความว่างเปล่าภายใน แต่ทำไมมันถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้

…………

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 351
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-1
Comment
เคยคิดว่าตัวเองเขียนฉาก NC เยอะไปไหม แต่มือมันพิมพ์ไปเพลินๆ ก็เลย เลยตามเลย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด