Underneath the tree มหาสมุทรใต้ต้นไม้ (บทที่ 1 - บทเสริม 10) 21 ม.ค. 22
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Underneath the tree มหาสมุทรใต้ต้นไม้ (บทที่ 1 - บทเสริม 10) 21 ม.ค. 22  (อ่าน 6305 ครั้ง)

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-1
อะไรอ่ะ ยังไม่รู้เรื่องเลย จะจบเเล้ว เหมือนความสัมพันธ์ดำเนินมาเเค่10%เอง สมุทรเพิ่งเปิดใจเอง จะจบเเล้ว

ผมเขียนสั้นไปเหรอครับ 5555
เดี๋ยวรออ่านต่อไปนะครับ

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-1

ผมนั่งถอนหายใจอยู่หน้าห้องระหว่างรอเข้าคาบเรียนตอนเช้า จนทำให้เพื่อนๆ ที่อยู่ด้วยมองหน้าผมด้วยสีหน้าแปลกใจ

“มึงยังคิดมากอยู่อีกเหรอ?” พี่ชายฝาแฝดของผมเอ่ยถาม

“อืม…..” ผมตอบกลับไปแบบผ่านๆ

“แม่ก็ไม่ได้โกรธเรื่องที่มึงเสียมารยาทเมื่อวานไม่ใช่เรอะ? มึงจะคิดมากอะไร ดูท่าทางแม่จะบันเทิงอยู่ไม่น้อยนะ เพราะหลังจากที่พวกเราเดินขึ้นห้องนอน พวกแม่ก็หัวเราะเรื่องนี้กันดังลั่น!!” เฟรมพยายามปลอบผมในแบบของมัน ซึ่งเรื่องนั่นผมน่ะทำใจได้แล้วเรื่องที่โดนแกล้ง แต่ก็ต้องขอกลบเกลื่อนไปก่อน เพราะตอนนี้มันมีเรื่องที่ผมหนักใจกว่านั่นอยู่

เรื่องก็คือ…. ดันไปตกหลุมรักศัตรูเก่าของตนเอง เรื่องที่สมัยแย่งกันจีบพี่กวีสุดน่ารัก ก็ยังจำได้ดีว่าทำกับผมไว้แสบแค่ไหน  ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาระหว่างผมกับเขาคนนั้นก็ไม่เคยญาติดีด้วยสักครั้ง และที่สำคัญคนๆ นี้ เคยตกหลงรักแม่ของผมเองอีก ยิ่งคิดยิ่งซับซ้อน จนแทบจะคิดหาทางออกไม่ได้

ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรหากพี่โน่จะแก่คราวพ่อ (แต่หน้าตายังเด็กกว่าอายุมาก) แต่ดันเป็นเพื่อนสนิทแม่นี่สิ และยิ่งได้รู้ความรู้สึกที่เขามีต่อแม่ของผม ผมก็รู้สึกพ่ายแพ้และสับสน

ทั้งคาบเช้าจนถึงเที่ยง ผมแทบจะไม่ได้เรียนเอาอะไรเข้าหัวเลย มันมีแต่ความคิดเรื่องนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ซึ่งผมอธิบายไม่ถูก แม้แต่เพื่อนสนิทในกลุ่มอย่างไอ้ต้นน้ำและไอ้ต้นกล้า จะกวนบาทาผมอย่างหนักก็ยังทำให้ผลหยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้เลย

“เออ!! มึงเย็นที่แม่นัดไปวัดชุดน่ะ มึงไปกับอาโต้งก่อนนะ กูมีธุระเดี๋ยวกูตามไป” ไอ้เฟรมพูดขึ้นช่วงพักกินข้าวเที่ยง

“หะ…!! หา!?! อะไรนะ?” อยู่ๆ ก็มีเรื่องที่ทำให้ผมสนใจสงสัยขึ้นมาจากปากพี่ชายฝาแฝด

“อ้าว! ไอ้สัด สมควรที่โดนแม่ด่าตั้งแต่เช้าแล้ว เป็นอะไรไปวะ ช่วงนี้ หรือมึงจะไม่อยากให้แม่แต่งงานใหม่จริงๆดูมึงใจลอยๆ ตลอดเลย!!” ไอ้เฟรมนิ่วหน้าหันมามองหน้าผมอย่างหาเรื่อง

“ไม่!! ไม่ใช่อย่างนั้น กูมีเรื่องต้องคิดนิดหน่อย แต่ไม่ใช่เรื่องแม่หรอก” ผมแก้ตัว ที่จริงก็มีส่วนจริงอยู่กึ่งหนึ่งล่ะ แต่ไม่เล่าให้ไอ้พี่ชายฟังดีกว่า มันคงไม่เข้าใจ

“ไม่ใช่เรื่องของแม่ก็แล้วไป ! แล้วเอาไงเรื่องที่ไปลองชุดน่ะ มึงไปก่อนนะ!!”

“แล้วมึงจะไปไหน? ทำไมไม่ไปกับกู แล้วต้องตัดชุดอะไรวะ!?!”

“อ้าว! สัด! นั่นไง ชุดที่จะไปงานแต่งงานแม่มึงไง!!”

“ก็แม่มึงเหมือนกันไหม!! สัด!!”  พี่น้องที่พูดกันแบบนี้ประจำจนเพื่อนๆ ในคณะฯ เห็นจนชินตา


หลังจากเรียนครบจบทุกคาบ ผมก็มานั่งเบื่อๆ คนเดียวที่พื้นที่เอนกประสงค์ใต้อาคารเรียนรวม ซึ่งเป็นที่สิงสถิตของกลุ่มผม แต่ตอนนี้จะเรียกว่ากลุ่มคงไม่ได้เพราะผมนั่งอยู่คนเดียว

ไอ้ต้นน้ำติดเมีย เลิกเรียนก็หายหัวไปเลย
ไอ้พี่ชายเฮงซวยก็หายศรีษะไปกับไอ้เพื่อนปากหมาอีกคนหนึ่ง ก็คือไอ้ต้นกล้า 

น่าสงสัยบอกได้คำเดียว ใกล้จะสอบปิดภาคเรียนแล้ว พวกมันทำไมทำตัวตามสบายขนาดนี้วะ เดี๋ยวพอใกล้สอบพวกมันก็จะมาขอร้องผมให้ช่วยติวให้เหมือนเดิม เป็นอย่างนี้มาเกือบสามปีแล้ว

ในระหว่างที่ผมผ่อนลมหายใจไปกับเรื่องเพื่อนๆ ในกลุ่มแต่ละคน การที่คนหน้าตาดีอย่างผมมาอยู่คนเดียวในสถานที่สิงสถิตเป็นประจำของกลุ่มผมแบบนี้ ทำให้ตกเป็นเป้าสายตาไม่น้อย และแน่นอนว่ามีคนจำนวนมากที่ยังแยกผมกับไอ้เฟรมไม่ออก สาวๆ หนุ่มๆ เลยทำได้แต่เดินผ่านและยิ้มให้เพราะไม่รู้ว่าจะทักทายผมดีไหม กลัวหน้าแหก

โดยเฉพาะสาวๆ เพราะผมมักจะบอกกับสาวๆ ที่มาวอแวกับผมเป็นประจำว่า ผมไม่สนใจผู้หญิงนะครับ ผู้ชายหน้าสวยๆ เท่านั้นที่เป็นสเปก ต่างจากพี่ชายผมที่สนิทกับผู้หญิงทุกคนแต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะให้เบอร์หรือ ไลน์ไอดีกับใคร เพราะแฟนมันโคตรดุ สาวๆก็เลยดูมีความหวังกับไอ้เฟรมมากกว่า (รูปหล่อกัปตันทีมบาส)

ผมมองนาฬิกาข้อมือครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะมันเลยเวลานัดมาเกือบสิบนาทีแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นอนาคตพ่อเลี้ยงของตนเองจะมารับเสียที ปกติผมเป็นโรครออะไรนานๆ ไม่เป็น เลยยิ่งหงุดหงิดกับการอยู่เงียบๆ คนเดียวแบบนี้

หลังจากคิดคำด่าหยาบคายในหัวสักสิบประโยคกับอนาคตครอบครัวตัวเอง ผมจึงตัดสินใจจะกลับไปรอที่บ้าน เพื่อให้แม่ด่าไอ้คุณอาโต้งที่ผิดเวลาขนาดนี้ นี่หากเป็นผมผิดนัดกับแม่นะคงโดนดึงหูขาดไปแล้ว

“เฮ้ย!! ทำไมเหลือคนเดียว?” เสียงคุ้นหูดังขึ้นที่ด้านหลัง ผมรีบหันกลับไปด้วยความประหลาดใจ

“พี่โน่ อ้าว!! มาทำอะไรแถวนี้!!” ผมเอ่ยทักคนรูปร่างเล็กที่มีเหงื่อพรายผุดขึ้นเต็มใบหน้าขาวๆ นั่น

“มึงอย่าเพิ่งถาม!! รีบตามกูมา!!” คนตัวเล็กเดินมาจับข้อมือผมให้ลุกขึ้น

“เฮ้ยๆ เดี๋ยวดิ! ไปไหน?” ผมยื้อแขนข้างนั้นและถามต่อ

“ก็มารับมึงไปวัดชุดงานแต่งแทนพ่อมึงไง!!” อีกฝ่ายยื้อแรงขึ้นจนผมต้องลุกก้าวตาม

“พ่อเลี้ยง!!” ผมสวนเพื่อให้อีกฝ่ายใช้คำให้ถูกต้อง

“จะพ่อเลี้ยงหรืออะไรก็ช่าง!! แต่กูต้องมารับมึงแทนมันเนี่ย!! ไอ้สัด จะแต่งงานกับแม่แต่กลับลืมลูกเขาเนี่ยนะ ก็ต้องเป็นกูสิเนี่ยต้องมาตามเก็บตามเช็ดให้ทุกครั้ง!!” พี่โน่เดินลากผมไปบ่นไป

ผมเห็นอีกฝ่ายดูเดือนดาลก็ปฎิบัติตามอย่างว่าง่าย เพราะใครๆ ก็รู้ว่า แม่ผมไม่ชอบการผิดแผน การที่อาโต้งลืมที่จะมารับผมด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แม่ผมคงไม่ยอมจบง่ายๆ

แต่อาการกลัวเกรงแม่ผมของอาโต้งแบบนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างหนึ่งว่าอาโต้งก็รักแม่ผมไม่น้อยเช่นกัน

พี่โน่ปล่อยมือผมตรงที่เขาจอดรถสปอร์ตคันงามราคาหลายล้าน พร้อมพยักหน้าเป็นเป็นคำสั่งให้ขึ้นรถ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ขึ้นรถกันแต่สองคน แต่ความรู้สึกที่ชัดเจนขึ้นของผมก็ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นจนเกือบเก็บอาการไม่ค่อยจะอยู่

แม้เครื่องปรับอากาศในรถจะเย็นฉ่ำแต่เม็ดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าอีกฝ่ายต่างก็ผุดออกมาไม่ขาด มันไหลลู่ลงตามรูปหน้าที่เล็กได้รูปจนกระทั้งผมทนเห็นภาพตรงหน้าไม่ไหว จัดการหยิบกระดาษเช็ดหน้าบนรถซับหน้าให้ระหว่างที่อีกฝ่ายขับรถ

“ทำไมไม่เช็ดให้เรียบร้อย เดี๋ยวก็เข้าตากันพอดี!!” เหงื่อเค็มๆ เข้าตาน่าจะแสบ และมันก็ขับนถเร็วเสียเหลือเกิน

“เดี๋ยวเหงื่อเข้าตาก็แสบจนมองทางไม่ได้หรอก ผมยังไม่อยากตายนะ!!” ผมเสริมแก้เขินขณะค่อยๆ ใช้กระดาษเช็ดหน้าซับเหงื่อที่ผุดขึ้นมาไปตามรูปหน้าและเหนือคิ้ว

“ก็รออยู่ ว่าเมื่อไหร่จะเช็ดให้” คนขับรถตอบเสียงเรียบ

“เช็ดเองก็ได้นี่เห็นขับรถมือเดียวออกจะบ่อย!!”

“ก็อยากให้เช็ดให้”

อยู่ๆ ก็โดนอีกฝ่ายรุกมากแบบนี้ทำให้ผมถึงกับทำตัวไม่ถูกรีบเก็บไม้เก็บมือนั่งนิ่งเรียบร้อยตลอดทาง ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้มองแต่ทำไมผมถึงรู้ว่า ไอ้เตี้ยนั่นมันอมยิ้มอยู่ก็ไม่รู้

ในที่สุดก็ถึงที่หมายเสียที ผมพึมพำในใจเมื่อเห็นอาคารร้าน เวดดิ้ง เพลเนอร์ชื่อดังในจังหวัด หลังจากรถจอดสนิท ผมกล่าวคำขอบคุณและก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็วจนแทบไม่มองคนที่ขับมาส่ง

ขณะที่กำลังรีบเร่งเข้าประตูร้านที่ตกแต่งด้วยกระจกสไตล์โบสถ์ยุคกลางของทางยุโรป ที่ปลายสายตาผมก็ไปกระทบกับชายร่างท่วมที่วิ่งมาจากลานจอดรถอีกฝั่งของอาคาร

“เซฟ!!” ชายร่างท้วมวิ่งกระหืดกระหอบมาแตะประตูร้านพร้อมพูดเหมือนกีฬาเบสบอล

“อ่า…..ครับ” ผมมองคนที่เหงื่อท่วมร่างจนเสื้อเชิ้ตแขนยาวที่ใส่ลู่เปียกติดลำตัว พร้อมเอ่ยทักเป็นเชิงคำถาม

“ติดธุระนิดหน่อยน่ะ…..เอ่อ… ไอซ์ใช่ไหม?” ลุงโต้งพูดไปหอบไป แต่ก็สร้างความประทับใจให้ผมได้ดีทีเดียว เพราะน้อยคนนะที่จะจำแนกพวกผมได้ หากไม่สนิทกัน

“ใช่ครับ! ผมเข้าใจครับ รีบเข้าไปกันเถอะครับ ป่านนี้แม่ผมคงนั่งเคาะนาฬิกาข้อมือจนกระจกพังแล้วครับ” ผมรีบชวนอีกฝ่ายทันทีที่ผมเหลืบไปมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง

“เห็นภาพเลย” อีกฝ่ายยิ้มแห้งๆ เห็นด้วย

เป็นไปตามคาด แม่ผมนั่งหน้านิ่วในชุดเดรสสีขาวเกาะอก ผ้าลายลูกไม้ที่ประดับไปด้วยลูกปัดนับไม่ถ้วนที่ส่องประกายระยิบระยับ ช่วยส่งเสริมให้คนที่สวมใส่เหมือนนางฟ้าที่ร่วงลงมาจากสวรรค์ แต่ใบหน้าที่แสดงอยู่ของนางฟ้ากลับทำให้รู้สึกว่านรกอยู่แค่เอื้อม

“ที่รัก ยางรถผมมันระเบิดน่ะ กว่าจะหาที่เปลี่ยนได้แทบแย่” ลุงโต้งที่มีไหวพริบดีรีบแก้ตัว ในขณะที่ผมนั่น ยอมรับบทลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว ถึงจะสายแค่สิบนาทีแต่แม่ผมผู้รักษาเวลายิ่งกว่าผู้ใดนั้น มันเหมือนจะเป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้

ผิดคาด …. แม่ผมกลับเปลี่ยนใบหน้าที่บึ้งบูด กลายเป็นรอยยิ้มพร้อมทั้งโผเข้ามากอดลุงตัวอวบได้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู ความรักทำให้คนเปลี่ยนไปได้อย่างเหลือเชื่อ 

หากเป็นผมที่เดินเข้ามาคนเดียวคงกลายเป็นศพกองอยู่หน้าร้านไปแล้ว เห็นสวยๆ แบบนี้ ความโหดไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ผมรู้ซึ่งดี เพราะการลงโทษของแม่ ไม่ได้มีแค่การลงมือหนัก แต่ยังบทลงโทษอื่นๆ ที่คิดว่าโดนไม้เรียวฟาดให้มันจบๆ น่าจะดีกว่า

“แม่ครับ ผมว่า…. มัน….” ลูกชายอีกคนที่เรียบร้อยกว่าผม เดินออกมาพร้อมกับการแต่งกายที่คนทั่วไปคงไม่ใส่

“หล่อมากเลยจ๊ะ” แม่ผมโผจากคนตัวท้วมไปพินิจพี่ชายผมในระยะประชิด พี่ชายผมที่อยู่ชุดทักซิโด แบบในสมัยก่อตั้งอาณานิคมยุโรป เสื้อตัวนอกมีชายเสื้อทางด้านหลังเป็นหางแหลมชี้ลงพื้นยาวจนเลยหัวเข่า หมวกทรงสูงสีดำเงาวาว ถูกชี้นิ้วสั่งให้หมุนตัวไปมา ผมมองไปด้วยสายตาที่หวาดหวั่น อย่าบอกนะว่าต้องแต่งแบบนี้ นี่มันธีมอะไรวะ?!?

“เหมาะดีนะ” เสียงปนหัวเราะดังขึ้นจากทางด้านหลัง ผมหันไปก็พบพี่โน่เดินเข้ามายิ้มร่าเริงปนหัวเราะ

“ไม่ต้องหัวเราะ เธอก็ต้องแต่งตัวแบบนี้!!” แม่ผมหันมาทางผู้มาใหม่ด้วยรอยยิ้มเพชรฆาต ทำให้คนมาใหม่ยิ้มสลายไปทันที

“เฮ้ย!! ไม่เห็นบอกกันก่อน!! นี่มันไม่ได้อยู่ในข้อตกลง!!” คนตัวเล็กโวยวาย แต่ก็ถูกเพื่อนสนิทอย่างลุงโต้งเดินเข้ามาจับไหล่และส่ายหน้า

“เพราะมึงคือเพื่อนเจ้าบ่าวไงล่ะ! มึงก็รู้ว่าเถียงไปก็ไม่ชนะหรอก” ลุงโต้งพูดด้วยสีหน้าทำใจ

“ที่บอกว่าธีมแวมไพร์ยุคอาณานิคม กูนึกว่าพูดเล่น!!” ผมเห็นเส้นเลือดของคนตัวเล็กปูดโปนที่ขมับ

“เอาน่าๆ กูบอกไปแล้วว่างานแต่งก็แล้วแต่เขา” ลุงโต้งที่เห็นชุดของตนถูกเจ้าหน้าที่ในสตูดิโอนำมาให้ตรงหน้าก็แอบกลืนน้ำลาย

“มึงตามใจยัยมลไปแล้วนะ!!” นักเลงตัวเล็กโวยวายไม่เลิก จนกระทั้งแม่ผมเอาชุดของเพื่อนเจ้าบ่าวมาส่งให้กับมือ นีโน่จึงได้แต่ทำใจยอมรับ เพราะสายตาของแม่ผมนั้นไม่ธรรมดา ไม่มีใครต้านทานได้หรอก รังสีอำมหิตเหล่านั้นผมยังสามารถรับรู้ได้จากอีกฝากหนึ่งของห้อง หลังจากที่ผมมารับชุดของตนเองจากพนักงานของสตูดิโอ

“เจ้าบ่าวไปเปลี่ยนห้องทางนั่นนะคะ ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวและลูกชายไปเปลี่ยนที่ห้องนี้คะ เหลือห้องเดียวเปลี่ยนด้วยกันได้นะคะ?” พนักงานสาวสวยแจ้งพร้อมผายมือไปตามทางเดินที่จะไปแต่ละฟากของห้องตามกำหนด ภายใต้สายตาและรอยยิ้มเย็นเยียบของแม่ของผม

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-1
ผมเดินเข้ามาถึงห้องแต่งตัวด้านในของอีกฟากหนึ่งของห้องเจ้าบ่าว โดยมีคนตัวเล็กอย่างนีโน่เดินตามมาติดๆ

ในห้องมีขนาดประมาณ 3x3 เมตร ผนังเป็นกระจกรอบ นอกจากกระจกก็จะทาสีผนังด้วยสีขาว แสงสว่างของห้องที่มากกว่าด้านนอกทำให้ผมต้องป้องตาเพื่อให้ปรับแสงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมใหม่ โดยมีนีโน่ปิดประตูลงกลอนตามหลังมา

“เฮ้ย!!” ผมแอบตกใจกับเสียงลงกลอนพร้อมกับหันมาเจออีกคนที่ตามหลังมาติดๆ

“ตกใจเชี้ยอะไร! น้องสาวคนนั้นก็บอกอยู่ว่าให้มาเปลี่ยนห้องเดียวกัน!” คนตัวเล็กพูดพลางแขวนเสื้อที่ถูกสวมถุงพลาสติกใสอย่างดีกับราวแขวนใกล้กับประตู

ผมฟังก็คิดได้ว่า ‘มันก็จริง’ จึงทำได้เพียงพยักหน้าตามและหาที่แขวนเสื้อผ้าเช่นกัน ซึ่งมันอยู่อีกฟากหนึ่งของประตู

หลังจากที่แขวนเสื้อผ้าแฟนซีเหล่านั้นเรียบร้อย ผมก็ต้องเก็บอาการกับภาพที่เห็นตรงหน้า คนตัวเล็กที่อายุคราวพ่อได้ถอดเสื้อและกางเกงออกอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงกางเกงในตัวจิ๋วที่ปกปิดบางอย่างที่ไม่จิ๋วสมกับตัวตนเจ้าของเอาไว้  มัดกล้ามที่ขึ้นเห็นเด่นชัดถายใต้แสงดาวน์ไลท์สีขาวอมส้ม ผิวขาวที่อยู่ภายใต้ร่มผ้าตัดกับผิวที่โผล่พ้นเสื้อโปโลแขนสั้นแบบชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเป็นคนทำงานหนักและอยู่กลางแจ้งพอสมควร ผิวภายในร่มผ้าที่ละเอียดขาวผิดกับวัยกลางคนมาก แปลว่าก็เป็นคนที่ดูแลตัวเองดีระดับหนึ่ง ลอนกล้ามอกไล่ไปจนถึงลอนกล้ามท้องที่ชัดเจนตามเส้นเงาที่แสงตกกระทบไม่ถึงเหล่านั้น ทำให้ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ โดยเฉพาะส่วนที่นูนเด่นเย้ายวนที่ช่วงล่างไล่จากกลางลำตัวลงไปมันทำให้ผมรู้สึกถึงความวูบช่วงท้องน้อย

“ที่มองนี่คือ อิจฉา! ใชไหม?” นักเลงตัวจ้อยยืนยึดตัวหันมาให้เห็นเด่นชัดทุกสัดส่วนแบบไม่ปิดบังด้วยรอยยิ้มเหมือนแกล้งหยอกให้ผมตื่นเต้นขึ้นไปอีก

“แค่นี้ผมก็มีไหมล่ะ” ผมไม่พูดเปล่า ผมจัดการถอดเสื้อและกางเกงออกอย่างลวกๆ พร้อมเผยให้เห็นสิ่งที่ผมมีและไม่ได้ด้อยไปกว่าไอ้คนขี้อวดตรงหน้า

ความจริงผมไม่ควรจะไปตื่นเต้นกับไอ้คนขี้อวดคนนี้เลยเพราะช่วงที่ไปเที่ยวทะเล มันก็ชอบแก้ผ้าอวดลำกล้ามลำโคนของมันให้พี่กวีเห็นบ่อยครั้ง ตอนนั้นรู้สึกหมั่นไส้จนอยากอ้วก!!

นึกคิดมาถึงตรงนี้ก็เกิดอาการร้อนวูบที่ช่วงท้องด้านบนและอารมณ์ขุ่นมัวแบบบรรยายไม่ถูกจนต้องทำเสียง ‘ชิชะ’ ในใจ

รู้สึกว่าช่วงนี้ตัวเองมีอารมณ์แปรปรวน

“อืม… ขาวเนียนดี หุ่นก็สมเป็นนักกีฬา แต่ดูท่าจะยังไม่โตเต็มที่” นีโน่พูดด้วยอาการยกยิ้มมุมปาก

“หมายความว่าไง!!??!” ไอ้เรื่องขนาดนี่แหละที่ผมยอมไม่ได้ คู่นอนที่ผ่านมาไม่เคยมีใครบ่นเรื่องขนาดเลย ใครก็ต่างเรียกผมว่า อนาคอนดาแห่งมหาวิทยาลัย!

“เข้าใจว่าอะไรอยู่ กูหมายถึงรูปร่างมึงน่ะดีนะ แต่ยังดูเด็กๆ อยู่เลย กล้ามแบบเด็กๆ รูปร่างแบบยังโตไม่เต็มที่ ดูยังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว” นีโน่อธิบายพลางสำรวจทุกซอกมุมจนผมรู้สึกอึดอัด

“งั้นก็แล้วไป” ผมรู้สึกเขินขึ้นมาเสียอย่างนั้นรีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่า ตอนนี้อยู่กันสองคนด้วยแต่ละคนนุ่งเพียงกางเกงใน มันให้ความรู้สึกแปลกยังไงไม่รู้ ยิ่งได้มองสายตาคนตัวเล็กก็ยิ่งรู้สึกโดนคุกคาม และเอนเอียงไปในทางความใคร่มากขึ้น เดี๋ยวน้องชายตัวเล็กจะตื่นเสียก่อน รีบจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เสร็จดีกว่า

“ส่วนเรื่องขนาดความเป็นชายก็อยากเห็นนะว่าจะสมคำร่ำลือหรือเปล่า?” เสียงพูดลอยๆ ดังขึ้นมาจนผมตัวเกร็งไปหมด รู้สึกหน้าร้อนขึ้นจนผมต้องจดจ่อกับการเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่หันหลังไปโต้ตอบ เพราะกลัวสายตาของคนตรงนั้นมาก มันทำให้ใจสั่นจนตัวร้อนวูบวาบไปหมด

…………………

หลังจากวันลองเสื้อผ้าวันแรก เหตุการณ์ต่างๆ ที่บ้านผมก็วุ่นวายมากกว่าเดิมด้วยการเตรียมงานแต่งงานที่กระชั้นชิด ไม่ใช่เพราะว่าไปดูฤกษ์งามยามดีอะไรมาเพียงแต่แม่ของผมอยากจัดงานแต่งให้เรียบร้อยก่อนไปฮันนีมูน ที่จองทริปในฝันไปมัลดีฟได้ด้วยความโชคดีในอีก สองเดือนข้างหน้า

บวกกับทุกกำหนดการที่ประเดประดังเข้ามามันไปประจวบกับตารางสอบปลายภาคของผมและพี่ชาย มันเลยมีอะไรไม่ลงตัวหลายอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ทุกกำหนดการที่ผมต้องช่วยแม่จัดการเรื่องการเตรียมการต่างๆ ต้องมาเจอกับชายตัวเล็กที่ต้องเวรต้องกรรมมาช่วยงานนี้ให้ลุล่วงด้วยเช่นกัน ทำให้เขาและผมต้องมาเจอกันบ่อยครั้งจนเกิดเป็นความเคยชิน จนกระทั้งถึงวันงานแต่งงาน ที่จัดขึ้นหลังจากปิดภาคเรียนมาได้ 1 สัปดาห์

ในวันงานพิธีรอบเช้าที่ทุกอย่างถูกจัดขึ้นแบบพิธีการแบบไทยประยุกต์ โถงห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมที่จองไว้ ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นงานบุญระดับย่อม มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเพื่อทำบุญถวายเพลแบบเรียบง่ายตามอย่างไทยนิยม ผู้คนที่มาร่วมงานต่างใส่ชุดไทยตามประเพณีมาร่วมงานกันอย่างพร้อมเพียง  ดอกไม้แบบไทยๆ ถูกประดับตกแต่งไปทั่วบริเวณงาน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ

ผมที่ถูกจับให้แต่งตัวแบบไทยๆ ในชุดราชปะแตน สวมโจงกระเบนผ้าเงามันสีสด มันช่างขัดกับใบหน้าที่ออกเค้าไปทางชาติตะวันตกอย่างมาก แต่เพื่อแม่ ผมและพี่ชายก็เลยยอมแต่โดยดี แม้มันจะรู้สึกไม่มั่นใจและแปลกตา แต่บรรดาเพื่อนๆ ของแม่ผมก็ต่างมาจับจองขอถ่ายรูปกับฝาแฝดหน้าฝรั่งในชุดไทยจนต้องนัดแนะมีคิวเพื่อถ่ายรูปกัน

คนที่ถ่ายภาพให้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือเพื่อนสนิทของพวกผมนี่แหละ ไอ้ต้นกล้าที่ใส่ชุดเรียบร้อยที่สุดเท่าที่เคยเห็นตั้งแต่คบกันมา แม้จะไม่ได้แต่งชุดไทย แต่มันก็เรียบร้อยแปลกตาเหมือนกัน มาดูดีๆ คนผิวสีแทนอย่างมันก็หล่อแบบวัวตายควายล้มเหมือนกันเวลาตั้งใจแต่งตัวแบบนี้  คล้ายดาราผิวเข้มช่องมากสีคนหนึ่งเหมือนกัน สังเกตได้จากเห็นลูกสาวของเพื่อนๆ แม่หลายคนแอบมองมาทางมันแล้วพลางอมยิ้มตลอด

ส่วนเพื่อนสนิทมากๆ อีกคนของผมน่ะหรือ ‘ไอ้ต้นน้ำ’ ติดต่อไม่ได้ครับ หายศรีษะไปเลย ตอนไปตามมันที่บ้านก็เจอแต่แม่มัน  แม่ต้นน้ำก็เพียงฝากขอโทษและฝากซองกลับมาเท่านั้น ไม่อย่างนั้นผมคงมีเพื่อนช่วยทำงาน หรือเพื่อนคุยแก้เขิน เพราะไอ้พี่ชายผมกับไอ้ต้นกล้า มันชอบซุบซิบกันสองคนจนผมรำคาญ อย่าบอกนะว่าพวกมันจะได้กันเอง  ผมคงทำใจยากสักหน่อย ไม่ได้ไม่ชอบไอ้ต้นกล้านะแค่รำคาญความพูดมากของมัน

ลิ่งหนึ่งในงานเช้าที่ทำให้ผมแปลกใจก็คือ ไอ้พี่นีโน่ ที่เป็นคนจัดการพิธีรีตรองต่างๆ ได้อย่างมืออาชีพ จัดการให้พิธีต่างเสร็จตรงตามเวลาจนทำให้แม่และลุงโต้งเอ่ยปากชมไม่ขาดปาก เพราะทั้งสองแทบไม่ต้องเหนื่อยมาห่วงอะไรเลย ผมเอ่ยชมต่อหน้าผมและทุกคนหลังเสร็จงาน ผมเห็นคนที่พูดถ่อมตัวตรงหน้าแล้วอดที่จะคว่ำปากแสดงออกมาไม่ได้ แต่ปฏิกิริยาของผมดันไม่สามารถรอดพ้นจากไอ้คนตัวเล็กได้ มันจ้องผมเขม็ง ในขณะที่ส่งยิ้มให้กับทุกคนในบริเวณนั้น ส่วนผมน่ะหรือ ขอตัวหายไปจากตรงนั้นดีกว่า เพราะวันนี้ยังอีกยาวไกล ยังต้องเหนื่อยอีกเยอะ ขอตัวแอบไปพักก่อนดีกว่า คิดได้ดังนั้นผมก็ทะยานหายไปจากบริเวณนั่นทันที แม้จะรู้ ผมอาจจะต้องโดนแม่บ่นเรื่องนี่แน่ๆ ก็ตาม

……..

ช่วงงานเย็น….. ผมไม่อยากบอกว่ามันคืองานแต่งงานนะ มันเหมือนแม่ ลุงโต้งและบรรดาเพื่อนๆ ของทั้งสองคนนั้นหาเรื่องจัดปาร์ตี้แฟนซีเสียมากกว่า แทบจะไม่มีพิธีรีตองอะไรเลยนอกจากการแนะนำบ่าวสาวและกินเลี้ยงกันอย่างสนุกสนาน

และก็เหมือนๆ งานเช้านั้นแหละ พวกผมสองคนถูกปฏิบัติไม่ต่างจากมาสคอตของงานถูกตามล่าให้ไปถ่ายรูปร่วมเฟรมกับบรรดาลุงๆ น้าๆ เพื่อนแม่จนผมและไอ้เฟรมคิดว่า นี่มันงานอะไรกันวะ?!?

ระหว่างที่ผมปลีกตัวออกจากบรรดาน้าๆ เพื่อนแม่และบรรดาญาติๆ ได้ ผมก็ไปเจอไอ้คนที่ผมไม่คิดว่าจะได้เจออยู่ตรงมุมห้องจัดเลี้ยงเพื่อสั่งการคนดูแลงานให้ทำงานอย่างเรียบร้อย ทำให้ผมได้เห็นมุมที่จริงจังของอีกฝ่ายอีกครั้งในระยะประชิด ที่ไม่ได้มีแต่มุมน่ากลัวหรือมุมเจ้าสำราญ ผมเผลอมองด้วยใจระทึกจนผมรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนออกมานอกอก และต้องหลบสายตาเมื่อพบว่าอีกฝ่ายสังเกตเห็นผมจ้องมองเขาอยู่ จนต้องเบี่ยงหน้าหลบสายตาอันคมกริบนั้น

“มีปัญหาอะไรในงานหรือเปล่า?” เสียงคนตัวเล็กดังขึ้นจากด้านหลังในระยะประชิด (นี่มันหายตัววาปมาหรือไง?)

“เอ่อ… เปล่า ไม่มีอะไรนี่” ผมพยายามทำให้ตัวเองมีพิรุธน้อยที่สุด บังคับเสียงให้เป็นปกติ สูดหายใจเข้าลึกๆ ดึงหน้าตัวเองก่อนจะหันไป

“เฮ้ย!!” เป็นใครเจอคนที่เราแอบตื่นเต้นในระยะประชิดไม่ถึงคืบแบบนี้ก็คงตกใจเหมือนผม ชายวัยกลางคนหน้าเด็กตัวเล็กคนนี้ แต่งกายในชุดแบบเดียวกับผมและการแต่งหน้าให้ดูซีดกว่าปกติ แต่ปากที่แดงแบบธรรมชาติแบบนั้นมันเกินไปจริงๆ ตั้งแต่ได้รู้สึกตัวว่าตัวเองรู้สึกแปลกๆ กับคนตรงนี้ ก็ยิ่งรู้สึกว่า นักเลงตัวเล็กคนนี้มันช่าง ‘น่ารัก’ เกินไปแล้ว

ผมถอยไปครึ่งก้าวด้วยความประหม่า แต่ด้วยที่มันกระทันหันเกินไป และรองเท้าทรงโบราณหัวแหลมไม่เป็นใจ ผมเลยเสียหลักถลาล่อนไปทางด้านหลังพร้อมร้องเสียงหลง ที่ปลายสายตาของผมเหลือบไปเห็นคนตัวเล็กรีบพุ่งตัวมาด้านข้างเพื่อประคองลำตัวคนที่กำลังจะล้มอย่างผม ไว้ได้อย่างทันท่วงที ด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย อย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

โครม!!

ผมหงายล้มลงไปนอนทับคนตัวเล็กอย่างช่วยไม่ได้

“ไอ้เด็กควายซุ่มซ่ามเอ้ย!! ทำไมตัวหนักแบบนี้นะ!!” คนที่มีส่วนสูงไม่เกิน 165 เซ็นติเมตร โวยใส่เด็กวัยรุ่นที่สูงเกิน 180 เซ็นติเมตรลั่น จนกระทั่ง แม่ สามีใหม่ และผองเพื่อนมารุมล้อมและต่างช่วยกันฉุดผมและไอ้เตี้ยขี้โวยวายนั้นขึ้นมาปัดตามตัว เพื่อตรวจสอบความเสียหาย

โชคดีที่ไอ้เตี้ยนั้นกระดูกตัน ไม่เป็นอะไรมากมาย ผมเคยได้ยินข่าวว่ามันเคยมีอริขับรถมาชน ไอ้พี่นีโน่มันยังลุกขึ้นมาลากคนไอ้คนขับรถมาต่อยจนหยอดน้ำข้าวต้มไปหลายวัน ส่วนผมนี่สิ เหมือนขาจะแพลงเลย รู้สึกเจ็บจี๊ดที่ข้อเท้าขวาอย่างรุนแรงจนต้องขอเก้าอี้เพื่อนั่งพัก

ผมบอกแม่ว่าไม่เป็นไร ให้แม่ไปดูแลแขกในงาน ผมขอนั่งพักอยู่ตรงนี่ก็พอ (ได้เวลาอู้เสียที ผมขี้เกียจเดินไปช่วยดูแขกให้แม่ ไหนจะโดนขอถ่ายรูปร่วมเฟรมกับพี่ชายอีก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นจำอวดที่ทุกคนต่างต้องมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก)

หลังจากที่พี่ชายของผมที่ควรจะนั่งคอยดูแลผมที่ลุกไปไหนไม่ไหวตามคำสั่งของมารดาในชุดเจ้าสาวสีขาว ไอ้เฟรมเหมือนมันจะรู้ว่าผมแสร้งเจ็บหนัก เพราะแค่มองตาผมมันก็รู้แล้ว นี่เป็นแผนอู้ของผม มันก็เลยขอตัวและหายไปจากสายตาผมทันทีที่รู้ทัน ผมเองก็คิดว่าดีเหมือนกัน ขืนมานั่งทำหน้าตาเหมือนกันแบบนี้ก็ยิ่งเด่น ยิ่งดึงดูดสายตาให้คนเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย คงไม่ได้พักจริงๆ ถึงอย่างนั้นก็แอบสงสารมันเหมือนกัน เพราะไม่นานหลังจากที่ไอ้เฟรมลับตาไป ผมก็ได้ยินบรรดาน้าๆ ลุงๆ เพื่อนแม่กรี๊ดกร๊าด ผมเดาว่ามันคงถูกลากไปเป็นพร๊อบถ่ายรูปแน่นอน

ระหว่างที่ผมนั่งดื่มน้ำอัดลมพลางผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกที่วันนี้พ้นจากหน้าที่รับแขกเร็วกว่ากำหนด ก็มีชายคนหนึ่งมาขอนั่งด้วยจากทางหางตา ผมผู้ซึ่งไม่ได้ใส่ใจจึงตอบรับไปโดยไม่ได้หันไปมอง

“พี่ว่าพี่แต่งเยอะแล้วนะ แต่มาเจอน้องนี่ พี่ยอมเลย” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้นจนผมต้องหันไปมอง

“พี่ไห่?!?” ผมทักคนที่แต่งตัวด้วยทักซิโดสีดำขลับ ประดับด้วยลายลูกไม้บางๆ ที่ปกเสื้อนอกและ หูกระต่ายประดับหมุดสีดำแวววาว ใบหน้าถูกแต่งให้ซีดกว่าปกติ และทำผมเรียบเหมือนดูเปียกน้ำ เป็นคนที่แต่งแบบไหนก็หล่อเหลือรับประทานจริงๆ

“ผมไม่รู้ว่าพี่ไห่ถูกเชิญมาร่วมงานด้วย!?!” ผมถามด้วยอาการมืนงงกับภาพหล่อๆ ตรงหน้า

“อืม…. ก็ไม่เชิง พี่มาทำงานมากกว่า….. แต่ถูกบังคับให้แต่งตัวแบบนี้” จินไห่ตอบด้วยอาการขวนเขินกับชุดที่ไม่คุ้นเคย พลางก้มมองเสื้อผ้าที่ใส่

“ก็นึกว่าอาหารมันหน้าตา และรสชาติคุ้นๆ ที่แท้ก็มาจากร้านพี่นี่เอง ส่วนเสื้อผ้าพวกนี้ พี่โน่คงบังคับพี่ใส่น่ะสิ” ผมเดาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในงาน

“ตามนั้น” จินไห่ตอบพลางส่ายหน้าเบาๆ ผมได้ยิ้มตามอย่างเข้าใจสถานการณ์

“ขอบใจนะ ที่มาช่วยดูแลเรื่องอาหารให้ พักสักหน่อยก็ได้ แขกที่มาก็เริ่มอยู่ตัวกันแล้ว” คนที่กำลังถูกพูดถึงในบทสนทนาก็ปรากฏร่างจากทางด้านหลังเหมือนได้ยินเสียงเรียก เขาเดินมายืนข้างจินไห่และวางมือหยาบลงบนบ่าจินไห่ ที่ตอนนี้หันไปยิ้มให้ และนีโน่ยิ้มกลับอย่างพึงใจ

ภาพที่เห็นตรงหน้ามันทำให้เลือดในอกมันสูบฉีดขึ้นไปถึงหน้าและวิ่งไปทั่วร่างอย่างประหลาด ผมหายใจแรงและหันหน้าไปมองทางอื่นในงานเผื่อมันจะดีขึ้น ทำไมมันหงุดหงิดแบบนี้นะ ผมคิดทบทวน จนได้คำตอบว่า ผมคงโมโหแทนเพื่อนสนิทแน่นอน ก็แฟนมันโดนจีบทางอ้อมแบบนี้นี่หว่า!!

“เฮ้ย ไอ้เด็กเป๋จะไปไหน?!?” นีโน่ทักขึ้นเสียงแข็งเมื่อผมกำลังจะลุกหนี

“ไปให้ไกลจากตรงนี้ ผมไม่อยากอยู่เป็นก้าง พี่จะได้ทำอะไรสะดวกๆ !!” ผมพูดสวนกลับไปทั้งที่ไม่มอง

“นั่งอยู่นี่แหละ จะเอาอะไรก็บอก เดี๋ยวกูไปเอาให้!!” ไอ้นักเลงโตตะคอกกลับมา พร้อมเสียงหัวเราะในลำคอของจินไห่

เฮ้ย! อะไรว่ะ ไอ้การตอบสนองที่ไม่คาดคิดแบบนี้ ผมอึ้งและย่อตัวลงนั่งที่เดิมช้าๆ

“เฮ้ย!! พี่เพิ่งรู้ว่าน้องขาเจ็บ! เดี๋ยวไปหาน้ำแข็งมาประคบให้ไหม?” จินไห่ยิ้มอย่างสุภาพและขอตัวเดินหายไปในฝูงชนของงานเลี้ยงฉลองงานแต่งงานที่ไร้ซึ่งแบบแผน มีแต่ความวุ่นวายตรงหน้า เหมือนแค่จะหาเรื่องจัดปาร์ตี้กันมากกว่า

“แล้วเมื่อกี้มึงจะไปเอาอะไร?” คนตัวเล็กถามพลางขมวดคิ้ว

“เปล่า…. ” แต่รำคาญ… เสียงในใจบอกแบบนั้น

“นี่มึงยังคิดอกุศลเรื่องกูกับน้องไห่อีกเหรอวะ?” อีกฝ่ายถามเข้าเรื่องพร้อมนั่งลงข้างๆ ผม

“ก็มึงเคยชอบเขานี่ แล้วยังทำตัวเจ้าชู้ใส่พี่ไห่เหมือนเดิมแบบนี้ใครจะไม่คิด!” ผมเริ่มกลับมาใช้คำเรียกเดิมระหว่างผมกับมันอีกครั้ง อะไรบางอย่างในอกมันสั่งมาแบบนั้น

“มึงนี่ก็คิดมาก ถึงกูจะดูเลวนะ แต่เรื่องความรักนี่กูไม่เคยฝืนใจใครนะ หากเขาบอกว่า ‘ไม่’ กูก็ ‘ไม่’ แค่นั้น ทุกวันนี้กูก็ห่วงกันเหมือนพี่น้อง ขนาดกับมลกูยังเป็นเพื่อนกันได้เลย!!” นีโน่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ประโยคเหล่านั้นมันทำให้ผมถึงกับสะดุ้ง เพราะมันหมายถึงว่าคนๆ นี้เกือบจะมาเป็นแฟนแม่เขานี่หว่า

“ไม่เห็นต้องมาอธิบายอะไรก็ได้นี่หว่า?!?” ผมตอบกลับไปลอยๆ

“กูแค่อยากเคลียร์ตัวเอง!!”

“เพื่อ?!?”

“กูไม่อยากให้มึงเข้าใจผิด!”

“ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจว่ะ”

“…….” นักเลงตัวเล็กไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงจ้องหน้าผมเหมือนพยายามให้ผมอ่านใจมันให้ได้

แต่ไอ้ใจที่ไม่รักดี  มันกลับเต้นระงมระรัวจนแทบจะทำให้ผมหน้ามืด ในใจได้แต่คิดว่า พี่จินไห่ที่หายตัวไปเอาน้ำแข็งเมื่อไหร่จะกลับมาเสียที

“เป็นอะไรมากไหมเนี่ย หน้าเปลี่ยนสี?” คนตัวเล็กเบียดตัวเข้ามาใกล้ ชุดทักซิโดสีดำที่ให้ดูเก่าอย่างตั้งใจเข้ามาใกล้จนเกือบแนบกับเสื้อผ้าของผมส่งให้กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของอีกฝ่ายลอยเข้ามาเตะจมูกผมอย่างจัง กลิ่นหอมอ่อนเหมือนไม้สมุนไพรที่รู้สึกเย็นชื่นใจทุกครั้งที่ได้กลิ่น ยิ่งเร่งจังหวะหัวใจผมให้ดังขึ้น

มือของนีโน่ที่แตะหน้าผากของผมจนอุ่นร้อน ยิ่งทำให้ผมสั่นไปทั้งร่าง ท่าทางผมคงเป็นโรคอะไรสักอย่าง เวลาอยู่ใกล้คนนี้ๆ ผมจะแสดงอาการแปลกๆ แบบนี้ หรือแพ้น้ำหอมวะ?!?

“ไม่สบายหรือเปล่า ตัวอุ่นเชียว” ลมหายใจของคนตรงหน้าผ่อนลงมาบดไล้มาตามใบหน้าผม ทำให้ผมรู้สึกขนลุก ผมผลุดลึกขึ้นทันที

“อ้าว! หายเจ็บแล้วเหรอ” คนตัวเล็กอมยิ้มถามผม

นี่มันเหมือนแกล้งกันชัดๆ คงรู้ว่าผมเจ็บไม่มาก จะมาเผยไต๋ว่าผมป่วยการเมืองแน่นอน เกลียดไอ้พวกคนรู้ทันแบบนี้ชะมัด ผมไม่พูดอะไรนอกจากผ่อนลมหายใจออกทางจมูกแรงๆ บวกกับหมุนตัวเดินกะโผลกกะเผลกออกจากจุดเดิม ระหว่างทางก็เห็นพี่จินไห่เดินสวนทางไปที่โต๊ะ ในมือถือถุงน้ำแข็งถุงใหญ่มาด้วย แต่ผมไม่สนใจแล้ว หลบไปให้พ้นๆ ดีกว่า

……………..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-12-2021 17:02:21 โดย Shonennihon »

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-1

หลังจากที่ผมต้องเก็บตัวจากงาน after party ของงานแต่งงานแม่บังเกิดเกล้าของตนเองได้สำเร็จ ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปจนถึงวันรุ่งขึ้นในช่วงสายของวันต่อมา ที่บ้านผมก็เหมือนเกิดเหตุจราจลกลางเมือง

ลุงโต้งที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันแล้ว วิ่งวุ่นไปมากับแม่ของผมและต่างโวยวายหาของกันวุ่นวาย ปกติแม่ผมก็ไม่ค่อยเป็นงานแม่บ้านแม่เรือนเท่าไหร่อยู่แล้ว นับตั้งแต่เปิดบริษัทของตนเอง  คราวนี้เพิ่มลุงโต้งที่มีนิสัยเหมือนกันเข้าไปอีก ทำให้บ้านวุ่นวายมากกว่าเดิมเท่าตัว นั่นทำให้แม่บ้านที่ดูแลบ้านต้องหนักใจมากขึ้นเป็นสองเท่า

“หาอะไรกัน?” ผมถามพี่ชายฝาแฝดตนเองที่เหมือนกำลังเมาค้างอยู่ที่โต๊ะอาหารของบ้าน พร้อมโอบแก้วกาแฟอย่างหวงแหนเหมือนแหวนครองพิภพ

“พาสปอร์ต” เฟรมพูดพร้อมใช้นิ้วชี้และโป้งบดนวดบริเวณขมับตัวเอง

“อ้าว!! ไหนว่าเตรียมไว้แล้วไง!! เห็นคุยกันมาสามวันแล้วว่าทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว!!” ผมเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางประหลาดใจ

“ก็แล้วไง… แม่ก็คือแม่ พอบอกว่าจะเช็คครั้งสุดท้าย ก็เป็นอย่างที่เห็น คืนนี้จะบินอยู่แล้วเนี่ย!” เฟรมบ่นอุบ พร้อมทั้งยกกาแฟร้อนๆ ขึ้นซดเสียงดัง

“แม่น่ะ…..กูไม่แปลกใจ แต่ลุงโต้งนี่สิ!” ผมเห็นภาพตรงหน้าพลางถอนหายใจยาวเหยียด

“กิ่งทองใบหยกไหมล่ะมึง!” เฟรมพูดจบ ผมกับมันก็หัวเราะกันอย่างเงียบสงบในลำคอพลางส่ายหน้า

“หาอะไรกัน?!?” เสียงคุ้นหูดังขึ้นมาจากทางหน้าบ้าน ชายตัวเล็กในชุดสีเขียวอ่อนทั้งเสื้อโปโลและกางเกงขาสั้นนั่นมันช่างกระชากวัยพอสมควร ถ้าหน้าไม่เด็กอย่างไอ้คุณพี่นีโน่ อายุรุ่นนี้ใส่เสื้อผ้าสไตล์นี้คงดูขบขันไม่น้อย

“พาสปอร์ตสิมึง!! ไม่รู้วางไว้ที่ไหน? จำได้ว่าจัดเตรียมใส่กระเป๋าเดินทางไว้แล้ว แต่พอมาหาอีกทีก็หายไปแล้ว เชี้ยเอ้ย!!” ลุงโต้งพูดจาภาษาเพื่อนกับผู้มาใหม่

“เฮ้ออออออ…” นีโน่ส่ายหน้าพลางผ่อนลมหายใจยาว

“จะมาถอนหายใจเพื่อ!?! มึงก็มาช่วยกันหาสิ เดี๋ยวไปขึ้นเครื่องฯ ไม่ทัน!!” ลุงโต้งขมวดคิ้วตึงเครียด

“มลอยู่ไหน?” นีโน่เอ่ยถาม

“ขึ้นไปหาที่ห้องนอนแล้ว” ลุงโต้งตอบพลางหันซ้ายหันขวาเหมือนพยายามระลึกเรื่องที่ผ่านมาในช่วงสองสามวันนี้

“ไปตามลงมา….. เอ้า!! ไม่ต้องงง ไปตามลงมา” นีโน่โบกมือเชิงไล่ให้ชายร่างท้วมที่กำลังงงกับคำสั่งของเพื่อนตัวเล็ก

 หลังจากที่ลุงโต้งไปตามแม่ของผมลงมาด้วยอาการหัวกระเซิงและหน้ามันเยิ้มจนหมดสวย ทั้งสองสามีภรรยาคู่ใหม่ก็มายืนประจันหน้ากับเพื่อนผู้ทรงอิทธิพลตัวจ้อย

“อะไร!! คนกำลังรีบ” แม่ผมทักด้วยอาการหงุดหงิด เห็นแบบนี้ผมเลยหามื้อเช้าที่แม่บ้านทำไว้ให้ในครัวมานั่งดูละครฉากนี้กับพี่ชายฝาแฝดที่กำลังทรมานจากอาการเมาค้างอยู่ข้างๆ

“ขนาดนี้ก็ยังนึกไม่ออกอีก…..เฮ้อ!!! เธอนี่มัน ขี้ลืมเหมือนเคย! จำวันก่อนพิธีได้ไหมว่าพูดอะไรกับเราไว้!?!” นี่โน่พยายามช่วยอีกฝ่ายพลางเกาศรีษะกับอาการหลงลืมของคู่สนทนา

ลุงโต้งหันไปมองแม่ผมด้วยความสงสัย ส่วนแม่ผมก็พยายามคิดจนคิ้วย่นขมวดเข้าหากัน ภาพที่เห็นทำให้ผมคิดว่าแม่คงต้องไปโบท็อกซ์อีกรอบแน่นอนหลังจากจบเรื่องนี้

“อืม…… ถ้าจำไม่ผิดก็เรื่อง………โรงแรม……. ที่ให้ลูกน้องจองให้…….. มลบ่นไม่ชอบก็เลยอยากเปลี่ยน……… อ้อ!! แล้วโน่ก็อาสาไปเปลี่ยนให้!!” แม่ผมเรียบเรียงเรื่องราวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก

“นึกออกยัง?” นีโน่ยิ้มอย่างโล่งอก

“แล้วมันเกี่ยวกับพาสปอร์ตที่หายยังไงล่ะ?” แม่ผมแสดงความสีหน้าว่าเสียเวลากับเรื่องนี้

“เออ…เอาเข้าไป…. เฉลย เราขอพาสปอร์ตพวกเธอไปเพื่อจองโรงแรมใหม่ให้ไง! เอานี่ เราเอามาคืน!! แล้วก็นี่!! เอกสารเกี่ยวกับโรงแรมใหม่ที่จองให้!! ได้ตามที่ขอเลย” คนตัวเล็กเฉลยพร้อมยื่นพาสปอร์ตของทั้งสองและซองเอกสารคืนให้โดยหยิบจากกระเป๋าพาดไหล่ใบเล็กที่เขาถือติดมาด้วย

“โถ่!! เอ้ย!!  จะลีลาทำไมเนี่ย คนยิ่งรีบๆ อยู่ ขอบใจนะ!!” แม่ผมผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ไม่วายแอบต่อว่าเพื่อนสนิทไปนิดหน่อยตามประสาคุณนายขี้บ่น

นีโน่ยิ้มอย่างพอใจเหมือนว่าได้แกล้งเพื่อนสนิททั้งสองแล้วสบายใจ เห็นเพื่อนทั้งสองกลับขึ้นไปเตรียมตัวเดินทางไปฮันนีมูน เขาก็เดินไปห้องครัว ไปหยิบมื้อเช้าจากเคาน์เตอร์ครัวที่แม่บ้านเตรียมไว้มานั่นกินร่วมโต๊ะกับผมเหมือนเป็นบ้านของตนเอง

“ผมว่าพี่จะทำตัวตามสบายไปนะ” ผมแซวคนที่มานั่งข้างๆ

“ก็ยังดีที่ยังเรียกพี่อยู่ ให้เรียกลุงเหมือนไอ้โต้งกูคงสะเทือนใจน่าดู” นีโน่ยิ้มกวนประสาทกลับมา

“จริงสิ รุ่นเดียวกัน ผมควรจะเรียก ‘ลุง’ แบบนั้นสินะ” ผมแซวกลับ

“เฮ้ย! อย่าเลยกูยังไม่อยากแก่ ว่าแต่มึงอยู่บ้านก็ดูสุภาพดีนะ”

“ก็อยู่ในบ้านนี้ พี่ก็คือเพื่อนแม่ จะให้ผมพูดกูมึงกับพี่เหมือนปกติ ผมได้หัวโนเพราะไม้เบสบอลแน่นอน” ผมแต่คิดก็ขนลุกแล้ว ไอ้ไม้สำหรับลงโทษของแม่น่ะ แอบรู้สึกสงสารลุงโต้งพอควร

“ก็ดี!! งั้นต่อไปนี่ก็พูดสุภาพกับกูให้ชินเสียล่ะ”

“หา?!?! เพื่อ?”  ผมหันไปถามพร้อมคิ้วขมวด แต่พี่ชายผมมันก็แค่หันมาทำหน้างงงวย (มึงควรไปนอนไอ้เฟรม)

“แม่มึงให้กูมาอยู่ดูแลมึงในช่วงที่พวกนั้นไปฮันนีมูน”

“!?!?” วันนี้มีแต่เรื่องน่าตกใจว่ะ ผมแสดงสีหน้าเกินบรรยายออกไป นี่แปลว่าพวกผมต้องอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันกับไอ้จอมเผด็จการอย่างไอ้เตี้ยนี่นะ!!

…………

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-1

เนื่องจากเป็นวันหยุดช่วงปิดเทอม ผมจึงว่างมากเป็นพิเศษ เพราะโดยปกติแล้วในเวลาเปิดภาคเรียน ผมที่นอกจากต้องทำงานตัวเองแบบหามรุ่งหามค่ำแล้ว เสร็จงานตัวเองก็ยังต้องช่วยเหลือเพื่อนๆ ในกลุ่มให้ผ่านพ้นงานต่างๆ ไปด้วยกันให้ได้ ช่วงเปิดภาคเรียนสภาพของผมเสมือนผีดิบดีๆ นี่เอง

ช่วงเรียนปีสามที่ผ่านมา ทำให้ผมงดเว้นกิจกรรมบันเทิงต่างๆ โดยเฉพาะงานบริการหนุ่มรูปงามที่ต้องการค้นพบตนเองในอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิต ซึ่งโดยปกติผมเล็งใครไว้ก็จะไม่เคยพลาด จุดด่างพร้อยของผมมีเพียงคนเดียวคือ พี่กวี เทพบุตรที่ใครๆ ต่างหมายปอง อดีตของยัยนิ่มแฟนคนปัจจุบันของไอ้แฝดพี่ของผม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันไปคว้ามาได้ยังไง?

ช่วงปิดภาคเรียนแบบนี้ นอกจากจะได้พักร่างให้กลับมาผ่องใสเหมือนเดิม ยังได้ทำกิจกรรมที่ผมโหยหามานานด้วย งานล่าแต้มหนุ่มรูปงาม ยังไงล่ะ!!

หากอยากจะถามผมว่าผมชอบแบบไหนน่ะหรือ?  ผมไม่มีสเปกตายตัวหรอกนะ เพียงแค่เห็นว่ามีเสน่ห์ หน้าตาน่ารัก นิสัยไม่เรื่องมาก และที่สำคัญเปิดใจมาคุยกับหนุ่มลูกครึ่งรูปหล่อ ดีกรีนักกีฬามหาวิทยาลัยอย่างผม ก็แค่นั้นเอง

ในระหว่างที่ผมกำลังประทินผิวหน้าด้วยแผ่นมาร์กหน้าที่นำเข้าโดยแม่ตัวเอง อย่างอารมณ์ดี ผมพาดร่างตนเองนอนลงที่โซฟาที่ห้องนั่งเล่น ชื่นชมกับสวนสวยหน้าบ้านยามเช้าที่สดใส ในชุดเสื้อผ้าแบรนด์เนมพร้อมล่าเหยื่อ จากความเงียบของบ้านตอนนี้ผมเดาว่าไม่มีใครอยู่บ้านแน่นอน

“เฮ้ย!! พี่ชายมึงไปไหน?!?” เสียงคุ้นหูที่ไม่คุ้นชินเอ่ยขึ้นเหนือศรีษะ

ผมผุดลุกขึ้นมองต้นเสียงอย่างอารมณ์เสีย ผมลืมไปเสียสนิทที่มีไอ้เผด็จการนี้อยู่ที่นี่ด้วยตามคำสั่งของแม่

“ว่าไง! รู้ไม่รู้ก็บอก กูต้องทำหน้าที่ผู้ปกครองพวกมึงอยู่นะ ตลอดหนึ่งเดือนนี้เนี่ย!!” ชายรูปร่างเล็กในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นลายพรางสีเขียวมิ้นท์และกางเกงขาสั้นสีขาวยืนกอดอกคิ้วขมวดมองมาทางเขา

“กูกับมันไม่ได้ตัวติดกันนี่ กูจะรู้ได้ยังไง!?!” ผมตอบกลับไปตามประสาผม

“พอแม่ไม่อยู่นี่ก็กลับมากวนบาทาเหมือนเคยนะ! แล้วนี่มลเลี้ยงลูกยังไงให้ไปไม่ลามาไม่ไหว้แบบนี้ว่ะ!” สุดท้ายมันก็คนแก่คนหนึ่ง บ่นเป็นหมีกินผึ้งเลย

ผมที่ได้ยินอีกฝ่ายขึ้นเสียงแบบนี้เหมือนโดนด่าว่า แม่ไม่สั่งสอนเลย

“แม่ผมเลี้ยงลูกด้วยการไว้ใจ ดูแลแบบผู้ใหญ่ และพวกผมก็ไม่เคยทำตัวให้แม่เป็นห่วงเลยสักครั้ง!!” ผมสวนกลับไป

“จริงน่ะ?” ผู้ปกครองมือใหม่ถามกลับทันควัน แต่เป็นคำถามที่ผมคิดทบทวนแล้วว่าตอบกลับยืนยันเป็นความจริงว่ายากเอาการ ผมเลยเลือกนิ่งเฉยและหันหลังกลับไปนอนพาดที่โซฟาที่เดิม

อย่าว่าแต่ไอ้คุณพี่นีโน่เลย ผมสิยังไม่รู้เลยว่าช่วงนี้พี่ชายผมมันหายไปไหนบ่อยๆ  ปกติมันก็จะบอกผมกับแม่ตลอดนะ หากเป็นผมก็ว่าไปอย่างที่ชอบทำตัวแบบนี้

“ดีจริงๆ เฮ้อ!……” คนตัวเล็กเอามือหยาบกุมศรีษะพลางสบถเบาๆ และเหมือนจะพึมพำว่า ‘คิดถูกแล้วที่ไม่มีลูก’

ผมปลีกตัวจากจุดเดิมที่เห็นผู้ปกครองจำเป็นกำลังเดินตรึกตรองบางอย่างด้วยอาการนิ่วหน้าใจลอย ผมจัดการดึงแผ่นมาร์กหน้าออกไปทิ้งที่ขยะในห้องครัวก่อนที่จะเดินเลยเข้าไปที่โต๊ะอาหารที่วางอาหารเช้าแบบไทยๆ ไว้เต็มโต๊ะ

ภาพที่เห็นไม่ค่อยชินตาเท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่แม่ผมจะให้แม่บ้านอาหารง่ายๆ อย่างข้าวต้มกุ้ง หรือ ขนมปังปิ้งไข่ดาว วางไว้ให้อย่างง่ายๆ  ซึ่งผมก็มีนั่งกินบ้าง ไม่กินบ้างแล้วแต่ความรีบร้อนในแต่ละวัน แต่วันนี้มันต่างไป

บนโต๊ะมีทั้งข้าวสวยหอมกรุ่นอยู่ในภาชนะขนาดใหญ่ มีไข่ดาวทอดกึ่งสุกกึ่งดิบวางอยู่บนจานเปลเรียงตัวสวยมันวาว หมูแดดเดียวทอดที่หั่นเป็นเส้นยาวพอดีคำ และแกงจืดฟักเขียว หมูสับก้อน และเต้าหู้ไข่หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดี ส่งควันร้อนระเหยขึ้นมาเหมือนเพิ่งทำเสร็จ

“หิวก็ลงนั่งกิน!” ชายตัวเล็กที่เดินตามหลังมาเอ่ยทักพร้อมเดินผ่านผมมานั่งฝั่งตรงข้าม

พี่ฟางแม่บ้านจึงได้เตรียมจานช้อนส้อมให้ พร้อมทั้งเดินไปตักข้าวใส่จานไว้สองจาน ผมไม่นึกว่าจะต้องนั่งกินมื้อสายกับไอ้พี่นีโน่จึงยังคงยืนเกร็งอยู่

“คุณไอซ์จะรับประทานเลยใช่ไหมคะ? ขอโทษนะคะคุณนีโน่บอกว่าหากคุณไอซ์เข้ามาให้ตักข้าวได้เลย” แม่บ้านวัยกลางคนผิวเข้มหันมามองผมและพูดทักผมที่ยืนมองนิ่ง

“อ่อ… ครับ ผมจะกินเลยครับ ขอบคุณครับ” ผมเหมือนถูกคำถามนั้นกระทุ้งให้รีบตอบและรีบลงไปนั่งเก้าอี้ที่มีจานข้าวตักเตรียมไว้ทันที

ทุกการกระทำของผมอยู่ภายใต้สายตาของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม มุมปากที่หยิบยกขึ้นมาเป็นครั้งๆ นั่น ทำให้ผมเดาไม่ออกว่าคนๆนี้คิดอะไรอยู่

ผมทำเป็นไม่สนใจและรีบตักทุกอย่างตรงหน้าใส่จานข้าวของตนเอง และเริ่มลงมือกินเหมือนกินข้าวราดแกง ที่ทำแบบนี้เพื่อที่จะได้ปฎิสัมพันธ์กับคนร่วมโต๊ะอาหารให้น้อยที่สุด

แต่ทุกคำที่กินเข้าไป รสชาติอาหารเหล่านั้นทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ อาหารง่ายๆ แบบนี้ทำไมมันถึงได้รสดีแบบนี้

“อร่อยก็ชมพี่บ้างก็ได้” ชายร่างเล็กเอ่ยปากพูดด้วยรอยยิ้มที่เหมือนมีชัย (ไม่ได้ไปแข่งอะไรกับมันเสียหน่อย!!)

“ทำเองจริงง่ะ?!?” ผมถามด้วยใบหน้ากวนบาทาสไตล์ผม

“อยากรู้เย็นนี้ก็มาดูกูทำกับข้าวด้วยก็ได้!!”

“เอาจริง พี่ไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลยว่ะ”

“กูอยากทำ แล้วช่วยปรับปรุงวิธีพูดกับผู้ใหญ่หน่อยสิวะ!!”

“ตามใจ! เออ ลืมไปเลยว่ามึงก็เพื่อนแม่ ให้กู … เอ้ย! ผมเรียกลุงเหมือนลุงโต้งไหมล่ะครับ ลุงโน่”

“เรียกลุง หนึ่งครั้งกูต่อย หนึ่งหมัด”

เชี้ยแล้วไง ไอ้โหดของแท้ ผมควรจะเลิกกวนตีนมันดีกว่า ผมรู้ว่ามันเกรงใจแม่ผม แต่… ผมก็รู้ว่า เวลามันเลือดขึ้นหน้า มันทำได้ทุกอย่าง!!

ผมเลือกที่จะเงียบครับ และนั่งกินข้าวต่อไป

หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย ผมก็เตรียมตัวออกไปท่องเที่ยวตามใจตัวหลังจากที่ไม่ได้ทำแบบนี้มานาน นานๆทีจะได้อยู่คนเดียวเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นก็ต้องโดนลากเข้าไปพัวพันกับปัญหาร้อยแปดพันเก้าของบรรดาเพื่อนๆ ในกลุ่ม ซึ่งไอ้นิสัยขี้เผือกอย่างผมมันก็อดไม่ได้เสียด้วย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็โสดมาเป็นปีแล้ว

ของที่พ่อให้มาอย่างเต็มไม้เต็มมือแทบจะไม่ได้ใช้ ปิดเทอมนี้ พ่อจะใช้ให้หนำใจ ถึงผมจะรู้สึกแปลกใจว่าทำไมช่วงนี้ไอ้ต้นน้ำเพื่อนยากมันจะหายหน้าหายตาไปชนิดเหมือนมันติดอยู่ในถ้ำที่ถูกน้ำท่วมจนออกไม่ได้ก็เถอะ (ถ้ำที่ว่าน่าจะชื่อจินไห่) แต่แบบนี้ก็อาจจะดีกว่า

คิดได้ดังนั้น ผมก็รู้สึกอารมณ์ดีถึงกับฮัมเพลงออกมา ขณะลุกเดินออกจากโต๊ะอาหาร

“เฮ้ย!!” คนที่ยังนั่งอยู่เอ่ยทักเสียเข้ม

“อะไรของละ…..เอ่อ….พี่ อะไรของพี่อีกละครับ?” ผมรู้สึกเสียววูบวาบบริเวณใบหน้า เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำมือแน่น

“เก็บจานด้วย!” เสียงเข้มขึ้นไปอีก

“ก็ปกติ…” ผมพูดพลางมอง พี่ฟางแม่บ้านที่ยืนส่งยิ้มแห้งกลับมา

“กูไม่ใช่มล จะให้สปอยเด็กแบบนี้ ไม่ใช่ทางกู ฟางเขาเตรียมโต๊ะอาหารให้แล้ว มึงควรจะรับผิดชอบในการไปเก็บเองบ้าง!! กูไม่ให้ล้างด้วยก็บุญแล้ว!!” นีโน่พูดเสียงเข้ม ดวงตาจริงจัง

ผมรู้สึกคิดถึงแม่ขึ้นมาเลย ถึงแม่ผมจะดุและ เข้มงวด แต่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ผมไม่เคยต้องทำเองเลย (รวมถึงเรื่องความสะอาดด้วย)

“…….” ผมรู้ดีว่าไม่ควรไปขัดอะไรมัน แม่ไว้ใจมันมาดูแลพวกเรา มันก็เลยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก  ผมทำตามอย่างว่าง่าย เดินไปเก็บจานบนโต๊ะไปวางไว้ที่อ่างล้างจาน

“จะทำตัวน่ารักก็ทำได้นี่หว่า”  ไอ้คนตัวเล็กเดินมาลูบศรีษะผมอย่างกับหมาเชื่อง หากเป็นปกติผมคงเลือดขึ้นหน้ากระชากคอเสื้อมันจนตัวลอยแล้ว แต่วันนี้…… ต่างออกไป ผมใจเต้นแรงและรู้สึกเขินอายที่ถูกทำแบบนี้ต่อหน้าพี่ฟาง

“หมดธุระกับผมแล้วใช่ไหม? ผมไปล่ะนะ!” ผมรีบรุดหน้าเดินหนีคนตัวเล็กที่กำลังพยายามลูบศรีษะผมอย่างต่อเนื่อง แม้ท่าเขย่งเท้าของเขาจะดูตลก แต่ผมกลับไม่รู้สึกขำ เพราะอยากจะรีบไปให้พ้นๆ จากตรงนี้

“จะไปไหน?” อีกฝ่ายตะโกนถามมา

“จะต้องรู้ไปทำไมวะ? เรื่องส่วนตัวไหม?”

“ไม่มีอะไร อยากรู้ว่าที่ๆ ไปไม่น่าเป็นห่วง กูจะได้สบายใจ”

“เอ่อ….. ไปแค่คาเฟ่ ‘Like Bar Lies’ นัดกับเพื่อนไว้!!” เจออีกฝ่ายพูดประโยคแบบนี้มาทำให้ผมอดที่จะเขินไม่ได้อีกครั้ง เลยเฉลยว่าจะไปไหน ชื่อคาเฟ่แหล่งรวมวัยรุ่นของจังหวัด แต่เรื่องนัดกับเพื่อนไว้นี่ ผมโกหก แต่ก็ไม่เชิง เพราะกะว่าจะไปหาเพื่อนใหม่ที่นั่นไง!!

พูดจบผมก็คว้ากุญแจรถขับออกไปทันที

………..

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-1


คาเฟ่ ‘LikeBarLies’ (อ่านว่า ไลค์ บาร์ ลี่ส์ คนที่เคยอยู่ต่างประเทศอย่างผมก็งงกับคนตั้งขื่อ ว่าต้องการสื่ออะไร แต่ก็ช่างเถอะ เพราะมันฮิต) เป็นแหล่งรวมของวัยรุ่น จนถึงวัยเริ่มต้นทำงาน อายุเฉลี่ยของลูกค้าที่นี่ก็ประมาณ 18 - 25 ปี  เหตุที่มันกลายเป็นแหล่งนัดพบก็คือ เมนูเครื่องดื่มสไตล์มอคเทล อร่อยแบบไร้แอลกอฮอล์ แต่ได้บรรยากาศแบบบาร์และไนท์คลับในช่วงเวลากลางวัน มีโต๊ะเก้าอี้นั่งแบบสะดวกสบาย แม้จะไม่ได้มีความเป็นส่วนตัวมากนักเพราะจัดโต๊ะได้เรียกว่าแน่นขนัด แต่บรรดาหนุ่มสาวที่ชอบปฏิสัมพันธ์กันมันจึงเป็นที่นิยมไม่น้อย นอกเหนือจากนี้ บรรดาพนักงานที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดี ที่มีดีกรีไม่น้อยหน้านายแบบ นางแบบ ที่มาบริการลูกค้าภายในร้าน จึงกลายเป็นแหล่งดึงดูดหนุ่มสาวได้อย่างดี ที่สำคัญที่สุดคือ ขนมร้านนี้อร่อยมาก และเชฟขนมหวานที่นี่ก็ทำกันที่หลังร้านสดๆ เลย และที่สำคัญ เชฟขนมหวานก็มีหน้าตาที่น่าอร่อยไม่แพ้หน้าตาของขนมที่นี่เลย

ความจริงผมก็เล็งเชฟอยู่นี่แหละ แต่ไม่มีโอกาสได้เจอเลย ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ไม่มีใครมีโอกาสได้เจอเลยมากกว่า เป็นคนเก็บตัวมากกว่าที่ผมคิดไว้มาก เท่าที่สืบมาคือโสด! เพิ่งย้ายมาจากกรุงเทพมหานคร เป็นคนที่มีฐานะดีแน่นอน เพราะรถที่ขับแพงระดับซุปเปอร์คาร์ซึ่งแอบจอดอยู่หลังร้าน

วันนี้ผมขับรถยนต์คันโปรด BMW สีน้ำเงินสด มาจอดที่หน้าร้านเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนในร้าน เวลาเข้าหาคนจะได้ง่ายหน่อย แน่นอนว่าผู้หญิงน้อยใหญ่ในร้านมองมาทางผมที่เพิ่งลงจากรถตาเป็นประกาย แต่ผมต้องเสียใจด้วยที่ผมสนใจเฉพาะผู้ชายเท่านั้นครับ แต่ผมก็ยังคงเก็กเดินเข้าไปในร้านต่อไปและพยายามไม่สนใจเหล่าสาวสาวที่ทำตาเป็นประกายใส่ผม  ผมเองก็ไม่อยากเสียมารยาทบอกความจริงไป เพราะการที่มีคนหันมาสนใจ ยังไงมันก็ดีกว่าคนที่ไม่มีใครอยากแม้แต่ขายตามอง ถึงผมจะไม่ใช่เดือนมหาวิทยาลัยและกัปตันทีมบาสเกตบอลมหาวิทยาลัย เหมือนอย่างพี่ชายผม แต่ด้วยหน้าตาและผลการเรียนที่รอเกียรตินิยมแค่นี้ผมก็ฮอตมากแล้ว (ผมกับพี่ชายเป็นฝาแฝด พูดไปก็เท่านั้น หากมันฮอต ผมก็ฮอตเหมือนกันล่ะวะ)

คนมักจะเข้าใจผิดระหว่างผมกับพี่ชายฝาแฝดที่เป็นชายแท้ๆ บ่อยครั้ง แต่ผมก็ไม่สนใจ ผมเริ่มภารกิจสแกนหาเหยื่อทันที

เหมือนเป็นโชคดีของผม วันนี้เชฟขนมหวานคนนั้นกำลังจัดเตรียมวางของหวานสำหรับขายที่ตู้โชว์กระจกไอเย็นหน้าเคาน์เตอร์พอดี  ผมรีบเดินไปจัดการเป้าหมายอย่างว่องไว

“วันนี้มีอะไรพิเศษไหมครับ?” ผมเดินหยุดตรงหน้าเขาพอดี พร้อมพูดทักทายในขณะที่คนอื่นๆในร้านทำได้แค่มอง  (ความมั่นหน้าเกินร้อย)

“เอ่อ…..คุณ….” ชายหนุ่มในชุดขาวและผ้ากันเปื้อนสีเดียวกันเงยหน้าขึ้นมามองผม ตากลมโตสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นทำให้เลือดเสือในใจผมตื่นขึ้นจนสูบฉีดร้อนลุ่มไปหมด

“รู้จักผมด้วยหรือครับ ผมไอซ์ครับ” ด้วยความเป็นคนดังเสียจนเคยชิน ไม่แปลกอะไรที่จะมีคนรู้จักบ้าง เพราะอย่างน้อยก็ขึ้นทำเนียบหนุ่มหล่อประจำมหาวิทยาลัย ผมเติมคำพูดต่อด้วยความเป็นธรรมชาติ และแนะนำตัวด้วยร้อยยิ้มที่ ผู้ชายน้อยใหญ่ต่างก็เสร็จผมทุกราย

“อ้อ คุณไอซ์ ผมนึกว่าคุณเฟรม เขาชอบมากับแฟนบ่อยๆ ก็คิดอยู่เหมือนกันนะครับว่า ทำไมวันนี้มาคนเดียว แถมมาทักผมด้วย! เลยแอบตกใจนิดหน่อยครับ” เสียงหวานที่พูดเนิบนาบทำให้ชายคนนี้มีเสน่ห์มากไปอีก เขาเป็นคนสุภาพมากกว่าที่คิด และเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีกว่าคนที่ทำงานแต่ในครัวทั่วไป (ใช่ครับ ผมอ้างอิงจากพี่จินไห่ คนนั้นนั่นล่ะ)

“อ้าวรู้จักพี่ชายผมด้วย!” ผมแสดงสีหน้าแปลกใจออกไป เพราะดูจากท่าทางของเชฟหนุ่มนี่สงสัยคงแอบชอบพี่ชายผมแน่นอน แต่เสียใจด้วยนะ คนนั้นมันชอบชะนีครับ นั่นแปลว่าอย่างผมก็มีลุ้น!

“ใครจะไม่รู้จักล่ะครับ ก็ลูกค้าประจำที่นี่ครับ ……..แล้วก็…. เคยคุยกัน……….บ้าง……  แล้วก็ที่สำคัญ!!” สีหน้าหนุ่มหน้าใสเหมือนคิดได้ว่าหลุดปากเรื่องที่ไม่ควรพูดออกมา แล้วก็เฉไฉไปเรื่องอื่น เขาก้มตัวลงไปค้นอะไรสักอย่างหลังจากพูดจบ

“อะไรครับ?” ผมเอ่ยทักพร้อมพยายามก้มมองว่สคนฝั่งตรงข้ามตู้กระจกนั้นทำอะไร

เพียงชั่วครู่เชฟหนุ่มก็เฉลย โดยการยกเสี้ยวเค้กสีสดใสใส่จานขนาดพอดีกับชิ้นเค้กยื่นให้

“อภินันทนาการจากทางร้านครับ” เชฟหนุ่มยิ้มหวาน

“เอ่อ……” ผมมองสีของเค้กก็ทำให้แสบคอเสียแล้ว น่าจะหวานมาก เค้กที่เคลือบไปด้วยน้ำเชื่อมสีสดมันวาวสะท้อนแสงสีส้มในร้านสวยงามกำลังสะท้อนอยู่เต็มสองดวงตาของผม ผมไม่ค่อยถูกกับของหวานแบบนี้ก็เลยยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไป

‘ไม่รับเขาจะเสียใจไหมวะ’ ผมคิด

“เค้กนี้เป็นของใหม่เลยนะครับ เอ่อ…. ทางร้านทดลองทำดู มีคนบอกผมว่าคุณเป็นเซียนขนมหวานเลย น่าจะวิจารณ์ได้ดี ถือว่าช่วยผมนะๆๆๆ” เชฟหนุ่มทำหน้าตาและส่งเสียงอ้อน ที่ใครเห็นก็ต้องตอบตกลงทั้งนั้น ส่วนผมเองก็เช่นกัน แค่เห็นอีกฝ่ายพูดคุยสนิทสนมด้วยแบบนี้ก็อยากจะแนบสนิทชิดเนื้อเสียแล้ว

แค่คิดว่า ใครว่ะ ที่พูด!! ถึงผมจะมาตามร้านคาเฟ่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ชอบกินขนมหวานนะ หนุ่มๆ ต่างหากที่ผมอยากกิน!

“ได้ครับ แต่มีข้อแม้ ผมอยากรู้ชื่อเล่นหน่อยน่ะครับ”
ผมยื่นมือไปรับด้วยร้อยยิ้ม เพราะข้อมูลนี้ไม่มีใครเคยรู้นอกจากเจ้าของร้าน!!

“นึกว่าอะไร? แค่นี่เอง ผมชื่อ กรณ์ ครับ” อีกฝ่ายฉีกยิ้มตาตี่

“อ้าว! ก็เหมือนชื่อจริงสิ อย่างนี้ผมก็เสียเปรียบสิ!!” ผมยื่นมือไปรับจานเค้กพร้อมแอบสัมผัสผิวมือที่หนุ่มกว่าที่คิด เชฟก็ไม่ได้มีปฎิกิริยาปฏิเสธ แถมยังยิ้มหวานกลับมาอีก ก่อนจะขอตัวกลับเข้าไปทำงานในครัวต่อ

ผมเดินหันหลังกลับไปหาที่นั่งอย่างอารมณ์ดีพร้อมเค้กในมือ พร้อมสั่งเครื่องดื่ม อเมริกาโนเย็น ไม่หวานมาทานคู่กับเค้ก โดยคาดหวังว่าความขมของกาแฟจะทำให้ความหวานลดลงบ้าง….

แต่ผมคิดผิด…..

แต่คงต้องพยายามกินให้หมดเพราะกรณ์ เชฟหนุ่มเดินมาแอบมองอยู่เป็นระยะๆ

“เป็นไง? สูตรนี้กูช่วยคิดเลยนะ!!” เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ขณะที่ผมกำลังพยายามขยับก้อนความหวานแสบคอลงผ่านลำคอไปด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความอร่อยเหลือล้น

“หา! ว่าไงนะ? แล้วนี่มาได้ยังไงเนี่ย!?!” หันไปเจอชายกลางคนตัวเล็กในชุดเครื่องแบบของร้าน ที่ขัดกับอายุพอควร

“ก็นี่มันร้านกู!! แล้วเป็นไงบ้าง ไอ้เค้กนั่นน่ะ อร่อยใช่ไหม?” พูดจบนีโน่ก็ยิ้มกว้าง

“……..” จริงๆ แล้วหูผมดับหลังจากที่ได้ยินประโยคแรกแล้ว ผมได้แต่คิดว่า มีที่ไหนที่ไม่ใช่กิจการของมันบ้างเนี่ย!

“เฮ้ย! ผู้ใหญ่ถามน่ะก็หัดตอบบ้าง” คนตัวเล็กไม่ถามเปล่าเขาก้าวมานั่งฝั่งตรงข้ามผมทันที

“เอ่อ……ก็…..อร่อย” ผมมี่พยายามพยามส่ายตาไปรอบร้าน เพื่อหาผู้ทำเค้กที่หวานแสบไส้นี่ หลังจากที่ไม่เจอในจอเรดาร์ ผมจึงตอบไอ้คนที่ขยั้นขยอจะเอาคำตอบจากผมอยู่ที่ด้านหน้า

“เฮ้ย! จริงดิ!” นีโน่พูดพร้อมคว้าช้อนจากมือผมไปตักเค้กหลากสีตรงหน้าเข้าปาก

“หืม!!!” คนตัวเล็กทำสีหน้าที่ทำให้ผมหลุดหัวเราะเสียงดังออกมา

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็นไงล่ะ อร่อยไหม?” ผมถามขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายชูมือเพื่อให้ลูกน้องในร้านหาน้ำให้ดื่มด้วยหน้าตาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“เป็นไงครับ?” คนที่นำน้ำมาให้คือเชฟขาวหล่อคนนั้น กรณ์ถามพร้อมรอยยิ้มที่ขบขันอีกฝ่ายไม่แพ้ผม

“ทำไมไม่เตือนกันก่อนว่ารสชาติมันแย่แบบนี้!” ชายตัวเล็กที่ดูน่าแกงเพราะพยายามกลืนเค้กที่รสชาติเหมือนน้ำอ้อยทั้งสวนมาอยู่ในคำเดียว

“ผมเตือนแล้วพี่ฟังที่ไหน พี่จะชอบหวานก็ให้มีขอบเขตหน่อยนะครับ มันไม่จำเป็นต้องใส่น้ำตาลและน้ำผึ้งในคราวละมากๆ ระดับนี้เลยนะ ไหนจะไอ้พวกสารให้ความหวานสารพัดสีนี่อีก!!” เชฟหนุ่มพูดไปหัวเราะไป เป็นคนที่สามารถทำให้ทั้งร้านยิ้มตามได้ทั้งบริเวณจริงๆ

“อย่าบอกนะว่า พี่จะแกล้งผม!” ผมหันไปหาคนที่กึ่งๆ จะหน้าแดงเพราะตอนนี้ตกเป็นเป้าสายตา ถึงมันจะดูขัดตากับภาพนักเลงของไอ้พี่โน่ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นภาพที่ไม่เลว

“ป่าวหรอกครับ สูตรนี้พี่เขาอยากทำให้ใครสักคนลองกินเย็นนี้ผมก็เลยลองเอามาให้กินเสียเลย” เชฟหนุ่มพูดพลางมองเจ้าของร้านตัวเล็กด้วยสายตาขี้แกล้ง

“อ้าวนี่!! คุณกรณ์แกล้งผมเหรอ แหม!! อย่างนี้ต้องชดเชยนะครับ” ผมรีบทำแต้มทันที ผมเองก็ไม่รู้ว่าบทสนทนาเมื่อครู่นี่มันคืออะไรนะ แต่ก็ต้องรีบทำแต้มไว้ก่อน

“ไม่มีอะไรทำรึไง!” นีโน่พูดสวนขึ้นมาเสียงเรียบ มองหน้ากรณ์ด้วยตาดุดัน

“มีครับ งั้นขอตัวนะครับ” กรณ์โบกมือและวิ่งเหยาะเข้าหลังร้านไปด้วยท่าทางน่ารัก ผมอดที่จะจ้องมองส่งเชฟหล่อไปจนลับตา

“อะไรเนี่ย กันซีนชะมัด!” ผมหันมาค้อนใส่ไอ้คนตัวเล็กที่จ้องเขม็งมาเหมือนหมาหวงก้าง และไร้คำพูด

“อย่ามาหวงไปหน่อย คิดจะจ้องกินเด็กในสังกัดอีกกี่คนกันวะ คราวพี่ไห่ก็คน คราวนี้ก็คุณกรณ์อีก แต่ผมไม่กลัวหรอกครับ ยังไงผมก็จะเอาให้ได้!!” ผมพูดต่อโดยท้าทายต่อสายตาเข้มๆคู่นั่น

“มึงควรจะกลัว เพราะนั่น ลูกพี่ลูกน้องกู!!” ประโยคสั้นๆ แต่ทรงพลัง ทำให้เข้าใจความสนิทของทั้งสองคนแต่… ไอ้ความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นจากสายตาคนตรงข้ามนี่คืออะไร และไอ้เค้กเลี่ยนๆนี่อีก

“……..งั้น….ขอไปห้องน้ำก่อนนะ” ผมคิดแผนบางอย่างออกจึงรีบขอตัวชิ่งจากตรงนี้ดีกว่า ในเมื่อไอ้เตี้ยญาติผู้ใหญ่นั่งอยู่แบบนี้คงจะปฏิบัติการจีบตรงนี้ไม่ได้

ผมแสร้งว่าปลีกตัวมาห้องน้ำที่ต้องเดินออกไปอีกอาคารหนึ่งไม่ไกลโดยมีระเบียบงทางเดินแคบๆ เชื่อมอยู่ให้พอเดินไปมาได้เต็มที่ก็สองคน

ระหว่างเดินสายตาเหยี่ยวของผมก็จับจ้องสอดส่องไปทั่วบริเวณเพื่อหาช่องทางลัดเลาะเข้าท้ายครัว ในเมื่อทัพหน้ามีแม่ทัพใหญ่อย่างนีโน่ขวางทางอยู่ ผมก็คงต้องบุกเข้าท่งทวารหลังแล้วล่ะ คิดถึงตรงนี้ผมก็รู้สึกวาบวามในใจจนคึกคักขึ้นมา

ทันใดนั้นสายตาที่ดีบวกดวงอภิชาตบุตรอย่างผม ทำให้เห็นคนที่ผมหมายตาเดินย่องออกมาทางหลังร้านที่มีรถสปอร์ตคันหรูจอดอยู่ ไม่รอช้าผมรีบหาทางลัดเลาะเพื่อไปให้ถึงจุดหมายโดยพลัน

ทันทีที่ไปถึงจุดที่เชพหนุ่มยืนอยู่ ผมก็ต้องเจอภาพที่ต้องตกตลึงจนอธิบายไม่ถูก เพราะเชพหนุ่มในตอนนี้กลายสภาพเป็นโรงงานยาสูบพ่นควันฉุยจนแทบจะหมดราศี

ผมไม่ชอบคนสูบบุหรี่ครับ มันเลยเป็นภาพที่ขัดตาเสียจนมองคนตรงหน้าถูกลดความหล่อไปกว่าครึ่ง ไม่น่าเชื่อว่า หนุ่มหน้าใสแบบนี้ และยิ่งเป็นเชพขนมหวานแบบนี้จะเป็นสิงห์อมควันแบบนี้

“อุ้ย!” เชพกรณ์ที่เหมือนเพิ่งจะเห็นคนที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นมาเจอเขาในสภาพที่ไม่น่ามองแบบนี้จึงมีอาการขวัญเสียอย่างมากจนทำบุหรี่ที่คีบอยู่หลุดมือลงพื้น แต่ควันเหล่านั้นก็ยังคงพวยพุ่งอยู่จนผมมีอาการจะสำลักควันเลย

“ขอโทษนะครับ” ผมเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายลนลานจนรีบใช้เท้าขยี้บุหรี่มวนที่ตกอยู่ที่พื้นจนควันจางหายไป

“น้อง…น้องไอซ์ อย่าบอกใครเลยนะ โดยเฉพาะ….พี่โน่น่ะ” เชฟกรณ์กล่าวลนลานพร้อมพยายามปัดเสื้อผ้าหมายจะให้กลิ่นมันบรรเทาลงไปจากเสื้อผ้าบ้าง (ซึ่งมันไม่จริงเลย)

“นี่เชฟติด….หรือครับ?” ผมถามด้วยความสงสัย ไม่คิดว่าหนุ่มหน้าใสคนนี้จะขอบอะไรแบบนี้

“ก็พยายามเลิกอยู่นะ นี่ก็สูบน้อยลงแล้วนะ เหลือวันละมวน”

“เหลือแค่วันละมวนก็เลิกเถอะครับ” ผมสวนกลับไป รู้สึกมองคนตรงหน้าดีขึ้นมาหน่อย

“ก็พยายามอยู่นะ คือผมประหม่าเวลาเจอคนเยอะๆ น่ะ ก็เลือกมาเป็นเชพเพราะพอจะมีฝีมือทำขนมอยู่บ้าง”

“ไม่บ้างแล้วนะผมว่า คนติดใจมากินกันเยอะขนาดนี้”

“ก็นั่นน่ะสิ! ก็เลยต้องสูดให้หายเครียดเสียหน่อย”

“แล้วหายเครียดไหม?”

“………..” อีกฝ่ายทำท่าคิด คิ้วขมวดเหมือนจะผูกเป็นปมเข้าหากันได้

“แปลว่าไม่สินะครับ” ผมผ่อนลมหายใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงสีหน้าแบบนั้น

“รู้สึกผิดมากกว่าน่ะ ว่าแต่อย่าไปบอกพี่โน่นะ ไม่งั้นผมโดนดุแย่เลย”  สีหน้าตอนพูดของเชฟกรณ์เหมือนเด็กที่แอบทำความผิดที่กลัวพ่อแม่จับได้

“เอ่อ….ขอถามหน่อยนะ คุณกรณ์เป็นอะไรกับพี่โน่น่ะ” ผมพยักหน้าก่อนจะเริ่มต้นคำถามต่อไป

“เฮ้ยๆๆ พูดด้วยน้ำเสียงหวาดเสียวแบบนั้นเดี๋ยวผมก็โดนฟ้าผ่าพอดี!! เขาเป็นลูกชายของป้าน่ะครับ ก็ลูกพี่ลูกน้องนั่นแหละ” โอเคข้อมูลตรงกัน ผมคิด ยิ่งเห็นท่าทางแหยงของอีกฝ่ายยิ่งยืนยันได้ชัดมากขึ้น

“แบบนี้ผมก็มีสิทธิ์สิเนอะ” ผมขยิบตาให้และส่งยิ้มเสน่ห์ไปให้

“โหยยย อย่าเลยครับ ผมยังไม่อยากตาย” เป็นอีกครั้งที่คนหล่อตรงหน้าแสดงสีหน้าแหยงใส่ผม แต่ก็ยังน่ารักอยู่

“หมายความไงครับ?” ผมเผยสีหน้างงงวยกับคำตอบของอีกฝ่าย

“ก็ผมเคยเล็งคนเดียวกับเฮียโน่ ผมโดนซ้อมเกือบตาย……อ่า…… ผมไม่ควรพูดสินะ” เชฟกรณ์พูดจบประโยคแรกจบก็ทำท่าทางตกใจ ตาเบิกโพลงยกมือขึ้นปิดปาก และจบด้วยพูดประโยคสุดท้ายเสียงอ่อน

“อะไรนะครับ ถ้าจะเล่นมุกแบบนี้ก็แรงไปนะครับ!!” คนที่ตกใจกว่าน่าจะเป็นผมนะ ถึงจะคิดว่าล้อเล่นแต่ก็ทำให้คลื่นหัวใจผมสั่นกระเพื่อมขึ้นมาอย่างรุนแรงมาจังหวะหนึ่ง

“อืม…… เอาวะ เห็นแล้วก็ไม่สมกับเป็นเฮียโน่เลย! น้องไม่สงสัยเหรอว่าเฮียโน่เขาจะมาทำเค้กกับผมทำไม? ไอ้คนเกลียดของหวานเข้าไส้แบบนั้น ก็เขาคิดว่าน้องชอบกินไง!!”  เชฟหนุ่มผ่อนลมหายใจยาวก่อนเฉลย

“ใครบอกว่าผมชอบ มันคิดจะแกล้งผมล่ะมากกว่า ที่ผมชอบมาก็เพราะว่าที่นี่คนหน้าตาดีให้สอยเยอะต่างหาก” ใช่ครับที่ผมมาบ่อยเพราะคนครับไม่ใช่ขนม

“ถึงจะอย่างนั้น เฮียก็ตั้งใจทำเลยนะ มันมาให้ผมสอนทุกวันเลย ไอ้คนที่ไม่คิดแม้แต่จะชิมของหวานได้แต่คิดว่าทดลองใส่โน่นนี่แล้วมันจะอร่อยนี่ ผมล่ะหมดความอดทนเลย ไอ้คนไม่เคารพขนมหวานแบบนั้น!” เชฟกรณ์พูดประโยคจบท้ายด้วยความโมโห

“……..เอ่อ….. ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย? ผมออกจะไม่ถูกกับมันขนาดนั่นเนี่ยนะ คนอย่างมันจะมาชอบผมได้ไง?”

“ไม่รู้ครับ ผมรู้สึกแบบนั่นจริงๆ ลองนึกดูเอาเองก็แล้วกันว่ามันมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ เฮียเขาเปลี่ยนไป จากร้ายเป็นรักน่ะ” ผมฟังเชฟหน้าใสพูดแล้วรู้สึกเวียนหัว ถึงจะมีบางส่วนในจิตใจรู้สึกลิงโลด แต่มันก็แฝงไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ไอ้พี่โน่มันแค่ต้องการกันซีนผมกับคุณเชฟนี่หรือเปล่า?

“ไม่รู้แหละครับ ช่วยไปบอกไอ้เฮียด้วยว่า เลิกมายุ่งกับครัวของผมเสียที!! บอกไปเลยว่า น้องไม่ขอบขนมหวาน!!”  เชพหนุ่มชี้กลับไปที่ร้านคาเฟ่ที่มีคนแน่นขนัด

ผมมองเข้าไปในร้านผ่านช่องกระจกที่ประตูห้องครัวที่สามารถมองทะลุไปที่ฝั่งหน้าร้าน ก็เห็นไอ้นักเลงไซส์เอส เดินไปมาในร้านเหมือนมองหาอะไรด้วยสีหน้าเป็นห่วง สีหน้าแบบนั้นทำให้ผมหวนกลับไปนึกถึงครั้งแรกที่สายตาของคนตรงนั้นแปรเปลี่ยนไป วันสุดท้ายที่รีสอร์ตเกาะช้าง!

…………

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +116/-1

หลังจากขับรถยนต์คันหรูของบ้านเดินทางไปทั่วเมือง สุดท้ายผมก็หมดอารมณ์จะไปไหนทั้งสิ้น (เพราะจะไปไหนก็คงไม่พ้นหูพ้นตาของคนมีอิทธิพลอย่างมัน แต่ก็แปลกที่ผมเองก็ไม่เจอพี่ชายผมเลย) ที่หมายสุดท้ายคือ บ้าน

สิ่งแรกที่ผมเห็นในบ้านรถยนต์ยี่ห้อญี่ปุ่นคันเก่า ของไอ้ต้นกล้าจอดอยู่ที่บ้าน และเสียงโหวกเหวกจากทางสวนหลังบ้าน

หลังจากเดินไปถึงต้นเสียง สิ่งที่คาดไว้ตั้งแต่เห็นรถไอ้ต้นกล้าก็คือ ขวดเบียร์ กองพะเนินและคนขี้เมาสองคนที่คุ้นตา

ไอ้คนที่หน้าตาเหมือนผมยังกะแกะกับไอ้เพื่อนสนิทของมันต้นกล้า ที่น่าจะดื่มเบียร์ตรงหน้าไปเกินครึ่งลัง

“กูก็นึกว่าพวกมึงไปไหน?” ผมทักขึ้นทันทีที่ถึงโต๊ะริมสวนสวยของบ้านที่เปิดโล่งเป็นสนามหญ้าและแผ่นหินอ่อนที่ปูเรียบคล้ายตารางหมารุกบวกรวมกับการจัดสวนแบบอังกฤษ ที่แม่ผมชื่นชอบ ทุกอย่างสวยลงตัวหมดยกเว้นไอ้ขี้เมาสองตัวนี่

“……..” ไอ้เฟรมแฝดพี่ของผมมันจ้องหน้าผมเขม็งและตอบด้วยการชูแก้วมาทางผมและยกดื่มน้ำสีอำพันฟองฟู่เต็มแก้วลงคอจนหมดตามด้วยเสียงเรอดังลั่น

“ใครเอาเหล้าให้มันกินขนาดนี้วะ!! นี่พวกมึงแข่งกินเบียร์กันรึไง?” ผมนั่งลง หันไปถามไอ้เพื่อนสนิทมัน พร้อมหยิบแก้วว่างที่วางอยู่แถวนั้นมารินเบียร์ลงแก้วจนเต็มโดยไม่ต้องรอให้ใครชวน

“เดี๋ยวค่อยคุยได้ไหม? ช่วยกูห้ามมันก่อน ไม่ใช่ลงมานั่งกินด้วยแบบนี้!” ไอ้ต้นกล้าโยกแก้วของผมและพี่ชายออกห่างจากตัว

“หนึ่งนะ นี่มันบ้านพวกกู พวกกูจะเมาเหมือนหมาก็ไม่เป็นไร สอง มึงก็แดกเบียร์เหมือนกันไม่ใช่เรอะดังนั้นมึงไม่มีสิทธิ์มาห้ามพวกกู!!” ผมดึงแก้วเหล้ากลับบวกทำตาขวางใส่ พี่ชายผมก็ไม่ต่างกันเพียงแค่มีสายตาเชื่อมด้วยน้ำเมาที่กินเข้าไปมากกว่าทุกที

“เออ! เรื่องนั้นกูรู้ แต่มึงเคยเห็นมันเมาเป็นหมาแบบนี้ไหม? เด็กดีอย่างไอ้เฟรมน่ะ มันเคยทำแบบนี้ที่ไหน?!?! แม่ง!! มึงก็อีกคน พูดเหมือนกันหมด!” ไอ้ต้นกล้าดูเหมือนจะไม่กล้ายุ่งกับแก้วของพวกผมแล้ว ผมทำได้แต่ทำท่าทางหงุดหงิดใส่เหมือนยอมแพ้กับความดื้อดึงตรงหน้า

“พวกกูไม่รู้นะ ว่าพวกมึง ไปโดนอะไรตัวไหนมาถึงได้เป็นขนาดนี้ แต่ว่านะปล่อยมันไปเถอะ เขื่อกู พอวันพรุ่งนี้มันตื่นมา ด้วยสิ่งที่มันจะเจอรับรองมันไม่กล้ายุ่งกับเหล้าเบียร์ขนาดนี้อีกแน่นอน!” ผมพูดพร้อมรินเบียร์ใส่แก้วให้เต็มใหม่อีกครั้ง

“เฮ้อ!! แล้วแต่พวกมึงแล้ว!!” พูดจบไอ้ต้นหล้ามันก็กรอกเหล้าเข้าปากไปหลายอึก เหมือนจะประชดและจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเมาไปพร้อมกันให้หมดเลย

“เดี๋ยวนะ!! แล้วที่มึงว่า ใครพูดเหมือนกันหมด!!!??” ผมเหมือนเพิ่งจะสะดุดกับประโยคจึงเอ่ยถามไอ้ต้นกล้า แต่ไม่นานก็ได้รับคำตอบ

ชายร่างเล็กถือถาดขนาดใหญ่กว่าความกว้างช่วงไหล่ของเขาเดินมาจากด้านในของบ้าน ตอนนี้พี่โน่เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นแบบลำลองแล้ว เสื้อยืดสีขาวแขนสั้นเนื้อผ้าบางแนบลำตัวจนเกือบจะเห็นตุ่มเนื้อสีน้ำตาลอ่อนนูนเด่น บวกกับกางเกงขาสั้นเสมอเข่าแบบนักกีฬา ทำให้คนที่ถือถาดพร้อมอาหารบนนั่นดูอายุเด็กลงไปอีกโข หากมองไกล ๆ ก็เหมือนจะเป็นเพื่อนหรือรุ่นพี่มากกกว่าผู้ปกครอง

“เอ้า!! แดกอะไรเสียบ้าง เดี๋ยวพวกมึงได้เมาตายห่า!!” ชายร่างเล็กพูดเสียงเข้มพร้อมวางอาหารบนโต๊ะ ที่เต็มไปด้วยเครื่องดื่มมึนเมา อาหารที่เหมือนจะเพิ่งทำเสร็จหมาดๆ ส่งกลิ่นและไอร้อนหอมไปทั่วบริเวณ

ผมอยากจะตะโกนสวนไปว่าไม่ทันแล้วพลางมองไอ้พี่ชายฝาแฝดที่มีในหน้าไม่ต่างอะไรกับผิวมะเขือเทศสุกสดใหม่

เหมือนผู้ปกครองตัวเล็กจะส่ายตามองไปตามสายตาของผม เขาถอนหายใจแสดงสีหน้าเห็นด้วยโดยไม้ต้องพูดออกมาก็เข้าใจกัน ผมดันไปสบตากับมันและผ่อนลมหายใจออกพร้อมกัน แล้วอาการกระอักกระอ่วนก็เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

แต่โชคดีที่มีคนไม่อ่านกระแสอากาศบริเวณนั้นพูดแทรกขึ้นมา

“โอโห!! โคตรน่ากิน พี่โน่ทำเองหมดเลยเหรอ!!?” ไอ้ต้นกล้าแสดงความสนิทสนมที่เกินเบอร์ พวกมึงสองคนไปสนิทกันตอนไหนมิทราบ

แต่อย่างน้อยผมก็หายใจออกอย่างโล่งอกที่เป็นแบบนี้ ขืนต้องกระอักกระอ่วนอยู่กับไอ้พี่โน่สองคนนี่คงลำบากใจ เพราะดันไปรู้เรื่องแปลกๆ เข้า แล้วก็ไม่รู้ว่าพี่เชฟกรณ์สุดหล่อเล่าอะไรให้พี่โน่ฟังบ้าง

“อืม ทำเองหมดแหละ ปกติก็ชอบทำอาหารอยู่แล้ว พวกมึงคิดว่าใครสอนน้องไห่ทำอาหารไทยล่ะ กูนี่ระดับอาจารย์!!” ได้ทีไอ้นักเลงโตรีบคุยโว

ผมได้แต่แอบเบะปากและตักเอาต้มยำไก่เข้าปากพร้อมน้ำซุปสีร้อนแรงเข้าปาก ภายใต้สายตายิ้มเยาะของไอ้คนทำอาหารทั้งหมด

“อร่อย!” ผมอุทานอย่างไม่ตั้งใจหลังจากที่เอาสิ่งนั่นเข้าปาก

นีโน่ยิ้มอย่างพอใจ พร้อมกับไอ้ต้นกล้าที่รีบเอาถ้วยแบ่งตักออกมาวางไว้ให้ไอ้พี่ชายขี้เมาของผมกินเผื่อว่าจะอาการดีขึ้น

แต่ไอ้เฟรมก็ทำได้แค่มองถ้วยแบ่งด้วยน้ำตาคลอและกรอกเบียร์เข้าปากอีกรอบ

“พี่ชายมึงเป็นอะไรเนี่ย?” ผู้ปกครองจำเป็นเอ่ยถามผม

“ไม่รู้… ปกติเดี๋ยวมันก็เล่าให้ผมฟังเองแหละ ผมก็เลยรอเวลานั้นดีกว่า หากมันไม่อยากเล่ามันก็จะไม่เล่าเด็ดขาด” ผมตอบพร้อมมองไปทางพี่ชายที่เหมือนเครื่องจักรสูบเบียร์ ได้แต่คิดสงสารมันตอนเช้า มันคงจะแฮ้งค์น่าดู

“แล้วมึงล่ะเป็นอะไร หนีกูเพื่ออะไร ตอนกลางวัน” และแล้วก็เจอคำถามเงินล้าน ผมอุตส่าห์เลี่ยงมาโดยตลอด ผมไม่คิดว่าทันจะถามตรงกลางวงเพื่อนผมแบบนี้

ไอ้เฟรมเมาหนักมากตัดไป ส่วนไอ้ต้นกล้าขี้เผือกหันมามองผมสลับกับพี่โน่ไปมา ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยตำถามอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเสียงพูดของไอ้ตี๋ตัวเตี้ยที่หันมามองผมตาเยิ้ม (ผมแน่ใจว่ามันไม่เมา ตั้งแต่รู้จักไอ้เตี้ยนี่มาผมไม่เคยเห็นมันเมาเลย)

ผมจ้องมันกลับและส่งความคิดในใจกลับไปที่มันว่า ‘อย่าเสือก!’  ไอ้ต้นกล้าเหมือนจะเข้าใจ มันหันไปหาพี่ชายผมทันทีและทำทีว่าห้ามปรามฝ่ายนั้นไม่ให้ดื่มเพิ่ม ซึ่งเหมือนจะไม่ได้ผล ทำได้เพียงดื่มตามมันไปเพราะปวดหัวกับภาพตรงหน้า

ส่วนผมนั้นนอกจากจะปวดหัวกับพี่ชายฝาแฝดที่ไม่รู้มันเป็นอะไร ยังต้องมาปวดหัวไอ้คนที่ดูห่วงผมจนผมไม่ชินแบบนี้ จะบอกว่าแม่ฝากมันไว้ แต่ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะสนใจไอ้เฟรมเท่าไหร่

“ผู้ใหญ่ถามทำไมไม่ตอบ” นีโน่ถามย้ำเหมือนต้องการคำตอบให้ได้

“ไม่มีอะไร” ผมตอบพร้อมยกแก้วเบียร์รินของเหลวสีอำพันเข้าปากจนก้นแก้วชี้ฟ้า

“ไม่มีอะไร? มึงออกจากร้านแล้วไม่คิดจะบอกกู!!” ผู้ปกครองจำเป็นเริ่มมีอาการเสียงแข็ง

“ฟังนะ ผมไม่ได้นัดกับ ‘มึง’ ไงครับ จะไปไหนก็เรื่องของผมไหม?” ผมพยายามสุภาพกับคนตรงหน้าที่สุดแล้วครับ เพื่อแม่ อย่างน้อยมันก็เพื่อนแม่

“……….” ไอ้คนเสียงกร้าวเมื่อครู่เหมือนจะมีสีหน้าแปรปรวนเล็กน้อย ก่อนที่มันจะกระดกแก้วเบียร์ที่เต็มจนล้นปล่อยให้ของเหลวไหลเจ้าปากจนหมดอย่างรวดเร็วราวกลืนทั้งหมดนั้นในอึกเดียว

คนตัวเล็กกระแทกก้นแก้วลงบนโต๊ะสนามสีขาวดังลั่น ส่วนผมที่ทึ่งกับความรวดเร็วในการดื่มนั่นยังคงจับจ้องที่แก้วเปล่านั้นอยู่ ไม่นานของเหลวสีอำพันโป๊ะด้วยฟองนุ่มก็เติมลงในแก้วนั้นจนล้น โดยไอ้เพื่อนผู้ไม่เคยดูกาลเทศะใดๆ

เสียงปรบมือของไอ้ต้นกล้าดังลั่นสวน (มันน่าจะเริ่มเมาแล้ว)

“โหย… พี่!! สุดยอดไปเลย ผมว่าแน่แล้วนะ ผมยอมพี่เลยว่ะ!!” ไอ้ต้นน้ำทำท่าคาราวะแบบคนจีน โดยเอากำปั้นประทับลงกลางฝ่ามือที่กลางอก พร้อมนอบน้อมตัวโค้งลงต่ำ

“มึงน่ะอ่อนสุดไอ้กล้า” ผมรู้สึกขอบคุณมันอยู่เหมือนกันที่ช่วยผมหาทางเบี่ยงเบนประเด็นที่ทำให้ตัวเองสับสนหัวใจ

“สัด! หรือมึงจะลอง!!” ไอ้ต้นกล้าหันมาท้าทายทันที

“สองคนมันจะสนุกอะไร?” ผู้ใหญ่ที่สุดในกลุ่มนอกจากจะไม่ห้ามแล้ว ยังจะเสริมการท้าทายไปอีก

“กูไม่มีอารมณ์จะมาเมาค้างวันพรุ่งนี้หรอกนะ!!” วันนี้ผมยังไม่ได้ปลดปล่อยเลย พรุ่งผมต้องพร้อม!! ไม่ใช่เอาเวลามาปวดหัวเพราะอาการเมาค้าง! ผมคิดไว้อย่างนี้เลยรีบหาทางปฏิเสธ

“อ้าว!! ไอ้เชี้ย! ป๊อด เก่งแต่ปากนี่หว่า !!” ไอ้ต้นกล้าผู้คออ่อนที่สุดในกลุ่ม แต่มันคือผู้มั่นหน้าที่สุดในกลุ่มไม่เคยเปลี่ยน ไอ้เกรียนนี่มันรู้จุดอ่อนเพื่อนอย่างผมดี ผมไม่ชอบถูกท้าทาย โดยเฉพาะจากไอ้อ่อนอย่างมัน!

“มึงหาเรื่องเองนะ ไปเอาเบียร์มาเพิ่มเลย กูว่าลังนี่ไม่พอหรอก ใครเมาน็อคก่อนแพ้!!” ผมสั่งให้มันไปเอาเบียร์จากในบ้านมาเพิ่มเพื่อการแข่งขัน แต่สุดท้ายคุณลุงตัวเล็กก็อาสาไปเอา และกลับมาด้วยจำนวนที่มากกว่าที่คิด (ยกมาคนเดียวสองลังมันจะแข็งแรงไปหรือเปล่าวะ! แล้วบ้านเรามีเบียร์เยอะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?)

ผ่านไปเพียงสามแก้ว การท้าทายด้วยการดื่มรวดเดียวหมดแก้วก็จบลงด้วยไอ้ต้นกล้าที่ฟุบหน้าลงที่ท่อนแขนสีแทนของมัน พร้อมเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า ‘กูขอพักเดี๋ยว’ ซึ่งก็ไม่ได้เดี๋ยวอย่างที่มันว่า เพราะมันเงียบหายไปเลย (นี่ขนาดผมต่อให้ตลอดการประลองโดยการดื่มเพิ่มไปล่วงหน้าก่อนการแข่งขันไปหนึ่งขวดใหญ่รวดเดียวนะ)

สุดท้ายผมกับพี่โน่ก็ต่างมองหน้ากันเป็นการเข้าใจว่าไอ้ต้นหล้ามันร่วงไปแล้ว

ในขณะเดียวกัน คู่ซี้ของมันก็หลับคาเก้าอี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมมองพี่ชายฝาแฝดตัวเองพร้อมส่ายหน้าอย่างระอาและสงสารในทีเดียวเพราะผมรู้ว่าพรุ่งนี้ ไอ้สองคนนี้มันได้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแน่นอน

ส่วนตัวผมเองแม้จะยังครองสติได้อยู่ แต่ก็ดูเหมือนมันจะเลือนลางอยู่ไม่น้อย อาจเพราะห่างหายจากการดื่มหนักแบบนี้มานานในช่วงปลายภาคเรียนที่ผ่านมา

ในขณะที่ผมตัดใจว่าจะปล่อยให้ไอ้พวกไม่เจียมสองคนนี้นอนเป็นอาหารยุงอยู่ตรงสวนนี้ คนที่ดื่มไม่ต่างจากผมได้ลุกขึ้นและพาวัยรุ่นสองคนที่ตัวสูงใหญ่กว่าเขาเข้าไปในตัวบ้านด้วยพละกำลังที่ผมยังทึ่งเพราะ เหมือนเขาจะยังคงมีสติและแรงสมบูรณ์อยู่

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด