อาทิตย์ชิงเดือน l ตอนที่ 34 (กลัว) l อัพ 16-10-2020
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: อาทิตย์ชิงเดือน l ตอนที่ 34 (กลัว) l อัพ 16-10-2020  (อ่าน 11214 ครั้ง)

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
15

น้องโซลคนแมน



ลานจอดรถตอนหัวค่ำแบบนี้รถเยอะเหมือนกัน ไฟสีแดงขึ้นเหนือช่องจอดตั้งแต่ช่องแรกจนยาวไปไกลบอกให้รู้ว่าที่จอดเต็มแทบจะจะทุกช่องว่าง   

นำทัพเดินนำหน้าผมไปยังรถที่จอดอยู่ แผ่นหลังของคนสูงนั้นชวนมองจนไม่อยากจะละสายตาไปที่ไหน ในมือถือกระเป๋าของผมเอาไว้เขาแย่งเอาไปถือตั้งแต่เดินออกจากหน้าห้องน้ำ   นำทัพบ่นว่าวันนี้ที่จอดรถอยู่ไกล ช่องจอดวีไอพีก็เต็มเพราะปริมาณลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเยอะ 



ผมต้องรวยแค่ไหนถึงจะมีที่จอดวีไอพีเป็นของตัวเองแบบนั้น...



ตึ๊ง !!!! ไลน์ผมแจ้งเตือนข้อความใหม่



-  แกงค์ห่าม –



MaxNum
เหี้ยโซล มึงออกจากห้างยัง กูจะฝากซื้อหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่

Seoul Tower
อด ...เพราะกูออกมาแล้ว

MaxNum
กลับไปซื้อให้กูก่อน กูจะอ่านคืนนี้

Seoul Tower
มาซื้อเองกูกลับแล้ว

MaxNum
โอ๊ยยยยยยยย

TeamWork
เจ็บไปถึงหัวใจทำไมยังทน

MaxNum
ไอ้เหี้ยทีม กูไม่ได้เล่นต่อเพลง ไอ้ฟายยย



ผมหัวเราะให้กับความประสาทแดกของข้อความในไลน์ที่แกงค์ห่ามส่งมา แต่ละตัวช่างกวนส้นตีนด้วยกันทั้งนั้น ก่อนจะพบว่าผมหยุดยืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว มองเห็นนำทัพทำหน้าหงิกอยู่ตรงหน้ารถของเขามาแต่ไกล



“ มัวแต่คุยไลน์กับใคร .. ยืนรอนานแล้วนะ ”

“ กำลังจะไปแล้ว ”



สองเท้าก้าวออกเดินเพื่อไปหาคนหน้าดุ เดี๋ยวหน้าเขาจะเป็นตะคริวซะก่อน เพราะหงิกนานเกินไป



เสียงเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซต์ขนาดใหญ่ดังไล่หลัง ขับผ่านเลยผมไป แล้วหยุดจอดอยู่ตรงหน้ารถของนำทัพ ชายตัวใหญ่สองคน สวมหมวกกันน็อคเต็มใบ  เดินลงมาจากรถ ตรงไปกระชากกระเป๋าของผมที่นำทัพถือไว้

แต่เขาไม่ยอม ทั้งสองยื้อแย่งกันไปมา ก่อนคนขับจะเดินเข้าไปด้านหลัง ล็อกแขนของเขาไว้ ส่วนอีกคนต่อยเข้าไปที่ใบหน้าเต็มแรงหลายที  รัวหมัดหนักไปทีส่วนท้องของคนที่ไม่มีทางสู้



จนนำทัพล้มลงไปกองกับพื้น !!




ตกใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า ....

อยู่เฉยไม่ได้แล้ว !!





ผัวะ !!!



ทันทีที่วิ่งมาถึงจุดเกิดเหตุ ผมก็ซัดหมัดหนักๆ พุ่งตรงไปยังหน้าของไอ้คนที่มันกำลังกระทืบนำทัพซ้ำ จนคนถูกผมต่อยเซออกไปหลายก้าว ตามด้วยอีกหมัดต่อเนื่องกันเข้าที่แก้มฝั่งซ้ายจนมันล้มลง



ก่อนจะถีบเข้าไปที่ชายโครงของไอ้คนที่ล็อกแขนของนำทัพไว้  ร่างนั้นผละคนที่ถูกล็อกไว้ออก หันมามองหน้าผมอย่างเอาเรื่อง ผมไม่รอช้า รีบยกหน้าแข้งเตะเข้าไปที่ก้านคอของมันอีกครั้งจนล้มลงไปกองข้างคนแรกที่ผมจัดการ



รู้จักไอ้โซล ศิษย์วัดป่าน้อยไป

เห็นหน้าตี๋แบบนี้ กูเป็นมวยนะเว้ยยยยย



ดูจากท่าทางการออกหมัดและเท้าของมันแล้ว  ไม่มีตรงไหนที่จะเร็วสู้ผมได้เลย เดาได้ไม่ยากว่าคงจะเป็นแค่โจรกระจอกที่ขับรถจี้ปล้นชิงทรัพย์ทั่วไป  ผมรีบเข้าไปหานำทัพที่สภาพดูไม่ได้เลย เลือดกบปาก ใบหน้านั้นเขียวช้ำมีรอยแตกจากแรงชก คงจะเป็นสนับเหล็กที่ใช้ต่อยเพื่อให้คู่ต่อสู้ ได้แผลมากที่สุด



“  เจ็บมากมั้ย ”

ผมเข้าไปประคองร่างที่นอนหงายอยู่บนพื้น อย่างเบามือเพราะไม่รู้ว่าตรงไหนที่ถูกเตะบ้าง กลัวว่ามันจะกระทบกระเทือนไปมากกว่านี้

“ ไม่เป็นไร ยังไหว ปกป้องมึงได้สบาย”

ร่างสูงยกมือขึ้นมาจับที่หน้าผมเบาๆ  ใบหน้าของเขาตอนนี้มีเลือดไหลออกไม่หยุด นึกแล้วก็โมโห อยากจะลุกเข้าไปซัดอีกซักทีสองทีให้สาสม

“ ให้มันจริง ”

เจ็บขนาดนี้แล้วยังจะมีอารมณ์มากวนตีนอีกนะมึง !! 



“ เห้ยระวัง ”

นำทัพผลักผมล้มลงก่อนจะหมุนตัวขึ้นมาบังร่างของผมเอาไว้  หนึ่งในคนร้ายถือท่อนเหล็กแล้วฟาดลงไปที่กลางหลังเจ้าของร่างหนาที่อยู่ตรงหน้าผมอย่างสุดแรง





ปึ๊ก !!!



ตัวของเขากระตุกตามแรงฟาด ปากอ้าค้างเพราะความเจ็บจากท่อนเหล็กแข็งกระทบหนักเข้าที่กลางหลัง   ร่างทั้งร่างฟุบตัวลงมาทับตัวของผมเอาไว้  มันยังไม่หยุดแค่นั้นท่อนเหล็กในมือถูกเงื้อขึ้นเตรียมฟาดซ้ำ



 ตั้งใจจะเอากันถึงตายเลยหรือยังไงวะ



“ เห้ยยยยย ทำไรหยุดนะเว้ย “

พนักงานรักษาความปลอดภัยที่เห็นเหตุการณ์ตะโกนเข้ามา พร้อมเสียงนกหวีดดังลั่นบริเวณลานจอดรถ  จนทำให้คนร้ายที่ถือเหล็กในมือตกใจหยุดการกระทำนั้นไว้แล้วหันไปกระชากกระเป๋าของผมที่ตกอยู่ไม่ไกลติดมือไปด้วย 



ทั้งกระเป๋าตังค์ หนังสือเรียน กุญแจห้อง อยู่ในนั้นหมดเลย ผมพยายามจะลุกขึ้นไปยื้อมันกลับมา ทว่าร่างสูงของคนที่สลบไปทับตัวผมอยู่แบบนี้ ผมทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากปล่อยให้มันหยิบกระเป๋าของผมไป



ไอ้เหี้ยเอ๊ย กูอยากซัดหน้ามึงชิบหาย



“ เจอกันคราวหน้า มึงไม่เจ็บแค่นี้แน่”

มันยืนชี้หน้าขู่เสียงนั้นคุ้นมาก ก่อนจะเตะเข้าไปตรงชายโครงของนำทัพอีกครั้ง  จากนั้นก็ขึ้นมอเตอร์ไซต์ที่อีกคนสตาร์ทรอเอาไว้ ขับหลบหนีออกไป 



อย่าให้กูรู้ว่ามึงเป็นใครกูไม่เอามึงไว้แน่ ทำกับคนของกูเจ็บขนาดนี้ !!!





“ ไอ้ทัพ ไอ้ทัพ มึงตื่นดิวะ ”

ผมเขย่าตัวของเขาอยู่นาน แต่ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ ใจคอผมไม่ดีเลยกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป ค่อยๆ รวบรวมแรงที่มีผลักนำทัพออกจากตัว  โชคดีที่พี่ยามคนนั้นวิ่งมาถึงพอดี จึงช่วยยกนำทัพออกจากจากตัวผม     ผมเปลี่ยนมานั่งในท่าที่ถนัด รับร่างสูงมานอนหงายประคองไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง



“ ไอ้ทัพตื่นดิวะ มึงอย่าเป็นแบบนี้ดิ กูกลัวนะเว้ย”

ลองเขย่าตัวอีกครั้ง  ครั้งนี้ร่างสูงที่อยู่ในอ้อมกอดผม ขยับเล็กน้อย ใบหน้านั้นยู่เพราะความเจ็บ เปลือกตาขยับช้าๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมา ขอบตาผมร้อนไปหมด ถ้าเขาไม่ฟื้นผมต้องร้องไห้แน่ๆ

“ ห้ามร้องไห้  กูไม่อยากเห็นน้ำตาของมึง กูไม่เป็นไร  ”

ผมกระชับกอดคนตัวโตกว่าให้แน่นขึ้นกว่าเดิม  ผมไม่ได้ชอบร้องไห้ แต่ผมไม่ชอบการจากลา ทุกครั้งที่ต้องจากลาหรือต้องสูญเสีย หัวใจของผมมันจะรู้สึกเบาโหวงขึ้นมาทันทีคงเพราะผมเจอแต่เรื่องสูญเสียในชีวิต



หัวใจของผมมันจึงแทบไม่มีภูมิต้านทานกับเรื่องพวกนี้เลย….



“ ยิ้มให้ทัพนะครับคนเก่ง ทัพไม่เป็นอะไร ”

ทัพอย่างนั้นหรอ ทำไมแค่เรียกชื่อแทนตัวเองแค่นั้นหัวใจของผมก็เปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างถึงที่สุด  เขาไม่เคยเรียกแทนตัวเองเลย  ไม่เคยแม้สักครั้งเดียว



รอยยิ้มที่คนในอ้อมแขนต้องการ ถูกส่งไปให้ในทันทีที่เสียงนั้นเงียบหายไป สัญญาว่าจะยิ้มให้เขาบ่อยๆ ขอเพียงแค่อย่างเดียว



อย่าจากกันไปไหนอีกก็พอ

แล้วคนในอ้อมแขน ก็หมดสติไปอีกครั้ง



* * * * * * * * * * * * * * * * * * *



นำทัพฟื้นอีกทีที่โรงพยาบาล คุณหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก มีรอยฟกช้ำและแตกที่บริเวณใบหน้า แต่ทำแผลทายาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนหลังที่ถูกเหล็กฟาดมีแต่รอยช้ำหนัก ตามตัวที่ถูกเตะมีรอยช้ำเขียวไปทั่ว อาจจะปวดบ้างช่วงแรก คุณหมอจึงให้ฉีดยาแก้ปวดไว้เพื่อบรรเทาในเบื้องต้น



“ ผมไม่ฉีดยา ไม่เอา อย่าเอาเข็มมาใกล้ผม ”

คนที่กำลังจะถูกฉีดยาหน้างอหนักกว่าเดิม เพราะกลัวเข็ม ตอนแรกโวยวายลั่นว่าจะไม่ฉีด ผมกล่อมอยู่นานกว่าจะยอมอ่อนลง

“ อย่าดื้อได้ไหม ฉีดแปบเดียว ไม่อย่างนั้นมันจะระบมนะ เชื่อกู ”

ใบหน้าหล่อนั้น ทำท่าลังเลอยู่นาน มองหน้าผมสลับกับหน้าคุณพยาบาลคนสวยที่กำลังยืนยิ้มให้กับคนไข้จอมโวยวาย

“ แต่กูกลัวเข็ม ”

เสียงนั้นเบาลง คงอายที่จะยอมรับว่ากลัวอะไรเป็นเด็กแบบนั้น

“ ไม่ต้องกลัว กูจะอยู่ตรงนี้กับมึง ถ้าเจ็บก็จับมือเอาไว้ บีบแน่นๆ แล้วก็อย่าเกร็ง  ”

“ แบบนั้นก็ได้ ”



ในที่สุดนำทัพก็ยอมให้คุณพยาบาลฉีดยา ระหว่างฉีดก็ไม่ยอมให้ผมไปไหน ต้องอยู่ข้างตัวตลอดเวลา จับมือเอาไว้แน่น ตัวใหญ่ซะเปล่า กลัวเข็มฉีดยาอันเล็กนิดเดียว



อดขำกับความเป็นเด็กน้อยของคนตัวโตกว่าไม่ได้

เพิ่งรู้ว่านำทัพคนหล่อ ก็มีจุดอ่อนเหมือนกันนะเนี่ย ...



ผมจัดการค่ารักษาพยาบาล และ รับยามาจากพี่เจ้าหน้าที่คนสวย ฟังอธิบายการใช้ยาอย่างละเอียด ได้พวกยาแก้ปวด ลดไข้ และแก้อักเสบ คนป่วยน่าจะมีอาการไข้ตามมาจากการอักเสบของแผล 



“ กลับบ้านกันเสร็จแล้ว ”

“ คืนนี้ มึงจะอยู่ดูแลกูไหม หรือแค่ไปส่งแล้วกลับเลย ”

“ ก็กลับเลยสิ จะอยู่ทำไม”

แอบเห็นสีหน้าของคนเจ็บ มีท่าทีหงอยลงเล็กน้อยเมื่อได้ฟังคำตอบนั้น ใจหนึ่งก็อยากอยู่ดูแล อีกใจก็ยังไม่กล้าที่จะใกล้ชิดเขามากขนาดนั้น .. ไว้ถึงคอนโด ค่อยตัดสินใจอีกทีแล้วกัน

“ ใจร้าย ”

เดินเข้า ไปประคองนำทัพที่นั่งรออยู่ตรงเก้าอี้ใกล้ๆ คนตัวสูงมองตามผมไม่ห่างเหมือนเด็กที่กลัวหลงทางแล้วจะหาผู้ปกครองไม่เจอ   ลานจอดรถของโรงพยาบาล ระยะทางไม่มากแต่ใช้เวลานานพอควร  ค่อยๆพาคนเจ็บเดินตามมาออกมา ไม่อยากเดินเร็วมาก เกรงว่าคนที่ถูกซ้อมมาหนักจะไม่ไหว



ถ้านำทัพตัวเล็กกว่าผมคงจะดี ... จะได้ให้เขาขี่หลังผมบ้าง !!



“ เดี๋ยวกูขอขับรถเหมือนเดิมนะ มึงจะได้นั่งสบายๆ หรือจะหลับเลยก็ได้”

เอ่ยขออนุญาตขับรถหรูราคาหลายล้านกับเจ้าของที่ยืนพิงรถอยู่ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าก็ขับของเขามาแล้วแท้ๆ ตอนมาโรงพยาบาล

ก็ตอนนั้นเขาสลบเลยไม่ได้ขอ   ขอตอนนี้เลยแล้วกัน

“ ขับดีดีนะ ”

นำทัพเดินอ้อมไปยังประตูฝั่งข้างคนขับ เปิดประตูแล้วพาตัวเองเข้าไปนั่ง ประตูฝั่งคนขับถูกเปิดตาม พร้อมกับผมที่เข้าไปประจำที่

“ เออน่า กูไม่ทำให้รถมึงเป็นรอยหรอก”

“ ไม่ได้ห่วงรถ แต่ห่วงคนขับ ”

มือหนานั้นวางอยู่บนหน้าขาผม  นำทัพลูบอย่างเบามือ พอๆ กับน้ำเสียงที่ส่งมา หลับตากลั้นยิ้มแทบไม่ไหว



เขินจนหาปุ่มสตาร์ทไม่เจอแล้วกู !!



นำทัพไม่ใช่คนที่ชอบใช้กำลังชกต่อยกับใคร เขาเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะมีคนคอยดูแลตั้งแต่เด็กๆ มีเรื่องทีคนของคุณท่านก็เข้ามาเคลียร์มาจัดการ  จึงไม่แปลกที่วันนี้โดนคนร้ายตั้งสองคนเล่นงาน เจ้าตัวถึงได้อยู่ในสภาพที่ยับเยินถึงขนาดนั้น



เขาคงพยายามเต็มที่แล้วที่จะปกป้องกระเป๋าของผม แต่คนที่ไม่เป็นศิลปะป้องกันตัวเลยจะสู้แรงควายของโจรถ่อยได้อย่างไร ถึงแม้จะเป็นโจรกระจอกก็เหอะ  ตอนเป็นเด็กเขามักจะโดนแกล้งอยู่ตลอด คงเพราะทัพเรียนเก่งและรวย พวกแก๊งหลังห้องจึงไม่ค่อยถูกชะตาสักเท่าไหร่  เขาไม่สามารถปกป้องตัวเองได้นอกจากจะเดินหนี  ร้องไห้ หรือไม่ก็ยอมให้ถูกรังแกง่ายๆ



ผมเคยถามว่าทำไมถึงไม่สู้คน ปล่อยให้ตัวเองรังแกได้ยังไง เขาก็ไม่ตอบ  ผมจึงขออาสาเป็นคนคอยดูแลนำทัพ ชกต่อยกับพวกที่คอยมาแกล้งจนได้แผลกลับบ้านให้แม่ได้บ่นอยู่บ่อยๆ   ไม่ได้เป็นคนชอบใช้กำลังแต่ผมพอปกป้องตัวเองและคนรอบข้างได้บ้าง



พ่อผมเป็นนักมวยเก่า วิชามวยพื้นฐานจึงถูกถ่ายทอดติดตัวผมไว้ตั้งแต่เด็ก

คนตัวเล็กกว่าใช่ว่าจะต้องฝ่ายได้รับการดูแลเสมอไป 

ผมก็อยากดูแล ปกป้องคนอื่นเหมือนกัน



โดยเฉพาะกับไอ้ควายป่าที่นอนกรนอยู่เบาะข้างๆผมเนี่ย



คนห่าอะไร .. หลับยังหล่อเลย ...

โอ๊ยยย  ไม่มีสมาธิมองทางเลยเว้ยยย !!




------------------

** เห็นมีหลายคน อยู่ทีมนำทัพกันเยอะเลย ระวังน้องโซลจะน้อยใจนะ //// ความสัมพันธ์กำลังจะเดินหน้าแล้ว เตรียมตัว ….

**** ขอคอมเมนท์เพื่อเป็นกำลังใจกันด้วยนะทุกคน 



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-08-2020 00:12:13 โดย Blueribbon »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
16

หมียักษ์ที่โคตรเชื่อง



ทันทีที่มาถึงคอนโดของเขา ผมก็ไล่ให้ไปอาบน้ำเพราะทั้งตัวมีแต่ฝุ่นและคราบเลือด ครั้นจะให้แค่เช็ดตัวคงไม่สะอาดเท่าไหร่  คอนโดของทัพอยู่ชั้น 23 เป็นชั้นเกือบบนสุด ห้องหรูหราสมฐานะคนเป็นเจ้าของ แต่ไม่เหมาะกับการอยู่คนเดียวสักเท่าไหร่ ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใสทั้งแถบมองเห็นวิวด้านนอกได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ห้องแบ่งสัดส่วนลงตัว มีห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องแต่งตัว และ ห้องนอน



การตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นคุมโทน สีขาวดำ ดูทันสมัย ของตกแต่งภายในห้องทุกชิ้นล้วนเป็นของมีราคาแพง ส่งเสริมให้ห้องที่แพงอยู่แล้ว ดูดีมีราคามากขึ้นไปอีก



คราวที่แล้วมาไม่ได้สำรวจขนาดนี้ เพราะมัวแต่โกรธที่โดนจูบจนเป็นรอยทั้งตัว



“ โซล ”

ผมสะดุ้งเล็กน้อย เสียงของทัพดึงผมออกจากการมองสำรวจไปทั่วห้อง จนลืมไปว่าผมกำลังจะแกะโจ๊กในถุงให้คนป่วย จะได้รองท้องก่อนกินยา แล้วไปพักผ่อน คนตัวสูงสวมกางเกงนอนกับเสื้อยืดสีขาว ถือผ้าคนหนูเดินเช็ดหัวออกมาจากห้องน้ำ

“ ไม่กินโจ๊กได้ไหม ไม่หิว ”

“ ไม่หิวก็ต้องกินจะได้รองท้องเดี๋ยวต้องกินยา โจ๊กใส่แค่ไข่ ไม่ใส่หมู ไม่ใส่เครื่องใน ไม่ใส่ผัก แบบที่มึงชอบ”

อาหารเด็กอ่อนยังน่ากินกว่าโจ๊กของคนที่ยืนทำหน้างอแงอยู่ใกล้ๆ  จำได้ว่าเขากินยากมากแค่ไหน ขนาดโจ๊กยังใส่ได้แค่ไข่เพียงอย่างเดียว

“ ป้อนหน่อย”

“ แขนมึงไม่ได้หัก ตักกินเองดิ”

“ งั้นไม่กิน “

“  อย่าลีลามันดึกแล้ว จะได้รีบกินรีบนอน “

“ ไปนอนดีกว่า”

พูดจบก็หันตัวออกไปดื้อๆ   คงจะไม่ยอมกินจริงๆ อย่างที่ปากว่า ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนั้นมีหวังไม่ได้กินยา ไข้ขึ้นอีกแน่ๆ  

“ หยุด ”

“ หืมมมม ”

“ ป้อนก็ป้อน เรื่องมากจัง ”



ร่างสูงนั้นรีบยูเทิร์นตัวเองกลับมาทางเดิม รอยยิ้มกว้างราวกับเด็กได้ของเล่นที่ปรารถนาเดินตรงมาทางผม

ลากให้ไปนั่งที่เก้าอี้ว่างใกล้ๆ   ส่ายหัวให้กับคนที่โคตรจะเอาแต่ใจ แล้วใช้ช้อนตักโจ๊กที่อยู่ตรงหน้า เริ่มป้อนคนที่นั่งอ้าปากรออยู่



แกล้งไม่เป่าให้โจ๊กลวกปากน่าจะดี หมั่นไส้ !!



“ ทำไมวันนี้ใจดีจัง ”

“พูดมาก รีบๆ กิน ”

“ยังไม่อยากให้มันหมดเร็ว อยากกินช้าๆ ”

“ทำไมละ จุกหรอ ”

หรือผมจะป้อนเขาเร็วไปจนคนป่วยกินไม่ทัน

“ เปล่าครับ กูแค่อยากอยู่แบบนี้นานๆ  อยากมองหน้ามึงแบบนี้ใกล้ๆ ”

ทำยังไงดีไม่ให้ตัวเองเผลอยิ้มออกมากับคำพูดและสายตาของคนตรงข้าม .. กลั้นจนหน้าจะเป็นตะคริวอยู่แล้ว

“ อย่างนั้นก็ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ กิน ”





ยกจานชามมาล้างให้เจ้าของห้องหลังจากป้อนข้าวป้อนยา กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาไปนานเกินกว่าปกติ เพราะไอ้คนที่ให้ป้อนไม่ยอมนั่งเฉยๆ ทั้งซบ ทั้งกอด ทั้งจับมือไปกุม อ้อนสารพัด  ไม่เคยคิดว่าเวลาป่วยจะเปลี่ยนเป็นคนละคนได้ขนาดนี้ คนนิ่ง เท่ห์ขวัญใจนักศึกษาทั้งหมา’ลัยหายไปไหน



เหลือแค่ไอ้หมียักษ์ที่โคตรจะเชื่อง ...



นำทัพนอนสงบนิ่งบนโซฟาห้องนั่งเล่น ร่างสูงนั้นเหยียดเต็มอัตราจนเต็มพื้นที่ความยาวของโซฟา ในมือกอดไอแพดเครื่องที่ใช้นั่งเล่นเกมส์เอาไว้ คงเผลอหลับไปตอนที่รอผมล้างจาน ลมหายใจเข้าออกเบาๆ ทำให้อกขยับขึ้นลงตามจังหวะ เพราะฤทธิ์ยาลดไข้ที่ทำให้หลับง่ายได้ขนาดนี้  

“ หนาว ....”

คนตัวสูงขดตัวเข้ากับโซฟา ตัวเขาอุ่นๆตั้งแต่เริ่มนั่งรถออกจากโรงพยาบาลแล้ว ความเจ็บปวดของบาดแผล คงทำให้เริ่มมีไข้

“ ทัพ ”

“ หนาว”  นำทัพเปิดตามองผมแล้วพูดอย่างนั้นซ้ำๆ   ผมรีบทรุดตัวนั่งลงใกล้ๆ ใช้หลังมือแตะไปที่หน้าผาก



ตัวร้อนจี๋เลย !!



“ มึงเข้าไปนอนในห้องดีกว่า ลุกเดินเองไหวใช่ไหม ”

นำทัพพยักหน้า พยายามดันตัวให้ลุกขึ้น แต่ร่างนั้นเกือบล้มผมรีบเข้าไปช่วยประคองก่อนที่จะหน้าคว่ำแล้วต้องขับรถพาไปหมออีกรอบ

“ ตัวหอมจัง ”

นำทัพพูดแค่นั้น พร้อมกับเสียงสูดดมกลิ่นตัวผมยาวๆ ก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินตามแรงพยุงของผมเข้าไปในห้อง

 ป่วยจะตายอยู่แล้วยังจะมากวนตีนอีกนะไอ้ห่า !!



ผมส่งเขานอนลงบนเตียงขนาดใหญ่แล้วขยับมานั่งข้างๆ มองคนป่วยที่ดึงผ้าห่มสีขาวมาไว้ถึงจมูกแต่ไม่ยอมหลับตาสักทีได้แต่ยิ้มให้ภาพนั้น  นำทัพเอื้อมมือหนามากุมมือเรียวของผมดึงเข้าไปไว้บนแผ่นอกกว้าง  สัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นแรง และ ความร้อนจากพิษไข้



“ เดี๋ยวกูมานะ ลงไปซื้อแผ่นติดลดไข้ให้มึงก่อน เวลากูเป็นไข้สูง ติดแล้วไข้มันจะลดเร็ว มึงจะได้นอนหลับสบายขึ้น ”

แผ่นแปะติดลดไข้ที่ขายตามร้านสะดวกซื้อหรือร้านขายยา ช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายของผมลดลงเวลาที่มีไข้สูง นอกจากจะเช็ดตัว กินยาแล้วผมชอบซื้อไอ้เจ้านี่มาติด เข้าใจดีว่าเวลาเป็นไข้ อาการมันจะร้อนๆ หนาวๆ นอนหลับไม่สบายตัว ทดลองกับตัวเองเห็นผลจึงอยากใช้กับเขาบ้าง



“ ไม่เอา ไม่ให้ไป ไม่ติดอะไรทั้งนั้น ”

“ กูลงไปแปบเดียว เซเว่นฝั่งตรงข้ามคอนโดมึงนี่เอง ”

ไปกลับไม่ถึงสิบนาที ร้านสะดวกซื้อที่สาขาเยอะที่สุดในโลกฝั่งตรงข้าม ทำไมต้องโวยวายอะไรขนาดนั้น

“ ไม่ติดแล้วไข้จะลดได้ไง แปบเดียวเดี๋ยวกูมา ”

“ ไม่เอา กูจะไปด้วย”

“ จะไปทำไม เจอลม เจอฝุ่นเดี๋ยวก็ป่วยอีก ”

“ งั้นก็ไม่ต้องไป ไม่ให้ไป ไม่ให้ไปไม่ให้ไป ”

“ โอ๊ยยย  แล้วไข้มันจะลดไหมตัวร้อนขนาดนี้”

“ เช็ดตัวก็ได้”

พยายามจะเลี่ยงการเช็ดตัวด้วยการลงไปซื้อแผ่นติดลดไข้  แต่ทำไมเขาเหมือนกำลังเดาใจผมออกแบบนั้น

“ มึงพึ่งอาบน้ำ จะเช็ดตัวได้ไง ”

แถเท่านั้นที่จะผ่านพ้นไม่ให้เข้าสู่สถานการณ์พาใจสั่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปได้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากเช็ดตัวให้คนที่กำลังป่วย แต่ผมจะสั่นสักแค่ไหนที่จะได้สัมผัสกับความล่ำที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้านั่น แค่ตอนซบแผ่นหลังกับแผ่นอก ที่มีเสื้อผ้ากั้น ยังหน้าร้อนขนาดนั้น แล้วถ้าต้อง ...



โอ๊ยยยย ใจผมคิดดีไม่ได้แล้ว 

ต้องชิ่งเท่านั้นนนนนนน



“  เช็ดตัว ”

“  เช็ดตัว ”

“  เช็ดตัว ”

“  เช็ดตัว ”

“ เออ เช็ดก็เช็ด วุ่นวายจริงโว้ยยยยยย ”

สุดท้ายผมก็ต้องตัดความรำคาญกับระบบพูดซ้ำอัตโนมัติของเขา  วันนี้มันเป็นอะไร โจรเอาไม้ฟาดหัวหรือก็เปล่า ทำไมถึงได้อ้อนอุ้ง เก่งขนาดนี้วะเนี่ย



ผ้าขนหนูสีขาวที่เปียกชื้น ถูกบิดน้ำออกจากหมาด แล้วแห้ง วนอยู่แบบนั้นหลายนาที ผมยังไม่กล้าลงมือเช็ดตัวนำทัพที่เปลือยเปล่าท่อนบน ด้วยเพราะเจ้าของร่าง นอนคอยส่งยิ้มให้ผมอยู่แบบนั้นเชื้อเชิญให้ลงมือเช็ดตัวเขาได้สักที

ยอมรับนับถือในความใจกล้าของเขา ที่พอได้ยินว่าจะเช็ดตัวก็ลุกพรวดถอดเสื้อยืดนอนสีขาวออก  เตรียมจะถอดกางเกงต่อ ดีที่ผมเดินกลับมาพร้อมกับกะละมังน้ำเย็นกับผ้าขนหนูในมือ ห้ามเอาไว้ได้ทัน



ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นในสิ่งที่อยากเห็น เอ๊ย !!  ที่ไม่ควรเห็น

ตื่นเต้นครับ เลยพูดอะไรผิดๆ ถูกๆ



“เมื่อไหร่จะเริ่มเช็ดสักที เริ่มหนาวแล้วเนี่ย ”

ขอร้องว่าอย่างเร่ง กำลังเตรียมใจอยู่ แค่เห็นแผงกล้ามอกแน่น กล้ามแขนเป็นมัดๆ  และ ลอนซิกแพกสวยๆ บริเวณท้อง  ก็หวิวแล้วใจผม 

“ จะเช็ดแล้วเนี่ย จะเร่งทำไม”

“ ก็เห็นจ้องอยู่นาน  ชอบกล้ามกูหรอ เอาไปเล่นที่ห้องไหมละ”

ผมว่ามันไม่น่าจะป่วยแล้วละ ถ้าจะกลับมากวนประสาทได้แบบเดิมขนาดนี้  ร่าเริงเกินคนป่วยไปแล้วนะ เดี๋ยวฟาดด้วยกะละมังข้างเตียงซะเลย



ผ้าขนหนูสีขาวเริ่มบรรจงเช็ดบริเวณใบหน้านำทัพก่อนเป็นลำดับแรก ก่อนจะไล่ไปยังซอกคอ  แวะไปที่กล้ามแขนใหญ่ แขนแกร่งทั้งสองข้างที่มีเส้นเลือดนูนชัดเจน ไล้กลับมายังแผงอกกว้าง สัมผัสได้ถึงความแน่นยามที่มือเฉียดไปโดน จนจบที่บริเวณกล้ามท้องลอนเป็นลูกคลื่น



รู้สึกว่าตัวเองหน้าร้อน ตัวร้อนไปหมด ยิ่งเห็นสายตาของคนที่นอนยิ้มมีความสุขเวลาถูกเช็ดนั้นยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่  ไม่คิดว่าคนตัวบางเมื่อหลายปีก่อน จะมีกล้ามเนื้อสวย และ ตัวโตได้รวดเร็วขนาดนี้

“ เช็ดข้างล่างด้วยได้ปะ ”

“ ไม่เช็ดแล้ว ผ้ามันสกปรกแล้ว  รีบใส่เสื้อเดี๋ยวไข้ขึ้น  ”

ผมรีบลุกขึ้นจากเตียงพร้อมภาชนะในมือ เดินตรงไปยังห้องน้ำ ล้างมือทำความสะอาด ถูวนอยู่แบบนั้นหวังให้น้ำเย็นจากก๊อก  ชะล้างความร้อนที่มีอยู่ในตัวออกไปได้บ้าง



เบาได้เบา !! เย็นได้เย็น กล้ามนั้นไม่อ่อนโยนต่อใจเลยผมบอกกับคนในกระจกไปแบบนั้น



“ มึงจะปล่อยให้คนป่วยคนเดียวได้ยังไง ทำไมไม่ห่วงกันบ้าง ”

“แต่กู ...”

เสียงคนตัวโตที่กำลังลุกขึ้นมางอแงกับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจดังลั่น ทันทีที่ผมบอกจะกลับคอนโด หลังดูแลเขาจนเสร็จเรียบร้อย เพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว นำทัพจะได้พักผ่อน แต่ก็นั่นแหละ .. ยอมให้กลับซะที่ไหน

“ นอนด้วยกันนะครับ ”

“ แต่...”

“ นอนที่นี่ นอนด้วยกัน อยู่ดูแลทัพนะครับ ”

ผมถอนหายใจไล่ความเขินที่มีอยู่ออกไปให้หมด เหลือบมองไปที่ตัวต้นเหตุที่กำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียง แต่ทำให้ผมต้องนั่งพิงหัวเตียงนิ่งๆ มาร่วมสามชั่วโมง ไฟดวงเล็กบนหัวเตียงฉายมาเห็นเพียงเสี้ยวหน้าขอคนที่กำลังนอนกุมมือของผมข้างหนึ่งไว้บนอก ผมใช้มือข้างที่ว่างปัดเส้นผมหนาสีเข้มเหมือนดวงตาของเจ้าของออกจากใบหน้าคมใบหน้านั้นเขียวช้ำมีรอยแตก แต่ก็ไม่อาจปิดบังความหล่อที่มีอยู่ได้มิด



ที่สำคัญหนวดเคราที่ยาวก่อนหน้า  กลับมาเกลี้ยงเกลาเพราะผ่านการโกนเป็นที่เรียบร้อย 





เมื่อสามชั่วโมงก่อน ทันทีที่ผมตอบตกลงว่าจะค้างด้วย เห็นว่าดึกมากแล้วขี้เกียจจะเถียงกันไปมา ยอมนอนค้างที่นี่สักคืนให้คนที่นอนป่วยหยุดงอแงพักผ่อนได้สักที   เจ้าตัวก็รีบบอกว่าของใช้อะไรอยู่ไหน ส่วนเสื้อก็ให้ใส่ของเขาไปก่อน ถึงจะตัวใหญ่ไปมาก แต่ก็พอใส่ได้   



ออกจากห้องน้ำมาจึงพบว่า  นำทัพนอนกอดหมอนข้างหลับไปแล้ว ผมจึงขึ้นไปนั่งพิงหัวเตียงข้างๆ นำทัพที่เหมือนจะรู้สึกตัวชั่วครู่ดึงมึงผมเข้าไปกุมไว้ แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราต่อ





ตั้งแต่ตอนนั้น จนถึง ตอนนี้ ..





ตีสองกว่าแล้วแต่ผมก็ยังไม่ง่วง เพราะกลัวว่าคนป่วยจะมีไข้ขึ้นสูงกลางดึก คอยจับหน้าผาก วัดไข้ตลอดเวลา พอเห็นว่าไข้เริ่มลดตัวไม่ค่อยร้อนมากก็ค่อยเบาใจ  ออกไปนั่งดูวิวข้างนอกดีกว่า ฝืนยังไงก็นอนไม่หลับ ผมแกะมือของนำทัพที่กุมแน่นออกอย่างเบาด้วยกลัวจะทำให้เจ้าตัวตื่น แล้วลุกขึ้นจากเตียงเดินออกไปอย่างช้าๆ



คอนโดหรูห้องนี้ อยู่สูงจนสามารถ นั่งโซฟาบริเวณระเบียงมองเห็นวิวท้องฟ้าด้านนอก และ ตึกราบ้านช่อง ถนน ไฟแสงสีในยามค่ำคืนได้อย่างถนัดตาแบบที่ผมไม่เคยได้เห็น นั่นทำให้คนที่ชอบออกมานั่งดูไฟในตอนกลางคืนของเมืองหลวงอย่างผม มองวิวที่อยู่ตรงหน้าอยู่นานด้วยความตื่นตา



“ โซล ”  เสียงเรียกชื่อผมแผ่วเบา พร้อมกับแรงยุบของโซฟาข้างตัว

ผมหันไปมองคนที่พาร่างสูงบอบช้ำ ที่ควรจะนอนหลับอยู่บนเตียงนุ่ม แต่กลับออกมานั่งรับลมกลางดึกแบบนี้ หรือว่าผมเผลอทำเสียงดังจนนำทัพตื่น

“ กูเสียงดัง จนทำให้มึงตื่นหรือเปล่า”

“ เปล่า กูตกใจ ”

“ ตกใจทำไม ไข้ขึ้นหรอ”

รีบแตะหลังมือขึ้นไปวางขนหน้าผาก แค่รู้สึกอุ่นๆ แต่ไม่ร้อน ไข้ไม่น่าจะขึ้นนี่นา

“มึงหาย ตื่นมาไม่เจอ  กลัวว่าจะหนีกลับห้อง ”

เขาถอนหายใจพร้อมกับหลุบตาคมที่ดูเศร้า แล้วยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองเหมือนกำลังปรับอารมณ์

“ กูนอนไม่หลับ ดิ้นไปมา  กลัวทำมึงตื่น เลยออกมานั่งดูวิว นั่งเพลินไปหน่อย จนลืมกลับไปหา ขอโทษนะ ”

“ ไม่เป็นไร แค่มึงไม่ทิ้งกูไปไหนก็พอ ”

นำทัพขยับเข้ามาจนตัวติดกับผม ซบหัวลงบนไหล่ของผมอย่างรวดเร็ว จนผมทำอะไรไม่ถูกนอกจากยิ้มให้กับการกระทำนั้น เราทั้งคู่ต่างมองไปยังความสวยงามยามราตรีในเมืองหลวงที่อยู่ตรงหน้า

“ กูไม่ทิ้งมึงไปไหนหรอก กลัวเป็นเด็กไปได้”

“ แต่มึงก็เคยทำ วันนั้นมึงยังพูดแบบนั้นใส่กู เหมือนไม่อยากยุ่งกับกูแล้ว ”

“ ทัพ ”

“ มึงใจร้ายมากเลยนะ ที่ทำแบบนั้นกับกู ไม่คิดเลยหรอว่ากูจะเสียใจมากแค่ไหน ”

ผมผิดเองที่ทำให้เข้าต้องเสียใจซ้ำๆ จากการกระทำของผม ครั้งแรกตอนที่หายไป และ ครั้งล่าสุดก็ตอนที่ผม

งี่เง่าไม่ฟังเขาอธิบาย มันคงสร้างความทรงจำที่เจ็บปวดให้กับเขา



ผมยังไม่มีโอกาสได้ขอโทษเลย ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้ว เพราะดันเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาเสียก่อน



“ กูขอโทษนะ “

“ ครับ ”

“ กูมันแย่ที่ทำมึงเสียใจอยู่บ่อยครั้ง กูไม่ฟังมึงอธิบายเอง แพทเล่าทุกอย่างให้กูฟังหมดแล้ว ตอนนี้กูเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่มึงพูดจริงทุกอย่าง  มึงจะโกรธจะเกลียดหรือจะไม่ให้อภัยกูก็ได้นะ  กูรู้สึกผิดจริงๆ ”

“ ถ้ากูโกรธมึง กูจะมานอนซบมึงอยู่แบบนี้หรอ  แต่ขอแค่อย่างเดียวได้ไหม”

“ ได้สิ  หลายๆ อย่างก็ได้ถ้ามันจะชดเชยในสิ่งที่กูทำลงไปทั้งหมด ”

“ มึงกลับมาจีบกูเหมือนเดิมแล้วอย่าทิ้งกูไปไหนอีกนะ ”

ใบหน้าคมนั้น ถอนจากไหล่ของผมกลับไปตั้งตรงแล้วค่อยๆ หันกลับมาที่ผม  สายตาที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด มันอ้อนวอนให้ผมทำในสิ่งที่เขาร้องขอ

“ ได้สิ ”

“ ถ้ามึงทิ้งกูไปอีกครั้ง กูคงอยู่ไม่ได้แล้ว ”

สัญญาว่าจะไม่ทิ้งไปไหนอีก  เพราะถึงเขาไม่ได้ขอ  และ ถึงแม้เขาไม่ต้องการ ผมก็ตั้งใจว่าจะทำแบบนั้นอยู่แล้ว

“กูก็ขอโทษมึงเหมือนกัน ที่แกล้งทำรอยไว้จนมึงโกรธ ”

“ ช่างมันเถอะ เรื่องมันผ่านมาแล้ว ถือว่าหายกันนะ ”

ผมไม่ได้ติดใจเรื่องรอยบนตัวอีกแล้ว เมื่อเข้าใจถึงสาเหตุที่เขาทำลงไปทั้งหมด

“ แล้วยังเจ็บแผลอยู่ไหม”

ผมยกมือขึ้นแตะเบาๆ ไปตรงรอยช้ำที่มุมปาก มันเขียวจนเป็นวงกว้างชัดเจน

“ ไม่เจ็บเท่าไหร่ พอทนไหว ”

“ มึงก็รู้ว่าสู้พวกมันไม่ได้ แล้วยังจะคิดมาปกป้องกูเนี่ยนะ”

“กูไม่ได้สนใจว่าจะสู้ได้ หรือ สู้ไม่ได้ กูรู้แค่ว่าต้องปกป้องมึงให้ดีที่สุดก็เท่านั้น”

 “ ทัพ ”

“ กูเจ็บได้ แต่มึงต้องไม่เป็นอะไรแม้แต่นิดเดียว ”



มือเรียวของผม ถูกกุมแน่นขึ้นจากเจ้าของใบหน้าหล่อที่อยู่ข้างๆ ผมยิ้มให้กับคำพูดที่มาจากหัวใจดวงนั้น คนที่ผมเคยปกป้องมาตลอดในวัยเด็ก กลับเป็นคนเดียวกันกับคนที่อยากดูแลผมในตอนนี้



คงไม่มีอะไรที่จะให้แทนคำขอบคุณในสิ่งที่เขาทำ .....ได้ดีไปกว่า



ฟอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด



หอมแก้มนุ่มของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ  !!!


------------------------------
** หลายคนที่ถามว่าเมื่อไหร่จะมีฉากฟินๆ หวานๆ ใบ้ให้เลยว่าจากนี้จะมีมารัวๆ แล้วนะ   // เตรียมตัวไว้ได้เลย

**** ขอบคุณทุกคอมเมนท์ในเชิงสร้างสรรค์นะครับ และ ขอบคุณนักท่านหน้าใหม่ที่เข้ามาชมผลงานด้วยครับ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ yunjae_yusoo_mi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
อืม เรารู้สึกว่า character ของแต่ละตัวละครไม่ค่อยนิ่ง โดดไปมา อธิบายไม่ถูกอ่ะ
แล้วก็ปมที่ใส่เข้ามาก็รู้สึกว่ามันมั่วๆ เหมือนเดินเรื่องไม่ค่อยมีทิศทางเท่าไร ไม่รู้ว่าเป็นปมเรื่องจริงๆ หรือนึกไรได้ก็ใส่ (ไม่รู้ว่าแรงไปมั้ย แต่รู้สึกอย่างนี้จริงๆ อ่านๆไปบางทีก็รู้สึกว่าออกทะเลนิดหน่อย)
แต่ก็เป็นกำลังใจให้คนเขียนนะ
 :กอด1: :กอด1: :กอด1:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
17
หัวใจนำทัพ [Special Part 2 ]



ไม่เคยคิดอยากจะเป็นเดือนคณะเลย จนกระทั่งได้รู้ว่าคู่แข่งคือ

คนที่หายไปจากชีวิตของผมนานหลายปี

โซลเป็นเดือนคณะบริหาร



ผมตัดสินใจลงประกวดอย่างไม่รอช้า เข้าคอร์สฝึกบุคลิกภาพ  รื้อวิชาดนตรีที่เคยเรียนสมัยเด็ก ดูแลตัวเองมากขึ้น ทุ่มเทให้กับการออกกำลังกายอย่างหนัก ทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ และพร้อมมากที่สุด



เพื่อให้ได้เป็นเดือนคณะเศรษฐศาสตร์



ไม่ได้หวังอยากได้ชื่อเสียง เงินทอง หรือ สิ่งอื่นใด เป้าหมายของผมมีแค่

การได้กลับไปเจอโซล ได้ใกล้ชิดกับเขาอีกครั้งตลอดการทำกิจกรรมการประกวดเดือนมหาวิทยาลัยเพียงเท่านั้น



พี่เมเปิ้ลถามผมในรอบคัดเลือกว่า



“อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตที่ผมทำ และจะนำมาประยุกต์ใช้ยังไงหากผมต้องเจอกับเรื่องยาก เมื่อต้องเป็นเดือนคณะ “



ผมตอบกลับไปว่า ::



“ผมเคยสัญญากับคนคนหนึ่งว่าจะรอ แต่แล้วคนที่บอกให้ผมก็หายไป แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คำสัญญาของเราหายไปด้วย ผมยังคงรอคอยการกลับมาของเขา ด้วยหัวใจที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง  ขนาดเรื่องยากที่สุดแบบนั้นผมยังทำได้ และ ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ความมั่นคงของผม จะทำให้ผมฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปได้เช่นกัน”



และความพยายามของผมก็สำเร็จ

ผมได้เป็นเดือนคณะสมใจ

อีกไม่นาน ผมก็จะได้เจอโซลแล้ว คนที่ผมรอคอยมานานจะได้กลับมาอยู่ใกล้ๆ  อดใจรอแทบไม่ไหว



แอพลิเคชั่นเฟสบุ๊คถูกเปิดขึ้น  พร้อมกับหัวใจที่เคยปิดกลั้น รวมถึงสถานะในนั้นที่เปลี่ยนไป



นำทัพ อัพเดตสถานะ

 ‘ โสด ’






เขาจะรู้ไหมว่าผมดีใจมากแค่ไหนที่ได้กลับมาเจออีกครั้ง


“พี่ๆ เรียกผมมา มีไรปะครับ”

นั่นเป็นประโยคที่ผมเอ่ยขึ้น แล้วเดินเข้าไปหยุดอยู่ด้านหลังกลุ่มพี่ๆ แก๊งเศรษฐศาสตร์  วันนี้พี่เมเปิ้ลนัดผมมาคุยเรื่องประกวดที่ตึกเรียนรวม  แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างหน้ากลุ่มพี่ผมต่างหากคือประเด็น



โซลยืนอยู่ตรงนั้น  ไม่คิดว่าผมจะได้เจอเขาแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้

โซลยืนมองหน้าผมอยู่นาน สายตานั้นมันเหมือนตกใจที่ได้เจอผม  จนผมเองก็ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นพูดยังไงหรือแสดงสีหน้าท่าทางออกไปแบบไหน



สิ่งที่เตรียมตัวมา ตั้งใจจะคุยกับเขามันหายออกไปจากสมองผมทั้งหมด ไม่รู้เลยว่าเขายังจำผมได้อยู่หรือเปล่า แต่ผมยังจำเขาได้ดีถึงแม้จะล่วงเลยมาหลายปีก็ตาม



โซลยังคงเป็นคนเดิมที่น่ารักสำหรับผม แม้ในความเป็นจริงใครต่อใครจะบอกว่าเขาหล่อก็ตาม  ผมสีน้ำตาลเข้มธรรมชาติ ยาวจนปิดหน้าผาก ตาตี่ตามแบบฉบับลูกเสี้ยวจีน   นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน จมูกทรงสวยได้รูป กับปากกระจับ สีชมพูอ่อนธรรมชาติ ตัวโตขึ้นกว่าเดิมไม่ผอมบางแบบเมื่อก่อน ส่วนสูงน่าจะเพิ่มขึ้นด้วยเกือบสิบเซ็นต์



โคตรอยากเดินเข้าไปกอดเลย...

แต่ก็ทำได้แค่เก๊กขรึมดูท่าทีไว้ก่อน



“ ขอโทษนะครับ ผมว่าเราอย่าท้าแข่งกันเลยนะครับ ยังไงเราก็อยู่มอเดียวกัน”

โซลพูดแทรกพี่เมเปิ้ลที่เพิ่งประกาศท้าแข่งกับพี่แองจี้ ฝั่งบริหาร ผมเพิ่งรู้ว่าสองคณะนี้เป็นคู่แข่งเดือนมหา’ลัยกันมานานหลายปี  โซลเหมือนจะไม่อยากแข่ง ไม่รู้เหตุผลว่าทำไม หรือเพราะเขาไม่อยากเจอผม



อยู่ดีดีก็กลายเป็นคนคิดมากขึ้นมาแบบนั้น

ก็โซลเล่นมองผมด้วยสายตาแปลกๆ จนผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

ปกติไม่ใช่คนซับซ้อน อ่านใจยากแบบนี้สักหน่อย



“ กูไม่ได้กระจอก มึงดิกระจอก พูดเสร็จแล้วจะเดินไปไหนวะ”

ผมชะงักเมื่อแกล้งทำท่าจะเดินออกไปจากวงสนทนา โซลก็ยังเป็นโซล ถึงจะโตขึ้น แต่ยังคงหัวร้อนเหมือนเดิม แค่จี้ให้ตรงจุดก็ดิ้นจนอยู่ไม่ไหว ผมไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกเขาหรอก ใครจะกล้าถ้าโดนต่อยขึ้นมา ผมคงสู้ไม่ไหว ถึงตัวจะใหญ่กว่าก็เถอะ ผมต้องยอมแพ้เขาอยู่แล้ว

แต่แค่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้คนที่เอาแต่ปฏิเสธเปลี่ยนใจ จึงต้องงัดจุดอ่อนของเขาออกมา เพื่อให้โซลเข้ามาอยู่ในเกมส์ที่ผมวางเอาไว้



ผมหันกลับไปมองนัยน์ตาสีน้ำตาลที่ฉายแววตาไม่พอใจสุด เห็นแล้วก็ตลกดี



“ ถ้ามึงแพ้ มึงต้องตามจีบกูจนกว่าจะติด”

นั่นคือสิ่งที่ผมคิดได้ ในวินาทีนั้น การท้าแข่งที่โคตรจะไม่สมเหตุสมผล ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้พูดออกไปแบบนั้น  คงด้วยเวลาที่จำกัด ความตื่นเต้นที่มี ความกดดันกับโอกาสของผมมีเพียงครั้งเดียว

ผสมปนกัน ออกมาเป็นคำท้าที่สุดจะแปลก จนคนที่เพิ่งถูกท้า ถึงกับเหวอไปพักหนึ่ง



“ ถ้ากูแพ้ กูจะเป็นฝ่ายตามจีบมึงเอง ”

ถ้าคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผมมีแต่ได้กับได้ ไม่ว่าผมจะแพ้หรือชนะ คนตรงหน้าก็ต้องกลับเข้ามาในชีวิตอยู่ดี แทบเก๊กขรึมไว้ไม่ไหว อยากจะหัวเราะออกมากับความช็อกของคนที่เพิ่งรับคำท้าแบบงงๆ



ยกยิ้มขึ้นมุมปากเล็กน้อยตอนเดินออกมาจากคนที่โคตรจะคิดถึง



เสียใจด้วยนะโซล มึงเข้ามาอยู่ในเกมส์ของกูแล้ว....




ไม่เคยฟังเพลงไหน เพราะเท่ากับเพลงที่คนบนเวทีร้องมาก่อน




เสียงกีตาร์นั้นไม่ได้เล่นดีจนเป็นมืออาชีพ เสียงนั้นไม่ได้เพราะจนถึงขั้นออกอัลบั้มได้

ทว่าความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาทั้งหมดจากหัวใจคนร้องต่างหากที่ทำให้เพลงนั้น เข้าไปอยู่ในหัวใจของคนฟังได้



รวมถึงหัวใจของผมด้วย...



ภาพความทรงจำเก่าๆ ของผมกับโซล ฉายเข้ามาในความทรงจำเหมือนภาพสไลด์เอ็มวีเพลง มันทำให้หัวใจของผมโคตรคิดถึง จนแทบจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง  ระหว่างทำกิจกรรมหลายเดือน โซลคนที่อ่อนโยนยังคงเป็นแบบนั้น เขาดูแลทุกคนที่อยู่ใกล้ จนกลายเป็นขวัญใจเพื่อนๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งผมที่ป่วยเขาก็ยังคงดูแล ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความจำเป็น หรือ ความตั้งใจ แต่ผมก็แอบดีใจที่เขากลับมาดูแลผมอีกครั้ง



ผมรีบอัดเสียงเพลงที่เขาร้องเอาไว้ ตั้งแต่โซลเริ่มนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้น ยืนแอบมองอยู่ข้างเวที หวังจะให้เขาหันมา แต่เขาไม่ได้หันมาเลย สายตาโซลจับจ้องไปยังคนดู ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป ผมว่าเขากำลังร้องเพลงนี้ให้ผม  เพลงที่ผมต้องเปิดฟังซ้ำๆ ทุกวัน จนไม่เคยเปิดฟังเพลงไหนได้อีกเลย 

และผมก็อยากถามโซลกลับบ้าง เหมือนท่อนสุดท้ายของเพลงที่เขาร้องว่า ...



เธอนั้นเป็นอย่างไร ... สบายดีเหรอ

ส่วนผมร่างกายสบายดี แค่ความคิดถึงที่มีมันทำให้หัวใจไม่ค่อยสบายเท่าไหร่




โซลกลับเข้ามาในชีวิตของผมอีกครั้ง


ในฐานะ คนที่ตามจีบเดือนมหา’ลัย



ผมรออยู่นานว่าเมื่อไหร่คนที่ต้องตามจีบผมจะส่งไลน์ มาหาผมสักที  ตั้งแต่วันที่แลกไอดีกัน ก็มีเพียงสติ๊กเกอร์เท่านั้นที่ส่งมาค้างไว้ หายไปจนผมกลัวว่าจะหนีไปอีกหรือเปล่า จึงส่งไปทวงเองดีกว่า



Seoul Tower : ดูอารมณ์ก่อน แค่นี้นะกูจะเรียน



ประโยคที่เหมือนตั้งใจจะกวนประสาท  ทำเป็นไม่สนใจผม แต่ตรงกันข้ามเมื่อเจ้าของข้อความนั้นกลับอยู่บนหลังผมในตอนนี้  ไม่รู้ว่าไปทำท่าไหน ถึงพลัดตกบันใด เข่าแตกได้ขนาดนั้น ผมรู้สึกผิดที่สั่งเขาไปซื้อกาแฟ  เห็นทีแรกตกใจมาก แทบจะอุ้มพาไปโรงพยาบาล แต่คนตัวเล็กกว่าไปยอม ขอให้ผมไปถ่ายงานต่อ จึงต้องกลับไปตามคำขอของคนขี้อ้อน รีบถ่ายให้เสร็จเร็วที่สุด จะได้พาคนเจ็บไปให้หมอดูอาการ





ไม่ว่าจะเข้มแข็งแค่ไหน โซลก็มีจุดอ่อนแอ...

มนุษย์เราทุกคนล้วนแต่มีความกลัว ความอ่อนแอที่ซ่อนไว้ด้วยกันทั้งนั้น โซลก็เหมือนกัน ภายนอกนั้นเข้มแข็ง แต่บางมุมส่วนลึกของหัวใจมีบาดแผลที่ไร้การเยียวยาจนเป็นปมฝังใจ เมื่อถูกกระตุ้น ความกลัวกับภาพจำที่ยากจะลืมจะกลับมาหลอกหลอนเขาเสมอ



โซลกลัวเสียงฝน เสียงฟ้าร้องมาก



เขาเคยเล่าให้ฟังว่า มันเป็นอดีตที่ฝังใจ คุณพ่อของโซลทิ้งไปตอนที่เขายังเด็ก โซลร้องไห้อ้อนวอนขอเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล ผมเคยถามเขาว่าโกรธบ้างไหม ที่ถูกทิ้งไปแบบนั้น โซลได้แต่ยิ้มแล้วตอบกลับมาแค่ว่า



“  ไม่เคยโกรธพ่อเลย แค่คิดถึงมากกว่า ”



จิตใจของเขาอ่อนโยน ตรงข้ามกับการกระทำที่แสดงออก คงเพราะอยู่กับแม่แค่สองคนจึงต้องทำตัวให้เข้มแข็ง จะได้คอยปกป้องตัวเองและคนที่รักได้

คืนนั้นผมกลับมาหาโซลหลังจากที่มาส่งและเอายาให้กินเรียบร้อยแล้ว ตั้งใจว่าจะขออยู่ต่อ เพราะกลัวคนป่วยจะไม่ไหว แต่แล้วเขาก็ให้ผมกลับไม่อยากขัดใจ ทำตัววุ่นวายเลยออกมาจากห้องทั้งๆ ที่เป็นห่วง ตอนแรกว่าจะกลับเลยแต่เห็นข้างนอกมืดครึ้ม เสียงฟ้าร้องดังสนั่น  จึงหยุดความคิดนั้นไว้นั่งกินกาแฟอยู่ใต้ตึก  เป็นห่วงกลัวจะเจ็บแผลก็ว่าหนักแล้ว ยิ่งฝนตกยิ่งห่วงเพิ่มหนักเข้าไปอีก



ไม่รู้ว่าตลอดหลายปี เขาจะต้องทนอยู่กับความกลัวในตอนที่ฝนตกยังไง

แต่นับจากนี้ ทุกครั้งที่ฝนตกอ้อมกอดของผมจะคอยบรรเทาความกลัวนั้นให้โซลเอง



“ อื้อๆ ไม่มีอะไรละ แค่นี้นะ”

คนที่โทรมากดตัดสายไปดื้อๆ  เสียงนั้นฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เหมือนคนที่เพิ่งร้องไห้ น้ำเสียงขาดๆ หายๆ จึงตัดสินใจเดินกลับขึ้นไปยังห้องที่เดินออกมาเมื่อไม่นานพร้อมคีย์การ์ด



ที่ฉวยหยิบติดมือ ก่อนจะออกจากห้องนั้นมา



ร่างนั้นนอนซุกตัวใต้ผ้าห่ม สั่นเทาด้วยความกลัว เสียงฟ้าผ่าข้างนอกยังดังไม่หยุด ตัวที่มุดอยู่ในผ้าห่มสะดุ้งตามจังหวะฟ้าผ่า ผมรีบประคองร่างบางนั้นไว้ในมือ เจ้าของร่างคงตกใจ ทั้งถีบ ทั้งกัด จนผมเจ็บไปหมด พอเห็นว่าเป็นผมเขาจึงหยุดดิ้น   



“ นอนได้แล้ว กูไม่ไปไหนหรอก ไม่ต้องกลัว ”

แล้วหลับในอ้อมแขนของผมไปในที่สุด





และแล้วโซลก็เดินออกจากชีวิตของผมไปอีกครั้ง



เขาคงโกรธผมมาก จนไม่ยอมมาเจอหน้า ทักไลน์ไปก็ไม่ยอมตอบ ผมทำผิดตั้งสองเรื่อง มันคงหนักหนาเกินกว่าที่เขาจะยกโทษให้ ผมแค่อยากอธิบาย อยากขอโทษ แต่ไม่มีโอกาสเลย



“ งั้นกูก็ขอยกเลิกสัญญานั้น ”

“ มึงกูรู้ดี ว่ากูทำได้ “

“ เพราะกูเคยทำมาแล้ว  ”



แต่ละประโยคที่พูดออกมา  กระแทกเข้าที่หัวใจของผมอย่างหนัก จุก เจ็บ จนพูดอะไรต่อไม่ไหว ขอบตาของตัวเองร้อนผ่าว เขาไม่ฟังผมอธิบาย ผมเสียใจกับทุกอย่างที่ตั้งใจ  พยายามทุ่มเท ต้องมาพังลง กับความไม่เข้าใจของเราสองคน



หรือเขาจะออกไปจากชีวิตของผมแล้วจริงๆ

เขาไม่ต้องการผมแล้วอย่างนั้นหรอ



แต่ไม่เป็นไร ผมจะอดทน

ผมเคยผ่านมาได้แล้ว ผมจะผ่านมันไปอีกครั้ง

ความมั่นคงของผมจะทำให้ผมก้าวข้ามมันไปได้



ตลอดหลายวัน ผมไม่ได้ไปเรียน เอาแต่นั่งคิดเรื่องของโซล ไปยืนรอที่ใต้ตึกเรียน มองเห็นเขาเดินกับกลุ่มเพื่อน ไปร้านกาแฟที่โซลชอบไปนั่งในมุมเดิม หรือแม้แต่ไปยืนมองห้องโซลจากข้างล่างตึก ที่อยู่โคตรสูง

เพียงหวังว่า จะได้เห็นเขาบ้าง ให้รู้ว่าเขายังไม่ได้หายไปไหน

แพทกับแก๊งห่ามเป็นที่ปรึกษาที่ดีตลอดหลายวันที่โซลหายไป พอได้คุยได้ปรับทุกข์ มองตัวเองจากมุมของคนอื่นบ้าง มันก็ทำให้เห็นในมุมที่เราไม่เคยรู้มาก่อน



ความรักก็เหมือนการเตะบอล ผู้เล่นจะไม่รู้เลยว่าตัวเองเล่นดีแค่ไหน รู้เพียงเป้าหมายคือทำแต้มให้ได้มากที่สุด  แต่ข้อผิดพลาดระหว่างทางที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนา ต้องให้คนที่ชมการแข่งขันเป็นคนบอก



สำหรับผมก็เช่นกัน  ผมเอาแต่กวนประสาทโซลไปวันวัน เอาแต่อ้างเรื่องพนันการประกวดมาเพื่อให้โซลอยู่ใกล้ ไม่แสดงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในใจออกไปว่ากำลังรู้สึกอะไร  แม้บางการกระทำจะแสดงออกว่ายังเหมือนเดิม  แต่ผมก็ยังคงเก็บบางส่วนเอาไว้ เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยังไง ความกลัวผิดหวังมันยังทำให้ผมไม่กล้าที่จะเต็มที่



แต่ตอนนี้ ผมเข้าใจแล้ว ว่าสิ่งที่โซลแสดงออก เพราะเขาหวง หวงที่แพทอยู่กับผม

หวงที่ผมไปฝากรอยคิสมาร์คเอาไว้ทั้งๆ ที่ผมมีแพท



นั่นแปลว่าความรู้สึกของเขายังเหมือนเดิม  เขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงไป

ใจเราสองคนยังตรงกัน...



โซลทำไปทั้งหมดเพราะ .. ‘ หึงผม ’



จากนี้ผมจะไม่ปิดบังความรู้สึกบางส่วนเอาไว้แล้ว  เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายก็คิดถึงผมเช่นกัน

ผมจะก้าวข้ามทุกอย่าง เดินหน้าทำให้โซลกลับมาเป็นของผมให้ได้

นำทัพคนที่ชัดเจนทุกอย่างกำลังจะกลับมาอีกครั้ง



ผมจะรุกหนักจนโซลต้องใจอ่อนเข้าสักวัน



และเหนือสิ่งอื่นใด ผมจะทำให้เขาเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุด

และจะไม่ยอมให้โซล ต้องอยู่ห่างจากผมอีกแล้ว



กลับมาอยู่ใกล้กันนะ

กลับมาเป็นรอยยิ้มและดวงอาทิตย์ที่สดใสของนำทัพเหมือนเดิมนะครับ...



หมายเหตุ  : เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลัก เล่าตั้งแต่นำทัพกลับมาเจอโซลอีกครั้งหลังหายจากกันสามปี




------------------------------



Talk ::   
1.สาเหตุที่ตัวละครถึงยังไม่ชัดเจน  ดูคลุมเครือ  ยังดูกั๊กๆ ในความสัมพันธ์  คาแรกเตอร์ไม่ได้โดดไปไหนนะครับนี่คือที่มานะครับ  ปมทุกอย่างมีที่มาที่ไปเสมอนะ  ... แต่จากนี้ไป ทุกอย่างชัดเจนแน่นอน มาลุ้นกันว่านำทัพจะรุกหนักมากแค่ไหน .. แล้วน้องโซลคนแมนจะใจอ่อนหรือไม่ บางทีไรท์ก็งง ว่าใครกำลังตามจีบใคร 55
2.ขอบคุณทุกๆ คอมเมนท์นะครับ นักเขียนยินดีรับฟังและพร้อมปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นน๊าาา

**** ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามนะครับ .. ฝากเป็นกำลังใจให้กันไปจนจบเรื่องด้วยนะ 
****** รักนักอ่านทุกคนนะครับ  :กอด1: :กอด1: :กอด1: :กอด1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-08-2020 15:27:12 โดย Blueribbon »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 183
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
เหงา เศร้า ซึมคับ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
สงสารใครดีเนี่ยะ รักกันเร็วๆนะ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
รวดเดียวจบ มาขอตามด้วยคน

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
18

กุญแจสำรองก็มี



ผมตื่นขึ้นมา ก็พบว่านำทัพไม่ได้นอนอยู่บนเตียงแล้ว ฟังจากเสียงน้ำที่ดังผ่านประตูออกมาเขาคงกำลังอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปเรียนในวิชาตอนเช้า  ผมออกจากเตียงด้วยความง่วง เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เกือบตีสี่ นั่งมองวิวเพลินจนคนข้างๆ หลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ จึงปลุกแล้วพาเข้ามานอนในห้อง ตอนแรกตั้งใจว่าจะตื่นมาทำอะไรให้เขาทาน แต่ลืมนึกไปว่า แม้แต่ต้มบะหมี่ซองยังไม่อร่อย จึงล้มเลิกความคิดในการทำอาหารไป



เกรงว่าไฟจะไหม้คอนโด หลักสิบล้านจนเป็นข่าวใหญ่

แล้วไม่มีปัญหาชดใช้



ผมหยิบผ้าขนหนู ที่ตากไว้เมื่อคืน เดินสวนกับนำทัพที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ เพื่อเข้าไปรับความสดชื่น ปลุกตัวเองให้ตื่น ต้อนรับวันใหม่ น้ำเย็นที่รดตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า กระตุ้นให้ความพร้อมในการออกไปใช้ชีวิตในมหา’ลัย ของผมให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น   



“ กูไม่มีชุดใส่ไปเรียนอะ  ทำไงดี”

ออกกจากห้องน้ำมา ก็นึกขึ้นได้ว่าไม่มีชุดนักศึกษาใส่   เพราะชุดเดิมนั้นเปื้อนเลือด นำทัพจึงเอาใส่ตะกร้ารอแม่บ้านมารับเอาไปซัก

“ ใส่ชุดกูไปก่อนได้ไหม ”

“ ก็คงต้องเป็นแบบนั้น รบกวนด้วยนะ ”

ผมจึงจำใจต้องใส่ชุดนักศึกษาของเขา ซึ่งมันคนละไซต์กับผม ดูจากขนาดตัวก็น่าจะเดาออก ว่าต่างกันแค่ไหน นำทัพสูงเกือบร้อยเก้าสิบ แถมยังตัวใหญ่ ส่วนผมสูงแค่ร้อยเจ็ดสิบห้า แม้ไม่ได้ผอมบาง แต่ก็ไม่ได้ล่ำขนาดนั้น

โคตรต่าง  กางเกงพอไหวใส่เข็ดขัดช่วยไว้ ถึงแม้ข้างหลังส่วนที่ผ้าเหลือมันจะย่นไปบ้าง แต่เสื้อมันเหมือนจะใหญ่ไปนิดนึง



คงไม่มีใครจับได้หรอก ว่าผมไม่ได้ใส่เสื้อตัวเอง !!





แต่งตัวเสร็จผมจึงออกมายังห้องนั่งเล่น พบว่านำทัพนั่งรอที่ฝั่งห้องกินข้าว พร้อมกับอาหารเช้าบนโต๊ะ สำหรับสองคน  เป็นไส้กรอก ไข่ดาว ช็อกโกแลตร้อน สำหรับผม และ ใส้กรอกไข่ดาว กาแฟร้อน สำหรับเขา



“ โหววววว นี่มึงตื่นมาทำเองเลยหรอ ”

ผมนั่งลงบนเก้าอี้อีกฝั่งที่ว่าง มองอาหารบนโต๊ะอย่างตื่นตา จัดแต่งสวยงาม ราวกับกินในโรงแรมห้าดาว

“ เปล่า กูตื่นพร้อมมึงจะทำให้ได้ยังไง”

“ อ้าวววว ”

หั่นไส้กรอกในจาน พลางมองหน้าคนตอบ ก็จริงอย่างที่เขาพูด ตื่นนอนพร้อมกันจะมาทำอาหารได้ยังไง ระดับคุณหนูแบบนี้ก็คงจะสั่งมาแหละมั้ง

“ กูสั่งแม่บ้านทำขึ้นมาให้ ส่วนมื้อต่อไป เดี๋ยวกูทำให้กินนะ  ”

“ เดี๋ยวเย็นนี้กูก็กลับห้องแล้ว คงไม่ได้กินหรอก ”

หลังเลิกเรียน ตั้งใจว่าจะกลับคอนโด ไปขอกุญแจสำรองที่ล็อบบี้ ส่วนเงินค่อยยืมไอ้แม็กซ์เอาก็ได้ จนกว่าจะไปติดต่อขอทำบัตรที่หายไปพร้อมกระเป๋าเสร็จ  ค่อยคืนเพื่อน



เสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้กินกับข้าวฝีมือเขา เพราะนำทัพทำอาหารอร่อยมาก



รถสปอร์ตคันหรู เคลื่อนตัวบนถนน ท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่นในช่วงเช้าของเมืองหลวงโดยเจ้าของตัวจริง  นำทัพบอกว่าดีขึ้นมากแล้ว จึงขอขับรถเอง จะแวะไปส่งผม แล้วค่อยไปที่คณะของตนเอง ลอบมองจากสีหน้าตั้งแต่ทานข้าวเสร็จ อาการคงดีขึ้นมากแล้วตามที่พูด วัดไข้ล่าสุดก่อนออกมาก็ไม่มีแล้ว เหลือแต่รอยช้ำที่ทิ้งเอาไว้บนหน้าหล่อก็เท่านั้น



บนรถแทบไม่มีบทสนทนาอะไรเลย ผมนั่งกดโทรศัพท์มือถือ ไลน์คุยกับแกงค์ห่าม เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง  ยิ้มหัวเราะให้กับบทสนนาในไลน์นั้น จนคนข้างๆ กระแอมท้วงให้หันมาสนใจเขาบ้าง



กริ๊งงงงง  เสียงโทรศัพท์ของนำทัพดังขึ้น

กดรับสายที่เชื่อมต่อ กับ บลูทูธภายในรถ เทคโนโลยีสมัยนี้ดีเกินคาด แต่ทว่านี่ผมอยู่ด้วยนะ ไม่กลัวผมจะได้ยินเรื่องที่จะคุยกับคนที่โทรมาหรือไง  สีหน้าผมคงพูดแทนในสิ่งที่คิดออกไป นำทัพกระซิบอย่างเบาเสียง อ่านตามรูปปากได้ว่า



“ ไม่มีความลับ...  ”



สวัสดีครับคุณอา 

[ เรื่องที่ให้จัดการตอนนี้คนของอากำลังตามให้นะ ]

อ่อๆ ครับ ฝากด้วยนะครับ  พอดีกระเป๋าใบนั้นสำคัญมาก

เน้นคำว่าสำคัญมากทางผม อย่างเห็นได้ชัด อยากผลักหัวที่เอียงเข้ามาออกแล้วบอกว่า ตั้งใจขับรถได้ไหม

[  ไม่ต้องห่วง ได้เรื่องแล้วอาส่งข่าวนะ   ]

ขอบคุณครับ

[  ยินดีมาก ไอ้หลานชาย ]



สายนั้นถูกตัดไป  เดาจากบทสนทนาแล้วน่าจะเป็นเรื่องเมื่อวานที่โดนจี้แน่เลย เพราะมีกระเป๋าของผมเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วนำทัพก็เฉลยสิ่งที่ผมอยากรู้อีกครั้ง



“ กูให้อาที่เป็นตำรวจ จัดการเรื่องเมื่อวาน เดี๋ยวได้ความคืบหน้าจะบอกอีกที”

“ อ่อๆ ”

“ ส่วนกระเป๋า ถ้าได้คืนแล้วจะบอก”

พยักหน้ารับคำของคนที่โคตรเส้นใหญ่ ทราบดีว่าคนที่ขับรถอยู่ข้างๆ คงไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบไปแบบนั้นแน่นอน คนอย่างนำทัพไม่ยอมเจ็บตัวฟรีหรอก ถึงแม้เขาจะไม่จัดการ แต่ถ้าเรื่องรู้ถึงหูของคุณท่าน  คนของคุณท่านก็ต้องมาเคลียร์ให้อยู่ดี



พอหลุดแยกนรกที่ไฟแดง สามนาที ไฟเขียว ยี่สิบวินาที ในตำนานมาได้แล้ว ถนนก็โล่ง ขับได้ง่าย คล่องตัวมากขึ้น อีกไม่นานก็น่าจะถึงมหา’ลัยแล้ว   นำทัพเอื้อมมือไปเปิดเครื่องเสียง เพื่อสร้างบรรยากาศในรถให้ไม่เงียบจนเกินไป



เสียงกีต้าร์ดังขึ้น พร้อมกับท่วงทำนองที่คุ้นหู มันไม่ใช่เสียงเพลงที่อัดจากห้องอัด หรือ จากนักร้องดัง แต่มันเหมือนเสียงที่ร้องสด แล้วอัดไว้  คอร์ดกีตาร์นั้นดีดบรรเลงท่วงทำนองดนตรีผมจำได้ว่ามันเป็นเสียงของ



ก็ไม่ได้เจอได้คุยตั้งนาน ไม่ว่าอะไรที่ทำให้เราต้องห่าง และฉันไม่เคยจะลืมสักวัน 



เสียงของผมเอง  ตอนประกวดรอบคัดเลือกความสามารถพิเศษ งานเดือนมหา’ลัย



“ เห้ย นั่นมันเสียงกูนี่ มึงเอามาได้ยังไง”

ตกใจกับเสียงตัวเองในเครื่องเสียงยังไม่พอ ยังต้องมาตกใจกับคำตอบของคนที่ส่งยิ้มกว้างมาให้ผมอีก

“ อัดไว้ไง จะได้เก็บไว้ฟัง เพราะดี ”

ตอนที่อยู่บนเวทีในวันประกวดผมไม่กล้าที่จะหันมามองข้างเวที ได้แต่ส่งยิ้มให้กับคนดู เล่นกีตาร์และร้องเพลงออกมา สื่อถึงเขาแค่คนเดียว  ไม่รู้มาก่อนว่าเขาจะยืนอยู่ข้างๆ เวทียืนฟังผมที่ร้องเพลงนี้ให้เขา แถมยังอัดเสียงเอาไว้อีกด้วย

“ เพลงนี้กู ...”

.” กูรู้ ว่ามึงตั้งใจร้องให้กู กูชอบมาก  มึงรู้ไหมตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ กูไม่เคยฟังเพลงอื่นเลย”

“ ///////// ”

“ นอกจากเพลงที่มึงร้องให้กูฟัง ... แค่คนเดียว”

ผมมุดหน้าเข้ากับฝ่ามือของตนเองด้วยความเขิน  เมื่อได้รู้ว่าเพลงธรรมดาๆ ที่ไม่น่าฟังเท่าไหร่ แต่ถ่ายทอดออกมาจากความคิดถึงทั้งหมดที่มี จะเข้าไปอยู่ในหัวใจของคนที่ต้องการให้ฟังได้มากขนาดนั้น

นำทัพคว้ามือของผมข้างหนึ่งที่ปิดหน้า ไปกุมไว้บนตัก ก่อนจะขับรถเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยมือขวาเพียงข้างเดียว



คนโดนจีบ ต้องรุกหนักกับคนตามจีบขนาดนี้เลยหรือไง

เขินโว้ยยยยยยยยยยยยยย





นำทัพจอดรถส่งผม ตรงหน้าตึกคณะ นักศึกษาเริ่มเยอะแล้ว เพราะใกล้ได้เวลาเรียน ผมรีบเปิดประตูเตรียมจะลง  เกรงว่าจะมีรถตามมาด้านหลัง แล้วจะบีบแต่ไล่ หากจอดแช่ไว้นาน



“ ขอบคุณที่มาส่งนะมึง แล้วก็หายไวไวด้วย ”

กำลังจะก้าวลงจากรถ ทว่าถูกมือหนาคว้าแขนไว้ซะก่อน

“ มีไรหรือเปล่า ”

“ เย็นนี้มารับนะ ”

“ ไม่เป็นไร กูกลับเอง จะกลับคอนโด เดี๋ยวไปขอกุญแจสำรองที่ล็อบบี้ ”

“จะพาไปซื้อชุดนักศึกษา ของใช้ส่วนตัว แล้วก็จะพาไปกินข้าว ”

เหมือนคุยกันคนละเรื่อง  ต่างคนต่างคุยเรื่องที่ตนเองเข้าใจ งงไปหมดแล้วเนี่ย

“ จนกว่ามึงจะได้กระเป๋าคืน ไปอยู่กับกู ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายเดี๋ยวกูจัดการเอง รวมถึงเงินที่มึงต้องใช้ในแต่ละวันด้วย เดี๋ยวกูเอาให้ใช้  ”

นี่ผมคุยกับคนหรือว่าบัตรกดเงินสดเคลื่อนที่ ทำไมถึงได้ป๋าขนาดนี้  รู้แล้วครับว่ารวย

“ ไม่เป็นไร กูจะกลับห้อง กูมีกุญแจสำรอง ส่วนเรื่องเงิน กูยืมเพื่อนได้ เดี๋ยววันพุธไม่มีเรียน จะไปแจ้งความทำบัตรประชาชนใหม่ แล้วค่อยไปทำบัตรเอทีเอ็มอีกที  ”

” ไปอยู่กับกู กูจะดูแลมึง ”

“ ไม่ไป ”

“  นะ นะ นะ นะ นะ นะ นะ นะ นะ ”

“ ไอ้ทัพ ”

“  นะ นะ นะ นะ นะ นะ นะ นะ นะ ”



ปิ๊นนนนนนนนนน ปิ๊นนนนนนนนนนนน



เสียงแตรรถที่ตามมาข้างหลัง บีบแตรดังลั่น  จนนักศึกษาที่อยู่แถวนั้นมองมายังรถคันหรูที่จอดขวางอยู่กันหมด

“ จอดขวางไว้แบบนี้แหละ ถ้าไม่ยอม ”



ปิ๊นนนนนนนนนน ปิ๊นนนนนนนนนนนน



“ เออๆ ไปอยู่กับมึงก็ได้  พอใจมึงแล้วนะ ”

ผมรีบลงจากรถแล้วปิดประตู หันไปก้มหัวเชิงขอโทษให้กับรถที่จอดอยู่ข้างหลัง  นำทัพเปิดประจกลงมาตะโกนเรียกเสียงดัง 

“ ตอนเย็นมารับนะครับ ตั้งใจเรียนนะ บายยยย”

แล้วรถคันหรูก็เคลื่อนตัวออกไป  ผมจึงหันกลับเพื่อจะเดินเข้าไปในอาคารเรียน  พร้อมเสียงประสานที่ดังลั่นจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี

“  มึงเล่ามาเดี๋ยวนี้ ”

ไอ้แกงค์ห่ามสามตัว  พวกมึงมายืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นหรือได้ยินอะไรแล้วบ้างวะเนี่ย เลิกลั่กไปหมดแล้ว   เมื่อเช้าผมก้าวเท้าไหนออกมาจากห้องของนำทัพวะเนี่ย   ทำไมถึงได้เจอแจ็คพอตแต่เช้าแบบนี้


********

“ อย่าคิดว่าพวกกูไม่รู้ ว่าเสื้อที่มึงใส่ไม่ใช่ของมึง ”

ใจหล่นวูบ เพราะคำพูดที่กระแทกเข้ามาอย่างแรงของยัยน้ำหวาน ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปจากจานข้าว ก็พบสายตาสามคู่ หกดวง ของพวกห่ามจ้องอยู่ ราวกับผมไปทำอะไรที่ผิดมาอย่างร้ายแรง  เมื่อเช้าก็ซักผมหมดทุกข้อสงสัยแล้ว จนไม่เป็นอันเรียน เกือบโดนอาจารย์ด่าอยู่หลายครั้ง



แต่ยัง ยังไม่จบ มาต่อที่โรงอาหารอีก ...



“ เสื้อกูสิ ไม่ใช่ของกู จะให้ใส่ของใครล่ะ ”

แถเท่านั้นที่จะทำให้ผมรอดพ้นไปได้ ต้องยอมใจในความฉลาด ยอดนักสืบของพวกแมร่งจริง ๆ เสือกเก่งสัส นี่ผมว่า ไม่มีใครจับได้แล้วนะ  เอ๊ะ !! หรือผมมีพิรุธอะไรออกไป

“ ตอแหล จะเสื้อมึงได้ยังไง มันพอดีตัวที่ไหน ”

“ ก็ซื้อผิดไซต์ไง ”

“ วันนี้จะปล่อยมึงไปก่อน จนกว่าจะมีหลักฐานมัดตัว มึงดิ้นไม่หลุดแน่ ”

“ เออก็ดี ”

ลอบถอนหายใจเบาๆ เป็นอันว่าโล่งใจที่เพื่อนยังจับไมได้ว่าผมใส่เสื้อของนำทัพมาเรียน ไม่อย่างนั้นมีหวัง โดนสวดยาวแน่นอน



แหม .. ทำเป็นหวงเพื่อน ได้ข่าวว่าคืนนั้นที่ผมเมา พวกมันปล่อยให้นำทัพแบกผมกลับบ้านไม่ใช่หรอ

ย้อนแย้งสัส !!



Nummtap - send you a sticker



Nummtap : เย็นนี้ไปรับนะครับ อาจช้าหน่อยนะ .. ตอนนี้อยู่ห้าง

Seoul Tower :  ไปทำไรที่ห้าง ไม่มีเรียนหรอ

Nummtap :  ไม่มี กูตื่นเต้น ที่มึงจะมาค้างด้วย เลยออกมาซื้อของให้มึง เย็นนี้จะได้กลับคอนโดเลย

Seoul Tower : เวอร์ ...

Nummtap :  ตั้งใจเรียนนะ .. เย็นนี้เจอกันครับ ว่าแต่อยากกินไรเป็นพิเศษไหม จะได้ซื้อของไปทำ

Seoul Tower : อะไรก็ได้

Nummtap :   กินกูไหมละ โปรตีนเยอะนะ

Seoul Tower : ปากดี นะมึง

Nummtap :   ไม่ได้มีดีแค่ที่ปากนะครับ .. ฮ่าๆ ไม่กวนแล้ว เจอกันนะครับ ตั้งใจเรียนด้วยนะ อย่าดื้อ

Seoul Tower : ขับรถดีดีนะมึง .. เป็นห่วง

Nummtap :   ครับผม



ความรู้สึกของคนที่กำลังจีบกันมันดีอย่างนี้นี่เอง อุ่นใจ ชื่นใจ กระชุ่มกระชวยหัวใจ พาให้อารมณ์ดี ยิ้มคนเดียวได้ทั้งวัน  คงจริงอย่างที่ใครต่อใครชอบพูดกัน ว่าช่วงเวลาของความรัก ตอนจีบกันเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดแล้ว



ได้สัมผัสก็ตอนนี้ ..

แต่สำหรับผม ช่วงเวลาที่มีความสุขไม่ได้มีอยู่แค่นี้



แต่มันมีอยู่ทุกเวลา ที่ผมได้อยู่กับผู้ชายชื่อ ..



' นำทัพ '



* * * * * * * * * * * * * * * *



พ่อครัวตัวโต ยกอาหารจานสุดท้ายมาวางบนโต๊ะเป็นที่เรียบร้อย หลังจากใช้เวลาทำกับข้าวอยู่นานเป็นชั่วโมง โดยมีผมทำหน้าที่เป็น คนคอยดูอยู่ห่างๆ กับหุงข้าวให้  ตามวิธีที่นำทัพสอน  หน้าตาของอาหารแต่ละอย่าง น่ากินมาก แถมกลิ่นหอมชวนให้เพิ่มความอยากมากขึ้นเป็นเท่าตัว



อาหารวันนี้มี ปลาหมึกผัดไข่เค็ม ไข่เจียวปู หมูสามชั้นทอด แล้วก็ต้มยำกุ้ง  ฝีมือการทำอาหารของนำทัพ ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว เมื่อหลายปีก่อนยังทำเป็นแค่ข้าวไข่เจียวกุ้ง ของโปรดผมอยู่เลย แต่มาตอนนี้ทำเป็นตั้งหลายอย่าง  จนผมอายเลยที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง



“ น่ากินจัง ”

มองดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างตื่นตา สลับมองหน้าของพ่อครัว นำทัพยิ้มให้อย่างมีท่าทีดีใจ เมื่อรู้ว่าผมชอบมากแค่ไหน

“ กินเยอะๆ นะ วันหลังอยากกินอะไรก็บอก เดี๋ยวทำให้ ”

ตักหมูสามชั้นทอด กระเทียมเหลืองหอม ใส่จานของผม นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีใครคอยดูแลผมแบบนี้ ตลอดเวลาผมไม่เคย อยากได้ในสิ่งใดเลย



นอกจากการมีใครสักคน.....ที่คอยดูแล

ไม่ใช่การดูแลตัวเอง .. อยู่อย่างโดดเดี่ยว



“ ขอบคุณมากนะ ที่ทำให้กูขนาดนี้  ”

รู้สึกซาบซึ้งใจ มากเหลือเกิน ทั้งให้ที่อยู่ ที่กิน ไหนจะดูแลผมอีก โน่นหันไปมองของที่กองอยู่ตรงโซฟา ชุดนักศึกษา ของใช้จำเป็น เสื้อผ้าใส่นอน  แก้วน้ำ และ ผงทำช็อกโกแลตสำเร็จรูป ล้วนมาจากความใส่ใจของคนตรงหน้าทั้งนั้น

“ เต็มใจมาก  อยากดูแลแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ”

“ กูไม่รู้จะตอบแทนมึงยังไงดี ”

“ ถ้าอยากตอบแทน ไม่ยากเลย”

มือหนานั้น สละช้อนแล้วเลื่อน มากุมมือผมเอาไว้

“ ยังไงหรอ ”

“ อยู่กินกับข้าวฝีมือกูแบบนี้ทุกวัน .. อยู่เป็นหมอนข้างให้กูกอดทุกคืน ..และอยู่เป็นคนที่สร้างความสุขของกูตลอดเวลา แค่นี้ก็พอแล้ว ”

“ แหวะ .. น้ำเน่า ”



นำทัพหัวเราะลั่นเมื่อเห็นว่าผมเบะปากแก้เขินใส่แบบนั้น ตั้งแต่โดนฟาดหลังมา เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่ใช่สิ กลับมาเป็นคนเดิม คนที่ผมคุ้นเคยเมื่อตอนเด็ก



นำทัพคนที่ชัดเจนในความรู้สึก ( แค่กับผมคนเดียว) ได้กลับมาแล้ว



ส่วนสิ่งที่เขาขอให้ผมตอบแทน

ไม่รู้ว่าผมจะทำมันได้ดีแค่ไหน ..



แต่ผมจะพยายาม ทำให้ดีที่สุด

เท่าที่คนคนหนึ่ง ..



จะทำให้กับเจ้าของหัวใจ…..



ของตัวเองได้ !!

----------------------

Talk : กุญแจสำรองห้องตัวเองก็มี แต่เต็มใจไปอยู่กับเค้า แบบนี้เค้าเรียกสมยอมหรือเปล่า 555 // ใครที่เกียมเรียกสินสอดให้น้องโซล มีหวังงานนี้จะต้องลดค่าสินสอดแล้วนะ   
        : คอมเมนท์สั้นๆ ก็เป็นกำลังใจสำคัญในการสร้างผลงานนะครับ ฝากด้วยนะครับทุกคนขอบคุณครับ           
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-08-2020 20:40:15 โดย Blueribbon »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 183
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 786
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-1
กินนำทัพเลยยย โปรตีนเยอะ จะได้แข็งแรงงง :)

รอตอนต่อไปครับ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1952
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
อยากไปแหละ ดูออก!!

ออฟไลน์ SoN

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2998
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +123/-15

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
19

พบคนขี้หึงหนึ่งอัตรา



นับตั้งแต่วันที่ถูกไอ้พวกห่ามจับได้ว่าผมลงมาจากรถของนำทัพ  ชีวิตผมก็แทบจะไม่สงบสุขเลย พวกมันล้อผม แซวผมแทบจะทุกวัน จนผมขี้เกียจที่จะเถียงแล้ว เพราะเถียงไปก็แพ้อยู่ดี ยอมจำนนด้วยหลักฐานง่ายๆ คงดีที่สุด



เกือบตลอดสองสัปดาห์ที่ผมไปอยู่ที่คอนโดกับนำทัพตามที่ตกลงกันไว้ ผมโคตรจะเกรงใจที่ต้องไปรบกวน ขอกลับห้องหลายครั้งแต่เขาก็ไม่ยอม นำทัพดูแลผมตามที่พูดไว้ ดูแลดีมากจนบางทีก็เกร็งไม่รู้จะทำตัวยังไง ตอบแทนด้วยกมเยอะแยะ ทั้งของกินของใช้  นำทัพเอากระเป๋าเงินของเขาให้ผมใช้ ส่วนเขาหยิบไปแค่เงินบางส่วนเพื่อในระหว่างวัน  ผมโคตรจะกลัวว่าจะทำกระเป๋าเงินเขาหาย



บางทีก็สงสัย ว่าทำไมถึงต้องให้ผมถือกระเป๋าตังค์ของเขาด้วย





 “ อ้าวแพท”

“ สวัสดีค่ะ ทุกคน เป็นไงบ้างช่วงนี้”

แพทกลายเป็นแขกประจำของแกงค์เราไปแล้ว หลังจากวันที่แพทเข้ามาอธิบายเรื่องของเขากับนำทัพ แพทก็แวะเวียนมาคุย มาติวหนังสือกับแกงค์เรา ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยขึ้น จนหลังๆ เริ่มสนิทกัน

แพทบอกว่ากลุ่มของพวกผมอยู่ด้วยแล้วอารมณ์ดี ไม่เครียด ที่สำคัญดูจริงใจและรักกันมาก ช่วงแรกแพทยังเรียกพวกผมว่าคุณนำหน้าทุกครั้ง  แต่ผมขอไว้ว่าให้เรียกแค่ชื่อก็พอ ฟังแล้วมันจั๊กกะจี้แปลกๆ

“ ก็ดีนะ ยุ่งนิดหน่อย เพราะต้องเตรียมงาน โอเพ่นเฮ้าส์  ”

“ อ๋อค่ะ เหมือนกันยุ่งมาก ไม่ได้แวะมาหาเลยค่ะ”

“ ก็คงจะดีแหละแพท ย้ายข้าวย้ายของไปอยู่กับเดือนมหาลัยซะขนาดนั้น ยิ้มหน้าระรื่นมาเรียนทุกวัน ”

ผู้สอบสวนคนที่ 1  ไอ้แม็กซ์เริ่มเปิดประเด็นเดิม อีกไม่นาน จะมีคนที่สองและสามตามมา เชื่อผมดิ

“ ก็กุญแจห้องกูหายไง มันอยู่ในกระเป๋าที่ถูกจี้ไป ทำไมถึงต้องให้พูดซ้ำวะ”

“ กุญแจสำรอง ที่ล็อบบี้คอนโด มึงไม่มีหรอ อย่ามาเนียน   สมยอมไปนอนห้องเค้า”

นั่นไง !!  ซื้อหวยทำไมไม่ถูกแบบนี้  ผู้สอบสวนคนที่ 2 ไอ้ทีมซักต่อ

“ เอ่อออ ก็นั่นแหละ ถึงกูเข้าห้องได้ ก็ไม่มีเงินอยู่ดี กระเป๋าเงินกูก็หายไปพร้อม กุญแจ จะให้เอาเงินที่ไหนใช้ อยู่กับทัพ อย่างน้อยก็ไม่ต้องจ่ายเอง ดีจะตาย”

“ ทัพอย่างนั้น ทัพอย่างนี้ ใจง่ายเหลือเกิน แล้วเพื่อนมีไว้ทำไม ไม่รู้จักยืม อยากไปอยู่กับเค้ามากกว่า  ไม่ต้องแถ”

ปิดท้ายด้วย ผู้สอบสวนคนที่ 3 ยัยน้ำหวาน แรงสุดในกลุ่ม พูดฉับๆ จนตอบจะไม่ทัน



มีไว้ให้พวกมึง ยิงคำถามรัวๆ สอบสวนกูอย่างกับนักโทษเดนตายแบบนี้มั้ง ไอ้พวกห่าม  นี่เพื่อนเอง พวกเวร ทั้งอาทิตย์จิกกัดผมอยู่แค่เรื่องของนำทัพ ตั้งแต่รู้ว่าผมไปค้างที่คอนโดเขา ก็แซะไม่หยุด ถ้าเป็นปลาทอด ตอนนี้หนังคงหลุดออกหมดแล้ว



แซะเก่ง  ดักคอเก่ง !!  ไม่มีช่องว่างให้กูได้ตอบเลย



“ มารับแล้วครับ ”

ไอ้นี่ก็อีกคนมาแสดงตัวได้ถูกเวลาจริงๆ   ช่วงนี้นำทัพมาหาผมที่คณะทุกวัน ทั้งเช้าแวะมาส่ง กลางวันแวะมากินข้าวด้วย ส่วนตอนเย็นก็แวะมารับ  หรือ ช่วงไหนที่ไม่มีเรียน ก็นั่งรอที่ร้านกาแฟ  ส่วนผมก็แล้วแต่ถ้านำทัพเลิกช้าก็จะไปหาที่ตึกคณะนั่งรอแถวม้าหินอ่อน ไม่ก็ไปเฝ้าตอนเขาถ่ายงานเหมือนอย่างทุกครั้ง

“ อิจฉาโว้ย มีคนมารับมาส่งทุกวันเลย เนาะแพทเนาะ ”

ไอ้แม็กซ์พยักหน้าไปทางแพทเพื่อขอแรงหนุน ฝั่งนั้นยิ้มตอบมาอย่างเดียว มองตามนำทัพที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม

“ น่ารักจังคู่นี้  แพทอิจฉา ”

“ งั้นกูไปก่อนนะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้มึง ”

“ เออ ก็คงต้องตามนั้น ผัวมารับแล้วนิ  เพื่อนที่นั่งตรงนี้จะสำคัญอะไร”

ไอ้แม็กซ์เล่นบทดราม่าซ้ำ ปาดน้ำตาซบหน้าเข้ากับอกของไอ้ทีม น่าลุกขึ้นเอาชีทโบกหัวซักทีสองที วันไหนไม่ได้กัดผม พวกมันคงนอนไม่หลับ

“ มันก็แน่อยู่แล้วปะ ”

ถ้าไอ้คนที่มารอรับจะช่วยอยู่เงียบๆ ไม่ต่อปากต่อคำ กับพวกมันผมจะขอบคุณมากเลย ผมไหว้ละ !!

“ ไปเลย เชิญ  แต่ช่วยทนุถนอมเพื่อนกูด้วย อย่าทำรอยไว้ทั้งตัวเหมือนวันนั้นก็แล้วกัน ”

“ ช่วยไม่ได้ เพื่อนมึงน่าฟัดเอง ใครจะไปทนไหว ”

“ โอ๊ยยยย ออกตัวแรงมากเว้ย เขยบริหาร



ผมรีบดันหลังนำทัพออกจากวงสนทนา ก่อนที่มันจะพูดอะไรให้ผมหน้าแดง อยากมุดดินหนีไปมากกว่านี้ เพื่อนผมธรรมดาซะที่ไหน แต่ละคนปากไว กวนตีนเป็นที่สุด ส่วนเขาก็ใช่เล่นเห็นนิ่งๆ ตอบกลับทีสะเทือนไปทั้งโต๊ะม้าหินอ่อน  ผมพยายามจะไม่ให้พวกเขาเจอกัน ไมใช่ว่าไม่อยากให้เพื่อนรู้จักนำทัพ แต่เพราะกลัวพวกมันผสมโรงกัน



แล้วคนที่จะแย่ คือผมเอง



วันนี้ผมมีนัดกับนำทัพว่าจะไปซื้อของสดเข้าห้องด้วยกันเพราะของในตู้เย็นเริ่มจะหมดแล้ว นำทัพทำอาหารให้ผมทานทุกวัน ทำอร่อยทุกอย่าง ส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารไทยง่ายๆ อันไหนยากหน่อยแต่ผมอยากกินก็ให้แม่บ้านทำขึ้นมาให้  ส่วนผมรับบทเป็นคนล้างจาน  เขาพยายามห้ามผมหลายครั้งว่าให้แม่บ้านขึ้นมาทำ แต่ผมปฏิเสธอยากทำเอง ให้ได้ตอบแทนบ้างไม่อยากอาศัยอยู่ด้วยแล้วทำตัวไร้ประโยชน์



รถยนต์คันหรูที่คุ้นเคย จอดอยู่หน้าคณะ ผมรีบเปิดประตูเข้าไปในรถก่อนจะเป็นเป้าสายตาคนที่นั่งอยู่แถวนี้ มากไปกว่าเดิม  ไอ้พวกห่ามบอกว่ามีคนจับกลุ่มเมาท์กันว่าเดือนกับรองเดือนปีนี้สนิทสนมกันมาก ถึงขนาดที่ว่าไปรับส่งกัน กินข้าวด้วยกัน และ ตัวติดกันตลอด จึงไม่แปลกที่เวลาเขากับผมอยู่ด้วยกัน เราทั้งคู่จึงตกเป็นเป้าสายตาอย่างหลีกไม่ได้



“ มองอะไร ขับรถออกไปสิ”

ผมยื่นมือออกไปผลักหน้าคนขับที่จ้องหน้าผมอยู่ แทนที่จะออกรถ ซึ่งเขาก็ยอมหันกลับไปแต่โดยดี แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั่นกลับทำให้ผมหน้าผมร้อนขึ้นมาอีกครั้ง

“ มึงยิ้มทำไม เป็นบ้าหรอ”

“ ขำคนหน้าแดง ช่วงนี้อากาศคงร้อน เลยมีคนหน้าแดงบ่อย”

“ พูดมาก  ตั้งใจขับรถเลย ”

คนเสียอาการอย่างผม จะให้ทำอะไรได้นอกจาก  เปิดวิทยุฟังเพลงจากคลื่นที่ชอบ  แล้วหันออกไปนอกหน้าต่างตลอดทาง พร้อมกับคนข้างๆ ที่ร้องเพลงคลอ ตามเสียงนักร้องในวิทยุ อย่างอารมณ์ดี



จะมีความสุขอะไรขนาดนั้น ถามจริ๊งงงง ….



ผมยืนต่อแถวตรงจุดชำระเงินของซุปเปอร์มาเก็ตใกล้ๆ คอนโด เป็นที่ประจำที่เรามาซื้อของสดเข้าห้องด้วยกันบ่อย เพราะมีของให้เลือกเยอะแยะมากมาย  วันนี้นำทัพจะทำกระเพรากุ้ง กับ หมูสามชั้นทอดกระเทียมให้ผมทาน เราช่วยกันหยิบของที่เลือกไว้ ออกจากรถเข็นเมื่อถึงคิวชำระเงิน



นำทัพยื่นมือขอบัตรเครดิตที่อยู่ในกระเป๋าตังค์ที่ผมถือ  หยิบออกส่งให้เขาใช้ชำระค่าสินค้า เซ็นต์กำกับ แล้วส่งคืนผมตามเดิม ส่วนเขาก็คว้าของที่คิดเงินเสร็จแล้วใส่รถเข็นเดินนำผมออกไป



“ มึง กูว่าจะถามหลายครั้งแล้ว ”

ใช้นิ้วจิ้มๆ ที่กล้ามแขนของคนตัวใหญ่ ให้เขาหันมาสนใจในสิ่งที่ผมกำลังจะพูด

“ เรื่องอะไร”

เขาหยุดรถเข็น หันมาถามผมอย่างสนใจ

“ มึงให้กูถือกระเป๋าตังค์ของมึงทำไม ไม่เอากระเป๋าตังค์ไปใช้ แล้วเอาแค่เงินไว้ให้กูติดตัวนิดหน่อยก็ได้ ”

ผมสงสัยมานานกับเรื่องนี้  ว่าเหตุใดกระเป๋าตังค์ของเขาถึงต้องอยู่ที่ผมตลอด ทุกเช้านำทัพจะต้องขอเงินผมเมื่อจอดรถส่งที่หน้าตึก หรือบางวันที่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตก็ขอหยิบไปใช้ตามที่จำเป็น พอเสร็จตอนเย็นก็เอามาคืน วันไหนที่ต้องใช้เงินเยอะหน่อยก็ขอให้ผมจัดการให้ ทั้งๆ ที่กระเป๋าตังค์ใบนี้ เงินในนี้ ทั้งหมดเป็นของเขาทั้งนั้น

“ก็กูเห็นคนอื่น เงินผัวทุกบาท เมียต้องเป็นคนเก็บ เป็นคนจัดการ กูเลยให้มึงถือกระเป๋าตังค์กูไว้ไง”

“ มึงจะบ้าหรอ กูไม่ใช่เมียมึงนะ”

“ ฝึกไว้ เดี๋ยวก็ได้เป็น ”

 มือหนาส่งมาขยี้หัวผม แล้วยกยิ้มกว้างอย่างพอใจ เข็นรถเข็นต่อเหมือนกับว่าที่พูดเป็นเรื่องธรรมดาอย่างนั้น  ไม่รู้ว่าตอนนี้หน้าผมแดงไปเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว



งื้อออ หน้าผมแดงอีกแล้ว สงสัยเพราะอากาศจะร้อน!!



พอเดินผ่านร้านชานมไข่มุก  กิเลสก็เริ่มเกิด บอกคนตัวสูงที่เข็นรถว่าอยากกิน ฝ่ายนั้นก็ไม่รีรอ พาผมมาหยุดที่ม้านั่งพร้อมกับรถเข็น ส่วนเขาเดินไปสั่งชานมให้ผมในทันที รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนพิเศษที่มีเขาดูแลอยู่ไม่ห่าง



“ โซล ”

ผมหันกลับไปมองเจ้าของเสียง  ชายหนุ่มร่างสูง รุ่นพี่ที่ผมรู้จัก เดินตรงเข้ามาทักทายผมอย่างคุ้นเคย

“ พี่เก่ง ”

“ มาเที่ยวหรอครับ ”

พี่เก่งฉีกยิ้มกว้างส่งมา จนทำให้ผมต้องส่งยิ้มแบบไม่ได้คิดอะไรกลับไปบ้างตามมารยาทของรุ่นน้องที่ดี

“ เปล่าครับพี่ ผมมา ...”

“ กลับกันได้แล้วครับ ”

นำทัพเดินเข้ามาเรียกผม ก่อนที่จะได้ตอบอะไรกับพี่เก่งไปมากกว่านั้น ผมลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง เดินเข้าไปหาเขา ที่ส่งสายตามองพี่เก่งอย่างไม่พอใจ ฝั่งนั้นเองก็ไม่น้อยหน้ายิ้มแบบกวนๆ ส่งมาให้นำทัพเช่นกัน บรรยากาศมันชวนให้อึดอัด ไม่รู้จะไปยังไงต่อ

“ อ้าวน้องทัพ มาซื้อของหรอครับ”

เป็นฝั่งรุ่นพี่ที่เปิดประโยคสนทนาขึ้น นำทัพโอบเอวผมดึงเข้าไปใกล้ตัวจนผมแทบขยับไม่ได้ สายตาของพี่เก่งมองมาที่เอวของผมอย่างสงสัย

“ ใช่ครับ พอดีผมกับโซล มาซื้อของเข้าห้องด้วยกัน”

“ ยังไงนะ ”

“ ก็ไม่ยังไงครับ ก็แค่เป็นคนที่อยู่คอนโดด้วยกัน ไปรับไปส่งกันทุกวัน ใช้ชีวิตด้วยกันตลอดเวลาเท่านั้นเอง”

“ อย่างนั้นหรอ ”

“ ทัพ กลับกันเถอะ “

รีบทำลายบรรยากาศอึดอัดนี้ให้เร็ว ก่อนจะแย่ไปมากกว่านี้ พลังทำลายล้างของนำทัพเวลาไม่พอใจ ไม่ใช่สิ่งที่พี่เก่งควรจะลอง ผมยิ้มออกมาให้เขา นำทัพเองก็ก้มลงมาส่งยิ้มให้ผมแล้วพยักหน้า บรรยากาศอึดอัดดูเบาบางลงมาก

“ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับพี่เก่ง สวัสดีครับ ”

ยกมื้อไหว้รุ่นพี่ แล้วหันกลับ พาคนตัวสูงที่โอบเอวออกไปด้วย พี่เก่งยังไม่ละความพยายามที่จะป่วน ส่งเสียงตะโกนเรียกตามหลังมาอีก



“ ไว้ไปกินข้าวกับพี่แบบวันนั้นอีกนะโซล”



ผมไม่หันกลับไปตอบหรือแสดงท่าทีอะไรทั้งนั้น  สิ่งเดียวที่ต้องทำตอนนี้คือ พานำทัพที่ตัวสั่นเพราะความโกรธออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด



* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *



“  กูไม่ชอบหน้ามัน ”

คนที่เงียบมาตลอด ตั้งแต่ถึงบ้าน ทำกับข้าว จนทานข้าวเสร็จ พูดขึ้น หลังผมล้างจานเดินกลับมาหาเขาที่นั่งอยู่ตรงโซฟา ไม่บอกก็พอจะรู้ว่าโกรธแค่ไหน เล่นไม่ยอมพูดยอมจาอะไร คิ้วขมวดกันมาเกือบสองชั่วโมงแบบนั้น

“ กูรู้ ใจเย็นๆ สิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา”

“ แต่มันมายุ่งกับมึง และ มึงก็เต็มใจไปยุ่งกับมัน ”

นำทัพหรี่ตาคมนั้น ใบหน้าดูหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อต้องพูดถึงเรื่องเก่า

“ ก็ตอนนั้นกูแค่ไปกินข้าว พี่เค้าบอก ว่ามีเรื่องงานจะคุยนี่หว่า ”

“ แต่กูหวงมึงไง ”

เกาหัวตัวเอง ไม่รู้จะทำยังไงให้เขา อารมณ์ดีขึ้นมาแล้ว ไม่อยากจะพูดอะไรต่อ ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิด ควรนิ่งและเงียบไว้ เพื่อไม่ให้เขาร้อนไปมากกว่านี้ และคงต้องงัดไม้ตายออกมาใช้ให้คนที่หน้าเครียดนั้นผ่อนคลายลง

 ผมเคลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ แก้มของน้ำทัพ แตะจมูกเข้าไปที่แก้มนิ่มนั้น  เจ้าของแก้มยิ้มขึ้นมาในทันทีรวบตัวผมเข้าไปนั่งบนตัก

“ ไม่ว่าจะมีคนเข้ามาในชีวิตกูมากแค่ไหน คนเดียวที่กูจะยอมให้ใกล้ได้ขนาดนี้ มีแค่มึงคนเดียว “

อ้อมแขนนั้นกระชับขึ้น  เขาใช้คางถูขึ้นลงกับหลังของผมไปมา  แล้วพรมจูบอยู่แบบนั้นอยู่นาน  ผมไม่เคยให้ใครได้เข้าใกล้ผมมากขนาดนี้  มีเพียงเขาเท่านั้น และ เพียงเขาแค่คนเดียว

“ กูหลงมึงจะแย่อยู่แล้วนะโซล .. อย่าไปอยู่ใกล้ใครให้มากนะ กูไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ”

“ ได้ครับ ”

“ อาบน้ำด้วยกันไหม เดี๋ยวสระผมให้ ”

ได้คืบจะเอาศอกจริงๆ  เห็นว่าผมยอมนิด ยอมหน่อย เอาใหญ่เลยนะเดี๋ยวนี้

“ อย่าเนียน เดี๋ยวได้นอนโซฟา ”

“ ใจร้าย ”

ทั้งๆ ที่บ่นว่าผมใจร้าย แต่คนที่พูดก็ยังไม่ยอมปล่อยผมให้เป็นอิสระจากอ้อมกอดสักที .. แถมยังกระชับกอดให้แน่นขึ้น แอบอิงซบแผ่นหลังผมจนคนโดนกอด เผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข



ไม่เคยมีใครได้ใกล้ผมมากเท่านี้มาก่อน

ผมยอมแค่เขาคนเดียว ...





เสียงร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี ดังลอดผ่านห้องน้ำออกมา คนที่บึ้งตึงเมื่อครู่หายไปแล้ว เหลือแต่คนที่ยิ้มกว้างหัวเราะเก่งคนเดิมกลับมา ผมไล่ให้นำทัพไปอาบน้ำ เขาจะได้รู้สึกสดชื่นและหายหัวร้อน ส่วนผมยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าของเขา ตั้งใจว่าจะเตรียมเสื้อผ้าใส่นอนให้ ออกจากห้องน้ำมาเห็นจะได้ยิ้มออก   ปกติหน้าที่นี้เขาจะเป็นคนทำให้ตลอด  แต่วันนี้ผมจะจัดการเอง



ก็อยากดูแลเขาบ้างเหมือนกัน ..



ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่ผมแทบไม่เคยได้แตะเลย ถูกเปิดออก ภายในเต็มไปด้วยเสื้อผ้าราคาแพงของเขา แบ่งฝั่งชัดเจน สำหรับชุดนักศึกษา ชุดลำลอง และ ชุดนอน  เรียงสีดูเป็นระเบียบ ส่วนเสื้อผ้าของผมที่เขาซื้อให้ก็แขวนจัดอยู่ใกล้ๆ กัน  สายตาสำรวจไปทั่วดูเสื้อผ้าของเขา ก่อนจะสะดุดตากับของบางอย่างที่คุ้นตา วางอยู่ชั้นบนสุดภายในตู้เสื้อผ้า



‘ กระเป๋าของผม ’



ผมเอื้อมมือหยิบลงมา จากชั้นวาง เปิดกระเป๋าดู ภายในมีหนังสือ ปากกา กุญแจห้องและกระเป๋าตังค์ผมครบถ้วน บัตรทุกอย่างยังอยู่ ยกเว้นเงินหลายพันที่หายไป   ไหนนำทัพบอกว่ารออาของเขาติดต่อไปรับ  ถามกี่ครั้งก็ยังบอกเรื่องยังไม่เรียบร้อย แล้วทำไมกระเป๋าถึงได้มาอยู่ที่นี่



 เขาโกหกผมทำไมกัน ...



“ โซล ”

นำทัพเรียกชื่อผม ด้วยท่าทางตกใจ มองผมที่ถือกระเป๋าใบนั้นไว้ในมือ ผมปรับสีหน้าตัวเองให้นิ่ง มองตรงไปที่เขา รอให้เจ้าตัวอธิบายกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ ทำไมกระเป๋าถึงมาอยู่ในตู้เสื้อผ้ามึง ไหนบอกว่ายังไม่ได้คืน “

กดเสียงให้เข้มขึ้น จนทำให้คนตัวสูง หลุบตาลงเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังทำผิด ผมไม่ได้โกรธแค่อยากรู้เหตุผลก็เท่านั้นเอง ต้องแกล้งให้กลัวบ้าง จะได้ไม่กล้าหือบ่อย

“ ที่จริงมันได้คืนตั้งแต่วันที่ อากูโทรมาวันนั้นแล้วแหละ พอเรียนเช้าเสร็จ บ่ายกูก็รีบไปเอาคืนมาเลย”

วันนั้นที่หมายถึง คือวันที่สองที่ผมมานอนค้างห้องของเขา เช้านั้นอาที่เป็นตำรวจโทรมาว่ากำลังตามเรื่องให้

 แต่ไม่คิดว่าจะได้เร็วขนาดนี้ …

“ แล้วทำไมถึงไม่ยอมบอกกู มึงตั้งใจแกล้งกูใช่มั้ย ”

“ เปล่า ไม่ได้แกล้ง กูแค่อยากให้มึงมาอยู่กับกู ถ้ากูคืนกระเป๋าเร็ว มึงก็กลับไปนอนคอนโด กูเลยยังไม่อยากคืน ยังอยากอยู่กับมึง ไปไหนมาไหนกับมึง ได้ดูแลมึงแบบนี้ กูขอโทษนะ”

ผมเดินเข้าไปตั้งท่ายกมือขึ้น  นำทัพหลับตาปี๋ คงคิดว่าผมโกรธและกำลังจะตบ แต่เปล่าผมไม่ได้โกรธอะไรเลย ดีใจด้วยซ้ำที่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูด นำทัพทำทุกอย่างก็เพื่อผม

ค่อยๆ ยกมือลงคว้าผ้าขนหนูที่บ่า แล้วเช็ดหัวให้กับคนตัวสูง เขาลืมตามองผมอย่างกล้าๆ กลัวๆ  ไม่รู้ว่าผมกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน

“ ไม่โกรธกูหรอ ”

“ โกรธ ”

" หืออออ ”

“  แต่ไม่ได้โกรธ ที่มึงไม่บอกความจริงกู แต่โกรธที่มึงไม่ยอมบอกกูตรงๆ ว่าอยากให้กูอยู่ด้วย กูไม่ใช่คนซับซ้อน มีอะไรก็บอกกันตรงๆ ”



นำทัพเดินเข้ามากอด เกยคางไว้บนไหล่ของผม  ผมกอดตอบเขาไปด้วยความรู้สึกดีที่มีเต็มหัวใจ เราต่างฝ่ายต่างโหยหา ต้องการซึ่งกันและกัน ไม่ได้มีเพียงเขาที่อยากอยู่ใกล้ผมตลอด ทว่าผมเองก็อยากอยู่ใกล้เขาเช่นกัน หลังจากนี้ข้ออ้างกระเป๋าหายคงไม่ใช่สิ่งที่ใช้พาเรามาอยู่ด้วยกันอีกแล้ว



เพราะมันจะเกิดจากความต้องการ

ที่อยากจะใช้เวลาอยู่ด้วยกัน

โดยไร้ซึ่งข้ออ้างใดๆ



นอกจาก…..

หัวใจสองดวงที่เรียกหาซึ่งกันและกัน


-------------------------------
Talk :: นำทัพเอ๊ย กระเป๋าตังค์ยังให้เค้าถือ ไม่ยกบ้าน ยกรถ ยกมรดกหลายสิบล้านให้น้องโซลไปด้วยเลยละ
       :: ขอคอมเมนท์หรือสติ๊กเกอร์เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะทุกคน ขอบคุณครับ  :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
เอ่อมมม หลงเมียมากๆ คริคริ

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 235
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 183
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-1
20

ละเมอเพ้อกอด



ผมกำลังวุ่น  กับการเตรียมงานโอเพ่นเฮ้าส์ของมหา’ลัย  ที่ใกล้เข้ามาถึงในอีก สามวันข้างหน้า

งานปีนี้จัดไม่ต่างกับปีก่อนๆ ที่ผ่านมา จัดทั้งหมด 5 วัน  โดยภายในงานยังคงแบ่งออกเป็น 11 โซนหลัก เช่น ร้านค้า กิจกรรมทางวิชาการ กิจกรรมความบันเทิง และ สินค้าอุปโภคบริโภค และ ซุ้มเกมส์กิจกรรมต่างๆ นักศึกษาทุกชั้นปีของแต่ละคณะ รวมถึงสาขาย่อยจะได้รับหน้าที่ต่างกัน



ก่อนหน้านี้ พี่แองจี้ประธานสโมสรคณะได้แบ่งงานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดยคณะของผม รับผิดชอบซุ้มวิชาการ 1 ซุ้ม และ ซุ้มเกมส์ 1 ซุ้ม โดยเกมส์ที่ตกลงเลือกกันคือ ‘ หนุ่มน้อยตกน้ำ ’ โดยจะนำค่าใช้จ่ายทั้งหมดสมทบทุนออกค่ายอาสาที่จะไปเชียงรายในปิดเทอมที่จะถึงนี้



วันนี้พี่แองจี้จึง นัดประชุมรวมใหญ่เพื่อคุยกันครั้งสุดท้าย ก่อนจะเริ่มลงมือเตรียมงานในวันพรุ่งนี้ ให้งานออกมาอยู่ในมาตรฐานที่วางเอาไว้  นักศึกษาทุกชั้นปีของคณะมนุษยศาสตร์จึงมารวมตัวกันที่ห้องประชุมใหญ่ของคณะ   โดยพี่ปีสี่แม่งานปีนี้ จะเป็นคนคอยดูแลความเรียบร้อยของงานทั้งหมด



ส่วนผมนอกจากจะต้องทำหน้าที่ดูแลซุ้มเกมส์แล้ว ยังมีหน้าที่หลักคือ อยู่ซุ้มหลักของทางมหาวิทยาลัย เพื่อต้อนรับน้องๆ นักเรียนที่เข้ามาขอข้อมูลการเรียนต่อ  แจกเอกสารแนะนำมหา’ลัย   รวมถึงแผนที่ภายในงาน คล้ายกับแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ คู่กับ ดาว รองดาว และ เดือนมหาวิทยาลัยปีนี้



นั่นแปลว่าผม .. ต้องทำงานคู่กับนำทัพ !!



“ วันนี้พอแค่นี้นะคะ ขอให้ทุกคนสู้ๆ มีอะไรก็มาปรึกษาพี่ๆ ค่ะ “

พี่แองจี้กล่าวจบการประชุมที่ยาวนานกว่า 3 ชม.ลง ผมนั่งจนตะคริวกินขาไปหมดแล้วเนี่ย พวกไอ้ห่ามก็บ่นอุบ

เสียงของนักศึกษาที่หันมาพูดคุยกันหลังจากประธานคณะพูดจบ แปลเปลี่ยนเป็นเสียงฮือฮา ซุบซิบ สะกิดกันเรียกให้มองไปตรงประตู ไม่เว้นแม้แต่พวกพี่ปีสี่ที่ยืนคุยงานกันอยู่



ผมมองตามด้วยอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ...



เห้ย !! ไอ้เดือนมหา’ลัย มายืนอยู่ตรงประตูห้องประชุมตั้งแต่เมื่อไหร่วะ



“ อ้าวน้องทัพ มาทำอะไรถึงคณะพี่หรอ”

พี่แองจี้ พูดออกไมโครโฟนที่ถืออยู่ในมือ หันหน้าไปยังเดือนมหา'ลัยที่ยืนส่งยิ้มหวานอยู่หน้าประตู  ใครก็ได้ช่วยปิดสวิตไมค์พี่แองจี้ให้ผมหน่อย   จากเดิมที่คนมองทางนั้นกันอยู่แล้ว มองหนักเข้าไปอีก

“ มารับโซลครับ ”

เสียงของคนที่นั่งแถวหน้าหวีดร้อง ซุบซิบกันดังไปทั่ว บ้างหันกลับมามองที่ผม แต่เหมือนว่าพี่แองจี้จะยังไม่สะใจกับความเขินอายของผมเท่าไหร่ จึงพยายามจัดชุดใหญ่ให้ผมเพิ่ม

“ พูดอะไร เบามาก พี่ไม่ได้ยิน พูดดังๆ มาทำอะไรที่ตึกคณะพี่คะ”

“  มา รับ โซล กลับ บ้าน ครับ ”

เสียงนั้นเน้น ทุกคำ ชัดเจน และ โคตรจะดัง ในห้องประชุมส่งเสียงกรี๊ดลั่นดังไปทั่วให้กับการกระทำนั้น  นำทัพโบกมือทักทายมาให้ผม พร้อมยิ้มกว้าง กลายเป็นคนกล้าแสดงออกแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน  ทุกสายตาหันกลับมาจับจ้องที่ผมคนเดียว   ผมรีบยกมือขึ้นปิดหน้าของตัวเองเอาไว้ ไม่อยากให้ใครเห็น ว่ามันแดงขนาดไหน



“ น้องโซล มีผู้ปกครองมารับกลับบ้านแล้วจ้า ”

ใครก็ได้ ช่วยพาผมออกจากตรงนี้ที... ผมอายยยยยย





ผมกับนำทัพเดินออกจากห้องประชุมพร้อมกัน หลังจากรอให้เพื่อนและรุ่นพี่ภายในห้องออกไปเกือบจะหมดแล้ว ไม่ได้อาย แค่อยากออกเป็นคนท้ายๆ ก็เท่านั้นเอง  นำทัพรับหน้าที่ถือกระเป๋าให้ผมเหมือนเดิม  ตั้งแต่มีเขาช่วงนี้กระเป๋าใบนั้นก็แทบจะไม่ได้ถือเอง คนที่เดินข้างๆ ต้องดึงไปถือไว้ให้ตลอด เราเดินตามทางมาเรื่อยๆ จนถึงหน้าตึกคณะ โดยมีไอ้พวกห่ามและพลอยที่มาสมทบ เดินเล่นกัน ส่งเสียงดังตามมาอยู่ข้างหลัง



“ เหงื่อออกเต็มหน้าแล้วมึง ”

เมื่อเห็นว่าเพื่อนกำลังเล่นกัน คงไม่สนใจ ผมจึงชิงลงมือหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเอง เช็ดไปที่เหงื่อทั่วหน้าผาก และ บริเวณขมับของนำทัพ  เขาคงยืนรอผมนานพอสมควร อากาศวันนี้ก็ร้อน  เหงื่อถึงได้ออกเยอะขนาดนั้น

“ น่ารักจัง ”

เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ แล้วยกมือหนาขึ้นลูบใต้ตาช้ำของผมเบาๆ

“ เมื่อคืน นอนดึกใช่ไหม ตาช้ำหมดแล้ว ”

ช่วงนี้ผมทำกิจกรรมเยอะ กว่าจะถึงห้องก็ดึกไหนจะทำรายงาน เตรียมสอบย่อย และ คุยโทรศัพท์กับคนที่ยืนลูบใต้ตาของผมอีก  ผมกลับดึกทุกวันจนแทบจะไม่มีเวลาให้เขา ไม่ได้ไปนอนค้างด้วยหลายวันตามที่ตกลงกันจนนำทัพเริ่มบ่น

“ ก็นิดนึงอะ”

“ สงสัยเป็นเพราะไม่ได้ซบอกอุ่นๆ ถึงนอนไม่หลับละมั้ง  ”

“ ไม่ใช่แล้ว ”

“ คืนนี้ไปนอนคอนโดกูนะ ”

ผมพยักหน้ารับคำ ถึงเขาไม่ขอก็ตั้งใจจะไปค้างด้วยอยู่แล้ว ตั้งแต่กลับมานอนคอนโดตัวเอง ผมก็นอนไม่หลับ  ไม่รู้ว่าทำไมหรือเพราะชินกับการมีเขานอนกอดจนหลับไปอยู่หลายคืน



หวานกันได้แค่แปบเดียวก็มีมารมากวน  ....



“ น้ำหวาน มึงดูตากูหน่อย เป็นไรปะวะ ”

ไอ้แม็กซ์ แกล้งกระพริบตาถี่ๆ แล้วยื่นหน้าเข้าไปหาน้ำหวานที่เตรียมพร้อมจะรับมุกเพื่อน

“ จะเป็นอะไรได้อีกละมึง นอกจาก ความรักเข้าตาไง ”

เสียงเฮชอบใจของไอ้สามตัวกับแพทที่รู้เห็นไปกับพวกมันด้วยดังลั่นหน้าตึกเรียน  แอบทำขนาดนี้แล้ว พวกมันก็ยังจะเสือกเห็นอีก  นี่เพื่อนหรือกล้องวงจรปิดเคลื่อนที่กันแน่วะ

“ ไม่ต้องกินละมั้ง ข้าวเย็น ”

“ เออหวะ กูลืมไปเลย ”

นึกขึ้นได้ว่านัดกับพวกมันไว้ ว่าหลังประชุมเสร็จจะไปกินข้าวด้วย แต่ลืมไลน์บอกนำทัพว่าไม่ได้กินข้าวเย็นด้วย ครั้นจะชวนไปกินกับผมก็คงจะยาก  คนละแนวเลยเพราะขานั้นกินยากมาก

“ ปลาทองสัส ๆ  ”

ขอร้อง อย่าตอกย้ำกูไอ้ทีม !! กูรู้แล้ว ลืมนิด ลืมหน่อย ทำเป็นว่า

“ มึงกูต้องไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ลืมบอกหวะ มึงกินข้าวเย็นคนเดียวได้นะวันนี้”

หันมาบอกเจ้าตัวก่อน เดี๋ยวจะงอน เพราะต้องกลับไปกินข้าวคนเดียว คงต้องให้เขากลับก่อน ส่วนผมจะแยกไปกินข้า แล้วค่อยนั่งแท็กซี่ตามไปที่คอนโด

“ มึงก็พามันไปด้วยสิ ”

“ ไม่ได้ ทัพกินไม่เป็น  ”

“ จะไปกินอะไรกันหรอ ทำไมถึงไม่ให้กูไปด้วย”

รับบทดราม่าอีกแล้ว หน้านั้นหงอยๆ เหมือนเด็กถูกทิ้งให้กลับไปกินข้าวคนเดียว เพราะเพื่อนไม่ยอมให้ไปด้วย ก็อยากพาไป  ไม่ใช่ว่าไม่อยากพาไป แต่กลัวไปแล้วกินอะไรไม่ได้เลยต่างหาก

“ ส้มตำ  ลาบ จิ้มจุ่ม อาหารอีสาน มึงเคยกินมั้ยไอ้เดือน ”

ไอ้แม็กซ์มองหน้านำทัพ ที่ส่ายหัวเบาๆ ก็บอกแล้วไงว่าคนละแนว เขาไม่เคยกินอาหารแบบนี้ ปกติกินแต่อาหารที่แม่บ้านจัดให้หรือทำเอง น้อยครั้งที่นำทัพจะออกมากินข้างนอก เพราะเขาไม่ชอบอากาศร้อน ที่สำคัญกินยากมาก อะไรที่ไม่เคยกิน จะไม่กินเด็ดขาด

“ มึงอยากไปมั้ย ”

“ อยากลองกินดู วันหลังเผื่อมึงไปกับเพื่อน กูจะได้ไปด้วย ”

พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงตกลง  พวกผมเป็นคนติดดิน กินง่ายๆ  หมูกระทะ ชาบู ส้มตำ เป็นอาหารหลักที่พวกเราต้องนัดกันไปกินบ่อยๆ ชอบบรรยากาศเวลานั่งกิน นั่งคุย มันอบอุ่น เหมือนได้กินข้าวกับครอบครัว

“ เจอกันที่ร้านนะ ยืนจ้องตาเป็นปลากัดเลยพวกมึง ไว้กินเสร็จ ค่อยไปกินต่อที่ห้องก็ได้มั้ง ”

“ ไอ้สัสเอ๊ย ”

พวกมันเดินเผ่น หนีเท้าผมที่กำลังจะยกขึ้นถีบ เลยได้แต่ถีบลม ส่ายหัวให้กับความกวนประสาทของพวกมัน แล้วชวนนำทัพออกเดิน เพื่อไปยังรถของเขาที่จอดอยู่ไม่ไกล 


* * * * * * * * * * * * * * * * * *

“ มึงไม่ไหวก็พอนะ เดี๋ยวท้องเสีย กินปีกไก่ทอดนี่ดีกว่า”

ส่งปีกไก่ทอดให้คนที่นั่งเผ็ดจนหน้าแดง กินน้ำอัดลมไปจนนับแก้วไม่ทัน เหงื่อออกไปทั่วหน้า ตัวเปียกชื้นไปหมด นำทัพไม่เคยทานส้มตำ มันสิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา ผมรู้ว่าอยากลอง อยากตามใจผม อยากอยู่ใกล้ๆ เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบผม แต่มันไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น



คนเรามีวิธีการเรียนรู้ กัน และ กัน ตั้งหลายอย่าง



ไอ้พวกห่ามที่มาถึงก่อนผมกับนำทัพ สั่งอาหารชุดคอมโบเตรียมไว้เรียบร้อย ทั้งส้มตำปูปลาร้า ตำลาว คอหมูย่าง น้ำตก พล่าเนื้อ จิ้มจุ่ม และ อาหารรสจัดอีกเต็มโต๊ะ ไลน์บอกพวกมันแล้ว ว่าอย่าสั่งเผ็ดมาก เพราะนำทัพกินเผ็ดไม่ค่อยได้ แต่เหมือนว่าพวกมันจะแกล้ง สั่งเผ็ดหนักเข้าไปใหญ่



นำทัพจึงนั่งกินไป เช็ดเหงื่อไป น้ำหูน้ำตาไหล ปากแดง หน้าแดงแบบนี้



“ นี่ขอโปรดไอ้โซลเลยนะโว้ย ไอ้ทัพ มึงลองชิมดู จะได้รู้ว่าไอ้โซลชอบกินอะไร”

ไอ้ตัวดี มึงอีกแล้วนะไอ้ห่าแม็กซ์ ตั้งแต่มานั่ง ก็ตักอาหารเกือบจะทั้งโต๊ะส่งให้นำทัพลองชิม อ้างว่าเป็นของโปรดผม ส่วนนำทัพ ก็ยอมรับมากินแต่โดยดี กินอาหารไป กินน้ำไป  เช็ดเหงื่อไป โคตรจะน่าสงสาร 

“ มึงพอได้แล้วไอ้แม็กซ์  เลิกแกล้งมัน เดี๋ยวกูจะถีบมึง ”

“ อะไรวะ กูรักนะเนี่ย กูถึงยอมบอกว่ามึงชอบอะไรไม่ชอบอะไร ”

“ หยุดเลย หุบปากแล้วแดกไป เดี๋ยวกูดูแลมันเอง  ”

ผมชี้หน้าให้ไอ้ตัวดีหยุดแกล้งนำทัพได้แล้ว  หันกลับไปมองคนที่ตักส้มตำหอยดองที่ไอ้แม็กซ์เพิ่งตักให้ในจานเข้าปาก ห้ามเขาไม่ทันอีกแล้ว สีหน้าของนำทัพบ่งบอกว่าเผ็ดมาก ผมจึงรีบยกแก้วน้ำให้ดื่ม



จะไหวไหมนั่น... 

 

มื้อเย็นของผมกับเพื่อนๆ ดำเนินไปต่อ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ไอ้แม็กซ์ตัวป่วนประจำกลุ่มชวนเพื่อน คุยหัวเราะลั่นจนเกรงใจโต๊ะข้างๆ ส่วนนำทัพที่เลิกโดนไอ้แม็กซ์แกล้ง เปลี่ยนมากินไก่ทอดกับหมูแดดเดียวทอดที่ผมสั่งไว้ให้แทน  เขาไม่แสดงท่าทีไม่พอใจหรือบ่นที่โดนเพื่อนผมแกล้ง ในทางกลับกันนำทัพเข้ากันได้ดีกับกลุ่มเพื่อนของผม คุยกันถูกคอ เพราะต่างฝ่าย ต่างกวนตีน



“ ไอ้ทัพ มึงไปค่ายที่เชียงรายด้วยใช่ปะ ”

” ไปดิ  ทีมดาวเดือนของมหา’ลัย ต้องไปอยู่แล้ว ทำกิจกรรมของสโมสร ถ่ายภาพประชาสัมพันธ์”

ค่ายเชียงรายที่ไอ้ทีมหมายถึง คือค่ายอาสาประจำปีของมหา’ลัย  แต่ละปีจะออกค่ายไปตามต่างจังหวัด เพื่อนำเงินที่ได้จากการจัดงานแฟร์มหา’ลัย ออกไปช่วยเหลือสังคม ปีนี้จัดที่เชียงราย ตามที่เขาบอก ทีมเดือนดาวต้องไปร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย ส่วนคนอื่นก็แล้วแต่ลงชื่อสมัครใจไป รับไม่เกิน 50 คน โดยจะออกค่ายกันในช่วงปิดเทอมแรกนี้

“ พวกกูไปด้วยยังไม่เคยไปเชียงรายเลย อยากไปเที่ยว ไปออกค่ายบ้าง”

“เอาดิ อาทิตย์หน้าคงเปิดให้ลงชื่อ พวกมึงก็รีบลงแล้วกัน เดี๋ยวเต็มจะอดไป”

นำทัพรับแก้วน้ำที่ผมเติมให้ พลางบอกเงื่อนไขของค่ายให้กลุ่มเพื่อนผมฟัง ไปกันหลายๆ คนน่าสนุกดี ผมยังไม่เคยไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนเลย

“ เยี่ยมไปเลย กูจะนอนกับไอ้โซล  เนาะมึงเนาะ”

พยักหัวกวนตีน ให้ผมเห็นด้วย มันไม่ได้อยากจะนอนกับผมตามที่พูดหรอก แค่จะกวนตีนเท่านั้น

“ ไม่ได้ โซลต้องนอนกับกู”

“ แต่กูเป็นเพื่อนมัน”

“  แต่มัน ... เป็นของกู“

คนขี้หวง โอบเอวผมเข้าไปหาตัวเองในทันทีที่ไอ้แม็กซ์พูดจบ ผมตีขาเขาเบาๆ เพื่อให้รู้ว่าไอ้นั่นมันแหย่เล่นอย่าไปหลงกล แต่ก็ไม่เป็นผล พอเป็นเรื่องผมเขาก็ดูจะจริงจังไปซะหมด

“ เชดดด ออกตัวแรงชิบ เออๆ กูยอม นอนกันตามสบายเลย ”



ผมพวกแยกกันหลังออกจากร้าน พวกมันกลับด้วยกัน ส่วนผมกลับกับนำทัพ ตามเคย  คืนนี้ผมต้องไปค้างห้องเขาตามที่ตกลงไว้ ผมกลายเป็นแขกประจำของคนโดหรูไปแล้ว เพราะหลังจากวันที่เจอกระเป๋าที่โดนจี้ ผมก็ยังคงแวะเวียนไปค้างที่นั่นบ้างในวันที่สะดวก



 ซึ่งคือแทบจะทุกวัน ..



เจ้าของห้องไม่ยอมให้ผมกลับคอนโดตัวเองเลย ผมจึงขนเสื้อผ้าบางส่วนไปไว้ที่ห้องเขา จะได้สะดวกเวลาไปเรียน ถึงแม้จะมีเสื้อผ้าที่เขาซื้อไว้ให้บ้างแล้วก็ตาม   ระหว่างเรายังไม่มีคำเรียกสถานะ คำนิยามใช่ว่าจะสำคัญไปกว่าความรู้สึกดีดีที่มีให้กัน มานานแสนนานเกินกว่าที่ใครจะมารู้เท่ากับเราสองคน



เวลามีใครถาม ผมมักจะตอบไปว่า ... “ ผมกำลังตามจีบเขาอยู่ ” เท่านั้น



 “ ทำไมถึงได้หวงรถขนาดนี้วะ ไม่ยอมให้ใครนั่งเลยหรอ ”

มองออกไปตามทางก็นึกได้ว่าลืมถามเรื่องที่คาใจอยู่นาน เกี่ยวกับเขา และ ความหวงรถที่เกินปกติ

 “ อยากรู้หรอ ”

“ อื้อๆ อยากรู้”

พยักหน้าหงึกรัวๆ ตอบสนองในทันที ว่าอยากรู้มาก

“ ขอหอมทีนึง แล้วจะบอก ”

“ ไม่รู้แล้วก็ได้”

“ ฮ่าๆ หอมหลังมือก็ได้ นิดหน่อยก็เอา ”

ผมยื่นสุดแขนเพื่อให้หลังมือไปอยู่แถวๆ จมูกของคนเจ้าเล่ห์ สัมผัสนุ่มจากปลายจมูกและริมฝีปาก แตะที่หลังมือเบาๆ ผมยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย  ตั้งใจจะดึงมือกลับแต่คงช้าไป เมื่อมือผมถูกรวบไว้กับมือหนาของเขา ก่อนจะวางไว้บนหน้าขาแกร่งนั้นแทน

“ ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงนะ จับมือเนี่ย”

ไม่ได้คำตอบออกจากปาก แต่เป็นไหล่กว้างที่ยกขึ้นแทนคำตอบ  สายตาที่มองตาไปตามทางดูมีชีวิตชีวาเมื่อได้กวนประสาทผมอย่างที่ชอบทำ

“ รถคันนี้แม่กูซื้อให้เป็นของขวัญ”

“ แม่ ?”

เขาไม่เคยพูดถึงแม่สักครั้งเดียวตั้งแต่รู้จักกัน ได้ยินแค่ชื่อของคุณพ่อเขาที่เป็นนักธุรกิจใหญ่เท่านั้น ส่วนเรื่องของคุณแม่ นำทัพไม่เคยพูดหรือเอ่ยให้ฟัง  ก็อยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่รอให้เขาพร้อมที่จะเล่าเองดีกว่า  ผมอยากจะเคารพในพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่าย ถึงอยากรู้มากแค่ไหนก็ตาม

“ อื้อ แม่ ... ”

สายตาทีมีชีวิตชีวาเมื่อครู่ ดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย มันเศร้าเมื่อ ต้องพูดถึงเรื่องของแม่

“ มันเป็นของขวัญจากคนที่กูรักมากที่สุดในชีวิต ดังนั้นคนที่จะมาใช้ของชิ้นนี้ร่วมกับกู ไม่ใช่ใครก็ได้แต่ต้องเป็น...”

“ ///// ”

“ คนที่กูรักมากที่สุดเช่นกัน ”



รถเคลื่อนตัวไปบนถนนท่ามกลางไฟแสงสียามคำคืนของเมืองหลวง บทเพลงรักในวิทยุคลื่นดังที่ชอบเปิดฟังเริ่มต้นขึ้น ผมยังคงยิ้มให้กับคำพูดที่ไม่ได้หวาน ไม่ได้เพราะจากคนที่ กุมมือของผมไว้ ทว่าคำพูดนั้นมันมาจากความจริงใจ ซื่อตรงต่อความรู้สึก จึงสื่อมาถึงหัวใจคนฟังได้อย่างจับใจ



ผมคือคนพิเศษที่เขาหมายถึง อย่างนั้นหรอ...





หลังจากเอายาลดกรดให้นำทัพกิน จนอาการหายปวดท้องของเขาดีขึ้นแล้ว ผมจึงปิดไฟและกลับมาที่เตียงนอน นำทัพปวดท้องเพราะกินของเผ็ดมากจนเกินไป จนทำให้มีแต่กรดในกระเพราะ โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก ถึงกระนั้นก็ยังแกล้งสำออย  ทำหน้าอ้อนให้สงสารอยู่ดี  



ผมทิ้งตัวลงที่นอนประจำก่อนจะหลับตาลง กลิ่นหอมของเครื่องพ่นปรับอากาศที่ผมเป็นคนเลือกกลิ่นเองชวนให้บรรยากาศในห้องน่านอนมากยิ่งขึ้น  เตรียมจะหลับตาลงพยายามอย่างหนักที่จะข่มเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นแรงเอาไว้ ไม่ใช่ว่าครั้งก่อนมันไม่เต้นแบบนี้ แต่คราวนี้มันเต้นแรงกว่าเดิม  เมื่อคิดถึงคำพูดในรถของเขา



คนนอนนิ่งข้างๆ เปลี่ยนเป็นขยับตัวเข้ามากอดผมไว้จากด้านข้าง หน้าของเขาซุกเข้ามาใกล้ตรงบริเวณต้นคอ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ตามจังหวะหายใจ ของตัวต้นเหตุ



“ ทัพ มึงใกล้กูมากเกินไปแล้วนะเว้ย ”

เบี่ยงคอหลบ ไออุ่นที่รดต้นคอจนทำให้รู้สึกแปลก มันเสียวซ่านอย่างบอกไม่ถูก ก่อนที่ใบหน้านั้นจะขยับเข้ามาใกล้แล้ว พรมจูบเข้าที่ซอกคอของผมอยู่หายที

“ มึงฉวยโอกาสกับกูอีกแล้วนะ ”

พยายามจะหนีจากสัมผัสนั้น แต่ไร้ประโยชน์ มือปลาหมึกรัดแน่นหนักมากขึ้นกว่าเดิม เพิ่มเติมคือ  จูบนั้นเปลี่ยนจากซอกคอขึ้นมาบริเวณใบหูของผมแทน



เสียวซ่าน ..จนขนลุกชันไปทั่วทั้งตัว



“ ไอ้ทัพ มึงหยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ ”

“ /// ”

ไร้การตอบสนองด้วยคำพูดใดๆ นอกจากสัมผัสที่หนักหน่วงที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น

“ ไอ้ทัพ มึงแกล้งกูอีกแล้วนะโว้ยยยย”

“ ไม่รู้....กูละเมอ ”

ละเมอส้นตีนไร มึงยังยิ้มอยู่เลย เกลียดตัวเองที่หลวมตัวมานอนกับเขา

พรุ่งนี้เช้าผมจะรีบเก็บข้าว เก็บของแล้วย้ายกลับห้องตัวเอง

มาค้างที่คอนโดนี้ไม่ถึงเดือน  ผมโคตรจะเปลืองตัว



โดนนำทัพละเมอลวนลามทุกคืนเลย ...




-------------------
Talk : สมยอมแหละดูออก … ละเมอแทบจะทุกคืนแล้วยังไม่หนีกลับห้องตัวเองอีก  // เดินทางมาถึงครึ่งเรื่องแล้วนะครับ … ฝากติดตามต่อจนจบด้วยนะ

: อ่านแล้วเมนท์ทักทาย - ส่งสติ๊กเกอร์ / พูดคุยกันได้นะทุกคน  ขอบคุณครับ


ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ OoniceoO

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1002
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2
อยากโดนละเมอบ้างจัง เสียว

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด