อาทิตย์ชิงเดือน l ตอนที่ 36 (เผชิญหน้ากับคุณท่าน) l อัพ 27-10-2020
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: อาทิตย์ชิงเดือน l ตอนที่ 36 (เผชิญหน้ากับคุณท่าน) l อัพ 27-10-2020  (อ่าน 12013 ครั้ง)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-1
34

กลัว


สีหน้าของนำทัพที่ยิ้มแย้ม ร่าเริงก่อนหน้า หายไปโดยพลัน แปรเปลี่ยนเป็นความนิ่ง เงียบ แทนที่ นับตั้งแต่



วางสายล่าสุดที่โทรเข้ามา ...



เขาขอตัวแยกไปนั่งคนเดียวตรงระเบียง ยังไม่พร้อมจะเล่าหรือพูดเรื่องที่ไม่สบายใจให้ผมฟัง น้ำเสียงตอนคุยโทรศัพท์ดูเกรี้ยวกราด แฝงไม่ด้วยความไม่พอใจกับคำพูดของคนปลายสาย บ่อยครั้งที่เขาลอบมองมาที่ใบหน้าของผม สีหน้าฉายความกังวลใจเอาไว้ จนผมต้องเอื้อมมือไปเกาะกุมมือของเขาไว้ อย่างให้กำลังใจ



ตั้งแต่กลับมาจากเชียงราย ได้เกือบเดือน ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปมาก นำทัพมักจะแสดงออกว่าสดใส ร่าเริงเป็นปกติ ทว่าคนที่อยู่ด้วยกันทุกวัน  รู้จักเขาดีกว่าใคร ทำไมจะมองไม่ออกว่านำทัพ มีบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในใจเอาไว้ตั้งมากมาย ยิ่งนับวันก็ยิ่งดูออกถึงอาการที่แปลกไป



คนที่โทรมา คงมีอิทธิพลกับความรู้สึกและชีวิตของเขามากเป็นแน่ !!



ผมอุ่นนมร้อนเดินถือมันออกมาหานำทัพที่นั่งเหม่ออยู่ตรงโซฟา ดึกมากแล้วเขายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่น้อย วางมือลงบนไหล่ของคนตัวสูงอย่างเบามือให้เขารับรู้ว่าผมยืนอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างเขาเสมอไม่เคยไปไหนไกล นำทัพละสายตาจากภาพตรงหน้าหันมายิ้มให้ผมเล็กน้อย ก่อนจะจับมือผมบนไหล่ตัวเอง แล้วพยักหน้าให้ผมนั่งลงข้างกาย



“ ถ้ามีคนบอกให้เราเลิกกัน มึงจะเลิกกับกูมั้ย ”

 “ ทำไมถึงถามแบบนั้น”

“ พ่อกู .. บังคับให้กูเลิกกับมึง”

นำทัพไม่กล้าที่จะสบตาผมเลยแม้แต่น้อย สีหน้าที่กังวลเก็บเอาไว้ไม่อยู่ ถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจนเมื่อต้องฝืนใจพูดเรื่องที่ไม่อยากแม้แต่จะคิดออกมา ตลอดหลายวันที่เขาเหม่อ เขาเครียด คงจะมาจากเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด และคนที่โทรมาก็คงจะเป็นคุณพ่อของเขา ที่บังคับให้ลูกชายต้องทำในสิ่งที่ฝืนใจแบบนั้น

“แล้วมึงอยากเลิกกับกูมั้ย”

“ ไม่อยาก กูคงอยู่ไม่ได้ถ้ามึงต้องหายออกไปจากชีวิตของกูอีกครั้ง ”

ใช่ว่าจะมีเพียงเขาคนเดียวที่จะอยู่ไม่ได้หากต้องไกลจากผมอีกครั้ง ผมเองก็เช่นกัน แม้จะมีอุปสรรคใดเกิดขึ้นต่อจากนี้ ความมั่นคงของเราสองเท่านั้นที่จะพากันก้าวข้ามสิ่งต่างๆไปได้

“ จำไว้นะ กูจะไม่มีวันปล่อยมือมึง..นอกจากมึงจะขอให้กูปล่อยเอง ”

เรื่องของคุณพ่อนำทัพ ยังเป็นสิ่งที่ผมไม่กล้าจะถามเขา ว่าทั้งสองคนมีเรื่องบาดหมางใจกันหรืออย่างไร ถึงได้ไม่ค่อยจะลงรอยกันได้มากขนาดนี้ อย่างที่เคยบอกว่านำทัพไม่แม้แต่จะพูดถึงพ่อของเขาเลย ผมรู้จักคุณพ่อของนำทัพจากประวัติในอินเตอร์เน็ต ไม่ก็ตามข่าวธุรกิจทั่วไป  แต่ในชีวิตจริงยังไม่เคยได้เจอสักครั้ง



รู้แต่เพียงว่า สองคนนี้ .. ทั้งพ่อทั้งลูก น่ากลัวพอกัน



“ กังวลกับเรื่องนี้ตลอดเลยหรอ “

“ ใช่ ..ขอโทษนะที่ยังไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง กูแค่อยากจะจัดการให้เรียบร้อยด้วยตัวเอง แล้วถึงจะบอกมึง แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะคุณพ่อให้คนมาตามดูเรา คอยรายงานข่าวตลอด หลายครั้งที่ท่านโทรมาเรียกให้กูไปพบ คุยแต่เรื่องของมึง บังคับให้เลิกกับมึงอยู่แบบนั้น และทุกครั้งมันก็จบด้วยการทะเลาะกัน”

ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเรียบเฉย ทำให้เข้าใจว่าหัวใจของคนพูด ต้องอึดอัดกับสิ่งที่เป็นอยู่เพียงใด ผมไม่นึกโกรธแม้เพียงสักน้อยที่คุณพ่อของนำทัพ บังคับให้เราต้องเลิกกัน



ยังไงคนเป็นพ่อ ก็ต้องหวังดีกับลูกทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่การแสดงออกอาจจะต่างกัน



“เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน สักวันพ่อมึงจะต้องยอมรับเราสองคน ไม่ว่านานแค่ไหนก็ตาม กูจะอดทน เพื่อมึง”

แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าผมจะย้อมแพ้ให้กับคำของผู้ใหญ่ ผมเชื่อมั่นในความดี ความอดทนของตัวเองเสมอ และหวังว่า หากได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับคุณพ่อของนำทัพ ท่านจะต้องเข้าใจเราสองคน ผมจะทำให้ท่านเห็นว่า



ผมรักและหวังดีกับลูกของท่านมากเพียงใด !!



“ พ่อกูบอกว่าถ้ากูไม่ยอมเลิกกับมึง ท่านจะส่งคนมาทำร้ายมึง จะทำทุกอย่างให้เราเลิกกัน”

“ แล้วยังไง กูต้องกลัวหรอ ”

“ กูรู้ว่ามึงเป็นคนเก่ง ดูแลตัวเองได้ แต่กูก็กังวล ว่าถ้าพ่อทำแบบที่พูดขึ้นมาจริงๆ มึงคงตกอยู่ในอันตราย .. เพราะกู ”

ที่เขาพูดมา .. มันเหมือนกำลังจะบอกว่า คุณพ่อของตัวเองเป็นคนเด็ดขาดมากแค่ไหน และ หากคำขู่นั้นเป็นจริงขึ้นมา คงกลัวว่าจะปกป้องผมได้ไม่ดีเหมือนที่เคยสัญญาเอาไว้

“ โซล...”

ผมมองมือที่สั่นเทาของตัวเอง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดจากอะไร



กลัว ?



“ โซล ...”

ผมเงยหน้าขึ้นมองนำทัพที่จับมือผมเอาไว้แน่น ใบหน้าที่มักนิ่งเฉย เปลี่ยนเป็นความห่วงใยที่มีต่อผมชัดเจน ดวงตานั้นจ้องมองผมอยู่นาน เหมือนต้องการถามว่าผมเป็นอะไร

“ มึงนิ่งไป กังวลอยู่ใช่ไหม”

ผมวางมือหนึ่งไว้บนหลังมือของนำทัพ ลูบขึ้นลงวนอยู่แบบนั้นให้ทั้งตัวเอง และ คนที่จ้องอยู่รู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น ก่อนจะส่ายหัวแล้วส่งรอยยิ้มบางไปให้ เพื่อแสดงให้เข้าทราบว่าผมไม่ได้กังวลเลย



ที่ใจสั่น มือสั่น หรือความรู้สึกทุกอย่างที่เริ่มก่อตัวเข้ามาเมื่อครู่ ไม่ได้เกิดจากความกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความยากหรืออุปสรรคใด ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อจากนี้



แต่มันคือความกลัว กับบางสิ่งที่ผมคงไม่อาจทนได้ถ้ามันเกิดขึ้น

แม้ผมจะพยายามฝืนหรือต่อสู้กับมันสักแค่ไหน



คือความกลัว....

กลัวว่าสักวันเขาจะเป็นห่วงผมมากจนทำตามที่ผู้เป็นพ่อบังคับ



ผมกลัวว่าเขาจะปล่อยมือผม

กลัวว่าจะต้องเสียเขาไปอีกครั้ง ....





ผมปล่อยให้ตัวเองนั่งอยู่ตรงระเบียงมุมโปรดนี้แทนนำทัพ ไล่ให้คนตัวสูงไปอาบน้ำเพื่อเรียกความสดชื่น คลายความกดดันที่มีให้เบาลง  เหม่อมองออกไปข้างนอก โดยสายตากับสิ่งที่อยู่ภายในใจไม่ได้สัมพันธ์กันเลย  ความฟุ้งซ่านวิ่งเข้าเต็มสมองของผมอย่างวุ่นวาย



เพราะเรื่องเล่าของคนที่กำลังอาบน้ำอยู่ตอนนี้ ...



นำทัพเล่าเรื่องของครอบครัวเขาให้ผมก่อนเมื่อครู่ เพิ่งเข้าใจว่าทำไมเขากับพ่อถึงไม่ถูกกัน และทำไมคุณแม่ถึงต้องไปอยู่ที่อเมริกา นั่นมาจากสาเหตุที่ว่า ทั้งคู่เลิกรากันไปแล้ว



หนุ่มนักธุรกิจใหญ่กับสาวสังคมผู้มีอิทธิพล แต่งงานกัน ด้วยความเหมาะสมทางฐานะในสังคม ไม่ได้เกิดจากความรักตั้งแต่ต้น คิดว่าการอยู่ใกล้ชิดกันจะทำให้ก่อเกิดความรักขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่คงคาดการณ์ผิดไปมาก ยิ่งนับวันความรักที่ตั้งใจว่าจะมี ยิ่งหายากเข้าไปทุกที จนกระทั่งมีลูกชายเป็นโซ่ทองคล้องใจทั้งคู่จึงต้องฝืนอยู่ด้วยกันตามหน้าที่



เมื่อต่างฝ่าย ต่างไม่สามารถปล่อยให้ชีวิตที่เหลืออยู่ ฝืนทนกันแบบไม่มีความสุขต่อไปได้ ในเวลาที่ลูกชายคนเดียวของตระกูลโตเป็นหนุ่มพอที่จะเข้าใจเหตุผลของผู้เป็นบิดามารดา ว่าจำเป็นจะต้องแยกทางเพื่อใช้ชีวิตของกันและกันแล้ว



พ่อและแม่ของนำทัพจึงหย่ากัน ... ตอนที่เขาอายุได้เพียงสิบขวบ !!



คุณแม่ของนำทัพบินไปใช้ชีวิตที่อเมริกาคนเดียว ส่วนคุณพ่อของนำทัพแต่งงานใหม่กับแม่หม้ายลูกติดซึ่งอายุของลูกชายผู้หญิงคนนั้นแก่ความนำทัพหลายปี  นับตั้งแต่วันที่พ่อแม่แยกทางกัน นำทัพที่เคยนิ่งเงียบอยู่แล้วก็ นิ่งมากกว่าเดิม เขาเริ่มต่อต้านผู้เป็นพ่อทุกอย่าง เพราะคิดว่าพ่อทิ้งแม่ ไปแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรเขาก็ไม่ยอมเข้าใจ จนนำทัพไม่อาจฝืนอยู่ที่บ้านหลังนั้นร่วมกับครอบครัวใหม่ของพ่อได้ จึงต้องย้ายออกมาอยู่ที่นี่ตามลำพัง



และก่อนที่ความเหม่อลอยจะเข้าครอบงำผมมากไปกว่านี้ ...





“ ใครให้มึงมาที่นี่ กลับไป”

เสียงของนำทัพดังลั่นจากภายในห้อง ฉุดดึงผมออกจากภวังค์ความคิดวุ่นวายที่มี รีบลุกขึ้นจากที่นั่งวิ่งเข้าไปในห้องทันทีตามเสียงนั้น ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรถึงได้โกรธจนส่งเสียงดังขนาดนั้น



นำทัพยืนอยู่ตรงประตู ที่เปิดไว้ ตรงข้ามเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ผมคุ้นหน้า ว่าแต่พี่เขามาที่นี่ได้ยังไง

“ พี่ภู ”

ผมเผลอเรียกชื่อคนตัวสูงพอๆกับนำทัพที่ยืนส่งรอยยิ้มแบบกวน เชิญชวนให้คนที่เกรี้ยวกราดผู้เป็นเจ้าของห้อง อารมณ์พุ่งพล่านไปกันใหญ่ พี่ภูหันมาตามเสียงเรียกของผม  ส่งรอยยิ้มคนละความหมายกับเมื่อครู่มาให้ ส่วนนำทัพหันมามองผมซึ่งยืนอยู่ข้างๆ แล้วกลับไปผลักอกพี่ภูให้ถอยออกไป

“มึงอย่ายุ่งกับโซล กูบอกมึงแล้วไม่ใช่หรอ”

“ ก็น้องโซลโคตรจะน่ารักเลย กูจะอดใจไหวได้ยังไง”

“ไอ้ภู..”

นำทัพตั้งท่าจะกระชากคอเสื้อพี่ภู ดีที่ว่าผมคว้ามือของเขาเอาไว้ได้ทัน ดึกแล้วจะมายืนมีเรื่องกันหน้าห้องแบบนี้ไม่ได้ เกรงใจคนที่กำลังพักผ่อนอยู่ ตั้งแต่คราวที่เจอกันก่อนหน้า สองคนนี้ก็ไม่ค่อยจะญาติดีกันเท่าไหร่ แล้วนี่จะยังบุกมาถึงคอนโดนำทัพอีก เรื่องพ่อยังไม่จบเรื่องพี่ภูก็มาทำให้ผมสงสัยอีก

“ พี่ภูมาที่นี่ทำไมครับ ”

ตัดปัญหาด้วยการ ทำลายความวุ่นวายนั้นทิ้ง กับคำถามที่ส่งไปให้ผู้มาเยือน พี่ภูก้าวเดินขึ้นมาเล็กน้อย พลางใช้มือปัดตรงบริเวณที่นำทัพผลักเมื่อครู่



โคตรจะปั่นเลย ... เดี๋ยวก็ได้มีเรื่องกันอีก



“ พี่มาตามคำสั่งของคุณท่านครับ”

“ คุณท่าน ... ใครหรอครับ”

“ก็คุณพ่อของนำทัพไงครับ พอดีว่าท่านโทรหานำทัพแล้วมันไม่รับสาย ท่านก็เลยให้พี่มาที่นี่เพื่อบอกมัน ว่าพรุ่งนี้ให้ไปหาที่บ้านด้วย จะคุยเรื่องที่ค้างไว้ให้จบ”

“ /// ”

แล้วพี่ภูเป็นใครทำไมถึงต้องมาตามคำสั่งของคุณพ่อนำทัพ หรือว่า ....

“ ใช่ครับ พี่เป็นพี่ชายของนำทัพ ”

“ ห๊ะ....อะไรนะครับ”

พี่ชายที่เป็นลูกติดภรรยาใหม่ของคุณพ่อนำทัพ คือพี่ภู คนเดียวกันกับที่เคยช่วยชีวิตผมไว้ตอนมีเรื่องที่เบิกบานบาร์เมื่อหลายวันก่อน ความสงสัยที่มีได้ถูกเฉลยสิ้น เข้าใจกระจ่างถึงเหตุผลที่นำทัพไม่ชอบหน้าพี่ภูตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ  คงไม่ใช่เพราะเป็นแค่พี่น้องต่างพ่อต่างแม่



แต่คงเพราะท่าทีของพี่ภูที่แสดงออกต่อผมชัดเจนแบบนั้น ...



“มึงไม่ใช่พี่ชายกู มึงก็แค่พวกปลิง พวกเห็บ ไม่ใช่แค่มึง แต่แม่มึงด้วย ทั้งคู่เลย ”

“ มึงอย่ามาลามปามแม่กูนะ กูมาที่นี่ไม่ได้จะมามีเรื่องกับมึง กูแค่มาส่งข่าว โน่นถ้าอยากมีเรื่องคุณพ่อรอให้มึงกลับไปเคลียร์อีกเยอะ ได้มีเรื่องสมใจมึงแน่”

พี่ภูที่ยิ้มเมื่อครู่ ดึงสีหน้ากลับมาฉายแววนิ่งข่มกลับนำทัพในทันที คนที่ยิ้มง่าย อ่อนโยนเวลาโกรธหรือไม่พอใจขึ้นมาบางทีก็นิ่งจนน่ากลัว ไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่ ไม่ใช่แค่ฝั่งนั้นที่นิ่ง คนข้างตัวผมก็ไม่ต่างกัน บรรยากาศรอบตัวชวนอึดอัดไปหมด ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลงให้กัน

“ มึงกลับไปบอกคุณท่านของมึงด้วย ว่ากูไม่ไป ”

“ แต่มึงต้องไป .. เพราะถ้ามึงไม่ไป กูจะบอกให้คุณพ่อ จัดการกับมึง.....“

พี่ภูมองมาที่ผม จดจ้องอยู่แบบนั้น ก่อนจะหันกลับไปหาคู่สนทนา ที่กำลังกำหมัดแน่น ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ

“และคนของมึง อย่างเด็ดขาด”

“ ไอ้ภู”

“ แต่กูอาจจะช่วยมึงได้นะ ถ้ามึงยอมให้คนของมึง มาเป็นของกู ”



ผลั๊วววว !!!



ใบหน้าพี่ภูหันตามแรงชกของนำทัพ จนเลือดไหลออกที่มุมปาก คนโดนหมัดหันกลับมาด้วยอารมณ์โกรธเต็มที่ ตั้งท่าจะชกสวนกลับ ผมจึงรีบเข้าไปแทรกตรงกลาง ยืนบังนำทัพเอาไว้ ถ้าพี่ภูสวนมา ผมนี่แหละจะต่อยให้ร่วงเลย ... แฟนผมใครก็ห้ามแตะทั้งนั้น

“ ปกป้องกันจังเลยนะน้องโซล มันชกพี่ก่อนนะ”

“ แต่พี่มาก่อกวนเรา ”

“ พี่แค่ทำตามหน้าที่ เปล่าก่อกวนนะครับ อย่ามองพี่ในแง่ร้ายสิครับน้องโซลของพี่ ”

คนที่เคยอ่อนโยน ใจดี สุขุมและสุภาพคนนั้น ใช่คนเดียวกันกับที่ยืนทำหน้าร้ายเหมือนตัวโกงในละครหลังข่าวคนนี้หรือเปล่า ไม่น่าเชื่อว่าจะต่างกันได้มากขนาดนี้ ทั้งคำพูด การกระทำ และ แววตา ไม่แปลกที่คนนิ่งนำทัพจะสติหลุดได้อย่างง่าย

“ มึงอย่ายุ่งกับคนของกูนะ  ”

“ คนอย่างมึงจะปกป้องอะไรได้ กูจะแย่งมาให้หมด ทุกอย่างที่เป็นของมึง ทั้งพ่อมึง บริษัทมึง สมบัติมึง รวมถึงแฟนมึงด้วย มึงคอยดู  ”

“ ไอ้เหี้ยยยยย ”

“แล้วพรุ่งนี้เจอกันที่บ้านนะครับ น้องชายของพี่ ”

พี่ภูไม่ได้สนใจว่านำทัพจะตอบตกลงหรือไม่ เขาหัวเราะร่วนอย่างกวนประสาทแล้วเดินออกไปจากหน้าห้อง ทิ้งให้นำทัพหลับตาข่มความโกรธให้ลดลงไว้แบบนั้น ผมจึงปิดประตูห้องลง แตะแขนของเขาเล็กน้อย แล้วพากันเดินไปยังโซฟา

“กูโคตรเกลียดมันเลย ร้ายทั้งแม่ทั้งลูก ”

ครอบครัวใหม่ของคุณพ่อนำทัพ  ร้ายกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก  ตัวลูกชายยังขนาดนี้ คนเป็นแม่คงจะร้ายจนเกินต้านทานไหวเป็นแน่ เขาคงต้องทนกับเรื่องพวกนี้อยู่หลายปีทีเดียว นึกแล้วก็สงสาร  ชีวิตที่คนต่างพากันอิจฉา มองจากภายนอก เพียบพร้อมทุกอย่างทั้งหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูล ทว่าเบื้องลึก เต็มไปด้วยความบาดหมางเอาไว้มากมาย

“ กูว่ามึงควรไปนะพรุ่งนี้ ”

“ แต่กูไม่อยากไป ไม่อยากเจอพ่อ ไม่อยากเจอพวกนั้น ”

“ มึงต้องไปจัดการปัญหาให้จบ คุยให้รู้เรื่อง อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน  ”

การหนีปัญหาไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่การเผชิญหน้ากับมันต่างหากคือสิ่งที่เราควรจะทำ ปัญหาทุกย่างผ่านเข้ามาในชีวิตเพื่อให้รู้ว่า นี่คือชีวิต นี่คือความจริง ไม่ใช่ความฝัน ไม่มีสิ่งใดจะราบรื่นไปได้ตลอด ถ้าเราจัดการกับมันได้ ผ่านไปได้ ปลายทางที่รออยู่คือภูมิคุ้มกันให้จิตใจแกร่งมากกว่าเดิมหลายเท่า

“แต่กูจะไม่ยอมให้มึงไปคนเดียวเด็ดขาด เรื่องนี้มันเกี่ยวกับกูโดยตรง กูจะไปกับมึง”

“แต่พ่อกูไม่ได้ใจดี อย่างที่มึงคิดนะ”

“ไม่มีความจำเป็นที่กูจะต้องกลัว เราไม่ได้ทำอะไรผิด เรากำลังจะทำในสิ่งที่ถูกต้องให้ท่านเห็นว่าความรักของเราคือสิ่งที่ดี ”



เมื่อความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ... ดังนั้นปัญหาที่เข้ามาจึงไม่ควรปล่อยให้อีกฝ่าย ก้าวข้ามไปเพียงลำพัง วินาทีที่ตัดสินใจตกลงเป็นแฟนกันแล้ว เราทั้งสองคือคนเดียวกัน

“ กูรักมึงนะทัพ กูเป็นแฟนมึง กูเป็นคนของมึง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กูจะไม่ทิ้งมึง ”

“ ถึงแม้ว่ามันจะหนักจนมึงแทบรับไม่ไหวอย่างนั้นหรอ ”

“ กูไม่เคยกลัวกับอะไรเลย .. แค่กูมองตามึง เห็นรอยยิ้มของมึง กูก็มีแรงสู้ต่อแล้ว กูจะสู้เพื่อความรักของเรา มึงละ พร้อมจะสู้ไปด้วยกันไหม ”

ส่งยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นในหัวใจส่งมอบไปยังคนที่กังวลอยู่ใกล้ๆ ผมรู้ว่านำทัพไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่ปัญหานี้มันอาจทำให้ผมต้องเดือดร้อน เขาจึงต้องตัดสินใจทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ เพื่อให้ผมได้รับผลกระทบน้อยมากที่สุด

“ กูไม่เคยคิดจะหนีเลยโซล กูแค่ห่วงมึง กูรักมึงมากนะ มึงคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตที่กูต้องปกป้องจากทุกอย่าง ”

“  ไหนบอกว่าพูดหวานไม่เป็นไง ”

“ สงสัยจะจูบคนพูดหวานบ่อย เลยติดมา ”



นำทัพยิ้มออกแล้ว พร้อมกับดึงมือของผมไปกุมเอาไว้แน่น รอยยิ้มที่เป็นกำลังของเราสองคนปรากฏในสายตาของกันและกัน สื่อความหมายโดยไร้คำพูดใดๆ ออกมา

ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น

ความมั่นคงจะทำให้เราผ่านไปได้

มือของเราสองคนจะจับกันแน่น ไม่ยอมปล่อย





“ พรุ่งนี้เราสองคนจะไปเจอคุณท่านด้วยกันนะ ”



---------------

Talk :: มาเอาใจช่วยน้องโซลกับพี่ทัพกันด้วยนะครับ จะไปพบคุณท่านกันแล้ว …

 :katai2-1: :katai4: :katai1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
สู้เด้อ

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-1
35

ข้อเสนอของพี่ภู




ผมเปิดประตูลงจากรถมองนำทัพที่กำลังยืนจ้องไปที่ประตูบ้าน สีหน้าเบื่อหน่ายปนกังวลเข้าปกคลุมในทันทีที่เข้าสู่เขตตัวบ้านทั้งที่บอกว่าเตรียมใจมาแล้วและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะไม่ยอมแพ้



แต่พอเอาจริงแล้ว หัวใจก็เริ่มสั่นเหมือนกัน ..



จริงๆ บ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โตเป็นคฤหาสน์แบบที่ผมคิดแต่ก็เรียกได้ว่าเป็นบ้านที่หรูหรา การตกแต่งดูดีมีระดับ ราคาแพง สมฐานะเจ้าของบ้านตามแบบฉบับเจ้าของธุรกิจใหญ่โตระดับประเทศ  รอบบ้านตกแต่งด้วยสวนดอกไม้นานาชนิดให้อารมณ์ผ่อนคลายในยามที่ต้องการหามุมสงบระหว่างวัน



แม่บ้าน และ สาวใช้ ต่างเดินเข้ามาต้อนรับคุณหนูของบ้านที่เอาแต่ยืนมองประตูโดยไม่ยอมก้าวเท้าเดินต่อไป ผมยิ้มให้ทุกคนอย่างเป็นมิตร หันกลับไปมองนำทัพ สีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีลอบหายใจออกยาวๆ เพื่อขจัดความตื่นเต้นที่มีด้วยต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้หลังประตูบ้านนี้



“ กูพร้อมแล้ว ... มึงละ พร้อมหรือยัง”

“ พร้อม ”



แตะแขนคนตัวสูงให้ผ่อนคลายพร้อมกับส่งสัญญาณให้รับรู้ว่าผมยังยืนอยู่ตรงนี้ ข้างๆ เขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามเพียงแค่หันกลับมามอง .....



เขาจะไม่รู้สึกว่าอยู่คนเดียว ...

นำทัพยังมีผมที่ส่งรอยยิ้มให้กำลังใจแบบนี้เสมอ ...



เราสองคนเดินผ่านเข้ามาในตัวบ้านมายังห้องโถงขนาดใหญ่ ภายนอกว่าสวยแล้วภายในสวยยิ่งกว่า กว้างขวาง ใหญ่โต  ทว่าเงียบสนิทไม่มีเสียงใดเกิดขึ้นภายในนี้เลยนอกจากเสียงเดินของเราสองคน



“ คุณท่านรอคุณหนูอยู่ที่ห้องรับแขกครับ ”

ชายชุดสูทสีดำทำหน้าที่เป็นการ์ดของคุณท่านเดินเข้ามาหาผมกับนำทัพ พร้อมผายมือไปยังห้องรับแขกที่อยู่ด้านในสุดของทางเดิน  นำทัพไม่ได้ตอบหรือแสดงท่าทีใดเขาพาผมเดินมาตามทาง จนหยุดอยู่ตรงหน้าห้องรับแขกหลับตาอยู่สักพักแล้วจับมือผมก้าวเดินเข้าไป



ใจสั่นด้วยความตื่นเต้นในทุกก้าวขณะที่เดิน .....



ยิ่งได้เห็นคนที่นั่งอยู่ตรงโซฟาด้วยแล้วหัวใจยิ่งสั่นระรัว



ดูยังไงก็เหมือนมากจริงๆ .... ไม่ว่าจะลักษณะท่าทาง รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายกับนำทัพไปหมด ต่างกันตรงที่คุณท่านดูภูมิฐานกับบรรยากาศที่นิ่งกว่า  โดยเฉพาะสายตาที่ละจากไอแพดที่อยู่ตรงหน้าแล้วเงยขึ้นมามองเราสองคน



เยือกเย็น .... ดุดัน .. เต็มไปด้วยความกดดัน !!!!



ส่วนผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ คนจะเป็นภรรยาใหม่ของคุณท่าน เธอสวยตามวัย ใบหน้าคล้ายกับพี่ภู แต่ดูเป็นมิตรกว่า รอยยิ้มที่ดูจริงใจนั้นส่งมาทักทายต้อนรับเราสองคนอาจด้วยเพราะต้องการทำลายความนิ่งของผู้เป็นสามี



“ มากันแล้วหรอคะ คุณนำทัพ เชิญค่ะ คุณพ่อรออยู่ ”

เธอลุกขึ้นแล้วเดินออกจากที่นั่งคล้ายกับต้องการให้พ่อลูกคุยกันอย่างเป็นส่วนตัว ทำไมภรรยาใหม่ของคุณท่านถึงไม่ได้ดูร้ายกาจเหมือนแบบที่นำทัพเล่าให้ฟังเลยแม้แต่น้อย

“ เราออกไปนั่งเล่นที่สวน จิบชากับดีมั้ยคะ ”

ภรรยาของคุณท่านเดินมาทักทายผมชวนให้ออกไปข้างนอกตามเธอ ผมหันกลับไปมองนำทัพที่ส่งสายตาไม่พอใจไปที่ผู้หญิงคนนั้น ท่าทางจะไม่ชอบเอามากอย่างที่เคยพูดไว้

“ เธอจะไปก็ไปคนเดียว อย่ามายุ่งกับโซล เค้ามากับฉัน ”

“ แต่ดิฉันอยากให้คุณนำทัพกับคุณท่าน ....”

“ อย่ายุ่ง ”

ความครุกรุ่นของอารมณ์ ผสมกับความเยือกเย็น ชวนให้บรรยากาศในห้องที่เงียบอยู่แล้วกดดันชวนอึดอัดเข้าไปกันใหญ่ แค่นำทัพคนเดียวก็ว่าแย่แล้ว ยังมาเจอทั้งคุณพ่อทั้งภรรยาใหม่อีก

“ แกอย่าเสียมารยาท เจ้าทัพ ให้คนของแกออกไปก่อนตามที่พิมพ์บอกฉันต้องการคุยกับแกตามลำพัง”

ตอนแรกนึกว่าจะเหมือนแค่รูปลักษณ์ภายนอกแต่ตอนนี้คงต้องเพิ่มว่าเหมือนแม้กระทั่งการใช้เสียง โทนการพูดและความเด็ดขาดที่ปนมากับน้ำเสียงนั้น



พ่อลูก .. เหมือนกันทุกอย่าง

ไม่แปลกที่จะไม่มีใครยอมใคร



“ แต่โซลมากับผมถ้าจะคุยก็ต้องคุยด้วยกัน พ่อให้เมียใหม่พ่อออกไปคนเดียว ”

“อย่าเรื่องมาก ที่เรียกมาฉันต้องการคุยกับแก...”

คุณท่านเว้นประโยคนั้นแล้วเบือนสายตาคมดุมาที่ผม ไม่ได้รู้สึกกลัวแต่แค่เกร็งที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพ่อแฟนแบบนี้ คงทำอะไรมากไม่ได้ในเมื่อผู้ใหญ่ ยังไม่ต้องการจะคุยกับผมคงต้องยอมให้พ่อกับลูกคุยกันตามลำพัง

“ส่วนเธอ ... เราค่อยคุยกันส่วนตัวอีกที ฉันก็มีเรื่องจะคุยด้วยเหมือนกัน”

“ ได้ครับท่าน .. ผมพร้อมที่จะคุยกับท่านครับ ”

กระชับมือที่กุมนำทัพไว้ให้เขาเข้าใจและมีสติมากยิ่งขึ้น การใช้อารมณ์ไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นมีแต่จะแย่ลง คุยด้วยความเข้าใจ เหตุผล และความจริงเท่านั้นที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

“ กูจะออกไปรอข้างนอกนะ ถึงแม้เราจะไม่ได้จับมืออยู่ข้างกัน แต่จำไว้ กูไม่เคยหายไปไหนเลย ยังยืนยันคำเดิมว่าเราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน ”

“ เราจะผ่านไปด้วยกัน กูจะทำให้ได้ เพื่อมึง เพื่อเรา ”

ความมั่นใจของนำทัพกลับมาประจำที่อีกครั้งแววตาที่ดูกังวลคลายลงสิ้น จนผมรู้สึกโล่งใจเขายิ้มให้ผมเล็กน้อยอย่างเข้าใจในสถานการณ์





***************



ภรรยาของคุณท่านพาผมมาที่ศาลาตรงสวนดอกไม้ ด้านหลังของบ้าน ตลอดทางเธอชวนผมคุยเรื่องทั่วไปอย่างไม่ถือตัว  แนะนำส่วนต่างๆ ของบ้านที่เดินผ่านถามสารทุกข์สุขดิบ ดินฟ้าอากาศ  รวมถึงเรื่องของนำทัพบ้างเล็กน้อยว่าลูกของคุณท่านเป็นอย่างไรบ้างอยู่ข้างนอกตามลำพังนานหลายปี

“ คุณนำทัพอยู่ข้างนอกสบายดีใช่ไหมคะ คุณท่านเป็นห่วงมากค่ะ ”

“ สบายดีครับ ไม่มีอะไรต้องห่วง ”

คุณพิมพ์อัปสร เอ่ยถามขณะเราเดินไปยังศาลาที่ให้คนจัดชุดของว่างเอาไว้รับแขก

“ ดีค่ะ ยังไงฝากหนูดูแลคุณนำทัพด้วยนะคะ  มีอะไรที่ให้น้าช่วยยินดีค่ะ ”

“ ขอบคุณครับ “

“ ส่วนเรื่องของหนูกับคุณนำทัพ ไม่ต้องกังวลนะคะ คุณท่านอาจจะดูดุไปบ้าง แต่ยังไงน้าจะช่วยพูดให้อีกแรง ”

“ กังวลนิดหน่อยครับ กลัวว่านำทัพ จะดื้อกับท่านจนคุยกันไม่จบ  ”

ยิ่งเห็นท่าทางที่แข็งกร้าวของทั้งพ่อทั้งลูกผมยิ่งอดห่วงไม่ได้  คนหนึ่งต่อต้านอีกคนยิ่งต่อต้านพาลจะเสียไปกันใหญ่

“ เชื่อน้าเถอะค่ะ ว่าคุณท่านใจดีกว่าที่เราคิดเอาไว้มาก  น้าเอาใจช่วยค่ะ ”

“ ขอบคุณมากครับ ”

“หนูนั่งรอตรงนี้นะคะ น้าให้คนจัดของว่างไว้แล้ว ต้องการอะไรเพิ่มเรียกเด็กได้เลย”

“ ขอบคุณครับ ”

“ ตามสบายนะคะ น้าขอตัวก่อน ”



คุณนายของบ้าน ส่งยิ้มให้ผม ก่อนที่เธอจะกลับไปเตรียมของว่างให้กับผู้เป็นสามี มองไปยังโต๊ะด้านหน้าชาและของว่างยามบ่ายถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว มีสาวใช้อยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่ผมนั่งเพื่อคอยดูแลเผื่อแขกมีสิ่งใดขาดเหลือ



เท่าที่จับความรู้สึกได้ .. ผมว่าภรรยาใหม่ของคุณท่าน ไม่ได้เป็นคนร้ายกาจเลยแม้แต่น้อย  ตรงกันข้ามเธอดูเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ กิริยามารยาทดูเรียบร้อย แต่แฝงไปด้วยความฉลาดในคำพูดและสีหน้าที่ฉายออกมาไม่แปลกเลยที่คนอย่างคุณท่านจะเลือกให้มาอยู่เคียงข้างในฐานะคู่ชีวิต



คนระดับคุณท่านคงพิจารณาดีแล้ว ถึงได้ตัดสินใจแบบนั้น



สายตาเหม่อมองดอกไม้ภายในสวน ทว่าภายในร้อนรน วุ่นวายจนแทบจะทนไม่ไหว เพราะกังวลนำทัพที่คุยกับคุณท่านตามลำพัง ใจหนึ่งก็เชื่อมั่นในตัวของเขา แต่ใจหนึ่งก็อดห่วงไม่ได้ด้วยไม่อาจรู้ได้ว่าสองคนที่แทบจะเหมือนกัน จะปล่อยพลังทำลายล้างกันได้มากเพียงไหน



“ พี่ขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ ”

เสียงขออนุญาตของผู้มาเยือนฉุดใจของผมให้ออกจากตะกอนความคิดและหมู่มวลดอกไม้ที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะพบว่าเจ้าของคำพูดขยับเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วนั่งลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ พี่ภู ”

คนยิ้มง่ายส่งรอยยิ้มนั้นมาให้ผม หากเป็นเมื่อก่อนผมคงมองว่ารอยยิ้มนั้นเป็นมิตร แต่ตอนนี้กลับคิดตรงกันข้ามเมื่อผ่านเรื่องวันนั้นมารอยยิ้มของพี่ภูไม่ได้สวยงามน่ามองชวนให้รู้สึกดีแบบเดิมอีกแล้ว



มันน่ากลัว ... เจ้าเล่ห์ และร้ายกาจที่สุด



“ พี่เองครับ คุณแม่บอกว่าน้องโซลมาด้วย นั่งอยู่คนเดียว พี่เลยอาสามานั่งเป็นเพื่อนระหว่างรอนำทัพ จะได้ไม่เหงาไงครับ ”

“ ไม่เป็นไรครับ ผมนั่งคนเดียวได้ อีกไม่นานนำทัพคงกลับมา ”

“ อิจฉานำทัพจัง ที่มีแฟนน่ารักแบบนี้ ทำไมพี่ไม่โชคดีแบบนั้นบ้าง  ”

ไม่เข้าใจว่าพี่ภูกำลังต้องการอะไร ในสิ่งที่พูดออกมา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ นำทัพเคยเล่าให้ฟังว่าพี่ภูเป็นคนที่ชอบเอาชนะและ เจ้าแผนการมาก

“ ผมขอตัวกลับไปหานำทัพดีกว่าครับ คงจะคุยกับคุณท่านเสร็จแล้ว ”

แม้การเดินหนีเจ้าของบ้าน ขณะที่ยังคงสนทนาแบบนี้จะเป็นการเสียมารยาทแต่คงดีกว่านั่งอยู่ตรงนี้ หากนำทัพมาเห็นเข้าคงได้โวยวายทะเลาะกันอีกรอบ ทั้งๆที่เรื่องราวกำลังจะไปได้ดี

“ ทำไมเดินหนีพี่แบบนั้นละครับ ไม่อยากฟังหน่อยหรอว่าพี่ทำอะไรแฟนของโซลไว้บ้าง ที่สำคัญพี่ช่วยเราสองคนได้นะลองนั่งลงฟังข้อเสนอพี่หน่อยดีกว่าไหมครับ ”

ผมหยุดฝีเท้าขณะก้าวออกจากตรงนั้นได้เพียงสองก้าว ในใจไต่ตรองอยู่นานว่าควรกลับไปหรือปล่อยให้พี่ภูพล่ามอยู่แบบนั้น

“ ก็ได้ครับ ถ้าพี่ภูจะเล่าให้ผมฟังอย่างละเอียด ... หากมีเหตุผลมากพอ ผมจะรีบข้อเสนอของพี่ ”

หันกลับมาในขณะที่ตัดสินใจได้ว่า การเดินออกไปอาจทำให้ผมเสียโอกาสที่จะรู้ความจริงบางประการที่สำคัญ และสิ่งนั้นน่าจะต่อยอดให้ผมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้



พี่ภูคงเข้าใจว่าผมเป็นเด็กที่อ่อนต่อโลก ...

แต่ขอโทษทีครับพี่ .... ผมไม่ได้เป็นแบบนั้น



“ พูดง่ายแบบนี้ คุยกันได้ยาวครับ ”

คนเจ้าแผนการยิ้มขึ้นอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าเหยื่อกำลังนั่งลงประจำเก้าอี้ตัวเดิม  พี่ภูยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายใจสายตาจดจ้องใบหน้าผมอยู่นาน สำรวจไปทั่วจนพอใจแล้ววางแก้วลง

“ เสียดายนะ ที่คนของพี่ทำงานพลาด ไม่อย่างนั้น โซลคงเป็นของพี่แล้ว ”

“  ทำงานพลาด หมายความว่ายังไงหรอครับ ”

“ อยากรู้ขึ้นมาทันทีเลยหรอ ”

“ ก็พี่ภูบอกจะเล่า แต่ถ้าไม่ ผมก็คงบังคับไม่ได้ ”

เหมือนจะพอใจกับท่าทีอยากรู้ของผม  พี่ภูยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแกล้งทำเหมือนลังเลว่าจะพูดในสิ่งที่กำลังคิดอยู่ดีหรือไม่ในขณะเดียวกันผมเองก็ทำบางสิ่งร่วมด้วยเช่นกัน



“ นำทัพคงเล่าให้โซลฟังบ้างแล้วว่าพี่กับมันไม่ค่อยจะถูกชะตากันเท่าไหร่ ตั้งแต่เด็กๆ มันก็เอาแต่บอกว่าพี่กับแม่มาแย่งความสุขของเขาไป ...แรกๆ พี่ก็ไม่ได้สนใจ แต่พอหนักเข้าพี่เองก็หมดความอดทน ต้องสั่งสอนให้มันรู้บ้างว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกเหมือนกัน ”

“ โดยการคิดจะแย่งทุกอย่างแบบนั้นหรอครับ ที่เรียกว่าการสั่งสอน ”

“ ฉลาดดีนะเรา ”

พี่ภูไม่ได้เล่าเรื่องในอดีตต่อ แต่กลายเป็นนั่งนิ่ง ปลายตามองผมอีกครั้ง มือยกชาขึ้นจิบหลายรอบท่ามกลางความเงียบ ผมรู้จักคนมาก็มาก แต่ยอมรับเลย ว่าพี่ภูคือมนุษย์ที่เดาใจได้ยากมากที่สุด

“ พี่ภูวันนี้ กับพี่ภูที่ช่วยผมคืนนั้น ทำไมต่างกันจังครับ ผมถามได้ไหม  ”

“ ก็คนเดียวกันนั่นแหละ .. แต่บางทีคนเราก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวตนให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราตั้งใจเอาไว้ ”

“ แล้วอะไรคือสิ่งที่พี่ต้องการหรอครับ ”

ขยับตัวจากพิงเก้าอี้ แล้วเคลื่อนเข้าไปอีกนิด  เพื่อให้คนพูดรู้ว่าผมกำลังสนใจในสิ่งที่เขาจะเล่า ภาวนาให้พี่ภูหลงกลแล้วเผลอหลุดสิ่งที่เก็บเอาไว้ออกมา



พี่ภูพูดถูก บางทีคนเราก็ต้องปรับตัวตน เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ... ให้ได้สิ่งที่ต้องการ



“ น้องโซลไง ”

“ ผมหรอครับ ”

“ ใช่ครับ ซึ่งมันก็ได้ผลนะ พี่ได้จังหวะแสดงความเป็นพระเอก เข้าไปช่วยโซล ได้รู้จัก ได้คุย และที่สำคัญพี่ได้ทำให้นำทัพ มันร้อนรนอยู่นิ่งแทบไม่ไหว ... ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะแหย่เล่น แต่ตอนนี้พี่ขอเปลี่ยนใจแล้วกัน ”

ผมว่าเรื่องมันไม่น่าจะมีแค่นี้ พี่ภูฉลาดกว่าที่จะพูดทุกอย่างออกมาจนหมดเปลือก มั่นใจว่ายังมีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่เอาไว้อีกมาก ...



ผมจะทำทุกอย่างให้ได้ความลับนั้นมา



“ คุณท่านกำลังจะส่งนำทัพไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ท่านโกรธมากที่รู้ว่ามันกับโซลคบกัน ท่านรับไม่ได้ และไม่มีวันยอมรับได้ที่ทายาทคนเดียวจะต้องมีแฟนเป็นผู้ชาย .. น้องโซลทนได้หรอครับ หากว่าต้องเลิกกัน ”

“ แต่ผมกับทัพรักกันนะครับ พวกเรามั่นใจว่าเขาจะทำให้คุณท่านเปลี่ยนใจได้ ”

“ ไม่มีทาง คุณท่านเป็นคนเด็ดขาด แต่พี่ช่วยเราได้นะ  พี่จะพูดกับคุณท่านให้ แต่เราต้องยอมมาเป็นคนของพี่ ”

รู้สึกโกรธจนแทบคุมตัวเองไว้ไม่ได้ พยายามกำมือที่จับโทรศัพท์เอาไว้แน่น เมื่อได้รับรู้ในสิ่งที่พี่ภูพยายามจะสื่อถึง ... โคตรทุเรศเลย คิดได้ยังไงกัน

มือของพี่ภู เอื้อมแตะหลังมือข้างหนึ่งของผมที่วางอยู่บนโต๊ะ ผมปล่อยให้พี่ภูเกาะกุมมันเอาไว้ แม้ภายในใจจะรังเกียจมากแค่ไหนก็ตาม  อยากรู้ว่าเขาจะร้ายกาจได้สุดที่ตรงไหน

“ ทำไมพี่ภูถึงคิดว่าจะพูดกับคุณท่านได้ครับ ในเมื่อขนาดนำทัพที่เป็นลูกแท้ๆ ท่านยังไม่รับฟังเลย”

“ พี่ช่วยงานคุณท่านหลายอย่าง ตามใจท่านทุกเรื่อง อยู่ใกล้ชิดท่านเสมอ  ท่านเชื่อทุกอย่างที่พี่พูด  ทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องส่วนตัว  ลองให้พี่ได้พูดกับท่าน ยังไงท่านก็ต้องเปลี่ยนใจ ยอมรับแน่นอน ขอเพียงแค่ ....”

แกล้งทำหน้าอ่อนต่อโลก แบบคนไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่ภูกำลังจะพูด ...

“ รับข้อเสนอของพี่ ”

ส่งยิ้มให้กับคนหน้าตาดีแต่ร้ายกาจตรงหน้า ก่อนจะดึงมือที่ถูกเกาะกุมกลับมาไว้บนตักของตัวเอง  บางทีคนเราก็ไม่สามารถตัดสินใครได้จากสิ่งสวยงามภายนอกที่มองเห็น  ต้องมองลึกเข้าไปในจิตใจ ต้องรู้จักกันให้มากขึ้น ถึงจะรู้จักตัวตนที่แท้จริง



และวันนี้พี่ภูได้สอนผมให้รู้สิ่งเหล่านั้นได้อย่างกระจ่างแจ้ง ...



“ ผมขอคิดดูก่อนนะครับ ”

“ ได้ครับ นี่เบอร์พี่ ตัดสินใจได้เมื่อไหร่ก็โทรมา แล้วพี่จะรอนะครับ  แต่อย่านานนะ เพราะพี่ไม่รับประกันว่านำทัพจะโดนอะไรบ้าง ”

“ ได้ครับ ผมจะรีบตัดสินใจนะครับ ขอบคุณพี่ภูมากครับ ”

นามบัตรถูกเลื่อนส่งมาให้ผมตรงหน้า  พี่ภูมองใบหน้าผมอยู่แบบนั้น ถ้ากลืนกินได้คงทำไปแล้ว หมดกันคนดีที่ผมแอบชื่นชมมาเสมอ ... เหลือแต่คนเจ้าแผนการคนนี้เท่านั้น



ผมส่งยิ้มให้พี่ภู แต่ไม่ใช่รอยยิ้มที่ถูกใจกับสิ่งที่เขาพูด

ตรงกันข้าม เพราะมันเป็นรอยยิ้มที่ผมส่งให้แบบผู้ชนะ



ในเมื่อมันมาถึงทางตันแล้ว ผมก็จะสู้หลังชนฝา

วัดกันสักตั้ง ว่าใครจะเหนือกว่าใคร



ซึ่งผมมั่นใจ ว่าตัวเองกำลังถือไพ่เหนือกว่าอย่างแน่นอน ....

“ โซล กลับบ้านกันได้แล้ว ”

เสียงของนำทัพเรียกผมมาจากด้านหลัง หันไปยิ้มให้กับคนที่ผมเป็นกังวลอยู่นานก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปหา นำทัพมองพี่ภูซึ่งยกยิ้มส่งให้อย่างคนเจ้าเล่ห์ ก่อนที่คนตัวสูงแฟนผมจะหันกลับมาหา

“ มันทำอะไรมึงบ้างไหม ”

“ เปล่าหรอก แค่มานั่งคุยด้วยเฉยๆ ไม่มีอะไร เรากลับกันเถอะ ”

“ ได้ครับ ”

เอื้อมไปจับมือนำทัพไว้แล้วพาเดินออกจากตรงนั้น โดยมีสายตาของพี่ภูมองตามหลังอย่างไม่หยุด ผมรู้ว่าพี่ภูกำลังปั่นหัวทั้งผมและนำทัพเพื่อให้เข้าไปอยู่ในแผนการแสนจะสกปรก  ทว่านำทัพวันนี้มีสติมากกว่าเดิมจึงไม่บ้าจี้ไปด้วย  เราพากันเดินมาจนถึงรถแล้วขึ้นไปปะจำที่ก่อนนำทัพจะขับออกไป



วันนี้รถไม่ติดแบบทุกวัน นำทัพพาผมมาทางที่ไม่ใช่ถนนซึ่งมุ่งหน้ากลับคอนโด ทว่าเป็นเส้นทางที่จะไปยังโรงเรียนเก่าสมัยมัธยมของเรา ก่อนจะขับเลยโรงเรียน แล้วจอดอยู่ตรงสวนสาธารณะใกล้ๆ สถานที่ที่เราชอบมานั่งกันตอนเย็นเพื่อซ้อมกีตาร์ หรือทำการบ้าน



วินาทีแรกที่เท้าเหยียบลงสู่พื้นหญ้าของสวนแห่งนี้ ความทรงจำในวันเด็กถูกเปิดภาพฉายย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง ด้วยที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนพิเศษ ระหว่างผมกับเจ้าของรอยยิ้มที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เมื่อหลายปีก่อนเรามาที่นี่ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง แต่ในวันนี้เรามาในฐานะแฟน



นำทัพพาผมเดินผ่านร้านขายลูกชิ้นเจ้าประจำ แวะซื้อและทักทายคุณป้าที่ยังจำพวกผมได้แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานแค่ไหนก็ตาม ถัดไปเป็นร้านช็อกโกแลตปั่นเจ้าประจำที่ผมชอบสั่งแล้วนำทัพชอบแกล้งตักวิปครีมของผมไปกินจนงอนอยู่หลายครั้ง  เมื่อได้ของกินในวัยเด็กตามแบบที่ชอบแล้ว จึงมุ่งหน้าไปสู่ม้านั่งริมน้ำตัวเดิม เดินผ่านคนที่มาออกกำลังกายในยามเย็น เด็กนักเรียนที่มานั่งจับกลุ่มกินขนม



เห็นภาพนั้นแล้วอดยิ้มออกไม่ได้ ...

ความทรงจำที่แสนดี มักจะมีค่าในความรู้สึกของคนจำเสมอ



เรามักจะมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้ระลึกถึงมันอีกครั้ง แม้จะผ่านเวลาล่วงเลยมานานแสนนาน

เหมือนผมกับเขา



“ จำมุมนี้ของเราได้ไหม ”

ทันทีที่นั่งลงตรงม้านั่งตัวเดิม คนข้างตัวก็ถามคำถามขึ้นมาทันที มุมนี้ที่หมายถึงคือมุมโปรดที่เรามาซ้อมกีตาร์ด้วยกัน  ม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ อยู่ริมสระน้ำขนาดใหญ่ สวยงามในยามพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ลมเย็นพัดพาความสดชื่นให้คลายจากความเหนื่อยล้าต่างๆ ที่สะสมไปจนสิ้น ให้ปลิวไปตามสายลม

“ จำได้สิ มึงเคยล่อลวงกูมาที่นี่ ”

“ สมยอมเองไม่ใช่หรือไง ”

“ เออ ”

นำทัพเอื้อมมือมาขยี้หัวผมเบา จนผมต้องส่งหน้ายู่ ๆ กลับไปให้ ไม่รู้สาเหตุใดถึงพาผมแวะมาสถานที่แห่งนี้

“ ทำไมถึงพามาที่นี่ละ ”

“ ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากมาระลึกความทรงจำนิดหน่อย มึงรู้ไหมตอนที่มึงทิ้งกูไปกูมาที่นี่ทุกวันเลยนะ หวังว่ามึงจะกลับมาสักวัน .. แต่วันนี้กูมีมึงเหมือนเดิมแล้ว ก็เลยอยากจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง ”

“ มึงไม่สบายใจเรื่องที่คุยกับคุณท่านใช่ไหม ถึงอยากมาที่นี่ ”

ผมรู้ว่านั่นไม่ใช่เหตุผลหลักของการพาผมมาที่นี่ แต่เพราะเขาไม่สบายใจมากต่างหากถึงต้องให้ความทรงจำที่ดีในตอนเด็กช่วยบรรเทาความอึดอัดในใจให้ลดลงไป

“ ก็นิดหน่อย กูทะเลาะกับคุณพ่อมา  เพราะกูไม่ยอมเลิกกับมึง ”

“ มึงไหวใช่ไหม ”

“ ไหวดิ .. แค่เห็นมึงยิ้มกูก็ไหวแล้ว ”

ผมดึงคนที่พยายามเข้มแข็งให้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอด นำทัพเกยคางไว้ตรงไหล่ของผม สองมือผมที่สอดวางอยู่ตรงแผ่นหลังกว้างทำหน้าที่ลูบปลอบประโลมให้คนที่เพิ่งเผชิญหน้ากับความบททดสอบที่ยากแสนเข็ญมาให้กลับมารู้สึกดีขึ้นอีกครั้ง

“ กูจะไม่ยอมให้เราต้องแยกจากกันอีกนะโซล  ขอแค่มึงเชื่อว่ากูทำได้  ”

“ กูเชื่อมั่นในตัวมึงมาก มึงเก่ง มึงทำได้อยู่แล้ว กูเป็นกำลังใจให้นะ ”

“ ขอบคุณนะมึง ”

“ มึงเห็นพระอาทิตย์นั่นไหม .. “

ผมคลายกอดคนที่หมดแรงแล้วดันตัวให้กลับไปนั่งปกติ ชี้นิ้วให้ดูพระอาทิตย์ตรงหน้าที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าหลังจากทำหน้าที่สิ้นสุดของวันนี้แล้ว อีกไม่นานพระจันทร์จะกลับขึ้นมาทำหน้าที่แทน

“ ปัญหาก็เหมือนพระอาทิตย์ มีขึ้นก็มีลง  มีปัญหาเดี๋ยวก็มีทางแก้ปัญหา  พระอาทิตย์ร้อนแรงจนเราแทบจะทนมองดูไม่ไหวก็เหมือนกับปัญหาที่มีแต่จะทำให้เราท้อแท้ แต่อย่าลืมว่าพระอาทิตย์ไม่ได้มีตลอดทั้งวัน ไม่นานพระจันทร์ที่เยือกเย็นจะเข้ามาแทนที่ ”

“ เข้าใจแล้ว ”

“ ดีมาก ”



เราสองคนนั่งจับมือมองพรระอาทิตย์ที่ลาลับขอบฟ้าของวันไป ... จวบจนกระทั่งพระจันทร์ขึ้นมาทำงานแทนที่

ความร้อนในความกลางวันคลายสิ้นแล้วเหลือแต่ความเย็นสบายเข้ามาแทนที่



เปรียบดั่งปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่มีสิ่งใดที่คงอยู่ถาวร มีเกิดได้ก็มีจบได้เช่นกัน

อยู่ที่เราจะเลือกเผชิญหน้าหรือหนีมันเพียงเท่านั้น



แต่สำหรับเราสองคน ตอนนี้แม้จะกำลังเผชิญกับความร้อนแรงของพระอาทิตย์

แต่เชื่อสิ ว่าอีกไม่นานพระจันทร์ของเราจะต้องส่องสว่างขึ้นมาแทนที่อย่างแน่นอน



แค่เรามีกันและกัน

และแค่เรา เคียงข้างกันไปแบบนี้ !!!


---------

Talk :: มาถึงตรงนี้เราอยากให้เห็นว่า ทุกความรักมักจะมีบททดสอบเข้ามาเสมอ ไม่มีรักใดที่ราบรื่นเสมอไป  เป็นกำลังใจให้ทั้งคู่ฝ่าฟันอุปสรรคกันด้วยนะครับ 

        :: ขอกำลังใจให้น้องโซลกับพี่นำทัพด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

 :katai4: :katai2-1: :hao5:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-1
36

เผชิญหน้ากับคุณท่าน


หลังจากลงไปส่งนำทัพที่ลานจอดรถแล้ว ผมก็กลับมานั่งประจำที่ ทำรายงานอยู่บนโซฟา พร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ สร้างบรรยากาศ  วันนี้ผมไม่มีเรียน ส่วนนำทัพมีเรียนเรียนเช้า และจะแวะกลับมากินข้าวเที่ยงกับผมก่อน   เพราะช่วงบ่ายมีนัดทำรายงานกับเพื่อต่อ คนตัวสูงตั้งท่าจะไม่ยอมไปทำรายงานในตอนบ่ายลูกเดียว บอกแค่ว่าอยากกลับมาหาผม



เรื่องอื่นผมตามใจได้ แต่เรื่องเรียนไม่ตามใจเด็ดขาด  ...



เมื่อเห็นว่า พยายามมากแค่ไหนผมก็ไม่มีทางยอม นำทัพจึงต้องจำใจไปทำรายงานกับกลุ่มเพื่อน ถึงอย่างนั้นก็ไม่หยุดที่จะโทรมาหาผม ตั้งแต่ขึ้นรถ ขับออกจากคอนโด กระทั่งถึงห้องเรียน



ตั้งแต่กลับมาจากบ้านคุณท่าน นำทัพพยายามปกปิดความกังวล ความเครียดที่มีอยู่ด้วยการพาผมไปเที่ยว กินข้าว ดูหนัง ใช้ชีวิตอยู่กับผมมากขึ้น จนแทบไม่ได้กลับคอนโดของตัวเอง  เรื่องที่นำทัพเจอมาคงยากที่จะทำใจยอมรับได้ ต่อให้แกร่งขนาดไหนก็ตาม มนุษย์เรา ย่อมมีจุดอ่อนแอด้วยกันทั้งสิ้น



พออยู่คนเดียวผมก็เริ่มคิดว่าจะทำยังไงต่อกับเรื่องวุ่นวาย แสนยากที่เกิดขึ้นนี้ดี ทุกอย่างเหมือนกำลังบีบรัดให้พวกเรา เดินไปอย่างหน้าต่อไม่ได้ ด้วยจุดหมายเป็นทางตัน ให้ก้าวเดินต่อไปไม่ได้ 



ก๊อก ก๊อก ก๊อก



ผมวางปากกาที่ถืออยู่ในมือ พร้อมความคิดสับสนลง ลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้าไปมองประตูโดยอัตโนมัติ เสียงเคาะประตูไม่ได้ดังขึ้นอีก แต่ผมคิดว่าคนเคาะน่าจะยังอยู่หน้าห้อง  หลังจากส่งดูแล้วก็พบว่าคนที่มาเคาะประตู แทนการกดกริ่ง เป็นการ์ดบ้านคุณท่าน คนที่คุยกับนำทัพวันนั้น จึงรีบเปิดประตูแล้วยิ้มทักทายให้ตามมารยาท

“ สวัสดีครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ ”

“ มีคนอยากคุณกับคุณครับ  ”

ชายชุดสูทสีดำพูดเพียงแค่นั้น ก่อนจะขยับตัวถอยออกไปก่อน .. และนั่นทำให้ผมได้เห็นคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง คนที่หน้าตาคล้ายนำทัพคนนั้น



“ สวัสดีครับคุณท่าน”

ผมรีบยกมือไหว้คนตรงหน้า ริมฝีปากเผยรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อยแก้ความเกร็งที่มีอยู่ในตัว ใครจะคิดว่าคุณท่านจะมายืนอยู่ตรงนี้ เวลานี้ ...ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ทันจะได้เตรียมตัวใดๆ



ถึงแม้จะเคยบอกไปก็ตามว่า .. ผมพร้อมจะคุยกับท่าน

คุณพ่อของนำทัพ เดินเข้าไปด้านในห้องโดยไม่พูดหรือตอบอะไรสักคำ เดินเข้ามาตามลำพัง โดยให้คนติดตามรออยู่ด้านนอก เดาได้ไม่ยากว่าคงอยากคุยกับผมเป็นการส่วนตัว จึงรีบปิดประตูแล้วไปยังส่วนของครัว รินน้ำดื่มใส่แก้ว แล้วยกไปที่โซฟา



ยังคงยืนยันคำเดิมว่า เหมือนนำทัพมาก แม้กระทั่งท่านั่ง ...



“ รู้ใช่ไหม ว่าฉันมาที่นี่จะมาพูดเรื่องอะไร ”

คุณท่านพูดด้วยหน้าตานิ่ง เรียบเฉยไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ อื่นนอกเหนือจากนั้น

“ ทราบครับ ”

“ รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วคบกันนานแค่ไหนแล้ว ”

“ เรารู้จักกันตอนมอต้นครับ หลังจากนั้นก็ต่างคนต่างหายไปจากกันและกัน กลับมาเจอกันอีกทีก็ตอนปีหนึ่งเพราะเรียนที่เดียวกัน  ส่วนเรืองคบกัน เพิ่งตกลงเป็นแฟนกันได้ไม่นานครับ”

“ เธอจะอยู่ได้ใช่ไหม ถ้านำทัพต้องไปจากที่นี่ ฉันหมายถึง ถ้าต้องแยกกัน เพราะฉันจะส่งมันไปเรียนต่อที่อเมริกา”



นั่งนิ่งกับคำถามที่ยิงกระหน่ำมาอย่างรวดเร็ว จนตั้งสติตอบแทบไม่ทัน โดยเฉพาะคำถามสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความเย็นชาของคุณท่าน  ด้วยสีหน้าคงเดิมไม่ได้แสดงออกว่ารู้สึกพอใจหรือไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย



ใบหน้า คำพูด ท่าที ดูซับซ้อนเกินนกว่าจะเดาความคิดได้ ...



แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ปัญหา ในเมื่อผมเองก็ไม่ใช่เด็กแบบที่ท่านคิดอยู่แล้ว

ความชัดเจนของผม เคยเอาชนะความซับซ้อนลูกชายของท่านได้แล้ว

คราวนี้ก็ต้องชนะผู้เป็นพ่อได้ด้วยเช่นกัน ...



“ วิธีที่ท่านพูด คงใช้ไม่ได้ผลกับผมหรอกครับ ”

ลอบเห็นว่าสายตาของคนอาวุโสกว่าเลิกคิ้วเหมือนจะถาม แต่ก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น

“ ตลอดเวลาสามปีที่ผมหายไปจากชีวิตของลูกชายท่าน ผมไม่เคยเปลี่ยนไปใจจากเขาได้เลย และถ้าครั้งนี้มันจะต้องเกิดขึ้นอีก ผมมั่นใจว่าผมมั่นคงของผม จะทำให้ผมฝ่าฟันอุปสรรคที่ท่านสร้างขึ้นมาได้ครับ ระยะทาง เวลา ไม่ใช่เรื่องยาก หากหัวใจของคนสองคน ยังเกาะกุมไว้ซึ่งกันและกัน ”

“ มั่นใจหรอ ว่าแค่ความรักเท่านั้นที่เพียงพอ .. สำหรับเธออาจจะใช่ แต่สำหรับลูกชายฉันมันไม่ใช่ ”

“  แล้วอะไรคือสิ่งที่ใช่หรอครับ ”

“  ความเหมาะสมไง ฉันมีลูกชายคนเดียว นำทัพคือทุกอย่างของตระกูล เขาต้องสานต่อธุรกิจที่ฉันก่อตั้งเอาไว้ และ ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่เหมาะสม ”

“ แล้วการที่นำทัพคบผู้ชาย เขาไม่สามารถทำในสิ่งที่คุณท่านอยากให้ทำได้หรอครับ ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีอุปสรรคใดที่จะทำให้เขา ทำในสิ่งที่คุณท่านเตรียมไว้ให้  ”

ผมแอบยิ้มเมื่อเห็นว่าใบหน้าที่เรียบเฉยนั้น เริ่มมีความไม่พอใจเกิดขึ้นเล็กน้อย คงพูดกระตุ้นจุดสำคัญถึงได้หลุดออกมาแบบนั้น ...



“ ในเมื่อพูดกันดีดีไม่ได้ ฉันก็จะลงมือขั้นเด็ดขาด .... ”

ผมนิ่งรอให้ฝั่งคุณท่าน เฉลยสิ่งที่เตรียมมาให้หมดก่อน

“ ฉันจะทำทุกอย่างให้เธอกับลูกชายฉันเลิกกัน ถ้าพูดกันด้วยเหตุผลไม่เข้าใจ อย่ามาว่าฉันใจดำที่หลังแล้วกัน”

“ คุณท่านรู้จักผมดีแค่ไหนครับ ”

ผมถือวิสาสะไม่ตอบคำถามนั้น แต่เปลี่ยนเป็นตั้งคำถามกลับไปแทน ใบหน้าของคุณท่านฉายแววไม่พอใจชัดเจนมากยิ่งขึ้น ยิ่งโกรธก็ยิ่งเหมือนลูกชาย ความซับซ้อนที่มียังไงก็ต้องพ่ายให้กับความชัดเจนอยู่ดี

“ ก็พอรู้มา ว่าเธอเป็นคนตั้งใจเรียน เก่ง พ่อแม่เสียแล้ว ต้องดูแลตัวเอง ”

“ แล้วนอกเหนือจากนั้นละครับ ท่านทราบอะไรอีกหรือเปล่าครับ ..”

ผมสบสายตาคุณท่านซึ่งกำลังทำหน้าแปลกใจ กับการกระทำและท่าทีที่เปลี่ยนไปของผม

“ ทำไมฉันต้องรู้ ”

“ คุณท่านยังไม่รู้จักผมเลย ว่าผมเป็นคนแบบไหน นิสัยใจคอยังไง คุณท่านยังไม่สามารถตัดสินผมได้ครับ ... มนุษย์เราไม่ควรมองที่เปลือกนอก โดยปราศจากการสัมผัสถึงสิ่งที่อยู่ภายใน เพียงแค่ท่านให้โอกาสผม ท่านจะทราบว่าเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า รักและปรารถนาดีกับลูกชายของท่านมากแค่ไหน ”

“ ///// ”

“ ผมเคยมีครอบครัว ทราบดีว่าคนที่เป็นพ่อ เป็นแม่ ต้องการให้ลูกพบเจอแต่สิ่งที่ดี แต่สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกของตนเองมีความสุข  คุณท่านเป็นคนที่น่านับถือ และ หวงแหนลูกชายกว่าสิ่งอื่นใด ผมมั่นใจว่าหากท่านจะต้องเลือกสิ่งใดให้กับลูกชายของท่าน .... สิ่งนั้นต้องทำให้เขามีความสุข เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่อยู่กับเขาไปตลอดชั่วทั้งชีวิต ”

“ เธอกล้ากว่าที่ฉันคิดไว้มากนะ ”

คุณท่านพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ราบเรียบ แต่ผมกลับรู้สึกดีใจ .. ที่อย่างน้อยเหมือนกับท่านกำลังให้โอกาสผมได้พูดในสิ่งที่คิด อย่างตั้งใจฟัง



ทั้งพ่อ ทั้งลูก ... ต้องเจรจาทุกอย่างด้วยเหตุผลสินะ



“ และก่อนที่ท่านจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ผมมีบางสิ่งที่อยากให้ท่านทราบ เพื่อประกอบการตัดสินใจอีกครั้งครับ”

ผมหยิบโทรศัพท์ที่วางอยยู่บนโต๊ะ ปลดล็อคแล้วหาบางอย่างที่เก็บไว้ภายใน ส่งให้คุณท่าน ใบหน้าที่เคยเรียบร้อย เปลี่ยนเป็นแดงจัด สายตากร้าวชัดด้วยความโกรธที่พุ่งขึ้นสูง

“ นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผมจะแสดงให้ท่านเห็นว่าผมเป็นคนยังไง รักลูกชายของท่านมากแค่ไหน ”

คุณท่านวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะ พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้เบาลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลานี้ ... หันมามองผมด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม

“ ผมจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองจนจบ ... แล้วหลังจากนั้นหากคุณท่านยังคงตัดสินใจแบบเดิมผมก็คงต้องยอมรับมัน”

สิ่งผมพูดตรงข้ามกับความคาดหวังของผม ด้วยเพราะประเมินคนที่อยู่ตรงหน้ากับท่าทีที่อ่อนลงมาแล้วหลังจากเจรจากันมาได้สักพัก ผมมั่นใจว่าหากผมทำเรื่องนี้สำเร็จ



ความรู้สึกของคุณท่านที่มีต่อผมจะเปลี่ยนไป ....



“ นี่เบอร์ของฉัน .. มีอะไรให้ช่วยก็บอก แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันยอมรับเธอนะ .. ก็แค่ให้เบอร์เท่านั้น”

ผมยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม  เผลอส่งยิ้มแบบที่เคยมีให้พ่อของตัวเองออกไป รู้สึกขอบคุณจากใจจริงที่ท่านมอบโอกาสนี้ให้กับคนอย่างผมเพื่อพิสูจน์ตัวเอง  และถึงแม้ท่านจะปากแข็งแต่ผมก็พอทราบ ว่าถึงอย่างไรหากเรื่องนี้มันลุกลามบานปลาย ท่านจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในทันที

“ ผมไม่รู้ว่าเรื่องระหว่างคุณท่านกับนำทัพ มีปัญหาอะไรกัน แต่นำทัพรักท่านมากนะครับ ถึงแม้จะดื้อกับท่านไปบ้างก็ตาม ถ้ามีอะไรที่ผมพอช่วยได้ตามกำลัง ผมยินดีนะครับ ”

แม้เขาไม่เคยพูดถึงคุณท่านให้ผมฟังเลย แต่นำทัพไม่เคยพุดถึงคนเป็นพ่อในแง่ร้าย เพียงแค่คงยังมีบางสิ่งที่ฝังใจจึงทำให้เขาไม่สนิทใจเหมือนเดิม ที่จะกลับไปเป็นอย่างเก่า .. แต่ถึงอย่างไรสายเลือดย่อมตัดกันไม่ขาด

“ถึงเขาจะโกรธฉันก็เข้าใจ .. ฉันเป็นพ่อที่ไม่ดีเอง แต่ยังไงก็ขอบใจเธอมากที่คิดจะช่วย ”

น้ำเสียงของคุณท่านต่างจากครั้งแรกที่เจอกันมาก ความอบอุ่นนุ่มนวลที่ซ่อนมากับเสียงที่ดุดันนั้น ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะต่อสู้ได้อีกมาก



จ๊อกกกกกก   เสียงท้องผมร้องดังขึ้น ขัดจังหวะสนทนาอย่างเสียมารยาท



“ หิวหรอ ”

“นิดนึงครับ ตั้งแต่เช้ากินแค่นมกับขนมปัง”

คุณท่าน ส่งยิ้มแล้วส่ายหัวเล็กน้อย พลางมองนาฬิกาที่อยู่ในมือ  นั่งทำท่าคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ จะเที่ยงแล้ว ก็คงหิวสินะ ฉันจะอยู่กินข้าวเที่ยงเป็นเพื่อนด้วยก็ได้ ”

“ แต่ผมทำกับข้าวไม่เป็นนะครับ ”

“ แต่ฉันทำเป็น ... อยากกินอะไรละ”

“ จะดีหรอครับคุณท่าน ... เอาเป็นไข่เจียวกุ้งก็ได้ครับ นำทัพชอบทำให้ผมทาน ”

ประโยคที่เอ่ยออกมา ช่างย้อนแย้งกันเหลือเกิน ตอนแรกก็อยากปฏิเสธ แต่ความหิวมันครอบงำ ประกอบกับอยากรู้ว่าคุณท่านจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกลับมา



สิ่งที่ได้คือท่านลุกขึ้นจากโซฟา แล้วตรงไปที่ครัว....



“ หุงข้าวเป็นมั้ยเรา”

“ พอทำได้ครับ นำทัพเคยสอน ”

คุณท่านพยักหน้าเป็นอันรับทราบ ผมจึงเดินไปหุงข้าว ส่วนคนอาวุโสกว่าก็ลงมือทำไข่เจียวกุ้งในด้วยท่าทีที่คล่องแคล่ว ไม่น่าเชื่อว่านักธุรกิจพันล้านจะมาทำข้าวไข่เจียวให้ผมกิน เป็นบุญปากบุญท้องผมจริงๆ  ไม่นานนักข้าวที่หุงก็สุก พร้อมกับไข่เจียวสีเหลืองหอมชวนให้รับประทาน คุณท่านตักข้าวแล้ววางไข่เจียวลงไป



หน้าตาเหมือนกับที่นำทัพทำให้ผมทานเลย ...



“ นั่งมองอะไร ทำไมไม่กิน ไหนบอกว่าหิว ”

“ ผมมองว่าทำไม หน้าตามันเหมือนกับที่นำทัพทำให้ผมทานเลยครับ”

“ ก็ฉันเป็นคนสอนให้มันทำเอง จะไม่เหมือนได้ยังไง ”

ที่แท้คนสอนทำอาหาร ไม่ใช่คุณแม่ แต่เป็นคุณพ่อแบบนั้นสินะ แสดงว่าเมื่อก่อน นำทัพต้องสนิทกับคุณท่านมาก ถึงขนาดมีเวลาสอนทำอาหารแบบนี้ อย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากที่พ่อกับลูกจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ..

“ อร่อยมากเลยครับท่าน”

“ อร่อยก็กินเยอะๆ ”

“ ขอบคุณครับ ”





เคร๊กกกกกกกก ....





เสียงเปิดประตูดังขึ้น พร้อมกับเจ้าของห้องในท่าทีดูรีบเกินปกติ โยนกระเป๋าลงพื้นแล้วพาตัวเองเข้ามายังโต๊ะอาหารที่ผมกับคุณท่านนั่งอยู่  นำทัพมองหน้าผู้เป็นพ่ออย่างไม่พอใจ สลับกับหน้าผมอยู่นาน

“ พ่อมาที่นี่ทำไม จะมาหาเรื่องกันหรอ ”

“ ฉันมาคุยธุระ ไม่ได้มาหาเรื่อง ”

“ พ่อกลับไปเลย ”

นำทัพทำตัวไม่น่ารักกับคุณท่านเลย จนผมต้องตีไปที่เอวของคนตัวสูงซึ่งยืนอยู่ให้หยุดการกระทำนั้นลง ส่วนผู้เป็นพ่อได้แต่ยิ้มบาง กับภาพที่เห็นตรงหน้า โดยไม่ได้ถือสาอะไร

“ มึงเงียบเลย คุณท่านมาคุยธุระ ไม่ได้มีอะไรอย่าเสียมารยาท กับพ่อตัวเอง ”

“ ไม่เชื่อ คุณพ่อจะมาขู่โซล จะมาแยกโซลให้ไปจากผมใช่ไหมครับ ผมไม่ยอม ยังไงก็ไม่ยอม ..”

โวยวายดังลั่นทั่วห้องเหมือนเด็กที่กลับมาจากโรงเรียนแล้วพบว่าขนมในตู้หายไปแบบนั้น

 “ ผมยังยืนยันคำเดิมว่าไม่ยอม ถ้าพ่อยังไม่เลิกวุ่นวายกับผม ผมจะพาโซลหนีไปที่อื่น พ่อจะไม่ได้เห็นหน้าผมอีกตลอดชีวิต”

เห็นท่าไม่ดีผมจึงลุกขึ้น ลากแขนนำทัพให้ออกมาจากห้องรับแขก สู่บริเวณระเบียง จะได้สงบจิต สงบใจลงก่อน

นำทัพตั้งท่าจะเดินกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง



ทว่าถูกผมดึงหูเอาไว้ได้ทัน....



“ โอ๊ยยยย กูเจ็บ ”

“ เงียบ .. แล้วฟังอย่างเดียว อย่าโวยวายไม่อย่างนั้นคืนนี้กูจะกลับไปนอนคอนโด ”

วิธีนี้ได้ผลชะงัก คนที่กำลังจะตั้งท่าโวยวาย หยุดในทันทีที่จะเตรียมอ้าปาก นำทัพกลับไปสงบนิ่งยืนกุมมือของผมเอาไว้  เหนื่อยโคตรกว่าจะปราบความป่วนได้ในแต่ละครั้ง

“ คุณท่านมาคุยแบบสันติวิธี เราคุยกันด้วยเหตุผล คุยกันแบบผู้ใหญ่ ”

“ จริงหรอ ”

“ มึงเหมือนคุณท่านมาก .. คุณท่านก็เหมือนมึงมาก  น่าจะพอเดาใจฝั่งตรงข้ามออกนะ ”

นำทัพเบาลงมาก เหมือนจะคิดได้ว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง คุณท่านไม่ได้ตั้งใจจะขู่ผม แต่คงต้องการวัดใจก็เท่านั้น คนระดับท่านไม่มีทางที่จะทำร้ายลูกชายคนเดียวของตนเองเป็นแน่ มองแค่สายตาเวลาพูดถึงนำทัพก็พอจะรู้ ว่ารักมากแค่ไหน 

“ มึงควรมีสติ คุยกับพ่อให้เพราะหน่อย มึงโชคดีมากนะที่ยังมีพ่อ มึงดูกูสิ ไม่มีใครเลย  ”

“ มีกูไง ”

บางทีก็อยากตีปากคนชอบนอกเรื่อง นอกประเด็น .. มันใช่เวลาจะมาหวานไหมละ

“ กูไม่รู้หรอกนะ ว่าระหว่างมึงกับพ่อ มีปัญหาอะไรกัน แต่มึงช่วยเปิดใจหน่อยได้ไหม อะไรที่เป็นเหตุให้ต้องบาดหมางใจกัน ก็แก้ที่ตรงนั้นสิ ชีวิตคนเราไม่ได้ยาวเป็นพันปีนะ เราต้องทำมันให้มีความสุข”

“ /// ”

“มึงลองเปิดใจนะ อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยให้ผ่านไป เราคงกลับไปแก้ไขมันไม่ได้แล้ว เพราะมันเป็นปัญหาของผู้ใหญ่ แต่มึงต้องมองให้ลึกลงไป ว่ามันเป็นยังไง อย่าใช้แต่อารมณ์กับความโกรธจนลืมมองหาเหตุผล ... เหตุผลที่มนุษย์ทุกคนย่อมมีด้วยกันทั้งนั้น”

หากเขาลองเปิดใจอีกสักหน่อย โดยปราศจากความอคติ นำทัพจะเจอว่าแท้จริงแล้ว พ่อแม่ของเขาไม่ได้เลิกรากันด้วยปัญหาอื่นเลย นอกจาก ...พวกท่านไม่สามารถประคับประคองชีวิตคู่ได้แล้ว แต่นั่นไม่ได้แปลว่า ความเป็นพ่อ เป็นแม่จะสิ้นสุดลงตามสถานะ หรือ เอกสารใบหย่า



หากเขาตั้งใจค้นหาความจริง นำทัพจะพบว่า

ความรักของพ่อ และ แม่ ยังอยู่เสมอ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย



“ กูจะพยายาม ”

“มึงมองเข้าไปในห้องสิ เห็นอะไรไหม ”



นำทัพ มองเข้าไปในห้อง ที่คุณท่านนั่งอยู่ พร้อมข้าวไข่เจียวสามจาน

ของคุณท่าน ... ของผม

และของนำทัพ



“ คุณท่านทำไว้รอมึง เพราะกูบอกว่ามึงจะกลับมากินข้าวเที่ยง  คนที่มึงกำลังโกรธเค้ารักมึงมากนะ ”

เมื่อเห็นว่าเขาสงบลงมากหลังจากเห็นภาพที่อยู่ในห้อง สายตาของนำทัพบ่งบอกถึงความคิดถึงอย่างเต็มหัวใจ ผมจึงพานำทัพ กลับมายังโต๊ะกินข้าว จัดแจงให้คนตัวสูงนั่งข้างผู้เป็นพ่อ โดยมีผมนั่งข้างๆ คอยประกบ เผื่อแผลงฤทธิ์ จะได้บิดหูโชว์คุณท่าน



นำทัพมองข้าวไข่เจียวในจานอยู่นาน สลับกับมองหน้าผม จับมือของคนนั่งข้างที่อยู่ใต้โต๊ะให้ทำตามความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่มีสิ่งใดปิดกั้น

“ ขอบคุณนะครับพ่อ ”

คุณท่านทำท่าราวกับตกใจในสิ่งที่ลูกชายพูดออกมา แล้วแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างเอ็นดูแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนส่งให้นำทัพ ความรู้สึกของคนเป็นพ่อที่ไม่ได้ดูแลลูกมานานคงเกาะกุมหัวใจของคุณท่านตลอดหลายปี

“ กินเยอะๆ นะลูก ”

“ ครับพ่อ ”



คุณท่านเหลือบสายตามามองที่ผม  ส่งยิ้มมาให้เป็นเชิงของบคุณกับสิ่งที่ผมได้ทำให้ แต่เปล่าเลย ผมไม่ได้ลงมือทำอะไรแม้แต่น้อย เพราะนั้นเป็นความรู้สึกในส่วนลึกของพ่อกับลูกที่ยังคงคำนึงหากันและกันเสมอมา



แต่นั่นก็ทำให้ผมดีใจ ที่ได้เห็นนำทัพของผมมีความสุขที่ได้อยู่กับคนที่เขารักมากที่สุดในชีวิต

การเริ่มต้นแก้ปมในใจของเขา เพื่อให้กลับมาดีในเร็ววัน คงเริ่มจากตรงนี้



อีกไม่นานทุกอย่างต้องกลับมาดีดังเดิม ...



นำทัพตักข้าวไข่เจียวเข้าปาก พร้อมกับรอยยิ้มที่ส่งไปให้ผู้เป็นบิดา ใช่ว่าความรู้สึกผิดจะอยู่กับคุณท่านเพียงฝ่ายเดียวเสียที่ไหน



นำทัพเองก็คงไม่ต่างกัน ....



---------

Talk :: อยากกินไข่นำทัพ .. เอ๊ย ไม่ใช่ไข่เจียวของนำทัพ !!
 :katai2-1: :katai4: :katai5:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
 :pig4:
 :3123:
ถ้าได้กิน อย่าลืมถ่ายรูปโพสอวดก่อนกินด้วยนะ ไข่นำทัพ เอ๊ยไข่เจียวนำทัพ อิอิ
 :hao6:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด