อาทิตย์ชิงเดือน l ตอนที่ 36 (เผชิญหน้ากับคุณท่าน) l อัพ 27-10-2020
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: อาทิตย์ชิงเดือน l ตอนที่ 36 (เผชิญหน้ากับคุณท่าน) l อัพ 27-10-2020  (อ่าน 12014 ครั้ง)

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-1
27

พระจันทร์ ดวงดาว คำสัญญา



“ ถึงกรุงเทพแล้วไลน์บอกกูด้วยนะ”

“ ได้เลยดูแลตัวเองนะมึงอย่าปล่อยตัวปล่อยใจ”

“ สัสเอ๊ย ไปเลย เดี๋ยวตกเครื่อง”

ผมโบกหัวไอ้แม็กซ์หนึ่งทีให้สาสมกับความกวนตีนยามเช้าแบบนี้ ผมนั่งรถมากับคณะที่สนามบิน ต้องขอแยกตัวจากคณะที่นี่ เพราะผมจะอยู่ต่อนำทัพจองรถเช่าขับเองเอาไว้ตอนแรกจะให้ลุงแช่มขับรถพาเที่ยวแต่เขาก็ไม่ยอม อยากมีอิสระในการเดินทางจึงต้องปล่อยให้เขาจัดการไป ส่วนผมเดินมาส่งแก๊งห่ามที่หน้าทางเข้าจุดเอ็กซ์เรย์ ก่อนจะไปยังจุดนั่งรอหน้าประตูขึ้นเครื่องโบกมือลาคนอื่นในคณะจนเข้าไปข้างในกันหมดแล้ว



ผ่านไปอย่างรวดเร็วกับค่ายอาสาครั้งแรกในชีวิตนักศึกษา..



“ น่ารักเนาะเสื้อคู่ พ่อหมี แม่หมี ”

“ ฟวย ”

ยังไม่วายที่จะหันมาพูดก่อนจะเดินเข้าประตูเป็นคนสุดท้ายแซวตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หยุดแซวอยากจะทุบตัวต้นเรื่องที่บังคับให้ผมใส่เสื้อคู่ในวันสุดท้ายของค่ายแบบนี้ ตอนแรกตกลงกันไว้ว่าจะใส่วันอื่นเอาไปเอามาไหงกลายเป็นวันนี้ได้  และไม่ใช่แค่ไอ้แม็กซ์ที่แซวทั้งแกงค์ห่ามและคนในคณะที่แซวแรงจนผมไปต่อไม่ถูกตั้งแต่ร้องเพลงเมื่อคืนก็หนักแล้วยังจะมาเรื่องเสื้อคู่นี่อีก

“ เรียบร้อยแล้วครับ แม่หมี ”

ยิ้มหน้าระรื่นตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ยังไม่หยุดเก็บอาการบ้างก็ได้มั้งไม่ต้องแสดงออกขนาดนี้ก็ได้  ด้วยความหมั่นไส้จึงตีแขนนำทัพไปหนึ่งทีก่อนจะพากันเดินออกจากสนามบินเพื่อไปยังรถที่เขาจัดการติดต่อไว้เรียบร้อยแล้ว

ช่วงบ่ายของที่เชียงรายรถไม่ติดแบบในเมืองหลวง การจราจรที่นี่เบาบางขับสบายตลอดสองข้างทางมีสถานที่ให้แวะเที่ยวตามจุดไฮไลท์ ด้วยความที่เป็นเจ้าถิ่นจึงไม่ต้องพึ่งแผนที่หรือหนังสือเดินทางใดๆ แค่บอกมาว่าอยากจะไปเที่ยวแนวไหนผมก็พร้อมที่จะแนะนำให้ได้ในทันที

ถึงแม้จะใช้ชีวิตมอปลายที่นี่เพียงสามปี  แต่ความรู้สึกผูกพันกับสถานที่ต่างๆ นั้นมีมากเกินกว่าระยะเวลาจะมากำหนดได้ ทุกอย่างที่ผมเคยนั่งรถผ่าน สถานที่ที่ผมเคยมา มันยังคงเดิม มีบางจุดเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลาแต่ก็ไม่มาก เชียงรายเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยว มีหลายสถานที่อันซีนที่คนชอบมา ด้วยผู้คนที่เป็นมิตรธรรมชาติงดงามความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย  บ้านเมืองไม่วุ่นวายและพื้นที่ติดฝั่งเพื่อนบ้านจึงไม่แปลกที่เมืองแห่งนี้จะกลายเป็นเมืองในฝันอันดับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติต่างพากันปักหมุดมาเยี่ยมเยือน



“ เราจะไปที่ไหนต่อดี ”

นำทัพถามผมหลังจากที่พาเขาแวะทานข้าวเที่ยงและไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเรียบร้อยแล้วเพื่อความเป็นสิริมงคล บ่ายนี้เรายังไม่ได้วางโปรแกรมเที่ยวไม่อยากกำหนดสถานที่ตั้งใจว่าเขาอยากไปไหนผมก็จะพาไปได้หมด แล้วช่วงเย็นค่อยกลับเข้าบ้านทีเดียวโทรบอกลุงแช่มกับป้าน้อยให้เตรียมบ้านไว้เรียบร้อยแล้ว

“ มึงอยากไปไหน ”

“ อยากไปหาแม่มึง แม่มึงอยู่ที่บ้านปะ กูซื้อของมาฝากแม่มึงด้วย  ”

ผมชะงักไปในทันทีที่นำทัพเอ่ยถึงสถานที่ที่อยากไป ความสดชื่นที่มีแปรเปลี่ยนเป็นเงียบเมื่อได้รู้ว่าเขาเตรียมตัวมาหาแม่ผมดีแค่ไหนก่อนจะปรับสายตาที่เศร้าชั่วครู่ ให้กลับมาสดใสใหม่อีกครั้ง

“ ไม่อยากไปเที่ยวที่อื่นก่อนหรอ  ”

“ ค่อยมาก็ได้ ยังมีเวลาอีกตั้งหลายวัน ไปหาแม่มึงก่อน ”

“ ตามใจ ไปก็ไป ”

ผมพยักหน้าแล้วเริ่มบอกทางให้กับคนขับพร้อมหัวใจที่กำลังหม่นหมอง แต่ต้องฝืนยิ้มเอาไว้  รถเคลื่อนตัวไปบนถนนเส้นทางที่จะพานำทัพไปเจอกับแม่แต่นั่นไม่ใช่ทางกลับไปบ้านของผม



ระหว่างทางผมให้นำทัพจอดแวะซื้อดอกมะลิ  ...



“ แม่มึงชอบดอกมะลิหรอ ”

“ ใช่ แม่กูชอบดอกมะลิ”

นำทัพหยิบดอกมะลิสองพวงสำหรับเราสองคน ก่อนจะจ่ายเงินแล้วเดินกลับไปขึ้นรถที่จอดรอไว้  นำทัพดูตื่นเต้นที่จะได้เจอแม่ของผมตั้งแต่รู้จักกับผม เขายังไม่ได้เจอแม่เลยสักครั้ง เพราะนำทัพไม่กล้าเข้าบ้านกลัวแม่ผมดุที่เป็นต้นเหตุให้ผมโดนต่อยอยู่บ่อยครั้ง  ตอนนั้นเขายังเด็กมากเวลามาส่งหน้าบ้านเขาก็จะยืนรอจนผมเดินเข้าประตูรั้วแล้วก็ขึ้นรถกลับไป



แต่วันนี้เขาคงพร้อมแล้วที่จะได้เจอแม่ของผม....



ผมเดินลงมาจากรถที่จอดบริเวณวัด นำทัพทำหน้าสงสัยอยู่ชั่วครู่แต่ก็ยังไม่ได้ตั้งคำถามอะไร เจ้าตัวเดินลงจากรถไปหยิบถุงกระดาษจากห้างมาไว้ในมือนั่นคงเป็นเป็นของที่เขาบอกว่าเตรียมเอามาให้แม่ของผม

“ แม่มึงมาทำบุญที่วัดหรอ”

“ /// ”

ผมไม่ได้ตอบอะไรไปนอกจากมองไปยังประตูวัดที่อยู่ใกล้ ไม่ได้มาที่นี่นานมากแล้ว

นับตั้งแต่วันนั้น ...

“ ก็ดี เราจะได้รับคุณแม่กลับบ้านด้วยกัน แล้วนี่แม่มึงมากับใคร”

“แม่อยู่คนเดียว ... ที่นี่ ”

ก้าวออกเดินพร้อมกับคนที่ดูจะไม่เข้าใจ แต่ก็ยังเดินตามมานำทัพดูตื่นเต้นมากที่จะได้มาเจอแม่ของผม สังเกตได้ถึงความประหม่าที่อยู่ในแววตาของคนที่ไม่เคยกลัวอะไรแบบเขา นำทัพตีมือตัวเองเบาๆ ตลอดทางเพื่อสร้างความผ่อนคลาย



ยิ่งก้าวเดินก็ยิ่งใกล้ความจริง ผมไม่ได้เดินไปที่โบสถ์หรือวิหารที่มีคนมาทำบุญอยู่ ทว่าเดินเลี่ยงอ้อมมาไกลจนถึงหลังวัดที่ที่มีแต่ความสงบต้นไม้ใหญ่ปกคลุมทั่วพื้นที่รอบตัวมีแต่ความเงียบ จนได้ยินเสียงของการมาเยี่ยมเยือนของเด็กผู้ชายสองคน



ที่ที่คนจากไปอย่างไม่มีวันกลับ  มาอาศัยอยู่เพียงลำพัง

ผมพานำทัพมาหยุดอยู่ตรงหน้าโกศสีขาว

ของแม่ .....




นำทัพยืนนิ่งอยู่นานเหมือนจะทำอะไรไม่ถูก ผมก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเช่นกันได้แต่ยืนนิ่งที่หน้ารูปของแม่ ผู้หญิงคนที่ผมยกให้ว่า ‘ยิ้มสวยที่สุดในโลก’



นานแค่ไหนแล้ว ที่เราไม่ได้เจอกัน ในโลกแห่งความจริง...

นานแค่ไหนแล้วที่เราเจอกันเพียงแค่ในฝันที่ผมไม่อยากตื่น

นานแค่ไหนแล้ว ที่แม่เหลืออยู่แค่ในความทรงจำที่เงียบเหงาของผม



คงนานนับตั้งแต่วันที่แม่จากผมไปนั่นแหละ ....



“ มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่หรอ ”

เตรียมใจมาแล้วว่าจะต้องพูดเรื่องนี้ให้นำทัพฟัง มันเป็นความตั้งใจของผมเอง ที่อยากจะให้นำทัพมาหาแม่ ..

อยากให้คนที่ผมรักมากที่สุดทั้งสองคนได้เจอกัน แม่ว่าในตอนนี้

แม่จะไม่อยู่แล้วก็ตาม

“เรื่องมันเกิดตอนปิดเทอม จะขึ้นมอสี่ หลังจากวันที่มึงขอกูเป็นแฟน สามวัน...”

หากจะเริ่มเล่า ก็คงต้องเริ่มจากตรงนี้ ปล่อยให้ความทรงจำที่ผมเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจได้ฉายวนใหม่อีกครั้ง

แม้จะเตรียมใจมาแล้ว แต่พอเอ่ยประโยคแรก ขอบตามันก็เริ่มร้อนผ่าว

ด้วยคิดถึงคนที่ส่งยิ้มให้ผมได้แค่เพียงในรูปสุดหัวใจ...

“ แม่กูเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หมอบอกว่าแม่จะอยู่ได้อีกแค่ปีเดียว แม่จึงอยากกลับมาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ และ อยากฝากร่างไว้ที่บ้านเกิดของตัวเอง  ”

แม่เคยเล่าให้ฟังว่า  แม่เกิดและโตที่นี่ ก่อนจะแต่งงานย้ายไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพ ใช้ชีวิตหลังแต่งงานอยู่ด้วยกันหลายปี  จนกระทั่งความรักของทั้งสองถึงทางตัน แม่ก็ยังไม่ย้ายกลับมา ยังคงเลี้ยงดูผมอยู่ที่เมืองหลวง เพราะผมยังเรียนที่นั่น ถึงแม้หัวใจของแม่จะอยากกลับมามากเพียงใด แต่คงคิดว่าอนาคตของผมสำคัญกว่า

“ โซล ”

“ กูเลย ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนที่กรุงเทพ แล้วย้ายมาเรียนที่นี่ ตอนแรกแม่ก็ห้าม อยากให้กูเรียนต่อที่นั่น แต่กูจะอยู่ยังไง ในเมื่อแม่กูป่วยขนาดนี้  กูอยากอยู่กับแม่ ดูแลแม่ กอดแม่ และ บอกรักแม่ จนวินาทีสุดท้ายที่กูมีโอกาส แม่ทำเพื่อกูมามากแล้ว กูอยากทำเพื่อท่านบ้าง”

“ //// ”

“หลังจากนั้นอีกปีนึง แม่กูก็เสีย กูทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากร้องไห้ แล้วกอดแม่เอาไว้อยู่แบบนั้น”

 วันนั้นผมเพิ่งกลับจากโรงเรียน ลุงแช่มบอกว่าแม่อาการหนัก ผมรีบไปหาแม่ที่นอนอยู่บนเตียง แม่ทรมานจนจะทนไม่ไหว แต่ก็ยังรอที่จะเจอผม ผมจำได้ดี ว่าคำพูดสุดท้ายของแม่แทบจะไม่มีเสียง ทุกคำเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก



‘ ต้องอยู่คนเดียวแล้ว  .. ดูแลตัวเองนะลูก ’



นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่แม่บอกเอาไว้

“ แล้วหลังจากวันนั้น จนถึงวันนี้กูก็อยู่คนเดียวมาโดยตลอด”

วินาทีแรกที่แม่จากไป โลกทั้งใบมันเหมือนถล่มลงในพริบตา เป็นความอ้างว้างที่โหดร้ายที่สุด สองขาผมแทบจะยืนอยู่ไม่ไหว  มันไร้เรี่ยวแรงไปหมด ทุกอย่างรอบตัวมันเงียบลงมาก เมื่อสิ่งสุดท้ายที่ให้หัวใจของผมได้เกาะกุม มาจากไปอย่างกะทันหัน



แม้จะมีเวลาทำใจ แต่ขึ้นชื่อว่าความสูญเสีย มันไม่เคยปราณีต่อหัวใจเลย แม้แต่น้อย...



“พอแล้วไม่ต้องเล่าแล้ว ”

ผมพยายามจะไม่ร้องไห้ต่อหน้าแม่ ไม่อยากให้แม่เห็นว่าโซลของแม่ยังเป็นเด็กน้อยที่เอาแต่ขี้แย

แต่แม่ครับ โซลเข้มแข็งได้ทุกเวลา ยกเว้น ตอนที่คิดถึงแม่...

“ไม่ร้องแล้วนะ คนเก่ง ไม่ร้องแล้วครับ ”

นำทัพยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ผมพยายามกลั้นแล้ว แต่มันก็ทำไม่สำเร็จ

“ นี่แหละ เหตุผลที่กูหายออกไปจากชีวิตมึง ”

ไม่มีใครอยากหายออกไปจากชีวิตของใครหรอก โดยเฉพาะกับคนที่เรารัก ถ้ามันไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ

“ กูเข้าใจแล้ว ไม่ต้องพูดแล้ว “

นำทัพขยับเข้ามาใกล้ผมให้มากขึ้น ส่งสายตาที่แสนอบอุ่นหัวใจมาให้ผม แบบที่เขาชอบทำอยู่บ่อยๆ

“ คุณแม่ครับ ผมชื่อนำทัพนะครับ ลูกชายของคุณแม่เป็นคนดีมาก  เข้มแข็งและอ่อนโยน”

มือของเรากุมกันและกันเอาไว้ น้ำตาที่มีมันเริ่มจางลงพร้อมกับความเศร้าที่มีในใจ ไออุ่นของเขาแม้เพียงสัมผัส เหมือนเยียวยาความอ้างว้างที่มีในใจให้คลายลงได้

“ ผมรู้ว่าคุณแม่ยังคงมองโซลอยู่ตลอด เพราะเป็นห่วง แต่ต่อจากนี้ ผมจะขอทำหน้าที่ ต่อจากคุณแม่เองครับ”

“ ทัพ”

“ ผมขอดูแลโซลนะครับ”

“ ให้ผมได้รักโซล แบบที่คุณแม่รักนะครับ”



แม่ครับ โซลพาคนที่แม่อยากรู้จักมาหาแล้วนะครับ คนที่โซลเคยพูดถึงบ่อยๆ

คนที่แม่อยากให้พามากินข้าวที่บ้าน คนที่แม่เคยถามว่าโซลเหม่อเพราะคิดถึงใคร



วันนี้เขาอยู่ตรงนี้แล้ว



นำทัพยื่นอยู่ตรงนี้แล้วนะครับ



คนสองคนที่โซลรัก ได้เจอกันแล้ว ...




* * * * *
* * * * * * * * * *



มื้อเย็นที่แสนอร่อย กับบ้านหลังเดิมที่จากไปหลายเดือน บรรยากาศเก่าๆ ที่คิดถึงได้กลับมาแล้ว ยกเว้นแต่คราวนี้มีแขก ตัวโตกลับมาด้วย นำทัพพาผมมาถึงบ้านตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ระหว่างทางเราไม่ได้แวะที่ไหน ออกจากวัดมาเขาก็ชวนผมคุยเรื่องอื่น เพราะไม่อยากให้ผมจมอยู่กับความเศร้านาน คอยถามนั่นนี่ตลอดทาง จนถึงบ้าน

“ อาหารอร่อยมากเลยนะครับป้า ”

นำทัพเอ่ยชมป้าน้อย แม่ครัวประจำบ้าน ภรรยาคนสวยของลุงแช่ม ป้าน้อยกับลุงแช่ม เป็นญาติห่างๆ ของแม่ แม่จึงไว้ใจให้มาดูแล ตั้งแต่ตอนที่เริ่มกลับมาอยู่ที่นี่ จากนั้นก็จ้างยาวเรื่อยมา

“ หล่อแล้วยังปากหวานนะคะ ”

ป้าน้อยชมนำทัพไม่ขาดปากตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ว่าหล่ออย่างกับดาราในละครทีวีที่เคยดู ฝ่ายนั้นก็เอาใจคนเก่งซื้อของมาฝากทั้งลุงและป้า นิสัยดูแลเผื่อแผ่คนรอบตัวผมของเขา ยังคงทำให้ผมยิ้มได้ทุกครั้ง

“ ป้าจัดห้องไว้แล้วนะคะ สะอาดเอี่ยมค่ะ”

“ ผมกับพระเอกของป้า ว่าจะกางเต็นท์นอนที่หน้าบ้านครับ อยากนอนดูดาว”

เป็นความคิดของนำทัพที่อยากออกไปนอนข้างนอก หน้าบ้านของผมเป็นเนินกว้าง เต็มไปด้วยหญ้าเขียวขจี มีดอกไม้ที่แม่ปลูกเอาไว้ เป็นแนวยาวด้านข้าง หากนอนตรงนั้น จะสามารถมองเห็นดวงดาวในคืนมืดได้อย่างสวยงาม ผมเล่าให้ฟังระหว่างทาง ตอนแรกนำทัพจะกลับรถไปซื้อเตนท์ แต่โชคดีที่บ้านของผมมีติดไว้

“ ได้จ๊ะ งั้นลุงกับป้าไม่กวนแล้ว พักผ่อนนะ พรุ่งนี้เช้ามาทำกับข้าวให้ ”

“ ขอบคุณครับ ”

ป้าน้อยกับลุงแช่มขอตัวกลับบ้าน หลังจากทำภารกิจภายในบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว นำทัพเดินสำรวจบ้าน มองไปทุกซอกทุกมุม อย่างสนใจ คล้ายกับตอนที่ผมเดินดูของที่คอนโดเขา

“ บ้านมึงสวยจัง บรรยากาศก็โคตรดี “

บ้านผมเป็นบ้านไม้แต่งสไตล์ล้านนาสองชั้น ด้านหลังเป็นภูเขาสูงส่วนด้านหน้าเป็นเนินกว้างตัวบ้านยกสูงมองเห็นวิวได้อย่างถนัดตา  แถมยังเงียบสงบได้ยินแต่เสียงนกเสียงจิ้งหรีดด้วยห่างไกลจากถนนใหญ่



ไม่แปลกที่อยู่แต่ในเมืองตั้งแต่เกิดแบบเขา จะติดอกติดใจความเป็นธรรมชาติของที่นี่



ออกมาที่ลานกว้างหน้าบ้าน หลังจากเราทั้งคู่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ นำทัพขนพวกผ้าห่มกับหมอนเดินตามออกมา ยิ้มดีใจกับความภูมิใจเล็กที่อยู่ตรงหน้าเต็นท์ขนาดเล็กติดตั้งเสร็จเรียบร้อยด้วยฝีมือของนำทัพและลุงแช่ม  ก่อนที่จะทานมื้อเย็นนำทัพยังคงตื่นเต้นกับสิ่งเล็กๆ ที่ได้ทำให้ผมเสมอผมเองก็เช่นกัน



วันนี้อากาศค่อนข้างเย็น แต่ก็ไม่ถึงกับหนาวมากเหมือนตอนที่อยู่บนดอยมองไปบนท้องฟ้ากว้างมืดสนิท แซมด้วยดาวดวงเล็กดวงน้อย  ส่งแสงวาววับ สลับกันไปทั่วบริเวณล้อมรอบพระจันทร์ดวงใหญ่สีนวลสวยละมุน ลมหนาวกระทบร่างอีกครั้ง แต่คราวนี้ความเย็นทำอะไรผมไม่ได้เพราะอ้อมกอดของคนที่นั่งข้างๆ โอบกระชับไหล่ของผมเอาไว้พร้อมผ้าห่มผืนหนา



“ พระจันทร์สวยจัง”

พระจันทร์ท่ามกลางท้องฟ้ามืดที่ไร้ แสงสีใดรบกวนเหมือนในเมืองหลวง เด่นชัดด้วยตัวของมันเอง คงเหมือนกับหัวใจของคน ที่หากเข้มแข็ง ไร้ซึ่งสิ่งรบกวนใดที่ทำให้อ่อนแอ หัวใจก็คงเต็มไปด้วยความสุข ส่องสว่างจนน่ามอง เช่นเดียวกับพระจันทร์ดวงโตนั้น

“ ใช่ พระจันทร์สวยมาก  มึงดูนั่นสิ แม่เคยบอกว่าบนนั้นมีกระต่าย ถ้ากูเป็นเด็กดีกูจะขอพรกระต่ายได้หนึ่งข้อ”

“ แล้วมึงเคยขอปะ”

“ เคยขอตอนที่แม่ป่วย กูขอว่าถ้าวันหนึ่งไม่มีแม่แล้ว กูขอให้กูเข้มแข็งอยู่คนเดียวได้ ให้เหมือนกับกระต่ายตัวนั้นบนดวงจันทร์ที่มันก็อยู่คนเดียวได้เช่นกัน ”

ตั้งแต่เด็กจนโต ผมอยู่ท่ามกลางความสูญเสียและการจากลามาโดยตลอด ตอนเด็กพ่อผมจากไปเพื่อมีครอบครัวใหม่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมเกลียดหรือโกรธพ่อเลย ผมเข้าใจมากกว่าแค่ผมยังคิดถึงท่านเสมอ

พอโตขึ้นแม่ก็มาจากไปอีกคนมันทำให้ผมได้เรียนรู้ ที่จะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในวัยเพียงสิบหกปี

ผมจำได้ว่าเคยขอพรกับพระจันทร์ดวงนี้ ไม่ได้ขอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ขอแค่ให้หัวใจของผมเข้มแข็งมากพอที่จะใช้ชีวิตต่อเพียงลำพังเท่านั้น

“ กูขอโทษนะ ที่กูทิ้งมึงไปแบบนั้น โดยไม่ได้บอกลาเลย ”

“ ไม่ต้องพูดกูเข้าใจทุกอย่างหมดแล้ว มึงไม่ได้ทำอะไรผิด”

ผมหายออกไปจากชีวิตเขาถึงสามปี ระหว่างนั้นไม่ใช่ว่าผมจะไม่คิดถึงนำทัพ ในทางกลับกัน ผมคิดถึงมากคิดถึงทุกวัน แต่ด้วยผมเองก็มีหน้าที่และ กังวลมากจนทำให้ไม่ได้ติดต่อเขาไป

“ ช่วงที่หายไป มึงคิดถึงกูบ้างมั้ย รู้ปะว่ากูคิดถึงมึงทุกวันเลย ”

“ คิดถึงมาก  ”

กอดเข่ามองคน ข้างตัวที่กำลังกระชับอ้อมแขนให้ผมขยับเข้าไปใกล้มากกว่าเดิม

“ มึงอยู่คนเดียวแบบนี้ เหงาบ้างไหม”

“ เหงาสิ .. ”



ไม่มีใครที่ไม่อยู่คนเดียวแล้วไม่เหงาหรอก แค่เราจะจัดการกับมันยังไงก็เท่านั้นเอง ....



“ ตอนเด็ก เหงาบ้างเพราะกูไม่มีพ่อใช่ปะ แต่กูยังมีแม่ มันก็เลยไม่ค่อยเหงามากเท่าไหร่ ..”

“ /// ”

“ แต่พอถึงวันที่แม่กูมาจากไปอีกคน แมร่งโคตรเหงาเลยหวะ”

“ มึงรู้ไหม ว่าแต่ละนาทีของกูผ่านไปช้ามาก ทุกอย่างในชีวิตต้องทำด้วยตัวเองทั้งหมด เพราะไม่มีใครคอยดูแลกูเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”

ทุกวันผมต้องตื่นขึ้นมาพบความจริงที่ว่า ผมไม่มีใคร และ หลับตาลงนอนในยามค่ำคืนกับความว่างเปล่าข้างกาย แต่ละวันมันยาวนาน กว่าจะผ่านพ้นไปได้ โคตรจะทรมานและอ้างว้าง

“ แรกๆ มันก็พอจะรับไหวนะมึง ...”

“ โซล ..”

“ กูบอกตัวเองให้เข้มแข็งอยู่เสมอ แต่พอนานวันเข้ากูก็เริ่มคิดว่า แค่ไม่กี่วันที่กูต้องอยู่คนเดียว มันยังอ้างว้างได้มากขนาดนี้ ....”

ถอนลมหายใจไล่ความอึดอัดที่มีอยู่ในใจให้ออกไป กับ น้ำใสที่ไหลออกจากดวงตาเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้

“ แล้วชีวิตที่เหลืออยู่ของกู อีกหลายสิบปีต่อจากนี้ กูจะอยู่กับมันยังไง กูจะทนกับมันได้นานสักแค่ไหน กูยังนึกไม่ออกเลย ”



ยิ้มทั้งน้ำตาให้กับมือที่แตะบริเวณรอบดวงตาของผม เขาส่งสัมผัสอ่อนโยนไปจนถึงบริเวณแก้ม ผมยกมือขึ้นกุมมือของนำทัพเอาไว้  เอียงหน้ารับสัมผัสอุ่นนั้นไว้



หลายปีแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ชินกับความเหงาที่เข้ามาในชีวิตสักที ...



“ มึงเก่งมากแล้ว ที่อยู่คนเดียวได้หลายปีแบบนี้ .. มองมาที่กู .. กูอยู่ตรงนี้แล้ว”

ผมรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ .. แค่เพียงเขาเท่านั้นที่ทำให้ผมไม่รู้สึกอ้างว้างไปมากกว่าที่ควรจะเป็น ผมดีใจมากที่เขากลับเข้ามาในชีวิตที่ไม่เหลือใครของผมอีกครั้ง



ถึงแม้จะไม่รู้ว่า ต่อจากนี้ เขาจะยังอยู่เป็นที่ให้ผมเกาะกุมหัวใจเอาไว้อยู่ไหม

แต่แค่ช่วงเวลานี้ มันก็ดีมากแล้ว สำหรับหัวใจของผม ...



“ ขอให้เป็นกูได้ไหม คนที่จะอยู่เคียงข้างไม่ให้มึงต้องอ้างว้างอีก”

“ //// ”

“ ให้โอกาสกูได้ดูแลชีวิตของมึงที่เหลือต่อจากนี้เถอะนะ ”

ความอบอุ่นหัวใจที่ขาดหายไปแสนนาน กลับเข้ามาเติมเต็มทุกส่วนที่มันขาดหาย

ได้แต่พยักและร้องไห้ออกไปอยู่แบบนี้ ...



“ กูสัญญา ว่ากูจะดูแลมึงให้ดีที่สุด เท่าที่คนอย่างกูจะทำได้  ”

“ /// ”

“ กูจะทำให้มึงยิ้มทุกวัน กูจะทำให้ทุกนาทีของมึงผ่านไปด้วยความสุข กูจะไม่ปล่อยให้มึงต้องอยู่กับความเหงาคนเดียวแบบนี้อีกแล้ว”

“ กูขอคำตอบของสัญญาเมื่อสามปีก่อน ที่กูเคยถามมึงอีกครั้งได้ไหม”



สัญญา ที่ผมเคยบอกว่าจะกลับมาให้คำตอบ...



“ เป็นแฟนกับกูนะ”

“ เป็นแฟนกับทัพนะครับ ”



คนที่ถาม ตอนนี้เขากลับมาทวงสัญญานั้นแล้ว ...



“ ทัพรักโซลนะครับ ”



และ ตอนนี้ผมพร้อมแล้วที่จะกลับมาให้คำตอบของสัญญานั้น...



“ อื้อ .. กูก็รักมึง ”



นำทัพหัวเราะให้กับคำบอกรักที่โคตรจะไม่หวานของผม ..



“ พูดเพราะๆ หน่อย กำลังซึ้งเลย ”



คำตอบของสัญญาที่ผมอยากจะบอกเขามานาน ...



“ โซลรักทัพนะ .. รักมาก ”



นำทัพประคองหน้าผมไว้แล้วโน้มตัวใช้ริมฝีปากแตะเข้ามา จูบที่ทำให้ร่างกายตอบสนองไปเองโดยไม่ต่อต้าน ความรู้สึกอบอุ่นอยู่เมื่ออยู่ในอ้อมกอดที่แข็งแรง ปล่อยให้เขาเอาแต่ใจช่วงชิงริมฝีปากนี้ไปเป็นของตัวเอง

รสจูบที่แทนทั้งความคิดถึงและความโหยหาระหว่างเรา



และเป็นจูบแรกของผมกับนำทัพ



‘ ในฐานะแฟน ’



-------------

Talk :: อยากบอกว่า ตอนนี้เราใช้เวลาเขียนหลายวันมาก เพราะอยากให้เป็นซีนที่ประทับใจหลายๆคน ++ เขียนไปร้องไห้ไป อินจัด 55

:: ดีใจที่โซลจะมีคนดูแลสักที ++ หลังจากนี้ความสัมพันธ์ในสถานะใหม่ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เอาใจช่วยกันด้วยนะ

::: ใครร้องไห้กับตอนนี้บ้าง คอมเมนท์บอกกันบ้างนะ จะได้รู้ว่าเราไม่ได้ร้องคนเดียว ฮืออ

 :mew6: :mew6: :mew6:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-09-2020 16:20:17 โดย Blueribbon »

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-1
28

แฟนเดย์


ไม่เคยเข้าครัวจริงจังแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต ถ้าเป็นปกติคงซุ่มซ่ามทำของตก หรือ มีดบาดมือไปแล้ว แต่วันนี้หายห่วง ลืมเรื่องในวันวานที่ทำข้าวผัดกุ้งไหม้ ไปได้เลย เพราะผมมีป้าน้อย มาสเตอร์เชฟที่คอยดูแล กำกับทุกขั้นตอน สำหรับการเตรียมอาหารเช้าในวันนี้



แค่อยากทำอาหารให้นำทัพ อย่างที่เคยตั้งใจเอาไว้

และในสถานะใหม่ที่เปลี่ยนไปของเรา ...



“ เก่งมากเลยคุณโซล รสชาติใช้ได้อร่อยเลย”

“ ฮ่าๆ ๆ ก็ป้าเป็นคนบอกให้ผมทำตามนี่นา ถึงได้ออกมาอร่อย ถ้าขืนผมทำเอง มีหวังได้เททิ้งทั้งหม้อ”

ก้มมองดู หน้าตาข้าวต้มกุ้งในหม้อ สีสันน่ากินทีเดียว สีขาวของกุ้ง สลับกับสีขาวของเม็ดข้าว กลิ่นหอมหวนชวนให้ท้องร้องแบบนี้ ตักข้าวต้มที่ป้าชมเมื่อครู่ขึ้นมาชิมบ้าง รสชาติอร่อยแบบที่คิดไว้

“ อร่อยจริงด้วยครับป้า เราสองคนนี่เก่งกันจริงๆ ”

ป้าน้อยส่งเสียงหัวเราะให้กับความตลกในยามเช้าของลูกศิษย์ตัวป่วน กว่าจะทำเสร็จเล่นเอาเหนื่อยจนหอบ ใช้เวลาไปนานพอสมควร  เพราะในตอนแรกผมยังกล้าๆ กลัวๆ แต่พอป้าน้อยยิ้มให้ตลอด แถมยังสอนไปเรื่อยๆ จึงทำให้พอจะมีความมั่นใจอยู่บ้าง



ข้าวต้มกุ้งร้อนๆ ถูกตักวางเสิร์ฟ   ตรงที่นั่งหน้าบ้าน นำทัพที่เพิ่งตื่นตอนผมกำลังทำอาหาร อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่งตัวหล่อซะด้วยวันนี้ เตรียมพร้อมออกไปข้างนอก ในช่วงสายของวัน ตามที่เราแพลนกันเอาไว้

“ เป็นไง อร่อยไหม ”

“ ยังไม่ได้เอาเข้าปากเลย ใจเย็นสิ ”

ก็คนมันตื่นเต้น ลุ้นว่าจะถูกปากคนกินหรือเปล่า เลยรีบถามไปหน่อย ช้อนยังไม่ทันจะเข้าปากเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมทำกับข้าว ส่วนที่ผ่านมาก่อนหน้าไม่นับ  ความทรงจำเลวร้าย อยากลืม..



นำทัพตักข้าวต้มเข้าปาก อยู่หลายคำ ใบหน้านั้นนิ่ง แต่ยังไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ลุ้นจนเกร็งไปหมดแล้วเนี่ย จะพูดอะไรก็พูดสักอย่างเหอะ ถึงแม้ผมกับป้าน้อย จะบอกว่าอร่อย แต่ถ้านำทัพบอกไม่ ผมจะลุกขึ้นไปเอาชามข้าวต้มไปเททิ้ง ..



พอกันที .. จะเลิกเข้าครัว



“ อร่อยมาก เก่งนะเนี่ย ”

ผมยิ้มดีใจให้กับคำชมนั้น ความตั้งใจที่จะทำอาหารให้เขาทาน บรรลุตามที่ตั้งใจเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นำทัพตักกินอย่างตั้งใจจนเกลี้ยง แถมยังขอเบิ้ลเพิ่มอีกชาม คนทำอย่างผมก็ยิ้มกว้างไม่หุบ



“ อร่อยขนาดนั้นเลยหรอ  เวอร์ปะเนี่ย”

“ ลองชิมดูไหม เดี๋ยวป้อน ”

“ ของกูก็มี เดี๋ยวกินเอง ”

ตักเข้าต้มของตัวเอง ที่เริ่มจะเย็นเข้าปากบ้าง มัวแต่นั่งลุ้น นำทัพกินจนลืมทาน หายร้อนหมดแล้วแต่ก็ยังอร่อยดี เราสองคนต่างทานข้าวไป คุยกันไป เกี่ยวกับแพลนในวันนี้ เมื่อคืนคุยกันแค่ว่าวันนี้จะไปเที่ยว แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะไปไหน ผมตั้งใจว่าอยากไปถ่ายรูปกับสวนดอกไม้ ร้านกาแฟสวยๆ ส่วนนำทัพอยากไปเดินถนนคนเดินดูของพื้นเมือง ดื่มด่ำบรรยากาศในยามค่ำคืน



“ พึ่งเห็นว่าวันนี้แต่งตัวน่ารักจัง .. แต่ติดอย่างเดียว ”

“ หือออ”

“ สาสั้นไปหน่อยนะ ”



ปกติผมก็ใส่แบบนี้ตลอด ที่นี่ถึงแม้อากาศตอนกลางคืนกับเช้าจะหนาว แต่ตอนกลางวันร้อนโคตร ใส่กางเกงขาสั้นสบายตัวสุด แต่ข้างบนก็มิดชิดดีนะ เสื้อยืด เสื้อคลุมแขนยาว กับหมวก คลุมโทนสีเขียว ถ่ายรูปออกมารับรอง หล่อทะลุกล้องชัวร์

“ หมายถึง กูใส่กางเกงขาสั้นแล้วหวงละสิ ”

“ เปล่า ขาสั้นที่แปลว่า มึงเตี้ยอะ ... เตี้ยแล้วยังจะอยากใส่กางเกงสั้นอีก ”

“ ไอ้ทัพ ...”

เดินขึ้นรถไป พร้อมกับสายตาของคนที่ไม่ได้หวงอะไรจริงจัง ก็แค่กวนประสาทตามเรื่อง



ออกเดินทางมากันที่ไร่ขนาดใหญ่ สถานที่เที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด ที่นี่มีสวนดอกไม้ทั้งของไทยและเทศหลากชนิด มีกิจกรรมภายในไร่มากมาย เช่น นั่งรถรางชมไร่ ขี่ม้า นั่งบอลลูนชมวิว รวมถึงมีจุดถ่ายรูปสวนๆ มากมาย โดยเฉพาะร้านกาแฟกลางสวนดอกไม้ ที่เป็นสถานที่ขึ้นชื่อ ใครมาก็ต้องเช็คอินอัพรูปกันรัวๆ



“ ทำไมวันนี้คนเยอะจัง ”

เดินผ่านทางเข้ามา วันนี้ทำไมมีคนเยอะจัง เหมือนมีกิจกรรมพิเศษอะไรสักอย่าง ที่เห็นป้ายติดประกาศตั้งแต่ลานจอดรถ แต่ก็ไม่ได้สังเกต ว่าจัดวันไหน หรือว่าจะมีงานวันนี้กันนะ

“ เห็นเมื่อกี้ พี่เจ้าหน้าที่บอกว่า วันนี้มีกิจกรรม  รักแท้ไม่แพ้อุปสรรค อะไรสักอย่างเนี่ยแหละ ”

นำทัพที่เดินเข้ามา เฉลยสิ่งที่ผมสงสัย ให้พยักหน้ารับคำตอบนั้นไว้ เป็นคนช่างสังเกตทุกอย่างรอบตัว จนผมกลายเป็นคนเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องอะไรไปเลย วันนี้มีงานนี่เองมิน่า คนเยอะเชียว ดูครึกครื้นดี



“ อย่าลืมนะคะ อีก ยี่สิบนาที เราจะเริ่มการแข่งขันแล้ว ยังเปิดรับสมัครนะคะ มาลงทะเบียนกันได้ค่ะ ของรางวัลวันนี้คือ ดินเนอร์มื้อเย็นสุดหรูค่ะ ”

เสียงเอ็มซีมืออาชีพ ประกาศเรียกแขกรอบงานให้สนใจ มองไปเห็นซุ้มกิจกรรม สีชมพูตั้งเด่น คู่รักหลายคู่ที่ลงทะเบียนแล้ว ต่างคืนรอ พร้อมติดสติ๊กเกอร์สีไว้ตรงอก

“ สนใจมั้ย ”

คนใกล้ตัว สะกิดผมเบาๆ  เหมือนหยั่งเชิงว่า อยากเข้าไปร่วมกิจกรรมนั้นหรือเปล่า แต่อย่าเลยผมกับเขาเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ กลัวนำทัพจะอายมากกว่า ถึงแม้โลกจะเปิดกว้างแค่ไหน สังคมเริ่มเปิดใจยอมรับมากขึ้น แต่สำหรับเขา ผมก็ไม่แน่ใจว่าพร้อมเปิดตัวได้หรือไม่ เพราะนามสกุลดังนั้นยังพ่วงท้ายชื่อ ให้ระลึกถึงหน้าตาของวงศ์ตระกูลที่คุณพ่อของเขาเป็นผู้สร้างเอาไว้

“ อย่าเลย เราไปหามุมถ่ายรูปกันดีกว่า ”

“ แต่กูอยากแข่ง ”

“ มึงไม่อายหรอที่ มีแฟนเป็นผู้ชาย”

“ อายดิ.. แต่ไม่ได้อายที่มีแฟนเป็นผู้ชายนะ แต่อายที่มีแฟนโคตรป๊อดเลย ”

“มึงว่าใคร”

“ ว่ามึงไง กลัวแพ้หรอ ถึงไม่กล้าลงแข่ง “

ท้าผมแบบนี้อีกแล้ว   คนอย่างโซล รวิภาส  ฆ่าได้ แต่หยามไม่ได้นะเว้ยยย รู้ทั้งรู้ว่าเขากำลังต้อนให้อยู่ในเกมส์ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเดินเข้าไป



คนอย่างผม .. ไม่เคยเล่นเกมส์แล้วแพ้

โดยเฉพาะ เกมส์เพื่อของฟรี ด้วยแล้วละก็



จะรออะไรละครับ ไปลงทะเบียนสิ ...



“ คุณนำทัพกับคุณโซลนะคะ ”

“ ใช่ครับ ”

เราตอบพร้อมกัน ตอนที่เจ้าหน้าที่ลงทะเบียน ทวนรายชื่อ ว่าถูกต้องหรือเปล่า สายตาที่มองนั้นไม่ได้แปลกใจ แต่เป็นสายตาแบบ กำลังกลั้นยิ้มให้กับคู่ของเรามากกว่า

“ น่ารักจังเลยค่ะ คนหนึ่งก็หล่อเข้ม อีกคนก็หล่อโอปป้า ฮีลใจสาววายอย่างพวกพี่มาก”

พี่เจ้าหน้าที่หลายคน ส่งยิ้ม และ แอบหวีดเบาๆ ด้วยคงกลัวจะออกนอกหน้า ว่าเชียร์คู่ผมมากกว่าใคร   ผมรับสติ๊กเกอร์สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีประจำทีม มาติดไว้ที่อก ก่อนจะหันไปติดให้นำทัพด้วยเช่นกัน

“ สู้ๆ นะคะ ”

“ ขอบคุณครับ ”



ผมกับนำทัพ เดินมารวมกลุ่มกับคู่อื่นๆ ที่ยืนรออยู่ มีไม่ถึงยี่สิบคู่ ที่เข้าร่วมแข่ง ไม่นาน จุดลงทะเบียนก็ปิดรับสมัคร  พิธีกรจึงเริ่มบรรยายกติกาต่างๆ  สำหรับเกมส์ในวันนี้



“ เกมส์วันนี้ง่ายๆ ค่ะ มีทั้งหมด สองเกมส์  ”



มาเลยจะกี่เกมส์ผมก็พร้อม  ..



“ เริ่มที่เกมส์แรก เกมส์ทายใจนะคะ  มีทั้งหมดสามคำถาม ฝั่งซ้ายทายใจคนฝั่งขวานะคะ ตอบถูกเข้ารอบ ตอบผิดตกรอบทันทีค่ะ”

กระดานคำตอบกับปากกาสี  ถูกแจกจ่ายให้กับผู้เข่าแข่งขันที่ยืนอยู่ข้างกัน โดยมีทีมงาน ถือแผ่นบอร์ดขนาดพอดีกั้นเอาไว้ เพื่อไม่ให้ลอกคำตอบกัน



ตื่นเต้นชิบหาย .. นำทัพจะตอบถูกมั้ยเนี่ย



“ ร้อนหรือหนาว”

“ หนาว / หนาว”

เย้ .. เสียงเฮของคนที่เข้ารอบ กับคำถามแรก รวมถึงผมกับนำทัพด้วย



“ขับรถเองหรือแฟนขับให้”

“ แฟนขับให้ / แฟนขับให้ ”

วู้วววว .. เสียงเฮของคนที่เข้ารอบ กับคำตอบที่สอง รวมถึงผมกับนำทัพด้วย



“ กาแฟหรือช็อกโกแลต”

“ช็อกโกแลต / ช็อกโกแลต”



“ยินดีกับผู้เข้ารอบที่เหลือทั้ง แปดคู่ด้วยค่ะ ...”

หายไปสิบกว่าคู่ แล้วจะกลับบ้านกันยังไงละเนี่ย มีหวังโดนดึงหูชาแน่เลย  แผ่นบอร์ดที่กั้น  ถูกดึงออกแล้ว ผมกับนำทัพยิ้มให้กันแบบโคตรภูมิใจที่เข้ารอบมาได้

“  กูนึกว่ามึงจะตอบผิด ”

“ ตอบผิดไม่ได้ .. เดี๋ยวโดนดึงหูแบบนั้น”

นำทัพนำปากไปยังคู่รักที่เพิ่งเดินออกไป สองคนนั้นหยอกล้อกันสนุกสนาน ไม่ได้โกรธกันจริงจัง  แค่ทำทีดึงหูอีกฝ่ายให้เดินตาม เหมือนลงโทษที่ตอบผิดจนไม่ได้เข้ารอบ



แต่เชื่อเหอะ .. คำถามแค่นี้วัดใจอะไรไม่ได้หรอก

เพราะความรักใช้เวลามากถึงจะรู้ใจ

ไม่ใช่เพียงจากคำถามสามข้อในเวลาไม่กี่นาทีแบบนี้



“ เกมส์ที่สอง อุ้มรัก นะคะ เกมส์นี้เราจะให้คู่รักยืนอยู่บนกระดาษเอสี่ ฝ่ายชายอุ้มฝ่ายหญิงไว้ในแขนนะคะ ใครยืนเป็นคนสุดท้าย เป็นผู้ชนะค่ะ ”

นำทัพขึ้นไปยืนบนกระดาษเอสี่  พร้อมกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ก่อนจะช้อนตัว อุ้มผมขึ้นไว้ในแขน พร้อมเสียงนกหวีดส่งสัญญาณเริ่มจับเวลา



“  ไม่ไหวก็ปล่อยนะมึง ไม่ต้องฝืน”

บอกนำทัพเอาไว้ เพราะดูจะจริงจังกับการแข่งขันเหลือเกิน ตอนแรกผมก็จริงจังแหละ แต่ผมเห็นเกมส์สุดท้ายที่ต้องยืนกลางแดดแบบนี้ แล้วก็เริ่มถอดใจ ไม่ใช่ว่าไม่อยากแข่งต่อ แต่เป็นห่วงนำทัพมากกว่า อยู่กลางแดดนานได้ที่ไหน เดี๋ยวก็ปวดหัวหรือเป็นไข้ขึ้นมา แย่เลยทีนี้

“ อุ้มจนชินแล้ว แค่นี้สบายมาก ”

“ เก่งจริง ”

“ แน่นอน .. ถ้าร้อนก็ก้มหน้าหลบที่อกกูนะ ”



เรื่องที่เขาอุ้มผมบ่อยจนชิน ความแข็งแรงของกล้ามนั้นก็ไม่ได้ห่วง แต่สิ่งที่ห่วงคือหน้าที่เริ่มแดงขึ้นเล็กน้อยหลังผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง  และ เริ่มแดงขึ้นจนทั่วไปหน้า หลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมง  เสียงประกาศคู่คนที่ตกรอบ ดังขึ้นเป็นระยะ ภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ คงทั้งเหนื่อย และ เพลียแดดกันถึงได้ ยอมแพ้ไปแบบนั้น



แล้วคนที่หน้าแดง ฝืนยิ้มอยู่ตรงนี้จะทนไปทำไม...



“ เหลือสองคู่สุดท้ายแล้วนะคะ เรามาลุ้นกันค่ะ ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ และ ได้รับของรางวัลไป ”



เหงื่อที่ออกตรงใบหน้าเริ่มไหลท่วมมากขึ้นเรื่อยๆ  ตั้งแต่หัวลงมาจนถึงลำคอ ใบหน้าที่แดงมากขึ้น รับกับแสงแดดร้อนในยามกลางวัน ทำเอาใจผมเริ่มหวั่น กลัวคนตรงหน้าจะล้มเป็นลมแดดไป



“ วางกูลงเถอะมึง ไม่ต้องแข่งแล้ว หน้าแดงหมดแล้วเนี่ย”

“  สบายมาก ”



ทำยังไงคนที่ยืนฝืนอยู่ก็ไม่ยอมแพ้สักที ในใจอยากจะให้ฝ่ายนั้นแพ้ไปก่อน การแข่งขันจะได้หยุดสักที แต่พอชะโงกไปมองคู่แข่งแล้ว  คงยากเพราะฝั่งนั้นดูจะแข็งแรงมาก ทั้งกล้ามแขน กล้ามขา แถมพี่ผู้หญิงที่อยู่ในอ้อมแขนยังตัวเล็กอุ้มได้สบาย ผิดกับคู่ของผม ที่ผมตัวโคตรจะใหญ่เลย อุ้มแค่สิบนาทีก็เมื่อยแล้ว ..



ในเมื่อ ทำให้ฝ่ายนั้นแพ้ไม่ได้อย่างนั้นก็



“ โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย “



ปรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด



“ และผู้ชนะคือคู่รักสีส้มค่ะ “



เสียงประกาศผู้ชนะดังขึ้นไปทั่วงาน พร้อมกับผมที่หล่นลงมาที่พื้นหญ้า







ร้านกาแฟกลางสวน คือที่พักหลบแดด ของผมกับคนข้างๆ  ที่นั่งทำหน้าบึ้ง เพราะไม่ชนะเกมส์การแข่งขัน ..



ตั้งแต่รับรางวัล ปลอบใจเป็นตุ๊กตามาส์คอร์ตของไร่ นำทัพก็ทำหน้าบึ้งใส่ผมไม่ยอมพูดยอมจาอะไรเลย แต่ก็ยังดูแลผมเหมือนเดิม ให้ผมขี้หลัง แล้วเดินมาจนถึงที่ร้านกาแฟแห่งนี้



สาเหตุก็คงมาจาก ที่ผมเป็นห่วง และ สงสารเขามาก  ต้องยืนตากแดดเหงื่อท่วมหน้าท่วมตัว ทั้งๆ ที่ตัวเองก็แพ้แดดแล้วจะยังฝืนแข่งอีก ในเมื่อเห็นว่า หากปล่อยไปแบบนี้คงไม่ดีแน่ และ การแข่งขัน คงไม่จบง่ายๆ



ผมจึงกัดที่มือของนำทัพเต็มแรง จนเจ้าตัวตกใจ ปล่อยผมลงพื้น ดีที่เป็นพื้นหญ้าผมจึงไม่เจ็บอะไรมาก

ส่วนผลการแข่งขันก็ออกมาตามนั้นแพ้ไปตามระเบียบ



คนที่ตั้งใจเอาไว้มาก จึงงอนเป็นธรรมดา



“ ถ่ายรูปกันมั้ย ”

เหมือนจะไม่สนใจ แต่ก็พยักหน้าแล้ว ขยับเข้ามาใกล้ เขาโอบไหล่ของผมเอาไว้ ผมเอนหัวตัวเองให้ชนกับหัวของนำทัพ พอจัดท่าทางให้อยู่ในมุมที่คิดว่าเหมาะแล้ว จึงกดชัตเตอร์ลง



นี่เป็นรูปคู่ รูปแรกของเราสองคน ...



“ เมื่อไหร่จะหายงอน ไม่ยอมพูดกับกูแบบนี้ ไม่กลัวกูหันไปคุยกับคนอื่นหรือไง “

“ ก็ลองดูสิ  ”

ได้ผลเหมือนกันนะมุขนี้ ยอมเปิดปากออกมาจนได้  จับมุมปากที่หุบลงไปอีกครั้งก่อนจะยกขึ้นให้สูงขึ้น ยิ้มยากจริง เวลาโดนขัดใจอะไรสักอย่าง เหมือนเด็กเลย

“ ยิ้มหน่อยสิ ”

“ ทัพ .. ยิ้มหน่อยสิครับ ”

“ ทัพครับ ยิ้มให้แฟนหน่อย ”

ฉีกยิ้มกว้างขึ้นสูง จนดูโอเวอร์ ในทันทีที่ผมพูดจบ มองใบหน้าที่ปรับสีมาเป็นปกติแล้วหลังจากแดงอยู่นาน  ความหล่อจากใบหน้าคมเข้ม กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อรอยยิ้มกลับมาประทับที่ใบหน้า

“ เรียกบ่อยๆ นะ แฟนเนี่ย โคตรชอบเลย ”

“ ดูก่อน ”

“ เดี๋ยวตีนะ ยังไม่ได้คิดบัญชีเรื่องที่ทำให้แพ้เลย กำลังจะชนะอยู่แล้วเชียว”

สาบานได้ว่าเห็นกล้ามพี่คนที่ชนะแล้วถึงได้มั่นอก มั่นใจอะไรขนาดนั้น  ขืนปล่อยให้ยืนนานกว่านั้นคงไม่ได้รางวัลเป็นดินเนอร์หรูหรอก น่าจะได้เป็นยาดมแทน

“ อยากได้มากเลยหรอางวัล ”

“ ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น แค่อยากให้มึงเห็นว่า กูทำให้มึงได้ทุกอย่าง เพื่อพิสูจน์ว่ากูรักมึง ”

“ กูรู้ แต่มันไม่คุ้มถ้ามึงเป็นอะไรไป ”

สำหรับความรัก มีวิธีพิสูจน์ความรู้สึกรัก ความมั่นใจในรักได้ตั้งหลายวิธี เกมส์ที่แข่งเป็นเพียงกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตัดสินชีวิตคู่ คนที่แพ้ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่ได้รักกันซะหน่อย เราควรจะเลือกวิธีที่เหมาะสม ไม่ใช่ฝืนจนตัวเอง รวมถึงคนรักต้องเดือดร้อน

“ กูเป็นห่วงมึงนะ อีกอย่าง กูก็ได้รางวัลมาแล้วด้วย ”

“ ตุ๊กตานะหรอ ”

“ เปล่า .. รางวัลที่กูได้ ก็คือมึงไง กูได้แฟนที่ดีที่สุดในโลกมาแล้ว ”



เพิ่งรู้ว่าคนตัวโตแบบนี้ก็เขินเป็นกับเค้าเหมือนกัน

เขินได้น่ารักซะด้วย



“ ทำไมมึงน่ารักจังวะ ”

“ อีกอย่าง ถึงกูไม่ได้บัตรดินเนอร์ แต่แฟนกูรวย เดี๋ยวเค้าคงพากูไปกินแหละ ”

“ พูดดี งั้นเดี๋ยวเหมาทั้งร้านเลย ”



สำหรับผมแล้ว รางวัลอะไรมันก็คงไม่ได้สำคัญไปกว่า การที่ได้อยู่กับคนที่เรารัก

และได้มีรอยยิ้มด้วยกันแบบนี้ก็พอ



เนิ่นนานเท่าไหร่แล้ว ที่หัวใจของผม ไม่ได้มีความสุขเต็มที่แบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะคนที่กำลังลูบหัวผมอย่างอ่อนโยนอยู่ตรงนี้ ....



กลับเข้ามาใจชีวิตของผมอีกครั้ง

พร้อมกับความสุขที่เคยหายไป

ของผม



“ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ... คุณแฟน”

----------

Talk :: มีแฟนรวยมันดีแบบนี้นี่เอง …อิจว้อยยยยย +++ ช่วงนี้ก็จะหวานหน่อยๆ ตามแบบฉบับข้าวใหม่ปลามันอะเนาะ




ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ก้อน่าอิจฉาเกิ้นน

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
    • GIFFARINE ORDER สั่งง่าย ส่งฟรี
หวานมาก หวานจน #คนโสด อย่างเราอยากมีแบบนี้ :o12:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-1
29

โคมไฟหัวเตียง


แสงสีของถนนคนเดินยามค่ำคืน ดูสวยงามผิดจากตอนกลางวัน ถนนทั้งเส้น ปิดการจราจร จากที่มีรถวิ่ง เปลี่ยนเป็นสินค้าหลากหลายชนิด ทั้งของกิน ของใช้ ของที่ระลึก ร้านนวด ตั้งเรียงรายสองฝั่ง บนถนนคราค่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ทั้งไทย และ ต่างชาติ ที่มาเดินสัมผัสวิถีชีวิตในยามราตรีแบบนี้



ความสวยงามของถิ่นเมืองเหนือ  ศิลปวัฒนธรรม ดั้งเดิมถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสวยงาม เรียบง่าย ตุงและโคมขนาดต่างกัน ประดับเรียงราย ตามจุดต่างๆ ให้ได้แวะถ่ายรูป แม้ยุคสมัยจะเป็นไปสักเท่าใด เมืองแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยมนต์ขลัง ให้ผู้มาเยือน เก็บความประทับใจ กลับไปอย่างไม่รู้ลืม



นำทัพดูตื่นตากับของที่ขาย ตลอดเส้นทางที่เราเดิน หยุดเข้าไปดูเกือบจะทุกร้าน โดยเฉพาะร้านขายโคมไฟฟ้าสวยงาม ลวดลายแบบไทยๆ ที่เหมาะสำหรับนำไปตั้งไว้บนหัวเตียง

“ ชอบหรอ ”

เห็นหยิบ ขึ้นมาเลือกแล้ววางอยู่หลายชิ้น จนคุณลุงคนขายยิ้มให้ กับความเลือกไม่ถูกของลูกค้า

“ เออดิ จะเอาไปตั้งไว้ บนหัวเตียง ฝั่งของมึง แล้วก็ฝั่งของกู ”

“ ตลกแล้ว จะตั้งเผื่อกูทำไม ”

“ เดี๋ยวกลับไป มึงก็ต้องย้ายมาอยู่คอนโดกูไง ซื้อของแต่งห้องไว้ มึงจะได้รู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน ”

นำทัพหันกลับไป เปรียบเทียบ โคมไฟอยู่หลายอันจน ตัดสินใจซื้อ ทีแรกจะเหมาทุกอันที่หยิบขึ้นมาเลือก แต่ผมห้ามเอาไว้ แล้วเลือกชิ้นที่เข้ากับห้องที่คอนโดของเขาของตกแต่งจะได้ไม่หนีกันมาก



ส่วนเรื่องย้ายไปอยู่กับนำทัพ ค่อยว่ากัน ..

ตอนนี้ปล่อยให้เขามีความสุขกับเวลาตรงนี้ก่อน



“ อันนี้เค้าเรียกว่าอะไรหรอ ”

หยุดยืนที่ ร้านขนมหน้าตาคล้าย ข้าวเกรียบสีขาว แต่แผ่นใหญ่กว่า ซึ่งคุณยายกำลังปิ้ง สิ่งที่ถืออยู่ในมือลักษณะเป็นไม้ไผ่ผ่าหนาตามปล้อง และ ผ่าปลายเป็นซี่ๆ ลักษณะคล้ายมือ  ประกบขนมชนิดนั้นเอาไว้ พลิกกลับไปมาอยู่บนเตาถ่าน ความร้อนทำให้ขนม ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว

“ เค้าเรียกว่าข้าวควบ เป็นขนมพื้นบ้าน ทำมาจากข้าวเหนียวเป็นหลัก “

ทางภาคกลางเรียกว่า ‘ ข้าวเกรียบว่าว’ วัตถุดิบหลักคือข้าวเหนียวนึ่งที่นำมาตำจนละเอียดกลายเป็นแป้งแล้ว นำมาปั้นเป็นก้อนขนาดพอดี กดให้แบน ด้วยกระบองไม้ หรือ ไม้กลึงจนเป็นแผ่นบางๆ จากนั้นก็นำไปตากจนแห้ง พอจะกินก็นำมาปิ้งแบบที่คุณยายทำ

“ ชิมมั้ยหนุ่ม ”

“ ผมเอาชุดหนึ่งครับ ”

นำทัพรับข้าวควบที่เพิ่งปิ้งหอมๆ จากเตาขึ้นมาชิม ส่วนผมรับขนมที่อยู่ในถุงมาไว้ในมือ แล้วพากันเดินออกไป

นำทัพแวะอยู่หลายร้าน จนได้ของติดมือมาเต็ม ส่วนข้าวเย็นคงไม่กินแล้ว เพราะเล่นกินขนมตั้งแต่ร้านแรกจนถึงร้านสุดท้ายขนาดนี้



“ ไปนั่งตรงนั้นกันไหม”

นำทัพชี้ไปตรงลานกว้างที่มีคนนั่งอยู่ ตามจุดพักต่างๆ ตลอดทั่วบริเวณประดับด้วยโคมไฟหลากสี เหลือง แดง ส้ม น้ำเงิน  สลับกันสวยงาม ตรงนั้นเป็นที่ที่ผมเคยมานั่งคนเดียวตอนกลางคืนบ่อยๆ หลังเรียนพิเศษเสร็จ  แสงไฟจากโคม รอบตัวทำให้ผมหายคิดถึงแม่ แม่เคยพามานั่งที่นี่บ่อยๆ ตอนเรามาซื้อของด้วยกัน



ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงร้องไห้ .. เพราะกำลังจะกลับไปในที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ

แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว



“ สวยมากเลยกูชอบจังไว้เรามาเที่ยวกันอีกนะ”

” ได้สิไว้ถ้ามึงว่างก็มา  ”

“ กูไม่ได้จะมาเที่ยว ”

“ อ้าว ”

 

ก็เห็นบอกว่าจะมา นึกว่าจะมาเที่ยวซะอีก ...



“ กูจะพามึงกลับมาเยี่ยมบ้านไง ทุกปิดเทอม ทุกวันหยุดยาวหรือทุกครั้งที่มึงอยากจะมา บ่อยแค่ไหนก็ได้ ”

ตั้งแต่ตัดสินใจไปเรียนต่อที่กรุงเทพ ต้องจากบ้านไปไกล  ก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะกลับบ้านบ่อยๆ เพราะไม่อยากให้แม่คิดถึงผมมาก อีกอย่างจะได้กลับมาเปลี่ยนดอกไม้ให้แม่ทุกเทศกาลด้วย

“ กูอยากให้มึง ได้กลับมาหาแม่บ่อยๆ แม่คงคิดถึงมึงแย่ถ้าลูกชายไม่มาหา ที่สำคัญมึงจะได้กลับมาเติมพลังที่นี่ เวลาเหนื่อยจากเรียนหรือกิจกรรม ... ไม่มีที่ไหนจะทำให้มึงอุ่นใจเท่าบ้านหรอกจริงมั้ย ”

“ ขอบคุณนะมึง ”

“ ยินดีครับ ก็มันเป็นหน้าที่ของแฟนนี่นา ”



ทำไมผมถึงรู้สึกว่า ตัวเองเป็นคนที่โชคดีจัง

โชคดีที่มีเขาอยู่ข้างๆ

โชคดีที่มีเขาคอยเอาใจใส่



และโชคดีที่มีเขา .. เป็นแฟน



* * * * * * * * * * * * *




อากาศที่กรุงเทพ กับเชียงรายต่างกันราวกับคนละทวีป เมื่อชั่วโมงที่แล้วยังต้องใส่เสื้อคุมกันลมหนาวอยู่เลย ทว่าตอนนี้กลับต้องถอดออกมา เพราะเหงื่อไหลออกจนเต็มแผ่นหลังไปหมดแล้ว



ทริปเชียงรายของผมกับนำทัพจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ ได้ไปเที่ยวในหลายๆ สถานที่ที่อยากไป ทั้งไหว้พระ ทำบุญ ถ่ายภาพ หรือ แม้แต่ช้อปปิ้ง จนทำเอาคนที่เติบโตในเมืองหลวง ถึงขั้นเอ่ยปากชวนผมไปเที่ยวอีกรอบ ทั้งๆ ที่ยังไม่ขึ้นเครื่องกลับเลยด้วยซ้ำ



สงสัยจะติดใจเอามาก



นำทัพหิ้วของฝากพะรุงพะรังขึ้นใส่รถก่อนจะเปิดประตูให้ผมขึ้นนั่ง แล้วเจ้าตัวเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับตาม ไม่รู้ซื้ออะไรนักหนา ทั้งโคมไฟ ทั้งขนม เต็มไปหมด   เราสองคนเลือกที่จะกลับมากรุงเทพในเที่ยวบินรอบเช้า  ด้วยจะได้กลับมาพักผ่อน และจัดของที่ซื้อมาได้อย่างเต็มที่  นำทัพขับรถไปตามถนนเส้นมอเตอร์เวย์เลี้ยวเข้าสู่ทาง



ที่ผมจำได้ว่า นั่นไม่ใช่เส้นที่จะพาเราสองคนไปยังคอนโดของเขา



“ นี่ไม่ใช่ทางกลับคอนโดมึงนะ จะไปไหนหรอ ”

“ คอนโดมึงไง ”

หันมามองหน้าคนขับที่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร นอกจากตั้งใจมองถนนกับกุมมือข้างหนึ่งของผมไว้ อย่างที่ชอบทำเป็นประจำ หรือว่านำทัพเบื่อแล้วที่ต้องนอนค้างกับผมบ่อย ๆ จึงจะให้ผมกลับห้อง

“ อือๆ คืนนี้ให้กูนอนที่ห้องใช่ไหม ” จะน้อยใจแล้วนะ

“ เปล่า ”

“  อ้าว แล้วพาไปห้องทำไม ”

“ เก็บของครับ ”

เอียงคอมองคนขับอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจ  ไม่ได้มีของอะไรที่ต้องเก็บสักหน่อย  ... งงไปหมดแล้วเนี่ย

“ ของอะไรหรอ ”

“ ของมึงไง .. ที่ต้องเอาไปใช้ที่ห้องของกู ”

“ หืม ”

“ ย้ายไปอยู่ด้วยกันนะ ”

เท่าที่จำได้ผมกับนำทัพยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กันเลย แล้วผมก็ยังไม่ได้ตกลงว่าจะย้ายไปอยู่กับเขาสักหน่อย ทำไมถึงได้มัดมือชกผมแบบนี้กันนะ

“ ใครบอกหรอ ว่าจะย้ายไปอยู่ด้วย ”

“ ก็กูบอกอยู่นี่ไง ”

“ เอาแต่ใจ ”

เสียงหัวเราะของนำทัพดังลั่นรถอย่างพอใจในสิ่งที่คาดหวังเอาไว้  ส่วนผมก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรให้มากความ ในเมื่อเขากล้าที่จะขอ ผมเองก็กล้าที่จะทำให้



ลึกๆ แล้วในใจก็อยากจะย้ายไปอยู่ด้วยแล้วตั้งนาน 

ก็รอให้ขออยู่เนี่ย  !!





นำทัพหิ้วกระเป๋าของใช้ส่วนตัว เท่าที่จำเป็นของผม ตามหลังมา เข้าสู่ห้องของเขา ที่ผมแสนจะคุ้นเคย ทว่าตอนนี้ผมคงต้องปรับตัวให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น จากนี้ไปคงไม่ได้ใช้เวลาอยู่ที่นี่เพียงวันหรือสองวันแล้วเท่านั้น อาจจะต้องอยู่เป็นเดือน หรือปีเลยก็ได้



แล้วแต่เจ้าของห้องจะอยากให้อยู่



“ ทำไมให้กูเอาของมานิดเดียวเองละ ที่เหลือจะให้ไปหาจากไหน ”

ตอนที่ผมกำลังวุ่นกับการเก็บของ ทั้งเสื้อผ้า  ของใช้ รองเท้า และอีกสารพัด  ไอ้ตัวดีก็ตามหยิบออกเรื่อยๆ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แทบไม่เหลืออะไรอยู่ในกระเป๋าเลย ..



ไม่รู้ว่าแบบนี้เรียกเก็บของได้หรือเปล่า



“ เตรียมไว้ให้หมดแล้ว ”

นำทัพวางกระเป๋าของผมลงบนโซฟา จับมือผมลากเข้ามายังห้องนอน หยุดอยู่ที่ตู้เสื้อผ้า แล้วเปิดออก ภายในละลานตาไปด้วย เสื้อผ้าตามแบบที่ผมชอบเต็มไปหมด  แบ่งเป็นสัดส่วน ฝั่งหนึ่งของเขา ฝั่งหนึ่งของผม หันไปมองคนเจ้าเล่ห์ที่ไม่รู้ว่าเตรียมของพวกนี้ให้ผมตั้งแต่ตอนไหน



แต่ถึงยังไงก็ขอบคุณมาก



“ ไม่ได้มีแค่นี้นะ ”

“ ยังมีอย่างอื่นอีกหรอ ”



นำทัพจับตัวผมให้หันหลังกลับไป สิ่งที่เห็นทำให้หัวใจของผมพองโตขึ้นมาอย่างหยุดไม่ได้   ภาพขนาดใหญ่ประดับอยู่ส่วนของหัวเตียง เป็นภาพของผมกับนำทัพที่ถ่ายด้วยกัน ในวันที่เราทะเลาะกันครั้งล่าสุด



นำทัพยืนถือกล้องถ่ายรูป โอบเอวผมที่ยืนกางแผนที่ ส่งยิ้มสดใสด้วยกันทั้งคู่

มันแขวนอยู่ตรงนั้น..แทนความรู้สึกว่าตอนนี้ห้องนี้มีผมเป็นเจ้าของร่วมอีกคนหนึ่ง



จากนั้นเขาก็เดินหายออกไปจากห้องนอน กลับมาพร้อมโคมไฟ สองชิ้นที่เลือกซื้อจากเชียงราย เดินเอาไปตั้งไว้ตรงหัวนอน ทั้งฝั่งของเขา และ ของผม



เปิดสวิทไฟขึ้น จนแสงสว่างสวยระยับไปทั่วห้อง



แล้วคนตัวสูงแฟนผม ก็เดินกลับมา ยืนยิ้มอยู่ข้าง ส่งสายตาที่มีความหมายว่าเขามีความสุขมากแค่ไหนมาให้ผม  เขาทำจริงอย่างที่พูด ว่าจะให้ผมมาอยู่ด้วย โคมไฟนั้นที่เราช่วยกันเลือกเขาก็ตั้งใจจะเอามาตั้งไว้ในห้องของเรา



นำทัพไม่เคยผิดคำพูดกับผมเลย !!



“ ตั้งแต่นี้ต่อไป กูจะดูแลมึงเอง  มึงจะไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้ว ”

“  ขอบคุณนะมึง ”

หัวใจของผมตอบรับความอบอุ่นที่เขามอบให้อย่างเต็มใจ ตั้งแต่มีเขาเข้ามาในชีวิต เพียงเวลาไม่นาน ความเดียวดายที่เคยเผชิญมาตลอดหลายปี



ก็หายไปเกือบหมด ....



” ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ของกูอยู่แล้ว “

สอดมือเข้าที่เอวของคนตรงข้าม ขยับตัวเข้าไปใกล้ พาร่างของตัวเองเข้าไปแนบชิดติดกับตัวของนำทัพ ซบหัวไว้กับอกแน่นของเขา ก่อนที่เจ้าของอกจะกอดผมกลับมา



หลับตารับสัมผัสที่อบอุ่นอยู่เนิ่นนาน อย่างไม่อยากปล่อยไปที่ไหน นำทัพจับไหล่ผมเอาไว้แล้วดันออก เราสบตากันอยู่เพียงครู่ แล้วใบหน้าหล่อนั้นจึงค่อยๆ โน้มเข้ามาใกล้ผม ริมฝีปากนุ่มอุ่นชนเข้าที่หน้าผากของผม ก่อนจะคลายลง  หลับตาพลิ้มรับความนุ่มนวลนั้นเอาไว้



“ กูอาจไม่ใช่คนที่พูดเพราะเหมือนคนอื่น ”

“ กูรู้”

“ แต่กูไม่อยากให้มึงมองคำพูดที่ไม่หวานของกู มากไปกว่าการกระทำว่ามันรักมึงมากแค่ไหน ”

“ ไม่ได้มีแต่มึงที่รักกูหรอกนะทัพ ”

“ ทำไมครับ ”

“ กูเอง ก็รักมึงมากเหมือนกัน ”



ประคองใบหน้านั้นเอาไว้ ด้วยความอ่อนละมุน ดวงตาคมช่างสวยงามสะกดให้ผมอยากมองอย่างไม่ละสายตา มันมีเสน่ห์ชวนหลงใหล



“ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกๆ อย่างที่ทำให้กัน มันมากจนหัวใจกูอบอุ่นเหลือเกิน กูไม่มีอะไรจะให้มึงเลย นอกจาก ...”

“ อะไรครับ ”



ผมไม่ตอบ แต่กลับเคลื่อนใบหน้าของตัวเองเข้าไปใกล้อีกฝ่าย รู้สึกถึงความร้อนที่วิ่งไปทั่วตัว กับหัวใจที่เต้นตุบๆ เพราะความตื่นเต้น ประกบริมฝีปากของผมเอาไว้กับริมฝีปากของนำทัพ ส่งต่อความรู้สึกที่มีให้เขารับรู้ว่าผมรักมากเพียงใด  เหมือนคนตรงข้ามจะควบคุมตัวเองไว้ไม่ได้ รวบตัวผมเอาไว้แน่น แล้วพาโน้มตัวให้ผมล้มลงสู่ตัว



ก่อนที่ทุกอย่างจะเกินเลยไปมากกว่านี้…..



“ ไม่ได้ให้ทำอย่างอื่น กูให้แค่จูบ ”

รีบยกมือดันนอกคนที่ฉวยโอกาส ในยามเคลิ้มให้หยุดทุกการกระทำที่คิดเอาไว้ นำทัพถอนหายใจกับทำหน้าโคตรเซ็ง จึงโดนโบกหัวไปหนึ่งที

มันยังไม่ถึงเวลา  ทำเรื่องนั้นสักหน่อย ..

“ นิดเดียวได้ไหม ”

“ ไม่ได้ ”

“ โซล กูจะคลั่งตายอยู่แล้วนะ อย่าใจร้ายสิ มันอึดอัดไปหมดแล้วเนี่ย ”

“ อดทนสิ ”

ผมยังอดทนได้เลย …

“จะทนได้ยังไง แฟนโคตรน่า ..... ”

“ เดี๋ยวมึงจะโดน ”

“ อย่างนั้นตอนนี้เอาแค่จูบก็ได้ครับ ”

“ อือ ”

“ ไว้คราวหน้า ค่อยเอาอย่างอื่น ”



ใบหน้าที่อยู่ห่างจากผมเพียงคืบ เคลื่อนตัวช้าๆ ใกล้เข้ามาจนผมต้องหลับตาด้วยความเขินและยังไม่ชินกับการโดนรุกล้ำแบบนี้ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็ยังปรับตัวได้ไม่เท่าไหร่



โดยเฉพาะสัมผัสอุ่นที่ประกบลงมาที่ปากของผม จนรู้สึกถึงความร้อนแผ่ซ่านผ่านเข้ามาจนชวนให้เคลิ้มจน ยกมือขึ้นจับไปที่ใบหน้าของนำทัพโดยอัตโนมัติ



หอมหวาน ..

นุ่มนวล ..

ละมุนต่อหัวใจเป็นที่สุด

สายตาหื่นกามฉายชัดในดวงตาคม ผมรู้ว่านำทัพต้องสะกดกลั้นแค่ไหนให้ตัวเองไม่ทำในสิ่งที่อยากทำมากแบบนั้น แม้เขาจะทำท่าทีเป็นไม่พอใจ แต่ลึกๆ ผมรู้ดีว่าเขาเข้าใจ

และผมก็เข้าใจความรู้สึกของนำทัพตอนนี้ ...

เพราะผมก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน

ซึ่งผม ก็ต้องมีอารมณ์แบบนั้นเช่นกัน



ต่อจากนี้ไป เราคงอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ...



สัมผัสกันบ่อยขึ้น



แล้วหัวใจของผม จะอดทนกับความน่าหลงใหลของเขาได้อีกนานเท่าไหร่



กลัวใจเหลือเกินว่าผมจะเป็นฝ่าย ... พลาดท่าเสียเอง



ไม่ไหวแล้ว ไปเข้าห้องน้ำแปบ !!!!




--------------

Talk :: อดทนเก่ง จะคอยดูว่าจะอดทนได้นานแค่ไหน …. 55555

:: ทีมน้องโซลเกียมเรียกสินสอดด้วยครับ นำทัพพาน้องเข้าคอนโดอย่างเป็นทางการแล้ว // เดี๋ยวเราหาคนกั้นประตูแปบ
   :hao7: :hao7: :katai2-1:

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ยอมๆหน่อยเถอะน้า

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-1
30

เบิก บาน บาร์



หลายเดือนแล้วที่ไม่ได้กลับมาสัมผัสบรรยากาศของร้านเหล้าแบบนี้  แสงสีจากในร้าน ความครึกครื้นของผู้คน และ เสียงดนตรีเพราะๆ ที่คอยขับกล่อม ชวนให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณ มีแต่ความสุข และ ผ่อนคลายกับสิ่งที่วุ่นวายจากภายนอก เสมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง เมื่อก้าวผ่านประตูเข้ามา

ที่นี่มักจะเป็นสถานที่นัดรวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนได้ในทุกสถานการณ์ของชีวิต ทั้งสุข เศร้า เหงา หรือ เบื่อ  ...



นับตั้งแต่วันที่กลับมาจากค่าย ผมกับเพื่อนๆ ก็ยังไม่ได้เจอกันเลย ด้วยต่างคนต่างยุ่งกับธุระของตนเอง ทั้งไอ้แม็กซ์ ไอ้ทีม ที่เพิ่งกลับจากเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนมอปลาย หรือ น้ำหวานที่กลับจากญี่ปุ่นกับครอบครัว รวมถึงผมที่กลับจากเชียงรายก็ขลุกตัวอยู่กับนำทัพ ยังไม่แยกจากกันเลย



เบิกบานบาร์ จึงส่งเสียงเรียกร้องพวกเรากลับมาหา ในวันที่ความว่างมาบรรจบกันพอดีแบบนี้ ถ้ามันพูดได้คงถามว่าพวกผมหายไปไหนมาตั้งนาน เพราะเมื่อก่อนมากันโคตรจะบ่อย แต่พักหลังกว่าจะมาได้ต้องผลัดแล้วผลัดเล่า กว่าจะได้มา



“ หน้าตาสดชื่นสดใสนะมึงช่วงนี้ตั้งแต่กลับมาค่าย ”

ยังไม่ทันจะได้นั่งลงกับโซฟา เสียงไอ้ห่าแม็กซ์ก็ทักทายเปิดประเด็น ให้เพื่อนคนอื่นๆ หันมามองตาม เหมือนจะส่งสัญญาณว่า .. คืนนี้ผมเละเป็นโจ๊กแน่นอน

“ กูก็หล่อของกูแบบนี้อยู่แล้วมั้ย ”

“ แหมม ก็อย่างว่า กินของหล่อเข้าไปก็ต้องหล่อสิวะ มีแต่ประโยชน์ดีดีเข้าสู่ร่างกาย”

นั่นไง เดาผิดซะที่ไหน ไอ้ทีมที่กำลังยื่นแก้วเหล้ามาให้ผม เริ่มต่อความยาวสาวความคืบของไอ้แม็กซ์บ้าง

“ คนอื่นเค้ากลับจากไปเที่ยวได้ขนมเป็นของฝาก แต่มึงกลับได้ผัวเป็นของฝาก โคตรเจ๋ง สุดยอดเลยหวะเพื่อน”

“ ส้นตีนกูนิ ”



ในไลน์กลุ่มว่าโดนถล่มหนักมากแล้ว นับตั้งแต่วันที่ผมเปลี่ยนสถานะกับนำทัพ ก็เล่าให้เพื่อนฟังหมด คิดว่าการโดนแซวผ่านตัวหนังสือน่าจะเจ็บตัวน้อยกว่าการถูกแซวโดยตรงแบบนี้



ตั้งใจว่าจะให้จบในไลน์ ...



แต่คงคาดการณ์ผิดไปมากเพราะพวกมันไม่จบ แถมเหมือนกับว่าวันนี้ผมลากตัวเอง มาตามนัดของพวกห่ามให้มันเชือดในร้านเหล้าดีดีนี่เอง  ผมคงตัดสินใจพลาดเอง



“ แล้วนี่ไอ้ทัพไม่มาหรอ ปล่อยมึงมาคนเดียวแบบนี้ได้ไง ปกติไม่เคยให้ห่างจากตัว”

“ ชวนแล้ว แต่มันมีธุระกับที่บ้าน เห็นบอกว่าจะแวะไปหาพ่อมั้ง เดี๋ยวจะแวะมารับ ”



ตอนกลางวัน ผมไลน์ไปบอกนำทัพว่าคืนนี้จะมาเที่ยวกับเพื่อน เดาว่าเขาคงจะขอตามมาด้วย แต่ผิดคาดเมื่อฝ่ายนั้นบอกแค่ว่าขากลับจะแวะมารับเพียงเท่านั้น  เห็นบอกว่าต้องกลับไปที่บ้านเพราะต้องคุยธุระสำคัญกับคุณท่าน จึงไม่ได้มาส่งผม แตไม่ได้บอกว่าเป็นธุระอะไร ผมเลยต้องฉายเดี่ยวมาแบบนี้ โดยถูกห้ามสารพัดทั้งห้ามใส่เสื้อขาว ห้ามใส่กางเกงขาสั้น ห้ามปลดกระดุม ห้ามเต้น ไลน์ข้อห้ามเด้งรัวๆ จนอ่านแทบไม่ทัน ส่วนผมได้แต่ตอบกลับไปคำเดียวว่า ‘ เออ’  ... เป็นอันจบ



ช่วงโปรโมชั่นก็แบบนี้ .. มันก็จะพิเศษๆ หน่อย !!



“ แล้วเป็นไงมึง พอเปลี่ยนเป็นแฟนกันแล้ว ความรู้สึก หรือ อะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนไปไหม”

น้ำหวานที่นั่งนิ่งอยู่นานถามขึ้น

“ ก็ไม่นะเว้ย ปกติเหมือนก่อนเป็นแฟน แค่อยู่ใกล้กันได้มากขึ้น”

“ เชดด ทำอย่างกับว่าไม่เคยอยู่ใกล้เค้า ทำหวงตัว ”

ก็หวงนิดนึงแหละ ..

“ลากกูมาเพื่อจะเสือกเรื่องของกูอย่างเดียวหรือยังไงกัน  ”

“ ใช่ ”

พวกมันพร้อมใจกันตอบอย่างประสานเสียง ไม่ใช่ว่าไม่เคยอยู่ใกล้แบบนั้น แต่หมายถึงเมื่อมีสถานะที่ชัดเจน เราทั้งคู่ก็ต่างที่จะกล้าอยู่ใกล้กันมากขึ้น เช่นหอมแก้มกันบ่อยขึ้น จับมือกันง่ายขึ้น หรือกอดกันบ่อยขึ้นก็เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นยังคงเหมือนเดิม เคยดูแลกันแบบไหน ใส่ใจกันแบบไหนก็เป็นอย่างนั้น



การระบุสถานะไม่ได้ทำให้ทุกอย่างต่างไปจากเดิมเลย ...

ทว่ามันเป็นเพียงการทำให้ความรู้สึกชัดเจนในใจของเราสองคน

ได้แสดงออกชัดเจนภายใต้คำว่า “ แฟน ” ก็เท่านั้น



“ อย่างนั้นเรามาฉลองให้ไอ้โซลที่มันชิงเดือนมหา’ลัย มาครองได้สำเร็จแล้วเว้ยย”

“ ชนนนน”

“ อย่างนั้นเรามาฉลองให้กับไอ้โซลที่มันกำลังจะโดนไอ้เดือนหน้าหล่อ ทลายซิง”

“ ชนนนนน”

“ อย่างนั้นเรามาฉลองให้กับไอ้โซลคนแมนที่มันได้ผัวเป็นตัวเป็นคนแล้ว ”

“ ชนนนนน”



พวกห่าเอ๊ย ... มันใช่เรื่องที่กูควรจะภูมิใจมั้ยเนี่ย แต่ละเรื่องที่พูดออกมา..



“ เออ ไอ้โซลแล้วเรื่อง โดนแอบถ่าย ตอนนี้มึงยังรู้สึกแบบนั้นอยู่มั้ยวะ”

“ กูยังรู้สึกเหมือนมีคนแอบมองกูบ่อยๆ เข้าห้องน้ำสาธารณะที  แมร่งอย่างหลอนเลย ”

“ มึงระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะ ถ้ามีอะไรแปลกๆ รีบบอกพวกกู ไปไหนมาไหนก็อย่าไปคนเดียว ”

“ เออๆ กูจะระวังตัว มาๆ กินต่อ อย่าเพิ่งคุยเรื่องนั้นเลย เดี๋ยวเครียด ”



มาเที่ยวทั้งที ไม่อยากจะคุยเรื่องจริงจังหรือ ชวนให้กังวลแบบนั้น เรื่องมันก็เริ่มต้นจากวันที่ผมไปกินข้าวกับพี่เก่งที่ห้างนั่นแหละครับ ที่มีคนพยายามแอบถ่ายผมในห้องน้ำ หลังจากนั้นผมก็รู้สึกแปลกๆ  คล้ายกับว่ามีคนคอยจ้องมองอยู่ตลอด  แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรมาก แค่พยายามดูแลตัวเองไม่ให้อยู่ในสถานที่เสี่ยง คอยสังเกตทุกครั้งก่อนเข้าห้องน้ำเท่านั้นเอง



หรือผมคงแค่ระแวงจนคิดไปเอง เพราะยังหลอนกับเหตุการณ์ในวันนั้น ...

จึงได้แต่บ่นให้พวกแก๊งค์ห่ามรู้

ส่วนนำทัพ ไม่อยากเล่าอะไรให้กวนใจ เดี๋ยวพาลจะเครียดไปมากกว่าผมอีก



“ ไม่ต้องห่วงนะ พวกกูจะดูแลมึงเอง ถ้ารู้ว่าเป็นใคร กูจะถวายตีนกับหมัดให้อย่างจัดเต็มเลย”

“ ก่อนจะเจอตีนพวกมึง คงต้องเจอตีนกูก่อน ”

“ เก่งจ้าพ่อ .. ”

“ แน่นอนไอ้หนู ”



คนในร้านคืนนี้บางตา กว่าทุกที ปกติดึกแบบนี้ โต๊ะในร้านต้องถูกจับจองจนเต็มอัตรา  ทว่าคืนนี้คนน้อยจนเหลือโต๊ะว่างอยู่หลายโต๊ะ อาจเพราะยังไม่เปิดเทอม และ นักศึกษาส่วนใหญ่ที่เป็นลูกค้าประจำกลับภูมิลำเนาของตนเอง ความคึกครื้นที่เคยมีจึงยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกของโต๊ะผมลดน้อยลง



- โทรศัพท์ของผมแจ้งเตือนถึงข้อความใหม่ในแอพลิเคชั่นสีเขียว -



Nummtap
อย่าดื่มเยอะนะครับ  เป็นห่วงนะรู้มั้ย

Seoul Tower
รับทราบครับโผ๊มม ว่าแต่นี่ทำธุระเสร็จแล้วหรอ

Nummtap
เสร็จแล้ว กำลังจะกลับไปเฝ้าแฟน กลัวมีคนจีบ

Seoul Tower
ก็รีบมาเฝ้าสิ ..

Nummtap
เดี๋ยวรีบไปหานะครับ เป็นเด็กดีนะ
ที่สำคัญอย่าปลดกระดุมเด็ดขาดไม่อย่างนั้น ตาย !!
Seoul Tower
โหดดดดดดดดดดดดดด

Nummtap
คิดถึงนะครับ .. คุณแฟน



ปิดหน้าจอให้กลับไปเป็นสีดำอีกครั้ง พร้อมหัวใจสีชมพูที่ถูกเติมเต็มด้วยข้อความเพียงไม่กี่ประโยค ที่มีอานุภาพรุนแรง ทำให้คนอ่านยกยิ้มขึ้นได้เต็มอัตราแบบนี้

“ ผัวไลน์มาชัวร์  ยิ้มขนาดนี้ ”

“ แน่นอน ”

“ แหนะ เดี๋ยวนี้มียอมรับด้วยนะมึง ร้ายนะพ่อ ”



ยักไหล่ส่งไปเท่านั้นให้ไอ้ทีมที่ช่างเสือกจนเป็นกิจวัตร ผมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปกปิดความรู้สึกอะไรต่อไปอีกแล้วในเมื่อสิ่งที่ทำ สร้างความสุขให้กับทั้งผมและคนที่ผมรัก นั่นแปลว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะไม่มีอะไรจะดีไปกว่า การทำให้คนที่เรารักมีความสุขอีกแล้ว



พวกเราเล่นเกมส์กันอยู่หลายเกมส์ ส่งเสียงหัวเราะ พูดคุยแข่งกับเสียงเพลงที่อยู่ในร้าน ยิ่งเมาก็ยิ่งเพิ่มอรรถรสของการคุย  ที่มากอยู่แล้วให้มากขึ้นไปอีก  รวมตัวกันทีไร วายป่วงทุกที ไม่รู้ไอ้พวกห่ามนี่ไปขุดเกมส์มาจากไหน แดกเหล้าแทบไม่ทัน

ไอ้แม็กซ์เริ่มต้นเกมส์อีกครั้ง ด้วยการหมุนขวด เกมส์นี้เล่นไม่ยากเลย เป็นเกมส์ง่ายๆ เพียงแค่ปากขวดไปหยุดอยู่ที่ใครคนในวงสามารถถามคำถามหรือสั่งให้ทำอะไรได้หนึ่งอย่าง ซึ่งตั้งแต่เล่นมา เกือบสิบรอบผมโดนไปแล้วแปดในสิบ ..



ไอ้ชิบหาย !! คนเหี้ยไรจะดวงซวยขนาดนี้วะ

“ ไอ้โซล .. ถ้ามึงกับไอ้ทัพ เจอปัญหาแบบพ่อผัวแม่ผัวไม่ชอบ มึงจะทำยังไงวะ”

รอบนี้ก็เช่นกัน ปากขวดมาหยุดตรงที่ผมอีกแล้ว  แต่คำถามที่ถามว่ากลับจริงจังจากปากของไอ้แม็กซ์จนผมเริ่มคิดตาม ว่าหากคุณท่านไม่ยอมรับในตัวผมแล้วผมจะทำยังไง

“ ก็คงต้องลองสู้ดูก่อน กูมั่นใจว่ายังไง พวกท่านก็ต้องใจอ่อนเข้าสักวัน ”

ผมคิดแบบนั้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้ในหัวมาก่อน แต่แค่ก่อนหน้านั้นผมกับนำทัพยังไม่ได้ขยับสถานะกันจึงยังไม่อยากจะคิดถึงอุปสรรคที่จะมาถึง แต่ทว่าตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว และคุณท่านพ่อของนำทัพก็ไม่น่าจะใช่คนหัวสมัยใหม่ที่ยอมรับในเรื่องพวกนี้ได้ แต่ก็นั่นแหละรักลูกชายของท่านแล้วจะให้ผมถอนตัวตอนนี้ก็คงจะยาก



ความรักที่สวยงามอย่างนิยายเพ้อฝันคงมีน้อย ...

เมื่อความเป็นจริงชีวิตไม่ได้ง่ายดายเหมือนเขียนแบบนั้น



“ น่าสนุกจังเลยนะครับ พี่ขอเล่นด้วยคนสิครับน้องโซล ”

หลุดออกจากภวังค์ความคิดในใจ ด้วยสิ้นเสียงคนที่ทักทายผมจากบริเวณใกล้ๆ จึงแหงนหน้ากลับไปมองยังเจ้าของประโยคนั้น ไม่ต้องสืบก็รู้ว่าคือรุ่นพี่คนที่ตามจีบผมอยู่ พี่เก่งยืนส่งยิ้มพร้อมกับแก้วเหล้าในมือให้ผม ก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้ว่างอย่างถือวิสาสะ

“ ใครเชิญพี่นั่งไม่ทราบครับ ”

ไอ้แม็กซ์มองหน้าพี่เก่งอย่างไม่พอใจ ด้วยปกติก็ไม่ชอบใครให้มาวุ่นวายกับผมอยู่แล้ว และยิ่งคืนนี้ได้รับมอบหมายจากนำทัพให้มาดูแลผม ยิ่งเกี้ยวกราดไปกันใหญ่

“ ไม่นั่งนานหรอกครับน้อง แค่แวะมาทักทายน้องโซล เท่านั้นเอง ”

นับตั้งแต่วันงานโอเพ่นเฮ้าส์ผมก็แทบไม่เจอพี่เก่งอีกเลย  นึกว่าจะหยุดตามผมแล้วเสียอีก แต่ไหงมาโผล่ได้ใกล้ขนาดนี้

“ สวัสดีครับพี่เก่ง ”

ผมทักทายตามมารยาท ทั้งยังสังเกตจากท่าทางที่เปลี่ยนไป ใบหน้าที่แดงกล่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอลล์ และกลิ่นที่คละคลุ้ง สามารถบ่งบอกได้ว่าพี่เก่งอยู่ในอาการเมาค่อนข้างหนัก สายตาที่เคยมองผมด้วยความชื่นชอบในเชิงชู้สาวอยู่แล้วยิ่งไม่อาจถูกเก็บซ่อนได้เมื่ออยู่ในสภาวะไม่ได้สติ พี่เก่งสำรวจสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างหื่นกระหาย

โคตรไม่ชอบสายตาแบบนี้เลย….

“ ผมว่าพี่กลับโต๊ะเหอะครับ โต๊ะพวกผมไม่สนุกหรอกครับ  ”

“ อะไรของพวกมึงวะ นี่รุ่นพี่มาทักทายนะ ทำไมเพราะกูไม่ใช่เดือนมหาลัยหรอ เพื่อนมึงถึงไม่สนใจกู ”

พี่เก่งกระแทกแก้วบนโต๊ะจนเหล้ากระฉอกออกมา ใบหน้าที่มีอารมณ์ดุเดือดเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับไอ้แม็กซ์และไอ้ทีมที่ไม่อยู่เฉยเช่นกัน

“ อย่ามาหาเรื่องกันนะพี่ เมาแล้วก็กลับไปนอน มาทางไหนไปทางนั้นเลย ”

“ ชอบคนหล่อ คนรวยแล้วมาให้ความหวังพี่ทำไม ”

เดี๋ยวนะ .. นี่ผมไปให้ความหวังพี่เก่งตอนไหน

“ ผมว่าพี่กำลังเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่เคยให้ความหวังพี่ ผมรักษาระยะห่างกับพี่เสมอ มั่นใจว่าไม่มีการกระทำไหนเลยที่ทำให้พี่คิดไปว่าผมให้ความหวัง ”

“ ก็วันที่ถ่ายแบบโปรโมทงานมหา’ลัย ไงที่น้องยืนยิ้มให้พี่ ยืนพูดจาหวานๆ ยอมไปไหนมาไหนกับพี่ หรือเพียงเพราะจะประชดไอ้ทัพ เลยใช้พี่เป็นเครื่องมือ ”

ผมว่าพี่เก่งเมามากแล้ว .. ส่วนไอ้ทีมกับไอ้แม็กซ์ก็เตรียมจะลุกสวนตลอดเวลา ถ้าผมไม่ยกมือขึ้นห้ามไว้

“ ถ้าผมทำให้พี่เข้าใจผิด ก็ขอโทษด้วยแล้วกันครับ ผมมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรให้พี่เข้าใจไปแบบนั้น”

วันนั้นผมแค่คุยกับพี่เก่งเป็นปกติไม่ได้ทำเพื่อประชดอะไรนำทัพเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ทำไมว่าคนที่เป็นรุ่นพี่ถึงคิดอะไรไปไกลได้มากขนาดนั้น ทั้งๆ ที่ผมเองก็ชัดเจนมากแล้วว่ากำลังคบกับนำทัพอยู่

“ อย่าคิดว่าพี่จะจบง่ายๆ ”

“ ผมว่ากลับไปเถอะ พวกผมไม่อยากมีเรื่อง จะไปดีดีหรือให้พวกผมลากส่ง ก็เลือกเอา ”

ไอ้แม็กซ์ที่นั่งทนอยู่นานคงไม่ไหวแล้วกับความหัวร้อน ใช่ว่ามันจะเป็นอยู่คนเดียว ผมเองก็หัวร้อนไปหมดแล้ว แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างทำให้ผมต้องอดทนไว้ก่อน เพราะฝ่ายนั้นเองเป็นทั้งรุ่นพี่แถมยังเมาอีก การปะทะกันในตอนนี้มีแต่เสียอย่างเดียว  แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย

“ เออ .. กูไปเอง ”

พี่เก่งลุกขึ้นยืนแล้วมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น

“ ในเมื่อโซลทำแบบนี้กับพี่ก็อย่าหาว่าพี่ใจร้ายนะโซล ”

แล้วพี่เก่งก็เดินจากไป พร้อมกับคำขู่ที่ผมแทบจะไม่ได้รู้สึกกลัวหรืออะไรเลยแม้แต่น้อย โคตรเซ็งเลยมาเที่ยวเพื่อพักผ่อนยังจะต้องมาเจอกับสถานการณ์ที่ชวนให้บรรยากาศเสียแบบนี้



สงสัยผมคงต้องชัดเจนกับนำทัพให้มากกว่านี้แล้วมั้ง  พี่เก่งถึงจะได้เลิกวุ่นวายกับผมสักที



“ หน้าโคตรต้องการตีนเลยไอ้สัส แค่ปกติกูก็ไม่ชอบหน้ามันอยู่แล้ว ”

ไอ้แม็กซ์ที่มองตามหลังพี่เก่งไปเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย

“ คนเหี้ยอะไรคิดเอง เออเอง แถมยังเสือกขู่อีก เป็นโรคจิตปะวะ ”

“ อย่าไปใส่ใจเลยมึง กินเหล้าต่อเหอะ เสียบรรยากาศหมด ”

ผมถอนหายใจแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นชนกับเพื่อน เพื่อเรียกความสนุกสนานที่ถูกคั่นกลางด้วยความวายป่วงเมื่อครู่ให้กับมา พร้อมกับความรู้สึกในใจที่มันแปลกๆกับรุ่นพี่ที่เพิ่งเดินออกไป

“ มึงจะไปไหนวะไอ้โซล”

“ ปวดฉี่ขอไปห้องน้ำแปบ ”

ผมลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกจากโต๊ะ แต่ถูกมือของเพื่อนจับไว้ก่อน

“ เดี๋ยวกูไปเป็นเพื่อน”

ไอ้แม็กซ์ทำท่าจะลุกขึ้น แต่ถูกผมยกมือขึ้นห้ามไว้ซะก่อน มองไปรอบร้านมีคนอยู่ตั้งมาก  แถมยังมีการ์ดดูอยู่จนทั่ว คงไม่มีอะไรน่ากังวลหรอก ปล่อยให้มันนั่งดื่มไปดีกว่า แค่ไปฉี่แปบเดียวเดี๋ยวผมก็กลับมา

“ ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูรีบไปรีบกลับ”

“ เออๆ มีอะไรให้ตะโกนดังๆ เดี๋ยวกูเข้าไปช่วย ”

“ อือ ๆ ”

ในเมื่อเห็นว่ายังไงผมก็ไม่ยอมให้ตามไป เพื่อนรักจึงปล่อยให้ผมไปเอง แต่ก็ไม่ลืมที่จะสั่งกำชับตามหลัง ทำเหมือนผมเป็นเด็กที่ยังดูแลตัวเองไม่ได้



ห้องน้ำของร้าน อยู่ตรงบริเวณด้านหลัง วันนี้คนน้อยจึงไม่มีคนมายืนสูบบุหรี่ หรือ คุยอะไรกันตรงนี้  รอบบริเวณจึงเงียบกว่าปกติ  มีเสียงเพลงจากในร้านลอดออกมาเบาๆ พอให้ได้ยิน กินหนักไปหลายแก้วจนอั้นแทบจะไม่ไหว เวลาดื่มทีไรปวดฉี่บ่อยกว่าปกติทุกที

“ สรุปคือยังไงโซลก็ไม่เลือกพี่ใช่ไหม ”

พี่เก่งเดินออกมาจากมุมหนึ่งของร้าน ขวางทางเดินไปห้องน้ำของผมเอาไว้ ใบหน้าที่แดงกล่ำเมื่อครู่กับกลิ่นเหล้า เพิ่มหนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า พี่เก่งมองผมด้วยสายตาเดิมที่เคลือบด้วยความไม่พอใจอย่างหนัก  ผมลอบหายใจเลี่ยงไม่อยากสนทนาด้วยกับคนที่กำลังไม่ได้สติ จึงเดินเบี่ยงไปอีกทาง ทว่าพี่เก่งก็มาขวางเอาไว้

“ หลบครับผมจะไปห้องน้ำ ”

“ ตอบพี่มาก่อน ว่าหลอกพี่ทำไม ”

“ ผมจะพูดอีกครั้งนะครับ ว่าผมไม่ได้หลอกพี่  เพราะผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับพี่เลย ผมมองพี่เป็นแค่พี่ชายคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าการที่ผมเคารพพี่  ทำตามที่พี่ขอ หรือพูดคุยกับพี่ ทำให้พี่คิดไปไกลขนาดนั้นผมก็ขอโทษ ”

“ มึงมันเหี้ยนี่หว่า ”

“ ผมไม่ได้เหี้ยครับ .. แค่ผมไม่ได้คิดอะไรกับพี่ เพราะผมมีคนที่รักอยู่แล้ว ”

“ ได้ ในเมื่อมึงจะเอาแบบนี้ ที่ผ่านมากูจะไม่รู้สึกผิดเลย .. ที่ทำกับพวกมึง และต่อจากนี้ กูก็จะทำให้มากกว่าเดิม ”

ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่เก่งกำลังพูด และไม่ได้อยากเข้าใจอะไรด้วย ตอนนี้อยากออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด การคุยกับคนเมาและพูดไม่ได้รู้เรื่องเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย

“ แล้วแต่พี่ละกันครับ ขอทางผมจะไปห้องน้ำ ”

ในเมื่อรุ่นพี่ไม่ขยับผมจึงผลักพี่เก่งออกให้พ้นทางแล้วเดินผ่านไป ผมไม่ใช่คนอ่อนแอที่จะสู้แรงใครไม่ได้ แค่ยืนขวางแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาเลย

“ จำไว้เลยนะ กูจะทำให้ชีวิตมึงพัง ”

เสียงของพี่เก่งยังดังไล่ตามหลังผมมา .. จนผมเดินออกจากตรงนั้นมาไกลมากแล้ว ใจผมเต้นตุบๆ แทบควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าเมื่อครู่พี่เก่งไม่จบผมคงได้แลกสักหมัดให้ลงไปกองกับพื้น



พาตัวเองเข้ามาในห้องน้ำ ที่มีแสงไฟสลัว ปิดประตูแล้วล็อกแบบทุกครั้ง หลังพิงประตูแล้วถอนหายใจยาวๆ เพื่อไล่อารมณ์ร้อนของตัวเองให้ออกไปกับสิ่งที่กวนใจอยู่ เมื่อเรียกความปกติกลับคืนมาได้แล้วจึงตั้งใจจะทำธุระส่วนตัวจะได้กลับไปหาเพื่อน นี่ก็ออกมาสักพักแล้ว ก่อนจะเริ่มผมก็ไม่ลืมที่จะแหงนขึ้นมอด้านบนอย่างที่เคยทำด้วยความระแวง มันคงกลายเป็นความหวาดกลัวที่สร้างนิสัยแบบนี้ให้กับผมไปแล้ว



ว่าก่อนจะถอดทุกครั้ง ... ต้องตรวจสอบความผิดปกติก่อนเสมอ

มองไปด้านบนผนังห้องน้ำไล่จากด้านซ้ายไล่ไปจนจบทางขวา



เมื่อเห็นว่าไม่อะไรผิดปกติ จึงปลดกระดุม เตรียมจะงัดไอ้ต้าวโซลน้อยออกมาทำภารกิจ แต่จู่ ๆ สายตาก็เหลือบเห็นมีมือปริศนา พร้อมกล้องขนาดเล็ก ค่อยๆ สอดลอดเข้ามาผ่านตรงมุมด้านล่างของห้องน้ำ



ไอ้เชี่ยยยย นี่กูโดนแอบถ่ายอีกแล้วหรอวะ ...



“ สัสเอ๊ย วันนี้กูต้องรู้ให้ได้ว่ามึงเป็นใคร”

รีบจัดการตัวเอง ให้เรียบร้อย แล้วเปิดประตูห้องน้ำออกมาในทันที ก่อนจะพบว่าห้องข้างๆ ไวกว่า เพราะในตอนนี้คนที่แอบถ่ายผม มันวิ่งด้วยความเร็วแสง ออกไปจากประตูห้องน้ำแล้ว



อย่าหวังว่าครั้งนี้จะรอดไปได้แบบครั้งที่แล้ว รีบวิ่งด้วยความเร็วแบบสุดชีวิต ตามไอ้เหี้ยนั่นออกมาทัน จนถึงบริเวณลานด้านหลังของร้าน มันใส่เสื้อผ้าสีดำ แถมยังใส่หมวกปิดบังใบหน้าจนหมด  และแล้วความพยายามในการวิ่งตามของผมก็เป็นผล เมื่อผมวิ่งตามทันจนคว้าเสื้อจากด้านหลังเอาไว้ได้



หมับ !!!



มันรีบหันมา แล้วปัดมือผมออกอย่างแรง สายตาผมมองไปยังดวงตาของมัน ที่อยู่ภายใต้หมวกคลุมหน้าสีดำนั้น

โคตรคุ้นเลย….

ที่สำคัญเสื้อผ้าชุดที่ใส่เหมือนผมเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ...

คืนนี้กูต้องรู้ให้ได้ว่ามึงเป็นใคร  !!!!


----------

Talk :: อะยังไง … พี่เก่งของเราเห็นท่าจะไม่จบง่ายๆ ซะแล้ว และที่สำคัญ .. ใครกันที่เป็นคนร้ายคนนั้น อะหรือ อะหรือ อะหรือว่า … ?

 :katai1: :katai1:








ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-1
31

อย่ายุ่งกับคนของกู


ผลั๊วววว !!!



มัวแต่ยืนเหม่อจนตัวเองถูกต่อยเซออกไปจากตัวคนร้ายมันตั้งท่าจะวิ่งหนีอีกครั้ง แต่ผมเร็วกว่าคว้าคอเสื้อแล้วกระชากเข้าหาตัว  ดีที่มันไม่ได้ตัวโตไปกว่าผมเท่าไหร่จึงไม่ต้องออกแรงอะไรมาก

“ มึงเป็นใครแล้วมาแอบถ่ายกูทำไม ”

“ //// ”

“ ถ้าไม่ตอบงั้นก็ไปคุยกันต่อที่โรงพัก ”



ผมถูกผลักออกในทันทีที่พูดจบตั้งท่าจะเดินเข้าไปใหม่ ทว่าจู่ๆ แขนทั้งสองข้างของผมก็ถูกล็อคจากด้านหลัง โดยมือปริศนาที่มาจากไหนไม่รู้ ก่อนจะมีคนสวมหมวกสีดำเหมือนไอ้เหี้ยนั่นเดินเข้ามาเพิ่มอีกสองคน



สี่ต่อหนี่งเลยหรือวะ แม่งหมาหมู่ชัดๆ ...



“ คิดว่าจะง่ายขนาดนั้นเลยหรอ ”

ไม่ใช่แค่สายตาที่คุ้น ท่าทาง รูปร่าง แล้วยิ่งน้ำเสียงที่พูดออกมาแบบนั้นด้วยมั่นใจว่าจำไม่ผิดคนแน่นอน



ไอ้เหี้ยที่เคยทำร้ายผมกับนำทัพในวันนั้น

เป็นคนเดียวกับที่แอบถ่ายผมอย่างนั้นหรอ ..



“ ทำแบบนี้ทำไมวะ ”

ความโกรธวิ่งขึ้นในขีดสุดจนตัวสั่นไปหมด เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ผมไม่มีศัตรูกับใครที่ไหน แม้จะปากหมาแต่ก็ไม่ใช่พวกไปสะดุดเท้าใครง่ายๆ ถึงจะโดนตามรังควานชีวิตได้ขนาดนี้

“ก็พอใจที่จะทำ จะทำไมวะ จริงไหมพวกเรา”

“จริงพี่ ”



เสียงหัวเราะโคตรกวนส้นตีนเลยดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหลุด แมร่งเอ๊ยล็อกแน่นชิบหาย อย่าให้ผมหลุดไปได้นะจะซัดให้ล้มทีละตัวเลยถึงจะหมาหมู่ขนาดไหนก็ตาม

ผมจะเอาคืนที่มันทำกับนำทัพไว้ให้ได้ ...

“ พี่ว่าแอบถ่ายมันไม่ค่อยสนุกแล้ว เราไปถ่ายกันจริงๆ ดีมั้ยครับ ”

ผมหันหน้าออกจากมือที่ไล้ตั้งแต่หูจนถึงคาง พยายามดิ้นให้หลุดออกแต่ก็ยังไร้ผลมือสกปรกของมันยังคงไม่หยุดเคลื่อนไหว ไล้จากกรอบหน้าจนสมใจแล้วเลื่อนลงไปที่กระดุมเสื้อเชิ๊ดของผม แล้วค่อยๆ ปลดออกจนเผยให้เห็นเนินอกขาวเนียนที่ซ่อนอยู่

“ ว้าวว ขาวเนียนสมคำล่ำลือ พี่ขอถ่ายรูป เก็บไว้หน่อยนะครับ ”

“ ไอ้… เอี้ยยย ”

ด่าไม่ถนัดเมื่อมันยกมือข้างหนึ่งมาปิดปากผมเอาไว้ ก่อนจะใช้มืออีกข้างถือกล้องตัวที่แอบถ่ายผมในห้องน้ำขึ้นมา เตรียมจะกดบันทึกภาพเอาไว้ตามที่พูด



นึกโกรธตัวเองที่ทำเหี้ยอะไรไม่ได้เลย ....



“ เห้ย หยุดนะ พวกมึงกำลังทำอะไรกัน ”

หันไปมองตามเสียงนั้น ผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา ใบหน้านั้นดุดันปนสงสัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าคงพอเข้าใจว่าผมกำลังโดนรุมทำร้ายอยู่

“ ไม่ใช่เรื่องของมึง อย่าเสือก ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”

พี่ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาแล้วหยุดยืนมอง ไม่ได้มีความกลัวหรือหวั่นตามคำขู่ของไอ้เหี้ยนี่เลย กลับกันเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ แบบกวนๆ

“ บังเอิญว่ากูชอบเสือกด้วยสิ ถ้ามึงไม่ปล่อยเด็กคนนี้ อย่าหาว่ากูไม่เตือน ”

ไอ้เหี้ยนั่นไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยผมเลย มันหันกลับมาตั้งท่าจะจัดการผมต่อ โดยมีเพื่อนของมันที่เดินไปหาพี่คนนั้นแทน



ผลั๊ว !!!



เสียงชกเริ่มดังขึ้น จากฝั่งพี่คนที่มาช่วยผม ซัดเพื่อนไอ้เหี้ยนั่นไปหนึ่งหมัดจนล้มลง ก่อนจะหันกลับมา เตะเข้าไปตรงก้านคอ ของอีกคนที่ยืนใกล้ๆ จนหน้าคว่ำลงกับพื้น  ฝีมือโคตรดี ต่อยทีเดียว เตะทีเดียว ร่วงไปกองแบบนั้นเลยหรอวะ  ..

“ กูว่ามึงพูดไม่รู้เรื่องแล้ว ”

ไอ้เหี้ยคนที่แอบถ่ายผม เดินตรงเข้าไปหาพี่คนนั้น พร้อมกับคนที่ล็อกแขนผมไว้ ตอนนี้มันปล่อยผมแล้ว ตั้งท่าจะเดินเข้าไปช่วยเพื่อนมัน แต่อย่าหวัง ผมเตะเสยเข้าที่ปลายคางหนึ่งที ก่อนจะตามไปกระทืบแผ่นหลังที่ล้มคว่ำนั้นไว้ อีกสองที จนหมดโอกาสจะเดินไปหาเพื่อน



“ โอ๊ย !! “

ตกใจกับเสียงร้องที่ดังลั่น หลังจัดการกับไอ้คนตรงหน้าเสร็จ   เห็นไอ้เหี้ยคนที่แอบถ่ายผม ยืนถือมีดที่มีเลือดติดอยู่ ยิ้มอย่างสะใจ  โดยมีพี่คนที่ช่วยผม ยืนกุมแขนฝั่งที่โดนคมมีดเอาไว้  มันยังไม่หยุดแค่นั้น เตรียมจะจ้วงแทงลงไปอีกครั้ง  



ผมวิ่งเข้าไป กระโดดถีบเต็มแรงจนมันกระเด็นออกไปไกล  ตั้งท่าจะเดินเข้าไปเอาเรื่องให้สาสมกับสิ่งที่มันทำ จงใจฆ่าชัดๆ เลยแบบนี้ ทั้งอาวุธทั้งรุมทำร้าย



“ ไอ้โซล มีเรื่องอะไรกันวะ ”

ไอ้แม็กซ์กับพวกวิ่งเข้ามาหลายคน พอพวกโจรเห็นแบบนั้นจึงใช้จังหวะที่เผลอพากันวิ่งออกไปทางหลังร้าน จนหายไปในความมืดด้วยความรวดเร็ว ไม่ได้แล้วแบบนี้ ผมต้องตามไป ยังไงวันนี้พวกมันต้องเข้าคุก



“ โอ๊ย !! ”

พี่คนที่เข้ามาช่วยผม ล้มทรุดลงกับพื้น เลือดไหลอาบแขนจนเสื้อ สีขาว มีคราบวงสีแดงกว้างโดยรอบ  จึงต้องปล่อยพวกแมร่งไป แล้วกลับมาให้ความสนใจกับคนที่เสี่ยงชีวิตมาช่วยผมก่อน

“ ไอ้แม็กซ์มาช่วยกูหน่อย ”

ส่งเสียงขอความช่วยเหลือจากไอ้ทีมและไอ้แม็กซ์ พากันประคองพี่พลเมืองดีมานั่งแถวๆ หลังร้าน  ประกอบกับ การ์ดของร้านเข้ามาพอดี ในทันทีที่ความวุ่นวายสงบ



มาเพื่อส้น ** อะไร .. ตอนที่ผู้ร้ายไปกันหมดแล้ว แค่อยากจะถามแบบนั้น



“ คุณภูษิต เป็นอะไรมากมั้ยครับ ”

“ ไม่เป็นไร ฝากคุณเช็คกล้องวงจรปิด แล้วหาตัวคนร้ายมาให้ได้ แล้วแจ้งผมด้วย ”

“ ได้ครับ ”

“ ที่สำคัญ คุณควรเร่งแก้ไข ระบบความปลอดภัยของร้านด้วยไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้”

“ ต้องขอโทษด้วยครับ ”



เสียงนั้นนิ่ง เยือกเย็น แต่เต็มไปด้วยอำนาจสั่งการ คนที่น่าจะเป็นผู้จัดการร้านวิ่งเข้ามาหาพี่เขาในทันทีที่มาถึงคงจะเป็นคนที่มีบารมีพอตัวถึงสั่งการได้มากมายขนาดนั้น

“ ขอบคุณพี่มากเลยนะครับที่มาช่วยผม จนต้องเจ็บตัวแบบนี้ ”

“ ไม่เป็นไรครับ เราไม่เจ็บตรงไหนนะ”

“ ไม่ครับ ”



ยกมือไหว้ขอบคุณคนที่อายุเยอะกว่าแถมยังเข้ามาช่วยผมจนตัวเองได้รับบาดเจ็บอีก ใบหน้าดุดันเมื่อครู่กับน้ำเสียงเยือกเย็นจนเสียวสันหลังนั้นไม่มีแล้วเหลือแต่รอยยิ้มกับน้ำเสียงนุ่มนวลที่คุยกับผม

ลอบมองใบหน้าของคนที่มาช่วย ผิวพรรณดีสะอาดตา ใบหน้าหล่อคม ในตาสวยแต่ดุ กับปากอวบอิ่มชวนมอง การวางตัว คำพูดคำจา ดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่

“ ไอ้โซลเดี๋ยวกูมานะ ไปดูกล้องวงจรปิดก่อน ”

“ ได้ๆ คงไม่มีอะไรแล้วแหละ เดี๋ยวกูตามไปที่โต๊ะ ”

กำชับเพื่อนที่ชวนกัน ตามการ์ดไปเช็คกล้องวงจรปิดดูเหตุการณ์กับภาพคนร้ายภายในร้านแล้วหันกลับมาหาคนที่นั่งข้างๆ อีกครั้งเลือดที่แขนยังไหลไม่หยุดเลย

“ ไปหาหมอมั้ยครับ พี่....”

“พี่ชื่อภูษิตครับ เรียกพี่ภูก็ได้”

“อ่อครับพี่ภู ผมโซลนะครับ”

“ ครับน้องโซล พี่ไม่เป็นไรมาก แค่เฉียดนิดหน่อย เดี๋ยวค่อยกลับไปทำแผลที่บ้านก็ได้ครับ”

ทำความรู้จักกับคนที่มาช่วยกันเรียบร้อยแล้วแถมยังไม่ยอมให้ผมพาไปหาหมออีก จึงทำได้แค่หยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองขึ้นมาแล้วพับให้พอดี ก่อนจะพันไปรอบแขนของพี่ภูเอาไว้อย่างน้อยก็พอจะซับเลือดได้บ้าง

“ ช่วยได้เยอะเลย ”

“ ฮ่าๆ ก็ผมมีแค่นี้นี่นา จะพาไปหาหมอก็ไม่ให้พาไป”

อยากตอบแทนคนที่เพิ่งรู้จักกันบ้างเท่านั้นเอง  อย่างน้อยการได้ทำอะไรบ้าง ถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย พี่ภูได้แต่ยิ้มให้ผมอยู่แบบนั้น



เป็นคนที่ยิ้มแล้วดูอ่อนโยนมาก ...



“แล้วนี่ไปทำยังไงถึงมีเรื่องหรอครับ เล่าให้พี่ฟังได้มั้ย”

“ ได้ครับ เรื่องเป็นแบบนี้ครับ ...”

ผมเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พี่ภูฟัง ตั้งแต่เริ่มโดนแอบถ่ายจนกระทั่งตามมามีเรื่องที่นี่ ฝ่ายนั้นฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ พยักหน้าตามทุกคำ เหมือนกำลังลำดับเหตุการณ์ไปในหัวอยู่ตลอดเวลา

“ยังไงก็ต้องระวังตัวนะครับช่วงนี้ ส่วนเรื่องวันนี้เดี๋ยวพี่ตามกับทางร้านให้จัดการนะครับ”

“ ได้ครับพี่ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ”

ได้แต่ขอบคุณออกไปแบบนั้นหลายครั้ง กับความใจดีของพี่ภู ทั้งมาช่วย ทั้งบาดเจ็บ แถมยังจะตามเรื่องคนร้ายให้อีก พอคิดถึงเรื่องคนนั้น ผมเองก็ยังนึกไม่ออกว่าทำไมพวกนั้นถึงจ้องจะเล่นงานผมได้ขนาดนี้ จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่โดน ก็คงไม่ใช่ นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว กับเหตุการณ์ความรุนแรงแบบนี้



หวังว่าตำรวจจะจับคนร้ายได้ในเร็ววัน ...



พี่ภูเริ่มขยับตัว จับกุมที่แผลอีกครั้ง  ใบหน้ายู่ขึ้นเล็กน้อย แสดงถึงความเจ็บ คงเพราะเลือดออกมาก จนผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าผืนนั้นมีสีแดงซึมผสมออกมาจนทั่ว



“ พี่ภูกลับเลยดีกว่ามั้ยครับ จะได้ไปหาหมอ ผมว่าเลือดออกเยอะแล้ว”

“ พี่ว่าก็ดีเหมือนกันครับ โซลจะได้กลับไปหาเพื่อนด้วย ออกมานานแล้ว”



พี่ภูทำท่าจะลุกขึ้น  ทว่าเสียการทรงตัวเล็กน้อย จึงทรุดตัวนั่งกลับไปตามเดิม ใบหน้านั้นเริ่มซีดมากขึ้น  เห็นแบบนั้นผมจึง ขยับตัวเข้าไปใกล้เพื่อดูอาการ



“พี่ไม่เป็นไรครับ สงสัยจะหน้ามืด ขอนั่งอีกแปบนะครับ”

“ ได้ครับ”



พี่ภูส่งยิ้มมาให้ผมเพื่อขอบคุณ ส่วนผมเองก็ถือวิสาสะ จับตรงแขน แล้วขยับผ้าพันแผล มัดให้กระชับมากยิ่งขึ้น



“ โซล ”



หันไปมองตามต้นเสียง .... คนที่บอกว่าจะแวะมารับ



“ ทัพ ”

คนตัวสูงแฟนผมยืนอยู่ตรงนั้น ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างหนัก

“มึงอยู่ให้ห่างโซล ”

นำทัพเดินเข้ามาหยุด ยืนตรงหน้าผม แล้วจับแขนผมกระตุกให้ลุกขึ้นตามแรงนั้น  สายตานำทัพนิ่งจนไร้คลื่น ทำไมต้องแสดงความโกรธมากแบบนั้น ฝ่ายพี่ภูเองก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา แค่ยิ้มบางๆ ให้กับนำทัพที่ยืนมอง อยู่แบบนั้น ก่อนจะลุกขึ้น มาประจันหน้า

“ ขอโทษด้วยนะ พอดีว่ามีความจำเป็นที่ต้องอยู่ใกล้นะ”

“ มึงอย่าคิดว่ากูไม่รู้”

“ คิดอะไรหรอ กูไม่เห็นจะรู้เรื่องอะไรเลย ก็แค่มาช่วยน้องโซลเท่านั้น ”

ประโยคของพี่ภูพูดอย่างช้าๆ แต่เน้นทุกคำ น้ำเสียงฟังคล้ายกำลังพูดยั่วโมโหอีกฝ่าย หากว่าเป็นแบบนั้น บอกได้เลยว่าโคตรได้ผล  นำทัพตัวสั่น กำหมัดแน่นให้กับคำพูดนั้น

“ ทัพ พี่เค้ามาช่วยกูไว้ ”

“ ช่วย ?”

“ ใช่ พอดีกูมีเรื่องนิดหน่อย พี่เค้าเห็นเลยเข้ามาช่วย ”

ยังไม่อยากให้นำทัพรู้อะไรมากตอนนี้ ยิ่งอารมณ์แบบนี้ รู้อะไรขึ้นมาอีก คงพังไปหมดแน่นอน อีกอย่างไอ้แม็กซ์กับพี่ภูก็กำลังจะจัดการให้ อีกไม่นานเรื่องก็คงจบ

“ แฟนน้องโซล น่าจะไม่พอใจที่พี่อยู่ตรงนี้ งั้นพี่ขอตัวเลยดีกว่านะครับ”

“ ต้องขอโทษพี่ภูด้วยนะครับ แล้วก็ขอบคุณอีกครั้ง”

“พี่เต็มใจครับ ”

พี่ภูยกยิ้มให้ผม แล้วตั้งท่าจะเดินออกไป สายตาคมคู่นั้นหยุดมองที่นำทัพอยู่ชั่วครู่  พลังทำลายล้างสูงมากจริงๆ เหมือนคนที่เป็นศัตรูกันมานาน



หรือว่าสองคนนี้จะรู้จักกันมาก่อน ....



“ ส่วนผ้าเช็ดหน้า พี่ขอเลยนะครับ จะเก็บไว้เป็นที่ระลึก”

พี่ภูหยุดแล้วหันกลับมาบอกผม ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไปด้วยอะไรบางอย่างที่ผมเองก็เดาไม่ถูก

“ กูบอกแล้วว่าอย่ายุ่งกับโซล ”

“ หวังว่าเราจะบังเอิญได้เจอกันอีกนะครับน้องโซล”

พี่ภูไม่สนใจกับสิ่งที่นำทัพพูดแม้แต่น้อย ยังคงส่งรอยยิ้มและคำพูดให้ผมอยู่แบบนั้น ทำได้เพียงส่งยิ้มตอบรับให้ พร้อมพยักหน้ากลับไป

“ ไอ้ภู กูเตือนมึงครั้งสุดท้าย อย่ายุ่งกับคนของกู ”

“ ชอบจัง เวลามึงหวงอะไรสักอย่าง ...”

“ ///// ”

“ ดูแลคนของมึงให้ดีนะ .. อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียว ... มันอันตราย ”

พี่ภูตบไหล่นำทัพเบาๆ  เขาสะบัดไหล่ออกจากมือนั้นในทันทีเหมือนรังเกียจ

“ กูเตือนมึงแล้วนะนำทัพ”



แล้วพี่ภูก็เดินออกไปเหลือไว้แต่ผมนำทัพ และความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ผมไม่เคยเห็นนำทัพโกรธจนตัวสั่น หน้าแดง ขอบตาแดง กำหมัดในมือแน่นแบบนี้มาก่อน


* * * * * *



หลังจากแยกย้ายกับพวกห่ามและคุยกับทางร้านเรื่องกล้องวงจรปิดเรียบร้อยแล้ว โดยไอ้แม็กซ์อาสาจะเป็นคนตามเรื่องให้ ผมจึงขอตัวกลับด้วยตอนนี้ก็ได้เวลาปิดของร้านแล้ว อีกหลายวันกว่าเรื่องจะเรียบร้อยค่อยมาตามต่ออีกที ความตกใจที่มีหายไปหมดสิ้นแล้วเมื่อมืออุ่นของนำทัพจับมือของผมเอาไว้ ผมไม่ได้เล่าเรื่องอะไรให้เขาฟังมาก ดูจากสีหน้าแล้วเหมือนเขาเองก็มีเรื่องกังวลใจอยู่ เลยโกหกไปว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น ซึ่งฝ่ายนั้นเองก็ไม่ได้คาดคั้นเอาความจริงอะไรมากมาย

“ มึงหิวมั้ย หาไรกินก่อนเข้าคอนโดดีปะ ”

“  ไม่ค่อยหิว แต่ถ้ามึงหิวเดี๋ยวแวะให้ ”

“ ได้ๆ แวะซื้อน้ำเต้าหู้ก่อนทางเข้าคอนโดก็ได้นะ ง่ายดี ”

“ ได้ครับ ”

นำทัพหันกลับมาฝืนยิ้มให้ผมอีกครั้ง แล้วกลับไปตั้งใจขับรถด้วยสีหน้าที่ไม่สบายใจกลับมาฉายเร็วอีกครา ผมไม่รู้ว่าตอนที่กลับบ้านเขาไปเจออะไรมา แต่เดาได้ไม่ยากว่าคงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่



รถยนต์คันหรูจอดเข้าช่องจอดประจำเป็นที่เรียบร้อย นำทัพดับเครื่องยนต์พร้อมกับถือถุงน้ำเต้าหู้เดินตามหลังผมมาจนเข้าสู่อาณาเขตของห้อง ผมหันไปคว้าถุงในมือของเขามาไว้แล้วเดินตรงไปยังส่วนของครัว หยิบแก้วสองใบ เทน้ำเต้าหู้ไม่ใส่เครื่อง ไม่หวานสำหรับผมและเขา พร้อมด้วยปาท่องโก๋ร้อนๆ แล้วเดินกลับมายังโซฟาห้องนั่งเล่น

“ น้ำเต้าหู้ร้อนๆ มาแล้วครับ ”

“ ขอบคุณครับ ”

นำทัพรับแก้วน้ำเต้าหู้ในมือขึ้นไปดื่ม พร้อมหยิบรีโมทเปิดโทรศัพท์ทิ้งไว้ เพื่อดูรายการหนังที่ฉายตอนเกือบสว่างทิ้งเอาไว้

“ เจ็บตรงไหนไหม ”

“ หืมมม ”

ผมวางแก้วน้ำเต้าหู้ในมือลง เมื่อเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หันมาใช้มือสำรวจไปทั่วใบหน้าและแขนของผม

“ ก็เห็นบอกว่ามีเรื่องแล้วไอ้นั่นเข้ามาช่วย ”

“ อ่อ ๆ ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ชกต่อยปกติ กูชินละ ”

นำทัพพยักหน้าหงึกเป็นอันเข้าใจ

“ ขอโทษนะที่ไม่ได้อยู่ดูแล ”

นำทัพมีสีหน้าที่รู้สึกผิดฉายอยู่จนทั่ว ไม่ผิดไปจากที่คาดเอาไว้เลย ว่าที่คนตรงหน้าเงียบๆ ไม่ร่าเริงส่วนหนึ่งคงมาจากเรื่องนี้ เขาคงรู้สึกว่าไม่ได้ดูแล ปกป้องผมอย่างที่เคยพูดเอาไว้ แต่ผมไม่ได้คิดอะไรมากเลย คนเป็นแฟนกันใช่ว่าต้องปกป้องกันตลอดเวลาเสียที่ไหน



ผมปกป้องตัวเองได้ .. และก็ทำได้ดี

เขาไม่ต้องห่วงเลย



“ คิดมาก กูดูแลตัวเองได้ มึงก็น่าจะรู้ กูต่อยเก่งกว่ามึงอีก ”

“ รู้ครับ ว่าเก่งแต่ก็อยากดูแลไง ที่สำคัญ ไอ้นั่นมันมาปกป้องมึงแทนกู ”

หมายถึงพี่ภูสินะะ ...

“ พี่เค้าแค่เข้ามาช่วย ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมาก ”

“ อยู่ให้ห่างมันนะ .. ไอ้นี่ไว้ใจไม่ได้หรอก ท่าทางที่เป็นคนดีของมัน ตรงข้ามกับสันดานสุดๆ เชื่อกู ”

ผมพยักหน้ารับคำบอกของนำทัพเอาไว้ โดยไม่ได้ถามอะไรมากต่อจากนั้น

“ แล้วนี่ไปคุยกับคุณท่านมา เป็นไงบ้าง ”

นำทัพชะงักกึก ลอบส่งสีหน้ากังวลเล็กน้อยก่อนจะแกล้งทำเป็นยิ้มเหมือนเดิมอีกครั้ง ส่อแววผิดปกติสุดๆ

“ ก็ปกตินะ เรียกไปคุยเรื่องทั่วไป ไม่มีอะไรหรอก ”

“ ก็ดี .. จะเช้าแล้วเนี่ยไปอาบน้ำนอนกัน ”

“ อาบด้วยกันดิ ”

“ มึงจะบ้าหรอ ไม่อาบโว้ย ”

“ อาบด้วยกัน นะนะ ”

“ ไม่อาบ ”

เกิดมายังไม่เคยอาบน้ำกับใครเลย  ยิ่งกับคนที่ชอบด้วยแล้วใครจะไปกล้าอาบด้วย ขืนอาบไปไอ้หื่นที่นั่งอยู่ใกล้ๆ คงได้แกล้งผมสารพัดจนหน้าผมแดงแน่ๆ เลย

“ ต้องอาบ ”

พูดแล้วนำทัพก็อุ้มผมที่กำลังเผลอขึ้นบ่าแล้วลุกขึ้นจากโซฟาเดินตรงไปยังห้องนอน

“ ไอ้ทัพ ปล่อย กูไม่อาบ ”

“ ไม่สน จะอาบ .. คราวที่แล้วแกล้งกูให้อึดอัด คราวนี้มึงไม่รอดแน่ ”

“ ไอ้ทัพ ปล่อย ไอ้หื่น ไอ้บ้ากาม ”

ผมพยายามดิ้นแต่ก็ไม่ได้มากเพราะดึกมากแล้วเดี๋ยวคนข้างห้องได้ตื่นมาเคาะประตูด่าเป็นแน่

“ ไอ้ทัพ เดี๋ยว ”

“ อะไรอีก ”

นำทัพหยุดยืนอยู่ตรงหน้าห้องน้ำ ในขณะที่ผมหยุดดิ้นเช่นกัน

“ กูขอหยิบผ้าเช็ดตัวก่อน ”

นำทัพค่อยๆ วางผมลงสู่พื้น ผมทำท่าจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว เมื่อได้จังหวะเผลอจึงผลักนำทัพล้มลงเตียงแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำ ล็อกประตูอย่างเร็ว

“ ไม่ได้กินกูหรอกมึง..ไอ้อ่อน ”

ยกยิ้มขึ้นอย่างภูมิใจ แต่ทำไมคนที่อยู่ข้างนอกไม่โวยวายอะไรเลยสักนิด โคตรผิดสังเกต ไม่นานเสียงกุกกักก็ดังอยู่ตรงลูกบิดประตู



แกร๊กกกกก



ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับคนที่ยืนเปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้าประตู หุ่นดีโคตรใจสั่นไปหมดแล้ว ...

“ มึงเข้ามาได้ไง ”

“ กูมีกุญแจสำรอง หนึ่งดอก ”

“ ///// ”

“ แล้วมึงละ อยากโดนสักดอกไหม จะได้เลิกดื้อสักที ”



นำทัพเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ พร้อมกับความคมชัดระดับเอชดีของมวลกล้ามเนื้อสวยที่ไร้อาภรณ์ใดปิดทับ ใจผมสั่นไปหมดพร้อมกับอารมณ์ของความเป็นชายที่ตอบสนองกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า



หายใจเข้าออก ยาวๆ ให้ตัวเองไม่อึดอัดตรงส่วนนั้นไปมากกว่านี้ มึงจะมาเปิดงานนิทรรศการของดีอะไรตอนตีสี่วะเนี่ย



หยุดเลย .. อย่าเข้ามาใกล้มากไปกว่านี้ ...



กูไม่ไหวแล้ว ....


-----------------------------

Talk ::  เปิดตัวละครใหม่แล้วนะครับ  ฝากเอาใจช่วยให้คนที่กำลังจะได้ใช้กุญแจหนึ่งดอกกันด้วยนะ 5555  หลบเก่งจริงๆ น้องโซลของเรา นำทัพจะคลั่งรักตายอยู่แล้ว

        :: ถ้าชอบก็อย่าลืมคอมเมนท์คุยกันเยอะๆ นะครับรออ่านอยู่นะทุกคน

 :katai4: :katai4: :katai4: :katai4:


ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
จะปวดหัวขนาดไหนนะ

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-1
32

ครั้งเดียวไม่เคยพอ


อาทิตย์แรกของการเปิดเทอมแทบจะไม่มีอะไรเลยนอกจากรับเอกสารนั่งฟังอาจารย์แนะนำเนื้อหาวิชาที่จะใช้สอนตลอดทั้งเทอมนี้ แล้วก็ปล่อย  เป็นแบบนี้ในทุกรายวิชา



เมื่อจบวิชาแรกในช่วงเช้าแล้วบ่ายนี้ก็ว่าง ด้วยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี การเข้ามาสิงที่มุมเดิมของร้านกาแฟจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อรอนำทัพเลิกเรียน  ส่วนเพื่อนผม ขอแยกตัวไปทำธุระตั้งแต่ออกจากห้องเรียนมาทิ้งให้ผมต้องนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว



เกือบอาทิตย์แล้วนับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง ผมยังไม่ได้ความคืบหน้าอะไรเพิ่มเติมเลยเกี่ยวกับเรื่องวันนั้น ถามไอ้แม็กซ์ก็บอกแค่ว่าทางร้าน กำลังประสานงานกับตำรวจเพื่อแกะรอยคนร้ายจากกล้องวงจรปิด เลยได้แต่รอว่าเมื่อไหร่ ความสงสัยในใจที่มีว่าคนร้ายเป็นใคร จะถูกเฉลยสักที



ผมยังไม่ได้บอกกับนำทัพเรื่องนี้ อย่างที่เคยพูดว่าเขาไม่ควรรู้  เพราะช่วงนี้นำทัพเหมือนจะมีเรื่องกังวลใจอยู่บ้างแล้ว ลอบสังเกตหน้าของคนที่เจอกันทุกวัน แม้จะมีรอยยิ้มกับความกวนประสาทเหมือนเดิม ทว่าก็ไม่อาจซ่อนความกังวลที่ออกมาทางแววตา หรือ สีหน้าช่วงที่เขาเผลอได้ ตั้งแต่วันที่เขาบอกว่าจะกลับไปคุยธุระกับคุณท่านเป็นต้นมา ความผิดปกติก็ฉายแววชัดขึ้นในทุกที



ไม่ควรจะทำให้คนที่มีเรื่องให้ต้องคิดมากอยู่แล้ว เป็นกังวลหนักไปอีกดีกว่า  ...



“ ไอ้โซล เกิดเรื่องแล้วมึง”

ละสายตาจากหนังสือเรียนที่พึ่งได้รับมาเมื่อเช้า ขึ้นมาหาน้ำหวานที่วิ่งพรวดเข้ามาในร้าน ด้วยน้ำเสียงโคตรกระหืดกระหอบ ไม่รู้จะรีบอะไรนักหนา  รัวจนฟังไม่รู้เรื่อง

“ใจเย็น  มีเรื่องอะไรก็ค่อยๆ พูด”

“ ไอ้ทัพ กับพวกไอ้แม็กซ์....”

ขึ้นต้นประโยคแล้วหยุดหายใจถี่ๆ ไปแบบนั้น ทำเอาใจผมที่นิ่งอยู่ กลับรู้สึกเต้นแรงขึ้น เดาจากสีหน้า แววตา และ ความตกใจของน้ำหวานแล้ว คงไม่ใช่เรื่องดีแน่

“ ทำไม นำทัพเป็นอะไร ”

“ พวกมันกำลังมีเรื่องที่หลังตึกเรียนของนิเทศ ”

นี่ผมไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม ที่ได้ยินว่า นำทัพมีเรื่อง คนแบบเขาจะไปมีเรื่องกับใครได้ นำทัพไม่ใช่คนที่ชอบใช้กำลังหรือท้าตี ท้าต่อยกับใคร  ปกติเขาต้องเลี่ยงการเผชิญหน้าแบบที่เคยทำ



ยกเว้นแต่ว่า เรื่องนั้นมันจะหนัก จนทำให้ความอดทนของเขาหมดลง  ....

“ แล้วมันมันมีเรื่องกับใคร ”

“ พวกพี่เก่ง มึงรีบไปเหอะ เดี๋ยวก็รู้เอง ”



วินาทีนี้เลิกคิดถึงความจะเป็นไปได้ทั้งหมดก่อน รีบเก็บของแล้วลากน้ำหวานที่ยังไม่หายเหนื่อยให้วิ่งตามแรงฉุดของผมมาออกมา  พร้อมกับความกังวล ในใจที่มี  เป้าหมายคือต้องไปให้ถึงที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด เท่าที่สองขาจะมีแรง โชคดีที่ตึกนิเทศอยู่ไม่ไกลจากตึกคณะผมมาก ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง



ใจเต้นตุบๆ  มาจากทั้งความเหนื่อยบวกความกังวลสะสมตลอดทาง ....

และภาพที่เห็นอยู่ตรงนี้



กลุ่มนักศึกษาประมาณหกคน  เป็นกลุ่มของพี่เก่ง และ นำทัพกับไอ้แม็กซ์ ไอ้ทีมที่ยืนประจันหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย  ดูจากเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่น คราบเลือด และ หน้าตาที่บอบช้ำจากแรงหมัด ของทั้งสองฝ่าย คงซัดกันมานานพอควรที่จะทำให้ตกอยู่ในสภาพแบบนั้นได้  สีหน้าแววตาบ่งบอกถึงความโกรธแค้นกันอย่างสุดขีด แต่ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุอะไรถึงต้องลงไม้ลงมือกันขนาดนี้



มองไปยังนำทัพคนที่ไม่เคยจะหาเรื่อง หรือ ลงไม่ลงมือกับใคร ทว่าตอนนี้สองมือแกร่งของเขา กุมคอเสื้อของพี่เก่งไว้ อย่างจ้องจะเอาชีวิต สายตาที่ไร้คลื่นใดๆ นั้นมันนิ่งจนเดาความรู้สึกในใจไม่ออกว่า เขากำลังจะทำอะไร

ไม่เคยเห็นนำทัพโกรธอะไรแบบนี้มาก่อน



แล้วมันเพราะสาเหตุอะไรกัน ... ถึงทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้



“ ผมเคยให้โอกาสพี่แล้วครั้งหนึ่ง เพื่อหวังว่าพี่จะกลับตัว ... แต่ก็เปล่าเลย พี่ก็ยังทำมันอีก”

นำทัพฉายแววตาดุดันนั้นไปยังพี่เก่งที่เอาแต่ยิ้มเยาะเหมือนคนกวนประสาท ไม่ได้รู้สึกกลัวหรือหวาดหวั่นกับคนที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

“ แล้วมึงจะทำอะไรกูได้ แฟนมึง มึงยังไม่มีปัญญาดูแลเลย แล้วกูต้องกลัวคนแบบมึงด้วยอย่างนั้นหรอ ”

“ อย่างนั้นพี่กับผมก็คงคุยกันดีดีไม่ได้แล้วแหละ  ”



ผลั๊ว !!!



นำทัพปล่อยคอเสื้อที่กระชากไว้ แล้วต่อยไปที่หน้าของพี่เก่งอย่างเต็มแรง จนฝ่ายนั้นกระเด็นออกไป ฝั่งเพื่อนพี่เก่งพอเห็นแบบนั้นจึงจะเดินเข้ามาช่วย แต่ถูกไอ้แม็กซ์ กับไอ้ทีมสกัดไว้ซะก่อน แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่าคนที่ชกต่อยใครไม่เป็นแบบนำทัพจะต่อยพี่เก่งได้แรงมากขนาดนั้น ตัวเขาสั่นเทาด้วยความโกรธจนเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ เห็นแบบนั้นแล้วคงอยู่เฉยต่อไม่ไหว ถ้าไม่เข้าไปห้ามต้องได้ฆ่ากันตายหลังตึกนี้เป็นแน่



“ ไอ้ทัพ อย่า ... ”

คว้าแขนของนำทัพที่กำลังจะชกพี่เก่ง แต่คงพลาดไป เพราะพี่เก่งที่ตั้งท่าจะสวนนำทัพกลับมา  ชกหมัดเข้าที่หน้าของผมที่หน้าอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว จนหน้าหันไปตามแรงมือนั้น โคตรเจ็บเลย เวลาโดนต่อยแบบไม่รู้ตัวแบบนี้

“ มึงต่อยโซล ไอ้สัส ”

ก่อนที่นำทัพจะโผเข้าไปกระชากพี่เก่ง ผมใช้ตัวดันอกของเขาให้ถอยออกไป ให้ห่างจากตรงนี้ โคตรจะใช้แรงมหาศาลที่จะดันคนตัวใหญ่กว่าให้เดินออกไปตามแรงดันได้  จนหลังของเขาชิดติดกับกำแพง จึงหยุด แมร่งเอ๊ย ถ้าไม่แยกมีหวังผมที่อยู่ตรงกลางคงเละแน่

“ มึงเจ็บมั้ย ”

“ ไม่เท่าไหร่ แล้วนี่มึงมาต่อยพี่เก่งทำไม ”

ชิงตั้งคำถามที่คาใจออกไป ระหว่างที่นำทัพกำลังใช้มือจับที่มุมปากผมที่มีเลือดซึมออกมา เมื่อแน่ใจแล้วว่าผมไม่ได้เป็นอะไรมาก คนตัวสูงจึงหันกลับไปหาพี่เก่งที่ กำลังเดินเข้ามาหาพวกผมอย่างช้าๆ



มองไปทางเพื่อนของผมสองคน ที่กำลังเดินตามมาสมทบ หลังจัดการกับเพื่อนของพี่เก่ง จนล้มลงไปกองกับพื้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 “ มึงอย่าแตะต้องโซล ไม่งั้นกูเอามึงตาย”

พี่เก่งตั้งท่าจะคว้าแขนของผม ทว่าถูกนำทัพผลักอกจนถอยออกไปเล็กน้อย พี่เก่งยกยิ้มขึ้นมุมปาก ก่อนจะก้าวเดินกลับมาหาผมกับนำทัพอีกครั้ง  แล้วส่งเสียงหัวเราะออกมา

“ ฮ่าๆ โคตรพระเอกเลยหวะ ถ้ามึงปกป้องได้แบบปากมึงว่า ทำไมกูถึงตามแอบถ่ายแฟนมึงได้วะ”

“ พี่เก่งหมายความว่าไง ”

ผมรู้สึกตกใจกับสิ่งที่รุ่นพี่พูดออกมา มองพี่เก่งสลับกับนำทัพ ว่าผมเข้าใจไม่ผิดใช่ไหม ในสิ่งที่กำลังเดาอยู่ ถึงสาเหตุที่สองคนนี้มีปากเสียงกัน

“ อย่าโง่สิครับน้องโซล พี่พูดแค่นี้น้องน่าจะพอเดาได้นะ ”

พี่เก่งยกมือขึ้นกำลังจะลูบหัวผม แต่ถูกนำทัพปัดออกอย่างเร็ว แล้วกระชากคอเสื้อนั้นมาไว้ในกำมืออีกครั้ง  ผมมองไปที่พี่เก่งด้วยคำถามที่มีอยู่เต็มหัว สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่สิ่งที่เดาได้ยากเลย



พี่เก่งคือคนที่ตามแอบถ่ายผมตลอดมาสินะ ...



“ พี่ทำแบบนี้ไปทำไม ”

“ ฉลาดขึ้นมาแล้วนี่ ใช่พี่เองที่ตามแอบถ่ายโซล ถามว่าทำไปทำไมนะหรอ ก็เพราะกูสะใจไง ”

“ //// ”

ผมปัดมือนำทัพที่กระชากคอเสื้อของพี่เก่งออก  เดินเข้าไปแทรกกลางระหว่างคนสองคน ความโกรธในใจถูกจุดประกายขึ้นอย่างอัตโนมัติ ผมมั่นใจว่าไม่เคยไปทำอะไรให้พี่เก่งเลย ไม่เคย แล้วทำไมต้องมาทำอะไรแย่ๆ กับผมแบบนั้น

“ แล้วผมไปทำอะไรให้พี่ ”

“ กูชอบมึงไง กูชอบมึง แต่มึงไม่ชอบกู มึงกลับไปชอบไอ้เหี้ยเนี่ย  กูทำทุกอย่างให้มึงสนใจ แต่มึงก็ไม่เคยเห็นคุณค่าเลย มึงหลอกใช้กู มึงให้ความหวังกู มึงเอาแต่สนใจมัน ทั้งๆ ที่กูสนใจแต่มึงคนเดียว ในเมื่อกูไม่ได้มึง กูก็จะทำลายมึงไง”

“ สิ่งที่พี่ทำ มันไม่ได้เรียกกว่าชอบ  มันเรียกว่าเห็นแก่ตัว   โคตรเหี้ยเลย ”

ผลักอกพี่เก่งออกไปแบบนั้น สองมือกำหมัดแน่น เพื่อสะกดกลั้นความหงุดหงิดเอาไว้ นี่ไม่ใช่ชอบ การชอบต้องไม่คิดทำลายกันแบบนี้



นี่เรียกว่าโรคจิตมากกว่า ...



“ เออ กูมันเหี้ย กูทำได้มากนี้อีก เช่น ...”

“ อะไรของมึงอีก ”

สรรพนามเปลี่ยนไป พร้อมกับความโกรธที่พุ่งขึ้น พี่เก่งทำท่าแกล้งนึก แล้วลากประโยคนั้นยาวกระตุ้นความอยากรู้ในใจของผมให้วิ่งตาม พร้อมความหงุดหงิดที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว

“ ปล้นมึงสองตัวไง ทำร้ายร่างกายพวกมึงไง ทั้งที่ห้าง แล้วก็ที่ร้านเหล้า ”

“ อะไรนะ ”

“ ที่จริงกูตั้งใจจะทำร้ายไอ้เหี้ยนี่คนเดียว แต่มึงเสือกมาช่วย ก็เลยต้องทำร้ายทั้งคู่  แต่ก็สะใจกูดีนะ รักกันมากก็เจ็บตัวพร้อมมันไปเลย ฮ่าๆๆๆๆ มีความสุขจังโว้ย ”

เรื่องที่ลานจอดรถ กับที่ร้านเหล้าก็เป็นฝีมือพี่เก่งแบบนั้นหรอ แทบไม่เชื่อเลยว่าคนที่ภายนอกดูนิสัยดี เฟรนลี่ เข้ากับคนได้ง่าย หัวเราะยิ้มแย้ม อยู่ตลอดเวลา แต่ภายในจิตใจจะวางแผนคิดทำอะไรรุนแรงได้ขนาดนี้



แค่เพราะผิดหวังในความรักแค่นั้น ถึงทำให้คนเรากล้าที่จะทำอะไรร้ายแรงขนาดนี้เลยหรอ ...



“แค่นี้มันยังน้อยไป พวกมึงต้องเจอกับความเจ็บปวด มากกว่านี้ให้เหมือนกับที่กูโดน”



ผลั๊วว !!!!

ผลั๊วว !!!!

ผลั๊วว !!!!



ไม่อดไม่ทนมันแล้ว .. ในเมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นคนที่ทำร้ายผม ทำร้ายคนที่ผมรัก แถมยังคอยตามแอบถ่ายผมอีก ก็ไม่มีความจำเป็นจะ ต้องปราณีอะไรทั้งนั้น ผมรัวหมัดใส่พี่เก่ง ซ้ายขวา สลับกันจนคนที่อยู่ตรงหน้าสวนแทบไม่ทัน ถึงทันก็จะไม่ยอมให้มีโอกาสเด็ดขาด

“ ไอ้สัส มึงอย่าอยู่เลย ”

อารมณ์ของผมขึ้นสุดอย่างฉุดเอาไว้ไม่อยู่แล้ว เป้าหมายเดียวของผม คือคนที่นอนแผ่อยู่ตรงหน้า ผมจะซัดให้มันสลบสมกับความเหี้ยที่มันมาทำเรื่องเลวระยำกับทั้งผม และ นำทัพ

“ ไอ้โซล พอแล้วมึงเดี๋ยวมันตาย”

“ ปล่อยกู ปล่อยยยย ”

“ มึงพอแล้วววว ”

ไอ้แม็กซ์กับไอ้ทีม  ช่วยกันกระชากตัวผมซึ่งกำลังขึ้นค่อมพี่เก่ง เตรียมจะรัวหมัดใส่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดอีกหลายครั้ง พวกมันลากผมขึ้นมา แล้วพามายืนอยู่ข้างกำแพง ดิ้นจนสุดกำลังแต่ก็ไม่สำเร็จ พวกแมร่งล็อกแน่นชิบหาย ใจผมสั่นไปหมด ถอนหายใจถี่ๆ ด้วยความโกรธที่ปะทุอยู่เต็มในใจ  ผมไม่เคยไปสร้างความเดือดร้อนให้เขา แต่พี่เขากลับมาสร้างความเดือดร้อน มาทำร้ายพวกผม   ผมไม่มีทางปล่อยให้รอดไปได้แน่



“ ปล่อยกูดิวะ แมร่ง กูจะไปต่อยมัน ”

“ มีสติหน่อยดิวะ ใจเย็นก่อน เดี๋ยวมันตาย ”

“โธ่ เว้ยยย ”



โคตรคลั่งเลยที่ทำอะไรไม่ได้ ในใจมันร้อนรุ่มไปหมด ไอ้แม็กซ์ลูบหลังผมเบาๆ คล้ายกับเตือนสติให้ผมใจเย็น  มันบอกให้ผมหายใจเข้าออกลึกๆ ตามจังหวะลูบขึ้นลงของมือมัน ความบ้าคลั่งที่มีจะได้ลดลง แรกๆ ก็ไม่ทำตาม แต่เมื่อคิดได้ว่าการใช้กำลังไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย ผมจึงทำตาม



หายใจเข้าผ่อนคลาย ... หายใจออกผ่อนคลาย



“ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจมาจัดการต่อ ”

เบือนหน้าหันไปหานำทัพที่นิ่งขึ้นมาก ใบหน้าที่ดุดันนั้นเบาลงแล้ว หรือ เป็นเพราะผมบ้าคลั่งกว่าเขาจึงต้องเย็นเพื่อให้ผมมีสติมากยิ่งขึ้น ส่ายหัวให้กับไอ้เหี้ยพี่เก่งที่นอนหายแผ่กับพื้นนั้น สภาพเยินจนดูไม่ได้ด้วยหมัดของผม

“ อย่าใจร้อน มีสติบ้างสิ ”

นำทัพพยักหน้าให้ไอ้สองตัวนั้นปล่อยแขนผม ก่อนเจ้าตัวจะดึงผมเข้าไปไว้ในอ้อมกอด เขาใช้ความนิ่งสยบความหัวร้อนของผม มือที่ลูบหัวนั้นนุ่มนวล จนทำให้ความหงุดหงิดที่มีค่อยๆ จางลง ใจที่เต้นรัวจากความโกรธผ่อนเบาลงเล็กน้อย



ไม่ได้โกรธที่พี่เก่งมาทำอะไรแบบนั้นกับผม

แต่โกรธที่มันเหี้ย มาทำร้ายนำทัพจนได้รับบาดเจ็บแบบนั้น



“ มันทำมึงเจ็บ ..กูทนไม่ได้”

“ ช่างมัน กูจัดการมันแล้ว มันจะไม่มีโอกาสได้กลับเข้ามาสร้างความวุ่นวายให้เราอีก ”

ผมเย็นลงมากแล้ว ด้วยกอดอุ่นของนำทัพ กอดที่เรียกสติของผมให้กลับคืนมา ว่าถ้าพี่เก่งเป็นอะไรไป ผมก็คงโดนจับหมดอนาคต ไม่คุ้มที่จะแลกกับคนแบบนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจจัดการคงดีกว่า



ไม่นานอาตำรวจของนำทัพ พร้อมเจ้าหน้าที่อีกหลายนายก็มาถึงยังที่เกิดเหตุ คุมตัวพี่เก่งและพวกเดินออกไป แล้วหันมาบอกให้พวกผมตามไปให้ปากคำที่โรงพัก

“ อารบกวนพวกเด็กๆ ไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่โรงพักหน่อยนะ ”

“ ได้ครับ ”

ผมกับนำทัพตอบออกไปพร้อมกัน พี่เก่งส่งสายตาโคตรจะแค้นมาให้พวกผมขณะเดินออกไป จนถึงตอนนี้แล้วความพยาบาทที่มีอยู่ในใจยังไม่หมดไปอีกหรือไง ผมคงตัดสินใจถูกแล้วที่ปล่อยให้ถูกจับไป



คนแบบนี้ ถึงให้โอกาสไป เขาก็คงไม่ใช้โอกาสที่มีในการปรับปรุงตัว

แต่คงใช้โอกาสที่ได้รับ กลับมาทำลายผมมากกว่า



* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

กว่าจะให้ปากคำกับตำรวจเสร็จ กลับมาถึงคอนโดก็มืดแล้ว พวกผมไม่ได้ถูกสอบอะไรมาก นอกจากชี้แจงเรื่องที่โดนแอบถ่าย โดนทำร้ายร่างกาย และ ระบุคนที่ก่อนเหตุก็เท่านั้น ส่วนหลักฐานประกอบคดี นำทัพ ไอ้แม็กซ์ ไอ้ทีม ก็เตรียมไว้เรียบร้อยหมดแล้ว  ทั้งกล้องของพี่เก่งที่มีรูปกับคลิปแอบถ่ายผมอยู่ในนั้น แต่โชคดีที่ไม่มีอะไรน่าเกลียดเพราะคลิปมีแต่ที่ผมกำลังจะเตรียมถอด แต่ก็ยังไม่โป๊ ส่วนรูปก็มีรูปที่ผมเป็นหนุ่มน้อยตกน้ำ ใส่เสื้อผ้าบางๆ นอกนั้นก็เป็นรูปถ่ายทั่วไป ลักษณะตามแอบถ่าย  และ มันยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกไป



ไอ้แม็กซ์กับทีม เล่าให้ฟังว่า พวกมันกับนำทัพ ตามสืบเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่ผมโดนแอบถ่ายที่ห้องน้ำ นำทัพเห็นว่าเป็นพี่เก่งที่วิ่งออกมา ก่อนจะที่ผมจะวิ่งตามแล้วชนกับเขา ซึ่งตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าใช่พี่เก่งจริงไหม แต่พอโดนทำร้าย แล้วให้อาตำรวจสืบให้ วันที่นำทัพไปรับกระเป๋าผมคืน เขาก็ได้รู้ว่าคืนร้ายเป็นพี่เก่งกับพวก แต่ด้วยนำทัพไม่อยากให้พี่เรื่อง หรือ ทำลายอนาคตของรุ่นพี่จึงปล่อยไป ไม่แจ้งความ จนกระทั่งมาเกิดเรื่องกับผมซ้ำขึ้นอีกครั้งที่ร้านเหล้า นำทัพจึงไม่ยอม ตามสืบ หาหลักฐานทั้งหมด แล้วแจ้งความกับตำรวจ ให้เอาผิดพวกพี่เก่ง



แล้วไอ้ทีมยังเล่าต่ออีกว่าที่มีเรื่องกันเพราะ นำทัพขอเจรจากับพี่เก่งดีดี แต่พี่เก่งกลับกวนประสาท แถมบอกจะทำร้ายผมให้มากกว่าเดิม จนนำทัพ โมโหถึงได้มีเรื่องชกต่อยกันรุนแรงแบบนั้น



ที่สำคัญพวกมันบอกผมว่า นำทัพงอนผมมากที่ผมไม่ยอมบอกว่ามีเรื่องที่ร้านให้เขารู้ ....

ซึ่งมันน่าจะจริง เพราะตั้งแต่ขึ้นรถจนมาถึงที่คอนโด



เขายังไม่ยอมคุยกับผมเลย ...



“ ขอบคุณนะ ”

“ ขอบคุณนะครับ ”

ลากเสียงยาวอ้อนคนที่กำลังงอนอยู่ให้หันมาสนใจ  เขาหันมามองผมเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปสนใจทีวีตามเดิม ผมผิดเองแหละที่ไม่ยอมเล่าเรื่องนั้นให้เขาฟัง เป็นห่วงความรู้สึกนำทัพมากจนเกินไป จนลืมว่าถ้าเขารู้ทีหลังคงงอนผมเป็นแน่



แล้วไอ้หมียักษ์นี่ ก็ง้อโคตรจะยากเวลางอน ...



“ ขอโทษนะที่ไม่ได้เล่าเรื่องนั้นให้ฟัง กูแค่ไม่อยากให้มึงกังวล ช่วงนี้มึงดูมีเรื่องไม่สบายใจ เลยไม่อยากเอาอะไรไปเพิ่มให้มันหนักขึ้นไปอีก ”

“ แต่คนอื่นรู้ได้ อย่างนั้นหรอ หรือ เพราะกูไม่ใช่ไอ้ภู ”

“ อะไรวะ พี่ภูมาเกี่ยวอะไร”

“ ไอ้ภูรู้ได้ ช่วยมึงได้มากกว่ากูสินะ มึงถึงยอมให้มันช่วย แต่กูมึงคงเห็นว่าอ่อนแอ ปกป้องมึงไม่ได้ เลยไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เพราะรู้ไปคงไม่มีประโยชน์กับมึงอยู่ดี  ”



ทำไมวันนี้นำทัพดูดราม่าจริงจังขนาดนี้  สีหน้าเขาดูผิดหวังปนน้อยใจมากเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะเวลาที่เอ่ยขึ้นพี่ภู ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้พี่ภูช่วยแต่แค่พี่เขอาสา และเห็นว่าพี่เขาอยู่ในเหตุการณ์น่าจะช่วยได้ดี ไม่ได้มีเจตนาปกปิดหรือทำให้นำทัพ รู้สึกน้อยใจแบบนี้เลย



หรือผมคงคิดน้อยเกินไป  ถึงกลายเป็นทำร้ายจิตใจเขาแบบนี้



“มันไม่ใช่แบบนั้นนะมึง อย่าคิดมากสิ ”

“ ขอโทษละกันที่กูดูแลมึงได้ไม่ดี กูพยายามเต็มที่แล้วแต่กูก็ทำได้แค่นี้แหละ ”

นำทัพลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินหายเข้าไปในห้องนอน ทิ้งให้ผมนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว กับความสงสัยในใจ ว่าทำไมถึงได้โกรธผมขนาดนั้น ทั้งที่ปกตินำทัพจะเป็นคนที่มีเหตุผลมาก ซึ่งผมก็ได้อธิบายไปหมดแล้ว ว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะปกปิด แต่แค่ไม่อยากให้เขาต้องกังวลกับเรื่องของผมอีก



ผ่านไปนานเกือบสองชั่วโมงที่ผมนั่งคิดทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บนโซฟาแบบนี้ ผมมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิดร้ายแรงจนทำให้นำทัพโกรธหนักขนาดนั้น ก็แค่ไม่อยากให้คนที่ผมรักต้องกังวลกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมทำผิดอะไรนักหนาหรือยังไง ไม่เข้าใจเหมือนกัน



เสียงเปิดประตูห้องนอนดังขึ้น พร้อมกับเจ้าของห้องที่แต่งตัวเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอก สายตาของนำทัพฉายมาหาผมอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปทำไม่สนใจเหมือนเดิม



“ มึงจะไปไหนดึกแล้วนะ”

ลุกขึ้นเดินไปหาคนที่กำลังโกรธผมอยู่ ตอนกลางวันก็ยังดีดีอยู่เลย แล้วตอนนี้ทำไมถึงกลายมาเป็นแบบนี้ไปได้ คนที่มีเหตุผล ของผมคนนั้นหายไปไหน

“ กูจะออกไปข้างนอก คืนนี้คงไม่กลับ ”

“ มึงไม่ต้องไปไหนหรอก นี่ห้องมึง มึงอยู่ไปเถอะ ถ้าไม่อยากเห็นหน้ากูขนาดนั้น เดี๋ยวกูกลับห้องกูเอง ”

เดินกลับมาหยิบกระเป๋ากับมือถือ แล้วเดินสวนออกไป ผมก็น้อยใจเป็นเหมือนกันนะ เห็นยิ้มเก่ง หัวเราะง่ายแบบนี้ เขาทำเหมือนผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลย พามาที่คอนโด และ จะปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว เพียงเพราะเราไม่เข้าใจกันแค่นั้น สู้ผมกลับไปอยู่ห้องตัวเองดีกว่า รอให้อารมณ์เย็นแล้วค่อยคุยกัน

“ ไม่ ”

นำทัพคว้าแขนของผมเอาไว้ แล้วพูดขึ้นเสียงดัง ถอนหายใจให้กับการกระทำนั้นอย่างคนทำตัวไม่ถูก วันนี้เขาซับซ้อนจนผมเดาอะไรไม่ออกเลย

“ ในเมื่อมึงไม่อยากเห็นหน้ากู กูก็จะกลับ จะให้กูอยู่ไปทำไมวะ ในเมื่อสิ่งที่กูพูด กูอธิบายมึงไม่ได้สนใจจะรับฟังมันอยู่แล้ว ”

“ ไม่เอา กูไม่ให้ไป กูไม่ไปไหนแล้ว”

“ แต่กูจะกลับ ”

หันตัวกลับตั้งใจจะเดินไปที่ประตู ทว่าถูกมือหนากับร่างสูง โอบกอดไว้จากทางด้านหลัง นำทัพกระชับกอดผมให้แน่นขึ้น วางปลายคางแหลมไว้ตรงบริเวณไหล่ ลมหายใจอุ่นจนสัมผัสได้

“ กูขอโทษ มึงอย่าไปเลยนะ นอนกับกูนะ ”

“ มึงไม่ฟังกูเลย กูบอกแล้วว่ากูขอโทษ กูไม่ได้ตั้งใจปะวะ ที่จะปกปิดมึง กูแค่ไม่อยากให้มึงต้องมากังวลกับเรื่องของกู กูเป็นห่วงความรู้สึกของมึง อีกอย่างกูมีเพื่อนที่คอยช่วยจัดการแล้ว ”

“ แต่ไอ้ภู ..”

“ พี่เค้ามาช่วยกู เค้าเลยขออาสาเป็นคนประสานงานให้ก็เท่านั้น กูไม่ได้มีอะไรกับพี่เค้าเลย แม้แต่ไลน์กับเบอร์กูยังไม่มี แล้วกูจะไปสนิทสนมกับเค้าได้ยังไงวะ”

“ กู ...”

“กูรู้ว่ามึงเป็นห่วง กูรู้ว่ามึงอยากจะปกป้องกู ซึ่งกูก็ขอบคุณ แต่มันผิดมากหรอวะที่กูก็เป็นห่วงแฟนกูเหมือนกัน กูไม่อยากให้แฟนกูต้องมารับรู้เรื่องแย่ หรือ ตกอยู่ในอันตรายอีก  มันผิดมากเลยใช่ปะ ”

สำหรับผม การดูแลนำทัพ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน มันยังคงเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ผมรู้ว่าพักหลังนำทัพพยายามจะปกป้องผมให้ดีที่สุดตามที่พูดไว้ แค่เห็นจากที่เขาชกต่อยกับพี่เก่งเพื่อปกป้องผมก็เข้าใจได้แล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องให้เขามาปกป้องตลอด

“ แค่นี้ใช่มั้ย ถ้าไม่มีอะไรแล้วกูจะกลับ ”

“ กูหึง ”



หึงอย่างนั้นหรอ ...



หันกลับไปมองคนที่เพิ่งพูดคำว่าหึงออกมาเมื่อครู่ นำทัพหลุบตาลงเล็กน้อยเหมือนเด็กที่เผลอพูดอะไรออกไป แต่ยั้งไว้ไม่ทัน สีหน้าที่ยังดูน้อยใจนั้นยังไม่เปลี่ยนไป จนถึงตอนนี้ผมแน่ใจแล้วว่า เหตุผลที่เขางอนผมมากมายได้ขนาดนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ผมปิดบังเลย แต่มันน่าจะเกี่ยวกับพี่ภูล้วนๆ

“ หึงอะไร”

“ กูไม่ชอบเวลาที่มึงอยู่ใกล้ไอ้ภู มันไว้ใจไม่ได้ มันไม่ได้จะมาช่วยมึง มันจะมาแย่งมึงจากกู ”

“ อะไรนะ ทำไมถึงคิดแบบนั้น มึงกับพี่เค้าเพิ่งเจอกันเองนะ”

” ไว้ถ้าพร้อมกูจะเล่าให้ฟัง แต่มึงอย่าไปยุ่งกับมันอีกได้ไหม ”

นำทัพเบือนหน้าหลบสายตาของผม เวลาที่พูดถึงพี่ภู เขาเหมือนไม่อยากจะเอ่ยมันออกมา คล้ายกับมีความทรงจำร้ายๆ หรือ ไม่ดีต่อกันมาก่อน คงไม่ผิดไปจากที่คิดเป็นแน่



นำทัพกับพี่ภู ต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน ...



“ มึงก็รู้ว่าคนที่กูรักมีแค่มึงคนเดียว .. ไม่มีใครมาทำให้หัวใจของกูเปลี่ยนไปได้หรอก นอกจาก .. “

“ หืมมมม ”

เลิกคิ้วขึ้นทำเชิงสงสัย กับสิ่งที่ผมพูดออกไป ใบหน้าระบายรอยยิ้มอ่อนปรากฏอีกครั้ง เมื่อผมวางมือนุ่มทาบลงบนแก้มของนำทัพ

“นอกจาก มึงจะไม่ต้องการกูแล้วไง ”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีคนเข้ามาในชีวิตผมตลอด แต่หัวใจของผมไม่เคยสนใจใครได้เลย เพราะมันถูกปิดตายให้เฝ้ารอแค่คนตรงหน้าเพียงคนเดียว นั่นก็เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าแม้จะต่อจากนี้จะมีคนอีกมากมายที่เข้ามา หัวใจของผมก็ยังจะมั่นคงเช่นเดิม ไม่เคยเปลี่ยนไป

“ ต้องการสิ ต้องการมาก รักมากเลยนะรู้เปล่า ”

“อื้อ”

“ ขอจูบได้ไหมครับ ”

ท่าทางโคตรตลกเลย  คล้ายกำลังอยากทำแต่ไม่กล้า เพราะกลัวโดนโกรธ เลยต้องขออนุญาตก่อน ว่าแต่เรื่องแบบนี้ใครเค้าขอกันละ ฝ่ายรุกต้องเริ่มก่อนไม่ใช่หรือยังไงกัน

“ แล้วจะออกไปนอนข้างนอกอยู่อีกไหม “”

“ ไม่แล้วครับ ”

“ ถ้าวันหลังโกรธ จนไม่มีเหตุผลแบบนี้อีก กูจะขนของทุกอย่างกลับคอนโด แล้วไม่มาค้างกับมึงอีกเลย ”

ชี้หน้าขู่คาดหัวเอาไว้ก่อน จะได้ไม่กล้าหืออีก กว่าจะง้อได้แต่ละทีโคตรจะเหนื่อยเลย คนถูกขู่เคลื่อนหน้าผากให้มาชนกับนิ้วที่ชี้ไว้ พยักหน้าหงึกสองที เป็นอันรับทราบ

“ ส่วนกู .. ต่อจากนี้ไป ถ้ามีอะไร จะไม่ปกปิดมึงอีก จะเล่าให้มึงฟังทุกเรื่อง แล้วก็จะให้มึงเป็นคนปกป้องกูอย่างที่มึงอยากทำ.....ให้มึงแค่คนเดียว ”

“ ดีครับ น่ารักจัง ”

“ เราดีกันแล้วนะ ”

“ เมื่อไหร่จะจูบได้สักที ”

หัวเราะให้กับสีหน้าของนำทัพที่เหมือนแบบ รอนานแล้วนะ อะไรทำนองนั้น  ก่อนจะเคลื่อนมือไปคล้องคอของคนตัวสูงเอาไว้ ค่อยๆ หลับตา เมื่อใบหน้าของเขา โน้มลงต่ำมาอย่างช้าๆ .. จนกระทั่งปลายจมูกของผมสัมผัสถึงปลายจมูกของเขา



ริมฝีปากของนำทัพ อ้างับปากนุ่มเล็กของผมเอาไว้ ก่อนจะครอบครองมันได้สำเร็จ และ ล่วงล้ำเข้าไปส่วนในได้สำเร็จ นุ่มนวล เนิ่นนาน ตามแรงปรารถนาของหัวใจสองดวง นี่เป็นครั้งที่สองที่เราได้สัมผัสกันและกันแบบนี้  รสจูบที่อบอุ่นจากความรักที่ส่งผ่านริมฝีปาก  ก่อนจะคลายออกจากกัน



“ ขออีกได้มั้ย ”

“ เพิ่งจูบไปเมื่อกี้เองนะ”

“ ถ้าเป็นจูบของโซล ครั้งเดียวไม่เคยพอ ”



ผมหลับตาลงอีกครั้ง แทนคำตอบรับอย่างเชื้อเชิญ ก่อนนำทัพจะส่งจูบหวานนั้นมาให้ผมได้สัมผัส

ใครจะกล้าพูดออกไปล่ะ ว่าไม่ได้มีแค่เขาที่ยังไม่อิ่มรสจูบ

เพราะสำหรับผม



ถ้าเป็นจูบของนำทัพ .. ครั้งเดียวก็ไม่พอเหมือนกัน


--------

Talk :: ใครที่กังวลว่ามีเรื่องมีราวแล้วจะไม่หวาน .. อย่าห่วงเลยครับ เพราะนำทัพของเรารุกเก่ง ที่สำคัญน้องโซลอ้อยมากก (คนแมนหายไปไหน)

       :: ความร้ายของพี่เก่งมีที่มาที่ไปนะ บางทีคนเราผิดหวังมากๆ ก็อาจทำอะไรลงโดยไม่รู้ตัว ขวัญเอ๊ยขวัญมาน้องโซล เอ๊ะหรือเราไม่ต้องโอ๋ เพราะมีคนโอ๋ดีกว่าอยู่แล้วอะเนาะ 555

      :katai2-1: :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4018
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +329/-6

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Blueribbon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-1
33

พ่อหมี แม่หมี ลูกหมี

ตั้งแต่คบกันมายังไม่มีโอกาสได้มาดูหนังด้วยกันสักที วันนี้ได้ฤกษ์ดีเนื่องจากเป็นวันเสาร์ และ เราทั้งคู่ก็ว่าง แถมยังอยากดูหนังด้วยกันทั้งคู่  หลังจากตื่นมา อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย นำทัพจึงขับรถพาผมมาที่ห้างแถวในเมืองตั้งใจว่าหลังจากหนังเสร็จเราจะหาอะไรกินต่อ จากนั้นก็เดินช้อปปิ้งซื้อของเข้าห้องกัน

 โรงหนังวันนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่ใจตรงกันกับพวกผม อาจจะเพราะด้วยวันหยุดแถมวันนี้ยังเป็นวันแรกที่หนังเรื่องดังเข้าโรงอีก จึงไม่แปลกที่ทุกคนจะมารวมตัวกันอย่างไม่ได้นัดหมาย  เหมือนนำทัพจะรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้คิวน่าจะยาวเขาจึงจัดการจองตั๋วทางออนไลน์ไว้เรียบร้อยแล้ว

“ เอาป๊อปคอนรสอะไร ”

“ เอาหวาน ส่วนมึงเอาชีสเหมือนเดิมใช่ปะ”

นำทัพพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะหันไปสั่งป๊อปคอนรสหวานและชีสตามที่ผมพูด ยังจำได้ว่าคนตัวสูงกินเป็นแค่รสชีสส่วนผมก็กินเป็นแค่รสหวาน รับขนมมาพร้อมกับโปรโมชั่นน้ำอัดลมอีกหนึ่งแก้วแล้วพากันเดินเข้าไปในโรงหนังตามหมายเลขที่ระบุเอาไว้ใกล้เวลาที่หนังจะเริ่มฉายมากแล้ว

“ โรงเจ็ด ที่นั่งโซนวีไอพีนะคะ ”

“ ครับ”

ผมหยิบตั๋วหนังที่นำทัพถือไว้มาดูมันเป็นที่นั่งแถวบนสุดไว้สำหรับคู่รักหรือที่นั่งแบบฮันนีมูนนั่นแหละ  ไม่น่าหละพี่พนักงานถึงได้ส่งยิ้มให้พวกเราแบบนั้น ไอ้บ้านี่ก็ไม่บอกผมเลย ว่าจองที่นั่งตรงนั้นเอาไว้

เดินมาถึงหน้าโรงหนัง ภาพโปรแกรมที่จะฉายตอนนี้มันไม่ใช่หนังฮีโร่ชื่อดังที่ผมอยากดูนี่นา แต่มันเป็นหนังผีแนวสยองขวัญที่กำลังมาแรงเช่นกัน



นำทัพไม่รู้หรือไง ว่าผมกลัวผี ...



“ ทัพกูกลัวผีมึงไม่รู้หรอ ”

ผมถามทันทีที่นั่งลงเก้าอี้ข้างๆ นำทัพก่อนที่เขาจะหันมาหา  กระพริบตาปริบๆ แล้วยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มและสุดท้ายก็กลายเป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้ผมต้องมองแบบเคือง ๆ

“ รู้สิ ทำไมจะไม่รู้ “

“ อ้าว รู้แล้วมึงจะพากูมาดูหนังผีทำไม จะแกล้งใช่มั้ย ”

“ ไม่ได้แกล้ง .. แค่ซื้อผิดเรื่องถ้ากลัวก็นี่ไงซบอกกู กูชอบ ”

นำทัพตบที่อกแน่นของตัวเองสองที ให้รู้ว่าเขาพร้อมที่จะให้ผมซบแบบนั้นจริงๆ เจ้าเล่ห์นักนะไอ้หมี ผมเป็นคนที่กลัวผีมาก ตั้งแต่เด็กๆ เวลามืดที่ไรใจมันสั่นทุกที  ยิ่งได้ยินเสียงหมาหอนตอนดึกใจหายแวบเสียวสันหลังวาบตลอดเลย กว่าจะแยกห้องนอนกับแม่ได้ก็โตเป็นหนุ่มมากแล้ว แต่ถึงกระนั้นความกลัวผีของผมก็ไม่ได้ลดลงตามอายุที่มากขึ้นเลย

“ มึงหยุดขำเลย ชอบแกล้งกู ถ้ากูช็อกตายขึ้นมา มึงรับผิดชอบด้วย”

ผมใช้มือข้างที่ว่างตีเข้าที่อกของนำทัพที่นั่งหัวเราะอยู่กับท่าที กล้าๆ กลัวๆ ของผม มองจอหนังที่แค่เริ่มฉายตัวอย่างหนังผีเรื่องอื่น ยังหวาดได้ขนาดนี้ ถ้าหนังฉายจริงจะไม่ดิ้นลงไปกองกับพื้นเลยหรือไง



ฮือออ ไอ้หมียักษ์แกล้งผมอีกแล้ว ...



“ ขอโทษ .. มาๆ ผีจะมาแล้ว มาซบอีกพี่เร็ว”

ผมมองค้างไปกับคำเชิญนั้น ตัดสินใจอยู่นาน ว่าจะเลือกผีในจอหรือเข้าไปซุกอกไอ้หมีข้างนี่ดี มองจอหนังโคตรจะใหญ่เลย ถ้าผีโผล่มาทีคงเต็มจอแน่เลย

คิดได้แบบนั้นจึงเอาพนักพิงที่กั้นไว้ออกแล้วขยับเข้าไปใกล้นำทัพที่ยกแขนขึ้นรอผมอยู่แล้ว ซุกตัวเข้าไปที่อกของนำทัพพร้อมรับสัมผัสจากมือข้างหนึ่งที่กอดเอวไว้ส่วนอีกข้างจับกุมมือผมแน่น

“ กอดแน่นๆ นะ ผีจะมาแล้ว ”

“ จำไว้เลยนะ แกล้งกูแบบนี้ คืนนี้มึงนอนโซฟา ”

ผมรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปโคตรช้า ช้ามาก ช้าชิบหาย ตั้งแต่ผีเริ่มส่งเสียงเรียกในจอ แล้วโผล่ออกมา ผมยังไม่กล้าจะเอามือที่ปิดตาออกเลย เป็นการดูหนังราคาแพงที่ขาดทุนมาก ได้แต่มองลอดช่องนิ้วมือออกไป กลัวว่าถ้าเอามือออก แล้วผีโผล่มาจะหนีไม่ทัน  ตกใจผีว่าหนักแล้ว ตกใจคนในโรงที่กรี๊ดนี่หนักกว่า ส่วนคนตัวสูงที่กอดผมอยู่ก็แสดงโคตรเก่ง บิวด์จนผมกลัวฉี่จะราดอยู่แล้ว 

เมื่อไหร่จะจบสักที ....

ผมออกจากโรงหนังมาด้วยความรู้สึกโคตรหลอน  ปะปนกับความสุขที่ได้ดูหนังกับคนที่ผมรัก ถึงแม้มันจะน่ากลัวไปมากตลอดสองชั่วโมง แต่ผมก็ยังมีอกอุ่นกับอ้อมกอดที่คอยกระชับไว้ให้รู้สึกอุ่นใจ มองหน้าคนต้นเรื่องที่เดินถือแก้วน้ำ แล้วจับมือข้างหนึ่งของผมเอาไว้ อารมณ์ดีมีความสุข ที่ได้เห็นผมร้องลั่นโรงแบบนั้น

“ ปล่อยได้แล้วมั้ง เนียนไปแล้วมึงอะ”

“ ไม่ปล่อย มีแต่คนมองมึง กูหวง ”

มองไปรอบตัว ที่คนมองไม่ได้มาจากผมหรอก มันคงมาจากภาพที่พวกเขาเห็น เด็กผู้ชายสองคนเดินจับมือกันออกจากโรงหนังมากกว่า ไหนจะท่าทางเอาอกเอาใจของนำทัพแบบนั้นอีก

“ มึงอยากกินอะไร”

“ ชาบู ”

“จัดไป ”

นำทัพเดินพาผมมาที่ร้านชาบูแถวชั้นสาม ยืนรออยู่นานกว่าจะได้โต๊ะ วันนี้คนเยอะจึงต้องต่อคิว ทีแรกคนที่ไม่ชอบรออะไรอย่างนำทัพ จะเปลี่ยนใจแล้ว แต่พอเห็นสีหน้าของผมที่ส่งไปอ้อนวอน เขาก็ใจอ่อนยืนรอคิวจนได้ที่นั่งนี้มา เมื่อแจ้งออเดอร์กับพนักงานเรียบร้อยแล้ว ไม่นานหม้อซุปก็ถูกตั้งไว้ตรงกลางระหว่างเราสองคน เป็นอันเริ่มการกินมื้อเที่ยงได้

“ ซื้อของเข้าห้องด้วยใช่มั้ยวันนี้”

“ ใช่ๆ ของสดหมด จะได้ซื้อเติมไว้ ”

ชาบูร้านนี้ ยังอร่อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมีคนมาคอยลวกกุ้ง ลวกหมูสไลด์ให้ ทุกทีมากับพวกห่ามต้องทำเองหมดเลย แค่คิดว่า มีอะไรก็โยนลงไปในหม้อ สุกแล้วก็ตักกิน แต่เพิ่งรู้ว่ามันไม่ใช่ การกินชาบูกับนำทัพอร่อยกว่าทุกครั้งมาก กุ้งเด้งกำลังดี ผ่านความร้อนไม่นาน หมูสไลด์นุ่มไม่แข็งกระด้างเพราะถูกต้มในน้ำร้อน

โคตรอร่อยเลย การมีแฟนทำกับข้าวเป็น มันดีแบบนี้นี่เอง

“ บ่ายนี้อยากไปไหนอีกมั้ย ”

“ ไม่รู้อะ”

“ งั้นซื้อของเสร็จแล้ว เราไปหาน้องปันกันมั้ย”

“ ไปไป ”

นานมากแล้วที่ไม่ได้กลับไปหาน้องปัน ทั้งที่เคยบอกไว้ว่าจะแวะไปหาบ่อยๆ  น้องปันคือเด็กที่สถานเลี้ยงเด็กที่ผมกับนำทัพเคยไปทำกิจกรรมตอนประกวดเดือน เด็กน้อยแก้มแดงตัวเล็กขี้อ้อน ติดนำทัพยิ่งกว่าลูกซะอีก เคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าผมพร้อมคงรับน้องปันมาดูแลแล้ว

“ เดี๋ยวเราไปซื้อเสื้อลายหมีแบบที่น้องปันชอบด้วยเนาะ ”

“ ได้สิ แม่หมี  ”

“ เดี๋ยวก็โดนตะเกียบจิ้มตาหรอก”

นำทัพเอ็นดูน้องปันเป็นพิเศษ ด้วยเพราะน้องตัวเล็กขี้อ้อนน่าเอ็นดูกว่าใคร เวลาเห็นนำทัพทีไรก็มักจะโผเข้าอ้อน แถมพูดจาเพราะน่าฟัง คนตัวเล็กที่ผมพูดถึงเคยอวดเสื้อลายหมีที่ใส่ว่านำทัพเป็นคนซื้อให้ วันนี้เลยตั้งใจว่าจะซื้อไปฝากอีกสักสองสามตัว กลัวว่าคนตัวเล็กจะใส่เสื้อตัวโปรดนั้นซ้ำๆจนเก่า



นำทัพเคยบอกว่า เขาไปที่นั่นบ่อยๆ เพราะมูลนิธิคุณแม่ของเขา รับอาสาดูแลค่าใช้จ่ายของศูนย์รับเลี้ยงเด็กทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเรียนของเด็กๆ จึงไม่แปลกที่วันนั้นน้องปันจึงบอกว่า พี่ทัพของเขามาหาบ่อย 

เวลาที่นำทัพพูดถึงคุณแม่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เขาจะดูมีความสุขมาก ยิ้มไปเล่าไป เหมือนกับว่าความทรงจำที่ผ่านคำพูดนั้น เป็นเสียงดนตรีสุดไพเราะให้ใจของคนพูดเคลิ้มตาม



ไม่เหมือนตอนที่พูดถึงเรื่องคุณพ่อ ...

คนละอารมณ์กันเลย



ผมเดินเลือกของในขณะที่มีพ่อบ้านตัวโตเข็นรถตาม หลักๆ ก็เป็นจำพวกผัก นม ผลไม้ แล้วก็ขนม ที่ใกล้หมด ส่วนของอื่นๆ แม่บ้านของนำทัพจะซื้อเติมให้ในแต่ละวัน ตามจำนวนของที่หมดอีกที คนตัวสูงเดินเข็นไปยิ้มไปแลดูมีความสุข มองผมที่หยิบของไปเรื่อยๆ ให้เขาดูว่าปกติที่ห้องใช้อันไหน แล้วให้เขาตอบ

“ ยิ้มอะไรวะ เป็นบ้าหรอ”

“ ก็มึงน่ารัก ทำอะไรก็น่ามองไปหมด ”

“ เข็นรถตามมา พูดมาก”

“ได้ครับแฟน”

เมื่อไหร่จะเลิกจีบ เลิกหยอดสักทีก็ไม่รู้ เป็นแฟนกันมาตั้งนานแล้ว ยังจะพูดจาหวานๆ อยู่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แต่บางทีผมก็เขินจนทำอะไรไม่ถูก เลิกลักไปหมดแล้ว



คนบ้าอะไร ตามจีบแฟนตัวเองอยู่ได้ตลอดเวลา .



เมื่อเลือกของ และ ได้ตามรายการที่ต้องการแล้ว จึงพากันไปชำระเงิน แล้วเดินเข็นรถออกไปจากส่วนของซุปเปอร์มาเก็ตในทันที มองไปของที่อยู่รถเข็นแล้ว เหมือนมีอะไรขาดไปสักอย่างแต่ก็นึกไม่ออกว่าผมลืมอะไร

เคยเป็นไหม รู้สึกว่าลืม แต่ก็ไม่รู้ว่าลืมอะไร ..

“ ทำไมทำหน้าแบบนั้น ลืมซื้ออะไรหรอ ”

“ เหมือนจะลืมหยิบอะไรมา แต่ก็นึกไม่ออก”

“ แต่กูนึกออก ... มึงลืมหยิบผงช็อกโกแลตสำเร็จรูปมา ”

“ เออใช่ ..”

นั่นไง บอกแล้วว่าลืมแต่คิดไม่ออก ทำไมถึงได้พลาดไม่ได้หยิบ ของที่กินทุกวันติดมือมาแบบนี้นะ คงเพราะเอาแต่เขินกับคำหยอดของคนตัวสูงจนหยิบผิดหยิบถูกอยู่หลายครั้ง จำได้ว่าหยิบมันออกมาจากชั้นวางแล้ว แต่คงเผลอหยิบกลับเอาไปวางที่เดิมแน่นอน

“ ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูกลับไปซื้อ”

“ ไม่ต้อง มึงรออยู่ที่แหละ เดี๋ยวกูไปซื้อเอง ยี่ห้อเดิมใช่มั้ย”

“ ใช่แล้ว”

นำทัพผลักรถเข็นมาให้ผมเข็นต่อ มองหาจุดนั่ง ที่ใกล้ที่สุดแล้วเข็นรถเดินไปยังจุดหมาย นั่งมองไปที่ร้านเสื้อผ้าแบรนด์โปรดที่กำลังลดราคา คนเต็มร้านเลย เดี๋ยวรอนำทัพกลับมาจะโฉบเข้าไปสอยมาสักสี่ห้าตัว ราคาล่อเงินในกระเป๋าจนสั่นแบบนั้น อยู่เฉยไม่ได้แล้ว



วันนี้คนในห้างค่อนข้างเยอะ ด้วยเป็นต้นเดือน และ เป็นช่วงปลายปี หลายร้านจึงพากันลด แลก แจกแถม กันอย่างบ้าระห่ำ จำนวนผู้จับจ่ายจึงมากตามไปด้วย มองหานำทัพยังไม่กลับมา รอมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่ก็ไปสะดุดตากับคุณป้าคนหนึ่ง ที่ดูไฮโซ ราศีคุณนายจับมาก กำลังเดินมาทางผม ทว่าทำไมถึงเดินแบบเซไปมา คล้ายกับว่าจะล้มลงไปในทุกขณะที่กำลังก้าวขาแบบนั้น



และก็เป็นตามที่คิดไว้ คุณป้ายกมือข้างที่ว่างขึ้นจับตรงขยับ ตัวโยกไปมาเหมือนจะหมดแรง แล้วจะล้มลง เห็นท่าไม่ดีแบบนั้น ผมจึงวิ่งเข้าไปช่วยประคอง ก่อนที่ท่านจะเสียหลักลงไปแบบนั้น



หมับ !!!



“ คุณป้าเป็นอะไรมากไหมครับ ”

คว้าแขนของคนที่อายุเยอะกว่าเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่ท่านจะล้มลง แล้วประคองเดินอย่างช้าๆ มายังม้านั่งของผมที่อยู่ใกล้ๆ  คุณป้าส่งยิ้มมาให้ผม พลางใช้มือที่ผมกุมไว้ ลูบหลังมือผมเบาๆ เป็นเชิงขอบคุณ

“ ป้าไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่หน้ามืด ตามประสาคนแก่”

“ อ่อๆ ครับ อย่างนั้นคุณป้ารอผมตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมมา ”

คุณป้า พยักหน้ารับ ก่อนที่ผมจะเดินไปยังร้านขายยาที่อยู่ใกล้ๆ ซื้อน้ำเย็นมาหนึ่งขวดพร้อมยาดม แล้วกลับมายังม้านั่งตัวเดิมที่เพิ่งลุกออกไปเมื่อครู่   มองสีหน้าของคุณป้าที่เคยซีด บัดนี้กลับมามีเลือดสูบฉีดอีกครั้ง ผมรีบเปิดฝาขวดน้ำ แล้วส่งให้ท่านดื่ม ระหว่างนั้นก็แกะยาดมส่งให้แลกกับการรับขวดน้ำที่คุณป้าดื่มเรียบร้อยแล้วคืน

“ ขอบใจมากนะหนู  หนูเป็นเด็กน่ารักมากจริงๆ ”

“ ไม่เป็นไรครับ คุณป้าดีขึ้นแล้วนะครับ ”

“ ดีขึ้นมากแล้วจ๊ะ ได้ทั้งน้ำเย็น ทั้งยาดมของหนู ป้าหายเลย ขอบคุณอีกครั้งนะ”

คุณป้าส่งยิ้มอย่างเอ็นดูมาให้ผม คงเป็นความเคยชินที่ผมคอยดูแลแม่อยู่บ่อยครั้ง เวลาที่แม่หน้ามืด น้ำเย็นกับยาดม มักจะช่วยให้แม่รู้สึกดีขึ้นได้เสมอ เห็นคุณป้าแล้วก็คิดถึงแม่ขึ้นมา ทำไมถึงได้อบอุ่นหัวใจแบบนี้นะ



รอยยิ้มของคุณป้า  ช่างคล้ายกับคนที่ผมรู้จักเหลือเกิน

รอยยิ้มที่อบอุ่น อ่อนโยน ยิ้มทั้งปาก และ แววตา



“ ว่าแต่หนูชื่ออะไรเอ่ย ป้าจะได้เรียกถูก”

“ ผมชื่อโซลครับ  ”

“ น้องโซล .. คุณป้าชื่อ บราลีนะ ทำความรู้จักกันไว้ ป้าอยากตอบแทนหนู”

“ ไม่ต้องหรอกครับ  คุณแม่เคยบอกว่า การทำดีไม่ต้องหวังอะไรตอบแทนครับ แค่ได้ทำแล้วคนอื่นมีความสุขก็พอแล้ว ”

คำสอนของแม่ทุกคำยังฝังอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำ สิ่งดีดีที่เรียนรู้จากคำสอนของผู้หญิงคนที่ผมคิดถึง  ช่างมีประโยชน์กับการดำรงชีวิตของผมมากเหลือเกิน  ทุกคำสอนของแม่นำมาใช้ได้เสมอ

“ คุณแม่น้องโซล สอนมาดีมากนะคะ น่าภูมิใจที่มีลูกน่ารักแบบนี้ ”

“ ขอบคุณครับ”

“ ป้าก็มีลูกชายคนหนึ่ง น่าจะอายุพอๆ กับน้องโซล ”

คุณป้าที่แสนอบอุ่น เริ่มต้นเล่าเรื่องลูกชายให้ฟัง ว่ามีลูกชายหนึ่งคน เป็นเด็กที่ดื้อเงียบ เด็ดขาด ภายนอกดูดุดัน แต่ภายในอ่อนโยนมาก ตอนเด็กมักจะถูกรังแก แต่ก็มีคนมาคอยช่วยเสมอ เขามักจะเล่าให้คุณป้าฟังบ่อยๆ ว่าเขาตกหลุมรักเด็กผู้ชายคนนั้น ซึ่งคุณป้าก็ไม่ได้รังเกียจที่ลูกชายจะมีแฟนเป็นผู้ชายเหมือนกัน ..

ทว่าในภายหลัง คุณป้าต้องแยกกับสามีไป จึงกลับอยู่ที่อเมริกา จำใจต้องปล่อยให้ลูกค้าต้องอยู่กับคุณพ่อ ซึ่งทั้งสองพ่อลูก ไม่ถูกกันเลย  แล้วที่บินกลับมาก็เพราะลูกชายบอกว่ามีแฟนแล้ว จึงอยากกลับมาทำความรู้จักกับคนที่ลูกชายอวดนัก อวดหนาซะหน่อย ว่าน่าตาเป็นแบบไหน นิสัยใจคอยังไง

ทำไมถึงได้เอาชนะใจลูกชายได้มากแบบนี้ ..

“ แล้วลูกชายของคุณป้าชื่อว่าอะไรครับ เผื่อผมรู้จัก”

ผมบอกคุณป้าว่าผมเรียนอยู่ที่ไหน ท่านบอกกลับมาว่าลูกชายของท่านก็เรียนที่เดียวกันกับผม ปีเดียวกันแต่คนละคณะ ช่างเป็นเรื่องที่น่าบังเอิญเหลือเกิน อยากรู้เหมือนกันว่าใครกันนะที่มีคุณแม่แสนจะน่ารักแบบนี้

“ลูกชายป้าชื่อ....”



ยังไม่ทันที่คุณป้าจะได้ตอบ  ...



“คุณแม่”

“ อ้าว.. นำทัพ”

หันกลับไปมอง คนที่เรียกคุณป้าว่า ‘ คุณแม่ ’ ที่ยืนถือถุงช็อกโกแลตสำเร็จรูปไว้ในมือ  แล้วผมก็หันกลับมามองหน้าคุณป้า เลิกคิ้วเป็นคำถามว่า ...



นี่ลูกคุณป้าใช่มั้ยครับ

ก่อนที่คุณป้าจะพยักตอบกลับมาว่า..



“ นี่แหละ นำทัพลูกชายที่ป้าเล่าให้น้องโซลฟังเมื่อกี้ ”

โลกกลม อย่างที่เขาพูดไว้จริงๆ แต่ไม่คิดว่ามันจะกลมได้มากแบบนี้ คนที่ผมช่วยไว้ นั่งคุยด้วยอยู่นานสองนาน เป็นแม่ของนำทัพเองหรอเนี่ย แล้วผมจะไปต่อยังไง ในเมื่อตอนนี้ผมใช่น้องโซลของคุณป้าอีกแล้ว



แต่ผมเป็น แฟนลูกชายลูกชายของคุณป้า คนที่คุณป้าอยากเจอนะครับ ..



“ คุณแม่รู้จักโซลได้ยังไงครับ ”

กลืนน้ำลายลงคอทันทีที่นำทัพพูดขึ้น ขณะนั่งลงข้างๆ คนเป็นแม่ ผมรู้สึกเป็นปกติสุขของผม ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นที่เข้ามาแทรก อยากจะลุกหนีออกปากตรงนี้ ถ้าไม่ติดว่ามันจะเสียมารยาท คุณป้าที่ผมเคยมองหน้า ถามปุ๊บตอบปั๊บเมื่อครู่ กลายเป็นคนที่ผมไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากคุยด้วย



นี่คงเป็นความรู้สึกที่ต้องเผชิญหน้ากับแม่แฟนสินะ ...

น่ากลัว น่าตกใจ ยิ่งกว่าหนังผีที่ดูในโรงเมื่อเช้าซะอีก



“น้องโซล มาช่วยคุณแม่ครับ คุณแม่หน้ามืด น่ารักมากเลยนะ ไปหายาดม หาน้ำมาให้คุณแม่ดื่มจนอาการดีขึ้นมา แถมยังนั่งคุยกับคุณแม่อยู่ตั้งนาน ไม่รำคาญคนแก่เลย”

ยิ้มหวานแสนอบอุ่นนั้นถูกส่งกลับมาที่ผม อย่างชื่นชมตามคำพูดที่ตอบกลับลูกชาย ผมได้แต่พยักหน้าครึ่งๆ กลางๆ แบบคนทำอะไรต่อไม่ถูก นำทัพก็ยิ้มอยู่ได้ไม่คิดช่วยอะไรผมบ้างเลย

“ เค้าก็เป็นคนน่ารักแบบนี้แหละครับ”

“ รู้จักกันหรอ อ้อ .. เรียนที่เดียวกันสินะ เมื่อกี้น้องโซลบอกคุณแม่แล้วครับ”

“ จะไม่รู้จักได้ยังไงละครับคุณแม่”

“ ทำไมละครับ”

อย่านะนำทัพ ขอร้องอย่าพึ่งบอกคุณป้าได้ไหม ว่าเราเป็นอะไรกัน เอาไว้ค่อยไปคุยกันสองคนแม่ลูกที่บ้านเหอะ แค่นี้ผมก็ตัวชาไปหมดแล้ว ใจเต้นตุบๆ  ยังไม่พร้อมจริงๆ ตอนนี้

“ก็โซลเค้าเป็นแฟนทัพเองครับ ”

“ ไอ้ทัพ ....”

เหมือนทุกอย่างชะงักลงไป คล้ายกับใครมาหยุดเข็มนาฬิกา แม้แต่จะกลืนน้ำลายยังไม่กล้า เมื่อใบหน้าของคุณป้าที่เคยยิ้ม หุบลงในทันทีที่ลูกชายบอกสถานะจริงของผมให้ทราบ ใบหน้านั้นค่อยๆ หันมาหาผม จ้องมองเนิ่นนาน สำรวจไปทั่ว จากที่เคยคิดว่าคุณป้าอบอุ่น ตอนนี้ขอเปลี่ยนใจได้ไหม

“ เนี่ยนะหรอ แฟนของลูก”

เว้นวรรคได้เนิ่นนาน ประหนึ่งเกมส์โชว์กำลังจะประกวดผลรางวัล แล้วตัดเข้าโฆษณา ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะพูด จะด่าอะไรออกมาสักที เพื่อให้ความอึดอัดที่มีมันจางลงไปได้บ้าง

“ น่ารักมาก ”

“ ห๊ะ !!”

หลุดปากอุทานออกไป ก่อนจะปิดปากตัวเองเอาไว้ ว่าไม่ควรพูดคำนั้นกับผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่ทันแล้ว คุณแม่ของนำทัพหัวเราะร่วนให้กับสีหน้าของผม ที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำหน้าแบบไหน รอยยิ้มกับแววตาที่อบอุ่นอ่อนโยนนั้นกลับเข้าที่อีกครั้ง

“ แม่ชอบมาก  ถูกใจที่สุด มีกิริยาดี ฉลาด จิตใจดี ... คุณแม่ขอกอดแฟนลูกชายทีหนึ่งได้มั้ยคะ ”

“ คะ คะ ครับ ”

อ้อมกอดของคุณแม่บราลี  อุ่นคล้ายอ้อมกอดของแม่ที่ห่างหายจากไปเนิ่นนาน หลับตารับสัมผัสนั้นไว้เติมสุขให้กับหัวใจที่เคยโหยหา ก่อนจะคลายกอดแล้วกลับมานั่งในท่าปกติ แต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือผมออกจากการกุมไว้แบบนั้น

“ แล้วนี่คุณแม่ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

“ สองวันค่ะ คุณแม่กลับมาเคลียร์ธุระบางอย่าง เอาไว้เราค่อยคุยกันวันหลังนะ วันนี้เป็นวันที่ดี ยังไม่อยากพูดถึงเรื่องอะไรที่มันทำให้จิตใจของเราต้องหนัก”

ผมไม่เข้าใจนักหรอกว่าสองคนแม่ลูกกำลังคุยเรื่องอะไรกัน แต่คงเครียดพอดู ถึงขนาดที่ว่าไม่ยอมคุยกันในวันนี้ คุณแม่ของนำทัพ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากในกระเป๋าแล้วขอเบอร์ของผมเอาไว้ ก่อนจะกดโทรออกฝากหมายเลขให้ผมบันทึกเอาไว้เช่นกัน

“ เรามีเบอร์ มีไลน์กันแล้วนะคะ ไว้มานัดทานข้าวกัน หรือ ถ้ามีอะไรให้คุณแม่ช่วยโทรมาได้เลย”

“ได้ครับ ”

“ ส่วนคุณนำทัพ ต้องดูแลน้องโซลให้ดีนะคะ ไม่งั้นคุณแม่จะทำโทษ ”

“ นี่ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าตั้งแต่เมื่อไหร่ครับเนี่ย”

“ เมื่อตอนที่คุณแม่เจอน้องโซลเองค่ะ ”

ไม่นานคุณแม่ก็ขอตัวแยกออกไปทำธุระต่อ โดยมีผู้ช่วยกับคนรถที่ยืนรออยู่ มากันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ คุณแม่กอดลาผมอีกครั้ง แถมกำชับว่าไว้ว่างนัดกันไปทานข้าว เดินซื้อของเป็นเพื่อนท่านด้วย จนทำเอาลูกชายตัวจริงแกล้งทำหน้างอนที่แม่ของตัวเองสนใจผมมากกว่า





* * * * * *



รถคันหรูจอดตรงบริเวณลานกว้างของศูนย์ดูแลเด็ก ขับมาสองชั่วโมงกว่าไม่ไกลจากกรุงเทพก็ถึงเป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ออกมาต้อนรับลูกชายคนเดียวของผู้มีอุปการคุณ นำทัพไหว้ทุกคนอย่างไม่ถือตัว วันนี้ด้านในมีจัดกิจกรรมวันเกิดของคนที่มาเลี้ยงอาหารน้องๆ พวกผมจึงเดินเลี่ยงไปอีกฝั่งแทน

“ โน่นค่ะ พอรู้ว่าคุณนำทัพจะมาไม่ยอมเข้าไปข้างในเลย นั่งรออยู่ตรงนั้นตั้งแต่บ่ายแล้ว”

คุณครูที่ดูแล ชี้ไปที่เด็กน้อยแก้มแดงที่นั่งอุ้มตุ๊กตาหมีไว้ในมือ นั่งหงอยชะเง้อมองหาคนที่รอคอย พลางคุยกับตุ๊กตาที่อยู่บนตัก ผมอดยิ้มให้ภาพที่เห็นไม่ได้เลย

“เข้าไปหาน้องปันกันเถอะ นั่งรอนานแล้ว ”

“อื้อ”

พวกเราจึงเดินเข้าไปหาน้องปัน พร้อมกับถุงเสื้อกับขนมที่แยกมาไว้สำหรับคนตัวเล็กที่นำทัพถือในมือ ไม่ได้เจอกันแค่สามสี่เดือน น้องปันโตขึ้นเล็กน้อยตามวัย

“ มองหาใครอยู่ครับ”

“ พี่ทัพ ”

น้องปันที่กำลังชะเง้อไปอีกทาง หันมาตามเสียงเรียกชื่อ สีหน้าที่หงอยเหงาเฝ้ารอ เปลี่ยนเป็นดีใจสุดขีด ยิ้มกว้างจนเห็นฟันที่ขึ้นยังไม่ครบทุกซี่ แล้วกระโดดจากม้านั่งที่สูงกว่าตัว วิ่งเข้ามากอดขานำทัพเอาไว้

“น้องปันรอพี่ทัพครับ”

นำทัพจับตัวน้องปันให้ออกจากขา แล้วย่อเข่าลงไปกับพื้นให้ตัวอยู่เสมอกับคนตัวเล็กพอที่จะสะดวกในการสนทนากัน  นำทัพลูบหัวของน้องปันที่พยักหน้าหงึกๆ คงคิดว่าพี่ทัพกำลังเล่นกับตัวเองเป็นแน่

วันนี้น้องปันใส่เสื้อลายหมีตัวเดิม ที่เคยอวดผมก่อนหน้า กับ กอดพี่หมีตัวเล็กสีน้ำตาลไว้ในอก มือเล็กจิ้มๆ ที่แขนของนำทัพ ก่อนที่ฝ่ายคนตัวสูงกว่าจะรู้ความต้องการ แล้วรวบน้องปันเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ลุกขึ้นเดินไปที่เก้าอี้ใกล้ๆ

“ น้องปันลืมอะไรไปหรือเปล่าครับ ”

คนตัวเล็กที่อยู่บนตักนำทัพ ทำท่าคิดเล็กน้อย นัยน์ตาสีดำกลิ้งไปมา เป็นจังหวะกับหัวที่เอียงซ้ายขวา พยายามนึกว่าลืมอะไร ก่อนจะคิดออกแล้วยกมือขึ้นพนมแล้วก้มลงไหว้ผมกับนำทัพ

“ ซาหวัดดีครับ พี่ทัพ พี่โซล  น้องปันดีใจไปหน่อยเลยลืม”

“ดีมากครับ เด็กดีแบบนี้ต้องมีรางวัล ถามพี่โซลสิครับ ว่าในถุงนั้นมีอะไร”

น้องปันชะโงกหน้ามาดูถุงที่อยู่ในมือ สลับกับมองหน้าผมเล็กน้อย ลองใจว่าจะขอดูของที่อยู่ในถุงได้หรือไม่ ผมยิ้มให้ก่อนจะยื่นถุงให้นำทัพจัดการต่อ ปล่อยให้สองคน ที่เค้าคิดถึงกันได้ใช้เวลาด้วยกัน ส่วนผมได้นั่งมองแบบนี้ก็มีความสุขแล้ว

“ พี่โซลซื้อเสื้อลายหมีมาให้น้องปันด้วยนะครับ ตั้งหลายตัวเลย”

“น้องปันอยากเห็น”

“ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน”

นำทัพกระชัดกอดน้องปันให้มาใกล้ๆ แล้วกระซิบข้างหูอยู่นาน คนตัวเล็กหัวเราะคิกคักสนุกสนานแล้วมองมาที่ผม ซนกันจริงๆ ทั้งสองคนเลย  ไม่รู้จะมีแผนอะไรมาแกล้งผมอีก จากนั้นนำทัพจึงให้น้องปันหยิบเสื้อลายหมีที่ผมเลือกให้ออกมา คนตัวเล็กแสดงสีหน้าดีใจมากเมื่อได้เห็น รีบคว้าเอาไปกอดในทันที

“ นี่เสื้อลูกหมี ”

น้องปันชี้ไปที่อกตัวเอง แล้วยิ้มออกมา นำทัพพยักหน้าให้กับความฉลาดของคนไร้เดียงสา

“แล้วนี่เป็นพ่อหมี”

น้องปันจิ้มนิ้วไปที่แก้มของนำทัพ คนถูกจิ้มแก้มเหลือบตามามองที่ผมเหมือนจะรอให้น้องปันพูดต่อ

“แล้วนั่นก็เป็นแม่หมี ”

คนที่กลั้นยิ้มไว้ หัวเราะออกมาเสียงดังกับความช่างพูดของน้องปัน คนตัวเล็กกว่าหัวเราะผสมโรงกับนำทัพ เข้าคู่กันดีจริงๆ เลยสองตัวแสบนี้

“ร้ายนักนะ หลอกใช้เด็กแบบนี้ก็ได้หรอ”

“ไม่ใช่เด็ก นี่ลูกหมีต่างหากครับ แม่หมี ”



เสียงหัวเราะชอบใจของน้องปันที่จิ้มอกของน้ำทัพแล้วเรียกพ่อหมีอยู่แบบนั้น ชวนให้ผมยิ้มตามไปกับความไร้เดียงสาของเด็กน้อย เขาคงรู้สึกอบอุ่นเวลาที่ได้อยู่ใกล้กับนำทัพจึงไม่ยอมให้อยู่ห่างตัวแบบนั้น



อย่าว่าแต่เด็กเลยที่อยู่ใกล้นำทัพแล้วรู้สึกอบอุ่น

ผมเองก็มีความรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน



แล้วหลังจากนั้น น้องปันก็ไม่เรียกชื่อผมกับนำทัพอีกเลย

ได้แต่เรียก



พ่อหมี กับ แม่หมี แทน ...


----------

Talk :: ใครคิดถึงน้องปัน แวะพาน้องปันมาหาแล้วนะครับ … เกลียดความหลอกใช้เด็กของนำทัพเหลือเกินเจ้าเหล่ห์ที่หนึ่งเลยคนนี้

:: อะยังไง … คุณแม่นำทัพเจอน้องโซลแล้ว …จะยังไงต่อละเนี่ย  – ฝากคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ ขอบคุณครับ


 :katai4: :katai4: :hao7:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
รีบรับน้องไปเลี้ยง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด