อินเทิร์นจอมจุ้นฯ (Intern VS General Surgeon) ตอนพิเศษ #2 โลมาไม่ใช่ปลา (ฟิล์มเต็ม) 26/9/63
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: อินเทิร์นจอมจุ้นฯ (Intern VS General Surgeon) ตอนพิเศษ #2 โลมาไม่ใช่ปลา (ฟิล์มเต็ม) 26/9/63  (อ่าน 19534 ครั้ง)

ออฟไลน์ a-mee-ra

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่


1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


___________________________________________________

สารบัญ

Intro
ตอน 1 รับน้องโควิดวิบ
ตอน 2 สต๊าฟจอมโหด
ตอน 3 ปลาหมอ
ตอน 4 พี่...ช่วยผมด้วย
ตอน 5 สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า
ตอน 6 Emergency room
ตอน 7 พี่ขออนุญาต…นิวนะ
ตอน 8 วนมา OR
ตอน 9.1 Idol??
ตอน 9.2 หน่วยแพทย์เคลื่อนที่
ตอน 10 คนไม่สบาย
ตอน 11 งอนแหละ ดูออก
ตอน 12 อยู่เวรวนไปสิ
ตอน 13.1 ชำระความ
ตอน 13.2 ทะเลหวาน?
ตอน 14.1 หมอ…นวด?
ตอน 14.2 เริ่มชอบพี่บ้างรึยัง…ครับ
ตอน 15 เสร็จ หรือ ไม่เสร็จ
ตอน 16 ก็มาดิคร๊าบ
ตอน 17 เค๊กส้ม
ตอน 18 ที่ปรึกษา(ใจ)
ตอน 19.1 เป็นแฟนกันไหม?
ตอน 19.2  อยากจูบเธอ
ตอน 20.1 เบื้องหลัง
ตอน 20.2 ทัศนคติที่เปลี่ยนไป
ตอน 21 นายแบบ
ตอน 22 ใส่ใจ
ตอน 23 ลงใจ (nc?)
ตอน 24 ปริ่มใจ
ตอน 25 ดูแล
ตอน 26 เวลาคือสิ่งมีค่า
ตอน 27 ความเมีย
ตอน 28.1 นอกกาย?
ตอน 28.2 เปิด หรือ ปิด
ตอน 29 ‘52’ ไม่ใช่ ‘56’
ตอน 30 เรียนรู้และจดจำ
ตอน 31 คำรัก
ตอน 32 มันดีกว่าที่คิด
ตอน 33 วันสบายๆ
ตอน 34 ไม่เหมือนเดิม
ตอน 35 เปิดโปง
ตอน 36 สิ่งที่ไม่คาดฝัน
ตอน 37 หรือฉันคิดไปเอง
ตอน 38 บทสรุป
ตอน 39 จบบริบูรณ์
ตอนพิเศษ #1 ยังงายยย ยังไง (ฟิล์มเต็ม)
ตอนพิเศษ #2 โลมาไม่ใช่ปลา (ฟิล์มเต็ม)











Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-09-2020 18:25:40 โดย a-mee-ra »

ออฟไลน์ a-mee-ra

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

Intro



สวัสดีครับ ผมชื่อ “นิว” เป็นแพทย์จบใหม่ หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘หมอ Intern’



ผมจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพมหานคร เมื่อเรียนจบแล้วก็ต้องเลือกสถานที่ทำงานเพื่อใช้ทุนครับ ต้องจับฉลากเลือกโรงพยาบาล ผมเลือกทุกที่ในกรุงเทพฯ เพราะผมเป็นคนกรุงเทพฯ ก็ไม่อยากไปไกลจากบ้านซักเท่าไหร่ครับ แต่เหมือนผมจะทำบุญมาน้อย เพราะจับได้แต้มน้อยตลอดเลยครับ สุดท้ายผมเลยตกไปที่จังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นจังหวัดเล็กๆ ใช้ชีวิต slow life ไม่มีมหาวิทยาลัย ไม่มีสนามบิน ไม่มีห้างชั้นนำ มีแค่ห้างท้องถิ่นในจังหวัดเท่านั้น



ที่สำคัญ ‘ไม่มีเพื่อน’ เลยครับ



เพื่อนที่จบจากมหาวิทยาลัยเดียวกันไม่มีใครลงจังหวัดนี้เลยครับ ผมเลยรู้สึกตัวคนเดียวมากๆ หัวเดียวกระเทียมลีบสุดๆ เพราะในชีวิตก็ไม่เคยมาจังหวัดนี้เลย นี่เป็นครั้งแรกที่มาเหยียบจังหวัดแห่งนี้



แล้วอะไรรู้มั้ยครับ ช่วงนี้มีสถานการณ์โควิดไง พอมารายงานตัวที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เค้าก็ให้ไปกักตัวที่รีสอร์ทที่พี่เลี้ยงเตรียมรับน้องไว้ไงครับ พ่อกับแม่ที่มาส่งก็ทำได้แค่ส่งเข้ารีสอร์ท แล้วลากลับบ้านไปครับ



ทำให้ตอนนี้ผมนอนบนเตียงกว้าง มองเพดานด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ถามตัวเองว่า จะเอายังไงกับชีวิต 14 วันที่ถูกกักตัว เพราะตั้งแต่เรียนหมอมา ชีวิตไม่เคยว่างขนาดนี้ ทั้งว่าง ทั้งเหงา ทั้งเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย เฮ้อออ ชีวิตวัย 24 ปีของผม จากวัยเรียนก็จะก้าวเข้าสู่วัยทำงานซะแล้ว จะว่าตื่นเต้นมั้ย ก็ไม่ขนาดนั้น เพราะแอบผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ได้อยู่ใกล้บ้าน (จริงๆ ก็ไม่หน่อยหรอกครับ งืออ)



‘ก๊อก..ก๊อก..’



เสียงประตูห้องพักผมถูกเคาะเบาๆ ผมแปลกใจนิดหน่อย ใครมาเคาะกัน เพราะไม่น่าจะมีใครรู้จักผม แต่ผมก็เดินไปเปิดนะ



พอประตูเปิดออกก็พบว่าเป็นเพื่อนหมอผู้ชายคนหนึ่งที่มาใช้ทุนเหมือนกัน ที่รู้ว่าเป็นหมอใช้ทุนเหมือนกัน เพราะตอนไปรายงานตัวนั้นเจอกันแต่ยังไม่เคยพูดคุยกัน



เค้าตัวสูงกว่าผม ผิวขาว ตาคม จมูกโด่งเป็นสัน หน้าตาดี ดูสะอาด มีกล้ามหน่อยๆ รวมแล้วก็คือ หล่อนั่นแหละครับ ต่างจากผมที่เป็นคนตัวไม่สูงมาก ผอมแห้งแรงน้อย หน้ากลมๆ จมูกก็มีบ้างนิดหน่อย ผิวขาวเพราะไม่ค่อยได้ออกแดด คนทั่วไปที่ไม่รู้จักผมมักให้คำนิยามคนประเภทผมว่า ‘ไม่มองหญิง’



แต่จริงๆ คือ ผมมองหญิง สนใจผู้หญิง ชอบผู้หญิงนะครับ



ทันทีที่ผมเปิดประตู เขาก็ผลักประตูผมออก แล้วเดินเข้ามาในห้องผมหน้าตาเฉย ผมก็งงสิครับ ชื่อก็ยังไม่ทันจะรู้เลย



“เดี๋ยวๆๆ นะ นายชื่ออะไร เข้ามาในห้องเราทำไม เค้าให้กักตัว อยู่คนละห้องนี่นา”

มันหันมามองหน้าผม แล้วยิ้มกวนๆ ตอบกลับมาว่า “ถามเยอะจัง เอาทีละคำถามได้มั้ย”

“ก็อยากจะถามทีละคำถามอยู่หรอก แต่อยู่ดีๆ เดินพรวดพราดเข้ามาในห้องคนอื่นเนี่ยมันไม่ค่อยโอเคนะ”

“แล้วไงอ่ะ เข้ามาไม่ได้เหรอ” มันหันมายิ้มกวนใส่ผม แล้ววางก้นแหมะลงตรงเก้าอี้ตัวเดียวกลางห้อง

“ไล่ตอนนี้ ทันมั้ย”

“ไม่ทันละ กินข้าวกันเถอะ” ประโยคหลังมันหันมาชวนผมกินข้าวหน้าตาเฉย ผมทำตาโตขึ้นมาเลยครับ งงมากกกกก บ้านเมืองนี้เค้าเป็นอย่างนี้กันเหรอ คิดอยากจะเข้าออกห้องใครก็ได้เหรอ พลันคิดหาเหตุผลดีๆ ไล่คนตรงหน้าแบบอ้อมๆ เมื่อไล่ทางตรงแล้วไม่เกิดผล

“ก็ไปกินห้องตัวเองสิ เค้าให้กักตัว แยกกิน แยกอยู่ แยกอาศัย social distancining อ่ะ เข้าใจป่าว เป็นหมอแท้ๆ เรื่องแค่นี้ต้องให้ย้ำเหรอ”

“ไม่เอาอ่ะ กินคนเดียวมันเหงา กินกับเราดีกว่า” มันพูดไปยิ้มกวนบาทาไป เอ่อ...หน้าด้านจัง

“...ก็ได้เหรอ” ผมตอบกลับไปแบบงงๆ แบบไม่รู้จะว่ายังไงแล้วเออๆ ไม่ออกก็ไม่ออกวะ

“ได้สิ ...กูชื่อ กี้ นะ จบจากม. ... แล้วมึงชื่ออะไร” มันบอกว่าจบจากมหาวิทยาลัยแถวนี้ล่ะครับ

“ชื่อ นิว จบจากม.ในกทม.”

“อ่อออ เด็กกรุงเตบบบบ นี่เอง ถึงว่าดูเงียบๆ นิ่งๆ ไม่มีเพื่อนมาด้วยอ่าดิ ...จะอยู่ไหวเร๊อออ ที่นี่ไม่มีห้างติดแอร์ให้เดินนะ”

น้ำเสียงมันดูถูกผมมาก มึงคิดว่ามึงเป็นใครวะ เดินเข้ามาในห้องกู แล้วยังมาดูถูกกูอีก ม า ร ย า ท น่ะสะกดเป็นมั้ย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอคนประเภทนี้มาก่อน ละผมเกลียดการดูถูกมาก ไม่รู้เป็นบ้าอะไร ชอบเอาชนะคำสบประมาทซะด้วย

“ก็คอยดู!!”

จบคำพูด ผมก็เดินไปหยิบข้าวกล่องที่มีคนมาห้อยไว้ให้หน้าห้องมาเปิดกินที่โต๊ะ พร้อมกับเดินไปเบียดให้มันลุกจากเก้าอี้ที่มีตัวเดียว ละมันก็ไม่ยอมลุกด้วยนะ

“ลุกเลยมึง นี่มันเก้าอี้ห้องกู” พอละกับคำแทนตัว ‘เรา’ และ ‘นาย’ คนแบบมึง ‘กู กับ มึง’ เท่านั้นเหมาะสุด

“ลุกก็ด้ายยย”

ละมันก็ลุกออกจากเก้าอี้ ย้ายตูดไปนั่งที่ปลายเตียงผมแทน ลากโต๊ะที่มีตัวเดียวของห้องไปวางข้าวกล่องแล้วกินต่อหน้าตาเฉยส่วนผมก็ต้องลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามมันไงครับ เปิดข้าวกล่องกินบ้างเหมือนกันครับ เฮอะ!!

“ถามจริงๆ นะ ตั้งใจจะอยู่ใช้ทุนให้ครบมั้ย” มันถามขึ้นครับ

“ก็ต้องให้ครบดิ มีคนดูถูกไว้” มันยิ้มชอบใจกับคำตอบของผม ยิ้มบ้าอะไรวะ กวนตีนแล้วนะมึง

“ถามจริงๆ”

“ไม่รู้เว้ย! ถามทำไม”

“เปล๊า... กูแค่ได้ยินว่างานหนักนะ รุ่นพี่ไปเรียนต่อเฉพาะทางเยอะ หมอเลยไม่พอ มึงอาจจะได้ควบเวรเช้าบ่ายดึก 3 วันต่อกันเลยนะเว้ย”

“สบ๊ายยย ตอนกูเป็น extern กูเฝ้าเคสไม่ได้หลับได้นอนมากกว่า 3 คืน กูก็ทำมาแล้ว” อวดหน่อยเถอะ กูเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้วยนะเว้ย

“นี่มึงไม่กลัวเลยเหรอ”

“ไม่”

“ข่าวว่า สต๊าฟโหดด้วยนะ” สต๊าฟคือ หมอรุ่นพี่ที่เรียนจบแพทย์เฉพาะทางมาแล้ว หมอที่จบใหม่อย่างพวกผมจะเรียกพี่เหล่านี้ว่า ‘อาจารย์หมอ’ หรือ ‘สต๊าฟ’

“โหดแล้วไง ไม่กลัว”

“กูจะคอยดู”

ละมันก็เงียบไป เออดี ขี้เกียจคุยด้วย คนไม่มีมารยาท เกลียดว่ะ



พอกินเสร็จก็เก็บกล่องข้าวของใครของมันไปไว้ที่หน้าห้องผมครับ ละมันก็ยังไม่ยอมออกจากห้องผมนะครับ ยังเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ในห้องตัวเดิมของผมอีก เป็นบ้าอะไรวะเนี่ย นี่ก็เกือบ 2 ทุ่มแล้ว ณ จุดนี้ ต้องการเวลาส่วนตัวมากครับ เผื่อเวลาให้กูได้เล่นเกม ส่องเฟซ ส่อง ig เผือกเรื่องชาวบ้านมั่งครับ

“อ้าว แล้วมึงยังไม่กลับห้องอีกเหรอวะ” ผมถามขึ้น แต่จริงๆ คือจะไล่นั่นแหละ

“ยังไม่อยากกลับอ่ะ ไม่มีเพื่อนเหมือนกัน”

“กูไปตกลงตอนไหนว่าเป็นเพื่อนมึง” ผมเกาหัวแกรกๆ ถามกูซักคำยังว่ากูอยากเป็นเพื่อนกับมึงมั้ย

“ถ้ามึงไม่คบกู มึงก็ไม่มีเพื่อนแล้ว ยังจะเลือกอีกนะมึง ละเป็นเพื่อนกับกูมันไม่ดีตรงไหน กูออกจะหล่อขนาดนี้ ใครก็อยากเป็นเพื่อนกับกูทั้งนั้น” เชี่ยยยยย คนหลงตัวเองยุคโควิดวิบวับก็มาเว้ยยยย

“หลงตัวเองไปป่ะมึง”

“พูดความจริง ใครๆ เค้าก็บอกว่ากูหล่อ”

“เค้าอาจจะโกหกก็ได้”

“...อย่ามาหลงเสน่ห์กูละกัน”

พูดจบ ร่างสูงก็เดินออกไปจากห้องผมเลยครับ ไอ้บ้า ใครจะไปหลงเสน่ห์มึง ตลกแล้ว กูน่ะผู้ชายทั้งแท่งนะครับ ละคนอย่างมึง คนที่ ‘ไม่มีมารยาท’ และ ‘หลงตัวเองอย่างร้ายกาจ’ แค่คำว่า ‘เพื่อน’ มันยังมากไปด้วยซ้ำ



TBC.



talk : สวัสดีค่ะ เป็นนักแต่งหน้าใหม่นะคะ จริงๆอาจจะไม่ใหม่ก็ได้ค่ะ 555 เมื่อ 10 ปีก่อนเคยเขียนฟิค แล้วหยุดไป 8-9 ปีค่ะ ช่วงนี้รู้สึกคิดถึงการเขียน เลยลองแต่งเล่นๆมาลงดูค่ะ วิธีลงนิยายก็แอบลืมแล้วค่ะ ใส่ลิงค์ในข้อความทำยังไงอ่าคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-06-2020 14:53:37 โดย a-mee-ra »

ออฟไลน์ a-mee-ra

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 1 รับน้องโควิดวิบวับ


เช้าวันรุ่งขึ้น



ตามกำหนดการของวันนี้ ต้องพบปะพี่เลี้ยงในการรับน้องเข้าทำงาน แต่ก็ไม่มีอะไรมากครับ เพราะสถานการณ์โควิดทำให้จัดกิจกรรมอะไรมากไม่ได้ ช่วงเช้าจึงเป็นการแนะนำตัวให้เพื่อนๆ พี่ๆ รู้จักกัน การรับน้องครั้งนี้จะประกอบด้วยสายวิทยาศาสตร์สุขภาพทุกคนที่จบแล้วเข้ามาทำงานปีนี้ในจังหวัดนี้ ประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล แพทย์แผนไทย และนักวิชาการสาธารณสุข



แต่วิธีการแนะนำตัวของพี่ๆ เขานี่สิครับ บอกดีๆ ก็ไม่ได้นะเออ ต้องบอกชื่อ แล้วบอกว่าจะไปทำอะไรที่ดวงจันทร์ เช่น



“ผมชื่อนาย ผมชื่อนาย จะไปค้าขายอยู่บนดวงจันทร์”

“จะไปค้าขายอยู่บนดวงจันทร์ จะไปค้าขายอยู่บนดวงจันทร์ เด้อนางเด้อๆๆ เด้อเด้อนางเด้อ ตึงๆ” นี่เป็นเสียงพี่เลี้ยง และเสียงกลองที่ประสานกัน พร้อมออกท่าทางสเต็ปแดนซ์ โยกหน้า โยกหลัง ถ้าโยกเบาก็จะให้โยกอยู่นั่นจนพี่ๆ จะพอใจ

“โอเคๆๆ ผ่านค่ะ คนต่อไปเลยค่า”

เป็นคิวของผมครับที่ต้องออกไป ผมลุกจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปหน้าห้อง รับไมค์จากพี่เค้ามาถือไว้

“น้องชื่ออะไรคะ ดูจากน้าตาแล้ว ไม่น่าจะเป็นคนแถวนี้” พี่พิธีกรถามขึ้น

“...” ยิ้มแหยะๆ ไปก่อนครับ

“อ่ะๆ ให้น้องแนะนำตัวแบบเพื่อนเมื่อกี้นะคะ เริ่มเลยค่ะ” สิ้นเสียงพี่พิธีกร ก็มีเสียงกลองรอรับอยู่แล้ว

“ผมชื่อนิว ผมชื่อนิว จะไปดูงิ้วอยู่บนดวงจันทร์”

“จะไปดูงิ้วอยู่บนดวงจันทร์ จะไปดูงิ้วอยู่บนดวงจันทร์ เด้อนางเด้อๆๆ เด้อเด้อนางเด้อ ตึงๆ” ผมโยกหน้าโยกหลังตามจังหวะไปครับ แต่มันคงเบาไป พี่เค้าเลยขออีกรอบ

“เบาไปๆๆ ไม่เห็นเลยยยย”

คราวนี้ผมจัดให้แรงกว่าเดิมนิดหน่อย ก็อายๆ เขินๆ อยู่นะครับ เพื่อนใหม่หมดเลย เดี๋ยวภาพลักษณ์ผมจะเสียหมด ฮ่าๆๆ

“น่ารักอ่ะ” มีเสียงหนึ่งตะโกนดังขึ้นมาครับ จนผมต้องหันไปดูเจ้าของเสียงคือ ผู้ชายล่ำๆ คนหนึ่ง จากการมองเห็นป้ายชื่อในระยะไกล เป็นเภสัชกรจบใหม่รุ่นเดียวกันกับผม พี่พิธีกรได้ยินเข้าจึงเรียกออกมาแนะนำตัวบ้าง

“ชื่ออะไรเราอ่ะ แซวเพื่อนซะดังเลยนะ”

“ก็น่ารักจริงๆ นี่ครับ” พูดจบ มีการจ้องมาที่ผมด้วยนะ เอ่อ.. มองมาทำไมครับ แล้วคนในห้องก็มองมาทางผมเป็นตาเดียวด้วย จะบ้าตาย นี่กูผู้ชายนะครับ ผมก็ทำได้แค่ยิ้มแหยๆ ล่ะครับ

“เอาล่ะๆ ค่อยไปจีบกันทีหลังนะคะ ตอนนี้มาแนะนำตัวนิดนึงค่ะ”

ร่างสูงของเจ้าของเสียงที่แซวผมเดินออกมาหยุดอยู่หน้าห้อง พร้อมกับหันไปฉีกยิ้มกว้างให้กับเพื่อนๆ ทุกคน โดยเฉพาะผม ไม่น่าจะคิดเข้าข้างตัวเองนะครับ เพราะตอนที่พี่พิธีกรบอกให้ผมกลับเข้าที่นั่ง เพื่อนคนนี้ก็มองตามผมเข้าไปด้วย

“ผมชื่อฟิล์ม ผมชื่อฟิล์ม จะไปนั่งยิ้มอยู่บนดวงจันทร์”

“จะไปนั่งยิ้มอยู่บนดวงจันทร์ จะไปนั่งยิ้มอยู่บนดวงจันทร์ เด้อนางเด้อๆๆ เด้อเด้อนางเด้อ ตึงๆ”

“น้องฟิล์มคะ ยังเบาไปค่ะ ขออีกรอบนะคะ”

“คร๊าบบบ” แล้วฟิล์มเภสัชก็จัดอีกรอบจนทุกคนร้องกรี๊ดออกมาเลยครับ ส่วนผมก็ยิ้มๆ สนุกดีครับ



“อ่ะ เหลือคนสุดท้ายแล้ว ออกมาเลยค่า” คนสุดท้ายที่กำลังลุกจากที่นั่งมาคือ ไอ้กี้ ไอ้คนไม่มีมารยาทและหลงตัวเองเมื่อวานนี้ละครับ

“เชิญแนะนำตัวเลยค่า”

“ผมชื่อกี้ ผมชื่อกี้...จะไปนอนปี้อยู่บนดวงจันทร์”

เสียงทุ้มดังขึ้น พร้อมด้วยข้อความติดเรทสุดๆ ทำเอาสาวๆ และพี่เลี้ยงกรี๊ดกร๊าดกันด้วยความพึงพอใจ

“กรี๊ดดดดดดดดด อร๊ายยยยยยย”

คงต้องเพิ่มข้อเสียให้ไอ้นี่อีกข้อแล้วล่ะ ‘ไอ้ทะลึ่ง’ จริงๆ ชื่อมันมีอะไรให้เล่นเยอะมากกกก แต่ไม่เล่นไง ชอบอะไรเชี่ยๆ แบบนี้

“จะไปนอนปี้อยู่บนดวงจันทร์ จะไปนอนปี้อยู่บนดวงจันทร์ เด้อนางเด้อๆๆ เด้อเด้อนางเด้อ ตึงๆ”

“เดี๋ยวๆ ค่ะน้อง ตรงท่อนเด้อนางเด้อ พี่เห็นไม่ชัดนะคะ”

สิ้นเสียงของพิธีกร ก็แทนที่ด้วยเสียงกลอง และเน้นอยู่ประโยคเดียวนั่นละครับ ส่วนไอ้กี้ก็จัดหนักๆ จนทุกคนกรี๊ดกร๊าดดังกว่าเดิมเสียอีกครับ โอ้ยยยยย ไอ้ทะลึ่ง ชอบมากสินะมึง เด้งหน้าเด้งหลังเนี่ยยยย

“อย่าเพิ่งไปนั่งที่ มาคุยกับทุกคนก่อนค่า” พี่พิธีกรยังไม่ยอมปล่อยให้มันไปนั่งง่ายๆ

“ครับ ว่าไงครับ” น้ำเสียงกวนประสาทสุดๆ

“มีคนอยากรู้ว่ามีแฟนรึยังคะ กลัวว่าจะหาคนไปปี้ที่ดวงจันทร์ไม่ได้ค่ะ กรี๊ดดด”

มันยิ้มกวนตีน พร้อมกับตอบว่า “ก็กำลังหาอยู่นี่ไงคร๊าบบบ”

“กรี๊ดดดดดดดด”

เสียงสาวๆ และพี่เลี้ยงพร้อมใจกันกรี๊ด กว่าจะดึงสติแต่ละคนกลับมาได้ ผมก็นั่งขำเบาๆ เหมือนกันนะครับ ไอ้บ้า โคตรอ่อยเลย พูดออกไปได้ โถวววววว



“หัวเราะอะไรวะ” เสียงไอ้ขี้อ่อยดังเบาๆ อยู่ข้างผมครับ พร้อมกับยิ้มพราวบนใบหน้า

“ไอ้บ้า พูดออกไปได้นะมึง”



“...เป็นแฟนกูให้หน่อยดิ”



สะดุ้งสิครับ หันมามองหน้ามันเต็มๆ เลย พร้อมกับชี้หน้าตัวเอง แล้วพูดออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ



“กู ชอบ ผู้หญิง”

แถมหัวเราะแก้อาการหน้าร้อนผ่าวๆ นิดนึง ที่หน้าร้อนนี่ไม่ใช่เพราะเขินนะครับ แต่ช๊อค...เพราะโกรธมากกกก คนบ้าอะไร

‘ไม่มีมารยาท’

‘หลงตัวเอง’

‘ทะลึ่ง’

‘ขี้อ่อยเป็นที่สุด!!’

.

.

.

.

ช่วงบ่ายไม่มีกิจกรรมอะไรมากครับ เป็นการเข้ากลุ่มเพื่อค้นหาเป้าหมายของการทำงานในรูปแบบสหวิชาชีพ เน้นแสดงความคิดเห็น แล้วเลือกตัวแทนไปพรีเซ้นท์หน้าห้องครับ



พอถึงช่วงเย็น มีกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญ พบปะผู้บริหาร ต่อด้วยเล่นดนตรี folk song โดยพี่เลี้ยง ใครอยากขึ้นไปร้องเพลงแจมด้วยก็ได้ ส่วนผมนั้นนั่งกินข้าว พูดคุย ทำความรู้จักกับเพื่อนคนอื่นๆ ในโต๊ะ

“นายชื่อนิวใช่มั้ย...เราเต็มนะ” เพื่อนผู้ชายหน้าตี๋คนข้างๆ ผมถามและบอกเล่าในประโยคเดียว เหลือบมองป้ายชื่อจบแพทย์เหมือนกันครับ

“ใช่ เราชื่อนิว เต็มเป็นคนจังหวัดไหนเหรอ”

“เราเป็นคนทุกที่น่ะ” เออเว้ย มุกห้าบาทสิบบาทก็เล่นเว้ย เอากับมันหน่อยสิ

“ฮ่าๆๆ กวนตีนละคร๊าบ”

“ฮ่าๆๆ ก็อยากสนิทด้วยไวๆ หาเพื่อนเล่นการ์ด มึงเล่นเป็นมั้ย” เอาอีกละ เพื่อนรุ่นนี้แม่งไม่มีปกติดีซักคน

“เล่นเป็น มึงเอามาด้วยเหรอ”

“เอามาด้วยสิ งั้นคืนนี้มึงไปเล่นห้องกูนะ ห้อง 1032”

หลังจากนั้นผมกับไอ้เต็มก็คุยกันดีๆ มันบอกมันเป็นคนจังหวัดนี้ เกิด เรียนประถม มัธยมก็อยู่ที่นี่ เว้นมหาลัยไว้เพราะที่นี่ไม่มีมหาลัย จบกลับมาก็ต้องมาประจำจังหวัดนี้ เพราะพ่อแม่คาดหวังว่าแก่ตัวมาอยากให้ลูกดูแล ลักษณะท่าทางไอ้เต็มก็เป็นคนคล้ายๆ ผมนะ ชอบเล่นการ์ด เล่นเกมเหมือนกัน ลักษณะทางกายภาพภายนอกก็คล้ายๆ กันอีก เออเว้ย ผมรอดแล้ว มีเพื่อนแล้วโว้ยยย



คุยกันกับเพื่อนเต็มไปได้ซักพัก ก็ได้ยินเสียงห้าวขึ้นไปร้องเพลงแจมกับพี่เลี้ยง เสียงคุ้นๆ พอมองไปเวที อ่อ ไอ้คนหลงตัวเองนี่หว่า

“เพลงนี้ขอมอบให้กับทุกคนที่มองหาความรัก..นะครับ”

ผมมองไปเวทีแวบนึง พอรู้ว่าเป็นไอ้กี้ ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจอีกแล้วบนเวทีนั้น ร้องเพลงอะไรก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ ไม่ได้ฟังด้วย ผมหันมาคุยกับเพื่อนเต็มต่อ กำลังคุยออกรสออกชาติถึงการ์ดตัว rare item ซึ่งไอ้เต็มมีใบที่ผมอยากได้ และผมกำลังต่อรองขอซื้อกับมัน ละมันก็ไม่ยอมขายให้ผมด้วย โด่วววว อะไรวะ เซ็งเลย

“กรี๊ดดดดดด หล่อมากเลยยยย”

เสียงกรี๊ดของบรรดาสาวๆ ทำให้ผมต้องมองไปเวทีอีกครั้ง ก็ทันเห็นไอ้กี้ส่ง mini heart ให้สาวๆ ด้านล่างเวที ไอ้นี่ก็อ่อยจังวะ เห็นแล้วรำคาญลูกกะตามากๆ คือหน้าตามันก็ดีอยู่แล้วไง ละยังอ่อยเรี่ยราด ผู้หญิงคนไหนจะไม่หลงวะ แล้วเมื่อไหร่จะมีผู้หญิงตกถึงท้องกูเนี่ยยย ถ้าแม่งจะเล่นใหญ่ขนาดนี้ หมั่นไส้มากครับในสายตาผู้ชายด้วยกัน

“เอาอีก เอาอีก เอาอีก”

ทั้งเสียงบรรดาพี่เลี้ยง เสียงสาวๆ พยาบาล สาวๆ ทันตแพทย์ สาวๆ เภสัชตะโกนขอให้ไอ้กี้ร้องเพลงอีก มันก็ได้ใจร้องต่ออีกสิครับ หมดกัน สาวๆ ที่ผมแอบเล็งไว้ แต่ละคนมีสายตาไว้มองไอ้กี้คนเดียวเลย

“เพลงต่อไป ขอมอบให้กับคนน่ารักทุกคนนะครับ”

มันพูดและกวาดสายตามองคนด้านล่างเวทีมาเรื่อยๆ จนมาหยุดและยิ้มให้ผม เป็นเวลาสามวินาทีได้ ไอ้บ้า นี่มึงเย้ยกูเหรอว่ามึงหล่อมาก สาวๆ กรี๊ดให้งี้ โอ้ยยยยย จะบ้าตาย คนหลงตัวเอง!



พอมันเริ่มร้องเพลง ผมก็หันมาคุยกับเพื่อนเต็มต่อครับ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเล่นการ์ดกัน แลกเบอร์โทร แลกไลน์แลกเฟซกันเรียบร้อยแล้วครับ พอมีการ์ดมาเป็นตัวเชื่อม กลายเป็นว่าเราสนิทกันเร็วมากๆ แถมนัดแนะเล่นการ์ดคืนนี้กันเสร็จสรรพ

“กรี๊ดดดดดดดดด เอาอีก เอาอีกได้มั้ยค๊า”

เป็นเสียงของสาวๆ อีกแล้วที่ทำให้ผมกับไอ้เต็มต้องหันไปสนใจหน้าเวที

“ใจเย็นๆ นะคะสาวๆ คืนนี้ยังมีเวลาอีกเยอะค่ะ ก่อนที่น้องกี้จะร้องไปหลายเพลงกว่านี้ พวกพี่มีอะไรจะมาเล่าให้ฟังค่ะ” พี่พิธีกรพูดแทรกเสียงกรี๊ด พร้อมกับเดินเข้าไปยืนข้างๆ ไอ้กี้

“วันนี้พวกพี่มี surprise นิดหน่อยค่ะ ... surprise อะไรต้องให้คุณหมอกี้เล่าเองนะค่ะ”

สิ้นเสียงพิธีกร ไอ้กี้ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งร้องเพลง พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังขึ้นมาหน่อย



“สวัสดีครับน้องๆ ผมชื่อ กี้ นะครับ จบ General Surgery ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลจังหวัดของเรา...”



เหี้ยแล้ว…



“ผมปลอมตัวมาเป็นพี่แอบ ผมอยากรู้จักน้องๆ รุ่นนี้ว่าแต่ละคนนิสัยใจคอเป็นยังไงบ้าง”



เหี้ยแล้วกู!!

ซวยแล้ววววว

อาจารย์หมอก็มา!!



TBC.



Talk : เอาแล้วๆๆๆ น้องนิวจะเป็นยังไงน้อออ ชักเป็นห่วงแล้วสิ // ขอกำลังใจหน่อยนะคะ ❤️❤️
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-06-2020 14:50:04 โดย a-mee-ra »

ออฟไลน์ a-mee-ra

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอน 2 สต๊าฟจอมโหด


จบสิ้นกันเสียทีครับกับ 14 วันที่ถูกกักตัว ตลอดระยะเวลา 14 วันนั้น ผมก็ลักลอบมาแอบได้เสีย ไม่! ไม่ใช่ครับ ผ่าม! ผมก็ได้ลักลอบเล่นการ์ดกันทุกวันกับเพื่อนเต็ม ทำให้ผมสนิทสนมกับเพื่อนเต็มมากๆ พอออกมาจากการกักตัว ก็ต้องย้ายตัวเองไปอยู่หอพักแพทย์ในโรงพยาบาล โชคดีอีกแล้วครับ ได้อยู่ห้องข้างไอ้เต็มเลย ทำให้ผมสองคนตัวติดกัน ไปกินข้าว ทำงาน ไปพร้อมกันครับ ยกเว้นวันที่ต้องอยู่เวร ซึ่งไม่ตรงกันอยู่แล้ว ก็ต้องแยกกันบ้าง



การทำงานของ Intern1 จะมีการวนวอร์ดไปเรื่อยๆ ได้แก่ แผนกศัลยกรรม , อายุรกรรม , สูติกรรมและนรีเวช , กุมารเวชกรรม และศัลยกรรม orthopedic (กระดูก) จะเปลี่ยนวอร์ดกันทุก 1เดือน การทำงานก็ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละวอร์ด บางวอร์ดก็วุ่นมาก แทบไม่มีเวลากินข้าว หรือก็แล้วแต่ว่าช่วงนั้นคนไข้แน่นมั้ย เตียงเต็มมั้ย แต่บอกเลยว่าช่วงโควิด คนไม่ค่อยป่วยครับ เตียงไม่เต็มซักวอร์ด ทำให้สต๊าฟลงมาสอน extern กับ intern มากขึ้น



ในหนึ่งอาทิตย์เรียนช่วงบ่ายวันพุธ และเช้าวันศุกร์ แค่ 2 ครั้ง/สัปดาห์ วันนี้ตรงกับเช้าวันศุกร์ ซึ่งเป็นคาบที่ 2 นับตั้งแต่เริ่มทำงานมา วันนี้ตามตารางจะมีการอัพเดตไกด์ไลน์โรคหัวใจขาดเลือด (MI) จากพี่หมอแนน หมอ med (อายุรกรรม) คนสวย ที่เพิ่งจบมาเป็นสต๊าฟได้ปีเดียว ผมแอบเหล่พี่เค้านิดหน่อย เพราะพี่เค้าน่ารักจริงๆ ตัวขาวๆ ตัวเล็กๆ เวลายิ้มนี่โรคสดใสโคตรๆ



ผมตั้งหน้าตั้งตารอเลยละครับ เพราะผมเหนื่อยมาหลายวันแล้ว บางครั้งคนไกลบ้านอย่างผมก็ต้องการกำลังใจ หาอะไรโฟกัสที่ไม่ใช่งานบ้าง จะได้ทำงานอย่างแฮปปี้มีความสุข เรื่องอายุผมไม่เกี่ยง หมอ med เรียนแค่ 3 ปี เพราะงั้นผมกับพี่เค้าอายุน่าจะห่างกันแค่ 4-5 ปีเท่านั้นเอง สบายมากครับ



เวลาผ่านไป 20 นาทีแล้ว พี่หมอแนนก็ยังไม่โผล่หน้าสวยๆ มาให้เห็น แต่ซักพักกลับเป็น...พี่หมอผู้ชายอีกคนเข้ามาในห้องแทน พร้อมกับพูดแทรกเสียงจ้อกแจ้กของพวกผม

“วันนี้ผมเข้าสอนแทนหมอแนนนะ”

ทันทีที่ผมเงยหน้ามองเต็มๆ ตา ฉิบหายละกู คำเหล่านี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวผมเลย ไอ้พี่หมอกี้ ไอ้คนไม่มีมารยาท ไอ้คนหลงตัวเองจอมทะลึ่ง ขี้อ่อย

ตั้งแต่เริ่มทำงานมาเกือบจะครบอาทิตย์ก็เพิ่งมีโอกาสได้พบกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมภาวนามาตลอดว่าอย่าได้พบได้เจอกันเลย บอกตรงๆ ว่า ผมทำหน้าไม่ถูก เรียกอาจารย์ได้ไม่เต็มปากเต็มคำนักหรอก ยิ่งนึกย้อนไปถึงการกระทำและคำพูดตอนเจอกัน โอ้ยยยยย อยากเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี อายว่ะ



หรือผมควรขอโทษอาจารย์ไปซะที่พูดจาไม่ดีด้วย จะได้จบๆ เรื่อง แต่อีกใจก็แบบไม่อยากขอโทษ เพราะนึกหมั่นไส้อาจารย์เบาๆ ตอนนี้ในหัวผมจึงตีกันให้วุ่น

เอาไงดีวะ...จะขอโทษเพื่อความอยู่รอด

หรือ...ปล่อยไปแบบนี้ล่ะ เป็นไงเป็นกัน

ในขณะที่ผมกำลังคิดหัวแทบระเบิดอยู่นั้น เสียงทุ้มต่ำก็เอ่ยขึ้น

“นิว นิวิฐ โอภาสตริสกุล... เมื่อกี้ผมบอกว่าจะสอนเรื่องอะไร”

“...” เอ๋อแดกสิครับ ไม่ได้ฟังเลย แล้วน้ำเสียงนี่จะโหดไปไหน

“ตั้งใจหน่อย ผมไม่ได้มีเวลามากมายมาสอนพวกคุณนะ ผมไม่สนนะว่าคุณจะเรียนได้เกียรตินิยมอันดับ 1 มา ที่นี่ไม่ใช้ความสำเร็จในอดีตมาวัดผลงาน ที่นี่ดูจากหน้างานจริง”

ทุกคนวางทุกอย่างในมือลง และตั้งใจฟังอาจารย์ท่านพล่ามไปเรื่อย หน้าตาก็ไม่ได้แก่เลยนะ แต่บ่นเป็นตาแก่ไปได้ เปลี่ยนโหมดจากวันที่เจอครั้งแรก ผมนี่ตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว แล้วคือตั้งใจจะแขวะผมคนเดียวด้วยนะ อิหยังวะ

“เอาล่ะ... ถ้าเจ็บบริเวณลิ้นปี่ร้าวทะลุหลัง คิดถึงโรคอะไร”

“ตับอ่อนอักเสบค่ะ”

“กระเพราะอาหารอักเสบค่ะ”

“แล้วมีอะไรอีกไหม... นิว นิวิฐ ตอบซิ”

“Aortic dissection* ครับ” รอดตัวไปครับ เพิ่งอ่านมาเมื่อวาน

หลังจากนั้นอาจารย์ก็สอนไป ไม่วุ่นวายถามอะไรผมอีก จนเวลาล่วงเลยผ่านไปใกล้จะเที่ยง เป็นอันจบเนื้อหาการเรียน จึงเอ่ยปากชวนเพื่อนเต็มรีบออกไปหาข้าวกิน เพราะตอนบ่ายมีตรวจ OPD (ผู้ป่วยนอก) แล้วยังมีเวรบ่ายอยู่ ER (ห้องฉุกเฉิน) ถึงเที่ยงคืนอีก (เวรบ่าย เริ่มเวลา 16.00 – 24.00 o.)

“เฮ้ยมึง รีบไปกินข้าวเถอะ ตอนบ่ายกูมีตรวจ OPD ต้องรีบเคลียร์เคสก่อนเข้าเวร ER”

“เออๆ เดี๋ยวแปปนึงนะ กูมีประเด็นสงสัย ขอกูไปถามอาจารย์แปป” ว่าแล้วไอ้เพื่อนเต็มก็เดินเข้าไปหาอาจารย์พี่กี้

“อาจารย์คร๊าบบ ผมสงสัยตรงนี้น่ะ...”

ผมเดินออกมารอมันข้างนอก ไม่อยากอยู่ในห้องนาน ไม่อยากเห็นหน้าอาจารย์พี่กี้ เพราะตอนนี้ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะขอโทษ หรือปล่อยเลยตามเลย แต่ในใจผมนี่เชียร์ยิกๆ ว่าปล่อยเลยตามเลยแม่ง ชอบเล่นกูดีนัก

ไม่นาน ไอ้เพื่อนเต็มก็เดินออกมาพร้อมกับอาจารย์พี่กี้

“มึง วันนี้อาจารย์จะไปกินข้าวกับพวกเราด้วย”

ผมมองหน้าผู้อาวุโสกว่าแวบนึง ก่อนจะตอบเพื่อนเบาๆ ให้ได้ยินกันสองคนว่า “...ชวนมาทำไมวะ”

“ไม่ได้ชวน อาจารย์ขอไปเลี้ยงต้อนรับพวกเรา” นี่ก็กระซิบกระซาบตอบผมพอกัน

“ตัดสินใจกันยัง ว่าจะกินอะไร” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลังผมสองคน ทำให้พวกผมต้องหยุดเดิน เพื่อให้ผู้ใหญ่เดินนำหน้า พร้อมกับไอ้เพื่อนเต็มตอบคำถามไป

“ยังเลยครับอาจารย์ อาจารย์อยากกินอะไร พวกผมกินได้หมดครับ”

“แน่นะ ว่ากินได้หมด งั้นผมเลือกเลยนะ”

“คร๊าบบบบ” สองเสียงของผมและเพื่อนเต็มประสานกันตอบอย่างพร้อมเพรียง

นาทีนี้ และนาทีถัดๆ ไป ผมว่าผมควรอยู่อย่างเงียบๆ ดีที่สุด ไม่อยากแกว่งปากหาตีน เดี๋ยวได้โดนอีก



ถึงละครับ ร้านที่พ่อเจ้าประคุณจะเลี้ยงรับพวกผม นั่นก็คือ ‘ร้านลาบยโส’ นั่นเอง ลักษณะเป็นเพิงไม้ตั้งอยู่ข้างถนน ข้างในร้านปูด้วยคอนกรีต ไม่มี air conditional มีแต่ air ข้างทางนี่ล่ะครับ มีโต๊ะม้าหินอ่อนสำหรับนั่งทานประมาณ 10 โต๊ะ แต่ทุกโต๊ะก็จัดเรียงให้ห่างกัน ตามนโยบาย social distancing

พอไปถึงอาจารย์พี่กี้ก็เลือกโต๊ะหลังๆ ร้าน แล้วจัดการสั่งอาหารเสร็จสรรพ โดยมีไอ้เพื่อนเต็มช่วยสั่งด้วย ส่วนผมนั่งเงียบๆ ไป ถามผมว่ากินอะไรได้บ้าง จะให้ผมตอบยังไงล่ะ ชีวิตเกิดมาตั้งแต่ตีนเท่าหอยมดจนมาถึงตอนนี้กูไม่เคยเข้าร้านแบบนี้เลยคร๊าบบบ

ระหว่างรออาหารมา ผมก็เปิดเกมขึ้นมานั่งเล่น หูก็ฟังไอ้เพื่อนเต็มกับอาจารย์พี่กี้คุยกันไป จับใจความได้ว่า ไอ้อาจารย์พี่กี้เพิ่งอายุ 30 หมาดๆ และเพิ่งเรียนจบเด้นท์ศัลย์มาไม่ถึงปี มาใช้ทุนที่โรง’ บาลนี้

ไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟ เป็นเพื่อนผมที่เอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงดูเป็นห่วงนิดนึง (นิดนึง เท่านั้นล่ะ)

“ไอ้นิว มึงกินได้ป่าววะ”

“ได้ๆ” ผมตอบสั้นๆ พลางมองอาหารตรงหน้า นี่มันอะไรมั่งวะ เนื้อสีดำๆ เป็นชิ้นๆ อันนี้น่าจะเรียกว่าเนื้อแดดเดียว เพราะแอบคล้ายกับหมูแดดเดียว

“งั้นมึงต้องกินอันนี้เว้ย...นี่เรียก ก้อยขั้ว อร่อยมากกก” ผมมองตามมือเพื่อนที่ชี้ไปยังอาหารสีดำๆ อยู่บนจาน คล้ายๆ ลาบทั่วไป แต่อันนี้เหมือนมีน้ำแหยะๆ อยู่รอบชิ้นเนื้อด้วย

“ไม่กล้ากินเหรอ...”

เสียงทุ้มที่ผมเริ่มจะคุ้นเคยเอ่ยขึ้นมา ทำให้ผมต้องหันขวับไปมองหน้าทันที ก็เห็นแววยิ้มเยาะในดวงตาคู่นั้น

“ทำไมจะกินไม่ได้...แค่นี้เอง” พูดจบ ผมก็ตัก ‘ก้อยขั้ว’ ใส่เข้ามาในจานข้าวตัวเองทันที แล้วตักอาหารเข้าปากอย่างไว

อืมมม...อืม รสชาติใช้ได้เลย เรียกว่าอร่อยเลยล่ะ

“เป็นไงมึง อร่อยใช่มั้ย”

“เออๆ อร่อยว่ะ เอามาอีก” ผมตักกินแต่ ‘ก้อยขั้ว’ นี่ล่ะคร๊าบจนข้าวจะหมดจาน แล้วก็มีอีกเมนูที่คนขายยกมาเสิร์ฟทีหลัง อันนี้เลือดสดๆ เลยครับ มีเนื้อสีแดงคลุกเคล้ามากับเลือดและเครื่องปรุง มีผักโรยหน้านิดหน่อย

“มึง อันนี้ทีเด็ดเลย ต้องลอง! ซกเล็ก”

ผมหันไปมองหน้าเพื่อนแบบขอเถอะ จานนี้กูไม่อาววววว

“จานเมื่อกี้มีแต่เด็กๆ เค้ากิน ...ส่วนจานนี้ ของผู้ใหญ่” ไอ้อาจารย์กี้เล่นกูอีกแล้ววววว

“เอาเลยมึง กูยังกินเลยเนี่ยยย” เพื่อนเต็มครับ ตักเนื้อสดๆ และเลือดสดๆ ไปวางแหมะลงในจานข้าว ก่อนจะส่งเข้าไปในปากคำโต เห็นมันกินละขัดลูกกะตามาก ไอ้ตี๋ตัวเล็กๆ บางๆ แต่กินลาบเลือดคำโต เป็นอะไรที่ contrast กับหน้าตามาก

“...เอ้า ลองกินดู” ไอ้อาจารย์กี้ตักลาบเลือดสีแดงลงมาในจานข้าวผมครับ

“เอ่อ...”

“แค่นี้ป๊อดเหรอ” ผมหันขวับไปจ้องหน้ามันเลยครับ ไอ้อาจารย์จอมกวน

“...”

สุดท้ายผมก็ต้องตักลาบเลือดเข้าไปในปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ หยึยยยยย ขมมากกกกก เนื้อมีความดึ๋งๆ อยู่ในปาก ส่วนเลือดไม่มีความคาวนะ สงสัยเครื่องปรุงช่วยไว้

พอเคี้ยวคำแรกหมด ผมต้องรีบดื่มน้ำตามลงไปทันที อดบ่นเบาๆ ไม่ได้ “อันนี้ขมอ่ะ ไม่อร่อยเลย”

“ฮ่าๆๆ” อีกสองคนประสานเสียงหัวเราะแข่งกัน เออออ ให้มันได้ยังงี้สิวะ

“อันนี้ผสมเพี้ย หรือเรียกอีกอย่างว่า ขี้อ่อนวัว”

“ห๊ะ! ขะ..ขี้อ่อน” ถึงจะรู้ว่าวัวเป็นสัตว์กินพืช แต่ขึ้นต้นคำว่า ‘ขี้’ นี่ก็ไม่ไหวนะ

“ใช่ ของดีเลยนะเว้ย ร้านนี้ใช้เพี้ยของจริง บางร้านใช้แบบสำเร็จรูป ไม่อร่อยเลย” ไอ้เพื่อนเต็มยังพยายามบรรยายสรรพคุณของ ‘ขี้อ่อน’ ต่อไป ส่วนผมนั้นรวบช้อนส้อมทันทีเลยครับ อิ่มขึ้นมาเฉยๆ

“ตลกคนกรุงเทพฯ ว่ะ ฮ่าๆๆ” เสียงไอ้อาจารย์พี่กี้หัวเราะผมอ่ะ

“ตลกตรงไหนวะ นี่มันแกล้งกันชัดๆ” ผมแหวร้องใส่เสียงดังเหมือนกัน

“ไม่มีใครเค้าแกล้งเลยนะ พี่ให้เราลองกินไว้ เผื่อออกต่างอำเภอแล้วเค้าเลี้ยงข้าว จะได้กินเป็น ไม่อายเค้า” ฟังดูเหมือนจะเป็นถ้อยคำที่หวังดี แต่ทำไมผมถึงได้เห็นแววตาวาวๆ เหมือนจะหัวเราะหน่อยๆ ในใบหน้าคมนั้น

“...” ผมไม่เถียงมันแล้วครับ ขี้เกียจเถียง เถียงไปก็เท่านั้น เดี๋ยวได้ถูกคาดโทษอีก

.

.

.

ผมตรวจ OPD เสร็จเร็วกว่าที่คิด ผมจึงมีเวลาไปนั่งแช่อยู่ในห้องพักแพทย์ ซึ่งห้องนี้จะเอาไว้ให้แพทย์พักผ่อนตามอัธยาศัย เป็นห้องประมาณ 6x6 เมตร มีอุปกรณ์สร้างความบันเทิงทุกอย่าง กีต้าร์ คีย์บอร์ด เครื่องเสียง โทรทัศน์จอใหญ่เอาไว้ดูหนังใน Netflix โซฟาหน้าทีวีที่พร้อมนอนสุดๆ ตู้เย็น พัดลม โต๊ะยาวกลางห้องเอาไว้นั่งกินข้าวหรือเม้ามอยกัน เตียง 2 ชั้น 2 หลังเอาไว้สำหรับอยู่เวรละเหนื่อย ง่วงนอน หมดสภาพ แพทย์ทุกคนมีสิทธิ์เข้ามาใช้บริการได้หมด

ผมเลือกที่จะนั่งเล่นเกมอยู่โต๊ะตัวยาว มีเพื่อนหมอผู้หญิงรุ่นเดียวกันนั่งกินขนมเม้ามอยกันอยู่ 3 คน ชื่อ เจน นุ่น โบว์ ทั้งสามจบจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน จึงคุยกันสนุกสุดๆ ชนิดที่ว่าลืมไปเลยว่าผมนั่งอยู่ตรงนั้น

“พวกแกคิดว่าอาจารย์กี้เป็นป่าววะ”

“ไม่เป็นหรอก หล่อเท่ขนาดนั้น ถ้าเป็นนี่ฉันใจสลายเลยนะเว้ย”

“แต่หล่อขนาดนี้ ไม่มีแฟนเป็นไปได้เหรอวะ”

“ตอนนี้ยังไม่มี แต่อนาคตอันใกล้นี้อาจจะมีก็ได้นะ”

“ยังไงๆ เล่ามาเลยยย”

“ก็เมื่อวานฉันไปอยู่เวร med เว้ย แล้วพอดีคนไข้อาจารย์แนนชัก ฉันเลยโทร consult อาจารย์ อาจารย์เลยเข้ามาดูเอง แต่มันจะธรรมดามาก ถ้าตอนนั้น’ จารย์แนนจะมาคนเดียว แต่เปล่าเลยจ้า อาจารย์กี้ตามมาด้วยจ้า ละตอนนั้นคือห้าทุ่มแล้วนะเว้ย เพื่อนกันเค้ากินข้าวด้วยกันถึงห้าทุ่มเลยเหรอวะ”

“เฮ้ยยยยย งี้ฉันก็อกหักดิวะ ละ’ จารย์แนนคือน่ารักมากกกกขาว สวย ตัวเล็ก ผู้ชายที่ไหนจะไม่ชอบวะ แพ้ว่ะ รู้สึกแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงแข่งเลย”

“งานนี้นกค่ะเพื่อน เสียใจด้วยจริงๆ ฮ่าๆๆ”



ผมแอบเบ้หน้าไม่พอใจเล็กน้อยกับข่าวใหม่ที่เพิ่งได้ยินมา ไอ้อาจารย์พี่กี้ เอาอีกแล้วนะ ตัวขัดขวางความสุขผมชัดๆ ดันมาชอบผู้หญิงคนเดียวกันอีก แผนการที่จะไปขอโทษเป็นอันยกเลิกไปโดยปริยาย ไม่มีการขอโทษแล้วเว้ย โกรธมากกกก โกรธที่หน้าผมหล่อไม่ได้ครึ่งของมัน โมโหมากกกก โมโหที่ความสูงผมหยุดอยู่แค่ 175 cm หงุดหงิดมากกกก หงุดหงิดที่อายุเสือกน้อยกว่าอีก

ละผมจะเอาอะไรไปสู้กับมันเนี่ยยย โอ้ยยยย เจ็บไปทั้งหัวใจ ทำไมยังทน

จริงๆ ก็เว่อไปงั้นล่ะผม แค่ชอบมอง เพราะสวยน่ารัก อาหารใจคนไกลบ้าน T^T



ผมนั่งเล่นเกมต่อซักพัก ก็ลงไปเข้าเวร ER ละคือเวรจะเยินไปไหน แก้อาการเคสนี้เสร็จ อีกเคสนึงมาต่อ ต้องสอดท่อช่วยหายใจ มีคนไข้ Ischemic stroke (ภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน) ต้องแพลนให้ Streptokinase (ยาละลายลิ่มเลือด) อย่างรวดเร็ว เกือบจะสี่ทุ่มยังมีเคสผัวหึงโหดเมียแอบมีกิ๊ก ผัวชักปืนออกมายิงกิ๊กเมีย ตอนนี้กิ๊กคนนั้นกำลังนอนเจ็บหนัก จากการประเมินแล้วต้องได้รับการผ่าตัดเอาลูกกระสุนออก เป็นหน้าที่ผมสิที่ต้องโทร consult อาจารย์หมอศัลย์

ไปยืนอ่านตารางเวรอาจารย์หมอศัลย์ที่รับ consult เคสวันนี้ และชื่อที่ปรากฏ คือ

‘นายกิตติคุณ พนมฤทัยนารถ’

ใครวะ กูยังจำชื่อใครไม่ค่อยได้ครับ เพิ่งมาทำงานได้ห้าวัน จึงหันไปถามพี่พยาบาลใกล้ๆ

“พี่ครับ นายกิตติคุณ พนมฤทัยนารถ นี่อาจารย์คนไหนเหรอครับ”

“หมอกี้ไงคะ เบอร์โทรอาจารย์หมอทุกคนอยู่บอร์ดตรงโน้นค่ะ รีบโทรให้ไวเลยค่ะ คนไข้แย่มากเลยตอนนี้”

“ครับๆๆ”

จบประโยค ผมรีบกระวีกระวาดวิ่งไปหาเบอร์โทร แล้วรีบกดเบอร์ไปยังปลายสาย รอสัญญาณไม่นาน ก็มีเสียงตอบรับกลับมา

“ฮัลโหล”

“อาจารย์ครับ มีเคสคนไข้ถูกยิง ตอนนี้เสียเลือดมาก”

“คนไข้ช๊อกมั้ย”

“ช๊อกครับ”

“เช็ค vital sign (สัญญาณชีพ), ให้สารน้ำไปแล้วเท่าไหร่, ฉี่ออกเท่าไหร่, ได้ CT scan** หรือยัง ถ้า CT แล้ว ขอผลด้วย ...... ผมขอรายละเอียดทั้งหมด ภายใน 20 นาที ส่งข้อมูลทุกอย่างเข้ามาในไลน์กลุ่มให้ไวที่สุด ส่งคนไข้เข้าห้องผ่าตัดเลย อีก 60 นาทีผมพร้อมสแตนบายด์”

แล้วสายก็ถูกตัดไป... เอ่อ ไม่เคยเจอไอ้อาจารย์กี้โหมดจริงจังในการทำงาน สั่งๆๆๆ สั่งๆๆๆ แล้วก็สั่ง ส่วนผมก็ต้องรีบไปจัดการตามคำสั่งมันไงครับ ทั้งขอข้อมูลพี่พยาบาล อะไรที่ยังไม่มีข้อมูลก็ต้องลงมือจัดการเอง ถ้าไม่ได้ภายใน 20 นาที กลัวจะโดนพ่อเจ้าประคุณหมายหัวไปอีกเรื่อง

กริ๊งงงงงง...กรี๊งงงงง..

เสียงโทรศัพท์ผมดังขึ้น

“ฮัลโหลครับ”

“ข้อมูลที่ผมขอได้ยัง ผมต้องประเมินคนไข้”

“กำลังเร่งให้อยู่ครับ”

“ผ่านไป 20 นาทีแล้ว ช้าขนาดนี้ คนไข้ได้ตายห่ากันพอดี”

“ครับๆๆๆ จะเร่งกว่านี้ครับ” ระหว่างที่ตอบไป ขาผมก็เดินทำงานไปด้วย พร้อมกับสมองก็ต้องประมวลผลว่าต้องจัดการอะไรก่อนหลัง ทั้งยังต้องแบ่งสมองมาตอบคำถามคนปลายสาย

“อีก 2 นาทีถ้าผมไม่ได้ข้อมูล คุณโดนแน่” แล้วปลายสายก็วางไป วิ่งสิครับผม เอาอะไรมั่งวะ โอ้ยยยยยยย

ชีวิตอินเทิร์นที่หวังว่าจะสุขสบาย เพราะอยู่ในจังหวัดเล็กๆ ชิลๆ small country คิดผิดถนัด แถมยังมาเจอสต๊าฟจอมโหด กัดไม่ปล่อยแบบนี้ กูเริ่มเครียดแล้วคร๊าบบบบบ

ต่อจากนี้...ชีวิตผมจะเจออะไรบ้างเนี่ยยยย ฮืออออ



TBC.

*Aortic dissection คือภาวะที่เลือดไหลออกจาก aorta ในะดับทรวงอกไปอยู่ในผนังหลอดเลือด ในชั้น media ทําให้เกิด false lumen แล้วขยายไปยังบริเวณอื่น ๆ ของ aorta

**CT Scan (ซีที สแกน หรือ Computerized Tomography Scan) คือ การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งแพทย์จะฉายรังสีเอกซเรย์ตามร่างกายบริเวณที่ต้องการตรวจ แล้วใช้คอมพิวเตอร์สร้างเป็นภาพฉายลักษณะและอวัยวะภายในร่างกาย เพื่อประกอบการวินิจฉัยหาความผิดปกติของร่างกายต่อไป โดยวิธีการนี้จะได้ภาพที่มีความละเอียดสูงกว่าการเอกซเรย์แบบธรรมดา และสามารถใช้ตรวจอวัยวะภายในร่างกายได้เกือบทุกส่วน



talk : ตอนนี้ศัพท์แสงเยอะหน่อยนะคะ ทนๆอ่านนิดนึงค่ะ เพราะอาจต้องเจอในตอนต่อๆไป บอกก่อนด้วยว่าป้าไม่ใช่หมอนะคะ แค่ใกล้ชิดหมอเฉยๆ

ฝากคอมเม้นป็นกำลังให้ป้าหน่อยนะคะ ร๊ากกกกคนอ่านทุกคนเลยค่า ❤️❤️

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2020 00:22:14 โดย a-mee-ra »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5209
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ a-mee-ra

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1906
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ a-mee-ra

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ a-mee-ra

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอน 3 ปลาหมอ


หลังจากเมื่อคืนอยู่กับความเยินถึงเที่ยงคืนกว่า ผมก็รีบหอบตัวเองกลับห้องพัก เอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาแช่น้ำร้อนกินประทังชีวิต เพราะเมื่อวานเยินจนไม่มีเวลากินข้าวเย็น แบบนี้แหละครับ ถ้าอยู่เวร ER ก็จะเจอเหตุการณ์ประมาณนี้บ่อยๆ ผมเจอแบบนี้จนชินแล้วครับ ทำให้กินข้าวไม่ตรงเวลาเท่าไหร่ คุณภาพชีวิตก็ย่ำแย่ เพราะฉะนั้น ใครจะมีแฟนหมอ คิดดีๆ นะครับ

ผมเคยมีแฟนสาวนิเทศตอนเป็น extern ระหว่างที่กำลังเดตกัน ทานข้าวร้านข้างโรง’ บาลนั่นแหละครับ ไม่ได้ไปไหนไกลเลย อาหารที่สั่งเพิ่งลงโต๊ะ อยู่ดีๆ เพื่อนโทรตามให้ไปดูเคสที่รับผิดชอบ เพราะคนไข้อาการแย่ลง เป็นอันต้องเก็บอาหารใส่กล่อง ทางใครทางมันตั้งแต่วันนั้นเลยครับ



แปดโมงเช้าวันอังคาร.. ไม่ใช่ๆๆ ครับ วันเสาร์ต่างหากล่ะ ฮ่าๆๆ มุกห้าบาทสิบบาทก็เล่นเนาะ

ผมต้องลากสังขารไปราวด์วอร์ดกับอาจารย์หมอแต่เช้า เดือนนี้ผมอยู่วอร์ดอายุรกรรมชาย การราวด์วอร์ดทุกวันเป็นหน้าที่ของหมอ intern ไม่ว่าจะวันหยุดหรือวันธรรมดาหรือวันที่มีเวรหรือไม่มีเวรก็ต้องราวด์ ถ้าคนไข้ไม่มีอะไรมาก วันนั้นก็สบายไป

วันนี้ดูเหมือนคนไข้ในวอร์ดผมไม่น่าห่วงเท่าไหร่ ผมเลยจะไปซื้อของมาตุนเก็บไว้ในห้อง สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก อาหารแห้งเอาไว้กินกันตายเหมือนเมื่อคืน ว่าแล้วก็ยกโทรศัพท์ต่อสายไปหาเพื่อนเต็ม

“ฮัลโหลมึง วันนี้ว่างป่าว ไปหาซื้อของเข้าห้องกัน”

“ไม่ว่างเลยมึง มึงลืมไปแล้วเหรอว่ากูมีเวร ER”

“เออว่ะ กูลืม ฝากซื้อไรป่าว”

“ไม่ๆ บ้านกูอยู่นี่ ขาดเหลืออะไร เดี๋ยวแม่กูก็หอบมาให้ถึงหอ”

“ใช่ซี๊ บ้านกูไม่ได้อยู่นี่นิ ต้องดูแลตัวเอง งั้นเท่านี้ล่ะ บาย” หมั่นไส้มันเล็กน้อยถึงปานกลาง หมั่นไส้มากไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีเพื่อนคบ ฮ่าๆๆ



ผมลงมาจากวอร์ดก็เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ความหิวมาเยือนแล้วครับ เพราะเมื่อเช้าก็ไม่มีอะไรตกถึงท้อง ว่าจะรีบตรงดิ่งไปที่ห้างท้องถิ่น 1 เดียวในจังหวัด ระหว่างทางกำลังจะเดินไปที่รถตัวเองที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้ใช้ ก็เจอรถคันหนึ่งบีบแตรใส่ตรงหน้ารถใครวะ ฟิล์มทึบมาก มองไม่เห็นข้างในเลย ซักพักกระจกด้านคนขับก็เลื่อนลงมา

“ขึ้นมาสิ จะไปไหน” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากเบื้องหลังกระจกรถ

“...” เอ๋อนิดนึงครับ สมองไม่สั่งการกะทันหัน

“บอกว่าขึ้นมาไง คนยิ่งหิวๆ อยู่” คนในรถเริ่มหัวเสียแล้ว รับรู้ได้จากน้ำเสียง

“ครับๆๆๆ” ผมเลยต้องรีบวิ่งขึ้นรถไปนั่งเบาะข้างคนขับ

พอขึ้นมานั่งบนรถ มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครครับ จะมีก็แต่คนข้างๆ ที่วันนี้มาในลุ๊กแต่งตัวสบายๆ เชิ๊ตขาวแขนยาวพับมาถึงข้อศอก กับกางเกงยีนส์สีฟ้าซีดๆ ทำให้วันนี้ดูดีกว่าเดิมอีก ที่ชมนี่ไม่ใช่อะไรนะครับ อิจฉา กูอยากมีหน้าหล่อๆ แบบนี้บ้าง ใส่อะไรแม่งก็ดูดี ไม่ว่าจะชุดลำลองหรือเสื้อกาวก็หล่อสัด พลันหันกลับมามองตัวเอง กูก็เชิ๊ตแขนยาวสีฟ้ากับกางเกงยีนส์นะ แต่กางเกงยีนนี่พับขาขึ้นมาข้อนิ้วนึง กูก็ว่าวันนี้กูรอดอยู่นะ แต่ทำไมรู้สึกแพ้วะ

คนบนรถทำหน้าถมึงทึงรอผมอยู่แล้ว อิหยังวะ อารมณ์ไม่ดีเหรอ แล้วจะชวนผมมาด้วยทำไม หมดกัน วันพักผ่อนที่แสนสงบสุขของผม

“จะไปไหน” คนข้างๆ เอ่ยถามผมขึ้น

“เอ่อ... ว่าจะไปซื้อของเข้าห้อง”

“ไปหาข้าวกินกันก่อน แล้วเดี๋ยวพาไปซื้อของ”

“อืม... ขออะไรอย่างได้ป่าว”

“ว่า”

“ไม่เอาข้าวแบบเมื่อวานได้ป่าว ไม่ใช่ไม่ชอบนะ แต่เมื่อวานท้องอืดน่ะ เลยไม่อยากกินซ้ำอีกวันนี้”

“ฮ่าๆๆ” ดูมันหัวเราะผมดิ เสียงสะใจมาก

“หัวเราะอะไร”

“เปล่า ไม่คิดว่าจะบอบบางขนาดนี้”

“บอบบางตรงไหนวะ แค่ท้องอืด ใครๆ เค้าก็เป็นกัน”

“พูดเพราะๆ หน่อย ...นี่ผมเป็นอาจารย์คุณนะ” อิหยังวะ อยู่ดีๆ โหมดโหดก็มา รับอารมณ์ไม่ทันว่ะ

“ผมพูดไม่เพราะตรงไหน”

“ก็ตรงที่มี ‘วะ’ ไง” แค่คำว่า ‘วะ’ 

“แล้วจะให้พูดไงอ่ะ ไม่ชินเลย เจอกันครั้งแรกก็พูด ‘กูมึง’ แล้วอ่ะ”

“ก็นั่นมันตอนผมเป็นพี่แอบ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้เป็นเพื่อนคุณ”

เกาหัวแกรกๆ เลยผม แล้วต้องพูดยังไงวะ โอ้ยยยยย ไอ้คุณอาจารย์พี่กี้!!

“โอเคๆ งั้นผมเรียกคุณว่า ‘อาจารย์’ พอใจมั้ย”

“ผมว่า... ไม่โอเค”

“เอ๊า แล้วจะให้เรียกว่าอะไร”

“เรียก...พี่ ได้ไหม”

“โอเคๆ พี่ก็พี่”

จบครับ พอแล้วประเด็นนี้ มานั่งเถียงกันเรื่องเรียกสรรพนามคำแทนตัว แฟนก็ไม่ใช่ เพื่อนกูยังไม่ปวดหัวเท่านี้เลย ละนี่อะไร อาจารย์!! แล้วเป็นอาจารย์ที่กูไม่สนิทด้วยนะ ละก็ไม่ได้อยากสนิทด้วยอีกต่างหาก วุ่นวายจังวะ



รถมาจอดอยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ป้ายหน้าร้านติดชื่อว่า ‘Zennn’ เป็นร้านไม่เล็กไม่ใหญ่ ตกแต่งด้วยโทนสีขาว มีโต๊ะให้เลือกนั่งหลากหลาย ทั้งบาร์เดี่ยว สองที่นั่ง สี่ที่นั่ง หรือเป็นกรุ๊ปเลยก็มี มีมุมให้ถ่ายรูปน่ารักๆ แต่ร้านก็เหมือนยังเปิดได้ไม่เต็มร้อย คงเพราะเพิ่งมีประกาศออกมาว่าให้ร้านอาหารสามารถเปิดและรองรับลูกค้าที่ต้องการนั่งทานอาหารที่ร้านได้ ดังนั้น ทั้งร้านจึงมีพวกผมแค่สองคน

“อยากกินอะไร” คนตรงหน้าเลื่อนเมนูมาให้ แล้วถามขึ้น

ผมหยิบเมนูมาเปิดดู ร้านนี้มีทั้งของคาวของหวาน อาหารไทย อาหารอิตาเลี่ยนจำพวก สปาเก๊ตตี้ หรืออาหารอีสานก็มี ส่วนของหวานก็เป็นพวกช๊อกโกแลตลาวา ฮันนี่โทส ปังกรอบ เครื่องดื่มก็มีทั้งชากาแฟนม ไปจนถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เอ่อ ดีมากครับไอ้อาจารย์พี่กี้ที่เลือกร้านที่มีทุกอย่างไว้ให้ผมเลย

“เลือกได้ยัง” พี่เค้าถามผมขึ้นอีกรอบ สงสัยจะหิวมาก เพราะพี่แกสั่งไปแล้ว

“เอาสปาเก๊ตตี้คาโบนาร่าครับ ของหวานเอาช๊อกโกแลตลาวา เครื่องดื่มขอเป็นอัญชัญน้ำผึ้งมะนาวครับ”

“สั่งรวดเดียวเลยเหรอ อิ่มแล้วค่อยสั่งใหม่ก็ได้”

“ไม่อ่ะ ชินแล้ว ถ้าค่อยๆ สั่งมันจะไม่ได้กิน กลัวโดนตามให้ไปดูเคสก่อน”

ใช่ครับ หมออย่างพวกผม ห้ามปิดมือถือ ห้ามหนีหาย ห้ามอยู่ในพื้นที่อับสัญญาณ เพราะถ้าเคสที่ดูอยู่มีปัญหา ต้องสามารถแก้ไขอย่างทันท่วงที

“วันนี้ก็ไม่ใช่เวรนิ ไม่โดนตามหรอก”

“ผมน่ะไม่โดนตามหรอก แต่พี่น่ะอาจจะโดนตามเพราะเคสเมื่อคืนไง” เรียก ‘พี่’ แล้วมันก็จั๊กจี้ปากยังไงไม่รู้

“ไม่โดนตามหรอก เมื่อคืนกว่าจะได้นอน ตีสี่แน่ะ ก่อนออกมาก็แวะไปดูแล้ว...เรียบร้อยดี”

“อืม”

“ซื้อของแล้ว ไปไหนต่อ”

ผมทำหน้าคิดนิดนึง ก่อนจะตอบออกไป “ไม่มีอ่ะ ว่าง”

“งั้นก็ดี เดี๋ยวพาไปที่นึง”

ผมพยักหน้าตกลง ขี้เกียจจะคุยด้วยละ จึงเลือกหยิบมือถือขึ้นมานั่งเล่นเกมเพื่อรออาหาร...



พอกินข้าวเสร็จ ก็ไปเลือกซื้อของกัน ผมไม่เข้าใจทำไมไอ้อาจารย์พี่กี้เนี่ยถึงไม่ลากรถเข็นมาอีกคัน มาหยิบนู่นหยิบนี่ใส่รถเข็นผมจนจะเต็มอยู่แล้ว ไม่ใช่อะไรนะ ตอนจ่ายเงินจะได้ง่ายๆ ไม่ต้องมาจับแยกว่าเป็นของใคร เซฟเวลาไปเยอะเลย

ผมเดินไปเลือกครีมโกนหนวด ยืนเลือกอยู่นาน เพราะจำไม่ได้ว่าที่เคยใช้คือยี่ห้อไหน ที่ต้องพิจารณาเพราะเคยแพ้มาแล้ว เพราะงั้นจึงต้องยืนระลึกชาติอยู่นานสองนาน จนคนมาด้วยเดินมาแซว

“มีหนวดให้โกนด้วยเหรอ หน้าอ่อนขนาดนี้”

“มีดิ นี่ผู้ชายนะคร๊าบ” เอาจริงๆ หนวดผมก็เกิดไม่เยอะหรอก คนอื่นต้องโกนทุกอาทิตย์ แต่ผมโกนเดือนละครั้งพอ หนวดงอกช้ากว่าชาวบ้านชาวช่องเค้า

“มีใครเคยบอกไหมว่า ถ้าจับใส่วิกนี่ผู้หญิงเลย” ยัง.. ยังไม่เลิก

“มี แต่หน้าตาแบบนี้ก็ทำผู้หญิงท้องได้ละกัน” หงุดหงิดครับ จะอะไรกับหน้าตากูนักหนา

“แล้วมีใครเคยบอกไหมว่า... ทำหน้าโกรธๆ แบบนี้โคตรน่ารักเลย”

ผมหันไปจ้องหน้ามันเลยครับ ไอ้อาจารย์พี่กี้!! เอาอีกแล้วนะมึง พูดจบก็ยิ้มทั้งปากทั้งตาเลย โอ้ยยยย โดนอีกแล้วกู!!



พอซื้อของเสร็จ ไอ้อาจารย์พี่กี้ก็พามาแวะตลาดสด ผมก็ลงจากรถไปช่วยถือของ ปกติไม่ค่อยได้เดินตลาดหรอกครับ ตื่นเช้ามาอาหารก็วางไว้ตรงหน้าแล้ว แม่ผมชอบทำอาหาร ผมเลยสบายไป

ไอ้พี่กี้ให้ผมถือปลาหมอที่ดิ้นไปมาอยู่ในถุง กำชับว่าให้ผมถือดีๆ ส่วนอย่างอื่นพี่แกถือเองหมด

เราใช้เวลาไม่นานอยู่ตลาดแห่งนี้ แล้วเราก็ค่อยๆ ขับรถออกมาจากความจอแจของตลาด รถเก๋งสีดำคันใหญ่ของไอ้พี่กี้เลี้ยวออกจากถนนเส้นหลัก วิ่งไปตามทางถนนลูกรัง ไม่นานก็มาถึงวัดแห่งหนึ่ง เงียบสงบร่มรื่น เราเดินลงจากรถ แล้วไปที่ท่าน้ำ ซึ่งวัดแห่งนี้ติดกับแม่น้ำสายเล็กๆ

“มานี่ มาปล่อยปลาหมอกัน” ไอ้อาจารย์พี่กี้เรียกให้ผมรีบเดิน ผมเดินเข้าไปใกล้ แล้วยื่นปลาหมอให้

“พี่ซื้อมาให้นิวปล่อย”

“อ้าว ทำไมอ่ะ”

“ตามความเชื่อคนไทย คนไม่สบายให้ปล่อยปลาหมอ จะได้หายไวๆ”

“เดี๋ยวๆ พี่ ผมสบายดี”

“ไม่สบายสิ ก็ไหนบอกท้องอืด”

“โอ้ยยยย แค่ท้องอืด กิน air-x ก็หายแล้ว ไม่ต้องปล่อยปลา” ผมจะบ้าตาย นี่ผมกำลังคุยกับหมอศัลย์ใช่มั้ย?!

“เอาน่า งั้นมาปล่อยด้วยกัน ทำบุญเริ่มต้นงานที่ใหม่ก็ได้ งานจะได้ราบรื่น” อันนี้ค่อยน่าฟังหน่อย เหตุผลนี้พอได้ ผมจึงเดินไปใกล้ๆ พี่เค้า เรานั่งลงแล้วค่อยๆ เทถุงปลาลงไปในน้ำด้วยกัน

“ปล่อยเสร็จแล้วก็แผ่บุญถึงบิดามารดา ญาติสนิทมิตรสหาย เทวดาเทพพรหมณ์ที่คุ้มครองรักษาตัวเรา พระแม่คงคา พระแม่ธรณี เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้ากรรมนายเวร..”

“พอๆๆ พี่ เรียกมาขนาดนั้น รบกวนท่านแย่เลย ฮ่าๆๆ” ผมอดขำไม่ได้จริงๆ คือ ไม่ใช่ผมไม่เชื่อนะ ผมก็เป็นคนนึงที่นับถือศาสนาพุทธ แต่ผมจะเน้นเอาคำสั่งสอนมาเป็นแนวทางของชีวิต ไม่ได้เน้นทางพิธีกรรมมากมาย ให้ทานก็แล้วแต่โอกาส ถ้าจะปล่อยปลาก็ไปซื้อตามวัดที่เค้ามีบริการปลาไว้ให้ปล่อยเลย ไม่ได้ไปซื้อปลาในตลาดขนาดนี้

“พูดดีๆ เดี๋ยวก็เกิดวจีกรรมหรอก” โดนดุเลยกู อิหยังวะ

“สาธุครับ ไม่พูดแล้วก็ได้... ว่าแต่ทำไมถึงต้องไปซื้อปลาในตลาดมาเลยล่ะ หรือเพราะวัดนี้ไม่มีขายให้”

“การซื้อปลาหน้าเขียง เป็นการช่วยชีวิตสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่า เพราะงั้นกำลังบุญจะสูงมาก”

“อ่อ อย่างนี้เอง ...แล้วทำไมมาวัดนี้อ่ะ ไม่มีคนมาเลย ปกติคนส่วนใหญ่ชอบไปวัดที่คนไปกันเยอะๆ นี่นา”

“ชอบวัดนี้เพราะสงบดี เป็นสายวัดป่า พี่เคยมาบวชที่นี่ด้วย”

“อ่อ เข้าใจละ”

อันนี้เป็นการเปิดโลกทัศน์ผมพอสมควร ปกติใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ มีแต่ความเร่งรีบวุ่นวาย และเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเรากำลังวุ่นวาย เพราะเราเคยชินกับวิถีชีวิตแบบนั้นแล้ว แต่พอมาเจอที่นี่ เข้าใจถึงคำว่า ‘Slow Life’ อย่างดีทีเดียว และที่วัดแห่งนี้ก็เงียบสงบ จน ‘สงัด’ เลยล่ะผมว่า



พอปล่อยปลาเสร็จ ไอ้อาจารย์พี่กี้ก็พาผมลัดเลาะต้นไม้ เดินไปเรื่อยๆ จนไปเจอกุฎิพระที่ซ่อนอยู่ในป่า ผมมองรอบข้างด้วยความรู้สึกหวาดๆ น่ากลัวว่ะ ถ้าต้องนอนคนเดียว ตอนกลางคืนยิ่งไม่ต้องพูดถึง บรื๋ยยยย

“นี่เป็นกฏิท่านเจ้าอาวาส พี่ขอเข้าไปกราบท่านซักหน่อย นานแล้วที่พี่ไม่มีเวลามากราบท่าน”

“ตามสบายเลยพี่ เดี๋ยวผมรออยู่แถวนี้”

“ไม่สิ เข้าไปด้วยกัน”

“ไม่เป็นไร พี่เข้าไปเลย”

“ไม่ได้ แถวนี้ยุงเยอะ”

“ยุงเยอะก็ไม่เป็นไร เมื่อกี้ผมปล่อยปลาหมอแล้ว ผมไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก”

“เข้ามา” เริ่มเสียงแข็งแล้วครับ เออคร๊าบบบ เข้าไปก็ได้

ทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในกุฎิ มีความรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก เมื่อกี้ยังหวาดๆ อยู่เลย ตอนนี้รู้สึกเย็นปลอดภัยมาก

“กราบนมัสการหลวงพ่อครับ” พี่เค้ากราบพระท่าน 3 ครั้ง พร้อมกับดึงแขนเสื้อผมให้ทำตามด้วย ผมก็ทำตามพี่แกไปครับ

“ลมอะไรถึงได้หอบมาที่นี่ละโยม”

“ไม่มีลมอะไรหรอกครับ อยากมากราบหลายวันแล้ว แต่ไม่มีเวลาเลย พอดีวันนี้มีเวลา ประจวบกับมีน้องหมอจบใหม่มาด้วย เลยพามากราบด้วยเลยครับ”

“ดีแล้วล่ะ พาน้องเข้าวัดเข้าวา เป็นตัวอย่างที่ดีของน้องๆ”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”

“แล้วนี่.. บ้านอยู่ไหนละโยม” ท่านเจ้าอาวาสหันมาถามผมครับ

“กรุงเทพฯ ครับ” พยายามตอบแบบสำรวมสุดๆ

“ค่อยๆ ปรับตัวนะ ...อยู่นานๆ อาจจะชอบที่นี่ก็ได้”

ผมยิ้มตอบท่าน ก่อนที่ไอ้อาจารย์พี่กี้จะคุยกับท่านอีกครู่หนึ่ง แล้วลากลับ แต่ก่อนจะกลับก็แวะไปกราบพระประธานที่โบสถ์

“อธิษฐานอะไร ทำไมนานจัง” ผมเอ่ยถามคนตัวสูงขึ้นมา หลังจากที่เห็นเค้าคลายจากสมาธิ

“ขอให้สมหวังเรื่องความรัก...ขอให้จีบติด”

ผมลุกขึ้นยืนเลยครับ ไม่ถามต่อแล้ว ก็เล่นมาชอบคนเดียวกันกับผม ถ้าไอ้อาจารย์พี่กี้จีบอาจารย์แนนติด ผมก็แห้วรับประทานสิครับ...



TBC.



Talk : เรื่องนี้เบาๆ คลายเครียดนะคะ ดีใจมากเลยที่มีคนอ่าน คนคอมเม้น ขอบคุณมากๆนะคะ รักๆทุกคนเลยค่า

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5209
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ a-mee-ra

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอน 4 พี่...ช่วยผมด้วย


วันนี้ผมอยู่ ER ถึงสี่โมงเย็น หลังจากนั้นก็ว่างครับ คิดว่าวันนี้จะไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนสาธารณะซักหน่อย การทำงานมีความเครียดเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เราต้องหาวิธีจัดการกับความเครียดให้ได้ การออกกำลังกายก็เป็นวิธีหนึ่งที่ผมเลือก



ผมขึ้นหอพักไปเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อกีฬากับกางเกงบอลขาสั้น แล้วรีบลงมาด้านล่าง กำลังจะถอยรถออกจากที่จอด ก็ทันเห็นอาจารย์แนน เลยเปิดกระจกรถแล้วเอ่ยทักทาย

“สวัสดีครับอาจารย์ ผมว่าจะไปวิ่ง ไปด้วยกันไหมครับ”

อาจารย์ทำท่าคิดอยู่แวบนึง ก่อนจะตอบตกลง “ไปดิ กำลังอยากลดหุ่นอยู่พอดี รอพี่แปปนึงนะ ไปพร้อมกัน”

“คร๊าบบบบบ”

โอ้ววววว แค่ลองทักเล่นๆ แต่ไปจริงเว้ยยย ดีใจนะเนี่ย จะได้อยู่ใกล้ๆ อาจารย์ที่แอบหมายปอง



ผมแอบรถเข้าข้างทางรออาจารย์แนนซักพัก ไม่นานคนตัวบางร่างเล็กก็เดินลงมาพร้อมชุดออกกำลังกายสีชมพูสวยหวาน กางเกงรัดรูปหน่อยๆ ส่งให้บั้นท้ายงอนสวยมาก นี่ผมเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ ทำไมความคิดกูหื่นจังวะ ใจเย็นๆ ลูกพ่อ เดี๋ยวพี่เค้าจะกลัวซะก่อน



ผมปลดล๊อกประตูให้อาจารย์แนน แล้วคนตัวเล็กก็เข้ามานั่งข้างผมที่เป็นคนขับ รู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูกที่มีตุ๊กตาหน้ารถสวยขนาดนี้ อยากเปิดกระจกรถโชว์ชาวบ้าน แต่ไม่ต้องเปิดหรอกครับ ฟิล์มรถผมไม่มืดขนาดนั้น ใครมองเข้ามาก็เห็น เหมือนคนที่กำลังจะข้ามถนนไง อยู่ดีๆ ก็ชะโงกหน้ามองเข้ามาภายในรถผม แถมยังเคาะกระจกด้านตรงข้ามคนขับด้วย อาจารย์แนนเลยกดกระจกลง

“มีอะไรเหรอกี้”

“แนนจะไปไหนอ่ะ”

“ไปวิ่งที่สวนกับน้องนิว... กี้ไปด้วยกันป่าว”

อย่านะ อย่าตกลงเชียวนะมึง ผมมองหน้าไอ้อาจารย์พี่กี้ด้วยสายตาขวางๆ แต่ก็ต้องยกมือขึ้นไหว้อยู่ดี

“หวัดดีครับพี่ ไปด้วยกันป่าวครับ” ชวนมารยาทน่ะมึง เข้าใจมั้ยว่าชวนมารยาท อย่าเชียวนะ

“...น่าสน ไปด้วยดิ”

“...” ผมนี่เงียบไปเลย ไม่สบอารมณ์

“ดีเลยๆๆ แต่กี้ยังไม่เปลี่ยนชุดเลย รีบไปเปลี่ยนไป”

“แนนกับนิวล่วงหน้าไปก่อนเลย ไว้ค่อยไปเจอกันที่สวน เคนะ”

“เคๆ ละเจอกัน”

ผมค่อยๆ เลี้ยวรถออกจากโรงพยาบาลมุ่งหน้าไปสวนสาธารณะตามที่อาจารย์แนนเป็นคนบอกทาง ถ้าผมไปเองก็คงต้องพึ่ง google maps แต่โชคดีที่วันนี้มีคนสวยบอกทาง สงสัยไหมว่าทำไมผมไม่ชวนไอ้เพื่อนเต็ม วันนี้มันไม่ว่างอีกแล้ว มีตรวจ opd นอกเวลาถึงสองทุ่ม ชีวิตเด็ก intern มันก็แบบนี้แหละครับ ไม่ค่อยมีเวลา



พอมาถึงสวนสาธารณะ ผมกับอาจารย์แนนก็วิ่งไปด้วยกัน คุยกันสัพเพเหระ ทำให้ผมรู้จักอาจารย์มากขึ้น

“ถ้าผมเจออาจารย์ข้างนอก ผมคงคิดว่าอาจารย์เป็นรุ่นๆ เดียวกันกับผม อาจารย์หน้าเด็กมากกก ฮ่าๆ”

“ปากหวานไปอีก พูดขนาดนี้ อยากกินอะไรเนี่ยยย ฮ่าๆๆ”

“อาจารย์จะเลี้ยงผมเหรอ งั้นๆ งั้นกินอะไรดีน๊า” ทำท่าคิดไปวิ่งไปครับ

“แหม เอาใหญ่เลยนะ ...แล้วก็เลิกเรียกอาจารย์ซักที แค่พี่ก็พอไหม”

“ไม่อยากเรียกทั้งอาจารย์ทั้งพี่เลย เรียกอย่างอื่นได้ไหมน๊า” หยอดเล็กหยอดน้อย ฮึๆๆ มีความสุขว่ะผม

“ได้คืบแล้วจะเอาศอกเลยนะ โถถถ เด็กน้อย”

“ไม่เด็กแล้วนะครับ โตแล้ว มีแฟนได้ พ่อกับแม่อนุญาตแล้ว ฮ่าๆ”

“เหรอออจ๊ะ พี่จะโดนข้อหาพรากผู้เยาว์ไหมอ่ะ ฮ่าๆ”

“ลองไหมล่ะคร๊าบบบ ฮ่าๆๆๆ”



“หัวเราะอะไรกัน เสียงดังเชียว”



เสียงทุ้มที่แสนจะคุ้นเคยดังสวนเสียงหัวเราะพวกผมมาเลยครับ เสียงเข้มมาเชียว สงสัยจะได้ยินพวกผมคุยกัน หึงอาจารย์แนนอ่าดิ ฮิๆๆ ก็บอกแล้วว่าชวนมารยาท ถ้ามาด้วยก็จะเจอช๊อตทำนองนี้แหละ ผมไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเฉยๆ หรอกนะครับ



“น้องนิวเป็นคนตลกอ่ะกี้ เราขำน้องเค้า ฮ่าๆๆ”

“ผมไม่ได้ตลกนะคร๊าบบ ผมพูดจริง ฮิๆๆ” ยังครับ ยังไม่เลิก หมายถึงผมนี่ล่ะยังไม่เลิกหยอดอีก ฮ่าๆๆ อยากลองของ ไอ้อาจารย์พี่กี้จะทำหน้าแบบไหนอีกวะ ฮ่าๆๆ

“เลอะเทอะแล้วน้อง ป่ะ วิ่งกันต่อได้แล้ว” แล้วไอ้อาจารย์พี่กี้ก็มาแทรกตรงกลางระหว่างผมกับพี่แนน ลากให้ผมทั้งสองคนวิ่งต่อไป โธ่ว อะไรวะ หมดมู๊ดดด กำลังไปได้ดีแท้ๆ มาเป็นก้างซะงั้น



พอวิ่งเสร็จ พี่แนนก็เสนอให้ไปกินข้าวต่อที่ร้านข้าวต้มบาทเดียว พร้อมกับเป็นเจ้ามือด้วย เพราะเมื่อกี้ติดผมไว้ มันจะดีมากถ้าไปกันสองได้ แต่ไม่ใช่ไง พ่อเจ้าประคุณคนนี้ตามติดชีวิตพวกผมมาก ถึงจะนั่งรถไปคนละคันก็เถอะ ผมมีเหตุผลที่จะดึงพี่แนนมาด้วย เพราะ ‘ไม่รู้ทาง’ ต้องมีคนคอยบอกตลอด ไม่งั้นผมจะหลง

“นิวอยากกินอะไร วันนี้พี่เลี้ยง สั่งได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

“พี่แนนกินอะไร ผมก็กินได้หมดแหละครับ” พูดไปยิ้มไปครับ อ่อยแรง หมายถึงผมน่ะอ่อยเบอร์แรงมาก ฮ่าๆๆ

“มานี่.. เลือกเอง” เสียงเข้มสวนคำพูดผมมาอีกแล้ว อิหยังวะ หยอดแค่นี้ทำโกรธ แฟนกันก็ยังไม่ใช่ จะมาทำเสียงเข้มหวงพี่แนนทำไมแว๊

“โอ๋ๆๆ เป็นไรเนี่ยกี้ น้องมันหยอกเราเล่นเฉยๆ” เป็นพี่แนนครับที่ง้อไอ้อาจารย์พี่กี้เสียงหวาน ผมเลือกที่จะนั่งนิ่งๆ พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่น หนีสถานการณ์ที่ชวนอึดอัดนี้

“...ให้มันจริงเหอะ”

น่านนน แขวะกูอีก กูอยู่เฉยๆ ละนะ เชิญมึงทำคะแนนไปครับ วันนี้กูพอละ จะยอมอยู่นิ่งๆ ให้แล้ว



พอกินข้าวเสร็จ พี่แนนขอแยกตัวไปจากผมขึ้นรถไปกับไอ้อาจารย์พี่กี้ เห็นว่าจะไปเอาของที่บ้าน ขากลับผมจึงต้องขับรถกลับอย่างเดียวดาย ถึงจะมีเสียง gps คอยบอกทางก็เถอะ ไม่ได้ช่วยอะไรเล้ยยยย เพราะตอนนี้ผมกำลังหลง ขนาดว่าตั้งปลายทางไปที่โรงพยาบาลแล้วนะ ผมรู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่ gps บอกให้เลี้ยวซ้ายออกจากถนนเส้นหลักลงไปถนนเส้นรองที่เป็นคอนกรีตแล้ว แต่ก็ยังเชื่อถือเทคโนโลยีก็เลยขับตามไปเรื่อยๆ แล้วก็บอกให้เลี้ยวซ้ายต่อขวาต่อซ้ายไปเรื่อยๆ จนตอนนี้น่าจะอยู่กลางป่าอ้อยที่ไหนซักแห่งแล้วครับ



ข้างทางทั้งสองเป็นป่าอ้อยที่สูงท่วมหัวผม ยอดอ่อนของต้นอ้อยถูกลมพัดปลิวไปทางเดียวกัน มองจากภายในรถเห็นเป็นคลื่นไหลไปเรื่อยๆ ถ้าเปิดกระจกรถออก เสียงลมพัดคงหวีดหวิวเข้ามาในโสตประสาทอย่างแน่นอน ตอนนี้จินตนาการผมทำงานหนักมาก



ผมรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก ไม่กล้าหยุดรถด้วย กลัวทั้งคนทั้งผีครับตอนนี้ บรรยากาศรอบข้างคือน่ากลัวมาก ทั้งที่ตอนนี้แค่สามทุ่มเอง แล้วมันก็น่าจะใกล้ในเมืองด้วยนะ แต่ทำไมเหมือนหลุดมาอีกโลกเลยวะ



Gps ก็ยังพยายามหาทางออกให้ผม แต่ตอนนี้ผมไม่ฟังแล้วครับ ปิดไปเลย ช่วยกูไม่ได้ แล้วยังจะพากูหลงหนักกว่าเดิมอีก จากนั้นก็พยายามต่อสายหาไอ้เพื่อนเต็ม โทรหาสามสี่สาย ไม่รับโทรศัพท์ ไอ้บ้า นี่เพื่อนมึงกำลังตกทุกข์ได้ยากนะ ยังไม่ละความพยายามครับ โทรครั้งที่ห้า ก็ยังเหมือนเดิม



พอครับ.. กับไอ้เพื่อนเต็ม



สายต่อไป โทรหาพี่พยาบาลบนวอร์ดที่ผมคุยด้วยมากที่สุด ปรากฏว่า ปิดเครื่อง...



อยากจะโทรหาพี่แนน แต่...ยังไม่ได้ขอเบอร์



สุดท้ายละ... กูต้องโทรหามันจริงๆ เหรอวะ

ครับ... ไอ้อาจารย์พี่กี้นั่นแหละครับ

ผมมีเบอร์มัน เพราะตอนโทรไป consult เคสผัวยิงชู้ เลยเมมไว้ตั้งแต่ตอนนั้น กดโทรออกอย่างไวครับ รอสัญญาณไม่นาน ก็ได้ยินเสียงตอบรับ

“ฮัลโหล”

“พี่! ช่วยผมด้วย ผมหลงทาง!”

“แล้วตอนนี้อยู่ไหน”

“ไม่รู้เลย ด้านข้างมีแต่ป่าอ้อย บ้านคนก็ไม่มี”

“แล้วไปโผล่ตรงนั้นได้ไง”

“ไม่รู้พี่ ถ้ารู้จะโทรถามไหม”

“กวนตีนว่ะ ไหนเล่ามาตั้งแต่ออกจากร้านข้าวต้มเลยว่าเลี้ยวไหนบ้าง”

แล้วผมก็เริ่มเล่าให้มันฟังว่าผมขับไปทางไหน เลี้ยวตรงไหนบ้าง จนเริ่มจะงงๆ เพราะตอนหลังเลี้ยวเยอะเกิ๊น

“โอเค พี่พอจะรู้แล้วว่าเราอยู่ไหน จอดรถแล้วรอพี่อยู่ตรงนั้น เดี๋ยวได้คลาดกันอีกหรอก”

“ไม่พี่ ผมไม่กล้าจอดรถ มันน่ากลัว”

“ทีงี้ละทำกลัว ต่อหน้าผู้หญิงละปากเก่งจริงนะมึง” นั่นไง กูโดนอีกแล้ว

“ก็มันคนละอย่างป่าววะ”

“วะ กับกูอีกแล้ว”

“ก็พี่ยังขึ้นกูมึงเลยนี่นา”

“กูอายุมากกว่ามึง กูจะพูดยังไงกับมึงก็ได้ แต่มึงเป็นน้อง มึงจะมามึงกูกับกูไม่ได้”

“โอเคๆ ผมยอมละ ว่าแต่พี่ออกมายัง”

“กำลังลงจากห้อง”

“เร็วๆ เลย แล้วก็ห้ามวางโทรศัพท์ด้วย”

“อะไรมันจะขนาดนั้นวะ”

“ก็มัน...น่ากลัว”

“แล้วจอดรถยัง”

“ยัง”

“กูบอกให้มึงจอด”

“ก็...กลัว”

“จอดแล้วก็ล๊อกประตูไว้ มันจะกลัวอะไรนักหนา”

“ไม่ได้กลัวคน กลัว...ผี”

“ฮ่าๆๆ”

“หัวเราะอะไร ไม่ต้องเลยนะ คนยิ่งกลัวๆ อยู่”

“กูตลกมึง โตเป็นควายยังจะกลัวผีเป็นเด็กน้อยไปได้”

“เฮ้ยยยย มันไม่ตลกนะเว้ย ความกลัวของคนอื่นไม่ใช่เรื่องตลกนะ”

“ฮ่าๆๆ โทษทีๆ กูอดขำไม่ได้จริงๆ”

“ไม่ต้องเลย แล้วออกมายัง”

“กำลังสตาร์ทรถ”

“ให้ไวเลย”

“สตาร์ทรถยังไงให้ไววะ”

“อย่ามากวนพี่... อ่ะนี่ ผมจอดรถละ”

“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าลืมล๊อกประตูด้วย”

“ล๊อกแล้ว”

“ดี”

“เมื่อไหร่จะถึงอ่ะ”

“กูเพิ่งออกจากประตูโรง’ บาล”

“โอ้ยยยย แล้วเมื่อไหร่จะถึง”

“ก็เร่งไปอยู่นี่... นิว มองกระจกด้านข้างซิ มีเงาใครอยู่รึเปล่า”

“ไอ้พี่กี้!!”

“ฮ่าๆๆๆๆ”

“แกล้งเหรอ ทำไมเป็นคนแบบนี้ แกล้งน้องได้ไง”

“ก็ไม่อยากให้เครียดดด”

“เครียดหนักกว่าเดิมอีก... แล้วนี่ใกล้ถึงยัง”

“ลองมองกระจกหลังดิ”

“อะ..อ้าว นั่นรถพี่เหรอ”

“ใช่ กูเอง ขับตามกูมานะ”

แล้วรถคันข้างหลังก็แซงผมขึ้นไป ผมจึงรีบขับตามอย่างไวเลย แต่โทรศัพท์ก็ยังไม่วางนะ

“ทำไมพี่มาถึงไวจัง ไหนเมื่อกี้บอกว่าเพิ่งออกจากโรง’ บาล”

“ก็ที่มึงหลงทางอยู่นี่มันแค่หลังโรง’ บาล”

“อ้าววววว แล้วทำไมไม่บอกแต่แรก!!”

“ถ้าบอก...ก็ไม่ได้เห็นคนกลัวดิวะ น้ำเสียงน่ารักขนาดนี้”

“บะ..บ้าแล้ว วางแล้วนะ ขอบคุณมาก...ครับ”

แล้วผมก็วางสายมันเลย ไอ้บ้า ไอ้คนขี้แกล้ง ชมกูอยู่ได้ว่าน่ารัก เกลียดมันว่ะ...



TBC.



Talk : อร๊ายยยย ตอนนี้เอ็นดูหมอนิวมากค่ะ รักน้อง หลงน้องอ่ะ ❤️❤️

ต่อไป ขออนุญาตอัพนิยายวันเว้นวันนะคะ ช่วงนี้งานเข้าค่ะ ไม่ค่อยมีเวลาแต่งเลยค่ะ ยังไงฝากคอมเม้นเป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ ขอบคุณมากค่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-06-2020 18:21:34 โดย a-mee-ra »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5209
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3

ออฟไลน์ a-mee-ra

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอน 5 สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า


เช้าวันรุ่งขึ้น... ผมเดินไปเจอไอ้เต็มที่โรงอาหาร ไม่รอช้าครับ รีบเดินเข้าไปโบกหัวมันเลย

“อะไรของมึงเนี่ยยย จัดให้กูแต่เช้าเลย”

“ทำไมเมื่อคืนมึงไม่รับสายกู”

“รับเหี้ยอะไรล่ะ ตรวจ opd เสร็จ กูลากร่างกลับมาถึงห้องได้ก็บุญแล้ว คืนก่อนกูอยู่ ER ถึงเช้า มึงจำไม่ได้เหรอ”

“เออ กูลืม โทษทีว่ะ”

“แล้วมึงโทรมามีอะไรนักหนา ถ้าไม่มีอะไรนะ กูจะตบหัวมึงทิ่มเลย”

“ไม่มีได้ไง เมื่อคืนกูหลงทาง gps แม่งเล่นกู ว่าจะโทรถามเจ้าถิ่น แต่เจ้าถิ่นเสือกเทกู”

“แล้วสรุปมึงกลับมาได้ไง”

“กูไม่รู้จะโทรหาใคร เลยโทรหาอาจารย์กี้ แกเลยขับรถออกไปนำทางกูเข้ามา”

“โหหห ถึงขนาดขับรถออกไปนำทางเลยเหรอวะ” หน้าตาไอ้เพื่อนเต็มดูสงสัยแปลกๆ

“เออดิ แปลกตรงไหน”

“ก็คง...ไม่แปลกมั้ง”

แล้วเราก็เลิกคุยเรื่องนี้กัน หันมาตั้งหน้าตั้งตากินข้าว เพราะต้องรีบไปราวด์วอร์ดเช้าต่อ



วันนี้ผมมีเวรบ่าย ER ก็ต้องอยู่ตั้งแต่ 16.00-24.00 น. เหมือนเดิมครับ ได้แต่ภาวนา ขอให้วันนี้เป็นเวรนางฟ้า (เป็นชื่อเวรที่เค้าเรียกขานกันในวันที่ไม่ค่อยมีคนไข้ ทุกอย่างราบรื่น สบายๆ ชิลๆ) แต่คำภาวนาของผมไม่ค่อยเป็นผลครับ ตั้งแต่ห้าโมงเย็นเป็นต้นมายังไม่ได้นั่งดีๆ เลยครับ ทั้งอุบัติเหตุ หมากัด พ่นยาหอบ ตอนนี้หิวข้าวมากครับ สี่ทุ่มแล้วยังไม่ได้กินข้าวเลย



“อาจารย์กี้ มาทำอะไรคะ” เสียงพี่พยาบาลร้องทักคนที่เพิ่งเดินเข้ามาใน ER

“วันนี้ดูท่าทางจะเยินนะครับ”

“ใช่ค่ะ เยินพอควร แล้วนี่หอบอะไรมาคะ”

“อ่อ พอดีผมออกไปกินข้าวข้างนอก คิดว่าในนี้คงยังไม่มีใครกินข้าว ผมเลยซื้อมาฝากครับ ไม่แน่ใจว่าครบคนมั้ย”

ทุกคำพูด ผมได้ยินหมดครับ แต่ผมกำลังตรวจคนไข้อยู่ เลยทำเป็นไม่ได้ยินซะงั้น แต่สายตาก็เผลอหันไปมองไอ้อาจารย์พี่กี้อยู่นะ เห็นมันกำลังส่งข้าวกล่องมาให้พี่พยาบาล พอส่งข้าวเสร็จมันก็เงยหน้ามองมาทางผม สายตาเราสบกันแวบนึง เป็นผมที่ผละสายตามาดูคนไข้ต่อ

อิหยังวะ ไม่เข้าใจตัวเอง ทำไมต้องหลบตามันด้วย แล้วทำไมกูไม่ยกมือสวัสดีมันวะ มันเป็นอาจารย์นะเว้ย ...เอาเป็นว่า ผมลืมตัวชั่วขณะละกัน

“อาจารย์ใจดีจังเลย ขอบคุณมากนะคะ”

“ครับ ไม่เป็นไรเลย ...งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

“ค่าาาา”

แล้วมันก็เดินออกไปจากห้องฉุกเฉิน ทิ้งไว้ให้สาวน้อยสาวใหญ่ในห้องฉุกเฉินเพ้อไม่เป็นอันทำงานเลยทีเดียว

“อาจารย์กี้น่ะ ทั้งหล่อทั้งดี ใครจะโชคดีได้เป็นแฟนน๊า”

“ใช่ๆๆ อิจฉาคนที่จะมาเป็นแฟนเลย”

“เธออิจฉาฉันเหรออออ” คราวนี้เป็นเสียงจากสาวสองของน้องบุรุษพยาบาลคนหนึ่งที่ประจำอยู่ห้อง ER

“ตื่นค่ะ!! กระเทย”

“ฉันว่าอาจารย์ต้องชอบแบบฉันแน่ๆ เลยว่ะแก”

“ยัง.. ยังไม่ตื่น”

“โอ้ยยยยย เป็นเมียในชีวิตจริงไม่ได้ ก็ขอเป็นเมียมโนหน่อยเถอะย่ะ”

“ฮ่าๆๆๆ”

แล้วทุกคนก็หัวเราะกัน ทะยอยๆ เอาข้าวไปกิน ส่วนผมยังกินไม่ได้ครับ ยังสอดท่อช่วยหายใจอยู่...



ผ่านไปราว 20 นาที ผมก็เริ่มว่างครับ ประกอบกับไม่มีคนไข้มาเพิ่ม ผมจึงมีเวลาได้นั่งพักขาในห้องพักเจ้าหน้าที่ ER

“นี่ค่ะคุณหมอ”

น้องพยาบาลคนหนึ่งยื่นกล่องข้าวมาให้ผม พร้อมกับน้ำ 1 แก้ว ซึ่งเป็นแก้วเก็บความเย็น

“ของคุณหมอค่ะ”

“...ครับ ขอบคุณครับ”

ผมยื่นมือไปรับข้าวกล่องนั้นและน้ำ ซึ่งมีชื่อผมติดไว้ด้านข้าง ‘นิว’



พอเปิดกล่องข้าวออกก็เห็นเป็น ‘สปาเก๊ตตี้คาโบนาร่า’ ลองหยิบแก้วน้ำมาดูด มันคือ ‘อัญชัญน้ำผึ้งมะนาว’



ทำไมผมรู้สึกหน้าร้อนๆ วะ รู้สึกอิ่มขึ้นมายังไงก็ไม่รู้ โอ้ยยยยหาคำอธิบายให้ตัวเองไม่ได้



พอครับ ไม่คิดอะไรแม่งแล้ว กินดีกว่านาทีนี้ เดี๋ยวมีคนไข้มาอีก จะไม่มีเวลากินเอา...

.

.

.

วันศุกร์สุดสัปดาห์มาถึง...

เย็นวันนี้ผมตั้งใจจะไปวิ่งที่สวนเหมือนเคย ระหว่างทางกำลังจะกลับหอเพื่อไปเปลี่ยนชุด เจอพี่แนนครับ

“นิว.. วันนี้ว่างป่าว”

“...ว่างครับ” ไหนเมื่อกี้กูบอกว่ากูจะไปวิ่งวะ -_-”

“งั้นดีเลย ไปทำอาหารกินกันที่ห้องพี่”

หืม? พี่แนนชวนผมเข้าห้อง? ตกลงสิวะ!!

“ขอฝากท้องเลยนะคร๊าบบบ”



ผมว่าความสัมพันธ์ของผมกับพี่แนนก็เริ่มพัฒนาอยู่นะ ไปออกกำลังกายด้วยกัน ทำอาหารทานกันที่ห้อง น่ารักอ่ะ ผมชอบแบบนี้ >.<



พี่แนนชวนไปซูเปอร์มาเก็ตเพื่อไปซื้อของมาทำอาหาร วันนี้เราจะทำอกไก่ย่าง สลัดทูน่า ทานคู่กับข้าวไรซ์เบอรี่ เป็นเมนูอาหารคลีนแบบง่ายๆ เพราะพี่แนนกำลังจะลดน้ำหนัก ส่วนผมนั้นกินได้หมดครับ ไม่ได้ต้องการจะลดหรือเพิ่มน้ำหนัก แต่ไอ้ที่อยากได้เพิ่มอ่ะ คือ แฟนคร๊าบบบบ ฮ่าๆๆ



พอกลับมาจากซูเปอร์ฯ แล้ว เราก็หอบของเข้าใปในห้องพี่แนนแล้วเริ่มกระบวนการทำอาหาร พี่แนนให้ผมเอาผักไปล้าง แล้วหั่นชิ้นเล็กๆ เพื่อทำสลัด ส่วนพี่แนนเป็นคนหุงข้าว และเอาไก่มาหมัก เตรียมเอาขึ้นย่าง



แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น... แก๊สหมดครับ



เอาไงละทีนี้ เตรียมทุกอย่างไว้แล้วด้วยสิ ไม่มีเตาหรือกระทะไฟฟ้าซะด้วย พี่แนนคิดอย่างรวดเร็วเลยครับ เดินออกไปนอกห้อง เคาะประตูฝั่งตรงข้าม

‘ก๊อก...ก๊อก..’

ไม่นานประตูก็เปิดออกมา...ไอ้อาจารย์พี่กี้นั่นเอง เค้าอยู่ห้องตรงข้ามกันเหรอ -_-”

“กี้ ทำอะไรอยู่”

“ไม่ได้ทำอะไร”

“พอดีแก๊สห้องเราหมด กำลังจะทำอาหาร ขอเข้ามาใช้แก๊สห้องแกหน่อยนะ”

“เอาดิ”

“น้องนิวววว ยกของๆ เราไปห้องกี้ทั้งหมดเลย” พี่แนนเดินเข้ามาตะโกนบอกผม ส่วนผมนั้น... มองบนแพร๊พ อิหยังวะ หมดกัน แผนกู

“รบกวนหน่อยนะกี้ แล้ววันนี้แกก็ทานข้าวด้วยกันกับฉันนี่แหละ” มองบนรัวๆ เลยผม หมดกัน ฉากสวีทผมกับพี่แนน เราสองสามคนอีกแล้ว

“งั้นเดี๋ยวเราทำอาหารเพิ่มละกัน” ไอ้อาจารย์พี่กี้เสนอตัวทำอาหารเพิ่มอีกรายการ จะทำอะไร ผมก็ไม่รู้หรอก เห็นทำงุดๆ อยู่คนเดียว ส่วนผมก็หั่นผักต่อครับ ทำอะไรเทือกนี้ไม่ค่อยเป็น



ผ่านไปเกือบชั่วโมง อาหารทุกอย่างถูกวางเรียงรายไว้บนโต๊ะกินข้าวห้องไอ้อาจารย์พี่กี้ กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอสุดๆ ครับ ส่วนอีกหนึ่งเมนูที่ถูกทำเพิ่มโดยเจ้าของห้อง คือ



‘สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า’



เป็นเมนูที่ผมกิน 2 ครั้งแล้วในรอบหนึ่งอาทิตย์นี้ เอาจริงๆ ก็เริ่มเอียนแล้วนะ... แต่ไม่รู้ว่าเอียนสปาเก็ตตี้ หรือ เอียนคนทำมากกว่ากัน



“ว้าววว เดี๋ยวนี้กี้ทำสปาเก็ตตี้ได้ด้วยเหรอ”

“เราก็ลองทำเล่นๆ ดู”

“นี่ครั้งแรกที่ทำเหรอ”

“ใช่ๆ”

“ไม่เชื่ออ่ะ อร่อยขนาดนี้” พี่แนนใช้ส้อมพันเส้นสปาเก็ตตี้ขึ้นไปชิม

“นิว ลองชิมดิ” เป็นพี่แนนที่ตักสปาเก็ตตี้มาไว้ในจานผม ผมจึงชิมตามคำชวน

“เป็นไงล่ะ อร่อยล่ะสิ”

“ครับ อร่อยมาก ...แต่ผมว่าอกไก่พี่แนนน่าจะอร่อยกว่านะ” ว่าแล้วผมก็ตักอกไก่ออกมาทาน

“ปากหวาน อยู่เป็น ฮ่าๆๆ” พี่แนนชมผมครับ ไม่แน่ใจว่านี่เรียกชมไหม ฮ่าๆๆ

“กินเยอะๆ เด็กวัยกำลังโต”

ไอ้อาจารย์พี่กี้ครับ มันเลื่อนจานสปาเก็ตตี้มาให้ผมคนเดียวเลย พอดีกับที่พี่แนนเดินไปหยิบขนมที่ห้องตัวเอง

“กินเยอะๆ มันก็เลี่ยนนะพี่”

“กินไปเลย อุตส่าห์ตั้งใจทำให้กิน” ห๊ะ อะไรนะ ตั้งใจทำให้!

“จะไม่กินก็เพราะตั้งใจทำให้นี่แหละ” อันนี้ผมขมุบขมินปากพูดเบาๆ กับตัวเองนะ ใครจะกล้าพูดให้ได้ยินคร๊าบ ส่วนมือก็ตักอาหารตรงหน้าเข้าปาก

“เมื่อกี้ว่าอะไรนะ”

“ปะ..เปล่า”

“งั้นก็เลิกบ่นแล้วกินๆ ไปซะ ...เพราะไม่ใช่แค่ตั้งใจทำ แต่ใส่ ‘ใจ’ ทำด้วย”

เอาแล้วไง เล่นกูอีกแล้ววววว ตายอย่างสงบศพสีชมพู



TBC.



Talk : อ่านแล้วสนุกมั้ยคะ หรือเฉยๆ เม้นบอกกันบ้างนะค๊าา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-06-2020 18:20:53 โดย a-mee-ra »

ออฟไลน์ sarahwut032

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5209
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :katai2-1:



ไม่หวั่นไหวบ้าง ให้มันรู้ไป

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1267
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
หยอดตลอด แล้วยังงี้เราจะรอดเร๊อะนิว 5555 เออสนุกดีวะ อ่านเพลินๆ รอมาต่อตอนหน้าเลยจ้า  :pig4: :pig4:  :pig4:

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
สนุกค่า ><
แอบระแวงนิดนึงว่าทำไมขับรถมาเร็วจัง...นึกว่าเป็นสิ่งลี้ลับ 555 ที่แท้หลงอยู่ใกล้นี่เอง เฮ้อออ
ติดตามนะค้า

ออฟไลน์ a-mee-ra

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอน 6 Emergency room


เช้าวันเสาร์ที่อากาศน่านอนสุดๆ ฝนตกปรอยๆ แต่เช้าตรู่ ถึงจะน่านอนขนาดไหน ผมก็ต้องหอบร่างตัวเองลุกขึ้นมาจากเตียงเพื่อไปราวด์วอร์ด หน้าที่อันใหญ่หลวงที่ผู้คนฝากชีวิตเอาไว้ ห้ามขี้เกียจ ห้ามอู้ เพราะทุกอย่างที่เราละเลย...นั่นอาจหมายถึงหนึ่งชีวิตที่จบไป



‘เรารักษาคน...ไม่ใช่รักษาโรค...หมอใช้ใจสิ...เรื่องนี้อยู่นอกเหนือจากตำราแพทย์นะ’



นั่นเป็นประโยคที่ผมไม่เคยลืม อาจารย์หมอท่านหนึ่งได้กล่าวกับผมเอาไว้ แต่ตอนนี้ท่านเกษียณตัวเองไปแล้ว ทำหน้าที่ตัวเองอย่างภาคภูมิจนถึงวัย 60 และใช้ชีวิตกับลูกหลานอย่างมีความสุข



ผมเดินขึ้นไปราวด์วอร์ดอย่างคุ้นเคย พูดคุยกับคนไข้ให้เหมือนเขาเป็นญาติคนหนึ่งของเรา

“คุณตา... พรุ่งนี้ก็น่าจะได้กลับบ้านแล้วนะครับ... ถ้าวันนี้ไม่มีไข้เหมือนเมื่อวาน”

“มื่ออื่นกะเมียบ้านได้แล้วติคุณหมอ ฉันล่ะดีใจคั๊ก บ้านฉันกะบ่ได้อยู่ในเมียง ตั้งแต่มาเฝ้าพ่อใหญ่ จั๊กค่ารถค่าเข่า หมดหลายละเดะคุณหมอ คั่นได้เมียมื่ออื่นกะดีซั่นแหล่ว” (คำแปล พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วเหรอคะคุณหมอ ฉันดีใจมาก บ้านฉันก็ไม่ได้อยู่ในเมือง ตั้งแต่มาเฝ้าคุณตา ไหนจะค่ารถค่าข้าว หมดไปเยอะแล้วนะคุณหมอ ถ้าได้กลับพรุ่งนี้ก็ดีนะสิ) เป็นเสียงหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงคุณตาเอ่ยขึ้น ซึ่งผม...ยังฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะเพิ่งมาอยู่ไม่ถึงเดือน จึงทำได้เพียงยิ้มตอบอีกฝ่าย จากนั้นก็ไปเตียงถัดไป



ผมเดินดูคนไข้เตียงแล้วเตียงเล่า จนครบทุกเตียง เพลินดีเหมือนกันครับ แปปๆ ก็เกือบ 11 โมงเช้าแล้ว วันนี้นัดกับเพื่อนเต็มไปหาข้าวกิน จากนั้นจะมานั่งเล่นการ์ดกันต่อที่ห้องของผม



“ทางนี้มึง” เสียงไอ้เพื่อนเต็มร้องเรียกผม มันนั่งรอผมอยู่ล่างหอพักแพทย์แล้ว

“เออๆ กินไรดีวะ” ผมเอ่ยถามมันขึ้น เพราะตอนนี้หิวมากกกกก

“กินข้างโรง’ บาลพอไหมมึง ขี้เกียจขับรถออกไป”

“เออดี กูก็ขี้เกียจเหมือนกัน”



ตกลงกันได้ก็ตรงดิ่งไปยังร้านอาหารตามสั่งร้านประจำที่ผมมักมาฝากท้องไว้ โดยเฉพาะในวันที่รีบเร่ง แต่วันนี้ไม่รีบนะ หรือจะเรียกว่ารีบวะ รีบไปเล่นการ์ดเกมส์น่ะ ฮ่าๆๆ จากนั้นเราก็เริ่มสั่งข้าวเป็นอาหารจานเดียว พอสั่งเสร็จ ไอ้เต็มก็หันมาถามผมขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย

“ไงมึง กูได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้มีคนส่งข้าวส่งน้ำเหรอ” สะดุ้งเล็กน้อยถึงปานกลาง...ข่าวไวจังวะ จมูกหมามากนะมึง

“หืมมม ได้ข่าวมาจากไหน”

“เค้าลือกันทั้ง ER ว่าเดี๋ยวนี้อาจารย์กี้ส่งข้าวส่งน้ำให้มึง”

“มั่วแล้ว วันนั้นอาจารย์แกก็ซื้อมาให้ทุกคน ไม่ใช่กูคนเดียวซักหน่อย”

“ไม่เหมือนกัน กล่องข้าวกับแก้วน้ำมึง เค้าเขียนชื่อไว้ ส่วนคนอื่นไม่ได้เขียนไว้”

“...” รู้ละเอียดเกิ๊นนนน ไปไม่เป็นเลยผม เอ่อออ... จะตอบว่าไงดีวะ กูก็ไม่รู้ว่ะ กูก็กำลังงงๆ อยู่

“ไงล่ะ ตอบไม่ได้เลยสิมึง ...กูกับมึงก็เพิ่งรู้จักกันไม่นาน มีอะไรมึงปรึกษากูได้นะเว้ย กูไม่ใช่คนปากโป้งหรอก ไว้ใจกูได้ กูรู้ว่าเรื่องไหนควรพูดหรือไม่ควรพูด”

“...เอาจริงๆ นะ กูก็ไม่เข้าใจการกระทำของอาจารย์เค้าเท่าไหร่หรอก กูเลยไม่รู้จะปรึกษาอะไร”

“ตรงๆ เลยนะ ...มึงชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย” ไอ้บ้าาาา ถามมาได้

“กูก็ต้องชอบผู้หญิงสิวะ กูออกจะแมนขนาดนี้”

“แมนมากกกกกก” ทำไมต้องลากเสียงยาว เหมือนประชดกูวะ

“กูดูไม่แมนตรงไหนเหรอ”

“ทุกตรง!! ยกเว้น คำพูดที่สวนทางกับหน้าตาและรูปลักษณ์ภายนอก”

จ๊ะ... เลิกพูดกับมันแล้ว พูดไปก็เข้าตัวกูอีก กูจะบ้าตาย ถ้ากูเลือกเกิดได้ กูก็อยากเป็นผู้ชายหุ่นหมีเหมือนกันแหละ จะได้เลิกเข้าใจว่ากูเป็นพวก ‘ไม่มองหญิง’ ซักที

.

.

.

.

หลังจากที่นั่งเล่นการ์ดกับไอ้เต็มถึงบ่ายสาม ผมก็ต้องออกมาอาบน้ำเตรียมตัวไปอยู่เวร ER ควบ 2 กะ บ่ายต่อดึก คือ 16.00 – 08.00 น. ของอีกวัน



ผมมาถึง ER ทุกคนมองผมแปลกๆ มองอะไรกันครับ วันนี้ผมหล่อมากกว่าทุกวันเหรอ แต่งตัวก็แบบเดิมๆ เสื้อกาวกับกางเกงสแลคสีดำ หน้าก็หน้าเดิม แต่ทำไมทุกคนมองผมแล้วก้มหน้าก้มตา หรือไม่ก็ยิ้มๆ แบบไร้เหตุผล



อ้อออออ... ผมว่าผมเจอสาเหตุละ



ก็ไอ้อาจารย์พี่กี้นะสิครับ นั่งกดไอแพดเล่นอยู่มุมหนึ่งของห้อง ER เลย!!



มาทำอะไรวะ??



ณ จุดๆ นี้ งงเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ยังไงก็ต้องทักทายตามมารยาทของน้องที่ดี

“หวัดดีครับพี่” พูดไปยกมือขึ้นไหว้ไปด้วยครับ

“อือ หวัดดี”

“พี่มีเคสที่ ER เหรอครับ”

“อืม... รพช. refer เคสมา พี่เลยมานั่งรอเคสน่ะ” ผมก็พยักหน้าหงึกๆ รับฟัง เฮ้อออ สบายใจละผม เค้ามาทำงาน ไม่เกี่ยวกับผมหรอกน่า



หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจไอ้อาจารย์พี่กี้อีกเลยครับ เพราะมีเคสมาเรื่อยๆ ต้องใช้สมาธิจดจ่อกับการทำงาน แต่รู้แหละว่าเจ้าตัวยังนั่งอยู่ที่เดิม จะว่าไป ก็ผ่านไป 2 ชั่วโมงละนะ เคส refer ของแกยังไม่มาเลย ผมเลยอดถามออกไปไม่ได้

“พี่กี้ เคสพี่ยังไม่มาอีกเหรอ”

“ยัง”

“แล้วพี่ไม่ตามเหรอ... ให้ผมตามให้ป่าว” เสนอตัวครับ เป็นเด็กดีก็งี้ละครับ เปล่าครับ...มารยาทล้วนๆ ฮ่าๆๆ

“ไม่ต้อง เดี๋ยวพี่จัดการเอง... ว่าแต่เราเหอะ หิวข้าวยังอ่ะ” หืมมเปลี่ยนเรื่องซะงั้น อะไรวะ งงเลยผม นาทีนี้พี่ต้องห่วงคนไข้สิถึงจะถูก

“ไม่เป็นไรพี่ ผมยังไม่หิวเท่าไหร่” ปฏิเสธไปก่อนผม ยังไม่อยากเป็นประเด็นให้คนเม้ามอยเหมือนครั้งก่อน แต่ผมว่าครั้งนี้ก็ไม่น่าจะรอดแล้วแหละ เพราะพอมองไปรอบห้อง แต่ละคนก็รีบหลบตาผม เสมองไปทางอื่นกันทุกคนเลย แต่มีน้องบุรุษพยาบาลสาวสองคนเดิมกล้าพูดขึ้นมาระหว่างที่ผมกับพี่กี้คุยกัน

“คุณหมอทั้งสอง ออกไปกินกันก่อน อุ๊บสส พูดผิดค่ะ ออกไปกินข้าวกันก่อนก็ได้นะคะ ถ้าออกไปกินใกล้ๆ ก็คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ มีอะไรด่วนจะรีบโทรหาเลยค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ... ถ้าพี่กี้หิว ไปกินก่อนเลยครับ ผมค่อยฝากซื้อก็ได้ครับ” คือผมไม่สามารถทิ้งห้องฉุกเฉินไว้ได้จริงๆ ครับ อย่างที่บอกแต่แรก การละเลยเพียงน้อยนิด นั่นหมายถึงหนึ่งชีวิตที่จากไปได้เลย

“พี่ก็ยังไม่หิว...”

อ้าวววว... แล้วเมื่อกี้ชวนเพื่อ

ทุกคนรู้ โลกรู้ แต่ผมไม่รู้ เออ ช่างแม่งเหอะ เอาใจยากจังวะ ดูคนไข้ต่อแล้ว



ประมาณสองทุ่มกว่าๆ อาจารย์พี่แนนเดินเข้ามาในห้อง ER ครับ มาพร้อมถุงกล่องข้าวนับสิบ เอามายื่นให้ไอ้อาจารย์พี่กี้

“อ่ะนี่ ที่ฝากซื้อ” ไอ้อาจารย์พี่กี้รับกล่องข้าวมา แล้วส่งให้ทุกคนต่อ

“วันนี้ผมขออนุญาตเลี้ยงนะครับทุกคน เห็นทุกคนทำงานเหนื่อยกัน” พูดจบ ส่งยิ้มพร้อมสายตาวิ้งๆ ให้กับน้องพยาบาลที่เดินไปรับกล่องข้าว ทำเอาสาวๆ อายจนตัวบิดเป็นเกลียวเลย ส่วนผมก็ชำเลืองมองห่างๆ เพราะนั่งดูฟิล์ม x-ray คนไข้อยู่ แต่ก็ไม่ลืมสวัสดีพี่แนนคนน่ารักนะครับ

“หวัดดีครับพี่แนน ลมอะไรหอบมาครับ ลมคิดถึงผมหรือเปล่าครับ”

“ฮ่าๆๆ ฉันจะคิดถึงแกทำไม เจอกันทุกวันเนี่ย” เดี๋ยวนี้ผมกับพี่แนนเจอกันบ่อยครับ สรรพนามก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

“ก็ไม่รู้ดิคร๊าบบบ เอาข้าวมาให้ผมถึงที่เลย ฮ่าๆๆ”

“กี้ฝากซื้อหรอกย่ะ”

“พูดงี้ผมเสียใจแย่เลย” ไม่พูดเปล่านะผม ทำแก้มป่องพองลมให้ดูน่ารักด้วย ถึงจะไม่ค่อยชอบหน้าตาตัวเองเท่าไหร่ แต่ก็รู้แหละว่าท่าทางแบบนี้ใช้อ้อนเอาอะไรก็ได้ ฮ่าๆๆ



“พูดมาก...น่ารำคาญ...กินข้าวไป”



เฮ้ยๆๆๆ อยู่ดีๆ ไอ้อาจารย์พี่กี้ก็ยื่นข้าวมาให้ พร้อมกับลากผมเข้าไปในห้องพักเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉิน โดยไม่ปล่อยให้ผมพูดอะไรซักคำเลย พอจะพูดก็จุ๊ปากไม่ให้พูด บอกว่าอย่าเสียงดัง รบกวนคนไข้ พอเข้ามาถึงห้องที่มีแค่ผมกับเค้า ถึงได้ยอมให้ผมพูด

“อะไรเนี่ยพี่ ลากผมเข้ามาทำไม ยังดูฟิล์มคนไข้ไม่เสร็จเลย”

“เดี๋ยวกูดูให้... ตอนนี้มึงมีหน้าที่กิน ก็กินไป”

“ทำไมต้องบังคับกันด้วย ก็คนยังไม่หิวอ่ะ” ผมเริ่มนอยด์เบาๆ แล้วนะ น้ำเสียงก็หงุดหงิดเอาการอยู่

“ไม่หิวก็ต้องกิน ถึงเวลาแล้ว”

“ปกติก็กินไม่ค่อยตรงเวลาอยู่แล้วป่ะ พี่จะมาระเบียบจัดอะไรตอนนี้”

“...เป็นห่วง เข้าใจไหม” ไม่เข้าใจ อันนี้ตอบในใจ จะมาเป็นห่วงอะไรกูว้า กูโตขนาดนี้แล้ว พ่อกับแม่กูยังไม่มาวุ่นวายอะไรขนาดนี้เลย



“แค่ห่วงใช่ไหม”



“...ไม่ใช่ หวงด้วย”



ได้ยินคำตอบแล้วอยากตบปากตัวเอง ถามอะไรออกไปวะกู ไม่ทันละ ออกไปจากปากแล้วจ้า ละดูคำตอบ โอ้ยยยย แล้วกูจะดูคนไข้ต่อยังไงวะเนี่ยยยย ใจสั่นฉิบหายเลย สงสัยเพราะกินกาแฟก่อนเข้า ER แน่ๆ เลยว่ะ



ไม่ถง ไม่เถียง ไม่ถามอะไรมันแล้วครับ นั่งลงแล้วแกะกล่องข้าวกินเลย ส่วนมัน...พูดจบ ก็เดินออกไปอ่านฟิล์มให้ผมหน้าตาเฉย โอ้ยยยยย ใจสั่น หน้ามืด วิงเวียน คล้ายจะเป็นลมแล้วคร๊าบบบบบ







TBC.



Talk : งู้ยยยย เค้าห่วง เค้าหวงกันแล้ว แต่งไป เขิลไปเด้อ
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคะ มีกำลังใจมากๆเลยค่ะ ตอนนี้ก็เช่นเคยนะค๊าา  :mew1:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5209
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19
 :impress2:



เขินนนนน อยู่เด้อออออ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1267
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
ใจสั่นละเว้ยเห้ย! คำอธิษฐานพี่หมอกี้อาจจะเป็นจริงได้ในสักวัน จีบติด 555555 รรรรตอนหน้าจ้า  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
 :katai4: ชัดเจนที่สุดดด ห่วง แล้วก็หวงด้วย /แฝงตัวไปเป็นตัวประกอบกรี๊ดกร๊าดอยู่แถวๆกำแพงห้องได้มั้ยคะเนี่ยย เป็นจิ้งจกก็ยอมมม

ออฟไลน์ Yarkrak

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
ชัดเจนดีไม่ต้องเยิ่นเย้อ เสียเวลา  ฮ่า ฮ่า

ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3941
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
โห มีความส่งข้าว ส่งน้ำ มานั่งเฝ้าด้วย ชัดเจนมากค่ะพี่กี้

ออฟไลน์ a-mee-ra

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอน 7 พี่ขออนุญาต…นิวนะ


‘กริ๊งงง...กริ๊งงงง...’



ผมงัวเงียลุกขึ้นมาหยิบโทรศัพท์ ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว บ่งบอกว่าคงเข้าสู่ช่วงเย็นแล้ว



“ฮัลโหลวววว” รับโดยที่ไม่ได้สนใจอ่านว่าปลายสายเป็นใคร

“ตื่นแล้วเหรอ... ไปหาอะไรกินกันเถอะ” น้ำเสียงนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร ไอ้อาจารย์พี่กี้ไง ตอนนี้ตื่นเต็มตาเลยผม

“ไม่ปายย จะนอน เท่านี้นะ”

แล้วผมก็วางสายไป ตั้งใจจะนอนต่อ เพราะเมื่อคืนที่ผมอยู่เวรบ่ายต่อดึก ผมแทบไม่ได้นอน คนไข้ก็ไม่ได้เยอะมาก แต่เพราะคนที่โทรมาเมื่อกี้นั่นล่ะที่ทำผมวุ่นวายใจจนไม่มีเวลาแอบงีบเลย

พอลงเวรตอนแปดโมง ผมก็ต้องไปราวด์วอร์ดต่อ ดีนะที่เสร็จเร็วก่อนสิบโมง เลยมีเวลาไปกินข้าวแปปนึง พอกลับมาถึงห้องตอน 11 โมง อาบน้ำเสร็จก็นอนยาวจนมาถึงตอนนี้ละครับ ยกโทรศัพท์มาดูก็เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว จะว่าหิวก็หิวอยู่ครับ แต่ยังไม่อยากเจอหน้าไอ้อาจารย์พี่กี้ ขอพักหายใจหายคอก่อนได้ไหม



เรื่องของเมื่อคืนนั้นมีอยู่ว่า...



พอผมกินข้าวที่เค้า ‘บังคับ’ ให้กินเสร็จ ผมก็เดินออกมาจากห้องพักเจ้าหน้าที่ จะไปทำงานต่อ แต่พ่อเจ้าประคุณก็อ่านฟิล์ม และคุยกับคนไข้เรียบร้อยแล้ว ผมเลยว่างงานชั่วขณะ นั่งแหมะลงเก้าอี้ข้างๆ บุรุษพยาบาลสาวสองคนนั้น จริงๆ ชื่อนางคือ พี่มินนี่ สาวน้อยน่ารัก แสนสวย แห่งห้อง ER

“คุณหมอทานข้าวเสร็จแล้วเหรอคะ” นางเอ่ยถามผมขึ้น

“ครับผม เรียบร้อยแล้ว”

“คุณหมอนิวนี่โชคดีจริงๆ นะคะ” พูดไป ทำหน้าเพ้อฝันไปด้วยน่ะครับ

“โชคดียังไงครับ”

“ก็คุณหมอกี้เอาใจใส่ดีขนาดนี้”

“เอาใจใส่ตรงไหนครับ พี่เค้าแค่มารอเคส refer นะครับ คงเห็นว่าพวกเราเหนื่อยเลยเลี้ยงข้าวมากกว่าครับ ผมว่าไม่น่าจะมีอะไรหรอก” แถไป... แถจนสีข้างถลอกละคร๊าบบบ

“อุ๊ย! ไม่มีเคส refer นะคะ ถ้ามีพวกพี่ต้องรู้ค่ะ”

“อ้าว แล้วทำไมพวกพี่ไม่บอกผมอ่ะ ปล่อยให้ผมถามซักไซ้พี่กี้อยู่ได้”

“ต๊ายยย ใครจะไปกล้าบอกคะ ออกตัวแรงขนาดนี้”

“คราวหน้าถ้ามีอะไร พวกพี่ต้องสะกิดผมนะ... ผมว่าพี่เค้าเริ่มทำตัวไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่”

“ตลกหมอนิวอ่ะ ฮ่าๆๆ”

“ตลกผมทำไม ...อย่าว่างั้นงี้เลยนะครับ อาจารย์กี้นี่เค้าเป็นคนยังไงเหรอครับ” ถามๆ ดูงั้นแหละครับ เก็บข้อมูลไว้ประเมินสถานการณ์หรอกน่า ไม่ได้สนใจอยากรู้จักอะไรขนาดนั้น

“คุณหมอกี้เป็นคนหล่อ...”

“อันนี้ผมรู้ พี่มินนี่ไม่ต้องย้ำครับ” รู้ครับ รู้ดี ไปที่ไหนมีแต่คนพูดถึงหมอกี้สุดหล่อ

“ก็มันอดไม่ได้นี่นา ฮ่าๆๆ เอาล่ะๆๆ แบบอินไซด์เลยนะ ก่อนหน้านี้ก็มีคนเม้าว่าอาจารย์กี้ชอบผู้ชาย แต่ก็ไม่มีใครกล้าฟันธง เพราะไปไหนมาไหนกับคุณหมอแนนบ่อยๆ ตอนหลังคนเลยเข้าใจว่าคุณหมอกี้จีบคุณหมอแนน แต่พอคุณหมอนิวเข้ามานี่แหละ คุณหมอกี้ก็ดูเหมือนจะตามแต่คุณหมอนิว คนเลยเริ่มเอาไปเม้ากันสนุกปากว่าสรุปแล้วคุณหมอกี้นี่ยังไง ชอบใครกันแน่ ...แต่ตอนนี้พี่ว่า พี่เข้าใจแล้วล่ะว่าอะไรเป็นอะไร อิอิ”

“พี่มินนี่เข้าใจว่ายังไง”

“ไม่รู้วววว พี่ไม่พูดหรอก”

“ทำไมเป็นคนแบบนี้ พูดให้อยากแล้วจากไปเหรอ” เบะปากใส่เบาๆ รู้แหละว่าทำแบบนี้แล้วน่าเอ็นดู

“มันเป็นเรื่องของคุณหมอสองคน เรื่องนี้พี่จะไม่ยุ่งนะคะ ...อีกอย่าง จากการไปไล่ดูเฟซบุ๊คของคุณหมอกี้ตั้งแต่สมัครเข้ามา ก็ไม่ปรากฏเรื่องแฟนเลยนะคะ ส่วนมากจะอัพเดตไลฟ์สไตล์ทั่วไป และกิจกรรมสำคัญๆ เช่น เรียนจบแล้ว ได้รับใบประกาศแล้ว ไปเที่ยวกับครอบครัว ทำบุญกับครอบครัว ตอนบวชนี่คนอื่นแท๊กมา”

“โหหห พี่มินนี่ ละเอียดมาก ใครมันไปไล่ดูไทม์ไลน์คนอื่นขนาดนั้นวะ”

“...พี่เองจ๊ะ” ฉิบหายละกู เพิ่งด่าไปหยกๆ

“ฮ่าๆๆ ผมล้อเล่นนะพี่”

“ก็หล่อซะขนาดนั้น ใครจะอดเผือกได้คะ จบเด๊นท์ใหม่ๆ นี่ทั้งเกย์กระเทยชะนีแทบจะถวายตัวค่า”

“รวมถึงพี่มินนี่ด้วยป่ะเนี่ย ฮ่าๆๆ”

“จะเหลือเหรอคะ แต่นกไง เค้าไม่อาววววเจ้”

“ฮ่าๆๆ แล้วยังไงต่อ มีอะไรอีกไหมครับ”

“คุณหมอกี้ไม่เล่นด้วยซักคน แกก็นิ่งๆ เงียบขรึม ทุกคนเลยถอย...ถึงได้บอกว่าคุณหมอนิวน่ะโชคดีไงคะ”

“มีผู้ชายมาทำท่าทางสนใจนี่เรียกว่าโชคดีเหรอครับ” ประชดครับ โชคดีบ้าอะไร นี่มันโชคร้ายชัดๆ ครับ ต้องไปอาบน้ำมนต์ล้างซวยด้วยไหม

“ทำไมเหรอคะ น่ารักออก พี่ว่าคุณหมอทั้งสองเหมาะสมกันจะตาย” เอิ่มมม... ผมเป็นผู้ชายนะคร๊าบบบ พี่กี้อาจจะแค่กันซีนผมออกจากพี่แนนก็ได้นะ

“บ้าแล้วพี่ ผมชอบผู้หญิง”

“ไม่หวั่นไหวหน่อยเหรอคะ อาจารย์แกหล่อซะขนาดนี้ ดีซะขนาดนี้ เวรตัวเองก็ไม่ใช่ มาช่วยตรวจคนไข้ให้เฉยเลย น่าร๊ากกกกอ่ะ”

“...ผมไม่คุยกับพี่มินนี่ละ ไปดูคนไข้คนโน้นดีกว่า ไม่รู้ความดันลงยัง”

“จ้า คิดดีๆ นะลูกสาว”

“พี่มินนี่!!”



...ไม่หวั่นไหวหน่อยเหรอคะ...



...ไม่หวั่นไหวหน่อยเหรอคะ...



ขณะที่เท้าก้าวไปดูคนไข้ แต่ประโยคของพี่มินนี่ก็ยังคอยกวนใจผมอยู่ แวบเข้ามาในสมองเกือบตลอดเวลาเลย นี่ผมเป็นอะไรวะ ปกติเวลาทำงานผมมีสมาธิและจิตใจจดจ่อกับงานเสมอ แต่มาวันนี้สายตามันคอยมองหาแต่เจ้าของเสียงทุ้มต่ำคนนั้น ในหัวก็คิดถึงแต่คำว่า ‘ห่วง’ กับ ‘หวง’ แถมมีประโยคสำทับจากพี่มินนี่มาอีก



ทั้งสายตา ทั้งสมอง ทั้งหัวใจ... มันควบคุมไม่ได้เลยวันนี้



ยัง... ยังไม่จบครับ สำหรับค่ำคืนนี้



ในขณะที่ผมกำลังนั่งเล่นเกมส์อยู่ในห้องพักเจ้าหน้าที่อย่างเมามันส์ เพราะไม่มีเคสให้ดูเลย เนื่องจากพ่อเจ้าประคุณกี้แย่งดูเคสให้หมดเลย ผมจึงว่างมากกกกก เวรนางฟ้ามากกกก อยู่ดีๆ ไอ้อาจารย์พี่กี้ก็เดินมานั่งลงข้างผม แล้วเอาหัวมาซบไหล่ผม!!

สิ่งแรกที่ทำ คือ มองซ้าย มองขวา ซึ่งไม่มีคนอื่นอยู่อีกแล้ว สิ่งแวดล้อมเอย บรรยากาศเอย อะไรจะเป็นใจขนาดนั้น โล่งอกไปเปราะนึง ไม่มีใครเห็น

แต่...แต่พี่จะซบไหล่ผมแบบนี้ไม่ได้

โอ้ยยยยยยย ใจสั่นอีกแล้วว่ะ เมื่อไหร่กาแฟจะหมดฤทธิ์ซักที!!

ผมตัวแข็งเกร็งเลยครับตอนนี้ ไม่รู้จะพูดอะไร มือถือที่เล่นเกมส์ก็หล่นลงมาอยู่ที่ตักแล้วครับ

“เหนื่อยจังเลย...” เป็นเสียงของไอ้อาจารย์พี่กี้พูดออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

“...เหนื่อยก็กลับห้องไปนอนดิ” ผมก็ตอบเบาๆ กลับไป

“มาช่วยดูเคสให้ถึงตีสี่... ขอบใจซักคำก็ยังไม่ได้เลยเรา”

“กะ..ก็พี่บอกว่ามารอเคสรีเฟอร์”

“เชื่อด้วยเหรอ”

“...จริงๆ ก็ไม่ค่อยเชื่อ”

“แล้วคิดว่าพี่มาเพราะอะไร”

“...ไม่รู้ดิ”

แล้วไอ้อาจารย์พี่กี้ก็ผละออกจากไหล่ผม จับหน้าผมหันไปมองตาพี่เค้า แล้วพูดช้าๆ ชัดๆ



“พี่ชอบนิวไง”

“...”

“พี่รู้ว่านิวยังไม่ได้ชอบพี่... พี่แค่อยากขออนุญาตนิว....”

“...”

“พี่ขออนุญาตชอบนิวได้ไหมครับ...”

“...คง ได้ แหละ..มั้ง”



..............................................................



คิดมาถึงตรงนี้ หัวสมองผมหมุนติ้วอีกรอบ แถมใจเต้นแรงจนจะหลุดออกมาจากอก บ้าไปแล้ว ผมว่าผมต้องเป็นบ้าแล้วแน่ๆ ที่อนุญาตให้ไอ้อาจารย์พี่กี้ชอบผม ผมคงแค่เผลอไปกับบรรยากาศและหน้าหล่อๆ ของไอ้อาจารย์พี่กี้แน่ๆ



‘ก๊อก...ก๊อก..ก๊อก...’



เสียงเคาะประตูหน้าห้องผมดังขึ้น สงสัยจะเป็นไอ้เพื่อนเต็ม เพราะตกลงกันไว้ตั้งแต่เที่ยงว่าจะออกไปกินข้าวเย็นด้วยกัน ผมจึงยอมลากร่างลงมาจากเตียงนอนพร้อมเปิดไฟในห้องให้สว่าง



ทันทีที่ประตูเปิดออก ก็ต้องใจสั่นรอบเย็นอีกครั้ง

“ถึงเวลากินข้าวแล้ว ไปกินข้าวกัน” เสียงที่โคตรจะคุ้นเคยเอ่ยออกมาจากปาก แถมเจ้าของเสียงยังดันผมออกจากประตู แล้วเดินเข้ามาในห้องผมหน้าตาเฉย อะไรวะ ก็ได้เหรอวะ

“ผมยังง่วงอยู่ พี่ไปกินคนเดียวเลยไป” ว่าพลางผมก็เดินไปล้มตัวลงบนเตียงนอนอีกครั้ง หันหลังให้ด้วยนะ

“ลุกกกก” พี่เค้าพยายามดึงผมให้ลุกขึ้นจากเตียง

“ไม่อาววว” ผมก็สะบัดๆ ตัวออกจากฝ่ามือพี่เค้า

“จะลุกดีๆ หรือจะให้พี่ปลุกด้วยวิธีอื่น”

“วิธีไหนก็ไม่ลุก”

“ลองดูไหมล่ะ”

นาทีนั้น ไอ้อาจารย์พี่กี้มันขึ้นมาบนเตียงผม แล้วพลิกตัวให้ผมนอนหงาย แล้วมันก็ขึ้นคร่อมตัวผมครับ โดยที่มือทั้งสองข้างของผมถูกล๊อกไว้เหนือศีรษะ จากนั้นพี่แกก็ก้มลงมาที่หน้าผม ตอนนี้หน้าเราห่างกันไม่กี่เซน ได้ยินเสียงลมหายใจจากฝ่ายตรงข้าม ตาเราจ้องกันนิ่ง แต่เป็นผมเองที่ผละสายตามองไปด้านข้าง

“จะลุก หรือ ไม่ลุก”

“...”

ผมได้แต่นิ่งเงียบ อยากนอนต่อก็อยากนอนอยู่หรอก แต่ท่านี้มันอันตรายนะเว้ย อันตรายต่อร่างกายและจิตใจผมมาก

“ว่าไง”

“...ลุกก็ได้ พี่ก็ปล่อยผม แล้วก็ลุกออกจาก...ตัวผมด้วย”

“พูดง่ายแต่แรกก็ไม่โดนแบบนี้หรอก” พูดจบ ไอ้อาจารย์พี่กี้มันก็โฉบจมูกลงมาที่แก้มผม แล้วหอมแรงๆ 1 ที ก่อนที่มันจะปล่อยมือ แล้วลุกออกจากตัวผม

“พี่กี้! ทำไมฉวยโอกาส” ถึงคราวผมโวยบ้างแล้วครับ

“ก็อยากน่ารักเองทำไมล่ะ”

“ทีงี้ละไม่ขออนุญาต” หมั่นไส้ครับ เมื่อคืนทำมาเป็นขออนุญาต เห้อออ

“ขอไม่ทัน... อดใจไม่ไหว”

“พอเลย คราวหน้าจะทำอะไร ขออนุญาตผมทุกครั้งนะ!”

“จะพยายาม”

“ไปอาบน้ำแล้ว อย่ามาแอบดูนะ”

“ไม่โรคจิตขนาดนั้นหรอกน่า ไวๆ หิวข้าวแล้ว”

“หิวนักก็ไปกินคนเดียวเลยไป” ผมว่าให้พลางเดินไปหยิบเสื้อผ้า ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ

“ยังไม่หยุดเถียงใช่ไหม หรือจะให้พี่อาบให้”

“ไม่ต้อง!! นั่งรอเงียบๆ ไปเลย”



ระหว่างที่อาบน้ำไป หัวผมก็คิดวกไปวนมา นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาวะ ผมยอมให้ผู้ชายเข้ามาจีบตัวเองได้ไง ทั้งที่แต่ก่อนก็มีผู้ชายมาสารภาพรักด้วยบ้าง มาบอกชอบผมก็หลายคน มาขอมีอะไรด้วยก็เยอะ แต่ผมกลับปฏิเสธคนเหล่านั้นไปแบบไร้เยื่อไยได้เลย แต่กับคนนี้มันแปลกไป มันรู้สึกอยากค้นหา อยากเรียนรู้ อยากทำความรู้จัก อยากใช้เวลาพิจารณา อยากลอง...



พี่กี้...แตกต่าง...



TBC.



Talk : อร๊ายยยยยย เค้าหอมแก้มกันแล้ววววว เขิลๆๆๆ 
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นที่ชื่มฉ่ำหัวในะค๊าาาา ดีใจที่มีคนอ่านแล้วชอบค่า ขอบคุณมากๆเลยค่า

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5209
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ เป็ดเหลืองพุงแขม่ว3357

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-1
 :o8:
ตอน 7 พี่ขออนุญาต…นิวนะ


‘กริ๊งงง...กริ๊งงงง...’



ผมงัวเงียลุกขึ้นมาหยิบโทรศัพท์ ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว บ่งบอกว่าคงเข้าสู่ช่วงเย็นแล้ว



“ฮัลโหลวววว” รับโดยที่ไม่ได้สนใจอ่านว่าปลายสายเป็นใคร

“ตื่นแล้วเหรอ... ไปหาอะไรกินกันเถอะ” น้ำเสียงนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร ไอ้อาจารย์พี่กี้ไง ตอนนี้ตื่นเต็มตาเลยผม

“ไม่ปายย จะนอน เท่านี้นะ”

แล้วผมก็วางสายไป ตั้งใจจะนอนต่อ เพราะเมื่อคืนที่ผมอยู่เวรบ่ายต่อดึก ผมแทบไม่ได้นอน คนไข้ก็ไม่ได้เยอะมาก แต่เพราะคนที่โทรมาเมื่อกี้นั่นล่ะที่ทำผมวุ่นวายใจจนไม่มีเวลาแอบงีบเลย

พอลงเวรตอนแปดโมง ผมก็ต้องไปราวด์วอร์ดต่อ ดีนะที่เสร็จเร็วก่อนสิบโมง เลยมีเวลาไปกินข้าวแปปนึง พอกลับมาถึงห้องตอน 11 โมง อาบน้ำเสร็จก็นอนยาวจนมาถึงตอนนี้ละครับ ยกโทรศัพท์มาดูก็เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว จะว่าหิวก็หิวอยู่ครับ แต่ยังไม่อยากเจอหน้าไอ้อาจารย์พี่กี้ ขอพักหายใจหายคอก่อนได้ไหม



เรื่องของเมื่อคืนนั้นมีอยู่ว่า...



พอผมกินข้าวที่เค้า ‘บังคับ’ ให้กินเสร็จ ผมก็เดินออกมาจากห้องพักเจ้าหน้าที่ จะไปทำงานต่อ แต่พ่อเจ้าประคุณก็อ่านฟิล์ม และคุยกับคนไข้เรียบร้อยแล้ว ผมเลยว่างงานชั่วขณะ นั่งแหมะลงเก้าอี้ข้างๆ บุรุษพยาบาลสาวสองคนนั้น จริงๆ ชื่อนางคือ พี่มินนี่ สาวน้อยน่ารัก แสนสวย แห่งห้อง ER

“คุณหมอทานข้าวเสร็จแล้วเหรอคะ” นางเอ่ยถามผมขึ้น

“ครับผม เรียบร้อยแล้ว”

“คุณหมอนิวนี่โชคดีจริงๆ นะคะ” พูดไป ทำหน้าเพ้อฝันไปด้วยน่ะครับ

“โชคดียังไงครับ”

“ก็คุณหมอกี้เอาใจใส่ดีขนาดนี้”

“เอาใจใส่ตรงไหนครับ พี่เค้าแค่มารอเคส refer นะครับ คงเห็นว่าพวกเราเหนื่อยเลยเลี้ยงข้าวมากกว่าครับ ผมว่าไม่น่าจะมีอะไรหรอก” แถไป... แถจนสีข้างถลอกละคร๊าบบบ

“อุ๊ย! ไม่มีเคส refer นะคะ ถ้ามีพวกพี่ต้องรู้ค่ะ”

“อ้าว แล้วทำไมพวกพี่ไม่บอกผมอ่ะ ปล่อยให้ผมถามซักไซ้พี่กี้อยู่ได้”

“ต๊ายยย ใครจะไปกล้าบอกคะ ออกตัวแรงขนาดนี้”

“คราวหน้าถ้ามีอะไร พวกพี่ต้องสะกิดผมนะ... ผมว่าพี่เค้าเริ่มทำตัวไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่”

“ตลกหมอนิวอ่ะ ฮ่าๆๆ”

“ตลกผมทำไม ...อย่าว่างั้นงี้เลยนะครับ อาจารย์กี้นี่เค้าเป็นคนยังไงเหรอครับ” ถามๆ ดูงั้นแหละครับ เก็บข้อมูลไว้ประเมินสถานการณ์หรอกน่า ไม่ได้สนใจอยากรู้จักอะไรขนาดนั้น

“คุณหมอกี้เป็นคนหล่อ...”

“อันนี้ผมรู้ พี่มินนี่ไม่ต้องย้ำครับ” รู้ครับ รู้ดี ไปที่ไหนมีแต่คนพูดถึงหมอกี้สุดหล่อ

“ก็มันอดไม่ได้นี่นา ฮ่าๆๆ เอาล่ะๆๆ แบบอินไซด์เลยนะ ก่อนหน้านี้ก็มีคนเม้าว่าอาจารย์กี้ชอบผู้ชาย แต่ก็ไม่มีใครกล้าฟันธง เพราะไปไหนมาไหนกับคุณหมอแนนบ่อยๆ ตอนหลังคนเลยเข้าใจว่าคุณหมอกี้จีบคุณหมอแนน แต่พอคุณหมอนิวเข้ามานี่แหละ คุณหมอกี้ก็ดูเหมือนจะตามแต่คุณหมอนิว คนเลยเริ่มเอาไปเม้ากันสนุกปากว่าสรุปแล้วคุณหมอกี้นี่ยังไง ชอบใครกันแน่ ...แต่ตอนนี้พี่ว่า พี่เข้าใจแล้วล่ะว่าอะไรเป็นอะไร อิอิ”

“พี่มินนี่เข้าใจว่ายังไง”

“ไม่รู้วววว พี่ไม่พูดหรอก”

“ทำไมเป็นคนแบบนี้ พูดให้อยากแล้วจากไปเหรอ” เบะปากใส่เบาๆ รู้แหละว่าทำแบบนี้แล้วน่าเอ็นดู

“มันเป็นเรื่องของคุณหมอสองคน เรื่องนี้พี่จะไม่ยุ่งนะคะ ...อีกอย่าง จากการไปไล่ดูเฟซบุ๊คของคุณหมอกี้ตั้งแต่สมัครเข้ามา ก็ไม่ปรากฏเรื่องแฟนเลยนะคะ ส่วนมากจะอัพเดตไลฟ์สไตล์ทั่วไป และกิจกรรมสำคัญๆ เช่น เรียนจบแล้ว ได้รับใบประกาศแล้ว ไปเที่ยวกับครอบครัว ทำบุญกับครอบครัว ตอนบวชนี่คนอื่นแท๊กมา”

“โหหห พี่มินนี่ ละเอียดมาก ใครมันไปไล่ดูไทม์ไลน์คนอื่นขนาดนั้นวะ”

“...พี่เองจ๊ะ” ฉิบหายละกู เพิ่งด่าไปหยกๆ

“ฮ่าๆๆ ผมล้อเล่นนะพี่”

“ก็หล่อซะขนาดนั้น ใครจะอดเผือกได้คะ จบเด๊นท์ใหม่ๆ นี่ทั้งเกย์กระเทยชะนีแทบจะถวายตัวค่า”

“รวมถึงพี่มินนี่ด้วยป่ะเนี่ย ฮ่าๆๆ”

“จะเหลือเหรอคะ แต่นกไง เค้าไม่อาววววเจ้”

“ฮ่าๆๆ แล้วยังไงต่อ มีอะไรอีกไหมครับ”

“คุณหมอกี้ไม่เล่นด้วยซักคน แกก็นิ่งๆ เงียบขรึม ทุกคนเลยถอย...ถึงได้บอกว่าคุณหมอนิวน่ะโชคดีไงคะ”

“มีผู้ชายมาทำท่าทางสนใจนี่เรียกว่าโชคดีเหรอครับ” ประชดครับ โชคดีบ้าอะไร นี่มันโชคร้ายชัดๆ ครับ ต้องไปอาบน้ำมนต์ล้างซวยด้วยไหม

“ทำไมเหรอคะ น่ารักออก พี่ว่าคุณหมอทั้งสองเหมาะสมกันจะตาย” เอิ่มมม... ผมเป็นผู้ชายนะคร๊าบบบ พี่กี้อาจจะแค่กันซีนผมออกจากพี่แนนก็ได้นะ

“บ้าแล้วพี่ ผมชอบผู้หญิง”

“ไม่หวั่นไหวหน่อยเหรอคะ อาจารย์แกหล่อซะขนาดนี้ ดีซะขนาดนี้ เวรตัวเองก็ไม่ใช่ มาช่วยตรวจคนไข้ให้เฉยเลย น่าร๊ากกกกอ่ะ”

“...ผมไม่คุยกับพี่มินนี่ละ ไปดูคนไข้คนโน้นดีกว่า ไม่รู้ความดันลงยัง”

“จ้า คิดดีๆ นะลูกสาว”

“พี่มินนี่!!”



...ไม่หวั่นไหวหน่อยเหรอคะ...



...ไม่หวั่นไหวหน่อยเหรอคะ...



ขณะที่เท้าก้าวไปดูคนไข้ แต่ประโยคของพี่มินนี่ก็ยังคอยกวนใจผมอยู่ แวบเข้ามาในสมองเกือบตลอดเวลาเลย นี่ผมเป็นอะไรวะ ปกติเวลาทำงานผมมีสมาธิและจิตใจจดจ่อกับงานเสมอ แต่มาวันนี้สายตามันคอยมองหาแต่เจ้าของเสียงทุ้มต่ำคนนั้น ในหัวก็คิดถึงแต่คำว่า ‘ห่วง’ กับ ‘หวง’ แถมมีประโยคสำทับจากพี่มินนี่มาอีก



ทั้งสายตา ทั้งสมอง ทั้งหัวใจ... มันควบคุมไม่ได้เลยวันนี้



ยัง... ยังไม่จบครับ สำหรับค่ำคืนนี้



ในขณะที่ผมกำลังนั่งเล่นเกมส์อยู่ในห้องพักเจ้าหน้าที่อย่างเมามันส์ เพราะไม่มีเคสให้ดูเลย เนื่องจากพ่อเจ้าประคุณกี้แย่งดูเคสให้หมดเลย ผมจึงว่างมากกกกก เวรนางฟ้ามากกกก อยู่ดีๆ ไอ้อาจารย์พี่กี้ก็เดินมานั่งลงข้างผม แล้วเอาหัวมาซบไหล่ผม!!

สิ่งแรกที่ทำ คือ มองซ้าย มองขวา ซึ่งไม่มีคนอื่นอยู่อีกแล้ว สิ่งแวดล้อมเอย บรรยากาศเอย อะไรจะเป็นใจขนาดนั้น โล่งอกไปเปราะนึง ไม่มีใครเห็น

แต่...แต่พี่จะซบไหล่ผมแบบนี้ไม่ได้

โอ้ยยยยยยย ใจสั่นอีกแล้วว่ะ เมื่อไหร่กาแฟจะหมดฤทธิ์ซักที!!

ผมตัวแข็งเกร็งเลยครับตอนนี้ ไม่รู้จะพูดอะไร มือถือที่เล่นเกมส์ก็หล่นลงมาอยู่ที่ตักแล้วครับ

“เหนื่อยจังเลย...” เป็นเสียงของไอ้อาจารย์พี่กี้พูดออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

“...เหนื่อยก็กลับห้องไปนอนดิ” ผมก็ตอบเบาๆ กลับไป

“มาช่วยดูเคสให้ถึงตีสี่... ขอบใจซักคำก็ยังไม่ได้เลยเรา”

“กะ..ก็พี่บอกว่ามารอเคสรีเฟอร์”

“เชื่อด้วยเหรอ”

“...จริงๆ ก็ไม่ค่อยเชื่อ”

“แล้วคิดว่าพี่มาเพราะอะไร”

“...ไม่รู้ดิ”

แล้วไอ้อาจารย์พี่กี้ก็ผละออกจากไหล่ผม จับหน้าผมหันไปมองตาพี่เค้า แล้วพูดช้าๆ ชัดๆ



“พี่ชอบนิวไง”

“...”

“พี่รู้ว่านิวยังไม่ได้ชอบพี่... พี่แค่อยากขออนุญาตนิว....”

“...”

“พี่ขออนุญาตชอบนิวได้ไหมครับ...”

“...คง ได้ แหละ..มั้ง”



..............................................................



คิดมาถึงตรงนี้ หัวสมองผมหมุนติ้วอีกรอบ แถมใจเต้นแรงจนจะหลุดออกมาจากอก บ้าไปแล้ว ผมว่าผมต้องเป็นบ้าแล้วแน่ๆ ที่อนุญาตให้ไอ้อาจารย์พี่กี้ชอบผม ผมคงแค่เผลอไปกับบรรยากาศและหน้าหล่อๆ ของไอ้อาจารย์พี่กี้แน่ๆ



‘ก๊อก...ก๊อก..ก๊อก...’



เสียงเคาะประตูหน้าห้องผมดังขึ้น สงสัยจะเป็นไอ้เพื่อนเต็ม เพราะตกลงกันไว้ตั้งแต่เที่ยงว่าจะออกไปกินข้าวเย็นด้วยกัน ผมจึงยอมลากร่างลงมาจากเตียงนอนพร้อมเปิดไฟในห้องให้สว่าง



ทันทีที่ประตูเปิดออก ก็ต้องใจสั่นรอบเย็นอีกครั้ง

“ถึงเวลากินข้าวแล้ว ไปกินข้าวกัน” เสียงที่โคตรจะคุ้นเคยเอ่ยออกมาจากปาก แถมเจ้าของเสียงยังดันผมออกจากประตู แล้วเดินเข้ามาในห้องผมหน้าตาเฉย อะไรวะ ก็ได้เหรอวะ

“ผมยังง่วงอยู่ พี่ไปกินคนเดียวเลยไป” ว่าพลางผมก็เดินไปล้มตัวลงบนเตียงนอนอีกครั้ง หันหลังให้ด้วยนะ

“ลุกกกก” พี่เค้าพยายามดึงผมให้ลุกขึ้นจากเตียง

“ไม่อาววว” ผมก็สะบัดๆ ตัวออกจากฝ่ามือพี่เค้า

“จะลุกดีๆ หรือจะให้พี่ปลุกด้วยวิธีอื่น”

“วิธีไหนก็ไม่ลุก”

“ลองดูไหมล่ะ”

นาทีนั้น ไอ้อาจารย์พี่กี้มันขึ้นมาบนเตียงผม แล้วพลิกตัวให้ผมนอนหงาย แล้วมันก็ขึ้นคร่อมตัวผมครับ โดยที่มือทั้งสองข้างของผมถูกล๊อกไว้เหนือศีรษะ จากนั้นพี่แกก็ก้มลงมาที่หน้าผม ตอนนี้หน้าเราห่างกันไม่กี่เซน ได้ยินเสียงลมหายใจจากฝ่ายตรงข้าม ตาเราจ้องกันนิ่ง แต่เป็นผมเองที่ผละสายตามองไปด้านข้าง

“จะลุก หรือ ไม่ลุก”

“...”

ผมได้แต่นิ่งเงียบ อยากนอนต่อก็อยากนอนอยู่หรอก แต่ท่านี้มันอันตรายนะเว้ย อันตรายต่อร่างกายและจิตใจผมมาก

“ว่าไง”

“...ลุกก็ได้ พี่ก็ปล่อยผม แล้วก็ลุกออกจาก...ตัวผมด้วย”

“พูดง่ายแต่แรกก็ไม่โดนแบบนี้หรอก” พูดจบ ไอ้อาจารย์พี่กี้มันก็โฉบจมูกลงมาที่แก้มผม แล้วหอมแรงๆ 1 ที ก่อนที่มันจะปล่อยมือ แล้วลุกออกจากตัวผม

“พี่กี้! ทำไมฉวยโอกาส” ถึงคราวผมโวยบ้างแล้วครับ

“ก็อยากน่ารักเองทำไมล่ะ”

“ทีงี้ละไม่ขออนุญาต” หมั่นไส้ครับ เมื่อคืนทำมาเป็นขออนุญาต เห้อออ

“ขอไม่ทัน... อดใจไม่ไหว”

“พอเลย คราวหน้าจะทำอะไร ขออนุญาตผมทุกครั้งนะ!”

“จะพยายาม”

“ไปอาบน้ำแล้ว อย่ามาแอบดูนะ”

“ไม่โรคจิตขนาดนั้นหรอกน่า ไวๆ หิวข้าวแล้ว”

“หิวนักก็ไปกินคนเดียวเลยไป” ผมว่าให้พลางเดินไปหยิบเสื้อผ้า ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ

“ยังไม่หยุดเถียงใช่ไหม หรือจะให้พี่อาบให้”

“ไม่ต้อง!! นั่งรอเงียบๆ ไปเลย”



ระหว่างที่อาบน้ำไป หัวผมก็คิดวกไปวนมา นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาวะ ผมยอมให้ผู้ชายเข้ามาจีบตัวเองได้ไง ทั้งที่แต่ก่อนก็มีผู้ชายมาสารภาพรักด้วยบ้าง มาบอกชอบผมก็หลายคน มาขอมีอะไรด้วยก็เยอะ แต่ผมกลับปฏิเสธคนเหล่านั้นไปแบบไร้เยื่อไยได้เลย แต่กับคนนี้มันแปลกไป มันรู้สึกอยากค้นหา อยากเรียนรู้ อยากทำความรู้จัก อยากใช้เวลาพิจารณา อยากลอง...



พี่กี้...แตกต่าง...



TBC.



Talk : อร๊ายยยยยย เค้าหอมแก้มกันแล้ววววว เขิลๆๆๆ
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นที่ชื่มฉ่ำหัวในะค๊าาาา ดีใจที่มีคนอ่านแล้วชอบค่า ขอบคุณมากๆเลยค่า

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1267
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
เบลอเพราะหน้าหล่อๆแน่ ตกหลุมหมอกี้แล้วหมอนิวอ่ะ 5555 ลองเปิดใจดูอาจจะดีกว่าที่คิดนะ อิอิ  :o8: :-[  :pig4: :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด