ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 38 :: up! 2-10-63} #หน้า 8 ( ตอนจบ )
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 38 :: up! 2-10-63} #หน้า 8 ( ตอนจบ )  (อ่าน 20454 ครั้ง)

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
 

- - - -- - - - - -- - - - - - -



※ นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นตามจินตนาการของผู้แต่ง ตัวละครเป็นเพียงฉากสมมุติเพื่อความสมจริงเท่านั้น ※

►►   สารบัญ  ◄ ◄

ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 1
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 2
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 3
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 4
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 5
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 6
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 7
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 8
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 9
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 10
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 11
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 12
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 13
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 14
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 15
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 16
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 17  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 18
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 19
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 20  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 21
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 22  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 23  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 24  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 25
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 26  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 27  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 28
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 29
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 30  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 31  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 32
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 33  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 34
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 35  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 36  
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 37
ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 38   :katai5:


  o18  twitter : @realkanom  facebook : หนมมี่ผู้ใสซื่อ
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-10-2020 20:23:12 โดย patwo »

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27

ตอนที่ 1

 
อากาศร้อนในโรงอาหาร ผมยกแก้วชาเย็นขึ้นดูดทั้งๆที่สายตายังคงจดจ้องอยู่กับหน้าจอมือถือ มุมปากเผลอยกยิ้มให้กับภาพและข้อความผ่านตาที่ส่งเข้ามาใหม่ของคู่สนทนาใน ณ ขณะนั้น ‘ เจอกันเย็นนี้นะ ’

“ ยิ้มเหี้ยอะไรของมึงไอ้สัดเมี่ยง ” คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันยิ้มถาม แต่ตอนนั้นผมก็แค่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วตอบกลับไปแบบไม่ออกมาเสียง

“ เสือก ”

“ K ” เจ้ย ตอบกลับมาทันที ผมหลุดหัวเราะกับหน้าตาจริงจังของคนตัวเล็กที่ดึงแก้วชาเขียวของตัวเองขึ้นดูดด้วยอารมณ์หงุดหงิดกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ก่อนที่มันจะได้พูดอะไรมากกว่านั้น ข้าวหน้าหมูสับทอดแบบพิเศษกับน้ำซุปกระดูกหมูก็ถูกวางลงบนโต๊ะ พร้อมกับเสียงผิวปากแบบสบายใจซึ่งแน่นอนว่ามันขัดกับเวลานานที่อีกฝ่ายต้องไปยืนรอ

“ แถวยาวขนาดนั้นมึงยังอารมณ์ดีได้อีกเหรอวะ ” ผมถามคนหน้าตาตี๋ ตัวสูง ที่ยกคิ้วให้กันเป็นคำตอบพร้อมด้วยใบหน้ากวนตีน เบส ตักน้ำซุปขึ้นกินพร้อมกับเสียงสดชื่นเอามากในจังหวะที่กลืนลงคอ 

“ แหมมม อร่อย ”

“ จ้า งั้นก็รีบแดกเถอะครับไอ้สัด พวกกูแดกเสร็จไปตั้งนานแล้วกว่ามึงจะได้แดก ” เจ้ยบอกเพื่อนสนิทตัวเองที่ก็ยักคิ้วขึ้นยิ้มๆพลางใช้ช้อนคลุกเคล้าน้ำจิ้มที่ราดมาบนหมูกับข้าวให้เข้ากัน

“ ท่าทางมีความสุข แสดงว่าต้องมีอะไร ” ผมยกคิ้วถาม แล้วนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เพื่อนสนิทของอีกคนรู้สึก

“ แน่นอนแหละไอ้สัด ”

เบส กับ เจ้ย เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งมัธยมปลาย ส่วนผมเพิ่งเข้ามาสมทบในตอนที่ได้เข้ามาเรียนมหาลัย เราเรียนคณะบริหารอินเตอร์ด้วยกัน และผมก็จัดให้พวกมันเป็นเพื่อนร่วมคณะที่ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนสนิทที่สุดประดุจคบกันมาทั้งชีวิตแล้ว แต่ถึงอย่างงั้น ลึกๆ มันก็ยังมีความคิดที่ว่าไอ้เจ้ยสนิทกับเบสมากว่าผมอยู่

ยกตัวอย่างก็เช่น เพียงแค่มอง ไอ้สัดเจ้ยก็รู้แล้วว่าตอนนี้ไอ้เหี้ยเบสไม่ปกติ แล้วคนอย่างมันก็เรื่องที่ทำให้มีความสุข แค่ไม่กี่เรื่อง

“ นี่อย่าบอกนะ ว่ามึงไปกวนตีนไอ้สัดดีนอีกแล้ว ” ยกยิ้มถามแบบรู้ทันก่อนจะหันไปมองรอบโรงอาหาร แล้วตอนนั้นผมกับไอ้เจ้ยก็เจอเข้าพอดี กับอริแห่งความปัญญาอ่อนของไอ้สัดเบส ตรงโต๊ะที่อยู่เยื้องจากเราไม่ไกล 

ร่างหนาตาชั้นเดียว ตัวขาว กำลังเอาตาที่มีอยู่น้อยนิดของมัน จ้องมองทางเพื่อนผมอย่างเอาเป็นเอาตาย พร้อมมือที่ยัดข้าวจากร้านเดียวกันเข้าไปในปากอย่างไม่มีหยุดยั้ง จนคล้ายกับว่ามันจะแดกไอ้สัดเบสเข้าไปด้วย

“ ไอ้ชิบหาย มึงไปทำอะไรมันวะ ” หันไปถามเพื่อนตัวเองที่ยังคงยิ้ม เบสหันไปมองอีกคนแบบไม่รู้สึกถึงความผิดอะไร

“ กูเอาน้ำซุปกระดูกหมูถ้วยสุดท้ายของร้านป้ามาจากมัน ”

“ กูถามจริง ” และในความหมายของผม คือพวกมึงทะเลาะกันเพราะแค่เรื่องนี้จริงๆเหรอไอ้สัด

“ มึงเห็นหน้ามันมั้ยละ แม่งโคตรแค้นอะ แค้นเพราะอยากแดก ฮ่าๆ ”

“ ไม่ตลกเลยไอ้สัด ” เจ้ยว่า “ คือเมื่อไหร่มึงแม่งจะเลิกกวนตีนมันวะ เอาจริงๆ กูว่าบางทีมึงแม่งก็หาเรื่องมันชิบหายเลยนะ ”

“ กูไปหาเรื่องอะไรมันอะครับเพื่อนเจ้ย ใจเย็นก่อนมั้ยเอ่ย ” ไอ้เบสเถียงกลับ ผมก็ถาม

“ แล้วมึงไปทำอะไรมัน แค่แย่งน้ำซุปมันเหรอ หรือว่ามึงจะไปแซงคิวร้านข้าวมันด้วย ”

“ เพื่อนเมี่ยงครับ คิดก่อนนะ ” คนพูดยกนิ้วขึ้นจรดตรงขมับพลางเคาะเบาๆ “ มึงว่าคนอย่างมันถ้ากูแซงคิว มันจะไม่ด่ากูเหรอ ถ้ากูแซงจริงๆ ได้ยินกันทั้งโรงอาหารแล้วครับสัด ”

“ แล้วมึงทำอะไรมัน ”

“ กูก็แค่ต่อคิวซื้อข้าวของกูอยู่ดีๆ ตอนแรกป้าถามว่าเอาน้ำซุปกระดูกมั้ยถ้วยสุดท้ายแล้ว กูบอกไม่เอา คราวนี้ไอ้สัดดีนมาต่อคิว มันถามป้าว่ามีน้ำซุปกระดูกมั้ย ป้าก็บอกมีถ้วยสุดท้ายพอดี มันก็เลยต่อคิวหลังกู แล้วพอป้าทำข้าวให้กูเสร็จ กูก็แค่บอกป้าว่าขอน้ำซุปกระดูกด้วยมันก็แค่นั้นเอง ”

“ เออ เหี้ยดี ”

“ คิดผิดที่ไหนละไอ้สัด ” เพื่อนสนิทคนก่อเรื่องว่า ก่อนจะส่ายหน้าไปมายิ้มๆ

“ แล้วกูผิดเหรอครับเพื่อนเจ้ย เพื่อนเมี่ยง ” ไอ้เบสถามพลางมองผมสลับกับไอ้เจ้ยแบบหน้าซื่อๆ “ ก็อยู่ๆกูอยากแดกน้ำซุปกระดูกขึ้นมานี่น่า กูก็เลยสั่งเค้าไป แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของกูมั้ยละ ก็กูมาก่อน มันมาหลังเอง แล้วแบบนั้นน้องเบสผิดอะไรอะครับ ”

“ ผิดที่จริงๆมึงไม่ได้อยากกินหรอก แต่แค่อยากจะแกล้งสัดดีนไงไอ้เหี้ยเบส ” เจ้ยมันพูด ก่อนจะหันไปยกยิ้มให้อีกคน “ มึงก็แค่อยากจะแกล้งมันเหมือนทุกครั้งก็เท่านั้นแหละ ”

“ พ่อมึงเล่นมึงแล้วเหี้ยเบส ” ผมแซวก่อนจะเชิดหน้าไปหาคนทำผิดที่ก็เม้มปากก่อนจะทำทีเป็นยกมือไหว้ขอโทษ แต่ถึงอย่างงั้นผมก็รู้ ไอ้สัดนี่ไม่คิดรู้สึกผิดอะไรแบบนั้นหรอก ในตอนนี้ใจมันคงระรื่น มีความสุขที่ได้แกล้งไอ้ดีนเสียมากกว่า

“ ขอโทษนะกั๊บ ”

“ ไม่สำนึกหรอกกูรู้ ” คนตรงหน้าผมว่า “ อายุเท่าไหร่แล้วไอ้สัด ปีสองแล้วนะมึง ยังทำตัวเป็นเด็กไปได้ ”

“ เอาอีก เอาอีก ด่ามันอีกสัดเจ้ย ” ผมยุยิ้มๆ พลางยกแก้วขึ้นมาตักน้ำแข็งอย่างไม่รู้จะทำอะไร ก่อนสายตาจะเหลือบไปมองกลุ่มคู่อริเพราะรู้สึกเหมือนกับว่าพวกมันกำลังมองมาทางเราอยู่เหมือนกัน  " พวกมึง ”

“ อะไร ” ไอ้เบสหันมาถามผม

“ คืออย่าเพิ่งหันไปมองนะ แต่พวกแม่งกำลังมองมาทางเราว่ะ ”

“ เหรอ ”

“ ไอ้เหี้ย! ก็บอกว่าอย่าเพิ่งหันไปมองก่อนไงไอ้หน้าสัด ” ผมสบถออกมา เพราะจังหวะหลังพูดคำนั้นมันทั้งสองคนก็เสือกหันไปมองคนพวกนั้นพร้อมกันทั้งๆที่ก็เพิ่งพูดห้ามไป “ Kจริง ”

“ งั้นทีหลังมึงก็บอกด้วยสิว่าใครหันไปก่อน ให้หันไปมองทีหลัง ” ไอ้เบสบอกผมยิ้มๆ พร้อมกับไอ้เจ้ยที่หัวเราะเสียงดังก่อนจะท่าทีเลียนแบบ

“ แบบก่อนเล่าก็เจ้ย มึงหันก่อน ส่วนมึงไอ้สัดเบสอย่างเพิ่งหันนะ ไอ้กลุ่มนั่นแม่งกำลังมองมาทางเราว่ะ อะไรแบบนั้นมั้ย ”

“ K ”  หลุดยิ้มออกมาก่อนจะส่ายหน้า ผมมองไปที่กลุ่มนั้นอีกครั้งก่อนจะพบว่าตอนนี้เพื่อนในกลุ่มคนนึงของไอ้ดีนกำลังมองมาทางผม และสายตานั้นก็ไม่ได้เป็นมิตรสักเท่าไหร่เลย มันคล้ายกับว่าในความรู้สึกของคนที่จ้องมองมา ผมนี่แหละ คือคนที่ไปแย่งน้ำซุปกระดูกหมูจากเพื่อนมันมา

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวความปัญญาอ่อนนี้ เริ่มมาจากตอนที่พวกมันกำลังเรียนมัธยมปลาย สมัยเข้าปีหนึ่งใหม่ๆ เจ้ยเล่าให้ผมฟังว่า มันสองคนแล้วก็พวกไอ้ดีนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ไอ้เบสตอนนั้นคุยอยู่กับเด็กโรงเรียนหญิงล้วนอยู่คนนึง ซึ่งมารู้ทีหลังว่าผู้หญิงคนนั้นก็คุยอยู่กับไอ้ดีนเหมือนกัน ซึ่งคนที่บอกเรื่องนี้กับมันสองคนก็คือ ไอ้ดีนที่ก็เข้ามาบอกกับไอ้เบสซึ่งๆหน้าเลยว่า อย่ายุ่งกับเด็กมัน ผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนมัน ทั้งๆที่ความจริงคือไม่ใช่

ตอนนั้น เบสยอมถอยห่างเพราะเชื่อ  แต่ความลับมันไม่ในโลกฉันใด สุดท้ายไอ้เบสก็มารู้ความจริงตอนนั่งขี้ในห้องน้ำโรงเรียน ซึ่งประจวบเหมาะที่ไอ้ดีนก็เข้ามาฉี่พอดีและพูดอวดกับเพื่อนที่มาด้วยกันว่ามันหลอกไอ้เบสและเขี่ยไอ้เบสได้สำเร็จ หนำซ้ำยังด่าด้วยว่ามันโง่มากที่เชื่อ

ไอ้เบสโกรธถึงขีดสุด หลังจากล้างขี้เสร็จก็เลยออกไปจัดการไอ้ดีน ซึ่งก็ทะเลาะกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนสาวตัวต้นเรื่อง  ก็ลอยตัวแถมตอนนี้ยังย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองนอก มีแฟนใหม่ไป อย่างลอยตัว

“ สงสัยจะมองเพราะกูหล่อ ” สัดเบสยกมือขึ้นเก็กหล่อตอนที่พูดคำนั้น ท่าทางที่ชวนให้ผมหันไปทางอื่น ไม่ต่างกับไอ้เจ้ยที่ถึงขั้นออกอาการสำลอกออกมา

“ ยังไม่เจียมตัวอีกไอ้ชิบหาย ” ได้แต่บอกแบบนั้นแล้วทำใจปลง ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันทะเลาะกันเรื่องปัญญาอ่อน และสำหรับผมคงไม่มีการทะเลาะครั้งไหนของมันสองคนที่จะปัญญาอ่อนเท่ากับวันนั้นที่ร้านน้ำปั่นหน้ามหาลัยอีกแล้ว กับแค่ใส่ชิ้นมะม่วงลงเครื่องปั่นไม่เท่ากัน มันเล่นทะเลาะกันใหญ่โต จนเจ้าของร้านต้องออกมาไล่ หนำซ้ำทุกวันนี้เค้ายังเขม่นผมทุกทีตอนที่ไปซื้อ “ เห้อออ ”

ถอนหายออกมาพร้อมกับส่ายหน้า ผมหันไปที่โต๊ะของคู่อริไอ้เบสอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าคนที่จ้องมองกันอยู่เมื่อครู่ ก็ยังคงมองมาทางผมอยู่อย่างงั้นแบบไม่วางตา ผมจ้องมันกลับ

“ มึงมองเหี้ยอะไรอยู่วะไอ้เมี่ยง ” เจ้ยมันถามก่อนจะเหลือบไปมองที่โต๊ะนั่น

“ มึงรู้จักไอ้สัดนั่นมั้ยเจ้ย คนที่มองกูอยู่ ”

“ แม่งก็มองเราทั้งโต๊ะ ” คนโดนถามหันมาบอกกันก่อนจะหลุดหัวเราะ

“ ไม่สิไอ้สัด คนที่หน้าแหลมๆ คิ้วเข้มๆ จมูกโด่งหน่อย ”

“ ไอ้คนที่ตาดุๆ ”

“ อื้ม ” ผมพยักหน้ารับ

“ ตัวสูงหน่อย แล้วก็ดูผอมที่สุดในนั้น แล้วท่าทางตอนนี้ของมันก็คือเหมือนจะลุกขึ้นมาต่อยมึงประดุจมึงคือคนที่ไปแย่งน้ำซุปเศษหมูนี่มาจากเพื่อนมัน ”

“ เออใช่  ไอ้สัดนั่น ”

“ ไอ้อาร์ม ” เจ้ยบอกยิ้มๆ “ แต่มึงไม่ต้องไปสนใจหรอกไอ้สัดนี่มันก็มองไปแบบนั้นแหละ ตามันก็แค่ดุเฉยๆ ”

“ ใครว่า ” ไอ้เบสหันไปบอกเพื่อนสนิทตัวเอง “ ไอ้สัดอาร์มแม่งเอาเรื่องอยู่นะ ”

“ เหรอวะ ”

“ เออ แล้วมึงไม่เห็นเหรอ ทุกครั้งที่เรามีเรื่องกับไอ้ดีน ไอ้สัดอาร์มคือไม่พูดอะไรเลย มันยืนมองอย่างเดียว แล้วมึงไม่คิดว่าท่าทางแบบนั้นมันเหมือนแค่รอบุกอย่างเดียว อารมณ์มึงต่อยกูก็ต่อยด้วย ” ท่าทางดูไม่ค่อยน่าเชื่อของไอ้เจ้ย มันขมวดคิ้วงง

“ คือถ้าเป็นแบบนั้นสมัยเรียนกูต้องได้ยินข่าวมันมากกว่ากว่ามั้ยวะ แบบไอ้ตัวจี๊ดไง ”

“ ตัวจี๊ดไหนวะ ” ผมถาม

“ คนที่นั่งตรงข้ามไอ้ดีน ตัวเล็กๆ ขาวๆ ที่นั่งกินข้าวสองจานไง มันชื่อไอ้จุ้น ” เบสบอก “ ไอ้เหี้ยนี่นะโคตรเปรี้ยวตีนกูบอกไว้ เอะอะใช้กำลัง กูพูดเหี้ยไรนิดนึง มึงเข้ามา มึงเข้ามา ยิ่งเข้าคู่กับไอ้โฮม คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามมันนะไอ้สัด แพ็คเก็ตเตี้ยแล้วไม่เจียมชิบหาย ”

“ มึงก็ไม่เจียมเหมือนกันไอ้เหี้ย เค้ามีตั้งกี่ตีน แต่มึงก็ยังขยันกวนตีนมัน ”

“ เจ้ยครับ คนเรามันก็ต้องชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้ามันไม่สร้างศัตรู กูขอถาม มันจะเกิดศัตรูมั้ย ” ร่างสูงพายมืออก “ ก็ไม่ ” 

“ ก็จริงอยู่ แต่เพื่อนเบสครับ การให้อภัย คือ ผลบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ”

“ งั้นกูขอนับถือคริสต์แล้วกัน ”

“ ไอ้สัด ” เจ้ยสบถออกไปแค่นั้น ก่อนที่เราทั้งสามคนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งหลังจากไอ้เบสยกน้ำขึ้นกินเป็นอย่างสุดท้าย แล้วก็ดูเหมือนว่าก็เป็นจังหวะเดียวกันกับอีกกลุ่มที่ก็ลุกขึ้นเช่นกัน

“ มึงเตรียมตัวเลย ” ผมบอกในตอนที่เห็นคนอีกกลุ่มเดินเริ่งฝีเท้าตรงไปยังบันไดฝั่งข้างโรงอาหารที่พวกเรากำลังจะเดินไป แล้วหยุดยืนขวางอยู่ตรงหน้าบันไดตรงนั้น ดูจากรูปการณ์ ก็น่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อยากจะเราได้เดินลงบันไดไป

“ ถอย กูจะไปเรียน ” เบสมันว่า แต่ตอนนั้นไอ้ดีนอริของมันก็ยกยิ้ม

“ แล้วไง ? ก็พวกกูจะยืน ” ว่าแบบนั้น ก่อนจะเชิดหน้าไปที่บันไดอีกฝั่ง “ แต่ถ้ามึงรีบมาก ก็ไปลงอีกฝั่งอีกฝั่งสิ กูมาถึงก่อนกูมีสิทธิ์ยืน กูจะยืนตรงไหนก็ได้ ”

“ ไม่ใช่แล้วมั้ง ” ไอ้เจ้ยว่าขัด “ มึงจะยืนตรงไหนก็ได้นั่นก็ถูก แต่มึงจะมายืนขวางทางลงบันไดไม่ได้เพรคนอื่นเค้าจะใช้ แล้วถ้าบอกว่ามาก่อนมีสิทธิ์ยืน กูว่ามันไม่ใช่แล้วมั้ง ตรงนี้มันพื้นที่สาธารณะ มันทางขึ้นลง ใครมาก่อนมาหลังไม่เกี่ยวกันหรอกสัด ”

“ ก็แล้วจะทำไม กูไม่หลบ ”

“ K ” ผมถึงขั้นต้องสบถออกมากับความรั้นที่จะเอาคืนตอนได้ยิน

“ กูเรียนตึกใหญ่ แล้วกูจะให้กูเดินไปลงบันไดหน้าตึกหนึ่งที่มันจะไกลจากตึกใหญ่ทำไมวะ ” เบสถามอีกคนที่ก็ยังคงยกไหล่ไม่สนใจ “ ถ้าคิดแบบนี้ ทีหลังมึงขับรถไปขวางรางรถไฟด้วยสิสัดดีน มาก่อนไม่ใช่เหรอ ”

“ เอาเป็นว่ากูพอใจที่จะยืนตรงนี้ ส่วนพวกมึงถ้ารีบ ก็ไปใช้ที่อื่นก่อน จบ ”

“ ปัญญาอ่อนชิบหาย ” ผมพูดกับตัวเองแบบเสียงไม่เบานัก แล้วนั่นทำให้คนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากกันอย่างไอ้อาร์มคนของอีกกลุ่มที่มองกันอยู่เมื่อครู่หันมามอง “ มองทำไม มึงจะถามเหรอ ว่ากูพูดอะไร ” หันไปถามมันด้วยสีหน้าหาเรื่อง ก่อนจะหันไปมองเพื่อนมันอีกสามคนที่เหลือ เพราะตอนนี้พวกมันยืนกั้นทางลงบันไดของเราอยู่ “ กูถามจริงนะ คือพวกมึงจะมาเอาคืน เพราะแค่ยอมไม่ได้เรื่องน้ำซุปเศษหมูนี่น่ะเหรอ ” ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่ถาม ในตอนนั้นผมเองก็ทำได้แค่มองไปทางอื่นก่อนจะยิ้มแล้วบอก “ อย่าปัญญาอ่อนกันให้มาก ถอยเลยไอ้สัด กูจะไปเรียน ”

ผลักอกคนตัวเล็กผิวแทนที่อยู่ตรงหน้าจนตัวมันเซไปอีกทาง ผมเดินนำผ่านกลุ่มของคนขวางทางออกมา แม้ตอนนั้นจะได้ยินเสียงสถบของคนที่ผลักผมอย่างชัดเจน

“ ไอ้สัด ”

“ เออ ก็ไม่ต่างกันกับพวกมึงหรอก ” เบสมันหันไปบอกก่อนจะเดินเข้ามากอดคอผม ที่ก็มีไอ้เจ้ยเดินยิ้ตามหลังมาแบบติดๆ เราเดินเข้าตึกไปด้วยความเงียบเชียบ ก่อนจะมาหยุดรอลิฟต์ที่กำลังจะลงมาจากชั้นบน

“ ตามมาว่ะ ” ผมพูดขึ้นตอนที่เห็นคนกลุ่มที่ยืนขวาง กำลังเข้ามาใกล้ผ่านเงาสะท้อนของประตูลิฟต์ที่ยืนรอ

“ ส่วนบุญไม่พอเหรอวะ ” เบสหันไปถาม ตอนที่พวกไอ้ดีนเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหลังมันพอดี “ ตามกูจัง ”

“ ตามเหี้ยอะไร กูก็เรียนตึกนี้ ” ดีนมันพูดยิ้มๆแต่นั้นกลับทำให้ผมหัวเราะออกมา

“ ตอแหลไอ้สัด ” ผมว่า

“ มึงว่าใคร ”

“ มึงนั่นแหละ ” สวนกลับแบบไม่กลัว สายตาที่มองคนพวกนั้นผ่านเงาสะท้อนของตัวลิฟต์ ไม่มีการหลบหลีกแต่อย่างใด มันก็เหมือนที่ไอ้เจ้ยเคยบอกผมไว้ไม่มีผิด เรื่องพวกนี้ ถ้าเราอดใจหนึ่งครั้งที่จะไม่เอาคืน และปล่อยผ่านมันไป  มันท้าเลยว่าไม่เกินห้าครั้ง เราจะหลุดพ้นจากวังวนของการต่อสู้เรื่องปัญญาอ่อนเหมือนเด็กในโรงเรียนประถมนี้ทันที

แต่ก็นั่นแหละ  ใครแม่งจะไปทนได้ถึงห้าครั้งวะ

“ เราเรียนชั้นไหนวะ ” เจ้ยมันหันมาถามผมท่ามกลางความเงียบในตอนนั้น ผมที่หันไปมองด้วยท่าทางกระอักกระอ่วมแบบไม่อยากบอกเพราะไม่รู้ว่าจะเป็นช่องทางให้อีกฝ่ายได้แกล้งอะไรมั้ย แต่ในวินาทีถัดมาก็ตัดสินใจเอียงตัวแล้วกระซิบบอกไป แบบที่คิดว่าคงได้ยินกันแค่สองคน

“ เจ็ด ”

“ เจ็ด ” เสียงนึงที่ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ผมหันไปเหลือบมอง ก่อนจะพบกับไอ้อาร์มที่ยกคิ้วให้อย่างกวนตีน “ ทำไม จะถามเหรอ ว่ากูพูดว่าอะไร ” ประโยคคุ้นเคยที่ผมเคยพูดหลุดออกมาจากปากอีกคน ผมยกยิ้มกับความกัดไม่ปล่อยของมัน แต่ก่อนจะพูดตอบโต้อะไรไปคนที่อยู่ข้างกันอย่างไอ้เจ้ยก็เอื้อมมือมาจับไหล่กันไว้ก่อน

“ ช่างมันเถอะ ” เจ้ยบอกผม ที่ก็ได้แต่พยักหน้ารับ ก่อนไอ้เบสจะดึงตัวเองเข้ามาใกล้ มันกระซิบ

“ เตรียมตัวไว้เลย ”

ประตูลิฟต์ถูกเปิดออกตรงหน้า ผมเดินเข้าไปด้านในสุด ตามด้วยไอ้เจ้ย ไอ้เบส แล้วก็ไอ้ดีนที่ทำทีเป็นกดรอเพื่อน ไอ้โฮมคนที่ผมเดินชนที่บันไดเดินเข้ามา ตามด้วยไอ้ดีนที่เดินเข้ามาทำให้เรารู้สึกว่ามันคงมีเรียนจริงๆ แต่นั่นก็ก่อนที่ทั้งมือของมันและไอ้โฮมจะใช้นิ้วลากปุ่มลิฟต์ทั้งแผงลงอย่างรวดเร็วแล้วก็เสือกเหลือชั้นเจ็ดเอาไว้ชั้นเดียว

“ ไอ้เชี้ย ” เบสสบถก่อนจะคว้ามือตัวการเอาไว้ด้วยความมือไว แต่เหมือนมันจะช้ากว่าคนที่ยืนอยู่ข้างนอกอย่างไอ้อาร์มที่ก็ยื่นตีนเข้ามาถีบไอ้สัดเบสแบบเต็มแรงจนมาล้มทับทั้งผมทั้งไอ้เจ้ยไว้ พร้อมกับดึงไอ้ดีนให้หลุดออกไปด้วย

ช่วงวินาทีสุดท้ายที่ผมเห็นประตูลิฟต์ปิดลงช้าๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะชอบใจของไอ้สี่ตัวที่ทำตามแผนสำเร็จพร้อมกับเสียงของไอ้ดีนที่ตะโกนลอดเข้ามาอย่างมีความสุขเหมือนซ้ำเติมกัน

“ ขอให้มีความสุขกับการขึ้นลิฟต์นะจ้า ”

“ แม่งเอ้ย!! ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้สัด ” ผมตะโกนออกไป ในตอนนั้นสายตาที่สบเข้ากับไอ้ตัวการที่มันถีบไอ้เบสเข้ามาจนเราต้องมาจนมุมอยู่ในสภาพนี้ สัดอาร์มยกคิ้วพร้อมกับคิ้วหนาของมันที่ก็ยกทักทายด้วยท่าทาง

 “ K ” เบสมันลุกขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือของไอ้เจ้ยที่ถีบมันออกไปด้วยความหนัก พร้อมทั้งพาตัวเองลุกขึ้นก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่มชั้นเจ็ด “ อย่าให้กูเจอมันครั้งหน้านะไอ้สัด มึงโดนเล่นแน่ ”

“ กูว่าพอมั้ยวะ ” เจ้ยมันหันไปบอกอีกคน “ เอาจริง ทำไมมึงไม่คิดบ้างว่าถ้ามึงไม่ไปแกล้งมันก่อน ไม่ไปแย่งน้ำซุปกระดูกหมูก่อน แม่งก็ไม่มาเอาคืนหรอก ”

“ แล้วมึงคิดว่าคนอย่างสัดดีนมันหยุดเหรอ ” ไอ้เบสหันไปถามเพื่อนสนิทตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมา ซึ่งก็ไม่ต่างกับผมที่ก็พิงหลังลงกับตัวลิฟต์

“ เอาจริงๆรู้สึกเหี้ยชิบหายเลย คือพอคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะแค่น้ำซุปกระดูกหมูร้านป้า กูนี่แบบ มีแต่คำว่าKอยู่ในหัว ”

“ แล้วไอ้ประตูลิตฟ์นี่แม่งก้เปิดทุกชั้นจริงเว้ย ” เจ้ยมันสบถเพราะต้องเอื้อมมือไปกดปิดลิฟต์เป้นครั้งที่สามแล้ว และแน่นอนว่าแม่งต้องกดปิดอยู่แบบนั้นจนกว่าเราจะขึ้นถึงชั้นที่เจ็ด

“ หรือครั้งนี้มึงเลิกเอาคืนมันสักครั้งได้มั้ยไอ้เบส เผื่อจะสงบสุข ”

“ กล้าพูดเนอะสัดเมี่ยง เมื่อกี้มึงยังเปรี้ยวตีนมันอยู่เลย ” หันมาบอกกันด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะผ่อนหลังลงกับตัวลิฟต์ “ กูว่าเราแม่งก็ทนกันไม่ได้สักคนนั่นแหละไอ้ห่า ”

“ แต่พูดก็พูดนะสัด ฉากที่ไอ้สัดอาร์มถีบไอ้เบสแล้วดึงไอ้ดีนออกไป แม่งโคตรพระเอกเลย ” เจ้ยหันมายิ้มกับผม “ มึงเห็นมั้ยเมี่ยง”

“ เห็น ” พยักหน้ารับก่อนจะยกยิ้ม “ แล้วกูก็เห้นด้วยตอนที่ประตูลิฟต์จะปิดไอ้สัดนั่นแม่ง ยกยิ้มให้กู ”

“ เหรอวะ ”

“ ตอนแรกกูก็เฉยๆหรอกกเรื่องทะเลาะปัญญาอ่อนของพวกมึง แต่ตอนนี้ไม่โอเคเลย กูรู้สึกว่า กูแม่งไม่ชอบไอ้เชี้ยนั่น คนที่ชื่ออาร์ม ”

“ ดีมากเพื่อนเมี่ยง” มือหนาของไอ้เบสเอื้อมมือมาจับไหล่ผม สายตาจริงจังนั้นจ้องมา “ กูภูมิใจในตัวมึง ”

“ K ” ตอบรับไปแค่นั้นก่อนจะปัดมือนั้นออกจะไหล่ “ หาเรื่องให้กูไม่เว้นวันยังมาพูด ”

“ สีสันชีวิ๊ตตตตตตตต ” เสียงลากยาวที่แสนน่ารำคาญนั้น ผมหันไปมองทางอื่นอย่างไม่รู้จะทำยังไง  “ ว่าแต่พวกมึงไม่รู้เหรอวะ ไอ้อาร์มกับไอ้ดีนแม่ง ผัวเมียกันนะ ”

“ ผัวเมียเหี้ยอะไร ไอ้สองคนนั่นมันเป็นแฟนกันตั้งแต่ตอนไหน ” เจ้ยหันไปถามด้วยสายตาไม่เชื่อ “ มึงไปเอามาจากไหน ล่าสุดกูยังเห็นไอ้อาร์มเดินควงอยู่กับสาวนิเทศอยู่เลย อย่างสวยอะ  ”

“ มันก็ควงปิดข่าวเท่านั้นแหละสัดเชื่อกู เพื่อนที่ไหนเค้าชมกันว่าน่ารักวะถามหน่อย มันก็มีแค่พวกเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อทั้งนั้น ”

“ กูไม่เชื่ออะ ”

“ มึงหาว่ากูตอแหลเหรอสัดเจ้ย ” เบสถามด้วยท่าทางจริงจังก่อนจะหันไปกดประตูลิฟต์ให้ปิดอีกครั้ง

“ ก็มันเป็นไปไม่ได้อะไอ้สัด ดีนมันก็ชอบผู้หญิง อาทิตย์ก่อนมันยังควงกันอยู่เลย แล้วกูเห็นมันนัวเนียกันจะตายห่า มีหอมกงหอมแก้ม แถมไอ้สัดอาร์มก็ไม่น้อยหน้าเด็กนิเทศคนนั้นกูก็เห็นนั่งคุยกับมันบ่อยๆ มึงเถอะไปเอามาจากไหน ”

“ ก็กูเห็น วันก่อนที่กูไปผับไง ”

“ อาทิตย์ก่อนอะนะ ” ผมเสริมอีกคนที่ก็ยกคิ้วเป็นคนตอบ

“ กูบังเอิญเจอพวกมันพอดี แม่งเต้นกันอยู่ในผับ ไอ้สัดดีนคือเต้นท่าเหี้ยไรไม่รู้อยู่ตรงหน้าไอ้อาร์ม ส่วนไอ้เชี้ยนั่นก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วก็เห็นมันพูดว่า มึงม่งน่ารักว่ะ เนี้ย แล้วมึงจะให้กูคิดยังไง เพื่อนที่ไหนชมกันว่าน่ารัก ไม่มีปะ พวกเรายังไม่ทำเลย ”

“ แต่ถ้ามึงน่ารักกูชมนะ ” เจ้ยบอกเบสก่อนจะเชิดหน้ามาทางผม “ อย่างไอ้เมี่ยงกูก็ชมอยู่บ่อยๆ กู ก็แม่งน่ารัก แล้วมึงจะให้กูพูดว่าอะไร อย่างตอนมึงชูสองนิ้วถ่ายรูปวันก่อน กูยังบอกเลย มึงน่ารักว่ะเบส มึงจำไม่ได้เหรอ ”

“ บ้า ” เบสผงะหลังพลางยกมือขึ้นจับอกด้วยสีหน้าตกใจแบบจอมปลอม “ แล้วมึงเพิ่งมาบอกอะไรตอนนี้วะเจ้ย มึงแม่งมีมิ้งแล้วอะ  ”

“ K ” ถึงขั้นต้องด่าออกไปเสียงดัง เราที่หลุดหัวเราะออกมา มันขำจนคนฟังต้องยกเท้าคนถีบคนพูด “ หน้าเหี้ยจริง ไอ้สัดนี่ ”

“ แต่กูว่าสายตาที่มันมองกันมีพิรุธอยู่นะ พวกมึงไม่รู้สึกเหรอ ”

“ คือมึงมองไปถึงสายตา ถามจริงนะสักเบส ผับมืดขนาดนั้นมึงมองว่ามันใส่เสื้อสีอะไรให้ออกก่อนมั้ย ”

“ นี่ก็ขัดจัง ”

“ ก็มันเป็นไปไม่ได้อะ ” เจ้ยว่าพลางถอนหายใจ “ คือกูไม่ได้หมายความว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่พวกมันทั้งคู่จะชอบผู้ชายด้วยกันเอง แต่คือมึงเข้าใจมั้ยว่าพวกมันสองคนคือไม่ได้อะ มันไม่ได้ให้ความรู้สึกนั้น มองไปก็คือเพื่อนปกติ ”

“ แล้วทำไมมึงถึงรู้สึกอย่างงั้น ”

“ ก็เซ็นส์กูมันบอก ”

“ K พูดมาตั้งนาน มึงสรุปว่าไม่ใช่เพราะแค่เซ็นส์เหรอวะ ”

“ แต่คนเราไปตัดสินว่าใครจะเป็นยังไงจากสิ่งที่เราเห็น หรือสิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ได้นะมึง ” ผมท้วง “ อย่างเรื่องชมเพื่อนว่าน่ารัก คือบางคนเค้าทำแบบไม่คิดอะไร ก็พูดไปตามที่เห็น อย่างที่สัดเจ้ยมันชอบพูด คือพวกมึงเอามาตัดสินไม่ได้หรอก ว่าแม่งเป็น หรือไม่เป็นอะไรกัน กับเรื่องแค่นั้น ”

“ รุมสัด ถามจริงนี่พวกมึงเพื่อนกูหรือเพื่อนไอ้ดีน ” เบสหันมาถามในตอนที่ลิฟต์มาจอดที่ชั้นเจ็ดพอดี เราเดินออกไปพร้อมกับที่ไอ้เจ้ยหันไปตอบคำถามอีกคน

“ เป็นเพื่อนมึง แต่บางทีที่มึงเหี้ยมากๆ ก็รู้สึกอยากเป็นเพื่อนไอ้ดีนเหมือนกัน ”

“ เจ็บสัด ” มือที่ยกขึ้นจับอกของไอ้เบส มันเม้มปากพลางทำหน้างอ “ แต่ยังไงก็แล้วแต่ กูขอบอกไว้เลยนะ และกูขอพวกมึงแค่อย่างเดียว อย่าเอาพวกไอ้ดีนมาทำเมีย อยากไปญาติดีกับพวกมัน ถือว่าพี่เบสขอร้อง ”

“ เผื่อมึงลืมไอ้สัดดีนมีเพื่อนเป็นผู้ชายหมด ” ผมท้วง

“ แล้วความรักมันมีแค่ชายหญิงเหรอครับเพื่อนเมี่ยง ก็ไม่เปล่ามั้ยละ ” มันหันมาเถียงผมที่ก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับไอ้เจ้ย ก่อนจะพูดออกมาพร้อมกันในตอนเดินเข้าห้องเรียน

“ ปัญญาอ่อนชิบหายไอ้สัดเบส ”

...............................................

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27

 คราสเรียนในช่วงเย็นของวันจบลงไปด้วยความน่าเบื่ออย่างทุกที ผมมองเอกสารที่อยู่ตรงหน้าสลับกับหน้าจอที่ไม่มีความแตกต่างอะไรกันมากนัก หนำซ้ำยังเหมือนกับแค่การอ่านหนังสือให้ฟังและไม่ได้เรียกว่าการสอนสักเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างงั้นหน้ากระดาษของผมก็ยังเต็มไปด้วยปากกาเน้นข้อความสีส้มตรงเนื้อหาสาระสำคัญที่คิดว่าน่าจะออกสอบ

ผมเก็บเอกสารเรียนม้วนให้กลมเหมือนอย่างทุกที ปากกาเสียบลงในกระเป๋าเสื้อ แล้วลุกขึ้นเต็มความสูงด้วยความรู้สึกลิงโลดมากกว่าทุกครั้ง

“ วันนี้กูขอกลับบ้านก่อนนะ แล้วเจอกัน ” หันบอกอีกสองคนที่ยังคงอยู่ในอาการที่เรียกว่าง่วงงุน ไอ้เจ้ยฟุบอยู่กับโต๊ะอย่างอ่อนแรงที่ดึงหนังตาขึ้นสู้เอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรงแบบไม่เงยหน้าขึ้นมองกัน
 
“ ทำไมกลับเร็วจังวะมึง ไปหาไรกินกันก่อนสิสัด ”

“ ไว้คราวหน้า วันนี้กูมีนัด ”

“ สาวที่ไหน ”

“ หนุ่มตังหาก ” ผมตอบกลับอีกคนก็ขมวดคิ้ว “ แต่เดี๋ยวไว้เล่า ”

“ งั้นตามสบาย ”

“ เจอกันมึง ” เคาะหัวพวกมันคนละทีด้วยเอกสารที่ถือ ก่อนจะเดินตัวปลิวออกจากห้องเรียนไปด้วยรอยยิ้ม

ผมตรงไปที่ลานจอดรถของมหาลัย รถญี่ปุ่นสีขาวส่งกลิ่นหอมมะลิอ่อนๆจากตัวปรับอากาศ ผมคาดเข็มขัดนิรภัยก่อนจะสตาร์ทรถแล้วขับรถออกไปทั้งๆที่หัวใจมันบินไปถึงที่หมายเสียก่อนแล้ว

เมื่อสองวันก่อนผมเพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดใหม่ มันเป็นคอนโดที่ออกแบบมาเพื่อคนเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ สืบเนื่องที่ผมมีแพลนจะเลี้ยงแมวสักตัวไว้ในบ้าน แต่ก็ลังเลอยู่นานอย่างไม่รู้จะเลี้ยงแมวพันธุ์อะไรดี เพราะในความรู้สึกมันก็น่ารักไปหมด จนเมื่อสามวันก่อน แฟนของพี่สาวที่ทำงานเป็นสัตวแพทย์ก็โทรเข้ามา

‘ ที่โรงพยาบาลของพี่มีแมวที่เค้าเอามารักษาแต่ไม่ยอมมารับกลับ ผ่านไปสามเดือนแล้ว ติดต่อไม่ได้เลย พี่คิดว่าเค้าคงไม่มารับแล้วละ เมี่ยงสนใจมารับไปอยู่ด้วยมั้ย ’

รูปภาพถูกส่งเข้ามาทางโปรแกรมแชทระหว่างบทสนทนานั้น มันเป็นภาพเจ้าแมวตัวสีเงินที่มีลายสีดำเข้มพาดอยู่ทั่วตัวอย่างชัดเจน แววตาสีเหลืองอ่อนจ้องมองมาที่กล้องถ่ายรูปอย่างสงสัย มันเอียงหน้าน้อยๆอย่างน่ารัก เป็นวินาทีเดียวที่ผมตัดสินใจอย่างง่ายดาย และไม่ต้องคิดทบทวนอะไรให้มาก

‘ สนใจครับ ผมจะรับมันมาเลี้ยงเอง ’ 

รถจอดลงตรงลานจอดหน้าโรงพยาบาลสัตว์ใจกลางเมือง ผมเดินขึ้นไปด้านบนเพื่อหาแฟนพี่สาวด้วยใจระทึก ตั้งแต่ตัดสินใจว่าจะรับเลี้ยงก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการเตรียมข้าวข้องเข้าห้องเพื่อต้อนรับเจ้าตัวเล็ก ไหนจะตัวเองที่ต้องย้ายที่อยู่เพราะหอพักเดิมไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ ก็เลยต้องปล่อยให้แฟนของพี่เป็นคนจัดการทุกอย่างเกียวกับเจ้าแมว โดยเฉพาะเรื่องการฉีดวัคซีนต่างๆ

“ มาหาพี่หมอไอซ์ครับ ” เอ่ยปากบอกพี่พนักงานที่อยู่ด้านล่างของตัวตึก ก่อนเธอจะพายมือไปทางลิฟต์ด้วยรอยยิ้ม

“ ชั้นสอง อยู่ที่ห้องตรวจค่ะ ”

“ ขอบคุณมากครับ ” ก้มหน้าลงก่อนจะเดินตรงไปตามที่เธอบอก ผมเคาะประตูหลังจากอ่านป้ายชื่อว่าเป็นคุณว่าที่พี่เขยถูกต้องแน่นอน “ พี่ไอซ์ ”

“ กำลังรออยู่พอดีเลย ” เค้าว่าแบบนั้นก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างหนาที่ดูสมส่วน พี่ไอซ์เป็นผู้ชายหุ่นสมส่วน ท่าทางสุขุมที่ก็มักยิ้มใจดีให้กับเจ้าสัตว์ตัวเล็กๆ เป็นผู้ชายเฟอร์เฟ็คที่ผมค่อนข้างเสียดายอยู่ไม่น้อยที่เค้าตัดสินใจมาเลือกพี่สาวจอมขี้บ่นของผม เป็นความรู้สึกที่ว่า ก็น่าจะได้คนที่ดีกว่านี้น้า ไม่น่าเลย

“ แมวผม มันเป็นยังไงบ้างครับ ”

“ แข็งแรงดีนะ พี่ตรวจเบื้องต้นให้ทุกอย่างแล้ว วัคซีนก็ฉีดเรียบร้อย ทางเราละ เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้วใช่มั้ย ”

“ แน่นอน ครบตามที่พี่หมอสั่งเลย อาหาร เตียง ของเล่น ห้องน้ำแมวแบบอย่างดีเลยนะ แม่ขอผ่อนแม่เลยด้วยเครื่องตั้งหลายตังค์ ”

“ โอเค ” คนตรงหน้ายิ้มตอบรับก่อนจะเดินนำไปยังห้องกระจกกว้างที่มีพวกเจ้าสัตว์ตัวเล็กมารอรับการรักษากับทางโรงพยาบาลถูกขังไว้ในกรงแยกส่วนอย่างดี  แต่พี่ไอซ์กลับเดินนำผมเข้าไปในกรงที่อยู่ในสุด  เค้าเอื้อมมือไปเปิดประตูกรงก่อนจะนำเจ้าสมาชิกใหม่ของบ้านผมออกมาให้ชมกันแบบชัดๆ

“ เฮ้ย ตัวจริงหล่อว่ะ ” ผมพูดออกมาตอนที่เจอตัวจริงของเจ้าแมวที่ก็เห็นแค่ในรูปมาตลอดเป็นครั้งแรก ช่างเป็นช่วงเวลาที่อดใจไว้ไม่ได้เลย แม้แต่จะอยู่ให้นิ่ง ผมเอื้อมมือไปลูบขนสวยของมันที่ก็นุ่มเสียจนต้องดึงเข้ามากอด “ ขอกอดหน่อยนะครับสุดหล่อ ”

“ ชอบมั้ย ”

“ ชอบซี ” ยิ้มกว้างออกไปให้คุณหมอตรงหน้า ที่ก็เอื้อมมือมาขยี้หัวกัน คนเป็นพี่ก็ยกคิ้วขึ้นตอบรับพร้อมกับรอยยิ้มใจดีเหมือนอย่างเคย

“ งั้นก็เอาใส่กรงก่อน แล้วจะได้พากลับคอนโดไปกอดให้หนำใจ ” เขาว่าก่อนจะเดินไปหยิบกรงแมวที่ก็เตรียมไว้ให้กัน เจ้าขนนุ่มถูกย้ายเข้าไปอยู่ในกรงด้วยฝีมือผู้เชี่ยวชาญ แต่ผมก็ยังไม่เลิกเห่อและก็ยังอดใจไว้ไม่ได้ จนต้องแหย่นิ้วเข้าไปตรงซี่กรงแล้วเกลี่ยคอมันเบาๆให้อีกฝ่ายเคยชิน  “ เรียบร้อยครับ ”

“ ขอบคุณมากนะครับพี่ไอซ์ที่จัดการทุกอย่างให้เมี่ยงเลย แล้วค่าเสียหายละครับ ค่ายา เมี่ยงต้องยาที่ไหน ”

“ ไม่เป็นไร ” เค้าส่ายหน้าไปมา “ ถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวเรา แล้วก็เป็นการแสดงความขอบคุณ  ที่เรายอมรับเจ้าแมวตัวนี้ไปเลี้ยงให้ เพราะไม่อย่างงั้นมันก็คงตรงไปอยู่ที่ไหนสักที่ แบบที่พี่จะไม่รู้เลยว่าเค้าจะดูแลมันยังไง ครั้นจะให้เลี้ยงไว้ที่นี่ทางเจ้าของโรงพยาบาลก้คิดว่ามันไม่ใช่เรื่อง ”

“ ก็ไม่ใช่สถานที่รับเลี้ยงแมวสักหน่อย ” ผมเสริม อีกคนก็ถอนหายใจพร้อมกับพยักหน้ารับ “ เมี่ยงต้องขอบคุณมากกว่า ที่ให้แมวน่ารักๆกับเมี่ยง นี่ยังสงสัยเลยว่าน่ารักขนาดนี้ ทิ้งลงได้ยังไง ”

 “ คนเรามันซับซ้อนแล้วก็มีหลายเหตุผล แต่ก็นั่นแหละไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร สุดท้ายแล้วมันก็คือ คนไร้ความรับผิดชอบอยู่ดี ” อาจจะเป็นคำที่แรงที่สุดตั้งแต่เคยได้ยินคนตรงหน้าพูดออกมา ผมก้มหน้าลงยิ้มๆ อย่างไม่รู้จะตอบอะไร “ เออเมี่ยง พี่มีงานนิดหน่อย ขอไม่ลงไปส่งด้านล่างนะ ”

“ ไม่ต้องหรอกน่า ” ผมบอกปัด “ แค่นี้เอง เมี่ยงลงไปเองได้ ”

“ งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งเราที่ลิฟต์ ” เค้าว่าก่อนจะเดินนำผมไป พี่ไอซ์กดปุ่มลิฟต์ให้แล้วในตอนที่เรากำลังยืนรอ เค้าก็หันมาถาม “ แล้วเรื่องที่ไปถามพี่พลูตกลงตัดสินใจได้ยัง ว่าจะให้แมวชื่อว่าอะไร ”

“ ได้แล้ว ” ผมดึงกรงที่ถืออยู่ขึ้นมาแล้วในตอนที่มองเข้าไปในนั้น ผมยิ้มก่อนจะหันไปบอกอีกคน “ ชื่อนายท่าน ”


...........................................................


เดินทางกลับมาถึงคอนโดตอนเกือบจะหกโมงเย็น วันนี้มีตั้งใจอย่างแรงกล้ามากว่าจะแค่สั่งอาหารมากิน เพราะอยากจะใช้เวลาอยู่กับเจ้านายท่านให้เต็มที่ เพราะผมอ่านมาในข้อมูลเบื้องต้นของการเลี้ยงแมว การได้แมวตัวใหม่มา วันแรกๆ น้องอาจจะยังไม่คุ้นชินกับบ้านที่อยู่ เราเลยต้องให้เวลาเจ้าแมวในการปรับตัว เรพาะฉะนั้นผมจึงคิดมาอย่างรอบคอบแล้วว่าตัวเองควรอยู่ติดบ้านให้ได้มากที่สุดในช่วงนี้ เพื่อทำความคุ้นเคยกับแมวด้วยเช่นกัน

แต่ในวงเล็บที่ว่า ถ้ามันอยากจะทำความคุ้นชินด้วยละก็นะ

“ โอเค ถึงบ้านเราแล้วครับนายท่าน ” ช่างเป็นชื่อที่โคตรเหมาะ รู้สึกภูมิใจในตัวเองยังไงก็ไม่รู้ในตอนที่ไขประตูเข้าไปในห้อง ผมวางกรงแมวไว้ตรงกลางห้องเป็นอันดับแรก ก่อนจะนั่งย่อตัวลงแล้วเปิดประตูกรงก่อนจะรอมันอยู่แบบนั้นสักพักเพื่อให้สมาชิกใหม่เดินออกมา

ท่าทางต้วมเตี้ยมเดินอย่างละแวดระวังและสนใจไปกับทุกสิ่งอย่างที่เป็นของใหม่รอบตัว นายท่านดมทุกอย่างที่สงสัยก่อนจะไปนั่งนิ่งอยู่ตรงข้างโซฟา  ห้องของผมเป็นแบบที่มีส่วนกลางแยกออกจากห้องนอน ซึ่งส่วนกลางนี้มีพื้นที่ตั้งโซฟา ทีวี แล้วก็ส่วนของครัวรวมถึงห้องน้ำเล็กๆของแขก และที่ผมเลือกห้องนี้เพราะมันเหมาะมากที่สุดกับการเลี้ยงแมว

เจ้าของคอนโดบอกกันว่า มันมีระเบียงสำหรับให้แมวออกไปได้แถมยังปิดมิดชิดกันการกระโดดไปเที่ยวห้องข้างๆ แล้วตกลงไป ต่อให้ลืมปิดระเบียงคอนโดก็ไม่ต้องกังวลว่าแมวจะหาย อีกอย่างเค้ายังได้มีบริเวนชมนกชมไม้ ไม่เครียดอีกด้วย  แถมส่วนกลางก็กว้างพอจะให้ตั้งคอนโดอันเบ่อเริ้มที่เจ๊พลูซื้อให้รับขวัญเจ้านายท่านด้วย

“ นายท่าน ” ผมเรียกอีกคนพร้อมกับดึงตัวเองลงนอนคว่ำราบบนพื้น เอื้อมมือไปจับขาที่ถูกดึงหลบแต่ถึงอย่างงั้นผมก็ยังยิ้มออกมากับความน่าเอ็นดูที่ไม่อยากจะใครแตะต้องนั้น “ นี่นายท่าน ต่อไปนี้เรามาอยู่ด้วยกันสองคนนะ อยู่ด้วยกันที่นี่ โอเค๊ ”

ไม่รู้เข้าใจมั้ย แต่ผมก็พูดออกไปก่อนจะดึงตัวเองขึ้นนั่งขัดสมาธิอยู่สักพัก แล้วถึงจะลุกขึ้นเต็มความสูงพร้อมกับขยี้หัวเจ้าแมวตัวกลม ออกเดินตรงไปที่ประตูระเบียงก่อนจะเปิด ลานเล็กๆมีไว้สำหรับดูวิวของน้องแมว ประดับซีกองพร้อมด้วยขั้นบันไดให้ไต่ดูวิว แถมยังมีหญ้าต้นเล็กๆสำหรับแมว

“ นายท่าน ออกมาข้างนอกเปล่า” ผมหันไปพูดกับอีกตัว ก่อนจะมองไปห้องข้างๆ ที่ก็มีระเบียงเหมือนกันกับของผมอย่างให้ความสนใจ แล้วในตอนนั้นก็สะดุดตาเข้าพอดี กับเจ้าก้อนขนสีขาวที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงนั้น “ ห้องข้างๆ เลี้ยงแมวเหรอวะ ” พูดกับตัวเองแบบนั้นก่อนจะเปิดไฟระเบียงแล้วย่อตัวนั่งเพื่อมองไปอีกฝั่งให้ชัด  “ เมี๊ยว เมี๊ยว ”

“ เมี๊ยว ” เสียงตอบรับกลับมาชวนให้ผมยิ้มกว้าง แล้วนั่นก็เป็นวินาทีเดียวกันพอดีที่นายท่านเดินออกมาหยุดที่ข้างตัวผม มันนั่งลง

“ นายท่าน เพื่อนละ ”

“ เมี๊ยว เมี๊ยว ” อีกฝ่ายส่งเสียงร้องเหมือนจะเอ่ยทักสุดหล่อของผม แต่ทางนี้เหมือนว่าจะเอาแต่เงียบขรึมอย่างไม่ให้ความสนใจอะไร นายท่านนั่งมันจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งๆคีพความเป็นหนุ่มสุดคลู ซึ่งต่างจากอีกฝ่ายที่ยังคงเอ่ยเรียกมันไม่มีหยุด “ เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว ”

“ ส่งเสียงทักทายน้องเค้าหน่อยสิมึง ” ผมว่า “ เปอร์เซียซะด้วยนะ เมี๊ยวเมียวสักสองสามทีเร็ว ” สายตากลมมันหันมามองกันตอนที่ผมพูด ช่างเป็นสีหน้าที่แปลออกได้ว่า ‘ มึงทำอะไรเหรอเมี่ยง ไร้สาระว่ะ ’  “  ทำไมต้องมองแรงขนาดนั้น คนเราต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ และถึงมึงจะเป็นแมว มึงก็ต้องมี สัตว์สัมพันธ์นะเข้าใจเปล่า ”

ก็ยังเงียบ นายท่านเอาแต่มองแมวตัวนั้น มันขยับเข้าไปใกล้ระเบียงเหมือนกับว่าอยากจะเห็นอีกฝ่ายชัดขึ้น

“ นี่ มึงอย่าทำเหม่อลอย ฟังกูอยู่ปะเนี้ยนายท่าน ” ผมมองอีกตัว “ งั้นกูตอบให้ก็ได้ เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว น่ารักจังเลยครับผม เอียงหน้าด้วย งงอะไรเหรอจ้ะ เปอร์เซียสีขาวซะด้วย โคตรสวยเลย งื้ออออออออออ เมี๊ยวๆน้า เมี๊ยวๆ ”

“ เมี๊ยว ” อีกฝ่ายเอียงหน้าร้องตอบกลับมา

“ น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ” หันไปบอกอีกคนที่ก็ยังคงนั่งหน้านิ่งมองไม่สนใจคำพูดของผม ต่างฝ่ายที่ต่างจ้องกัน แล้วก็เหมือนจะมีเพียงแค่ฝั่งนั้นที่ร้องเรียกหา ส่วนทางเราที่ก็ไม่เมี๊ยวตอบกลับไปสักคำเดียว

“ แก้มหอมขา หนูคุยกับคุยกับใครอยู่คะลูก เข้าบ้านมาได้แล้วน้า มากินข้าวกันดีกว่านะ ”

ผมถึงกับนิ่งไปตอนที่ได้ยินประโยคนั้น และเมื่อสมองประมวลผลได้ว่านั่นคือเสียงของผู้ชาย ก็เหมือนกับว่ามีแต่คำว่าอีเหี้ย ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในหัวของผม

รอยยิ้มเกร็งๆที่พยายามเหล่มองเข้าไปด้านในของบ้านตรงข้ามอย่างกล้าๆกลัวๆ ก็แค่อยากเห็นว่าคนที่พูดประโยคสุดแสนน่ารักแบบนั้น จะเป็นคนหน้าตาแบบไหน

แต่ทว่าเค้าก็ไม่ปล่อยให้ผมต้องรอนานนัก ผู้ชายคนนั้นเปิดไฟตรงส่วนระเบียงของห้อง ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกมา ในตอนนั้นสายตาของเราสบมองกัน

แล้วนั่นก็ทำให้ผมเห็นใบหน้าของมันชัดๆ

“ ไอ้สัดอาร์ม ”

“ มึง..” อีกฝ่ายที่คงช็อคไม่ต่างกัน มันเอ่ยเรียกผมสั้นๆแค่นั้น ด้วยท่าทางที่ผงะไปเล็กน้อย เป็นสีหน้าที่ดูไม่คุ้น เพราะกวนตีนเหมือนอย่างเมื่อเที่ยงวัน แต่กลับซีดลงฉับพลัน แล้วในตอนนั้นสมองคิดชั่วของผมก็สั่งให้ยกยิ้ม พร้อมกับแววตาเจ้าเล่ห์ที่มองไป

“ แหมมมมมม ก็คิดว่าใคร แต่ไม่คิดเลยนะเนี้ย ว่าจะแบ๊วน่ารักได้ถึงขนาดนี้ มีความค่ะขากับน้องแมวด้วยอ่า ” ว่าไปแบบนั้นก่อนจะทำทีเป็นลูบคางอย่างครุ่นคิด วันนี้มึงยกยิ้มให้กู ตอนนี้ก็เป็นคราวกูแล้วไอ้สัดที่จะยกยิ้มให้มึงบ้าง “ อยากเอาไปเล่าให้ไอ้เบสฟังจังเลยน้า ว่าข้างห้องกูมีผู้ชายหน้าคุ้นๆที่คล้ายกับเพื่อนไอ้ดีนอยู่ด้วย อริคนที่เรียนออกแบบกราฟฟิคอินเตอร์ พูดกับแมวว่าค่ะขาด้วยเสียงสองที่โคตรน่ารักแบบนั้น มันต้องไม่เชื่อในสิ่งที่ฟังแน่ๆเลย  หรือว่าน้า กูจะพาเบสกับเจ้ยมาดี แต่ว่าตอนนั้นมันจะเป็นยังไงก็ไม่รู้เนอะ ฮ่าๆ คิดไม่ออกเลยอ่า ”

เสียงหัวเราะของผมที่ดังก้องออกไป แต่เหมือนอีกฝ่ายจะแค่นิ่งไปสักพักเท่านั้น ก่อนแววตาจะตกใจจะค่อยๆแปรเปลี่ยน ไอ้สัดอาร์มจ้องมาทางผมพร้อมกับยิ้มน้อยๆตรงมุมปาก สายตาที่จ้องมองกันแบบไม่พระพริบนั้น มันพูดเพียงแค่คำสั้นๆ อย่างไม่สะทกสะท้านอะไร จนกลายเป็นผมเองที่รู้สึกขนลุกขึ้นมาฉับพลันอย่างบอกอาการไม่ถูก

“ ก็เอาสิ ”

ในเสี้ยววินาทีนึงนั้น สาบานเลยว่า ผมคิดว่าผมไม่ควรพูดเหี้ยอะไรแบบนั้นออกไปเลย

.............................................................


นิยายเรื่องใหม่ตอนที่  1 พรุ่งนี้จะมาลงตอนที่ 2 และ 3 ในวันอาทิตย์นะคะ
ฝากแท็ก #ด้วยรักและปลาทู ด้วยนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์จ้า
 :katai4: :katai4: :katai4: :katai4: :katai4:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
เจ้าของไม่ถูกกัน แล้วถ้าแมวรักกัน คงมันส์น่าดู  o18

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1876
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
เรื่องชาวแมวชอบมากกกกก ติดตามมม เหมือนเคยอ่านน้องปลาทูมาก่อนนนน

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27

ตอนที่ 2


คำตอบรับสั้นๆ ของแววตาที่มองมา กลับกลายเป็นว่าตัวผมเองที่แข็งทื่อไป ความรู้สึกเหนือกว่าที่คิดไว้ตั้งแต่ต้นหายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่กนอ ทั้งๆที่ถ้าพูดตามจริงยังไงคนที่กุมความลับมันก็ต้องเหนือกว่า แต่ทำไมแค่มองแววตาของไอ้เหี้ยนั่น ผมกลับรู้สึกได้ทันทีเลยว่า ‘ ทางที่ดีมึงอย่าไปยุ่งกับมัน น่าจะดีกว่า ’

 “ เข้าบ้านเรากันนายท่าน ” ผมอุ้มเจ้าแมวตัวลายขึ้นแนบอกก่อนจะยักคิ้วใส่อีกคนที่มองมาด้วยการแสดงตบตาที่จะเสียหน้าไม่ได้ ท่ามกลางเสียงร้องเมี๊ยวๆของแมวฝั่งตรงข้ามที่ก็ยังคงร้องเรียกอยู่อย่างงั้น จนเจ้าของต้องเบสายตาหันไปมองด้วยความสนใจ และผมก็ใช้จังหวะนั้นหันหลังกลับเข้าห้องก่อนจะปิดล็อคประตูทันที

“ ไม่เอาไม่ร้องค่ะแก้มหอม เข้าบ้านเรากันนะ ป๊าทำอาหารให้หนูเสร็จแล้ว อาหารอร่อยๆที่หนูชอบไงครับ ” เสียงที่ได้ยินจากอีกฝากหนึ่งของห้องก่อนเสียงปิดประตูจะดังขึ้น ชวนให้ผมที่ฟังอยู่ถึงกับยู่หน้า แล้วเหลือบซ้ายเหลือขวาอย่างไม่รู้จะรู้สึกอย่างไร แม้แต่นายท่านเองยังกระโดดออกจากอ้อมกอดของผมที่ซึ่งผมเองก็คิดว่า มันคงทนฟังอะไรแบบนั้นไม่ได้เช่นกัน

“ พูดเหี้ยอะไรก็ไม่รู้ขนลุกเนอะนายท่าน ” เจ้าตัวที่เลียขนอยู่ไม่ได้สนใจใยดีกับท่าทีของผม “ สนใจกูหน่อยก็ได้มั้งมึง พูดด้วยเนี้ย เมี๊ยวสักทีให้ชื่นใจก็ยังไงดีไง อะ ตาขวางใส่กูอีก ”

แววตาสีเหลืองที่เงยหน้ามองกัน อาการที่แสดงออกถึงท่าทีหาเรื่อง ไม่ก็ติเตียนในสิ่งที่เจ้าตัวได้ยิน  ผมว่าถ้ามีเครื่องแปลภาษาแมว คงได้ยินคำว่า ‘ แมวของคุณพูดว่า หยุดพูดมากสักทีค่ะ ’

“ หิวยัง ” ถามไปแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ  ผมเดินตรงไปเปิดตู้ใต้เค้าท์เตอร์ครัวหลังจากที่ยืนนิ่งมองแมวตัวเองเลียขนอยู่อย่างไม่ใยดีกันสักพัก ถุงอาหารอย่างดีถูกหยิบออกมาจากในนั้น ก่อนจะวางมันลงบนเค้าท์เตอร์ ผมเทมันลงไปในถ้วยใบใสที่ซื้อมาก่อนจะคลุกเคล้ากับอาหารแมวแบบเปียก ก่อนจะเดินไปย่อตัวลงใกล้ๆเจ้าตัวเย่อหยิ่งที่ยังคงทำหน้านิ่งมองกัน

“ นายท่าน ” ผมยื่นถ้วยข้าวไปให้มันที่ก็ขยับจมูกดมอยู่หน่อยๆ อย่างไว้เชิง หน้าตาที่ดูหล่อเหลาหรี่ตามองเหมือนหนุ่มหล่อที่ไม่ไว้ใจคนอย่างผมสักเท่าไหร่ ทั้งๆที่หิวเอามากมายแล้วในตอนนี้ “ มึงก็อย่าเก็กไปหน่อยเลยน่า หิวก็บอก มากินข้าวตรงนี้นะ ตรงนี้คือที่กินข้าว ” เดินเอาไปวางลงบนหลุมไม้เข้าคู่ของมัน ตรงข้างๆน้ำพุที่ไว้กินน้ำ แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ยังดมอยู่นิดหน่อย ก่อนจะค่อยๆกินอย่างแมวผู้ดีที่โคตรจะสุภาพ

นายท่าน ถูกเอามาที่โรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บที่ขาหลัง มันคงโดนทุบตีมาจากการสันนิฐานของพี่หมอไอซ์ แต่เจ้าของในตอนนั้นก็ไม่ยอมรับ บอกแค่ว่ามันตกลงจากที่ที่สูงมากๆ เธอพูดด้วยว่า เธอจะทุบตีมันทำไม เธอซื้อมันมาแพงมาก และนั่นก็ดูเหมือนจะสอดคล้องกับสิ่งที่เห็นอยู่ เพราะนายท่านเป็นแมวพันธุ์อเมริกันซ็อทแฮร์ที่มีลายดำพาดเทาค่อนข้างชัด แววตาสีเหลืองสวย ขนาดผมที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องราคาเท่าไหร่ ยังรู้สึกได้ว่า มันคงเป็นแมวที่ค่าตัวสูงน่าดู

แต่ถึงอย่างงั้น พี่หมอไอซ์ก็เสริมแค่สั้นๆว่า จำนวนเงินบอกไม่ได้ถึงความรัก มันมีให้เห็นทั่วไป อย่างคู่รักที่เลิกกับแฟนแล้วสุดท้ายก็ทำร้ายสัตว์ตัวเล็กที่ครั้งนึงมันเคยเป็นเหมือนพยานรัก แล้วนายท่านเองก็อาจจะเป็นแบบนั้น เคยเป็นที่รัก และวันนึงก็กลายเป็นขยะ ในวันที่ต้องเลิกรากันไป

ขยะ ที่อาจจะโดนทุบตีในช่วงเวลาหนึ่งที่สติของใครสักคนนั้นขาดออก จนลืมไปว่าที่กำลังเสียใจอยู่ เป็นความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ซึ่งแมวไม่เกี่ยวอะไรด้วย มันที่ซนตามวัยของแมวเด็กไม่ผิด แต่ที่ผิดคือใครคนนึงที่ทุบตีมันจนแรงเกินไป

และหลังจากนั้นที่เอามาให้โรงพยาบาล ก็ไม่มีใครมารับมันกลับไปอีกเลย ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา

“ เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว ” เสียงร้องน่ารักดึงสติที่กำลังจดจ่อกับสิ่งที่คิดของผมให้หันหน้าไปทางระเบียงอีกครั้ง รวมถึงไอ้นายท่านเองก็ด้วย มันเงยหน้าจากชามข้าวหันไปมองที่ริมระเบียง

“ เสียงของคนข้างบ้านเราแหละนายท่าน ” ผมพูดก่อนจะลุกขึ้นไปแอบดูเจ้าแมวตัวน่ารักเจ้าของเสียงใสนั่น

น้องแก้มหอม เป็นชื่อที่อยากจะอ้วกเมื่อตอนที่เห็นหน้าเจ้าของแมว แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่ามันตั้งชื่อได้เข้ากันมากถึงมากที่สุด เจ้าตัวขนปุยสีขาวสะอาดตา ทั้งน่าอุ้ม และ น่าหอมจริงๆ

“ ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ววะ ” พูดกับตัวเองก่อนจะเปิดประตูระเบียงแล้วเดินออกไป จนได้ยินเสียงคล้ายกับอีกฝ่ายกำลังข่วนประตูดังแกร๊กๆ พร้อมกับเสียงร้องเมี๊ยวๆ ที่ก็ตอนนั้นมีเสียงสุดนุ่มนวลแบบไม่เข้ากับหน้าของคุณเจ้าของแว่วมา

“ หนูจะออกไปข้างนอกทำไมคะแก้มหอม มากินข้าวก่อนนะคะ นี่มันของโปรดหนูเลยนะ ”

“ เมี๊ยวๆ ” เสียงตอบรับนั่นมาพร้อมกับการข่วนประตูที่แรงขึ้น ผมคิดว่าแก้มหอมคงอยากจะออกมาข้างนอก แต่ดูเหมือนไอ้เหี้ยอาร์มมันจะล็อคประตูไว้

“ กินข้าวค่ะ อย่าให้ป๊าขึ้นเสียงนะ ”

“ โห ไอ้สัด นี่ขึ้นเสียงแล้วเหรอวะ ” ถึงกับเอามือกุมอก แล้วเม้มปากไว้แน่นอย่างรู้สึกตกใจ “ อะไรมันจะเบอร์นั้น ”

“ แก้มหอมขา ถ้าหนูยังดื้ออีก ต่อไปนี้ป๊าจะไม่เปิดประตูให้หนูแล้วนะ ” ได้แต่เบือนหน้าแล้วอ้าปากทำทีเหมือนจะอ้วกกับคำพูดนั้น ผมทำปากมุมมิบตามมันอย่างอดไม่ได้ “ แก้มหอม แก้มหอมขา กินข้าวครับลูก ”

พูดกันตามตรง ถ้าเป็นเมื่อก่อนถ้อยเสียงนุ่มนวลแบบนี้คงชวนให้ผมยิ้มกว้างน่าดู ภาพน่ารักที่ลอยขึ้นมาเป็นฉากๆในความคิด แต่ทว่าตอนนี้สิ่งที่เห็นกลับทำให้รู้สึกผิดไปจากที่คาดไปสักหน่อย

ผู้ชายตัวสูงโปร่ง โครงหน้าไร้ที่ตินั่นเข้ากันอย่างดีกับแววตาคม และจมูกคมสัน สีหน้าที่ไม่ยิ้มแย้ม ดูพร้อมหาเรื่องกันตลอดเวลาคล้ายกับว่าอยากจะฆ่าแกงกันแบบให้จบไปสิ้นไป เป็นคนคนเดียวกับคนที่ผมได้ยินเสียงมันพูดคุยกับแมวตัวเล็กๆนั่นว่า ‘ แก้มหอมขา ’

“ ให้ตายเถอะไอ้สัด ” ผมพูดกับตัวเอง “ ไม่เข้ากับมึงมากเลยจริงๆ”


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


ผมหันไปมองเสียงที่ดังมาจากประตูห้องของตัวเอง พร้อมกับนายท่านที่ก็หยุดกินอาหารในชามของมันเหมือนกัน  แต่ก็ก้มลงกินต่อในนาทีต่อมาเหมือนรู้ดีว่า นั่นคงไม่ใช่เรื่องตัวเอง

“ ใครวะ ” ถามตัวเองพร้อมกับขาที่เดินออกไปตรงประตู มันคงไม่ใช่คนรู้จัก เพราะผมเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ หรือว่าจะลืมกุญแจเสียบคาไว้หน้าห้อง แต่ก็ไม่น่าใช่ เพราะระบบล็อคห้องมันเป็นคีย์การ์ดแล้วก็รหัสกดเข้าห้อง ดึงตัวเองเข้าไปมองลอดรูตาแมวของประตู ก่อนจะผงะหลังออกมาด้วยความตกใจไม่น้อย เมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ข้างห้อง แล้วมองกันตาขวางเมื่อครู่มายืนหน้านิ่งอยู่ด้านนอก


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


“ อะไร! มึงมีอะไร ” ตะโกนถามออกไปผ่านประตูด้วยความไม่เชื่อใจ สายตาของผมมองลอดผ่านรูนั่น ยังไงก็ไม่น่าไว้ใจ ต่อให้มันอุ้มแมวแสนน่ารักไว้แนบอก แต่ผมเป็นคนที่กุมความลับของมันอยู่ ยังไงก็ไว้ใจไม่ได้

“ ลูกกูอยากเจอลูกมึง ” มันพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมาในขณะนั้น แววตาที่ก้มลงไปมองแมวตัวเองที่ก็ส่งเสียงร้องเล็กๆออกมา

“ เมี๊ยว ” ก็คล้ายจะบอกกันว่า ‘ ใช่จ้ะป๊าขา แก้มหอมอยากเจอเค้า ’

“ อะไรนะไม่ได้ยิน ” พูดออกไปแบบนั้นเพราะอยากจะให้มันตะโกนดังขึ้น และแน่นอนว่า กูจะให้มึงตะโกนจนดังทั้งชั้นเลยไอ้สัด “ พูดอีกที ว่าไงนะ ”

“ มึงก็เปิดประตูสิ ” ไมได้ผลเหี้ยอะไรทั้งนั้น เมื่อคนด้านนอกตอบกลับมาแค่นั้น ผมถอนหายใจ  “ มึงคงคิดอยากจะให้กูพูดดังขึ้น เพื่อให้มึงพูดว่า อะไรนะไม่ได้ยินอยู่แบบนั้น จนกูต้องพูดดังขึ้นเรื่อยๆ ให้เสียงมันดังไปทั้งชั้นนี่เลยใช่มั้ย ” สายตาคมมองมาที่ตาแมวของประตูห้องผมราวกับรู้ว่ามองกันอยู่ มันยกยิ้ม “ ปัญญาอ่อนชิบหาย ”

‘ K เป็นเหี้ยอะไรถึงชอบพูดตามกูตลอด ’ ประโยคเหี้ยนี่จำได้ว่าผมเป็นคนด่ามันเองเมื่อช่วงเที่ยงของวันเพราะคิดว่าการกระทำที่มายืนขวางบันไดกันแม่งโคตรเป็นปัญญาอ่อน แต่นั่นแหละ ที่กูคิดและทำอยู่ตอนนี้ก็ไม่ต่าง

“ แต่ถ้ามึงอยากให้ทำก็ได้นะ ” ว่าแบบนั้นก่อนจะมองไปด้านหลังที่เหมือนจะมีคนเดินผ่านมาพอดี มือหน้ายกขึ้นเคาะประตูห้องผม “ เปิดเถอะครับเมีย ผัวมาง้อแล้วน้า อย่าใจร้ายกับลูกของเราสิครับ น้องแก้มหอมอยากจะเจอคุณแม่ใจจะขาดแล้วน้า เมียครับ เมีย แก้มหอมขา ร้องเรียกคุณแม่สิครับลูก ”

“ เมี๊ยว ”  เสียงใสที่ร้องขึ้นเบาๆ ชวนให้คนที่กำลังเดินผ่านไปหันมายิ้มแล้วหัวเราะกับความน่ารัก จนผมต้องจำยอมเปิดประตูออกไปเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดนั่น

“ เมียพ่อมึงสิไอ้สัด ” ประโยคแรกที่พูดออกไปนั่นชวนให้คนที่ไม่รู้จักเราและกำลังยิ้มให้ความน่ารักของแมวในอ้อมกอดของร่างสูงถึงกับผงะตกใจแล้วมองหน้าผมด้วยความงุนงง “ ไม่ใช่นะครับ เราไม่ใช่แฟนกันนะ ผมไม่ใช่เมียมันด้วย ”

“ พูดอะไรอย่างงั้น ” คนต้นเรื่องว่าแบบนั้น ก่อนจะส่ายหน้าไปมา แล้วเดินผ่านตัวผมเข้ามาในห้องด้วยท่าทางเหมือนกับว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วปล่อยให้ผมเผชิญหน้ากับความเข้าใจผิดของคนอื่นเพียงลำพัง

“ ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่นะ อย่าเข้าใจผิด ” คนสองคนที่มองหน้ากันเหมือนไม่เชื่อเดินออกไปยิ้มๆ อย่างไม่ให้คำตอบทางสีหน้าเลยว่า เชื่อ จนผมต้องถอนหายใจออกมาแล้วหันกลับมามองในห้องที่ตอนนี้ไอ้คนสร้างความวุ่นวายกลับมายืนนิ่งมองไอ้นายท่านของผมกำลังกินข้าว

“ ลูกกูอยากเจอลูกมึง ” มันพูดย้ำในตอนที่หันมามองกัน ผมถอนหายใจ

“ รู้แล้วไอ้สัด แต่ทีหลังช่วยอย่าพูดเหี้ยอะไรแบบนั้นได้มั้ย กูขนลุก ”

“ แต่ก็เปิดนะ ”

“ K กูเปิดเพราะคนอื่นมันเข้าใจกูผิดน่ะสิ ถ้าเค้าคิดว่ากูกับมึงเป็นผัวเมียขึ้นมาจริงๆขึ้นมาจะทำยังไง ” ผมถามอีกฝ่ายเสียงดัง “ แล้วถ้าเรื่องนี้ถึงหูไอ้สัดเบส ไอ้สัดดีนอีกจะเป็นยังไง ”

“ แคร์เหรอ ”

“ แคร์สิไอ้เหี้ย ” คำตอบนั้นมีเพียงรอยยิ้มยกยิ้มที่ส่งกลับมา ไม่มีคำตอบเป็นรูปประโยคอะไร มือหนาปล่อยแมวตัวเองที่อุ้มอยู่ลงสู่พื้นห้องผม ความสวยของเจ้าแมวขนสีขาวนุ่มชวนให้ผมนิ่งราวกับถูกสะกดสายตา แววตากลมสีฟ้าสดใสนั่น อยากจะพูดออกไปมากว่า สวยชิบหาย แต่ก็ต้องกัดฟันทนไว้ เพราะไม่อยากจะให้พ่อมันได้หน้า

“ เมี๊ยว ” เจ้าเปอร์เซียขนสีขาวเดินไปนั่งลงข้างๆคนที่กินข้าวอยู่อย่างเว้นระยะ ส่งเสียงผูกมิตรจากคนที่เงยหน้าขึ้นมามองกันแค่ไม่กี่วินาทีก่อนจะก้มลงไปกินข้าวต่ออย่างไม่สนใจ

“ ไม่มีมารยาท ” ไอ้สัดอาร์มหันมาบอกผม มันคงว่าไอ้นายท่าน

“ มันเป็นแมวมั้ย ”

“ แก้มหอมอุตส่าห์ทัก ทำไมแมวมึงไม่ทักกลับ ”

“ กูไม่ใช่แมว ” ผมบอกปัดก่อนจะหันไปยกยิ้ม “ บางทีมันอาจจะไม่ชอบคนที่เข้าหาก่อนก็ได้ โลกส่วนตัวสูง ”

“ มนุษยสัมพันธ์แย่ ”

“ มึงจะเอายังไง ” เชิดหน้าหาเรื่องอีกคน ที่ก็ยกยิ้มขึ้นมา

“ แต่เจ้าของกับแมวต่างเหี้ยอะไรกับแมวละนะ ”

“ K ” พูดออกไปแบบนั้นสั้นๆ ผมพาตัวเองเดินออกห่างมาที่เค้าท์เตอร์ครัวอย่างไม่อยากจะพูดคุยอะไรกับอีกคนให้มากความ เพราะคิดว่าถ้าพูดอะไรมากไปกว่านี้อาจจะกระทำการรุนแรงให้แมวเห็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่อยากจะให้นายท่านเห้นว่า ตัวผมเป็นคนใช้ความรุนแรง ไม่อยากจะไปซ้ำแผลใจให้มัน


ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
ทว่าความเงียบเชียบกลายเป็นความอึดอัดขึ้นมาอย่างฉับพลัน ไม่มีเสียงอะไรเลยแม้แต่เสียงพูดคุยกันของแมว นายท่านหลังกินข้าวเสร็จมันก็กินน้ำนิดหน่อย ก่อนจะเลียขนตัวเองต่อแบบเสริมหล่อต่อหน้าอีกตัว ส่วนน้องแก้มหอมก็แค่ส่งเสียงร้องเมี๊ยวเบาๆ คล้ายจะพูดคุยกับอีกผ่านเป็นระยะ แต่ก็นั่นแหละ มันไม่มีอะไรกลับมา

“ แมวมึงเป็นใบ้หรือเปล่า ”

“ ใบ้เหี้ยอะไรละ ” ผมสวนกลับด้วยสีหน้าหาเรื่อง เชื่อเลยไอ้สัด มีอย่างที่ไหนวะ บังคับเข้าบ้านคนอื่น แถมพาแมวตัวเองเข้ามาด้วย หนำซ้ำยังด่าแมวเจ้าของบ้าน มารยาทแม่งหาตัวจับยากชิบหาย “ แต่มึงจะเอาอะไรกับคนจากกลุ่มปัญญาอ่อนนั่นวะเมี่ยง ”

“ มึงพูดอะไร ”

“ เสือก ” ตอบกลับทันควันอีกคนก็ยกยิ้ม

“ ได้ยินไม่ชัด อะไรสักอย่างใบ้ๆ ”

“ ใบ้เหี้ยอะไร อย่ามาว่านายท่านของกู ” เชิดหน้าบอกอีกคนที่ก็ยกยิ้มจางๆ “ แล้วลูกมึงตัวเมียหรือผู้ละ ”

“ เมีย ”

“ งั้นก็ไม่แปลก บางทีลูกกูมันอาจจะเขินก็ได้ มึงไม่รู้จักหนุ่มซึนเหรอสัด ที่เค้าเรียกว่าซันเดเระไง ” อีกฝ่ายขมวดคิ้วมองกันอย่างไม่เข้าใจ  “ ไม่รู้จักสินะ หนุ่มซึนคือพวกที่จริงๆก็ชอบนั่นแหละ แต่ทำเป็นไม่ชอบ แล้วนั่นก็อาจจะเป็นแมวกู เคนะ  ”

“ อาจจะไม่ใช่ แค่ทำเป็นไม่ชอบหรอก ” เจ้าของเสียงที่ผมหันไป อาร์มเชิดหน้าไปทางแมวสองตัว และฉากที่ผมเห็นในตอนนั้น คือน้องแก้มหอมที่กำลังถอยหลัง พร้อมกับก้มตัวเองลงต่ำคล้ายกับจะหมอบ ส่วนตรงหน้าเธอคือไอ้นายแมวผู้ซึนเดเระในความคิดผมเมื่อครู่ มันกำลังแยกเขี้ยวขู่อีกฝ่ายนึงอยู่

“ เวรแล้วไง ” พูดออกไปก่อนจะเดินเข้าไป แต่ก็ต้องหยุดอยู่ตรงนั้นเพราะไม่รู้จะจับใครก่อนดี เป้นวินาทีที่โคตรเลิ่กลั่ก ซึ่งแน่นอนว่ามันต่างจากอีกคน ไอ้อาร์มแค่มองมันเฉยๆ  “ มึง มึงไปจับลูกมึงออกมาสิไอ้สัด จะยืนดูอยู่ทำไม ” คำถามที่ไม่มีคำตอบ “ สัดอาร์ม”

“ แล้วทำไมมึงไม่จับลูกมึง ” อาร์มถาม ผมก็ได้แต่นิ่ง สายตาเลิ่กลั่กปิดไม่มิดในตอนนั้น “ ทำไม มึงเป็นไร ”

“ กลัวโดนข่วน ”

“ ห๊ะ ? ” เหมือนว่ามันไม่ได้เตรียมใจมากับคำตอบนั้น อีกคนยกยิ้มก่อนจะหัวเราะ แล้วหันไปมองทางอื่น “ เป็นคนเจ้าแมวยังไง กลัวโดนข่วน ประสาท ”

“ มันไม่เกี่ยวกันมั้ยวะ ”

“ แล้วมึงไม่รู้เหรอว่าแมวมึงทำท่าทางแบบนั้นมันจะทำอะไร จะข่วน จะกัด หรือว่าแค่ขู่เฉยๆ ”

“ แล้วกูจะไปรู้ได้ไง ก็กูเพิ่งได้มันมาวันนี้ ”

“ อะไรนะ ”

“ ไปจับแมวมึงเลยสัด ไอ้นายท่านทำอะไรแก้มหอมกูไม่รู้ด้วยนะ ” ยกไหล่แบบไม่สนใจแต่เหมือนว่าคนเป็นพ่อเจ้าตัวขาวจะช็อคตาตั้งไปแล้ว 

“ K ” อาร์มทิ้งท้ายไว้แค่คำนั้น ร่างสูงก้าวออกไปอุ้มแมวของตัวเองขึ้นมาส่วนไอ้นายท่านของผมในตอนนั้นมันก็ค่อยๆกลายร่างกลับสู่ลุคปกติ ก่อนจะเดินออกไปสำรวจห้องโดยรอบอีกครั้งแล้วถึงจะกระโดดขึ้นไปบนคอนโดแมว แล้วนั่งมองวิวด้านนอกที่ตอนนี้มืดสนิทพร้อมกับส่ายหางไปมาจนคุณพ่อน้องแก้มหอมถึงกับต้องพูดออกมาว่า “ น่าหมั่นไส้ชิบหายเลยนะไอ้สัด ”

“ เออ กูไม่เถียงหรอก ” ผมว่า ก่อนจะยิ้มแห้งๆแล้วพาตัวเองไปนั่งลงบนโซฟาที่เดิมพร้อมกับเหลือบมองแมวตัวเองที่ตอนนี้เหมือนกำลังสร้างอารมณ์เปลี่ยวเต็มที่สลับกับแมวตัวสวยที่ก็ยังให้ความสนใจในตัวอีกคนอย่างไม่เสื่อมคลาย “ ขออุ้มหน่อยได้มั้ย ”

“ ล้างมือยัง ” ความคิดที่อยากจะพูดดีด้วยทะลายลงอย่างฉับพลัน แต่ถึงอย่างงั้นเจ้าแมวตัวสวยก็ถูกยื่นมาให้กันบนตัก ขนนุ่มๆถูกวางลงบนขาผมจนเผลอยิ้มออกมาไม่ได้ในตอนที่ลูบมันเบาๆ

ช่างเป็นวินาทีชวนฝันที่ลืมตัวไปเลยว่าคนตรงหน้าแม่งเป็นอริของกลุ่มตัวเองที่เพิ่งทะเลาะกันเรื่องน้ำซุปกระดูกหมูไปเมื่อช่วงเที่ยงวัน

“ ขนแม่งโคตรนุ่ม มึงใช้ยาสระอะไรตอนอาบน้ำให้แก้มหอมวะ ”

“ ไม่เคยอาบเอง กูพาเข้าร้านตลอด ” ก้มลงมองแมวระดับราชนิกูลในตักด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ แล้วก็เผลอคิดว่าถ้าในห้องของอีกคนมีมุมของแมวที่ตกแต่งด้วยสีชมพูทองอารมณ์เจ้าหญิง ผมก็คงไม่แปลกใจเท่าไหร่ “ แล้วแมวนั่นไม่ใช่แมวมึงเหมือนกันเหรอ ”

“ นายท่าน ” ย้ำชื่อแมวตัวเองด้วยสีหน้าหาเรื่อง “ มันมีชื่อ มันชื่อนายท่าน ช่วยเรียกให้ถูกด้วยไอ้สัด ”

“ แล้วมันไม่ใช่แมวของมึงเหมือนกันเหรอ ”

“ แมวกูสิ ” ผมหันไปมองอีกตัวก่อนจะบอก

“ ก็มึงบอกว่าเพิ่งได้มาวันนี้ งั้นปกติมันไม่ได้อยู่กับมึง ”

“ มันเป็นแมวที่ถูกเจ้าของเอามาทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล ว่าที่พี่เขยกูทำงานทำงานอยู่ที่นั่น เค้าเห็นกูอยากเลี้ยงแมว เค้าก็เลยให้กูรับเลี้ยงมัน ” ว่าแบบนั้นก่อนจะก้มหน้าลงมองแมวในตัก “ แล้วแก้มหอมไม่ใช่แมวมึงเหรอ ”

“ รู้ได้ไง ”

“ ไม่โง่ก็คงรู้ ” ยกยิ้มก่อนจะเงยหน้ามองอีกคน ที่ก็กอดอกมองกันอยู่ “ มึงเล่นถามออกมาว่า แล้วนั่นไม่ใช่กูเหมือนกันเหรอ งั้นแสดงว่าแก้มหอมคงไม่ใช่แมวมึง ”

“ มีคนฝากมันกับกูไว้ เค้าไปเรียนต่อเมืองนอก ” พยักหน้ารับคำพูดของอีกคน ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป

ผมเพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่าพูดที่เรียกว่า เดสแอร์ ก็วันนี้ เอาจริงๆพอไม่กวนตีนกัน ก็เบลอไปหมดเหมือนกัน เป็นความรู้สึกที่ไม่รู้เลยว่าต้องพูดอะไรออกไป รู้แค่ต้องชวนคุยสักหน่อย ไม่งั้นคงอึดอัดตายห่า

“ แล้วนี่มึงรู้ได้ไงว่าแก้มหอมอยากมาหานายท่าน ” คำถามที่ถามอีกคนออกไปในตอนนั้น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่นายท่านเดินลงจากคอนโดแล้วกระโดดขึ้นมานั่งอยู่บนโต๊ะตรงกลางห้องตรงหน้าผม มันย้ายมานั่งจ้องแก้มหอมที่ตอนนั้นก็ร้องเรียกมันอย่างเป็นมิตรอีกครั้ง

“ เมี๊ยว ”

“ มันไม่ยอมเข้าบ้าน ไม่ยอมกินข้าว เอาแต่ร้องจะออกไปตรงระเบียงท่าเดียว ตั้งแต่เห็นไอ้แมวนั่นของมึง ”

“ กูบอกว่าชื่อนายท่านไอ้สัด ”  อีกฝ่ายยกยิ้มก่อนจะเข้ามาหากัน มือหนาเอื้อมมือไปอุ้มเจ้าแมวขนสวยจากตักผมขึ้นแนบอก อาร์มก้มหน้าลงบอก

 “ ถ้าแมวนั่นมันไม่อยากจะเล่นกับเรา เราก็อย่าไปอยากเล่นกับเค้าเลยนะคะแก้มหอม ป๊าว่าเรากลับบ้านเรากันดีกว่านะคะ ”

“ อย่ามาว่านายท่านนะไอ้สัด ” ผมยืนขึ้นบอก “ กูก็บอกอยู่ว่าแมวกูมันเป็นแมวซึนเดเระ อีกอย่างมันเพิ่งมาถึงที่นี่วันนี้เอง ขนาดห้องกูมันยังไม่ชินเลย มึงจะให้มันเล่นกับลูกมึงได้ยังไงวะ ” ขึ้นเสียงใส่อีกฝ่ายที่ก็มองกันนิ่งๆ “ ว่าแต่กูปัญญาอ่อน มึงหงุดหงิดกับแค่แมวกูไม่เล่นกับลูกมึงก็ปัญญาอ่อนไม่แพ้กันหรอกไอ้สัด ”

ไม่มีเสียงตอบรับอะไรจากคนตรงหน้า สีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่าย แม้ผมจะมีความรู้สึกลึกๆว่ามันเห็นด้วยกับคำพูดของผม แต่ถึงอย่างงั้นก็ไม่มีอะไรการันตีได้ เพราะมันก็แค่ก้าวขาออกไปจากที่ที่เรายืนพูดกันอยู่ ท่าทางที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้น

“ นี่มึงจะออกไปแบบไม่บอกลาเจ้าของห้องเลยเหรอวะ ”

“ จำเป็น ? ” ใบหน้านิ่งที่หันมาถามชวนให้ผมนิ่งไปสักพัก

“ เข้ามาก็ไม่มีมารยาท ออกไปก็ไม่บอก ” ผมหลุดหัวเราะ “ จะบอกอะไรให้มึงฟัง แม่กูเคยสอนว่าคนเราถ้าไปบ้านใคร ก่อนกลับก็ต้องบอกลา มึงไม่เคยได้ยินเหรอ ไปลามาไหว้น่ะ ”

“ แล้วไง ก็แม่กูไม่สอน ” พูดด้วยหน้าตาเรียบเฉียบแบบที่ผมถึงขั้นใบ้กินไปเพราะไม่รู้จะสวนกลับไปว่าอะไร

“ ไปนะไอ้แมว ” มันมองแมวตัวลายของผมแล้วพูดแบบนั้นเสียงเรียบ

“ แล้วทำไมมึงต้องเรียกแมวกูว่าไอ้แมวด้วยวะ กูก็เรียกแมวมึงดีๆ เรียกชื่อไม่ได้เหรอวะ ” คำถามแบบสงสัยของผม ชวนให้อีกคนยกยิ้มถามกัน

“ แล้วทำไมมึงแม่งเรื่องมากจังวะ เรื่องแค่นี้เองมั้ย จะเรียกอะไรก็ได้มั้ง ” อีกฝ่ายถอนหายใจ “ แต่อย่างว่า คบกับพวกสัดเบสได้ ยังไงศีลปัญญาอ่อนยังไงก็ต้องเท่ากัน จริงจังกับเรื่องธรรมดาเหมือนๆกัน ”

“ งั้นกูเรียกแมวมึงว่า แมวแรด มึงก็ไม่โกรธงั้นสิ ” ยกคิ้วมองอีกคนตอนที่เชิดหน้าไปที่แมวตัวสวย “ เรื่องแค่นี้เองไม่ได้ใช่เหรอวะ ” สีหน้าของคนอุ้มแมวเปลี่ยนไปเป็นหงุดหงิด ผมยิ้ม “ มึงก็เหมือนกันแหละสัด ศีลปัญญาอ่อนต้องเท่ากันกับไอ้สัดดีน ไม่งั้นก็คบกับพวกเพื่อนมึงไม่ได้ แล้วก็คงไม่คิดแค้นแค่เรื่องน้ำซุปกระดูกจนตรงตามมาดักตรงบันได แล้วเสือกไปรูดแป้นลิฟต์กูเล่นหรอก ”

“ มึงจะเอายังไง ”  อีกคนถาม

“ ช่วยเรียกแมวกูด้วยชื่อด้วย แมวกูชื่อนายท่าน ”

“ แล้วถ้ากูไม่ทำ ”

“ ถ้าไม่ทำ...” ผมลากเสียงพลางใช้ความคิดแบบกวนตีนอีกฝ่าย ทั้งๆที่มันก็มีอยู่ในสมองแล้วในตอนนั้น  “ งั้นพรุ่งนี้ก็เตรียมตัวฟังไอ้สัดเบสเรียกมึงว่า แก้มหอมขาได้เลย หรือกูจะยุให้มันเรียกไอ้ดีนว่า หนูดีนขาด้วยดี ท่าทางจะสนุกนะ มึงว่ามั้ย ”

ยักคิ้วบอกอีกคนแบบนั้นที่ก็นิ่งอยู่นานด้วยแววตาที่เหมือนจะคิดทบทวนอะไรสักอย่างกับตัวเอง เป็นท่าทางที่ดูเหมือนจะผิดไปจากที่คาดสักเล็กน้อย เพราะผมคิดว่ามันคงจะวิตกกว่านี้ และคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกลับแค่ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย มันกลั้นขำ

“ ยิ้มเหี้ยอะไรของมึง คิดว่ากูล้อเล่นเหรอ ทำจริงนะไอ้สัด จะลองก็ได้ ”

“ เปล่า ” มันส่ายหน้า “ กูไม่ได้คิดว่ามึงล้อเล่นเลย กูคิดว่ามึงคงทำแน่ ถ้ากูไม่เรียกแมวมึงด้วยชื่อก่อนจะเดินออกไปจากห้องนี้ ”

“ งั้นถ้ามึงรู้แล้ว ก็ช่วยเรียก...”

“ แต่แม่งโคตรปัญญาอ่อนเลยว่ะ ” อีกว่าแบบนั้นก่อนจะจ้องหน้าผม “ คือกูคิดว่ามึงคงยังไม่รู้ แต่ก่อนที่มึงจะบอกไอ้เบสเรื่องของกู กูอยากจะให้มึงเช็คอะไรสักหน่อย ”

“ อะไร ”

“ ลองไปถามไอ้เจ้ยดูว่าคนที่ไอ้เบสคุยด้วยแล้วสุดท้ายไอ้สัดดีนคาบไปแดก ผู้หญิงคนนั้นเค้าชื่ออะไร ” ผมขมวดคิ้วมองอีกคน ที่ก็พูดเสริมแค่สั้นๆ “ เพราะเท่าที่กูสืบมา เค้าน่าจะชื่อเหมือนแฟนเก่ามึง ”

..................................................................

เจอกันตอนหน้าในวันพรุ่งนี้
ฝากคนอ่านเม้นท์ให้กำลังใจกันสักเล็กน้อย
หนมอยากรู้ว่าเนื้อเรื่องมันเป็นยังไง โดนใจคนอ่านมากน้อยแค่ไหน
แล้วก็ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ในทวิตด้วยนะคะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านแล้วคอมเม้นท์   หนมมี่จ้า
 :katai4: :katai4: :katai4:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
แฟนเก่าชื่ออะไรเอ่ย  :m17:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3587
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1966
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
ตอนที่ 3


 “ นั่งเหม่ออะไรของมึงวะเมี่ยง ” คำถามที่มาพร้อมกับมือที่ผลักเข้าตรงไหล่ ผมหันไปมองก่อนจะยิ้มแห้งๆให้เพื่อนอย่างไอ้เจ้ยที่นั่งลงบนโต๊ะม้าหินหน้าตึกคณะ “ กูยกมือทักมึงตั้งแต่เดินมา แต่มึงแม่งไม่มองเลยสัด ”

‘ ไม่แปลกหรอกเพื่อนเจ้ย ’ อยากจะตอบมันไปแบบนั้น แต่ติดแค่ทำไม่ได้ เพราะตั้งแต่เมื่อคืนในสมองของผมก็ยังคิดไม่ตก ถึงคำพูดของไอ้คนข้างห้องมันทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะเดินออกไป  ‘ ลองไปถามไอ้เจ้ยดูว่าคนที่ไอ้เบสคุยด้วยแล้วสุดท้ายไอ้สัดดีนคาบไปแดก ผู้หญิงคนนั้นเค้าชื่ออะไร เพราะเท่าที่กูสืบมา เค้าน่าจะชื่อเหมือนแฟนเก่ามึง ’

เอาจริงๆ ก็ไม่เคยถามเลย ไม่เคยคิดสงสัยอยากจะรู้ชื่อของเธอเลยสักครั้ง และไม่แม้แต่ถามไถ่ถึงเรื่องราวอื่นของเธอ และเพราะแบบนั้น ประโยคที่ควรสวนกลับไปเมื่อคืน จึงถูกริดรอนออกไป ความไม่มั่นใจฉายชัดจนคนตรงหน้าถึงกับยิ้มกว้าง 

ความรู้สึกที่คิดไว้ว่าตัวเหนือกว่า แต่สุดท้ายกลับไม่เหนือกว่า
บอกเลยว่า แม่งโคตรแย่

“ เอาเถอะ วันพระไม่ได้มีหนเดียวหรอกมึง ไอ้สัดอาร์ม ” พูดกับตัวเองเสียงเบาๆ แต่เหมือนจะดังไป เพราะมันทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างกันถึงกับขมวดคิ้วงงก่อนจะถาม

“ พรึมพรำเหี้ยอะไรของมึง ”

“ มึง ” ผมหันไปถามเจ้ยที่สะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจกับเสียงจริงจังของผม

“ เรียกเสียงดีๆก็ได้ไอ้สัด ” มันว่าพลางเอามือจับอก แล้วถอนหายใจออกมา “ กลัวเลยไอ้เหี้ย มีไร ”

“ กูมีอะไรจะถาม ”

“ เรื่อง ? ” เลิกคิ้วสูงอย่าสนใจ ก่อนจะยิ้มแล้วจับมือถือตัวเองไว้แน่น “ แต่ไม่ต้องกลัวนะ ถ้ากูไม่รู้ เดี๋ยวกูจะถามกลูเกิ้ลให้มึงเอง ”

“ K ” หลุดด่ามันออกไปทั้งแบบนั้นอีกคนก็หัวเราะ

“ ฮ่าๆ อะๆ ว่ามา ”

“ คือกูสงสัยมานานแล้วอะนะ ไม่ได้เพิ่งมีเรื่องอะไรถึงจะมาถามหรอก ”

“ อ่าห๊ะ ”

“ คือ แฟนเก่าไอ้เบส..” อีกคนเลิกคิ้วกับการเกริ่นคำถามของผม “ คือ ไม่ดิ คือกูจะถามว่าผู้หญิงคนที่ทำให้ไอ้เบสกับไอ้ดีนมีเรื่องกัน แม่งชื่ออะไรวะ ” คำถามที่ชวนให้นอนไม่หลับทั้งคืนถูกถามออกไปในที่สุด หัวใจของผมเต้นแรงอย่างไร้เหตุผลในช่วงวินาทีนั้น สายตาที่จ้องไปยังคนให้คำตอบ ลุ้นไม่ต่างอะไรกับการดวลจุดโทษบอลนัดสำคัญ

ในสมองผุดชื่อเป็นร้อยชื่อที่ไม่ใช่ชื่อเดียวกับแฟนเก่า พร้อมกับจินตนาการไปว่าถ้าไม่ใช่ขึ้นมาจริงๆ เรื่องของไอ้แก้มหอมจะลอยเข้าหูไอ้เบสทั้งที และจะจัดให้ดังลั่นทั้งโรงอาหาร ด้วยชื่อเรียกแบบน่ารักๆ อย่าง ‘ คุณป๊าของน้องแก้มหอมขา ’

“ ชื่อนาเดีย ”

‘ อีสัด ’ สบถกับตัวเองอยู่ในใจเป็นพันครั้ง คำว่าคุณป๊าของน้องแก้มหอมขา ถูกกลืนลงไปในคอจนหมดสิ้นและกลบไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของสมอง พร้อมทั้งร่างกายที่แสดงอาการไม่สู้ดีอย่างฉับพลัน ผมรู้สึกหน้าซีด ปากสั่น หายใจก็ยังรู้สึกไม่ท้อง ‘ เสือกมาชื่อเหมือนแฟนเก่าคนสุดท้ายก่อนจบม.ปลายพอดีอีก ’

“ แล้วมึงถามทำไมวะ ”

“ เปล่า ” ตอบออกไปแบบทันควันจนคนถามถึงกับนิ่ง ผมส่ายหน้ารัวๆ “ กู กูแค่อยากรู้น่ะ แบบ  อยากรู้เฉยๆ คือเราก็ทะเลาะกับไอ้สัดดีนมานาน ก็กูรู้แค่ว่ามันเป็นแย่งผู้หญิงกัน เมื่อคืนนอนๆเลยคิดๆน่ะ ว่าแบบชื่อ ชื่ออะไรน้า ฮ่าๆ ” ประโยคพันกันไปมา มือก็เริ่มอยู่ไม่สุขเป็นแบบนี้ประจับตอนประหม่า ผมเริ่มยกมือขึ้นเกาตัวเอง “ ทำไมวะ มึงไม่เชื่อเหรอ ”

“ ไม่ใช่ไม่เชื่อแต่มึงอะ เป็นเหี้ยอะไร ” เจ้ยถามมันขมวดคิ้ว “ แปลกๆนะสัด ”

“ เปล่านี่ ” ส่ายหน้าไปมาก่อนจะยิ้ม “ มึงแม่งอย่าคิดมา กูก็แค่อยากรู้จริงๆแบบที่บอกไง เมื่อคืนเพิ่งคิดได้ แบบนอนคิดคนเดียว แล้วสงสัยน่ะ ”

“ เช่นนั้น ” เจ้ยพยักหน้ารับ “ กูแม่งอยากให้มึงเห็นนาเดียตัวจริง เพราะแม่งสวยจริง สวยมาก สวยแบบหยิ่งๆ จนอยากจะเอาชนะใจแล้วได้ควงเป็นแฟนอะ แต่ก็นั่นแหละ เค้าสวยก็เลือกอะนะ เออกูมีรูปด้วยนะ ” ผมเบิกตาตอนที่คนตรงหน้าพูด

“ รูปเหรอวะ ”

“ ช่ายยยย  ก็กูมีเฟสมัน ” คนพูดก้มหน้าลงกับหน้าจอมือถือแบบอยากพรีเซ็นต์เต็มที่ “ กูจะเอาให้มึงดูว่ามันสวยมากแค่ไหน ”

“ คือมึงมีเฟสมันเหรอวะ ” เผลอกลืนน้ำลายตอนที่อีกคนบอก เพราะผมจำไมได้แล้วว่าสมัยที่คบกันเราเคยถ่ายรูปแล้วอัพลงโซเซี่ยลด้วยกันหรือเปล่า

“ มีสิสัด กูนิยมฟอลคนสวยอยู่แล้ว แต่ว่าอันนี้เฟสใหม่ตอนมหาลัยนะ เหมือนเฟสเก่าช่วงม.ปลายนาเดียมันลบไปแล้ว ”

“ เหรอ ” พยักหน้ารับอีกคนอย่างงั้นก่อนจะถอนหายใจโล่งนิดนึง ก่อนจะมองนิ้วมือที่กดนู้นกดนี่บนหน้าจอ ในตอนนั้นผมภาวนา ‘ ขอให้เป็นแค่คนชื่อเหมือน ขอให้มันเป็นนาเดียคนละคนกัน ’

 “ นี่ไง ” ภาพในหน้าจอถูกส่งมาตรงหน้า ผู้หญิงหน้าตาคุ้นเคยที่หัวใจยังคงจำได้ดี แล้วนั่นก็ทำให้ผมสบถในใจอีกครั้ง ‘ ไอ้สัด ’

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเข้ากันกับผมยาวสีใกล้เคียงกันที่ดัดลอนตรงช่วงปลายเบาๆ ใบหน้าสวยที่คุ้นเคยดีนั้น แต่งแต้มสีสันบนปากด้วยสีแดงสด แล้วนั่นก็จริงทำให้เธอดูมีเสน่ห์มากกว่าสมัยที่เราเคยคบกัน

แต่ถึงอย่างงั้น รอยยิ้มสดใสที่ผมเคยหลงรักก็ยังไม่เคยเปลี่ยนไปอยู่ดี

 “ สวยจนอึ้งไปเลยสิมึง ” ไอ้เจ้ยหันมาบอกกันพลางยักคิ้ว แต่ผมกลับทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ ก็อยากจะบอกอยู่หรอกว่า ‘ ใช่ สวยมาก ’ แต่ที่อึ้งไม่ใช่เพราะสวยมาก แต่ที่อึ้งเพราะเสือกเป็นแฟนเก่ากูนี่แหละไอ้สัด

“ แล้วตอนนี้เค้าไปเรียนอยู่ที่ไหนวะ ”

“ เหมือนจะเป็นอังกฤษ ” อีกคนบอกผมก็พยักหน้ารับ

เผลอคิดถึงความสัมพันธ์ของเราในตอนนั้นเหมือนกัน แม้มันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ก็นับได้ว่าคือความสุข ผมกับเธอ เราคบกันในช่วงเทอมสองของม.ปลายปีสุดท้ายก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายของบอกเลิกผมไปก่อน เพราะต้องไปเรียนต่อ โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากผูกมัดกันและกันไว้ ถ้าใครสักคนจะมีคนใหม่ในอนาคต เราจะได้ไม่ต้องนอกกใจกันให้เสียความรู้สึก

เป็นประโยคบอกเลิกที่ฟังแล้วดูเหมือนจะดี แต่แท้จริงกลับเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด เพราะสุดท้ายบทสรุปสวยหรูที่เธอพูดมันก็แค่ความยืดยาวที่สรุปได้สั้นๆว่า ‘ มึงยังดีไม่พอ แล้วกูก็คิดว่ากูจะเจอคนที่ดีกว่านี้ ’

แต่ความสัมพันธ์ของเราในตอนนั้นมันก็ไม่ได้จริงจังเท่าไหร่อยู่แล้ว ผมก็เลยไม่ได้เจ็บปวดสักเท่าไหร่  เหมือนรู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นแค่คนที่อีกฝ่ายไม่ได้จริงจัง เหมือนคบกันด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘ จะได้ไม่เหงา ’  แต่คำถามคือ

แล้วเธอไปทำให้ไอ้สองคนนั่นทะเลาะกันตอนไหน ?
แล้วไหนบอกว่าไอ้ดีนคบกับนาเดีย ?
งั้นกับผมละคือยังไง ?
คบซ้อนเหรอวะ ?

“ มึง แล้วไอ้เบสกับไอ้ดีนมันทะเลาะกันเมื่อไหร่วะ ตอนม.หกเทอมสองเหรอ ” หันไปถามไอ้เจ้ยที่กำลังนั่งเล่นเฟสในมือถือ มือที่สไลค์ข้อความอยู่หยุดชะงัก มันนิ่งคิด

“ อื้ม ก็เหมือนจะประมานนั้นนะ รู้สึกว่าตอนนั้นจะเพิ่งเปิดเทอมตอนม.หกเลย ตอนมันทะเลาะกัน ”

“ เหรอ ”

“ มีไรวะ ทำไมอยู่ๆมึงถึงเสือกสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา ” เจ้ยมันขมวดคิ้วถาม ก่อนจะเหล่มองกัน “ อย่าบอกนะสัดว่ามึงแค้นที่พวกไอ้สัดดีนมารูดแป้นลิฟต์เราเมื่อวาน แต่ขอไว้ก่อนเลยนะ อย่าอาฆาตแบบสัดเบส เพราะแค่มันคนเดียวกูก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ”

“ ใช่ที่ไหน ” ผมบอกปัด ก่อนจะหันไปทางอื่นแล้วพูดกับตัวเอง ‘ เรื่องที่กูสนใจ แม่งใหญ่กว่าที่มึงคิดนักสัดเจ้ย แล้วกูก็ไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าต้องเจอทั้งไอ้สัดดีนแล้วก็ไอ้สัดเบสเกลียดขี้หน้า ชีวิตธรรมดาของกูต้องพบเจอกับความปัญญาอ่อนแค่ไหน ชาตินี้คงไม่ได้แดกน้ำซุปกระดูกหมูร้านป้าขายข้าวหน้าหมูอีกแล้ว บางทีอาจจะหาเรื่องตอนสั่งโอริโอ้ปั่นด้วยข้อหาป้าเค้าใส่ให้ไม่เท่ากันก็เป็นได้ ’ “ แค่คิดก็ขนลุกไอ้สัด สยองเหี้ยๆ ”

“ เป็นอะไรของมึง ”

“ เปล๊า ” ผมบอกปัดอีกคนเสียงสูงด้วยท่าทางที่โคตรจะมีพิรุธ จนไอ้เจ้ยถึงขั้นขมวดคิ้วแล้วเอื้อมมือมาจับที่ไหล่

“ นี่ มึงมีเหี้ยอะไรบอกกูได้นะ เราเป็นเพื่อนกัน โอเค๊ ”

“ ไม่มี ” ตอบแบบทันควันก่อนจะหันไปมองรอบๆ ผมแค่อยากจะหาอะไรทำเพื่ออกจากบทสนทนานี้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเหลือบไปเห็นร่างสูงคนข้างห้องที่เดินผ่านเข้าไปตรงบริเวณหลังตึกที่ให้สูบบุหรี่ วินาทีนั้นผมลุกขึ้นเต็มความสูงอย่างใจร้อนรน “ เดี๋ยวกูมานะเจ้ย ”

“ ไปไหนวะ ”

“ สูบบุหรี่ ” ตอบไปแบบไม่คิด จนเพื่อนที่นั่งอยู่ยิ่งเอียงหน้างง

“ แต่เมี่ยง คือมึงไม่สูบหรี่  “

ไม่ได้สนใจคำพูดนั้น ผมเดินตรงไปที่หลังตึกที่เห็นว่าอีกฝ่ายหายเข้าไป มันมีสิ่งที่ผมอยากรู้ แล้วผมก็ต้องถามเพื่อตกลงกับมันก่อน เผื่อว่ามันจะเล่นบทไม่ซื่อแล้วบอกความจริงออกไป เพราะบางทีไอ้เหี้ยนั่นอาจจะไม่แคร์อะไรถ้าโดนล้อ แต่นั่น มันไม่ใช่ผม

ชีวิตที่อาจจะต้องเผชิญกับความปัญญาอ่อนตลอดสี่ปี  ต้องห้ามไม่ให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด

“ มึง ” เอ่ยเรียกอีกคนที่กำลังพิงหลังอยู่กับกำแพงของตึก สายตาคมเหลือบมามองกัน เราทั้งคู่นิ่งและเหมือนจะมีแค่ผมที่หอบหายใจแรง

ก็ถือว่าโชคดีที่ตอนนี้ยังเช้าอยู่ หลังตึกนี้ก็เลยมีแค่มันคนเดียวที่มายืนสูบบุหรี่ สายตานั้นหันกลับไปมองมวนบุหรี่ที่กำลังจุด เสียงของไฟเซ็กดังขึ้นก่อนอีกฝ่ายจะสูดลมอัดเข้าไปแล้วค่อยๆพ่นมันออกมา

“ มีอะไร ”

“ กู..แค่อยากมาชวนคุย ”

“ ชวนคุย ” ถึงกับต้องทวนคำพูดนั้นอีกครั้ง ก่อนจะยกยิ้มแล้วหลุดหัวเราะออกมา “ หึ ถามมาแล้วสิ กับไอ้เจ้ยน่ะ ”

“ มึงรู้เรื่องนี้ได้ยังไงวะ ” เอ่ยถามสิ่งที่อยากรู้ออกไปอีกคนก็เหล่มอง

“ ไม่เห็นจะยากเลยนี่ ” ร่างสูงบอก “ รู้เค้ารู้เรา รบร้อยครั้ง ก็ชนะร้อยครั้ง แม่มึงไม่เคยพูดบ้างเหรอคำนี้น่ะ ”

“ แล้วเกี่ยวเหี้ยอะไรกับแม่กู ”

“ ไม่รู้สิ ” อีกคนส่ายหน้า “ ก็เมื่อคืนมึงยังอ้างแม่มึงอยู่เลย อะไรน้า.. เหมือนจะเป็นคำว่าไปลามาไหว้  ไปบ้านใครก่อนกลับก้ต้องบอกลา ”

“ แม่บอกแค่ว่าถ้าหมากัดอย่ากัดตอบ เพราะเราไม่ใช่หมา ” คนฟังยกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง

“ งั้นเหรอ ”

“ ยิ้มเหี้ยอะไร ”

“ ก็แค่ตลกดี เพราะคนที่พูดว่าแม่สอนมาแบบนั้น ก็คือคนคนเดียวกันกับคนที่ยอมไม่ได้กับเรื่องที่กูแค่ไม่ยอมบอกลาก่อนจะเดินออกมาจากห้อง จริงๆฟังคำแม่สอนไว้บ้างก็ดีนะ ” อาร์มเว้นเสียง มันหันมามองผม “ เพราะถ้าฟังมึงฟังที่แม่มึงสอนสักหน่อย มึงคงไม่ต้องมายืนร้อนรนอยู่แบบนี้หรอก จริงมั้ยละ ”

“ ใครร้อนรน ” ผมเถียงกลับไปแบบตาตั้ง แต่นั่นก็ทำให้อีกคนแค่ส่ายหน้าก่อนจะหันไปทางอื่น “ กูไม่ได้ร้อนรนเลยสักนิด ทำไมกูจะต้องร้อนรน ”

“ เคยมีคนบอกมึงมั้ย ว่ามึงเป็นคนที่ถ้ากังวลอะไรอยู่ มันดูออกโคตรง่าย  ” อาร์มมันหันมาบอกยิ้มๆก่อนจะยกบุหรี่ขึ้นสูบอีกครั้ง

ควันสีขาวพ่นออกมา ผมเบือนหน้าหนีมันนิดหน่อย เพราะส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบกลิ่นบุหรี่อะไรแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่มันก็พอทนได้ในสถานการณ์จำเป็น

“ มึงไม่สูบบุหรี่เหรอ ”

“ รู้ได้ไง ”

“ ท่าทางมึงบอก ว่าไม่ชอบกลิ่น มึงยู่หน้า ”

“ ก็ใช่ ” ผมพยักหน้ารับ “ แล้วที่กูยอมเข้ามาก็เพราะจะคุยกับมึงนี่ไงไอ้สัด จะบอกได้ยัง ว่ารู้เรื่องของกูได้ยังไง ”

“ ก็แค่สืบ ” อีกคนบอก

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
“ กูเริ่มสืบเรื่องของมึงมาตั้งแต่ตอนที่มึงเข้ามาอยู่กลุ่มเดียวกับไอ้เบสแล้วก็ไอ้เจ้ย ตอนนั้นกูแค่อยากรู้ว่ามึงเป็นใคร ทำไมถึงมาคบกับไอ้พวกเหี้ยนี่ได้ ”

“ พวกมึงดีมากเลยสินะ ” ผมพูดเสียงไม่เบานักอีกคนก็เลยเหล่มองแบบไม่ชอบใจ วินาทีอึดอัดปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน ผมเหลือบมองไปทางอื่นทันที ก่อนจะกลืนน้ำลายแล้วบอก “ อะไร ต่อสิ เงียบทำไมวะ ”

“ ตอนแรกกูก็แค่อยากรู้ว่ามึงเป็นใคร อยากรู้ว่าเป็นคนธรรมดาหรือพวกชอบชกต่อย เพราะถึงจะหน้าเหมือนแมว ดูไม่มีพิษมีภัยก็จริง แต่ยังไงก็ยังไว้ใจไม่ได้ ”

“ เดี๋ยวนะ คือกูนี่อะนะหน้าเหมือนแมว ” ผมชี้เข้าหาตัวเองด้วยสายตาเลิ่กลั่ก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนทักว่าผมหน้าเหมือนแมว ปกติก็จะมีแค่ ‘ หน้ามึงตี๋จังวะ ’ ไม่ก็ ‘ มองจากสิบเมตรแรกก็รู้แล้วว่ามึงน่ะลูกคนจีน ’ ทั้งๆที่ไม่ใช่เลย พ่อแม่กูแค่ขาวแล้วก็ตาตี๋มันก็เท่านั้นแหละสัด

“ เหมือนตรงไหนวะไอ้สัด ”

“ ตรงตาไง ” สายตาคมนั้นสบเข้ากับผม อาร์มพูดเสียงเรียบแต่ทว่าจริงจังกับสิ่งที่ตัวมันรู้สึก “ มันเหมือนกับของแก้มหอม ”

“ บ้าบอ แล้วทำไมมึงต้องมองตากูด้วยวะ” เบือนหน้าหนีไปทางอื่นก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วเหล่มองมัน “ อะไรของมึง ”

“ หึ ” บุหรี่ที่อีกคนสูบถูกดึงลงในตอนที่มันหลุดหัวเราะ

“ แล้วคือมึงช่วยเลิกพูดนอกเรื่องได้มั้ย เสียเวลาชิบหาย ”

“ คือมึงถามขึ้นมาเองไม่ใช่เหรอ ” สายตามองเหยียดนั้น มันเลิกคิ้ว

“ เออ นั่นก็จริงของมึง ” รอยยิ้มแห้งๆที่ส่งให้อีกคนแบบไม่กล้าสบตา ผมพูดตะกุกตะกัก “ แล้ว แล้วมันยังไงต่อ มึงสืบเรื่องกูมาถึงไหน ”

“ ก็พอรู้ได้ว่า มึงสามคนก็เป็นแค่คนที่ผู้หญิงคนนั้นคุยด้วยในเวลาพร้อมๆกัน เบส โดนไอ้ดีนหลอกว่าเธอเลือกมัน มันโดนเขี่ยทิ้งโดยได้ดีน ส่วนไอ้ดีนที่คิดว่าหมดคู่แข่งแล้ว สุดท้ายก็ไม่ถูกเลือก เพราะเธอเลือกที่จะคบมึงแทนในตอนจบ ”

“ แต่ตอนนี้เลิกแล้วนะเว้ย ” ผมเถียง “ มันบอกเลิกกูตั้งแต่ก่อนที่มันจะไปเรียนเมืองนอกด้วยซ้ำ ”

“ อันนี้กูก็รู้ แต่ที่ไม่รู้คือทำไมมึงต้องเข้ามาเป็นเพื่อนของไอ้เบส แล้วต้องคอยยุยงให้มันกับไอ้ดีนทะเลาะกันตลอด ทำไม ไม่โอเคที่หนึ่งในตัวเลือกเหรอ ”

“ กูนี่อะไอ้สัดยุยง ” ถามอีกคนเสียงดังก่อนจะหันมองซ้ายทีขวาทีเพราะคิดว่าเสียงที่พูดจะดังไปจะทำให้ใครมาได้ยินเข้า ผมหรี่เสียง “ กูไม่เคยยุยงเลยเถอะ หนำซ้ำยังบอกให้มันเลิกทะเลาะกันในเรื่องปัญญาอ่อนสักทีด้วยซ้ำเพราะมันแม่งโคตรมีผลกับชีวิตกูเหมือนกันนะ ”

“ มีผลกับชีวิตมึง ” อาร์มมันทวนคำพูดนั้น

“ ใช่ มีผลมากด้วยนะสัด มึงรู้มั้ยว่ากูแม่งโคตรชอบน้ำปั่นร้านป้าที่ขายอยู่หน้ามหาลัย แต่กูไม่ค่อยได้กินของเค้าเลยเพราะพวกมึงแม่งเสือกทะเลาะกันไว้ แล้วในวันนั้นมันมีกูด้วยไง เค้าก็เหมารวมว่ากูแม่งเป็นเพื่อนพวกมึง ทุกครั้งที่ไปสั่งโกโก้โอริโอ้ปั่นพิเศษโอริโอ้เค้าก็มองแรงกูตลอดเลยว่าไอ้พวกกลุ่มเด็กเหี้ยที่มาทะเลาะเรื่องที่ใส่ชิ้นมะม่วงในน้ำไม่เท่ากัน มึงรู้มั้ยว่ากูต้องลำบากกับการซื้อมากแค่ไหน การบากหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วมึงยังคิดว่ากูยุยงอีกเหรอไอ้สัด กูนี่สิลำบาก กูต้องอดใจกินของที่กูชอบทั้งที่ๆอยากกินสามวันครั้ง แค่ต้องลดเหลือแค่เดือนละสองครั้งเอง กูนี่สิลำบาก ”

สายตาคมดูอึ้งไปกับคำพูดยาวๆของผม ควันบุหรี่ที่ลอยเป็นทางออกจากมวนของมัน มือหนาชะงักมันไว้ใกล้ปากอย่างงั้น ก่อนจะหลุดยิ้มแล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง

“ ฮ่าๆ ”

“ หัวเราะเหี้ยอะไรของมึงวะ ตลกมากเลยเหรอสัด นี่มันเรื่องลำบากของกูเลยนะ ”

“ ก็แค่ไม่เคยเห็นใครหัวเสียกับเรื่องของกินขนาดนี้มาก่อน ” มันก้มหน้าลงบอกกันก่อนจะเช็ดน้ำตาที่เหมือนจะไหลออกมาจากหางตาเพราะว่าตลกมากไป แต่ถึงอย่างงั้นผมก็ได้แต่นิ่ง

“ มึงไม่เคยมีของกินที่ชอบหรือไงละ ”

“ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะ ”

“ แต่สำหรับกู กูมีของกินที่ชอบ แล้วกูก็ใช้ชีวิตลำบากมากรู้ไว้ไอ้สัด เป็นชีวิตที่มึงแม่งไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าแววตาของป้าตอนทีเค้าปั่นน้ำให้กู เค้ามองกูด้วยความอาฆาตแค้นแค่ไหน ทั้งๆที่มันไม่ใช่เรื่องของกูเลย ”

“ ก็ไม่เห็นแปลกนี่ ” ไอ้อาร์มบอก “ ก็ตอนนั้นพวกมึนแม่งเสือกทะเลาะกันไม่พอ ยังไม่ยอมมีใครจ่ายเงินเพราะรู้สึกว่าชิ้นมะม่วงของตัวเองได้ไม่เท่ากันอีก ไอ้เบสไม่ยอมกินเพราะคิดว่าได้น้อย ส่วนไอ้ดีนก็ไม่ยอมจ่ายเพราะตัวเองไม่ได้สั่งสองแก้ว ”

“ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ก็ช่วยเข้าใจซะใหม่ด้วยนะไอ้สัด ” ผมจ้องมองคนที่สูงเท่ากัน “ กูไม่เคยคิดจะยุยงให้พวกมึงต้องทะเลาะกัน พวกมึงปัญญาอ่อนแล้วทะเลาะกันเองทั้งนั้นไม่เกี่ยวกับกูเลยสักนิด แต่กูก็ยอมรับนะ ว่าบางทีกูแม่งก็หงุดหงิดเหมือนกัน ”

“ แล้วมึงมาเข้ากลุ่มไอ้เบสทำไม มึงไม่รู้เหรอว่าไอ้เบสเคยเป็นคนคุยกับนาเดีย ”

“ ถ้ารู้คงไม่คบมั้ยละไอ้สัด เอาจริงๆกูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะมีอริ แล้วจะแกล้งกันปัญญาอ่อนขนาดนี้ ” ผมบอกก่อนจะกอดอกตัวเอง หลังที่พิงลงกับกำแพงที่ยืน “ ถ้ากูรู้ทุกอย่าง กูคงไม่เอาตัวเองเข้ามาอยู่ในวังวนความปัญญาอ่อนนี่หรอก แล้วกูท้ามึงเลยว่าถ้าวันไหนมันรู้ว่ากูเป็นแฟนของนาเดีย แล้วเสือกเป็นคนที่นาเดียเลือกแล้วด้วยเนี้ย กูคงไม่ได้กินน้ำซุปกระดูกหมูร้านป้าไปตลอดชีวิต ไม่นับว่าร้านน้ำปั่นเอง กูอาจจะโดนเรื่องชิ้นโอริโอ้ที่ใหญ่กว่า แม้มันจะอยู่ในห่อก็ตาม ”

“ ก็ถูกแล้วนี่ คงเป็นอย่างที่มึงคิด ” อีกคนว่ายิ้มๆ ก่อนจะยกบุหรี่ขึ้นสูบแบบสบายใจ “ แล้วยังไงต่อ เดินเข้ามาหากู เพื่อจะถามแค่นี้เหรอ แต่คงไม่หรอกมั้ง ”

“ ใช่ ” ผมพยักหน้ารับ “ กูอยากจะทำสัญญากับมึง ”

“ สัญญาอะไร ” บุหรี่ถูกลดลงข้างตัว คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

“ ก็สัญญาที่ว่าเราจะเก็บความลับของกันและกันไว้ กูจะไม่บอกใครเรื่องที่มึงแทนตัวเองแบบน่ารักกับน้องแก้มหอม มึงไม่ต้องกลัวว่าไอ้เบสจะเอาไปล้อ หรือจะทำให้ไอ้ดีนเพื่อนรักมึงต้องขายหน้า ส่วนมึงก็เก็บเรื่องที่กูเคยเป็นแฟนกับนาเดียไว้เป็นความลับ ไม่ให้ทั้งไอ้ดีน แล้วก็ไอ้เบสรู้ ตกลงมั้ย ”

“ ข้อสัญญาไม่เท่าเทียมเลย ทำไมต้องตกลง ” คนตรงหน้าพูดยิ้มๆพลางส่ายหน้า อาร์มมันยกบุหรี่ขึ้นมาสูบอีกครั้ง “ อีกอย่างนะ กูไม่แคร์หรอก ว่าใครจะแซวกูเรื่องแก้มหอม เพราะถ้ามันล้อกูว่า พี่อาร์มขา กูก็แค่ตอบรับ แล้วบอกว่ามันเมีย ทุกอย่างก็จบแล้วจริงมั้ย ”

“ K ” สบถอยู่ในใจตัวเอง ก็จริงของมัน อย่างเมื่อคืนมันก็พูดเหมือนกันเพื่อให้ผมยอมเปิดห้องให้ แถมยังต่อหน้าคนอื่นด้วยซ้ำ ส้นตีนเอ้ย ต่อรองยากชิบหาย  “ แล้ว..”

“ แล้วอะไร ”

“ แล้วมึงไม่สงสารไอ้ดีนเหรอวะ มึงลองคิดดูนะ ว่ามันจะรู้สึกแย่แค่ไหน ถ้าต้องเผชิญหน้ากับการแซวของไอ้เบส นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะเว้ย ถ้าเพื่อนมึงต้องเถียงไม่ออกจริงมั้ยละ มึงแม่งเพื่อนรักกันไม่ใช่เหรอ มึงจะไม่แคร์เลยเหรอ ” สายตาที่มองกันนิ่งๆในตอนนั้น อีกฝ่ายถอนหายใจ “ มึงแม่งลองคิดถึงหน้าสัดเบส ตอนที่มันพูดว่า ป๊าขา ทางนี้ค่ะ แก้มหอมอยู่ทางนี้ค่ะป๊าขา มึงจะให้ลูกสาวที่แสนน่ารักของมึงถูกล้อเลียนจริงๆเหรอวะ เป็นกู กูไม่ยอมอะ ไม่ว่ายังไงกูจะไม่ให้ใครมาล้อเลียนนายท่านของกูเด็ดขาด ”

“ ปัญญาอ่อน ” อีกคนพูดเสียงต่ำ ก่อนจะพูดตัดบทเหมือนตัดความรำคาญ “ แต่ตกลงก็ได้ ”

“ เยส! ” เผลอกำมือดีใจมากไปหน่อย ผมกระแอมไอก่อนจะตีหน้านิ่ง “ งั้นเรามาทำสัญญากัน ” ผมยื่นมือออกไปข้างหน้าอีกคนที่ก็ขมวดคิ้วอีก

“ อะไรอีก ”

“ ก็ทำสัญญาไง ทำสัญญาก็ต้องจับมือกัน เพื่อตกลงในสิ่งที่สัญญากัน มันเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ ”

“ แม่มึงบอกอีกเหรอไง ”

“ ก็ไม่หรอก ” มือที่ยกค่อยๆลดลงในตอนที่พูด แต่ตอนนั้นอีกฝ่ายก็จับมันขึ้นมาก่อน ฝ่ามือหนานั้นกระชับมือของผม ก่อนจะปล่อยออกแล้วพูดแบบบอกปัด

“ แค่นี้ก็เสร็จแล้วใช่มั้ย ”

“ นั่นก็ใช่ ” พูดแบบไม่เต็มเสียงกับอีกคนที่ก็เหล่มอง

“ มีอะไรอีก ”

“ จริงๆมันก็จะมีข้อตกลงซึ่งกันและกันอีก นอกเหนือจากอะไรพวกนี้ เช่น เราต้องเก็บความลับระหว่างกันไว้ อย่างเรื่องที่กูกับมึงรู้จักกัน อยู่ข้างห้องกัน แล้วก็เรื่องที่แมวเราก็กิ๊กกัน เพื่อไม่ให้มันสืบเจอต้นเรื่อง.. ”

“ พูดให้มันดีๆ กิ๊กเหี้ยอะไร ” อีกฝ่ายพูดขัดขึ้นมาแบบเสียงเข้ม ผมสะดุ้ง “ แก้มหอมแค่คิดกับไอ้แมวนั่นแบบเพื่อน เค้าแค่ไม่เคยเจอแมวตัวอื่นมันก็แค่นั้น ”

“ ก็แล้วทำไมต้องส่งเสียงดังอะไรขนาดนั้น ” พูดเสียงเบาๆ กับอีกคนที่ก็เหล่มองมา “ แล้วอีกอย่างแมวกูก็ชื่อนายท่านไอ้สัด แมวนั่นพ่องมึงสิ ”

“ แล้วเรื่องที่เรารู้จักกัน ยังไงมันก็ต้องเก็บเป็นความลับอยู่แล้ว คนไม่โง่ก็น่าจะรู้ ”

“ K ” พูดแบบไม่ออกเสียงในตอนที่อีกคนก้มหน้าลงสูบบุหรี่อีกครั้ง “ แล้ว..”

“ อะไรอีก เรื่องเยอะชิบหาย ” อีกคนถอนหายใจ “ แต่อย่างว่า เรื่องใหญ่ขนาดนั้น กูคิดไม่ออกเลยรู้มั้ย ว่าไอ้เบสจะทำหน้ายังไง ถ้าสุดท้ายคนที่คอยช่วยมันตลอด จริงๆแล้วเป็นคนคนเดียวกับคู่แข่งสำคัญของมัน หรือกูจะบอกไอ้เบสดี ว่าจริงๆ ไอ้ดีนก็สบคบคิดกับมึง ”

“ Kเถอะ ” คนตรงหน้าหลุดยิ้ม “ กูแค่จะถาม ว่าเรื่องที่กูกับนาเดียเคยเป็นแฟนเก่ากัน ใครมันรู้บ้าง พวกคนในกลุ่มมึงรู้มั้ย ”

“ ถามจริง มึงคิดว่าถ้าไอ้ดีนรู้ มันจะไม่บอกสัดเบสเหรอ ” ผมนิ่ง “ ตอนนี้ถ้ามันรู้บางทีมันอาจจะรวมหัวกันแกล้งมึงก็ได้ แล้วนั่นก็อาจจะเป็นการรวมหัวกันในรอบหลายปีก็เป็นได้ ”

เผลอกลืนน้ำลายในตอนที่อีกคนบอก  ผมไม่ค่อยกลัวเรื่องการชกต่อยหรอก ผมพร้อมสู้ในกรณีตัวเองไม่ผิดอยู่แล้ว แต่ที่ไม่ชอบคือการทะเลาะแบบกวนตีนของพวกมันมากกว่า ผมเกลียดความน่ารำคาญแบบนั้น

“ สรุปคือ มีแค่มึงคนเดียวที่รู้ ”

“ อื้ม ”

“ โอเค ” พูดกับตัวเองเสียงเบาๆ ผมผ่อนหายใจออกมา เป็นความโล่งในระดับหนึ่ง

“ แล้วมีอะไรอีก ” คำถามของคนตรงหน้าทำให้ผมนิ่งคิด

จริงๆมันก็มีอีกหลายเรื่อง แล้วผมก็อยากจะให้มันออกกฏระหว่างเราด้วย อย่างเรื่องที่ว่าต้องทำตัวแบบไหนตอนที่เจอกันข้างนอก

“ ทำเหี้ยอะไรกันอยู่วะ ” เสียงของคนคุ้นเคยเอ่ยทัก ผมที่กำลังคิดประโยคพวกนั้นถึงกับหายลับไปจากสมอง ร่างหนาที่เดินเข้ามาผมคุ้นตาดี สายตาเรียวเล็กที่หรี่มองมาอย่างจับผิดและดูหาเรื่อง ตอนนั้นไอ้คนที่อยู่ตรงหน้าก็ออกตัวก่อนแบบไม่ใยดี

“ สูบบุหรี่ ” มวนบุหรี่ที่ใกล้หมดถูกยื่นขึ้นมาให้เพื่อนตัวเองดู แล้วในตอนนั้นดีนก็มองมาทางผม และใช่ มันต้องการคำตอบผมรู้

“ ก็สูบหรี่ ” ผมบอกก่อนจะมองลงไปบนพื้นทั้งๆที่ไม่มีก้นบุหรี่อะไรเลย เป็นวินาทีที่หัวใจของผมสบถออกมาว่า ‘ ชิบหาย แล้วทำไมเลือกไม่มีสักมวน ’  แต่นั่นก็ก่อนที่ไอ้อาร์มจะโยนบุหรี่ของตัวเองลงพื้นแล้วบี้มันด้วยรองเท้าผ้าใบที่ใส่อยู่  มันเดินออกไป

“ มึงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ”

“ เพิ่งถึง ” ดีนตอบรับเพื่อนตัวเองที่เดินสวนตัวเองออกไปสั้นๆ อีกฝ่ายผละสายตาออกไปจากผม มันเดินตามเพื่อนของมันไป
 
“ แล้วกินคนเดียวไม่ได้หรือไงละสัด ทำไมต้องให้กูไปกินเป็นเพื่อนตลอด ”

“ ก็เรากินข้าวด้วยกันมาตั้งแต่ม.ต้น ”

“ เกี่ยวเหี้ยอะไรกัน ”

“ แล้วมึงไปยืนสูบบุหรี่เหี้ยอะไรตรงนั้น นั่นมันเพื่อนไอ้สัดเบสนะ สูบลงได้ยังไงวะ ” บทสนทนาที่ไกลออกไปเรื่อยๆดังแว่วมาให้ได้ยิน ผมที่ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ในวินาทีนั้นราวกับลอดพ้นมรสุมใหญ่ของชีวิตแบบหวุดหวิด ขาของผมเดินออกมาจากทางหลังตึกช้าๆหลังจากปรับสีหน้าให้เป็นปกติ  ผมเดินตามหลังไอ้คนพวกนั้นออกมา ที่ก็ได้ยินร่างสูงตอบคำถามก่อนหน้านั้น

“ มันมาสูบก่อนกูแล้วมึงจะให้กูไล่มันหรือไงละสัด ”

“ ก็ใช่ไง ”

“ ช่างมันบ้างเถอะน่า อย่าไปสนใจเลย เออ แต่เดี๋ยวนะ ”

“ อะไร ” ดีนหันมามองเพื่อนตัวเอง ที่ชะงักขาหยุดยืนอยู่นิ่ง

“ เหมือนกูจะลืมของ มึงขึ้นไปต่อคิวร้านข้าวที่จะซื้อก่อนเลยไป ”

“ ร้านข้าวป้านะ ”

“ อื้ม ” แผ่นหลังหนาที่เดินออกไป ผมหยุดชะงักฝีเท้าที่กำลังจะเดินออกจากซอกตึก เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีของอะไรที่ลืมหรอก และแน่นอนว่าการเดินกลับมาครั้งนี้มันต้องการจะคุยกับผม

“ มีอะไร ” ถามออกไปตอนที่อีกฝ่ายกำลังทำทีเป็นเดินผ่าน

“ รู้มั้ยว่าที่กูต้องสูบบุหรี่ตั้งแต่เช้า มันเป็นเพราะว่าแก้มหอม ไม่ชอบกลิ่นบุหรี่น่ะ ”

“ แล้วจะบอกกูทำไม ”

“ ก็อยากให้มึงรู้ไว้ เผื่อมึงจะได้ไปบอกไอ้เบส ” สายตาคมเหลือบมองกันยิ้ม “ เพราะกูแม่งโคตรอยากจะบอกเรื่องของมึงกับไอ้เบสไอ้ดีนเลย ”

“ Kเอ้ย ” พูดออกไปเสียงไม่ดังนักกับอีกคนที่เดินยิ้มออกไปอย่างมีความสุข เมื่อคืนความรู้สึกที่เหมือนจะถือไพ่เหนือกว่านั้นได้พังทลายลงอย่างย่อยยับ  “ สักวันกูจะหาเรื่องมาขู่มึงบ้างไอ้สัด รับร้องว่าต้องพูดไม่ออกแน่นอน จำเอาไว้ ”


ผม สัญญากับตัวเองไว้แบบนั้นครับ

 
............................................................


ช่วยให้กำลังน้องเมี่ยง
ฝากติดตาม และฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ในทวิตด้วยนะคะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านแล้วคอมเม้นท์   หนมมี่จ้า
 :katai2-1:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3587
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
อ้าว.... ซวยแล้วหนูเมี่ยง ถ้าเพื่อนรู้ความจริงเข้าล่ะก็  :ling3:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

แม่ม....ทะเลาะกันเด็กน้อย-ิบหาย

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1876
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
ความซวยมาหาเมี่ยงได้ไงงง

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
ฟีลว่าเมี่ยงถูกอาร์มปั่นหนักมาก แล้วเมี่ยงก็บ้าบอดิ้นตาม

เอ็นดูความเมี่ยง คือมีความย้อนแย้งและร้อนตัวตลอดเวลา 5555
อาร์มเหมือนมาเหนือน่ะ คือยังไงก็ไม่แพ้แน่นอน

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
ตอนที่ 4


สื่อการสอนภาษาอังกฤษของภาควิชาบริหารในช่วงเช้าค่อนข้างน่าเบื่อ มือของผมค้ำอยู่กับโต๊ะที่นั่งพลางมองหน้าจอโปรเจ็คเตอร์ด้านหน้าทั้งๆที่ในใจมีเรื่องที่ให้ขบคิดอยู่ตลอด และหนึ่งในนั้นก็คือ ใบหน้าเหี้ยเปื้อนยิ้มของไอ้สัดอาร์มที่ลอยไปลอยมาเหมือนผีไม่ได้ส่วนบุญอยู่ในส่วนนึงของสมอง

ภาพตอนอีกคนกำลังยิ้มแล้วก็หัวเราะสะใจกันที่เห็นผมตกหลุมพลางมันอย่างจัง ไม่นับประโยคท้ายทายนั่น ที่ก็คงอยากจะบอกเรื่องของผมเสียเต็มประดา

“ อย่าให้ถึงทีกูบ้างก็แล้วกันไอ้สัด กูจะเหยียบมึงให้จมเลย ไม่รอดแน่ ”

“ บ่นเหี้ยอะไรของมึง งุ้งงิ้งอยู่นั่น ” คนที่นั่งข้างกันเอียงตัวเข้ามาใกล้ก่อนจะกระซิบ ผมที่เหลือบไปมองทางเพื่อนตัวเอง ณ ขณะนั้นก็เผลอคิดอะไรบ้างอย่างตอนที่จ้องมองใบหน้านั้น

“ เจ้ย ”

“ ว่า ” อีกฝ่ายตอบรับแบบสนใจ

“ ทำไมหน้ามึงเหมือนหมาจังวะ ”

“ ไอ้ควาย ” มันพูดออกมาแบบเสียงไม่เบานัก ผมก็ได้แต่ยิ้มก่อนจะปิดปากหัวเราะถูกใจอยู่คนเดียว

ก็มันให้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ ไอ้เจ้ยหน้าเหมือนลูกหมามาก แต่หมาพันธุ์อะไรอันนี้ผมก็ไม่สามารถบอกได้ แต่ในความรู้สึกคือมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ขนาดไอ้เบสยังชอบบอก ไอ้เจ้ยมีใบหน้าแบบ ถ้าแลบลิ้นออกมาแล้วพูด ‘ แฮ่กๆ ’ ก็คือใช่เลย

“ หมาพ่อมึงสิสัดเมี่ยง ”

“ บ้า ” ผมส่ายหน้าด้วยแววตาใสซื่อ “ พ่อกูไม่เลี้ยงหมา ”

“ ถามดีๆเสือกกวนตีน กูแม่งไม่น่าทัก ” คนพูดถอนหายใจออกมาพลางส่ายหน้าไปมาอย่างเสียความรู้สึก “ น่าจะปล่อยให้มึงเครียดตายไปเลยไอ้สัด ”

“ แล้วมึงเป็นเหี้ยอะไร ทำไมชอบเสือกเรื่องกูนัก ”

“ ช่วยเรียกว่าห่วงใยได้มั้ย ” เจ้ยมันท้วง

“ ที่มันมีเส้นบางๆ กั้นไว้กับคำว่าเสือกอะนะ ”

“ จ้า ไอ้หน้าเหี้ย ”  ตอบรับด้วยรอยยิ้มให้กันและกัน เราหัวเราะแบบไม่ออกเสียง ก่อนที่อีกคนจะยื่นมือเข้ามาตบลงกลางหัว “ ส้นตีน ”

“ ว่าแต่ถ้ากูเล่าเรื่องของกูให้มึงฟัง มึงแม่งจะช่วยได้เหรอ ”

“ เรื่องอะไร ” อีกคนถามกลับด้วยท่าทีงงๆ

“ ก็เรื่องที่กูเครียดอยู่ไง ”

“ อ้ออออออออออ แสดงว่าเครียดอยู่จริงๆ ” สายตากลมนั่นเหล่มอง ผมก็ได้แต่พยักหน้ารับจำยอมรับ

“ อื้ม ”

“ มันก็ไม่แน่หรอก มึงก็พูดมาก่อนสิ ถ้ากูให้ความคิดเห็นได้กูก็จะให้ แต่ถ้าให้ไม่ได้ กูก็จะปล่อยเบลอไปจ้ะ ”

“ K ” สบถแค่นั้นพร้อมกับคนข้างกันที่ก็แค่ยักคิ้วให้อย่างไม่รู้สึกถึงความเดือดร้อนแทนกันแต่อย่างใด “ คือกูแค่อยากรู้ว่าว่ามันมีวิธีอะไรบ้าง ที่ทำให้คนที่เราเจ็บใจ มันเจ็บใจบ้าง ”

“ คือ..” เจ้ยมันลากเสียง ผมก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ด้วยความสนใจ

“ ยังไงๆ มึงมีวิธีเด็ดๆใช่มั้ย ”

“ ไม่สัด กูแค่จะบอกว่า มึงพูดเหี้ยอะไรของมึง ไม่เข้าใจเว้ย ”

“ ควาย ” มือที่ยกขึ้นเกาหัวตัวเองทันทีในตอนที่สบถ เอาจริงๆมันก็ไม่รู้หรอกว่าต้องอธิบายอีกคนว่ายังไง ไอ้เจ้ยไม่ใช่คนโง่ ถ้าพูดออกไปตรงๆมันก็คงรู้ เพราะงั้นก็ต้องปรึกษาแบบไม่พาดพิงถึงคนพวกนั้นสักประโยค “ คือมันเป็นเรื่องของเพื่อนกู ”

“ อ่าห๊ะ ”

“ กูจะสมมุติให้มึงฟังนะ แต่มันไม่ใช่เรื่องจริง ”

“ อื้ม ”

“ ไม่ใช่เรื่องจริงนะ ” ผมย้ำ

“ เออ รีบพูดมาไอ้สัด ก่อนที่กูจะคิดว่ามันคือเรื่องจริง แล้วมันก็คือเรื่องของมึง ไม่ใช่เพื่อนอย่างที่อ้างอยู่ ”

“ ไม่ใช่เรื่องจริงเว้ย  เรื่องของเพื่อนด้วย คือสมมุติว่าถ้ามึงแม่งหมั่นไส้ใครสักคน คนที่มันเหนือกว่ามึง คนที่มันกุมความลับมึงอยู่ มันมีวิธีไหนบ้างวะที่จะทำให้เราอยู่เหนือคนแบบนั้นบ้าง เพราะกูไม่อยากจะเป็นฝ่ายเดียวที่โดนรังแก ”

“ คนแบบนั้นสำหรับกู คือมิ้งไง ” ชื่อแฟนสาวของอีกคนถูกพูดขึ้นมา “ คนที่กูอยากจะอยู่เหนือมันบ้างก็มีแค่คนเดียว นั่นก็คือเมียกู ซึ่งถามว่ากูเคยอยู่เหนือมันบ้างมั้ย คำตอบคือไม่ครับ ไม่เคยเลย อยู่ใต้อำนาจมันตลอด เจ้ยซื้อข้าวมาให้ด้วย เจ้ยลงไปซื้อผ้าอนามัยให้หน่อย เจ้ย เจ้ย เจ้ย เจ้ยอยู่นั่นทั้งวัน ไอ้สัด”

“ ใจเย็นนะเพื่อนนะ ” ผมเอื้อมมือไปบีบมือมัน “ คือมึงต้องหยุดอินก่อน กูไม่ได้พูดถึงคนที่อยู่ในฐานะเมีย หรือแฟน กูพูดถึงคนอื่น คนที่มันเป็นอริกับมึง ”

“ เหมือนไอ้เบสกับสัดดีนอะนะ ” คำพูดนั้นชวนให้ผมนิ่งค้างก่อนจะพยักหน้ารับ

“ ก็ ก็ประมานนั้น ”

“ งั้นกูก็ไม่ทำอะไรอะไอ้สัด กูจะปล่อยมันไป แล้วกูก็จะอยู่เฉยๆของกู ไม่อยากทะเลาะด้วย เพราะแม่งปัญญาอ่อน ”

“ ไม่เอาสิ มึงต้องสู้มันสักหน่อยนะเว้ย มึงจะปล่อยมันไปเฉยๆไม่ได้สิ  ” ผมเถียง แต่นั่นก็เหมือนจะทำให้เจ้ยยิ่งขมวดคิ้ว

“ อะไรของมึง หรือมึงไปมีเรื่องกับพวกไอ้สัดดีน ”

“ ไม่เลยเว้ย ” ผมส่ายหน้า “ เปล่าเลย คือ คือกูหมายถึงว่ามึงจะปล่อยให้มันมามีอำนาจเหนือมึงอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ไง เข้าใจใช่มั้ย  คนเราจะยอมอยู่ใต้อาณัติคนอื่นไปทำไมไอ้สัดจริงมั้ย ”

“ แล้วปัญหาของมึงคืออะไร ”

“ ก็คือกูอยากจะอยู่เหนือมันบ้างไง ” ผมบอกก่อนจะถอนหายใจ “ แต่กูไม่รู้จะทำยังไง เพราะกูไม่มีเรื่องอะไรไปต่อรองกับมัน ” ส่วนเรื่องที่พอจะต่อรองได้ก็เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่เลยด้วย

“ แล้วมึงไม่รู้ความลับของมันเลยเหรอ ”

“ ไม่รู้ ” ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับคำตอบ “ กูไม่รู้ความลับอะไรเลยเกี่ยวกับตัวมันเลยสักอย่าง ”

“ งั้นมึงมีน้องมั้ยละ ” คนข้างกันหันมาถามเสียงเรียบ ผมก็ได้แต่ส่ายหน้า

“ กูมีแค่พี่สาว ”

“ งั้นก็ดีเลย ” ไอ้เจ้ยยิ้มตอนที่ได้ยิน ท่าทางมันในตอนนั้นทำให้ผมคิดอะไรขึ้นมาได้

 “ นี่มึงอย่าบอกนะ ว่าจะให้พี่สาวกูไปคบกับมัน ”

“ ก็ฉลาดนี่สัดเมี่ยง ”

“ Kเถอะเพื่อนเจ้ย พี่สาวกูมีแฟนแล้ว แถมปีหน้านี้เค้าก็จะแต่งงานกันแล้วด้วย ”

“ อ้อเหรอ เสียดายเลย ”

“ เสียดายเหี้ยอะไร ต้องบอกว่าดีแล้ว  เพราะกูไม่มีความคิดที่จะดองญาติกับคนแบบนั้นเลยไอ้สัด ” หันไปเถียงด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถอนหายใจ “ วิธีเหี้ยอะไรของมึง คือถามจริง มันไม่มีวิธีที่มันดีกว่านี้แล้วเหรอไงวะ ”

“ ก็นี่ไงวิธีที่ดีที่สุด หรือไม่นะมึงก็จีบมันเลย ถ้ามันเป็นผัวมึง ทุกอย่างก็จบ ยังไงแม่งก็ต้องฟังมึงอยู่แล้ว เถียงไม่ได้ด้วย เหมือนกูกับมิ้งไง ”

“ คือกูต้องเอาตัวกูเข้าแลกขนาดนั้นเลย ” หันไปถามอีกคนเสียงจริงจังไอ้สัดเจ้ยมันก็หัวเราะก่อนจะพยักหน้ารับตามคำพูดนั้นของผม

“ คือกูพูดจริงนะเว้ยเมี่ยง นี่แหละทางที่มึงจะเหนือกว่ามันในกรณีนี้ ก็มึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวมันเลย จุดอ่อนอะไรก็ไม่รู้ จริงมั้ย ”

“ อื้ม ” ผมพยักหน้ารับ

“ เพราะงั้นการเป็นแฟนกันก็ถือเป็นทางหนึ่งที่ดี เวลาคนเราคบกันมันต้องเกรงใจกันอยู่แล้ว เหมือนกูกับมิ้งไง แล้วกูว่าแม่งก็ดีนะ จากศัตรูกลายมาเป็นคนรัก เพราะพอพักรับ ก็พบรักกันเลยไงจ้า ”

“ ไปจ้ากับพ่อมึงสัดเจ้ย กูจะอ้วก ” หันไปบอกคนที่นั่งข้างก่อนจะยกมือขึ้นเท้าคางตัวเอง อย่าคนคิดอะไรไม่ออก เพราะพอจินตนาการว่าชีวิตหนึ่งนี้ต้องได้คนแบบไอ้สัดอาร์มมาเป็นเมีย ก็รู้สึกเหมือนจะอ้วกขึ้นมาแบบทันทีอย่างไร้เหตุผล  ไม่ต้องคิดถึงว่าเราต้องจูบ โอบกอด หรือต้องทำอะไรที่มันมากกว่าคนทั่วไปทำกัน ในฐานะคนรัก

แววตาที่เหมือนหาเรื่องต่อยกันอย่างงั้น แค่คิดว่ามันอาจจะเดินเข้ามาหาผมในตอนที่เรางอนกัน ดัดเสียงสองแบบที่ชอบพูดกับแมว แต่เอามาพูดกับผมแทนว่า ‘ เมี่ยงอะ อาร์มจะงอนแล้วนะ ’ ความรู้สึกตอนที่มันออดอ้อนกันอย่างงั้น เพียงแค่คิด ขนทั้งตัวก็เหมือนจะลุกซู่คิดมาอย่างไร้สาเหตุ

“ หึ้ยยย ขนลุก พอๆ ไอ้สัดเลิกคิด เลิกๆ ”

“ อะไร มึงคิดเหี้ยอะไรอยู่ ” เจ้ยถามตอนที่เห้นผมส่ายหน้าไปมาอยู่คนเดียว 

“ กำลังคิดว่าไอ้เหี้ยนั่นเป็นเมียกูมันจะเป็นยังไง ซึ่งมันแบบ..” ผมหลับตาอย่างอยากลืมภาพจำทั้งหมด “ อย่าให้พูดเลยสัด อย่าให้ชีวิตกูต้องมาเจอกับเหี้ยอะไรแบบนั้นเลย ”

“ ขนลุกมากเลย ”

“ มาก  เพราะกูแค่จินตนาการว่ามันใส่ขาสั้นแล้วเข้ามานั่งบนตักกู กูก็จะอ้วกแล้ว เพราะงั้นอย่าเลย ”

“ ก็แล้วทำไมไม่คิดว่ามึงเป็นเมียมันละ ให้มันอะเป็นผัวมึง ”

“ ไม่เอาเว้ย ” เถียงกลับไปแบบตาตั้ง อีกคนก็หลุดหัวเราะ ไอ้เจ้ยเอื้อมมือมาหยิกแก้มผม พร้อมกับเสียงสองที่มันชอบพูดใส่กันในเวลาแสดงท่าทางแบบนี้

“ แหมมม ก็น้องเมี่ยงของพี่เจ้ยน่ารักจะตายไป ขาวๆ นุ่มๆ ฟูๆ น่าเอ็นดูออกน้าค้าบบ ”

“ นุ่มฟูเหี้ยอะไร ไม่เอาเว้ย กูจะหาลูกสะใภ้ให้แม่ ไม่หาลูกเขย ไอ้สัด ” ปัดมืออีกคนออกด้วยเสียงจริงจัง แต่เหมือนไอ้เจ้ยจะยังไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ มันเบิกตากว้างแล้วเกร็งค้างไว้อย่างงั้นพร้อมกันรอยยิ้มกวนตีน

“ แล้วถ้าอย่างงั้นมันมีหลานรักมั้ยละ ไม่ก็น้องสาว น้องชาย ถ้ามีนะ มึงก็หาหลานตัวเองสักคนไปจีบแม่งเลยดีมั้ย เพราะพอคนที่มันรัก รักกับคนที่มันเกลียด มันก็ต้องหงุดหงิดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แล้วยิ่งเห็นว่ารักกันมากก็ยิ่งหงุดหงิด กูว่ามึงลองหาไว้ก็ดีนะ ใครสักคนที่มันรักน่ะ ”

“ ใครสักคนที่มันรักเหรอวะ ”

ผมทวนประโยคที่เพื่อนสนิทพูด ก่อนที่ใบหน้าของเจ้าแมวตัวกลมสีขาวจะปรากฏขึ้นในสมองส่วนฝั่งของความทรงจำ พร้อมกับใบหน้าเหี้ยๆของผู้เป็นเจ้าของตอนที่ผมเอ่ยพูดกับมันเมื่อเช้าว่า นายท่านกับแก้มหอมกำลังกิ๊กกันอยู่  ท่าทางหัวเสียอย่างขีดสุดที่อยู่ๆก็เสียงดังขึ้นมาอย่างรับไม่ได้ในตอนนั้น 

“ ใช่เลยสัดเจ้ย แผนมึงนี่แหละ โคตรเวิร์ค ”

“ มึงคิดออกแล้วเหรอ ”

“ ใช่ แล้วมันก็เป็นแผนที่เด็ดมากเลย ”

“ งั้นก็จัดการ ” มือที่ถูกยื่นมาให้ เราจับมือกันก่อนจะพยักหน้ารับแบบพร้อมเพียง แต่ในตอนนั้นสัดเจ้ยมันก็พูดขึ้นอีก

“ แต่ถ้าไม่เวิร์คก็ลองไปเป็นเมียมัน จะได้กุมอำนาจของมันทุกอย่าง ”

“ K กูไม่ยอมเป็นเว้ย เพราะถ้าเป็น ฐานะเดียวที่กูจะเป็น ก็คือผัว จำไว้ ” ย้ำอีกคนเป็นคำตอบอย่างมั่นใจ

ผมไม่สนใจอะไรอีกแล้วในตอนนี้แม้แต่สีหน้าของเพื่อนที่ถอนหายใจออกมาอย่างไม่เชื่อกัน เพราะในสมอง มันคิดจินตนาการไปถึงแต่ไอ้นายท่านแมวสุดหล่อของผมที่กำลังกอดจูบแล้วก็เลียขนให้เจ้าแก้มหอมแมวสุดที่รักของอีกคน และที่สำคัญ ถ้ามันรักกันจริงๆ แล้วเจ้าแก้มหอมท้องละก็...

“ ถ้าลูกสาวสุดที่รักต้องมาเป็นเมียของลูกชายคนที่เกลียด มึงต้องอกแตกตายแน่นอนเลยไอ้สัดอาร์ม  ”

“ ห๊ะ ? มึงว่าอะไรอาร์มๆนะ ”

“ อาร์มเหี้ยอะไร ” ผมเถียงตาโตแบบคนเลิ่กลั่ก “ กูแค่ร้องเพลง ”

“ ร้องเพลง ? ”

“ ใช่ ก็ อังอังอัง ตดเตะโมะดาอิซุกิ .. โดราเอม่อน ” เพลงเดียวที่นึกออกร้องออกไปแบบนั้นอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เหมือนว่าจะได้ผล ไอ้เจ้ยดูนิ่งไปเลย คงไม่ทันได้ตั้งรับกับเหตุการณ์นี้

“ เมี่ยง ” มือนั้นเอื้อมมาจับที่ไหล่ผม “ หาหมอบ้างนะ สมองมึงเริ่มดูมีปัญหาขึ้นเยอะเลยว่ะช่วงนี้ ”

“ ไอ้สัด ” ปัดมือของมันออกจากไหล่ ผมหันไปมองหน้าห้องเรียนก่อนจะยิ้มขึ้นมากับตัวเอง ก็แค่ดีใจมากเกินไปหน่อยที่เห็นทางสว่างของการเอาคืนมันก็เท่านั้นเอง แล้วมันจะแปลกอะไร

แต่ว่า แมวจะให้ความร่วมมือด้วยมั้ย
อันนี้ ก็เหมือนจะเป็นอีกเรื่องนึง


“ กลับมาแล้วครับผมมมมมม ” ลากเสียงออกไปทักทายในตอนที่เปิดประตูคอนโดเข้าไปในห้อง แต่ทว่าแมวร่วมห้องกลับไม่มีการส่งเสียงอะไรตอบกลับมาเลยสักคำ เจ้าตัวลายย้ายที่นั่งจากคอนโดแมวในตอนที่ผมออกไปมาเป็นโซฟาสีน้ำตาตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องพร้อมกับหางตาที่มองกันคล้ายกับจะติเตียน เพราะเหมือนว่าผมจะมาขัดเวลาเลียขนอันมีค่าของมัน “ คือช่วยมองกันแบบเป็นมิตรจะได้มั้ย ”

ผมวางของลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินมานั่งลงข้างๆอีกตัวที่ก็พอยื่นมือเข้าไปจะอุ้ม นายท่านก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินหนีไปตรงประตูตรงระเบียงที่ปิดสนิททันที มันนั่งลงตรงนั้นส่ายหางยาวกลมไปมา แววตาก็เอาแต่มองออกไป

“ มึงอยากออกไปข้างนอกเหรอนายท่าน ”

“ เมี๊ยว ” เสียงแรกที่ได้ยินตอบกลับมา ผมถึงขึ้นตาโตในตอนที่นายท่านมาตะบบมือเข้ากับประตูบานเลื่อนนั้น มันส่งเสียงออกมาอีกครั้ง “ เมี๊ยว ”

“ มึงร้องแล้ว มึงร้องจริงๆด้วย เอ้ยยยย มึงร้องแล้ว ” ผมดึงตัวเองเข้าไปมองอีกคนด้วยความรวดเร็วตอนได้ยินเสียงนั้น รอยยิ้มที่ปิดไว้ไม่มิดทำให้นาท่านถึงกับถอยหลังห่างออกไปด้วยความกลัว ตอนที่ผมลุกขึ้นมานั่งลงข้างๆมัน “ ไม่ต้องกลัวน่า กูไม่ได้ดูน่ากลัวเลยใช่มั้ย ให้ข้าวมึงกินทุกวันด้วยนะ ” เอื้อมมือไปลูบหลังมันเบาๆอีกคนก็นิ่ง “ ไหนเมี๊ยวอีกที เมี๊ยว  ร้องให้กูชื่นใจหน่อย ให้กูรู้สึกแน่ใจว่ามึงไม่ได้เป็นใบ้อย่างที่ไอ้สัดข้างห้องนั้นว่า เมี๊ยวสิ เมี๊ยว ”

“ เมี๊ยว ” ย้ำกันด้วยเสียงที่มันพร้อมกับสายตาที่บอกกันว่า ก็ไม่ใช้น่ะสิไอ้โง่ แตถึงอย่างงั้นผมก็ยังยิ้มกว้าง พร้อมกับลูบหัวมันเบาๆ ผมเกาคาง

“ เดี๋ยวจะเกาคางให้นะ ชอบเปล่า เกาคาง ” นายท่านหลับตาพริ้มเชิดหน้าให้ผมเกาคางอยู่ไม่นาน ก่อนจะลุกขึ้นเอาตัวมาถูไถกัน มันย้ายตัวเองไปนั่งตรงประตูระเบียงอีกครั้ง สายตามองไปที่ด้านนอกพร้อมกับร้องออกมา

“ เมี๊ยว ”

“ โอเค อยากออกไปสูดอากาศสินะ ” ไม่มีคำตอบว่าเมี๊ยวอีกแต่ไม่คิดว่าจะใช่ เพราะนอกจากจะไม่ดื่มด่ำกับอะไรอย่างที่คิดแล้ว มันยังแค่พาตัวเองไปนั่งอยู่ตรงฝั่งระเบียงที่เห็นห้องติดกัน ห้องของน้องแก้มหอมคนสวย “ ฮั่นแน่ มึงนี่ร้ายน้า แอบมองสาวข้างห้องด้วย ”

“ เมี๊ยว ” ตอบกันเสียงเบาๆในตอนที่ผมนั่งย่อตัวลงข้างๆ เรามองไปที่ห้องข้างๆพร้อมกัน และเหมือนว่าทางนั้นจะเปิดประตูระเบียงเอาไว้ด้วย เพราะผมเห็นชายผ้าม่านที่ปลิวโต้ลมไปมาเบาๆ

“ นี่นายท่าน ” ผมหันไปมองแมวตัวเอง ที่ก็หันกลับมามองอย่างรู้ชื่อตน “ กูจะบอกอะไรให้นะ ถ้ามึงอยากจะเจอน้องแก้มหอม มึงต้องแสดงตัวตนนะ มึงต้องเมี๊ยวให้เสียงดังๆเพื่อเรียกเค้าให้ออกมา มึงจะมาเมี๊ยวอยู่ในลำคอแบบที่พูดกับกูไม่ได้หรอกนะ เพราะมึงรู้อะไรมั้ยว่าแม้แต่ในโลกของมนุษย์อะ คนที่มันไม่ค่อยพูด มันก็ไม่ค่อยมีเมียหรอก สมัยนี้มันหมดยุดคนซึนเท่ากับเท่ห์แล้วจะบอกให้ เพราะงั้นถ้ามึงชอบมึงต้องเปิดเผย เมี๊ยวออกไปเลยเสียงดังๆ เมี๊ยว! ”

“ ประสาท ” เสียงทุ้มจากฝั่งตรงข้ามที่พูดออกมาพร้อมกับขาที่ก้าวเดินออกมาตรงระเบียง ในอ้อมกอดของร่างสูงคนข้างห้องนั้นมีเจ้าแก้มหอมขนนุ่มอยู่

“ เมี๊ยว ” ท่าทางที่ดูดีใจของมัน กระโดดลงจากตัวเจ้านายทันทีก่อนจะมานั่งจุ่มปุ๊กลงตรงขอบระเบียงตรงข้ามกับเจ้านายท่านแบบพอดี  “ เมี๊ยว ” เสียงใสนั่นร้องทักอีกครั้ง ท่าทางที่ดูเหมือนกำลังยิ้มกว้าง และเอ่ยออกมาเสียงใส ‘ นายท่าน ’

“ อ้าว คิดว่าเปิดระเบียงทิ้งไว้ ” เอ่ยทักอีกคนที่ก็ยังคงนิ่งตามนิสัย “ มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ก่อนกูอีกเหรอ ”

“ เพราะกูไม่ได้นั่งตะกละเหมือนใครบางคนที่กินทั้งชาเย็น ข้าวหน้าหมู แล้วก็ยังมีเกาเหลาต้มยำอะไรนั่นอีก ”


ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
“ เชี้ย รู้ได้ไงวะ ” ผมถึงกับผงะไปในตอนที่อีกคนพูด แต่เหมือนฝั่งตรงข้ามจะรู้สึกดีเอามากๆ ไอ้อาร์มถึงขั้นยกยิ้ม เหมือนตัวเองเหนือกว่า แต่มีเหรอที่ผมจะยอมแพ้  “ หรือว่า...”

“ อะไร ” มันเลิกคิ้วถามกัน

“ หรือว่ามึงแอบชอบกู มึงก็เลยเฝ้าการติดตามของกูตลอดเลย แต่บอกไว้ก่อนนะ กูไม่เป็นเมีย  แล้วที่สำคัญ รักกูก็ต้องรักนายท่านด้วย ”

“ แง้ว ”

“ แก้มหอมขาก็เห้นด้วยใช่มั้ยครับ หรือว่าหนูกำลังจะบอกพี่ว่า หนูรักนายท่านค่ะ แบบนั้นใช่มั้ยครับ ”

“ เมี๊ยว ” เจ้าตัวน่ารักตอบ ผมก็ได้แต่ยิ้มกว้างแล้วก็พยักหน้ารับอยู่อย่างงั้น ก่อนจะหุบยิ้มลงตอนได้ยินเสียงเจ้าของพูดขัด

“ เหี้ยอะไรของมึง ” สีหน้าจรังจังพูดขัด “ กูก็แค่เดินผ่านโต๊ะมึงตอนที่ไปโรงอาหารหลังเลิกเรียนแล้วก็เห็น มันก็แค่นั้น ”

“ กูไม่เห็นจะเห็นมึงเลยสัด โกหกเปล่า ”

“ โกหกเหี้ยอะไร ” อีกฝ่ายเริ่มเถียงเสียงจริงจังแบบไปไม่เป็น “ แล้วมึงจะเห็นได้ยังไง ก็มึงเล่นก้มหน้าก้มตาแดกไม่ดูอะไรเลย ” คำพูดนั่นทำให้ผมเผลอคิดถึงตัวเองเมื่อช่วงเที่ยงผ่านมาไม่ได้ จะว่าไปก็จำได้ว่าหิวมาก ตอนที่ได้ของกินมาหลังจากต่อแถวซื้อ ผมก็เล่นก้มหน้ากินไม่มีหยุดเลย “ ตะกละชิบหาย ”

“ กูแค่หิวมากเกินไปไอ้สัด มึงไม่เคยหิวมากๆเหรอไง ”

“ เคย แต่ไม่เคยตะกละอย่างงั้น ”

“ K ” พูดออกไปแบบไม่เบานัก อีกคนก็ยกยิ้มขึ้นมาก่อนจะก้มหน้าลงไปมองแมวตัวเอง มือที่ทำทีจะคว้าอุ้มเจ้าแก้มหอมที่ยังคงจ้องมองนายท่าน ผมมีความรู้สึกต้องรั้งอีกฝ่ายไว้ให้นานกว่านี้สักหน่อย แต่แน่นอนว่าไม่ได้เพ่อตัวเองแต่อย่างใด ผมแค่อยากจะสานสัมพันธ์ให้แมวทั้งสองตัวผูกมิตรกันไว้ให้มากๆ “ นี่ คุยกันหน่อยน่า มึงจะรีบเข้าห้องไปไหน ”

“ คุย ? ” อีกคนทวนคำพูด “ มึงนี่อะนะจะชวนกูคุย ”

“ ใช่ ก็จะแปลกอะไร เรามันคนข้างห้องกัน ” แต่นั่นแหละที่แปลก อริที่ไหนมันจะชวนคุยกัน แค่คิดว่ามันไม่แปลก ก็นั่นแหละที่โคตรจะแปลกแล้ว “ คือ มึงกลับมานานแล้วเหรอ ”

“ ก็นานพอจะได้ยินมึงพูดกับไอ้แมวนั่น ว่าให้เรียกชื่อลูกกูดังๆ เพราะแม้แต่ในโลกของมนุษย์ก็ยากที่คนไม่พูดจะมีเมีย ”

“ จุดไคลแมกซ์ด้วยนะ ” บ่นเบาๆกับตัวเอง ก่อนอีกฝ่ายจะเหลือบตามองกัน

“ ทำไม ”

“ เปล๊า แต่มึงดูเก็บรายละเอียดจังเลยว่ะ ” ผมว่าเย้า “ คือไม่ใช่ว่าได้ยินเสียงกูตอนเข้าห้อง แล้วมึงก็มายืนแอบฟังอยู่ตรงประตูระเบียงหรอกนะ ”

“ แล้วทำไมกูต้องทำอะไรแบบนั้น ” สายตาที่ถามแบบสงสัย อาร์มเลิกคิ้ว

“ ก็ไม่แปลกที่กูจะคิดเปล่าวะ ก็มึงดูให้ความสนใจกับชีวิตกูจัง ตั้งแต่สืบเรื่องกู แถมยังเอาหน้ากูไปเปรียบเทียบกับลูกสาวสุดที่รักของมึงอีก มันมีใครเอาสุดที่รักของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่เกลียดหรอกจริงมั้ย ”

“ ก็คือมึงจะยัดเยียดให้กูรู้สึกว่าชอบมึงให้ได้ ” อีกฝ่ายมองกันอย่างพิจารณา อาร์มมองผมยิ้มๆ “ หรือว่า.. มึงจะชอบกู ”

“ มึงจะบ้า! ” ผมเถียงกลับเสียงดัง อีกฝ่ายก็ยกยิ้ม  “ กูแสดงท่าทางเหี้ยอะไรให้มึงต้องคิดว่า กูจะรู้สึกอะไรแบบนั้น ”

“ ก็สิ่งที่ทำอยู่นี่ไง ” อาร์มมันบอกด้วยหน้าจริงจัง “ มึงพูดว่ากูสนใจมึง กูมองมึง หรือว่าจริงๆแล้ว มึงจะชอบกู แล้วกลัวจะเสียฟอร์มที่ชอบกูก่อน ก็เลยโยนมันมาให้กู ”

“ ชอบเหี้ยอะไร ” บอกปัดอีกฝ่ายเสียงดังจนไอ้นายท่านถึงกับเงยหน้าขึ้นมามอง

“ ร้อนตัวจังน้า ”

“ ไม่ได้ร้อนตัวเว้ย ” อีกฝ่ายยกยิ้มกับคำพูดของผม ที่ก็ทำได้แค่ถอนหายใจออกมาอย่างที่ไม่รู้จะแก้สถานการณ์ยังไง ทั้งๆที่ตั้งใจพูดออกไปให้มันติดกับแต่สุดท้ายก็เป็นตัวเองอีกครั้งที่ตกหลุมพลางนั่นซะเอง “ กูไม่ได้ชอบมึงสักหน่อย ”

“ กูก็ไม่ได้ชอบมึงเหมือนกัน ” อาร์มมันย้ำ “ กูแค่เป็นพวกไม่ชอบตกเป็นรองใคร เพราะงั้นกูเลยต้องสืบว่ามึงเป็นใครในตอนที่มึงเข้ากลุ่มไอ้เบสมา อย่างที่กูเคยบอก กูต้องรู้จุดอ่อนของศัตรู แล้ววันนี้ที่รู้มึงกินข้าวกับอะไร แล้วตั้งใจกินแค่ไหน นั่นก็เพราะว่า โต๊ะที่มึงนั่งมันอยู่ระหว่างทางเดินที่กูต้องเดินไปพอดีก็เลยเห้น แล้วที่กูได้ยินมึงพูดกับไอ้แมวนั่น มันเป็นเพราะแก้มหอมของกูปกติไม่ดิ้นเลยเวลากูกอด แต่วันนี้มันดิ้นลงจากตัวกู เพราะได้ยินเสียงระเบียงห้องมึงมันเปิดออก ทุกอย่างมันก็เท่านั้น ”

“ ตั้งใจอธิบายจังวะ ” ผมเลิกแขวะไม่ได้ อีกคนก็ยิ้ม

“ แน่นอนสิ  เพราะกูไม่อยากจะให้ใครเผลอคิดเข้าข้างตัว ” ประโยคตอบกลับที่ชวนให้นิ่งค้าง เหมือนถูกด่าว่าหลงตัวเองแบบอย่างสุภาพชน ร่างสูงก้มลงอุ้มเจ้าก้อนขน “ ป๊าว่าเราเข้าบ้านกันเถอะค่ะแก้มหอม เข้าไปกินข้าวกันดีกว่านะ เพราะอยู่ตรงนี้นานไปๆ เดี๋ยวใครเค้าจะเข้าข้างตัวเองคิดว่าป๊าไปชอบเค้าอีก ”

ก้มหน้าลงพูดกับแมวตัวเองแบบยิ้มๆ แต่เหมือนว่าน้องแก้มหอมจะไม่ได้คิดแบบนั้น เจ้าตัวกลมไม่ได้ขยับไปไหนเลยมันยังคงนั่งอยู่ที่เดิมอย่างงั้น แม่จะถูกช้อนตัวอุ้มแล้วก็ทำตัวย้วยเป็นของเหลวเพราะไม่อยากจะออกจากตรงนั้นไปไหน

“ ท่าทางมันยังไม่อยากจะเข้าห้องนะ มันยังอยากจะนั่งมองตากับนายท่านของกูอยู่ ”

“ ไปกันค่ะแก้มหอม ” มือหนาอุ้มเจ้าตัวขนนุ่มขึ้นมา แต่เหมือนมือเล็กๆของน้องแก้มหอมจะเร็วกว่า กรงเล็บนั่นตะบบรั้วไว้อย่างแข็งขืนพร้อมด้วยเสียงร้องเล็กๆเหมือนจะเถียงอีกฝ่าย

“ เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว ”

“ เห็นมั้ยมันไม่อยากไปจริงด้วย มันกำลังบอกมึงแน่ๆเลย ” ผมพูดอย่างจริงจังก่อนจะดัดเสียงสองในตอนที่จะเลียนแบบเสียงแมว “ ไม่ค่ะป๊า แก้มหอมไม่ไปไหนทั้งนั้น แก้มหอมจะนั่งมองนายท่านอยู่แบบนี้ ป๊าปล่อยแก้มหอมนะคะ ป๊าปล่อยแก้มหอมไป ”

“ แมวกูไม่น่าแรดได้ขนาดนั้น ”

“ แต่ท่าทางก็บอกอยู่น้า ” ลากเสียงยาวบอก อีกคนก็ถอนหายใจ อาร์มมันดึงมือของแก้มหอมที่ติดอยู่กับซี่กรงนั่นออก ก่อนจะเหล่มองผมอย่างจับผิด “ อะไร ”

“ นี่อย่าบอกนะ ว่าวิธีเอาคืนของมึงก็คือทำให้ลูกสาวกูกับลูกชายมึงชอบกัน เพื่อให้กูรู้สึกหงุดหงิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องยอมรับผลอย่างเดียว ”

“ มึงจะบ้า! ” เถียงออกไปแบบตาโต ในตอนนั้นคนฟังก็แค่ยกยิ้มก่อนจะส่ายหน้า

“ คิดไว้ไม่มีผิด ”

“ กูไม่ได้รู้สึกอย่างงั้นเลยสัด ใครมันจะคิดใช้วิธีนั้นกัน ”

“ ใช่ เพราะมันเป็นวิธีที่โคตรสกปรก เพราะมึงไม่ได้คิดถึงผลกระทบของแมวมึงเลย ว่ามันอาจจะเหงาหลังจากสูญเสียเพื่อนเล่นไป ในกรณีที่กูหงุดหงิดจนย้ายออกจากห้องนี้ มันที่อาจจะซึม แล้วก็ไม่รับแม้แต่เพื่อนใหม่ที่มึงซื้อมาให้ หนำซ้ำชีวิตมึงก็อาจจะอัปปีย์ขึ้นเป็นร้อยเท่าเพราะกูหมั่นไส้มึงมากจนบอกความจริงกับไอ้ดีนไอ้เบสไป แล้วก็ยังใส่ไข่ไปอีกนิดหน่อยว่ามึงนั่นแหละ วางแผนให้ไอ้ดีนทำหมดทุกอย่าง แล้วที่วันนี้มึงเข้ากลุ่มไอ้เบสมา มันก็แค่เพราะว่า มึงอยากจะยุยุงให้ทั้งไอ้เบสไอ้ดีนทะเลาะกัน ”

“ กูไม่ได้คิดเหี้ยอะไรแบบสักหน่อย มึงแม่งก็ช่วยอย่าคิดไปเองจะได้มั้ยวะ กูก็แค่พูดแหย่มึงเล่นๆเรื่องที่มึงชอบกูเองมั้ยละ แล้วทำไมมึงถึงคิดจริงจังไปถึงเรื่องที่กูวางแผนให้แมวสองตัวนี้มันรักกันไปได้ กูก็แค่เห็นว่ามันเหงา แล้วมันก็คงอยากจะเป็นเพื่อนต่อกัน ” พูดออกไปรวดเร้วจนเหมือนลิ้นจะพันกัน ผมหอบหายใจ “ มึงแม่งไม่เข้าใจคำว่าพูดเล่นเหรอสัดอาร์ม ”

“ กูเคยบอกมึงแล้วใช่มั้ย ” อีกฝ่ายนิ่ง ตอนที่เอ่ยพูดออกมา ท่าทางนั้นชวนให้ผมไม่กล้าสบตา

“ อะ อะไร มึงบอกอะไร ”

“ กูเคยบอก ว่าเวลามึงกังวลกับอะไร แม่งดูออกโคตรง่าย ” รอยยิ้มบนใบหน้าเรียบเฉยนั่นยกยิ้มมุมปาก “ แล้วกูขอแนะนำว่าให้มึงอยู่เฉยๆน่าจะดีกว่า แล้วก็จำเอาไว้ว่าด้วยว่า อย่าทำให้กูต้องหมดความอดทน ” ร่างสูงที่เดินหายเข้าไปในห้องหลังจากพูดคำนั้น พร้อมกับเสียงของเจ้าแมวตัวลายของผมที่เหมือนจะตะโกนออกไปอย่างที่สอน แต่ว่านั่นเหมือนมันจะช้าไปสักหน่อย

“ เมี๊ยว! ” นายท่านหันมองหน้าผมหลังเปล่งเสียงร้องออกไปด้วยสายตาที่เหมือนจะบอกว่า ‘ ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่มึงพูดเลยเมี่ยง ’ ไม่ก็ ‘ แก้มหอมไปแล้วละเมี่ยง ’ ซึ่งผมที่กำลังนิ่งอยู่ในตอนนั้นได้แค่คำถามเดียวอยู่ในใจ

“ ไม่มีทางเอาชนะแม่งได้เลยเหรอวะ ” หรือว่ากูต้องเอาตัวเข้าแลกจริงๆ

...................................................


ผมปิดประตูระเบียงลงหลังจากที่เดินเข้ามาแต่เหมือนการกระทำนั้นจะขัดกับความต้องการของเจ้าแก้มหอม แมวเปอร์เซียสีขาวกระโดดลงจากตัวผมทันทีที่ประตูระเบียงปิดลง สี่เท้าขาวปุกปุยตะกายขึ้นข่วนประตูนั่นแล้วส่งเสียงขัดใจมาให้กันอย่างเรียกร้อง

“ เมี๊ยว เมี๊ยว ” แววตานั้นหันมามองพร้อมด้วยเสียงเรียกร้อง เหมือนเด็กดื้อของผมกำลังบอก ‘ ป๊าขา เปิดประตูให้หนูหน่อย เปิดเดี๋ยวนี้เลยนะ แก้มหอมจะออกไป จะออกไปหานายท่าน ’

“ ป๊าไม่เปิดให้ค่ะ ” ผมเดินกลับมานั่งที่โซฟาแบบที่ไม่ยอมตามใจอีกฝ่ายเหมือนอย่างปกติ เจ้าตัวกลมนั่งจุ้มปุ๊กลงกับพื้นอย่างอ่อนใจ ก่อนจะส่งเสียงงอแงแล้วหันมามองกันอยู่สักพัก “ แก้มหอมขา มาหาป๊านี่มา ” ตบมือลงบนตักแต่เหมือนอีกฝ่ายจะยังงอน

“ แง๊ว ”

“ หึ ” เสียงที่ดูหงุดหงิดนั่นชวนให้ผมยิ้ม แล้วสุดท้ายก็ต้องจำใจลุกเดินไปอุ้มอีกตัวขึ้นมาแนบอก แก้มหอมหันหัวกลมๆซุกเข้าที่คาง พร้อมกับถูไถไปมาอย่างออดอ้อน

“ ป๊ารู้ค่ะ ว่าหนูอยากจะออกไปเจอมัน แต่หนูจะไปสนใจมันทำไมนักล่ะคะแก้มหอม มันไม่เคยสนใจหนูเลยนะ แล้วอีกอย่างป๊าก็ก็ไม่อยากตกเป็นรองใคร โดยเฉพาะไอ้หน้าแมวนั่น เข้าใจมั้ยครับ ” ไม่มีเสียงตอบรับของเจ้าขนนุ่ม แก้มหอมแค่ซบลงกับอกผม “ แก้มหอมรักป๊าคนเดียวได้มั้ยคะ ไม่รักไอ้แมวนั่นนะ ”

“ แง๊ว ” เจ้าตัวเล็กขานรับก่อนจะดึงตัวเองออกจากผม มันกระโดดลงไปนั่งที่ประตูระเบียงเหมือนเดิม เหมือนอย่างตอนที่ผมเข้าห้องมาหลังเลิกเรียน

“ แก้มหอมขา ”

“ เมี๊ยว ”

“ นี่หนูชอบมันขนาดนั้นเลยเหรอ ” ไม่มีคำตอบของคำถามนั้น แต่ก็พอเดาได้ว่าชอบมาก แก้มหอมเป้นมิตรกับทุกอย่างในโลกนี้ก็จริง แต่มันค่อนข้างไว้ตัวกับแมวตัวอื่น ซึ่งตอนนี้ก็ดูเหมือนว่า ไอ้แมวนั่นจะกลายเป็นข้อยกเว้น “ ป๊านะ ไม่อยากจะไปยุ่งกับมันเลย ทั้งคนทั้งแมวนั่นแหละ ”

ก็อย่างที่บอกผมไม่ชอบตกเป็นรองใคร

“ หรือว่าป๊าจะจีบมันดี อย่างน้อยก็เพื่อหนู แล้วก็เพื่อให้ทางนั้น ยิ่งต้องปกปิดเรื่องของตัวเองมากขึ้นไปอีก ” ผมยกยิ้มในตอนที่คิดอะไรแบบนั้น “ แก้มหอมขา หนูว่าแบบนี้ดีมั้ย ”

“ เมี๊ยว ” ในตอนนั้นเสียงตอบกลับใสๆนั่น คล้ายกับว่าจะบอก ‘ ดีเหมือนกันค่ะป๊า ’


............................................................

คิดเอง เออเอง แล้วโยนความผิดให้แมว
คิดอะไรกับเค้าปะเนี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ในทวิต และฝากแชร์ด้วยกันนะคะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์

หนมมี่

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1966
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3587
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

อยากจะแหมไปถึงดาวอังคาร

อิอาร์มนี่แอบสนใจนุ้งเมี่ยงก็บอกมาเถอะ  ทำเป็นแถนู่นนี่นั่นไปเรื่อย

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
คุณป๊าาาาาาา  คิดจะทำอะไรอ่ะ แล้วสิ่งที่คิดจะทำ มันเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำมากกว่าป่ะ  o8
 กรุณาอย่าโยนบาปให้แก้มหอม  o12

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1876
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
จีบกันเลยค่า :impress2:

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
จ๊ะ อ้างแมวกันทั้งคู่ ไม่ได้คิดอะไรจริงๆ ใช่ไหม

เมี่ยงก็รัวให้เค้าได้รู้หมดว่าคิดอะไร 5555
อาร์มก็ทำเข้ม ตีมึน กล่าวหาเมี่ยงให้ร้อนตัวไปอีก

เมี่ยงต้องดูออกง่ายขนาดไหน อาร์มถึงปั่นได้สนุกเลย

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
อย่างฮา ............ ฮามาก   :z3:
อ่านไปหัวเราะไป   :m20: :laugh: :pigha2:

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
ตอนที่ 5

 อาจารย์ฝรั่งที่กำลังสอนอยู่ด้านหน้าค่อนข้างแข็งขัน ภาควิชากราฟฟิคดีไซน์ของฝ่ายนานาชาติไม่ต่างอะไรกับที่อื่น เราเรียนส่วนของเนื้อหาครึ่งหนึ่งและเรียนปฎิบัติอีกครึ่งหนึ่ง แน่นอนว่าการเรียนส่วนของเนื้อหาค่อนข้างน่าเบื่อนิดหน่อยสำหรับผม

มือที่จับปากกาอยู่แท่งเดียวขีดเขียนไปบนหน้ากระดาษตรงส่วนสำคัญ แล้วก็เป็นแท่งเดียวกันนั้นที่เขียนอธิบายเป็นภาษาไทยไว้เพื่อความง่ายในการอ่านทบทวน ท่ามกลางไอแพตเครื่องล่าสุดและปากกาเข้าคู่ของเพื่อนที่นั่งอยู่แถวเดียวกัน

“ ทันมั้ย ” ผมหันไปถามคนที่นั่งข้างกันอย่างไอ้สัดดีนที่ตอนนี้ยังเลือกสีที่ใช้เขียนอธิบายไม่ได้ กระดาษชีทของผมถูกเลื่อนไปให้มัน “ ให้มันเร็วเหมือนตอนมึงเล่นเกมส์หน่อยสัด ”

“ บ่นเป็นพ่อเลย”

“ ไม่เอา ? ” ทำทีเป็นเลื่อนกระดาษกลับ แต่มันก็ถูกรั้งไว้จากอีกคนที่ทำทีเป็นหงุดหงิดก่อนจะยิ้มออกมา

“ เอาจ้าพี่อาร์ม ”

ผมกับดีน เราคบกันเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก เจอกันครั้งแรกตอนมัธยมต้นแล้วหลังจากนั้นก็เรียนห้องเดียวกันมาตลอดจนเข้าคณะเดียวกันในช่วงมหาลัย

เป็นคนเดียวของกันและกันที่อยู่ด้วยกันมาในทุกช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่มีรักครั้งแรก จนถึงล่าสุดที่โดนหักอก ซึ่งแม้แต่ตอนนี้ ผมก็ยังไม่เข้าใจความคิดของผู้หญิงคนนั้นที่คบซ้อนหลายคนเลย

แล้วก็ยังไม่เข้าใจด้วยว่า ในทุกวันนี้มันจะเจ้าคิดเจ้าแค้นไอ้เบสไปทำไมนัก ในเมื่อตัวเองก็เป็นฝ่ายผิดก่อน แต่ที่พอเข้าใจอยู่นั่นก็มี เพราะการถ้าทนให้อีกฝ่ายหาเรื่องอยู่ตลอดนั่นก็ไม่ใช่วิถีทางของชีวิตแบบไอ้ดีนเป็นหรอก

‘ มึงรู้มั้ยว่ากูแม่งโคตรชอบน้ำปั่นร้านป้าที่ขายอยู่หน้ามหาลัย แต่กูไม่ค่อยได้กินของเค้าเลยเพราะพวกมึงแม่งเสือกทะเลาะกันไว้ แล้วในวันนั้นมันมีกูด้วยไง เค้าก็เหมารวมว่ากูแม่งเป็นเพื่อนพวกมึง ทุกครั้งที่ไปสั่งโกโก้โอริโอ้ปั่นพิเศษโอริโอ้เค้าก็มองแรงกูตลอดเลยว่าไอ้พวกกลุ่มเด็กเหี้ยที่มาทะเลาะเรื่องที่ใส่ชิ้นมะม่วงในน้ำไม่เท่ากัน มึงรู้มั้ยว่ากูต้องลำบากกับการซื้อมากแค่ไหน การบากหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วมึงยังคิดว่ากูยุยงอีกเหรอไอ้สัด กูนี่สิลำบาก กูต้องอดใจกินของที่กูชอบทั้งที่ๆอยากกินสามวันครั้ง แค่ต้องลดเหลือแค่เดือนละสองครั้งเอง กูนี่สิลำบาก ’

“ หึ ” อยู่ๆก็นึกถึงใบหน้าจริงจังที่โคตรจะโกรธเกรี้ยวนั้นจนต้องหลุดยิ้ม กับความในใจทั้งหมดที่ถูกพูดออกมาอย่างยาวเหยียด 

แววตาเรียวที่จ้องกันไม่ต่างอะไรกับแก้มหอมที่ส่งเสียงร้องเพื่อเถียงผมในตอนที่ถูกดุอย่างไม่เป็นธรรม มันทั้งดูดื้อแล้วก็เอาเรื่องอยู่มาก บวกกับผิวขาวที่ตัดกับริมฝีปากสีชมพูนั่นอีก แต่ถึงอย่างงั้นก็ยังดูปัญญาอ่อน กับสีหน้าเลิ่กลั่กที่เถียงออกมาในเรื่องที่ผมเดาถูก

“ คนประสาท ” อดพูดแบบนั้นกับตัวเองไม่ได้ในตอนที่คิดถึงใบหน้านั้น แต่ก็ยังแอบหงุดหงิดเรื่องเมื่อวานไม่หาย แผนการที่ดูออกง่ายแบบแค่มองตาของไอ้เหี้ยนั่น “ คิดจะเอาแมวกูมาขู่งั้นเหรอ บอกไว้ก่อนว่ามึงช้ากว่ากูไปสามสิบปีไอ้สัดเมี่ยง ”

“ มึงยิ้มเหี้ยอะไรของมึงวะสัดอาร์ม ” ไอ้จุ้นที่นั่งถัดไปจากไอ้ดีนเอียงหน้ามองกันพลางยิ้มด้วยความรู้สึกสยดสยอง ท่าทางที่ชวนให้คนนั่งถัดไปหันมามอง ก่อนที่ผมจะพูดออกไปแค่สั้นๆ

“ เสือก ”

“ จบมั้ย ” สัดดีนหันไปบอกอีกคนที่ก็ยิ้มเกร็งอยู่สักพักก่อนจะยกมือขึ้นไหว้กัน

“ ขอโทษครับพี่ ผมว่า ผมไม่น่าเล่นหรอก ”

“ จะว่าไปกูยังสงสัยอยู่เลยนะ ” ขมวดคิ้วกับคำถามของคนข้างกันที่ก็หันมามองผม

“ สงสัยอะไร ”

“ ก็สงสัยว่าเมื่อวานตอนเช้า มึงไปยื่นสูบบุหรี่กับไอ้หน้าขาวกลุ่มเบสได้ยังไง ” ทำทีเป็นไม่เข้าใจทั้งๆที่ใบหน้าของใครคนนั้นปรากฏกันขึ้นมาให้เห็นในวินาทีที่อีกฝ่ายพูดถึง ผมตีมึน

“ ไอ้หน้าขาว ? ใครวะ ”

“ ก็เพื่อนไอ้สัดเบสไง ไอ้หน้าขาวคนที่เมื่อวานยืนสูบบุหรี่อยู่กับมึง ”

“ อ้อ ” ทำทีเป็นนึกออก ผมพยักหน้ารับ “ ว่าแต่มันชื่ออะไรแล้วนะ ”

“ ควาย ” อีกฝ่ายสบถ ก่อนจะส่ายหน้าไปมากับนิสัยไม่ค่อยจดจำชื่อคนอื่นของผม “ ชื่อเมี่ยง ”

“ เหรอ ” พูดออกไปแบบนั้น ตาก็หันไปมองข้างหน้า “ ว่าแต่เรื่องของเมื่อวาน มึงแม่งมาถามเหี้ยอะไรเอาตอนนี้ ”

“ ก็เมื่อวานมึงไปนั่งข้างสัดจุ้น กูจะถามมึงได้ไง ขากลับก็รีบกลับชิยหาย ไม่มีหรอก จะคิดกินข้าวเที่ยงกับเพื่อน ”

“ บ่นสัด ” ผมว่าพลางยกนิ้วขึ้นเขี่ยในรูหู  “ แล้วมึงจะถามอะไร ”

“ ก็ไม่ถามเหี้ยไรหรอก ” ดีนมันว่า “ กูแค่สงสัย เราไปสูบบุหรี่หลังตึกหนึ่งกันตั้งหลายครั้ง เจอไอ้เบสไอ้เจ้ยแม่งก็ตั้งหลายหน แต่ทำไมไม่เคยเจอไอ้หน้าขาวนั่นเลย ”

“ จะไปรู้เหรอ ” ผมบอกปัด “ กูไม่ใช่มัน ”

 “ พูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่วะ ”  ไอ้จุ้นที่นั่งถัดไปจากไอ้ดีนเอียงหน้าเข้ามาถาม สายตากลมที่กระพริบถี่ๆด้วยความอยากรู้ ผมบอกแค่สั้นๆ

“ ไม่มีอะไร ”

“ ไม่มีได้ยังไง ” ไอ้ดีนมันเบิกตาพลางหันมามองผมที่ก็ถอนหายใจออกมา

ก็เหมือนที่ใครๆเคยบอก
การปิดบังความลับกับคนหมู่มาก เป็นอะไรที่ค่อนข้างลำบาก

“ คิดจะตอแหลกูสินะไอ้สัดอาร์ม ” พูดเสียงลอดไรฟันด้วยความแค้นเคืองระดับที่ฆ่ากันได้  “ มันเล่าอะไรมึงไอ้สัดดีน ” คนโดนถามเหล่มองคนที่ให้ความสนใจ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร จุ้นก็ยกมือขึ้นเชิงห้ามก่อน “ มึงไม่ต้อง กูเสือก กูรู้ตัว ”

“ ไอ้สัด ” ถึงขั้นหลุดด่าออกไปเพราะความหน้าด้าน คนตอบยกยิ้มแต่ก็หันไปเล่าอีกคนด้วยเสียงตื่นเต้นและท่าทางจริงจัง “ คือเมื่อวานเว้ยจุ้น ”

“ ทำไม ”

“ ก็เมื่อวานตอนเช้าพอกูมาถึงมหาลัย กูก็ตามหาไอ้สัดอาร์ม เพราะจะชวนมันไปกินข้าวด้วย แต่ว่า กูโทรหาเท่าไหร่มันก็ไม่รับ ”

“ เรื่องปกติ ไอ้สัดนั่นปกติมันเปิดเสียงมือถือที่ไหน ” เชิดหน้ามาทางผมในตอนที่พูดถึงกัน  ก่อนจะหันกลับไปสนใจฟังต่อ “ แล้วยังไง ”

“ กูก็เลยเดินออกไปตามหามัน สุดท้ายก็เจอมันยืนสูบบุหรี่อยู่ที่หลังตึกหนึ่ง แต่ว่านะ..” เสียงของอีกฝ่ายเริ่มเบาลง มันไม่ต่างอะไรกับเรื่องเล่าเขย่าขวัญ ส่วนอีกคนก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย

“ ทำไมวะ อย่าบอกนะ ว่ามึงเห็นไ;’อ้สัดอาร์มแอบเอากับใครอยู่ ”

“ ไอ้สัด ” ผมสบถขึ้นมา ก่อนที่ดีนจะส่ายหน้าบอก

“ ไม่ ”

“ หรือมึงจะบอกว่า มึงเห็นผีหลังตึกหนึ่ง ” ปลายเสียงที่ค่อนข้างเบา ไอ้ดีนเองก็นิ่ง ก่อนผ่อนถอนหายใจออกราวกับรวบรวมความกล้า ก่อนจะค่อยๆหันไปสบสายตาคนที่กำลังพูดด้วย เสียงนั่นเบาราวกับกระซิบ

“ กูเห็นไอ้สัดเมี่ยงเพื่อนไอ้เหี้ยเบส ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงนั้นด้วย ”

“ K! ” หลุดยิ้มออกมาตอนที่ได้ยินเสียงตอบรับแบบนั้น ไม่ต่างจากคนเล่าที่ก็หดหัวแล้วยกไหล่ขึ้นหัวเราะด้วยท่าทางประจำแบบไม่ออกเสียง ผมพนันได้เลยว่าถ้าที่นี่ไม่ใช่ห้องเรียนเสียงหัวเราะของไอ้สัดดีนต้องดังแบบชนิดที่ว่าถ้าอยู่ในโรงอาหารก็คงได้ยินกันหมด “ พวกเหี้ยกูก็นึกว่าเรื่องอะไร ”

“ แล้วหนูผิดอะไรอีก ทำไมพี่ท่านถึงใช้วาจาหยาบคายเยี่ยงนั้น ” มือคนเล่ายกขึ้นแนบอกในตอนนั้นผมก็ได้แต่ถอนหายใจ

“ แต่ไอ้เมี่ยงมันสูบบุหรี่ด้วยเหรอวะ กูไม่เคยเห็นนะ ”

“ ใช่มั้ยกูก็คิดอยู่ กูยังถามไอ้สัดอาร์มเลย แต่ไอ้เหี้ยนั่นก็บอกแค่ว่าไอ้เมี่ยงอยู่ที่นั่นก่อนแม่งจะเข้าไปอีก ”

“ หรือมันอาจจะสูบบ้างไม่สูบบ้าง ” จุ้นพูดเสียงเบาด้วยท่าทางครุ่นคิดจริงจัง “ แต่พอพูดถึงไอ้เมี่ยง มันไม่ได้เป็นเพื่อนกับไอ้เบสมาตั้งแต่ต้นใช่มั้ย แต่ไอ้เจ้ยคือเป็นมาตั้งแต่ม.ปลาย ”

“ ใช่ ” คนตอบพยักหน้ารับ “ แล้วมึงถามทำไม ”

“ ก็แค่แปลกใจ กูเห็นมันดูเป็นเดือดเป็นร้อนมากเลย อย่างเมื่อวานแม่งก็ออกหน้าให้ไอ้สัดเบสชิบหาย ”

“ แล้วต่างอะไรกับมึงละ ” ไอ้โฮมที่นั่งอยู่ข้างสัดจุ้นพูดขึ้นแบบยกยิ้ม “ กูเห็นไอ้เบสกวนตีนไอ้ดีนทีนึง มึงเดือดร้อนกว่าไอ้อาร์มอีก อารมณ์ร่วมมาเต็ม แม่งทำแบบนี้ได้ยังไงวะ Kๆ ” คนพูดย้ำเสียงก่อนจะเหล่มองเพื่อนตัวเองพลางส่ายหน้า “ เจ้าแผนการณ์ก็ที่หนึ่งไอ้สัด ”

“ แล้วเพื่อนมันวัดกันที่ระยะเวลาเหรอวะ ก็ไม่ใช่มั้ยละเพื่อนโฮม ” หน้าตาเอาเรื่องที่หันไปอธิบายอีกคน หมัดของไอ้เหี้ยจุ้นชกเข้าตรงอกตัวเอง " เพื่อนมันอยู่ที่ใจเว้ย ถ้าคบเป็นเพื่อนแล้ว มึงเจ็บกูก็เจ็บ เข้าใจมั้ย "

“ เชี้ย เพื่อนแท้ว่ะ ” ไอ้ดีนดึงมืออีกคนมาจับ แต่ตอนนั้นผมก็เสริม แบบเสียงไม่เบาหนัก

“ ปัญญาอ่อน ”

“ มึงว่าอะไรนะ ” คนข้างตัวหันมาถามกัน

“ แม่มึงส่งมาเรียนนะ  ถามจริงจดทันบ้างมั้ย ” เชิดหน้าไปหน้าจอสื่อการสอนที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในหน้าจอที่มันเปิดไว้เสียแล้ว แววตาเล็กเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยแต่มือที่ถือปากกาของเจ้าตัวก็ยังคงกดเลือกสีก่อนแบบไม่เจียม

“ หน้าไหนแล้ววะ ” ดีนหันมาถามผม

“ เรื่องอะไรจะบอก ”

“ มึงน้าอาร์ม มึงน้า  ”

“ ผ่านไปสามสไลด์แล้ว” ผมว่าอีกคนก็ดึงหน้าเข้ามาดูกระดาษตรงหน้า อย่างไม่สนใจว่าผมสีน้ำตาลของตัวเองจะเข้ามาใกล้จมูกของผม แบบชนิดที่ต้องผละตัวเองออกห่างไปนิดหน่อย แต่ถึงอย่างงั้นกลิ่นหอมอ่อนๆของยาสระผมที่อีกคนใช้จนเป็นกลิ่นประจำก็ยังคงลอยเข้าจมูกผมอยู่ดี

เหมือนทุกอย่างมันวูบไหวไปมา เป็นต้นหญ้าสูงที่โต้ลมอ่อนๆจะเกือบจะเอนหัก ความรู้สึกในวินาทีนั้น ผมพยายามฝืนนิ่งทั้งๆที่จมูกค่อยๆดอมดมสูดกลิ่นหอมนั้น ที่สดชื่นไม่ต่างอะไรกับกลิ่นผลไม้ที่ชอบ ผมยิ้มจางอยู่กับตัวเองคนเดียว จนเสียงที่เอ่ยทัก พร้อมกับใบหน้าที่เงยขึ้นมาจะชวนให้เกร็งนิ่ง ก่อนจะเหลือบลงไปมอง

“ ตรงนี้เขียนว่าอะไรวะ อ่านไม่ออก ” มองอักษรที่ค่อนข้างเขียนแบบรีบเร่งนั่น ผมดึงกระดาษก่อนจะเอามันตีลงบนหัวกลมๆนั้นเชิงไล่

“ มึงเอาตอนนี้ให้ทันก่อน แล้วก็ถอยก่อนที่กูจะไม่ทันด้วยเหมือน ”

“ จ้าพ่อ ” ยกมือไหว้กันพร้อมรอยยิ้มเกร็งๆแบบกลัวตีน สัดดีนเลื่อนตัวกลับไปนั่งที่เดิม ก่อนจะกดเลื่อนสไลด์ที่หน้าจอตัวเองแล้วก็แน่นอนว่ามันเลือกสีใหม่อีกครั้งสำหรับสไลด์ใหม่นี้

“ ให้ตายเถอะ ” ผมส่ายหน้าไปมากับเครื่องมือนั้น แล้วเงยหน้าขึ้นสนใจบทเรียนหน้าห้องอีกครั้งจนจบคาบ

ความวุ่นวายเกิดขึ้นทันทีที่เสียงกริ่งหมดเวลาเรียนนั้นจบลง อาจารย์หน้าห้องปิดสไลค์ที่สอน มีนักศึกษาบางคนเดินเข้าไปคุยหลังหมดชั่วโมง ส่วนพวกเราสี่คนก็จัดการเก็บของที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ผมไม่มีของอะไรมาก ยกเว้นแผ่นเนื้อหาที่ก็สอดลงไปในสนุดปกแข็งเล่มดำ ส่วนปากกาแท่งเดียวที่มีก็ยัดมันใส่กระเป๋าเสื้อ

“ เที่ยงนี้แดกเหี้ยไรดี ” ไอ้จุ้นที่ลุกขึ้นยืดพร้อมกับบิดขี้เกียจหันมาถามผมที่ก็ส่ายหน้าไปมาก่อนจะตอบเหมือนทุกที ผมไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษสำหรับร้านในโรงอาหารของมหาลัย เป็นที่รู้กันในกลุ่มว่าว่างร้านไหนผมก็กินร้านนั้น เพราะเป็นพวกไม่ชอบต่อแถวและชอบทำอาหารเก่งมากกว่าในช่วงเย็น “ ไม่น่าไปสบตามึงเลยไอ้สัดอาร์ม ”

“ ทำไมวะ ” ไอ้ดีนเงยหน้าขึ้นมาหลังจากที่เก็บทุกอย่างเสร็จ ก่อนจะหันไปสนใจไอ้จุ้นด้วยท่าทางอยากรู้

“ ก็เมื่อกี้กูถามว่าแดกเหี้ยอะไรดี แม่งทำเงี้ย ” คนตอบตีหน้านิ่ง ไอ้จุ้นส่ายหน้าไปมาด้วยหน้านิ่งๆคล้ายคนเอ๋อหลังสร่างเมามากกว่าจะเป็นผม

“ มากไปไอ้สัด ”

“ มึงทำอย่างงี้จริงๆ ” อีกคนเถียงกลับผมก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินนำออกไปข้างนอกอย่างไม่อยากเถียงอะไรให้ต้องยืดยาว แต่เหมือนว่ามันยังไม่จบแค่นั้นสำหรับพวกช่างคุย

“ แต่กูว่าสัดอาร์มไม่น่าจะหน้าเหี้ยได้ขนาดมึงทำนะจุ้น ”

“ เอ๊ะ ประโยคนี้มึงว่ากูมั้ยละ ” ขาสั้นนั่นหยุดอยู่กับที่ก่อนจะใช้เวลาคิด แต่ก็โดนเพื่อนสนิทเจ้าตัวอย่างไอ้โฮมดึงให้เดินออกมา เราเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าลิฟต์ ดีนมันขยับเข้ามาใกล้ผมก่อนจะยกมือขึ้นกอดคอ

“ แต่ใครว่าสัดอาร์มไม่มีของโปรด พี่เค้ามีนะครับ ” ว่าแบบนั้นพร้อมกับผายมือมาตรงอกผม สายตาเล็กบอกเพื่อนอีกสองคนอย่างจริงจัง  “ ทั้งแบล็คทั้งบลูของโปรดทั้งนั้น มิกซ์อะไรพี่อาร์มไม่รู้จัก เหล้าเพียวๆ แก้วสองแก้ว เวลาไปกินร่วมโต๊ะกับสาว สาวคือกรี๊ดแรงมากน้า พี่อาร์มไม่มิกซ์เลยเหรอคะ ” ไอ้สัดดีนหนีบเสียงสาวตรงท้ายประโยค ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงเข้มสำหรับคำตอบของผม “ อ๋อไม่อะครับ เดี๋ยวเหล้ามันเสียรสชาติ ”

“ ว๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย  ” เสียงกรี๊ดที่ดังขึ้นมาเหมือนผีเข้าของไอ้พวกสามนั้น ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะหันไปทางอื่นแบบยิ้มๆ

“ พวกเหี้ย ”

“ เอาจริงๆฟังเรื่องเหี้ยนี่มาสิบครั้งได้แล้วมั้งกู ” ไอ้โฮมว่า “ แต่แปลกชิบหายที่ฟังกี่ครั้งก็ตลก ”

“ เส้นตื้นอย่างพวกมึงกูว่าไม่แปลก ” ผมบอกก่อนที่ไอ้จุ้นจะส่ายหน้ารัวๆใส่กัน

“ มันตลกเพราะนี่คือมึงอะสัดอาร์ม  คือพอคิดว่าคนอย่างมึงที่มันไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยไร้สาระ พูดทีคือพูดเหี้ยอะไรตรงๆ แล้วคือมึงจีบสาวด้วยประโยคแบบนั้นอะสัด มันฟังแล้วแบบ อิหยังว่ะบังห่านิ ”

“ ว่าไม่ได้นะ เพราะตอนนั้นพี่แกคิดว่าพี่เท่มากเลยนะ โอ๊ย ” ถอยหลังออกมาถีบเข้าที่ขาของคนพูดมาก ไอ้สัดดีนที่เด้งตัวไปข้างหน้า เอามือเจ็บอกด้วยท่าทางที่เหมือนเจ็บเจียนตาย “ พี่อาร์มอย่าทำร้ายน้องดีนขนาดนั้นสิค้า ”

“ กวนตีนไอ้หน้าเหี้ย ”

“ เปลี่ยนเป็นน่ารักได้เปล่าละ ” เอามือจิ้มแก้มกันก่อนจะกระพริบตาถี่ๆให้ จนผมต้องหันไปมองทางอื่นอย่างไม่อยากสนใจ จนไอ้จุ้นถามย้ำขึ้นมากับสิ่งที่มันอยากรู้ที่สุดในตอนนี้

“ แล้วตกลงแดกอะไรกันดี ”

“ นี่ก็ถามรอบที่สองละนะ ” โฮมว่า อีกคนก็ถอนหายใจ

“ กูหิวไอ้สัด คุยนู้นคุยนี้ค่อยคุยกันทีหลังได้มั้ย ปากท้องต้องมาก่อน ”

“ ตะกละชิบหาย ” ว่าแบบนั้นก่อนจะหยุดนิ่งไปเพราะคิดถึงใครบางคน

ภาพเมื่อวานยังคงติดตาผมอยู่ ตอนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างตึก ผมเห็นไอ้คนข้างห้องที่คุ้นตาดีวิ่งนำเพื่อนที่เหลือเข้าไปในโรงอาหารอย่างรีบร้อน แล้วตอนที่สูบบุหรี่เสร็จ ผมก็เห็นมันนั่งก้มหน้าก้มตากับอาหารตรงหน้าแบบที่ไม่สนใจสิ่งที่ผ่านไปเลยแม้แต่น้อย

“ ด่ากูแล้วก็ยิ้ม มึงโอเคมั้ยเนี้ย ” คนโดนด่าถาม ในตอนนั้นลิฟต์ก็ร้องเตือนในตอนที่มันถึงชั้นของเราพอดี ประตูลิฟต์ถูกเปิดออก เราเดินเข้าไปด้านในก่อนจะกดลงไปที่ชั้นล่างสุด  “ กูอยากกินพิซซ่าเรากินพิซซ่ากันมั้ย ถาดใหญ่ไปเลย ให้มันมาส่งที่หน้ามหาลัย ”

 “ เอาค่ะ ” ไอ้ดีนที่ยังไม่หยุดเล่น มันยังคงเอานิ้วจิ้มแก้มในตอนที่บอก “ แต่ช่วยสั่งไก่ทอดเกาหลีเซ็ตใหญ่มาให้น้องดีนด้วยนะคะ พิซซ่าก็ขอถาดใหญ่ค่ะ ”

“ เพราะน้องดีนแดกคนเดียวก็เกินครึ่งถาดใหญ่แล้วอ่ะค่ะ ” พูดเสียงเรียบแบบที่ผู้หญิงเค้าทำกัน แต่วินาทีนั้นทุกคนที่หันมามองผม นิ่งไปสักพักก่อนจะหัวเราะออกมาจนลั่นไปทั้งลิฟต์ที่เราโดยสาร 

เพราะไม่มีใครคิดว่าผมจะกล้าพูดคำนั้นออกมา

.........................................................


ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27

ผมกับดีนแยกตัวออกมาซื้อน้ำหลังจากที่โทรสั่งพิซซ่ากันเรียบร้อย ส่วนไอ้โฮมไอ้จุ้นเป็นคนไปรับอาหารที่สั่ง รวมถึงซื้อซอสแบบขวดมาจากร้านสะดวกซื้อข้างนอกมหาลัยที่อยู่ไม่ไกลกัน

“ มึง กูขอแวะซื้อเยลลี่ก่อนได้มั้ย ” คนที่เดินอยู่ข้างกันระหว่างทางไปซื้อน้ำพูดก่อนจะผลักประตูเข้าไปในร้านค้าของมหาลัยโดยไม่รอฟังความเห็นใดจากผม แต่ทว่าการตั้งใจซื้อเยลลี่ของมันจะแปรเปลี่ยนไปเมื่อเห็นว่ามีคนคุ้นตาอยู่ในร้าน “ ไอ้สัดเบส ”

“ อย่าดีกว่ามั้ง ถ้าไม่อยากเสียอารมณ์ ” บอกไปอย่างงั้นแต่อีกคนที่หันมามองกันพร้อมกับยกยิ้มก็พูดแค่สั้นๆ

“ เดี๋ยวกูมา ”

“ K ” สุดท้ายก็ได้แต่พูดคำนั้นเหมือนทุกทีที่เห็นมันเดินไปหาเรื่องอีกฝ่าย ส่วนผมก็ได้แต่เดินตามไปเผื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรจะได้ช่วยทัน

ดีน เป็นคนหัวรั้น  มันดื้อตามประสาลูกคนเดียวที่พ่อแม่ตามใจมาตั้งแต่เด็ก และแน่นอนว่าเรื่องนี้มันก็อ้างกับผมด้วยนิสัยเอาแต่ใจนั้นว่า ‘ ก็มันโง่เชื่อกูเอง โง่ที่ไม่ถามนาเดียเลยด้วยซ้ำว่าจริงมั้ย แล้วแบบนั้นจะโทษใครได้ว่ะ อีกอย่างยังไงนาเดียก็ไม่เลือกทั้งมันทั้งกูอยู่แล้ว จะมาโกรธกูอยู่คนเดียวก็ใช่เรื่อง แล้วมึงไม่คิดเหรอว่าที่มันแกล้งกูปัญญาอ่อนแบบนี้ มันก็มากเกินไป ’

เอาจริงก็ไม่เห็นด้วยกันมันหรอก เคยบอกหลายครั้งให้หยุดก็ตั้งหลายครั้งแล้ว  แต่ตามนิสัยที่ยอมไม่ได้มาตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไปเป็นไม่ได้เลย

ถ้าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ไอ้เชี้ยเบสกับไอ้เชี้ยดีนก็คงเหมือนกัน

“ เสร็จยังสัดเบส  ” เสียงคุ้นหูทำให้ผมชะงัก ก่อนหันไปมองต้นเสียงก็พบเข้ากับคนข้างบ้านคุ้นตาที่ยืนถอนหายใจเซ็งๆอยู่ ไอ้หน้าขาวที่ไอ้ดีนเรียกยืนทำหน้านิ่วมองเพื่อนตัวเองที่กำลังเลือกน้ำในตู้แช่เย็น “ แค่น้ำชาเขียวขวดเดียวมึงจะเลือกมันทั้งชาติเหรอวะสัด ”

“ รอก่อนน่า ” เบสมันว่า “ กูต้องหาขวดที่เย็นที่สุด แล้วมึงจะรีบไปไหน ” หันมามองคนข้างกลายที่ก็ถอนหายใจอีกครั้ง เมี่ยงตอบเสียงเรียบ

“ กูจะไปซื้อน้ำปั่น หรือมึงเลือกไปก่อนเดี๋ยวกูมา ”

“ ไม่เอา ไปพร้อมกัน ”

“ K ” คำสถบที่ไม่ออกเสียงชวนให้ผมหลุดยิ้ม แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ยังใจดีก้มลงช่วยเพื่อนตัวเองเลือกขวดน้ำชาที่เย็นที่สุด “ ขวดนอกสุดนี่แหละเย็นสุดแล้ว เพราะเวลาเค้าใส่ขวดน้ำใหม่ เค้าใส่มาจากด้านหลังตู้ ”

“ ก็คงจริง ”  ผมเห็นเบสพยักหน้ารับ แต่ตอนที่มันกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำชานั้น เพื่อนของผมก็เดินย่องเบาเข้าไปใกล้ทั้งคู่ที่ยืนหันหลังอยู่พอดี ดีนมันเอ่ยบอก

“ ขอโทษนะครับ ” แล้วจังหวะนั้นที่มันสองคนหันกลับมามองต้นเสียง ก็เป็นจังหวะเดียวกันที่ดีนเอื้อมมือไปหยิบน้ำชาขวดนั้นมาเป็นของตัวเอง

“ เห้ย!ของกู ” เสียงของไอ้ดีนที่พูดขึ้นแบบนั้นด้วยตาเล็กที่เบิกโตถึงขีดสุด มันที่พยายามคว้าขวดน้ำชาคืน แต่เหมือนไอ้ดีนจะไวกว่า มันยิ้มกว้างก่อนจะถอยหลังแล้วพูดถามยิ้มๆ

“ ของมึงอะไร มึงยังไมได้หยิบเลย แค่กำลังจะหยิบ ” ดีนมันว่า แล้วนั่นก็ทำให้ทั้งสองคนหันหน้ามองกัน ในสายตาที่ไม่พอใจแต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไร เมี่ยงมันก็หันมาเห็นผมก่อน

“ อ้าว มึง ” เสียงทักทายที่ดูสนิทชวนให้ไอ้ดีนหันไปมอง ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับไอ้เบสที่ก็เหลือบมองทั้งผมกับไอ้เมี่ยงสลับกันไปมา เพราะอย่างที่รู้กันผมไม่มีทางเป็นเพื่อนหรือสนิทอะไรกับพวกของไอ้เบสอยู่แล้ว และก่อนที่อีกคนจะได้ทันสงสัย ผมก็ดีหน้านิ่งแล้วเอ่ยถามออกไปก่อนอย่างหาเรื่อง

“ อะไร ” จ้องหน้าคนทักแบบไม่วางตา แล้วเมี่ยงที่เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ ก็เบิกเรียวตากว้างด้วยความตกใจ ท่าทางที่ดูลนลาน เป็นคนที่ดูออกโคตรง่ายในช่วงเวลาตกประหม่าเพราะมันมักแสดงท่าทางเกินเบอร์ออกมาตลอดโดยเฉพาะดวงตาที่มันเหมือนจะลุกลนไปหมดนั่น

“ ใครทักมึง ” มันว่าแบบนั้นก่อนจะหันไปมองไอ้ดีน “ อ้าว มึง ทำไมทำแบบนี้ ”

‘ แต่ก็เอาเถอะ ถ้าเป็นเรื่องความแถ ผมก็ขอยกให้มัน ปะติดปะต่อเรื่องโคตรเก่ง ’ พูดคนเดียวอยู่ในใจก่อนจะยกยิ้มแล้วหันไปทางอื่น แต่คนเป็นเพื่อนที่สร้างเรื่องตรงหน้ากับแค่ก้มหน้ายิ้มให้ขวดชาให้มือ มันตีหน้าซื่อ

“ กูทำอะไร แค่มาซื้อชา อีกอย่างกูขอโทษพวกนั้นด้วย ตอนที่จะเอื้อมมือเข้าไปหยิบ เพราะมันขวางทางกูอยู่ ”

“ แต่กูมาก่อน แล้วกูก็ตั้งใจจะหยิบขวดนั้น ” เบสมันพูดในตอนนั้นเมี่ยงมันก็พยักหน้ารับเห็นด้วย “ มึงมากกว่า ที่เห็นกูตั้งใจจะหยิบ แล้วก็หยิบมันตัดหน้ากู ”

“ ก็มึงมัวแต่เลือกอยู่นั่น ไม่รู้จะเอาขวดไหนดี กูจะซื้อพอดี ก็แค่หยิบขวดที่มันอยู่หน้าสุดมันก็เท่านั้น แล้วกูผิดอะไร ”

“ มึงไม่ได้จะซื้อไอ้สัด ” เมี่ยงพูดก่อนจะยิ้ม “ มึงแค่เห็นว่าไอ้เบสกำลังจะซื้อ มึงเลยตั้งใจมาหยิบตัดหน้ามัน ” 

“ เพื่อ ? ” เพื่อนผมถามกลับยิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองไอ้เบส “ คิดมากไปแล้ว ทำไมกูต้องทำเหี้ยอะไรแบบนั้นด้วย ”

“ เอาคืนกูมั้ง  เรื่องน้ำซุปกระดูกเมื่อวานไง ”

“ ไม่เอาน่าเบส กูไม่ได้ไร้สาระขนาดนั้น ”

“ งั้นก็เอาขวดน้ำชากูมา ” มือที่ยื่นออกมา แต่อีกฝ่ายก็แค่ยกยิ้ม

“ เรื่องอะไร กูหยิบก่อน มันก็ต้องเป็นสิทธิ์ของกู มันยึกยักเองอันนั้นก็ช่วยไม่ได้ ”

“ ก็เหมือนกับน้ำซุปกระดูกของป้าร้านขายข้าวเมื่อวานใช่มั้ย ที่กูบอกมึงว่า ว่าคนมาก่อนมีสิทธิ์เลือกก่อน ” เบสมันพูดอีกคนก็นิ่ง ก่อนจะกม้นห้าลงมองขวดชานั้น แล้วส่ายไปมาต่อหน้าอีกคน

“ คงใช่ เพราะนี่กูก็หยิบก่อน ”

“ ปากบอกไม่ได้ปัญญาอ่อน แต่สุดท้ายการกระทำทั้งหมดของมึงนั่นแหละที่มันปัญญาอ่อน ”

“ ไม่เอาน่า อย่าทำเหมือนว่าถ้ามึงเจอกู มึงจะไม่แก้แค้นเรื่องกูรูดแป้นลิฟต์มึงกับเพื่อนเมื่อวาน ” ดีนพูดยิ้มๆ ในตอนนั้นเมี่ยงที่ยืนมมองอยู่ก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแรง จนเพื่อนผมหันไปมอง

“ ทำไม ” เมี่ยงเหลือบถามดีน “ กูเหนื่อยกับความปัญญาอ่อนของพวกมึงไม่ได้เหรอ ”

“ พูดให้มันดีๆไอ้สัด ” คนตรงหน้าผมเดินตรงเข้าไปหา ในตอนนั้นไอ้เบสมันก็ก้าวขึ้นมาขวางไว้เหมือนกัน “ เพื่อนมึงลังเลไม่รู้จะหยิบขวดไหน ส่วนกูก็แค่อยากจะกินชาเขียวก็เลยหยิบขวดที่ใกล้ที่สุด มันก็เท่านั้น ใครมันหาเรื่อง ”

“ มึงอย่าพูดว่ามึงอยากกินเลย มึงพูดว่ามึงเห็นกูเลือกของกูอยู่ แต่พอกูตัดสินใจจะเอาขวดนั้น มึงก็เลยตัดสินใจจะซื้อตัดหน้ากู  ”

 “ งั้นมึงคืนมันมาได้มั้ยละ ” เมี่ยงถามเสียงเรียบ ท่าทางที่ดูหงุดหงิดของมันคล้ายว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆเมื่อเจอความดื้อด้านของไอ้ดีน 

“ เพื่ออะไรไม่ทราบครับ ”

“ เอาจริงๆนะ เพราะพวกมึงแม่งปัญญาอ่อนอยู่แบบนี้ไง เรื่องมันถึงยังไม่จบ โตจนควายเลียตูดไม่ถึงกันอยู่แล้ว ยังมาเอาคืนกันด้วยเรื่องปัญญาอ่อน เหี้ย ”

“ สงบปากสงบคำหน่อยไอ้สัด ” ดีนมันเชิดหน้าไปทางคนตัวขาว ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปใกล้ “ อย่าคิดว่ากูไม่เคยมีเรื่องกับมึง แล้วกูจะต่อยมึงไม่ได้นะ ”

“ กูก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ”

ไม่ใช่การทะเลาะกันของไอ้ดีนกับไอ้เบสอีกต่อไป แต่ตอนนี้กลายเป็นว่ามีไอ้เมี่ยงเข้ามาร่วมด้วย สายตาของมันสองคนที่จดจ้องกัน และตามความคิดของผม พวกมึงแม่งก็ปัญญาอ่อนพอๆกัน และมันก็เป็นอะไรที่โคตรน่าเบื่อ   

“ เปรี้ยวตีนให้มันน้อยๆหน่อยไอ้สัด ”

“ แล้วพวกมึงจะทำไม ” ขาที่ก้าวเข้ามาใกล้กันของคนทั้งคู่ ท่าทางหาเรื่องแบบที่ไม่มีใครยอมใคร จนสุดท้ายผมที่ยืนนิ่งก็ตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ แล้วในตอนนั้นเมี่ยงก็หันมองผมพอดี

สายตาของมันหงุดหงิดยิ่งกว่าตอนที่จ้องไอ้ดีนเสียอีก แล้วถ้าเดาไม่ผิดมันคงด่าผมด้วยประโยคที่ต่ำตมที่สุดที่คนอย่างมันคิดออก แล้วก็คงนึกถามอยู่ในใจนั้น ว่าทำไมผมถึงเอาแต่ยืนเงียบๆ แล้วไม่คิดจะห้ามปรามอะไรเพื่อนตัวเองเลย

ทั้งที่ความเป็นจริง ผมแค่รอจังหวะที่เหมาะสมที่สุด มันก็เท่านั้น 

“ นักศึกษามีอะไรกันหรือเปล่าคะ ” เสียงของคนดูแลร้านสะดวกซื้อเดินเข้ามาทักเรา ด้านหลังของเธอมีนักศึกษาสาวสองสามคนที่ก็มองดูเราด้วยความสนใจ

“ ไม่มีอะไรครับ ” ผมหันไปตอบก่อนจะคว้าทำน้ำเจ้าปัญหาขวดนั้นขึ้นมา ผมอยากให้มันเป็นวินาทีที่เท่ที่สุด เพราะแน่นอนว่ามันจะถูกจดจำ

“ ไอ้อาร์ม ” ดีนเอ่ยเรียกผม แววตาหงุดหงิดที่มองกันบอกเป็นคำพูดได้อย่างไม่ต้องเอ่ยถามว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร
 
 ‘ อย่าเอาไปให้มันนะ ’ คงตั้งใจจะบอกกันแบบนั้น แต่ผมก็แค่เดินตรงไปที่เค้าน์เตอร์คิดเงินของร้าน แล้วหยิบเงินของตัวเองจ่ายไป

“ เท่าไหร่ครับ ”

“ 20 ค่ะ ” พนักงานร้านว่าแบบนั้นอีกคนที่เค้าน์เตอร์ว่าแบบนั้น ผมยื่นเงินที่ติดอยู่ในกระเป๋าเสื้อส่งไปให้เธอ ก่อนจะคว้าเอาขวดชาเขียวเจ้าปัญหานั้นขึ้นมา เหลือบมองไปยังคนที่เอาแต่ทะเลาะกัน ไอ้ดีนยกยิ้มเพราะคิดว่าผมคงเอามาให้ แม้แต่เมี่ยงก็คงคิด มันตีสีหน้าหงุดหงิดใจในความไม่ยุติธรรมนั่นเล็กน้อย

 “ น้ำชามั้ยครับ ” เอ่ยถามนักศึกษาหญิงคนนึงที่ยืนอยู่ตรงนั้น เธอที่ส่ายหน้าไปมา มือก็ยกขึ้นโบกปฎิเสธ

“ ไม่ค่ะ..”

“ ช่วยรับไปหน่อยเถอะครับ ถือว่าช่วยพี่จบปัญหาตรงนี้ ” ยิ้มให้เธอเชิงน้อยผ่านทางสายตา คนตรงหน้านิ่งไปเล็กน้อย เธอก้มหน้าลงก่อนจะยื่นมือมารับไป

“ ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ ”

 “ ครับ ” ตอบรับแค่นั้นก่อนจะหันไปมองทั้งสามคนอีกครั้ง สีหน้าแตกต่างกันของแต่ละคนแบ่งเป็นคนที่หงุดหงิดเพราะผมไม่ยอมเข้าข้างมันเหมือนทุกครั้งนั่นคือไอ้ดีน ส่วนไอ้เบสผมไม่สนอยู่แล้วว่ามันจะรู้สึกยังไง แต่ทว่ารอยยิ้มประทับใจของเมี่ยงมากกว่า ที่ผมถือว่าทุกอย่างนั่นได้ผลดี

 “ คราวนี้พวกมึงก็จบเรื่องนี้กันได้สักทีถูกมั้ย  เพราะไม่มีใครได้มันไปสักคน ”

“ K ” ดีนสบถออกมาในตอนนั้น มันผ่อนลมหายใจหงุดหงิดออกมาก่อนจะเดินออกไปแบบไม่รอกัน เยลลี่ที่ตั้งใจเข้ามาซื้อไม่ได้ซื้อออกไป ซึ่งก็ไม่ต่างกับกี่คน ที่ตอนนี้เสียงกริ่งเริ่มวิชาเรียนได้เริ่มต้นขึ้น

“ เข้าเรียนแล้วเห็นมั้ยไอ้สัด น้ำปงน้ำปั่นไม่ต้องแดกมันแล้วกู ” เมี่ยงที่ว่าแบบนั้นกับเพื่อนที่ยืนข้างๆ ไอ้เบสยกมือขึ้นไหว้ มันยิ้มหน้าแห้งกับท่าทางหงุดหงิดของอีกคน แต่ถึงอย่างงั้นก็มีรอยยิ้มจากเรื่องที่เกิดขึ้นหลงเหลืออยู่

แน่นอนว่าในส่วนของความประทับใจแรก ผมว่า มันเป็นไปได้ดี

“ ดีน ” เอ่ยเรียกและเดินตามคนที่เดินออกนำออกไปแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดรอกัน ตั้งแต่เด็กจนโตโกรธกันทุกครั้งไอ้สัดนี่ก็เป็นแบบนี้ ไม่พูดไม่จา แล้วก็เดินไปแบบไม่คุยด้วย “ สัดดีน นี่ถ้าไม่หยุดกูไม่คุยด้วยแล้วนะ ”  ถือว่าได้ผลขาที่กำลังเดินไปนั่นชะงัก ไหล่หนาถอนหายใจออกมาผมก็เดินเข้าไปใกล้ ก่อนที่ดีนจะหันมามองหน้ากัน

“ รู้มั้ย ว่าทำเหี้ยอะไรลงไป ”

“ รู้ ” ตอบสั้นๆแค่นั้น อีกคนก็ถอนหายใจ

“ กูคิดว่ามึงจะจ่ายตังค์แล้วเอามันมาให้กูด้วยซ้ำไอ้สัด ”

“ หรือมึงอยากจะมีเรื่องจนถึงหูอาจารย์ ” ยกคิ้วถามอีกคนก็ถอนหายใจออกมา “ ก็ยังดีที่มึงฟังกูอยู่บ้าง ”

“ มึงแม่งคิดยังไงวะ ถึงเอาน้ำชานั่นไปให้คนอื่น ” มันบ่นให้ตอนที่เราเริ่มเดินตรงไปข้างหน้าอีกครั้ง

“ รู้อะไรมั้ย ว่าถ้ามึงนิ่งกว่านี้สักหน่อย มึงจะไม่ต้องดิ้นตามใครเลย เพราะอีกฝ่ายจะดิ้นแทนมึงเอง แบบที่มึงไม่ต้องเสียแรงเปล่า ”

“ คือ มึงก็รู้ว่าวิธีแบบนั้นไอ้สัดเบสมันไม่เก็ต ” อีกคนยิ้มจางๆ ก่อนจะหันมาเหลือบมองผมที่อยู่ๆก็หลุดยิ้มออกมา “ มีอะไรเปล่าวะ ”

“ อะไรมีอะไร ”

“ หน้าตามึงดูเหมือนมึงมีแผนอะไรในใจ ” ส่ายหน้าเป็นคนตอบให้อีกคนผมยิ้ม

“ คิดมาก ไม่มีอะไรหรอก ” เพราะนี่มันไม่ใช่เรื่องของมึง แต่เป็นเรื่องของกูกับไอ้แมวจอมเจ้าเล่ห์ข้างบ้าน  ที่ตอนนี้กูต้องทำการโรยผงปลาล่อแมวให้ติดกับไว้ก่อน โทษฐานที่มันคิดจะเข้ามาขโมยลูกสาวบ้านกู

...................................................

เลิกเรียนช่วงเย็นก่อนเวลาเพราะเป็นสอบเก็บคะแนน ก่อนหน้าจะเข้าเรียนผมบอกคนในกลุ่มไปแล้วว่าถ้าเสร็จก่อนจะขอกลับก่อน อย่าว่ากัน แต่ถึงอย่างงั้นพวกมันก็รู้ดีว่าผมไม่ใช่พวกที่จะอยู่กินมื้อเย็นด้วยกันอยู่แล้ว

ก้าวเดินลงจากตึกในตอนที่เดินถึงด้านหน้า สายตาของผมพลันไปเห็นกลุ่มนักศึกษาผู้หญิงที่เดินถือแก้วน้ำปั่นมาพอดี พวกเธอที่หันมามองผมก่อนจะพากันยิ้มและกระซิบอะไรสักอย่าง แล้วในตอนนั้นก็เหมือนมีประโยคนึงลอยผ่านหัวเข้ามา กับท่าทางหงุดของมันที่คอยเพื่อนร่วมกลุ่มเลือกขวดน้ำชา ‘ กูจะไปซื้อน้ำปั่น ’

“ คงยังไม่ได้กินสินะ ” พูดกับตัวเองแบบนั้นขาที่ตั้งใจจะเดินตรงไปที่ลานจอดรถก็ต้องหันหลังกลับ ผมเดินตรงไปที่หลังมหาลัยอีกฝั่ง ตรงร้านน้ำปั่นที่อีกฝ่ายชอบและบ่นกันให้ฟังว่าชอบมากแค่ไหน “ เอ่อ..” ผมนิ่งไปในตอนนั้นที่เดินถึงหน้าร้าน ป้าคนขายขมวดคิ้วมองกันด้วยท่าทางขึงขังเพราะคงจำกันได้ที่เคยมามีเรื่องกันคราวก่อน เหมือนอย่างไอ้หน้าแมวนั่นพูดไว้ไม่มีผิด

“ ซื้ออะไรคะ ” เธอถามเสียงหนักผมก็ยกยิ้มเก้อ เพราะเสือกลืมชื่อน้ำปั่นที่อีกคนชอบไปหมด และด้วยความยาวเหยียดของชื่อเมนูด้วยแล้วนั้น ผมก็ยิ่งต้องคิดนาน

“ โกโก้ ” พูดออกไปคำแรกอีกฝ่ายก็ขมวดคิ้ว “ คือป้าจำคนของอีกกลุ่มที่มันทะเลาะกับเพื่อนผมได้มั้ย คนที่มันตัวขาวๆ หน้าเหมือนแมว  ตาแบบนี้ ” ยกหางตาของตัวเองขึ้นคนขายก็ทำทีเป็นคิด เธอหลุดยิ้มขำ  “ คือ ผมจะซื้อไปให้มัน แต่จำไมได้แล้วว่ามันกินอะไร จำได้แค่ว่าโกโก้ ใส่โอริโอ้ด้วยเปล่าวะ ”

“ อ้อ ถ้าเด็กคนนั้น โกโก้โอริโอ้ปั่นพิเศษโอริโอ้ ” เธอบอกก่อนจะหยิบโอริโอ้ขึ้นมาสองห่อ “ ตามนั้นนะ ”

“ อ่า ครับ ” พยักหน้ารับเธอแบบนั้น ก่อนที่อีกคนจะเริ่มทำเมนูที่สั่ง แต่ก็ยังหันมาถาม

“ เลิกทะเลาะกันแล้วเหรอ ”

“ ครับ ? ”

“ เลิกทะเลาะกันแล้วเหรอ เห็นมาซื้อน้ำให้กัน ” ผมไม่ได้ตอบอะไรเธอแค่ยิ้มกลับไปตามมารยาท “ แต่ดีแล้วนะที่เลิกทะเลาะกัน เป็นเพื่อนกันดีกว่าอย่างน้อยเป็นมิตร ก็ดีกว่าเป็นศัตรูใช่มั้ยละ ”

 “ ไม่แน่หรอกครับ คนบางคนเหมาะจะอยู่ห่างกันมากกว่า ไม่ควรอยู่ใกล้กันหรอก ” เธอหันมามองผมในตอนที่กำลังปั่นน้ำแก้วนั้น ก่อนจะจัดใส่แก้วของทางร้านแล้วก็ยื่นกลับมาให้

ราคาความอ้วนค่อนข้างสูงสำหรับน้ำแก้วอร่อยนี้ ผมเดินหิ้วมันกลับมายังรถที่จอดไว้ แล้วก็ขับกลับบ้านไปด้วยใจที่หวังว่า ขออย่าให้มันซื้อน้ำปั่นแก้วเดียวกันนี้กลับมาเลย

 
ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เคาะประตูห้องตรงข้ามในตอนที่เดินมาถึง ผมค่อนข้างแน่ใจว่าอีกฝ่ายเลิกเรียนก่อนผม แต่ที่ไม่แน่ใจคือมันจะนั่งตะกละอยู่ที่โรงอาหารหรือตรงกลับบ้านเลยจึงจำเป็นต้องเสี่ยงดู

“ มีอะไร ” เสียงของเจ้าของห้องดังลอดออก ในตอนนั้นผมก็มองไปที่ตาแมวที่อยู่ตรงประตูห้อง

“ เปิดประตูหน่อย ” พูดสั้นๆแค่นั้น แล้วไม่นานประตูบานนั้นก็เปิดออก ผมยื่นแก้วน้ำปั่นที่ซื้อมาจากหลังมหาลัยไปให้อีกคน “ กูให้ ”

“ ห๊ะ ? ให้กูเหรอ ” มันตีหน้างงอยู่ไม่น้อย นิ้วเล็กที่ชี้เข้าหาตัวเอง เมี่ยงกระพริบตามองผมถี่ๆ “ ให้กูทำไม อย่าบอกนะว่าซื้อผิด แต่มองจากสีน่าจะจงใจซื้อให้มากกว่ามั้ง ”

ไม่รู้ว่าในสายตามันผมเป็นคนยังไง แต่เท่าที่รู้สึก เจ้าตัวคงคิดว่าผมเป็นพวกนิ่งๆไม่ค่อยพูดจา แล้วถ้าพูดทีก็คงพูดจาอะไรแบบอ้อมค้อมแบบที่ต้องวนรอบโลกหลายสิบรอบถึงจะพูดออกมาได้

“ ก็อยากซื้อให้ เห็นแล้วคิดถึงมึง ” คนฟังที่นิ่งค้างไปในตอนนั้น แววตาเรียวกระพริบตาลงถี่ๆแบบคนทำตัวไม่ถูก “ อีกอย่างจะขอโทษด้วยเรื่องวันนี้ เพราะไอ้ดีนมัวแต่ทะเลาะกับไอ้เบสมึงก็เลยไม่ได้ไปซื้อมัน ” ยื่นแก้วน้ำปั่นนั้นไปให้อีกฝ่ายก็ยื่นมือมาจับด้วยท่าทางงุนงง

“ จำเป็นต้องทำแบบนี้เหรอวะมึงน่ะ ” เมี่ยงจ้องหน้าผม มันดูวิเคราะห์ “ ไม่ใช่ว่าชอบกูหรอกนะ ”

“ ประสาท ” ผมตอบกลับทันควัน ในตอนนั้นสายตาเราสบกัน และแน่นอนมันค่อนข้างต่างจากเมื่อวานนี้ “ กูไม่ได้ชอบ ”

.......................................................

ไม่มีใครเคยบอกพี่เหรอคะ ว่าอย่าเล่นกับความรักน่ะ!!
ในมุมมองของฝั่งพี่อาร์มนั้น มันร้ายนะคะหัวหน้า

ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ในทวิตด้วยนะคะ
แท็กเหงามาก อยากมีใครสักคน

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์

หนมมี่

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด