พิมพ์หน้านี้ - ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 38 :: up! 2-10-63} #หน้า 8 ( ตอนจบ )

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Boy's love => Boy's love story => นิยายที่โพสจนจบแล้ว => ข้อความที่เริ่มโดย: patwo ที่ 29-11-2019 20:34:20

หัวข้อ: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 38 :: up! 2-10-63} #หน้า 8 ( ตอนจบ )
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 29-11-2019 20:34:20
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
 

- - - -- - - - - -- - - - - - -

(https://uppic.cc/d/5WE3) (https://uppic.cc/v/5WE3)

※ นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นตามจินตนาการของผู้แต่ง ตัวละครเป็นเพียงฉากสมมุติเพื่อความสมจริงเท่านั้น ※

►►   สารบัญ  ◄ ◄

 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 1  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4015464#msg4015464)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 2  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4015619#msg4015619)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 3  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4015785#msg4015785)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 4  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4016492#msg4016492)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 5  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4017449#msg4017449)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 6  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4018406#msg4018406)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 7  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4019323#msg4019323)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 8  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4021044#msg4021044)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 9  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4022060#msg4022060)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 10  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4023842#msg4023842)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 11  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4024740#msg4024740)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 12  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4025592#msg4025592)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 13  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4026371#msg4026371)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 14  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4027046#msg4027046)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 15  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4027769#msg4027769)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 16  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4030025#msg4030025)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 17  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.new#new) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 18  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4032116#msg4032116)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 19  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4034843#msg4034843)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 20  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4035700#msg4035700) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 21  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4036863#msg4036863)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 22  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4037981#msg4037981) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 23  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4039137#msg4039137) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 24  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4040113#msg4040113) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 25  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4040999#msg4040999&gsc.tab=0)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 26  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4041738#msg4041738&gsc.tab=0) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 27  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4042609#msg4042609&gsc.tab=0) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 28  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4043426#msg4043426&gsc.tab=0)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 29  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4044121#msg4044121&gsc.tab=0)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 30  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4045145#msg4045145&gsc.tab=0) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 31  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4045614#msg4045614&gsc.tab=0) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 32  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4046519#msg4046519&gsc.tab=0)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 33  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4046940#msg4046940&gsc.tab=0) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 34  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4047808#msg4047808&gsc.tab=0)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 35  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4048149#msg4048149&gsc.tab=0) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 36  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4048508#msg4048508&gsc.tab=0) 
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 37  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4048839#msg4048839&gsc.tab=0)
 ด้วยรักและปลาทู :: ตอนที่ 38  (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71236.msg4049445#msg4049445&gsc.tab=0)  :katai5:

  o18  twitter : @realkanom  facebook : หนมมี่ผู้ใสซื่อ
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 1 :: up! 29-11-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 29-11-2019 20:46:45

ตอนที่ 1

 
อากาศร้อนในโรงอาหาร ผมยกแก้วชาเย็นขึ้นดูดทั้งๆที่สายตายังคงจดจ้องอยู่กับหน้าจอมือถือ มุมปากเผลอยกยิ้มให้กับภาพและข้อความผ่านตาที่ส่งเข้ามาใหม่ของคู่สนทนาใน ณ ขณะนั้น ‘ เจอกันเย็นนี้นะ ’

“ ยิ้มเหี้ยอะไรของมึงไอ้สัดเมี่ยง ” คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันยิ้มถาม แต่ตอนนั้นผมก็แค่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วตอบกลับไปแบบไม่ออกมาเสียง

“ เสือก ”

“ K ” เจ้ย ตอบกลับมาทันที ผมหลุดหัวเราะกับหน้าตาจริงจังของคนตัวเล็กที่ดึงแก้วชาเขียวของตัวเองขึ้นดูดด้วยอารมณ์หงุดหงิดกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ก่อนที่มันจะได้พูดอะไรมากกว่านั้น ข้าวหน้าหมูสับทอดแบบพิเศษกับน้ำซุปกระดูกหมูก็ถูกวางลงบนโต๊ะ พร้อมกับเสียงผิวปากแบบสบายใจซึ่งแน่นอนว่ามันขัดกับเวลานานที่อีกฝ่ายต้องไปยืนรอ

“ แถวยาวขนาดนั้นมึงยังอารมณ์ดีได้อีกเหรอวะ ” ผมถามคนหน้าตาตี๋ ตัวสูง ที่ยกคิ้วให้กันเป็นคำตอบพร้อมด้วยใบหน้ากวนตีน เบส ตักน้ำซุปขึ้นกินพร้อมกับเสียงสดชื่นเอามากในจังหวะที่กลืนลงคอ 

“ แหมมม อร่อย ”

“ จ้า งั้นก็รีบแดกเถอะครับไอ้สัด พวกกูแดกเสร็จไปตั้งนานแล้วกว่ามึงจะได้แดก ” เจ้ยบอกเพื่อนสนิทตัวเองที่ก็ยักคิ้วขึ้นยิ้มๆพลางใช้ช้อนคลุกเคล้าน้ำจิ้มที่ราดมาบนหมูกับข้าวให้เข้ากัน

“ ท่าทางมีความสุข แสดงว่าต้องมีอะไร ” ผมยกคิ้วถาม แล้วนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เพื่อนสนิทของอีกคนรู้สึก

“ แน่นอนแหละไอ้สัด ”

เบส กับ เจ้ย เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งมัธยมปลาย ส่วนผมเพิ่งเข้ามาสมทบในตอนที่ได้เข้ามาเรียนมหาลัย เราเรียนคณะบริหารอินเตอร์ด้วยกัน และผมก็จัดให้พวกมันเป็นเพื่อนร่วมคณะที่ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนสนิทที่สุดประดุจคบกันมาทั้งชีวิตแล้ว แต่ถึงอย่างงั้น ลึกๆ มันก็ยังมีความคิดที่ว่าไอ้เจ้ยสนิทกับเบสมากว่าผมอยู่

ยกตัวอย่างก็เช่น เพียงแค่มอง ไอ้สัดเจ้ยก็รู้แล้วว่าตอนนี้ไอ้เหี้ยเบสไม่ปกติ แล้วคนอย่างมันก็เรื่องที่ทำให้มีความสุข แค่ไม่กี่เรื่อง

“ นี่อย่าบอกนะ ว่ามึงไปกวนตีนไอ้สัดดีนอีกแล้ว ” ยกยิ้มถามแบบรู้ทันก่อนจะหันไปมองรอบโรงอาหาร แล้วตอนนั้นผมกับไอ้เจ้ยก็เจอเข้าพอดี กับอริแห่งความปัญญาอ่อนของไอ้สัดเบส ตรงโต๊ะที่อยู่เยื้องจากเราไม่ไกล 

ร่างหนาตาชั้นเดียว ตัวขาว กำลังเอาตาที่มีอยู่น้อยนิดของมัน จ้องมองทางเพื่อนผมอย่างเอาเป็นเอาตาย พร้อมมือที่ยัดข้าวจากร้านเดียวกันเข้าไปในปากอย่างไม่มีหยุดยั้ง จนคล้ายกับว่ามันจะแดกไอ้สัดเบสเข้าไปด้วย

“ ไอ้ชิบหาย มึงไปทำอะไรมันวะ ” หันไปถามเพื่อนตัวเองที่ยังคงยิ้ม เบสหันไปมองอีกคนแบบไม่รู้สึกถึงความผิดอะไร

“ กูเอาน้ำซุปกระดูกหมูถ้วยสุดท้ายของร้านป้ามาจากมัน ”

“ กูถามจริง ” และในความหมายของผม คือพวกมึงทะเลาะกันเพราะแค่เรื่องนี้จริงๆเหรอไอ้สัด

“ มึงเห็นหน้ามันมั้ยละ แม่งโคตรแค้นอะ แค้นเพราะอยากแดก ฮ่าๆ ”

“ ไม่ตลกเลยไอ้สัด ” เจ้ยว่า “ คือเมื่อไหร่มึงแม่งจะเลิกกวนตีนมันวะ เอาจริงๆ กูว่าบางทีมึงแม่งก็หาเรื่องมันชิบหายเลยนะ ”

“ กูไปหาเรื่องอะไรมันอะครับเพื่อนเจ้ย ใจเย็นก่อนมั้ยเอ่ย ” ไอ้เบสเถียงกลับ ผมก็ถาม

“ แล้วมึงไปทำอะไรมัน แค่แย่งน้ำซุปมันเหรอ หรือว่ามึงจะไปแซงคิวร้านข้าวมันด้วย ”

“ เพื่อนเมี่ยงครับ คิดก่อนนะ ” คนพูดยกนิ้วขึ้นจรดตรงขมับพลางเคาะเบาๆ “ มึงว่าคนอย่างมันถ้ากูแซงคิว มันจะไม่ด่ากูเหรอ ถ้ากูแซงจริงๆ ได้ยินกันทั้งโรงอาหารแล้วครับสัด ”

“ แล้วมึงทำอะไรมัน ”

“ กูก็แค่ต่อคิวซื้อข้าวของกูอยู่ดีๆ ตอนแรกป้าถามว่าเอาน้ำซุปกระดูกมั้ยถ้วยสุดท้ายแล้ว กูบอกไม่เอา คราวนี้ไอ้สัดดีนมาต่อคิว มันถามป้าว่ามีน้ำซุปกระดูกมั้ย ป้าก็บอกมีถ้วยสุดท้ายพอดี มันก็เลยต่อคิวหลังกู แล้วพอป้าทำข้าวให้กูเสร็จ กูก็แค่บอกป้าว่าขอน้ำซุปกระดูกด้วยมันก็แค่นั้นเอง ”

“ เออ เหี้ยดี ”

“ คิดผิดที่ไหนละไอ้สัด ” เพื่อนสนิทคนก่อเรื่องว่า ก่อนจะส่ายหน้าไปมายิ้มๆ

“ แล้วกูผิดเหรอครับเพื่อนเจ้ย เพื่อนเมี่ยง ” ไอ้เบสถามพลางมองผมสลับกับไอ้เจ้ยแบบหน้าซื่อๆ “ ก็อยู่ๆกูอยากแดกน้ำซุปกระดูกขึ้นมานี่น่า กูก็เลยสั่งเค้าไป แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของกูมั้ยละ ก็กูมาก่อน มันมาหลังเอง แล้วแบบนั้นน้องเบสผิดอะไรอะครับ ”

“ ผิดที่จริงๆมึงไม่ได้อยากกินหรอก แต่แค่อยากจะแกล้งสัดดีนไงไอ้เหี้ยเบส ” เจ้ยมันพูด ก่อนจะหันไปยกยิ้มให้อีกคน “ มึงก็แค่อยากจะแกล้งมันเหมือนทุกครั้งก็เท่านั้นแหละ ”

“ พ่อมึงเล่นมึงแล้วเหี้ยเบส ” ผมแซวก่อนจะเชิดหน้าไปหาคนทำผิดที่ก็เม้มปากก่อนจะทำทีเป็นยกมือไหว้ขอโทษ แต่ถึงอย่างงั้นผมก็รู้ ไอ้สัดนี่ไม่คิดรู้สึกผิดอะไรแบบนั้นหรอก ในตอนนี้ใจมันคงระรื่น มีความสุขที่ได้แกล้งไอ้ดีนเสียมากกว่า

“ ขอโทษนะกั๊บ ”

“ ไม่สำนึกหรอกกูรู้ ” คนตรงหน้าผมว่า “ อายุเท่าไหร่แล้วไอ้สัด ปีสองแล้วนะมึง ยังทำตัวเป็นเด็กไปได้ ”

“ เอาอีก เอาอีก ด่ามันอีกสัดเจ้ย ” ผมยุยิ้มๆ พลางยกแก้วขึ้นมาตักน้ำแข็งอย่างไม่รู้จะทำอะไร ก่อนสายตาจะเหลือบไปมองกลุ่มคู่อริเพราะรู้สึกเหมือนกับว่าพวกมันกำลังมองมาทางเราอยู่เหมือนกัน  " พวกมึง ”

“ อะไร ” ไอ้เบสหันมาถามผม

“ คืออย่าเพิ่งหันไปมองนะ แต่พวกแม่งกำลังมองมาทางเราว่ะ ”

“ เหรอ ”

“ ไอ้เหี้ย! ก็บอกว่าอย่าเพิ่งหันไปมองก่อนไงไอ้หน้าสัด ” ผมสบถออกมา เพราะจังหวะหลังพูดคำนั้นมันทั้งสองคนก็เสือกหันไปมองคนพวกนั้นพร้อมกันทั้งๆที่ก็เพิ่งพูดห้ามไป “ Kจริง ”

“ งั้นทีหลังมึงก็บอกด้วยสิว่าใครหันไปก่อน ให้หันไปมองทีหลัง ” ไอ้เบสบอกผมยิ้มๆ พร้อมกับไอ้เจ้ยที่หัวเราะเสียงดังก่อนจะท่าทีเลียนแบบ

“ แบบก่อนเล่าก็เจ้ย มึงหันก่อน ส่วนมึงไอ้สัดเบสอย่างเพิ่งหันนะ ไอ้กลุ่มนั่นแม่งกำลังมองมาทางเราว่ะ อะไรแบบนั้นมั้ย ”

“ K ”  หลุดยิ้มออกมาก่อนจะส่ายหน้า ผมมองไปที่กลุ่มนั้นอีกครั้งก่อนจะพบว่าตอนนี้เพื่อนในกลุ่มคนนึงของไอ้ดีนกำลังมองมาทางผม และสายตานั้นก็ไม่ได้เป็นมิตรสักเท่าไหร่เลย มันคล้ายกับว่าในความรู้สึกของคนที่จ้องมองมา ผมนี่แหละ คือคนที่ไปแย่งน้ำซุปกระดูกหมูจากเพื่อนมันมา

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวความปัญญาอ่อนนี้ เริ่มมาจากตอนที่พวกมันกำลังเรียนมัธยมปลาย สมัยเข้าปีหนึ่งใหม่ๆ เจ้ยเล่าให้ผมฟังว่า มันสองคนแล้วก็พวกไอ้ดีนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ไอ้เบสตอนนั้นคุยอยู่กับเด็กโรงเรียนหญิงล้วนอยู่คนนึง ซึ่งมารู้ทีหลังว่าผู้หญิงคนนั้นก็คุยอยู่กับไอ้ดีนเหมือนกัน ซึ่งคนที่บอกเรื่องนี้กับมันสองคนก็คือ ไอ้ดีนที่ก็เข้ามาบอกกับไอ้เบสซึ่งๆหน้าเลยว่า อย่ายุ่งกับเด็กมัน ผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนมัน ทั้งๆที่ความจริงคือไม่ใช่

ตอนนั้น เบสยอมถอยห่างเพราะเชื่อ  แต่ความลับมันไม่ในโลกฉันใด สุดท้ายไอ้เบสก็มารู้ความจริงตอนนั่งขี้ในห้องน้ำโรงเรียน ซึ่งประจวบเหมาะที่ไอ้ดีนก็เข้ามาฉี่พอดีและพูดอวดกับเพื่อนที่มาด้วยกันว่ามันหลอกไอ้เบสและเขี่ยไอ้เบสได้สำเร็จ หนำซ้ำยังด่าด้วยว่ามันโง่มากที่เชื่อ

ไอ้เบสโกรธถึงขีดสุด หลังจากล้างขี้เสร็จก็เลยออกไปจัดการไอ้ดีน ซึ่งก็ทะเลาะกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนสาวตัวต้นเรื่อง  ก็ลอยตัวแถมตอนนี้ยังย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองนอก มีแฟนใหม่ไป อย่างลอยตัว

“ สงสัยจะมองเพราะกูหล่อ ” สัดเบสยกมือขึ้นเก็กหล่อตอนที่พูดคำนั้น ท่าทางที่ชวนให้ผมหันไปทางอื่น ไม่ต่างกับไอ้เจ้ยที่ถึงขั้นออกอาการสำลอกออกมา

“ ยังไม่เจียมตัวอีกไอ้ชิบหาย ” ได้แต่บอกแบบนั้นแล้วทำใจปลง ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันทะเลาะกันเรื่องปัญญาอ่อน และสำหรับผมคงไม่มีการทะเลาะครั้งไหนของมันสองคนที่จะปัญญาอ่อนเท่ากับวันนั้นที่ร้านน้ำปั่นหน้ามหาลัยอีกแล้ว กับแค่ใส่ชิ้นมะม่วงลงเครื่องปั่นไม่เท่ากัน มันเล่นทะเลาะกันใหญ่โต จนเจ้าของร้านต้องออกมาไล่ หนำซ้ำทุกวันนี้เค้ายังเขม่นผมทุกทีตอนที่ไปซื้อ “ เห้อออ ”

ถอนหายออกมาพร้อมกับส่ายหน้า ผมหันไปที่โต๊ะของคู่อริไอ้เบสอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าคนที่จ้องมองกันอยู่เมื่อครู่ ก็ยังคงมองมาทางผมอยู่อย่างงั้นแบบไม่วางตา ผมจ้องมันกลับ

“ มึงมองเหี้ยอะไรอยู่วะไอ้เมี่ยง ” เจ้ยมันถามก่อนจะเหลือบไปมองที่โต๊ะนั่น

“ มึงรู้จักไอ้สัดนั่นมั้ยเจ้ย คนที่มองกูอยู่ ”

“ แม่งก็มองเราทั้งโต๊ะ ” คนโดนถามหันมาบอกกันก่อนจะหลุดหัวเราะ

“ ไม่สิไอ้สัด คนที่หน้าแหลมๆ คิ้วเข้มๆ จมูกโด่งหน่อย ”

“ ไอ้คนที่ตาดุๆ ”

“ อื้ม ” ผมพยักหน้ารับ

“ ตัวสูงหน่อย แล้วก็ดูผอมที่สุดในนั้น แล้วท่าทางตอนนี้ของมันก็คือเหมือนจะลุกขึ้นมาต่อยมึงประดุจมึงคือคนที่ไปแย่งน้ำซุปเศษหมูนี่มาจากเพื่อนมัน ”

“ เออใช่  ไอ้สัดนั่น ”

“ ไอ้อาร์ม ” เจ้ยบอกยิ้มๆ “ แต่มึงไม่ต้องไปสนใจหรอกไอ้สัดนี่มันก็มองไปแบบนั้นแหละ ตามันก็แค่ดุเฉยๆ ”

“ ใครว่า ” ไอ้เบสหันไปบอกเพื่อนสนิทตัวเอง “ ไอ้สัดอาร์มแม่งเอาเรื่องอยู่นะ ”

“ เหรอวะ ”

“ เออ แล้วมึงไม่เห็นเหรอ ทุกครั้งที่เรามีเรื่องกับไอ้ดีน ไอ้สัดอาร์มคือไม่พูดอะไรเลย มันยืนมองอย่างเดียว แล้วมึงไม่คิดว่าท่าทางแบบนั้นมันเหมือนแค่รอบุกอย่างเดียว อารมณ์มึงต่อยกูก็ต่อยด้วย ” ท่าทางดูไม่ค่อยน่าเชื่อของไอ้เจ้ย มันขมวดคิ้วงง

“ คือถ้าเป็นแบบนั้นสมัยเรียนกูต้องได้ยินข่าวมันมากกว่ากว่ามั้ยวะ แบบไอ้ตัวจี๊ดไง ”

“ ตัวจี๊ดไหนวะ ” ผมถาม

“ คนที่นั่งตรงข้ามไอ้ดีน ตัวเล็กๆ ขาวๆ ที่นั่งกินข้าวสองจานไง มันชื่อไอ้จุ้น ” เบสบอก “ ไอ้เหี้ยนี่นะโคตรเปรี้ยวตีนกูบอกไว้ เอะอะใช้กำลัง กูพูดเหี้ยไรนิดนึง มึงเข้ามา มึงเข้ามา ยิ่งเข้าคู่กับไอ้โฮม คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามมันนะไอ้สัด แพ็คเก็ตเตี้ยแล้วไม่เจียมชิบหาย ”

“ มึงก็ไม่เจียมเหมือนกันไอ้เหี้ย เค้ามีตั้งกี่ตีน แต่มึงก็ยังขยันกวนตีนมัน ”

“ เจ้ยครับ คนเรามันก็ต้องชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้ามันไม่สร้างศัตรู กูขอถาม มันจะเกิดศัตรูมั้ย ” ร่างสูงพายมืออก “ ก็ไม่ ” 

“ ก็จริงอยู่ แต่เพื่อนเบสครับ การให้อภัย คือ ผลบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ”

“ งั้นกูขอนับถือคริสต์แล้วกัน ”

“ ไอ้สัด ” เจ้ยสบถออกไปแค่นั้น ก่อนที่เราทั้งสามคนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งหลังจากไอ้เบสยกน้ำขึ้นกินเป็นอย่างสุดท้าย แล้วก็ดูเหมือนว่าก็เป็นจังหวะเดียวกันกับอีกกลุ่มที่ก็ลุกขึ้นเช่นกัน

“ มึงเตรียมตัวเลย ” ผมบอกในตอนที่เห็นคนอีกกลุ่มเดินเริ่งฝีเท้าตรงไปยังบันไดฝั่งข้างโรงอาหารที่พวกเรากำลังจะเดินไป แล้วหยุดยืนขวางอยู่ตรงหน้าบันไดตรงนั้น ดูจากรูปการณ์ ก็น่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อยากจะเราได้เดินลงบันไดไป

“ ถอย กูจะไปเรียน ” เบสมันว่า แต่ตอนนั้นไอ้ดีนอริของมันก็ยกยิ้ม

“ แล้วไง ? ก็พวกกูจะยืน ” ว่าแบบนั้น ก่อนจะเชิดหน้าไปที่บันไดอีกฝั่ง “ แต่ถ้ามึงรีบมาก ก็ไปลงอีกฝั่งอีกฝั่งสิ กูมาถึงก่อนกูมีสิทธิ์ยืน กูจะยืนตรงไหนก็ได้ ”

“ ไม่ใช่แล้วมั้ง ” ไอ้เจ้ยว่าขัด “ มึงจะยืนตรงไหนก็ได้นั่นก็ถูก แต่มึงจะมายืนขวางทางลงบันไดไม่ได้เพรคนอื่นเค้าจะใช้ แล้วถ้าบอกว่ามาก่อนมีสิทธิ์ยืน กูว่ามันไม่ใช่แล้วมั้ง ตรงนี้มันพื้นที่สาธารณะ มันทางขึ้นลง ใครมาก่อนมาหลังไม่เกี่ยวกันหรอกสัด ”

“ ก็แล้วจะทำไม กูไม่หลบ ”

“ K ” ผมถึงขั้นต้องสบถออกมากับความรั้นที่จะเอาคืนตอนได้ยิน

“ กูเรียนตึกใหญ่ แล้วกูจะให้กูเดินไปลงบันไดหน้าตึกหนึ่งที่มันจะไกลจากตึกใหญ่ทำไมวะ ” เบสถามอีกคนที่ก็ยังคงยกไหล่ไม่สนใจ “ ถ้าคิดแบบนี้ ทีหลังมึงขับรถไปขวางรางรถไฟด้วยสิสัดดีน มาก่อนไม่ใช่เหรอ ”

“ เอาเป็นว่ากูพอใจที่จะยืนตรงนี้ ส่วนพวกมึงถ้ารีบ ก็ไปใช้ที่อื่นก่อน จบ ”

“ ปัญญาอ่อนชิบหาย ” ผมพูดกับตัวเองแบบเสียงไม่เบานัก แล้วนั่นทำให้คนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากกันอย่างไอ้อาร์มคนของอีกกลุ่มที่มองกันอยู่เมื่อครู่หันมามอง “ มองทำไม มึงจะถามเหรอ ว่ากูพูดอะไร ” หันไปถามมันด้วยสีหน้าหาเรื่อง ก่อนจะหันไปมองเพื่อนมันอีกสามคนที่เหลือ เพราะตอนนี้พวกมันยืนกั้นทางลงบันไดของเราอยู่ “ กูถามจริงนะ คือพวกมึงจะมาเอาคืน เพราะแค่ยอมไม่ได้เรื่องน้ำซุปเศษหมูนี่น่ะเหรอ ” ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่ถาม ในตอนนั้นผมเองก็ทำได้แค่มองไปทางอื่นก่อนจะยิ้มแล้วบอก “ อย่าปัญญาอ่อนกันให้มาก ถอยเลยไอ้สัด กูจะไปเรียน ”

ผลักอกคนตัวเล็กผิวแทนที่อยู่ตรงหน้าจนตัวมันเซไปอีกทาง ผมเดินนำผ่านกลุ่มของคนขวางทางออกมา แม้ตอนนั้นจะได้ยินเสียงสถบของคนที่ผลักผมอย่างชัดเจน

“ ไอ้สัด ”

“ เออ ก็ไม่ต่างกันกับพวกมึงหรอก ” เบสมันหันไปบอกก่อนจะเดินเข้ามากอดคอผม ที่ก็มีไอ้เจ้ยเดินยิ้ตามหลังมาแบบติดๆ เราเดินเข้าตึกไปด้วยความเงียบเชียบ ก่อนจะมาหยุดรอลิฟต์ที่กำลังจะลงมาจากชั้นบน

“ ตามมาว่ะ ” ผมพูดขึ้นตอนที่เห็นคนกลุ่มที่ยืนขวาง กำลังเข้ามาใกล้ผ่านเงาสะท้อนของประตูลิฟต์ที่ยืนรอ

“ ส่วนบุญไม่พอเหรอวะ ” เบสหันไปถาม ตอนที่พวกไอ้ดีนเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหลังมันพอดี “ ตามกูจัง ”

“ ตามเหี้ยอะไร กูก็เรียนตึกนี้ ” ดีนมันพูดยิ้มๆแต่นั้นกลับทำให้ผมหัวเราะออกมา

“ ตอแหลไอ้สัด ” ผมว่า

“ มึงว่าใคร ”

“ มึงนั่นแหละ ” สวนกลับแบบไม่กลัว สายตาที่มองคนพวกนั้นผ่านเงาสะท้อนของตัวลิฟต์ ไม่มีการหลบหลีกแต่อย่างใด มันก็เหมือนที่ไอ้เจ้ยเคยบอกผมไว้ไม่มีผิด เรื่องพวกนี้ ถ้าเราอดใจหนึ่งครั้งที่จะไม่เอาคืน และปล่อยผ่านมันไป  มันท้าเลยว่าไม่เกินห้าครั้ง เราจะหลุดพ้นจากวังวนของการต่อสู้เรื่องปัญญาอ่อนเหมือนเด็กในโรงเรียนประถมนี้ทันที

แต่ก็นั่นแหละ  ใครแม่งจะไปทนได้ถึงห้าครั้งวะ

“ เราเรียนชั้นไหนวะ ” เจ้ยมันหันมาถามผมท่ามกลางความเงียบในตอนนั้น ผมที่หันไปมองด้วยท่าทางกระอักกระอ่วมแบบไม่อยากบอกเพราะไม่รู้ว่าจะเป็นช่องทางให้อีกฝ่ายได้แกล้งอะไรมั้ย แต่ในวินาทีถัดมาก็ตัดสินใจเอียงตัวแล้วกระซิบบอกไป แบบที่คิดว่าคงได้ยินกันแค่สองคน

“ เจ็ด ”

“ เจ็ด ” เสียงนึงที่ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ผมหันไปเหลือบมอง ก่อนจะพบกับไอ้อาร์มที่ยกคิ้วให้อย่างกวนตีน “ ทำไม จะถามเหรอ ว่ากูพูดว่าอะไร ” ประโยคคุ้นเคยที่ผมเคยพูดหลุดออกมาจากปากอีกคน ผมยกยิ้มกับความกัดไม่ปล่อยของมัน แต่ก่อนจะพูดตอบโต้อะไรไปคนที่อยู่ข้างกันอย่างไอ้เจ้ยก็เอื้อมมือมาจับไหล่กันไว้ก่อน

“ ช่างมันเถอะ ” เจ้ยบอกผม ที่ก็ได้แต่พยักหน้ารับ ก่อนไอ้เบสจะดึงตัวเองเข้ามาใกล้ มันกระซิบ

“ เตรียมตัวไว้เลย ”

ประตูลิฟต์ถูกเปิดออกตรงหน้า ผมเดินเข้าไปด้านในสุด ตามด้วยไอ้เจ้ย ไอ้เบส แล้วก็ไอ้ดีนที่ทำทีเป็นกดรอเพื่อน ไอ้โฮมคนที่ผมเดินชนที่บันไดเดินเข้ามา ตามด้วยไอ้ดีนที่เดินเข้ามาทำให้เรารู้สึกว่ามันคงมีเรียนจริงๆ แต่นั่นก็ก่อนที่ทั้งมือของมันและไอ้โฮมจะใช้นิ้วลากปุ่มลิฟต์ทั้งแผงลงอย่างรวดเร็วแล้วก็เสือกเหลือชั้นเจ็ดเอาไว้ชั้นเดียว

“ ไอ้เชี้ย ” เบสสบถก่อนจะคว้ามือตัวการเอาไว้ด้วยความมือไว แต่เหมือนมันจะช้ากว่าคนที่ยืนอยู่ข้างนอกอย่างไอ้อาร์มที่ก็ยื่นตีนเข้ามาถีบไอ้สัดเบสแบบเต็มแรงจนมาล้มทับทั้งผมทั้งไอ้เจ้ยไว้ พร้อมกับดึงไอ้ดีนให้หลุดออกไปด้วย

ช่วงวินาทีสุดท้ายที่ผมเห็นประตูลิฟต์ปิดลงช้าๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะชอบใจของไอ้สี่ตัวที่ทำตามแผนสำเร็จพร้อมกับเสียงของไอ้ดีนที่ตะโกนลอดเข้ามาอย่างมีความสุขเหมือนซ้ำเติมกัน

“ ขอให้มีความสุขกับการขึ้นลิฟต์นะจ้า ”

“ แม่งเอ้ย!! ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้สัด ” ผมตะโกนออกไป ในตอนนั้นสายตาที่สบเข้ากับไอ้ตัวการที่มันถีบไอ้เบสเข้ามาจนเราต้องมาจนมุมอยู่ในสภาพนี้ สัดอาร์มยกคิ้วพร้อมกับคิ้วหนาของมันที่ก็ยกทักทายด้วยท่าทาง

 “ K ” เบสมันลุกขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือของไอ้เจ้ยที่ถีบมันออกไปด้วยความหนัก พร้อมทั้งพาตัวเองลุกขึ้นก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่มชั้นเจ็ด “ อย่าให้กูเจอมันครั้งหน้านะไอ้สัด มึงโดนเล่นแน่ ”

“ กูว่าพอมั้ยวะ ” เจ้ยมันหันไปบอกอีกคน “ เอาจริง ทำไมมึงไม่คิดบ้างว่าถ้ามึงไม่ไปแกล้งมันก่อน ไม่ไปแย่งน้ำซุปกระดูกหมูก่อน แม่งก็ไม่มาเอาคืนหรอก ”

“ แล้วมึงคิดว่าคนอย่างสัดดีนมันหยุดเหรอ ” ไอ้เบสหันไปถามเพื่อนสนิทตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมา ซึ่งก็ไม่ต่างกับผมที่ก็พิงหลังลงกับตัวลิฟต์

“ เอาจริงๆรู้สึกเหี้ยชิบหายเลย คือพอคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะแค่น้ำซุปกระดูกหมูร้านป้า กูนี่แบบ มีแต่คำว่าKอยู่ในหัว ”

“ แล้วไอ้ประตูลิตฟ์นี่แม่งก้เปิดทุกชั้นจริงเว้ย ” เจ้ยมันสบถเพราะต้องเอื้อมมือไปกดปิดลิฟต์เป้นครั้งที่สามแล้ว และแน่นอนว่าแม่งต้องกดปิดอยู่แบบนั้นจนกว่าเราจะขึ้นถึงชั้นที่เจ็ด

“ หรือครั้งนี้มึงเลิกเอาคืนมันสักครั้งได้มั้ยไอ้เบส เผื่อจะสงบสุข ”

“ กล้าพูดเนอะสัดเมี่ยง เมื่อกี้มึงยังเปรี้ยวตีนมันอยู่เลย ” หันมาบอกกันด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะผ่อนหลังลงกับตัวลิฟต์ “ กูว่าเราแม่งก็ทนกันไม่ได้สักคนนั่นแหละไอ้ห่า ”

“ แต่พูดก็พูดนะสัด ฉากที่ไอ้สัดอาร์มถีบไอ้เบสแล้วดึงไอ้ดีนออกไป แม่งโคตรพระเอกเลย ” เจ้ยหันมายิ้มกับผม “ มึงเห็นมั้ยเมี่ยง”

“ เห็น ” พยักหน้ารับก่อนจะยกยิ้ม “ แล้วกูก็เห้นด้วยตอนที่ประตูลิฟต์จะปิดไอ้สัดนั่นแม่ง ยกยิ้มให้กู ”

“ เหรอวะ ”

“ ตอนแรกกูก็เฉยๆหรอกกเรื่องทะเลาะปัญญาอ่อนของพวกมึง แต่ตอนนี้ไม่โอเคเลย กูรู้สึกว่า กูแม่งไม่ชอบไอ้เชี้ยนั่น คนที่ชื่ออาร์ม ”

“ ดีมากเพื่อนเมี่ยง” มือหนาของไอ้เบสเอื้อมมือมาจับไหล่ผม สายตาจริงจังนั้นจ้องมา “ กูภูมิใจในตัวมึง ”

“ K ” ตอบรับไปแค่นั้นก่อนจะปัดมือนั้นออกจะไหล่ “ หาเรื่องให้กูไม่เว้นวันยังมาพูด ”

“ สีสันชีวิ๊ตตตตตตตต ” เสียงลากยาวที่แสนน่ารำคาญนั้น ผมหันไปมองทางอื่นอย่างไม่รู้จะทำยังไง  “ ว่าแต่พวกมึงไม่รู้เหรอวะ ไอ้อาร์มกับไอ้ดีนแม่ง ผัวเมียกันนะ ”

“ ผัวเมียเหี้ยอะไร ไอ้สองคนนั่นมันเป็นแฟนกันตั้งแต่ตอนไหน ” เจ้ยหันไปถามด้วยสายตาไม่เชื่อ “ มึงไปเอามาจากไหน ล่าสุดกูยังเห็นไอ้อาร์มเดินควงอยู่กับสาวนิเทศอยู่เลย อย่างสวยอะ  ”

“ มันก็ควงปิดข่าวเท่านั้นแหละสัดเชื่อกู เพื่อนที่ไหนเค้าชมกันว่าน่ารักวะถามหน่อย มันก็มีแค่พวกเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อทั้งนั้น ”

“ กูไม่เชื่ออะ ”

“ มึงหาว่ากูตอแหลเหรอสัดเจ้ย ” เบสถามด้วยท่าทางจริงจังก่อนจะหันไปกดประตูลิฟต์ให้ปิดอีกครั้ง

“ ก็มันเป็นไปไม่ได้อะไอ้สัด ดีนมันก็ชอบผู้หญิง อาทิตย์ก่อนมันยังควงกันอยู่เลย แล้วกูเห็นมันนัวเนียกันจะตายห่า มีหอมกงหอมแก้ม แถมไอ้สัดอาร์มก็ไม่น้อยหน้าเด็กนิเทศคนนั้นกูก็เห็นนั่งคุยกับมันบ่อยๆ มึงเถอะไปเอามาจากไหน ”

“ ก็กูเห็น วันก่อนที่กูไปผับไง ”

“ อาทิตย์ก่อนอะนะ ” ผมเสริมอีกคนที่ก็ยกคิ้วเป็นคนตอบ

“ กูบังเอิญเจอพวกมันพอดี แม่งเต้นกันอยู่ในผับ ไอ้สัดดีนคือเต้นท่าเหี้ยไรไม่รู้อยู่ตรงหน้าไอ้อาร์ม ส่วนไอ้เชี้ยนั่นก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วก็เห็นมันพูดว่า มึงม่งน่ารักว่ะ เนี้ย แล้วมึงจะให้กูคิดยังไง เพื่อนที่ไหนชมกันว่าน่ารัก ไม่มีปะ พวกเรายังไม่ทำเลย ”

“ แต่ถ้ามึงน่ารักกูชมนะ ” เจ้ยบอกเบสก่อนจะเชิดหน้ามาทางผม “ อย่างไอ้เมี่ยงกูก็ชมอยู่บ่อยๆ กู ก็แม่งน่ารัก แล้วมึงจะให้กูพูดว่าอะไร อย่างตอนมึงชูสองนิ้วถ่ายรูปวันก่อน กูยังบอกเลย มึงน่ารักว่ะเบส มึงจำไม่ได้เหรอ ”

“ บ้า ” เบสผงะหลังพลางยกมือขึ้นจับอกด้วยสีหน้าตกใจแบบจอมปลอม “ แล้วมึงเพิ่งมาบอกอะไรตอนนี้วะเจ้ย มึงแม่งมีมิ้งแล้วอะ  ”

“ K ” ถึงขั้นต้องด่าออกไปเสียงดัง เราที่หลุดหัวเราะออกมา มันขำจนคนฟังต้องยกเท้าคนถีบคนพูด “ หน้าเหี้ยจริง ไอ้สัดนี่ ”

“ แต่กูว่าสายตาที่มันมองกันมีพิรุธอยู่นะ พวกมึงไม่รู้สึกเหรอ ”

“ คือมึงมองไปถึงสายตา ถามจริงนะสักเบส ผับมืดขนาดนั้นมึงมองว่ามันใส่เสื้อสีอะไรให้ออกก่อนมั้ย ”

“ นี่ก็ขัดจัง ”

“ ก็มันเป็นไปไม่ได้อะ ” เจ้ยว่าพลางถอนหายใจ “ คือกูไม่ได้หมายความว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่พวกมันทั้งคู่จะชอบผู้ชายด้วยกันเอง แต่คือมึงเข้าใจมั้ยว่าพวกมันสองคนคือไม่ได้อะ มันไม่ได้ให้ความรู้สึกนั้น มองไปก็คือเพื่อนปกติ ”

“ แล้วทำไมมึงถึงรู้สึกอย่างงั้น ”

“ ก็เซ็นส์กูมันบอก ”

“ K พูดมาตั้งนาน มึงสรุปว่าไม่ใช่เพราะแค่เซ็นส์เหรอวะ ”

“ แต่คนเราไปตัดสินว่าใครจะเป็นยังไงจากสิ่งที่เราเห็น หรือสิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ได้นะมึง ” ผมท้วง “ อย่างเรื่องชมเพื่อนว่าน่ารัก คือบางคนเค้าทำแบบไม่คิดอะไร ก็พูดไปตามที่เห็น อย่างที่สัดเจ้ยมันชอบพูด คือพวกมึงเอามาตัดสินไม่ได้หรอก ว่าแม่งเป็น หรือไม่เป็นอะไรกัน กับเรื่องแค่นั้น ”

“ รุมสัด ถามจริงนี่พวกมึงเพื่อนกูหรือเพื่อนไอ้ดีน ” เบสหันมาถามในตอนที่ลิฟต์มาจอดที่ชั้นเจ็ดพอดี เราเดินออกไปพร้อมกับที่ไอ้เจ้ยหันไปตอบคำถามอีกคน

“ เป็นเพื่อนมึง แต่บางทีที่มึงเหี้ยมากๆ ก็รู้สึกอยากเป็นเพื่อนไอ้ดีนเหมือนกัน ”

“ เจ็บสัด ” มือที่ยกขึ้นจับอกของไอ้เบส มันเม้มปากพลางทำหน้างอ “ แต่ยังไงก็แล้วแต่ กูขอบอกไว้เลยนะ และกูขอพวกมึงแค่อย่างเดียว อย่าเอาพวกไอ้ดีนมาทำเมีย อยากไปญาติดีกับพวกมัน ถือว่าพี่เบสขอร้อง ”

“ เผื่อมึงลืมไอ้สัดดีนมีเพื่อนเป็นผู้ชายหมด ” ผมท้วง

“ แล้วความรักมันมีแค่ชายหญิงเหรอครับเพื่อนเมี่ยง ก็ไม่เปล่ามั้ยละ ” มันหันมาเถียงผมที่ก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับไอ้เจ้ย ก่อนจะพูดออกมาพร้อมกันในตอนเดินเข้าห้องเรียน

“ ปัญญาอ่อนชิบหายไอ้สัดเบส ”

...............................................
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 1 :: up! 29-11-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 29-11-2019 20:47:05

 คราสเรียนในช่วงเย็นของวันจบลงไปด้วยความน่าเบื่ออย่างทุกที ผมมองเอกสารที่อยู่ตรงหน้าสลับกับหน้าจอที่ไม่มีความแตกต่างอะไรกันมากนัก หนำซ้ำยังเหมือนกับแค่การอ่านหนังสือให้ฟังและไม่ได้เรียกว่าการสอนสักเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างงั้นหน้ากระดาษของผมก็ยังเต็มไปด้วยปากกาเน้นข้อความสีส้มตรงเนื้อหาสาระสำคัญที่คิดว่าน่าจะออกสอบ

ผมเก็บเอกสารเรียนม้วนให้กลมเหมือนอย่างทุกที ปากกาเสียบลงในกระเป๋าเสื้อ แล้วลุกขึ้นเต็มความสูงด้วยความรู้สึกลิงโลดมากกว่าทุกครั้ง

“ วันนี้กูขอกลับบ้านก่อนนะ แล้วเจอกัน ” หันบอกอีกสองคนที่ยังคงอยู่ในอาการที่เรียกว่าง่วงงุน ไอ้เจ้ยฟุบอยู่กับโต๊ะอย่างอ่อนแรงที่ดึงหนังตาขึ้นสู้เอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรงแบบไม่เงยหน้าขึ้นมองกัน
 
“ ทำไมกลับเร็วจังวะมึง ไปหาไรกินกันก่อนสิสัด ”

“ ไว้คราวหน้า วันนี้กูมีนัด ”

“ สาวที่ไหน ”

“ หนุ่มตังหาก ” ผมตอบกลับอีกคนก็ขมวดคิ้ว “ แต่เดี๋ยวไว้เล่า ”

“ งั้นตามสบาย ”

“ เจอกันมึง ” เคาะหัวพวกมันคนละทีด้วยเอกสารที่ถือ ก่อนจะเดินตัวปลิวออกจากห้องเรียนไปด้วยรอยยิ้ม

ผมตรงไปที่ลานจอดรถของมหาลัย รถญี่ปุ่นสีขาวส่งกลิ่นหอมมะลิอ่อนๆจากตัวปรับอากาศ ผมคาดเข็มขัดนิรภัยก่อนจะสตาร์ทรถแล้วขับรถออกไปทั้งๆที่หัวใจมันบินไปถึงที่หมายเสียก่อนแล้ว

เมื่อสองวันก่อนผมเพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดใหม่ มันเป็นคอนโดที่ออกแบบมาเพื่อคนเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ สืบเนื่องที่ผมมีแพลนจะเลี้ยงแมวสักตัวไว้ในบ้าน แต่ก็ลังเลอยู่นานอย่างไม่รู้จะเลี้ยงแมวพันธุ์อะไรดี เพราะในความรู้สึกมันก็น่ารักไปหมด จนเมื่อสามวันก่อน แฟนของพี่สาวที่ทำงานเป็นสัตวแพทย์ก็โทรเข้ามา

‘ ที่โรงพยาบาลของพี่มีแมวที่เค้าเอามารักษาแต่ไม่ยอมมารับกลับ ผ่านไปสามเดือนแล้ว ติดต่อไม่ได้เลย พี่คิดว่าเค้าคงไม่มารับแล้วละ เมี่ยงสนใจมารับไปอยู่ด้วยมั้ย ’

รูปภาพถูกส่งเข้ามาทางโปรแกรมแชทระหว่างบทสนทนานั้น มันเป็นภาพเจ้าแมวตัวสีเงินที่มีลายสีดำเข้มพาดอยู่ทั่วตัวอย่างชัดเจน แววตาสีเหลืองอ่อนจ้องมองมาที่กล้องถ่ายรูปอย่างสงสัย มันเอียงหน้าน้อยๆอย่างน่ารัก เป็นวินาทีเดียวที่ผมตัดสินใจอย่างง่ายดาย และไม่ต้องคิดทบทวนอะไรให้มาก

‘ สนใจครับ ผมจะรับมันมาเลี้ยงเอง ’ 

รถจอดลงตรงลานจอดหน้าโรงพยาบาลสัตว์ใจกลางเมือง ผมเดินขึ้นไปด้านบนเพื่อหาแฟนพี่สาวด้วยใจระทึก ตั้งแต่ตัดสินใจว่าจะรับเลี้ยงก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการเตรียมข้าวข้องเข้าห้องเพื่อต้อนรับเจ้าตัวเล็ก ไหนจะตัวเองที่ต้องย้ายที่อยู่เพราะหอพักเดิมไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ ก็เลยต้องปล่อยให้แฟนของพี่เป็นคนจัดการทุกอย่างเกียวกับเจ้าแมว โดยเฉพาะเรื่องการฉีดวัคซีนต่างๆ

“ มาหาพี่หมอไอซ์ครับ ” เอ่ยปากบอกพี่พนักงานที่อยู่ด้านล่างของตัวตึก ก่อนเธอจะพายมือไปทางลิฟต์ด้วยรอยยิ้ม

“ ชั้นสอง อยู่ที่ห้องตรวจค่ะ ”

“ ขอบคุณมากครับ ” ก้มหน้าลงก่อนจะเดินตรงไปตามที่เธอบอก ผมเคาะประตูหลังจากอ่านป้ายชื่อว่าเป็นคุณว่าที่พี่เขยถูกต้องแน่นอน “ พี่ไอซ์ ”

“ กำลังรออยู่พอดีเลย ” เค้าว่าแบบนั้นก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างหนาที่ดูสมส่วน พี่ไอซ์เป็นผู้ชายหุ่นสมส่วน ท่าทางสุขุมที่ก็มักยิ้มใจดีให้กับเจ้าสัตว์ตัวเล็กๆ เป็นผู้ชายเฟอร์เฟ็คที่ผมค่อนข้างเสียดายอยู่ไม่น้อยที่เค้าตัดสินใจมาเลือกพี่สาวจอมขี้บ่นของผม เป็นความรู้สึกที่ว่า ก็น่าจะได้คนที่ดีกว่านี้น้า ไม่น่าเลย

“ แมวผม มันเป็นยังไงบ้างครับ ”

“ แข็งแรงดีนะ พี่ตรวจเบื้องต้นให้ทุกอย่างแล้ว วัคซีนก็ฉีดเรียบร้อย ทางเราละ เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้วใช่มั้ย ”

“ แน่นอน ครบตามที่พี่หมอสั่งเลย อาหาร เตียง ของเล่น ห้องน้ำแมวแบบอย่างดีเลยนะ แม่ขอผ่อนแม่เลยด้วยเครื่องตั้งหลายตังค์ ”

“ โอเค ” คนตรงหน้ายิ้มตอบรับก่อนจะเดินนำไปยังห้องกระจกกว้างที่มีพวกเจ้าสัตว์ตัวเล็กมารอรับการรักษากับทางโรงพยาบาลถูกขังไว้ในกรงแยกส่วนอย่างดี  แต่พี่ไอซ์กลับเดินนำผมเข้าไปในกรงที่อยู่ในสุด  เค้าเอื้อมมือไปเปิดประตูกรงก่อนจะนำเจ้าสมาชิกใหม่ของบ้านผมออกมาให้ชมกันแบบชัดๆ

“ เฮ้ย ตัวจริงหล่อว่ะ ” ผมพูดออกมาตอนที่เจอตัวจริงของเจ้าแมวที่ก็เห็นแค่ในรูปมาตลอดเป็นครั้งแรก ช่างเป็นช่วงเวลาที่อดใจไว้ไม่ได้เลย แม้แต่จะอยู่ให้นิ่ง ผมเอื้อมมือไปลูบขนสวยของมันที่ก็นุ่มเสียจนต้องดึงเข้ามากอด “ ขอกอดหน่อยนะครับสุดหล่อ ”

“ ชอบมั้ย ”

“ ชอบซี ” ยิ้มกว้างออกไปให้คุณหมอตรงหน้า ที่ก็เอื้อมมือมาขยี้หัวกัน คนเป็นพี่ก็ยกคิ้วขึ้นตอบรับพร้อมกับรอยยิ้มใจดีเหมือนอย่างเคย

“ งั้นก็เอาใส่กรงก่อน แล้วจะได้พากลับคอนโดไปกอดให้หนำใจ ” เขาว่าก่อนจะเดินไปหยิบกรงแมวที่ก็เตรียมไว้ให้กัน เจ้าขนนุ่มถูกย้ายเข้าไปอยู่ในกรงด้วยฝีมือผู้เชี่ยวชาญ แต่ผมก็ยังไม่เลิกเห่อและก็ยังอดใจไว้ไม่ได้ จนต้องแหย่นิ้วเข้าไปตรงซี่กรงแล้วเกลี่ยคอมันเบาๆให้อีกฝ่ายเคยชิน  “ เรียบร้อยครับ ”

“ ขอบคุณมากนะครับพี่ไอซ์ที่จัดการทุกอย่างให้เมี่ยงเลย แล้วค่าเสียหายละครับ ค่ายา เมี่ยงต้องยาที่ไหน ”

“ ไม่เป็นไร ” เค้าส่ายหน้าไปมา “ ถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวเรา แล้วก็เป็นการแสดงความขอบคุณ  ที่เรายอมรับเจ้าแมวตัวนี้ไปเลี้ยงให้ เพราะไม่อย่างงั้นมันก็คงตรงไปอยู่ที่ไหนสักที่ แบบที่พี่จะไม่รู้เลยว่าเค้าจะดูแลมันยังไง ครั้นจะให้เลี้ยงไว้ที่นี่ทางเจ้าของโรงพยาบาลก้คิดว่ามันไม่ใช่เรื่อง ”

“ ก็ไม่ใช่สถานที่รับเลี้ยงแมวสักหน่อย ” ผมเสริม อีกคนก็ถอนหายใจพร้อมกับพยักหน้ารับ “ เมี่ยงต้องขอบคุณมากกว่า ที่ให้แมวน่ารักๆกับเมี่ยง นี่ยังสงสัยเลยว่าน่ารักขนาดนี้ ทิ้งลงได้ยังไง ”

 “ คนเรามันซับซ้อนแล้วก็มีหลายเหตุผล แต่ก็นั่นแหละไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร สุดท้ายแล้วมันก็คือ คนไร้ความรับผิดชอบอยู่ดี ” อาจจะเป็นคำที่แรงที่สุดตั้งแต่เคยได้ยินคนตรงหน้าพูดออกมา ผมก้มหน้าลงยิ้มๆ อย่างไม่รู้จะตอบอะไร “ เออเมี่ยง พี่มีงานนิดหน่อย ขอไม่ลงไปส่งด้านล่างนะ ”

“ ไม่ต้องหรอกน่า ” ผมบอกปัด “ แค่นี้เอง เมี่ยงลงไปเองได้ ”

“ งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งเราที่ลิฟต์ ” เค้าว่าก่อนจะเดินนำผมไป พี่ไอซ์กดปุ่มลิฟต์ให้แล้วในตอนที่เรากำลังยืนรอ เค้าก็หันมาถาม “ แล้วเรื่องที่ไปถามพี่พลูตกลงตัดสินใจได้ยัง ว่าจะให้แมวชื่อว่าอะไร ”

“ ได้แล้ว ” ผมดึงกรงที่ถืออยู่ขึ้นมาแล้วในตอนที่มองเข้าไปในนั้น ผมยิ้มก่อนจะหันไปบอกอีกคน “ ชื่อนายท่าน ”


...........................................................


เดินทางกลับมาถึงคอนโดตอนเกือบจะหกโมงเย็น วันนี้มีตั้งใจอย่างแรงกล้ามากว่าจะแค่สั่งอาหารมากิน เพราะอยากจะใช้เวลาอยู่กับเจ้านายท่านให้เต็มที่ เพราะผมอ่านมาในข้อมูลเบื้องต้นของการเลี้ยงแมว การได้แมวตัวใหม่มา วันแรกๆ น้องอาจจะยังไม่คุ้นชินกับบ้านที่อยู่ เราเลยต้องให้เวลาเจ้าแมวในการปรับตัว เรพาะฉะนั้นผมจึงคิดมาอย่างรอบคอบแล้วว่าตัวเองควรอยู่ติดบ้านให้ได้มากที่สุดในช่วงนี้ เพื่อทำความคุ้นเคยกับแมวด้วยเช่นกัน

แต่ในวงเล็บที่ว่า ถ้ามันอยากจะทำความคุ้นชินด้วยละก็นะ

“ โอเค ถึงบ้านเราแล้วครับนายท่าน ” ช่างเป็นชื่อที่โคตรเหมาะ รู้สึกภูมิใจในตัวเองยังไงก็ไม่รู้ในตอนที่ไขประตูเข้าไปในห้อง ผมวางกรงแมวไว้ตรงกลางห้องเป็นอันดับแรก ก่อนจะนั่งย่อตัวลงแล้วเปิดประตูกรงก่อนจะรอมันอยู่แบบนั้นสักพักเพื่อให้สมาชิกใหม่เดินออกมา

ท่าทางต้วมเตี้ยมเดินอย่างละแวดระวังและสนใจไปกับทุกสิ่งอย่างที่เป็นของใหม่รอบตัว นายท่านดมทุกอย่างที่สงสัยก่อนจะไปนั่งนิ่งอยู่ตรงข้างโซฟา  ห้องของผมเป็นแบบที่มีส่วนกลางแยกออกจากห้องนอน ซึ่งส่วนกลางนี้มีพื้นที่ตั้งโซฟา ทีวี แล้วก็ส่วนของครัวรวมถึงห้องน้ำเล็กๆของแขก และที่ผมเลือกห้องนี้เพราะมันเหมาะมากที่สุดกับการเลี้ยงแมว

เจ้าของคอนโดบอกกันว่า มันมีระเบียงสำหรับให้แมวออกไปได้แถมยังปิดมิดชิดกันการกระโดดไปเที่ยวห้องข้างๆ แล้วตกลงไป ต่อให้ลืมปิดระเบียงคอนโดก็ไม่ต้องกังวลว่าแมวจะหาย อีกอย่างเค้ายังได้มีบริเวนชมนกชมไม้ ไม่เครียดอีกด้วย  แถมส่วนกลางก็กว้างพอจะให้ตั้งคอนโดอันเบ่อเริ้มที่เจ๊พลูซื้อให้รับขวัญเจ้านายท่านด้วย

“ นายท่าน ” ผมเรียกอีกคนพร้อมกับดึงตัวเองลงนอนคว่ำราบบนพื้น เอื้อมมือไปจับขาที่ถูกดึงหลบแต่ถึงอย่างงั้นผมก็ยังยิ้มออกมากับความน่าเอ็นดูที่ไม่อยากจะใครแตะต้องนั้น “ นี่นายท่าน ต่อไปนี้เรามาอยู่ด้วยกันสองคนนะ อยู่ด้วยกันที่นี่ โอเค๊ ”

ไม่รู้เข้าใจมั้ย แต่ผมก็พูดออกไปก่อนจะดึงตัวเองขึ้นนั่งขัดสมาธิอยู่สักพัก แล้วถึงจะลุกขึ้นเต็มความสูงพร้อมกับขยี้หัวเจ้าแมวตัวกลม ออกเดินตรงไปที่ประตูระเบียงก่อนจะเปิด ลานเล็กๆมีไว้สำหรับดูวิวของน้องแมว ประดับซีกองพร้อมด้วยขั้นบันไดให้ไต่ดูวิว แถมยังมีหญ้าต้นเล็กๆสำหรับแมว

“ นายท่าน ออกมาข้างนอกเปล่า” ผมหันไปพูดกับอีกตัว ก่อนจะมองไปห้องข้างๆ ที่ก็มีระเบียงเหมือนกันกับของผมอย่างให้ความสนใจ แล้วในตอนนั้นก็สะดุดตาเข้าพอดี กับเจ้าก้อนขนสีขาวที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงนั้น “ ห้องข้างๆ เลี้ยงแมวเหรอวะ ” พูดกับตัวเองแบบนั้นก่อนจะเปิดไฟระเบียงแล้วย่อตัวนั่งเพื่อมองไปอีกฝั่งให้ชัด  “ เมี๊ยว เมี๊ยว ”

“ เมี๊ยว ” เสียงตอบรับกลับมาชวนให้ผมยิ้มกว้าง แล้วนั่นก็เป็นวินาทีเดียวกันพอดีที่นายท่านเดินออกมาหยุดที่ข้างตัวผม มันนั่งลง

“ นายท่าน เพื่อนละ ”

“ เมี๊ยว เมี๊ยว ” อีกฝ่ายส่งเสียงร้องเหมือนจะเอ่ยทักสุดหล่อของผม แต่ทางนี้เหมือนว่าจะเอาแต่เงียบขรึมอย่างไม่ให้ความสนใจอะไร นายท่านนั่งมันจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งๆคีพความเป็นหนุ่มสุดคลู ซึ่งต่างจากอีกฝ่ายที่ยังคงเอ่ยเรียกมันไม่มีหยุด “ เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว ”

“ ส่งเสียงทักทายน้องเค้าหน่อยสิมึง ” ผมว่า “ เปอร์เซียซะด้วยนะ เมี๊ยวเมียวสักสองสามทีเร็ว ” สายตากลมมันหันมามองกันตอนที่ผมพูด ช่างเป็นสีหน้าที่แปลออกได้ว่า ‘ มึงทำอะไรเหรอเมี่ยง ไร้สาระว่ะ ’  “  ทำไมต้องมองแรงขนาดนั้น คนเราต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ และถึงมึงจะเป็นแมว มึงก็ต้องมี สัตว์สัมพันธ์นะเข้าใจเปล่า ”

ก็ยังเงียบ นายท่านเอาแต่มองแมวตัวนั้น มันขยับเข้าไปใกล้ระเบียงเหมือนกับว่าอยากจะเห็นอีกฝ่ายชัดขึ้น

“ นี่ มึงอย่าทำเหม่อลอย ฟังกูอยู่ปะเนี้ยนายท่าน ” ผมมองอีกตัว “ งั้นกูตอบให้ก็ได้ เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว น่ารักจังเลยครับผม เอียงหน้าด้วย งงอะไรเหรอจ้ะ เปอร์เซียสีขาวซะด้วย โคตรสวยเลย งื้ออออออออออ เมี๊ยวๆน้า เมี๊ยวๆ ”

“ เมี๊ยว ” อีกฝ่ายเอียงหน้าร้องตอบกลับมา

“ น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ” หันไปบอกอีกคนที่ก็ยังคงนั่งหน้านิ่งมองไม่สนใจคำพูดของผม ต่างฝ่ายที่ต่างจ้องกัน แล้วก็เหมือนจะมีเพียงแค่ฝั่งนั้นที่ร้องเรียกหา ส่วนทางเราที่ก็ไม่เมี๊ยวตอบกลับไปสักคำเดียว

“ แก้มหอมขา หนูคุยกับคุยกับใครอยู่คะลูก เข้าบ้านมาได้แล้วน้า มากินข้าวกันดีกว่านะ ”

ผมถึงกับนิ่งไปตอนที่ได้ยินประโยคนั้น และเมื่อสมองประมวลผลได้ว่านั่นคือเสียงของผู้ชาย ก็เหมือนกับว่ามีแต่คำว่าอีเหี้ย ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในหัวของผม

รอยยิ้มเกร็งๆที่พยายามเหล่มองเข้าไปด้านในของบ้านตรงข้ามอย่างกล้าๆกลัวๆ ก็แค่อยากเห็นว่าคนที่พูดประโยคสุดแสนน่ารักแบบนั้น จะเป็นคนหน้าตาแบบไหน

แต่ทว่าเค้าก็ไม่ปล่อยให้ผมต้องรอนานนัก ผู้ชายคนนั้นเปิดไฟตรงส่วนระเบียงของห้อง ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกมา ในตอนนั้นสายตาของเราสบมองกัน

แล้วนั่นก็ทำให้ผมเห็นใบหน้าของมันชัดๆ

“ ไอ้สัดอาร์ม ”

“ มึง..” อีกฝ่ายที่คงช็อคไม่ต่างกัน มันเอ่ยเรียกผมสั้นๆแค่นั้น ด้วยท่าทางที่ผงะไปเล็กน้อย เป็นสีหน้าที่ดูไม่คุ้น เพราะกวนตีนเหมือนอย่างเมื่อเที่ยงวัน แต่กลับซีดลงฉับพลัน แล้วในตอนนั้นสมองคิดชั่วของผมก็สั่งให้ยกยิ้ม พร้อมกับแววตาเจ้าเล่ห์ที่มองไป

“ แหมมมมมม ก็คิดว่าใคร แต่ไม่คิดเลยนะเนี้ย ว่าจะแบ๊วน่ารักได้ถึงขนาดนี้ มีความค่ะขากับน้องแมวด้วยอ่า ” ว่าไปแบบนั้นก่อนจะทำทีเป็นลูบคางอย่างครุ่นคิด วันนี้มึงยกยิ้มให้กู ตอนนี้ก็เป็นคราวกูแล้วไอ้สัดที่จะยกยิ้มให้มึงบ้าง “ อยากเอาไปเล่าให้ไอ้เบสฟังจังเลยน้า ว่าข้างห้องกูมีผู้ชายหน้าคุ้นๆที่คล้ายกับเพื่อนไอ้ดีนอยู่ด้วย อริคนที่เรียนออกแบบกราฟฟิคอินเตอร์ พูดกับแมวว่าค่ะขาด้วยเสียงสองที่โคตรน่ารักแบบนั้น มันต้องไม่เชื่อในสิ่งที่ฟังแน่ๆเลย  หรือว่าน้า กูจะพาเบสกับเจ้ยมาดี แต่ว่าตอนนั้นมันจะเป็นยังไงก็ไม่รู้เนอะ ฮ่าๆ คิดไม่ออกเลยอ่า ”

เสียงหัวเราะของผมที่ดังก้องออกไป แต่เหมือนอีกฝ่ายจะแค่นิ่งไปสักพักเท่านั้น ก่อนแววตาจะตกใจจะค่อยๆแปรเปลี่ยน ไอ้สัดอาร์มจ้องมาทางผมพร้อมกับยิ้มน้อยๆตรงมุมปาก สายตาที่จ้องมองกันแบบไม่พระพริบนั้น มันพูดเพียงแค่คำสั้นๆ อย่างไม่สะทกสะท้านอะไร จนกลายเป็นผมเองที่รู้สึกขนลุกขึ้นมาฉับพลันอย่างบอกอาการไม่ถูก

“ ก็เอาสิ ”

ในเสี้ยววินาทีนึงนั้น สาบานเลยว่า ผมคิดว่าผมไม่ควรพูดเหี้ยอะไรแบบนั้นออกไปเลย

.............................................................


นิยายเรื่องใหม่ตอนที่  1 พรุ่งนี้จะมาลงตอนที่ 2 และ 3 ในวันอาทิตย์นะคะ
ฝากแท็ก #ด้วยรักและปลาทู ด้วยนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์จ้า
 :katai4: :katai4: :katai4: :katai4: :katai4:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 1 :: up! 29-11-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 29-11-2019 23:05:22
เจ้าของไม่ถูกกัน แล้วถ้าแมวรักกัน คงมันส์น่าดู  o18
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 1 :: up! 29-11-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: minenat ที่ 30-11-2019 03:55:30
เรื่องชาวแมวชอบมากกกกก ติดตามมม เหมือนเคยอ่านน้องปลาทูมาก่อนนนน
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 2 :: up! 30-11-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 30-11-2019 20:24:21

ตอนที่ 2


คำตอบรับสั้นๆ ของแววตาที่มองมา กลับกลายเป็นว่าตัวผมเองที่แข็งทื่อไป ความรู้สึกเหนือกว่าที่คิดไว้ตั้งแต่ต้นหายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่กนอ ทั้งๆที่ถ้าพูดตามจริงยังไงคนที่กุมความลับมันก็ต้องเหนือกว่า แต่ทำไมแค่มองแววตาของไอ้เหี้ยนั่น ผมกลับรู้สึกได้ทันทีเลยว่า ‘ ทางที่ดีมึงอย่าไปยุ่งกับมัน น่าจะดีกว่า ’

 “ เข้าบ้านเรากันนายท่าน ” ผมอุ้มเจ้าแมวตัวลายขึ้นแนบอกก่อนจะยักคิ้วใส่อีกคนที่มองมาด้วยการแสดงตบตาที่จะเสียหน้าไม่ได้ ท่ามกลางเสียงร้องเมี๊ยวๆของแมวฝั่งตรงข้ามที่ก็ยังคงร้องเรียกอยู่อย่างงั้น จนเจ้าของต้องเบสายตาหันไปมองด้วยความสนใจ และผมก็ใช้จังหวะนั้นหันหลังกลับเข้าห้องก่อนจะปิดล็อคประตูทันที

“ ไม่เอาไม่ร้องค่ะแก้มหอม เข้าบ้านเรากันนะ ป๊าทำอาหารให้หนูเสร็จแล้ว อาหารอร่อยๆที่หนูชอบไงครับ ” เสียงที่ได้ยินจากอีกฝากหนึ่งของห้องก่อนเสียงปิดประตูจะดังขึ้น ชวนให้ผมที่ฟังอยู่ถึงกับยู่หน้า แล้วเหลือบซ้ายเหลือขวาอย่างไม่รู้จะรู้สึกอย่างไร แม้แต่นายท่านเองยังกระโดดออกจากอ้อมกอดของผมที่ซึ่งผมเองก็คิดว่า มันคงทนฟังอะไรแบบนั้นไม่ได้เช่นกัน

“ พูดเหี้ยอะไรก็ไม่รู้ขนลุกเนอะนายท่าน ” เจ้าตัวที่เลียขนอยู่ไม่ได้สนใจใยดีกับท่าทีของผม “ สนใจกูหน่อยก็ได้มั้งมึง พูดด้วยเนี้ย เมี๊ยวสักทีให้ชื่นใจก็ยังไงดีไง อะ ตาขวางใส่กูอีก ”

แววตาสีเหลืองที่เงยหน้ามองกัน อาการที่แสดงออกถึงท่าทีหาเรื่อง ไม่ก็ติเตียนในสิ่งที่เจ้าตัวได้ยิน  ผมว่าถ้ามีเครื่องแปลภาษาแมว คงได้ยินคำว่า ‘ แมวของคุณพูดว่า หยุดพูดมากสักทีค่ะ ’

“ หิวยัง ” ถามไปแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ  ผมเดินตรงไปเปิดตู้ใต้เค้าท์เตอร์ครัวหลังจากที่ยืนนิ่งมองแมวตัวเองเลียขนอยู่อย่างไม่ใยดีกันสักพัก ถุงอาหารอย่างดีถูกหยิบออกมาจากในนั้น ก่อนจะวางมันลงบนเค้าท์เตอร์ ผมเทมันลงไปในถ้วยใบใสที่ซื้อมาก่อนจะคลุกเคล้ากับอาหารแมวแบบเปียก ก่อนจะเดินไปย่อตัวลงใกล้ๆเจ้าตัวเย่อหยิ่งที่ยังคงทำหน้านิ่งมองกัน

“ นายท่าน ” ผมยื่นถ้วยข้าวไปให้มันที่ก็ขยับจมูกดมอยู่หน่อยๆ อย่างไว้เชิง หน้าตาที่ดูหล่อเหลาหรี่ตามองเหมือนหนุ่มหล่อที่ไม่ไว้ใจคนอย่างผมสักเท่าไหร่ ทั้งๆที่หิวเอามากมายแล้วในตอนนี้ “ มึงก็อย่าเก็กไปหน่อยเลยน่า หิวก็บอก มากินข้าวตรงนี้นะ ตรงนี้คือที่กินข้าว ” เดินเอาไปวางลงบนหลุมไม้เข้าคู่ของมัน ตรงข้างๆน้ำพุที่ไว้กินน้ำ แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ยังดมอยู่นิดหน่อย ก่อนจะค่อยๆกินอย่างแมวผู้ดีที่โคตรจะสุภาพ

นายท่าน ถูกเอามาที่โรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บที่ขาหลัง มันคงโดนทุบตีมาจากการสันนิฐานของพี่หมอไอซ์ แต่เจ้าของในตอนนั้นก็ไม่ยอมรับ บอกแค่ว่ามันตกลงจากที่ที่สูงมากๆ เธอพูดด้วยว่า เธอจะทุบตีมันทำไม เธอซื้อมันมาแพงมาก และนั่นก็ดูเหมือนจะสอดคล้องกับสิ่งที่เห็นอยู่ เพราะนายท่านเป็นแมวพันธุ์อเมริกันซ็อทแฮร์ที่มีลายดำพาดเทาค่อนข้างชัด แววตาสีเหลืองสวย ขนาดผมที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องราคาเท่าไหร่ ยังรู้สึกได้ว่า มันคงเป็นแมวที่ค่าตัวสูงน่าดู

แต่ถึงอย่างงั้น พี่หมอไอซ์ก็เสริมแค่สั้นๆว่า จำนวนเงินบอกไม่ได้ถึงความรัก มันมีให้เห็นทั่วไป อย่างคู่รักที่เลิกกับแฟนแล้วสุดท้ายก็ทำร้ายสัตว์ตัวเล็กที่ครั้งนึงมันเคยเป็นเหมือนพยานรัก แล้วนายท่านเองก็อาจจะเป็นแบบนั้น เคยเป็นที่รัก และวันนึงก็กลายเป็นขยะ ในวันที่ต้องเลิกรากันไป

ขยะ ที่อาจจะโดนทุบตีในช่วงเวลาหนึ่งที่สติของใครสักคนนั้นขาดออก จนลืมไปว่าที่กำลังเสียใจอยู่ เป็นความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ซึ่งแมวไม่เกี่ยวอะไรด้วย มันที่ซนตามวัยของแมวเด็กไม่ผิด แต่ที่ผิดคือใครคนนึงที่ทุบตีมันจนแรงเกินไป

และหลังจากนั้นที่เอามาให้โรงพยาบาล ก็ไม่มีใครมารับมันกลับไปอีกเลย ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา

“ เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว ” เสียงร้องน่ารักดึงสติที่กำลังจดจ่อกับสิ่งที่คิดของผมให้หันหน้าไปทางระเบียงอีกครั้ง รวมถึงไอ้นายท่านเองก็ด้วย มันเงยหน้าจากชามข้าวหันไปมองที่ริมระเบียง

“ เสียงของคนข้างบ้านเราแหละนายท่าน ” ผมพูดก่อนจะลุกขึ้นไปแอบดูเจ้าแมวตัวน่ารักเจ้าของเสียงใสนั่น

น้องแก้มหอม เป็นชื่อที่อยากจะอ้วกเมื่อตอนที่เห็นหน้าเจ้าของแมว แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่ามันตั้งชื่อได้เข้ากันมากถึงมากที่สุด เจ้าตัวขนปุยสีขาวสะอาดตา ทั้งน่าอุ้ม และ น่าหอมจริงๆ

“ ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ววะ ” พูดกับตัวเองก่อนจะเปิดประตูระเบียงแล้วเดินออกไป จนได้ยินเสียงคล้ายกับอีกฝ่ายกำลังข่วนประตูดังแกร๊กๆ พร้อมกับเสียงร้องเมี๊ยวๆ ที่ก็ตอนนั้นมีเสียงสุดนุ่มนวลแบบไม่เข้ากับหน้าของคุณเจ้าของแว่วมา

“ หนูจะออกไปข้างนอกทำไมคะแก้มหอม มากินข้าวก่อนนะคะ นี่มันของโปรดหนูเลยนะ ”

“ เมี๊ยวๆ ” เสียงตอบรับนั่นมาพร้อมกับการข่วนประตูที่แรงขึ้น ผมคิดว่าแก้มหอมคงอยากจะออกมาข้างนอก แต่ดูเหมือนไอ้เหี้ยอาร์มมันจะล็อคประตูไว้

“ กินข้าวค่ะ อย่าให้ป๊าขึ้นเสียงนะ ”

“ โห ไอ้สัด นี่ขึ้นเสียงแล้วเหรอวะ ” ถึงกับเอามือกุมอก แล้วเม้มปากไว้แน่นอย่างรู้สึกตกใจ “ อะไรมันจะเบอร์นั้น ”

“ แก้มหอมขา ถ้าหนูยังดื้ออีก ต่อไปนี้ป๊าจะไม่เปิดประตูให้หนูแล้วนะ ” ได้แต่เบือนหน้าแล้วอ้าปากทำทีเหมือนจะอ้วกกับคำพูดนั้น ผมทำปากมุมมิบตามมันอย่างอดไม่ได้ “ แก้มหอม แก้มหอมขา กินข้าวครับลูก ”

พูดกันตามตรง ถ้าเป็นเมื่อก่อนถ้อยเสียงนุ่มนวลแบบนี้คงชวนให้ผมยิ้มกว้างน่าดู ภาพน่ารักที่ลอยขึ้นมาเป็นฉากๆในความคิด แต่ทว่าตอนนี้สิ่งที่เห็นกลับทำให้รู้สึกผิดไปจากที่คาดไปสักหน่อย

ผู้ชายตัวสูงโปร่ง โครงหน้าไร้ที่ตินั่นเข้ากันอย่างดีกับแววตาคม และจมูกคมสัน สีหน้าที่ไม่ยิ้มแย้ม ดูพร้อมหาเรื่องกันตลอดเวลาคล้ายกับว่าอยากจะฆ่าแกงกันแบบให้จบไปสิ้นไป เป็นคนคนเดียวกับคนที่ผมได้ยินเสียงมันพูดคุยกับแมวตัวเล็กๆนั่นว่า ‘ แก้มหอมขา ’

“ ให้ตายเถอะไอ้สัด ” ผมพูดกับตัวเอง “ ไม่เข้ากับมึงมากเลยจริงๆ”


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


ผมหันไปมองเสียงที่ดังมาจากประตูห้องของตัวเอง พร้อมกับนายท่านที่ก็หยุดกินอาหารในชามของมันเหมือนกัน  แต่ก็ก้มลงกินต่อในนาทีต่อมาเหมือนรู้ดีว่า นั่นคงไม่ใช่เรื่องตัวเอง

“ ใครวะ ” ถามตัวเองพร้อมกับขาที่เดินออกไปตรงประตู มันคงไม่ใช่คนรู้จัก เพราะผมเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ หรือว่าจะลืมกุญแจเสียบคาไว้หน้าห้อง แต่ก็ไม่น่าใช่ เพราะระบบล็อคห้องมันเป็นคีย์การ์ดแล้วก็รหัสกดเข้าห้อง ดึงตัวเองเข้าไปมองลอดรูตาแมวของประตู ก่อนจะผงะหลังออกมาด้วยความตกใจไม่น้อย เมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ข้างห้อง แล้วมองกันตาขวางเมื่อครู่มายืนหน้านิ่งอยู่ด้านนอก


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


“ อะไร! มึงมีอะไร ” ตะโกนถามออกไปผ่านประตูด้วยความไม่เชื่อใจ สายตาของผมมองลอดผ่านรูนั่น ยังไงก็ไม่น่าไว้ใจ ต่อให้มันอุ้มแมวแสนน่ารักไว้แนบอก แต่ผมเป็นคนที่กุมความลับของมันอยู่ ยังไงก็ไว้ใจไม่ได้

“ ลูกกูอยากเจอลูกมึง ” มันพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมาในขณะนั้น แววตาที่ก้มลงไปมองแมวตัวเองที่ก็ส่งเสียงร้องเล็กๆออกมา

“ เมี๊ยว ” ก็คล้ายจะบอกกันว่า ‘ ใช่จ้ะป๊าขา แก้มหอมอยากเจอเค้า ’

“ อะไรนะไม่ได้ยิน ” พูดออกไปแบบนั้นเพราะอยากจะให้มันตะโกนดังขึ้น และแน่นอนว่า กูจะให้มึงตะโกนจนดังทั้งชั้นเลยไอ้สัด “ พูดอีกที ว่าไงนะ ”

“ มึงก็เปิดประตูสิ ” ไมได้ผลเหี้ยอะไรทั้งนั้น เมื่อคนด้านนอกตอบกลับมาแค่นั้น ผมถอนหายใจ  “ มึงคงคิดอยากจะให้กูพูดดังขึ้น เพื่อให้มึงพูดว่า อะไรนะไม่ได้ยินอยู่แบบนั้น จนกูต้องพูดดังขึ้นเรื่อยๆ ให้เสียงมันดังไปทั้งชั้นนี่เลยใช่มั้ย ” สายตาคมมองมาที่ตาแมวของประตูห้องผมราวกับรู้ว่ามองกันอยู่ มันยกยิ้ม “ ปัญญาอ่อนชิบหาย ”

‘ K เป็นเหี้ยอะไรถึงชอบพูดตามกูตลอด ’ ประโยคเหี้ยนี่จำได้ว่าผมเป็นคนด่ามันเองเมื่อช่วงเที่ยงของวันเพราะคิดว่าการกระทำที่มายืนขวางบันไดกันแม่งโคตรเป็นปัญญาอ่อน แต่นั่นแหละ ที่กูคิดและทำอยู่ตอนนี้ก็ไม่ต่าง

“ แต่ถ้ามึงอยากให้ทำก็ได้นะ ” ว่าแบบนั้นก่อนจะมองไปด้านหลังที่เหมือนจะมีคนเดินผ่านมาพอดี มือหน้ายกขึ้นเคาะประตูห้องผม “ เปิดเถอะครับเมีย ผัวมาง้อแล้วน้า อย่าใจร้ายกับลูกของเราสิครับ น้องแก้มหอมอยากจะเจอคุณแม่ใจจะขาดแล้วน้า เมียครับ เมีย แก้มหอมขา ร้องเรียกคุณแม่สิครับลูก ”

“ เมี๊ยว ”  เสียงใสที่ร้องขึ้นเบาๆ ชวนให้คนที่กำลังเดินผ่านไปหันมายิ้มแล้วหัวเราะกับความน่ารัก จนผมต้องจำยอมเปิดประตูออกไปเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดนั่น

“ เมียพ่อมึงสิไอ้สัด ” ประโยคแรกที่พูดออกไปนั่นชวนให้คนที่ไม่รู้จักเราและกำลังยิ้มให้ความน่ารักของแมวในอ้อมกอดของร่างสูงถึงกับผงะตกใจแล้วมองหน้าผมด้วยความงุนงง “ ไม่ใช่นะครับ เราไม่ใช่แฟนกันนะ ผมไม่ใช่เมียมันด้วย ”

“ พูดอะไรอย่างงั้น ” คนต้นเรื่องว่าแบบนั้น ก่อนจะส่ายหน้าไปมา แล้วเดินผ่านตัวผมเข้ามาในห้องด้วยท่าทางเหมือนกับว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วปล่อยให้ผมเผชิญหน้ากับความเข้าใจผิดของคนอื่นเพียงลำพัง

“ ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่นะ อย่าเข้าใจผิด ” คนสองคนที่มองหน้ากันเหมือนไม่เชื่อเดินออกไปยิ้มๆ อย่างไม่ให้คำตอบทางสีหน้าเลยว่า เชื่อ จนผมต้องถอนหายใจออกมาแล้วหันกลับมามองในห้องที่ตอนนี้ไอ้คนสร้างความวุ่นวายกลับมายืนนิ่งมองไอ้นายท่านของผมกำลังกินข้าว

“ ลูกกูอยากเจอลูกมึง ” มันพูดย้ำในตอนที่หันมามองกัน ผมถอนหายใจ

“ รู้แล้วไอ้สัด แต่ทีหลังช่วยอย่าพูดเหี้ยอะไรแบบนั้นได้มั้ย กูขนลุก ”

“ แต่ก็เปิดนะ ”

“ K กูเปิดเพราะคนอื่นมันเข้าใจกูผิดน่ะสิ ถ้าเค้าคิดว่ากูกับมึงเป็นผัวเมียขึ้นมาจริงๆขึ้นมาจะทำยังไง ” ผมถามอีกฝ่ายเสียงดัง “ แล้วถ้าเรื่องนี้ถึงหูไอ้สัดเบส ไอ้สัดดีนอีกจะเป็นยังไง ”

“ แคร์เหรอ ”

“ แคร์สิไอ้เหี้ย ” คำตอบนั้นมีเพียงรอยยิ้มยกยิ้มที่ส่งกลับมา ไม่มีคำตอบเป็นรูปประโยคอะไร มือหนาปล่อยแมวตัวเองที่อุ้มอยู่ลงสู่พื้นห้องผม ความสวยของเจ้าแมวขนสีขาวนุ่มชวนให้ผมนิ่งราวกับถูกสะกดสายตา แววตากลมสีฟ้าสดใสนั่น อยากจะพูดออกไปมากว่า สวยชิบหาย แต่ก็ต้องกัดฟันทนไว้ เพราะไม่อยากจะให้พ่อมันได้หน้า

“ เมี๊ยว ” เจ้าเปอร์เซียขนสีขาวเดินไปนั่งลงข้างๆคนที่กินข้าวอยู่อย่างเว้นระยะ ส่งเสียงผูกมิตรจากคนที่เงยหน้าขึ้นมามองกันแค่ไม่กี่วินาทีก่อนจะก้มลงไปกินข้าวต่ออย่างไม่สนใจ

“ ไม่มีมารยาท ” ไอ้สัดอาร์มหันมาบอกผม มันคงว่าไอ้นายท่าน

“ มันเป็นแมวมั้ย ”

“ แก้มหอมอุตส่าห์ทัก ทำไมแมวมึงไม่ทักกลับ ”

“ กูไม่ใช่แมว ” ผมบอกปัดก่อนจะหันไปยกยิ้ม “ บางทีมันอาจจะไม่ชอบคนที่เข้าหาก่อนก็ได้ โลกส่วนตัวสูง ”

“ มนุษยสัมพันธ์แย่ ”

“ มึงจะเอายังไง ” เชิดหน้าหาเรื่องอีกคน ที่ก็ยกยิ้มขึ้นมา

“ แต่เจ้าของกับแมวต่างเหี้ยอะไรกับแมวละนะ ”

“ K ” พูดออกไปแบบนั้นสั้นๆ ผมพาตัวเองเดินออกห่างมาที่เค้าท์เตอร์ครัวอย่างไม่อยากจะพูดคุยอะไรกับอีกคนให้มากความ เพราะคิดว่าถ้าพูดอะไรมากไปกว่านี้อาจจะกระทำการรุนแรงให้แมวเห็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่อยากจะให้นายท่านเห้นว่า ตัวผมเป็นคนใช้ความรุนแรง ไม่อยากจะไปซ้ำแผลใจให้มัน

หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 1 :: up! 29-11-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 30-11-2019 20:24:43
ทว่าความเงียบเชียบกลายเป็นความอึดอัดขึ้นมาอย่างฉับพลัน ไม่มีเสียงอะไรเลยแม้แต่เสียงพูดคุยกันของแมว นายท่านหลังกินข้าวเสร็จมันก็กินน้ำนิดหน่อย ก่อนจะเลียขนตัวเองต่อแบบเสริมหล่อต่อหน้าอีกตัว ส่วนน้องแก้มหอมก็แค่ส่งเสียงร้องเมี๊ยวเบาๆ คล้ายจะพูดคุยกับอีกผ่านเป็นระยะ แต่ก็นั่นแหละ มันไม่มีอะไรกลับมา

“ แมวมึงเป็นใบ้หรือเปล่า ”

“ ใบ้เหี้ยอะไรละ ” ผมสวนกลับด้วยสีหน้าหาเรื่อง เชื่อเลยไอ้สัด มีอย่างที่ไหนวะ บังคับเข้าบ้านคนอื่น แถมพาแมวตัวเองเข้ามาด้วย หนำซ้ำยังด่าแมวเจ้าของบ้าน มารยาทแม่งหาตัวจับยากชิบหาย “ แต่มึงจะเอาอะไรกับคนจากกลุ่มปัญญาอ่อนนั่นวะเมี่ยง ”

“ มึงพูดอะไร ”

“ เสือก ” ตอบกลับทันควันอีกคนก็ยกยิ้ม

“ ได้ยินไม่ชัด อะไรสักอย่างใบ้ๆ ”

“ ใบ้เหี้ยอะไร อย่ามาว่านายท่านของกู ” เชิดหน้าบอกอีกคนที่ก็ยกยิ้มจางๆ “ แล้วลูกมึงตัวเมียหรือผู้ละ ”

“ เมีย ”

“ งั้นก็ไม่แปลก บางทีลูกกูมันอาจจะเขินก็ได้ มึงไม่รู้จักหนุ่มซึนเหรอสัด ที่เค้าเรียกว่าซันเดเระไง ” อีกฝ่ายขมวดคิ้วมองกันอย่างไม่เข้าใจ  “ ไม่รู้จักสินะ หนุ่มซึนคือพวกที่จริงๆก็ชอบนั่นแหละ แต่ทำเป็นไม่ชอบ แล้วนั่นก็อาจจะเป็นแมวกู เคนะ  ”

“ อาจจะไม่ใช่ แค่ทำเป็นไม่ชอบหรอก ” เจ้าของเสียงที่ผมหันไป อาร์มเชิดหน้าไปทางแมวสองตัว และฉากที่ผมเห็นในตอนนั้น คือน้องแก้มหอมที่กำลังถอยหลัง พร้อมกับก้มตัวเองลงต่ำคล้ายกับจะหมอบ ส่วนตรงหน้าเธอคือไอ้นายแมวผู้ซึนเดเระในความคิดผมเมื่อครู่ มันกำลังแยกเขี้ยวขู่อีกฝ่ายนึงอยู่

“ เวรแล้วไง ” พูดออกไปก่อนจะเดินเข้าไป แต่ก็ต้องหยุดอยู่ตรงนั้นเพราะไม่รู้จะจับใครก่อนดี เป้นวินาทีที่โคตรเลิ่กลั่ก ซึ่งแน่นอนว่ามันต่างจากอีกคน ไอ้อาร์มแค่มองมันเฉยๆ  “ มึง มึงไปจับลูกมึงออกมาสิไอ้สัด จะยืนดูอยู่ทำไม ” คำถามที่ไม่มีคำตอบ “ สัดอาร์ม”

“ แล้วทำไมมึงไม่จับลูกมึง ” อาร์มถาม ผมก็ได้แต่นิ่ง สายตาเลิ่กลั่กปิดไม่มิดในตอนนั้น “ ทำไม มึงเป็นไร ”

“ กลัวโดนข่วน ”

“ ห๊ะ ? ” เหมือนว่ามันไม่ได้เตรียมใจมากับคำตอบนั้น อีกคนยกยิ้มก่อนจะหัวเราะ แล้วหันไปมองทางอื่น “ เป็นคนเจ้าแมวยังไง กลัวโดนข่วน ประสาท ”

“ มันไม่เกี่ยวกันมั้ยวะ ”

“ แล้วมึงไม่รู้เหรอว่าแมวมึงทำท่าทางแบบนั้นมันจะทำอะไร จะข่วน จะกัด หรือว่าแค่ขู่เฉยๆ ”

“ แล้วกูจะไปรู้ได้ไง ก็กูเพิ่งได้มันมาวันนี้ ”

“ อะไรนะ ”

“ ไปจับแมวมึงเลยสัด ไอ้นายท่านทำอะไรแก้มหอมกูไม่รู้ด้วยนะ ” ยกไหล่แบบไม่สนใจแต่เหมือนว่าคนเป็นพ่อเจ้าตัวขาวจะช็อคตาตั้งไปแล้ว 

“ K ” อาร์มทิ้งท้ายไว้แค่คำนั้น ร่างสูงก้าวออกไปอุ้มแมวของตัวเองขึ้นมาส่วนไอ้นายท่านของผมในตอนนั้นมันก็ค่อยๆกลายร่างกลับสู่ลุคปกติ ก่อนจะเดินออกไปสำรวจห้องโดยรอบอีกครั้งแล้วถึงจะกระโดดขึ้นไปบนคอนโดแมว แล้วนั่งมองวิวด้านนอกที่ตอนนี้มืดสนิทพร้อมกับส่ายหางไปมาจนคุณพ่อน้องแก้มหอมถึงกับต้องพูดออกมาว่า “ น่าหมั่นไส้ชิบหายเลยนะไอ้สัด ”

“ เออ กูไม่เถียงหรอก ” ผมว่า ก่อนจะยิ้มแห้งๆแล้วพาตัวเองไปนั่งลงบนโซฟาที่เดิมพร้อมกับเหลือบมองแมวตัวเองที่ตอนนี้เหมือนกำลังสร้างอารมณ์เปลี่ยวเต็มที่สลับกับแมวตัวสวยที่ก็ยังให้ความสนใจในตัวอีกคนอย่างไม่เสื่อมคลาย “ ขออุ้มหน่อยได้มั้ย ”

“ ล้างมือยัง ” ความคิดที่อยากจะพูดดีด้วยทะลายลงอย่างฉับพลัน แต่ถึงอย่างงั้นเจ้าแมวตัวสวยก็ถูกยื่นมาให้กันบนตัก ขนนุ่มๆถูกวางลงบนขาผมจนเผลอยิ้มออกมาไม่ได้ในตอนที่ลูบมันเบาๆ

ช่างเป็นวินาทีชวนฝันที่ลืมตัวไปเลยว่าคนตรงหน้าแม่งเป็นอริของกลุ่มตัวเองที่เพิ่งทะเลาะกันเรื่องน้ำซุปกระดูกหมูไปเมื่อช่วงเที่ยงวัน

“ ขนแม่งโคตรนุ่ม มึงใช้ยาสระอะไรตอนอาบน้ำให้แก้มหอมวะ ”

“ ไม่เคยอาบเอง กูพาเข้าร้านตลอด ” ก้มลงมองแมวระดับราชนิกูลในตักด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ แล้วก็เผลอคิดว่าถ้าในห้องของอีกคนมีมุมของแมวที่ตกแต่งด้วยสีชมพูทองอารมณ์เจ้าหญิง ผมก็คงไม่แปลกใจเท่าไหร่ “ แล้วแมวนั่นไม่ใช่แมวมึงเหมือนกันเหรอ ”

“ นายท่าน ” ย้ำชื่อแมวตัวเองด้วยสีหน้าหาเรื่อง “ มันมีชื่อ มันชื่อนายท่าน ช่วยเรียกให้ถูกด้วยไอ้สัด ”

“ แล้วมันไม่ใช่แมวของมึงเหมือนกันเหรอ ”

“ แมวกูสิ ” ผมหันไปมองอีกตัวก่อนจะบอก

“ ก็มึงบอกว่าเพิ่งได้มาวันนี้ งั้นปกติมันไม่ได้อยู่กับมึง ”

“ มันเป็นแมวที่ถูกเจ้าของเอามาทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล ว่าที่พี่เขยกูทำงานทำงานอยู่ที่นั่น เค้าเห็นกูอยากเลี้ยงแมว เค้าก็เลยให้กูรับเลี้ยงมัน ” ว่าแบบนั้นก่อนจะก้มหน้าลงมองแมวในตัก “ แล้วแก้มหอมไม่ใช่แมวมึงเหรอ ”

“ รู้ได้ไง ”

“ ไม่โง่ก็คงรู้ ” ยกยิ้มก่อนจะเงยหน้ามองอีกคน ที่ก็กอดอกมองกันอยู่ “ มึงเล่นถามออกมาว่า แล้วนั่นไม่ใช่กูเหมือนกันเหรอ งั้นแสดงว่าแก้มหอมคงไม่ใช่แมวมึง ”

“ มีคนฝากมันกับกูไว้ เค้าไปเรียนต่อเมืองนอก ” พยักหน้ารับคำพูดของอีกคน ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป

ผมเพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่าพูดที่เรียกว่า เดสแอร์ ก็วันนี้ เอาจริงๆพอไม่กวนตีนกัน ก็เบลอไปหมดเหมือนกัน เป็นความรู้สึกที่ไม่รู้เลยว่าต้องพูดอะไรออกไป รู้แค่ต้องชวนคุยสักหน่อย ไม่งั้นคงอึดอัดตายห่า

“ แล้วนี่มึงรู้ได้ไงว่าแก้มหอมอยากมาหานายท่าน ” คำถามที่ถามอีกคนออกไปในตอนนั้น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่นายท่านเดินลงจากคอนโดแล้วกระโดดขึ้นมานั่งอยู่บนโต๊ะตรงกลางห้องตรงหน้าผม มันย้ายมานั่งจ้องแก้มหอมที่ตอนนั้นก็ร้องเรียกมันอย่างเป็นมิตรอีกครั้ง

“ เมี๊ยว ”

“ มันไม่ยอมเข้าบ้าน ไม่ยอมกินข้าว เอาแต่ร้องจะออกไปตรงระเบียงท่าเดียว ตั้งแต่เห็นไอ้แมวนั่นของมึง ”

“ กูบอกว่าชื่อนายท่านไอ้สัด ”  อีกฝ่ายยกยิ้มก่อนจะเข้ามาหากัน มือหนาเอื้อมมือไปอุ้มเจ้าแมวขนสวยจากตักผมขึ้นแนบอก อาร์มก้มหน้าลงบอก

 “ ถ้าแมวนั่นมันไม่อยากจะเล่นกับเรา เราก็อย่าไปอยากเล่นกับเค้าเลยนะคะแก้มหอม ป๊าว่าเรากลับบ้านเรากันดีกว่านะคะ ”

“ อย่ามาว่านายท่านนะไอ้สัด ” ผมยืนขึ้นบอก “ กูก็บอกอยู่ว่าแมวกูมันเป็นแมวซึนเดเระ อีกอย่างมันเพิ่งมาถึงที่นี่วันนี้เอง ขนาดห้องกูมันยังไม่ชินเลย มึงจะให้มันเล่นกับลูกมึงได้ยังไงวะ ” ขึ้นเสียงใส่อีกฝ่ายที่ก็มองกันนิ่งๆ “ ว่าแต่กูปัญญาอ่อน มึงหงุดหงิดกับแค่แมวกูไม่เล่นกับลูกมึงก็ปัญญาอ่อนไม่แพ้กันหรอกไอ้สัด ”

ไม่มีเสียงตอบรับอะไรจากคนตรงหน้า สีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่าย แม้ผมจะมีความรู้สึกลึกๆว่ามันเห็นด้วยกับคำพูดของผม แต่ถึงอย่างงั้นก็ไม่มีอะไรการันตีได้ เพราะมันก็แค่ก้าวขาออกไปจากที่ที่เรายืนพูดกันอยู่ ท่าทางที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้น

“ นี่มึงจะออกไปแบบไม่บอกลาเจ้าของห้องเลยเหรอวะ ”

“ จำเป็น ? ” ใบหน้านิ่งที่หันมาถามชวนให้ผมนิ่งไปสักพัก

“ เข้ามาก็ไม่มีมารยาท ออกไปก็ไม่บอก ” ผมหลุดหัวเราะ “ จะบอกอะไรให้มึงฟัง แม่กูเคยสอนว่าคนเราถ้าไปบ้านใคร ก่อนกลับก็ต้องบอกลา มึงไม่เคยได้ยินเหรอ ไปลามาไหว้น่ะ ”

“ แล้วไง ก็แม่กูไม่สอน ” พูดด้วยหน้าตาเรียบเฉียบแบบที่ผมถึงขั้นใบ้กินไปเพราะไม่รู้จะสวนกลับไปว่าอะไร

“ ไปนะไอ้แมว ” มันมองแมวตัวลายของผมแล้วพูดแบบนั้นเสียงเรียบ

“ แล้วทำไมมึงต้องเรียกแมวกูว่าไอ้แมวด้วยวะ กูก็เรียกแมวมึงดีๆ เรียกชื่อไม่ได้เหรอวะ ” คำถามแบบสงสัยของผม ชวนให้อีกคนยกยิ้มถามกัน

“ แล้วทำไมมึงแม่งเรื่องมากจังวะ เรื่องแค่นี้เองมั้ย จะเรียกอะไรก็ได้มั้ง ” อีกฝ่ายถอนหายใจ “ แต่อย่างว่า คบกับพวกสัดเบสได้ ยังไงศีลปัญญาอ่อนยังไงก็ต้องเท่ากัน จริงจังกับเรื่องธรรมดาเหมือนๆกัน ”

“ งั้นกูเรียกแมวมึงว่า แมวแรด มึงก็ไม่โกรธงั้นสิ ” ยกคิ้วมองอีกคนตอนที่เชิดหน้าไปที่แมวตัวสวย “ เรื่องแค่นี้เองไม่ได้ใช่เหรอวะ ” สีหน้าของคนอุ้มแมวเปลี่ยนไปเป็นหงุดหงิด ผมยิ้ม “ มึงก็เหมือนกันแหละสัด ศีลปัญญาอ่อนต้องเท่ากันกับไอ้สัดดีน ไม่งั้นก็คบกับพวกเพื่อนมึงไม่ได้ แล้วก็คงไม่คิดแค้นแค่เรื่องน้ำซุปกระดูกจนตรงตามมาดักตรงบันได แล้วเสือกไปรูดแป้นลิฟต์กูเล่นหรอก ”

“ มึงจะเอายังไง ”  อีกคนถาม

“ ช่วยเรียกแมวกูด้วยชื่อด้วย แมวกูชื่อนายท่าน ”

“ แล้วถ้ากูไม่ทำ ”

“ ถ้าไม่ทำ...” ผมลากเสียงพลางใช้ความคิดแบบกวนตีนอีกฝ่าย ทั้งๆที่มันก็มีอยู่ในสมองแล้วในตอนนั้น  “ งั้นพรุ่งนี้ก็เตรียมตัวฟังไอ้สัดเบสเรียกมึงว่า แก้มหอมขาได้เลย หรือกูจะยุให้มันเรียกไอ้ดีนว่า หนูดีนขาด้วยดี ท่าทางจะสนุกนะ มึงว่ามั้ย ”

ยักคิ้วบอกอีกคนแบบนั้นที่ก็นิ่งอยู่นานด้วยแววตาที่เหมือนจะคิดทบทวนอะไรสักอย่างกับตัวเอง เป็นท่าทางที่ดูเหมือนจะผิดไปจากที่คาดสักเล็กน้อย เพราะผมคิดว่ามันคงจะวิตกกว่านี้ และคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกลับแค่ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย มันกลั้นขำ

“ ยิ้มเหี้ยอะไรของมึง คิดว่ากูล้อเล่นเหรอ ทำจริงนะไอ้สัด จะลองก็ได้ ”

“ เปล่า ” มันส่ายหน้า “ กูไม่ได้คิดว่ามึงล้อเล่นเลย กูคิดว่ามึงคงทำแน่ ถ้ากูไม่เรียกแมวมึงด้วยชื่อก่อนจะเดินออกไปจากห้องนี้ ”

“ งั้นถ้ามึงรู้แล้ว ก็ช่วยเรียก...”

“ แต่แม่งโคตรปัญญาอ่อนเลยว่ะ ” อีกว่าแบบนั้นก่อนจะจ้องหน้าผม “ คือกูคิดว่ามึงคงยังไม่รู้ แต่ก่อนที่มึงจะบอกไอ้เบสเรื่องของกู กูอยากจะให้มึงเช็คอะไรสักหน่อย ”

“ อะไร ”

“ ลองไปถามไอ้เจ้ยดูว่าคนที่ไอ้เบสคุยด้วยแล้วสุดท้ายไอ้สัดดีนคาบไปแดก ผู้หญิงคนนั้นเค้าชื่ออะไร ” ผมขมวดคิ้วมองอีกคน ที่ก็พูดเสริมแค่สั้นๆ “ เพราะเท่าที่กูสืบมา เค้าน่าจะชื่อเหมือนแฟนเก่ามึง ”

..................................................................

เจอกันตอนหน้าในวันพรุ่งนี้
ฝากคนอ่านเม้นท์ให้กำลังใจกันสักเล็กน้อย
หนมอยากรู้ว่าเนื้อเรื่องมันเป็นยังไง โดนใจคนอ่านมากน้อยแค่ไหน
แล้วก็ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ในทวิตด้วยนะคะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านแล้วคอมเม้นท์   หนมมี่จ้า
 :katai4: :katai4: :katai4:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 2 :: up! 30-11-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 30-11-2019 23:04:14
แฟนเก่าชื่ออะไรเอ่ย  :m17:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 2 :: up! 30-11-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 01-12-2019 00:05:23
 :3123: :pig4: :3123:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 2 :: up! 30-11-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 01-12-2019 11:48:01
 :pig4:
 o13
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 3 :: up! 1-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 01-12-2019 20:18:56
ตอนที่ 3


 “ นั่งเหม่ออะไรของมึงวะเมี่ยง ” คำถามที่มาพร้อมกับมือที่ผลักเข้าตรงไหล่ ผมหันไปมองก่อนจะยิ้มแห้งๆให้เพื่อนอย่างไอ้เจ้ยที่นั่งลงบนโต๊ะม้าหินหน้าตึกคณะ “ กูยกมือทักมึงตั้งแต่เดินมา แต่มึงแม่งไม่มองเลยสัด ”

‘ ไม่แปลกหรอกเพื่อนเจ้ย ’ อยากจะตอบมันไปแบบนั้น แต่ติดแค่ทำไม่ได้ เพราะตั้งแต่เมื่อคืนในสมองของผมก็ยังคิดไม่ตก ถึงคำพูดของไอ้คนข้างห้องมันทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะเดินออกไป  ‘ ลองไปถามไอ้เจ้ยดูว่าคนที่ไอ้เบสคุยด้วยแล้วสุดท้ายไอ้สัดดีนคาบไปแดก ผู้หญิงคนนั้นเค้าชื่ออะไร เพราะเท่าที่กูสืบมา เค้าน่าจะชื่อเหมือนแฟนเก่ามึง ’

เอาจริงๆ ก็ไม่เคยถามเลย ไม่เคยคิดสงสัยอยากจะรู้ชื่อของเธอเลยสักครั้ง และไม่แม้แต่ถามไถ่ถึงเรื่องราวอื่นของเธอ และเพราะแบบนั้น ประโยคที่ควรสวนกลับไปเมื่อคืน จึงถูกริดรอนออกไป ความไม่มั่นใจฉายชัดจนคนตรงหน้าถึงกับยิ้มกว้าง 

ความรู้สึกที่คิดไว้ว่าตัวเหนือกว่า แต่สุดท้ายกลับไม่เหนือกว่า
บอกเลยว่า แม่งโคตรแย่

“ เอาเถอะ วันพระไม่ได้มีหนเดียวหรอกมึง ไอ้สัดอาร์ม ” พูดกับตัวเองเสียงเบาๆ แต่เหมือนจะดังไป เพราะมันทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างกันถึงกับขมวดคิ้วงงก่อนจะถาม

“ พรึมพรำเหี้ยอะไรของมึง ”

“ มึง ” ผมหันไปถามเจ้ยที่สะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจกับเสียงจริงจังของผม

“ เรียกเสียงดีๆก็ได้ไอ้สัด ” มันว่าพลางเอามือจับอก แล้วถอนหายใจออกมา “ กลัวเลยไอ้เหี้ย มีไร ”

“ กูมีอะไรจะถาม ”

“ เรื่อง ? ” เลิกคิ้วสูงอย่าสนใจ ก่อนจะยิ้มแล้วจับมือถือตัวเองไว้แน่น “ แต่ไม่ต้องกลัวนะ ถ้ากูไม่รู้ เดี๋ยวกูจะถามกลูเกิ้ลให้มึงเอง ”

“ K ” หลุดด่ามันออกไปทั้งแบบนั้นอีกคนก็หัวเราะ

“ ฮ่าๆ อะๆ ว่ามา ”

“ คือกูสงสัยมานานแล้วอะนะ ไม่ได้เพิ่งมีเรื่องอะไรถึงจะมาถามหรอก ”

“ อ่าห๊ะ ”

“ คือ แฟนเก่าไอ้เบส..” อีกคนเลิกคิ้วกับการเกริ่นคำถามของผม “ คือ ไม่ดิ คือกูจะถามว่าผู้หญิงคนที่ทำให้ไอ้เบสกับไอ้ดีนมีเรื่องกัน แม่งชื่ออะไรวะ ” คำถามที่ชวนให้นอนไม่หลับทั้งคืนถูกถามออกไปในที่สุด หัวใจของผมเต้นแรงอย่างไร้เหตุผลในช่วงวินาทีนั้น สายตาที่จ้องไปยังคนให้คำตอบ ลุ้นไม่ต่างอะไรกับการดวลจุดโทษบอลนัดสำคัญ

ในสมองผุดชื่อเป็นร้อยชื่อที่ไม่ใช่ชื่อเดียวกับแฟนเก่า พร้อมกับจินตนาการไปว่าถ้าไม่ใช่ขึ้นมาจริงๆ เรื่องของไอ้แก้มหอมจะลอยเข้าหูไอ้เบสทั้งที และจะจัดให้ดังลั่นทั้งโรงอาหาร ด้วยชื่อเรียกแบบน่ารักๆ อย่าง ‘ คุณป๊าของน้องแก้มหอมขา ’

“ ชื่อนาเดีย ”

‘ อีสัด ’ สบถกับตัวเองอยู่ในใจเป็นพันครั้ง คำว่าคุณป๊าของน้องแก้มหอมขา ถูกกลืนลงไปในคอจนหมดสิ้นและกลบไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของสมอง พร้อมทั้งร่างกายที่แสดงอาการไม่สู้ดีอย่างฉับพลัน ผมรู้สึกหน้าซีด ปากสั่น หายใจก็ยังรู้สึกไม่ท้อง ‘ เสือกมาชื่อเหมือนแฟนเก่าคนสุดท้ายก่อนจบม.ปลายพอดีอีก ’

“ แล้วมึงถามทำไมวะ ”

“ เปล่า ” ตอบออกไปแบบทันควันจนคนถามถึงกับนิ่ง ผมส่ายหน้ารัวๆ “ กู กูแค่อยากรู้น่ะ แบบ  อยากรู้เฉยๆ คือเราก็ทะเลาะกับไอ้สัดดีนมานาน ก็กูรู้แค่ว่ามันเป็นแย่งผู้หญิงกัน เมื่อคืนนอนๆเลยคิดๆน่ะ ว่าแบบชื่อ ชื่ออะไรน้า ฮ่าๆ ” ประโยคพันกันไปมา มือก็เริ่มอยู่ไม่สุขเป็นแบบนี้ประจับตอนประหม่า ผมเริ่มยกมือขึ้นเกาตัวเอง “ ทำไมวะ มึงไม่เชื่อเหรอ ”

“ ไม่ใช่ไม่เชื่อแต่มึงอะ เป็นเหี้ยอะไร ” เจ้ยถามมันขมวดคิ้ว “ แปลกๆนะสัด ”

“ เปล่านี่ ” ส่ายหน้าไปมาก่อนจะยิ้ม “ มึงแม่งอย่าคิดมา กูก็แค่อยากรู้จริงๆแบบที่บอกไง เมื่อคืนเพิ่งคิดได้ แบบนอนคิดคนเดียว แล้วสงสัยน่ะ ”

“ เช่นนั้น ” เจ้ยพยักหน้ารับ “ กูแม่งอยากให้มึงเห็นนาเดียตัวจริง เพราะแม่งสวยจริง สวยมาก สวยแบบหยิ่งๆ จนอยากจะเอาชนะใจแล้วได้ควงเป็นแฟนอะ แต่ก็นั่นแหละ เค้าสวยก็เลือกอะนะ เออกูมีรูปด้วยนะ ” ผมเบิกตาตอนที่คนตรงหน้าพูด

“ รูปเหรอวะ ”

“ ช่ายยยย  ก็กูมีเฟสมัน ” คนพูดก้มหน้าลงกับหน้าจอมือถือแบบอยากพรีเซ็นต์เต็มที่ “ กูจะเอาให้มึงดูว่ามันสวยมากแค่ไหน ”

“ คือมึงมีเฟสมันเหรอวะ ” เผลอกลืนน้ำลายตอนที่อีกคนบอก เพราะผมจำไมได้แล้วว่าสมัยที่คบกันเราเคยถ่ายรูปแล้วอัพลงโซเซี่ยลด้วยกันหรือเปล่า

“ มีสิสัด กูนิยมฟอลคนสวยอยู่แล้ว แต่ว่าอันนี้เฟสใหม่ตอนมหาลัยนะ เหมือนเฟสเก่าช่วงม.ปลายนาเดียมันลบไปแล้ว ”

“ เหรอ ” พยักหน้ารับอีกคนอย่างงั้นก่อนจะถอนหายใจโล่งนิดนึง ก่อนจะมองนิ้วมือที่กดนู้นกดนี่บนหน้าจอ ในตอนนั้นผมภาวนา ‘ ขอให้เป็นแค่คนชื่อเหมือน ขอให้มันเป็นนาเดียคนละคนกัน ’

 “ นี่ไง ” ภาพในหน้าจอถูกส่งมาตรงหน้า ผู้หญิงหน้าตาคุ้นเคยที่หัวใจยังคงจำได้ดี แล้วนั่นก็ทำให้ผมสบถในใจอีกครั้ง ‘ ไอ้สัด ’

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเข้ากันกับผมยาวสีใกล้เคียงกันที่ดัดลอนตรงช่วงปลายเบาๆ ใบหน้าสวยที่คุ้นเคยดีนั้น แต่งแต้มสีสันบนปากด้วยสีแดงสด แล้วนั่นก็จริงทำให้เธอดูมีเสน่ห์มากกว่าสมัยที่เราเคยคบกัน

แต่ถึงอย่างงั้น รอยยิ้มสดใสที่ผมเคยหลงรักก็ยังไม่เคยเปลี่ยนไปอยู่ดี

 “ สวยจนอึ้งไปเลยสิมึง ” ไอ้เจ้ยหันมาบอกกันพลางยักคิ้ว แต่ผมกลับทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ ก็อยากจะบอกอยู่หรอกว่า ‘ ใช่ สวยมาก ’ แต่ที่อึ้งไม่ใช่เพราะสวยมาก แต่ที่อึ้งเพราะเสือกเป็นแฟนเก่ากูนี่แหละไอ้สัด

“ แล้วตอนนี้เค้าไปเรียนอยู่ที่ไหนวะ ”

“ เหมือนจะเป็นอังกฤษ ” อีกคนบอกผมก็พยักหน้ารับ

เผลอคิดถึงความสัมพันธ์ของเราในตอนนั้นเหมือนกัน แม้มันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ก็นับได้ว่าคือความสุข ผมกับเธอ เราคบกันในช่วงเทอมสองของม.ปลายปีสุดท้ายก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายของบอกเลิกผมไปก่อน เพราะต้องไปเรียนต่อ โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากผูกมัดกันและกันไว้ ถ้าใครสักคนจะมีคนใหม่ในอนาคต เราจะได้ไม่ต้องนอกกใจกันให้เสียความรู้สึก

เป็นประโยคบอกเลิกที่ฟังแล้วดูเหมือนจะดี แต่แท้จริงกลับเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด เพราะสุดท้ายบทสรุปสวยหรูที่เธอพูดมันก็แค่ความยืดยาวที่สรุปได้สั้นๆว่า ‘ มึงยังดีไม่พอ แล้วกูก็คิดว่ากูจะเจอคนที่ดีกว่านี้ ’

แต่ความสัมพันธ์ของเราในตอนนั้นมันก็ไม่ได้จริงจังเท่าไหร่อยู่แล้ว ผมก็เลยไม่ได้เจ็บปวดสักเท่าไหร่  เหมือนรู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นแค่คนที่อีกฝ่ายไม่ได้จริงจัง เหมือนคบกันด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘ จะได้ไม่เหงา ’  แต่คำถามคือ

แล้วเธอไปทำให้ไอ้สองคนนั่นทะเลาะกันตอนไหน ?
แล้วไหนบอกว่าไอ้ดีนคบกับนาเดีย ?
งั้นกับผมละคือยังไง ?
คบซ้อนเหรอวะ ?

“ มึง แล้วไอ้เบสกับไอ้ดีนมันทะเลาะกันเมื่อไหร่วะ ตอนม.หกเทอมสองเหรอ ” หันไปถามไอ้เจ้ยที่กำลังนั่งเล่นเฟสในมือถือ มือที่สไลค์ข้อความอยู่หยุดชะงัก มันนิ่งคิด

“ อื้ม ก็เหมือนจะประมานนั้นนะ รู้สึกว่าตอนนั้นจะเพิ่งเปิดเทอมตอนม.หกเลย ตอนมันทะเลาะกัน ”

“ เหรอ ”

“ มีไรวะ ทำไมอยู่ๆมึงถึงเสือกสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา ” เจ้ยมันขมวดคิ้วถาม ก่อนจะเหล่มองกัน “ อย่าบอกนะสัดว่ามึงแค้นที่พวกไอ้สัดดีนมารูดแป้นลิฟต์เราเมื่อวาน แต่ขอไว้ก่อนเลยนะ อย่าอาฆาตแบบสัดเบส เพราะแค่มันคนเดียวกูก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ”

“ ใช่ที่ไหน ” ผมบอกปัด ก่อนจะหันไปทางอื่นแล้วพูดกับตัวเอง ‘ เรื่องที่กูสนใจ แม่งใหญ่กว่าที่มึงคิดนักสัดเจ้ย แล้วกูก็ไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าต้องเจอทั้งไอ้สัดดีนแล้วก็ไอ้สัดเบสเกลียดขี้หน้า ชีวิตธรรมดาของกูต้องพบเจอกับความปัญญาอ่อนแค่ไหน ชาตินี้คงไม่ได้แดกน้ำซุปกระดูกหมูร้านป้าขายข้าวหน้าหมูอีกแล้ว บางทีอาจจะหาเรื่องตอนสั่งโอริโอ้ปั่นด้วยข้อหาป้าเค้าใส่ให้ไม่เท่ากันก็เป็นได้ ’ “ แค่คิดก็ขนลุกไอ้สัด สยองเหี้ยๆ ”

“ เป็นอะไรของมึง ”

“ เปล๊า ” ผมบอกปัดอีกคนเสียงสูงด้วยท่าทางที่โคตรจะมีพิรุธ จนไอ้เจ้ยถึงขั้นขมวดคิ้วแล้วเอื้อมมือมาจับที่ไหล่

“ นี่ มึงมีเหี้ยอะไรบอกกูได้นะ เราเป็นเพื่อนกัน โอเค๊ ”

“ ไม่มี ” ตอบแบบทันควันก่อนจะหันไปมองรอบๆ ผมแค่อยากจะหาอะไรทำเพื่ออกจากบทสนทนานี้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเหลือบไปเห็นร่างสูงคนข้างห้องที่เดินผ่านเข้าไปตรงบริเวณหลังตึกที่ให้สูบบุหรี่ วินาทีนั้นผมลุกขึ้นเต็มความสูงอย่างใจร้อนรน “ เดี๋ยวกูมานะเจ้ย ”

“ ไปไหนวะ ”

“ สูบบุหรี่ ” ตอบไปแบบไม่คิด จนเพื่อนที่นั่งอยู่ยิ่งเอียงหน้างง

“ แต่เมี่ยง คือมึงไม่สูบหรี่  “

ไม่ได้สนใจคำพูดนั้น ผมเดินตรงไปที่หลังตึกที่เห็นว่าอีกฝ่ายหายเข้าไป มันมีสิ่งที่ผมอยากรู้ แล้วผมก็ต้องถามเพื่อตกลงกับมันก่อน เผื่อว่ามันจะเล่นบทไม่ซื่อแล้วบอกความจริงออกไป เพราะบางทีไอ้เหี้ยนั่นอาจจะไม่แคร์อะไรถ้าโดนล้อ แต่นั่น มันไม่ใช่ผม

ชีวิตที่อาจจะต้องเผชิญกับความปัญญาอ่อนตลอดสี่ปี  ต้องห้ามไม่ให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด

“ มึง ” เอ่ยเรียกอีกคนที่กำลังพิงหลังอยู่กับกำแพงของตึก สายตาคมเหลือบมามองกัน เราทั้งคู่นิ่งและเหมือนจะมีแค่ผมที่หอบหายใจแรง

ก็ถือว่าโชคดีที่ตอนนี้ยังเช้าอยู่ หลังตึกนี้ก็เลยมีแค่มันคนเดียวที่มายืนสูบบุหรี่ สายตานั้นหันกลับไปมองมวนบุหรี่ที่กำลังจุด เสียงของไฟเซ็กดังขึ้นก่อนอีกฝ่ายจะสูดลมอัดเข้าไปแล้วค่อยๆพ่นมันออกมา

“ มีอะไร ”

“ กู..แค่อยากมาชวนคุย ”

“ ชวนคุย ” ถึงกับต้องทวนคำพูดนั้นอีกครั้ง ก่อนจะยกยิ้มแล้วหลุดหัวเราะออกมา “ หึ ถามมาแล้วสิ กับไอ้เจ้ยน่ะ ”

“ มึงรู้เรื่องนี้ได้ยังไงวะ ” เอ่ยถามสิ่งที่อยากรู้ออกไปอีกคนก็เหล่มอง

“ ไม่เห็นจะยากเลยนี่ ” ร่างสูงบอก “ รู้เค้ารู้เรา รบร้อยครั้ง ก็ชนะร้อยครั้ง แม่มึงไม่เคยพูดบ้างเหรอคำนี้น่ะ ”

“ แล้วเกี่ยวเหี้ยอะไรกับแม่กู ”

“ ไม่รู้สิ ” อีกคนส่ายหน้า “ ก็เมื่อคืนมึงยังอ้างแม่มึงอยู่เลย อะไรน้า.. เหมือนจะเป็นคำว่าไปลามาไหว้  ไปบ้านใครก่อนกลับก้ต้องบอกลา ”

“ แม่บอกแค่ว่าถ้าหมากัดอย่ากัดตอบ เพราะเราไม่ใช่หมา ” คนฟังยกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง

“ งั้นเหรอ ”

“ ยิ้มเหี้ยอะไร ”

“ ก็แค่ตลกดี เพราะคนที่พูดว่าแม่สอนมาแบบนั้น ก็คือคนคนเดียวกันกับคนที่ยอมไม่ได้กับเรื่องที่กูแค่ไม่ยอมบอกลาก่อนจะเดินออกมาจากห้อง จริงๆฟังคำแม่สอนไว้บ้างก็ดีนะ ” อาร์มเว้นเสียง มันหันมามองผม “ เพราะถ้าฟังมึงฟังที่แม่มึงสอนสักหน่อย มึงคงไม่ต้องมายืนร้อนรนอยู่แบบนี้หรอก จริงมั้ยละ ”

“ ใครร้อนรน ” ผมเถียงกลับไปแบบตาตั้ง แต่นั่นก็ทำให้อีกคนแค่ส่ายหน้าก่อนจะหันไปทางอื่น “ กูไม่ได้ร้อนรนเลยสักนิด ทำไมกูจะต้องร้อนรน ”

“ เคยมีคนบอกมึงมั้ย ว่ามึงเป็นคนที่ถ้ากังวลอะไรอยู่ มันดูออกโคตรง่าย  ” อาร์มมันหันมาบอกยิ้มๆก่อนจะยกบุหรี่ขึ้นสูบอีกครั้ง

ควันสีขาวพ่นออกมา ผมเบือนหน้าหนีมันนิดหน่อย เพราะส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบกลิ่นบุหรี่อะไรแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่มันก็พอทนได้ในสถานการณ์จำเป็น

“ มึงไม่สูบบุหรี่เหรอ ”

“ รู้ได้ไง ”

“ ท่าทางมึงบอก ว่าไม่ชอบกลิ่น มึงยู่หน้า ”

“ ก็ใช่ ” ผมพยักหน้ารับ “ แล้วที่กูยอมเข้ามาก็เพราะจะคุยกับมึงนี่ไงไอ้สัด จะบอกได้ยัง ว่ารู้เรื่องของกูได้ยังไง ”

“ ก็แค่สืบ ” อีกคนบอก
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 2 :: up! 30-11-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 01-12-2019 20:19:16
“ กูเริ่มสืบเรื่องของมึงมาตั้งแต่ตอนที่มึงเข้ามาอยู่กลุ่มเดียวกับไอ้เบสแล้วก็ไอ้เจ้ย ตอนนั้นกูแค่อยากรู้ว่ามึงเป็นใคร ทำไมถึงมาคบกับไอ้พวกเหี้ยนี่ได้ ”

“ พวกมึงดีมากเลยสินะ ” ผมพูดเสียงไม่เบานักอีกคนก็เลยเหล่มองแบบไม่ชอบใจ วินาทีอึดอัดปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน ผมเหลือบมองไปทางอื่นทันที ก่อนจะกลืนน้ำลายแล้วบอก “ อะไร ต่อสิ เงียบทำไมวะ ”

“ ตอนแรกกูก็แค่อยากรู้ว่ามึงเป็นใคร อยากรู้ว่าเป็นคนธรรมดาหรือพวกชอบชกต่อย เพราะถึงจะหน้าเหมือนแมว ดูไม่มีพิษมีภัยก็จริง แต่ยังไงก็ยังไว้ใจไม่ได้ ”

“ เดี๋ยวนะ คือกูนี่อะนะหน้าเหมือนแมว ” ผมชี้เข้าหาตัวเองด้วยสายตาเลิ่กลั่ก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนทักว่าผมหน้าเหมือนแมว ปกติก็จะมีแค่ ‘ หน้ามึงตี๋จังวะ ’ ไม่ก็ ‘ มองจากสิบเมตรแรกก็รู้แล้วว่ามึงน่ะลูกคนจีน ’ ทั้งๆที่ไม่ใช่เลย พ่อแม่กูแค่ขาวแล้วก็ตาตี๋มันก็เท่านั้นแหละสัด

“ เหมือนตรงไหนวะไอ้สัด ”

“ ตรงตาไง ” สายตาคมนั้นสบเข้ากับผม อาร์มพูดเสียงเรียบแต่ทว่าจริงจังกับสิ่งที่ตัวมันรู้สึก “ มันเหมือนกับของแก้มหอม ”

“ บ้าบอ แล้วทำไมมึงต้องมองตากูด้วยวะ” เบือนหน้าหนีไปทางอื่นก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วเหล่มองมัน “ อะไรของมึง ”

“ หึ ” บุหรี่ที่อีกคนสูบถูกดึงลงในตอนที่มันหลุดหัวเราะ

“ แล้วคือมึงช่วยเลิกพูดนอกเรื่องได้มั้ย เสียเวลาชิบหาย ”

“ คือมึงถามขึ้นมาเองไม่ใช่เหรอ ” สายตามองเหยียดนั้น มันเลิกคิ้ว

“ เออ นั่นก็จริงของมึง ” รอยยิ้มแห้งๆที่ส่งให้อีกคนแบบไม่กล้าสบตา ผมพูดตะกุกตะกัก “ แล้ว แล้วมันยังไงต่อ มึงสืบเรื่องกูมาถึงไหน ”

“ ก็พอรู้ได้ว่า มึงสามคนก็เป็นแค่คนที่ผู้หญิงคนนั้นคุยด้วยในเวลาพร้อมๆกัน เบส โดนไอ้ดีนหลอกว่าเธอเลือกมัน มันโดนเขี่ยทิ้งโดยได้ดีน ส่วนไอ้ดีนที่คิดว่าหมดคู่แข่งแล้ว สุดท้ายก็ไม่ถูกเลือก เพราะเธอเลือกที่จะคบมึงแทนในตอนจบ ”

“ แต่ตอนนี้เลิกแล้วนะเว้ย ” ผมเถียง “ มันบอกเลิกกูตั้งแต่ก่อนที่มันจะไปเรียนเมืองนอกด้วยซ้ำ ”

“ อันนี้กูก็รู้ แต่ที่ไม่รู้คือทำไมมึงต้องเข้ามาเป็นเพื่อนของไอ้เบส แล้วต้องคอยยุยงให้มันกับไอ้ดีนทะเลาะกันตลอด ทำไม ไม่โอเคที่หนึ่งในตัวเลือกเหรอ ”

“ กูนี่อะไอ้สัดยุยง ” ถามอีกคนเสียงดังก่อนจะหันมองซ้ายทีขวาทีเพราะคิดว่าเสียงที่พูดจะดังไปจะทำให้ใครมาได้ยินเข้า ผมหรี่เสียง “ กูไม่เคยยุยงเลยเถอะ หนำซ้ำยังบอกให้มันเลิกทะเลาะกันในเรื่องปัญญาอ่อนสักทีด้วยซ้ำเพราะมันแม่งโคตรมีผลกับชีวิตกูเหมือนกันนะ ”

“ มีผลกับชีวิตมึง ” อาร์มมันทวนคำพูดนั้น

“ ใช่ มีผลมากด้วยนะสัด มึงรู้มั้ยว่ากูแม่งโคตรชอบน้ำปั่นร้านป้าที่ขายอยู่หน้ามหาลัย แต่กูไม่ค่อยได้กินของเค้าเลยเพราะพวกมึงแม่งเสือกทะเลาะกันไว้ แล้วในวันนั้นมันมีกูด้วยไง เค้าก็เหมารวมว่ากูแม่งเป็นเพื่อนพวกมึง ทุกครั้งที่ไปสั่งโกโก้โอริโอ้ปั่นพิเศษโอริโอ้เค้าก็มองแรงกูตลอดเลยว่าไอ้พวกกลุ่มเด็กเหี้ยที่มาทะเลาะเรื่องที่ใส่ชิ้นมะม่วงในน้ำไม่เท่ากัน มึงรู้มั้ยว่ากูต้องลำบากกับการซื้อมากแค่ไหน การบากหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วมึงยังคิดว่ากูยุยงอีกเหรอไอ้สัด กูนี่สิลำบาก กูต้องอดใจกินของที่กูชอบทั้งที่ๆอยากกินสามวันครั้ง แค่ต้องลดเหลือแค่เดือนละสองครั้งเอง กูนี่สิลำบาก ”

สายตาคมดูอึ้งไปกับคำพูดยาวๆของผม ควันบุหรี่ที่ลอยเป็นทางออกจากมวนของมัน มือหนาชะงักมันไว้ใกล้ปากอย่างงั้น ก่อนจะหลุดยิ้มแล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง

“ ฮ่าๆ ”

“ หัวเราะเหี้ยอะไรของมึงวะ ตลกมากเลยเหรอสัด นี่มันเรื่องลำบากของกูเลยนะ ”

“ ก็แค่ไม่เคยเห็นใครหัวเสียกับเรื่องของกินขนาดนี้มาก่อน ” มันก้มหน้าลงบอกกันก่อนจะเช็ดน้ำตาที่เหมือนจะไหลออกมาจากหางตาเพราะว่าตลกมากไป แต่ถึงอย่างงั้นผมก็ได้แต่นิ่ง

“ มึงไม่เคยมีของกินที่ชอบหรือไงละ ”

“ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะ ”

“ แต่สำหรับกู กูมีของกินที่ชอบ แล้วกูก็ใช้ชีวิตลำบากมากรู้ไว้ไอ้สัด เป็นชีวิตที่มึงแม่งไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าแววตาของป้าตอนทีเค้าปั่นน้ำให้กู เค้ามองกูด้วยความอาฆาตแค้นแค่ไหน ทั้งๆที่มันไม่ใช่เรื่องของกูเลย ”

“ ก็ไม่เห็นแปลกนี่ ” ไอ้อาร์มบอก “ ก็ตอนนั้นพวกมึนแม่งเสือกทะเลาะกันไม่พอ ยังไม่ยอมมีใครจ่ายเงินเพราะรู้สึกว่าชิ้นมะม่วงของตัวเองได้ไม่เท่ากันอีก ไอ้เบสไม่ยอมกินเพราะคิดว่าได้น้อย ส่วนไอ้ดีนก็ไม่ยอมจ่ายเพราะตัวเองไม่ได้สั่งสองแก้ว ”

“ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ก็ช่วยเข้าใจซะใหม่ด้วยนะไอ้สัด ” ผมจ้องมองคนที่สูงเท่ากัน “ กูไม่เคยคิดจะยุยงให้พวกมึงต้องทะเลาะกัน พวกมึงปัญญาอ่อนแล้วทะเลาะกันเองทั้งนั้นไม่เกี่ยวกับกูเลยสักนิด แต่กูก็ยอมรับนะ ว่าบางทีกูแม่งก็หงุดหงิดเหมือนกัน ”

“ แล้วมึงมาเข้ากลุ่มไอ้เบสทำไม มึงไม่รู้เหรอว่าไอ้เบสเคยเป็นคนคุยกับนาเดีย ”

“ ถ้ารู้คงไม่คบมั้ยละไอ้สัด เอาจริงๆกูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะมีอริ แล้วจะแกล้งกันปัญญาอ่อนขนาดนี้ ” ผมบอกก่อนจะกอดอกตัวเอง หลังที่พิงลงกับกำแพงที่ยืน “ ถ้ากูรู้ทุกอย่าง กูคงไม่เอาตัวเองเข้ามาอยู่ในวังวนความปัญญาอ่อนนี่หรอก แล้วกูท้ามึงเลยว่าถ้าวันไหนมันรู้ว่ากูเป็นแฟนของนาเดีย แล้วเสือกเป็นคนที่นาเดียเลือกแล้วด้วยเนี้ย กูคงไม่ได้กินน้ำซุปกระดูกหมูร้านป้าไปตลอดชีวิต ไม่นับว่าร้านน้ำปั่นเอง กูอาจจะโดนเรื่องชิ้นโอริโอ้ที่ใหญ่กว่า แม้มันจะอยู่ในห่อก็ตาม ”

“ ก็ถูกแล้วนี่ คงเป็นอย่างที่มึงคิด ” อีกคนว่ายิ้มๆ ก่อนจะยกบุหรี่ขึ้นสูบแบบสบายใจ “ แล้วยังไงต่อ เดินเข้ามาหากู เพื่อจะถามแค่นี้เหรอ แต่คงไม่หรอกมั้ง ”

“ ใช่ ” ผมพยักหน้ารับ “ กูอยากจะทำสัญญากับมึง ”

“ สัญญาอะไร ” บุหรี่ถูกลดลงข้างตัว คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

“ ก็สัญญาที่ว่าเราจะเก็บความลับของกันและกันไว้ กูจะไม่บอกใครเรื่องที่มึงแทนตัวเองแบบน่ารักกับน้องแก้มหอม มึงไม่ต้องกลัวว่าไอ้เบสจะเอาไปล้อ หรือจะทำให้ไอ้ดีนเพื่อนรักมึงต้องขายหน้า ส่วนมึงก็เก็บเรื่องที่กูเคยเป็นแฟนกับนาเดียไว้เป็นความลับ ไม่ให้ทั้งไอ้ดีน แล้วก็ไอ้เบสรู้ ตกลงมั้ย ”

“ ข้อสัญญาไม่เท่าเทียมเลย ทำไมต้องตกลง ” คนตรงหน้าพูดยิ้มๆพลางส่ายหน้า อาร์มมันยกบุหรี่ขึ้นมาสูบอีกครั้ง “ อีกอย่างนะ กูไม่แคร์หรอก ว่าใครจะแซวกูเรื่องแก้มหอม เพราะถ้ามันล้อกูว่า พี่อาร์มขา กูก็แค่ตอบรับ แล้วบอกว่ามันเมีย ทุกอย่างก็จบแล้วจริงมั้ย ”

“ K ” สบถอยู่ในใจตัวเอง ก็จริงของมัน อย่างเมื่อคืนมันก็พูดเหมือนกันเพื่อให้ผมยอมเปิดห้องให้ แถมยังต่อหน้าคนอื่นด้วยซ้ำ ส้นตีนเอ้ย ต่อรองยากชิบหาย  “ แล้ว..”

“ แล้วอะไร ”

“ แล้วมึงไม่สงสารไอ้ดีนเหรอวะ มึงลองคิดดูนะ ว่ามันจะรู้สึกแย่แค่ไหน ถ้าต้องเผชิญหน้ากับการแซวของไอ้เบส นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะเว้ย ถ้าเพื่อนมึงต้องเถียงไม่ออกจริงมั้ยละ มึงแม่งเพื่อนรักกันไม่ใช่เหรอ มึงจะไม่แคร์เลยเหรอ ” สายตาที่มองกันนิ่งๆในตอนนั้น อีกฝ่ายถอนหายใจ “ มึงแม่งลองคิดถึงหน้าสัดเบส ตอนที่มันพูดว่า ป๊าขา ทางนี้ค่ะ แก้มหอมอยู่ทางนี้ค่ะป๊าขา มึงจะให้ลูกสาวที่แสนน่ารักของมึงถูกล้อเลียนจริงๆเหรอวะ เป็นกู กูไม่ยอมอะ ไม่ว่ายังไงกูจะไม่ให้ใครมาล้อเลียนนายท่านของกูเด็ดขาด ”

“ ปัญญาอ่อน ” อีกคนพูดเสียงต่ำ ก่อนจะพูดตัดบทเหมือนตัดความรำคาญ “ แต่ตกลงก็ได้ ”

“ เยส! ” เผลอกำมือดีใจมากไปหน่อย ผมกระแอมไอก่อนจะตีหน้านิ่ง “ งั้นเรามาทำสัญญากัน ” ผมยื่นมือออกไปข้างหน้าอีกคนที่ก็ขมวดคิ้วอีก

“ อะไรอีก ”

“ ก็ทำสัญญาไง ทำสัญญาก็ต้องจับมือกัน เพื่อตกลงในสิ่งที่สัญญากัน มันเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ ”

“ แม่มึงบอกอีกเหรอไง ”

“ ก็ไม่หรอก ” มือที่ยกค่อยๆลดลงในตอนที่พูด แต่ตอนนั้นอีกฝ่ายก็จับมันขึ้นมาก่อน ฝ่ามือหนานั้นกระชับมือของผม ก่อนจะปล่อยออกแล้วพูดแบบบอกปัด

“ แค่นี้ก็เสร็จแล้วใช่มั้ย ”

“ นั่นก็ใช่ ” พูดแบบไม่เต็มเสียงกับอีกคนที่ก็เหล่มอง

“ มีอะไรอีก ”

“ จริงๆมันก็จะมีข้อตกลงซึ่งกันและกันอีก นอกเหนือจากอะไรพวกนี้ เช่น เราต้องเก็บความลับระหว่างกันไว้ อย่างเรื่องที่กูกับมึงรู้จักกัน อยู่ข้างห้องกัน แล้วก็เรื่องที่แมวเราก็กิ๊กกัน เพื่อไม่ให้มันสืบเจอต้นเรื่อง.. ”

“ พูดให้มันดีๆ กิ๊กเหี้ยอะไร ” อีกฝ่ายพูดขัดขึ้นมาแบบเสียงเข้ม ผมสะดุ้ง “ แก้มหอมแค่คิดกับไอ้แมวนั่นแบบเพื่อน เค้าแค่ไม่เคยเจอแมวตัวอื่นมันก็แค่นั้น ”

“ ก็แล้วทำไมต้องส่งเสียงดังอะไรขนาดนั้น ” พูดเสียงเบาๆ กับอีกคนที่ก็เหล่มองมา “ แล้วอีกอย่างแมวกูก็ชื่อนายท่านไอ้สัด แมวนั่นพ่องมึงสิ ”

“ แล้วเรื่องที่เรารู้จักกัน ยังไงมันก็ต้องเก็บเป็นความลับอยู่แล้ว คนไม่โง่ก็น่าจะรู้ ”

“ K ” พูดแบบไม่ออกเสียงในตอนที่อีกคนก้มหน้าลงสูบบุหรี่อีกครั้ง “ แล้ว..”

“ อะไรอีก เรื่องเยอะชิบหาย ” อีกคนถอนหายใจ “ แต่อย่างว่า เรื่องใหญ่ขนาดนั้น กูคิดไม่ออกเลยรู้มั้ย ว่าไอ้เบสจะทำหน้ายังไง ถ้าสุดท้ายคนที่คอยช่วยมันตลอด จริงๆแล้วเป็นคนคนเดียวกับคู่แข่งสำคัญของมัน หรือกูจะบอกไอ้เบสดี ว่าจริงๆ ไอ้ดีนก็สบคบคิดกับมึง ”

“ Kเถอะ ” คนตรงหน้าหลุดยิ้ม “ กูแค่จะถาม ว่าเรื่องที่กูกับนาเดียเคยเป็นแฟนเก่ากัน ใครมันรู้บ้าง พวกคนในกลุ่มมึงรู้มั้ย ”

“ ถามจริง มึงคิดว่าถ้าไอ้ดีนรู้ มันจะไม่บอกสัดเบสเหรอ ” ผมนิ่ง “ ตอนนี้ถ้ามันรู้บางทีมันอาจจะรวมหัวกันแกล้งมึงก็ได้ แล้วนั่นก็อาจจะเป็นการรวมหัวกันในรอบหลายปีก็เป็นได้ ”

เผลอกลืนน้ำลายในตอนที่อีกคนบอก  ผมไม่ค่อยกลัวเรื่องการชกต่อยหรอก ผมพร้อมสู้ในกรณีตัวเองไม่ผิดอยู่แล้ว แต่ที่ไม่ชอบคือการทะเลาะแบบกวนตีนของพวกมันมากกว่า ผมเกลียดความน่ารำคาญแบบนั้น

“ สรุปคือ มีแค่มึงคนเดียวที่รู้ ”

“ อื้ม ”

“ โอเค ” พูดกับตัวเองเสียงเบาๆ ผมผ่อนหายใจออกมา เป็นความโล่งในระดับหนึ่ง

“ แล้วมีอะไรอีก ” คำถามของคนตรงหน้าทำให้ผมนิ่งคิด

จริงๆมันก็มีอีกหลายเรื่อง แล้วผมก็อยากจะให้มันออกกฏระหว่างเราด้วย อย่างเรื่องที่ว่าต้องทำตัวแบบไหนตอนที่เจอกันข้างนอก

“ ทำเหี้ยอะไรกันอยู่วะ ” เสียงของคนคุ้นเคยเอ่ยทัก ผมที่กำลังคิดประโยคพวกนั้นถึงกับหายลับไปจากสมอง ร่างหนาที่เดินเข้ามาผมคุ้นตาดี สายตาเรียวเล็กที่หรี่มองมาอย่างจับผิดและดูหาเรื่อง ตอนนั้นไอ้คนที่อยู่ตรงหน้าก็ออกตัวก่อนแบบไม่ใยดี

“ สูบบุหรี่ ” มวนบุหรี่ที่ใกล้หมดถูกยื่นขึ้นมาให้เพื่อนตัวเองดู แล้วในตอนนั้นดีนก็มองมาทางผม และใช่ มันต้องการคำตอบผมรู้

“ ก็สูบหรี่ ” ผมบอกก่อนจะมองลงไปบนพื้นทั้งๆที่ไม่มีก้นบุหรี่อะไรเลย เป็นวินาทีที่หัวใจของผมสบถออกมาว่า ‘ ชิบหาย แล้วทำไมเลือกไม่มีสักมวน ’  แต่นั่นก็ก่อนที่ไอ้อาร์มจะโยนบุหรี่ของตัวเองลงพื้นแล้วบี้มันด้วยรองเท้าผ้าใบที่ใส่อยู่  มันเดินออกไป

“ มึงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ”

“ เพิ่งถึง ” ดีนตอบรับเพื่อนตัวเองที่เดินสวนตัวเองออกไปสั้นๆ อีกฝ่ายผละสายตาออกไปจากผม มันเดินตามเพื่อนของมันไป
 
“ แล้วกินคนเดียวไม่ได้หรือไงละสัด ทำไมต้องให้กูไปกินเป็นเพื่อนตลอด ”

“ ก็เรากินข้าวด้วยกันมาตั้งแต่ม.ต้น ”

“ เกี่ยวเหี้ยอะไรกัน ”

“ แล้วมึงไปยืนสูบบุหรี่เหี้ยอะไรตรงนั้น นั่นมันเพื่อนไอ้สัดเบสนะ สูบลงได้ยังไงวะ ” บทสนทนาที่ไกลออกไปเรื่อยๆดังแว่วมาให้ได้ยิน ผมที่ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ในวินาทีนั้นราวกับลอดพ้นมรสุมใหญ่ของชีวิตแบบหวุดหวิด ขาของผมเดินออกมาจากทางหลังตึกช้าๆหลังจากปรับสีหน้าให้เป็นปกติ  ผมเดินตามหลังไอ้คนพวกนั้นออกมา ที่ก็ได้ยินร่างสูงตอบคำถามก่อนหน้านั้น

“ มันมาสูบก่อนกูแล้วมึงจะให้กูไล่มันหรือไงละสัด ”

“ ก็ใช่ไง ”

“ ช่างมันบ้างเถอะน่า อย่าไปสนใจเลย เออ แต่เดี๋ยวนะ ”

“ อะไร ” ดีนหันมามองเพื่อนตัวเอง ที่ชะงักขาหยุดยืนอยู่นิ่ง

“ เหมือนกูจะลืมของ มึงขึ้นไปต่อคิวร้านข้าวที่จะซื้อก่อนเลยไป ”

“ ร้านข้าวป้านะ ”

“ อื้ม ” แผ่นหลังหนาที่เดินออกไป ผมหยุดชะงักฝีเท้าที่กำลังจะเดินออกจากซอกตึก เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีของอะไรที่ลืมหรอก และแน่นอนว่าการเดินกลับมาครั้งนี้มันต้องการจะคุยกับผม

“ มีอะไร ” ถามออกไปตอนที่อีกฝ่ายกำลังทำทีเป็นเดินผ่าน

“ รู้มั้ยว่าที่กูต้องสูบบุหรี่ตั้งแต่เช้า มันเป็นเพราะว่าแก้มหอม ไม่ชอบกลิ่นบุหรี่น่ะ ”

“ แล้วจะบอกกูทำไม ”

“ ก็อยากให้มึงรู้ไว้ เผื่อมึงจะได้ไปบอกไอ้เบส ” สายตาคมเหลือบมองกันยิ้ม “ เพราะกูแม่งโคตรอยากจะบอกเรื่องของมึงกับไอ้เบสไอ้ดีนเลย ”

“ Kเอ้ย ” พูดออกไปเสียงไม่ดังนักกับอีกคนที่เดินยิ้มออกไปอย่างมีความสุข เมื่อคืนความรู้สึกที่เหมือนจะถือไพ่เหนือกว่านั้นได้พังทลายลงอย่างย่อยยับ  “ สักวันกูจะหาเรื่องมาขู่มึงบ้างไอ้สัด รับร้องว่าต้องพูดไม่ออกแน่นอน จำเอาไว้ ”


ผม สัญญากับตัวเองไว้แบบนั้นครับ

 
............................................................


ช่วยให้กำลังน้องเมี่ยง
ฝากติดตาม และฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ในทวิตด้วยนะคะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านแล้วคอมเม้นท์   หนมมี่จ้า
 :katai2-1:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 3 :: up! 1-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 01-12-2019 21:06:08
 :3123: :pig4: :3123:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 3 :: up! 1-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 01-12-2019 23:38:04
อ้าว.... ซวยแล้วหนูเมี่ยง ถ้าเพื่อนรู้ความจริงเข้าล่ะก็  :ling3:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 3 :: up! 1-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 02-12-2019 23:10:45
 :pig4: :pig4: :pig4:

แม่ม....ทะเลาะกันเด็กน้อย-ิบหาย
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 3 :: up! 1-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: minenat ที่ 04-12-2019 15:59:38
ความซวยมาหาเมี่ยงได้ไงงง
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 3 :: up! 1-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: puiiz ที่ 05-12-2019 13:28:54
 :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 3 :: up! 1-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: labelle ที่ 06-12-2019 02:06:48
ฟีลว่าเมี่ยงถูกอาร์มปั่นหนักมาก แล้วเมี่ยงก็บ้าบอดิ้นตาม

เอ็นดูความเมี่ยง คือมีความย้อนแย้งและร้อนตัวตลอดเวลา 5555
อาร์มเหมือนมาเหนือน่ะ คือยังไงก็ไม่แพ้แน่นอน
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 4 :: up! 6-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 06-12-2019 21:07:15
ตอนที่ 4


สื่อการสอนภาษาอังกฤษของภาควิชาบริหารในช่วงเช้าค่อนข้างน่าเบื่อ มือของผมค้ำอยู่กับโต๊ะที่นั่งพลางมองหน้าจอโปรเจ็คเตอร์ด้านหน้าทั้งๆที่ในใจมีเรื่องที่ให้ขบคิดอยู่ตลอด และหนึ่งในนั้นก็คือ ใบหน้าเหี้ยเปื้อนยิ้มของไอ้สัดอาร์มที่ลอยไปลอยมาเหมือนผีไม่ได้ส่วนบุญอยู่ในส่วนนึงของสมอง

ภาพตอนอีกคนกำลังยิ้มแล้วก็หัวเราะสะใจกันที่เห็นผมตกหลุมพลางมันอย่างจัง ไม่นับประโยคท้ายทายนั่น ที่ก็คงอยากจะบอกเรื่องของผมเสียเต็มประดา

“ อย่าให้ถึงทีกูบ้างก็แล้วกันไอ้สัด กูจะเหยียบมึงให้จมเลย ไม่รอดแน่ ”

“ บ่นเหี้ยอะไรของมึง งุ้งงิ้งอยู่นั่น ” คนที่นั่งข้างกันเอียงตัวเข้ามาใกล้ก่อนจะกระซิบ ผมที่เหลือบไปมองทางเพื่อนตัวเอง ณ ขณะนั้นก็เผลอคิดอะไรบ้างอย่างตอนที่จ้องมองใบหน้านั้น

“ เจ้ย ”

“ ว่า ” อีกฝ่ายตอบรับแบบสนใจ

“ ทำไมหน้ามึงเหมือนหมาจังวะ ”

“ ไอ้ควาย ” มันพูดออกมาแบบเสียงไม่เบานัก ผมก็ได้แต่ยิ้มก่อนจะปิดปากหัวเราะถูกใจอยู่คนเดียว

ก็มันให้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ ไอ้เจ้ยหน้าเหมือนลูกหมามาก แต่หมาพันธุ์อะไรอันนี้ผมก็ไม่สามารถบอกได้ แต่ในความรู้สึกคือมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ขนาดไอ้เบสยังชอบบอก ไอ้เจ้ยมีใบหน้าแบบ ถ้าแลบลิ้นออกมาแล้วพูด ‘ แฮ่กๆ ’ ก็คือใช่เลย

“ หมาพ่อมึงสิสัดเมี่ยง ”

“ บ้า ” ผมส่ายหน้าด้วยแววตาใสซื่อ “ พ่อกูไม่เลี้ยงหมา ”

“ ถามดีๆเสือกกวนตีน กูแม่งไม่น่าทัก ” คนพูดถอนหายใจออกมาพลางส่ายหน้าไปมาอย่างเสียความรู้สึก “ น่าจะปล่อยให้มึงเครียดตายไปเลยไอ้สัด ”

“ แล้วมึงเป็นเหี้ยอะไร ทำไมชอบเสือกเรื่องกูนัก ”

“ ช่วยเรียกว่าห่วงใยได้มั้ย ” เจ้ยมันท้วง

“ ที่มันมีเส้นบางๆ กั้นไว้กับคำว่าเสือกอะนะ ”

“ จ้า ไอ้หน้าเหี้ย ”  ตอบรับด้วยรอยยิ้มให้กันและกัน เราหัวเราะแบบไม่ออกเสียง ก่อนที่อีกคนจะยื่นมือเข้ามาตบลงกลางหัว “ ส้นตีน ”

“ ว่าแต่ถ้ากูเล่าเรื่องของกูให้มึงฟัง มึงแม่งจะช่วยได้เหรอ ”

“ เรื่องอะไร ” อีกคนถามกลับด้วยท่าทีงงๆ

“ ก็เรื่องที่กูเครียดอยู่ไง ”

“ อ้ออออออออออ แสดงว่าเครียดอยู่จริงๆ ” สายตากลมนั่นเหล่มอง ผมก็ได้แต่พยักหน้ารับจำยอมรับ

“ อื้ม ”

“ มันก็ไม่แน่หรอก มึงก็พูดมาก่อนสิ ถ้ากูให้ความคิดเห็นได้กูก็จะให้ แต่ถ้าให้ไม่ได้ กูก็จะปล่อยเบลอไปจ้ะ ”

“ K ” สบถแค่นั้นพร้อมกับคนข้างกันที่ก็แค่ยักคิ้วให้อย่างไม่รู้สึกถึงความเดือดร้อนแทนกันแต่อย่างใด “ คือกูแค่อยากรู้ว่าว่ามันมีวิธีอะไรบ้าง ที่ทำให้คนที่เราเจ็บใจ มันเจ็บใจบ้าง ”

“ คือ..” เจ้ยมันลากเสียง ผมก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ด้วยความสนใจ

“ ยังไงๆ มึงมีวิธีเด็ดๆใช่มั้ย ”

“ ไม่สัด กูแค่จะบอกว่า มึงพูดเหี้ยอะไรของมึง ไม่เข้าใจเว้ย ”

“ ควาย ” มือที่ยกขึ้นเกาหัวตัวเองทันทีในตอนที่สบถ เอาจริงๆมันก็ไม่รู้หรอกว่าต้องอธิบายอีกคนว่ายังไง ไอ้เจ้ยไม่ใช่คนโง่ ถ้าพูดออกไปตรงๆมันก็คงรู้ เพราะงั้นก็ต้องปรึกษาแบบไม่พาดพิงถึงคนพวกนั้นสักประโยค “ คือมันเป็นเรื่องของเพื่อนกู ”

“ อ่าห๊ะ ”

“ กูจะสมมุติให้มึงฟังนะ แต่มันไม่ใช่เรื่องจริง ”

“ อื้ม ”

“ ไม่ใช่เรื่องจริงนะ ” ผมย้ำ

“ เออ รีบพูดมาไอ้สัด ก่อนที่กูจะคิดว่ามันคือเรื่องจริง แล้วมันก็คือเรื่องของมึง ไม่ใช่เพื่อนอย่างที่อ้างอยู่ ”

“ ไม่ใช่เรื่องจริงเว้ย  เรื่องของเพื่อนด้วย คือสมมุติว่าถ้ามึงแม่งหมั่นไส้ใครสักคน คนที่มันเหนือกว่ามึง คนที่มันกุมความลับมึงอยู่ มันมีวิธีไหนบ้างวะที่จะทำให้เราอยู่เหนือคนแบบนั้นบ้าง เพราะกูไม่อยากจะเป็นฝ่ายเดียวที่โดนรังแก ”

“ คนแบบนั้นสำหรับกู คือมิ้งไง ” ชื่อแฟนสาวของอีกคนถูกพูดขึ้นมา “ คนที่กูอยากจะอยู่เหนือมันบ้างก็มีแค่คนเดียว นั่นก็คือเมียกู ซึ่งถามว่ากูเคยอยู่เหนือมันบ้างมั้ย คำตอบคือไม่ครับ ไม่เคยเลย อยู่ใต้อำนาจมันตลอด เจ้ยซื้อข้าวมาให้ด้วย เจ้ยลงไปซื้อผ้าอนามัยให้หน่อย เจ้ย เจ้ย เจ้ย เจ้ยอยู่นั่นทั้งวัน ไอ้สัด”

“ ใจเย็นนะเพื่อนนะ ” ผมเอื้อมมือไปบีบมือมัน “ คือมึงต้องหยุดอินก่อน กูไม่ได้พูดถึงคนที่อยู่ในฐานะเมีย หรือแฟน กูพูดถึงคนอื่น คนที่มันเป็นอริกับมึง ”

“ เหมือนไอ้เบสกับสัดดีนอะนะ ” คำพูดนั้นชวนให้ผมนิ่งค้างก่อนจะพยักหน้ารับ

“ ก็ ก็ประมานนั้น ”

“ งั้นกูก็ไม่ทำอะไรอะไอ้สัด กูจะปล่อยมันไป แล้วกูก็จะอยู่เฉยๆของกู ไม่อยากทะเลาะด้วย เพราะแม่งปัญญาอ่อน ”

“ ไม่เอาสิ มึงต้องสู้มันสักหน่อยนะเว้ย มึงจะปล่อยมันไปเฉยๆไม่ได้สิ  ” ผมเถียง แต่นั่นก็เหมือนจะทำให้เจ้ยยิ่งขมวดคิ้ว

“ อะไรของมึง หรือมึงไปมีเรื่องกับพวกไอ้สัดดีน ”

“ ไม่เลยเว้ย ” ผมส่ายหน้า “ เปล่าเลย คือ คือกูหมายถึงว่ามึงจะปล่อยให้มันมามีอำนาจเหนือมึงอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ไง เข้าใจใช่มั้ย  คนเราจะยอมอยู่ใต้อาณัติคนอื่นไปทำไมไอ้สัดจริงมั้ย ”

“ แล้วปัญหาของมึงคืออะไร ”

“ ก็คือกูอยากจะอยู่เหนือมันบ้างไง ” ผมบอกก่อนจะถอนหายใจ “ แต่กูไม่รู้จะทำยังไง เพราะกูไม่มีเรื่องอะไรไปต่อรองกับมัน ” ส่วนเรื่องที่พอจะต่อรองได้ก็เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่เลยด้วย

“ แล้วมึงไม่รู้ความลับของมันเลยเหรอ ”

“ ไม่รู้ ” ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับคำตอบ “ กูไม่รู้ความลับอะไรเลยเกี่ยวกับตัวมันเลยสักอย่าง ”

“ งั้นมึงมีน้องมั้ยละ ” คนข้างกันหันมาถามเสียงเรียบ ผมก็ได้แต่ส่ายหน้า

“ กูมีแค่พี่สาว ”

“ งั้นก็ดีเลย ” ไอ้เจ้ยยิ้มตอนที่ได้ยิน ท่าทางมันในตอนนั้นทำให้ผมคิดอะไรขึ้นมาได้

 “ นี่มึงอย่าบอกนะ ว่าจะให้พี่สาวกูไปคบกับมัน ”

“ ก็ฉลาดนี่สัดเมี่ยง ”

“ Kเถอะเพื่อนเจ้ย พี่สาวกูมีแฟนแล้ว แถมปีหน้านี้เค้าก็จะแต่งงานกันแล้วด้วย ”

“ อ้อเหรอ เสียดายเลย ”

“ เสียดายเหี้ยอะไร ต้องบอกว่าดีแล้ว  เพราะกูไม่มีความคิดที่จะดองญาติกับคนแบบนั้นเลยไอ้สัด ” หันไปเถียงด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถอนหายใจ “ วิธีเหี้ยอะไรของมึง คือถามจริง มันไม่มีวิธีที่มันดีกว่านี้แล้วเหรอไงวะ ”

“ ก็นี่ไงวิธีที่ดีที่สุด หรือไม่นะมึงก็จีบมันเลย ถ้ามันเป็นผัวมึง ทุกอย่างก็จบ ยังไงแม่งก็ต้องฟังมึงอยู่แล้ว เถียงไม่ได้ด้วย เหมือนกูกับมิ้งไง ”

“ คือกูต้องเอาตัวกูเข้าแลกขนาดนั้นเลย ” หันไปถามอีกคนเสียงจริงจังไอ้สัดเจ้ยมันก็หัวเราะก่อนจะพยักหน้ารับตามคำพูดนั้นของผม

“ คือกูพูดจริงนะเว้ยเมี่ยง นี่แหละทางที่มึงจะเหนือกว่ามันในกรณีนี้ ก็มึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวมันเลย จุดอ่อนอะไรก็ไม่รู้ จริงมั้ย ”

“ อื้ม ” ผมพยักหน้ารับ

“ เพราะงั้นการเป็นแฟนกันก็ถือเป็นทางหนึ่งที่ดี เวลาคนเราคบกันมันต้องเกรงใจกันอยู่แล้ว เหมือนกูกับมิ้งไง แล้วกูว่าแม่งก็ดีนะ จากศัตรูกลายมาเป็นคนรัก เพราะพอพักรับ ก็พบรักกันเลยไงจ้า ”

“ ไปจ้ากับพ่อมึงสัดเจ้ย กูจะอ้วก ” หันไปบอกคนที่นั่งข้างก่อนจะยกมือขึ้นเท้าคางตัวเอง อย่าคนคิดอะไรไม่ออก เพราะพอจินตนาการว่าชีวิตหนึ่งนี้ต้องได้คนแบบไอ้สัดอาร์มมาเป็นเมีย ก็รู้สึกเหมือนจะอ้วกขึ้นมาแบบทันทีอย่างไร้เหตุผล  ไม่ต้องคิดถึงว่าเราต้องจูบ โอบกอด หรือต้องทำอะไรที่มันมากกว่าคนทั่วไปทำกัน ในฐานะคนรัก

แววตาที่เหมือนหาเรื่องต่อยกันอย่างงั้น แค่คิดว่ามันอาจจะเดินเข้ามาหาผมในตอนที่เรางอนกัน ดัดเสียงสองแบบที่ชอบพูดกับแมว แต่เอามาพูดกับผมแทนว่า ‘ เมี่ยงอะ อาร์มจะงอนแล้วนะ ’ ความรู้สึกตอนที่มันออดอ้อนกันอย่างงั้น เพียงแค่คิด ขนทั้งตัวก็เหมือนจะลุกซู่คิดมาอย่างไร้สาเหตุ

“ หึ้ยยย ขนลุก พอๆ ไอ้สัดเลิกคิด เลิกๆ ”

“ อะไร มึงคิดเหี้ยอะไรอยู่ ” เจ้ยถามตอนที่เห้นผมส่ายหน้าไปมาอยู่คนเดียว 

“ กำลังคิดว่าไอ้เหี้ยนั่นเป็นเมียกูมันจะเป็นยังไง ซึ่งมันแบบ..” ผมหลับตาอย่างอยากลืมภาพจำทั้งหมด “ อย่าให้พูดเลยสัด อย่าให้ชีวิตกูต้องมาเจอกับเหี้ยอะไรแบบนั้นเลย ”

“ ขนลุกมากเลย ”

“ มาก  เพราะกูแค่จินตนาการว่ามันใส่ขาสั้นแล้วเข้ามานั่งบนตักกู กูก็จะอ้วกแล้ว เพราะงั้นอย่าเลย ”

“ ก็แล้วทำไมไม่คิดว่ามึงเป็นเมียมันละ ให้มันอะเป็นผัวมึง ”

“ ไม่เอาเว้ย ” เถียงกลับไปแบบตาตั้ง อีกคนก็หลุดหัวเราะ ไอ้เจ้ยเอื้อมมือมาหยิกแก้มผม พร้อมกับเสียงสองที่มันชอบพูดใส่กันในเวลาแสดงท่าทางแบบนี้

“ แหมมม ก็น้องเมี่ยงของพี่เจ้ยน่ารักจะตายไป ขาวๆ นุ่มๆ ฟูๆ น่าเอ็นดูออกน้าค้าบบ ”

“ นุ่มฟูเหี้ยอะไร ไม่เอาเว้ย กูจะหาลูกสะใภ้ให้แม่ ไม่หาลูกเขย ไอ้สัด ” ปัดมืออีกคนออกด้วยเสียงจริงจัง แต่เหมือนไอ้เจ้ยจะยังไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ มันเบิกตากว้างแล้วเกร็งค้างไว้อย่างงั้นพร้อมกันรอยยิ้มกวนตีน

“ แล้วถ้าอย่างงั้นมันมีหลานรักมั้ยละ ไม่ก็น้องสาว น้องชาย ถ้ามีนะ มึงก็หาหลานตัวเองสักคนไปจีบแม่งเลยดีมั้ย เพราะพอคนที่มันรัก รักกับคนที่มันเกลียด มันก็ต้องหงุดหงิดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แล้วยิ่งเห็นว่ารักกันมากก็ยิ่งหงุดหงิด กูว่ามึงลองหาไว้ก็ดีนะ ใครสักคนที่มันรักน่ะ ”

“ ใครสักคนที่มันรักเหรอวะ ”

ผมทวนประโยคที่เพื่อนสนิทพูด ก่อนที่ใบหน้าของเจ้าแมวตัวกลมสีขาวจะปรากฏขึ้นในสมองส่วนฝั่งของความทรงจำ พร้อมกับใบหน้าเหี้ยๆของผู้เป็นเจ้าของตอนที่ผมเอ่ยพูดกับมันเมื่อเช้าว่า นายท่านกับแก้มหอมกำลังกิ๊กกันอยู่  ท่าทางหัวเสียอย่างขีดสุดที่อยู่ๆก็เสียงดังขึ้นมาอย่างรับไม่ได้ในตอนนั้น 

“ ใช่เลยสัดเจ้ย แผนมึงนี่แหละ โคตรเวิร์ค ”

“ มึงคิดออกแล้วเหรอ ”

“ ใช่ แล้วมันก็เป็นแผนที่เด็ดมากเลย ”

“ งั้นก็จัดการ ” มือที่ถูกยื่นมาให้ เราจับมือกันก่อนจะพยักหน้ารับแบบพร้อมเพียง แต่ในตอนนั้นสัดเจ้ยมันก็พูดขึ้นอีก

“ แต่ถ้าไม่เวิร์คก็ลองไปเป็นเมียมัน จะได้กุมอำนาจของมันทุกอย่าง ”

“ K กูไม่ยอมเป็นเว้ย เพราะถ้าเป็น ฐานะเดียวที่กูจะเป็น ก็คือผัว จำไว้ ” ย้ำอีกคนเป็นคำตอบอย่างมั่นใจ

ผมไม่สนใจอะไรอีกแล้วในตอนนี้แม้แต่สีหน้าของเพื่อนที่ถอนหายใจออกมาอย่างไม่เชื่อกัน เพราะในสมอง มันคิดจินตนาการไปถึงแต่ไอ้นายท่านแมวสุดหล่อของผมที่กำลังกอดจูบแล้วก็เลียขนให้เจ้าแก้มหอมแมวสุดที่รักของอีกคน และที่สำคัญ ถ้ามันรักกันจริงๆ แล้วเจ้าแก้มหอมท้องละก็...

“ ถ้าลูกสาวสุดที่รักต้องมาเป็นเมียของลูกชายคนที่เกลียด มึงต้องอกแตกตายแน่นอนเลยไอ้สัดอาร์ม  ”

“ ห๊ะ ? มึงว่าอะไรอาร์มๆนะ ”

“ อาร์มเหี้ยอะไร ” ผมเถียงตาโตแบบคนเลิ่กลั่ก “ กูแค่ร้องเพลง ”

“ ร้องเพลง ? ”

“ ใช่ ก็ อังอังอัง ตดเตะโมะดาอิซุกิ .. โดราเอม่อน ” เพลงเดียวที่นึกออกร้องออกไปแบบนั้นอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เหมือนว่าจะได้ผล ไอ้เจ้ยดูนิ่งไปเลย คงไม่ทันได้ตั้งรับกับเหตุการณ์นี้

“ เมี่ยง ” มือนั้นเอื้อมมาจับที่ไหล่ผม “ หาหมอบ้างนะ สมองมึงเริ่มดูมีปัญหาขึ้นเยอะเลยว่ะช่วงนี้ ”

“ ไอ้สัด ” ปัดมือของมันออกจากไหล่ ผมหันไปมองหน้าห้องเรียนก่อนจะยิ้มขึ้นมากับตัวเอง ก็แค่ดีใจมากเกินไปหน่อยที่เห็นทางสว่างของการเอาคืนมันก็เท่านั้นเอง แล้วมันจะแปลกอะไร

แต่ว่า แมวจะให้ความร่วมมือด้วยมั้ย
อันนี้ ก็เหมือนจะเป็นอีกเรื่องนึง


“ กลับมาแล้วครับผมมมมมม ” ลากเสียงออกไปทักทายในตอนที่เปิดประตูคอนโดเข้าไปในห้อง แต่ทว่าแมวร่วมห้องกลับไม่มีการส่งเสียงอะไรตอบกลับมาเลยสักคำ เจ้าตัวลายย้ายที่นั่งจากคอนโดแมวในตอนที่ผมออกไปมาเป็นโซฟาสีน้ำตาตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องพร้อมกับหางตาที่มองกันคล้ายกับจะติเตียน เพราะเหมือนว่าผมจะมาขัดเวลาเลียขนอันมีค่าของมัน “ คือช่วยมองกันแบบเป็นมิตรจะได้มั้ย ”

ผมวางของลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินมานั่งลงข้างๆอีกตัวที่ก็พอยื่นมือเข้าไปจะอุ้ม นายท่านก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินหนีไปตรงประตูตรงระเบียงที่ปิดสนิททันที มันนั่งลงตรงนั้นส่ายหางยาวกลมไปมา แววตาก็เอาแต่มองออกไป

“ มึงอยากออกไปข้างนอกเหรอนายท่าน ”

“ เมี๊ยว ” เสียงแรกที่ได้ยินตอบกลับมา ผมถึงขึ้นตาโตในตอนที่นายท่านมาตะบบมือเข้ากับประตูบานเลื่อนนั้น มันส่งเสียงออกมาอีกครั้ง “ เมี๊ยว ”

“ มึงร้องแล้ว มึงร้องจริงๆด้วย เอ้ยยยย มึงร้องแล้ว ” ผมดึงตัวเองเข้าไปมองอีกคนด้วยความรวดเร็วตอนได้ยินเสียงนั้น รอยยิ้มที่ปิดไว้ไม่มิดทำให้นาท่านถึงกับถอยหลังห่างออกไปด้วยความกลัว ตอนที่ผมลุกขึ้นมานั่งลงข้างๆมัน “ ไม่ต้องกลัวน่า กูไม่ได้ดูน่ากลัวเลยใช่มั้ย ให้ข้าวมึงกินทุกวันด้วยนะ ” เอื้อมมือไปลูบหลังมันเบาๆอีกคนก็นิ่ง “ ไหนเมี๊ยวอีกที เมี๊ยว  ร้องให้กูชื่นใจหน่อย ให้กูรู้สึกแน่ใจว่ามึงไม่ได้เป็นใบ้อย่างที่ไอ้สัดข้างห้องนั้นว่า เมี๊ยวสิ เมี๊ยว ”

“ เมี๊ยว ” ย้ำกันด้วยเสียงที่มันพร้อมกับสายตาที่บอกกันว่า ก็ไม่ใช้น่ะสิไอ้โง่ แตถึงอย่างงั้นผมก็ยังยิ้มกว้าง พร้อมกับลูบหัวมันเบาๆ ผมเกาคาง

“ เดี๋ยวจะเกาคางให้นะ ชอบเปล่า เกาคาง ” นายท่านหลับตาพริ้มเชิดหน้าให้ผมเกาคางอยู่ไม่นาน ก่อนจะลุกขึ้นเอาตัวมาถูไถกัน มันย้ายตัวเองไปนั่งตรงประตูระเบียงอีกครั้ง สายตามองไปที่ด้านนอกพร้อมกับร้องออกมา

“ เมี๊ยว ”

“ โอเค อยากออกไปสูดอากาศสินะ ” ไม่มีคำตอบว่าเมี๊ยวอีกแต่ไม่คิดว่าจะใช่ เพราะนอกจากจะไม่ดื่มด่ำกับอะไรอย่างที่คิดแล้ว มันยังแค่พาตัวเองไปนั่งอยู่ตรงฝั่งระเบียงที่เห็นห้องติดกัน ห้องของน้องแก้มหอมคนสวย “ ฮั่นแน่ มึงนี่ร้ายน้า แอบมองสาวข้างห้องด้วย ”

“ เมี๊ยว ” ตอบกันเสียงเบาๆในตอนที่ผมนั่งย่อตัวลงข้างๆ เรามองไปที่ห้องข้างๆพร้อมกัน และเหมือนว่าทางนั้นจะเปิดประตูระเบียงเอาไว้ด้วย เพราะผมเห็นชายผ้าม่านที่ปลิวโต้ลมไปมาเบาๆ

“ นี่นายท่าน ” ผมหันไปมองแมวตัวเอง ที่ก็หันกลับมามองอย่างรู้ชื่อตน “ กูจะบอกอะไรให้นะ ถ้ามึงอยากจะเจอน้องแก้มหอม มึงต้องแสดงตัวตนนะ มึงต้องเมี๊ยวให้เสียงดังๆเพื่อเรียกเค้าให้ออกมา มึงจะมาเมี๊ยวอยู่ในลำคอแบบที่พูดกับกูไม่ได้หรอกนะ เพราะมึงรู้อะไรมั้ยว่าแม้แต่ในโลกของมนุษย์อะ คนที่มันไม่ค่อยพูด มันก็ไม่ค่อยมีเมียหรอก สมัยนี้มันหมดยุดคนซึนเท่ากับเท่ห์แล้วจะบอกให้ เพราะงั้นถ้ามึงชอบมึงต้องเปิดเผย เมี๊ยวออกไปเลยเสียงดังๆ เมี๊ยว! ”

“ ประสาท ” เสียงทุ้มจากฝั่งตรงข้ามที่พูดออกมาพร้อมกับขาที่ก้าวเดินออกมาตรงระเบียง ในอ้อมกอดของร่างสูงคนข้างห้องนั้นมีเจ้าแก้มหอมขนนุ่มอยู่

“ เมี๊ยว ” ท่าทางที่ดูดีใจของมัน กระโดดลงจากตัวเจ้านายทันทีก่อนจะมานั่งจุ่มปุ๊กลงตรงขอบระเบียงตรงข้ามกับเจ้านายท่านแบบพอดี  “ เมี๊ยว ” เสียงใสนั่นร้องทักอีกครั้ง ท่าทางที่ดูเหมือนกำลังยิ้มกว้าง และเอ่ยออกมาเสียงใส ‘ นายท่าน ’

“ อ้าว คิดว่าเปิดระเบียงทิ้งไว้ ” เอ่ยทักอีกคนที่ก็ยังคงนิ่งตามนิสัย “ มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ก่อนกูอีกเหรอ ”

“ เพราะกูไม่ได้นั่งตะกละเหมือนใครบางคนที่กินทั้งชาเย็น ข้าวหน้าหมู แล้วก็ยังมีเกาเหลาต้มยำอะไรนั่นอีก ”

หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 3 :: up! 1-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 06-12-2019 21:07:40
“ เชี้ย รู้ได้ไงวะ ” ผมถึงกับผงะไปในตอนที่อีกคนพูด แต่เหมือนฝั่งตรงข้ามจะรู้สึกดีเอามากๆ ไอ้อาร์มถึงขั้นยกยิ้ม เหมือนตัวเองเหนือกว่า แต่มีเหรอที่ผมจะยอมแพ้  “ หรือว่า...”

“ อะไร ” มันเลิกคิ้วถามกัน

“ หรือว่ามึงแอบชอบกู มึงก็เลยเฝ้าการติดตามของกูตลอดเลย แต่บอกไว้ก่อนนะ กูไม่เป็นเมีย  แล้วที่สำคัญ รักกูก็ต้องรักนายท่านด้วย ”

“ แง้ว ”

“ แก้มหอมขาก็เห้นด้วยใช่มั้ยครับ หรือว่าหนูกำลังจะบอกพี่ว่า หนูรักนายท่านค่ะ แบบนั้นใช่มั้ยครับ ”

“ เมี๊ยว ” เจ้าตัวน่ารักตอบ ผมก็ได้แต่ยิ้มกว้างแล้วก็พยักหน้ารับอยู่อย่างงั้น ก่อนจะหุบยิ้มลงตอนได้ยินเสียงเจ้าของพูดขัด

“ เหี้ยอะไรของมึง ” สีหน้าจรังจังพูดขัด “ กูก็แค่เดินผ่านโต๊ะมึงตอนที่ไปโรงอาหารหลังเลิกเรียนแล้วก็เห็น มันก็แค่นั้น ”

“ กูไม่เห็นจะเห็นมึงเลยสัด โกหกเปล่า ”

“ โกหกเหี้ยอะไร ” อีกฝ่ายเริ่มเถียงเสียงจริงจังแบบไปไม่เป็น “ แล้วมึงจะเห็นได้ยังไง ก็มึงเล่นก้มหน้าก้มตาแดกไม่ดูอะไรเลย ” คำพูดนั่นทำให้ผมเผลอคิดถึงตัวเองเมื่อช่วงเที่ยงผ่านมาไม่ได้ จะว่าไปก็จำได้ว่าหิวมาก ตอนที่ได้ของกินมาหลังจากต่อแถวซื้อ ผมก็เล่นก้มหน้ากินไม่มีหยุดเลย “ ตะกละชิบหาย ”

“ กูแค่หิวมากเกินไปไอ้สัด มึงไม่เคยหิวมากๆเหรอไง ”

“ เคย แต่ไม่เคยตะกละอย่างงั้น ”

“ K ” พูดออกไปแบบไม่เบานัก อีกคนก็ยกยิ้มขึ้นมาก่อนจะก้มหน้าลงไปมองแมวตัวเอง มือที่ทำทีจะคว้าอุ้มเจ้าแก้มหอมที่ยังคงจ้องมองนายท่าน ผมมีความรู้สึกต้องรั้งอีกฝ่ายไว้ให้นานกว่านี้สักหน่อย แต่แน่นอนว่าไม่ได้เพ่อตัวเองแต่อย่างใด ผมแค่อยากจะสานสัมพันธ์ให้แมวทั้งสองตัวผูกมิตรกันไว้ให้มากๆ “ นี่ คุยกันหน่อยน่า มึงจะรีบเข้าห้องไปไหน ”

“ คุย ? ” อีกคนทวนคำพูด “ มึงนี่อะนะจะชวนกูคุย ”

“ ใช่ ก็จะแปลกอะไร เรามันคนข้างห้องกัน ” แต่นั่นแหละที่แปลก อริที่ไหนมันจะชวนคุยกัน แค่คิดว่ามันไม่แปลก ก็นั่นแหละที่โคตรจะแปลกแล้ว “ คือ มึงกลับมานานแล้วเหรอ ”

“ ก็นานพอจะได้ยินมึงพูดกับไอ้แมวนั่น ว่าให้เรียกชื่อลูกกูดังๆ เพราะแม้แต่ในโลกของมนุษย์ก็ยากที่คนไม่พูดจะมีเมีย ”

“ จุดไคลแมกซ์ด้วยนะ ” บ่นเบาๆกับตัวเอง ก่อนอีกฝ่ายจะเหลือบตามองกัน

“ ทำไม ”

“ เปล๊า แต่มึงดูเก็บรายละเอียดจังเลยว่ะ ” ผมว่าเย้า “ คือไม่ใช่ว่าได้ยินเสียงกูตอนเข้าห้อง แล้วมึงก็มายืนแอบฟังอยู่ตรงประตูระเบียงหรอกนะ ”

“ แล้วทำไมกูต้องทำอะไรแบบนั้น ” สายตาที่ถามแบบสงสัย อาร์มเลิกคิ้ว

“ ก็ไม่แปลกที่กูจะคิดเปล่าวะ ก็มึงดูให้ความสนใจกับชีวิตกูจัง ตั้งแต่สืบเรื่องกู แถมยังเอาหน้ากูไปเปรียบเทียบกับลูกสาวสุดที่รักของมึงอีก มันมีใครเอาสุดที่รักของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่เกลียดหรอกจริงมั้ย ”

“ ก็คือมึงจะยัดเยียดให้กูรู้สึกว่าชอบมึงให้ได้ ” อีกฝ่ายมองกันอย่างพิจารณา อาร์มมองผมยิ้มๆ “ หรือว่า.. มึงจะชอบกู ”

“ มึงจะบ้า! ” ผมเถียงกลับเสียงดัง อีกฝ่ายก็ยกยิ้ม  “ กูแสดงท่าทางเหี้ยอะไรให้มึงต้องคิดว่า กูจะรู้สึกอะไรแบบนั้น ”

“ ก็สิ่งที่ทำอยู่นี่ไง ” อาร์มมันบอกด้วยหน้าจริงจัง “ มึงพูดว่ากูสนใจมึง กูมองมึง หรือว่าจริงๆแล้ว มึงจะชอบกู แล้วกลัวจะเสียฟอร์มที่ชอบกูก่อน ก็เลยโยนมันมาให้กู ”

“ ชอบเหี้ยอะไร ” บอกปัดอีกฝ่ายเสียงดังจนไอ้นายท่านถึงกับเงยหน้าขึ้นมามอง

“ ร้อนตัวจังน้า ”

“ ไม่ได้ร้อนตัวเว้ย ” อีกฝ่ายยกยิ้มกับคำพูดของผม ที่ก็ทำได้แค่ถอนหายใจออกมาอย่างที่ไม่รู้จะแก้สถานการณ์ยังไง ทั้งๆที่ตั้งใจพูดออกไปให้มันติดกับแต่สุดท้ายก็เป็นตัวเองอีกครั้งที่ตกหลุมพลางนั่นซะเอง “ กูไม่ได้ชอบมึงสักหน่อย ”

“ กูก็ไม่ได้ชอบมึงเหมือนกัน ” อาร์มมันย้ำ “ กูแค่เป็นพวกไม่ชอบตกเป็นรองใคร เพราะงั้นกูเลยต้องสืบว่ามึงเป็นใครในตอนที่มึงเข้ากลุ่มไอ้เบสมา อย่างที่กูเคยบอก กูต้องรู้จุดอ่อนของศัตรู แล้ววันนี้ที่รู้มึงกินข้าวกับอะไร แล้วตั้งใจกินแค่ไหน นั่นก็เพราะว่า โต๊ะที่มึงนั่งมันอยู่ระหว่างทางเดินที่กูต้องเดินไปพอดีก็เลยเห้น แล้วที่กูได้ยินมึงพูดกับไอ้แมวนั่น มันเป็นเพราะแก้มหอมของกูปกติไม่ดิ้นเลยเวลากูกอด แต่วันนี้มันดิ้นลงจากตัวกู เพราะได้ยินเสียงระเบียงห้องมึงมันเปิดออก ทุกอย่างมันก็เท่านั้น ”

“ ตั้งใจอธิบายจังวะ ” ผมเลิกแขวะไม่ได้ อีกคนก็ยิ้ม

“ แน่นอนสิ  เพราะกูไม่อยากจะให้ใครเผลอคิดเข้าข้างตัว ” ประโยคตอบกลับที่ชวนให้นิ่งค้าง เหมือนถูกด่าว่าหลงตัวเองแบบอย่างสุภาพชน ร่างสูงก้มลงอุ้มเจ้าก้อนขน “ ป๊าว่าเราเข้าบ้านกันเถอะค่ะแก้มหอม เข้าไปกินข้าวกันดีกว่านะ เพราะอยู่ตรงนี้นานไปๆ เดี๋ยวใครเค้าจะเข้าข้างตัวเองคิดว่าป๊าไปชอบเค้าอีก ”

ก้มหน้าลงพูดกับแมวตัวเองแบบยิ้มๆ แต่เหมือนว่าน้องแก้มหอมจะไม่ได้คิดแบบนั้น เจ้าตัวกลมไม่ได้ขยับไปไหนเลยมันยังคงนั่งอยู่ที่เดิมอย่างงั้น แม่จะถูกช้อนตัวอุ้มแล้วก็ทำตัวย้วยเป็นของเหลวเพราะไม่อยากจะออกจากตรงนั้นไปไหน

“ ท่าทางมันยังไม่อยากจะเข้าห้องนะ มันยังอยากจะนั่งมองตากับนายท่านของกูอยู่ ”

“ ไปกันค่ะแก้มหอม ” มือหนาอุ้มเจ้าตัวขนนุ่มขึ้นมา แต่เหมือนมือเล็กๆของน้องแก้มหอมจะเร็วกว่า กรงเล็บนั่นตะบบรั้วไว้อย่างแข็งขืนพร้อมด้วยเสียงร้องเล็กๆเหมือนจะเถียงอีกฝ่าย

“ เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว ”

“ เห็นมั้ยมันไม่อยากไปจริงด้วย มันกำลังบอกมึงแน่ๆเลย ” ผมพูดอย่างจริงจังก่อนจะดัดเสียงสองในตอนที่จะเลียนแบบเสียงแมว “ ไม่ค่ะป๊า แก้มหอมไม่ไปไหนทั้งนั้น แก้มหอมจะนั่งมองนายท่านอยู่แบบนี้ ป๊าปล่อยแก้มหอมนะคะ ป๊าปล่อยแก้มหอมไป ”

“ แมวกูไม่น่าแรดได้ขนาดนั้น ”

“ แต่ท่าทางก็บอกอยู่น้า ” ลากเสียงยาวบอก อีกคนก็ถอนหายใจ อาร์มมันดึงมือของแก้มหอมที่ติดอยู่กับซี่กรงนั่นออก ก่อนจะเหล่มองผมอย่างจับผิด “ อะไร ”

“ นี่อย่าบอกนะ ว่าวิธีเอาคืนของมึงก็คือทำให้ลูกสาวกูกับลูกชายมึงชอบกัน เพื่อให้กูรู้สึกหงุดหงิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องยอมรับผลอย่างเดียว ”

“ มึงจะบ้า! ” เถียงออกไปแบบตาโต ในตอนนั้นคนฟังก็แค่ยกยิ้มก่อนจะส่ายหน้า

“ คิดไว้ไม่มีผิด ”

“ กูไม่ได้รู้สึกอย่างงั้นเลยสัด ใครมันจะคิดใช้วิธีนั้นกัน ”

“ ใช่ เพราะมันเป็นวิธีที่โคตรสกปรก เพราะมึงไม่ได้คิดถึงผลกระทบของแมวมึงเลย ว่ามันอาจจะเหงาหลังจากสูญเสียเพื่อนเล่นไป ในกรณีที่กูหงุดหงิดจนย้ายออกจากห้องนี้ มันที่อาจจะซึม แล้วก็ไม่รับแม้แต่เพื่อนใหม่ที่มึงซื้อมาให้ หนำซ้ำชีวิตมึงก็อาจจะอัปปีย์ขึ้นเป็นร้อยเท่าเพราะกูหมั่นไส้มึงมากจนบอกความจริงกับไอ้ดีนไอ้เบสไป แล้วก็ยังใส่ไข่ไปอีกนิดหน่อยว่ามึงนั่นแหละ วางแผนให้ไอ้ดีนทำหมดทุกอย่าง แล้วที่วันนี้มึงเข้ากลุ่มไอ้เบสมา มันก็แค่เพราะว่า มึงอยากจะยุยุงให้ทั้งไอ้เบสไอ้ดีนทะเลาะกัน ”

“ กูไม่ได้คิดเหี้ยอะไรแบบสักหน่อย มึงแม่งก็ช่วยอย่าคิดไปเองจะได้มั้ยวะ กูก็แค่พูดแหย่มึงเล่นๆเรื่องที่มึงชอบกูเองมั้ยละ แล้วทำไมมึงถึงคิดจริงจังไปถึงเรื่องที่กูวางแผนให้แมวสองตัวนี้มันรักกันไปได้ กูก็แค่เห็นว่ามันเหงา แล้วมันก็คงอยากจะเป็นเพื่อนต่อกัน ” พูดออกไปรวดเร้วจนเหมือนลิ้นจะพันกัน ผมหอบหายใจ “ มึงแม่งไม่เข้าใจคำว่าพูดเล่นเหรอสัดอาร์ม ”

“ กูเคยบอกมึงแล้วใช่มั้ย ” อีกฝ่ายนิ่ง ตอนที่เอ่ยพูดออกมา ท่าทางนั้นชวนให้ผมไม่กล้าสบตา

“ อะ อะไร มึงบอกอะไร ”

“ กูเคยบอก ว่าเวลามึงกังวลกับอะไร แม่งดูออกโคตรง่าย ” รอยยิ้มบนใบหน้าเรียบเฉยนั่นยกยิ้มมุมปาก “ แล้วกูขอแนะนำว่าให้มึงอยู่เฉยๆน่าจะดีกว่า แล้วก็จำเอาไว้ว่าด้วยว่า อย่าทำให้กูต้องหมดความอดทน ” ร่างสูงที่เดินหายเข้าไปในห้องหลังจากพูดคำนั้น พร้อมกับเสียงของเจ้าแมวตัวลายของผมที่เหมือนจะตะโกนออกไปอย่างที่สอน แต่ว่านั่นเหมือนมันจะช้าไปสักหน่อย

“ เมี๊ยว! ” นายท่านหันมองหน้าผมหลังเปล่งเสียงร้องออกไปด้วยสายตาที่เหมือนจะบอกว่า ‘ ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่มึงพูดเลยเมี่ยง ’ ไม่ก็ ‘ แก้มหอมไปแล้วละเมี่ยง ’ ซึ่งผมที่กำลังนิ่งอยู่ในตอนนั้นได้แค่คำถามเดียวอยู่ในใจ

“ ไม่มีทางเอาชนะแม่งได้เลยเหรอวะ ” หรือว่ากูต้องเอาตัวเข้าแลกจริงๆ

...................................................


ผมปิดประตูระเบียงลงหลังจากที่เดินเข้ามาแต่เหมือนการกระทำนั้นจะขัดกับความต้องการของเจ้าแก้มหอม แมวเปอร์เซียสีขาวกระโดดลงจากตัวผมทันทีที่ประตูระเบียงปิดลง สี่เท้าขาวปุกปุยตะกายขึ้นข่วนประตูนั่นแล้วส่งเสียงขัดใจมาให้กันอย่างเรียกร้อง

“ เมี๊ยว เมี๊ยว ” แววตานั้นหันมามองพร้อมด้วยเสียงเรียกร้อง เหมือนเด็กดื้อของผมกำลังบอก ‘ ป๊าขา เปิดประตูให้หนูหน่อย เปิดเดี๋ยวนี้เลยนะ แก้มหอมจะออกไป จะออกไปหานายท่าน ’

“ ป๊าไม่เปิดให้ค่ะ ” ผมเดินกลับมานั่งที่โซฟาแบบที่ไม่ยอมตามใจอีกฝ่ายเหมือนอย่างปกติ เจ้าตัวกลมนั่งจุ้มปุ๊กลงกับพื้นอย่างอ่อนใจ ก่อนจะส่งเสียงงอแงแล้วหันมามองกันอยู่สักพัก “ แก้มหอมขา มาหาป๊านี่มา ” ตบมือลงบนตักแต่เหมือนอีกฝ่ายจะยังงอน

“ แง๊ว ”

“ หึ ” เสียงที่ดูหงุดหงิดนั่นชวนให้ผมยิ้ม แล้วสุดท้ายก็ต้องจำใจลุกเดินไปอุ้มอีกตัวขึ้นมาแนบอก แก้มหอมหันหัวกลมๆซุกเข้าที่คาง พร้อมกับถูไถไปมาอย่างออดอ้อน

“ ป๊ารู้ค่ะ ว่าหนูอยากจะออกไปเจอมัน แต่หนูจะไปสนใจมันทำไมนักล่ะคะแก้มหอม มันไม่เคยสนใจหนูเลยนะ แล้วอีกอย่างป๊าก็ก็ไม่อยากตกเป็นรองใคร โดยเฉพาะไอ้หน้าแมวนั่น เข้าใจมั้ยครับ ” ไม่มีเสียงตอบรับของเจ้าขนนุ่ม แก้มหอมแค่ซบลงกับอกผม “ แก้มหอมรักป๊าคนเดียวได้มั้ยคะ ไม่รักไอ้แมวนั่นนะ ”

“ แง๊ว ” เจ้าตัวเล็กขานรับก่อนจะดึงตัวเองออกจากผม มันกระโดดลงไปนั่งที่ประตูระเบียงเหมือนเดิม เหมือนอย่างตอนที่ผมเข้าห้องมาหลังเลิกเรียน

“ แก้มหอมขา ”

“ เมี๊ยว ”

“ นี่หนูชอบมันขนาดนั้นเลยเหรอ ” ไม่มีคำตอบของคำถามนั้น แต่ก็พอเดาได้ว่าชอบมาก แก้มหอมเป้นมิตรกับทุกอย่างในโลกนี้ก็จริง แต่มันค่อนข้างไว้ตัวกับแมวตัวอื่น ซึ่งตอนนี้ก็ดูเหมือนว่า ไอ้แมวนั่นจะกลายเป็นข้อยกเว้น “ ป๊านะ ไม่อยากจะไปยุ่งกับมันเลย ทั้งคนทั้งแมวนั่นแหละ ”

ก็อย่างที่บอกผมไม่ชอบตกเป็นรองใคร

“ หรือว่าป๊าจะจีบมันดี อย่างน้อยก็เพื่อหนู แล้วก็เพื่อให้ทางนั้น ยิ่งต้องปกปิดเรื่องของตัวเองมากขึ้นไปอีก ” ผมยกยิ้มในตอนที่คิดอะไรแบบนั้น “ แก้มหอมขา หนูว่าแบบนี้ดีมั้ย ”

“ เมี๊ยว ” ในตอนนั้นเสียงตอบกลับใสๆนั่น คล้ายกับว่าจะบอก ‘ ดีเหมือนกันค่ะป๊า ’


............................................................

คิดเอง เออเอง แล้วโยนความผิดให้แมว
คิดอะไรกับเค้าปะเนี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ในทวิต และฝากแชร์ด้วยกันนะคะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์

หนมมี่

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 4 :: up! 6-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 06-12-2019 22:25:57
 :pig4:
 :3123:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 4 :: up! 6-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 06-12-2019 22:28:28
 :z1:

 :L2: :pig4: :L2:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 4 :: up! 6-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 06-12-2019 23:43:23
 :pig4: :pig4: :pig4:

อยากจะแหมไปถึงดาวอังคาร

อิอาร์มนี่แอบสนใจนุ้งเมี่ยงก็บอกมาเถอะ  ทำเป็นแถนู่นนี่นั่นไปเรื่อย
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 4 :: up! 6-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 06-12-2019 23:53:58
คุณป๊าาาาาาา  คิดจะทำอะไรอ่ะ แล้วสิ่งที่คิดจะทำ มันเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำมากกว่าป่ะ  o8
 กรุณาอย่าโยนบาปให้แก้มหอม  o12
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 4 :: up! 6-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: minenat ที่ 08-12-2019 14:15:58
จีบกันเลยค่า :impress2:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 4 :: up! 6-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: labelle ที่ 08-12-2019 22:39:18
จ๊ะ อ้างแมวกันทั้งคู่ ไม่ได้คิดอะไรจริงๆ ใช่ไหม

เมี่ยงก็รัวให้เค้าได้รู้หมดว่าคิดอะไร 5555
อาร์มก็ทำเข้ม ตีมึน กล่าวหาเมี่ยงให้ร้อนตัวไปอีก

เมี่ยงต้องดูออกง่ายขนาดไหน อาร์มถึงปั่นได้สนุกเลย
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 4 :: up! 6-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: ♥►MAGNOLIA◄♥ ที่ 09-12-2019 16:49:12
อย่างฮา ............ ฮามาก   :z3:
อ่านไปหัวเราะไป   :m20: :laugh: :pigha2:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 5 :: up! 13-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 13-12-2019 20:23:34
ตอนที่ 5

 อาจารย์ฝรั่งที่กำลังสอนอยู่ด้านหน้าค่อนข้างแข็งขัน ภาควิชากราฟฟิคดีไซน์ของฝ่ายนานาชาติไม่ต่างอะไรกับที่อื่น เราเรียนส่วนของเนื้อหาครึ่งหนึ่งและเรียนปฎิบัติอีกครึ่งหนึ่ง แน่นอนว่าการเรียนส่วนของเนื้อหาค่อนข้างน่าเบื่อนิดหน่อยสำหรับผม

มือที่จับปากกาอยู่แท่งเดียวขีดเขียนไปบนหน้ากระดาษตรงส่วนสำคัญ แล้วก็เป็นแท่งเดียวกันนั้นที่เขียนอธิบายเป็นภาษาไทยไว้เพื่อความง่ายในการอ่านทบทวน ท่ามกลางไอแพตเครื่องล่าสุดและปากกาเข้าคู่ของเพื่อนที่นั่งอยู่แถวเดียวกัน

“ ทันมั้ย ” ผมหันไปถามคนที่นั่งข้างกันอย่างไอ้สัดดีนที่ตอนนี้ยังเลือกสีที่ใช้เขียนอธิบายไม่ได้ กระดาษชีทของผมถูกเลื่อนไปให้มัน “ ให้มันเร็วเหมือนตอนมึงเล่นเกมส์หน่อยสัด ”

“ บ่นเป็นพ่อเลย”

“ ไม่เอา ? ” ทำทีเป็นเลื่อนกระดาษกลับ แต่มันก็ถูกรั้งไว้จากอีกคนที่ทำทีเป็นหงุดหงิดก่อนจะยิ้มออกมา

“ เอาจ้าพี่อาร์ม ”

ผมกับดีน เราคบกันเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก เจอกันครั้งแรกตอนมัธยมต้นแล้วหลังจากนั้นก็เรียนห้องเดียวกันมาตลอดจนเข้าคณะเดียวกันในช่วงมหาลัย

เป็นคนเดียวของกันและกันที่อยู่ด้วยกันมาในทุกช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่มีรักครั้งแรก จนถึงล่าสุดที่โดนหักอก ซึ่งแม้แต่ตอนนี้ ผมก็ยังไม่เข้าใจความคิดของผู้หญิงคนนั้นที่คบซ้อนหลายคนเลย

แล้วก็ยังไม่เข้าใจด้วยว่า ในทุกวันนี้มันจะเจ้าคิดเจ้าแค้นไอ้เบสไปทำไมนัก ในเมื่อตัวเองก็เป็นฝ่ายผิดก่อน แต่ที่พอเข้าใจอยู่นั่นก็มี เพราะการถ้าทนให้อีกฝ่ายหาเรื่องอยู่ตลอดนั่นก็ไม่ใช่วิถีทางของชีวิตแบบไอ้ดีนเป็นหรอก

‘ มึงรู้มั้ยว่ากูแม่งโคตรชอบน้ำปั่นร้านป้าที่ขายอยู่หน้ามหาลัย แต่กูไม่ค่อยได้กินของเค้าเลยเพราะพวกมึงแม่งเสือกทะเลาะกันไว้ แล้วในวันนั้นมันมีกูด้วยไง เค้าก็เหมารวมว่ากูแม่งเป็นเพื่อนพวกมึง ทุกครั้งที่ไปสั่งโกโก้โอริโอ้ปั่นพิเศษโอริโอ้เค้าก็มองแรงกูตลอดเลยว่าไอ้พวกกลุ่มเด็กเหี้ยที่มาทะเลาะเรื่องที่ใส่ชิ้นมะม่วงในน้ำไม่เท่ากัน มึงรู้มั้ยว่ากูต้องลำบากกับการซื้อมากแค่ไหน การบากหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วมึงยังคิดว่ากูยุยงอีกเหรอไอ้สัด กูนี่สิลำบาก กูต้องอดใจกินของที่กูชอบทั้งที่ๆอยากกินสามวันครั้ง แค่ต้องลดเหลือแค่เดือนละสองครั้งเอง กูนี่สิลำบาก ’

“ หึ ” อยู่ๆก็นึกถึงใบหน้าจริงจังที่โคตรจะโกรธเกรี้ยวนั้นจนต้องหลุดยิ้ม กับความในใจทั้งหมดที่ถูกพูดออกมาอย่างยาวเหยียด 

แววตาเรียวที่จ้องกันไม่ต่างอะไรกับแก้มหอมที่ส่งเสียงร้องเพื่อเถียงผมในตอนที่ถูกดุอย่างไม่เป็นธรรม มันทั้งดูดื้อแล้วก็เอาเรื่องอยู่มาก บวกกับผิวขาวที่ตัดกับริมฝีปากสีชมพูนั่นอีก แต่ถึงอย่างงั้นก็ยังดูปัญญาอ่อน กับสีหน้าเลิ่กลั่กที่เถียงออกมาในเรื่องที่ผมเดาถูก

“ คนประสาท ” อดพูดแบบนั้นกับตัวเองไม่ได้ในตอนที่คิดถึงใบหน้านั้น แต่ก็ยังแอบหงุดหงิดเรื่องเมื่อวานไม่หาย แผนการที่ดูออกง่ายแบบแค่มองตาของไอ้เหี้ยนั่น “ คิดจะเอาแมวกูมาขู่งั้นเหรอ บอกไว้ก่อนว่ามึงช้ากว่ากูไปสามสิบปีไอ้สัดเมี่ยง ”

“ มึงยิ้มเหี้ยอะไรของมึงวะสัดอาร์ม ” ไอ้จุ้นที่นั่งถัดไปจากไอ้ดีนเอียงหน้ามองกันพลางยิ้มด้วยความรู้สึกสยดสยอง ท่าทางที่ชวนให้คนนั่งถัดไปหันมามอง ก่อนที่ผมจะพูดออกไปแค่สั้นๆ

“ เสือก ”

“ จบมั้ย ” สัดดีนหันไปบอกอีกคนที่ก็ยิ้มเกร็งอยู่สักพักก่อนจะยกมือขึ้นไหว้กัน

“ ขอโทษครับพี่ ผมว่า ผมไม่น่าเล่นหรอก ”

“ จะว่าไปกูยังสงสัยอยู่เลยนะ ” ขมวดคิ้วกับคำถามของคนข้างกันที่ก็หันมามองผม

“ สงสัยอะไร ”

“ ก็สงสัยว่าเมื่อวานตอนเช้า มึงไปยื่นสูบบุหรี่กับไอ้หน้าขาวกลุ่มเบสได้ยังไง ” ทำทีเป็นไม่เข้าใจทั้งๆที่ใบหน้าของใครคนนั้นปรากฏกันขึ้นมาให้เห็นในวินาทีที่อีกฝ่ายพูดถึง ผมตีมึน

“ ไอ้หน้าขาว ? ใครวะ ”

“ ก็เพื่อนไอ้สัดเบสไง ไอ้หน้าขาวคนที่เมื่อวานยืนสูบบุหรี่อยู่กับมึง ”

“ อ้อ ” ทำทีเป็นนึกออก ผมพยักหน้ารับ “ ว่าแต่มันชื่ออะไรแล้วนะ ”

“ ควาย ” อีกฝ่ายสบถ ก่อนจะส่ายหน้าไปมากับนิสัยไม่ค่อยจดจำชื่อคนอื่นของผม “ ชื่อเมี่ยง ”

“ เหรอ ” พูดออกไปแบบนั้น ตาก็หันไปมองข้างหน้า “ ว่าแต่เรื่องของเมื่อวาน มึงแม่งมาถามเหี้ยอะไรเอาตอนนี้ ”

“ ก็เมื่อวานมึงไปนั่งข้างสัดจุ้น กูจะถามมึงได้ไง ขากลับก็รีบกลับชิยหาย ไม่มีหรอก จะคิดกินข้าวเที่ยงกับเพื่อน ”

“ บ่นสัด ” ผมว่าพลางยกนิ้วขึ้นเขี่ยในรูหู  “ แล้วมึงจะถามอะไร ”

“ ก็ไม่ถามเหี้ยไรหรอก ” ดีนมันว่า “ กูแค่สงสัย เราไปสูบบุหรี่หลังตึกหนึ่งกันตั้งหลายครั้ง เจอไอ้เบสไอ้เจ้ยแม่งก็ตั้งหลายหน แต่ทำไมไม่เคยเจอไอ้หน้าขาวนั่นเลย ”

“ จะไปรู้เหรอ ” ผมบอกปัด “ กูไม่ใช่มัน ”

 “ พูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่วะ ”  ไอ้จุ้นที่นั่งถัดไปจากไอ้ดีนเอียงหน้าเข้ามาถาม สายตากลมที่กระพริบถี่ๆด้วยความอยากรู้ ผมบอกแค่สั้นๆ

“ ไม่มีอะไร ”

“ ไม่มีได้ยังไง ” ไอ้ดีนมันเบิกตาพลางหันมามองผมที่ก็ถอนหายใจออกมา

ก็เหมือนที่ใครๆเคยบอก
การปิดบังความลับกับคนหมู่มาก เป็นอะไรที่ค่อนข้างลำบาก

“ คิดจะตอแหลกูสินะไอ้สัดอาร์ม ” พูดเสียงลอดไรฟันด้วยความแค้นเคืองระดับที่ฆ่ากันได้  “ มันเล่าอะไรมึงไอ้สัดดีน ” คนโดนถามเหล่มองคนที่ให้ความสนใจ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร จุ้นก็ยกมือขึ้นเชิงห้ามก่อน “ มึงไม่ต้อง กูเสือก กูรู้ตัว ”

“ ไอ้สัด ” ถึงขั้นหลุดด่าออกไปเพราะความหน้าด้าน คนตอบยกยิ้มแต่ก็หันไปเล่าอีกคนด้วยเสียงตื่นเต้นและท่าทางจริงจัง “ คือเมื่อวานเว้ยจุ้น ”

“ ทำไม ”

“ ก็เมื่อวานตอนเช้าพอกูมาถึงมหาลัย กูก็ตามหาไอ้สัดอาร์ม เพราะจะชวนมันไปกินข้าวด้วย แต่ว่า กูโทรหาเท่าไหร่มันก็ไม่รับ ”

“ เรื่องปกติ ไอ้สัดนั่นปกติมันเปิดเสียงมือถือที่ไหน ” เชิดหน้ามาทางผมในตอนที่พูดถึงกัน  ก่อนจะหันกลับไปสนใจฟังต่อ “ แล้วยังไง ”

“ กูก็เลยเดินออกไปตามหามัน สุดท้ายก็เจอมันยืนสูบบุหรี่อยู่ที่หลังตึกหนึ่ง แต่ว่านะ..” เสียงของอีกฝ่ายเริ่มเบาลง มันไม่ต่างอะไรกับเรื่องเล่าเขย่าขวัญ ส่วนอีกคนก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย

“ ทำไมวะ อย่าบอกนะ ว่ามึงเห็นไ;’อ้สัดอาร์มแอบเอากับใครอยู่ ”

“ ไอ้สัด ” ผมสบถขึ้นมา ก่อนที่ดีนจะส่ายหน้าบอก

“ ไม่ ”

“ หรือมึงจะบอกว่า มึงเห็นผีหลังตึกหนึ่ง ” ปลายเสียงที่ค่อนข้างเบา ไอ้ดีนเองก็นิ่ง ก่อนผ่อนถอนหายใจออกราวกับรวบรวมความกล้า ก่อนจะค่อยๆหันไปสบสายตาคนที่กำลังพูดด้วย เสียงนั่นเบาราวกับกระซิบ

“ กูเห็นไอ้สัดเมี่ยงเพื่อนไอ้เหี้ยเบส ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงนั้นด้วย ”

“ K! ” หลุดยิ้มออกมาตอนที่ได้ยินเสียงตอบรับแบบนั้น ไม่ต่างจากคนเล่าที่ก็หดหัวแล้วยกไหล่ขึ้นหัวเราะด้วยท่าทางประจำแบบไม่ออกเสียง ผมพนันได้เลยว่าถ้าที่นี่ไม่ใช่ห้องเรียนเสียงหัวเราะของไอ้สัดดีนต้องดังแบบชนิดที่ว่าถ้าอยู่ในโรงอาหารก็คงได้ยินกันหมด “ พวกเหี้ยกูก็นึกว่าเรื่องอะไร ”

“ แล้วหนูผิดอะไรอีก ทำไมพี่ท่านถึงใช้วาจาหยาบคายเยี่ยงนั้น ” มือคนเล่ายกขึ้นแนบอกในตอนนั้นผมก็ได้แต่ถอนหายใจ

“ แต่ไอ้เมี่ยงมันสูบบุหรี่ด้วยเหรอวะ กูไม่เคยเห็นนะ ”

“ ใช่มั้ยกูก็คิดอยู่ กูยังถามไอ้สัดอาร์มเลย แต่ไอ้เหี้ยนั่นก็บอกแค่ว่าไอ้เมี่ยงอยู่ที่นั่นก่อนแม่งจะเข้าไปอีก ”

“ หรือมันอาจจะสูบบ้างไม่สูบบ้าง ” จุ้นพูดเสียงเบาด้วยท่าทางครุ่นคิดจริงจัง “ แต่พอพูดถึงไอ้เมี่ยง มันไม่ได้เป็นเพื่อนกับไอ้เบสมาตั้งแต่ต้นใช่มั้ย แต่ไอ้เจ้ยคือเป็นมาตั้งแต่ม.ปลาย ”

“ ใช่ ” คนตอบพยักหน้ารับ “ แล้วมึงถามทำไม ”

“ ก็แค่แปลกใจ กูเห็นมันดูเป็นเดือดเป็นร้อนมากเลย อย่างเมื่อวานแม่งก็ออกหน้าให้ไอ้สัดเบสชิบหาย ”

“ แล้วต่างอะไรกับมึงละ ” ไอ้โฮมที่นั่งอยู่ข้างสัดจุ้นพูดขึ้นแบบยกยิ้ม “ กูเห็นไอ้เบสกวนตีนไอ้ดีนทีนึง มึงเดือดร้อนกว่าไอ้อาร์มอีก อารมณ์ร่วมมาเต็ม แม่งทำแบบนี้ได้ยังไงวะ Kๆ ” คนพูดย้ำเสียงก่อนจะเหล่มองเพื่อนตัวเองพลางส่ายหน้า “ เจ้าแผนการณ์ก็ที่หนึ่งไอ้สัด ”

“ แล้วเพื่อนมันวัดกันที่ระยะเวลาเหรอวะ ก็ไม่ใช่มั้ยละเพื่อนโฮม ” หน้าตาเอาเรื่องที่หันไปอธิบายอีกคน หมัดของไอ้เหี้ยจุ้นชกเข้าตรงอกตัวเอง " เพื่อนมันอยู่ที่ใจเว้ย ถ้าคบเป็นเพื่อนแล้ว มึงเจ็บกูก็เจ็บ เข้าใจมั้ย "

“ เชี้ย เพื่อนแท้ว่ะ ” ไอ้ดีนดึงมืออีกคนมาจับ แต่ตอนนั้นผมก็เสริม แบบเสียงไม่เบาหนัก

“ ปัญญาอ่อน ”

“ มึงว่าอะไรนะ ” คนข้างตัวหันมาถามกัน

“ แม่มึงส่งมาเรียนนะ  ถามจริงจดทันบ้างมั้ย ” เชิดหน้าไปหน้าจอสื่อการสอนที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในหน้าจอที่มันเปิดไว้เสียแล้ว แววตาเล็กเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยแต่มือที่ถือปากกาของเจ้าตัวก็ยังคงกดเลือกสีก่อนแบบไม่เจียม

“ หน้าไหนแล้ววะ ” ดีนหันมาถามผม

“ เรื่องอะไรจะบอก ”

“ มึงน้าอาร์ม มึงน้า  ”

“ ผ่านไปสามสไลด์แล้ว” ผมว่าอีกคนก็ดึงหน้าเข้ามาดูกระดาษตรงหน้า อย่างไม่สนใจว่าผมสีน้ำตาลของตัวเองจะเข้ามาใกล้จมูกของผม แบบชนิดที่ต้องผละตัวเองออกห่างไปนิดหน่อย แต่ถึงอย่างงั้นกลิ่นหอมอ่อนๆของยาสระผมที่อีกคนใช้จนเป็นกลิ่นประจำก็ยังคงลอยเข้าจมูกผมอยู่ดี

เหมือนทุกอย่างมันวูบไหวไปมา เป็นต้นหญ้าสูงที่โต้ลมอ่อนๆจะเกือบจะเอนหัก ความรู้สึกในวินาทีนั้น ผมพยายามฝืนนิ่งทั้งๆที่จมูกค่อยๆดอมดมสูดกลิ่นหอมนั้น ที่สดชื่นไม่ต่างอะไรกับกลิ่นผลไม้ที่ชอบ ผมยิ้มจางอยู่กับตัวเองคนเดียว จนเสียงที่เอ่ยทัก พร้อมกับใบหน้าที่เงยขึ้นมาจะชวนให้เกร็งนิ่ง ก่อนจะเหลือบลงไปมอง

“ ตรงนี้เขียนว่าอะไรวะ อ่านไม่ออก ” มองอักษรที่ค่อนข้างเขียนแบบรีบเร่งนั่น ผมดึงกระดาษก่อนจะเอามันตีลงบนหัวกลมๆนั้นเชิงไล่

“ มึงเอาตอนนี้ให้ทันก่อน แล้วก็ถอยก่อนที่กูจะไม่ทันด้วยเหมือน ”

“ จ้าพ่อ ” ยกมือไหว้กันพร้อมรอยยิ้มเกร็งๆแบบกลัวตีน สัดดีนเลื่อนตัวกลับไปนั่งที่เดิม ก่อนจะกดเลื่อนสไลด์ที่หน้าจอตัวเองแล้วก็แน่นอนว่ามันเลือกสีใหม่อีกครั้งสำหรับสไลด์ใหม่นี้

“ ให้ตายเถอะ ” ผมส่ายหน้าไปมากับเครื่องมือนั้น แล้วเงยหน้าขึ้นสนใจบทเรียนหน้าห้องอีกครั้งจนจบคาบ

ความวุ่นวายเกิดขึ้นทันทีที่เสียงกริ่งหมดเวลาเรียนนั้นจบลง อาจารย์หน้าห้องปิดสไลค์ที่สอน มีนักศึกษาบางคนเดินเข้าไปคุยหลังหมดชั่วโมง ส่วนพวกเราสี่คนก็จัดการเก็บของที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ผมไม่มีของอะไรมาก ยกเว้นแผ่นเนื้อหาที่ก็สอดลงไปในสนุดปกแข็งเล่มดำ ส่วนปากกาแท่งเดียวที่มีก็ยัดมันใส่กระเป๋าเสื้อ

“ เที่ยงนี้แดกเหี้ยไรดี ” ไอ้จุ้นที่ลุกขึ้นยืดพร้อมกับบิดขี้เกียจหันมาถามผมที่ก็ส่ายหน้าไปมาก่อนจะตอบเหมือนทุกที ผมไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษสำหรับร้านในโรงอาหารของมหาลัย เป็นที่รู้กันในกลุ่มว่าว่างร้านไหนผมก็กินร้านนั้น เพราะเป็นพวกไม่ชอบต่อแถวและชอบทำอาหารเก่งมากกว่าในช่วงเย็น “ ไม่น่าไปสบตามึงเลยไอ้สัดอาร์ม ”

“ ทำไมวะ ” ไอ้ดีนเงยหน้าขึ้นมาหลังจากที่เก็บทุกอย่างเสร็จ ก่อนจะหันไปสนใจไอ้จุ้นด้วยท่าทางอยากรู้

“ ก็เมื่อกี้กูถามว่าแดกเหี้ยอะไรดี แม่งทำเงี้ย ” คนตอบตีหน้านิ่ง ไอ้จุ้นส่ายหน้าไปมาด้วยหน้านิ่งๆคล้ายคนเอ๋อหลังสร่างเมามากกว่าจะเป็นผม

“ มากไปไอ้สัด ”

“ มึงทำอย่างงี้จริงๆ ” อีกคนเถียงกลับผมก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินนำออกไปข้างนอกอย่างไม่อยากเถียงอะไรให้ต้องยืดยาว แต่เหมือนว่ามันยังไม่จบแค่นั้นสำหรับพวกช่างคุย

“ แต่กูว่าสัดอาร์มไม่น่าจะหน้าเหี้ยได้ขนาดมึงทำนะจุ้น ”

“ เอ๊ะ ประโยคนี้มึงว่ากูมั้ยละ ” ขาสั้นนั่นหยุดอยู่กับที่ก่อนจะใช้เวลาคิด แต่ก็โดนเพื่อนสนิทเจ้าตัวอย่างไอ้โฮมดึงให้เดินออกมา เราเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าลิฟต์ ดีนมันขยับเข้ามาใกล้ผมก่อนจะยกมือขึ้นกอดคอ

“ แต่ใครว่าสัดอาร์มไม่มีของโปรด พี่เค้ามีนะครับ ” ว่าแบบนั้นพร้อมกับผายมือมาตรงอกผม สายตาเล็กบอกเพื่อนอีกสองคนอย่างจริงจัง  “ ทั้งแบล็คทั้งบลูของโปรดทั้งนั้น มิกซ์อะไรพี่อาร์มไม่รู้จัก เหล้าเพียวๆ แก้วสองแก้ว เวลาไปกินร่วมโต๊ะกับสาว สาวคือกรี๊ดแรงมากน้า พี่อาร์มไม่มิกซ์เลยเหรอคะ ” ไอ้สัดดีนหนีบเสียงสาวตรงท้ายประโยค ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงเข้มสำหรับคำตอบของผม “ อ๋อไม่อะครับ เดี๋ยวเหล้ามันเสียรสชาติ ”

“ ว๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย  ” เสียงกรี๊ดที่ดังขึ้นมาเหมือนผีเข้าของไอ้พวกสามนั้น ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะหันไปทางอื่นแบบยิ้มๆ

“ พวกเหี้ย ”

“ เอาจริงๆฟังเรื่องเหี้ยนี่มาสิบครั้งได้แล้วมั้งกู ” ไอ้โฮมว่า “ แต่แปลกชิบหายที่ฟังกี่ครั้งก็ตลก ”

“ เส้นตื้นอย่างพวกมึงกูว่าไม่แปลก ” ผมบอกก่อนที่ไอ้จุ้นจะส่ายหน้ารัวๆใส่กัน

“ มันตลกเพราะนี่คือมึงอะสัดอาร์ม  คือพอคิดว่าคนอย่างมึงที่มันไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยไร้สาระ พูดทีคือพูดเหี้ยอะไรตรงๆ แล้วคือมึงจีบสาวด้วยประโยคแบบนั้นอะสัด มันฟังแล้วแบบ อิหยังว่ะบังห่านิ ”

“ ว่าไม่ได้นะ เพราะตอนนั้นพี่แกคิดว่าพี่เท่มากเลยนะ โอ๊ย ” ถอยหลังออกมาถีบเข้าที่ขาของคนพูดมาก ไอ้สัดดีนที่เด้งตัวไปข้างหน้า เอามือเจ็บอกด้วยท่าทางที่เหมือนเจ็บเจียนตาย “ พี่อาร์มอย่าทำร้ายน้องดีนขนาดนั้นสิค้า ”

“ กวนตีนไอ้หน้าเหี้ย ”

“ เปลี่ยนเป็นน่ารักได้เปล่าละ ” เอามือจิ้มแก้มกันก่อนจะกระพริบตาถี่ๆให้ จนผมต้องหันไปมองทางอื่นอย่างไม่อยากสนใจ จนไอ้จุ้นถามย้ำขึ้นมากับสิ่งที่มันอยากรู้ที่สุดในตอนนี้

“ แล้วตกลงแดกอะไรกันดี ”

“ นี่ก็ถามรอบที่สองละนะ ” โฮมว่า อีกคนก็ถอนหายใจ

“ กูหิวไอ้สัด คุยนู้นคุยนี้ค่อยคุยกันทีหลังได้มั้ย ปากท้องต้องมาก่อน ”

“ ตะกละชิบหาย ” ว่าแบบนั้นก่อนจะหยุดนิ่งไปเพราะคิดถึงใครบางคน

ภาพเมื่อวานยังคงติดตาผมอยู่ ตอนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างตึก ผมเห็นไอ้คนข้างห้องที่คุ้นตาดีวิ่งนำเพื่อนที่เหลือเข้าไปในโรงอาหารอย่างรีบร้อน แล้วตอนที่สูบบุหรี่เสร็จ ผมก็เห็นมันนั่งก้มหน้าก้มตากับอาหารตรงหน้าแบบที่ไม่สนใจสิ่งที่ผ่านไปเลยแม้แต่น้อย

“ ด่ากูแล้วก็ยิ้ม มึงโอเคมั้ยเนี้ย ” คนโดนด่าถาม ในตอนนั้นลิฟต์ก็ร้องเตือนในตอนที่มันถึงชั้นของเราพอดี ประตูลิฟต์ถูกเปิดออก เราเดินเข้าไปด้านในก่อนจะกดลงไปที่ชั้นล่างสุด  “ กูอยากกินพิซซ่าเรากินพิซซ่ากันมั้ย ถาดใหญ่ไปเลย ให้มันมาส่งที่หน้ามหาลัย ”

 “ เอาค่ะ ” ไอ้ดีนที่ยังไม่หยุดเล่น มันยังคงเอานิ้วจิ้มแก้มในตอนที่บอก “ แต่ช่วยสั่งไก่ทอดเกาหลีเซ็ตใหญ่มาให้น้องดีนด้วยนะคะ พิซซ่าก็ขอถาดใหญ่ค่ะ ”

“ เพราะน้องดีนแดกคนเดียวก็เกินครึ่งถาดใหญ่แล้วอ่ะค่ะ ” พูดเสียงเรียบแบบที่ผู้หญิงเค้าทำกัน แต่วินาทีนั้นทุกคนที่หันมามองผม นิ่งไปสักพักก่อนจะหัวเราะออกมาจนลั่นไปทั้งลิฟต์ที่เราโดยสาร 

เพราะไม่มีใครคิดว่าผมจะกล้าพูดคำนั้นออกมา

.........................................................

หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 4 :: up! 6-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 13-12-2019 20:24:03

ผมกับดีนแยกตัวออกมาซื้อน้ำหลังจากที่โทรสั่งพิซซ่ากันเรียบร้อย ส่วนไอ้โฮมไอ้จุ้นเป็นคนไปรับอาหารที่สั่ง รวมถึงซื้อซอสแบบขวดมาจากร้านสะดวกซื้อข้างนอกมหาลัยที่อยู่ไม่ไกลกัน

“ มึง กูขอแวะซื้อเยลลี่ก่อนได้มั้ย ” คนที่เดินอยู่ข้างกันระหว่างทางไปซื้อน้ำพูดก่อนจะผลักประตูเข้าไปในร้านค้าของมหาลัยโดยไม่รอฟังความเห็นใดจากผม แต่ทว่าการตั้งใจซื้อเยลลี่ของมันจะแปรเปลี่ยนไปเมื่อเห็นว่ามีคนคุ้นตาอยู่ในร้าน “ ไอ้สัดเบส ”

“ อย่าดีกว่ามั้ง ถ้าไม่อยากเสียอารมณ์ ” บอกไปอย่างงั้นแต่อีกคนที่หันมามองกันพร้อมกับยกยิ้มก็พูดแค่สั้นๆ

“ เดี๋ยวกูมา ”

“ K ” สุดท้ายก็ได้แต่พูดคำนั้นเหมือนทุกทีที่เห็นมันเดินไปหาเรื่องอีกฝ่าย ส่วนผมก็ได้แต่เดินตามไปเผื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรจะได้ช่วยทัน

ดีน เป็นคนหัวรั้น  มันดื้อตามประสาลูกคนเดียวที่พ่อแม่ตามใจมาตั้งแต่เด็ก และแน่นอนว่าเรื่องนี้มันก็อ้างกับผมด้วยนิสัยเอาแต่ใจนั้นว่า ‘ ก็มันโง่เชื่อกูเอง โง่ที่ไม่ถามนาเดียเลยด้วยซ้ำว่าจริงมั้ย แล้วแบบนั้นจะโทษใครได้ว่ะ อีกอย่างยังไงนาเดียก็ไม่เลือกทั้งมันทั้งกูอยู่แล้ว จะมาโกรธกูอยู่คนเดียวก็ใช่เรื่อง แล้วมึงไม่คิดเหรอว่าที่มันแกล้งกูปัญญาอ่อนแบบนี้ มันก็มากเกินไป ’

เอาจริงก็ไม่เห็นด้วยกันมันหรอก เคยบอกหลายครั้งให้หยุดก็ตั้งหลายครั้งแล้ว  แต่ตามนิสัยที่ยอมไม่ได้มาตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไปเป็นไม่ได้เลย

ถ้าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ไอ้เชี้ยเบสกับไอ้เชี้ยดีนก็คงเหมือนกัน

“ เสร็จยังสัดเบส  ” เสียงคุ้นหูทำให้ผมชะงัก ก่อนหันไปมองต้นเสียงก็พบเข้ากับคนข้างบ้านคุ้นตาที่ยืนถอนหายใจเซ็งๆอยู่ ไอ้หน้าขาวที่ไอ้ดีนเรียกยืนทำหน้านิ่วมองเพื่อนตัวเองที่กำลังเลือกน้ำในตู้แช่เย็น “ แค่น้ำชาเขียวขวดเดียวมึงจะเลือกมันทั้งชาติเหรอวะสัด ”

“ รอก่อนน่า ” เบสมันว่า “ กูต้องหาขวดที่เย็นที่สุด แล้วมึงจะรีบไปไหน ” หันมามองคนข้างกลายที่ก็ถอนหายใจอีกครั้ง เมี่ยงตอบเสียงเรียบ

“ กูจะไปซื้อน้ำปั่น หรือมึงเลือกไปก่อนเดี๋ยวกูมา ”

“ ไม่เอา ไปพร้อมกัน ”

“ K ” คำสถบที่ไม่ออกเสียงชวนให้ผมหลุดยิ้ม แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ยังใจดีก้มลงช่วยเพื่อนตัวเองเลือกขวดน้ำชาที่เย็นที่สุด “ ขวดนอกสุดนี่แหละเย็นสุดแล้ว เพราะเวลาเค้าใส่ขวดน้ำใหม่ เค้าใส่มาจากด้านหลังตู้ ”

“ ก็คงจริง ”  ผมเห็นเบสพยักหน้ารับ แต่ตอนที่มันกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำชานั้น เพื่อนของผมก็เดินย่องเบาเข้าไปใกล้ทั้งคู่ที่ยืนหันหลังอยู่พอดี ดีนมันเอ่ยบอก

“ ขอโทษนะครับ ” แล้วจังหวะนั้นที่มันสองคนหันกลับมามองต้นเสียง ก็เป็นจังหวะเดียวกันที่ดีนเอื้อมมือไปหยิบน้ำชาขวดนั้นมาเป็นของตัวเอง

“ เห้ย!ของกู ” เสียงของไอ้ดีนที่พูดขึ้นแบบนั้นด้วยตาเล็กที่เบิกโตถึงขีดสุด มันที่พยายามคว้าขวดน้ำชาคืน แต่เหมือนไอ้ดีนจะไวกว่า มันยิ้มกว้างก่อนจะถอยหลังแล้วพูดถามยิ้มๆ

“ ของมึงอะไร มึงยังไมได้หยิบเลย แค่กำลังจะหยิบ ” ดีนมันว่า แล้วนั่นก็ทำให้ทั้งสองคนหันหน้ามองกัน ในสายตาที่ไม่พอใจแต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไร เมี่ยงมันก็หันมาเห็นผมก่อน

“ อ้าว มึง ” เสียงทักทายที่ดูสนิทชวนให้ไอ้ดีนหันไปมอง ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับไอ้เบสที่ก็เหลือบมองทั้งผมกับไอ้เมี่ยงสลับกันไปมา เพราะอย่างที่รู้กันผมไม่มีทางเป็นเพื่อนหรือสนิทอะไรกับพวกของไอ้เบสอยู่แล้ว และก่อนที่อีกคนจะได้ทันสงสัย ผมก็ดีหน้านิ่งแล้วเอ่ยถามออกไปก่อนอย่างหาเรื่อง

“ อะไร ” จ้องหน้าคนทักแบบไม่วางตา แล้วเมี่ยงที่เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ ก็เบิกเรียวตากว้างด้วยความตกใจ ท่าทางที่ดูลนลาน เป็นคนที่ดูออกโคตรง่ายในช่วงเวลาตกประหม่าเพราะมันมักแสดงท่าทางเกินเบอร์ออกมาตลอดโดยเฉพาะดวงตาที่มันเหมือนจะลุกลนไปหมดนั่น

“ ใครทักมึง ” มันว่าแบบนั้นก่อนจะหันไปมองไอ้ดีน “ อ้าว มึง ทำไมทำแบบนี้ ”

‘ แต่ก็เอาเถอะ ถ้าเป็นเรื่องความแถ ผมก็ขอยกให้มัน ปะติดปะต่อเรื่องโคตรเก่ง ’ พูดคนเดียวอยู่ในใจก่อนจะยกยิ้มแล้วหันไปทางอื่น แต่คนเป็นเพื่อนที่สร้างเรื่องตรงหน้ากับแค่ก้มหน้ายิ้มให้ขวดชาให้มือ มันตีหน้าซื่อ

“ กูทำอะไร แค่มาซื้อชา อีกอย่างกูขอโทษพวกนั้นด้วย ตอนที่จะเอื้อมมือเข้าไปหยิบ เพราะมันขวางทางกูอยู่ ”

“ แต่กูมาก่อน แล้วกูก็ตั้งใจจะหยิบขวดนั้น ” เบสมันพูดในตอนนั้นเมี่ยงมันก็พยักหน้ารับเห็นด้วย “ มึงมากกว่า ที่เห็นกูตั้งใจจะหยิบ แล้วก็หยิบมันตัดหน้ากู ”

“ ก็มึงมัวแต่เลือกอยู่นั่น ไม่รู้จะเอาขวดไหนดี กูจะซื้อพอดี ก็แค่หยิบขวดที่มันอยู่หน้าสุดมันก็เท่านั้น แล้วกูผิดอะไร ”

“ มึงไม่ได้จะซื้อไอ้สัด ” เมี่ยงพูดก่อนจะยิ้ม “ มึงแค่เห็นว่าไอ้เบสกำลังจะซื้อ มึงเลยตั้งใจมาหยิบตัดหน้ามัน ” 

“ เพื่อ ? ” เพื่อนผมถามกลับยิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองไอ้เบส “ คิดมากไปแล้ว ทำไมกูต้องทำเหี้ยอะไรแบบนั้นด้วย ”

“ เอาคืนกูมั้ง  เรื่องน้ำซุปกระดูกเมื่อวานไง ”

“ ไม่เอาน่าเบส กูไม่ได้ไร้สาระขนาดนั้น ”

“ งั้นก็เอาขวดน้ำชากูมา ” มือที่ยื่นออกมา แต่อีกฝ่ายก็แค่ยกยิ้ม

“ เรื่องอะไร กูหยิบก่อน มันก็ต้องเป็นสิทธิ์ของกู มันยึกยักเองอันนั้นก็ช่วยไม่ได้ ”

“ ก็เหมือนกับน้ำซุปกระดูกของป้าร้านขายข้าวเมื่อวานใช่มั้ย ที่กูบอกมึงว่า ว่าคนมาก่อนมีสิทธิ์เลือกก่อน ” เบสมันพูดอีกคนก็นิ่ง ก่อนจะกม้นห้าลงมองขวดชานั้น แล้วส่ายไปมาต่อหน้าอีกคน

“ คงใช่ เพราะนี่กูก็หยิบก่อน ”

“ ปากบอกไม่ได้ปัญญาอ่อน แต่สุดท้ายการกระทำทั้งหมดของมึงนั่นแหละที่มันปัญญาอ่อน ”

“ ไม่เอาน่า อย่าทำเหมือนว่าถ้ามึงเจอกู มึงจะไม่แก้แค้นเรื่องกูรูดแป้นลิฟต์มึงกับเพื่อนเมื่อวาน ” ดีนพูดยิ้มๆ ในตอนนั้นเมี่ยงที่ยืนมมองอยู่ก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแรง จนเพื่อนผมหันไปมอง

“ ทำไม ” เมี่ยงเหลือบถามดีน “ กูเหนื่อยกับความปัญญาอ่อนของพวกมึงไม่ได้เหรอ ”

“ พูดให้มันดีๆไอ้สัด ” คนตรงหน้าผมเดินตรงเข้าไปหา ในตอนนั้นไอ้เบสมันก็ก้าวขึ้นมาขวางไว้เหมือนกัน “ เพื่อนมึงลังเลไม่รู้จะหยิบขวดไหน ส่วนกูก็แค่อยากจะกินชาเขียวก็เลยหยิบขวดที่ใกล้ที่สุด มันก็เท่านั้น ใครมันหาเรื่อง ”

“ มึงอย่าพูดว่ามึงอยากกินเลย มึงพูดว่ามึงเห็นกูเลือกของกูอยู่ แต่พอกูตัดสินใจจะเอาขวดนั้น มึงก็เลยตัดสินใจจะซื้อตัดหน้ากู  ”

 “ งั้นมึงคืนมันมาได้มั้ยละ ” เมี่ยงถามเสียงเรียบ ท่าทางที่ดูหงุดหงิดของมันคล้ายว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆเมื่อเจอความดื้อด้านของไอ้ดีน 

“ เพื่ออะไรไม่ทราบครับ ”

“ เอาจริงๆนะ เพราะพวกมึงแม่งปัญญาอ่อนอยู่แบบนี้ไง เรื่องมันถึงยังไม่จบ โตจนควายเลียตูดไม่ถึงกันอยู่แล้ว ยังมาเอาคืนกันด้วยเรื่องปัญญาอ่อน เหี้ย ”

“ สงบปากสงบคำหน่อยไอ้สัด ” ดีนมันเชิดหน้าไปทางคนตัวขาว ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปใกล้ “ อย่าคิดว่ากูไม่เคยมีเรื่องกับมึง แล้วกูจะต่อยมึงไม่ได้นะ ”

“ กูก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ”

ไม่ใช่การทะเลาะกันของไอ้ดีนกับไอ้เบสอีกต่อไป แต่ตอนนี้กลายเป็นว่ามีไอ้เมี่ยงเข้ามาร่วมด้วย สายตาของมันสองคนที่จดจ้องกัน และตามความคิดของผม พวกมึงแม่งก็ปัญญาอ่อนพอๆกัน และมันก็เป็นอะไรที่โคตรน่าเบื่อ   

“ เปรี้ยวตีนให้มันน้อยๆหน่อยไอ้สัด ”

“ แล้วพวกมึงจะทำไม ” ขาที่ก้าวเข้ามาใกล้กันของคนทั้งคู่ ท่าทางหาเรื่องแบบที่ไม่มีใครยอมใคร จนสุดท้ายผมที่ยืนนิ่งก็ตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ แล้วในตอนนั้นเมี่ยงก็หันมองผมพอดี

สายตาของมันหงุดหงิดยิ่งกว่าตอนที่จ้องไอ้ดีนเสียอีก แล้วถ้าเดาไม่ผิดมันคงด่าผมด้วยประโยคที่ต่ำตมที่สุดที่คนอย่างมันคิดออก แล้วก็คงนึกถามอยู่ในใจนั้น ว่าทำไมผมถึงเอาแต่ยืนเงียบๆ แล้วไม่คิดจะห้ามปรามอะไรเพื่อนตัวเองเลย

ทั้งที่ความเป็นจริง ผมแค่รอจังหวะที่เหมาะสมที่สุด มันก็เท่านั้น 

“ นักศึกษามีอะไรกันหรือเปล่าคะ ” เสียงของคนดูแลร้านสะดวกซื้อเดินเข้ามาทักเรา ด้านหลังของเธอมีนักศึกษาสาวสองสามคนที่ก็มองดูเราด้วยความสนใจ

“ ไม่มีอะไรครับ ” ผมหันไปตอบก่อนจะคว้าทำน้ำเจ้าปัญหาขวดนั้นขึ้นมา ผมอยากให้มันเป็นวินาทีที่เท่ที่สุด เพราะแน่นอนว่ามันจะถูกจดจำ

“ ไอ้อาร์ม ” ดีนเอ่ยเรียกผม แววตาหงุดหงิดที่มองกันบอกเป็นคำพูดได้อย่างไม่ต้องเอ่ยถามว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร
 
 ‘ อย่าเอาไปให้มันนะ ’ คงตั้งใจจะบอกกันแบบนั้น แต่ผมก็แค่เดินตรงไปที่เค้าน์เตอร์คิดเงินของร้าน แล้วหยิบเงินของตัวเองจ่ายไป

“ เท่าไหร่ครับ ”

“ 20 ค่ะ ” พนักงานร้านว่าแบบนั้นอีกคนที่เค้าน์เตอร์ว่าแบบนั้น ผมยื่นเงินที่ติดอยู่ในกระเป๋าเสื้อส่งไปให้เธอ ก่อนจะคว้าเอาขวดชาเขียวเจ้าปัญหานั้นขึ้นมา เหลือบมองไปยังคนที่เอาแต่ทะเลาะกัน ไอ้ดีนยกยิ้มเพราะคิดว่าผมคงเอามาให้ แม้แต่เมี่ยงก็คงคิด มันตีสีหน้าหงุดหงิดใจในความไม่ยุติธรรมนั่นเล็กน้อย

 “ น้ำชามั้ยครับ ” เอ่ยถามนักศึกษาหญิงคนนึงที่ยืนอยู่ตรงนั้น เธอที่ส่ายหน้าไปมา มือก็ยกขึ้นโบกปฎิเสธ

“ ไม่ค่ะ..”

“ ช่วยรับไปหน่อยเถอะครับ ถือว่าช่วยพี่จบปัญหาตรงนี้ ” ยิ้มให้เธอเชิงน้อยผ่านทางสายตา คนตรงหน้านิ่งไปเล็กน้อย เธอก้มหน้าลงก่อนจะยื่นมือมารับไป

“ ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ ”

 “ ครับ ” ตอบรับแค่นั้นก่อนจะหันไปมองทั้งสามคนอีกครั้ง สีหน้าแตกต่างกันของแต่ละคนแบ่งเป็นคนที่หงุดหงิดเพราะผมไม่ยอมเข้าข้างมันเหมือนทุกครั้งนั่นคือไอ้ดีน ส่วนไอ้เบสผมไม่สนอยู่แล้วว่ามันจะรู้สึกยังไง แต่ทว่ารอยยิ้มประทับใจของเมี่ยงมากกว่า ที่ผมถือว่าทุกอย่างนั่นได้ผลดี

 “ คราวนี้พวกมึงก็จบเรื่องนี้กันได้สักทีถูกมั้ย  เพราะไม่มีใครได้มันไปสักคน ”

“ K ” ดีนสบถออกมาในตอนนั้น มันผ่อนลมหายใจหงุดหงิดออกมาก่อนจะเดินออกไปแบบไม่รอกัน เยลลี่ที่ตั้งใจเข้ามาซื้อไม่ได้ซื้อออกไป ซึ่งก็ไม่ต่างกับกี่คน ที่ตอนนี้เสียงกริ่งเริ่มวิชาเรียนได้เริ่มต้นขึ้น

“ เข้าเรียนแล้วเห็นมั้ยไอ้สัด น้ำปงน้ำปั่นไม่ต้องแดกมันแล้วกู ” เมี่ยงที่ว่าแบบนั้นกับเพื่อนที่ยืนข้างๆ ไอ้เบสยกมือขึ้นไหว้ มันยิ้มหน้าแห้งกับท่าทางหงุดหงิดของอีกคน แต่ถึงอย่างงั้นก็มีรอยยิ้มจากเรื่องที่เกิดขึ้นหลงเหลืออยู่

แน่นอนว่าในส่วนของความประทับใจแรก ผมว่า มันเป็นไปได้ดี

“ ดีน ” เอ่ยเรียกและเดินตามคนที่เดินออกนำออกไปแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดรอกัน ตั้งแต่เด็กจนโตโกรธกันทุกครั้งไอ้สัดนี่ก็เป็นแบบนี้ ไม่พูดไม่จา แล้วก็เดินไปแบบไม่คุยด้วย “ สัดดีน นี่ถ้าไม่หยุดกูไม่คุยด้วยแล้วนะ ”  ถือว่าได้ผลขาที่กำลังเดินไปนั่นชะงัก ไหล่หนาถอนหายใจออกมาผมก็เดินเข้าไปใกล้ ก่อนที่ดีนจะหันมามองหน้ากัน

“ รู้มั้ย ว่าทำเหี้ยอะไรลงไป ”

“ รู้ ” ตอบสั้นๆแค่นั้น อีกคนก็ถอนหายใจ

“ กูคิดว่ามึงจะจ่ายตังค์แล้วเอามันมาให้กูด้วยซ้ำไอ้สัด ”

“ หรือมึงอยากจะมีเรื่องจนถึงหูอาจารย์ ” ยกคิ้วถามอีกคนก็ถอนหายใจออกมา “ ก็ยังดีที่มึงฟังกูอยู่บ้าง ”

“ มึงแม่งคิดยังไงวะ ถึงเอาน้ำชานั่นไปให้คนอื่น ” มันบ่นให้ตอนที่เราเริ่มเดินตรงไปข้างหน้าอีกครั้ง

“ รู้อะไรมั้ย ว่าถ้ามึงนิ่งกว่านี้สักหน่อย มึงจะไม่ต้องดิ้นตามใครเลย เพราะอีกฝ่ายจะดิ้นแทนมึงเอง แบบที่มึงไม่ต้องเสียแรงเปล่า ”

“ คือ มึงก็รู้ว่าวิธีแบบนั้นไอ้สัดเบสมันไม่เก็ต ” อีกคนยิ้มจางๆ ก่อนจะหันมาเหลือบมองผมที่อยู่ๆก็หลุดยิ้มออกมา “ มีอะไรเปล่าวะ ”

“ อะไรมีอะไร ”

“ หน้าตามึงดูเหมือนมึงมีแผนอะไรในใจ ” ส่ายหน้าเป็นคนตอบให้อีกคนผมยิ้ม

“ คิดมาก ไม่มีอะไรหรอก ” เพราะนี่มันไม่ใช่เรื่องของมึง แต่เป็นเรื่องของกูกับไอ้แมวจอมเจ้าเล่ห์ข้างบ้าน  ที่ตอนนี้กูต้องทำการโรยผงปลาล่อแมวให้ติดกับไว้ก่อน โทษฐานที่มันคิดจะเข้ามาขโมยลูกสาวบ้านกู

...................................................

เลิกเรียนช่วงเย็นก่อนเวลาเพราะเป็นสอบเก็บคะแนน ก่อนหน้าจะเข้าเรียนผมบอกคนในกลุ่มไปแล้วว่าถ้าเสร็จก่อนจะขอกลับก่อน อย่าว่ากัน แต่ถึงอย่างงั้นพวกมันก็รู้ดีว่าผมไม่ใช่พวกที่จะอยู่กินมื้อเย็นด้วยกันอยู่แล้ว

ก้าวเดินลงจากตึกในตอนที่เดินถึงด้านหน้า สายตาของผมพลันไปเห็นกลุ่มนักศึกษาผู้หญิงที่เดินถือแก้วน้ำปั่นมาพอดี พวกเธอที่หันมามองผมก่อนจะพากันยิ้มและกระซิบอะไรสักอย่าง แล้วในตอนนั้นก็เหมือนมีประโยคนึงลอยผ่านหัวเข้ามา กับท่าทางหงุดของมันที่คอยเพื่อนร่วมกลุ่มเลือกขวดน้ำชา ‘ กูจะไปซื้อน้ำปั่น ’

“ คงยังไม่ได้กินสินะ ” พูดกับตัวเองแบบนั้นขาที่ตั้งใจจะเดินตรงไปที่ลานจอดรถก็ต้องหันหลังกลับ ผมเดินตรงไปที่หลังมหาลัยอีกฝั่ง ตรงร้านน้ำปั่นที่อีกฝ่ายชอบและบ่นกันให้ฟังว่าชอบมากแค่ไหน “ เอ่อ..” ผมนิ่งไปในตอนนั้นที่เดินถึงหน้าร้าน ป้าคนขายขมวดคิ้วมองกันด้วยท่าทางขึงขังเพราะคงจำกันได้ที่เคยมามีเรื่องกันคราวก่อน เหมือนอย่างไอ้หน้าแมวนั่นพูดไว้ไม่มีผิด

“ ซื้ออะไรคะ ” เธอถามเสียงหนักผมก็ยกยิ้มเก้อ เพราะเสือกลืมชื่อน้ำปั่นที่อีกคนชอบไปหมด และด้วยความยาวเหยียดของชื่อเมนูด้วยแล้วนั้น ผมก็ยิ่งต้องคิดนาน

“ โกโก้ ” พูดออกไปคำแรกอีกฝ่ายก็ขมวดคิ้ว “ คือป้าจำคนของอีกกลุ่มที่มันทะเลาะกับเพื่อนผมได้มั้ย คนที่มันตัวขาวๆ หน้าเหมือนแมว  ตาแบบนี้ ” ยกหางตาของตัวเองขึ้นคนขายก็ทำทีเป็นคิด เธอหลุดยิ้มขำ  “ คือ ผมจะซื้อไปให้มัน แต่จำไมได้แล้วว่ามันกินอะไร จำได้แค่ว่าโกโก้ ใส่โอริโอ้ด้วยเปล่าวะ ”

“ อ้อ ถ้าเด็กคนนั้น โกโก้โอริโอ้ปั่นพิเศษโอริโอ้ ” เธอบอกก่อนจะหยิบโอริโอ้ขึ้นมาสองห่อ “ ตามนั้นนะ ”

“ อ่า ครับ ” พยักหน้ารับเธอแบบนั้น ก่อนที่อีกคนจะเริ่มทำเมนูที่สั่ง แต่ก็ยังหันมาถาม

“ เลิกทะเลาะกันแล้วเหรอ ”

“ ครับ ? ”

“ เลิกทะเลาะกันแล้วเหรอ เห็นมาซื้อน้ำให้กัน ” ผมไม่ได้ตอบอะไรเธอแค่ยิ้มกลับไปตามมารยาท “ แต่ดีแล้วนะที่เลิกทะเลาะกัน เป็นเพื่อนกันดีกว่าอย่างน้อยเป็นมิตร ก็ดีกว่าเป็นศัตรูใช่มั้ยละ ”

 “ ไม่แน่หรอกครับ คนบางคนเหมาะจะอยู่ห่างกันมากกว่า ไม่ควรอยู่ใกล้กันหรอก ” เธอหันมามองผมในตอนที่กำลังปั่นน้ำแก้วนั้น ก่อนจะจัดใส่แก้วของทางร้านแล้วก็ยื่นกลับมาให้

ราคาความอ้วนค่อนข้างสูงสำหรับน้ำแก้วอร่อยนี้ ผมเดินหิ้วมันกลับมายังรถที่จอดไว้ แล้วก็ขับกลับบ้านไปด้วยใจที่หวังว่า ขออย่าให้มันซื้อน้ำปั่นแก้วเดียวกันนี้กลับมาเลย

 
ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เคาะประตูห้องตรงข้ามในตอนที่เดินมาถึง ผมค่อนข้างแน่ใจว่าอีกฝ่ายเลิกเรียนก่อนผม แต่ที่ไม่แน่ใจคือมันจะนั่งตะกละอยู่ที่โรงอาหารหรือตรงกลับบ้านเลยจึงจำเป็นต้องเสี่ยงดู

“ มีอะไร ” เสียงของเจ้าของห้องดังลอดออก ในตอนนั้นผมก็มองไปที่ตาแมวที่อยู่ตรงประตูห้อง

“ เปิดประตูหน่อย ” พูดสั้นๆแค่นั้น แล้วไม่นานประตูบานนั้นก็เปิดออก ผมยื่นแก้วน้ำปั่นที่ซื้อมาจากหลังมหาลัยไปให้อีกคน “ กูให้ ”

“ ห๊ะ ? ให้กูเหรอ ” มันตีหน้างงอยู่ไม่น้อย นิ้วเล็กที่ชี้เข้าหาตัวเอง เมี่ยงกระพริบตามองผมถี่ๆ “ ให้กูทำไม อย่าบอกนะว่าซื้อผิด แต่มองจากสีน่าจะจงใจซื้อให้มากกว่ามั้ง ”

ไม่รู้ว่าในสายตามันผมเป็นคนยังไง แต่เท่าที่รู้สึก เจ้าตัวคงคิดว่าผมเป็นพวกนิ่งๆไม่ค่อยพูดจา แล้วถ้าพูดทีก็คงพูดจาอะไรแบบอ้อมค้อมแบบที่ต้องวนรอบโลกหลายสิบรอบถึงจะพูดออกมาได้

“ ก็อยากซื้อให้ เห็นแล้วคิดถึงมึง ” คนฟังที่นิ่งค้างไปในตอนนั้น แววตาเรียวกระพริบตาลงถี่ๆแบบคนทำตัวไม่ถูก “ อีกอย่างจะขอโทษด้วยเรื่องวันนี้ เพราะไอ้ดีนมัวแต่ทะเลาะกับไอ้เบสมึงก็เลยไม่ได้ไปซื้อมัน ” ยื่นแก้วน้ำปั่นนั้นไปให้อีกฝ่ายก็ยื่นมือมาจับด้วยท่าทางงุนงง

“ จำเป็นต้องทำแบบนี้เหรอวะมึงน่ะ ” เมี่ยงจ้องหน้าผม มันดูวิเคราะห์ “ ไม่ใช่ว่าชอบกูหรอกนะ ”

“ ประสาท ” ผมตอบกลับทันควัน ในตอนนั้นสายตาเราสบกัน และแน่นอนมันค่อนข้างต่างจากเมื่อวานนี้ “ กูไม่ได้ชอบ ”

.......................................................

ไม่มีใครเคยบอกพี่เหรอคะ ว่าอย่าเล่นกับความรักน่ะ!!
ในมุมมองของฝั่งพี่อาร์มนั้น มันร้ายนะคะหัวหน้า

ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ในทวิตด้วยนะคะ
แท็กเหงามาก อยากมีใครสักคน

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์

หนมมี่
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 5 :: up! 13-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 13-12-2019 21:18:56
 :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 5 :: up! 13-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 13-12-2019 21:43:21
 :3123: :pig4: :3123:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 5 :: up! 13-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 13-12-2019 23:11:15
สำหรับอาร์มคงเกินคำว่า "ชอบ" ไปแล้วล่ะ  :m13:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 5 :: up! 13-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: minenat ที่ 14-12-2019 01:01:17
อาร์มตายเรียบแน่ ขุดหลุมฝั่งตัวเอง
ขอให้เมี่ยงชนะ
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 5 :: up! 13-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: ♥►MAGNOLIA◄♥ ที่ 14-12-2019 09:17:29
ชอบ การเรียงบทสนทนา ต่อปากต่อคำของไรท์
มันลื่นไหล ฮา มากๆ   :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
ยิ่ง ตอนใช้  K ตอบกลับ มันได้ทั้ง เค  และ ค-ย มันมากกกกกก   :z3: :z3: :z3:
เหมือนอาร์ม จะรู้สึกดีๆ กับดีนนิดๆนะ  :o8:
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 5 :: up! 13-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: snowboxs ที่ 15-12-2019 21:07:28
นายอาร์มช่างร้าย

ว่าแต่ใครเป็นเจ้าของแก้มหอมนะ
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 6 :: up! 20-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 20-12-2019 20:24:14
ตอนที่ 6


   ประตูของห้องข้างๆถูกปิดลงไปแล้ว หลงเหลือไว้แค่เพียงผมที่ยังคงประตูห้องนิ่งค้างไว้แบบนั้น ก็ค่อนข้างตกใจมากอยู่กับสายตาและคำพูดที่ไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไหร่นั้น ท่าทางดูอมยิ้มๆทั้งที่ปากปฎิเสธ และแน่นอนว่ามันต่างจากเมื่อวาน ที่อีกฝ่ายปฎิเสธหน้าตั้งอย่างจริงจัง

“ หรือเพราะเรื่องที่เถียงกันเมื่อวานจะทำให้มึงรู้สึกว่า จริงๆ กูก็น่ารักดี ” ยกมือขึ้นทัดผมด้วยสีหน้าครุ่นคิด ปิดประตูห้องตัวเองลงตอนที่พูดขึ้นมาอย่างงั้น ผมเหลือบมองนายท่านที่ตอนนี้นั่งอยู่ตรงกลางห้องและมองมาที่ประตูแบบไม่สนใจสิ่งใด “ นายท่าน มึงว่ามันแปลกมั้ย ” ไม่มีเสียงตอบรับ มีแค่การกระทำของเจ้าแมวตัวลายที่ลุกเดินเข้ามาใกล้กัน มันเอาหัวมาถูไถที่ขา แต่ผมก็ยังนิ่งคิด ก่อนจะยกเจ้าโกโก้โอริโอ้ปั่นแบบพิเศษในมือขึ้นมาดู

มันจะเป็นไปได้เหรอวะ  กับคนที่เมื่อวานปฎิเสธหน้าตั้งว่าไม่ได้ชอบกับคำยุยงที่แกล้งเย้า แต่พอมาวันนี้กลับซื้อน้ำมาให้ แถมยังจำได้อีกว่า น้ำที่ชอบกินคืออะไร ทั้งๆที่ก็ไม่ใช่เพื่อน หนำซ้ำยังเป็นอริที่ไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าไหร่ แล้วคำพูดเมื่อกี้ที่ดูเหมือนจะเกร็งหน้าเพราะเขินนั่นอีก

“ หรือว่าน้ำเชี้ยนี่จะใส่ยาถ่าย ”  พูดแบบนั้นก่อนจะดูดมันเข้าไปคำนึง รสชาติอร่อยที่อยากจะกินมาทั้งวันแผ่ซ่าน ผมหลับตาพริ้มกับความเข้มข้นของรสชาติโกโก้และความครั๊นซี่เล็กๆนั่นจนลืมยาถ่ายที่ว่านั่นไปหมดสิ้น แล้วก่อนจะกลืนลงคอ ผมก็หันไปบอกแมวตัวเองเหมือนอวด “ อาหย่อย ”

“ เมี๊ยว ” เสียงเล็กที่นั่งลงข้างเท้าก่อนจะเงยหน้าเรียก ผมคิดว่ามันน่าจะขอกิน

“ กินไม่ได้จ้า ขอแสดงความด้วยใจด้วยน้า ” แต่ถึงจะบอกแบบนั้นอีกคนก็ยังร้องเรียก นายท่านเดินตรงไปที่ประตูบ้าน

“ เมี๊ยว ”

“ ทำไม มึงจะออกไปข้างนอกเหรอ แต่ทางนั้นไม่ได้นะ ทางนู้น ไปตรงระเบียงนู้น ” เชิดหน้าไปด้านหลัง ผมเดินไปเปิดประตูระเบียงออก “ มานี่มา ”

“ เมี๊ยว ” เหมือนว่าจะไม่ใช่ ไอ้นายท่านยกสองขาหน้าขึ้นข่วนประตูห้อง

“ บอกว่าไม่ได้ไงละครับผม เรียนเชิญทางนี้เถอะครับนายท่าน กระผมนายเมี่ยงได้เปิดประตูไว้ให้แล้ว ” ผายมือไปที่ระเบียงอีกครั้ง แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้สนใจมันยังคงข่วนประตูอยู่อย่างงั้น “ งั้นก็ตามใจมึงแล้ว ”


ครืน ครืน ครืน


เสียงโทรศัพท์ชวนให้มือที่กำลังดูดน้ำชะงักไป หน้าจอสว่างของมือที่ตั้งอยู่ตรงหน้าทีวีฉายหน้าจอสว่างพร้อมกับชื่อคนโทรเข้าที่แสนจะคุ้นตา ผมกดรับ

“ ว่าไงเจ้ ” กรอกเสียงไปตามสายแบบนั้นก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟา แก้วน้ำถูกวางลงบนโต๊ะ ส่วนตาก็มองไอ้นายท่านที่ยังคงนั่งส่ายหางไปมาตรงหน้าประตูอยู่อย่างงั้นแบบไม่ยอมแพ้ และยังต้องการจะออกไปข้างนอกให้ได้

“ เป็นยังไงบ้าง ”

“ หมายถึงอะไร กูหรือว่าแมว ” ถามออกไปแบบนั้นอย่างรู้ทันก่อนจะหลุดยิ้มเพราะไอ้ยินเสียงถอนหายใจจากปลายสาย

“ ทั้งมึงทั้งแมวนั่นแหละ ปรับตัวเข้ากันได้ยัง ”

“ ได้แล้วมั้ง ” ตอบไม่มั่นใจอย่างที่ใจรู้สึก ผมคิดแบบนั้นจริงๆ เพราะความสัมพันธ์ของผมกับนายท่านในสามวันนี้มันเหมือน ‘ อย่างเข้ามาใกล้ฉันมากเกินไป แต่ก็อย่าไปไหนไกลจากฉัน ’

“ อะไรคือเสียงไม่มั่นใจอย่างงั้น ไอซ์เค้าถามเจ้ ไม่รู้ว่ามึงเป็นยังไงบ้าง เจ้ก็เลยโทรมาถาม ”

“ มันก็ต้องปรับตัวกันนิดนึงมั้ยวะเจ้ ขนาดคนเราด้วยกัน เวลาเข้ามาอยู่ด้วยกันมันยังต้องปรับตัวกันเป็นเดือนๆเลยนะ แมวแม่งก็เช่นกันนั่นแหละ ”

“ จ้าๆ เอาเถอะ ถึงปรับไม่ได้มึงก็ไม่ยอมบอกเจ้หรอก ก็อยากเลี้ยงซะขนาดนั้นน่ะ ขนาดเป็นภูมิแพ้ยังไม่สนเลย ” เธอว่าอย่างรู้ทัน ส่วนผมก็ได้แต่ถอนหายใจ พร้อมกับบ่นในใจเบาๆ

‘ ก็ไม่ได้แพ้จนเลี้ยงไม่ได้สักหน่อย หมอก็บอกแล้วว่าเลี้ยงได้แต่ต้องรักษาความสะอสดให้มากขึ้นก็เท่านั้น ’

พี่สาวของผม เธอชื่อ พลู เราอายุห่างกันประมานห้าปี และถ้าพูดถึงความสนิท เธอก็เป็นทั้งแม่ พี่สาว และเพื่อนคนสนิทที่คุยกันได้แทบทุกเรื่อง แต่สิ่งเดียวที่เราคล้านกันสุดๆก็คือ หน้าตา ที่พอใครเห็นก็ต้องบอกว่า ผมคือเจ้พลูที่ผมยาว ส่วนเจ้พลูก็คือผมตอนใส่วิก

“ แล้วหอใหม่เป็นยังไง สบายเหมือนที่หมอไอซ์แนะนำมั้ย ”

“ ก็ดีนะเจ้พลู เพราะมันโคตรเหมาะกับแมวเลย กว้างขวางดี แยกส่วนกลางให้ด้วย มีครัว แล้วก็ห้องนอน ตรงระเบียงแมวก็ออกไปได้ด้วย กลางวันเปิดประตูไว้ยังได้เลย ”

“ ก็สมราคาของมัน ” บอกกันคล้ายประชด ในตอนนั้นผมก็ได้แต่ยกยิ้ม

“ แล้วนี่เจ้พลูอยู่ไหน อยู่กับพี่หมอไอซ์เหรอ ”

“ ใช่จ้ะ ” เธอตอบรับด้วยเนื้อเสียงที่เริ่มเปลี่ยนไป มันคล้ายกับจะอวดกัน “ วันนี้ว่างก็เลยชวนกันมาหาอะไรกินกันเป็นบุฟเฟ่ห์อาหารญี่ปุ่นแหละ แซลม่อนเนื้อสวยมาก ไม่นับซูซิอย่างดีอีก เนี้ย เจ้เห็นแล้วคิดถึงหนูเมี่ยงเลย ”

“ แกล้งน้องอีกแล้วพลู ” เสียงของพี่ไอซ์ที่แทรกเข้ามา ทุกคนต่างรู้ดีว่าผมตกเป็นทาสอาหารญี่ปุ่นทุกชนิด

“ เออใช่ มึงน่ะ นิสัยไม่ดี พี่ไอซ์เอามึงทำเมียได้ไง สงสาร ”

“ น้องเวร ” เธอว่า “ สรุป พี่ก็กินข้าวอร่อยๆ แล้วก็ทำแพลนงานแต่ง ว่าจะต้องจัดการอะไรบ้างนะคะหนูเมี่ยง ”

“ ทำไมไม่จ้างเวดดิ้งแพลนเนอร์ไปเลยวะ ง่ายๆ ” ผมบอกอีกคนก็นิ่ง ก่อนจะถอนหายใจ

“ นี่เด็กน้อย คือเราก็ต้องรู้ด้วยสิว่ามีอะไรบ้าง แกหวังพึ่งเวดดิ้งแพลนเนอร์อย่างเดียวไมได้หรอก ถ้ามันผิดพลาดขึ้นมาเราจะได้ท้วง งานแต่งครั้งเดียวในชีวิตนะคะน้องเมี่ยงคำ ”

“ กูเกลียดชื่อนี้ชิบหาย ” ผมพูดเสียงเบา ก่อนจะเย้าเธอ “ แล้วเจ้แน่ใจเหรอ ว่าจะแต่งครั้งเดียว บางทีพี่หมอไอซ์อาจจะทนเจ้ไม่ได้แล้วขอหย่าหลังแต่งได้สองเดือนก็ได้นะ ”

“ อีกแล้ว ปากมึงนี่นะไอ้เมี่ยง ”

“ ฮ่าๆ ” หัวเราะเสียงดังจนแมวหันมาดู “ แซวเล่นน่า เค้าไม่ทิ้งเจ้หรอก เพราะเจ้คือกำลังใจของเค้าในทุกๆวันไง ”

“ มึงจะพูดอะไรอีกละ ” พี่สาวผมตอบกลับอย่างรู้ทัน

“ เพราะพี่หมอไอซ์คงคิดถึงตลอดว่า ถ้ากูทนอีนี่ได้ อย่างอื่นกูก็ต้องทนได้เหมือนกัน เนี้ย เห็นมั้ย กำลังใจชั้นดีสุดๆ ”

“ ส้นตีน ” สบถออกมาเสียงเบาๆอย่างแค้นเคือง ผมก็หัวเราะเสียงดังขึ้น “ หัวเราะได้ หัวเราะไป แล้วไหนเรื่องที่บอกว่าจะหาแฟนให้ได้ก่อนงานแต่งกู นี่จะแต่งอีกไม่กี่เดือนแล้ว ยังดูเหมือนจะไม่มีวี่แววเลยเนอะ ”

“ คือเจ้ครับ เจ้พูดเหมือนแฟนมันขายในเซเว่น เหงาเมื่อไหร่ก็แวะมาเซเว่นอีเลฟเว่น ตึ้ง ” ร้องเป็นทำนองตรงช่วงท้ายเพลง ก่อนจะคว้าเอาแก้วน้ำปั่นที่ตั้งไว้บนโต๊ะเมื่อครู่มาดูด แล้วจู่ๆผมก็คิดถึงคนให้ขึ้นมาอย่างฉับพลัน “ เออเจ้พลู กูมีอะไรถาม ”

“ ว่า ”

“ เจ้จำได้ใช่มั้ยที่กูเคยบอกเจ้ว่า กูแม่งโคตรซวย พอมีเพื่อนใหม่ในคณะ เพื่อนแม่งก็เสือกมีอริที่แย่งหญิงกันมาตั้งแต่ม.ปลาย ”

“ เออ จำได้ ” เธอว่า “ แล้วยังไง มันทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเหรอ ไหนบอกทะเลาะกันแค่เรื่องปัญญาอ่อนไง ”

“ มันก็ยังทะเลาะกันเหมือนเดิมแหละ แค่ที่ไม่เหมือนเดิม คือเจ้มึงรู้มั้ยว่า หนึ่งในอริของไอ้สัดเบส แม่งอยู่ข้างๆห้องกูเว้ย ”

“ ห๊ะ กูถามจริง ”

“ เออ ตอบจริงๆ ” ผมย้ำ “ ที่สำคัญมากๆ คือแม่งก็เลี้ยงแมว แล้วแมวมันก็เหมือนจะชอบแมวกูด้วย ”

“ ฮ่าๆ โอ้ยยยย ลูกกก มีความพบรัก แล้วไง แมวมึงชอบเค้ามั้ย ” หันไปมองคนที่โดนพูดถึง ไอ้นายท่านยังคงนั่งจุ่มปุ๊กอยู่ที่ประตู ในตอนนั้นผมตบมือลงบนตักแบบเรียกให้มันเข้ามาหา

“ นายท่านมานี่มา ” เจ้าตัวลายหันมามองผม ผมเดินเข้ามาหาอย่างที่เรียกเป็นครั้งแรก ก่อนจะกระโดดขึ้นมาลงบนตัก “ เชี้ยย ครั้งแรกเลยว่ะ ”

“ อะไรของมึง พูดอะไร ”

“ ก็เมื่อกี้เรียกนายท่านแล้วมันมานั่งบนตัก ครั้งแรกเลย ที่สั่งอะไรแล้วทำ ปกติเมินกันตลอด ”

“ แล้วตกลงไอ้นายท่านชอบมันมั้ย ”

“ ไม่รู้เหมือนกัน ก็พอมีใจให้มั้งนะ มันก็ดูสนใจแหละ แต่ไม่รู้เพราะสวย เพราะชอบ หรือเพราะเพื่อน แม่งโคตรซึน กูเดาใจมันไม่ออกเลย ”

“ แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน ” เธอถาม

“ ก็อยู่ตรงนี้ที่ว่า ไอ้อริคนนั้นมันพูดกับแมวมันโคตรน่ารัก ตอนที่ทะเลาะกันนิดนึง กูเลยขู่ว่าถ้าไม่ยอมขอโทษจะบอกเรื่องที่มันพูดน่ารักๆกับแมว ให้เพื่อนกูรู้ให้หมด สุดท้ายมันเสือกท้าว่าบอกเลย เพราะมันกำความลับของกูเหมือนกัน ”

“ ความลับของมึงเหรอ ”

“ เออ ” ผมพยักหน้ารับ “ คือเจ้รู้ใช่มั้ยว่ามันทะเลาะกันเรื่องหญิง แล้วสุดท้ายกูก็ได้รู้ว่า หญิงคนนั้นก็คือ นาเดียแฟนเก่ากู นาเดียแม่งไม่เลือกพวกมัน มาเลือกกูในตอนจบ ”

“ ฮ่าๆ ” พี่สาวผมหัวเราะเสียงดัง “ ก็คือไม่มีใครรู้เรื่องนี้ยกเว้นไอ้คนช้างห้องมึง มันก็เลยเอาเรื่องนี้มาขู่มึงแทน ”

“ เออ ”

“ สมน้ำหน้า ” เธอว่าแบบนั้น ผมก็ได้แต่ถอนหายใจ “ คิดจะขู่เค้า โดนขู่กลับเป็นยังไงละ ซึมไปเลยสินะน้องรัก ”

“ เจ้ กูน้องมึงนะเว้ย เข้าข้างกูหน่อยสิ ”

“ แล้วยังไงต่อ ”

“ ก็เมื่อวานเพื่อนกูเสนอแผนว่า ถ้าอยากจะแก้แค้นก็คงต้องเอาคนที่รักมันมาเป็นแฟน ไม่ก็จับมันมาเป็นแฟนเลยงี้ ”

“ แผนสมเป็นเด็ก ปัญญาอ่อนชิบหาย ” เธอบ่น  “” แล้วมันได้ผลเหรอวะ ถามจริง ”

“ ไม่ได้ผลหรอก กูคิดว่ามันรู้ทันแผนกูทุกอย่างเลยด้วย เพราะพูดอะไรไปมันก็ตอบกลับได้หมด ”

“ ค่อยยังชั่ว แสดงว่าว่าฉลาดอยู่ ”

“ ประเด็นคือเมื่อวานกูแกล้งเย้ามันว่ามันชอบกูแน่ๆเลย เพราะมันรู้เรื่องกูทุกอย่าง แล้วก็เหมือนจะมองกูตลอด กูบอกว่าข้ออ้างทั้งนั้นเรื่องไม่อยากตกเป็นรองเลยต้องสืบเรื่องของกู เรื่องที่บอกว่าแค่เดินผ่านเลยเห็นกูน่ะ  แต่มันก็ปฎิเสธเสียงแข็ง ปฎิเสธแบบ ไม่มีพิรุธอะมึง ”

“ แล้วไง ”

“ แต่วันนี้อยู่ๆ มันช่วยกูตอนที่เพื่อนกูทะเลาะกับเพื่อนมัน แถมยังซื้อน้ำร้านที่กูชอบมาให้อีก ”

“ เอ๋ ยังไงน้า ” ปลายสายลากเสียงยาวล้อๆ

“ มึงฟังก่อนเจ้ แต่ที่แปลกกว่านั้นคือ พอวันนี้กูเย้ามันว่า ทำแบบนี้ชอบกูแน่ๆ มันก็ปฎิเสธเหมือนเดิม แต่สายตามันไม่เหมือนเดิมว่ะ เหมือนมันเชิน คือยังไงวะ มันชอบกูจริงๆเหรอ แต่คนเราอะมันเปลี่ยนไวเป็นจิ้งจกได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ ความรู้สึกนะเว้ย ”

“ มันก็คิดได้หลายๆแง่นะ ” เธอบอก “ อาจจะชอบจริงๆ แบบตกหลุมรักมึง กับความบ้าบอของมึง ”

 “ ใช่มั้ยละ กูก็น่ารักพอตัวแหละ เข้าใจอยู่ ” ผมตอบรับความคิดเห็นนั้นที่ตัวเองก็คิด

 “ แต่มันก็คิดได้เหมือนกันนะ ว่าทุกอย่างเค้าก็พูดคือความจริง เรื่องไม่อยากเป็นรองอะไรนั่น เค้าเลยวางแผนตลบหลังมึงไง ”

“ แต่มันจะเพื่ออะไรวะ ” ผมคิดอย่างสงสัย ก่อนจะตอบตัวเองในตอนที่คิดถึงหน้าไอ้เบสกับไอ้ดีนลอยมา รวมถึงหน้ามันตอนที่ขู่ผมเรื่องนาเดีย “ แต่ก็ได้หลายเพื่อจริงๆด้วยว่ะ บางทีเพราะมันกุมความลับกูอยู่ มันอาจจะยิ่งทำให้กูอึดอัดเพราะต้องกุมความลับเพิ่มถ้าขืนชอบมันเข้า ”

“ อันนั้นก็มีสิทธิ์ ” ผมยกยิ้มกับคำพูดของพี่สาวก่อนจะวางมือลงบนขนนุ่มๆของเจ้าแมวแล้วลูบเบาๆ

“ บางทีมันคงคิดว่ามันฉลาดมาก แต่ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นหรอก ”

“ นี่ อย่าบอกนะว่าจะเล่นตามน้ำ ”

“ อ้าว จีบมาจีบกลับไม่โกง ถ้ามันคิดว่าตัวเองทำให้กูสนใจได้ มันก็ต้องรู้ไว้ด้วยว่า กูก็ทำได้เหมือนกัน ” บอกแบบนั้นแต่เหมือนจะเสียงดังไปหน่อย ไอ้นายท่านก็เลยกระโดดลงไปจากตัก มันเดินไปที่ประตูอีกครั้งก่อนจะข่วนเบาๆ

“ เมี๊ยวๆ ”

“ ไม่มีใครสอนเหรอเด็กน้อย ว่าอย่าเล่นกับความรักน่ะ ” พี่สาวผมบอก ในตอนนั้นผมก็ยิ้มก่อนจะส่ายหน้า

“ สอนเว้ย แต่ในกรณีนี้มันเป็นไปไม่ได้หรอกเจ้ เพราะมันคงทำได้แค่ประสาทแดกใส่กันอะ รักกันจริงๆไมได้หรอก ”

“ ดูถูกกกก ” เธอลากเสียงยาว ผมก็ถอนหายใจออกมา “ ตายมากนักต่อนักแล้ว คนที่พูดแบบนี้ ”

“ แต่วันนี้ไอ้นายท่านเป็นไรไม่รู้วะเจ้ ตั้งแต่ไอ้ข้างห้องมันมาเคาะประตู ก็เอาแต่ร้องเมี๊ยวๆ แล้วข่วนประตูตลอดเลย ”

“ อยากออกไปข้างนอกเปล่า ”

“ ออกไปทำไม มันไม่เคยอยากจะออกไปเลยเวลาเมี่ยงไปเรียน ”

“ บางทีอาจจะอยากเจอน้องแมวข้างห้องก็ได้ไม่ใช่เหรอ ก็มึงบอกเจ้เมื่อกี้ว่า นายท่านมันเหมือนจะชอบแมวข้างห้อง บางทีนะ มันเห็นหน้าเจ้าของแมว มันก็เลยอยากจะออกไปหาก็ได้เพราะคิดว่าอยู่ข้างนอก ”

“ แบบนั้นนี่เอง ” พยักหน้ารับยิ้มๆ กับความคิดที่ผ่านเข้ามาในสมอง ผมลุกขึ้นเต็มความสูง “ งั้นวางก่อนจะเจ้ ต้องพาไอ้นายท่านออกไปตามหารักแท้สักหน่อย ”

“ น้ำเสียงดูไม่น่าไว้วางใจ แกก็จะไปตลบหลังไอ้คนข้างห้องด้วยละสิ ”

“ บ้าบอ ” พูดเหมือนจะไม่ใช่ ทั้งๆที่มันก็จริงอย่างงั้น แต่ไม่ว่ายังไงพี่สาวผมก็รู้ทันอยู่ดี

“ ระวังนะเว้ย ล้อเล่นกับความรักน่ะ มันไม่มีใครรอดกลับมาแบบดีๆหรอก มันปางตายกันทั้งนั้นอะ ” พี่ผมเตือน “ ชัยชนะในเรื่องรักๆมันไม่มีจริงน่ะ เก็ตมั้ย ”

“ ครับๆ เก็ตครับเก็ต ” ตอบเธอแบบขอไปเธออีกคนก็ยิ้ม “ แต่บอกแล้วไงว่าแค่เย้ากัน รักกันจริงๆ กูกับไอ้เหี้ยนั่นก็คือเป็นไปไม่ได้ไง กูไม่ชอบผู้ชายเจ้าชู้ กินเหล้า สูบหรี่ กูเป็นคนใสๆ ”

“ ใสไม่มีเหลือน่ะสิ ” เธอว่า “ อีกอย่างนะ แกไม่เคยได้ยินเหรอ ความรักมักจะทำให้สิ่งที่เราไม่ชอบ กลายเป็นข้อยกเว้นได้ เพียงเพราแค่เป็นใครคนนั้น ”

“ คำพูดสมกับที่จะได้แต่งงานแล้วจริงๆแหละมึงน่ะ ”

“ ไม่เชื่อก็แล้วแต่ เจ้จะคอยดู ” อีกฝ่ายย้ำแบบนั้น แต่ก่อนจะวางไปก็ไม่ลืมสั่ง “ แกเองก็หัดกินข้าวเช้าบ้างนะ ไม่ใช่กินแต่ขนม แล้วอีกอย่าง เดี๋ยวอีกไม่นาน บ้านเรามีนัดกินข้าวกับบ้านหมอไอซ์ มาด้วยนะ ”

“ ไปอยู่แล้วครับ สั่งจัง แค่นี้นะ จะพานายท่านไปไตหาตัวจาม ตามหาหัวใจละ ”

“ จ้า แต่ระวังหัวใจของตัวเองติดมือเค้าไปแล้วกัน ”

“ ไม่มีวันหรอกจ้า ” ตอบกลับไปแค่นั้นผมวางสายก่อนจะยัดมือถือใส่กระเป๋า แล้วถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือกใหญ่ “ แผนมึงน่ะ กูรู้หมดแล้วไอ้สัดอาร์ม ” พูดกับตัวเองเสียงเบา ผมเดินไปที่ประตูก่อนจะย่อตัวลงข้างแมวตัวเอง “ นายท่าน ไปหาน้องแก้มหอมกัน แต่ต้องให้กูอุ้มนะ ”

ช้อนตัวเจ้าตัวนุ่มนิ่มขึ้นมาแนบอก ผมประคองอีกฝ่ายเหมือนเด็กเล็ก ก่อนจะหอมลงไปบนหัวอย่างอดใจไม่ไหว ถึงเราจะยังไม่สนิทกัน แต่พูดได้เต็มปากเลยว่า ผมถูกชะตากับมันมาก และมีความสุขกับทุกความใกล้ชิดที่อีกฝ่ายมอบให้กันแม้มันจะเล็กน้อย  แต่ทว่า ก็อดแซวมันไม่ได้เลย

“ แหมมม พอจะพาไปหาสาวเข้าหน่อย ให้อุ้มเลยนะไอ้เสือ ”

“ เมี๊ยว ” เสียงตอบรับที่ได้ยินกลับมา เหมือนกับว่าอีกฝ่ายจะบอก ‘ ก็ดีที่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงให้อุ้ม ’

หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 5 :: up! 13-12-62} #หน้า 1
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 20-12-2019 20:24:33

ปิดประตูล็อคห้องของตัวเอง ผมดินมาที่ห้องของอีกคนก่อนจะเคาะประตูแบบไม่มีลังเล แต่เหมือนว่าจะได้ยินเพียงแค่เสียงร้องเมี๊ยว ขานตอบรับมาจากน้องแก้มหอมเท่านั้น ไม่มีการเปิดต้อนรับจากเจ้าของห้องแต่อย่างใด ผมเคาะอีกครั้ง


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


 “ มีอะไร ” สีหน้าปกติมาพร้อมกับกลิ่นหอมของอาหารภายในห้องคับคล้ายคับคราว่าจะเป็นหมูทอด จนผมต้องเอ่ยถามไป

“ มึงทอดหมูเหรอวะ ”

“ ทำไมไอ้ตะกละ ” คนตรงหน้าพูดยิ้มๆในตอนที่จ้องหน้าผมแบบหาเรื่อง ดูจากแววตามันคงรับรู้ได้ถึงความอยากกินของผม

“ กูแค่ถาม ” เบิกตาใส่อีกฝ่าย ที่ก็เลิกคิ้วราวกับรอคำตอบว่าผมต้องการอะไร “ นายท่านอยากเจอน้องแก้มหอม กูเลยพามาหา ได้มั้ย ”

“ เมี๊ยว ” เสียงของเจ้าตัวน่ารักสีขาวเดินมาคลอเคลียกันที่ขาแบบที่ตอบแทนคนเป็นพ่อว่า ‘ ได้ค่ะ เชิญเข้ามาเลยนะคะ ’

“ แล้วถ้าพูดบอกว่าไม่ได้ ”

“ ได้หน่อยไอ้สัด ทีมึงยังเข้าห้องกูได้เลย ” ผมว่าก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าแมวตัวน้อย “ น้องแก้มหอม อนุญาตแล้วเนอะ ”

“ เมี๊ยว ”

“ ขอบคุณนะครับน้องแก้มหอม ” ก้มลงพูดแบบนั้นก่อนจะยักคิ้วให้เจ้าของห้อง ที่ซึ่งตอนนั้นไอ้นายท่านของผมก็กระโดดลงไปตรงหน้าอีกฝ่ายทันที นายท่านนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูเหมือนถูกสะกด ตอนที่เจ้าแก้มหอมเข้ามาคลอเคลีย หน้าตาที่ดูรำคาญของมันชวนให้ไอ้อาร์มขมวดคิ้วก่อนจะเหลือบมองผม

“ มึงแน่ใจนะ ว่ามันอยากเจอแก้มหอมจริงๆ ”

“ เอ่อ.” ได้แต่ยิ้มแห้งๆกับคำถามนั้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะส่ายหน้าไปมา

“ หรือว่าเป็นมึงมากกว่าที่อยากจะเจอกู ”

“ มึงจะบ้า! ” ผมสวนกลับแบบตาโต “ กูจะอยากไปเจอมึงทำไม ไอ้นายท่านมันอยากเจอแก้มหอมจริงๆ เมื่อกี้มันยังร้องเมี๊ยวๆอยู่ที่หน้าประตู เพราะอยากจะมาเจอแก้มหอม จริงๆนะ ไม่ได้โกหก แต่มันเป็นแมวซึนไง มันไม่ค่อยแสดงออก ”

“ ก็ไม่เห็นต้องร้อนตัว ”

“ K ” สบถในคอแบบนั้น ก่อนที่ร่างสูงจะถอยหลังเปิดทางให้ผมเข้ามาในห้อง

ก็เคยนอนคิดเล่นๆเหมือนกัน อย่างน้อยคงเมื่อคืนก่อนจะหลับ ว่าภายในคอนโดของไอ้คนห้องข้างๆนี้มันจะเป็นยังไง แมวสวยขนสีขาวดูนุ่มนิ่ม นัยน์ตาสีฟ้าท่าทางราชนิกูลแบบนี้ นับรวมเข้ากับคำพูดคำจาของมัน ผมอดคิดไม่ได้เลยว่าโซนของเล่นแมวต้องมีแต่สีชมพูตัดด้วยสีทองเท่านั้น และทุกอย่างต้องดูดีระดับเจ้าหญิง

และก็ไม่ต่างอะไรไปจากที่คิด

เมื่อขาผมก้าวผ่านประตูต้อนรับ ทุกอย่างที่ปรากฏสู่สายตาไม่ใช่เรื่องเหนือจินตนาการอีกต่อไป คอนโดแมวสีชมพูขาวดูนุ่มนิ่มแบบสุดแสนจะน่ารักและฟรุ้งฟริ้งถูกจัดวางไว้ตรงฝั่งกระจกระเบียงบานสูง ตรงมุมห้องวางเจ้าต้นว่านงาช้างเพื่อกรองอากาศ ส่วนข้างๆกันนั้นเป็นห้องน้ำแมวอัตโนมัติอย่างดี

ตกแต่งด้วยพรมสีชมพูด้านหน้าที่ปักอักษรสีทองด้วยคำว่า  Princess แถมยังมีจานอาหารที่ขาตั้งยังเป็นสีทองตัดกับถาดอาหารสีขาวซึ่งก็เข้าคู่อย่างดีกับน้ำพุแมวสีเดียวกัน

แล้วที่ขาดไม่ได้คือกระบะนอนของน้องแมว ซึ่งแน่นอนว่ามันไฮโซระดับที่ว่าขาของตัวกล่องยังเป็นสีทอง และด้านในก็บุด้วยเบาะอย่างดีรวมถึงมีผ้าขนสัตว์นุ่มนิ่มให้ห่มนอน และขนาดเบาะข้างโต๊ะหน้าทีวีที่ควรธรรมดาได้ มันยังเป็นเบาะแบบที่เย็บประดับด้วยฟู่สีทองทั้งสี่มุม

“ สุดจัด ” พูดกับตัวเองท่ามกลางความเงียบ สิ่งที่เคยคิดไว้ดูน้อยลงไปเลยเมื่อเจอกับความจริง จนได้แต่ยิ้มแห้งๆในตอนที่อีกฝ่ายหันมามองกัน

“ มีอะไร ”

“ ห้องมึง.. สวยดีนะ ” พูดได้แค่นั้นก่อนจะหันไปมองตรงส่วนของครัว ผมรับรู้ได้ถึงอาหารแสนอร่อยในนั้น “ กำลังจะกินข้าวเย็นเหรอวะ ”

“ อื้ม ” ร่างสูงตอบสั้นๆก่อนจะเดินเข้าไปในครัว เพิ่งสังเกตว่ามันใส่ผ้ากันเปื้อนสีดำไว้อยู่ด้วย ท่าทางเจนจัดในการทำอาหารเอาเรื่อง เสียงดังฉู่ฉี่ของน้ำมันที่กระทบกับเนื้อหมู ผมเผลอสูดกลิ่นหอมๆนั่นเข้าไปจนไม่รู้ตัวเลยว่า มีคนกำลังแอบมองอยู่

“ หิวก็มาตักข้าว ไม่ใช่ยืนดมอยู่อย่างงั้น ”

“ ไม่เอาอะ ” ผมปฎิเสธ แน่นอนว่าเพราะไม่ได้ได้สนิทกันถึงขั้นนั้น ที่จะเดินเข้าครัวบ้านคนอื่นไปหยิบจานมาตักข้าวได้ “ เดี๋ยวกูค่อยสั่งอะไรในแกร็ปมากิน ”

“ ที่ซึ่งกว่าจะได้กิน มึงก็คงหิวจนจับไอ้แนวนั่นมาแดกก่อน ”

“ เอ่อ คือกูไม่คิดว่าตัวเองจะหิวจนต้องแดกแมว ”

“ กูหุงไว้เยอะ จะกินก็มาตัก ” อาร์มมันเชิดหน้าไปที่หม้อหุงข้าวที่ตอนนี้ข้าวหอมมะลิกำลังโชยกลิ่นหอมพวยพุ่งเบาๆ ผสานมากับกลิ่นของหมูทอดกระเทียม

“ หุงไว้เยอะเหรอวะ ” ผมถามก่อนจะเหล่มองอีกคน ขาผมเดินเข้าไปใกล้ “ หรือว่ามึงหุงเผื่อกู แบบว่าตั้งใจจะเดินไปชวนกูมากินข้าวอยู่แล้ว แล้วใช้มุกประมานว่า หุงข้าวไว้เยอะเกินไป มาช่วยกินหน่อย ”

“ มึงหลงตัวเองขนาดนี้เลยเหรอวะ รู้มั้ยว่าบางที กูอาจจะเป็นคนที่หุงข้าวเผื่อเช้าวันพรุ่งนี้ จะได้กินก่อนออกไปเรียน ” มือหนาที่ตักหมูทอดในกระทะขึ้นใส่จานหันมามองผม “ แล้วยังไงสุดท้ายมึงก็เข้ามาเคาะห้องกูแบบไม่คาดคิด เราเลยได้กินข้าวด้วยกันอย่างงั้นเหรอ ”

“ ก็มีความเป็นไปได้สูง ” ตอบออกไปเสียงอ้อมแอ้มแบบไม่เต็มเสียงเท่าไหร่นัก อาจเพราะสายตาคมนั้นเอาแต่จดจ้องผมไม่มีผละไปทางไหน มันยกยิ้มในตอนที่ฟังก่อนจะหันไปหยิบจานที่ใช้กินข้าวขึ้นมาสองใบ

“ งั้นก็ดี กูจะได้ไม่ต้องคิดข้ออ้างเยอะแยะ ” เหลือบมองคนที่ว่าอย่างงั้นแบบหน้าตายๆ รอยยิ้มของผมพยายามกลั้นเอาไว้ค่อยๆฉีกออกกว้างก่อนจะเดินไปที่หม้อหุงข้าว ก่อนจะพูดเสียงอ้อมแอ้ม

“ พูดเหี้ยอะไรของมึง ”

กดูท่าทางว่ามันอยากจะให้ผมเขิน เพราะงั้น ผมก็ต้องเขินให้มันดูสักหน่อย ก่อนที่จะกดเปิดหม้อหุง กลิ่นหอมของข้าวที่เพิ่งหุงใหม่ๆลอยปะทะเข้าหน้า สูดกลิ่นหอมๆนั่นเข้าปอดก่อนจะมองหาที่ตัก

“ อยู่นี่ ” มือหนายื่นที่ตักข้าวมาให้ ผมก็เอื้อมมือไปรับมันไว้ก่อนจะคนข้าวไปมาให้มันร่วน

“ มึงกินข้าวประมานเท่าไหร่ ”

“ แบบที่คนปกติกิน ” พูดแบบนั้นพลางก้มลงไปมองเท้าตัวเอง ผมเพิ่งเห็นเหมือนกันว่าไอ้นายท่านเข้ามาในครัว แล้วตอนนี้ก็กำลังเหยียบเท้าไอ้อาร์มอยู่ “ แล้วนี่จะมาจะเหยียบเท้ากูไว้ทำไม ”

“ มันคงหงุดหงิดที่มึงว่ากู ” ผมบอกพลางยกไหล่ “ แน่นอนว่านายท่านเป็นพวกกู มันต้องเข้าข้างกูอยู่แล้ว เนอะ ” ไม่มีเสียงตอบรับจากแมวของผมที่เงยหน้ามองคนที่มันเหยียบเท้าอยู่ ต่างฝ่ายที่ต่างมองหน้ากันในตอนนั้นอาร์มพูดเสียงนิ่ง

“ ถอย ”  ไม่มีคำว่าใส่ใจ อยู่ในพจนานุกรมของไอ้นายท่าน มันเอาแต่นิ่งแล้วก็นั่งเลียขนอย่างไม่ใส่ใจเลยในคำพูดนั้น ท่าทางของมัน ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่ามันกวนตีนได้มั้ย รู้แค่ว่าในตอนที่อาร์มจะยกเท้าขึ้นเพื่อหนี มันก็ลุกขึ้นแล้วเดินเชิดออกไปจากห้องครัวทันที “ แมวมึงนี่กวนตีนนะ ”

“ แต่มันก็แค่แมว มึงจะเอาอะไรกับมัน ” ผมเถียงอีกคนก่อนจะส่ายหน้าใส่ใบหน้าหงุดหงิดที่มองจ้องไปยังแมวของผม ไอ้นายท่านเดินไปออเซาะแก้มหอมเหมือนกับมันจะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายมองอยู่ หน้าที่ถูกับหน้าของอีกฝ่าย อาร์มมองมันไม่วางตา ส่วนในใจของผมตอนนั้น ก็มีเพียงรอยยิ้มกับความรู้สึกที่อิ่มเอมในใจ ‘ ดีมากไอ้เสือ ให้มันได้แบบนี้แหละ!’

“ แก้มหอมขา มาหาป๊ามา” อาร์มเรียกแมวมันที่ไม่ได้หันกลับมาสนใจในตัวเจ้าของแต่อย่างใด น้องแก้มหอมยังคงคลอเคลียอยู่กับนายท่าน “ มึงจะเป็นคนเอาแมวมึงออกไป หรือจะให้กูเตะมันออกไป ”

“ แต่ตักข้าวเสร็จแล้วนะ ” ชูจานให้อีกคน ผมเอียงหน้านิดๆ พร้อมกระพริบตาแบบที่ถี่ๆเพราะคิดว่ามันคงจะน่ารักดี แต่อีกคนกลับนิ่งไป

“ เหี้ยอะไรเข้าตามึง ”

“ สัด ” ผมสวนมันที่ยกยิ้มมุมปากก่อนจะเบือนหน้าหนีไปหยิบจานหมูทอดกระเทียม “ น่ารักก็บอก มึงไม่ต้องกลบเกลื่อนหรอก กูรู้ตัว ”

“ หลงตัวเองชิบหาย ” ว่าแบบนั้นพร้อมกับจานกับข้าวที่ถูกวางลงบนโต๊ะ ส่วนผมที่เดินตามออกมาก็วางจานข้าวหอมๆจัดไว้แบบตรงข้ามกัน

“ กูหลงตัวเองไม่มีปัญหาหรอก แต่มึงอย่าหลงกูแล้วกัน ”

“ คือถ้าหลงแล้วจะยังไง มันมีปัญหาเหรอ ” คำถามหน้าตายชวนให้ผมนิ่ง  ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วหันไปมองทางอื่น ความร้อนตรงหน้าแก้มไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป

“ ไอ้ชิบหาย ” ผมพูดออกมาแบบนั้น เพราะเสือกใจเต้นแรงขึ้นมากับการกระทำนั้นจริงๆ

“ หน้ามึงแดงนะ ”

“ เงียบไปได้มั้ยไอ้สัด ” ว่าแบบนั้นพลางนั่งลงที่โต๊ะ ส่วนไอ้ตัวต้นเหตุก็เดินเข้าไปในครัวอีกครั้งก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับถ้วยแกงจืดเต้าหูหมูสับที่หน้าตาค่อนข้างหน้ากิน ผมขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าจนคนอีกฝ่ายถึงกับทัก

“ หน้ากูมันมีเหี้ยอะไร ” อาร์มหย่นตัวเองลงนั่งก่อนจะยื่นช้อนส้อมมาให้ผม “ ไม่เชื่อเหรอว่ากูทำเอง ”

“ แน่นอนสิไอ้สัด ” ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับมากับประโยคนั้น อีกฝ่ายแค่หยิบช้อนขึ้นแล้วพูดเสียงเรียบ

“ ไม่ใช้ช้อนกลางนะ ถือหรือเปล่า ”

“ ตามสบาย ไม่ถือ ” ผมบอก ก่อนจะเริ่มกินข้าวเหมือนกัน ผมตักหมูทอดที่อยากจะกินลงใส่ในจานของตัวเอง เขี่ยข้าวพอประมานก่อนจะลิ้มรสมันเข้าไปคำแรก รสชาติอาหารอร่อยแบบพอดีที่ไม่เค็มไป ผมถึงกับพยักหน้ารับแบบชื่นชมให้มัน “ อร่อยว่ะ ”

“ ระดับกู ”

“ ยกหางตัวเองเก่ง ” ผมแซวมัน “ แต่มึงดูเป็นคนชอบกินอาหารแบบจืดๆนะ ”

“ มึงไม่ชอบ ” อีกฝ่ายถาม

“ กูกินได้หมด กูชอบหมดเลย เพราะกูชอบกิน โดยเฉพาะขนม กูชอบมากที่สุด ”

“ คำตอบสมเป็นมึง ” คนตรงหน้าผมบอกก่อนจะยิ้ม  “ ดูตะกละดี ”

“ K ” ตอบออกไปแบบไม่ออกเสียง  ผมเคี้ยวอาหารตรงหน้าไปเรื่อยก่อนจะเหลือบมองอีกคนที่เหมือนจะเงียบไปในระหว่างทานข้าว “ ปกติมึงกินข้าวคนเดียวเหรอวะ ”

“ กินกับแก้มหอม ” อีกฝ่ายบอกก่อนจะเชิดหน้าไปที่แมวตัวสวยของตัวเอง ที่ซึ่งตอนนี้กำลังเล่นกับแมวของผม  แต่ถ้าจะให้พูดแบบถูกต้องจริงๆ ผมว่า แก้มหอมมากกว่าที่คลอเคลียนายท่าน ส่วนเจ้าตัวซึนของผมก็แค่เลียขนตัวเองไม่สนใจ

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มันเรียกร้องจะมาให้ได้ เป็นแมวที่โคตรซึน ซึนแบบ ซึนชิบหายเลย ซึนจนไม่รู้ว่าความต้องการจริงๆคืออะไร

“ ชีวิตมึงดูเหงาๆนะ ” ผมบอกก่อนเหล่มอง

“ เหงาเหี้ยอะไร ”

“ ก็มันดูไม่เร้าใจ ดูไม่เข้ากับคนแบบมึงเลยด้วย ”

“ แล้วคนแบบกูมันต้องเป็นแบบไหน ” คำถามนั้นทำให้ผมครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะตอบคนตรงหน้าแบบเสียงเรียบๆ

“ มึงอยากได้คำตอบจริงๆ หรือแบบรักษาน้ำใจ ”

“ คำตอบจริง ” มันว่า ผมก็เบิกตาพลางดึงตัวเองถอยหลัง

“ มึงเลือกเองนะ ”

“ ทำไม กูในความคิดมึงมันเหี้ยมากเหรอ ”

“ ก็ประมานว่า คนอย่างมึงถ้าดูจากภายนอกก็คือเสือผู้หญิงดีๆนี่แหละ แบบว่าฟันมาแล้วเป็นร้อยคน ”

“ Kเน่าพอดี ” อาร์มว่าขัด

“ ฟังกูก่อน ” ผมบอก ก่อนจะปั้นสีหน้าจริงจังอีกครั้ง “ มึงเป็นคนแบบที่ต้องกินเหล้าจัด สูบหรี่จัด กินเหล้าแบบเพียวๆไม่ผสมโซดา หรือโค้กใดๆ เป็นคนแบบที่กินเหล้าสามขวดก็ไม่เมา กินได้ทุกวันด้วย ”

“ งั้นคงอยู่ไม่เกิน 30 กูตับแข็งตายก่อน ”

“ แล้วมึงก็ต้องสูบหรี่จัด ”

“ อาทิตย์นึงไม่เคยเกินสามตัว เพราะกูกำลังเลิกบุหรี่ ”

“ น้อยกว่าที่คิด ” ผมบอก “ แล้วอีกอย่าง มึงดูน่ากลัว คล้ายๆว่าจะเป็นอันธพาลหัวไม้ พวกต่อยตีกับคนอื่นแบบไม่มีเหตุผล ”

“ นี่คือกูในความคิดมึง ” อาร์มถาม ผมก็พยักหน้ารับ

“ ใช่ มึงเป็นแบบนั้น เมื่อดูจากหน้าตาและรูปร่างภายนอก ”

“ ก็จริงอยู่ที่กูชอบกินเหล้าไม่ผสม แต่กินได้แค่แก้วถึงสองแก้ว แล้วกูก็ไม่ชอบไปผับ กูไปได้แค่เฉพาะงาน เช่น วันเกิดเพื่อน แล้วอีกอย่างกูชอบกลับบ้านเร็ว ชอบทำกับข้าวกินเองตอนเย็น แล้วก็ดูทีวี เล่นกับแมว แต่ถ้าวันไหนเบื่อหน่อยก็ออกไปเดินเล่นที่สวนข้างคอนโดแบบเงียบๆ ”

“ เหี้ย ชีวิตดูสโลวไลฟ์ชิบหาย ” ผมว่าพร้อมกับตักข้าวขึ้นกินไปเต็มคำ  ริมฝีปากที่เคี้ยวไปมาอย่างเอร็ดอร่อย ชวนให้อีกคนยกยิ้มก่อนจะยื่นมือมาหยิบอะไรสักอย่างบนหน้าผม

“ ติดเหี้ยไรวะ ” ผมปัดหน้าตัวเองแลลพัลวัล

“ ไม่มี ” พูดแค่นั้นก่อนจะยิ้มกว้าง “ ก็แค่อยากจับดู รู้สึกเหมือนแก้มจะนิ่มตอนมึงเคี้ยวข้าว ”

“ บ้าบออออ ” ถอยตัวเองพิงกับเก้าอี้อยู่ๆผมก็หน้าแดงขึ้นมาทั้งๆที่พยายามทำให้ทุกอย่างมันตลก และดูไม่เป็นหวั่นไหวอะไรทั้งนั้นในตอนที่พูดคำนั้น มือที่ยกขึ้นปิดหน้า อีกฝ่ายถาม

“ ทำไม ไม่ได้เหรอ ”

“ อย่างน้อยมึงก็น่าจะพูด ว่าข้าวติดแก้มกูอยู่เลยเอาออกให้  ”
 
“ ก็มึงบอกเองไม่ใช่เหรอ ” อาร์มจ้องหน้าผม “แม้แต่ในโลกของมนุษย์ คนที่มันไม่ค่อยพูด มันก็ไม่ค่อยมีเมียหรอก เพราะงั้นถ้ากูอยากมีมึง..”

“ เดี๋ยว....” ผมลากเสียงอีกคนก็เหมือนจะตกใจจริงๆ อาร์มมาเบิกตาขึ้นเล็กน้อย

“ กูพูดผิด ”

“ อ๋อเหรอจ้า ” ผมว่าก่อนจะยกมือขึ้นทัดผมของตัวเองแล้วเอียงหน้าเข้าไปใกล้มัน “ ไหนว่าต่อ พร้อมฟัง ถ้ามึงอยากมีกู แล้วยังไงต่อนะครับ ”

“ ถ้ากูอยากมีแฟน กูก็แค่ต้องพูดให้มันตรงๆ อย่างที่ใจกูรู้สึก ” เสียงเรียบที่ฟังดูจริงจัง แต่ทว่าผมในตอนนั้นที่เป็นทะเล้นกลับทำได้แค่นิ่งไป

“ กูว่ามึงแม่งเล่นแรงเกินไปว่ะ ” พูดแค่นั้นกับอีกคนที่ก็แค่เหล่มองกัน อาร์มไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่นั่นก็ดีแล้ว


เพราะถึงจะรู้ว่าที่เราทำมันก็แค่เรื่องเล่นๆ ของคนที่อยากเหนือกว่า
แต่การทำให้หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ ผมว่า มันก็เล่นแรงเกินไป

.................................................
 ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์
ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ด้วยนะคะ  :katai2-1: :katai2-1: :katai4: :katai4: :katai5: :katai5:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 6 :: up! 20-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 20-12-2019 22:08:48
 :pig4: :pig4: :pig4:

ว่านายท่านซึน

อิเจ้าของก็อาจซึนด้วยก็ได้นะ
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 6 :: up! 20-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 20-12-2019 23:08:46
ครั้งหน้าใครจะเข้าห้องใครกันนะ  :hao3:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 7 :: up! 27-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 27-12-2019 20:23:43
ตอนที่ 7


“ แล้วกูในสายตามึงมันเป็นยังไง ” ผมเลือกที่จะชวนคุยท่ามกลางความเงียบนั้น เราเริ่มลงมือกินข้าวกันต่อหลังจากคำถามเมื่อครู่นั้นทำให้เรานิ่งไปอยู่นาน

“ ก็น่ารักดี ”

เคล้ง! 

ถึงขั้นว่าช้อนหล่นลงจากมือแล้วกระทบลงบนจานทันทีในตอนที่ได้ฟัง คนพูดท้าวคางกับโต๊ะอาร์มเอียงหน้ายิ้มๆแล้วมองหน้ากัน เป็นท่าทีที่ดูหนักข้อขึ้นจากเมื่อครู่เป็นอย่างมาก ราวกับจะให้น็อคเอ้าท์และทำให้หัวใจเต้นแรงจนตายไปในที่สุด

“ พูดเองนะ ” ผมพูดเสียงเรียบด้วยสายตาแบบที่จับผิดอีกคน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องแข็งใจไว้ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่ากำลังขึ้นนำ

“ ก็รู้สึกอย่างงั้นจริงๆ ครั้งแรกที่กูเห็นมึง จำได้ว่ามึงเดินเข้ามาในโรงอาหารกับพวกไอ้เบส วินาทีนั้นทุกคนในกลุ่มกูคิดว่ามึงคือเพื่อนใหม่ที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรแน่นอน ”

“ มึงหมายถึงเรื่องที่พวกมึงกับไอ้เบสมีปัญหากัน ”

“ ใช่ ” ร่างสูงพยักหน้ารับ

“ แล้วยังไงต่อ ”

“ ตอนแรกกูก็คิดสงสารนะ เพราะมึงหน้าตาดูไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย พอพวกมันถามอะไร มึงก็แค่ยิ้ม เหมือนเพื่อนว่าไงก็ว่าตามนั้น ”

“ โหห จดจ้องกันเบอร์นั้นเลย ” ผมถามก่อนจะเหล่มองมันยิ้มๆ “ แล้วแบบนี้จะให้กูคิดว่ามึงไม่ชอบกูได้ยังไงวะอาร์ม มึงดูใส่ใจในตัวกูนะ แบบทำอะไรอยู่น่ะ เป็นยังไงบ้างนะ อยากรู้จังครับ เธอชื่ออะไร ”

“ เข้าข้างตัวเองชิบหาย ” อีกคนบอกเสียงเรียบ “ กูแค่สงสารมึง ถ้ามึงต้องเข้ามาอยู่ในวงจรปัญญาอ่อนเหี้ยนี่  กูก็เลยมอง แล้วก็คิดอยากจะบอกเรื่องที่พวกกูทะเลาะกันให้มึงฟัง เผื่อมึงจะตีตัวออกห่างได้ทัน  ”

“ แล้วทำไมไม่บอกวะ ”

“ ใช่เรื่องกูเหรอ ” จบทุกอย่างสั้นๆ ผมก็ได้แค่ถอนหายใจออกมา “ แล้วอีกอย่างตอนที่ทะเลาะกันครั้งแรก กูก็คิดว่า ไม่บอกนั่นแหละดีแล้ว ”

“ ทำไม ”

“ เพราะมึงเปรี้ยวตีนชิบหายเลยไง ออกหน้าแทนสัดๆ ” ได้แต่ยิ้มแห้งๆกับคนตรงหน้า ผมยักไหล่

“ กูแค่ไม่ชอบเรื่องปัญญาอ่อน เวลาเห็นไอ้ดีนมันหาเรื่องไอ้สัดเบสแบบปัญญาอ่อน กูคันตีนมากบอกตามตรง ทั้งๆที่ถามว่ากูชอบมีเรื่องเหรอ ก็ไม่นะ แต่มันอดไม่ได้จริงๆมึง ”

“ แล้วเวลาไอ้เบสมันกวนตีนไอ้ดีนมึงรู้สึกยังไง ” อีกฝ่ายถาม ผมก็ได้แต่นิ่งก่อนจะถอนหายใจแล้วก็มองหน้าอีกคน

“ เอาตามตรงนะ กูว่าจริงๆ กูก็แค่คนที่อยากมีเพื่อนมันก็เท่านั้นแหละสัด ก็เลยไหลไปตามมัน เหมือนอยากเป็นที่ยอมรับมั้ง ก็เลยช่วยมันบ่อยๆ แล้วก็รู้สึกหงุดหงิดแทนมันเวลามันมีเรื่อง ส่วนดีนมันไม่ใช่เพื่อนกู ก็เลยไม่ใช่คนที่กูต้องแคร์ มันก็เท่านั้น ”

“ สัตว์สังคม ” อาร์มยิ้ม

“ พูดเหมือนมึงไม่เป็น มึงก็เดือดแทนไอ้ดีนเหมือนกันนั่นแหละ เดือดแบบ เงียบๆ แต่ถ้าไอ้สัดเบสต่อยไอ้ดีน มึงต้องสวนไอ้สัดเบสจนตายแน่ๆ กูท้าเลย ” รอยยิ้มของคนตรงหน้าบอกกับผมได้อย่างดีว่ามันก็เป็นแบบนั้น ตามที่ผมบอกไป

“ เพราะงั้นทางที่ดีมึงก็พยายามอย่าเปรี้ยวตีนให้มันมาก เวลาเค้ามีเรื่องกันก็ยืนให้มันเงียบๆแบบไอ้สัดเจ้ยหน่อย เข้าใจมั้ย ”

“ ทำไม พวกมึงจะทำอะไรกู ” สบสายตาคมที่จ้องมองกัน ผมยกคิ้วล้อ

“ กูว่าหน้ามึงคงดูไม่ได้แน่ ถ้าเกิดโดนต่อยขึ้นมา ”

“ ไม่อยากให้กูโดนต่อยก็บอกมาเถอะ หวงอะดิ ”

“ เออ มึงก็รู้ตัวนะ งั้นกูก็คงไม่ต้องพูด ”

“ ไอ้ชิบหาย ” เผลอสบถออกไปก่อนจะเหลือบไปมองทางอื่นแล้วผ่อนลมหายใจออกมาแรงๆ แค่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกประโยคที่พูดเพื่อให้มันเขินกันบ้าง แต่สุดท้ายเหมือนเป็นผมมากกว่าที่ต้องนิ่งไปเพราะเขินมัน

อ่อนชิบหายเลยกู

“ เมี่ยง ”

“ อะไร ” ตอบรับด้วยเสียงหงุดหงิดอีกคนก็หลุดยิ้ม

“ ทำไมชอบปูทางให้กูจีบ อ่อยเปล่าวะ ถามจริง ”

“ อ่อยแม่มึงสิ ” พูดออกไปแบบนั้น ก่อนจะก้มหน้าลงกินข้าวต่อท่ามกลางรอยยิ้มกว้างของคนตรงหน้าที่ยังคงท้าวคางมองกันแบบไม่ยอมขยับมือตักข้าวกินอีกเลยสักพักใหญ่ ผมรู้สึกว่าในสายตานั่นเหมือนมีคำว่า น่ารัก ลอยเต็มไปหมด แต่นั่นแหละ บางทีผมอาจจะคิดไปเอง

“ กูยังไม่ได้ตอบคำถามมึงเลย ”

“ คำถามอะไร ” เพราะลืมไปแล้วก็เลยเงยหน้าขึ้นมามองอีกคนแบบงงๆ

“ ก็มึงถาม ว่าภายนอกมึงดูเป็นคนยังไง ”

“ อ้อ เออ แล้วเป็นยังไงวะ กูในสายตามึง ” ท่าทางที่ดูสนใจในคำตอบของผม ทำเอาคนตรงหน้ายกยิ้ม ก่อนจะมองกันแบบพิจารณา 

“ ถ้ามองกันภายนอกมึงดูเหมือนลูกคุณหนู ที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็น เติบโตมาแบบทั้งชีวิตมีคนงานที่บ้านทำให้ตลอดไม่ว่าจะเรื่องอะไร พวกที่มาเรียนหนังสือให้จบๆไป แล้วก็กลับไปรับช่วงต่อธุรกิจที่บ้าน ”

“  เมื่อกี้มึงบอกว่า กูเดาเรื่องมึงไม่ถูกเลยใช่มั้ย ” ผมถาม “ แต่ครั้งนี้มึงเดาเรื่องกูถูกเกือบหมดเลย กูเป็นอย่างที่มึงพูดมาทั้งหมดนั่นแหละ ”

พ่อแม่เป็นเจ้าของบริษัทส่งออกขนาดกลาง ฐานะทางบ้านจัดอยู่ในระดับกลางค่อนข้างดี ส่วนพี่สาวตอนนี้ทำงานอยู่ฝ่ายบัญชีแทนแม่ ส่วนผมจบไปก็จะไปทำงานแทนพ่อ เป็นการบริหารงานในครัวเรือนสุดๆอย่างที่อีกคนบอกจริงๆ

 “ แล้วทำไมมึงถึงมาคบกับพวกไอ้เหี้ยเบสละ ”

“ มันแค่มาทักกูก่อน กูเลยคบด้วย อีกอย่างเพราะกูไม่มีเพื่อนจากโรงเรียนเก่ามาเรียนด้วยกันเลยสักคน พวกมันไปเรียนเมืองนอกกันหมด เหลือแค่กู แล้วอีกอย่างกูว่ามันก็นิสัยดีนะ ถึงมันจะปัญญาอ่อนกับเพื่อนมึงบ้าง แต่สำหรับกูพวกมันก็ดี อย่างน้อยมันก็ไม่เอาเปรียบ มีปัญหาอะไรมันก็ช่วยกูแบบสุดตัวด้วย กูว่าพวกมันก็จริงใจดี ไม่แย่สักนิด ”

“ สำหรับกูดีนก็ไม่ได้แย่ มันไม่ได้เป็นอย่างที่มึงเห็นด้วยซ้ำ ”

“ แต่เหมือนพอเห็นหน้าไอ้สัดเบสแล้ว ต่อมกวนตีนเพื่อนมึงก็กำเริบ กูต้องจัดการ กูต้องจัดการ สมองมันสั่งการแบบนั้นใช่มั้ย ”

“ ไอ้เบสก็เป็นไม่ใช่เหรอ ต่อมกวนตีนกำเริบตอนเห็นหน้าไอ้ดีนเหมือนกัน ”

“ ไม่เถียงไอ้สัด ” ผมบอก

“ แต่จริงๆ ไอ้ดีนเป็นคนที่เห็นใจคนอื่นนะ มันเป็นคนรักเพื่อน  รักในความเป็นเพื่อนมากๆ แบบที่ ไม่อยากจะให้หายไปไหนเลยละ ”

“ เหรอ ”

ไม่รู้คิดไปหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าปลายเสียงนั่นค่อนข้างเบาคล้ายกับว่ามันกำลังเศร้า อาร์มยิ้มให้ผม หลังจากนั้นมันก็ตักข้าวคำสุดท้ายขึ้นกิน แล้วลุกขึ้นเต็มความสูง

“ กินเสร็จแล้วก็เก็บตามมา กูจะได้ล้าง ”

“ เดี๋ยวกูล้างให้เอง ” บอกอีกคนที่ก็ชะงักไป “ ตอบแทนที่เลี้ยงข้าวกูไง แล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าจานมึงจะแตกนะ เพราะกูล้างจานเก่งมาก เซียนสุดๆ บอกไว้ก่อน ”

“ งั้นก็ตามสบาย กูไปเอาข้าวให้แก้มหอมกินก่อนแล้วกัน ”

“ โอเค๊ ” ตักอาหารขึ้นกินต่อหลังจากคำพูดนั้น เพราะเป็นพวกที่ชอบกินกับข้าวอยู่แล้ว ผมก็เลยนั่งกินไปเรื่อยก่อนจะได้ยินเสียงของถุงอาหารแมวที่ถูกเปิดออก ห่อถุงสีเดียวกับที่ผมให้ไอ้นายท่าน พร้อมกับอาหารเปียกที่ก็ยี่ห้อเดียวกันนั้น ถูกเอาออกมาจากตู้เย็น

“ มึงใช้อาหารแมวยี่ห้อเดียวกับกูเลย ” บอกแบบนั้นอีกคนก็เลิกคิ้วมองกัน

“ หมายความว่าไง จะให้กูเลี้ยงข้าวแมวมึงด้วยเหรอ ”

“ ไม่ได้คิดเหี้ยอะไรอย่างงั้นเลย ” ส่ายหน้าปฎิเสธไปมาก่อนจะหันกลับมากินต่อ “ กูแค่ชวนคุย มันเท่านั้นแหละสัด ”

“ อ้อเหรอ ”

“ จ้า ” ลากเสียงยาวใส่อีกคนก็ยิ้ม

“ พี่ชายกูเป็นสัตวแพทย์ เค้าเป็นคนแนะนำมา อีกอย่างแก้มหอมก็ชอบด้วย โดยเฉพาะถ้าโรยผงปลาทูป่นลงไป ” ผงปลาทูป่นที่ว่าถูกตักแบบช้อนโตโรยลงไปบนในถ้วยข้าวนั้น ขนาดอาหารยังดูมีมีความใส่ใจและรายละเอียดเลยว่ะ กูละยอมใจ “ กูให้แก้มหอมกินแบบนี้มาตลอดไม่เคยเปลี่ยน ”

“ เหมือนกันเลยยยยยย ” ลากเสียงด้วยความตกใจในตอนที่ผมกินอาหารคำสุดท้ายเข้าไป “ พี่หมอที่โรงพยาบาลสัตว์ของกูเค้าก็แนะนำอาหารสองตัวนี้เหมือนกัน แต่ของกูไม่มีปลาทูป่นไรนี่นะ แต่เหตุผลของแมวกู คือมันเป็นอาหารจากโรงพยาบาลที่เค้าป้อนเพื่อรอเจ้าของมารอรับอะ แล้วแมวมันไม่ชอบเปลี่ยน กูเลยต้องให้อาหารเหมือนเดิม ”

“ แล้วทำไม มึงอยากเปลี่ยนเหรอ ” อาร์มถาม ผมก็เอียงหน้างง “ กูฟังจากน้ำเสียงของมึงแล้วกูรู้สึกอย่างงั้น เหมือนมึงอยากให้มันเปลี่ยน ”

“ กูอยากให้มันกินของที่ดีกว่านี้ไง เข้าใจความรู้สึกที่ว่า มีคนรับเลี้ยงใหม่แล้ว ไม่ถูกทิ้งแล้ว ชีวิตใหม่ อาหารก็เลยต้องใหม่จ้ะ ” ยิ้มให้พลางลุกขึ้นเต็มความสูง พร้อมกับจานอาหารที่ถูกกินจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะเปิดน้ำเป็นลำดับแรก ผมเริ่มล้างจาน ส่วนคุณเจ้าของห้องก็เดินออกไปวางถ้วยข้าวไว้ตรงที่กินอาหารของเจ้าแมวตัวสวย อาร์มเอ่ยเรียก

“ แก้มหอมขา ”

“ เมี๊ยว ”

“ กินข้าวค่ะ ” มันบอก ผมก็ได้แค่ทำปากมุบมิ๊บเพื่อเสียนแบบอย่างอดไม่ได้ ก็มันน่าเอ็นดูมากจริงๆ กับคำว่า แก้มหอมขา ของไอ้เหี้ยนั่น มีความเสียงอ่อนเสียงหวาน “ ไม่กินเหรอคะ ทำไมละครับแก้มหอม นี่ของโปรดหนูเลยนะ ”

“ เมี๊ยว ”

ดูท่าว่าน่าจะมีปัญหานิดหน่อย ผมหันไปมอง ฉากที่ผมเห็นตอนที่หันหลังไปนั้น คือร่างสูงที่ยืนขมวดคิ้วมองแมวของตัวเองที่ก็กำลังนั่งมองเจ้านายตัวเองตาแบ๋ว พร้อมกันนั้นก็มีความเอียงซบแมวของผมอยู่

“ มันเขินเปล่ามึง ” ผมบอกอีกคน “ แบบว่าน้องแก้มหอมเขินนายท่านไง น้องไม่กล้ากินต่อหน้าพี่นายท่าน เดี๋ยวพี่นายท่านจะรู้ว่าจริงๆน้องชอบกินปลาทู ทั้งๆที่ท่าทางน้องอาหารควรจะแบบราชนิกูลมากกว่ากว่านั้น มันควรจะเป็นปลาแซลม่อนจากน้ำทะเลลึก อีกอย่างเดี๋ยวพี่นายท่านจะหาว่าน้องแก้มหอมขากินเยอะ เป็นแมวอ้วงๆไง ”

“ แง๊ว ” เสียงตอบรับของคนที่กำลังวิเคราะห์ความคิดอยู่ร้องขึ้นเสียงเบาๆ ในตอนนั้นผมที่เบิกตากว้างหันไปไปบอกไอ้อาร์มเสียงดัง

“ เห็นมั้ย ใช่แน่นอน น้องแก้มหอมเขิน ”

“ ประสาท มันก็แค่ขานเพราะได้ยินคำว่าแก้มหอมขา ก็เท่านั้น ”

“ หมายความว่าไงวะ ” ร่างสูงถอนหายใจออกมา มันยกมือขึ้นท้าวสะเอวของตัวเองทั้งสองข้างอย่างคิดวิเคราะห์ สายตาคมมองหน้าแมวผมที่ก็เงยหน้ามองหน้ามัน ต่างฝ่ายที่ต่างมองกันแบบไม่มีใครยอมกัน เป็นฉากที่คุ้นตามาก คล้ายว่าเป็นไอ้ดีนกับเบสที่ประชันหน้ากันบ่อยๆ

“ เมี๊ยว ” แล้วสุดท้ายพอน้องแก้มหอมทัก อาร์มก็เดินกลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง มันหยิบจานที่คล้ายกับถ้วยใส่อาหารแมวออกมา  แล้วเปิดถุงอาหารคล้ายว่ามันจะทำอาหารแมวอีกจาน

“ จะทำอะไรวะนั่น ”

“ ก็เห็นๆอยู่ กูจะเอาข้าวให้แมวมึงกินไง ”

“ เฮ้ยๆ ไม่ต้องๆ เกรงใจไอ้สัด เดี๋ยวกูล้างจานเสร็จ จะพามันกลับไปกินที่บ้านเอง ”

“ กูให้เพราะเห็นว่าแก้มหอมคงไม่กินแน่นอน ถ้าไอ้แมวนั่นไม่กินด้วย ไม่ได้อยากให้เลยสักนิด ” บอกแบบนั้น คนข้างกันก็คลุกอาหารเม็ดเข้ากับอาหารเปียกแบบเชี่ยวชาญ พร้อมกับโรยปลาทูป่นลงไป ก่อนจะหันมามองผม แล้วเอามืออีกมือที่ไม่สกปรกหยิบจานนั้นแล้วยื่นมาให้กันดูตรงหน้า

“ โอเคแล้ว ปกตินายท่านก็กินประมานนี้แหละ ”

“ ให้ดม เป็นแมวด้วยกันน่าจะรู้ ว่าแบบนี้มันน่ากินมั้ย ”

“ K ” สบถใส่คนกวนตีนที่ก็เดินออกไปแบบอารมณ์ดี อาร์มวางถ้วยอาหารลงบนพื้นแบบที่จัดให้เจ้าแมวสองตัวเองอยู่ตรงข้ามกัน ก่อนจะหันไปมองแมวผม

“ ของมึง กินซะ ” นายท่านเบือนหน้าหนีกับคำพูดนั้นอย่างไม่สนใจ ท่าทางกวนตีนของมันชวนให้อาร์มเลิกคิ้ว “ ยังไง ไม่กินเหรอ ”

“ เมี๊ยว ” เสียงของน้องแก้มหอมที่ร้องขึ้นพร้อมกับกินก้มลงกินอาหารในชามตัวเอง แล้วก็เงยหน้าขึ้นมามองนายท่านอีกครั้ง น้องส่งเสียงร้อง “ เมี๊ยว ”  ราวกับจะเชิญชวนให้อีกฝ่ายกินข้าวด้วยกัน ท่าทางที่เหมือนจะบอกว่า  ‘ กินสินายท่าน กับข้าวของป๊าแก้มหอมอร่อยมากเลยน้า ’

“ ยังไง ถ้าไม่กินกูจะได้เอาไปทิ้ง ” ร่างสูงตรงหน้าแมวของผมบอกพลางยกคิ้ว “ แต่คิดให้ดีนะ เพราะไม่ใช่ทุกวันที่ลูกพี่มึงจะพามึงมาที่นี่ แล้วมึงก็ได้กินข้าวกับแก้มหอมลูกสาวกู ”

ไม่มีเสียงตอบรับอะไร ผมเห็นนายท่านก้มลงกินข้าวในชามตัวเองหลังจากนั้น ท่าทางจำยอมของมันทำให้ไอ้อาร์มยกยิ้มก่อนจะเดินออกมาอย่างผู้ชนะ ซึ่งสำหรับผมมันไม่ต่างกันเลย ระดับความกวนตีนระหว่างคนกับแมว เรียกได้ว่า ช่างเป็นมวยคู่เอกที่สูสี 

“ นี่สินะเดทแรก นั่งตรงข้ามกัน กินข้าวด้วยกัน ” เอ่ยพูดกับคนที่เดินเข้ามาในครัว พร้อมมือที่ก็ล้างจานในอ่างไปเรื่อย ก่อนจะหันไปมองเจ้าของห้องที่ก็ยืนอยู่ข้างกัน เพราะรู้สึกถูกจดจ้องมากเกินไป “ อะไร ”

“ มึงว่าอะไรนะ ”

“ ก็.. เดทแรก ” อ้าปากออกมาตอนที่คิดขึ้นมาได้ ผมยิ้มกว้างออกมาก่อนจะปัดมือเหมือนจะบอกด้วยท่าทางว่าอีกฝ่ายแค่เข้าใจผิด “ ไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น กูหมายถึงว่า เพื่อนกัน นั่งกินข้าวด้วยกันไง สานสัมพันธ์ครั้งแรก ”

“ กูไม่ได้บอกว่ามึงพูดผิด ” อาร์มมันท้วง ผมก็ได้แต่นิ่ง

“ งั้นมึงยอมรับแล้วเหรอว่า แก้มหอมของมึงกับนายท่านของกู มันรู้สึกต่อกันแบบมากกว่าคำว่าเพื่อนแมว ”

“ เปล่า ” ใบหน้าคมส่ายไปมา

“ อ้าว..”

“ แต่หมายถึงมึงกับกูน่ะ เมื่อกี้เรานั่งตรงข้ามกัน กินข้าวด้วยกัน มันเหมือนเลยไม่ใช่เหรอ เดทแรกที่มึงพูดถึง ”

 “ เชี้ย..” สบถแบบไม่ออกเสียง ในใจผมคิด จีบสัด มีช่องว่างไม่ได้เลยนะไอ้เหี้ย อาร์มยกคิ้วให้กัน เราเงียบไปสักพัก ก่อนที่ผมจะสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วหันไปชวนคุยอีกครั้งเพราะอีกฝ่ายเอาแต่จ้องมองกันมากเกินไป
 
“ ว่าแต่มึงนี่ สุดยอดคุณพ่อผู้รู้ใจคุณลูกเลยนะ รู้หมดเลยว่า แก้มหอมต้องการอะไร ”

“ ก็กูเลี้ยงมันมาตั้งแต่เด็ก ”

“ อ้าว ไหนมึงบอกเจ้าของน้องแก้มหอมฝากมึงเลี้ยงไว้ หรือว่าเจ้าของจริงๆเป็นพี่ชายมึงที่ตอนนี้เรียนอยู่ที่อังกฤษ ” ผมถามอีกคนก็ขมวดคิ้ว

“ กูเคยไปบอกมึง เรื่องแก้มหอมตั้งแต่เมื่อไหร่ ”

“ ก็ตอนที่เข้าห้องกูครั้งแรก มึงบอกว่า มีคนฝากแก้มหอมไว้กับมึงเหมือนกัน เค้าไปเรียนต่อเมืองนอก เหมือนจะเป็นอังกฤษด้วยนะ ถ้าจำไม่ผิด ”

“ เหรอ ” อาร์มมันถามผมกลับด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะเป็นคนพูดแบบนั้นออกมา มันพยักหน้ารับ “ อื้ม ก็เป็นแบบนั้นแหละ ”

“ ตอแหลแน่ไอ้สัด ” ผมถามกลับเพราะเห็นท่าทางของมันเหมือนยอมจำนนแบบให้ผ่านไปมากกว่า “ ทำไม เรื่องที่มาของแก้มหอม น่าอายจนต้องโกหกกันเลยเหรอวะ ”

“ คงงั้น ” อาร์มก้มหน้าลงก่อนจะยกยิ้ม “ บางที แก้มหอมอาจจะเป็นการย้ำเตือนความโง่หลายๆอย่างกูก็ได้ ”

“ หมายความว่าไงวะ ” เสียงเบาๆของผมถาม แต่เหมือนประโยคนั่น จะเป็นประโยคที่อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจจะให้ผมได้ยินตั้งแต่แรก อาร์มหันไปมองทางอื่น

“ ไม่อยากบอก มึงมีปัญหาอะไรมั้ย ”

“ ก็ไม่มีจ้า ” ยกมือขึ้นสองข้างตอนที่สบสายตาคมเข้มที่ถามอย่างหาเรื่องกัน “ หรือว่านะ แมวตัวนี้จะเป็นของนาเดีย แล้วจริงๆเธอเองก็แอบคบกับมึง ”

“ ที่ถามคือผ่านสมอง กลั่นกรองออกมาแล้วใช่มั้ย ”

“ ไอ้สัด ” ผมเบือนหน้าหนี “ ด่าว่าโง่ก็ได้ ไอ้เหี้ย ถ้ามึงจะมาถึงขั้นนั้นแล้ว ” พูดเสียงเบาๆกับตัวเองก่อนจะเหล่มองอีกคน “ แล้วอีกอย่างนะ มันจะแปลกอะไร มันก็คิดได้ทั้งนั้นอะ ตอนนั้นมึงเองก็บอก มีคนฝากเลี้ยงไว้ไปก่อนไปอังกฤษ นาเดียก็ไปเรียนอังกฤษเหมือนกันอะ ”

“ แล้วในโลกนี้มันมีคนไปเรียนต่ออังกฤษคนเดียวเหรอ แล้วนี่กูยังจำไมได้เลยว่ากูบอกแบบนั้น บอกว่าไปอังกฤษ สับสนมั้ยมึงน่ะ ” อาร์มหันมาถาม ก่อนจะยกนิ้วขึ้นจิ้มที่หน้าผากผม “ คือถ้ามึงใช้ตรงนี้สักนิด มึงจะคิดวิเคราะห์ได้ว่า กูเป็นเพื่อนกับดีน แล้วเรื่องอะไรที่กูจะเอาผู้หญิงหลายใจคนนั้นมาเป็นเมีย แล้สมาทำให้ความเป็นเพื่อนของกูกับมัน ขาดลง ”

“ ก็ใครมันจะไปรู้.. ตอนแรกมึงบอกว่าน้องแก้มหอมมีคนฝากไว้ เค้าไปเรียนต่ออังกฤษ พอวันนี้ก็เลี้ยงมาตั้งแต่มันเล็กๆ สรุปตอนนี้กูก็ยังไม่รู้เลย ว่าน้องแก้มหอมคือยังไง  ได้มาได้ยังไง ”

“ แต่ประเด็นคือแก้มหอม มันเกี่ยวเหี้ยอะไรกับมึง ”

“ เออว่ะ ” เผลอหลุดพูดออกไปอย่างงั้น ผมก็ตาโต แต่ตอนนั้นเหมือนไอ้อาร์มจะหลุดยิ้มกว้าง วีหน้าของมันเปลี่ยนเป็นความสุขอย่างฉับพลัน “ ไม่ใช่นะเว้ย ก็ ก็มึงยังรู้เรื่องนายท่านของกูเลยถูกมั้น เพราะงั้นมึงเองก็ต้องเล่าเรื่องของน้องแก้มหอมให้กูฟังเหมือนกันไง ทุกอย่างมันก็เท่านั้นแหละ ”

“ ประสาท ฮ่าๆ ” อีกฝ่ายที่หลุดหัวเราะออกมา ไม่รู้เพราะท่าทางเลิ่กลั่กที่อีกฝ่ายชอบบอกว่า มันจับผิดได้โคตรง่าย แต่ที่รู้แน่ๆ คือผมไม่เคยเห็นมันยิ้มกว้างแบบนี้มาก่อน รวมถึงเสียงทุ้มอบอุ่นนั่นก็ด้วย “ คือมึงจะแม่งจะน่ารักไปไหนวะ ”

ตาผมเบิกกว้าง เป็นปฎิกิริยาที่อยู่ๆหัวใจก็สั่นรุนแรง และฉับพลัน ผมพยายามก้มหน้ากับอ่างล้างที่ตอนนี้พยายามล้างจานแค่ไม่กี่ใบนั้น ด้วยความขะมักเขม้นแบบไม่เคยเป็นมาก่อน แก้มของผมร้อนผ่าว จนคิดว่าถ้าตอนนี้มีกระจกอยู่ตรงหน้าแล้วได้ส่องดู มันคงไม่ต่างอะไรกับผลมะเขือเทศสีแดงสุกติดอยู่บนนั้น

“ มึงน่ะสิประสาท ”

“ ว่าไงนะ ” คนข้างกันถาม ในตอนนั้นผมก็สูดลมหายใจ แล้วหันไปมองหน้ามัน เห็นทีว่าต้องเปลี่ยนหัวเรื่อง ก่อนที่หัวใจจะไม่ไหวไปก่อน ผมคิดได้แค่นั้น

“ ว่าแต่เมื่อกี้มึงยังไม่ตอบกูเลย ที่บอกว่า แก้มหอมขานรับ เพราะแค่ได้ยินกูเรียกว่าแก้มหอมขา ทำไมมึงถึงคิดงั้น บางทีมันอาจจะขานรับความคิดกูก็ได้นะ แบบว่ามันฟังภาษาคนเข้าใจไง ”

“ ภาษาคนหน้าแมวอย่างมึงน่ะเหรอ ” อาร์มมันพูดยิ้มๆ ก่อนจะหยิบเอาจานที่ผมล้างฟองสบู่แล้วขึ้นมาล้างน้ำให้ จานสะอาดใสถูกสะเด็ดน้ำแล้วเคลื่อนไปวางลงในเครื่องอบจาน “ ที่กูรู้เพราะกูฝึกแก้มหอมเอง ”

“ ฝึก ? ”

“ แก้มหอมถูกฝึกให้ขานรับ เวลาที่ถูกเรียก ว่าแก้มหอมขา ”

“ มึงฝึกแมวได้ด้วยเหรอวะ ” ผมถามแบบตาโต เพราะรู้ว่ามันยากมากที่จะเห็นใครสักคนฝึกแมว ปกติมันก็ตกเป็นทาสแมวกันทั้งนั้น

“ แล้วทำไมจะทำไม่ได้ แมวมันฝึกได้ แต่ต้องใช้ความอดทนแบบที่เรียกว่ามากๆมันก็เท่านั้น  ไม่งั้นมันก็คงถูกฝึกให้เข้าห้องน้ำไม่ได้ถูกมั้ยละ ”

“ นั่นก็จริงของมึง ” พยักหน้ารับกับตัวเอง และขอสารภาพตามตรงเลยว่า ในใจตอนนี้ก็ยกยอความดีของมันพอสมควร ทำอาหารก็เก่ง เลี้ยงแมวก็เก่ง หน้าตาดี แถมยังมีเสน่ห์อีก ไม่ติดว่าเป็นอริกันแถมมันยังหมายหัวผมให้ตกหลุมรักมันแล้วละก็ บางที ผมอาจจะเลยตามเลยกับมันไป 

‘ แต่ไม่ได้เมี่ยง ’  ไหนมึงบอกจะหาลูกสะใภ้ให้แม่ไง ไขว่เขวได้เหรอวะ แล้วอีกอย่างไอ้เหี้ยนี่ มันไม่ได้ชอบมึงจริงๆ มันก็แค่จีบมึงเล่นๆ เพราะงั้นมึงก็เอง ก็ต้องแข็งแกร่งเอาไว้นะไอ้สัด!

“ เป็นเหี้ยอะไร ผีเข้ามึงเหรอ ” อาจเพราะพูดกับตัวเองแล้วมีรีแอคชั่นมากเกินไปหน่อย คนข้างกันก็เลยถาม

“ เปล๊า ” ผมพูดเสียงสูง “ กูแค่สมเพชตัวเองนิดหน่อยน่ะ ”

“ เรื่อง ” แล้วคำถามนั้นก็ทำให้ผมนิ่งไป ก็อยากจะบอกออกไปอยู่นะ ว่าหวั่นไหวไปกับความเฟอร์เฟ็คของมึงในระดับหนึ่งแล้วละตอนนี้ แต่ผมก็คิดว่า เราไม่ควรพูดจุดอ่อนของตัวเองออกไป

“ ก็ สมเพช เอ่อ..” สมองของผมมันคิดหาคำตอบ สายตาของผมเองก็ด้วย มันกรอกวนไปมา “ แบบว่า.. ”

“ แนะนำว่าถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็พูดความจริง ”

“ เนี้ยแหละความจริง! ” ย้ำออกไปด้วยสายตาจริงจัง “ กูแค่รู้สึกสมเพชตัวเองเฉยๆ ว่าแมวกู ขนาดเรียกให้มาใกล้ๆมันยังเมินเลย นี่มันเข้าห้องน้ำเป็นก็ดีเท่าไหร่แล้ว ”

“ ตอนแรกคิดว่ามึงจะพูดอะไรเกี่ยวกับกู ”

“ ใช่ที่ไหน ” หันไปบอกอีกคนตาโต แต่เหมือนจะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือกันสักเท่าไหร่ อาร์มมันนิ่งก่อนจะค่อยๆดึงตัวเองเข้ามาใกล้กกัน พร้อมกับมือที่เอื้อมมือมาจับมือของผมที่อยู่ใต้ฟองสบู่พวกนั้น “ ดะ เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนนะ มึงจะทำอะไร ”

“ เมี่ยงครับ บอกความจริงมา..”

“ แง๊ว!!! ” เสียงร้องดังคล้ายกับใครเอากลองใหญ่ของโรงเรียนมาตีอยู่ข้างหู ภาพที่เราหันหลังไปเห็นตอนนั้นคือเจ้าแก้มหอมที่พองตัวขึ้นมาขู่ กับแมวของผมที่กำลังฉี่อยู่บนโต๊ะกินข้าว น้ำสีเหลืองที่ไหลนอง และฉากที่เหี้ยที่สุดคือไอ้นายท่านทำท่ากลบทั้งที่มันเป็นโต๊ะธรรมดา

“ เหี้ย ” อาร์มมันพูดเสียงเบาพร้อมกับนิ่งไป ส่วนผมที่มีสติกว่าในตอนนั้นคว้าเอาทิชชูที่ใช้สำหรับซับน้ำมันอาหาร ฉีกดึงออกมานับสิบแผ่นก่อนจะวิ่งไปซับฉี่พวกนั้นเพื่อหยุดไม่ให้มันไหลงมาบนพื้นด้านล่าง

ผมผ่อนลมหายใจออกมารัวๆ พร้อมกับมองแมวตัวเองที่เดินนัวนาดแล้วกระโดดลงจากโต๊ะไป แต่ก่อนหน้านั้น ก็ไม่ลืมหันกลับมามองเจ้าห้องด้วยแววตาท้าทาย คล้ายจะถามว่า ‘ มีไรป่ะ ’

“ แมวเหี้ย ”

“ เออ กูไม่เถียงหรอก ” หันไปบอกเจ้าของบ้านที่มองกันด้วยสีหน้าหงุดหงิด สายตาว่างเปล่านั้นที่เห็นนั้น ผมทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ “ คือ...เดี๋ยวจะหาว่าปกป้องเนอะ แต่มันเข้าห้องน้ำได้ปกติไม่มีเกเรเลยนะมึง แปลกใจ
เหมือนกันว่าทำไมมันมาฉี่เรี่ยราดในบ้านมึงแบบนี้ อาจเพราะไม่รู้ว่าต้องไปเข้าตรงไหนเปล่าวะ ต้องใช่แน่ๆเลย ใช่แหละ ใช่เนอะ ”

“ ห้องน้ำบ้านกูกับบ้านมึงก็เหมือนกัน ” ร่างสูงเชิดหน้าไปที่ห้องน้ำแมวที่คล้ายกับยานอวกาศนั่น

“ ก็มันอาจจะมีกลิ่นของแก้มหอมอยู่ไง แมวกูก็เลยไม่ชิน หรืออาจจะเขิน ” พูดแบบนั้นก่อนจะจัดการเอาทิชชู่ชุ่มฉี่แมวใส่ถุงแล้วมัดปากให้มิดชิด

“ แต่กูว่ามึงมีคำพูดนึงที่ควรพูดมากกว่าอะไรทั้งหมดนั่นนะ ”

“ ขอโทษครับ ” ยิ้มให้กับคนตรงหน้า ก่อนจะเดินไปหาเจ้าแมวของตัวเอง แต่ตอนที่ทำทีเป็นจะจับอีกฝ่ายก็เดินหนีกันไปก่อน “ เฮ้ย! นายท่าน มานี่เลยนะมึง มาให้กูจับเดี๋ยวนี้ มึงต้องมาขอโทษเค้านะ ทำผิดก็ต้องขอโทษ เข้าใจมั้ย ”

“ เอาเข้าไป ” เจ้าของห้องว่าเสียงเบาๆ ในตอนที่เห็นผมเดินไปทั่วบ้าน แต่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นผมก็จับตัวอีกฝ่ายได้พอดี จัดการอุ้มนายท่านที่ตอนนี้โคตรขืนตัวขึ้นมา ก่อนจะเอามือสองมือของมันมาประกบเข้าด้วยกัน และแน่นอนว่า หน้ามันโคตรจะไม่สำนึกสักนิด

“ ขอโทษนะครับ ผมขอโทษนะครับ คราวหลังผมจะไม่ทำอีก จะฉี่ให้เป็นพี่เป็นทาง ขอโทษนะครับพี่อาร์ม คราวหลังนายท่านจะไม่ทำอีกแล้ว ” จับแมวก้มหัวแต่ก็ขืนตัวกันเหลือเกิน “ พี่อาร์มหายโกรธนายท่านนะ ”
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 6 :: up! 20-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 27-12-2019 20:24:15

เงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าที่กำลังยกยิ้ม อาร์มถอนหายใจออกมาตอนที่สบสายตาของผมที่กำลังยิ้มกว้าง มือหนาข้างนึงทำทีเป็นจะจับที่หัวผม ริมฝีปากกำลังจะเอ่ยพูดว่า ไม่โกรธหรอกครับ แต่ทว่ายังไม่ทันจะถึง กรงเล็บของเจ้าตัวร้ายที่ผมอุ้มก็กางออกแล้วข่วนลงบนมือนั้นแบบเต็มแรง

“ แง๊ว! ”

“ เชี้ย!! ” ถึงขั้นสบถออกมาเสียงดัง ผมตัวแข็งทื่อไปเลยตอนที่เห็นรอยทางยาวสีแดงสดบนข้อมือหนานั้น “ ขอโทษ ” ผมพูดออกไปในตอนที่วางเจ้าตัวแสบลงกับพื้น เอื้อมมือไปจับมือของอีกคนมาดู “ อาร์ม มึง เจ็บมั้ยวะ ”

“ ไม่เจ็บหรอกมั้ง ”

“ ไม่ใช่เวลากวนตีน ” ผมบอกก่อนจะถอนหายใจออกมา “ สงสัยมันคิดว่ามึงจะทำอะไรกู ขอโทษแทนมันด้วยนะ ”

“ ช่างมันเถอะ ” อาร์มดึงมือตัวเองออกจากมือผม มันเดินตรงไปที่หน้าห้องของตัวเอง ตรงนั้นมีตู้เตี้ยๆวางอยู่ อีกฝ่ายดึงกล่องสีชมพูขึ้นมา ก่อนจะยืนให้ผม “ มึงทำความสะอาดโต๊ะให้กูให้เรียบร้อย แล้วก็กลับบ้านไปได้แล้ว ก่อนจะกูจะเตะแมวมึงออกไป ”

“ ไม่ต้องห่วงเรื่องฉี่แมวบนโต๊ะ กูทำให้แน่ ” ผมบอกก่อนจะดึงมืออีกฝ่ายขึ้นมาดูอีกครั้ง “ แต่แผลที่มือมึงเนี้ย คือต้องทำก่อนเลย มึงมีน้ำยาล้างแผลมั้ย กูจะทำแผลให้ ”

“ ไม่มี ” ผมตาโตขึ้นมาในตอนที่อีกคนบอก

“ ไม่มี ”

“ แล้วมันแปลกตรงไหน กูมีแผลทีก็ซื้อที ไม่เคยเก็บไว้ ” อีกฝ่ายพูดแบบเรียบๆ ผมก็ได้แต่นิ่งค้าง

“ ของแบบนี้มันต้องมีติดห้องสิว่ะ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสนอ น้ำยาล้างแล สำลี มันต้องซื้มาติดไว้บ้าง ”

“ บ่นชิบหาย ”  อีกคนว่าพลางเอามือเขี่ยหูคล้ายจะรำคาญ “ แผลแค่นี้เอง มันไม่เป็นอะไรหรอก อีกอย่างแมวมึงมันก็ปกติดี ล้างน้ำก็หายแล้ว ”

“ ไม่ได้! ” ขึ้นเสียงจริงจังอีกคนก็เบือนหน้าหนี

“ ไอ้นายท่านมันอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์ตั้งหลายเดือน บางทีมันอาจจะติดโรคอะไรมาแต่ยังไม่แสดงอาการก็ได้ ทุกอย่างมันเป็นไปได้หมดแหละ เพราะงั้นก่อนอื่นมึงต้องล้างแผล แล้วเราก็ต้องไปโรงพยาบาลกกัน ไปฉีดยา ”

“ ห๊ะ ? ”

“ ห๊ะ อะไรของมึง ลุกขึ้น กูต้องพามึงไปทำแผลที่โรงพยาบาลก่อน เร็ว ” ดึงอีกคนให้ลุกขึ้นจากโซฟาที่นั่ง ก่อนจะหันไปมองไอ้ตัวแสบที่นอนลงที่นอนหน้าทีวีอย่างไม่ใส่ใจอะไร “ ส่วนมึงนายท่าน เดี๋ยวกูจะกลับมาจัดการ ”

“ เมี๊ยว ” ขานรับแบบไม่สะทกสะท้านสิ่งใด เหมือนจะบอกกว่า ‘ จ้า ตามสบายเลย ’

“ มึงนะมึง ” ได้แต่พูดออกไปแบบโกรธแค้นแต่ก็รู้ดีว่าทำอะไรมันได้ ผมหันมามองคนเจ็บอีกครั้ง “ กูขอไปเอากุญแจรถก่อน มึงนั่งอยู่ตรงนี้ ”

“ ขับรถกูไปก็ได้ ” อาร์มโยนกุญแจรถของตัวเองที่เหมือนเจ้าตัวจะพกติดตัวอยู่แล้วมาให้ผมที่ก็คว้ารับมันเอาไว้

“ แต่ยังไงกูก็ต้องไปเอากระเป๋าเงินอยู่ดี อีกอย่างกูไม่ชอบขับรถคนอื่น มันไม่สบายใจ ” ว่าแบบนั้นก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องของตัวเอง ผมหยิบเอากระเป๋าเงินยัดใส่กระเป๋า คว้าเอากุญแจรถที่ตั้งอยู่ตรงที่แขวนของมันแล้วล็อคห้อง ผมออกมาอย่างรีบร้อน ในตอนที่เปิดประตูห้องข้างๆ ผมหอบหายใจ

“ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น กูไม่ตายง่ายๆหรอก ” ร่างสูงที่พูดยิ้มๆ อาร์มเดินตรงเข้ามาใกล้ผมก่อนจะยกมือข้างที่ไม่ได้เจ็บลูบผมตรงด้านหน้าของผมขึ้นไป ใบหน้าที่เหมือนถูกดึงไปข้างหลังนั้น “ แต่ยังไงก็ขอบคุณที่เป็นห่วงกูขนาดนี้ ”

“ ใครเป็นห่วง ” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ ทั้งๆที่ก็รู้สึกว่าแก้มมันกำลังร้อนผ่าว “ กูแค่ต้องรับผิดชอบ เพราะแมวกูมันทำร้ายมึง แม่งก็เท่านั้นแหละ”

“ งั้นเหรอ ” อีกคนที่พูดแบบเสียงยาว ผมหลบสายตาที่ชวนให้หน้าแดงนั้นหันเข้ามามองเจ้าแมวสองตัวในห้อง ที่ตอนนี้กำลังคลอเคลียกันอยู่

“ แก้มหอมขา ถ้าไอ้นายท่านมันฉี่ไม่เป็นที่เป็นทาง หนูตบมันให้เลือดอาบหน้าเลยนะ โอเคมั้ย ”

“ เมี๊ยว ” เสียงใสที่ขานรับ ผมที่เดินออกมาตรงประตูได้ยินเสียงร่างสูงพูดกับแมวตัวเองแบบไม่เบานัก

“ เดี๋ยวป๊ามานะคะ ”

เราลงลิฟต์ไปตรงลานจอดรถ รถญี่ปุ่นคันสีขาวของผมถูกปลดล็อค คนเจ็บเปิดมันก่อนจะเข้าไปนั่งด้านใน ส่วนผมก็ประจำหน้าที่ตรงฝั่งคนขับ ที่ก็หยิบเข็มขัดนิรภัยมารัดให้เรียบร้อย

“ แล้วมึงจะไม่รัดเข็มขัดนิรภัยสักหน่อยเหรอ ”

“ อ้อ ” เหมือนว่าอีกฝ่ายจะลืมไป มือข้างที่เจ็บทำทีเป็นจะหันไปหยิบ แต่เหมือนมันจะคิดอะไรขึ้นมาได้ อาร์มหยุดชะงัก ก่อนจะหันมามองหน้าผม “ เจ็บมือ ”

“ ถามจริงนะไอ้สัด ” ผมถาม อีกคนก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเจ็บปวดแบบที่ปากแบะนิดๆคล้ายจะอ้อนกัน  “ มึงแสดงได้ห่วยมาก เอาจริงๆนะ ไม่เนียนเลยสัด ”

“ ก็อยากให้คาดให้ ไม่ได้เหรอ ” อีกคนถามหน้านิ่ง แต่ผมก็เหมือนกัน ผมนิ่งไป

“ จีบสัด มีช่องให้หน่อยไม่ได้เลยนะ” ในตอนนั้นอาร์มแค่ยิ้ม มันไม่ได้ตอบอะไร แต่ถึงอย่างงั้นผมก็แอบเห็น มันหันออกไปมองนอกหน้าต่างด้วยแก้มแดงๆราวกับไม่อยากจะให้ผมเห็นสักเท่าไหร่  ทั้งๆที่เป้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดกับการเอาคืน แต่ผมก็คิดว่า ในตอนนี้เราควรหยุดก่อน

เพราะหัวใจที่เต้นแรงเพราะมันมาตลอด ควรได้รับการพักผ่อนบ้าง

 ระหว่างทางที่การจราจรค่อนข้างติดขัด ผมเผลอถอนหายใจออกมาก่อนจะเหลือบไปมองมือของอีกฝ่ายที่ท่าทางว่าคงข่วนเข้าไปลึกพอดู แผลเลือดซิปสีแดงสดมีเลือดไหลออกมาเป็นระยะ ทิชชู่แผ่นใหญ่ที่ผมหยิบมาไว้ห้ามเลือดดูมีร่องรอยของคราบเลือดหลายแห่ง

“ นี่คือมึงจะไม่ถามหน่อยเหรอ ว่ากูจะไปโรงพยาบาลเอกชน หรือว่าโรงพยาบาลรัฐ ” อาร์มพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ผมก็ได้แต่นิ่ง

“ เออว่ะ ”

“ เชื่อมึงเลยไอ้สัด ” อีกฝ่ายว่า

“ แล้วตกลงมึงจะไปโรงพยาบาลไหน ”

“ เอกชนข้างหน้าก็ได้ ” ใบหน้าคมเชิดหน้าไป “ กูเบิกประกันได้ ”

“ โอเค ” ตอบอีกฝ่ายเสียงเรียบๆ ความเงียบภายในรถเกิดขึ้นมาอีกครั้ง จนผมต้องชวนคุย “ เปิดเพลงมั้ย มึงชอบเพลงอะไร  รถกูมีเครื่องเปิดเพลงจากยูทูปได้ด้วยนะ ” ชี้ที่เครื่องเชื่อมต่อสัญญาณบูธทูธในรถอีกคนก็ขมวดคิ้วยิ้มๆ

“ มึงกำลังจะอวดของเล่นกูอยู่เหรอ ”

“ เอาน่า มาฟังเพลงกันหน่อย มึงอยากฟังเพลงอะไร กูจะตามใจมึงนะ ” ผมว่าก่อนจะหยิบเอามือถือตัวเองขึ้นมา แต่ในตอนนั้นอีกฝ่ายก็เอามือที่ไม่ได้เจ็บแผลมาดันมันลง

“ มาคุยกันดีกว่า ”

“ เรื่อง ? ” ผมเอียงหน้าถาม

“ มึงจะรับผิดชอบยังไงกับแผลนี้ ”

“ ก็เดี๋ยวพาไปโรงพยาบาล จะจ่ายค่าทำแผลแล้วก็ค่าฉีดยาป้องกันพิษสุนัขบ้าให้ไง ”

“ ไม่ต้อง กูมีประกัน ให้ประกันมันจ่ายไป ” อีกฝ่ายบอกปัดแบบนั้น ผมก็ได้แต่นิ่ง “ มึงรับผิดชอบเรื่องอื่นไปแล้วกัน ”

“ แล้วจะให้กูรับผิดชอบอะไรละ”

“ มึงรู้มั้ยว่าฉีดยาเกี่ยวพิษสุนัขบ้า เค้าฉีดกันสี่เข็ม เพราะฉะนั้นกูต้องมาโรงพยาบาลสี่รอบ ”

“ คือ..มึงจะให้กูมาส่ง ”

“ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบนะ ” เสียงเรียบที่หันมาบอกกันด้วยรอยยิ้ม ผมถึงกับนิ่งไปก่อนจะพยักหน้ารับด้วยความจำยอมแบบช่วยไม่ได้  “ เพราะงั้นมึงต้องเป็นคนดูแลวันนัดหมอของกูทั้งสี่วัน แล้วก็ต้องเป็นคนดูแลเรื่องที่กูทำไม่ได้ ”

“ อะไร เรื่องที่มึงทำไม่ได้ ” หันไปถามอีกฝ่ายงงๆ เพราะแน่นอนว่ามือมันไม่ขาดหรือด้วน ก็แค่เป็นแผลที่ก็จะแสบนิดหน่อยตอนโดนน้ำ

“ ล้างจานให้กูทุกวัน เพราะกูไม่อยากให้มือโดนน้ำ มันแสบ ”

“ จะให้กูอาบน้ำ สระผมให้ด้วยมั้ย เข้าห้องส้วม ต้องตามไปล้างตูดให้ด้วยปะ ” หันไปถามอีกคนสีหน้าจริงจัง แต่ตอนนั้นอาร์มก็แค่ยิ้ม

“ ได้ก็ดีนะ ”

“ ไอ้สัด ” สบถออกไปอีกคนก็ยกยิ้ม พร้อมกับยกมือข้างที่เจ็บขึ้นมาให้ผมดู

“ ผลงานแมวมึงนะ ” ได้แต่มองหน้ามันแบบเถียงอะไรไม่ออก และบอกเลยว่าถ้าทำได้ตอนนี้ก็อยากจะยันตีนใส่แม่งสักที ถ้าไม่ติดว่าคนแบบนั้นขืนทำอะไรไปมันก็คงเอาคืนเป็นสิบเท่า แล้วคนที่ไม่คุ้มเลยก็คือตัวผมเองก็คงทำไปแล้ว

“ ขู่จังแหมมมม ” ลากเสียงยาวๆออกมา ผมมองมันยิ้มๆ “ หรือว่านะ มึงอยากจะใกล้ชิดกูทุกวันก็เลยเอาเรื่องแมวมาเป็นข้ออ้างให้กูทำนู้นทำนี่ให้ บอกมาตามตรง มึงอยากจะกินข้าวกับกุทุกวันก็เลยบอกให้กูไปล้างจานให้ ใช่มั้ยละ ”

“ เออ มึงก็รู้ตัวนี่ ”

สบสายตาคมที่หันมาบอก ผมในตอนนั้นก็ถึงกับใบ้กิน อาร์มท้าวแขนกับขอบกระจกรถก่อนจะหันมายิ้มให้ มือข้างที่เจ็บยื่นมาเกลี่ยแก้มกัน

“ เพราะงั้นก็ช่วยรับผิดชอบผมด้วยนะครับคุณเมี่ยง ”

“ มึงแม่ง..” เบือนหน้าหนีมันก่อนจะปัดมือนั้นออกให้ไกลตัว เพราะไม่รู้จะต่อกลอนด้วยคำพูดอะไรอีก เอาจริงๆผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นคนยังไง แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าต้องใช้แผนการไหนในการรับมือ

แรกเริ่มเดินทีก็คิดว่ามันคงเป็นคนพวกปากไม่ตรงกับใจ ก็เลยใช้วิธีเย้าแหย่จับไต๋ไปเรื่อย แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้น เพราะไม่ว่าจะพูดอะไรไป อีกฝ่ายก็เหมือนจะตอบรับแบบตรงไปตรงมาจนกลายเป็นผมมากกว่าที่ต้านทานรับไม่ไหว

“ อะไรวะเนี้ย ” คราบอะไรบางอย่างติดอยู่ที่หลังมือในตอนที่ดึงมันขึ้นมาจับพวงมาลัยของรถ ผมดึงมันมาดูใกล้ๆก่อนจะดม พร้อมกับหยิบทิชชูในรถขึ้นมาเช็ด คราบสีแดงจางๆปรากฏ “ เลือดเหรอวะ แต่กูก็ไม่ได้..”

คำว่าเจ็บถูกกลืนลงคอไปในตอนที่ผมหันไปเห็นมือของอีกฝ่ายที่เลือดยังไหลซึมออกมาไม่หยุด อาร์มพยายามซับมันจนตอนนี้กระดาษทิชชูที่ถือก็มีแต่เลือด

“ โทษที แต่คิดว่านั่นน่าจะเป็นเลือดกู ”

“ ทำไมเลือดมึงไหลไม่หยุดเลยวะ ” หันไปถามอีกคนที่ก็แค่ยักไหล่ “ กูว่าแผลมันต้องลึกแน่ๆ แล้วรถก็ติดชิบหายอีก ”

“ ไม่ต้องลน แค่เลือดออก ไม่ได้เจ็บอะไรมากหรอก ”

“ ไม่ต้องลนได้ยังไง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหลุดไฟแดงด้วยซ้ำไอ้สัด ถ้าติดเชื้อจะทำยังไง ” ผมบอกก่อนจะตีไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อขอทางให้ตัวเองได้หลุดออกจากแถวของการจราจรในช่วงเย็นที่โคตรติดขัด “ แล้วมันจะติดอะไรกันหนักหนา ร้อยวันพันปีมึงไม่ติด ไอ้สัด ”

“ ใจเย็น ”

“ มึงเจ็บนะ ” ผมหันไปเถียง อาร์มก็ได้แต่นิ่ง “ เลือดมึงไหลไม่หยุดเลยแล้วจะให้กูใจเย็นอยู่ได้ยังไงละ ” ว่าแบบนั้นอีกคนก็ได้แต่ก้มหน้าลง อาร์มไม่พูดอะไรต่อ มันแค่หันไปมองนอกหน้าต่างแล้วใช้มือข้างที่ท้าวคางอยู่กับขอบกระจกนั้นปิดรอยยิ้มและแก้มแดงๆของตัวเองไว้ “ ยังจะมายิ้มอีก มองทางซ้ายให้หน่อยมีรถจะขึ้นมามั้ย ”

“ ไม่มี ” อีกฝ่ายพูดเสียงเรียบ “ ไปได้เลย ”

“ เค ” ขับรถขึ้นไปตามคำสั่งของอีกคน ก่อนจะตีไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อจอดลงตรงใกล้ๆร้านสะดวกซื้อ ผมปลดเข็มขัดนิรภัยลงอย่างรวดเร็ว “ มึงรออยู่ในรถนะ กูจะลงไปซื้ออุปกรณ์ทำแผลให้ ”

“ ครับ ผมไม่ไปไหนหรอก ” ได้ยินแต่เสียงตอบรับ แต่คนเจ็บกลับไม่หันหน้ามามองกันด้วยซ้ำ ผมปิดประตูรถลงแล้ววิ่งตรงเข้ามที่ร้านสะดวกซื้อ หยิบเอาอุปกรณ์ทำแผลที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างแผล ลำสีแล้วก็สก๊อตเทปสำหรับติดแผล ก่อนจะวิ่งลงมาขึ้นรถของตัวเองแต่ตอนที่ปิดประตูลงคนเจ็บก็หลุดหัวเราะ

“ หัวเราะอะไรของมึง ”

“ ก็มึงจะลุกลี้ลุกลนอะไรขนาดนั้น ”

“ ก็มึงเจ็บ ” เงยหน้าบอกคนเจ็บด้วยสีหน้าไม่สบายใจ เราที่สบตากันนั้นอาร์มยิ้มไปก่อนจะหันไปมองยังทางข้างหน้า ร่างสูงพูดเสียงอ้อมแอ้ม

“ กูไม่ได้เจ็บอะไรขนาดนั้นสักหน่อย มึงแม่งก็เว่อร์ไปแล้วไอ้สัด ”

“ เหรอ ” ตอบรับแค่นั้น ก่อนจะเปิดขวดแอลกฮอล์ แล้วใช้สำลีชุบมันจนชุ่ม ผมวางโป๊ะลงไปบนแผลแบบที่ไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว

“ โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย แสบบบบบบบบบบบบบบบ มึงนี่..”

“ ก็มึงบอก ไม่ได้เจ็บอะไรขนาดนั้นสักหน่อย ” พูดเสียงเรียบๆ คนที่เจ็บจนต้องกัดฟันก็ถึงกับพูดแทบไม่เป็นภาษา

 “ มึงเอาออกไปเลยเลยนะ ”

“ ไม่ได้ ต้องตั้งไว้แบบนั้นก่อน ต้องฆ่าเชื้อโรค ”

“ โลกไหนมันทำแผลกันแบบนี้ แอลกฮอล์เค้าแค่เช็ดเฉยๆ ”

“ โลกของกูนี่แหละไอ้สัด มีอะไรมั้ย ” เอียงหน้าบอกมัน แต่ถึงอย่างงั้นผมก็หยิบเอาสำสีที่โป๊ะอยู่บนแผลนั่นทิ้งไป ก่อนจะชุบแอลกฮอล์ด้วยสำลีก้อนใหม่ แล้วเช็ดให้อีกฝ่ายด้วยความเบามือ เป็นเวลาเดียวกันในตอนนั้นที่มือหนาของคนเจ็บที่จับกันอยู่กระชับมือของผมด้วยความแสบแบบที่ถ้าพูดออกมาก็คิดว่าคงเสียฟอร์ม เพราะตอนแรกดันบอกว่าไม่เจ็บ “ แผลลึกอยู่นะ ” บอกแบบนั้นอีกคนก็ถอนหายใจ

“ ก็มันเล่นข่วนแบบเต็มแรง ต้องคิดว่าโชคดีแค่ไหนแล้ว ที่ไม่ใช่หน้ากู ”

“ นี่ถ้าเป็นหน้ามึงนะ ” ผมทำท่าขนลุก อีกฝ่ายก็ยกยิ้ม

“ แน่นอนว่ากูจะให้มึงรับผิดชอบชีวิตกูเลยละ ”

“ ด้วยการเป็นแฟนมึงน่ะเหรอ ” ดึงหน้าตัวเองเข้าไปเย้าแหย่ แต่ตอนนั้นอาร์มก็แค่กระชับมือของผม แล้วดึงตัวเองเข้ามาใกล้กัน ตาของเรามองสบ มันตอบเสียงหนักแน่น

“ ใช่ครับ ”

“ กูไม่เป็นเว้ย ” ดึงตัวเองออกมาก่อนจะสบถแบบไม่ออกเสียงใส่อีกคนที่ก็แค่ยักคิ้วไม่ใส่ใจ “ ไอ้สัด ”

หยิบเอาสำลีสะอาดมาวางไว้บนแผล ก่อนจะใช้ที่สก๊อตเทปติดแผลติดทับลงไปเป็นสิบๆอัน จนมันดูคล้ายกับว่าเป็นแผลร้าย มากกว่าจะเป็นแมวข่วน ไอ้อาร์มยกยิ้มกับผลงานของผมอยู่ไม่น้อยก่อนจะพูดยิ้มๆ แบบที่ไม่คิดว่าจะเป็นคำชมสักเท่าไหร่

“ ดูเหมือนแผลที่ต้องตัดมือทิ้งเลย ”

“ ได้เท่านี้ก็บุญแล้วไอ้สัด กูเคยทำที่ไหน ” ว่าแบบนั้นก่อนจะคาดเข็มขัดนิรภัยอีกครั้ง ผมขับรถออกมาจากที่จอดข้างทาง ตรงสู่โรงพยาบาลที่ก็ใช้เวลาไม่นานอย่างคิด

โรงพยาบาลเอกชนยังคงดูวุ่นวายแม้ว่าจะเป็นช่วงใกล้ทุ่ม ผมกับอาร์มเดินไปติดต่อพนักงานเรื่องการทำแผลและฉีดวัคซีน ที่ก็ใช้เวลารอไม่นานเท่าไหร่เราก็ถูกเรียก

หมอบอกกว่าแผลของอาร์มไม่ลึกขนาดที่ว่าต้องเย็บ แต่ก็ต้องทำความสะอาดแผลทุกวัน และแน่นอนว่าหน้าที่นั้นก็คงตกเป็นของผมตามหน้าที่ความรับผิดชอบ คนเจ็บโดนฉีดยาไปที่แขนคนละข้างเป็นการเสร็จสิ้นการฉีดวัคซีนเข็มแรก

“ เดี๋ยวเชิญรอรับยาก่อนนะคะ ” พยักหน้ารับคุณพยาบาลที่เดินออกมาส่ง ผมหย่นตัวลงนั่งข้างคนเจ็บที่ถอนหายใจออกมาพลางมองแผลของตัวเองด้วยสายตาชื่นชมแบบที่แขวะกันอยู่หน่อยๆ

“ ค่อยดูเป็นแผลโดนแมวข่วนหน่อย ”

“ บ่นไม่เลิกเลยนะสัด ” ผมว่า “ กลับไปกูให้ไอ้นายท่านข่วนมึงอีกสักสิบแผลเป็นไง ”

“ แล้วเมื่อกี้มึงได้ยินมั้ย ”

“ อะไร ” หันไปมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะทวนถาม

“ หมอบอกว่า ควรหลีกเลี่ยงการโดนน้ำในช่วงนี้ ” ถอนหายใจออกมากับคำพูดของอีกคน ก่อนจะพยักหน้ารับจำยอม

“ ครับๆ กูจะล้างจานให้มึงเอง ถ้ามึงมือเจ็บแต่เสือกอยากจะทำกับข้าวขึ้นมาแล้วละก็นะ  แล้วกูก็จ่ายค่าทำผมให้มึงเองด้วย ในกรณีที่มึงอยากจะสระผม แต่เรื่องอาบน้ำให้ ขอบายนะ กูไม่อยากเห็นหนอนจิ๋วของมึง ”

“ เห็นแล้วเหรอ ถึงรู้ว่าเป็นหนอนจิ๋ว ” คนพูดมองของตัวเองก่อนจะเหลือบมองของผมแล้วทำหน้าเบ้ปาก “ ไม่รู้ว่าของใครมันจิ๋วกันแน่ ”

“ วัดได้นะไอ้สัด ถ้ามึงกล้าพอ ”

“ กูกล้าอยู่แล้ว มึงกล้าป่ะล่ะ ” แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นผมที่นิ่งไปอีกครั้ง

ก็อยากจะบอกแหละ ตัวตัวคืนนี้ เสื้อผ้าไม่เกี่ยวกันเลยมา แต่ก็กลัวอีกว่าเล่นกับคนตรงหน้า ไม่น่าจะจบกันที่วัดหนอน

“ K มึงแม่งเป็นคนยังไงกันแน่วะอาร์ม ” ผมบ่นในตอนที่เบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างคนที่สู้อะไรไม่ได้สักอย่าง หลังที่พิงลงกับโซฟาที่นั่ง “ จะบอกว่าเป็นพวกซึนก็ไม่ใช่ แต่จะกวนตีนเหรอ เออ ก็ไม่ขนาดนั้น แล้วจะบอกว่าเป็นคนตรงๆเหรอ ก็ไม่เชิงอีก ถามจริงมึงแม่งเป็นคนยังไงกันแน่วะไอ้สัด ”

“  ไม่รู้เหมือนกัน ” คนข้างกันให้มายิ้มให้ผม “ เพราะกูไม่เคยมีความรักแบบจริงจัง เลยไม่รู้ว่าเวลาตัวเองตกหลุมรักหรือว่ารักใครสักคน มันจะเป็นแบบไหน  แล้วมึงชอบคนแบบไหนละ ” อาร์มถามตรงท้ายประโยคนั้น ผมเหลือบมอง

“ ถามทำไม ”

“ ก็กูจะได้เป็นแบบนั้นไง คนในแบบที่มึงชอบ ”

คำตอบเรียบง่ายในตอนนั้น ผมถอนหายใจออกมาอย่างคนพ่ายแพ้แบบชนิดที่เรียกว่าย่อยยับ จนอีกฝ่ายถึงกับยิ้มกว้าง ผมลุกหนีขึ้นไปรับยาและใบนัดครั้งต่อไป แต่ก็ไม่วายบ่นกับตัวเองเบาๆ

“ มึงนี่แม่ง ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ ”

เอาเถอะ มันก็ต้องมีแหละ
สักวันที่กูจะชนะคนอย่างมึง 

............................................................

ตกลงว่าเธอ จะมาไม้ไหน จะดี หรือ จะร้าย ลูกเมี่ยงฉันหัวใจไม่แข็งแรง เริ่มน้วยแล้วนะ
เราจะให้ทุกคนรู้จักอาร์ม ผ่านเมี่ยง และจะไม่บอกออกไปตรงๆหรอก ว่าเค้าเป็นคนยังไง
ฝากแท็ก #นายท่านของแกก้มหอม เจอกันตอนหน้านะคะ
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 7 :: up! 27-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 27-12-2019 20:47:05
 :pig4: :pig4: :pig4:

พี่ชายเจ้าอาร์มเป็นสัตวแพทย์

พี่เขยเจ้าเมี่ยงเป็นสัตวแพทย์

เขาคือคนคนเดียวกัน...หรือเปล่า?  แบบว่าโลกกลม บุพเพฯ ไรเงี้ยะ
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 7 :: up! 27-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: ommanymontra ที่ 27-12-2019 22:20:47
 :z1:


 :L2: :pig4: :pig4: :L2:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 7 :: up! 27-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 28-12-2019 01:15:41
นี่เป็นผลงานที่สร้างสรรโดยเทพนายท่านเลยนะเนี่ย  o13
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 7 :: up! 27-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: tae1234 ที่ 29-12-2019 23:19:57
ติดตามครับ สนุกมากๆ เลยครับ
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 7 :: up! 27-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: labelle ที่ 05-01-2020 22:06:58
5555 ไม่รู้ใครจะตกหลุมใครก่อน ขยันหยอดกันจริง
ระวังจะลึกจนปีนขึ้นไม่ได้นะ เล่นเขินกันเองก็บ่อยอีก

เอ็นดูเมี่ยง ถือว่าซื่อตรงและชัดเจนดี
อาร์มก็ดูใส่ใจเมี่ยงด้วย และเรียกร้อง

เอิ่มม นายท่านคะ เคืองอะไรอาร์ม แล้วทำไมฉี่รดแบบนั้น
สงสารแก้มหอมเลยค่ะ มาชอบแมวแบบนี้
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 7 :: up! 27-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: labelle ที่ 05-01-2020 22:09:23
อ๋อยยย สงสารแก้มหอมเลย นายท่านทำไมร้าย 5555
แล้วทำร้ายอาร์มทำไม เคืองที่อาร์มหยอดเมี่ยงหรอ

เมี่ยงก็ม้วนไปหลายตลบละนะ ชอบตรงเมี่ยงซื่อตรงดี
อาร์มก็ขยันขุดหลุมไปสิ หยอดหนักมากด้วย
ระวังจะปีนไม่ขึ้นกันทั้งคู่นะ แถมอาร์มก็เรียกร้องเยอะ
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 8 :: up! 10-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 10-01-2020 20:34:35
ตอนที่ 8

ใบนัดหมายของแพทย์ที่อยู่ในมือแสดงวันนัดหมายอีกสี่ครั้งที่กำลังจะมาถึง ผมยิ้มมองมันก่อนจะหันมองคนที่กำลังเช็ดคราบฉี่แมวของตัวเองที่ทำไว้ก่อนหน้าที่เราจะออกไปโรงพยาบาลอย่างที่เรียกว่า ‘ บ้าคลั่ง ’

ใบหน้าขาวที่ผมกำลังเห็นจากมุมนี้กัดฟันแน่นพลางเช็ดคราบสกปรกบนโต๊ะแบบเต็มกำลังด้วยความโกรธแค้นจนแก้มขาวนั่นสั่นเบาๆ ก็คงจะหงุดหงิดเพราะโดนผมเย้า แล้วก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก เพราะตัวเองก็รู้สึกหวั่นไหว

เพิ่งสังเกตว่าอีกคนก็มีมุมที่น่ารักแบบมากๆอยู่เหมือนกัน

เมี่ยงเป็นคนดูออกง่ายกว่าที่คิด ขนาดว่าไม่ต้องสบตา แต่ท่าทางและสีหน้าของอีกฝ่ายก็บอกกันหมดว่ารู้สึกอะไรอยู่

แล้วมันก็อดขำไม่ได้เลย กับสีหน้าเลิ่กลั่กในตอนที่มันพยายามเย้าเพื่อเอาชนะ แต่กลับโดนผมตอบแบบตรงไปตรงมาจนมันเบิกตาตกใจขึ้นในทุกครั้ง

ไม่นับความเป็นห่วงเป็นใย ที่ทั้งแสนจริงใจและใสซื่อ จนผมไปต่อไม่ถูกอยู่หลายครั้ง

ก็ไม่ใช่คนที่จัดการได้ง่ายๆหรอก
บทมันจะน่ารัก ก็เล่นด้วยยากเหมือนกัน

“ เมี่ยง ”

“ อะไร ” เสียงของคนหงุดหงิดเงยหน้าขึ้นมองกัน ดวงตาเรียวที่มองมา ไม่ต่างอะไรกับแก้มหอมตอนที่โดนผมจับพุง แล้วพอถูกเรียกให้เข้ามาใกล้ ก็มองแบบงอนๆ

“ อยากสระผม ” คำพูดสั้นๆทำให้คนฟังถึงกับนิ่ง ริมฝีปากแหลมสีชมพูอ้าขึ้นแบบเหวอไปชั่วขณะพนันเลยว่าในสมองนั้นคงมีคำด่ามากมายที่ผุดขึ้นมาไม่มีหยุดตอนที่ได้ฟัง “ สระผมให้หน่อย ”

“ สระให้หน่อยเหี้ยอะไร ” มันถาม “ แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่ตอนที่ออกจากโรงพยาบาล กูจะได้หาร้านทำผมให้

“ ก็ใครบอกว่ากูจะสระร้าน ” ถามกลับไปหน้านิ่ง “ กูไม่ชอบสระร้าน กูชอบสระเอง ด้วยแชมพูของกูเอง ที่กูชอบ ”

“ K ” ได้ยินมันว่าแบบนั้นผมก็ยกมือข้างที่โดนแมวตัวร้ายของเจ้าตัวข่วนขึ้นมา

“ รับผิดชอบผมด้วยสิครับ ”

ไม่มีคำตอบอะไรจากอีกคน เมี่ยงออกแรงขัดโต๊ะแรงขึ้นเหมือนระบายความหงุดหงิดทั้งหมดที่มี แก้มขาวที่สั่นแรงขึ้น เพราะการเคลื่อนไหวของมือ มันโยนผ้าลงฟาดกับโต๊ะในตอนจบ ก่อนจะมองผมอย่างเครียดแค้นพร้อมด้วยริมฝีปากที่ขยับด่าแบบไม่ออกเสียงไม่มีหยุด

“ หรือว่าจะให้มึงอาบน้ำให้ด้วยดีน้า หมอบอกว่าโดนน้ำเยอะไม่ได้ด้วยสิ”

“ ไม่! ไอ้สัด ” คนตัวขาวปฎิเสธเสียงดัง “ แค่สระผม แค่สระผมเท่านั้น มึงอย่ามาเยอะเกินไปนะไอ้สัดอาร์ม แมวกูแค่ข่วน ไม่ได้ทำให้มึงแขนหักสักหน่อย แล้วอีกอย่าง หมอเค้าไม่ได้บอกว่าโดนน้ำไม่ได้ แค่โดนน้ำเยอะไม่ได้ มันหมายถึงว่า การว่ายน้ำ แช่น้ำ อะไรแบบนี้ต่างหาก ”

“ อ๋อเหรอ ”

“ ไม่ต้องอ๋อเหรอ ” อีกคนว่า “ มึงรู้อยู่แล้วไอ้หน้าเหี้ย  แต่ก็ยังกวนตีน ”

“ งั้นกูไปอาบน้ำรอแล้วกันนะ ” ลุกจากที่นั่งหลังจากที่ยิ้มบอก ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง แต่ก่อนที่จะปิดมันลง ก็ไม่ลืมหันไปบอก

“ ไม่ได้ล็อคประตูนะ เข้ามาได้เลย ”

“ พร้อมแล้วก็ตะโกนเรียกแล้วกันไอ้สัด ” เมี่ยงบอกแบบนั้น ผมก็ชะงักประตูที่จะปิดก่อนจะหันไปมอง “ อะไร  มึงมีอะไรอีก ”

“ หมายถึงพร้อมตอนไหนก็เรียกตอนนั้นเหรอ ”

“ เออ! ” หันมาย้ำด้วยสีหน้าหงุดหงิด แต่ผมที่แค่เลิกคิ้วมอง ก่อนจะยกไหล่พร้อมรับคำสั่งนั้น

ปิดประตูสนิทลง มือของผมขยับถอดกระดุมเสื้อที่สวมอยู่เป็นอย่างแรก ตามด้วยกางเกงก่อนจะโยนใส่ตะกร้าที่อยู่ตรงห้องแต่งตัว

ก้าวขาเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำ ลำดับแรกก็คือล้างตัวเล็กน้อยให้สะอาดด้วยสบู่กับมือข้างเดียวที่มี เสร็จเรียบร้อยก็กดปิดอ่างแล้วเปิดน้ำทิ้งให้เต็มเพื่อแช่ตัว ล้างหน้าแปรงฟันให้พร้อมหลังจากนั้น พอน้ำได้ระดับ ผมก็เอ่ยเรียกคนที่อยู่ด้านนอกที่บอกกันก่อนหน้านี้ว่า พร้อมเมื่อไหร่ให้เรียก

“ ที่รักครับ ” เอ่ยออกไปเสียงดังแบบกวนตีน

ผมคิดจินตนาการถึงใบหน้าที่ตอนนี้คงสะดุ้งสุดตัว พร้อมทั้งหันเหลือบมามองตรงประตูห้องนอนผม เมี่ยงคงมองแมวตัวเอง สลับกับแมวผม เหมือนตั้งคำถามกับพวกมันว่า ‘ เสียงนั่นคือเรียกใคร ’ หรือไม่ก็ ‘ นี่มันเรียกกูใช่มั้ย ’ เป็นภาพที่ก็คงไม่ต่างอะไรกับแมวสามตัวที่กำลังเลิ่กลั่กหาคำตอบ

“ ที่รักครับ อาร์มเสร็จแล้วนะ ” ผมเสียงให้เสียงดังขึ้น  “ ที่รัก!!! ”

“ ที่รักพ่อมึงสิไอ้สัด! ” ก็ถือว่าได้ผล คนที่อยู่หน้าห้องเปิดประตูห้องน้ำเข้ามาก่อนจะเบิกตาแล้วก็อ้าปากค้างอยู่อย่างงั้นกับสภาพเปลือยเปล่าของผมที่มันเห็น เราสบตากัน

“ แหม รู้ด้วย ว่าเป็นที่รักของกู ”

“ ไม่ใช่ของมึงไอ้สัด! แล้วนี่คือเหี้ยอะไร เสื้อผ้าก็ไม่ใส่ อุบาทว์ ” ถามแบบนั้นแต่ตาก็ยังมองผมแบบไม่ขยับตัวออกไปไหน ท่าทางเหมือนแมวขนฟูที่โก่งตัวขู่ว่าอย่าเข้ามาแต่เจ้าตัวก็ไม่หนีหายไปไหนเหมือนกัน

“ แปลกตรงไหน มึงก็มีเหมือนกัน ” ก้มลงมองส่วนกลางของตัวเองก่อนจะหันไปเหลือบมองส่วนกลางของอีกคน เมี่ยงมันหุบขาของตัวเองเข้าหากันอัตโนมัติคล้ายว่ากลัวผมจะเห็น คิ้วบางขมวดเข้าหากัน

“ มองเหี้ยอะไร กูใหญ่กว่ามึงแล้วกัน”

“ ไม่เชื่อ เพราะงั้ยต้องเปิดให้ดูแล้วละ ”

“ K ”

“ ก็ใช่น่ะสิ ” ตอบรับยิ้มๆ กับอีกคนที่กัดปากตัวเองแน่นอย่างไม่รู้จะต่อกรด้วยประโยคอะไรกับผมต่อ คนตัวขาวผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ราวกับสะกดอารมณ์หงุดหงิดของตัวเองไว้ไม่ให้มากกว่านี้ ผมหลุดยิ้มตอนเห็นผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับหลับตาลง

แน่นอน เมี่ยงกำลังเตรียมพร้อม เพื่อจะเอาคืนผม

“ คือมึงแม่งก็กล้านะ แก้ผ้าต่อหน้าคนอื่นได้ยังไงวะ ”

“ คนอื่นอะไร กูเรียกมึงที่รักเลยนะ ” หันไปมองอีกคนที่ทำทีจะด่าออกมา แต่เหมือนว่ามันจะสะกดอารมณ์เอาไว้ เมี่ยงนิ่งไปสักพัก คงกลัวแผนพัง มันปรับสีหน้า ทำทีเป็นเหล่มองผม และแน่นอนว่ามันคงเหมือนกับทุกครั้ง คำพูดเย้าแหย่ที่คิดว่าผมต้องเขิน คงอยู่ในหัวสมองของมัน

“ เรียกกูที่รัก ถามจริง คิดอะไรกับกูปะ ”

“ แล้วถ้าไม่คิดกูจะเรียกเหรอ ” หันไปสบสายตาเรียวที่พูดออกมาแบบนั้น ผมยกยิ้มแล้วเหลือบไปทางอื่น

แน่นอนว่าถ้าไม่ทำให้อีกคนรู้สึกว่าชนะบ้าง เกมส์ต่อไป ก็คงไม่สนุกหรอก เพราะเกมส์ที่สนุกที่สุด คือเกมส์ที่คู่ต่อสู้ รู้สึกว่าตัวเองก็มีโอกาสที่จะชนะเหมือนกัน แต่เหมือนว่ามันจะแนบเนียนเกินไป เมี่ยงเอาแต่นิ่ง อยู่ๆมันก็ทรงตัวไม่ได้ จนผมต้องหันไปมอง

“ หรือว่าจะต้องให้เรียกที่รักอีกที ” ถามอีกคนตอนที่ก้าวเข้าไปในอ่าง ดึงตัวเองลงนั่งขัดสมาธิ ผมหันหลังพิงขอบอ่าง

“ เงียบปากไปเลย ” ว่าแบบนั้นร่างขาวก็เดินเข้ามาใกล้ สีหน้าหงุดหงิดที่มองผม ได้ยินมันพูดเสียงเบาๆแบบหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย “ กูจะเกาให้หนังหัวของมึงให้หลุดติดนิ้วกูออกมาเลยสัดอาร์ม ”

“ ได้ยินนะ ”

“ เออ มึงรู้ไว้ก็ดี ” ยกยิ้มกับความหงุดหงิดที่แทบจะระเบิดออกมาของอีกคน เมี่ยงหยิบเอาฝักบัวที่อยู่ด้านบนขึ้นมาเป็นอย่างแรก มันเปิดน้ำให้ไหลลงบนหัวผมแบบที่ไม่สนว่าจะเข้าตาหรืออะไรทั้งสิ้น ผมดึงมือที่ปิดแผลอยู่หมายจะลูบหน้าตามความเคยชินเวลาที่น้ำเข้าตาเพราะเป็นมือขวาข้างที่ถนัด แต่ทว่าก็โดนตีเข้าให้

เพี๊ยะ!

“ โอ๊ย อะไรอีก ”

“ ยังจะมาถามอะไรอีก ก็จะยกมือนั่นขึ้นมาทำไม อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวแผลก็โดนน้ำหรอก ”

“ ไหนบอกโดนนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ” ผมถาม อีกคนก็ดึงฝักบัวออกห่างจากหัว

“ แล้วมึงจะให้แผลเปียกน้ำทำไม คุณพยาบาลเค้าก็ทำไว้ให้เสร็จแล้ว แผลค่อยทำใหม่พรุ่งนี้ ”

“ มาทำให้ด้วยนะ ”

“ รู้แล้วละน่า เพราะมันเป็นสิ่งที่กูต้องรับผิดชอบนี่ ใช่มั้ย ” ว่าแบบนั้นคล้ายประชดกันผมก็ได้แต่ยกยิ้ม ก่อนจะเงยหน้าให้อีกคนจัดการสระผมให้ง่ายขึ้น “ เออ เงยหน้าแบบนั้นแหละ ค่อยสระง่ายหน่อย แล้วชมพูมึงขวดไหน ”

“ ขวดสีชมพู ” บอกแบบนั้นก่อนจะชี้ไป เมี่ยงหันไปมองดู มันนิ่งไปสักพักด้วยสายตาที่ดูตกใจไม่น้อย

“ เดี๋ยวนะ คือมึงใช้แชมพูเด็กเหรอวะ ”

“ แล้วมันจะแปลกอะไร ” ถามกลับไปอีกคนก็แบะปากหมายจะล้อ

“ ไม่แปลกหรอกครับ ก็แค่สุดแสนจะคิ้วตี้ และไม่เข้ากับหน้ามึงอย่างยิ่งเลย ”

“ แล้วหน้าแบบกูต้องใช้อะไร ”

“ แน่นอนว่าสบู่ถูตัวใช้ร่วมกันกับทั้งตัว หน้า แล้วก็ผม ” มันว่าแบบนั้น ผมก็ได้แต่ถอนหายใจ “ ในสมองมึง กูคงทั้งเหี้ยและซกมกมากเลยสินะ ”

“ พูดเองน้า กูไม่ได้พูด ” แววตาเรียวเบิกตาขึ้นตกใจแบบเชิงล้อ ก่อนมือเล็กจะเอื้อมไปปั้มแชมพูสระผมออกมาสองปั้ม “ แล้วทำไมมึงถึงใช้แชมพูสระผมของเด็กวะ แพ้เหรอ ”

อยู่ๆก็นิ่งไปกับคำถามนั้น ผมไม่รู้จะตอบอะไร เพราะในความเป็นจริงผมอาจจะแค่ชอบกลิ่นของมันก็ได้มั้ง แต่ก็นั่นแหละ ใช้เองอยู่ทุกวันก็ไม่เห็นจะหอมเหมือนกับคนที่ทำให้อยากจะใช้ตามเลย

“ เหตุผลส่วนตัว ”

“ เหมือนจะบอกกว่าอย่าเสือก ” เมี่ยงมันว่ายิ้มๆ “ โอเค๊ งั้นกูจะสระแล้วนะ ”

“ อื้ม ” ตอบรับเสียงในคอสั้นๆ ผมได้ยินเสียงของมือที่ถูแชมพูไปมาก่อนที่มันจะถูกลูบลงผมเส้นผมของผม อีกฝ่ายจะเริ่มขยี้มันอย่างเบามือ จนอดไม่ได้เลยที่จะลืมตาขึ้นไปมองคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาสระผมให้กันอย่างตั้งใจ

“ มองอะไร ” เผลอสบสายตาเรียวนั้นเข้าให้ เอาจริงๆ ก็อยากจะตอบออกไปเหมือนว่ามองคนน่ารัก  แต่ก็นั่นแหละ ถึงมันจะออกมาจากใจจริงๆ ผมก็คิดว่า ควรให้มันได้พักได้

“ เปล่า ” ตอบแค่นั้นก่อนจะหันกลับมามองกำแพงห้องน้ำเหมือนเดิม

“ ขยี้แค่นี้ โอเคมั้ย ”

“ โอเค ” และแน่นอนว่าว่า ขอบคุณมากที่ไม่เกาจนหนังหัวกูหลุดแบบที่บอกกันไว้

“ แล้วพรุ่งนี้มึงมีเรียนกี่โมง ”

“ เช้า ”

“ เหมือนกูเลย ” บอกแค่นั้นเมี่ยงก็ขยี้หัวผมแรงขึ้น “ มีตรงไหนที่อยากจะเกาเป็นพิเศษมั้ย แบบ ตรงที่ที่มึงคัน ”

“ ไม่มี ”

“ งั้นจะล้างแล้วนะ ”

“ อื้ม ” ขารับในลำคอ ฝักบัวที่เสียบอยู่กับที่ตั้งก็ถูกเลื่อนลงมา เมี่ยงล้างมือเป็นอย่างแรกก่อนจะดึงใบหน้าของผมให้เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะเริ่มลงมือล้างผมให้ “ แล้วถามทำไม จะไปส่งเหรอครับ ”

“ เรื่องอะไร ” อีกคนว่า “ กูแค่อยากรู้เวลา จะได้มาทำแผลให้มึงถูก ”

“ พรุ่งนี้กูมีเรียนเช้าคาบเดียว มาให้ทันด้วยนะครับ คุณผู้ดูแล ”

“ แล้วมึงจะตื่นกี่โมง ” อีกคนถามก่อนจะผลักหัวผมขึ้นในตอนที่ล้างเสร็จ “ กูจะได้มาทำแผลให้ถูก กูมีเรียนเช้าเหมือนกัน ต้องรีบไป คาบของกูสายไม่ได้ด้วย อาจารย์เค้าเข้มงวดเรื่องเวลา ”

“ ยังไม่รู้เลย ” ว่าแบบนั้นก่อนจะหันไปยิ้มให้อีกคนที่ก็วางฝักบัวไว้ตรงที่ของมัน

“ อย่ามาทำไก๋ไอ้สัด มึงจะไม่รู้ได้ยังไง มึงไม่ตั้งนาฬิกาปลุกเหรอ ”

“ ตั้งสิ ” พยักหน้ารับก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูงจากอ่างน้ำ ผมคว้าเอาผ้าขนหนูที่แขวนเอาไว้ตรงราวขึ้นมาคาดที่เอวก่อนจะหันไปยิ้มตอบ “ แต่ทำไมกูต้องบอก ทั้งๆที่ท่าทางตอนวิ่งวุ่นของมึง มันโคตรจะน่ารักด้วยละ ไม่งั้นผมก็อดเห็นสิครับ จริงมั้ย ”

ไม่มีคำตอบอะไรจากคนตรงหน้า เมี่ยงแค่มองผม ก่อนจะยกไหล่ขึ้นเบาๆด้วยรอยยิ้มที่เหมือนจะไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่แก้มขาวนั้นกำลังแดงจัด และสารภาพทุกความรู้สึกนั้นออกมา อย่างไม่มีปิดบัง ว่าใจเต้นแรงแค่ไหนกับประโยคที่ผมพูด

“ กู กูกลับก่อน ” เมี่ยงว่าอย่างติดขัดผมก็พยักหน้ารับ ท่าทางดูไปไม่เป็นของมัน แม้แต่จะหมุนตัวออกยังดูงงๆ ผมเผลอหลุดยิ้มออกมาตอนไหล่มันชนประตูแล้วอีกคนทำหน้าเจ็บไม่ต่างอะไรกับเด็กงอแง

“ เขินก็เดินดีๆ ”

“ เขินเหี้ยอะไร ” หันมาเถียงเสียงดังด้วยสายตาที่บอกหมดทุกอย่าง ผมยกยิ้ม ก่อนจะผายมือเชิงบอกว่า งั้นก็ตามสบาย เอาที่มึงสบายใจ ถ้าคิดว่าตอแหลกูเนียนแล้ว “ กูกลับแล้วนะ ”

“ ครับผม พรุ่งนี้เจอกัน ”

“ ไม่อยากเจอเลยเถอะ ” ว่าแบบนั้นก่อนจะเดินไปหาแมวตัวเอง เมี่ยงมันอุ้มไอ้ตัวร้ายนั่นขึ้นมา “ กลับบ้านกันนายท่าน ”

“ ขอบคุณนะครับ ” ไม่ลืมบอกเจ้าแมวตัวลายที่ก็มองกันอย่างไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก แต่แมวก็คือแมว ไม่ว่ายังไงมันก็คงไม่รู้ผิดกับสิ่งที่มันทำสักเท่าไหร่นักอยู่แล้ว

“ ขอบคุณอะไร เรื่องที่กูช่วยมึงน่ะเหรอ ”

“ เปล่าเลย ” ส่ายหน้าให้อีกคนก็ขมวดคิ้ว “ เรื่องนั้นไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะยังไงมึงก็ต้องทำให้มึงกูอยู่ มึงต้องรับผิดชอบในที่สิ่งที่แมวของมึงทำ ”

“ แล้ว..”

“ กูขอบคุณนายท่านน่ะ ” พูดแค่นั้นก่อนจะลดตัวเองลงสบตากับแมวตัวลายที่ก็แยกเขี้ยวให้กัน “ ขอบคุณนะ ที่ถ้าไม่ได้มึง เมี่ยงคงไม่ต้องมาดูแลกูหรอก ”

 “ หมายความว่าไงวะไอ้สัด ” สีหน้าติดงง ที่เหลือบมองไปทางอื่นอย่างขบคิด ชวนให้ผมถอนหายใจก่อนยิ้ม

“ เอาเป็นว่ากูไม่อยากให้แผลนี่หายเลย แล้วนั่นก็เพราะ มึงจะได้อยู่ดูแลกันแบบนี้ ไม่ไปไหนไง ”

“ K ”

แล้วนั่นก็เป็นคำตอบสันๆ ของคนหน้าแดงที่เดินออกไป เมี่ยงทิ้งให้ผมยืนยิ้มอยู่อย่างงั้น ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนตัวเองเพื่อแต่งตัว อย่างคนอารมณ์ดี

“ เมี๊ยว ” เสียงเรียกน่ารักของเจ้าก้อนขนที่เดินเข้ามาหา แก้มหอมกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะเครื่องแป้งในห้องแต่งตัว ตอนที่มันเอ่ยเรียกผม

“ ว่าไงครับ คนสวยของป๊า ” ใส่ชุดนอนแบบเสื้อยืดกางเกงบอลเรียบร้อย ผมเดินมาเกาคอมัน อีกฝ่ายก็หลับตาพริ้ม “ อยู่กับไอ้แมวนั่นโอเคมั้ยคะ ” ไม่มีเสียงตอบอะไร มีเพียงเสียงครางเบาๆในคอตามประสา

ผมเดินไปปิดไฟ ไม่ลืมเช็คทุกอย่างให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้าห้องมาพร้อมเจ้าแมวสี่ขาที่ก็นอนรอบนเตียงอย่างรู้ความ

“ ดึกแล้วนอนกันดีกว่านะคะแก้มหอม ” เหลือไว้แค่เพียงโคมไฟหัวเตียง ผมเปิดเพลงและตั้งเวลาให้มันปิดไปเหมือนกับทุกคืนที่ทำเป็นประจำ สอดตัวเข้าไปใต้ฟูกอุ่น แล้วหยิบมือถือขึ้นมาเช็คเรื่องราวประจำวันที่เกิดขึ้น

โปรแกรมแชทมีแค่คนเดียวที่ผมปักหมุดเอาไว้ที่ด้านบนสุด ใบหน้าของเจ้าของแชทที่ชวนให้ยิ้มได้เสมอ ผมกดเข้าไปในนั้นก่อนจะเจอเข้ากับลิงค์อะไรบ้างอย่างที่อีกฝ่ายส่งมา พร้อมทั้งข้อความที่เขียนว่า ‘ มึงกับกูตอนเมา ’

กดเข้าไปดูคลิปนั้น ผู้หญิงคนนึงกำลังอ้วกอยู่กับชักโครก เพื่อนคนนึงลูบหลังของเธออยู่ ก่อนที่คนลูบหลัง จะอ้วกใส่คนที่โก่งคออ้วกอีกที ผมหลุดยิ้มกับภาพนั้นก่อนจะส่งข้อความกลับไป

Arm :
ไอ้สัด

Deen :
กว่าจะตอบ กูหัวเราะเสร็จไปชาติกว่าแล้วสัดอาร์ม

Arm :
โทษที 

Deen :
แล้วทำไมตอบช้าจังวะ
ทำอะไรอยู่


ยกมือที่โดนแมวตัวดีนั้นขึ้นมาตอนที่อีกคนถาม ผมกดถ่ายภาพก่อนจะส่งมันไปหาอีกคน


Deen :
เป็นอะไร

Arm :
โดนแมวข่วน

Deen :
น่าสงสาร

Arm :
มาทำแผลให้หน่อย

Deen :
หน้ากูดูเหมือนคนที่ทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ

Arm :
เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ
ถ้ามึงอยากทำให้ มันก็ทำได้

Deen :
อ๋อเหรอครับ
งั้นก็ต้องสาวสวยๆนะ
เพราะถ้าเป็นมึงกูไม่อยากอะครับ


Arm :
อื้ม

ก็เหมือนกับทุกเรื่องที่เป็นมานั่นแหละ ถ้าเป็นกู สำหรับมึงแล้วมันก็เหมือนจะสำคัญนะ เพราะมึงเองก็บอกเสมอว่าสำคัญ แต่ทั้งๆที่จริงแล้ว การกระทำทั้งหมดที่มีต่อกัน มันไม่ใช่เลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า เมื่อไหร่จะใช่ 


“ เมี๊ยว ” เสียงร้องน่ารักของคนที่นอนอยู่ข้างกันชวนให้ผละสายตาออกจากหน้าจอ กดปิดมันก่อนจะวางไว้บนแท่นชาร์จ หันมามองเจ้าตัวก้อนขนน่ารักที่เลียบนเบาๆตรงแผล แก้มหอมมันซุกตัวเข้ามาใกล้ผม

“ ป๊าไม่เจ็บที่แผลหรอกค่ะแก้มหอม ป๊าเจ็บที่อื่นมากกว่า ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ ”

.............................................................
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 7 :: up! 27-12-62} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 10-01-2020 20:35:38
เหลือบมองนาฬิกาที่ตอนนี้บอกเวลาเจ็ดโมงเครึ่ง แต่เหมือนจะยังไร้วี่แววของผู้ดูแลที่ต้องมาทำแผลให้กัน ผมยกยิ้มเล็กน้อยที่ตอนที่มองนาฬิกาพลางทำอาหารให้เจ้าตัวน่ารักที่ก็ไกวหางเบาๆเป็นสัญญาณว่าหิวแล้วอยู่ข้างตัว

“ นี่ครับ ” วางถ้วยอาหารลงตรงที่วาง แต่ตอนที่แก้มหอมกำลังจะกินมันก็สะดุ้งนิดหน่อยกับเสียงที่ดังมาจากห้องข้างๆ เสียงโครมครามที่เหมือนจะบอกว่า อีกฝ่ายเพิ่งตื่น

“ ท่าทางวันนี้จะมีคนตื่นสาย ”

“ เมี๊ยว ” เสียงตอบรับของเจ้าก้อนขน ผมเดินไปเก็บอาหารในครัวก่อนจะหยิบสมุดสำหรับเรียนวันนี้ พร้อมทั้งกุญแจรถขึ้นมา

“ ป๊าไปเรียนก่อนนะครับคนสวย ตอนเที่ยงเราเจอกันนะ ” ขยี้หัวเจ้าตัวขนนุ่ม ผมเดินออกมาโดยที่ลืมคว้ามือถือแล้วก็กุญแจห้องออกมา แล้วในตอนที่ปิดล็อคห้องคนที่ดูเหมือนว่าจะตื่นสายก็เปิดประตูออกมาอย่างรวดเร็ว เมี่ยงหอบหายใจในตอนที่มองหน้าผม

“ มึง ..”

“ ไหวมั้ย ” ถึงขั้นต้องถามเพราะอีกคนดูรุงรังเหลือเกินเมื่อมองจากภายนอก เสื้อไม่ได้ใส่ในกางเกง ถุงผ้าของมันเหมือนยัดของที่คิดว่าจำเป็นแล้วคว้าออกมา แต่สิ่งที่ชวนให้ยิ้มมากว่าอะไรทั้งหมด ก็เหมือนจะเป็นถุงยาที่ใส่พวกเครื่องมืดทำแผลที่เราได้จากโรงพยาบาลเมื่อวาน เมื่องหยิบมาออกมาด้วย

“ ทำแผล ทำแผลก่อน ” หอบหายใจอยู่อย่างงั้น ผมทำทีเป็นยกนาฬิกาขึ้นมาดู

“ สายแล้ว ”

“ ไม่สาย ทำแป๊ปเดียว ”

“ มึงจะทำแบบไม่ตั้งใจตั้งเหรอ ” ผมถาม อีกคนก็ถอนหายใจออกมา เมี่ยงนิ่ง มันปรับอารมณ์

“ ตั้งใจสิเว้ย แต่ทำแผลแมวข่วนแค่นี้ไม่นานหรอก ”

“ รู้มั้ยล่าสุดกูดูข่าวมา ” ผมบอกก่อนจะเดินตรงออกไปขึ้นลิฟต์ ส่วนคนที่ซื่ออยู่แล้ว ก็เดินตามมาแบบที่ลืมจุดประสงค์เบื้องต้น

“ ข่าวอะไร ”

“ ข่าวที่ว่าคนโดนแมวกัดแล้วก็ไปทำแผลที่โรงพยาบาล แต่พยาบาลทำให้ไม่สะอาด แผลเค้าก็เลยเป็นหนอง ” กดปุ่มลิฟต์ในตอนที่เดินมาถึง เมี่ยงมันมองผมด้วยท่าทางที่ไม่เชื่อ

“ ลองค้นกลูเกิ้ลได้นะ ถ้าไม่เชื่อ ” ผมย้ำกับมันที่ก็กลืนน้ำลายของตัวเองลงคอไปด้วยความรู้สึกที่เหมือนจะกลัวอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่ามันคงอยากจะหลุดออกจากการดูแลผมเร็วๆ และคงคิดว่าถ้าสิ่งที่ผมพูดเป็นจริง มันคงต้องยืดเวลาอยู่ต่อไป “ แมวตัวนั้น แมวเลี้ยงด้วยนะ ”

“ แต่ของมึงแค่ข่วนมั้ย ไม่ใช่กัดจนมันลึกมากสักหน่อย ”

“ แค่ข่วนลึกมากเฉยๆ ” ผมพูดก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟต์ที่ก็เปิดออก ส่วนเมี่ยงที่ถอนหายใจออกมาก็เดินตามเข้ามา

“ แล้วมึงจะให้ทำยังไง กูต้องรีบไปเรียนนะไอ้สัด วันนี้กูสายไม่ได้ เพราะงั้นไม่ต้องคิดเรื่องหาร้านอาหารเช้าแล้วนั่งทำแผลให้ ส่วนในเขตมหาลัยก็ตัดออกไปเลย เสี่ยงต่อการรับรู้มาก ว่ากูกับมึงญาติดีกัน ”

“ งั้นในรถกูเป็นไง ” ถามอีกคนในตอนที่เดินออกมาจากลิฟต์ เมี่ยงมันยืนนิ่งไป ผมก็หันไปมอง “ วันนี้ก็ไปมหาลัยพร้อมกู กูขับ มึงก็ทำแผล ”

“ มึงนี่มัน ”

“ ทำไม ” ผมถามคนที่เอาแต่ยิ้ม เมี่ยงมันถอนหายใจ

“ ทั้งๆที่ขับรถได้ แต่ทำไมต้องให้กูสระผม แล้วก็ทำแผลให้ด้วย ”

“ ก็เป็นสิ่งที่มึงต้องรับผิดชอบไม่ใช่เหรอ ” บอกแบบนั้นอีกคนก็ได้แต่ยกยิ้ม

“ ข้ออ้าง จริงๆ มึงก็แค่อยากอยู่ใกล้กูมากกว่าไอ้สัดอาร์ม ” จ้องมองสายที่จ้องจับผิดกันในตอนนั้น ก็น่าตลกดีที่คนบางคนก็ไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองเลยสักนิด ว่าแผนบางแผนมันไม่ได้ผล แต่กลับเล่นแต่แผนเดิมๆ เพราะคิดว่าสักวัน มันจะได้ผล

“ ก็แล้วทำไม ” ผมถามอีกคนกลับ “ กูอยากอยู่ใกล้คนที่กูชอบ แล้วมันผิดเหรอ ”

“ ไม่ผิดหรอก ” เมี่ยงเถียงกลับยิ้มๆ แทนที่มันจะสบถแล้วไปไม่เป็นเหมือนอย่างที่เป็นมา “ เพราะกูก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ”

“ โอเค ” ตอบออกไปสั้นๆแค่นั้น สายตาเรียวของคนยิ้มเขินที่มองมา ผมว่าแมทนี้ หนึ่งแต้มเป็นของมัน

“ แล้วรถมึงคันไหน ” เมี่ยงมองไปรอบลานจอด ตอนที่ผมเอาแต่เงียบอยู่นาน สายตาที่มองกันแบบยิ้มๆคงรู้ว่าตัวเองขึ้นนำไปแล้วสำหรับวันนี้ ผมเชิดหน้าไปที่รถญี่ปุ่นคันที่จอดอยู่

“Accord สีดำ คันตรงกลาง ” กดปลดล็อครถ อีกคนก็เดินนำออกไป เมี่ยงเปิดประตูข้างคนขับ ส่วนผมก็ประจำตำแหน่งหลังพวกมาลัย เราขับรถออกมาจากลานจอด หลังคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย เผชิญหน้ากับรถติดในช่วงเช้าที่ผมเกลียด

“ รถโคตรติด ” เมี่ยงมันว่าก่อนจะผายมือมาทางผม

“ อะไร กูไม่มีแบงค์ย่อย ”

“ ไม่ได้ขอตังค์ ขอมือหน่อยเว้ย จะทำแผล ” ถอนหายใจออกมาเซ็ง ผมก็ยกยิ้มก่อนจะยื่นมือไปวางบนมือของอีกคน เพิ่งสังเกตว่ามันเป็นคนที่มือเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับส่วนสูง แต่เมี่ยงก็ดูเหมือนไม่มีอะไรที่เหมาะสมกันเลย

เป็นคนที่ถ้ามองจากหน้าตา ก็เหมาะที่จะสูงแค่ 155 เซนติเมตรเท่านั้น

สำลีถูกดึงออกกมาจากห่อก่อนจะถูกชุปด้วยแอลกฮอล์ ผมสะดุ้งนิดหน่อยตอนที่มันถูกเช็ดไปบนมือผม แล้วเหมือนเมี่ยงมันจะรู้ ใบหน้าหวานเงยหน้าขึ้นมามองกัน

“ เจ็บเหรอมึง ”

“ แค่แสบ ” บอกแบบนั้นอีกคนก็หน้ายู่ เป็นท่าทางที่ชวนให้ยิ้มอีกแล้วกับนิสัยที่ปิดบังความรู้สึกอะไรไม่ได้ของอีกคน

“ ขอโทษแทนนายท่านมันด้วยนะ กูทำโทษมันแล้ว เมื่อวานกูไม่ให้ขนมมันเลย วันนี้ก็จะไม่ให้ด้วย กูจะล้างแค้นให้มึง ”

“ อื้ม ” ขานรับสั้นๆกับวิธีเด็กเล็ก และก็ยังหยุดยิ้มไม่ได้เลยตั้งแต่ที่เราขับรถออกมาจากคอนโด

ศึกหนักชิบหาย
หนักแบบคนข้างๆน่ารักหนักมาก

ลมเบาๆที่เป่าออกมาจากปาก อ่อนโยนและน่ารักจนผมหันไปมองทางอื่นก่อนที่จะเสียแต้มไปมากกว่าหนึ่ง หัวใจเต้นแรงกับการกระทำนั้นจนต้องผ่อนลมหายใจออกมา

“ จะเสร็จยัง ” ผมถามก่อนจะเชิดหน้าไปทางไฟแดง “ จะไฟเขียวแล้ว ”

“ แล้วมึงคิดว่ามึงจะได้ไปเหรอ ” อีกคนยกคิ้วถาม “ อย่างมากมึงก็แค่เคลื่อนไปข้างหน้านิดหน่อย มันต้องอีกรอบ มึงถึงจะได้ไป ”

“ ก็แล้วคุณจะเป่าแผลผมไปอีกนานเท่าไหร่ละครับ ” ถามออกไปแบบนั้นอีกคนก็ยิ้ม เมี่ยงทายาแล้วก็เอาผ้าก๊อชติดแผลมาโป๊ะไว้ แล้วก็ใช่สติกเกอร์กันน้ำอันใหญ่ที่โรงพยาบาลให้ ติดลงไปอีกชั้น

“ โอเค เสร็จแล้ว ” พลิกดูความเรียบร้อยที่ต่างจากที่ทำเมื่อวานอย่างมาก จำได้ว่าเมื่อวานตอนพยาบาลทำแผลให้ผม มันยืนสังเกตอยู่ตลอด ราวกับรู้ว่าต้องทำแผลให้ผมแน่นอนก็เลยศึกษามาอย่างดี “ พูดอะไรหน่อยมั้ย ”

“ พูดอะไร ” หันไปถามอีกคนก็ถอนหายใจ

“ แม่ไม่สอนเหรอน้องอาร์ม เวลาใครทำอะไรให้ ต้องทำยังไงก่อน ” ท่าทางเลียนแบบที่เหมือนกับแม่ผม ชวนให้หลุดยิ้มออกมาก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่างรถ “ อย่ามาเมิน ว่าไงไอ้สัด ”

“ ครับๆ ขอบคุณนะครับ ” หันมาบอกมันที่ก็ยักคิ้วให้กัน “ วันนี้มึงทำแผล ดูเป็นแผลดี ”

“ แน่นอน เพราะเมื่อวานกูเรียนรู้มาจากคุณพยาบาลเรียบร้อย ” ยกคิ้วขึ้นเก็กหน้าหล่อ ผมก็ได้แต่ส่ายหน้า ก่อนจะขับรถเคลื่อนตรงไปข้างหน้าหลังจากที่เห็นรถคันหน้าเคลื่อนตัวไป  “ แล้วนี่มึงจะไปกินอะไรก่อนมั้ย ”

“ ไม่อะ ” ดึงนาฬิกาที่อยู่ตรงข้อมือขึ้นมาดูก่อนจะบอก “ ทำไม ”

“ กูรู้สึกว่า มึงเหมือนชอบกินข้าวตอนเช้า ”

“ ทำไมคิดอย่างงั้น ”

“ ก็อย่างวันนั้น ไอ้ดีนก็ยังมาชวนมึงไปกินข้าวเลย ” ตอบแบบซื่อๆ ทั้งๆที่ดูท่าทางก็รู้ว่า เดาทั้งหมด เมี่ยงคงแค่อยากจะชวนผมคุย

“ ถ้าไอ้ดีนน่ะใช่ มันเป็นพวกชอบกินอาหารเช้า แล้วมันก็ชอบมาบังคับให้กูไปแดกด้วยตลอด ”

“ ทั้งๆที่มึงไม่อยากแดกอะนะ ” คนข้างกันถามงงๆ ผมก็พยักหน้ารับ

“ ทำไม ”

“ ก็ดูเหมือนมึงไม่ใช่พวกที่ทำตามใจคนอื่น แบบว่า เป็นตัวของตัวเอง ”

“ เรื่องบางเรื่อง เราไม่เป็นตัวเองหรอก แต่เรามีความสุข ”

“ ไม่เข้าใจ ” เมี่ยงมันว่า ผมก็ได้แต่หลุดยิ้ม รถเลี้ยวเข้าซอยของมหาลัย แล้วตอนนั้นก็เหมือนว่าผมจะเหลือบไปเห็นพอดี เพื่อนสนิทที่เรากำลังพูดถึง ดีน เดินอยู่ริมฟุทบาท

 “ นั่นดีนไม่ใช่เหรอวะ ทำไมมันมาเดินอยู่ตรงนั้นวะ ”

ไมได้ตอบอะไรอีกคน แต่คิดว่าคงโดนแม่มันยึดรถอีกตามเคย โทษฐานที่ผับไปแล้วกลับบ้านดึก ไม่ก็เหตุผลอะไรสักอย่าง ผมเหลือบมองเมี่ยงที่มีท่าทางวิตก มันหันมองผม

“ ฟิล์มรถมึงดำเปล่าวะ ไม่ใช่มันหันมาเห็นกูในรถมึงนะ ”

“ ถ้าเห็นก็เห็นไปสิ ” ว่าแบบไม่สนใจอีกคนก็สบถ

“ Kมึงสิ ไม่ได้เว้ย! ”

“ เหรอ ” หันไปบอกอีกคนแบบยิ้มๆ “ แต่กูว่า กูจะแวะรับดีนนะ ”

“ รับทำเหี้ยมึงเหรอ ถ้ามันเห็นกูอยู่ในรถของมึง แผนทั้งหมดของกูมันก็แตกน่ะสิ ”

“ แผนที่มึงก็เป็นหนึ่งในแฟนเก่าของนาเดียน่ะเหรอ ” ผมถามเย้าอีกคนก็หันมามองหน้ากันแบบเคืองๆ

“ เออ! ก็ใช่น่ะสิ ” เสียงหงุดหงิดที่ตอบออกมา ผมหลุดขำก่อนจะเหลือบไปเห็นผ้าคลุมรถที่ยังไม่ได้เก็บผ่านกระจกมองหลัง มันกองอยู่ตรงเบาะหลังของรถ

“ แต่ถ้ากูไม่แวะรับมัน มันจะยิ่งแปลกนะ มึงไม่คิดงั้นเหรอ ” คำถามนั้นทำให้คนน่าแกล้งถึงกับนิ่งไป เมี่ยงดูครุ่นคิด คิ้วขมวดเข้าหากัน ริมฝีปากสีสวยนั่นก็ด้วยมันแบะออกเล็กน้อย “ ถ้ามันเห็นรถแล้วกูไม่จอดรับ มันก็อาจจะวิ่งตามไปลานจอด แล้วพอมันเห็นมึงที่อยู่ในรถกู ทุกอย่างมันก็คง .. บิงโก ”

“ K แล้วมึงให้กูไปหลบที่ไหน มันไม่มีที่ให้หลบ ”

“ ข้างหลังไง ” ชะลอรถติดไฟแดงอีกคนก็หันไปด้านหลังพอดี แล้วจังหวะนั้นเองที่ดีนจะหันมามองแล้วเห็นรถของผมที่จอดอยู่

“ เชี้ย มันเห็นรถมึง ”

“ ไปหลบ ” ผมบอกเสียงเข้มขึ้น คราวนี้ทำเป็นเล่นไม่ได้แล้ว เพราะคนที่คิดว่าจะขับผ่านไปเพื่อแกล้งอีกคน แต่ตอนนี้มันกลับหันมามองแล้วจริงๆ อีกฝ่ายยกยิ้ม ตอนเห็นรถผม “ มันกำลังเดินมา ”

“ ไอ้อาร์ม ” มันลากเสียงเรียกผม มือเล็กจับกันไว้แน่น ผมสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบแล้วก็ชื้นเหงื่อของความตื่นเต้นนั้น “ ทำไงดี มันเห็นกูแล้วแน่เลย เห็นแล้วแน่ๆ ”

“ ไม่เห็น รถกูฟิล์มดำ มองจากข้างนอกไม่เห็น ” ปลอบมันไปแบบนั้น ก่อนจะหันไปมอง “ ไม่ต้องตกใจ เย็นใจๆ แล้วปีนไปที่เบาะหลัง ย่อตัวนอนลงบนพื้นรถแล้วเอาผ้าคลุมรถคลุมตัวไว้ ”

“ เมี่ยง ”

“ โอเคๆ ” ตอบรับรัวๆด้วยเสียงตื่นเต้น ร่างขาวปีนเข้าไปที่ด้านหลัง ดึงผ้าคลุมรถมาห่มก่อนจะนอนคู้ตัวลงบนพื้นรถ มือของผมเอื้อมไปจับผ้าทำให้มันดูยุ่งเหยิงเหมือนแค่ยัดๆเอาไว้ไม่มีอะไร


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


หันไปตามเสียงเคาะของกระจก ผมปลดล็อครถ ดีนก็ก้าวเข้ามานั่งด้านใน ใบหน้าของมันแดงกล่ำจากแดดที่ร้อนเอามากแม้จะเป็นช่วงเช้า

“ ไอ้เราก็ว่ารถคุ้นๆ ” ว่าแบบนั้นก่อนจะทำทีเป็นปรับช่องแอร์ ก่อนจะดึงหน้าตัวเองเข้าไปใกล้ “ โชคดีนะที่กูเจอมึง ไม่งั้นต้องเดินตากแดดถึงมหาลัยนู้น ”

“ แล้วรถมึงไปไหน ” ทำทีเป็นคุยหลังจากผละสายตาออกจากกระจกมองหลังที่ยังเป็นห่วงอีกคน

“ จะไปไหนซะอีกละครับเพื่อนรัก คุณแม่ของกูยึดน่ะซี เพราะใบตรวจจับความเร็วมันถูกส่งมาที่บ้าน ”

“ สมน้ำหน้า ” ผมบอก “ บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าขับรถเร็ว แต่มึงก็ไม่เคยเชื่อ ”

“ เอาน่าอย่าบ่นนักเลย แม่กูก็จัดชุดใหญ่จนหูชาแล้วเมื่อเช้าอะ นี่พ่อกูก็มาส่งตั้งแต่แยกก่อนเข้ามหาลัยนู้น ” ยกมือไหว้กัน ดีนขยับตัวนั่งในท่าทางที่สบายขึ้น “ ว่าทำไมเบาะรถมึงอุ่นๆวะ มีใครนั่งมาก่อนหน้านี้มั้ย ”

“ คนที่คอนโด ” บอกเสียงเรียบผมทำทีเป็นมองผ่านเบาะรถ ถ้าให้เดาคนที่คนใต้ผ้าคลุมตอนนี้คงกำลังเบิกตาขึ้นกว้างแล้วเลิ่กลั่กน่าดูกับคำพูดที่ได้ยิน “ ป้าแม่บ้านเหมือนมีธุระตรงแถวๆแยกที่แล้ว กูเห็นแกหารถเท็กซี่อยู่แต่ไม่ค่อยคนรับ ก็เลยรับแกมาด้วย ยังไงก็ทางเดียวกัน ”

“ จิตใจประเสริฐอีกแล้วนะครับเพื่อนอาร์ม ” ดีนดึงมือตัวเองมากอดคอผม นิ้วที่พาดอยู่บนบ่าเกลี่ยแก้มกันไปมายิ้มๆด้วยความอารมณ์ดี จนผมต้องหันไปมอง “ อะไร ” ไม่มีคำตอบของคำถามนั้น ผมแค่สบสายตาเรียวที่ค่อยๆดึงแขนออกจากรอบคอของผม ดีนมันกลับไปนั่งนิ่งๆ เมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบอะไร มันก็แค่มองออกไปนอกหน้าต่างรถ

“ นึกว่าจะแน่ ”

“ พูดเหี้ยอะไรของมึง ” อีกฝ่ายบอกปัด ผมก็เอื้อมมือไปเร่งความเย็นของแอร์จนสุด แน่นอนว่า เผื่อคนข้างหลังที่บางทีอาจจะกำลังร้อนอยู่เพราะความตื่นเต้น “ ยังจะเปิดแอร์อีก มึงไม่คิดว่ามันเย็นเกินไปเหรอไอ้สัด ”

“ กูร้อน ” ตอบสั้นๆแค่นั้น ผมจับมือซุกซนของคนที่กำลังจะเอื้อมไปปรับให้เป็นปกติมากุมไว้ เลื่อนมันวางบนตัก  ก่อนจะยิ้มมองคนข้างกัน “ อย่าซน ”

“ ส่วนมึงก็อย่าทำแบบนี้ ” มือนั่นถูกดึงออก แก้มแดงๆของดีนหันไปอีกทาง อีกฝ่ายค้ำศอกกับที่จับประตู มันพูดเสียงอู้อี้ “ บอกกี่ทีแล้วสัดอาร์ม กูไม่ชอบแบบนี้ ”

“ โทษทีแล้วกัน ” อยู่ๆทุกอย่างก็กลายเป็นความเงียบ แล้วเพราะมันไม่มีเพีลงที่เปิดคลอแล้วด้วย ทุกอย่างก็ยิ่งดูเงียบไป มากกว่าปกติที่เป็น มันเงียบและอึดอัด จนดีนต้องเป็นฝ่ายเอ่ยพูดขึ้นมา

“ ว่าแต่ไหน ขอดูแผลหน่อย ” เอียงหน้ามองกันก่อนจะคว้ามือผมไปจับ ดีนมันพิจารณา “ แผลดูทางการชิบหาย ลึกเหรอวะ ”

“ ลึกอยู่ ” ตอบรับอีกคนแค่นั้น ผมดึงมือตัวเองกลับเพื่อบังคับพวงมาลัยของรถ ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปด้านในมหาลัย

“ แล้วมึงทำแผลเองเหรอ โคตรเรียบร้อย ”

“ เปล่า มีคนทำให้ ”

“ ใคร ? ” ถามออกมาแบบทันควัน ผมก็ได้แต่เหล่มอง

“ สนใจด้วยเหรอ ”

“ ก็..” ทำทีเป็นไม่สนใจ ดีนมันนิ่ง “ แล้วกูสนใจ ไม่ได้เหรอ ”

“ มันก็ได้ ” ผมตอบ “ คุณผู้ดูแลทำให้ ”

“ คุณผู้ดูแล ” อาจเพราะชื่อนั้นดูแปลกอีกฝ่ายก็เลยถามพลางขมวดคิ้ว “ มีด้วยเหรอวะ คอนโดมึง ”

“ เพิ่งมีน่ะ เมื่อวานนี้เอง ” ตอบแค่นั้นสั้นๆ ก่อนจะตัดประโยคสนทนาด้วยการถอยรถเข้าที่จอด แล้วดับเครื่องยนต์หลังจากนั้น “ ลงไปกันเถอะ ”

“ เค ” ดีนตอบรับมันเปิดประตูรถก่อนจะปิดลง ช่วงจังหวะนั้นผมก็พูดกับคนที่ยังอยู่ในรถแบบเสียงไม่เบานัก

“ กูจะลงไปก่อน แล้วเดี๋ยวจะกลับมาเปิดประตูให้ รอสักสองชั่วโมงนะ ”

“ สองชั่วโมงเหี้ยอะไร กูจะไปเรียนนะเว้ย ไอ้สัดอาร์ม  ” เสียงอู้อี้นั่นตอบกลับ แต่ผมก็ทำทีเป็นไม่ได้ยิน ก่อนจะปิดประตูรถยิ้มๆจนคนที่ขอติดรถมาด้วยกลางทางถึงกับขมวดคิ้ว

“ ยิ้มเหี้ยอะไรของมึง ”

“ กูมีความสุข ยิ้มไม่ได้เหรอ ” ตอบไปแค่นั้นผมล็อครถก่อนที่เราสองคนจะเดินเข้ามาในอาคาร ผมกดปุ่มลงลิฟต์แล้วในตอนที่มันมาถึงดีนก็เข้าไปด้านใน ส่วนผมที่ทำทีเป็นนึกอะไรขึ้นมาได้ พร้อมกับตบลงบนตัวของของตัวเอง ก่อนจะถอยหลังออกมา “ มึงลงไปก่อนดีน กูเหมือนลืมมือถือ ”

“ เอ้า อะไรของมึง ” อีกคนบ่น “ งั้นเจอกันที่โต๊ะหน้าลิฟต์ ไว้เข้าห้องพร้อมกัน ”

“ อื้ม ” ยกคิ้วตอบรับ ประตูลิฟต์บานนั้นก็ปิด ผมดูจนมั่นใจว่าอีกคนลงไปแล้ว ถึงจะเดินกลับมาที่รถตัวเอง กดปุ่มปลดล็อค ผมเปิดประตูหลัง “ ออกมา ”

“ ไอ้ดีนไปแล้วเหรอ ” เมี่ยงถามคำถามนั้นพร้อมกับมองผ่านไปยังด้านหลังของผม อีกคนรีบลุกออกมาจากพื้นของรถ มันปัดไปตามตัวก่อนจะเหลือบมองผมหน้ายู่

“ ทำไม ”

“ Kเถอะ วิธีรู้มั้ยว่า มึงเหี้ยมาก  แล้วตัวกูเล็กมากเลยสิถึงให้ไปหลบบนพื้นรถที่ตั้งตีนแล้วเอาผ้าคลุมรถคลุมไว้ กูนะเกร็งไปหมด หายใจยังไม่อยากจะหายใจเลย ได้แต่บอกตัวเองว่า เรามันตัวเล็ก เล็กแบบตัวเล็กตัวน้อย แหละเมี่ยง  ไม่มีใครเห็นหรอก ”

“ เล็กมากเลย ” ผมเย้ามัน

“ ก็ใช่น่ะสิ กูแม่งอยากจะหายตัวไปด้วยซ้ำ กลัวว่ามันจะหันหลังมาเห็นแล้วเอื้อมมือมาจับผ้า เปิดดู มึงรู้มั้ยกูสวดมนต์ด้วย ทั้งๆที่ท่องได้นะโนตัสสะภัควะโตนั่นแหละ ”

“ ฮ่าๆ ” หลุดหัวเราะออกมากับความขี้บ่นของมัน ผมเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เมี่ยงก็นิ่ง

“ ยังจะมาหัวเราะอีก ไว้วันไหนกูรับไอ้เบสขึ้นรถแล้วให้มึงมานอนอยู่ที่เบาะหลังบ้าง มึงจะได้เข้าใจความรู้สึกกู ”

“ คือเมี่ยง ”  เอ่ยเรียกคนขี้บ่นก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือให้อีกคนดู

“ อะไร ”

“ ก็ถ้าเป็นกู กูไม่ยืนบ่นนะ ไหนบอกอาจารย์คาบเช้าของมึง มันเลทไม่ได้ ”

“ เชี้ย ” พูดออกมาแบบไม่ออกเสียง คนเก็บอาการไม่อยู่เลิ่กลั่กไปมา มือขาวนั่นจับอกผมมันมองซ้ายมองขวา

“ ลิฟต์อยู่นู้น ”

“ คือ ฟังกูนะ กูต้องไปแล้ว ” ผมพยักหน้ารับคนที่รีบแต่ก็ยังมีกระจิตกระใจจะบอกลา “ แล้ววันนี้อย่าให้แผลโดนน้ำ เข้าใจมั้ย ล้างมือระวังๆนะ ”

“ อื้ม ”

“ เจอกันตอนเย็น ” คนที่หันมาโบกมือบ๊ายบายให้กัน ผมยกยิ้มก่อนจะเดินตามมันไป เป็นคนอ๊องที่พอรีบก็เหมือนจะลืมหมดทุกอย่างแม้แต่ความหงุดหงิดที่ถูกผมแกล้ง แล้วก็คงลืมไปด้วย ว่าลิฟต์ของลานจอดรถของมหาลัยมันก็มีอยู่ตัวเดียว ซึ่งแน่นอนว่าผมกับมันก็ต้องไปทางเดียวกันอยู่แล้ว “ อ้าว..มึง ”

“ อย่าถามนะ ว่าจะไปไหน ” พูดดักความคิดของอีกคนที่ก็นิ่งไปอยู่นาน เมี่ยงมันหลุดยิ้มเก้อ

“ กูลืมไปเลยไอ้สัด ว่ายังไงมึงก็ต้องลงลิฟต์ตัวเดียวกับกู ”

“ ฉลาดได้สักทีนะ ”

“ กูก็แค่ตกใจมั้ย มึงไม่เคยเหรอวะ แบบว่าตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ”

“ เคย แต่ไม่หนักเท่ามึง ” ผมบอก อีกคนก็ยกยิ้มมองกันผ่านเงาสะท้อนของประตูลิฟต์

“ เออ ว่าแต่เมื่อกี้มึงกับไอ้ดีนคุยอะไรกัน ” ลิฟต์ที่เลื่อนขึ้นมารับ มันเปิดออก ผมกับเมี่ยงก็เดินเข้าไป “ กูได้ยินมึงสองคนขอโทษกัน ”

“ เสือกจัง ” หันไปบอกอีกคนยิ้มๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา ผมกดชั้นของตัวเอง “ ไม่มีอะไรหรอก ”

“ กูได้ยินว่าอย่าทำแบบนี้ ไม่ชอบ รู้มั้ยตอนนั้นกูคิดขึ้นมาเลยว่า ทำเหี้ยอะไรกันวะ ” อีกคนทำหน้าครุ่นคิด “ กูจะได้เอาจุดอ่อนของไอ้ดีนไปบอกไอ้สัดเบสบ้าง ”

“ เป็นความคิดที่เหี้ยดี ” คนพูดยักคิ้วให้กัน ผมก็ได้แต่มองเงาตัวเองที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า “ ดีนไม่มีอะไรที่เป็นจุดอ่อนหรอก กูว่ามันกูมากกว่า ที่มีจุดอ่อน ”

“ หมายความว่าไง ”

“ แล้วมึงไม่กดชั้นของมึงหรือไง เรียนชั้นไหนวันนี้ ” เชิดหน้าไปที่ปุ่มลิฟต์อีกคนก็หันไปมอง มันชี้ปุ่มที่ผมกด

“ กดทำไม กูก็เรียนชั้นนี้ แล้วตอนนี้ไอ้สัดเบสแล้วก็สัดเจย์ คงนั่งคอยกูอยู่ที่โต๊ะแถวหน้าลิฟต์ ทำไมวะ ” ปลายเสียงที่เบาลง เมี่ยงหันมามองผม “ เดี๋ยวนะ ถ้ามึงเรียนชั้นนี้ หมายความว่าไอ้ดีนมันก็ต้องเรียนชั้นเดียวกันกับมึง ”

“ อื้ม ” ขานรับในคอ ก่อนจะหันไปบอกอีกคน “ แล้วเมื่อกี้มันบอกกูด้วยว่า มันจะรอกูอยู่ที่โต๊ะแถวหน้าลิฟต์ ” 

” มึง ” เสียงของคนที่ยืนอยู่ข้างผมค่อนข้างเบา แววตาเรียวที่ดูหวั่นกลัวนั้น “ แล้วถ้ามันสองคนเห็นเราออกไปด้วยกันมันเป็นยังไงวะ ”

“ ไม่รู้สิ ” แล้วนั่นก็คือคำตอบของผม ที่พยายามเก็กหน้าเข้มที่สุดเพื่อที่จะไม่หลุดหัวเราะ กับความน่าเอ็นดูของคนข้างๆที่ก็ชวนให้ยิ้มกว้างเสียเหลือเกิน

........................................................................

มีแต่คำว่า เมี่ยงลู๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกก อยู่ในสมองตอนที่เขียน เอ็นดูในความอ๊องๆ
ชัดขึ้นหน่อยมั้ย ชัดแหละ ชัดเนอะ ในความสัมพันธ์ของคนบางคู่
ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านแล้วคอมเม้นท์จ้ะ
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 8 :: up! 10-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: ♥►MAGNOLIA◄♥ ที่ 10-01-2020 23:19:50
อาร์ม ชอบดีน  :mew2:
แล้วที่อ่อยๆเมี่ยง เพื่อแกล้งเมี่ยง แล้วตัวเองสนุก  ขบขันเท่านั้น ใช่ไหม :z3:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 8 :: up! 10-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 11-01-2020 01:00:43
 :pig4: :pig4: :pig4:

อ้าววววว 

อิอาร์มชอบดีนมาตลอดสินะ

แต่ดีนน่าจะชอบเบส  ไอ้ที่ไม้เบื่อไม้เมากันหน่ะ  ก็แค่จะแกล้งคนที่ชอบแหละ

ส่วนตอนนี้เหรอ  เหอ ๆ  อิอาร์มหลงเสน่ห์นุ้งเมี่ยงเข้าเต็ม ๆ แบบโงหัวไม่ขึ้นซะแระ
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 8 :: up! 10-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: labelle ที่ 15-01-2020 21:01:56
อ้าว เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อหรอคะ อะไรคือมีคนในใจ
อะไรคือไม่ชอบให้ทำ แต่อาร์มอยากทำ
เอ็นดูใจอาร์ม ดูซึ้งใจกับดีนมากเลยนะ หรือชินมากแล้ว
ที่อาร์มรู้เรื่องเมี่ยง เพราะไม่อยากให้ดีนรู้แล้วเสียใจเพิ่มหรอ

เมี่ยงเป็นคนตลก รนมากจ้า เค้าจับทางได้หมดแล้ว
จะชนะหนึ่งแต้มแล้วดูภูมิใจหรือชนะตลอดไปแล้วจริงจังดีล่ะ

อาร์มเอ็นดูเมี่ยงมาก หลงหนักมากแล้วค่ะ ลุ้นว่าอาร์มจะจริงจังตอนไหน
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 9 :: up! 17-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 17-01-2020 18:14:13
ตอนที่ 9

มีเพียงแค่ความเงียบเชียบ ผมรู้สึกว่าฝ่ามือของผมเย็นเฉียบแต่ถึงอย่างงั้น คนข้างกันก็ยังคงยิ้ม ยิ้มอย่างไม่รู้ว่าจะอารมณ์ดีอะไรนักหนา

“ ความตายมาถึงมึงแล้ว ยังจะยิ้มอีกเหรอไอ้สัด ” ผมถามแต่เหมือนอีกคนจะแค่ขมวดคิ้วงง

“ ความตายอะไร ”

“ ก็..”

“ ความตายของมึงน่ะเหรอ  ข้างนอกนั้นก็แค่ไอ้ดีนเพื่อนกูที่รอรับกูอยู่ แล้วอีกอย่างนะ ” สายตาคมของคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกัน ไอ้สัดอาร์มเอียงหน้ายิ้ม “ กูไม่มีความลับปิดบังพวกมันแบบคนบางคนด้วย ไม่รู้จะกลัวไปทำไม ”

“ ไอ้สัด ” สบถออกไปก่อนจะผ่อนหลังยืนพิงกับตัวลิฟต์ ระดับชั้นที่ลดลงอย่างรวดเร็วผมมองซ้ายมองขวา อย่างคิดไม่ออกว่าจะทำยังไง จนสายตาสบกับคนที่ยืนนิ่ง “ เอาไงดี ช่วยคิดหน่อย ”

“ จำเป็นเหรอ ” ก็ยังกล้าถามออกมา ทั้งๆที่เป็นช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้

“ K จำเป็นเหรอ ถามมาได้ไง มึงลองคิดดูให้ดี ถ้าประตูลิฟต์เปิดแล้วไอ้สัดดีนเห็นกูกับมึงอยู่ในลิฟต์สองคน มันจะเป็นยังไง ”

“ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ” อาร์มมันยักไหล่ “ ถ้ามึงตั้งสติหน่อย แล้วคิดดูให้ดี มึงจะรู้ว่าลิฟต์เหี้ยนี่ คือลิฟต์ที่มาจากลานจอดรถ ซึ่งมันมีโอกาสเป็นไปได้สูงอยู่แล้วที่เราจะเจอกัน ”

“ แต่กูไม่ได้เอารถมา มึงจะให้กูไปบอกคนอื่นแบบนั้นได้ยังไง ”

“ ตอแหลสิ มันไม่มีใครเห็นกูมากับมึง แล้วมันก็ไม่มีใครที่อยู่ๆจะมาขอดูกุญแจรถคนอื่น เพราะคิดว่าเรามาด้วยกันอยู่ด้วย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ”

“ นั่นก็จริง ” พูดออกมาเสียงเบาๆ อีกคนก็ยกยิ้ม

“ แล้วที่สำคัญ กูมากับดีน แล้วนั่นคือสิ่งที่คนที่มึงกลัวว่ามันจะจับมึงได้รู้จริงมั้ย ”

“ จริง ” พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ผมผ่อนลมหายใจออกมาเสียงดัง ก่อนจะเหล่มองอีกคนพร้อมกับเอื้อมมือไปตบไหล่ ผมยกนิ้วโป้งให้มัน “ มึงแม่งสุดยอดเหมือนกันนะเนี้ย โคตรนิ่ง แม่งสยบได้ทุกปัญหาเลย ”

“ กูไม่ได้สุดยอดหรอก ” ใบหน้าคมส่ายหน้าไปมา “ มึงด่าตัวเองดีกว่า ว่าทีหลังอย่าสติแตกให้มันมาก แล้วก็ช่วยเอามือเอาลงด้วย มึงจะให้ลิฟต์มันเปิดออกแล้วเห็นมึงยกนิ้วให้กูอยู่รึไง ”

“ แปลกอะไร ” ผมสวนกลับ “ ถ้าพวกมันเห็น กูก็แค่บอก กูว่าแม่งโป้งมึง ”

“ สนิทกันมากเหรอไอ้สัด ถามจริงๆ มันเชื่อได้มากเลยสิในความคิดมึง ”

“ อ้าว ก็มึงไม่เคยทำเหรอ เวลาโกรธเพื่อนตอนเด็ก กูทำบ่อยนะ โป้งเล่า ไม่คุยด้วยเล่า แบบเนี้ย ” ยังไม่ทันจะพูดจบประตูที่ปิดอยู่นานก็เปิดออก และอย่างที่ไม่ทันได้ตั้งตัว นิ้วโป้งที่ยื่นไปหาอีกฝ่ายนั้น ผมรีบเอามันลงในตอนที่หันไปด้านนอก แล้วก็พบว่าไอ้สัดดีนมันนั่งรอเพื่อนมันอยู่ตรงหน้าประตูลิฟต์พอดี

“ ปัญญาอ่อน ” อาร์มพูดเสียงเบาแบบยิ้มๆ มันดึงตัวเองที่พิงอยู่กับผนังด้านข้างของลิฟต์ เดินนำผมออกไปเป็นคนแรกด้วยท่าทางนิ่งเฉย ก่อนจะยกคิ้วเชิดหน้าทักทายเพื่อนสนิทที่นั่งคอยกันด้วยสีหน้าหงุดหงิด

“ ไปกัน ”

“ มึงแม่งมากับมันด้วยเหรอ ” ดีนเชิดหน้ามาทางผมที่ก็เดินออกมาจากลิฟต์ ส่วนผมเองก็เหลือบไปมองมันที่ตั้งคำถามนั้น

“ แล้วลิฟต์นี่เป็นของเพื่อนมึงคนเดียวหรือไง ”

“ ปากมึงนี่นะ ”

“ ทำไมครับ ” เอียงหน้าถามอีกฝ่ายที่ก็จ้องมองกัน แต่ไม่พูดอะไรออกมา ผมเหลือบมองคนที่มาด้วยกัน อาร์มมันยกยิ้มมุมปาก คงคิดว่าท่าทางหาเรื่องวอนตีนแบบนี้ ต่างกับไอ้คนที่มันเลิ่กลั่กหน้าซีดอยู่ในลิฟต์ยังกับคนละคน 

 “ เจอกันที่ลานจอดรถ ” อาร์มเป็นคนตอบแทน มันถอนหายใจก่อนจะหันไปทางอื่น แต่ไม่วายแขวะกันเบาๆเหมือนจะแกล้ง “ อึดอัดชิบหาย ”

“ แล้วคิดว่าเป็นคนเดียวเหรอ ”

“ เมี่ยง ” ไอ้เจ้ยมันเรียกขัดผม ในตอนนั้นคนที่นั่งข้างมันอย่างไอ้เบสก็กำลังนั่งกินขนมจีบซาลาเปาอยู่ มันเคี้ยวยิ้มๆ อย่างคนอารมณ์ดี

“ ยิ้มเหี้ยอะไร หน้ากูเหมือนแม่มึงเหรอ ” ดีนถาม เบสเองก็หลุดยิ้มกว้างออกมาก่อนจะกลืนของกิน มันเลียปาก

“ ดีน คิดหน่อยนะครับ ถ้าหน้าแม่กูเหมือนมึง กูคงไม่ออกมาหล่อขนาดนี้หรอก ”

เราทุกคนในตอนนั้นตกอยู่ในสภาวะนิ่ง มันไม่ใช่แค่ไอ้ดีนคนเดียวที่ยกคิ้วสูง เพราะแม้แต่ไอ้เจ้ยเอง หรือว่าผมก็ได้แต่เหลือบมองคนที่กล้าหาญมากกับการพูดถึงความหล่อของตัวเองออกมาแบบที่ไม่สนสี่สนแปดใด

“ พูดเหี้ยอะไรก็คิดหน่อย ขนาดเพื่อนมึงยังรับไม่ได้เลย ” ดีนมันบอกก่อนจะยกยิ้ม แผ่นหลังหนาของคนที่กำลังจะเดินไป ผมผ่อนลมหายใจโล่งออกมาแต่ยังไม่ทันจะสุด คนที่คิดว่าจะไม่สนใจอะไรอย่างไอ้เบสกลับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มันมองไปยังคนสองคนที่เดินไป

“ รักกันจังเลยน้า น้องดีนกับน้องอาร์มเนี้ย ทุกอย่างมันดูสีชมพูไปหมดเลย ”

“ หมายความว่าไง ” ขมวดคิ้วนิดหน่อยในตอนที่ดีนกันมาถามอีกคนด้วยสีหน้าหาเรื่อง

“ ยั๊วะง่ายจัง ” เผลอพูดออกไปเสียงดังไปหน่อย คนที่โดนแซวก็เลยหันมาชักสีหน้าใส่ผม ที่ก็เหลือบมองไปทางอื่นทันที

“ ก็ไม่แปลกหรอกเพื่อนเมี่ยงที่มันจะยั๊วะง่าย ” เบสมันว่าก่อนจะทำทีเป็นตกใจในตอนที่เห็นท่าทางโมโหจัดของคู่อริ “ แต่กูก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมึงสองคนจะเป็นเพื่อนที่คิดไม่ซื่อต่อกันนะเว้ย แบบว่าเพื่อนแอบรักเพื่อนอะไรทำนองนั้น กูแค่คิดว่าว่ามึงเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้วก็เท่านั้นแหละ แบบยั๊วะง๊ายง่าน ไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่นเล๊ยย ” สองมือที่ยกขึ้นคล้ายผู้ร้ายที่ยอมจำนนต่อทางตำรวจ กับรอยยิ้มที่ยิ้มกวนตีนที่ก็ไม่ได้มีท่าทีสำนึก “ แต่ว่าน้า มึงคิดจริงจังมั้ย อันนั้น กูก็ไม่รู้สิน้า ”

 “ ไอ้เบส ” เจ้ยมันหันไปมองคนก่อกวนก่อนจะถอนหายใจ “ มึงนี่ยังไม่หยุด ”

“ อะไรละครับเพื่อนเจ้ย มองกูเป็นผู้ชายอีกแล้วนะ ”

“ กูแม่งอยากต่อยมึงชิบหาย ” ดีนที่ทำทีเป็นจะพุ่งเข้ามาใส่เพื่อนผม แต่ท่อนแขนหนาของไอ้อาร์มก็ขวางอีกคนไว้ก่อน

“ อย่า ” ใบหน้าคมที่ส่ายหน้าไปมาพลางเหลือบมองไอ้เบสที่ก็ยิ้มให้อีกคน

“ ไม่จริง ก็ไม่จำเป็นจะต้องร้อนตัว ใช่มั๊ยครับ สัดอาร์ม ”

“ อื้ม ” อีกฝ่ายขานรับแค่นั้นสั้นๆ ก่อนจะยกยิ้ม “ แต่ว่านะ มุกมึงเด็กมากเลยเบส มันเหมือนหมาจนตรอกที่แม่งไม่มีอะไรจะสู้แล้ว ” ออกแรงดันพื่อนตัวเองที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นให้เดินออกไป แต่ดีนที่ยังดูหัวเสียมันดูขืนตัว แล้วในตอนนั้นผมก็เห็นอาร์มกระซิบอะไรกับมันสักอย่าง

“ กระซิบกันด้วยว่ะ ”

“ เงียบสักทีเถอะ ” เจ้ยมันพูดพลางส่ายหน้าไปมากับเพื่อนตัวเองที่เหมือนจะไม่หยุดเรื่องนั้น สีหน้าหงุดหงิดของมันหันมามองผม ก่อนจะเชิดหน้าไปทางห้องเรียนจะบอกว่าให้ไปเรียนได้แล้ว

“ แล้วไอ้สัดนี่ ” ถามถึงไอ้เบสแต่อีกคนก็แค่ปรายตามองอย่างเหนื่อยหน่าย เจ้ยมันถอนหายใจ

“ ปล่อยมันไปเถอะ กูรำคาญ ” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นอีกฝ่ายก็เดินไป ผมเหลือบมองอาร์มที่เดินนำดีนไปก่อนหน้านั้นอย่างอยากรู้ว่าจะจบเรื่องแค่นี้หรือว่ามีต่อ

แต่สุดท้ายไม่กี่วินาทีก้รู้ผล มันจบแค่นี้เพราะดีนก็จะเดินตามอาร์มไปโดยดี โดยที่ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงอะไรกับอีกคนเหมือนอย่างปกติ

“ อะไรกันวะ ” สบถออกมาคนเดียว ในตอนนั้นไอ้เบสก็เดินเข้าไปมากอดคอผม

ก็มันแปลกกว่าทุกที ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย และจบลงอย่างง่ายดายเช่นกัน ความยืดยื้อที่น่ารำคาญอย่างเก่าก่อนไม่มีเห็น ในตอนนั้นเบสที่ยกยิ้ม มันทิ้งท้าย

“ เถียงความจริง เถียงยังไงก็เข้าตัวเองไง เลยไม่เถียง ”

..........................................................

บทเรียนตรงหน้าค่อนข้างหน้าเบื่อ หน้าจอที่กำลังอธิบายบทเรียนในภาควิชากลายเป็นสิ่งที่อยู่ๆผมเองก็ไม่เข้าใจมันสักเท่าไหร่ อาจเพราะในสมองตอนนี้มันวกไปวนมาแต่กับเรื่องเมื่อช่วงเช้าที่ยังคงค้างคาใจ ไอ้ดีนเองก็ดูยั๊วะง่ายกว่าปกติ ส่วนไอ้เบสก็ดูมั่นใจเกินไป

“ หรือว่ามันจะชอบกันจริงๆ เหรอ ไอ้สองตัวนั้นอะนะ จะใช่เหรอวะ ”

“ พึมพำอะไรของมึง อะไรชอบกันจริงๆ ” เจ้ยที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายเอ่ยถาม ผมที่หันไปมองหน้ามันอีกคนก็ยกคิ้ว “ อะไร มองหน้ากูแล้วเงียบ ”

“ ไอ้ดีนชอบไอ้อาร์มจริงๆเหรอวะ ”

“ นี่คิดเหี้ยอะไรขึ้นมาอีกคน ” แผ่นหลังพิงกับเบาะที่นั่งผมก็เอนหลังตาม เจ้ยมันเชิดหน้าไปทางไอ้สัดเบสที่ก็หันมามองเราพอดี “ ไอ้เหี้ยนั่นก็อีกคนนึง ยังไม่หยุดอีกเรื่องไอ้สัดดีนกับไอ้สัดอาร์มชอบกันอีก ”

“ กูว่าชัวร์ วันนั้นกูไม่ได้ตาฟาด ”

“ ที่เล่าว่าเจอมันยืนเต้นกันในผับ แล้วไอ้อาร์มก็ยิ้มให้ดีนที่เต้นอยู่ตรงหน้ามันน่ะเหรอ ” ผมทวนความทรงจำที่คนข้างกันเคยเล่าเมื่อหลายวันก่อน 

“ ใช่ ” เบสตอบรับคำอย่างมั่นใจ เจ้ยมันก็ถอนหายใจ

“ คือถึงมันจะจริง แล้วมันจะแปลกยังไง มึงจะล้อมันด้วยเรื่องนี้กูว่า มันก็ไม่ใช่นะ มันไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเลย มึงไม่ใช่เด็กประถมแล้วเบส ”

“ จริงจังไปได้ ” อีกคนว่าบ่นๆ

“ มันดูสิ้นคิดเหมือนที่ไอ้อาร์มบอกนั่นแหละ มึงคิดหน่อย มันมีเรื่องที่มึงเอามาล้อได้นะ แต่บางเรื่องก็ไม่ได้ แล้วอีกอย่างมึงรู้แน่ชัดแล้วเหรอ ถึงเอาไปพูด ถ้าพูดมากๆเข้า เรื่องโดนลือไปไกลมึงจะทำยังไง มันสองคนจะเสียหาย ดีไม่ดีมองหน้ากันไม่ติดอีก ”

“ โอยยยยยยยยยยยยยย ไม่มีทาง ” ไอ้เบสส่ายหน้า

“ ทำไมวะ ” ผมถาม

“ ก็มันเป็นเพื่อนรักกัน คบกันมาตั้งนาน ไม่ผิดใจกันกับเรื่องง่ายๆหรอก ”

“ ใครจะไปรู้ เรื่องแบบนี้บางทีอยู่ด้วยกันมากๆ อาจจะอึดอัดก็ได้เพราะมีแต่คนมอง ” เจ้ยมันย้ำหน้าตาจริงจัง “ แล้วถึงกูจะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยกับสิ่งที่มึงคิดอยู่ เพราะไอ้อาร์มสเป็คมันค่อนข้างเป็นคนน่ารัก จากที่ดูมันควงอยู่ ส่วนไอ้ดีนกูว่า..”

“ ก็ใครจะไปรู้เจ้า คนเรามันมีหลายมุม ” เบสมันพูดยิ้มๆ อย่างไม่สลัดความคิดที่ตัวเองมั่นใจนั่นออกไปไหน “ แต่เอาเป็นว่าเพื่อความสบายใจของมึง กูจะไม่ล้อมันเรื่องนี้จนกว่าจะรู้แน่ชัดว่ามันเป็นยังไง และในวงเล็บและเขียนตัวแดงใส่ตัวหนา เอียง พร้อมทั้งขีดเส้นว่า ถ้ามันไม่กลัวตีนกูจนกูทนไม่ไหวขึ้นมาก่อนละนะ ”

“ กลัวอย่างหลังนี่แหละไอ้สัด เพราะความอดทนมึง ต่ำยิ่งกว่าดินอีกมั้ง ”

“ ว่าแต่นะ ไอ้อาร์มมันชอบคนน่ารักเหรอวะ ” หลุดถามสิ่งที่อยากรู้ออกไปหลังจากที่บทสนทนานั้นเงียบลง ผมที่หันมองไอ้เจ้ยก่อนจะเบิกตาขึ้นนิดหน่อยในตอนที่เห็นอีกคนมองเหล่กันแบบยิ้มๆ “ คือ คือกูหมายความว่า..”

“ ว่า..” มันลากเสียงพร้อมจ้องมามอง

“ คือเมื่อกี้เราพูดถึงไอ้อาร์มกันไงใช่มั้ย แล้วอยู่ๆมันก็จบไป ยังไม่เคลียร์เลย ”

“ เหรอออออออออออออออออออออออ ” เสียงลากยาวที่ดูเหมือนไม่เชื่อกัน ผมนิ่งไป

“ ไม่อยากรู้แล้วไอ้สัด ”

“ โอ๊ะ มีงอน ” ทำทีท่าแบบตกใจเล็กๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มให้กัน

“ มองเหี้ยอะไรอย่างงั้น กูแค่ถาม ”

“ ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเพื่อนเมี่ยงเลยสักคำเดียว ” มือนั่นเอื้อมมาจับไหล่  เจ้ยกระซิบ “ ไอ้อาร์มมันชอบคนน่ารัก คนที่แบบทำตัวน่ารักๆ ถ้าอยากจะจีบมัน มึงก็ทำตัวน่ารักๆหน่อยละนะ ”

“ เหรอ ” เผลอสถบออกมาก่อนจะพยักหน้ารับ แผนการใหม่ในสมองผมผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ผมพูดกับตัวเองเสียงเบา “ ต้องน่ารักสินะ ดีละ คราวนี้ก็ถึงทีกูบ้างแล้ว ”

“ ยังไงกันน้า. ” เสียงของคนข้างๆเหล่ถามกันอย่าจับผิด

“ อะไร ” เสียงนิ่งๆที่ถามกลับ

“ ก็มึงดูสนใจในตัวไอ้อาร์มแปลกๆ ”

“ กูอะนะ” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพร้อมกับแววตาที่เบิกกว้าง “ อะไร อะไรที่ทำให้มึงคิดว่ากูสนใจมัน ”

“ โห ไอ้เหี้ย มีเยอะมาก สองวันไม่รู้จะพูดหมดมั้ย ”

“ ไอ้สัด ”

“ นี่ แต่ขอพูดอะไรกับมึงไว้อย่างนะ ” สีหน้าของเจ้ยเริ่มจริงจัง “ กูไม่รู้ว่ามึงมีอะไรปิดบังอะไรกูอยู่ แล้วก็ไม่รู้ว่ามึงคิดจะทำอะไร แต่ในฐานะเพื่อน ก็ขอเตือนไว้ก่อนแล้วกัน ไอ้อาร์มไม่ใช่คนในแบบที่มึงจะจัดการได้ง่ายๆนะ ”

“ มึงพูดเหมือนมันเป็นแบบมาเฟียไม่ก็พวกที่น่ากลัวมากกว่านั้น คือ แม่งก็คนธรรมดาเปล่าวะ ” พูดแบบนั้นยิ้มๆ เจ้ยมันก็ยิ้ม

“ เออ ก็เตือนมึงไว้ก่อน ถึงกูจะรู้ว่ามึงไม่ฟังหรอก แต่เดี๋ยวมึงจะหาว่า ทำไมไม่เตือนอีก” พยักหน้ารับคำพูดนั้น ก่อนจะคิดถึงใบหน้าของอีกคน ก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรที่เรียกว่าน่ากลัว

ก็อาจจะกวนตีนกันบ้าง เย้าแหย่กันบ้าง แต่นั่นมันก็เป็นไปตามแผนการต่อสู้ของเราที่ต่างฝ่ายก็ต่างอยากจะให้อีกคนตกหลุมรัก ที่ผมก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า คะแนนอีกฝ่ายมัน ค่อนข้างนำ

แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่จะหมดหวังกับอะไรง่ายๆหรอก เพราะว่าการรบยังไม่จบ ก็อย่างเพิ่งนับทหารฉันใด การแข่งขันนี้มันก็เป็นฉันนั้น

วันนี้ยังตาม พรุ่งนี้อาจจะนำก็เป็นได้ ใครมันจะไปรู้

“ ว่าแต่นะมึง..” ผมหันไปหาเจ้ย “ มึงว่ากูหน้าตาน่ารักมั้ย ”

“ นี่ฟังกูเตือนบ้างมั้ยเนี้ย ” อีกคนบ่อนพลางผ่อนลมหายใจออกมา “ เวรกรรมอะไรของกู หน้าเหี้ยเอ้ย ถึงต้องมาเป็นเพื่อนคนดื้อด้านแบบมึงสองตัว ”

“ อะไรของมึงกูก็แค่ถามเฉยๆ ไม่ได้เกี่ยวเหี้ยอะไรกับไอ้อาร์มเลย ” เถียงออกไปแบบหน้าตั้งคนฟังก็ได้แต่เหลือบตามองบนเหมือนกับว่าไม่ค่อยจะเชื่อในสิ่งที่ผมพูดสักเท่าไหร่ “ คือมึงไม่เชื่อ ”

“ เอาเถอะๆ พูดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ” ว่าแค่นั้นก่อนจะเหลือมองผม “ มึงก็น่ารักดี เป็นคนที่ทั้งหล่อ ทั้งน่ารัก ”

“ เหรอวะ ” ตาโตถามแบบจริงจัง อีกคนก็พยักหน้ารับ

“ แต่ก็แล้วแต่มุมมอง บางคนอาจจะมองว่าหล่อ บางคนก็อาจจะมองว่ามึงน่ารัก สไตส์ใครไสตส์มัน ”

“ แล้วมึงมองว่ากูเป็นยังไง ” เจ้ยมันยิ้มให้ตอนที่ผมถาม ท่าทางของมันพยายามกลั้นยิ้มเพื่อไม่ให้ตัวเองยิ้มกว้างในตอนที่ผมจ้องตา

“ เออ มึงน่ารักไอ้สัด พอใจยัง ”

“ บ้า กูไม่ได้อยากจะน่ารัก มึงตอบกูได้ตามใจเลย ” ยิ้มบอกมันอีกคนก็โบกมือไล่

“ น่ารักไอ้สัด จบได้แล้ว ”

“ เหรอๆ แล้วน่ารักมากเปล่าวะ แบบ..ในความคิดมึง ”

“ เอาความจริงเลยปะ ” เจ้ยมันดึงตัวเองเข้ามาใกล้ผมที่ก็พยักหน้ารับอย่างมั่นใจ “ หน้าตาไม่ได้น่ารักมากหรอก ครึ่งน่ารักครึ่งหล่อ แต่นิสัยที่มึงทำอยู่แม่งโคตรน่ารักเลยเว้ยเมี่ยง นี่ถ้าไม่ติดว่ามีมิ้งเป็นเมียแล้วละก็นะ กูจีบมึงไปแล้ว จบนะครับ ”

“ บ้าบอ ” ผมตีเข้าที่แขนอีกคนเบาๆ “ มึงแม่ง พูดเหี้ยอะไรของมึงวะเจ้ย กูไม่อยากจะผิดใจกับมิ้งนะ ”

“ Kเอ้ย อยากจะถีบมึงให้ตกเก้าอี้จริง ไอ้หน้าสัด ” สะบัดปลายผมทิพย์ของตัวเองอารมณ์ว่ามันยาวแบบที่ปะป่า ผมหันไปมองไอ้เบสที่วันนี้ตั้งใจเรียนเป็นพิเศษแบบไม่พูดไม่จา และหน้ากระดาษตอนนี้ก็เหมือนจะมีแต่ปากกาเน้นข้อความแต่งแต้มอยู่เต็มไปหมด

“ เบส ” ผมเอ่ยเรียกมัน อีกคนก็หันมาเหลือบมอง “ มึงว่ากูน่ารักปะ ”

“ ถามเหี้ยอะไรของมึง ” สีหน้างุนงงฉายชัดอยู่บนใบหน้านั่น คิ้วเข้มขมวดในกันก่อนจะมองกลับไปที่หน้ากระดานแบบที่ไม่รู้สึกได้ว่าอีกคนคงคิด ว่าผมคงเป็นบ้าอะไรสักอย่าง

“ ว่าไงไอ้สัด ไม่น่ารักเหรอ ”

“ คือประเด็น อยู่ๆ ทำไมถึงถาม ”

“ ก็แค่อยากรู้ กูต้องการความคิดเห็นของคนมากกว่าหนึ่งคน เพื่อที่จะได้มั่นใจและไม่ได้เป็นความเห็นที่คิดเข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป ” ผมว่า “ อีกอย่างกูควรจริงจังกับเกมส์นี้ให้มากกว่ากว่านี้  เพราะไม่งั้นกูจะแพ้หมดรูป ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องไม่เป็นแบบนั้น ว่ามาไอ้สัด กูน่ารักมั้ย ในความคิดมึง ”

“ ก็ น่ารัก ” มันตอบเสียงเบา

“ เหรอ ”

“ เออ ” เบสมันพยักหน้ารับ

“ มึงน่ารักแบบไอ้ดีนอะเมี่ยง ” เจ้ยที่นั่งอยู่อีกข้างพูดขึ้น แต่ในตอนนั้นเหมือนไอ้เบสจะไม่เห็นด้วย มันขมวดคิ้ว ก่อนจะส่ายหน้า

“ อย่าเอาไอ้เหี้ยนั่นมาเปรียบเทียบกับเพื่อนกูได้มั้ย ไอ้เมี่ยงน่ารักกว่าไอ้ดีนหลายขุม แล้วโทษทีนะ คนอย่างไอ้ดีน เรียกหน้าเหี้ยอะครับ ไม่ใช่น่ารัก ”

“ อคติ ” เจ้ยมันบอก แต่คนฟังก็แค่เหลือบตามองบน “ กูหมายความถึงว่าทั้งหล่อและน่ารัก มันให้ฟีลแบบนั้นมากกว่า ”

“ แต่มึงน่ารักกว่า ถ้าเทียบกับไอ้สัดดีน ไอ้สัดดีนคือขี้ตีนของมึงเมี่ยง กูขอพูดแค่นี้ ”

“ หล่อมากเลยสินะมึงน่ะ วอนบิน กงยูเมืองไทยกันเลย ” เจ้ยมันเชิดหน้าถาม แต่เหมือนอีกคนก็รู้สึกแบบนั้น ด้วยความมั่นใจไอ้เบสยกนิ้วเก็กหล่อ

“ ก็พอตัว ”

“ วอนตีนน่ะสิไม่ว่า หาเรื่องให้พวกกูไม่เว้นวัน ”

“ ว่าแต่นะพวกมึง ” ผมเบรคคนสองคนที่กำลังเถียงกันอยู่ในตอนนั้น “ เลิกเถียงก่อน กูมีสิ่งที่กูสงสัย ไอ้ท่าทางน่ารักนี่ แม่งทำกันยังไงวะ ”

“ แค่เป็นตัวมึง กูว่ามันก็น่ารักแล้วนะ ” เจ้ยมันว่า แต่เหมือนไอ้บินจะไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ มันส่ายหน้าให้ผม

“ ความน่ารักก็คือความกุ๊กกิ๊ก มึงก็ต้องทำตัวให้มันเด็กๆเข้าไว้ หรือพวกมึงจะเถียงว่ามันไม่น่ารัก ในตอนที่สาวๆเข้ามาคลอเคลียมึงแล้วเรียกมึงว่า พี่ แบบว่าพี่เจ้ยขา พี่เมี่ยงขา จับแขน เอาหน้าซบ ใครๆมันก็แพ้กันทั้งนั้นอะ ”

“ เหรอวะ ” พูดกับตัวเองเบาๆในตอนนั้น อย่างไม่ค่อยอยากจะเห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะแค่คิดไปว่าต้องกอดแขน แล้วเอาหน้าถูไปมา ก็ได้แต่คิดไปอีกว่า งั้นผมต้องปูเหตุการณ์แบบไหนมันถึงจะออกมาได้ในรูปแบบนั้น

“ คือมึงจะให้อยู่ๆ ไอ้เมี่ยงไปทำแบบนั้น ” เจ้ยมันเอียงหน้าถามเพื่อนตัวเอง “ คือขนาดเมียกูมันขี้อ้อน มันยังไม่เคยอ้อนกูเอาเบอร์ที่มึงว่าเลย ยกเว้นมันจะเมา ”

“ เออใช่ เมา ” เอื้อมมือไปจับไหล่ของคนพูดก่อนจะพยักหน้าลงด้วยรอยยิ้มกว้าง ผมอยากจะบอกมันเหลือเกินว่า ‘ ขอบคุณมาก และนี่แหละ คือหนทางการจู่โจมกลับและชัยชนะของกู เพื่อนเจ้ย ’

“ คือเมี่ยง ” ไมได้ฟังอะไรในทิ้งที่เพื่อนพูดอีก ผมคิดแค่ว่าเย็นนี้คงต้องพาตัวเอง หรือไม่ก็ชวนไอ้เหี้ยอาร์มมาที่ห้องให้ได้ และแน่นอนว่าที่ผมจะลืมไม่ได้ก็คงเป็นเบียร์  ที่ก็จะทำทีเป็นพวกคออ่อนอย่างที่สุด แล้วหลังจากนั้น ผมก็จะเริ่มแผน

“ ลงทุนขนาดนี้ ต้องเวิร์คแล้วละเมี่ยง ” พูดกับตัวเองแบบนั้นก่อนจะยกยิ้ม “ วันนี้มึงไม่รอดแน่ ไอ้สัดอาร์ม ”
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 8 :: up! 10-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 17-01-2020 18:14:39

ออกมาจากมหาลัยในช่วงหลังเที่ยง และมันก็เป็นการออกจากมหาลัยที่ดูลึกลับที่สุดแล้วตั้งแต่เรียนมา ผมเอาแต่มองซ้ายขวาในตอนที่เรียกแท็กซี่ และเอาแต่ภาวนาว่าอย่าให้เค้าบอกว่าส่งรถ หรือไม่ก็แก๊สจะหมดในตอนที่ได้ขึ้น

“ พี่ครับ จอดด้านหน้าซุปเปอร์มาเก็ตตรงนี้ก็ได้ ”

“ ครับ ” มิตเตอร์ถูกกดหยุด ผมยื่นเงินให้เค้าไปแบบพอดี ก่อนจะเดินลงจากรถ คว้าเอาตะกร้าใบเล็กที่ด้านหน้า ก่อนจะเดินตรงเข้าไปด้านในพร้อมกับทั้งสมองที่ทบทวนถึงแผนการของตัวเอง 

“ ก่อนอื่นก็ต้องซื้อปลาแซลม่อน ”  ตั้งใจไว้ว่าจะซื้อปลาแซลม่อนเพราะจะทำแซลม่อนย่างซีอิ๋ว แล้วก็ข้าวผัดกระเทียม ผมเรียนรู้มาในเว็ปสอนทำอาหารเมื่อครู่แล้วคิดว่าง่ายดี ก็เลยว่าจะทำ

ตามแผนการคร่าวๆก็คือ ผมจะชวนไอ้คนข้างห้องมันมากินด้วยกัน ทำทีเป็นบอกว่า เมื่อวานมันก็ชวนผมมากินข้าว วันนี้ผมก็เลยทำกับข้าวเลี้ยงมันบ้างเพราะไม่อยากจะหนี้อะไรกัน และ แน่นอนว่าที่สำคัญก็คือ เบียร์ เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ เรพาะนี่คือหนทางสู่การเมา

“ แซลม่อนอยู่ทางไหนเหรอครับ ” หันไปถามพนักงานที่กำลังจัดของ เธอเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะผายมือไปตรงตู้เย็นที่อยู่ด้านใน  “ ขอบคุณมากครับ ”

ผมก้มหน้าตอบรับแต่ยังไม่ทันจะหันตัวเดินไป สายตาของก็พบเข้ากับใครบางคนที่กำลังเข็นรถเข็นคันเล็กของห้างอยู่ข้างหน้าตรงชั้นวางของพวกซอสต่างๆ แผ่นหลังที่คุ้นตา ผมยืนนิ่งอยู่นานเพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ผิดคน ใบหน้าที่ค่อยๆหันข้างมาให้เห็น พร้อมกับมือโดนแมวข่วน

“ เหยื่อของกูจริงๆด้วยว่ะ ” พูดกับตัวเองเบาๆ ผมก้าวเข้าไปใกล้แผ่นหลังนั้น เอื้อมมือไปจับไหล่แล้วในตอนที่อีกคนหันมานิ้วชี้ก็เด้งไปจิ้มแก้มมันพอดี “ จ๊ะเอ๋ ”

“ กูมากับไอ้ดีนนะ ” เสียงทุ้มว่าแบบนั้นผมก็ดึงมือตัวเองออกราวกับเจอของร้อน แววตาที่เบิกกว้างขึ้น ผมหันมองซ้ายขวา พร้อมกับขาที่ทำทีเป็นจะก้าวถอยหลัง แต่ก่อนที่จะหวาดระแวงไปมากกว่านั้น คนตรงหน้ากลับหลุดหัวเราะเสียงดัง “ ฮ่าๆ ”

“ หัวเราะเหี้ยอะไรของมึง ” ผมถามก่อนจะมองไปรอบๆ “ ตอแหลกูเหรอไอ้สัด ”

“ ใช่ ” หันมาตอบรับแบบเฉยชา ก่อนจะยักคิ้วให้กัน อาร์มมันหันไปเลือกซอสต่อ “ ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ท่าทางมึงตอนเลิ่กลั่กกูชอบมอง มันน่ารักดี ” หันมามองเหลือบกันในประโยคท้ายที่ก็ตั้งใจพูดออกมาเพื่อทำให้ใจเต้น แต่ในตอนนั้นผมก็แค่เอียงหน้ามองแล้วถาม

“ เหรออออออ แล้วน่ารักกว่าดีนปะ ”


กริ๊ง

เสียงของขวดซอสที่อีกคนกำลังเลือกกระทบกัน เกิดเป็นความอึดอัดในช่วงเวลาหนึ่งนั้น ก่อนสายตาคมจะหันมามองกันแล้วถอนหายใจ ความเรียบเฉยที่รู้สึก แตกต่างจากรอยยิ้มเมื่อครู่นั้นอย่างสิ้นเชิง

“ ไม่ได้จะล้อเรื่องของมึงกับไอ้ดีนแบบที่ไอ้เบสทำนะเว้ย ” ผมมือขึ้นโบกไปมาอีกคนก็หันไปเลือกซอสต่อ “ กูแค่พูดออกไปเพราะเจ้ยมันบอกว่า กูกับไอ้ดีนก็คล้ายๆกันนั่นแหละ ”

“ เจ้ยบอกว่ามึงกับไอ้ดีนคล้ายกัน ”

“ อื้อ ” พยักหน้ารับอีกคนรัวๆ ในตอนนั้นอาร์มก็มองผม แบบชนิดที่ตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มเริ่มปรากฏในตอนที่มันมองตาผม “ ทำไม มึงจะบอกว่า กูแย่กว่าว่างั้นเถอะ ”

“ ยังไม่ได้พูดเลย ” อีกคนว่า ผมก็ได้แต่ยกยิ้มก่อนจะดึงสายตาตัวเองมองขวดซอสที่อีกคนเลือก รวมถึงผักสด แล้วก็เนื้อสัตว์ต่างๆที่อยู่ในรถเข็น

“ วันนี้จะทำอะไรกิน ”

“ ทำไม ”

“ ก็วันนี้กูตั้งใจจะชวนมึงไปกินข้าวบ้านกู ” ผมบอก “ กูจะทำสเต็กแซลม่อนชิ้นโตๆ กับข้าวผัดกระเทียม แล้วเราก็จิบเบียร์กันคนละขวดสองขวด เป็นไง สนใจมั้ย ”

“ แล้วทำไมถึงมาชวน ” อาร์มมันถามก่อนจะเหลือบมองกัน “ คุณสนใจผมเหรอครับ ”

“ ไม่ใช่สักหน่อย ” บีบเสียงให้เล็กในตอนปฎิเสธออกไปด้วยรอยยิ้ม ก็แค่อยากจะให้มันดูน่ารักสักหน่อย แต่เหมือนมันจะไม่ได้เป็นอย่างงั้นในความรู้สึกของอีกคน

“ มึงเป็นหวัดเหรอ ”

“ ห๊ะ ? ” ผมเอียงหน้างง

“ เสียงมึงแปลกๆ ”

“ K ” สบถออกไปก่อนจะถอนหายใจ อาร์มมันกลั้นยิ้ม “ เอาเป็นว่าไปกินข้าวบ้านกูนะ กูจะทำอะไรของอร่อยๆ ให้มึงกิน ”

“ มื้อไหน ”

“ แน่นอนว่าต้องเย็น ” ยิ้มกว้างให้อีกคน แน่นอนว่ามันต้องมีเวลาเตรียมตัวอย่างมาก แต่ผมก็ต้องไปเตรียมซื้ออาหารสำเร็จรูปไว้ด้วยในกรณีที่การทำอาหารออกมาแย่

“ เย็นไม่ว่าง คืนนี้มีเลี้ยงวันเกิดไอ้ดีน กูจะไป ว่างแค่เที่ยง ”

“ งั้นเที่ยงก็ได้ ” ตอบรับไปอย่างงั้นอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากจะให้แผนที่วางพลาดไป ผมพลิกดูเวลาที่ตอนนี้มันเลยเที่ยงไปแล้ว “ แต่ว่ามึงยังจะกินเหรอ มันเลยเที่ยงไปแล้วนะ ”

“ กิน เพราะกูยังไม่ได้กินอะไร ”

“ งั้นก็จัดไป เชิญมาลิ้มชิมรสชาติอาหารแสนอร่อยของกูที่ห้องกูได้เลย  แล้วที่สำคัญอย่าลืมพาแก้มหอมมาด้วยนะ มันจะได้เล่นกันนายท่าน”

“ อื้ม ” ตอบรับกันแค่นั้น อีกฝ่ายถอนหายใจ “ ไม่รู้จะเป็นอะไรที่อร่อยจริงๆ หรืออะไรก็ไม่รู้ที่แดกไม่ได้กันแน่ ”

“ ดูถูก กูมันระดับมาสเตอร์เซฟ ”

.................................................

‘ มาสเตอร์เชฟพ่อมึงสิ ’ กล้าพูดออกมาได้ ขนาดเตาแก๊สยังเปิดไม่เป็น แถมกลุ่มควันที่ลอยโขมงไปมาอยู่ในตอนนี้ก็บ่งบอกถึงหายนะได้เป็นอย่างดี เสียงร้องเมี๊ยวม๊าวของเจ้าแมวสองตัววิ่งวุ่นไปทั่วราวกับตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนแขกที่เชิญมาร่วมรับประทานอาหารเที่ยง กลับนั่งมองผมยิ้มๆ  ในตอนที่ยื่นจานใส่แซลม่อนที่ไหม้ไม่เหลือชิ้นดีในมันดู

“ ยังไงเหรอครับ คุณเซฟ ”

“ ยังแดกได้มั้ย ” คำถามนั้นยิ่งทำให้คนตอบยิ่งตลก อาร์มมันยิ้มกว้าง ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง

“ ฮ่าๆ ”

“ ตลกเข้าไปไอ้สัด ตลกมากเหรอ กูก็แค่อยากจะทำอาหารให้มึงกินอะ ตอบแทนที่เมื่อวานชวนกินข้าว แล้วกูผิดตรงไหน ” ผ่อนลมหายใจออกมาเซ็งๆ หลังจากที่พูดเสียงเบาๆกับตัวเอง

“ เอามานี่ ” อาร์มคว้าจานในมือผมไป มันวางลงกับพื้นห้อง แล้วในขณะที่ผมจะเอ่ยเถียงอะไร เจ้าแมวสองตัวผู้สงสัยในสิ่งนั้นก็ค่อยๆ ย่องเข้ามาใกล้ จมูกเล็กฟุตฟิตอยู่ตรงหน้าของในจานที่ทั้งไหม้และดำ จนไม่เหลือซากของสิ่งที่เรียกว่า ปลาแซลม่อน หลงเหลืออยู่

“ เฮ้ย! ” เสียงทักของไอ้อาร์มทำเอาสะดุ้งทั้งคนทั้งแมว เจ้าก้อนขนสองตัว วิ่งปู๊นขึ้นไปที่ที่คอนโดชั้นที่สูงที่สุดราวกับกลัวตาย

“ นี่  มันจะมากเกินไปแล้วไอ้สัด นี่มันปลากแซลม่อนเลยนะเว้ย” เงยหน้าบอกคนที่กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง “ แค่ไอ้อาร์มมันขู่นิดเดียว ถึงกับสะดุ้งเลยเหรอ นี่ชิ้นละตั้งหลายร้อยเลยนะรู้มั้ย ”

“ เอาไปทิ้งไป ” อาร์มบอกแค่นั้น ก่อนจะดึงแขนเสื้อของตัวเองขึ้นไป  แล้วเดินเข้าไปในครัว มันกดปุ่มอะไรสักอย่างที่อาจจะเรียกว่าเครื่องดูดควัน ท่าทางชำนาญเริ่มลงมือทำอาหาร

“ เมื่อกี้กูก็ว่า กูลืมอะไร ลืมเปิดที่ดูดควันที่เอง ”

“ กระทะเตาร้อนเกินไป เพราะใช้ไฟแรงสูง น้ำมันก็เยอะ สเต็กปลาแซลม่อน ใช้แค่น้ำนิดเดียว ”

“ เหรอ ”

“ ไม่เป็นก็อย่าอวดเก่งนะครับทีหลัง ” หันมาบอกกันแบบนั้น ผมก็พาตัวเองขึ้นไปนั่งบนเค้าเตอร์ที่ว่าง พลางมองดูอีกคนทำทุกอย่างเชี่ยวชาญ

“ ว่าแต่เที่ยงนี้มึงตั้งใจจะกินอะไร ”

“ สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า ”

“ เฮ้ย อยากกิน ”

“ อ้วนนะ ” หันมาบอกกันด้วยหางตา ผมก็ได้แต่ถอนหายใจ “ วันนี้ก็กินแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ก็ค่อยกินยังไม่สาย ”

“ ก็กินด้วยกันไง ไม่อ้วนหรอกน่า ทำให้หน่อย นะๆ ” ยิ้มให้มัน อีกคนที่เหลือบมองมา อาร์มไม่ได้ตอบอะไรมากกว่านั้น มันแค่มองลงต่ำไปที่กางเกง “ ยังไง ”

“ กุญแจห้องอยู่ในกระเป๋ากางเกง อยากกินก็ไปเอาอุปกรณ์มา อยู่ในถุง กูตั้งไว้บนโต๊ะ หยิบมาได้เลยทั้งถุง ”

“ มึงจะให้กูล้วงกุญแจจากกระเป๋ากางเกงมึง ” ถามย้ำอีกคนก็พยักหน้ารับ เพราะในตอนนั้นมือหนาที่กำลังง่วนอยู่กับปลา ฝั่งนึงจับกระทะอีกฝั่งก็จับตะหลิว “ แล้วถ้ากูทำมึงมีอารมณ์ละ ”

“ กูก็ปิดเตาไง ”

 “ ไอ้สัด ” ว่าแบบนั้นอีกฝ่ายก็ยกยิ้ม ผมดึงตัวเองลงไปยืนเต็มความสูง ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเดฟที่ก็ไม่ได้ล้วงยากอย่างที่คิด อาจเพราะมันก็ไม่ได้อยู่ลึกเท่าไหร่ “ โอเค ได้ละ ”

“ ว้า ยังไม่ทันมีอารมณ์เลย ”

“ เงียบปากของมึงไปเลย ” ว่าแบบนั้นก่อนจะเข้าไปในห้องของอีกฝ่ายตามคำสั่ง สภาพห้องไม่ได้รกเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่าเรียบร้อยน้อยกว่าห้องของผม ถุงของที่ว่าตั้งอยู่บนโต๊ะ ผมเดินไปหยิบมันก่อนจะชะงักไปในตอนที่เห็นกล่องสีดำผูกโบว์สีเงินอยู่ใกล้ๆกันนั้น เป็นของที่แค่ปรายดูก็รู้ว่าน่าจะมีราคา “ ของขวัญวันเกิดไอ้ดีนแน่เลย ” 

เดินกลับเข้าห้องตัวเองมาอย่างไม่สนใจอะไรกับสิ่งนั้นให้มาก ยื่นถุงให้คุณพ่อครัวที่ตอนนี้มีปลาแซลม่อนสีสวยวางอยู่ในจานพร้อมรับประทาน ส่วนในกระทะก็เหมือนกำลังดำเนินงานในส่วนของข้าวผัดกระเทียมอยู่

“ เมื่อกี้กูเห็นกล่องของขวัญของไอ้ดีนตั้งอยู่บนโต๊ะด้วย ” ผมเย้ามัน แต่เหมือนว่าจะไม่ใช่คำที่อีกฝ่ายอยากฟังเท่าไหร่ มือที่กำลังจับกระทะหยุดนิ่งไป “ มึง..”

“ อะไร ” ถามออกมาแบบนั้นมือก็เริ่มขยับอีกครั้ง

“ มึงให้อะไรเป็นของขวัญไอ้ดีนเหรอ บอกกูได้มั้ย กูไม่บอกใครหรอกกนะ สาบานเลย กูเห็นกล่องเล็กๆ เค้าบอกกันว่า กล่องเล็กมักมีราคา ”

“ เสือก ” สั้นๆ ง่ายๆ และได้ใจความ ผมถอนหายใจออกมา

“ แหม ก็ไม่ได้อยากรู้หรอก ”

“ แน่ใจ ” มันถามย้ำก่อนจะเหลือบมองกัน

“ แต่ถ้ารู้ก็ดี ” ยิ้มให้มันก่อนที่กระทะที่มีข้าวผัดหอมฉุยจะถูกมาให้ผม

“ พูดมาก ตักข้าวใส่จานไปแล้วกัน หวังว่าจะทำได้นะครับ ”

“ ได้สิ ” พยักหน้ารับอย่างมุ่งมั่น ผมตักข้าวร้อนๆในกระทะลงจานสองจานแบบเท่าเทียมกัน ส่วนอีกคนก็เริ่มทำอาหารอีกจาน กลิ่นหอมเรียกน้ำลาย และปลุกความหิว ผมกำช้อนนั่งรอที่โต๊ะไว้แน่นพลางเคาะมันเป็นจังหวะเบาๆ แล้วในตอนที่ความน่ากินนั่นวางลงตรงหน้า “ โคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรน่ากิน แต่เดี๋ยวนะ ขอไปเอาเบียร์ก่อน ”

“ อื้ม ”

“ นิยมใส่แก้ว หรือว่ากินกับขวดครับ ” หันถามอีกคนที่ก็ตอบแค่สั้นๆ

“ ขวด ” วางเบียร์ลงบนโต๊ะผมมองทุกอย่างด้วยสีหน้าแห่งความสุข

“ โอเช  งั้นก็กินละน้า ” ตักข้าวเข้าไปปากไปคำแรก ก่อนจะเคี้ยวด้วยความสุขกับรสชาติอร่อยที่เข้ากันได้อย่างดี ผมลองตักคาโบนาร่าที่ถูกเจาะไข่แดงไปโดยคนทำเมื่อครู่เข้าปาก รสชาติที่ไม่ต่างกันกับในร้านหรู มันอร่อยจนน้ำตาผมจะไหล อร่อยจนอยากจะบอกมันว่า มาเป็นเมียกูมั้ย ถ้าจะทำกับข้าวเก่งขนาดนี้ แต่นั่นแหละ กลัวโดนสวนกลับว่า อยากเป็นผัวมากกว่า แล้วจะไปไม่เป็น เลยต้องเงียบไว้ “ โคตรอร่อยเลยมึง ”

“ หน้าตามึงเมื่อกี้ก็บอกกูอยู่ ” ยิ้มกับคำพูดนั้น ผมหยิบเบียร์ขึ้นมากินสลับไปมาอย่างงั้นจนมันหมดขวด ผมเดินไปหยิบขวดที่สองขึ้นมาเปิดก่อนจะกินมันไปอีกอึกใหญ่ ท่าทางกลางสายตางุนงงของคนตรงข้ามกัน “ คือมึงเสี้ยนเบียร์ขนาดนั้นเลยเหรอ ”

“ ใช่ โคตรอยาก ” พยักหน้ารับไปอย่างมุ่งมั่นทั้งๆที่ตอแหลทั้งนั้น ผมไม่ชอบกินเบียร์ไปกินข้าวไป เพราะมันรู้สึกเสียรสชาติของอาหาร  แต่เพราะแผนก็ต้องเป็นไปตามแผน ไม่เสียสละชัยชนะก็คงไม่เกิด ผมเลยจำใจต้องยกเบียร์ขึ้นดื่มอีกครั้งก่อนจะวางมันลง แล้วหลังจากนั้นก็ทำทีเป็นหลับตาลง แสดงอาการเริ่มมึนให้อีกคนได้เห็น

“ ยังไง อย่าบอกนะว่าเมา ”

“ เมาบ้าอะไร ” โบกมือไปมาก่อนจะเอียงหน้ามองอีกฝ่ายยิ้มๆ “  ไม่เมาหรอกจ้า ”

“ เออ แต่เหมือนจะเหลือแค่อีกนิดแล้วละ  ” อาร์มมันว่าแบบนั้นก่อนจะกินข้าวเข้าไปพร้อมกับจ้องมองผม ที่ยังคงกินเบียรอย่างต่อเนื่อง “ หน้าแดงหมดแล้ว ”

“ แล้วน่ารักปะ ” ถามเย้ามันเมื่อไหร่โอกาส แต่อีกคนก็แค่เงียบไป ผมจ้องมองสายตาคมคู่นั้นที่มองกันยิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือมันที่วางอยู่ก่อนจะเอียงไปมาแบบซ้ายทีขวาทีอย่างหยอกล้อ “ ว่าไง น่ารักปะ น่ารัก ไม่น่ารัก น่ารัก ไม่น่ารัก ”

“ ถามทำไม ”

“ อื้อออออออ ก็แค่อยากรู้อะ ” พูดเสียงงอแงอีกฝ่ายก็ยิ้ม

“ ไม่อยากตอบ ”

“ แล้วทำยังไงถึงตอบละครับ พี่อาร์มตอบเมี่ยงหน่อยสิ น้า ” เอียงหน้าถามมัน แล้วเหมือนว่าท่าทางแบบนี้มันจะได้ผล อาร์มหันหน้าไปทางอื่น “ ว่าไงละครับ พี่อาร์ม เค้าน่ารักเปล่า ตอบเค้าก่อนเร็ว ” กำมือนั่นแน่นผมขยับไปมาแบบอ้อนๆ รอยยิ้มกว้างที่มอบให้มันเสียจนตาปิด ช่วงวินาทีนั้นอาร์มเองก็ดึงตัวเองเข้ามาใกล้ผม สายตาของเราจดจ้องกัน

“ น่ารักครับ ถ้าไม่ติดว่าต้นหอมติดฟันมึงอยู่ ”

ผมสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นนั่งในตอนที่โดนทักอย่างงั้น ท่าทางที่จะทำเป็นเมาหายสนิทอย่างปลิดทิ้ง ลิ้นชื้นถูวนไปวนมาบนฟัน ผมหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาเปิดกล้องหน้าเพื่อดูด้วยสายตาเบิกขึ้นเพราะกำลังตกใจ แต่นั่นเหมือนจะท่าทางที่ทำให้อีกฝ่ายหลุดหัวเราะ

“ ฮ่าๆ ”

“ ไหนไม่เห็นมีเลย ” ผมถาม แต่เหมือนอีกฝ่ายจะยังหัวเราะอยู่อย่างงั้นไม่ยอมตอบกัน มันดังขึ้นเรื่องๆในตอนที่อีกฝ่ายมองท่าทางเลิ่กลั่กของผม “ ไอ้สัด นี่มึงหลอกกูเหรอ ”

“ ก็เหมาะกับคนที่วางแผนจะหลอกกูดีนี่ ”

ผมนิ่งสายตาที่หลบอีกคนไปทางอื่น ไม่ต่างอะไรกับเด็กเล็กในตอนที่โดนจับได้ ผมยกเบียร์ขึ้นมาดื่มอีกครั้งเพื่อกลบเกลื่อน

“ ใครหลอกมึง กูไม่ได้...”

“ คืองี้นะ ” มือหนายกขึ้นขัดในตอนที่ผมกำลังพูด “ คือมึงคงสงสัยว่ากูรู้ได้ยังไง กูจะบอกให้ ปกติมึงไม่พูดเสียงเล็กเสียงน้อยกับกูแต่เมื่อกี้มึงพูด ข้อที่สองปกติมึงไม่ทำอาหาร แล้วก็ทำไม่เป็นด้วย มึงบอกกูเมื่อวาน แต่อยู่ๆวันนี้มึงก็ทำ ไม่ว่าคิดยังไงก็ดูออกอย่างเดียวว่ามึงคงมีแผน มึงซื้อเบียร์มากินกับข้าว ทั้งๆที่อาหารที่กินก็โคตรไม่เข้ากันกับเบียร์ หนำซ้ำ มึงยังกินเบียร์มากกว่าข้าวทั้งๆที่เป็นคนชอบกินข้าว แล้วข้อสุดท้าย ไม่มีใครมันเมากับแค่กินเบียร์โฮการ์เด้นสองขวดเล็กนี่หรอกครับคุณ ”

“ มึงแม่ง..” มือหนาเอื้อมมือมาจับมือผม อาร์มมันบีบแน่นก่อนจะเอียงไปซ้ายทีขวาทีตามคำที่พูด

“ รอบหน้าขอแผนบุกหัวใจผมใหม่นะครับ ขอที่แรงกว่านี้หน่อย บอกไว้ก่อนเลย แค่นี้ มันไม่สะเทือน ”

“ ไอ้สัด ” ตอบออกไปแบบไม่มีเสียง ท่ามกลางรอยยิ้มกว้างของคนตรงหน้าที่มองกันแบบยิ้มๆ “ ได้ ครั้งหน้า เดี๋ยวมึงเจอ ”

นั่งกินอาหารตรงหน้าด้วยใจที่เหมือนใครเอาไฟมาสุมอยู่ในอก แต่คงต่างกับคนตรงหน้าที่กำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ตรงหน้าผม เรานั่งกินข้าวกันจนหมด ผมรับหน้าที่เก็บครัวเหมือนเดิม ส่วนไอ้อาร์มมันเดินไปหาแมวตัวเอง

“ แก้มหอมขา วันนี้เล่นแค่นี้พอ กลับบ้านเรากัน ”

“ เมี๊ยว ” เสียงใสที่ร้องบอก แต่เจ้าก้อนขนตัวขาวกลับวิ่งหนีการจับกุมของคนเป็นเจ้านายไปที่อื่น และไม่มีทีท่าว่าจะให้จับง่ายๆ

“ แก้มหอม ” ผมล้างถ้วยใบสุดท้ายพอดีในตอนที่ได้ยินเสียงทุ้มที่เริ่มจะดังขึ้น ไอ้อาร์มที่กำลังยืนมองเจ้าแก้มหอมที่อยู่ด้านหลังของไอ้นายท่าน

“ โคตรฉลาด ” อาร์มมันหันมองผมตอนที่เดินมายืนอยู่ข้างมัน “ น้องแก้มหอมคงรู้ว่ามึงไม่กล้าเอื้อมมือไปจับตอนที่อยู่หลังนายท่านแน่ๆ มันก็เลยไปซ่อนอยู่ข้างหลังนายท่านของกูไง ”

“ มึงไปจับแก้มหอมลงมาให้หน่อย ”

“ เรื่องอะไร ” ผมถามหน้าตาย “ กูก็กลัวนายท่านมันข่วนกูเหมือนกันนะ ”

“ แต่นี่มันแมวมึง ”

“ ไม่เกี่ยวกันหรอกน่า ” โบกมือไปมาตรงหน้าอีกฝ่ายต้องถอนหายใจ

“ กูจะกลับไปเตรียมตัว กูจะไปงานวันเกิดไอ้ดีนอีก ”

“ ตั้งกี่ทุ่ม ”

“ กูจะไปนอนก่อนสักงีบ ”

“ งั้นก็ปล่อยแก้มหอมไว้ที่นี่ก่อนก็ได้ มึงไปงานวันเกิดดีนเถอะ กูดูแลแมวให้มึงเอง ” ท่าทางลำบากใจของอีกฝ่ายหันมามองหน้าผม “ ไม่ต้องเกรงใจ กูดูแลได้ สบายมาก ไอ้นายท่านมันจะได้มีเพื่อนด้วย ”

“ แมวสามตัวในห้องเดียวกัน มึงแน่ใจนะ ว่าจะไม่เกิดปัญหา ”

“ กูคน! ” ผมย้ำอีกฝ่ายก็ยิ้ม “ ไม่มีปัญหาหรอก มันจะมีปัญหาอะไร อีกอย่างมึงไปงานวันเกิดดีนต้องนานอยู่แล้ว ก็ให้แก้มหอมอยู่ที่นี่ ยังไงก็มีเพื่อนเป็นไอ้นายท่าน แล้วก็กูไง น้องจะได้ไม่เหงา ใช่มั้ยคะ แก้มหอมขา ”

“ เมี๊ยว ”

“ เริ่ดครับ ” ชูนิ้วโป้งให้เจ้าตัวน่ารัก ผมหันมายักคิ้วใส่คุณพ่อแมวที่ก็เป็นห่วงลูกสาวเหลือเกิน “ เอาน่ากูดูแลให้เอง รับรอง ปลอดภัยหายห่วง ส่วนมึงก็ไปเที่ยวให้สนุก ไม่ต้องกังวล โอเค๊ ”

“ งั้นกูถึงแล้วกูจะโทรมา ขอเบอร์หน่อย ”

“ เชี้ย เนียนเลยวะ ” ผมพูดเย้ามัน ก่อนจะเหล่มอง “ ไลน์ด้วยปะ ”

“ ก็ดี สติกเกอร์บอกฝันดีกูมีเยอะ ”

“ เฉียบ ” พูดได้คำเดียวแค่นั้น แล้วสุดท้ายก็เอาแต่ยิ้มอย่างคนบ้าแบบที่แพ้ให้มันทุกที ก็น่าจะฟังคำเตือนของไอ้เจ้ยมันสักหน่อย  อาร์มมันไม่ใช่คนที่ผมจะเล่นด้วยจริงๆ ต่อกรด้วยยากชิบหาย ถ้าเป็นเกมส์ก็ไม่ต่างอะไรกับตัวบอส

“ กูแอดเอง ” อาร์มว่าแบบนั้น มันหยิบเอามือถือผมที่เพิ่งปลดล็อคไปโทรเข้าเบอร์ตัวเอง ไลน์ใหม่เด้งเตือนขึ้นมาในมือถือของอีกคน ก่อนมือถือผมจะถูกส่งคืนมา “ ไว้กูออกจากงานแล้วจะส่งข้อความมาบอกก่อน ”

“ โอเค ” ผมพยักหน้ารับ ก่อนที่เราจะหันไปมองแมวสองตัวที่ก็นั่งมองวิวด้านนอกอยู่ข้างกันด้วยความสุข “ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับคุณลูกค้า เมี่ยง โรงแรมแมว จะดูแลน้องแก้มหอมอย่างดีเลยครับ ”

“ อื้ม ” พยักหน้ารับกัน ร่างสูงเดินตรงไปข้างหน้ามือที่คว้าจับลูกบิดประตูแต่ยังไม่ทันหมุนเปิด อีกฝ่ายหยุดนิ่ง อาร์มหันมามองผม “ เออ กูมีอะไรจะบอกมึงอย่างนึงนะเมี่ยง ”

“ ว่า ”

“ เป็นตัวของตัวเอง ” ร่างสูงยิ้ม “ แล้วนั่นคือมึงในแบบที่น่ารักที่สุด ”

ประตูที่ปิดลง ผมนิ่งไปอยู่นานในตอนนั้น ความรู้สึกชาที่รู้สึกไปทั้งร่างผมรับรู้ได้ดีถึงความร้อนของใบหน้าที่กำลังแดงจัด มันเหมือนเลือดทั้งหมดมารวมตัวชุมนุมกันอยู่ที่นี่ อย่างไม่มีกำหนดนัดหมายใด แล้วในตอนนั้นผมก็ได้แต่ยอมจำนน พร้อมกับถอนหายใจออกมาช้าๆ

 “ แพ้มึงอีกแล้ว ไอ้สัดเอ้ย หงุดหงิดชิบหาย ” แต่ก็มีความสุข แล้วก็หยุดยิ้มไม่ได้เลยแม้สักนาที 

............................................................

ผมหลับไปหนึ่งตื่นบนโซฟากลางห้องนั่งเล่น มือที่เกาไปบนลำคอ มองดูนาฬิกาแขวนบนฝาผนังที่บอกเวลาหนึ่งทุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ

“ นี่กูหลับไปนานขนาดนั้นเลยเหรอวะ ” บรือตาขึ้นมองหาแมวสองตัวที่หลับอยู่ข้างกันในที่นอนของไอ้นายท่าน เจ้าก้อนขนขดตัวกลมเป็นสายไหมหนึ่งก้อน แล้วก็ชินนาม่อนโรลอีกหนึ่งก้อน น่ารักจนอยากจะจับเข้ามาฟัด แต่คิดว่าจะตื่น ส่วนผมก็คงโดนข่วน ฐานที่รบกวนเวลาส่วนตัวคนกำลังกอดกัน

“ เจ้าพวกก้อน ” ว่าแบบนั้นก่อนจะลุกขึ้นไปดูจานอาหารที่ก็ไม่มีเหลืออะไรอยู่ในนั้น

เด็กๆกินหมดเกลี้ยง ผมเอาจานมาล้างเป็นอย่างแรก ก่อนจะเริ่มทำความสะอาดส่วนของครัว ผมเป็นคนแพ้ฝุ่น การที่คันตามตัวเป็นการบอกกใบ้อย่างนึงว่า ฝุ่นเริ่มเยอะแล้ว เพราะงั้นก็ต้องทำความสะอาด

ผมเริ่มทำความสะอาดในห้องนอนของตัวเองเป็นที่แรก ก่อนจะเดินออกมาจัดการในส่วนของห้องนั่งเล่น

เจ้าแมวทั้งหายตื่นวิ่งพล่านไปหมดในตอนที่ยินเสียงเครื่องดูดฝุ่น โดนเฉพาะเจ้าแก้มหอมที่ถึงขั้นเดินมาดู แล้วยื่นมือตีแรงๆ ลงบนเครื่องนั้น ฐานที่ส่งเสียงน่ารำคาญใจ ซึ่งต่างจากนายท่านที่ก็แค่ปรายตามองนิ่งๆ แน่นอนว่า วันก่อนผมเอาเครื่องดูฝุ่น ดูดหัวมันไป และมันก็คงจำได้ดี

“ แก้มหอมขา ไม่รู้จักเครื่องดูดฝุ่นเหรอครับ ” ถามออกไปแบบนั้น แต่พอย้ายมันจะเอาไปดูดพุง อีกตัวก็วิ่งแจ๊นไปนั่งข้างไอ้นายท่านทันที “ ดีมาก อยู่บนโซฟานั่นแหละ ถ้าลงมาจะเอาเครื่องดูดฝุ่น ดูดพุงเลยนะ ”

สองชั่วโมงผ่านไปกับการทำความสะอาด ผมเก็บขี้แมวไปทิ้งในชักโคลกเป็นอย่างสุดท้าย ก่อนจะเดินกลับมาผูกถุงขยะทั้งหมด แล้วก็ไม่ลืมหันไปบอกเจ้าพวกตัวป่วน

“ ไปทิ้งขยะก่อน เดี๋ยวเมี่ยงมานะ ” ผมเดินออกไปแบบที่เปิดประตูแง้มไว้เหมือนอย่างทุกที เพราะว่าช่องทิ้งขยะของคอนโดอยู่ไกลเท่าไหร่จากหน้าห้อง

“ มาทิ้งขยะเหรอคะ ” ป้าแม่บ้านของคอนโดที่เดินผ่านมาพอดีเอ่ยทักผมก็หันไปยิ้ม

“ ครับผม  คุณป้ายังไม่กลับเหรอครับ ดึกแล้วนะ”

“พอดีมีงานเลี้ยงนิดหน่อยกับนิติคอนโดนะคะ ” เธอตอบ “ คุณเมี่ยงละคะ กินข้าวหรือยัง ”

“ เรียบร้อยแล้วเหมือนกันครับ แต่ว่าตอนนี้เริ่มหิวอีกอีกแล้ว ” ลูบพุงเป็นการบอกใบ้ ผมก้มหน้าลงลาเธอ ก่อนจะเดินกลับมาที่ห้องของตัวเอง ปิดล็อคมันเรียบร้อย ก่อนจะสูดลมหายใจของความหอมสะอาดเข้าไปจนเต็มปอด “ กลับมาแล้วครับผมมม ไหนใครอยากจะกินขนมแมวเลียบ้างงงง ”

ไม่มีแม้แต่เงาของเจ้าก้อนขนสองตัวที่นั่งอยู่บนโซฟาดั่งเก่าก่อน ผมเหลือบไปมองตรงคอนโดก็ว่างเปล่า ในกล่องที่นอน หรือแม้แต่ใต้โซฟาก็ไม่มี ส่วนในครัวก็เงียบกริบ ห้องนอนก็ถูกปิดประตูไว้ รวมถึงประตูระเบียงก็ด้วย

“ นายท่าน แก้มหอม อยู่ไหนกันน่ะ เมี๊ยว. เมี๊ยว ออกมาได้แล้วนะ นายท่าน แก้มหอม นายท่าน แก้มหอม ”  เสียงเบาที่ลดระดับลงทุกทีวินาทีที่เอ่ยเรียก ร่างกายเริ่มชาไปหมด เสียงที่ผมตะโกนเรียกเท่าไหร่ แต่ไม่มีใครตอบกลับมา ห้องทั้งห้องนั่นว่างเปล่า และผมก็รับรู้ได้ถึงบางอย่าง

แมวทั้งสองตัวนั้น หายไป

.............................................................
อยากบอกน้องเมี่ยงว่า “ คิดจะเป็นเสือ หนูเช็คเหยื่อยัง ”
ตอนหน้า พี่อาร์ม กับ ไอ้ตัวแสบสองตัวที่หายไป
ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ด้วยนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์ หนมมี่  :katai2-1:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 9 :: up! 17-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 17-01-2020 19:52:02
 :pig4: :pig4: :pig4:

น้องสองตัวแอบหนีไปเที่ยวเล่นซนที่ไหนกันหนอ?
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 9 :: up! 17-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 18-01-2020 00:08:32
หายจริง หรือหาไม่ดีเองนะ สงสัย ๆๆๆๆๆ  :hao4:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 10 :: up! 31-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 31-01-2020 20:45:10
ตอนที่ 10


สถานที่ฉลองวันเกิดเป็นผับใจกลางเมืองแบบที่เจ้าของวันเกิดชอบ รถสีดำของผมจอดเทียบในช่องจอดข้างกันกับรถของดีนที่วันนี้มาถึงเร็วเป็นพิเศษ กล่องกำมะหยี่สีดำประดับด้วยโบว์สีขาวถูกวางอยู่ตรงเบาะที่นั่งข้างกัน

ผมปรายตามองมันอยู่สักพัก เพราะลังเลอยู่ไม่น้อยว่าจะเอามาติดตัวเข้าไปในงานดีหรือไม่ มันไม่มีที่แอบซ่อน เสื้อผ้าที่ใส่มาก็ธรรมดาตามแบบที่ชอบ ถ้าเป็นสูทก็คงยัดไว้ในกระเป๋าตัวใน แต่ที่ใส่มาก็แค่เสื้อยืด


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


หันไปมองเสียงเคาะกระจกรถตรงฝั่งที่นั่ง ไอ้จุ้น เพื่อนตัวเล็กยกยิ้มให้กัน จำใจให้ผมต้องลดระดับกระจกลงให้พออีกฝ่ายเห็นตรงช่วงตา แน่นอนว่าเพราะของชิ้นนั้น ผมไม่ได้อยากจะให้มันได้เห็นสักเท่าไหร่

“ มีอะไร ”

“ เฉยเมย ” มันว่ายิ้มๆ “ จะชวนเข้าไปข้างในพร้อมกัน ก็เผื่อมึงจะเหงา ”

“ อื้ม ” ตอบรับแค่นั้น ผมกดปิดกระจกแล้วสุดท้ายก็หยิบกล่องกำมะหยี่ชิ้นนั้นใส่ในกระเป๋ากางเกงที่ก็ปิดบังอะไรไม่ได้สักเท่าไหร่ แล้วลงจากรถมา

เสียงเพลงดังกระหึ่มของผับบอกกันว่านี่เป็นช่วงที่มันส์ที่สุดแล้ว เพลงแนว EDM ที่ผมไม่ค่อยชอบเข้ากับอย่างดีกับบรรยากาศของแสงสี ผู้คนที่เบียดเสียดมากมายอยู่ตรงกลางของพื้นที่นั้น โยกย้ายไปมาท่ามกลางแสงเลเซอร์ที่ฉายไปมาจนชวนให้ปวดหัว

“ สุขสันต์วันเกิดนะครับ คุณเจ้าของวันเกิด ” ไอ้จุ้นยื่นมือเข้าไปจับมือของไอ้ดีนที่ก็ยื่นมือออกมารับ แล้วยิ้มกว้าง พร้อมทั้งยกคิ้วให้เจ้าของงานในตอนที่เหลือบมองสาวข้างตัวที่ดีนพามาด้วย เป็นคำชมที่ไม่ต้องพูดอะไรให้มาก แค่สั้นๆประมานว่า ‘เด็ด ’

“ มาด้วยเว้ย ” ผมยักคิ้วในตอนที่อีกคนทัก หย่อนนั่งลงข้างไอ้โฮมที่ก็ยกแก้วเหล้าทักกัน พลางเหลือบมองสาวคนนั้นที่นั่งอยู่

จะว่าไปก็เหมือนจะเป็นคนคุ้นหน้า ผมเห็นว่าดีนคุยกับเธอมาเกือบจะครบเดือนแล้ว จำได้ว่าอีกคนเล่าว่า เธอเรียนนานาชาติเหมือนเรา แต่ยังไม่ได้ตั้งใจฟังเรื่องราวเท่าไหร่ ว่าเจอกันได้ยังไง

“ สักหน่อยมั้ย กูชงให้ ” ไอ้โฮมมันถามก่อนจะหยิบแก้วที่ว่างอยู่ขึ้นมาถามผมที่ก็ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบแก้วใบนั้นมาไว้ในมือแทน

“ กูจัดการเอง ”

“ มึงชงให้ไม่ถูกใจมันหรอกโฮม มันเรื่องมาก ” ดีนว่าแบบนั้นก่อนจะหันมามองผม เราที่สบตากัน ในตอนนั้น ผมยิ้ม

“ งั้นชงให้หน่อยสิ ” ผมยื่นแก้วเหล้าไปให้คนตรงหน้า

“ กูเหรอ ”

“ อื้ม เพราะถ้าเป็นมึง ไม่ว่าจะเป็นอะไรมันก็ถูกใจกูไปหมดนั่นแหละ  ” คำพูดที่ทำให้สถานการณ์อึดอัดขึ้นอย่างฉับพลัน กลายเป็นความเงียบเล็กๆในความรู้สึกแม้ว่าสภาพแวดล้อมของเรามันจะดังจนแทบจะพูดกันเบาๆไม่ได้ยิน  ดีนเองมันเลิกคิ้ว สีหน้านั้นนิ่งไป

“ หมายถึงเหล้าใช่มั้ย ”

“ แน่นอนสิ ” ผมตอบรับ “ แต่ถ้ามึงจะเหมารวมก็ได้นะ กูไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ” เสียงน้ำแข็งที่ถูกหย่อนลงไปในแก้ว ดีนดึงแก้วในมือผมไปหลังจากนั้น โดยไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจอะไร ทุกอย่างเรียบเฉยและไม่มีคำพูดอะไรที่หลุดออกมาให้ใครได้รู้สึกแปลกใจอีก

ทุกอย่างของเรา มันถูกเก็บไว้อย่างงั้น เหมือนอย่างที่เป็นมา 
เก็บไว้ใต้พรม ความรู้สึกของผมถูกซุกซ่อนไว้อย่างงั้น

เหล้าถูกรินลงไปในปริมานนึง ดีนหยิบขวดน้ำผสมลงไปอีกเล็กน้อยภายใต้รอยยิ้มที่คนร่วมโต๊ะคงคิดว่ามันแค่แกล้งกัน ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ใช่

 ‘ อย่ากินเหล้าเพียวๆสิว่ะ มึงต้องผสมน้ำ หรืออะไรลงไปหน่อย เดี๋ยวตับมึงจะแข็งไปก่อนกูจะทำยังไง ห้ามมีใครชิงตายไปก่อนกันนะเข้าใจมั้ยไอ้สัด มึงต้องอยู่กับกูไปนานๆ  ’ 

ประโยคที่คนชอบเข้าผับเป็นชีวิตจิตใจพูดกับผม จำได้ว่าวันนั้น มันอดยิ้มกว้างไม่ได้เลย ในตอนนั้นผมสวนกลัไปแค่ ‘ ครับๆ ’ เพราะมันมีความสุขล้นอกจากความห่วงใยนั่นจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก 

แม้ว่าจริงๆจะเกลียดชิบหายกับความห่วงใยที่อีกคนมันมอบให้กัน เพราะไม่รู้เลยว่าในสิ่งที่อีกคนพูด มันหมายถึงฐานะของอะไรของความรู้สึก

“ เดี๋ยวนะ ไอ้สัดอาร์มไม่กินเหล้ากับน้ำเปล่า ” จุ้นมันท้วง

“ ก็แม่งบอก กูชงอะไรมันก็กินได้หมดอะ ” ดีนมันว่าก่อนจะคนแก้วเหล้าของผม มันส่งมาให้

“ กวนตีน ” ว่าแบบแล้วรับมันมาจากมือของอีกคน ผมดื่มเหล้ารสชาติที่ไม่ชอบนั่น จากฝีมือคนที่ชอบ อย่างไม่ปฎิเสธใด และที่น่าแปลก คือผมสุขใจมากกว่าของที่ชอบ

“ ออกไปเต้นกันมั้ย ” เสียงของสาวที่นั่งอยู่ข้างตัวดีนเอ่ยกระซิบมันแบบเสียงไม่เบาเท่าไหร่นัก ดีนเองก็เหลือบมองพวกผมคล้ายกับจะขออนุญาตในแววตา แต่ตอนนั้นไอ้โฮมก็แค่โบกมือไล่มันไป อย่างไม่ต้องเกรงใจกัน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเป็นผม คงอยากจะรั้งให้มันนั่งอยู่

“ งั้นเดี๋ยวกูมา ”

“ ดูแลของของมึงเถอะจ้า ไม่ต้องห่วงพวกกู ” จุ้นมันเย้า แต่อีกคนก็กระพริบตาข้างเดียวเป็นการตอบรับกลับ

“ ตามสบายนะเว้ย ไม่อั้น ”

“ เดี๋ยวจัดให้ ” โฮมบอกก่อนจะยกแก้วเหล้าที่กินจนหมดวางลงบนโต๊ะ ดีนยักคิ้วให้กัน มันเดินออกไปกลางฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดอยู่นั้น ผมเห็นมือหนาจับเข้ากับเอวบางในชุดรัดรูปของหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างกัน ท่าทางที่ดูเหมาะสม จนแม้แต่คนข้างกันยังอดชมไม่ได้

“ สวยจริงๆ มันหามาจากไหนเยอะแยะ แล้วคือหาเก่งชิบหายด้วยนะ แต่ละคนไม่เคยเกินสองเดือน เปลี่ยนง่ายยิ่งกว่ากูซื้อเสื้ออีก แถมแต่ละคนพรีเมี่ยมชิบหายด้วยนะ ”

“ แต่สเป็คไอ้สัดดีนก็คือสเป็คไอ้สัดดีนจริงๆนะ คือมองบุ๊ปรู้เลย ” จุ้นมันเสริมยิ้มๆ “ ตาคม ผมยาว ร่างเล็กๆ ”

“ ส่วนสเป็คพี่อาร์มที่ก็ควงกันไม่เคยเกินครึ่งเดือน ก็มองบุ๊ปรู้ปั๊ปเหมือนกันนะครับ ” เหลือบมองคนตัวเล็กที่มองกันแบบยิ้มๆ ในแววตานั้นมันเหมือนจะแซวกัน “ ขาว หมวย แล้วหุ่นก็ต้องแบบ มีน้ำมีนวลหน่อยๆ ”

“ ขาต้องสวยด้วย ” ผมบอกก่อนจะเหล่มองพวกมัน

“ แต่กูแปลกใจอยู่อย่างนะ ” จุ้นมันเอียงหน้ามองผม “ มึงก็ไม่เหี้ยนะสัดอาร์ม แต่ทำไมมึงคบใครแล้วมันไปไม่ค่อยรอดเลยวะ ทั้งๆที่ผู้หญิงที่มึงคบแต่ละคน มันก็โอเคนะ ”

“ บางทีกูว่ามันอาจจะเป็นเหตุผลอื่นละมั้ง ” คนข้างกันพูดเสียงเบา ไอ้โฮมเหล่มองผม “ ความรู้สึกรักไม่ใช่แอพในมือถือ มันกดลบออกจากหัวใจไม่ได้ง่ายๆหรอก  ”

“ พูดเหี้ยอะไรของมึง ” ผมถาม แต่อีกคนก็แค่ยักไหล่

“ เออนั่นสิ มึงพูดเหมือนไอ้อาร์มรักใครแล้ว ยังลิกรักไม่ได้ ” คนตัวเล็กอย่างไอ้จุ้นยกยิ้มมันส่ายหน้า “ คนอย่างไอ้สัดอาร์มนี่อะนะ จะไปแอบรักใครข้างเดียว กูว่านะ ก็คงมีแต่คนตัดใจจากมันไม่ขาดมากกว่ามั้ง ใครแม่งจะไม่สนใจพี่อาร์มผู้แสนดีของกูด้ายยย ”

“ แต่มันก็มีนะจุ้น ” พิงหลังลงกับเบาะที่นั่งก่อนจะมองไป ตรงคู่รักคู่นึงที่ในตอนนี้กำลังโยกย้ายไปมาตามจังหวะเพลงสนุกสนาน ตรงที่ที่มีเพื่อนสนิทของผมยืนอยู่  “ คนที่ไม่ว่ากูจะทำยังไง เค้าก็ไม่สนใจ คนคนนั้น มันก็มีอยู่เหมือนกันนะ ”

ผมจำไม่ได้แล้วว่ามันนานเท่าไหร่ อาจจะเป็นช่วงม.ปลายหรือไม่ก็อาจจะม.ต้น ที่ผมรู้สึกกับคนที่ได้ชื่อว่าเพื่อนสนิท มากเกินไปกับคำว่า เพื่อน

ความรู้สึกที่ไม่ค่อยเข้าใจ ฉายชัดออกมาในตอนนั้นที่เราเข้าชมรมฟุตบอลด้วยกัน และอาจจะเป็นวันนั้นที่ผมยิงลูกโทษไม่สำเร็จทั้งๆที่จังหวะมันโคตรสวย ผมยังจำคำด่าที่มาจากคนรอบข้างที่ไม่ได้ลงเล่นในนัดนั้นได้ดี แต่เหมือนคนที่เจ็บกว่าจะเป็นมันคนนั้น

 ดีนที่เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายจะเป็นจะตาย แค้นใจที่ใครๆก็เอาแต่ด่าผม น้ำตาใสที่ไหลเป็นทาง ตัดกับผิวแก้มขาวที่แดงจัด ‘ คนเราแม่งก็พลาดกันได้ทั้งนั้น ทำไมเค้าต้องเอาแต่โทษมึงด้วยวะ บอลแม่งก็แค่ลูกกลมๆ ไม่ได้อยู่จุดนั้นแต่ยังมาว่ามึงอีก  ไม่ยุติธรรมเลย ’

 มันที่ว่าแบบนั้นพร้อมมือทั้งสองข้างที่ปาดน้ำตาไปมา ชวนให้ผมยิ้ม ทั้งๆตลอดวันที่พ้นผ่านมันจะเป็นวันที่โคตรแย่ และแน่นอนว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้น หัวใจของผม มันก็เต้นแรงเป็นจังหวะแปลกๆ

มันมีความสุขแปลกๆ ในตอนที่เราได้ใกล้ชิด และก็เศร้าแปลกๆในตอนที่มัน มีใครสักคนและให้สถานะของใครคนอื่นที่ไม่ใช่ผมนั้นว่า ‘ แฟน ’

ความรู้สึกที่เหมือนกับดอกไม้เริ่มต้นขึ้นในตอนนั้น ผมเหี่ยวเฉาราวกับยืนต้นตายในตอนที่มันมีแฟน และกลับมาบานสะพรั่งอีกครั้งในตอนที่มันเลิกกับแฟน  ทุกอย่างวนเวียนแบบนั้นอยู่เป็นปี เพราะผมเองก็กลัวและไม่กล้าเหมือนกันกับการบอกความรู้สึกนี้ที่มี เราทุกคนต่างย่อมรู้ ว่า เพื่อนที่กลายเป็นแฟน ถ้าเลิกกันไปแล้ว จะไม่สามารถกลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีก

เพราะงั้นความกลัวจึงบีบความรู้สึกผมให้เก็บทุกอย่างไว้ จนกระทั่งความสัมพันธ์ของดีนกับนาเดียจบลง

ดีนที่ร้องไห้เสียใจอย่างหนักเพราะทำทุกวิถีทางแล้วเพื่อเอาชนะใจเธอ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง ในห้องเรียนที่ไม่มีใครหลงเหลืออยู่ ใบหน้าขาวที่ซบลงกับไหล่ของผมยามนั้น ไม่ต่างอะไรกับใครเอามือมาบีบหัวใจให้เจ็บไปหมด

ไม่ชอบเลยจริงๆ ไม่ชอบเลยที่ต้องเห็นคนคนนี้ร้องไห้

‘ กูไม่ดีพอเหรอวะ ทั้งๆที่กูทำทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมเค้ายังไม่รักกู หรือว่าเพราะคนอย่างกู มันไม่เหมาะที่จะมีความรัก ’

ประโยคนั้นชวนให้ผมถอนหายใจ ดีนที่เงยหน้าขึ้นจากไหล่พร้อมสองมือที่ปาดน้ำตาให้ออกจากแก้มขาวที่กำลังแดงกล่ำนั้น หัวใจผมก็ยิ่งบีบรัด แล้ววินาทีนั้นทุกความกลัวก็เหมือนถูกดับ ผมสารภาพออกไป

‘ ไม่ใช่ว่าไม่ดีหรอก มึงก็แค่ยังไม่เจอใครสักคนที่มันรักมึงจริงๆก็เท่านั้น ’

‘ ไม่ต้องมาปลอบเลยไอ้สัด  ใครมันจะรักคนอย่างกู ’ คำพูดที่ด่าตัวเองแบบนั้น ชวนให้ผมจ้องมองอีกคนด้วยความหงุดหงิด ทั้งๆที่อยากจะตะโกนออกไปให้สุดเสียง ว่ายืนอยู่ตรงนี้ไง ก็มีอยู่ตรงนี้ 

‘ นี่ กูมีอะไรจะบอก แต่สัญญากับกูมาก่อนได้มั้ย ว่าถ้ามึงรู้แล้ว มึงจะไม่เปลี่ยนไป’

‘อะไร’ ดีนถามกลับแบบนั้นทั้งๆที่ตามันบวมแดง ‘ คือไม่ใช่ว่ามึงจะบอกกูนะ ว่ามึงแม่งก็คบกับนาเดียเหมือนกัน ’

‘ใช่ที่ไหน’

‘ก็มึงเคยบอกกู ว่ามึงมีคนที่ชอบแล้ว’

‘อื้ม’ ผมพยักหน้ารับ ‘แต่ไม่ใช่นาเดีย’

‘แล้วใคร คนที่มึงชอบ’

‘มึง’ พูดออกไปแบบนั้นด้วยใจที่สั่นรัว มือของผมคว้าไปจับมือของอีกคนตามที่ใจรู้สึก ก่อนจะพูดย้ำออกไปอย่างจริงจัง ‘ กูชอบมึง ชอบมาตลอด อย่าบอกว่าไม่มีใครรักมึง เพราะกูนี่แหละที่รักมึง เป็นแฟนกันมั้ย เรามาเป็นแฟนกันเถอะ ’

แววตาสั่นไหวของอีกในตอนที่ฟัง ผมยังจำมันได้ดีแม้แต่สัมผัส ในนาทีที่มันหลับลงช้าๆยามที่ผมเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้แล้วจูบลงบนริมฝีปากนั้นอย่างแผ่วเบา

และนั่นก็คือครั้งแรก ที่ผมสารภาพมันออกไป ถึงความรู้สึกที่ในใจทั้งหมดมี

แต่ทุกอย่างหลังจากนั้นก็เป็นไปดั่งคำขอ ดีนไม่ได้เปลี่ยนไปหลังจากนั้น เรายังคงเหมือนเดิม ความสัมพันธ์ของเราไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักอย่าง ไม่มีสิ่งที่บอกว่าชอบหรือไม่ชอบกับสิ่งที่ผมพูดไป และไม่มีสถานะอะไรเปลี่ยนแปลง

จนผมเริ่มไม่แน่ใจว่า ดีแล้วหรือเปล่า กับการที่ขอให้มันเป็นเหมือนเดิม หรือบางทีอาจจะดีกว่า ถ้าเราห่างกันไป

ในวินาทีของช่วงเวลาที่พ้นผ่าน ผมเอาแต่คิด

บางทีดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะเป็นแค่คนที่เดินผ่านกันแล้วทักทาย จะเจ็บน้อยกว่านี้มั้ย ถ้าผมได้เสียใจกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น ดีกว่ากลายเป็นคนตาบอดทางความรู้สึก ที่ไม่รู้เลยว่าจะเดินไปต่อ หรือต้องทำยังไงดี

เพราะคำพูดสั้นๆในวันที่นั้น หลังจากที่เราจูบกัน และเดินกลับบ้านด้วยกันเหมือนอย่างปกติ ตรงชานชาลาของรถไฟฟ้าที่ไร้ผู้คน

‘ มันไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แต่ตอนนี้กูยังไม่พร้อมที่จะเลื่อนฐานะขึ้นไปเป็นแฟนของมึง รอก่อนได้มั้ยวะ มึงรอก่อนได้มั้ย จนถึงวันที่กูพร้อม ’

ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่มีกำหนด
และก็ไม่รู้เลยว่า
 สิ่งที่คิดฝันนั้นระหว่างเรา มันจะมาถึงหรือเปล่า

ก็เหมือนสินค้าที่อยู่ในร้านสะดวกซื้อ ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเยลลี่มี่ดีนชอบหรือเปล่า ผมที่ได้แต่มองดูถุงเยลลี่ที่มันหยิบออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า และได้แต่หวัง

ว่าสักครั้งที่มันเข้ามา ผมจะกลายเป็นเยลลี่ถุงนั้น ถุงที่มันเลือกไป

 “ ชนหน่อย ” เสียงแก้วที่ดังกระทบจากคนข้างๆ ผมหันไปเหล่มองไอ้โฮม คิดว่ามันคงรู้ แต่ไอ้เหี้ยนี่ก็ไม่เคยถาม ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว “ ออกไปมั้ยจากความสัมพันธ์เหี้ยๆนี่ ”

“ พูดเหี้ยอะไรของมึง ” ว่าแบบนั้นแต่ผมก็ยกเหล้าในมือขึ้นดื่ม “ มึงคิดว่ากูไม่ทำเหรอ กูทำมาตลอด แต่แค่ไปไม่รอดก็เท่านั้น ”

ก็เคยพยายามแล้ว ที่จะดึงตัวเองออกมา เคยลองแล้วที่จะมองหาใครอื่น เปิดใจให้ใครคนใหม่  แต่ก็แค่คบใครก็ได้แค่ครึ่งเดือน หัวใจผม ไม่เคยไปได้ไกลกว่านั้น

ไม่เคยไปได้ไกลจากไอ้ดีนได้มากกว่านั้น

“ อ้าว มอส แล้วไอ้ดีนอะ ” จุ้นเอ่ยถามสาวที่เดินกลับเข้ามานั่งที่โต๊ะด้วยท่าทางที่เหนื่อยอยู่ไม่น้อย เธอสะบัดปลายผมไปด้านหลังโชว์ผิวขาวด้านหน้าพร้อมกับก้มตัวยกแก้วน้ำของตัวเองขึ้นมาดื่ม

“ ไปสูบบุหรี่น่ะ ” เธอว่าก่อนจะยิ้มกว้าง “ ร้อนมาก แต่โคตรสนุก ”

“ งั้นกูไปสูบบุหรี่นะ ” เชิดหน้าไปที่ทางออก ไอ้โฮมมันก็ยกคิ้วยิ้มๆ ส่วนไอ้จุ้นก็แค่ยกมือบอกเหมือนว่าให้ตามสบาย

ไกลออกไปจากลานจอดรถ กลิ่นบุหรี่ที่โชยมาเบาๆจากคนสองสามคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นบอกตำแหน่งที่อยู่ของอีกคน ผมสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วในตอนที่หยุดลงก็สบสายตากับเจ้าของวันเกิดพอดี ดีนนั่งอยู่บนราวเหล็ก ตรงข้ามมันมีผู้ชายสองสามคนกำลังยืนอยู่

“ กินไม่อั้นตามที่กูเปล่า ” อีกฝ่ายถามยิ้มๆ ผมก็ได้แต่ยิ้มตาม เป็นคนที่แค่เห็นก็เหมือนจะลืมเรื่องราวเสียใจนั้นไปได้เกือบทั้งหมด เป็นคนที่แค่เราได้อยู่ด้วยกันสองคนไม่ว่าจะเป็นสถานะไหน สำหรับผมนั่นก็มีความสุขมากอยู่ดี

“ ขอสักตัว ”

“ ย่อมได้ ” ดีนยื่นบุหรี่จากในกระเป๋าเสื้อมาให้พร้อมกับไฟเช็ค ที่นั่งจุดมันอยู่ไม่นาน ควันเบาๆก็ลอยออกมา ผมยื่นไฟเช็คส่งคืนคนข้างกัน ก่อนจะขยับตัวนั่งให้ได้ที่

กลุ่มควันและความเงียบลอยละล่องไม่มีใครเริ่มพูดอะไรก่อน จนกลุ่มคนตรงหน้าที่นั่งอยู่กลับเข้าไปด้านใน เหลือไว้แค่เราสองคนที่นั่งอยู่ข้างกัน

“ ตอนแรกกูคิดว่ามึงจะไม่มา ”

“ อะไรที่ทำให้คิดอย่างงั้น ” ผมถาม แต่เหมือนอีกคนจะแค่ยิ้ม

“ มึงไม่ชอบเที่ยวผับ ผับที่มึงชอบไปคือพวกผับนั่งชิลมากกว่าจะเป็นที่นี่ มึงเคยบอกกูว่ามึงปวดหัว ”

“ ดูรู้จักกูดี ”

“ แน่นอนอยู่แล้ว ” ยกบุหรี่ขึ้นดูดในตอนที่ตอบรับคำนั้น ผมเหลือบมองควันที่ลอยออกมาจากริมฝีปากนั้นก่อนจะถอนหายใจ

“ นี่..”

“ หื้ม ? ”

“ ตอนนี้มึงพร้อมแล้วยัง ” คำถามนั้นเหมือนจะดึงความรู้สึกมีความสุขของอีกฝ่ายให้จมลง ดีนนิ่งไปสักพักก่อนจะก้มหน้าลงแล้วถอนหายใจออกมา เถ้าบุหรี่ของผมถูกเผาร่วงตกลงสู่พื้น “ ยังไม่พร้อมใช่มั้ย ”

“ อื้ม ”

“ หรือกูควรถามใหม่ ว่ามันมีโอกาสบ้างมั้ย ที่มึงจะตอบรับรักกู ”

“ ทำไมมึงชอบพูดให้กูลำบากใจอยู่เรื่อยเลยวะ ” สายตาไร้ความรู้สึกที่หันมามองกัน ดีนมันถอนหายใจออกมาก่อนจะเคาะเอาเถ้าบุหรี่ตรงปลายออก “ มึงก็รู้ว่าตอนนี้กูทะเลาะกับไอ้เบส ขนาดมันไม่รู้เรื่องของเรามันยังแซวเลย แล้วกูก็ไม่อยากจะให้มันเป็นแบบนั้น ไม่อยากจะให้ใครๆมองมาทางเรา แล้วพูดกันว่า กูแม่งเป็นเมียมึง ”

“ อื้ม ” หลับตาลงแล้วขานรับในคอแบบสั้นๆอย่างไม่อยากจะยอมรับ “ เพิ่งรู้ว่าความรักแม่งเกี่ยวกับความเท่ แล้วก็ไม่เท่ด้วย เพิ่งว่าเรื่องของกูกับมึง มันเกี่ยวกับคนอื่นด้วย เพราะกูเข้าใจมาตลอดเลยว่ามันเป็นเรื่องของเราแค่สองคน ”

“ มึงแม่งไม่เข้าใจ ” อีกคนบอกปัด ผมก็ได้แต่พยักหน้ารับ

“ อื้ม ก็คงเป็นอย่างงั้น ”

“ อาร์ม..”

“ ก่อนหน้านี้มึงบอกว่าถ้าเราคบกันก็อยากจะอยู่ในคอนโดที่เค้าให้เลี้ยงสัตว์ได้ เพราะมึงบอกว่า มึงอยากจะเลี้ยงแมว แล้วก็อยากจะฝึกมัน ให้มันขานรับเวลาที่มึงเรียกหา ” ผมสูดบุหรี่เข้าไปในปอดครั้งสุดท้ายก่อนจะปล่อยควันเบาๆนั้นออกมา ก้นบุหรี่ถูกทิ้งลงกับพื้น “ รู้มั้ยว่าทุกอย่างมันพร้อมหมดแล้วนะ เหลือแค่มึงคนเดียวเท่านั้น ”

“ มึงแม่ง ก็บอกว่าอย่ากดดัน มึงก็รู้..”

“ สุขสันต์วันเกิด ” ผมพูดออกไปอย่างงั้นในตอนที่ยื่นกล่องกำมะหยี่สีดำที่เดินเข้าไปในร้านแล้วตั้งใจเลือกมาอย่างดีเพื่อวันที่สำคัญที่สุดของคนที่ตัวเองรัก ก่อนที่ผมจะอยากหายไปจากตรงนี้ ด้วยคำพูดซากซ้ำที่อยากจะตะโกนออกไปแค่ว่า ‘ พอแล้ว มึงแค่บอกว่าไม่รัก ทุกอย่างมันก็จบ ดีกว่ายกคำอ้างที่เหมือนว่าจะดูดีแต่จริงๆกลับไม่ใช่ ’

“ อะไรวะ ”

“ ของขวัญไง ” เชิดหน้าบอกอีกคน “ ตั้งใจเลือกมากเลยนะ แต่ไม่รู้จะชอบหรือเปล่า ”

“ กูเปิดดูนะ ”

“ อื้ม ” ยักคิ้วให้อีกคน ดีนในตอนนั้นดึงโบว์สีขาวที่เปิดอยู่นั่นออก มันเลิกคิ้วน้อยๆในตอนที่ได้เห็น ก่อนจะพูดแบบไม่เต็มเสียงนัก

“ แหวน เหรอวะ ”

“ อื้ม ” ผมพยักหน้ารับ “ มีสร้อยคอด้วยอยู่ด้านล่าง เพราะมึงคงไม่กล้าใส่แค่แหวน ” ดีนเงยหน้ามองผม “ คือ กูพยายามไปเลือกอย่างอื่นแล้ว แต่ก็มีแค่แหวน ที่พอเห็นแล้วก็อยากจะให้มึง ”

“ ขอบใจ ” พูดสั้นๆแค่นั้น ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะเงยหน้ามองฟ้า

รู้สึกพูดไม่ออกเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ผมรู้สึกตัวผมสั่นไปหมดคล้ายราวกับมีก้อนกลมๆอัดแน่นอยู่ทั่วร่าง ประโยคที่อีกคนพูดอ้างปฎิเสธวนเวียนในสมองเหมือนกดปุ่มเล่นซ้ำในโปรแกรมเพลง ตรงประโยคที่อีกคนพูดว่า ‘ ไม่อยากจะให้ใครมองมา แล้วพูดกันว่า กูแม่งเป็นเมียมึง ’ แต่ทั้งๆที่กู อยากจะบอกคนทั้งโลกใจจะขาด ว่ากูรักมึงมากแค่ไหน

“ อาร์ม ”

“ ขอจูบหน่อยสิ ” ฝ่าเท้าหนุมตัวไปหาอีกคน และอย่างไม่ทันให้ตั้งตัวอะไร ผมคว้าเอามือที่กำลังจะปัดป้องนั้นไว้  จับกุมมันด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีแล้วบดเบียดริมฝีปากลงบนริมฝีปากนุ่มที่โหยหานั้น ลิ้นชื้นไม่ได้แทรกเข้าไปมันถูกปิดกั้น แต่นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับใจของผม

“ พอแล้วไอ้สัด เดี๋ยวมีใครมาเห็น ” มือที่ผลักอกผมให้ห่างออก เอาจริงๆก็ไม่ต่างอะไรกับกำแพงสูงเลียดฟ้าเลยสักนิด กำแพงที่ไม่ว่าจะพยายามปีนป่ายขึ้นไปเท่าไหร่ ก็ถูกผลักให้ตกลงมาเสียทุกครั้ง

“ บอกกูมาจริงๆได้มั้ย กูแม่งมีหวังอยู่เท่าไหร่วะ ที่มึงเอาแต่พูดว่ายังไม่พร้อม  คือยังไม่พร้อมจริงๆ หรือว่ามึงแค่กลัวจะเสียกูไป ถ้าบอกออกไปตรงๆว่าไม่ได้คิดอะไรกับกู ”

“ แล้วถ้ากูบอกไป มึงสัญญาได้มั้ยละ ว่ามึงจะไม่เปลี่ยนไป ”

กลายเป็นความเงียบงันในตอนที่ผมได้ยินประโยคนั้น ประโยคที่มันคล้ายกัน กับคำที่ผมสารภาพรักอีกคนไป

คำสารภาพรักที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ

ทุกอย่างรอบข้างมันเหมือนหายไปหมด เสียงรถราหรือแม้แต่เสียงดังกระหึ่มของบทเพลงในผับก็ดับลง ทุกอย่างรอบข้างเรากลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า มีเพียงแค่ผมกับดีน ที่ก็ไม่รู้เลยว่าจะตอบรับคำพูดนั้นดีมั้ย

“ ว่าไง ถ้าตอบตกลงว่าจะไม่เปลี่ยนไป กูจะบอก ”

“ อื้ม ” ก็คงไม่เจ็บมากกว่าที่เป็นอยู่หรอก ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในสมองของผม “ ว่ามาสิ ”

“ กูไม่ได้รู้สึกกับมึงแค่เพื่อนหรอก แต่ว่าตอนนี้มันไม่ได้มากขนาดนั้น ไม่ได้มากขนาดที่มึงรู้สึกกับกู ”

“ แล้วเมื่อไหร่มันจากมากได้เท่าที่กูรู้สึกวะ ”

“ ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ”

ก็เพิ่งรู้ ที่บอกว่า เจ็บมาก ยังเจ็บได้มากกว่าที่เป็นอยู่

“ เข้าใจแล้ว ” หันหลังเดินออกมาจากอีกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ผมไม่ได้ยินเสียงเรียกที่ตะโกนมา ผมแค่รู้สึกว่าตัวเองต้องออกจากตรงนั้น และต้องไปให้ไกลก่อนที่น้ำตานั่นจะไหลออกกมา
 
น้ำตาที่น่าสมเพชของผม

คนที่ยังคงอยู่ในร้านสะดวกซื้อของดีน คนที่ไม่ถูกเลือก และไม่รู้เลยว่าในอนาคต จะเป็นถูกเลือกหรือเปล่า

หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 9 :: up! 17-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 31-01-2020 20:46:59
 
ครืน ครืน ครืน


เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ในกระเป๋ากางเกงของที่พิงร่างอยู่ภายในรถตัวเองด้วยความเงียบเชียบ ลมหายใจที่ผ่อนออกมา เบื่อหน่ายแม้แต่จะเอื้อมหยิบโทรศัพท์ที่อยู่กับตัวขึ้นมากดรับ แต่ดูเหมือนว่าปลายสายจะไม่มีทีท่าว่าจะวางมันไป

“ จิ๊ ” ส่งเสียงขัดใจในความรำคาญนั้นออกจากปาก จนสุดท้ายผมก็ดึงมันขึ้นมาดู เบอร์ที่ไม่คุ้นปรากฏอยู่บนหน้าจอ มันเป็นเบอร์ที่ผมไม่ได้บันทึกไว้

“ ครับ ” กรอกเสียงไปตามสายหลังจากที่กดรับ แต่เหมือนปลายสายที่โทรเข้ามาจะมีแต่ความเหนื่อยหอบ “ ฮัลโหล ”

“ มึง ” เสียงคุ้นหูที่ลอดผ่านสายมา ผมดึงมือถือออกมาดูอีกครั้ง และด้วยความมั่นใจเท่าไหร่ ผมเอ่ยเรียกคนที่คิดว่าเป็นเจ้าของเสียง

“ เมี่ยง ”

“ อื้ม ” เสียงตอบรับที่แสนจะเบานั้น แต่ยังไม่ทันจะได้ถามเกิดอะไรขึ้น อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาก่อนด้วยเสียงถอนหายใจและความพูดสั่นเครือแสนร้อนรน “ มึง นายท่านหายไป นายท่านกับแก้มหอม น้องหายไปจากห้องกู กลับมาช่วยหากันได้มั้ย กูไม่รู้จะทำยังไงแล้ว กูหาน้องทั้งห้องแล้ว แต่กูก็ยังหาน้องไม่เจอเลยมึง น้องหายไปไหนก็ไม่รู้ ”

“ แล้วมึงดูยังไงของมึง ” ผมเผลอถามออกไปด้วยความหงุดหงิด “ คือทีหลังถ้าดูไม่ได้ก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาให้ความช่วยเหลือ จำไว้! ” 

กดตัดสายนั่นลงก่อนจะโยนมือถือไปไว้ข้างตัว ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะตีมือเข้ากับพวงมาลัยรถอย่างแรง ความหงุดหงิดพุ่งพล่านไปทั่วสมอง ความรู้สึกที่อยากจะกร่อนด่าโลกทั้งใบมันอัดแน่นอยู่เต็มความใจ แต่ในวินาทีนั้นก็เหมือนจะทำได้แค่กลืนน้ำลายลงสะกดกลั้นมันไว้ ก่อนจะปรับโหมดเกียร์แล้วขับมันออกไปจากผับด้วยความเร็ว

ประตูลิฟต์เปิดออกในตอนที่ถึงชั้นของห้องพัก ร่างขาวคุ้นตายืนอยู่หน้าลิฟต์ เมี่ยงมันผ่อนลมหายใจออกมาในตอนที่เห็นผม แววตายินดีที่ไม่มีปิดบัง ร่างขาวเดินตรงมาจับเขาที่แขน เสียงเบาหวิวของมันเอ่นเรียกผม

“ มึง..”

“ ดูแลแมวยังไงของมึง ” ในตอนนั้นผมตะคอกอีกฝ่ายออกไป “ แมวแค่สองตัว มึงดูมันยังไงวะ ถึงทำให้หายไปได้อะ ”

“ คือ..” เจ้าแววตาเรียวที่พูดอะไรไม่ออก มันได้แต่นิ่ง แล้วในตอนนั้นผมก็ดึงมือของมันให้ออกจากตัวไป

“ กูแม่งไม่น่าไม่ใจมึงเลย แล้วทีหลังก็ไม่ต้องสะเออะแล้วก็เสนอหน้ามาขอดูแลแมวกูอีกนะ ดูแลแมวตัวเองยังดูแลไม่ได้ แล้วเสือกที่จะขอมาดูแลแมวคนอื่น ถ้าแก้มหอมหายไปจริงๆ มึงจะรับผิดชอบยังไง ห๊ะ! มึงจะรับผิดชอบยังไงถ้ามันหายไปจริงๆ มึงแม่ง..” ผมนิ่งไปในตอนที่เห็นคนตรงหน้านิ่ง เมี่ยงไม่เถียงอะไรผมเลยสักคำมันเอาแต่ยืนนิ่ง และก้มหน้า น้ำตาใสที่ไหลออกมาของมัน

ก็รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจ มันไม่มีใครอยากจะให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นแต่ความรู้สึกของผมในตอนนี้มันก็พะรุงพรังหลายเรื่องจนทำได้แค่ถอนหายใจออกมา ก่อนจะยกมือขวาขึ้นลูบหน้าของตัวเอง ผมขยี้หัวจนมันยุ่ง

“ โธ่เว้ย!! ” ฟาดเข้ากับกำแพงอย่างแรงจนคนที่ยืนตรงหน้าสะดุ้ง ในตอนนั้นเมี่ยงเริ่มสะอื้น ตอนที่พูดออกมาจนแทบไม่ได้ยิน

“ ขอโทษ..” มันว่าแบบนั้นแต่ก็ยังก้มหน้าก้มตาไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาแต่อย่างใด “ กูขอโทษที่ทำแมวมึงหาย แต่กูไม่ได้ตั้งใจ กู อึก กูแค่คิดว่า กูออกไปทิ้งขยะ แปปเดียว ปกติไอ้นายท่านก็ไม่เคยออกไปไหน กูเลยเปิดประตูไว้ กูไม่คิดว่ามันจะหนีออกไปจริงๆนะ กูขอโทษ อาร์ม กูขอโทษ อึก ฮือๆ ” มือเล็กจับเข้าที่ชายเสื้อของผม มันที่กำไว้แน่นแบบนั้น ชวนอารมณ์ที่กำลังพุ่งขึ้นสูงลดระดับลงอย่างฉับพลัน ผมถอนหายใจ

“ แล้วมึงหาดีแล้วเหรอ ”

“ ดีแล้ว ” มันพยักหน้ารับทั้งน้ำตา ผมเดินผ่านมันเข้าไปในห้องของอีกคน แต่ทว่าขาก็หยุดนิ่งกับสภาพที่เห็น ห้องของเมี่ยงรกไปหมด เหมือนก่อนหน้านี้เจ้าของค้นหาแมวแบบชนิดที่เรียกว่าทุกซอกทุกมุมที่คิดว่าแมวสองตัวจะซ่อนตัวอยู่ได้

“ ขอโทษจริงนะมึง กูขอโทษจริงๆนะ ” มันว่าแบบนั้นในตอนที่มายืนอยู่หลังผม “ อาร์ม..” มือเล็กชื้นเหงื่อจับเข้าที่มือของผม

เพิ่งมองได้ชัดก็ตอนที่มาอยู่ใต้ไฟ ใบหน้าขาวที่เคยดูน่ารักตอนนี้มันดูแทบไม่ได้ หน้าของเมี่ยงมีแต่คราบน้ำตา มันคงร้องไห้พร้อมทั้งหาเจ้าแมวสองตัวนั้นไปเป็นสิบๆรอบ สังเกตได้จากมือแดงๆที่มีแผลจากการบาดเล็กๆ

มันเองก็คงกลัว และสิ่งที่กลัวที่สุดมันไม่ใช่แค่ไอ้นายท่านหายไป แต่เป็นเจ้าแก้มหอม แมวของผมที่อีกคนเป็นคนรับฝากไว้แล้วบอกกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าจะดูแลอย่างดี

“ หึ ” หลุดยิ้มออกมาเสียแบบนั้นอย่างคนที่อดไม่ได้ ผมหัวเราะก่อนจะหันไปทางอื่นอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ท่าทางที่ทำให้เมี่ยงถึงกับเอียงหน้างงแล้วถามด้วยเสียงเครือ

“ หัวเราะทำไม มีเหี้ยอะไรน่าตลกวะ ”

“ หน้ามึงไง ” บอกแบบนั้นก่อนจะยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้อีกคน “ ดูไม่ได้เลย หน้าก็เมือก ตาก็แดง ไอ้คนน่ารักก่อนหน้าที่กูจะออกไปข้างนอก มันหายหัวไปไหน ”

“ หายหัวไปพร้อมกับแมวมึงที่หายไปไงไอ้หน้าเหี้ย อึก ฮือๆ กูกลัวจะตายแล้ว มึงยังมาเล่นแบบนี้อีก ไอ้สัด ” ตีเข้าที่อกผมในตอนที่พูด ตอนนั้นผมที่มองไปรอบๆห้อง มันไม่มีพื้นที่ไหนที่เมี่ยงไม่หา ทุกอย่างกระจัดกระจายราวกับถูกรื้นค้น แม้แต่ในที่ที่เล็กที่สุดก็เหมือนจะถูกมันค้นจนหมดแล้ว

“ ลงไปถามนิติคอนโดยัง ”

“ ยัง ” เมี่ยงส่ายหน้า “ ก็มันจะลงไปข้างล่างได้ไง แมวมันลงลิฟต์ไม่ได้หรอกมึง ” เมี่ยงว่าพร้อมกับสูดน้ำมูกเข้าไป “ แล้วกูนะ ก็เคาะประตูห้องทุกห้องในชั้นนี้แล้ว แต่ก็ไม่มีใครเห็นเลยมันเลยสักคน ”

“ แล้วงั้นมันจะหายไปไหนได้ คอนโดมันปิด ประตูฉุกเฉินก็ไม่ได้เปิดไว้ มึงเช็คห้องแม่บ้านยัง ”

“ เช็คแล้ว แต่ไม่มี ”

“ ก็ลองไปถามดูก่อน ” ว่าแบบนั้นผมตัดสินใจเดินออกไปจากห้อง เมี่ยงที่เดินตามมันมันล็อคประตูห้องตัวเองก่อนจะวิ่งมายืนต่อด้านหลังด้วยท่าทางที่เป็นกังวล มือสองมือที่กำกันไว้แน่น ปากสีสวยท่องออะไรสักอย่างที่ผมคิดว่าคงเป็นบทสวดมนต์หรือไม่ก็คำภาวนาที่ขอให้เจ้าของสองตัวนั้นปลอดภัย

ความเงียบเชียบในลิฟต์ไม่มีใครพูดกับใคร ผมเพิ่งสังเกตว่าเล็บของเมี่ยงหดสั้นไปหมด เหมือนมันจะกัดในตอนที่เป็นกังวล

“ นี่ ” เอื้อมมือไปจับมือของอีกคน ผมกดเข้าที่เล็บนิ้วโป้งอีกคนก็แสดงสีหน้าเจ็บขึ้นมาแทบจะทันที “ เจ็บมั้ย ”

“ เจ็บสิไอ้สัด ” ว่าแบบนั้นก่อนจะหันมองลิฟต์ที่ค่อยๆลดระดับลงเรื่อยๆ เมี่ยงมันถอนหายใจ ท่าทางที่ดูอยู่ไม่สุก ในตอนนั้นผมก็บอก

“ ไม่เป็นอะไรหรอก ” ยกคิ้วบอกอีกคนที่หันมาจ้องหน้า “ ยังไงเราก็ต้องเจอมัน ”

“ แล้วถ้าไม่เจอละ ” เสียงเบาๆที่ถามออกมา ในตอนนั้นตัวลิฟต์ที่เปิดออกเราที่เดินออกไปแต่อีกคนกลับหยุดนิ่งอยู่ที่ประตูหน้าลิฟต์ตรงนั้น มันถามย้ำ ด้วยเสียงที่แทบจะไม่ได้ยิน “ แล้วถ้าไม่เจอละมึง ”

“ ต้องเจอ ” ย้ำแค่นั้น ผมเดินตรงไปที่ออฟฟิศของคอนโด เมี่ยงที่เดินตามหลังว่าผ่อนลมหายใจออกมาไม่ต่างอะไรกับเด็กเล็กๆ ที่ชอบแอบอยู่หลังผู้ใหญ่ คนที่เคยบอกปากดีกลัวดีนบ่อยๆ หายไปไหนไมรู้ หรือแม่แต่คนน่ารักที่คอยเอาแต่มุขเดิมๆมาเล่นเพื่อทำให้ผมตกหลุมรัก ตอนนี้มันเหลือแค่ร่างเด็กน้อยเท่านั้น แล้วมันก็อดยิ้มไม่ได้เลย ในตอนที่มือเล็กๆนั่น จับเข้าที่ชายเสื้อของผมแล้วกำมันไว้แน่น

“ ขอโทษนะครับ ” ผมเอ่ยทักพี่คนที่อยู่ด้านในและเหมือนกำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรสักอย่าง ใบหน้าของเธอที่เงยขึ้นมา

“ คะ ? ”

“ พอดีแมวผมหายออกไปจากห้องครับ ไม่ทราบว่ามีใครเอาแมวมาฝากไว้ที่นี่มั้ยครับ หรือว่ามีใครมาแจ้งว่าเจอแมวสองตัว ”

“ น้องแมวแบบไหนคะ ” เธอถาม

“ แมวเปอร์เซียขนยาวสีขาว ตาสีเหลือง แล้วก็แมวตัวสีเทาพาดลายดำ ตาสีเหลือง สองตัวครับ ”

“ เดี๋ยวถามพี่อีกคนด้านในให้ รอสักครู่นะคะ ”

“ ครับ ” ผ่อนลมหายใจออกมาในตอนที่ตอบรับ เรายืนรออยู่ด้านหน้านั้นไม่นานร่างจนขนปุยสีขาวก็ถูกอุ้มออกมาพร้อมกับไอ้ตัวแสบของคนที่เอาแต่ยืนร้องไห้อยู่ด้านหลัง  “ เมี่ยง ” เอ่ยเรียกอีกคนที่ก็เอาแต่ก้มหน้าแล้วสวดภาวนา ผมยิ้ม “ นี่ เงยหน้าขึ้นมามองอะไรนี่ก่อน ”

“ อะไร ” มันถามก่อนจะนิ่งไปในตอนที่สายตานั้นเห็นเข้ากับแมวสองตัวที่เจ้าตัวตามหาแบบที่แทบจะพลิกแผ่นดิน

“ บอกแล้ว ยังไงก็ต้องเจอ ” สายตาใสสั่นไปมาในตอนที่เดินเข้าไปใกล้เจ้าตัวยุ่ง เมี่ยงเอื้อมมือตัวเองไปรับเจ้าสองตัวนั้นมากอด มันที่ทรุดลงกับพื้นเพราะความโล่งใจ

“ ป้าแม่บ้านแกเห็นมันเดินอยู่ตรงทางเดินน่ะค่ะ เธอจำได้แล้วว่าเป็นแมวของคุณอาร์ม แต่ก็เห็นว่าคุณอาร์มออกไปข้างนอกก็เลยเอามาฝากไว้ รอคุณอาร์ม ” พี่คนดูแลบอกยิ้มๆ พลางดูเมี่ยงที่กอดเจ้าแมวสองตัวนั่นไว้ “ แต่แมวตัวลายเธอไม่รู้ว่าเป็นแมวของใคร แต่มันก็เอาแต่ข่วนขากางเกงป้าเหมือนจะบอกให้ปล่อยเจ้าตัวขาวลง ก็เลยต้องเอาตามมาด้วยน่ะค่ะ ”

“ แมวของเมี่ยงน่ะครับ ” ผมบอกแบบนั้นก่อนจะเชิดหน้าไปหาอีกคน ที่ตอนนี้สะอื้นร้องไห้ออกมาเสียงดังแบบที่ไม่อายใครหน้าไหนที่เดินผ่านไปมาทั้งนั้น  สองมือขาวที่กอดทั้งแมวของตัวเองแล้วก็แมวผมไว้แน่นแบบแนบอก

“ พวกมึงหายไปไหนมา ทำไมพวกมึงใจร้ายขนาดนี้ ไอ้แมวเวร รู้มั้ยกูหาพวกมึงจนทั่วเลย ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ อย่าหายไปไหนอีกนะ อึก อึก ถ้าหายไปอีก กู กูจะไม่ให้กินขนมเลย อึก อึก เข้าใจมั้ย อย่าหายไปอีกนะ อย่าหายไปอีก อึก โล่ง โล่งอกไปที พวกมึงกลับมาแล้ว อึก ฮือๆ  ”

ท่าทางน่าอายแต่ผมก็แค่ย่อตัวลงนั่งข้างๆ มองดูคนร้องห่มร้องไห้ที่ไม่ต่างอะไรกับเด็กสามขวบ เป็นภาพเดียวในตอนนี้ที่ชวนให้ยิ้มกว้าง หลังจากที่เจอเรื่องเหี้ยๆมาทั้งคืน แต่จะว่าไปมันก็เหมือนกับตอนนั้นเลย ตอนที่ดีนร้องไห้ให้ผม ความรู้สึก มันคล้ายกันกับตอนนั้น 

“ มึง ขอโทษอีกทีนะ ที่ทำให้แมวมึงหาย ” เมี่ยงมันว่าแบบนั้นตอนที่เราขึ้นลิฟต์มาถึงหน้าห้อง ผมก้มมองดูเจ้าแก้มหอมที่อยู่ในอ้อมกอดก่อนจะยักไหล่ส่งให้ไป

“ ก็เจอแล้วนี่ไง ” ผมว่า “ แต่ก็ขอโทษทีแล้วกัน เรื่องที่ด่ามึงไปขนาดนั้น เอาจริงๆ กูก็คงผิด เพราะกูก็ตอบตกลงให้มึงเลี้ยง ”

“ มึงไม่ผิดหรอก กูเองก็คะยั้นคะยอเองที่จะเอามามันเลี้ยง แล้วก็ดูแลไม่ได้ ”

“ แล้วจะเอายังไงต่อ ” เชิดหน้าไปที่ประตูห้องมันอีกคนก็ขมวดคิ้ว

“ อะไรจะเอายังไงต่อ ” เมี่ยงถามในตอนที่เปิดประตูเข้าไปในห้องตัวเอง ร่างขาวนิ่งแบบนั้นอยู่นานก่อนจะหันมาเหลือบมองผม

“ ห้องมึงเละขนาดนั้น กว่าจะจัดเสร็จก็คงเช้า ” พูดแบบนั้นก่อนจะเชิดหน้ามองประตูห้องตัวเอง “ มานอนห้องกูก่อนมั้ยละ พรุ่งนี้ถ้าไม่มีเรียนก็จัดห้อง เดี๋ยวกูช่วยเอง ”

“ ชวนกูไปนอนที่ห้อง...” เมี่ยงพูดเสียงเบาๆ มันที่มองกันด้วยสายตายิ้มๆ แบบที่อยากจะแกล้งกันให้ใจเต้นแรงแต่ไม่สำเร็จมาตลอด แต่ทว่าตอนนี้ แววตาบวมที่เสริมให้มันดูน่ารัก แก้มขาวที่แดงจัด กับรอยยิ้มน่ารักที่ยิ้มหวานให้กันนั่น  “ ถามจริงๆน้า มึงคิดอะไรกับกูอยู่หรือเปล่า ”

“ คิดเหี้ยอะไร ” ในตอนนั้น ผมที่ตอบกลับออกไปแบบทันทีด้วยเสียงทุ้มที่หนักแน่น กับใบหน้าที่แดงจัด และหัวใจที่เต้นแรง


……………………………………………….

อยากดึงพี่อาร์มเข้ามากอด ถึงจะพูดไม่ได้ว่า ไม่เป็นไรเพราะมันเป็น
แต่มันต้องมีสักวันที่เรามูฟออนออกมาได้แหละ #บีบมือ

ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ด้วยนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์จ้า  :pig4:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 10 :: up! 31-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: bigbeeboom ที่ 31-01-2020 21:47:01
ตอนนี้มีชัดเจนสำหรับอาร์ม ไปต่อเห่อะ ปล่อยดีนไป...
เมี่ยง น่ารัก น่าสงสารมากเลยตอนนี้ รอตอนหน้านะจ้ะ อยากรู้อาร์มมูฟยังไง
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 10 :: up! 31-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 31-01-2020 22:16:10
 :pig4: :pig4: :pig4:

อาร์มก็มาอยู่กับน้องเมี่ยงเถอะ

ปล่อยดีนไปอยู่กับเบสไป  เหตุผลที่ดีนไม่ลึกซึ้งกับอาร์มสักที  คงเป็นเพราะเบสแน่ ๆ ฟันธง
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 10 :: up! 31-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 01-02-2020 00:24:17
ได้รู้อันดับชั้นวงค์วานวิฬาแล้ว น้องเมี่ยงมีแววโดนแมวคุมแล้ว  :laugh:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 10 :: up! 31-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: wutwit ที่ 03-02-2020 21:23:34
ชัดเจนกับความรู้สึกตัวเอง เคลียร์ตัวเองให้จบก่อนเด้อ ก่อนจะมายุ่งกะเมี่ยงอะ
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 11 :: up! 7-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 07-02-2020 20:40:55
ตอนที่ 11
‘น่ารักว่ะ’   ในที่สุดความคิดที่ไม่อยากให้ลอยเข้ามาในหัว  ก็ลอยเข้ามาจนได้ ผมถอนหายใจกับตัวเอง พลางกลั้นยิ้มที่อยากจะฉีกออกมากว้างในตอนที่ได้เห็นสภาพของคนตรงหน้านี้ แต่ก็ทำได้แค่ ทำทีเป็นมองไปทางอื่น 

“ ช่วยหลบหน่อย ” หลีกตัวตามคำพูดของคนตัวขาวที่ก็พยายามเอาของที่หอบมาเดินผ่านประตูหน้าของห้องผมเข้ามาด้านในให้ได้

ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาก่อนหน้านี้เหือดแห้งไป เมี่ยงอาบน้ำแล้ว และกำลังอยู่ในชุดนอนลายลูกหมีแบบผ้าซาตินลื่นๆที่ดูใส่สบาย แขนข้างขวาของมันหนีบหมอนหนุนใบขนาดกลางสีขาว ส่วนแขนอีกข้างหนีบสิ่งที่ผมคิดว่าน่าเมื่อก่อนมันน่าจะเป็น ตุ๊กตาหมี แต่สภาพของมันตอนนี้นั้น ไม่น่าจะเรียกว่าอะไรแบบนั้นสักเท่าไหร่

“ นั่นคือเหี้ยอะไร ” เชิดหน้าไปทางตุ๊กตาตัวนั้น เมี่ยงก็ตาโตก่อนจะดึงมันมากอดไว้แน่น

“ มึงแม่ง อย่าว่าน้องกู ”

“ น้องเหี้ยอะไร โตขนาดนี้ยังติดตุ๊กตาเน่าอีกเหรอ ”

“ ไม่เน่า! ไอ้สัด ” อีกคนเถียงหน้าจริงจัง

“ แล้วสภาพมันคืออะไรก่อน ” ผมเชิดหน้าถาม คนที่อุ้มมันอยู่ก็ก้มหน้าลงมองตุ๊กตาตัวเอง เมี่ยงจูบลงไปบนหัวของสิ่งที่มันเรียกว่าน้อง แล้วก็หันมาย้ำกับผม

“ อย่าว่าน้อง น้องน่ารักจะตาย ”

“ น่ารักตรงไหน ดูแทบไม่ออกว่าตัวเหี้ยอะไร ” ว่าแบบนั้นแต่เหมือนคนเป็นเจ้าของจะยิ่งหงุดหงิด แววตาเรียวตั้งท่าเถียงกันด้วยใบหน้าที่แสนจะจริงจัง เหมือนเด็กตัวเล็กๆที่เวลาใครมาพูดถึงตุ๊กตาตัวเองให้เสียหาย

“ น้องคือตุ๊กตาหมี ” ยังคงย้ำกันแบบนั้น ก่อนจะชูเจ้าตัวที่มันเรียกว่าน้องให้ผมดู ด้วยหน้าตาแสนภูมิใจแล้วนั่น ก็ทำให้ผมหลุดยิ้ม กับสภาพของเจ้าตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวย้วยที่ก็ใส่เสื้อยืดสีแดงที่ก็คงจะเป็นเสื้อของมันตอนเด็กๆ

“ น่ากลัว อย่าเอามาใกล้กูนะ ” บอกพลางดึงตัวเองออกห่าง เมี่ยงก็ถลึงตาใส่ “ ยังกับตุ๊กตาทำคุณไสย ”

“ มึงแม่ง อย่าว่าน้อง! ” ย้ำกันแบบนั้นเสียงดัง ผมก็ได้แต่ยิ้ม

“ เอาแม่งไปเก็บไป แล้วมาทำแผลให้กูได้แล้ว ”เชิดหน้าไปทางห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะชูมือข้างที่โดนไอ้ตัวลายที่ตอนนี้กำลังวิ่งไล่จับกับคนสวยของผมที่ก็ดูท่าทางมีความสุขเหลือเกินจนชวนให้หงุดหงิด

แล้วโดยเฉพาะกับตอนนี้ที่แก้มหอมกำลังเลียขนให้อีกตัวซ้ำไปซ้ำมาด้วยความรักแบบออดอ้อนตามนิสัย ส่วนไอ้ตัวกวนตีนมันก็แค่จ้องหน้าผม ด้วยท่าทางแบบที่สองมือไขว่ทับกันอย่างเหนือกว่า

“ เดี๋ยวมึงจะโดน ” ผมบอกมันที่ก็ไม่มีความกังวลใด หนำซ้ำแค่ยังล้มลงนอนยาวส่ายหางไปมา ทำตัวตามสบายๆอย่างไม่สนใจ

“ เหมือนมันบอกมึงเลย ” เมี่ยงที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องพูดขึ้น ผมก็หันไปมอง อีกฝ่ายปิดประตูห้องนอนลงพลางยิ้มแห้งๆ “ เหมือนไอ้นายท่านกำลังตอบมึงว่า ‘อ๋อเหรอครับ’ ”

“ หรือกูควรเตะมึงแทนดี ”

“ เกี่ยวเหี้ยอะไรกับกู ” อีกคนถามตาโตก่อนจะเดินไปหยิบถุงยาที่วางอยู่บนโต๊ะในครัว แล้วเข้ามาหย่อนตัวลงนั่งบนพรมที่อยู่บนพื้นด้านล่าง มือขาวแบบมือขึ้นมาทางผม “ ขอมือ ” วางมือที่มีแผลลงบนมือนั้น แต่เมี่ยงกลับวางมือผมลง มันพูดซ้ำ “ ไหน ขออีกข้าง ”

“ เดี๋ยวมึงจะโดน ”

“ ฮ่าๆ ” อีกคนหัวเราะลั่น ก่อนจะเอียงหน้าแซว “ ไม่เชื่องเลยน้าพี่อาร์ม ”

“ อยากให้เชื่องเหรอ ” จ้องแววตาเรียวของคนที่นั่งอยู่ด้านล่าง ในวินาทีที่มองลึกลงไปในแววตาใบหน้าน่ารักก็เหมือนจะแดงขึ้นอย่างฉับพลัน เมี่ยงมันเหลือบตามองบนด้วยท่าทีแบบไม่รู้ไม่ชี้ พลางกับแอบมองผมอยู่เป็นระยะ คล้ายจะเช็คดู ว่าผมหยุดมองมันหรือยัง “ ไม่แน่จริงนี่หว่า ”

“ อะไร ? อะไรใครไม่แน่จริง ” ว่าแบบนั้นก่อนจะคว้ามือผมข้างที่มีแผลขึ้นมา “ ทำแผลเลยไอ้สัด พูดมาก เสียเวลาวุ้ย ”

“ ครับๆ ไม่มีใครเขินผมหรอก ” เมี่ยงเม้มริมฝีปากในวินาทีนั้น ก่อนจะจัดการทำแผลด้วยการทายาให้บางๆ แต่คืนนี้มันกลับไม่ได้ติดพาสเตอร์อะไรให้ “ ไม่ต้องติดพาสเตอร์นะ ให้แผลมันโดนลมบ้าง กูโทรไปถามแม่มาแล้ว แม่บอกว่า ตอนกลางคืนไม่ต้องติดก็ได้ ทาแค่ยา จะได้หายไวๆ ค่อยติดเฉพาะออกไปข้างนอก เพราะว่าข้างนอกมีเชื้อโรคเยอะ ”

“ อื้ม ”

“ แต่กูก็ถามแม่นะ แล้วถ้าคนที่เป็นแผล เป็นตัวเชื้อโรคอยู่แล้วจะทำยังไงดี แม่ก็บอก งั้นปล่อยให้มันตายไปเล๊ย ”

“ ตลกชิบหาย เหอะๆ ” ทำทีเป็นหัวเราะให้มัน แต่เหมือนอีกคนจะถูกใจเหลือเกิน เมี่ยงมันยิ้มกว้างก่อนจะถาม

“ ว่าแต่วันนัดฉีดวัคซีนมึงครั้งต่อไปคือวันที่เท่าไหร่นะ ”

“ อื้มม ” ผมทำทีเป็นนึก ก่อนคว้าเอากระเป๋าเงินของตัวเองที่วางไว้บนโต๊ะข้างหน้าขึ้นมา ใบนัดของทางโรงพยาบาลที่ให้ไว้เสียบอยู่ในช่องเสียบบัตร ผมหยิบมันออก ก่อนจะยื่นไปให้อีกคน

“ เราไปฉีดวันแรกคือเมื่อวานสินะ ” เมี่ยงทำท่าคิดก่อนจะหันมองซ้ายขวาแล้วหยุดสายตาลงบนปฎิทินแบบพับที่ตั้งอยู่ข้างทีวี มันลุกขึ้นไปหยิบ ก่อนจะคว้าปากกาเมจิที่วางอยู่แถวนั้นขึ้นมา “ กูขีดลงไปได้ใช่มั้ย ”

“ แล้วจะขีดลงไปทำไม ”

“ ก็จะได้รู้ไง ว่าวันไหนต้องทำอะไร ” บอกแบบนั้นวงกลมที่ไม่ค่อยกลมถูกวงรอบวันเอาไว้ เมี่ยงหยิบเอาปากกาขึ้นมาเขียนลงไปในช่องว่าง “ กูจะเขียนว่ามึงจะต้องไปฉีดวัคซีนวันไหนบ้าง อย่าเมื่อวานก็เขียนไว้ว่า ฉีดครั้งที่หนึ่ง ”

“ แล้วครั้งที่สองคือเมื่อไหร่ ”

“ วันมะรืน ” เมี่ยงบอก  “ ส่วนครั้งที่สามก็นู้น ถัดจากครั้งที่สองไปอีก สี่วัน ส่วนวันสุดท้ายคือเดือนหน้าเลย อีกตั้ง ยี่สิบวัน ”

“ ยังไงก็รับผิดชอบผมด้วยนะครับ ” ค้ำศอกลงกับโซฟาในตอนที่มองไปยังเสี้ยวใบหน้าที่กำลังเขียนประโยคนั้นอย่างตั้งใจ เมี่ยงหันมาถอนหายใจก่อนจะยิ้มกว้างแบบที่ตาปิดไปหมดให้ผม

“ แน่นอนอยู่แล้วสิครับ ไม่หนี ไม่หาย แต่ถ้าตายเดี๋ยวมาเข้าฝันน้า ”

รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจมันสั่น ผมหันไปทางอื่นแทบจะทันทีในตอนนั้น และก็อดสบถออกไปไม่ได้เลย ‘ ร้ายกาจชิบหาย ’

เหมือนว่าพอมองมันน่ารักหนึ่งครั้งแล้ว
มันก็เหมือนจะน่ารักตลอดไป

“ แล้วนั่นมึงจะหันไปมองทางอื่นทำไม ” คนช่างสงสัยหันไปมองตามสายตาของผม เมี่ยงขมวดคิ้วน้อยๆก่อนจะหันมาจ้องหน้าผมอีกครั้ง ด้วยสายตาแบบเหล่มอง “ อย่าบอกน้า ว่ามึงตกหลุมรักรอยยิ้มน่ารักๆของกูแล้ว ”

“ หลงตัวเองชิบหาย ” ผมว่า

“ แต่ก็ดีกว่ามึงหลงกูก็แล้วกัน เพราะว่าถ้าเป็นแบบนั้นอะ แย่แน่เลยน้า ”

“ ยังไง ” ผมถามมันยิ้มๆ

“ ก็เพราะหลงทางยังมีทางออก แต่ถ้าหลงรักน้อง ต่อให้มีกี่สิบทางออก พี่ก็หามันไม่เจอหรอกน้า ” ลากเสียงแบบกวนตีนกัน

เอาจริงๆ ผมแม่งโคตรเกลียดรอยยิ้มขี้เล่นของมันเลย เพราะมันชอบทำให้ผมอดยิ้มตามไม่ได้ แล้วมันก็เหมือนกันกับตอนนี้ที่ผมต้องหลุดยิ้มออกมาในท่ายที่สุดอย่างอดใจไม่ไหว

“ ฮั่นแน่ ยิ้มอีก หวั่นไหวแล้วเปล่าพี่อาร์ม ”

“ กูแม่งน่าจะถ่ายหน้ามึงตอนร้องไห้ที่แมวหายเมื่อสองชั่วโมงก่อนไว้นะ ” ว่าแบบนั้นคนตรงหน้าก็ตีหน้างอน เมี่ยงแบะปากนิดหน่อย แต่แม่งก็ยังน่ารักมากอยู่ดี ผมถอนหายใจ “ ไอ้หน้าก้อนแป้งเปียกน้ำที่เอาแต่จับเสื้อข้างหลังกู แล้วงอแงเหมือนเด็กป.สอง ”

“ ไว้เมื่อไหร่มึงทำแมวกูหายบ้าง กูจะคอยดูหน้าคนอย่างมึง ” หลุดยิ้มออกมาก่อนจะส่ายหน้า ผมลุกขึ้นเต็มความสูง

“ ไม่มีทางหรอกครับ ” โค้งตัวบอกอีกคนที่ก็ยังมองกันนิ่งๆ สายตาเรียวนั้นบอกกันถึงความอาฆาตแค้น “ แล้วนั่นก็เพราะว่ากูไม่ใช่เด็กขี้แยแบบมึง ”

“ จ้า ” มันตอบรับผมแบบกัดฟันพูด “ เก่งจังจ้าไอ้สัด ”

“ แล้วนั่นจะนอนยัง กูไปนอนแล้วนะ ง่วง ”

“ นอนสิ! รอด้วย กูนอนกับมึงด้วย ” หยุดขาที่กำลังจะเดินต่อไปในตอนที่ได้ฟังคำนั้น ผมหันไปมองอีกคนที่ก็เดินตรงไปหาแมวของตัวเองที่นั่งกระดิกหางอยู่บนคอนโดแมว เคียงข้างด้วยแมวของผมที่นั่งอยู่ข้างๆกันแบบ ไม่ยอมห่าง

“ อย่าดื้อ อย่าซนกันอีกนะ เข้าใจมั้ย ทั้งคู่เลย นายท่านอย่าสร้างความเดือดร้อนนะ แก้มหอมขาด้วยนะ อย่าชวนนายท่านเล่นซนละนะ ”

“ เมี๊ยว ” เสียงขานรับเล็กๆ ตามธรรมดาเมื่อได้ยินคำว่าแก้มหอมขา เจ้าตัวขาวร้องรับจนชวนให้ผมหลุดยิ้ม

“ โอเค งั้นเมี่ยงไปนอนแล้ว ฝันดีนะเด็กๆ ” ลูบหัวเจ้าก้อนขนไปคนละที ก่อนที่ร่างขาวจะหันหลังกลับมาเตรียมจะเดินเข้าห้อง แต่มันก็ชะงักไปเมื่อเห็นผม  “ อ้าว คิดว่าเข้าห้องไปแล้ว ”

“ กูรอถามมึงอยู่ ” ผมว่า “ เห็นเมื่อกี้มึงบอกว่า กูนอนกับมึงด้วย  ก็เลยจะบอกไว้ก่อน ”

“ อะไร ” เมี่ยงเอียงหน้างง

“ กูไม่มีถุงยางนะ สดได้เปล่าละ ”

“ K ” คนตรงหน้าผมสบถด้วยรอยยิ้มกว้าง “ ไม่ใช่อย่างงั้นเลยไอ้หน้าเหี้ย ” 

บนเตียงที่เคยดูกว้างขวางแต่ตอนนี้กลับแคบลง นาฬิกาบอกเวลาเข้าสู่วันใหม่ไปแล้ว ผมเดินตรงมาจัดการเปิดเครื่องพ่นที่ใส่กลิ่นหอมอ่อนๆของยูคาลิปตัสไว้ตรงหัวเตียง พร้อมทั้งกดตั้งเวลาปิดไว้ที่อีกสามชั่วโมงต่อจากนี้

“ หื้มมมมม หอมอะ ” เมี่ยงมันว่าพลางขยับตัวนอนด้วยท่าทางสบายๆแบบที่ไม่ต่างอะไรกับห้องนอนตัวเองเลยสักนิด ไม่รู้ไปสนิทกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงได้ไร้ความเกรงใจกันถึงขนาดนี้  มือขาวกอดเจ้าตุ๊กตาหมีที่สภาพดูไม่ได้นั้นไว้แนบอก มันหันมามองผม “ พี่สาวกูเคยบอกว่า เวลานอนห้องแอร์อากาศจะแห้งมาก แต่ถ้าเราเปิดเครื่องพ่นแบบนี้ไว้ มันก็ช่วยได้ดีมากเลย ตื่นมาผิวไม่แห้ง คอก็ไม่แห้งด้วย ”

“ อื้ม ” พยักหน้ารับคนช่างพูด ผมปิดไฟในห้องจนหมดเหลือไว้แค่เครื่องพ่นที่กำลังเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ในแววตาเรียวที่ดูแปลก ไม่ต่างอะไรกับแก้มหอมตอนที่เห็นของเล่นใหม่

มือผมดึงผ้าห่มขึ้นแล้วสอดตัวเข้าไปนอน ก่อนจะขยับตัวเล็กน้อยพลางเหลือบมองอีกคนที่ก็มองดูกันอยู่ “ มองอะไร ”

“ เปล๊า ” เมี่ยงตอนเสียงสูง

“ อย่าคิดเอาตุ๊กตาคุณไสยนั่นเข้ามาใกล้กูนะ ”

“ บอกอีกทีแล้วว่าไม่ใช่ นี่น้อง น้องของกู ” เมี่ยงมันหันควับมาเถียงจริงจัง ก่อนจะยื่นตุ๊กตาตัวเองเข้ามาใกล้หน้าผมที่ก็ต้องดันเจ้าสิ่งน่ากลัวนั่นออกไป “ จัดการมันเลยน้องพี่ จัดการมัน ย๊ากกกกกกก ”

“ นี่ มึงอย่าปัญญาอ่อนให้มากนะ ” พยายามปรามมือขาวที่พยายามดันตุ๊กตาตัวเองให้บี้กับหน้าผม เสียงหัวเราะถูกใจของคนกระทำ ผมหลุดยิ้มก่อนจะจับมือข้อมือนั่นไว้แน่นแล้วดึงใบหน้าเข้าไปจ้องมองอีกฝ่าย “ ถ้ามึงยังไม่หยุด กูเขวี้ยงตุ๊กตาคุณไสยนี่ออกไปนอกห้อง แล้วก็จะดึงมึงเข้ามากอดแทน เพราะงั้นมึงจะหยุดไม่หยุด ”

“ หยุดครับหยุด ” เสียงอ่อนลงของอีกคนบอก แต่เหมือนว่ามือของผมจะยังจับอีกคนไว้แน่นแบบนั้นอย่างไม่อยากจะปล่อยขึ้นมาฉับพลัน “ นี่..”

“ อะไร ” ผมถาม

“ กูหยุดแล้ว เพราะงั้นอย่าเอาน้องกูเขวี้ยงออกไปทิ้งเลยนะ ” หลุดยิ้มออกมาเพราะไม่คิดว่ามันจะพูดเรื่องเด็กๆแบบนั้น ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะปล่อยจากแขนของอีกคนทั้งที่ไม่ได้อยากทำอย่างงั้น

อยู่ๆก็คิดว่า เออ... หรือว่าทำจริงๆ ดีว่ะ เขวี้ยงหมีเน่านั่นออกไปซะ แล้วดึงอีกคนเข้ามากอดแทน   

“ สัดอาร์ม ”

“ อะไร ” สะบัดความคิดไร้สาระนั้นออกไป ผมก้มหน้าลงถามแววตาเรียวที่เงยหน้ามองกัน แต่เมี่ยงมันก็แค่ส่ายหน้า

“ ก็เห็นมึงเงียบไป กูเลยจะถาม พรุ่งนี้กูไม่เรียน พรุ่งนี้มึงมีเรียนมั้ย ”

“ ไม่มี ” ตอบรับไปแค่นั้นอีกคนก็พยักหน้ารับ

“ งั้นพรุ่งนี้เรากินอะไรกันดี ”

“ รู้สึกว่ามึงจะทำตัวเหมือนเมียกูเลยนะ ” หันไปเหล่มองคนพูดมากก่อนจะพลิกตัวไปจ้องหน้าอีกคนที่ก็พลิกตัวมองกันอย่างไม่ยอมแพ้

“ งั้นขอเป็นผัวได้มั้ย อยากเป็นผัว ” หลุดยิ้มออกมากับใบหน้าหวานที่กำลังยักคิ้วท้าทายกัน เมี่ยงก้มหน้าลงหอมเจ้าตุ๊กตาสภาพแย่นั้นไว้แน่น มันที่ทั้งกอดรัดแล้วก็เอาแก้มขาวไปเบียดบี้ด้วยความรักเสียเต็มประดา

“ มึงนี่ไม่อายเลยนะ ”

“ อายอะไร” คำถามที่ชวนให้งุนงงนั้น เมี่ยงก้มลงมองตุ๊กตาของตัวเองเพราะเห็นว่าผมมองอยู่ “ อายเพราะน้องกูน่ะเหรอ ”

“ อื้ม ”

“ แล้วทำไมต้องอายวะ ” อีกคนถามยิ้มๆ “ แค่เพราะสภาพมันไม่ได้ดูน่ารักเหมือนตุ๊กตาทั่วไป ในความคิดของคนอื่นๆน่ะเหรอ ”

“ ก็ใช่ แล้วมึงก็โตจนจะเป็นควายอยู่แล้ว ยังจะกอดตุ๊กตาอีก ไม่กลัวกูเอาไปเล่าให้ไอ้ดีนฟังหรือไง ”

“ ถ้ามึงจะเล่านะอาร์ม มึงคงเล่าไปนานแล้ว เพราะกูมีเรื่องน่าอายให้เล่าเป็นร้อย ” เมี่ยงหันมายักคิ้วบอกกัน ก่อนก้มลงมองตุ๊กตาหมีในอ้อมกอดของตัวเอง “ มันเป็นตุ๊กตาตัวแรกของกู แล้วกูก็รักมันมาก ถ้ามัวแต่อายก็คงไม่ได้กอดมัน เพราะงั้นกูเลยต้องหน้าด้านเข้าไว้ไง จะได้กอดมันอย่างงี้ ” กอดรัดฟันตุ๊กตาตัวนั้นด้วยรอยยิ้ม จมูกโด่งหอมลงบนเจ้าหมีเน่าเป็นสิบๆครั้ง

“ ก็จริงของมึง ” ตอบรับคนข้างกันเสียงเบา

อยู่ๆก็คิดถึงขึ้นมาอีกแล้วภาพของใครคนนั้นซ้อนทับขึ้นมา ภาพของคนที่นั่งอยู่ข้างกันก่อนหน้านี้ตรงลานจอดรถในผับ แววตาเรียวที่มองมามีเพียงความลำบากในแฝงอยู่ในช่วงเวลานั้น กับประโยคที่เอ่ยพูดกันออกมา ‘ กูไม่ได้รู้สึกกับมึงแค่เพื่อนหรอก แต่ว่าตอนนี้มันไม่ได้มากขนาดนั้น ไม่ได้มากขนาดที่มึงรู้สึกกับกู ’

ไม่ได้มากขนาดที่เมี่ยงรักเจ้าตุ๊กตาหมีน่าเกลียดนั่นด้วยซ้ำ
 
ไม่ได้มากขนาดอยากมีกันละกัน จนมองข้ามคำพูดของผู้คนไปได้

 ไม่ได้มากแบบที่อยากมีไว้ข้างๆ และไม่ได้มาก แบบผมที่กำลังรู้สึก ว่าอยากมีมันมากอดไว้ข้างกาย


ครืน ครืน ครืน


เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนแท่นชาร์จนั้นสั่น ผมพลิกตัวไปมองมันก่อนจะนิ่งไปเมื่อเห็นว่าเป็นข้อความจากเจ้าของวันเกิดที่ส่งมาให้กัน มือที่คว้าขึ้นมาอย่างไม่รอช้า บนนั้นปรากกฏแจ้งเตือนว่ามีรูปภาพส่งเข้ามา

ภาพที่ชวนให้ผมนิ่ง มันเป็นภาพของดีนที่กำลังชูนิ้วกลางให้ผม และบนนิ้วกลางนั้นก็มีแหวนของผมอยู่ พร้อมกับข้อความที่ส่งเข้ามา ‘ ใส่แล้ว ขอบใจนะไอ้สัด ’

ก็น่าแปลกที่ผมไมได้ยิ้มเหมือนอย่างทุกที อาจจะเป็นเพราะคงชิน ดีนก็เป็นแบบนี้มาตลอด มันชอบให้ความหวังกัน หลังจากที่เขวี้ยงความรู้สึกของผมทิ้ง แล้วเหยียบซ้ำมันด้วยเท้าอย่างไร้เยื้อใย

“ นี่..” เสียงของคนที่นอนข้างกันเอ่ยขึ้นมา “ ยังไม่ตอบเลยว่าพรุ่งนี้เราจะกินอะไรกัน ”

“ ข้าวมันไก่รวมมั้ย ” กดปิดหน้าจอนั้นลง ผมไม่ได้ตอบอะไรแล้ววางมันลงบนแท่นชาร์จเหมือนเดิมขยับผ้าห่มคลุมร่างจนถึงคอ เตรียมตัวปิดตาหลับ

“ อะไรคือเข้าวมันไก่รวม ”

“ ก็คือข้าวมันไก่ที่มีทั้งไก่ทอดกรอบ หมูกรอบ หมูแดง แล้วก็ไก่ต้ม รวมกันหมดในห่อเดียว ”

“ ว้าว น่ากินจัง ” อีกคนว่านั้นก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงกลืนน้ำลายนั้นลงไปในคอ จนชวนให้หลุดยิ้มกว้างออกมา

ในที่สุดก็ต้องลืมตาขึ้นมาอย่างพ่ายแพ้ให้กับความน่ารักในแมทสุดท้ายของวัน “ มึงแม่ง..”

ก็นับว่าโชคดีที่ห้องทั้งห้องมันมืดมิด แล้วมีเพียงแสงของเครื่องพ่นอากาศ เพราะถ้ามันหันมาเห็นกันตอนนี้ ผมคงไม่รู้จะตอบอะไร นอกจาก แสงของเครื่องพ่นคงทำให้ตาลาย ผมไม่ได้ยิ้มแล้วก็หน้าแดงไปกับความน่ารักมากๆของมันสักหน่อย

แล้วนั่นก็ดูเป็นข้ออ้างที่ใช้ไม่ได้เลย ‘ห่วยแตกชิบหาย’


หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 10 :: up! 31-1-63} #หน้า 2
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 07-02-2020 20:41:53
แกร็ก แกร็ก เมี๊ยว เมี๊ยว แกร็ก แกร็ก


ดึงสติแล้วลืมตาตื่นขึ้นในตอนที่ได้ยินเสียงข่วนประตูสลับกับเสียงแมวที่ดังมาจากหน้าประตูห้อง ผมขมวดคิ้วแต่เหมือนจะช้ากว่าคนข้างกันที่ก็ลุกขึ้นจากที่นอนทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น เมี่ยงมันเดินสะลึมสะลือไปที่ประตูก่อนเปิดออก เจ้าแมวตัวลายที่เป็นคู่อริก็เดินเข้ามาในตอนนั้น พร้อมกับเมี่ยงที่หันหลังกลับมาล้มตัวลงนอนตรงที่นอนเหมือนเดิม

“ นายท่าน ” อีกฝ่ายว่าแบบนั้น ก่อนจะเปิดผ้าห่มให้อีกตัวมานอนลงในอ้อมกอด ราวกับว่าปกติมันก็ทำแบบนี้ที่ห้องของตัวเอง

“ มึงอาจจะลืมไปว่านี่ไม่ใช่บ้านมึง ” บอกแบบนั้นคนที่นอนนิ่งอยู่ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมานั่งด้วยหน้าตาตื่น

“ เชี้ย!! ขอโทษๆ ” ว่าแบบนั้นก่อนจะอุ้มแมวของตัวเองขึ้นจากเตียง ร่างขาวชูมันไว้ไม่ต่างอะไรกับหนังในเรื่องไลอ้อนคิง จนไอ้นายท่านมองผมด้วยสายตาไม่สบอารมณ์เท่าไหร่

“ เมี๊ยว ”

“ อะไร ” ถามอีกตัวที่เหมือนกำลังกร่นด่าอย่างหาเรื่อง ก่อนจะเหล่มองเจ้าของแมวที่กำลังยิ้มแห้งๆ

“ ปกติเวลาอยู่ที่ห้องไอ้นายท่านมันจะเดินมาปลุกกูทุกเช้าเลย แล้วกูก็จะเดินไปเปิดประตูให้มันอย่างงั้น แล้วเราก็จะนอนต่อด้วยกัน..” ปลายเสียงที่เบาลงเรื่อยๆ เมี่ยงสบสายตานิ่งๆของผม “ ขอโทษครับ ”

“ ก็ยังไม่ได้ว่าอะไร ” พูดแบบนั้นก่อนจะล้มตัวลงนอนต่อ ส่วนเมี่ยงเองมันก็อ้าปากหาววอดออก มือที่ลดระดับลงอีกคนดึงเจ้าตัวลายเข้ามากอดพลางซุกใบหน้าเข้าไปกอดหอม ก่อนจะทำจมูกฟุตฟิต

“ นายท่าน ทำไมมึงเหม็นจังวะ ”

“ อาบน้ำครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ละ ”

“ เหมือนว่าจะตั้งแต่ที่ได้มาครั้งแรก ” เมี่ยงมันว่าก่อนจะเอียงตัวล้มลงนอน ส่วนนายท่านที่หลุดออกจากอ้อมกอดนั้น มันเดินมานอนลงระหว่างเราพลางเลียมือตัวเองไปมา ด้วยท่าทางที่เหลือบมองผมเป็นระยะ

“ ทำไม ” เอ่ยถามอีกตัว “ มึงเตรียมมือ พร้อมที่จะข่วนกูเหรอ ”

“ อย่านะ ” เมี่ยงมันว่าก่อนจะยื่นมือไปเคาะหัวเจ้าตัวเล็ก “ เพราะกูต้องรับผิดชอบเค้านะนายท่าน เข้าใจเปล่า มึงอย่าหาเรื่องให้มันมาก อันธพาลจริงๆ  ” ไม่มีเสียงตอบรับใดจากคนโดนเตือน ผมแบะปากน้อยๆใส่เจ้าแมวที่ก็นอนลงทันทีด้วยท่าทีเบื่อหน่าย “ ดูมันทำ ”

“ แล้วปกติมึงอาบน้ำแก้มหอมยังไง ”

“ ส่งเข้าร้าน ” ผมว่าก่อนจะเอื้อมมือไปจับตูดเจ้าตัวลายที่ก็หันมาตะบบกันเบาๆเหมือนเตือนว่ากรุณาอย่ามาแตะต้องตัวกระผม “ แก้มหอมขนมันยาว อีกอย่างถ้าเข้าร้านเค้าก็ตัดเล็บ ตัดขน เช็ดหูให้ด้วย ปกติก็อาทิตย์ละครั้งมั้งที่กูพาไป ”

“ น่าสนใจ แล้วราคาเท่าไหร่ ”

“ สี่ร้อย ”

“ สี่ร้อย ” คนฟังทวนคำพูดของผมก่อนจะกลืนน้ำลาย สายตาเหลือบขึ้นมองบนเหมือนกำลังคิดคำนวนถึงจำนวนเงินรายเดือนที่มันต้องเสียไปสำหรับการอาบน้ำเจ้าก้อนขน

" เดือนนึงก็คำนวนไปว่า สี่อาทิตย์ ก็ประมาน 1600 ”

“ กูอาบให้มึงเองก็ได้นายท่าน พันหกเอาไปจ่ายค่าข้าวค่าขนมดีกว่าเนอะ ” เมี่ยงมันยิ้มแห้งๆให้แมวตัวเอง พร้อมกับพูดเสียงเบาๆ “ ขอโทษนะน้องที่พี่มันจน ”

“ แล้วแน่ใจเหรอว่าจะอาบเอง ”

“ ก็ทำไมจะอาบเองไม่ได้ ง่ายจะตาย ”

“ มึงรู้ใช่มั้ยว่าแมวส่วนใหญ่มันไม่ชอบน้ำ ” คำถามนั้นทำให้ฟังถึงกับนิ่งไป เมี่ยงเหลือบมองแมวตัวเอง

“ แต่นายท่านน่าจะชอบ เนอะนายท่านเนอะ ”

“ ลองก่อนสิ ” ผมบอก “ เอามันไปโยนลงน้ำในอ่างถ้ามันไม่ตะเกียกตะกายขึ้นมาแสดงว่ามันก็คงชอบนั่นแหละ ”

“ K มึงจะฆ่าแมวกูหรือไง ” ตาโตเถียงกันก่อนจะดึงแมวตัวเองขึ้นมาเผชิญหน้า  สายตาเรียวที่สบกัน “ กูจะอาบน้ำให้มึงเองนายท่าน เชื่อมือได้เลย โอเค๊ ตัวมึงจะหอมฟุ้งไปหมื่นลี้เลยละ ”

“ ม๊าว ” เสียงขานรับที่ดูไม่ค่อยเต็มใจ ชวนให้ผมยิ้มก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง แล้วตรงเข้าไปในห้องน้ำ

“ จะอาบน้ำแล้วเหรอ ไว้อาบหลังจากที่จัดห้องกูแล้วก็ได้นะ ”

“ แค่จะแปรงฟัน แล้วก็ลงไปซื้อข้าวมันไก่รวมที่คุยกันไว้เมื่อคืนไง ” บอกเสียงเรียบๆก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ ตอนนั้นคนที่อุ้มแมวก็เดินตามมาด้วยสายตาโตแบบเด็กเห็นแก่กินอย่างปิดไม่มิด

“ ของกูขอพิเศษได้มั้ย กูชอบกินหมูกรอบเยอะๆ ”

“ งั้นก็สั่งข้าวหมูกรอบสิ ”

“ อยากกินไก่กรอบ แล้วก็หมูแดงด้วยงายยยยยย ”

“ กลัวแก้มอ้วนไม่พอเหรอไง ” คนตัวขาวยกมือขึ้นจับแก้มทันทีตอนที่ได้ยินคำนั้น เมี่ยงมันกระพริบตาปริบๆ “ ปกติแบบรวมมันก็พิเศษอยู่แล้ว ไม่ต้องเพิ่มหรอก ”

“ กูแค่คนมีแก้ม ไม่ได้แก้มเยอะเพราะอ้วนเลย หันมาดูรูปร่างกู กูผอมมากนะ ”

“ คิดไปเอง ” ผมว่า ก่อนจะบีบยาสีฟันลงบนแปรงแล้วในตอนนั้นก็หันมามองมันที่กำลังพิจารณาใบหน้ากลมๆของตัวเองอยู่กับหน้ากระจก “ เมื่อคืนตอนที่มึงนอน แก้มมึงบี้กับตุ๊กตา หน้าโคตรอ้วนเลยรู้มั้ย ”

“ สัด มันสัญลักษณ์ของความกินดีอยู่ดี ว่าไม่ได้นะ ”

“ เหรอออออออ ” ลากเสียงยาวก่อนจะหันกลับมาแปรงฟันกับหน้ากระจกอีกครั้ง แต่ทว่าคนที่คิดจะทำให้ผมตกหลุมรักก็เปลี่ยนสีหน้าหงุดหงิดเป็นรอยยิ้มที่ยกตรงมุมปากอย่างฉับพลัน เมี่ยงก้าวเดินตรงเข้ามาหากัน มันพิงเข้ากับกรอบประตูห้องน้ำที่ผมเปิดไว้ “ ว่าแต่น้า... นอนมองเค้าด้วยเหรอตะเองน่ะ คิดอะไรกับเค้าปะเนี้ย ”

“ คิดสิ ” ตอบอีกคนยิ้มๆ ก่อนจะหันกลับมามองกระจกตรงหน้าตามเดิม “ คิดว่าคนเหี้ยอะไรวะ ขนาดนอนยังน่ารักชิบหายเลย ”

แล้วนั่นก็คือความรู้สึกจริงๆของผม ตลอดทั้งคืนที่เอาแต่นอนมองคนข้างกันแล้วเอาแต่ยิ้มจนหัวใจเต้นแรงแบบชนิดที่กว่าจะสงบลงได้ก็ปาไปตั้งตีสามกว่าแล้ว

“ มึงแม่ง.. เอาชนะยากชิบหายเลยไอ้สัด ”

“ เหมือนกันนั่นแหละ ” ใครบอกมึงเอาชนะง่ายๆกันเมี่ยง

..........................................................

ร้านข้าวมันไก่เจ้าอร่อยอยู่ถัดไปจากคอนโดของเราอีกสองซอย ผมที่ยืนต่อคิวอยู่หน้าร้าน หันมองคนที่กำลังวิ่งเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มกว้างไม่ต่างอะไรกับเด็กๆ ก่อนหน้านี้เมื่อประมานสิบห้านาทีก่อนผมกับเมี่ยงเดินออกมาด้วยกัน แต่เพราะระหว่างทางมีร้านที่ผมพาเจ้าแก้มหอมมาอาบน้ำประจำก็เลยแนะนำอีกคน แต่เมี่ยงที่หันไปเห็นขวดอาบน้ำแมวพอดี มันก็เลยขอตัวแวะก่อน

“ มึงกูได้มาแล้วละ ” ชูถุงที่ซื้อมาอย่างภาคภูมิใจ ในนั้นคือขวดแชมพูสำหรับอาบน้ำแมว “ กูถามพี่ที่ร้านขายว่าเค้าใช้ยาตัวไหนสระให้แก้มหอมขา เค้าก็แนะนำตัวนี้มา ”

“ อื้ม ”

“ แต่สิ่งที่กูจะนำเสนอมึง ไม่ใช่ขวดแชมพูอาบน้ำนายท่านหรอกนะ แต่เพราะมันคืออออออออออออ ” ลากเสียงยาวก่อนจะดึงออกมารวดเร็วเหมือนเด็กอวดของเล่น

“ เหี้ยอะไรของมึง ” ผมถามตอนที่เห็นสายยาวๆ ที่มันคล้ายกับว่าจะเป็นสายจูงของหมา

“ มันคือสายจูงแมว เอาไว้พาน้องแมวไปเดินเล่นไง ”

“ ใครเค้าพาแมวไปเดินเล่นบ้างวะ ” ถามกลับไปอีกคนก็ถอนหายใจออกมา พลางส่ายหน้า

“ มึงนี่เข้าไม่ถึงจิตใจที่แสนจะบอบบางของแมวเลยนะ  เมื่อวานที่มันหนีออกจากบ้านก็ดูออกแล้วว่ามันก็คงอยากจะไปเที่ยว กูก็เลยซื้อสายจูงมาไง จะได้พามันสองตัวออกไปเที่ยวบ้าง เป็นการเปิดหูเปิดตา ”

“ คือยังไม่หลาบจำ ” ผมจ้องตาอีกคนที่ก็ยิ้มแห้งๆ “ ถ้ามันหลุดสายจูงไปจะทำยังไง คราวนี้มึงอาจจะไม่ได้โชคดีเหมือนเมื่อวานนะ เพราะข้างนอก มันกว้างกว่าในชั้นของเรา ” อาจจะหามันไม่เจอแล้วก็ได้ ”

“ มึงก็อย่าไปคิดแง่ร้ายอะไรขนาดนั้น มึงก็ต้องเช็คสายรัดดีๆ แล้วก็จับไว้ให้มันแน่ๆสิวะ ”  เมี่ยงเถียง และก็คงชูสายจูงแมวขึ้นมานำเสนอผม “ กูซื้อมาสองสีเลยนะ มีเสื้อด้วย เพราะเค้าบอกว่าใส่เสื้อให้น้องก่อนแล้วใส่สายจูงมันจะแน่นกว่า สีชมพูของแก้มหอม สีดำของนายท่าน เป็นไงน่ารักปะ ”

“ ถามถึงอะไร มึง หรือว่า สายจูงแมว ”  เหล่มองอีกคนยิ้มๆ เมี่ยงมันก็ถอนหายใจ

“ สายจูงแมวสิไอ้สัด ”

“ งั้นก็เฉยๆอะ ” ผมตอบ “ แต่ว่ามึงอะ น่ารักนะ ” ยักคิ้วให้เป็นการตบท้ายก่อนจะเดินเข้าร้านไปเพราะได้ยินเสียงเรียกคิวที่รอมานานกว่าสิบนาที

“ ไอ้สัดเอ้ย วันนี้สองรอบแล้วนะ สองรอบแล้วววว ” คนตัวขาวที่กำลังกัดฟันกรอดว่าแบบนั้น “ ฝากไว้ก่อนเถอะมึง ”

“ จะเยอะเกินไปแล้วมั้ง เมื่อไหร่มึงจะมาเอาคืน ” ผมเดินนำอีกคนออกไปก่อนจะคว้าเข้ากับมือที่เดินตามหลังมา “ หยุดก่อน รถมา ”

รถกระบะที่กำลังจะออกจากซอยหยุดอยู่ตรงหน้าเรา คนขับที่กำลังจะหาจังหวะแทรกตัวเข้าถนนใหญ่ ในตอนนั้นผมก็จูงมืออีกคนให้เดินอ้อมด้านท้ายของตัวรถ ก่อนจะเดินขึ้นมาตรงทางเท้าที่เป็นทางกลับคอนโดของเรา

“ นี่ ปล่อยมือกูได้แล้วมั้งครับ” คนตัวขาวดึงมือของตัวเองที่ผมกุมอยู่ขึ้นมาบอก มันเลิกคิ้วมองกันเหมือนจะล้อ “เดี๋ยวใครเค้าจะหาว่าเราเป็นแฟนกันน้า แล้วถ้ามึงจะเสียหาย กูไม่รับผิดชอบนะบอกไว้ก่อน ”

“ กลัวมึงตายไปก่อนก็เท่านั้นแหละ” ผมว่า

“ ห่วงใยเก่ง ” เมี่ยงมันว่า “ แล้วนี่ตกลงจะเอายังไง ”

“ อะไรยังไง ”

“ เย็นนี้ยังไงก็ว่าง พาเจ้าสองตัวออกไปเดินเล่นกันมั้ย ”

“ ขี้เกียจ ”

ตอนนั้นที่ตอบออกไปแบบนั้น ดูเหมือนจะต่างไปจากตอนนี้ เพราะหลังจากที่หลับไปในช่วงเย็นเพราะหมดแรงกับการเก็บกวาดห้องข้างๆที่รกสุดขีดจากการรื้อค้น เสียงเคาะประตูจากหน้าห้องก็ดังปลุกกันในช่วงเวลาห้าโมงครึ่ง

แล้วในตอนที่เปิดออกดูนั้นผมก็ต้องพบกับคนตัวขาวในชุดเสื้อยืดกับกางเกงบอล พร้อมด้วยสายจูงสีชมพูที่ยื่นมาให้

“ ไปเดินออกกำลังกายกันมึง ”

ผ่อนลมหายใจออกมากับบรรยากาศที่มีแต่คนมองมา ทางเจ้าก้อนขนสองตัวที่เรียกว่าเล่นกันมากกว่าจะเดิน เพราะแค่สามก้าวที่ก้าวไปเจ้าสองตัวนั่นก็หยุด แล้วก็กระโจนกอดกันเสียอย่างงั้น

“ มันจะเดินได้รอบนึงมั้ยเนี้ยวันนี้ ถ้าพวกมึงมัวแต่เดินไปนิด แต่หยุดเล่นกันแบบไม่นิดอย่างนี้ ” เมี่ยงมันว่าก่อนจะจับแมวสองตัวแยกกัน “ เอ้า เดินตรงไปข้างหน้าครับเด็กๆ วิ่งๆ ”

“ มึงทำเหมือนมันเป็นหมา ทั้งๆที่มันเป็นแมว ” ผมว่า อีกคนก็ได้แต่ถอนหายใจเพราะแมวสองตัวที่มันเพิ่งดึงให้แยกออกจากกัน กลับนอนลงบนพื้นซะอย่างงั้น

“ พวกมึงนี่มัน.. ” มือขาวขยับไปมาคล้ายกับจะขยี้หัวไอ้สองตัวตรงหน้าแรงๆ ด้วยอาการมันเขี้ยว เมี่ยงมันกัดฟันแน่น ก่อนจะย่อตัวลง “ แล้วเมื่อวานพวกมึงจะหนีออกจากบ้านไปทำไม ถ้าพวกมึงไม่อยากจะออกไปเที่ยว แล้วถ้าพวกมึงอยากจะออกมาเที่ยว กูก็พามาแล้วนี่ไง เพราะงั้นก็ต้องเดินนะ ลุกๆ แหน่ะ ? กระดิกห่างใส่กูอีก  ” อีกคนถอนหายใจแล้วในตอนนั้นเจ้าสองตัวนั้นก็นอนลง “ เอ้า คราวนี้นอนเลย ”

“ ปัญญาอ่อน ” ส่ายหน้าไปมากับภาพที่เห็นแต่ยังไม่ทันจะได้เดินก้าวเข้าไปบอก คนที่เราไม่รู้จักที่เหมือนจะเดินออกกำลังกายอยู่ก็เดินเข้ามาทัก

“ ถึงจะบอกแบบนั้นมันก็ไม่เดินไปหรอกครับ ” ผู้ชายที่ตัวสูงพอๆกับผมยิ้มให้อีกคนก่อนจะย่อตัวลงนั่งตรงข้ามร่างขาว ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรนั้นชวนให้ผมนิ่ง พลางขมวดคิ้วมองอย่างงุนงงไม่น้อยในการแทรกเข้ามาทักด้วยอย่างสนิทสนม

“ แมวน่ะมันรักความสงบ ถึงมันจะออกหนีไปเที่ยว แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราใส่สายจูงมันจะเดินหรอกครับ ”

“ เหรอครับ ” อีกคนตอบรับยิ้มๆ  ผมก็ได้แต่ถอนหายใจ

‘ ก็นั่นแหละไอ้สัดที่กูจะบอกมัน ’

“ แต่ว่ามันก็มีนะครับ แมวที่ชอบเดิน แต่เหมือนเค้าจะฝึกแล้วก็พาออกมาเดินบ่อยๆ ” ไม่พูดเปล่าอีกคนว่าแบบนั้นก่อนจะเอื้อมมือมาจับหัวเจ้าแก้มหอมของผม “ แมวของคุณน่ารักจังเลยนะครับ ไม่ทราบว่ามันชื่ออะไรเหรอครับ ”

“ แก้มหอมครับ แต่มันไม่ใช่แมวผมหรอก แมวเพื่อนผมน่ะ ” ชี้มาทางผม คนที่จับหัวมันอยู่ก็หันมายิ้มให้ก่อนจะก้มหน้าทักทายกัน แต่ผมก็แค่เหลือบมองไปทางอื่นอย่างไม่สนใจ   “ แมวของผมคือเจ้าตัวนี้ครับ มันชื่อนายท่าน ”

“ ชื่อเท่จังเลยครับ ”

“ ขอบคุณครับ แต่ก็ตามสไตส์ของคนตั้งนั่นแหละครับ ” ไม่พูดเปล่าเมี่ยงมันยกมือขึ้นเก็กหน้าหล่อใส่อีกคนที่ก็เหมือนจะนิ่งไป ก่อนจะหลุดหัวเราะแล้วก็ยิ้มกว้างออกมา

“ ฮ่าๆ มีอารมณ์ขันนะครับ ”

“ แต่ยังไงก็ขอบคุณที่หัวเราะให้นะครับ ไม่งั้นต้องกร่อยมากแน่เลย ” อีกคนว่าพลางเกาหัวยิ้มๆ แต่เหมือนท่าทางนั้นจะทำให้คนที่นั่งคุยกับมันอยู่นิ่งไป ผมรู้สึกว่าอีกฝ่ายเหมือนจะยิ้มเพ้อ มันเป็นอาการของคนตกหลุมรัก

ครืน ครืน ครืน

เสียงโทรศัพท์สั่นขัดขึ้นในกระเป๋า ผมก้มลงมองดุมันก่อนจะเห็นเบอร์ที่โทรเข้ามา “ ไอ้สัดดีน ” พูดกับตัวเองเบาๆ อย่างงั้นก่อนจะหันไปเหลือบมองคนสองคนที่กำลังยิ้มแย้มให้กันตรงหน้า

“ ว่าแต่ ผมไม่เคยเห็นคุณออกมาเดินที่สวนนี่เลย ”

“ ไม่เห็นก็ไม่แปลกหรอกครับ ผมเพิ่งมาครั้งแรกน่ะ เพิ่งย้ายมาอยู่ที่คอนโดนั่น ” มือขาวที่ชี้ไปอีกคนก็พยักหน้ารับ

“ คอนโดเดียวกันเลย ” คนถามยิ้มกว้างแล้วในตอนนั้นด้วยแววตาที่มีหวัง จนชวนหงุดหงิด ผมกดตัดสายอีกฝ่ายไปอย่างไมใส่ใจ ก่อนจะยัดมือถือใส่ในกระเป๋า “ ผมเลี้ยงแมวด้วยนะครับ แล้วคุณชื่ออะไรครับ ”

“ เมี่ยงครับ คุณละ ” อีกคนตอบอย่างกระตือรือร้น ราวกับเจอพวกเดียวกัน

“ ต่อครับ ” อีกคนพูดพร้อมยิ้มกว้าง

“ ต่อ ฮอร์โมนเปล่าครับ ” คนตัวขาวแซวมุกที่ไม่คิดว่าคนคนนึงจะกล้าเล่นออกมา แต่เหมือนว่าคนตรงหน้าจะยิ่งหว่าถูกใจ เค้าหัวเราะลั่น

“ ฮ่าๆ ได้แบบนั้นก็ดีสิครับ ”

“ ว่าแต่ทำงานหรือว่าเรียนอยู่ครับ ผมจะได้เรียกถูก ”

ก็เพิ่งรู้ว่ามันเป็นคนเฟรนลี่ขนาดนี้ แต่ทว่าท่าทางที่ไม่ติดขัดแถมยังไม่มีอาการเคอะเขินอะไรทั้งนั้นก็ยิ่งชวนให้ผมขมวดคิ้ว ไม่ใช่เพราะมันไม่แนะนำผมให้รู้จักอีกฝ่ายทั้งๆที่เราก็ยืนด้วยกันหรอก แต่ผมแค่รู้สึกว่า มึงจะยิ้มให้กันทำไมนักหนา

“ เรียนอยู่ครับ ปีสี่วิศวะ ” คนที่ชื่อต่อตอบแบบนั้น อีกคนก็ตาโตก่อนจะยิ้ม

“ งั้นก็ต้องเรียกพี่ต่อ เพราะผมเรียนปีสองบริหารครับ ”

“ ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอคนที่คุยแล้วถูกคอขนาดนี้ที่นี่ ” ผมยกยิ้มในตอนที่ได้ยินประโยคนั้น “ ที่ห้องผมก็มีแมวครับ พันธุ์บิสติสชอร์ทแฮร์ สีน้ำตาล ”

“ เฮ้ยยยยยย ผมชอบพันธุ์นี้ เคยคิดจะซื้อมาเลี้ยงเหมือนกันครับ ”

“ เป็นตัวผู้ด้วยครับ แต่ขี้อ้อนมาก รับรองว่าต้องหลงรัก ถ้าว่างๆก็ไปดูได้นะ ”

“ จริงเหรอ ” สายตาที่ดูสนใจนั่น ยิ่งทำให้ผมหงุดหงิด “ ไว้ว่างๆไปแน่นอนครับ ”

“ ยินดีต้อนรับเลยครับ งั้นพี่ว่าเราแลกเบอร์กันมั้ย ”

“ ไม่ให้ ” ผมพูดขึ้นขัดบทสนทนานั้น ก่อนจะคว้าเอามือเล็กของร่างขาวนั้นมากุมไว้ พร้อมกับดึงให้มันเดินห่างออกมาจากคนคนนั้นที่ผมยิ่งมองก็ยิ่งทำให้รู้สึกหงุดหงิดอย่างไม่มีเหตุผลใดมากขึ้นทุกที

“ เฮ้ยๆ กูยังคุยกับเค้าไม่จบ ” เมี่ยงมันว่าขัดก่อนจะหันมองคนที่ยืนคุยด้วยสลับกับหน้าผมที่ก็พยายามดึงมันให้เดินตรงไปข้างหน้า

ไม่รู้ทำไม ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไรในตอนนี้

เหมือนมันก็แค่รู้สึก ว่าอยากจะพามันออกไปจากตรงนั้น ตรงที่มันทั้งยิ้ม หัวเราะ แล้วก็ดูมีความสุขกับใครคนอื่นที่ไม่ใช่ผม

“ ไอ้สัดอาร์ม พอแล้ว มึงจะลากกูไปถึงไหน เดินตามไม่ทันแล้วนะเว้ย ” หยุดขาที่กำลังเดินตรงไปอย่างไม่มีจุดหมายนั่นลง ก่อนจะเหลือบมองคนที่หอบน้อยๆเพราะต้องคอยก้าวเท้าให้ยาวเพื่อเดินตามผมให้ทัน “ เป็นเหี้ยอะไรของมึง อยู่ๆก็ลากกูออกมา กูกำลังคุยกับพี่เค้าอยู่ ”

“ คุยเหี้ยอะไรกัน แล้วมึงไม่บอกมันทำไมว่ามึงอยู่คอนโด ”

“ เอ้า! ” อีกคนสบถเสียงสูง “ ก็เค้าถามกูก็แค่ตอบ ”

“ แล้วไม่กลัวเลยเหรอว่ามันอาจจะมาหลอก หรืออาจจะเป็นโจร ”

“ แต่ท่าทางเค้าไม่ได้ดูเป็นโจร กูว่าเค้าดูดีนะ ”

“ ดูดีพ่อมึงสิ ” ผมตะโกนใส่อีกคน มันยิ่งหงุดหงิดตอนที่ได้ยินจากปากของอีกฝ่ายแบบนั้น “ โจรที่มันบอกมึงว่ามันเป็นโจร มันก็แต่งตัวดูดีทั้งนั้นแหละ มันจะล้วงความลับมึงแล้วบางทีก้อาจจะขึ้นไปขโมยของของมึงเลยก็ได้ ”

“ มึงตั้งสติก่อนไอ้สัด ” เมี่ยงมันว่า “ คอนโดเราความปลอดภัยมันต้องเหี้ยมากแหละ ถ้ามันปล่อยให้พี่ต่อเค้าขึ้นไปขโมยของในห้องกูได้อะ ”

“ เรียกมันว่าพี่ทำเหี้ยอะไร ”

“ แล้วมึงเป็นอะไรของมึงเนี้ย หงุดหงิดอะไรขนาดนั้น ”

ผมได้แต่เงียบไปอยู่ๆก็ตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นมาในใจเหมือนกัน ‘ เออ.. แล้วกูจะหงุดหงิดอะไรขนาดนั้นวะ ไม่ได้เป็นกันสักนิด ’ แล้วตอนนี้กำลังรู้สึกอะไรอยู่ ทำไมต้องเป็นฝืนเป็นไฟขึ้นมาขนาดนี้

“ มึงนี่นะ เสียบรรยากาศสร้างมิตรภาพชิบหาย ”

“ กูก็ไม่รู้ ” ตอบออกไปแบบนั้นด้วยเสียงเบาๆ “ ที่มึงถามว่าทำไมกูเป็นแบบนี้ กูก็ไม่รู้เหมือนกัน ” ผมผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะหันไปมองร่างสูงของผู้ชายคนนั้นที่เหมือนยังคงมองมาทางเรา แล้วในวินาทีนั้นผมก็กระชับมือข้างนั้นไว้แน่น

“ สัดอาร์ม จับมือกูแน่นไปแล้ว ”

“ แต่เมื่อเช้ามึงบอกว่า ถ้าเราจับมือกัน  คนจะคิดว่าเราเป็นแฟนกันไม่ใช่เหรอ ” สบสายตาเรียวคู่นั้นที่มองไปทางไปมาซ้ายขวาอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ผม คนที่จ้องมองมันอยู่กำลังพูดสักเท่าไหร่ “ กูก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่กูอยากจะจับมือมึงไว้ อยากให้ไอ้เหี้ยนั่น มันเข้าใจผิด คิดว่าเราเป็นแฟนกัน ”

“ คือ มึงหึงกูเหรอ ” คำถามสั้นๆที่ถามออกมาในตอนนั้นชวนให้ผมนิ่ง แล้วก็ต้องถามตัวเองด้วยคำถามนั้นย้ำซ้ำไม่ต่างอะไรกันกับที่คนตรงหน้าถาม

‘ เออ มึงหึงเมี่ยงเหรอวะ ’

“ หึงคือยังไง  ถ้าหึงคือการที่ไม่อยากให้ไอ้เหี้ยนั่นเข้ามาใกล้มึง แล้วก็ไม่อยากให้มึงยิ้ม แล้วก็หัวเราะให้มัน ถ้าหึงคืออะไรแบบนั้น ” ผมยิ้มให้คนตรงหน้าอย่างยอมแพ้  “ อื้ม งั้นกูคงหึงมึงจริงๆ ”

.................................................

ว้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย เทอหึงเค้า เทอหึงเค้าแล้ววววววววววววว
หึงก็บอกว่าหึง ใจๆกันหน่อย

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์
ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ในทวิตด้วยนะค้า  :กอด1: :L2: :3123: :L1:

หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 11 :: up! 7-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 07-02-2020 22:27:41
 :pig4: :pig4: :pig4:

โถๆๆๆๆๆ อิพี่อาร์ม  ตกหลุมน้องเมี่ยงจนถึงขั้นหึงเลยหรา

รีบ ๆ เคลียร์ความรู้สึกนะจ๊ะ  ว่าจะเลือกใครดี ระหว่างน้องเมี่ยงกับสัดดีน
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 11 :: up! 7-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 07-02-2020 22:53:53
มีหึงด้วย ถ้าไอ้คนที่ได้แหวนไปรู้เข้า จะเป็นไงน่ะ  :hao4:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 11 :: up! 7-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: minenat ที่ 08-02-2020 10:23:22
ยังไม่ตัวเองเลยนะอาร์มมมม อย่ามายุ่งกับหนูเหมี่ยง
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 11 :: up! 7-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: wutwit ที่ 08-02-2020 10:33:30
เคลียร์ตัวเองให้ชัดนะอาร์ม อย่าให้เมี่ยงต้องเสียน้ำตา ส่วนพี่ต่อ มาเพิ่มแรงหึงเยอะๆๆๆๆเลย
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 12 :: up! 14-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 14-02-2020 20:23:33
ตอนที่ 12


“ หึงคือยังไง  ถ้าหึงคือการที่กูไม่อยากให้ไอ้เหี้ยนั่นเข้ามาใกล้มึง แล้วก็ไม่อยากให้มึงยิ้ม หรือหัวเราะให้มัน ถ้าหึงคืออะไรแบบนั้น... อื้ม งั้นกูคงหึงมึงจริงๆ ”

มีแค่เพียงหัวใจที่เต้นแรง หลังจากจบประโยคนั้นสมองผมก็เหมือนจะโดนตัดออกจากโลกภายนอก คล้ายกับผู้ป่วยวิกฤติที่นอนแน่นิ่งอยู่ในห้อง ICU. แล้วตอนนี้สัญญาณชีพจรก็เหมือนจะกลายเป็นแค่เส้นขีดยาวที่มาพร้อมกับเสียงตี๊ด...ที่น่าสังเวทใจ

‘ แค่ประโยคเดียวของมึง กะจะเล่นเอากูให้ถึงตายเลยเหรอ ไอ้สัด ’ อยากจะตะโกนบอกอีกคนไปอย่างงั้นแต่สุดท้ายผมก็ทำได้แค่ผ่อนลมหายใจออกมา ก่อนจะมองไปทางอื่นอย่างคนใจไม่กล้าพอ

และก็อาจจะเพราะมือที่ถูกกุมจับอยู่ เริ่มชื้นเหงื่อของขึ้นมานิดหน่อยแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย

เอาจริงๆ อาร์มไม่ผละสายตาออกไปจากการจ้องมองผมด้วยซ้ำ หนำซ้ำในตอนที่ผมอยากจะดึงมือออก อีกคนก็แค่กุมมันให้แน่นขึ้น แบบที่บอกกันว่า จะไม่ทางปล่อยไปไหนเด็ดขาดเลย

“ เอ่อ... คือ มึงหึงสมจริงไปแล้วมั้ง ” พูดหยอกเย้าตามธรรมดา ราวกับไม่รู้สึกอะไร ผมเหล่มองอีกคนทั้งๆที่ตอนนี้ไม่มีส่วนไหนของใบหน้าที่เรียกว่า ปกติ หูแดงจัด ทั้งหน้าและคอก็แดงไปหมด เหมือนเลือดจากทั้งร่างจัดชุมนุมโดยไม่ได้นัดหมายกันที่นี่

“ ตอแหลเหี้ยอะไร ” สายตาจริงจังพร้อมกับน้ำเสียงที่เข้าข้างตัวเองไม่ได้เลยว่าอีกฝ่ายโกหก  เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองทำคะแนนขึ้นนำก็จริงๆ  แต่ก็น่าแปลก ที่ตัวผมตอนนี้กลับประคองสถานการณ์ไว้ไม่ได้เลย
 
ในสมองที่ควรตอบโต้อะไรออกไปด้วยความเหนือกว่า อย่างเช่นประโยคที่พูดว่า ‘ แหมมมม ชอบกูแล้วสิ ’ ‘ รักกูสินะ ’ หรือว่า ‘ สนใจกูละเช่ ’ ถูกกลืนหายไปหมด หลงเหลือไว้เพียงแค่ประโยคร้องขอชีวิตที่แสนจะวิงวอน ‘ จะตายแล้วไอ้ชิบหาย หยุดจริงจังทีได้มั้ย มึงกำลังทำให้กูคิดว่า มึงชอบกูจริงๆแล้วนะเว้ย ’ 

แล้วที่เหี้ยกว่านั้น คือกูก็รู้สึกยินดี

“ กูว่าเย็นแล้วนะ ” เงยหน้ามองฟ้าอย่างไม่รู้จะพูดอะไรต่อ  ผมหันไปยิ้มเกร็งให้อีกคนอย่างไม่เป็นตัวเองแบบที่สุด “ ท้องฟ้าดูเหมือนจะครึ้มๆ กูว่ารีบกลับคอนโดเรากันเถอะ ฝนตกขึ้นมาวิ่งอุ้มแมวกลับคอนโดกูว่าไม่น่าสนุก ”

“ อื้ม ” ตอบรับสั้นๆแค่นั้น แต่ในตอนที่ขากำลังก้าวเดินไปอีกคนกลับหยุดชะงักมันไว้แค่นั้น อาร์มหันมองผม ที่ตอนนั้นสบสายตามันก่อนจะก้มลงมองมือตัวเองที่ถูกจับกุมอยู่

“ คือ ปล่อยก่อนมั้ยจ้ะ ยังไงดี ” ยิ้มให้มันที่ก็นิ่งไป ร่างสูงยอมปล่อยมือกันด้วยท่าทางสีหน้าที่ผ่อนลมหายใจเสียดาย “ แหมมมมมมม น้องรู้ว่ามือน้องเล็กนุ่มนิ่ม แถมยังน่าจับ ไว้ว่างๆให้จับอีกก็ได้จ้า ไม่ต้องทำหน้าเสียดายอย่างงั้นก็ได้  ”

“ เห้อออออออ ” อีกคนถอนหายใจออกมา ก่อนจะเหลือบมองผมที่เอาแต่เลิ่กลั่กจนไม่รู้จะเอาสายตาหันไปมองทางไหนดี หัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ผมพยายามตั้งรับกับคำพูดหรือการกระทำที่อาจจะทำให้แน่นิ่งไปอย่างเมื่อครู่ แต่เหมือนอีกฝ่ายจะดูออก

อาร์มยกยิ้ม มันดึงมือขึ้นลูบหัวผมจนมันเอนไปด้านหลัง “ จะทำเป็นมองไม่ออกก็ได้  เอาอย่างที่มึงสบายใจแล้วกัน ”

“ งั้นเราก็ กลับบ้านกันเนอะ ” แล้วนั่นก็คือประโยคสุดท้ายที่ผมพูด ก่อนที่ทุกอย่างในระหว่างทางของเราจะกลายเป็นแค่ความเงียบ

เจ้าแมวสองตัวถูกยกขึ้นมาอุ้มแบบของใครของมัน แม้ผมจะเหลือบมองมันบ้าง แต่พอจับได้ก็ต้องเด้งสายตากลับมาเหมือนคนโดนของร้อน แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อย่างไม่แนบเนียนที่สุด 

“ มีอะไร ” ในที่สุดคนข้างกันก็ทนไม่ไหวเอ่ยถามขึ้นมาในตอนที่เรากำลังยืนรอลิฟต์ขึ้นไปบนห้อง ผมเหลือบมองอีกคนก่อนจะส่ายหน้าไปมา พร้อมกับใบหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“ ไม่มีนะ ”

“ ก็เห็นมึงมองคิดว่าจะถาม ”

“ ถามอะไรวะ ” ผมหันไปมองมัน “ ไม่มี๊ ” เสียงตอบปฎิเสธที่ดูสูงจนชวนให้อีกคนขมวดคิ้ว อาร์มมันยิ้มก่อนจะดึงสายตาของตัวเองลงมามองกัน  แล้วในยามที่ได้มองสบ ผิวหน้าของผมร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ แววตาสั่นไหวไปมา แต่ถึงอย่างงั้นปากก็ยังเอ่ยถามและโกหกออกไป “ อะ อะไรไอ้สัด บอกว่าไม่มีอะไรจะถามไง ”

“ งั้นเหรอ ” อาร์มยิ้มกว้างขึ้น อีกฝ่ายในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหมาตัวใหญ่ที่แม่งชอบรังแกหนูตัวเล็กๆ ด้วยการเหยียบหางไว้เบาๆไม่ให้ไปไหน แถมยังดูเป็นเรื่องสนุกที่ได้เห็นผมแสดงทีท่าที่ไม่เป็นตัวเอง “ งั้นกูคงเข้าใจผิด เพราะกูคิดว่ามึงคงอยากถาม ”

“ ถาม ? ถามอะไร ”

“ ก็อาจจะประมานว่า จริงมั้ยนะ เรื่องที่กูหึงมึง ”

‘ ไอ้สัด รู้ได้ยังไงวะ ’ สถบอยู่ในใจ ก่อนจะเลื่อนสายตาหันกลับมามองประตูลิฟต์ที่สะท้อนใบหน้าพ่ายแพ้ของตัวเองแบบจนแต้ม แก้มสองข้างของผมมันแดงกล่ำ

“ รู้มั้ยว่าลิฟต์มันสะท้อน บอกกูนะ ” อาร์มที่มองประตูลิฟต์อยู่เหมือนกันบอกกับผม ที่ก็เหลือบมองมันผ่านเงาสะท้อนนั้น

“ อะไร ”

“ หน้าแดงๆ ของมึงที่บอกกับกูไง ว่าทุกอย่างที่กูพูดมันคือเรื่องจริง ”

“ ไม่ต้องมายิ้มเลย ” พูดได้แค่นั้น ก่อนจะถอนหายใจแล้วหันไปกดปุ่มเรียกลิฟต์ถี่ๆ จนคนที่ยืนข้างกันต้องเอื้อมมือมาจับไว้ สายตาคมที่เหล่มองผมในตอนนั้น

“ กดทำไมหลายที ทีเดียวมันก็มาแล้ว ”

“ ก็กูอยากจะขึ้นห้องแล้ว ” ว่าแบบนั้นก่อนจะดึงมือตัวเองที่อีกคนจับอยู่ขึ้นมากอดกระชับตัวไอ้นายท่านไว้

“ แต่กูยังอยากจะอยู่กับมึงนะ ” เสียงเรียบที่เอ่ยบอกกัน อาร์มมองหน้าผม ผ่านเงาของประตูลิฟต์ที่สะท้อนอย่างจริงจัง แบบที่ผมใช้เป็นข้ออ้างกับตัวเองไม่ได้เลยว่านั่น อาจจะเป็นคำโกหกเพื่อทำให้ผมตกหลุมอย่างที่เคยเป็นมา

“ ยอมมึงแล้วไอ้สัด ” พูดออกไปอย่างงั้นอย่างอ่อนแรง ผมถอนหายใจหน่ายๆแบบชนิดที่ไม่มีคำพูดอะไรต่อกรกับมันได้อีก และตอนนี้ถ้าชีวิตผมมันเป็นเกมส์ ก็คงขึ้นหน้าจอดำมืดพร้อมกับประโยคสั้นๆ ‘ GAME OVER ’

พาร่างไร้วิญญาณและสติกลับมาที่ห้องของตัวเองจนได้ในที่สุด ผมล้มตัวลงนอนยาวบนโซฟาอย่างคนหมดแรงหลังจากยืนหน้าแดงอยู่ในลิฟต์แคบๆนั่นอยู่นาน กับอีกคนที่เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไม่รู้จะมีความสุขอะไรนักหนา

“ เห้ออออออ “ ถอนหายใจออกมาเสียงดัง ก่อนจะหันไปมองไอ้นายท่านที่หลังจากกระโดดออกไปจากอ้อมกอดของผมตั้งแต่เปิดประตูห้อง มันก็ตรงไปที่น้ำพุใส่น้ำของตัวเองทันที ท่าทางหิวน้ำแบบสุดๆชวนให้ผมยิ้ม ก่อนจะหุบยิ้มลงในตอนที่มันกินเสร็จแล้วไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่ประตูห้อง อย่างร้องเรียกที่จะออกไปอีกครั้ง

“ เมี๊ยว ”

“ ไม่ต้องมาเมี๊ยวเลย ไม่ออกไปเล่า ” ผมว่า แต่เหมือนอีกคนจะไม่ฟังกันสักเท่าไหร่ ไอ้นายท่านยังคงร้องต่อไปแบบที่ไม่สนอะไรใดๆ เหมือนหัวจิตหัวใจอยากจะอยู่กับสาวข้างห้องเท่านั้น

“ เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว ”

“ โอยยยยยยยยยยย หยุดเลย หยุดเดี๋ยวนี้ ” ผมดึงหมอนอิงที่อยู่ตรงโซฟามาปิดหูตัวเอง ก่อนจะหลับตาแน่นทำทีเป็นไม่ได้ยิน  “ ไม่ กูไม่ได้ยิน ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น  ไมได้ยิน ไม่ได้ยิน ”

“ เมี๊ยว ” แต่เสียงที่ดังอยู่ไกลๆ ยิ่งท่องก็เหมือนจะยิ่งเข้ามาใกล้หู จนผมลืมตาขึ้นมามองตอนที่ได้ยินเสียงหายใจของแมวที่ดังอยู่ใกล้ๆ ไอ้นายท่านกระโดดขึ้นมานั่งบนโซฟาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ตอนนี้มันมานั่งอยู่ตรงหน้าผม แล้วก็ร้องเรียก “ เมี๊ยว ” ก่อนจะกระโดดลงไปแล้วเดินตรงไปที่ประตู “ เมี๊ยว ”

“ ไม่เปิด ไม่ไปแล้ว อยู่บ้านตัวเองบ้างเถอะมึงอะ มัวแต่จะหาสาว ใจแตกเหรอ เมื่อก่อนเห็นซึน ดูเหมือนจะไม่สนใจเค้าเลย เวลาเค้าร้องเรียกมึง เมี๊ยวๆ จะครบร้อยละ มึงยังไม่ตอบกลับเค้าสักคำ แต่ตอนนี้คือยังไง จะหาเค้าท่าเดียวเลยนะ ”

“ เมี๊ยว ” เสียงตอบกลับนั่น เหมือนว่าเจ้าตัวลายมันสวนผมกลับยังไงไม่รู้ในความรู้สึก ด้วยประโยคประมานว่า ‘ ก็เหมือนมึงนั่นแหละ ’ ที่เมื่อก่อนจะจีบเค้างั้นงู้นงี้ให้เค้าตกหลุมรัก แต่พอตอนนี้ เขาพูดว่าหึง พูดว่าอยากอยู่ด้วยกันเข้าหน่อย ก็เสือกหูแดงหน้าแดง เขินจนใบ้กิน เถียงไม่ออกสักคำ

“ โอยยยยย หยุดเต้นก่อนได้มั้ยวะ ไอ้สัดหัวใจนี่ก็ ” ซุกลงกับหมอนด้วยความหงุดหงิด ผมเผลอคิดถึงใบหน้าจริงจังของมันทั้งตอนที่บอกว่าหึงกันเพราะผมมัวแต่คุยกับพี่ต่อ  แล้วก็นตอนที่อยู่หน้าลิฟต์ ที่อีกฝ่ายบอกว่ายังอยากจะอยู่ด้วยกัน “ คือยังไงวะ ชอบกูเหรอ ”

“ เมี๊ยว ” เสียงร้องเรียกที่ดังอยู่ตรงโซฟาด้านล่าง ไอ้นายท่านกระโดดขึ้นมาบนโซฟาตรงหน้าผมอีกครั้ง “ เมี๊ยว ”

“ นายท่าน มึงว่ามันชอบกูมั้ย ไอ้อาร์มชอบกูเหรอ ”

“ เมี๊ยว ” เหมือนมีคำว่า ‘คงชอบแหละ’ หลุดออกมาจากในความคิดคนชอบเข้าข้างตัวเองอย่างผม ที่ก็กลั้นยิ้มกว้างกับตัวเองคนเดียว พร้อมกับซุกหน้าลงกับหมอนอีกครั้ง ขาตีเข้ากับโซฟาแบบที่อดตื่นเต้นไม่ได้ รู้สึกเหมือนตัวเองจะละลายหายไปกับโซฟาตัวที่นอน

“ บ้า มึงก็..พูดอะไรวะ โอ๊ยยยยยยย ”

“ เมี๊ยว เมี๊ยว ” 

เงยหน้าขึ้นมาตอนที่ได้ยินเสียงร้องนั้น ที่ก็กระโดดลงไปบนพื้นอีกครั้ง นายท่านส่ายหาง เหมือนบอกว่าจะให้ตามกันมา แล้วเปิดประตูให้มันหน่อย

“ เอ่อ...” จริงแล้วๆ มันคงไมได้ตอบอะไรผมอย่างที่รู้สึกหรอก เพราะในใจตอนนี้ของไอ้ตัวลายข้างหน้า คงมีแค่อย่างเดียวคือ ‘ น้องแก้มหอม ’ ผมผ่อนลมหายใจ ก่อนจะเดินตรงไปนั่งย่อตัวลงข้างๆมันที่นั่งส่ายห่างอยู่ตรงประตู

“ นี่ นายท่าน เราทีมเดียวกันนะเว้ย มึงแม่งจะทิ้งกูแบบนี้ได้เหรอ คือมึงไม่เห็นสภาพกูเลยอะ กูย่ำแย่มากเลยนะจากคำพูดของพ่อแก้มหอมอะ มันทำกูเขินมาก กูไปไม่เป็นเลยนะ เพราะงั้นกูไม่สามารถพามึงออกไปหาแก้มหอมคนสวยของมึงได้ในตอนนี้หรอก โอเค๊ ? ”

“ ม๊าว เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว ” สองมือหน้าข่วนประตูอย่างเอาเป็นเอาตายจนทำได้แค่ถอนหายใจ

“ มึงนี่ สนใจกูหน่อยได้มั้ย ”

“ เมี๊ยว ” สายตาคมที่หันหันมาร้องบอกกันอย่างไม่ใยดี นายท่านหันกลับไปมองที่ประตูอย่างเดิม เหมือนเพราะผมไม่ใช่เจ้าแก้มหอมของมัน ก็เลยเหนื่อยหน่อยนะ ถ้าอยากจะให้มันให้ความสนใจ

 “ มึงแม่ง เห็นคนอื่นดีกว่ากูได้ยังไง กูคือคนให้ข้าวให้น้ำนะ ” ก้มลงไปใกล้อีกตัว แต่ในตอนที่จะพูดอะไรต่อ กลิ่นตุๆ จากเจ้าตัวลายก็ทำให้ผมยิ้ม “ กูรู้แล้วว่าทำยังไง มึงถึงเลิกสนใจประตูนี่ ”

ลุกเดินเข้าไปในห้องนอนหลังจากจบประโยคนั้น ผมหยิบผ้าขนหนูสีขาวผืนขนาดกลางของตัวเองหนึ่งผืนขึ้นมาพาดไหล่ ก่อนจะเดินออกไปจับเจ้าตัวลายที่ยืนข่วนประตูอยู่ขึ้นมา ผมเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำ

“ อาบน้ำจ้า นายท่าน ”

“ ม๊าว!!! ” เสียงร้องตกใจที่โคตรจริงจังราวกับจะปฎิเสธ แต่ผมก็แค่ปล่อยมันไปแล้วทำเป็นไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น นายท่านถูกวางลงในอ่างอาบน้ำ ส่วนแชมพูแล้วก็ผ้าขนหนูถูกตั้งไว้ในที่ที่ง่ายต่อการจับ

“ แต่ เค้าแม่งเริ่มอาบน้ำแมวกันยังไงวะ ” ถามตัวเองแบบนั้นก่อนจะมองไอ้นายท่านที่ก็เหลือบมองผมแบบไม่ไว้ใจเท่าไหร่ “ ไม่ต้องมองกูอย่างงั้น เพราะเราจะผ่านมันไปด้วยกัน เอาละนะ! ”

ฉ่า!

“ ม๊าว!!!!!!! ” เสียงเปิดน้ำดังขึ้นพร้อมกับเสียงแมวที่ก็กระโดดหนีไปแทบจะทันทีที่น้ำโดนตัว แต่โชคดียังดีที่ผมปิดประตูไว้นายท่านเลยออกไปไม่ได้ แม้มันจะไม่สนิทเท่าไหร่ก็เถอะ

“ มึงจะหนีไปไหน มึงหนีไม่พ้นหรอก มาอาบน้ำ ”  ฉีดน้ำไปทางเจ้าแมวที่ข่วนประตูอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ ณ ขณะนั้น ผมปิดน้ำลงก่อนจะเดินมาเตรียมจะอุ้มมันขึ้น แต่เหมือนจะไม่ง่ายอย่างงั้น เพราะอีกตัวดันวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต “ แล้วมึงจะหนีไปไหนเล่า มานี่เลย “

“ ม๊าว ม๊าว ” นายท่านซุกตัวอยู่ข้างมุมประตู มันแยกเขี้ยวใส่กันเหมือนว่าถ้ามึงเข้ามานะเมี่ยง กูจะข่วนมึงแบบไม่ให้เหลือเลย

“ อย่าคิดที่จะทำแบบนั้น กูพูดจริง มึงห้ามข่วนกูนะ ” ผมขู่มันก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ แต่อีกตัวก็แค่วิ่งหนีไปหลบที่อื่น “ นายท่าน เลิกกลัวก่อน กูแค่จะอาบน้ำให้มึงเอง แล้วการอาบน้ำนะ มันจำเป็นนะ มันจะทำให้มึงสะอาดขึ้น เข้าใกล้แก้มหอมเค้าก็จะไม่รังเกียจ เข้าใจมั้ย ” ย่อตัวพูดกับอีกตัวก่อนจะถอนหายใจ “ รู้มั้ยว่า ถ้าเราตัวหอมๆ สาวจะอยากเข้ามาใกล้ เข้ามาคลอเคลียนะ แก้มหอมเค้าหอมนุ่มขนาดนั้น มึงก็ต้องหอมด้วย เข้าใจที่พูดเปล่า ”

“ ม๊าววววววววววววววววววววววว ”

“ อาบน้ำ! ”

“ ม๊าว!!!!! ” เสียงร้องลั่นดังขึ้นหลังจากที่ผมบอก แต่คราวนี้มันวิ่งไปที่ประตูก่อนจะยกตัวขึ้นข่วนประตูเลื่อนที่ปิดไม่สนิทเท่าไหร่นั้น จนมันแง้มออกกว้างขึ้น

“ เชี้ย! อย่าออกไปนะ ” หลังจากตะโกนลั่นมือก็เอื้อมคว้าแต่ก็เหมือนจะช้ากว่าเจ้าตัวที่วิ่งออกไปแบบไม่คิดชีวิต เหมือนว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงกูก็ต้องรอดออกไปจากการอาบน้ำครั้งนี้ให้ได้ “ ไอ้นายท่าน กลับมาเดี๋ยวนี้ ” ผมตะโกนออกไปก่อนจะวิ่งไล่มันจนอีกตัวขึ้นไปบนโต๊ะตรงส่วนครัวที่ผมตั้งแก้วน้ำไว้อยู่ นายท่านยกมือไปเขี่ยมัน “ อย่านะ! หยุดเดี๋ยวนี้  ” แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ มือนั้นปัดแก้วน้ำออกจากตก

เพล้ง!

“ ไอ้นายท่าน! ” ตะโกนออกไปแบบสุดเสียง ผมจ้องหน้ามัน แต่อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าสนใจอะไร หนำซ้ำมันยังจ้องหน้าผมเขม็ง เหมือนจะบอกว่า ‘ ถ้ามึงยังจะก้าวเข้ามาอีก กูพร้อมจะทำลายทุกอย่าง ’ “ ทำไมมึงถึงอันธพาลแบบนี้ มึงมันแมวนิสัยไม่ดีเลย เดี๋ยวก็กูไม่รักเลยนะ ”

“ ม๊าว ”

“ ไม่ต้องมาเถียงเลย!! ไม่รักก็ไม่สนงั้นเหรอมึงน่ะ ” เจ้าตัวลายกระโดดลงจากโต๊ะในตอนที่ในตอนที่ผมพูด แล้วคราวนี้มันก็ขึ้นไปบนโต๊ะหน้าทีวีที่มีมือถือเพิ่งถอยใหม่ของผมวางอยู่ มือปุกปุยที่เคยน่ารักตะบบเข้ากับมือถือเครื่องนั้น มันหันมองผมอย่างท้าทาย ซึ่งแน่นอนว่าตอนนั้น แม้แต่คำว่า ‘อย่า’ ผมก็ยังไม่กล้าพูด

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ เมี่ยง ” เสียงเรียกคุ้นเคยที่ดังอยู่ตรงบานประตูทำให้ผมหันไปมอง ก่อนจะหันกลับมามองไอ้นายท่านที่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยมือออกจากโทรศัพท์ของผม มันช่างเป็นวินาทีที่ทุกอย่างเหมือนอยู่ในขั้นวิกฤต เพราะแค่มันผลักนิดเดียว มือถือซื้อใหม่ที่เพิ่งได้มาไม่ถึงสองเดือนก็พร้อมจะหล่นลงจากโต๊ะทันที

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ เมี่ยง ” คนด้านหน้าเคาะประตูพร้อมกับเรียกซ้ำอีกครั้ง

“ โอยยย มึงจะเคาะทำไมเนี้ย ” ถอนหายใจอย่างอ่อนแรงอย่างช่วยไม่ได้ ผมถอยหลังไปที่ประตูช้าๆอย่างไม่วางตาจากเจ้าตัวร้าย เปิดแง้มประตูห้องของคอนโดเบาๆ แล้วเงยหน้ามองคนข้างห้องที่กำลังอุ้มเจ้าแก้มหอมไว้อยู่อาร์มขมวดคิ้วให้กัน

“ เสียงดังชิบหาย เป็นเหี้ยอะไร ”

“ มึง ไอ้นายท่านมันก่อกบฏกับกู แล้วตอนนี้มันก็จับมือถือกูไว้ เพื่อข่มขู่ ” พูดออกไปเสียงเบาๆอีกคนก็ได้แต่เงียบ “ แต่กูไม่กล้าเจรจาต่อรองอะไรกับมันเลย เพราะเคยดูคลิปแมวมาที่พอเค้าบอกว่า อย่า มันแม่งก็ผลักแก้วลงตกจากโต๊ะเลย ”

“ ประสาท ” อาร์มมันว่าหน่ายๆ พร้อมกับถอนหายใจด้วยความรู้สึกเซ็งนิดหน่อยที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่แบบที่มันคิด

“ ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดแบบนี้นะเว้ยไอ้เหี้ย! ” ย้ำตรงท้ายประโยคกับอีกคนที่ก็แค่เหลือบมองไปทางอื่นอย่างอ่อนใจ ร่างสูงยิ้มจางๆ ก่อนจะหันมาพยักหน้ารับกับผมแบบยอมแพ้

“ ครับๆ ยอมแพ้คุณแล้ว ”

“ มือถือกูเพิ่งซื้อมาใหม่ ฟิล์มกันรอยก็ยังไม่ได้ใส่ แถมจากโต๊ะลงบนพื้นมันก็สูงอยู่นะ พื้นเป็นกระเบื้องอีก ยังไม่ได้ซื้อพรมมาใส่ มึง...” ผมลากเสียงอ่อนใส่อีกคน อย่างร้องขอความช่วยเหลือ “ ทำยังไงดี ”

“ คนอย่างมึงนี่มัน...” อาร์มเว้นเสียงไปก่อนจะถอนหายใจแล้วส่ายหน้าไปมายิ้มๆ “ ไม่มีสติกับทุกเหตุการณ์จริงๆเลยนะ ”

“ K ไม่ใช่เวลาที่มึงจะมาพูดแบบนี้มั้ย ตอนนี้มึงต้องช่วยมือถือของกูก่อนนะ ” พูดแบบนั้นก่อนจะหันมองแมวตัวเองที่อยู่ในห้อง สลับกับคนหน้าห้องที่กำลังลูบขนแมวตัวเองอยู่ “ กูคิดออกแล้ว ”

“ อะไร ”

“ ตามหลักปกติ เค้าต้องให้คนมากล่อม เพื่อให้มันยอมใช่มั้ย ”

“ คือบางทีมึงอาจจะดูหนังมากไป นี่แมวนะ ” อาร์มมันว่า ผมก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา

“ ไม่มากหรอก เพราะงั้นนะ กูขอยืมแก้มหอมหน่อย กูจำเป็นต้องมีทูตเพื่อเจรจา ”

“ ไร้สาระชิบหาย คือ ดูอะไรนี่ ” หันขวับไปหาคนที่พูดอย่างงั้น มือหนาจะกดเข้าที่กริ่งตรงหน้าห้อง แล้วในวินาทีต่อมาที่เสียงกริ่งดังขึ้นในห้อง เจ้าตัวร้ายที่ใช้อุ้งเท้าจับอยู่บนมือถือของผม ก็ดึงเท้าออกก่อนจะวิ่งปู๊ดขึ้นไปบนคอนโดตัวเองทันทีด้วยความตกใจ

“ เชี้ย! รอดแล้ว ” ผมวิ่งเข้าไปหยิบมือถือตัวเองเป็นอย่างแรก ก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าตัวร้ายที่ตอนนี้มองผมลงมาจากคอนโดแมวของตัวเอง “ ไม่ต้องมามองเลย มึงนะมึงไอ้ตัวดี  มึงมันร้ายมาก ทำไมถึงเป็นแมวที่นิสัยไม่ดีได้ขนาดนี้ ไม่น่ารักเลย ”

“ เมี๊ยว ” ไม่ใช่เสียงตอบรับของนายท่าน แต่เป็นจากเจ้าแก้มหอมขาที่ก็กระโดดลงไปจากการกอดรัดของผม มันวิ่งขึ้นไปที่คอนโดแมวข้างๆกับนายท่าน ก่อนจะส่งเสียงเรียก พร้อมกับคลอเคลียไม่มีห่าง  “ เมี๊ยว ”

“ แล้วมึงไปทำอะไรมัน ทำไมมันถึงได้อาละวาดขึ้นมาขนาดนี้ ” หันไปมองคนที่เดินเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สายตาคมที่หันมองเศษแก้วที่ตกแตกอยู่ อาร์มเหลือบมองผม

“ จับมันอาบน้ำ แต่ว่าคงจะผิดวิธีไปหน่อย มันก็เลยตกใจ แล้วก็วิ่งเตลิดออกมาเลย ” อธิบายให้อีกคนที่ก็ได้รับเพียงแค่การถอนหายใจใส่เบาๆ “ แหมมมมมึง กูก็ไม่เคยอาบน้ำแมวมั้ยละครับ ใครจะไปรู้ว่าแค่เปิดฝักบัวมันก็ตกใจ แล้วก็วิ่งหนีกูไปซะทั่วห้อง ยังกับคิดว่ากูจะฆ่ามัน ”

“ ก็ไม่ผิด บางทีมันอาจจะคิดว่าฝักบัวนั่นแหละคืออาวุธที่มีน้ำที่มันไม่ชอบไหลออกมา”

“ เหรอ ”

“ แล้วนี่อาบน้ำมันเสร็จยัง ”

“ มึงควรถามว่ากูทำให้มันเปียกได้ทั้งตัวยัง หรือไม่ก็ ได้เปิดฝาแชมพูยังครับเมี่ยง ” เสียงหัวเราะเบาๆของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่ในตอนที่ผมหันไปมอง มันก็เชิดหน้าไปกองแก้วแตก

“ ก่อนอื่นกูว่ามึงต้องทำความสะอาดไอ้เหี้ยนี่ก่อนมั้ย ”

“ เออ แปป ขอเก็บกวาด  มึงหลบหน่อยเดี๋ยวจะโดนบาดเอานะ ” ว่าแบบนั้นก่อนจะกันอีกคนให้ถอยห่างออกไปไกลจากรัศมีที่คิดว่ามีเศษแก้วกระจายตัวไป ผมเดินไปหยิบเอาไม้กวาดที่อยู่ในห้องเก็บของออกมา แล้วลงมือกวาดมันอย่างสะอาด ตบท้ายด้วยการดูดฝุ่นอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “ เสร็จละ ”

“ แล้วนี่ยังคิดที่จะอาบน้ำให้มันอยู่มั้ย ” อาร์มที่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องเชิดหน้าไปทางแมวของผมที่ก็กำลังเลียขนตัวเองแต่งหล่อต่อหน้าสาวเต็มที่ ผมกลืนน้ำลายลงคอ

“ ก็อยากนะ แต่กลัวมันอาละวาดอีกน่ะสิ ”

“ กูช่วยมั้ยละ ” ใบหน้าคมที่เอียงหน้าถามกันอย่างงั้นยิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองแมวตัวเองที่นั่งอยู่กับแมวของผม “ แก้มหอมเป็นแมวที่ชอบอาบน้ำมากๆ เค้ารักความสะอาด บางทีถ้าแมวมึงมันเห็นว่าไม่อันตราย มันอาจจะยอมให้อาบก็ได้ ”

“ อันนี้คือจริงจังใช่มั้ย ”

“ มันก็ต้องลองดู พอดีสิ่งที่กูเลี้ยงมันคือแมว ไม่ใช่อันธพาลซะด้วย ” ร่างสูงเหลือบมองแมวผมด้วยสายตาเอาเรื่อง แต่เหมือนเจ้าตัวลายของผมก็ไม่มีท่าทีเกรงกลัวอะไร  นายท่านจ้องไอ้อาร์มกลับ แต่อีกคนก็แค่ยิ้มในตอนที่เดินเข้าไปหาแมวตัวเอง “ แก้มหอมขา มาหาป๊านี่มา ” กางมือออกเหมือนขออุ้มเด็กเล็กๆ แก้มหอมเองก็แสนจะน่ารัก มันพาตัวเองเข้ามาให้อ้อมกอดของคนเป็นเจ้าของพร้อมทั้งคลอเคลียไม่ห่าง เป็นอะไรที่โคตรน่าอิจฉา

“ คอยดูกูบ้างแล้วกันนะ ” ผมบอกก่อนจะยักคิ้วให้อีกคน  “นายท่านขอรับ ” ผมกางมือออกไปหมายจะอุ้ม แต่ก็โดนมือเล็กๆนั่นผลักมือผมออกไปเหมือนบอกว่า ‘ไปไกลๆเลยมึง’ จนผมต้องบอกมันแบบกระซิบ “ นี่ ต่อหน้าคนอื่นนะ ช่วยทำตัวน่ารักๆหน่อยได้มั้ย แบบที่แมวดีๆเค้าเป็นกันอะ ”

“ บางทีมันอาจจะไม่เข้าใจก็ได้นะ ” อาร์มว่ายิ้มๆ “ ความหมายของคำว่า แมวที่ดีน่ะ ”

“ K ” หันไปบอกร่างสูงที่ก็ยักคิ้วให้กัน ผมหันมองนายท่านอีกครั้ง “ มึงแม่งไม่เจ็บใจเหรอวะ มันว่ามึงถึงขนาดนี้เลยนะ นี่ถ้าเป็นกู กูให้อุ้มเลยนะ ” บอกอีกตัวที่ก็แค่มองผมไม่วางตาราวกับยังไม่ไว้วางใจ

นายท่านกระโดดลงจากคอนโดแมว มันเดินผ่านผมไปด้วยท่าทางนวยนาดแบบเชิ่ดคอ ก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงคนข้างผม เท่าปุหปุยเอาเท้าหน้าเหยียบบนเท้าไอ้อาร์มไว้อย่างหาเรื่อง จนอาร์มต้องก้มลงไปมองหน้ามัน สายตายียวนกวนประสาทสบกัน ก่อนที่เจ้าตัวร้ายจะเดินกลับมานอนลงข้างๆเท้าผม

“ มึงแม่งโคตรน่าเตะ ”

“ แต่ก็น้า มันสมเป็นนายท่านของกูเลยละ ” ก้มลงไปอุ้มอีกเจ้าแมวสุดกวนขึ้นมา ผมยักคิ้วให้อาร์มที่ก็เหลือบไปมองทางอื่น “ อย่าเกลียดมันไปนักเลยน่า เพราะอะไรรู้มั้ย ”

“ อะไร ” เสียงทุ้มหันมาเหลือบถาม ผมก็เหล่มองมันยิ้มๆ

“ ก็แม่กูเคยบอกไว้ว่า อย่าเกลียดอะไร เพราะเกลียดอะไรจะได้อย่างงั้น ระวังน้า บางทีมึงอาจจะได้ไอ้นายท่านเป็นลูกเขยก็ได้ ถ้ายังขืนเกลียดมันแบบนี้ ใช่มั้ยละครับ น้องแก้มหอมขา ”

“ เมี๊ยว ” เสียงใสที่ตอบรับอย่างน่ารัก เหมือนจะบอกกันว่า ‘ ใช่แล้วค่ะพี่เมี่ยงขา ’

“ ยังอยากจะอาบน้ำให้แมวมั้ย ไม่งั้นกูจะได้กลับบ้าน ” สายตาเซ็งๆที่เหลือบมองกัน ชวนให้ผมยิ้มก่อนจะก่อนจะก้มลงกระซิบแมวตัวเอง

“ ว่าที่พ่อตามึงแม่ง ดุชิบหาย ”

หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 11 :: up! 7-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 14-02-2020 20:24:12
เราเดินเข้ามาภายในห้องน้ำที่เจ้าแมวตัวร้ายที่ผมอุ้มแสดงท่าทางกลัวอย่างเห็นได้ชัด สองมือที่ตะขบเข้ากับเสื้อที่สวมอยู่พยายามอย่างมากที่จะปีนหนีไปให้ไกล แต่ผมก็แค่กอดมันไว้ก่อนจะลูบหลังเจ้าตัวที่อุ้มอยู่ในสงบลง

“ ขอโทษที่ทำให้มึงกลัวนะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ก็แค่อาบน้ำเอง ” อาร์มเหลือบมองผมที่พูดแบบนั้น ตอนนั้นอีกคนเอาเจ้าแก้มหอมไอวางลงในอ่างน้ำ ที่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลัวอะไรเลย

“ เวลาเปิดน้ำอาบให้แมวมึงต้องค่อยเปิดเบาๆ ฝักบัวแรงดันน้ำมันจะเยอะเกินไปเวลาที่เปิดจนสุด เสียงน้ำแบบนั้นจะทำให้แมวกลัว ” เสียงน้ำที่ไหลออกจากฝักบัวเบาๆ ผมพยักหน้ารับก่อนจะสบสายตากับอีกคน “ เอาแมวมึงลงมายืนในอ่างสิ ”

“ ก็อยากอยู่หรอก แต่มันเกาะเสื้อกูแน่นเลยนี่สิ ไม่ยอมไปไหนเลย ” ยิ้มแห้งๆให้อีกฝ่าย ผมชูมือตัวเองขึ้นเพื่อบอกกับอีกคนว่าไม่ได้มีการจับกุมอีกตัวไว้แต่อย่างใด และในตอนนั้นเองที่อาร์มเดินเข้ามา มันดึงเล็บที่ยึดเสื้อผมไว้ของนายท่าน ก่อนจะอุ้มอีกตัวมายืนข้างๆแก้มหอมแมวของมัน ด้วยการจับที่คอเอาไว้ “ มึงอาบให้แก้มหอม กูจะอาบให้ไอ้นายท่าน ” 

“ เสนอตัวแบบนี้ ถ้าโดนข่วนอีกยี่สิบแผลก็คือไม่ใช่ความผิดกูถูกมั้ย ” เหลือบสายตาแซวมันนิดๆผมขยับตัวเองนั่งลงข้างอีกคน  อีกคนก็เปิดน้ำเบาๆ รดเจ้าตัวขนที่ก็เอ่ยร้องเสียงขัดใจอยู่ในคอตลอดเวลา เหมือนคำกร่นด่าที่ว่า ‘ อย่าให้กูรอดออกไปได้นะไอ้พวกเหี้ย ’

“ รดน้ำให้ทั่วทั้งตัวก่อน แล้วก็ค่อยเทแชมพูลงไปสระ ”

“ โอเค ” ผมบีบแชมพูลงบนมือของอาร์มที่รอรับ มันถูไปบนตัวของไอ้นายท่านที่ปกติก็ไม่ใช่แมวตัวอ้วนอะไรอยู่แล้ว ตอนนี้พอโดนน้ำมันก็ยิ่งเล็กลง เจ้าตัวขนสั่นหงึกหงึกไปหมด ส่วนผมเองก็หันมาสนใจคนสวยที่ยืนอยู่ตรงหน้าบ้าง ด้วยการใช้ฝักบัวรดน้ำไปบนขนสวยจนค่อยๆลีบแบนจนเหมือนเพียงแค่แมวตัวเล็กๆที่เหมือนจะมีแค่ตา ที่โตอยู่อย่างเดียว

“ ม๊าววว!!!!!!! ” เสียงร้องของไอ้นายท่าน เหมือนว่ามันตกใจในตอนที่หันมามองแก้มหอมอาบน้ำ แววตาเอาเรื่องสีเหลืองเบิกกว้าง เท้าที่ถอยลำตัวจนไปติดกับขอบอ่างชวนให้ผมกับอาร์มหันไปมองท่าทางกลัวๆของมันผมรู้สึกเหมือนมันคงตั้งคำว่า ว่าไอ้ขนเปียกน้ำนี่มันใคร

“ ตกใจอะไรของมึง นี่แก้มหอมคนสวยของมึงไงนายท่าน น้องแค่ขนลีบเพราะโดนน้ำเองนะ ”

“ เมี๊ยว ” เจ้าตัวขาวหันไปตอบรับอีกตัว ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ แต่ไอ้นายท่านก็แค่ถอยหลัง ผมส่ายหน้ากับท่าทางที่ไม่รู้จะกลัวอะไรของมัน

“ แก้มหอมคงถามไอ้นายท่านแน่เลยมึง ” ผมชวนอีกคนคุย ในตอนนั้นก็ไม่ลืมดัดเสียงให้เล็กเข้าไว้ “ นายท่านกลัวอะไร นี่แก้มหอมไง แก้มหอมเองน้า ”

“ ประสาท ”

“ เอ้า พูดจริง ” ผมตาโตบอกมัน “ แล้วท่าทางถอยหลังของไอ้นายท่านก็คือ ตัวเหี้ยอะไร อย่าเข้ามา ”

“ กูไม่ปลื้มนะ ” อาร์มมันมองแมวของผม “ ถ้าชอบลูกสาวกู ต้องชอบเค้าในทุกๆอย่างที่เค้าเป็น ”

“ ได้ยินปล่า” ผมบอกนายท่านยิ้มๆ “ ว่าที่พ่อตามึงบอกแล้วนะ เพราะงั้นใจสู้หน่อย นี่แก้มหอมเองเว้ย ”

“ ถ้ากูเป็นพ่อตา งั้นมึงเป็นอะไร แม่ยายเหรอ ”

“ ได้อยู่นะ ” ตอบรับมันไปแบบไม่ทันคิด ผมเทแชมพูลงบนฝ่ามือก่อนจะเอามาถูบนตัวเจ้าแก้มหอม ก่อนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ “ เดี๋ยวสิ แม่ยาย คือให้กรณีที่กูเป็นแม่ไอ้นายท่านนี่ แต่กูไม่ใช่นะ  กูเป็นพี่ชาย ต้องเรียกพี่เขยสิ ”

“ แล้วถ้าในกรณี ที่กูกับมึงเป็นแฟนกัน แล้วแมวก็เป็นกัน ตำแหน่งนั้นคืออะไร ”

“ ก็...” สายตาจริงจังที่หันมาถาม อาร์มมันยกคิ้วขึ้นยิ้มๆ ผมก็หันมาสนใจเจ้าแมวที่กำลังนิ่งให้อาบน้ำแบบที่ไม่รู้จะตอบอะไร เลยทำเป็นเงียบ

“ ว่าไง ”

“ ก็จะไม่รู้เหรอ มันมีบ้านไหน ที่คนเป็นผู้ปกคอรงแต่งงานกัน แล้วลูกก็เป็นแฟนกันบ้างละ ”

“ บางทีนะ ” อาร์มกันมองผม ในตอนนั้นสายตาที่หันไปมองสบ ผมทำได้แค่กลืนน้ำลาย  “ ก็อาจจะเป็นบ้านเรานี่แหละ บ้านแรก ”

ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างไม่รู้จะตอบอะไร ผมสูดลมหายใจเข้าปอดยาวๆ อย่างสะกัดกลั้นความตื่นเต้นที่ต้องทำทีเป้นไม่แสดงออก แต่ถึงอย่างงั้น คนที่อยู่ข้างกันก็เหมือนจะไม่ให้โอกาสได้หนีรอด

“ หน้าแดงนะ ”

“ ร้อนเว้ย ”

“ มุกตอบรับ อย่างเชยเลย ”

“ แล้วจะให้ตอบว่าออะไร ถึงจะไม่เชย ” สายตาหาเรื่องที่หันไปถามออะไร อาร์มยิ้ม

“ ยอมรับมันสิ ความรู้สึกของมึงอะ เท่ดีออก ”

“ K ” สบถออกมาแบบไม่ออกเสียง ผมผ่อนลมหายใจออกมาเซ็งๆ  “ คนเหี้ยอะไร นิสัยไม่ดีเลยไอ้สัด ” รอยยิ้มกกว้างของคนที่ยืนข้างกัน เรากลับมาเงียบอีกครั้ง เป็นนาทีที่ต่างฝ่ายก็ต่างช่วยกันอาบน้ำแมวที่อยู่ตรงหน้า

“ แก้มหอมนี่โคตรเชี่องเลยนะ อาบน้ำให้ก็โคตรจะนิ่ง ”

“ มันก็คือความแตกต่างระหว่างแมวผู้ดีกับแมวอันธพาลนั่นแหละ ”

“ งั้นก็ขอโทษทีนะที่ลูกกูมันแบดบอย ” ผมว่าก่อนจะเหลือบมองแมวตัวเงอที่ตอนนี้ถูกล้างน้ำสุดท้ายแล้ว อาร์มหยิบผ้าขนหนูห่อเจ้าตัวลายไว้ มันหันมาหาผม

“ ยื่นมือมา ”

“ ให้อุ้มเหรอ ”

“ ยื่นลงมาในอ่างสิ จะล้างให้มัน มึงจะได้อุ้มไอ้แมวนี่ออกไปเป่าขน ”

“ อ้อ อะเค ” ยื่นสองมือให้อีกคนในอ่างผมถูฟองที่อาบน้ำให้เจ้าแก้มหอมจนฟูฟ่องออกจนหมด ก่อนจะสะบัดน้ำแล้วก็หันมาอุ้มแมวของตัวเองที่ก็พอผมรับมา มันก็รีบตะเกียอกตะกายขึ้นมาเกาะกันที่ไหล่เหมือนรอดพ้นจากความตายยังไงอย่างงั้น “ ใจเย็นๆ ไอ้หนุ่ม ไม่เป็นไร อาบน้ำเสร็จแล้ว ”

“ ม๊าวววว ”

“ เออ รู้ว่ากลัว แต่คนข้างๆมึงก็แก้มหอม ไม่ต้องกลัวว่านั่นคือตัวอะไรหรอก ”

“ ม๊าวววว ม๊าว ม๊าว ” 

“ กูจะล้างตัวให้แก้มหอม แล้วเดี๋ยวจะตามออกไป ยังไงขอยืมผ้าเช็ดตัวผืนนึงนะ ”

“ ได้เลยครับผม ” ตอบรับอีกคนเสียงหนักแน่น ผมอุ้มนายท่านเข้าไปในห้องแต่งตัว ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูของตัวเองออกมาอีกผืน แล้วแขวนไว้ตรงราวเพื่อให้อีกคนได้หยิบง่ายๆ “ แขวนอยู่ตรงนี้นะ ” พูดแบบนั้นอาร์มก็หันมาพยักหน้ารับ ผมหยิบไดร์ทเป่าผมของตัวเองติดมืออกมา ก่อนจะเดินออกไปนั่งลงที่หน้าทีวีจัดการเสียบสายปลั๊กกับเต้าเสียบที่มี ก่อนจะกดเปิดเครื่องเบาๆแล้วเป่าขนให้เจ้าตัวแสบที่อุ้มอยู่ในมือ “ ขอร้อง อย่ากลัวไดร์ทนะ ขี้เกียจวิ่งจับมึงแล้ว ”

“ ม๊าวววววววว ” เสียงลากยาวที่เหมือนจะแรงจะต่อกร นายท่านนั่งลงนิ่งๆในขั้นตอนของการเป่าขน ก็ถือว่าเป็นโชคที่มันชินกับเครื่องดูดฝุ่นก็เลยไม่มีค่อยอะไรเท่าไหร่กับไดร์ท ที่แม้จะเร่งความดังอีกสักหน่อย ก็ไม่มีสะเทือน หนำซ้ำยังเป่าแห้งได้ไวสุดๆ เพราะมันเป็นแมวขนสั้น

“ แห้งยัง ” อาร์มเดินออกมานั่งลงตรงข้ามกับผมที่กำลังลูบขนเจ้าตัวลายที่บอกเลยว่านุ่มน่าจับขึ้นเยอะมาก

“ แห้งไปประมาน 90% แล้ว แต่มึงแม่งอาบน้ำให้แก้มหอมช้ามากเลย แค่ล้างน้ำเองไม่ใช่แหรอ ”

“ แก้มหอมเป็นแมวขนยาว ต้องล้างให้สะอาด ” ผ้าขนหนูถูไปบนตัวเจ้าตัวขาวที่ตอนนี้ไม่ใช่แมวอ้วนอย่างที่เคยรู้สึกแต่อย่างใด มันกลายเป็นแค่แมวตัวผอมที่ผมอดใจเอื้อมมือไปไปลูบหัวด้วยความเอ็นดู

“ ใครว่าหนูอ้วน หนูแค่ขนฟูเท่านั้นแหละ เนอะแก้มหอมขา ”

“ เมี๊ยว ”

“ ขอยืมหน่อย ” แบมือมาขอไดร์ทเป่าผมที่ก็พอยื่นให้ไปอีกคนก็เปิดเบอร์ต่ำสุดเบาขนให้เจ้าแมวสุดที่รักที่ก็นั่งนิ่งอยู่ในตัก ผมนั่งมองดูขนสีขาวเปียกน้ำที่ค่อยๆฟูขึ้นตามความแห้ง

“ แล้วนี่เป็นอะไร ” อาร์มเชิดหน้ามองไอ้นายท่านที่นั่งเหมือนคนอาลัยชีวิต

“ คงหมดแรงมั้ง ไม่ก็ตกใจไอ้ตัวลีบที่อยู่ในห้องน้ำอะ แบบเมื่อกี้กูเจอใครก็ไม่รู้ น่ากลัวมากเลย เหมือนผี ” บอกอีกคนยิ้มๆ อาร์มก็หลุดยิ้มกว้างออกมา

“ ว่าลูกกู เดี๋ยวมึงจะโดน ” แลบลิ้นใส่อีกคพลางกับยกไหล่  ผมมองไดร์ทเป่าผมในมือหน้าที่เปลี่ยนเป็นเบอร์แรงสุด เพื่อเป่าขนยาวๆสีขาวรอบสุดท้ายให้อีกตัว แต่ไม่รู้เป็นเพราะเสียง หรือแรงพัดที่พัดจนขนของอีกตัวยุ่งเหยิงไปหมด ที่ทำให้ไอ้นายท่านที่อยู่ตรงหน้าผมค่อยๆลุกขึ้นนั่งแล้วเกร็งตัวขึ้นมากระทันหัน เท้าที่สาวเข้าไปใกล้อย่างเชื่องช้า ก่อนจะตะบบถี่ๆลงบนไดร์ทเป่าขนนั้นอย่างสุดแรง

“ ม๊าว!! ”

“ อะไรของมึงอีก แค่ไดร์ทเป่าผมเว้ย จะไปตบมันทำไม ” มือหนาสางขนแมวตัวเองเบา ในช่วงเวลานั้นผมเห็นอาร์มยิ้มใจดีให้กับเจ้าตัวเล็กในมือ มันที่ก้มลงไปหอมอีกตัวก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยน

“ เสร็จแล้วค่ะคนสวยของป๊า ”

“ สุดจัด เห็นทีกูต้องทำตามบ้างซะแล้ว ” ไม่พูดเปล่าผมลูบขนไอ้นายท่านเบาๆแต่ยังไม่ทันจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ อีกตัวก็แค่เอื้อมมือมาตะบบปากของผมไว้ และแน่นอนสายตานั้นเหมือนจะบอกกันว่า ‘ อย่าเอาปากสกปรกของมึงมาแตะต้องเนื้อตัวของกู ’ แล้วหลังจากนั้นมันก็แค่เดินนวยนาดออกไปอย่างไม่สนใจอะไรกับผมอีก “ มึงแม่ง น่าเตะจริงๆด้วย ”

“ หึ ”  เสียงหัวเราะในคอของคนที่ผ่อนมือค้ำลงบนพื้นพร้อมกับหันมามองกัน ผมเผลอสบเข้ากับสายตาคมนั้นเข้าอย่างจัง ก่อนจะหันหลบอย่างไว เพราะดันคิดถึงช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันที่สวน คำพูดคำนั้น แล้วก็ใบหน้าจริงจังของมันตอนที่อยู่ตรงหน้าประตูลิฟต์

“ เป็นอะไร ”

“ อะไรเป็นอะไร ” ผมเหลือบมองอีกคนที่ก็ถอนหายใจออกมา อาร์มขยับไปนั่งพิงโต๊ะหน้าทีวี มันเอาแต่มองผมไม่ได้ผละสายตาไปไหน มองด้วยสายตายิ้มๆเหมือนผู้ใหญ่ที่จับผิดเด็กตัวเล็กๆได้แล้ว และก็กำลังมองว่า เมื่อไหร่เด็กคนนั้นจะยอมรับสิ่งที่ตัวเองรู้สึกออกมาสักที “ มึงแม่ง.. มองอะไร ”

“ เขินกูใช่มั้ย ”

“ เขินเหี้ยอะไร!! ” ตวาดอีกฝ่ายออกไปที่ก็นิ่งไปทันทีในตอนที่ได้ยินเสียงนั้น ก่อนที่มันจะหลุดหัวเราะเสียงดังให้ไม่กี่วินาทีถัดมา

“ ฮ่าๆ มึงเขินกูจริงๆสินะ ”

“ หัวเราะเหี้ยอะไรของมึง กูไม่ได้เขินมึงสักหน่อย ” ผมบอกพลางมองไปทางอื่น

“ รู้มั้ย มันมีคำนึงที่เพื่อนกูชอบพูดนะ แล้วมันก็เข้ากับมึงตอนนี้มากเลย ”

“ อะไร ” ผมเหล่มองมันที่เปลี่ยนท่าทางให้ดูน่าหมั่นไส้ยิ่งกว่าเก่า อาร์มค้ำมืออยู่กับโต๊ะ มันจ้องมองกัน 

“ มองจากดาวอังคารยังรู้ว่าโกหก ”

“ K ” สบถไปอย่างงั้นก่อนจะก้มหน้าลงแล้วก็ถอนหายใจออกมา เหงื่อผมเริ่มซึม อากาศดูร้อนขึ้นทันตาแม้ว่าให้ห้องจะเปิดแอร์ไว้เย็นจัด มือของมันดูเกะกะไปหมดในวินาทีสั้นๆนี้ จนต้องจับเข้ากับกางเกงตัวที่ใส่อยู่อย่างไม่รู้จะเอามันไปตั้งไว้ตรงไหน

“ ตอนที่พูดออกไป กูรู้สึกอย่างงั้นจริงๆนะ ” เสียงทุ้มที่จริงจังท่ามกลางความเงียบงันนั้น ผมเงยหน้าขึ้นมมองคนที่จ้องมามองอย่างจริงจัง จนชวนให้ใจต้นแรงจนแทบไม่เป็นจังหวะ “ ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องเดียวกับที่มึงคิดมั้ย แต่กูก็คิดว่าบางทีมึงอาจจะรู้สึกว่า กูทำให้มึงใจเต้นแรงเพื่อทำคะแนนเอาชนะใจหรือเปล่า แต่คำตอบของกูคือไม่นะ ”

“ เชี้ย.. ” ได้แต่สถบออกมาเบาๆในตอนที่ฟัง อาร์มมันยกยิ้ม

“ ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้ยังไงเหมือนกัน แต่ตอนนั้นกูหงุดหงิดจริงๆนะที่เห็นไอ้เหี้ยนั่นเข้ามาคุยกับมึง จนกูแม่งอยากจะพามึงออกไปให้ไกลจากมันเลย อารมณ์ตอนนั้นก็อย่างที่บอก ไม่อยากเห็นมึงยิ้มให้เค้า หัวเราะให้เค้า แล้วก็ทำท่าทางสนิทสนมแบบที่ทำกับกู เหมือนอยากจะให้ทำกับกูแค่คนเดียว ”

“ มึง..”

“ แล้วที่บอกว่า อยากอยู่ด้วยกันต่อตรงหน้าหน้าลิฟต์ กูก็รู้สึกจริงๆจากใจเลยนะ ไม่ได้โกหก แล้วที่ได้ยินเสียงของมึงโวยวาย เพราะฟังอยู่นะ โคตรเป็นห่วงเลยด้วย ตอนเคาะแล้วมึงแม่งไม่ตอบรับ”

“ มึง.. มึงหยุด ” มือที่ยกขึ้นห้ามอีกคนค่อนข้างสั่น ผมที่หน้าแดงจนแทบระเบิดในตอนนั้นมองคนตรงหน้า พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ที่เหมือนจะค้างอยู่ในคอ หัวใจทำงานหนักราวกับวิ่งกินเวลายาวนานเป็นวัน ทั้งๆที่ก็แค่นั่งเฉยๆ อาการที่ไม่คิดว่าจะเป็นกับคนตรงหน้า วินาทีผมเป็นมันทั้งหมด จนสุดท้ายก็ต้องพูดไป คำที่ไม่คิดว่าจะพูด 

“ กูยอมแพ้แล้วไอ้สัด ตอนนี้มึงเขินจริงๆแล้ว เขินแบบเขินไม่ไหว หัวใจแม่งก็เต้นโคตรเร็ว เพราะงั้น..” ผมถอนหายใจออกมา “ หยุดก่อนเถอะนะ มึงเล่นพูดออกมาตรงๆขนาดนี้ หัวใจกูแม่งจะรับไหวได้ไง  ”

“ ก็มึงบอกเองไม่ใช่เหรอ ” ได้แต่ขมวดคิ้วมองอีกคนที่พูดคำนั้น

“ รู้สึกอะไรต้องพูดตรงๆ อ้อมค้อมไม่ได้หรอกสมัยนี่น่ะ ”

“ มึงทำหัวใจกูเต้นแรงเกินไป ขี้โกงมากนะ ไอ้สัด ” ท้ายประโยคที่ทำให้อีกคนยิ้มกว้าง อาร์มมันหันไปทางอื่น ก่อนจะถอนหายใจ ในตอนนั้นหูของอีกคนแดงกล่ำ

“ มึงแม่งก็ไม่ต่างกันหรอก ขี้โกง ” 

...........................................................................
ก็ถ้าจะขนาดนี้แล้ว
จริงๆ หนมจะข้ามการเขียนฉากนี้ไป แต่อยู่ๆ ก็มีความรู้สึกอยากจะเน้นย้ำอะไรบางอย่าง ไม่อยากให้มันดูฉายฉวยมากเกินไปนั่นแหละ ความสัมพันธ์ อาร์มเมี่ยงก็ยังคงเบลอๆ แต่ตอนหน้า อาจจะเห็นความเข้ารูปเข้ารอย มากกว่านี้
เป็นดอกไม้กำลังเริ่มผลิบาน ในฤดูร้อน

ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์

หนมมี่ค่ะ  :L2: :3123: :L1: :pig4:

หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 12 :: up! 14-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 15-02-2020 02:47:08
 :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 12 :: up! 14-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: labelle ที่ 15-02-2020 19:51:02
เค้าจีบกันหรือยังคะ หรือแค่พูดเล่าสู่กันฟังน่ะ
เอ็นดูเหลือเกิน ขยันบอก ขยันตรงจัง

อาร์มจะตรงก็ตรงเกิ้น ก็ไม่บอกจะรู้ได้ไง แบบนี้หรอ
เมี่ยงก็ไม่น่ารอด ใจรับไม่ไหวไม่พอ ใจเต้นแรงก่อนเค้าไปอีก

แต่ชอบความซื่อตรงนี้ของทั้งคู่นะคะ
หวังว่าการอยู่คนละฝั่ง จะไม่ทำให้เป็นอุปสรรคใดๆ นะ

เจ้ยดูออกหรอ เหมือนโฮมก็ดูออกพอกัน
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 12 :: up! 14-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 15-02-2020 21:59:17
อาบให้แมวเสร็จแล้ว ต่อด้วยคนด่วน  :hao3:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 13 :: up! 21-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 21-02-2020 20:29:44
ตอนที่ 13

 
ภายในห้องเรียนค่อนข้างเงียบ มันมีเพียงเสียงของอาจารย์ประจำภาควิชาที่ตอนนี้กำลังพูดอยู่หน้าห้อง เพื่อประกอบความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาบนสไลค์ที่ฉายอยู่บนจอซึ่งกว่าจะผ่านไปได้แต่ละอัน ก็เรียกได้เต็มปากเลยว่าเชื่องช้า  แต่ถึงอย่างงั้นผมที่ฟังอยู่ ก็ไม่ได้จดจำไว้แต่อย่างใด

เป็นเพียงคำพูดที่แค่ผ่านเข้ามาทางหูซ้ายแล้วทะลุออกไปทันทีในทางหูขวา  แล้วที่เป็นแบบนั้น ทุกอย่างก็เหมือนจะเพราะ ตัวผมยังคงติดอยู่ในช่วงเวลานั้น

ตรงช่วงเย็นของเมื่อวาน ที่นั่งเป่าขนให้เจ้าแมวสองตัวจนแห้ง กับคนข้างห้องที่บอกความจริงจากใจให้ฟังเสียยืดยาวถึงขั้นต้องบอกให้พักไปเสียก่อน เพราะหัวใจผมมันเกิดเต้นแรงเกินอัตราจะรับไหว หรือไม่ก็อาจจะเป็นช่วงเช้าก่อนจะออกมาเรียน ที่เราได้เจอกัน

“ ทำแผลจ้า ” หลังจากที่ทำใจอยู่หน้าห้องสักพักใหญ่ๆ ผมสูดลมหายใจเข้าปอดไปจนลึก ด้วยอารมณ์ฮึดสู้ ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือเคาะประตูของคนข้างห้องด้วยความร่าเริง รอยยิ้มฉีกกว้างที่ดูจากดาวอังคารยังดูออกว่าเกร็งจัด ผมชูมือขึ้นในตอนที่อาร์มเปิดประตูห้อง “ หวัดดีจ้า ”

“ กว่าจะเคาะได้นะ กูคิดว่ามึงรอฤกษ์ดีอะไรอยู่ ” ขมวดคิ้วงงเล็กน้อยในตอนที่อีกคนบอกแบบนั้น ผมเอียงหน้าให้มัน อาร์มก็ยกยิ้ม “ ท่าเหมือนแก้มหอมเลย ”

“ อะไรวะ ไม่เข้าใจ ” ผมถาม

“ เมื่อกี้กูจะเดินออกไปตามมึงมาทำแผลให้พอดี แต่พอมองผ่านตาแมว ก็เห็นมึงมายืนท่องเหี้ยอะไรอยู่หน้าห้องกูก็ไม่รู้ ” พูดไปพลางเหล่ผมไป “ ทำปากงุบงิบพูดคนเดียวอยู่นั่น ทำไม ? จะท่องมนต์สะกดให้กูหลงรักมึงเหรอ ”

“ Kเถอะ! ” หันไปพูดกับอีกคนที่ก็ยกยิ้มขึ้นมา ไม่รู้จะอารมณ์ดีออะไรนักหนา กูจะตายห่าอยู่แล้วกับแค่การจะเจอมึงสักครั้ง “ กูแค่พูดกับตัวเองเฉยๆ มึงไม่เคยพูดกับตัวเองเหรอ ”

“ พอดีกูไม่ได้บ้าเหมือนมึง ”

“ งั้นมึงจะยืนมองกูอยู่ทำไม ถ้าเห็นว่ากูยืนอยู่ ทำไมไม่เปิดประตูออกไปทัก ”

“ จำเป็นเหรอ ” ร่างสูงถามกลับยิ้มๆแบบที่ผมอยากจะเดินเข้าไปต่อยมันสักหมัด

อาร์มหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเข้าคู่กับโต๊ะกินข้าว พร้อมทั้งค้ำศอกข้างที่มีแผลโชว์ให้กันดู ส่วนผมที่ได้แต่กรอกมองบนนั้น ก็แค่ต้องเดินมานั่งลงข้างๆอย่างจำยอม พร้อมทั้งหยิบเอาถุงยาที่วางไว้อยู่แล้วบนโต๊ะมาทำแผลให้อีกคน

“ เมี๊ยว ” เจ้าตัวขาวเดินเข้ามาคลอเคลียกันที่เท้าถามนิสัยขี้อ้อน แก้มหอมกระโดดขึ้นมาบนตักผมที่ก็ลูบหัวเจ้าขนนุ่มไปสองสามครั้ง

“ แก้มหอม มีอะไรครับ ”  ไม่มีเสียงตอบรับอะไรจากอีกตัว แก้มหอมแค่นอนลงบนตักผม “ ให้พี่เมี่ยงทำแผลให้ป๊าเค้าก่อนนะ แล้วเดี๋ยวพี่เมี่ยงจะเล่นด้วยนะ ” บอกแบบนั้น ก่อนจะหันไปสบตากับเจ้าของแมวที่มองกันอยู่พอดี ผมเลิกคิ้ว “ ทำไม มีอะไรอีก อย่าบอกนะสัด ว่ากูเรียกมึงว่าป๊ากับแก้มหอมไม่ได้ ”

“ ร้อนตัว ยังไม่ได้พูดอะไรเลย ” อาร์มมันว่า ก่อนจะยื่นมือตัวเองเข้ามาวางไว้บนมือผมที่ก็จัดการล้างแผลที่ดูไม่เหมือนแผลสักเท่าไหร่ เพราะแผลที่ไอ้นายท่านทำไว้ตอนนี้เหมือนจะเริ่มแห้งจนตกสะเก็ดเป็นสีน้ำตาลแล้ว “ แล้วทำไมถึงคิดว่าว่ากูจะไม่โอเค ”

“ ก็เห็นมึงมองมา ”

“ แค่กำลังคิด ว่าจะบอกดีมั้ย ” เหลือบมองอีกคน ผมเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อยในตอนที่อาร์มพูดแบบนั้น

“ บอกอะไร ”

“ ก็เมื่อกี้มึงถาม ว่าทำไมกูเห็นมึงยืนอยู่หน้าห้องแล้วไม่ยอมเปิดประตูออกไป จะยืนมองมึงอยู่ทำไมตั้งนาน ”

“ เออ ทำไม ” ดึงมืออีกคนลงอย่างสนใจ ผมสบสายตาร่างสูงตรงหน้า

“ ก็ตอนนั้นมึงน่ารักมากเลย กูเลยต้องยืนมองไง ” บอกกันด้วยรอยยิ้มจางๆ เหมือนว่ามันเป็นแค่คำพูดธรรมดาที่ก็รู้สึก “ เอาจริงๆ ไม่อยากจะเปิดประตูเลยด้วยซ้ำ อยากจะยืนมองอยู่อย่างงั้นสักพักด้วยซ้ำไป”

“ อ่า...” เสียงครางเบาๆเปล่งออกไปอย่างไม่มีความหมายใด ผมคล้ายกับคนที่โดนสมองโดนตัดขาดทางความคิดไปชั่วขณะ และหลงเหลือไว้เพียงหัวใจที่เร่งอัตราขึ้นอย่างฉับพลัน “ กู น่ารักสินะ ” หลุดถามออกไปอย่างงั้น อีกคนก็ยักคิ้ว อาร์มพยักหน้ารับ

“ อื้ม ”

“ อื้ม ” ตอบกลับอีกคนไปเหมือนคนเหม่อลอยอย่างไม่รู้จะตอบอะไรได้อีก ผมก้มหน้าลงใบหน้าตอนนี้ร้อนจนคิดว่าถ้าเอากระทะใส่น้ำมันมาตั้งไว้ บางทีมันอาจจะทอดไข่ได้ด้วยซ้ำ เป็นวินาทีที่ไร้เรี่ยวแรงจนแทบอยากจะปล่อยมือที่กุมจับไว้ แต่ทว่ามือของอาร์มกลับกระชับมันให้แน่นขึ้น แต่นั่นก็ยิ่งแล้วใหญ่ ผมเลิ่กลั่กมองต่ำแบบซ้ายทีขวาที อย่างคนไปไม่เป็น “ เอ่อ.. คือ เอ่อ  ทำแผลเถอะเนอะ กูจะได้ไปเรียนอีก เรียนเช้าด้วยเนี้ย ถ้าช้าอยู่ ต้องไม่ทันแน่ๆเลย ”

“ แล้วใครบอกให้มึงมัวแต่เขิน ”

“ แล้วใครมันทำกูเขินละไอ้สัด ” เงยหน้าบอกอีกคนอย่างไม่กลัวตาย อาร์มสบสายตาผม จังหวะที่เราได้แต่เงียบนั้น มันถามแบบหาเรื่อง

“ กูเอง แต่แล้วมึงจะทำไม ”

ได้แต่กัดฟันไว้แน่นอย่างงั้น ผมที่ผ่อนหายใจออกมา ยกเอามือข้างที่ว่างทุบอกตัวเองอย่างม่รู้จะทำอะไรได้อีก เป็นความรู้สึกที่จะอยากด่า อยากกรี๊ดอัดใส่หมอน อยากเอามือไปขูดกำแพง อยากตะโกนว่า ‘ เหี้ยเอ้ย พอแล้ว ไอ้สัด ไม่ไหวแล้ว พอสักทีหน้าเหี้ย จะทำให้กูเขินไปถึงไหนกัน ’

แต่เพราะว่ามึงคงจะดูออกทั้งหมด ว่าผมสู้อะไรมันไม่ได้เลย ทุกอย่างก็เลยถูกจำกัดไว้แค่นั้น แค่ทุบอกตัวเอง แล้วผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ

ผมกลั้นความรู้สึกลึกๆเอาไว้ แบบที่คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่รู้

“ ทำไมอีก ”  อาร์มมันถามยิ้มๆ

“ มึงเงียบ กูไม่มีสมาธิทำแผล ” ยกมือขึ้นห้ามอีกคน ผมสูดลมหายใจเข้าปอดแบบตั้งสติ ก่อนจะคว้าเอาที่ล้างแผลกับสำลีมา “ จะว่าไปไม่ต้องล้างแผลแล้วก็ได้นะ ไม่ต้องติดพาสเตอร์แล้วด้วย เพราะมันก็แห้งหมดแล้วอะ เริ่มตกสะเก็ดแล้วด้วย ”

“ ตกสะเก็ตแล้วไง มึงจะไม่มาทำแผลให้กูแล้วว่างั้น ” อีกฝ่ายถาม พลางเหล่มองกัน “ ไม่มีความรับผิดชอบเลยนะ ”

“ กูยังไม่ได้พูดเลยไอ้สัด แล้วพูดให้มันดีๆหน่อย ไม่มีความรับผิดชอบเหี้ยอะไร กูก็มาทำแผลให้มึงทุกวันอะ ”

“ แต่กูกลัวเป็นรอยแผลเป็นจัง ” มือข้างที่ว่างค้ำอยู่กับโต๊ะ ท่าทางยียวนกวนประสาทของมันแบบที่แบะปากน้อยๆเหมือนเด็กเล็กๆที่กำลังครุ่นคิด “ เพราะงั้นเจ้าของแมวที่ทำให้กูเป็นแผล ต้องรับผิดชอบด้วยการมาทายาให้กูทุกวันหรือเปล่านะ ”

“ บอกมาเลยตรงๆก็ได้ไอ้สัด ว่ากูต้องมาทาแผลให้มึงทุกวัน แม้มันจะเป็นแผลที่เล็กน้อยมากๆขนาดนี้  ”

“ พูดแล้วนะ ” อาร์มพูดยิ้มๆ ผมก็ได้แต่ถอนหายใจ เอาจริงๆมันก็อดบ่นเบาๆไม่ได้เลย

“ ก็แค่ทาแผลเอง แต่ยังเสือกทำเองไม่ได้ ”

“ คือมันต่างกันนะ ระหว่างทำเอง กับให้คนที่กูอยากเจอทุกวัน มาทำให้ ”

ถึงขั้นหยุดหายใจไปชั่วขณะ ผมพยักหน้ารับประโยคนั้นก่อนจะเก็บอุปกรณ์ทำแผลใส่ไว้ในถุงตามเดิมอย่างไม่รู้จะพูดอะไรออกไปอีก อาการเหมือนคนโดนยิงกลางหัวใจแบบหลายนัดติด ใกล้สิ้นชีวิตเต็มที แต่เหมือนอีกฝ่ายจะยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“ งั้น งั้นตอนเย็น เดี๋ยว คือ เดี๋ยวกูซื้อยาทารอยแผลเป็นมาให้แล้วกัน ” คำพูดตะกุกตะกักมาพร้อมสายตาที่เหลือบไปมองทางอื่น ผมลุกขึ้นเต็มสูง พร้อมกับอุ้มเจ้าแก้มหอมที่อยู่บนตักนั้นขึ้นมาด้วย มือที่ลูบขนสวยๆ พยายามผ่อนคลายกับอาการที่เป็นอยู่ ก่อนจะถอนหายใจแล้วดึงหน้าตัวเองลงไปซบเจ้าตัวกลม พลางกับส่ายหน้าไปมา “ ไหนใครน่ารักที่สุดในโลก แก้มหอมละสิ แก้มหอมละสิ ”

“ หึ ” คนตรงหน้าที่หยุดยิ้ม ดึงให้สายตาของผมหันไปมองดู

“ ยิ้มเหี้ยอะไรอีก ”

“ เปล๊า ” อีกคนพูดเสียงสูงพลางยักไหล่แบบไม่ใส่ใจ แต่ผมก็ยังจ้องมองมันอยู่อย่างงั้นด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจเท่าไหร่ “ ทำไม หรือว่ามึงอยากจะฟัง ว่ากูคิดอะไรอยู่ ”

“ ไม่อยาก! ” แทบจะเรียกว่าตะโกนบอกออกไป แต่อีกคนก็ยิ่งยิ้ม อาร์มมันเดินเข้ามาใกล้ผม ร่างสูงเอียงตัวเข้ามาบอกกัน

“ ไม่แน่จริงนี่หว่า ”

“ มึงว่าใครไม่แน่จริง ”

“ ใครที่ไม่กล้าฟังคำพูดของกู เพราะว่ากลัวว่าหัวใจจะเต้นแรง กูก็ว่าคนนั้น ” สายตาที่มองกันอย่างหาเรื่อง ผมทำได้แค่จ้องมองมันกลับไปอย่างไม่อยากจะเป็นผู้พ่ายแพ้

“ ใครหัวใจเต้นแรงไม่ทราบครับ กูก็แค่ไม่อยากฟังมันก็เท่านั้น ” ยกไหล่ใส่มันที่ก็แค่แบะปากกับท่าทางนั้น

“ ก็ดี เพราะจริงๆกูก็แค่อยากจะบอก ว่ามึงอย่าเข้าใจผิดให้มันมาก ” อาร์มพูดเสียงจริงจัง “ คนที่น่ารักที่สุดในโลกไม่ได้มีแค่แก้มหอม  เพราะแม่งมีมึงรวมอยู่ด้วยอีกคน ”

กระสุนคำพูดที่พุ่งตรงเข้าใส่หัวใจอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมเบือนหน้าหนีไปมองไปทางอื่นอย่างฉับพลัน พร้อมกับกัดฟันที่อยากจะยิ้มกว้างไว้ให้แน่น และในตอนนั้นประโยคเดียวที่ผมอยากพูดกับอีกคน ก็เป็นแค่ประโยคสั้นๆ

“ มึงแม่ง ช่วยไว้ชีวิตกูหน่อย ”

“ ฮ่าๆ ”ทว่านั่นกลับทำให้อาร์มหัวเราะออกมาเสียงดัง อย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ร่างสูงที่ชอบตีหน้าเข้ม มันหัวเราะตัวโยแบบที่ต้องเอื้อมมือมาจับที่ไหล่ของผมแล้วยึดเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไปกองด้วยความถูกอกถูกใจ พร้อมกับคำพูดเบาๆที่เหมือนจะหลุดออกมาจากความรู้สึก

“ คือมึงจะน่ารักไปไหนวะเมี่ยง ”

ที่ตอนนั้นมันก็คงไม่ทันสังเกตหรอก ว่าทำให้ผมหัวใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง

“ เห้ออออออ ” สุดท้ายก็ได้แค่นั่งถอนหายใจแบบไม่เป็นอันเรียนอยู่อย่างนี้ แล้วพอคิดว่าเย็นนี้ก็ต้องไปเจอมันอีก เพราะว่าเมื่อเช้าเจ้าแก้มหอมถูกเอามาฝากไว้ที่ห้องของผมเพื่อให้ได้เล่นกับนายท่าน ก็ไม่อยากจะให้เวลามันเคลื่อนผ่านไปเลยสักนิด

ชีวิตแม่งมาถึงจุดนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ จุดที่สมองมีแต่คำถามวกวนอย่างไร้คำตอบ จุดที่ไม่อยากจะเจอหน้าใครสักคนเพราะเขินจนทำตัวไม่ถูก จุดที่หัวใจเต้นแรงกว่าปกติในทุกครั้งที่สบตา รวมถึงจุดที่ไม่อยากจะฟังคำพูดคำจาอะไรของคนตรงหน้าคนนั้น เพราะรู้สึกสิ้นสภาพและตั้งรับไม่ไหว

“ เล่นกับไฟอยู่ชัดๆเลยกู เห้อออออออ ” ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ผมค้ำมือกับโต๊ะที่นั่งด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้จะจัดการกับชีวิตต่อไปยังไง

“ ถอนหายใจอยู่ได้ เป็นเหี้ยอะไรของมึง ” ไอ้เจ้ยที่นั่งอยู่ข้างกันถามขึ้นก่อนจะยื่นปากกาที่ถืออยู่ เข้ามาเคาะบนหัวผม “ ตั้งใจเรียนหน่อย พ่อแม่อุตส่าห์ส่งควายอย่างมึงมาเรียน”

“ มึง ” เอ่ยถามอีกคนเสียงอ่อนแรง คนนั่งข้างกันที่กำลังจดคำอธิบายที่อาจารย์พูดอยู่บนหน้ากระดาษก็เหลือบมามองกัน

“ มีอะไร ” คำถามนั้นทำให้ผมเหลือบมองไอ้เบสที่นั่งอยู่ถัดไป มันที่กำลังตั้งใจเล่นเกมส์ในมือถือ ผมถอนหายใจออกมา “ ทำไม มึงจะนินทาไอ้สัดเบสเหรอ ”

“ เกี่ยวเหี้ยอะไรกับมัน ” บอกแบบนั้นด้วยสีหน้าตกใจที่เบิกตากว้าง ผมส่ายหน้า “ กูแค่อยากจะปรึกษาอะไรหน่อย ”

“ อะไร ”

“ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องของกูนะ ” คำพูดนั้นทำให้คนที่กำลังเขียนอะไรอยู่ถึงขั้นหลุดยิ้มกว้างแล้ววางปากกาลง เจ้ยมันหันมาหาผม

“ โอเค ”

“ คือ.. คือมันเป็นเรื่องของเพื่อนกู เพื่อนตอนเด็กๆ ”

“ คราวนี้เพื่อนตอนเด็กๆเนอะ ” มันว่าก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้กันอย่างสนใจ “ ว่ามา ”

“ คือเพื่อนคนนี้ เป็นอริกับเพื่อนข้างห้องของมัน ” เกริ่นนำออกไปแบบนั้นก่อนจะนิ่งไปสักพัก ผมแค่กำลังคิดว่าจะเล่ายังไงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่านั่นคือผม “ คือ..กูแม่งจะเล่ายังไงดีให้มึงเข้าใจ ”

“ เล่าความจริง ” บอกกันแบบนั้นผมก็ได้แต่เบิกตา

“ นี่แหละไอ้สัดเรื่องจริง กูไม่ได้โกหกนะ! ” ผมย้ำ แต่เหมือนอีกคนจะแค่ถอนหายใจออกมา คนข้างกันพยักหน้ารับยิ้มๆ

“ จ้าๆ ต่อเลยจ้ะ ”

“ มึงฟัง คือเพื่อนกูเป็นอริกับเพื่อนข้างห้องของมัน แต่เหมือนว่าคนสองคนต้องมาสนิทกัน ซึ่งต่างฝ่ายก็ต่างมีแผนที่อยากจะให้ฝ่ายตรงข้ามตกหลุมรัก ”

“ ก็คือ ตอนนี้ต่างคนก็ต่างจีบกันว่างั้น ”

“ คือไม่เชิงว่าจีบ ” ผมบอกก่อนจะนิ่งคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมดับอีกฝ่าย “ แต่มันก็เหมือนจีบว่ะ ”

“ ยังไงกันแน่ ”

“ ก็ต่างคนต่างทำให้อีกคนตกหลุมรักนั่นแหละ แต่ตอนแรกไม่คิดว่าจะรักกันจริงๆ มันเป็นแค่การต่อสู้เพื่อทำให้อีกฝ่ายตกเป็นรองเท่านั้น แบบว่าสมมุตินนะ สมมุติว่าถ้ากูกับไอ้อาร์ม....”

“ ห๊ะ ? ไอ้อาร์ม ”

“ คือ ไอ้อาร์มนามสมมุตินะ ” พูดออกไปเสียงจริงจังหลังจากที่เบิกตากว้างเพราะตกใจสุดขีดที่เผลอพูดออกไปอยย่างั้น แต่เหมือนคนที่ฟังอยู่จะไม่ได้อะไรมาก เจ้ยแค่ถอนหายใจออกมา มันกลั้นยิ้ม พร้อมกับยกมือขึ้นจับที่หน้าผากตัวเองเหมือนเหนื่อยใจกับอะไรสักอย่าง มันโบกมือแบบปัดๆ

“ โอเค เล่าต่อเลย ”

“ ยิ้มเหี้ยอะไรของมึง นามสมมุติไง ”

“ เออ ก็ไม่ได้ขำอะไร เล่าต่อๆ ” มันว่าแบบนั้นก่อนจะหันมามองผม “ มึงกับไอ้อาร์มนามสมมุติ ที่ไม่ถูกกันอยู่ห้องข้างกันแล้วต่างฝ่ายต่างก็พยายามทำให้ทำให้อีกคนตกหลุมรักแล้วยังไงต่อ สุดท้ายมึงกับไอ้อาร์มรักกันเหรอ ”

“ มึงแม่งช่วยต่อคำว่า ไอ้อาร์มนามสุมมติเข้าไปด้วยได้มั้ย พูดว่าอาร์มเฉยๆแล้วกูขนลุก เสือกไปคิดถึงไอ้เหี้ยอาร์มเพื่อนไอ้ดีน ” ผมบอกเสียงจริงจัง คนฟังก็ทำได้แค่เบิกตา ท่าทางเหมือนดูไม่ค่อยเชื่อที่ผมพูด “ กูพูดจริงนะ ”

“ อ่าเหรอ ” อีกคนก็พยักหน้ารับ “ โอเคๆ แล้วไงต่อ ”

“ ก็ไม่ไง แค่มันสองคนมีเรื่องกันนิดหน่อยเลยต้องมาใกล้ชิดกัน ก็จีบกันไปจีบกันมา ทำคะแนนให้อีกฝ่ายตกหลุมรัก แต่เหมือนหลังๆกูรู้สึกว่า มันไม่ได้แกล้งแล้ว ความรู้สึกกูมันบอกอย่างงั้น ”

“ หมายถึงความรู้สึกของเพื่อนมึง ” เจ้ยมันเย้าผมยิ้มๆ

“ เออ นั่นแหละ ”

“ แล้วอะไรที่ทำให้มึง. ” เจ้ยมันถามก่อนจะส่ายหน้าไปมา “ ไม่สิ เพื่อนมึง อะไรที่ทำให้เพื่อนมึงนามสมมุติคนนี้ถึงรู้สึกรู้สึกว่าไอ้อาร์มนามสมมุติมีใจให้ ”

“ ก็เพราะว่าไอ้อาร์มนามสสมุติมันหึงไง มันบอกตรงๆเลยนะว่ามันหึง แล้วคนที่ไม่ชอบมันจะไม่หึงกันจริงมั้ย ” ผมพูดด้วยเสียงจริงจัง แต่ถึงอย่างงั้นก็เผลอคิดถึงอยู่ดี

ใบหน้าคมในตอนที่พูดกับผม ในเย็นของเมื่อวานที่สวนสาธารณะนั้น สายตาจริงจังที่มองมาก่อนจะพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก “ ถ้าเราไม่คิดอะไรกับใคร แถมยังเป็นแค่คนคนนึงที่เป็นอริกันด้วยซ้ำ มันจะแคร์ทำไมจริงมั้ย ก็แค่กูไปคุยกับคนอื่น มันต้องเฉยๆมั้ยวะ แต่นี่มันถึงขั้นลากกูออกมา ตอนที่เค้าชวนกูไปที่ห้องของเค้า มันที่บอกว่าไม่ให้ไป แถมยังบอกว่าหงุดหงิดที่กูไปยืนคุย ยืนยิ้มให้คนอื่น เอาจริงๆ คนที่มันไม่ชอบกัน จะไม่ทำกันแบบนี้เปล่าวะ ”

“ อื้ม ”

“ มึงก็คิดเหมือนกันเปล่าวะ ว่าไอ้อาร์มมันชอบกู ” ผมนิ่งไปในตอนที่หันไปถามเพื่อนสนิท ไอ้เจ้ยมันยกคิ้วกับคำพูดนั้น ก่อนที่ผมจะปรับสีหน้าเป็นนิ่ง แล้วส่ายหน้าไปมาเหมือนคนกำลังจูนสมอง “ คือหมายถึง อาร์มนามสมมุติกับเพื่อนกู ”

“ ถ้าคิดตามที่มึงเล่านะ ”

“ อื้ม ” ผมพยักหน้ารับก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้เพื่อฟังความเห็นของอีกฝ่าย

“ ถ้าถามว่าคนที่ไม่ชอบกันจะไม่หึงกันใช่มั้ย ก็ใช่ แต่ถ้าถามว่าไอ้อาร์มนามสมมุติมันชอบเพื่อนมึงนามสมมุติคนนี้มั้ย กูก็รู้สึกครึ่งๆนะ ”

“ เหรอ ” หัวใจผมราวกับหล่นไปในตอนที่ฟัง เหมือนจะเซ็งนิดหน่อยในตอนที่ได้ยินอย่างงั้น เพราะผมคิดแค่ว่าเจ้ยมันคงคิดเหมือนผม และคำตอบก็คงออกมาประมานว่า ‘ คงชอบเพื่อนมึงแน่ๆแล้วละ ’ แต่เหมือนว่ามันไม่ใช่

“ คือจะพูดยังไงดี ” เจ้ยมันเว้นเสียง ราวกับกำลังคิดคำง่ายๆ เพื่อให้ผมเข้าใจ “ พวกมันเริ่มต้นมาจากคำว่า แกล้งจีบกันเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายนึงตกหลุมรักถูกมั้ย ซึ่งถ้าคิดจากตรงนี้ เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ไอ้อาร์มนามสมมุติมันทำกับเพื่อนมึง จะเป็นความรู้สึกจริงๆ หรือว่าความรู้สึกที่แค่จะเอาชนะ ”

“ นั่นก็จริง ” 

ผมถอนหายใจออกมา เพราะคำพูดของเจ้ยมันโคตรมีเหตุผล อาร์มไม่ใช่คนที่ผมจะเล่นด้วยได้ มันเป็นคนที่ดูไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าจริงๆรู้สึกอะไรอยู่ เป็นคนที่ไม่รู้เลยว่าหน้าแดงที่แสดงออกมาให้กัน จะเป็นจริง หรือแค่อยากจะเอาชนะ

“ เงียบไปเลย ”

“ เปล่า กูแค่คิดเฉยๆ ว่าที่มึงพูดมามันก็ถูก แต่ว่านะ..”

“ ยังไงอีก ”

“ มันก็ย้ำกูนะมึง ว่ามันรู้สึกอย่างงั้นจริงๆ มันย้ำด้วยแววตามั่นใจมากๆ แถมยังชอบทำอะไรให้หัวใจกูเต้นแรงด้วย แบบว่าพูดชมว่ากูน่ารักที่สุดในโลก คือถ้าเล่นๆมันจะเกินไปมั้ยวะ อันนี้มันแรงเกินไปนะ ”

“ ไม่แรงหรอก ก็พ้อยท์หลักของพวกมึงคือต่างฝ่าย ต่างพยายามทำให้อีกฝ่ายตกหลุมรักนี่ แล้วการตกหลุมรักมันก็ต้องประมานนี้กันทั้งนั้น มันต้องเล่นของแรง ไม่งั้นก็ไม่ตกหลุมรักหรอก ”

“ แต่ว่ามันบอกนะ ว่าอยากจะเจอกูทุกวัน คนที่ไม่รู้สึกอะไรกัน มันจะบอกแบบนั้นทำไม ”

“ เมี่ยง ” เจ้ยมันยิ้ม “ คือมึงเหมือนอยากจะให้กูพูดเลย ว่าไอ้อาร์มชอบมึง ” ได้แต่นิ่งค้างไปในตอนที่ได้ยินอย่างงั้น ผมส่ายหน้าไปมาทันทีตอนที่ได้สติ ก่อนจะยกสองมือขึ้นโบกไปมาใช้ท่าทางแสดงออกไปก่อนเพราะสมองคิดคำพูดอะไรไม่ออกทั้งนั้น

“ ไม่ใช่นะเว้ย ไม่ใช่ ” ผมว่าก่อนจะตีหน้าจริงจังใส่อีกคน “ แล้วกูพูดย้ำกี่ทีแล้ว ว่านี่คือเรื่องของไอ้อาร์มนามสมมุติกับเพื่อนกู ไม่ใช่เรื่องของกู ”

“ เออๆนั่นแหละ ” เจ้ยพยักหน้ารับก่อนจะถอนหายใจ มันจ้องหน้าผมอยู่สักพัก “ แล้วมึงว่ายังไง คิดว่ามันชอบเหรอ ”

“ ก็.. ”

“ แต่ถ้ามึงมั่นใจมึงก็คงจะไม่ถามกู เพราะงั้นมึงก็คงไม่มั่นใจเหมือนกันจริงมั้ย ”

‘ ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ’ เพราะบางทีที่กูถามมันอาจจะแค่อยากได้ความมั่นใจก็ได้ แค่ความมั่นใจที่คนนอกจะมองแล้วรู้สึกเหมือนกันอย่างที่กูกำลังรู้สึกอยู่ ว่าใครคนนั้นก็กำลังชอบกู ชอบแบบที่ไม่ใช่เรื่องที่อยากจะเอาชนะ ชอบแบบที่ผมไม่ได้คิดไปเองคนเดียว

“ เงียบไปเลยไอ้สัด ” เจ้ยดึงตัวเองมาชนเข้ากับไหล่อีกฝ่ายยกยิ้ม “ เป็นเหี้ยอะไร ”

“ เปล่าๆ ” ผมส่ายหน้ายิ้มๆ

ก็แค่ไม่ได้ตั้งรับว่าจะได้รับคำตอบแบบนั้น ผมคิดมาตลอดว่าเจ้ยก็คงตอบแบบที่ผมคิด แต่ที่มันพูดมาก็ถูก มันเป็นไปได้ว่านั่นอาจจะเป็นแค่การแสดง ที่ก็แค่เพื่ออให้คนอย่างผม ตกหลุมรัก

“ แล้วเป็นเหี้ยอะไร ”

“ กูแค่รู้สึกโหวงๆในใจ ” ผมยิ้ม “ คือ.. กูคิดแทนเพื่อนกูน่ะ เพราะเพื่อนคนนั้นดูรู้สึกกับคนข้างห้องไปแล้ว แล้วพอกูคิดว่าถ้ามันเป็นอย่างที่มึงพูดขึ้นมาจริงๆ  กูก็อดสงสารมันไม่ได้เลย เพราะมันไม่ได้คิดเลยสักนิด ในเรื่องแบบที่มึงพูด แล้วพอคิดว่าอาจจะเป็นจริงก็ได้ กูก็รู้สึกเหมือนหัวใจกูมันหายไป ยังไงดีวะ ”

“ เสียใจ ” เจ้ยพูดสั้นๆ ผมก็ได้แต่นิ่งไป

อาจเพราะว่านั่นคือคำที่แทนใจความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมี แต่แค่ไม่กล้าพูดออกมา

“ อื้ม.. คงงั้น ”

“ แต่ว่านะ..”

“ ช่างมันเถอะๆ ” ผมบอกปัดใบหน้าที่เริ่มจะจริงจังขึ้นมาของอีกคน ผมยิ้มให้มันตอนที่มองมา “ ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของกูจริงมั้ย  อย่าสนใจอะไรให้มากเลย ”

“ กูไม่ได้บอกว่า ไอ้อาร์มมันไม่ได้รู้สึกอะไรกับมึงนะ แต่ที่กูจะบอกคือ เพราะมึงเริ่มต้นความสัมพันธ์กันมาแบบนี้ ก็เลยอยากจะให้มึงระวังมันไว้หน่อยก็ดี เพราะก็เป็นไปได้หมด ทั้งที่ชอบมึงแล้วแบบจริงจัง แล้วก็อาจจะแสร้งทำเป็นว่าชอบเพื่อทำให้มึงตกหลุมรักนั่นก็เป็นได้ เพราะงั้นก็ลองหาวิธีอื่น จับสังเกตมันดู เพื่อความชัวร์น่าจะดีกว่า”

“ คือมึงหมายถึงไอ้อาร์มนามสมมุติกับเพื่อนกู ” พูดออกไปเสียงเบาๆ ไอ้เจ้ยมันก็ถอนหายใจ

“ เออ ”

“ แล้วไอ้การจับสังเกตมันเป็นยังไงวะ มึงแนะนำหน่อย คือ.. คือกูจะเอาไปบอกเพื่อนกู ” ผมยิ้มให้มันที่ก็ทำทีเป็นคิด

“ ก็ลองสังเกตสิ่งที่มันทำให้มึงแบบไม่ตั้งใจ ความเป็นธรรมชาติตอนที่อยู่ด้วยกัน อะไรที่มันแบบเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เค้าก็ยังใส่ใจน่ะ ”

“ มันก็มีนะ ” ผมหันไปบอกคนข้างกัน “ อย่างเมื่อวานกู คือเพื่อนกูน่ะมันอยู่ที่ห้อง กำลังวุ่นวายอยู่กับแมวของมันที่ไม่ยอมให้อาบน้ำ แล้วสักพักไอ้อาร์มนามสมมุติมันก็มาเคาะประตู ถามว่าเป็นอะไรเปล่า แบบนี้มึงว่ามันแปลกมั้ย ถ้าไม่รู้สึกอะไรทำไมต้องเป็นห่วง ทำไมต้องคอยฟัง คอยสนใจว่าเค้าทำอะไรอยู่ ”

“ ก็จริง ”

“ ใช่มั้ย แล้วล่าสุดเพื่อนกูก็เล่าว่าตอนที่มันไปยืนเคาะประตูคนข้างห้อง ไอ้คนข้างห้องมันยืนอยู่หน้าห้องแล้วมองมันตั้งนาน แล้วพอถามว่ามองทำไม มันก็บอก ว่ามองเพราะน่ารัก ”

“ ไอ้อาร์มนามสมมุติอะนะ ”

“ อื้ม ” ผมพยักหน้ารับ “ แล้วแบบนั้นมึงจะไม่ให้กู... คือ เพื่อนของกู คิดได้ยังไงว่าคนคนนนั้นชอบมัน ”
“ นั่นก็จริง ” เจ้ยพยักหน้ารับ มันมองกันยิ้มๆ “ แล้วพื่อนมึงคิดยังไงละ ”

“ หมายถึง ”

“ ก็หมายถึงว่า เพื่อนมึงคิดยังไงกับไอ้อาร์มนามสมมุติคนนั้น ถ้ามันชอบขึ้นมาจริงๆจะทำยังไง สานต่อเหรอ หรือว่ายังไง ”

“ ใครจะสานต่อ ” ถามออกไปทั้งๆที่ตาเบิกกว้างแล้วหน้าก็แดง ผมเม้นริมฝีปากตัวเองก่อนจะเหลือบมองซ้ายขวา มันเหมือนใบ้กินไปชั่วขณะ

“ แต่เหมื่อกี้ยังบอกอยู่เลย ว่าเพื่อนมึงรู้สึกกับไอ้อาร์มนามสมมมุติไปแล้ว ”

“ รู้สึกแค่นิดหน่อยเว้ย! ” เถียงออกไปเสียงดังคนฟังก็ได้แต่ยกคิ้วสงสัย “ แค่มึงถ้าไม่รู้สึกก็ไม่ใช่คนแล้วเปล่า เพื่อนกูมันก็คนนะ โดนจีบเบอร์นั้นต้องหวั่นไหวบ้าง  อีกอย่างกู ไม่สิ เพื่อนกู ก็คงคิดว่าเป็นต่อแล้วมากกว่า เหนือกว่าแล้ว ก็เท่านั้นอะ ”

“ เหรออออออออออออ ” คนฟังลากเสียงด้วยหน้าตาที่ไม่เชื่อเท่าไหร่

“ จริงๆนะเว้ย คงไม่สานต่อหรอก แค่เหนือกว่าทำอะไรมันก็ง่ายกว่าจริงมั้ยละ ”

“ งั้นกูก็ขอภาวนาให้เพื่อนมึงประคับประคองหัวใจตัวเองไม่ให้หลงรักไอ้อาร์มนามสมมุติไปจริงๆก็แล้วกันนะ ” เจ้ยมันว่า “ แล้วกูก็ฝากเพื่อนมึงด้วยแล้วกันว่า คนที่ฉลาดจริงๆ เค้าไม่เล่นกับความรักหรอกจ้ะ ”

“ อื้มมมมมมมมมม ” ผมลากเสียงก่อนจะพยักหน้ารับ เอาจริงๆก็อยากจะตอบมันออกไปเหมือนกัน ว่ากูก็ไมได้ฉลาดเท่าไหร่หรอกเจ้ย “ แล้วคือ..”

“ อะไร ” อีกคนเลิกคิ้วถาม ตอนที่เห็นว่าผมไม่ได้พูดอะไรต่อ

“ แล้วถ้าชอบกันจริงๆ มึงคิดว่าดีมั้ย คือ.. ในฐานะที่มึงเป็นเพื่อนกับกู สมมุติว่ากูไปคบกับคนที่มึงไม่ชอบ มึงจะโอเคกับกูมั้ย ”

“ เอ้ ถามแปลกๆน้า มึงเนี้ย ” ผมเบิกตาขึ้นมองคนที่พูดขึ้นมาแบบจับผิด เจ้ยมันยิ้ม จนผมต้องเอาแต่ส่ายหน้าไปมารัวๆ

“ ไม่ใช่กูนะเว้ย แค่ถาม ถามเฉยๆ ”

“ ไม่ใช่เด็กแล้วไอ้สัด เพราะงั้น กูเป็นเพื่อนมึง อะไรที่มึงมีความสุข คนเป็นเพื่อนอย่างกูแม่งต้องยินดีสิ ยกเว้นแค่.. กูไม่ได้คิดกับมึงแค่เพื่อน อันนั้นก็คงไม่ยินดีด้วยหรอกนะ ” เจ้ยพูดยิ้มๆพร้อมกับยักคิ้วให้ผม ก่อนจะหันไปเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ข้างกันอีกด้าน มันชี้ไปที่ไอ้เบส “ อ้อ ยกเว้นไอ้เหี้ยนี่ไว้ในอีกหนึ่งกรณีนะ  เพราะสมองยังแค่สามขวบ น่าจะไม่พอใจเท่าไหร่ แต่กูเชื่อว่ามันไม่ห้ามมึงหรอก ”

“ ไอ้สัด ” หลุดยิ้มออกมา ก่อนจะหันไปมองด้านหน้า แล้วอยู่ๆก็เหมือนจะคิดขึ้นมาได้ ถึงคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบก่อนหน้านี้ “ ว่าแต่มึงมีวิธีอะไร แจ่มๆบ้างวะ ไอ้ที่แบบว่า เราจะรู้ได้เลยว่า เค้าชอบเราอยู่ หรือไม่ชอบเราอยู่ ”

“ มันก็ไมได้รู้ได้ขนาดนั้น แต่มึงก็ลองส่งเพลงไปให้เค้าดูสิ เพลงที่เค้าอ่านไม่ออก ฟังไม่รู้เรื่อง เพลงที่มันต้องหาคำแปลด้วยเอง ”

“ ยังไงวะ ”

“ ส่งเพลงเกาหลีไป ถ้ามันสนใจมึงอยู่แล้ว มันต้องหาความหมายของเพลงเพราะอยากจะรู้ว่าคนที่มันชอบ ส่งเพลงอะไรมาให้มัน จริงมั้ย”

“ จริง ” ผมพยักหน้าลงยิ้มๆ “ โอเค ไว้กูจะบอกเพื่อนกูนะ ” ว่าแบบนั้นคนแนะนำก็ถอนหายใจ พลางผ่อนแผ่นหลังลงพิงกับเก้าอี้ตัวที่นั่ง

“ แต่กูว่ากูพอเดาออกแล้วนะ ว่าเพื่อนมึงชื่ออะไร ”

“ ไม่ต้องเดา มึงไม่รู้จักหรอกน่า ” ลากเสียงใส่อีกฝ่าย ผมส่ายหน้าไปแบบบอกปัด แต่ถึงอย่างงั้นคนข้างกันก็ยังดูมั่นใจ “ อะๆ มึงว่ามันชื่ออะไร ”

“  ชื่ออีเลา เรื่องที่มึงเล่า ต้องเป็นเรื่องของอีเลาแน่นอน ” สายตาที่หันมองกันอย่างมั่นใจ ผมที่ได้แต่เงียบไปในตอนนั้น

“ เจ้ย คือกูไม่มีเพื่อนชื่อเลา ”  แต่เหมือนคำตอบนั้นจะทำให้อีกคนผิดหวังอย่างหนัก ผมเห็นสีหน้าช็อคผ่านสายตานั้น ก่อนที่มันจะฟุบลงกับโต๊ะตัวที่นั่งไป

“ ไม่รู้จะด่ายังไงดีเลยกู ”  ผมที่ได้แต่ยิ้มกว้าง ในตอนนั้นมือมันก็เอื้อมไปจับไปไหล่อีกฝ่ายปลอบๆ

“ ก็บอกแล้วไง เพื่อนกูน่ะ มึงไม่รู้จักหรอกเจ้ย ”

..................................................................
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 12 :: up! 14-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 21-02-2020 20:33:33

โรงอาหารในช่วงกลางวันนักศึกษาจะค่อนข้างเยอะเป็นพิเศษ โต๊ะที่เหลือว่างไม่มาก มีเพียงแค่โต๊ะเล็กๆ ที่ไอ้เบสถึงขั้นชะงักตัวเล็กน้อยในตอนที่เห็นว่าตรงข้ามกันนั้นเป็นโต๊ะของอริตัวอย่างไอ้ดีนที่ก็หันมายกยิ้มให้ทันทีในตอนที่เห็นหน้า

“ ไม่มีที่ที่มันดีกว่านี้แล้วเหรอวะ ” ร่างสูงว่าแบบที่จงใจให้คนที่นั่งกินข้าวอยู่ได้ยิน “ เห็นแค่หลังคนบางคน ก็แดกไม่ลงแล้วกู ”

“ งั้นลองแดกตีนกูมั้ย เผื่อว่าแดกอะไรๆจะคล่องคอขึ้น ” ไม่รอช้าไอ้ดีนสวนกลับอีกฝ่ายทันที พร้อมกับสายตาเรียวที่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างหาเรื่อง แต่ไอ้เบสก็แค่แบะปาก มันหันไปมองทางอื่นด้วยท่าทางยียวนตามปกติเวลาที่เจอกัน

“ มึงไม่มีอะไรที่น่าแดกมากกว่าตีนเหรอ หรือว่าทั้งตัวมึง ตีนนี่น่าแดกสุดแล้ว ” ส่งสายตาเศร้าให้อีกคน “ น่าเศร้าจังเลย ก็ว่าทำไมสาวทิ้งบ่อย มีแค่ตีนที่น่าแดกนี่เอง ”

“ กูน่าแดกหลายอย่าง แต่คนอย่างมึง มันเหมาะกับตีนกูไอ้สัด ”

“ อ๋อเหรออออออออออ ” เสียงทุ้มที่ลากยาวเบสเดินเข้าไปใกล้อีกคนก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “ ไม่เชื่อหรอก เพราะงั้นกูต้องลองชิมเอง จะได้รู้ไง ว่ากูเหมาะกับอะไร ”

“ งั้นก็ลองตีนกูเลยแล้วกัน ” ร่างหนาเจ้าของแววตาเรียวพลิกตัวออกมาพร้อมกับเท้าที่หมายจะถีบอีกฝ่ายแต่เหมือนเพื่อนผมจะไวกว่า ไอ้เบสหลบทัน

“ ว๊าย ไม่โดนแหละ ”

“ มึงแม่ง..”

“ ดีน อย่า ” เสียงของอาร์มที่พูดขัดขึ้น คนที่เหมือนกำลังจะพูดอะไรต่อก็แค่หันกลับไปมองก่อนจะถอนหายใจออกมา สายตาคมเหลือบตาไปมองโดยรอบ ผมเพิ่งรู้ว่ามีคนหลายคนมองเราอยู่แล้วท่าทางก็ดูเหมือนว่าจะเตรียมหนีกันเต็มที่ ถ้าเกิดว่าเราจะปะทะ

“ เชื่อฟังกันจังเลย แต่อย่างว่าแหละเนอะ ” ทิ้งท้ายด้วยคำพูดยิ้มๆ เบสมันเหลือบมองไอ้อาร์มที่ก็จ้องมองมันอยู่ด้วยสายตาจริงจังที่เหมือนกับว่าถ้ามีมวยขึ้นมา ผมว่าคงไม่ใช่ไอ้ดีนกับไอ้เบสหรอก แต่น่าจะเป็นไอ้อาร์มกับไอ้เบสมากกว่า

“ ไปนั่งเถอะน่า มึงจะแดกมั้ยไอ้สัด กูหิวข้าวแล้วเนี้ย ” ไอ้เจ้ยว่าขัดไอ้เบสที่ในตอนนั้น มันแค่ยกยิ้มให้ไอ้อาร์มไอ้ดีน ก่อนจะนั่งลงตามแรงดึงของเพื่อนสนิทตัวเองที่จัดที่นั่งให้แบบหันหลังให้กับคู่อริ จะได้ไม่ต้องเห็นกัน ก่อนมันจะหันมาบอกผม “ มึงนั่งนั่นนะ ” เชิดหน้าไปตรงที่นั่งตรงกันข้าม ผมพยักหย้ารับ ยังไงก็ไม่เรื่องมากอยู่แล้ว

“ โอเค งั้นกูไปซื้อข้าวก่อนนะ ” เหลือบมองร่างสูงของอีกโต๊ะในระหว่างที่กำลังเดินไป แต่เพราะมันคงมานั่งสักพักแล้วอาหารที่กินไปก็เลยเหมือนจะใกล้หมดจนดูไม่ออกว่าก่อนหน้านี้มันสั่งอะไรมากิน

ครืน ครืน ครืน

มือถือที่สั่นอยู่ในกระเป๋าผมหยุดนิ่งในตอนที่ดึงมันขึ้นมา บนหน้าจอนั้นปรากฏข้อความไลน์ของคนที่ผมจ้องมอง เป็นชื่อสั้นๆที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษแค่สามตัว ‘ Arm ’

Arm:
บะหมี่ต้มยำทะเล
Mieng:
อะไร
Arm:
ก็เห็นมึงมองมา
เลยคิดว่าน่าจะอยากรู้
ว่ากูกินอะไร
Mieng:
ใครมองมึง
Arm:
มึง
Mieng:
ไม่ได้มองเว้ย
มึงนั่นแหละมองกู
ไม่งั้นจะรู้ได้ยังไงว่ากูมองมึง
Arm:
เออ
กูมองมึง
ทำไมมีปัญหาเหรอ
Mieng:
ไม่มีไอ้สัด
Arm:
ก็ดี
เพราะโลกนี้ไม่มีกฏห้ามมองคนที่อยากมอง
Mieng:
K

ถอนหายใจออกมาหลังจากที่พิมพ์ประโยคนั้น ผมพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด ตอนที่เหลือบมองไปตรงคนที่ยังคงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้หน้าจอมือถือที่ยังคงค้างไว้ซึ่งหน้าจอแชทระหว่างเรา

“ ยืนนิ่งเหี้ยอะไรขนาดนั้น ” ไอ้เบสที่เดินมากอดคอกันหันถาม “ มึงแดกไร ”

“ คือ.. บะหมี่ต้มยำ มั้ง ” ได้แต่ถอนหายใจออกมาในตอนนั้น ผมที่พลั้งปากไปได้แต่นิ่ง เอาจริงๆไม่ได้อยากกินเลย แต่สมองที่เอาแต่บอกว่า ‘อาร์มกินบะหมี่ต้มยำละ’ พอโดนถามแบบไม่ทันตั้งตัวเข้าหน่อย ปากก็เลยพูดออกไปซะงั้น “ Kเอ้ย ”

“ ห๊ะ ? ” เบสมันหันมาบอกผมงงๆ “ อะไรของมึง ไปๆ บะหมี่ต้มยำใช่มั้ย กูก็อยากกินพอดี ”

“ อ่า เค ” ตอบรับเสียงเบาๆ อย่าไม่มีข้อแม้ เราก้าวไม่ถึงสิบก้าวก็ถึงหน้าร้านที่มีแค่ไม่กี่คิว ผมสบสายตากับคนขายพอดี “ เอ่อ มีข้าวเปล่ามั้ยครับ ”

“ มีค่ะ ” ป้าเจ้าของร้านตอบ

“ งั้นเอาเกาเหลาต้มยำทะเลน้ำข้น กับ ข้าวเปล่าครับ ”

“ เหมือนกันครับ ”

หย่อนตัวลงนั่งตรงเก้าอี้หลังจากได้อาหาร ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าที่นั่งมันอยู่ตรงข้ามกับอีกฝ่ายพอดีก็ตอนที่สบสายตาคมคู่นั้นที่เอาแต่ยิ้มมองกันอยู่อย่างจัง ผมขมวดคิ้วตอนที่เห็นมันหัวเราะจนอดหยิบมือถือขึ้นมากดพิมพ์ไปถามไม่ได้

Mieng:
จะยิ้มเหี้ยอะไรของมึงนักหนา
Arm:
ทำไมต้องกินตามด้วย
ชอบกูเหรอ
Mieng:
ไมได้ชอบเว้ย
แล้วกินตามที่ไหน
ไม่เหมือนกันเลย
มึงกินบะหมี่แต่กูกินข้าวนะ
Arm:
แต่ก็ร้านเดียวกัน
ชอบกูแน่ๆเลย
เพราะกินตามคนที่ชอบ
Mieng:
ไม่ได้ชอบเว้ยไอ้สัด

พิมพ์ข้อความส่งออกไปหาอีกคนที่ก็แค่ยกคิ้วนมองกันอย่างท้าทาย ส่วนผมก็ได้แต่ถอนหายใจหงุดหงิดออกมา ก่อนจะก้มหน้ากินอาหารตรงหน้าอย่างไม่อยากจะใส่ใจ

“ เป็นเหี้ยอะไรของมึงถอนหายใจซะดัง ” เบสที่กำลังนั่งตักข้าวกินเหล่มองกันในตอนที่ถาม ผมที่ได้แต่ส่ายหน้า พลางเหลือบมองคนที่ส่งข้อความกวนตีนมาเมื่อครู่

“ ไม่มีอะไรหรอก ” ผมพูดเสียงดังแบบที่อยากจะให้คนที่ส่งข้อความมาได้ยิน “ แค่รำคาญคนหลงตัวเอง ”

“  ส่วนกูก็รำคาญมึง เงียบๆหน่อย ” ดีนที่หันมาบอกกัน ชวนให้นิ่งไปสักพักก่อนที่ผมจะยกยิ้มแล้วตอบกลับ

“ เสือก กูไม่ได้พูดกับมึง ”

“ เหย้ดเข้  ” ไอ้เบสถึงกับยกนิ้วให้กัน ผมยักคิ้วให้ไอ้ดีนที่ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กเล็กๆที่ยืดอกภาคภูมิใจสุดตัวเวลาถูกชม

“ ขอกินข้าวสงบๆหน่อยได้มั้ย ” ไอ้เจ้ยที่เดินไปซื้อข้าวผ่านมาพูดขึ้นกับไอ้ดีนที่ยังคงมองผมไม่วางตา เหมือนว่าในความรู้สึก มันเองก็อยากจะต่อยผมสักทีให้หายหงุดหงิดเหมือนกัน แต่มันก็แค่หันกลับไปนั่งที่เดิมในตอนที่เพื่อนผมพูดแบบนั้น

“ ทำไมมันเกรงใจไอ้เจ้ยจังวะ ” ถามไอ้เบสออกไปเสียงเบาๆ ก็สังเกตมาหลายครั้งแล้วมันน่าแปลกที่พอเป็นเจ้ยทุกคนจะยอมกันง่ายๆ ทั้งๆที่บางทีเรื่องมันก็มาถึงขั้นที่จะต้องต่อยกันแล้วด้วยซ้ำไป

“ กูไม่เคยเล่านี่หว่า ไอ้เจ้ย ตอนม.ต้นมันอยู่ห้องเดียวกับไอ้อาร์มแล้วก็ไอ้ดีน เห็นว่าช่วยอะไรกันมาก็เยอะ เมื่อก่อนสัดเจ้ยเป็นถึงหัวหน้าห้องเลยนะ เห็นตัวเท่าลูกหมาอย่างงั้น ”

“ นินทาเหี้ยอะไรกู ” คนที่โดนพูดถึงนั่งลงตรงข้ามกัน ผมก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาแบบเร็วๆ ก่อนจะก้มหน้ากินข้าวต่อ แต่เหมือนว่าไอ้คนที่อยู่ตรงโต๊ะตรงข้ามมันยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

Arm:
ปากดีจัง
ไม่เห็นเหมือนตอนทำแมวหายเลย
คนที่จับเสื้อกูแล้วเอาแต่ร้องไห้คนนั้น
Mieng:
คือมึงจะพูดเรื่องนี้ไปจนกูมีเมียเลยมั้ย
Arm:
จะพูดจนกว่ามึงจะมีกู
Mieng:
K
เงียบปากไปได้มั้ย
คนจะกินข้าว
Arm:
ก็กินไปสิ
ใครห้ามปากมึง
แต่ช่วยตักคำเล็กๆหน่อยนะ
เดี๋ยวคนอื่นจะดูออกหมดว่าตะกละ
Mieng:
แสดงว่ามึงมองกูอยู่ตลอดเลยสินะ
ถึงรู้
Arm:
ใช่
แต่จะแปลกอะไร
กูมองคนที่ชอบ


ข้าวแทบพุ่งออกจากปากตอนที่ผมอ่านประโยคนั้น ผมเหลือบมองไอ้คนตัวปัญหาแต่ก็ยิ่งรู้สึกหัวร้อนมากกว่าเก่า ไอ้อาร์มนั่งไขว่ข้างดูดน้ำ ส่วนมืออีกข้างก็กดมือถือยิกๆ เหมือนอยากจะทดสอบความอดทนของผม แบบชนิดที่ต้องตะโกนออกไปกลางโรงอาหารว่า ‘หยุดจีบกูเดี่ยวนี้นะ’ มันถึงจะยอมหยุด

“ เออ ว่าแต่มึงบอกเรื่องนั้นกับเพื่อนมึงยัง ” เจ้ยที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันเอ่ยถาม “ เรื่องที่กูบอกว่าให้ส่งเพลงไปให้ไอ้อาร์มนามสมมุติคนนั้น ”

“ ยัง ” ผมส่ายหน้าไปมา อีกฝ่ายก็กลืนข้าวที่กินอยู่ลงคอไป

“ กูมีเพลงนึง มึงลองให้เพื่อนฟัง ถ้าความหมายตรงใจก็ลองส่งไปให้เค้าดู ” เจ้ยมันว่าแบบนั้นก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมา กดยุกยิกอยู่สองสามครั้ง ข้อความก็ปรากกฏขึ้นมาบนหน้าจอของผม ‘ See The Stars ’  “ อันนี้คือเพลงที่บอก ”

“ ขอกูอ่านคำแปลก่อน ” ว่าแบบนั้นมือก็กดเข้าไปในหน้าค้นหา ผู้หญิงสวยห้าคนเจ้าของเพลงปรากกฏขึ้นมาอย่างไม่คุ้นหน้ากับภาษาที่ไม่เข้าใจ พร้อมทั้งคำอ่านแล้วก็เนื้อหาที่แปลแล้วได้ใจแบบชนิดที่ชวนให้ใจสั่นตั้งแต่ประโยคแรก ‘ ใจของฉันสั่นไหวอีกแล้ว เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของเธอที่กำลังจ้องมา ในทุกๆครั้งที่ได้มองหน้าเธอ ก็เผลอยิ้มออกมาทุกที มันเหมือนว่าฉันจะชอบเธอเข้าแล้วล่ะ ’

 “ เป็นไง ตรงมั้ย ”

“ ตรงตั้งแต่ประโยคแรก ” เงยหน้าบอกกับอีกคนแบบนั้น ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “ หมายถึงตรงกับความรู้สึกของเพื่อนกูมาก ”

“ อื้ม ใช่มั้ย ”

“ มึงไปได้เพลงนี้มาจากไหนวะ ” ผมถามด้วยความอยากรู้ เอาจริงๆ หน้ามันไม่เหมาะกับการเป็นคนที่ชอบอะไรทางด้านนี้เลย

“ เมียกูติดหนังเกาหลีเรื่องนี้มาก มันเป็นเพลงประกอบหนังเกาหลีเรื่องนั้น แล้วกูชอบ มิ้งเลยเคยอ่านคำแปลให้ฟัง ”

“ เช่นนั้น ” พยักหน้ารับงึกงัก ก่อนจะเหลือบมองเป้าหมายที่กำลังนั่งมองมือถือตัวเองแบบไม่วางตา ผมก็ไม่รู้ว่ามันกำลังทำอะไรอยู่หรอก อาจจะรอข้อความของผมหรืออาจจะกำลังดูรูปไม่ก็ข่าวจากโปรแกรมไหนสักโปรแกรม

“ เป็นไง ส่งยัง ”

“ ยัง ” ผมส่าหน้าตอบก่อนจะยิ้ม “ อยู่ๆก็กลัวว่ะ กลัวว่าเค้าจะไม่สนใจ คืออยู่ๆก็รู้สึก ว่าไม่อยาก จะให้มันเป็นอย่างงั้น ”

“ ไอ้เมี่ยง..” เจ้ยถึงกับวางช้อนที่กำลังกินอยู่ มันกลืนน้ำลายของตัวเองในตอนที่มองผม

“ คือ กูหมายถึงเพื่อนกูมันบอก ว่ามัน ไม่อยากจะให้เป็นแบบนั้น ”

“ งั้นกูก็ขอฝากบอกเพื่อนมึงว่ากล้าๆหน่อย เอาให้รู้ไปเลย เพราะยิ่งมึงชัวร์ว่ามันไม่ชอบมึงเร็วเท่าไหร่ มึงก็ยิ่งตอบกลับได้เร็วเท่านั้น มันจะเป็นโชคดีของเพื่อนมึงนะ ”

“ นั่นก็จริง ” ตอบอีกคนไปแบบนั้น ผมผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะกดมือถือเข้าไปในหน้าจอแชทของอีกฝ่าย

Mieng:
มึง
มีเพลงจะให้
https://www.youtube.com/watch?v=n_AYF88AEqw
ลองฟังดู
‘ อ่านแล้ว ’ ตัวอักษรเล็กๆที่ขึ้นมาบนหน้าจอข้างๆกับเวลา ผมเหลือบมองคนที่ตรงข้ามกันที่ก็อดยิ้มไม่ได้เลยในตอนที่มันดึงเอาแอร์พอร์ตขึ้นมาจากในกระเป๋าเสื้อนักศึกษาของตัวเอง หูฟังที่เสียบลงไปบนหู ผมรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องสักเท่าไหร่ ข้าวที่ว่าอร่อยตรงหน้า บัดนี้ยังไม่ได้รับแม้แต่ความใส่ใจ

Arm:
นี่คือความรู้สึกของมึงที่มีให้กูเหรอ
อื้ม
เหมือนว่าฉันจะชอบเธอเข้าแล้วล่ะ
ตรงท่อนนี้คือจริงหรือเปล่า
Mieng:
มึงรู้คำแปลด้วยเหรอ

Arm:
ไปอ่านมา
Mieng:
มึงไปหามาด้วยเหรอ
Arm:
ก็มึงเป็นคนให้กู
ถ้าฟังไม่ออกก็ต้องหาคำแปลสิ
ว่าไง
อย่านอกเรื่องนาน
ตอบคำถามกูด้วย
เหมือนว่าฉันจะชอบเธอเข้าแล้วล่ะ
หมายความว่าไง
มึงชอบกูแล้วเหรอ
Mieng:
คือจริงๆอยากให้มึงสนใจความหมายของท่อนนี้มากกว่า
Arm:
ท่อนไหน
Mieng:
        ถ้าเธอเองก็ชอบฉันเหมือนกัน ก็ช่วยมาสารภาพความในใจให้ฉันรู้ทีนะ


ไม่มีประโยคตอบกลับจากคนที่อ่านข้อความนี้ ผมเงยหน้ามองอาร์มแต่เหมือนว่าตอนนั้นมันกลับไม่ได้มองผมอยู่ แล้วก็ไม่ได้มอง แม้แต่หน้าจอมือถือที่เป็นบทสนทนาของเรา อาร์มกำลังมองดีนอยู่ มองคนที่อยู่ตรงหน้าตรงนั้น ด้วยสายตาเศร้าจนชวนให้ผมนิ่งไป

ก็ลืมไปเลยว่าอาร์มกับดีนเป็นเพื่อนสนิทกัน แล้วแบบนั้นมันจะมาชอบผมคนที่เป็นศัตรูกับเพื่อนมันได้ยังไง จะมาชอบผม จะมารู้สึกกับผม แบบที่ผมรู้สึกกับมันได้ยังไง เพราะไม่ว่ายังไงเรื่องของเราก็เป็นแค่เกมส์ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามทำให้อีกคนตกหลุมรักมันก็เท่านั้น

 “ เจ้ย มันเป็นอย่างที่มึงบอกเลยวะ ” ผมเอ่ยเรียกคนตรงหน้าที่ก็เงยหน้าขึ้นมองกัน “ ทุกอย่างมันเป็นแค่เกมส์ ”

แล้วดูเหมือนว่า กูจะแพ้ซะด้วย

...........................................................


ถ้าเธอไม่รักกัน ก็อย่ามาให้ความหวัง!
บีมมือน้องเมี่ยง แต่ยังไงก็รอฟังพี่อาร์มก่อนนะคะ
ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ด้วยนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาและคอมเม้นท์  :hao6:

หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 13 :: up!21-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: areenart1984 ที่ 21-02-2020 23:35:04
IArm คนหลายใจ  :fire:
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 13 :: up!21-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: DrSlump ที่ 22-02-2020 13:38:13
 :pig4: :pig4: :pig4:

สงสารน้องเมี่ยงจัง  แถยังไงก็ไม่วายถูกเพื่อนเจ้ยรู้ทันทุกเรื่อง
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 13 :: up!21-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: wutwit ที่ 28-02-2020 12:51:58
ส่งพี่ต่อมาด่วนเลย รำคาญอีอาร์ม บึยยยย
หัวข้อ: Re: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 14 :: up!28-2-63} #หน้า 3
เริ่มหัวข้อโดย: patwo ที่ 28-02-2020 20:40:26
ตอนที่ 14

เสียงดนตรีที่กำลังฟังจบลงพร้อมกับผมที่ดึงสติของตัวเองขึ้นมาจากใบหน้าของคนที่เอาแต่จดจ้อง ดีน กำลังหัวเราะสนุกสนานอยู่กับเรื่องราวที่ไอ้จุ้นตัวโจ๊กประจำกลุ่มเล่าโดยที่ไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าผมกำลังมองมันอยู่นาน

แต่นั่นก็เหมือนทุกครั้ง ที่อีกฝ่ายเป็น
ไม่มอง ไม่รู้ และถึงรู้ ก็ไม่สน

 ผมหันกลับไปมองเจ้าของบทเพลงที่มอบให้กัน แต่ทว่ามันคงจะช้าไป เมี่ยงไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว ทั้งๆที่อาหารที่สั่ง ก็มีเหลืออยู่เต็มจาน แถมยังกินไม่หมดด้วยซ้ำ

“ หายไปไหนของมัน ” พูดกับตัวเองแบบนั้น ผมมองไปรอบๆโรงอาหารที่ตอนนี้คนเริ่มบางตาลงแล้ว แต่ทว่ากลับไม่มีใครคนนั้นที่คิดว่าน่าจะไปยืนอยู่เลย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งซ้ายหรือขวา

“ หาอะไรของมึง ” ดีนเอ่ยถามผม ที่ก็เหลือบมองมันก่อนจะส่ายหน้า

“ เปล่า ”

“ กลบเกลื่อนไม่เนียนเอาซะเล้ย ” ไอ้จุ้นคนขี้สอดว่าแบบนั้น มันยกน้ำที่ตั้งอยู่ตรงหน้าขึ้นมาดูด “ พวกมึงหันไปมองมึงตั้งนาน ดูจากดาวอังคาร ใครๆก็รู้ว่ามึงกำลังหาใครสักคนอยู่ ”

“ แล้วเสือกอะไรมึงด้วย ”

“ ว๊ายยยยยยย ” ทั้งไอ้ดีนไอ้โฮมถึงขั้นประสานเสียงให้อีกคนที่ก็ยกมือขึ้นทาบอก แต่ก็ไม่ลืมกร่อนด่าผมเบาๆ

“ ไม่อ่อนโยนกับกูเลยไอ้หน้าเหี้ย ” คำพูดที่ทำให้หลุดยิ้ม ก่อนจะก้มหน้าลงมองมือถือที่สั่นอยู่ในมือ มันมีข้อความใหม่เข้ามาแต่ไม่ใช่ข้อความของคนที่เมื่อครู่ผมแกล้งเย้ามันไปสารพัดเพราะชอบมองเวลาที่แก้มขาวนั่นขึ้นสีแดง กลับกัน มันเป็นข้อความของคนที่นั่งอยู่ข้างๆผม แล้วนั่นก็คือไอ้โฮม


Home:
คนที่มึงมองหา
เมื่อกี้กูเห็นเค้าเดินออกไปจากโรงอาหารแล้ว


ไม่ได้ตอบกลับข้อความนั้น ผมเพียงแค่อ่านมันก่อนจะปิดหน้าจอไปและทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หยิบน้ำที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมากิน ก่อนจะวางมันลงแล้วลุกขึ้นเต็มความสูง

“ ไปเข้าห้องน้ำหน่อย เดี๋ยวมา ”

“ ทำไมพี่อาร์มของกูถึงชอบใช้ชีวิตคนเดียวนักนะ ” ดีนมันพูดแซว พลางใช้มือซ้ายข้างที่สวมแหวนของผมอยู่บนนิ้วกลางนั้นค้ำลงกับโต๊ะที่นั่ง ก่อนจะเอียงหน้าถามกันอย่างอยากจะให้เห็นมันชัดๆ

เพราะตั้งแต่ที่มันส่งข้อความมาให้คืนนั้น
เรายังไม่ได้คุยกันเลย เกี่ยวกับเรื่องแหวนที่สวมอยู่


 “ ทำไงได้ ก็ไอ้คนที่กูอยากจะใช้ชีวิตด้วย แม่งไม่อยากจะใช้ชีวิตร่วมกับกูนี่หว่า ” ตอบคนที่จ้องมองมาแบบเสียงเรียบด้วยรอยยิ้ม แต่มันอาจจะเป็นคำพูดที่ตรงไปสักหน่อย ดีนในตอนนั้นก็เลยได้แต่นิ่งไป สายตาเล็กมองผมราวกับตั้งคำถามว่าทำไมถึงพูดอะไรแบบนั้นออกมา ต่างจากไอ้โฮมที่ถึงขั้นเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นในตอนได้ฟัง มันเหลือบมองผมสลับกับอีกคน

“ เฉียบสัด ”

“ งง ” ไอ้จุ้นเอียงหน้าสงสัย มันที่มองพวกเราด้วยสายตาตั้งคำถาม “ พวกมึงพูดเรื่องเหี้ยอะไรกัน ” ไม่มีใครตอบให้คลายความน่าสงสัย ตอนนั้นไอ้โฮมแค่เชิดหน้าถามดีนเรื่องแหวนขึ้นมาเหมือนปัดความสนใจของอีกฝ่ายไป

“ ว่าแต่ปกติมึงใส่แหวนด้วยเหรอวะ ”

แน่นอนว่าอย่างที่พวกเราในกลุ่มรู้กัน ไอ้ดีนไม่ใช่คนที่ชอบใส่แหวน แต่ชอบใส่พวกสร้อยข้อมือ หรือไม่ก็สร้อยคอ  และมากสุดของมันที่ต้องใส่ทุกวันก็เหมือนจะมีแค่ต่างหูที่ผมรู้สึกว่าพักหลังๆบางอันมันยาวจนไม่ควรเรียกว่าต่างหูแล้ว แต่ควรเป็นสร้อยคอมากกว่า

“ ไม่ใส่หรอก แต่อันนี้พิเศษหน่อย เพราะได้มาตอนวันเกิด ” พูดแบบนั้นมือข้างซ้ายก็ถูกยกขึ้นมาอวดเพื่อนเต็มที่ด้วยหน้าตายิ้มแย้มแบบเด็กเล็กๆอย่างที่ผมชอบ แววตาเรียวหรี่ลง แก้มกลมๆยกขึ้น

ดีนยื่นมือให้เพื่อนสองคนดูใกล้ๆ สำหรับแหวนเงินเกลี้ยงวงนั้นที่แอบฝังเพชรเม็ดเล็กๆอยู่ภายใน แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะสังเกตมันหรือเปล่า

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดีนจะเข้าใจความหมายของมันมั้ย  แต่คิดว่าน่าจะไม่ เพราะผมยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้พูดเลย ว่าความรู้สึกรักของผมก็เหมือนกับของชิ้นนั้นที่ให้มันไป

ดูภายนอกเหมือนไม่มีอะไร แต่แท้จริงความรู้สึกรักมากมายถูกซ่อนเอาไว้ภายในนั้น  และจะยังคงอยู่อย่างมั่นคงแบบนั้นตลอดไป เหมือนดั่งเพชรเม็ดนั้น

“ ใครซื้อให้วะ ” ไอ้จุ้นถาม ดีนมันก็เหลือบมามองกัน ก่อนจะกระซิบตอบ

“ คนพิเศษ ”

“ คนนั้นเหรอ ” โฮมมองหน้าไอ้ดีนในตอนที่ถาม ผมรู้สึกสายตาแข็งกร้าวอย่างฉับพลันของคนที่ต้องตอบ

“ ใคร? ” ดีนถามจริงจัง ชวนให้ไอ้โฮมถึงขั้นผละหลังไปเล็กน้อยด้วยความตกใจที่อยู่ๆเพื่อนก็จริงจังขึ้นมา

“ ทำไมต้องหงุดหงิดด้วยไอ้สัด ก็สาวคนนั้นไง คนที่มึงพามาเมื่อตอนวันเกิด มันชื่ออะไรแล้วนะ ”

“ ไอ้ควาย ชื่อมอส ” ถอนหายใจแบบโล่งอก ดีนตอบยิ้มๆ

“ เออ มอสให้มึงเหรอ ”

“ เปล่า มอสให้อย่างอื่น ” ยักคิ้วยิ้มๆให้เพื่อนสองคนตรงหน้าด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ตามฉบับที่ก็พอรู้กันอยู่แล้วว่าของขวัญที่ว่าก็คงไม่พ้นเรื่องบนเตียง

“ ร้ายจริงๆเลยน้าพี่ดีนของกู ”

ผมเดินออกมาจากโต๊ะในตอนที่ได้ยินไอ้จุ้นพูดอย่างงั้น เรื่องที่พูดคุยถูกเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของเธอคนนั้น ก็เหมือนอย่างกับทุกทีที่ผ่านมา

ในช่วงเวลาที่คิดว่าพอแล้ว ถอยเถอะ คำพูดของดีนที่พูดกับผมก็ไม่ต่างอะไรกับหยอดฝนในช่วงหน้าแล้ง มันทำให้ดูเหมือนมีใจ แต่ถ้าถามว่ามารักกันมั้ย คำตอบก็ยังเหมือนเดิม คือยังไม่พร้อม แล้วบางทีผมก็คิดว่า ผมควรเดินออกมาจากตรงนั้นสักที


ตรงที่ที่ไม่รู้ว่ารถเมล์สายที่รอคอยมานาน จะมาเทียบหน้าป้ายสถานีเมื่อไหร่
และผมควรมองหาแท็กซี่ได้แล้ว หลังจากที่ยืนเปียกฝนอยู่ตรงนี้มานาน


ถอนหายใจยิ้มๆกับตัวเอง ผมส่ายหน้าด้วยความรู้สึกที่อยากจะสะบัดความคิดวุ่นวายในสมองนั่นออก สายตาเหลือบมองโต๊ะของกลุ่มไอ้เบสที่ไม่มีเมี่ยงนั่งอยู่ในตอนที่เดินผ่าน ผมไม่รู้เลยว่า คนอย่างเมี่ยงจะเลือกไปที่ไหน ในช่วงเวลาแบบนี้ เพราะไม่ได้รู้จักอีกคนขนาดนั้น แค่ครั้นจะให้ถามสองคนนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เช่นกัน


ครืน ครืน ครืน


Home:
แล้วอย่าลืมตอบคำถามคนที่มึงยังไม่ได้ตอบเค้านะ


ขมวดคิ้วในตอนที่อ่านข้อความที่ส่งเข้ามาใหม่นั่น ทั้งๆที่อยากจะส่งกลับไปว่า ‘ ขี้เสือก ’ เพราะไม่รู้ว่ามันมาสังเกตตอนไหนว่าผมคุยกับอีกคน แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ส่งไปอย่างที่คิด

ผมเปิดเข้าไปยังหน้าจอหลักของโปรแกรมแชทแทน ในนั้นคนที่ยังไม่ได้ตอบมีอยู่สองคน คนแรกคือดีนคนที่ผมปักหมุดแชทของมันไว้ด้านบนสุด ส่วนอีกคนก็คือ เมี่ยง คนที่ถามกับผมว่า   ถ้าเธอเองก็ชอบฉันเหมือนกัน ก็ช่วยมาสารภาพความในใจให้ฉันรู้ทีนะ

แต่ผมก็ยังไม่ได้ตอบมันออกไป

ผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะมองซ้ายขวาอย่างคนคิดอะไรไม่ออกว่าจะเริ่มที่จุดไหน  ผมไม่ใช่พวกที่ชอบพิมพ์ข้อความตอบอะไรยาวเหยียด ในตอนที่จะอธิบายอะไรสักอย่าง เพราะไม่ว่ายังไงก็มีความรู้สึกว่าการได้พูดคุยกันต่อหน้า มันอธิบายความรู้สึกทั้งหมดที่มีได้มากกว่า ทั้งจากสายตา ท่าทาง แล้วก็คำพูด

 “ ไอ้เมี่ยงแม่งไม่รู้จะรีบกลับบ้านไปไหนเนอะไอ้สัด ไม่มีเรียนเย็นแท้ๆ ข้าวก็ยังกินไม่หมดเลย ทั้งๆที่ปกติมันไม่เคยแดกเหลือเลยด้วยซ้ำ ” เสียงคุ้นหูของคนที่ไม่ต้องหันไปมองก็พอเดาออก ไอ้เจ้ยเพื่อนร่วมกลุ่มของผมสมัยอยู่ม.ต้นเดินลงมาจากโรงอาหารพร้อมกับไอ้เบส คู่อริของไอ้ดีนที่ก็หันไปพูดกับเพื่อนงงๆ

“ แล้วมึงจะพูดเสียงดังไปทำไม ก็มันบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าแค่ง่วง เลยอยากจะกลับบ้านไปนอน ”

“ แล้วทำไมกูต้องพูดเสียงเบา ” ถามกลับไปแบบนั้น อีกฝ่ายก็หันมามองหน้าผมยิ้มๆ แล้วในตอนนั้นที่ความรู้สึกของผมมันบอก ว่าเจ้ยน่าจะรู้แล้ว เกี่ยวกับเรื่องของเรา

“ มองเหี้ยอะไร ” เบสเชิดหน้าถาม ท่าทางกลัวตีนของมันเหมือนพวกอันธพาลที่วันๆไม่มีทำอะไรยกเว้นหาเรื่องคนแบบไร้สาระ

สมองผมสั่งการว่าอย่าไปให้ค่าอะไรกับคนแบบนั้น ยิ่งต่อความยาวด้วยเท่าไหร่ ก็เหมือนดีนที่ทะเลาะกันไปแบบไม่จบสิ้น ขาของผมหันหลังเดินตรงไปที่ตึกจอดรถอย่างไม่สนใจที่ต่อล้อต่อเถียงอะไรกับมัน แล้วในระหว่างรอลิฟต์ก็ไม่ลืมส่งข้อความไปหากลุ่มเพื่อนที่นั่งอยู่

Arm:
กลับแล้วนะ
Home:
ไม่เข้าเรียนคาบบ่ายเหรอวะ
Arm:
มีธุระ
Home:
ก็นเข้าใจได้


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


เคาะประตูห้องข้างๆก่อนที่จะเดินไปยังห้องตัวเองตามปกติ แต่ดูเหมือนว่าภายในนั้นจะว่างเปล่า มันไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่อยู่ภายใน ไม่มีแม้แต่เสียงเคลื่อนไหว ในตอนที่ผมลองเอาหูแนบบานประตูห้องเพื่อฟัง

“ ไม่อยู่เหรอวะ ” พูดกับตัวเองเบาๆ ผมหยิบมือถือในกระเป๋าขึ้นมา แล้วพิมพ์ข้อความลงไปแชทของเจ้าของห้อง ‘ อยู่ไหน ’

กริ๊ก เสียงที่ดังขึ้นมาหลังจากที่ผมกดสั่ง บอกกันอย่างดีว่าคนที่อยากเจอก็คงอยู่ในห้องนั่นแหละ แต่ทำทีเป็นเงียบเชียบเพื่อหลอกให้ผมคิดว่ามันไม่ได้อยู่ในห้องนี้ แล้วถ้าเดาไม่ผิด ผมคิดว่าตอนนี้เจ้าตัวคงจะมองกันอยู่ผ่านทางช่องตาแมว ไม่ก็นั่งเลิ่กลั่กอยู่ที่ไหนสักที่ในห้อง หรือก็คงพยายามย่องเบาๆไปตรงที่วางมือถือ

“ หึ ” ผมเผลอหยุดยกยิ้ม ก่อนจะก้มหน้าลงมองมือถือตัวเองอีกครั้ง แล้วกดโทรออกไป


ครืน ครืน ครืน


เสียงดนตรีผสมกับเสียงสั่นที่ดังอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้องบอกผมได้อย่างดีว่ามือถือคงถูกวางห่างจากคุณเจ้าของที่ตอนนี้คงเลิ่กลั่กน่าดู กับนิสัยที่พอทำอะไรผิดก็เหมือนเด็กเล็กๆที่พยายามซ่อนความผิดไว้ แต่มันไม่เคยสำเร็จสักครั้ง

“ จะนับหนึ่งถึงสาม ถ้ามึงไม่เปิดประตู กูจะคิดว่ามึงงอนกูนะ แล้วคนที่เค้างอนกัน มันก็มีแค่คนที่รักกันเท่านั้น กูสรุปจะเลยทันทีว่ามึงรักกู เลยงอนกู ” พูดจบก็ก้มลงมองที่มือจับประตู ให้ผมทายว่าตอนนี้คนภายในห้องคงหันซ้ายทีขวาทีอย่างไม่รู้จะหยิบจับอะไรเป็นอย่างแรก ท่าทางน่ารักของมันในตอนที่ตกประหม่านั้น ชวนให้ผมยิ้มกว้างพลางส่ายหน้าไปมาแม้จะเป็นแค่จิตนาการ

ในสมองของเมี่ยงตอนนี้ คงตีจนรวนจนวุ่นวายไปหมด มันคงได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆว่าจะทำยังไงดี แล้วบางทีก็อาจจะหันไปมองไอ้แมวสองตัวที่อยู่ในห้อง เพื่อขอความช่วยเหลือ  แล้วก็คงตีหน้ายุ่งเล็กน้อย ในตอนที่เจ้าตัวกลมสองตัวนั่นไม่สนใจอะไรมันเท่าไหร่

“ หนึ่ง สอง..” เอ่ยนับเสียงเรียบๆ แล้วในวินาทีที่จะเอ่ยเลขสุดท้าย ประตูบานนั้นก็เปิดออก พร้อมกับเจ้าของห้องที่มองมา แบบที่ก็ไม่ต่างจากอะไรกับเจ้าแมวตัวเล็กๆที่จ้องแต่จะข่วนกันถ้าเกิดว่าผมเข้ามายุ่งกับมัน

“ กูไม่ได้งอนมึงสักหน่อย!! ”

“ อยู่จริงๆด้วยสินะ ” ยกยิ้มพลางสบสายตาเรียวที่กำลังหงุดหงิดคู่นั้น ที่ก็ตอบออกมาเสียงเบาๆ อย่างรู้ว่าตัวมัน จนมุมเข้าให้แล้ว

“ K ”

“ กลับเร็วจังนะวันนี้ ” สายตาเรียวเบิกขึ้นในตอนที่ผมถาม เมี่ยงทำทีเป็นหันหลังเดินเข้าห้อง 

“ กูแค่กลับบ้านมาก่อนเพราะเหนื่อยๆ เลยอยากจะนอนพักผ่อน วันนี้เรียนย๊ากยาก ” ว่าแบบนั้นพร้อมกับตรงไปในครัว หยิบแก้วน้ำที่วางอยู่ต้องเค้าท์เตอร์ขึ้นมาแล้วกดน้ำจากเครื่องกดตรงหน้าตู้เย็น “ กูไม่ได้รู้สึกเสียใจ ไม่ได้รู้สึกโกรธ ไม่ได้รู้สึกจริงจังอะไรกับคำตอบของมึงเลยสักนิดเดียว กูก็แค่ส่งไปเล่นๆ มึงไม่ต้องซีเรียสก็ได้นะ ไม่ต้องตอบก็ได้กูไม่สนใจหรอก  ชะ เชี้ย..”

น้ำที่ล้นออกมาจากแก้วของคนที่พูดโกหกออกมาคำโตอย่างไม่ได้สติ เจ้าของขาขาวกางออกอัตโนมัติ เมี่ยงก้มลงกินน้ำที่ล้นเต็มแก้วนั้น ก่อนจะวางมันลงตรงที่ตั้งใกล้ตัว แล้วหันไปหยิบทิชชูแผ่นใหญ่มาซับน้ำพวกนั้น แทนที่จะเป็นผ้าเช็ดที่วางอยู่ไม่ห่างกัน

“ แล้วทำไมมึงไม่ไปเรียน มึงมีเรียนเย็นไม่ใช่เหรอ ” เมี่ยงที่หันมาถามกันยิ้มๆ ภายในแววตาที่ดูฝืน ผมก็ได้แต่นิ่งไม่ได้ตอบอะไร

ความเงียบเชียบกลายเป็นความอึดอัดภายในนาทีเล็กๆนั่น ร่างขาวหันกลับไปเช็ดพื้นต่อก่อนจะโยนทิชชูหลายแผ่นที่ชุ่มน้ำลง