ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 38 :: up! 2-10-63} #หน้า 8 ( ตอนจบ )
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ด้วยรักและปลาทู :: {ตอนที่ 38 :: up! 2-10-63} #หน้า 8 ( ตอนจบ )  (อ่าน 20463 ครั้ง)

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3587
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
สำหรับอาร์มคงเกินคำว่า "ชอบ" ไปแล้วล่ะ  :m13:

ออฟไลน์ minenat

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1876
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
อาร์มตายเรียบแน่ ขุดหลุมฝั่งตัวเอง
ขอให้เมี่ยงชนะ

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ชอบ การเรียงบทสนทนา ต่อปากต่อคำของไรท์
มันลื่นไหล ฮา มากๆ   :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
ยิ่ง ตอนใช้  K ตอบกลับ มันได้ทั้ง เค  และ ค-ย มันมากกกกกก   :z3: :z3: :z3:
เหมือนอาร์ม จะรู้สึกดีๆ กับดีนนิดๆนะ  :o8:
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5681
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
นายอาร์มช่างร้าย

ว่าแต่ใครเป็นเจ้าของแก้มหอมนะ

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
ตอนที่ 6


   ประตูของห้องข้างๆถูกปิดลงไปแล้ว หลงเหลือไว้แค่เพียงผมที่ยังคงประตูห้องนิ่งค้างไว้แบบนั้น ก็ค่อนข้างตกใจมากอยู่กับสายตาและคำพูดที่ไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไหร่นั้น ท่าทางดูอมยิ้มๆทั้งที่ปากปฎิเสธ และแน่นอนว่ามันต่างจากเมื่อวาน ที่อีกฝ่ายปฎิเสธหน้าตั้งอย่างจริงจัง

“ หรือเพราะเรื่องที่เถียงกันเมื่อวานจะทำให้มึงรู้สึกว่า จริงๆ กูก็น่ารักดี ” ยกมือขึ้นทัดผมด้วยสีหน้าครุ่นคิด ปิดประตูห้องตัวเองลงตอนที่พูดขึ้นมาอย่างงั้น ผมเหลือบมองนายท่านที่ตอนนี้นั่งอยู่ตรงกลางห้องและมองมาที่ประตูแบบไม่สนใจสิ่งใด “ นายท่าน มึงว่ามันแปลกมั้ย ” ไม่มีเสียงตอบรับ มีแค่การกระทำของเจ้าแมวตัวลายที่ลุกเดินเข้ามาใกล้กัน มันเอาหัวมาถูไถที่ขา แต่ผมก็ยังนิ่งคิด ก่อนจะยกเจ้าโกโก้โอริโอ้ปั่นแบบพิเศษในมือขึ้นมาดู

มันจะเป็นไปได้เหรอวะ  กับคนที่เมื่อวานปฎิเสธหน้าตั้งว่าไม่ได้ชอบกับคำยุยงที่แกล้งเย้า แต่พอมาวันนี้กลับซื้อน้ำมาให้ แถมยังจำได้อีกว่า น้ำที่ชอบกินคืออะไร ทั้งๆที่ก็ไม่ใช่เพื่อน หนำซ้ำยังเป็นอริที่ไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าไหร่ แล้วคำพูดเมื่อกี้ที่ดูเหมือนจะเกร็งหน้าเพราะเขินนั่นอีก

“ หรือว่าน้ำเชี้ยนี่จะใส่ยาถ่าย ”  พูดแบบนั้นก่อนจะดูดมันเข้าไปคำนึง รสชาติอร่อยที่อยากจะกินมาทั้งวันแผ่ซ่าน ผมหลับตาพริ้มกับความเข้มข้นของรสชาติโกโก้และความครั๊นซี่เล็กๆนั่นจนลืมยาถ่ายที่ว่านั่นไปหมดสิ้น แล้วก่อนจะกลืนลงคอ ผมก็หันไปบอกแมวตัวเองเหมือนอวด “ อาหย่อย ”

“ เมี๊ยว ” เสียงเล็กที่นั่งลงข้างเท้าก่อนจะเงยหน้าเรียก ผมคิดว่ามันน่าจะขอกิน

“ กินไม่ได้จ้า ขอแสดงความด้วยใจด้วยน้า ” แต่ถึงจะบอกแบบนั้นอีกคนก็ยังร้องเรียก นายท่านเดินตรงไปที่ประตูบ้าน

“ เมี๊ยว ”

“ ทำไม มึงจะออกไปข้างนอกเหรอ แต่ทางนั้นไม่ได้นะ ทางนู้น ไปตรงระเบียงนู้น ” เชิดหน้าไปด้านหลัง ผมเดินไปเปิดประตูระเบียงออก “ มานี่มา ”

“ เมี๊ยว ” เหมือนว่าจะไม่ใช่ ไอ้นายท่านยกสองขาหน้าขึ้นข่วนประตูห้อง

“ บอกว่าไม่ได้ไงละครับผม เรียนเชิญทางนี้เถอะครับนายท่าน กระผมนายเมี่ยงได้เปิดประตูไว้ให้แล้ว ” ผายมือไปที่ระเบียงอีกครั้ง แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้สนใจมันยังคงข่วนประตูอยู่อย่างงั้น “ งั้นก็ตามใจมึงแล้ว ”


ครืน ครืน ครืน


เสียงโทรศัพท์ชวนให้มือที่กำลังดูดน้ำชะงักไป หน้าจอสว่างของมือที่ตั้งอยู่ตรงหน้าทีวีฉายหน้าจอสว่างพร้อมกับชื่อคนโทรเข้าที่แสนจะคุ้นตา ผมกดรับ

“ ว่าไงเจ้ ” กรอกเสียงไปตามสายแบบนั้นก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟา แก้วน้ำถูกวางลงบนโต๊ะ ส่วนตาก็มองไอ้นายท่านที่ยังคงนั่งส่ายหางไปมาตรงหน้าประตูอยู่อย่างงั้นแบบไม่ยอมแพ้ และยังต้องการจะออกไปข้างนอกให้ได้

“ เป็นยังไงบ้าง ”

“ หมายถึงอะไร กูหรือว่าแมว ” ถามออกไปแบบนั้นอย่างรู้ทันก่อนจะหลุดยิ้มเพราะไอ้ยินเสียงถอนหายใจจากปลายสาย

“ ทั้งมึงทั้งแมวนั่นแหละ ปรับตัวเข้ากันได้ยัง ”

“ ได้แล้วมั้ง ” ตอบไม่มั่นใจอย่างที่ใจรู้สึก ผมคิดแบบนั้นจริงๆ เพราะความสัมพันธ์ของผมกับนายท่านในสามวันนี้มันเหมือน ‘ อย่างเข้ามาใกล้ฉันมากเกินไป แต่ก็อย่าไปไหนไกลจากฉัน ’

“ อะไรคือเสียงไม่มั่นใจอย่างงั้น ไอซ์เค้าถามเจ้ ไม่รู้ว่ามึงเป็นยังไงบ้าง เจ้ก็เลยโทรมาถาม ”

“ มันก็ต้องปรับตัวกันนิดนึงมั้ยวะเจ้ ขนาดคนเราด้วยกัน เวลาเข้ามาอยู่ด้วยกันมันยังต้องปรับตัวกันเป็นเดือนๆเลยนะ แมวแม่งก็เช่นกันนั่นแหละ ”

“ จ้าๆ เอาเถอะ ถึงปรับไม่ได้มึงก็ไม่ยอมบอกเจ้หรอก ก็อยากเลี้ยงซะขนาดนั้นน่ะ ขนาดเป็นภูมิแพ้ยังไม่สนเลย ” เธอว่าอย่างรู้ทัน ส่วนผมก็ได้แต่ถอนหายใจ พร้อมกับบ่นในใจเบาๆ

‘ ก็ไม่ได้แพ้จนเลี้ยงไม่ได้สักหน่อย หมอก็บอกแล้วว่าเลี้ยงได้แต่ต้องรักษาความสะอสดให้มากขึ้นก็เท่านั้น ’

พี่สาวของผม เธอชื่อ พลู เราอายุห่างกันประมานห้าปี และถ้าพูดถึงความสนิท เธอก็เป็นทั้งแม่ พี่สาว และเพื่อนคนสนิทที่คุยกันได้แทบทุกเรื่อง แต่สิ่งเดียวที่เราคล้านกันสุดๆก็คือ หน้าตา ที่พอใครเห็นก็ต้องบอกว่า ผมคือเจ้พลูที่ผมยาว ส่วนเจ้พลูก็คือผมตอนใส่วิก

“ แล้วหอใหม่เป็นยังไง สบายเหมือนที่หมอไอซ์แนะนำมั้ย ”

“ ก็ดีนะเจ้พลู เพราะมันโคตรเหมาะกับแมวเลย กว้างขวางดี แยกส่วนกลางให้ด้วย มีครัว แล้วก็ห้องนอน ตรงระเบียงแมวก็ออกไปได้ด้วย กลางวันเปิดประตูไว้ยังได้เลย ”

“ ก็สมราคาของมัน ” บอกกันคล้ายประชด ในตอนนั้นผมก็ได้แต่ยกยิ้ม

“ แล้วนี่เจ้พลูอยู่ไหน อยู่กับพี่หมอไอซ์เหรอ ”

“ ใช่จ้ะ ” เธอตอบรับด้วยเนื้อเสียงที่เริ่มเปลี่ยนไป มันคล้ายกับจะอวดกัน “ วันนี้ว่างก็เลยชวนกันมาหาอะไรกินกันเป็นบุฟเฟ่ห์อาหารญี่ปุ่นแหละ แซลม่อนเนื้อสวยมาก ไม่นับซูซิอย่างดีอีก เนี้ย เจ้เห็นแล้วคิดถึงหนูเมี่ยงเลย ”

“ แกล้งน้องอีกแล้วพลู ” เสียงของพี่ไอซ์ที่แทรกเข้ามา ทุกคนต่างรู้ดีว่าผมตกเป็นทาสอาหารญี่ปุ่นทุกชนิด

“ เออใช่ มึงน่ะ นิสัยไม่ดี พี่ไอซ์เอามึงทำเมียได้ไง สงสาร ”

“ น้องเวร ” เธอว่า “ สรุป พี่ก็กินข้าวอร่อยๆ แล้วก็ทำแพลนงานแต่ง ว่าจะต้องจัดการอะไรบ้างนะคะหนูเมี่ยง ”

“ ทำไมไม่จ้างเวดดิ้งแพลนเนอร์ไปเลยวะ ง่ายๆ ” ผมบอกอีกคนก็นิ่ง ก่อนจะถอนหายใจ

“ นี่เด็กน้อย คือเราก็ต้องรู้ด้วยสิว่ามีอะไรบ้าง แกหวังพึ่งเวดดิ้งแพลนเนอร์อย่างเดียวไมได้หรอก ถ้ามันผิดพลาดขึ้นมาเราจะได้ท้วง งานแต่งครั้งเดียวในชีวิตนะคะน้องเมี่ยงคำ ”

“ กูเกลียดชื่อนี้ชิบหาย ” ผมพูดเสียงเบา ก่อนจะเย้าเธอ “ แล้วเจ้แน่ใจเหรอ ว่าจะแต่งครั้งเดียว บางทีพี่หมอไอซ์อาจจะทนเจ้ไม่ได้แล้วขอหย่าหลังแต่งได้สองเดือนก็ได้นะ ”

“ อีกแล้ว ปากมึงนี่นะไอ้เมี่ยง ”

“ ฮ่าๆ ” หัวเราะเสียงดังจนแมวหันมาดู “ แซวเล่นน่า เค้าไม่ทิ้งเจ้หรอก เพราะเจ้คือกำลังใจของเค้าในทุกๆวันไง ”

“ มึงจะพูดอะไรอีกละ ” พี่สาวผมตอบกลับอย่างรู้ทัน

“ เพราะพี่หมอไอซ์คงคิดถึงตลอดว่า ถ้ากูทนอีนี่ได้ อย่างอื่นกูก็ต้องทนได้เหมือนกัน เนี้ย เห็นมั้ย กำลังใจชั้นดีสุดๆ ”

“ ส้นตีน ” สบถออกมาเสียงเบาๆอย่างแค้นเคือง ผมก็หัวเราะเสียงดังขึ้น “ หัวเราะได้ หัวเราะไป แล้วไหนเรื่องที่บอกว่าจะหาแฟนให้ได้ก่อนงานแต่งกู นี่จะแต่งอีกไม่กี่เดือนแล้ว ยังดูเหมือนจะไม่มีวี่แววเลยเนอะ ”

“ คือเจ้ครับ เจ้พูดเหมือนแฟนมันขายในเซเว่น เหงาเมื่อไหร่ก็แวะมาเซเว่นอีเลฟเว่น ตึ้ง ” ร้องเป็นทำนองตรงช่วงท้ายเพลง ก่อนจะคว้าเอาแก้วน้ำปั่นที่ตั้งไว้บนโต๊ะเมื่อครู่มาดูด แล้วจู่ๆผมก็คิดถึงคนให้ขึ้นมาอย่างฉับพลัน “ เออเจ้พลู กูมีอะไรถาม ”

“ ว่า ”

“ เจ้จำได้ใช่มั้ยที่กูเคยบอกเจ้ว่า กูแม่งโคตรซวย พอมีเพื่อนใหม่ในคณะ เพื่อนแม่งก็เสือกมีอริที่แย่งหญิงกันมาตั้งแต่ม.ปลาย ”

“ เออ จำได้ ” เธอว่า “ แล้วยังไง มันทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเหรอ ไหนบอกทะเลาะกันแค่เรื่องปัญญาอ่อนไง ”

“ มันก็ยังทะเลาะกันเหมือนเดิมแหละ แค่ที่ไม่เหมือนเดิม คือเจ้มึงรู้มั้ยว่า หนึ่งในอริของไอ้สัดเบส แม่งอยู่ข้างๆห้องกูเว้ย ”

“ ห๊ะ กูถามจริง ”

“ เออ ตอบจริงๆ ” ผมย้ำ “ ที่สำคัญมากๆ คือแม่งก็เลี้ยงแมว แล้วแมวมันก็เหมือนจะชอบแมวกูด้วย ”

“ ฮ่าๆ โอ้ยยยย ลูกกก มีความพบรัก แล้วไง แมวมึงชอบเค้ามั้ย ” หันไปมองคนที่โดนพูดถึง ไอ้นายท่านยังคงนั่งจุ่มปุ๊กอยู่ที่ประตู ในตอนนั้นผมตบมือลงบนตักแบบเรียกให้มันเข้ามาหา

“ นายท่านมานี่มา ” เจ้าตัวลายหันมามองผม ผมเดินเข้ามาหาอย่างที่เรียกเป็นครั้งแรก ก่อนจะกระโดดขึ้นมาลงบนตัก “ เชี้ยย ครั้งแรกเลยว่ะ ”

“ อะไรของมึง พูดอะไร ”

“ ก็เมื่อกี้เรียกนายท่านแล้วมันมานั่งบนตัก ครั้งแรกเลย ที่สั่งอะไรแล้วทำ ปกติเมินกันตลอด ”

“ แล้วตกลงไอ้นายท่านชอบมันมั้ย ”

“ ไม่รู้เหมือนกัน ก็พอมีใจให้มั้งนะ มันก็ดูสนใจแหละ แต่ไม่รู้เพราะสวย เพราะชอบ หรือเพราะเพื่อน แม่งโคตรซึน กูเดาใจมันไม่ออกเลย ”

“ แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน ” เธอถาม

“ ก็อยู่ตรงนี้ที่ว่า ไอ้อริคนนั้นมันพูดกับแมวมันโคตรน่ารัก ตอนที่ทะเลาะกันนิดนึง กูเลยขู่ว่าถ้าไม่ยอมขอโทษจะบอกเรื่องที่มันพูดน่ารักๆกับแมว ให้เพื่อนกูรู้ให้หมด สุดท้ายมันเสือกท้าว่าบอกเลย เพราะมันกำความลับของกูเหมือนกัน ”

“ ความลับของมึงเหรอ ”

“ เออ ” ผมพยักหน้ารับ “ คือเจ้รู้ใช่มั้ยว่ามันทะเลาะกันเรื่องหญิง แล้วสุดท้ายกูก็ได้รู้ว่า หญิงคนนั้นก็คือ นาเดียแฟนเก่ากู นาเดียแม่งไม่เลือกพวกมัน มาเลือกกูในตอนจบ ”

“ ฮ่าๆ ” พี่สาวผมหัวเราะเสียงดัง “ ก็คือไม่มีใครรู้เรื่องนี้ยกเว้นไอ้คนช้างห้องมึง มันก็เลยเอาเรื่องนี้มาขู่มึงแทน ”

“ เออ ”

“ สมน้ำหน้า ” เธอว่าแบบนั้น ผมก็ได้แต่ถอนหายใจ “ คิดจะขู่เค้า โดนขู่กลับเป็นยังไงละ ซึมไปเลยสินะน้องรัก ”

“ เจ้ กูน้องมึงนะเว้ย เข้าข้างกูหน่อยสิ ”

“ แล้วยังไงต่อ ”

“ ก็เมื่อวานเพื่อนกูเสนอแผนว่า ถ้าอยากจะแก้แค้นก็คงต้องเอาคนที่รักมันมาเป็นแฟน ไม่ก็จับมันมาเป็นแฟนเลยงี้ ”

“ แผนสมเป็นเด็ก ปัญญาอ่อนชิบหาย ” เธอบ่น  “” แล้วมันได้ผลเหรอวะ ถามจริง ”

“ ไม่ได้ผลหรอก กูคิดว่ามันรู้ทันแผนกูทุกอย่างเลยด้วย เพราะพูดอะไรไปมันก็ตอบกลับได้หมด ”

“ ค่อยยังชั่ว แสดงว่าว่าฉลาดอยู่ ”

“ ประเด็นคือเมื่อวานกูแกล้งเย้ามันว่ามันชอบกูแน่ๆเลย เพราะมันรู้เรื่องกูทุกอย่าง แล้วก็เหมือนจะมองกูตลอด กูบอกว่าข้ออ้างทั้งนั้นเรื่องไม่อยากตกเป็นรองเลยต้องสืบเรื่องของกู เรื่องที่บอกว่าแค่เดินผ่านเลยเห็นกูน่ะ  แต่มันก็ปฎิเสธเสียงแข็ง ปฎิเสธแบบ ไม่มีพิรุธอะมึง ”

“ แล้วไง ”

“ แต่วันนี้อยู่ๆ มันช่วยกูตอนที่เพื่อนกูทะเลาะกับเพื่อนมัน แถมยังซื้อน้ำร้านที่กูชอบมาให้อีก ”

“ เอ๋ ยังไงน้า ” ปลายสายลากเสียงยาวล้อๆ

“ มึงฟังก่อนเจ้ แต่ที่แปลกกว่านั้นคือ พอวันนี้กูเย้ามันว่า ทำแบบนี้ชอบกูแน่ๆ มันก็ปฎิเสธเหมือนเดิม แต่สายตามันไม่เหมือนเดิมว่ะ เหมือนมันเชิน คือยังไงวะ มันชอบกูจริงๆเหรอ แต่คนเราอะมันเปลี่ยนไวเป็นจิ้งจกได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ ความรู้สึกนะเว้ย ”

“ มันก็คิดได้หลายๆแง่นะ ” เธอบอก “ อาจจะชอบจริงๆ แบบตกหลุมรักมึง กับความบ้าบอของมึง ”

 “ ใช่มั้ยละ กูก็น่ารักพอตัวแหละ เข้าใจอยู่ ” ผมตอบรับความคิดเห็นนั้นที่ตัวเองก็คิด

 “ แต่มันก็คิดได้เหมือนกันนะ ว่าทุกอย่างเค้าก็พูดคือความจริง เรื่องไม่อยากเป็นรองอะไรนั่น เค้าเลยวางแผนตลบหลังมึงไง ”

“ แต่มันจะเพื่ออะไรวะ ” ผมคิดอย่างสงสัย ก่อนจะตอบตัวเองในตอนที่คิดถึงหน้าไอ้เบสกับไอ้ดีนลอยมา รวมถึงหน้ามันตอนที่ขู่ผมเรื่องนาเดีย “ แต่ก็ได้หลายเพื่อจริงๆด้วยว่ะ บางทีเพราะมันกุมความลับกูอยู่ มันอาจจะยิ่งทำให้กูอึดอัดเพราะต้องกุมความลับเพิ่มถ้าขืนชอบมันเข้า ”

“ อันนั้นก็มีสิทธิ์ ” ผมยกยิ้มกับคำพูดของพี่สาวก่อนจะวางมือลงบนขนนุ่มๆของเจ้าแมวแล้วลูบเบาๆ

“ บางทีมันคงคิดว่ามันฉลาดมาก แต่ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นหรอก ”

“ นี่ อย่าบอกนะว่าจะเล่นตามน้ำ ”

“ อ้าว จีบมาจีบกลับไม่โกง ถ้ามันคิดว่าตัวเองทำให้กูสนใจได้ มันก็ต้องรู้ไว้ด้วยว่า กูก็ทำได้เหมือนกัน ” บอกแบบนั้นแต่เหมือนจะเสียงดังไปหน่อย ไอ้นายท่านก็เลยกระโดดลงไปจากตัก มันเดินไปที่ประตูอีกครั้งก่อนจะข่วนเบาๆ

“ เมี๊ยวๆ ”

“ ไม่มีใครสอนเหรอเด็กน้อย ว่าอย่าเล่นกับความรักน่ะ ” พี่สาวผมบอก ในตอนนั้นผมก็ยิ้มก่อนจะส่ายหน้า

“ สอนเว้ย แต่ในกรณีนี้มันเป็นไปไม่ได้หรอกเจ้ เพราะมันคงทำได้แค่ประสาทแดกใส่กันอะ รักกันจริงๆไมได้หรอก ”

“ ดูถูกกกก ” เธอลากเสียงยาว ผมก็ถอนหายใจออกมา “ ตายมากนักต่อนักแล้ว คนที่พูดแบบนี้ ”

“ แต่วันนี้ไอ้นายท่านเป็นไรไม่รู้วะเจ้ ตั้งแต่ไอ้ข้างห้องมันมาเคาะประตู ก็เอาแต่ร้องเมี๊ยวๆ แล้วข่วนประตูตลอดเลย ”

“ อยากออกไปข้างนอกเปล่า ”

“ ออกไปทำไม มันไม่เคยอยากจะออกไปเลยเวลาเมี่ยงไปเรียน ”

“ บางทีอาจจะอยากเจอน้องแมวข้างห้องก็ได้ไม่ใช่เหรอ ก็มึงบอกเจ้เมื่อกี้ว่า นายท่านมันเหมือนจะชอบแมวข้างห้อง บางทีนะ มันเห็นหน้าเจ้าของแมว มันก็เลยอยากจะออกไปหาก็ได้เพราะคิดว่าอยู่ข้างนอก ”

“ แบบนั้นนี่เอง ” พยักหน้ารับยิ้มๆ กับความคิดที่ผ่านเข้ามาในสมอง ผมลุกขึ้นเต็มความสูง “ งั้นวางก่อนจะเจ้ ต้องพาไอ้นายท่านออกไปตามหารักแท้สักหน่อย ”

“ น้ำเสียงดูไม่น่าไว้วางใจ แกก็จะไปตลบหลังไอ้คนข้างห้องด้วยละสิ ”

“ บ้าบอ ” พูดเหมือนจะไม่ใช่ ทั้งๆที่มันก็จริงอย่างงั้น แต่ไม่ว่ายังไงพี่สาวผมก็รู้ทันอยู่ดี

“ ระวังนะเว้ย ล้อเล่นกับความรักน่ะ มันไม่มีใครรอดกลับมาแบบดีๆหรอก มันปางตายกันทั้งนั้นอะ ” พี่ผมเตือน “ ชัยชนะในเรื่องรักๆมันไม่มีจริงน่ะ เก็ตมั้ย ”

“ ครับๆ เก็ตครับเก็ต ” ตอบเธอแบบขอไปเธออีกคนก็ยิ้ม “ แต่บอกแล้วไงว่าแค่เย้ากัน รักกันจริงๆ กูกับไอ้เหี้ยนั่นก็คือเป็นไปไม่ได้ไง กูไม่ชอบผู้ชายเจ้าชู้ กินเหล้า สูบหรี่ กูเป็นคนใสๆ ”

“ ใสไม่มีเหลือน่ะสิ ” เธอว่า “ อีกอย่างนะ แกไม่เคยได้ยินเหรอ ความรักมักจะทำให้สิ่งที่เราไม่ชอบ กลายเป็นข้อยกเว้นได้ เพียงเพราแค่เป็นใครคนนั้น ”

“ คำพูดสมกับที่จะได้แต่งงานแล้วจริงๆแหละมึงน่ะ ”

“ ไม่เชื่อก็แล้วแต่ เจ้จะคอยดู ” อีกฝ่ายย้ำแบบนั้น แต่ก่อนจะวางไปก็ไม่ลืมสั่ง “ แกเองก็หัดกินข้าวเช้าบ้างนะ ไม่ใช่กินแต่ขนม แล้วอีกอย่าง เดี๋ยวอีกไม่นาน บ้านเรามีนัดกินข้าวกับบ้านหมอไอซ์ มาด้วยนะ ”

“ ไปอยู่แล้วครับ สั่งจัง แค่นี้นะ จะพานายท่านไปไตหาตัวจาม ตามหาหัวใจละ ”

“ จ้า แต่ระวังหัวใจของตัวเองติดมือเค้าไปแล้วกัน ”

“ ไม่มีวันหรอกจ้า ” ตอบกลับไปแค่นั้นผมวางสายก่อนจะยัดมือถือใส่กระเป๋า แล้วถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือกใหญ่ “ แผนมึงน่ะ กูรู้หมดแล้วไอ้สัดอาร์ม ” พูดกับตัวเองเสียงเบา ผมเดินไปที่ประตูก่อนจะย่อตัวลงข้างแมวตัวเอง “ นายท่าน ไปหาน้องแก้มหอมกัน แต่ต้องให้กูอุ้มนะ ”

ช้อนตัวเจ้าตัวนุ่มนิ่มขึ้นมาแนบอก ผมประคองอีกฝ่ายเหมือนเด็กเล็ก ก่อนจะหอมลงไปบนหัวอย่างอดใจไม่ไหว ถึงเราจะยังไม่สนิทกัน แต่พูดได้เต็มปากเลยว่า ผมถูกชะตากับมันมาก และมีความสุขกับทุกความใกล้ชิดที่อีกฝ่ายมอบให้กันแม้มันจะเล็กน้อย  แต่ทว่า ก็อดแซวมันไม่ได้เลย

“ แหมมม พอจะพาไปหาสาวเข้าหน่อย ให้อุ้มเลยนะไอ้เสือ ”

“ เมี๊ยว ” เสียงตอบรับที่ได้ยินกลับมา เหมือนกับว่าอีกฝ่ายจะบอก ‘ ก็ดีที่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงให้อุ้ม ’


ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27

ปิดประตูล็อคห้องของตัวเอง ผมดินมาที่ห้องของอีกคนก่อนจะเคาะประตูแบบไม่มีลังเล แต่เหมือนว่าจะได้ยินเพียงแค่เสียงร้องเมี๊ยว ขานตอบรับมาจากน้องแก้มหอมเท่านั้น ไม่มีการเปิดต้อนรับจากเจ้าของห้องแต่อย่างใด ผมเคาะอีกครั้ง


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


 “ มีอะไร ” สีหน้าปกติมาพร้อมกับกลิ่นหอมของอาหารภายในห้องคับคล้ายคับคราว่าจะเป็นหมูทอด จนผมต้องเอ่ยถามไป

“ มึงทอดหมูเหรอวะ ”

“ ทำไมไอ้ตะกละ ” คนตรงหน้าพูดยิ้มๆในตอนที่จ้องหน้าผมแบบหาเรื่อง ดูจากแววตามันคงรับรู้ได้ถึงความอยากกินของผม

“ กูแค่ถาม ” เบิกตาใส่อีกฝ่าย ที่ก็เลิกคิ้วราวกับรอคำตอบว่าผมต้องการอะไร “ นายท่านอยากเจอน้องแก้มหอม กูเลยพามาหา ได้มั้ย ”

“ เมี๊ยว ” เสียงของเจ้าตัวน่ารักสีขาวเดินมาคลอเคลียกันที่ขาแบบที่ตอบแทนคนเป็นพ่อว่า ‘ ได้ค่ะ เชิญเข้ามาเลยนะคะ ’

“ แล้วถ้าพูดบอกว่าไม่ได้ ”

“ ได้หน่อยไอ้สัด ทีมึงยังเข้าห้องกูได้เลย ” ผมว่าก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าแมวตัวน้อย “ น้องแก้มหอม อนุญาตแล้วเนอะ ”

“ เมี๊ยว ”

“ ขอบคุณนะครับน้องแก้มหอม ” ก้มลงพูดแบบนั้นก่อนจะยักคิ้วให้เจ้าของห้อง ที่ซึ่งตอนนั้นไอ้นายท่านของผมก็กระโดดลงไปตรงหน้าอีกฝ่ายทันที นายท่านนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูเหมือนถูกสะกด ตอนที่เจ้าแก้มหอมเข้ามาคลอเคลีย หน้าตาที่ดูรำคาญของมันชวนให้ไอ้อาร์มขมวดคิ้วก่อนจะเหลือบมองผม

“ มึงแน่ใจนะ ว่ามันอยากเจอแก้มหอมจริงๆ ”

“ เอ่อ.” ได้แต่ยิ้มแห้งๆกับคำถามนั้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะส่ายหน้าไปมา

“ หรือว่าเป็นมึงมากกว่าที่อยากจะเจอกู ”

“ มึงจะบ้า! ” ผมสวนกลับแบบตาโต “ กูจะอยากไปเจอมึงทำไม ไอ้นายท่านมันอยากเจอแก้มหอมจริงๆ เมื่อกี้มันยังร้องเมี๊ยวๆอยู่ที่หน้าประตู เพราะอยากจะมาเจอแก้มหอม จริงๆนะ ไม่ได้โกหก แต่มันเป็นแมวซึนไง มันไม่ค่อยแสดงออก ”

“ ก็ไม่เห็นต้องร้อนตัว ”

“ K ” สบถในคอแบบนั้น ก่อนที่ร่างสูงจะถอยหลังเปิดทางให้ผมเข้ามาในห้อง

ก็เคยนอนคิดเล่นๆเหมือนกัน อย่างน้อยคงเมื่อคืนก่อนจะหลับ ว่าภายในคอนโดของไอ้คนห้องข้างๆนี้มันจะเป็นยังไง แมวสวยขนสีขาวดูนุ่มนิ่ม นัยน์ตาสีฟ้าท่าทางราชนิกูลแบบนี้ นับรวมเข้ากับคำพูดคำจาของมัน ผมอดคิดไม่ได้เลยว่าโซนของเล่นแมวต้องมีแต่สีชมพูตัดด้วยสีทองเท่านั้น และทุกอย่างต้องดูดีระดับเจ้าหญิง

และก็ไม่ต่างอะไรไปจากที่คิด

เมื่อขาผมก้าวผ่านประตูต้อนรับ ทุกอย่างที่ปรากฏสู่สายตาไม่ใช่เรื่องเหนือจินตนาการอีกต่อไป คอนโดแมวสีชมพูขาวดูนุ่มนิ่มแบบสุดแสนจะน่ารักและฟรุ้งฟริ้งถูกจัดวางไว้ตรงฝั่งกระจกระเบียงบานสูง ตรงมุมห้องวางเจ้าต้นว่านงาช้างเพื่อกรองอากาศ ส่วนข้างๆกันนั้นเป็นห้องน้ำแมวอัตโนมัติอย่างดี

ตกแต่งด้วยพรมสีชมพูด้านหน้าที่ปักอักษรสีทองด้วยคำว่า  Princess แถมยังมีจานอาหารที่ขาตั้งยังเป็นสีทองตัดกับถาดอาหารสีขาวซึ่งก็เข้าคู่อย่างดีกับน้ำพุแมวสีเดียวกัน

แล้วที่ขาดไม่ได้คือกระบะนอนของน้องแมว ซึ่งแน่นอนว่ามันไฮโซระดับที่ว่าขาของตัวกล่องยังเป็นสีทอง และด้านในก็บุด้วยเบาะอย่างดีรวมถึงมีผ้าขนสัตว์นุ่มนิ่มให้ห่มนอน และขนาดเบาะข้างโต๊ะหน้าทีวีที่ควรธรรมดาได้ มันยังเป็นเบาะแบบที่เย็บประดับด้วยฟู่สีทองทั้งสี่มุม

“ สุดจัด ” พูดกับตัวเองท่ามกลางความเงียบ สิ่งที่เคยคิดไว้ดูน้อยลงไปเลยเมื่อเจอกับความจริง จนได้แต่ยิ้มแห้งๆในตอนที่อีกฝ่ายหันมามองกัน

“ มีอะไร ”

“ ห้องมึง.. สวยดีนะ ” พูดได้แค่นั้นก่อนจะหันไปมองตรงส่วนของครัว ผมรับรู้ได้ถึงอาหารแสนอร่อยในนั้น “ กำลังจะกินข้าวเย็นเหรอวะ ”

“ อื้ม ” ร่างสูงตอบสั้นๆก่อนจะเดินเข้าไปในครัว เพิ่งสังเกตว่ามันใส่ผ้ากันเปื้อนสีดำไว้อยู่ด้วย ท่าทางเจนจัดในการทำอาหารเอาเรื่อง เสียงดังฉู่ฉี่ของน้ำมันที่กระทบกับเนื้อหมู ผมเผลอสูดกลิ่นหอมๆนั่นเข้าไปจนไม่รู้ตัวเลยว่า มีคนกำลังแอบมองอยู่

“ หิวก็มาตักข้าว ไม่ใช่ยืนดมอยู่อย่างงั้น ”

“ ไม่เอาอะ ” ผมปฎิเสธ แน่นอนว่าเพราะไม่ได้ได้สนิทกันถึงขั้นนั้น ที่จะเดินเข้าครัวบ้านคนอื่นไปหยิบจานมาตักข้าวได้ “ เดี๋ยวกูค่อยสั่งอะไรในแกร็ปมากิน ”

“ ที่ซึ่งกว่าจะได้กิน มึงก็คงหิวจนจับไอ้แนวนั่นมาแดกก่อน ”

“ เอ่อ คือกูไม่คิดว่าตัวเองจะหิวจนต้องแดกแมว ”

“ กูหุงไว้เยอะ จะกินก็มาตัก ” อาร์มมันเชิดหน้าไปที่หม้อหุงข้าวที่ตอนนี้ข้าวหอมมะลิกำลังโชยกลิ่นหอมพวยพุ่งเบาๆ ผสานมากับกลิ่นของหมูทอดกระเทียม

“ หุงไว้เยอะเหรอวะ ” ผมถามก่อนจะเหล่มองอีกคน ขาผมเดินเข้าไปใกล้ “ หรือว่ามึงหุงเผื่อกู แบบว่าตั้งใจจะเดินไปชวนกูมากินข้าวอยู่แล้ว แล้วใช้มุกประมานว่า หุงข้าวไว้เยอะเกินไป มาช่วยกินหน่อย ”

“ มึงหลงตัวเองขนาดนี้เลยเหรอวะ รู้มั้ยว่าบางที กูอาจจะเป็นคนที่หุงข้าวเผื่อเช้าวันพรุ่งนี้ จะได้กินก่อนออกไปเรียน ” มือหนาที่ตักหมูทอดในกระทะขึ้นใส่จานหันมามองผม “ แล้วยังไงสุดท้ายมึงก็เข้ามาเคาะห้องกูแบบไม่คาดคิด เราเลยได้กินข้าวด้วยกันอย่างงั้นเหรอ ”

“ ก็มีความเป็นไปได้สูง ” ตอบออกไปเสียงอ้อมแอ้มแบบไม่เต็มเสียงเท่าไหร่นัก อาจเพราะสายตาคมนั้นเอาแต่จดจ้องผมไม่มีผละไปทางไหน มันยกยิ้มในตอนที่ฟังก่อนจะหันไปหยิบจานที่ใช้กินข้าวขึ้นมาสองใบ

“ งั้นก็ดี กูจะได้ไม่ต้องคิดข้ออ้างเยอะแยะ ” เหลือบมองคนที่ว่าอย่างงั้นแบบหน้าตายๆ รอยยิ้มของผมพยายามกลั้นเอาไว้ค่อยๆฉีกออกกว้างก่อนจะเดินไปที่หม้อหุงข้าว ก่อนจะพูดเสียงอ้อมแอ้ม

“ พูดเหี้ยอะไรของมึง ”

กดูท่าทางว่ามันอยากจะให้ผมเขิน เพราะงั้น ผมก็ต้องเขินให้มันดูสักหน่อย ก่อนที่จะกดเปิดหม้อหุง กลิ่นหอมของข้าวที่เพิ่งหุงใหม่ๆลอยปะทะเข้าหน้า สูดกลิ่นหอมๆนั่นเข้าปอดก่อนจะมองหาที่ตัก

“ อยู่นี่ ” มือหนายื่นที่ตักข้าวมาให้ ผมก็เอื้อมมือไปรับมันไว้ก่อนจะคนข้าวไปมาให้มันร่วน

“ มึงกินข้าวประมานเท่าไหร่ ”

“ แบบที่คนปกติกิน ” พูดแบบนั้นพลางก้มลงไปมองเท้าตัวเอง ผมเพิ่งเห็นเหมือนกันว่าไอ้นายท่านเข้ามาในครัว แล้วตอนนี้ก็กำลังเหยียบเท้าไอ้อาร์มอยู่ “ แล้วนี่จะมาจะเหยียบเท้ากูไว้ทำไม ”

“ มันคงหงุดหงิดที่มึงว่ากู ” ผมบอกพลางยกไหล่ “ แน่นอนว่านายท่านเป็นพวกกู มันต้องเข้าข้างกูอยู่แล้ว เนอะ ” ไม่มีเสียงตอบรับจากแมวของผมที่เงยหน้ามองคนที่มันเหยียบเท้าอยู่ ต่างฝ่ายที่ต่างมองหน้ากันในตอนนั้นอาร์มพูดเสียงนิ่ง

“ ถอย ”  ไม่มีคำว่าใส่ใจ อยู่ในพจนานุกรมของไอ้นายท่าน มันเอาแต่นิ่งแล้วก็นั่งเลียขนอย่างไม่ใส่ใจเลยในคำพูดนั้น ท่าทางของมัน ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่ามันกวนตีนได้มั้ย รู้แค่ว่าในตอนที่อาร์มจะยกเท้าขึ้นเพื่อหนี มันก็ลุกขึ้นแล้วเดินเชิดออกไปจากห้องครัวทันที “ แมวมึงนี่กวนตีนนะ ”

“ แต่มันก็แค่แมว มึงจะเอาอะไรกับมัน ” ผมเถียงอีกคนก่อนจะส่ายหน้าใส่ใบหน้าหงุดหงิดที่มองจ้องไปยังแมวของผม ไอ้นายท่านเดินไปออเซาะแก้มหอมเหมือนกับมันจะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายมองอยู่ หน้าที่ถูกับหน้าของอีกฝ่าย อาร์มมองมันไม่วางตา ส่วนในใจของผมตอนนั้น ก็มีเพียงรอยยิ้มกับความรู้สึกที่อิ่มเอมในใจ ‘ ดีมากไอ้เสือ ให้มันได้แบบนี้แหละ!’

“ แก้มหอมขา มาหาป๊ามา” อาร์มเรียกแมวมันที่ไม่ได้หันกลับมาสนใจในตัวเจ้าของแต่อย่างใด น้องแก้มหอมยังคงคลอเคลียอยู่กับนายท่าน “ มึงจะเป็นคนเอาแมวมึงออกไป หรือจะให้กูเตะมันออกไป ”

“ แต่ตักข้าวเสร็จแล้วนะ ” ชูจานให้อีกคน ผมเอียงหน้านิดๆ พร้อมกระพริบตาแบบที่ถี่ๆเพราะคิดว่ามันคงจะน่ารักดี แต่อีกคนกลับนิ่งไป

“ เหี้ยอะไรเข้าตามึง ”

“ สัด ” ผมสวนมันที่ยกยิ้มมุมปากก่อนจะเบือนหน้าหนีไปหยิบจานหมูทอดกระเทียม “ น่ารักก็บอก มึงไม่ต้องกลบเกลื่อนหรอก กูรู้ตัว ”

“ หลงตัวเองชิบหาย ” ว่าแบบนั้นพร้อมกับจานกับข้าวที่ถูกวางลงบนโต๊ะ ส่วนผมที่เดินตามออกมาก็วางจานข้าวหอมๆจัดไว้แบบตรงข้ามกัน

“ กูหลงตัวเองไม่มีปัญหาหรอก แต่มึงอย่าหลงกูแล้วกัน ”

“ คือถ้าหลงแล้วจะยังไง มันมีปัญหาเหรอ ” คำถามหน้าตายชวนให้ผมนิ่ง  ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วหันไปมองทางอื่น ความร้อนตรงหน้าแก้มไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป

“ ไอ้ชิบหาย ” ผมพูดออกมาแบบนั้น เพราะเสือกใจเต้นแรงขึ้นมากับการกระทำนั้นจริงๆ

“ หน้ามึงแดงนะ ”

“ เงียบไปได้มั้ยไอ้สัด ” ว่าแบบนั้นพลางนั่งลงที่โต๊ะ ส่วนไอ้ตัวต้นเหตุก็เดินเข้าไปในครัวอีกครั้งก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับถ้วยแกงจืดเต้าหูหมูสับที่หน้าตาค่อนข้างหน้ากิน ผมขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าจนคนอีกฝ่ายถึงกับทัก

“ หน้ากูมันมีเหี้ยอะไร ” อาร์มหย่นตัวเองลงนั่งก่อนจะยื่นช้อนส้อมมาให้ผม “ ไม่เชื่อเหรอว่ากูทำเอง ”

“ แน่นอนสิไอ้สัด ” ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับมากับประโยคนั้น อีกฝ่ายแค่หยิบช้อนขึ้นแล้วพูดเสียงเรียบ

“ ไม่ใช้ช้อนกลางนะ ถือหรือเปล่า ”

“ ตามสบาย ไม่ถือ ” ผมบอก ก่อนจะเริ่มกินข้าวเหมือนกัน ผมตักหมูทอดที่อยากจะกินลงใส่ในจานของตัวเอง เขี่ยข้าวพอประมานก่อนจะลิ้มรสมันเข้าไปคำแรก รสชาติอาหารอร่อยแบบพอดีที่ไม่เค็มไป ผมถึงกับพยักหน้ารับแบบชื่นชมให้มัน “ อร่อยว่ะ ”

“ ระดับกู ”

“ ยกหางตัวเองเก่ง ” ผมแซวมัน “ แต่มึงดูเป็นคนชอบกินอาหารแบบจืดๆนะ ”

“ มึงไม่ชอบ ” อีกฝ่ายถาม

“ กูกินได้หมด กูชอบหมดเลย เพราะกูชอบกิน โดยเฉพาะขนม กูชอบมากที่สุด ”

“ คำตอบสมเป็นมึง ” คนตรงหน้าผมบอกก่อนจะยิ้ม  “ ดูตะกละดี ”

“ K ” ตอบออกไปแบบไม่ออกเสียง  ผมเคี้ยวอาหารตรงหน้าไปเรื่อยก่อนจะเหลือบมองอีกคนที่เหมือนจะเงียบไปในระหว่างทานข้าว “ ปกติมึงกินข้าวคนเดียวเหรอวะ ”

“ กินกับแก้มหอม ” อีกฝ่ายบอกก่อนจะเชิดหน้าไปที่แมวตัวสวยของตัวเอง ที่ซึ่งตอนนี้กำลังเล่นกับแมวของผม  แต่ถ้าจะให้พูดแบบถูกต้องจริงๆ ผมว่า แก้มหอมมากกว่าที่คลอเคลียนายท่าน ส่วนเจ้าตัวซึนของผมก็แค่เลียขนตัวเองไม่สนใจ

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มันเรียกร้องจะมาให้ได้ เป็นแมวที่โคตรซึน ซึนแบบ ซึนชิบหายเลย ซึนจนไม่รู้ว่าความต้องการจริงๆคืออะไร

“ ชีวิตมึงดูเหงาๆนะ ” ผมบอกก่อนเหล่มอง

“ เหงาเหี้ยอะไร ”

“ ก็มันดูไม่เร้าใจ ดูไม่เข้ากับคนแบบมึงเลยด้วย ”

“ แล้วคนแบบกูมันต้องเป็นแบบไหน ” คำถามนั้นทำให้ผมครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะตอบคนตรงหน้าแบบเสียงเรียบๆ

“ มึงอยากได้คำตอบจริงๆ หรือแบบรักษาน้ำใจ ”

“ คำตอบจริง ” มันว่า ผมก็เบิกตาพลางดึงตัวเองถอยหลัง

“ มึงเลือกเองนะ ”

“ ทำไม กูในความคิดมึงมันเหี้ยมากเหรอ ”

“ ก็ประมานว่า คนอย่างมึงถ้าดูจากภายนอกก็คือเสือผู้หญิงดีๆนี่แหละ แบบว่าฟันมาแล้วเป็นร้อยคน ”

“ Kเน่าพอดี ” อาร์มว่าขัด

“ ฟังกูก่อน ” ผมบอก ก่อนจะปั้นสีหน้าจริงจังอีกครั้ง “ มึงเป็นคนแบบที่ต้องกินเหล้าจัด สูบหรี่จัด กินเหล้าแบบเพียวๆไม่ผสมโซดา หรือโค้กใดๆ เป็นคนแบบที่กินเหล้าสามขวดก็ไม่เมา กินได้ทุกวันด้วย ”

“ งั้นคงอยู่ไม่เกิน 30 กูตับแข็งตายก่อน ”

“ แล้วมึงก็ต้องสูบหรี่จัด ”

“ อาทิตย์นึงไม่เคยเกินสามตัว เพราะกูกำลังเลิกบุหรี่ ”

“ น้อยกว่าที่คิด ” ผมบอก “ แล้วอีกอย่าง มึงดูน่ากลัว คล้ายๆว่าจะเป็นอันธพาลหัวไม้ พวกต่อยตีกับคนอื่นแบบไม่มีเหตุผล ”

“ นี่คือกูในความคิดมึง ” อาร์มถาม ผมก็พยักหน้ารับ

“ ใช่ มึงเป็นแบบนั้น เมื่อดูจากหน้าตาและรูปร่างภายนอก ”

“ ก็จริงอยู่ที่กูชอบกินเหล้าไม่ผสม แต่กินได้แค่แก้วถึงสองแก้ว แล้วกูก็ไม่ชอบไปผับ กูไปได้แค่เฉพาะงาน เช่น วันเกิดเพื่อน แล้วอีกอย่างกูชอบกลับบ้านเร็ว ชอบทำกับข้าวกินเองตอนเย็น แล้วก็ดูทีวี เล่นกับแมว แต่ถ้าวันไหนเบื่อหน่อยก็ออกไปเดินเล่นที่สวนข้างคอนโดแบบเงียบๆ ”

“ เหี้ย ชีวิตดูสโลวไลฟ์ชิบหาย ” ผมว่าพร้อมกับตักข้าวขึ้นกินไปเต็มคำ  ริมฝีปากที่เคี้ยวไปมาอย่างเอร็ดอร่อย ชวนให้อีกคนยกยิ้มก่อนจะยื่นมือมาหยิบอะไรสักอย่างบนหน้าผม

“ ติดเหี้ยไรวะ ” ผมปัดหน้าตัวเองแลลพัลวัล

“ ไม่มี ” พูดแค่นั้นก่อนจะยิ้มกว้าง “ ก็แค่อยากจับดู รู้สึกเหมือนแก้มจะนิ่มตอนมึงเคี้ยวข้าว ”

“ บ้าบออออ ” ถอยตัวเองพิงกับเก้าอี้อยู่ๆผมก็หน้าแดงขึ้นมาทั้งๆที่พยายามทำให้ทุกอย่างมันตลก และดูไม่เป็นหวั่นไหวอะไรทั้งนั้นในตอนที่พูดคำนั้น มือที่ยกขึ้นปิดหน้า อีกฝ่ายถาม

“ ทำไม ไม่ได้เหรอ ”

“ อย่างน้อยมึงก็น่าจะพูด ว่าข้าวติดแก้มกูอยู่เลยเอาออกให้  ”
 
“ ก็มึงบอกเองไม่ใช่เหรอ ” อาร์มจ้องหน้าผม “แม้แต่ในโลกของมนุษย์ คนที่มันไม่ค่อยพูด มันก็ไม่ค่อยมีเมียหรอก เพราะงั้นถ้ากูอยากมีมึง..”

“ เดี๋ยว....” ผมลากเสียงอีกคนก็เหมือนจะตกใจจริงๆ อาร์มมาเบิกตาขึ้นเล็กน้อย

“ กูพูดผิด ”

“ อ๋อเหรอจ้า ” ผมว่าก่อนจะยกมือขึ้นทัดผมของตัวเองแล้วเอียงหน้าเข้าไปใกล้มัน “ ไหนว่าต่อ พร้อมฟัง ถ้ามึงอยากมีกู แล้วยังไงต่อนะครับ ”

“ ถ้ากูอยากมีแฟน กูก็แค่ต้องพูดให้มันตรงๆ อย่างที่ใจกูรู้สึก ” เสียงเรียบที่ฟังดูจริงจัง แต่ทว่าผมในตอนนั้นที่เป็นทะเล้นกลับทำได้แค่นิ่งไป

“ กูว่ามึงแม่งเล่นแรงเกินไปว่ะ ” พูดแค่นั้นกับอีกคนที่ก็แค่เหล่มองกัน อาร์มไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่นั่นก็ดีแล้ว


เพราะถึงจะรู้ว่าที่เราทำมันก็แค่เรื่องเล่นๆ ของคนที่อยากเหนือกว่า
แต่การทำให้หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ ผมว่า มันก็เล่นแรงเกินไป

.................................................
 ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์
ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ด้วยนะคะ  :katai2-1: :katai2-1: :katai4: :katai4: :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

ว่านายท่านซึน

อิเจ้าของก็อาจซึนด้วยก็ได้นะ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
ครั้งหน้าใครจะเข้าห้องใครกันนะ  :hao3:

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
ตอนที่ 7


“ แล้วกูในสายตามึงมันเป็นยังไง ” ผมเลือกที่จะชวนคุยท่ามกลางความเงียบนั้น เราเริ่มลงมือกินข้าวกันต่อหลังจากคำถามเมื่อครู่นั้นทำให้เรานิ่งไปอยู่นาน

“ ก็น่ารักดี ”

เคล้ง! 

ถึงขั้นว่าช้อนหล่นลงจากมือแล้วกระทบลงบนจานทันทีในตอนที่ได้ฟัง คนพูดท้าวคางกับโต๊ะอาร์มเอียงหน้ายิ้มๆแล้วมองหน้ากัน เป็นท่าทีที่ดูหนักข้อขึ้นจากเมื่อครู่เป็นอย่างมาก ราวกับจะให้น็อคเอ้าท์และทำให้หัวใจเต้นแรงจนตายไปในที่สุด

“ พูดเองนะ ” ผมพูดเสียงเรียบด้วยสายตาแบบที่จับผิดอีกคน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องแข็งใจไว้ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่ากำลังขึ้นนำ

“ ก็รู้สึกอย่างงั้นจริงๆ ครั้งแรกที่กูเห็นมึง จำได้ว่ามึงเดินเข้ามาในโรงอาหารกับพวกไอ้เบส วินาทีนั้นทุกคนในกลุ่มกูคิดว่ามึงคือเพื่อนใหม่ที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรแน่นอน ”

“ มึงหมายถึงเรื่องที่พวกมึงกับไอ้เบสมีปัญหากัน ”

“ ใช่ ” ร่างสูงพยักหน้ารับ

“ แล้วยังไงต่อ ”

“ ตอนแรกกูก็คิดสงสารนะ เพราะมึงหน้าตาดูไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย พอพวกมันถามอะไร มึงก็แค่ยิ้ม เหมือนเพื่อนว่าไงก็ว่าตามนั้น ”

“ โหห จดจ้องกันเบอร์นั้นเลย ” ผมถามก่อนจะเหล่มองมันยิ้มๆ “ แล้วแบบนี้จะให้กูคิดว่ามึงไม่ชอบกูได้ยังไงวะอาร์ม มึงดูใส่ใจในตัวกูนะ แบบทำอะไรอยู่น่ะ เป็นยังไงบ้างนะ อยากรู้จังครับ เธอชื่ออะไร ”

“ เข้าข้างตัวเองชิบหาย ” อีกคนบอกเสียงเรียบ “ กูแค่สงสารมึง ถ้ามึงต้องเข้ามาอยู่ในวงจรปัญญาอ่อนเหี้ยนี่  กูก็เลยมอง แล้วก็คิดอยากจะบอกเรื่องที่พวกกูทะเลาะกันให้มึงฟัง เผื่อมึงจะตีตัวออกห่างได้ทัน  ”

“ แล้วทำไมไม่บอกวะ ”

“ ใช่เรื่องกูเหรอ ” จบทุกอย่างสั้นๆ ผมก็ได้แค่ถอนหายใจออกมา “ แล้วอีกอย่างตอนที่ทะเลาะกันครั้งแรก กูก็คิดว่า ไม่บอกนั่นแหละดีแล้ว ”

“ ทำไม ”

“ เพราะมึงเปรี้ยวตีนชิบหายเลยไง ออกหน้าแทนสัดๆ ” ได้แต่ยิ้มแห้งๆกับคนตรงหน้า ผมยักไหล่

“ กูแค่ไม่ชอบเรื่องปัญญาอ่อน เวลาเห็นไอ้ดีนมันหาเรื่องไอ้สัดเบสแบบปัญญาอ่อน กูคันตีนมากบอกตามตรง ทั้งๆที่ถามว่ากูชอบมีเรื่องเหรอ ก็ไม่นะ แต่มันอดไม่ได้จริงๆมึง ”

“ แล้วเวลาไอ้เบสมันกวนตีนไอ้ดีนมึงรู้สึกยังไง ” อีกฝ่ายถาม ผมก็ได้แต่นิ่งก่อนจะถอนหายใจแล้วก็มองหน้าอีกคน

“ เอาตามตรงนะ กูว่าจริงๆ กูก็แค่คนที่อยากมีเพื่อนมันก็เท่านั้นแหละสัด ก็เลยไหลไปตามมัน เหมือนอยากเป็นที่ยอมรับมั้ง ก็เลยช่วยมันบ่อยๆ แล้วก็รู้สึกหงุดหงิดแทนมันเวลามันมีเรื่อง ส่วนดีนมันไม่ใช่เพื่อนกู ก็เลยไม่ใช่คนที่กูต้องแคร์ มันก็เท่านั้น ”

“ สัตว์สังคม ” อาร์มยิ้ม

“ พูดเหมือนมึงไม่เป็น มึงก็เดือดแทนไอ้ดีนเหมือนกันนั่นแหละ เดือดแบบ เงียบๆ แต่ถ้าไอ้สัดเบสต่อยไอ้ดีน มึงต้องสวนไอ้สัดเบสจนตายแน่ๆ กูท้าเลย ” รอยยิ้มของคนตรงหน้าบอกกับผมได้อย่างดีว่ามันก็เป็นแบบนั้น ตามที่ผมบอกไป

“ เพราะงั้นทางที่ดีมึงก็พยายามอย่าเปรี้ยวตีนให้มันมาก เวลาเค้ามีเรื่องกันก็ยืนให้มันเงียบๆแบบไอ้สัดเจ้ยหน่อย เข้าใจมั้ย ”

“ ทำไม พวกมึงจะทำอะไรกู ” สบสายตาคมที่จ้องมองกัน ผมยกคิ้วล้อ

“ กูว่าหน้ามึงคงดูไม่ได้แน่ ถ้าเกิดโดนต่อยขึ้นมา ”

“ ไม่อยากให้กูโดนต่อยก็บอกมาเถอะ หวงอะดิ ”

“ เออ มึงก็รู้ตัวนะ งั้นกูก็คงไม่ต้องพูด ”

“ ไอ้ชิบหาย ” เผลอสบถออกไปก่อนจะเหลือบไปมองทางอื่นแล้วผ่อนลมหายใจออกมาแรงๆ แค่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกประโยคที่พูดเพื่อให้มันเขินกันบ้าง แต่สุดท้ายเหมือนเป็นผมมากกว่าที่ต้องนิ่งไปเพราะเขินมัน

อ่อนชิบหายเลยกู

“ เมี่ยง ”

“ อะไร ” ตอบรับด้วยเสียงหงุดหงิดอีกคนก็หลุดยิ้ม

“ ทำไมชอบปูทางให้กูจีบ อ่อยเปล่าวะ ถามจริง ”

“ อ่อยแม่มึงสิ ” พูดออกไปแบบนั้น ก่อนจะก้มหน้าลงกินข้าวต่อท่ามกลางรอยยิ้มกว้างของคนตรงหน้าที่ยังคงท้าวคางมองกันแบบไม่ยอมขยับมือตักข้าวกินอีกเลยสักพักใหญ่ ผมรู้สึกว่าในสายตานั่นเหมือนมีคำว่า น่ารัก ลอยเต็มไปหมด แต่นั่นแหละ บางทีผมอาจจะคิดไปเอง

“ กูยังไม่ได้ตอบคำถามมึงเลย ”

“ คำถามอะไร ” เพราะลืมไปแล้วก็เลยเงยหน้าขึ้นมามองอีกคนแบบงงๆ

“ ก็มึงถาม ว่าภายนอกมึงดูเป็นคนยังไง ”

“ อ้อ เออ แล้วเป็นยังไงวะ กูในสายตามึง ” ท่าทางที่ดูสนใจในคำตอบของผม ทำเอาคนตรงหน้ายกยิ้ม ก่อนจะมองกันแบบพิจารณา 

“ ถ้ามองกันภายนอกมึงดูเหมือนลูกคุณหนู ที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็น เติบโตมาแบบทั้งชีวิตมีคนงานที่บ้านทำให้ตลอดไม่ว่าจะเรื่องอะไร พวกที่มาเรียนหนังสือให้จบๆไป แล้วก็กลับไปรับช่วงต่อธุรกิจที่บ้าน ”

“  เมื่อกี้มึงบอกว่า กูเดาเรื่องมึงไม่ถูกเลยใช่มั้ย ” ผมถาม “ แต่ครั้งนี้มึงเดาเรื่องกูถูกเกือบหมดเลย กูเป็นอย่างที่มึงพูดมาทั้งหมดนั่นแหละ ”

พ่อแม่เป็นเจ้าของบริษัทส่งออกขนาดกลาง ฐานะทางบ้านจัดอยู่ในระดับกลางค่อนข้างดี ส่วนพี่สาวตอนนี้ทำงานอยู่ฝ่ายบัญชีแทนแม่ ส่วนผมจบไปก็จะไปทำงานแทนพ่อ เป็นการบริหารงานในครัวเรือนสุดๆอย่างที่อีกคนบอกจริงๆ

 “ แล้วทำไมมึงถึงมาคบกับพวกไอ้เหี้ยเบสละ ”

“ มันแค่มาทักกูก่อน กูเลยคบด้วย อีกอย่างเพราะกูไม่มีเพื่อนจากโรงเรียนเก่ามาเรียนด้วยกันเลยสักคน พวกมันไปเรียนเมืองนอกกันหมด เหลือแค่กู แล้วอีกอย่างกูว่ามันก็นิสัยดีนะ ถึงมันจะปัญญาอ่อนกับเพื่อนมึงบ้าง แต่สำหรับกูพวกมันก็ดี อย่างน้อยมันก็ไม่เอาเปรียบ มีปัญหาอะไรมันก็ช่วยกูแบบสุดตัวด้วย กูว่าพวกมันก็จริงใจดี ไม่แย่สักนิด ”

“ สำหรับกูดีนก็ไม่ได้แย่ มันไม่ได้เป็นอย่างที่มึงเห็นด้วยซ้ำ ”

“ แต่เหมือนพอเห็นหน้าไอ้สัดเบสแล้ว ต่อมกวนตีนเพื่อนมึงก็กำเริบ กูต้องจัดการ กูต้องจัดการ สมองมันสั่งการแบบนั้นใช่มั้ย ”

“ ไอ้เบสก็เป็นไม่ใช่เหรอ ต่อมกวนตีนกำเริบตอนเห็นหน้าไอ้ดีนเหมือนกัน ”

“ ไม่เถียงไอ้สัด ” ผมบอก

“ แต่จริงๆ ไอ้ดีนเป็นคนที่เห็นใจคนอื่นนะ มันเป็นคนรักเพื่อน  รักในความเป็นเพื่อนมากๆ แบบที่ ไม่อยากจะให้หายไปไหนเลยละ ”

“ เหรอ ”

ไม่รู้คิดไปหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าปลายเสียงนั่นค่อนข้างเบาคล้ายกับว่ามันกำลังเศร้า อาร์มยิ้มให้ผม หลังจากนั้นมันก็ตักข้าวคำสุดท้ายขึ้นกิน แล้วลุกขึ้นเต็มความสูง

“ กินเสร็จแล้วก็เก็บตามมา กูจะได้ล้าง ”

“ เดี๋ยวกูล้างให้เอง ” บอกอีกคนที่ก็ชะงักไป “ ตอบแทนที่เลี้ยงข้าวกูไง แล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าจานมึงจะแตกนะ เพราะกูล้างจานเก่งมาก เซียนสุดๆ บอกไว้ก่อน ”

“ งั้นก็ตามสบาย กูไปเอาข้าวให้แก้มหอมกินก่อนแล้วกัน ”

“ โอเค๊ ” ตักอาหารขึ้นกินต่อหลังจากคำพูดนั้น เพราะเป็นพวกที่ชอบกินกับข้าวอยู่แล้ว ผมก็เลยนั่งกินไปเรื่อยก่อนจะได้ยินเสียงของถุงอาหารแมวที่ถูกเปิดออก ห่อถุงสีเดียวกับที่ผมให้ไอ้นายท่าน พร้อมกับอาหารเปียกที่ก็ยี่ห้อเดียวกันนั้น ถูกเอาออกมาจากตู้เย็น

“ มึงใช้อาหารแมวยี่ห้อเดียวกับกูเลย ” บอกแบบนั้นอีกคนก็เลิกคิ้วมองกัน

“ หมายความว่าไง จะให้กูเลี้ยงข้าวแมวมึงด้วยเหรอ ”

“ ไม่ได้คิดเหี้ยอะไรอย่างงั้นเลย ” ส่ายหน้าปฎิเสธไปมาก่อนจะหันกลับมากินต่อ “ กูแค่ชวนคุย มันเท่านั้นแหละสัด ”

“ อ้อเหรอ ”

“ จ้า ” ลากเสียงยาวใส่อีกคนก็ยิ้ม

“ พี่ชายกูเป็นสัตวแพทย์ เค้าเป็นคนแนะนำมา อีกอย่างแก้มหอมก็ชอบด้วย โดยเฉพาะถ้าโรยผงปลาทูป่นลงไป ” ผงปลาทูป่นที่ว่าถูกตักแบบช้อนโตโรยลงไปบนในถ้วยข้าวนั้น ขนาดอาหารยังดูมีมีความใส่ใจและรายละเอียดเลยว่ะ กูละยอมใจ “ กูให้แก้มหอมกินแบบนี้มาตลอดไม่เคยเปลี่ยน ”

“ เหมือนกันเลยยยยยย ” ลากเสียงด้วยความตกใจในตอนที่ผมกินอาหารคำสุดท้ายเข้าไป “ พี่หมอที่โรงพยาบาลสัตว์ของกูเค้าก็แนะนำอาหารสองตัวนี้เหมือนกัน แต่ของกูไม่มีปลาทูป่นไรนี่นะ แต่เหตุผลของแมวกู คือมันเป็นอาหารจากโรงพยาบาลที่เค้าป้อนเพื่อรอเจ้าของมารอรับอะ แล้วแมวมันไม่ชอบเปลี่ยน กูเลยต้องให้อาหารเหมือนเดิม ”

“ แล้วทำไม มึงอยากเปลี่ยนเหรอ ” อาร์มถาม ผมก็เอียงหน้างง “ กูฟังจากน้ำเสียงของมึงแล้วกูรู้สึกอย่างงั้น เหมือนมึงอยากให้มันเปลี่ยน ”

“ กูอยากให้มันกินของที่ดีกว่านี้ไง เข้าใจความรู้สึกที่ว่า มีคนรับเลี้ยงใหม่แล้ว ไม่ถูกทิ้งแล้ว ชีวิตใหม่ อาหารก็เลยต้องใหม่จ้ะ ” ยิ้มให้พลางลุกขึ้นเต็มความสูง พร้อมกับจานอาหารที่ถูกกินจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะเปิดน้ำเป็นลำดับแรก ผมเริ่มล้างจาน ส่วนคุณเจ้าของห้องก็เดินออกไปวางถ้วยข้าวไว้ตรงที่กินอาหารของเจ้าแมวตัวสวย อาร์มเอ่ยเรียก

“ แก้มหอมขา ”

“ เมี๊ยว ”

“ กินข้าวค่ะ ” มันบอก ผมก็ได้แค่ทำปากมุบมิ๊บเพื่อเสียนแบบอย่างอดไม่ได้ ก็มันน่าเอ็นดูมากจริงๆ กับคำว่า แก้มหอมขา ของไอ้เหี้ยนั่น มีความเสียงอ่อนเสียงหวาน “ ไม่กินเหรอคะ ทำไมละครับแก้มหอม นี่ของโปรดหนูเลยนะ ”

“ เมี๊ยว ”

ดูท่าว่าน่าจะมีปัญหานิดหน่อย ผมหันไปมอง ฉากที่ผมเห็นตอนที่หันหลังไปนั้น คือร่างสูงที่ยืนขมวดคิ้วมองแมวของตัวเองที่ก็กำลังนั่งมองเจ้านายตัวเองตาแบ๋ว พร้อมกันนั้นก็มีความเอียงซบแมวของผมอยู่

“ มันเขินเปล่ามึง ” ผมบอกอีกคน “ แบบว่าน้องแก้มหอมเขินนายท่านไง น้องไม่กล้ากินต่อหน้าพี่นายท่าน เดี๋ยวพี่นายท่านจะรู้ว่าจริงๆน้องชอบกินปลาทู ทั้งๆที่ท่าทางน้องอาหารควรจะแบบราชนิกูลมากกว่ากว่านั้น มันควรจะเป็นปลาแซลม่อนจากน้ำทะเลลึก อีกอย่างเดี๋ยวพี่นายท่านจะหาว่าน้องแก้มหอมขากินเยอะ เป็นแมวอ้วงๆไง ”

“ แง๊ว ” เสียงตอบรับของคนที่กำลังวิเคราะห์ความคิดอยู่ร้องขึ้นเสียงเบาๆ ในตอนนั้นผมที่เบิกตากว้างหันไปไปบอกไอ้อาร์มเสียงดัง

“ เห็นมั้ย ใช่แน่นอน น้องแก้มหอมเขิน ”

“ ประสาท มันก็แค่ขานเพราะได้ยินคำว่าแก้มหอมขา ก็เท่านั้น ”

“ หมายความว่าไงวะ ” ร่างสูงถอนหายใจออกมา มันยกมือขึ้นท้าวสะเอวของตัวเองทั้งสองข้างอย่างคิดวิเคราะห์ สายตาคมมองหน้าแมวผมที่ก็เงยหน้ามองหน้ามัน ต่างฝ่ายที่ต่างมองกันแบบไม่มีใครยอมกัน เป็นฉากที่คุ้นตามาก คล้ายว่าเป็นไอ้ดีนกับเบสที่ประชันหน้ากันบ่อยๆ

“ เมี๊ยว ” แล้วสุดท้ายพอน้องแก้มหอมทัก อาร์มก็เดินกลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง มันหยิบจานที่คล้ายกับถ้วยใส่อาหารแมวออกมา  แล้วเปิดถุงอาหารคล้ายว่ามันจะทำอาหารแมวอีกจาน

“ จะทำอะไรวะนั่น ”

“ ก็เห็นๆอยู่ กูจะเอาข้าวให้แมวมึงกินไง ”

“ เฮ้ยๆ ไม่ต้องๆ เกรงใจไอ้สัด เดี๋ยวกูล้างจานเสร็จ จะพามันกลับไปกินที่บ้านเอง ”

“ กูให้เพราะเห็นว่าแก้มหอมคงไม่กินแน่นอน ถ้าไอ้แมวนั่นไม่กินด้วย ไม่ได้อยากให้เลยสักนิด ” บอกแบบนั้น คนข้างกันก็คลุกอาหารเม็ดเข้ากับอาหารเปียกแบบเชี่ยวชาญ พร้อมกับโรยปลาทูป่นลงไป ก่อนจะหันมามองผม แล้วเอามืออีกมือที่ไม่สกปรกหยิบจานนั้นแล้วยื่นมาให้กันดูตรงหน้า

“ โอเคแล้ว ปกตินายท่านก็กินประมานนี้แหละ ”

“ ให้ดม เป็นแมวด้วยกันน่าจะรู้ ว่าแบบนี้มันน่ากินมั้ย ”

“ K ” สบถใส่คนกวนตีนที่ก็เดินออกไปแบบอารมณ์ดี อาร์มวางถ้วยอาหารลงบนพื้นแบบที่จัดให้เจ้าแมวสองตัวเองอยู่ตรงข้ามกัน ก่อนจะหันไปมองแมวผม

“ ของมึง กินซะ ” นายท่านเบือนหน้าหนีกับคำพูดนั้นอย่างไม่สนใจ ท่าทางกวนตีนของมันชวนให้อาร์มเลิกคิ้ว “ ยังไง ไม่กินเหรอ ”

“ เมี๊ยว ” เสียงของน้องแก้มหอมที่ร้องขึ้นพร้อมกับกินก้มลงกินอาหารในชามตัวเอง แล้วก็เงยหน้าขึ้นมามองนายท่านอีกครั้ง น้องส่งเสียงร้อง “ เมี๊ยว ”  ราวกับจะเชิญชวนให้อีกฝ่ายกินข้าวด้วยกัน ท่าทางที่เหมือนจะบอกว่า  ‘ กินสินายท่าน กับข้าวของป๊าแก้มหอมอร่อยมากเลยน้า ’

“ ยังไง ถ้าไม่กินกูจะได้เอาไปทิ้ง ” ร่างสูงตรงหน้าแมวของผมบอกพลางยกคิ้ว “ แต่คิดให้ดีนะ เพราะไม่ใช่ทุกวันที่ลูกพี่มึงจะพามึงมาที่นี่ แล้วมึงก็ได้กินข้าวกับแก้มหอมลูกสาวกู ”

ไม่มีเสียงตอบรับอะไร ผมเห็นนายท่านก้มลงกินข้าวในชามตัวเองหลังจากนั้น ท่าทางจำยอมของมันทำให้ไอ้อาร์มยกยิ้มก่อนจะเดินออกมาอย่างผู้ชนะ ซึ่งสำหรับผมมันไม่ต่างกันเลย ระดับความกวนตีนระหว่างคนกับแมว เรียกได้ว่า ช่างเป็นมวยคู่เอกที่สูสี 

“ นี่สินะเดทแรก นั่งตรงข้ามกัน กินข้าวด้วยกัน ” เอ่ยพูดกับคนที่เดินเข้ามาในครัว พร้อมมือที่ก็ล้างจานในอ่างไปเรื่อย ก่อนจะหันไปมองเจ้าของห้องที่ก็ยืนอยู่ข้างกัน เพราะรู้สึกถูกจดจ้องมากเกินไป “ อะไร ”

“ มึงว่าอะไรนะ ”

“ ก็.. เดทแรก ” อ้าปากออกมาตอนที่คิดขึ้นมาได้ ผมยิ้มกว้างออกมาก่อนจะปัดมือเหมือนจะบอกด้วยท่าทางว่าอีกฝ่ายแค่เข้าใจผิด “ ไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น กูหมายถึงว่า เพื่อนกัน นั่งกินข้าวด้วยกันไง สานสัมพันธ์ครั้งแรก ”

“ กูไม่ได้บอกว่ามึงพูดผิด ” อาร์มมันท้วง ผมก็ได้แต่นิ่ง

“ งั้นมึงยอมรับแล้วเหรอว่า แก้มหอมของมึงกับนายท่านของกู มันรู้สึกต่อกันแบบมากกว่าคำว่าเพื่อนแมว ”

“ เปล่า ” ใบหน้าคมส่ายไปมา

“ อ้าว..”

“ แต่หมายถึงมึงกับกูน่ะ เมื่อกี้เรานั่งตรงข้ามกัน กินข้าวด้วยกัน มันเหมือนเลยไม่ใช่เหรอ เดทแรกที่มึงพูดถึง ”

 “ เชี้ย..” สบถแบบไม่ออกเสียง ในใจผมคิด จีบสัด มีช่องว่างไม่ได้เลยนะไอ้เหี้ย อาร์มยกคิ้วให้กัน เราเงียบไปสักพัก ก่อนที่ผมจะสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วหันไปชวนคุยอีกครั้งเพราะอีกฝ่ายเอาแต่จ้องมองกันมากเกินไป
 
“ ว่าแต่มึงนี่ สุดยอดคุณพ่อผู้รู้ใจคุณลูกเลยนะ รู้หมดเลยว่า แก้มหอมต้องการอะไร ”

“ ก็กูเลี้ยงมันมาตั้งแต่เด็ก ”

“ อ้าว ไหนมึงบอกเจ้าของน้องแก้มหอมฝากมึงเลี้ยงไว้ หรือว่าเจ้าของจริงๆเป็นพี่ชายมึงที่ตอนนี้เรียนอยู่ที่อังกฤษ ” ผมถามอีกคนก็ขมวดคิ้ว

“ กูเคยไปบอกมึง เรื่องแก้มหอมตั้งแต่เมื่อไหร่ ”

“ ก็ตอนที่เข้าห้องกูครั้งแรก มึงบอกว่า มีคนฝากแก้มหอมไว้กับมึงเหมือนกัน เค้าไปเรียนต่อเมืองนอก เหมือนจะเป็นอังกฤษด้วยนะ ถ้าจำไม่ผิด ”

“ เหรอ ” อาร์มมันถามผมกลับด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะเป็นคนพูดแบบนั้นออกมา มันพยักหน้ารับ “ อื้ม ก็เป็นแบบนั้นแหละ ”

“ ตอแหลแน่ไอ้สัด ” ผมถามกลับเพราะเห็นท่าทางของมันเหมือนยอมจำนนแบบให้ผ่านไปมากกว่า “ ทำไม เรื่องที่มาของแก้มหอม น่าอายจนต้องโกหกกันเลยเหรอวะ ”

“ คงงั้น ” อาร์มก้มหน้าลงก่อนจะยกยิ้ม “ บางที แก้มหอมอาจจะเป็นการย้ำเตือนความโง่หลายๆอย่างกูก็ได้ ”

“ หมายความว่าไงวะ ” เสียงเบาๆของผมถาม แต่เหมือนประโยคนั่น จะเป็นประโยคที่อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจจะให้ผมได้ยินตั้งแต่แรก อาร์มหันไปมองทางอื่น

“ ไม่อยากบอก มึงมีปัญหาอะไรมั้ย ”

“ ก็ไม่มีจ้า ” ยกมือขึ้นสองข้างตอนที่สบสายตาคมเข้มที่ถามอย่างหาเรื่องกัน “ หรือว่านะ แมวตัวนี้จะเป็นของนาเดีย แล้วจริงๆเธอเองก็แอบคบกับมึง ”

“ ที่ถามคือผ่านสมอง กลั่นกรองออกมาแล้วใช่มั้ย ”

“ ไอ้สัด ” ผมเบือนหน้าหนี “ ด่าว่าโง่ก็ได้ ไอ้เหี้ย ถ้ามึงจะมาถึงขั้นนั้นแล้ว ” พูดเสียงเบาๆกับตัวเองก่อนจะเหล่มองอีกคน “ แล้วอีกอย่างนะ มันจะแปลกอะไร มันก็คิดได้ทั้งนั้นอะ ตอนนั้นมึงเองก็บอก มีคนฝากเลี้ยงไว้ไปก่อนไปอังกฤษ นาเดียก็ไปเรียนอังกฤษเหมือนกันอะ ”

“ แล้วในโลกนี้มันมีคนไปเรียนต่ออังกฤษคนเดียวเหรอ แล้วนี่กูยังจำไมได้เลยว่ากูบอกแบบนั้น บอกว่าไปอังกฤษ สับสนมั้ยมึงน่ะ ” อาร์มหันมาถาม ก่อนจะยกนิ้วขึ้นจิ้มที่หน้าผากผม “ คือถ้ามึงใช้ตรงนี้สักนิด มึงจะคิดวิเคราะห์ได้ว่า กูเป็นเพื่อนกับดีน แล้วเรื่องอะไรที่กูจะเอาผู้หญิงหลายใจคนนั้นมาเป็นเมีย แล้สมาทำให้ความเป็นเพื่อนของกูกับมัน ขาดลง ”

“ ก็ใครมันจะไปรู้.. ตอนแรกมึงบอกว่าน้องแก้มหอมมีคนฝากไว้ เค้าไปเรียนต่ออังกฤษ พอวันนี้ก็เลี้ยงมาตั้งแต่มันเล็กๆ สรุปตอนนี้กูก็ยังไม่รู้เลย ว่าน้องแก้มหอมคือยังไง  ได้มาได้ยังไง ”

“ แต่ประเด็นคือแก้มหอม มันเกี่ยวเหี้ยอะไรกับมึง ”

“ เออว่ะ ” เผลอหลุดพูดออกไปอย่างงั้น ผมก็ตาโต แต่ตอนนั้นเหมือนไอ้อาร์มจะหลุดยิ้มกว้าง วีหน้าของมันเปลี่ยนเป็นความสุขอย่างฉับพลัน “ ไม่ใช่นะเว้ย ก็ ก็มึงยังรู้เรื่องนายท่านของกูเลยถูกมั้น เพราะงั้นมึงเองก็ต้องเล่าเรื่องของน้องแก้มหอมให้กูฟังเหมือนกันไง ทุกอย่างมันก็เท่านั้นแหละ ”

“ ประสาท ฮ่าๆ ” อีกฝ่ายที่หลุดหัวเราะออกมา ไม่รู้เพราะท่าทางเลิ่กลั่กที่อีกฝ่ายชอบบอกว่า มันจับผิดได้โคตรง่าย แต่ที่รู้แน่ๆ คือผมไม่เคยเห็นมันยิ้มกว้างแบบนี้มาก่อน รวมถึงเสียงทุ้มอบอุ่นนั่นก็ด้วย “ คือมึงจะแม่งจะน่ารักไปไหนวะ ”

ตาผมเบิกกว้าง เป็นปฎิกิริยาที่อยู่ๆหัวใจก็สั่นรุนแรง และฉับพลัน ผมพยายามก้มหน้ากับอ่างล้างที่ตอนนี้พยายามล้างจานแค่ไม่กี่ใบนั้น ด้วยความขะมักเขม้นแบบไม่เคยเป็นมาก่อน แก้มของผมร้อนผ่าว จนคิดว่าถ้าตอนนี้มีกระจกอยู่ตรงหน้าแล้วได้ส่องดู มันคงไม่ต่างอะไรกับผลมะเขือเทศสีแดงสุกติดอยู่บนนั้น

“ มึงน่ะสิประสาท ”

“ ว่าไงนะ ” คนข้างกันถาม ในตอนนั้นผมก็สูดลมหายใจ แล้วหันไปมองหน้ามัน เห็นทีว่าต้องเปลี่ยนหัวเรื่อง ก่อนที่หัวใจจะไม่ไหวไปก่อน ผมคิดได้แค่นั้น

“ ว่าแต่เมื่อกี้มึงยังไม่ตอบกูเลย ที่บอกว่า แก้มหอมขานรับ เพราะแค่ได้ยินกูเรียกว่าแก้มหอมขา ทำไมมึงถึงคิดงั้น บางทีมันอาจจะขานรับความคิดกูก็ได้นะ แบบว่ามันฟังภาษาคนเข้าใจไง ”

“ ภาษาคนหน้าแมวอย่างมึงน่ะเหรอ ” อาร์มมันพูดยิ้มๆ ก่อนจะหยิบเอาจานที่ผมล้างฟองสบู่แล้วขึ้นมาล้างน้ำให้ จานสะอาดใสถูกสะเด็ดน้ำแล้วเคลื่อนไปวางลงในเครื่องอบจาน “ ที่กูรู้เพราะกูฝึกแก้มหอมเอง ”

“ ฝึก ? ”

“ แก้มหอมถูกฝึกให้ขานรับ เวลาที่ถูกเรียก ว่าแก้มหอมขา ”

“ มึงฝึกแมวได้ด้วยเหรอวะ ” ผมถามแบบตาโต เพราะรู้ว่ามันยากมากที่จะเห็นใครสักคนฝึกแมว ปกติมันก็ตกเป็นทาสแมวกันทั้งนั้น

“ แล้วทำไมจะทำไม่ได้ แมวมันฝึกได้ แต่ต้องใช้ความอดทนแบบที่เรียกว่ามากๆมันก็เท่านั้น  ไม่งั้นมันก็คงถูกฝึกให้เข้าห้องน้ำไม่ได้ถูกมั้ยละ ”

“ นั่นก็จริงของมึง ” พยักหน้ารับกับตัวเอง และขอสารภาพตามตรงเลยว่า ในใจตอนนี้ก็ยกยอความดีของมันพอสมควร ทำอาหารก็เก่ง เลี้ยงแมวก็เก่ง หน้าตาดี แถมยังมีเสน่ห์อีก ไม่ติดว่าเป็นอริกันแถมมันยังหมายหัวผมให้ตกหลุมรักมันแล้วละก็ บางที ผมอาจจะเลยตามเลยกับมันไป 

‘ แต่ไม่ได้เมี่ยง ’  ไหนมึงบอกจะหาลูกสะใภ้ให้แม่ไง ไขว่เขวได้เหรอวะ แล้วอีกอย่างไอ้เหี้ยนี่ มันไม่ได้ชอบมึงจริงๆ มันก็แค่จีบมึงเล่นๆ เพราะงั้นมึงก็เอง ก็ต้องแข็งแกร่งเอาไว้นะไอ้สัด!

“ เป็นเหี้ยอะไร ผีเข้ามึงเหรอ ” อาจเพราะพูดกับตัวเองแล้วมีรีแอคชั่นมากเกินไปหน่อย คนข้างกันก็เลยถาม

“ เปล๊า ” ผมพูดเสียงสูง “ กูแค่สมเพชตัวเองนิดหน่อยน่ะ ”

“ เรื่อง ” แล้วคำถามนั้นก็ทำให้ผมนิ่งไป ก็อยากจะบอกออกไปอยู่นะ ว่าหวั่นไหวไปกับความเฟอร์เฟ็คของมึงในระดับหนึ่งแล้วละตอนนี้ แต่ผมก็คิดว่า เราไม่ควรพูดจุดอ่อนของตัวเองออกไป

“ ก็ สมเพช เอ่อ..” สมองของผมมันคิดหาคำตอบ สายตาของผมเองก็ด้วย มันกรอกวนไปมา “ แบบว่า.. ”

“ แนะนำว่าถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็พูดความจริง ”

“ เนี้ยแหละความจริง! ” ย้ำออกไปด้วยสายตาจริงจัง “ กูแค่รู้สึกสมเพชตัวเองเฉยๆ ว่าแมวกู ขนาดเรียกให้มาใกล้ๆมันยังเมินเลย นี่มันเข้าห้องน้ำเป็นก็ดีเท่าไหร่แล้ว ”

“ ตอนแรกคิดว่ามึงจะพูดอะไรเกี่ยวกับกู ”

“ ใช่ที่ไหน ” หันไปบอกอีกคนตาโต แต่เหมือนจะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือกันสักเท่าไหร่ อาร์มมันนิ่งก่อนจะค่อยๆดึงตัวเองเข้ามาใกล้กกัน พร้อมกับมือที่เอื้อมมือมาจับมือของผมที่อยู่ใต้ฟองสบู่พวกนั้น “ ดะ เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนนะ มึงจะทำอะไร ”

“ เมี่ยงครับ บอกความจริงมา..”

“ แง๊ว!!! ” เสียงร้องดังคล้ายกับใครเอากลองใหญ่ของโรงเรียนมาตีอยู่ข้างหู ภาพที่เราหันหลังไปเห็นตอนนั้นคือเจ้าแก้มหอมที่พองตัวขึ้นมาขู่ กับแมวของผมที่กำลังฉี่อยู่บนโต๊ะกินข้าว น้ำสีเหลืองที่ไหลนอง และฉากที่เหี้ยที่สุดคือไอ้นายท่านทำท่ากลบทั้งที่มันเป็นโต๊ะธรรมดา

“ เหี้ย ” อาร์มมันพูดเสียงเบาพร้อมกับนิ่งไป ส่วนผมที่มีสติกว่าในตอนนั้นคว้าเอาทิชชูที่ใช้สำหรับซับน้ำมันอาหาร ฉีกดึงออกมานับสิบแผ่นก่อนจะวิ่งไปซับฉี่พวกนั้นเพื่อหยุดไม่ให้มันไหลงมาบนพื้นด้านล่าง

ผมผ่อนลมหายใจออกมารัวๆ พร้อมกับมองแมวตัวเองที่เดินนัวนาดแล้วกระโดดลงจากโต๊ะไป แต่ก่อนหน้านั้น ก็ไม่ลืมหันกลับมามองเจ้าห้องด้วยแววตาท้าทาย คล้ายจะถามว่า ‘ มีไรป่ะ ’

“ แมวเหี้ย ”

“ เออ กูไม่เถียงหรอก ” หันไปบอกเจ้าของบ้านที่มองกันด้วยสีหน้าหงุดหงิด สายตาว่างเปล่านั้นที่เห็นนั้น ผมทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ “ คือ...เดี๋ยวจะหาว่าปกป้องเนอะ แต่มันเข้าห้องน้ำได้ปกติไม่มีเกเรเลยนะมึง แปลกใจ
เหมือนกันว่าทำไมมันมาฉี่เรี่ยราดในบ้านมึงแบบนี้ อาจเพราะไม่รู้ว่าต้องไปเข้าตรงไหนเปล่าวะ ต้องใช่แน่ๆเลย ใช่แหละ ใช่เนอะ ”

“ ห้องน้ำบ้านกูกับบ้านมึงก็เหมือนกัน ” ร่างสูงเชิดหน้าไปที่ห้องน้ำแมวที่คล้ายกับยานอวกาศนั่น

“ ก็มันอาจจะมีกลิ่นของแก้มหอมอยู่ไง แมวกูก็เลยไม่ชิน หรืออาจจะเขิน ” พูดแบบนั้นก่อนจะจัดการเอาทิชชู่ชุ่มฉี่แมวใส่ถุงแล้วมัดปากให้มิดชิด

“ แต่กูว่ามึงมีคำพูดนึงที่ควรพูดมากกว่าอะไรทั้งหมดนั่นนะ ”

“ ขอโทษครับ ” ยิ้มให้กับคนตรงหน้า ก่อนจะเดินไปหาเจ้าแมวของตัวเอง แต่ตอนที่ทำทีเป็นจะจับอีกฝ่ายก็เดินหนีกันไปก่อน “ เฮ้ย! นายท่าน มานี่เลยนะมึง มาให้กูจับเดี๋ยวนี้ มึงต้องมาขอโทษเค้านะ ทำผิดก็ต้องขอโทษ เข้าใจมั้ย ”

“ เอาเข้าไป ” เจ้าของห้องว่าเสียงเบาๆ ในตอนที่เห็นผมเดินไปทั่วบ้าน แต่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นผมก็จับตัวอีกฝ่ายได้พอดี จัดการอุ้มนายท่านที่ตอนนี้โคตรขืนตัวขึ้นมา ก่อนจะเอามือสองมือของมันมาประกบเข้าด้วยกัน และแน่นอนว่า หน้ามันโคตรจะไม่สำนึกสักนิด

“ ขอโทษนะครับ ผมขอโทษนะครับ คราวหลังผมจะไม่ทำอีก จะฉี่ให้เป็นพี่เป็นทาง ขอโทษนะครับพี่อาร์ม คราวหลังนายท่านจะไม่ทำอีกแล้ว ” จับแมวก้มหัวแต่ก็ขืนตัวกันเหลือเกิน “ พี่อาร์มหายโกรธนายท่านนะ ”

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27

เงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าที่กำลังยกยิ้ม อาร์มถอนหายใจออกมาตอนที่สบสายตาของผมที่กำลังยิ้มกว้าง มือหนาข้างนึงทำทีเป็นจะจับที่หัวผม ริมฝีปากกำลังจะเอ่ยพูดว่า ไม่โกรธหรอกครับ แต่ทว่ายังไม่ทันจะถึง กรงเล็บของเจ้าตัวร้ายที่ผมอุ้มก็กางออกแล้วข่วนลงบนมือนั้นแบบเต็มแรง

“ แง๊ว! ”

“ เชี้ย!! ” ถึงขั้นสบถออกมาเสียงดัง ผมตัวแข็งทื่อไปเลยตอนที่เห็นรอยทางยาวสีแดงสดบนข้อมือหนานั้น “ ขอโทษ ” ผมพูดออกไปในตอนที่วางเจ้าตัวแสบลงกับพื้น เอื้อมมือไปจับมือของอีกคนมาดู “ อาร์ม มึง เจ็บมั้ยวะ ”

“ ไม่เจ็บหรอกมั้ง ”

“ ไม่ใช่เวลากวนตีน ” ผมบอกก่อนจะถอนหายใจออกมา “ สงสัยมันคิดว่ามึงจะทำอะไรกู ขอโทษแทนมันด้วยนะ ”

“ ช่างมันเถอะ ” อาร์มดึงมือตัวเองออกจากมือผม มันเดินตรงไปที่หน้าห้องของตัวเอง ตรงนั้นมีตู้เตี้ยๆวางอยู่ อีกฝ่ายดึงกล่องสีชมพูขึ้นมา ก่อนจะยืนให้ผม “ มึงทำความสะอาดโต๊ะให้กูให้เรียบร้อย แล้วก็กลับบ้านไปได้แล้ว ก่อนจะกูจะเตะแมวมึงออกไป ”

“ ไม่ต้องห่วงเรื่องฉี่แมวบนโต๊ะ กูทำให้แน่ ” ผมบอกก่อนจะดึงมืออีกฝ่ายขึ้นมาดูอีกครั้ง “ แต่แผลที่มือมึงเนี้ย คือต้องทำก่อนเลย มึงมีน้ำยาล้างแผลมั้ย กูจะทำแผลให้ ”

“ ไม่มี ” ผมตาโตขึ้นมาในตอนที่อีกคนบอก

“ ไม่มี ”

“ แล้วมันแปลกตรงไหน กูมีแผลทีก็ซื้อที ไม่เคยเก็บไว้ ” อีกฝ่ายพูดแบบเรียบๆ ผมก็ได้แต่นิ่งค้าง

“ ของแบบนี้มันต้องมีติดห้องสิว่ะ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสนอ น้ำยาล้างแล สำลี มันต้องซื้มาติดไว้บ้าง ”

“ บ่นชิบหาย ”  อีกคนว่าพลางเอามือเขี่ยหูคล้ายจะรำคาญ “ แผลแค่นี้เอง มันไม่เป็นอะไรหรอก อีกอย่างแมวมึงมันก็ปกติดี ล้างน้ำก็หายแล้ว ”

“ ไม่ได้! ” ขึ้นเสียงจริงจังอีกคนก็เบือนหน้าหนี

“ ไอ้นายท่านมันอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์ตั้งหลายเดือน บางทีมันอาจจะติดโรคอะไรมาแต่ยังไม่แสดงอาการก็ได้ ทุกอย่างมันเป็นไปได้หมดแหละ เพราะงั้นก่อนอื่นมึงต้องล้างแผล แล้วเราก็ต้องไปโรงพยาบาลกกัน ไปฉีดยา ”

“ ห๊ะ ? ”

“ ห๊ะ อะไรของมึง ลุกขึ้น กูต้องพามึงไปทำแผลที่โรงพยาบาลก่อน เร็ว ” ดึงอีกคนให้ลุกขึ้นจากโซฟาที่นั่ง ก่อนจะหันไปมองไอ้ตัวแสบที่นอนลงที่นอนหน้าทีวีอย่างไม่ใส่ใจอะไร “ ส่วนมึงนายท่าน เดี๋ยวกูจะกลับมาจัดการ ”

“ เมี๊ยว ” ขานรับแบบไม่สะทกสะท้านสิ่งใด เหมือนจะบอกกว่า ‘ จ้า ตามสบายเลย ’

“ มึงนะมึง ” ได้แต่พูดออกไปแบบโกรธแค้นแต่ก็รู้ดีว่าทำอะไรมันได้ ผมหันมามองคนเจ็บอีกครั้ง “ กูขอไปเอากุญแจรถก่อน มึงนั่งอยู่ตรงนี้ ”

“ ขับรถกูไปก็ได้ ” อาร์มโยนกุญแจรถของตัวเองที่เหมือนเจ้าตัวจะพกติดตัวอยู่แล้วมาให้ผมที่ก็คว้ารับมันเอาไว้

“ แต่ยังไงกูก็ต้องไปเอากระเป๋าเงินอยู่ดี อีกอย่างกูไม่ชอบขับรถคนอื่น มันไม่สบายใจ ” ว่าแบบนั้นก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องของตัวเอง ผมหยิบเอากระเป๋าเงินยัดใส่กระเป๋า คว้าเอากุญแจรถที่ตั้งอยู่ตรงที่แขวนของมันแล้วล็อคห้อง ผมออกมาอย่างรีบร้อน ในตอนที่เปิดประตูห้องข้างๆ ผมหอบหายใจ

“ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น กูไม่ตายง่ายๆหรอก ” ร่างสูงที่พูดยิ้มๆ อาร์มเดินตรงเข้ามาใกล้ผมก่อนจะยกมือข้างที่ไม่ได้เจ็บลูบผมตรงด้านหน้าของผมขึ้นไป ใบหน้าที่เหมือนถูกดึงไปข้างหลังนั้น “ แต่ยังไงก็ขอบคุณที่เป็นห่วงกูขนาดนี้ ”

“ ใครเป็นห่วง ” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ ทั้งๆที่ก็รู้สึกว่าแก้มมันกำลังร้อนผ่าว “ กูแค่ต้องรับผิดชอบ เพราะแมวกูมันทำร้ายมึง แม่งก็เท่านั้นแหละ”

“ งั้นเหรอ ” อีกคนที่พูดแบบเสียงยาว ผมหลบสายตาที่ชวนให้หน้าแดงนั้นหันเข้ามามองเจ้าแมวสองตัวในห้อง ที่ตอนนี้กำลังคลอเคลียกันอยู่

“ แก้มหอมขา ถ้าไอ้นายท่านมันฉี่ไม่เป็นที่เป็นทาง หนูตบมันให้เลือดอาบหน้าเลยนะ โอเคมั้ย ”

“ เมี๊ยว ” เสียงใสที่ขานรับ ผมที่เดินออกมาตรงประตูได้ยินเสียงร่างสูงพูดกับแมวตัวเองแบบไม่เบานัก

“ เดี๋ยวป๊ามานะคะ ”

เราลงลิฟต์ไปตรงลานจอดรถ รถญี่ปุ่นคันสีขาวของผมถูกปลดล็อค คนเจ็บเปิดมันก่อนจะเข้าไปนั่งด้านใน ส่วนผมก็ประจำหน้าที่ตรงฝั่งคนขับ ที่ก็หยิบเข็มขัดนิรภัยมารัดให้เรียบร้อย

“ แล้วมึงจะไม่รัดเข็มขัดนิรภัยสักหน่อยเหรอ ”

“ อ้อ ” เหมือนว่าอีกฝ่ายจะลืมไป มือข้างที่เจ็บทำทีเป็นจะหันไปหยิบ แต่เหมือนมันจะคิดอะไรขึ้นมาได้ อาร์มหยุดชะงัก ก่อนจะหันมามองหน้าผม “ เจ็บมือ ”

“ ถามจริงนะไอ้สัด ” ผมถาม อีกคนก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเจ็บปวดแบบที่ปากแบะนิดๆคล้ายจะอ้อนกัน  “ มึงแสดงได้ห่วยมาก เอาจริงๆนะ ไม่เนียนเลยสัด ”

“ ก็อยากให้คาดให้ ไม่ได้เหรอ ” อีกคนถามหน้านิ่ง แต่ผมก็เหมือนกัน ผมนิ่งไป

“ จีบสัด มีช่องให้หน่อยไม่ได้เลยนะ” ในตอนนั้นอาร์มแค่ยิ้ม มันไม่ได้ตอบอะไร แต่ถึงอย่างงั้นผมก็แอบเห็น มันหันออกไปมองนอกหน้าต่างด้วยแก้มแดงๆราวกับไม่อยากจะให้ผมเห็นสักเท่าไหร่  ทั้งๆที่เป้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดกับการเอาคืน แต่ผมก็คิดว่า ในตอนนี้เราควรหยุดก่อน

เพราะหัวใจที่เต้นแรงเพราะมันมาตลอด ควรได้รับการพักผ่อนบ้าง

 ระหว่างทางที่การจราจรค่อนข้างติดขัด ผมเผลอถอนหายใจออกมาก่อนจะเหลือบไปมองมือของอีกฝ่ายที่ท่าทางว่าคงข่วนเข้าไปลึกพอดู แผลเลือดซิปสีแดงสดมีเลือดไหลออกมาเป็นระยะ ทิชชู่แผ่นใหญ่ที่ผมหยิบมาไว้ห้ามเลือดดูมีร่องรอยของคราบเลือดหลายแห่ง

“ นี่คือมึงจะไม่ถามหน่อยเหรอ ว่ากูจะไปโรงพยาบาลเอกชน หรือว่าโรงพยาบาลรัฐ ” อาร์มพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ผมก็ได้แต่นิ่ง

“ เออว่ะ ”

“ เชื่อมึงเลยไอ้สัด ” อีกฝ่ายว่า

“ แล้วตกลงมึงจะไปโรงพยาบาลไหน ”

“ เอกชนข้างหน้าก็ได้ ” ใบหน้าคมเชิดหน้าไป “ กูเบิกประกันได้ ”

“ โอเค ” ตอบอีกฝ่ายเสียงเรียบๆ ความเงียบภายในรถเกิดขึ้นมาอีกครั้ง จนผมต้องชวนคุย “ เปิดเพลงมั้ย มึงชอบเพลงอะไร  รถกูมีเครื่องเปิดเพลงจากยูทูปได้ด้วยนะ ” ชี้ที่เครื่องเชื่อมต่อสัญญาณบูธทูธในรถอีกคนก็ขมวดคิ้วยิ้มๆ

“ มึงกำลังจะอวดของเล่นกูอยู่เหรอ ”

“ เอาน่า มาฟังเพลงกันหน่อย มึงอยากฟังเพลงอะไร กูจะตามใจมึงนะ ” ผมว่าก่อนจะหยิบเอามือถือตัวเองขึ้นมา แต่ในตอนนั้นอีกฝ่ายก็เอามือที่ไม่ได้เจ็บแผลมาดันมันลง

“ มาคุยกันดีกว่า ”

“ เรื่อง ? ” ผมเอียงหน้าถาม

“ มึงจะรับผิดชอบยังไงกับแผลนี้ ”

“ ก็เดี๋ยวพาไปโรงพยาบาล จะจ่ายค่าทำแผลแล้วก็ค่าฉีดยาป้องกันพิษสุนัขบ้าให้ไง ”

“ ไม่ต้อง กูมีประกัน ให้ประกันมันจ่ายไป ” อีกฝ่ายบอกปัดแบบนั้น ผมก็ได้แต่นิ่ง “ มึงรับผิดชอบเรื่องอื่นไปแล้วกัน ”

“ แล้วจะให้กูรับผิดชอบอะไรละ”

“ มึงรู้มั้ยว่าฉีดยาเกี่ยวพิษสุนัขบ้า เค้าฉีดกันสี่เข็ม เพราะฉะนั้นกูต้องมาโรงพยาบาลสี่รอบ ”

“ คือ..มึงจะให้กูมาส่ง ”

“ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบนะ ” เสียงเรียบที่หันมาบอกกันด้วยรอยยิ้ม ผมถึงกับนิ่งไปก่อนจะพยักหน้ารับด้วยความจำยอมแบบช่วยไม่ได้  “ เพราะงั้นมึงต้องเป็นคนดูแลวันนัดหมอของกูทั้งสี่วัน แล้วก็ต้องเป็นคนดูแลเรื่องที่กูทำไม่ได้ ”

“ อะไร เรื่องที่มึงทำไม่ได้ ” หันไปถามอีกฝ่ายงงๆ เพราะแน่นอนว่ามือมันไม่ขาดหรือด้วน ก็แค่เป็นแผลที่ก็จะแสบนิดหน่อยตอนโดนน้ำ

“ ล้างจานให้กูทุกวัน เพราะกูไม่อยากให้มือโดนน้ำ มันแสบ ”

“ จะให้กูอาบน้ำ สระผมให้ด้วยมั้ย เข้าห้องส้วม ต้องตามไปล้างตูดให้ด้วยปะ ” หันไปถามอีกคนสีหน้าจริงจัง แต่ตอนนั้นอาร์มก็แค่ยิ้ม

“ ได้ก็ดีนะ ”

“ ไอ้สัด ” สบถออกไปอีกคนก็ยกยิ้ม พร้อมกับยกมือข้างที่เจ็บขึ้นมาให้ผมดู

“ ผลงานแมวมึงนะ ” ได้แต่มองหน้ามันแบบเถียงอะไรไม่ออก และบอกเลยว่าถ้าทำได้ตอนนี้ก็อยากจะยันตีนใส่แม่งสักที ถ้าไม่ติดว่าคนแบบนั้นขืนทำอะไรไปมันก็คงเอาคืนเป็นสิบเท่า แล้วคนที่ไม่คุ้มเลยก็คือตัวผมเองก็คงทำไปแล้ว

“ ขู่จังแหมมมม ” ลากเสียงยาวๆออกมา ผมมองมันยิ้มๆ “ หรือว่านะ มึงอยากจะใกล้ชิดกูทุกวันก็เลยเอาเรื่องแมวมาเป็นข้ออ้างให้กูทำนู้นทำนี่ให้ บอกมาตามตรง มึงอยากจะกินข้าวกับกุทุกวันก็เลยบอกให้กูไปล้างจานให้ ใช่มั้ยละ ”

“ เออ มึงก็รู้ตัวนี่ ”

สบสายตาคมที่หันมาบอก ผมในตอนนั้นก็ถึงกับใบ้กิน อาร์มท้าวแขนกับขอบกระจกรถก่อนจะหันมายิ้มให้ มือข้างที่เจ็บยื่นมาเกลี่ยแก้มกัน

“ เพราะงั้นก็ช่วยรับผิดชอบผมด้วยนะครับคุณเมี่ยง ”

“ มึงแม่ง..” เบือนหน้าหนีมันก่อนจะปัดมือนั้นออกให้ไกลตัว เพราะไม่รู้จะต่อกลอนด้วยคำพูดอะไรอีก เอาจริงๆผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นคนยังไง แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าต้องใช้แผนการไหนในการรับมือ

แรกเริ่มเดินทีก็คิดว่ามันคงเป็นคนพวกปากไม่ตรงกับใจ ก็เลยใช้วิธีเย้าแหย่จับไต๋ไปเรื่อย แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้น เพราะไม่ว่าจะพูดอะไรไป อีกฝ่ายก็เหมือนจะตอบรับแบบตรงไปตรงมาจนกลายเป็นผมมากกว่าที่ต้านทานรับไม่ไหว

“ อะไรวะเนี้ย ” คราบอะไรบางอย่างติดอยู่ที่หลังมือในตอนที่ดึงมันขึ้นมาจับพวงมาลัยของรถ ผมดึงมันมาดูใกล้ๆก่อนจะดม พร้อมกับหยิบทิชชูในรถขึ้นมาเช็ด คราบสีแดงจางๆปรากฏ “ เลือดเหรอวะ แต่กูก็ไม่ได้..”

คำว่าเจ็บถูกกลืนลงคอไปในตอนที่ผมหันไปเห็นมือของอีกฝ่ายที่เลือดยังไหลซึมออกมาไม่หยุด อาร์มพยายามซับมันจนตอนนี้กระดาษทิชชูที่ถือก็มีแต่เลือด

“ โทษที แต่คิดว่านั่นน่าจะเป็นเลือดกู ”

“ ทำไมเลือดมึงไหลไม่หยุดเลยวะ ” หันไปถามอีกคนที่ก็แค่ยักไหล่ “ กูว่าแผลมันต้องลึกแน่ๆ แล้วรถก็ติดชิบหายอีก ”

“ ไม่ต้องลน แค่เลือดออก ไม่ได้เจ็บอะไรมากหรอก ”

“ ไม่ต้องลนได้ยังไง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหลุดไฟแดงด้วยซ้ำไอ้สัด ถ้าติดเชื้อจะทำยังไง ” ผมบอกก่อนจะตีไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อขอทางให้ตัวเองได้หลุดออกจากแถวของการจราจรในช่วงเย็นที่โคตรติดขัด “ แล้วมันจะติดอะไรกันหนักหนา ร้อยวันพันปีมึงไม่ติด ไอ้สัด ”

“ ใจเย็น ”

“ มึงเจ็บนะ ” ผมหันไปเถียง อาร์มก็ได้แต่นิ่ง “ เลือดมึงไหลไม่หยุดเลยแล้วจะให้กูใจเย็นอยู่ได้ยังไงละ ” ว่าแบบนั้นอีกคนก็ได้แต่ก้มหน้าลง อาร์มไม่พูดอะไรต่อ มันแค่หันไปมองนอกหน้าต่างแล้วใช้มือข้างที่ท้าวคางอยู่กับขอบกระจกนั้นปิดรอยยิ้มและแก้มแดงๆของตัวเองไว้ “ ยังจะมายิ้มอีก มองทางซ้ายให้หน่อยมีรถจะขึ้นมามั้ย ”

“ ไม่มี ” อีกฝ่ายพูดเสียงเรียบ “ ไปได้เลย ”

“ เค ” ขับรถขึ้นไปตามคำสั่งของอีกคน ก่อนจะตีไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อจอดลงตรงใกล้ๆร้านสะดวกซื้อ ผมปลดเข็มขัดนิรภัยลงอย่างรวดเร็ว “ มึงรออยู่ในรถนะ กูจะลงไปซื้ออุปกรณ์ทำแผลให้ ”

“ ครับ ผมไม่ไปไหนหรอก ” ได้ยินแต่เสียงตอบรับ แต่คนเจ็บกลับไม่หันหน้ามามองกันด้วยซ้ำ ผมปิดประตูรถลงแล้ววิ่งตรงเข้ามที่ร้านสะดวกซื้อ หยิบเอาอุปกรณ์ทำแผลที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างแผล ลำสีแล้วก็สก๊อตเทปสำหรับติดแผล ก่อนจะวิ่งลงมาขึ้นรถของตัวเองแต่ตอนที่ปิดประตูลงคนเจ็บก็หลุดหัวเราะ

“ หัวเราะอะไรของมึง ”

“ ก็มึงจะลุกลี้ลุกลนอะไรขนาดนั้น ”

“ ก็มึงเจ็บ ” เงยหน้าบอกคนเจ็บด้วยสีหน้าไม่สบายใจ เราที่สบตากันนั้นอาร์มยิ้มไปก่อนจะหันไปมองยังทางข้างหน้า ร่างสูงพูดเสียงอ้อมแอ้ม

“ กูไม่ได้เจ็บอะไรขนาดนั้นสักหน่อย มึงแม่งก็เว่อร์ไปแล้วไอ้สัด ”

“ เหรอ ” ตอบรับแค่นั้น ก่อนจะเปิดขวดแอลกฮอล์ แล้วใช้สำลีชุบมันจนชุ่ม ผมวางโป๊ะลงไปบนแผลแบบที่ไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว

“ โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย แสบบบบบบบบบบบบบบบ มึงนี่..”

“ ก็มึงบอก ไม่ได้เจ็บอะไรขนาดนั้นสักหน่อย ” พูดเสียงเรียบๆ คนที่เจ็บจนต้องกัดฟันก็ถึงกับพูดแทบไม่เป็นภาษา

 “ มึงเอาออกไปเลยเลยนะ ”

“ ไม่ได้ ต้องตั้งไว้แบบนั้นก่อน ต้องฆ่าเชื้อโรค ”

“ โลกไหนมันทำแผลกันแบบนี้ แอลกฮอล์เค้าแค่เช็ดเฉยๆ ”

“ โลกของกูนี่แหละไอ้สัด มีอะไรมั้ย ” เอียงหน้าบอกมัน แต่ถึงอย่างงั้นผมก็หยิบเอาสำสีที่โป๊ะอยู่บนแผลนั่นทิ้งไป ก่อนจะชุบแอลกฮอล์ด้วยสำลีก้อนใหม่ แล้วเช็ดให้อีกฝ่ายด้วยความเบามือ เป็นเวลาเดียวกันในตอนนั้นที่มือหนาของคนเจ็บที่จับกันอยู่กระชับมือของผมด้วยความแสบแบบที่ถ้าพูดออกมาก็คิดว่าคงเสียฟอร์ม เพราะตอนแรกดันบอกว่าไม่เจ็บ “ แผลลึกอยู่นะ ” บอกแบบนั้นอีกคนก็ถอนหายใจ

“ ก็มันเล่นข่วนแบบเต็มแรง ต้องคิดว่าโชคดีแค่ไหนแล้ว ที่ไม่ใช่หน้ากู ”

“ นี่ถ้าเป็นหน้ามึงนะ ” ผมทำท่าขนลุก อีกฝ่ายก็ยกยิ้ม

“ แน่นอนว่ากูจะให้มึงรับผิดชอบชีวิตกูเลยละ ”

“ ด้วยการเป็นแฟนมึงน่ะเหรอ ” ดึงหน้าตัวเองเข้าไปเย้าแหย่ แต่ตอนนั้นอาร์มก็แค่กระชับมือของผม แล้วดึงตัวเองเข้ามาใกล้กัน ตาของเรามองสบ มันตอบเสียงหนักแน่น

“ ใช่ครับ ”

“ กูไม่เป็นเว้ย ” ดึงตัวเองออกมาก่อนจะสบถแบบไม่ออกเสียงใส่อีกคนที่ก็แค่ยักคิ้วไม่ใส่ใจ “ ไอ้สัด ”

หยิบเอาสำลีสะอาดมาวางไว้บนแผล ก่อนจะใช้ที่สก๊อตเทปติดแผลติดทับลงไปเป็นสิบๆอัน จนมันดูคล้ายกับว่าเป็นแผลร้าย มากกว่าจะเป็นแมวข่วน ไอ้อาร์มยกยิ้มกับผลงานของผมอยู่ไม่น้อยก่อนจะพูดยิ้มๆ แบบที่ไม่คิดว่าจะเป็นคำชมสักเท่าไหร่

“ ดูเหมือนแผลที่ต้องตัดมือทิ้งเลย ”

“ ได้เท่านี้ก็บุญแล้วไอ้สัด กูเคยทำที่ไหน ” ว่าแบบนั้นก่อนจะคาดเข็มขัดนิรภัยอีกครั้ง ผมขับรถออกมาจากที่จอดข้างทาง ตรงสู่โรงพยาบาลที่ก็ใช้เวลาไม่นานอย่างคิด

โรงพยาบาลเอกชนยังคงดูวุ่นวายแม้ว่าจะเป็นช่วงใกล้ทุ่ม ผมกับอาร์มเดินไปติดต่อพนักงานเรื่องการทำแผลและฉีดวัคซีน ที่ก็ใช้เวลารอไม่นานเท่าไหร่เราก็ถูกเรียก

หมอบอกกว่าแผลของอาร์มไม่ลึกขนาดที่ว่าต้องเย็บ แต่ก็ต้องทำความสะอาดแผลทุกวัน และแน่นอนว่าหน้าที่นั้นก็คงตกเป็นของผมตามหน้าที่ความรับผิดชอบ คนเจ็บโดนฉีดยาไปที่แขนคนละข้างเป็นการเสร็จสิ้นการฉีดวัคซีนเข็มแรก

“ เดี๋ยวเชิญรอรับยาก่อนนะคะ ” พยักหน้ารับคุณพยาบาลที่เดินออกมาส่ง ผมหย่นตัวลงนั่งข้างคนเจ็บที่ถอนหายใจออกมาพลางมองแผลของตัวเองด้วยสายตาชื่นชมแบบที่แขวะกันอยู่หน่อยๆ

“ ค่อยดูเป็นแผลโดนแมวข่วนหน่อย ”

“ บ่นไม่เลิกเลยนะสัด ” ผมว่า “ กลับไปกูให้ไอ้นายท่านข่วนมึงอีกสักสิบแผลเป็นไง ”

“ แล้วเมื่อกี้มึงได้ยินมั้ย ”

“ อะไร ” หันไปมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะทวนถาม

“ หมอบอกว่า ควรหลีกเลี่ยงการโดนน้ำในช่วงนี้ ” ถอนหายใจออกมากับคำพูดของอีกคน ก่อนจะพยักหน้ารับจำยอม

“ ครับๆ กูจะล้างจานให้มึงเอง ถ้ามึงมือเจ็บแต่เสือกอยากจะทำกับข้าวขึ้นมาแล้วละก็นะ  แล้วกูก็จ่ายค่าทำผมให้มึงเองด้วย ในกรณีที่มึงอยากจะสระผม แต่เรื่องอาบน้ำให้ ขอบายนะ กูไม่อยากเห็นหนอนจิ๋วของมึง ”

“ เห็นแล้วเหรอ ถึงรู้ว่าเป็นหนอนจิ๋ว ” คนพูดมองของตัวเองก่อนจะเหลือบมองของผมแล้วทำหน้าเบ้ปาก “ ไม่รู้ว่าของใครมันจิ๋วกันแน่ ”

“ วัดได้นะไอ้สัด ถ้ามึงกล้าพอ ”

“ กูกล้าอยู่แล้ว มึงกล้าป่ะล่ะ ” แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นผมที่นิ่งไปอีกครั้ง

ก็อยากจะบอกแหละ ตัวตัวคืนนี้ เสื้อผ้าไม่เกี่ยวกันเลยมา แต่ก็กลัวอีกว่าเล่นกับคนตรงหน้า ไม่น่าจะจบกันที่วัดหนอน

“ K มึงแม่งเป็นคนยังไงกันแน่วะอาร์ม ” ผมบ่นในตอนที่เบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างคนที่สู้อะไรไม่ได้สักอย่าง หลังที่พิงลงกับโซฟาที่นั่ง “ จะบอกว่าเป็นพวกซึนก็ไม่ใช่ แต่จะกวนตีนเหรอ เออ ก็ไม่ขนาดนั้น แล้วจะบอกว่าเป็นคนตรงๆเหรอ ก็ไม่เชิงอีก ถามจริงมึงแม่งเป็นคนยังไงกันแน่วะไอ้สัด ”

“  ไม่รู้เหมือนกัน ” คนข้างกันให้มายิ้มให้ผม “ เพราะกูไม่เคยมีความรักแบบจริงจัง เลยไม่รู้ว่าเวลาตัวเองตกหลุมรักหรือว่ารักใครสักคน มันจะเป็นแบบไหน  แล้วมึงชอบคนแบบไหนละ ” อาร์มถามตรงท้ายประโยคนั้น ผมเหลือบมอง

“ ถามทำไม ”

“ ก็กูจะได้เป็นแบบนั้นไง คนในแบบที่มึงชอบ ”

คำตอบเรียบง่ายในตอนนั้น ผมถอนหายใจออกมาอย่างคนพ่ายแพ้แบบชนิดที่เรียกว่าย่อยยับ จนอีกฝ่ายถึงกับยิ้มกว้าง ผมลุกหนีขึ้นไปรับยาและใบนัดครั้งต่อไป แต่ก็ไม่วายบ่นกับตัวเองเบาๆ

“ มึงนี่แม่ง ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ ”

เอาเถอะ มันก็ต้องมีแหละ
สักวันที่กูจะชนะคนอย่างมึง 

............................................................

ตกลงว่าเธอ จะมาไม้ไหน จะดี หรือ จะร้าย ลูกเมี่ยงฉันหัวใจไม่แข็งแรง เริ่มน้วยแล้วนะ
เราจะให้ทุกคนรู้จักอาร์ม ผ่านเมี่ยง และจะไม่บอกออกไปตรงๆหรอก ว่าเค้าเป็นคนยังไง
ฝากแท็ก #นายท่านของแกก้มหอม เจอกันตอนหน้านะคะ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

พี่ชายเจ้าอาร์มเป็นสัตวแพทย์

พี่เขยเจ้าเมี่ยงเป็นสัตวแพทย์

เขาคือคนคนเดียวกัน...หรือเปล่า?  แบบว่าโลกกลม บุพเพฯ ไรเงี้ยะ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3587
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
นี่เป็นผลงานที่สร้างสรรโดยเทพนายท่านเลยนะเนี่ย  o13

ออฟไลน์ tae1234

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 409
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ติดตามครับ สนุกมากๆ เลยครับ

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
5555 ไม่รู้ใครจะตกหลุมใครก่อน ขยันหยอดกันจริง
ระวังจะลึกจนปีนขึ้นไม่ได้นะ เล่นเขินกันเองก็บ่อยอีก

เอ็นดูเมี่ยง ถือว่าซื่อตรงและชัดเจนดี
อาร์มก็ดูใส่ใจเมี่ยงด้วย และเรียกร้อง

เอิ่มม นายท่านคะ เคืองอะไรอาร์ม แล้วทำไมฉี่รดแบบนั้น
สงสารแก้มหอมเลยค่ะ มาชอบแมวแบบนี้

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
อ๋อยยย สงสารแก้มหอมเลย นายท่านทำไมร้าย 5555
แล้วทำร้ายอาร์มทำไม เคืองที่อาร์มหยอดเมี่ยงหรอ

เมี่ยงก็ม้วนไปหลายตลบละนะ ชอบตรงเมี่ยงซื่อตรงดี
อาร์มก็ขยันขุดหลุมไปสิ หยอดหนักมากด้วย
ระวังจะปีนไม่ขึ้นกันทั้งคู่นะ แถมอาร์มก็เรียกร้องเยอะ

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
ตอนที่ 8

ใบนัดหมายของแพทย์ที่อยู่ในมือแสดงวันนัดหมายอีกสี่ครั้งที่กำลังจะมาถึง ผมยิ้มมองมันก่อนจะหันมองคนที่กำลังเช็ดคราบฉี่แมวของตัวเองที่ทำไว้ก่อนหน้าที่เราจะออกไปโรงพยาบาลอย่างที่เรียกว่า ‘ บ้าคลั่ง ’

ใบหน้าขาวที่ผมกำลังเห็นจากมุมนี้กัดฟันแน่นพลางเช็ดคราบสกปรกบนโต๊ะแบบเต็มกำลังด้วยความโกรธแค้นจนแก้มขาวนั่นสั่นเบาๆ ก็คงจะหงุดหงิดเพราะโดนผมเย้า แล้วก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก เพราะตัวเองก็รู้สึกหวั่นไหว

เพิ่งสังเกตว่าอีกคนก็มีมุมที่น่ารักแบบมากๆอยู่เหมือนกัน

เมี่ยงเป็นคนดูออกง่ายกว่าที่คิด ขนาดว่าไม่ต้องสบตา แต่ท่าทางและสีหน้าของอีกฝ่ายก็บอกกันหมดว่ารู้สึกอะไรอยู่

แล้วมันก็อดขำไม่ได้เลย กับสีหน้าเลิ่กลั่กในตอนที่มันพยายามเย้าเพื่อเอาชนะ แต่กลับโดนผมตอบแบบตรงไปตรงมาจนมันเบิกตาตกใจขึ้นในทุกครั้ง

ไม่นับความเป็นห่วงเป็นใย ที่ทั้งแสนจริงใจและใสซื่อ จนผมไปต่อไม่ถูกอยู่หลายครั้ง

ก็ไม่ใช่คนที่จัดการได้ง่ายๆหรอก
บทมันจะน่ารัก ก็เล่นด้วยยากเหมือนกัน

“ เมี่ยง ”

“ อะไร ” เสียงของคนหงุดหงิดเงยหน้าขึ้นมองกัน ดวงตาเรียวที่มองมา ไม่ต่างอะไรกับแก้มหอมตอนที่โดนผมจับพุง แล้วพอถูกเรียกให้เข้ามาใกล้ ก็มองแบบงอนๆ

“ อยากสระผม ” คำพูดสั้นๆทำให้คนฟังถึงกับนิ่ง ริมฝีปากแหลมสีชมพูอ้าขึ้นแบบเหวอไปชั่วขณะพนันเลยว่าในสมองนั้นคงมีคำด่ามากมายที่ผุดขึ้นมาไม่มีหยุดตอนที่ได้ฟัง “ สระผมให้หน่อย ”

“ สระให้หน่อยเหี้ยอะไร ” มันถาม “ แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่ตอนที่ออกจากโรงพยาบาล กูจะได้หาร้านทำผมให้

“ ก็ใครบอกว่ากูจะสระร้าน ” ถามกลับไปหน้านิ่ง “ กูไม่ชอบสระร้าน กูชอบสระเอง ด้วยแชมพูของกูเอง ที่กูชอบ ”

“ K ” ได้ยินมันว่าแบบนั้นผมก็ยกมือข้างที่โดนแมวตัวร้ายของเจ้าตัวข่วนขึ้นมา

“ รับผิดชอบผมด้วยสิครับ ”

ไม่มีคำตอบอะไรจากอีกคน เมี่ยงออกแรงขัดโต๊ะแรงขึ้นเหมือนระบายความหงุดหงิดทั้งหมดที่มี แก้มขาวที่สั่นแรงขึ้น เพราะการเคลื่อนไหวของมือ มันโยนผ้าลงฟาดกับโต๊ะในตอนจบ ก่อนจะมองผมอย่างเครียดแค้นพร้อมด้วยริมฝีปากที่ขยับด่าแบบไม่ออกเสียงไม่มีหยุด

“ หรือว่าจะให้มึงอาบน้ำให้ด้วยดีน้า หมอบอกว่าโดนน้ำเยอะไม่ได้ด้วยสิ”

“ ไม่! ไอ้สัด ” คนตัวขาวปฎิเสธเสียงดัง “ แค่สระผม แค่สระผมเท่านั้น มึงอย่ามาเยอะเกินไปนะไอ้สัดอาร์ม แมวกูแค่ข่วน ไม่ได้ทำให้มึงแขนหักสักหน่อย แล้วอีกอย่าง หมอเค้าไม่ได้บอกว่าโดนน้ำไม่ได้ แค่โดนน้ำเยอะไม่ได้ มันหมายถึงว่า การว่ายน้ำ แช่น้ำ อะไรแบบนี้ต่างหาก ”

“ อ๋อเหรอ ”

“ ไม่ต้องอ๋อเหรอ ” อีกคนว่า “ มึงรู้อยู่แล้วไอ้หน้าเหี้ย  แต่ก็ยังกวนตีน ”

“ งั้นกูไปอาบน้ำรอแล้วกันนะ ” ลุกจากที่นั่งหลังจากที่ยิ้มบอก ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง แต่ก่อนที่จะปิดมันลง ก็ไม่ลืมหันไปบอก

“ ไม่ได้ล็อคประตูนะ เข้ามาได้เลย ”

“ พร้อมแล้วก็ตะโกนเรียกแล้วกันไอ้สัด ” เมี่ยงบอกแบบนั้น ผมก็ชะงักประตูที่จะปิดก่อนจะหันไปมอง “ อะไร  มึงมีอะไรอีก ”

“ หมายถึงพร้อมตอนไหนก็เรียกตอนนั้นเหรอ ”

“ เออ! ” หันมาย้ำด้วยสีหน้าหงุดหงิด แต่ผมที่แค่เลิกคิ้วมอง ก่อนจะยกไหล่พร้อมรับคำสั่งนั้น

ปิดประตูสนิทลง มือของผมขยับถอดกระดุมเสื้อที่สวมอยู่เป็นอย่างแรก ตามด้วยกางเกงก่อนจะโยนใส่ตะกร้าที่อยู่ตรงห้องแต่งตัว

ก้าวขาเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำ ลำดับแรกก็คือล้างตัวเล็กน้อยให้สะอาดด้วยสบู่กับมือข้างเดียวที่มี เสร็จเรียบร้อยก็กดปิดอ่างแล้วเปิดน้ำทิ้งให้เต็มเพื่อแช่ตัว ล้างหน้าแปรงฟันให้พร้อมหลังจากนั้น พอน้ำได้ระดับ ผมก็เอ่ยเรียกคนที่อยู่ด้านนอกที่บอกกันก่อนหน้านี้ว่า พร้อมเมื่อไหร่ให้เรียก

“ ที่รักครับ ” เอ่ยออกไปเสียงดังแบบกวนตีน

ผมคิดจินตนาการถึงใบหน้าที่ตอนนี้คงสะดุ้งสุดตัว พร้อมทั้งหันเหลือบมามองตรงประตูห้องนอนผม เมี่ยงคงมองแมวตัวเอง สลับกับแมวผม เหมือนตั้งคำถามกับพวกมันว่า ‘ เสียงนั่นคือเรียกใคร ’ หรือไม่ก็ ‘ นี่มันเรียกกูใช่มั้ย ’ เป็นภาพที่ก็คงไม่ต่างอะไรกับแมวสามตัวที่กำลังเลิ่กลั่กหาคำตอบ

“ ที่รักครับ อาร์มเสร็จแล้วนะ ” ผมเสียงให้เสียงดังขึ้น  “ ที่รัก!!! ”

“ ที่รักพ่อมึงสิไอ้สัด! ” ก็ถือว่าได้ผล คนที่อยู่หน้าห้องเปิดประตูห้องน้ำเข้ามาก่อนจะเบิกตาแล้วก็อ้าปากค้างอยู่อย่างงั้นกับสภาพเปลือยเปล่าของผมที่มันเห็น เราสบตากัน

“ แหม รู้ด้วย ว่าเป็นที่รักของกู ”

“ ไม่ใช่ของมึงไอ้สัด! แล้วนี่คือเหี้ยอะไร เสื้อผ้าก็ไม่ใส่ อุบาทว์ ” ถามแบบนั้นแต่ตาก็ยังมองผมแบบไม่ขยับตัวออกไปไหน ท่าทางเหมือนแมวขนฟูที่โก่งตัวขู่ว่าอย่าเข้ามาแต่เจ้าตัวก็ไม่หนีหายไปไหนเหมือนกัน

“ แปลกตรงไหน มึงก็มีเหมือนกัน ” ก้มลงมองส่วนกลางของตัวเองก่อนจะหันไปเหลือบมองส่วนกลางของอีกคน เมี่ยงมันหุบขาของตัวเองเข้าหากันอัตโนมัติคล้ายว่ากลัวผมจะเห็น คิ้วบางขมวดเข้าหากัน

“ มองเหี้ยอะไร กูใหญ่กว่ามึงแล้วกัน”

“ ไม่เชื่อ เพราะงั้ยต้องเปิดให้ดูแล้วละ ”

“ K ”

“ ก็ใช่น่ะสิ ” ตอบรับยิ้มๆ กับอีกคนที่กัดปากตัวเองแน่นอย่างไม่รู้จะต่อกรด้วยประโยคอะไรกับผมต่อ คนตัวขาวผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ราวกับสะกดอารมณ์หงุดหงิดของตัวเองไว้ไม่ให้มากกว่านี้ ผมหลุดยิ้มตอนเห็นผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับหลับตาลง

แน่นอน เมี่ยงกำลังเตรียมพร้อม เพื่อจะเอาคืนผม

“ คือมึงแม่งก็กล้านะ แก้ผ้าต่อหน้าคนอื่นได้ยังไงวะ ”

“ คนอื่นอะไร กูเรียกมึงที่รักเลยนะ ” หันไปมองอีกคนที่ทำทีจะด่าออกมา แต่เหมือนว่ามันจะสะกดอารมณ์เอาไว้ เมี่ยงนิ่งไปสักพัก คงกลัวแผนพัง มันปรับสีหน้า ทำทีเป็นเหล่มองผม และแน่นอนว่ามันคงเหมือนกับทุกครั้ง คำพูดเย้าแหย่ที่คิดว่าผมต้องเขิน คงอยู่ในหัวสมองของมัน

“ เรียกกูที่รัก ถามจริง คิดอะไรกับกูปะ ”

“ แล้วถ้าไม่คิดกูจะเรียกเหรอ ” หันไปสบสายตาเรียวที่พูดออกมาแบบนั้น ผมยกยิ้มแล้วเหลือบไปทางอื่น

แน่นอนว่าถ้าไม่ทำให้อีกคนรู้สึกว่าชนะบ้าง เกมส์ต่อไป ก็คงไม่สนุกหรอก เพราะเกมส์ที่สนุกที่สุด คือเกมส์ที่คู่ต่อสู้ รู้สึกว่าตัวเองก็มีโอกาสที่จะชนะเหมือนกัน แต่เหมือนว่ามันจะแนบเนียนเกินไป เมี่ยงเอาแต่นิ่ง อยู่ๆมันก็ทรงตัวไม่ได้ จนผมต้องหันไปมอง

“ หรือว่าจะต้องให้เรียกที่รักอีกที ” ถามอีกคนตอนที่ก้าวเข้าไปในอ่าง ดึงตัวเองลงนั่งขัดสมาธิ ผมหันหลังพิงขอบอ่าง

“ เงียบปากไปเลย ” ว่าแบบนั้นร่างขาวก็เดินเข้ามาใกล้ สีหน้าหงุดหงิดที่มองผม ได้ยินมันพูดเสียงเบาๆแบบหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย “ กูจะเกาให้หนังหัวของมึงให้หลุดติดนิ้วกูออกมาเลยสัดอาร์ม ”

“ ได้ยินนะ ”

“ เออ มึงรู้ไว้ก็ดี ” ยกยิ้มกับความหงุดหงิดที่แทบจะระเบิดออกมาของอีกคน เมี่ยงหยิบเอาฝักบัวที่อยู่ด้านบนขึ้นมาเป็นอย่างแรก มันเปิดน้ำให้ไหลลงบนหัวผมแบบที่ไม่สนว่าจะเข้าตาหรืออะไรทั้งสิ้น ผมดึงมือที่ปิดแผลอยู่หมายจะลูบหน้าตามความเคยชินเวลาที่น้ำเข้าตาเพราะเป็นมือขวาข้างที่ถนัด แต่ทว่าก็โดนตีเข้าให้

เพี๊ยะ!

“ โอ๊ย อะไรอีก ”

“ ยังจะมาถามอะไรอีก ก็จะยกมือนั่นขึ้นมาทำไม อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวแผลก็โดนน้ำหรอก ”

“ ไหนบอกโดนนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ” ผมถาม อีกคนก็ดึงฝักบัวออกห่างจากหัว

“ แล้วมึงจะให้แผลเปียกน้ำทำไม คุณพยาบาลเค้าก็ทำไว้ให้เสร็จแล้ว แผลค่อยทำใหม่พรุ่งนี้ ”

“ มาทำให้ด้วยนะ ”

“ รู้แล้วละน่า เพราะมันเป็นสิ่งที่กูต้องรับผิดชอบนี่ ใช่มั้ย ” ว่าแบบนั้นคล้ายประชดกันผมก็ได้แต่ยกยิ้ม ก่อนจะเงยหน้าให้อีกคนจัดการสระผมให้ง่ายขึ้น “ เออ เงยหน้าแบบนั้นแหละ ค่อยสระง่ายหน่อย แล้วชมพูมึงขวดไหน ”

“ ขวดสีชมพู ” บอกแบบนั้นก่อนจะชี้ไป เมี่ยงหันไปมองดู มันนิ่งไปสักพักด้วยสายตาที่ดูตกใจไม่น้อย

“ เดี๋ยวนะ คือมึงใช้แชมพูเด็กเหรอวะ ”

“ แล้วมันจะแปลกอะไร ” ถามกลับไปอีกคนก็แบะปากหมายจะล้อ

“ ไม่แปลกหรอกครับ ก็แค่สุดแสนจะคิ้วตี้ และไม่เข้ากับหน้ามึงอย่างยิ่งเลย ”

“ แล้วหน้าแบบกูต้องใช้อะไร ”

“ แน่นอนว่าสบู่ถูตัวใช้ร่วมกันกับทั้งตัว หน้า แล้วก็ผม ” มันว่าแบบนั้น ผมก็ได้แต่ถอนหายใจ “ ในสมองมึง กูคงทั้งเหี้ยและซกมกมากเลยสินะ ”

“ พูดเองน้า กูไม่ได้พูด ” แววตาเรียวเบิกตาขึ้นตกใจแบบเชิงล้อ ก่อนมือเล็กจะเอื้อมไปปั้มแชมพูสระผมออกมาสองปั้ม “ แล้วทำไมมึงถึงใช้แชมพูสระผมของเด็กวะ แพ้เหรอ ”

อยู่ๆก็นิ่งไปกับคำถามนั้น ผมไม่รู้จะตอบอะไร เพราะในความเป็นจริงผมอาจจะแค่ชอบกลิ่นของมันก็ได้มั้ง แต่ก็นั่นแหละ ใช้เองอยู่ทุกวันก็ไม่เห็นจะหอมเหมือนกับคนที่ทำให้อยากจะใช้ตามเลย

“ เหตุผลส่วนตัว ”

“ เหมือนจะบอกกว่าอย่าเสือก ” เมี่ยงมันว่ายิ้มๆ “ โอเค๊ งั้นกูจะสระแล้วนะ ”

“ อื้ม ” ตอบรับเสียงในคอสั้นๆ ผมได้ยินเสียงของมือที่ถูแชมพูไปมาก่อนที่มันจะถูกลูบลงผมเส้นผมของผม อีกฝ่ายจะเริ่มขยี้มันอย่างเบามือ จนอดไม่ได้เลยที่จะลืมตาขึ้นไปมองคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาสระผมให้กันอย่างตั้งใจ

“ มองอะไร ” เผลอสบสายตาเรียวนั้นเข้าให้ เอาจริงๆ ก็อยากจะตอบออกไปเหมือนว่ามองคนน่ารัก  แต่ก็นั่นแหละ ถึงมันจะออกมาจากใจจริงๆ ผมก็คิดว่า ควรให้มันได้พักได้

“ เปล่า ” ตอบแค่นั้นก่อนจะหันกลับมามองกำแพงห้องน้ำเหมือนเดิม

“ ขยี้แค่นี้ โอเคมั้ย ”

“ โอเค ” และแน่นอนว่าว่า ขอบคุณมากที่ไม่เกาจนหนังหัวกูหลุดแบบที่บอกกันไว้

“ แล้วพรุ่งนี้มึงมีเรียนกี่โมง ”

“ เช้า ”

“ เหมือนกูเลย ” บอกแค่นั้นเมี่ยงก็ขยี้หัวผมแรงขึ้น “ มีตรงไหนที่อยากจะเกาเป็นพิเศษมั้ย แบบ ตรงที่ที่มึงคัน ”

“ ไม่มี ”

“ งั้นจะล้างแล้วนะ ”

“ อื้ม ” ขารับในลำคอ ฝักบัวที่เสียบอยู่กับที่ตั้งก็ถูกเลื่อนลงมา เมี่ยงล้างมือเป็นอย่างแรกก่อนจะดึงใบหน้าของผมให้เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะเริ่มลงมือล้างผมให้ “ แล้วถามทำไม จะไปส่งเหรอครับ ”

“ เรื่องอะไร ” อีกคนว่า “ กูแค่อยากรู้เวลา จะได้มาทำแผลให้มึงถูก ”

“ พรุ่งนี้กูมีเรียนเช้าคาบเดียว มาให้ทันด้วยนะครับ คุณผู้ดูแล ”

“ แล้วมึงจะตื่นกี่โมง ” อีกคนถามก่อนจะผลักหัวผมขึ้นในตอนที่ล้างเสร็จ “ กูจะได้มาทำแผลให้ถูก กูมีเรียนเช้าเหมือนกัน ต้องรีบไป คาบของกูสายไม่ได้ด้วย อาจารย์เค้าเข้มงวดเรื่องเวลา ”

“ ยังไม่รู้เลย ” ว่าแบบนั้นก่อนจะหันไปยิ้มให้อีกคนที่ก็วางฝักบัวไว้ตรงที่ของมัน

“ อย่ามาทำไก๋ไอ้สัด มึงจะไม่รู้ได้ยังไง มึงไม่ตั้งนาฬิกาปลุกเหรอ ”

“ ตั้งสิ ” พยักหน้ารับก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูงจากอ่างน้ำ ผมคว้าเอาผ้าขนหนูที่แขวนเอาไว้ตรงราวขึ้นมาคาดที่เอวก่อนจะหันไปยิ้มตอบ “ แต่ทำไมกูต้องบอก ทั้งๆที่ท่าทางตอนวิ่งวุ่นของมึง มันโคตรจะน่ารักด้วยละ ไม่งั้นผมก็อดเห็นสิครับ จริงมั้ย ”

ไม่มีคำตอบอะไรจากคนตรงหน้า เมี่ยงแค่มองผม ก่อนจะยกไหล่ขึ้นเบาๆด้วยรอยยิ้มที่เหมือนจะไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่แก้มขาวนั้นกำลังแดงจัด และสารภาพทุกความรู้สึกนั้นออกมา อย่างไม่มีปิดบัง ว่าใจเต้นแรงแค่ไหนกับประโยคที่ผมพูด

“ กู กูกลับก่อน ” เมี่ยงว่าอย่างติดขัดผมก็พยักหน้ารับ ท่าทางดูไปไม่เป็นของมัน แม้แต่จะหมุนตัวออกยังดูงงๆ ผมเผลอหลุดยิ้มออกมาตอนไหล่มันชนประตูแล้วอีกคนทำหน้าเจ็บไม่ต่างอะไรกับเด็กงอแง

“ เขินก็เดินดีๆ ”

“ เขินเหี้ยอะไร ” หันมาเถียงเสียงดังด้วยสายตาที่บอกหมดทุกอย่าง ผมยกยิ้ม ก่อนจะผายมือเชิงบอกว่า งั้นก็ตามสบาย เอาที่มึงสบายใจ ถ้าคิดว่าตอแหลกูเนียนแล้ว “ กูกลับแล้วนะ ”

“ ครับผม พรุ่งนี้เจอกัน ”

“ ไม่อยากเจอเลยเถอะ ” ว่าแบบนั้นก่อนจะเดินไปหาแมวตัวเอง เมี่ยงมันอุ้มไอ้ตัวร้ายนั่นขึ้นมา “ กลับบ้านกันนายท่าน ”

“ ขอบคุณนะครับ ” ไม่ลืมบอกเจ้าแมวตัวลายที่ก็มองกันอย่างไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก แต่แมวก็คือแมว ไม่ว่ายังไงมันก็คงไม่รู้ผิดกับสิ่งที่มันทำสักเท่าไหร่นักอยู่แล้ว

“ ขอบคุณอะไร เรื่องที่กูช่วยมึงน่ะเหรอ ”

“ เปล่าเลย ” ส่ายหน้าให้อีกคนก็ขมวดคิ้ว “ เรื่องนั้นไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะยังไงมึงก็ต้องทำให้มึงกูอยู่ มึงต้องรับผิดชอบในที่สิ่งที่แมวของมึงทำ ”

“ แล้ว..”

“ กูขอบคุณนายท่านน่ะ ” พูดแค่นั้นก่อนจะลดตัวเองลงสบตากับแมวตัวลายที่ก็แยกเขี้ยวให้กัน “ ขอบคุณนะ ที่ถ้าไม่ได้มึง เมี่ยงคงไม่ต้องมาดูแลกูหรอก ”

 “ หมายความว่าไงวะไอ้สัด ” สีหน้าติดงง ที่เหลือบมองไปทางอื่นอย่างขบคิด ชวนให้ผมถอนหายใจก่อนยิ้ม

“ เอาเป็นว่ากูไม่อยากให้แผลนี่หายเลย แล้วนั่นก็เพราะ มึงจะได้อยู่ดูแลกันแบบนี้ ไม่ไปไหนไง ”

“ K ”

แล้วนั่นก็เป็นคำตอบสันๆ ของคนหน้าแดงที่เดินออกไป เมี่ยงทิ้งให้ผมยืนยิ้มอยู่อย่างงั้น ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนตัวเองเพื่อแต่งตัว อย่างคนอารมณ์ดี

“ เมี๊ยว ” เสียงเรียกน่ารักของเจ้าก้อนขนที่เดินเข้ามาหา แก้มหอมกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะเครื่องแป้งในห้องแต่งตัว ตอนที่มันเอ่ยเรียกผม

“ ว่าไงครับ คนสวยของป๊า ” ใส่ชุดนอนแบบเสื้อยืดกางเกงบอลเรียบร้อย ผมเดินมาเกาคอมัน อีกฝ่ายก็หลับตาพริ้ม “ อยู่กับไอ้แมวนั่นโอเคมั้ยคะ ” ไม่มีเสียงตอบอะไร มีเพียงเสียงครางเบาๆในคอตามประสา

ผมเดินไปปิดไฟ ไม่ลืมเช็คทุกอย่างให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้าห้องมาพร้อมเจ้าแมวสี่ขาที่ก็นอนรอบนเตียงอย่างรู้ความ

“ ดึกแล้วนอนกันดีกว่านะคะแก้มหอม ” เหลือไว้แค่เพียงโคมไฟหัวเตียง ผมเปิดเพลงและตั้งเวลาให้มันปิดไปเหมือนกับทุกคืนที่ทำเป็นประจำ สอดตัวเข้าไปใต้ฟูกอุ่น แล้วหยิบมือถือขึ้นมาเช็คเรื่องราวประจำวันที่เกิดขึ้น

โปรแกรมแชทมีแค่คนเดียวที่ผมปักหมุดเอาไว้ที่ด้านบนสุด ใบหน้าของเจ้าของแชทที่ชวนให้ยิ้มได้เสมอ ผมกดเข้าไปในนั้นก่อนจะเจอเข้ากับลิงค์อะไรบ้างอย่างที่อีกฝ่ายส่งมา พร้อมทั้งข้อความที่เขียนว่า ‘ มึงกับกูตอนเมา ’

กดเข้าไปดูคลิปนั้น ผู้หญิงคนนึงกำลังอ้วกอยู่กับชักโครก เพื่อนคนนึงลูบหลังของเธออยู่ ก่อนที่คนลูบหลัง จะอ้วกใส่คนที่โก่งคออ้วกอีกที ผมหลุดยิ้มกับภาพนั้นก่อนจะส่งข้อความกลับไป

Arm :
ไอ้สัด

Deen :
กว่าจะตอบ กูหัวเราะเสร็จไปชาติกว่าแล้วสัดอาร์ม

Arm :
โทษที 

Deen :
แล้วทำไมตอบช้าจังวะ
ทำอะไรอยู่


ยกมือที่โดนแมวตัวดีนั้นขึ้นมาตอนที่อีกคนถาม ผมกดถ่ายภาพก่อนจะส่งมันไปหาอีกคน


Deen :
เป็นอะไร

Arm :
โดนแมวข่วน

Deen :
น่าสงสาร

Arm :
มาทำแผลให้หน่อย

Deen :
หน้ากูดูเหมือนคนที่ทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ

Arm :
เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ
ถ้ามึงอยากทำให้ มันก็ทำได้

Deen :
อ๋อเหรอครับ
งั้นก็ต้องสาวสวยๆนะ
เพราะถ้าเป็นมึงกูไม่อยากอะครับ


Arm :
อื้ม

ก็เหมือนกับทุกเรื่องที่เป็นมานั่นแหละ ถ้าเป็นกู สำหรับมึงแล้วมันก็เหมือนจะสำคัญนะ เพราะมึงเองก็บอกเสมอว่าสำคัญ แต่ทั้งๆที่จริงแล้ว การกระทำทั้งหมดที่มีต่อกัน มันไม่ใช่เลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า เมื่อไหร่จะใช่ 


“ เมี๊ยว ” เสียงร้องน่ารักของคนที่นอนอยู่ข้างกันชวนให้ผละสายตาออกจากหน้าจอ กดปิดมันก่อนจะวางไว้บนแท่นชาร์จ หันมามองเจ้าตัวก้อนขนน่ารักที่เลียบนเบาๆตรงแผล แก้มหอมมันซุกตัวเข้ามาใกล้ผม

“ ป๊าไม่เจ็บที่แผลหรอกค่ะแก้มหอม ป๊าเจ็บที่อื่นมากกว่า ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ ”

.............................................................

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
เหลือบมองนาฬิกาที่ตอนนี้บอกเวลาเจ็ดโมงเครึ่ง แต่เหมือนจะยังไร้วี่แววของผู้ดูแลที่ต้องมาทำแผลให้กัน ผมยกยิ้มเล็กน้อยที่ตอนที่มองนาฬิกาพลางทำอาหารให้เจ้าตัวน่ารักที่ก็ไกวหางเบาๆเป็นสัญญาณว่าหิวแล้วอยู่ข้างตัว

“ นี่ครับ ” วางถ้วยอาหารลงตรงที่วาง แต่ตอนที่แก้มหอมกำลังจะกินมันก็สะดุ้งนิดหน่อยกับเสียงที่ดังมาจากห้องข้างๆ เสียงโครมครามที่เหมือนจะบอกว่า อีกฝ่ายเพิ่งตื่น

“ ท่าทางวันนี้จะมีคนตื่นสาย ”

“ เมี๊ยว ” เสียงตอบรับของเจ้าก้อนขน ผมเดินไปเก็บอาหารในครัวก่อนจะหยิบสมุดสำหรับเรียนวันนี้ พร้อมทั้งกุญแจรถขึ้นมา

“ ป๊าไปเรียนก่อนนะครับคนสวย ตอนเที่ยงเราเจอกันนะ ” ขยี้หัวเจ้าตัวขนนุ่ม ผมเดินออกมาโดยที่ลืมคว้ามือถือแล้วก็กุญแจห้องออกมา แล้วในตอนที่ปิดล็อคห้องคนที่ดูเหมือนว่าจะตื่นสายก็เปิดประตูออกมาอย่างรวดเร็ว เมี่ยงหอบหายใจในตอนที่มองหน้าผม

“ มึง ..”

“ ไหวมั้ย ” ถึงขั้นต้องถามเพราะอีกคนดูรุงรังเหลือเกินเมื่อมองจากภายนอก เสื้อไม่ได้ใส่ในกางเกง ถุงผ้าของมันเหมือนยัดของที่คิดว่าจำเป็นแล้วคว้าออกมา แต่สิ่งที่ชวนให้ยิ้มมากว่าอะไรทั้งหมด ก็เหมือนจะเป็นถุงยาที่ใส่พวกเครื่องมืดทำแผลที่เราได้จากโรงพยาบาลเมื่อวาน เมื่องหยิบมาออกมาด้วย

“ ทำแผล ทำแผลก่อน ” หอบหายใจอยู่อย่างงั้น ผมทำทีเป็นยกนาฬิกาขึ้นมาดู

“ สายแล้ว ”

“ ไม่สาย ทำแป๊ปเดียว ”

“ มึงจะทำแบบไม่ตั้งใจตั้งเหรอ ” ผมถาม อีกคนก็ถอนหายใจออกมา เมี่ยงนิ่ง มันปรับอารมณ์

“ ตั้งใจสิเว้ย แต่ทำแผลแมวข่วนแค่นี้ไม่นานหรอก ”

“ รู้มั้ยล่าสุดกูดูข่าวมา ” ผมบอกก่อนจะเดินตรงออกไปขึ้นลิฟต์ ส่วนคนที่ซื่ออยู่แล้ว ก็เดินตามมาแบบที่ลืมจุดประสงค์เบื้องต้น

“ ข่าวอะไร ”

“ ข่าวที่ว่าคนโดนแมวกัดแล้วก็ไปทำแผลที่โรงพยาบาล แต่พยาบาลทำให้ไม่สะอาด แผลเค้าก็เลยเป็นหนอง ” กดปุ่มลิฟต์ในตอนที่เดินมาถึง เมี่ยงมันมองผมด้วยท่าทางที่ไม่เชื่อ

“ ลองค้นกลูเกิ้ลได้นะ ถ้าไม่เชื่อ ” ผมย้ำกับมันที่ก็กลืนน้ำลายของตัวเองลงคอไปด้วยความรู้สึกที่เหมือนจะกลัวอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่ามันคงอยากจะหลุดออกจากการดูแลผมเร็วๆ และคงคิดว่าถ้าสิ่งที่ผมพูดเป็นจริง มันคงต้องยืดเวลาอยู่ต่อไป “ แมวตัวนั้น แมวเลี้ยงด้วยนะ ”

“ แต่ของมึงแค่ข่วนมั้ย ไม่ใช่กัดจนมันลึกมากสักหน่อย ”

“ แค่ข่วนลึกมากเฉยๆ ” ผมพูดก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟต์ที่ก็เปิดออก ส่วนเมี่ยงที่ถอนหายใจออกมาก็เดินตามเข้ามา

“ แล้วมึงจะให้ทำยังไง กูต้องรีบไปเรียนนะไอ้สัด วันนี้กูสายไม่ได้ เพราะงั้นไม่ต้องคิดเรื่องหาร้านอาหารเช้าแล้วนั่งทำแผลให้ ส่วนในเขตมหาลัยก็ตัดออกไปเลย เสี่ยงต่อการรับรู้มาก ว่ากูกับมึงญาติดีกัน ”

“ งั้นในรถกูเป็นไง ” ถามอีกคนในตอนที่เดินออกมาจากลิฟต์ เมี่ยงมันยืนนิ่งไป ผมก็หันไปมอง “ วันนี้ก็ไปมหาลัยพร้อมกู กูขับ มึงก็ทำแผล ”

“ มึงนี่มัน ”

“ ทำไม ” ผมถามคนที่เอาแต่ยิ้ม เมี่ยงมันถอนหายใจ

“ ทั้งๆที่ขับรถได้ แต่ทำไมต้องให้กูสระผม แล้วก็ทำแผลให้ด้วย ”

“ ก็เป็นสิ่งที่มึงต้องรับผิดชอบไม่ใช่เหรอ ” บอกแบบนั้นอีกคนก็ได้แต่ยกยิ้ม

“ ข้ออ้าง จริงๆ มึงก็แค่อยากอยู่ใกล้กูมากกว่าไอ้สัดอาร์ม ” จ้องมองสายที่จ้องจับผิดกันในตอนนั้น ก็น่าตลกดีที่คนบางคนก็ไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองเลยสักนิด ว่าแผนบางแผนมันไม่ได้ผล แต่กลับเล่นแต่แผนเดิมๆ เพราะคิดว่าสักวัน มันจะได้ผล

“ ก็แล้วทำไม ” ผมถามอีกคนกลับ “ กูอยากอยู่ใกล้คนที่กูชอบ แล้วมันผิดเหรอ ”

“ ไม่ผิดหรอก ” เมี่ยงเถียงกลับยิ้มๆ แทนที่มันจะสบถแล้วไปไม่เป็นเหมือนอย่างที่เป็นมา “ เพราะกูก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ”

“ โอเค ” ตอบออกไปสั้นๆแค่นั้น สายตาเรียวของคนยิ้มเขินที่มองมา ผมว่าแมทนี้ หนึ่งแต้มเป็นของมัน

“ แล้วรถมึงคันไหน ” เมี่ยงมองไปรอบลานจอด ตอนที่ผมเอาแต่เงียบอยู่นาน สายตาที่มองกันแบบยิ้มๆคงรู้ว่าตัวเองขึ้นนำไปแล้วสำหรับวันนี้ ผมเชิดหน้าไปที่รถญี่ปุ่นคันที่จอดอยู่

“Accord สีดำ คันตรงกลาง ” กดปลดล็อครถ อีกคนก็เดินนำออกไป เมี่ยงเปิดประตูข้างคนขับ ส่วนผมก็ประจำตำแหน่งหลังพวกมาลัย เราขับรถออกมาจากลานจอด หลังคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย เผชิญหน้ากับรถติดในช่วงเช้าที่ผมเกลียด

“ รถโคตรติด ” เมี่ยงมันว่าก่อนจะผายมือมาทางผม

“ อะไร กูไม่มีแบงค์ย่อย ”

“ ไม่ได้ขอตังค์ ขอมือหน่อยเว้ย จะทำแผล ” ถอนหายใจออกมาเซ็ง ผมก็ยกยิ้มก่อนจะยื่นมือไปวางบนมือของอีกคน เพิ่งสังเกตว่ามันเป็นคนที่มือเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับส่วนสูง แต่เมี่ยงก็ดูเหมือนไม่มีอะไรที่เหมาะสมกันเลย

เป็นคนที่ถ้ามองจากหน้าตา ก็เหมาะที่จะสูงแค่ 155 เซนติเมตรเท่านั้น

สำลีถูกดึงออกกมาจากห่อก่อนจะถูกชุปด้วยแอลกฮอล์ ผมสะดุ้งนิดหน่อยตอนที่มันถูกเช็ดไปบนมือผม แล้วเหมือนเมี่ยงมันจะรู้ ใบหน้าหวานเงยหน้าขึ้นมามองกัน

“ เจ็บเหรอมึง ”

“ แค่แสบ ” บอกแบบนั้นอีกคนก็หน้ายู่ เป็นท่าทางที่ชวนให้ยิ้มอีกแล้วกับนิสัยที่ปิดบังความรู้สึกอะไรไม่ได้ของอีกคน

“ ขอโทษแทนนายท่านมันด้วยนะ กูทำโทษมันแล้ว เมื่อวานกูไม่ให้ขนมมันเลย วันนี้ก็จะไม่ให้ด้วย กูจะล้างแค้นให้มึง ”

“ อื้ม ” ขานรับสั้นๆกับวิธีเด็กเล็ก และก็ยังหยุดยิ้มไม่ได้เลยตั้งแต่ที่เราขับรถออกมาจากคอนโด

ศึกหนักชิบหาย
หนักแบบคนข้างๆน่ารักหนักมาก

ลมเบาๆที่เป่าออกมาจากปาก อ่อนโยนและน่ารักจนผมหันไปมองทางอื่นก่อนที่จะเสียแต้มไปมากกว่าหนึ่ง หัวใจเต้นแรงกับการกระทำนั้นจนต้องผ่อนลมหายใจออกมา

“ จะเสร็จยัง ” ผมถามก่อนจะเชิดหน้าไปทางไฟแดง “ จะไฟเขียวแล้ว ”

“ แล้วมึงคิดว่ามึงจะได้ไปเหรอ ” อีกคนยกคิ้วถาม “ อย่างมากมึงก็แค่เคลื่อนไปข้างหน้านิดหน่อย มันต้องอีกรอบ มึงถึงจะได้ไป ”

“ ก็แล้วคุณจะเป่าแผลผมไปอีกนานเท่าไหร่ละครับ ” ถามออกไปแบบนั้นอีกคนก็ยิ้ม เมี่ยงทายาแล้วก็เอาผ้าก๊อชติดแผลมาโป๊ะไว้ แล้วก็ใช่สติกเกอร์กันน้ำอันใหญ่ที่โรงพยาบาลให้ ติดลงไปอีกชั้น

“ โอเค เสร็จแล้ว ” พลิกดูความเรียบร้อยที่ต่างจากที่ทำเมื่อวานอย่างมาก จำได้ว่าเมื่อวานตอนพยาบาลทำแผลให้ผม มันยืนสังเกตอยู่ตลอด ราวกับรู้ว่าต้องทำแผลให้ผมแน่นอนก็เลยศึกษามาอย่างดี “ พูดอะไรหน่อยมั้ย ”

“ พูดอะไร ” หันไปถามอีกคนก็ถอนหายใจ

“ แม่ไม่สอนเหรอน้องอาร์ม เวลาใครทำอะไรให้ ต้องทำยังไงก่อน ” ท่าทางเลียนแบบที่เหมือนกับแม่ผม ชวนให้หลุดยิ้มออกมาก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่างรถ “ อย่ามาเมิน ว่าไงไอ้สัด ”

“ ครับๆ ขอบคุณนะครับ ” หันมาบอกมันที่ก็ยักคิ้วให้กัน “ วันนี้มึงทำแผล ดูเป็นแผลดี ”

“ แน่นอน เพราะเมื่อวานกูเรียนรู้มาจากคุณพยาบาลเรียบร้อย ” ยกคิ้วขึ้นเก็กหน้าหล่อ ผมก็ได้แต่ส่ายหน้า ก่อนจะขับรถเคลื่อนตรงไปข้างหน้าหลังจากที่เห็นรถคันหน้าเคลื่อนตัวไป  “ แล้วนี่มึงจะไปกินอะไรก่อนมั้ย ”

“ ไม่อะ ” ดึงนาฬิกาที่อยู่ตรงข้อมือขึ้นมาดูก่อนจะบอก “ ทำไม ”

“ กูรู้สึกว่า มึงเหมือนชอบกินข้าวตอนเช้า ”

“ ทำไมคิดอย่างงั้น ”

“ ก็อย่างวันนั้น ไอ้ดีนก็ยังมาชวนมึงไปกินข้าวเลย ” ตอบแบบซื่อๆ ทั้งๆที่ดูท่าทางก็รู้ว่า เดาทั้งหมด เมี่ยงคงแค่อยากจะชวนผมคุย

“ ถ้าไอ้ดีนน่ะใช่ มันเป็นพวกชอบกินอาหารเช้า แล้วมันก็ชอบมาบังคับให้กูไปแดกด้วยตลอด ”

“ ทั้งๆที่มึงไม่อยากแดกอะนะ ” คนข้างกันถามงงๆ ผมก็พยักหน้ารับ

“ ทำไม ”

“ ก็ดูเหมือนมึงไม่ใช่พวกที่ทำตามใจคนอื่น แบบว่า เป็นตัวของตัวเอง ”

“ เรื่องบางเรื่อง เราไม่เป็นตัวเองหรอก แต่เรามีความสุข ”

“ ไม่เข้าใจ ” เมี่ยงมันว่า ผมก็ได้แต่หลุดยิ้ม รถเลี้ยวเข้าซอยของมหาลัย แล้วตอนนั้นก็เหมือนว่าผมจะเหลือบไปเห็นพอดี เพื่อนสนิทที่เรากำลังพูดถึง ดีน เดินอยู่ริมฟุทบาท

 “ นั่นดีนไม่ใช่เหรอวะ ทำไมมันมาเดินอยู่ตรงนั้นวะ ”

ไมได้ตอบอะไรอีกคน แต่คิดว่าคงโดนแม่มันยึดรถอีกตามเคย โทษฐานที่ผับไปแล้วกลับบ้านดึก ไม่ก็เหตุผลอะไรสักอย่าง ผมเหลือบมองเมี่ยงที่มีท่าทางวิตก มันหันมองผม

“ ฟิล์มรถมึงดำเปล่าวะ ไม่ใช่มันหันมาเห็นกูในรถมึงนะ ”

“ ถ้าเห็นก็เห็นไปสิ ” ว่าแบบไม่สนใจอีกคนก็สบถ

“ Kมึงสิ ไม่ได้เว้ย! ”

“ เหรอ ” หันไปบอกอีกคนแบบยิ้มๆ “ แต่กูว่า กูจะแวะรับดีนนะ ”

“ รับทำเหี้ยมึงเหรอ ถ้ามันเห็นกูอยู่ในรถของมึง แผนทั้งหมดของกูมันก็แตกน่ะสิ ”

“ แผนที่มึงก็เป็นหนึ่งในแฟนเก่าของนาเดียน่ะเหรอ ” ผมถามเย้าอีกคนก็หันมามองหน้ากันแบบเคืองๆ

“ เออ! ก็ใช่น่ะสิ ” เสียงหงุดหงิดที่ตอบออกมา ผมหลุดขำก่อนจะเหลือบไปเห็นผ้าคลุมรถที่ยังไม่ได้เก็บผ่านกระจกมองหลัง มันกองอยู่ตรงเบาะหลังของรถ

“ แต่ถ้ากูไม่แวะรับมัน มันจะยิ่งแปลกนะ มึงไม่คิดงั้นเหรอ ” คำถามนั้นทำให้คนน่าแกล้งถึงกับนิ่งไป เมี่ยงดูครุ่นคิด คิ้วขมวดเข้าหากัน ริมฝีปากสีสวยนั่นก็ด้วยมันแบะออกเล็กน้อย “ ถ้ามันเห็นรถแล้วกูไม่จอดรับ มันก็อาจจะวิ่งตามไปลานจอด แล้วพอมันเห็นมึงที่อยู่ในรถกู ทุกอย่างมันก็คง .. บิงโก ”

“ K แล้วมึงให้กูไปหลบที่ไหน มันไม่มีที่ให้หลบ ”

“ ข้างหลังไง ” ชะลอรถติดไฟแดงอีกคนก็หันไปด้านหลังพอดี แล้วจังหวะนั้นเองที่ดีนจะหันมามองแล้วเห็นรถของผมที่จอดอยู่

“ เชี้ย มันเห็นรถมึง ”

“ ไปหลบ ” ผมบอกเสียงเข้มขึ้น คราวนี้ทำเป็นเล่นไม่ได้แล้ว เพราะคนที่คิดว่าจะขับผ่านไปเพื่อแกล้งอีกคน แต่ตอนนี้มันกลับหันมามองแล้วจริงๆ อีกฝ่ายยกยิ้ม ตอนเห็นรถผม “ มันกำลังเดินมา ”

“ ไอ้อาร์ม ” มันลากเสียงเรียกผม มือเล็กจับกันไว้แน่น ผมสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบแล้วก็ชื้นเหงื่อของความตื่นเต้นนั้น “ ทำไงดี มันเห็นกูแล้วแน่เลย เห็นแล้วแน่ๆ ”

“ ไม่เห็น รถกูฟิล์มดำ มองจากข้างนอกไม่เห็น ” ปลอบมันไปแบบนั้น ก่อนจะหันไปมอง “ ไม่ต้องตกใจ เย็นใจๆ แล้วปีนไปที่เบาะหลัง ย่อตัวนอนลงบนพื้นรถแล้วเอาผ้าคลุมรถคลุมตัวไว้ ”

“ เมี่ยง ”

“ โอเคๆ ” ตอบรับรัวๆด้วยเสียงตื่นเต้น ร่างขาวปีนเข้าไปที่ด้านหลัง ดึงผ้าคลุมรถมาห่มก่อนจะนอนคู้ตัวลงบนพื้นรถ มือของผมเอื้อมไปจับผ้าทำให้มันดูยุ่งเหยิงเหมือนแค่ยัดๆเอาไว้ไม่มีอะไร


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


หันไปตามเสียงเคาะของกระจก ผมปลดล็อครถ ดีนก็ก้าวเข้ามานั่งด้านใน ใบหน้าของมันแดงกล่ำจากแดดที่ร้อนเอามากแม้จะเป็นช่วงเช้า

“ ไอ้เราก็ว่ารถคุ้นๆ ” ว่าแบบนั้นก่อนจะทำทีเป็นปรับช่องแอร์ ก่อนจะดึงหน้าตัวเองเข้าไปใกล้ “ โชคดีนะที่กูเจอมึง ไม่งั้นต้องเดินตากแดดถึงมหาลัยนู้น ”

“ แล้วรถมึงไปไหน ” ทำทีเป็นคุยหลังจากผละสายตาออกจากกระจกมองหลังที่ยังเป็นห่วงอีกคน

“ จะไปไหนซะอีกละครับเพื่อนรัก คุณแม่ของกูยึดน่ะซี เพราะใบตรวจจับความเร็วมันถูกส่งมาที่บ้าน ”

“ สมน้ำหน้า ” ผมบอก “ บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าขับรถเร็ว แต่มึงก็ไม่เคยเชื่อ ”

“ เอาน่าอย่าบ่นนักเลย แม่กูก็จัดชุดใหญ่จนหูชาแล้วเมื่อเช้าอะ นี่พ่อกูก็มาส่งตั้งแต่แยกก่อนเข้ามหาลัยนู้น ” ยกมือไหว้กัน ดีนขยับตัวนั่งในท่าทางที่สบายขึ้น “ ว่าทำไมเบาะรถมึงอุ่นๆวะ มีใครนั่งมาก่อนหน้านี้มั้ย ”

“ คนที่คอนโด ” บอกเสียงเรียบผมทำทีเป็นมองผ่านเบาะรถ ถ้าให้เดาคนที่คนใต้ผ้าคลุมตอนนี้คงกำลังเบิกตาขึ้นกว้างแล้วเลิ่กลั่กน่าดูกับคำพูดที่ได้ยิน “ ป้าแม่บ้านเหมือนมีธุระตรงแถวๆแยกที่แล้ว กูเห็นแกหารถเท็กซี่อยู่แต่ไม่ค่อยคนรับ ก็เลยรับแกมาด้วย ยังไงก็ทางเดียวกัน ”

“ จิตใจประเสริฐอีกแล้วนะครับเพื่อนอาร์ม ” ดีนดึงมือตัวเองมากอดคอผม นิ้วที่พาดอยู่บนบ่าเกลี่ยแก้มกันไปมายิ้มๆด้วยความอารมณ์ดี จนผมต้องหันไปมอง “ อะไร ” ไม่มีคำตอบของคำถามนั้น ผมแค่สบสายตาเรียวที่ค่อยๆดึงแขนออกจากรอบคอของผม ดีนมันกลับไปนั่งนิ่งๆ เมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบอะไร มันก็แค่มองออกไปนอกหน้าต่างรถ

“ นึกว่าจะแน่ ”

“ พูดเหี้ยอะไรของมึง ” อีกฝ่ายบอกปัด ผมก็เอื้อมมือไปเร่งความเย็นของแอร์จนสุด แน่นอนว่า เผื่อคนข้างหลังที่บางทีอาจจะกำลังร้อนอยู่เพราะความตื่นเต้น “ ยังจะเปิดแอร์อีก มึงไม่คิดว่ามันเย็นเกินไปเหรอไอ้สัด ”

“ กูร้อน ” ตอบสั้นๆแค่นั้น ผมจับมือซุกซนของคนที่กำลังจะเอื้อมไปปรับให้เป็นปกติมากุมไว้ เลื่อนมันวางบนตัก  ก่อนจะยิ้มมองคนข้างกัน “ อย่าซน ”

“ ส่วนมึงก็อย่าทำแบบนี้ ” มือนั่นถูกดึงออก แก้มแดงๆของดีนหันไปอีกทาง อีกฝ่ายค้ำศอกกับที่จับประตู มันพูดเสียงอู้อี้ “ บอกกี่ทีแล้วสัดอาร์ม กูไม่ชอบแบบนี้ ”

“ โทษทีแล้วกัน ” อยู่ๆทุกอย่างก็กลายเป็นความเงียบ แล้วเพราะมันไม่มีเพีลงที่เปิดคลอแล้วด้วย ทุกอย่างก็ยิ่งดูเงียบไป มากกว่าปกติที่เป็น มันเงียบและอึดอัด จนดีนต้องเป็นฝ่ายเอ่ยพูดขึ้นมา

“ ว่าแต่ไหน ขอดูแผลหน่อย ” เอียงหน้ามองกันก่อนจะคว้ามือผมไปจับ ดีนมันพิจารณา “ แผลดูทางการชิบหาย ลึกเหรอวะ ”

“ ลึกอยู่ ” ตอบรับอีกคนแค่นั้น ผมดึงมือตัวเองกลับเพื่อบังคับพวงมาลัยของรถ ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปด้านในมหาลัย

“ แล้วมึงทำแผลเองเหรอ โคตรเรียบร้อย ”

“ เปล่า มีคนทำให้ ”

“ ใคร ? ” ถามออกมาแบบทันควัน ผมก็ได้แต่เหล่มอง

“ สนใจด้วยเหรอ ”

“ ก็..” ทำทีเป็นไม่สนใจ ดีนมันนิ่ง “ แล้วกูสนใจ ไม่ได้เหรอ ”

“ มันก็ได้ ” ผมตอบ “ คุณผู้ดูแลทำให้ ”

“ คุณผู้ดูแล ” อาจเพราะชื่อนั้นดูแปลกอีกฝ่ายก็เลยถามพลางขมวดคิ้ว “ มีด้วยเหรอวะ คอนโดมึง ”

“ เพิ่งมีน่ะ เมื่อวานนี้เอง ” ตอบแค่นั้นสั้นๆ ก่อนจะตัดประโยคสนทนาด้วยการถอยรถเข้าที่จอด แล้วดับเครื่องยนต์หลังจากนั้น “ ลงไปกันเถอะ ”

“ เค ” ดีนตอบรับมันเปิดประตูรถก่อนจะปิดลง ช่วงจังหวะนั้นผมก็พูดกับคนที่ยังอยู่ในรถแบบเสียงไม่เบานัก

“ กูจะลงไปก่อน แล้วเดี๋ยวจะกลับมาเปิดประตูให้ รอสักสองชั่วโมงนะ ”

“ สองชั่วโมงเหี้ยอะไร กูจะไปเรียนนะเว้ย ไอ้สัดอาร์ม  ” เสียงอู้อี้นั่นตอบกลับ แต่ผมก็ทำทีเป็นไม่ได้ยิน ก่อนจะปิดประตูรถยิ้มๆจนคนที่ขอติดรถมาด้วยกลางทางถึงกับขมวดคิ้ว

“ ยิ้มเหี้ยอะไรของมึง ”

“ กูมีความสุข ยิ้มไม่ได้เหรอ ” ตอบไปแค่นั้นผมล็อครถก่อนที่เราสองคนจะเดินเข้ามาในอาคาร ผมกดปุ่มลงลิฟต์แล้วในตอนที่มันมาถึงดีนก็เข้าไปด้านใน ส่วนผมที่ทำทีเป็นนึกอะไรขึ้นมาได้ พร้อมกับตบลงบนตัวของของตัวเอง ก่อนจะถอยหลังออกมา “ มึงลงไปก่อนดีน กูเหมือนลืมมือถือ ”

“ เอ้า อะไรของมึง ” อีกคนบ่น “ งั้นเจอกันที่โต๊ะหน้าลิฟต์ ไว้เข้าห้องพร้อมกัน ”

“ อื้ม ” ยกคิ้วตอบรับ ประตูลิฟต์บานนั้นก็ปิด ผมดูจนมั่นใจว่าอีกคนลงไปแล้ว ถึงจะเดินกลับมาที่รถตัวเอง กดปุ่มปลดล็อค ผมเปิดประตูหลัง “ ออกมา ”

“ ไอ้ดีนไปแล้วเหรอ ” เมี่ยงถามคำถามนั้นพร้อมกับมองผ่านไปยังด้านหลังของผม อีกคนรีบลุกออกมาจากพื้นของรถ มันปัดไปตามตัวก่อนจะเหลือบมองผมหน้ายู่

“ ทำไม ”

“ Kเถอะ วิธีรู้มั้ยว่า มึงเหี้ยมาก  แล้วตัวกูเล็กมากเลยสิถึงให้ไปหลบบนพื้นรถที่ตั้งตีนแล้วเอาผ้าคลุมรถคลุมไว้ กูนะเกร็งไปหมด หายใจยังไม่อยากจะหายใจเลย ได้แต่บอกตัวเองว่า เรามันตัวเล็ก เล็กแบบตัวเล็กตัวน้อย แหละเมี่ยง  ไม่มีใครเห็นหรอก ”

“ เล็กมากเลย ” ผมเย้ามัน

“ ก็ใช่น่ะสิ กูแม่งอยากจะหายตัวไปด้วยซ้ำ กลัวว่ามันจะหันหลังมาเห็นแล้วเอื้อมมือมาจับผ้า เปิดดู มึงรู้มั้ยกูสวดมนต์ด้วย ทั้งๆที่ท่องได้นะโนตัสสะภัควะโตนั่นแหละ ”

“ ฮ่าๆ ” หลุดหัวเราะออกมากับความขี้บ่นของมัน ผมเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เมี่ยงก็นิ่ง

“ ยังจะมาหัวเราะอีก ไว้วันไหนกูรับไอ้เบสขึ้นรถแล้วให้มึงมานอนอยู่ที่เบาะหลังบ้าง มึงจะได้เข้าใจความรู้สึกกู ”

“ คือเมี่ยง ”  เอ่ยเรียกคนขี้บ่นก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือให้อีกคนดู

“ อะไร ”

“ ก็ถ้าเป็นกู กูไม่ยืนบ่นนะ ไหนบอกอาจารย์คาบเช้าของมึง มันเลทไม่ได้ ”

“ เชี้ย ” พูดออกมาแบบไม่ออกเสียง คนเก็บอาการไม่อยู่เลิ่กลั่กไปมา มือขาวนั่นจับอกผมมันมองซ้ายมองขวา

“ ลิฟต์อยู่นู้น ”

“ คือ ฟังกูนะ กูต้องไปแล้ว ” ผมพยักหน้ารับคนที่รีบแต่ก็ยังมีกระจิตกระใจจะบอกลา “ แล้ววันนี้อย่าให้แผลโดนน้ำ เข้าใจมั้ย ล้างมือระวังๆนะ ”

“ อื้ม ”

“ เจอกันตอนเย็น ” คนที่หันมาโบกมือบ๊ายบายให้กัน ผมยกยิ้มก่อนจะเดินตามมันไป เป็นคนอ๊องที่พอรีบก็เหมือนจะลืมหมดทุกอย่างแม้แต่ความหงุดหงิดที่ถูกผมแกล้ง แล้วก็คงลืมไปด้วย ว่าลิฟต์ของลานจอดรถของมหาลัยมันก็มีอยู่ตัวเดียว ซึ่งแน่นอนว่าผมกับมันก็ต้องไปทางเดียวกันอยู่แล้ว “ อ้าว..มึง ”

“ อย่าถามนะ ว่าจะไปไหน ” พูดดักความคิดของอีกคนที่ก็นิ่งไปอยู่นาน เมี่ยงมันหลุดยิ้มเก้อ

“ กูลืมไปเลยไอ้สัด ว่ายังไงมึงก็ต้องลงลิฟต์ตัวเดียวกับกู ”

“ ฉลาดได้สักทีนะ ”

“ กูก็แค่ตกใจมั้ย มึงไม่เคยเหรอวะ แบบว่าตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ”

“ เคย แต่ไม่หนักเท่ามึง ” ผมบอก อีกคนก็ยกยิ้มมองกันผ่านเงาสะท้อนของประตูลิฟต์

“ เออ ว่าแต่เมื่อกี้มึงกับไอ้ดีนคุยอะไรกัน ” ลิฟต์ที่เลื่อนขึ้นมารับ มันเปิดออก ผมกับเมี่ยงก็เดินเข้าไป “ กูได้ยินมึงสองคนขอโทษกัน ”

“ เสือกจัง ” หันไปบอกอีกคนยิ้มๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา ผมกดชั้นของตัวเอง “ ไม่มีอะไรหรอก ”

“ กูได้ยินว่าอย่าทำแบบนี้ ไม่ชอบ รู้มั้ยตอนนั้นกูคิดขึ้นมาเลยว่า ทำเหี้ยอะไรกันวะ ” อีกคนทำหน้าครุ่นคิด “ กูจะได้เอาจุดอ่อนของไอ้ดีนไปบอกไอ้สัดเบสบ้าง ”

“ เป็นความคิดที่เหี้ยดี ” คนพูดยักคิ้วให้กัน ผมก็ได้แต่มองเงาตัวเองที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า “ ดีนไม่มีอะไรที่เป็นจุดอ่อนหรอก กูว่ามันกูมากกว่า ที่มีจุดอ่อน ”

“ หมายความว่าไง ”

“ แล้วมึงไม่กดชั้นของมึงหรือไง เรียนชั้นไหนวันนี้ ” เชิดหน้าไปที่ปุ่มลิฟต์อีกคนก็หันไปมอง มันชี้ปุ่มที่ผมกด

“ กดทำไม กูก็เรียนชั้นนี้ แล้วตอนนี้ไอ้สัดเบสแล้วก็สัดเจย์ คงนั่งคอยกูอยู่ที่โต๊ะแถวหน้าลิฟต์ ทำไมวะ ” ปลายเสียงที่เบาลง เมี่ยงหันมามองผม “ เดี๋ยวนะ ถ้ามึงเรียนชั้นนี้ หมายความว่าไอ้ดีนมันก็ต้องเรียนชั้นเดียวกันกับมึง ”

“ อื้ม ” ขานรับในคอ ก่อนจะหันไปบอกอีกคน “ แล้วเมื่อกี้มันบอกกูด้วยว่า มันจะรอกูอยู่ที่โต๊ะแถวหน้าลิฟต์ ” 

” มึง ” เสียงของคนที่ยืนอยู่ข้างผมค่อนข้างเบา แววตาเรียวที่ดูหวั่นกลัวนั้น “ แล้วถ้ามันสองคนเห็นเราออกไปด้วยกันมันเป็นยังไงวะ ”

“ ไม่รู้สิ ” แล้วนั่นก็คือคำตอบของผม ที่พยายามเก็กหน้าเข้มที่สุดเพื่อที่จะไม่หลุดหัวเราะ กับความน่าเอ็นดูของคนข้างๆที่ก็ชวนให้ยิ้มกว้างเสียเหลือเกิน

........................................................................

มีแต่คำว่า เมี่ยงลู๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกก อยู่ในสมองตอนที่เขียน เอ็นดูในความอ๊องๆ
ชัดขึ้นหน่อยมั้ย ชัดแหละ ชัดเนอะ ในความสัมพันธ์ของคนบางคู่
ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านแล้วคอมเม้นท์จ้ะ

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7744
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
อาร์ม ชอบดีน  :mew2:
แล้วที่อ่อยๆเมี่ยง เพื่อแกล้งเมี่ยง แล้วตัวเองสนุก  ขบขันเท่านั้น ใช่ไหม :z3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

อ้าววววว 

อิอาร์มชอบดีนมาตลอดสินะ

แต่ดีนน่าจะชอบเบส  ไอ้ที่ไม้เบื่อไม้เมากันหน่ะ  ก็แค่จะแกล้งคนที่ชอบแหละ

ส่วนตอนนี้เหรอ  เหอ ๆ  อิอาร์มหลงเสน่ห์นุ้งเมี่ยงเข้าเต็ม ๆ แบบโงหัวไม่ขึ้นซะแระ

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
อ้าว เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อหรอคะ อะไรคือมีคนในใจ
อะไรคือไม่ชอบให้ทำ แต่อาร์มอยากทำ
เอ็นดูใจอาร์ม ดูซึ้งใจกับดีนมากเลยนะ หรือชินมากแล้ว
ที่อาร์มรู้เรื่องเมี่ยง เพราะไม่อยากให้ดีนรู้แล้วเสียใจเพิ่มหรอ

เมี่ยงเป็นคนตลก รนมากจ้า เค้าจับทางได้หมดแล้ว
จะชนะหนึ่งแต้มแล้วดูภูมิใจหรือชนะตลอดไปแล้วจริงจังดีล่ะ

อาร์มเอ็นดูเมี่ยงมาก หลงหนักมากแล้วค่ะ ลุ้นว่าอาร์มจะจริงจังตอนไหน

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
ตอนที่ 9

มีเพียงแค่ความเงียบเชียบ ผมรู้สึกว่าฝ่ามือของผมเย็นเฉียบแต่ถึงอย่างงั้น คนข้างกันก็ยังคงยิ้ม ยิ้มอย่างไม่รู้ว่าจะอารมณ์ดีอะไรนักหนา

“ ความตายมาถึงมึงแล้ว ยังจะยิ้มอีกเหรอไอ้สัด ” ผมถามแต่เหมือนอีกคนจะแค่ขมวดคิ้วงง

“ ความตายอะไร ”

“ ก็..”

“ ความตายของมึงน่ะเหรอ  ข้างนอกนั้นก็แค่ไอ้ดีนเพื่อนกูที่รอรับกูอยู่ แล้วอีกอย่างนะ ” สายตาคมของคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกัน ไอ้สัดอาร์มเอียงหน้ายิ้ม “ กูไม่มีความลับปิดบังพวกมันแบบคนบางคนด้วย ไม่รู้จะกลัวไปทำไม ”

“ ไอ้สัด ” สบถออกไปก่อนจะผ่อนหลังยืนพิงกับตัวลิฟต์ ระดับชั้นที่ลดลงอย่างรวดเร็วผมมองซ้ายมองขวา อย่างคิดไม่ออกว่าจะทำยังไง จนสายตาสบกับคนที่ยืนนิ่ง “ เอาไงดี ช่วยคิดหน่อย ”

“ จำเป็นเหรอ ” ก็ยังกล้าถามออกมา ทั้งๆที่เป็นช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้

“ K จำเป็นเหรอ ถามมาได้ไง มึงลองคิดดูให้ดี ถ้าประตูลิฟต์เปิดแล้วไอ้สัดดีนเห็นกูกับมึงอยู่ในลิฟต์สองคน มันจะเป็นยังไง ”

“ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ” อาร์มมันยักไหล่ “ ถ้ามึงตั้งสติหน่อย แล้วคิดดูให้ดี มึงจะรู้ว่าลิฟต์เหี้ยนี่ คือลิฟต์ที่มาจากลานจอดรถ ซึ่งมันมีโอกาสเป็นไปได้สูงอยู่แล้วที่เราจะเจอกัน ”

“ แต่กูไม่ได้เอารถมา มึงจะให้กูไปบอกคนอื่นแบบนั้นได้ยังไง ”

“ ตอแหลสิ มันไม่มีใครเห็นกูมากับมึง แล้วมันก็ไม่มีใครที่อยู่ๆจะมาขอดูกุญแจรถคนอื่น เพราะคิดว่าเรามาด้วยกันอยู่ด้วย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ”

“ นั่นก็จริง ” พูดออกมาเสียงเบาๆ อีกคนก็ยกยิ้ม

“ แล้วที่สำคัญ กูมากับดีน แล้วนั่นคือสิ่งที่คนที่มึงกลัวว่ามันจะจับมึงได้รู้จริงมั้ย ”

“ จริง ” พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ผมผ่อนลมหายใจออกมาเสียงดัง ก่อนจะเหล่มองอีกคนพร้อมกับเอื้อมมือไปตบไหล่ ผมยกนิ้วโป้งให้มัน “ มึงแม่งสุดยอดเหมือนกันนะเนี้ย โคตรนิ่ง แม่งสยบได้ทุกปัญหาเลย ”

“ กูไม่ได้สุดยอดหรอก ” ใบหน้าคมส่ายหน้าไปมา “ มึงด่าตัวเองดีกว่า ว่าทีหลังอย่าสติแตกให้มันมาก แล้วก็ช่วยเอามือเอาลงด้วย มึงจะให้ลิฟต์มันเปิดออกแล้วเห็นมึงยกนิ้วให้กูอยู่รึไง ”

“ แปลกอะไร ” ผมสวนกลับ “ ถ้าพวกมันเห็น กูก็แค่บอก กูว่าแม่งโป้งมึง ”

“ สนิทกันมากเหรอไอ้สัด ถามจริงๆ มันเชื่อได้มากเลยสิในความคิดมึง ”

“ อ้าว ก็มึงไม่เคยทำเหรอ เวลาโกรธเพื่อนตอนเด็ก กูทำบ่อยนะ โป้งเล่า ไม่คุยด้วยเล่า แบบเนี้ย ” ยังไม่ทันจะพูดจบประตูที่ปิดอยู่นานก็เปิดออก และอย่างที่ไม่ทันได้ตั้งตัว นิ้วโป้งที่ยื่นไปหาอีกฝ่ายนั้น ผมรีบเอามันลงในตอนที่หันไปด้านนอก แล้วก็พบว่าไอ้สัดดีนมันนั่งรอเพื่อนมันอยู่ตรงหน้าประตูลิฟต์พอดี

“ ปัญญาอ่อน ” อาร์มพูดเสียงเบาแบบยิ้มๆ มันดึงตัวเองที่พิงอยู่กับผนังด้านข้างของลิฟต์ เดินนำผมออกไปเป็นคนแรกด้วยท่าทางนิ่งเฉย ก่อนจะยกคิ้วเชิดหน้าทักทายเพื่อนสนิทที่นั่งคอยกันด้วยสีหน้าหงุดหงิด

“ ไปกัน ”

“ มึงแม่งมากับมันด้วยเหรอ ” ดีนเชิดหน้ามาทางผมที่ก็เดินออกมาจากลิฟต์ ส่วนผมเองก็เหลือบไปมองมันที่ตั้งคำถามนั้น

“ แล้วลิฟต์นี่เป็นของเพื่อนมึงคนเดียวหรือไง ”

“ ปากมึงนี่นะ ”

“ ทำไมครับ ” เอียงหน้าถามอีกฝ่ายที่ก็จ้องมองกัน แต่ไม่พูดอะไรออกมา ผมเหลือบมองคนที่มาด้วยกัน อาร์มมันยกยิ้มมุมปาก คงคิดว่าท่าทางหาเรื่องวอนตีนแบบนี้ ต่างกับไอ้คนที่มันเลิ่กลั่กหน้าซีดอยู่ในลิฟต์ยังกับคนละคน 

 “ เจอกันที่ลานจอดรถ ” อาร์มเป็นคนตอบแทน มันถอนหายใจก่อนจะหันไปทางอื่น แต่ไม่วายแขวะกันเบาๆเหมือนจะแกล้ง “ อึดอัดชิบหาย ”

“ แล้วคิดว่าเป็นคนเดียวเหรอ ”

“ เมี่ยง ” ไอ้เจ้ยมันเรียกขัดผม ในตอนนั้นคนที่นั่งข้างมันอย่างไอ้เบสก็กำลังนั่งกินขนมจีบซาลาเปาอยู่ มันเคี้ยวยิ้มๆ อย่างคนอารมณ์ดี

“ ยิ้มเหี้ยอะไร หน้ากูเหมือนแม่มึงเหรอ ” ดีนถาม เบสเองก็หลุดยิ้มกว้างออกมาก่อนจะกลืนของกิน มันเลียปาก

“ ดีน คิดหน่อยนะครับ ถ้าหน้าแม่กูเหมือนมึง กูคงไม่ออกมาหล่อขนาดนี้หรอก ”

เราทุกคนในตอนนั้นตกอยู่ในสภาวะนิ่ง มันไม่ใช่แค่ไอ้ดีนคนเดียวที่ยกคิ้วสูง เพราะแม้แต่ไอ้เจ้ยเอง หรือว่าผมก็ได้แต่เหลือบมองคนที่กล้าหาญมากกับการพูดถึงความหล่อของตัวเองออกมาแบบที่ไม่สนสี่สนแปดใด

“ พูดเหี้ยอะไรก็คิดหน่อย ขนาดเพื่อนมึงยังรับไม่ได้เลย ” ดีนมันบอกก่อนจะยกยิ้ม แผ่นหลังหนาของคนที่กำลังจะเดินไป ผมผ่อนลมหายใจโล่งออกมาแต่ยังไม่ทันจะสุด คนที่คิดว่าจะไม่สนใจอะไรอย่างไอ้เบสกลับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มันมองไปยังคนสองคนที่เดินไป

“ รักกันจังเลยน้า น้องดีนกับน้องอาร์มเนี้ย ทุกอย่างมันดูสีชมพูไปหมดเลย ”

“ หมายความว่าไง ” ขมวดคิ้วนิดหน่อยในตอนที่ดีนกันมาถามอีกคนด้วยสีหน้าหาเรื่อง

“ ยั๊วะง่ายจัง ” เผลอพูดออกไปเสียงดังไปหน่อย คนที่โดนแซวก็เลยหันมาชักสีหน้าใส่ผม ที่ก็เหลือบมองไปทางอื่นทันที

“ ก็ไม่แปลกหรอกเพื่อนเมี่ยงที่มันจะยั๊วะง่าย ” เบสมันว่าก่อนจะทำทีเป็นตกใจในตอนที่เห็นท่าทางโมโหจัดของคู่อริ “ แต่กูก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมึงสองคนจะเป็นเพื่อนที่คิดไม่ซื่อต่อกันนะเว้ย แบบว่าเพื่อนแอบรักเพื่อนอะไรทำนองนั้น กูแค่คิดว่าว่ามึงเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้วก็เท่านั้นแหละ แบบยั๊วะง๊ายง่าน ไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่นเล๊ยย ” สองมือที่ยกขึ้นคล้ายผู้ร้ายที่ยอมจำนนต่อทางตำรวจ กับรอยยิ้มที่ยิ้มกวนตีนที่ก็ไม่ได้มีท่าทีสำนึก “ แต่ว่าน้า มึงคิดจริงจังมั้ย อันนั้น กูก็ไม่รู้สิน้า ”

 “ ไอ้เบส ” เจ้ยมันหันไปมองคนก่อกวนก่อนจะถอนหายใจ “ มึงนี่ยังไม่หยุด ”

“ อะไรละครับเพื่อนเจ้ย มองกูเป็นผู้ชายอีกแล้วนะ ”

“ กูแม่งอยากต่อยมึงชิบหาย ” ดีนที่ทำทีเป็นจะพุ่งเข้ามาใส่เพื่อนผม แต่ท่อนแขนหนาของไอ้อาร์มก็ขวางอีกคนไว้ก่อน

“ อย่า ” ใบหน้าคมที่ส่ายหน้าไปมาพลางเหลือบมองไอ้เบสที่ก็ยิ้มให้อีกคน

“ ไม่จริง ก็ไม่จำเป็นจะต้องร้อนตัว ใช่มั๊ยครับ สัดอาร์ม ”

“ อื้ม ” อีกฝ่ายขานรับแค่นั้นสั้นๆ ก่อนจะยกยิ้ม “ แต่ว่านะ มุกมึงเด็กมากเลยเบส มันเหมือนหมาจนตรอกที่แม่งไม่มีอะไรจะสู้แล้ว ” ออกแรงดันพื่อนตัวเองที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นให้เดินออกไป แต่ดีนที่ยังดูหัวเสียมันดูขืนตัว แล้วในตอนนั้นผมก็เห็นอาร์มกระซิบอะไรกับมันสักอย่าง

“ กระซิบกันด้วยว่ะ ”

“ เงียบสักทีเถอะ ” เจ้ยมันพูดพลางส่ายหน้าไปมากับเพื่อนตัวเองที่เหมือนจะไม่หยุดเรื่องนั้น สีหน้าหงุดหงิดของมันหันมามองผม ก่อนจะเชิดหน้าไปทางห้องเรียนจะบอกว่าให้ไปเรียนได้แล้ว

“ แล้วไอ้สัดนี่ ” ถามถึงไอ้เบสแต่อีกคนก็แค่ปรายตามองอย่างเหนื่อยหน่าย เจ้ยมันถอนหายใจ

“ ปล่อยมันไปเถอะ กูรำคาญ ” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นอีกฝ่ายก็เดินไป ผมเหลือบมองอาร์มที่เดินนำดีนไปก่อนหน้านั้นอย่างอยากรู้ว่าจะจบเรื่องแค่นี้หรือว่ามีต่อ

แต่สุดท้ายไม่กี่วินาทีก้รู้ผล มันจบแค่นี้เพราะดีนก็จะเดินตามอาร์มไปโดยดี โดยที่ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงอะไรกับอีกคนเหมือนอย่างปกติ

“ อะไรกันวะ ” สบถออกมาคนเดียว ในตอนนั้นไอ้เบสก็เดินเข้าไปมากอดคอผม

ก็มันแปลกกว่าทุกที ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย และจบลงอย่างง่ายดายเช่นกัน ความยืดยื้อที่น่ารำคาญอย่างเก่าก่อนไม่มีเห็น ในตอนนั้นเบสที่ยกยิ้ม มันทิ้งท้าย

“ เถียงความจริง เถียงยังไงก็เข้าตัวเองไง เลยไม่เถียง ”

..........................................................

บทเรียนตรงหน้าค่อนข้างหน้าเบื่อ หน้าจอที่กำลังอธิบายบทเรียนในภาควิชากลายเป็นสิ่งที่อยู่ๆผมเองก็ไม่เข้าใจมันสักเท่าไหร่ อาจเพราะในสมองตอนนี้มันวกไปวนมาแต่กับเรื่องเมื่อช่วงเช้าที่ยังคงค้างคาใจ ไอ้ดีนเองก็ดูยั๊วะง่ายกว่าปกติ ส่วนไอ้เบสก็ดูมั่นใจเกินไป

“ หรือว่ามันจะชอบกันจริงๆ เหรอ ไอ้สองตัวนั้นอะนะ จะใช่เหรอวะ ”

“ พึมพำอะไรของมึง อะไรชอบกันจริงๆ ” เจ้ยที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายเอ่ยถาม ผมที่หันไปมองหน้ามันอีกคนก็ยกคิ้ว “ อะไร มองหน้ากูแล้วเงียบ ”

“ ไอ้ดีนชอบไอ้อาร์มจริงๆเหรอวะ ”

“ นี่คิดเหี้ยอะไรขึ้นมาอีกคน ” แผ่นหลังพิงกับเบาะที่นั่งผมก็เอนหลังตาม เจ้ยมันเชิดหน้าไปทางไอ้สัดเบสที่ก็หันมามองเราพอดี “ ไอ้เหี้ยนั่นก็อีกคนนึง ยังไม่หยุดอีกเรื่องไอ้สัดดีนกับไอ้สัดอาร์มชอบกันอีก ”

“ กูว่าชัวร์ วันนั้นกูไม่ได้ตาฟาด ”

“ ที่เล่าว่าเจอมันยืนเต้นกันในผับ แล้วไอ้อาร์มก็ยิ้มให้ดีนที่เต้นอยู่ตรงหน้ามันน่ะเหรอ ” ผมทวนความทรงจำที่คนข้างกันเคยเล่าเมื่อหลายวันก่อน 

“ ใช่ ” เบสตอบรับคำอย่างมั่นใจ เจ้ยมันก็ถอนหายใจ

“ คือถึงมันจะจริง แล้วมันจะแปลกยังไง มึงจะล้อมันด้วยเรื่องนี้กูว่า มันก็ไม่ใช่นะ มันไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเลย มึงไม่ใช่เด็กประถมแล้วเบส ”

“ จริงจังไปได้ ” อีกคนว่าบ่นๆ

“ มันดูสิ้นคิดเหมือนที่ไอ้อาร์มบอกนั่นแหละ มึงคิดหน่อย มันมีเรื่องที่มึงเอามาล้อได้นะ แต่บางเรื่องก็ไม่ได้ แล้วอีกอย่างมึงรู้แน่ชัดแล้วเหรอ ถึงเอาไปพูด ถ้าพูดมากๆเข้า เรื่องโดนลือไปไกลมึงจะทำยังไง มันสองคนจะเสียหาย ดีไม่ดีมองหน้ากันไม่ติดอีก ”

“ โอยยยยยยยยยยยยยย ไม่มีทาง ” ไอ้เบสส่ายหน้า

“ ทำไมวะ ” ผมถาม

“ ก็มันเป็นเพื่อนรักกัน คบกันมาตั้งนาน ไม่ผิดใจกันกับเรื่องง่ายๆหรอก ”

“ ใครจะไปรู้ เรื่องแบบนี้บางทีอยู่ด้วยกันมากๆ อาจจะอึดอัดก็ได้เพราะมีแต่คนมอง ” เจ้ยมันย้ำหน้าตาจริงจัง “ แล้วถึงกูจะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยกับสิ่งที่มึงคิดอยู่ เพราะไอ้อาร์มสเป็คมันค่อนข้างเป็นคนน่ารัก จากที่ดูมันควงอยู่ ส่วนไอ้ดีนกูว่า..”

“ ก็ใครจะไปรู้เจ้า คนเรามันมีหลายมุม ” เบสมันพูดยิ้มๆ อย่างไม่สลัดความคิดที่ตัวเองมั่นใจนั่นออกไปไหน “ แต่เอาเป็นว่าเพื่อความสบายใจของมึง กูจะไม่ล้อมันเรื่องนี้จนกว่าจะรู้แน่ชัดว่ามันเป็นยังไง และในวงเล็บและเขียนตัวแดงใส่ตัวหนา เอียง พร้อมทั้งขีดเส้นว่า ถ้ามันไม่กลัวตีนกูจนกูทนไม่ไหวขึ้นมาก่อนละนะ ”

“ กลัวอย่างหลังนี่แหละไอ้สัด เพราะความอดทนมึง ต่ำยิ่งกว่าดินอีกมั้ง ”

“ ว่าแต่นะ ไอ้อาร์มมันชอบคนน่ารักเหรอวะ ” หลุดถามสิ่งที่อยากรู้ออกไปหลังจากที่บทสนทนานั้นเงียบลง ผมที่หันมองไอ้เจ้ยก่อนจะเบิกตาขึ้นนิดหน่อยในตอนที่เห็นอีกคนมองเหล่กันแบบยิ้มๆ “ คือ คือกูหมายความว่า..”

“ ว่า..” มันลากเสียงพร้อมจ้องมามอง

“ คือเมื่อกี้เราพูดถึงไอ้อาร์มกันไงใช่มั้ย แล้วอยู่ๆมันก็จบไป ยังไม่เคลียร์เลย ”

“ เหรอออออออออออออออออออออออ ” เสียงลากยาวที่ดูเหมือนไม่เชื่อกัน ผมนิ่งไป

“ ไม่อยากรู้แล้วไอ้สัด ”

“ โอ๊ะ มีงอน ” ทำทีท่าแบบตกใจเล็กๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มให้กัน

“ มองเหี้ยอะไรอย่างงั้น กูแค่ถาม ”

“ ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเพื่อนเมี่ยงเลยสักคำเดียว ” มือนั่นเอื้อมมาจับไหล่  เจ้ยกระซิบ “ ไอ้อาร์มมันชอบคนน่ารัก คนที่แบบทำตัวน่ารักๆ ถ้าอยากจะจีบมัน มึงก็ทำตัวน่ารักๆหน่อยละนะ ”

“ เหรอ ” เผลอสถบออกมาก่อนจะพยักหน้ารับ แผนการใหม่ในสมองผมผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ผมพูดกับตัวเองเสียงเบา “ ต้องน่ารักสินะ ดีละ คราวนี้ก็ถึงทีกูบ้างแล้ว ”

“ ยังไงกันน้า. ” เสียงของคนข้างๆเหล่ถามกันอย่าจับผิด

“ อะไร ” เสียงนิ่งๆที่ถามกลับ

“ ก็มึงดูสนใจในตัวไอ้อาร์มแปลกๆ ”

“ กูอะนะ” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพร้อมกับแววตาที่เบิกกว้าง “ อะไร อะไรที่ทำให้มึงคิดว่ากูสนใจมัน ”

“ โห ไอ้เหี้ย มีเยอะมาก สองวันไม่รู้จะพูดหมดมั้ย ”

“ ไอ้สัด ”

“ นี่ แต่ขอพูดอะไรกับมึงไว้อย่างนะ ” สีหน้าของเจ้ยเริ่มจริงจัง “ กูไม่รู้ว่ามึงมีอะไรปิดบังอะไรกูอยู่ แล้วก็ไม่รู้ว่ามึงคิดจะทำอะไร แต่ในฐานะเพื่อน ก็ขอเตือนไว้ก่อนแล้วกัน ไอ้อาร์มไม่ใช่คนในแบบที่มึงจะจัดการได้ง่ายๆนะ ”

“ มึงพูดเหมือนมันเป็นแบบมาเฟียไม่ก็พวกที่น่ากลัวมากกว่านั้น คือ แม่งก็คนธรรมดาเปล่าวะ ” พูดแบบนั้นยิ้มๆ เจ้ยมันก็ยิ้ม

“ เออ ก็เตือนมึงไว้ก่อน ถึงกูจะรู้ว่ามึงไม่ฟังหรอก แต่เดี๋ยวมึงจะหาว่า ทำไมไม่เตือนอีก” พยักหน้ารับคำพูดนั้น ก่อนจะคิดถึงใบหน้าของอีกคน ก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรที่เรียกว่าน่ากลัว

ก็อาจจะกวนตีนกันบ้าง เย้าแหย่กันบ้าง แต่นั่นมันก็เป็นไปตามแผนการต่อสู้ของเราที่ต่างฝ่ายก็ต่างอยากจะให้อีกคนตกหลุมรัก ที่ผมก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า คะแนนอีกฝ่ายมัน ค่อนข้างนำ

แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่จะหมดหวังกับอะไรง่ายๆหรอก เพราะว่าการรบยังไม่จบ ก็อย่างเพิ่งนับทหารฉันใด การแข่งขันนี้มันก็เป็นฉันนั้น

วันนี้ยังตาม พรุ่งนี้อาจจะนำก็เป็นได้ ใครมันจะไปรู้

“ ว่าแต่นะมึง..” ผมหันไปหาเจ้ย “ มึงว่ากูหน้าตาน่ารักมั้ย ”

“ นี่ฟังกูเตือนบ้างมั้ยเนี้ย ” อีกคนบ่อนพลางผ่อนลมหายใจออกมา “ เวรกรรมอะไรของกู หน้าเหี้ยเอ้ย ถึงต้องมาเป็นเพื่อนคนดื้อด้านแบบมึงสองตัว ”

“ อะไรของมึงกูก็แค่ถามเฉยๆ ไม่ได้เกี่ยวเหี้ยอะไรกับไอ้อาร์มเลย ” เถียงออกไปแบบหน้าตั้งคนฟังก็ได้แต่เหลือบตามองบนเหมือนกับว่าไม่ค่อยจะเชื่อในสิ่งที่ผมพูดสักเท่าไหร่ “ คือมึงไม่เชื่อ ”

“ เอาเถอะๆ พูดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ” ว่าแค่นั้นก่อนจะเหลือมองผม “ มึงก็น่ารักดี เป็นคนที่ทั้งหล่อ ทั้งน่ารัก ”

“ เหรอวะ ” ตาโตถามแบบจริงจัง อีกคนก็พยักหน้ารับ

“ แต่ก็แล้วแต่มุมมอง บางคนอาจจะมองว่าหล่อ บางคนก็อาจจะมองว่ามึงน่ารัก สไตส์ใครไสตส์มัน ”

“ แล้วมึงมองว่ากูเป็นยังไง ” เจ้ยมันยิ้มให้ตอนที่ผมถาม ท่าทางของมันพยายามกลั้นยิ้มเพื่อไม่ให้ตัวเองยิ้มกว้างในตอนที่ผมจ้องตา

“ เออ มึงน่ารักไอ้สัด พอใจยัง ”

“ บ้า กูไม่ได้อยากจะน่ารัก มึงตอบกูได้ตามใจเลย ” ยิ้มบอกมันอีกคนก็โบกมือไล่

“ น่ารักไอ้สัด จบได้แล้ว ”

“ เหรอๆ แล้วน่ารักมากเปล่าวะ แบบ..ในความคิดมึง ”

“ เอาความจริงเลยปะ ” เจ้ยมันดึงตัวเองเข้ามาใกล้ผมที่ก็พยักหน้ารับอย่างมั่นใจ “ หน้าตาไม่ได้น่ารักมากหรอก ครึ่งน่ารักครึ่งหล่อ แต่นิสัยที่มึงทำอยู่แม่งโคตรน่ารักเลยเว้ยเมี่ยง นี่ถ้าไม่ติดว่ามีมิ้งเป็นเมียแล้วละก็นะ กูจีบมึงไปแล้ว จบนะครับ ”

“ บ้าบอ ” ผมตีเข้าที่แขนอีกคนเบาๆ “ มึงแม่ง พูดเหี้ยอะไรของมึงวะเจ้ย กูไม่อยากจะผิดใจกับมิ้งนะ ”

“ Kเอ้ย อยากจะถีบมึงให้ตกเก้าอี้จริง ไอ้หน้าสัด ” สะบัดปลายผมทิพย์ของตัวเองอารมณ์ว่ามันยาวแบบที่ปะป่า ผมหันไปมองไอ้เบสที่วันนี้ตั้งใจเรียนเป็นพิเศษแบบไม่พูดไม่จา และหน้ากระดาษตอนนี้ก็เหมือนจะมีแต่ปากกาเน้นข้อความแต่งแต้มอยู่เต็มไปหมด

“ เบส ” ผมเอ่ยเรียกมัน อีกคนก็หันมาเหลือบมอง “ มึงว่ากูน่ารักปะ ”

“ ถามเหี้ยอะไรของมึง ” สีหน้างุนงงฉายชัดอยู่บนใบหน้านั่น คิ้วเข้มขมวดในกันก่อนจะมองกลับไปที่หน้ากระดานแบบที่ไม่รู้สึกได้ว่าอีกคนคงคิด ว่าผมคงเป็นบ้าอะไรสักอย่าง

“ ว่าไงไอ้สัด ไม่น่ารักเหรอ ”

“ คือประเด็น อยู่ๆ ทำไมถึงถาม ”

“ ก็แค่อยากรู้ กูต้องการความคิดเห็นของคนมากกว่าหนึ่งคน เพื่อที่จะได้มั่นใจและไม่ได้เป็นความเห็นที่คิดเข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป ” ผมว่า “ อีกอย่างกูควรจริงจังกับเกมส์นี้ให้มากกว่ากว่านี้  เพราะไม่งั้นกูจะแพ้หมดรูป ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องไม่เป็นแบบนั้น ว่ามาไอ้สัด กูน่ารักมั้ย ในความคิดมึง ”

“ ก็ น่ารัก ” มันตอบเสียงเบา

“ เหรอ ”

“ เออ ” เบสมันพยักหน้ารับ

“ มึงน่ารักแบบไอ้ดีนอะเมี่ยง ” เจ้ยที่นั่งอยู่อีกข้างพูดขึ้น แต่ในตอนนั้นเหมือนไอ้เบสจะไม่เห็นด้วย มันขมวดคิ้ว ก่อนจะส่ายหน้า

“ อย่าเอาไอ้เหี้ยนั่นมาเปรียบเทียบกับเพื่อนกูได้มั้ย ไอ้เมี่ยงน่ารักกว่าไอ้ดีนหลายขุม แล้วโทษทีนะ คนอย่างไอ้ดีน เรียกหน้าเหี้ยอะครับ ไม่ใช่น่ารัก ”

“ อคติ ” เจ้ยมันบอก แต่คนฟังก็แค่เหลือบตามองบน “ กูหมายความถึงว่าทั้งหล่อและน่ารัก มันให้ฟีลแบบนั้นมากกว่า ”

“ แต่มึงน่ารักกว่า ถ้าเทียบกับไอ้สัดดีน ไอ้สัดดีนคือขี้ตีนของมึงเมี่ยง กูขอพูดแค่นี้ ”

“ หล่อมากเลยสินะมึงน่ะ วอนบิน กงยูเมืองไทยกันเลย ” เจ้ยมันเชิดหน้าถาม แต่เหมือนอีกคนก็รู้สึกแบบนั้น ด้วยความมั่นใจไอ้เบสยกนิ้วเก็กหล่อ

“ ก็พอตัว ”

“ วอนตีนน่ะสิไม่ว่า หาเรื่องให้พวกกูไม่เว้นวัน ”

“ ว่าแต่นะพวกมึง ” ผมเบรคคนสองคนที่กำลังเถียงกันอยู่ในตอนนั้น “ เลิกเถียงก่อน กูมีสิ่งที่กูสงสัย ไอ้ท่าทางน่ารักนี่ แม่งทำกันยังไงวะ ”

“ แค่เป็นตัวมึง กูว่ามันก็น่ารักแล้วนะ ” เจ้ยมันว่า แต่เหมือนไอ้บินจะไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ มันส่ายหน้าให้ผม

“ ความน่ารักก็คือความกุ๊กกิ๊ก มึงก็ต้องทำตัวให้มันเด็กๆเข้าไว้ หรือพวกมึงจะเถียงว่ามันไม่น่ารัก ในตอนที่สาวๆเข้ามาคลอเคลียมึงแล้วเรียกมึงว่า พี่ แบบว่าพี่เจ้ยขา พี่เมี่ยงขา จับแขน เอาหน้าซบ ใครๆมันก็แพ้กันทั้งนั้นอะ ”

“ เหรอวะ ” พูดกับตัวเองเบาๆในตอนนั้น อย่างไม่ค่อยอยากจะเห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะแค่คิดไปว่าต้องกอดแขน แล้วเอาหน้าถูไปมา ก็ได้แต่คิดไปอีกว่า งั้นผมต้องปูเหตุการณ์แบบไหนมันถึงจะออกมาได้ในรูปแบบนั้น

“ คือมึงจะให้อยู่ๆ ไอ้เมี่ยงไปทำแบบนั้น ” เจ้ยมันเอียงหน้าถามเพื่อนตัวเอง “ คือขนาดเมียกูมันขี้อ้อน มันยังไม่เคยอ้อนกูเอาเบอร์ที่มึงว่าเลย ยกเว้นมันจะเมา ”

“ เออใช่ เมา ” เอื้อมมือไปจับไหล่ของคนพูดก่อนจะพยักหน้าลงด้วยรอยยิ้มกว้าง ผมอยากจะบอกมันเหลือเกินว่า ‘ ขอบคุณมาก และนี่แหละ คือหนทางการจู่โจมกลับและชัยชนะของกู เพื่อนเจ้ย ’

“ คือเมี่ยง ” ไมได้ฟังอะไรในทิ้งที่เพื่อนพูดอีก ผมคิดแค่ว่าเย็นนี้คงต้องพาตัวเอง หรือไม่ก็ชวนไอ้เหี้ยอาร์มมาที่ห้องให้ได้ และแน่นอนว่าที่ผมจะลืมไม่ได้ก็คงเป็นเบียร์  ที่ก็จะทำทีเป็นพวกคออ่อนอย่างที่สุด แล้วหลังจากนั้น ผมก็จะเริ่มแผน

“ ลงทุนขนาดนี้ ต้องเวิร์คแล้วละเมี่ยง ” พูดกับตัวเองแบบนั้นก่อนจะยกยิ้ม “ วันนี้มึงไม่รอดแน่ ไอ้สัดอาร์ม ”

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27

ออกมาจากมหาลัยในช่วงหลังเที่ยง และมันก็เป็นการออกจากมหาลัยที่ดูลึกลับที่สุดแล้วตั้งแต่เรียนมา ผมเอาแต่มองซ้ายขวาในตอนที่เรียกแท็กซี่ และเอาแต่ภาวนาว่าอย่าให้เค้าบอกว่าส่งรถ หรือไม่ก็แก๊สจะหมดในตอนที่ได้ขึ้น

“ พี่ครับ จอดด้านหน้าซุปเปอร์มาเก็ตตรงนี้ก็ได้ ”

“ ครับ ” มิตเตอร์ถูกกดหยุด ผมยื่นเงินให้เค้าไปแบบพอดี ก่อนจะเดินลงจากรถ คว้าเอาตะกร้าใบเล็กที่ด้านหน้า ก่อนจะเดินตรงเข้าไปด้านในพร้อมกับทั้งสมองที่ทบทวนถึงแผนการของตัวเอง 

“ ก่อนอื่นก็ต้องซื้อปลาแซลม่อน ”  ตั้งใจไว้ว่าจะซื้อปลาแซลม่อนเพราะจะทำแซลม่อนย่างซีอิ๋ว แล้วก็ข้าวผัดกระเทียม ผมเรียนรู้มาในเว็ปสอนทำอาหารเมื่อครู่แล้วคิดว่าง่ายดี ก็เลยว่าจะทำ

ตามแผนการคร่าวๆก็คือ ผมจะชวนไอ้คนข้างห้องมันมากินด้วยกัน ทำทีเป็นบอกว่า เมื่อวานมันก็ชวนผมมากินข้าว วันนี้ผมก็เลยทำกับข้าวเลี้ยงมันบ้างเพราะไม่อยากจะหนี้อะไรกัน และ แน่นอนว่าที่สำคัญก็คือ เบียร์ เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ เรพาะนี่คือหนทางสู่การเมา

“ แซลม่อนอยู่ทางไหนเหรอครับ ” หันไปถามพนักงานที่กำลังจัดของ เธอเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะผายมือไปตรงตู้เย็นที่อยู่ด้านใน  “ ขอบคุณมากครับ ”

ผมก้มหน้าตอบรับแต่ยังไม่ทันจะหันตัวเดินไป สายตาของก็พบเข้ากับใครบางคนที่กำลังเข็นรถเข็นคันเล็กของห้างอยู่ข้างหน้าตรงชั้นวางของพวกซอสต่างๆ แผ่นหลังที่คุ้นตา ผมยืนนิ่งอยู่นานเพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ผิดคน ใบหน้าที่ค่อยๆหันข้างมาให้เห็น พร้อมกับมือโดนแมวข่วน

“ เหยื่อของกูจริงๆด้วยว่ะ ” พูดกับตัวเองเบาๆ ผมก้าวเข้าไปใกล้แผ่นหลังนั้น เอื้อมมือไปจับไหล่แล้วในตอนที่อีกคนหันมานิ้วชี้ก็เด้งไปจิ้มแก้มมันพอดี “ จ๊ะเอ๋ ”

“ กูมากับไอ้ดีนนะ ” เสียงทุ้มว่าแบบนั้นผมก็ดึงมือตัวเองออกราวกับเจอของร้อน แววตาที่เบิกกว้างขึ้น ผมหันมองซ้ายขวา พร้อมกับขาที่ทำทีเป็นจะก้าวถอยหลัง แต่ก่อนที่จะหวาดระแวงไปมากกว่านั้น คนตรงหน้ากลับหลุดหัวเราะเสียงดัง “ ฮ่าๆ ”

“ หัวเราะเหี้ยอะไรของมึง ” ผมถามก่อนจะมองไปรอบๆ “ ตอแหลกูเหรอไอ้สัด ”

“ ใช่ ” หันมาตอบรับแบบเฉยชา ก่อนจะยักคิ้วให้กัน อาร์มมันหันไปเลือกซอสต่อ “ ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ท่าทางมึงตอนเลิ่กลั่กกูชอบมอง มันน่ารักดี ” หันมามองเหลือบกันในประโยคท้ายที่ก็ตั้งใจพูดออกมาเพื่อทำให้ใจเต้น แต่ในตอนนั้นผมก็แค่เอียงหน้ามองแล้วถาม

“ เหรออออออ แล้วน่ารักกว่าดีนปะ ”


กริ๊ง

เสียงของขวดซอสที่อีกคนกำลังเลือกกระทบกัน เกิดเป็นความอึดอัดในช่วงเวลาหนึ่งนั้น ก่อนสายตาคมจะหันมามองกันแล้วถอนหายใจ ความเรียบเฉยที่รู้สึก แตกต่างจากรอยยิ้มเมื่อครู่นั้นอย่างสิ้นเชิง

“ ไม่ได้จะล้อเรื่องของมึงกับไอ้ดีนแบบที่ไอ้เบสทำนะเว้ย ” ผมมือขึ้นโบกไปมาอีกคนก็หันไปเลือกซอสต่อ “ กูแค่พูดออกไปเพราะเจ้ยมันบอกว่า กูกับไอ้ดีนก็คล้ายๆกันนั่นแหละ ”

“ เจ้ยบอกว่ามึงกับไอ้ดีนคล้ายกัน ”

“ อื้อ ” พยักหน้ารับอีกคนรัวๆ ในตอนนั้นอาร์มก็มองผม แบบชนิดที่ตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มเริ่มปรากฏในตอนที่มันมองตาผม “ ทำไม มึงจะบอกว่า กูแย่กว่าว่างั้นเถอะ ”

“ ยังไม่ได้พูดเลย ” อีกคนว่า ผมก็ได้แต่ยกยิ้มก่อนจะดึงสายตาตัวเองมองขวดซอสที่อีกคนเลือก รวมถึงผักสด แล้วก็เนื้อสัตว์ต่างๆที่อยู่ในรถเข็น

“ วันนี้จะทำอะไรกิน ”

“ ทำไม ”

“ ก็วันนี้กูตั้งใจจะชวนมึงไปกินข้าวบ้านกู ” ผมบอก “ กูจะทำสเต็กแซลม่อนชิ้นโตๆ กับข้าวผัดกระเทียม แล้วเราก็จิบเบียร์กันคนละขวดสองขวด เป็นไง สนใจมั้ย ”

“ แล้วทำไมถึงมาชวน ” อาร์มมันถามก่อนจะเหลือบมองกัน “ คุณสนใจผมเหรอครับ ”

“ ไม่ใช่สักหน่อย ” บีบเสียงให้เล็กในตอนปฎิเสธออกไปด้วยรอยยิ้ม ก็แค่อยากจะให้มันดูน่ารักสักหน่อย แต่เหมือนมันจะไม่ได้เป็นอย่างงั้นในความรู้สึกของอีกคน

“ มึงเป็นหวัดเหรอ ”

“ ห๊ะ ? ” ผมเอียงหน้างง

“ เสียงมึงแปลกๆ ”

“ K ” สบถออกไปก่อนจะถอนหายใจ อาร์มมันกลั้นยิ้ม “ เอาเป็นว่าไปกินข้าวบ้านกูนะ กูจะทำอะไรของอร่อยๆ ให้มึงกิน ”

“ มื้อไหน ”

“ แน่นอนว่าต้องเย็น ” ยิ้มกว้างให้อีกคน แน่นอนว่ามันต้องมีเวลาเตรียมตัวอย่างมาก แต่ผมก็ต้องไปเตรียมซื้ออาหารสำเร็จรูปไว้ด้วยในกรณีที่การทำอาหารออกมาแย่

“ เย็นไม่ว่าง คืนนี้มีเลี้ยงวันเกิดไอ้ดีน กูจะไป ว่างแค่เที่ยง ”

“ งั้นเที่ยงก็ได้ ” ตอบรับไปอย่างงั้นอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากจะให้แผนที่วางพลาดไป ผมพลิกดูเวลาที่ตอนนี้มันเลยเที่ยงไปแล้ว “ แต่ว่ามึงยังจะกินเหรอ มันเลยเที่ยงไปแล้วนะ ”

“ กิน เพราะกูยังไม่ได้กินอะไร ”

“ งั้นก็จัดไป เชิญมาลิ้มชิมรสชาติอาหารแสนอร่อยของกูที่ห้องกูได้เลย  แล้วที่สำคัญอย่าลืมพาแก้มหอมมาด้วยนะ มันจะได้เล่นกันนายท่าน”

“ อื้ม ” ตอบรับกันแค่นั้น อีกฝ่ายถอนหายใจ “ ไม่รู้จะเป็นอะไรที่อร่อยจริงๆ หรืออะไรก็ไม่รู้ที่แดกไม่ได้กันแน่ ”

“ ดูถูก กูมันระดับมาสเตอร์เซฟ ”

.................................................

‘ มาสเตอร์เชฟพ่อมึงสิ ’ กล้าพูดออกมาได้ ขนาดเตาแก๊สยังเปิดไม่เป็น แถมกลุ่มควันที่ลอยโขมงไปมาอยู่ในตอนนี้ก็บ่งบอกถึงหายนะได้เป็นอย่างดี เสียงร้องเมี๊ยวม๊าวของเจ้าแมวสองตัววิ่งวุ่นไปทั่วราวกับตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนแขกที่เชิญมาร่วมรับประทานอาหารเที่ยง กลับนั่งมองผมยิ้มๆ  ในตอนที่ยื่นจานใส่แซลม่อนที่ไหม้ไม่เหลือชิ้นดีในมันดู

“ ยังไงเหรอครับ คุณเซฟ ”

“ ยังแดกได้มั้ย ” คำถามนั้นยิ่งทำให้คนตอบยิ่งตลก อาร์มมันยิ้มกว้าง ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง

“ ฮ่าๆ ”

“ ตลกเข้าไปไอ้สัด ตลกมากเหรอ กูก็แค่อยากจะทำอาหารให้มึงกินอะ ตอบแทนที่เมื่อวานชวนกินข้าว แล้วกูผิดตรงไหน ” ผ่อนลมหายใจออกมาเซ็งๆ หลังจากที่พูดเสียงเบาๆกับตัวเอง

“ เอามานี่ ” อาร์มคว้าจานในมือผมไป มันวางลงกับพื้นห้อง แล้วในขณะที่ผมจะเอ่ยเถียงอะไร เจ้าแมวสองตัวผู้สงสัยในสิ่งนั้นก็ค่อยๆ ย่องเข้ามาใกล้ จมูกเล็กฟุตฟิตอยู่ตรงหน้าของในจานที่ทั้งไหม้และดำ จนไม่เหลือซากของสิ่งที่เรียกว่า ปลาแซลม่อน หลงเหลืออยู่

“ เฮ้ย! ” เสียงทักของไอ้อาร์มทำเอาสะดุ้งทั้งคนทั้งแมว เจ้าก้อนขนสองตัว วิ่งปู๊นขึ้นไปที่ที่คอนโดชั้นที่สูงที่สุดราวกับกลัวตาย

“ นี่  มันจะมากเกินไปแล้วไอ้สัด นี่มันปลากแซลม่อนเลยนะเว้ย” เงยหน้าบอกคนที่กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง “ แค่ไอ้อาร์มมันขู่นิดเดียว ถึงกับสะดุ้งเลยเหรอ นี่ชิ้นละตั้งหลายร้อยเลยนะรู้มั้ย ”

“ เอาไปทิ้งไป ” อาร์มบอกแค่นั้น ก่อนจะดึงแขนเสื้อของตัวเองขึ้นไป  แล้วเดินเข้าไปในครัว มันกดปุ่มอะไรสักอย่างที่อาจจะเรียกว่าเครื่องดูดควัน ท่าทางชำนาญเริ่มลงมือทำอาหาร

“ เมื่อกี้กูก็ว่า กูลืมอะไร ลืมเปิดที่ดูดควันที่เอง ”

“ กระทะเตาร้อนเกินไป เพราะใช้ไฟแรงสูง น้ำมันก็เยอะ สเต็กปลาแซลม่อน ใช้แค่น้ำนิดเดียว ”

“ เหรอ ”

“ ไม่เป็นก็อย่าอวดเก่งนะครับทีหลัง ” หันมาบอกกันแบบนั้น ผมก็พาตัวเองขึ้นไปนั่งบนเค้าเตอร์ที่ว่าง พลางมองดูอีกคนทำทุกอย่างเชี่ยวชาญ

“ ว่าแต่เที่ยงนี้มึงตั้งใจจะกินอะไร ”

“ สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า ”

“ เฮ้ย อยากกิน ”

“ อ้วนนะ ” หันมาบอกกันด้วยหางตา ผมก็ได้แต่ถอนหายใจ “ วันนี้ก็กินแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ก็ค่อยกินยังไม่สาย ”

“ ก็กินด้วยกันไง ไม่อ้วนหรอกน่า ทำให้หน่อย นะๆ ” ยิ้มให้มัน อีกคนที่เหลือบมองมา อาร์มไม่ได้ตอบอะไรมากกว่านั้น มันแค่มองลงต่ำไปที่กางเกง “ ยังไง ”

“ กุญแจห้องอยู่ในกระเป๋ากางเกง อยากกินก็ไปเอาอุปกรณ์มา อยู่ในถุง กูตั้งไว้บนโต๊ะ หยิบมาได้เลยทั้งถุง ”

“ มึงจะให้กูล้วงกุญแจจากกระเป๋ากางเกงมึง ” ถามย้ำอีกคนก็พยักหน้ารับ เพราะในตอนนั้นมือหนาที่กำลังง่วนอยู่กับปลา ฝั่งนึงจับกระทะอีกฝั่งก็จับตะหลิว “ แล้วถ้ากูทำมึงมีอารมณ์ละ ”

“ กูก็ปิดเตาไง ”

 “ ไอ้สัด ” ว่าแบบนั้นอีกฝ่ายก็ยกยิ้ม ผมดึงตัวเองลงไปยืนเต็มความสูง ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเดฟที่ก็ไม่ได้ล้วงยากอย่างที่คิด อาจเพราะมันก็ไม่ได้อยู่ลึกเท่าไหร่ “ โอเค ได้ละ ”

“ ว้า ยังไม่ทันมีอารมณ์เลย ”

“ เงียบปากของมึงไปเลย ” ว่าแบบนั้นก่อนจะเข้าไปในห้องของอีกฝ่ายตามคำสั่ง สภาพห้องไม่ได้รกเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่าเรียบร้อยน้อยกว่าห้องของผม ถุงของที่ว่าตั้งอยู่บนโต๊ะ ผมเดินไปหยิบมันก่อนจะชะงักไปในตอนที่เห็นกล่องสีดำผูกโบว์สีเงินอยู่ใกล้ๆกันนั้น เป็นของที่แค่ปรายดูก็รู้ว่าน่าจะมีราคา “ ของขวัญวันเกิดไอ้ดีนแน่เลย ” 

เดินกลับเข้าห้องตัวเองมาอย่างไม่สนใจอะไรกับสิ่งนั้นให้มาก ยื่นถุงให้คุณพ่อครัวที่ตอนนี้มีปลาแซลม่อนสีสวยวางอยู่ในจานพร้อมรับประทาน ส่วนในกระทะก็เหมือนกำลังดำเนินงานในส่วนของข้าวผัดกระเทียมอยู่

“ เมื่อกี้กูเห็นกล่องของขวัญของไอ้ดีนตั้งอยู่บนโต๊ะด้วย ” ผมเย้ามัน แต่เหมือนว่าจะไม่ใช่คำที่อีกฝ่ายอยากฟังเท่าไหร่ มือที่กำลังจับกระทะหยุดนิ่งไป “ มึง..”

“ อะไร ” ถามออกมาแบบนั้นมือก็เริ่มขยับอีกครั้ง

“ มึงให้อะไรเป็นของขวัญไอ้ดีนเหรอ บอกกูได้มั้ย กูไม่บอกใครหรอกกนะ สาบานเลย กูเห็นกล่องเล็กๆ เค้าบอกกันว่า กล่องเล็กมักมีราคา ”

“ เสือก ” สั้นๆ ง่ายๆ และได้ใจความ ผมถอนหายใจออกมา

“ แหม ก็ไม่ได้อยากรู้หรอก ”

“ แน่ใจ ” มันถามย้ำก่อนจะเหลือบมองกัน

“ แต่ถ้ารู้ก็ดี ” ยิ้มให้มันก่อนที่กระทะที่มีข้าวผัดหอมฉุยจะถูกมาให้ผม

“ พูดมาก ตักข้าวใส่จานไปแล้วกัน หวังว่าจะทำได้นะครับ ”

“ ได้สิ ” พยักหน้ารับอย่างมุ่งมั่น ผมตักข้าวร้อนๆในกระทะลงจานสองจานแบบเท่าเทียมกัน ส่วนอีกคนก็เริ่มทำอาหารอีกจาน กลิ่นหอมเรียกน้ำลาย และปลุกความหิว ผมกำช้อนนั่งรอที่โต๊ะไว้แน่นพลางเคาะมันเป็นจังหวะเบาๆ แล้วในตอนที่ความน่ากินนั่นวางลงตรงหน้า “ โคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรน่ากิน แต่เดี๋ยวนะ ขอไปเอาเบียร์ก่อน ”

“ อื้ม ”

“ นิยมใส่แก้ว หรือว่ากินกับขวดครับ ” หันถามอีกคนที่ก็ตอบแค่สั้นๆ

“ ขวด ” วางเบียร์ลงบนโต๊ะผมมองทุกอย่างด้วยสีหน้าแห่งความสุข

“ โอเช  งั้นก็กินละน้า ” ตักข้าวเข้าไปปากไปคำแรก ก่อนจะเคี้ยวด้วยความสุขกับรสชาติอร่อยที่เข้ากันได้อย่างดี ผมลองตักคาโบนาร่าที่ถูกเจาะไข่แดงไปโดยคนทำเมื่อครู่เข้าปาก รสชาติที่ไม่ต่างกันกับในร้านหรู มันอร่อยจนน้ำตาผมจะไหล อร่อยจนอยากจะบอกมันว่า มาเป็นเมียกูมั้ย ถ้าจะทำกับข้าวเก่งขนาดนี้ แต่นั่นแหละ กลัวโดนสวนกลับว่า อยากเป็นผัวมากกว่า แล้วจะไปไม่เป็น เลยต้องเงียบไว้ “ โคตรอร่อยเลยมึง ”

“ หน้าตามึงเมื่อกี้ก็บอกกูอยู่ ” ยิ้มกับคำพูดนั้น ผมหยิบเบียร์ขึ้นมากินสลับไปมาอย่างงั้นจนมันหมดขวด ผมเดินไปหยิบขวดที่สองขึ้นมาเปิดก่อนจะกินมันไปอีกอึกใหญ่ ท่าทางกลางสายตางุนงงของคนตรงข้ามกัน “ คือมึงเสี้ยนเบียร์ขนาดนั้นเลยเหรอ ”

“ ใช่ โคตรอยาก ” พยักหน้ารับไปอย่างมุ่งมั่นทั้งๆที่ตอแหลทั้งนั้น ผมไม่ชอบกินเบียร์ไปกินข้าวไป เพราะมันรู้สึกเสียรสชาติของอาหาร  แต่เพราะแผนก็ต้องเป็นไปตามแผน ไม่เสียสละชัยชนะก็คงไม่เกิด ผมเลยจำใจต้องยกเบียร์ขึ้นดื่มอีกครั้งก่อนจะวางมันลง แล้วหลังจากนั้นก็ทำทีเป็นหลับตาลง แสดงอาการเริ่มมึนให้อีกคนได้เห็น

“ ยังไง อย่าบอกนะว่าเมา ”

“ เมาบ้าอะไร ” โบกมือไปมาก่อนจะเอียงหน้ามองอีกฝ่ายยิ้มๆ “  ไม่เมาหรอกจ้า ”

“ เออ แต่เหมือนจะเหลือแค่อีกนิดแล้วละ  ” อาร์มมันว่าแบบนั้นก่อนจะกินข้าวเข้าไปพร้อมกับจ้องมองผม ที่ยังคงกินเบียรอย่างต่อเนื่อง “ หน้าแดงหมดแล้ว ”

“ แล้วน่ารักปะ ” ถามเย้ามันเมื่อไหร่โอกาส แต่อีกคนก็แค่เงียบไป ผมจ้องมองสายตาคมคู่นั้นที่มองกันยิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือมันที่วางอยู่ก่อนจะเอียงไปมาแบบซ้ายทีขวาทีอย่างหยอกล้อ “ ว่าไง น่ารักปะ น่ารัก ไม่น่ารัก น่ารัก ไม่น่ารัก ”

“ ถามทำไม ”

“ อื้อออออออ ก็แค่อยากรู้อะ ” พูดเสียงงอแงอีกฝ่ายก็ยิ้ม

“ ไม่อยากตอบ ”

“ แล้วทำยังไงถึงตอบละครับ พี่อาร์มตอบเมี่ยงหน่อยสิ น้า ” เอียงหน้าถามมัน แล้วเหมือนว่าท่าทางแบบนี้มันจะได้ผล อาร์มหันหน้าไปทางอื่น “ ว่าไงละครับ พี่อาร์ม เค้าน่ารักเปล่า ตอบเค้าก่อนเร็ว ” กำมือนั่นแน่นผมขยับไปมาแบบอ้อนๆ รอยยิ้มกว้างที่มอบให้มันเสียจนตาปิด ช่วงวินาทีนั้นอาร์มเองก็ดึงตัวเองเข้ามาใกล้ผม สายตาของเราจดจ้องกัน

“ น่ารักครับ ถ้าไม่ติดว่าต้นหอมติดฟันมึงอยู่ ”

ผมสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นนั่งในตอนที่โดนทักอย่างงั้น ท่าทางที่จะทำเป็นเมาหายสนิทอย่างปลิดทิ้ง ลิ้นชื้นถูวนไปวนมาบนฟัน ผมหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาเปิดกล้องหน้าเพื่อดูด้วยสายตาเบิกขึ้นเพราะกำลังตกใจ แต่นั่นเหมือนจะท่าทางที่ทำให้อีกฝ่ายหลุดหัวเราะ

“ ฮ่าๆ ”

“ ไหนไม่เห็นมีเลย ” ผมถาม แต่เหมือนอีกฝ่ายจะยังหัวเราะอยู่อย่างงั้นไม่ยอมตอบกัน มันดังขึ้นเรื่องๆในตอนที่อีกฝ่ายมองท่าทางเลิ่กลั่กของผม “ ไอ้สัด นี่มึงหลอกกูเหรอ ”

“ ก็เหมาะกับคนที่วางแผนจะหลอกกูดีนี่ ”

ผมนิ่งสายตาที่หลบอีกคนไปทางอื่น ไม่ต่างอะไรกับเด็กเล็กในตอนที่โดนจับได้ ผมยกเบียร์ขึ้นมาดื่มอีกครั้งเพื่อกลบเกลื่อน

“ ใครหลอกมึง กูไม่ได้...”

“ คืองี้นะ ” มือหนายกขึ้นขัดในตอนที่ผมกำลังพูด “ คือมึงคงสงสัยว่ากูรู้ได้ยังไง กูจะบอกให้ ปกติมึงไม่พูดเสียงเล็กเสียงน้อยกับกูแต่เมื่อกี้มึงพูด ข้อที่สองปกติมึงไม่ทำอาหาร แล้วก็ทำไม่เป็นด้วย มึงบอกกูเมื่อวาน แต่อยู่ๆวันนี้มึงก็ทำ ไม่ว่าคิดยังไงก็ดูออกอย่างเดียวว่ามึงคงมีแผน มึงซื้อเบียร์มากินกับข้าว ทั้งๆที่อาหารที่กินก็โคตรไม่เข้ากันกับเบียร์ หนำซ้ำ มึงยังกินเบียร์มากกว่าข้าวทั้งๆที่เป็นคนชอบกินข้าว แล้วข้อสุดท้าย ไม่มีใครมันเมากับแค่กินเบียร์โฮการ์เด้นสองขวดเล็กนี่หรอกครับคุณ ”

“ มึงแม่ง..” มือหนาเอื้อมมือมาจับมือผม อาร์มมันบีบแน่นก่อนจะเอียงไปซ้ายทีขวาทีตามคำที่พูด

“ รอบหน้าขอแผนบุกหัวใจผมใหม่นะครับ ขอที่แรงกว่านี้หน่อย บอกไว้ก่อนเลย แค่นี้ มันไม่สะเทือน ”

“ ไอ้สัด ” ตอบออกไปแบบไม่มีเสียง ท่ามกลางรอยยิ้มกว้างของคนตรงหน้าที่มองกันแบบยิ้มๆ “ ได้ ครั้งหน้า เดี๋ยวมึงเจอ ”

นั่งกินอาหารตรงหน้าด้วยใจที่เหมือนใครเอาไฟมาสุมอยู่ในอก แต่คงต่างกับคนตรงหน้าที่กำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ตรงหน้าผม เรานั่งกินข้าวกันจนหมด ผมรับหน้าที่เก็บครัวเหมือนเดิม ส่วนไอ้อาร์มมันเดินไปหาแมวตัวเอง

“ แก้มหอมขา วันนี้เล่นแค่นี้พอ กลับบ้านเรากัน ”

“ เมี๊ยว ” เสียงใสที่ร้องบอก แต่เจ้าก้อนขนตัวขาวกลับวิ่งหนีการจับกุมของคนเป็นเจ้านายไปที่อื่น และไม่มีทีท่าว่าจะให้จับง่ายๆ

“ แก้มหอม ” ผมล้างถ้วยใบสุดท้ายพอดีในตอนที่ได้ยินเสียงทุ้มที่เริ่มจะดังขึ้น ไอ้อาร์มที่กำลังยืนมองเจ้าแก้มหอมที่อยู่ด้านหลังของไอ้นายท่าน

“ โคตรฉลาด ” อาร์มมันหันมองผมตอนที่เดินมายืนอยู่ข้างมัน “ น้องแก้มหอมคงรู้ว่ามึงไม่กล้าเอื้อมมือไปจับตอนที่อยู่หลังนายท่านแน่ๆ มันก็เลยไปซ่อนอยู่ข้างหลังนายท่านของกูไง ”

“ มึงไปจับแก้มหอมลงมาให้หน่อย ”

“ เรื่องอะไร ” ผมถามหน้าตาย “ กูก็กลัวนายท่านมันข่วนกูเหมือนกันนะ ”

“ แต่นี่มันแมวมึง ”

“ ไม่เกี่ยวกันหรอกน่า ” โบกมือไปมาตรงหน้าอีกฝ่ายต้องถอนหายใจ

“ กูจะกลับไปเตรียมตัว กูจะไปงานวันเกิดไอ้ดีนอีก ”

“ ตั้งกี่ทุ่ม ”

“ กูจะไปนอนก่อนสักงีบ ”

“ งั้นก็ปล่อยแก้มหอมไว้ที่นี่ก่อนก็ได้ มึงไปงานวันเกิดดีนเถอะ กูดูแลแมวให้มึงเอง ” ท่าทางลำบากใจของอีกฝ่ายหันมามองหน้าผม “ ไม่ต้องเกรงใจ กูดูแลได้ สบายมาก ไอ้นายท่านมันจะได้มีเพื่อนด้วย ”

“ แมวสามตัวในห้องเดียวกัน มึงแน่ใจนะ ว่าจะไม่เกิดปัญหา ”

“ กูคน! ” ผมย้ำอีกฝ่ายก็ยิ้ม “ ไม่มีปัญหาหรอก มันจะมีปัญหาอะไร อีกอย่างมึงไปงานวันเกิดดีนต้องนานอยู่แล้ว ก็ให้แก้มหอมอยู่ที่นี่ ยังไงก็มีเพื่อนเป็นไอ้นายท่าน แล้วก็กูไง น้องจะได้ไม่เหงา ใช่มั้ยคะ แก้มหอมขา ”

“ เมี๊ยว ”

“ เริ่ดครับ ” ชูนิ้วโป้งให้เจ้าตัวน่ารัก ผมหันมายักคิ้วใส่คุณพ่อแมวที่ก็เป็นห่วงลูกสาวเหลือเกิน “ เอาน่ากูดูแลให้เอง รับรอง ปลอดภัยหายห่วง ส่วนมึงก็ไปเที่ยวให้สนุก ไม่ต้องกังวล โอเค๊ ”

“ งั้นกูถึงแล้วกูจะโทรมา ขอเบอร์หน่อย ”

“ เชี้ย เนียนเลยวะ ” ผมพูดเย้ามัน ก่อนจะเหล่มอง “ ไลน์ด้วยปะ ”

“ ก็ดี สติกเกอร์บอกฝันดีกูมีเยอะ ”

“ เฉียบ ” พูดได้คำเดียวแค่นั้น แล้วสุดท้ายก็เอาแต่ยิ้มอย่างคนบ้าแบบที่แพ้ให้มันทุกที ก็น่าจะฟังคำเตือนของไอ้เจ้ยมันสักหน่อย  อาร์มมันไม่ใช่คนที่ผมจะเล่นด้วยจริงๆ ต่อกรด้วยยากชิบหาย ถ้าเป็นเกมส์ก็ไม่ต่างอะไรกับตัวบอส

“ กูแอดเอง ” อาร์มว่าแบบนั้น มันหยิบเอามือถือผมที่เพิ่งปลดล็อคไปโทรเข้าเบอร์ตัวเอง ไลน์ใหม่เด้งเตือนขึ้นมาในมือถือของอีกคน ก่อนมือถือผมจะถูกส่งคืนมา “ ไว้กูออกจากงานแล้วจะส่งข้อความมาบอกก่อน ”

“ โอเค ” ผมพยักหน้ารับ ก่อนที่เราจะหันไปมองแมวสองตัวที่ก็นั่งมองวิวด้านนอกอยู่ข้างกันด้วยความสุข “ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับคุณลูกค้า เมี่ยง โรงแรมแมว จะดูแลน้องแก้มหอมอย่างดีเลยครับ ”

“ อื้ม ” พยักหน้ารับกัน ร่างสูงเดินตรงไปข้างหน้ามือที่คว้าจับลูกบิดประตูแต่ยังไม่ทันหมุนเปิด อีกฝ่ายหยุดนิ่ง อาร์มหันมามองผม “ เออ กูมีอะไรจะบอกมึงอย่างนึงนะเมี่ยง ”

“ ว่า ”

“ เป็นตัวของตัวเอง ” ร่างสูงยิ้ม “ แล้วนั่นคือมึงในแบบที่น่ารักที่สุด ”

ประตูที่ปิดลง ผมนิ่งไปอยู่นานในตอนนั้น ความรู้สึกชาที่รู้สึกไปทั้งร่างผมรับรู้ได้ดีถึงความร้อนของใบหน้าที่กำลังแดงจัด มันเหมือนเลือดทั้งหมดมารวมตัวชุมนุมกันอยู่ที่นี่ อย่างไม่มีกำหนดนัดหมายใด แล้วในตอนนั้นผมก็ได้แต่ยอมจำนน พร้อมกับถอนหายใจออกมาช้าๆ

 “ แพ้มึงอีกแล้ว ไอ้สัดเอ้ย หงุดหงิดชิบหาย ” แต่ก็มีความสุข แล้วก็หยุดยิ้มไม่ได้เลยแม้สักนาที 

............................................................

ผมหลับไปหนึ่งตื่นบนโซฟากลางห้องนั่งเล่น มือที่เกาไปบนลำคอ มองดูนาฬิกาแขวนบนฝาผนังที่บอกเวลาหนึ่งทุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ

“ นี่กูหลับไปนานขนาดนั้นเลยเหรอวะ ” บรือตาขึ้นมองหาแมวสองตัวที่หลับอยู่ข้างกันในที่นอนของไอ้นายท่าน เจ้าก้อนขนขดตัวกลมเป็นสายไหมหนึ่งก้อน แล้วก็ชินนาม่อนโรลอีกหนึ่งก้อน น่ารักจนอยากจะจับเข้ามาฟัด แต่คิดว่าจะตื่น ส่วนผมก็คงโดนข่วน ฐานที่รบกวนเวลาส่วนตัวคนกำลังกอดกัน

“ เจ้าพวกก้อน ” ว่าแบบนั้นก่อนจะลุกขึ้นไปดูจานอาหารที่ก็ไม่มีเหลืออะไรอยู่ในนั้น

เด็กๆกินหมดเกลี้ยง ผมเอาจานมาล้างเป็นอย่างแรก ก่อนจะเริ่มทำความสะอาดส่วนของครัว ผมเป็นคนแพ้ฝุ่น การที่คันตามตัวเป็นการบอกกใบ้อย่างนึงว่า ฝุ่นเริ่มเยอะแล้ว เพราะงั้นก็ต้องทำความสะอาด

ผมเริ่มทำความสะอาดในห้องนอนของตัวเองเป็นที่แรก ก่อนจะเดินออกมาจัดการในส่วนของห้องนั่งเล่น

เจ้าแมวทั้งหายตื่นวิ่งพล่านไปหมดในตอนที่ยินเสียงเครื่องดูดฝุ่น โดนเฉพาะเจ้าแก้มหอมที่ถึงขั้นเดินมาดู แล้วยื่นมือตีแรงๆ ลงบนเครื่องนั้น ฐานที่ส่งเสียงน่ารำคาญใจ ซึ่งต่างจากนายท่านที่ก็แค่ปรายตามองนิ่งๆ แน่นอนว่า วันก่อนผมเอาเครื่องดูฝุ่น ดูดหัวมันไป และมันก็คงจำได้ดี

“ แก้มหอมขา ไม่รู้จักเครื่องดูดฝุ่นเหรอครับ ” ถามออกไปแบบนั้น แต่พอย้ายมันจะเอาไปดูดพุง อีกตัวก็วิ่งแจ๊นไปนั่งข้างไอ้นายท่านทันที “ ดีมาก อยู่บนโซฟานั่นแหละ ถ้าลงมาจะเอาเครื่องดูดฝุ่น ดูดพุงเลยนะ ”

สองชั่วโมงผ่านไปกับการทำความสะอาด ผมเก็บขี้แมวไปทิ้งในชักโคลกเป็นอย่างสุดท้าย ก่อนจะเดินกลับมาผูกถุงขยะทั้งหมด แล้วก็ไม่ลืมหันไปบอกเจ้าพวกตัวป่วน

“ ไปทิ้งขยะก่อน เดี๋ยวเมี่ยงมานะ ” ผมเดินออกไปแบบที่เปิดประตูแง้มไว้เหมือนอย่างทุกที เพราะว่าช่องทิ้งขยะของคอนโดอยู่ไกลเท่าไหร่จากหน้าห้อง

“ มาทิ้งขยะเหรอคะ ” ป้าแม่บ้านของคอนโดที่เดินผ่านมาพอดีเอ่ยทักผมก็หันไปยิ้ม

“ ครับผม  คุณป้ายังไม่กลับเหรอครับ ดึกแล้วนะ”

“พอดีมีงานเลี้ยงนิดหน่อยกับนิติคอนโดนะคะ ” เธอตอบ “ คุณเมี่ยงละคะ กินข้าวหรือยัง ”

“ เรียบร้อยแล้วเหมือนกันครับ แต่ว่าตอนนี้เริ่มหิวอีกอีกแล้ว ” ลูบพุงเป็นการบอกใบ้ ผมก้มหน้าลงลาเธอ ก่อนจะเดินกลับมาที่ห้องของตัวเอง ปิดล็อคมันเรียบร้อย ก่อนจะสูดลมหายใจของความหอมสะอาดเข้าไปจนเต็มปอด “ กลับมาแล้วครับผมมม ไหนใครอยากจะกินขนมแมวเลียบ้างงงง ”

ไม่มีแม้แต่เงาของเจ้าก้อนขนสองตัวที่นั่งอยู่บนโซฟาดั่งเก่าก่อน ผมเหลือบไปมองตรงคอนโดก็ว่างเปล่า ในกล่องที่นอน หรือแม้แต่ใต้โซฟาก็ไม่มี ส่วนในครัวก็เงียบกริบ ห้องนอนก็ถูกปิดประตูไว้ รวมถึงประตูระเบียงก็ด้วย

“ นายท่าน แก้มหอม อยู่ไหนกันน่ะ เมี๊ยว. เมี๊ยว ออกมาได้แล้วนะ นายท่าน แก้มหอม นายท่าน แก้มหอม ”  เสียงเบาที่ลดระดับลงทุกทีวินาทีที่เอ่ยเรียก ร่างกายเริ่มชาไปหมด เสียงที่ผมตะโกนเรียกเท่าไหร่ แต่ไม่มีใครตอบกลับมา ห้องทั้งห้องนั่นว่างเปล่า และผมก็รับรู้ได้ถึงบางอย่าง

แมวทั้งสองตัวนั้น หายไป

.............................................................
อยากบอกน้องเมี่ยงว่า “ คิดจะเป็นเสือ หนูเช็คเหยื่อยัง ”
ตอนหน้า พี่อาร์ม กับ ไอ้ตัวแสบสองตัวที่หายไป
ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ด้วยนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์ หนมมี่  :katai2-1:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

น้องสองตัวแอบหนีไปเที่ยวเล่นซนที่ไหนกันหนอ?

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
หายจริง หรือหาไม่ดีเองนะ สงสัย ๆๆๆๆๆ  :hao4:

ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
ตอนที่ 10


สถานที่ฉลองวันเกิดเป็นผับใจกลางเมืองแบบที่เจ้าของวันเกิดชอบ รถสีดำของผมจอดเทียบในช่องจอดข้างกันกับรถของดีนที่วันนี้มาถึงเร็วเป็นพิเศษ กล่องกำมะหยี่สีดำประดับด้วยโบว์สีขาวถูกวางอยู่ตรงเบาะที่นั่งข้างกัน

ผมปรายตามองมันอยู่สักพัก เพราะลังเลอยู่ไม่น้อยว่าจะเอามาติดตัวเข้าไปในงานดีหรือไม่ มันไม่มีที่แอบซ่อน เสื้อผ้าที่ใส่มาก็ธรรมดาตามแบบที่ชอบ ถ้าเป็นสูทก็คงยัดไว้ในกระเป๋าตัวใน แต่ที่ใส่มาก็แค่เสื้อยืด


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


หันไปมองเสียงเคาะกระจกรถตรงฝั่งที่นั่ง ไอ้จุ้น เพื่อนตัวเล็กยกยิ้มให้กัน จำใจให้ผมต้องลดระดับกระจกลงให้พออีกฝ่ายเห็นตรงช่วงตา แน่นอนว่าเพราะของชิ้นนั้น ผมไม่ได้อยากจะให้มันได้เห็นสักเท่าไหร่

“ มีอะไร ”

“ เฉยเมย ” มันว่ายิ้มๆ “ จะชวนเข้าไปข้างในพร้อมกัน ก็เผื่อมึงจะเหงา ”

“ อื้ม ” ตอบรับแค่นั้น ผมกดปิดกระจกแล้วสุดท้ายก็หยิบกล่องกำมะหยี่ชิ้นนั้นใส่ในกระเป๋ากางเกงที่ก็ปิดบังอะไรไม่ได้สักเท่าไหร่ แล้วลงจากรถมา

เสียงเพลงดังกระหึ่มของผับบอกกันว่านี่เป็นช่วงที่มันส์ที่สุดแล้ว เพลงแนว EDM ที่ผมไม่ค่อยชอบเข้ากับอย่างดีกับบรรยากาศของแสงสี ผู้คนที่เบียดเสียดมากมายอยู่ตรงกลางของพื้นที่นั้น โยกย้ายไปมาท่ามกลางแสงเลเซอร์ที่ฉายไปมาจนชวนให้ปวดหัว

“ สุขสันต์วันเกิดนะครับ คุณเจ้าของวันเกิด ” ไอ้จุ้นยื่นมือเข้าไปจับมือของไอ้ดีนที่ก็ยื่นมือออกมารับ แล้วยิ้มกว้าง พร้อมทั้งยกคิ้วให้เจ้าของงานในตอนที่เหลือบมองสาวข้างตัวที่ดีนพามาด้วย เป็นคำชมที่ไม่ต้องพูดอะไรให้มาก แค่สั้นๆประมานว่า ‘เด็ด ’

“ มาด้วยเว้ย ” ผมยักคิ้วในตอนที่อีกคนทัก หย่อนนั่งลงข้างไอ้โฮมที่ก็ยกแก้วเหล้าทักกัน พลางเหลือบมองสาวคนนั้นที่นั่งอยู่

จะว่าไปก็เหมือนจะเป็นคนคุ้นหน้า ผมเห็นว่าดีนคุยกับเธอมาเกือบจะครบเดือนแล้ว จำได้ว่าอีกคนเล่าว่า เธอเรียนนานาชาติเหมือนเรา แต่ยังไม่ได้ตั้งใจฟังเรื่องราวเท่าไหร่ ว่าเจอกันได้ยังไง

“ สักหน่อยมั้ย กูชงให้ ” ไอ้โฮมมันถามก่อนจะหยิบแก้วที่ว่างอยู่ขึ้นมาถามผมที่ก็ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบแก้วใบนั้นมาไว้ในมือแทน

“ กูจัดการเอง ”

“ มึงชงให้ไม่ถูกใจมันหรอกโฮม มันเรื่องมาก ” ดีนว่าแบบนั้นก่อนจะหันมามองผม เราที่สบตากัน ในตอนนั้น ผมยิ้ม

“ งั้นชงให้หน่อยสิ ” ผมยื่นแก้วเหล้าไปให้คนตรงหน้า

“ กูเหรอ ”

“ อื้ม เพราะถ้าเป็นมึง ไม่ว่าจะเป็นอะไรมันก็ถูกใจกูไปหมดนั่นแหละ  ” คำพูดที่ทำให้สถานการณ์อึดอัดขึ้นอย่างฉับพลัน กลายเป็นความเงียบเล็กๆในความรู้สึกแม้ว่าสภาพแวดล้อมของเรามันจะดังจนแทบจะพูดกันเบาๆไม่ได้ยิน  ดีนเองมันเลิกคิ้ว สีหน้านั้นนิ่งไป

“ หมายถึงเหล้าใช่มั้ย ”

“ แน่นอนสิ ” ผมตอบรับ “ แต่ถ้ามึงจะเหมารวมก็ได้นะ กูไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ” เสียงน้ำแข็งที่ถูกหย่อนลงไปในแก้ว ดีนดึงแก้วในมือผมไปหลังจากนั้น โดยไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจอะไร ทุกอย่างเรียบเฉยและไม่มีคำพูดอะไรที่หลุดออกมาให้ใครได้รู้สึกแปลกใจอีก

ทุกอย่างของเรา มันถูกเก็บไว้อย่างงั้น เหมือนอย่างที่เป็นมา 
เก็บไว้ใต้พรม ความรู้สึกของผมถูกซุกซ่อนไว้อย่างงั้น

เหล้าถูกรินลงไปในปริมานนึง ดีนหยิบขวดน้ำผสมลงไปอีกเล็กน้อยภายใต้รอยยิ้มที่คนร่วมโต๊ะคงคิดว่ามันแค่แกล้งกัน ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ใช่

 ‘ อย่ากินเหล้าเพียวๆสิว่ะ มึงต้องผสมน้ำ หรืออะไรลงไปหน่อย เดี๋ยวตับมึงจะแข็งไปก่อนกูจะทำยังไง ห้ามมีใครชิงตายไปก่อนกันนะเข้าใจมั้ยไอ้สัด มึงต้องอยู่กับกูไปนานๆ  ’ 

ประโยคที่คนชอบเข้าผับเป็นชีวิตจิตใจพูดกับผม จำได้ว่าวันนั้น มันอดยิ้มกว้างไม่ได้เลย ในตอนนั้นผมสวนกลัไปแค่ ‘ ครับๆ ’ เพราะมันมีความสุขล้นอกจากความห่วงใยนั่นจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก 

แม้ว่าจริงๆจะเกลียดชิบหายกับความห่วงใยที่อีกคนมันมอบให้กัน เพราะไม่รู้เลยว่าในสิ่งที่อีกคนพูด มันหมายถึงฐานะของอะไรของความรู้สึก

“ เดี๋ยวนะ ไอ้สัดอาร์มไม่กินเหล้ากับน้ำเปล่า ” จุ้นมันท้วง

“ ก็แม่งบอก กูชงอะไรมันก็กินได้หมดอะ ” ดีนมันว่าก่อนจะคนแก้วเหล้าของผม มันส่งมาให้

“ กวนตีน ” ว่าแบบแล้วรับมันมาจากมือของอีกคน ผมดื่มเหล้ารสชาติที่ไม่ชอบนั่น จากฝีมือคนที่ชอบ อย่างไม่ปฎิเสธใด และที่น่าแปลก คือผมสุขใจมากกว่าของที่ชอบ

“ ออกไปเต้นกันมั้ย ” เสียงของสาวที่นั่งอยู่ข้างตัวดีนเอ่ยกระซิบมันแบบเสียงไม่เบาเท่าไหร่นัก ดีนเองก็เหลือบมองพวกผมคล้ายกับจะขออนุญาตในแววตา แต่ตอนนั้นไอ้โฮมก็แค่โบกมือไล่มันไป อย่างไม่ต้องเกรงใจกัน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเป็นผม คงอยากจะรั้งให้มันนั่งอยู่

“ งั้นเดี๋ยวกูมา ”

“ ดูแลของของมึงเถอะจ้า ไม่ต้องห่วงพวกกู ” จุ้นมันเย้า แต่อีกคนก็กระพริบตาข้างเดียวเป็นการตอบรับกลับ

“ ตามสบายนะเว้ย ไม่อั้น ”

“ เดี๋ยวจัดให้ ” โฮมบอกก่อนจะยกแก้วเหล้าที่กินจนหมดวางลงบนโต๊ะ ดีนยักคิ้วให้กัน มันเดินออกไปกลางฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดอยู่นั้น ผมเห็นมือหนาจับเข้ากับเอวบางในชุดรัดรูปของหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างกัน ท่าทางที่ดูเหมาะสม จนแม้แต่คนข้างกันยังอดชมไม่ได้

“ สวยจริงๆ มันหามาจากไหนเยอะแยะ แล้วคือหาเก่งชิบหายด้วยนะ แต่ละคนไม่เคยเกินสองเดือน เปลี่ยนง่ายยิ่งกว่ากูซื้อเสื้ออีก แถมแต่ละคนพรีเมี่ยมชิบหายด้วยนะ ”

“ แต่สเป็คไอ้สัดดีนก็คือสเป็คไอ้สัดดีนจริงๆนะ คือมองบุ๊ปรู้เลย ” จุ้นมันเสริมยิ้มๆ “ ตาคม ผมยาว ร่างเล็กๆ ”

“ ส่วนสเป็คพี่อาร์มที่ก็ควงกันไม่เคยเกินครึ่งเดือน ก็มองบุ๊ปรู้ปั๊ปเหมือนกันนะครับ ” เหลือบมองคนตัวเล็กที่มองกันแบบยิ้มๆ ในแววตานั้นมันเหมือนจะแซวกัน “ ขาว หมวย แล้วหุ่นก็ต้องแบบ มีน้ำมีนวลหน่อยๆ ”

“ ขาต้องสวยด้วย ” ผมบอกก่อนจะเหล่มองพวกมัน

“ แต่กูแปลกใจอยู่อย่างนะ ” จุ้นมันเอียงหน้ามองผม “ มึงก็ไม่เหี้ยนะสัดอาร์ม แต่ทำไมมึงคบใครแล้วมันไปไม่ค่อยรอดเลยวะ ทั้งๆที่ผู้หญิงที่มึงคบแต่ละคน มันก็โอเคนะ ”

“ บางทีกูว่ามันอาจจะเป็นเหตุผลอื่นละมั้ง ” คนข้างกันพูดเสียงเบา ไอ้โฮมเหล่มองผม “ ความรู้สึกรักไม่ใช่แอพในมือถือ มันกดลบออกจากหัวใจไม่ได้ง่ายๆหรอก  ”

“ พูดเหี้ยอะไรของมึง ” ผมถาม แต่อีกคนก็แค่ยักไหล่

“ เออนั่นสิ มึงพูดเหมือนไอ้อาร์มรักใครแล้ว ยังลิกรักไม่ได้ ” คนตัวเล็กอย่างไอ้จุ้นยกยิ้มมันส่ายหน้า “ คนอย่างไอ้สัดอาร์มนี่อะนะ จะไปแอบรักใครข้างเดียว กูว่านะ ก็คงมีแต่คนตัดใจจากมันไม่ขาดมากกว่ามั้ง ใครแม่งจะไม่สนใจพี่อาร์มผู้แสนดีของกูด้ายยย ”

“ แต่มันก็มีนะจุ้น ” พิงหลังลงกับเบาะที่นั่งก่อนจะมองไป ตรงคู่รักคู่นึงที่ในตอนนี้กำลังโยกย้ายไปมาตามจังหวะเพลงสนุกสนาน ตรงที่ที่มีเพื่อนสนิทของผมยืนอยู่  “ คนที่ไม่ว่ากูจะทำยังไง เค้าก็ไม่สนใจ คนคนนั้น มันก็มีอยู่เหมือนกันนะ ”

ผมจำไม่ได้แล้วว่ามันนานเท่าไหร่ อาจจะเป็นช่วงม.ปลายหรือไม่ก็อาจจะม.ต้น ที่ผมรู้สึกกับคนที่ได้ชื่อว่าเพื่อนสนิท มากเกินไปกับคำว่า เพื่อน

ความรู้สึกที่ไม่ค่อยเข้าใจ ฉายชัดออกมาในตอนนั้นที่เราเข้าชมรมฟุตบอลด้วยกัน และอาจจะเป็นวันนั้นที่ผมยิงลูกโทษไม่สำเร็จทั้งๆที่จังหวะมันโคตรสวย ผมยังจำคำด่าที่มาจากคนรอบข้างที่ไม่ได้ลงเล่นในนัดนั้นได้ดี แต่เหมือนคนที่เจ็บกว่าจะเป็นมันคนนั้น

 ดีนที่เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายจะเป็นจะตาย แค้นใจที่ใครๆก็เอาแต่ด่าผม น้ำตาใสที่ไหลเป็นทาง ตัดกับผิวแก้มขาวที่แดงจัด ‘ คนเราแม่งก็พลาดกันได้ทั้งนั้น ทำไมเค้าต้องเอาแต่โทษมึงด้วยวะ บอลแม่งก็แค่ลูกกลมๆ ไม่ได้อยู่จุดนั้นแต่ยังมาว่ามึงอีก  ไม่ยุติธรรมเลย ’

 มันที่ว่าแบบนั้นพร้อมมือทั้งสองข้างที่ปาดน้ำตาไปมา ชวนให้ผมยิ้ม ทั้งๆตลอดวันที่พ้นผ่านมันจะเป็นวันที่โคตรแย่ และแน่นอนว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้น หัวใจของผม มันก็เต้นแรงเป็นจังหวะแปลกๆ

มันมีความสุขแปลกๆ ในตอนที่เราได้ใกล้ชิด และก็เศร้าแปลกๆในตอนที่มัน มีใครสักคนและให้สถานะของใครคนอื่นที่ไม่ใช่ผมนั้นว่า ‘ แฟน ’

ความรู้สึกที่เหมือนกับดอกไม้เริ่มต้นขึ้นในตอนนั้น ผมเหี่ยวเฉาราวกับยืนต้นตายในตอนที่มันมีแฟน และกลับมาบานสะพรั่งอีกครั้งในตอนที่มันเลิกกับแฟน  ทุกอย่างวนเวียนแบบนั้นอยู่เป็นปี เพราะผมเองก็กลัวและไม่กล้าเหมือนกันกับการบอกความรู้สึกนี้ที่มี เราทุกคนต่างย่อมรู้ ว่า เพื่อนที่กลายเป็นแฟน ถ้าเลิกกันไปแล้ว จะไม่สามารถกลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีก

เพราะงั้นความกลัวจึงบีบความรู้สึกผมให้เก็บทุกอย่างไว้ จนกระทั่งความสัมพันธ์ของดีนกับนาเดียจบลง

ดีนที่ร้องไห้เสียใจอย่างหนักเพราะทำทุกวิถีทางแล้วเพื่อเอาชนะใจเธอ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง ในห้องเรียนที่ไม่มีใครหลงเหลืออยู่ ใบหน้าขาวที่ซบลงกับไหล่ของผมยามนั้น ไม่ต่างอะไรกับใครเอามือมาบีบหัวใจให้เจ็บไปหมด

ไม่ชอบเลยจริงๆ ไม่ชอบเลยที่ต้องเห็นคนคนนี้ร้องไห้

‘ กูไม่ดีพอเหรอวะ ทั้งๆที่กูทำทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมเค้ายังไม่รักกู หรือว่าเพราะคนอย่างกู มันไม่เหมาะที่จะมีความรัก ’

ประโยคนั้นชวนให้ผมถอนหายใจ ดีนที่เงยหน้าขึ้นจากไหล่พร้อมสองมือที่ปาดน้ำตาให้ออกจากแก้มขาวที่กำลังแดงกล่ำนั้น หัวใจผมก็ยิ่งบีบรัด แล้ววินาทีนั้นทุกความกลัวก็เหมือนถูกดับ ผมสารภาพออกไป

‘ ไม่ใช่ว่าไม่ดีหรอก มึงก็แค่ยังไม่เจอใครสักคนที่มันรักมึงจริงๆก็เท่านั้น ’

‘ ไม่ต้องมาปลอบเลยไอ้สัด  ใครมันจะรักคนอย่างกู ’ คำพูดที่ด่าตัวเองแบบนั้น ชวนให้ผมจ้องมองอีกคนด้วยความหงุดหงิด ทั้งๆที่อยากจะตะโกนออกไปให้สุดเสียง ว่ายืนอยู่ตรงนี้ไง ก็มีอยู่ตรงนี้ 

‘ นี่ กูมีอะไรจะบอก แต่สัญญากับกูมาก่อนได้มั้ย ว่าถ้ามึงรู้แล้ว มึงจะไม่เปลี่ยนไป’

‘อะไร’ ดีนถามกลับแบบนั้นทั้งๆที่ตามันบวมแดง ‘ คือไม่ใช่ว่ามึงจะบอกกูนะ ว่ามึงแม่งก็คบกับนาเดียเหมือนกัน ’

‘ใช่ที่ไหน’

‘ก็มึงเคยบอกกู ว่ามึงมีคนที่ชอบแล้ว’

‘อื้ม’ ผมพยักหน้ารับ ‘แต่ไม่ใช่นาเดีย’

‘แล้วใคร คนที่มึงชอบ’

‘มึง’ พูดออกไปแบบนั้นด้วยใจที่สั่นรัว มือของผมคว้าไปจับมือของอีกคนตามที่ใจรู้สึก ก่อนจะพูดย้ำออกไปอย่างจริงจัง ‘ กูชอบมึง ชอบมาตลอด อย่าบอกว่าไม่มีใครรักมึง เพราะกูนี่แหละที่รักมึง เป็นแฟนกันมั้ย เรามาเป็นแฟนกันเถอะ ’

แววตาสั่นไหวของอีกในตอนที่ฟัง ผมยังจำมันได้ดีแม้แต่สัมผัส ในนาทีที่มันหลับลงช้าๆยามที่ผมเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้แล้วจูบลงบนริมฝีปากนั้นอย่างแผ่วเบา

และนั่นก็คือครั้งแรก ที่ผมสารภาพมันออกไป ถึงความรู้สึกที่ในใจทั้งหมดมี

แต่ทุกอย่างหลังจากนั้นก็เป็นไปดั่งคำขอ ดีนไม่ได้เปลี่ยนไปหลังจากนั้น เรายังคงเหมือนเดิม ความสัมพันธ์ของเราไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักอย่าง ไม่มีสิ่งที่บอกว่าชอบหรือไม่ชอบกับสิ่งที่ผมพูดไป และไม่มีสถานะอะไรเปลี่ยนแปลง

จนผมเริ่มไม่แน่ใจว่า ดีแล้วหรือเปล่า กับการที่ขอให้มันเป็นเหมือนเดิม หรือบางทีอาจจะดีกว่า ถ้าเราห่างกันไป

ในวินาทีของช่วงเวลาที่พ้นผ่าน ผมเอาแต่คิด

บางทีดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะเป็นแค่คนที่เดินผ่านกันแล้วทักทาย จะเจ็บน้อยกว่านี้มั้ย ถ้าผมได้เสียใจกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น ดีกว่ากลายเป็นคนตาบอดทางความรู้สึก ที่ไม่รู้เลยว่าจะเดินไปต่อ หรือต้องทำยังไงดี

เพราะคำพูดสั้นๆในวันที่นั้น หลังจากที่เราจูบกัน และเดินกลับบ้านด้วยกันเหมือนอย่างปกติ ตรงชานชาลาของรถไฟฟ้าที่ไร้ผู้คน

‘ มันไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แต่ตอนนี้กูยังไม่พร้อมที่จะเลื่อนฐานะขึ้นไปเป็นแฟนของมึง รอก่อนได้มั้ยวะ มึงรอก่อนได้มั้ย จนถึงวันที่กูพร้อม ’

ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่มีกำหนด
และก็ไม่รู้เลยว่า
 สิ่งที่คิดฝันนั้นระหว่างเรา มันจะมาถึงหรือเปล่า

ก็เหมือนสินค้าที่อยู่ในร้านสะดวกซื้อ ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเยลลี่มี่ดีนชอบหรือเปล่า ผมที่ได้แต่มองดูถุงเยลลี่ที่มันหยิบออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า และได้แต่หวัง

ว่าสักครั้งที่มันเข้ามา ผมจะกลายเป็นเยลลี่ถุงนั้น ถุงที่มันเลือกไป

 “ ชนหน่อย ” เสียงแก้วที่ดังกระทบจากคนข้างๆ ผมหันไปเหล่มองไอ้โฮม คิดว่ามันคงรู้ แต่ไอ้เหี้ยนี่ก็ไม่เคยถาม ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว “ ออกไปมั้ยจากความสัมพันธ์เหี้ยๆนี่ ”

“ พูดเหี้ยอะไรของมึง ” ว่าแบบนั้นแต่ผมก็ยกเหล้าในมือขึ้นดื่ม “ มึงคิดว่ากูไม่ทำเหรอ กูทำมาตลอด แต่แค่ไปไม่รอดก็เท่านั้น ”

ก็เคยพยายามแล้ว ที่จะดึงตัวเองออกมา เคยลองแล้วที่จะมองหาใครอื่น เปิดใจให้ใครคนใหม่  แต่ก็แค่คบใครก็ได้แค่ครึ่งเดือน หัวใจผม ไม่เคยไปได้ไกลกว่านั้น

ไม่เคยไปได้ไกลจากไอ้ดีนได้มากกว่านั้น

“ อ้าว มอส แล้วไอ้ดีนอะ ” จุ้นเอ่ยถามสาวที่เดินกลับเข้ามานั่งที่โต๊ะด้วยท่าทางที่เหนื่อยอยู่ไม่น้อย เธอสะบัดปลายผมไปด้านหลังโชว์ผิวขาวด้านหน้าพร้อมกับก้มตัวยกแก้วน้ำของตัวเองขึ้นมาดื่ม

“ ไปสูบบุหรี่น่ะ ” เธอว่าก่อนจะยิ้มกว้าง “ ร้อนมาก แต่โคตรสนุก ”

“ งั้นกูไปสูบบุหรี่นะ ” เชิดหน้าไปที่ทางออก ไอ้โฮมมันก็ยกคิ้วยิ้มๆ ส่วนไอ้จุ้นก็แค่ยกมือบอกเหมือนว่าให้ตามสบาย

ไกลออกไปจากลานจอดรถ กลิ่นบุหรี่ที่โชยมาเบาๆจากคนสองสามคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นบอกตำแหน่งที่อยู่ของอีกคน ผมสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วในตอนที่หยุดลงก็สบสายตากับเจ้าของวันเกิดพอดี ดีนนั่งอยู่บนราวเหล็ก ตรงข้ามมันมีผู้ชายสองสามคนกำลังยืนอยู่

“ กินไม่อั้นตามที่กูเปล่า ” อีกฝ่ายถามยิ้มๆ ผมก็ได้แต่ยิ้มตาม เป็นคนที่แค่เห็นก็เหมือนจะลืมเรื่องราวเสียใจนั้นไปได้เกือบทั้งหมด เป็นคนที่แค่เราได้อยู่ด้วยกันสองคนไม่ว่าจะเป็นสถานะไหน สำหรับผมนั่นก็มีความสุขมากอยู่ดี

“ ขอสักตัว ”

“ ย่อมได้ ” ดีนยื่นบุหรี่จากในกระเป๋าเสื้อมาให้พร้อมกับไฟเช็ค ที่นั่งจุดมันอยู่ไม่นาน ควันเบาๆก็ลอยออกมา ผมยื่นไฟเช็คส่งคืนคนข้างกัน ก่อนจะขยับตัวนั่งให้ได้ที่

กลุ่มควันและความเงียบลอยละล่องไม่มีใครเริ่มพูดอะไรก่อน จนกลุ่มคนตรงหน้าที่นั่งอยู่กลับเข้าไปด้านใน เหลือไว้แค่เราสองคนที่นั่งอยู่ข้างกัน

“ ตอนแรกกูคิดว่ามึงจะไม่มา ”

“ อะไรที่ทำให้คิดอย่างงั้น ” ผมถาม แต่เหมือนอีกคนจะแค่ยิ้ม

“ มึงไม่ชอบเที่ยวผับ ผับที่มึงชอบไปคือพวกผับนั่งชิลมากกว่าจะเป็นที่นี่ มึงเคยบอกกูว่ามึงปวดหัว ”

“ ดูรู้จักกูดี ”

“ แน่นอนอยู่แล้ว ” ยกบุหรี่ขึ้นดูดในตอนที่ตอบรับคำนั้น ผมเหลือบมองควันที่ลอยออกมาจากริมฝีปากนั้นก่อนจะถอนหายใจ

“ นี่..”

“ หื้ม ? ”

“ ตอนนี้มึงพร้อมแล้วยัง ” คำถามนั้นเหมือนจะดึงความรู้สึกมีความสุขของอีกฝ่ายให้จมลง ดีนนิ่งไปสักพักก่อนจะก้มหน้าลงแล้วถอนหายใจออกมา เถ้าบุหรี่ของผมถูกเผาร่วงตกลงสู่พื้น “ ยังไม่พร้อมใช่มั้ย ”

“ อื้ม ”

“ หรือกูควรถามใหม่ ว่ามันมีโอกาสบ้างมั้ย ที่มึงจะตอบรับรักกู ”

“ ทำไมมึงชอบพูดให้กูลำบากใจอยู่เรื่อยเลยวะ ” สายตาไร้ความรู้สึกที่หันมามองกัน ดีนมันถอนหายใจออกมาก่อนจะเคาะเอาเถ้าบุหรี่ตรงปลายออก “ มึงก็รู้ว่าตอนนี้กูทะเลาะกับไอ้เบส ขนาดมันไม่รู้เรื่องของเรามันยังแซวเลย แล้วกูก็ไม่อยากจะให้มันเป็นแบบนั้น ไม่อยากจะให้ใครๆมองมาทางเรา แล้วพูดกันว่า กูแม่งเป็นเมียมึง ”

“ อื้ม ” หลับตาลงแล้วขานรับในคอแบบสั้นๆอย่างไม่อยากจะยอมรับ “ เพิ่งรู้ว่าความรักแม่งเกี่ยวกับความเท่ แล้วก็ไม่เท่ด้วย เพิ่งว่าเรื่องของกูกับมึง มันเกี่ยวกับคนอื่นด้วย เพราะกูเข้าใจมาตลอดเลยว่ามันเป็นเรื่องของเราแค่สองคน ”

“ มึงแม่งไม่เข้าใจ ” อีกคนบอกปัด ผมก็ได้แต่พยักหน้ารับ

“ อื้ม ก็คงเป็นอย่างงั้น ”

“ อาร์ม..”

“ ก่อนหน้านี้มึงบอกว่าถ้าเราคบกันก็อยากจะอยู่ในคอนโดที่เค้าให้เลี้ยงสัตว์ได้ เพราะมึงบอกว่า มึงอยากจะเลี้ยงแมว แล้วก็อยากจะฝึกมัน ให้มันขานรับเวลาที่มึงเรียกหา ” ผมสูดบุหรี่เข้าไปในปอดครั้งสุดท้ายก่อนจะปล่อยควันเบาๆนั้นออกมา ก้นบุหรี่ถูกทิ้งลงกับพื้น “ รู้มั้ยว่าทุกอย่างมันพร้อมหมดแล้วนะ เหลือแค่มึงคนเดียวเท่านั้น ”

“ มึงแม่ง ก็บอกว่าอย่ากดดัน มึงก็รู้..”

“ สุขสันต์วันเกิด ” ผมพูดออกไปอย่างงั้นในตอนที่ยื่นกล่องกำมะหยี่สีดำที่เดินเข้าไปในร้านแล้วตั้งใจเลือกมาอย่างดีเพื่อวันที่สำคัญที่สุดของคนที่ตัวเองรัก ก่อนที่ผมจะอยากหายไปจากตรงนี้ ด้วยคำพูดซากซ้ำที่อยากจะตะโกนออกไปแค่ว่า ‘ พอแล้ว มึงแค่บอกว่าไม่รัก ทุกอย่างมันก็จบ ดีกว่ายกคำอ้างที่เหมือนว่าจะดูดีแต่จริงๆกลับไม่ใช่ ’

“ อะไรวะ ”

“ ของขวัญไง ” เชิดหน้าบอกอีกคน “ ตั้งใจเลือกมากเลยนะ แต่ไม่รู้จะชอบหรือเปล่า ”

“ กูเปิดดูนะ ”

“ อื้ม ” ยักคิ้วให้อีกคน ดีนในตอนนั้นดึงโบว์สีขาวที่เปิดอยู่นั่นออก มันเลิกคิ้วน้อยๆในตอนที่ได้เห็น ก่อนจะพูดแบบไม่เต็มเสียงนัก

“ แหวน เหรอวะ ”

“ อื้ม ” ผมพยักหน้ารับ “ มีสร้อยคอด้วยอยู่ด้านล่าง เพราะมึงคงไม่กล้าใส่แค่แหวน ” ดีนเงยหน้ามองผม “ คือ กูพยายามไปเลือกอย่างอื่นแล้ว แต่ก็มีแค่แหวน ที่พอเห็นแล้วก็อยากจะให้มึง ”

“ ขอบใจ ” พูดสั้นๆแค่นั้น ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะเงยหน้ามองฟ้า

รู้สึกพูดไม่ออกเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ผมรู้สึกตัวผมสั่นไปหมดคล้ายราวกับมีก้อนกลมๆอัดแน่นอยู่ทั่วร่าง ประโยคที่อีกคนพูดอ้างปฎิเสธวนเวียนในสมองเหมือนกดปุ่มเล่นซ้ำในโปรแกรมเพลง ตรงประโยคที่อีกคนพูดว่า ‘ ไม่อยากจะให้ใครมองมา แล้วพูดกันว่า กูแม่งเป็นเมียมึง ’ แต่ทั้งๆที่กู อยากจะบอกคนทั้งโลกใจจะขาด ว่ากูรักมึงมากแค่ไหน

“ อาร์ม ”

“ ขอจูบหน่อยสิ ” ฝ่าเท้าหนุมตัวไปหาอีกคน และอย่างไม่ทันให้ตั้งตัวอะไร ผมคว้าเอามือที่กำลังจะปัดป้องนั้นไว้  จับกุมมันด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีแล้วบดเบียดริมฝีปากลงบนริมฝีปากนุ่มที่โหยหานั้น ลิ้นชื้นไม่ได้แทรกเข้าไปมันถูกปิดกั้น แต่นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับใจของผม

“ พอแล้วไอ้สัด เดี๋ยวมีใครมาเห็น ” มือที่ผลักอกผมให้ห่างออก เอาจริงๆก็ไม่ต่างอะไรกับกำแพงสูงเลียดฟ้าเลยสักนิด กำแพงที่ไม่ว่าจะพยายามปีนป่ายขึ้นไปเท่าไหร่ ก็ถูกผลักให้ตกลงมาเสียทุกครั้ง

“ บอกกูมาจริงๆได้มั้ย กูแม่งมีหวังอยู่เท่าไหร่วะ ที่มึงเอาแต่พูดว่ายังไม่พร้อม  คือยังไม่พร้อมจริงๆ หรือว่ามึงแค่กลัวจะเสียกูไป ถ้าบอกออกไปตรงๆว่าไม่ได้คิดอะไรกับกู ”

“ แล้วถ้ากูบอกไป มึงสัญญาได้มั้ยละ ว่ามึงจะไม่เปลี่ยนไป ”

กลายเป็นความเงียบงันในตอนที่ผมได้ยินประโยคนั้น ประโยคที่มันคล้ายกัน กับคำที่ผมสารภาพรักอีกคนไป

คำสารภาพรักที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ

ทุกอย่างรอบข้างมันเหมือนหายไปหมด เสียงรถราหรือแม้แต่เสียงดังกระหึ่มของบทเพลงในผับก็ดับลง ทุกอย่างรอบข้างเรากลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า มีเพียงแค่ผมกับดีน ที่ก็ไม่รู้เลยว่าจะตอบรับคำพูดนั้นดีมั้ย

“ ว่าไง ถ้าตอบตกลงว่าจะไม่เปลี่ยนไป กูจะบอก ”

“ อื้ม ” ก็คงไม่เจ็บมากกว่าที่เป็นอยู่หรอก ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในสมองของผม “ ว่ามาสิ ”

“ กูไม่ได้รู้สึกกับมึงแค่เพื่อนหรอก แต่ว่าตอนนี้มันไม่ได้มากขนาดนั้น ไม่ได้มากขนาดที่มึงรู้สึกกับกู ”

“ แล้วเมื่อไหร่มันจากมากได้เท่าที่กูรู้สึกวะ ”

“ ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ”

ก็เพิ่งรู้ ที่บอกว่า เจ็บมาก ยังเจ็บได้มากกว่าที่เป็นอยู่

“ เข้าใจแล้ว ” หันหลังเดินออกมาจากอีกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ผมไม่ได้ยินเสียงเรียกที่ตะโกนมา ผมแค่รู้สึกว่าตัวเองต้องออกจากตรงนั้น และต้องไปให้ไกลก่อนที่น้ำตานั่นจะไหลออกกมา
 
น้ำตาที่น่าสมเพชของผม

คนที่ยังคงอยู่ในร้านสะดวกซื้อของดีน คนที่ไม่ถูกเลือก และไม่รู้เลยว่าในอนาคต จะเป็นถูกเลือกหรือเปล่า


ออฟไลน์ patwo

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 989
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +932/-27
 
ครืน ครืน ครืน


เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ในกระเป๋ากางเกงของที่พิงร่างอยู่ภายในรถตัวเองด้วยความเงียบเชียบ ลมหายใจที่ผ่อนออกมา เบื่อหน่ายแม้แต่จะเอื้อมหยิบโทรศัพท์ที่อยู่กับตัวขึ้นมากดรับ แต่ดูเหมือนว่าปลายสายจะไม่มีทีท่าว่าจะวางมันไป

“ จิ๊ ” ส่งเสียงขัดใจในความรำคาญนั้นออกจากปาก จนสุดท้ายผมก็ดึงมันขึ้นมาดู เบอร์ที่ไม่คุ้นปรากฏอยู่บนหน้าจอ มันเป็นเบอร์ที่ผมไม่ได้บันทึกไว้

“ ครับ ” กรอกเสียงไปตามสายหลังจากที่กดรับ แต่เหมือนปลายสายที่โทรเข้ามาจะมีแต่ความเหนื่อยหอบ “ ฮัลโหล ”

“ มึง ” เสียงคุ้นหูที่ลอดผ่านสายมา ผมดึงมือถือออกมาดูอีกครั้ง และด้วยความมั่นใจเท่าไหร่ ผมเอ่ยเรียกคนที่คิดว่าเป็นเจ้าของเสียง

“ เมี่ยง ”

“ อื้ม ” เสียงตอบรับที่แสนจะเบานั้น แต่ยังไม่ทันจะได้ถามเกิดอะไรขึ้น อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาก่อนด้วยเสียงถอนหายใจและความพูดสั่นเครือแสนร้อนรน “ มึง นายท่านหายไป นายท่านกับแก้มหอม น้องหายไปจากห้องกู กลับมาช่วยหากันได้มั้ย กูไม่รู้จะทำยังไงแล้ว กูหาน้องทั้งห้องแล้ว แต่กูก็ยังหาน้องไม่เจอเลยมึง น้องหายไปไหนก็ไม่รู้ ”

“ แล้วมึงดูยังไงของมึง ” ผมเผลอถามออกไปด้วยความหงุดหงิด “ คือทีหลังถ้าดูไม่ได้ก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาให้ความช่วยเหลือ จำไว้! ” 

กดตัดสายนั่นลงก่อนจะโยนมือถือไปไว้ข้างตัว ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะตีมือเข้ากับพวงมาลัยรถอย่างแรง ความหงุดหงิดพุ่งพล่านไปทั่วสมอง ความรู้สึกที่อยากจะกร่อนด่าโลกทั้งใบมันอัดแน่นอยู่เต็มความใจ แต่ในวินาทีนั้นก็เหมือนจะทำได้แค่กลืนน้ำลายลงสะกดกลั้นมันไว้ ก่อนจะปรับโหมดเกียร์แล้วขับมันออกไปจากผับด้วยความเร็ว

ประตูลิฟต์เปิดออกในตอนที่ถึงชั้นของห้องพัก ร่างขาวคุ้นตายืนอยู่หน้าลิฟต์ เมี่ยงมันผ่อนลมหายใจออกมาในตอนที่เห็นผม แววตายินดีที่ไม่มีปิดบัง ร่างขาวเดินตรงมาจับเขาที่แขน เสียงเบาหวิวของมันเอ่นเรียกผม

“ มึง..”

“ ดูแลแมวยังไงของมึง ” ในตอนนั้นผมตะคอกอีกฝ่ายออกไป “ แมวแค่สองตัว มึงดูมันยังไงวะ ถึงทำให้หายไปได้อะ ”

“ คือ..” เจ้าแววตาเรียวที่พูดอะไรไม่ออก มันได้แต่นิ่ง แล้วในตอนนั้นผมก็ดึงมือของมันให้ออกจากตัวไป

“ กูแม่งไม่น่าไม่ใจมึงเลย แล้วทีหลังก็ไม่ต้องสะเออะแล้วก็เสนอหน้ามาขอดูแลแมวกูอีกนะ ดูแลแมวตัวเองยังดูแลไม่ได้ แล้วเสือกที่จะขอมาดูแลแมวคนอื่น ถ้าแก้มหอมหายไปจริงๆ มึงจะรับผิดชอบยังไง ห๊ะ! มึงจะรับผิดชอบยังไงถ้ามันหายไปจริงๆ มึงแม่ง..” ผมนิ่งไปในตอนที่เห็นคนตรงหน้านิ่ง เมี่ยงไม่เถียงอะไรผมเลยสักคำมันเอาแต่ยืนนิ่ง และก้มหน้า น้ำตาใสที่ไหลออกมาของมัน

ก็รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจ มันไม่มีใครอยากจะให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นแต่ความรู้สึกของผมในตอนนี้มันก็พะรุงพรังหลายเรื่องจนทำได้แค่ถอนหายใจออกมา ก่อนจะยกมือขวาขึ้นลูบหน้าของตัวเอง ผมขยี้หัวจนมันยุ่ง

“ โธ่เว้ย!! ” ฟาดเข้ากับกำแพงอย่างแรงจนคนที่ยืนตรงหน้าสะดุ้ง ในตอนนั้นเมี่ยงเริ่มสะอื้น ตอนที่พูดออกมาจนแทบไม่ได้ยิน

“ ขอโทษ..” มันว่าแบบนั้นแต่ก็ยังก้มหน้าก้มตาไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาแต่อย่างใด “ กูขอโทษที่ทำแมวมึงหาย แต่กูไม่ได้ตั้งใจ กู อึก กูแค่คิดว่า กูออกไปทิ้งขยะ แปปเดียว ปกติไอ้นายท่านก็ไม่เคยออกไปไหน กูเลยเปิดประตูไว้ กูไม่คิดว่ามันจะหนีออกไปจริงๆนะ กูขอโทษ อาร์ม กูขอโทษ อึก ฮือๆ ” มือเล็กจับเข้าที่ชายเสื้อของผม มันที่กำไว้แน่นแบบนั้น ชวนอารมณ์ที่กำลังพุ่งขึ้นสูงลดระดับลงอย่างฉับพลัน ผมถอนหายใจ

“ แล้วมึงหาดีแล้วเหรอ ”

“ ดีแล้ว ” มันพยักหน้ารับทั้งน้ำตา ผมเดินผ่านมันเข้าไปในห้องของอีกคน แต่ทว่าขาก็หยุดนิ่งกับสภาพที่เห็น ห้องของเมี่ยงรกไปหมด เหมือนก่อนหน้านี้เจ้าของค้นหาแมวแบบชนิดที่เรียกว่าทุกซอกทุกมุมที่คิดว่าแมวสองตัวจะซ่อนตัวอยู่ได้

“ ขอโทษจริงนะมึง กูขอโทษจริงๆนะ ” มันว่าแบบนั้นในตอนที่มายืนอยู่หลังผม “ อาร์ม..” มือเล็กชื้นเหงื่อจับเข้าที่มือของผม

เพิ่งมองได้ชัดก็ตอนที่มาอยู่ใต้ไฟ ใบหน้าขาวที่เคยดูน่ารักตอนนี้มันดูแทบไม่ได้ หน้าของเมี่ยงมีแต่คราบน้ำตา มันคงร้องไห้พร้อมทั้งหาเจ้าแมวสองตัวนั้นไปเป็นสิบๆรอบ สังเกตได้จากมือแดงๆที่มีแผลจากการบาดเล็กๆ

มันเองก็คงกลัว และสิ่งที่กลัวที่สุดมันไม่ใช่แค่ไอ้นายท่านหายไป แต่เป็นเจ้าแก้มหอม แมวของผมที่อีกคนเป็นคนรับฝากไว้แล้วบอกกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าจะดูแลอย่างดี

“ หึ ” หลุดยิ้มออกมาเสียแบบนั้นอย่างคนที่อดไม่ได้ ผมหัวเราะก่อนจะหันไปทางอื่นอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ท่าทางที่ทำให้เมี่ยงถึงกับเอียงหน้างงแล้วถามด้วยเสียงเครือ

“ หัวเราะทำไม มีเหี้ยอะไรน่าตลกวะ ”

“ หน้ามึงไง ” บอกแบบนั้นก่อนจะยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้อีกคน “ ดูไม่ได้เลย หน้าก็เมือก ตาก็แดง ไอ้คนน่ารักก่อนหน้าที่กูจะออกไปข้างนอก มันหายหัวไปไหน ”

“ หายหัวไปพร้อมกับแมวมึงที่หายไปไงไอ้หน้าเหี้ย อึก ฮือๆ กูกลัวจะตายแล้ว มึงยังมาเล่นแบบนี้อีก ไอ้สัด ” ตีเข้าที่อกผมในตอนที่พูด ตอนนั้นผมที่มองไปรอบๆห้อง มันไม่มีพื้นที่ไหนที่เมี่ยงไม่หา ทุกอย่างกระจัดกระจายราวกับถูกรื้นค้น แม้แต่ในที่ที่เล็กที่สุดก็เหมือนจะถูกมันค้นจนหมดแล้ว

“ ลงไปถามนิติคอนโดยัง ”

“ ยัง ” เมี่ยงส่ายหน้า “ ก็มันจะลงไปข้างล่างได้ไง แมวมันลงลิฟต์ไม่ได้หรอกมึง ” เมี่ยงว่าพร้อมกับสูดน้ำมูกเข้าไป “ แล้วกูนะ ก็เคาะประตูห้องทุกห้องในชั้นนี้แล้ว แต่ก็ไม่มีใครเห็นเลยมันเลยสักคน ”

“ แล้วงั้นมันจะหายไปไหนได้ คอนโดมันปิด ประตูฉุกเฉินก็ไม่ได้เปิดไว้ มึงเช็คห้องแม่บ้านยัง ”

“ เช็คแล้ว แต่ไม่มี ”

“ ก็ลองไปถามดูก่อน ” ว่าแบบนั้นผมตัดสินใจเดินออกไปจากห้อง เมี่ยงที่เดินตามมันมันล็อคประตูห้องตัวเองก่อนจะวิ่งมายืนต่อด้านหลังด้วยท่าทางที่เป็นกังวล มือสองมือที่กำกันไว้แน่น ปากสีสวยท่องออะไรสักอย่างที่ผมคิดว่าคงเป็นบทสวดมนต์หรือไม่ก็คำภาวนาที่ขอให้เจ้าของสองตัวนั้นปลอดภัย

ความเงียบเชียบในลิฟต์ไม่มีใครพูดกับใคร ผมเพิ่งสังเกตว่าเล็บของเมี่ยงหดสั้นไปหมด เหมือนมันจะกัดในตอนที่เป็นกังวล

“ นี่ ” เอื้อมมือไปจับมือของอีกคน ผมกดเข้าที่เล็บนิ้วโป้งอีกคนก็แสดงสีหน้าเจ็บขึ้นมาแทบจะทันที “ เจ็บมั้ย ”

“ เจ็บสิไอ้สัด ” ว่าแบบนั้นก่อนจะหันมองลิฟต์ที่ค่อยๆลดระดับลงเรื่อยๆ เมี่ยงมันถอนหายใจ ท่าทางที่ดูอยู่ไม่สุก ในตอนนั้นผมก็บอก

“ ไม่เป็นอะไรหรอก ” ยกคิ้วบอกอีกคนที่หันมาจ้องหน้า “ ยังไงเราก็ต้องเจอมัน ”

“ แล้วถ้าไม่เจอละ ” เสียงเบาๆที่ถามออกมา ในตอนนั้นตัวลิฟต์ที่เปิดออกเราที่เดินออกไปแต่อีกคนกลับหยุดนิ่งอยู่ที่ประตูหน้าลิฟต์ตรงนั้น มันถามย้ำ ด้วยเสียงที่แทบจะไม่ได้ยิน “ แล้วถ้าไม่เจอละมึง ”

“ ต้องเจอ ” ย้ำแค่นั้น ผมเดินตรงไปที่ออฟฟิศของคอนโด เมี่ยงที่เดินตามหลังว่าผ่อนลมหายใจออกมาไม่ต่างอะไรกับเด็กเล็กๆ ที่ชอบแอบอยู่หลังผู้ใหญ่ คนที่เคยบอกปากดีกลัวดีนบ่อยๆ หายไปไหนไมรู้ หรือแม่แต่คนน่ารักที่คอยเอาแต่มุขเดิมๆมาเล่นเพื่อทำให้ผมตกหลุมรัก ตอนนี้มันเหลือแค่ร่างเด็กน้อยเท่านั้น แล้วมันก็อดยิ้มไม่ได้เลย ในตอนที่มือเล็กๆนั่น จับเข้าที่ชายเสื้อของผมแล้วกำมันไว้แน่น

“ ขอโทษนะครับ ” ผมเอ่ยทักพี่คนที่อยู่ด้านในและเหมือนกำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรสักอย่าง ใบหน้าของเธอที่เงยขึ้นมา

“ คะ ? ”

“ พอดีแมวผมหายออกไปจากห้องครับ ไม่ทราบว่ามีใครเอาแมวมาฝากไว้ที่นี่มั้ยครับ หรือว่ามีใครมาแจ้งว่าเจอแมวสองตัว ”

“ น้องแมวแบบไหนคะ ” เธอถาม

“ แมวเปอร์เซียขนยาวสีขาว ตาสีเหลือง แล้วก็แมวตัวสีเทาพาดลายดำ ตาสีเหลือง สองตัวครับ ”

“ เดี๋ยวถามพี่อีกคนด้านในให้ รอสักครู่นะคะ ”

“ ครับ ” ผ่อนลมหายใจออกมาในตอนที่ตอบรับ เรายืนรออยู่ด้านหน้านั้นไม่นานร่างจนขนปุยสีขาวก็ถูกอุ้มออกมาพร้อมกับไอ้ตัวแสบของคนที่เอาแต่ยืนร้องไห้อยู่ด้านหลัง  “ เมี่ยง ” เอ่ยเรียกอีกคนที่ก็เอาแต่ก้มหน้าแล้วสวดภาวนา ผมยิ้ม “ นี่ เงยหน้าขึ้นมามองอะไรนี่ก่อน ”

“ อะไร ” มันถามก่อนจะนิ่งไปในตอนที่สายตานั้นเห็นเข้ากับแมวสองตัวที่เจ้าตัวตามหาแบบที่แทบจะพลิกแผ่นดิน

“ บอกแล้ว ยังไงก็ต้องเจอ ” สายตาใสสั่นไปมาในตอนที่เดินเข้าไปใกล้เจ้าตัวยุ่ง เมี่ยงเอื้อมมือตัวเองไปรับเจ้าสองตัวนั้นมากอด มันที่ทรุดลงกับพื้นเพราะความโล่งใจ

“ ป้าแม่บ้านแกเห็นมันเดินอยู่ตรงทางเดินน่ะค่ะ เธอจำได้แล้วว่าเป็นแมวของคุณอาร์ม แต่ก็เห็นว่าคุณอาร์มออกไปข้างนอกก็เลยเอามาฝากไว้ รอคุณอาร์ม ” พี่คนดูแลบอกยิ้มๆ พลางดูเมี่ยงที่กอดเจ้าแมวสองตัวนั่นไว้ “ แต่แมวตัวลายเธอไม่รู้ว่าเป็นแมวของใคร แต่มันก็เอาแต่ข่วนขากางเกงป้าเหมือนจะบอกให้ปล่อยเจ้าตัวขาวลง ก็เลยต้องเอาตามมาด้วยน่ะค่ะ ”

“ แมวของเมี่ยงน่ะครับ ” ผมบอกแบบนั้นก่อนจะเชิดหน้าไปหาอีกคน ที่ตอนนี้สะอื้นร้องไห้ออกมาเสียงดังแบบที่ไม่อายใครหน้าไหนที่เดินผ่านไปมาทั้งนั้น  สองมือขาวที่กอดทั้งแมวของตัวเองแล้วก็แมวผมไว้แน่นแบบแนบอก

“ พวกมึงหายไปไหนมา ทำไมพวกมึงใจร้ายขนาดนี้ ไอ้แมวเวร รู้มั้ยกูหาพวกมึงจนทั่วเลย ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ อย่าหายไปไหนอีกนะ อึก อึก ถ้าหายไปอีก กู กูจะไม่ให้กินขนมเลย อึก อึก เข้าใจมั้ย อย่าหายไปอีกนะ อย่าหายไปอีก อึก โล่ง โล่งอกไปที พวกมึงกลับมาแล้ว อึก ฮือๆ  ”

ท่าทางน่าอายแต่ผมก็แค่ย่อตัวลงนั่งข้างๆ มองดูคนร้องห่มร้องไห้ที่ไม่ต่างอะไรกับเด็กสามขวบ เป็นภาพเดียวในตอนนี้ที่ชวนให้ยิ้มกว้าง หลังจากที่เจอเรื่องเหี้ยๆมาทั้งคืน แต่จะว่าไปมันก็เหมือนกับตอนนั้นเลย ตอนที่ดีนร้องไห้ให้ผม ความรู้สึก มันคล้ายกันกับตอนนั้น 

“ มึง ขอโทษอีกทีนะ ที่ทำให้แมวมึงหาย ” เมี่ยงมันว่าแบบนั้นตอนที่เราขึ้นลิฟต์มาถึงหน้าห้อง ผมก้มมองดูเจ้าแก้มหอมที่อยู่ในอ้อมกอดก่อนจะยักไหล่ส่งให้ไป

“ ก็เจอแล้วนี่ไง ” ผมว่า “ แต่ก็ขอโทษทีแล้วกัน เรื่องที่ด่ามึงไปขนาดนั้น เอาจริงๆ กูก็คงผิด เพราะกูก็ตอบตกลงให้มึงเลี้ยง ”

“ มึงไม่ผิดหรอก กูเองก็คะยั้นคะยอเองที่จะเอามามันเลี้ยง แล้วก็ดูแลไม่ได้ ”

“ แล้วจะเอายังไงต่อ ” เชิดหน้าไปที่ประตูห้องมันอีกคนก็ขมวดคิ้ว

“ อะไรจะเอายังไงต่อ ” เมี่ยงถามในตอนที่เปิดประตูเข้าไปในห้องตัวเอง ร่างขาวนิ่งแบบนั้นอยู่นานก่อนจะหันมาเหลือบมองผม

“ ห้องมึงเละขนาดนั้น กว่าจะจัดเสร็จก็คงเช้า ” พูดแบบนั้นก่อนจะเชิดหน้ามองประตูห้องตัวเอง “ มานอนห้องกูก่อนมั้ยละ พรุ่งนี้ถ้าไม่มีเรียนก็จัดห้อง เดี๋ยวกูช่วยเอง ”

“ ชวนกูไปนอนที่ห้อง...” เมี่ยงพูดเสียงเบาๆ มันที่มองกันด้วยสายตายิ้มๆ แบบที่อยากจะแกล้งกันให้ใจเต้นแรงแต่ไม่สำเร็จมาตลอด แต่ทว่าตอนนี้ แววตาบวมที่เสริมให้มันดูน่ารัก แก้มขาวที่แดงจัด กับรอยยิ้มน่ารักที่ยิ้มหวานให้กันนั่น  “ ถามจริงๆน้า มึงคิดอะไรกับกูอยู่หรือเปล่า ”

“ คิดเหี้ยอะไร ” ในตอนนั้น ผมที่ตอบกลับออกไปแบบทันทีด้วยเสียงทุ้มที่หนักแน่น กับใบหน้าที่แดงจัด และหัวใจที่เต้นแรง


……………………………………………….

อยากดึงพี่อาร์มเข้ามากอด ถึงจะพูดไม่ได้ว่า ไม่เป็นไรเพราะมันเป็น
แต่มันต้องมีสักวันที่เรามูฟออนออกมาได้แหละ #บีบมือ

ฝากแท็ก #นายท่านของแก้มหอม ด้วยนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์จ้า  :pig4:

ออฟไลน์ bigbeeboom

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
ตอนนี้มีชัดเจนสำหรับอาร์ม ไปต่อเห่อะ ปล่อยดีนไป...
เมี่ยง น่ารัก น่าสงสารมากเลยตอนนี้ รอตอนหน้านะจ้ะ อยากรู้อาร์มมูฟยังไง

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

อาร์มก็มาอยู่กับน้องเมี่ยงเถอะ

ปล่อยดีนไปอยู่กับเบสไป  เหตุผลที่ดีนไม่ลึกซึ้งกับอาร์มสักที  คงเป็นเพราะเบสแน่ ๆ ฟันธง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด