ไพรพิศวง : [ตอนที่ 32 : ยังไม่จบ(อวสานภาค1)] 02/06/2563
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ไพรพิศวง : [ตอนที่ 32 : ยังไม่จบ(อวสานภาค1)] 02/06/2563  (อ่าน 49586 ครั้ง)

ออฟไลน์ smmikie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 394
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
คือดีมากอ่า

ออฟไลน์ tpxqrz_taro

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สนุกมากๆเลยค่ะ ตื่นเต้น ระทึกขวัญ ต้องห่มผ้าก่อนถึงจะอ่านได้ :katai1:

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 808
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
อ่านยาวๆรวดตั้งแต่ตอนแรกยันล่าสุดเลยค่ะ สนุกมากค่ะ เรื่องแนวนี้อ่านเพลินมากๆเลย แต่งเก่งจัง อ่านแล้วนึกภาพตามได้เลยค่ะ
เราเคยฟังเรื่องผีในรายการวิทยุ เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับป่าอารมณ์ประมาณนี้เลยค่ะ ฟังแล้วตื่นเต้นดี

คิดไว้ไม่มีผิดว่า จอมต้องคู่กับพันนา และพี่โหรกับกุม ดูยังไงโหรกับจอมก็ฟิลพี่น้อง ถ้าจะคิดมากกว่านั้นเขาคงคิดกันไปนานแล้ว
ป.ล.เราชอบกุมภ์ตั้งแต่พาร์ทแรกๆที่เข้าป่า เพราะดูเป็นคนไม่มีพิษภัย ดีใจที่ได้คู่กับพี่โหรคนเก่ง
ส่วนน้องจอมนี่แก่นแก้วจริงๆ น่าเอ็นดู พันนาจะเอาอยู่มั้ยย 555

ออฟไลน์ akashita

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 169
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
อ่านไปแล้ว 3 ตอน คือชอบมากค่ะ  :impress2:

แบบว่าเราฟังเรื่องเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับในป่าบ่อยมากกกกกก ตามชาแนลเล่าเรื่องผี
เลยค่อนข้างจะอิน ๆ  หน่อย 5555555555+
เพราะบางอย่างก็ตรงกับที่เราฟังมาเลย ตอนที่เขาเข้าป่ากัน
สงสัยคนแต่งต้องเคยฟังเหมือนเราแน่เลย อิอิ

ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ ขอตัวอ่านตอนที่เหลือก่อนนนน  :mew3:

ออฟไลน์ Pawana

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 138
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
คำว่าเสือสมิงนี่มันต้องร้ายกาจชนิดจับตัวยากเชียวนะ ถ้ามีการเร้าเพิ่ม. รวมบรรดาซอมบี้. และผี(เค้าเรียกอะไรน๊าที่สิงกับต้นไม้อะค่ะ) มันคงตื่นเต้น มันจะระทึกอ่านแบบอุ้ป ปิดปาก แล้ว อือออ เรารุ้จักเรื่องเพชรพระอุมานะ. แต่เราไม่เคยอ่านค่ะ. มารอลุ้นเรื่องนี้แทนค่า. สนุก ชอบค่ะ 

ออฟไลน์ fon270640

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
พึ่งมาอ่าน เรื่องนี้คือสนุกมาก ใครไม่อ่านนี่พลาดเลย

ออฟไลน์ PKT

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 184
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
หนุกมากกกกกกก แบบมากๆๆๆๆ บางตอนนี่ขนลุกตาม ไม่ไหวแล๊วแม่

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4044
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
ตื่นเต้นในทุกตอนค่ะ น่ากลัวมาก ไม่รู้จะโผล่มาเมื่อไหร่  :hao5:

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
ไพรพิศวง : [ตอนที่ 10 : ดงเสือ] 13/11/2562
«ตอบ #128 เมื่อ13-11-2019 20:59:07 »

ตอนที่ 10 ดงเสือ



    กลิ่นยาฉุนไหม้ลอยในอากาศ แสงไฟเล็กๆ สว่างวาบเป็นระยะ น่าแปลกที่กลิ่นไหม้ไม่ได้ทำให้รู้สึกมึนงงแต่อย่างใด ทั้งที่ก่อนหน้านี้กุมภ์แพ้ควันบุหรี่ ได้กลิ่นทีไรมีอันต้องไอโขลกทุกที

   อาการง่วงนอนเมื่อตอนหัวค่ำดีขึ้นมานิดหน่อยหลังจากที่โหรอนุญาตให้งีบหลับได้ เขาได้นอนไปราวสองชั่วโมง มาตื่นตอนที่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแกรกกรากที่ด้านล่าง คราแรกคิดว่าเสือผีบุกโจมตี แต่เมื่อเพ่งมองฝ่าความมืดไปถึงได้เห็นงูหลามตัวใหญ่ เขาคว้าปืนกระบอกเล็กที่ได้มาจากพันนาทันที แต่โหรบอกว่ามันเป็นเพียงแค่งูหลามธรรมดาไม่ใช่งูผีหรือบริวารของพรานเวกแต่อย่างใด

    ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว กุมภ์กระชับเสื้อกันลมแน่นขึ้น บิดตัวไปมาไล่ความเมื่อยขบ จำได้ว่าเมื่อคราวก่อนมีหมูป่าตัวอ้วนมาหาดินโป่งกิน พรานกล้าเคยบอกว่าที่มีดินโป่งอันตราย แต่ใต้ห้างมีดินโป่งแค่นิดเดียว สัตว์เลยไม่ได้ชุกชุมเท่าไรนัก อีกสถานที่ที่อันตรายก็คือแถวริมน้ำ สัตว์จะออกมาหากินตอนกลางคืน ยิ่งริมน้ำยิ่งเยอะ สัตว์เล็กไม่เท่าไร แต่พวกหมูป่า เสือ หรือช้าง อันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว

    “มีอะไรผิดปกติบ้างไหมครับ” กุมภ์กระซิบถาม ขยับตัวเข้าใกล้อีกคนจนได้ไออุ่นจากเรือนกายใหญ่โต

   “ตาเฒ่าเวกให้บริวารมันมาจับตาดูเรา” โหรตอบเสียงเบา “ตั้งแต่เข้าป่าแล้ว”

    กุมภ์ทำตาโต เมื่อคราวที่มากับพรานกล้าเขายังรู้สึกถึงความผิดปกติ แต่วันนี้เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย

   เพราะเขาวางใจโหรเกินไปหรือเปล่า?

    “มันส่งวิญญาณผู้หญิงตามเรามา น่าจะเป็นตัวเดียวกับที่เอาตัวเพื่อนคุณไป”

   กุมภ์พยักหน้ารับรู้ ขนแขนลุกตั้ง เสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก

    “มีอีกอย่างที่ผมอยากจะเตือนคุณไว้ ถ้ามีใครเรียกอย่าได้ลงจากห้างเด็ดขาด”

   “ทำไมล่ะครับ”

   “ผมบอกแล้วว่า ให้ทำตามที่ผมบอก ไม่ใช่ให้มาถามเซ้าซี้” โหรเอ็ดเสียงดุ ก่อนจะสูดเอายาสูบเข้าปอดเป็นครั้งสุดท้าย…





   “ไอ้พัน ลงมาข้างล่าง เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

   เสียงเรียกของเพื่อนสนิทปลุกให้พันนาสะดุ้งตื่นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปอีกครั้งตั้งแต่เมื่อไร เขาสะบัดไล่อาการง่วงงุน เงี่ยหูฟังอีกครั้งเพราะคิดว่าคงจะหูฝาดไป

    “ไอ้พัน! กูเอง ลงมาหากูหน่อย มีเรื่องแล้ว!”

    “ไอ้กุมภ์!” พันนาทะลึ่งพรวด ตั้งท่าจะลงไปหาเพื่อนรัก หากแต่ถูกบางอย่างสกัดเอาไว้ก่อน

   “จะไปไหน” เด็กหนุ่มที่นั่งสู้กับความง่วงยื่นแขนมาขวางหน้าเอาไว้

   พันนาดันแขนเรียวให้ออกห่าง ร้อนรนด้วยความเป็นห่วงเพื่อน “หลีกไปสิ ไอ้กุมภ์มันเรียกไม่ได้ยินหรือไง”

    จ้าวจอมส่ายหน้า พลางถอนหายใจเหนื่อยหน่าย “มีสมองก็คิดดูซะบ้างสิว่าเพื่อนคุณจะเรียกคุณจากข้างล่างทำไม ห้างก็อยู่ห่างกันแค่นี้ เอากิ่งไม้ปามาก็ได้ อีกอย่างคุณคิดเหรอว่าพี่โหรจะยอมปล่อยเพื่อนคุณลงมาเดินเล่นตอนตีหนึ่งน่ะ”

   พันนาดูเหมือนจะฉุกคิดได้ ชะโงกหน้าลงไปเบื้องล่างเห็นร่างของเพื่อนสนิทยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ร่างที่เห็นเหมือนกุมภ์ทุกประการ ท่าทางเร่งร้อนคล้ายมีเรื่อง

   “แต่มันอาจจะเกิดเรื่องจริงๆ ก็ได้” พันนาแย้ง แม้ที่จ้าวจอมพูดจะมีเหตุผล แต่ถ้าหากคนข้างล่างคือกุมภ์จริงๆ เขาจะอยู่เฉยได้อย่างไร

   “งี่เง่าว่ะ” จ้าวจอมบ่น “ฉันนั่งมาค่อนคืนละ มีแค่ไอ้ตัวนั้นนั่นแหล่ะที่กำลังจะสร้างเรื่อง”

   “ไอ้ตัวนั้น?” พันนางงเป็นไก่ตาแตก ลืมเรื่องเมื่อคราวก่อนไปเสียสนิท

   “นี่ยังไม่รู้อีกเหรอว่ามันไม่ใช่เพื่อนคุณ” จ้าวจอมทำเสียงหงุดหงิด “ถ้าไม่เชื่อจะลงไปให้มันแดกก็ได้นะ เบื่อจะห้ามแล้ว”

    พันนาเพ่งสายตามองอีกครั้ง บุคคลเบื้องล่างลักษณะท่าทาง หน้าตาคือกุมภ์เพื่อนของเขาไม่ผิดแน่ ทว่าบางอย่างมันผิดไป...สายตา กุมภ์ไม่เคยมีสายตาน่ากลัวแบบนั้น แก้วตาที่คล้ายกับจะไร้แวว เหมือนเป็นแค่ก้อนหินสีดำ จ้องเขม็งมาที่เขา แม้จะรอบตัวจะเป็นสีดำแต่ก็ไม่อาจกลบความน่ากลัวน่าได้

   “ละ แล้วมันคือตัวอะไร” พันนาถามเสียงสั่น ขนในกายลุกชันอย่างเกินควบคุม

   “น่าจะเป็นบริวารของไอ้พรานแก่นั่น” จ้าวจอมบอกเสียงขรึม เด็กหนุ่มดึงสายตามาที่เขา “มันเริ่มเล่นงานเราแล้ว”

   “แล้วจะทำยังไงดี” ความกลัวจับกุมหัวใจ พันนาเผลอขยับตัวเข้าประชิดเด็กหนุ่ม

   “พี่โหรน่าจะรู้แล้วล่ะ”





   เป็นอย่างที่จ้าวจอมคาดการณ์ โหรสังเกตเห็นเงาร่างนั่นตั้งแต่เดินฝ่าหมอกจางๆ ลอยเหนือพื้นดินเล็กน้อยมาแล้ว คราแรกเขาเดาว่ามันอาจจะแปลงร่างเป็นเสือเหมือนครั้งก่อน แต่มันกลับกลายเป็นร่างของกุมภ์ ทุกอิริยาบถเหมือนกุมภ์จนน่าทึ่ง เพียงแต่ว่าตัวจริงอยู่กับเขาต่างหาก มันเดินไปหยุดที่หน้าห้างข้างๆ กัน ตะโกนร้องเรียกพันนาอยู่สองสามครั้ง พันนาทำท่าจะปีนลงไปหา แต่จ้าวจอมคงจะห้ามไว้ก่อน กุมภ์ตัวปลอมเลยหัวเสียอยู่ข้างล่าง

   “ทำไมไม่ลงมาล่ะ! อยากให้กูตายรึไง!” กุมภ์ตัวปลอมตวาดลั่น

   “คะ คุณโหร”

   กุมภ์ตัวจริงผวาเกาะหัวไหล่ของเขาแน่น หายใจแรงจนโหรสัมผัสได้ถึงไอร้อน

   “ถ้าเพื่อนของคุณไม่ลงไป มันก็ขึ้นมาไม่ได้หรอก”

    “ทะ ทำไมล่ะครับ” กุมภ์สงสัย โหรเหลือบมอง นึกขำใบหน้าเลิ่กลัก ที่มองร่างซ้อนของตัวเองสลับกับเขา

    โหรไม่ตอบ แต่ลุกขึ้นจากไม้ไผ่ขัดที่ทำเป็นพื้นห้าง ค้อมตัวเล็กน้อยลอดออกจากตัวห้าง แล้วยืนจังก้าพร้อมกับบางอย่างในมือ

   “พ่อมึงไปไหนซะล่ะ ทำไมถึงให้ผีไม่มีน้ำยาอย่างมึงมาหลอกพวกกู” โหรตะโกนถาม ร่างนั้นเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาสีดำเหมือนก้อนหินพลันเปลี่ยนเป็นสีแดง

   กรรรรรรร

   ร่างนั้นทำเสียงคำรามในคอ ฟังคล้ายกับเสียงของสัตว์ในยามโกรธ แต่โหรกลับไม่ยี่หระ มือกระชับบางอย่างในมือแน่นขึ้น

   “ไปบอกพ่อมึงว่าให้ส่งรชตคืนมา ไม่อย่างนั้นกูจะส่งมันลงนรก!”

   กรรรรรร

   ไม่มีเสียงตอบ มีแต่เสียงคำรามน่ากลัว ร่างจำแลงของกุมภ์ทำท่าจะกระโจนขึ้นมาบนห้าง แต่โหรสะบัดมือได้ทัน เพียงแค่พริบตาเดียวเสียงร้องโหยหวนดังก้องป่า ร่างนั้นกลายเป็นกลุ่มควันสีขาวก่อตัวเป็นร่างของผู้หญิงแต่บางเบาและเลือนราง อีกชั่วอึดใจกลุ่มควันนั้นก็จางหายไป

   “ไปไหนแล้วล่ะ” กุมภ์ร้องถาม พยายามกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบกับสิ่งใด

    “มันกลับไปหาพ่อมัน” โหรตอบสั้น

   “แล้วคุณปาอะไรใส่ มันถึงได้ร้องขนาดนั้น” กุมภ์ถามต่อ

   “มีด”

   โลหะสีเงินพุ่งเข้าใส่ได้อย่างแม่นยำ ปลายมีดคมกริบผ่านแหวกร่างนั้นเหมือนผ่าอากาศ แต่เพราะเป็นมีดลงอาคม วิญญาณดวงนั้นเลยได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อย ตอนนี้มีดลงอาคมของโหรปักอยู่บนดิน เงาคมของมันสะท้อนอยู่ในความมืด

   กุมภ์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถึงเหตุการณ์เมื่อครู่จะน่ากลัวน้อยกว่าตอนที่เจอเสือผี แต่ก็ทำให้ใจสั่นได้ เขามองร่างโคลนนิ่งของตัวเองด้วยความประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่ามันจะเลือกแปลงเป็นเขาเพื่อไปหลอกพันนา คงเหมือนเมื่อคราวที่ปลอมเป็นคะนิ้งมาหลอกพวกเขา ดีที่มีโหรอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเขากับพันนาคงได้กลายเป็นบริวารพรานเวกไปแล้ว

    “นอนต่อเถอะ คืนนี้คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกันแต่เช้า เราต้องเร่งหน่อยแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นเพื่อนคุณหรือแม้แต่พวกเราเองอาจจะถูกมันฆ่าเอา”

(มีต่อ)


ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
ไพรพิศวง : [ตอนที่ 10 : ดงเสือ] 13/11/2562
«ตอบ #129 เมื่อ13-11-2019 21:05:27 »

ทุกคนตื่นตั้งแต่ตีห้า เริ่มออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางดี เสียงไก่ป่าร้องพอให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง เช้านี้โหรพาทุกคนเดินเข้าดงช้างร้อง เพราะเป็นเส้นทางลัด โหรเป็นผู้นำทางโดยให้อีกสามคนที่เหลือเกาะชายเสื้อเดินตาม ด้วยประสบการณ์ทั้งจากการท่องไพรและวิชาการเรียนรู้สมุนไพรทำให้รู้ว่าต้นช้างร้องอยู่ตรงไหนแม้ว่าพระอาทิตย์จะยังไม่ขึ้นก็ตาม

   กุมภ์จับชายเสื้อของโหรแน่น ยังจำรสชาติอันแสนทรมานของต้นไม้มีพิษชนิดนี้ได้ดี เขาเกือบจะต้องตายเพราะมัน ถ้าหากตอนนั้นโหรมาไม่ทัน คงที่โชคร้ายคงไม่ใช่แค่รชตคนเดียว

   จู่ๆ หัวใจก็เต้นโครมครามอย่างน่าประหลาด กุมภ์เงยหน้ามองแผ่นหลังกว้างของชายฉกรรจ์วัยยี่สิบห้าปี เขาได้รู้ประวัติคร่าวๆ ของโหรมาบ้าง แปลกใจนิดหน่อยตรงที่โหรเพิ่งจะอายุยี่สิบห้าปี แก่กว่าเขาห้าปี แต่โหรกลับเป็นหนุ่มเต็มตัว ดูเป็นผู้ใหญ่ น่าเชื่อถือ มีความรู้ความสามารถรอบตัว รูปร่างสูงใหญ่ยิ่งทำให้รู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ในใจลึกๆ บอกกับเขาว่าไม่ว่าอันตรายแค่ไหนจะรออยู่ แต่ถ้าหากมีโหรเขาจะปลอดภัย

   “เดินดีๆ ได้ไหม ไม่ต้องจับแน่นขนาดนั้นก็ได้หรอก เป็นเด็กประถมหรือไง”

   เสียงบ่นไม่เบานักดังมาจากด้านหลัง กุมภ์เอี้ยวตัวหันไปมอง ยามนี้แสงแรกของวันเริ่มจะจับขอบฟ้าบ้างแล้วทำให้มองเห็นความหงุดหงิดของจ้าวจอมที่เดินตามเขามาติดๆ กุมภ์เผลอยกยิ้ม เพราะคนที่ถูกจ้าวจอมเอ็ดคือพันนา

   “ก็มันมืดนี่” พันนาโต้กลับมา มือจับชายเสื้อของจ้าวจอมแน่น แถมยังเยอะมากจนบางครั้งเสื้อก็เลิกจนถึงหน้าท้อง

    พันนาเดินรั้งท้ายขบวน จังหวะการก้าวออกจะประหลาดไปสักหน่อยเพราะเจ้าตัวหวาดกลัวต้นช้างร้องจนเกินพอดี แต่คิดอีกแง่ พันนาเองก็เห็นถึงพิษสงของมัน เลยกลัวว่าตัวเองจะถูกมันเล่นงานอีกคน

   “พี่จะไปไหนอ่ะ” จ้าวจอมร้องถามคนนำหน้า ไม่มีเบาะแสของรชต พวกเขาในตอนนี้ไม่ต่างจากคนตาบอดเดินคลำทาง

   “เดี๋ยวก็รู้” โหรบอกสั้นๆ อีกตามเคย จ้าวจอมร้องเหอะ แต่ก็ไม่ได้แผลงฤทธิ์อะไร กระทั่งแสงอาทิตย์ฉายไปทั่วป่าพวกเขาก็หลุดออกจากดงช้างร้องและแวะกินข้าวเช้ากันที่หินก้อนใหญ่ใกล้ลำธาร

    “ไอ้พันมึงดูสิ รอยเท้าสัตว์เต็มเลย” กุมภ์ชี้รอยเท้าของสัตว์ป่าที่เดินเหยียบย่ำดินโคลนแถมริมตลิ่ง มันมากมายเสียจนมองไม่ออกว่าเป็นรอยของสัตว์อะไร

    “รอยตัวอะไรวะ ดูไม่ออก เสือ?”

   “หมูป่า! เสือที่ไหนมันจะมาเป็นฝูง” จ้าวจอมถอนหายใจเสียงดัง “มีทั้งหมูป่า กวาง ช้าง ตะกวดด้วย อยากลองกินตะกวดย่างไหมล่ะ ยาโด๊บปชั้นดีเลยนะ”

   คนพูดยักคิ้วไวๆ ก่อนจะกัดเสื้อย่างที่เช้าวันนี้แข็งเท่ากับท่อนไม้เข้าปาก

   “รู้ได้ยังไวว่ามันเป็นยาโด๊ป” พันนาถาม “เคยลองเหรอ”

   จ้าวจอมหรี่ตามอง แก้มระเรื่อขึ้นเล็กน้อย “ไม่เคยโว้ย แต่พวกจีนมันชอบ ให้ราคาดี มันบอกว่ากินแล้วดีกับไอ้ตรงนั้น” เด็กหนุ่มหลุบตามองเป้าคนถาม “แต่อย่างคุณคงไม่ต้องแล้วละมั้ง แค่นี้สาวก็เดินตามเป็นพรวน”

   พันนาหัวเราะหึ ไม่ได้นึกโกรธกับคำเหน็บแนมของไอ้เจ้าเด็กดื้ออย่างไร

   “แล้วตกลงเราจะไปที่ไหนกันล่ะพี่โหร” จ้าวจอมเปลี่ยนเรื่อง สังหรณ์พิกล

   “ดงเสือ” โหรตอบสั้นๆ แต่เล่นเอาคนถามขนลุกชัน รู้สึกอิ่มขึ้นมาเสียดื้อๆ

   “พี่ว่ามันอยู่แถวนั้นเหรอ”

   “อืม” โหรพยักหน้า ไม่มีอะไรพิสูจน์หรือยืนยันข้อสันนิษฐานของโหร แต่ก็บริเวณที่เรียกว่า ‘ดงเสือ’ คือจุดที่น่าสงสัยที่สุด

   ดงเสือ คือป่าที่เป็นมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่นมากที่สุดของภูเขาลูกนี้ และอยู่ติดกับเขตแนวประเทศเพื่อนบ้าน สมัยก่อนเคยใช้เป็นเส้นทางขนยาเสพติด เพราะมีเสืออยู่ค่อนข้างเยอะ เลยไม่ค่อยมีคนเสี่ยงเข้าไปเสียเท่าไร แต่ระยะหลังมานี่พวกเศรษฐีมีเงินทั้งไทย จีน ฝรั่ง  อยากจะได้เสือตัวเป็นบ้างๆ หัว หรือหนังเอาไว้ประดับบ้าน เสือที่ว่าเยอะเลยลดลงไปมากโขทีเดียว หากไม่ประกาศให้ป่าผืนนี้เป็นป่าสงวนประเทศไทยคงเหลือเสือให้ดูแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น

    แต่ถึงจำนวนจะลดลงไปมากสักแค่ไหน คนในพื้นที่ที่ยังยำเกรงแต่ป่าก็ยังไม่กล้าเข้าไปเฉียด มีข่าวว่าไอ้บอดมันเคยอาศัยอยู่ในดงเสือนี่แหล่ะ แถมไม่มีหลักฐานที่ไหนมายืนยันได้ว่าไอ้เสือตาบอดข้างหนึ่งมันตายไปแล้ว อีกอย่างแถวนั้นคงไม่ได้มีเสือแค่ตัวเดียวแน่ๆ

   จัดการมื้อเช้าเสร็จก็ออกเดินทางทันที อาศัยเดินเลียบริมธาร ที่ไหลผ่านภูเขาและมีต้นน้ำอยู่ที่ภูเขาใหญ่อีกลูกที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โหรเร่งฝีเท้าเพราะไม่อยากจะเสียเวลาไปมากกว่านี้ หากโชคดีก็จะถึงดงเสือก่อนฟ้าจะมืด แต่ถ้าฟ้าฝนไม่เป็นใจ พวกเขาจะต้องเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทั้งจากสัตว์ป่าและเหล่าอมนุษย์

   พันนาคอยลูกคลำปืนลูกโม่ .357 ที่เสียบอยู่ข้างเอวเรื่อยๆ คร่าวก่อนพวกเขาไม่มีอาวุธใดๆ ไว้ป้องกันกายเว้นเสียแต่วิชาติดตัวของพรานกล้า คราวนี้เขาเลยขอยืมปืนมาจากบิดา ไม่ใช่แค่ไรเฟิลที่โหรใช้ แต่เขากับกุมภ์ยังมี.357 คนละกระบอก โชคดีที่เคยเรียนยิงปืนมาบ้างเลยไม่ต้องเสียเวลาศึกษาการใช้งาน ส่วนจ้าวจอมขอปฏิเสธ เพราะถนัดใช้มีดมากกว่า

   พูดถึงมีด มีดเล่มที่โหรใช้จัดการอมนุษย์ตัวเมื่อคืนมันปักอยู่บนดินจนถึงเช้าโหรถึงได้เก็บมันเข้าฝัก พันนามีโอกาสได้เห็นมันเพียงชั่วประเดี๋ยว แต่ก็พอที่จะรู้ว่ามันคือมีดเก่าโบราณและไม่ใช่มีดทั่วไป

    พออาวุธติดกายก็ใจชื้นมากกว่าครั้งก่อน ถึงจะไม่รู้ว่าปืนที่เอามาด้วยจะช่วยอะไรได้แต่ก็ยังดีกว่ามามือเปล่า แต่ปืนไรเฟิลของโหรมีกระสุนพิเศษ ทว่าต้องใช้แบบจำกัดจะยิ่งพร่ำเพรื่อไม่ได้ ดังนั้นถ้าหากถูกเสือหรือสัตว์ป่าที่ไม่ใช่เสือตัวนั้นทำร้าย พวกเขาต้องใช้ปืนที่พกมานี่แหล่ะป้องกันตัวเอง

   บ่ายคล้อยพวกเขาก็เดินผ่านทุ่งโล่ง ไร้ต้นไม้ อากาศร้อนจัด เหงื่อออกจนตัวเหนียว ต้องยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผากหลายครั้ง หนุ่มเมืองไม่เคยเดินป่ามาก่อนเลยไม่รู้ว่าในป่าจะมีพื้นที่แบบนี้อยู่ด้วย ไม่มีต้นไม้ให้ร่มเงา มีแต่หญ้าแห้งๆ กับตอไม้ตายๆ พวกเขาต้องเดินผ่านทุ่งโล่งนี้เพื่อเข้าสู่เขตพื้นที่ที่เรียกว่าดงเสือ

    กุมภ์หอบแฮกเพราะอากาศที่ร้อนจัด แดดเลียแผ่นหลังจนแสบผิวแม้จะมีสวมเสื้อแขนยาว รีบก้าวยาวๆ ตามโหรไป ขณะที่อีกฝ่ายไม่มีมีท่าว่าจะเหนื่อยเลย ทั้งที่เหงื่อชุ่มแผ่นหลัง

   “ร้อนแบบนี้น่ากลัวฝนจะตกตอนเย็น” จ้าวจอมออกความเห็น ซึ่งก็ไม่ได้ไกลความจริงเท่าไรนัก เพราะเริ่มเห็นเมฆสีเทาลอยอยู่บนฟ้าบ้างแล้ว

    กระทั่งเกือบสี่โมงเย็นทุกคนก็เข้ามาอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้อีกครั้ง ต้นไม้แถบนี้ล้วนลำต้นหนาใหญ่ บอกถึงอายุของพวกมัน กิ่งก้านใบแผ่กว้างเบียดแน่นจนแทบไม่มีแสงแดดส่องผ่านเข้ามา ต่างจากทุ่งโล่งที่เพิ่งเดินผ่านมานัก กุมภ์ได้ยินเสียงนกร้องสลับกับเสียงชะนีที่ร้องอยู่ไกลๆ

    เสียงฟ้าร้องครืนๆ จากอีกฝากของภูเขา โหรเร่งฝีเท้าเดินผ่าโพรงหญ้าสูง ไม่มีอะไรบอกว่าพรานเวกจะพำนักอยู่แถวนี้ มีแค่สัญชาตญาณของโหรเท่านั้น

   ยิ่งเดินเข้าไปลึก เสียงร้องของนกหรือชะนีค่างที่เคยได้ยินกลับเงียบหายไป แทนที่จะได้ยินชัดขึ้น หัวใจของเด็กหนุ่มเมืองกรุงเต้นโครมคราม รับรู้ถึงอันตรายที่โอบล้อมรอบด้าน ทุกคนรู้ดีว่าความเงียบสงบนี้มันซ่อนความน่ากลัวเอาไว้

   ดงเสือ ไม่ได้มีเสือเดินเผ่นผ่านตามชื่อ หากแต่มีร่องรอยแห่งความโหดร้ายของสัตว์ป่าเอาไว้ให้เห็น ทั้งซากกวางที่ตายมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน หรือแม้แต่ซากหมีตัวเขื่อง ที่ตอนนี้เหลือแค่หนังแห้งๆ กับกลิ่นเหม็นสาบโชยคลุ้ง

    กุมภ์เผลอสาวเท้าเข้าใกล้โหรมากขึ้นจะเรียกว่าเดินประชิดตัวเลยก็ว่าได้ ความเงียบ กลิ่นเหม็นสาบ กระตุ้นความกลัวให้ทำงานโดยไม่ต้องขู่ หัวใจเต้นโครมครามกองทัพผีดิบยังไม่น่าขนลุกเท่ากับสถานการณ์ตอนนี้เลย

    “พี่โหร ตาเวกจะอยู่แถวนี้จริงๆ เหรอวะ มันเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่รอดได้เลยนะ”

   “อยู่ได้ ถ้ามันไม่ใช่คน” โหรตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความตามเคย

   ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไรแสงสว่างยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ ความเงียบ วังเวง ชวนชนลุกมีทั่วอยู่ทุกพื้นที่ ต้นไม้ใหญ่ลำต้นขนาดสองคนโอบแน่นขนัด ใบและกิ่งแผ่กว้าง เสียงฝีเท้าของคนทั้งสี่ดังชัดเจน ซ้ำยังสะท้อนกลับคล้ายกับมีคนเดินตามอีกด้วย

    พรึ่บ!

    การเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับลิงลมผ่านหน้าทุกคนไป ไม่มีใครมองเห็นว่ามันคือตัวอะไร ทิ้งไว้แค่ใบไม้แห้งที่ลอยเหนือพื้นและการโยกไหวของกิ่งไม้

    “อะ อะไรน่ะ!” กุมภ์ร้องถาม ผวาเข้าจับชายเสื้อของโหรโดยอัตโนมัติ

   ยังไม่ทันจะได้รับคำตอบ เสียงกิ่งไม้ไหวก็ดังขึ้นจากอีกฝั่ง ทุกสายตาเบนหันไปมองแต่ก็ยังไม่อาจหาที่มาได้ เจ้าตัวนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วเสียจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

   “โอ๊ย!”

    กุมภ์ร้องเสียงหลง บางอย่างแหลมคมเหมือนปลาบเล็บข่วนใบหน้าซีกซ้าย เลือดไหลซิบตามรอยแผล ชายหนุ่มเบิกตากว้างยกมือขึ้นกุมใบหน้ากระถดตัวชิดแผ่นหลังกว้างของโหร

   “เป็นอะไรมากหรือเปล่า ทุกคนระวังตัวด้วย” โหรถาม น้ำเสียงเคร่งเครียดจนคนฟังรู้สึกได้ เลื่อนมือลงไปในกระเป๋าย่ามคู่ใจ ปลายนิ้วกำด้ามมีดเอาไว้

    กุมภ์ส่ายหน้าปฏิเสธ แม้ว่าที่จริงแล้วจะเจ็บเหมือนถูกมีดกรีดหน้าก็ตาม แต่แผลคงไม่ลึกมากเพราะเลือดไม่ได้ไหลหยด แค่ซึมๆ เท่านั้น

   “ตัวอะไรวะพี่” จ้าวจอมถาม ตอนนี้ทั้งสี่หันหลังชนกันแล้ว ช่วยกันกวาดตามองหาเจ้าตัวนั้น
 
   “ไม่รู้” โหรตอบตามความจริง มันเคลื่อนไหวเร็วเสียจนมองไม่ออก ส่งสัญญาณห้ามเมื่อพันนาทำท่าจะดึงปืนออกมาจากใช้ คงไม่ดีนักหากจะทำให้ป่าตื่นในเวลานี้

   สิ่งไม้ไหวรอบด้าน ใบไม้แห้งลอยเหนือพื้น กลิ่นเหม็นสาบสางฉุนจนแสบจมูก โหรพยายามตั้งสติ จับการเคลื่อนไหวของมัน ไม่ใช่การมอง หากแต่เป็นการฟังต่างหาก

    ดวงตาคมปิดลง ใช้การฟังแทนการมองเห็น เสียงที่ได้ยินชัดเจนเมื่อไร้ภาพขึ้นตามสัญชาตญาณ โหรตั้งสติ จับจุดการเคลื่อนไหวของมัน เริ่มจากเสียงลมที่มันวิ่งผ่าน เพียงแค่อึดใจเดียวก็รู้ว่ามันเคลื่อนไหวเป็นวงกลม เริ่มจากทางซ้าย ไม่ถึงชั่วลมหายใจมันก็วิ่งรอบ ฝีเท้าของมันเบาหวิวราวกับเหาะได้ แต่ไม่ใช่หรอก มันวิ่งด้วยสองเท้าเหมือนกับมนุษย์

   มันวิ่งถอยห่างออกไป ทางฝั่งของจ้าวจอม โหรรู้ว่ามันกำลังจะกระโจนเข้าทำร้าย หมอหนุ่มหมุนตัวไปทางทิศทางนั้นรวดเร็วไม่แพ้กัน ก่อนจะสะบัดมือไปทางนั้น!

    ฟึ่บ!

    “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก!!”

    เสียงร้องแผดก้องป่า ก่อนที่ร่างนั้นจะล้มลงดิ้นพราดๆ บนพื้น มีดหมอลงอาคมของโหรปักเข้าที่หน้าท้องพอดี เลือดสีแดงเข้มไหลทะลักออกตามบาดแผล

   “ตัวอะไรวะ!”

    ใครคนหนึ่งร้องถามขณะที่พากันไปรุมล้อมมันเอาไว้ กุมภ์เบ้หน้าเพราะกลิ่นเหม็นสะอิดสะเอียนของมัน

   “ใช่พี่สนหรือเปล่าวะ” จ้าวจอมถาม พลางสังเกตใบหน้าที่บิดเบี้ยวของมันไปด้วย

   พี่สนของจ้าวจอมมีสภาพกึ่งมนุษย์ หรือจะเรียกว่าอมนุษย์ก็คงไม่ผิดนัก ใบหน้าซูบตอบ ดวงตาลึกจนแทบจะจมหายเข้าไปในเบ้ากะโหลก เส้นผมสีดำยุ่งเหยิง ซ้ำยังหายเป็นกระหย่อม เสื้อผ้าเก่าเลอะเทอะมอมแมมฉีกขาด ผิวกายดำกระด่าง กลิ่นเหม็นเหมือนสัตว์ป่านอนคลุกศพ แต่ที่น่าตกใจก็คือมือและเท้าของมันมีเล็บยาวงอกออกมา มันยาวเกินว่าจะเป็นเล็บคนปกติทั่วไป

   จ้าวจอมคลับคล้ายคลับคลา เพราะเมื่อปลายปีก่อน พี่สนหายตัวไประหว่างไปทำไร่ ไม่มีใครหาเจอ หลายคนคิดว่าพี่สนคงถูกฆ่าตายไปแล้ว แต่พ่อแม่พี่สนปักใจเชื่อว่าลูกชายตัวยังไม่ตาย ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าพี่สนไม่เคยมาเข้าฝันมาขอให้ทำบุญไปให้ แต่เท่าที่เห็นตอนนี้สภาพของพี่สนก็ไม่ต่างจากผีเท่าไรนัก ยกเว้นแต่เลือดสีแดงที่ไหลออกมา

   “ไอ้แก่เวกใช้มึงมาใช่ไหม” โหรถามเสียงเครียด ก่อนจะใช้เท้าเหยียบไปบนหน้าท้องของมัน ใกล้กับบาดแผลฉกรรจ์ มันร้องเสียงแหลม พยายามจะทำร้ายโหรกลับ แต่จ้าวจอมกับพันนาช่วยกันจับมือมันไว้ได้ทัน

    “พวกมึงต้องตายทุกคน!”

    โหรไม่ได้ยี่หระต่อคำขู่ แต่กลิ่นที่อยู่ภายในปากของมันทำเอาทุกต้องหันหน้าหนี กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงเสียยิ่งกว่ากลิ่นกายด้านนอก เหมือนเครื่องในปลาเน่าๆ

   “เอาไงดีพี่” จ้าวจอมถาม กดท่อนแขนของมันด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด ทั้งยังต้องคอยหลบกรงเล็บน่าเกลียดไปด้วย

   โหรไม่ตอบ ก้มลงดึงมีดออกจากหน้าท้องของมัน เลือดสีแดงข้นพุ่งเหมือนน้ำก๊อก กลิ่นคาวน่าสะอิดสะเอียนคลุ้งไปทั่ว มันร้องโอดโอย ดิ้นเร่าๆ ทั้งที่ยังถูกจับแขน โหรใช้เท้าขยี้ซ้ำไปที่บาดแผล ยกมือขึ้นพนมพร้อมกับมีดในมือปากพึมพำบางอย่างที่คล้ายกับบทสวด แล้วอีกอึดใจต่อมามีดด้ามเดิมก็ปักลงที่หน้าอกด้านซ้ายอันเป็นตำแหน่งของหัวใจ

   มันดินพลาดเหมือนปลาโดนทุบหัว ดวงตาเบิกโพลง แต่เพียงเสี้ยววินาทีร่างนั้นก็หยุดนิ่ง จ้าวจอมและพันนาถอยห่างออกมา แล้วร่างของมันก็กลายเป็นผงฝุ่นธุลีเหมือนเถ้าถ่านปลิวหายไปในอากาศ

   “พี่ว่าใช่พี่สนหรือเปล่า” จ้าวจอมยังไม่หายสงสัย “ถ้าเป็นพี่สนจริงคงได้กลับไปบอกตาปิงกับยายไพรแล้วล่ะว่าให้ทำบุญให้ที”

   ไม่มีใครให้คำตอบได้ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริงมันก็น่าสลดหดหู่ไม่น้อย สนยังหนุ่มยังแน่น เป็นกำลังของครอบครัวที่ผ่านมาตาปิงและยายไพรพ่อแม่ของสนให้ความหวังตัวเองว่าลูกชายคนโตของบ้านยังไม่ตาย คิดแล้วก็อดสงสารไม่ได้

   “ระวังตัวให้มากขึ้น ยิ่งเข้าใกล้มันยิ่งจ้องเล่นงานเรา” โหรหันกลับไปทางกุมภ์ ใช้นิ้วจับคางสะอาดพลิกซ้ายพลิกขวา ดวงตาจับจ้องไปที่รอยแผลยาวบนแก้มด้านซ้าย “เหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่ป้องกันเอาไว้ก่อนก็ดี”

    กุมภ์กระพริบตาปริบๆ ร้าวผ่าวที่ใบหน้าแทนที่จะเป็นแถวบาดแผล อาการปวดตุบเมื่อครู่ไม่หลงเหลืออีกแล้ว ปลายนิ้วยาวแต่ด้านสากผละออกไปก่อนจะกลับมาพร้อมกับบางอย่าง มันเป็นสีดำเหมือนขี้ผึ้ง กลิ่นคล้ายน้ำมันมะพร้าว โหรไม่ได้อธิบายอะไรตอนที่ป้ายขี้ผึ้งบนรอยแผล “แผลคุณจะหายเร็วขึ้น”

   กุมภ์ขอบคุณเบาๆ รู้สึกกระดากกระเดื่องอย่างบอกไม่ถูก

    ทั้งหมดเดินลึกเข้าไปในป่าใหญ่ กลิ่นเหม็นสาบแทนที่ด้วยกลิ่นอับของใบไม้ที่ร่วงทับถมกันเป็นเวลานาน ต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นแน่นขนัดจนโหรกับจ้าวจอมช่วยกันตัดเบิกทาง เสียงฟ้าร้องขึ้นเหนือศีรษะ ความมืดกลืนกินผืนป่าอย่างรวดเร็ว และก่อนที่ฝนจะกลั่นตัว จ้าวจอมก็พบกับบางอย่างเมื่อกิ่งไม้สุดท้ายที่ฟันลงไปร่วงลงพื้น

   “ถ้ำเหรอ?”

    เบื้องหน้าคือปากทางเข้าถ้ำแต่มันถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และกิ่งไม้จนมองเห็นเป็นโพรงเล็ก คนที่มีมืดช่วยกันถากถางจนมองเห็นทางเข้าถ้ำขนาดใหญ่ กลิ่นอับชื้นแซมด้วยกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากด้านใน จ้าวจอมหันมองหน้าโหร แม้ไม่มีคำตอบให้แต่ทั้งหมดก็เดินเข้าไปโดยไม่ต้องเอ่ยปากชักชวน

   แสงสว่างจากกระบอกไฟฉายขนาดแปดท่อนของพันนาถูกนำออกมาใช้ มันสาดผ่านความมืดเข้าไปจนมองเห็นหินก้อนน้อยใหญ่ขึ้นสลับกันไร้ระเบียบ ผนังถ้ำมีตะไคร้ขึ้นจนเป็นสีเขียวคล้ำ พื้นที่เดินขรุขระด้วยกรวดหิน ถึงตอนนี้จะถอยหลังกลับก็ไม่อาจทำได้แล้วเพราะฝนตกกระหน่ำ จนน้ำบางส่วนเริ่มไหลเข้ามาในถ้ำ

    ในถ้ำทั้งมืดและเงียบ เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของคนข้างๆ กุมภ์หายใจไม่ทั่วท้อง รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังรออยู่เบื้องหน้า รองเท้าผ้าใบฉ่ำไปด้วยน้ำที่ไหลเอื่อยๆ แทรกปะปนอยู่กับก้อนหินน้อยใหญ่ หลายครั้งต้องสะดุ้งตกใจเพราะเสียงร้องจากบางสิ่งบางอย่าง พอพันนาหันกระบอกไฟฉายไปถึงได้รู้ว่ามันคือค้างคาวกระพือปีก หรือไม่ก็นกตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในถ้ำ

   พวกเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ แม้จะไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ใด แต่โหรก็ยังสาวเท้าไม่หยุด กระทั่งได้ยินเสียงบางอย่าง โหรถึงได้ยกมือส่งสัญญาณทุกคนหยุดเดิน

   กรร!!!

   มันคล้ายกับเสียงคู่ของเสือ กลิ่นเหม็นสาบปะทะกับใบหน้ารุนแรง พันนาพยายามหันกระบอกไฟฉายไปรอบๆ แต่กลับไม่พบกับสิ่งใดนอกจากความมืด แต่แล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อหมุนกระบอกไฟฉายมาที่เดิมอีกครั้ง และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็คือ!!





*ดีใจที่ได้อ่านคอมเมนท์ของทุกคน รู้สึกได้กำลังใจเยอะมากเลย คอมเมนท์ของนักอ่านเหมือนน้ำทิพย์รดรินใจ*

**หลายคนทำไมรู้ว่าเราฟังเรื่องผีในยูทูปมา ฮาาาา**

***ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะให้โหรกับจ้าวจอมคู่กัน แต่กลัวโหรเป็นความดันซะก่อน เลยจัดกุมภ์ให้เฮียเค้า***

****ตอนนี้กำลังปวดหัวกับการออกแบบปก เป็นเครียด นิยายวายแต่ดันมาแนวผจญภัยในป่า****

*****คาดว่าช่วงงานสัปดาห์หนังสือปีหน้า คงจะได้อ่านแบบรูปเล่มกัน*****

******โปรดติดตามตอนต่อไป******


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ไพรพิศวง : [ตอนที่ 10 : ดงเสือ] 13/11/2562
« ตอบ #129 เมื่อ: 13-11-2019 21:05:27 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
 :hao7:


 :L2: :pig4: :L2:

 o13

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
สนุกสุดๆ :hao7: :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1570
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
ลุ้นจนหัวใจจะวาย​ ขอให้ทุกคนปลอดภัย

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 870
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
สนุกมากกกกกกก
คนกรุงนี่เกาะติดคนป่าแจเลยนะ
ถึงจะเป็นตอนที่ลุ้นๆ น่ากลัว
แต่จ้าวจอมและกุมภ์ก็ยังน่ารัก

ออฟไลน์ valenna yy

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 396
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
ลุ้นมากกกก

ออฟไลน์ smmikie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 394
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
ฮืออออ ทำไมตัดกำลัง ทำร้ายกันแบบนี้

ออฟไลน์ sawangpong

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
กำลังลุ้นตัวเกร็ง..... จะตัดจบแบบนี้ไม่ได้นะมันค้างรู้ไหม555

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
ลุ้นจนเกร็ง สนุกมากค่ะ

ออฟไลน์ Januarysky

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 523
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
อ้างถึง
และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็คือ!!
กดบวกรัวๆ อยากอ่านต่ออออออออออออ
 :z13:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ลุ้นจนเยี่ยวเหนียวแล้ววววว

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ไพรพิศวง : [ตอนที่ 10 : ดงเสือ] 13/11/2562
« ตอบ #139 เมื่อ: 14-11-2019 16:29:33 »





ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +131/-5
มัน ลุ้น จน หัวใจ เต้น ตุ๊บๆ

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4044
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
เจอตาเวกเลยไหมคะเนี่ยยยย  :ling3:

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 808
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
มาต่อเร็วๆน้าา อารมณ์ค้างอย่างแรง
แอบขำพันนาอ่ะโดนน้องจอมดุตลอด 5555 พี่โหรมีความละมุนน  :z1:

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 604
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
 :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
ลุ้นมากมายเลยนะ มาต่อเร็วๆ เถิด
 :m29: :m29:

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
ตามลุ้น รอตลอด ตื่นเต้น เอามากๆ อยากให้เนิ้อเรื่อง ยาวๆ ไม่อยากไห้ จบเร็ว นัก ^^

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
ไพรพิศวง : [ตอนที่ 11: พิกุล 50%] 17/11/2562
«ตอบ #146 เมื่อ17-11-2019 20:42:20 »

ตอนที่ 11 พิกุล

            “ตาเวก!”

                ชายชรารูปร่างผอมไม่ตากจากต้นไม้ตายซาก ใบหน้าซูบตอบ ดวงตาลึกจนแทบมองไม่เห็นลูกนัยน์ตา ริมฝีปากเป็นสีดำคล้ำแตกแห้ง ผิวหนังเยี่ยวย่นแห้งหุ้มกระดูก เส้นผมสีขาวหล่นร่วงเป็นบางกลุ่ม เสื้อผ้าขาดเก่ารุ่งริ่ง มองแล้วไม่เหมือนชายชราผู้มากด้วยวิชาอาคมสักนิด

                “พวกมึงมาทำไม!”

                ตาเวกถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเยี่ยงคนชรา ทว่าชวนให้เสียวสันหลัง กลิ่นเหม็นสาบคล้ายสัตว์ป่าโชยระคนกลิ่นอับชื้นในถ้ำ

                “ส่งเด็กที่ชื่อรชตมา แล้วผมจะไม่ยุ่งกับตา” โหรบอกเจตนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความหวาดหวั่น

                “หึ หึ ฝันไปละมั้งได้โหร” ตาเวกหัวเราะในคอ ดวงตาสีดำเป็นประกายในความมืด หากสังเกตให้ดี ดวงตาข้างซ้ายมันเป็นสีเทาไม่ได้ดำด้านเหมือนอีกข้าง ร่างที่อยู่สุดแสงกระบอกไฟฉาย ขยับเข้ามา แสยะยิ้มน่าเกลียด “ป่านนี้อีพิกุลมันกินไปหมดแล้ว ฮ่า ฮ่า”

                ไม่มีใครรู้จัก ‘อีพิกุล’ ที่เวกกล่าวถึง แต่น่าจะเป็นหนึ่งในบริวารของอดีตพรานชราตนนี้

                “ตาอย่างสร้างเวรสร้างกรรมอีกเลย แค่นี้สภาพของตาก็ไม่ต่างอะไรกับผีแล้ว”

                “ไอ้โหร! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน! อวดดีเหมือนปู่มึงไม่มีผิด!” ดวงตาลึกโบ๋คล้ายกับจะถลึงกว้าง “ปู่มึงมันอวดเก่งอวดดี คิดว่าเก่งที่สุด แต่เปล่าเลย มันก็แค่ไอ้พรานแก่อวดดีแต่ไร้น้ำยา แค่เสือตาบอดยังฆ่าไม่ได้” พรานเวกเย้ยหยัน ยิ่งได้รู้ว่าไอ้เหม อดีตคู่แข่งเมื่อครั้งยังหนุ่มชิงแก่ตายไปเสียก่อนก็ยิ่งสะใจ ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ต่อให้เก่งแค่ไหนก็แพ้สังขาร แพ้โรคภัยอยู่ดี

                “ผมไม่อยากทะเลาะกับตา” โหรต่อรอง ไม่ได้โกรธที่ถูกปรามาส “ผมแค่อยากได้เด็กคนนั้นคืน”

                “ไปคุยกับอีพิกุลเอาเอง!” ตาเวกตะคอกกลับ ปลายเสียงฟังคล้ายกับเสียงขู่ของเสือ

                “แล้วอีพิกุลนี่ใครอ่ะ”

                จ้าวจอมแทรกเข้ามา ยื่นใบหน้าผ่านหัวไหล่ของโหร ถึงจะกลัวพรานแก่มากอาคมนี่แค่ไหน แต่ความอยากรู้มันมากกว่า

                “อีพิกุลน่ะเหรอ” ตาเวกเคียงคอไปเอียงคอมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปด้านบน “อยู่บนหัวพวกมึงยังไงล่ะ”

                พันนาสาดไฟฉายขึ้นเหนือศีรษะทันที ภาพที่เห็นเล่นทำเอาเลือดในกายเย็นเยียบลงอีกรอบ ผ้าสีขาวตุ่น มีคราบสกปรกลอยอยู่ในอากาศ พร้อมกับเท้าเปลือยเปล่าแต่เปื้อนเปรอะคล้ายดินโคลน เล็บเท้าเปิดเป็นแผลแห้งๆ บางแห่งมีแผลผุพอง กลิ่นสาปเหม็นเหียนคลุ้งไปทั่ว กวาดไล่สายตาจนถึงใบหน้า แม้จะไม่ได้เน่าเละเหมือนในหนังผี แต่สีขาวโพลนไร้เลือด ดวงตาเป็นฝ้าขาวไร้แก้วตาดำ ริมฝีปากฉีกกว้างจนแทบจะถึงใบหู คราบสีดำคล้ายกับเลือดแห้งกรังติดไปทั่วตัว เส้นผมสีดำยุ่งเหยิงสกปรก พันนาเบิกตากว้างเช่นเดียวกันกับกุมภ์ ทั้งคู่จำได้ดีว่าเคยเจอหล่อนที่ไหน คราวนี้หล่อนน่ากลัวกว่าเดิมเสียอีก

                หล่อนแสยะยิ้ม อวดไรฟันสีดำน่าเกลียด ร่างที่ลอยอยู่ในอากาศค่อยๆ ลดลงมาบนพื้น ศีรษะเอียงจนใบหูแทบจะแนบกับหัวไหล่ แขนขาบิดเบี้ยวราวกับถูกหักให้ผิดรูป

                พันนาเผลอยกปืนขึ้น ชั่วขณะนั้นลืมไปว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่จะพ่ายแพ้ให้กับลูกกระสุนอีกแล้ว

                “อีพิกุลไม่ใช่บริวารกู แต่มันเป็นเจ้ากรรมนายเวรของไอ้เด็กนั่น” ตาเวกบอกด้วยเสียงแหบแห้ง แต่เต็มไปด้วยความสาแก่ใจ “มันเฝ้ารอเวลาให้ไอ้เด็กนั่นดวงตกจนถึงที่สุด ตอนแรกน่ะ อีพิกุลมันไม่มีพลังมากขนาดนี้ แต่มันบอกว่ายินดีจะเป็นทาสกู ก็เลยช่วยให้มันจัดการไอ้เด็กนั่นง่ายขึ้น”

                พันนาใจหายวูบ มันเหมือนกับที่แม่ของรชตบอก สิ่งที่กำลังจะเอารชตไปคือเจ้ากรรมนายเวรจริงๆ แต่มันไม่ยุติธรรม เรื่องของชาติที่แล้วใครจะจำได้ เกิดมาก็มีชีวิตใหม่ ความทรงจำกับความเลวร้ายในอดีตชาติไม่มีใครจำได้ ผีสาวตนนี้ผูกใจเจ็บมากเกินไป มิน่าเล่าถึงไม่ได้ไปผุดไปเกิดเสียที

                ‘มันฆ่ากู! อีชบา! คิดว่าเกิดมาเป็นผู้ชายแล้วจะหนีกูพ้นอย่างนั้นรึ! กูเฝ้ารอยคอยมันมาเป็นสิบปี กูยอมเป็นผีมากบาปไม่ยอมไปผุดเกิดเพื่อจะแก้แค้นมัน!’

                พันนาตาเหลือก เสียงที่ได้ยินคล้ายกับจะดังก้องในหู ชายหนุ่มเงยหน้ามองวิญญาณร้ายเลิกลัก ขณะที่คนอื่นๆ ยังสงบนิ่งไม่มีทีท่าจะได้ยินเหมือนกับเขา

                “ทะ ทำไมล่ะ”

                “มึงเป็นอะไร” กุมภ์กระซิบถาม ปลายเสียงสั่นเทาจนรู้สึกได้

                “กะ กูได้ยินเสียงผู้หญิงคนนี้” พันนาตอบ เสียงสั่นไม่แพ้กัน “มันเหมือนดังอยู่ในหู”

                สิ้นคำตอบภาพตรงหน้าก็พลันเปลี่ยน สภาพแวดล้อมรอบกายไม่ใช่ถ้ำมืดมิด หากแต่เป็นป่าทึบที่ไหนสักแห่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

                พันนารู้สึกเหมือนขาถูกตรึงอยู่กับที่ ดวงตาเบิกกว้างมองไปยังเบื้องหน้า มือที่ถือทั้งปืนและกระบอกไฟค้างบนอากาศ

                หญิงสาวคู่หนึ่งจูงมือกันวิ่งฝ่าความรกทึบของพงหญ้ามาทางเขา ทั้งคู่สวมใส่เสื้อผ้าเหมือนที่เคยเห็นในหนังย้อนยุค คนหนึ่งใส่สีขาวส่วนอีกคนเป็นสีชมพู ชายกระโปรงยาวแค่หน้าแข้งเปื้อนคราบดินและสีเขียวของหญ้า ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหอบไม่อาจซ่อนความน่ามองเอาไว้ได้ ผู้หญิงที่สวมชุดกระโปรงสีชาวถักผมยาวเป็นหางม้า ที่ปลายผมมีโบว์สีเดียวกับชุดผูกไว้ด้วย ดวงตากลมโต พวงแก้มเป็นสีชมพูเพราะเลือดลมที่สูบฉีด ในมือมีกระเป๋าหวายสานใบใหญ่ ขณะที่ผู้หญิงชุดสีชมพูถักผมเปียหน้าตาหมดจดหากแต่สู้อีกคนไม่ได้ หิ้วกระเป๋าหวายสานมาด้วยเหมือนกัน

                ‘เร็วเข้าเถอะชบา ประเดี๋ยวมันก็ตามกันกันพอดี’

                ‘นี่ฉันก็เร่งมากแล้ว ปวดขาไปหมดแล้วด้วย’

                ผู้หญิงผู้ถักเปียหางม้าเอี้ยวตัวหันไปมองด้านหลัง เท้าทั้งสองวิ่งตะบอนมาข้างหน้าไม่ลดละ เหงื่อผุดพรายทั่วใบหน้างดงาม ‘เธอว่าเราหนีพวกมันรอดหรือยัง’

                ‘ออกมาตั้งไกลขนาดนี้ ก็น่าจะรอดแล้วล่ะ’ หญิงสาวผมเปียสองข้างบอก เสียงลมหายใจหอบเหนื่อยปนมากับคำพูด ‘แล้วนี่เธอนัดพี่แผนกี่โมงกัน ถ้าเรือพี่แผนมาไม่ทันเราได้ตายจริงๆ แน่’

                ‘นัดแล้ว พี่แผนจะมาตอนสี่โมงพอดี’

                ‘ถ้าอย่างนั้นก็เร่งกันเถอะ’

                หญิงสาวผมเปียหางม้าจูงมือสตรีอีกคน ทั้งสองกำมือกันแน่นเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น พันนามองตามไปเรื่อยๆ น่าแปลกที่เขาไม่ได้วิ่งตามพวกเธอไปแต่กลับเห็นทุกการเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจน แม้แต่สีหน้าท่าทางของพวกเธอเขาก็เห็นชัดเหมือนกำลังดูหนังสามมิติอยู่ไม่มีผิด

                พวกเธอเหมือนกำลังหนีใครบางคน ทั้งสองวิ่งไปเรื่อยๆ จนถึงท่าน้ำเล็กๆ ข้างคลองใหญ่ เรือลำเล็กจอดเทียบท่า พร้อมกับฝีพายอีกหนึ่งคน หมวกใบใหญ่คล้ายงอบปกคลุมใบหน้าคนบนเรือเอาไว้ แต่เห็นเพียงแค่ท่อนแขนก็มองออกว่าเป็นผู้ชายรูปร่างกำยำผิวดำคล้ำ

                ‘เอ๊ะ! ไม่ใช่พี่แผนนี่ พี่แผนไม่ได้คล้ำขนาดนี้’

                ‘อาจจะเป็นเพื่อนพี่แผนก็ได้ เธอรีบลงเรือเถอะ’ หญิงสาวผมเปียเร่งเร้า ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมก้าวเท้า

                ‘ไม่ใช่พี่แผน! นี่มันไอ้พร้าว!’

                ผู้ทำหน้าที่ฝีพายในเรือลุกพรวดขึ้นเต็มความสูง ตัวเรือโคลงเคลงคล้ายกับจะล้ม ทว่าเจ้าตัวไม่สนใจก้าวพรวดเดียวขึ้นมายืนบนท่าเรือที่ทำจากไม้ไผ่เล็กๆ ต่อเรียงกัน

                ชายผู้นั้นยืนจังก้า หมวกใบใหญ่ถูกเหวี่ยงตกน้ำ เผยใบหน้าโหดเหี้ยมให้เห็น ‘ฮ่า ฮ่า อีพิกุล! มึงจะหนีกูไปไหน’

                ‘ไอ้พร้าว! นี่มึงมาได้ยังไง’

                ‘กูก็มารับมึงไปสวรรค์ไง อีโง่! จะได้แต่งงานกับลูกเศรษฐีมีตังค์ไม่เอา เสือกจะมาเอาไอ้กระจอกเมืองกรุง’ พร้าวหัวเราะในคอ ดวงตาลึกดุดันน่ากลัว หญิงสาวทั้งสองกุมมือกันแน่น เดินห่างจากท่าน้ำลงไปยังพื้นดิน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ชื่อพิกุลใบหน้าของเธอซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก

                ‘ไม่! ฉันไม่กลับ จะให้ฉันกลับไปแต่งงานกับคนแก่คราวพ่อได้ยังไง พี่พร้าว ปล่อยฉันไปเถอะนะ นี่แน่ะฉันมีเงินอยู่บ้าง ฉันยกให้พี่หมดเลยก็ได้’ พิกุลอ้อนวอน แต่ขาทั้งสองก็ไม่หยุดก้าวถอยหนี ขณะที่พร้าวสืบเท้าตาม

                ‘เงินที่เสี่ยเจิมให้กู เยอะกว่าเงินเก็บมึงเยอะแยะ’ พร้าวแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ‘กลับไปกับกูดีๆ อย่าให้ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ’

                ‘ไม่!’ พิกุลปฏิเสธลั่น ‘ฉันเป็นเมียพี่แผนแล้ว! ฉันรักพี่แผนคนเดียว!’

                ‘อีระยำเอ๊ย!’

                สิ้นเสียงบริภาษ ร่างของพิกุลก็ร่วงลงไปนอนบนพื้น หญิงสาวยกมือกุมข้างแก้ม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง เพราะผู้ที่เหวี่ยงมือทำร้ายไม่ใช่ใครที่ไหนหากแต่เป็นคนที่วิ่งมาด้วยกัน

                ‘มึงมันร่าน! เจอผู้ชายเมืองกรุงแค่ไม่กี่วันก็ยกตัวให้เขา ทั้งที่จะแต่งงานอยู่รอมร่อ’ ชบาโยนกระเป๋าหวายทิ้ง ก้าวขาคร่อมร่างของพิกุลเอาไว้ ดวงตาของเธอเบิกโพลง ในนั้นอัดแน่นด้วยโทสะ และก่อนที่พิกุลจะได้ทันได้พูดอะไรฝ่ามือก็เหวี่ยงใส่ใบหน้าอีกฝั่งเต็มแรงจนเกิดเสียงเพี๊ยะดังลั่นแก้วหู

                พิกุลค่อยๆ เบือนหน้ากลับมา เลือดไหลซึมจากริมฝีปากทั้งสองข้าง ผิวแก้มปรากฏรอยนิ้วมือชัดเจน พยายามจะยันกายลุกขึ้น แต่ชบากลับใช้เท้าเหยียบยันหน้าอกเอาไว้

                ‘ทะ ทำไม’

                ‘นี่มึงไม่รู้จริงๆ หรือว่าทำไม’ ชบาแสยะยิ้ม ที่น่าประหลาดคือใบหน้าหมดจดของเธอกลับดูน่าเกลียดพอๆ กับพร้าวเมื่อมีรอยยิ้มเช่นนี้บนใบหน้า ‘กูเกลียดมึงยังไงล่ะ! เกลียดยิ่งกว่าขี้ ทั้งที่โง่ งานฝีมือก็ไม่มี งานบ้านงานเรือนก็ไม่จับต้อง แต่เสือกมีคนมารักมาชอบจนหัวบันไดไม่แห้ง แต่กูนี่!’ ชบาชี้นิ้วที่หน้าอกตัวเอง ‘งานฝีมือกูเลื่องลือไปสองคุ้งน้ำ ฝีมือทำกับข้าวเทียบเท่าในวัง แต่กลับไม่มีคนมาสนใจ ตั้งแต่เล็กจนโต มึงใช้หน้าตาออดอ้อน ประจบประแจงไม่กี่ทีก็ได้ของ กูร้องไห้จนคอแห้งแต่ไม่เคยได้อะไร มึงไม่ต้องพยายาม แต่กูต้องตะเกียกตะกายเอาเอง แค่นี่ก็น่าจะพอแล้วสำหรับความเกลียดที่กูมีให้มึง’

                ‘ตะ แต่พี่ผ่านมา ฉันคิดว่าแกเป็นเพื่อน...’ เสียงของพิกุลขาดหาย นาทีนี้ความผิดหวังมีมากกว่าหวาดกลัว

                ‘แต่กูไม่เคยคิด! กูเกลียดมึง และอีกอย่าง...’ ชบาแสยะยิ้มมุมปาก ‘กูชอบพี่แผน..คราวนี้กูจะไม่ยอมมึงอีกแล้วอีพิกุล! เชิญมึงไปขึ้นสวรรค์กับไอ้เสี่ยเจิมเถอะมึง!’

                ‘ไม่!’

                พิกุลตะกายตัวเสือกไถลดิ้นร้นให้หลุดพ้นจากฝ่าเท้าของชบา จนชบาเสียหลักล้มหงายหลัง พิกุลอาศัยจังหวะนั้นรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีเต็มกำลัง พร้าวสบถหัวเสียวิ่งตามพิกุลไป กำลังหญิงหรือจะสู้ชายฉกรรจ์ได้ เพียงไม่กี่อึดใจร่างของพิกุลก็ตกอยู่ในอ้อมแขนของพร้าว ร่างบางลอยหวือตามแรงกระชาก เธอหวีดร้องเสียงดังลั่น แต่อนิจจาท่าน้ำแห่งนี้มันเปลี่ยวร้างผู้คนนัก เสียงของเธอหายไปกับผิวน้ำ

                ‘อีสันดาน! เล่นเอาหลังกูเกือบยอก’ ชบาตามมาสมทบ ถ่มน้ำลายใส่หน้าผู้เพลี่ยงพล้ำ

                ฉาด!

                ใบหน้าของพิกุลสะบัดไปด้านข้าง แต่แค่พริบตาเดียวพิกุลก็หันหน้ากลับมา ดวงตาคู่สวยถลึงกว้าง ‘อีชบา! เสียดายที่กูรักมึงเหมือนพี่เหมือนน้องคลานตามกัน มึงมันเลวยิ่งกว่าหมา อีระยำ โอ๊ย!’

                พิกุลโดนฝ่ามือลงทัณฑ์อีกหลายฉาดจนพร้าวต้องห้ามไว้เพราะกลัวว่าพิกุลจะช้ำตายก่อนถึงมือเสี่ยเจิม ชบาหอบฮักทั้งเหนื่อยทั้งโกรธจนเลือดขึ้นหน้า

                ‘เอามันไปให้ไอ้เสี่ยนั่นสักที! แล้วเอาเงินมาให้ฉันด้วย ฉันจะไปกับพี่แผน’ ชบาบอก พร้าวยิ้มเย้ย ใช้มือข้างเดียวล็อคร่างเล็กของพิกุลเอาไว้แล้วใช้มืออีกข้างล้วงลงในกระเป๋ากางเกง โยนถุงผ้าเก่าๆ ให้ ‘กูไปล่ะ ขอให้มึงโชคดีนะอีพิกุล โอ๊ย!’

                ไม่ทันสิ้นประโยคดี ร่างของชบาก็ถลาล้มไปบนพื้นอีกรอบเพราะแรงถีบจากพิกุล เจ้าตัวรีบลุกขึ้นเดือดดาลมากกว่าเดิม คราวนี้ไม่สนใจคำห้ามของพร้าว สองมือกระชากเส้นผมของพิกุลจนเต็มฝ่ามือ เท้ายกยันถีบไม่สนเป้าหมาย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมเช่นกัน มือไม้ยกใส่กันพัลวัน ผู้หญิงเวลาโกรธน่ากลัวยิ่งกว่าเสือแม้แต่พร้าวก็ยังเข้าไปห้ามไม่ได้

                ไม่มีเสียงร้องโอดครวญจากความเจ็บปวด มีแต่คำด่าทอที่ออกมาจากความเจ็บช้ำน้ำใจ ทั้งคู่ใส่มือใส่เท้ากันนัวเนีย ฉุดกระชากลากถูจากลานดินเข้าใกล้ท่าน้ำ แล้วชั่วจังหวะหนึ่งที่ชบาออกแรงถีบไปที่ท้องของพิกุล ร่างของพิกุลที่สะบักสะบอมไม่น้อยก็เซถลาหงายหลังเสียหลักล้ม ชบาที่ตอนนี้ได้เปรียบกว่าคว้าท่อนไม้ไผ่ที่หลุดร่อนจากท่าน้ำฟาดใส่ร่างของพิกุลเต็มแรง เพราะโทสะทำให้ชบาขาดสติฟาดท่อนไม้ในมือไม่ยั้ง เลือดสีแดงกระอักออกจากปากของพิกุล พร้าวร้องลั่นพยายามดึงร่างของชบาให้ออกห่าง เพราะเหตุการณ์มันลุกลามบานปลายใหญ่โตเกินไปแล้ว

                ‘พอแล้วอีชบา! ประเดี๋ยวมันก็ตายห่าหรอก!’

                ‘กูจะฆ่ามัน! อีสันดาน! ไม่ต้องไปอยู่กับไอ้เสี่ยเจิม ไปอยู่กับผีในนรกเถอะมึง’

                สิ้นเสียงก่นด่า ชบาก็ยันร่างอ่อนเปลี้ยใกล้ไร้สติเต็มทีของพิกุลลงไปในน้ำ พร้าวตาเหลือกพยายามจะคว้าร่างของพิกุลเอาไว้ แต่เสียงที่ดังแว่วมาตามคุ้งน้ำทำให้ทั้งคู่ชะงักกึก ชบาโยนไม้ทิ้งลงน้ำตามร่างของพิกุลไป และก่อนจะหันร่างวิ่งหนี ดวงตาเหลือบเห็นสายตาโกรธแค้นของพิกุลที่จ้องเขม็งมา ชบาไม่ได้ยี่หระกลับมองร่างของคนที่ตนเกลียดชังค่อยๆ จมลงไปในน้ำ

                “ไม่มีใครรู้ว่าอีชบามันฆ่ากูตาย! พี่แผนมาเจอตอนที่กูหมดลมหายใจใต้ก้นคลองแล้ว ส่วนอีชบามันก็กลายเป็นเมียไอ้เสี่ยเจิมแทนกู ชีวิตของมันสุขสบาย ไม่ทุกข์ร้อนอะไร มันไม่เคยคิดถึงกู ไม่เคยขอขมากู ไม่เคยทำบุญให้กู กระทั่งลมหายใจสุดท้ายในชาติที่แล้วของมัน!”

                ประโยคสุดท้ายดังมาจากดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความพยาบาทของพิกุล พันนาเหมือนหลุดจากภวังค์ ภาพที่เห็นเมื่อครู่กลายเป็นผนังถ้ำอีกครั้ง ชายหนุ่มกระพริบตารัวถี่หลายครั้ง

                นี่มันจะไปกันใหญ่แล้ว แค่ลำพังเสือสมิงตาเวกก็ไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไรแล้ว นี่ยังมีผีอาฆาตอีก!




*เนื่องจากบรีฟปกได้แล้ว เลยอัพนิยายให่อ่านก่อนครึ่งหนึ่ง*

**ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์นะคะ**

***โปรดติดตามที่เหลือ****

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ทุกตัวละครมีที่มาที่ไปนี่เอง

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
 :hao7: :hao7: :hao7: :hao7: :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1570
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
น่ากลัว​ แล้วแบบนี้รชตจะรอดมั้ย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด