ไพรพิศวง : [ตอนที่ 32 : ยังไม่จบ(อวสานภาค1)] 02/06/2563
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ไพรพิศวง : [ตอนที่ 32 : ยังไม่จบ(อวสานภาค1)] 02/06/2563  (อ่าน 49718 ครั้ง)

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
ไพรพิศวง : [ตอนที่ 5 : หวนคืน] 08/10/2562
«ตอบ #30 เมื่อ08-10-2019 22:00:57 »

ตอนที่ 5 หวนคืน


   ล่วงเข้าสู่ตีสอง ป่าที่เคยสงบเงียบกลับมีเสียงการเคลื่อนไหว พรานกล้าสะดุ้งตื่นลืมตาโพรง ชะโงกหน้าออกจากเปลนอน กวาดตามองรอบๆ คราแรกคิดว่าหูแว่วไปเอง แต่เสียงกรอบแกรบคล้ายกับการย่ำเท้า พร้อมกับเสียงกิ่งไม้โยกไหวมันดังชัดเกินไป

     นี่มันไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ เสียงสรรพสัตว์ไม่มีให้ได้ยิน แต่กลับมีเสียงฝีเท้า ที่แม้แต่พรานที่มากด้วยประสบการณ์ร่วมสามสิบปีอย่างพรานกล้าก็ยังฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงของสัตว์หรือคน

    พรานกล้าลุกจากเปล กระชับปืนสั้นและมีดหมอที่เหน็บข้างเอว เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ได้แต่หวังว่าคาถาที่ร่ายป้องกันไว้จะช่วยได้ ดวงตาเพ่งมองผ่านความมืด แสงจากกองไฟช่วยอะไรไม่มากนัก ซ้ำคืนนี้ยังเป็นคืนเดือนมืด ป่ามืดจนน่าหวั่นใจ พรานกล้าเห็นเงาตะคุ่มที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ แต่มองไม่ออกว่าเป็นอะไร เงาร่างคล้ายคน

    แล้วคนที่ไหนจะออกมาอยู่กลางป่าตอนเที่ยงคืน ถึงแถวนี้เป็นตีนเขา แต่คงไม่มีใครอุตริออกมาเดินเล่นเป็นแน่

    “อะไรน่ะพราน”

    พรานกล้าสะดุ้งโหยง หันกลับไปมองต้นเสียงก็พบกับร่างของเด็กหนุ่มที่ชื่อว่ากุมภ์ พรานหนุ่มใหญ่ถอนหายใจพลางส่งสัญญาณให้หยุดเสียง กุมภ์ทำหน้าเลิกลัก แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

    “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” พรานกล้ากระซิบตอบ “คุณออกมานอกเต็นท์ทำไม”

    “ผมได้ยินเสียงคนเดิน ก็เลยออกมาดู” กุมภ์บอก เสียงไม่ได้ดังไปกว่ากัน

    “ผมว่า..ไม่น่าจะใช่คน” น้ำเสียงของพรานกล้าเครียดกว่าที่ผ่านมา เมื่อคราวเสือสมิงยังรู้วิธีปรามบ ทว่าคราวนี้มันต่างออกไป เพราะไม่รู้ว่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไร

    กุมภ์รู้สึกกลัวยิ่งกว่าเดิม เมื่อห้านาทีก่อนเขาสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงคนเดินรอบเต็นท์ พยายามเพ่งตามองอยู่นานก็ไม่เห็นใคร พันนากับรชตหลับสนิท เขาลองสะกิดดูแล้วแต่ก็ไม่มีใครตื่น เลยตัดสินใจออกมาข้างนอก ถึงได้เห็นพรานกล้ายืนจังก้าอยู่หน้ากองไฟ ที่ทำให้ขวัญเสียคือความเคร่งเครียดของพรานกล้า เขาไม่เคยเห็นพรานกล้ามีอาการแบบนี้มาก่อน มันหมายความว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นพรานกล้าจะรับมือไม่ไหวเหมือนไที่ผ่านมา

    “ผีเหรอครับ”

    พรานกล้าส่ายหน้า “ผมไม่รู้”

    กุมภ์หวาดหวั่นมากขึ้น ขยับเข้าไปใกล้พรานกล้า ยิ่งนานวันป่าแห่งนี้ยิ่งน่ากลัว คำเตือนของคนโบราณไม่ใช่เรื่องปั้นแต่ง เพราะได้พิสูจน์เรื่องนี้กับตัว

    “แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะครับ ให้ผมไปปลุกเพื่อนๆ ไหม” กุมภ์เสนอ

    “กูตื่นแล้ว”

    กุมภ์ผวา หันมองต้นเสียงทันที ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก แล้วก็ต้องถอนหายใจเสียงดังเมื่อเห็นร่างคุ้นตาของเพื่อนสนิท

    “โธ่! ไอ้พัน ตื่นแล้วก็ไม่บอก” พันนาบอก “กูได้ยินเสียงคนเดิน”

    “กูก็ได้ยิน” กุมภ์สำทับ “แล้วไอ้ชตล่ะ”

    “ยังไม่ตื่น...เกิดอะไรขึ้นหรือครับพราน” ประโยคหลังพันนาถามกับพรานกล้า แต่ก็ได้รับคำตอบไม่ต่างจากเดิม

    พรานกล้าส่งสัญญาณมือให้ทุกคนเงียบเสียง พลางเงี่ยฟังการเคลื่อนไหวที่ราวกับจะกระจายอยู่รอบจุดตั้งเต็นท์ เงารูปร่างคล้ายมนุษย์โผล่วูบวาบไปทั่วพื้นที่ พรานกล้าพยายามจับตามองพวกมัน แต่เพียงกระพริบตามันก็หายไปปรากฏอยู่ที่มุมอื่น

    กุมภ์ขยับเข้าไปใกล้พันนา เผลอจับมือเพื่อนสนิทเอาไว้ด้วยความหวาดหวั่น พันนาจับกลับมา ฝ่ามือที่ใหญ่และกร้านกว่าตนชื้นเหงื่อไปหมด ปลายนิ้วบีบแน่นไม่ต่างกัน ทั้งสองกวาดตามองต้นตอของเสียงประหลาด แต่นอกจากเงาคล้ายมนุษย์ก็ไม่เห็นสิ่งใดอีก

    ทว่าอึดใจต่อมา เสียงการเหยียบย่ำก็หายไป พันนากับกุมภ์หันมองหน้ากันด้วยความสงสัย แม้แต่พรานกล้าเองก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้ แต่ยังไม่ทันได้คลายความหวาดหวั่น ต้นไม้ทุกต้นก็ถูกเขย่ารุนแรง แสงสีแดงคล้ายกับดวงตาสัตว์ส่องมาจากรอบทิศทาง มันไม่ได้อยู่บนดิน ทว่าอยู่บนต้นไม้แทน

    “ตัวอะไรวะ!” กุมภ์ร้องถาม ความน่ากลัวทบทวี เสียงต้นไม้เขย่าสั่นประสาทยิ่งกว่าเสียงเดินเมื่อครู่เสียอีก

    “กูก็ไม่รู้!” พันนาตอบกลับ คราวนี้ไม่มีใครเก็บเสียงอีกแล้ว ต่างฝ่ายต่างตื่นตกใจจนเกินควบคุม

ต้นไม้ขย่มจากทุกทิศทุกทาง ไม่มีเสียงกรีดร้อง มีแต่แสงแดงวาววับที่ส่องมาจากในพุ่มไม้ พรานกล้าผู้มีสติที่สุด เพ่งมองอยู่นานแต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่โจมตีอยู่นี่มันเรียกว่าอะไร โชคดีที่คาถาป้องกันได้ผลพวกมันเลยเข้ามาไม่ได้

    “เกิดอะไรขึ้นวะ!”

    เพราะเสียงเขย่าตนไม้มันดังกว่าเสียงฝีเท้าเมื่อครู่ ทำให้ทุกคนตื่นขึ้นแล้วพากันออกมายืนรวมกันที่ข้างกองไฟโดยมีพรานกล้ายืนคุมเชิงอยู่ด้านหน้า

    “นี่มันอะไรกันคะชาร์ล?” คะนิ้งถามอย่างเสียขวัญ สองมือกอดท่อนแขนคนรักแน่น

    ชาร์ลตื่นตกใจไม่ต่างกัน เขาเพิ่งผ่านเหตุการณ์เสี่ยงชีวิตไปได้ไม่กี่ชั่วโมง ต้องมาพบกับเรื่องเขย่าประสาทอีก ดวงตาสีดำแดงที่ส่องออกมาจากพุ่มไม้น่ากลัวจนขนในกายลุกชัน หนุ่มลูกครึ่งผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติยกมือขึ้นพนม ร้องขอชีวิต ผีปลาพวกนั้นไม่ให้อภัยเขาแน่นอน

    ดวงตาสีแดงสาดส่องมาจากพุ่มไม้ราวกับเป็นลิงเป็นค่างป่ายปีนอยู่บนต้นไม้ที่เขย่าขย่มส่งเสียงดังรอบทิศ ทั้งสี่ชีวิตต่างหันมองต้นตอของเสียง ทว่ารูปร่างของพวกมันไม่ชัดเจน แม้แต่พรานกล้าก็ยังไม่อาจเดาได้ว่ามันเป็นตัวอะไร ผีหรือว่าสัตว์ร้ายผ่านอาคมของใคร

   มันน่ากลัวกว่าเสือสมิง

    “ไอ้ชตเป็นอะไรวะ? ทำไมมันยังไม่ตื่น” พันนาถาม แต่ก็ไม่มีใครหาคำตอบได้

    กุมภ์ผลุบกลับเข้าไปในเต็นท์ หมายจะปลุกเพื่อนให้ตื่น ทว่าภายในเต็นท์ว่างเปล่าไร้เงาร่างของรชต กุมภ์พรวดพราดออกมาข้างนอกร้องบอกทุกคนว่ารชตหายไป

   “จะไปไหนวะ เราก็อยู่ข้างนอกกันทุกคน ไม่เห็นมันเลย” พันนาออกความเห็น สาบานได้ว่าตั้งแต่ตื่นมายังไม่เห็นรชตเลย และยังค่อนข้างแน่ใจว่าก่อนออกมาตนยังเห็นรชตนอนหลับอยู่เลย

   “เราไปช่วยกันออกตามหาดีไหม” กุมภ์เสนอ แต่พรานกล้าไม่เห็นด้วย

   “อย่าออกไปจากเขตอาคม อันตราย”

   “แต่...” กุมภ์อยากจะค้านเพราะเป็นห่วงเพื่อน

    “เชื่อพราน! กูเคยออกไปแล้วเกือบตาย” ชาร์ลบอกเสียงสั่น รอยที่รอบลำคอกลายเป็นสีม่วงคล้ำน่ากลัว เหตุการณ์สยองเกล้าเมื่อครู่ใหญ่ยังติดตรึงในความทรงจำ

    ชั่วขณะนั้นเอง จู่ๆ ลมพายุก็พัดโหมกระหน่ำทั้งที่ไม่มีเค้าฝน ใบไม้แห้งหมุนคว้างกลางอากาศ ฝุ่นละอองคละคลุ้งทำให้การมองเห็นสะดุดลง กุมภ์หลับตาป้องกันไม่ให้เศษฝุ่นเข้าตาเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เสียงลมหวีดหวิวคล้ายคมมีดผ่านอากาศ หูแว่วได้ยินเสียงหัวเราะแหลมสูง แต่พอตั้งใจฟังกลับไม่ได้ยิน กลิ่นเหม็นสาปปะปนมาในกระแสลม มันเหม็นจนแทบอาเจียน เหมือนซากศพที่ผุเน่าเป็นเวลานาน กุมภ์พยายามลืมตาขึ้นมอง แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้เกือบสิ้นสติ

    กองทัพผี ไม่ใช่สิ! ต้องเรียกว่าปิศาจถึงจะถูก จำนวนของพวกมันมีมากกว่าสิบตัว แต่ละตัวมีสภาพไม่ต่างจากซากศพเดินได้ ใบหน้าผอมซูบ หนังเหี่ยวย่นดำไหม้ บางจุดขาดวิ่นจนมองเห็นกระดูกขาวๆ เส้นผมเหลือติดหนังศีรษะไม่กี่เส้น ดวงตากลวงโบ๋ จมูกเป็นรูโหว่ไม่มีชิ้นเนื้อปกปิด ริมฝีปากขาดแหว่งจนมองเห็นไรฟัน บางตัวปากฉีกไปถึงกลางแก้ม เสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่ง แทบแยกไม่ออกว่าเป็นเพศอะไร พวกมันยกมือขึ้นมาทางพวกเขาคล้ายกับจะกวักมือเรียก นิ้วมือผอมแห้งดำเหมือนหนังไหม้กระดิกเบาๆ

    กุมภ์รู้แล้วว่า กลิ่นเหม็นเน่านั่นมาจากอะไร

    “นะ...นี่มันอะไรกัน!!”

    “โหงพราย” พรานกล้าตอบชาร์ล ดวงตาที่เคยนิ่งสงบกลับไหวระริกแสดงความหวาดหวั่นออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก

    “แล้วมันมาจากไหนล่ะ” คะนิ้งถาม กอดท่อนแขนคนรักแน่น ทั้งกลัวทั้งขยะแขยง

    “ผมก็ไม่รู้” พรานกล้าส่ายหน้า จะว่าเป็นโหงพรายของไอ้พรานแก่ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเมื่อวานตนเล่นงานมันไป จนบาดเจ็บไม่น้อย ไม่น่าจะฟื้นฟูกำลังมาต่อกรได้เร็วขนาดนี้ ที่สำคัญการที่จะสร้างกองทัพโหงพรายได้มากขนาดนี้ต้องเป็นพวกมีวิชาอาคมมากทีเดียว ซึ่งพรานเฒ่าไม่น่าจะเก่งกาจมากถึงขนาดนี้

    “ละ..แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดี” กุมภ์ถามเสียงสั่น มือประสานกับพันนาแน่น นาทีนี้เขาไม่สนใจว่าใครจะมองว่าอย่างไร เพราะความกลัวมันมีมากกว่าสิ่งใด

    “อย่าออกไปนอกเขตอาคมก็พอ” พรานกล้าบอก แต่ก็ต้องตกใจเมื่อสำเนียกได้ว่าลมที่พัดแรงราวพายุเมื่อครู่มันพัดเอาเขตอาคมที่ร่ายไว้กระเจิงไปหมดแล้ว

    “เอายังไงดี ไอ้ชตก็หายไป ไหนจะไอ้ผีซอมบี้พวกนี้อีก” ชาร์ลแทบไม่กล้ามองกองทัพโหงพราย ถึงพวกมันจะยังไม่เคลื่อนไหว แต่แค่สภาพเหมือนลุกขึ้นมาจากหลุมศพของพวกมันเขาก็กลัวแทบจะฉี่ราดอยู่แล้ว “พราน ไม่มีคาถาอื่นแล้วเรอะ!”

    พรานกล้ารวบรวมสติ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเผชิญหน้ากับโหงพรายจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน แค่ตัวเดียวยังพอจะใช้คาถาไล่ไปได้ แต่นี่มันมีมากกว่าสิบตัว กลัวว่าวิชาความรู้ที่มีจะสู้พวกมันไม่ได้ พรานหนุ่มใหญ่หลับตาลง ระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ที่เคยสั่งสอน พระเดชพระคุณของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว พายุก็สงบลง  เสียงเขย่าต้นไม้ก็พลันหายไปด้วย แสงสีแดงจากพุ่มไม้หายไปตั้งแต่พายุพัด ทว่าลมพายุที่หายไปมันกลับพัดรวมเป็นก้อนเดียวค่อยๆ หมุนเหมือนก้นหอยแล้วปรากฎร่างของมนุษย์

    ร่างของคนที่พรานกล้าคิดว่ามันไร้น้ำยา

    “พรานเวก!”

    “เออกูเอง” อดีตพรานเฒ่าตะโกนตอบ ร่างผ่ายผอมเดินขึ้นมาอยู่เบื้องหน้ากองทัพโหงพราย ใบหน้าเหี่ยวย่นแสยะยิ้ม นิ้วมือผอมเกร็งชี้ตรงมา “ส่งพวกมันให้มาเป็นบริวารกู แล้วกูจะปล่อยมึงไป”

    “ไม่มีทาง มึงมันบ้า หมกมุ่นจนเดรฉานวิชาขึ้นหัว” พรานกล้าปฏิเสธเสียงลั่น เพิ่งสังเกตเห็นว่าโหงพรายพวกนี้คุ้นตาชอบกล ใช้เวลาอยู่ชั่วอึดใจก็มั่นใจว่าโหงพรายพวกนี้คือคนหนุ่มในหมู่บ้านที่ตายอย่างไม่มีสาเหตุเมื่อหลายปีก่อน

    ตอนนั้นทุกคนลงความเห็นว่าเป็นฝีมือของผีแม่หม้ายตามความเชื่อของคนโบราณ ไม่มีใครเอะใจว่าจะเป็นฝีมือของพรานแก่มากประสบการณ์คนนี้

    “ไม่ต้องเสือก! ส่งไอ้ฝรั่งนั่นมา แล้วกูจะปล่อยคนที่เหลือไป”

    “ไม่นะพราน! พรานอย่าให้มันมาเอาตัวผมไปนะ” ชาร์ลร้องลั่น หวาดกลัวจนปากคอสั่น วิ่งเข้าไปหลบหลังพรานกล้าอย่างคนเสียขวัญ

    “ชาร์ล...”

    เสียงหนึ่งแทรกขึ้น ก่อนที่เจ้าของร่างสันทัดจะปรากฏขึ้น ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจที่ทบทวี

    “ไอ้ชต!”

    รชตก้าวออกมายืนข้างร่างผอมเกร็งของอดีตพรานเฒ่า ใบหน้าขาวซีดกว่าที่เคยเห็น ดวงตาเลื่อนลอยคล้ายกับไร้ความรู้สึก แต่ไม่ได้อยู่สภาพน่ากลัวเหมือนโหงพรายตนอื่นๆ

   “มึงไปอยู่กับมันทำไมไอ้ชต!” กุมภ์ร้องเรียกเพื่อน คิดไม่ออกเลยว่ารชตไปอยู่กับพรานเสือสมิงได้อย่างไร

    “...มาอยู่กับกู” รชตไม่ตอบคำถาม แต่กวักมือเรียกกลุ่มเพื่อน ข้างๆ กันนั้นมีเงาร่างของผู้หญิงแต่มันเลือนรางเกินกว่าจะระบุหน้าตาได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสิ่งที่อยู่กับรชตไม่ใช่มนุษย์!

    “นี่มึงเลี้ยงผีด้วยเรอะ!” พรานกล้าตวาดถาม นอกจากจะหมกมุ่นเสียจนแทบไม่เหลือสภาพของมนุษย์แล้ว พรานเวกยังใช้เดระฉานวิชาเลี้ยงผีอีกด้วย

   “ฮะ ฮะ ใช่ อีกไม่นานนี้หรอก กูจะยึดทั้งป่านี้เป็นของกู!” พรานเวกหัวเราะเสียงแหบแห้งเท่าที่สังขารวัยร่วมร้อยปีจะอำนวย

    พรานกล้ารวบรวมสติ วงล้อมคาถาที่ร่ายไว้ก็กระจายหายเพราะแรงพายุเมื่อครู่ กองทัพโหงพรายของพรานเวกแข็งแกร่งเกินกว่าพรานที่ช่ำชองเรื่องสัตว์ป่าอย่างตนจะรับมือไหว วิชาคาถาที่มีก็ไม่แกร่งมากพอจะรับมือกับอมุนษย์พวกนี้ พรานหนุ่มใหญ่กระชากสายสิญจน์เก่าคร่ำคร่าที่ข้อมือแล้วรูดสายเล็กๆ ที่พันกันไว้ให้คลายออก ก่อนจะส่งให้กับกลุ่มเด็กวัยรุ่น

   “เอาใส่ไว้ที่ข้อมือ อย่าให้หลุดหายเด็ดขาด พยายามอยู่ให้ถึงรุ่งเช้าแล้วพวกคุณจะรอด” พรานกล้าบอก กลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ “ผมช่วยพวกคุณได้เท่านี้”

    พรานกล้าไม่รอให้ใครได้ถามอะไร ก็กระโจนร่างเข้าใส่กลุ่มโหงพราย ตะลุมบอนเข้าใส่ เหวี่ยงทั้งหมัด กำปั้น ระดมใส่ร่างไร้วิญญาณราวกับพวกมันเป็นกระสอบทราย ทว่ามนุษย์เพียงหนึ่งเดียวหรือจะสู้กับอมุนษย์ไร้ความรู้สึกได้ ไม่กี่นาทีเรี่ยวแรงของพรานกล้าก็ถดถอย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังตะโกนไล่พวกที่เหลือให้หนีเอาชีวิตรอด

    “กูบอกให้ไปไง! อยากจะตายกันหมดหรือไง!”

    กุมภ์กำสายสิญจน์ที่พรานกล้าให้แน่น อยากจะเข้าไปช่วยแทบขาดใจ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร วิชาคาถาอาคมอะไรก็ไม่มี ที่สำคัญพวกมันไม่ใช่คน แม้ว่าหนึ่งในนั้นจะเป็นเพื่อนสนิทของตนก็ตาม ทว่าเวลานี้ก็ไม่อาจไว้ใจได้ว่าเป็นคนหรือไม่ใช่

   “ไปกันเถอะ! ฉันยังไม่อยากตาย” คะนิ้งบอกปากคอสั่น แย่งสายสิญจน์จากมือกุมภ์ไปหนึ่งเส้นแล้วรีบพันข้อมือตัวเองเอาไว้

   “แต่..” กุมภ์ลังเล ใจหนึ่งก็อยากหนีไปเสียให้พ้นๆ แต่อีกใจก็เป็นห่วงพรานกล้า หัวใจเต้นโครมครามมองภาพการต่อสู้ระหว่างคนกับอนุษย์กลุ่มใหญ่ มันน่ากลัวยิ่งกว่าในหนังเสียอีก

    “ถ้ามึงไม่ไปก็เชิญตายอยู่ที่นี่เถอะ!” ชาร์ลกระชากสายสิญจน์ออกจากมือ พันลวกๆ ใส่ข้อมือตัวเองแล้วฉวยมือคนรักวิ่งห่างออกไปโดยไม่หันกลับมามอง

    “ไอ้เหี้ยชาร์ล! ไอ้คนเห็นแก่ตัว” กุมภ์ตะโกนบริภาส ก่อนจะหันไปมองพันนาที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน “มึงล่ะจะหนีไหม”

   “กูเป็นห่วงไอ้ชต...มึงเชื่อใจกูไหม” พันนาหันมาถาม กุมภ์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้ารับ

   พันนาประสานมือกับกุมภ์แน่น ออกแรงดึงแล้ววิ่งเข้าไปในวงล้อมอมุนษย์ ฉวยโอกาสตอนที่มันพวกมันรุมพรานกล้าคว้าข้อมือรชตที่ยืนนิ่งเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แล้วพากันวิ่งฝ่าความวุ่นวายหายเข้าไปในความมืดโดยไร้จุดหมายและทิศทาง

    เหลือพรานกล้าเพียงผู้เดียว มือเหี่ยวแห้งน่าเกลียดยื่นเข้าบีบลำคอ พรานกล้ารวบรวมสติบริกรรมคาถาใส่มัน ร่างไร้ชีวิตกระเด็นห่างออกไปเปลวไฟเผาร่างจนดำไหม้ ไม่กี่อึดใจก็กลายเป็นเถ้าถ่านหายไปในอากาศ แต่พวกมันมีเยอะเกินว่าที่คาถาจะเอาอยู่รวมทั้งดวงวิญญาณผู้หญิงตนนั้น รอบด้านถูกรายล้อมด้วยซากศพไร้ชีวิต เสียงหัวเราะแหบห้าวของพรานเวกดังก้อง

    “มึงหาเรื่องตายเองนะไอ้กล้า”

    “กูไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก” พรานกล้ากระเสือกกระสนดิ้นรนจากวงล้อมโหงพราย กลิ่นเหม็นสาบคลุ้งไปทั่วจนแทบจะอาเจียน “พรุ่งนี้เช้าจะมีคนมาช่วยกู!”

    “ฮะ ฮะ มึงไม่มีทางอยู่ได้ถึงเช้าหรอก ไอ้กล้า”


    
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-10-2019 05:23:34 โดย libra82 »

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
ไพรพิศวง : [ตอนที่ 5 : หวนคืน] 08/10/2562
«ตอบ #31 เมื่อ08-10-2019 22:01:33 »

        ในป่ามืดมิด เสียงกรีดร้องดังห่างออกไปเรื่อยๆ แต่หัวใจยังเต้นรัวเหมือนกลองเพล เหงื่อกาฬไหลอาบร่างแม้ว่าอากาศจะเย็นชื้น กลิ่นเหม็นสาบน่าสะอิดสะเอียดไม่มีอีกแล้ว มีแต่กลิ่นอับของใบไม้ที่ทับถม ไม่มีสัตว์ใหญ่ให้ต้องหวั่นใจ จะมีแค่สัตว์เลื้อยคลานน่าเกลียดที่อาศัยอยู่ในกองใบไม้

   ไม่มีใครรู้ว่าวิ่งห่างออกมาไกลเท่าไร รู้แค่ว่าต้องหนีเอาชีวิตรอด ภาพที่เห็นยังติดตาเสี้ยวหนึ่งในความคิดยังแย้งว่าไม่ใช่ความจริง แต่อาการปวดตุบในหน้าอกและความเจ็บปวดจากการถูกกิ่งไม้เกี่ยวรวมทั้งรอยเลือดไหลซิบมันฟ้องว่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้มันคือความจริงไม่ใช่ความฝัน

    พันนาวิ่งห้อเหมือนม้าศึก ไม่สนใจว่าเบื้องหน้าจะเป็นอะไร หลบเลี้ยงต้นไม้ใหญ่ราวกับมองเห็นทั้งที่ทั้งผืนป่ามืดสนิท กิ่งไม้เกี่ยวดีดใส่ใบหน้าก็ไม่สนใจ มือทั้งสองข้างกำข้อมือของเพื่อนสนิทเอาไว้ ด้วยเพราะตนตัวใหญ่กว่ากำลังวังชาก็มีมากกว่าเลยยอมเป็นที่พึ่งให้ อีกอย่าง ถ้าหากเขาไม่เอ่ยปากชวนคนอื่นๆ ก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายอย่างนี้

   หน้าอกเจ็บเสียดเพราะปอดทำงานหนัก ลมหายใจหอบกระชั้น เหงื่อไหลเต็มกาย มือสั่นเพราะความเหนื่อยล้า เรี่ยวแรงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ที่สุดสมองก็สั่งให้ร่างกายหยุดทำงาน เขาผ่อนฝีเท้าลงและเลือกที่จะหยุดในพุ่มไม้รกทึบ หูเงี่ยฟังเสียงผิดปกติ แต่หัวใจก็เต้นแรงเสียจนต้องน่ารำคาญ กว่าจะตั้งสติแยกแยะเสียงได้ก็ผ่านไปชั่วอึดใจใหญ่เลยทีเดียว

   “พักตรงนี้ก่อนเถอะ กูไปต่อไม่ไหวแล้ว” พันนาบอกเพื่อนสนิททั้งสอง เห็นกุมภ์พยักหน้ารัวเห็นด้วย สภาพเหนื่อยอ่อนไม่ต่างกัน อาจจะมากกว่าเขาด้วยซ้ำ เม็ดเหงื่อบนใบหน้าสะท้อนเป็นเงาในความมืด แผ่นอกสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ

    ไม่มีใครพูดอะไร ได้แต่นั่งซ่อนกายอยู่ในพุ่มไม้ ภาวนาให้อมนุษย์เหล่านั้นมองไม่เห็นตัวเอง ผ่านไปพักใหญ่อาการเหนื่อยหอบก็ทุเลาลง สติกลับคืนอีกครั้ง พันนาหลุบตามองสายสิญจน์บนข้อมือ ด้ายสีขาวเด่นชัดในความมืด เช่นเดียวกับบนข้อมือของกุมภ์ แต่ข้อมือของรชตกลับว่างเปล่า ที่น่าแปลกกว่านั้นคือเขาไม่เห็นอาการเหนื่อยหอบของรชตเลย ทั้งที่วิ่งเต็มฝีเท้าและไกลหลายกิโลเมตร ใบหน้ายังคงนิ่งเฉย ไร้เม็ดเหงื่อ ดวงตานิ่งเรียบ

    “ไอ้กุมภ์ มึงไม่ได้ให้สายสิญจน์ไอ้ชตเหรอ” พันนากระซิบถาม

   “กูลืม” กุมภ์สารภาพ รีบแกสาญสิญจน์ที่ข้อมือตัวเองแล้วคลี่ออกส่งให้ด้ายเส้นเล็กให้กับรชต

   รชตหลุบตามองสายสิญจน์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง ริมฝีปากแสยะยิ้มประหลาด “กูไม่จำเป็นต้องใส่หรอก พวกนั้นไม่ทำอะไรกู”

     “จะทำหรือไม่ทำก็ใส่ไปก่อนเถอะ กันไว้ดีกว่าแก้” กุมภ์บอก ทำท่าจะพันสายสิญจน์ให้ แต่รชตกลับชักมือหนี สีหน้าดุดันขึ้นทันที

    “กูบอกว่าไม่ต้องไง!” รชตตวาดลั่น กุมภ์หน้าเสีย หันไปขอความเห็นจากพันนา ได้คำตอบเป็นแค่การถอนหายใจหนักๆ กุมภ์เลยยอมรามือ

    ทั้งสามนั่งซ่อนกายในพุ่มไม้ ในป่าเงียบเหมือนไม่มีสิ่งชีวิตใดๆ ใบไม้ไม่ไหวกระดิก มันเงียบสงบเสียใจน่าหวาดหวั่น กุมภ์มือเย็นเฉียบ รู้สึกใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาสอดส่องมองผ่าความมืดแต่กลับภาวนาขออย่าให้เจอสิ่งผิดปกติใดๆ เพราะเท่าที่พบมาก็น่ากลัวจนแทบไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นความจริง

   สาบานว่าหากรอดไปจากป่านี้ได้ เขาจะไม่มีทางเข้าไปเหยียบป่าที่ไหนอีก

    เขากลัว เขาอยากกลับบ้าน อยากจะกลับไปมีชีวิตเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นธรรมดาอีกครั้ง คิดถึงพ่อกับแม่ วันนั้นเขากล่าวคำลากับพวกท่าน แม่ขอให้เขากลับมาอย่างปลอดภัย ส่วนพ่อแค่ดึงเขาเข้าไปกอดเท่านั้น เขาหัวเราะให้ยิ้มให้กับทุกคน โดยไม่รู้เลยว่าจะต้องพบเจอกับเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้

    หากย้อนเวลากลับไปได้เขาจะไม่มีทางมาที่นี่เด็ดขาด

    “มาแล้วเหรอ” เสียงกระซิบจากคนที่นั่งข้าง ฉุดให้กุมภ์หลุดจากภวังค์ หันไปมองคนพูด

    รชตดวงตาเลื่อนลอย แก้วตาสีดำกลอกขึ้นไปข้างบน รอยยิ้มน่ากลัวผุดขึ้นบนใบหน้าขาวซีด กุมภ์มองตามชั่วฉับพลันนั้นเลือดในกายก็เย็นเฉียบ ลมหายใจคล้ายกับจะหายไป ดวงตาเบิกกว้าง ริมฝีปากอ้าค้าง

    ร่างโปร่งแสงของผู้หญิงสวมเสื้อสีขาวขาดรุ่งริ่งลอยอยู่ในอากาศ ความสูงห่างจากพวกเขาไปแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น ดวงตาของเธอเป็นสีขาว ริมฝีปากฉีกกว้างและไม่มีรูจมูก เส้นผมสีดำยุ่งเหยิงราวกับจะปลิวไปตามแรงลมทั้งที่ไม่มีลมพัด ดวงตาสีขาวคู่นั้นจ้องมาที่เขาก่อนจะเปล่งเสียงกรีดร้องราวกับจะยินดี

    “ไอ้กุมภ์! วิ่ง!”




    แดดอ่อนทอแสงเริ่มจับที่ขอบฟ้า การมองเห็นเริ่มชัดเจนมากขึ้น ร่องรอยเยือนผืนไพรของกลุ่มคนก่อนหน้าก็ชัดเจนขึ้นเช่นกัน อะไรบางอย่างบอกกับโหรว่าเขาต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่านี้ หัวใจเต้นเร็วคล้ายกับมีเรื่องสำคัญรออยู่ กระทงใบตองเก่าๆ ทิ้งอยู่ข้างกองไฟเก่า จากประสบการณ์บอกได้ว่าไฟกองนี้น่าจะถูกจุดเมื่อสามวันก่อน เถ้าถ่านกับเศษไม้เหลือไม่เยอะนัก ผืนหญ้าที่เรียบไปส่วนหนึ่งบอกได้ดีว่ากลุ่มคนพวกนั้นมากางเต็นท์นอนตรงนี้ ส่วนกระทงนั่นน่าจะเป็นของพรานกล้า พวกคนเมืองไม่นิยมใช้กระทง ผิดกับพวกเขาที่คิดว่าวัสดุจากธรรมชาติพวกนี้เหมาะแก่การพวกมาในป่า เพราะมันย่อยสลายได้ ดีกว่าถุงพลาสติกหรือกระป๋องอลูมิเนียมเป็นไหนๆ

   แต่สิ่งที่ทำให้โหรสะดุดคือ เศษผ้าสีขาวเก่าๆ ที่เกาะติดกิ่งไม้แห้ง โหรก้มลงเก็บมันขึ้นมาพิจารณา กลิ่นสาปโชยจากเศษผ้า

    มันไม่ใช่กลิ่นของมนุษย์

    “อะไรอ่ะพี่โหร” เจ้าเด็กตัวเล็กถาม เอียงคอมองเศษผ้าด้วยความสนใจ แต่เพียงแค่ได้กลิ่นโชยจากผ้าก็เบ้หน้า “แหวะ โคตรเหม็น ผ้าห่อศพหรือเปล่าวะ”

    “ไม่ใช่ผ้าห่อศพ แต่เป็นชุดของศพ” โหรบอก เขายัดเศษผ้าลงในกระเป๋าย่ามคู่ใจ แล้วออกเดินทางต่อ

   รอยเท้าที่กลุ่มคนนั้นทิ้งไว้ มุ่งหน้าตรงไปที่ห้างส่องสัตว์ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกเพราะนักเดินไพรส่วนใหญ่มีจุดหมายคือการส่องสัตว์ หากไม่พึ่งเจ้าหน้าที่ก็พึ่งพรานป่าที่ชำนาญพื้น แต่เขาไม่คิดว่าคนพวกนั้นจะยังอยู่ที่ห้าง ชั่วแวบหนึ่งกลับปรากฏภาพชายผ้าสีขาวปลิวไหวไปอีกทาง แต่เพียงชั่วประเดี๋ยวภาพนั้นก็หายไปจากความคิด

   “ไปที่ตีนเขากัน” เขาเอ่ยปากชวนจ้าวจอม เจ้าเด็กช่างสงสัยเอ่ยปากถามทันที

   “ทำไมอ่ะ พวกนั้นไม่ได้อยู่กลางเขาหรอกเหรอ”

    “อยู่ที่ตีนเขานั่นแหล่ะ แต่อีกฝากหนึ่ง”

    “พี่รู้ได้ยังไง” เจ้าเด็กมากปัญหายังสงสัยไม่เลิก แต่โหรเลือกที่จะเงียบเฉยแล้วเปลี่ยนทิศทางเบนหน้าสู่ตีนเขาที่อยู่อีกฝาก

    โหรใช้เส้นทางลัด เพราะถ้าหากเดินตามทางหลักกว่าจะเจอพวกนั้นคงเย็นพอดี หัวใจเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ แทบจะทุกจังหวะการก้าวเดินด้วยซ้ำ สองขาก้าวไปเบื้องหน้าโดยไม่สนใจว่าจะถูกกิ่งไม้หรือหนามคมเกี่ยวถูกใบหน้าจนได้เลือด กลิ่นคาวเลือดชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ขนในกายลุกชันตลอดเวลา มันคือสัญญาณไม่สู้ดีนัก

   “เร่งหน่อย กูรู้สึกไม่ดี” เขาหันไปบอกจ้าวจอม อีกฝ่ายบ่นอุบว่าปวดขาแต่ก็ไม่ได้แสดงความงี่เง่าออกมามากกว่านั้น

    น้ำค้างบนใบไม้ดีดใส่กายยามก้าวผ่านมันจนเนื้อตัวเปียกชุ่ม อีกไม่นานพระอาทิตย์จะฉายแสงเต็มที่ ความรู้สึกพิเศษหรือที่คนเมืองเรียกกันว่าเซนส์บอกกับเขาว่า สัญญาณชีวิตมันลดอ่อนลง

    โหนเร่งฝีเท้าผ่านป่าทึบหนา มีแค่เส้นทางเล็กๆ ที่พวกพรานใช้ลัดลงเขา หากไม่ใช่คนชำนาญจะไม่รู้จักเส้นทางนี้ จ้าวจอมก้าวตามไม่ลดละ จะทางเนินทางลาดก็ก้าวไม่พลาดคงเพราะติดตามผู้เป็นตาเข้าป่ามาตั้งแต่เด็ก เรื่องวิชาติดตัวก็พอมีบ้างแต่อาจจะไม่เท่ากับเขา

    อะไรบางอย่างบอกกับเขาว่าจะรอให้พระอาทิตย์ขึ้นเต็มที่ไม่ได้ มันอาจช้าเกินไป โหรเพ่งสมาธิจับหาทิศทางของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ สรรพเสียงรอบข้างเงียบลงภายในชั่วอึดใจ หูแว่วได้ยินเสียงหอบหายใจทว่ามันแผ่วบางเหลือเกิน ขนที่ต้นคอลุกชัน เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว

    “ไปทางนี้”

   เขาบอกเจ้าเด็กที่เดินตามหลัง เลี้ยวไปตามทางน้ำเล็กๆ ผ่านป่าไผ่สูงทึบ เนื้อตัวเปียกชื้นจากหยดน้ำค้าง จนเกือบจะสุดเขตป่าไผ่ หางตาก็พลันสะดุดกับเค้าโครงร่างคล้ายกับมนุษย์

    โหรถลันเข้าไปหาทันที ร่างนั้นเป็นร่างของมนุษย์ผู้ชาย นอนขดกายบนพื้นดิน ตัวสั่นราวกับจับไข้ เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนด้วยคราบดิน ผมเผ้ายุ่งเหยิงมีเศษดินเศษหญ้าติดเต็มไปหมด แต่มองจากเครื่องแต่งกายก็รู้ว่าไม่ใช่คนในพื้นที่แน่นอน ที่ข้อมือมีสายสิญจน์เปรอะๆ พันอยู่

   โหรจับร่างนั้นพลิกกลับมา แล้วก็ต้องตกใจเมื่อดวงตากลับกลอกขึ้นไปด้านบน แทบไม่เห็นตาดำ ริมฝีปากแห้งแตกพึมพำบางอย่างที่จับใจความไม่ได้ ใบหน้าขาวโพลนเหมือนแผ่นกระดาษ มือเท้าหงิกงอบิดเกร็ง โหรใช้นิ้วแตะที่ต้นคอตรวจเช็คเส้นชีพจรก็พบว่ามันเต้นตัวเร็ว แถมตัวยังเย็นเฉียบเหมือนถูกแช่เย็นอีกด้วย

   “มึงถอยออกไปก่อน” โหรบอกจ้าวจอมที่นั่งยองอยู่ข้างๆ กัน จ้าวจอมจิ๊ปากด้วยขัดใจแต่ก็ยอมถอยห่างออกไปแต่โดยดี

    โหรหลบตาพึมพำภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธ์และครูบาอาจารย์ที่เคารพ พลางล้วงเอาลูกกลอนที่ปั้นจากสมุนไพรเก้าอย่างพร้อมลงบทสวดมนต์ที่ต้องสวดทุกวันก่อนเพราะอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมงเป็นเวลาเจ็ดวัน ลูกกลอนสีดำสนิทถูกยัดเข้าไปในริมฝีปากที่เปิดอ้า โหรใช้มือจับศีรษะชายคนนั้น โดยที่นิ้วโป้งคลึงที่กลางหน้าผาก ปากก็บริกรรมคาถาที่ถ่ายทอดมา ไม่กี่อึดใจอาการบิดเกร็งก็ผ่อนลง ลูกตาที่กลอกขึ้นด้านบนก็เลื่อนกลับลง ลมหายใจผ่อนช้าจนเป็นปกติ

    โหรพ่นลมผ่านริมฝีปากไปยังศีรษะของชายหนุ่ม ร่างนั้นสะดุ้งเฮือกคล้ายกับจะได้สติกลับคืน

    “...คุณ”

    “คนอื่นๆ อยู่ไหน” โหรถามเสียงเครียด ในป่านี้มีมนุษย์ติดอยู่หกชีวิต พบแล้วหนึ่งยังเหลืออีกห้า ซ้ำท่าทางยังน่าเป็นห่วงมากอีกด้วย

    ดวงตาสีเชียวอมฟ้าไหวระริก ใบหน้าที่กระเดียดไปทางชาติตะวันตกมากกว่าเอเชียเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มือกำเศษดินแน่น

   “ผะ..ผมไม่รู้ ผมวิ่งหนีมา ตะ..ตอนแรกผมวิ่งมากับ...คะ..คะนิ้ง...แต่ผม...เจอผู้หญิงใส่ชุดขาว...ไม่ใช่...ไม่ใช่ผู้หญิงแต่เป็นผีต่างหาก...มันลอยมาตรงหน้า...ผมสติแตก....แล้วก็วิ่ง...วิ่ง...ละ...แล้วผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย...”

    คำพูดติดๆ ขัดๆ บวกกับน้ำเสียงแหบพร่าทำให้ต้องใช้ความตั้งใจมากเป็นพิเศษ โหรจับใจความได้ว่าหนุ่มลูกครึ่งคนนี้ผลัดหลงกับผู้หญิงที่ชื่อคะนิ้ง

   “รีบไปกันเถอะ ก่อนที่จะไม่ทัน”





*โปรดติดตามตอนต่อไป*

**เนื่องจากเพิ่งเป็นการเขียนแนวสยองขวัญลึกลับและผจญภัยเป็นครั้งแรก อาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น จึงขออภัยมา ณ ที่นี้**

***ขอบคุณสำหรับการอ่านและคอมเมมน์ค่ะ***
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-10-2019 05:07:12 โดย libra82 »

ออฟไลน์ koikoi

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3881
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +311/-13
สนุกมากค่ะ

ออฟไลน์ ppch

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
โหยยย อ่านไปก็กลั้นหายใจไปกลัวนะแต่ก็สนุก แต่งได้ดีมากค่ะภาษาลื่นไหลมีคำผิดบ้างแต่ก็แค่นิดหน่อย ติดตามตอนต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +131/-5
สนุก

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4162
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
จะมีใครเหลือรอดบ้างเนี่ย รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ Januarysky

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 523
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
อ้าวๆๆ รชตแปรพักตร์
พี่โหรมาเร็วๆ เดอะแก๊งแย่แล้ว

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
พรานกล้าลุกจากเปล กระชับปืนสั้นและ    (((มืดหมด(มีดหมอ))))   ที่เหน็บข้างเอว เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ได้แต่หวังว่าคาถาที่ร่ายป้องกันไว้จะช่วยได้ ....


 :hao7:


 :L2: :pig4: :L2:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
หลอนๆๆดีนะ  เป็นเรื่องที่ไม่กล้าอ่านตอนกลางคืนเลย

ออฟไลน์ เจ้าอ้วงงง

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
กรี๊ดดดดด แนวนี้ไม่เคยอ่าน มาให้กำลังใจค่ะ ตื่นเต้นๆๆๆๆ  :ling1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ไพรพิศวง : [ตอนที่ 5 : หวนคืน] 08/10/2562
« ตอบ #39 เมื่อ: 10-10-2019 08:43:46 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Eeveevery

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :hao5: แง สนุกมากเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 604
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
 :katai5: :katai5: สนุกมากกก

ออฟไลน์ sawangpong

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สนุกมาก​ เล่าได้ดีเหมือนตัวเราหลุดเข้าไปอยู่ในป่าพิศวง​ จริงๆเลย​ ตอน​ 6  มาเร็วๆนะ​ มันค้างคาใจมาก

ออฟไลน์ nizxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สนุกมากค่ะ อ่านไปลุ้นไป อ่านไปกลั้นหายใจไป เหงื่อออกทั้งที่ตัวเย็นเฉียบ มี2คู่รึเปล่าคะ จริงๆพันกับกุมภ์ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แต่ว่าบาปเพราะเพื่อน สงสารพรานกล้าอะ ทำสุดฝีมือแล้วแต่พรานกล้าหนักทางสายขาว ไม่เน้นผีสางเน้นพวกสัตว์ป่า แต่โอ่ย ใจคอไม่ดีเลย มาเจอคนที่ดูท่าจะหนักสุดคนแรก เป็นห่วงชตจังเลย เป็นสมุนผีไปแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้

ออฟไลน์ night-nnc

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
สนุกมากค่ะ ระทึกมากกกก
ติดตามต่อเลยจร้า
 o13 o13 o13

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
 :pig2: :pig4: :pig4:ต :L1: :L1: :3123:

ออฟไลน์ ง่วงนอน

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 55
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ลุ้นมาก จะรอดมั้ย

ออฟไลน์ nrbtst1997

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 22
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :mew4:

ออฟไลน์ แก้มกลม

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 46
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สนุกมาก ลุ้นตลอดเลย

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4044
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
น่ากลัวมากและชอบมากค่ะ ให้ฟีลอ่านล่องไพรกับเพชรพระอุมาเลย แนวป่าๆลึกลับแบบี้ รอตอนต่อไปนะคะ  :impress2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ไพรพิศวง : [ตอนที่ 5 : หวนคืน] 08/10/2562
« ตอบ #49 เมื่อ: 14-10-2019 20:35:53 »





ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
 o22 o22 o22 o22   ลุ้นมากๆ เรื่องตื่นเต้นน่าติดตามมากครับ

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
ตอนที่ 6 ผู้ช่วยเหลือ



    พระอาทิตย์สาดแสงลงมาในผืนป่าที่เย็นชื้น น้ำค้างเหือดแห้ง ความร้อนเข้ามาแทนที่ เหงื่อผุดออกตามร่างกาย แต่สองเท้ายังย่ำไปเบื้องหน้า ตามรอยล้มของหญ้าและรอยรองเท้าผ้าใบที่น่าจะเป็นของผู้หญิง จากทิศทางเดาได้ไม่ยากว่ามันตรงไปที่ไหน

   ผ่านป่าไผ่ก็ใกล้ตีนเขาเต็มที แถวนั้นมีลำธารเล็กๆ ที่ไหลลงมาจากยอดเขา ชาวบ้านแถวนี้ใช้ลำธารสายน้ำดำรงชีวิต ทั้งกินทั้งใช้ ดังนั้นแม่น้ำสายเล็กๆ สายนี้เปรียบเสมือนชีวิต ในทุกๆ ปีจะมีการจัดพิธีขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขา หมูเห็ดเป็ดไก่พร้อมพูนเพื่อตอบแทนบุญคุณธรรมชาติ ซึ่งมีแต่คนที่อาศัยอยู่ใกล้ป่าเท่านั้นที่เข้าใจ

    ดินที่เหยียบย่ำเริ่มกลายเป็นดินโคลน จังหวะการก้าวเดินยากขึ้น โคลนดูดดึงรองเท้าจนเปื้อนมาถึงตาตุ่ม บางครั้งก็จมลงไปเกือบถึงหัวเข่า แต่ก็ไม่มีใครปริปากบ่น แต่ดูเหมือนว่ารอยเท้าจะหายไปดื้อๆ คล้ายกับเจ้าหล่อนจะหยุดเดิน ไม่มีรอยหญ้าล้มทั้งที่แถวนี้หญ้าสูงเกือบถึงเอว

    “หายไปไหนวะพี่” จ้าวจอมถาม ใช้มือเกาะหัวไหล่อย่างสนิทสนม แต่อันที่จริงคือใช้ร่างกายที่สูงใหญ่แข็งแรงของโหรแทนไม้พยุงตัว ดินเลนดินโคลนแถวนี้เหมือนมีตัวดูดที่พร้อมจะทำให้เสียการทรงตัวได้ทุกเมื่อ

   “กูจะรู้ไหม” โหรตอบเสียงห้วน กวาดตามองไปรอบๆ อีกแค่ไม่กี่ก้าวก็จะถึงริมธารแล้ว เสียงปลาโดดฮุบเหยื่อดังจ๋อม แมลงปอบินโฉบแมลงน้ำ เป็นภาพที่อิ่มตาไม่น้อย แต่ในสถานการณ์แบบนี้ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะมาชื่นชมความงามของธรรมชาติ อีกห้าชีวิตที่เหลือสำคัญกว่า

    โขดหินน้อยใหญ่กองไม่เป็นระเบียบทั้งอยู่ริมและกลางลำธาร สีของมันขมุกขมัวด้วยตะไคร่น้ำ ทว่ามีหินก้อนใหญ่กองอยู่ข้างลำธารแต่ลักษณะมันไม่เหมือนกับก้อนอื่น สีเทาขมุกขมัวไม่ใช่สีเขียวแกมดำ โหรเพ่งตามองถึงได้รู้ว่าที่เห็นไม่ใช่ก้อนหินแต่เป็นแผ่นหลังของมนุษย์ต่างหาก

    “นั่น!”

    โหรตะโกน ชี้นิ้วไปยังแผ่นหลังสีเทา ดูจากขนาดน่าจะเป็นของผู้หญิง ผู้ชายที่ตนเพิ่งช่วยชีวิตไว้ชั่วโมงก่อนและเพิ่งรู้ว่าชื่อชาร์ลรีบวิ่งถลาเข้าไปก่อน เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงร่างนั้น สองมือเขย่าเพื่อเรียกหาสติปากก็พร่ำเรียกชื่อ

   “คะนิ้ง! คะนิ้ง! ตื่นสิ! ตื่น”

    ไร้สัญญาณตอบรับจากผู้หญิงที่ชื่อคะนิ้ง โหรเดินตามไปติดๆ เมื่อเห็นใกล้ๆ ถึงได้ประจักษ์ว่าสีเทาที่เห็นไม่ใช่เสื้อผ้าที่สวมใส่ หากแต่เป็นร่างกายเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ แต่เพราะเปรอะเปื้อนดินโคลนแทบทั้งร่างบวกกับผิวขาวซีดทำให้เห็นเป็นสีเทาขมุกขมัว ชาร์ลรีบถอดเสื้อกันลมสีดำของตัวเองห่อร่างเปลือยของหญิงสาวเอาไว้ ก่อนจะสอดมือประคองร่างไร้สติไว้ในอ้อมแขน

   “ช่วยคะนิ้งด้วย! ช่วยแฟนผมด้วย”

    ชาร์ลระล่ำระลักบอก โหรนั่งลงจับข้อมืออ่อนปวกเปียกเย็นเฉียบมาตรวจจับชีพจร สัญญาณชีพยังทำงานอยู่แต่แผ่วอ่อนเต็มที ทว่าที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น เขาไม่อาจรับรู้ถึงกายละเอียดหรือที่เรียกว่าวิญญาณได้เลย

   “ยังไม่ตาย แต่วิญญาณไม่อยู่กับร่าง” โหรบอก อาการของผู้หญิงคนน่าเป็นห่วงไม่น้อย ถึงหัวใจจะทำงานแต่หากไร้วิญญาณก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

   “ละ...แล้วต้องทำยังไง” ชาร์ถาม น้ำตาไหลพรูอาบหน้า “หมอต้องช่วยเธอนะ! อย่าให้เธอตาย”

    “ใจเย็นๆ หน่อยสิ หาเรื่องกันเองแท้ๆ” จ้าวจอมเอ็ด พลางส่ายหน้า “พาขึ้นไปข้างบนก่อนเถอะ อยู่ตรงนี้นานๆ ประเดี๋ยวก็ได้เป็นปอดบวมตายจริงๆ หรอก ไปทำอีท่าไหนวะถึงได้มานอนแก้ผ้าแบบนี้”

    “คงไปทำอะไรในน้ำน่ะสิ” โหรเดา ก่อนจะหันไปมองชาร์ล “ถูกไหม”

    ชาร์ลพยักหน้า “เมื่อวันก่อนคะนิ้งลงไปอาบน้ำ พรานกล้าเตือนว่าไม่ควรทำแบบนั้น”

    “แล้วทำไมไม่เชื่อ”

   “ผม...ผมไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องบ้าๆ พวกนี้”

    จ้าวจอมส่ายหน้า พวกคนเมืองมักจะมีความคิดแบบนี้ ไม่เชื่อไม่ว่าดันลบหลู่อีก

    ชาร์ลอุ้มร่างคนรักมาวางบนพื้นดินแห้งที่อยู่ห่างจากลำธารร่วมสิบเมตร ร่างกายเปลือยเปล่าเนื้อตัวมอมแมมแทบไม่เหลือเค้าโครงสาวเมืองให้เห็น ตามเนื้อตัวมีรอยบาดข่วนจากหนามไม่น้อย เลือดไหลซิบ บางส่วนแห้งกรัง ใบหน้าขาวซีดยิ่งกว่าผิวกายเสียอีก ดวงตาปิดสนิท ลมหายใจแผ่วบาง อย่างที่โหรบอกถึงจะมีลมหายใจแต่ดวงวิญญาณหลุดลอยไปที่อื่น

    “ผู้หญิงคนนี้ชื่ออะไร”

   “คะนิ้ง...คณิตา สุดเกษม”

    โหรพยักหน้ารับรู้ พลางดึงธูปออกจากย่ามคู่ใจหนึ่งดอก ใช้ไฟแช็คจุดปลาย กลิ่นหอมกำยานโชยตามควันเส้นเล็กสีขาว ชายหนุ่มหลับตานึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องผืนป่าแห่งนี้ เผื่อเปิดทางให้คาถาที่ร่ำเรียนมาสำฤทธิ์ผล ก่อนจะปักธูปลงบนดิน

    “อยู่ที่นี่ เรียกชื่อแฟนของคุณเอาไว้ แล้วก็คอยระวังอย่าให้รูปดับจนกว่ามันจะหมดดอกเอง ขอให้โชคดี”

    โหรยันกายลุกขึ้น เหลืออีกสี่ชีวิตที่ต้องตามหาภารกิจครั้งนี้ดูเหมือนจะหนักหนาเกินกว่าค่าจ้าง เห็นทีคงต้องขอขึ้นค่าแรงอีกสักหน่อย

    “แล้วคุณจะไปไหน” ชาร์ลร้องเรียก แทบจะผวาลุกตามโหร

   “ผมจะไปตามเพื่อนคุณ อยู่ที่นี่แหล่ะ ไม่มีอะไรทำร้ายคุณได้แล้วล่ะ สายสิญจน์เส้นนั้นน่ะ ดูแลให้ดี”

    ชาร์ลก้มลงมองสายสิญจน์ที่ข้อมือตัวเอง มันเปื้อนดินจนกลายเป็นสีอื่นไปแล้ว ทว่าที่ข้อมือของคะนิ้งกลับว่างเปล่า เขาจำได้ว่าเมื่อคืนยัดใส่มือให้เธอไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับไม่เห็น คาดว่าคงจะหลุดหายระหว่างที่วิ่งหนีผีพวกนั้นแน่ เขาเงยหน้าหมายจะขอคำตอบในข้อสงสัยเรื่องธูป แต่ร่างของชายสองคนก็หายไปเสียแล้ว...





    โหรได้ข้อมูลระหว่างที่ตามหาคะนิ้งจากชาร์ลว่า คณะเดินทางผู้โชคร้ายนี้ประกอบไปด้วย ชาร์ล คะนิ้งที่เป็นผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียว และเพื่อนผู้ชายอีกสามคนคือ รชต กุมภ์ และพันนา รายหลังนี่จ้าวจอมแจ้งว่าเป็นลูกชายของผู้ว่าจ้าง และเป็นคนสำคัญที่สุด หากพันนาไร้ชีวิตเงินค่าจ้างจะถูกลด ไม่คุ้มกับความเหนื่อยในครั้งนี้

   แน่นอนว่ากลุ่มเด็กเมืองพวกนี้ไม่ได้เดินทางมากันเอง มีพรานกล้าเป็นผู้นำทาง ชาร์ลเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนเกิดเหตุสยองขวัญขึ้น ตัวชาร์ลเองถูกผีปลาหมายจะเอาชีวิต จากนั้นไม่นานกองทัพผีดิบก็บุกโจมตี โดยมีหมอผีที่ชื่อเวกเป็นผู้นำ โหรคุ้นหูเวกพิกลเลยถามถึงลักษณะกายภาพ จากที่ชาร์ลบอก สรุปได้ว่าหมอผีที่ชื่อเวก คือพรานเวก พรานเฒ่าที่เขารู้จักค่อนข้างดี เพราะพรานเวกคือหนึ่งในเพื่อนสนิทของปู่

   แต่พรานเวกหายตัวไปอย่างลึกลับมานานนับสิบปีแล้ว บางข่าวก็บอกว่าพรานเวกตายเพราะถูกเสือกัด บ้างก็ว่าเป็นบ้าอยู่ในป่า เขาไม่ได้สนใจนัก เพราะเคยเห็นหน้าแค่ไม่กี่ครั้ง แต่รู้สึกว่าพรานชราผู้นี้น่ากลัวเกินไป ทั้งในตอนนั้นตนยังเยาว์วัย ไม่ใคร่จะสนใจเรื่องอื่นนัก นอกจากคาถาอาคมที่ปู่สอนเท่านั้น

    มีความเป็นได้ว่าวิชาของพรานเวกอาจจะมากพอถึงขนาดเลี้ยงกองทัพผีได้ แต่ทำไมพรานเวกถึงต้องมาอยู่ในป่า ซ้ำยังคอยทำร้ายผู้คนอีกด้วย โหรหนักใจเล็กน้อยเพราะเท่าที่ฟังชาร์ลเล่า พรานเวกท่าทางจะมีวิชาอาคมไม่น้อย ขนาดพรานกล้าที่ว่าเก่งๆ ยังสู้ไม่ได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรานกล้าจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

   “พี่ว่าน้ากล้าจะรอดไหม”    

   คอรบครัวของจ้าวจอมกับพรานกล้าไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไรนัก เหตุเพราะแย่งพื้นที่ทำกินกันบ่อยครั้ง อย่างล่าสุดที่จ้าวจอมโดนตำรวจจับก็น่าจะเป็นฝีมือคนในบ้านของพรานกล้านั่นแหล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครใช้วิธีสกปรก หรือมนต์ดำคาถามเล่นงานกัน จะมีก็แค่กระทบกระทั่งกันทางวาจาก็เท่านั้น ได้ลับฝีปากสักหน่อยก็แยกย้าย

    “ไม่รู้ กูไม่มั่นใจ”

    เขาไม่ได้โกหก สัญญาณชีวิตของพรานกล้าไม่หลงเข้ามาในความรู้สึกพิเศษเลย แต่เขาได้กลิ่นสาปสางคล้ายกับเศษผ้าสีขาวที่เก็บได้ มันลอยมาตามลม ทว่ากลิ่นไม่ชัดเจนบางช่วงก็หายไป บางช่วงก็ฉุนกึก
 
   โหรพาจ้าวจอมเดินขึ้นย้อนลำธาร ต้นกกขึ้นข้างลำธารจนรกทึบ เสียงกบร้องดังออกมาจากในนั้น โหรเร่งฝีเท้าตามกลิ่นสาปเต็มที่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าของกลิ่นเป็นใคร แต่มันต้องนำให้เขาไปพบใครสักคนแน่นอน

    “พี่ทางนี้มัน...”

    จ้าวจอมหยุดพูด อีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงดงช้างร้อง ใบเท่าฝ่ามือแต่เต็มไปด้วยพิษ ทั้งลำต้นแบละใบ หากสัมผัสเข้ากับผิวกาย ขนเล็กๆ ของมันจะทำให้ปวดแสบปวดร้อน ทรมานเกินบรรยาย ที่จ้าวจอมกลัวเพราะละแวกนี้มีต้นช้างร้องขึ้นเต็มไปหมดถึงได้เรียกว่าดงช้างร้อง แน่นอนว่าระดับหมอโหรต้องมีวิธีรักษาแน่นอน แต่เลี่ยงห่างน่าจะดีที่สุด

   “มึงก็เดินห่างๆ มันหน่อย”

   จ้าวจอมทำหน้าง้ำ ดึงขากางเกงให้คลุมตาตุ่ม ซุกมือในลงในกระเป๋ากางเกง บ่นอุบให้ได้ยินว่าจะขอค่าเสี่ยงเพิ่มอีกห้าพัน

   ต้นช้างร้องขึ้นถี่ ใบของมันเขียวสดใสท่ามกลางแสงแดดจ้าในยามสาย ด้วยความที่เป็นพืชมีพิษทำให้ไม่มีแมลงตัวไหนกล้าเข้าใกล้ แม้แต่ใยแมงมุมยังไม่มี จ้าวจอมเดินด้วยความหวาดระแวง ปากบ่นถึงคนที่เหลือว่าหาที่ซ่อนได้ชั่วช้าที่สุด

    กลิ่นสาปคล้ายศพตากซากฉุนมากขึ้นเรื่อยๆ และคงมีแค่โหรเท่านั้นที่ได้กลิ่น ชายหนุ่มเดินไปตามทิศทางของกลิ่น ขณะเดียวกันก็ต้องเลี่ยงระวังต้นช้างร้องไปด้วย กระทั่งหางตาสะดุดกับกลุ่มควันบางเบา มันลอยอยู่ในอากาศ ห่างออกไปอีกราวร้อยเมตร

   โหรก้าวยาว ผ่านดงช้างร้องมาอย่างปลอดภัยเช่นเดียวกันกับคู่หู ทั้งคู่ยืนใต้ต้นมะขามเทศยักษ์ ที่มีแต่ใบไร้ฝักให้กิน ห่างไปไม่กี่เมตรคือกองไฟเล็กๆ และร่างของมนุษย์สองคน คนหนึ่งกำลังนั่งทำอะไรบางอย่าง ส่วนอีกคนนอนบนพื้นดิน ดูเหมือนจะไม่ได้สติ

    ผู้ชายที่นั่งอยู่ผุดลุกขึ้นยืนทันที เสื้อผ้ามอมแมมไม่ต่างจากชาร์ลเท่าไรนัก เนื้อตัวเปรอะเปื้อนมอมแมม ใบหน้ามีรอยบาดคล้ายกับถูกหนาวเกี่ยว

   “พวกคุณ...”

    “รชต กุมภ์ หรือพันนาล่ะ” โหรถาม เขาไม่รู้จักเด็กหนุ่มพวกนี้ เลยต้องเดาส่ง

   “ผะ..ผมชื่อพันนา ส่วนนี่” พันนาชี้ไปที่อีกร่าง “กุมภ์...เพื่อนผมเอง”

    “แล้วทำไมนอนอยู่อย่างนั้นล่ะ” จ้าวจอมถาม สาวเท้าเดินตามผู้นำ พลางสังเกตผู้ชายที่ชื่อพันนา เพราะนี่คือคนสำคัญที่ตนกับโหรจะต้องนำกลับออกไปจากป่านี้อย่างครบสามสิบสอง ไม่อย่างนั้นจะอดค่าแรงที่เหลือ แต่ที่แน่ๆ เขาได้เจอพันนาก่อนพวกเจ้าหน้าที่ เหลือแค่รักษาชีวิตไอ้หมอนี่เอาไว้ เขากับโหรก็จะได้ค่าจ้างเต็มราคา ดีไม่ดีจะขออัพค่าตัวด้วย เพราะงานนี้ไม่หมูเลย

    “ผมว่าเขาน่าจะแพ้ใบอะไรสักอย่าง จู่ๆ ก็บอกว่าคัน แล้วก็เกาไม่หยุด ผื่นขึ้นเต็มตัวเลย ร้องดิ้นทุรนทุรายอยู่เป็นชั่วโมงๆ นี่เพิ่งจะหลับไป”

    “ใบช้างร้องแน่นอน” จ้าวจอมออกความเห็น

    โหรไม่พูดอะไร มือล้วงเอาบางอย่างในกระเป๋าย่ามออกมา มันคือขี้ผึ้งลงคาถาร้อยแปด ปู่ถ่ายทอดวิชานี้ไว้ให้ เผื่อเจอพิษสัตว์หรือพืชในป่า ทำจากว่านหนึ่งร้อยแปดชนิด เป็นวิชาโบราณที่แทบจะหาไม่ได้แล้วในยุคนี้สมัยนี้

    เด็กหนุ่มผู้โชคร้ายนอนหายใจโรยริน ใบหน้าเล็กขาวซีด แต่มีรอยแดงจากผื่นคันขึ้นเต็มไปหมด โหรยกมือขึ้นแดะหน้าผาก แต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกอีกมือผลักออก

   “พวกคุณเป็นใคร พวกเดียวกับไอ้พรานเวกเหรอ” พันนาถาม แววตาดุดันขึ้น

    “ไร้สาระ ตาเวกตายห่าไปชาติหนึ่งแล้วมั้ง” จ้าวจอมถอนหายใจเสียงดัง “นี่พี่โหร ส่วนฉันชื่อจ้าวจอม เป็นคนที่แม่คุณจ้างมา”

   “จ้างมา?”

    “ไว้อธิบายทีหลัง ผมต้องช่วยชีวิตเพื่อนคุณก่อน” โหรตัดบท ใช้หลังมือสัมผัสหน้าผากเด็กหนุ่มที่ชื่อกุมภ์

   กุมภ์มีไข้ ซึ่งก็ไม่แปลกนักเพราะพิษของช้างร้องหนักหนาเอาการ บอกให้พันนาช่วยถอดเสื้อของกุมภ์ออก ผื่นแดงขึ้นเต็มตัวจนผิวกายกลายเป็นสีแดง โหรนำว่านร้อยแปดที่แปรสภาพเป็นขี้ผึ้งลูบไปบนท่อนแขน เรื่อยไปถึงแผ่นบอกค่อนข้างบาง กุมภ์เป็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอม ผิวพรรณเนียนละเอียดตามแบบลูกคนมีเงิน ถึงจะมีผื่นแดงแต่ก็รับรู้ได้ถึงความนุ่มลื่นของผิวหนัง โหรทายาให้ไปถึงใบหน้า ก่อนจะสั่งให้พันนาถอดกางเกงของกุมภ์ออกด้วย

   “ต้องถอดด้วยเหรอครับ”

   “ไม่ถอดแล้วผมจะทายาให้เพื่อนคุณยังไง” โหรถามกลับเสียงเรียบ หากไม่ทายาให้ทั่วผื่นก็จะหายไม่หมด พันนาไม่ถามอะไรจัดการปลดกางเกงผ้าเนื้อหนาออกจากท่อนขาของกุมภ์จนเหลือแต่ชั้นในสีขาวตัวเดียว

    ด้วยความที่เป็นผู้ชายเหมือนกันทำให้ไม่หลงเหลือความอาย แต่พันนากลับเบือนหน้าไปทางอื่น โหนกแก้มแดงขึ้นนิดหน่อย
   “บ้าหรือเปล่าวะ” จ้าวจอมพึมพำพร้อมยิ้มเยาะ หนุ่มเมืองกรุงนี่ก็แปลก ผู้ชายเหมือนกันมีอะไรๆ เหมือนกันแต่ดันมาเขินอาย ผิดกับตนที่ถึงจะอายุสิบแปดแล้วก็ยังแก้ผ้ากระโดดน้ำเล่นกับเพื่อนได้

   “พวกนายเข้ามาในป่านี่ได้ยังไง” พันนาชวนคุย บอกตัวเองให้เลิกสนใจผู้ชายตัวใหญ่ผิวเข้มที่กำลังทายาให้กับกุมภ์

    “เดินมา” จ้าวจอมตอบแบบกำปั้นทุบดิน จนคนถามต้องถอนหายใจในความกวนประสาท

   “หมายถึงเข้ามาถึงที่นี่ได้ยังไง แล้วเจอใครบ้างไหม”

   “ก็เดินมานั่นแหล่ะ ฉันกับพี่โหรชินกับทางในป่านี้ดี” จ้าวจอมโกยดินเข้ากองไฟ แล้วก็เหลือบไปเห็นใบไม้เขียวๆ ช้ำๆ บนหินก้อนเท่ากำปั้น “เจอเพื่อนคุณมั้ง คนที่ชื่อชาร์ลกับคะนิ้ง....แล้วนั่นมันอะไร” ประโยคหลังจ้าวจอมชี้ไปที่ก้อนหิน

   “ใบตำลึงน่ะ” พันนาเกาท้ายทอยแก้อาย “ตอนเด็กๆ ฉันเคยเป็นเหมือนกุมภ์แม่เอาใบตำลึงมาตำๆ ผสมกับเหล้าขาวแล้วทาให้มันก็หาย แต่ฉันไม่มีเหล้าขาวเลยใช้แค่ใบตำลึงแทน”

    “บ้าชะมัด” จ้าวจอมส่ายหัว “นั่นมันต้นช้างร้องนะโว๊ย ช้างโดนยังร้อง แค่ใบตำลึงจะหายได้ยังไง”

   “ใครจะไปรู้ล่ะ” พันนาพึมพำ “แล้วเพื่อนฉันเป็นยังไงบ้าง”

    “คนชื่อชาร์ลปลอดภัยดี แต่คะนิ้ง สุดแต่เวรแต่กรรมที่ทำมา” จ้าวจอมบอก กลิ่นยาที่โหรใช้ลอยอวลในอากาศ กองไฟค่อยๆ มอดลงเพราะดินที่โยนเข้าไป

   “หมายความว่ายังไง”

   “ยัยผู้หญิงคนนั้นไม่มีสายสิญจน์ เลยโดนเล่นงานหนัก”

   “สายสิญจน์?” พันนาเลิกคิ้วสงสัย พลางยกข้อมือของตัวเองขึ้นดู

   “สายสิญจน์ของพี่กล้าใช่ไหม”

   พันนาหันไปมองคนถามเพราะไม่ใช่เด็กหนุ่มจอมอวดดีที่สนทนาด้วย เขาพยักหน้าแทนคำตอบ

    “พรานกล้าส่งให้ก่อนจะให้พวกเราหนีมา”

   โหรปัดเอาเศษยาออกจากมือ แล้วล้วงลงไปในย่ามอีกครั้ง ดันยาลูกกลอนเม็ดเดียวกับที่ให้ชาร์ลกินใส่ปากเด็กหนุ่มที่ชื่อกุมภ์ ก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูงที่มีมากกว่าหกฟุต “ใส่เสื้อผ้าให้เพื่อนคุณซะ อีกพักก็ฟื้นก็ดีขึ้น”

   พันนาทำตามที่โหรบอกทันที ระหว่างนั้นก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้โหรกับจ้าวจอมฟัง เหตุการณ์แทบจะเหมือนกับที่ชาร์ลเล่า แต่หนีกันมาคนละทาง

   “แล้วคนที่ชื่อชตหายไปไหน” โหรถาม

   “ผมไม่รู้” พันนาส่ายหน้า “ตอนที่เราซ่อนตัว จู่ๆ ชตมันก็พูดขึ้นมาแล้วเหรอ แล้วมันก็เงยหน้าหัวเราะ พวกผมมองตามมันก็เห็นผู้หญิงใส่ชุดสีขาวเก่าๆ ลอยอยู่ในอากาศ แล้วไอ้ชตก็หายไป”

    ดวงตาของพันนาแสดงถึงความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่เคยลืมเลยว่าผู้หญิงคนนั้นน่ากลัวขนาด จะได้ด้วยว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่ยืนข้างๆ รชตตอนที่กลุ่มผีดิบพวกนั้นพยายามจะทำร้ายพวกตน

   “สีขาวแบบนี้ใช่ไหม” โหรเอาเศษผ้าที่เก็บได้ให้พันนาดู พันนาตาเหลือกด้วยความตกใจ

   “ชะ...ใช่ๆ แบบนี้เลย”

   “ตัวอะไรวะพี่” จ้าวจอมถาม ก่อนจะเบ้หน้าเพราะกลิ่นเหม็นสาบของผ้า

   “ผี” โหรตอบสั้นๆ “เพื่อนคุณพูดถึงพรานเวกด้วย”

   “ครับ..พรานกล้าบอกว่าทั้งหมดนี่เป็นฝีมือของพรานเวก” พันนาให้คำตอบ “เขาเป็นเสือสมิง”

   “เสือสมิง?” จ้าวจอมทวนคำด้วยความแคลงใจ “สมัยนี้ยังมีอยู่อีกเหรอวะ”

   “มีสิ พวกที่มีวิชามากๆ บวกกับความโลภที่เยอะเกินไป ทำให้กลายเป็นคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิง” โหรอธิบายสั้นๆ “ผมจับสัญญาณชีวิตเพื่อนคุณที่ชื่อรชตไม่ได้เลย อาจจะต้องบอกว่าความหวังน้อยมาก”

   “นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมผมต้องมาเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้ด้วย” พันนากุมขมับ สีหน้าเจ็บปวด “มันเป็นความผิดของผมเอง ผมเป็นคนชวนเพื่อนๆ เข้ามาในป่านรกนี่”

    “ป่าไม่เคยทำร้ายใคร หากมีเจตนาดี” โหรบอก ก่อนจะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างบนพื้นดิน “ท่าทางจะรู้สึกตัวแล้วล่ะ”

    จริงอย่างที่โหรว่า กุมภ์ขยับเขยื้อน เปลือกตาค่อยๆ ยกเปิดขึ้นอย่างเหนื่อยล้า ตาแรงเรื่อ ริมฝีปากแห้งผาก พยายามจะยันตัวขึ้นจากพื้นโดยมีพันนาช่วยประคอง

   “กะ...เกิดอะไรขึ้นวะ” เสียงของกุมภ์แหบแห้ง รอยผื่นแดงหายไปแล้วราวกับปาฏิหาริย์ เช่นเดียวกับอาการปวดแสบปวดร้อนเจียนตาย แต่ที่โคนลิ้นมีรสประหลาดติดอยู่ มันคล้ายกับยาแก้เจ็บคอที่เคยกินสมัยเด็ก

   “คนพวกนี้มาช่วยเรา เขาเอายาทาให้มึงแล้วก็เอาให้กินด้วย”

    กุมภ์เบือนหน้ามองบุรุษผู้มาใหม่ทั้งสอง คนหนึ่งสูงใหญ่อย่างชายไทยยุคโบราณ ผิวเข้มจนเกือบคล้ำ ใบหน้าคมคาย เส้นผมดำเป็นเงา หวีเสียไปด้านหลังเปิดให้เห็นโครงหน้าชัดเจน ดวงตาคมดุ จมูกโด่งเป็นสันตรง ริมฝีปากหยักได้รูปสีเข้ม แต่งตัวเหมือนนักเดินป่าตัวเอง แต่สภาพของเนื้อผ้าเก่าจนแทบเปื่อย ที่บ่าสะพายย่ามใบเขื่อง อายุคงเกินยี่สิบห้าปีไปแล้ว ส่วนอีกคนเป็นเด็กหนุ่มอายุไม่น่าเกินสิบแปดปี ผิวขาว เค้าโครงใบหน้าคล้ายกับผู้หญิง ดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากสีสด ส่วนสูงคงไม่เกินหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้า สวมใส่เสื้อผ้าทะมัดทะแมงและทันสมัยอยู่มาก

    จ้าวจอมแนะนำตัวเองคร่าวๆ พร้อมกับแจ้งเจตนาในการมาครั้งนี้ กุมภ์ดีใจหนักจนเกือบหลุดเสียง เมื่อคืนนี้เขาแทบเอาชีวิตไม่รอด ไม่ใช่จากภูตผีปิศาจ แต่กับต้นไม้มันก็อยากจะเอาชีวิตเขาด้วยเช่นกัน

   หลังจากที่เงยหน้ามองตามรชต เขาก็เห็นร่างของผู้หญิงลอยอยู่ในอากาศ เหนือศีรษะเขาแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น ใกล้มากจนจดจำรายละเอียดของเธอได้เกือบทั้งหมด ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด ดวงตาสีขาว ริมฝีปากฉีกอ้าราวกับกำลังยิ้มเย้ยหยัน กลิ่นเหม็นสาบจนฉุนจมูก ตอนนั้นเขาตกใจแทบสิ้นสติ เลือดในกายเย็นเยียบไปหมด มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกแรงบางอย่างกระชากไปเบื้องหน้า เป็นพันนานั่นเอง เขาทั้งสองวิ่งตะบอนไปอย่างไร้จุดหมาย ชั่วอึดใจหนึ่งเขาตัดสินใจหันหลังกลับไปมอง ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนสนิท แต่รชตก็หายไปเสียแล้ว มีแค่เสียงกรีดร้องโหยหวนของผีสาวตนนั้นที่ดังลั่นป่า

    เพราะเป็นคืนเดือนมืด มองไม่เห็นสิ่งกีดขวางทำให้เขาวิ่งไปชนกับพุ่มไม้ เพียงประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นอาการปวดแสบปวดร้อนเกินบรรยายก็เล่นงาน มันลามไปทั่วทุกพื้นที่ของผิว ความทรมานเหมือนจะลงไปถึงใต้ชั้นผิวหนัง เขาขอร้องให้พันนาหยุดวิ่งเพราะทนกับความคันและปวดแสบไม่ไหว เขาเกาจนหนังแทบจะหลุดติดเนื้อ แต่ก็ไม่ดีขึ้น สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ได้ยินคนที่โหรบอกว่าพุ่มไม้ที่เขาวิ่งไปโดนมันคือต้นช้างร้อง ต้นไม้ที่มีพิษอันตรายตั้งแต่ลำต้นจนถึงใบ แต่อาหารที่แทบจะฆ่าชีวิตเขามันหายไปแล้วเพราะยาสมุนไพรของโหร เพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่าเขามีไข้ด้วยระหว่างที่นอนหลับไม่ได้สติ

    “เหลือพรานกล้าใช่ไหม” โหรถามเสียงต่ำ “จำได้ไหมว่าเกิดเรื่องที่ไหน”

    “จำได้” พันนาพยักหน้า “เดี๋ยวเราจะพาคุณไปเอง”



    
    

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
     สถานที่แห่งความโหดร้าย อยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่พันนาและกุมภ์วิ่งหนีมา ใช้เวลาเดินเท้าไม่กี่นาทีก็ถึง พันนาหันมองหน้ากุมภ์ ทั้งคู่จำได้ว่าวิ่งจนหัวใจแทบจะหลุดทะลุหน้าอก หน้าขายังปวดตุบ เหงื่อไหลโทรมกาย แต่พวกเขาอยู่ห่างจากจุดตั้งเต็นท์ไม่ถึงห้าร้อยเมตรด้วยซ้ำ รอยหญ้าล้มเป็นลักษณะคล้ายวงกลม นั่นหมายความว่าพวกเขาวิ่งวนอยู่ที่เดิมนานนับชั่วโมง

   สภาพเต็นท์ล้มหงายไม่เป็นเท่า กองไฟมอดดับไปนานแล้ว เศษเถ้าถ่านปลิวอยู่ในอากาศ กลิ่นอายแห่งความเสียหายยังเด่นชัด หญ้าล้มเป็นแปลงกว้าง ร่องรอยต่อสู้เอาตัวรอดมีให้เห็น รองเท้าข้างหนึ่งของพรานกล้าตกอยู่ เมื่อพลิกเต็นท์ผ้าใบขึ้นก็พบกับกระเป๋าที่พรานกล้าเอาติดตัวมาด้วย นอกเหนือจากนั้นก็ไม่พบสิ่งมีชีวิตใดอีก

    “ตายหรือเปล่าวะพี่” จ้าวจอมตั้งข้อสงสัย “ฝีมือตาเวกจริงๆ เหรอวะ”

    “กูว่าคนพวกนี้ไม่โกหก” โหรหันไปสบตากับกุมภ์สาวครึ่งวินาทีแล้วพูดต่อ “เมื่อก่อนตาเวกชอบล่าเสือ เห็นว่ามีวิชาดี แต่จู่ๆ ก็หายตัวอย่างลึกลับ ปู่เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยหนุ่มๆ ตาเวกแกฆ่าเสือตัวหนึ่ง ตัวมันใหญ่มาก น้องๆ ช้างเลย แล้วตาเวกก็ถลกหนังมันเอาปูนอน”

   “โรคจิตว่ะ” จ้าวจอมพึมพำ “แล้วทีนี้เอายังไงต่อ”

   “พี่กล้ายังไม่ตาย กูรู้สึกได้”

   “ไม่ตายแล้วอยู่ไหนอ่ะ”

    “กูไม่รู้” โหรส่ายหัว

    ตาเวกฝีมือร้ายกาจกว่าที่คิด ถึงขนาดสร้างกองทัพผีดิบได้ แถมยังมีบริวารเป็นผีสาวอีกด้วย ที่ร้ายไปกว่านั้นเขาเชื่อเหลือเกินว่าผู้ชายที่ชื่อรชตต้องอยู่ในภายใต้อาคมของตาเวกแล้วแน่นอน ส่วนพรานกล้าอาจจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งที่ไม่น่าจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

   โหรสั่งให้ทุกคนถอยห่างออกไป ดึงธูปออกมาจุดห้าดอก ตั้งจิตอธิษฐานเหมือนที่เคยทำแล้วปักลงดิ้น หลับตาเพ่งกระแสจิตมองหาพร้อมกับเรียกชื่อพรานกล้าในสมาธิ

   ภาพในดวงจิตพร่าเลือนไม่ชัดเจนเหมือนตามอง ต้นไม้ใบหญ้าก็ต่างออกไป ทุกอย่างเป็นสีเทา แล้วเงาร่างบิดเบี้ยวก็ปรากฏขึ้น
 
   การมองผ่านดวงจิตจะไม่ได้เห็นแค่สิ่งปกติธรรมดา แต่ยังสามารถมองเห็นสิ่งที่ดวงตามองไม่เห็นได้อีกด้วย วิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายเดินโซเซซ่อนเร้นกายอยู่ตามต้นไม้ บ้างก็ป่ายปีนขย่มพุ่มไม้เล่น วิญญาณที่ติดอยู่ในป่าเพราะไม่มีใครเรียกกลับ หิวโหยและทรมาน แต่ไม่อาจทำร้ายใครได้เพราะป่าผืนนี้มีเจ้าป่าคุ้มครอง เว้นเสียแต่ว่าผู้มารุกรานไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียม ดูหมิ่น เหยียดหยาม

   โหรไม่สนใจวิญญาณเร่ร่อนที่พยายามเข้ามารบกวน กระแสจิตเพ่งหาแค่พรานกล้าเท่านั้น แล้วเขาก็พบกับร่างหนึ่ง แสงสว่างเรืองรองห่อหุ้มร่างนั้น เป็นสัญญาณบอกว่าที่เขาเห็นไม่ใช่ดวงวิญญาณแต่เป็นมนุษย์

   พรานกล้า!

    โหรจดจำรายละเอียดของสถานที่ มันคือต้นไทรขนาดใหญ่ เส้นสายเถาวัลย์ระโยงรยางค์ห้อยร้อยเต็มไปด้วย โหรสวดมนต์ขอเปิดทางจากอะไรก็ตามที่สร้างม่านบังตาไว้ ก่อนจะดึงจิตกลับแล้วพาทุกคนไปยังต้นไทรต้นนั้น

    พรานกล้าอยู่ที่นั่นจริงๆ แต่ร่างกายบอบช้ำอย่างหนัก ร่องรอยบาดแผลเต็มตัวไปหมด ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เลือดสดๆ ยังไหลจากปากแผลที่เปิดกว้างบริเวณช่วงท้อง มองปราดเดียวก็รู้ว่ามันรอยตะปบของสัตว์ใหญ่ รอยแผลเหวอะหวะ อยู่รอดมาได้ถึงป่านนี้นับว่าเป็นบุญหนักหนา

   “น้ากล้า!”

    จ้าวจอมอุทาน ดวงตาสั่นไหว ถึงจะไม่ค่อยลงรอยกัน ปะทะฝีปากอยู่หลายครั้งแต่ไม่เคยเลยที่จะแช่งชักหักกระดูกให้ตายโหงตายห่า สภาพของพรานกล้าตอนนี้ตายเสียดีกว่าอยู่ เลือดไหลลงมากองนองพื้น มือที่กุมบาดแผลชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีแดงข้น กลิ่นคาวคุ้งจนหนุ่มเมืองกรุงต้องยกมือขึ้นปิดจมูก มีดเก่าคร่ำคร่าหักเป็นสองท่อน คาดเดาได้ว่าพรานกล้าคงใช้มีดเล่มนี้ป้องกันตัวเอง แต่มันคงไม่สำเร็จ

   “เอานี่ไปพันแผลให้พี่กล้าก่อน” โหรสั่ง พลางกระชายชายเสื้อตัวเองให้ขาดเป็นริ้วยาว จ้าวจอมรับมันแล้วร้องให้หนุ่มเมืองกรุงทั้งสองคนช่วยกันประคองพรานกล้าขึ้น

   ชายเสื้อของโหรไม่ได้ช่วยห้ามเลือดได้ แต่แค่ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปสืบพันธุ์มากกว่าเดิมเท่านั้น ดูจากสถานการณ์ตอนนี้พวกเขาไม่มีปัญญาพาพรานกล้าลงเขาไปได้แน่ คงต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้นำเครื่องไม้เครื่องมือมาช่วยเสียแล้ว ตอนนี้แปดโมงกว่าเจ้าหน้าที่คงเริ่มทำงานกันแล้ว แม่ของพันนาไม่มีทางรีรอนานกว่านี้หรอก

   “ไอ้จอมมึงรีบลงเขาไปดักเจ้าหน้าที่ บอกกับเขามีคนเจ็บหนักให้เอาฮอล์ขึ้นมา กูจะพาพี่กล้าไปลานหิน” โหรคะเนสถานการณ์ ไม่ใช่แค่พรานกล้า แต่ยังคะนิ้งด้วย ไม่แน่ว่าเจ้าหล่อนอาจจะไม่รอดด้วยเช่นกัน รวมไปถึงรชตที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

   ฝีมือของตาเวกร้ายกาจนัก

    “ได้พี่!” จ้าวจอมรับปาก สีหน้ามุ่งมั่นอย่างที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก คุ้นชินเส้นทางในป่านี้ดี อีกอย่างนี่ก็ใกล้ตีนเขามากแล้ว เดินไปอีกไม่เท่าไรก็เจอกับสำนักงานของเจ้าหน้าที่

   จ้าวจอมวิ่งปรื๋อเหมือนม้าฮ้อ ชีวิตของพรานกล้าอยู่ที่ฝีเท้าของเขาแล้ว…




    ลานหินที่โหรว่า คือลานกว้างขนาดหลายสิบไร่ ไม่มีต้นไม้หรือหญ้าขึ้นเพราะเนินหินกินพื้นแน่นขนัดจนทำให้วัชพืชขึ้นแซมแทบไม่ได้ และยังเป็นสถานที่ที่ใช้ในการจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กอีกด้วยเมื่อมีเหตุจำเป็น

   พันนาและกุมภ์ช่วยกันทำแปลสนามแบบง่ายๆ โดยหารใช้ท่อนไม้ยาวแข็งแรงสองท่อน และผ้าใบจากเต็นท์ ทำแปลหามพรานกล้าไปยังลานหิน ทั้งสองช่วยกันอุ้มร่างของพรานกล้าลงนอนในเปลอย่างทุลักทุเลเพราะกุมภ์ผอมบางเรี่ยวแรงไม่มีเยอะนัก ส่วนโหรเดินย้อนกลับจุดที่พบกับคะนิ้ง เพราะมีเรื่องสำคัญให้ต้องจัดการ

   นั่นคือการตรวจสอบวิญญาณของคะนิ้ง ป่านนี้ธูปคงหมดดอกแล้ว ถ้าคะนิ้งยังไม่รู้สึกตัว คณะเดินทางจะต้องเสียงเธอไปอีกคน
 
   แต่ลำพังกำลังของเด็กหนุ่มผู้ด้อยประสบการณ์ทั้งสองคงไม่เพียงพอต่อการแบกหามชายร่างสันทัน ที่ไร้สติได้ พรานกล้ายังไม่ฟื้น ดีหน่อยที่ได้ยาร้อยแปดของโหรเลือดเลยหยุดไหล แต่บาดแผลเหวอะหวะจำเป็นต้องพึ่งมือหมอสมัยใหม่ไม่อย่างนั้นอาจจะติดเชื้อในกระแสเลือดได้ พรานกล้ามีไข้อ่อนๆ ด้วยเพราะการอักเสบของแผล เลือดชุ่มโลกเต็มเสื้อ กลิ่นคาวคลุ้ง ผิวกายสีเข้มซีดอ่อน คงจะเสียเลือดไปไม่น้อย

   ทั้งคู่จำต้องพวกโหรก่อน ได้แต่ภาวนาให้คะนิ้งกลับมาอย่างปลอดภัย เพียงแค่นี้พวกเขายังไม่รู้ว่าจะจัดการอารมณ์ของตัวเองอย่างไร มันหนักหนาเกินกว่าเด็กหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปีจะรับไหว

    นานจนเริ่มกระวนกระวายใจ แดดทอแสงจ้าขึ้น ทั้งสองช่วยกันหามแปลสนามหนักอึ้งเพราะร่างของพรานกล้าขยับเข้าไปในร่ม กุมภ์นึกเกลียดรูปร่างผอมโปร่งของตัวเองนัก เรี่ยวแรงพละกำลังมันน้อยนัก ถ้าหากตัวใหญ่ล่ำสันมากกว่าเขากับพันนาอาจจะช่วยกันหามพรานกล้าไปที่ลานหินได้ แต่ก็อีกนั่นแหล่ะพวกเขาไม่รู้ว่าลานหินอยู่ตรงไหนของป่า ถึงโหรจะบอกว่าอยู่ไม่ห่างจากที่นี่ไม่มากนักก็ตาม

   พรานกล้าส่งเสียงครางในคอเบาๆ คล้ายกับคนละเมอ แต่ที่แท้มันคืออาการเพ้อ หมายความว่าอาการของพรานกล้ากำลังทรุดหนัก พันนาทนรอไม่ไหว ตั้งใจจะไปตามโหร แต่ยังไม่ทันได้ขยับเท้าโหรก็เดินโผล่มาจากพุ่มไม้หนา

   “คุณโหร!” กุมภ์ร้องด้วยความยินดี ไม่รู้ทำไมแค่เห็นใบหน้าเคร่งขรึมของโหรความหนักอึ้งในอกมันถึงได้เบาลง ถึงจะเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงสองชั่วโมง

   โหรพยักหน้ารับเบาๆ เสื้อตัวเปื้อนมอมแมมกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรกนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วยังหล่อเหลาตามแบบฉบับหนุ่มไทยแท้

   “ชาร์ลกับคะนิ้งล่ะ” ประโยคนนี้พันนาเป็นคนถาม พลางกวาดสายตาหาเพื่อนรักทั้งสอง

    แทนคำตอบของโหร ร่างสูงใหญ่ผิวขาวจัดแต่สกปรกด้วยคราบดินโคลนก็ปรากฏตัวขึ้น ในอ้อมแขนมีร่างบอบบางของคะนิ้งที่เดินอ่อนระโหยอยู่ข้างๆ ใบหน้าที่เคยสวยสดชนิดที่ต้องหันมองเหลียวหลังซีดเซียว อ่อนแรง แต่ริมฝีปากกับยกยิ้มยินดี ดวงตาเป็นประกาย ที่น่าแปลกอีกอย่างเธอสวมแค่เสื้อคลุมเปรอะๆ ของชาร์ลเพียงตัวเดียวเท่านั้น

   “คะนิ้ง!!”

    กุมภ์ตะโกนร้องด้วยความยินดี วิ่งถลาไปหาเพื่อนรักทั้งสอง โดยไม่ลืมยิ้มขอบคุณโหร ดวงตาใหญ่คมสบตอบกลับมา กุมภ์รู้สึกถึงหัวใจที่พองขึ้น ความปลอดภัยที่โอบกอดรอบตัว ถึงจะเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงสองชั่วโมงแต่เหมือนมันนานเหลือเกิน

    “เป็นยังไงบ้าง”

    คะนิ้งยิ้มอ่อนระโหยกลับมา ยอมให้กุมภ์ยกแขนอีกข้างพาดหัวไหล่ที่ไม่ค่อยกว้างนัก โอนถ่ายน้ำหนักไปทางกุมภ์ช่วยชาร์ลผ่อนแรง “เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะ”

    กุมภ์ไม่ตื้อถาม แล้วเล่าเหตุการณ์ที่ตนเจอเมื่อคืนให้ฟัง คะนิ้งกับชาร์ลรับฟังเงียบๆ แล้วก็ส่ายหัวเมื่อกุมภ์ถามถึงรชต ไม่มีใครเห็นรชต แม้จะอยากออกตามหามากแค่ไหนแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะชีวิตของพรานกล้าก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นกัน

    โหรกับพันนารับหน้าที่แบกร่างของพรานกล้าด้วยเพราะพละกำลังเต็มเปี่ยมมากกว่าใคร โหรเดินหน้าเพราะต้องนำทาง ชาร์ลกับกุมภ์ช่วยกันประคองคะนิ้ง ทางที่จะไปลานหินอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร ยิ่งอยู่ในป่าที่มีทั้งเนินลาดชัน ทางต่ำ หินขรุขระยิ่งทำให้การเดินยากลำบากมากกว่าเดิม แต่โหรกลับเดินอย่างคล่องแคล่วราวกับมีใครทำลานคอนกรีตให้ ผิดกับอีกสี่ชีวิตที่เดินอย่างทุลักทุเล โดยเฉพาะพันนาที่สะดุดหลุมเล็กหลุมน้อยอยู่หลายครั้ง อีกทั้งยังต้องก้าวขาให้ทันโหรอีกด้วย

    โหรไม่ได้แนะนำตัวอะไรเพิ่ม เพราะคิดว่ามันไม่จำเป็น หากตามหาเด็กที่ชื่อรชตเจอก็จะหมดหน้าที่ แต่เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะหาเจอหรือไม่ เขาตรวจจับสัญญาณชีวิตไม่ได้เลย หากเดาไม่ผิด ตาเวกต้องเอาตัวรชตไปแน่นอน

   ที่เขาต้องทำคือ ตามหาตัวตาเวก

    พรานกล้าเริ่มเพ้อด้วยพิษของแผลใหญ่ รอยตะปบที่หน้าท้องใหญ่ไม่น้อย มองปราดเดียวก็รู้ว่ามันรอยเท้าของเสือ และเป็นเสือตัวใหญ่ด้วย เขาเชื่อเรื่องที่พวกกุมภ์เล่า ตาเวกคือเสือสมิง ดังนั้นตาเวกที่เขาต้องตามหาคงไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว

    โหรกระชับเปลไม้ไผ่ให้มั่นคงขึ้น มือกำแน่นที่ท่อนไม้ เหงื่อไหลอาบใบหน้า เริ่มปวดล้าที่ท่อนแขน แสงแดดในยามสายจัดแผดเผาต้นคอจนแสบร้อน แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เช่นเดียวกับเด็กเมืองกรุงทั้งสี่ เขาเหลือบมองเด็กหนุ่มที่ชื่อกุมภ์อีกครั้ง รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันที่เด็กท่าทางสำอางผอมบางจะออกมาเดินป่าเสี่ยงอันตรายได้ แต่จะว่าไปแล้วเด็กพวกนี้คงไม่ได้ชื่นชอบการผจญภัยในป่ากว้างนัก คงแค่อยากจะหากิจกรรมยามว่างทำ โดยที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนว่าจะได้พบเจอกับเรื่องอันตราย

   ทว่าที่จริงแล้วป่าผืนนี้ไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่เด็กเมืองกรุงพวกนี้เจอ เพราะทุกครั้งที่เขาเข้าป่าตั้งแต่เล็กด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาพบเจอคือสิ่งน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ วิถีชีวิตของสัตว์ป่า พวกสิ่งเหนือธรรมชาติแทบไม่เคยพบ แต่ปู่ก็เตือนเสมอว่าเรื่องพรรค์นี้มีอยู่จริง ขอเราอย่าลบหลู่หรือท้าทาย ซึ่งเขาก็ทำตามมาโดยตลอด

    มนุษย์ต่างหากที่น่ากลัว เรื่องราว เหตุการณ์เหลือเชื่อต่างๆ เกิดจากฝีมือของตาเวก และไม่เคารพกฎของป่า

   เสียงลมหายใจเหนื่อยหอบดังขึ้นเป็นระยะ การเดินไปลานหินกินเวลานานกว่าปกติเพราะต้องหากร่างของพรานกล้าไปด้วย กว่าจะถึงจุดนัดหมายก็เกือบเที่ยง

   ลานหินกว้างไร้พืชขึ้นเวิ้งว้างเดียวดาย ทั้งสายลมและแสงแดดทำงานเต็มที่ ท้องฟ้าสดใสสว่างจ้าไร้วี่แววของเครื่องเฮลิคอปเตอร์ มีแต่เสียงจิ้งหรีดร้องเท่านั้น

   “เด็กคนนั้นจะทำสำเร็จไหม” พันนาเอ่ยถาม ยกคอเสื้อขึ้นเช็ดเม็ดเหงื่อหลังจากวางพรานกล้าลง ท่อนปวดล้าไปหมด

   “จอมไม่เคยทำอะไรพลาด” โหรบอกสั้นๆ มั่นใจในฝีมือและฝีเท้าของเด็กแห่งพงไพรคนนี้...




*ตอนนี้ยาวมากเลย*

**หากพบเจอคำผิด ต้องขออภัย**

***ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์***

****เจอกันตอนหน้าค่ะ****

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3339
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4162
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ลุ้นทุกตอน จอมเอ๊ย เอาฮ.มาให้ได้นะ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
สนุกมากๆ ชอบๆ นึกว่าดูหนังอยู่เลย

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ขอให้จอมลงเขาได้อย่างปลอดภัย

ออฟไลน์ .B.F.I.R.S.T.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ลุ้นนน ว่าแต่ใครเป็นพระนายกันละเนี่ยย


Sent from my iPad using Tapatalk

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +131/-5
ลุ้น ขอให้ชต ยังมีชีวิตรอดด้วยเถอะ ประสบการณ์ ที่ได้เจอ ไปบอกต่อ กับคนภายนอกได้

ออฟไลน์ tpxqrz_taro

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สนุกมากค่ะ ลุ้นทุกตอน รอๆ :mew1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด