Homicide : รับจ้างฆาตกรรม | (UPDATE! บทที่ 20 กลั่นแกล้ง) [23/05/2020]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Homicide : รับจ้างฆาตกรรม | (UPDATE! บทที่ 20 กลั่นแกล้ง) [23/05/2020]  (อ่าน 3587 ครั้ง)

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************



Homicide : รับจ้างฆาตกรรม


เรื่องราวความรักของฆาตกรเลือดเย็นที่มีหัวใจไว้หลงรักปีศาจกินวิญญาณ



อารัมภบท



     “ต้องการให้จัดงานแบบไหนครับ เซอร์ไพรส์ เงียบๆ หรือ ซ่อนแอบ”

     “อา... มันต่างกันยังไงเหรอครับ?”

     “เซอร์ไพรส์ คือ ทุกคนจะตื่นตาตื่นใจกับงานนี้

     เงียบๆ คือ จัดงานให้ผู้รับรู้คนเดียว

     ส่วนซ่อนแอบคือ แอบจัดงานให้ผู้รับก่อนหลังจากนั้นก็รอให้แขกรับเชิญมาเข้าร่วมภายหลัง”





     หลังรับฟังก็ยังไร้ซึ่งความเข้าใจ เรื่องที่เขาจ้างวานมันไม่น่ามีรายละเอียดมากมายนัก แค่บอกชื่อเป้าหมายก็น่าจะพอแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กล้าท้วงติงอีกฝ่าย แม้ตัวเองจะเป็นถึงลูกค้าก็ตาม




     “ว่าไงครับ ต้องการให้จัดแบบไหน”

     “อะ เอาซ่อนแอบครับ”

     “ซ่อนแอบนะครับ แล้วให้จัดงานวันไหนครับ นี่ก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว สนใจให้งานนี้เป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ไหมครับ?”

     “เอาแบบนั้นก็ได้ครับ”

     “สถานที่จัดงานมีที่คิดไว้ไหมครับ”

     “...ไม่มีครับ”

     “ต้องการฝากอะไรให้ผู้รับไหมครับ”

     “ไม่ครับ”

     “ขอสรุปคร่าวๆ ตามนี้นะครับ จัดงานแบบซ่อนแอบให้คุณกรณ์ในวันขึ้นปีใหม่ ไม่มีของฝาก สถานที่ให้คนจัดงานเป็นผู้ตัดสินใจ มีอะไรจะแก้ไขหรือเพิ่มเติมไหมครับ?”

     “ไม่มีครับ”

     “ค่าตอบแทนรบกวนโอนก่อนวันจัดงาน หวังว่าคงไม่มีการขอเลื่อนหรือผิดสัญญานะครับ”

     “มะ ไม่ครับ ไม่เลื่อนแน่นอน”





     เมื่อการเจรจาสิ้นสุด พลันปรากฏรอยยิ้มมุมปากบนใบหน้าของผู้รับงาน ผู้ว่าจ้างรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที มันไม่ใช่รอยยิ้มการค้า ไม่ใช่ยิ้มแสดงถึงคำขอบคุณหรือมิตรภาพใดๆ

     มันเหมือนกับ...ร้อยยิ้มของปีศาจที่กำลังสนุกกับของเล่นชิ้นใหม่





     “ตกลงรับงานครับ”

























วันที่ 1 มกราคม 25XX





     “ก๊อกๆ”

     “คุณคะ สายแล้วนะคะ เด็กๆ เตรียมพร้อมไปเที่ยวรออยู่ข้างล่างนานแล้ว”

     “...”

     “ก๊อกๆ ๆ แกร๊ก”

     “อ้าววันนี้ไม่ล็อกประตูแปลกจัง ฉันขอเข้าไปนะคะ คุณคะ คุ... กรี๊ดดด!!!!!”





ถึงผู้ผ่านมาอ่าน

     เนื้อหานิยายค่อนข้างรุนแรงประมาณหนึ่งนะครับ หากไม่นิยมสามารถปิดอ่านได้ หากใครชื่นชอบ เพียงแค่แสดงความคิดเห็นอะไรเล็กน้อย หรือคอมเมนต์ด้วยภาพเคลื่อนไหวgif ก็ขอขอบพระคุณมากแล้วครับ

     นิยายจะลงอย่างน้อยสัปดาห์ละตอน อาจมีลงมากกว่านั้นบ้างในบางครั้งครับ(ถ้าคนเขียนมีเวลานะ)

     สุดท้ายหากมีส่วนใดพิมพ์ผิดหรือบรรยายไม่เข้าใจรบกวนผู้ผ่านมาอ่านแจ้งด้วยนะครับ


ฝากติดตามด้วยนะครับ ขอบคุณครับ




สารบัญ

บทที่ 0 เลือดนก
บทที่ 1 โนอาร์
บทที่ 2 ขอบคุณ
บทที่ 3 ตอบแทน บทที่ 3 ตอบแทน(ต่อ)
บทที่ 4 ซื่อสัตย์ บทที่ 4 ซื่อสัตย์(ต่อ)
บทที่ 5 เฝ้ามอง
บทที่ 6 โอกาส บทที่ 6 โอกาส(ต่อ)
บทที่ 7 กินข้าว
บทที่ 8 รู้สึก บทที่ 8 รู้สึก(ต่อ)
บทที่ 9 ลองดี บทที่ 9 ลองดี(ต่อ)
บทที่ 10 ไม่ชอบ
บทที่ 11 ลักซ่อน บทที่ 11 ลักซ่อน(ต่อ)
บทที่ 12 ตามหา บทที่ 12 ตามหา(ต่อ)
บทที่ 13 ปกป้อง บทที่ 13 ปกป้อง(ต่อ)
บทที่ 14 ดูแล บทที่ 14 ดูแล(ต่อ)
บทที่ 15 ต้อนรับ
บทที่ 16 คนนอก บทที่ 16 คนนอก(ต่อ)
บทที่ 17 ความชอบ บทที่ 17 ความชอบ(ต่อ)
บทที่ 18 กังวล
บทที่ 19 รักเจ้า บทที่ 19 รักเจ้า(ต่อ)
บทที่ 20 กลั่นแกล้ง บทที่ 20 กลั่นแกล้ง(ต่อ)



Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2020 10:30:28 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

   แสงแดดรำไรลอดผ่านเหล่ากิ่งไม้ของผืนป่า ไร้เสียงจิ้งหรีดเรไรหรือสิ่งมีชีวิตอื่นใด บรรยากาศเงียบงันวังเวงไม่มีใครพึงปรารถนาจะมาเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้

   “ฉึก... ฉึก... ฉึก...”

   เสียงจอบขุดดินดังเป็นจังหวะเรียบเรื่อยไม่ทำให้บริเวณโดยรอบน่าอยู่ขึ้นแม้แต่น้อย

   “ฉึก... ฉึก!”

   เสียงสุดท้ายเป็นของเครื่องมือสิ้นสุดหน้าที่ถูกปักลงกองดินใกล้หลุมลึกขนาดใหญ่ เสียงเดินของใครบางคนตามด้วยเสียงลากวัตถุน้ำหนักมาก เป็นเสียงต่อมาหลังจากเสียงจอบเงียบหายไป

   “แซก... แซก...”

   “ตุ้บ!!”

   เสียงวัตถุหนักถูกโยนลงไปในหลุม ของเหลวหนืดไหลออกจากสิ่งนั้นค่อยๆ ย้อมก้นหลุมจากสีน้ำตาลให้กลายเป็นแดง อุปกรณ์ทำสวนกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ตักกองดินลงหลุมฝังความลับให้ผืนธรณีช่วยปกปิดตลอดกาล
   เมื่อกองดินและหลุมกว้างรวมเป็นพื้นดินเรียบเหมือนเก่า เจ้าของจอบถืออุปกรณ์คู่กายเดินย้อนกลับไปทางเข้าป่าโดยไม่เหลียวมองผลงาน ใบหน้าแสดงถึงความเบื่อหน่ายอย่างที่สุด

   น่าเบื่อ จะใจเสาะรีบตายทำไม ยังไม่ทันได้สนุกเลย

   ความคิดบิดเบี้ยวบ่งบอกถึงจิตใจอำมหิตเลือดเย็นของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี คนอันตรายเช่นนี้ไม่ควรอยู่ในสังคม เหตุผลที่ไม่ถูกจับเข้าคุกหรือรับโทษนั้นง่ายแสนง่ายคือ ไม่รู้ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผู้เคราะห์ร้ายโดนนั้นมันไม่ใช่อุบัติเหตุหรือโรคร้าย แต่ถึงฉลาดพอรู้ว่าเป็นการฆาตกรรม ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะหาหลักฐานหรือเบาะแสจากที่ใด หลายคดีเกิดขึ้นและเลือนหายไร้ผู้กระทำผิด ปริศนายังคงเป็นเช่นนั้นไร้ผู้ไขกระจ่าง ความลับที่ว่าทุกคดีเกิดจากคนเพียงคนเดียวจึงไม่มีใครล่วงรู้



   “อั่ก..”

   ฝีเท้าหยุดลงกะทันหันเมื่อได้ยินเสียงบางสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในผืนป่า เสียงเหนื่อยหอบทรมานแผ่วเบามากซะจนไม่ได้ยินเป็นแน่ถ้าอยู่ภายนอกไม่ใช่ข้างในป่าเงียบสงัดเช่นนี้
   รอยยิ้มมุมปากเอกลักษณ์ของเจ้าตัวพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าเจ้าของจอบ บ่นไม่ทันไรก็มีของเล่นใหม่มาแก้เบื่อ ปลายเท้าเบี่ยงทิศทางมุ่งตรงไปหาแหล่งกำเนิดเสียง ยิ่งเข้าใกล้เสียงหอบหนักยิ่งดังขึ้น ยิ่งทำให้ใจเขาเต้นระรัว จนในที่สุดก็เห็นต้นตอ
   ร่างสูงใหญ่ชโลมไปด้วยเลือด ตามร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ที่หนักสุดคงเป็นแผลลึกบริเวณแผ่นอกกว้างที่ถูกกรงเล็บมือขนาดใหญ่พยายามกั้นห้ามเลือดไว้

   ใช่แล้วอ่านไม่ผิดหรอก กรงเล็บ

   สิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าดูเหมือนมนุษย์แต่ไม่ใช่ ผิวกายสีน้ำตาลแดงไม่มีใครคนไหนในโลกที่จะมีสีผิวแบบนี้ ฝ่ามือใหญ่ประกอบด้วยกรงเล็บสีดำทั้งสองข้าง เพียงแค่เห็นก็สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่ง หากถูกมือนั้นจับศีรษะออกแรงบีบ กะโหลกคงแตกกระจาย เลือดและมันสมองต้องไหลเยิ้มติดมือแกร่งนี้แน่ หูแหลมยาวกับผมแหลมหนาสีนิลลู่ไปทางด้านหลังคล้ายหนามของเม่นที่ยังไม่พองขน

    องค์ประกอบทั้งหมดบ่งบอกชัดว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าหาใช่มนุษย์
    แต่เป็นปีศาจ

   ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้หลายคนในยุคนี้ต่างปฏิเสธว่าภูตผีปีศาจไม่มีจริงเป็นเรื่องไร้สาระ หลายสิ่งได้รับการพิสูจน์แล้วแต่ก็มีอีกหลายสิ่งที่ยังเป็นปริศนา คนเหล่านั้นบอกว่าเป็นเพราะวิทยาการและความรู้ตอนนี้ยังไม่เพียงพอ ต่อไปในอนาคตทุกเรื่องนั้นจะถูกไขด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์
   เจ้าของจอบนึกถึงคำพูดเหล่านั้นได้แต่นึกขำ อยากรู้จริงๆ หากพวกนั้นเห็นสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าเขา จะแถเป็นสัตว์สายพันธุ์อะไร เหตุผลที่เขาไม่เชื่อตามสมัยนิยมเป็นเพราะสิ่งที่คนยุคนี้พยายามปฏิเสธ เขาล้วนสัมผัสมาแล้วทั้งสิ้น นอกจากนั้นในโลกมืดที่เขาอยู่ยังรู้จักกลุ่มคนที่มีความสามารถในการควบคุมวิญญาณหรือกำจัดปีศาจ ช่วยตอกย้ำว่าคนที่ไม่ยอมรับถึงการมีอยู่ของสิ่งเหล่านั้นต่างหากที่ไร้สาระ

   ถึงแม้สิ่งที่พบเจอเป็นปีศาจไม่ใช่คนอย่างที่หวังไว้ ก็ไม่ทำให้มนุษย์หนึ่งเดียวรู้สึกเสียอารมณ์แม้แต่น้อย เพราะไม่ว่าจะเป็นคนหรือปีศาจ

   เสียงกรีดร้องทรมาน แววตาตื่นผวาหวาดกลัว มันก็ตื่นเต้นไม่ต่างกัน

   
   เสียงของบางสิ่งใกล้เข้ามาทำให้ปีศาจที่นั่งพิงต้นไม้หอบหายใจหนักจากอาการบาดเจ็บเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน มนุษย์พร้อมจอบในมือขวากำลังย่างก้าวมาหาเขาไร้ซึ่งความหวาดหวั่น กลิ่นอายชั่วร้ายแผ่กระจายออกมาจากเจ้าตัวเป็นตัวบ่งบอกชั้นดีว่ามนุษย์ผู้นี้มีจิตใจเป็นเช่นไร
    การมาของมนุษย์ผู้นี้ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดพอดี เขาเป็นปีศาจกินวิญญาณ ในสภาวะที่ร่างกายบาดเจ็บหนัก วิญญาณเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เขาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แต่ปัญหาคือตอนนี้เขาไม่เหลือแรงพอที่จะดับลมหายใจของเหยื่อและช่วงชิงดวงวิญญาณมา เห็นทีจากตำแหน่งผู้ล่ากับเหยื่อคงสลับกันแล้ว

    ฝ่ายปีศาจจ้องมนุษย์เขม็งดูท่าทีเหยื่อที่ตอนนี้ได้สวมบทผู้ล่าจะทำอะไรกับตน ส่วนฝ่ายมนุษย์ที่ใจเต้นระรัวเพราะของเล่นใหม่เหมือนใจกระตุกไปหนึ่งจังหวะ ก่อนจะค่อยๆ เต้นแรงขึ้นด้วยจังหวะที่หนักหน่วงเมื่อได้สบตากับปีศาจตนนั้น
    ดวงตาสีเลือดนกจดจ้องมาที่เขา แววตาฉายความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวไม่กลัวตาย ไม่ใช่เรื่องประหลาดใจนักเพราะของเล่นบางชิ้นก็มีสายตาเช่นนี้ แต่ที่ทำให้เขาใจเต้นในจังหวะที่เปลี่ยนไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนคือ ความนิ่งสงบเยือกเย็นในส่วนลึกของนัยน์ตาคู่นั้น
    ความรู้สึกแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นนี้เขารู้ว่ามันคืออะไร มันเป็นความรู้สึกที่บ้าและไร้สาระมากสำหรับเขา เขาไม่เคยปรารถนาที่จะมีหรือได้รับความรู้สึกพวกนั้น แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นเขาก็จะยอมรับ ไม่คิดผลักไสหรือปฏิเสธความรู้สึกเหมือนพวกโง่เง่าเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง มันจะไปยากอะไรก็แค่ความรู้สึกที่ว่า

    ตกหลุมรักปีศาจตรงหน้าเข้าแล้ว


    เมื่อความรู้สึกเปลี่ยนไปเป้าหมายย่อมผันตาม ปีศาจตรงหน้าไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงของเล่นแก้เบื่ออีก จากที่ตั้งใจใช้จอบในมือฟาดให้ปีศาจสิ้นฤทธิ์ เปลี่ยนเป็นเข้าไปประคองพยุงปีศาจ

   “เจ้าจะทำอะไร” ปีศาจเอ่ยถามเมื่อการกระทำราวกับช่วยเหลือของมนุษย์ขัดแย้งกับกลิ่นอายชั่วร้ายที่แผ่ออกมาโดยสิ้นเชิง
   “จะพาไปรักษา”
   “หึ ให้พูดใหม่จะไปรักษาหรือจะพาไปฆ่า”
   “ผมไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าตอนแรกผมจะเอาคุณไปเล่นแล้วค่อยกำจัดทิ้ง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว” มนุษย์ใจบาปหันไปพูดกับปีศาจขณะพยายามพยุงร่างยักษ์ยืนขึ้น

   ปีศาจยังคงไม่เข้าใจการกระทำมนุษย์ ยิ่งแววตาที่มองมานั้นเปลี่ยนไป ยิ่งไม่เข้าใจความคิดของมนุษย์ตรงหน้า

    “...ทำไม?”

    รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอีกครั้งก่อนจะเอ่ยคำตอบออกไป

    “เพราะผมรักคุณ”
   


บท0 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-11-2019 09:12:05 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
   บ้านสองชั้นขนาดกลางตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลผู้คน เพื่อนบ้านหลังที่ใกล้สุดอยู่ห่างออกไปเกือบสองกิโลเมตร ถนนเส้นหนึ่งตัดผ่านหน้าบ้านไร้รถยนต์สัญจร มีเสาไฟสลัวส่องสว่างพอให้เห็นทางข้างหน้า บรรยากาศเปลี่ยวเงียบงันพาให้ผู้หลงเข้ามาขนลุกชัน ยิ่งขับผ่านหน้าบ้านไร้ผู้อาศัยที่ตั้งอยู่โดดๆ ก็พานให้คิดว่าเป็นบ้านผีสิง รีบเหยียบคันเร่งหนีด้วยความกลัวว่าจะเห็นสิ่งไม่ควรเข้า
   แม้บ้านหลังนี้จะไม่ใช่บ้านผีสิงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่การพยายามออกห่างสถานที่นี่นั้นเป็นสิ่งที่ควรแล้ว หากได้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ

   รั้วเหล็กหน้าบ้านค่อยๆ เลื่อนเปิดอัตโนมัติ เมื่อเซนเซอร์ตรวจจับได้ว่ารถยนต์ของผู้เป็นนายกำลังพุ่งตรงมาทางนี้ ไม่นานรถสีดำขลับก็มาถึง เลี้ยวเข้าบ้านจอดสนิทในตำแหน่งประจำ ประตูรั้วเลื่อนกลับมาปิดสนิทดังเดิมพร้อมกับไฟบ้านที่เปิดสว่างขึ้นอัตโนมัติ
   ร่างของเจ้าของบ้านเปิดประตูลงจากรถฝั่งคนขับ เดินไปส่วนของที่นั่งผู้โดยสารด้านหลัง นำพาร่างยักษ์ของปีศาจเข้าบ้าน คอยประคองจนถึงโซฟาในห้องนั่งเล่น ให้ปีศาจบาดเจ็บนั่งตรงนั้น แล้วจึงเดินหายไปในส่วนหนึ่งของตัวบ้าน ก่อนกลับมาพร้อมอุปกรณ์ทำแผล นั่งลงข้างปีศาจ ลงมือปฐมพยาบาลโดยไม่พูดสิ่งใด

   “เจ้าคิดว่าการรักษาแบบมนุษย์มันใช้กับข้าได้อย่างนั้นหรือ” ปีศาจที่มองอยู่เงียบๆ พูดขึ้นเมื่อเห็นเจ้ามนุษย์นำยาชุบใส่สำลีเช็ดรอบปากแผล
   “ผมไม่รู้ แล้วต้องทำยังไงถึงจะหาย” มนุษย์หยุดมือ เงยหน้าขึ้นตอบปีศาจก่อนตามด้วยคำถาม
   “รู้ไหมว่าข้าเป็นอะไร”
   “ปีศาจ”
   “แล้วเป็นปีศาจอะไร”
   “ไม่รู้” มนุษย์เพียงหนึ่งเดียวตอบพลางส่ายหน้าเล็กน้อย
   “หึ ข้าเป็นปีศาจกินวิญญาณ แผลแค่นี้ไม่เท่าไรหรอกถ้าข้าได้กิน เจ้าอยากให้ข้าหายนิ ยอมเป็นอาหารให้ข้าไหมล่ะ” ปีศาจพูดพร้อมมองปฏิกิริยาของมนุษย์ สิ่งที่ได้รับยังคงเป็นสีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม ไม่มีท่าทีตกใจหรือวิตกแต่อย่างใด
   “คุณไม่กินผมหรอก”

   เจ้าของบ้านตอบก่อนก้มหน้าเก็บอุปกรณ์ทำแผลเข้ากล่องตามเดิมเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นไร้ประโยชน์ ประคองร่างยักษ์ลุกยืน พยุงขึ้นบันไดบ้าน พาไปห้องนอนที่อยู่ข้างห้องของตน ค่อยๆ ประคองร่างปีศาจลงนอนบนเตียงกว้าง และเดินออกจากห้องไปโดยไร้ซึ่งคำพูดเช่นเคย ปีศาจกินวิญญาณมองตามหลังมนุษย์ด้วยแววตาสงสัยไม่เข้าใจการกระทำของมนุษย์ผู้นี้

   หลังส่งแขกเข้านอนเรียบร้อย เจ้าของบ้านไม่ได้ไปไหนไกล เดินเข้าห้องที่อยู่ข้างกัน วางสัมภาระต่างๆ ที่พกติดตัวประจำลงบนโต๊ะทำงาน แล้วจึงเดินหายไปในห้องน้ำ
    สายน้ำหลั่งไหลจากฝักบัวที่ฝังติดกับเพดานด้านบน มนุษย์ยืนนิ่งปล่อยให้น้ำไหลผ่านตัว ในใจยังคงคิดวกวนถึงคำพูดของปีศาจ

   เวลาผ่านไปสักพักใหญ่เสียงของน้ำไหลจึงหยุดลง ตามมาด้วยร่างของเจ้าของบ้านในชุดคลุมอาบน้ำ เดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน หยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาคนที่นึกถึง

   [ฮัลโหล]
   “อยากได้ของที่ใช้เก็บวิญญาณได้” ไม่คิดจะทักทายตอบ สวนกลับด้วยเหตุผลที่โทรหาทันที
   [ฮะ? เอ่อ..นี่เล่นตลกอะไรหรือเปล่าครับคุณ ของแบบนั้นมันมีที่ไหน แล้วนี้คุณเป็นใคร? โทรมาก่อกวนดึกดื่นแบบนี้ ผมแจ้งความนะคุณ]
   “โนอาร์”

   ปลายสายได้ฟังเสียงบอกชื่อเรียบเรื่อยถึงกับเงียบหายไป ก่อนจะตามด้วยเสียงโครมครามชุดใหญ่และเสียงดังตอบกลับที่แทบเรียกได้ว่าเสียงตะโกน

   [โนอาร์!!!! ไม่อยากจะเชื่อว่านายจะโทรหาฉัน ให้เบอร์แล้วก็เงียบหายไปเลยนึกว่าเอาไปทิ้งแล้วซะอีก เบอร์นี้ของนายเหรอ ต้องรีบเม็มไว้แล้ว $%^%%#$#$!#$^]

   เสียงพูดตื่นเต้นของปลายสายพร้อมคำบ่นมากมายที่ฟังแทบไม่ทัน เริ่มทำให้คิ้วของคู่สนทนาผู้รับฟังขมวดเข้าหากันทีละน้อย

   “รำคาญ”
   [อะ.. โทษที ดีใจไปหน่อย ว่าแต่โทรมาเรื่องอะไรนะ อ้อ! ที่เก็บวิญญาณ จะเอาไปทำอะไรเหรอ?]
   “...”

   ปลายสายพูดเองเออเองก่อนถามถึงเหตุผลของการใช้สิ่งนั้น เสียงตอบกลับคือเสียงของความเงียบ ทำให้คู่สนทนารู้ตัวว่าตนกำลังยุ่งเรื่องของอีกฝ่ายมากไป เลยรีบเปลี่ยนคำถามใหม่เพื่อให้การพูดคุยสามารถดำเนินต่อได้

   [เอ่อ..แล้วจะเก็บวิญญาณของคนเป็นหรือคนตายเหรอ? ที่ถามเพราะมันใช้คนละชนิดกันน่ะ จะได้แนะนำได้ถูก]
   “คนเป็น”
   [ที่เก็บวิญญาณของคนเป็น เป็นแบบหลอดแก้วมีน้ำเป็นสื่อนำอยู่ในตัวหลอด เวลาใช้ให้เป้าหมายสัมผัสกับน้ำนั้นโดยตรง จะด้วยวิธีกินหรือหยดใส่ก็ได้ แต่อย่าใช้หมดนะ ไม่งั้นวิญญาณจะไม่ถูกดึงเก็บเข้าหลอดเพราะไม่มีตัวสื่อ อ้อ เป้าหมายที่โดนต้องวิญญาณออกจากร่างภายในหนึ่งวันหลังโดนน้ำสื่อนำนะ ส่วนวิธีการเอาวิญญาณออกจากร่างนายคงรู้ดีอยู่แล้ว ฉันคงไม่ต้องแนะนำ]
   “ทั้งหมดเท่าไร”
   [ทั้งชุดก็หลอดละห้าแสน]
   
   ดูเหมือนคนขายจะไม่เข้าใจคำถาม ลูกค้าจึงถามใหม่อีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เน้นหนักกว่าเดิม

   “ทั้ง หมด เท่าไร”
   [ทั้งหมด? จะเอาทั้งหมดเลยเหรอ!! แป๊บนะ เดี๋ยวขอนับของก่อน อย่าเพิ่งวางสายนะ!]

   เสียงโครมครามชุดใหญ่ดังขึ้นอีกครั้ง ปลายสายได้ยินเสียงแว่วนับจำนวนเบาๆ ไม่นานก็ได้ยินเสียงกุกกักตามด้วยเสียงแจ้งจำนวนของ

   [ตอนนี้มี 5 ลัง ลังละ 12 หลอด ทั้งหมดก็ 30 ล้าน ฉันลดให้เหลือ 25 ล้านเลย สำหรับลูกค้ารายใหญ่]
   “ไม่จำเป็น เที่ยงพรุ่งนี้เอาของมาให้ที่XXX ตรวจของเรียบร้อยจะโอนเงินให้ และถ้าของมาใหม่ ก็โทรมาบอก”
   [โอเคๆ พรุ่งนี้เจอกัน]

   กดตัดสายทันทีโดยไม่เอ่ยลา วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะตามเดิม ทิ้งตัวลงที่นอนหลับตา เพียงครู่เดียวก็ลืมตาตื่นเด้งตัวออกจากห้องไปทันที เมื่อนึกขึ้นได้ถึงสิ่งสำคัญที่ลืมไป
   ร่างเจ้าของบ้านหยุดอยู่หน้าประตูห้องข้างๆ เตรียมจะเปิดประตูเข้าไป แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ เนื่องด้วยเห็นว่าตอนนี้ดึกมากแล้วจะเป็นการรบกวนเสียเปล่า เลยเปลี่ยนเป้าหมายจากปีศาจข้างในเป็นประตูหน้าห้องแทน

   “ราตรีสวัสดิ์”




   รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือน ปีศาจกินวิญญาณลุกขึ้นจากที่นอน แผลตอนนี้ไม่มีเลือดออกแล้วแต่ยังคงเจ็บอยู่ทุกครั้งที่ขยับตัว ที่บาดเจ็บถึงขนาดนี้ก็ยอมรับส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาประมาทคู่ต่อสู้มากเกินไป อีกทั้งยุคสมัยนี้นักล่าปีศาจเลือกกำจัดเฉพาะปีศาจร้าย ไม่ได้สักแต่ฆ่าเหมือนในอดีต และเขาก็ไม่ได้ทำร้ายใคร ทำตัวกลมกลืนกับพวกมนุษย์ตามปกติ ไม่คิดว่าจะถูกเล่นงานเช่นนี้
   ครั้งที่ต่อสู้ เขาพยายามถามถึงเหตุผลระหว่างการปะทะก็ไร้ซึ่งคำตอบ จนตัวเองพลาดท่าถูกเล่นงานหนัก ต้องหนีหลบเข้าไปอยู่ในป่า และได้เจอกับมนุษย์ที่มีกลิ่นอายชั่วร้ายแต่การกระทำนั้นแตกต่างในที่สุด

   คงเป็นพวกมือใหม่ร้อนวิชา แต่ถ้ามีครั้งหน้าคงไม่เอาไว้เหมือนกัน

   คิดเช่นนั้นก่อนค่อยๆ เดินพาร่างกายที่ยังไม่หายดีออกจากห้องไป

   ลงมาชั้นล่างก็พบเจ้าของบ้านกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ในครัว กลิ่นอาหารลอยฟุ้งเข้าจมูกปีศาจ ยืนนิ่งจับสังเกตมนุษย์ตรงหน้า ไม่นานเจ้ามนุษย์ก็รู้สึกตัว หันกลับมามองปีศาจ แล้วจึงเอ่ยประโยคแรกของวันที่ทำให้ปีศาจกินวิญญาณถึงกับขมวดคิ้ว

   “อรุณสวัสดิ์”
   “นี่เจ้าตกลงเป็นคนดีหรือคนเลวกันแน่ กลิ่นอายจากตัวเจ้ามีแต่ความชั่วร้ายไร้ความบริสุทธิ์เจือปน แต่สิ่งที่เจ้าแสดงต่อข้า... มันต่างออกไป”

   คนฟังยิ้มเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็นก่อนตอบคำถาม

   “ผมเป็นคนดี.. แค่กับคุณ”
   “นอกจากวิญญาณแล้ว คุณกินอะไรได้อีกบ้าง อาหารมนุษย์กินได้ไหม”

   ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายถามต่อ มนุษย์หนึ่งเดียวในบ้านถามพลางหันกลับไปทำส่วนที่ค้างไว้หน้าเตา ปีศาจเห็นเช่นนั้นก็เก็บความสงสัยไม่ซักไซ้ต่อ ตอบคำถามของมนุษย์เมื่อครู่นี้
   นอกจากวิญญาณ เขาสามารถกินอาหารของมนุษย์ได้ ปกติเขากินอาหารมนุษย์เป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็มีบางช่วงที่ร่างกายต้องการอาหารแบบปีศาจ เขาจึงจำเป็นต้องออกล่าหรือจับวิญญาณเร่ร่อนกินบ้าง
   พูดถึงเรื่องออกล่า เขาเลือกจัดการเฉพาะคนบาปที่มีกลิ่นอายชั่วร้าย พวกคนดีหรือคนธรรมดามีกลิ่นอายบริสุทธิ์เขาไม่เคยฆ่ากินเลยสักครั้ง พานรู้สึกหงุดหงิดใจเมื่อนึกถึงการถูกเล่นงานไม่ต่างจากพวกปีศาจเลว ยิ่งมองภาพมนุษย์ที่แผ่กลิ่นอายชั่วร้ายเข้มข้นมากที่สุดที่เคยเจอมากำลังหันซ้ายหันขวาหยิบจับอุปกรณ์ทำครัวปรุงอาหาร ยิ่งไม่เข้าใจ
   สุดท้ายเลยดับความคิดมากมายในหัวด้วยการไปนั่งรอมนุษย์เอาอาหารมาเสิร์ฟตรงโต๊ะกินข้าว


   แฮมเบคอนไข่ดาวและขนมปังปิ้ง เป็นอาหารเช้าสำหรับหนึ่งมนุษย์หนึ่งปีศาจ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบงันไร้บทสนทนา ต่างฝ่ายต่างนั่งกินของตัวเอง ความจริงไม่ใช่สักทีเดียว ที่ถูกคือหนึ่งกินอาหารของตัวเองส่วนอีกหนึ่งคอยแอบมองปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

   “มีอะไร?” ปีศาจเอ่ยถามหลังจากทนอยู่เฉยให้มนุษย์ที่นั่งตรงข้ามลอบมองสักพักใหญ่
   “อร่อยไหม”
   “ก็ไม่แย่”

   คำตอบจากปีศาจเรียกรอยยิ้มมุมปากให้กับมนุษย์หนึ่งเดียวในบ้าน ก่อนก้มหน้ากินต่อโดยไม่แอบมองอีก


   “วันนี้ผมออกไปทำงานข้างนอก อาหารผมทำไว้ให้แล้วในตู้เย็น หรือจะทำเองก็ใช้อุปกรณ์ได้เลยตามสะดวก อยู่ว่างๆ จะเปิดโทรทัศน์หรือเล่นคอมแก้เบื่อก็ได้ โน้ตบุ๊กอยู่ในห้องผม รหัสคือXXXXXX ผมจะกลับไม่เกินเที่ยงคืน”

   เจ้าของบ้านพูดกับปีศาจกินวิญญาณก่อนขับรถออกไป ทิ้งให้เขาอยู่เพียงลำพังในบ้านที่มีทรัพย์สินมากมายอย่างไม่กลัวถูกขโมย เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงวัน มนุษย์นั่นไว้ใจเขาถึงขั้นกล้าบอกรหัสโน้ตบุ๊กส่วนตัวเช่นนี้เลยหรือ
   ความรู้สึกสับสนไม่เข้าใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลังมองส่งมนุษย์ออกไปทำงาน ปีศาจจึงเริ่มลงมือสำรวจบ้าน เผื่อจะพบเจอสิ่งใดช่วยคลายความสงสัยได้บ้าง



   ขับรถมุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมายเมื่อคืน เมื่อไปถึงพบว่าอีกฝ่ายมารออยู่ก่อนแล้ว หลังลงจากรถ ผู้ซื้อถามถึงของที่สั่งไว้ทันที ฝ่ายคนขายนำทางไปส่วนกระโปรงหลังของตัวรถ ในนั้นมีกล่องสีดำเรียบไม่มีเครื่องหมายใดๆ บ่งบอกถึงผู้ผลิต สุ่มเปิดหนึ่งกล่อง หยิบหลอดแก้วขึ้นมาพิจารณา
   ตัวหลอดแก้วคล้ายคลึงกับหลอดทดลองที่มักเห็นในห้องแล็บวิทยาศาสตร์ มีจุกไม้อุดกันของเหลวสีใสที่บรรจุอยู่ภายในประมาณครึ่งหลอดไหลหกออกมา หน้าตาโดยรวมเหมือนหลอดแก้วใส่น้ำไร้ราคา แต่หากรู้มูลค่าจริงๆ คนทั่วไปได้หาว่าโง่โดนหลอกขายเป็นแน่ ซึ่งนั่นไม่ใช่กับเขา และเขามั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่กล้าหลอกขายแน่นอน

   “จะรู้ได้ยังไงว่าวิญญาณเข้ามาในนี้แล้ว” ถามคนขายโดยสายตาไม่ละออกจากหลอดแก้วในมือ
   “น้ำที่เหลือในหลอดจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า ถ้าหากเปิดจุกออกแล้วน้ำเปลี่ยนเป็นสีดำแสดงว่าวิญญาณออกไปแล้ว”
   “อืม”

   เมื่อได้รับคำตอบผู้ซื้อเก็บหลอดในมือใส่กระเป๋าเสื้อ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดอะไรบางอย่าง สักพักเกิดเสียงแจ้งเตือนขึ้นที่มือถือของคนขาย เป็นข้อความบอกยอดเงินโอนเข้าจำนวนแปดหลัก คนรับเงินยิ้มหน้าบาน รีบขนสินค้าทั้งหมดไปไว้กระโปรงหลังของรถอีกคันตามคำสั่งของผู้ซื้อ

   หลังเสร็จสิ้นธุระซื้อขาย เขาขับรถไปยังสถานที่นัดหมายถัดไป เมื่อไปถึงก็พบลูกค้าของตนกำลังนั่งรออยู่แล้วเช่นเดียวกันกับก่อนหน้านี้ สำหรับเขาไม่ว่าเรื่องอะไร ฝ่ายเฝ้ารอย่อมไม่ใช่เขา หากมาถึงแล้วไม่พบคนที่นัดเจอ เขาจะกลับทันที และคิดวิธีจัดการกับผู้ผิดนัดภายหลัง
   ถ้าเป็นลูกค้าคงแค่ปฏิเสธการรับงานอีก แต่ถ้าเป็นนัดเจรจาแบบเมื่อครู่ มีให้เลือกสองทางว่าจะให้ของเขาฟรีๆ หรือจะกลายเป็นของเล่นเขาแทน

   “สวัสดีค่ะ” หญิงสาวเอ่ยทักทายเมื่อคนที่ตนเฝ้ารอมาถึงแล้ว
   “สวัสดีครับ ต้องการให้จัดงานแบบไหนครับ” เขาตอบรับคำทักทาย ก่อนเอ่ยถามเข้าประเด็นทันที
   “เอาแบบให้ทุกคนรู้ไปเลยค่ะ”
   “แบบเซอร์ไพรส์นะครับ แล้วคุณลูกค้าต้องการให้สถานที่จัดงานเป็นที่ไหนดีครับ”
   “เรื่องสถานที่เอาตามคุณเห็นสมควรดีกว่าค่ะ”
   “ครับ แล้วต้องการให้จัดงานวันไหนครับ”
   “สิ้นเดือนนี้ค่ะ”
   “ต้องการฝากของให้ผู้รับไหมครับ”
   “เป็นคำพูดได้ไหมคะ ฉันอยากฝากว่า ‘หลับให้สบายนะจ๊ะ นาง ตัว ดี’ อุ้ย ขอโทษที่หยาบคายนะคะ”
   “ไม่เป็นไรครับ ขอสรุปตามนี้นะครับ จัดงานแบบเซอร์ไพรส์ให้คุณใหม่ ในวันสุดท้ายของเดือนนี้ ไม่กำหนดสถานที่ ของฝากคือข้อความเมื่อครู่นี้ ผมขอเขียนใส่กระดาษให้แทนการพูดต่อหน้านะครับ มีอะไรแก้ไขหรือเพิ่มเติมไหมครับ”
   “ไม่มีค่ะ”
   “ค่าตอบแทนรบกวนโอนก่อนวัน-”

   ยังไม่ทันพูดจบ เกิดเสียงแจ้งเตือนจากมือถือในกระเป๋ากางเกง หยิบขึ้นมาเช็กพบว่าเป็นข้อความแจ้งเงินเข้า ที่แปลกคือยอดเงินมากกว่าที่ตกลงกันไว้
   สัมผัสจากมืออีกข้างที่วางอยู่บนโต๊ะ เรียกสายตาให้ผู้รับงานเงยหน้าขึ้นมามอง หญิงสาวยิ้มหวานพลางใช้นิ้วลูบวนที่หลังมือของเขา นัยน์ตาหวานส่งสายตาเชิญชวน

   “โอนเงินให้เร็วขนาดนี้ แถมให้ทิปเพิ่มอีก จะเป็นอะไรไหมคะ ถ้าขอรบกวนให้คุณไปส่งฉันที่คอนโด”
   “แน่ใจนะครับที่ขอแบบนี้ คงไม่ลืมนะครับว่าผมทำอะไร”
   “แน่ใจสิคะ ฉันถูกใจตั้งแต่ที่คุณก้าวเข้ามาในร้านแล้วล่ะค่ะ คุณ นัก ฆ่า”

   เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นเป็นครั้งที่สองของวัน ก่อนเอ่ยตอบรับคำเชื้อเชิญ

   “ตกลงรับงานครับ”




   ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า รถยนต์สีดำขลับเคลื่อนตัวออกจากคอนโดหรูแห่งหนึ่งใจกลางเมือง ขับตรงไปยังสถานบันเทิงขึ้นชื่อในย่านนี้
   กำหนดการเดิมคือ การไปรับของแล้วต่อด้วยการเจรจากับลูกค้า หลังจากนั้นก็รอจนถึงช่วงค่ำ เพื่อจัดงานตามที่ตกลงกับลูกค้าคนก่อน ช่วงน่าเบื่อระหว่างรอเวลากลับถูกแทรกด้วยกิจกรรมพิเศษ พอทำให้เขารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง

   ใช้เวลาไม่นาน รถยนต์ก็จอดสนิทในส่วนพื้นที่สำหรับลูกค้าที่แวะเวียนมาใช้บริการ นั่งรออยู่ในรถเงียบๆ ผ่านไปสักพักใหญ่ ชายหนุ่มในชุดเสื้อสีกรมซึ่งเป็นเจ้าภาพงานของเขาก็ปรากฏกาย เดินคลอเคลียสาวเข้ามาในลานจอดรถ
   ช่วงเวลาเหมือนเป็นใจ บริเวณนี้มีเพียงเจ้าภาพและหญิงสาวที่เดินมาคู่กัน เขาลงจากรถพร้อมผ้าเช็ดหน้าในมือ เดินตรงไปหาคนคู่นั้นจากทางด้านหลัง ใช้สันมือสับลงบริเวณท้ายทอยหญิงสาว ส่งผลให้ร่างล้มลงหมดสติในทันที ฝ่ายชายหันมาถูกผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก ปิดปากไม่ทันได้ส่งเสียง สักพักร่างของชายหนุ่มก็สิ้นฤทธิ์ ก่อนจะถูกนำร่างขึ้นรถสีดำแล้วขับหายไป



   เมื่อฟื้นคืนสติ คนถูกลักพาตัวพบว่าตนอยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย มือและเท้าทั้งซ้ายขวาถูกเชือกขึงตึง ตัวชิดกับกำแพงไม่สามารถขยับได้ มีแสงจากหลอดไฟด้านบนคอยให้ความสว่าง ลองมองไปโดยรอบจึงรู้ว่าที่แห่งนี้น่าจะเป็นโกดังเก่าแห่งหนึ่ง

   “ตึก ตึก ตึก” เสียงย้ำเท้าของใครบางคนใกล้เข้ามา เกิดเป็นเงาเลือนรางก่อนปรากฏเป็นร่างชายที่เห็นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสติจางหาย
   “มึงเป็นใคร! จับกูมาต้องการอะไร!!” คนถูกขึงตะคอกใส่ชายตรงหน้า แต่ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ มีเพียงใบหน้าเรียบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
   “ตุ้บ! เคร้ง..” เสียงของถุงบรรจุบางอย่างหล่นกระแทกพื้นเมื่อเจ้าของปล่อยมือ แรงสะเทือนส่งผลให้บางส่วนของวัตถุภายในถุงโผล่ออกมาส่องประกายล้อกับแสงภายนอก

   “มะ.. มะ มึงจะทำอะไรกู”

   เมื่อเห็นสิ่งของภายในถุง พานทำให้คนปากกล้าเมื่อครู่หน้าถอดสี แววตาตื่นตระหนก ร่างกายเริ่มสั่นสู้ความหวาดกลัว ปฏิกิริยาเหล่านี้ค่อยๆ ทำให้หัวใจของผู้ที่ถูกเรียกว่านักฆ่าเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้น

   “มีคนว่าจ้างให้ผมจัดงานให้คุณครับ”
   “งาน งานอะไร?”
   “งานฉลองส่งคุณไปโลกหลังความตาย”
   “ไอ้เหี้ย!!! ปล่อยกู!! ไอสัด!!”

   เมื่อได้ยินคำตอบ ร่างที่ถูกขึงพลันดิ้นหนีสุดแรงพร้อมส่งเสียงร้องด่าทอต่างๆ นานา ผู้เฝ้ามองไม่สนใจ ก้มลงหยิบของบางอย่างในถุง
   สิ่งที่ติดมือมาคือค้อนปอนด์ขนาดใหญ่ ส่งผลให้เสียงร้องและแรงดิ้นยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าตัว ข้อมือและข้อเท้าเริ่มถลอกอันเนื่องจากแรงเสียดสีกับเส้นเชือก
   ทุกย่างก้าวที่เข้าใกล้ ทำให้สองหัวใจเต้นระรัว ดวงหนึ่งเต้นด้วยความระทึก ส่วนอีกดวงหนึ่งสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น ด้ามค้อนในสองมือถูกกำแน่น ก่อนยกเหวี่ยงฟาดใส่ขาด้านขวาของเหยื่ออย่างไร้ความปรานี

   “อ๊ากกกกกกก!!!!!!”

   เสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นติดกำแพง ไม่อาจทำให้คนถือค้อนหยุดมือได้ เสียงทุบผสมเสียงร้องดิ้นพล่าน น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินนองหน้า คำพูดด่าทอในตอนแรก บัดนี้เหลือเพียงคำขอร้องอ้อนวอนให้ชายตรงหน้าเมตตาตน
   โชคร้าย... กว่าคำอ้อนวอนจะส่งไปถึงคนตรงหน้า ขาด้านขวาของเขาก็แหลกละเอียดไม่เหลือเค้าโครงเดิมเสียแล้ว

   “ฮึก... ฮึก.. ฮืออ มะ มึงปล่อยกูเถอะ กุ กูยอมแล้ว ยอมทุกอย่าง แฮ่ก.. แฮ่ก.. มึงอยากได้อะไรมึงบอกกูมาเลย กูสัญญาจะหามาให้”
   “ไม่จำเป็น” ผู้ลงทัณฑ์ปล่อยค้อนทิ้งลงพื้น ก่อนจะเดินกลับไปรื้อค้นหาอะไรบางอย่างในถุง
   “มึง มึงบอกมีคนจ้างมึงมาใช่ไหม มันให้เท่าไร กูให้ได้มากกว่านั้นอีก ขอแค่มึงปล่อยกู กูจะเอาเงินมาให้ แล้วไม่เอาผิดมึงเลย”

   คนถูกทำร้ายพยายามรวบรวมสติ ข่มความเจ็บปวด ควบคุมน้ำเสียงเพื่อให้ถ้อยคำที่เปล่งออกมาฟังชัดที่สุด เอ่ยเจรจาต่อรองขอชีวิตต่อคนเบื้องหน้า
   เป็นอีกครั้งที่เสียงดูเหมือนจะไม่ไปถึงคนใจบาป เมื่อเขาเดินกลับมาพร้อมกับมีดเงาวาวสะท้อนภาพใบหน้าซีดเผือดของผู้ร้องขอ

   “มึง มึง กุ กูมีเงินจ่ายมึงจริงๆ นะ มึงเชื่อกูสิ กูรู้ว่ามึงรู้ว่ากูเป็นลูกใคร กูพูดจริงไม่ได้หลอกมึงนะ มึง! มึง!! อย่า!! กูขอร้อง!! ยะ อย่า...  อ๊ากกกก!!!!”

   ถ้อยคำวิงวอนเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องทรมานอีกครั้ง เมื่อปลายมีดแหลมแทรกลึกลงบริเวณข้อมือซ้ายที่โผล่พ้นมัดเชือกที่ตรึงแขน คมมีดค่อยๆ ลากกรีดไปเป็นทางยาวจนไปถึงแผ่นอก เลือดไหลทะลักชุ่มเสื้อเชิ้ตสีกรมไปซีกหนึ่ง บางส่วนไหลลงมาตามกำแพงผสมรวมกับกองเลือดจากขาข้างขวาบนพื้น

   ผู้เคราะห์ร้ายหายใจรวยริน ไร้แรงต่อต้าน ภายในใจเหลือเพียงคำขอให้หลุดพ้นจากความทรมานนี้เสียที

   “ตุ้บ!”

   ร่างบอบช้ำร่วงกระแทกพื้นเนื่องจากเชือกที่ใช้พันธนาการถูกตัดขาด พยายามเงยหน้าขึ้นมองผู้กระทำด้วยสายตาอ่อนล้า

   “ผมจะปล่อยคุณ ถ้าคุณดื่มหมดแก้วนี้”

   คนใจบาปกระชากคอเสื้อให้คนหมดหนทางนั่งพิงกำแพงสีโลหิต ยื่นแก้วใบหนึ่งบรรจุของเหลวข้นหนืดสีเดียวกับกำแพงมาให้ ก่อนเอ่ยเสนอทางออกราวกับรู้สึกเห็นใจเมตตาคนตรงหน้า

   “ไม่ต้องสงสัย นี่เลือดของคุณเอง ดื่มสิ แล้วจะเป็นอิสระ” พูดดักอย่างรู้ทันว่าอีกฝ่ายจะถามอะไร
   “..สะ.. สัญญานะ...”
   “ผมไม่เคยโกหก”

   เมื่อได้ยินดังนั้น มีหรือจะไม่คว้าโอกาสไว้ ค่อยๆ ใช้มือสั่นเทาอีกข้างที่ไม่บาดเจ็บรับแก้วจากมือผู้ปรานี จำใจยกขึ้นดื่ม กลิ่นคาวเลือดประกอบกับรสชาติน่าสะอิดสะเอียนชวนให้รู้สึกคลื่นไส้ แต่ก็ต้องกั้นใจดื่มต่อไป จวบจนหมดแก้วเป็นเวลาพอดีกับที่ร่างกายรับไม่ไหว อาเจียนทุกสิ่งอย่างออกมา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มมึนเมาที่กินเข้าไปก่อนหน้า หรือแม้กระทั้งสิ่งที่ดื่มเข้าไปเมื่อครู่นี้
   รีบเงยหน้ามองเจ้าของแก้ว พยายามอธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นตนไม่ได้ตั้งใจ ร้องขอโอกาสใหม่อีกครั้งพร้อมกับแก้วเปล่าที่ยื่นส่งให้ แต่เหมือนแสงแห่งความหวังริบหรี่ลงเรื่อยๆ เมื่อคนตรงหน้าลุกขึ้นหันกลับไปโดยไม่รับแก้วคืน

   “ปึก!” เสียงไม้ค้ำยันถูกโยนมาข้างตัวผู้พยายามร้องขอโอกาส
   “ออกไป ผมปล่อยตามสัญญา จะรอดหรือตายข้างทางก็เรื่องของคุณ”

   พูดจบคนใจดีก็เดินไปนั่งเก้าอี้ตรงมุมหนึ่งที่เพิ่งสังเกตว่ามีอยู่ หยิบหลอดทดลองจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาพลิกไปมาไม่สนใจเขาอีก คนรอดตายรีบใช้แรงทั้งหมดที่มีพยุงร่างขึ้น ค่อยๆ พาร่างกายบาดเจ็บสาหัสไปที่ประตูทางออกของโกดัง รอยเลือดจากเศษซากขาขวาไหลลากเป็นทางยาว
   จนถึงประตูทางออกที่ปิดสนิทอยู่ พิงไม้ค้ำยันกับประตูด้านหนึ่ง ก่อนพยายามเค้นแรงดันประตูให้เลื่อนออก

   “เอี๊ยด...”

   เมื่อประตูเลื่อนออก ส่งผลให้กับดักหน้าประตูทำงาน เคียวที่ติดตั้งอยู่ส่วนบนของประตู ดีดตัวเหวี่ยงเข้ามาในโกดังอย่างรวดเร็วด้วยแรงจากสปริงขนาดใหญ่

   “ฉัวะ!!!”

   ปลายเคียวแหลมเสียบแทงทะลุศีรษะ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นทั่วบริเวณ เหยื่อผู้น่าสงสารสิ้นใจในทันที ทิ้งร่างไร้วิญญาณให้ห้อยอยู่กับเคียวที่รั้งส่วนหัวไว้


   “ผมบอกแล้วนะว่าจะรอดหรือตายข้างทางก็เรื่องของคุณ”

   คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พูดขึ้นลอยๆ โดยไม่เหลียวมองสิ่งที่เกิดขึ้น ของเหลวใสในหลอดแก้วค่อยๆ เปลี่ยนกลายเป็นสีฟ้าตามคำบอกเล่า เก็บหลอดแก้วนั้นใส่กระเป๋าเสื้อตามเดิม ก่อนลุกขึ้นเก็บของกำจัดหลักฐานเตรียมกลับบ้านไปหาปีศาจที่นึกถึง




   รถยนต์สีดำขลับแล่นเข้าจอดในบ้านก่อนเที่ยงคืนประมาณห้านาที หนึ่งมนุษย์ลงจากรถเดินเข้าบ้าน พบปีศาจนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นไม่ยอมนอน พานให้หัวใจเต้นในจังหวะต่างออกไป ช่วงจังหวะนี้มีเพียงปีศาจตรงหน้าเท่านั้นที่ทำได้

   “ทำไมยังไม่นอน” มนุษย์ถามพลางเดินเข้าไปหา ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ปีศาจ

   ปีศาจกินวิญญาณไม่ตอบ ยังคงนิ่งเงียบมองมนุษย์ตรงหน้า คิ้วเข้มของปีศาจเริ่มขมวดแน่น เมื่อมนุษย์หยิบบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

   “วิญญาณมนุษย์ เจ้าเอามาจากไหน?”

   เอ่ยถามเจ้าของหลอดแก้วสองหลอดที่ยื่นส่งมาให้ แต่ละหลอดบรรจุวิญญาณอยู่หนึ่งดวง ดวงหนึ่งเป็นเพศหญิงแผ่กลิ่นอายชั่วร้าย แต่ไม่เข้มข้นเท่ามนุษย์ที่นั่งอยู่ข้างตัว ส่วนอีกหนึ่งเป็นของเพศชาย แม้จะมีกลิ่นอายชั่วร้ายเช่นเดียวกัน แต่ก็มีกลิ่นของความบริสุทธิ์ชัดมากกว่า แสดงให้เห็นว่าเจ้าของดวงวิญญาณนี้ในช่วงที่มีชีวิตอยู่นั้นเป็นคนธรรมดาทั่วไป หาใช่คนชั่วร้ายจิตใจดำมืด

   “นี่เจ้า... เป็นนักฆ่าใช่ไหม? โนอาร์”

   ข้อสันนิฐานพลันเกิดขึ้น เมื่อนำสิ่งที่มนุษย์หามาให้ผสมรวมกับอีเมลจ้างวานในโน้ตบุ๊ก ในนั้นระบุรายละเอียดเป้าหมายพร้อมเสนอราคาค่าหัว ทุกฉบับกล่าวถึงชื่อผู้รับคนเดียวกัน ทำให้ปีศาจกินวิญญาณรู้ว่ามนุษย์ตรงหน้านี้ชื่ออะไร
เจ้าของบ้านไม่รู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อยที่ถูกสืบประวัติ กลับดีใจเสียอีกที่ปีศาจใส่ใจอยากรู้เรื่องของตน คะยั้นคะยอให้ปีศาจรับดวงวิญญาณไป แล้วจะตอบคำถามทุกอย่าง
   ฝ่ายปีศาจยอมรับข้อเสนอ เปิดจุกหลอดแก้วออก จับดวงวิญญาณทั้งสองส่งเข้าปากแล้วกลืนหายไป มนุษย์ที่ไม่สามารถมองเห็นวิญญาณได้ อาศัยมองของเหลวในหลอดแก้วเปลี่ยนเป็นสีดำ บวกกับลูกกระเดือกตรงลำคอแกร่งเคลื่อนไหว พานให้อนุมานว่าปีศาจตรงหน้ารับวิญญาณที่หาให้ไปแล้ว
   รอยยิ้มมุมปากจึงปรากฏขึ้นอีกครั้งบนใบหน้าของมนุษย์หนึ่งเดียวในบ้าน

   “คนส่วนมากมักเรียกผมว่านักฆ่า นักฆ่าคือคนที่รับจ้างกำจัดคนตามใบสั่ง แต่สำหรับผมการรับจ้างเป็นแค่งานอดิเรก ผมฆ่าได้ทุกคนถ้าพอใจ แม้คนคนนั้นจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวผมเลยก็ตาม เลยคิดว่าคำนิยามถึงตัวผมควรเป็นฆาตกรมากกว่า”
   “ส่วนเรื่องวิญญาณเป็นผลพลอยได้จากสิ่งที่ผมทำอยู่แล้ว ดวงหนึ่งมาจากงานวันนี้ ส่วนอีกดวงเป็นของผู้ว่าจ้างผมเอง ตามจริงผมไม่คิดจะฆ่าหรอก ถ้าหล่อนไม่เชิญชวนให้ผมไปนอนด้วย แน่นอนผมไม่ได้นอนกับเธอนะครับ แค่ไปจัดการเอาวิญญาณมาให้คุณเท่านั้นเอง”

   เมื่อได้ยินคำตอบไขข้อสงสัยทั้งหมด ปีศาจไม่แปลกใจเลยทำไมมนุษย์ผู้นี้ถึงมีกลิ่นอายชั่วร้ายเข้มข้นนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสิ่งหนึ่งค้างคาใจ

   “ทำไมถึงไม่ฆ่าข้าเหมือนอย่างที่เจ้าชอบล่ะ”
   “ผมเคยบอกไปแล้วว่าผมรักคุณ คุณมีค่ามากกว่าจะมาเป็นของเล่นของผม”
   “...”
   “คุณถามผมเยอะแล้ว ผมขอถามเรื่องของคุณบ้าง เริ่มด้วยอย่างแรก...”
   “...”
   “คุณชื่ออะไร?”


บท1 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-11-2019 09:10:04 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
   เป็นอีกวันที่ปีศาจกินวิญญาณจับจ้องมนุษย์ผู้กำลังทำอาหาร กลิ่นหอมจากกระทะลอยกระจายทั่วทั้งบริเวณ ท่าทางคล่องแคล้วราวกับเชฟชื่อดังที่มักโชว์ฝีมือผ่านรายการโทรทัศน์ หากบอกใครคงไม่เชื่อว่าสองมือใช้หยิบจับเครื่องครัวในตอนนี้ เป็นมือเดียวกันกับใช้ดับลมหายใจคนมาแล้วนับไม่ถ้วน

   “อรุณสวัสดิ์ เอทอส”

   เอทอส ชื่อของปีศาจกินวิญญาณ เป็นคำตอบของหนึ่งในไม่กี่คำถามเมื่อคืนก่อน เนื่องจากจำเลยปฏิเสธให้สัมภาษณ์เพิ่มด้วยการเดินหนีขึ้นห้อง

   คำทักทายถูกเอ่ยโดยไม่จำเป็นต้องหันมอง เขารู้ตัวตั้งแต่ได้ยินเสียงลงบันไดของอีกฝ่ายแล้ว ที่ยังนิ่งเฉยเป็นเพราะอยากรู้ว่าปีศาจจะทำอะไรต่อ
   ความเงียบคือสิ่งที่ได้รับ มนุษย์หนึ่งเดียวมั่นใจว่าปีศาจไม่ได้หายไปไหน คงกำลังแอบมองเขาเหมือนอย่างที่ชอบทำ ผ่านไปสักพักใหญ่ ความอดทนของเจ้าบ้านก็เป็นอันสิ้นสุด ยอมเปิดปากเริ่มต้นบทสนทนาก่อน

   “อืม”

   เสียงขานรับเรียบสั้นตอบกลับจากเจ้าของชื่อ เป็นเหมือนคำตัดบทเมื่อเจ้าตัวไม่คิดจะพูดอะไรต่อ บวกกับมนุษย์ผู้แทบไม่สนทนากับใครนอกจากเรื่องงาน ไม่แปลกที่การพยายามพูดคุยหัวข้อทั่วไปจะจบลงแค่นี้

   
   เวลาผ่านไปจวบจนพ่อครัวทำอาหารเสร็จ หันกลับมาพร้อมมื้อเช้า พบสายตาปีศาจยังคงมองพิจารณาตนอยู่เช่นเดิม

   “ผมยกไปให้ ไปรอที่โต๊ะ”

   ปีศาจไม่ฟังคำ เดินตรงมาหามนุษย์พร้อมแย่งจานจากสองมือนั้นมาถือเอง ก่อนเดินกลับไปที่โต๊ะกินข้าว สั่งทิ้งท้ายให้คนในครัวหยิบน้ำดื่มตามออกมา


   หลังทานอาหารเรียบร้อย สองชีวิตในบ้านโดดเดี่ยวอยู่ตามมุมของห้องนั่งเล่น ปีศาจเอนหลังอ่านหนังสือที่หยิบมาจากชั้นบน มนุษย์ทำงานด้วยโน้ตบุ๊กเหลือบมองสลับระหว่างหน้าจอกับร่างสูงใหญ่
   บาดแผลกว้างกลางอกของปีศาจจวนหายเป็นปกติอย่างไม่น่าเชื่อ ที่เคยบอกยิ่งได้กินยิ่งฟื้นฟูคงเรื่องจริง แผนการหาวิญญาณมากมายมาสังเวยปีศาจเบื้องหน้าจึงถูกคิดขึ้น หากแต่ติดปัญหาเล็กน้อย...

   ขณะกำลังอ่านหนังสือฆ่าเวลา ปีศาจสัมผัสได้ถึงแรงยวบของโซฟาข้างตัว มนุษย์ยื่นโน้ตบุ๊กมาให้ ภายในจอแสดงภาพบุคคลหลากหลาย แม้ไร้ญาณวิเศษก็สัมผัสได้ว่าคนในรูปชะตาใกล้ถึงฆาต

   “อะไร?”
   “คนไหนชั่ว?”

   เหตุผลของคำถามแปลกๆ นี้อาจเป็นอิทธิพลของคำพูดเขาครั้งก่อนว่าชอบกินวิญญาณบาปมากกว่า เรื่องนั้นเป็นความจริง และถือเป็นการช่วยเหล่าคนธรรมดาบริสุทธิ์ไม่ให้อายุสั้นเร็วนัก เพราะจากการสังเกตมนุษย์ผู้นี้ดูใส่ใจเขาค่อนข้างมาก หากลองบอกหรือสั่งอะไร คงทำตามโดยไม่เกี่ยงงอน
   แต่ที่ไม่ห้ามฆ่าคนเพราะเขารู้สึกละอายใจ กับผู้ที่เคยฆ่าเพื่อกินวิญญาณอย่างเขา แม้พวกนั้นเป็นคนเลว คงไม่มีสิทธิ์ไปห้ามคนอื่นฆ่าใคร

   ปีศาจใช้เวลาดูรูปสักพักก่อนหันมองหน้ามนุษย์ข้างกาย แล้วจึงตอบคำถามเมื่อครู่

   “เจ้า”

   ฝ่ายมนุษย์ไม่คาดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้ ถึงกับหลับตาสูดหายใจเข้าควบคุมอารมณ์ หากผู้ที่พูดด้วยเป็นคนอื่น ฟันคงถูกคีมเลาะหมดปาก แต่กับปีศาจตรงหน้า ทำได้เพียงถามใหม่อีกครั้งโดยให้เลือกเฉพาะในรูป

   “ไม่มีปีศาจตนไหนสามารถสัมผัสกลิ่นอายชั่วร้ายได้เพียงแค่มองรูป เจ้าเข้าใจที่ข้าสื่อใช่ไหม”
   “งั้นคุณไปทำงานกับผม”
   “ไม่ใช่เรื่องของข้า”

   มนุษย์กำมือแน่น ก่อนดึงโน้ตบุ๊กเดินกลับมานั่งที่ของตน ใบหน้าบูดบึ้งที่พยายามคุมให้เรียบนิ่ง สร้างความสำราญใจให้ปีศาจได้เล็กน้อย


   ถึงแม้จะหงุดหงิดกับคำพูดคำจาของปีศาจ แต่ก็ยังคงดูแลคอยทำอาหารให้กินเหมือนเดิม มนุษย์ไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องทน เขาผู้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่เคยถูกขัดหรืออยู่ใต้อำนาจใคร แล้วทำไมถึงต้องยอมให้กับปีศาจตนนี้
ความคิดอยากฆ่าอยากทรมานต้นตอความฉุนเฉียวมีเต็มหัว แต่ไม่สามารถลงมือทำจริงได้ ไม่ใช่เพราะแข็งแกร่งเกินกว่าจะจัดการ แต่เป็นเพราะเขาเองที่ไม่มีความกล้าพอทำตามใจคิด เมื่อเป้าหมายเป็นปีศาจที่ชื่อว่า เอทอส



   ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ยามราตรีมาเยือน บรรยากาศอึมครึมจากเจ้าบ้านยังคงไม่เลือนหาย ทุกอย่างอยู่ในสายตาของปีศาจ
การเฝ้ามองตลอดวันบอกปีศาจว่า มนุษย์ผู้นี้ความสามารถจัดการอารมณ์นั้นต่ำเตี้ย เรื่องเล็กน้อยไม่มีใครเก็บมาคิดจวนระเบิดแบบเจ้าตัว หากปล่อยไว้อาจหาวิธีระบายอารมณ์ได้เอง และนั่นเป็นปัญหา
คนที่สามารถพูดได้เต็มปากว่าตนคือฆาตกร วิธีผ่อนคลายจะมีสักเท่าไร เขาไม่อยากเป็นเหตุให้ใครตายเพราะเรื่องแค่นี้


   “ก๊อกๆๆ”

   เสียงเคาะประตูเรียกให้คนเพิ่งอาบน้ำเสร็จออกไปเปิด ปีศาจยื่นแก้วนมอุ่นๆ มาให้โดยปราศจากคำพูด

   “ผมไม่ใช่เด็ก” ถึงบอกแบบนั้น แต่ก็รับแก้วมาถือ
   “เหรอ”

   คำตอบพร้อมสายตามองมนุษย์ตั้งแต่หัวจรดเท้า เรียกเรียวคิ้วให้ขมวดแน่น สองมือกำแก้วนมเจียนร้าว คนความอดทนต่ำพยายามสงบกั้นอารมณ์ ก่อนเอ่ยถามถึงจุดประสงค์ของปีศาจ

   “นอกจากเอานมมาให้ มีอะไรอีกไหม”
   “ไม่”
   “อืม ขอบคุณสำหรับนมแก้วนี้” มนุษย์พูดพร้อมดันประตูปิด
   “โนอาร์”

   เสียงเรียกชื่อครั้งที่สองจากปีศาจ ทำให้หัวใจมนุษย์เต้นในจังหวะที่ต่างไปอีกครั้ง บานประตูหยุดนิ่งเมื่อเจ้าของไม่ออกแรง มัวแต่ยืนสบตากับปีศาจ
   นัยน์ตาสีเลือดนกเหลือบมองแก้วในมือมนุษย์เล็กน้อย ก่อนพูดประโยคสาปให้ฆาตกรกลายเป็นรูปสลักหินแข็งค้างอยู่แบบนั้น ส่วนตัวผู้ร่ายก็เดินหายไปในห้องข้างกัน

   “มันทำให้เจ้าหลับสบาย ราตรีสวัสดิ์”


   หลังการร่ำลาหน้าห้อง มนุษย์นั่งตรงขอบเตียง ในมือถือแก้วนมว่างเปล่า รอยยิ้มมุมปากแรกของวันปรากฏยามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ทุกความหงุดหงิดพลันมลายด้วยคำพูดเดียวของปีศาจ ฟังดูไร้สาระ แต่มันเกิดขึ้นแล้ว
   วางแก้วบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนเหลือบมองชุดข้างตัวที่เตรียมไว้ก่อนเข้าห้องน้ำ นำกลับไปเก็บเข้าตู้ตามเดิม เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอกอีก เอนตัวลงนอนพร้อมเข้าสู่ห้วงนิทรา คาดว่าคืนนี้อาจหลับฝันดี



   วันต่อมา แม้ภายนอกมนุษย์ดูไม่ต่างจากเมื่อวาน แต่ปีศาจสัมผัสได้ว่าฆาตกรนั้นกำลังอารมณ์ดี เพราะเรียวคิ้วไม่ขมวดบวกกับการลอบมองเขาเป็นระยะ

   “ของในตู้ใกล้หมดแล้ว เย็นนี้ผมว่าจะออกไปซื้อเพิ่มก่อนไปทำงานช่วงค่ำ คุณอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม” การถามเขาเช่นนี้ก็เป็นตัวบ่งชี้อีกอย่างหนึ่ง
   “ข้าชอบกินเนื้อ”
   “เป็นสเต็กไหม”
   “อืม”

   และที่สำคัญสุดคือรอยยิ้มมุมปากเมื่อครู่ ช่วยยืนยันว่า สมมติฐานของปีศาจนั้นถูกต้อง

   “โนอาร์” ปีศาจเรียกมนุษย์ให้หันมาอีกครั้ง
   “ว่า?”
   “ข้าอยากใช้โทรศัพท์”
   
   มือถือถูกปลดล็อกแล้วยื่นให้ ปีศาจรับมาก่อนเดินแยกไปเพื่อความเป็นส่วนตัว กดเบอร์โทรหาใครบางคน

   [สวัสดีครับ]
   “ฉันติดธุระคงไม่ได้เข้าสักสองอาทิตย์ ฝากดูแลความเรียบร้อยด้วย”
   [...ครับนาย ครั้งหน้าให้ผมติดต่อผ่านเบอร์นี้หรือเบอร์นายครับ] ปลายสายเงียบไปสักพัก ก่อนตอบกลับเมื่อจำต้นเสียงได้
   “ไม่ต้อง ฉันทำโทรศัพท์หาย ได้เบอร์ใหม่แล้วจะบอก”
   [แล้วเบอร์...]
   “ของคนรู้จัก ห้ามโทรกวน ไม่ว่าอะไรก็ตาม” จะให้ลูกน้องเขาคุยกับเจ้าของเบอร์อันตรายขนาดนี้ไม่ได้เด็ดขาด
   [ครับนาย เมื่อวันก่อนมีคนมาถามถึงนายครับ]
   “ใคร?”
   [ผู้ชายผมสีเงิน ชื่อภาคินครับ]

   ภาคิน เขามั่นใจว่าไม่เคยได้ยินชื่อนี้ แต่ถ้าผมสีเงินก็พอนึกออกอยู่คนหนึ่ง

   “ถ้าคนนั้นมาอีก ให้บอกว่าฉันจะติดต่อไปเอง”
   [ครับนาย]

   เมื่อเดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่น มนุษย์มองปีศาจด้วยแววตาสงสัย รับโทรศัพท์คืนทำท่าเหมือนอยากถามอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เก็บเงียบ เพราะเกรงว่าหากถามไป นอกจากไม่ได้คำตอบแล้ว จะพานให้อารมณ์เสียเปล่าๆ

   “ไม่ต้องหา ข้าลบประวัติทิ้งหมดแล้ว”

   เสียงเรียบเรื่อยจากปีศาจ ทำให้นิ้วเรียวซึ่งกำลังเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์หยุดชะงัก ก่อนทำเป็นวางลงข้างตัวไม่สนใจอีก



   เวลาล่วงเลยถึงช่วงเย็น รถสีดำขลับเคลื่อนตัวออกจากบ้าน ทุกการกระทำถูกเฝ้ามองผ่านสายตาสองคู่บนมอเตอร์ไซค์ที่จอดห่างออกไป คนซ้อนท้ายหยิบโทรศัพท์ขึ้นโทร ไม่นานก็มีคนรับสาย

   “ลูกพี่มันออกไปแล้ว”
   “แน่ใจนะว่ามันอยู่คนเดียว”
   “แน่สิพี่ พวกผมเฝ้ามันเป็นอาทิตย์ไม่เห็นมีใครเลยนอกจากมัน”
   “ดี พวกมึงไปเตรียมตัวแล้วมาเจอกันที่เดิม กูจะลงมือคืนนี้”
   “ครับลูกพี่”

   คนคุยโทรศัพท์เมื่อครู่ตบไหล่คนขับเป็นสัญญาณหลังวางสายเรียบร้อย รถมอเตอร์ไซค์วิ่งออกห่างจุดสังเกตการณ์ไปเรื่อยๆ จนลับสายตา ส่งผลให้พื้นที่รอบบริเวณกลับมาสงบเงียบอีกครั้ง


   กลิ่นหอมของเนื้อคุณภาพระดับพรีเมียม เรียกน้ำย่อยปีศาจที่นั่งรอตรงโต๊ะกินข้าวได้เป็นอย่างดี สเต็กเนื้อมีเดียม แรร์ พร้อมเครื่องเคียงถูกจัดวางอย่างสวยงามบนจานกว้าง ยกเสิร์ฟโดยเชฟฆาตกรหาตัวจับยากมีนามว่า โนอาร์
   สายตาพึงพอใจของปีศาจ สร้างความประทับใจให้กับคนทำเป็นอย่างมาก รอยยิ้มมุมปากจึงคงอยู่จวบจนเวลาของมื้อเย็นสิ้นสุด

   “ยิ้มอยู่นั่น โรคจิตหรือไร” แม้ถูกว่า ก็ไม่อาจลบเลือนความสุขที่ฉายชัดผ่านใบหน้าได้


   “ผมอาจกลับเกือบเช้า ไม่ต้องรอผม” มนุษย์บอกกับปีศาจระหว่างใส่รองเท้าเตรียมออกไปทำงาน
   “ทำไมข้าต้องรอเจ้า” ปีศาจขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ
   
   มนุษย์ยิ้มเล็กน้อยไม่ตอบคำถาม ทิ้งท้ายบอกราตรีสวัสดิ์ปีศาจตรงหน้าประตู   ก่อนเดินขึ้นรถขับหายไป ปล่อยให้ปีศาจที่ยังคงสับสนอยู่บ้านเพียงลำพัง


   รถยนต์สีดำขลับวิ่งด้วยความเร็ว พุ่งตรงไปสถานที่เป้าหมาย ของเล่นฆาตกรประจำค่ำคืนนี้เป็นหญิงวัยกลางคน ในแวดวงสังคมเป็นแม่พระใจงาม เปิดมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้า เบื้องหลังเป็นแม่เล้าค้ามนุษย์ ส่งผู้เคราะห์ร้ายไปขายบริการทั้งในและนอกประเทศ
   ผู้ว่าจ้างเขาเป็นบิดาของหนึ่งในเหยื่อน่าสงสาร ถูกลักพาลูกสาวหายนานหลายปี กว่าจะได้พบกัน แก้วตาดวงใจก็กลายเป็นคนวิกลจริตในโรงพยาบาล ที่น่าเศร้ากว่าคือหล่อนติดเชื้อ HIV ในระยะที่ทำได้เพียงประคองอาการไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากกว่าเก่าเท่านั้น
   ผู้เป็นพ่อหัวใจสลาย พยายามเอาผิดคนกระทำทุกวิถีทาง สุดท้ายเรื่องก็เงียบหาย จึงต้องหันมาพึงคนจากโลกมืดอย่างเขา ช่วยส่งคนเลวทรามไปใช้กรรมในนรก

   ปกติแล้วเขาไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องราวมากมายเช่นนี้ แค่ประวัติพอรู้กิจวัตรของเหยื่อ กับรูปแบบงานที่ผู้ว่าจ้างต้องการก็เพียงพอแล้ว แต่ที่ต้องตามสืบเป็นเพราะจะได้เก็บวิญญาณให้ถูกใจปีศาจ และดูเหมือนของเล่นเขาครั้งนี้จะผ่านเกณฑ์


   รถสีดำขลับจอดอำพรางริมถนน เฝ้าคอยให้ของเล่นออกมาจากงานเลี้ยงหรู จนกระทั้งเวลาเกือบสี่ทุ่ม รถบีเอ็มดับเบิลยูสีขาวป้ายแดงคันเป้าหมายเคลื่อนผ่านหน้า รถสีดำในมุมมืดขับตามไปทันที

   บนทางเปลี่ยวยามค่ำคืน คนขับและเลขาที่นั่งคู่กัน จับสังเกตรถด้านหลังซึ่งขับตามมาตลอดตั้งแต่ออกจากงานเลี้ยง พยายามเลี้ยวสลัดอย่างไรก็ไม่หลุด คนขับเริ่มเร่งเครื่องเร็วขึ้น ส่วนเลขาหันกลับไปบอกนายหญิงพลางหยิบปืนข้างตัวออกมา

   “คุณหญิงครับ มีคนขับรถตามเรามาครับ กรุณาก้มตัวออกห่างจากกระ-”
   “เพล้ง! ว้าย!”
   “เอี๊ยด!!!”

   พูดยังไม่ทันจบประโยค เกิดเสียงกระจกแตกจากทางด้านหลังพร้อมเลือดกระเด็นทั่วฝั่งคนขับ รถเสียการควบคุมกะทันหัน เลขาที่นั่งคู่กันพยายามควบคุมพวงมาลัยสุดความสามารถ แต่สุดท้ายรถก็ชนเข้ากับต้นไม้ข้างทาง

   “คุณหญิงครับ! เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เลขาถามนายด้านหลังโดยไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเอง
   “ฉัน.. ฉันไม่เป็นไร นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”

   เจ้านายถามกลับอย่างตื่นตระหนก เหลือบมองคนขับที่ฟุบหน้าลงกับพวงมาลัย สภาพศีรษะแหลกละเอียดเนื่องด้วยแรงกระสุนชนิดพิเศษ เป็นภาพสยดสยองจนต้องรีบหันหนี

   “เราถูกลอบยิงครับ”
   “แกก็จัดการอะไรสักอย่างซิ!!”

   คนโดนสั่งรีบกดโทรศัพท์เรียกกำลังเสริม สายตาสอดส่องนอกตัวรถหาตัวคนร้าย

   “คุณหญิงถูกลอบยิง รีบส่งคนมาที่-”
   “มันอยู่ข้างหน้า! ระวัง!! กรี๊ดด!!”

   ขณะเลขามัวแต่ระวังด้านหลังซึ่งมีรถคันสีดำจอดอยู่ ไม่ทันสังเกตเงาเคลื่อนไหวของใครบางคนใกล้เข้ามา กว่าคุณนายจะร้องเตือน เมื่อเห็นแสงสะท้อนของปลายกระบอกปืน ลูกกระสุนก็เจาะทะลุกะโหลกเลขา เสียชีวิตคาที่ตามคนขับไปอีกคน
คุณหญิงรีบหยิบโทรศัพท์ที่ตกกระเด็นหวังขอความช่วยเหลือ การกระทำนั้นผิดมหันต์ เพราะแสงไฟจากหน้าจอเป็นตัวชี้เป้าให้มือปืนเล็งยิงได้สะดวกขึ้น

   “ช่วย- กรี๊ด!!!!”

   มือที่กำลังเอาโทรศัพท์แนบหู ถูกแรงกระสุนฉีกกระชากเป็นแผลเหวอะหวะ พร้อมกับเครื่องมือสื่อสารที่แตกกระจาย สะเก็ดกระสุนทำลายใบหูและบริเวณข้างเคียง ส่งผลให้เลือดไหลเยิ้มลงมาถึงลำคอ

   “งานเซอร์ไพรส์ประทับใจหรือไม่ครับ คุณผู้หญิง” เสียงของชายคนหนึ่งพร้อมประตูด้านหลังถูกเปิดออก
   “แกะ.. แกเป็นใคร” ผู้ผ่านประสบการณ์เฉียดตาย เอ่ยถามมือปืนเสียงเหนื่อยอ่อนแผ่วเบา เนื่องจากเสียพลังทั้งหมดไปกับเหตุการณ์เมื่อครู่
   “สารถีคนใหม่ครับ”

   สิ้นเสียงผู้มาเยือน หญิงเคราะห์ร้ายถูกกระชากผมสวยออกจากตัวรถ พาไปทางรถอีกคันที่จอดห่างไม่ไกล เสียงร้องเพราะความเจ็บปวดทั้งจากผมที่ถูกดึง ทั้งจากมือเหวอะเศษชิ้นเนื้อแกว่งไปมาตามแรงเดิน ไม่ว่าจะส่งเสียงดังเท่าไรก็ไร้คนช่วย เนื่องด้วยบริเวณนี้เป็นทางเปลี่ยว ยิ่งช่วงค่ำมืดดึกดื่น ไม่มีใครผ่านมาแน่นอน
   เมื่อมาถึงรถ ร่างเล็กถูกจับยัดใส่กระโปรงหลัง ก่อนเจ้าของจะเดินไปทางฝั่งคนขับ พาผู้โดยสารไปส่งจุดหมายสุดท้ายของชีวิต


   “ติ้ง!”

   เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ พร้อมข้อความที่ทำให้เจ้าของขมวดคิ้วแน่น เป็นข้อความส่งมาจากเซนเซอร์เมื่อประตูบ้านถูกงัดแงะ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงรู้สึกตื่นเต้นกับข้อความนี้ เพราะนั่นแสดงว่ามีคนเสนอตัวเป็นของเล่นให้เขา แต่มันไม่ใช่กับตอนนี้ ตอนที่มีปีศาจอาศัยอยู่
   หลังแสงจากหน้าจอมือถือมืดดับลง รถคันสีดำเลี้ยวหันกลับโดยทันที พุ่งตรงกลับบ้านด้วยความเร็วที่มากยิ่งกว่าครั้งไหน



   บริเวณห่างจากบ้านหลังโดดเดี่ยวไม่ไกล มีคนสี่คนแต่งกายอำพรางใบหน้ามิดชิด ลงมาจากรถคันเก่า เดินมาหยุดอยู่หน้ารั้วบ้านเป้าหมาย

   “มึงดูลาดเลาไว้ ส่วนมึงสองคนไปกับกู” หัวหน้าสั่งลูกน้อง ก่อนปีนนำเข้าไป

   ตัวบ้านมืดเงียบเชียบไร้สัญญาณสิ่งมีชีวิต คนสามคนหยุดอยู่หน้าประตู สองคนช่วยกันสะเดาะกลอน ส่วนอีกคนยืนคุมเชิง

   “ได้ยัง?” หัวหน้าเอ่ยถามเมื่อเวลาผ่านไปสักพักแล้ว
   “แป๊บลูกพี่ มันใช้ลูกบิดโคตรดี แงะยากชิบหาย...”
   “แกร๊ก! ได้แล้วลูกพี่”

   ประตูถูกเปิดออกกว้าง มีหัวหน้าเดินนำเข้าไป ภายในบ้านประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โซฟาหรู ทีวีจอยักษ์ติดข้างฝา โคมไฟสวยห้อยจากเพดาน ขนาดโต๊ะกินข้าวยังเป็นหินอ่อนเงาวาว
   หัวหน้าโจรเดินสำรวจรอบบ้านจนพอใจ ก่อนสั่งให้ลูกน้องขนของมีค่าออกไปให้หมด ส่วนลูกน้องอีกคนให้ตามขึ้นไปชั้นสอง

   ชั้นบนของบ้านประกอบด้วยสองห้องอยู่ติดกัน ตกลงแยกกันไปคนละห้อง หัวหน้าเลือกเข้าห้องใกล้บันได ส่วนลูกน้องเขาห้องที่อยู่ข้างกัน

   ประตูห้องถูกเปิด หัวหน้าโจรเดินเข้ามา ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เข้าชุด โดยรวมเหมือนห้องนอนทั่วไป แต่ที่สะดุดตาคือตู้เซฟข้างโต๊ะทำงาน ลองสำรวจคร่าวๆ เป็นตู้เซฟระบบสแกนลายนิ้วมือและรหัสผ่านหกตัว ซึ่งนั่นไม่เป็นปัญหา

   มีดพกค่อยๆ เลาะกรอบใต้ปุ่มกดออก พบช่องเสียบกุญแจฉุกเฉินสำหรับไขยามระบบตู้เซฟเกิดขัดข้อง พวงกุญแจออกแบบมาเพื่อใช้โจรกรรมโดยเฉพาะถูกหยิบมาจากกระเป๋าคาดเอว สับเปลี่ยนตัวลูกกุญแจอยู่สองสามครั้งตู้เซฟก็ถูกปลดล็อก
   ด้านในไม่ได้ซ่อนเงินสด เครื่องเพชร หรือของมีค่าอื่นใดอย่างที่คิดไว้ แต่เป็นกล่องปืนสั้นพร้อมอุปกรณ์เสริม กับกล่องลูกกระสุนอย่างดีหลากหลาย มีแม้กระทั้งกระสุนชนิดพิเศษอำนาจทำลายล้างสูง เพราะหลังตัวกระสุนกระทบเป้าหมายจะระเบิดตัวออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ กระจายสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทำให้ผู้ที่ถูกกระสุนชนิดนี้ยิงอาการสาหัส หรืออาจถึงขั้นพิการและเสียชีวิตได้ภายในนัดเดียว

   หลังเห็นของในตู้เซฟหัวหน้าโจรเริ่มสังหรณ์ใจว่าเจ้าของบ้านอาจไม่ใช่คนธรรมดา...

   แล้วยังไง

   ถึงพวกนี้จะเป็นอาวุธ แต่ล้วนเป็นของหายากและมีราคาสูงลิ่วไม่ต่างจากเครื่องประดับเพชรพลอย หัวหน้าโจรเลือกปืนมาหนึ่งกระบอก พร้อมบรรจุกระสุนอันตรายใส่แม็กกาซีนเรียบร้อย ก่อนแหน็บไว้ด้านหลัง
ทยอยนำทุกอย่างจากตู้เซฟลงกระเป๋าที่เตรียมมา แล้วจึงลุกขึ้นสำรวจส่วนอื่นๆ ของห้องต่อ

   ขณะที่หัวหน้าโจรกำลังก้มรื้อหาของมีค่าในลิ้นชัก กระจกหน้าโต๊ะสะท้อนร่างเงาสูงใหญ่ด้านหลัง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาพลันสบกับนัยน์ตาสีเลือดนกเรืองแสงราวกับดวงตาของสัตว์ป่า หัวขโมยสะดุ้งตกใจ กระโดดถอยหนีไปตั้งหลัก

   “เหี้ยอะไรวะ!”

   สิ่งนั้นค่อยๆ หันมาทางโจร ก่อนพุ่งตัวเข้าใส่พร้อมกรงเล็บที่ฟาดลงมา

   “เฮ้ย!! ตุ้บ!”

   โจรเอี้ยวตัวหลบได้หวุดหวิด แต่ก็ล้มลงพื้น ยังไม่ทันได้ลุกขึ้น กรงเล็บเมื่อครู่ก็คว้าหมับเข้าที่ลำคอ บีบแน่นจนสำลักอากาศ ก่อนค่อยๆ ถูกยกขึ้นจนร่างลอยด้วยมือข้างเดียว



   ทางด้านโจรคอยดูลาดเลาอยู่หน้าบ้าน พบแสงไฟรถยนต์กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ จึงรีบวิ่งเข้าไปบอกพรรคพวกด้านใน

   “มึงๆ ไอ้เจ้าของบ้านมันกลับมาแล้ว”
   “ไหนมึงบอกว่ามันออกจากบ้านทีกลับเช้าตลอดไง”
   “กูก็ไม่รู้ เอาไงบอกลูกพี่ไหม”
   “เออๆ กูไปบอกเอง ส่วนมึงไปซุ่มลอบจัดการมัน”

   เมื่อตกลงกันได้ สองโจรแยกกันทำตามแผน คนหนึ่งแอบรอเจ้าของบ้านอยู่หลังประตู ส่วนอีกคนวิ่งขึ้นบ้านไปรายงานหัวหน้า


   รั้วบ้านเลื่อนเปิดอัตโนมัติ พร้อมรถสีดำขลับเลี้ยวเขาจอดอย่างรวดเร็ว ไฟบ้านทั่วทั้งหลังสว่างขึ้นทันที เจ้าของรถหยิบกระสุนขึ้นมาห้านัด แต่ละลูกถูกจุ่มลงในหลอดทดลองไม่ซ้ำหลอด ก่อนบรรจุใส่แม็กกาซีนคล่องแคล้ว แล้วจึงเปิดประตูเดินลงไปอย่างไม่เกรงกลัว
   เมื่อเข้ามาในตัวบ้าน ข้าวของถูกรื้อค้นเละเทะกระจัดกระจาย กวาดสายตาโดยรอบ ก่อนเห็นเงาสะท้อนผ่านกระจกหน้าต่าง เป็นคนกำลังย่องเข้ามาทางด้านหลังพร้อมมีดในมือ

   “ปุ!”

   เจ้าของบ้านหมุนตัวไปด้านหลังฉับพลัน พร้อมปืนติดตั้งอุปกรณ์เก็บเสียงจ่อยิงกลางหน้าผากโจร ร่างสังเวยลูกกระสุนล้มหงายหลังไม่ทันได้ส่งเสียง เลือดจากศีรษะไหลนองพื้นแผ่ขยายไปเรื่อยๆ


   “เหี้ยย!!!”

   เสียงร้องตกใจ ตามด้วยเสียงตึงตังจากด้านบน ไม่นานตัวต้นเสียงก็วิ่งลงมาชั้นล่างด้วยสีหน้าตื่นกลัว ปะทะเข้ากับฆาตกรที่กำลังขึ้นชั้นบนอย่างจัง

   “ปุ!” ร่างไร้วิญญาณกลิ้งไถลล้มกองอยู่ตรงตีนบันได

   “ปัง!! ปัง!! ปัง!!”

   เสียงปืนจากด้านบนแทบทำให้ฆาตกรหยุดหายใจ รีบวิ่งขึ้นไปทันที พบร่างยักษ์นอนจมกองเลือดไม่เคลื่อนไหว ห่างไปไม่ไกลมีคนหอบหายใจเหนื่อยถือปืนกำลังเล็งยิงปีศาจซ้ำ

   “ปุ! อ๊ากก!!!”

   กระสุนพุ่งเข้าใส่มือที่ถือปืนอย่างจัง พลังทำลายฉีกกระชากให้มือขาดเป็นแผลเหวอะหวะ ตัวปืนเสียหายหล่นกระเด็นห่างไปไกล ผู้ยิงเดินเข้ามาหาก่อนถีบโจรล้มลงพื้น ยกเท้ากระทืบอกรุนแรงจนคนใต้เท้าจุกส่งเสียงร้องไม่ออก เหยียบค้างไว้ไม่ให้ลุกขึ้น ก่อนจ่อปืนตรงหน้าโจร

   “ปุ! ปุ! แกร๊ก!”

   เลือดและมันสมองสาดกระเซ็นเลอะรองเท้าและชายกางเกง ความจริงต้องการยิงให้ครบตามเสียงปืนที่ได้ยิน แต่ลูกกระสุนหมดเสียก่อน

   เจ้าบ้านรีบเข้าไปประคองร่างปีศาจ แผลกลางอกที่เพิ่งหาย บัดนี้เกิดแผลใหม่สาหัสกว่าเดิม เลือดมากมายไหลทะลักไม่ยอมหยุด ร่างยักษ์ไร้สติหายใจรวยรินใกล้สิ้นใจ
   มนุษย์หนึ่งเดียวไม่ยอมให้ความตายพรากปีศาจไปจากเขา เหล่าหลอดแก้วในกระเป๋าถูกเทกองเต็มพื้น เลือกหยิบหลอดสีฟ้า เปิดจุกออก ก่อนจับกรอกปากให้ปีศาจกินวิญญาณเข้าไป

   จวบจนใช้หมดสิ้น อาการปีศาจยังคงไม่ดีขึ้น ภายในใจกระวนกระวายรีบคิดหาวิธีช่วย พลันนึกถึงของเล่นท้ายรถ คว้าหลอดแก้วหนึ่งหลอดติดมือวิ่งลงไปชั้นล่าง เปิดกระโปรงหลังรถออก ร่างหญิงหอบหายใจเข้าหนักเนื่องจากเกือบขาดอากาศตาย ระหว่างนั้นรู้สึกเหมือนมีน้ำราดบริเวณหัว ผมสวยโดนกระชากขึ้นอีกครั้ง คนถูกทารุณส่งเสียงร้อง

   “กร๊อบ!”

   เสียงหักคอหยุดทุกการเคลื่อนไหว ร่างอ่อนเปลี้ยล่วงหลุดจากมือฆาตกร

   ผู้กระทำรีบวิ่งกลับขึ้นชั้นบนพร้อมหลอดแก้วในมือที่น้ำค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีฟ้า ทรุดตัวนั่งใกล้ร่างยักษ์ เปิดจุกกั้นออก ก่อนกรอกวิญญาณใส่ปากปีศาจอีกครั้ง

   ปีศาจหายใจแผ่วเบาเหมือนเดิม เลือดยังคงไหลรินเช่นเดิม วิธีจนตรอกจึงถูกนำมาใช้ หยิบลูกกระสุนหนึ่งนัดจากกระเป๋าบรรจุใส่ตัวปืน หยิบหลอดแก้วข้างตัวเปิดจุกออกแล้วเทราดใส่ตัวเอง เอาส่วนที่เหลือจ่อปากปีศาจไว้ ถือปืนขึ้นกดตรงขมับ
และกดลั่นไก


   กรงเล็บแหลมพยายามเอื้อมคว้าปลายกระบอกปืน ส่งเสียงอ่อนล้าบางเบาเรียกสติมนุษย์สิ้นคิด

   “ยะ... อย่า...”




   เช้าวันนี้ สำนักข่าวชื่อดังเล่าเหตุการณ์น่าสยดสยองซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืน ข่าวแรกเป็นคุณหญิงผู้อุปถัมภ์มูลนิธิเด็กกำพร้า ถูกฆาตกรรมรถไฟทับร่าง หลังกลับจากงานเลี้ยงการกุศล เศษชิ้นส่วนตกกระจายทั่วบริเวณ ที่เกิดเหตุพบเอกสารหลักฐานสำคัญว่าผู้ตายมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ยังพบแผนที่ตั้งแหล่งกบดานหลายแห่ง คาดว่าเป็นฝีมือของหนึ่งในเหยื่อแค้นที่ถูกลวงไปค้าประเวณี
   ส่วนอีกข่าวเป็นเหตุไฟไหม้บ้านหลังหนึ่งในเขตชานเมือง จากการตรวจสอบพบศพสี่ศพ บริเวณห้องนั่งเล่นหนึ่งศพ ตรงบันไดหนึ่งศพ ห้องนอนใหญ่หนึ่งศพ และห้องนอนเล็กหนึ่งศพ สามศพแรกถูกกระสุนปืนยิงทะลุศีรษะ ส่วนศพสุดท้ายอยู่ในสภาพสมบูรณ์นอนคว่ำหน้า กำปืนติดตั้งลำกล้องเก็บเสียงในมือขวา คาดว่าอาจเป็นโจรขึ้นบ้านตกลงผลประโยชน์ไม่ลงตัว นำไปสู่การยิงกันเอง ประจวบกับเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ส่งผลให้คนร้ายถูกไฟคลอกเสียชีวิต ในตอนนี้เจ้าของบ้านยังไม่แสดงตัว มีความเป็นไปได้สองทางคือยังไม่ทราบข่าว หรืออาจโดนโจรร้ายจับตัวไป

   เหตุการณ์สะเทือนขวัญทั้งสอง ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในคืนเดียว ทางเราขอให้ตำรวจสามารถจับตัวฆาตกรได้โดยเร็ว แม้คนร้ายอาจมองได้ว่าเป็นฮีโร่ช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ให้หลุดพ้นจากวังวนมืด แต่เมื่อกระทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนเรื่องของคุณเจ้าของบ้านไฟไหม้ ทางเราขอภาวนาให้คุณเจ้าของบ้านปลอด-

   “ติ้ด!”

   เสียงของผู้ประกาศข่าวขาดหาย เมื่อโทรทัศน์ถูกกดปิด ก่อนตามด้วยเสียงปิดประตู ทั้งห้องกลับสู่ความเงียบงันอ้างว้างดังเดิม



   ‘ต้องการฝากอะไรถึงผู้รับไหมครับ’
   ‘นี่ครับ หลักฐานเอาผิดทั้งหมดที่ผมรวบรวมได้ แต่ไม่สามารถใช้เรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกผมได้เลย’


   “ขอบคุณครับ คุณโนอาร์”


บท2 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2019 22:11:44 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
   คฤหาสน์หรูออกแบบตามสถาปัตยกรรมตะวันตก ตัวบ้านห้อมล้อมด้วยสวนสวยสร้างความร่มรื่น เสริมต้นไม้ใหญ่ปลูกติดแนวรั้วเพิ่มความเป็นส่วนตัว บริเวณหน้าบ้านเป็นลานน้ำพุคล้ายวงเวียนขนาดย่อม ให้รถยนต์สามารถจอดรับและขับวนออกได้สะดวก หลังบ้านเป็นสระว่ายน้ำใหญ่พร้อมพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเหมาะแก่การจัดงานเลี้ยงหรือปาร์ตี้ริมสระ
   ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวจากผลตอบแทนทางธุรกิจ เจ้าของคฤหาสน์เป็นถึงประธานบริษัทยักษ์ใหญ่มีสาขาย่อยมากมายทั้งในและนอกประเทศ เป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการที่ใครต่อใครต่างอยากทำธุรกิจด้วย แต่แค่นี้ยังไม่เพียงพอสำหรับเขา
   การจะเป็นใหญ่นอกจากอำนาจเงินยังต้องมีอำนาจสั่งการคอยหนุน ดังนั้นอีกด้านของเจ้าสัวจึงเป็นนายทุนใหญ่ผู้อัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศแลกกับการที่เจ้าหน้าที่ปิดตาไม่รู้ไม่เห็นกับธุรกิจมืดมากมาย อาทิเช่น การค้ายาเสพติดข้ามชาติ การฟอกเงิน ร่วมไปถึงการค้ามนุษย์ที่กำลังเป็นข่าว

   “ปึง!”

   เสียงกำปั้นทุบโต๊ะรับประทานอาหาร เมื่อเจ้านายอ่านข่าวหน้าหนึ่งจากหนังสือพิมพ์ คุณหญิงที่เคยเห็นหน้าเห็นตาถูกฆาตกรรม แต่นั้นไม่น่าสนใจเท่ากับการพบหลักฐานการค้ามนุษย์จำนวนมาก ซึ่งนั้นอาจสาวมาถึงตัวเขาได้ต่างหากที่ทำให้เจ้าของคฤหาสน์กำลังหงุดหงิด

   “ไปตามสืบว่าใครเป็นคนทำและปิดปากมันซะ ส่วนหลักฐานนั่นจัดการอย่าให้เรื่องมาถึงฉัน” ผู้เป็นนายเอ่ยคำสั่งโดยไม่หันมองลูกน้องสองคนที่ยืนห่างออกไปด้านหลัง
   “ครับท่าน”



   ณ หมู่บ้านจัดสรรร้างที่ถูกละทิ้งให้ต้นหญ้าวัชพืชเลื้อยขึ้นปกคลุมรกชัฏ สถานที่สุดหลอนที่มักมีกลุ่มผู้ลองดีมาท้าพิสูจน์สิ่งเหนือธรรมชาติอยู่เสมอ และคืนนี้ก็เช่นกัน
   
   “แกะ.. แกกลับกันเถอะ” หญิงสาวคนหนึ่งกระตุกชายเสื้อเพื่อนที่เดินนำด้านหน้า
   “อะไรของแกวะ นี่แค่หน้าหมู่บ้าน ถ้ากลัวนักก็ไปรอในรถ” เพื่อนสาวห้าวหันกลับมาไล่ด้วยท่าทีรำคาญ
   “ไม่ๆ ไม่เอา ฉันไม่อยู่ในรถคนเดียวแน่”
   “งั้นก็ตามมา พูดมากอยากเรียกผีมาหรือไง”

   หญิงสาวถูกเพื่อนสนิทปากร้ายขู่ตัวสั่นง็อกง็อก เป็นที่น่าสงสารจนแฟนหนุ่มข้างกันต้องดึงมากอดปลอบพลางกล่อมว่ามีเขาอยู่ด้วยไม่ต้องกลัว ก่อนจะจูงมือกันเดินตามเพื่อนสามคนเข้าไป

   กลุ่มนี้ประกอบด้วยเพื่อนห้าคนที่รู้จักกันในมหา’ลัย คนแรกคือหญิงห้าวประจำคณะผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดและเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้ อีกคนเป็นสาวน้อยร่างเล็กขี้กลัวซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเพื่อนสนิทของสาวห้าวเมื่อครู่ ประกบด้วยแฟนหนุ่มที่มาด้วยความจำใจ ตามจริงเขาไม่เห็นด้วยที่แฟนของตนมาสถานที่แบบนี้ แต่ถูกเพื่อนสนิทแฟนพูดจาดูถูก สุดท้ายจึงต้องเลยตามเลย ส่วนอีกสองคนเป็นชายเพื่อนสนิทของแฟนหนุ่มที่รู้เรื่องแล้วอยากตามมาด้วย
   ทั้งห้าคนเดินเกาะกลุ่มกัน แต่ละคนมีไฟฉายคนละกระบอก ค่อยๆ เดินไปตามทางถนนในหมู่บ้านร้างที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้แห้ง เกิดเสียงกรอบแกรบทุกครั้งเมื่อย่างก้าว สองข้างทางเป็นบ้านร้างเก่าเรียงรายตลอดทาง ทุกหลังถูกถอดประตูและหน้าต่างออกจนหมดเหลือไว้เพียงช่องกลวงมองทะลุถึงภายใน ยิ่งคืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ส่งผลให้บรรยากาศวังเวงน่ากลัวขึ้นเป็นอย่างมาก

   “กรี๊ดด!!!!” เสียงกรี๊ดลั่นจากคนรั้งท้ายทำให้ทั้งกลุ่มสะดุ้งโหยง รีบหันซ้ายหันขวาสาดส่องไฟรอบตัว
   “อะไร!” สาวห้าวถามกลับ เมื่อไม่เห็นสิ่งผิดปกติ
   “ฉะ.. ฉะ.. ฉันได้ยินเสียงคนร้องช่วยด้วย แกฉันไม่ไหวแล้ว กลับกันเถอะ”

   สาวน้อยน่าสงสารตัวสั่นหนักกว่าเก่า น้ำตาคลอหน่วยพลางกอดแฟนแน่น เอ่ยคำขอตะกุกตะกักให้เพื่อนเปลี่ยนใจไม่ไปต่อ
   
   “เฮ้ย กลับเถอะ มิวไม่ไหวแล้วนะ” ชายหนุ่มมองแฟนสาวด้วยความสงสาร ก่อนหันบอกเพื่อนในกลุ่ม
   “อะไร ป๊อดแล้วหรือไงไอ้วุฒิ” เพื่อนชายคนหนึ่งยุคนห่วงแฟน
   “เออ ถ้าแฟนกูต้องเป็นแบบนี้ กูยอมป๊อดก็ได้ มามิวเดี๋ยววุฒิพากลับรถนะ”

   เมื่อพูดจบ แฟนดีเด่นก็ประคองสาวขี้กลัวเดินย้อนกลับทางเดิม ปล่อยให้เพื่อนสามคนท้าพิสูจน์ต่อไป


   “ชะ... ช่วย... ช่วยด้วย...”

   เสียงร้องขอความช่วยเหลือแหบแห้งแผ่วเบา ลอยออกมาจากบ้านที่ทั้งสามคนหยุดมอง เมื่อส่องแสงไฟพบว่าบ้านหลังนี้ค่อนข้างต่างจากหลังที่ผ่านๆ มา เพราะมีหน้าต่างบางส่วนไม่ถูกถอดออก แต่ที่เหลือล้วนเป็นเศษซากบานหน้าต่างผุพัง มีเศษกระจกคมติดตามขอบและหล่นกระจายตามพื้น ประตูไม้เก่าเบี้ยวตกวงกบเปิดแง้มเล็กน้อยเหมือนเชื้อเชิญให้เข้าไป และแน่นอนเสียงมาจากหลังประตูนั้น
   หัวใจสามดวงของผู้ท้าทายเต้นระส่ำ ยืนเกาะกลุ่มกันใกล้ชิด ก่อนค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปในตัวบ้าน

   “แอ๊ด...”

   สัมผัสแรกที่รับรู้คือกลิ่นเหม็นอับรุนแรงเข้าปะทะทันทีเมื่อเข้ามาในบ้าน ภายในนั้นโล่งไร้เครื่องเรือน กำแพงกั้นห้องบางส่วนพังทลายเห็นปูนเปลือย กวาดตามองโดยรอบไร้สัญญาณชีวิตโดยสิ้นเชิง
แล้วเสียงมาจากไหน?

   “ตึง!!”
   “เชี้ย!!!”

   เสียงบางอย่างล้มอย่างแรงจากชั้นสอง ทำให้ทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัว ก่อนพยายามรวบรวมสติค่อยๆ เดินตามเสียงจนพบบันไดไม้ผุนำทางขึ้นไปด้านบน
   ส่องไฟนำทางขึ้นไปก่อน... ไม่พบสิ่งใด หญิงห้าวในตอนแรกกลับอยู่ท้ายสุดของกลุ่มในตอนนี้ เอ่ยกระซิบสั่งคนด้านหน้าให้รีบเดิน

   บันไดส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งเมื่อเท้าเหยียบขั้นถัดไป ยิ่งใกล้ถึงชั้นบนกลิ่นสนิมยิ่งฉุนจมูก แสงไฟฉายสาดไปทั่วแม้ผู้ถือจะยังไปไม่ถึง ก่อนแสงไฟจะหยุดชะงักเมื่อสาดใส่บางสิ่งเข้าโดยไม่ตั้งใจ

   “ทำไมไม่เดินต่อวะ”

   คนด้านหลังกระซิบถามคนนำที่นิ่งค้างไป แต่ก็ไม่ได้อะไรตอบกลับมา เหลือบมองทางข้างหน้าผ่านไหล่คนนำ พบแสงจากกระบอกไฟฉายนิ่งค้างอยู่ตรงสิ่งหนึ่ง สิ่งที่เรียกได้ว่า... ขาคน
   คนใจกล้าพยายามใช้มือสั่นจับไฟฉายให้มั่น ก่อนส่องไฟสูงขึ้น...

   เสื้อขาวมอมแมมเต็มไปด้วยคราบดำ... และคราบเลือด...

   สูงขึ้น...

   เลือดสีแดงสดกำลังไหลผ่านลำคอ... ย้อมคอเสื้อให้เป็นสีเลือด...

   สูง...

   “อ๊ากกก!!!! เหี้ยย!!!”
   “ตุบ!!”
   “ตุบ!”
   “ตุบ! ตึง!!”

   เหล่าคนกล้าร้องเสียงหลง วิ่งหนีกระเจิงออกจากบ้าน เมื่อร่างชายเปื้อนเลือดพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนกลางบันได เสียงร้องโวยวายพร้อมเสียงฝีเท้าตึงตังค่อยๆ จางหาย เหลือเพียงไฟฉายที่ถูกเจ้านายทอดทิ้งกลิ้งหมุนอยู่บนพื้น ก่อนหยุดนิ่งสาดแสงเป็นภาพเงาบนกำแพงเก่าข้างฝา ภาพร่างชายวัยรุ่นพลัดตกบันไดคอหัก


   “เหมือนคนช่วยจะกลับกันหมดแล้ว”

   เสียงชายคนหนึ่งพูดขึ้นพลางมองของเล่นที่ตนผลักลงบันไดไปเมื่อครู่ด้วยสายตาเฉยเมย ก่อนหันมองกลุ่มเงาของคนในความมืดถูกเชือกมัดแน่นหนา

   “ต่อไปเราจะเล่นอะไรกันดี ผมมีเวลาให้ทั้งคืน”

   เสียงตอบรับคือเสียงอื้ออึงของเหล่าผู้ตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดที่ถูกผ้าปิดปาก คนกล้าส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือก่อนหน้า บัดนี้เหลือเพียงร่างไร้ชีวิตตรงชั้นล่าง แสงแห่งความหวังเมื่อครู่หายลับเหมือนแสงจันทร์ในคืนนี้ กลุ่มของเล่นเบียดเสียดชิดกันราวกับเพื่อนรัก หากสังคมเห็นภาพนี้คงต้องหลั่งน้ำตา เมื่อความบาดหมางนั้นเปลี่ยนเป็นความสามัคคี

   “เกมหมอกระดูกแล้วกัน” เอ่ยเสียงเรียบเรื่อยพร้อมย่างสามขุมเข้าหาเหล่าของเล่นที่พยายามหนีสุดชีวิต
   “อื้อ! อื้อ!! อื้อ!!!!”



   รถสีเทาเมทัลลิกป้ายแดงขับมาตามทางเปลี่ยวไร้รถร่วมสัญจรในยามก่อนรุ่งสาง หักเลี้ยวลงข้างทางมุ่งเข้าไปในป่าอย่างไม่กลัวรถใหม่เกิดรอย ขับลึกจนสุดทางที่สามารถไปได้ หาที่จอดอำพรางไว้ ก่อนลงจากรถเดินต่อหายไปในป่า

   ใช้เวลาไม่นาน ทางเบื้องหน้าปรากฏเป็นบ้านไม้หลังไม่เล็กไม่ใหญ่ห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้สูงช่วยปิดบัง ห่างไม่มากนักมีลำธารน้ำใสสะอาดไหลผ่าน สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ แสงตะเกียงหน้าบ้านส่องสว่างให้ความรู้สึกอบอุ่น
บ้านหลังนี้ไม่ใช่ของเขา แต่เป็นของปีศาจซึ่งกำลังนอนซมอยู่ด้านใน

   “อรุณสวัสดิ์เอทอส ตื่นมากินวิญญาณก่อนแล้วค่อยนอนใหม่”

   มนุษย์หนึ่งเดียวเดินเข้าไปในห้องหนึ่งพร้อมตะเกียง วางอุปกรณ์ให้แสงสว่างลงบนโต๊ะ ก่อนช่วยประคองปีศาจนั่งพิงหัวเตียงแล้วจึงค่อยนั่งข้างกัน หยิบหลอดแก้วสีฟ้าเกือบสิบหลอดออกจากกระเป๋า ของในมือมนุษย์นั้นสร้างความประหลาดใจต่อปีศาจเป็นอย่างมาก
   ทุกดวงเป็นวิญญาณชายมีกลิ่นอายบริสุทธิ์และชั่วร้ายผสมกัน แต่กลิ่นอายอย่างหลังสัมผัสได้ชัดกว่า แม้จัดได้ว่าเข้ากับลักษณะวิญญาณที่เขาเคยบอก แต่การสามารถหามาได้ขนาดนี้ในครั้งเดียวเป็นเรื่องช่างน่าสงสัย

   “เจ้าไปหามาจากไหนมากมายเช่นนี้”
   “ผมแค่ปล่อยข่าวว่าคู่อริกำลังกบดานวางแผนบางอย่าง และรอให้นักเลงวัยรุ่นจากทั้งสองฝั่งเดินมาเป็นของเล่นผมเอง ทุกคนสมัครใจไม่ได้ถูกบังคับมาแม้แต่น้อย”

   หลังฟังกลของฆาตกรใจบาป ปีศาจถึงกลับพูดอะไรไม่ออก เป็นจริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า การจะเข้ามาในกับดักนี้ได้ แสดงว่าต้องหวังทำร้ายศัตรูแค้นอยู่แล้ว ไม่มีคนธรรมดาที่ไหนเอาตัวมาเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้ ทุกอย่างเป็นความตั้งใจของเจ้าตัวทั้งสิ้น เว้นแต่เพียงการกลายเป็นของเล่นนั้นคือของแถมที่ไม่อาจปฏิเสธได้

   “อย่าสนใจเรื่องปลีกย่อยเลย รีบกินจะได้หายไวๆ”

   มนุษย์พูดพลางยื่นหลอดหนึ่งมาให้ ปีศาจค่อยๆ เปิดจุกดึงวิญญาณจากข้างในก่อนกลืนหายลงท้อง โดยมีมนุษย์คอยเก็บหลอดที่กินแล้วรวมไปทิ้ง
   จวบจนกินหมด มนุษย์ส่งปีศาจเข้านอนอีกครั้งเพราะตอนนี้ยังไม่สว่างดี และจึงถือตะเกียงกับหลอดแก้วที่ของเหลวภายในเปลี่ยนเป็นสีดำเดินออกจากห้องไป
 

   การที่หนึ่งมนุษย์หนึ่งปีศาจมาอยู่บ้านกลางป่าเช่นนี้หาได้เป็นเพราะพยายามหนีคดี แต่เป็นเพราะฆาตกรรู้สึกเกือบสูญเสียของรักเลยกล่าวโทษทุกสิ่งอย่าง โทษบ้านที่ควรเป็นสถานที่ปลอดภัยแต่ไม่สามารถปกป้องปีศาจได้ จึงเผาทิ้งไปพร้อมศพโจร โทษรถสีดำขลับที่ช้าเกินไปจนไม่สามารถช่วยปีศาจได้ทัน ตอนนี้จึงถูกบี้เป็นก้อนเศษเหล็กอยู่ในสุสานรถ
   หลังระบายอารมณ์กับการเผาบ้าน ถึงเพิ่งนึกได้ว่าไม่มีที่ที่ตนสามารถอาศัยร่วมกับปีศาจได้เหลืออยู่แล้ว เพราะเพนท์เฮ้าส์ซึ่งเป็นอีกหนึ่งที่อยู่ ไม่สามารถพาปีศาจเข้าไปได้โดยไม่มีใครเห็น หรือจะหาบ้านใหม่ตอนนี้ก็คงไม่ทันการณ์ ปีศาจร่างกายอ่อนล้าในยามนั้น จึงต้องช่วยแก้ปัญหาบอกทางบ้านลับกลางป่า และนั่นทำให้มนุษย์เดินสำรวจบ้านปีศาจเป็นครั้งที่ห้าของวัน เนื่องด้วยเหตุผลง่ายๆ

   อยากรู้จัก อยากรู้เรื่องของเอทอสมากขึ้น


   “บ้านข้าไม่มีของให้ขโมยเหมือนบ้านเจ้า” ปีศาจเอ่ยหลังทนมองมนุษย์เปิดนู้นดูนี่มาสักพักใหญ่
   “จะออกมา ทำไมไม่เรียกผม”

   มนุษย์ไม่สนใจคำพูดปีศาจ เดินเข้าไปช่วยประคองอีกฝ่ายมานั่งบนเก้าอี้ไม้ใหญ่กลางบ้าน ก่อนเดินหายไปในส่วนครัว กลับมาพร้อมชามข้าวต้มสองชาม

   “เวลามนุษย์ป่วยให้กินของอ่อนๆ ผมว่าปีศาจคงคล้ายกัน” ว่าพลางเป่าเบาๆ ให้หายร้อน ก่อนยื่นช้อนจ่อปากปีศาจ
   “อะไรของเจ้า”

   ปีศาจหันหน้าหนี ก่อนดึงช้อนและชามมาถือไว้เองแล้วจึงตักเข้าปาก มนุษย์เห็นดังนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร ถือชามตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าเก้าอี้มากินบ้าง สองชีวิตกินมื้อเช้าร่วมกันในบ้านกลางป่าผืนกว้างเงียบสงบ โดยมีมนุษย์คอยลอบมองปีศาจข้างกายเช่นเดิม



   เสียงเคาะประตูห้องทำงาน ก่อนตามด้วยคำอนุญาต ลูกน้องคนสนิทเข้ามารายงานความคืบหน้าเรื่องที่ได้รับหมอบหมาย

   “เรื่องจัดการหลักฐานเรียบร้อยดีครับท่าน ส่วนเรื่องตามตัวคนทำเกิดปัญหาเล็กน้อยครับ”
   “อะไร?”
   “ร่องรอยเบาะแสถูกลบหายจนไม่สามารถตามสืบได้เลยครับ ผมเลยลองสืบผ่านประวัติคุณหญิง พบว่าก่อนหน้านี้คุณหญิงเคยถูกชายคนหนึ่งพยายามดำเนินคดีเรื่องนั้น แต่ไม่สำเร็จครับ”
   “อืม... ไปถามดูว่ารู้เห็นอะไรไหม แล้วมารายงาน”
   “ครับท่าน”

   ลูกน้องรับคำสั่งก่อนขอตัวออกจากห้องไป การถามที่ว่าไม่ใช่การถามธรรมดาเหมือนรูปประโยค แต่เป็นการจับตัวมาเค้นคำตอบแล้วค่อยปิดปาก ส่วนจะปิดด้วยเงินหรือชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับความร่วมมือของอีกฝ่าย ซึ่งมักเป็นอย่างหลังมากกว่า



   หลายวันหลังจากปีศาจได้กินวิญญาณของกลุ่มวัยรุ่น มนุษย์ใจบาปยังคอยหาดวงวิญญาณมาบรรณาการอยู่ไม่ขาด เป็นดวงเดียวบ้าง สองดวงบ้าง ตามโอกาสจะอำนวย จึงไม่แปลกที่บาดแผลกลางอกของปีศาจจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว จนสามารถเดินรอบบ้านโดยไม่สะเทือนบาดแผลให้รู้สึกเจ็บ

   ในตอนนี้มนุษย์และปีศาจกำลังอยู่ในห้องเก็บสะสมของ เหตุเพราะหลายวันมานี้ปีศาจผู้คอยสังเกตพฤติกรรมมนุษย์อยู่เสมอ เห็นอีกฝ่ายดูสนใจของภายในห้องนี้เป็นพิเศษ เมื่อตนอาการดีขึ้นจวนหายเป็นปกติ จึงอยากตอบแทนมนุษย์บ้าง โดยเรียกอีกฝ่ายเข้ามาในห้อง ก่อนอนุญาตให้เลือกหยิบของที่ต้องการได้ตามใจชอบ
   ของในนี้ไม่ได้มีมูลค่าใดๆ เป็นเพียงของสะสมที่เขาเก็บรวบรวมเล่นเป็นงานอดิเรก เช่นพวกเขาสัตว์หายาก หินสีลวดลายแปลกตา รวมไปถึงของทำมือต่างๆ
   มนุษย์เดินดูของสักพัก ก่อนหยิบสิ่งหนึ่งขึ้นมาแล้วหันไปขอกับผู้เป็นเจ้าของ

   “ผมขอมีดเล่มนี้”

   สิ่งที่มนุษย์ขอเป็นมีดสั้น ด้ามจับทำจากไม้เนื้อแข็งสีดำสนิท แกะสลักด้ามจับให้โค้งเว้าสามารถถือจับได้ถนัดมือ ตัวมีดทำจากแร่สีขาวหายาก ค่อยๆ ฝนอย่างประณีตจนแร่เกิดคม ก่อนนำทั้งสองส่วนประกอบเข้าด้วยกัน เป็นหนึ่งในของทำมือที่ปีศาจสร้างขึ้นในเวลาว่าง

   “เอาสิ แต่หาปลอกใส่เอง ข้าไม่ได้ทำไว้”
   “คุณทำขึ้นมา?” มนุษย์เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนก้มมองพิจารณามีดในมืออีกรอบ
   “ถ้าใช่แล้วทำไม”
   “เปล่า มันสวยดี ยิ่งคุณบอกว่าเป็นคนทำผมยิ่งชอบ”

   พูดพลางยิ้มเล็กน้อยขณะมองมีด ก่อนนำเก็บช่องใส่มีดด้านหลังของเข็มขัดอาวุธที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อ ช่วงรอบเอวฆาตกรซึ่งเผยให้เห็นชั่วครู่ก่อนจะถูกชายเสื้อปกปิดนั้นประดับไปด้วยอาวุธมากมาย ทั้งปืนพกสองกระบอกพร้อมกระเป๋าใส่กระสุนปืน มีดสั้นมีดปาจำนวนหลายเล่ม และดิ้วเหล็กสองอัน
   ปีศาจมั่นใจว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากอาวุธทั้งหมดที่ฆาตกรแอบซ่อน

   “นี่เจ้าพกของพวกนี้ติดตัวตลอดเลย?”
   “เอาไว้เล่นกับของเล่นตอนหาอุปกรณ์ไม่ทันน่ะ”

   มนุษย์ตอบพร้อมรอยยิ้มมุมปากตามแบบฉบับเจ้าตัว ก่อนเปลี่ยนเรื่องถามว่าวันนี้อยากกินอะไร เพราะต้องออกไปซื้อข้างนอก เนื่องจากบ้านหลังนี้ไม่มีไฟฟ้า จึงไม่มีตู้เย็นแช่ของสดสำหรับทำอาหารเหมือนเมื่อก่อน

   ‘อะไรก็ได้ ข้ารู้ว่าเจ้าน่ะแสนรู้’ เป็นคำตอบจากปีศาจ มนุษย์เพียงหันหลังโบกมือลาพลางเดินออกจากบ้าน ก่อนหายลับไปในป่า ระหว่างทางพยายามไม่สนใจคำกวนยั่วโมโหเมื่อครู่ ควบคุมอารมณ์อยู่นาน จนกระทั้งเดินถึงรถที่จอดอำพรางไว้ อารมณ์จึงกลับมาเป็นปกติ


   การเดินเลือกซื้อของในตลาดชุมชนมีข้อดี คือสามารถทราบข่าวหรือหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่กำลังเป็นประเด็นในพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ได้อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแก๊งนักเลงวัยรุ่นที่หายหน้าหายตาไป หรือข่าวดังในช่วงสองสามวันก่อนของหญิงสาวถูกฆาตกรรมในห้องคอนโดหรู หลายเรื่องถูกเล่าปากต่อปาก แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทำให้ฆาตกรในคราบของประชาชนธรรมดารู้สึกสนใจ

   “ป้าว่าใครตามหาอะไรนะครับ” คนตัวการแสร้งถามแม่ค้าขายเนื้อถึงเรื่องเมื่อครู่
   “ก็คดีฆาตกรรมทางรถไฟนั่นไงพ่อหนุ่ม ช่วงนี้มีคนมาถามหาว่ามีใครพอพบเบาะแสหรือเห็นตัวคนร้ายบ้าง เขาให้ค่าตอบแทนหลักหมื่นเลยนะ”
   “งั้นก็มีคนไปให้ข้อมูลเต็มเลยสิครับ”
   “ใครจะไปกล้าล่ะ เขาขู่ว่าถ้าใครคิดให้ข่าวปลอมจะซ้อมให้หนักแล้วจับส่งตำรวจข้อหาหลอกลวง”
   “เขาแต่งตัวยังไงเหรอครับ”
   “ธรรมดาๆ แหละ ตัวใหญ่หน่อย... นั่น! คนนั้นไง” ป้านึกก่อนเหลือบเห็นคนที่กำลังนินทา จึงรีบกระซิบชี้ตัวให้ดู
   “อ๋อ... ขอบคุณครับ”
   “แล้วพ่อหนุ่มถามถึงทำไมเหรอ”
   “ไม่มีอะไรหรอกครับ ป้าครับผมเอาเนื้อนี้สองโล”

   ฆาตกรบอกปัดเปลี่ยนเรื่องหลังทราบข้อมูลครบถ้วนแล้ว ระหว่างเดินซื้อของเพิ่มเติมใช้สายตาลอบมองคนรนหาเรื่องใส่ตัว เมื่อเห็นเป้าหมายเดินหายไปในมุมหนึ่งซึ่งปลอดคน เพชฌฆาตจึงเดินตามทันที
คนถูกหมายหัวหันหลังยืนคุยโทรศัพท์รายงานเบาะแสที่พอหาได้ จวบจนวางสาย หันกลับมาพบชายคนหนึ่งถือถุงกับข้าวเต็มสองมือกำลังยืนจ้องหน้าตนอยู่

   “เบาะแสตัวคนร้าย ผมรู้ดีเลยล่ะครับ”


(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-11-2019 09:09:43 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
(ต่อ)

   ท้องฟ้ามืดมิดบ่งบอกถึงยามราตรี ปีศาจกำลังจุดตะเกียงให้แสงสว่าง มนุษย์หายไปตั้งแต่ช่วงบ่ายป่านนี้ยังไม่กลับมา ไม่ใช่เหตุเรื่องถูกเขากวนใส่ก่อนออกจากบ้านแน่ เพราะฆาตกรหัวร้อนง่ายพยายามปล่อยไม่สนใจคำพูดไม่เข้าหูได้บ้างแล้ว ความเป็นไปได้มากที่สุดคือ มีผู้เคราะห์ร้ายกำลังตกเป็นเหยื่อ แต่ถึงเป็นเช่นนั้นเขาก็พอสบายใจได้เปราะหนึ่งว่า คนดวงกุดไม่มีทางเป็นชาวบ้านธรรมดาน่าสงสารแน่นอน
   ไม่นานคนบาปในความคิดของปีศาจก็กลับถึงบ้าน เดินมาทักเล็กน้อยว่ากลับมาแล้ว ก่อนเดินเข้าไปในส่วนครัวเตรียมทำอาหารหนึ่งมื้อตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือ ทุกครั้งที่มนุษย์กลับช้ามักมีวิญญาณติดไม้ติดมือมาด้วย ซึ่งไม่ใช่กับคราวนี้

   “เจ้าไปไหนมา” ปีศาจถามหลังเวลาอาหารจบลง
   “ไม่ได้ไปไหน แค่จัดการปัญหานิดหน่อย”
   “ปัญหาอะไร?”
   “ผมขอบอกคุณพรุ่งนี้ รอให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนนะครับ”
   “อืม”

   ปีศาจเพียงตอบรับในลำคอและไม่ถามเพิ่ม จากการอยู่ด้วยกันมาสักพักใหญ่ทำให้ปีศาจรู้ว่า ‘ครับ’ จากปากฆาตกร จะพูดกับเขาแค่สองกรณีคือ พยายามอธิบายบางอย่างที่เขาอาจเข้าใจอีกฝ่ายผิด หรือพยายามปกปิดเรื่องที่ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ในตอนนี้
   ที่บอกว่าในตอนนี้ เพราะเมื่อถึงเวลาฆาตกรจะเป็นคนเปิดปากพูดกับเขาทั้งหมดเอง โดยที่เขาไม่ต้องทวงถาม ดังนั้นค่ำคืนนี้จึงจบลงด้วยสองชีวิตนอนข้างกันบนเตียงไม้ขนาดยักษ์ มีลมธรรมชาติคอยพัดทางหน้าต่างแทนเครื่องปรับอากาศ มีตะเกียงแทนโคมไฟให้แสงอ่อนๆ ขับกล่อมให้ทั้งคู่หลับใหลอย่างเป็นสุข


   เมื่อรุ่งสางมาถึง มนุษย์เป็นผู้ตื่นก่อน พยายามก้าวเดินอย่างระวังไม่ให้พื้นไม้ลั่นเกิดเสียงรบกวนปีศาจที่นอนอยู่ เข้ามาในส่วนครัวเตรียมมื้อเช้าให้อีกฝ่าย ขนมปังแซนด์วิชกับกาแฟร้อนๆ หนึ่งแก้วถูกวางบนโต๊ะกินข้าว หลังจากนั้นจึงไปอาบน้ำตรงลำธารและเดินออกจากบ้านไป



   บริเวณป่าหลังหมู่บ้านร้างที่ใครต่อใครชอบท้าพิสูจน์ มีชายพร้อมจอบในมือเดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ จนพบท่อPVC เส้นหนึ่งตั้งปักกับผืนป่าอย่างผิดธรรมชาติ ผู้มาเยือนหยุดยืนห่างไม่มากนัก ก่อนลงมือขุดดินโดยรอบท่อนั้นออก

   “ฉึก.. ฉึก.. ฉึก..”

   เสียงขุดแซะดินยังคงดังต่อเนื่อง แม้พื้นที่นี้จะกลายเป็นหลุมลึกมากแล้ว กลิ่นเน่าเหม็นคล้ายซากศพเริ่มส่งกลิ่นโชยทุกครั้งที่หน้าดินถูกขุดออกไป

   “ปึก!”

   เสียงตัวจอบกระทบกับบางอย่าง ผู้ขุดค่อยๆ เกลี่ยดินออกจนพบแผ่นไม้เก่า ต้นตอของท่อPVC ที่โผล่พ้นจากพื้นดิน คนพบเจอโยนจอบขึ้นไปบนปากหลุม ก่อนหยิบค้อนที่เหน็บไว้ด้านหลังงัดตะปูตอกฝาไม้นั้นออก แรงสะเทือนทำให้บางสิ่งในนั้นส่งเสียงร้องอื้ออึงพร้อมแผ่นไม้สั่นไหวอย่างรุนแรง

   ทันทีที่ฝาไม้ถูกเปิด กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพกระจายตัวคละคลุ้งทั่วบริเวณ ด้านในเป็นชายร่างใหญ่ถูกเชือกมัดมือมัดเท้าปิดปากสนิท พยายามร้องและดิ้นหนีกับสิ่งตรงหน้าสุดชีวิต คนโดนมัดถูกจับให้นอนคว่ำหน้านอนทับศพวัยรุ่นเน่าเฟะ มีหนอนขึ้นยั้วเยี้ยชอนไชเต็มทั่วทั้งร่าง บางส่วนขึ้นคลานไต่ตามตัวชายถูกมัด ใบหน้าศพเละแทบจำเค้าโครงไม่ได้ แต่จะไม่มีใครจำได้เลยจริงหรือไม่ คงต้องให้คนที่นอนจ้องหน้าศพทั้งคืนนั้นเป็นผู้เฉลย

   “ประสบการณ์นอนโลงสะเดาะเคราะห์หนึ่งคืนเป็นยังไงบ้างครับ”
   “อื้ออออ!!!! อื้อ!!! อื้อ! อื้อ!!”

   คนโดนมัดถูกลากขึ้นปากหลุมมานั่งพิงต้นไม้ไว้ ใบหน้าคมดุในวันก่อน ตอนนี้เหลือเพียงใบหน้าแสดงความหวาดกลัวสุดขีด ผมตั้งชี้ไม่เป็นทรง ดวงตาแดงก่ำที่เบิกโพลงอยู่แล้วนั่นเบิกกว้างขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเมื่อสบตากับผู้ที่ทำให้ตนพบเจอเรื่องเลวร้ายขนาดนี้ น้ำตาที่คิดว่าเหือดหายไหลนองหน้า พยายามดันตัวถอยห่างพร้อมส่งเสียงร้องลั่นหวาดกลัว จนคนฟังยอมเมตตาตัดเชือกมัดปากออก

   “อ๊ากกกก!!! อย่า!!!! กลัว!!! กลัวแล้ว!! กลัวแล้ว!!”

   เมื่อได้รับอิสระในการส่งเสียงอีกครั้ง คนเสียสติร้องลั่นก้มหน้าหนีไม่กล้าสบตา พยายามยกมือที่ถูกมัดขึ้นไหว้คนตรงหน้าทั้งที่กลัวตัวสั่นไปทั้งร่าง

   “บอกผม ใครส่งคุณมา”

   คนถูกถามไม่อาจเลี่ยงสายตาคนใจร้ายได้อีกต่อไป เมื่ออีกฝ่ายใช้มีดที่เพิ่งตัดเชือกช้อนคางขึ้น พร้อมกดปลายมีดลงเป็นการขู่ว่าอย่าขยับ

   “กลัว.. กลัวแล้ว ฮึก.. อย่า.. อย่าทำ.. อย่าทำฉันเลย.. กลัวแล้ว...กลัวแล้ว..”

   คนเสียสติเพ้อพูดถ้อยคำเดิมซ้ำๆ ไม่ได้ฟังคำถามแม้แต่น้อย คนรอคำตอบจึงต้องถามใหม่ พร้อมกดคมมีดกรีดลำคอจนเลือดซึมเล็กน้อย

   “ทะ.. ทะ..ท่านนิรัช กลัว.. อย่าทำฉัน.. กลัวแล้ว...”

   คนฟังนั้นรู้จักชื่อนี้ดี นักธุรกิจและนายทุนใหญ่ของประเทศ ประกอบธุรกิจหลากหลายทั้งด้านสว่างและด้านมืด การที่ส่งคนมาตามสืบมีความเป็นไปได้ว่า หนึ่งในธุรกิจมืดคือการค้ามนุษย์ จึงต้องการปิดปากผู้ที่มีส่วนรู้เห็นทั้งหมด เพื่อไม่ให้ปัญหาไปถึงตน
   เป็นความคิดที่รอบคอบ เพราะหากเป็นเขาคงทำเช่นกัน ทุกคนที่สอดรู้ต้องถูกกำจัดทิ้ง แม้อีกฝ่ายจะมีอำนาจบาตรใหญ่ เขาจะแสดงให้เห็นเองว่าของพวกนั้นมันไร้ค่า เมื่อคิดต่อกรกับเขา

   “ดีที่ยอมตอบ นี่คือรางวัล”

   ตัดเชือกที่มัดมือให้หลังเอ่ยจบ คนถูกปลดพันธนาการเหมือนไม่ดีใจเท่าที่ควร มัวแต่เอาแขนกอดเข่าตัวเองตัวสั่น พูดคำวนซ้ำว่า อย่า กลัวแล้ว อยู่แบบนั้น

   “ต่อมาลองสารภาพบาปทุกอย่างที่ทำให้ฟังหน่อย”

   คนไร้สติเหมือนโดนสะกดจิต ดวงตาเหม่อลอยคล้ายกำลังมองไปที่ไหนสักแห่ง แม้ความจริงกำลังสบตากับคนถามอยู่ เสียงเรียบเอื่อยและคำสารภาพบาปมากมายพรั่งพรูจากปาก ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการขโมยเงิน จนถึงเรื่องใหญ่อย่างการเสพยาและยิงคน
   เหตุผลของคำถามไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ต้องการเช็กว่าคนนี้เหมาะแก่การเก็บวิญญาณไปฝากปีศาจหรือไม่แค่นั้น

   หลังสิ้นคำสารภาพ คนฟังสวมกอดคนทำผิดราวกับให้กำลังใจ แต่แท้จริงแล้วคือต้องการรัดไม่ให้อีกฝ่ายดิ้นหนี

   “อ๊ากกก!!! ฮืออ.. อย่า.. ยอมแล้ว.. อย่า...”

   คนถูกกอดร้องผวา เมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งปักลงมากลางหลังของตน พยายามดิ้นร้องผลักออกก็ไม่เป็นผล จนผู้กระทำปล่อยพร้อมลุกขึ้นยืนถอยห่างไปเอง คนโดนทำร้ายจนกลายเป็นคนบ้าเสียสติ รีบก้มหน้ากอดเข่าตัวเองพลางพึมพำถ้อยคำเดิมๆ อยู่คนเดียว

   สักพักร่างของคนตัวสั่นก็ค่อยๆ ไถลลงกับพื้นดินราวกับไร้กระดูก เปลือกตาค่อยๆ ปิดลง แววตาฉายชัดถึงความตกใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแต่ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้

   “ผมรู้ว่าคุณได้ยินเสียงผมอยู่ ยาที่ฉีดให้คุณเป็นยาอัมพาตทำลายระบบประสาทอย่างถาวร ไม่นานคุณจะรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก หัวใจหยุดเต้นและหลับไป”
   “...”
   “ผมจะพาคุณไปนอนดีๆ”

   หลังพูดจบ ฆาตกรก้มจับขาเหยื่อก่อนลากร่างนั้นไปลงหลุมใหญ่ ปล่อยทิ้งให้ร่างไร้แรงไถลตกลงไปนอนเคียงศพวัยรุ่นตามเดิม ต่างตรงที่คราวนี้เงยหน้าขึ้น
   ของเหลวใสจากหลอดแก้วถูกเทราดใส่หน้าคนเป็นอัมพาตเล็กน้อย คนทำเก็บหลอดก่อนหยิบขวดแก้วใบใหญ่บรรจุของเหลวใสคล้ายกันออกมา แล้วเปิดฝาเทราด
   ทันทีที่น้ำจากขวดแก้วสัมผัสผิวเนื้อของผู้เคราะห์ร้าย พลันเกิดปฏิกิริยากัดกร่อนเผาไหม้ใบหน้าและลำคออย่างรุนแรง ควันสีขาวลอยคลุ้งปิดบังแผลฉกรรจ์ที่เละเทะไม่ต่างจากศพใต้ร่าง

   ฆาตกรเลือดเย็นโยนขวดแก้วเปล่าลงไปในโลงเป็นของต่างหน้า ก่อนหยิบค้อนตอกฝาโลงใหม่อีกครั้ง และครั้งนี้เป็นการปิดอย่างถาวร ท่อPVC สำหรับส่งอากาศให้หายใจไม่จำเป็นอีกต่อไป ถูกจอบฟาดหักกระเด็นล้มกลิ้งบนฝาโลง
   หลังตอกตะปูปิดเรียบร้อย ฆาตกรปีนขึ้นปากหลุม ใช้จอบเกลี่ยกองดินด้านข้างกลบหลุมกว้างฝังอีกหนึ่งความลับให้จมลึกอยู่ใต้ดินชั่วนิรันดร์



   คนบาปตัวสกปรกเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษดินและกลิ่นศพติดตามเสื้อ รีบเดินไปอาบน้ำตรงลำธาร ก่อนขึ้นบ้านทำตัวตามปกติเหมือนไม่ได้ไปฆ่าคนมา ปีศาจรับหลอดแก้วใส่วิญญาณมาจากมนุษย์ช่วงที่เดินสวนกัน คำถามที่สงสัยว่าอีกฝ่ายไปไหนในตอนเช้า บัดนี้ได้รับคำตอบแล้ว


   ช่วงเวลาล่วงเลยจนมืดค่ำ มนุษย์หนึ่งเดียวเสนอไอเดียก่อกองไฟทำมื้ออาหารหน้าบ้าน ปีศาจไม่ขัด เดินไปขนฟืนไม้จากหลังบ้านมาให้ สองชีวิตกินปลาย่างสุกข้างกันหน้ากองไฟ ก่อนแยกไปคนละมุม หนึ่งปีศาจนอนเอามือไพล่ประสานรองศีรษะ เงยหน้ามองดวงดาวบนฟ้าส่องสว่างเต็มท้องนภาแบบที่ไม่สามารถมองเห็นได้ในเมือง หนึ่งมนุษย์ใช้โน้ตบุ๊กบนตักทำงานหาข้อมูล ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ากลางป่าห่างไกลเช่นนี้จะมีสัญญาณอินเทอร์เน็ต แม้จะอ่อนมากก็ตาม

   “งานหนักหรือไง” ปีศาจพูดขึ้นหลังสังเกตมนุษย์เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างมาตลอดวัน
   “พอสมควร”
   “...”
   “เรื่องที่จะบอกเมื่อวานคือ มีคนสอดรู้พยายามตามสืบเรื่องของผม คนนั้นเป็นนายทุนใหญ่ผู้มีอิทธิพล ผมต้องใช้เวลามากกว่าปกติสักหน่อยในการจัดการ อาจกลับมาหาคุณได้อีกทีวันมะรืนหน้า”
   “อืม... ถ้าไม่ไหว เจ้าก็หนีหัวซุกหัวซุนมาหลบหลังข้าแล้วกัน”

   แม้คำพูดจากปีศาจฟังดูคล้ายถ้อยคำถากถางดูถูกมนุษย์ ว่าคงไม่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ แต่คนฟังสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงลึกๆ ที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง รอยยิ้มมุมปากจึงปรากฏขึ้นพร้อมกับความรู้สึกอบอุ่นข้างในใจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
มนุษย์พับจอโน้ตบุ๊กลงแล้ววางไว้กับพื้น ค่อยๆ เดินมาทิ้งตัวลงนอนข้างร่างยักษ์ของปีศาจ เงยหน้ามองดูดาวบนฟากฟ้าร่วมกัน สายลมอ่อนและเสียงใบไม้พลิ้วไหวบางเบาสร้างบรรยากาศเงียบสงบผ่อนคลาย

   “ผมจะหนีมาหาคุณ”


บท3 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2019 22:12:38 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
   “ผัวะ! พลั่ก!”
   “จะบอกไม่บอก!”
   “แฮ่ก..เฮ่ก..แฮ่ก.. ไม่..”
   “ผัวะ! อั่ก!”

   เสียงการทำร้ายทารุณเพื่อให้อีกฝ่ายยอมคายความลับยังคงดังต่อเนื่อง แม้จะผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้ว ชายวัยกลางคนคนหนึ่งถูกจับมัดมือไว้เหนือศีรษะ สภาพตามตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ โดยเฉพาะใบหน้าที่บวมปูดเนื่องจากถูกชกต่อยอย่างหนักตลอดหลายวัน


   ก่อนหน้าจะถูกลักพาตัวมา เขาเป็นเพียงคนธรรมดาอยู่คนเดียวในบ้านหลังเล็กอ้างว้าง ภรรยาของเขาเสียชีวิตในวันให้กำเนิดบุตรสาวคนแรก เขาทุ่มเททั้งชีวิตให้กับเทพธิดาตัวน้อย ผลผลิตจากความรักระหว่างเขากับภรรยา เด็กน้อยได้รับความรักเอาใจใส่มากล้น แม้แต่ปมเรื่องไม่มีแม่ก็ไม่อาจทำอะไรได้
   สองพ่อลูกใช้ชีวิตด้วยกันอย่างเป็นสุขจนวันหนึ่งพ่อกลับจากทำงานแล้วพบว่าลูกสาวยังไม่ถึงบ้าน คนเป็นพ่อรอแล้วรอเล่าดวงใจก็ไม่กลับมา พยายามโทรหาทุกคนที่อาจรู้แต่ก็ไร้เงาลูกสาว หัวใจพ่อกระวนกระวายรีบแจ้งความให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ช่วยออกตามหา ลงประกาศหาตัวคนหายทุกช่องทาง ไม่นานเรื่องก็เลือนหายไปจากผู้คน ทิ้งให้ผู้เป็นพ่อดิ้นรนตามหาอย่างโดดเดี่ยวนานหลายปี

   ในที่สุดก็ได้เบาะแสคนหน้าคล้ายแก้วตาดวงใจอยู่ที่โรงพยาบาล เขาดีใจลางานวันนั้นขับรถตรงไปยังที่หมายทันที พอได้พบลูกรักที่ตามหามานาน หัวใจคนเป็นพ่อพลันสลายเมื่อบุตรสาวกลายเป็นคนวิกลจริต ถามหาสาเหตุจากคุณหมอ ได้ความว่าลูกเขาถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง นอกกจากนี้ยังตรวจพบเชื้อ HIV เป็นการบอกเป็นนัยว่าแก้วตาของเขาโดนทำร้ายอย่างไรบ้าง
   ผู้เป็นพ่อใจสลายพยายามเข้าหาลูกสาวหวังกอดปลอบประโลม กลับยิ่งทำให้ใจคนเป็นพ่อแหลกละเอียด เมื่อเสียงกรีดร้องบาดลึกและแววตาหวาดกลัวพยายามดิ้นหนีผู้ชายทุกคนที่เข้าใกล้ เหตุการณ์นั้นมีสองคนร่ำไห้ คนหนึ่งกรีดร้องทรมานบนเตียง คนหนึ่งเข่าทรุดก้มหน้าปิดตาเงียบงัน แต่ไม่อาจปิดกลั้นน้ำตาที่กำลังไหลริน

   หลังเลิกงานและวันหยุดผู้เป็นพ่อจะมาเยี่ยมลูกสาวทุกวัน ในช่วงแรกนั้นเข้าใกล้ไม่ได้เลย แต่ยามนี้สามารถนั่งพูดคุยข้างๆ ได้แล้ว คนเป็นพ่อมักจะเล่าเรื่องที่พบเจอและสถานที่ที่ทั้งสองจะไปเที่ยวกันในสักวันที่เธอหายดี แต่ระหว่างนั้นพ่อก็ไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามสืบหาตัวคนร้าย จนรู้ว่าคือคุณหญิงสร้างภาพจอมปลอมเป็นแม่พระ พยายามรวบรวมพยานหลักฐานมากมายเอาผิด แต่มีหรือคนธรรมดาสามัญอย่างเขาจะสู้คนมีอำนาจได้ สุดท้ายเรื่องจึงเงียบหาย ผู้เป็นพ่อจึงเลือกวิธีสุดท้ายในการแก้แค้นให้ลูกสาว การจ้างวานฆาตกรรม

   ข่าวฆาตกรรมสยองพร้อมเปิดโปงความชั่วของผู้ตายในเช้าวันหนึ่ง ทำให้ไฟพยาบาทของชายวัยกลางคนดับลง หลังจากนี้ไปจะเป็นวันที่ดีของเขาและลูก เขาใช้ชีวิตตามปกติ จนวันหนึ่งที่เขาเตรียมตัวออกจากบ้านไปเยี่ยมลูกเหมือนเคย เขาถูกกลุ่มคนทำร้ายถึงในบ้านและลากขึ้นรถตู้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง เขาโดนซ้อมอย่างหนักให้ยอมบอกว่าใครมีส่วนรู้เห็นเรื่องนี้อีกบ้าง แต่มีหรือเขาจะยอมบอก กับคนที่ไม่เกี่ยวอะไรด้วยแต่ถูกเขาขอให้ทำเรื่องเหล่านั้นให้ เขาไม่มีวันให้อีกฝ่ายต้องมาเดือดร้อนด้วยกันเด็ดขาด


   “ไม่ยอมบอกอย่างนี้ สงสัยคงต้องไปลองถามลูกสาว”
   “อย่ายุ่งกับลูกกู!! ไอ้พวกชั่ว!!”
   “พูดถึงลูกหน่อยมีแรงขึ้นมาเลยนะไอ้แก่ คงต้องจับลูกมึงมารุมโทรมต่อ-”
   “ไอ้ชั่ว!!! คนอย่างพวกมึงต้องไม่ตายดี! กูขอสาปให้มึงตายอย่างทรมานตกนรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด!!”
   “ปากดีนักนะมึง”
   “ติ้ง!”

   เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์ ทำให้คนง้างหมัดกำลังต่อยหน้าสั่งสอนหยุดชะงัก หยิบขึ้นมาพบว่าเป็นข้อความส่งมาจากคนที่ให้ไปลงพื้นที่ตามสืบเพิ่มเติม ได้ความว่าตอนนี้จับตัวคนลงมือได้แล้วอยู่ที่โรงงานเศษเหล็กเก่าห่างตัวเมืองพอสมควร พร้อมส่งโลเคชันมาให้
   รอยยิ้มเย้ยหยันคนปากดีพลันปรากฏขึ้น ก่อนเงยหน้าพูดแดกดันคนหมดประโยชน์

   “ไม่บอกก็เรื่องของมึง ตอนนี้คนของกูจับมันได้แล้ว หึๆ”
   “...ไม่จริง มึงอย่าทำอะไรเขา! เขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้! จะทำก็ทำกูคนเดียว!”
   “ได้ งั้นมึงก็ไปรอมันในนรกก่อนแล้วกัน”
   “ปัง!!”

   สิ้นเสียงปืนดังสนั่น ร่างชายวัยกลางคนสิ้นใจยืนห้อยกับเชือกที่รั้งข้อมือไว้ สายตาหลายคู่มองเหตุการณ์ด้วยความชินชาเหมือนเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครสนใจหรือสงสารเหยื่ออำนาจมืดแม้แต่น้อย คนสังหารเก็บปืนเข้าที่ก่อนโทรหาผู้เป็นนายรายงานความคืบหน้า

   “ตอนนี้จับตัวคนลงมือได้แล้วครับ”
   “อืม จัดการให้เรียบร้อย จะสั่งสอนมันให้จำไปโลกหน้าก่อนตายหน่อยก็ดี”
   “ครับท่าน”

   หลังวางสาย คนโทรรายงานสั่งลูกน้องสองคนให้จัดการกับศพชายกลางคนแล้วกลับไปรอนายที่คฤหาสน์ได้ ส่วนพวกที่เหลือให้ตามตนไปสถานที่จับตัวคนลงมือฆาตกรรม



   รถสีดำจำนวนสองคันเคลื่อนตัวจอดเมื่อถึงจุดหมาย คนเจ็ดคนลงจากรถกวาดสายตาดูสถานที่โดยรอบ โรงงานเศษเหล็กเก่าหรือจะเรียกว่าร้างก็คงไม่ผิดนัก ทำเลที่ตั้งห่างไกลผู้คนเหมาะแก่การจับใครสักคนมาขังไว้ กลุ่มคนประสงค์ร้ายเดินมุ่งตรงไปยังโกดังเก่าซึ่งเป็นจุดนัดพบ ระหว่างทางผ่านกองเศษซากรถยนต์อัดก้อน และภูเขาเศษเหล็กหลายกอง มีเศษชิ้นส่วนโลหะขึ้นสนิมตกกระจายตามพื้น หากเดินเท้าเปล่าบริเวณนี้ไม่แปลกเลยหากจะถูกบาดและนำส่งโรงพยาบาลเพื่อฉีดยากันบาดทะยัก

   เมื่อก้าวเข้ามา พบว่าโกดังเก่าแห่งนี้เป็นโกดังเก็บเครื่องจักรที่ใช้สำหรับบดอัดเหล็กให้กลายเป็นเศษผงชิ้นเล็ก หลายเครื่องเก่าสกปรกฝุ่นจับเต็มเหมือนไม่เคยถูกเปิดใช้งานมานานแล้ว หลังคาเก่าบางส่วนทะลุเป็นช่องให้แสงส่องได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟให้ความสว่าง แต่สิ่งเรียกความสนใจจากทั้งเจ็ดคนคือร่างถูกมัดกับเก้าอี้กลางโกดัง สภาพสะบักสะบอมมีถุงครอบปิดบังใบหน้าไว้ ร่างนั้นนิ่งงันไม่ไหวติง แม้ตอนนี้จะถูกกลุ่มคนยืนรายล้อม

   “แล้วไอ้ครามมันไปไหนวะ” คนหนึ่งถามหลังไม่เห็นตัวคนจับ
   “มันคงไปเยี่ยวแถวนี้ เดี๋ยวก็มา” ผู้เป็นหัวหน้าพูด ก่อนใช้มือดึงถุงคลุมหน้าออกเพื่อจะได้มองได้ชัดๆ

   “บึ้ม!!!”
   “อ๊ากก!! โอ๊ย!!”
   “ปึง!!!”

   ทันทีที่ถุงถูกดึงออกเกิดเสียงสามเสียงไล่เลี่ยกัน หนึ่งเสียงระเบิดของกับดักที่ทำงานเมื่อถูกกระตุ้น แรงจากระเบิดขนาดเล็กที่ติดตั้งไว้บนหัวหุ่น ดีดตะปูเก่าสนิมเขรอะกระจายสร้างความเสียหายรอบทิศทาง เจ็ดคนล้วนโดนพิษจากระเบิดตะปูทิ่มและบาดกันถ้วนหน้า หนักสุดคือตัวหัวหน้าเพราะอยู่ใกล้มากกว่าใคร ถูกตะปูขึ้นสนิมทิ่มปักตามแขนที่ยกกันใบหน้าและลำตัว เกิดเสียงร้องโอดโอยเป็นเสียงที่สอง
   เสียงสุดท้ายคือเสียงเลื่อนปิดประตูโกดังเก่าโดยฝีมือชายคนหนึ่ง เรียกสายตาให้ทั้งเจ็ดคนหันมอง หลายคนที่โดนเพียงสะเก็ดรีบหยิบปืนขึ้นเล็งไปยังชายแปลกหน้าที่มาใหม่

   “ผู้ตามอยู่ได้ตราบเท่าที่ผู้นำอยู่ ใครเป็นหัวหน้า”

   เสียงเรียบเรื่อยพร้อมเสียงก้าวเท้าใกล้เข้ามาไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อปืนหลายกระบอกที่จ่อยิงตน แววตาเหมือนกำลังสนุกของผู้มาใหม่จับจ้องทุกอากัปกิริยาของทั้งเจ็ดคน ปฎิกริยาเพียงเล็กน้อยของบางคนที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวบังชายคนหนึ่งซึ่งถูกระเบิดต้อนรับเจ็บกว่าใครไม่อาจหลุดรอดสายตา ส่งผลให้เท้าของผู้มาใหม่หยุดลง รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้น ก่อนเอ่ยประโยคเปิดงานเทศกาลลงทัณฑ์คนสอดรู้

   “ระวังข้างบน”

   สิ้นคำพลันเกิดเสียงเครื่องจักรมากมายเริ่มทำงานเองโดยไม่มีใครเปิด พร้อมมัดเหล็กเส้นก่อสร้างที่ถูกจานแม่เหล็กยกของปล่อยร่วงจากด้านบนใส่กลุ่มคนทั้งเจ็ดเบื้องล่าง คนถือปืนมัวแต่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ทันได้ยิงผู้สร้างกับดัก รีบพุ่งตัวหลบเหล็กเส้นที่ตกลงมาไม่ต่างจากห่าฝน

   “อ๊ากกก!!!!”

   คำเตือนกระชั้นชิดและเสียงเครื่องจักรรอบด้านเรียกความสนใจ มีหรือที่ทั้งเจ็ดคนจะหลบทันทั้งหมด มีสองคนโชคร้าย คนหนึ่งกระโดดหลบไม่พ้น ถูกเหล็กหลายเส้นแทงทะลุแขน หัวไหล่ และท้อง ทรุดนอนกับพื้นส่งเสียงร้องทรมาน เลือดไหลกระจายจากปากแผลเปลี่ยนพื้นสกปรกทั่วบริเวณเป็นสีแดงสดรองร่างถูกเสียบ
   อีกคนไม่ได้ส่งเสียงร้อง เพราะถูกมัดเหล็กใหญ่หล่นทับร่างทั้งตัว เหลือเพียงส่วนเท้ากับเลือดที่ซึมออกมาเท่านั้นเป็นเครื่องบ่งบอกว่าใต้กองเหล็กเส้นมีคนอยู่

   หลังความโกลาหล คนที่เหลืออยู่รวมถึงหัวหน้าผู้รอดจากการถูกเสียบหวุดหวิดรีบกวาดตามองหาเจ้าของคำเตือนเมื่อครู่ ก่อนเห็นอีกฝ่ายกำลังนั่งยองเทน้ำเปล่าจากหลอดทดลองใส่หนึ่งในลูกน้องที่ถูกเหล็กเสียบ

   “ยิงสิ”

   คนถูกปืนเล็งรอบทิศกล่าวท้าทาย แต่ดูเหมือนคำเชื้อเชิญของเขาจะทำให้พวกที่เหลืออยู่หวาดระแวงว่าจะเป็นอีกหนึ่งกับดัก จวบจนเขาหยิบมีดข้างเอวขึ้นมาก็ยังไม่ยอมยิง รอยยิ้มมุมปากสมเพชคนขลาดกลัวจึงปรากฏขึ้น ก่อนกระชากผมคนถูกเสียบให้เงยหน้า เอามีดปาดคอต่อหน้าต่อตาเพื่อนฝูงที่ยืนมองเป็นขวัญตา ของเหลวสีแดงเข้มสาดพุ่งไปด้านหน้าไม่ต่างกับสายยางรั่ว

   “มึง! ปัง!”
   “ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!”

   เพื่อนร่วมงานถูกฆ่าต่อหน้าเหมือนเป็นตัวจุดชนวนให้หนึ่งในลูกน้องสติหลุดลั่นไกยิงคนลงมือ ก่อนตามด้วยเสียงปืนอีกหลายกระบอกร่วมยิงด้วย กระสุนมากมายล้วนพลาดเป้า เมื่อคนถูกเล็งไม่ได้วิ่งหนี แต่กลับวิ่งตรงมายังกลุ่มคนยิงด้านหนึ่งพลางหลบกระสุนไปด้วย ยิ่งคนถือมีดเข้าใกล้แทนที่จะยิงง่ายกลับยิงลำบากขึ้น เพราะต้องระวังว่ามีดในมือนั้นจะตวัดใส่ตอนไหน ส่วนกลุ่มคนเล็งที่คนวิ่งหันหลังให้ก็ไม่กล้ายิงสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะอาจพลาดโดนพวกเดียวกันเอง

   จนถึงระยะประชิดหลายคนตั้งการ์ดพร้อมรับการจู่โจม แต่มือมีดกลับพุ่งผ่านเลยดุจคนพวกนั้นเป็นอากาศธาตุ เนื่องจากเป้าหมายที่แท้จริงคือตัวหัวหน้าที่ยืนอยู่ด้านหลัง คมมีดตวัดเฉียงขึ้นกวาดยาวตั้งแต่ช่วงเอวจนถึงหัวไหล่ โชคดีที่หัวหน้าหลบการโจมตีนี้ทัน แต่ก็แลกกับความเจ็บปวด เพราะตะปูสนิมที่ยังไม่ถูกถอนออกค่อยๆ ฉีกปากแผลให้กว้างขึ้นทุกครั้งที่เคลื่อนไหว คนพลาดเป้าเมื่อครู่ไม่เสียจังหวะ ใช้มืออีกข้างที่ว่างคว้าดิ้วเหล็กข้างเอวฟาดใส่ต่อทันที แรงเหวี่ยงทำให้ท่อนดิ้วเหล็กแท่งสั้นๆ ยืดยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว หัวหน้าผู้รองรับการโจมตีไม่อาจหลบได้ทัน เพราะไม่สามารถคำนวณระยะห่างในการเอี่ยวตัวหลบได้ จำต้องยกแขนขึ้นป้องกัน

   “อ๊ากก!!!”

   ดิ้วเหล็กฟาดโดนตะปูที่แขนเข้าอย่างจัง ส่งผลให้ตัวตะปูทิ่มลึกลงไปถึงเนื้อกระดูกบวกกับแรงฟาดสุดกำลัง ไม่แปลกที่แขนใช้ป้องกันจะหักในทันที คนแขนหักถอยหลังไปหลายก้าว คนถือมีดและดิ้วเหล็กอย่างละข้างจ้องมองด้วยนัยน์ตาวาววับสนุกสนาน

   “ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!”

   เมื่อเห็นศัตรูกับหัวหน้าแยกออกจากกัน เหล่าลูกน้องรีบยิงสกัดจัดการ แต่มันก็ไร้ผลเมื่ออีกฝ่ายไม่เกรงกลัวลูกกระสุนเช่นเคย วิ่งหนีกระสุนพร้อมพุ่งตัวเข้าใส่หัวหน้าอย่างรวดเร็ว คนเป็นหัวหน้ายกเท้าถีบคนใกล้เข้ามา แต่กลับถีบได้เพียงอากาศว่างเปล่า เมื่ออีกฝ่ายเอี่ยวตัวหลบพร้อมหมุนตัวไปด้านหลังหัวหน้าฉับพลัน ส่งผลให้ร่างของหัวหน้ากลายเป็นโล่บังกระสุนโดยปริยาย

   “อั่ก! อั่ก!”
   “พี่ใหญ่!”

   กระสุนสองนัดจากพวกเดียวกันยิงฝังบริเวณช่องท้องและใต้ซี่โครงของผู้เป็นหัวหน้า แรงกระสุนทำลายอวัยวะภายในจนสำลักเลือดออกมาทางปาก พร้อมกับร่างที่ค่อยๆ ทรุดลง

   “ฉึก!”
   “อั่ก!! อ๊ากกกกกกกก!!!!!!!!”

   ขณะที่เหล่าลูกน้องกำลังตะลึงที่ตนยิงพลาดถูกหัวหน้า คนแอบซ่อนอยู่ด้านหลังอาศัยจังหวะที่ร่างกำบังกำลังล้ม เปิดหลอดแก้วเทน้ำใสอาบใบมีด ก่อนใช้แทงปักกลางหลังเหยื่อจนมิดด้าม เสริมแรงด้วยมือข้างที่ถือดิ้วเหล็กช่วยลากคมมีดฉีกกระชากไล่ไปตามแนวกระดูกสันหลังเป็นทางยาว คนถูกชำแหละแอ่นหลังหนีพร้อมเสียงกรีดร้องทรมาน ก่อนล้มนอนคว่ำหน้า เผยให้เห็นแผลฉกรรจ์ตั้งแต่กลางหลังจนถึงขอบกางเกงที่มีมีดปักอยู่ เลือดมากมายทะลักจากแผ่นหลังไหลลงพื้นค่อยๆ แผ่กระจายเป็นวงกว้าง
   คนทำยืนยิ้มเหยียด มีเลือดสกปรกเปรอะเปื้อนใบหน้าและตามตัว โดยเฉพาะสองมือราวกับกำลังสวมถุงมือเลือดอยู่ มือข้างที่เคยจับมีดบัดนี้กำลังถือปืนเล็งไปยังกลุ่มคนที่มัวแต่ตะลึงกับผลงานเขา

   “ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!”
   “โอ๊ยย!!”
   “อ๊ากก!!!”
   “ปัง! ปัง! ปัง!”

   สงครามสาดกระสุนเริ่มขึ้นทันทีที่คนใส่ถุงมือเลือด เลือกยิงมือซึ่งกำลังถือปืนของหนึ่งในลูกน้องขาดกระจุย เหตุที่มือโดนแรงกระสุนฉีกขาดขนาดนั้น เป็นเพราะกระสุนที่เขาใช้ไม่ใช่กระสุนธรรมดาอย่างที่พวกนั้นใช้กัน จึงไม่แปลกที่พลังทำลายจะต่างกันราวฟ้ากับเหว
   แม้จะเหมือนสามคนรุมยิงหนึ่งคน แต่ความจริงคือหนึ่งคนไล่ยิงคนสามคน เพราะคนที่ถูกรุมนั้นโดนกระสุนเพียงถากๆ พอเรียกเลือดให้ไหลซึมเล็กน้อย แต่อีกสามคนสภาพยับเยิน เพราะทุกครั้งกระสุนถูกส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ส่วนนั้นจะบาดเจ็บสาหัสเกินกว่าจะขยับเคลื่อนไหวได้อีก

   ด้วยความต่างของประสบการณ์และอาวุธ ไม่นานการดวลปืนจึงสิ้นสุด ผู้ที่พ่ายแพ้ย่อมเป็นฝ่ายที่ด้อยกว่า คนชนะแม้ตอนนี้บริเวณไหล่จะมีเลือดชุ่ม แต่ดูเหมือนประสาทรับรู้ความเจ็บปวดจะไม่มีในตัวของเขา เพราะบนใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสื่อถึงความสนุกตื่นเต้นต่อเหตุการณ์เมื่อครู่ ซึ่งต่างจากแววตาของผู้แพ้ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหวาดหวั่น
   คนเหนือกว่าเดินอาดๆ เข้ามาหาสามคนที่เต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะหมดสภาพ มือที่ใช้ถือปืนและอีกข้างที่ว่างอยู่ล้วนแหว่งเละจนไม่สามารถหยิบจับสิ่งใดได้อีก ทั้งสามร้องโอดโอยจากพิษบาดแผล แต่เมื่อเห็นผู้กระทำใกล้เข้ามาก็พยายามเก็บเสียงร้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็งว่าตนนั้นหาได้เกรงกลัวอีกฝ่าย

   “มึงต้องการอะไร”
   “หึ”
   “กูถามมึงวะ-”

   ผู้ถูกถามหมุนตัวหันหลังกลับฉับพลัน พร้อมกระสุนที่พุ่งออกจากรังเพลิง

   “ปัง!!”

   ลูกกระสุนชนิดพิเศษระเบิดศีรษะของคนแรกที่ถูกยิงเปิดสงครามรัวกระสุนให้แหลกกระจาย ปืนในมืออีกข้างที่ไม่บาดเจ็บซึ่งกำลังเล็งยิงเขาหล่นลงพื้น ก่อนเขาจะหันกลับยิ้มเหยียดมองหน้าผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งสามคน
   ต่อหน้าผู้ที่เฝ้ามองทุกปฏิกิริยาของเหล่าของเล่น มีหรือจะไม่เห็นสายตาที่พยายามแอบเหลือบมองไปด้านหลังเขา ผสมกับคำพูดเรียกความสนใจก็พอคาดการณ์ได้แล้วว่าพวกนี้คิดจะทำอะไรบางอย่าง

   “มีอะไรจะเล่นอีกไหม” ถามพลางกวาดสายตามองสามคนที่นั่งกองอยู่ตรงหน้า
   “มะ.. มึงต้องการอะไร” คนเดิมพยายามทำใจสู้ถามซ้ำ แม้ร่างตอนนี้จะเริ่มสั่นหน่อยๆ แล้ว
   “แบบเดียวกับที่พวกคุณต้องการทำกับผม”

   คำตอบทำให้ใบหน้าของทั้งสามเริ่มซีดเผือด ก่อนจะเริ่มซีดหนักกว่าเดิมเมื่ออีกฝ่ายเดินหายไปทางมุมหนึ่งของโกดัง และกลับมาพร้อมตะขอเหล็กเกี่ยวเนื้อเก่าสกปรกที่มักเห็นในโรงฆ่าสัตว์ ตรงต้นตะขอมีโซ่ยาวเชื่อมติดอยู่ คนถือของอันตรายก้าวตรงมาหาคนกล้าต่อปากต่อคำเมื่อครู่

   “มึงจะทำอะไร.. มึงจะทำอะไร! ออกไปห่างๆ กูไอ้เหี้ย!!”

   คนถูกจ้องเล่นงานเหมือนจะรู้ตัวรีบกระเถิบถอยหนี ยกขาขึ้นถีบไล่ไม่ให้มาใกล้ และเหมือนการกระทำดังกล่าวจะเข้าทางคนวางแผน

   “อ๊ากกก!!!!!”

   เท้ายกขึ้นถีบโดนคว้าจับไว้แน่น ก่อนใช้ตะขอเกี่ยวแทงเข้าไปที่หน้าขา คนทำปล่อยขานั้นหล่นกระแทกพื้นอย่างแรง สะเทือนบาดแผลจนต้องร้องดิ้นด้วยความเจ็บปวด สองคนที่เห็นเหตุการณ์ด้านข้างได้แต่ถอยหนีไม่อาจช่วยได้ เพราะมือทั้งสองข้างถูกพิษกระสุนเล่นงานจนไม่สามารถช่วยดึงตะขอออก และแน่นอนคนโดนตะขอเกี่ยว มือก็ไม่อยู่ในสภาพใช้งานได้เช่นกัน จึงทำได้เพียงร้องดิ้นทุรนทุราย

   สัมผัสถึงน้ำที่ถูกสาดใส่บริเวณลำตัว เรียกให้คนกำลังทรมานมองตามอีกฝ่ายที่หันหลังเดินห่างออกไป ก่อนหยุดตรงปลายโซ่หน้าเครื่องจักรขนาดใหญ่ซึ่งทำงานอยู่นานแล้วตั้งแต่เริ่มการปะทะ พลันสังหรณ์ใจว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น เมื่อเห็นเจ้าของนัยน์ตาสนุกสนานก้มหยิบปลายโซ่ก่อนหันมายิ้มมุมปากให้ตน
   หัวใจคนถูกมองกระตุกวูบ เมื่อปลายโซ่ถูกโยนส่งขึ้นไปส่วนบนของเครื่องจักร ครั้งปลายโซ่สัมผัสกับแกนบดเหล็กขนาดยักษ์ด้านบน เกิดแรงดึงโซ่ลากขาเหยื่อให้เข้าหาเครื่องบดเหล็กมรณะทันที

   “อ๊ากกกกกก!!!!!”
   “ไอ้เหี้ย!!! ปล่อยกู!! มึงจะฆ่ากูก็ยิงกูเซ่!!! อ๊ากก!!! กุ..กูไม่อยากตายแบบนี้!! ปล่อยกู!!”

   คนถูกลากร้องดิ้นตะโกนเรียกให้คนที่ยืนมองอยู่หาวิธีอื่นจัดการแทน แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงรอยยิ้มมุมปากและแววตาตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังจะเกิด ผู้ตะเกียกตะกายหนีใช้เท้าอีกข้างพยายามยั้งกับพื้นเพื่อไม่ให้ถูกดึงตัวไป ซึ่งเป็นการกระทำที่สิ้นคิด เพราะมีแต่จะทำให้แผลจากตะขอเกี่ยวฉีกขาดสร้างความเจ็บปวดทรมานหนักกว่าเก่า

   “อ๊ากกก!!!!”
   “กูขอร้องมึงยิงกูเลย!! มึงฆ่ากูเดี๋ยวนี้!!! อ๊ากกก!!!!”

   เมื่อคนถูกลากผ่านหน้าคนทำก่อนถูกโซ่ดึงขึ้นไปด้านบน ผู้กลัวตายอย่างทรมานใช้เท้ารั้งกับฐานเครื่องจักรไว้อีกครั้ง เพื่อยืดเวลาต่อรองให้อีกฝ่ายดับชีวิตตนก่อนจะถูกบดละเอียด แม้จะต้องแลกกับความเจ็บปวดแสนสาหัสราวกับโดนกระชากขาออกจากร่างก็ตาม
   คนใจบาปเหมือนจะฟังคำขอคนใกล้ถึงฆาต หยิบปืนขึ้นมาเล็งไปยังอีกฝ่าย และกดลั่นไก

   “ปัง!”
   “อ๊ากกก!!!”

   เป้ากระสุนไม่ใช่ศีรษะหรือหัวใจเพื่อดับชีวิต แต่เป็นขาอีกข้างที่พยายามรั้งฐานตัวเครื่องจักรไว้ เสียงร้องเจ็บปวดพร้อมกับร่างที่ถูกเกี่ยวลากไปด้านบน ก่อนจะตามด้วยเสียงทรมานดังลั่นครั้งสุดท้าย แล้วเปลี่ยนเป็นเสียงคล้ายกำลังกระอักเลือด และเงียบหายไปเหลือแต่เพียงเสียงเครื่องจักรบดเหล็ก
 
   เมื่อจัดการเสร็จแล้วคนหนึ่ง จึงหันมองอีกสองคนที่เหลือ พบว่าทั้งคู่ไม่ได้อยู่ตำแหน่งเดิมแล้ว หนีไปอยู่บริเวณหน้าประตูโกดัง คนหนึ่งใช้แขนยืนเกร็งดันประตูนิ่งไม่เคลื่อนไหว ส่วนอีกคนล้มนั่งมองคนที่พยายามดันประตูอยู่


   “ไฟฟ้ามันดีแบบนี้แหละ ฆ่าคนได้แบบไร้เสียงร้อง ตรึงร่างกายให้นิ่งไม่เคลื่อนไหว ปล่อยให้เหยื่อถูกดูดตายช้าๆ โดยไม่มีใครรู้” เจ้าของกับดักยืนพูดพลางมองผลงานอยู่ข้างหลังคนที่กำลังตกใจทำอะไรไม่ถูก

   ตนเองกับเพื่อนที่เหลือรอดคิดหนีตายออกจากที่นี่ จึงพยายามลุกขึ้นค่อยๆ เดินไปที่ทางออก เพื่อนอาสาเลื่อนประตูเปิดให้ระหว่างที่ฆาตกรกำลังง่วนอยู่กับการสังหารอีกคน แต่ทันทีที่แขนเพื่อนสัมผัสที่จับประตูร่างกายกลับนิ่งแข็งไม่ขยับ คนรอจึงเอ่ยเรียกและใช้แขนแตะดู พลันรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าวิ่งกระจายไปทั่วร่าง จึงเด้งตัวกลับล้มนั่งอยู่กับพื้น พยายามคิดหาวิธีช่วยอีกคน แต่ยังไม่ทันนึกออกเสียงมัจจุราชก็ดังอยู่ทางด้านหลังเสียแล้ว

   “เหลือคนเดียวแล้ว อยากตายแบบไหน ลองเสนอมา”
   “ยะ.. ยะ.. ยิงหัว”
   “ได้”
   “แกร๊ก!”
   “เหมือนกระสุนจะหมดแล้ว ไม่เป็นไร มีวิธีทำลายส่วนหัวก่อนเหมือนกัน”
   “ยะ.. ยัง..ยังไง”

   ฆาตกรไม่ตอบแต่เดินหายไปที่มุมหนึ่งของโกดัง ก่อนกลับมาพร้อมตะขอเหล็กห้อยโซ่ในมือ

   “มะ.. ไม่เอา ไม่เอาแบบนี้นะ อย่า.. อย่า!! ไม่เอา!!!”
   “อ๊ากกกกกกกก!!!!!!!”

(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2019 01:19:29 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
(ต่อ)

   ช่วงเวลาใกล้ห้าทุ่ม รถของเจ้าของธุรกิจเคลื่อนตัวเข้ามาในคฤหาสน์หรู ขับวนลานน้ำพุก่อนหยุดจอดหน้าประตูใหญ่ เพื่อส่งผู้เป็นนายที่นั่งอยู่เบาะหลังและลูกน้องคนสนิทซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าข้างคนขับเดินเข้าคฤหาสน์ แล้วจึงขับรถวนไปเก็บในโรงจอดรถ
   แม้ไฟคฤหาสน์จะเปิดสว่างปกติเหมือนอย่างทุกวัน แต่ที่ต่างไปคือ เหล่าแม่บ้านคนรับใช้ที่ต้องออกมาต้อนรับเจ้านายทุกครั้งกลับหายไป รวมถึงลูกน้องชุดหนึ่งที่คอยดูแลความเรียบร้อยระหว่างที่เขาไปทำงานก็ไม่เห็นตัวเช่นกัน ดังนั้นภายในห้องรับแขกกว้างขวางจึงมีเพียงเจ้าของคฤหาสน์กับลูกน้องคนสนิทที่เดินตามหลังแค่สองคน

   “คนหายไปไหนกันหมด อยากโดนไล่ออกหรือไง” เจ้านายเริ่มบ่นอย่างหัวเสียพลางมองไปรอบตัวคฤหาสน์
   “ให้ผมตามให้ไหมครับ”
   “ไม่ต้องๆ ฉันจะขึ้นห้อง ส่วนนายก็ไปพักได้แล้ว”
   “ครับท่า-”
   “ปัง! ปัง! ปัง!”

   เสียงปืนปริศนาดังขึ้นจากมุมหนึ่งของคฤหาสน์ ลูกน้องคนสนิทหลบกระสุนนัดแรกได้อย่างเฉียดฉิว รีบพุ่งตัวเข้าไปอารักขาเจ้านายพร้อมหาที่กำบัง แต่ที่ผิดคาดคือเป้าหมายจริงของกระสุนหาใช่นายใหญ่ หากเป็นลูกน้องคนสนิท

   “อั่ก!! ปึง!”

   คนคอยอารักขามัวแต่ระวังผู้เป็นนายถูกกระสุนสองนัดยิงเข้าที่แขนและหน้าท้อง แรงกระสุนทำให้เซถอยหลังชนผนังอย่างแรง ก่อนล้มไถลนั่งอยู่ตรงพื้นโดยมีรอยเลือดจากกำแพงลากยาวเป็นทาง
   ผู้กระทำเดินออกมาจากมุมหนึ่งของคฤหาสน์พร้อมปืนในมือเล็งไปที่เจ้านายเป็นการเตือน มืออีกข้างถือถุงบางอย่างสีดำ บริเวณหัวไหล่ข้างหนึ่งเริ่มมีเลือดซึมออกมาจากเสื้อ บ่งบอกได้ว่าผู้กระทำนั้นบาดเจ็บและแผลกำลังเปิดจากการเคลื่อนไหวที่มากเกินไป แต่เหมือนคนบาดเจ็บจะไม่ยี่หระกับเรื่องนี้ เพราะบนใบหน้ากลับเรียบนิ่งไม่แสดงถึงความเจ็บปวด และประกายตาวาววามที่ไม่ได้เกิดจากความแค้นเกลียดชังแต่เป็น... ความสนุก

   “แกเป็นใคร เข้ามาในนี้ได้ยังไง”
   “ระบบป้องกันสามชั้น นอกจากต้องเป็นรถของคฤหาสน์แล้ว ยังต้องสแกนบัตรกับใบหน้า ประตูรั้วคฤหาสน์ถึงจะเปิดให้เข้ามา บริเวณรั้วรอบด้านติดอุปกรณ์ป้องกันการบุกรุกอย่างดี เหมือนจะแน่นหนาปลอดภัย แต่ถ้ามีใบเบิกทางครบสามอย่าง ใครก็เข้ามาได้”
   “ตุ้บ!”
   “เฮ้ย!!”

   พูดจบผู้บุกรุกโยนถุงสีดำในมือไปหน้าเจ้าของคฤหาสน์ วัตถุทรงกลมบางอย่างกลิ้งออกมาหยุดตรงปลายเท้าคือ ศีรษะของชายคนหนึ่ง สภาพใบหน้าซีดเผือดจากเลือดที่ไหลออกทางรอยตัดขาดวิ่นตรงลำคอ ดวงตาไร้แววเบิกโพลงแสดงถึงความทุกข์ทรมานก่อนสิ้นใจ ส่งผลให้ผู้เป็นนายตกใจสะดุ้งกระเด้งหนีสุดตัว
   หัวนั้นเป็นของลูกน้องที่รับคำสั่งให้จัดการปิดปากคนลงมือฆ่าคุณหญิง เมื่อตอนกลางวันยังโทรรายงานเขาเรื่องจับตัวคนทำได้แล้ว แต่ตอนนี้เหลือเพียงส่วนศีรษะ บอกเป็นนัยว่าผู้บุกรุกนี้คือใคร

   เจ้าของคฤหาสน์เริ่มหันซ้ายหันขวาหาคนช่วย แต่ลูกน้องและคนรับใช้ที่เคยเดินทั่วเรียกใช้ได้สะดวก กลับหายไปปล่อยให้คฤหาสน์หลังใหญ่เงียบเชียบ แม้แต่คนขับรถที่นำรถไปจอดเมื่อครู่ก็ยังไม่กลับมา
   ปฏิกิริยาคล้ายกับหาทางหนีอยู่ในสายตาเขา กระทั้งลูกน้องซึ่งถูกยิงล้มกองกับพื้นก่อนหน้ากำลังแอบเล่นตุกติกก็พ้นสายตาเพชฌฆาตเช่นกัน

   “ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!”
   “อ๊ากกก!!!!! อั่ก!!”

   กระสุนสี่นัดพุ่งทำลายขาและมือทุกข้างเพื่อไม่ให้สามารถใช้การได้อีก นัดสุดท้ายยิงใส่มือถือที่กำลังถูกกดโทรขอความช่วยเหลือแหลกกระจาย คนโดนยิงเผลอร้องแสดงความเจ็บปวดออกมา ก่อนพยายามกลั้นเสียงร้องไว้เพื่อไม่ให้คนทำได้ใจ

   “...นพ” นายใหญ่เพ้อเรียกชื่อพลางหันมองลูกน้องด้านข้าง
   “สงสัยใช่ไหมว่าคนอื่นหายไปไหนหมด”
   “...”
   “คุณพอเดาได้อยู่แล้ว ฉะนั้นผมจะบอกวิธีการแทน”
   “ลูกน้องที่คุณให้เดินสำรวจดูแลความเรียบร้อยทั้งในและนอกคฤหาสน์ ทำหน้าที่ได้ดี แต่ถ้าแยกกันเดินคนละทาง ก็ไม่แปลกที่จะโดนเก็บได้ง่ายๆ”
   “เหล่าข้ารับใช้ทั้งหลาย มักล้อมวงกินข้าวร่วมกัน แค่วางยาเล็กน้อยลงในส่วนผสมและน้ำดื่ม แล้วรอให้พวกนั้นเอาไปทำกิน ก็จัดการคนหมู่มากได้ในคราวเดียว”
   “ส่วนคนขับรถเมื่อครู่ ผมรีบมาหาคุณ จึงแค่จับหักคอเฉยๆ”

   คำอธิบายถึงวิธีมากมายออกมาจากปากผู้กระทำผ่านน้ำเสียงเรียบเรื่อยเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ ทั้งที่หัวข้อคือ การฆ่าคนทั้งคฤหาสน์ เป็นการตอบคำถามแรกของนายใหญ่ที่เข้ามาแล้วไม่พบใคร

   “ฉันจะไม่ยุ่งกับนายอีก เรื่องในวันนี้จะช่วยปิดเป็นความลับให้ กลับไปซะ” คนใช้อำนาจจนเคยตัวเอ่ยสั่ง
   “คนสอดรู้ต้องถูกกำจัดทิ้ง ว่าไหม?”
   “นั้นก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!”

   เมื่อสิ้นเสียง นักธุรกิจใหญ่รีบก้มหยิบปืนที่เหน็บอยู่ด้านหลังของลูกน้อง ก่อนลั่นไกใส่คนที่บังอาจเข้ามาหยามเขาถึงถิ่นทันที

   “ปัง!”
   “ปัง!”
   “อ๊ากกก!!!!”

   กระสุนสองนัดพุ่งสวนกัน นัดหนึ่งถากแขนผู้บุกรุกเลือดไหล อีกนัดเข้าทำลายมือที่จับปืนของคนกล้าลองดีขาดรุ่งริ่ง ปืนหล่นกระเด็นไปหน้าประตูคฤหาสน์ ส่วนคนถือใช้มืออีกข้างกุมข้อมือข้างที่เกิดแผลเหวอะหวะ ล้มตัวนั่งอยู่ข้างลูกน้องคนสนิท

   “ท่านนิรัช!!” ลูกน้องเรียกคนเจ็บข้างตัวด้วยความตื่นตระหนก
   “ทาสผู้ซื่อสัตย์จะยอมสละแม้ชีวิต หากคุณอยากรอด”
   “เคร้ง!” มีดปลายแหลมถูกโยนมาข้างตัวเจ้าของคฤหาสน์
   “ใช้เลือดลูกน้องคุณเขียนคำบนพื้นตามที่ผมบอก”

   ดวงตาสองคู่ของผู้รับฟังเบิกกว้างเมื่อได้ยินข้อตกลง ลูกน้องหันหน้ามองเจ้านายว่าจะทำอย่างไร ถึงเขาจะเป็นลูกน้องคนสนิทผู้ซื่อสัตย์จริงตามคำของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ถึงขนาดสามารถยอมแลกชีวิตได้ เพราะตัวเขานั้นยังมีภรรยาที่รออยู่ที่บ้านและลูกน้อยๆ ที่กำลังลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่เดือน
   ส่วนผู้เป็นนายทำได้เพียงมองนิ่งสลับระหว่างมีดข้างตัวกับลูกน้องคนสนิทที่ร่วมทำงานกับเขามาตั้งแต่ช่วงแรกๆ อย่างไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรกับเรื่องนี้ดี

   “แก.. แกมันบ้าไปแล้ว” เจ้าของคฤหาสน์ต่อว่าคนต้นคิด แต่สิ่งที่ได้รับมีเพียงรอยยิ้มมุมปาก
   “เลือกเอาระหว่างข้ารับใช้ กับข่าวธุรกิจดำมืดที่จะมีแต่คนสาปส่งตลอดกาล แม้คุณจะตายไปแล้ว”
   
   ตัวเลือกล่อหลอกให้การตัดสินใจของคนฟังไขว่เขว ผู้ที่โลภกระหายอำนาจและรักหน้าตาทางสังคมยิ่งกว่าอะไร ถูกยื่นข้อเสนอแบบนี้ก็เท่ากับการเสียเบี้ยเพียงตัวเดียว แต่รักษาตัวขุนไว้ได้ ความคิดเห็นแก่ตัวเริ่มครอบงำจนหลงลืมบางสิ่งที่สำคัญ หลงลืมไปว่าเบี้ยที่กำลังถูกสังเวยนี้เคยซื่อสัตย์และคอยช่วยเหลือตนมากมายเพียงใด
   
   “ท่านครับ อย่าฟังคำยั่วยุพวกนั้นครับ มันกำลังหลอกใช้ท่านเป็นเครื่องมือ”
   
   ลูกน้องรีบเอ่ยเตือนสติ เมื่อเห็นเจ้านายหยิบมีดขึ้นมา ใบหน้านิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์กำลังก้มมองมีด กับนัยน์ตาลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดาความคิด เริ่มทำให้อวัยวะภายในอกลูกน้องเต้นกระหน่ำด้วยความกลัวใจนายใหญ่

   “ท่านครั-”
   “อยากให้เขียนว่าอะไร?”
   “ท่านครับ!! อย่าเชื่อมัน! มันหลอกให้ท่านฆ่าผม หลังจากนั้นมันไม่ปล่อยท่านหรอกครับ!”
   “หุบปาก!!”
   “ท่าน... ท่านนิรัช”

   ในใจของลูกน้องพลันเย็นเชียบเหมือนน้ำแข็งเข้าเกาะกุม ทุกครั้งนายใหญ่ผู้นี้จะฟังคำเตือนของเขาเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ แต่คราวนี้กลับไม่ฟังคำเขา ปล่อยให้อีกฝ่ายชักจูงเดินตามแผน ไม่สนใจแม้ว่าต้องแลกด้วยชีวิตทาสผู้ซื่อสัตย์อย่างเขา แววตาน้อยเนื้อต่ำใจจึงฉายชัดสะท้อนความเสียใจจากการถูกเจ้านายหักหลัง

   ทุกอย่างอยู่ในสายตาของผู้สร้างเกมทดสอบจิตใจ แววตาสิ้นหวังของลูกน้อง กับนัยน์ตาดำมืดแสดงความเห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุดของผู้เป็นนาย ทำให้คนเฝ้ามองรู้สึกสงสัยว่าทำไมตัวลูกน้องที่กำลังจะตายด้วยน้ำมือนายตัวเอง เหตุใดจึงเพียงนิ่งเงียบไม่ต่อว่าหรือแสดงท่าทีก้าวร้าว

   “คุณเป็นคนดีหรือเลว” ตัวการเดินเข้ามาถามข้ารับใช้
   “...”
   “ไม่ตอบ เพราะไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นคนดีสินะ”

   หลังเอ่ยจบ คนถามเองตอบเองหยิบหลอดทดลองใสออกมา ก่อนเทราดน้ำในหลอดลงบนหัวลูกน้องที่เอาแต่นิ่งเงียบ แล้วจึงเดินไปนั่งที่โซฟาพลางบอกประโยคแรกให้เจ้าของคฤหาสน์เริ่มเขียน

   “เขียนว่า ระหว่างแบบนี้”
   “ท่านครับ! อย่านะครับ! ผมมีครอบครัวรออยู่ที่บ้านเห็นใจผมเถอะครับ! ท่านครับ!!”
   “...ขอโทษ”
   “ท่านครับ! อย่า!!! อั่ก!...”
   “อ๊ากกก!!!!!”

   เสียงร้องเจ็บปวดไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป เมื่อนายใช้คมมีดกรีดท้องแขนของลูกน้องเป็นทางยาวให้เลือดไหลออกมา ก่อนใช้มือที่จับมีดนั้นรองเลือด แล้วคลานไปเขียนคำเมื่อครู่ที่พื้นกลางห้องรับแขก โดยมีกระบอกปืนจากผู้ที่นั่งบนโซฟาเล็งขู่อยู่ทุกการกระทำ

   “ใช้ฝ่ามือเขียนให้ตัวใหญ่ ไม่ใช่นิ้ว”

   ผู้เฝ้ามองเอ่ยขัด เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังใช้นิ้วลากเป็นคำตามที่บอก ส่งผลให้เลือดจากแขนนั้นดูน้อยนิดไปเลย ถ้าต้องใช้แทนหมึกเขียนประโยคยาวเหยียดและตัวใหญ่ขนาดนี้ คนฟังคำสั่งคลานไปกลับหลายรอบเพราะเลือดที่รองมานั้นไม่เพียงพอ จนคนใจบาปเริ่มเห็นใจบอกใบ้วิธีให้เขียนได้ง่ายขึ้น

   “ตรงคอมีเลือดไหลผ่านเยอะ ถ้าใช้มีดปาดนอกจากจะเขียนได้เร็วขึ้น ลูกน้องคุณยังไม่ต้องทนทรมานแบบนี้ด้วย”

   คำแนะนำนั้นไม่ต่างอะไรจากการสั่งฆ่าลูกน้องของตัวเอง คนชะตาใกล้ถึงฆาตรีบกระเถิบตัวหนี เพราะมั่นใจว่านายของตนต้องทำตามคำยุของอีกฝ่ายแน่ แต่เนื่องจากมือและเท้าถูกยิงจนใช้งานไม่ได้ ทำให้ท่าทางพยายามหนีนั้นทุลักทุเลเชื่องช้าไม่ต่างจากหนอนคลาน
   เจ้านายฟังคำแล้วถึงกับชะงักไปชั่วครู่ แต่ไม่นานก็ลุกขึ้นยืนเดินตรงไปหาลูกน้องที่กำลังคลานหนีอย่างน่าสงสาร

   “ท่านครับ! ไว้ชีวิตผมเถอะ.. ผมขอร้อง” ลูกน้องคนสนิทวิงวอนขอชีวิตจากนายที่นั่งคร่อมตนไว้ไม่ให้ขยับนี้
   “...ลูกเมียนาย ฉันจะส่งเงินเลี้ยงดูให้ อโหสิให้ฉันด้วย...”

   สิ้นคำ เจ้านายลงมือปาดคอลูกน้องหมดโอกาสอ้อนวอนทันที ร่างข้างใต้กระตุกเกร็งเล็กน้อยก่อนแน่นิ่งไป เลือดจากลำคอจำนวนมากไหลเจิ่งนองพื้น เหลือเฟือสำหรับเขียนประโยคก่อนหน้าและประโยคต่อจากนี้

   “ต่อไป กับแบบที่เป็นอยู่”

   คนมองเหตุการณ์น่าเศร้าไม่ได้รู้สึกมีอารมณ์ร่วมด้วย เอ่ยประโยคถัดไปที่ต้องเขียน เป็นการดึงสติเจ้าของคฤหาสน์ซึ่งมัวเหม่อมองศพลูกน้องที่ตายด้วยน้ำมือตัวเอง
   แม้จะใช้เลือดเขียนคำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่แววตาและสีหน้าของคนเขียนขณะที่เดินไปมาระหว่างพื้นโล่งกลางห้องรับแขกกับกองเลือดตรงศพลูกน้องคนสนิท ฉายชัดถึงความหม่นหมองรู้สึกผิด กระทำตามคำสั่งผู้บงการราวกับคนไร้ชีวิต

   “ประโยคสุดท้าย อยากได้แบบไหน เลือกเอา”


   จวบจนการเขียนตามคำบอกเสร็จสิ้น คนละเลงเลือดเหมือนจิตใจล่องลอย เหม่อมองมือย้อมของเหลวข้นหนืดสีแดงที่ตนใช้วาดตัวอักษร คนสั่งการเดินเข้ามามองผลงานศิลปะด้วยสายตาพอใจ ก่อนเหลือบมองคนจิตหลุด แล้วจึงเอ่ยยืนยันข้อเสนอ

   “ผมจะไม่กระจายข่าวธุรกิจมืดของคุณตามที่ตกลงไว้ และจะไว้ชีวิตคุณในคืนนี้”
   “...”

   สัมผัสจากของเหลวบางอย่างและกลิ่นฉุนจมูกกำลังรดใส่คนนั่งเหม่อจนได้สติ รีบเห็นมองคนทำด้วยสายตาตื่นตระหนก เมื่อรับรู้ได้ว่ากลิ่นฉุนนั้นเป็นกลิ่นของ.. น้ำมัน

   “ไหนบอกว่า-”
   “สระว่ายน้ำอยู่หลังคฤหาสน์”
   “พรึบ!”
   “อ๊ากกกกกกกก!!!!!!!”

   คนโดนย่างสดกรีดร้องทุรนทุราย ทันทีที่คนใจบาปโยนไฟแช็กใส่ร่างอาบน้ำมัน เพลิงลุกไหม้กลืนกินทั่วทุกส่วนของร่างกาย ด้วยความตกใจไม่ทันคิด จึงรีบวิ่งเข้าหาคนทำหวังให้ช่วย

   “ปัง!”
   “อ๊ากก!!!!”

   คนโง่ถูกปืนยิงหัวไหล่สกัดไม่ให้เข้ามาใกล้ ล้มลงไปร้องดิ้นสักพัก ก่อนเหมือนจะนึกถึงคำกล่าวสุดท้ายได้ รีบกระเสือกกระสนวิ่งไปทางหลังคฤหาสน์ เศษเสื้อผ้าถูกความร้อนแผดเผา ขาดตกเป็นลูกไฟเล็กๆ ร่วงตามพื้นเป็นแนวที่มนุษย์อัคคีวิ่งผ่าน
   ตัวการเรื่องทั้งหมดมองส่งนักธุรกิจใหญ่ถูกเพลิงลุกท่วมหัวกรีดร้องวิ่งพล่านด้วยแววตากึ่งขบขันกึ่งสมเพช ก่อนหันหลังเดินออกจากคฤหาสน์ไป



   วันรุ่งขึ้นเกิดข่าวใหญ่สะเทือนขวัญอีกครั้ง เมื่อนักธุรกิจนายทุนใหญ่ของประเทศถูกลอบทำร้าย โดนไฟคลอกถึงในตัวคฤหาสน์ที่ติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยและมีคนคอยเฝ้าระวังแน่นหนา จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบข้อความเขียนด้วยเลือดกลางห้องรับแขกของคฤหาสน์ ใจความว่า

   ‘ระหว่างแบบนี้ กับแบบที่เป็นอยู่ อยากได้แบบไหน เลือกเอา’

   ราวกับจดหมายเตือนข่มขวัญว่าอย่าคิดลองดีกับผู้กระทำ เพราะแม้แต่ผู้มีอำนาจและมีคนติดตามมากมายอย่างท่านนิรัช ยังถูกทำร้ายอาการสาหัส ลูกน้องและเหล่าคนรับใช้ในคฤหาสน์ถูกฆ่ายกครัวด้วยวิธีโหดเหี้ยมหลากหลายรูปแบบ
   หน่วยสืบสวนพยายามเก็บร่องรอยตัวคนร้าย แต่กลับไม่พบสิ่งใดสามารถบ่งชี้ถึงผู้กระทำได้เลย ตัวเก็บข้อมูลของกล้องวงจรปิดในคฤหาสน์ถูกทำลาย แม้แต่ลายนิ้วมือหรือเส้นผมเล็กน้อยก็ไม่มี เหมือนกับผู้กระทำสามารถล่องหนหายตัวได้ มีเพียงบาดแผลจากศพลูกน้องในห้องรับแขกที่ตรวจสอบแล้วพบว่า เกิดจากกระสุนชนิดเดียวกันกับคดีฆาตกรรมทางรถไฟที่คนร้ายใช้ยิงคนขับและเลขาของคุณหญิง
   เจ้าหน้าที่จึงคาดการณ์ทั้งสองคดีเป็นฝีมือของคนเดียวกัน แต่แรงจูงใจนั้นยังไม่สามารถระบุได้ เพราะทั้งคุณหญิงและท่านนิรัชไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว หรือประกอบธุรกิจร่วมกันแต่อย่างใด อีกทั้งคดีทางรถไฟก็มืดแปดด้าน ไม่สามารถหาเบาะแสตามสืบได้ จึงทำให้คดีท่านนิรัชกลายเป็นคดีสะเทือนขวัญแต่ไร้เงาผู้กระทำผิด



   ภายในห้องพักผู้ป่วยของโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เกิดเสียงเปิดประตูแผ่วเบา ก่อนตามมาด้วยร่างคุณหมอใส่ชุดกาวน์เดินฝ่าความมืดในเวลาเที่ยงคืน ผู้ป่วยถูกผ้าพันแผลพันทั้งตัวไม่ต่างจากมัมมี่ เหลือไว้เพียงดวงตาให้พอมองเห็นได้ คนไข้พยายามมองคุณหมอที่เข้ามาตรวจเช็กร่างกายถึงกับใจกระตุกตัวเกร็งขึ้นฉับพลัน เมื่อคุณหมอถอดผ้าปิดปากออก เผยให้เห็นใบหน้าของชายผู้ที่ทำให้เขาเป็นเช่นนี้
   คนบาดเจ็บหนักพยายามดิ้นส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่ความจริงมีเพียงแค่ดวงตาเท่านั้นที่สามารถเคลื่อนไหวได้ เนื่องจากส่วนอื่นถูกเพลิงเผาไหม้เกินกว่าจะขยับเขยื้อน เพชฌฆาตในคราบคุณหมอไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงหยิบเข็มฉีดยาบรรจุของเหลวบางอย่าง ก่อนฉีดเข้าที่แขนของผู้ป่วย

   ทุกการกระทำเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ จวบจนคุณหมอเดินออกไป สักพักจึงตามด้วยเสียงฝีเท้ามากมายของนางพยาบาลและคุณหมอตัวจริงวิ่งกรูเข้าไปในห้องผู้ป่วย พยายามยื้อชีวิตสุดความสามารถ แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป



   เช้าวันต่อมา รถสีเทาเมทัลลิกเคลื่อนจอดอำพรางกลางป่าในตำแหน่งเดิม ก่อนจะตามด้วยเจ้าของรถเดินหายเข้าไปในป่า จากการจัดการคนสอดรู้และเก็บกวาดหลักฐานทำให้ฆาตกรเสียพลังมากทีเดียว ภายในใจคิดเพียงอยากเห็นหน้าปีศาจที่ห่างหายไปสองวันเต็มสักครั้ง ก่อนขอตัวนอนพักเอาแรง

   ใช้เวลาสักพักในที่สุดฆาตกรใจบาปก็เดินมาถึงบ้านไม้กลางป่า เปิดประตูเข้าไปหมายจะทักทายปีศาจว่าเขากลับมาแล้ว แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับเป็นโจรคนหนึ่งกำลังก้มรื้อของในส่วนครัว นัยน์ตาของฆาตกรวาวขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนพุ่งตัวใส่โจรซึ่งกำลังหันหลังอยู่ พร้อมมีดที่หมายจะปักทะลุกลางหลัง

   “พรึบ!”

   โจรไหวตัวทัน หลบคมมีดได้อย่างหวุดหวิด แต่เพียงแค่เสี้ยววินาที ปลายมีดแหลมเปลี่ยนเป้าหมายใหม่เป็นที่ลำคอ พร้อมกับมีดอีกเล่มที่พุ่งตรงปักกลางแผงอกกว้าง ตำแหน่งเดียวกับหัวใจ

   “หยุด!”

   เสียงที่ออกมาจากลำคอของโจรดุจคำประกาศิตหยุดทุกการเคลื่อนไหวของฆาตกร ปลายมีดแหลมตรงลำคอและแผงอกหยุดชะงัก แม้จะฝังลงผิวเนื้อจนเลือดซึมเล็กน้อยแล้วก็ตาม
   ฆาตกรได้สติรีบดึงมีดออกและทิ้งลงพื้นราวกับของไร้ค่า ก่อนมองสำรวจโจรเบื้องหน้าด้วยแววตาประหลาดใจ

   “...เอทอส?”


บท4 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-08-2019 22:13:13 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
   หลังเหตุการณ์เข้าใจผิดเมื่อช่วงเช้า ตอนนี้สองมนุษย์ในบ้านเล็กกลางป่าแยกกันไปพักผ่อนตามแบบของตัวเอง คนหนึ่งนอนหลับสนิทอยู่ในห้องหลังจากเหนื่อยล้าจากงานมาตลอดสองวัน ส่วนอีกคนเดินชมนกชมไม้กลางป่าห่างจากบ้านไม่ไกลนัก เนื่องจากไม่ได้มาเยี่ยมเยือนที่แห่งนี้เป็นเวลานาน พอมาก็บาดเจ็บจนไม่สามารถไปไหนมาไหนได้สะดวก แต่ครานี้หายดีแล้วจึงใช้เวลาเดินสำรวจอย่างที่ตั้งใจ
   ถึงบอกว่าสองมนุษย์ แต่ความจริงคนที่เดินเล่นอยู่นั้นหาใช่มนุษย์ แต่เป็นปีศาจแปลงกาย โดยปกติเอทอสจะอยู่ในรูปลักษณ์ของคนเพื่อให้ง่ายต่อการใช้ชีวิตร่วมกับเหล่ามนุษย์และปิดบังตัวตน แต่ผลจากอาการบาดเจ็บสาหัสทำให้ต้องกลับสู่ร่างที่แท้จริง จวบจนพละกำลังฟื้นคืนดังเก่าจึงแปลงเป็นมนุษย์ได้อีกครั้ง และก็โดนมนุษย์ใจบาปเข้าใจผิดเล่นงานเป็นการฉลอง

   โนอาร์จำเขาได้ในทันทีเมื่อเอ่ยเสียง แต่นอกจากแววตาแปลกใจเล็กน้อยก็ไม่ได้ถามหรือมีทีท่าสับสนใดๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ จึงเป็นเขาเองที่ต้องถามคลายความสงสัย และคำตอบจากปากฆาตกรก็ไม่น่าอภิรมย์เท่าใดนัก

   ‘ผมเคยบอกคุณหรือยังว่าของเล่นผมบางครั้งก็เป็นปีศาจจำแลงมา’
   


   เมื่อปีศาจกลับถึงบ้านหลังจากเดินเล่นจนพอใจพร้อมกับสมุนไพรในมือ พบมนุษย์ที่นอนหลับเป็นตายก่อนหน้านี้กำลังนั่งทำแผลบริเวณหัวไหล่ด้วยท่าทางคล่องแคล่ว แต่เมื่อเห็นเขากลับหยุดมือวางอุปกรณ์เสียเฉยๆ ปีศาจเพียงปรายตามองเล็กน้อยก่อนเดินหายไปในส่วนครัว ปล่อยมนุษย์ให้ส่งสายตาขอความช่วยเหลือเก้อ


   “กึก”

   เสียงบางสิ่งถูกวางกระทบกับพื้นโต๊ะจนเกิดเสียงเรียกความสนใจจากมนุษย์ซึ่งกำลังเก็บอุปกรณ์ปฐมพยาบาล เสียงนั้นเป็นของแก้วบรรจุของเหลวสีเขียวเข้ม มีควันขาวลอยจากปากแก้วพร้อมกลิ่นชวนให้รู้สึกเหม็นเขียว

   “ดื่มซะ มันช่วยให้ปีศาจหายไวขึ้น กับมนุษย์คงไม่ต่างกัน” มนุษย์จำแลงนั่งกอดอกมองมนุษย์จริงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
   “คุณลอกคำพูดผม แต่ก็ขอบคุณ”
   “ไม่ได้?” คนนั่งกอดอกตอบกลับพลางเลิกคิ้วเล็กน้อย

   คนฟังเพียงยกยิ้มมุมปาก ก่อนหยิบแก้วบรรจุของเหลวรสชาติประหลาดค่อนไปทางเลวร้ายขึ้นดื่มโดยไม่คิดพิจารณา ซึ่งผิดวิสัยปกติของเจ้าตัว เพราะไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม แม้กระทั่งวัตถุดิบประกอบอาหาร เขาจะสังเกตตรวจสอบจนแน่ใจว่าของเหล่านั้นไม่มีพิษหรือสิ่งเจือปนใดๆ ก่อนเสมอ ต่างกับครั้งนี้ที่เขาดื่มทันที
   เหตุผลของการกระทำอันผิดแปลกนั้นคือ ความไว้ใจ หากผู้ให้เป็นเอทอส เขาจะไม่คิดสงสัยเด็ดขาด แม้มีความเป็นไปได้ว่าอาจถูกหักหลัง เขาก็ไม่หวั่นเกรง

   จวบจนดื่มหมด มนุษย์ได้จุดประกายความคิดชวนปีศาจในคราบมนุษย์ออกไปอาศัยในเมืองด้วยกัน เนื่องจากบ้านกลางป่าแห่งนี้ไม่มีไฟฟ้า ทำให้เวลากลางคืนนั้นค่อนข้างลำบากพอสมควร
   ฝ่ายปีศาจไม่คิดขัดเพราะตนหายดีจนแปลงเป็นมนุษย์ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีก ดังนั้นสองชีวิตจึงช่วยกันเก็บของปิดบ้านให้เรียบร้อย ก่อนเดินเท้าเข้าป่าด้วยกัน ไม่นานก็พบรถสีเทาเมทัลลิกถูกจอดอำพรางอย่างแนบเนียนท่ามกลางต้นไม้

   “รถสีดำไปไหน?”
   “สุสานรถครับ เพราะมันทำให้ผมไปช่วยคุณช้า”

   เอทอสมองคนตอบนิ่ง ก่อนเปิดประตูขึ้นรถโดยไม่ถามอะไรอีก ผู้เป็นเจ้าของขึ้นตามแล้วสตาร์ทรถขับออกจากป่า ใช้เวลาไม่นานทางด้านหน้าปรากฏถนนเส้นหนึ่งพาดผ่าน รถสีเทาเมทัลลิกเลี้ยวขึ้นทางลาดยางขับมุ่งเข้าตัวเมือง
   ภายในรถเงียบสนิท เนื่องจากไม่มีการพูดคุยระหว่างกัน และเจ้าของไม่ได้เปิดเพลงหรือวิทยุ จนเมื่อสองข้างทางเปลี่ยนจากต้นไม้น้อยใหญ่เป็นตึกรามบ้านช่อง ปีศาจจำแลงจึงเริ่มบทสนทนา

   “ขอบใจสำหรับความช่วยเหลือ ให้ข้าลงตรงหัวมุมข้างหน้า”
   “คุณจะไปไหน?” คนขับถามพลางหันมามองเล็กน้อย ก่อนกลับไปมองถนนตามเดิม
   “กลับไปในที่ของข้า”
   “ผมจะไปกับคุณ”
   “ไปทำไม?”
   “ธรรมดาที่อยากอยู่กับคนรัก”
   “ข้าไม่ได้รักเจ้า”
   “คุณจะรักผม”

   หลังเอ่ยจบคนขับได้เร่งเครื่องขับผ่านบริเวณที่ปีศาจต้องการลงหน้าตาเฉย ก่อนเล่าถึงแผนการของวันกลบเสียงท้วงปีศาจ คร่าวๆ ว่าจะไปซื้อของใช้และหามื้อเย็นทานที่ห้างเลย แล้วค่อยกลับที่พักของปีศาจโดยให้เจ้าตัวเป็นผู้บอกทาง
   เมื่อเห็นว่าป่วยการจะพูดต่อ เอทอสจึงสายหน้าหน่ายและหันไปมองวิวนอกหน้าต่างแทน เขารู้ว่ามนุษย์นี่ยึดติดเขา แม้ว่าเอ่ยปากไล่จริงจังจนอีกฝ่ายหายไปได้ แต่ไม่นานคงหาทางให้ได้กลับมาอยู่ด้วยกันในที่สุด ซึ่งเท่ากับว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นสูญเปล่า
   หากลองคิดในอีกมุมหนึ่ง ที่พักของเขานั้นอยู่คนเดียว การมีฆาตกรมาร่วมอาศัยด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแย่นัก เพราะช่วงที่เขาบาดเจ็บอีกฝ่ายได้ดูแลปรนนิบัติอย่างดี และตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันเขาไม่ได้รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด ถือซะว่าตัดปัญหามนุษย์ก่อกวนแล้วได้ข้ารับใช้ส่วนตัวแทนก็ไม่เลวนัก



   รถของฆาตกรเลี้ยวเข้าตัวห้างสรรพสินค้า ใช้เวลาหาที่ว่างสำหรับจอดไม่นาน รถสีเทาเมทัลลิกก็ได้เคลื่อนตัวเข้าช่องและหยุดสนิทในตำแหน่งที่ห่างจากทางเดินเข้าห้างไม่ไกล คนนั่งข้างคนขับเตรียมเปิดประตูลงจากรถ แต่ถูกคนขับเรียกให้รอสักครู่
   เอทอสหันมองคนข้างตัวพบว่าอีกฝ่ายกำลังปลดเข็มขัดอาวุธที่ใส่ติดตัวเป็นประจำออกแล้วโยนไปทางเบาะด้านหลัง หยิบเข็มขัดอาวุธอีกเส้นใต้เบาะรองนั่งคนขับขึ้นมาใส่ เข็มขัดใหม่ยังคงประดับด้วยอาวุธมากมายเช่นเดิม ต่างตรงที่ล้วนเป็นอาวุธที่ไม่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบเท่านั้น
   หลังจัดการตัวเองเรียบร้อย มนุษย์จึงหันมองคนด้านข้างพร้อมตอบไขข้อสงสัย

   “เวลาเดินเข้าห้าง ผมไม่อยากมีปัญหากับเครื่องตรวจวัตถุโลหะ”

   คนฟังมองด้วยสายตาระอา ภายในใจอยากโต้กลับว่ามันจะไม่เป็นปัญหาเลยหากเลิกทำตัวเป็นคลังแสงเคลื่อนที่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงเปิดประตูลงไปยืนรออีกฝ่ายบริเวณหน้ารถ

   ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองเต็มไปด้วยผู้คนเดินพลุกพล่าน บ้างเดินกับกลุ่มเพื่อน บ้างเดินคนเดียว บ้างมากับครอบครัวและคนรัก แต่ละคนล้วนมีจุดประสงค์ส่วนตัว อาจเพราะต้องการพบปะสังคม ฝากท้องตามร้านอาหารขึ้นชื่อ หรือมาเลือกซื้อของ ซึ่งสองอย่างหลังตรงกับความต้องการของชายคนหนึ่งที่มีชายร่างสูงใหญ่เดินเคียงคู่กัน เป็นที่สะดุดตาต่อใครหลายคนจนต้องแอบเหลียวมอง
   ชายรูปร่างสูงใหญ่ผิวแทนเส้นผมตัดสั้นสีนิลเข้ากับโครงหน้า ท่วงท่าการเดินองอาจผึ่งผาย ทุกครั้งที่ย่างก้าวสามารถเห็นมัดกล้ามเนื้อแข็งแรงที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเข้าชุดขยับเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจน ประกอบกับใบหน้าคมเข้มนัยน์ตาดุสีอำพันหายาก ไม่แปลกเลยหากจะถูกสายตาจากทั้งชายและหญิงจับจ้อง แต่ความจริงหญิงชายเหล่านั้นทำได้เพียงลอบมองตามหลังเมื่ออีกฝ่ายเดินห่างไปไกลแล้ว เหตุเพราะชายอีกคนที่เดินมาคู่กัน
   ถึงแม้จะไม่สูงใหญ่เท่า แต่สีผิวขาวรูปร่างสมส่วนมีกล้ามเนื้อพอประมาณ บวกกับใบหน้าดูดีเรียบนิ่งถือตัวคล้ายเจ้าชายน้ำแข็ง ชวนให้เหลียวมองไม่แพ้คนด้านข้าง ทว่าบรรยากาศอันตรายที่แผ่ออกมาจากองค์ชายนั้น ราวกับไอเย็นจากห้องดับจิตเยือกแข็งวิญญาณของผู้คนโดยรอบ เตือนว่าอย่าเข้าใกล้และให้สำรวมการแสดงออก เพราะอาจทำให้วันพรุ่งนี้ไม่มีอีกต่อไป

   “เวลาอยู่ข้างนอก เจ้าปล่อยจิตสังหารแบบนี้ตลอด?” คนไม่โดนผลกระทบถามเจ้าของบรรยากาศกดดัน
   “เฉพาะตอนเจอคนมากๆ น่ะครับ ผมรำคาญสายตาพวกสอดรู้”
   “แล้วมาที่นี่ทำไม”
   “มันสะดวกที่สุดในการหาซื้อของใช้ไปอยู่กับคุณ”

   ว่าจบคนคล้ายเจ้าชายน้ำแข็งก็เดินนำร่างสูงใหญ่เข้าไปในร้านเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย ด้านในจัดเครื่องแต่งกายเป็นโซนต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกหา มีพนักงานร้านคอยยืนอยู่ห่างๆ หากลูกค้าสงสัยต้องการสอบถาม พนักงานจะเดินมาหาทันที หลังจากตอบคำถามเสร็จก็จะถอยห่างออกไปเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ซื้อ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนไม่ชอบสังคมเลือกร้านดังกล่าว

   ฆาตกรในคราบลูกค้าเดินไปที่โซนเสื้อผ้าสำหรับอยู่บ้านและชุดนอน หยิบหนึ่งชุดมาดูขนาด เมื่อเห็นว่าใส่ได้เลยนำมาพาดไว้บนแขน แล้วหยิบอีกตัวที่เหมือนกันแต่ขนาดใหญ่กว่ามาทาบตัวคนที่ยืนข้างกัน ผู้กลายเป็นหุ่นรองชุดโดยปริยายไม่ได้ว่าอะไร เพียงมองและเดินตามอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ จนกองเสื้อผ้าเริ่มล้นแขน

   “ไม่ต้องมองข้า อย่างไรก็ไม่ช่วยเจ้าถือ” เอ่ยพลางยิ้มมุมปากเลียนแบบนิสัยคนตรงหน้า

   เมื่อไม่ได้รับน้ำใจจากอีกฝ่ายดั่งหวัง คนหอบกองชุดไม่คิดแบกต่อให้เหนื่อยแรง เรียกพนักงานให้เอาเหล่าเสื้อผ้าไปวางที่เคาน์เตอร์เตรียมคิดเงิน ส่วนตัวเองเดินไปที่โซนเครื่องแต่งกายสำหรับใส่ทำงานและออกงาน ครั้งนี้เลือกเฉพาะขนาดของตนเอง จนได้ครบตามต้องการจึงเดินนำไปวางที่เคาน์เตอร์ แล้วรอให้พนักงานคำนวณราคาและนำชุดทั้งหมดใส่ถุงให้เรียบร้อย

   “คุณหิวหรือยัง” มนุษย์ถามปีศาจจำแลงระหว่างรอพนักงาน
   “นิดหน่อย”
   “กินชาบูไหม มีเนื้อหลายแบบ สามารถสั่งเพิ่มได้เรื่อยๆ”
   “เรียบร้อยแล้วครับคุณลูกค้า ทั้งหมดราคา XXX,XXX ครับ”

   เสียงแจ้งค่าเสียหายจำนวนหกหลัก ไม่น่าหงุดหงิดเท่าการถูกขัดบทสนทนาระหว่างเขากับปีศาจ โนอาร์เหลือบมองคนอยากเป็นของเล่นไม่รู้ตัวด้วยนัยน์ตาเย็นเฉียบ ส่งผลให้พนักงานน่าสงสารเผลอสะดุ้งรีบก้มหน้าหลบสายตาลูกค้า ลืมหมดสิ้นถึงการวางตัวที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี
   ปีศาจในร่างมนุษย์ผู้เห็นเหตุการณ์ ยุติเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วยการเดินออกจากร้านโดยไม่รออีกคนที่มาด้วยกัน ส่งผลให้คนมัวแต่หัวร้อนต้องเก็บความหงุดหงิดส่วนตัวลงก่อน แล้วจ่ายเงินให้เรียบร้อย ก่อนรีบถือถุงเสื้อผ้าทั้งหมดเดินตามอีกฝ่ายไป

   “เฮ้อ...”

   เสียงถอนหายใจโล่งอกของเหล่าพนักงานดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง หลังสองลูกค้าออกจากร้านและเดินหายจนลับสายตา แน่นอนการทำงานด้านบริการต้องพบเจอลูกค้าหลากหลายรูปแบบ แต่กับลูกค้าที่ให้ความรู้สึกหวิวคล้ายยืนอยู่ริมปากเหว ซึ่งสามารถถูกลมพัดกระชากลงห้วงอเวจีได้ทุกเมื่อแบบนี้ พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อน และไม่คิดอยากประสบเป็นครั้งที่สอง จึงได้แต่ภาวนาขอให้ลูกค้าคนนั้นไม่ถูกใจบริการ จะได้ไม่ย้อนกลับมาร้านแห่งนี้อีก


   คนทำพนักงานขายต่างหวาดกลัว ขณะนี้กำลังถือถุงเสื้อผ้าเต็มสองมือเดินตามหลังร่างสูงใหญ่ที่มุ่งหน้าไปทางร้านชาบู ย่างก้าวมั่นใจของคนนำบ่งบอกถึงความคุ้นเคยเป็นอย่างดี แสดงว่าก่อนที่จะได้พบกันอีกฝ่ายเคยมาห้างนี้บ่อยพอสมควร หรืออีกในหนึ่งคือที่พักของปีศาจในบทบาทมนุษย์ห่างจากที่นี่ไม่มากนัก

   “คุณเคยมาที่นี่ใช่ไหม” โนอาร์เดินมาขนาบข้างถามเอทอส
   “เปล่า”

   คำปฏิเสธของปีศาจทำให้ผู้ไม่เคยคาดเดาเหตุการณ์พลาดรู้สึกสับสนเล็กน้อย

   “...แล้ว-”
   “ข้าแค่ไปทางที่มีวิญญาณมนุษย์หนาแน่นที่สุด เวลาแบบนี้เจ้าคิดว่าพวกมนุษย์จะอยู่ที่ไหนกันล่ะ”

   เป็นจริงอย่างที่ปีศาจกล่าว ช่วงเวลาเย็นย่ำเป้าหมายหนึ่งของผู้คนส่วนใหญ่ย่อมหนีไม่พ้นการรับประทานอาหาร เพียงจับสัมผัสและเดินไปทางที่มีวิญญาณจำนวนมากรวมกลุ่มกัน หลังจากนั้นก็ใช่สายตากวาดหาจุดหมาย การหาร้านที่ต้องการจึงไม่ใช่เรื่องยาก แม้ไม่เคยเดินห้างนี้มาก่อนก็ตาม
   หลังฟังคำเฉลยของปีศาจผสานกับความสามารถในการปะติดปะต่อเรื่องราว ทำให้มนุษย์เข้าใจความคิดของปีศาจได้ในประโยคเดียว และยังตระหนักในเรื่องการคาดเดาการกระทำแบบมนุษย์ทั่วไปใช้ไม่ได้กับปีศาจ ซึ่งถือเป็นสิ่งดี เพราะยิ่งรู้ข้อบกพร่องมากเท่าไร การคาดเดาครั้งต่อไปของเขาจะยิ่งแม่นยำขึ้นเท่านั้น ไม่นานทุกพฤติกรรมของปีศาจคงไม่ไกลเกินการคำนวณของเขา


   เมื่อทั้งสองมาถึงร้านพบว่ามีโต๊ะว่างสำหรับสองที่พอดี จึงไม่ต้องเสียเวลารอคิวเหมือนคนอื่นที่มาเป็นกลุ่มใหญ่ ปีศาจและมนุษย์นั่งตรงข้ามกันโดยมีหม้อชาบูคั่นกลาง โดยในหม้อได้แบ่งเป็นสองช่องให้ลูกค้าสามารถเลือกน้ำซุปตามความชอบของตนเองได้

   “รับน้ำซุปแบบไหนดีคะ” พนักงานร้านถามลูกค้าทั้งสอง
   “น้ำใส คุณล่ะ?” มนุษย์ตอบ ก่อนถามคนนั่งฝั่งตรงข้าม
   “ต้มยำ”
   “กรุณารอสักครู่นะคะ ระหว่างนี้สามารถเลือกสั่งอาหารรอได้เลยค่ะ”

   พนักงานยกหม้อออกไป พร้อมแนะนำลูกค้าถึงการสั่งของที่ต้องการผ่านกระดาษรายการอาหาร แล้วจึงแยกไปเตรียมน้ำซุปให้ลูกค้า
   มนุษย์ถามปีศาจก่อนว่าอยากจะกินอะไรเป็นพิเศษบ้าง หลังเขียนของปีศาจเสร็จเรียบร้อยจึงค่อยเขียนของตัวเอง แล้วส่งให้พนักงานอีกคนที่เดินผ่าน ช่วงเวลาระหว่างรอพนักงานนำของมาเสิร์ฟไร้บทสนทนาระหว่างทั้งสอง มนุษย์นั่งมองร่างยักษ์ฝั่งตรงข้าม ส่วนคนถูกมองก็จ้องอีกฝ่ายกลับเช่นกัน ราวกับกำลังแข่งกันว่าหากใครเริ่มพูดก่อนแพ้

   จนกระทั้งหม้อและของทั้งหมดที่สั่งถูกนำมาเสิร์ฟ เสียงบนโต๊ะอาหารก็มีเพียงเสียงน้ำเดือดและเสียงจานกระทบพื้นโต๊ะเท่านั้น เกิดเป็นบรรยากาศชวนอึดอัดสำหรับลูกค้าโต๊ะรอบข้าง จนต้องลอบมองโต๊ะต้นเหตุที่ทำให้ความอยากอาหารหมดไปแม้เพิ่งเริ่มทานได้ไม่นาน หลายคนเดาบรรยากาศอึมครึมระหว่างผู้ชายตัวใหญ่หน้าดุกับผู้ชายผิวขาวหน้านิ่งว่า ก่อนหน้านี้คงมีเรื่องผิดใจกันรุนแรง และไม่มีใครยอมอ่อนให้ก่อน ทั้งสองถึงมึนตึงใส่กันเช่นนี้
   ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างที่ใครคิด ทั้งคู่ไม่ได้โกรธกัน แต่กำลังสนุกกับการเติมพลังจากอาหารตรงหน้า บวกกับนิสัยไม่ชอบพูดและไม่ค่อยเผยความรู้สึกเหมือนกัน ไม่แปลกที่มองจากภายนอกนั้นจะดูอึดอัด และแน่นอนผู้สร้างความกดดันทั้งสองไม่ได้รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย เพราะปกติเวลาทานอาหารร่วมกันพวกเขาก็เป็นแบบนี้เสมอ

   จวบจนผู้สร้างความลำบากใจให้คนรอบข้างโดยไม่รู้ตัวอิ่มท้อง ถึงเพิ่งสังเกตว่าเสียงพูดคุยภายในร้านเบาลงอย่างมาก ปีศาจในร่างมนุษย์หันมองรอบร้าน พบว่าลูกค้าโต๊ะอื่นต่างก้มหน้าก้มตาทานเงียบๆ คล้ายกับกลัวเสียงจะรบกวนคนรอบข้าง ทำให้ปีศาจรู้สึกชื่นชมเหล่ามนุษย์รักมารยาทอยู่ในใจ คิดว่าครั้งหน้าหากผ่านมาแถวนี้อาจมาใช้บริการร้านนี้อีกครา
   ฝ่ายมนุษย์นั่งตรงข้ามสังเกตเห็นความพึงพอใจผ่านดวงตาสีอำพันที่ดูดีไม่แพ้สีเลือดนกในยามปกติ ก็หมายมั่นตั้งใจว่าจะพาปีศาจมากินอีกเช่นกัน ก่อนชักชวนอีกฝ่ายออกจากร้านเพื่อเดินย่อยและซื้อของที่ยังขาดเพิ่มเติม

   หลังทั้งคู่จากไป ทั้งลูกค้าและพนักงานถึงเริ่มหายใจคล่องขึ้น เสียงพูดคุยในร้านจึงกลับมาดังเหมือนเก่า โดยหัวข้อสนทนาเปลี่ยนเป็นใครจะเป็นฝ่ายง้อก่อน เสียงส่วนมากไปทางคนหน้านิ่งที่ถือถุงเต็มสองมือเดินตามร่างสูงใหญ่ออกจากร้านน่าจะเป็นฝ่ายยอมก่อน แต่สุดท้ายเรื่องระหว่างทั้งสองจะลงเอยเช่นไร ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้


   ขณะนี้หนึ่งมนุษย์หนึ่งปีศาจจำแลงกำลังเดินเลือกซื้อของใช้ส่วนตัวไม่ว่าจะเป็น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แชมพู และอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงวัตถุดิบสำหรับใช้ประกอบอาหาร ใส่ลงในรถเข็นที่มีถุงเสื้อผ้ากินพื้นที่ไปแล้วเกือบครึ่ง โดยครั้งนี้ปีศาจใจดีช่วยเข็นรถ ให้มนุษย์เลือกของได้อย่างสะดวก

   “ปกติคุณใช้กลิ่นไหน” มนุษย์หันมาถามถึงกลิ่นสบู่ที่ปีศาจชอบใช้
   “ไม่มี หยิบอันไหนได้ก็ใช้อันนั้น”

   ปีศาจตอบกลับง่ายคล้ายต้องการกวนอีกฝ่าย แต่ที่กล่าวนั้นเป็นความจริง เขาไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้นัก เวลาเลือกซื้อด้วยตัวเองก็หยิบๆ มาไม่ได้ดูว่าเป็นของยี่ห้อไหนหรือมีกลิ่นแบบใด
   มนุษย์เมื่อได้ยินดังนั้น จึงเลือกหยิบกลิ่นที่ตนมักใช้เป็นประจำใส่รถเข็นประมาณหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่ต้องออกมาซื้อบ่อยครั้ง และเผื่อให้ปีศาจใช้สบู่กลิ่นเดียวกัน


   หลังซื้อของเสร็จทั้งสองเดินถือถุงกันเต็มสองมือเข้ามาในที่จอดรถของห้าง โดยมนุษย์ถือถุงเสื้อผ้า ส่วนปีศาจถือถุงของใช้และวัตถุดิบทำอาหารเมื่อครู่นี้ทั้งหมด เหตุที่ไม่ใช้รถเข็นทุ่นแรงเพราะเห็นตรงกันเรื่องความลำบากตอนเข็นรถผ่านกลุ่มคนที่เดินสวนไปมา จึงเลือกถือเองสะดวกและเร็วกว่า

   เดินคู่กันจนถึงรถสีเทาเมทัลลิก เจ้าของกดเปิดกระโปรงหลังเพื่อเก็บของ ก่อนพากันขึ้นรถประจำตำแหน่งเดิมและขับออกจากตัวห้าง พบว่าแสงอาทิตย์เปลี่ยนเป็นแสงจันทร์ของยามค่ำคืน บ่งบอกว่าเสียเวลากับการเดินห้างนานพอสมควร ถึงอย่างนั้นก็มีข้อดีอยู่เพราะ ตอนนี้รถและการจราจรบนท้องถนนเบาบาง สามารถเคลื่อนตัวได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานคงถึงที่พักของปีศาจ

   รถสีเทาเมทัลลิกมุ่งหน้าออกจากตัวเมืองเข้าสู่จังหวัดใกล้เคียง ตามคำบอกทางของปีศาจ สองข้างทางจากเดิมที่เป็นตึกสูงเริ่มกลายเป็นต้นไม้และที่ดินโล่งกว้าง คนนำบอกคนขับให้เลี้ยวเข้าตัวอำเภอแห่งหนึ่งแล้วขับต่อไปเรื่อยๆ จนถึงย่านที่อยู่อาศัย
   บริเวณนี้มีบ้านเรือนหลายหลังปลูกใกล้กัน แต่ที่โดดเด่นสะดุดตาต่างจากหลังอื่นคือ บ้านทรงไทยประยุกต์ที่เจ้าบ้านกำลังเลื่อนรั้วเปิดให้รถสีเทาเมทัลลิกเข้าไปจอดด้านใน

   บ้านชั้นเดียวทำด้วยปูนยกพื้นสูง โดยด้านหนึ่งเป็นใต้ถุนเพื่อให้รถสามารถจอดได้ ซึ่งมีรถกระบะสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ก่อนแล้ว หลังคาออกแบบทรงปั้นหยากึ่งจั่วให้กลิ่นอายความเป็นไทยหลอมรวมกับบ้านสไตล์โมเดิร์นอย่างลงตัว รอบบ้านเป็นสนามหญ้าปลูกต้นไม้เพิ่มความร่มรื่น หอมกลิ่นดอกแก้วลอยตามลมให้ความรู้สึกคล้ายอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

   หลังจอดรถเรียบร้อย บ้านทั้งหลังสว่างไสวเมื่อเจ้าของเดินไปกดเปิดสวิตซ์ไฟ สมาชิกใหม่ขนของเดินตามเจ้าบ้านผ่านบริเวณห้องรับแขกไปยังส่วนครัว กวาดสายตามองคร่าวๆ ประกอบด้วยชุดโซฟาเข้ามุม มีโต๊ะกระจกเล็กตั้งตรงกลาง และมีทีวีติดผนังตามแบบห้องทั่วไป
   วางถุงข้าวของมากมายลงบนโต๊ะกินข้าว ก่อนช่วยกันแยกเก็บใส่ตู้เย็นและชั้นต่างๆ โดยมีเสียงของแขกถามหาที่เก็บเป็นระยะ จวบจนเรียบร้อยจึงขนของที่เหลือได้แก่ ถุงเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวเดินตามปีศาจไปยังห้องนอน

   “เจ้านอนห้องนี้” เจ้าบ้านพาแขกมาหยุดหน้าห้องหนึ่ง
   “คุณนอนห้องไหน?” สิ้นคำถาม ปีศาจหันมองห้องฝั่งต้องข้ามเล็กน้อย เป็นการตอบกลายๆ
   “ทำไมไม่นอนด้วยกัน”
   “แล้วทำไมข้าต้องนอนกับเจ้า” ปีศาจถามกลับพร้อมคิ้วที่เริ่มขมวด
   “บ้านกลางป่าเรานอนด้วยกันตลอด”
   “เพราะที่นั่นมีเตียงเดียว และเจ้าบอกไม่อยากนอนพื้น”
   “ผมไม่อยากนอนในห้องคนเดียว”
   “งั้นเจ้าก็อย่าได้นอน” เอ่ยจบปีศาจหันหลังเดินเข้าห้องฝั่งตรงข้าม ทิ้งให้มนุษย์ทำตัวไร้สาระต่อไป

   ฝ่ายมนุษย์ที่รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้ แต่ยังคงแกล้งถามเผื่อได้ เมื่อเห็นปีศาจปิดประตูใส่หน้า จึงค่อยขนของทั้งหมดเข้าห้องพักของตน เปิดไฟให้ทั่วห้องสว่าง วางเหล่าสัมภาระลงพื้นข้างเตียง ก่อนเริ่มลงมือสำรวจ

   ห้องนอนสำหรับแขกไม่เล็กไม่ใหญ่ ประกอบด้วยเตียงหนึ่งหลังมีผ้าคลุมไว้ แต่กลับไม่มีฝุ่นหรือกลิ่นอับแต่อย่างใด แสดงว่าระหว่างที่เจ้าบ้านไม่อยู่มีแม่บ้านคอยเข้ามาทำความสะอาดเสมอ บริเวณหน้าต่างมีโต๊ะทำงานพร้อมเก้าอี้ และม่านถูกปิดไว้ไม่เห็นวิวภายนอก
   เจ้าของห้องจัดการเลื่อนผ้าม่านออกเผยให้เห็นบริเวณหลังบ้านและเงาต้นไม้รางๆ เนื่องจากรอบบ้านนั้นค่อนข้างมืด ห่างจากโต๊ะไม่มากเป็นตู้เสื้อผ้าเปล่า รอให้ผู้พักอาศัยนำเสื้อผ้าเข้าเก็บ แขกของบ้านเลือกหยิบชุดจากกระเป๋าเสื้อผ้าซึ่งนำติดรถไว้เสมอมาใส่ไว้ในตู้ ส่วนชุดที่ซื้อมาทั้งหมดรอซักก่อนค่อยนำเข้าตู้ทีหลัง

   เมื่อจัดวางสิ่งของเครื่องใช้เข้าที่เรียบร้อย มนุษย์หนึ่งเดียวจึงเดินเข้าห้องน้ำชำระล้างร่างกาย ก่อนออกมาในชุดนอนสีน้ำเงินเข้ม ถือโน้ตบุ๊กประจำตัว ปิดไฟและเดินออกจากห้องไปเคาะประตูฝั่งตรงข้าม

   “ก๊อกๆๆ”
   “...”
   “ก๊อกๆๆ”
   “...”

   ไร้ปฏิกิริยาตอบกลับจากสิ่งมีชีวิต แขกของบ้านเลยถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปในห้องด้วยตนเอง แล้วพบว่าภายในห้องว่างเปล่า มีเสียงน้ำไหลดังออกมาจากประตูอีกบานหนึ่งในห้อง บ่งบอกว่าปีศาจกำลังอาบน้ำอยู่

   ผู้มาเยือนเปิดโน้ตบุ๊กนั่งไล่อ่านและตอบอีเมลของผู้ว่าจ้างตรงโต๊ะทำงานระหว่างรออีกฝ่าย จวบจนได้ยินเสียงประตูเปิดพร้อมร่างสูงใหญ่ผิวสีแทนเปลือยท่อนบน มีหยดน้ำเกาะพราวตามแขนและแผงอกกว้าง ส่วนล่างถูกผ้าพันไว้อย่างหมิ่นเหม่เดินออกมาจากห้องน้ำ ชวนให้ผู้มาเยือนจ้องมองอย่างสนใจ

   “มีธุระอะไร”

   คนถูกล่วงเกินทางสายตาไม่สะทกสะท้าน เดินไปแต่งตัวตรงตู้เสื้อผ้า ก่อนกลับมาในชุดเสื้อกล้ามกางเกงผ้าขายาว ส่วนมนุษย์เมื่อเห็นว่าปีศาจจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มเอ่ยธุระของตน

   “ผมรู้สึกเหมือนบ้านนี้ถูกคนเฝ้ามองอยู่”
   “ตั้งแต่เมื่อไร?” ปีศาจจำแลงถามพลางเลิกคิ้วประหลาดใจกับประสาทสัมผัสของมนุษย์
   “ลงจากรถ”
   “รู้ไหมว่าอยู่ตรงไหน”
   “ผมไม่รู้ แต่คุณจับสัมผัสวิญญาณได้ คงรู้อยู่แล้วว่าถูกมองจากทางไหน”

   มนุษย์ตอบก่อนละสายตาจากหน้าจอ หันมองปีศาจที่มองตนอยู่ก่อนแล้ว ปีศาจไม่ได้ตอบอะไรเพียงยิ้มชื่นชมความฉลาดของมนุษย์ตรงหน้าเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองออกไปทางนอกหน้าต่าง

   “ผมจัดการให้ไหม”

   มนุษย์ใจบาปใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาได้ไม่ถึงวันกลับมาสวมบทฆาตกรอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มมุมปากกับแววตาที่เริ่มสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น ก่อนเอ่ยขอคำอนุญาตจากปีศาจ

   “ไม่ต้อง เรื่องของข้า ข้าจัดการเอง”

   ปีศาจตอบสนองด้วยการดับความฝันฆาตกรทันที คนถูกขัดไม่ว่าอะไร เพียงพับหน้าจอโน้ตบุ๊กลงแล้วยืนขึ้น เอ่ยคำทิ้งท้ายเล็กน้อยก่อนออกจากห้องไป ปล่อยให้ปีศาจนึกถึงคำพูดก่อนหน้า แล้วถอนหายใจหน่ายกับความคิดของมนุษย์จิตใจดำมืด

   ‘ผมจะไม่ทำอะไร ตราบเท่าที่อีกฝ่ายไม่คิดล้ำเส้นผม และไม่ได้ทำร้ายคุณ แต่ถ้าคุณบาดเจ็บเมื่อไร ผมถือว่าฝ่ายนั้นเป็นของเล่นผมแล้ว ส่วนคุณแค่รอกินวิญญาณหลังผมเล่นเสร็จก็พอ’

   รู้สึกตัวอีกทีสัมผัสวิญญาณของคนสอดแนมได้หายไปแล้ว ปีศาจจึงเดินไปปิดไฟห้องเตรียมเข้านอน เก็บเรื่องน่าปวดหัวไว้คิดต่อวันหลัง
   ล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้าง นึกถึงคำกล่าวสุดท้ายของแขกร่วมบ้าน ก่อนเข้าสู่ห้วงนิทรา

   ‘ราตรีสวัสดิ์ เอทอส’


บท5 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-09-2019 01:16:48 โดย biOmos »

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4306
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
รอตอนต่อไปค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
   
   เสียงนกร้องขับขานรับรุ่งอรุณวันใหม่ดุจนาฬิกาปลุกให้เจ้าบ้านลุกออกจากเตียง อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดสำหรับทำงานประจำได้แก่ เสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนถึงศอกและกางเกงยีนส์ดำคล่องตัว เมื่อออกจากห้องพลันได้กลิ่นหอมของมื้อเช้านำทางไปห้องครัว หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงสงสัยว่าใครแอบมาใช้ครัวทำอาหาร แต่สำหรับตอนนี้สิ่งที่ควรสงสัยคือ

    มื้อเช้านี้จะเป็นอะไร?

   เจ้าบ้านนั่งรอที่โต๊ะอาหารด้วยความเคยชิน บนโต๊ะมีกาแฟร้อนกับหนังสือพิมพ์พับเรียบร้อยวางอยู่คู่กัน คนที่จัดของพวกนี้เป็นใครไม่ได้นอกจากสมาชิกใหม่ประจำบ้านซึ่งกำลังทำอะไรบางอย่างในครัว
   ปีศาจเลือกยกกาแฟขึ้นจิบโดยไม่สนใจหนังสือพิมพ์ รสชาติคุ้นเคยตามแบบที่ชอบสัมผัสปลายลิ้นสร้างความประหลาดใจให้ปีศาจเล็กน้อย เพราะเขาไม่เคยบอกอีกฝ่ายว่าชอบกาแฟแบบไหน แต่ทุกครั้งที่ได้ดื่ม รสชาติค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละน้อยจนตรงกับความชอบของเขาในครั้งนี้ แสดงถึงความช่างสังเกตและความเอาใจใส่ของคนทำเป็นอย่างดี ดังนั้นมนุษย์ที่ออกมาจากครัวพร้อมมื้อเช้า จึงได้รับรอยยิ้มจากปีศาจเป็นรางวัล

   “ดื่มกาแฟตอนเช้าต้องอ่านหนังสือพิมพ์ เจ้าคงดูละครมากไป คิดว่าข้าเป็นมนุษย์เฒ่าหรือไร”

   คำกวนแรกต้อนรับวันใหม่จากปีศาจทำให้อารมณ์ดีๆ ของพ่อครัวขุ่นมัวขึ้นหนึ่งระดับ ก่อนพยายามทำใจปล่อยผ่าน เสิร์ฟมื้อเช้าให้ปีศาจแล้วค่อยเดินอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้าม
   ของด้านหน้าแทนคำตอบของคำถามภายในใจปีศาจก่อนหน้านี้ ไข่กระทะตกแต่งด้วยไส้กรอก แฮม และเบคอนจัดเรียงอย่างสวยงาม โรยด้วยต้นหอมซอยและพริกไทยเพิ่มกลิ่นหอมและสีสันชวนให้ลิ้มลอง เจ้าบ้านไม่ปฏิเสธตักคำแรกขึ้นชิม ก่อนตามด้วยคำต่อมา และอีกหลายคำเรื่อยๆ สร้างความสุขใจให้กับพ่อครัวจนลืมเลือนความขุ่นมัวก่อนหน้าหมดสิ้น คำถามว่า อร่อยไหม? คงไม่ต้องถามอีกแล้ว เมื่อผู้ตอบก้มหน้าก้มตากินไม่เงยหน้าขึ้นมาแบบนี้

   หลังมองปีศาจกินมื้อเช้าด้วยท่าทีเอร็ดอร่อยจนพอใจ มนุษย์หนึ่งเดียวจึงเริ่มลงมือกินบ้าง บ้านทั้งหลังมีเพียงเสียงช้อนกระทบกระทะใบเล็กดังเป็นครั้งคราว ดูเงียบเหงาหากมองจากภายนอก แต่เป็นบรรยากาศผ่อนคลายอบอวลด้วยความสุขของคนใน ซึ่งมีแค่มนุษย์เท่านั้นที่คิดเช่นนี้ ส่วนปีศาจเจ้าบ้านนอกจากความอร่อยของอาหารมื้อเช้า ก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเพิ่มเติมเลย


   “เจ้าจะไปไหน?”
    “คุณจะไปไหน?”

   สองคำถามดังขึ้นสวนกัน เมื่อหลังทานข้าวเสร็จสมาชิกในบ้านต่างพบว่าอีกฝ่ายกำลังเตรียมตัวออกไปข้างนอกเหมือนกัน

   “ผมไปทำงาน แล้วคุณ?”
   “ทำงาน”

   คำตอบจากปีศาจทำให้มนุษย์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ก่อนตามด้วยแววตาตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็น คิดในใจเรื่องงานวันนี้อาจต้องเลื่อนไปก่อนเมื่องานของปีศาจในบทบาทมนุษย์นั้นน่าสนใจกว่ามาก

   “ผมขอไป-”
   “หยุดความคิดเจ้าซะ ถ้าจะไม่อยู่ก็ไปล็อกบ้านให้เรียบร้อย”

   ราวกับปีศาจรู้ทันความคิดมนุษย์ตรงหน้า เอ่ยดักทางก่อนโยนกุญแจบ้านให้พร้อมสั่งอีกฝ่ายกลับไปล็อกประตูปิดบ้านไม่ต่างจากคนใช้ ส่วนตัวเองก็เดินขึ้นรถกระบะสีดำขับออกไป แต่ในขณะที่รถกำลังออกจากตัวบ้านเหมือนคนขับนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนไปจึงหยุดรถแล้วลดกระจกลง ตะโกนบอกบางสิ่งกับคนที่กำลังตรวจดูความเรียบร้อยของบ้าน

   “กุญแจเจ้าเก็บเอาไว้ ไม่ต้องคืนข้า”

    พูดจบ ปีศาจเลื่อนกระจกขึ้นปิดและขับรถกระบะหายไป ปล่อยให้มนุษย์ยืนยิ้มมุมปากมองกุญแจในมือ คิดเข้าข้างตัวเองว่าเอทอสคงเริ่มมีใจให้กันบ้างแล้ว เพราะการฝากกุญแจสื่อถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่อีกฝ่ายมอบให้ และยังเป็นเครื่องหมายอนุญาตให้เขาร่วมอาศัยในบ้านหลังนี้ได้อย่างเป็นทางการ ดังนั้นเรื่องตามดูกิจวัตรประจำวันแบบมนุษย์ของปีศาจเขาจะปล่อยผ่านไปก่อน ไว้รอโอกาสอีกครั้งก็ไม่สาย เพราะเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกนาน

    หลังเสียเวลากับการคิดเองเออเองสักพัก รถสีเทาเมทัลลิกจึงเคลื่อนตัวออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่เป้าหมายในวันสุดท้ายของเดือน วันที่เขาได้รับมอบหมายจัดงานสำหรับผู้หญิงชื่อว่าใหม่ เป็นงานค่อนข้างเสียเปล่าพอสมควรเพราะ คุณใหม่ผู้ซึ่งกำลังกลายเป็นของเล่นนั้นเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา จิตใจดี ไม่มีพิษภัย ทว่าโชคร้ายมีคู่ชีวิตเป็นชายเจ้าชู้มักมาก ทำให้หล่อนเจ็บช้ำน้ำใจหลายครั้งหลายครา แต่กลับไม่เลิกรากันเสียที เพราะแพ้ฝ่ายชายที่ตามอ้อนวอนขอโอกาส สัญญาว่าจะไม่มีเรื่องเช่นนี้อีก และสุดท้ายก็ไม่เคยทำได้ตามคำมั่น

    ผู้ว่าจ้างเขาเป็นหนึ่งในผู้หญิงของชายคนนั้นที่อยากกลายเป็นตัวจริง จึงมาว่าจ้างเขากำจัดเสี้ยนหนามทิ้ง ซึ่งสาเหตุที่งานนี้เสียเปล่าเพราะ วิญญาณคุณใหม่ไม่ใช่ในแบบที่ปีศาจต้องการ ทำให้หลังจบงานนี้เขาไม่มีดวงวิญญาณกลับไปฝากเอทอสอย่างทุกครั้ง แต่ถ้าเป็นวิญญาณคนรักของคุณใหม่น่าจะพอใช้แทนกันได้


   ขับรถตามทางจนถึงบ้านเป้าหมาย เป็นจังหวะพอดีกับที่คุณใหม่และคนรักของเธอเดินออกมาจากบ้าน ดูจากท่าทางแล้วทั้งคู่น่าจะกำลังมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ถึงขั้นคุณใหม่ร้องไห้น้ำตาไหลรินอาบสองแก้ม ส่วนฝ่ายชายกลับหันหลังเดินหนีขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าบ้านและขับหายไป ทิ้งให้คุณใหม่ผู้น่าสงสารทรุดตัวก้มหน้าร่ำไห้เพียงลำพัง

    ฆาตกรสวมบทพลเมืองดีลงจากรถเดินเข้าไปหาหญิงสาวอาภัพ ก่อนนั่งยองตรงหน้ามองอีกฝ่าย จนคนถูกมองรู้สึกตัวถึงเงยหน้าขึ้นมาพบกับชายคนหนึ่งซึ่งกำลังมองเธออยู่ด้วยสายตาสงบนิ่ง หล่อนเตรียมถอยออกห่างชายแปลกหน้า และจังหวะนั้นเองที่อีกฝ่ายยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ พร้อมกับคำพูดปลอบประโลม

   “การร้องไห้เพื่อระบายความเสียใจไม่ใช่เรื่องน่าอาย ผมทันเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ ไม่สบายใจเลยหากปล่อยให้คุณอยู่เพียงลำพัง จะเป็นอะไรไหมครับหากผมขออยู่เป็นเพื่อนคุณจนกว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้น”
   “ฉัน...”
   “หากคุณไม่ไว้ใจ เราไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟตรงปากซอยไหมครับ คุณจะได้ผ่อนคลายขึ้นด้วย”
   “อา.. ขอบคุณนะคะ แต่ฉัน-”
   “นะครับ”

   คำพูดและแววตาแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจของชายแปลกหน้า ดุจมนตร์สะกดไม่ให้หญิงสาวสามารถเอ่ยขัดปฏิเสธได้อีก สุดท้ายจึงจำยอมพยักหน้าตอบรับน้ำใจจากอีกฝ่าย

   “...ค่ะ”


   ร้านกาแฟเงียบสงบเนื่องจากยังไม่ใช่ช่วงเวลาพักเที่ยงหรือเลิกงาน ส่งผลให้ภายในร้านมีลูกค้าเพียงไม่กี่โต๊ะ มีเสียงเพลงบางเบาสร้างบรรยากาศให้กับผู้ใช้บริการสามารถพักผ่อนจากเรื่องเครียดที่สั่งสม เช่นเดียวกับชายหญิงคู่หนึ่งที่เลือกนั่งโต๊ะหลังเสากั้นเพิ่มความเป็นส่วนตัว
   บริเวณด้านหน้าของทั้งสองมีเพียงแก้วกาแฟเย็นชืด บ่งบอกถึงเวลาที่นั่งอยู่ในร้านแห่งนี้ ชายแปลกหน้าไม่ได้เร่งเร้าแต่อย่างใด ปล่อยให้หญิงสาวก้มหน้ามองมือตนเองเรียบเรียงความคิด จนกระทั่งพร้อมและเริ่มเล่าระบายความในใจ

   “ผู้ชายที่ขับรถไปเป็นแฟนฉันเองค่ะ เราทะเลาะกันนิดหน่อย...”
   “...”
   “ฉันจับได้ว่าเขามีผู้หญิงอื่น.. นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้ ฮึก..”

   ใบหน้าหญิงสาวเริ่มเศร้าหมอง น้ำใสเริ่มคลอหน่วยตา เสียงเรียบเรื่อยเริ่มสั่นเครือทีละน้อย ยามต้องนึกถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนลึกไว้ภายใน แต่เมื่อเริ่มเล่าแล้วเหมือนทุกอย่างที่กักเก็บมันพรั่งพรูล้นทะลักออกมาไม่สามารถหยุดได้ แม้ตอนนี้สองแก้มจะอาบด้วยน้ำตาอีกครั้ง เสียงระบายความเศร้าเจือด้วยเสียงสะอื้นร่ำไห้แทบขาดใจแล้วก็ตาม

   “เขาสัญญา สัญญาว่าจะหยุด ฮึก..และขอให้ฉันให้โอกาสเขา แต่ ฮึก.. แต่ฉันไม่เห็นเขาจะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ฮืออออ”
   “เขา ฮึก.. ขออะไร ให้ฉันทำอะไร ฉันทำให้หมด... แต่ทำไมฉันขอเขาบ้าง แค่เรื่องนี้ ฮึก.. เรื่องเดียวเท่านั้น ทำไมเขาไม่ทำให้ฉันบ้าง ทำไมถึงไม่สนใจความรู้สึก ฮึก..ขะ ของฉันบ้างเลย”
   “หลายครั้งฉันอยากหยุด พอแล้ว ไม่เอาแล้ว แต่ทุกครั้งที่ฉันพยายามถอยหนี เขากลับไล่ตาม ขอให้ฉันให้อภัย ฮึก.. บอกว่าเขาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีฉัน... แล้วทำไมถึงทำกันแบบนี้! ทำไม! โฮฮฮฮฮฮ”
   “ฮึก.. ฉะ ฉันอยากลบความรู้สึกพวกนี้ไปหมด จะได้ไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่เขาทำแบบนี้อีก ฮึก.. แต่มันก็ทำไม่-”
   “ทำได้สิครับ”

   ชายหนุ่มที่นั่งเงียบคอยรับฟังตลอด เอ่ยขัดขึ้นมากะทันหัน ส่งผลให้ดวงตาเศร้าเต็มไปด้วยน้ำตาละสายตาจากมือที่กุมกันไว้บนตัก เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย

   “ดื่มน้ำหน่อยนะครับ คุณใช้เสียงไปมาก อาจจะเจ็บคอ”

    ว่าพลางเลื่อนแก้วน้ำมาให้ คนกำลังอ่อนแอตอบรับน้ำใจหยิบแก้วขึ้นดื่ม เรียกรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อยให้กับชายแปลกหน้า

    “คุณบอกว่าไม่อยากรู้สึกอะไร จะได้ไม่เจ็บปวดอีก ผมช่วยได้นะครับ”
   “...ยะ ฮึก.. ยังไงหรือคะ?”
   
   ชายแปลกหน้าไม่ตอบ เพียงหยิบกระดาษพับแผ่นหนึ่งในกระเป๋าเสื้อยื่นส่งให้ หล่อนรับโดยง่ายในใจยังคงสับสนว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร ก่อนค่อยๆ คลี่แผ่นกระดาษออกจนปรากฏข้อความสั้น เขียนด้วยหมึกสีแดงคล้ายเลือด

   ‘หลับให้สบายนะจ๊ะ นาง ตัว ดี’

   “!!!”

   หญิงสาวสะดุ้งตกใจ โยนกระดาษนั่นออกให้ไกลจากตัวราวกับต้องของร้อน เงยหน้ามองชายฝั่งตรงข้ามด้วยความไม่เข้าใจและความกลัวที่เริ่มเข้าแทนที่ แต่แล้วขณะกำลังพยายามลุกขึ้นหนีสติและเรี่ยวแรงพลันเลือนหายอย่างรวดเร็ว เสียงร้องขอความช่วยเหลือแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ สิ่งสุดท้ายที่เห็นก่อนฟุบหลับไปและไม่มีวันได้ฟื้นคืนอีก คือภาพรอยยิ้มมุมปากของชายแปลกหน้าคนนั้น



   รถกระบะสีดำเลี้ยวเข้าสวนกล้วยไม้รายใหญ่ของจังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์กล้วยไม้ขายส่งออกทั้งในและนอกประเทศ ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายปีบวกกับความสามารถในการบริหารกิจการที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เหล่าผู้คนในแวดวงกล้วยไม้ไม่มีใครไม่รู้จักสวนรฦกวัลย์แห่งนี้
   นอกจากผลิตกล้วยไม้ส่งออกคุณภาพดีจนสร้างชื่อให้กับประเทศแล้ว สวนแห่งนี้ยังเป็นแหล่งสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับผู้คนในพื้นที่ เพราะเหล่าคนงานล้วนเป็นชาวบ้านในจังหวัดต้องการรายได้เสริม โดยเจ้าของสวนจัดให้มีการฝึกอบรมวิธีการดูแลกล้วยไม้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่สนใจ และรับเข้าทำงานทันทีเมื่อผ่านการฝึก ส่งผลให้สวนแห่งนี้เป็นที่รักของชาวบ้านในตัวจังหวัด

    แม้จะมีชื่อเสียงและคนชื่นชมยินดี แต่เจ้าของสวนทุกรุ่นกลับไม่ชอบออกสังคม เก็บตัวดูแลสวนเงียบๆ คนส่วนใหญ่จึงรู้จากปากต่อปากเพียงว่าเจ้าของสวนนั้นเป็นคนจิตใจดี และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะรู้ว่าเจ้าของสวนรฦกวัลย์เป็นใคร

   นายน้อยในอดีตปัจจุบันเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มแข็งแรงเจ้าของสวนกล้วยไม้คนปัจจุบัน เปิดประตูลงจากรถกระบะ ก่อนเดินตรงไปสำนักงานที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังสวน ระหว่างทางรับไหว้และตอบกลับทักทายเหล่าคนงานมากมาย จนถึงตัวสำนักงาน พบกับลูกน้องคนสนิทที่เปรียบเสมือนเลขาคอยดูแลสวนให้ระหว่างที่เขาไม่อยู่

   “ยินดีต้อนรับครับนาย”
    “อืม ช่วงที่ฉันไม่อยู่ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม ศิลา
   “ครับนาย มีแค่เอกสารที่ต้องรอให้นายอนุมัติประมาณห้าหกเรื่อง แต่ไม่ใช่เรื่องด่วนสำคัญ ผมจัดเรียงไว้ที่โต๊ะทำงานของนายเรียบร้อยแล้วครับ”
   “ขอบใจมาก” เอ่ยจบพร้อมเตรียมเปิดประตูเข้าสำนักงาน แต่ถูกลูกน้องเรียกขัดก่อน
   “นายครับ แล้วเรื่องเบอร์ติดต่อ...”

   ถ้อยคำเตือนความจำจากลูกน้อง ทำให้นายใหญ่ของที่นึกขึ้นได้ว่าตนยังไม่ได้ซื้อโทรศัพท์และเบอร์มือถือใหม่ จึงมอบหมายงานให้ลูกน้องเป็นคนหาของเหล่านั้นและเอามาให้ตนที่สำนักงาน แล้วจะอนุญาตให้เลิกงานก่อนเวลากลับไปพักผ่อนได้

   หลังสั่งการเรียบร้อย นายใหญ่จึงเดินเข้าสำนักงาน ตอบกลับคำทักทายของพนักงานบ้างประปราย ก่อนตรงเข้าห้องทำงานของตน และเริ่มลงมือจัดการกับเอกสารที่คั่งค้างตลอดระยะเวลาที่เขาไม่อยู่



   จวบจนบรรยากาศภายนอกเปลี่ยนเป็นยามสนธยา พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เหล่าลูกน้องคนงานทยอยกลับบ้านกันเกือบหมด นายใหญ่ถึงเพิ่งออกจากห้องทำงานเตรียมกลับบ้าน ระหว่างเดินไปที่รถกระบะผ่านเรือนกล้วยไม้หลายหลังทอดยาวทั้งสองข้างทาง แสงสุดท้ายของวันล้อกับสีของดอกกล้วยไม้เกิดเป็นภาพสวยงามน่าชมชวนให้รู้สึกสงบและเงียบเหงาในเวลาเดียวกัน

   เดินชมผลผลิตของกล้วยไม้และตรวจเช็กความเรียบร้อยของสวนไปพลาง จนถึงตัวรถกระบะที่จอดทิ้งไว้ ปลดล็อกเปิดประตูโยนข้าวของและเอกสารซึ่งตั้งใจนำไปอ่านต่อที่บ้านไว้บนเบาะข้างคนขับ และเตรียมก้าวขึ้นตามไป พลันมีเสียงปริศนาเรียกให้ชายหนุ่มหยุดนิ่ง

   “คิดว่าเอามนุษย์มาอยู่ด้วยแล้วจะรอดเหรอไอ้ปีศาจ”
   “สมองคิดได้แค่นั้นจงคิดไป อย่าได้ริอ่านยุ่งกับข้าและคนของข้า ถ้าเจ้ายังอยากมีเวลาปากดีเช่นนี้อยู่”

   นายใหญ่ของสวนหันกลับมามองผู้บุกรุกด้วยนัยน์ตาสีอำพันที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดนกดุดัน แต่ผู้บุกรุกจ้องกลับอย่างไม่เกรงกลัว พร้อมเชิดหน้ามองปีศาจแปลงกายด้วยสายตาเหยียดหยาม

   “ปีศาจอ่อนหักอย่างแกนะเหรอ จะทำอะไรฉันได้”
   “ข้าไม่ทำ เพราะเห็นวิญญาณเจ้าบริสุทธิ์จึงคิดปล่อยผ่าน แต่ถ้ายังรนหาที่ไม่เลิก เห็นทีข้าคงปล่อยไว้ไม่ได้”
   “หึ ทำเป็นพูดดี ไอ้ปีศาจชั้นต่ำ”
   “อ้าวนายน้อย! ยังไม่กลับอีกหรือ”

   เสียงของลุงที่ทำงานดูแลสวนแห่งนี้มานาน เอ่ยทักนายน้อยแม้ปัจจุบันจะกลายเป็นนายใหญ่แล้วก็ตาม แต่เขายังคงติดปากกับคำเรียกเดิม ส่งผลให้การปะทะคารมของนักล่าปีศาจและปีศาจกินวิญญาณต้องหยุดลง ปีศาจเปลี่ยนนัยน์ตากลับเป็นสีอำพันดังเดิม ก่อนหันไปตอบลุงโดยสายตาเหลือบมองท่าทีผู้บุกรุกเป็นระยะ

   “ผมกำลังกลับแล้วครับลุง บังเอิญเจอคนรู้จักเลยคุยกันเพลินไปหน่อย ลุงล่ะครับจวนมืดค่ำแล้วทำไมยังไม่กลับบ้าน”
   “ลุงไปดูต้นกล้ากล้วยไม้ด้านหลังมา กำลังจะกลับแล้วเหมือนกัน”

   ลุงพูดพลางเดินเข้ามาหาเจ้าของสวน จึงเห็นหน้าคนรู้จักของนายน้อยเป็นคนเดียวกันกับชายผมเงินแปลกหน้าที่เคยมาที่นี่อยู่ช่วงหนึ่ง

   “คุณนั่นเองที่เคยมาถามหาตอนนายน้อยไม่อยู่ ที่แท้ก็เป็นเพื่อนกัน”
   “อา.. สวัสดีครับ”

   นักล่าปีศาจถูกเข้าใจผิดเป็นเพื่อนของศัตรู ทำได้เพียงตามน้ำไม่อยากให้เกิดข้อสงสัย เพราะหนึ่งในหน้าที่ของนักล่าปีศาจ นอกจากคอยกำจัดปีศาจร้ายแล้ว ยังต้องคอยปกปิดไม่ให้เรื่องการมีอยู่ของปีศาจรั่วไหลสู่โลกภายนอก เนื่องจากอาจนำมาซึ่งความแตกตื่นและวุ่นวายของสังคมมนุษย์

   “ไหว้พระเถอะพ่อหนุ่ม งั้นลุงไม่กวนแล้ว กลับบ้านดีๆ นะ”
   “ให้ผมไปส่งไหมครับ” เจ้าของสวนอาสา
   “โอ้ย ไม่เป็นไร บ้านลุงใกล้แค่นี้เอง นายน้อยกลับไปพักผ่อนเถอะ”

   หลังลุงเดินหายไปจากบริเวณนี้ บรรยากาศตึงเครียดจึงกลับมาอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างจ้องดูท่าที และสุดท้ายฝ่ายนักล่าปีศาจยอมล่าถอยก่อน เนื่องจากตอนนี้ไม่เหมาะแก่การจัดการ เพราะอาจมีคนผ่านมาพบแบบเมื่อครู่

   “ระวังตัวให้ดี ครั้งหน้าอาจไม่โชคดีอย่างนี้ เอทอส”
   “เก็บไว้เตือนตัวเองเถอะ ภาคิน”



(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-09-2019 08:37:43 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
(ต่อ)

    รถกระบะเคลื่อนตัวจอดตรงใต้ถุนบ้านทรงไทยประยุกต์ เจ้าของบ้านลงมาจากรถพร้อมเหล่าเอกสารในมือข้างหนึ่งเดินเข้าบ้าน พบสมาชิกใหม่กำลังนั่งดูโทรทัศน์ตรงโซฟาห้องรับแขก

   “ปกติคุณกลับเวลานี้?” ถามพลางเดินมาช่วยปีศาจถือของ
   “ไม่เชิง”
   “คุณไปอาบน้ำให้หายเหนื่อย แล้วมากินข้าว ของพวกนี้ผมเอาไปวางที่โต๊ะทำงานให้”

   ปีศาจไม่ปฏิเสธน้ำใจมนุษย์เดินหายเข้าห้องตัวเอง ทิ้งให้มนุษย์แอบสำรวจตรวจดูเอกสาร ซึ่งล้วนเกี่ยวกับบัญชีการเบิกซื้อปุ๋ยและอุปกรณ์เพาะพันธุ์กล้วยไม้ ด้านล่างของเอกสารยังไม่ได้รับการเซ็นชื่ออนุมัติ และเมื่ออ่านชื่อด้านใต้ ทำให้ฆาตกรพอคาดการณ์อาชีพของปีศาจในฐานะมนุษย์ว่าอาจเป็นถึงเจ้าของสวนกล้วยไม้รายใหญ่
   พานให้จินตนาการถึงภาพปีศาจตั้งใจทำงานเสื้อชุ่มเหงื่อท่ามกลางเหล่าดอกกล้วยไม้ ยิ่งทำให้ฆาตกรอยากเห็นภาพนั้นแบบของจริง หลังเสร็จงานครั้งนี้ หมายมั่นว่าจะต้องขอตามปีศาจไปดูงานให้ได้

   เมื่อนำเหล่าเอกสารไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานของปีศาจ เพิ่งสังเกตเห็นบางสิ่งซ่อนอยู่ข้างใต้ เนื่องจากก่อนหน้าเอาแต่นึกภาพปีศาจทำงานจึงไม่ทันได้มอง หยิบสิ่งนั้นขึ้นมาจากกองเอกสาร พบกล่องโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่พร้อมซิมการ์ดยังไม่ถูกแกะ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นของใคร
    ฆาตกรกวาดสายตาจดจำเบอร์ของซิมการ์ดตรงกระดาษผนึกซองพลาสติก ก่อนวางลงและหยิบปากกาเขียนบางอย่างใส่กระดาษสอดแนบไว้ใต้กล่องโทรศัพท์ แล้วจึงผละออกไปเตรียมอุ่นมื้อเย็นของตนและปีศาจ

   
    “รอยยิ้มเจ้าช่างไม่น่าไว้ใจ คิดจะทำอะไร”

    ปีศาจในคราบมนุษย์เอ่ยถามระหว่างรับประทานมื้อเย็นค่อนไปทางค่ำกับฆาตกร เนื่องจากตั้งแต่อาบน้ำเสร็จและมานั่งรอที่โต๊ะอาหาร จวบจนร่วมโต๊ะกันในเวลานี้ รอยยิ้มมุมปากของมนุษย์หนึ่งเดียวยังคงไม่เลือนหายจากใบหน้า
 
    “สัปดาห์หน้าผมตั้งใจจะไปดูคุณทำงานที่สวนกล้วยไม้”
   “ใครให้เจ้าไป”

    ปีศาจไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายล่วงรู้เรื่องอาชีพของตนในบทบาทมนุษย์ เพราะระหว่างที่เขาอาบน้ำคนเสนอตัวช่วยถือของคงแอบเปิดเอกสารอ่านหมดแล้ว

   “ผมอนุญาตตัวเอง และคุณจะอนุญาตผม”

   ฆาตกรตอบพร้อมจ้องกลับปีศาจด้วยแววตามั่นใจ ปีศาจมองกลับนิ่งสักพักก่อนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง และยอมเอ่ยคำอนุญาตจริงอย่างที่มนุษย์กล่าว

   “ไปอย่างคนปกติ อย่าทำให้ลูกน้องข้าตื่นกลัว”

   เมื่อได้รับคำอนุญาตฆาตกรยิ้มมุมปากส่งให้เป็นรางวัล ส่วนผู้รับส่ายหน้าหน่าย ก่อนลงมือทานมื้อเย็นต่อไม่สนใจแขกร่วมโต๊ะอีก


   หลังสิ้นสุดการรับประทานอาหารร่วมกัน มนุษย์และปีศาจต่างแยกย้ายพักผ่อนในห้องของตน เอทอสนั่งโต๊ะทำงานเคลียร์เอกสารที่นำกลับมาด้วย ใช้เวลาสักพักใหญ่จึงเสร็จสิ้น แล้วจึงหันมาสนใจกับมือถือและซิมการ์ดที่ให้ศิลาไปซื้อมาตอนช่วงกลางวัน

   โทรศัพท์รุ่นล่าสุดเพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานนี้ ถูกแกะออกจากกล่องพร้อมใส่ซิมการ์ดและกดเปิดเครื่อง ระหว่างรอมือถือเปิดเรียบร้อย เจ้าของสำรวจซองซิมการ์ดและกล่องโทรศัพท์ไปพลางๆ พลันเห็นกระดาษแผ่นเล็กซ่อนอยู่ใต้กล่อง หยิบขึ้นมาดูพบลายมือคุ้นเคยของคนห้องฝั่งตรงข้าม ใจความว่า

    ‘09X-XXX-XXXX เบอร์ของผม
    @_XXXX ไลน์ของผม
    XXXX@mail.com อีเมลของผม
    ส่วนเบอร์คุณผมบันทึกไว้แล้ว’

   ด้วยเหตุนี้ข้อมูลติดต่อแรกที่ถูกเพิ่มเข้ามาในโทรศัพท์ของเอทอส จึงเป็นข้อมูลของฆาตกรร่วมบ้านไปโดยปริยาย


   
    วันเวลาผันผ่านผู้คนส่วนมากใช้ชีวิตเรียบเรื่อยตามแบบของตน ยกเว้นชายคนหนึ่งที่ไม่สามารถติดต่อหาคนรักได้เกือบตลอดสัปดาห์ ครั้งสุดท้ายเราแยกกันด้วยความผิดใจ เหตุเกิดเพราะความไม่รู้จักพอของเขาเอง หนึ่งในผู้หญิงที่เขาพยายามตัดความสัมพันธ์ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย นำความลับไปบอกคนรักเขา ทำให้เราสองคนทะเลาะกัน เขาพยายามอธิบายว่านั่นเป็นเรื่องในอดีต ปัจจุบันเขาเลิกหมดแล้ว ตามคำมั่นที่เคยให้ไว้เมื่อวันวาน แต่เหมือนคนรักเขาเจ็บช้ำเกินกว่าจะทนรับฟังถ้อยคำราวกับข้อแก้ตัว เขาจึงเลือกถอยออกมาเพื่อให้เธออารมณ์สงบลงแล้วค่อยอธิบายให้เข้าใจใหม่

   ช่วงเวลาระหว่างนั้นเขากลับไปเคลียร์กับหญิงต้นเรื่องที่ทำให้เขากับคนรักผิดใจกัน ปัญหาที่เขาเคยก่อจะได้จบลงเสียที หลังจัดการเรื่องวุ่นวายเรียบร้อย เขากลับบ้านเตรียมไปง้ออีกฝ่ายแต่กลับไม่พบเธออยู่ที่บ้าน ข้าวของทุกอย่างยังอยู่ดี บ่งบอกว่าเธอไม่ได้คิดย้ายหนีไปไหน ชายหนุ่มลงมือทำมื้อเย็นจัดบ้านเตรียมขอให้เธอเชื่อใจเขาอีกสักครั้ง และจากนี้ไปจะไม่ทำให้เธอเสียน้ำตาอีก

   แต่แล้วเวลาล่วงเลยเข้าวันใหม่คนรักที่เฝ้ารอไม่กลับมา ชายหนุ่มตื่นขึ้นหลังจากเผลอฟุบหลับตรงโต๊ะกินข้าวซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าอาหารเย็นชืด เขาไม่รู้สึกโกรธเคืองที่ต้องรอเก้อแม้แต่น้อย เพราะเขาสมควรโดนแล้ว
    กดโทรศัพท์โทรหาอีกฝ่าย โทรติดแต่ไม่มีคนรับ ชายหนุ่มยังคงเพียรโทรและส่งข้อความทุกวันจากสิบเป็นร้อยจนเกือบถึงพัน แต่เธอไม่แม้แต่จะอ่านข้อความ ชายหนุ่มลางานตลอดสัปดาห์เพื่อตามหาเธอ ไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน ไม่หยุดพัก ตามหาทุกที่ที่เธออาจไป ถามอ้อนวอนขอทุกคนที่อาจรู้ให้ยอมเฉลยว่าเธออยู่ไหน แต่กลับไม่มีใครเห็นเธอเลย

   เขาสิ้นหวังอับจนหนทาง คิดในใจว่าสมควรแล้วที่เธอจะทิ้งกันไป ทุกอย่างเป็นเพราะเขาทำตัวเองทั้งสิ้น และตอนนั้นเอง ที่ข้อความจากคนที่เฝ้ารอ ยอมให้อภัยตอบกลับมา

   ‘ฉันอยู่ที่บ้าน’

   ข้อความเรียบสั้นแสดงถึงความเหินห่าง พลันทำให้หัวใจคนเพียรตามหาหนาวเหน็บ แต่ไม่เป็นไร จะไม่เชื่อใจกันแล้วไม่เป็นไร เขาจะทำให้เธอเชื่อเขาอีกครั้งเองว่าเขาจะเป็นของเธอจากนี้และตลอดไป คิดปลุกพลังใจให้ตัวเองพลางกำกล่องกำมะหยี่ไว้แน่น ก่อนขับรถเร่งกลับบ้าน


   ภายในห้องรับแขกของบ้านเงียบเหงาเธอนั่งอยู่ตรงนั้น ตรงโต๊ะบริเวณด้านหน้าเธอมีซองเอกสารสีน้ำตาลกับกล่องสีดำและโทรศัพท์ของเธอวางอยู่รวมกัน ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนมีคมมีดบาดลึกภายในทุกครั้งที่เดินเข้าไปหาเธอ เพราะอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะเหลียวมอง
   จวบจนนั่งข้างกันสักพักหนึ่ง เธอก็ไม่ยอมเอื้อนเอ่ยสิ่งใด จึงเป็นเขาเองที่ทนความเงียบแสนอึดอัดไม่ไหว ยอมเริ่มต้นบทสนทนาก่อน

   “เรื่องในวันนั้นไม่ใช่อย่างที่ใหม่คิด ผู้หญิงนั่นผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเธอนานแล้ว ตั้งแต่ที่ผมสัญญากับใหม่ครั้งนั้นจำได้ไหม”
   “...”
   “ใหม่อาจไม่เชื่อใจผมแล้ว... ผมรู้ว่าไม่มีสิทธิ์จะขออะไรได้ แต่ผมอยากพิสูจน์ตัวเองอีกสักครั้ง นะครับใหม่ และถ้าสุดท้ายใหม่ไม่สามารถทนกับผมได้อีกต่อไป ผมจะเป็นฝ่ายไปเอง”
   “...”
   “แต่ถ้าถึงตอนนั้นใหม่ยอมให้อภัยผม เราแต่งงานกันนะ”
    “...”
   “...ใหม่”
   
   ตลอดระยะเวลาเหมือนเขาพูดอยู่คนเดียว เธอไม่ยอมพูดตอบกลับหรือต่อว่า ไม่แม้แต่จะขยับเคลื่อนไหว นิ่งงันราวกับรูปสลัก ทำให้ชายหนุ่มที่พร่ำเพ้ออยู่นานสองนานเริ่มสงสัย ทำใจกล้าเอื้อมมือไปกอบกุมมืออีกฝ่ายบนตัก
   สัมผัสเย็นเฉียบและแข็งกระด้างทำให้ชายหนุ่มขมวดคิ้วกับความรู้สึกแปลกประหลาดไปคุ้นชิน

   Rrrrrr!!!!

   เสียงร้องฉับพลันของโทรศัพท์ข้างซองสีน้ำตาล ทำให้ฝ่ายชายสะดุ้งเล็กน้อย แต่คนรักเขากลับไม่มีท่าทีสนใจโทรศัพท์แต่อย่างใด

   “ใหม่ มีคนโทรมานะ”
   “...”

   หล่อนยังคงนิ่งเงียบ ชายหนุ่มเริ่มเอะใจ ยกมือปัดผ่านดวงตา ไล่มือสัมผัสตามแขนและใบหน้าจึงรู้ว่าคนที่ตนคุยด้วยอยู่นานสองนานเป็นหุ่นเหมือนของคนรักตัวเอง รู้ดังนั้นจึงกดรับโทรศัพท์ที่กำลังส่งเสียงร้อง เอ่ยถามว่าเหตุใดถึงเล่นตลกกันแบบนี้

   “ใหม่ คุณอยู่ไหน ผมไม่ตลกนะ ไม่อยากเจอหน้ากันขนาดนี้เลยเหรอ”
   [คุณใหม่ก็อยู่ตรงหน้าคุณแล้วไงครับ]

   เสียงตอบกลับเป็นเสียงของชายคนหนึ่ง เรียกให้อารมณ์ของคนฟังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนตะคอกพร้อมรัวคำถามใส่ปลายสายเสียงดัง

    “มึงเป็นใคร!!! ทำไมถึงมีเบอร์แฟนกู!! มึงเอาแฟนกูไปไว้ไหน!!!”
   [ผมบอกว่าคุณใหม่อยู่ตรงหน้าคุณ]
   “มึงอย่ามาเล่นลิ้นกับกู!! บอกมา!!!”
   [คุณลองเปิดซองสีน้ำตาลดู แล้วจะรู้เองว่าผมไม่ได้โกหก]

   ชายหนุ่มรีบหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลเปิดออก ภาพถ่ายมากมายร่วงออกจากซอง หยิบรูปใบหนึ่งพลิกหงายขึ้นมา ทันทีเมื่อเห็นภาพแทบทำให้ชายหนุ่มหยุดหายใจ

   [คุณใหม่บอกไม่อยากมีความรู้สึก จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดจากเรื่องของคุณอีก ผมจึงเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นตุ๊กตาหุ่นปั้น]
   “...”
   [แกนกลางทำจากโครงกระดูกของเธอ พอกด้วยปูนปั้น ก่อนคลุมทับด้วยแผ่นหนังของเธอที่ผมเลาะออกตอนแรก]
   [เส้นผมติดกับหนังศีรษะเธออยู่แล้วจึงจัดเข้าที่ได้ง่าย ไม่เหมือนดวงตาที่ผมต้องควักเอาออกมาดองไว้ พองานใกล้เสร็จถึงนำกลับมาใส่เข้าที่ใหม่]
   [คุณไม่ต้องกลัวว่าจะเน่าหรืออาจส่งกลิ่นเหม็น ผมเคลือบตัวคุณใหม่ให้แล้ว เธอจะคงความงดงามและไร้ความรู้สึกตลอดไป]

   คำบอกเล่าถึงวิธีการประกอบกับเหล่าภาพถ่ายทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มลอกหนังคนรัก ควักอวัยวะภายในทั้งหมดทิ้งจนเหลือเพียงกระดูก ก่อนนำไปทำความสะอาดและร้อยกับลวดเหล็กดัดให้เป็นท่านั่งประสานมือไว้บนตัก เริ่มเอาปูนพอกปั้นให้เป็นรูปร่าง และอื่นๆ อีกมายที่ชายหนุ่มทนดูไม่ไหว
   ฝ่ามือใหญ่แข็งแรงของชายหนุ่มบัดนี้กลับสั่นเทา ไม่เหลือแม้แต่แรงถือรูป ปล่อยให้เหล่าภาพบันทึกวิธีการเลวร้ายร่วงสู่พื้นพร้อมกับโทรศัพท์ที่หลุดจากมือ

   [หากคุณกังวลเรื่องคุณใหม่จะทรมาน สบายใจได้ครับ ผมทำระหว่างที่เธออยู่ในฤทธิ์ของยาสลบ ไม่เจ็บปวดอย่างแน่นอน]

   “...มึงทำได้ยังไง”
   [คุณพูดว่าอะไรนะครับ?]
   “กูถามมึงว่าทำได้ยังไง!!!!! ไอ้เหี้ย!!!!! กูจะฆ่ามึง!!!!!!!!!”

   เสียงร้องตะโกนด่าทอผสานกับเสียงคำรามเจ็บปวดขาดใจดังก้องทั่วบ้านทั้งหลัง ชายหนุ่มราวกับคนเสียสติกรีดร้องโวยวาย ทำลายข้าวของรอบตัวเหมือนคนหมดสิ้นทุกสิ่งอย่าง

   [ทุกอย่างเป็นเพราะคุณครับ ผู้หญิงของคุณจ้างผมมา]
   “มันเป็นใคร!!”
   [คุณไม่ต้องเสียเวลาตามล้างแค้นให้เหนื่อยเปล่า ผมฆ่าไปเรียบร้อยแล้ว จำหนึ่งในผู้หญิงของคุณที่ถูกฆาตกรรมในคอนโดได้ไหมครับ]

   คำพูดจากปลายสายทำให้ชายหนุ่มเสียคนรักหยุดชะงักนึกถึงคู่ควงเก่าที่เลิกราไปนานแล้ว และเพิ่งออกข่าวถูกฆาตกรรมเมื่อช่วงต้นเดือนแต่เข้าไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ถ้ารู้ว่าหล่อนจะส่งคนมาทำกับคนรักเขาแบบนี้ เขาจะไม่มีวันยุ่งเกี่ยวกับหล่อนเลย

   [ไม่ลองเปิดกล่องสีดำดูหน่อยหรือครับ]

   เสียงจากโทรศัพท์ที่ตกอยู่บนพื้น เรียกให้ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์ เหลือบมองกล่องสีดำใบหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ ในใจเต้นระส่ำกลัวสิ่งที่อยู่ข้างใน แต่ความใคร่รู้ทำให้ชายหนุ่มยกฝากล่องขึ้นเปิดออก

   “ปุ้ง!”
   “แค่กๆ”

   เสียงระเบิดและเสียงสำลักควันสีขาวซึ่งพวยพุ่งออกจากตัวกล่องทันทีที่เปิดฝาเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน ชายหนุ่มพยายามมองผ่านกลุ่มควันที่เริ่มเลือนราง จนเริ่มเห็นค้อนตอกตะปูและขวดโหลด้านในกล่อง
   จวบจนควันจางหายไปหมดสิ้น บางสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในโหลแก้วทำให้ชายหนุ่มถึงกลับเข่าทรุด นั่งมองขวดโหลในกล่องด้วยสายตาว่างเปล่า

   [ตอนกำลังนำอวัยวะคุณใหม่ออก ผมบังเอิญเจอลูกของคุณ เลยดองเก็บไว้ให้]

   ตัวอ่อนของทารกถูกดองในขวดแก้ว ทำให้ผู้ที่กำลังได้เป็นพ่อคนไม่รู้ตัวใจสลาย หมดสิ้นเรี่ยวแรง เขาไม่เหลืออะไรแล้วทั้งคนรัก และลูกน้อย แหวนในกล่องกำมะหยี่หวังใช้เป็นเครื่องผูกมัดตัวเองให้เป็นของอีกฝ่ายตลอดไป กลับไร้ความหมายในตอนนี้ น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้ม ก่อนไม่นานจะเปลี่ยนเป็นธารน้ำแห่งความสิ้นสูญไหลรินนองหน้า
   เขาร้องไห้เงียบงัน ไร้เสียงร้องหรือเสียงสะอื้น มีเพียงเหล่าหยดน้ำตาเท่านั้นที่ร่วงหล่นจากกรอบหน้าสู่พื้นกระเบื้องเย็นยะเยือก

   
   “อึก.. อั่ก!”

   เวลาเคลื่อนผ่านไปสักพักใหญ่ เขาเอาแต่นั่งเหม่อมองลูกน้อยในขวดโหล จนเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกาย ก่อนจะรู้สึกคลื่นไส้ และอาเจียนออกมาเป็นเลือด

   [พิษจากควันที่คุณสูดเข้าไปคงเริ่มออกฤทธิ์ อีกไม่นานคุณจะเลือดออกจนตาย ผมฝังยาถอนพิษไว้ในหุ่นของคุณใหม่บริเวณส่วนท้อง ผมเตรียมค้อนให้คุณแล้ว]
   
   เสียงโทรศัพท์ที่เงียบหายไปนานกลับมาอีกครั้ง พร้อมบททดสอบความเห็นแก่ตัวโดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน ชายหนุ่มกระอักเลือดรู้ทันทีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นเรื่องจริง มองสลับระหว่างค้อนกับรูปปั้นคนรัก

   “มะ.. มึง อั่ก! มึงทำแบบนี้... ทำไม..”
   [รีบตัดสินใจดีกว่าครับ ว่าอยากจะรอดหรือตาย เวลาของคุณกำลังจะหมด]

   คำพูดกระตุ้นจากปลายสาย ทำให้เสี้ยวหนึ่งของความเห็นแก่ตัวกลัวตายตื่นขึ้น ชายหนุ่มที่เลือดเริ่มไหลออกทางจมูกและดวงตา คว้าค้อนในกล่อง ง้างมือเตรียมฟาดใส่หุ่นของคนรัก
   
   “ตุ้บ!! เคร้ง!!”

   เสียงค้อนถูกขว้างใส่กำแพงก่อนตกกระแทกพื้นอย่างแรง พร้อมร่างชายหนุ่มชุ่มเลือด ทรุดตัวคุกเข่าเบื้องหน้ารูปปั้นคนรัก

    จะหลอกให้เขาทำร้ายใหม่อีกครั้ง แม้ตอนนี้เธอจะไม่เหลือความรู้สึกอะไรอีกแล้ว ไม่มีทางซะหรอก!

คนใกล้หมดแรงพยายามใช้มือซึ่งอาบไปด้วยของเหลวสีแดงสด ล้วงหยิบกล่องกำมะหยี่จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมา เปิดฝากล่องออกด้วยความทะนุถนอม เผยให้เห็นแหวนแพลทินัมเกลี้ยงที่ตั้งใจจะใช้เซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน พยายามเช็ดมือให้สะอาดที่สุด แม้เลือดจะไหลซึมออกจากปลายนิ้วเรื่อยๆ ก่อนหยิบแหวนจากกล่องวางไว้บนหลังมือรูปปั้นคนรัก

   “ผมขอโทษ ที่ผมรักคุณ ใหม่.. ผม..”
   “ตุ้บ!”

   ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยประโยคสุดท้าย ร่างกายกลับไม่สามารถทนรับความสาหัสได้อีกต่อไป ล้มลงแทบเท้าหุ่นปั้นคนรัก และสิ้นใจอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางกองเลือดที่ไหลซึมออกจากร่าง ค่อยๆ แผ่ขยายเป็นวงกว้าง

   [ผมลืมพูดไป ยาถอนพิษใช้ได้ก่อนที่พิษจะเริ่มออกฤทธิ์เท่านั้น แต่คุณคงไม่ได้ยินเสียงผมแล้ว ไม่เป็นไร หลับให้สบายครับ]
   “...”
   [ขออภัยครับ ผมลืมอีกแล้ว]
    “...”
    [งานที่ผมจัดเซอร์ไพรส์ประทับใจหรือเปล่าครับ คุณใหม่]



บท6 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-03-2020 17:30:19 โดย biOmos »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 274
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
รอติดตาม ^^

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0


   เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วที่บ้านทรงไทยประยุกต์ไม่ได้มีผู้อาศัยเพียงหนึ่งเดียว แต่ถึงอยากนั้นการมีอยู่ของอีกหนึ่งสมาชิกร่วมบ้าน นอกจากสร้างเสียงทำอาหารตอนเช้าและเสียงเปิดทีวีช่วงค่ำ ก็ไม่ได้ทำให้บ้านหลังนี้ดูครึกครื้นขึ้นแม้แต่น้อย เหตุเพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาชิกร่วมบ้านทั้งสองต่างออกไปทำงานของตัวเอง คนหนึ่งบริหารสวนกล้วยไม้ ดูแลเหล่าลูกน้องคนงานในปกครอง ส่วนอีกคน... งานของเขาเลวร้ายเกินกว่าจะกล่าวถึง

   “แต่งตัวอะไรของเจ้า”

   เจ้าบ้านเอ่ยถามพลางใช้สายตาพิจารณารูปแบบเครื่องแต่งกายของมนุษย์ตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยปกติแล้วเมื่อโนอาร์ไปทำงานจะสวมใส่เชิ้ตขาว คลุมทับด้วยเสื้อสูทหรูสร้างความภูมิฐาน ร่วมกับกางเกงสแล็กส์เนื้อดี และรองเท้าหนังสีดำ เสริมความดูมีระดับและน่าเชื่อถือ ซึ่งต่างไปจากครั้งนี้
   เสื้อยืดธรรมดาเน้นใส่สบาย สวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตไม่ติดกระดุมเพิ่มการระบายความร้อน กางเกงยีนส์เก่ามีรอยขาดเล็กน้อย รองเท้าเดินป่าอย่างดี และหมวกคลุมหน้าที่คนงานมักใส่กันแดด

   “ชุดคนสวน ช่วยคุณทำงาน”
   “ทำไมไม่แต่งแบบปกติ”
   “คุณบอกเองว่าอย่าทำให้ลูกน้องคุณกลัว ใส่แบบนี้ดูจะกลมกลืนมากกว่า”
    “...”

   ความคิดสุดหยั่งถึงของมนุษย์ถึงกลับทำให้ปีศาจพูดไม่ออก อาจเป็นเพราะระดับการใช้ตรรกะวิเคราะห์ของเขาและโนอาร์ต่างกันเกินไป เกินกว่าจะทำความเข้าใจในช่วงเวลาอันสั้น ดังนั้นเสียงของปีศาจจึงเงียบหายไปเกือบนาที เพื่อใช้พิจารณาตามความคิดมนุษย์ให้ทัน และสุดท้ายถึงได้ข้อสรุป

   “การกระทำของเจ้า ทำให้ข้าประหลาดใจได้เสมอ”
   “...”
   “ตลอดมาข้าคิดว่าเจ้าเป็นมนุษย์มากเล่ห์”
    “...”
    “แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าประเมินเจ้าสูงไป”
    “หมายความว่ายังไง?”

    โนอาร์ขมวดคิ้วถามปีศาจพลางมองเครื่องแบบของตนเองที่ใช้เวลานอนคิดมาตลอดคืน ชุดนี้เหมาะสมกับการดูปีศาจทำงานในสวนมากที่สุด อีกทั้งยังกลมกลืนกับพวกคนงานสร้างความเป็นมิตร ตามเงื่อนไขที่เอทอสกำหนด แล้วทำไมถึงเหมือนถูกว่ากลายๆ เช่นนี้

   แน่นอนความสงสัยของมนุษย์ไม่ได้รับการไขกระจ่าง เพราะผู้เฉลยเดินหนีไปขึ้นรถ ปล่อยให้มนุษย์ที่ยังคงสับสนทำหน้าที่ล็อกบ้านและเลื่อนรั้วปิด ก่อนเดินขึ้นนั่งรถกระบะฝั่งข้างคนขับที่จอดรออยู่บริเวณหน้าบ้าน เนื่องจากทั้งสองเห็นตรงกันเรื่องใช้รถคันเดียวดีกว่าแยกกันขับ แต่เหตุผลนั้นต่างกันเล็กน้อย เอทอสรู้สึกเกะกะหากต้องใช้รถแยกสองคัน อีกทั้งยังเปลืองพื้นที่จอดรถของสวน ส่วนเหตุผลของโนอาร์มีเพียงแค่อยากนั่งรถที่ปีศาจเป็นผู้ขับเท่านั้น



    ใช้เวลาไม่นาน รถกระบะสีดำเลี้ยวเข้าสวนกล้วยไม้ขึ้นชื่อของตัวจังหวัด รถเคลื่อนตัวขับผ่านเรือนกล้วยไม้หลายหลังหลากหลายสายพันธุ์ แขกผู้มาที่แห่งนี้ครั้งแรกมองทิวทัศน์นอกกระจกด้วยความสนใจ ไม่น่าเชื่อว่าเบื้องหลังธุรกิจสร้างรายได้ให้ชาวบ้านและจังหวัดจะมีปีศาจเป็นผู้บริหาร

   “คุณทำมานานเท่าไร” มนุษย์หันมาถามปีศาจที่กำลังขับรถ
   “ประมาณสิบกว่าปี”

   คำตอบของปีศาจทำให้มนุษย์เกิดคำถามในใจขึ้นมาสองข้อ หนึ่งคือจากข้อมูลที่หามาสวนรฦกวัลย์แห่งนี้มีอายุเก่าแก่เกินสิบปี หมายความว่าเอทอสไม่ได้เป็นเจ้าของมาแต่แรก และข้อสองคืออายุที่แท้จริงของอีกฝ่าย แน่นอนปีศาจมีอายุขัยมากกว่ามนุษย์นัก หากให้อายุสูงสุดของมนุษย์คือร้อยปี ปีศาจอาจมีอายุได้เกือบครึ่งสหัสวรรษ

   “สวนนี้เป็นของพ่อแม่คุณ?”
   “ไม่ใช่พ่อแม่ข้า แต่เป็นของผู้มีพระคุณ”

   โนอาร์เลิกคิ้วประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยินเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นคำถามต่อมากลับไม่สัมพันธ์กับคำถามแรกเลย

   “คุณอายุเท่าไร?”
   “ถามแต่ข้า ไม่ยอมบอกของตัวเอง”
   “ผม 26”
   “ข้าอายุมากกว่าเจ้า”

   รถเคลื่อนจอดในตำแหน่งประจำ ก่อนเจ้าของจะเปิดประตูลงจากรถ ส่งผลให้คนที่ยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ ลงตามอีกฝ่ายที่รอล็อกรถอยู่ด้านนอก

   “สรุปคุณอายุเท่าไร”
   “ข้าตอบไปแล้ว”
   “ผมอยากได้คำตอบที่ชัดเจน”
   “แล้วมีตรงไหนไม่ชัดเจน”
   “คุณ-”
   “คนงานใหม่เหรอนายน้อย”

    เสียงทักทายแทรกกลางประโยคจากชายวัยกลางคน ทำให้บทสนทนาระหว่างเอทอสและโนอาร์หยุดชะงักคล้ายกับครั้งนั้นที่ร้านเสื้อผ้า ต่างกันที่ครั้งนี้เขาถูกปีศาจใช้สายตาปรามไม่ให้แสดงท่าทีข่มขวัญเหมือนที่เขาเคยทำกับพนักงาน
    ด้วยเหตุนี้มนุษย์ผู้เป็นอันตรายกับทุกสิ่งบนโลก ยกเว้นปีศาจที่ชื่อเอทอส จึงทำได้เพียงนิ่งเฉยมองคนมาใหม่

   “สวัสดีครับลุง” เอทอสหันไปทักทายคนดูแลสวนที่มักจะมาผิดจังหวะเวลาเสมอ
   “อืม สวัสดีๆ แล้วนี่คนงานใหม่เหรอ ชื่ออะไรล่ะเรา”

   ลุงรับไหว้จากเจ้าของสวนที่ตนให้ความเอ็นดูเหมือนลูกหลาน เพราะเห็นมาตั้งแต่เด็ก ก่อนหันไปถามชื่อคนด้านข้างนายน้อยที่แต่งตัวด้วยชุดคนสวนพร้อมทำงาน

   “หึ ชื่ออะไรตอบลุงสมัยสิ” ฝ่ายเจ้าของสวนได้ทีเย้าแหย่มนุษย์ใจบาป
    “โนอาร์ครับ สวัสดีครับลุงสมัย”

    ฆาตกรใส่หน้ากากแสดงความเป็นมิตรจอมปลอมทันที ก่อนบอกชื่อและกล่าวทักทายตามมารยาท ส่งผลให้บรรยากาศรอบตัวโนอาร์เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน จากความรู้สึกอันตรายไม่น่าเข้าใกล้ กลายเป็นบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเองชวนเข้าหาสร้างไมตรี
    หากคนทั่วไปคงคิดว่ามนุษย์ผู้นี้เป็นคนอัธยาศัยดี ซึ่งรวมไปถึงลุงสมัยด้วย แต่กลับปีศาจที่สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายบริสุทธิ์และชั่วร้ายจากวิญญาณ บวกกับรู้จักนิสัยความคิดที่แท้จริงของเจ้าตัว บรรยากาศเป็นมิตรน่าคบหานี้ ในสายตาเอทอสจึงไม่ต่างจากกับดักที่ใช้ล่อลวงเหยื่อให้ตายใจ ก่อนลงมือจัดการแบบไม่ทันตั้งตัว

    แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าของสวนก็ไม่ได้ห้ามปราม ปล่อยให้ฆาตกรสวมหน้ากากแสดงละครต่อไป เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายจะไม่ทำร้ายลูกน้องเขาแน่นอน ถ้าลูกน้องที่ติดอยู่ในหลุมพรางของโนอาร์ไม่คิดทำร้ายเขาก่อน ซึ่งปีศาจมั่นใจว่าไม่มี

    “ผมขอตัวเข้าสำนักงานก่อน ฝากลุงดูแลโนอาร์ด้วยนะครับ”
   “ได้อยู่แล้ว นายน้อยไม่ต้องห่วง”
   “ไปเดินเล่นรอบสวนระหว่างรอข้าทำงาน และอย่าทำอะไรไม่เข้าท่า”

    ประโยคสุดท้าย เอทอสก้มลงกระซิบข้างหูคนข้างตัวรวดเร็วก่อนเดินแยกออกไป ทิ้งให้ฆาตกรสวมหน้ากากอยู่กับลุงดูแลสวน ความคิดแรกโนอาร์ตั้งใจจะตามปีศาจไป แต่ลองคิดดูอีกทีการใช้เวลาชื่นชมความสำเร็จของปีศาจ และลอบตรวจเช็กนิสัยใจคอเหล่าคนงานพลางผูกสัมพันธ์ ไว้เผื่อใช้ประโยชน์ในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่เลวนัก ดังนั้นแขกผู้มาเยือนซึ่งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนงานใหม่ จึงปล่อยให้ลุงสมัยพาดูสวนและสอนงานโดยไม่ได้เอ่ยขัดอะไร

   สวนรฦกวัลย์แห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางพอสมควร จึงไม่แปลกที่จะต้องใช้คนงานมากมายในการดูแล ซึ่งล้วนแล้วมาจากชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง จากการสังเกตของฆาตกรพบว่าทุกคนในที่นี้ต่างอัธยาศัยดี และดูเหมือนจะชื่นชมเจ้าของสวนเป็นอย่างมาก ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับโนอาร์ว่า เอทอสทำอะไรถึงทำให้พวกคนงานเคารพรักขนาดนี้

    “ทำไมคนงานถึงดูชื่นชอบเอทอสนักครับ?” ฆาตกรเอ่ยถามลุงสมัยที่กำลังสอนวิธีดูกล้วยไม้
    “ไม่ใช่แค่นายน้อยหรอกนะ แต่เป็นเจ้าของสวนทุกรุ่นเลยต่างหาก”
   “คนตระกูลนี้เป็นคนดีชอบช่วยเหลือคน นอกจากให้งานให้อาชีพแล้ว ใครเดือดร้อนหนักๆ ก็ไปขอความช่วยเหลือได้ พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งและให้เกียรติกับแรงงานด้อยกว่าอย่างพวกเราเสมอ”
    “ทุกรุ่นแม้แต่นายน้อยเอง ล้วนดูแลทุกคนด้วยความจริงใจไม่ใช่อำนาจเงิน ไม่แปลกที่พวกเขาจะได้รับความจริงใจและความนับถือจากคนงานตอบแทน”
    “ว่าแต่เราเถอะ ถูกนายน้อยช่วยมา น่าจะเข้าใจเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
    “ผมไม่ได้ถูกเอทอสช่วยหางานหรอกครับ ผมตั้งใจมาเอง”
   “หือ?”
    “ผมเป็นว่าที่คนรักของเขาน่ะครับ วันนี้ว่างเลยตามเขามาด้วย”

    การเข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนงานและพาเดินดูสวนสอนงานตลอดเกือบสามชั่วโมง ไม่น่าตกใจเท่าสถานะที่โนอาร์กล่าวอ้างเมื่อครู่ ลุงสมัยที่ได้ฟังคำทึกทักเอาเองของฆาตกรถึงกลับนิ่งค้างไปครู่ใหญ่ ก่อนพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้เผลอแสดงอาการมากจนเกินไป
    เขาเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจสังคมในยุคสมัยนี้ การรักใคร่ชอบเพศเดียวกันไม่ใช่เรื่องผิดแผก ทั้งยังเคยพบเห็นกลุ่มคนเหล่านี้มามากมาย แต่ก็อดตกใจไม่ได้จริงๆ ที่นายน้อยของเขาซึ่งเห็นมาแต่เล็กแต่น้อย เมื่อโตขึ้นจะมีรสนิยมชอบพอเพศเดียวกัน ทั้งที่ไม่เคยแสดงอาการมาก่อน
    ซึ่งหากจะปฏิเสธว่าสิ่งที่โนอาร์พูดไม่ใช่เรื่องจริงนั้น เขาเองก็ไม่อาจพูดได้เต็มปาก เพราะเมื่อย้อนความจำไปตอนที่เจออีกฝ่ายครั้งแรกบริเวณลานจอดรถ นายน้อยดูสนิทสนมกับโนอาร์มากพอตัว ซ้ำก่อนแยกไปสำนักงาน เขาทันเห็นนายน้อยก้มลงไปกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูคนตรงหน้า เป็นการกระทำแบบที่เขาไม่เคยเห็นนายน้อยแสดงกับใครมาก่อน ดังนั้นสถานะ ว่าที่คนรัก ของโนอาร์จึงมีน้ำหนักมากจนทำให้ลุงสมัยเริ่มหลงเชื่อ

    “อา.. เหรอ.. งั้นเหรอ... แล้วเราคบกับนายน้อยมานานหรือยังล่ะ”
    “ประมาณเดือนกว่าครับ”
    “อืม.. ยังไม่นานเท่าไรเลยนะ”
    “ครับยังไม่ค่อยนาน แต่เอทอสให้ผมมาอยู่บ้านทรงไทยประยุกต์ด้วยกันแล้ว”
   “!!”

   จากที่รู้สึกว่าคำพูดของอีกฝ่ายน่าจะมีมูลความจริง คราวนี้กลับเชื่ออย่างสนิทใจ บ้านทรงไทยประยุกต์นั้นนายน้อยเก็บเงินสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง และไม่มีใครเคยได้เข้าอาศัยอยู่นอกจากเจ้าของ การที่นายน้อยให้อีกฝ่ายมาอยู่ด้วยกันแบบนี้ เห็นทีหลังจากว่าที่คนรัก ได้กลายเป็นคนรักเต็มตัวแล้ว เขาคงต้องเตรียมหาชุดไปร่วมงานวิวาห์ของนายน้อยเป็นแน่

     “งั้นเหรอ.. ลุงขอให้เรากับนายน้อยรักกันไวๆ นะ”
    “ขอบคุณครับลุง นี่ก็เที่ยงแล้ว ลุงสมัยไปพักเถอะครับ ผมจะขอตัวไปหาเอทอสเหมือนกัน”
    “อา.. อืม  ไปสิ”

    คนเจ้าแผนการยกยิ้มมุมปาก เมื่อเหยื่อหลงกลติดกับคำพูดเข้าอย่างจัง ก่อนขอตัวกลับไปหาเอทอสเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีก ปล่อยให้ลุงสมัยจมอยู่กับความคิดตัวเองเพียงลำพังท่ามกลางเหล่ากล้วยไม้ในเรือนเพาะพันธุ์


    โนอาร์เดินมุ่งหน้าไปทางส่วนหลังของสวนรฦกวัลย์ จนกระทั่งพบกับอาคารหลังหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นสำนักงานที่เอทอสทำงานอยู่ เปิดประตูเข้าไปพบว่าด้านในไร้ผู้คน คาดว่าคงออกไปหาอะไรทานช่วงพักเที่ยงกันหมดแล้ว เว้นเสียแต่เจ้าของสวนที่ยังไม่ยอมออกจากห้อง

    “ก๊อกๆๆ”
   “เชิญ”

    สิ้นคำอนุญาต ก่อนตามด้วยเสียงเปิดประตูและร่างของผู้มาเยือนก้าวเข้ามาในห้อง ปีศาจในร่างมนุษย์ไม่แม้แต่เงยหน้าจากกองเอกสาร เพราะกลิ่นอายชั่วร้ายเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากวิญญาณ เป็นเครื่องบ่งบอกชั้นดีว่าคนที่เข้ามาคือใคร

    “เที่ยงแล้ว คุณควรไปกินข้าวกับผม”

    ถ้อยคำเชิญชวนให้ไปทานมื้อกลางวันด้วยกันช่างดูแข็งและหยาบกระด้าง ต่างจากก่อนหน้านี้ที่มนุษย์สวมหน้ากากพูดคุยกับคนงานริบรับ เรียกสายตาให้ปีศาจมองฆาตกรในชุดทำสวนซึ่งคราวนี้ถอดหมวกออกแล้ว เผยให้เห็นใบหน้าขึ้นสีแดงและไรผมชื้นเหงื่อจากความร้อน แต่ถึงอย่างนั้นสีหน้าก็ยังคงเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกเช่นเคย

    หากมองเพียงผิวเผินร้อยทั้งร้อยต้องเห็นตรงกันว่า มนุษย์ผู้นี้ไม่ชอบเขา และการชวนไปกินข้าวของอีกฝ่ายคล้ายถูกบังคับให้พูดมากกว่า แต่ใครจะรู้ว่าน้ำเสียงเรียบนิ่งและคำพูดทื่อๆ ของมนุษย์ที่มีนามว่าโนอาร์ นั่นคือตัวตนที่แท้จริงและเป็นการแสดงออกถึงความจริงใจเท่าที่อีกฝ่ายจะทำได้แล้ว
    แน่นอนเอทอสรู้เรื่องนี้ดี แต่ก็อดยั่วอารมณ์อีกฝ่ายไม่ได้

    “คนพูดจาไพเพราะน่าคบหาเมื่อตอนเช้าไปไหนแล้ว”
    “คุณรู้ว่านั่นไม่ใช่ตัวผมจริงๆ”
    “ไม่คิดว่าข้าจะชอบเจ้าที่เป็นแบบนั้นมากกว่าหรือไง”
    “คุณไม่ชอบคนประจบเสแสร้ง และผมจะไม่ทำ”
   “หึ”

    เอทอสหัวเราะเล็กน้อยพลางยกยิ้มมุมปากชมมนุษย์ที่สามารถมองเขาออก ตรงตามที่โนอาร์กล่าว หากมนุษย์ใจบาปเลือกสวมหน้ากากตั้งแต่แรกที่พบกัน อีกฝ่ายจะไม่มีวันได้อยู่กับเขานานขนาดนี้ และการที่เขายอมปล่อยให้ฆาตกรวนเวียนในชีวิตจนถึงตอนนี้เป็นเพราะ โนอาร์เปิดเผยทุกอย่างกับเขา ไม่คิดปิดบังแกล้งเป็นคนดี ทุกการกระทำและคำพูดล้วนออกมาจากตัวตนจริงๆ ไม่ได้ปรุงแต่งเพื่อใช้เอาใจ แม้การเปิดเผยเกินไปจะทำให้เขาเห็นด้านชั่วร้ายเกินมนุษย์ของอีกฝ่ายก็ตาม แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เขาชอบโนอาร์ที่ปฏิบัติซื่อตรงกับเขาเช่นนี้เหมือนกัน

    “งานข้ายังไม่เสร็จ เจ้าไปหาอะไรกินเองคนเดียว”
    “ผมขอกุญแจรถ”

    ดูเหมือนฆาตกรจะหิวพอตัวถึงได้ตัดบทไม่เซ้าซี้อย่างที่ชอบทำ เอทอสหยิบกุญแจรถกระบะส่งให้โนอาร์ที่เดินเข้ามารับ ก่อนกลับไปมุ่งความสนใจกับเหล่ากองเอกสารต่อ ส่วนโนอาร์เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ ก็หมุนตัวก้าวไวๆ ออกจากห้องและตัวสำนักงานไป
   
    ระหว่างทางไปจุดจอดรถกระบะ โนอาร์ผ่านเรือนกล้วยไม้และกลุ่มคนงานที่พักเที่ยงรวมกลุ่มทานข้าวกันมากมาย แต่ครานี้ไม่เหมือนครั้งแรก เพราะไม่ได้ใส่หมวกคลุมใบหน้าหรือแผ่บรรยากาศกดดัน จึงทำให้กลายเป็นที่ดึงดูดสายตาของเหล่าคนงานสวนกล้วยไม้ทั้งชายหญิง

    “ดูสิ คนงานใหม่ที่นายพามางานดีมากกก” สาวคนงานผู้หนึ่งสะกิดบอกเพื่อน
    “อื้อฮือ งานดีจริง เขาชื่ออะไรอะ”
    “คุณเขาชื่อโนอาร์ และก็ไม่ใช่คนงานด้วย แต่เป็นคนรักของนายน้อย อย่าคิดไปยุ่งเชียว” เสียงของลุงสมัยผู้แทรกขัดทุกสถานการณ์ดังผ่าวงสนทนาของเหล่าคนงาน
    “มั่วแล้วลุง นายไม่ได้เป็นสักหน่อย” คนงานชายคนหนึ่งเอ่ยทักท้วงขึ้น
    “เป็นไม่เป็นไม่รู้ แต่นายน้อยพาคุณเขามาอยู่บ้านด้วยกันแล้ว”
    “อาจเป็นเพื่อนนายมาเที่ยวแถวนี้ก็ได้”
    “แล้วเอ็งเคยเห็นนายก้มกระซิบข้างหูเพื่อนคนไหนไหม”
    “...ไม่เคย แต่...เพื่อนกระซิบคุยกันไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”
    “บรื้นนน”

    เสียงรถกระบะสีดำของนายขับผ่านกลุ่มคนงานไปทางหน้าสวน ตลอดระยะเวลาที่พวกเขานั่งคุยกันมั่นใจว่าไม่เห็นใครเดินไปทางที่จอดรถ นอกจากคนงานใหม่ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่

   “เพื่อนยืมรถกันปกติ”
    “เออ! เดี๋ยวก็รู้ว่าข้ากับเอ็งใครจะถูก”
    “งั้นอย่างนี้ฉันก็พอมีสิทธิจีบพ่อหนุ่มหน้าใหม่ใช่ไหมจ๊ะลุง”
    “ไม่ได้!”



   รถกระบะเลี้ยวจอดบริเวณหน้าร้านอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดซึ่งอยู่ห่างจากสวนกล้วยไม้ไม่มากนัก ก่อนฆาตกรในชุดคนสวนจะลงจากรถเดินเข้าร้าน สั่งอาหารเมนูแนะนำแบบนำกลับบ้าน ระหว่างรออาหาร โนอาร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไล่เช็กอีเมลของผู้ว่าจ้างฆ่าเวลา
    มีหลายงานน่าสนใจ แต่ที่สะดุดตาเห็นจะเป็นงานจากผู้ว่าจ้างเจ้าประจำ ครั้งนี้อีกฝ่ายเสนอของเล่นเป็นตำรวจรุ่นใหม่ไฟแรง ยึดมั่นในอุดมการณ์จนอาจไปขัดขาใครเข้า ถึงได้ถูกเสนอชื่อมาเป็นของเล่นเช่นนี้

    ทว่าสิ่งที่ฆาตกรสนใจไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นตัวของผู้ว่าจ้าง การสั่งเก็บคนทำงานสุจริตซื่อตรง มีความเป็นไปได้สูงที่วิญญาณของนายจ้างจะตรงกับความชอบของปีศาจ ดังนั้นนิ้วเรียวจึงขยับพิมพ์ตอบรับงานพร้อมนัดสถานที่เจรจาและกดส่ง  ก่อนรอยยิ้มมุมปากอันตรายของฆาตกรจะปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกของวัน ยามนึกถึงใบหน้าหวาดหวั่นของผู้ว่าจ้าง เมื่อรู้ว่าแบบงานที่สั่งให้เขาจัด เขาเอามาใช้กับเจ้าตัว

    “ผมขอคุยด้วยสักครู่ได้ไหมครับ” เสียงทักทายปริศนา ทำให้โนอาร์ละสายตาจากโทรศัพท์เงยหน้าขึ้นมอง

    ชายรูปร่างสูงโปร่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดี ผมสีเงินเข้ากับใบหน้าเป็นลักษณะเด่นของเจ้าตัว อะไรบางอย่างให้ความรู้สึกว่าชายคนนี้หาใช่คนธรรมดาทั่วไป เพราะอีกฝ่ายกำลังจ้องเขากลับไม่หลบสายตา แม้จะถูกเขามองอย่างข่มขู่บอกเป็นนัยว่าไม่ต้องการร่วมเสวนาก็ตาม

    “ไม่”
    “เอทอส.. คุณรู้จักเขาไหมครับ”

    ชื่อต้องห้ามที่ไม่ควรออกมาจากปากชายแปลกหน้า ทำให้แววตาโนอาร์จากที่เพียงไล่อีกฝ่ายให้ไปไกลๆ กลับประกายเย็นเฉียบแฝงด้วยอารมณ์เกินคาดเดา
    ฝ่ายคนถูกจ้องเมื่อเห็นว่าคนที่ตนอยากคุยด้วยมีท่าทีกับคำพูดเมื่อครู่ ก็ถือวิสาสะนั่งลงฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ ไม่สนใจสายตาจากอีกฝ่ายที่จ้องราวกับต้องการจะฆ่ากัน

    “ผมมาเตือนคุณด้วยความหวังดี ชายคนนั้นกำลังหลอกใช้คุณ”
    “...”
    “เขาไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด”
    “รู้อะไร บอกมา”
    “ผมบอกไม่ได้ แต่ถ้าคุณยังอยู่กับเขา ชีวิตคุณอาจไม่ปลอดภัย”

    ลักษณะการพูดราวกับล่วงรู้อะไรบางอย่างและต้องการเกลี่ยกล่อมให้เขาออกห่าง หากเขาไม่รู้ว่าเอทอสเป็นอะไรมาก่อน ชายแปลกหน้าคนนี้คงถูกเขาจับมาทำของเล่นเค้นความลับ แต่เพราะรู้อยู่แล้ว คำพูดเหล่านั้นจึงกลายเป็นเครื่องบ่งบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่าย

    นักล่าปีศาจ กลุ่มคนที่มีความสามารถและอาวุธในการปราบปีศาจโดยเฉพาะ จัดได้ว่าเป็นศัตรูของเอทอส แต่คนพวกนี้จะเลือกกำจัดเฉพาะปีศาจที่สร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย แน่นอนเอทอสไม่ใช่ปีศาจจำพวกนั้น และการมาเตือนเขาเช่นนี้สามารถมองได้เพียงอย่างเดียวคือ ชายคนนี้มีจุดประสงค์ไม่ดีกับเอทอสของเขา ถึงได้พยายามกันคนธรรมดาให้ออกห่าง
    
    ซึ่งจากที่กล่าวมาทั้งหมด นักล่าปีศาจผู้นี้เหมาะอย่างยิ่งแก่การเป็นของเล่นเขา จะได้หมดโอกาสแตะต้องปีศาจ แต่ในขณะเริ่มคิดเตรียมการวางแผน กลับมีคำพูดหนึ่งแทรกเข้ามา ส่งผลให้ทุกอย่างในหัวฆาตกรเป็นอันต้องพับเก็บ

    ‘ผมจัดการให้ไหม’
    ‘ไม่ต้อง เรื่องของข้า ข้าจัดการเอง’

    “ไสหัวไป” เมื่อไม่อาจขัดคำปีศาจ จึงทำได้เพียงไล่อีกฝ่ายไปไกลๆ
    “นี่คุณ ผมกำลังช่วยคุณอยู่นะ”
    “ไม่จำเป็น”
    
    ตอนนั้นเองที่พนักงานร้านนำอาหารที่สั่งกลับบ้านมาวางที่โต๊ะพอดี โนอาร์ยื่นจ่ายเงินพอดีราคาของกับพนักงาน ก่อนหิ้วถุงอาหารออกจากร้านมุ่งตรงไปทางรถกระบะ ไม่สนใจใครบางคนที่เดินตามออกมา ราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงอากาศธาตุ

    “คุณ”
   “...”
    “คุณ!”
    “พรึบ!”

   ฉับพลันคนเดินนำด้านหน้าหมุนตัวกลับพร้อมตวัดแขนใส่บริเวณลำคอของคนตามหลัง โชคดีที่ผู้รับการจู่โจมมีทักษะป้องกันตัว จึงสามารถเอี้ยวหลบและถอยไปตั้งหลักได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนหันมองวัตถุมีคมเงาวาวล้อแสงอาทิตย์เที่ยงวันในมือของผู้กระทำ

    “รำคาญ”

   ยังไม่ทันหายตกใจจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ชายอันตรายในชุดคนสวนได้เอ่ยคำสั้นทิ้งท้ายสื่อถึงอารมณ์ในตอนนี้ ก่อนหันหลังกลับ เดินขึ้นรถกระบะและขับออกไป ทิ้งให้คนตามยังคงอึ้งกับเรื่องก่อนหน้า
    การเคลื่อนไหวเฉียบคมของอีกฝ่ายที่เล็งใส่จุดสำคัญอย่างแม่นยำไร้ความลังเล คล้ายประสงค์เอาชีวิตมากกว่าเพียงข่มขู่ ทำให้เขาเริ่มตระหนักว่า ชายผู้อยู่ร่วมกับปีศาจคนนี้อาจไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปอย่างที่เขาคิด และต่อจากนี้สิ่งที่เขาต้องจับตาดูอาจไม่ใช่แค่ปีศาจอย่างที่ผ่านมา



    โนอาร์กลับมาถึงสวนรฦกวัลย์ในเวลาประมาณบ่ายโมงเล็กน้อย หลังจอดรถในตำแหน่งเดิมเรียบร้อย เขามุ่งหน้าไปยังสำนักงาน เมื่อเข้ามาพบว่าภายในมีเหล่าพนักงานนั่งทำงานประจำที่ของตน ต่างจากครั้งแรกที่เข้ามาเมื่อตอนเที่ยง หลายคนจับจ้องมาที่เขาซึ่งเป็นคนแปลกหน้า แต่แล้วก็ต้องหลบสายตาด้วยท่าทีเก้อเขิน เมื่อเขาหยิบหน้ากากขึ้นมาสวมอีกครั้ง พร้อมส่งยิ้มบางเบาจอมปลอมกลับไปให้

    “ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”
    
    คำถามจากชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินเข้ามาหาเขาดังขึ้น เรียกให้ฆาตกรในโหมดคนอัธยาศัยดีหันมอง ชายตรงหน้ามีท่าทีสุขุมวางตัวเป็นการเป็นงาน ไม่วอกแวกเหมือนคนอื่น บ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพได้อย่างดี

    “มาพบเอทอสครับ”
    “ตอนนี้คุณเอทอสกำลังทำงานอาจไม่ค่อยสะดวกเท่าไร คุณสามารถฝากเรื่องไว้กับผมก่อนได้ครับ”
    “ครับ ผมทราบดีและรู้ว่านายของคุณชอบทำงานต่อเนื่องจนไม่ยอมกินข้าว ผมจึงซื้อมาให้และอยากเข้าพบ”
    “สา-”
    “ผมชื่อโนอาร์ ลองแจ้งนายของคุณครับ ถ้าเขาไม่อนุญาตผมจะกลับ”
    “..สักครู่นะครับ”

   ชายหนุ่มคนนี้ทำหน้าที่ได้ดี ไม่ปล่อยให้คนแปลกหน้าไม่รู้จักเข้าพบนายของตนโดยง่าย แต่เพียงแค่นี้ใช่ว่าจะกันเขาได้ สุดท้ายจึงต้องปลีกตัวไปถามนายของตนตามคำเขา ก่อนไม่นานอีกฝ่ายจะกลับมาด้วยลักษณะสุขุมเช่นเดิม แต่ไม่สามารถปกปิดความประหลาดใจที่พาดผ่านดวงตา

    “เชิญครับ กรุณาตามผมมา”
    “ขอบคุณครับ”

    ชายคนนั้นนำทางฆาตกรไปยังห้องหนึ่งที่อยู่ในสุด ก่อนเคาะประตูแจ้งเจ้าของห้อง เมื่อได้รับคำอนุญาตจากคนด้านใน จึงดันบานประตูเปิดให้แขกเดินเข้าไป และปิดให้โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตามเข้ามาด้วย ทั้งห้องจึงมีเพียงฆาตกรในคราบคนธรรมดาและปีศาจในบทบาทมนุษย์เท่านั้น

    เอทอสเพียงเงยหน้าขึ้นมองคนที่เข้ามารบกวนเวลางานเขาเป็นครั้งที่สองเล็กน้อย ก่อนหันไปสนใจกับงานอีกครั้ง ฝ่ายคนถูกเมินเดินไปบริเวณชุดโซฟามุมหนึ่งของห้อง นำอาหารที่บรรจุในกล่องอย่างดีออกจากถุงนำมาวางบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา แล้วจึงเดินกลับไปหาปีศาจที่โต๊ะทำงาน

    “ผมซื้ออาหารมาฝาก คุณควรพักกินข้าวได้แล้ว”
   “ขอบใจ”

    คำตอบรับส่งๆ จากเจ้าของคำพูดที่ไม่แม้แต่เงยหน้าจากกองเอกสาร ทำให้อารมณ์คนยอมขับรถไปกลับเพื่อซื้อมื้อกลางวันมาให้อีกฝ่ายหวังเพียงจะได้ทานข้าวร่วมกันเพิ่มสูงขึ้น โนอาร์เดิมอ้อมไปยืนอยู่ข้างเก้าอี้นายใหญ่ของสวนรฦกวัลย์ ก่อนแย่งปากกาในมือของปีศาจและลากร่างสูงใหญ่มาที่โซฟา

    “ทำอะไรของเจ้า”
    “ข้าวไม่กิน งานไม่ต้องทำ”
    “กล้าขู่ข้า?” เอทอสเลิกคิ้วถามอีกฝ่าย
    “ผมทำได้มากกว่าขู่”
    “ยังไง?”
    
    คนโดนถามไม่ตอบ เอาแต่นั่งนิ่งใช้สายตากดดันปีศาจที่ตอนนี้นั่งอยู่ตรงโซฟาด้านข้าง และมีหรือเอทอสจะยอมแพ้ ต่างฝ่ายต่างจ้องตากันไม่ยอมพูดไม่ยอมขยับ นิ่งงันหลายนาที จนในที่สุดก็มีฝ่ายหนึ่งยอมอ่อนให้ก่อน

    “คุณทำงานจนไม่ออกไปกินมื้อเที่ยง ผมเลยซื้อมาให้ที่นี่.. ผมแค่อยากกินข้าวกับคุณ”
   
    แม้น้ำเสียงจะเรียบนิ่งไม่ต่างจากใบหน้า แต่เอทอสสังเกตเห็นเสี้ยวหนึ่งของความตัดพ้อที่พาดผ่านดวงตาของคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีความรู้สึกนี้ ส่งผลให้ปีศาจยอมโอนอ่อน หยิบกล่องข้าวตรงหน้าที่อาหารด้านในเริ่มเย็นชืดแล้วขึ้นกินโดยไม่พูดอะไร

    เวลาผ่านไปไม่มากนัก อาหารในกล่องของทั้งคู่ก็ว่างเปล่า โนอาร์เก็บกล่องและเศษขยะใส่ถุงเพื่อนำไปทิ้งและคืนปากกาให้ปีศาจ และจึงเดินแยกออกไปทางหน้าประตูเตรียมออกจากห้อง จังหวะนั้นเองที่เสียงจากคนด้านหลังดังขึ้น

    “กินข้าวเสร็จแล้วนั่งทำงานต่อเลยมันไม่ดี”
    “...”
    “เจ้าสนใจเดินเล่นย่อยอาหารกับข้าไหม”


   ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงเดินคู่กันชมเหล่าดอกกล้วยไม้ในสวนรฦกวัลย์ เป็นภาพแปลกตาประหลาดใจต่อคนงานที่พบเห็น เพราะนายของตนแทบไม่ออกจากสำนักงานถ้าไม่ใช่ช่วงเวลาเย็นย่ำก่อนกลับ แต่ครั้งนี้นายใหญ่กับพาใครบางคนเดินชมสวนพลางอธิบายบางสิ่งเมื่อคนข้างกายเอ่ยถาม ซึ่งไม่เคยทำเช่นนี้กับใครมาก่อน
แม้เพื่อนของนายที่กลับมาจากเมืองนอกและแวะมาเยี่ยม นายยังสั่งให้คนงานพาเที่ยวรอบสวน ส่วนตัวเองก็เดินหายเข้าสำนักงาน จนเพื่อนคนนั้นกลับก็ไม่แม้แต่ออกมาลาพูดคุย แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า คนที่เดินเคียงคู่นายใหญ่แห่งสวนรฦกวัลย์คนนี้สำคัญและพิเศษกว่าใคร

    “เอ็งเคยเห็นนายน้อยพาใครเดินดูสวนแบบนี้ไหม” เสียงของลุงสมัยเอ่ยถามหนึ่งในคนงานที่ยังเถียงเรื่องของนายน้อยกับคุณโนอาร์ยังไม่จบจนถึงตอนนี้
    “...อาจเป็นเพื่อนสนิทนายก็ได้”
    “และเพื่อนสนิทต้องเดินจูงมือกันแบบนั้นไหม” ลุงสมัยชี้นิ้วไปที่มือของทั้งคู่ที่เดินกันอยู่ไกลๆ
    “อา...”
    “ข้าบอกแล้วไม่เชื่อ! เอ็งนี่มีตาหามีแววไม่”




บท7 สมบูรณ์


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2019 18:00:01 โดย biOmos »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0



     ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้โนอาร์และเอทอสอยู่ด้วยกันเสมอ กลายเป็นภาพชินตาของเหล่าคนงานในสวนกล้วยไม้รฦกวัลย์ เหตุเพราะใครบางคนเลือกเมินงานมากมายที่รอการตอบกลับทางอีเมล เพื่อที่จะได้ใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับคนสำคัญและคอยดูแลให้ความช่วยเหลืออีกฝ่าย

    ซึ่งการดูแลที่ว่าเห็นจะมีแค่การอัญเชิญเจ้าของสวนจากโต๊ะทำงานให้เสด็จมาเสวยมื้อกลางวันเท่านั้น ส่วนความคิดที่ตนจะได้ถือน้ำ ใช้ผ้าเย็นซับเหงื่อตามกรอบหน้า หรือคอยพัดคลายร้อนเมื่อนายใหญ่ลงพื้นที่ดูกล้วยไม้ คงเป็นฝันที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง เพราะเจ้าของสวนแทบไม่ย่างกรายออกจากห้องทำงาน จะออกตรวจสวนอย่างที่ใครบางคนเฝ้ารอก็ตอนเย็นก่อนกลับ แน่นอนการเลือกลงพื้นที่ในช่วงเวลาที่แดดอ่อน อากาศสบายๆ แบบนี้ ความปรารถนาที่จะได้ปรนนิบัติคลายร้อนให้อีกฝ่ายนั้นลืมไปได้เลย

    แม้เป้าหมายการดูแลเอทอสจะไม่ได้ทำมากอย่างที่เคยวาดฝันไว้เพราะเหตุผลข้างต้น แต่อีกเป้าหมายหนึ่งของโนอาร์กลับลุล่วงไปด้วยดี นั้นคือการเอาตัวเองแทรกซึมเข้าไปในชีวิตเอทอสผ่านกลุ่มคนงานและลูกน้อง เพราะตอนนี้ไม่ว่าฆาตกรใส่หน้ากากจะเดินไปที่ส่วนใดของสวนไม่แม้การเดินเข้าสำนักงาน เขาจะได้รับการทักทายอย่างเป็นมิตรอยู่เสมอ แน่นอนหน้ากากจอมปลอมทำหน้าที่ได้ดี คอยแสร้งยิ้มมุมปากบางเบาตอบกลับน่าคบหา
    อีกทั้งยังคอยช่วยดูแลดอกกล้วยไม้ ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาทิเช่น การช่วยซ่อมท่อสปริงเกอร์รดน้ำกล้วยไม้ที่แตกชำรุดเมื่อสองสามวันก่อน จนไปถึงงานใหญ่อย่างการเป็นหน้าเป็นตาให้กับสวนรฦกวัลย์ แนะนำหว่านล้อมจนลูกค้าหลายคนที่กำลังเลือกหาไม้ประดับไปใช้งาน ตัดสินใจใช้บริการสวนรฦกวัลย์ในที่สุด ซึ่งผลพลอยได้คือการถูกจดจำจากเหล่าคนงานว่า ว่าที่คนรักของเอทอส นั้นเป็นคนที่เหมาะสมคู่ควรกับนายใหญ่ของตนมากเพียงใด

    “ข้าเริ่มชอบเจ้าที่เป็นแบบนี้จริงๆ แล้วสิ”

    เสียงนายใหญ่แห่งสวนรฦกวัลย์เอ่ยขึ้นลอยๆ หลังฆาตกรตอบรับการทักทายจากเหล่าคนงานมากหน้าหลายตาระหว่างทางไปสำนักงานจนเรียบร้อย คนถูกชมเชยชะงักเล็กน้อย ก่อนเดินต่อพร้อมหันมองคนข้างกายด้วยรอยยิ้มมุมปากเชิงขอบคุณ

    “แต่หน้าเสียดายที่สิ่งพวกนี้เป็นของปลอม” แม้ประโยคถัดมาจะดูเหมือนคำยั่วอารมณ์มากกว่าคำชมก็ตาม
    “มนุษย์มักเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนรัก แต่ผมจะไม่เปลี่ยน เพราะที่เป็นอยู่ดีกับคุณที่สุดแล้ว”
    “หึ ไหนยังไง ลองว่ามา”
    “ผมช่วยหาสิ่งที่คุณต้องการได้ รวมถึงช่วยปิดบังความลับของคุณให้เป็นความลับตลอดไป”
    “ของพวกนั้นข้าไม่ต้องพึ่งเจ้า”
    “ผมรู้ แต่มันดีกว่าถ้ามีใครสักคนที่คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องหลบซ่อน และพร้อมเป็นพลังให้คุณ”
    
    หลังฟังจบ เอทอสหันมองคนพูดข้างกาย นัยน์ตาดุจรัตติกาลยามค่ำคืนไร้แสงดาวส่องประกาย กลับมีความบริสุทธิ์ใจแฝงอยู่ส่วนลึก เริ่มทำให้จังหวะการเต้นของอวัยวะกลางแผ่นอกกว้างของปีศาจต่างไปจากเมื่อก่อน ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ ไหลเข้ามาทุกช่วงวินาทีที่เขาประสานสายตากับมนุษย์ และนี่เป็นครั้งแรกที่ปีศาจรู้สึกพ่ายแพ้ให้กับฆาตกร ถึงขั้นต้องเบนสายตาหลบไปทางอื่น

    “เย็นนี้ผมมีนัดคุยงานต่อ คุณกลับบ้านก่อนได้เลย” โนอาร์เปิดหัวข้อสนทนาใหม่ เมื่อเห็นเอทอสเงียบไป
    “เจ้าจะไปยังไง?”

    เหตุของคำถามเป็นเพราะทุกครั้งที่ทั้งคู่มาสวนรฦกวัลย์จะโดยสารรถคันเดียวกันเสมอ ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน การที่ต้องแยกไปทำธุระคนละสถานที่โดยมีรถเพียงคันเดียว แน่นอนย่อมมีใครสักคนที่ยอมสละไม่ใช้รถเพื่ออีกคน และคนๆ นั้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร

    “ผมไปแท็กซี่ได้”
     “กี่โมง”
    “หกโมงเย็น”
    “ข้าไปส่ง”

    คำพูดอาสาที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยิน ก่อเกิดความอบอุ่นขึ้นภายในใจที่เยือกแข็งของฆาตกร เป็นความรู้สึกแบบเดียวกับตอนเขาและเอทอสนอนดูดาวด้วยกันที่บ้านกลางป่า ความรู้สึกราวกับได้รับความห่วงหาเอาใจใส่จากใครสักคน มองผิวเผินอาจดูไม่ได้มีค่าอะไรมากมายนัก แต่กลับผู้ที่ทั้งชีวิตแทบไม่เคยสัมผัสถึงคำว่าครอบครัว หรือได้รับความรักความห่วงใยจากคนรอบข้าง สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ย่อมมีค่านับอนันต์
    
    ปีศาจสัมผัสได้ถึงบรรยากาศจากมนุษย์ข้างกายที่ต่างไปก็ไม่ได้พูดขัดอะไรอย่างที่ชอบทำ เพียงเดินคู่กันเงียบๆ จนถึงตัวสำนักงาน เอทอสเดินหายเข้าประตูอาคาร ส่วนโนอาร์เพียงยืนส่งอยู่ด้านนอก ก่อนเดินย้อนกลับไปทางเรือนกล้วยไม้ คอยช่วยคนงานดูแลสวนอย่างที่ทำเป็นประจำจนถึงช่วงพักกลางวัน

    “วันนี้คุณโนอาร์ดูอารมณ์ดีจัง มีเรื่องอะไรดีๆ หรือคะ” สาวคนงานคนหนึ่งถามว่าที่คนรักของนายที่แผ่บรรยากาศผ่อนคลายมากกว่าทุกที
    “นิดหน่อยครับ”
    “เอ.. เรื่องอะไรน้า.. นายให้ของขวัญเซอร์ไพรส์หรือคะ”
    “ไม่ใช่ครับ”
    “แล้วเรื่องอะไรเอ่ย~”
    “เรื่องไล่แกออก เพราะยุ่งกับคนของนายน้อย”
    “ลุงอะ! ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะจ๊ะ”
    “เหรอออ งั้นก็เขยิบออกไปซิ”

    ลุงสมัยว่าพลางแทรกตัวขวางระหว่างโนอาร์และสาวคนงาน ฝ่ายคนถูกเบียดมองค้อนคนชอบขัดจังหวะเล็กน้อย ก่อนขอตัวแยกไปทำงานส่วนของตัวเองอีกด้านหนึ่ง บริเวณนั้นจึงมีเพียงลุงสมัยและโนอาร์ยืนอยู่ด้วยกัน กับกลุ่มคนงานกระจายตัวดูแลกล้วยไม้ในเรือนอยู่ห่างๆ

    “ตอนเด็ก เอทอสเป็นยังไงหรือครับ”

    โนอาร์จับสังเกตว่าลุงสมัยมักเรียกเอทอสว่านายน้อยอย่างสนิมสนม ซึ่งต่างจากคนอื่นที่เรียกโดยใช้คุณนำหน้าไม่ก็เรียกว่านายแทน ผสานกับอายุอานามที่น่าจะมากสุดในบรรดาผู้ดูแลสวน จึงมีความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะเห็นเอทอสตั้งแต่ยังเล็กจนเติบใหญ่ดังปัจจุบัน เป็นที่มาของคำถามก่อนหน้าจากผู้ที่อยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเอทอส

    “นายน้อยตอนเด็กเหรอ... เป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่เป็นเด็กดีมากเลยนะ ตั้งใจเรียน โรงเรียนเลิกก็กลับมาก็ช่วยดูแลกล้วยไม้ ไม่หนีเล่นเถลไถลเหมือนเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน ถึงแม้แรกๆ จะเผลอทำดอกกล้วยไม้ช้ำไม่ก็ตายไปเป็นแถบเลยก็เถอะ”

    ถึงตรงนี้ลุงสมัยยามหวนนึกถึงเรื่องในอดีตก็หลุดขำเล็กน้อย เขายังจำใบหน้าหงุดหงิดใจเวลานายน้อยพยายามดูแลต้นกล้วยไม้ด้วยความทะนุถนอมมากที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้ แต่ด้วยน้ำหนักมือที่กะไม่ค่อยถูกจึงพลาดทำช้ำไปหลายต่อหลายครั้ง และเป็นเขาเองที่เข้าไปสอนนายน้อย แววตามุ่งมั่นตั้งใจนั้นเขายังจำได้ดี

    “แล้วคุณพ่อคุณแม่ของเอทอสตอนนี้อยู่ไหนหรือครับ”
    “พ่อแม่... เอ.. นั่นสิไม่เคยนึกถึงเลย จำได้แค่คุณหญิงพานายน้อยมาแนะนำว่าเป็นหลานเท่านั้นเอง พ่อแม่นายน้อยเป็นใคร เอ... ทำไมไม่คุ้นเลยนะ...”

    เหมือนคำถามของโนอาร์จะสะกิดบางส่วนของความทรงจำในอดีตที่ขาดหาย แต่ไม่ว่าจะพยายามย้อนนึกเท่าไรลุงสมัยกลับพบแต่เพียงความว่างเปล่า ความไม่สมเหตุสมผลหลายอย่างเมื่อนานมาแล้วเริ่มเด่นชัดในความรู้สึก ความไม่ปกติเหล่านี้เริ่มก่อเกิดความสงสัย และเมื่อขุดลึกเข้าไปในความทรงจำ หมอกที่คอยบดบังคล้ายกับเริ่มเลือนรางจางหายทีละน้อย

    “ไม่ต้องคิดมากครับลุง ผมไม่อยากรู้แล้ว”
    “เอ๊ะ.. ไม่อยากรู้.. อะไรเหรอ? เมื่อกี้เราคุยเรื่องอะไรกันอยู่นะ”

    ขณะที่คำตอบบางอย่างเริ่มปรากฏกลับถูกฆาตกรที่ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขัดจังหวะความคิด ทำให้ม่านหมอกแห่งความทรงจำเข้าปกคลุมความหลังในอดีตอีกครั้ง พร้อมทั้งกลืนกินความสงสัยและข้อคำถามก่อนหน้าไปด้วย ส่งผลให้บทสนทนาเกี่ยวกับพ่อแม่ของเอทอสเมื่อครู่ในความรู้สึกของลุงสมัย จึงเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    “เรื่องสมัยเด็กของเอทอสครับ”
    “อ๋อ จำได้แล้ว มาต่อๆ ตอนเด็กนายน้อยน่ะนะ...”

    ฆาตกรเลือกย้อนกลับไปคำถามแรกสุด และปล่อยให้ลุงสมัยพูดเรื่องราวในวัยเด็กของเอทอสอีกสักเล็กน้อย ก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องอื่นโดยสิ้นเชิง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบต่อช่องว่างของความทรงจำที่ถูกบิดเบือนโดยไม่ตั้งใจแบบเมื่อครู่

    บิดเบือน ในสายตาฆาตกรลักษณะท่าทางเมื่อครู่ของลุงสมัยเพียงพอในการอนุมานได้ว่า เมื่อครั้งอดีตอาจถูกบิดเบือนความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องของเอทอสด้วยเหตุผลบางประการ ซึ่งเรื่องนั้นคงเป็นเขาเองที่ต้องถามกับเจ้าตัว และถ้าข้อสันนิฐานของฆาตกรถูกต้อง ไม่ใช่แค่ลุงสมัยที่ถูกเปลี่ยนแปลงความทรงจำ แต่อาจรวมถึงคนงานทั้งหมดในสวนรฦกวัลย์แห่งนี้
    ส่วนเหตุที่เขาไม่ยอมปล่อยให้ลุงสมัยรื้อฟื้นความทรงจำจนสำเร็จไม่ได้มีอะไรซับซ้อน มันเป็นเพียงความรู้สึก ความรู้สึกที่ว่าหากยังฝืนให้อีกฝ่ายค้นเรื่องเหล่านั้นจนกระทั่งได้คำตอบ ค่าใช้จ่ายที่ต้องแลกกับความอยากรู้ครั้งนี้ อาจทำให้เอทอสวุ่นวายหรือเดือดร้อน แน่นอนเมื่อสิ่งที่เขากำลังทำไม่ส่งผลดีกับปีศาจผู้เป็นที่รัก เขาจะไม่มีวันทำมัน มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องแลกสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตกับความอยากส่วนตัว


    โนอาร์และกลุ่มคนงานดูแลกล้วยไม้จนถึงช่วงพักกลางวัน เขาจึงแยกตัวกลับไปหาเอทอสที่สำนักงานด้านหลังของสวน ซึ่งระหว่างทางก็ไม่มีคนงานชวนเขาให้ทานข้าวร่วมกัน เพราะทุกคนต่างรู้ว่าเวลานี้ไม่มีใครสามารถรั้งโนอาร์ได้ เป็นภาพเหตุการณ์ที่เห็นจนชินตาตลอดหลายวันมานี้
    เมื่อใดก็ตามที่ตะวันอยู่กลางฟ้า ว่าที่คนรักของนายจะล้างมือล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น ก่อนเดินหายไปทางสำนักงานโดยไม่สนใจว่ากำลังทำอะไรค้างอยู่หรือไม่ และกลับมาอีกครั้งหลังหมดช่วงพักกลางวัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอีกฝ่ายหายไปทานข้าวที่ไหนกับใคร ในเมื่อหลังสวนในช่วงพักกลางวันแบบนี้มีคนอยู่คนเดียว

   โนอาร์เปิดประตูเข้าไปในสำนักงานสวนทางกับกลุ่มพนักงานที่กำลังออกไปพักกลางวันพอดี มีการทักทายกันเล็กน้อย ก่อนเดินไปยังโซนที่จัดไว้สำหรับชงกาแฟ หยิบข้าวกล่องสองกล่องที่ทำเองจากบ้านส่งเข้าไมโครเวฟอุ่นอาหาร ไม่นานกลิ่นหอมของมื้อกลางวันโดยฝีมือของฆาตกรในถาดอาหารพร้อมเสิร์ฟ ก็ลอยมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานเจ้าของสวน

    “ก๊อกๆ ๆ”
    “เชิญ”

    เมื่อได้รับคำอนุญาต คนด้านนอกจึงดันประตูเปิดกว้างด้วยแผ่นหลัง ก่อนเดินไปบริเวณโซฟาจัดวางอาหารบนโต๊ะกระจก เจ้าของห้องวางมือจากงานมานั่งที่โซฟาโดยไม่ต้องเอ่ยเรียกอย่างครั้งแรก การกระทำของปีศาจไม่ได้เกิดจากการบังคับหรือร้องขอจากฆาตกร แต่เกิดจากความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจระบุได้ เป็นความรู้สึกที่สั่งให้เขาเลิกสนใจงานพวกนี้ แล้วมานั่งรออีกฝ่ายเตรียมอาหารเพื่อทานข้าวร่วมกัน

    เพราะ เห็นใจ ห่วง แคร์ เอาใจ สงสาร ไม่ใช่ ไม่ใช่ความรู้สึกทำนองนั้น ณ ขณะที่กำลังทานมื้อกลางวัน เอทอสยังคงหาข้อสรุปผลการกระทำของตนไม่ได้ หรืออาจจะเป็นรัก ไม่ ปีศาจมั่นใจว่าตนยังไม่ได้หลงรักมนุษย์นี้เหมือนที่อีกฝ่ายคอยพูดกรอกหูเขาทุกวัน บางทีคงเป็นเพียงความเคยชินเสียมากกว่า

    “สำหรับเจ้า ข้าเป็นอะไร”

    เพราะมัวแต่คิดวนเวียนเรื่องเหล่านี้ จึงเผลอหลุดปากถามคำถามไร้สาระออกไป แต่จะทำเป็นไม่สนใจเห็นทีคงไม่ทันแล้ว เมื่อมนุษย์ข้างกายเงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มมุมปาก และให้คำตอบที่เขารู้อยู่แล้วโดยไม่ต้องเดา

    “คุณเป็นคนรักของผม และผมเป็นคนรักของคุณ”
    “อืม”
    “...”
    “...”
    “คุณรักผมแล้ว”
    “คิดไปเอง”
    “คุณรักผม”
    “เงียบ”
    “เรารักกัน”
    “จะกินดีๆ หรือให้ข้ากินเจ้า” เมื่อสั่งแล้วไม่หยุด ปีศาจจึงเลือกข่มขู่แทน
    “คุณไม่กินผมหรอก”
   “...”
    “แต่ถ้า ‘กิน’ ของคุณไม่ได้หมายถึงวิญญาณ ผมอยากให้คุณกินผม”

     คำพูดสื่อความนัยแฝงพร้อมรอยยิ้มมุมปากบนใบหน้ามนุษย์ที่ยังคงไม่จางหาย ถึงกับทำให้ปีศาจชะงักไปชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจหน่ายเสียงดัง แล้วตั้งหน้าตั้งตาทานมื้อกลางวันไม่สนใจใครบางคนที่ยังไม่เลิกจ้องมอง

    “คุณเปลี่ยนความทรงจำคนงานหรือเปล่า”

    เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ เมื่อโนอาร์เห็นว่าเอทอสกลับมาเป็นปกติไม่มีท่าทีครุ่นคิดอะไรบางอย่างเหมือนตอนแรกแล้ว จึงเริ่มถามคำถามที่ตนสงสัย ซึ่งปีศาจได้ให้คำตอบง่ายๆ ไม่มีการหยุดคิดหรือตกใจคาดไม่ถึง เหมือนเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สลักสำคัญอะไรนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ถามรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเขาเป็นอะไร จึงไม่มีความกังวลที่ต้องเปิดเผยความลับนี้

    “ข้าไม่ได้ทำ แต่เป็นผู้มีพระคุณ”
    “ท่านพาข้ามาอยู่ด้วย และเพื่อไม่ให้คนสงสัย ท่านเลยใส่ความทรงจำใหม่ให้พวกคนงานเข้าใจว่าข้าเป็นหลานของท่าน”
    “เขาเป็นปีศาจ?”
    “ใช่ แต่ไม่ได้เป็นประเภทกินวิญญาณแบบข้า”
    “แล้วพ่อแม่คุณ”
    “ไม่รู้ ตั้งแต่จำความได้ข้าก็อยู่คนเดียว”
    “ส่วนผมเกิดมาก็อยู่กับกลุ่มโจร โจรที่ฆ่าพ่อแม่ผม”

    น้ำเสียงแบ่งปันเรื่องราวในวัยเยาว์ของมนุษย์เหมือนเล่าเรื่องธรรมดาทั่วไป ทั้งที่เนื้อหาแท้จริงช่างขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งของอดีตดำมืดที่เป็นต้นกำเนิด หล่อหลอมให้โนอาร์เติบโตมาเป็นอย่างทุกวันนี้ ทำให้เอทอสเริ่มสงสัยว่า ถ้าในวัยเด็กมนุษย์ผู้นี้ไม่พบเจอเหตุการณ์ชวนหดหู่ และได้อยู่กับพ่อแม่ในครอบครัวที่อบอุ่น ตอนนี้อีกฝ่ายจะทำอาชีพอะไร จิตใจเป็นเช่นไร ต้องไม่ใช่อาชีพฆ่าคน จิตใจชั่วร้ายเช่นนี้แน่

     “แค้นไหม?”
    “ไม่หรอก ต้องขอบคุณด้วยซ้ำที่ทำให้ผมสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกมืดได้จนมาพบคุณ”
    “อืม”

    หลังสิ้นสุดเสียงตอบรับของปีศาจ ซึ่งเปรียบเสมือนบทสนทนาสุดท้ายระหว่างอาหารมื้อนี้ ในเมื่อไม่มีใครเอ่ยอะไรอีก อาจเป็นเพราะหัวข้อพูดคุยก่อนหน้าที่พาให้บรรยากาศผ่อนคลายจางหาย แต่ถึงอย่างนั้นสองชีวิตที่ทานมื้อกลางวันร่วมกันในห้องทำงานขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด

   จวบจนหมดเวลาพักกลางวัน โนอาร์จึงเตรียมตัวกลับไปช่วยคนงานที่เรือนกล้วยไม้ โดยมีนายใหญ่ของสวนรฦกวัลย์เดินออกมาส่งด้านหน้าสำนักงานด้วย

    “ตอนเย็นรออยู่หน้าสวน ข้าจะออกไปพร้อมรถ”

    โนอาร์พยักหน้าตอบรับเล็กน้อย ก่อนทั้งสองแยกกันไปทำหน้าที่ของตน เพื่อรอเวลาให้ถึงช่วงเย็น เวลาที่ปีศาจอาสาพาฆาตกรไปพบผู้ว่าจ้าง



    และแล้วดวงอาทิตย์กลางฟ้าเมื่อเที่ยงวัน บัดนี้ลดต่ำลงเข้าใกล้เส้นขอบฟ้าทิศตะวันตก แสงเจิดจ้าร้อนแรงเปลี่ยนเป็นแสงสีส้มอ่อนนวลตา บ่งบอกถึงเวลาเลิกงานกลับบ้านโดยไม่ต้องดูนาฬิกา รถกระบะสีดำคันหนึ่งจอดหยุดรออยู่บริเวณหน้าสวน รอให้ฆาตกรสวมหน้ากาก กล่าวลากับกลุ่มคนงานก่อนเปิดประตูขึ้นรถฝั่งข้างคนขับ รถจึงได้ฤกษ์เคลื่อนตัวไปยังจุดนัดพบตามคำบอกทางของคนด้านข้าง
    

    รถกระบะหยุดอยู่หน้าสถานที่นัดพบซึ่งห่างจากบ้านพักทรงไทยประยุกต์ไม่มากนัก เป็นร้านกาแฟเล็กๆ ข้างทาง มีลูกค้าใช้บริการประมาณ 3-4 โต๊ะ หนึ่งในนั้นเป็นผู้ว่าจ้างของโนอาร์ ปีศาจจับสัมผัสวิญญาณของทุกคนภายในร้าน มีวิญญาณดวงหนึ่งมีกลิ่นอายชั่วร้ายเด่นชัดกว่าดวงอื่น วิญญาณของชายหนุ่มท่าทางเคร่งขรึมที่นั่งอยู่โต๊ะในสุดของร้าน ถ้าให้เดาชายคนนั้นคงเป็นคนเดียวกับที่ฆาตกรกำลังจะไปหา

    “คุณลงไปกับผมไหม” โนอาร์หันมาถามเอทอสก่อนเปิดประตูข้างตัว
    “ไม่”

    เมื่อได้รับคำตอบโนอาร์จึงลงจากรถ ก่อนก้าวเท้ายาวๆ เข้าร้านเพื่อไม่ให้ปีศาจรอนาน โต๊ะที่โนอาร์เข้าไปนั่งพูดคุยเป็นโต๊ะเดียวกับที่ปีศาจคาดการณ์ไว้ หลังอีกฝ่ายกลับออกมาอาจต้องถามว่าเป้าหมายครั้งนี้ของฆาตกรเป็นใคร ถ้าเป็นคนชั่วขัดผลประโยชน์กันเอง เขาคงปล่อยผ่าน แต่ถ้าเป็นคนดีคนธรรมดาเห็นทีเขาคงต้องขัดไม่ให้อีกฝ่ายรับงาน
    การกระทำเลือกปฏิบัติดูย้อนแย้งของเอทอสนี้ ได้รับอิทธิพลจากคำสัญญาในอดีต ผสมกับการคลุกคลีกับมนุษย์ในสวนรฦกวัลย์ ทำให้ปีศาจเห็นความแตกต่างระหว่างคนทั่วไปและคนบาป และเป็นเหตุให้ตลอดมาเขาเลือกกินเฉพาะวิญญาณบาปเท่านั้น
    หากเปรียบการกระทำของเขากับพฤติกรรมมนุษย์ คงคล้ายกับพวกมังสวิรัติปลา ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มคนไม่กินเนื้อ ก็ไม่ได้ตัดขาดจากเนื้อทุกชนิด แต่ยังคงกินเนื้อปลาอยู่ เหมือนกับเขาที่ไม่สามารถเลิกกินอาหารหลักของเผ่าพันธุ์ตัวเองได้ จึงเลือกกินเฉพาะวิญญาณที่เป็นภัยกับวิญญาณดวงอื่นแทน

ซึ่งหากลองพิจารณาดีๆ วิญญาณที่เอทอสควรกินเป็นอันดับแรกก็คือวิญญาณของมนุษย์ที่ลงจากรถไปเมื่อครู่นี้ แต่ด้วยอะไรบางอย่างทำให้ความคิดกลืนกินวิญญาณโนอาร์อย่างจริงจังไม่เคยมีอยู่ในความคิดปีศาจเลย ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน




(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-10-2019 18:02:02 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
(ต่อ)


    โนอาร์เดินมานั่งอยู่ตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับผู้ว่าจ้าง ผู้ที่ให้งานเขาปิดปากตำรวจฝีมือดีคนหนึ่ง ฆาตกรไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เริ่มต้นถ้อยคำเจรจาทันทีโดยข้ามขั้นตอนการทักทายอย่างไม่ใส่ใจ

    “ต้องการให้จัดงานแบบไหนครับ”
    “ไม่คิดทักทายกันหน่อยเลยหรือไง” ฝ่ายคนนั่งรออยู่นานแล้ว เอ่ยชวนคุยด้วยท่าทีสบายๆ
    “ไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะอีกไม่นานเราจะได้พบกันอีก”
    “หึ นั่นสินะ ครั้งนี้เหมือนเดิม เอาให้หายไปเงียบๆ”
    “ต้องการให้เริ่มจัดงานวันไหนครับ”
    “อาทิตย์หน้า มันต้องออกไปทำคดีพอดี”
    “สถานที่ให้ผมเลือกเองอย่างทุกครั้งนะครับ”
    “อืม ตามใจ ให้งานเรียบร้อยเหมือนที่ผ่านมาก็พอ”
    “ขอสรุปงานตามนี้นะครับ จัดงานอาทิตย์หน้า ไม่กำหนดสถานที่ ไม่มีของฝาก ตรงตามนี้นะครับ”
    “อืม”
    “ค่าตอบแทนรบกวน-”
    “รบกวนโอนก่อนวันจัดงาน ฟังจนจำได้แล้ว ตามจริงเรื่องแค่นี้ไม่ต้องออกมาเจอกันก็นะได้ บอกในเมลให้มันจบๆ ซะ จะทำให้ยุ่งยากทำไม”
    “เวลามีคนเบี้ยวไม่ยอมจ่ายตามที่ตกลง จะได้ตามตัวง่ายไงครับ”
    “แล้วเคยเบี้ยว?”
    “กับคุณน่ะไม่ แต่คนอื่นไม่แน่ครับ เรียบร้อยแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ พบกันอาทิตย์หน้า”
    
    โนอาร์ตอบคำถามไวๆ พร้อมบอกลาก่อนลุกออกจากเก้าอี้ ทิ้งถ้อยคำสุดท้ายที่ไม่ใช่ ‘ตกลงรับงาน’ อย่างทุกครั้ง สร้างความสงสัยให้กับคนฟัง แต่จะถามก็ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อเจ้าตัวเดินหนีขึ้นรถกระบะสีดำและขับหายไป ผู้ว่าจ้างเห็นดังนั้นจึงไม่คิดเก็บเรื่องเมื่อครู่มาคิดหรือใส่ใจต่อ ซึ่งกว่าเจ้าตัวจะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองละเลยนั้นเป็นสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต ก็คือหนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้ วันที่เขาสั่งให้ฆาตกรจัดงานด้วยตัวเอง


    รถกระบะสีดำในช่วงเวลาพลบค่ำไม่ได้มุ่งตรงกลับบ้าน แต่กลับมุ่งหน้าไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งตามคำบอกทางของโนอาร์ ฆาตกรอธิบายคร่าวๆ ว่าของที่ตนสั่งไว้มาถึงแล้ว จึงตกลงนัดรับของหลังคุยงานกับผู้ว่าจ้างเสร็จ เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าเอทอสจะอาสาขับรถให้ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รับทุกอย่างในวันเดียวจนทำให้ปีศาจต้องคอยขับรถเทียวไปเทียวมาเช่นนี้
    ฝ่ายปีศาจหลังฟังคำอธิบายก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่ขับรถไปตามทางที่โนอาร์บอก ระหว่างรอให้รถถึงจุดหมายต่อไป เอทอสจึงเริ่มบทสนทนาถามสิ่งที่สงสัยฆ่าเวลา

    “ของที่ว่าคือ?”
    “หลอดเก็บวิญญาณ ผมสั่งไว้นานแล้วแต่ของเพิ่งมา”

    เอทอสเพียงขานรับในลำคอ ไม่ต้องถามเลยว่าโนอาร์จะเอาของแบบนั้นมาทำอะไร ถ้าไม่เพื่อใช้เก็บวิญญาณเป้าหมายมาให้เขา คิดถึงตรงนี้เจ้าของรถจึงเลือกถามคำถามถัดไปที่คิดไว้ตั้งแต่อีกฝ่ายลงไปคุยธุระในร้านกาแฟ

    “ครั้งนี้เป้าหมายเจ้าเป็นใคร”

    โนอาร์เลิกคิ้วประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อฟังคำถามจากปีศาจ เดิมทีเอทอสไม่เคยคิดถามเรื่องพวกนี้กับเขาสักครั้ง แต่เมื่อคราวนี้อีกฝ่ายอยากรู้ มีหรือที่เขาจะปิดบังอำพราง

    “เป็นตำรวจเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่นาน และเหมือนจะไปขัดขาใครบางคนจึงถูกสั่งเก็บ”
    “รู้อะไรอีกเกี่ยวกับเป้าหมายเจ้า”

   โนอาร์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนเริ่มร่ายข้อมูลทุกอย่างของเป้าหมายทั้งจากที่ได้รับทางอีเมลและจากที่เขาตามสืบเพิ่มเติม

    “ตำรวจใหม่เข้าทำงานได้ไม่กี่ปีแต่เลื่อนขั้นอย่างก้าวกระโดดเพราะผลงานการปิดคดีใหญ่ๆ ที่ค้างมานานหลายปีสำเร็จ ครอบครัวมีแม่และน้องสาวที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยใกล้จบ ส่วนพ่อเป็นตำรวจเหมือนกันแต่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่”
    “สถานะโสด ไม่มีเรื่องชู้สาว เวลาส่วนมากสละให้กับการปฏิบัติหน้าที่และดูแลครอบครัว เป็นพวกดื่มแต่ไม่สูบ รักความถูกต้อง เคยถูกชักชวนหรือให้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องผิดกฎหมาย แลกกับตำแหน่งที่สูงขึ้นไม่ก็เงินก้อน แต่เจ้าตัวกลับซ้อนแผนรวบรวมหลักฐานเอาผิดอีกฝ่ายส่งเข้าคุก”
    “ปัจจุบันอาศัยอยู่คนเดียวที่หอพักตำรวจ มักหาเวลาว่างกลับไปเยี่ยมแม่และน้องอย่างน้อยเดือนละครั้งสองครั้ง ทำงานที่สถานีXXX สายสืบสวน แต่เพราะความเถรตรงและความสามารถที่โดดเด่นเกินไป จึงไม่แปลกที่จะถูกเพ่งเล็ง และไม่นานคงถูกสั่งเก็บเช่นเดียวกับพ่อตัวเอง”

    เอทอสรู้สึกทึ่งกับข้อมูลเป้าหมายทั้งหมดที่ฆาตกรมี ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเอาเวลาที่ไหนมาหาข้อมูลมากมายขนาดนี้ ทั้งที่อยู่กับเขาแทบตลอดเวลา ทว่าจากข้อมูลเป้าหมายที่รับฟังเห็นทีเขาไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายทำงานนี้ได้

    “ข้าไม่อนุญาต”
    “ผมรู้ วิญญาณตำรวจนั่นไม่ใช่แบบที่คุณต้องการ ฉะนั้นผมไม่ฆ่าเขาให้เสียแรงเปล่า”
    “แล้วเจ้ารับงานทำไม”
    “เพราะคนจ้างวาน ผมว่าวิญญาณเขาคงถูกใจคุณไม่น้อย”
    
      หลังฟังคำปีศาจเหลือบมองฆาตกรข้างกาย ก่อนเห็นอีกฝ่ายจ้องมองตนอยู่แล้วด้วยแววตาสนุกสนานราวกับกำลังจะได้เล่นของเล่นชิ้นใหม่

    “แล้วถ้าข้าไม่อนุญาตอีกล่ะ”
    “ผู้จ้างวานเป็นนายหน้าคอยติดต่อมือปืนหรือนักฆ่าให้กำจัดคนตามใบสั่ง งานอดิเรกคือ รับทวงหนี้ ขายข่าว ลักพาตัว ส่วนตัวไม่ยุ่งกับยาเสพติด แต่เอาดีด้านการค้าของเถื่อนทั้งนำเข้าและส่งออกนอกประเทศแทน”
     “วีรกรรมล่าสุด รับจ้างขู่ชาวบ้านให้ขายที่กับนายทุนใหญ่ แต่เพราะไม่ยอมเลยยิงสามีต่อหน้าภรรยาจนพิการอัมพาตท่อนล่างทำงานไม่ได้ ครอบครัวจากที่ยากจนอยู่แล้วจึงลำบากกว่าเก่าเพราะขาดเสาหลัก”
    “คราวนี้ คุณอนุญาตผมไหม”

    โนอาร์สารภาพบาปของผู้ว่าจ้างให้ปีศาจเป็นผู้ตัดสิน เอทอสนิ่งคิดไปสักพักแต่ยังไม่ปักใจเชื่อคำพูดของฆาตกรนัก เพราะจากกลิ่นอายวิญญาณที่เขาสัมผัส เสี้ยวหนึ่งของชายคนนั้นมีความบริสุทธิ์แฝงอยู่แม้จะไม่มาก ปีศาจคาดการณ์การกระทำของชายผู้ว่าจ้างอาจมีเหตุผลบางอย่าง และโนอาร์เลือกที่จะละไว้ไม่บอกเขา

    “เจ้าเล่าไม่หมด”

    ประโยครู้ทันหลังเอทอสเงียบหายไปสักพัก ถึงกลับสร้างเสียงถอนหายใจครั้งแรกให้กับฆาตกร เมื่อปีศาจถามถึงเรื่องที่เขาข้ามผ่านเพื่อให้อีกฝ่ายตัดสินใจง่ายขึ้น

    “ที่รับงานสารพัดเพราะเอาเงินทั้งหมดไปรักษาคนรักที่ป่วยระยะสุดท้ายในโรงพยาบาล”

    คำเฉลยเหตุผลการกระทำของผู้ว่าจ้างจากโนอาร์ ทำให้มุมมองทุกอย่างเกี่ยวกับชายผู้เป็นหัวข้อสนทนาเปลี่ยนไปราวกับพลิกสลับด้าน หากมองอีกมุมหนึ่ง ผู้ว่าจ้างคนนี้เป็นเพียงคนธรรมดาที่พยายามสุดความสามารถในการยื้อชีวิตคนรัก ไม่สนใจแม้ตัวเองต้องแปดเปื้อน เป็นพฤติกรรมทั่วไปของมนุษย์ที่ไม่ยอมรับความจริงเรื่องการจากลา
    แต่ถึงอย่างนั้นการพยายามช่วยใครสักคนด้วยการเบียดเบียนทำลายชีวิตผู้อื่นก็ไม่ใช่เรื่องดี

    “อย่าคิดมาก คุณมีเวลาหนึ่งสัปดาห์ในการตัดสินใจ แม้วินาทีสุดท้ายที่ผมกำลังดับลมหายใจเขาแล้วคุณบอกให้หยุด ผมก็จะหยุด ผมฟังคำพูดคุณเสมอ”
    “...”
    “คุณสัมผัสวิญญาณเขาได้ คุณรู้อยู่แล้วว่าเขามีค่าพอให้อยู่ต่อไหม”

   เมื่อสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนาน รถกระบะสีดำหยุดอยู่หน้าสถานที่นัดพบใต้สะพานยกระดับ บริเวณโดยรอบมืดวังเวง มีเพียงแสงไฟหน้ารถกระบะสาดส่องให้ความสว่าง สาดโดนรถยนต์สีขาวคันหนึ่ง ไม่ไกลมีเจ้าของยืนตบยุงอยู่ด้านนอก ทำท่าทางดีใจกระตือรือร้นโบกไม้โบกมือราวกับอยากให้ผู้มาใหม่รู้ว่าตนอยู่ตรงนี้

    “คุณลงไปกับผมไหม”

   โนอาร์ถามคำถามแบบเดียวกับตอนที่อยู่ร้านกาแฟ และครั้งนี้เอทอสตอบตกลง ดังนั้นประตูฝั่งคนขับและข้างคนขับจึงเปิดพร้อมกัน ก่อนผู้โดยสารสองคนลงจากรถ คนหนึ่งสูงใหญ่ท่าทางดุดันน่าเกรงขาม อีกคนเรียบนิ่งเหมือนสายน้ำแต่ให้ความรู้สึกอันตราย
    ซึ่งคนที่สองคือคู่ค้าที่นัดรับของในวันนี้ และการที่อีกฝ่ายพาชายแปลกหน้ามาด้วยทำให้พ่อค้าแสดงท่าทีแปลกใจอย่างสุดขีดที่รู้ว่า คนรักสันโดษอย่างโนอาร์สามารถไปไหนมาไหนกับใครเขาเป็นด้วย

    “โนอาร์รอตั้งนานแหนะ คดีท่านนิรัชนั่นฝีมือนายใช่ไหม น่ากลัวสุดๆ ไปเลย ว่าแต่คนนี้เป็นใครเหรอ?”

    พ่อค้าทักทายลูกค้ารายใหญ่พอเป็นพิธี ก่อนถามถึงคนที่เดินมาหยุดอยู่ข้างโนอาร์เชิงให้อีกฝ่ายแนะนำให้ตนรู้จักบ้าง แต่โนอาร์กลับหันไปหาร่างสูงใหญ่แล้วแนะนำพ่อค้าให้เอทอสรู้จักเสียแทน

    “เอทอส คนนี้ชื่อ จิน เป็นคนขายหลอดเก็บวิญญาณให้ผม งานที่ทำจริงๆ คือเป็นผู้ควบคุมวิญญาณ คอยใช้เครื่องมือจัดการกับวิญญาณที่แผงฤทธิ์ จะเรียกว่าหมอผียุคใหม่ก็ได้ มีความสามารถในการสัมผัสถึงวิญญาณ แต่คงรับรู้ได้ไม่มากเท่าคุณ”

หลังอธิบายจบ โนอาร์จึงหันไปแนะนำพ่อค้าที่ตั้งตารอให้รู้จักเอทอสบ้าง

“นี่เอทอส เป็นคนรัก”

    คำแนะนำยาวเหยียดเมื่อพูดกับเอทอส และคำแนะนำสั้นกุดเมื่อพูดกับจิน แสดงถึงการให้ความสำคัญที่ต่างกันอย่างชัดเจน พ่อค้าถึงกลับอยากเบะปากแต่ก็ไม่กล้าทำเพราะกลัวถูกจับไปเป็นของเล่น แต่เมื่อละความใส่ใจกับเรื่องไร้สาระ ถึงเพิ่งสะดุ้งตกใจกับสถานะของคนตัวสูงใหญ่นัยน์ตาสีอำพันที่กำลังมองเขาอย่างพิจารณา

    “คนรัก!! บ้าไปแล้ว! อย่างนายเนี่ยนะ! มีคนมารักด้วยเหรอโน- อุ๊บ!”

    ด้วยความตกใจจึงเผลอพูดความในใจออกมาเสียงดัง กว่าจะรู้ตัวรีบเอามือปิดปากตัวเองไว้ก็เกือบจบประโยคพอดี จึงไม่แปลกที่ตนจะถูกหมายหัวผ่านทางแววตาอาฆาตเช่นนี้

    “เลิกส่งเสียงน่ารำคาญ และเอาของมาสักที”

    น้ำเสียงนิ่งๆ จากฆาตกรบ่งบอกว่าอารมณ์เจ้าตัวกำลังจะหมดลง พ่อค้าจึงรีบพาไปทางกระโปรงด้านหลังรถคันขาว เพื่อให้อีกฝ่ายตรวจเช็กสภาพของแต่โดยดี ระหว่างรอจินจึงใช้เวลานี้ในการลอบสังเกตคนรักของโนอาร์ ได้ยินแว่วๆ ว่ามีความสามารถในการสัมผัสวิญญาณเหมือนกัน แสดงว่าอาจเป็นผู้ควบคุมวิญญาณแบบเดียวกับเขา แต่ทำไมถึงไม่รู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่ายเลย

    การถูกแอบมองเรื่อยๆ เริ่มทำให้เอทอสทนไม่ไว้ ตั้งใจจะหันไปถามว่ามีอะไรกับตน แต่ยังไม่ทันได้ขยับ พ่อค้ากลับตกใจกระโดดถอยห่างพร้อมสาดบางอย่างใส่เขาจนต้องยกมือขึ้นป้องกัน

    “โนอาร์!! ถอยออกมา! หมอนี่มันเป็นปีศาจ!!”

    โนอาร์ที่ก้มตรวจของที่กระโปรงหลังรถ เงยหน้าขึ้นมาถึงกลับตกตะลึงตัวแข็งค้าง เมื่อเอทอสตอนนี้ถูกเปลวเพลิงสีดำปกคลุมทั่วทั้งร่าง ส่งผลให้ความตกใจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด เปิดจุกหลอดแก้วในมือก่อนสาดของเหลวภายในหลอดใส่พ่อค้า พร้อมพุ่งตัวเข้าหาฉับพลัน
    มีดข้างเอวถูกหยิบขึ้นมาว่องไว ก่อนตวัดปาดบริเวณลำคอพ่อค้า แต่ทันทีที่คมมีดเริ่มกินผิวเนื้อ ข้อมือของฆาตกรกลับถูกกรงเล็บสีดำยึดจับไว้แน่น พร้อมกับท่อนแขนใหญ่แข็งแรงที่คว้าล็อกบริเวณช่วงเอว ก่อนถูกดึงร่างให้ถอยห่างออกจากคนที่บังอาจทำร้ายเอทอสต่อหน้าเขา

    “ใจเย็น ข้าไม่ได้เป็นอะไร”

    ฝ่ายพ่อค้าถูกน้ำสาดบริเวณใบหน้าหลับตาตามสัญชาตญาณ พลันสัมผัสได้ถึงวัตถุเย็นเฉียบบางอย่างกดลึกตรงลำคอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนสัมผัสนั้นจะหายไปพร้อมกับร่างที่หมดแรงล้มตัวนั่งกับพื้น เพราะรู้ดีว่าเมื่อครู่นี้เขาเกือบถูกฆ่าตายแล้วจริงๆ ถ้าไม่ถูกปีศาจนั่นช่วยไว้ก่อน

    จินนั่งหายใจแรงเนื่องจากเพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตาย พลางเอามือลูบจับบริเวณลำคอที่มีเลือดซึมเล็กน้อย มองโนอาร์ที่จับปีศาจหันซ้ายหันขวาสำรวจร่างกายอย่างไม่เกรงกลัว สิ่งที่เขาสาดใส่เอทอสเมื่อครู่นี้เป็นยาที่ทำให้ปีศาจเผยร่างที่แท้จริงออกมา ดังนั้นปีศาจนั่นจึงกลับสู่รูปลักษณ์เดิมคือ ร่างกำยำผิวสีน้ำตาลแดงเปลือยท่อนบน ท่อนล่างสวมกางเกงหุ้มเกราะเหล็กคล้ายนักรบ กรงเล็บใหญ่สีดำที่มือทั้งสองข้าง ใบหูแหลมยาวและเส้นผมแหลมหนาสีดำลู่ไปทางด้านหลังคล้ายขนเม่น และนัยน์ตาสีเลือดนกเรืองแสงในความมืดที่หันมาจ้องมองเขา

    “ทำอะไรเอทอส” โนอาร์หันไปถามจินด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ หลังสำรวจจนแน่ใจว่าปีศาจปลอดภัยดี
    “ปะ เปล่านะ แค่ทำให้หมอนั่นคืนร่างเท่านั้นเอง โนอาร์! นั่นปีศาจนะ”
    “แล้ว?”

    คำตอบราวกับรู้เรื่องนี้อยู่แล้วของโนอาร์ ถึงกลับทำให้ผู้หวังดีผิดเวลาหน้าม้าน ทั้งหมดเป็นเพราะความตื่นตระหนกของเขาเอง ที่ทำให้เรื่องไม่เป็นเรื่องกลายเป็นเรื่องขนาดนี้ ดังนั้นผู้ลุแก่โทษของตนจึงส่งสายตาขอโทษปีศาจเอทอสที่ยืนอยู่ข้างมนุษย์อารมณ์ร้อน

    “เอาของไปหลังรถกระบะให้หมด”
    
    โนอาร์สั่งคนเกือบชะตาขาดให้ขนลังหลอดเก็บวิญญาณทั้งหมดไปไว้หลังรถกระบะ โดยไม่สนใจท่าทีหงอยๆ ของพ่อค้า ก่อนหันไปพูดคุยกับเอทอส ซึ่งตอนนี้อยู่ในร่างปีศาจที่ไม่ได้เห็นมานาน

    “คุณแปลงกลับเป็นมนุษย์ได้ไหม”

    สิ้นคำถามปีศาจกินวิญญาณลองหลับตา สักพักเปลวไฟสีดำเริ่มลุกขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างยักษ์อีกครั้ง แต่ไม่นานก็มอดดับ เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้งจนปีศาจยอมแพ้ลืมตาขึ้นมา สื่อคำตอบผ่านนัยน์ตาสีเลือดนกให้โนอาร์ที่เฝ้ามองอยู่ตลอด

    “ขอโทษด้วยนะคุณอา.. เอ.. เอทอสใช่ไหม ยาเมื่อกี้มีฤทธิ์ประมาณสองสามชั่วโมง ระหว่างนี้คุณจะแปลงเป็นร่างอื่นไม่ได้”

    จินที่แอบมองหนึ่งมนุษย์หนึ่งปีศาจอยู่ห่างๆ พูดเฉลยต้นเหตุให้เอทอสและโนอาร์รับรู้ โดยไม่กล้าเงยหน้าสู้สายตาฆาตกรที่จ้องมองตนราวกับต้องการเอาวิญญาณมาสังเวยปีศาจ

    “อืม ไม่เป็นไร ขนเสร็จแล้วใช่ไหม”

    เสียงทุ้มใหญ่ของปีศาจเอ่ยถ้อยคำคล้ายกับไม่ถือสาเรื่องเหล่านี้ พอทำให้พ่อค้าใจชื้นขึ้นมาบ้าง รีบเงยหน้าขอบคุณอีกฝ่าย แต่เมื่อเหลือบมองคนด้านข้างก็ต้องก้มหน้าหนีอีกรอบ เพราะแววตาน่ากลัวของโนอาร์ที่ใช้มองเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

    “กลับได้แล้ว ข้าอยากพัก”

    เอทอสกล่าวขึ้นลอยๆ ก่อนเดินไปทางรถกระบะที่จอดอยู่ ถึงแม้ตอนนี้จะอยู่ในร่างของปีศาจ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะขับรถไม่ได้ ดังนั้นเอทอสจึงเลือกขึ้นฝั่งคนขับเช่นเดิม ส่งผลให้โนอาร์จำต้องเดินตามปีศาจขึ้นรถไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนรถกระบะสีดำจะเคลื่อนตัวและขับหายไปในความมืด ปล่อยให้พ่อค้าโชคไม่ดีในวันนี้อยู่ใต้สะพานยกระดับเพียงลำพัง

    “ติ้ง!”

    เสียงข้อความโทรศัพท์แจ้งยอดเงินโอนเข้าดังขึ้นขณะที่พ่อค้ากำลังเตรียมตัวกลับบ้านบ้าง ส่งผลให้พ่อค้าท่าทางหงอยเหงาก่อนหน้ากลับมาดี๊ด๊ากระปรี้กระเปร่าดังเดิม ในใจขอบคุณโนอาร์ที่แม้จะทำท่าทางโมโหใส่เขา แต่ก็ยังยอมโอนเงินให้ โดยหารู้ไม่ว่าคนที่ควรขอบคุณจริงๆ คือ เอทอส ไม่ใช่โนอาร์


    “คุณใจดีเกินไป”

    โนอาร์พูดขึ้นหลังจากยอมโอนเงินค่าของตามที่เอทอสบอก ความจริงการที่เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ นั่นถือเป็นความเห็นใจอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่เอทอสกับให้เขาจ่ายค่าของด้วย แล้วมีหรือโนอาร์จะสามารถขัดคำปีศาจได้

    “เจ้าต่างหากที่ใจแคบและอารมณ์ร้อนเกินไป” เอทอสในร่างปีศาจ เอ่ยตอบโดยไม่ละสายตาจากถนน
    “ผมใจกว้างและอารมณ์เย็นแค่กับคุณก็พอแล้ว”

    เอทอสเพียงส่ายหน้าหน่ายกับคำตอบที่ได้รับ แล้วจึงตั้งใจขับรถกลับบ้านพักทรงไทยประยุกต์ ส่งผลให้บรรยากาศภายในรถกลับมาเงียบงันอีกครั้ง แต่ไม่นานคนที่นั่งข้างคนขับก็เปิดหัวข้อสนทนาใหม่ เมื่อนึกถึงเรื่องบางอย่างได้

    “ตอนเย็นมีแต่เรื่องยุ่งจนผมลืมไปเลย คุณคงหิวแล้ว ค่ำนี้คุณอยากกินอะไร”




บท8 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2020 19:10:04 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

   ช่วงราตรีดึกดื่นจวนเข้าวันใหม่ เป็นเวลาที่ผู้คนส่วนมากหลับใหลจมลงสู่ห้วงนิทรา ซึ่งไม่ใช่กับบ้านทรงไทยประยุกต์หลังหนึ่ง แม้ตัวบ้านจะปิดไฟมืดสนิทเหลือเพียงแสงส่องสว่างบริเวณรั้วด้านนอก แต่เจ้าของกลับกำลังเตรียมตัวออกจากบ้านยามวิกาล
    เสียงปิดประตูแผ่วเบาจากห้องฝั่งตรงข้ามไม่อาจรอดหูมนุษย์หนึ่งเดียวที่กำลังนอนอยู่บนเตียงกว้าง นัยน์ตาสีรัตติกาลไร้ซึ่งความง่วงงุน ลืมขึ้นมองเพดานห้องที่ถูกความมืดกลืนกิน ลุกออกจากเตียงคว้าอุปกรณ์ติดตัวที่ถอดวางบนโต๊ะ แน่นอนหนึ่งในนั้นเป็นเข็มขัดอาวุธประจำกาย นำมาคาดบริเวณช่วงเอว แล้วจึงใช้ชายเสื้อปิดปกคลุมเหล่าอาวุธหลากชนิด ก่อนค่อยๆ ก้าวออกจากห้องตามเสียงเมื่อครู่นี้ไป

    ย่างก้าวผ่านความมืดไร้เสียง เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของสมาชิกร่วมบ้านรางๆ เหมือนกำลังออกไปข้างนอก ผู้เฝ้ามองเพียงยืนดูอีกฝ่ายเงียบงันไม่ส่งเสียงร้องทัก จนกระทั่งเป้าสายตาเดินออกจากบ้าน เขาจึงลอบเดินตามไป

    “ถ้าจะไม่อยู่ ก็ล็อกบ้านซะ”

    เสียงคำกล่าวลอยๆ จากผู้ถูกเฝ้าดูพฤติกรรม ทำให้มนุษย์ผู้หลบซ่อนในเงามืดหลังเสาประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนยอมเดินเผยตัวออกมาให้แสงจันทร์ตกกระทบ

    “คุณจะไปไหน”
    “หาอะไรกิน”

    เอทอสซึ่งบัดนี้กลับคืนสู่ร่างมนุษย์แล้วหลังจากผ่านเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อหลายวันก่อน เอ่ยตอบโนอาร์พลางสบตาสื่อความหมายแฝงของประโยคเมื่อครู่ ไม่ต้องถามว่าคนฟังเข้าใจหรือไม่ ในเมื่อบนใบหน้าของมนุษย์ตอนนี้ประดับด้วยรอยยิ้มมุมปากอันตราย และแววตาวาววามด้วยความสนใจ

    “ผมไปด้วย"
    “ไม่ได้ห้าม”

    ว่าจบเจ้าของบ้านขึ้นรถกระบะ เคลื่อนรถไปจอดรอใครบางคนที่รับหน้าที่ปิดบ้านล็อกรั้วเสมอ และเมื่ออีกฝ่ายขึ้นมาประจำที่นั่งข้างคนขับ รถกระบะสีดำถึงได้ฤกษ์เคลื่อนตัวขับหายไปในเงามืดของราตรี


    ยามค่ำคืนดึกดื่นไม่แปลกที่บนท้องถนนจะมีเพียงรถกระบะขับเคลื่อน สองข้างทางเงียบงันวังเวงร้างผู้คน มีแสงสีส้มเหลืองจากเสาไฟริมทางส่องให้ความสว่างเป็นจุดๆ แต่ยิ่งมุ่งหน้าต่อไป แสงไฟเริ่มเลือนหายเพราะสองข้างทางถูกแทนที่ด้วยต้นไม้ผืนป่า จนตอนนี้เหลือเพียงแสงไฟหน้ารถเท่านั้น
    รถกระบะหักเลี้ยวลงข้างทางก่อนขับตรงเข้าไปในป่ามืดสนิท ตัวรถโยกไหวโครงเครงตามพื้นดินของป่าที่ไม่ได้เตรียมให้รถวิ่งผ่าน แม้คนร่วมโดยสารจะสงสัยว่าอีกฝ่ายต้องการไปที่ใด แต่ก็ไม่ได้ปริปากถาม เพียงมองทิวทัศน์นอกกระจกที่มีแต่ความมืดและต้นไม้สูงบดบังแสงจันทร์

    จวบจนรถหยุดนิ่งพร้อมกับแสงไฟหนึ่งเดียวหน้ารถได้ดับลง ความมืดมิดเข้าปกคลุมส่งผลให้มนุษย์จำต้องหลับตาสักพักเพื่อปรับสายตาให้มองเห็นในความมืดได้ ระหว่างนั้นได้ยินเสียงเจ้าของรถเปิดประตูออกไปด้านนอก คนที่อยู่ในรถคนเดียวจึงลืมตาเพื่อลงตามอีกฝ่ายบ้าง
    สิ่งแรกที่เห็นเมื่อลืมตาคือ ดวงตาสีแดงเลือดนกเรืองแสงในความมืดกำลังจ้องมาที่เขา มีเงาไม้ของป่าเลือนรางเป็นฉากหลัง เป็นภาพน่าตกใจเสียจนหากคนขวัญอ่อนได้เห็นสิ่งนี้อาจช็อกสลบได้ แต่นั่นไม่ใช่กับโนอาร์ผู้หลงใหลกับนัยน์ตาคู่นี้ตั้งแต่แรกพบ
    มนุษย์หนึ่งเดียวกลางผืนป่าเปิดประตูลงจากรถ ก่อนเดินเข้าหาเจ้าของดวงตาเลือดนกที่มองเขาอยู่ก่อนแล้วอย่างไม่ละสายตา

    “ผมชอบตาของคุณ”

    โนอาร์เอ่ยชม ก่อนยื่นมือขึ้นจับใบหน้าคมเข้มพลางใช้นิ้วหัวแม่มือลูบสัมผัสผิวแก้มใต้ดวงตาอย่างถือวิสาสะ แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าของนัยน์ตาดุก็ไม่ได้ว่าหรือขยับตัวหนี เพียงปล่อยให้มนุษย์ชื่นชมจนพอใจและเป็นฝ่ายผละออกไปเอง

    “ที่นี่คือ?” โนอาร์ถามพลางหันมองผืนป่ารอบตัว
    “ป่าช้า” เอทอสตอบกลับพลางจ้องร่างคนถามนิ่งไม่สนใจสิ่งรอบข้างเหมือนที่มนุษย์ทำ

    มนุษย์หนึ่งเดียวไม่มีท่าทีตกใจหรือหวาดกลัวเมื่อได้ยินคำตอบ กับผู้ที่ดับชีวิตคนมานับไม่ถ้วนอย่างเขาแล้ว ป่าช้าในสายตาเขานั้นไม่ได้ต่างอะไรจากถังขยะไว้ทิ้งเศษซากของเล่น และถ้ามองอีกมุมหนึ่ง สถานที่แห่งนี้ก็เป็นแหล่งรวมของวิญญาณมากมาย แหล่งอาหารชั้นดีของปีศาจ

    “เสียดาย ผมมองไม่เห็นวิญญาณ เลยช่วยคุณหาไม่ได้”
    “เจ้าช่วยข้าอยู่”

    โนอาร์เลิกคิ้วสงสัยในคำของปีศาจ ในเมื่อเขานั้นยังไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากยืนคุยกับเอทอส และยิ่งสงสัยเข้าไปอีก เพราะตลอดมาตั้งแต่ลงจากรถจนถึงตอนนี้เอทอสไม่ละสายตาจากเขาเลยซึ่งผิดวิสัยปกติของเจ้าตัว

    “เหมือนมนุษย์ที่มีกลิ่นอายชั่วร้ายจะดึงดูดวิญญาณประเภทเดียวกัน”
 
    เอทอสพูดพลางไล่สายตามองโนอาร์หัวจรดเท้า มนุษย์ตรงหน้านี้อาจไม่รู้ตัว แต่ในสายตาเขากลับเห็นวิญญาณอาฆาตมากมายรุมเกาะจับทั่วทั้งร่างของโนอาร์ตั้งแต่เขาปล่อยให้อยู่บนรถคนเดียว บางตนเกาะหลัง บางตนพยายามดึงแขนดึงขา ที่หนักสุดคงเป็นวิญญาณของชายร่างกายเน่าเฟะที่ขึ้นขี่คอมนุษย์ตรงหน้าเขาอยู่
    
    “อยู่ตรงไหน” โนอาร์ถามขึ้นหลังจากไล่สายตาตามที่เอทอสมองก็ไม่พบเห็นสิ่งใด
    “ไม่กลัว?”

    ปีศาจถามแกล้งเย้าแหย่มนุษย์ แต่สิ่งที่ได้รับแทนคำตอบกลับมีเพียงนัยน์ตาสีรัตติกาลไร้ซึ่งความหวั่นเกรง ดังนั้นเอทอสจึงบอกตำแหน่งของวิญญาณตนหนึ่ง เพื่อดูว่ามนุษย์นี้จะทำอย่างไรต่อ

    “ตนหนึ่งกำลังขี่คอเจ้า”

    เมื่อฟังจบโนอาร์จึงแหงนมองด้านบน สิ่งที่เขาเห็นกลับมีเพียงเงาของเหล่ากิ่งไม้ที่ปกคลุมฟากฟ้ายามราตรี แต่ในเมื่อเอทอสบอกว่ามีวิญญาณขี่คอเขา ถึงจะมองไม่เห็น บางทีตอนนี้เขาอาจกำลังมองตาวิญญาณตนนั้นอยู่ก็ได้

    “ถ้าคุณยอมเผยตัวให้ผมเห็น”
    “…”
     “ความรู้สึกก่อนสิ้นใจ ผมจะทำให้คุณรู้สึกอีกครั้ง”

    คำกล่าวราวกับท้าทายและท่าทางไร้ซึ่งความหวาดกลัว ถึงขั้นทำให้วิญญาณที่รายล้อมชะงักเล็กน้อย ก่อนผันเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้นพยาบาท ตนที่ได้รับผลกระทบจากคำพูดเมื่อครู่ที่สุดเห็นเป็นวิญญาณที่ขี่คออยู่ ดังนั้นมือเน่าบวมเป่งปริแตกมีน้ำหนองไหลซึมตามรอยฉีกขาดของผิวเนื้อ จึงเคลื่อนเข้ากำรอบลำคอของคนลองของ ก่อนเริ่มออกแรงบีบ

    “พรึบ!”
    “อ๊ากกกกกกก!!!!!!”

    ไม่ทันที่วิญญาณอาฆาตจะได้ลงมือสั่งสอนคนอวดดี กลับถูกกรงเล็บสีดำคว้าจับที่ลำคอฉับพลันพร้อมแรงบีบมหาศาลไร้ความปรานี ความเจ็บปวดทรมานที่ไม่คาดคิดว่าในโลกหลังความตายจะได้สัมผัสอีกครั้ง มากซะจนกระทั่งต้องส่งเสียงกรีดร้องออกมา ดวงตาขาวโพลนของวิญญาณประสานกับดวงตาคมสีเลือดนกของเจ้าของกรงเล็บเพียงชั่วครู่ ก่อนจะไม่สามารถคงรูปลักษณ์ได้อีกต่อไป ร่างกายสลายหายเหลือเพียงดวงไฟวิญญาณเล็กๆ ภายใต้กรงเล็บสีดำทมิฬ
    
    ฝ่ายโนอาร์มองการกระทำของเอทอสด้วยความสับสนเล็กน้อย เพราะทันทีที่เขาพูดจบ อีกฝ่ายใช้มือที่เปลี่ยนเป็นกรงเล็บเมื่อไรไม่ทราบ คว้าจับบางสิ่งเหนือหัวเขาและออกแรงกำแน่น ก่อนส่งสิ่งที่อยู่ในกรงเล็บนั้นเข้าปากและกลืนหายไป ถ้าให้ลองจินตนาการตามการกระทำของปีศาจ วิญญาณที่ขี่คอเขาตอนนี้คงถูกจับกินไปแล้ว

    “ระวังหน่อย เจ้าเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา”

    เอทอสเอ่ยเตือนพลางกวาดสายตามองวิญญาณรอบตัวอีกฝ่ายที่ค่อยๆ ขยับถอยห่างด้วยความกลัว เพราะเห็นสหายวิญญาณถูกจับกินต่อหน้าต่อตา เหล่าวิญญาณในตอนนี้รู้แล้วว่าผู้ที่มากับคนปากเก่งลองดีไม่ใช่สิ่งที่พวกตนสามารถต่อกรได้จึงพากันถอยหนีและเลือนหายหลบซ่อน ส่งผลให้บริเวณโดยรอบเหลือเพียงปีศาจและมนุษย์เท่านั้น

    “ไปรอในรถ ข้าเสร็จธุระเมื่อไร จะกลับมา”

    คนตรงหน้าพูดขึ้นพร้อมกับเปลวเพลิงสีดำก่อตัวลุกไหม้บดบังร่างสูงใหญ่และนัยน์ตาดุสีเลือดนก ก่อนมอดดับเผยให้เห็นรูปลักษณ์ปีศาจที่แท้จริง จากนั้นจึงเดินหายเข้าไปในป่ามืดสนิท ทิ้งให้มนุษย์ที่พามาด้วยอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืดมิดเงียบสงัดกลางผืนป่าช้า

    หลังเหลือตัวคนเดียว โนอาร์เดินกลับไปรอบนรถตามคำสั่งไม่คิดตามไปอย่างทุกที เพราะเรื่องที่อยากรู้ว่าปีศาจออกล่าอย่างไร เมื่อครู่นี้เขาก็ได้เห็นคร่าวๆ แล้ว อีกทั้งการตามปีศาจอาจเป็นการถ่วงเสียเปล่า เพราะเขาไม่สามารถช่วยอีกฝ่ายในเรื่องนี้ได้ ดังนั้นการเลือกรอในรถจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
    
    “แซก... แซก... แซก...”

    เสียงบางสิ่งเคลื่อนตัวผ่านพุ่มไม้ในเงามืดจนเกิดเสียง เรียกความสนใจมนุษย์ที่กำลังเปิดประตูขึ้นรถให้หันมอง

    “ช่วยด้วย!! ช่วยด้วยค่ะ! ใครก็ได้!”

    เสียงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ พร้อมกับภาพเงารางๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งพยายามวิ่งหนีกลุ่มชายประมาณสามสี่คนที่ไล่ตามหลังเธอ ก่อนทั้งหมดจะหายไปที่มุมหนึ่งของป่า ความคิดสองทางเกิดขึ้นในใจของคนที่เห็นเหตุการณ์ หนึ่งอาจเป็นภาพลวงตาหลอกให้เขาติดกับ สองอาจเป็นเรื่องจริง ผู้หญิงเมื่อครู่อาจถูกลวงมาข่มขืนกลางป่าห่างไกลผู้คน แต่โชคดีสามารถวิ่งหนีมาได้ ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่นานคงถูกจับรุมโทรมและกลายเป็นอีกหนึ่งศพในป่านี้
    ซึ่งหากเป็นอย่างที่สองจริงเขาคงต้องตามไป แน่นอนไม่ใช่การไปช่วย ความคิดดีงามเช่นนี้ไม่เคยมีอยู่ในเศษเสี้ยวความรู้สึกของฆาตกร แต่ที่ตามไปคือต้องการเก็บวิญญาณของพวกหื่นกระหายราคะมาฝากปีศาจเท่านั้น ส่วนผู้หญิงคนนั้น ถ้าไม่อยากทนรับการมีชีวิตอยู่กับความแปดเปื้อน เขาจะสงเคราะห์ให้

    “กรี๊ดดด!!! อย่าเข้ามา!! อย่า!!! ใครก็ได้ช่วยด้วย!!! กรี๊ดดดดด!!!!!!”

    ระหว่างจมอยู่ในความคิด เกิดเสียงกรีดร้องของหญิงสาวอีกครั้ง ส่งผลให้โนอาร์ตัดสินใจเลือกตามเสียงนั้นไป ทุกย่างก้าวแผ่วเบาไร้เสียงไม่เร่งรีบ ช่างสวนทางกับเสียงกรีดร้องแทบขาดใจของหญิงสาวที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จวบจนกระทั่งผู้มาเยือนอย่างกรายถึงจุดเกิดเหตุ

    ภาพหญิงสาวเสื้อผ้าหลุดลุ่ยถูกกลุ่มชายสี่คนตรึงแขนขาอยู่กับพื้นดินสกปรก หลายมือบีบจับตามส่วนสงวนของเธอที่พยายามร้องดิ้นหนีสุดชีวิต ชายคนหนึ่งอยู่กลางหว่างขาหญิงสาวเคราะห์ร้าย กำลังโยกขยับสะโพกสาดใส่อารมณ์ดิบกับคนใต้ร่างไร้ความเมตตา ระหว่างที่เธอดิ้นหนีสัมผัสน่ารังเกียจพลันเห็นโนอาร์ที่ยืนอยู่ในเงามืด จึงใช้สายตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำแห่งความเจ็บช้ำสมเพชชีวิตร้องขอความช่วยเหลือ
     น่าเศร้าเมื่อที่พึ่งสุดท้ายของหญิงสาวกลับเป็นฆาตกรเลือดเย็น ดังนั้นสิ่งที่เธอได้รับจึงมีเพียงสายตาเย็นชาว่างเปล่าราวกับไม่รู้สึกใดๆ ทั้งสิ้นกับเรื่องตรงหน้า เสียงกรีดร้องทรมานของสาวเคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ชวนหดหู่จึงดำเนินต่อไป

    คนเลือดเย็นเฝ้ามองจนแน่ใจว่าพวกตัณหาหนักหมกมุ่นเกินกว่าจะใส่ใจกับสิ่งรอบข้าง จึงอาศัยจังหวะนั้นเดินไปด้านหลังชายที่กำลังขึ้นคร่อมสาวโชคร้าย หยิบสองสิ่งใต้ชายเสื้อขึ้นมา หนึ่งหลอดทดลองเปิดจุกออกราดน้ำใส่แผ่นหลังชื้นเหงื่อเบื้องหน้า และสอง

    “ฉัวะ!!”
    “เฮ้ย!! เหี้ย!!”

    ขวานสั้นในมือฆาตกรจามลงกลางศีรษะชายตรงหน้าก่อนกระชากออกอย่างแรง น้ำพุเลือดพุ่งตามคมขวานสาดกระจายทั่วบริเวณ ร่างเหยื่อรายแรกฟุบล้มทับหญิงสาวใต้ร่างทั้งที่อะไรๆ ยังเชื่อมต่อกันอยู่ หยดเลือดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกลุ่มชายโดยรอบที่ต่างตกตะลึง มองชายแปลกหน้าเจ้าของอาวุธที่ตอนนี้ตามตัวล้วนเลอะไปด้วยเลือดไม่ต่างกัน

    “มะ.. มึงทำเหี้ยอะไรวะ!”

    ฆาตกรเพียงยิ้มมุมปาก พลางย่างเท้าเข้าหาคนถามพร้อมขวานในมือที่มีเลือดไหลหยดตามคม คนถูกหมายหัวรายถัดไปพยายามเดินถอยหนี จังหวะนั้นเองชายสองคนที่เหลืออาศัยช่วงที่มือขวานจดจ่อกับเพื่อนของตน ช่วยกันรุมเข้าชาร์จจับคนอันตราย
    
    “พรึบ! ฉัวะ!!”
    “ตุ้บ!”

    เหยื่อรายต่อมาเป็นของคนที่หมายจะเข้าล็อกตัวฆาตกรจากทางด้านหลัง เสี้ยววินาทีที่กำลังคว้าจับ คนด้านหน้ากลับหมุนตัวกลับฉับพลันพร้อมแรงเหวี่ยงขวานสั้นสับผ่านลำคอ หยาดหยดของเหลวสีแดงเหม็นคาวพุ่งทะลักสาดย้อมใบหน้าและลำตัวฆาตกร ร่างไร้วิญญาณในสภาพศีรษะห้อยเกือบหลุดออกจากบ่าทรุดตัวคุกเข่า ก่อนล้มคว่ำหน้าจมกองเลือดที่แผ่ขยายแทบเท้าเพชฌฆาต

    ชายสองคนสุดท้ายที่เหลือรอดเห็นท่าไม่ดี พากันวิ่งหนีตาย แต่รอดไปได้เพียงคนเดียว เนื่องจากคนรั้งท้ายถูกขวานสั้นขว้างใส่จามกลางศีรษะ ร่างล้มตึงกระแทะพื้นเป็นเหยื่อรายที่สาม โนอาร์ที่บัดนี้ใบหน้าและตามตัวอาบไปด้วยเลือดเดินตรงไปยังศพชายคนล่าสุด ใช้เท้าเหยียบกลางแผ่นหลังก่อนก้มดึงขวานสั้นออกจากหัว สะบัดเลือดออกจากตัวขวานสองสามครั้ง และจึงเดินย้อนกลับไปหาหญิงสาวโชคร้าย

    “ทำไมถึงไม่ช่วย.. ทำไมถึงไม่ช่วยฉัน...”

    เมื่อเดินมาถึง โนอาร์ได้ยินเสียงพูดพึมพำจากหญิงสาว น้ำเสียงเยียบเย็นไร้ความหวาดผวาตื่นกลัว กำลังใช้สายตาจ้องมาที่เขาอย่างโกรธแค้น ฆาตกรเมินการกระทำเหล่านั้นก่อนหยิบหลอดทดลองขึ้นมาดู กลับพบว่าของเหลวภายในหลอดยังคงใสเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีฟ้าอย่างที่คาดการณ์ไว้ โนอาร์จึงเหลือบมองร่างชายไม่ขยับไหวติงไร้สัญญาณชีพ

    ทำไมน้ำถึงไม่เปลี่ยนสี?

    เมื่อรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ฆาตกรเลยเลือกทดสอบสมมติฐานอย่างง่ายที่สุด ด้วยการเปิดจุกหลอดทดลองอีกครั้ง คราวนี้เทราดใส่หน้าหญิงสาวก่อนนั่งยองพร้อมใช้ขวานสั้นสับกลางลำคอเหยื่อทดลองฉับพลัน ดวงตาเคียดแค้นเบิกโพลง ริมฝีปากพะงาบราวกับพยายามหายใจหรือพูดอะไรบางอย่าง ไม่นานทุกการเคลื่อนไหวหยุดลง
    โนอาร์เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงภายในหลอด แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เรียกเรียวคิ้วฆาตกรให้ขมวดเข้าหากัน

    “ทำไมถึงไม่ช่วยฉัน...”

    น้ำเสียงเล็กแหลมเยียบเย็นดังขึ้นอีกครั้งทั้งที่ไม่น่าเป็นไปได้ โนอาร์หันกลับไปมองต้นเสียงพบว่าตอนนี้หญิงสาวที่ลงมือสังหารไปเมื่อครู่ อยู่ในสภาพซากศพเน่าเฟะมีหนอนชอนไชตามใบหน้า ยิ่งโดยเฉพาะบริเวณศีรษะที่ปริแตกเห็นมันสมองไหลเยิ้มออกมา ภาพหนอนยุบยับกับกลิ่นเหม็นสาบรุนแรงเป็นภาพน่าคลื่นไส้และสยดสยองในเวลาเดียวกัน
    คนทั่วไปเมื่อพบเหตุการณ์เช่นนี้ต่างรู้ดีว่าตนโดนดีเข้าแล้ว และคงกรีดร้องวิ่งหนีไป แต่นั้นไม่ใช่กับฆาตกรเลือดเย็นอย่างโนอาร์ เพราะนอกจากจะไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวแล้ว กลับปรากฏรอยยิ้มมุมปากจ้องมองภาพน่าสะอิดสะเอียนอย่างไม่กลัวเกรง

    “ทำไมถึงไม่ช่วยฉัน!!”

    คราวนี้หญิงสาวในสภาพศพเน่าเฟะตวาดกร้าว พร้อมใช้มือกระดูกมีเศษชิ้นเนื้อเน่าห้อยติด กำรอบลำคอมนุษย์แน่นหวังให้อีกฝ่ายเป็นตัวตายตัวแทน

    “อั่ก!”

    โนอาร์ส่งเสียงไอสำลักเนื่องจากถูกจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว พยายามใช้มือดึงกระชากมือโครงกระดูกที่กำลังบีบคอให้หลุดออก แต่กลับไม่เป็นผลเนื่องจากแรงทั้งหมดที่เขามีไม่สามารถเอาชนะพละกำลังเหนือธรรมชาติได้ ยิ่งใช้แรงฝืนมากเท่าไร อากาศหายใจยิ่งหมดเร็วขึ้นเท่านั้น ช่วงจังหวะวิกฤตฆาตกรจึงคว้าขวานสั้นที่ปักคาอยู่กับลำคอศพหญิงสาว ง้างและจามใส่แขนกระดูกขาดสะบั้น ร่างโนอาร์ล้มกระแทกนั่งห่างจากศพหญิงสาวไม่มากนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เพราะมือโครงกระดูกที่ค้างอยู่ตรงคอยังคงออกแรงบีบต่อเนื่อง แม้จะถูกตัดขาดออกจากร่างแล้วก็ตาม

    “อั่ก! แฮ่ก!”

     โนอาร์ส่งเสียงไอและสำลักเนื่องจากอากาศที่จวนจะหมดลง พยายามง้างนิ้วกระดูกออกจากลำคอแต่ก็ไม่เป็นผล ภาพเบื้องหน้าจากที่มองเห็นยากเพราะความมืดอยู่แล้ว กลับยิ่งเลือนรางหนักพร้อมกับสติที่ใกล้เลือนหาย ศพหญิงสาวเน่าเฟะหัวห้อยเนื่องด้วยอิทธิพลจากขวานสั้น คลานใกล้เข้ามาหาตัวโนอาร์ ก่อนผลักร่างฆาตกรล้มลงและขึ้นคร่อม ใช้มือกระดูกอีกข้างช่วยออกแรงบีบให้คนใต้ร่างสิ้นใจเร็วขึ้น

    “ตาย.. ตาย...”

    ศพหญิงสาวยื่นหัวห้อยเข้ามาใกล้หน้าโนอาร์พร้อมพูดความปรารถนาที่อยากให้เขาตายซ้ำๆ โนอาร์พยายามดิ้นสะบัดให้หลุดออกจากการจับกุม ช่วงจังหวะหนึ่งพลันนึกได้ถึงอะไรบางอย่าง มือเอื้อมไปทางด้านหลังปลดอาวุธเพียงชิ้นเดียวที่เขาไม่เคยใช้งานจริงออกมา ก่อนส่งสิ่งนั้นปักแทงกลางอกของศพหญิงสาว


    “กรี๊ดดดดดดดดดดด!!!!!!!!!!!!”
    
    เอทอสซึ่งกำลังจับวิญญาณที่ด้านหนึ่งของป่าได้ยินเสียงของวิญญาณตนหนึ่งกรีดร้อง เขาจะไม่สนใจเลยหากทิศของเสียงเมื่อครู่ ไม่ใช่ทิศเดียวกับที่เขาจับสัมผัสกลิ่นอายวิญญาณของมนุษย์ที่พามาด้วยกัน เอทอสในร่างปีศาจละความสนใจจากเหยื่อตรงหน้า ก่อนหันหลังพุ่งตัวมุ่งหน้าตามเสียงนั้นไป

    เมื่ออยู่ในร่างของปีศาจทั้งความเร็วและพละกำลังย่อมมากขึ้นกว่ามนุษย์ปกติอยู่แล้ว ดังนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็มาถึงต้นตอของเสียง สิ่งที่เห็นต่างจากที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก ภาพเบื้องหน้าเขาตอนนี้คือโนอาร์กำลังนอนทับร่างวิญญาณผู้หญิงตนหนึ่งซึ่งกำลังกรีดร้องโหยหวน พร้อมกดมีดที่เขาเคยให้เป็นของตอบแทนลงกลางอกของวิญญาณตนนั้น
    
    “ทำอะไรของเจ้า” เอทอสเดินเข้ามาใกล้ก่อนนั่งยองถามมนุษย์

    โนอาร์ละสายตาจากคู่ต่อสู้หันมองปีศาจที่กำลังมองเขาอยู่ พลางเพิ่มแรงกดมีดให้แทงลึกมากขึ้นสร้างเสียงร้องทรมานและแรงดิ้นสะบัดของวิญาณอาฆาตใต้ร่างมากกว่าเก่า ก่อนเริ่มตอบคำถามเมื่อครู่

    “ป้องกันตัว”
    “ข้าว่าไม่ใช่”
    “คุณมาตอนผมได้เปรียบพอดี”

    เอทอสเพียงขานรับในลำคอ ก่อนเหลือบมองวิญญาณหญิงสาวที่พลาดท่าให้กับมนุษย์ธรรมดา กรงเล็บสีดำยื่นกำส่วนหัวของวิญญาณสาวและออกแรงบีบ

    “กรี๊ดดดดดด!!!!!!!!!”

    เสียงกรีดร้องบาดหูครั้งสุดท้ายก่อนจางหายไปพร้อมกับร่างซากศพของวิญญาณหญิงสาว มีดทำจากแร่สีขาวบริสุทธิ์ตอนนี้จึงปักอยู่กับพื้นดิน โนอาร์พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ดึงมีดช่วยชีวิตขึ้นมาปัดเศษดินเศษหญ้าออกด้วยความทะนุถนอม ก่อนเก็บลงช่องใส่มีดด้านหลังดังเดิม
    ฝ่ายเอทอสมองดวงไฟวิญญาณในกำมือครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจคายกรงเล็บออก ปล่อยให้ดวงไฟวิญญาณลอยหายไป

    “คุณไม่กิน?” โนอาร์ถามเมื่อเห็นเอทอสไม่ทำท่าทางเหมือนส่งบางอย่างเข้าปากดั่งทุกที
    “ข้าอิ่มแล้ว”

    ปีศาจบอกปัดก่อนลุกขึ้นยืน เดินนำมนุษย์กลับไปทางที่จอดรถกระบะทิ้งไว้ ระหว่างทางไม่มีการพูดคุยระหว่างกัน จนกระทั่งถึงรถ มนุษย์ที่เดินตามหลังเงียบๆ จึงเอ่ยขอบางสิ่ง เรียกคิ้วหนาของปีศาจให้ขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย

    “รถคุณมีผ้าไหม ผมขอเอามาเช็ดเลือดก่อน”
    “เลือดอะไรของเจ้า”
    “ก็เลือด-”

    ฆาตกรจะบอกว่าเลือดเลอะตามหน้าและเสื้อผ้า แต่ยังไม่ทันได้พูดจบถึงเพิ่งสังเกตว่านอกจากเศษดินที่ติดจากการเอาตัวไปคลุกก่อนหน้านี้ก็ไม่มีสิ่งใดอีก ทั้งคราบเลือดและกลิ่นคาวจากการฆ่ากลุ่มผู้ชายได้หายไปอย่างกับไม่เคยมีเหตุการณ์นั้นมาก่อน

    “ไม่มีอะไร สงสัยผมคงโดนภาพลวงตาหลอก”

    โนอาร์เอ่ยตอบกลับหลังจากสรุปเรื่องราวบางอย่างได้ เอทอสมองมนุษย์ผู้ถูกวิญญาณเล่นงานมาแต่กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัว แม้แต่น้ำเสียงยังเรียบนิ่งเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง หากเป็นคนปกติเจอขนาดนี้อาจถึงขั้นช็อกหรือเป็นบ้ากันแล้ว ทว่านี่นอกจากไม่สติหลุดยังสามารถสู้กับสิ่งเหนือธรรมชาติได้หน้าตาเฉย

    ช่างเป็นมนุษย์ที่แปลกประหลาดเสียจริง

    

    รถกระบะสีดำเคลื่อนตัวออกจากป่ามุ่งตรงกลับบ้านพักทรงไทยประยุกต์ ระหว่างทางปีศาจสังเกตมนุษย์มักนำมือสัมผัสบริเวณรอบลำคอตัวเองอยู่บ่อยครั้ง สุดท้ายก็เก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว จึงเอ่ยถามคนข้างตัว

    “เป็นอะไร”
    “ตอนสู้ ผมถูกบีบคอแต่ไม่น่าเป็นอะไรมาก”

    สิ่งที่ได้ยินเรียกคิ้วหนาของปีศาจให้ขมวดเข้าหากันอีกครั้ง เอทอสตัดสินใจจอดรถข้างทาง ไม่ต้องกังวลเรื่องอุบัติเหตุหรืออาจกีดขวางทางใครเนื่องจากตอนนี้แม้ใกล้รุ่งสาง แต่ก็ยังไร้ซึ่งรถยนต์สัญจร ไฟในห้องผู้โดยสารถูกเปิดโดยเจ้าของรถ ก่อนปีศาจใช้กรงเล็บค่อยๆ จับให้มนุษย์หันมาและเงยหน้าขึ้น
    รอยม่วงช้ำจากแรงบีบจนเห็นเป็นลายนิ้วชัดเจนบริเวณลำคอขาว ทำให้อารมณ์ของปีศาจคุกรุ่นขึ้นหนึ่งระดับ ภายในใจคิดเสียดายที่ปล่อยวิญญาณดวงนั้นไป น่าจะจับกินซะให้สาสมกับสิ่งที่ทำ

    “เจ็บมากไหม”

    ถ้อยคำราวกับเป็นห่วงถึงขั้นทำให้ฆาตกรเลือดเย็นนิ่งค้าง ยิ่งประกอบกับแววตาสีเลือดนกแฝงด้วยหงุดหงิดยามมองบริเวณลำคอของเขา ยิ่งทำให้อวัยวะสูบฉีดเลือดเต้นแรงขึ้น จนเขาเริ่มเกรงว่าปีศาจที่ทำหน้าเครียดอยู่ตอนนี้ อาจได้ยินเสียงหัวใจที่ดังก้องเช่นเดียวกับเขา

    “ไม่มาก ทายานิดหน่อยไม่นานก็หาย”
    “อืม”

    เอทอสละสายตาขึ้นมองหน้าโนอาร์เล็กน้อย ก่อนผละออกพร้อมเปลวเพลิงสีดำลุกท่วมร่างและมอดดับ เผยให้เห็นร่างมนุษย์ของปีศาจเหมือนคราออกจากบ้าน รถกระบะเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้งแต่ครั้งนี้คนขับมีจุดหมายใหม่แทรกเข้ามาก่อนกลับที่พัก



(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-10-2019 06:59:41 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
(ต่อ)



    ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งเป็นจุดหมายของปีศาจ เอทอสและโนอาร์ลงจากรถก่อนเดินเข้าร้านพร้อมกัน ตามจริงเอทอสต้องการให้คนเจ็บรอบนรถ เพราะเขาแค่ลงไปซื้อยาแค่นั้น แต่เมื่ออีกฝ่ายถามต่อว่าจะซื้อยาอะไร ชนิดไหน เอทอสกลับจนปัญญาที่จะตอบ สุดท้ายจึงต้องยอมให้มนุษย์ลงมาเลือกยาด้วยกัน
    เหตุที่ต้องแวะซื้อยานั้นเนื่องจากภายในบ้านของปีศาจไม่มียาหรือกล่องปฐมพยาบาลอยู่เลย เหตุผลง่ายๆ ที่ไม่มีเพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แต่ถึงตอนนี้เจ้าของบ้านอาจต้องซื้อติดไว้บ้างแล้ว

     หลังซื้อยาแก้อาการบาดเจ็บรวมไปถึงยาสามัญประจำบ้านและอุปกรณ์ทำแผลอื่นๆ เพิ่มเติม เอทอสเป็นผู้ถือเหล่าถุงทั้งหมด ส่วนโนอาร์นั้นเดินอยู่ข้างกัน ระหว่างรอให้เอทอสปลดล็อกประตูรถกระบะที่จอดอยู่ริมทาง พลันเกิดเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์มือถือ โนอาร์หยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นดูพบว่าเป็นข้อความโอนเงินเข้าของผู้ว่าจ้างที่นัดคุยกันเมื่อหลายวันก่อน
    และขณะที่โนอาร์กำลังเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม ฉับพลันนั้นเองกลับถูกมือของคนนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่ขับผ่านคว้าชิงมือถือหลุดจากมือ

    “หมับ!”
     “เฮ้ย!! ตึง!! อั่ก!”
    “เอี๊ยดด!!”

    หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็ว ทันทีที่โนอาร์ถูกชิงโทรศัพท์ เอทอสใช้ความว่องไวและพละกำลังที่มากกว่าคว้าจับคอเสื้อคนนั่งซ้อนท้าย พร้อมกระชากร่างอีกฝ่ายตกจากหลังมอเตอร์ไซค์ โชคดีที่ใส่หมวกกันน็อกหัวที่ฟาดพื้นจึงไม่เป็นอะไรมากนัก
    ฝ่ายคนขับรีบเบรกรถหันกลับมามองเพื่อนของตนซึ่งตอนนี้นอนอยู่ใต้ฝ่าเท้าเจ้าของมือถือที่กำลังกระทืบท้องและอกเต็มแรงไร้ความปรานี โดยมีชายร่างสูงใหญ่ท่าทางน่าเกรงขามยืนอยู่ข้างกัน ไม่คิดห้ามปรามการกระทำของคนข้างกายแม้แต่น้อย

    “มึงหยุด!”

    เสียงข่มขู่จากคนขับมอเตอร์ไซค์พร้อมอาวุธปืนที่จ่อมาที่เจ้าของมือถือ ทำให้การสั่งสอนคนเขลาหยุดลงชั่วขณะ แต่ก็แค่ชั่วครู่เดียว เมื่อคนถูกปลายกระบอกปืนเล็งกลับมองคนถือปืนนิ่งพลางยกขาขึ้นออกจากอกเพื่อน แล้วกระทืบลงตำแหน่งเดิมด้วยแรงที่หนักกว่าเก่า

    “ถ้ามึงไม่หยุดไอ้หมอนี่ตาย!”

    เมื่อเห็นว่าการขู่ผู้กระทำไม่เป็นผล เจ้าของปืนจึงเลือกเปลี่ยนวิถีกระสุนไปที่คนด้านข้างแทน ซึ่งคราวนี้ได้ผลชะงัด ฝ่าเท้าที่ใช้กระทืบหยุดนิ่ง แววตาเจ้าของมือถือสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนแปรเปลี่ยนเป็นประกายเย็นเยียบ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าราวกับยอมแพ้ แต่ยังไม่ทันที่มือปืนจะได้รู้สึกว่าตนนั้นอยู่เหนือกว่า ชายเจ้าของมือถือกลับกระชากคอเพื่อนขึ้นมาพร้อมใช้มีดที่เอามาจากไหนไม่รู้กดลึกตรงลูกกระเดือกเพื่อนของตน

    “เลือกเอา ระหว่างตาย กับลดปืน”

    คำต่อรองไม่หวั่นเกรงจากเจ้าของมือถือ เริ่มทำให้โจรกระจอกกลัวใจเหยื่อของตนเอง ทุกครั้งที่ลงมือปล้นชิงไม่มีครั้งไหนที่เหยื่อสามารถโต้กลับพวกตนได้ถึงเพียงนี้ แต่ถึงอย่างนั้นโจรก็ยังคงทำเป็นนิ่งเฉย เพราะถือว่าตนมีปืนย่อมเหนือกว่าอีกฝ่ายที่มีเพียงมีดพกธรรมดา
    แต่ไม่นานคนถือปืนกลับต้องลังเลอีกครั้ง เมื่อคราวนี้คนที่บอกให้ลดปืนกลับเป็นเพื่อนของตน

    “มะ.. มึง เอาปืนลง ไอ้นี่มันเอาจริง”

    คนกลัวตายรีบเอ่ยเสียงตะกุกตะกักบอกเพื่อนให้ลดปืน เมื่อสัมผัสถึงจิตสังหารเยือกเย็นอันตรายจากคนด้านหลังที่แผ่ออกมา จนทำให้มือของตนเริ่มสั่นกลัวอย่างคุมไม่ได้ และไม่ใช่เพียงแค่นั้น คมมีดที่อยู่บริเวณลำคอก็เริ่มกดลึกลงทุกช่วงเวลาที่ผันผ่าน หากยังไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง ดีไม่ดีคนที่ตายก่อนอาจเป็นตน แทนที่จะเป็นชายเป้าหมายของวิถีกระสุนปืน

    “ถ้ากูลดปืนมึงต้องปล่อยมัน”

    เจ้าของปืนต่อรอง แต่ไร้ซึ่งการตอบกลับจากคนร่วมเจรจา และสุดท้ายก็เป็นตนเองที่พ่ายแพ้ยอมลดปลายกระบอกปืนลงก่อน โนอาร์เห็นดังนั้นจึงผลักตัวประกันทิ้งราวกับของไร้ค่า คนรอดตายรีบลุกวิ่งขึ้นรถมอเตอร์ไซค์เร่งให้เพื่อนขับออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
    
    “ข้าเคยได้ยินว่าความรักคือจุดอ่อน แต่ไม่เห็นเจ้าจะเป็นเช่นนั้น”

    เอทอสพูดขึ้นพลางเปิดประตูขึ้นรถกระบะราวกับเหตุการณ์วุ่นวายก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อเห็นว่าพวกโจรนั้นขับหนีจนลับสายตาแล้ว โนอาร์ก้มเก็บโทรศัพท์มือถือ ก่อนตามเอทอสขึ้นรถไปแล้วจึงตอบไขข้อสงสัยเมื่อครู่

    “คนอื่นอาจใช่ แต่สำหรับผม คุณคือตัวปลดล็อก หากคุณโดนทำร้ายเมื่อไร” เอทอสเพียงเลิกคิ้วเล็กน้อย รอฟังประโยคถัดมาขณะขับรถมุ่งกลับบ้านพักทรงไทยประยุกต์
    “แม้นรกขุมที่ลึกที่สุด คนที่ทำร้ายคุณอาจเต็มใจที่จะอยู่มากกว่ารอรับสิ่งที่ผมจะมอบให้”

 

    เมื่อเช้าวันใหม่มาเยือนกลับไม่สดใสอยากทุกวัน เนื่องด้วยกลุ่มเมฆสีดำทมิฬปกคลุมผืนฟ้าพร้อมสาดสายฝนเทกระหน่ำตั้งแต่ช่วงเช้ามืด โนอาร์มองบรรยากาศพายุฝนฟ้าคะนองผ่านทางหน้าต่าง ก่อนเหลือบมองบางสิ่งบนหน้าจอโทรศัพท์ รอยยิ้มมุมปากไม่น่าไว้ใจพลันปรากฏขึ้น โนอาร์เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกง เขียนโน้ตเล็กๆ ลงบนโต๊ะซึ่งมีมื้อเช้าเตรียมไว้สำหรับปีศาจที่ยังไม่ออกจากห้อง แล้วจึงเดินออกจากบ้าน ขึ้นรถสีเทาเมทัลลิกที่ไม่ได้ใช้มานาน และขับหายไปท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

    
    แผนที่นำทางในโทรศัพท์พารถของฆาตกรมาหยุดอยู่หน้าห้องแถวเก่าซอมซ่อ รถมอเตอร์ไซค์ที่เพิ่งเห็นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าของเล่นของเขาอยู่ที่นี่ เพชฌฆาตลงจากรถย่างสามขุมตรงไปที่ประตูหน้าห้องเป้าหมาย ก่อนเคาะประตูให้คนข้างในออกมาต้อนรับ

    “ก๊อกๆ ๆ”
    “...”
    “ก๊อกๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”
    “ใครวะ!!”

    เสียงเคาะประตูดังต่อเนื่อง ส่งผลให้คนที่อยู่ในห้องทนไม่ไหว เดินกระแทกเท้าตึงตังมากระชากประตูเปิดออกเตรียมด่าว่าคนที่มารบกวนตนตอนเช้า แต่ทันทีที่ประตูเปิดกลับไม่ทันได้ทำตามอย่างที่ใจคิด เมื่อถูกคนหน้าห้องยกเท้าถีบยอดอกกระเด็นล้มลงกลางพื้นห้อง พร้อมกับผู้มาเยือนที่ย่างกรายเข้ามาก่อนดันประตูปิดและใส่กลอน

    อีกคนที่นอนหลับอยู่บนฟูกสะดุ้งตื่น เมื่อรู้สึกถึงแรงสะเทือนจากร่างของเพื่อนที่ล้มกระแทกพื้นอย่างแรง กวาดสายตามองเพื่อนก่อนหันมองผู้บุกรุก ครานี้จากความหงุดหงิดแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงระคนหวาดกลัว เมื่อชายที่ยืนอยู่หน้าประตูเป็นคนเดียวกับเจ้าของโทรศัพท์ที่พวกเขาลงมือปล้นชิงแต่ไม่สำเร็จ

    “มึงต้องการอะไร”
    “วิญญาณพวกคุณ”

    ผู้บุกรุกตอบกลับเรียบง่าย พร้อมรอยยิ้มมุมปากกับนัยน์ตาประกายวาวอันตราย ชายคนที่ล้มอยู่ที่พื้นรีบวิ่งไปยังตำแหน่งซ่อนปืนหวังใช้ป้องกันตัว แต่ทันทีที่เริ่มขยับลุกกลับรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าวิ่งกระจายไปทั่วทุกอวัยวะ ร่างกายแข็งเกร็งไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ก่อนล้มลงกับพื้นอีกครั้งต่อหน้าเพื่อนที่มัวแต่ช็อกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

    “ปืนช็อตไฟฟ้า ไม่ถึงตาย แค่ให้ลองรู้สึก”

    ฆาตกรอาศัยจังหวะที่เหยื่อขยับไม่ได้ ใช้สันมือสับบริเวณท้ายทอยให้อีกฝ่ายหมดสติ ก่อนจับแขนไขว้หลังและพันธนาการด้วยกุญแจมือเหล็ก คนนั่งตะลึงอยู่บนฟูกเพิ่งได้สติ รีบพุ่งเข้าถีบผู้บุกรุกให้ถอยห่างจากเพื่อนของตน ฝ่ายฆาตกรหลบการโจมตีอย่างง่ายได้ แต่ต้องแรกกับการทิ้งระยะห่างจากเหยื่อ เมื่อตั้งหลักได้จึงเห็นว่า บัดนี้คนที่มาช่วยเพื่อนกำลังถือปืนจ่อมาที่เขา

    “ออกไป!! ไม่งั้นกูยิงมึงแน่!!!”

    คนกลายเป็นเป้ากระสุนปืนยังคงยืนนิ่ง ก่อนจะค่อยเลื่อนมือเข้าใต้ชายเสื้อเพื่อหยิบบางสิ่ง

    “อย่าขยับ!!”
    “เคร้ง!” กระบอกเก็บเสียงถูกโยนกลิ้งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเจ้าของปืน
   “เสียงฝนมันกลบเสียงปืนไม่ได้”
    “มึงท้ากูเหรอ!”

    ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ ฆาตกรเพียงจ้องคนถือปืนนิ่ง ก่อนเริ่มย่างเท้าเข้าหาอีกฝ่ายเชื่องช้าแต่หนักแน่นทุกครั้งที่เข้าใกล้ คนถือปืนแทนที่จะเป็นฝ่ายได้เปรียบกลับกลายเป็นฝ่ายหวาดกลัวเสียแทน พยายามก้าวถอยหลังหนีรักษาระยะห่างเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามา และในที่สุดแผ่นหลังชื้นเหงื่อเพราะความกดดันก็ชนเข้ากับผนังห้อง เป็นสัญญาณบอกเป็นนัยว่า หนทางหนีนั้นได้หมดลงแล้ว

    “กุ.. กูเตือนมึงแล้วนะ!!”
    “แกร๊ก!”

    คนจนตรอกกดลั่นไก แต่ไกปืนกลับแข็งเกินกว่าจะกดได้ ก่อเกิดความหวาดกลัวเข้ากินจิตใจอย่างรวดเร็ว ร่างกายเริ่มสั่นสู้ นิ้วมือพยายามกดลั่นไกสุดกำลัง ทว่าทุกการกระทำยังคงเปล่าประโยชน์ จนกระทั่งแผ่นอกของผู้ที่เดินเข้าหาชนกับปลายกระบอกปืน

    “ยิงสิ ระยะใกล้ขนาดนี้ ผมตายแน่นอน”
    “กะ.. กลัว กุ กลัวแล้ว กูสัญญาจะไม่ไปขโมยของใครอีก มึงจับกูส่งตำรวจเลยก็ได้”

    คนหวาดกลัวตัวสั่นปล่อยอาวุธชิ้นเดียวที่ตนมีร่วงลงพื้น ก่อนรีบก้มหน้ายกมือประสานร้องขอความเมตตา ฆาตกรไม่ตอบเพียงก้มหยิบปืนกับที่เก็บเสียงเอามาประกอบกัน คนเอาตัวรอดอาศัยจังหวะนั้นถีบฆาตกรจนล้มลง แล้วรีบวิ่งไปที่ประตูเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กลับเปิดไม่ได้เนื่องจากยังไม่ปลดห่วงโซ่คล้องประตู ด้วยความลนลานทำให้เรื่องง่ายๆ อย่างการปลดโซ่กลายเป็นเรื่องยาก และยิ่งทำอะไรไม่ถูกหนักกว่าเก่าเมื่อเผลอเหลือบมองด้านหลัง แล้วพบว่าคนอันตรายค่อยๆ ย่างสามขุมเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

    “ช่วย!-”
    “ปึง!!”
    “อั่ก!”

    เมื่อสถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด การร้องตะโกนขอความช่วยเหลือสุดเสียงซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก จึงเพิ่งถูกนำมาใช้ แต่กว่าจะคิดได้ฆาตกรก็ถึงตัวเสียแล้ว ทันทีที่พยางค์แรกถูกเปล่งออก ผมชายเคราะห์ร้ายถูกกระชากก่อนถูกผลักกระแทกใส่ประตูอย่างแรงจนศีรษะแตก หยดเลือดเล็กน้อยติดกับบานประตู และบางส่วนค่อยๆ ไหลผ่านดวงตา
    ร่างคนหนีตายถูกเหวี่ยงลงบนฟูกก่อนโดนกดหน้ากับหมอน กดปลายกระบอกปืนติดที่เก็บเสียงลงบนหมอนใบเดียวกัน ใกล้ใบหูอีกฝ่ายเสียจนสัมผัสได้ถึงความเย็นของตัวโลหะ

    “คุณลืมทำสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งไป รู้ไหม”
    “อื้อ! อื้อ!!!”

    น้ำเสียงเรียบนิ่งเยือกเย็นไม่ต่างจากสัมผัสของโลหะข้างหูดังอยู่เหนือร่าง ส่งผลให้คนโดนกดหน้ากับหมอนพยายามดิ้นหนีสุดแรง

    “คุณลืมปลดเซฟปืน”
    “ปุ!”



    “คุณ!”
    “...”
    “คุณ! ตื่นเร็ว!”

    เสียงเรียกไม่คุ้นเคยและสัมผัสจากน้ำที่เปียกชุ่มไปทั่วร่างอันเนื่องมาจากพายุฝนโหมกระหน่ำ ปลุกสติคนเคราะห์ร้ายให้ฟื้นคืนอีกครั้ง ความเจ็บแปลบบริเวณศีรษะเรียกความทรงจำก่อนหน้าให้กลับมา หัวขโมยสะดุ้งสุดตัวรีบลุกขึ้นนั่ง  พบชายผมสีเงินแปลกตาพยายามช่วยประคองตนให้นั่งดีๆ

    “คุณเป็นใคร?” คนที่ยังคงสับสนกับเหตุการณ์เอ่ยถาม
    “ค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้คุณควรรีบออกจากที่นี่ก่อน”

    ชายแปลกหน้าไม่ว่าเปล่าพยายามช่วยพยุงหัวขโมยขึ้นยืน แต่ทุกการกระทำกลับเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากแรงลมของพายุฝน และโซ่ตรวนเหล็กที่ล่ามทั้งมือและเท้าของโจร เมื่อตั้งหลักได้ทั้งสองจึงค่อยๆ พากันก้าวเดินอย่างระมัดระวัง
    ขณะนี้ทั้งคู่อยู่ตรงปลายสะพานท่าน้ำเก่าเชื่อมลงไปในบึงขนาดใหญ่ ทัศนวิสัยโดยรอบยากแก่การมองเห็นเนื่องด้วยม่านฝนบดบัง ภาคินพยายามมองหาคนอันตรายที่พาผู้เคราะห์ร้ายมาทิ้งไว้ที่นี่แต่ก็ไม่พบตัว
 
    เหตุที่เขาสามารถมาช่วยเหลือโจรคนนี้ได้เป็นเพราะ หลังได้พูดคุยกับคนที่อาศัยร่วมบ้านกับปีศาจวันนั้น พบว่าอีกฝ่ายไม่น่าใช่คนธรรมดาอย่างที่คิด ดังนั้นเขาจึงลองสืบหาประวัติ แต่ข้อมูลของโนอาร์กลับน้อยนิดราวกับเจ้าตัวต้องการปิดบังตัวตน วิธีการที่ได้ผลสุดคือการสอดส่องพฤติกรรมของอีกฝ่ายไปพร้อมกับปีศาจนั่น
    ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติจนกระทั่งเมื่อคืน ปีศาจพามนุษย์ผู้อาศัยร่วมบ้านเข้าไปในป่า เช้าวันต่อมาโนอาร์บุกเข้าห้องพักของพวกโจรที่ชิงปล้นตน ทีแรกเขาคิดว่าอาจเป็นการสั่งสอนทั่วไป แต่อีกฝ่ายกลับลักพาโจรทั้งสองในสภาพหมดสติและมีโซ่ล่ามทั้งมือและเท้าราวกับนักโทษขึ้นรถ ก่อนพามาทิ้งไว้ที่นี่ ทั้งแววตาและรอยยิ้มอันตรายนั่นทำให้เขาเริ่มเกรงว่าสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการอาจไม่เป็นอย่างที่เขาคิด


    ภาคินพาโจรโชคร้ายเดินมาได้ถึงกลางสะพาน พลันปรากฏเงาของใครบางคนเดินมุ่งตรงมาหาพวกเขา ก่อนภาพเลือนรางเพราะหยาดฝนจะเด่นชัดขึ้นจนเห็นเป็นร่างของชายคนหนึ่งในสภาพเปียกปอน คนถูกประคองเริ่มตัวสั่นอย่างคุมไม่อยู่ เมื่อประสานสายตาเข้ากับนัยน์ตาสีรัตติกาลเลือดเย็น
    ผู้มาใหม่สับเท้าเขาหากลุ่มคนกลางสะพานเร็วขึ้น พลางพันเส้นเอ็นตัดหญ้าเข้ากับฝ่ามือ ส่งผลให้กลุ่มคนคิดหลบหนีผงะถอยหลังเล็กน้อย ภาคินเอาตัวบังโจรตั้งท่าเตรียมรับการโจมตี และไม่นานการจู่โจมแรกก็เริ่มขึ้น
    ฆาตกรพุ่งเข้าประชิดตัวคนสอดรู้ก่อนปล่อยหมัดเร็วตรงเข้าลูกกระเดือก ฝ่ายรับการโจมตีเอี้ยวหลบและคว้ามืออีกฝ่ายไว้แน่นตามสัญชาตญาณการต่อสู้ และนั่นเข้าทางของฆาตกร

    “ตู้ม!”
    “อั่ก! แฮ่ก!”
    
    ทันทีที่ถูกดึงแขน ฆาตกรเบี่ยงตัวไปทางด้านหลังชายผมเงิน ก่อนอาศัยจังหวะนั้นที่เข้าประชิดตัวของเล่นที่สุดยันร่างอีกฝ่ายซึ่งถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนลงน้ำ พร้อมกับพันคอคู่ต่อสู้ด้วยเส้นเอ็นแล้วจึงออกแรงขึงรัดคอจนสำลักอากาศทรุดตัวลงกับพื้นสะพาน

    “ช่วย!- ช่วยด้วย!!”

     ชายใกล้สิ้นชะตาพยายามตะเกียกตะกายพลางร้องขอความช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ตนจมน้ำตาย เพราะโซ่ตรวนเหล็กพันธนาการข้อมือและข้อเท้าจนไม่สามารถว่ายน้ำหรือประคองตัวให้ลอยอยู่นิ่งๆ ภาคินเห็นภาพตรงหน้าก็พยายามดิ้นหนีเพื่อไปช่วยคนที่กำลังจะตายต่อหน้าต่อตา แต่กลับทำไม่ได้ดังใจคิดเพราะฆาตกรคร่อมทับร่างล็อกตัวไม่ให้ขยับ พร้อมกับเพิ่มแรงดึงเอ็นให้รัดคอมากขึ้น

    “ปะ.. ปล่อย แฮ่ก!” ภาคินพยายามพูดบอกให้คนของปีศาจปล่อยตน เพื่อจะได้ไปช่วยคนจมน้ำ
    “กฎของการเป็นผู้สังเกตคือ ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม”
    “แฮ่ก!! อั่ก!”
    “คุณผิดกฎเอง”


    อีกด้านหนึ่ง หัวขโมยซึ่งถูกช็อตด้วยไฟฟ้าและทำให้สลบเพิ่งรู้สึกตัว พบว่าตนอยู่ในเพิงพักใกล้บึงขนาดใหญ่ มือและเท้าถูกโซ่ตรวนเหล็กพันธนาการไว้ ส่งผลให้ขยับเคลื่อนไหวไม่สะดวก เมื่อตั้งสติได้พลันได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือไกลๆ ของเพื่อนตนเอง จึงพยายามใช้สายตามองหาท่ามกลางสภาพอากาศพายุฝนคอยขัดขวางทัศนวิสัย จนกระทั่งพบเพื่อนของตนกำลังจมน้ำ ห่างไปไม่มากนักเห็นชายเจ้าของมือถือกำลังใช้อะไรบางอย่างรัดคอชายอีกคนหนึ่งอยู่
    ด้วยสภาพที่ตนถูกโซ่ตรวนเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถช่วยเพื่อนที่ใกล้จมน้ำ หรือจะเข้าไปช่วยชายแปลกหน้าที่กำลังโดนทำร้าย เพราะอาจเป็นการพาตัวเองไปตายเสียเปล่า ดังนั้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอด และเห็นแก่ตัว จึงสั่งให้ใช้โอกาสนี้หาทางหนี

    หัวขโมยกวาดสายตารอบบริเวณ ทันเห็นกุญแจรถตกอยู่ไม่ห่างจากตนมากนัก จึงก้มหยิบและเมื่อเงยหน้าขึ้นมาคล้ายสวรรค์เป็นใจ เพราะเห็นรถยนต์สีเทาเมทัลลิกคันหนึ่งที่น่าจะเป็นรถของกุญแจดอกนี้จอดอยู่อีกฟาก โดยมีพื้นดินโล่งกว้างเฉอะแฉะเนื่องด้วยหยาดฝนคั่นกลาง
    หนทางรอดอยู่ข้างหน้า หัวขโมยไม่รอช้าพยายามพาตัวเองเดินตัดพื้นที่โล่งเพื่อให้ถึงตัวรถเร็วที่สุด ทุกอย่างก้าวผ่านไปอย่างทุลักทุเล ทั้งจากพื้นดินที่ลื่นและโซ่ตรวนที่คอยเป็นอุปสรรค

    “ครืน... ครืน...”

    เสียงฟ้าร้องคำรามและแสงจากก้อนเมฆที่สว่างวาบถี่ขึ้น ทำให้หัวขโมยที่อยู่กลางพื้นที่โล่งต้องรีบเร่งให้ถึงตัวรถเร็วที่สุด เนื่องด้วยสถานการณ์ตอนนี้ของตนมีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกสายฟ้าฟาดใส่ ทุกการเคลื่อนไหวเกิดเสียงเหล็กกระทบกันของโซ่ตรวนยิ่งกระตุ้นให้เร่งฝีเท้ามากขึ้น

    “ตุ้บ!”
    “โอ้ย! ไอสัตว์เอ้ย”

    เนื่องด้วยพื้นลื่นและความรีบไม่แปลกหากจะลื่นล้ม หัวขโมยพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้ง พร้อมกับรับรู้ถึงบรรยากาศรอบตัวที่ต่างไปนั่นคืออาการขนลุกคล้ายเกิดไฟฟ้าสถิต ความกลัวบางสิ่งที่กำลังมาวิ่งกระจายไปทั่วร่าง และทันใดนั้นเอง

    “เปรี้ยงงงงงงงง!!!!!!!!!!!!!”


    เสียงสายฟ้าฟาดกัมปนาทกึกก้องทั่วบริเวณพร้อมแสงสว่างวาบ ก่อนเลือนหายเหลือเพียงเสียงครืนคำรามของท้องฟ้า และใครบางคนที่จมหายลงไปใต้บึงน้ำขนาดใหญ่ ทั้งสองเหตุการณ์ต่อเนื่อง เรียกรอยยิ้มมุมปากให้กับฆาตกรใจบาป ก่อนคลายแรงขึงเส้นเอ็นที่ใช้รัดคอคนสอดรู้ออก
    โนอาร์ลุกขึ้นยืน ม้วนเอ็นซึ่งเป็นหนึ่งในอาวุธที่นานครั้งจะเลือกใช้งานเก็บเข้าที่ พลางมองร่างหมดสติของนักล่าปีศาจด้วยสายตาเย็นชา การสั่งสอนคนยุ่มย่ามเรื่องของคนอื่นสักเล็กน้อย เอทอสคงว่าอะไรเขาไม่ได้ ในเมื่ออีกฝ่ายเข้ามายุ่งเอง

    ฆาตกรทิ้งร่างชายผมเงินให้ตากฝนอยู่อย่างนั้น ก่อนเดินกลับไปที่รถสีเทาเมทัลลิก ระหว่างทางเห็นศพหนึ่งในของเล่นถูกฟ้าผ่าตาย จึงหยิบบางสิ่งในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาควงเล่น สิ่งนั้นคือกุญแจรถยนต์ของจริง

    “โจรขโมย เลิกนิสัยตัวเองไม่ได้หรอก”







บท9 สมบูรณ์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-10-2019 03:54:26 โดย biOmos »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 274
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
สนุกมาก รอติดตาม ขอบคุณผู้แต่ง ชอบแม้ จะอ่านแล้ว รู้สึกทึ่งในความ โหด ของฆาตกร ไปบ้าง แต่ ลุ้นระทึกมากๆ ^^

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
   แม้ขณะนี้เวลาตามเข็มนาฬิกาบ่งบอกถึงเที่ยงวัน แต่ท้องฟ้ายังคงอึมครึมไร้แสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ สายฝนพายุคลั่งเมื่อช่วงเช้าบัดนี้หรือเพียงหยาดฝนโปรยปรายบางเบา รถสีเทาเมทัลลิกเคลื่อนตัวจอดสนิทข้างรถกระบะสีดำ เจ้าของลงจากรถด้วยสภาพเปียกปอน ผมสีเดียวกับนัยน์ตาลู่ตกบดบังการมองเห็นจนเจ้าตัวต้องเสยขึ้นอย่างรำคาญใจ ก่อนเดินเข้าบ้านทรงไทยประยุกต์
    ปีศาจในร่างมนุษย์ที่นั่งอยู่ตรงโซฟาเห็นมนุษย์กลับมาด้วยสภาพไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำ ทำท่าจะเดินมาทักทายเขา จึงเอ่ยปากไล่อีกฝ่ายให้ไปอาบน้ำสระผมให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน ดังนั้นผู้มาใหม่เลยเดินหายเข้าห้องพักของตนตามคำของเจ้าบ้าน

    เวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง มนุษย์กลับมาอีกครั้งในชุดอยู่บ้านสบายๆ ในมือถือหลอดใส่วิญญาณสองหลอด ก่อนมานั่งตรงโซฟาอีกตัวข้างปีศาจ พร้อมกับวางของฝากจากเรื่องเมื่อเช้าลงบนโต๊ะกระจก
    เอทอสมองหลอดแก้วบรรจุวิญญาณเพศชายสองดวง ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเป็นวิญญาณของพวกโจรก่อนหน้านี้ ถึงแม้กลิ่นอายวิญญาณที่สัมผัสจะมีเพียงความชั่วร้ายเบาบางไร้ความบริสุทธิ์ เฉกเช่นเดียวกับประเภทวิญญาณที่เขาเคยบอกอีกฝ่าย แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับสร้างความไม่สบายใจให้กับตัวปีศาจเอง ยิ่งมองประสานแววตาไร้ความรู้สึกผิดของผู้กระทำ ความรู้สึกนั้นยิ่งเสียดแทงจนรู้สึกเจ็บภายใน

    “เจ้าไม่ต้องหาวิญญาณให้ข้าแล้ว”
    “มันเป็นแค่ผลพลอยได้จากงาน”
    “งานนั่น... ข้าก็อยากให้เจ้าเลิกเหมือนกัน”

    โนอาร์ถึงกลับขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดของเอทอส ก่อนพยายามมองตาสีอำพันของอีกฝ่าย แต่ปีศาจกลับไม่ยอมสบตาเขา เอาแต่จ้องรอยบาดจากเอ็นบนฝ่ามือเขาซึ่งเกิดจากการต่อสู้เมื่อช่วงเช้า

    “คุณหมายความว่ายังไง?”
 
    เอทอสเลือกหลับตาสูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อเรียบเรียงถ้อยคำและความรู้สึกทั้งหมด ก่อนหันกลับไปสบตามนุษย์ตรงหน้าอย่างจริงจัง

   “หยุดฆ่าคน เลิกทำงานพรรณ์นั้นซะ ข้าไม่ชอบเจ้าที่เป็นแบบนี้”

    คำแสดงความต้องการของปีศาจ เพื่อสั่งให้เขาหยุดสิ่งที่ทำมาทั้งชีวิต ผสานกับแววตาจริงจังของเอทอสที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้โนอาร์พูดไม่ออก ความขัดแย้งและสับสนมากมายพลันก่อเกิดขึ้นภายใน ส่งผลให้เรียวคิ้วเหนือนัยน์ตาสีรัตติกาลเริ่มขมวดเข้าหากันมากขึ้นกว่าเก่า
    ความรู้สึกในส่วนลึกกำลังกระซิบบอกเขาว่า เอทอสรังเกียจในสิ่งที่เขาเป็น ทั้งที่เขาไม่เคยสนว่าแท้จริงแล้วอีกฝ่ายจะเป็นปีศาจหรืออะไร ราวกับถูกทรยศหักหลัง สองมือบนตักโนอาร์เริ่มกำแน่นเพื่อกักเก็บอารมณ์ข้างในอย่าให้ประทุออกมา ก่อนโต้ตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเยียบเย็น

    “คุณเป็นอะไร”
    “ข้า...”
    “ตลอดมาคุณไม่เคยห้าม ซ้ำยังเห็นดีเต็มใจรับวิญญาณที่ผมหามาให้ แต่วันนี้คุณกลับบอกให้ผมเลิกทำในสิ่งที่ตัวผมเป็น คุณคิดอะไรอยู่”
    “นั่นไม่ใช่ตัวเจ้า”
    “รู้จักผมไม่นาน อย่าทำเป็นรู้ดี”
    “โนอาร์!”

    นัยน์ตาสีรัตติกาลมองกลับอย่างกราดเกรี้ยว ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นก้าวเท้าไวราวกับจะออกไปข้างนอกอีกครั้งทั้งที่เพิ่งกลับมา เอทอสรีบเข้าไปขวางหน้าประตู ไม่ปล่อยให้ใครอีกคนหนีไปทั้งที่ยังคุยกันไม่จบ

    “หลบ” โนอาร์เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงใหญ่ พลางแผ่บรรยากาศกดดัน
    “ไม่ เจ้าต้องฟังข้า” เอทอสพูดพร้อมกับเดินเข้าประชิดตัวอีกฝ่าย
    “ขวับ!”
    “อย่าให้ผมต้องทำร้ายคุณ”

    มีดแหลมจากข้างเอวถูกหยิบขึ้นว่องไว ก่อนใช้จ่อลำคอของปีศาจตรงหน้า เอทอสนิ่งไปสักพัก แต่แทนที่จะถอยห่างกลับย่างเท้าเข้าหามนุษย์เรื่อยๆ ไร้ความเกรงกลัว จนปลายมีดแหลมทิ่มผิวเนื้อ และเป็นโนอาร์เองที่ต้องเริ่มถอยหลังพยายามรักษาระยะห่างระหว่างคมมีดกับลำคอของอีกฝ่าย

    “เจ้าบอกว่าข้าไม่มีทางกินเจ้า ใช่ไหม” ปีศาจเอ่ยพลางก้าวเท้ายาวขึ้น
    “...”
    “เจ้าก็ไม่มีวันทำร้ายข้าเหมือนกัน”

    เอ่ยจบเอทอสคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของมนุษย์ ก่อนออกแรงบิดจนมีดร่วงลงพื้น โนอาร์ใช้ความว่องไวพุ่งไปทางด้านหลัง ก่อนใช้แขนที่เอทอสจับข้อมือไว้ล็อกคออีกฝ่ายพร้อมเตะข้อพับ จนร่างสูงใหญ่ล้มลงกับพื้น

    “โอ้ย!”

    เสียงร้องจากปีศาจทำให้มนุษย์เผลอผ่อนแรงด้วยความเป็นห่วง และจังหวะนั้นเองที่เอทอสอาศัยโอกาสพลิกตัวกลับขึ้นไปด้านบน กดร่างมนุษย์ลงกับพื้นพร้อมใช้มือตรึงสองแขนอีกฝ่ายไม่ให้ขยับเคลื่อนไหว

    “ปล่อย!!”

    โนอาร์ที่บัดนี้อยู่ใต้ร่างปีศาจพยายามดิ้นสะบัดให้หลุดพ้นจากพันธนาการ นัยน์ตาสีรัตติกาลเต็มไปด้วยเพลิงโทสะประสานเข้ากับนัยน์ตาสีอำพันอ่านยากของคนด้านบน พร้อมกับระยะห่างที่เริ่มลดหายทุกขณะที่เอทอสใกล้เข้ามา โนอาร์อาศัยช่วงจังหวะที่เอทอสเข้าใกล้ที่สุดหวังใช้หน้าผากโขกศีรษะให้อีกฝ่ายผ่อนกำลังลง เพื่อชิงความได้เปรียบกลับมา

    ทันทีที่ระยะห่างเหมาะสมโนอาร์ผงกศีรษะขึ้นอย่างรวดเร็วตามแผน แต่ทุกสิ่งกลับตาลปัตรเมื่อสิ่งที่กระแทกกันหาใช่หน้าผาก ทว่าเป็นริมฝีปาก แรงจากการกระแทกส่งผลให้ริมฝีปากของทั้งคู่เลือดซิบ ถึงอย่างนั้นปีศาจด้านบนก็ไม่ได้ผละออก กดสัมผัสให้แนบชิดกว่าเดิม สองสายตาสบกันในระยะใกล้จนเห็นเงาสะท้อนของอีกฝ่ายในนั้น ริมฝีปากของคนด้านบนเริ่มขบเม้มดูดดึงริมฝีปากของคนใต้ร่าง ก่อนส่งปลายลิ้นร้อนปัดผ่านไรฟันขอให้มนุษย์ใต้ร่างเปิดทาง
    เมื่อได้รับการอนุญาต ลิ้นร้อนของปีศาจรีบสอดเข้ารุกล้ำเกี่ยวกระหวัดลิ้นนุ่มของมนุษย์ เกิดเสียงแลกเปลี่ยนลมหายใจดังทดแทนเสียงการต่อสู้ รสชาติสนิมของเลือดเจือจางในโพรงปากยิ่งเพิ่มอารมณ์ของสองฝ่ายให้พลุ่งพล่าน และก่อนที่อะไรจะเกินการควบคุม เอทอสเลือกดูดเม้มริมฝีปากคนใต้ร่างเป็นการส่งท้าย ก่อนดันตัวขึ้นมองหน้ามนุษย์ที่สิ้นฤทธิ์ลง

    ตอนนี้โนอาร์ราวกับสติหลุดลอยหายไปพร้อมอารมณ์โกรธเกรี้ยวก่อนหน้า เหลือแต่เพียงความรู้สึกอุ่นร้อนตรงริมฝีปากที่ยังคงเด่นชัด แม้เจ้าของสัมผัสจะผละออกไปแล้ว

   “โนอาร์... เมื่อก่อนเจ้าจะฆ่าใครหรือทำอะไรข้าไม่เคยคิดสน จนเมื่อไม่นานนี้ที่ข้าเริ่มรู้สึกไม่ชอบ”
    “ข้ารู้สึกไม่ชอบแววตาเจ้าที่ใช้ตัดพ้อข้า เพราะมันทำให้ข้าไม่สบายใจ”
    “ข้ารู้สึกไม่ชอบที่ตื่นมาแล้วสัมผัสกลิ่นอายวิญญาณของเจ้าไม่ได้ เพราะมันหมายความว่าเจ้าไม่อยู่”
    “ข้ารู้สึกไม่ชอบที่เจ้าออกไปข้างนอกทั้งที่มีพายุ เพราะมันอันตราย”
    “ข้ารู้สึกไม่ชอบที่เจ้ากลับมาในสภาพตัวเปียกโชก ไม่ชอบที่ตามตัวเจ้าต้องมีบาดแผล เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่เคยคิดดูแลตัวเอง”
    “จนถึงเมื่อครู่นี้ที่ข้าเริ่มรู้สึกไม่ชอบใจกับสิ่งที่เจ้าทำ”
    “เปล่าเลย ข้าไม่เคยนึกเกลียดชังในสิ่งที่เจ้าเป็น ข้ารู้ว่าเจ้าสนุกกับการสังหารใครต่อใคร จิตใจเจ้าดำมืดเท่าใดข้ารู้ดี แต่สิ่งที่เจ้าทำมันผิด และข้ารู้สึกไม่ชอบที่ปล่อยให้เจ้าถูกความชั่วร้ายกลืนกินเช่นนี้”
    “เจ้าพอจะรู้ไหมว่าความรู้สึกไม่ชอบพวกนี้มันหมายความว่าอะไร”

    โนอาร์เพียงนิ่งฟังคำพูดมากมายที่พรั่งพรูออกมากมาจากความรู้สึกของเอทอส สบนัยน์ตาสีอำพันซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกห่วงหาปรารถนาดี ในตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจถึงสิ่งที่ปีศาจพยายามสื่อกับเขาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น

    “โลกมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คุณคิด เอทอส” โนอาร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
    “ยังไง?”
    “เหมือนกับปีศาจ มนุษย์ไม่ได้มีแต่คนดีไปเสียหมด เราไม่ทำเขาไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ทำเรา เราหยุดแล้วไม่ได้หมายความว่าเขาจะหยุดตาม”
    “อย่างเรื่องของคุณหญิงค้ามนุษย์ ผมหยุดแล้วแต่ฝั่งนั้นไม่ ส่งคนพยายามหาตัวผม ถ้าผมไม่ยอมตอบโต้กลับ ไม่เชือดไก่ให้ลิงดู มีหรือที่คนพวกนั้นจะยอมล่าถอยเหมือนทุกวันนี้”
    “นั่นเพราะเจ้าไปฆ่าฝั่งนั้นก่อน” เอทอสเอ่ยแย้ง
    “คุณหญิงนั่นถูกสั่งฆ่าเพราะความเลวร้ายของตัวเอง ผมแค่ช่วยให้ความปรารถนาของเหยื่อเป็นจริง”
    “...”
    “ระหว่างช่วยกำจัดคนบาปให้หายไปทันทีหนึ่งกลุ่ม กลับปล่อยให้เป็นหน้าที่ของความยุติธรรมจอมปลอม คุณคิดว่าอย่างไหนจะดีต่อคนที่ต้องตกเป็นเหยื่อมากกว่ากัน”
    “...”
   “เอทอส เหยื่อไม่จำเป็นต้องถูกล่าเสมอไป”

    โนอาร์เอื้อมมือขึ้นสัมผัสใบหน้าซีกหนึ่งของปีศาจ พลางลูบแผ่วเบาราวกับปลอบประโลมนัยน์ตาสีอำพันที่เต็มไปด้วยความสับสน น้ำเสียงนุ่มนวลและนัยน์ตาสีรัตติกาลคล้ายมนตร์สะกด ขับกล่อมให้ปีศาจยอมโอนอ่อนตามคำของเขา
    การที่อยู่ดีๆ เอทอสต้องการให้เขาเลิกฆ่าและหันมาใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะไม่มีใครอยากให้คนที่ตัวเองรักเดินทางผิด และนั่นหมายความว่าเอทอสเริ่มมีความรู้สึกที่ตรงกับเขามากขึ้นแล้ว แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีวันเลิก เขาเคยบอกแล้ว ว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้เหมาะสมกับเอทอสที่สุด
    
    จะให้กลับไปไร้พลัง ไร้ความสามารถ โดนกดขี่เหมือนเมื่อก่อนเหรอ ไม่มีทาง! บนโลกนี้ถ้าไม่แข็งแกร่งจนไม่มีใครล้มได้ ก็จะถูกจ้องทำร้ายเอาเปรียบอยู่ร่ำไป


    “เอาแบบนี้ไหม” โนอาร์เริ่มหว่านล้อมจูงใจปีศาจอีกครั้ง
    “ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าผมจะรับงานอะไรหรือจะจัดการใครผมจะขอคุณก่อน ไม่ทำโดยพลการเหมือนคราวนี้อีก”
 
    คิ้วหนาของเอทอสเริ่มขมวดเขาหากัน ความรู้สึกภายในกำลังร้องเตือนว่าข้อตกลงที่มนุษย์ยื่นเสนอ กำลังบิดเบือนความต้องการจากใจจริงของเขา ทว่าไม่ทันได้เอ่ยขัด โนอาร์กลับชิงพูดเสียก่อน

    “เพียงแค่คุณบอกว่าไม่ ผมก็ไม่สามารถรับงานหรือทำร้ายใครได้เลย เสมือนการเลิกฆ่าไปโดยปริยายตามที่คุณต้องการ จริงไหมครับ”
    “...อืม”

    โนอาร์ยิ้มมุมปากบางเบาเมื่อเอทอสยอมรับข้อตกลงในที่สุด ก่อนค่อยๆ ดันตัวขึ้นจนใบหน้าสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนของปีศาจ มือที่ค้างอยู่บนแก้มอีกฝ่ายเคลื่อนไปทางด้านหลัง พร้อมกับมืออีกข้างที่ทำอย่างเดียวกัน และกลายเป็นการคล้องคอร่างสูงใหญ่ในที่สุด

    “คุณบอกว่าคุณรู้สึกไม่ชอบหลายอย่างเกี่ยวกับผม” กระซิบแผ่วเบาพลางเคลื่อนริมฝีปากเข้าใกล้ แทบเกือบจะชิดกัน
    “บอกผมได้ไหม ที่คุณทำก่อนหน้านี้ คุณรู้สึกไม่ชอบด้วยหรือเปล่า”

    ดวงตาสีอำพันซึ่งเคยเต็มไปด้วยความสับสน บัดนี้ถูกแทนด้วยภาพใบหน้าของมนุษย์ ห้วงอารมณ์ความรู้สึกที่เคยตีวุ่นอยู่ภายใน หลงเหลือเพียงความต้องการอยากลิ้มลองความหวานในโพรงปากนั้นอีกครั้ง เอทอสเพียงกระซิบตอบแนบชิดต้นกำเนิดแห่งความหวาน ก่อนเริ่มช่วงชิงลมหายใจของมนุษย์อีกครั้ง

    “ข้าชอบมัน”



    หลังการปรับความเข้าใจระหว่างมนุษย์และปีศาจ ทั้งโนอาร์และเอทอสต่างใช้เวลาร่วมกันในบ้านทรงไทยประยุกต์ เนื่องจากวันนี้ตรงกับวันพักของเจ้าของสวน ในการทำงานหนึ่งสัปดาห์ของสวนรฦกวัลย์ ทุกคนต่างรู้กันว่าจะมีหนึ่งวันที่นายใหญ่จะไม่เข้าสวน แต่หากมีเรื่องเร่งด่วนต้องการคำปรึกษา สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา ซึ่งมีน้อยครั้งที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

    ระหว่างวันปีศาจสังเกตเห็นมนุษย์มักเอามือสัมผัสริมฝีปากและอมยิ้มคนเดียวอยู่บ่อยครั้ง เขารู้เหตุผลของพฤติกรรมนั้นดี ไม่มีคำอธิบายใดๆ กับเรื่องก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น และโชคดีที่อีกฝ่ายไม่คิดถาม เพราะเขาไม่สามารถหาคำตอบให้ได้เช่นกันว่า เพราะอะไรถึงตัดสินใจทำเช่นนั้นกับอีกฝ่าย และไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่ถึงสองครั้ง ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจคือ เขารู้สึกดีกับสัมผัสนั้นเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่คงไม่แสดงออกชัดเจนแบบอีกฝ่ายแน่

    จวบจนเวลาล่วงเลยถึงช่วงค่ำ หลังการทานมื้อเย็นทั้งคู่นั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันในห้องรับแขก ข่าวในหน้าจอกำลังบรรยายถึงตำรวจที่สามารถจับกุมคนร้ายคดีฆ่าชิงทรัพย์ได้ ทำให้ปีศาจนึกถึงเรื่องที่มนุษย์เคยให้เขาตัดสินใจ เกี่ยวกับงานที่อีกฝ่ายรับมาเมื่อไม่นานนี้

    “งานเจ้าเริ่มวันไหน”

    โนอาร์ละสายตาจากโทรทัศน์ ก่อนหันมองเอทอสซึ่งกำลังมองเขาอยู่ก่อนแล้ว

    “พรุ่งนี้ คุณตัดสินใจได้แล้ว?”
    “ถ้าเจ้าไม่ทำ จะเกิดอะไรขึ้น”

    เอทอสเลือกตอบคำถามด้วยคำถาม ส่งผลให้มนุษย์ต้องใช้ความคิดคาดเดาเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นครู่หนึ่ง แล้วจึงเริ่มพูดถึงผลกระทบทั้งหมดเมื่อเขาไม่ทำตามที่ตกลง

    “ผมไม่มีปัญหาแค่คืนค่าจ้าง แต่นายหน้าคนนั้นคงถูกเล่นงานและปิดปากเพราะทำงานเสีย คนรักเขาในโรงพยาบาลก็แค่นอนรอความตาย อาจเหงาสักหน่อยเพราะคนที่มาหาไม่อยู่แล้ว ส่วนตำรวจนั่นไม่นานก็ถูกสั่งเก็บอยู่ดี”
    “เพื่อเหล่าคนบาปได้ใช้ชีวิตอยู่ดีมีสุขตลอดไป การสูญเสียเพียงสามชีวิตเป็นการเริ่มต้น เพราะตราบที่มีคนคอยขัดขวางผลประโยชน์ การสั่งเก็บจะมีอยู่เรื่อยไป”
    “แต่ไม่ต้องห่วง สักวันความยุติธรรมจะเอาคืนพวกเขาอย่างสาสม แต่คงต้องรอสักหน่อย สักสิบปี ยี่สิบปี หรืออาจนานเกินจะนับ เพราะเวลาชดใช้ความผิดถูกยืดขยายด้วยเศษกระดาษที่เรียกว่าเงิน”
    “คุณไม่ต้องสนรายละเอียดปลีกย่อยพวกนั้นหรอก สนแค่ผมไม่ทำร้ายใครตามที่คุณต้องการก็พอแล้ว จริงไหม”

    โนอาร์ยิ้มมุมปากให้กำลังใจปีศาจ ที่เงียบหายไปเพราะคิดตามคำพูดเขาจนคิ้วขมวดแน่น เขารู้ว่าเอทอสมักลังเลกับเรื่องพวกนี้  และนี่เป็นช่องว่างที่เข้าสามารถใช้จูงใจอีกฝ่ายได้ เพียงพูดให้เห็นถึงผลกระทบกับคนทั่วไป และยกให้คนที่สมควรตายอยู่สุขสบาย ทิ้งให้ปีศาจได้ลองขบคิดสักเล็กน้อย ก่อนเสนอแนวทางตามที่เขาวางไว้ เท่านี้การได้รับคำอนุญาตจากเอทอสก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
    และตอนนี้คนเจ้าแผนการคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว

    “แต่...”
    “แต่อะไร?” เอทอสถาม เมื่อได้ยินเสียงของมนุษย์ คล้ายกับต้องการพูดอะไรบางอย่าง
    “ถ้าคุณให้ผมไปปกป้องนายหน้ากับคนรักของเขาแทน นอกจากพวกเขาจะปลอดภัยแล้ว ตำรวจฝีมือดีคนนั้นก็จะไม่ถูกสั่งเก็บด้วย เพราะผมจะเปิดโปงความผิดทั้งหมดให้ทุกคนรู้ ยังไงก็ไม่มีทางหนีรอดไปทำร้ายใครอีก”
    “เจ้าจะไม่ถูกเล่นงานเองหรือไง”
    “ไม่มีใครตามสืบถึงตัวผมได้ คุณไม่ต้องห่วง”
    “แล้วเจ้า...จะมีแผลเพิ่มอีกไหม”

    เอทอสเอ่ยพลางมองสลับระหว่างรอยช้ำที่คอ และรอยบาดที่ฝ่ามือของมนุษย์ โนอาร์เพียงยิ้มมุมปากตอบรับความห่วงใยที่ปีศาจแสดงออกชัดมากขึ้น แม้ภายในใจจะสั่นไหวเพราะคำพูดของเอทอสอีกหน แต่เชื่อเถอะ มันไม่รุนแรงเท่าการสัมผัสเมื่อช่วงเที่ยงวันหรอก

    “ผมไม่สัญญาว่าจะกลับมาโดยไร้รอยขีดข่วน แต่ผมลดมันได้ ถ้าคุณอนุญาตให้ผมทำร้ายใครสักเล็กน้อย เพื่อป้องกันตัว”
    “ไม่ถึงตาย”
    “ครับ ไม่ถึงตาย”

    เอทอสมีความลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นมนุษย์ทำท่าลูบจับแผลที่ริมฝีปากตัวเองจากเรื่องเมื่อตอนเที่ยง ความลังเลก็พลันมลายในทันที

    “ข้าอนุญาต”



    เช้าวันรุ่งขึ้น บ้านพักทรงไทยประยุกต์เหลือผู้อาศัยเพียงคนเดียว เนื่องจากมนุษย์ร่วมบ้านทำมื้อเช้าเตรียมไว้ให้ ก่อนขับรถออกไปตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ใต้แก้วกาแฟที่ส่งควันขาวลอยเอื่อยพร้อมกลิ่นหอม มีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กสอดอยู่ เจ้าบ้านหยิบขึ้นมาอ่านใจความว่า

    ‘สองถึงสามวันหลังจากนี้ ผมจะกลับมาหาคุณ’
    ‘และระหว่างที่ผมไม่อยู่ อย่าทำงานเพลินจนลืมมื้อกลางวัน’

    “หึ”

    เอทอสหลุดหัวเราะเล็กน้อยกับประโยคท้ายกระดาษโน้ต บนใบหน้าคมเข้มปรากฏรอยยิ้มบางเบา เจ้าตัวเก็บโน้ตแผ่นนั้นลงกระเป๋าเสื้อ พร้อมกับเริ่มลงมือทานมื้อเช้าเพียงลำพังภายในบ้านเงียบสงบ แล้วจึงออกเดินทางไปทำงาน โดยไร้คนนั่งคู่กันเหมือนก่อนที่เขาจะได้พบกับโนอาร์


    รถกระบะสีดำเดินทางมาถึงสวนรฦกวัลย์ ก่อนเข้าจอดในตำแหน่งประจำดังทุกครั้ง แต่ที่ต่างไปคือวันนี้นายใหญ่ของสวนไม่มีคนรักคอยเดินเคียงข้างอย่างทุกที สร้างความสงสัยให้กับเหล่าคนงาน ถึงอย่างนั้นตอนกล่าวทักทายเจ้าของสวนกลับไม่มีใครคิดถาม เพราะเกรงว่าอาจก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวมากเกินไป ซึ่งนั่นใช้ไม่ได้กับลุงสมัย

    “นายน้อย แล้วว่าที่คนรักไปไหนซะล่ะ” ลุงสมัยถามถึงคนที่ไม่ได้มาด้วยทันทีหลังจบการทักทาย
    “ว่าที่?”
    “ก็คุณโนอาร์ไง ทำเป็นลืม เดี๋ยวได้โดนคุณเขาโกรธเอาหรอก”

    เอทอสเพียงขานรับในลำคอ เมื่อฟังคำเฉลยของลุงสมัย ช่วงเวลาที่โนอาร์ตีสนิทกับคนงาน คงป่าวประกาศสถานะที่คิดเองเออเองให้ใครเข้าใจผิดกันทั่วทั้งสวนแล้ว ปีศาจลองจินตนาการถึงใบหน้ามนุษย์ขณะอ้างถึงความสัมพันธ์จอมปลอมหน้าตาย ก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวระหว่างกล่าวตอบลุงสมัย รวมถึงการปล่อยผ่าน ไม่คิดแก้ไขความเข้าใจผิด

    “เขาไปทำธุระน่ะครับลุง อีกสองสามวันก็กลับ”
    “อ๋อ ก็นึกว่าหายไปไหน แล้วนั่นไปโดนอะไรมา”

    ลุงสมัยสังเกตเห็นรอยแผลตรงบริเวณริมฝีปากของคู่สนทนา จึงเอ่ยถามต่อด้วยความสงสัย ฝ่ายคนถูกซักไซ้ เพียงใช้ลิ้นเลียบริเวณตำแหน่งที่ถูกพูดถึง พลางคิดหาคำตอบกลับ

    “อุบัติเหตุนิดหน่อยครับ”
    “เหรอ... ไม่ใช่ทะเลาะกันจนเลือดตกยางออกหรอกนะ”

    ลุงสมัยกล่าวพลางมองจับผิดนายน้อยของตนพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินแยกออกไป ไม่ลืมทิ้งท้ายคำพูดให้อีกฝ่ายได้คิด เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองคน ผู้ใหญ่อย่างเขาทำได้เพียงให้คำแนะนำและเฝ้าดูอยู่ห่างๆ เท่านั้น

    “เวลาไม่เข้าใจกันก็คุยกันดีๆ อย่าใช้กำลัง เพราะถ้าเขาเจ็บ เราก็เจ็บเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”


    หลังพูดคุยกับลุงสมัยเรียบร้อยแล้ว เอทอสเดินมุ่งไปทางสำนักงานด้านหลัง ระหว่างเข้าห้องทำงาน ไม่ลืมฝากให้ศิลาซื้ออาหารมาให้หลังอีกฝ่ายกลับจากการพักเที่ยง และเมื่อนั่งลงตรงตำแหน่งประจำ นายใหญ่ของสวนหยิบกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะแปะลงในที่ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย เพื่อเป็นการเตือนไม่ให้ลืมทานมื้อกลางวันตามคำอีกฝ่าย
    โดยลึกๆ แล้วเอทอสก็ไม่เข้าใจเหตุผลการกระทำของตนนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำตามความปรารถนาดีของมนุษย์นั้น เขาไม่ได้รู้สึกแย่หรือรู้สึกเหมือนโดนบังคับ ทว่ากลับรู้สึกมีความสุขเสียด้วยซ้ำ



   เวลาผันผ่านรวดเร็วจนถึงช่วงเวลาเลิกงาน เหล่าคนงานทยอยกันกลับบ้านพักของตนกันหมดแล้ว เหลือเพียงนายใหญ่ของสวนที่ยังคงเดินตรวจตราดูผลผลิตดอกกล้วยไม้ เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องรีบกลับ เพราะไม่ว่าอย่างไรที่บ้านทรงไทยประยุกต์ก็ไม่มีใครรออยู่
    และช่วงจังหวะนั้นเอง เอทอสพลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณของมนุษย์กลุ่มหนึ่งเริ่มตีกรอบรอบตัวเขา ปีศาจไม่ได้แสดงท่าทีอื่นใดต่อสิ่งที่รับรู้ จนกระทั้งตอนนี้เขาถูกล้อมด้วยกลุ่มคนใส่ผ้าคลุมสีดำปิดบังใบหน้า กลุ่มของพวกนักล่าปีศาจ

    “มีธุระอะไร” เอทอสเอ่ยถามพลางกวาดสายตามองเหล่าผู้มาเยือน
    “เราได้ข่าวมาว่าคุณหลอกใช้มนุษย์ให้หาวิญญาณมาให้ เป็นความจริงหรือไม่”
    “ไม่”

    นายใหญ่ของสวนปฏิเสธข้อกล่าวหา เพราะนั่นไม่เป็นความจริง เขาไม่เคยสั่งให้ใครหาวิญญาณมาสังเวย จะมีก็แต่เจ้ามนุษย์เองที่ตามล่าหาวิญญาณมาให้ และคอยคะยั้นคะยอให้เขารับไป แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่เขาสงสัยตอนนี้คือ ใครเป็นคนกุเรื่องขึ้นมา

    “แต่เราพบหลอดแก้วใส่วิญญาณในบ้านคุณ เป็นวิญญาณของชายสองคนที่ถูกฆ่าเมื่อวานนี้ และมีพยานยืนยันว่าคนที่ลงมือสังหารคือ มนุษย์ที่อาศัยร่วมกันกับคุณ”

    หลักฐานหลอดแก้วสองหลอดในมือของนักล่าปีศาจ ทำให้อารมณ์ของปีศาจกินวิญญาณเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความว่าพวกนักล่าปีศาจบุกค้นพื้นที่ส่วนตัวของเขา นายใหญ่ของสวนรู้สึกราวกับถูกหยามเกียรติข้ามหัวและไม่ไว้หน้า ส่งผลให้นัยน์ตาสีอำพันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดนกดุดัน

    “เจ้าบุกรุกพื้นที่ข้า”
    “เป็นแค่ปีศาจชั้นต่ำ อย่าถือดีไปหน่อยเลย”

    เสียงคุ้นหูจากหนึ่งในกลุ่มคนที่รายล้อม เรียกให้นัยน์ตาดุหันมอง คำถามที่ว่าใครเป็นผู้แต่งเรื่องลวงหลอก และเป็นแกนนำรุกล้ำอาณาเขตของเขา คล้ายกับได้รับคำตอบแล้ว จะเป็นใครได้ ถ้าไม่ใช่นักล่าปีศาจที่คอยเอาแต่หาเรื่องเขาอยู่ตลอด
    ฝ่ายคนถูกจ้องไม่คิดปิดบังตัวตน เปิดผ้าคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มพร้อมเส้นผมสีเงินเอกลักษณ์ของเจ้าตัว แต่ที่แปลกไปคือร่องรอยบาดแผลบริเวณลำคอจากการถูกบางสิ่งรัด รอยเดียวกันกับที่เห็นตรงฝ่ามือของโนอาร์ เบาะแสเล็กน้อยเพียงพอให้ปีศาจสามารถปะติดปะต่อเรื่องราว และเมื่อเอทอสเริ่มเข้าใจสิ่งที่อาจเกิดขึ้น พลันปรากฏรอยยิ้มเยาะดูถูกบนใบหน้าของปีศาจ

    “แผลที่คอนั่น ใช่เพราะเจ้ายื่นจมูกยุ่งเรื่องของชาวบ้านมาหรือเปล่า”

    คำพูดถากถางของเอทอส ถึงกับทำให้ภาคินเลือดขึ้นหน้า เตรียมปรี่เข้าไปจัดการกับปีศาจปากดี แต่กลับถูกเหล่านักล่าปีศาจคนอื่นๆ กันตัวไว้

    “เราให้โอกาสอีกครั้ง คุณใช้ให้มนุษย์หาวิญญาณมาให้จริงหรือไม่” นักล่าปีศาจผู้ถือหลอดใส่วิญญาณเอ่ยถามอีกครั้ง
    “ข้าบอกว่าไม่”
    “ในเมื่อไม่ยอมรับ เห็นทีคงต้องใช้กำลังจนกว่าจะยอมสารภาพ”

    หลังพูดจบ นักล่าปีศาจทุกคนต่างตั้งท่าพร้อมจู่โจมปีศาจหนึ่งเดียวที่อยู่กลางวงล้อม แต่ละคนล้วนมีอาวุธครบมือไม่ว่าจะเป็น มีด หอก หรือดาบ รวมไปถึงอาวุธระยะไกลอย่างปืนและหน้าไม้ แสดงให้เห็นว่าคนพวกนี้ไม่ได้ต้องการจะเจรจากับเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
    เอทอสกลับคืนสู่ร่างแท้จริง พร้อมตั้งท่าเตรียมรับการโจมตีรอบด้าน พลางนึกถึงคำพูดหนึ่งของโนอาร์

    ‘เราไม่ทำเขาไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ทำเรา เราหยุดแล้วไม่ได้หมายความว่าเขาจะหยุดตาม’
    ‘โลกมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คุณคิด เอทอส’



    ในช่วงเวลาเดียวกัน ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มท่าทางเคร่งขรึมลงจากรถหลังจอดสนิท ในมือถือช่อดอกกล้วยไม้สีขาวบริสุทธิ์ พร้อมถุงผลไม้ของเยี่ยม เดินมุ่งตรงเข้าตัวอาคาร ก่อนกดลิฟต์ขึ้นชั้นประจำด้วยความเคยชิน ไม่นานชายหนุ่มก็หยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง ใช้เวลาทำสมาธิสักพักในการผ่อนคลายอารมณ์ เพื่อไม่ให้คนด้านในต้องเป็นห่วงหรือคอยกังวลเรื่องของเขา
    หลังมั่นใจว่าพร้อมแล้ว ชายหนุ่มปั้นหน้ายิ้ม ก่อนค่อยๆ เปิดประตูอย่างแผ่วเบาเดินเข้าไปภายในห้อง แต่แล้วทั้งรอยยิ้มและอารมณ์ที่คอยกักเก็บหน้าห้องพลันมลายสิ้น เมื่อพบแขกไม่ได้รับเชิญกำลังพูดคุยโต้ตอบกับคนรักของเขา

    “อ้าว มาแล้วหรือกร”

    คนบนเตียงหันมาเห็นชายหนุ่มจึงกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ส่งผลให้ มังกร จำต้องยิ้มตอบกลับ ทั้งที่ภายในกำลังร้อนรุ่ม เมื่อสบตากับคนที่ไม่ควรมาอยู่ที่นี่

    “เพื่อนกรเขามารอคุยธุระกับกรอยู่น่ะ แล้วทำไมทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นล่ะ”

    หญิงสาวเพียงคนเดียวในห้องเอ่ยถาม เมื่อเห็นแฟนหนุ่มจ้องเพื่อนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ส่วนชายหนุ่มพอได้รับคำท้วงจากคนรักก็รีบปรับแววตาให้อ่อนลง ก่อนทำทีไม่ใส่ใจใครอีกคนที่อยู่ในห้อง เดินไปวางถุงผลไม้บนโต๊ะ นำช่อดอกกล้วยไม้มาเปลี่ยนในแจกันโต๊ะข้างเตียง พลางพูดคุยกับคนรักเล็กน้อย แล้วค่อยเหลือบมองเพื่อนของตน

    “มีธุระจะคุยไม่ใช่เหรอ ตามมาสิ โนอาร์”
    


บท10 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2020 19:07:49 โดย biOmos »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ CKJPQQ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 274
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
ขอบคุณที่มาอัฟจร้า  รอลุ้นตอนต่อไป  ^^

ออฟไลน์ CKJPQQ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

    พื้นหญ้าเขียวชอุ่ม พุ่มไม้ชูต้นพลิ้วไหวตามแรงลม มีจุดนั่งพักสำหรับผู้ที่เหนื่อยล้าหรืออ่อนแรงจากความทุกข์ ได้ให้ธรรมชาติช่วยเยียวยาจิตใจ ที่แห่งนี้คือสวนดาดฟ้าของโรงพยาบาลซึ่งเปิดให้ประชาชนสามารถเข้ามาพักผ่อนคลายความเศร้าและหม่นหมอง ก่อนกลับลงไปเผชิญหน้ากับความจริงด้านล่างอีกครั้ง
    เช่นเดียวกับชายสองคนที่ยืนอยู่บริเวณราวกั้น ชมแดนสนทยาซึ่งกำลังถึงกาลสิ้นสุด ดวงอาทิตย์ทอแสงสีส้มแดงจวนลับขอบฟ้า สายลมอ่อนยามเย็นพัดผ่านให้ความรู้สึกสงบ และเมื่อแสงสุดท้ายเลือนหายไป โคมไฟรายทางพลันสว่างส่องแสงสีนวลอบอุ่นขับไล่ความมืดมิด ราวกับเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องจิตใจผู้คนที่กำลังสับสนไม่ให้ถูกความสิ้นหวังกลืนกิน
    แต่น่าเศร้าที่เหล่าผู้พิทักษ์ไม่อาจช่วยปัดเป่าความมัวหมองจากใจของชายหนุ่มในตอนนี้ได้ เมื่อชายอีกคนข้างกันเป็นดั่งหลุมดำดูดกลืนทุกแสงแห่งความหวัง

    “อย่าเอาเธอมาเกี่ยวด้วย”

    น้ำเสียงอ่อนล้าหมดแรงเป็นของชายหนุ่มผู้มีอารมณ์ครุกรุ่นในตอนแรก บัดนี้เหลือเพียงความอึดอัดทรมานคล้ายคนจมน้ำขาดอากาศ เมื่อฟังเหตุผลในการมาและแผนการเลวร้ายที่เขาต้องเข้าร่วมอย่างไม่อาจเลี่ยง ผ่านทางน้ำเสียงเรียบเรื่อยสบายๆ จากปากของผู้มีจิตใจโหดเหี้ยมเกินมนุษย์

    “ถ้าเธอไม่รับรู้ คุณมีโอกาสสูงที่จะไม่ได้กลับมาหาเธออีก”
    “...”
    “คุณจะทิ้งเธอให้นอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยว”
    “แต่เธอเป็นโรคหัวใจ!! ...มันเสี่ยงเกินไป”

    มังกรตวาดกลับเสียงดังก่อนจะแผ่วเบาในช่วงท้าย สายตาชายหนุ่มสั่นไหวไปด้วยความกลัวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดในอีกไม่ช้า ความรู้สึกอึดอัดทรมานที่กลางอกนี้คงเป็นความรู้สึกเดียวกับที่คนรักเขาพยายามต่อสู้มาโดยตลอด

    โรคหัวใจที่คอยบั่นทอนชีวิตคนรักเขา เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจุดชนวนทุกเมื่อ หากเธอมีความเครียดหรือได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่เคยคิดบอกสิ่งที่เขาแบกรับไว้ให้เธอรู้ แต่แผนการในวันพรุ่งนี้จะทำให้เธอรู้ทุกอย่าง และเขามั่นใจว่าเธอจะรับไม่ได้กับสิ่งที่เขาทำ ซึ่งอาจทำให้เธอจากเขาไปก่อนเวลาอันควร และนั่นคือสิ่งที่เขากลัวที่สุด

    “ถ้าอยากอยู่กับเธอต่อไป คุณไม่มีสิทธิเลือก เอาโทรศัพท์ของคุณมาให้ผม”
     “...”
     
    ผู้ไม่เคยสนใจใครนอกจากปีศาจผู้เป็นที่รัก พูดกล่าวอย่างเย็นชาราวกับความเป็นความตายของหญิงสาวในห้องพักไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ก่อนสั่งผู้ว่าจ้างซึ่งบัดนี้อยู่ในสถานะตัวหมากบนกระดาน ให้ส่งโทรศัพท์ของตนมา คนถูกสั่งล้วงหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าข้างกางเกงด้วยท่าทีอ่อนล้า และนำมาวางบนฝ่ามือของคนเจ้าแผนการ

    “ผมหมดธุระแล้ว คุณควรรีบกลับไปหาเธอที่ห้อง เพราะนี่อาจเป็นคืนสุดท้ายที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน”

    เมื่อได้ของที่ต้องการ โนอาร์เพียงเอ่ยคำแนะนำก่อนเดินออกจากสวนดาดฟ้า ปล่อยให้ชายหนุ่มจมอยู่กับความคิดเพียงลำพัง ท่ามกลางแสงนวลของโคมไฟที่ไม่อบอุ่นอย่างเช่นเคย และสายลมที่พัดผ่านให้ความรู้สึกหนาวเหน็บถึงภายใน


    เสียงปิดประตูห้องพักผู้ป่วยแผ่วเบา ก่อนจะตามมาด้วยร่างของชายหนุ่มที่พยายามปั้นหน้ายิ้มแย้มทั้งที่แววตาเศร้าหมอง เดินตรงไปนั่งเก้าอี้ข้างเตียงของคนรัก ฟุบหน้าลงกับพื้นเตียงพลางจับมือบนตักของหญิงสาวให้มาวางบนซีกแก้มด้านหนึ่งของตนอย่างขอกำลังใจ ท่าทางออดอ้อนของชายหนุ่ม เรียกรอยยิ้มให้กับหญิงสาวก่อนเริ่มไล่เรียวนิ้วลูบใบหน้าคม พลางมองชายคนรักด้วยสายตาอ่อนโยน

    ในวันที่ หยก ล้มป่วยเธอเตรียมใจไว้แล้วว่ามังกรคงบอกเลิกกับเธอ ไม่มีใครอยากใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เป็นได้เพียงภาระอย่างหล่อน แต่แล้วชายหนุ่มกลับทำให้เธอประหลาดใจและดีใจอย่างถึงที่สุดที่ยอมมอบความรักให้กับชายคนนี้ เพราะเมื่อมังกรทราบข่าวนอกจากอีกฝ่ายจะไม่ยอมปล่อยมือจากเธอ ยังให้กำลังใจและคอยอยู่เคียงข้างเสมอ จนเธอสามารถอยู่ได้จนถึงตอนนี้ ต้องขอบคุณอีกฝ่ายจริงๆ ที่ไม่เคยทิ้งกัน ดังนั้นการตอบแทนอีกฝ่ายโดยเป็นการที่พักพิง ที่ชาร์จพลังในยามชายหนุ่มเหนื่อยล้าเช่นครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่มังกรทำเพื่อเธอมาโดยตลอด

    “เด็กชายมังกรเป็นอะไรคะ งานหนักเหรอ” หญิงสาวเริ่มถามไถ่แฟนหนุ่ม เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยอมเงยหน้าขึ้นมอง
    “หึๆ หนักเอาการเลยแหละ”
    “ค่อยคิดค่อยแก้ อย่าเครียดมาก เดี๋ยวหน้ากลายเป็นคุณลุงไม่รู้ด้วยนะ”
    “ถ้ากรกลายเป็นลุงแล้วป้าหยกจะทิ้งกรเหรอครับ”

    ชายหนุ่มเย้าแหย่คนรักส่งผลให้ได้รับกำปั้นเล็กๆ ทุบที่หัวไหล่เป็นการตอบแทน สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับทั้งสองในห้องพักผู้ป่วย สองเสียงพูดคุยโต้ตอบสลับกันระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาวแปรเปลี่ยนบรรยากาศโดยรอบให้เต็มไปด้วยความสุขและอบอุ่นใจ จวบจนกระทั่งยามต้องส่งผู้ป่วยเข้าสู่ห่วงนิทรา มังกรลูบหัวหญิงสาวด้วยความรักใคร่ ก่อนก้มลงจุมพิตนุ่มนวลลงบนหน้าผากคนรัก แล้วจึงกล่าวราตรีสวัสดิ์

    “ฝันดี ฝันถึงกรด้วยนะ”
    “บ้า” ท่าทางเขินอายพลางเอาผ้าห่มขึ้นปิดหน้าเหลือไว้เพียงดวงตา เรียกรอยยิ้มเอ็นดูให้กับชายหนุ่ม
    “พรุ่งนี้เรามาสู้ไปด้วยกันอีกครั้งนะ”
    “แน่นอนอยู่แล้ว”

    คำตอบกลับจากคนรักพอเรียกขวัญกำลังใจให้กับมังกร แม้การต่อสู้ในวันพรุ่งนี้จะหนักหนาสาหัส แต่เขาเชื่อว่าเราทั้งสองจะผ่านมันไปได้ ชายหนุ่มผละออกจากเตียงคนรักเดินไปปิดไฟ ก่อนทิ้งตัวลงนอนที่โซฟาเหมือนทุกคืน ช่วงที่เปลือกตากำลังปิดลง พลันได้ยินเสียงจากเตียงผู้ป่วย ส่งผลให้ใบหน้าชายหนุ่มปรากฏรอยยิ้มบางเบา ก่อนจะหลับใหลจมลงสู่ห้วงนิทรา

    “ฝันดีนะกร อย่าลืมฝันถึงหยกด้วยล่ะ”



    ช่วงเวลาเที่ยงคืนกว่า เป็นเวลาที่ใครหลายคนล่องลอยอยู่ในทะเลแห่งความฝัน แต่ไม่ใช่กับใครคนหนึ่งที่เพิ่งละสายตาออกจากหน้าจอโน้ตบุ๊ก หลังหาข้อมูลของเป้าหมายจนครบถ้วน คนเจ้าแผนการลุกออกจากโต๊ะทำงานหน้ากระจก ก่อนเดินมาทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มสีขาวสะอาด

    ขณะนี้โนอาร์อยู่ในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง ไม่ห่างจากโรงพยาบาลที่มังกรและคนรักอยู่มากนัก โดยผู้ที่กำลังกลายเป็นของเล่นเพชฌฆาตคือ นักการเมืองผู้มีอิทธิพลในพื้นที่นี้ มีข้ารับใช้เป็นตำรวจยศใหญ่ ไม่แปลกเลยที่การทำเรื่องผิดกฎหมายอย่างการค้าของเถื่อน เปิดบ่อนพนัน หรือการเป็นแหล่งพักและกระจายยาเสพติดถึงได้ปิดเงียบจนถึงตอนนี้ เพราะใครก็ตามที่พยายามเปิดโปงคงถูกสั่งยัดข้อหาดำเนินคดี หรือไม่อาจถูกสั่งอุ้มกลายเป็นศพอยู่ที่ไหนสักแห่งกันหมดแล้ว
    ซึ่งความมีอำนาจของเป้าหมายไม่ได้สร้างความเกรงกลัวให้กับผู้ที่ริอ่านลองดีแม้แต่น้อย กลับกันยังเรียกร้อยยิ้มมุมปากให้กับผู้ท้าทาย ยามนึกถึงความสิ้นหวังหมดหนทางที่ฉายชัดภายในดวงตาและน้ำเสียงที่สั่นไหว เมื่อรู้ว่าทุกสิ่งอย่างที่มีไม่สามารถช่วยเหลือตนได้เลย

    หากลองเทียบความมีอิทธิพลระหว่างเป้าหมายครั้งนี้กับท่านนิรัชอดีตของเล่นนั้นไม่อาจเทียบกันได้ ไม่ใช่ว่าครั้งนี้เป้าหมายมีอำนาจเหนือล้นกว่ามาก กลับกันเลย พลังอำนาจทั้งหมดที่นักการเมืองคนนี้มี ไม่ถึงเศษเสี้ยวเดียวของท่านนิรัชด้วยซ้ำ ดังนั้นการต่อกรกับผู้ทรงอิทธิพลในวันรุ่งขึ้นในสายตาโนอาร์ จึงไม่ต่างจากการเล่นของเล่นเกรดต่ำสักชิ้นหนึ่ง


    หลังพักสายตาและจินตนาการถึงความสนุกของวันพรุ่งนี้ เจ้าของห้องพักลุกขึ้นจากเตียง เดินไปปิดเครื่องโน้ตบุ๊กพร้อมปลดอาวุธประจำกายวางลงข้างกัน ก่อนเดินหายเข้าห้องน้ำ ผ่านไปสักพักหนึ่งจึงกลับออกมาด้วยชุดคลุมอาบน้ำพลางใช้ผ้าผืนเล็กเช็ดให้ผมแห้ง ระหว่างเดินไปที่เตียงเห็นเงาของตัวเองในกระจกจึงหันมอง
    รอยช้ำบริเวณลำคอเริ่มจางหายแต่ยังคงสังเกตเห็นได้ชัดอยู่ แผลที่ริมฝีปากตอนนี้ไม่รู้สึกแสบแล้ว แต่สัมผัสจากเหตุการณ์นั้นยังคงเด่นชัดในความรู้สึก ส่งผลให้รอยยิ้มมุมปากพลันปรากฏอีกครั้ง แต่คราวนี้เกิดจากความสุขภายใน

    โนอาร์หยิบโทรศัพท์บนโต๊ะกระจก กดส่งข้อความถึงใครบางคนเป็นครั้งแรก เมื่อเรียบร้อยจึงวางลงตำแหน่งเดิมโดยไม่รอการตอบกลับ เพราะมั่นใจว่าดึกดื่นป่านนี้อีกฝ่ายคงหลับไปนานแล้ว ชายผู้เย็นชากับทุกสิ่งบนโลกยกเว้นกับปีศาจเพียงตนเดียว นำผ้าเช็ดผมไปตากที่ราวก่อนปิดไฟและขึ้นเตียงเพื่อพักผ่อนเตรียมพร้อมรับความสนุกในวันพรุ่งนี้ พลางนึกถึงใบหน้าของปีศาจเมื่อเห็นข้อความของเขาในยามเช้าว่า อีกฝ่ายจะแสดงสีหน้าเช่นไร

    ‘ราตรีสวัสดิ์และอรุณสวัสดิ์ล่วงหน้าเอทอส คุณคงกำลังคิดถึงผม เหมือนที่ผมกำลังคิดถึงคุณอยู่ตอนนี้แน่’



    ในยามสายของวันใหม่เกิดเสียงเรียกเข้ามือถือของมังกรที่โนอาร์ยึดมาเมื่อเย็นวานนี้ โนอาร์เพียงกดรับสายก่อนปล่อยทิ้งไว้บนโต๊ะตามเดิม แล้วจึงหันกลับไปแต่งตัวเตรียมออกจากโรงแรมต่อ โดยไม่สนใจคำพูดพล่ามจากปลายสายแต่อย่างใด

    “ตำรวจนั่นยังไม่ตาย หมายความว่ายังไง”
    “...”
    “เฮ้ย! ตอบ! คิดจะเชิดเงินหนีเหรอ อยากลองดีหรือไง”
    “...”
    “ได้! ระวังตัวมึงไว้ให้ดี”
 
    หลังเสียงน่ารำคาญหยุดลง โนอาร์จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาปลายสายเมื่อครู่นี้ เป็นการกล่าวคำอารัมภบทของเกมที่ไม่มีใครอยากเล่น

    ‘อยู่โรงพยาบาล ถ้าคิดว่ามีปัญญาทำอะไรได้ก็ลองดู’


 
    “เดี๋ยวมึงเจอกู”

    เสียงพูดกัดฟันด้วยความโมโห เป็นของลูกน้องที่รับหน้าที่ตามเรื่องการสั่งเก็บตำรวจ หลังได้อ่านข้อความท้าทายจากปลายสายที่โทรหาเมื่อครู่นี้ จึงนำเรื่องและข้อความไปรายงานให้นายฟังในห้องทำงาน

    หลังนายใหญ่ได้อ่านข้อความและฟังคำกล่าวอ้างที่ผ่านการเติมแต่งป้ายสีจากลูกน้อง รอยยิ้มเย้ยหยันพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าชายวัยกลางคน ก่อนยกหูโทรศัพท์สั่งการเส้นสายให้จัดการคนไม่เจียมตัวให้รู้สำนึกว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร

    “ส่งตำรวจไปจับคนที่โรงพยาบาลXXXหน่อย เดี๋ยวหลักฐานเอาผิดจะให้ลูกน้องส่งตามไป”
    “ครับท่าน”
    “เออ! เดี๋ยว” นายใหญ่เรียกรั้งปลายสายไว้ เมื่อนึกถึงแผนการบางอย่างได้
    “ครับ?”
    “ให้ตำรวจหน้าใหม่นั่นมาด้วย จะได้จัดการทีเดียว”
    “ครับท่าน”



     ณ โรงพยาบาลที่ความสงบสุขกำลังจะหมดไป ชายหนุ่มปลอกส้มพลางป้อนคนรักสลับกับป้อนตัวเอง ระหว่างดูรายการโทรทัศน์ร่วมกัน แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาสายมากแล้ว แต่มังกรกลับเอื่อยเฉื่อยไม่มีทีท่าว่าจะขยับลุกเตรียมตัวไปทำงานอย่างทุกที สร้างความสงสัยให้กับหญิงสาวจนต้องเอ่ยปากถาม

    “วันนี้โดดงานเหรอกร ไม่ดีเลยนะ”
    “โอ้โฮ ทำไมมองแฟนตัวเองแง่ร้ายขนาดนั้น” ชายหนุ่มโอดครวญ เมื่อได้ฟังคำของแฟนสาว
    “ตอนเรียนก็ชอบโดดบ่อยจะตาย”
    “นั่นมันสมัยก่อนไหม เดี๋ยวนี้โตแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว คุณก็รู้ดีไม่ใช่หรือครับคุณหยก”

    มังกรพูดหยอกล้อพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้หญิงสาว จนเธอต้องเบี่ยงหลบซ้ายขวาสร้างเสียงหัวเราะสนุกสนานและบรรยากาศผ่อนคลายให้กับห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แห่งนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะพลันมลายสิ้น เมื่อเสียงเปิดประตูสู่โลกความจริงดังขึ้น

    “ปึง!!”
    “อย่าขยับ!!!”

    เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายกรูกันเข้ามาในห้องพักเล็กแคบจนดูอึดอัด สร้างความตื่นตกใจให้กับหญิงสาวบนเตียง ชายหนุ่มเพียงบีบมือแฟนสาวพลางส่งสายตาอ่อนโยนราวกับจะบอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวล ก่อนหันกลับไปมองเหล่าเจ้าหน้าที่ด้วยท่าทีเคร่งขรึมไร้ความหวาดหวั่น

    “จับสิ”

    เมื่อเห็นว่าผู้ต้องหายินยอมไม่คิดต่อสู้ ตำรวจจึงเข้าจับกุมใส่กุญแจมือชายหนุ่มเตรียมพาออกจากห้อง ระหว่างนั้นหญิงสาวพยายามถามเจ้าหน้าที่ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน หนึ่งในตำรวจเลยแจ้งข้อกล่าวหาแฟนหนุ่มให้เธอทราบ พลันน้ำตาแห่งความผิดหวังเสียใจจึงถึงคราวไหลริน

    “มีหลักฐานยืนยันว่าผู้ต้องหามีการลักลอบค้าอาวุธผิดกฎหมาย อีกทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ้างวานฆ่าหลายคดี”
    “...ไม่จริง... ไม่จริงใช่ไหมกร”

    หญิงสาวร่ำไห้รู้สึกปวดแปลบที่กลางอก แต่เธอกลับไม่สนใจสัญญาณเตือนขีดจำกัดร่างกายของตัวเอง พยายามลุกขึ้นนั่งบนเตียงผู้ป่วยเพื่อที่จะได้สบตาคนรักได้อย่างชัดเจน แต่ชายหนุ่มกลับหันหน้าหนีเธอไม่ยอมสบตา ไม่ว่าเธอจะร้องถามเท่าไรก็ไร้ซึ่งคำตอบ มีเพียงเสี้ยววินาทีที่ชายหนุ่มเหลือบมองเธอขณะถูกนำตัวออกจากห้อง แม้เพียงชั่วครู่แต่เธอกลับสัมผัสถึงคำขอโทษที่ฉายชัดพาดผ่านดวงตาอีกฝ่าย เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่ตำรวจกล่าวเป็นเรื่องจริง
    ความผิดหวังเสียใจพลันอัดแน่นที่กลางอก ส่งผลให้อวัยวะที่ใช้สูบฉีดเลือดบีบรัดอย่างรุนแรงสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวมหาศาล ร่างหญิงสาวฟุบลงกลับเตียงรู้สึกราวกับขาดอากาศหายใจ สองมือกำแน่นที่หน้าอกพร้อมกับสติและภาพด้านหน้าที่เริ่มเลือนรางมืดดับลงทุกช่วงขณะ
 
    “หยก!!!!!”
 
    มังกรทันเห็นคนรักล้มลงต่อหน้าต่อตา หัวใจพลันกระตุกวูบตะโกนเรียกชื่อคนรักสุดเสียง พลางสลัดเหล่าเจ้าหน้าที่จับกุมเพื่อจะเข้าไปหาคนรักตามสัญชาตญาณ แน่นอนแรงของผู้ต้องหาเพียงคนเดียวไม่อาจสู้กำลังของตำรวจได้ ส่งผลให้ชายหนุ่มถูกกดตัวลงกับพื้นข้างเตียง ให้ทนดูแฟนสาวซึ่งกำลังทรมานจวนจะขาดใจอย่างไม่อาจช่วยอะไรได้

    “กดเรียกหมอสิวะ!!! ยืนบื้ออะไรอยู่!!!”

    ชายหนุ่มที่หัวใจรู้สึกเจ็บทรมานไม่แพ้หญิงสาว รีบตะโกนสั่งตำรวจกดปุ่มเรียกพยาบาลข้างเตียงคนไข้ ไม่นานเหล่าคุณหมอและพยาบาลต่างวิ่งพากันเข้ามาในห้องรีบเข้าช่วยเหลือหญิงสาว เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยกันพาผู้ต้องหาและพวกของตนออกจากห้องเพื่อไม่ให้ขัดขวางการช่วยชีวิต เหตุการณ์วุ่นวายจึงสงบลง
    ผู้ต้องหาไม่ได้รับความเห็นใจให้อยู่รอดูอาการคนรัก ถูกนำตัวลงมาด้านล่างของโรงพยาบาล พาขึ้นไปอยู่หลังรถกระบะของเจ้าหน้าที่ ก่อนถูกนำส่งสถานีตำรวจ


    เมื่อออกจากโรงพยาบาลมาได้สักพัก ระหว่างทางที่ขบวนรถตำรวจเคลื่อนที่พลันถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยรถเก๋งสีดำ กลุ่มชายปกปิดอำพรางใบหน้าลงจากรถ ก่อนพากันยกอาวุธปืนเล็งมาทางรถของเจ้าหน้าที่ กลุ่มตำรวจเตรียมพร้อมรับการโจมตีและโต้กลับตามแบบแผนที่ได้รับการฝึกมา โดยไม่ลืมการคุ้มกันผู้ต้องหาให้ปลอดภัย รวมไปถึงป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนี และไม่นานการปะทะก็เริ่มขึ้น เมื่อฝ่ายคนร้ายลงมือยิงก่อน ไร้ซึ่งการเจรจาพูดคุย

    เสียงปืนกระสุนดังสลับกันระหว่างสองฝั่ง โดยเป้าหมายหลักของคนร้ายคล้ายต้องการสังหารผู้ต้องหาและเจ้าหน้าที่หน้าใหม่ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ที่เหลือต้องเพิ่มกำลังคอยคุ้มกันเพื่อนกับผู้ต้องหามากขึ้น ตำรวจนายหนึ่งอาศัยช่วงชุลมุนแจ้งเหตุและเรียกกำลังเสริม แต่ยังไม่ทันได้กดเรียกพลันรู้สึกหน้ามืดหมดแรง พร้อมกับร่างและสติที่วูบดับลง
    ในตอนนี้ทั้งฝ่ายตำรวจและผู้ร้ายต้องรับการจู่โจมจากสองด้าน เมื่อต่างถูกลอบโจมตีจากระยะด้วยปืนยาสลบจากอีกหนึ่งกลุ่มไม่ทราบฝ่าย ส่งผลให้ตำรวจและผู้ร้ายกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เมื่อต้องคอยหลบการโจมตีจากฝั่งตรงข้าม และต้องคอยแวดระวังกระสุนยาสลบที่มารอบทิศทาง

    ยิ่งเวลาผ่านไป จำนวนทางฝั่งเจ้าหน้าที่และคนร้ายยิ่งลดน้อยลง และในที่สุดเสียงการปะทะก็ได้ถึงกาลสิ้นสุด พร้อมกับร่างสมาชิกคนสุดท้ายในสมรภูมิที่หมดสติล้มลงกับพื้น กลุ่มลอบโจมตีต่างทยอยออกมาจากที่หลบซ่อน ทุกคนล้วนใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าและถือปืนยาวสำหรับยิงกระสุนยาสลบคนละกระบอก เดินล้อมกรอบเข้าหาผู้ต้องหาหนึ่งเดียวที่ยังมีสติอยู่บนหลังรถกระบะ
    หนึ่งในกลุ่มคนกระโดดขึ้นหลังรถกระบะ พลางจับผู้ต้องหาหันหลังก่อนไขกุญแจปลดพันธนาการให้เป็นอิสระ แม้มังกรจะรู้ว่าคนที่อยู่ภายใต้หน้ากากนั้นคือใคร แต่อดตกใจกับวิธีการของอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี เนื่องจากตอนเล่าแผนการอีกฝ่ายไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก

    “ไม่นานเดี๋ยวพวกตำรวจก็มาอีกเอาไงต่อ” ชายใส่หน้ากากรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งถามขึ้น
    “เอาตำรวจนายนี้กับพวกสอดรู้ทั้งหมดไปเก็บไว้ ส่วนพวกที่เหลือไม่ต้องสนใจ”

    เสียงเย็นชาคุ้นหูดังมาจากชายสวมหน้ากากที่เพิ่งปลดกุญแจมือให้ผู้ต้องหา เอ่ยสั่งกลุ่มคนโดยรอบพลางชี้นิ้วไปที่ตำรวจคนสุดท้ายที่เพิ่งสลบไป ตำรวจหน้าใหม่ฝีมือดีที่มังกรได้รับคำสั่งให้จัดการ

    “ปืนยาสลบ ไม่สมกับเป็นนายเลยนะ”

    เสียงผู้หญิงหนึ่งในกลุ่มคนสวมหน้ากากพูดขึ้นลอยๆ พลางจับอาวุธในมือพลิกไปมา คนถูกเหน็บแนมไม่คิดตอบกลับ เพราะไม่เห็นความจำเป็น เดินไปลากร่างไร้สติของหนึ่งในผู้ร้ายขึ้นรถที่จอดเตรียมไว้
    สาเหตุของการเลือกใช้อาวุธนุ่มนวลอย่างปืนยาสลบจะได้รับอิทธิพลจากใครได้ ถ้าไม่ใช่ปีศาจกินวิญญาณที่สั่งห้ามเขาฆ่าใคร ดังนั้นอาวุธที่ควรจะสามารถกำจัดศัตรูได้ภายในครั้งเดียว จึงเหลือเพียงอาวุธเด็กเล่นเช่นนี้ แม้จะหงุดหงิดรำคาญใจเวลาใช้อยู่บ้าง แต่ถ้าให้เลือกขัดคำของปีศาจเพื่อความสนุกส่วนตัว แน่นอนเขาเลือกหงุดหงิดเพื่อรักษาความเชื่อใจระหว่างปีศาจและเขาไว้ดีกว่า

    หลังช่วยกันนำร่างไร้สติของกลุ่มผู้ร้ายและหนึ่งตำรวจขึ้นรถเรียบร้อย หัวหน้ากองกำลังสวมหน้ากากแยกคนออกเป็นสามกลุ่ม หนึ่งขับรถพาพวกของเล่นไปเก็บ สองไปจับเด็กน้อยลูกสาวของนักการเมืองที่กำลังอยู่ที่โรงเรียนมา และสามให้ไปช่วยเขาบุกบ้านนักการเมือง
    เมื่อแบ่งหน้าที่เรียบร้อย ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน มังกรเดินตามโนอาร์ซึ่งขณะนี้รับบทผู้นำกลุ่มคนสวมหน้ากาก พลางกระซิบถามว่ากลุ่มคนพวกนี้เป็นใคร

    “นักฆ่าที่รู้จัก”
 
    คำตอบเรียบสั้นไร้การอธิบายเพิ่มเติม ดังมาจากคนที่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปรถเก๋งของผู้ร้ายอยู่ในขณะนี้ ก่อนกดส่งให้เป้าหมายรู้ตัวว่าเกมได้เริ่มขึ้นแล้ว



    ขณะที่ลูกน้องของนักการเมืองพยายามติดต่อคนที่ส่งไปจัดการตำรวจและคนลองดีสักพักใหญ่แล้ว แต่กลับไร้วี่แววการรายงานผล พลันมีข้อความชุดหนึ่งส่งข้อเข้ามาและไฟล์รูปภาพสองรูปเป็นการปิดท้าย ลูกน้องเปิดดูข้อความพบว่า ถูกส่งมาจากคนที่ควรจะถูกจัดการอยู่ตอนนี้ สร้างความไม่ชอบมาพากลให้กับผู้เปิดดูข้อความ และเมื่อได้อ่านเนื้อหาด้านในยิ่งรู้สึกไม่น่าไว้วางใจ

    ‘เริ่มเกมลักซ่อน’
    ‘หมดเวลาเมื่อแสงของวันพรุ่งนี้มาถึง’
    ‘วิธีหยุดเกมคือ การยอมสละ และ เปิดเผย’
    ‘หากเกมหมดเวลา ทุกตัวละครจะถูกกำจัด’

    ท้ายข้อความกติกาเกมประหลาด ปรากฏรูปภาพสองภาพ หนึ่งรูปของตำรวจที่นายสั่งเก็บ และสองเป็นภาพรถเก๋งสีดำของกลุ่มคนที่ถูกสั่งให้ไปจัดการเป้าหมาย แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้จนถึงตอนนี้

    ลูกน้องรีบนำโทรศัพท์มือถือไปรายงานนายใหญ่ สร้างความหงุดหงิดใจให้กับนักการเมือง เนื่องจากตนรู้สึกราวกับถูกพวกมือสมัครเล่นหยอกล้อ ก่อนกดโทรหาสายตำรวจอีกครั้ง

    “ระหว่างนำตัวผู้ต้องหามาที่สถานี กลุ่มคนของท่านเข้ามาขัดขวางตามแผนครับ”
    “แต่มีคนจากอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาร่วมด้วย ก่อนชิงตัวผู้ต้องหา ตำรวจนายนั้น และคนของท่านทั้งหมดไปครับ”
    “หาพวกมันให้เจอ และจับมันทั้งหมด!”

    นายใหญ่เอ่ยสั่งเสียงดังด้วยความโมโหก่อนวางสาย เนื่องจากถูกใครจากไหนไม่รู้ตลบหลังซ้อนแผน ไม่นานนักเกิดเสียงข้อความดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้นักการเมืองที่กำลังอารมณ์ฉุนเฉียวกดเปิดอ่าน พบว่าสิ่งที่ส่งมาคือภาพภายในบ้านของตน ส่งผลให้มือพลันกำโทรศัพท์แน่นขึ้นด้วยอารมณ์โกรธจนเกือบแหลก ก่อนกดโทรศัพท์ส่วนตัวติดต่อหาลูกน้องที่ทำหน้าที่ดูแลบ้านพักด้วยตนเอง แต่ไม่มีใครรับสาย นายใหญ่จึงรีบสั่งลูกน้องให้เอากำลังกลับไปที่บ้านพักโดยด่วน



(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2020 19:09:02 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
(ต่อ)


    โนอาร์เก็บโทรศัพท์หลังส่งภาพถ่ายเพื่อปั่นหัวของเล่นเรียบร้อย แล้วจึงหันมองเหล่าลูกน้องคนงานที่ถูกซ้อมจนสลบ ซึ่งถูกมัดรวมกันตรงมุมหนึ่งของบ้าน ผลงานของกลุ่มนักฆ่าสามคนที่มาด้วยกัน การที่สามารถเข้ามาในตัวบ้านได้โดยไม่มีใครรู้ต้องยกความดีความชอบให้กับมังกร ผู้รู้ที่ทางและรูปแบบการเดินเฝ้าระวังของคนในบ้านนี้
    หัวหน้ากลุ่มคนใส่หน้ากากเหลือบมองคุณหญิงที่ถูกมัดมือมัดเท้าไม่ต่างกัน เดินเข้าไปใกล้พร้อมกระชากผมลากอีกฝ่ายให้ไถลไปกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ สร้างความเจ็บปวดจนเธอต้องส่งเสียงร้องตลอดทาง แต่กลับไม่มีใครสนใจคิดห้ามปราม แม้แต่มังกร หนึ่งในข้ารับใช้ของสามีเธอก็ทำราวกับไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น
    คนเลือดเย็นลากของเล่นมาหยุดตรงโทรศัพท์บ้าน สั่งให้คุณหญิงโทรเรียกนายตำรวจคนสนิทของสามีให้มาที่นี่ โดยมีความเย็นของโลหะปลายกระบอกปืนกดอยู่ที่ขมับ ย้ำเตือนว่าอย่าได้คิดตุกติก

    “มี.. มีเรื่องสำคัญ คุณมาหันฉันที่บ้านตอนนี้ที”
    “ครับคุณหญิง คุณหญิงเป็นอะไรหรือเปล่าครับ เสียงคุณหญิงดูไม่ค่อยดี”
    “..ไม่มีอะไร รีบมาแล้วกัน และเรื่องนี้เป็นความลับห้ามบอกใคร-”
 
   ไม่ทันพูดจบประโยคดี โนอาร์ดึงโทรศัพท์จากมือคุณหญิงพร้อมกดตัดสาย ก่อนใช้ด้ามปืนฟาดที่ขมับอีกฝ่ายสลบในครั้งเดียว เพื่อเป็นรางวัลสำหรับการทำตามคำสั่ง คนเจ้าแผนการแบ่งคนเป็นสามกลุ่มอีกครั้ง ให้นักฆ่าคนหนึ่งขนพวกลูกน้องคนงานและคุณหญิงไปเก็บในสถานที่ที่รู้กัน อีกสองคนเตรียมจัดการนายตำรวจที่กำลังมา ส่วนตนเองและมังกรจะคอยดักอยู่ที่นี่เผื่อมีใครมาอีก

    หลังแยกย้ายตามแผนโทรศัพท์พลันส่งเสียงข้อความเข้าติดกันสองครั้ง โนอาร์เปิดดูพบว่าเป็นภาพของโรงเรียนแห่งหนึ่ง และอีกข้อความเป็นภาพของลูกสาวนักการเมืองถูกผ้าปิดตามัดปากนอนสลบอยู่บนพื้นปูนสกปรกเต็มไปด้วยฝุ่น ภาพรายงานความคืบหน้าของกลุ่มนักฆ่าที่รับหน้าที่ลักพาตัว เรียกรอยยิ้มมุมปากให้ปรากฏขึ้นแม้ไม่มีใครเห็น เพราะถูกหน้ากากอำพรางใบหน้าปิดบัง
    เจ้าของเกมเลือกส่งภาพหนึ่งให้ของเล่น เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นไม่ให้อีกฝ่ายเบื่อเกินไป ก่อนเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าอีกครั้ง และเริ่มเตรียมการต้อนรับแขกที่อาจมาถึงในไม่ช้า



    เสียงข้อความดังขึ้นอีกครั้ง สร้างความเครียดและหวาดหวั่นเล็กๆ ให้กับนักการเมือง ก่อนทำใจเปิดเพื่อดูข้อความล่าสุดที่ได้รับ ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอในขณะนี้ทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อกระตุกวูบ ภาพของโรงเรียนที่ลูกสาวสุดที่รักเพียงหนึ่งเดียวกำลังเรียนอยู่ ส่งผลให้นายใหญ่รีบพุ่งตัวออกจากห้องทำงาน พร้อมสั่งคนให้พาไปที่โรงเรียนของลูกรักให้เร็วที่สุด

    ระหว่างทางไปถึงโรงเรียน นักการเมืองผู้เป็นหมากในเกมพยายามโทรหาลูกสาว แต่กลับไม่สามารถติดต่อได้ซึ่งผิดวิสัยปกติที่เจ้าตัว สร้างความร้อนรุ่มใจให้กับคนเป็นพ่อ ก่อนตัดสินใจโทรหาครูประจำชั้น ครั้งนี้มีคนรับทว่าสิ่งที่ได้รู้จากปลายสาย กลับเป็นสิ่งที่ผู้มากด้วยอำนาจไม่อยากได้ยินที่สุด

    “ลูกสาวท่านหายตัวไปเมื่อช่วงพักกลางวันค่ะ ขณะนี้เหล่าคุณครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนช่วยกันตามหา แต่ยังไม่พบตัวเลยค่ะ”
    “เป็นครูภาษาอะไร!!! ปล่อยให้ลูกผมหายไปทั้งคน!! คอยดูถ้าลูกผมเป็นอะไรไป ผมจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!!”

    นายใหญ่ตวาดโต้กลับปลายสายด้วยความโมโหเสียงดังก้องทั่วทั้งคันรถ จนลูกน้องและคนขับด้านหน้าเผลอสะดุ้งตกใจ แล้วจึงกดวางสายก่อนเตรียมโทรหานายตำรวจให้พักเรื่องอื่นไว้ก่อน และเร่งส่งคนออกตามหาลูกสาวของตน ขณะที่รอปลายสายรับโทรศัพท์ เสียงข้อความแจ้งเตือนบอกเรื่องเลวร้ายพลันดังขึ้นอีกครั้ง นักการเมืองทำใจกล้ารีบเปิดข้อความที่ส่งมาทั้งที่ภายในเริ่มสั่นไหวหวาดกลัว สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอ ทำให้ผู้มีอำนาจรู้สึกราวกับถูกตัดแขนขาลดทอนความสามารถ จนรู้สึกตกต่ำอับจนหนทางในทันที
    ข้อความที่แจ้งเตือนเมื่อครู่นี้ เป็นภาพบัตรประจําตัวตํารวจ บัตรของนายตำรวจที่ตนกำลังโทรหา เป็นคำเฉลยว่าเหตุใดป่านนี้ลูกน้องตำรวจของตนยังไม่รับสาย และเมื่อเสียงรอสายจากโทรศัพท์ที่กดโทรออกค้างไว้ เปลี่ยนเป็นเสียงฝากข้อความอัตโนมัติของระบบ ยิ่งตอกย้ำให้ตัวเองรู้สึกอดสูและสิ้นหวัง

    “ติ้ง!”

    แต่ความเลวร้ายยังจบ เมื่อเสียงข้อความดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับภาพถ่ายกลุ่มลูกน้องของตนที่สั่งให้กลับไปดูความปลอดภัยที่บ้าน เขารู้สึกเหมือนอยู่ในเกมปั่นประสาท และใช่ ตอนนี้ผู้ที่ทุกคนต่างเคารพยำเกรง ถูกปั่นป่วนกดดันจนความคิดขาวโพลนว่างเปล่า สูญเสียความสามารถในการวางแผนจัดการแก้ปัญหามากมายตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง

    นายใหญ่สูดหายใจเข้าตั้งสติ ก่อนลงมือพิมพ์ข้อความตอบกลับ เพื่อเจรจากับปลายทางที่คอยส่งภาพพวกนี้มา

    ‘ต้องการอะไร’
    ‘เริ่มเกมลักซ่อน...’
    
    ข้อความตอบกลับ เป็นคำอธิบายกติกาเกมที่ปลายทางเคยพิมพ์ไว้ก่อนที่เรื่องบ้าบอนี้จะเริ่มขึ้น สร้างความหงุดหงิดให้กับนักการเมือง เพราะเหมือนตนกำลังถูกเด็กกวนประสาท แต่ถึงอย่างไรก็จำต้องพิมพ์ตอบกลับเพื่อให้ทราบจุดประสงค์ของอีกฝ่าย

    ‘บอกมา แกต้องการอะไร’
    ‘วิธีหยุดเกมคือ การยอมสละ และ เปิดเผย’
    ‘สละอะไร? เปิดเผยอะไร? บอกมาให้ชัดๆ’

    หลังพิมพ์สั่งให้อีกฝ่ายอธิบายให้ชัดเจน สักพักมีการส่งข้อความภาพมากมายจากปลายทาง ส่งผลให้คนคอยรับรูปภาพที่ส่งมาไม่หยุดหน้าชา ทุกรูปเป็นภาพหลักฐานการลักลอบใช้อำนาจทำสิ่งผิดกฎหมายของเขา ไม่ว่าจะเป็นการติดสินบน ค้ายาเสพติด เปิดบ่อนการพนัน ส่งลูกน้องทวงหนี้ และอื่นๆ อีกมากมาย
    ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่นั่นหมายความว่าเขาจะต้องยอมสละทุกอย่างที่มี แน่นอนการละทิ้งทุกอย่างไม่มีใครอยากทำ ความเห็นแก่ตัวมีมากเกินกว่าจะรับข้อเสนอนี้ ดังนั้นนักการเมืองผู้โลภและยึดติด จึงเลือกขอเจรจาหนทางอื่นแทน

    ‘ต้องการเงินเท่าไร หรืออยากได้อะไร ว่ามา’
    ‘หากเกมหมดเวลา ทุกตัวละครจะถูกกำจัด’

    ปลายทางส่งกติกาเกมสื่อความนัย และเหล่าชุดรูปภาพอีกครั้ง คราวนี้เป็นรูปแทนกลุ่มคนที่ถูกลักซ่อน รูปเดียวกันกับที่ปลายทางคอยส่งมาปั่นหัวเขาเป็นระยะ โดยรูปสุดท้ายเป็นรูปของโรงเรียนที่ลูกของสาวเรียนอยู่ ย้ำเตือนว่าหากไม่เล่นตามเกมจะต้องสูญเสียสิ่งใดบ้าง ความรู้สึกของคนเป็นพ่อทำให้เสี้ยวของความเห็นแก่ตัวเลือนหายไป ผู้มีอำนาจมากมายแต่กลับหมดสิ้นหนทาง ก้มหน้ายอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดแต่โดยดี เพื่อแลกกับชีวิตแก้วของตาดวงใจ

    ‘จะให้สารภาพอย่างไง เอาหลักฐานไปให้ตำรวจ?’
 
    ครั้งนี้ข้อความตอบกลับจากปลายทางไม่ใช่กติกาเล่นเกมอย่างเคย เป็นข้อความสั่งให้เขากลับบ้านเพื่อเตรียมหลักฐานและคำสารภาพให้เรียบร้อย และรอข้อความอีกครั้งหนึ่ง มีข้อความแนะนำสุดท้ายก่อนที่ปลายทางจะหายไป คำแนะนำบอกให้เขาสามารถเอาเรื่องพวกนี้ไปขอความช่วยเหลือกับใครก็ได้ แต่เกมถือว่าสิ้นสุดทันที และให้เขาเตรียมรอรับร่างไร้ลมหายใจของเหล่าผู้คนที่ถูกลักซ่อนแทน

    นายใหญ่รู้สึกอ่อนล้าหมดแรงหลังอ่านข้อความจบ สั่งลูกน้องให้เปลี่ยนจุดหมายเป็นบ้านพักแทนโรงเรียน เพราะแม้จะไปถึงก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้แล้ว การเปลี่ยนแปลงอารมณ์อย่างรวดเร็วของนายด้านหลัง จากทีแรกที่แสดงอารมณ์โมโหกราดเกรี้ยว ตอนนี้กลับดูหดหู่หมดแรง สร้างความประหลาดใจให้กับลูกน้องและคนขับรถด้านหน้า แต่ก็ไม่มีใครกล้าถาม เพียงปล่อยให้บรรยากาศภายในรถดำเนินไปอย่างเงียบงัน



    ขณะนี้ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ณ บ้านหลังใหญ่ที่สร้างอย่างสมฐานะ กลับเงียบเหงาอ้างว้าง เมื่อเหล่าลูกน้องข้ารับใช้รวมไปถึงภรรยาและลูกรักนั้นหายไป ถึงแม้จะเหลือพวกลูกน้องจากที่ทำงาน คอยเดินตรวจตราความปลอดภัยโดยรอบ ช่วยให้เจ้าบ้านไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไป แต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้มากนัก
    เจ้าบ้านนั่งโดดเดี่ยวจมอยู่กับความคิดตรงโซฟาของห้องรับแขกกว้างขวาง ด้านหน้ามีเหล่าเอกสารหลักฐานการทำผิดกฎหมายของตนวางอยู่ เหตุเพราะก่อนหน้านี้เมื่อนายใหญ่กลับถึงบ้าน เขาเหลือบเห็นกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ จึงรีบไปดูข้อมูลที่บันทึกด้วยความหวังจะได้รู้ว่าใครหรือฝ่ายไหนที่เขากำลังต่อกรอยู่ แต่แล้วความหวังต้องพังทลายอีกครั้ง เมื่อกล่องเก็บข้อมูลรวมไปถึงกล้องวงจรปิดทุกตัวถูกทำลายหมดสิ้น ตอกย้ำความจริงว่าเขาไม่มีทางสู้หรือโต้กลับอีกฝ่ายได้เลย

    นายใหญ่เพียงนั่งนิ่งราวกับหุ่นปั้น เฝ้ารอฟังเสียงโทรศัพท์ตอบกลับ ไร้ซึ่งความรู้สึกหิวแม้จะไม่ได้ทานข้าวทั้งมื้อกลางวันและเย็น ช่วงเวลาผ่านเลยแต่ละวินาทีนั้นแสนยาวนานในความรู้สึก แต่คนหมดสิ้นหนทางก็ทำได้เพียงรอคอยต่อไปเท่านั้น

    “ติ้ง!”

    เสียงข้อความจากโทรศัพท์ที่เฝ้าคอยพลันดังขึ้น ส่งผลให้คนตั้งตารอรีบหยิบโทรศัพท์เปิดดูข้อความ ภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังวูบ เมื่อภาพที่ปรากฏเป็นภาพถ่ายจากทางด้านหลังของตนเอง ฉากห้องรับแขกเดียวกัน สีเสื้อในภาพกับที่เขาใส่ตอนนี้ก็เป็นสีเดียวกัน เจ้าบ้านค่อยๆ นับหนึ่งถึงสามในใจ เตรียมหันหลังไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเกมอันตราย
    เริ่มสูดหายใจแล้วนับ...

    หนึ่ง...

    สอง...

    สาม!


    “ขวับ!!”



    นายใหญ่รู้สึกตัวอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์สุดท้ายที่จำได้คือ เขาถูกคนด้านหลังใช้บางอย่างทุบจนสลบ โดยไม่มีโอกาสได้เห็นว่าผู้ลงมือเป็นใคร เขาพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพลางมองสำรวจบรรยากาศโดยรอบ
    ตอนนี้เขาเหมือนอยู่กลางโรงงานร้างสักแห่งหนึ่ง กลิ่นอับรุนแรงจนต้องย่นจมูก มีแสงจันทร์รอดผ่านช่องหลังคาที่แผ่นสังกะสีหลุดหาย เมื่อเงยหน้าตามแสงขึ้นไป เขากลับต้องสะดุ้งตกใจสุดขีด เพราะคานเหล็กเก่าด้านบนได้มีร่างเงาของคนถูกโซ่มัดจับห้อยหัวมากมายหลายสิบคน เมื่อสังเกตดีๆ จึงรู้ว่าทุกคนล้วนเป็นคนที่ถูกลักมา แต่ละคนพยายามดิ้นส่งเสียงร้องเรียก แต่กลับไม่เป็นผลเมื่อทุกคนต่างถูกมัดปากและพันธนาการอย่างแน่นหนา

    เขาพยายามกวาดสายมองหาลูกสาวและภรรยาท่ามกลางกลุ่มเงาของคนที่ถูกจับห้อยหัวแต่กลับไม่พบ และทันใดนั้นเองพลันเกิดแสงจากสปอร์ตไลท์สว่างจ้าสาดใส่ จนนายใหญ่จำต้องยกมือขึ้นบังแสง และเมื่อปรับสายตาได้แล้วจึงเห็นว่า ทั้งลูกและภรรยาของตนถูกจับมัดอยู่กับเก้าอี้ มีผ้าปิดปากไว้ไม่ให้พูดหรือเอ่ยสิ่งใด ข้างกันนั้นมีคนสวมหน้ากากยืนประกบจ่อปืนที่ศีรษะของตัวประกัน ส่งผลให้นายใหญ่จากที่ตั้งใจวิ่งเข้าไปช่วยภรรยาและลูก กลับต้องยืนนิ่งค้างคอยสังเกตท่าที เพราะอาจทำให้ทั้งสองเป็นอันตราย

    “ผมเตรียมอุปกรณ์สารภาพให้คุณแล้ว”

    น้ำเสียงเย็นชาของชายคนหนึ่งจากทางด้านหลัง เรียกให้นักการเมืองตกอับหันมอง พบเจ้าของเสียงใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า ยืนคู่กับชายสวมหน้ากากอีกคน ห่างไปไม่มากนักมีโต๊ะเก่าพร้อมเครื่องฉายภาพสามมิติต่อเชื่อมกับเครื่องโปรเจคเตอร์ ฉายข้อความล้อเลียนเสียดสีเขาบนกำแพงปูนเก่าสกปรก ข้อความว่า

    ‘พ่อฉันเป็นคนดี’

    คนสิ้นอำนาจไร้ทางสู้รู้ดีว่าต้องทำอะไร ทุกย่างก้าวเดินไปที่โต๊ะแห่งความจริง ให้ความรู้สึกราวกับมีลูกตุ้มเหล็กถ่วงขา เสียงลากเท้าไปตามพื้นปูนเปลือยสกปรกไม่ต่างจากเสียงโซ่ตรวนลากพื้นของนักโทษ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าเครื่องฉาย เงยหน้าสบสายตาแขกผู้มีเกียรติที่รับฟังในสภาพห้อยหัวกลับด้าน และแขกพิเศษทั้งสองที่ถูกจับมัดบนเก้าอี้ไม้เก่า
    มือที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น ค่อยๆ ดึงกระดาษแผ่นแรกที่มีข้อความเสียดสีออก เผยให้เห็นเรื่องแรกที่เขาต้องสารภาพให้ทุกคนรู้ ภาพของบ่อนการพนันที่ถ่ายติดลูกน้องของเขากำลังยืนคุมอยู่

    “ภาพนี้... เป็นหนึ่งในบ่อนการพนันที่ผม-”
    “พ่อ”

    เสียงเรียบเรื่อยดังมาจากชายสวมหน้ากากที่กำลังยืนมองอยู่ สื่อเป็นนัยว่าให้เขาเปลี่ยนสรรพนามแทนตน แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายต้องการให้เขาทำลายภาพจำในฐานะพ่อที่ดีของลูกสาวด้วยน้ำมือของตัวเอง คนจนตรอกจำต้องทำตามคำสั่งอีกฝ่ายอย่างไม่อาจเลี่ยง โดยระหว่างที่พูดไม่แม้แต่กล้าเงยหน้าสบตาลูกสาวของตน

    “ภาพนี้เป็นหนึ่งในบ่อนพนันที่พ่อเปิด โดยใช้เส้นสายและการติดสินบนตำรวจ เลยไม่มีใครจับได้จนถึงตอนนี้”

    การพนันไม่เคยทำให้ใครได้ดี ลูกอย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาดเลยนะ

    “พอเปิดบ่อน สิ่งที่ตามมาคือการปล่อยเงินกู้... พ่อปล่อยเงินให้ลูกหนี้ไว้เล่นพนัน พอคนไหนไม่มีเงินใช้คืนก็ส่งลูกน้องไปยึดรถ ยึดบ้าน ยึดที่ดิน ใครไปแจ้งตำรวจก็สั่งยัดข้อหาให้ติดคุก ใครหนีพ่อก็สั่ง... สั่งให้ลูกน้อง... จัดการ”
    “สั่งฆ่า อย่าพูดอ้อมค้อม”
    “อื้ออ!!!”

    เสียงร้องตะโกนของลูกสาวที่ถูกผ้ามัดปิดปาก คล้ายกำลังเรียกพ่อผู้สารภาพผิด คนถูกเรียกไม่กล้าเงยหน้ามอง ในใจรู้สึกหนักอึ้งราวกับจมอยู่ใต้ทะเลมืดมิด มีคมมีดจากเสียงร้องหาของลูกรักคอยกรีดแทงจิตใจผู้เป็นพ่อจนเป็นแผลเหวอะหวะ

    พวกปล่อยเงินกู้นอกระบบ หากินบนความทุกข์ของคนอื่น คอยดูนะ ถ้าพ่อได้รับเลือกเมื่อไร จะออกนโยบายกำจัดคนพวกนี้ให้หมดเลย

    “ภาพต่อมา... พ่อใช้บ่อนพนันเป็นแหล่งพักและกระจาย.. ยาบ้า ยาไอซ์ ให้กับพวกวัยรุ่น”
    “อื้ออ!!! อื้อ!! ฮืออๆๆ”

    จำคำพ่อไว้นะ พวกเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด ใครชวนให้ลองอย่าได้เชื่อเชียว ของพวกนี้นอกจากทำลายสุขภาพ แล้วยังทำลายอนาคตของลูกด้วย

    “อาวุธเถื่อนพวกนี้ พ่อลักลอบนำเข้ามา...”

    ของปลอม ของเถื่อน แม้มันจะถูกและดูคุ้มกว่าของแท้ แต่ลูกอย่าลืมนะว่าของพวกนั้นไปลอกเลียนคนอื่นมา เวลามีคนขโมยความคิด ไอเดียลูกไปใช้ก็ไม่ชอบใช่ไหมล่ะ คนที่ถูกของปลอมทำเลียนแบบเอาไปขายก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรานะ

    น้ำเสียงแห้งเหือดสารภาพความผิดของผู้เป็นพ่อ ดังสลับกับเสียงร้องไห้ผิดหวังของลูกสาว สร้างบรรยากาศหดหู่ให้กับเหล่าผู้คนที่ถูกจับมัดเป็นสักขีพยาน รวมไปถึงมังกรที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าซึ่งยืนอยู่ข้างผู้คิดเกมใจสลายนี้ มีหลายครั้งที่เขาอยากบอกให้โนอาร์หยุด แต่กลับไม่สามารถเอ่ยขัดได้เพราะดูเหมือนมีเพียงเขาคนเดียวที่รู้สึก นอกนั้นทั้งโนอาร์และกลุ่มนักฆ่าที่กระจายตัวอยู่ตามมุม ต่างมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยท่าทีราวกับฟังเรื่องเล่าทั่วไป ไร้ซึ่งท่าทีสงสารเห็นใจ จวบจนกระทั่งมาถึงภาพสุดท้าย

    “ภาพ- !!”
    “อื้อออ!!!!!!!”

    ภาพสุดท้ายเป็นภาพแอบถ่ายระหว่างจำเลยกำลังขืนใจหญิงสาวอายุไล่เลี่ยกับลูกตัวเอง ภาพอนาจารน่ารังเกียจราวกับไม้หวดฟาดผู้เป็นพ่อดีเด่นให้รู้สึกชาไปทั้งร่าง เสียงคนสารภาพสั่นเครือ พร้อมน้ำตาแห่งความเสียใจ หยดลงบนรูปภาพจารึกความผิดบาป ซึ่งกำลังฉายให้ทุกคนรับรู้บนกำแพงปูนเก่าสกปรก

    “พ่อแม่ของ.. ของเพื่อน... เพื่อนลูก... เขาติดหนี้พ่อ พ่อเลย.. ฮึก.. พ่อเลยเอาลูกของพวกนั้น... มะ.. มาขัดดอก...”
    “อื้ออ!!! ฮืออๆๆ”
    “ตอนนั้นพ่อไม่รู้ว่านั้นคือเพื่อนของลูก...”
     “อื้อออออ!!!!!”
    “พ่อ ฮึก.. พ่อขอโทษ”

    บัดนี้โรงงานร้างเหลือเพียงเสียงร่ำไห้เสียใจจากผู้เป็นพ่อที่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำ และลูกสาวที่ผิดหวังกับผู้เป็นพ่อ เสียงร้องไห้ของทั้งสองราวกับเสียงของสายสัมพันธ์ที่ถูกดึงจนขาด และไม่อาจต่อกลับคืนได้อีก
    แต่ถึงอย่างไรนั้น เกมยังคงต้องดำเนินต่อไป คนเจ้าแผนการเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพ่อแสนดีจอมปลอม ก่อนวางปืนลูกโม่พร้อมลูกกระสุนหนึ่งนัด แล้วจึงเดินกลับไปยืนตำแหน่งเดิมพลางเอ่ยเงื่อนไขสุดท้ายในการจบเกม

     “เปิดเผยแล้ว สุดท้ายคือการยอมสละ กระสุนมีเพียงนัดเดียว หวังว่าคงฉลาดเลือก”

    คนเป็นพ่อใจสลายรู้ดีว่า สิ่งสุดท้ายที่ตัวเองต้องทำเพื่อให้ครอบครัวปลอดภัยคืออะไร ดังนั้นมือที่สั่นเทาจึงค่อยๆ หยิบกระสุนนัดเดียวบรรจุใส่ปืน เตรียมปืนให้พร้อมยิงก่อนยกขึ้นค่อยๆ กดลงที่ขมับของตน

    “อื้ออออ!!!!! อื้อออ!!!!!”
    “พ่อเป็นพ่อที่ไม่ดี ทำให้ลูกผิดหวัง... ขอโทษนะลูก...”
    “อื้อออ!!!”
    “ไม่มีพ่ออยู่แล้ว... ฮึก.. ลูกต้องเข้มแข็งมากๆ นะ”
    “อื้ออ!!! อื้อ!! ฮืออๆๆๆ”
    “พ่อรักลูก”
    “ปัง!!!!!”
    “อื้อออออ!!!!! ฮืออออๆๆ อื้อออ!!!”

    เสียงปืนดังสนั่นเป็นการปิดฉากสุดท้าย พร้อมกับร่างตัวเอกของเกมล้มลงกับพื้น กลุ่มคนสวมหน้ากากเดินไปปลดโซ่เหล่าพยานร่วมรับรู้ความผิดบาป ให้ลงมานอนกับพื้นดีๆ ก่อนกลับมารวมกันด้านหน้าโดยมีหัวหน้ากลุ่มยืนอยู่ตรงกลาง คอยพูดกล่าวอำลาความสนุกในค่ำคืนนี้ 

    “คุณหญิงไม่ร้องเลย คงรู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้วสินะ” โนอาร์พูดกับคุณหญิง ก่อนกวาดสายตาดูของเล่นโดยรอบ
    “นี่คือตัวอย่างของเกมลักซ่อนเปิดเผยความจริง เหล่าคุณๆ ผู้มีความลับทั้งหลาย คงรู้ดีใช่ไหมว่าควรทำอย่างไรกับเรื่องในคืนนี้ โดยเฉพาะคุณตำรวจยศใหญ่ตรงนั้น”

    คนถูกกล่าวถึงเผลอสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อชายสวมหน้ากากหยุดสายตามาที่ตน แม้จะมองไม่เห็นแววตาใต้หน้ากากของอีกฝ่าย แต่บรรยากาศเย็นยะเยือกอันตรายที่แผ่ออกมาจากเจ้าตัว เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่าอย่าริอ่านลองดีกับชายคนนี้ เพราะคนที่มีอำนาจเหนือกว่าตน ก็ถูกอีกฝ่ายจัดการให้เห็นต่อหน้าเมื่อครู่นี้แล้ว ดังนั้นตำรวจยศใหญ่จึงทำได้เพียงก้มหน้านิ่งเสมือนยอมรับข้อเสนอเท่านั้น

    “เจ้าหน้าที่จะมาช่วยพวกคุณในเช้าวันรุ่งขึ้น นอนรอไปก่อนได้เลย”
    “หวังว่าคงไม่มีคุณคนไหนเรียกให้พวกเรากลับมาอีก ลาก่อน”

    หัวหน้ากลุ่มคนสวมหน้ากากเอ่ยคำปิดท้าย พร้อมกับแสงไฟจากสปอร์ตไลท์และเครื่องโปรเจคเตอร์ที่ดับลงฉับพลัน ส่งผลให้ทุกคนต่างอยู่ในสถานะตาบอดชั่วขณะ กว่าสายตาจะปรับจนกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง เหล่ากลุ่มคนอันตรายก็พลันอันตรธานหายไปราวกับหมอกควัน



    “เห็นใช้ปืนยาสลบก็คิดว่าจะเปลี่ยนไป สุดท้ายก็ยังโรคจิตเหมือนเดิม”

    เสียงนักฆ่าสาวเอ่ยขึ้นพลางถอดหน้ากากอำพรางใบหน้าออก และแน่นอน โนอาร์ยังคงไม่สนใจคำพูดเหน็บแนมดั่งเคย เอาแต่ก้มหน้ากดโทรศัพท์ สักพักโทรศัพท์ของนักฆ่าโดยรอบจึงสั่นเตือนข้อความเข้าอย่างพร้อมเพรียง ทุกคนต่างกดดูยอดเงินโอนเข้า เมื่อเห็นว่าตรงกับที่ตกลงกันไว้ก็พากันแยกย้ายกลับไปในที่ของตน ไร้ซึ่งการกล่าวลา ส่งผลให้พื้นที่บริเวณนี้เหลือเพียงโนอาร์และมังกรอยู่สองคน

    “โทรศัพท์คุณผมจะเอาไปทำลายทิ้งพร้อมกับเครื่องนี้”

    โนอาร์พูดขึ้นพลางชูโทรศัพท์สองเครื่องในมือ เครื่องหนึ่งเป็นของเขาที่อีกฝ่ายยึดไป อีกเครื่องเป็นของนักการเมืองที่ยิงตัวตายเมื่อครู่นี้ มังกรพยักหน้าตกลง เพราะแม้อีกฝ่ายจะคืนโทรศัพท์ เขาก็คงเอาไปทำลายทิ้งเช่นกัน
    เมื่อเห็นเจ้าของมือถือยินยอม โนอาร์จึงเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าก่อนเดินขึ้นรถสีเทาเมทัลลิกที่จอดอยู่ไม่ไกล และขับหายไปในความมืด ทิ้งใครอีกคนให้หาทางกลับเองอย่างไม่ใส่ใจ



    หญิงสาวผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และตื่นเช้าในวันรุ่งขึ้น สิ่งแรกที่เธอเห็นเมื่อลืมตาคือ ใบหน้าคมของแฟนหนุ่มที่มีท่าทีอิดโรยเหมือนไม่ได้นอนมาทั้งคืน ก่อนที่ภาพเหตุการณ์เมื่อวานจะย้อนกลับมา ส่งผลให้เธอรีบเอ่ยถามแฟนหนุ่มถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

    “กรไม่เป็นอะไรใช่ไหม บอกทีว่าตำรวจเข้าใจผิด กรไม่ได้ทำเรื่องพวกนั้น”
    “ใช่ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด”

     ชายหนุ่มยิ้มบางเบาขณะตอบกลับคนรัก ก่อนจะฟุบหน้าลงบนเตียงพร้อมกับเอามือแฟนสาวมาวางบนแก้มด้านหนึ่งของตน และผล็อยหลับไปเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายปลอดภัยดี หญิงสาวเพียงลูบแก้มและเส้นผมของชายหนุ่มขับกล่อมให้อีกฝ่ายหลับสบาย พลางมองคนรักด้วยสายตาชื่นชมและอ่อนโยน

    “กรคนเก่งของหยก ไม่มีทางทำเรื่องไม่ดีแบบนั้นหรอก”



บท11 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-11-2019 09:05:48 โดย biOmos »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 274
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
สงสารก็แต่ลูก น่ะ ^^

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด