Homicide : รับจ้างฆาตกรรม | (UPDATE! บทที่ 20 กลั่นแกล้ง) [23/05/2020]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Homicide : รับจ้างฆาตกรรม | (UPDATE! บทที่ 20 กลั่นแกล้ง) [23/05/2020]  (อ่าน 3586 ครั้ง)

ออฟไลน์ FleurDelakour

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
โอ้ยฟินกับตอนโนอาห์จับมือเอทอสให้จับหูกระต่ายได้ไม่นาน

ตอนจบนี่มันนนนนนนนนนนนนน

 :katai1: :katai1: :katai1: :katai1: :katai1: :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

    “ติ้ด...”
    “ติ้ด...”
    “ติ้ด...”

    ยามดึกเงียบสงัด ภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยหนักหรือที่รู้จักกันดีในชื่อห้อง ICU มีเสียงสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะแผ่วเบาในความมืด สลับกับแสงกระพริบจากอุปกรณ์ช่วยเหลือขนาบข้างเตียงผู้ป่วย บรรยากาศสลัวผสานความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ชวนให้รู้สึกวังเวงเสียวสันหลังสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ไม่อาจส่งผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชำนาญการ

    นางพยาบาลย่างเท้าไร้เสียงตรวจดูอาการคนไข้แต่ละเตียง จวบจนมาหยุดอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยคนสุดท้ายของห้องนี้ ชายหนุ่มผู้ประสบอุบัติรถยนต์ชนประสานงากับรถบรรทุกเมื่อสองเดือนก่อน สายระโยงระยางเชื่อมตัวผู้ป่วยกับอุปกรณ์ช่วยชีวิตรอบเตียง แสดงถึงความบอบช้ำรุนแรงของร่างกาย ทว่าไม่น่าเชื่อว่าผู้ป่วยที่ดูอาการสาหัสที่สุดในห้องนี้ กลับเป็นผู้ที่สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วที่สุดเช่นกัน เร็วเสียจนแพทย์ผู้เป็นเจ้าของไข้ยังไม่อยากเชื่อ และต้องให้แพทย์คนอื่นมาช่วยยืนยันว่าตนไม่ได้ประเมินอาการผิด

    ครั้งที่ชายหนุ่มคนนี้ถูกนำตัวส่งถึงมือแพทย์โดยรถพยาบาล สภาพร่างกายและอาการหนักเกินกว่าจะเรียกเพียงคำว่าสาหัส กระดูกหลายส่วนหักทิ่มอวัยวะภายใน ระบบต่าง ๆ ในร่างกายพร้อมล้มเหลวหยุดทำงานทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบหายใจ ที่ระหว่างนำตัวส่งโรงพยาบาลและการรักษาเกิดหยุดทำงานบ่อยครั้งจนเจ้าหน้าที่บางส่วนเริ่มถอดใจ ทว่าสุดท้ายก็สามารถกู้คืนสัญญาณชีพกลับมาได้

    หลังผ่านช่วงวินาทีแห่งความเป็นความตายภายในห้องฉุกเฉินนานหลายชั่วโมง ผู้ป่วยรายนี้ในที่สุดก็พ้นขีดอันตราย แพทย์ร่วมรักษาต่างประเมินเวลาพักฟื้นอาจยาวนานนับปี หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจกลายเป็นเจ้าชายนิทราไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย ทว่าเมื่อผ่านไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ร่างกายของชายหนุ่มกับฟื้นตัวด้วยอัตราที่รวดเร็วในระดับที่แพทย์บางส่วนคาดว่าเกินกว่าปกติ จนต้องตรวจดูอาการของผู้ป่วยรายนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาในการรักษาผู้ป่วยรายอื่นที่ประสบเหตุคล้ายกัน


    นางพยาบาลผู้กำลังตรวจดูคนไข้พิเศษรายนี้เชื่อว่า หากร่างกายของชายหนุ่มสามารถรักษาระดับการฟื้นตัวให้คงอยู่เช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานแพทย์อาจอนุญาตให้ผู้ป่วยย้ายออกจากห้อง ICU และนั่นคงเป็นข่าวดีสำหรับญาติคนไข้ที่คอยมาเยี่ยมเยียนเป็นประจำทุกวัน

    หลังจากเผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อยขณะตรวจดูอาการคนไข้รายสุดท้ายเรียบร้อย นางพยาบาลจึงได้เดินออกจากห้องพักฟื้นอย่างเงียบเชียบ เพื่อไปตรวจดูคนไข้ห้องถัดไป โดยไม่รู้เลยว่าข่าวคราวเรื่องผู้ป่วยที่คาดการณ์ไว้เมื่อครู่ ผู้ที่ดีใจที่สุดนั้นหาใช่คนที่มาขอเข้าเยี่ยมทุกวัน แต่เป็นปีศาจที่คอยเฝ้าคนป่วยตลอดทุกค่ำคืนต่างหาก


     นัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสงเจือไปด้วยความอ่อนล้า กำลังจ้องมองไปยังชั้นสูงของอาคารที่สัมผัสถึงกลิ่นอายวิญญาณของมนุษย์ ขณะนี้เอทอสนั่งพิงต้นไม้ในมุมมืดของสวนข้างอาคารโรงพยาบาล ความรู้สึกหมดแรงทรมานเหมือนถูกสูบพลังออกจากร่างอย่างต่อเนื่อง กลับเรียกรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าคมดุ เพราะตราบเท่าที่เขายังคงทรมาน นั่นหมายความว่าโนอาร์จะปลอดภัย

    ในช่วงที่มนุษย์หยุดหายใจนั้น วิญญาณของโนอาร์ยังไม่ออกจากร่างและถือว่ายังไม่ตายอย่างสมบูรณ์ เอทอสอาศัยโอกาสสุดท้ายที่เขาสามารถยื้อชีวิตมนุษย์ร่ายคำสาปใส่ร่างไร้สติ แม้จะขึ้นชื่อว่าคำสาปแต่ผลของมันไม่จำเป็นต้องเลวร้ายเสมอไป ทุกอย่างขึ้นกับตัวผู้ร่ายว่าต้องการให้ผู้ถูกสาปเป็นแบบไหน
    ซึ่งเอทอสในขณะนั้นปรารถนาเพียงอย่างเดียวคือ เขาอยากช่วยชีวิตโนอาร์ ดังนั้นเขาจึงสาปให้ทุกครั้งที่มนุษย์บาดเจ็บ ร่างกายจะทนทานต่อความเจ็บปวดและฟื้นตัวรวดเร็วเทียบเท่าปีศาจในสภาพสมบูรณ์พร้อม

    ทันทีที่ร่ายจบ คำสาปพลันแสดงผลในทันที ปีศาจในตอนนั้นทรุดลงจนต้องใช้กรงเล็บยันพื้นไว้ไม่ให้ล้ม เนื่องจากพลังทั้งหมดถูกคำสาปดูดไปอย่างรวดเร็ว เหงื่อกาฬท่วมร่างสูงใหญ่อาบแผ่นหลังกว้างและกรอบหน้าคมดุที่หอบหายใจเหนื่อย ปีศาจพยายามประคองสติค่อย ๆ หยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าข้างกางเกงของร่างมนุษย์ไร้สติ โชคดีที่ยังสามารถใช้การได้ เอทอสจึงกดเรียกรถพยาบาลให้มารับตัวมนุษย์

    ปีศาจที่แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงนั่งพิงซากรถสีเทาเมทัลลิกพลางกอบกุมมือมนุษย์เอาไว้ จนกระทั่งปีศาจได้ยินเสียงของรถพยาบาลเริ่มใกล้เข้ามา เอทอสจึงจำต้องปล่อยมือก่อนพยายามพาร่างของตัวเองไปแอบหลังเงามืดของต้นไม้ข้างทาง และเมื่อเหล่าเจ้าหน้าที่รับโนอาร์ไปดูแลต่อเป็นที่เรียบร้อย ความกังวลของปีศาจจึงได้เบาบางลง ก่อนทิ้งร่างสูงใหญ่เหนื่อยหอบล้มลงกับพื้นดินแข็งกระด้างพร้อมกับสติที่เริ่มเลือนหาย เพราะฝืนใช้ร่างกายในขณะที่พลังถูกดูดไปอย่างต่อเนื่อง


    หลังคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตจวบจนฟ้าสาง ปีศาจที่คอยเฝ้าคนของตนจึงพยุงตัวลุกเพื่อออกไปหาวิญญาณกินเพิ่ม คำสาปจะได้แสดงผลอย่างเต็มที่ และเป็นจังหวะเดียวกับที่เห็นเพื่อนของมนุษย์ ที่เขาขอให้มาเฝ้าโนอาร์แทนตอนช่วงกลางวัน กำลังเดินเลี่ยงหลบสายตาผู้คนมาหาเขาพอดี

    “คุณพักบ้างก็ได้ เดี๋ยวนี้พวกนั้นก็ไม่มาแล้ว อีกอย่างผมกางเขตกันวิญญาณรอบโรงพยาบาล มันฝ่าเข้ามาไม่ได้ง่าย ๆ หรอก”

    จินเอ่ยบอกเอทอส หลังเห็นร่างสูงใหญ่ของปีศาจอยู่ในสภาพอิดโรยอ่อนแรงมาเดือนกว่าแล้ว

    “ขอบใจในความหวังดีของเจ้า แต่ข้าไม่เป็นไร”

    ปีศาจกล่าวปฏิเสธก่อนหันหลังเดินจากไป เขายังฝังใจกับความไม่ได้เรื่องของตนเอง ที่ไม่ว่ากี่ครั้ง เขาก็ไม่มีปัญญาดูแลปกป้องโนอาร์ และครั้งนี้ความผิดของเขาหนักเกินกว่าที่ตัวเองจะรับได้ ความทรมานเหล่านี้จึงเสมือนโทษทัณฑ์ที่เขาสมควรได้รับ
 
    ส่วนจินที่เห็นร่างสูงใหญ่เดินห่างไปไกลแล้ว จึงเตรียมกลับไปเฝ้าคนป่วยในโรงพยาบาลบ้าง อยู่ ๆ พลันนึกอะไรบางอย่างได้จึงหันไปตะโกนไล่หลังปีศาจด้วยน้ำเสียงไม่ดังนัก เพราะอาจเรียกสายตาคนให้หันมอง โดยหวังว่าข้อความนี้จะส่งไปถึงเอทอส

    “คุณเปิดของขวัญที่โนอาร์ให้คุณหรือยัง ผมว่ามันช่วยคุณได้นะ”



    การไปไหนมาไหนในสังคมมนุษย์ด้วยร่างปีศาจเป็นเรื่องยากลำบาก โดยเฉพาะช่วงกลางวันที่เหล่ามนุษย์ออกมาทำงาน และยิ่งอยู่ในสภาวะหมดกำลังที่เพียงเดินไม่นานก็หอบหายใจเหนื่อย ทำให้การลอบกลับบ้านพักทรงไทยประยุกต์พร้อมหลบสายตาพวกมนุษย์นั้นใช้เวลาหลายชั่วโมง แม้ปีศาจจะรู้จักพื้นที่และรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์บริเวณนี้เป็นอย่างดีก็ไม่อาจช่วยอะไรได้มากนัก

    ความจริงเวลานี้เอทอสควรพยายามจับวิญญาณตามสุสานกินให้มากที่สุด เพื่อเป็นพลังให้คำสาปดูดไปรักษามนุษย์ในโรงพยาบาลดั่งที่ทำมาตลอด ทว่าแว่วเสียงที่จินบอกเขาตอนก่อนแยกจากกัน ทำให้ปีศาจจำต้องกลับมาที่บ้านพักอีกครั้ง

    บ้านทรงไทยประยุกต์ยังคงสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีใครพักอาศัยมานับเดือนแล้ว ต้องขอบใจนาวาที่เข้ามาช่วยดูแลทำความสะอาดที่นี่ให้อยู่เสมอ ร่างสูงใหญ่เดินไปหารถกระบะที่จอดนิ่งอยู่ตรงใต้ถุน ก่อนเปิดประตูฝั่งคนขับและสอดตัวขึ้นนั่ง กล่องของขวัญสีดำประดับด้วยโบและริบบิ้นสีแดงเลือดนก วางเด่นอยู่ท่ามกลางเหล่าของขวัญที่คนสวนให้เมื่องานเลี้ยงฉลอง ปีศาจใช้กรงเล็บใหญ่หยิบขึ้นมา ก่อนค่อย ๆ เปิดอย่างเบามือ

    โหลแก้วบรรจุดอกไม้สีน้ำเงินอมม่วงนอนสงบอยู่บนกลุ่มกระดาษฝอยกันกระแทกสีอ่อน เอทอสรู้จักดอกไม้ชนิดนี้ดี เพราะที่ใดก็ตามที่มีดอกไม้หายากนี้ขึ้น นั่นหมายความว่าบริเวณดังกล่าวอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งอาหารสำหรับปีศาจกินวิญญาณอย่างเขา

    ชอบไหม?

    เสียงกระซิบบางเบาลอยตามสายลมอ่อนที่พัดโชยเข้ามาในตัวรถ

    “...ไม่ ดอกไม้นี่มันอันตรายสำหรับมนุษย์อย่างเจ้า เจ้าไปเอามา-”

    ปีศาจเงยหน้าจากกล่องของขวัญพร้อมเอ่ยตำหนิมนุษย์ ก่อนจะชะงักไปเมื่อภาพเบื้องหน้าหาใช่นัยน์ตารัตติกาลกำลังจ้องมองเขา แต่เป็นกำแพงปูนใต้ถุนบ้านว่างเปล่าไร้เงามนุษย์ ใบหน้าคมดุอิดโรยค่อย ๆ เผยรอยยิ้มเย้ยหยันสมเพชตัวเอง ที่เผลอคิดว่าเสียงจินตนาการในหัวเป็นของจริง

    โนอาร์ไม่มีทางมาอยู่ตรงนี้ เพราะเขาเป็นผู้ขังวิญญาณมนุษย์ไม่ให้ออกจากร่างบอบช้ำกับมือ ส่งผลให้วิญญาณอยู่ในสภาวะหลับใหล ไม่ว่าใครแม้กระทั่งตัวเขาเอง ก็ไม่สามารถสื่อสารกับโนอาร์ในยามนี้ได้ ทำได้เพียงรอคอยวันที่มนุษย์หายดีและฟื้นขึ้นมา หรืออีกทางคือปล่อยให้มนุษย์ตายลงอย่างสมบูรณ์ เขาถึงจะได้คุยกับโนอาร์อีกครั้ง
    ซึ่งแน่นอนเอทอสเลือกวิธีแรก แม้จะต้องเฝ้ารออย่างไร้จุดหมายก็ตาม

    หลังหลุดจากความคิดฟุ้งซ่าน ปีศาจเลือกหยิบเพียงของขวัญจากมนุษย์ ส่วนตัวกล่องวางไว้ในรถตามเดิม ก่อนพาร่างอ่อนแรงออกจากบ้านพักทรงไทยประยุกต์ที่เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน เขาไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ เพราะทุกวินาทีอาการของโนอาร์สามารถดีขึ้นหรือแย่ลงได้ทุกเมื่อ ขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงานอย่างเขา ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดอะไรทั้งนั้น มีหน้าที่แค่กิน กินให้มากที่สุดก็พอ



    ดอกไม้ที่โนอาร์ให้เป็นขวัญ ทำให้ช่วงหลายสัปดาห์มานี้เอทอสสามารถกินวิญญาณได้มากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาไล่จับเหมือนแต่ก่อน ส่งผลให้พละกำลังเริ่มฟื้นคืน เนื่องจากพลังที่ได้รับผ่านการกินวิญญาณมากกว่าพลังที่คำสาปดึงไปรักษามนุษย์
    ทว่าดอกไม้พิเศษนี้ย่อมมีวันเหี่ยวเฉาร่วงโรยเหมือนดอกไม้อื่น ๆ และยามนี้ก็ถึงวาระของมัน จากดอกไม้สีน้ำเงินอมม่วงส่งกลิ่นหอมล่อลวงวิญญาณ บัดนี้เหลือเพียงซากดอกไม้แห้งสีน้ำตาลไร้ค่าภายใต้กรงเล็บทมิฬ
    
    “ข้าว่าเรื่องของเจ้ากับข้า ไม่มีอะไรต้องข้องเกี่ยวกันอีก”

    ปีศาจเอ่ยขึ้นลอย ๆ พลางนำซากดอกไม้เก็บเข้าโหลแก้ว เพราะตอนนี้เป็นเวลาเย็นย่ำที่เขาต้องเตรียมกลับไปเฝ้ามนุษย์ที่โรงพยาบาล แต่ดูเหมือนว่าใครบางคนที่เดินออกมาจากเงาหลังต้นไม้ใหญ่ จะไม่ยอมให้เขาไป

    “เป่าหูนักล่าปีศาจคนอื่นสำเร็จ คิดว่าทุกอย่างจะจบหรือไง ทำเรื่องชั่วช้าสารเลวแล้วคิดจะหนีง่าย ๆ สมเป็นความคิดปีศาจน่ารังเกียจดีหนิ”
    “ชิ้ง!”

    ชายผมเงินหยุดอยู่เบื้องหน้าปีศาจ ก่อนสะบัดอาวุธที่พับซ่อนไว้ทางด้านหลังออกมา แรงเหวี่ยงส่งผลให้กลไกเชื่อมท่อนเหล็กสั้นพร้อมเรียงเป็นกันเส้นตรง โดยส่วนปลายเป็นคมมีดแหลมโค้งขึ้นล้อแสงอาทิตย์ที่จวนลับขอบฟ้า เพียงเสี้ยววินาที ง้าวยาวคมกริบก็อยู่ในมือนักล่าปีศาจที่ตั้งท่าเตรียมโจมตี

    “ไปซะ ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้า”

    ปีศาจกล่าวก่อนหันหลังเดินไปอีกทางเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ ทว่าไม่ทันได้ก้าวขา คมง้าวก็พุ่งแหวกอากาศหมายเสียบทะลุหัวใจจากทางด้านหลัง

    “พรึ่บ!”
    “หมับ!”
    
    ร่างสูงใหญ่เบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกระชากง้าวออกจากมืออีกฝ่าย ทว่านักล่าปีศาจกลับปล่อยมือจากอาวุธง่ายดาย ก่อนอาศัยช่วงจังหวะนั้นหยิบปืนที่ซ่อนไว้ทางด้านหลัง ยิงเข้าไปที่กลางลำตัวปีศาจ

    “ปัง!!!”
    “อั่ก!”

    ด้วยระยะประชิดบวกกับตอนนี้ร่างกายปีศาจไม่ได้อยู่ในสภาวะพร้อมสู้ จึงทำให้เอทอสถูกยิงตรงบริเวณเอวจนเซถอยห่างไปหลายก้าว ตัวง้าวกับโหลแก้วบรรจุดอกไม้แห้งหลุดจากกรงเล็บปีศาจ ก่อนจะตกอยู่แทบเท้าชายผมเงินที่ก้มเก็บของที่ปีศาจพกติดตัวเสมอขึ้นมาพิจารณา

    “อะ... เอามา...”

    เอทอสพยายามทวงของสำคัญคืน พลางใช้กรงเล็บใหญ่กดแผลห้ามเลือดไว้ นัยน์ตาสีแดงเลือดนกจับจ้องไปที่โหลแก้วไม่วางตา การกระทำเหล่านี้ทำให้ภาคินมั่นใจว่า ซากดอกไม้แห้งในโหลแก้วทรงสูงต้องเป็นของที่มีคุณค่าสำหรับปีศาจอย่างมาก
    ดังนั้นรอยยิ้มเหยียดแฝงความคับแค้นของนักล่าปีศาจจึงปรากฏขึ้น ยามคิดวิธีทำให้อีกฝ่ายสัมผัสความเจ็บปวดแบบเดียวกับที่เขาเคยรู้สึก

    “ของนี่มันสำคัญกับแกมากเหรอ ถึงได้หวงนัก” ภาคินเอ่ยพลางโยนของในมือเล่นเพื่อยั่วยุปีศาจ
    “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า... เอามา”
    “หึ... งั้นก็รับให้ดี”

    สิ้นเสียงชายผมเงิน โหลแก้วก็ถูกขว้างทิ้งไปอีกทาง ปีศาจรีบพุ่งตัวเข้าไปรับโหลแก้วที่ลอยอยู่กลางอากาศก่อนที่จะตกลงพื้นแตกเสียหาย การขยับเคลื่อนไหวฉับพลันส่งผลให้แผลบริเวณช่วงเอวฉีกขาดมากขึ้น ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างสูงใหญ่จนต้องกัดฟันข่ม ทว่าไม่อาจทำให้ปีศาจลดความเร็วลง เพราะหากช้าเพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่คว้าไว้ได้อาจเหลือเพียงความว่างเปล่า

    แต่น่าเศร้าเมื่อช่วงจังหวะกรงเล็บใหญ่สีนิลเอื้อมใกล้ถึงโหลแก้ว โชคชะตาก็แกล้งเล่นตลกกับความรู้สึกของปีศาจอีกครั้ง

    “ปัง!!!”

    วิถีกระสุนพุ่งเจาะทะลุกรงเล็บทมิฬ ก่อนพุ่งตัดทำลายโหลแก้วและดอกไม้แห้งจนแหลกละเอียดต่อหน้าต่อตาเอทอส ร่างสูงใหญ่ทรุดเข่าลงกับพื้นดินสกปรก ค่อย ๆ คลายกรงเล็บสั่นเทา หวังเพียงเขาจะสามารถรักษาของที่มนุษย์มอบให้เขาได้ ทว่าความจริงมักไม่เป็นอย่างคำขอ เพราะบนฝ่ามือยักษ์กลับมีแค่เลือดอาบชุ่มปนกับเศษแก้วน้อยใหญ่ ส่วนตัวดอกไม้ เหลือเพียงเศษซากฝุ่นผงสีน้ำตาล ที่เป็นหลักฐานยืนยันว่า ช่วงก่อนที่โหลแก้วจะแตกสลายนั้นเคยมีของสำคัญอยู่ภายใน

    “ก็แค่ดอกไม้ในโหลแก้ว จะอาลัยอาวรณ์อะไรนักหนา”

    ภาคินเดินเข้าไปหาพลางเอ่ยเยาะเย้ยถากถาง ทว่าปีศาจกลับไม่มีทีท่าสนใจ เอาแต่ก้มหน้าคุกเข่ามองเศษแก้วบนฝ่ามืออาบเลือด แม้ขณะนี้นักล่าปีศาจจะยืนอยู่ด้านหลังแล้วก็ตาม

    “ตุ้บ!”

    เอทอสถูกถีบล้มลงกับพื้นง่ายดาย ราวกับร่างสูงใหญ่นั้นหมดสิ้นเรี่ยวแรงต่อต้าน พื้นดินแข็งรอบตัวร่างยักษ์คล้ายเป็นโคลนเหนียวเหนอะ หลังดูดซับของเหลวหนืดสีแดงที่ไหลซึมจากช่วงเอวและกรงเล็บปีศาจอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้กระทำก็เดินวนรอบพลางมองเหยียดสภาพน่าเวทนานั้นด้วยความสะใจ

    “หึ.. ว่าแต่เดี๋ยวนี้คนที่อยู่กับแกไปไหนซะละ อ๋อ... อยู่โรงพยาบาลสินะ บอกตามตรงฉันนึกภาพคนอย่างโนอาร์ต้องมานอนให้น้ำเกลือไม่ออกเลย จนมาอยู่กับแก ดวงซวยจริง ๆ”
    “…”
    “ทีแรกฉันคิดว่าแกหลอกใช้มนุษย์มาเป็นโล่กันนักล่าปีศาจ แต่จากที่เห็นแกคอยไปเฝ้าที่โรงพยาบาลทุกคืน มันทำให้ฉันเริ่มมองแกในมุมใหม่..”
    “…”
    “ความจริงแกก็แค่ปีศาจสวะเหลือขอ ต้องมีมนุษย์คอยคุ้มกะลาหัว พออยู่ตัวคนเดียวก็ทำอะไรไม่ได้ ขนาดแค่เข้าไปเยี่ยมยังไม่มีปัญญา ได้แต่นั่งเฝ้าอยู่ตรงมุมมืดข้างโรงพยาบาลไม่ต่างจากหมาตัวหนึ่ง”

    เจ้าของคำพูดแดกดันหยุดอยู่เบื้องหน้าปีศาจที่นอนนิ่งไม่ยอมโต้ตอบ ก่อนจะใช้ฝ่าเท้าบรรจงเหยียบบนกรงเล็บชุ่มเลือดและบดขยี้ลงกับเศษคมแก้วตามพื้นดินโสโครก

    “ถ้าให้เดา ดอกไม้นี่คงเป็นของดูต่างหน้าที่คนของแกให้ก่อนเข้าโรงพยาบาล หึ.. สุดท้ายก็พัง รักษาไว้ไม่ได้ ฉันล่ะสงสารนักฆ่านั่นเสียจริง ไม่น่าตาต่ำเลือกฝากชีวิตไว้กับกาฝากอย่างแกเลย”
    “…ทำไม” เสียงทุ้มต่ำของปีศาจเอ่ยขึ้น
    “อะไร? เงยหน้าขึ้นมาพูดดี ๆ ฟังไม่รู้เรื่อง”

    ภาคินเลิกขยี้กรงเล็บปีศาจกับเศษแก้ว ก่อนใช้ปลายเท้าช้อนคางปีศาจให้เงยหน้าขึ้นมา เผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสงจ้องกลับด้วยความโกรธแค้นกราดเกรี้ยว ราวกับอยากกระชากวิญญาณคนตรงหน้ามาฉีกเป็นชิ้น ๆ แบบเดียวกับที่อีกฝ่ายทำกับของสำคัญที่มนุษย์มอบให้เขา

    “ปีศาจอย่างแกมีควา-”
    “ตึง!!”
    “อั่ก!”

    ไม่ทันพูดจบ เท้าที่ใช้เชิดหน้าปีศาจกลับถูกกรงเล็บทมิฬฉุดดึงอย่างแรง ส่งผลให้คนไม่ทันตั้งตัวล้มลง ภาคินหมายจะใช้ปืนยิงสั่งสอนให้ปีศาจสิ้นฤทธิ์ ทว่ากลับถูกกรงเล็บใหญ่ปัดทิ้งและบีบกำรอบลำคอราวกับคีมเหล็ก นักล่าปีศาจสำลักอากาศพยายามหยิบอีกหนึ่งอาวุธที่ซ่อนไว้ด้านหลังเพื่อสู้โต้กลับ พลางเตะถีบร่างสูงใหญ่ให้ผละออกไป แต่การกระทำเหล่านั้นกลับไร้ผลมิหนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบตรงลำคอมากขึ้นเป็นเท่าทวี

    “...ทำไมกลิ่นอายวิญญาณเจ้าถึงยังบริสุทธิ์ ทั้งที่เจ้าทำกับข้าขนาดนี้”
    “อะ..อั่ก!”
    “หากไม่ติดสัญญา วิญญาณเจ้าคงแหลกสลายคามือข้า... ข้าอยากรู้นัก ข้าทำอะไรให้เจ้าจงเกลียดจงชังกัน”
    “กะ..โกรธ อั่ก! โกรธเหรอเหอะ.. แค่นี้ยังไม่ถึงครึ่งของความเลวที่แกทำด้วยซ้ำ อั่ก!..”
    “นะ.. นี่ยังน้อยไปสำหรับปีศาจชั่ว ชีวิต..สงบสุขของแก... อย่าหวังว่าจะได้เลย! อั่ก!.. พะ.. เพราะฉันจะทำลายมันให้หมด! ทั้งของของแก.. ละ..และคนของแกะ-”
    “ตึง!!”
    “ตึง!!!!”
    “ตึง!!!!!”
 
    คนเสียเปรียบพูดเย้ยหยัน ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อนัยน์ตาสีแดงเลือดนกวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ เอทอสที่ถูกยั่วยุจนฟิวส์ขาดเผลอปลดปล่อยความดาลเดือด กระชากคอมนุษย์ปากดีขึ้นก่อนทุ่มอัดลงกับพื้นดินแข็งหลายครั้งจนร่างในกรงเล็บนั้นสิ้นเสียงไร้การตอบสนอง ปีศาจถึงพลันได้สติคลายกรงเล็บออกจากลำคอม่วงช้ำ คิดว่าเขาพลั้งมือฆ่านักล่าปีศาจไปเสียแล้ว แต่เมื่อสังเกตดูจึงได้เบาใจว่าภาคินเพียงแค่หมดสติ

    เอทอสค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นยืน โดยทิ้งร่างนักล่าปีศาจให้สลบอยู่ตรงนั้น ต่อให้อยากมากเท่าไร เขาก็ฆ่าภาคินไม่ได้ เพราะหากทำ สัญญาที่เขาสร้างไว้จะไร้ค่า มิหนำซ้ำการเพิ่มศัตรูในช่วงที่เขาต้องคอยรับมือผู้คุมวิญญาณ พร้อมกับใช้คำสาปรักษาโนอาร์คงไม่ใช่เรื่องดีนัก ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่เขาควรทำที่สุดคือ รีบกลับไปเฝ้ามนุษย์ที่โรงพยาบาล

    “กึก!”

    เท้าของปีศาจสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง นัยน์ตาดุก้มมองพบว่าเป็นฐานไม้กลมสีนิล สำหรับใช้ปิดและเป็นที่ตั้งโหลแก้ว กรงเล็บบาดเจ็บหยิบขึ้นมาพลิกดู พบว่าแผ่นไม้ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ได้ถูกทำลาย ของตรงหน้าพลันให้ความรู้สึกที่ถูกย่ำยีของปีศาจคล้ายฟื้นกลับคืน แม้จะไม่มากนักแต่ก็ยังดี เพราะอย่างน้อย เขาก็รักษาส่วนหนึ่งของของขวัญที่มนุษย์มอบให้เขาไว้ได้



(ต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
(ต่อ)


    ในยามค่ำคืน จำนวนผู้ใช้บริการสถานพยาบาลนั้นต่างจากช่วงกลางวันค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เหลือเพียงญาติที่มานอนเฝ้าคนไข้ ยกเว้นชายคนหนึ่งที่นั่งสัปหงกตรงเก้าอี้รับรอง พยายามถ่างตามองไปที่สวนข้างโรงพยาบาล ราวกับเป็นนักสังเกตการเจริญเติบโตของพวกต้นไม้ใบหญ้า จนกระทั่งเห็นพุ่มไม้ในเงามืดสั่นไหวเล็กน้อย คนใกล้หลับจึงตื่นเต็มตา รีบเดินออกจากตัวอาคารไปที่สวน พลางหาวแก้ง่วงไปด้วย

    “ทำไมวันนี้คุณมาช้าจัง ผมรอจนเกือบหลับไปหลายรอบ เดี๋ยวนะ... เฮ้ยคุณ!! ไปโดนอะไรมา!?”

    จากที่กำลังสะลึมสะลือ คราวนี้จินถึงกับสะดุ้งตื่นเต็มตา เมื่อเห็นสภาพสะบักสะบอมของปีศาจที่นั่งพิงต้นไม้ ร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยคราบเลือด และบาดแผลตรงช่วงเอวกับกรงเล็บข้างหนึ่ง ทว่าเอทอสกลับไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีของมนุษย์ตรงหน้านัก

    “มีเรื่องนิดหน่อย... วันนี้โนอาร์เป็นยังไงบ้าง แล้วพวกวิญญาณรับใช้มาอีกหรือเปล่า”
    “ก็นอนเป็นผักเหมือนเดิม ส่วนวิญญาณนั่นก็หายหน้าหายตาจนจะครบเดือนแล้วมั้ง คุณน่ะเลิกกังวลได้แล้ว ห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหม”

    จินตอบกลับด้วยประโยคเดิม ๆ ที่ต้องรายงานปีศาจทุกวัน จนเขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนนกแก้วนกขุนทอง เขาเข้าใจความกังวลของเอทอสดี คนรักโดนเล่นงานต่อหน้าต่อตาแบบนั้น จะระแวงมากก็ไม่แปลก แต่ห่วงถึงขนาดไม่สนใจตัวเองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งพลาดพลั้งขึ้นมา คู่รักต่างเผ่าพันธุ์คงได้จูงมือกันไปปรโลกแน่ เพราะจากที่เขาเข้าเยี่ยมแทนปีศาจทุกวัน ทำให้เห็นว่าอาการโนอาร์ทรงตัวอยู่ได้ ส่วนหนึ่งมาจากพลังของเอทอส

    ทว่าเมื่อคนหวังดีสบกับนัยน์ตาสีแดงเลือดนก จินก็พลันรู้ว่าเขาพูดไปคงเหนื่อยเปล่า เพราะแววตาของเอทอสยามนี้ คล้ายจะสื่อว่าพร้อมทำทุกทางเพื่อให้คนสำคัญปลอดภัย โดยไม่สนว่าตัวเองจะอยู่หรือตาย เป็นแววตาแบบเดียวกับโนอาร์ ตอนเขาพยายามห้ามเรื่องกวาดล้างกลุ่มนักล่าปีศาจ
    
    “คุณกับโนอาร์นี่เหมือนกันมากกว่าที่ผมคิดอีกนะ ไม่น่าล่ะถึงอยู่ด้วยกันได้”
    “อืม”
    “อา... เกือบลืม วันนี้ผมมีข่าวดีมาฝากคุณด้วย โนอาร์ออกจากห้อง ICU แล้วนะ”

    เอทอสเพียงรับฟังนิ่ง ๆ ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทว่าจินรู้ว่าอีกฝ่ายแอบดีใจไม่น้อย โดยสังเกตจากบรรยากาศรอบตัวร่างสูงใหญ่ที่ผ่อนคลายมากขึ้น และนัยน์ตาสีแดงเลือดนกที่ดูอ่อนลงแฝงด้วยรอยยิ้ม

    หลังบอกข่าวให้ปีศาจรับรู้ จินที่หมดหน้าที่เลยขอตัวกลับ ส่วนเอทอสพออยู่ลำพังจึงเริ่มจับสัมผัสกลิ่นอายวิญญาณของมนุษย์ว่าอยู่ตรงส่วนใดของโรงพยาบาล และไม่นานนัยน์ตาสีแดงเลือดนกก็หยุดอยู่ ณ หน้าต่างบานหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นยืนพลางใช้สายตาสอดส่องดูกลุ่มมนุษย์บริเวณนี้ เมื่อไม่พบใคร ปีศาจจึงอาศัยโอกาสนี้ลอบออกจากสวน และไม่นานหลังจากนั้น ม่านหน้าต่างห้องพักของโนอาร์ก็มีเงาร่างยักษ์ปรากฏขึ้น

    เอทอสเลื่อนบานกระจกแผ่วเบา ก่อนแทรกกายเข้ามาในห้องพักได้สำเร็จ นัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสงในความมืด จับจ้องร่างเจ้าชายนิทราที่นอนสงบอยู่บนเตียง สายมากมายโยงเชื่อมตัวมนุษย์กับเหล่าอุปกรณ์ ไฟกระพริบกับเสียงสัญญาณคงที่จากเครื่องช่วยชีวิต บ่งบอกว่าคนของปีศาจปลอดภัยดี

    “ไง... ไม่เจอกันนานเป็นเดือน เจ้าดูผอมลงนะ โนอาร์”

    ปีศาจลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง พลางพูดคุยกับร่างไร้สติ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เอทอสได้พบโนอาร์อีกครั้งหลังจากผ่านเหตุกาณ์เลวร้าย เนื่องจากมนุษย์รักษาในห้อง ICU ตลอด ทำให้ปีศาจไม่สามารถลอบเข้าไปเยี่ยมได้ ต้องรอจนกว่าหมอจะอนุญาตให้ออกมาพักห้องปกติ เขาถึงมีโอกาสเข้ามาหาดั่งเช่นครานี้
     ซึ่งการได้เห็นหน้ามนุษย์อีกครั้ง แม้จะยังไม่ฟื้นขึ้นมา ก็ช่วยให้ความเจ็บหน่วงจากแผลตามตัวร่างยักษ์ และความทรมานจากผลของคำสาปลดลงอย่างมาก

    “ข้ามีเรื่องมาขอโทษเจ้า ของขวัญที่เจ้าให้ข้า ข้าทำมันพังเหลือแค่ฐานไม้ หวังว่าเจ้าคงไม่โกรธข้า”
    “…”
    “ข้าถือความเงียบเป็นคำตอบว่าเจ้าไม่โกรธ หึ... ขอบใจ”
    “แกร๊ก!”

    เสียงเปิดประตูดังขึ้น ก่อนตามด้วยร่างของนางพยาบาลเดินเข้ามาเช็กอาการคนไข้รอบดึก เมื่อตรวจดูเรียบร้อย สายตาพลันสะดุดเข้ากับเก้าอี้ตัวหนึ่งที่วางอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ด้วยความคิดว่าญาติคนไข้อาจลืมเก็บ นางพยาบาลเลยยกเก้าอี้ไปสอดเข้าใต้โต๊ะตามเดิม แล้วค่อยเดินออกจากห้องเพื่อไปเช็กคนไข้รายอื่นต่อ

    หลังทุกอย่างกลับสู่ความสงบอีกครั้ง ปีศาจที่หลบอยู่บริเวณมุมห้องถึงลืมตา เผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสง พร้อมร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากความมืด คิดในใจว่าเวลานี้คงไม่เหมาะแก่การพูดคุยกับโนอาร์อีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้นปีศาจก็ไม่คิดกลับไปเช่นกัน

    ดังนั้นเอทอสจึงเลือกเดินเข้าไปหาร่างไร้สติ ใช้กรงเล็บเกลี่ยเส้นผมแผ่วเบา ก่อนก้มลงจูบบนผ้าพันแผลตรงหน้าผากมนุษย์ด้วยความนุ่มนวล กดแช่สักพักหนึ่งถึงยอมผละออก นัยน์ตาสีแดงเลือดนกแฝงความอ่อนโยน ขณะกล่าวคำที่อีกฝ่ายมักพูดกับเขาก่อนเข้านอน

    “ราตรีสวัสดิ์ โนอาร์”

    หลังจากนั้นร่างสูงใหญ่จึงไปนั่งเฝ้าตรงโซฟาเงียบ ๆ จนฟ้าใกล้รุ่งสาง ปีศาจถึงได้ออกไปหาวิญญาณกิน

    

    วันเวลาผันผ่านช่วยให้ทุกสิ่งดีขึ้นตามลำดับ รวมถึงการย้ายห้องพักของโนอาร์ทำให้พักหลังมานี้จินสุขสบายขึ้นอย่างมาก เพราะช่วงที่เจ้าชายนิทราหลับใหลในห้อง ICU ช้ารับใช้อย่างเขาเข้าเฝ้าได้ไม่นาน ก็ถูกนางพยาบาลไล่ออกมาข้างนอก ต้องคอยเตร็ดเตร่รอบโรงพยาบาลจนกว่าปีศาจจะมา เขาถึงกลับได้ ทว่ายามนี้เจ้าชายมีห้องพักส่วนตัว เขาที่ต้องอยู่เฝ้าตลอดช่วงกลางวัน ก็คล้ายวิญญาณเร่ร่อนมีที่ให้สิงสถิต มีโซฟานุ่มให้นอนเล่น มีโทรทัศน์ให้ดูแก้เบื่อ ต่อให้เขาต้องคอยดูโนอาร์ทั้งวันทั้งคืนก็ไม่มีปัญหา

    “แกร๊ก!”

    เสียงเปิดประตูห้องพักดังขึ้น ส่งผลให้คนนอนเอกเขนกต้องรีบลุกขึ้นนั่งในท่าสำรวม ทว่าผู้มาเยือนหาใช่นางพยาบาลอย่างที่จินคิด แต่เป็นร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามเจ้าของนัยน์ตาดุสีอำพัน รูปลักษณ์ที่จินเห็นครั้งสุดท้ายตอนงานเลี้ยงฉลองสวนรฦกวัลย์

    “โอ้โฮ! พลังแห่งรักทำให้แปลงกลับเป็นมนุษย์ได้หรือครับ คุณเอทอส” จินเอ่ยแซวผู้มาใหม่ที่มุ่งตรงไปหาคนบนเตียงเป็นอันดับแรก
    “ไร้สาระ ก็แค่อาการโนอาร์ดีขึ้นมาก คำสาปจึงไม่รุนแรงเท่าแต่ก่อน ข้าเลยเหลือพลังพอแปลงเป็นมนุษย์ก็เท่านั้น”

    เอทอสตอบกลับพลางมองสำรวจโนอาร์ที่ยังคงไม่ฟื้น มนุษย์ผ่ายผอมลงค่อนข้างมาก แต่ไม่ถึงกลับแขนขาลีบ เพราะได้เจ้าหน้าที่คอยทำกายภาพบำบัดอยู่เสมอ เหล่าเครื่องมืออุปกรณ์กู้ชีวิตล้วนถูกถอดออก เมื่อร่างกายผู้ป่วยสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ช่วงเวลาวิกฤตน่าเป็นห่วงได้ผ่านพ้นไปแล้ว เหลือเพียงรอวันที่นัยน์ตารัตติกาลจะลืมขึ้นอีกครั้ง ซึ่งนั่นทำให้ปีศาจที่คอยเป็นกังวลอยู่ตลอดพอเบาใจ ก่อนเริ่มคิดสะสางปัญหาที่ปล่อยไว้นานหลายเดือน

    “คุณมาแล้ว งั้นผมกลับเลยนะ ไม่อยากเป็น กขค.” จินเอ่ยขึ้นเตรียมเก็บของ แต่กลับถูกอีกฝ่ายรั้งไว้
    “ไม่ต้อง ข้าแวะมาเยี่ยมไม่นาน เดี๋ยวจะออกไปหาวิญญาณกินเพิ่ม”

    ได้ยินดังนั้น จินเลยนั่งลงตรงโซฟาตามเดิม มีแอบเหลือบมองร่างสูงใหญ่ช่วยห่มผ้าดูแลคนบนเตียงบ้างเล็กน้อย ผ่านไปสักพักหนึ่งปีศาจจึงขอตัวกลับ ห้องพักส่วนตัวเลยเหลือเพียงเจ้าของห้องกับคนเฝ้าอีกครั้ง จินที่แสร้งทำนู้นนี่ไม่สนใจจึงมีโอกาสยืนยืดเส้นยืดสาย ก่อนเดินเข้าไปหาคนที่หลับไม่ยอมตื่นเสียที

    “เคล็ดลับมัดใจปีศาจของนายคืออะไรเหรอโนอาร์ สอนฉันมั่งสิ เผื่อเอาไปใช้หาแฟนดี ๆ แบบคุณเอทอสบ้าง”

    แน่นอนว่าไม่มีเสียงตอบกลับจากคนบนเตียง ซึ่งจินก็มั่นใจว่าถึงรอจนอีกฝ่ายฟื้นแล้วลองถามใหม่ เขาก็คงได้แค่รอยยิ้มมุมปากแบบฉบับเจ้าตัว หรือแย่กว่าอาจโดนมองกลับด้วยแววตาเยาะเย้ยกึ่งสมเพชให้เขายิ่งอิจฉา



    หลังออกจากโรงพยาบาล ปีศาจก็มุ่งตรงไปยังสถานที่ที่มีวิญญาณรวมกลุ่มกัน เป็นแหล่งอาหารที่เขาเพียรตามหาอยู่นานตั้งแต่เกิดเรื่อง จนเมื่อไม่นานนี้ก็ได้พบ แต่เขายังไม่มีโอกาสเข้าไป เพราะห่วงอาการของโนอาร์ที่ยามนั้นไม่สู้ดีนัก ปีศาจจึงต้องรอจนกว่าคนของเขาจะแข็งแรง และในที่สุดเวลาที่เอทอสเฝ้ารออย่างอดทนก็มาถึง

    ร่างสูงใหญ่หยุดยืนอยู่หน้าแหล่งอาหาร ทว่าแหล่งอาหารวันนี้หาใช่ป่าหรือสุสาน แต่เป็นบ้านพักหลังหนึ่งในตัวเมือง มีรั้วไม้ล้อมรอบเขตบ้าน บริเวณด้านในปลูกต้นไม้รกทึบจนแทบมองไม่เห็นตัวที่พักอาศัย ดีที่มีกริ่งฝังตรงเสาปูนหน้าบ้านให้กดเรียก ทว่าเอทอสกลับคิดว่าการเรียกแบบสันติวิธีคงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก

    “ตึง!!” ฝ่าเท้าหนักยกขึ้นถีบรั้วไม้หน้าบ้านอย่างแรง
    “ตึง!!!”
    “โครม!!!!!”

    เพียงไม่กี่ครั้ง รั้วไม้ป้องกันภัยก็พังครืนอย่างง่ายดาย ร่างสูงใหญ่ก้าวผ่านเศษซากเละเทะโดยไม่คิดเหลียวมอง เหล่าวิญญาณรับใช้ผู้ทำหน้าที่ดูแลบ้านต่างรุมเข้าจัดการผู้บุกรุก ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องสิ้นคิดอย่างถึงที่สุด

    “อ๊ากกกกกกกก!!!!!!!!”

    เสียงร้องโหยหวนดังลั่นทั่วบ้านทั้งหลัง วิญญาณตนแล้วตนเล่าถูกขยี้ฉีกกระชากไร้ความปรานี ทุกตนล้วนลิ้มรสความทรมานแสนสาหัส ก่อนถูกจับกินต่อหน้าต่อตาวิญญาณตนอื่น บัดนี้ไม่มีใครกล้าต่อกรกับปีศาจที่กำลังเดือดปะทุด้วยเพลิงแค้น วิญญาณที่เหลือรอดต่างพยายามหลีกหนี กลับถูกเปลวเพลิงสีนิลแผดเผาให้ดิ้นทุรนทุราย รอเวลาถูกจับกินเหมือนเหล่าพวกพ้อง ผ่านไปไม่นานนัก ทุกดวงวิญญาณที่พยายามขับไล่ผู้บุกรุกก็ถูกกินจนสิ้น

    “โครม!!!!”

    ประตูหน้าบ้านถูกถีบพังไม่เหลือซาก ก่อนตามด้วยร่างสูงใหญ่พร้อมบรรยากาศกดดันอันตรายก้าวเข้ามาภายใน คลื่นอารมณ์โทสะกราดเกรี้ยวแผ่กระจายเพิ่มความน่ายำเกรงเป็นเท่าทวี เหล่าวิญญาณหนีตายต่างเห็นเงาผู้บุกรุกคล้ายพญามัจจุราชที่มาฉุดลากพวกตนลงสู่ขุมนรก ทว่าผู้คุมวิญญาณเจ้าบ้านกลับไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแต่อย่างใด
    
    “บุกรุกบ้านคนอื่นแบบนี้ รู้ไหมมันเสียมารยาท”
    “เลิกยุ่งกับโนอาร์ซะ ก่อนที่ชะตาเจ้าจะไม่ต่างจากวิญญาณรับใช้พวกนั้น”

    เอทอสเอ่ยขู่พร้อมยื่นโอกาสรอดให้อีกฝ่าย แต่ดูเหมือนผู้คุมวิญญาณจะไม่สนใจเท่าไรนัก ชายเจ้าบ้านลุกขึ้นจากที่นั่งก่อนเดินหยั่งเชิงดูท่าทีปีศาจในร่างมนุษย์เบื้องหน้า

    “ถ้าบอกว่าไม่ล่ะ วิญญาณแข็งแกร่งหายากแบบโนอาร์ ใครก็อยากได้เป็นข้ารับใช้ แล้วอีกอย่างนักฆ่านั่นก็ไม่ใช่คนดีอะไร ตายไปสักคน.. จะเป็นอะไรไป!”
    “ขวับ!”
    “พรึบ! โครม!!”
    “อั่ก!!”

    ทันทีที่พูดจบ นักล่าปีศาจก็สาดบางสิ่งใส่ร่างสูงใหญ่ ทว่าเอทอสกลับเบี่ยงหลบง่ายดาย เพียงพริบตาเดียวปีศาจก็เข้าประชิดตัวชายหนุ่ม พร้อมเหวี่ยงร่างเจ้าบ้านอัดกำแพงอย่างแรง ซึ่งเหล่าวิญญาณรับใช้ไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

    “หมับ! อั่ก!!”
    “เจ้าจะเสียใจที่เลือกทางนี้”

    ร่างผู้คุมวิญญาณถูกฝ่ามือใหญ่กำรอบลำคอแน่น ก่อนยกขึ้นจนร่างลอยด้วยมือข้างเดียว วิญญาณรับใช้บางส่วนเห็นผู้เป็นนายกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงทำใจกล้าเข้าช่วย ซึ่งผลตอบแทนของความจงรักภักดีก็คือ เปลวเพลิงสีนิลที่เผาไหม้ดวงวิญญาณจนสูญสลาย

    “หะ..หึ คะ... ใครกันแน่.. ที่จะเสียใจ..”

    เสียงขาดช่วงพยายามตอบกลับไร้ซึ่งแววสำนึก ส่งผลให้ฝ่ามือใหญ่เพิ่มแรงบีบลำคอเป็นเท่าทวี ทว่าเมื่อยิ่งออกแรง เอทอสกลับรู้สึกคล้ายพลังของเขายิ่งถูกดึงออกไป คิ้วหนาเริ่มขมวดมุ่นเมื่อสัมผัสถึงความผิดปกติ พร้อมกับโยนร่างในมือทิ้งลงพื้นทันที

    “ตุ้บ!!”
    “เจ้าทำอะไร?”
 
    คำถามของเอทอส ได้รับเพียงรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจคืนกลับมา ผู้คุมวิญญาณพยายามพยุงตัวขึ้นยืน ก่อนสวนหมัดโต้กลับชายร่างสูงใหญ่ ซึ่งนั่นถือเป็นการกระทำอันสิ้นคิดในสายตาปีศาจ เขาจึงต้องสั่งสอนให้รู้ถึงความห่างชั้นระหว่างปีศาจกับมนุษย์ธรรมดา

    “กร๊อบ!!”
    “อ๊ากกกกกก!!!!! อึก!!!”

    เสียงกระดูกหักดังลั่น เมื่อเอทอสล็อกแขนที่พยายามต่อยเขา ก่อนหักทิ้งราวกับกิ่งไม้เปราะ ร่างผู้คุมวิญญาณทรุดลง พร้อมกรีดร้องทรมานแสดงถึงความเจ็บปวด ทว่านั่นกลับยิ่งทำให้พลังในร่างปีศาจถูกดูดออกไปมากขึ้นเช่นกัน
    เอทอสรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงเตรียมเค้นถามอีกครั้ง แต่กลับถูกเสียงสายเรียกเข้าของโทรศัพท์หยุดไว้เสียก่อน ซึ่งคนที่โทรมาคือ จิน ปีศาจเลยรีบกดรับทันที เพราะเกรงว่าอาจเกิดอะไรขึ้นกับโนอาร์

    “โครม!!”
    “อั่ก!!”

    ผู้คุมวิญญาณอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายรับโทรศัพท์จู่โจมอีกครั้ง และก็ถูกฝ่าเท้าหนักเตะจนร่างลอยไปกระแทกกับตัวโต๊ะจนล้มระเนระนาด ซึ่งนั่นสร้างความไม่เข้าใจให้กับเอทอสอย่างมาก ว่าเหตุใดมนุษย์นี่ถึงรนหาเรื่องเจ็บตัวนัก

    “มีอะไร จิน”
    “คุณอยู่กับผู้คุมวิญญาณนั่นใช่ไหม!! คุณห้ามทำอะไรมันนะ!! ไอ้หมอนั่นมันเชื่อมวิญญาณกับโนอาร์ ถ้ามันบาดเจ็บ โนอาร์จะเป็นคนรับแทน!”

    สารจากปลายสายถึงกับทำให้ร่างสูงใหญ่ชะงักนิ่งงัน ก่อนไม่นานจะมีเสียงหัวเราะจากมุมหนึ่งของบ้าน นัยน์ตาดุสีอำพันค่อยๆ หันมองต้นตอของเสียง พบว่าบัดนี้ผู้คุ้มวิญญาณกลับไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บ กำลังจ้องมองราวกับสมน้ำหน้าปีศาจ พลางแกล้งปัดฝุ่นตามเสื้อ การกระทำราวกับเย้ยหยัน ถึงขั้นทำให้เอทอสคุมอารมณ์ไม่อยู่

    “โครม!!! เพล้ง!!!”
    “พลาดเป้านะ รู้หรือเปล่า หึ ๆ”

    ผู้คุมวิญญาณหัวเราะเยาะ เมื่อหมัดหนักถูกเบี่ยงหลบในวินาทีสุดท้าย ส่งผลให้บานกระจกหน้าต่างเป็นที่รองรับความดาลเดือดแทนใบหน้าของเขา

    “เจ้าทำแบบนี้ทำไม”

    เอทอสกัดฟันกรอด เค้นเสียงลอดไรฟันถาม นัยน์ตาดุกลายเป็นสีแดงเลือดนกวาวโรจน์คล้ายมีเพลิงพิโรธลุกไหม้อยู่ภายใน ทว่าผู้คุมวิญญาณกลับเดินผ่านร่างสูงใหญ่อย่างไม่ใส่ใจ พร้อมสั่งวิญญาณรับใช้ที่เหลือรอด ให้เข้ามาเก็บเศษซากข้าวของที่พังเสียหาย

    “บอกไปแล้วว่าอยากได้โนอาร์มาเป็นข้ารับใช้ ไม่รู้หรอกนะว่านายทำยังไง โนอาร์ถึงอยู่มาได้นานขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่รอดหรอก…”
    “เจ้าทำอะไรอีก! บอกมา!!” เสียงทุ้มหนักของปีศาจตวาดก้องดังทั่วทั้งบ้าน จนวิญญาณรับใช้บางตนหวาดกลัวจนต้องหนีหลบซ่อน
    “ก็แค่กำหนดวันตายให้ ตายแบบไม่ทรมาน เมื่อถึงวันจะหยุดหายใจไปเองเหมือนสับสวิตช์ ต่อให้เป็นพระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ฉันใจดีเลือกวันเป็นสิ้นปีนี้ กว่าจะถึงวันนั้นนายก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้เต็มที่ ฉันจะไม่เข้าไปยุ่ง”
    “…”

     ระหว่างการพูดคุยอยู่นั้น เอทอสพลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณของใครบางคนกำลังมุ่งตรงมาที่บ้านหลังนี้ ก่อนไม่นานจะได้ยินเสียงรถจอดบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเขารู้จักกลิ่นอายวิญญาณนี้ดี และนั่นทำให้ร่างสูงใหญ่รู้สึกอื้ออึงสับสน คล้ายถูกค้อนทุบอย่างจังจนเสียงพูดโต้ตอบหายไป

    “และนั่นหมายความว่านายก็ห้ามมายุ่งกับฉันเหมือนกัน เพราะไม่อย่างงั้น...”

    ผู้คุมวิญญาณเอ่ยพลางเดินไปหยุดรอใครบางคนตรงหน้าประตูบ้าน เวลาเดียวกับที่ดวงตาของเอทอสจำต้องเปลี่ยนกลับเป็นสีอำพัน เพื่อปกปิดความลับเรื่องปีศาจไม่ให้คนนอกรู้

    “วันตายของโนอาร์อาจเลื่อนเป็นพรุ่งนี้แทน”
    “พี่วรรษเป็นอะไรไหม! ผมมาแล้วเห็นรั้วบ้านพัง ขโมยขึ้นบ้านเหรอ?! แล้วโทรแจ้งตำรวจหรือยัง”
    “ใจเย็น ๆ”

    ผู้คุมวิญญาณผู้บ่งการแผนการเลวร้าย บัดนี้เหลือเพียงพี่ชายแสนดีเดินเข้าไปปลอบน้องชายที่กำลังตื่นตระหนก ใช้เวลาสักพักหนึ่งน้องชายเจ้าบ้านถึงใจเย็นลง ก่อนเริ่มมองสำรวจความเสียหายภายในบ้าน จนสายตาสะดุดเข้ากับชายร่างสูงใหญ่ที่เคยเจอเมื่อหลายเดือนก่อน

    “พี่เอทอส?! เป็นเพื่อนกับพี่วรรษหรือครับ ผมไม่เคยรู้เลย”
    “…สีคราม” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยบางเบา ราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
    “ใช่ เพื่อนพี่เอง เขามาช่วยพี่จัดการเรื่องขโมยขึ้นบ้านน่ะ แต่เรียบร้อยดีแล้ว และกำลังกลับใช่ไหม” พี่ชายแสนดีออกรับแทน พร้อมเอ่ยไล่คนนอกกลาย ๆ
    “...อืม ต้องกลับแล้ว”
    
    เอทอสอาศัยโอกาสที่ผู้คุมวิญญาณหยิบยื่นให้ รีบหลบเลี่ยงสถานการณ์ทันที ทำให้สีครามไม่ทันได้เอ่ยชวนรุ่นพี่ให้ทานข้าวเย็นด้วยกัน ร่างสูงใหญ่ก็พลันหายออกจากบ้านไปเสียแล้ว ดังนั้นน้องชายเจ้าบ้านที่ยังคงสับสนไม่เข้าใจ จึงหันมาเค้นความจริงกับพี่ชายแทน
    ทว่าหลังผ่านไปสักพักหนึ่ง ฝ่ายคนพูดตอบกลับกลายเป็นสีคราม โดยคำถามของพี่ชายแสนดีส่วนมากมักเกี่ยวกับเรื่องของชายเมื่อครู่ เนื่องด้วยการรู้จักกันของปีศาจและสีครามนั้น อยู่เหนือความคาดหมายของผู้คุมวิญญาณ แต่ที่เออออไปก่อนหน้านี้เป็นเพราะ เขาไม่ต้องการให้สีครามรู้สึกสงสัยแล้วมาข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เท่านั้น



    เวลาล่วงเลยเข้าสู่พลบค่ำ ในที่สุดเอทอสในสภาพหอบเหนื่อยก็มาถึงโรงพยาบาล เรื่องราวที่พบเจอก่อนหน้าถูกโยนทิ้งจนสิ้น ตอนนี้ความคิดร้อนรนของปีศาจเหลือเพียง ความกังวลต่ออาการของโนอาร์ที่ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงชัดผ่านผลของคำสาปที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ โชคดีที่เมื่อช่วงกลางวันปีศาจกินวิญญาณรับใช้มากพอสมควร เลยพอมีพลังเหลือให้คำสาปดูดไปโดยไม่กระทบต่อการแปลงเป็นมนุษย์ของเขา

    ทว่าไม่ทันที่ร่างสูงใหญ่จะวิ่งเข้าโรงพยาบาลเพื่อไปหามนุษย์ กลับถูกเสียงของจินที่รออยู่ก่อนแล้วเอ่ยขัด ก่อนพาเดินมาคุยกันตรงสวนมืดเพื่อหลบเลี่ยงสายตาผู้คน

    “โนอาร์อยู่ห้อง ICU คุณเข้าไปหาตอนนี้ไม่ได้หรอก แต่อาการทรงตัวแล้วนะ คุณไม่ต้องกังวล”
    “…”
    “แล้ว.. เป็นอย่างไรบ้าง”

    เอทอสค้นหาเสียงตัวเองอยู่นาน ก่อนจะถามถึงอาการมนุษย์แผ่วเบา นัยน์ตาสีอำพันดุดูอ่อนแสงฉายชัดถึงความขมขื่นรู้สึกผิด ร่างสูงใหญ่ดุดันน่าเกรงขาม ยามนี้กลับดูเปราะบางราวกับหินผาแกร่งที่มีรอยร้าวไปทั่วพร้อมพังทลาย เพียงเพราะรู้ว่า สิ่งสำคัญที่เพียรดูแลรักษา กลับแหลกสลายอีกครั้ง โดยคราวนี้เป็นน้ำมือของเขาเอง

    “ที่แขนกับคอ หมอใส่เฝือกดามให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนตรงอก…”
    “…”
    “หมอบอกว่าอวัยวะภายในกับกระดูกยังไม่แข็งแรงดี อยู่ ๆ กลับคล้ายถูกของหนักกระแทกอย่างแรง กระดูกซี่โครงเลยหักทิ่มปอด ต้องกลับมาใช้เครื่องช่วยหายใจอีกครั้ง แต่ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว สบายใจได้”

    ฝ่ามือใหญ่กำแน่นเพื่อข่มอารมณ์ เมื่อรับฟังอาการของโนอาร์ เอทอสรู้สึกเหมือนโชคชะตาจะสนุกกับการกลั่นแกล้งหลอกลวงให้เขาตายใจ แล้วคอยบดขยี้ฉีกทำลายความรู้สึกเขาทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งครั้งนี้ปีศาจไม่อาจทนฝืนอดกลั้นต่อความด้อยค่าไร้ความสามารถของตนเองได้อีกต่อไป

    ภายหลังจากเพื่อนมนุษย์ขอตัวกลับ กลางดึกเงียบสงัดพลันเกิดเสียงร้องคำรามเจ็บปวดขาดใจดังกึกก้องให้ได้ยินทั่วทุกส่วนของโรงพยาบาล โดยต้นกำเนิดมาจากสวนด้านข้าง มีบางคนใจกล้าพยายามหาต้นตอ ทว่าเพียงเห็นนัยน์ตาสีแดงเลือดนกบ้าคลั่งของบางสิ่งในเงามืด กำลังหักโค่นทำลายต้นไม้พังระเนระนาด ราวกับต้องการปลดปล่อยความรู้สึกเจ็บแค้นอัดอั้น เหล่าพวกอยากรู้ก็พลันกลับใจไม่กล้าเข้าไปยุ่ง ได้แต่ปล่อยให้บางสิ่งระบายจนกว่าจะพอใจและสงบลงไปเอง

    ซึ่งเสียงร้องคำรามราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บนี้ ดังถึงบนอาคารสูงของโรงพยาบาล กลุ่มบุรุษและนางพยาบาลต่างต้องทำหน้าที่อย่างหนัก เพื่อดูแลคนไข้ที่อาจตื่นตกใจ และนั่นรวมถึงการเข้าไปดูความเรียบร้อยภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยหนัก โชคดีที่เหล่าคนไข้ล้วนอยู่ในสภาวะที่ไม่อาจรับรู้สิ่งรอบข้าง จึงไม่ได้รับผลกระทบต่อเสียงประหลาด เว้นเสียแต่ผู้ป่วยรายหนึ่งที่เพิ่งถูกนำตัวมาพักฟื้นในห้องนี้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

    นางพยาบาลสังเกตปลายนิ้วของคนไข้ขยับเล็กน้อยคล้ายถูกเสียงกระตุ้น จึงรีบเข้าไปดูเผื่อว่าเสียงประหลาดอาจช่วยให้คนไข้ฟื้นคืนสติ แต่เมื่อลองเช็กดูแล้ว กลับพบว่าผู้ป่วยรายนี้ยังคงไร้ซึ่งการตอบสนอง ทว่าไม่รู้เป็นเพราะบรรยากาศผสานกับเสียงคำรามทุกข์ระทมที่ยังคงดังแว่วอยู่หรือไม่ เธอถึงรู้สึกว่าบริเวณรอบเตียงของคนไข้รายนี้ดูเยียบเย็นมากกว่าปกติ และเมื่อมองใบหน้าสงบของชายหนุ่มบนเตียง แม้จะดูเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกไม่ต่างจากผู้ป่วยคนอื่น แต่เธอคล้ายสัมผัสอารมณ์ของคนบนเตียงได้ว่า ชายผู้นี้กำลังรู้สึก... โกรธ
    

บท20 สมบูรณ์

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2007
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด