Homicide : รับจ้างฆาตกรรม | (UPDATE! บทที่ 23 คารม) [31/07/2020]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Homicide : รับจ้างฆาตกรรม | (UPDATE! บทที่ 23 คารม) [31/07/2020]  (อ่าน 4935 ครั้ง)

ออฟไลน์ FleurDelakour

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
โอ้ยฟินกับตอนโนอาห์จับมือเอทอสให้จับหูกระต่ายได้ไม่นาน

ตอนจบนี่มันนนนนนนนนนนนนน

 :katai1: :katai1: :katai1: :katai1: :katai1: :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

    “ติ้ด...”
    “ติ้ด...”
    “ติ้ด...”

    ยามดึกเงียบสงัด ภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยหนักหรือที่รู้จักกันดีในชื่อห้อง ICU มีเสียงสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะแผ่วเบาในความมืด สลับกับแสงกะพริบจากอุปกรณ์ช่วยเหลือขนาบข้างเตียงผู้ป่วย บรรยากาศสลัวผสานความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ชวนให้รู้สึกวังเวงเสียวสันหลังสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ไม่อาจส่งผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชำนาญการ

    นางพยาบาลย่างเท้าไร้เสียงตรวจดูอาการคนไข้แต่ละเตียง จวบจนมาหยุดอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยคนสุดท้ายของห้องนี้ ชายหนุ่มผู้ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ชนประสานงากับรถบรรทุกเมื่อสองเดือนก่อน สายระโยงระยางเชื่อมตัวผู้ป่วยกับอุปกรณ์ช่วยชีวิตรอบเตียง แสดงถึงความบอบช้ำรุนแรงของร่างกาย ทว่าไม่น่าเชื่อว่าผู้ป่วยที่ดูอาการสาหัสที่สุดในห้องนี้ กลับเป็นผู้ที่สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วที่สุดเช่นกัน เร็วเสียจนแพทย์ผู้เป็นเจ้าของไข้ยังไม่อยากเชื่อ และต้องให้แพทย์คนอื่นมาช่วยยืนยันว่าตนไม่ได้ประเมินอาการผิด

    ครั้งที่ชายหนุ่มคนนี้ถูกนำตัวส่งถึงมือแพทย์โดยรถพยาบาล สภาพร่างกายและอาการหนักเกินกว่าจะเรียกเพียงคำว่าสาหัส กระดูกหลายส่วนหักทิ่มอวัยวะภายใน ระบบต่าง ๆ ในร่างกายพร้อมล้มเหลวหยุดทำงานทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบหายใจ ที่ระหว่างนำตัวส่งโรงพยาบาลและการรักษาเกิดหยุดทำงานบ่อยครั้งจนเจ้าหน้าที่บางส่วนเริ่มถอดใจ ทว่าสุดท้ายก็สามารถกู้คืนสัญญาณชีพกลับมาได้

    หลังผ่านช่วงวินาทีแห่งความเป็นความตายภายในห้องฉุกเฉินนานหลายชั่วโมง ผู้ป่วยรายนี้ในที่สุดก็พ้นขีดอันตราย แพทย์ร่วมรักษาต่างประเมินเวลาพักฟื้นอาจยาวนานนับปี หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจกลายเป็นเจ้าชายนิทราไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย ทว่าเมื่อผ่านไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ร่างกายของชายหนุ่มกับฟื้นตัวด้วยอัตราที่รวดเร็วในระดับที่แพทย์บางส่วนคาดว่าเกินกว่าปกติ จนต้องตรวจดูอาการของผู้ป่วยรายนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาในการรักษาผู้ป่วยรายอื่นที่ประสบเหตุคล้ายกัน


    นางพยาบาลผู้กำลังตรวจดูคนไข้พิเศษรายนี้เชื่อว่า หากร่างกายของชายหนุ่มสามารถรักษาระดับการฟื้นตัวให้คงอยู่เช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานแพทย์อาจอนุญาตให้ผู้ป่วยย้ายออกจากห้อง ICU และนั่นคงเป็นข่าวดีสำหรับญาติคนไข้ที่คอยมาเยี่ยมเยียนเป็นประจำทุกวัน

    หลังจากเผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อยขณะตรวจดูอาการคนไข้รายสุดท้ายเรียบร้อย นางพยาบาลจึงได้เดินออกจากห้องพักฟื้นอย่างเงียบเชียบ เพื่อไปตรวจดูคนไข้ห้องถัดไป โดยไม่รู้เลยว่าข่าวคราวเรื่องผู้ป่วยที่คาดการณ์ไว้เมื่อครู่ ผู้ที่ดีใจที่สุดนั้นหาใช่คนที่มาขอเข้าเยี่ยมทุกวัน แต่เป็นปีศาจที่คอยเฝ้าคนป่วยตลอดทุกค่ำคืนต่างหาก


     นัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสงเจือไปด้วยความอ่อนล้า กำลังจ้องมองไปยังชั้นสูงของอาคารที่สัมผัสถึงกลิ่นอายวิญญาณของมนุษย์ ขณะนี้เอทอสนั่งพิงต้นไม้ในมุมมืดของสวนข้างอาคารโรงพยาบาล ความรู้สึกหมดแรงทรมานเหมือนถูกสูบพลังออกจากร่างอย่างต่อเนื่อง กลับเรียกรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าคมดุ เพราะตราบเท่าที่เขายังคงทรมาน นั่นหมายความว่าโนอาร์จะปลอดภัย

    ในช่วงที่มนุษย์หยุดหายใจนั้น วิญญาณของโนอาร์ยังไม่ออกจากร่างและถือว่ายังไม่ตายอย่างสมบูรณ์ เอทอสอาศัยโอกาสสุดท้ายที่เขาสามารถยื้อชีวิตมนุษย์ร่ายคำสาปใส่ร่างไร้สติ แม้จะขึ้นชื่อว่าคำสาปแต่ผลของมันไม่จำเป็นต้องเลวร้ายเสมอไป ทุกอย่างขึ้นกับตัวผู้ร่ายว่าต้องการให้ผู้ถูกสาปเป็นแบบไหน
    ซึ่งเอทอสในขณะนั้นปรารถนาเพียงอย่างเดียวคือ เขาอยากช่วยชีวิตโนอาร์ ดังนั้นเขาจึงสาปให้ทุกครั้งที่มนุษย์บาดเจ็บ ร่างกายจะทนทานต่อความเจ็บปวดและฟื้นตัวรวดเร็วเทียบเท่าปีศาจในสภาพสมบูรณ์พร้อม

    ทันทีที่ร่ายจบ คำสาปพลันแสดงผลในทันที ปีศาจในตอนนั้นทรุดลงจนต้องใช้กรงเล็บยันพื้นไว้ไม่ให้ล้ม เนื่องจากพลังทั้งหมดถูกคำสาปดูดไปอย่างรวดเร็ว เหงื่อกาฬท่วมร่างสูงใหญ่อาบแผ่นหลังกว้างและกรอบหน้าคมดุที่หอบหายใจเหนื่อย ปีศาจพยายามประคองสติค่อย ๆ หยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าข้างกางเกงของร่างมนุษย์ไร้สติ โชคดีที่ยังสามารถใช้การได้ เอทอสจึงกดเรียกรถพยาบาลให้มารับตัวมนุษย์

    ปีศาจที่แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงนั่งพิงซากรถสีเทาเมทัลลิกพลางกอบกุมมือมนุษย์เอาไว้ จนกระทั่งปีศาจได้ยินเสียงของรถพยาบาลเริ่มใกล้เข้ามา เอทอสจึงจำต้องปล่อยมือก่อนพยายามพาร่างของตัวเองไปแอบหลังเงามืดของต้นไม้ข้างทาง และเมื่อเหล่าเจ้าหน้าที่รับโนอาร์ไปดูแลต่อเป็นที่เรียบร้อย ความกังวลของปีศาจจึงได้เบาบางลง ก่อนทิ้งร่างสูงใหญ่เหนื่อยหอบล้มลงกับพื้นดินแข็งกระด้างพร้อมกับสติที่เริ่มเลือนหาย เพราะฝืนใช้ร่างกายในขณะที่พลังถูกดูดไปอย่างต่อเนื่อง


    หลังคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตจวบจนฟ้าสาง ปีศาจที่คอยเฝ้าคนของตนจึงพยุงตัวลุกเพื่อออกไปหาวิญญาณกินเพิ่ม คำสาปจะได้แสดงผลอย่างเต็มที่ และเป็นจังหวะเดียวกับที่เห็นเพื่อนของมนุษย์ ที่เขาขอให้มาเฝ้าโนอาร์แทนตอนช่วงกลางวัน กำลังเดินเลี่ยงหลบสายตาผู้คนมาหาเขาพอดี

    “คุณพักบ้างก็ได้ เดี๋ยวนี้พวกนั้นก็ไม่มาแล้ว อีกอย่างผมกางเขตกันวิญญาณรอบโรงพยาบาล มันฝ่าเข้ามาไม่ได้ง่าย ๆ หรอก”

    จินเอ่ยบอกเอทอส หลังเห็นร่างสูงใหญ่ของปีศาจอยู่ในสภาพอิดโรยอ่อนแรงมาเดือนกว่าแล้ว

    “ขอบใจในความหวังดีของเจ้า แต่ข้าไม่เป็นไร”

    ปีศาจกล่าวปฏิเสธก่อนหันหลังเดินจากไป เขายังฝังใจกับความไม่ได้เรื่องของตนเอง ที่ไม่ว่ากี่ครั้ง เขาก็ไม่มีปัญญาดูแลปกป้องโนอาร์ และครั้งนี้ความผิดของเขาหนักเกินกว่าที่ตัวเองจะรับได้ ความทรมานเหล่านี้จึงเสมือนโทษทัณฑ์ที่เขาสมควรได้รับ
 
    ส่วนจินที่เห็นร่างสูงใหญ่เดินห่างไปไกลแล้ว จึงเตรียมกลับไปเฝ้าคนป่วยในโรงพยาบาลบ้าง อยู่ ๆ พลันนึกอะไรบางอย่างได้จึงหันไปตะโกนไล่หลังปีศาจด้วยน้ำเสียงไม่ดังนัก เพราะอาจเรียกสายตาคนให้หันมอง โดยหวังว่าข้อความนี้จะส่งไปถึงเอทอส

    “คุณเปิดของขวัญที่โนอาร์ให้คุณหรือยัง ผมว่ามันช่วยคุณได้นะ”



    การไปไหนมาไหนในสังคมมนุษย์ด้วยร่างปีศาจเป็นเรื่องยากลำบาก โดยเฉพาะช่วงกลางวันที่เหล่ามนุษย์ออกมาทำงาน และยิ่งอยู่ในสภาวะหมดกำลังที่เพียงเดินไม่นานก็หอบหายใจเหนื่อย ทำให้การลอบกลับบ้านพักทรงไทยประยุกต์พร้อมหลบสายตาพวกมนุษย์นั้นใช้เวลาหลายชั่วโมง แม้ปีศาจจะรู้จักพื้นที่และรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์บริเวณนี้เป็นอย่างดีก็ไม่อาจช่วยอะไรได้มากนัก

    ความจริงเวลานี้เอทอสควรพยายามจับวิญญาณตามสุสานกินให้มากที่สุด เพื่อเป็นพลังให้คำสาปดูดไปรักษามนุษย์ในโรงพยาบาลดั่งที่ทำมาตลอด ทว่าแว่วเสียงที่จินบอกเขาตอนก่อนแยกจากกัน ทำให้ปีศาจจำต้องกลับมาที่บ้านพักอีกครั้ง

    บ้านทรงไทยประยุกต์ยังคงสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีใครพักอาศัยมานับเดือนแล้ว ต้องขอบใจนาวาที่เข้ามาช่วยดูแลทำความสะอาดที่นี่ให้อยู่เสมอ ร่างสูงใหญ่เดินไปหารถกระบะที่จอดนิ่งอยู่ตรงใต้ถุน ก่อนเปิดประตูฝั่งคนขับและสอดตัวขึ้นนั่ง กล่องของขวัญสีดำประดับด้วยโบและริบบิ้นสีแดงเลือดนก วางเด่นอยู่ท่ามกลางเหล่าของขวัญที่คนสวนให้เมื่องานเลี้ยงฉลอง ปีศาจใช้กรงเล็บใหญ่หยิบขึ้นมา ก่อนค่อย ๆ เปิดอย่างเบามือ

    โหลแก้วบรรจุดอกไม้สีน้ำเงินอมม่วงนอนสงบอยู่บนกลุ่มกระดาษฝอยกันกระแทกสีอ่อน เอทอสรู้จักดอกไม้ชนิดนี้ดี เพราะที่ใดก็ตามที่มีดอกไม้หายากนี้ขึ้น นั่นหมายความว่าบริเวณดังกล่าวอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งอาหารสำหรับปีศาจกินวิญญาณอย่างเขา

    ชอบไหม?

    เสียงกระซิบบางเบาลอยตามสายลมอ่อนที่พัดโชยเข้ามาในตัวรถ

    “...ไม่ ดอกไม้นี่มันอันตรายสำหรับมนุษย์อย่างเจ้า เจ้าไปเอามา-”

    ปีศาจเงยหน้าจากกล่องของขวัญพร้อมเอ่ยตำหนิมนุษย์ ก่อนจะชะงักไปเมื่อภาพเบื้องหน้าหาใช่นัยน์ตารัตติกาลกำลังจ้องมองเขา แต่เป็นกำแพงปูนใต้ถุนบ้านว่างเปล่าไร้เงามนุษย์ ใบหน้าคมดุอิดโรยค่อย ๆ เผยรอยยิ้มเย้ยหยันสมเพชตัวเอง ที่เผลอคิดว่าเสียงจินตนาการในหัวเป็นของจริง

    โนอาร์ไม่มีทางมาอยู่ตรงนี้ เพราะเขาเป็นผู้ขังวิญญาณมนุษย์ไม่ให้ออกจากร่างบอบช้ำกับมือ ส่งผลให้วิญญาณอยู่ในสภาวะหลับใหล ไม่ว่าใครแม้กระทั่งตัวเขาเอง ก็ไม่สามารถสื่อสารกับโนอาร์ในยามนี้ได้ ทำได้เพียงรอคอยวันที่มนุษย์หายดีและฟื้นขึ้นมา หรืออีกทางคือปล่อยให้มนุษย์ตายลงอย่างสมบูรณ์ เขาถึงจะได้คุยกับโนอาร์อีกครั้ง
    ซึ่งแน่นอนเอทอสเลือกวิธีแรก แม้จะต้องเฝ้ารออย่างไร้จุดหมายก็ตาม

    หลังหลุดจากความคิดฟุ้งซ่าน ปีศาจเลือกหยิบเพียงของขวัญจากมนุษย์ ส่วนตัวกล่องวางไว้ในรถตามเดิม ก่อนพาร่างอ่อนแรงออกจากบ้านพักทรงไทยประยุกต์ที่เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน เขาไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ เพราะทุกวินาทีอาการของโนอาร์สามารถดีขึ้นหรือแย่ลงได้ทุกเมื่อ ขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงานอย่างเขา ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดอะไรทั้งนั้น มีหน้าที่แค่กิน กินให้มากที่สุดก็พอ



    ดอกไม้ที่โนอาร์ให้เป็นขวัญ ทำให้ช่วงหลายสัปดาห์มานี้เอทอสสามารถกินวิญญาณได้มากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาไล่จับเหมือนแต่ก่อน ส่งผลให้พละกำลังเริ่มฟื้นคืน เนื่องจากพลังที่ได้รับผ่านการกินวิญญาณมากกว่าพลังที่คำสาปดึงไปรักษามนุษย์
    ทว่าดอกไม้พิเศษนี้ย่อมมีวันเหี่ยวเฉาร่วงโรยเหมือนดอกไม้อื่น ๆ และยามนี้ก็ถึงวาระของมัน จากดอกไม้สีน้ำเงินอมม่วงส่งกลิ่นหอมล่อลวงวิญญาณ บัดนี้เหลือเพียงซากดอกไม้แห้งสีน้ำตาลไร้ค่าภายใต้กรงเล็บทมิฬ
    
    “ข้าว่าเรื่องของเจ้ากับข้า ไม่มีอะไรต้องข้องเกี่ยวกันอีก”

    ปีศาจเอ่ยขึ้นลอย ๆ พลางนำซากดอกไม้เก็บเข้าโหลแก้ว เพราะตอนนี้เป็นเวลาเย็นย่ำที่เขาต้องเตรียมกลับไปเฝ้ามนุษย์ที่โรงพยาบาล แต่ดูเหมือนว่าใครบางคนที่เดินออกมาจากเงาหลังต้นไม้ใหญ่ จะไม่ยอมให้เขาไป

    “เป่าหูนักล่าปีศาจคนอื่นสำเร็จ คิดว่าทุกอย่างจะจบหรือไง ทำเรื่องชั่วช้าสารเลวแล้วคิดจะหนีง่าย ๆ สมเป็นความคิดปีศาจน่ารังเกียจดีหนิ”
    “ชิ้ง!”

    ชายผมเงินหยุดอยู่เบื้องหน้าปีศาจ ก่อนสะบัดอาวุธที่พับซ่อนไว้ทางด้านหลังออกมา แรงเหวี่ยงส่งผลให้กลไกเชื่อมท่อนเหล็กสั้นพร้อมเรียงกันเป็นเส้นตรง โดยส่วนปลายเป็นคมมีดแหลมโค้งขึ้นล้อแสงอาทิตย์ที่จวนลับขอบฟ้า เพียงเสี้ยววินาที ง้าวยาวคมกริบก็อยู่ในมือนักล่าปีศาจที่ตั้งท่าเตรียมโจมตี

    “ไปซะ ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้า”

    ปีศาจกล่าวก่อนหันหลังเดินไปอีกทางเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ ทว่าไม่ทันได้ก้าวขา คมง้าวก็พุ่งแหวกอากาศหมายเสียบทะลุหัวใจจากทางด้านหลัง

    “พรึ่บ!”
    “หมับ!”
    
    ร่างสูงใหญ่เบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกระชากง้าวออกจากมืออีกฝ่าย ทว่านักล่าปีศาจกลับปล่อยมือจากอาวุธง่ายดาย ก่อนอาศัยช่วงจังหวะนั้นหยิบปืนที่ซ่อนไว้ทางด้านหลัง ยิงเข้าไปที่กลางลำตัวปีศาจ

    “ปัง!!!”
    “อั่ก!”

    ด้วยระยะประชิดบวกกับตอนนี้ร่างกายปีศาจไม่ได้อยู่ในสภาวะพร้อมสู้ จึงทำให้เอทอสถูกยิงตรงบริเวณเอวจนเซถอยห่างไปหลายก้าว ตัวง้าวกับโหลแก้วบรรจุดอกไม้แห้งหลุดจากกรงเล็บปีศาจ ก่อนจะตกอยู่แทบเท้าชายผมเงินที่ก้มเก็บของที่ปีศาจพกติดตัวเสมอขึ้นมาพิจารณา

    “อะ... เอามา...”

    เอทอสพยายามทวงของสำคัญคืน พลางใช้กรงเล็บใหญ่กดแผลห้ามเลือดไว้ นัยน์ตาสีแดงเลือดนกจับจ้องไปที่โหลแก้วไม่วางตา การกระทำเหล่านี้ทำให้ภาคินมั่นใจว่า ซากดอกไม้แห้งในโหลแก้วทรงสูงต้องเป็นของที่มีคุณค่าสำหรับปีศาจอย่างมาก
    ดังนั้นรอยยิ้มเหยียดแฝงความคับแค้นของนักล่าปีศาจจึงปรากฏขึ้น ยามคิดวิธีทำให้อีกฝ่ายสัมผัสความเจ็บปวดแบบเดียวกับที่เขาเคยรู้สึก

    “ของนี่มันสำคัญกับแกมากเหรอ ถึงได้หวงนัก” ภาคินเอ่ยพลางโยนของในมือเล่นเพื่อยั่วยุปีศาจ
    “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า... เอามา”
    “หึ... งั้นก็รับให้ดี”

    สิ้นเสียงชายผมเงิน โหลแก้วก็ถูกขว้างทิ้งไปอีกทาง ปีศาจรีบพุ่งตัวเข้าไปรับโหลแก้วที่ลอยอยู่กลางอากาศก่อนที่จะตกลงพื้นแตกเสียหาย การขยับเคลื่อนไหวฉับพลันส่งผลให้แผลบริเวณช่วงเอวฉีกขาดมากขึ้น ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างสูงใหญ่จนต้องกัดฟันข่ม ทว่าไม่อาจทำให้ปีศาจลดความเร็วลง เพราะหากช้าเพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่คว้าไว้ได้อาจเหลือเพียงความว่างเปล่า

    แต่น่าเศร้าเมื่อช่วงจังหวะกรงเล็บใหญ่สีนิลเอื้อมใกล้ถึงโหลแก้ว โชคชะตาก็แกล้งเล่นตลกกับความรู้สึกของปีศาจอีกครั้ง

    “ปัง!!!”

    วิถีกระสุนพุ่งเจาะทะลุกรงเล็บทมิฬ ก่อนพุ่งตัดทำลายโหลแก้วและดอกไม้แห้งจนแหลกละเอียดต่อหน้าต่อตาเอทอส ร่างสูงใหญ่ทรุดเข่าลงกับพื้นดินสกปรก ค่อย ๆ คลายกรงเล็บสั่นเทา หวังเพียงเขาจะสามารถรักษาของที่มนุษย์มอบให้เขาได้ ทว่าความจริงมักไม่เป็นอย่างคำขอ เพราะบนฝ่ามือยักษ์กลับมีแค่เลือดอาบชุ่มปนกับเศษแก้วน้อยใหญ่ ส่วนตัวดอกไม้ เหลือเพียงเศษซากฝุ่นผงสีน้ำตาล ที่เป็นหลักฐานยืนยันว่า ช่วงก่อนที่โหลแก้วจะแตกสลายนั้นเคยมีของสำคัญอยู่ภายใน

    “ก็แค่ดอกไม้ในโหลแก้ว จะอาลัยอาวรณ์อะไรนักหนา”

    ภาคินเดินเข้าไปหาพลางเอ่ยเยาะเย้ยถากถาง ทว่าปีศาจกลับไม่มีทีท่าสนใจ เอาแต่ก้มหน้าคุกเข่ามองเศษแก้วบนฝ่ามืออาบเลือด แม้ขณะนี้นักล่าปีศาจจะยืนอยู่ด้านหลังแล้วก็ตาม

    “ตุ้บ!”

    เอทอสถูกถีบล้มลงกับพื้นง่ายดาย ราวกับร่างสูงใหญ่นั้นหมดสิ้นเรี่ยวแรงต่อต้าน พื้นดินแข็งรอบตัวร่างยักษ์คล้ายเป็นโคลนเหนียวเหนอะ หลังดูดซับของเหลวหนืดสีแดงที่ไหลซึมจากช่วงเอวและกรงเล็บปีศาจอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้กระทำก็เดินวนรอบพลางมองเหยียดสภาพน่าเวทนานั้นด้วยความสะใจ

    “หึ.. ว่าแต่เดี๋ยวนี้คนที่อยู่กับแกไปไหนซะละ อ๋อ... อยู่โรงพยาบาลสินะ บอกตามตรงฉันนึกภาพคนอย่างโนอาร์ต้องมานอนให้น้ำเกลือไม่ออกเลย จนมาอยู่กับแก ดวงซวยจริง ๆ”
    “…”
    “ทีแรกฉันคิดว่าแกหลอกใช้มนุษย์มาเป็นโล่กันนักล่าปีศาจ แต่จากที่เห็นแกคอยไปเฝ้าที่โรงพยาบาลทุกคืน มันทำให้ฉันเริ่มมองแกในมุมใหม่..”
    “…”
    “ความจริงแกก็แค่ปีศาจสวะเหลือขอ ต้องมีมนุษย์คอยคุ้มกะลาหัว พออยู่ตัวคนเดียวก็ทำอะไรไม่ได้ ขนาดแค่เข้าไปเยี่ยมยังไม่มีปัญญา ได้แต่นั่งเฝ้าอยู่ตรงมุมมืดข้างโรงพยาบาลไม่ต่างจากหมาตัวหนึ่ง”

    เจ้าของคำพูดแดกดันหยุดอยู่เบื้องหน้าปีศาจที่นอนนิ่งไม่ยอมโต้ตอบ ก่อนจะใช้ฝ่าเท้าบรรจงเหยียบบนกรงเล็บชุ่มเลือดและบดขยี้ลงกับเศษคมแก้วตามพื้นดินโสโครก

    “ถ้าให้เดา ดอกไม้นี่คงเป็นของดูต่างหน้าที่คนของแกให้ก่อนเข้าโรงพยาบาล หึ.. สุดท้ายก็พัง รักษาไว้ไม่ได้ ฉันล่ะสงสารนักฆ่านั่นเสียจริง ไม่น่าตาต่ำเลือกฝากชีวิตไว้กับกาฝากอย่างแกเลย”
    “…ทำไม” เสียงทุ้มต่ำของปีศาจเอ่ยขึ้น
    “อะไร? เงยหน้าขึ้นมาพูดดี ๆ ฟังไม่รู้เรื่อง”

    ภาคินเลิกขยี้กรงเล็บปีศาจกับเศษแก้ว ก่อนใช้ปลายเท้าช้อนคางปีศาจให้เงยหน้าขึ้นมา เผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสงจ้องกลับด้วยความโกรธแค้นกราดเกรี้ยว ราวกับอยากกระชากวิญญาณคนตรงหน้ามาฉีกเป็นชิ้น ๆ แบบเดียวกับที่อีกฝ่ายทำกับของสำคัญที่มนุษย์มอบให้เขา

    “ปีศาจอย่างแกมีควา-”
    “ตึง!!”
    “อั่ก!”

    ไม่ทันพูดจบ เท้าที่ใช้เชิดหน้าปีศาจกลับถูกกรงเล็บทมิฬฉุดดึงอย่างแรง ส่งผลให้คนไม่ทันตั้งตัวล้มลง ภาคินหมายจะใช้ปืนยิงสั่งสอนให้ปีศาจสิ้นฤทธิ์ ทว่ากลับถูกกรงเล็บใหญ่ปัดทิ้งและบีบกำรอบลำคอราวกับคีมเหล็ก นักล่าปีศาจสำลักอากาศพยายามหยิบอีกหนึ่งอาวุธที่ซ่อนไว้ด้านหลังเพื่อสู้โต้กลับ พลางเตะถีบร่างสูงใหญ่ให้ผละออกไป แต่การกระทำเหล่านั้นกลับไร้ผลมิหนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบตรงลำคอมากขึ้นเป็นเท่าทวี

    “...ทำไมกลิ่นอายวิญญาณเจ้าถึงยังบริสุทธิ์ ทั้งที่เจ้าทำกับข้าขนาดนี้”
    “อะ..อั่ก!”
    “หากไม่ติดสัญญา วิญญาณเจ้าคงแหลกสลายคามือข้า... ข้าอยากรู้นัก ข้าทำอะไรให้เจ้าจงเกลียดจงชังกัน”
    “กะ..โกรธ อั่ก! โกรธเหรอเหอะ.. แค่นี้ยังไม่ถึงครึ่งของความเลวที่แกทำด้วยซ้ำ อั่ก!..”
    “นะ.. นี่ยังน้อยไปสำหรับปีศาจชั่ว ชีวิต..สงบสุขของแก... อย่าหวังว่าจะได้เลย! อั่ก!.. พะ.. เพราะฉันจะทำลายมันให้หมด! ทั้งของของแก.. ละ..และคนของแกะ-”
    “ตึง!!”
    “ตึง!!!!”
    “ตึง!!!!!”
 
    คนเสียเปรียบพูดเย้ยหยัน ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อนัยน์ตาสีแดงเลือดนกวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ เอทอสที่ถูกยั่วยุจนฟิวส์ขาดเผลอปลดปล่อยความดาลเดือด กระชากคอมนุษย์ปากดีขึ้นก่อนทุ่มอัดลงกับพื้นดินแข็งหลายครั้งจนร่างในกรงเล็บนั้นสิ้นเสียงไร้การตอบสนอง ปีศาจถึงพลันได้สติคลายกรงเล็บออกจากลำคอม่วงช้ำ คิดว่าเขาพลั้งมือฆ่านักล่าปีศาจไปเสียแล้ว แต่เมื่อสังเกตดูจึงได้เบาใจว่าภาคินเพียงแค่หมดสติ

    เอทอสค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นยืน โดยทิ้งร่างนักล่าปีศาจให้สลบอยู่ตรงนั้น ต่อให้อยากมากเท่าไร เขาก็ฆ่าภาคินไม่ได้ เพราะหากทำ สัญญาที่เขาสร้างไว้จะไร้ค่า มิหนำซ้ำการเพิ่มศัตรูในช่วงที่เขาต้องคอยรับมือผู้คุมวิญญาณ พร้อมกับใช้คำสาปรักษาโนอาร์คงไม่ใช่เรื่องดีนัก ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่เขาควรทำที่สุดคือ รีบกลับไปเฝ้ามนุษย์ที่โรงพยาบาล

    “กึก!”

    เท้าของปีศาจสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง นัยน์ตาดุก้มมองพบว่าเป็นฐานไม้กลมสีนิล สำหรับใช้ปิดและเป็นที่ตั้งโหลแก้ว กรงเล็บบาดเจ็บหยิบขึ้นมาพลิกดู พบว่าแผ่นไม้ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ได้ถูกทำลาย ของตรงหน้าพลันให้ความรู้สึกที่ถูกย่ำยีของปีศาจคล้ายฟื้นกลับคืน แม้จะไม่มากนักแต่ก็ยังดี เพราะอย่างน้อย เขาก็รักษาส่วนหนึ่งของของขวัญที่มนุษย์มอบให้เขาไว้ได้




(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-07-2020 00:45:58 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ต่อ)


    ในยามค่ำคืน จำนวนผู้ใช้บริการสถานพยาบาลนั้นต่างจากช่วงกลางวันค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เหลือเพียงญาติที่มานอนเฝ้าคนไข้ ยกเว้นชายคนหนึ่งที่นั่งสัปหงกตรงเก้าอี้รับรอง พยายามถ่างตามองไปที่สวนข้างโรงพยาบาล ราวกับเป็นนักสังเกตการเจริญเติบโตของพวกต้นไม้ใบหญ้า จนกระทั่งเห็นพุ่มไม้ในเงามืดสั่นไหวเล็กน้อย คนใกล้หลับจึงตื่นเต็มตา รีบเดินออกจากตัวอาคารไปที่สวน พลางหาวแก้ง่วงไปด้วย

    “ทำไมวันนี้คุณมาช้าจัง ผมรอจนเกือบหลับไปหลายรอบ เดี๋ยวนะ... เฮ้ยคุณ!! ไปโดนอะไรมา!?”

    จากที่กำลังสะลึมสะลือ คราวนี้จินถึงกับสะดุ้งตื่นเต็มตา เมื่อเห็นสภาพสะบักสะบอมของปีศาจที่นั่งพิงต้นไม้ ร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยคราบเลือด และบาดแผลตรงช่วงเอวกับกรงเล็บข้างหนึ่ง ทว่าเอทอสกลับไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีของมนุษย์ตรงหน้านัก

    “มีเรื่องนิดหน่อย... วันนี้โนอาร์เป็นยังไงบ้าง แล้วพวกวิญญาณรับใช้มาอีกหรือเปล่า”
    “ก็นอนเป็นผักเหมือนเดิม ส่วนวิญญาณนั่นก็หายหน้าหายตาจนจะครบเดือนแล้วมั้ง คุณน่ะเลิกกังวลได้แล้ว ห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหม”

    จินตอบกลับด้วยประโยคเดิม ๆ ที่ต้องรายงานปีศาจทุกวัน จนเขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนนกแก้วนกขุนทอง เขาเข้าใจความกังวลของเอทอสดี คนรักโดนเล่นงานต่อหน้าต่อตาแบบนั้น จะระแวงมากก็ไม่แปลก แต่ห่วงถึงขนาดไม่สนใจตัวเองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งพลาดพลั้งขึ้นมา คู่รักต่างเผ่าพันธุ์คงได้จูงมือกันไปปรโลกแน่ เพราะจากที่เขาเข้าเยี่ยมแทนปีศาจทุกวัน ทำให้เห็นว่าอาการโนอาร์ทรงตัวอยู่ได้ ส่วนหนึ่งมาจากพลังของเอทอส

    ทว่าเมื่อคนหวังดีสบกับนัยน์ตาสีแดงเลือดนก จินก็พลันรู้ว่าเขาพูดไปคงเหนื่อยเปล่า เพราะแววตาของเอทอสยามนี้ คล้ายจะสื่อว่าพร้อมทำทุกทางเพื่อให้คนสำคัญปลอดภัย โดยไม่สนว่าตัวเองจะอยู่หรือตาย เป็นแววตาแบบเดียวกับโนอาร์ ตอนเขาพยายามห้ามเรื่องกวาดล้างกลุ่มนักล่าปีศาจ
    
    “คุณกับโนอาร์นี่เหมือนกันมากกว่าที่ผมคิดอีกนะ ไม่น่าล่ะถึงอยู่ด้วยกันได้”
    “อืม”
    “อา... เกือบลืม วันนี้ผมมีข่าวดีมาฝากคุณด้วย โนอาร์ออกจากห้อง ICU แล้วนะ”

    เอทอสเพียงรับฟังนิ่ง ๆ ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทว่าจินรู้ว่าอีกฝ่ายแอบดีใจไม่น้อย โดยสังเกตจากบรรยากาศรอบตัวร่างสูงใหญ่ที่ผ่อนคลายมากขึ้น และนัยน์ตาสีแดงเลือดนกที่ดูอ่อนลงแฝงด้วยรอยยิ้ม

    หลังบอกข่าวให้ปีศาจรับรู้ จินที่หมดหน้าที่เลยขอตัวกลับ ส่วนเอทอสพออยู่ลำพังจึงเริ่มจับสัมผัสกลิ่นอายวิญญาณของมนุษย์ว่าอยู่ตรงส่วนใดของโรงพยาบาล และไม่นานนัยน์ตาสีแดงเลือดนกก็หยุดอยู่ ณ หน้าต่างบานหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นยืนพลางใช้สายตาสอดส่องดูกลุ่มมนุษย์บริเวณนี้ เมื่อไม่พบใคร ปีศาจจึงอาศัยโอกาสนี้ลอบออกจากสวน และไม่นานหลังจากนั้น ม่านหน้าต่างห้องพักของโนอาร์ก็มีเงาร่างยักษ์ปรากฏขึ้น

    เอทอสเลื่อนบานกระจกแผ่วเบา ก่อนแทรกกายเข้ามาในห้องพักได้สำเร็จ นัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสงในความมืด จับจ้องร่างเจ้าชายนิทราที่นอนสงบอยู่บนเตียง สายมากมายโยงเชื่อมตัวมนุษย์กับเหล่าอุปกรณ์ ไฟกะพริบกับเสียงสัญญาณคงที่จากเครื่องช่วยชีวิต บ่งบอกว่าคนของปีศาจปลอดภัยดี

    “ไง... ไม่เจอกันนานเป็นเดือน เจ้าดูผอมลงนะ โนอาร์”

    ปีศาจลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง พลางพูดคุยกับร่างไร้สติ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เอทอสได้พบโนอาร์อีกครั้งหลังจากผ่านเหตุกาณ์เลวร้าย เนื่องจากมนุษย์รักษาในห้อง ICU ตลอด ทำให้ปีศาจไม่สามารถลอบเข้าไปเยี่ยมได้ ต้องรอจนกว่าหมอจะอนุญาตให้ออกมาพักห้องปกติ เขาถึงมีโอกาสเข้ามาหาดั่งเช่นครานี้
     ซึ่งการได้เห็นหน้ามนุษย์อีกครั้ง แม้จะยังไม่ฟื้นขึ้นมา ก็ช่วยให้ความเจ็บหน่วงจากแผลตามตัวร่างยักษ์ และความทรมานจากผลของคำสาปลดลงอย่างมาก

    “ข้ามีเรื่องมาขอโทษเจ้า ของขวัญที่เจ้าให้ข้า ข้าทำมันพังเหลือแค่ฐานไม้ หวังว่าเจ้าคงไม่โกรธข้า”
    “…”
    “ข้าถือความเงียบเป็นคำตอบว่าเจ้าไม่โกรธ หึ... ขอบใจ”
    “แกร๊ก!”

    เสียงเปิดประตูดังขึ้น ก่อนตามด้วยร่างของนางพยาบาลเดินเข้ามาเช็กอาการคนไข้รอบดึก เมื่อตรวจดูเรียบร้อย สายตาพลันสะดุดเข้ากับเก้าอี้ตัวหนึ่งที่วางอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ด้วยความคิดว่าญาติคนไข้อาจลืมเก็บ นางพยาบาลเลยยกเก้าอี้ไปสอดเข้าใต้โต๊ะตามเดิม แล้วค่อยเดินออกจากห้องเพื่อไปเช็กคนไข้รายอื่นต่อ

    หลังทุกอย่างกลับสู่ความสงบอีกครั้ง ปีศาจที่หลบอยู่บริเวณมุมห้องถึงลืมตา เผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสง พร้อมร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากความมืด คิดในใจว่าเวลานี้คงไม่เหมาะแก่การพูดคุยกับโนอาร์อีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้นปีศาจก็ไม่คิดกลับไปเช่นกัน

    ดังนั้นเอทอสจึงเลือกเดินเข้าไปหาร่างไร้สติ ใช้กรงเล็บเกลี่ยเส้นผมแผ่วเบา ก่อนก้มลงจูบบนผ้าพันแผลตรงหน้าผากมนุษย์ด้วยความนุ่มนวล กดแช่สักพักหนึ่งถึงยอมผละออก นัยน์ตาสีแดงเลือดนกแฝงความอ่อนโยน ขณะกล่าวคำที่อีกฝ่ายมักพูดกับเขาก่อนเข้านอน

    “ราตรีสวัสดิ์ โนอาร์”

    หลังจากนั้นร่างสูงใหญ่จึงไปนั่งเฝ้าตรงโซฟาเงียบ ๆ จนฟ้าใกล้รุ่งสาง ปีศาจถึงได้ออกไปหาวิญญาณกิน

    

    วันเวลาผันผ่านช่วยให้ทุกสิ่งดีขึ้นตามลำดับ รวมถึงการย้ายห้องพักของโนอาร์ทำให้พักหลังมานี้จินสุขสบายขึ้นอย่างมาก เพราะช่วงที่เจ้าชายนิทราหลับใหลในห้อง ICU ข้ารับใช้อย่างเขาเข้าเฝ้าได้ไม่นาน ก็ถูกนางพยาบาลไล่ออกมาข้างนอก ต้องคอยเตร็ดเตร่รอบโรงพยาบาลจนกว่าปีศาจจะมา เขาถึงกลับได้ ทว่ายามนี้เจ้าชายมีห้องพักส่วนตัว เขาที่ต้องอยู่เฝ้าตลอดช่วงกลางวัน ก็คล้ายวิญญาณเร่ร่อนมีที่ให้สิงสถิต มีโซฟานุ่มให้นอนเล่น มีโทรทัศน์ให้ดูแก้เบื่อ ต่อให้เขาต้องคอยดูโนอาร์ทั้งวันทั้งคืนก็ไม่มีปัญหา

    “แกร๊ก!”

    เสียงเปิดประตูห้องพักดังขึ้น ส่งผลให้คนนอนเอกเขนกต้องรีบลุกขึ้นนั่งในท่าสำรวม ทว่าผู้มาเยือนหาใช่นางพยาบาลอย่างที่จินคิด แต่เป็นร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามเจ้าของนัยน์ตาดุสีอำพัน รูปลักษณ์ที่จินเห็นครั้งสุดท้ายตอนงานเลี้ยงฉลองสวนรฦกวัลย์

    “โอ้โฮ! พลังแห่งรักทำให้แปลงกลับเป็นมนุษย์ได้หรือครับ คุณเอทอส” จินเอ่ยแซวผู้มาใหม่ที่มุ่งตรงไปหาคนบนเตียงเป็นอันดับแรก
    “ไร้สาระ ก็แค่อาการโนอาร์ดีขึ้นมาก คำสาปจึงไม่รุนแรงเท่าแต่ก่อน ข้าเลยเหลือพลังพอแปลงเป็นมนุษย์ก็เท่านั้น”

    เอทอสตอบกลับพลางมองสำรวจโนอาร์ที่ยังคงไม่ฟื้น มนุษย์ผ่ายผอมลงค่อนข้างมาก แต่ไม่ถึงกลับแขนขาลีบ เพราะได้เจ้าหน้าที่คอยทำกายภาพบำบัดอยู่เสมอ เหล่าเครื่องมืออุปกรณ์กู้ชีวิตล้วนถูกถอดออก เมื่อร่างกายผู้ป่วยสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ช่วงเวลาวิกฤตน่าเป็นห่วงได้ผ่านพ้นไปแล้ว เหลือเพียงรอวันที่นัยน์ตารัตติกาลจะลืมขึ้นอีกครั้ง ซึ่งนั่นทำให้ปีศาจที่คอยเป็นกังวลอยู่ตลอดพอเบาใจ ก่อนเริ่มคิดสะสางปัญหาที่ปล่อยไว้นานหลายเดือน

    “คุณมาแล้ว งั้นผมกลับเลยนะ ไม่อยากเป็น กขค.” จินเอ่ยขึ้นเตรียมเก็บของ แต่กลับถูกอีกฝ่ายรั้งไว้
    “ไม่ต้อง ข้าแวะมาเยี่ยมไม่นาน เดี๋ยวจะออกไปหาวิญญาณกินเพิ่ม”

    ได้ยินดังนั้น จินเลยนั่งลงตรงโซฟาตามเดิม มีแอบเหลือบมองร่างสูงใหญ่ช่วยห่มผ้าดูแลคนบนเตียงบ้างเล็กน้อย ผ่านไปสักพักหนึ่งปีศาจจึงขอตัวกลับ ห้องพักส่วนตัวเลยเหลือเพียงเจ้าของห้องกับคนเฝ้าอีกครั้ง จินที่แสร้งทำนู้นนี่ไม่สนใจจึงมีโอกาสยืนยืดเส้นยืดสาย ก่อนเดินเข้าไปหาคนที่หลับไม่ยอมตื่นเสียที

    “เคล็ดลับมัดใจปีศาจของนายคืออะไรเหรอโนอาร์ สอนฉันมั่งสิ เผื่อเอาไปใช้หาแฟนดี ๆ แบบคุณเอทอสบ้าง”

    แน่นอนว่าไม่มีเสียงตอบกลับจากคนบนเตียง ซึ่งจินก็มั่นใจว่าถึงรอจนอีกฝ่ายฟื้นแล้วลองถามใหม่ เขาก็คงได้แค่รอยยิ้มมุมปากแบบฉบับเจ้าตัว หรือแย่กว่าอาจโดนมองกลับด้วยแววตาเยาะเย้ยกึ่งสมเพชให้เขายิ่งอิจฉา



    หลังออกจากโรงพยาบาล ปีศาจก็มุ่งตรงไปยังสถานที่ที่มีวิญญาณรวมกลุ่มกัน เป็นแหล่งอาหารที่เขาเพียรตามหาอยู่นานตั้งแต่เกิดเรื่อง จนเมื่อไม่นานนี้ก็ได้พบ แต่เขายังไม่มีโอกาสเข้าไป เพราะห่วงอาการของโนอาร์ที่ยามนั้นไม่สู้ดีนัก ปีศาจจึงต้องรอจนกว่าคนของเขาจะแข็งแรง และในที่สุดเวลาที่เอทอสเฝ้ารออย่างอดทนก็มาถึง

    ร่างสูงใหญ่หยุดยืนอยู่หน้าแหล่งอาหาร ทว่าแหล่งอาหารวันนี้หาใช่ป่าหรือสุสาน แต่เป็นบ้านพักหลังหนึ่งในตัวเมือง มีรั้วไม้ล้อมรอบเขตบ้าน บริเวณด้านในปลูกต้นไม้รกทึบจนแทบมองไม่เห็นตัวที่พักอาศัย ดีที่มีกริ่งฝังตรงเสาปูนหน้าบ้านให้กดเรียก ทว่าเอทอสกลับคิดว่าการเรียกแบบสันติวิธีคงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก

    “ตึง!!” ฝ่าเท้าหนักยกขึ้นถีบรั้วไม้หน้าบ้านอย่างแรง
    “ตึง!!!”
    “โครม!!!!!”

    เพียงไม่กี่ครั้ง รั้วไม้ป้องกันภัยก็พังครืนอย่างง่ายดาย ร่างสูงใหญ่ก้าวผ่านเศษซากเละเทะโดยไม่คิดเหลียวมอง เหล่าวิญญาณรับใช้ผู้ทำหน้าที่ดูแลบ้านต่างรุมเข้าจัดการผู้บุกรุก ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องสิ้นคิดอย่างถึงที่สุด

    “อ๊ากกกกกกกก!!!!!!!!”

    เสียงร้องโหยหวนดังลั่นทั่วบ้านทั้งหลัง วิญญาณตนแล้วตนเล่าถูกขยี้ฉีกกระชากไร้ความปรานี ทุกตนล้วนลิ้มรสความทรมานแสนสาหัส ก่อนถูกจับกินต่อหน้าต่อตาวิญญาณตนอื่น บัดนี้ไม่มีใครกล้าต่อกรกับปีศาจที่กำลังเดือดปะทุด้วยเพลิงแค้น วิญญาณที่เหลือรอดต่างพยายามหลีกหนี กลับถูกเปลวเพลิงสีนิลแผดเผาให้ดิ้นทุรนทุราย รอเวลาถูกจับกินเหมือนเหล่าพวกพ้อง ผ่านไปไม่นานนัก ทุกดวงวิญญาณที่พยายามขับไล่ผู้บุกรุกก็ถูกกินจนสิ้น

    “โครม!!!!”

    ประตูหน้าบ้านถูกถีบพังไม่เหลือซาก ก่อนตามด้วยร่างสูงใหญ่พร้อมบรรยากาศกดดันอันตรายก้าวเข้ามาภายใน คลื่นอารมณ์โทสะกราดเกรี้ยวแผ่กระจายเพิ่มความน่ายำเกรงเป็นเท่าทวี เหล่าวิญญาณหนีตายต่างเห็นเงาผู้บุกรุกคล้ายพญามัจจุราชที่มาฉุดลากพวกตนลงสู่ขุมนรก ทว่าผู้คุมวิญญาณเจ้าบ้านกลับไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแต่อย่างใด
    
    “บุกรุกบ้านคนอื่นแบบนี้ รู้ไหมมันเสียมารยาท”
    “เลิกยุ่งกับโนอาร์ซะ ก่อนที่ชะตาเจ้าจะไม่ต่างจากวิญญาณรับใช้พวกนั้น”

    เอทอสเอ่ยขู่พร้อมยื่นโอกาสรอดให้อีกฝ่าย แต่ดูเหมือนผู้คุมวิญญาณจะไม่สนใจเท่าไรนัก ชายเจ้าบ้านลุกขึ้นจากที่นั่งก่อนเดินหยั่งเชิงดูท่าทีปีศาจในร่างมนุษย์เบื้องหน้า

    “ถ้าบอกว่าไม่ล่ะ วิญญาณแข็งแกร่งหายากแบบโนอาร์ ใครก็อยากได้เป็นข้ารับใช้ แล้วอีกอย่างนักฆ่านั่นก็ไม่ใช่คนดีอะไร ตายไปสักคน.. จะเป็นอะไรไป!”
    “ขวับ!”
    “พรึบ! โครม!!”
    “อั่ก!!”

    ทันทีที่พูดจบ ผู้คุมวิญญาณก็สาดบางสิ่งใส่ร่างสูงใหญ่ ทว่าเอทอสกลับเบี่ยงหลบง่ายดาย เพียงพริบตาเดียวปีศาจก็เข้าประชิดตัวชายหนุ่ม พร้อมเหวี่ยงร่างเจ้าบ้านอัดกำแพงอย่างแรง ซึ่งเหล่าวิญญาณรับใช้ไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

    “หมับ! อั่ก!!”
    “เจ้าจะเสียใจที่เลือกทางนี้”

    ร่างผู้คุมวิญญาณถูกฝ่ามือใหญ่กำรอบลำคอแน่น ก่อนยกขึ้นจนร่างลอยด้วยมือข้างเดียว วิญญาณรับใช้บางส่วนเห็นผู้เป็นนายกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงทำใจกล้าเข้าช่วย ซึ่งผลตอบแทนของความจงรักภักดีก็คือ เปลวเพลิงสีนิลที่เผาไหม้ดวงวิญญาณจนสูญสลาย

    “หะ..หึ คะ... ใครกันแน่.. ที่จะเสียใจ..”

    เสียงขาดช่วงพยายามตอบกลับไร้ซึ่งแววสำนึก ส่งผลให้ฝ่ามือใหญ่เพิ่มแรงบีบลำคอเป็นเท่าทวี ทว่าเมื่อยิ่งออกแรง เอทอสกลับรู้สึกคล้ายพลังของเขายิ่งถูกดึงออกไป คิ้วหนาเริ่มขมวดมุ่นเมื่อสัมผัสถึงความผิดปกติ พร้อมกับโยนร่างในมือทิ้งลงพื้นทันที

    “ตุ้บ!!”
    “เจ้าทำอะไร?”
 
    คำถามของเอทอส ได้รับเพียงรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจคืนกลับมา ผู้คุมวิญญาณพยายามพยุงตัวขึ้นยืน ก่อนสวนหมัดโต้กลับชายร่างสูงใหญ่ ซึ่งนั่นถือเป็นการกระทำอันสิ้นคิดในสายตาปีศาจ เขาจึงต้องสั่งสอนให้รู้ถึงความห่างชั้นระหว่างปีศาจกับมนุษย์ธรรมดา

    “กร๊อบ!!”
    “อ๊ากกกกกก!!!!! อึก!!!”

    เสียงกระดูกหักดังลั่น เมื่อเอทอสล็อกแขนที่พยายามต่อยเขา ก่อนหักทิ้งราวกับกิ่งไม้เปราะ ร่างผู้คุมวิญญาณทรุดลง พร้อมกรีดร้องทรมานแสดงถึงความเจ็บปวด ทว่านั่นกลับยิ่งทำให้พลังในร่างปีศาจถูกดูดออกไปมากขึ้นเช่นกัน
    เอทอสรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงเตรียมเค้นถามอีกครั้ง แต่กลับถูกเสียงสายเรียกเข้าของโทรศัพท์หยุดไว้เสียก่อน ซึ่งคนที่โทรมาคือ จิน ปีศาจเลยรีบกดรับทันที เพราะเกรงว่าอาจเกิดอะไรขึ้นกับโนอาร์

    “โครม!!”
    “อั่ก!!”

    ผู้คุมวิญญาณอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายรับโทรศัพท์จู่โจมอีกครั้ง และก็ถูกฝ่าเท้าหนักเตะจนร่างลอยไปกระแทกกับตัวโต๊ะจนล้มระเนระนาด ซึ่งนั่นสร้างความไม่เข้าใจให้กับเอทอสอย่างมาก ว่าเหตุใดมนุษย์นี่ถึงรนหาเรื่องเจ็บตัวนัก

    “มีอะไร จิน”
    [คุณอยู่กับผู้คุมวิญญาณนั่นใช่ไหม!! คุณห้ามทำอะไรมันนะ!! ไอ้หมอนั่นมันเชื่อมวิญญาณกับโนอาร์ ถ้ามันบาดเจ็บ โนอาร์จะเป็นคนรับแทน!]

    สารจากปลายสายถึงกับทำให้ร่างสูงใหญ่ชะงักนิ่งงัน ก่อนไม่นานจะมีเสียงหัวเราะจากมุมหนึ่งของบ้าน นัยน์ตาดุสีอำพันค่อยๆ หันมองต้นตอของเสียง พบว่าบัดนี้ผู้คุ้มวิญญาณกลับไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บ กำลังจ้องมองราวกับสมน้ำหน้าปีศาจ พลางแกล้งปัดฝุ่นตามเสื้อ การกระทำราวกับเย้ยหยัน ถึงขั้นทำให้เอทอสคุมอารมณ์ไม่อยู่

    “โครม!!! เพล้ง!!!”
    “พลาดเป้านะ รู้หรือเปล่า หึ ๆ”

    ผู้คุมวิญญาณหัวเราะเยาะ เมื่อหมัดหนักถูกเบี่ยงหลบในวินาทีสุดท้าย ส่งผลให้บานกระจกหน้าต่างเป็นที่รองรับความดาลเดือดแทนใบหน้าของเขา

    “เจ้าทำแบบนี้ทำไม”

    เอทอสกัดฟันกรอด เค้นเสียงลอดไรฟันถาม นัยน์ตาดุกลายเป็นสีแดงเลือดนกวาวโรจน์คล้ายมีเพลิงพิโรธลุกไหม้อยู่ภายใน ทว่าผู้คุมวิญญาณกลับเดินผ่านร่างสูงใหญ่อย่างไม่ใส่ใจ พร้อมสั่งวิญญาณรับใช้ที่เหลือรอด ให้เข้ามาเก็บเศษซากข้าวของที่พังเสียหาย

    “บอกไปแล้วว่าอยากได้โนอาร์มาเป็นข้ารับใช้ ไม่รู้หรอกนะว่านายทำยังไง โนอาร์ถึงอยู่มาได้นานขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่รอดหรอก…”
    “เจ้าทำอะไรอีก! บอกมา!!” เสียงทุ้มหนักของปีศาจตวาดก้องดังทั่วทั้งบ้าน จนวิญญาณรับใช้บางตนหวาดกลัวจนต้องหนีหลบซ่อน
    “ก็แค่กำหนดวันตายให้ ตายแบบไม่ทรมาน เมื่อถึงวันจะหยุดหายใจไปเองเหมือนสับสวิตช์ ต่อให้เป็นพระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ฉันใจดีเลือกวันเป็นสิ้นปีนี้ กว่าจะถึงวันนั้นนายก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้เต็มที่ ฉันจะไม่เข้าไปยุ่ง”
    “…”

     ระหว่างการพูดคุยอยู่นั้น เอทอสพลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณของใครบางคนกำลังมุ่งตรงมาที่บ้านหลังนี้ ก่อนไม่นานจะได้ยินเสียงรถจอดบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเขารู้จักกลิ่นอายวิญญาณนี้ดี และนั่นทำให้ร่างสูงใหญ่รู้สึกอื้ออึงสับสน คล้ายถูกค้อนทุบอย่างจังจนเสียงพูดโต้ตอบหายไป

    “และนั่นหมายความว่านายก็ห้ามมายุ่งกับฉันเหมือนกัน เพราะไม่อย่างงั้น...”

    ผู้คุมวิญญาณเอ่ยพลางเดินไปหยุดรอใครบางคนตรงหน้าประตูบ้าน เวลาเดียวกับที่ดวงตาของเอทอสจำต้องเปลี่ยนกลับเป็นสีอำพัน เพื่อปกปิดความลับเรื่องปีศาจไม่ให้คนนอกรู้

    “วันตายของโนอาร์อาจเลื่อนเป็นพรุ่งนี้แทน”
    “พี่วรรษเป็นอะไรไหม! ผมมาแล้วเห็นรั้วบ้านพัง ขโมยขึ้นบ้านเหรอ?! แล้วโทรแจ้งตำรวจหรือยัง”
    “ใจเย็น ๆ”

    ผู้คุมวิญญาณผู้บ่งการแผนการเลวร้าย บัดนี้เหลือเพียงพี่ชายแสนดีเดินเข้าไปปลอบน้องชายที่กำลังตื่นตระหนก ใช้เวลาสักพักหนึ่งน้องชายเจ้าบ้านถึงใจเย็นลง ก่อนเริ่มมองสำรวจความเสียหายภายในบ้าน จนสายตาสะดุดเข้ากับชายร่างสูงใหญ่ที่เคยเจอเมื่อหลายเดือนก่อน

    “พี่เอทอส?! เป็นเพื่อนกับพี่วรรษหรือครับ ผมไม่เคยรู้เลย”
    “…สีคราม” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยบางเบา ราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
    “ใช่ เพื่อนพี่เอง เขามาช่วยพี่จัดการเรื่องขโมยขึ้นบ้านน่ะ แต่เรียบร้อยดีแล้ว และกำลังกลับใช่ไหม” พี่ชายแสนดีออกรับแทน พร้อมเอ่ยไล่คนนอกกลาย ๆ
    “...อืม ต้องกลับแล้ว”
    
    เอทอสอาศัยโอกาสที่ผู้คุมวิญญาณหยิบยื่นให้ รีบหลบเลี่ยงสถานการณ์ทันที ทำให้สีครามไม่ทันได้เอ่ยชวนรุ่นพี่ให้ทานข้าวเย็นด้วยกัน ร่างสูงใหญ่ก็พลันหายออกจากบ้านไปเสียแล้ว ดังนั้นน้องชายเจ้าบ้านที่ยังคงสับสนไม่เข้าใจ จึงหันมาเค้นความจริงกับพี่ชายแทน
    ทว่าหลังผ่านไปสักพักหนึ่ง ฝ่ายคนพูดตอบกลับกลายเป็นสีคราม โดยคำถามของพี่ชายแสนดีส่วนมากมักเกี่ยวกับเรื่องของชายเมื่อครู่ เนื่องด้วยการรู้จักกันของปีศาจและสีครามนั้น อยู่เหนือความคาดหมายของผู้คุมวิญญาณ แต่ที่เออออไปก่อนหน้านี้เป็นเพราะ เขาไม่ต้องการให้สีครามรู้สึกสงสัยแล้วมาข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เท่านั้น



    เวลาล่วงเลยเข้าสู่พลบค่ำ ในที่สุดเอทอสในสภาพหอบเหนื่อยก็มาถึงโรงพยาบาล เรื่องราวที่พบเจอก่อนหน้าถูกโยนทิ้งจนสิ้น ตอนนี้ความคิดร้อนรนของปีศาจเหลือเพียง ความกังวลต่ออาการของโนอาร์ที่ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงชัดผ่านผลของคำสาปที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ โชคดีที่เมื่อช่วงกลางวันปีศาจกินวิญญาณรับใช้มากพอสมควร เลยพอมีพลังเหลือให้คำสาปดูดไปโดยไม่กระทบต่อการแปลงเป็นมนุษย์ของเขา

    ทว่าไม่ทันที่ร่างสูงใหญ่จะวิ่งเข้าโรงพยาบาลเพื่อไปหามนุษย์ กลับถูกเสียงของจินที่รออยู่ก่อนแล้วเอ่ยขัด ก่อนพาเดินมาคุยกันตรงสวนมืดเพื่อหลบเลี่ยงสายตาผู้คน

    “โนอาร์อยู่ห้อง ICU คุณเข้าไปหาตอนนี้ไม่ได้หรอก แต่อาการทรงตัวแล้วนะ คุณไม่ต้องกังวล”
    “…”
    “แล้ว.. เป็นอย่างไรบ้าง”

    เอทอสค้นหาเสียงตัวเองอยู่นาน ก่อนจะถามถึงอาการมนุษย์แผ่วเบา นัยน์ตาสีอำพันดุดูอ่อนแสงฉายชัดถึงความขมขื่นรู้สึกผิด ร่างสูงใหญ่ดุดันน่าเกรงขาม ยามนี้กลับดูเปราะบางราวกับหินผาแกร่งที่มีรอยร้าวไปทั่วพร้อมพังทลาย เพียงเพราะรู้ว่า สิ่งสำคัญที่เพียรดูแลรักษา กลับแหลกสลายอีกครั้ง โดยคราวนี้เป็นน้ำมือของเขาเอง

    “ที่แขนกับคอ หมอใส่เฝือกดามให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนตรงอก…”
    “…”
    “หมอบอกว่าอวัยวะภายในกับกระดูกยังไม่แข็งแรงดี อยู่ ๆ กลับคล้ายถูกของหนักกระแทกอย่างแรง กระดูกซี่โครงเลยหักทิ่มปอด ต้องกลับมาใช้เครื่องช่วยหายใจอีกครั้ง แต่ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว สบายใจได้”

    ฝ่ามือใหญ่กำแน่นเพื่อข่มอารมณ์ เมื่อรับฟังอาการของโนอาร์ เอทอสรู้สึกเหมือนโชคชะตาจะสนุกกับการกลั่นแกล้งหลอกลวงให้เขาตายใจ แล้วคอยบดขยี้ฉีกทำลายความรู้สึกเขาทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งครั้งนี้ปีศาจไม่อาจทนฝืนอดกลั้นต่อความด้อยค่าไร้ความสามารถของตนเองได้อีกต่อไป

    ภายหลังจากเพื่อนมนุษย์ขอตัวกลับ กลางดึกเงียบสงัดพลันเกิดเสียงร้องคำรามเจ็บปวดขาดใจดังกึกก้องให้ได้ยินทั่วทุกส่วนของโรงพยาบาล โดยต้นกำเนิดมาจากสวนด้านข้าง มีบางคนใจกล้าพยายามหาต้นตอ ทว่าเพียงเห็นนัยน์ตาสีแดงเลือดนกบ้าคลั่งของบางสิ่งในเงามืด กำลังหักโค่นทำลายต้นไม้พังระเนระนาด ราวกับต้องการปลดปล่อยความรู้สึกเจ็บแค้นอัดอั้น เหล่าพวกอยากรู้ก็พลันกลับใจไม่กล้าเข้าไปยุ่ง ได้แต่ปล่อยให้บางสิ่งระบายจนกว่าจะพอใจและสงบลงไปเอง

    ซึ่งเสียงร้องคำรามราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บนี้ ดังถึงบนอาคารสูงของโรงพยาบาล กลุ่มบุรุษและนางพยาบาลต่างต้องทำหน้าที่อย่างหนัก เพื่อดูแลคนไข้ที่อาจตื่นตกใจ และนั่นรวมถึงการเข้าไปดูความเรียบร้อยภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยหนัก โชคดีที่เหล่าคนไข้ล้วนอยู่ในสภาวะที่ไม่อาจรับรู้สิ่งรอบข้าง จึงไม่ได้รับผลกระทบต่อเสียงประหลาด เว้นเสียแต่ผู้ป่วยรายหนึ่งที่เพิ่งถูกนำตัวมาพักฟื้นในห้องนี้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

    นางพยาบาลสังเกตปลายนิ้วของคนไข้ขยับเล็กน้อยคล้ายถูกเสียงกระตุ้น จึงรีบเข้าไปดูเผื่อว่าเสียงประหลาดอาจช่วยให้คนไข้ฟื้นคืนสติ แต่เมื่อลองเช็กดูแล้ว กลับพบว่าผู้ป่วยรายนี้ยังคงไร้ซึ่งการตอบสนอง ทว่าไม่รู้เป็นเพราะบรรยากาศผสานกับเสียงคำรามทุกข์ระทมที่ยังคงดังแว่วอยู่หรือไม่ เธอถึงรู้สึกว่าบริเวณรอบเตียงของคนไข้รายนี้ดูเยียบเย็นมากกว่าปกติ และเมื่อมองใบหน้าสงบของชายหนุ่มบนเตียง แม้จะดูเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกไม่ต่างจากผู้ป่วยคนอื่น แต่เธอคล้ายสัมผัสอารมณ์ของคนบนเตียงได้ว่า ชายผู้นี้กำลังรู้สึก... โกรธ
    


    

บท20 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-07-2020 21:23:47 โดย biOmos »

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1

ออฟไลน์ Tassanee

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบค่ะ ตื่นเต้นดี

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
    
    รถยนต์สีขาวสะอาดเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลเฉกเช่นเช้าวันอื่น ๆ แต่ที่ต่างไปคือความวุ่นวายเล็กน้อยบริเวณสวน ที่มีคนรวมกลุ่มมุงดูอะไรบางอย่าง จินที่เห็นเหตุการณ์ขณะขับรถผ่าน พลันหวั่นใจว่าอาจเกิดเรื่องกับปีศาจจึงรีบจอดรถเทียบข้างทาง ก่อนวิ่งเข้าไปดูพลางเบียดเสียดขอแทรกคนที่ยืนขวาง ไม่นานนักสาเหตุความวุ่นวายก็ประจักษ์แก่สายตา

    สวนด้านข้างโรงพยาบาลอยู่ในสภาพพังเละเทะคล้ายถูกพายุถล่ม กลุ่มคนงานกำลังช่วยกันเก็บกวาดซากความเสียหาย เศษดินกระจุยกระจายจากต้นไม้ที่ถูกถอนดึงจนถึงราก บางต้นหักโค่นราวกับถูกสัตว์ป่าคลั่งบดขยี้ โดยสังเกตจากรอยกรงเล็บใหญ่ที่ฝากไว้ตามเนื้อไม้ คนมุงพากันออกความคิดเห็นคาดเดาต่าง ๆ นานา บ้างเล่าว่าได้ยินเสียงร้องคำรามเมื่อคืน บ้างทันเห็นเงาของบางสิ่งอาละวาด ซึ่งนั่นล้วนเรียกความระแวงให้จินเป็นอย่างมากจนต้องแสร้งถาม เพื่อเช็กว่าความลับเรื่องการมีอยู่ของปีศาจยังไม่ถูกล่วงรู้

     “ที่บอกว่าเห็นเงา พอจะรู้ไหมครับว่าน่าจะเป็นตัวอะไร”
    “ไม่รู้หรอก ตาสีแดง ๆ คงเป็นตัวอะไรสักอย่างหลุดมาจากป่ามั้ง”
    “อ๋อ... นั่นสินะ-”
    “สัตว์ประหลาด ต้องเป็นพวกสัตว์ประหลาดออกอาละวาดแน่เลยแม่!”

    เสียงเด็กคนหนึ่งออกของความเห็น ทำให้ทั่วทั้งบริเวณเงียบเสียงลงชั่วขณะ ก่อนไม่นานเสียงพูดคุยจะกลับมาอีกครั้ง โดยไม่มีใครให้ความสนใจกับทฤษฎีของเด็กน้อย เพราะเห็นเป็นเพียงจินตนาการไร้เดียงสา ส่งผลให้จินที่เผลอกลั้นหายใจ ความรู้สึกตกไปที่ตาตุ่มเนื่องจากกลัวความลับแตก ถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก และค่อย ๆ พาตัวเองออกมาจากกลุ่มคนมุง เพื่อติดต่อหาตัวการว่าหลบอยู่ที่ใด

    “คุณอยู่ที่ไหนเนี่ย แล้วเป็นอะไรหรือเปล่า เมื่อคืนพวกนักล่าปีศาจบุกมาจัดการคุณเหรอ?”
    [ในโรงพยาบาล รอเข้าเยี่ยมโนอาร์]

    ปลายสายเพียงตอบกลับคำถามแรกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนกดตัดสาย ทำให้จินรู้สึกถึงความผิดปกติของอีกฝ่าย จึงรีบเดินเข้าโรงพยาบาลเพื่อไปสมทบกับปีศาจ เผื่อจะได้สอบถามหาสาเหตุเพิ่มเติม ทว่าเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่นั่งอยู่ที่เก้าอี้รับรองแยกปลีกจากคนอื่นคล้ายต้องการอยู่เพียงลำพัง ความหมองหม่นรู้สึกผิดแฝงผ่านบรรยากาศรอบกาย นัยน์ตาสีอำพันฉายชัดถึงความโศกขื่นขมกล่าวโทษตนเอง ทุกสิ่งอย่างเบื้องหน้าจินเสมือนแทนคำตอบก่อนหน้าทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยคำใด

    “กว่าจะอนุญาตให้เข้าเยี่ยมก็เกือบเที่ยง คุณไปพักเอาแรงก่อนได้นะ” จินพูดขึ้นขณะนั่งลงตรงเก้าอี้ว่างข้างอีกฝ่าย
    “ข้ากินพอแล้ว ไม่เป็นไร”

    เสียงทุ้มต่ำเอ่ยตอบคล้ายพึมพำ ไม่คิดเหลียวมองคนมาใหม่ สายตาหยุดจ้องเพียงฝ่ามือใหญ่ฟกช้ำจากการลงโทษตัวเองเมื่อคืนวาน แม้ไม่ได้ตั้งใจให้ผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความผิดทุกอย่างเป็นของเขา หากเขาเฉลียวใจสักนิด หยุดมือตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้สึกว่าพลังถูกดูดออกไป อาการโนอาร์คงไม่แย่ลงจนต้องเข้าห้องนั้นอีกครา ความเจ็บปวดราวกับความรู้สึกแหลกสลายที่กำลังทนทุกข์อยู่นี้ ถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับความโง่เขลาของเขา

    หลังการตอบกลับของปีศาจ บทสนทนาก็จบแต่เพียงเท่านั้น เหลือเพียงความเงียบระหว่างกันที่ค่อย ๆ ดำเนินคู่ไปกับเวลาที่ผันผ่านทีละน้อย จินที่ปกติระหว่างรอมักจะนั่งเล่นโทรศัพท์ไม่ก็แอบงีบหลับ ยามนี้กลับทำได้เพียงวางสายตาไว้ตรงโทรทัศน์ที่แขวนกับเพดาน เนื่องจากความอึดอัดที่ร่างสูงใหญ่เป็นผู้สร้าง ชวนให้รู้สึกผิดบาปหากตนจะหาวิธีผ่อนคลายฆ่าเวลาในสถานการณ์เช่นนี้
    ดังนั้นการรอคอยไม่กี่ชั่วโมงจึงเนินนานนับอนันต์สำหรับหนึ่งปีศาจที่ทนทุกข์สำนึกผิด และหนึ่งผู้คุมวิญญาณที่ถูกหางเลขความรู้สึกไปด้วย


    ในที่สุดช่วงแห่งความอึดอัดใจก็จบลงเมื่อเวลาเข้าเยี่ยมมาถึง เอทอสลุกไปติดต่อขอเยี่ยมด้วยตัวเอง โดยมีจินเดินตามหลังลอบสังเกตอาการ หลังเตรียมตัวเข้าเยี่ยมด้วยการล้างมือ สวมใส่รองเท้าที่โรงพยาบาลเตรียมไว้เรียบร้อย ฝ่ามือใหญ่ค่อย ๆ ดันประตูเปิดแผ่วเบา ก่อนเดินตรงไปที่เตียงด้านในสุด ไม่ต้องเสียเวลามองหา เพราะปีศาจคอยจับสัมผัสกลิ่นอายวิญญาณมนุษย์อยู่เสมอ

    อุปกรณ์ช่วยชีวิตกลับมารายล้อมร่างไร้สติอีกครั้ง เพียงวันเดียวจากมนุษย์ร่างกายเริ่มแข็งแรงรอวันฟื้นคืน ย้อนสู่สภาพสาหัสไม่ต่างจากวันแรกที่เข้ารับการรักษา เฝือกสีขาวสะอาดที่ลำคอและแขนช่วยปกปิดตราบาปจากสายตาผู้กระทำ ทว่ากลับยิ่งตอกย้ำเสียดแทงความรู้สึกให้เจ็บปวด ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศราวกับเยือกแข็งอวัยวะกลางอกทีละน้อย ทุกครั้งที่หัวใจเต้น คล้ายกับฝืนบังคับให้ก้อนน้ำแข็งขยับเคลื่อนไหว ผลที่ได้คือความรวดร้าวจวนแตกสลายทุกลมหายใจ

    เอทอสหยุดนิ่งมองคนบนเตียงเนินนาน นัยน์ตาสีอำพันหมองหม่นไร้แววจนน่าใจหาย ก่อนยื่นฝ่ามือใหญ่บอบช้ำค่อย ๆ ลูบเฝือกแขนมนุษย์แผ่วเบา ความเย็นที่สัมผัสบนพื้นผิวแข็งกระด้าง คล้ายกำลังลากผ่านเกล็ดน้ำแข็งเยียบเย็นจนปลายนิ้วด้านชาไร้ความรู้สึก ทว่าครานี้ปีศาจไม่ยอมให้ความหนาวเหน็บเกาะกุมความรู้สึกเล่นงานเขาฝ่ายเดียว

    ร่างสูงใหญ่หันไปเลื่อนม่านปิดกั้นสายตาคนภายนอก ก่อนกลับมาสัมผัสตัวมนุษย์อีกครั้ง เปลวเพลิงสีนิลพลันลุกติดบนฝ่ามือใหญ่ ค่อย ๆ ลามจนท่วมร่างหลับสนิทบนเตียง จินที่เห็นโนอาร์กำลังถูกไฟเผาทั้งเป็น เผลอยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกกับภาพตรงหน้าไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบเข้าไปกระชากฝ่ามือใหญ่ออกทว่าไม่สำเร็จ

    “คุณหยุด!! สติหลุดไปแล้วเหรอ! จะฆ่าโนอาร์หรือไง”

    จินเอ่ยพลางพยายามใช้มือดับไฟ แต่ทันทีที่สัมผัสตัวเพลิงกลับไม่รู้สึกถึงไอร้อนแผดเผาอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงความอบอุ่นแฝงอยู่ในเปลวสีนิลที่กำลังลามเลียอย่างอ่อนโยน ส่งผลให้คนที่พยายามห้ามปีศาจชะงักไปเล็กน้อย พร้อมกับความตื่นตระหนกที่เริ่มลดคลายลง

    “เปลวเพลิงเอ๋ย...” ร่างสูงใหญ่เอ่ยพึมพำ
    “จงเผาไหม้ทำลายทุกพันธะที่ผูกติดกับชายผู้นี้โดยหาได้กำเนิดจากข้า และแผดเผาต้นกำเนิดแห่งพันธะแปลกปลอมให้สิ้นจนเหลือเพียงเศษเถ้าธุลี”

    หลังเอ่ยจบเพลิงสีนิลที่กำลังลุกท่วมร่างไร้สติพลันมอดดับ ทว่าปีศาจกลับไม่รู้สึกว่าพลังถูกดูดออกไปแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นหมายถึงการร่ายคำสาปเมื่อครู่ไม่สำเร็จ ดังนั้นเปลวเพลิงจึงลุกติดอีกครา แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็เป็นเช่นเดิม ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งที่จับราวเหล็กข้างเตียงไว้ เริ่มกำแน่นมากขึ้นทุกครั้งที่คำสาปจบลงด้วยความล้มเหลว
    และก่อนที่เอทอสจะร่ายคำสาปรอบใหม่ จินที่เฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ มาสักพักหนึ่ง เริ่มรู้ถึงความคิดปีศาจ จึงจำต้องกล่าวขัดความพยายามของอีกฝ่าย

    “หมดเวลาเยี่ยมแล้วนะ และก็พลังของคุณ... มันใช้ลบล้างมนตร์มืดไม่ได้หรอก”

    เพียงประโยคเรียบสั้นในตอนท้าย กลับดับแสงความหวังหนึ่งเดียวในทันใด ฝ่ามือใหญ่บีบราวเหล็กแรงขึ้นจนบิดงอ เสียงลั่นเบา ๆ จากเหล็กที่ผิดรูปเรียกสติเอทอสให้ยอมคลายมือ นัยน์ตาสีอำพันว่างเปล่าไร้แววมองส่งร่างมนุษย์บนเตียง ไหล่กว้างที่เคยผึ่งผาย ครานี้คล้ายดูห่อลงอย่างคนสิ้นหนทาง ก่อนยอมหันหลังเดินจากไปง่ายดาย ราวกับยอมรับความพ่ายแพ้ต่อความจริงอันขื่นขม ว่าเขานั้นเป็นเพียงปีศาจไร้ค่าน่าสมเพชตนหนึ่ง


    หลังออกจากห้องพักผู้ป่วยหนักในเวลาเที่ยงกว่า ทั้งสองมาฝากท้องที่ศูนย์อาหารชั้นล่างของโรงพยาบาล เมื่อได้โต๊ะจินอาสาเดินไปสั่งอาหารให้ ทว่าเอทอสกลับส่ายหน้าปฏิเสธคล้ายต้องการอยู่เพียงลำพัง เห็นดังนั้นจินจึงได้แต่ปล่อยให้ร่างสูงใหญ่นั่งจมอยู่กับความคิดตนเอง

    ไม่นานนักคนออกไปซื้อข้าวก็กลับมาพร้อมถาดอาหารในมือ จินนั่งฝั่งตรงข้ามพลางเหลือบมองคนร่วมโต๊ะเล็กน้อย หลังเยี่ยมเสร็จปีศาจก็เอาแต่ซึมไม่ยอมพูดจา เขามั่นใจว่าส่วนสำคัญที่ทำให้เอทอสตกอยู่สภาพนี้คือความรู้สึกผิด อาจต้องใช้เวลาเยียวยาสักพักถึงจะดีขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เขาพอทำได้จึงมีเพียงการพูดให้กำลังใจ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายคิดมากจนเกินไป

    “คุณไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก ใครจะไปรู้ว่าผู้คุมวิญญาณนั่นจะใช้วิธีสกปรกแบบนี้”
    “…”
    “เมื่อวานได้คุยกับหมอด้วยนะ เขาบอกว่าโนอาร์ยังแข็งแรงและก็ฟื้นตัวได้เร็วมาก แปป ๆ ก็คงกลับมานอนห้องพักปกติได้แล้วละ”
     “คำสาปแก้ไม่ได้ แล้วมีอะไรแก้ได้บ้าง”

    เสียงทุ้มต่ำอ่อนแรงเอ่ยถาม ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จินกำลังพูดแม้แต่น้อย ดวงตาสีอำพันหมองหม่นมองสบอย่างไร้ความหวัง ราวกับหมดสิ้นแล้วทุกความเชื่อมั่น ไม่กล้าคิดร้องขอหรือคาดหมายสิ่งใดอีก ชวนให้ผู้ตกเป็นเป้าสายตาอย่างจินรู้สึกสงสารเห็นใจปีศาจตรงหน้าเป็นอย่างมาก และหวังว่าคำตอบของเขาอาจพอเรียกขวัญกำลังใจอีกฝ่ายให้กลับคืน

    “ที่จริงแล้วมนตร์มืดที่ผู้คุมวิญญาณใช้กัน มันเลียนแบบมาจากคำสาปแช่งของปีศาจนั่นแหละ แต่ดีกว่าตรงที่มนตร์มืดใช้เลือดของเหยื่อเป็นตัวกำหนด ต่างจากปีศาจที่ใช้พลังของตัวเองผูกกับเป้าหมาย อืม... แล้วไอ้ผู้คุมวิญญาณนั่นมันเอาเลือดมาจากไหน คนอย่างโนอาร์อย่าว่าแต่จะทำให้เลือดออกเลย แค่แตะตัวยังแทบทำไม่ได้ด้วยซ้ำ”

    คำถามตามความสงสัยทั่วไป กลับคล้ายหอกน้ำแข็งปักแทงทะลุกลางอกเอทอสอย่างจัง จนรู้สึกชาเจ็บแทบไม่อยากหายใจ บาดแผลบนหลังมือโนอาร์ในวันนั้น หวนกลับมาตอกย้ำถึงความสะเพร่าของเขาอีกครา ส่งผลให้นัยน์ตาสีอำพันหมองหม่นอยู่แล้วกลับยิ่งดูมืดมน ส่วนจินที่ทันเห็นปฏิกิริยาของปีศาจก็เผลอใจหล่นวูบไปชั่วขณะว่า เขาอาจพูดกระทบอีกฝ่ายโดยไม่ตั้ง จึงต้องรีบข้ามไปเรื่องอื่นแทน

    “อา... ก็นั่นแหละ เพราะใช้เลือดเป็นสื่อกลาง เลยทำให้ตัวผู้ร่ายเป็นอิสระกับเป้าหมาย ไม่ต้องถูกสูบพลังแบบปีศาจ ซึ่งทุกครั้งที่มนตร์มืดทำงานจะดูดพลังวิญญาณจากตัวเหยื่อแทน ดังนั้นต่อให้จัดการผู้ร่ายได้ มนตร์มืดที่ติดตัวก็ไม่หายไป และเพราะเลียนแบบมาจากคำสาป มันเลยถูกลบล้างไม่ได้ตรงนี้คุณคงเข้าใจดี”

    เอทอสที่กำลังฟังพยักหน้ารับเล็กน้อย คำสาปของปีศาจทุกตนเหมือนกันหมด ไม่มีทางแก้ไขหรือลบล้างได้ มีเพียงแค่สองวิธีเท่านั้นคือ หนึ่งให้ปีศาจผู้ร่ายเป็นผู้ถอนคำสาป หรือสอง ฆ่าปีศาจเจ้าของคำสาป ทว่าจากที่จินบอก ต่อให้กำจัดผู้ร่ายทิ้งมนตร์มืดนั้นก็ยังคงอยู่ การหยุดจึงเหลือเพียงวิธีเดียว ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนอยากได้วิญญาณโนอาร์เป็นข้ารับใช้ขนาดนั้นจะยอมรามือ

    “แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้เลยนะ” จินพูดขัดก่อนที่ใครบางคนจะคิดไปไกล ซึ่งนั่นทำให้นัยน์ตาสีอำพันมืดมนคล้ายมีแสงแห่งความหวังเล็กน้อย
    “ยังไง...”
    “มันดูเป็นวิธีที่เห็นแก่ตัวสักหน่อยนะ ก็ถ่ายโอนมนตร์มืดให้คนอื่นซะ แต่ถ้าส่งต่อแล้ว ผู้รับแทนจะไม่สามารถแก้หรือโยนให้ใครได้อีก จำต้องอยู่กับมนตร์มืดนั้นไปจนสิ้นลมหายใจ อารมณ์ประมาณหาตัวตายตัวแทนนั่นแหละ”
    “แล้วต้องทำยังไง” เอทอสเร่งถามต่อ นัยน์ตาคล้ายมีประกายความหวังมากขึ้น
    “ก็ใช้เลือดของโนอาร์ กับเลือดของผู้ที่จะมารับแทน เสียดายมันย้อนใส่ผู้ร่ายไม่ได้... งั้นคุณไปหาเลือดใครสักคนมาก็พอ ส่วนที่เหลือผมจัดการเอง”
    “ต้องใช้มากเท่าไร”
    “ขึ้นอยู่กับจำนวนมนตร์มืดที่จะถ่ายโอน โนอาร์โดนแค่อย่างเดียว-”
    “สอง...” ร่างสูงใหญ่เอ่ยขัดเสียงเบา
    “ฮะ?! ไอ้ผู้คุมวิญญาณนั่นมันทำอะไรอีก?”
    “กำหนดวันตายให้โนอาร์... เป็นสิ้นปีนี้”

    ทันทีที่ฟังจบ จินถึงกับสบถคำหยาบคายต่อว่าตัวการออกมาชุดใหญ่ เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเอทอสถึงเสียอาการขนาดนี้ แค่ใช้คนเจ็บมาเป็นโล่ให้ปีศาจทำร้ายคนรักตัวเองโดยไม่ตั้งใจ ก็ถือว่าน่ารังเกียจพอแล้ว ยังกล้ามาขีดเส้นชีวิตคนอื่นอีก
    เขาอยากรู้จริง ๆ ว่าจิตใจผู้คุมวิญญาณนั่นมันดำมืดเท่าโนอาร์ไหม ทำไมถึงคิดแผนการเลวร้ายเล่นกับความรู้สึกเหยื่อได้คล้ายกันนัก หากโนอาร์ไม่พลาดท่าเสียก่อน เขาว่าผู้คุมวิญญาณนี่ต้องได้เป็นของเล่นชิ้นโปรดของฆาตกรเลือดเย็นอย่างแน่นอน

    หลังเผลอร้องโวยวายจนผู้ใช้บริการศูนย์อาหารรายอื่นหันมอง จินเลยยอมเงียบเสียง พลางแกล้งดื่มน้ำแก้เก้อ จึงเพิ่งสังเกตเห็นเอทอสที่นั่งอยู่ฟังตรงข้าม กำลังใช้มือข้างหนึ่งที่เปลี่ยนเป็นกรงเล็บแหลม กำจิกเข้าที่ผิวเนื้อตนเองจนเลือดไหลหยดใส่แก้วเปล่าที่รองอยู่ โชคดีที่โต๊ะที่นั่งอยู่ชิดกำแพง และเอทอสนั่งหันหลังเลยช่วยกำบังไม่ให้คนนอกเห็นเหตุการณ์
    ทว่าภาพตรงหน้ากลับทำให้คนในอย่างจินถึงกับสำลักน้ำ ไอชุดใหญ่จนน้ำหูน้ำตาไหล ก่อนรีบพูดห้ามปีศาจ

    “นี่.. แค่ก ๆ คะ.. คุณทำอะไรเนี่ย!?”
    “เอามนตร์มืดทั้งหมดของโนอาร์ มาไว้ที่ข้า” ร่างสูงใหญ่เอ่ยเรียบนิ่ง คล้ายไม่สนใจต่อผลที่ตามมา
    “คุณเอทอส! ผมบอกให้คุณไปหาคนอื่นมาไง คุณมารับเสียเองแบบนี้ โนอาร์รอดแต่คุณตาย แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร”
    “แล้วเจ้าต้องการใคร”
    “ใครก็ได้ ถ้าคุณไม่อยากรู้สึกผิดมาก ก็ไปเอาพวกเศษเดนอยู่ไปก็รกโลก มีแต่คนอยากสาปส่งให้ตายมาสักคน อย่างน้อยชีวิตพวกนั้นก็พอมีค่าในวาระสุดท้ายอยู่บ้าง”
    “ก็ข้าไง เศษเดนไร้ประโยชน์”

    เพียงคำเรียบสั้น ทว่าทำให้คนฟังรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก จินพยายามมองเข้าไปในส่วนลึกของดวงตาปีศาจ กลับพบเพียงความว่างเปล่าไม่มีท่าทีล้อเล่นแต่อย่างใด ก่อเกิดเป็นความเงียบคั่นกลางบทสนทนาให้ขาดช่วง คนหิวโซเมื่อครู่คล้ายไม่อยากอาหารอีกต่อไป ทั้งที่ทานเพียงไม่กี่คำ จินลุกขึ้นรวบจานรวมถึงเลือดที่ปีศาจรองใส่แก้วไปทิ้ง ก่อนไปไม่ลืมพูดทิ้งท้ายให้ใครบางคนได้คิด

    “ผมไม่รู้นะว่าอะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น แต่ยังไงถ้าจะทำก็ต้องใช้เลือดโนอาร์ด้วยอยู่ดี ผมจะรอจนกว่าโนอาร์จะออกจาก ICU ระหว่างนั้นคุณก็คิดทบทวนดี ๆ เพราะความคิดชั่ววูบของคุณ อาจไม่ใช่แค่คุณที่จะเสียใจไปตลอด”



    หลังจากวันนั้น ก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องถ่ายโอนมนตร์มืดอีก รวมถึงเหล่าวิญญาณรับใช้ที่หายไป ไม่มายุ่งเกี่ยวตามคำที่ผู้คุมวิญญาณนั่นเคยว่าไว้ ทว่าเอทอสก็ยังคงให้จินมาผลัดเฝ้าเยี่ยม ในช่วงที่เขาต้องออกไปกินวิญญาณเหมือนเดิม
    วันเวลาค่อย ๆ ดำเนินเคลื่อนผ่าน ในที่สุดคนหลับไม่ยอมตื่นก็ได้ย้ายกับมาที่ห้องพักส่วนตัวอีกครั้ง ซึ่งนั่นสร้างความอุ่นใจให้กับปีศาจเป็นอยากมาก สองสามวันมานี้นัยน์ตาสีอำพันหมองหม่นจึงคล้ายมีประกายแสงเพิ่มขึ้น

    “แกร๊ก!”
    “โนอาร์แข็งแรงแล้ว เจ้าจะย้ายมนตร์มืดได้หรือยัง”

    เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นว่าใครเข้ามาในห้อง ส่งผลให้จินชะงักไปครู่หนึ่ง พลางลอบสังเกตร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงโซฟา ซึ่งพบว่ายามนี้ปีศาจดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่ใช่ซอมบี้เดินได้เหมือนเมื่อช่วงแรก จินจึงพอเบาใจเดินเข้ามาวางของ พร้อมตอบกลับคนถามด้วยท่าทีสบาย ๆ

    “ไม่มีปัญหา ว่าแต่ได้เลือดตัวแทนมาแล้วนะ”
    “อืม”

    เอทอสเอ่ยพลางยื่นกระบอกฉีดยาสำหรับเจาะเลือดพร้อมหลอดเก็บตัวอย่างส่งให้ โดยหลอดหนึ่งมีของเหลวสีเข้มบรรจุอยู่เกือบเต็ม ส่วนอีกหลอดว่างเปล่า จินรู้ทันทีว่าปีศาจต้องการให้เขาเก็บเลือดจากโนอาร์ด้วยตนเอง หลังรับของเรียบร้อย ผู้มาใหม่จึงเดินตรงไปที่เตียงเจ้าชายนิทรา เพื่อเอาส่วนประกอบสุดท้ายสำหรับการถ่ายโอนมนตร์มืด

    “เออ! คนที่คุณไปเอาเลือดมายังไม่ตายใช่ไหม ห้ามตายนะไม่งั้นใช้ไม่ได้” จินชวนคุยระหว่างเก็บเลือดจากคนหลับสนิท
    “ยัง”
    “ดีแล้ว ๆ ว่าแต่นี่เลือดใครเหรอ” น้ำเสียงอารมณ์ดีเอ่ยถาม พลางใช้ผ้าหยุดเลือดที่ซึมตรงข้อพับแขนโนอาร์ เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย
    “ข้า”
    “…”
    “เลือดข้า”

    ทีแรกจินคิดว่าเขาหูฝาด ทว่าได้ยินคำยืนยันหนักแน่นจากเจ้าตัว เขาถึงกับหมดคำจะพูด ไม่เข้าใจความคิดอีกฝ่าย เวลาที่ผ่านมาไม่ช่วยให้เอทอสคิดได้เลยหรืออย่างไร ถึงยังยึดติดกับความคิดเดิมเช่นนี้
    จินสูดหายใจเข้าเตรียมต่อว่าปีศาจสิ้นคิดอีกครา ทว่าเมื่อเผลอสบกับดวงตาสีอำพันที่กลับมาแข็งกล้าดั่งเก่า ไร้ซึ่งความขลาดกลัวหมดความเชื่อมั่นแบบวันวาน เขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจ พูดไปก็คงเสียแรงเปล่า เพราะครั้งนี้เอทอสตัดสินใจด้วยตัวเอง หาใช่ความคิดชั่ววูบเหมือนคราวก่อน

    “ไม่ลืมใช่ไหมว่าถ้าทำแล้ว จะแก้อะไรไม่ได้อีก” จินถามย้ำอีกครั้ง
    “อืม”
    “…ผมต้องใช้เวลาสักสามสี่วัน ระหว่างนั้นคงมาผลัดเวรเฝ้าให้คุณไม่ได้”
    “ไม่เป็นไร พวกวิญญาณรับใช้นั่นมันไม่มาแล้ว แต่ถ้ามา ข้าก็แค่จับกินให้สิ้น”

    ได้ยินดังนั้น จินจึงจำต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปในแบบที่อีกฝ่ายต้องการ ก่อนเดินไปเก็บหลอดบรรจุเลือดทั้งสองลงกระเป๋าสะพายประจำตัว พลางแอบเหลือบมองเอทอสที่ลุกไปหาคนบนเตียงเล็กน้อย ถึงแม้อาการดีขึ้นของโนอาร์ จะทำให้ปีศาจที่เคยเสียศูนย์กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ทว่าจินกลับรู้สึกว่า การกลับมาคราวนี้ของเอทอสนั้น... มีบางสิ่งไม่เหมือนเดิม




(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-07-2020 00:46:48 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ต่อ)

    ‘ปัง!!’
    ‘ปัง!!’
    ‘ปัง!!!’
    ‘มะ.. แม่ครับ.. ผมกลัว’
    
    เด็กชายพูดขึ้นพลางนั่งกอดเข่าตัวเองด้วยความหวาดกลัว ท่ามกลางความมืดภายในห้องและเสียงปืนยิงปะทะดังสนั่นที่ชั้นล่าง เมื่อชั่วโมงก่อนทุกอย่างยังคงปกติสุข แม่กับพี่เลี้ยงมาส่งพลางกล่อมเด็กน้อยเข้านอน ทว่าวินาทีที่ไฟห้องถูกปิดหลังคำกล่าวฝันดี พลันเกิดเสียงปืนยิงติดต่อกันหลายครั้ง เพียงพริบตาความสงบอบอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหล พ่อรีบผลักประตูเปิดเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สั่งให้ทุกคนหลบอยู่ในนี้ห้ามออกมา แววตาคล้ายเอ่ยคำลาของพ่อในยามนั้น เด็กน้อยยังจำขึ้นใจ

    ความวุ่นวายยังคงดำเนินเคียงคู่ไปกับเสียงสาดกระสุน แม่กอดเด็กน้อยสั่นกลัวไว้ในอ้อมอกพลางกล่าวปลอบประโลม ให้ลองจินตนาการเสียงปืนดังเป็นเสียงดอกไม้ระเบิดงดงามบนฟากฟ้า ทว่าเสียงใหม่แปลกปลอม กลับพังทลายโลกที่เด็กน้อยและแม่พยายามสร้างกลบเกลื่อนความหวาดกลัวโดยพลัน นั่นคือเสียงของผู้นำครอบครัวที่หลุดร้องด้วยความเจ็บปวด

    ‘คินคนเก่งอยู่กับพี่สานะครับ แม่จะลงไปหาพ่อ สาฝากคินด้วยนะ ถ้าไม่ใช่ฉันห้ามเปิดประตูเด็ดขาด เข้าใจไหม’ คนเป็นแม่พูดกับลูกในอ้อมกอด ก่อนหันไปสั่งพี่เลี้ยง
    ‘คะ.. ค่ะคุณหญิง’

    เมื่อได้รับคำยืนยัน คุณหญิงของบ้านจึงกอดลูกชายคนเดียวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนรีบลุกออกไปช่วยสามี ถึงแม้เธอจะดูเหมือนผู้หญิงบอบบาง แต่ก็เคยเป็นอดีตนักยิงปืนมาก่อน ดังนั้นในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ เธอคิดว่าความสามารถเก่าอาจสามารถช่วยเหลือคู่ชีวิตได้
    
    หลังคุณหญิงออกไปสักพักใหญ่ เสียงพายุกระสุนก็ค่อย ๆ สงบลง เด็กชายผู้เป็นห่วงพ่อแม่รบเร้าให้พี่เลี้ยงพาตนออกจากห้อง จังหวะนั้นเองที่หน้าประตูมีเสียงเคาะ ก่อนจะตามด้วยน้ำเสียงอ่อนคุ้นเคยของผู้เป็นแม่ เด็กน้อยจึงรีบสลัดตัวจากพี่เลี้ยงก่อนวิ่งไปเปิดประตู พร้อมกระโจนเข้ากอดคนตรงหน้า หญิงสาวโอบแขนตอบลูกรักด้วยแขนข้างเดียว เนื่องจากมืออีกข้างถือปืนอยู่เลยกลัวเกิดอันตราย แล้วจึงกล่าวปลอบประโลมเด็กชายที่กำลังเสียขวัญ

     ‘ภาคินของแม่เก่งที่สุดเลย ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไร...’
    ‘พ่อล่ะครับ พ่อปลอดภัยใช่ไหมครับ’
    ‘ใช่จ้ะ พ่อ-’
    ‘โครม!!!’

    ไม่ทันพูดจบ พลันเกิดเสียงคล้ายบางอย่างล้มกระแทกพื้นอย่างแรงที่ชั้นล่าง คุณหญิงจำต้องฝากเด็กชายกับพี่เลี้ยงอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เด็กน้อยไม่ยอมรออยู่ในห้องอีกแล้ว ผู้เป็นแม่จึงให้พี่เลี้ยงคอยดูแลเด็กน้อยและคอยเดินตามหลังมาเงียบ ๆ

    ความมืดที่เข้าปกคลุมทุกพื้นที่ ทำให้การเคลื่อนไหวต้องเต็มไปด้วยความระมัดระวัง บริเวณผนังและกำแพงล้วนมีร่องรอยความเสียหายจากการยิงถล่ม เศษกระจกจากบานหน้าต่างหล่นเกลื่อนกลาดเต็มพื้น รูปถ่ายครอบครัวที่ติดตามผนังร่วงตกกระจายให้คนเหยียบย่ำ เด็กน้อยมองภาพเหล่านั้นด้วยความหวาดกลัวระคนเศร้าหมอง ความจริงเบื้องหน้าลบเลือนบ้านแสนอบอุ่นในความทรงจำจนหมดสิ้น

    ไม่นานนัก ในที่สุดทั้งสามก็มาถึงชั้นล่างต้นกำเนิดเสียงเมื่อครู่ ทั่วบริเวณรายล้อมไปด้วยความมืดเงียบสงัด ทั้งหมดค่อย ๆ เดินเกาะกลุ่มกันในความมืดมิด จนกระทั่งสังเกตเห็นเงาของบางสิ่งขยับเคลื่อนไหว แม้จะเป็นสีเดียวกับบรรยากาศโดยรอบ แต่แสงจากภายนอกที่พอลอดผ่านเข้ามา ทำให้เห็นว่าสิ่งนั้นคือเปลวเพลิงสีนิล กำลังเผาไหม้ร่างชายคนหนึ่งต่อหน้าภรรยาและลูกชาย

   ‘พ่อครับ!!! คุณคะ!!!’
    
    เสียงร้องด้วยความตกใจของกลุ่มคน ทำให้เงาประหลาดข้างกายชายผู้กำลังถูกไฟเผารู้สึกตัว นัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสงดุร้าย จับจ้องมายังกลุ่มผู้มาใหม่ราวกับผู้ล่าเล็งเหยื่อพร้อมกระโจนเข้าใส่ฉับพลัน วินาทีที่เงาประหลาดกำลังใกล้ถึงตัว พี่เลี้ยงตกใจรีบดึงเด็กน้อยเข้ามากอดปกป้อง จังหวะเดียวกับที่ผู้เป็นแม่ก้าวเท้าไปข้างหน้าใช้ตัวเองเป็นโล่กำบัง พร้อมหันปลายกระบอกปืนตรงไปที่เงาประหลาด

    ‘ว้าย!! คุณหนูค่ะ!’
    ‘ปัง!!! ปัง!!!’
    ‘ปัง!!!’

    สิ้นเสียงกระสุนปืน ทุกอย่างพลันสงบนิ่ง เด็กชายพยายามตะเกียกตะกายผลักตัวออกจากพี่เลี้ยงที่ล้มทับ เมื่อออกมาได้ดวงตาสั่นกลัวคู่น้อยค่อย ๆ กวาดมองท่ามกลางความมืด กลับไม่พบเงาเจ้าของนัยน์ตาอันตราย ราวกับตัวประหลาดนั่นล่องหนหายไป เมื่อแน่ใจแล้วว่าปลอดภัย เด็กน้อยจึงรีบเข้าไปสำรวจพี่เลี้ยงและแม่ที่ฟุบอยู่กับพื้นไม่ยอมลุกขึ้นมา

    ‘แม่ครับ! พี่สา! เป็นอะไรไหม’

    เสียงเด็กน้อยเอ่ยเรียกพลางเขย่าร่างทั้งสองท่ามกลางความมืด แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ สัมผัสชื้นเหนียวเหนอะตรงฝ่ามือทำให้เด็กน้อยหยุดชะงัก แม้มองไม่ถนัด ทว่ากลิ่นคาวเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าของเหลวที่รู้สึกเมื่อครู่นั้นคืออะไร

     ‘แม่ครับ!!! พี่สา!!! อย่าเป็นอะไรนะ!! ช่วยด้วยครับ!! ใครก็ได้.. พ่อ!!’

    เด็กชายพลันร้องไห้เสียขวัญ พร้อมตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือสุดเสียงในบ้านหลังใหญ่อ้างว้างเพียงลำพัง ก่อนจะหันไปเห็นผู้เป็นพ่อที่นอนห่างไม่ไกลนัก เด็กน้อยรีบเข้าไปหาหวังเพียงแค่มีใครสักคนที่ปลอดภัย ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับรุนแรงเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะดูได้

    ดวงตาว่างเปล่าไร้แววของผู้เป็นพ่อมองสบกับเด็กน้อย บริเวณช่วงคอบิดหักผิดธรรมชาติอย่างน่ากลัว ภาพเลวร้ายทำให้เด็กน้อยช็อกจนเสียงร้องในลำคอขาดหาย จิตใจพลันแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ  โลกทั้งใบพังทลายลงในพริบตา ร่างไร้แรงของเด็กน้อยทรุดล้มลงคล้ายกล้ามเนื้อทุกมัดพร้อมใจกันหยุดทำงาน สมองในส่วนลึกรีบสั่งการปิดทุกการรับรู้ของเด็กน้อยโดยพลัน เพื่อปกป้องรักษาจิตใจจากเหตุการณ์สะเทือนความรู้สึก ก่อนที่จะถูกทำร้ายจนแหลกสลายเหลือแต่เพียงความว่างเปล่า



    “ติ้ด! ๆ ๆ”
    “ติ้ด! ๆ”
    “ติ้ด-”

    เสียงนาฬิกาปลุกช่วยชายหนุ่มตื่นจากฝันร้ายในยามเช้า ความรู้สึกเจ็บเจียนขาดใจยังคงเด่นชัด ภาคินลุกขึ้นพลางใช้มือไล่ความชื้นเล็กน้อยตรงหางตา เรื่องราวในวัยเด็กยังคงย้อนกลับมาทำร้ายซ้ำ ๆ แม้จะผ่านมานานมากแล้วก็ตาม ชายผมเงินลุกขึ้นจากเตียงเข้าห้องน้ำ ชำละล้างห้วงอารมณ์เศร้าที่ยังหลงเหลือ เพื่อไม่ให้วันนี้เริ่มต้นด้วยความหม่นหมอง

    กิจวัตรของนักธุรกิจหนุ่มพ่วงตำแหน่งนักล่าปีศาจ ยังคงเวียนซ้ำเฉกทุกวัน นั่นคือการเข้าประชุมบริหารบริษัทในช่วงเช้า ตรวจสอบก่อนเซ็นอนุมัติโครงการตลอดบ่าย ส่วนเวลาที่เหลือจะเป็นบทบาทของนักล่าปีศาจ ตามเฝ้าสังเกตข่าวคราวปีศาจเป้าหมายเพื่อหาโอกาสจัดการ

    หลังจากวันนั้นที่เขาประมาทพลาดท่าถูกปีศาจกินวิญญาณเล่นงานจนหมดสติ ปีศาจนั่นดูเหมือนจะระวังตัวมากขึ้น ไม่ยอมออกห่างโรงพยาบาลเหมือนแต่ก่อน ทำให้แผนการสังหารปีศาจยิ่งยากขึ้น จนเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ มีข่าวคราวปีศาจเกิดคลุ้มคลั่งทำลายสวนด้านข้างของโรงพยาบาลพังเสียหาย เคราะห์ดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บจากเหตุการณ์นั้น แต่นั่นก็ทำให้เขาไม่มีข้ออ้างเข้าไปกำจัดปีศาจเช่นกัน

    ทว่าการที่ปีศาจวนเวียนแถวโรงพยาบาลตลอด นั่นหมายความว่าปีศาจไม่ได้ออกไปจับวิญญาณกิน แต่กลับมีพลังแปลงเป็นมนุษย์ได้ยาวนาน ความผิดปกตินี้เริ่มเป็นที่น่าสงสัยของกลุ่มนักล่าปีศาจ เพื่อตรวจสอบว่าปีศาจตนนั้นไม่ได้ลอบทำอะไรลับหลัง กลุ่มนักล่าปีศาจจึงคิดส่งคนเข้าไปสอดส่องพฤติกรรม ซึ่งแน่นอนผู้อาสารับงานย่อมหนีไม่พ้น ภาคิน

 
    ในเวลาเย็นย่ำ ชายผมเงินเข้ามาในตัวโรงพยาบาลตามภารกิจ กวาดสายตาหาปีศาจเป้าหมายท่ามกลางกลุ่มคนทว่าไม่พบ ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหา วิธีเรียกให้ปีศาจยอมเผยตัวนั้นแสนง่ายดาย นักล่าปีศาจคิดในใจพลางเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

    “ผมมาขอเข้าเยี่ยมคนไข้ชื่อว่าโนอาร์ ไม่ทราบว่าอยู่ชั้นไหนหรือครับ”
    “สักครู่นะคะ... คนไข้ชื่อโนอาร์ อยู่ชั้นXX หมายเลขห้องXXXX ค่ะ ญาติสามารถใช้ลิฟต์ทางด้านนั้นได้เลยค่ะ”

    นางพยาบาลใช้เวลาหาข้อมูลครู่หนึ่ง แล้วจึงแจ้งเลขห้องพร้อมชี้ไปยังทางขึ้นลิฟต์ ชายผมเงินยิ้มกล่าวขอบคุณ ก่อนเดินไปทางทิศที่นางพยาบาลบอก ระหว่างทางไม่ลืมสอดส่องสายตาหาเป้าหมาย จนกระทั่งเห็นชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนพิงกำแพงข้างลิฟต์ กำลังจ้องมาที่เขาด้วยนัยน์ตาอยากคาดเดาความรู้สึก

    “อย่ายุ่งกับโนอาร์” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเตือน
    “ถ้าไม่ยุ่ง ขี้ขลาดอย่างแกจะยอมออกมาหรือไง”
    “หึ... นั่นสิ”

    ปีศาจในร่างมนุษย์เค้นยิ้มพลางหัวเราะเล็กน้อย ก่อนเดินแยกไปทางหนึ่ง ส่งผลให้ภาคินจำต้องเดินตามไป ไม่นานปีศาจก็พามาหยุดอยู่ ณ บริเวณอาคารด้านหลังของโรงพยาบาลที่ไม่ค่อยมีใครเดินผ่านนัก เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของห้องสำหรับเก็บถนอมร่างไร้ชีวิต และเป็นเส้นทางส่งคืนผู้ล่วงลับให้กับครอบครัว

    “ต้องการอะไรจากข้า” เอทอสเอ่ยถามเสียงนิ่ง
    “ช่วงนี้กลัวหัวหดไม่ยอมออกไปหาวิญญาณกินเลยนี่ แล้วแกเอาพลังที่ไหนมาแปลงเป็นมนุษย์ได้นานขนาดนี้”
    “ถ้าข้าบอกว่ากินวิญญาณคนตายในโรงพยาบาล เจ้าจะเชื่อไหม”
    “อย่ามาโกหกหน้าด้าน ๆ คิดหรือว่าอยู่ที่นี่ฉันจะทำอะไรแกไม่ได้”
    
    ปีศาจเพียงเหยียดยิ้มคล้ายยั่วโมโห ภาคินที่แต่เดิมตั้งใจมาเล่นงานอยู่แล้วเลยไม่คิดเสียเวลา พุ่งเข้าประชิดตัวพร้อมฟาดกระบองเหล็กที่ซ่อนอยู่ทางด้านหลังใส่ปีศาจอย่างจัง ทว่าเอทอสกลับยืนนิ่งไม่ขยับ ส่งผลให้ถูกท่อนเหล็กฟาดใส่ข้างขมับเต็มแรง จนเลือดไหลอาบกรอบหน้าซีกหนึ่งพร้อมเซถอยห่างไปหลายก้าว

    “ยอมรับมาซะดี ๆ ว่าแกแอบฆ่าคนที่นี่เพื่อกินวิญญาณ ฉันจะได้ทรมานแกให้สาสมกับทุกความชั่ว แล้วค่อยส่งแกไปชดใช้ความสารเลวต่อในนรก”

    ชายผมเงินบีบคั้นให้ปีศาจยอมรับสารภาพ แต่มีเพียงรอยยิ้มเย้ยหยันตอบกลับมา เห็นดังนั้นนักล่าปีศาจจึงพุ่งเข้าหาอีกครั้ง พร้อมใช้กระบองเหล็กฟาดใส่ไม่ยั้งมือตามพายุอารมณ์ จนร่างสูงใหญ่ของปีศาจเต็มไปด้วยเลือดและรอยม่วงช้ำน่ากลัว ทว่าตลอดช่วงการถูกทำร้าย ปีศาจกลับไม่โต้ตอบหรือส่งเสียงร้องแม้แต่น้อย มีเพียงแค่รอยยิ้มเยาะเย้ยกับนัยน์ตาคล้ายสะใจอะไรบางอย่าง

    “พอได้แล้ว!”

    เสียงหนึ่งเอ่ยขัด จังหวะที่กระบองเหล็กโชกไปด้วยของเหลวสีเข้มกำลังฟาดใส่กลางศีรษะปีศาจ ชายผมเงินหันมองก่อนจะพบว่าเจ้าของเสียงเป็นนักล่าปีศาจคนหนึ่ง

    “นี่เป็นงานของฉัน นายมาทำอะไรที่นี่”
    “คิดว่ากลุ่มนักล่าปีศาจจะไว้ใจให้คนที่มีความแค้นส่วนตัวแบบนายทำงานนี้คนเดียวหรือไง แล้วอีกอย่างหน้าที่นายคือสอดแนมพฤติกรรม ไม่ใช่มากำจัดปีศาจ” ผู้มาใหม่กล่าวเตือน พลางเหลือบมองสภาพสะบักสะบอมของปีศาจเล็กน้อย
    “ทุกอย่างมันชัดเจนว่าไอ้เลวนี่มันต้องแอบฆ่าคนเพื่อเอาพลัง จะเสียเวลาให้คนบริสุทธิ์ตายเพิ่มทำไม”
    “อย่าเอาคนอื่นมาอ้าง นายเช็กดูหรือยังว่าช่วงที่ปีศาจอยู่มีคนตายเพิ่มขึ้นหรือเปล่า”
    “ก็ต้องมีคนตายมากกว่าเดิมอยู่แล้ว เพราะมันเอาที่นี่เป็นแหล่งอาหารใหม่ของมันไง”

    หลังได้ยินคำตอบของชายผมเงิน นักล่าปีศาจที่ยอมเผยตัวหลังแอบเฝ้ามองเหตุการณ์มาสักพักถึงกับถอนหายใจ ไม่คิดว่าเพื่อนร่วมงานจะถูกความแค้นครอบงำจนมีแต่ความอคติเช่นนี้

    “อัตราการตายปกติ ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยตั้งแต่ปีศาจมาอยู่ที่นี่ เจ้านั่นแค่อาศัยกินวิญญาณที่ตายตามธรรมชาติในโรงพยาบาลนี้เท่านั้น ถึงจะมีวิญญาณไม่มากเท่าออกไปหากินเอง แต่เจ้านี่ก็ยังอุสาเลือกกินแค่วิญญาณบาป และไม่ต้องหาว่าฉันคิดไปเอง อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ฉันเป็นอะไรมาก่อน” อดีตผู้คุมวิญญาณที่ผันตัวเป็นนักล่าปีศาจเอ่ยดักทาง
    “…”
    “ที่เห็นว่ายังแปลงเป็นมนุษย์ได้นานขนาดนี้ เพราะวัน ๆ หมอนี่เอาแต่ขลุกตัวเฝ้านักฆ่านั่นในห้องพัก แทบไม่ทำอะไรพลังแค่นั้นเลยเพียงพอ แต่จากสภาพตอนนี้คงแปลงกลับเป็นมนุษย์ไม่ได้สักพักหนึ่ง”

    พูดจบ นักล่าปีศาจก็มองไปที่ปีศาจบาดเจ็บจนกลับคืนสู่ร่างแท้จริง โชคดีที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ส่งผลให้บริเวณนี้มืดสนิทพอช่วยปิดบังการมีอยู่ของปีศาจ ก่อนจะเริ่มถามอีกฝ่ายถึงสิ่งที่สงสัย

    “ทำไมนายไม่โต้ตอบหรือทำอะไรบ้าง หรือเพราะรู้ว่าฉันดูอยู่”

    นัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสงเต็มไปด้วยความเย้ยหยันสะใจ หันมาสบกับผู้ถาม ทีแรกนักล่าปีศาจผู้มาใหม่คิดว่า นี่คงเป็นแผนของปีศาจเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง จึงพยายามยั่วอารมณ์ภาคินให้เข้ามาเล่นงานฝ่ายเดียว ทว่าเมื่อคำพูดหนึ่งออกมาจากร่างสูงใหญ่ กลับทำให้นักล่าปีศาจผู้ถามขมวดคิ้ว และเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นในทันที

     “หึ... ไม่ว่าจะพยายามเท่าไร ปีศาจสวะต่ำช้าเช่นข้า ก็เป็นได้แค่ขยะส่วนเกินของโลกใบนี้ จะพยายามดิ้นรนให้เสียแรงเปล่าทำไม”
    “…”
    “สิ่งใดที่ปีศาจโง่เขลาไร้ประโยขน์สมควรได้รับกัน ใฝ่ฝันหาความสุขสงบเหรอ เรียกร้องความยุติธรรมเหรอ หึ... อย่าหวังเลย ความเจ็บปวด ความด้อยค่า การถูกตราหน้าหยามเหยียด จมอยู่กับความทรมานเหมือนตกนรกทั้งเป็นต่างหาก ถึงจะสาสมกับปีศาจที่แม้แต่โชคชะตายังรังเกียจ”
    “…”
    “ความตายใช่หรือไม่ ที่จะเป็นโทษทัณฑ์สุดท้าย สำหรับความผิดในการมีชีวิตอยู่ของข้า พวกเจ้าไม่ต้องเสียแรงแสร้งหาวิธีชอบธรรมมากำจัดข้าหรอก เพราะอีกไม่นานความปรารถนาของพวกเจ้าจะเป็นจริง”

    นักล่าปีศาจเงียบงัน มีเพียงเสียงกล่าวโทษของปีศาจด้วยความสะใจ เป้าหมายแท้จริงของนัยน์ตาสีแดงเลือดนกแข็งกร้าวเหยียดหยัน และรอยยิ้มเยาะเย้ย บัดนี้พลันเฉลยว่าหาใช่ต้องการยั่วอารมณ์ใครอื่น แต่กำลังสมน้ำหน้าตอกย้ำบาดแผลความล้มเหลวของตนเอง
 
    สองนักล่าปีศาจมองปีศาจเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกต่างกัน คนหนึ่งเห็นใจสงสาร คนหนึ่งสมเพชชิงชัง ชายผมเงินเตรียมสาดใส่คำต่อว่าดูถูกให้ปีศาจยิ่งตกต่ำ ทว่ากับถูกเพื่อนนักล่าปีศาจห้ามปราม พร้อมถูกพาออกจากสถานที่แห่งนี้ เนื่องจากภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือ อดีตผู้คุมวิญญาณไม่อยากทนฝืนมอง ความเสียใจผิดหวังในตนเอง ที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตาสีแดงเลือดนกเกลียดชังชีวิตอีกต่อไป


    แสงอาทิตย์มาเยือนในเช้าวันรุ่งขึ้น จินที่ห่างหายไปเพราะต้องเปลี่ยนถ่ายมาตร์มืด ในที่สุดก็กลับมาทำหน้าที่เฝ้าเยี่ยมอีกครั้ง ทว่าเมื่อเข้ามาในห้องพักฟื้นส่วนตัว กลับพบเพียงเจ้าชายนิทรานอนสงบนิ่ง ไร้ซึ่งเงาองค์รักษ์คู่กาย คนเพิ่งมาคิดว่าปีศาจอาจออกไปหาวิญญาณกินตามปกติ เลยนั่งเล่นรอโดยไม่คิดอะไร จนกระทั่งเวลาร่วงเลยจนถึงบ่ายคล้อย ผู้เป็นที่รักของฆาตกรก็ยังไม่มา จินที่เริ่มสงสัยปนกังวลจึงลองโทรหาอีกฝ่าย ถึงรู้ว่าปีศาจอยู่บนดาดฟ้าโรงพยาบาล ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามของบุคคลทั่วไป

    ใช้เวลาสักพักใหญ่ สุดท้ายจินก็ลอบขึ้นมาบนดาดฟ้าได้สำเร็จ ยังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อยหอบ จินกลับต้องตกใจซ้ำเพิ่ม เมื่อได้เห็นบาดแผลบอบช้ำทั่วร่างของปีศาจ

    “คุณไปโดนอะไรมาอีกเนี่ย!! ให้ตายเถอะ!” เสียงบ่นดังขึ้นเมื่อเห็นสภาพเละเทะของอีกฝ่ายชัด ๆ
    “หึ... ปีศาจอย่างข้าสมควรโดนแล้ว” เอทอสตอบกลับพลางฝืนยิ้มเล็กน้อย
    “สมควรบ้าอะไรเล่า! คุณผมถามจริง คุณลืมไปแล้วเหรอว่าตัวเองเป็นปีศาจกินวิญญาณ หนึ่งในประเภทปีศาจที่อันตรายที่สุด แค่คุณสะกิดก็ฆ่าพวกที่คอยรังควาญคุณได้แล้ว จะปล่อยให้ตัวเองโดนทำร้ายทำไม เป็นพวกชอบความเจ็บปวดเหรอ”

    จินโวยวายอย่างไม่เข้าใจความคิดเอทอส อีกหนึ่งเหตุผลที่ปีศาจกินวิญญาณถูกกวาดล้างจนแทบสิ้นเผ่าพันธุ์ในอดีต ก็คือความสามารถติดตัวที่อันตราย เพียงสัมผัสหรือถูกตัวสิ่งมีชีวิตเป้าหมาย ก็สามารถดึงเอาวิญญาณออกจากร่างได้ทันที ส่งผลให้เหยื่อตายโดยไม่ต้องเสียแรงฆ่า ไม่รู้ทำไมมีพลังน่ากลัวขนาดนี้อยู่กับตัว แต่กลับไม่ยอมใช้ปกป้องตนเองบ้างเลย

    “ข้าตายเมื่อไร พวกนั่นคงยอมเลิกรา แล้วเรื่องนั้นสำเร็จไหม” เอทอสตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถามถึงการถ่ายโอนมนตร์มืด
    “นี่คุณ!! อย่าบอกนะที่รับมนตร์มืดแทนโนอาร์ เพราะอยากประชดพวกนักล่าปีศาจ บ้าหรือเปล่า! สิ้นคิด!”
    “อยากได้นัก ข้าก็จะให้ หลังจากนี้ข้าจะได้อยู่อย่างสงบสักที”
 
    หลังได้ฟัง จินรู้สึกโมโหในความอ่อนแอของปีศาจจนไม่อยากเสวนาอะไรอีก ก่อนจะหยิบสิ่งหนึ่งส่งให้ปีศาจรับไป สิ่งนั้นคือลูกแก้วสีชาดสำหรับใช้บอกเวลาที่เหลืออยู่ของอีกฝ่าย ทว่าเอทอสกลับไม่รับ มิหนำซ้ำยังฝากให้ผู้คุมวิญญาณเอาลูกแก้วไปให้ใครบางคนที่อยากได้มันแทน ดังนั้นในช่วงเย็นหลังกลับจากโรงพยาบาล จินจึงจำต้องแวะสถานที่หนึ่งตามคำฝากฝั่งของเอทอส


    ตึกสํานักงานสูงเสียดฟ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง จินมองความหรูหราของตัวอาคารเบื้องหน้าด้วยความประหม่าเล็กน้อย รู้สึกอยากเปลี่ยนสภาพเสื้อยืดกางเกงวอร์มรองเท้าแตะ เป็นชุดเสื้อผ้าทางการเข้ากับสถานที่ ทว่าน่าเศร้าที่รถของเขาไม่ได้มีชุดสำรองเตรียมไว้ จึงได้แต่จำใจเดินเข้าไปติดต่อขอพบใครบางคนทั้ง ๆ แบบนี้ และโชคดีที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณหน้าทางเข้า ยอมปล่อยให้เขาผ่านเข้ามา ไม่อย่างงั้นเขาคงต้องแห้วกลับบ้านแทน

    “อา... มาติดต่อขอพบคุณภาคินครับ ไม่ทราบว่ากลับไปหรือยังครับ”

    จินสอบถามพนักงานต้อนรับตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม พลางยิ้มแห้ง ๆ สู้สายตาพนักงานสาวที่มองสภาพเขาอย่างพิจารณา

    “ได้นัดไว้หรือเปล่าคะ” พนักงานสาวถามกลับพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ ทว่าแววตาไม่ได้ยิ้มตาม
    “ไม่ได้นัดไว้ครับ แหะ ๆ”
    “ต้องอภัยด้วยค่ะ หากไม่ได้นัดไว้-”
    “เดี๋ยวก่อนครับ! เดี๋ยวก่อน... บอกคุณภาคินว่า คุณเอทอสเจ้าของสวนกล้วยไม้รฦกวัลย์ให้ผมมาติดต่อแทนครับ คุณภาคินคงเข้าใจ”

    พนักงานสาวจ้องจับผิดชายตรงหน้าสักพักหนึ่ง ก่อนจะยอมสอบถามเลขาของเจ้านาย ซึ่งก็ได้รับการอนุมัติให้เข้าพบ พนักงานสาวจึงบอกให้ชายแปลกหน้าไปนั่งรอตรงส่วนรับรอง เพื่อรอเลขาลงมารับ เนื่องจากเวลานี้คุณภาคินยังคงติดประชุมอยู่

    เมื่อได้ยินคำตอบ จินจึงไปนั่งรอตามคำแนะนำของพนักงานสาว พร้อมลอบถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อย เวลาผ่านไปสักพักใหญ่จนเกือบหลับ ในที่สุดก็มีคุณผู้หญิงแต่งตัวดูดีท่าทางเจ้าระเบียบมาเชิญเขาขึ้นไปที่ห้องรับรอง จินนั่งแกร่วรอคนที่อยากพบในห้องไม่นานนัก ชายเจ้าของผมสีเงินเอกลักษณ์ก็เข้ามาก่อนเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม พร้อมบอกให้เลขาออกไปรอด้านนอก บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มดูเป็นมิตรน่าคบหา ทว่าเพียงคำเดียวที่หลุดมาจากปาก จินก็อยากตัดสัมพันธ์กับคนต้องหน้าทิ้งทันที

    “มาเชิญผมไปร่วมงานศพปีศาจเลวนั่นหรือครับ คุณผู้คุมวิญญาณ”
    “เปล่า คุณเอทอสฝากของมาให้คุณ รีบรับไปซะ ผมจะได้กลับสักที” จินกล่าวตอบด้วยสีหน้าบึ้งตึง พร้อมกับหยิบลูกแก้วสีชาดมาวางไว้บนโต๊ะกลาง
    “อะไร?”
    “ลูกแก้วชุบเลือด สำหรับบอกเวลาที่เหลืออยู่ของคุณเอทอส ยิ่งใกล้ถึงวัน สีของลูกแก้วจะค่อย ๆ ซีดลงทีละน้อย และเมื่อไรที่ลูกแก้วกลายเป็นสีใส นั้นหมายถึงลมหายใจของคุณเอทอสได้หมดลงแล้ว”
    “หึ งั้นปีศาจนั่นก็ใกล้ตายแล้วสิ”

    ภาคินหลุดหัวเราะเยาะ ก่อนหยิบลูกแก้วสีชาดที่เริ่มจางขึ้นมาพิจารณา การแสดงออกคล้ายยินดีในจุดจบของปีศาจ ทำให้จินรู้สึกสะอิดสะเอียนชายเบื้องหน้า จนแทบไม่อยากทนใช้อากาศร่วมกัน ผู้คุมวิญญาณรีบลุกเดินไปที่หน้าประตูเพื่อออกจากห้อง ทว่าก่อนไปไม่ลืมเอ่ยเตือนใครบางคนด้วยความหวังดี

    “คุณไม่ต้องดีใจหรอก เพราะบางทีคุณอาจอยู่ไม่ถึงวันนั้นก็ได้”
    “ทำไม? ปีศาจกระจอกนั่นจะมาจัดการผมหรือไง” ชายผมเงินเลิกคิ้วถาม
    “ไม่ใช่คุณเอทอสหรอก... คุณรู้ว่าผมเป็นใคร ก็คงรู้จักคนคนนั้นเหมือนกัน”
    “…”
    “ผมขอแนะนำให้คุณเอาเวลาหัวเราะเยาะคนอื่นนี้รีบหนี หนีไปให้ไกลที่สุด หนีไปให้สุดขอบโลก หนีไปก่อนที่เขาคนนั้น...”
    “…”
    “จะกลับมา”




บท21 สมบูรณ์





ถึงคนอ่าน



    บทนี้ค่อนข้างยากมากสำหรับคนเขียนครับ กลัวว่าอาจเขียนสื่อถึงเอทอสออกมาให้คนอ่านเข้าได้ไม่ดี เลยขอขยายความตรงนี้เพิ่มเติมครับ

    ในบทก่อน ๆ คนเขียนพยายามหยอดให้คนอ่านพอรู้จักนิสัยหนึ่งของเอทอส ที่บางครั้งมักจะกังวลและคิดมาก โดยหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโนอาร์จะยิ่งคิดเยอะเป็นพิเศษ และพอมาเกิดเรื่องอุบัติเหตุของโนอาร์ เอทอสเลยโทษว่าความผิดทั้งหมดเป็นของตนเอง

    ต่อมาได้ของขวัญจากโนอาร์แต่กลับถูกภาคินทำลายต่อหน้า พร้อมโดนคำพูดแดกดันใส่ว่าที่โนอาร์ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเพราะอยู่กับตน ซึ่งคำพูดพวกนั้นเอทอสพยายามจะไม่ใส่ใจ แต่ลึก ๆ ก็แอบเก็บมาคิดเช่นกัน

    พอโนอาร์เริ่มหายดี เอทอสเลยจะไปจัดการแก้แค้นให้ แต่ก็ถูกสวนกลับจนหน้าหงายและโนอาร์ที่ใกล้หายก็ต้องเข้า ICU ใหม่ คราวนี้เอทอสเลยรับไม่ได้ในความไร้ความสามารถของตัวเอง และระบายความอัดอั้นลงกับสวนข้างโรงพยาบาล

    วันรุ่งขึ้น เอทอสลองพยายามช่วยโนอาร์ด้วยคำสาปอีกครั้งแต่ไม่ได้ผลก็ยิ่งรู้สึกไร้ค่า พอมารู้ทีหลังว่าที่โนอาร์จะมีชีวิตไม่ถึงปีหน้า เป็นเพราะความสะเพร่าของตัวเองที่ปล่อยให้วิญญาณรับใช้เอาเลือดโนอาร์ไปได้ก็ยิ่งจิตตก เลยคิดอยากรับผิดชอบแทน

    เอทอสเอาแต่อยู่เฝ้าโนอาร์เงียบ ๆ ไม่ยุ่งกับใคร ภาคินก็ยังตามมารังควาญถึงที่ โดยคราวนี้หลังจากที่ภาคินถาม เอทอสก็ตอบดี ๆ แต่ก็ยังโดนเล่นงานเหมือนเดิม ความรู้สึกของเอทอสในตอนนั้นนอกจากจะรู้สึกเกลียดตัวเองที่ไร้ความสามารถแล้ว ยังเกลียดโชคชะตาและชีวิตที่ทำให้เขาพบเจอกับเรื่องแบบนี้ จึงยิ้มเย้ยหยันสมเพชชีวิตและปล่อยให้ถูกทำร้าย เพื่อที่จะใช้ทดแทนความเจ็บปวดที่เก็บกดอยู่ภายใน



    การตัดสินใจของเอทอสดูเหมือนจะพาไปสู่ Bad ending แต่ไม่ครับ คนเขียนยืนยันว่าเรื่องนี้จบ Happy ending นะครับ แต่จะหาทางแก้ยังไงก็ต้องฝากติดตามกันต่อไปนะครับ แหะ ๆ ^^



    ป.ล.ขอขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ของคนอ่านทุกท่านด้วยนะครับ เห็นในทวิตมีดราม่าเกี่ยวกับเรื่องการคอมเมนต์กัน คนเขียนก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกหน่อย ๆ เหมือนกัน 555 หากคนอ่านอยากให้คนเขียนปรับปรุงอะไรก็แจ้งได้เลยนะครับ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-07-2020 00:48:00 โดย biOmos »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1843
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
อยากเชียร์ให้จินมีคู่จัง เข้าใจเอทอสนะ แต่ถ้าโนอาร์รู้คงไม่ยอมแน่ๆ

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
อย่าหายไปนานคนอ่านคิดถึง  :L1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

    นัยน์ตาสีอำพันแฝงความหมองหม่นค่อย ๆ ลืมตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา ภาพแรกที่เข้ามาผ่านโสตประสาทการรับรู้คือ พื้นขาวสะอาดคุ้นเคยของเพดานห้องนอนบ้านพักทรงไทยประยุกต์ ร่างสูงใหญ่ดันตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงพลางใช้มือคลึงขมับเล็กน้อย เพื่อคลายความรู้สึกมึนหัวราวกับมีใครพายุหมุนอยู่ภายใน ก่อนจะเดินจากห้องพร้อมกับความสับสนว่าเหตุใดเขาถึงกลับมาอยู่ที่นี่แทนที่จะเป็นโรงพยาบาล

    ทันทีที่เปิดประตูออก กลิ่นหอมและเสียงคล้ายมีใครบางคนกำลังทำอาหารในส่วนครัวทำให้ปีศาจเผลอชะงักนิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง จนสติกลับคืนอีกครั้งถึงได้รีบวิ่งไปดูต้นตอของเสียง ซึ่งสิ่งที่เห็นนั้นเอทอสไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
 
    ‘วันนี้คุณตื่นสายนะ เอทอส’

    มนุษย์เจ้าของนัยน์ตารัตติกาลมืดมิดกล่าวทักทาย พลางนำมื้ออาหารที่เพิ่งทำเสร็จมาวางบนโต๊ะกินข้าวตำแหน่งประจำ ก่อนจะหันกลับมามองปีศาจเจ้าบ้านที่เอาแต่ยืนนิ่งจ้องเขาตาไม่กระพริบ

    ‘คุณน่าจะแฮงค์อยู่ ผมชงกาแฟให้ไหม’
    ‘แฮงค์?’

    เอทอสเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ ถึงเพิ่งได้ยินเสียงตัวเองว่าแหบแห้งเพียงใด พร้อมกับความรู้สึกกระหายน้ำอย่างมาก โนอาร์ที่เห็นอาการจึงรินน้ำให้อีกฝ่ายดื่ม แล้วเล่าเรื่องก่อนหน้านี้ให้ฟังเพื่อคลายความสับสนของปีศาจ

    ‘เมื่อคืนหลังกลับจากงานเลี้ยงที่สวน ผมชวนคุณดื่มไวน์ฉลองต่อ แต่คุณหลับก่อนผมเสียอีก’
    ‘หลับ? ข้าเนี่ยนะ ไม่มีทาง’

    ปีศาจโต้กลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาไม่ใช่พวกคออ่อน เรื่องน่าอายอย่างดื่มจนเมาไม่ได้สติและเผลอหลับไม่มีทางเกิดขึ้นกับเขา และยิ่งเป็นเครื่องดื่มของมนุษย์ที่รสไม่ต่างจากน้ำเปล่าสำหรับปีศาจ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
    ส่วนโนอาร์ที่เห็นเอทอสค้านเสียงแข็ง ก็ได้แต่เปลี่ยนเรื่องชวนมานั่งทานข้าวแทน เพราะเขาไม่อยากตอกย้ำให้ปีศาจผู้เป็นที่รักรู้สึกเสียฟอร์มไปมากกว่านี้ ทว่าแทนที่ปีศาจจะเดินมานั่งตรงเก้าอี้ กลับเลือกเดินไปทางประตูบ้าน ส่งผลให้มนุษย์หนึ่งเดียวต้องเดินตามไป พบว่าอีกฝ่ายกำลังมองไปที่รถสีเทาเมทัลลิกที่จอดคู่กับรถกระบะสีดำตรงใต้ถุนบ้าน

    ‘รถผมมีอะไรหรือเปล่า’ มนุษย์ถามปีศาจที่เอาแต่จ้องรถของเขาจนคิ้วหนาขมวดเป็นปม
    ‘…ไม่มี ช่างเถอะ’

    ปีศาจเจ้าบ้านตอบกลับเรียบสั้น ก่อนเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อทานอาหาร โดยมีนัยน์ตารัตติกาลของมนุษย์ที่เฝ้ามองท่าทีที่แปลกไปของปีศาจด้วยความเป็นห่วง


    ‘ผมทำไม่ถูกใจคุณ?’

    เสียงมนุษย์เอ่ยขึ้นท่ามกลางมื้ออาหาร เนื่องจากร่างสูงใหญ่ฝั่งตรงข้ามเอาแต่จ้องหน้าเขา แทบไม่ขยับช้อนส้อมในมือเลย

    ‘ไม่ใช่ ตอนนี้ข้ายังไม่ค่อยหิว โทษที’
    ‘คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษกับเรื่องพวกนี้หรอก งั้นผมเอาไปเก็บก่อน คุณหิวเมื่อไรบอกผมอีกที เดี๋ยวจะเอามาอุ่นให้’

    ว่าจบมนุษย์หนึ่งเดียวก็ลุกขึ้นเก็บเหล่ามื้ออาหารโดยมีปีศาจคอยช่วย จนกระทั่งทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย สองชีวิตในบ้านพักทรงไทยประยุกต์จึงมานั่งที่ห้องรับแขก โดยเจ้าบ้านนั่งที่โซฟายาว ส่วนผู้ร่วมอาศัยนั่งโซฟาเดี่ยวเยื้องกับที่ปีศาจนั่ง และจนถึงตอนนี้ นัยน์ตาสีอำพันก็ยังไม่ยอมละไปจากมนุษย์

    ‘คุณมีอะไรอยากคุยกับผมไหม’
    ‘…’

    ปีศาจผู้ถูกถามเอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมตอบ โนอาร์ที่เห็นดังนั้นก็ไม่ได้เร่งเร้าเพียงเฝ้ารอเงียบ ๆ จนมั่นใจว่าปีศาจปากแข็งคงไม่ยอมบอกเขาเป็นแน่ มนุษย์ถึงได้เริ่มพูดอีกครั้ง ทว่าเป็นการเกลี้ยกล่อมให้เอทอสเต็มใจเล่าด้วยตนเอง หาใช่การฝืนบังคับเหมือนคราก่อน

    ‘ผมไม่รู้ว่าคู่ชีวิตของปีศาจเป็นยังไง แต่สำหรับมนุษย์ คู่ชีวิตคือคนที่คอยอยู่เคียงข้างไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ คอยรับฟัง ช่วยกันแก้ปัญหาและผ่านพ้นไปด้วยกัน ไม่ใช่มีฝ่ายหนึ่งต้องแบกรับอยู่ข้างเดียว เพราะหากเป็นแบบนั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ด้วยกัน’
    ‘…’
    ‘ทุกเรื่องราวของผม ผมพร้อมให้คุณรับรู้ แล้วคุณรังเกียจไหมหากผมจะขอรู้เรื่องของคุณบ้าง’
    ‘…’
    ‘…’
    ‘หึ... ไม่คิดว่าความคิดเช่นนี้ จะออกมาจากมนุษย์ที่เห็นชีวิตไม่ต่างจากของเล่นอย่างเจ้า’

    เสียงทุ่มต่ำของปีศาจเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้าเครียดขรึมที่ผ่อนคลายลง นัยน์ตาสีอำพันหมองหม่นของผู้ที่แบกรับปัญหามานานคล้ายดูอ่อนลง เมื่อได้ประสานตากับนัยน์ตารัตติกาลดำมืด คำพูดเพียงไม่กี่คำของมนุษย์กลับช่วยให้จิตใจของเขาสงบได้อย่างน่าประหลาด... แม้ชายเบื้องหน้าจะไม่ใช่ตัวจริงก็ตาม

    ‘ข้าจะเล่าให้ฟัง... เมื่อเจ้าฟื้น’
    ‘ผม-’
    ‘ทุกอย่างที่นี่ไม่มีอะไรจริง รวมถึงตัวเจ้า’

    เอทอสพูดขัดขึ้นโดยบนใบหน้ายังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย พลังของปีศาจกินวิญญาณสามารถรับรู้ได้ถึงวิญญาณของสิ่งมีชีวิตรอบตัว ทว่าที่แหล่งนี้เขากลับสัมผัสได้แต่เพียงความว่างเปล่า เขาไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายบริสุทธิ์หรือชั่วร้ายเลยใด ๆ แม้โนอาร์จะนั่งอยู่ตรงหน้าเขาก็ตาม ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่า ที่แห่งนี้เป็นเพียงความฝันที่เขาจินตนาการขึ้นหาใช่ความจริง

    ‘ทำไมคุณถึงรู้’ มนุษย์นิ่งไปสักพักหนึ่งถึงถอนหายใจเล็กน้อยและเอ่ยถาม
    ‘อย่าลืมว่าข้าเป็นอะไร แล้วทำไมเจ้าถึงหลอกข้า’
     ‘ผมไม่ได้ตั้งใจโกหกคุณนะครับเอทอส แต่คุณดูเครียดเหมือนมีเรื่องให้คิดอยู่ตลอด ผมอยากเป็นที่ปรึกษาคอยรับฟังคุณ ถึงจะเป็นแค่ความฝันที่คุณจินตนาการขึ้นมา แต่หากมีผมอยู่ ผมอยากให้มันเป็นฝันดี’
    
    นัยน์ตารัตติกาลแฝงถึงความเป็นห่วง จ้องนิ่งไม่คิดหลบดวงตาสีอำพันเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งก็ตรงกับที่เอทอสคาดการณ์ไว้ แต่ถึงอย่างไรเรื่องที่โนอาร์กล้าหลอกเขาก็ต้องมีบทลงโทษเช่นกัน ดังนั้นปีศาจจึงสั่งให้มนุษย์มานั่งที่โซฟาตัวเดียวกับเขา และแน่นอนว่าโนอาร์ยอมทำตามโดยดี แม้ภายนอกจะดูเหมือนมนุษย์ไม่รู้สึกอะไร ทว่าภายในส่วนลึกของดวงตาสีดำสนิทกลับแฝงความกังวลเล็กน้อย

    ‘ไปนั่งชิดมุมอีกฝั่ง ไม่ต้องมานั่งใกล้ข้า’

    ทันทีที่ได้ยินคำสั่งคล้ายขับไล่ คิ้วเหนือนัยน์ตารัตติกาลพลันขมวดมุ่น แต่เมื่อสบกับดวงตาสีอำพันเรียบนิ่งของปีศาจ สุดท้ายก็จำยอมขยับไปนั่งชิดอีกด้านหนึ่งของโซฟา
    เมื่อเอทอสเห็นมนุษย์ที่มักทำหน้านิ่งไร้อารมณ์ กลับแสดงความไม่พอใจผสมปนกับความกังวลผ่านทางแววตาอย่างชัดเจนนั้น ทำให้ปีศาจอารมณ์ดีขึ้นจนต้องแอบลอบยิ้มเล็กน้อย ก่อนล้มตัวลงนอนหนุนตักมนุษย์

    ‘ไม่ต้องพูด ตอนนี้สำหรับข้าเจ้าเป็นแค่หมอน’

    ปีศาจเอ่ยขัดไม่ทันให้มนุษย์เปล่งเสียงแล้วจึงหลับตาลง ปล่อยมนุษย์ที่ยังสับสนมองสำรวจใบหน้าคมดุแฝงความเหนื่อยล้าสักพัก ไม่นานรอยยิ้มมุมปากบางเบาก็ปรากกฎบนใบหน้าเรียบนิ่ง พร้อมกับฝ่ามือที่ยกขึ้นลูบผมหนาของร่างสูงใหญ่อย่างอ่อนโยน ทว่าภายในส่วนลึกของนัยน์ตารัตติกาลมืดมิดกลับเยียบเย็นอย่างน่ากลัว แน่นอนว่าสาเหตุหาใช่เรื่องที่ถูกร่างสูงใหญ่ยั่วอารมณ์เมื่อครู่ แต่หากเป็น ‘สิ่ง’ ที่ทำให้ปีศาจผู้เป็นที่รักของเขาดูหมดสิ้นเรี่ยวแรงและหมองหม่นถึงเพียงนี้



    “คุณ…”
    “นี่... คุณเอทอส”
    “คุณเอทอส ตื่นเถอะ ผมหิวข้าวจนจะเป็นโรคกระเพาะตายแล้วนะ”

     เสียงปลุกไม่คุ้นเคยส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ ลืมตา ชายเบื้องหน้าหาใช่โนอาร์คนของเขา แต่กลับเป็นจินที่ทำหน้านิ่วไม่ต่างจากคนปวดท้องหนัก ใบหน้าบูดเบี้ยวของจินถึงกับทำให้เอทอสรีบกระเด้งตัวออกห่างด้วยความตกใจปนสับสน ก่อนปีศาจเพิ่งตื่นจะหันดูสิ่งต่าง ๆ รอบตัว แล้วพบเขาอยู่ในห้องพักผู้ป่วยของมนุษย์

    “อย่าทำเหมือนผมเป็นตัวเชื่อโรคสิ คุณเองนั้นแหละที่อยู่ ๆ ก็ล้มใส่ตักผม” จินเอ่ยพลางบีบนวดหน้าขาตัวเองที่เมื่อยชาจากการเป็นหมอนรองให้ใครบางคน
    “แถมคุณตอนหลับยังละเมอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อีก ผมล่ะเสียวกลัวโนอาร์ฟื้นขึ้นมาเจอฉากเด็ดนี้จริง ๆ ไม่งั้นผมคงกลายเป็นผีเฝ้าโรงพยาบาลนี้แน่”
    “…โทษที แล้วเจ้าลุกไหวไหม”

    เอทอสกล่าวขอโทษก่อนเอ่ยถามอาการของจิน ซึ่งคำตอบที่ได้คือการที่คนพยายามฝืนใช้ขาตัวเองล้มหน้าทิ่มกับพื้น ลำบากปีศาจต้องเข้าไปช่วยพยุงให้กลับมานั่งบนโซฟาดี ๆ ก่อนจะอาสาลงไปซื้อของกินให้เพราะแว่วได้ยินว่าอีกฝ่ายบ่นหิว

    “นี่ ตอนคุณหลับคุณฝันดีสินะ ฝันเรื่องอะไรเหรอ”

    จินทักขึ้นขณะที่ปีศาจกำลังเดินออกจากห้อง ส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ชะงักเล็กน้อย นัยน์ตาสีอำพันหันมองเจ้าชายนิทราที่ยังนอนไม่ยอมตื่น ก่อนจะกล่าวตอบคำถาม แต่ดูเหมือนคำตอบของปีศาจคล้ายกำลังพูดกับคนบนเตียงมากกว่าตอบเจ้าของคำถามที่นั่งอยู่ตรงโซฟา

    “ใช่ ข้าฝันดี”



    หลังคนถูกใช้เป็นหมอนรองให้ปีศาจได้ค่าตอบแทนเป็นข้าวกล่องเรียบร้อย จินจึงได้ฤกษ์ลองถามถึงคนที่ปีศาจฝากวานให้เขาไปส่งของให้เมื่อหลายวันก่อน ชายหนุ่มผมเงินเจ้าของบริษัทราศีจับ ยกเว้นปาก

    “นักธุรกิจที่ชื่อคิน ๆ อะไรนั่น คุณไปมีเรื่องอะไรกันมาเหรอ”

    จินลองหยั่งเชิงถามลอย ๆ คล้ายไม่ต้องการคำตอบ ทว่าภายในดวงตากลับอัดแน่นไปด้วยความอยากรู้ เนื่องจากครั้งก่อนอีกฝ่ายบอกแค่ชื่อกับสถานที่พบตัวไม่ได้เล่ารายละเอียดเพิ่มเติม บวกกับตอนนั้นปีศาจบาดเจ็บอยู่ในสภาพไม่สู้ดีนัก เขาเลยไม่อยากเซ้าซี้อะไรมาก

    “ไม่มีอะไร ก็แค่มนุษย์ที่เกลียดขี้หน้าคนหนึ่ง”
    “เหรอ....”

    เสียงตอบรับยืดยานจากผู้คุมวิญญาณราวกับบอกเป็นนัยว่าเขาไม่เชื่อ แต่ถึงอย่างนั้นเอทอสกลับทำเป็นไม่สนใจ คนอยากรู้อยากเห็นจึงได้แต่เก็บความสงสัยของตัวเองต่อไปเพราะเจ้าตัวไม่ยอมเปิดปาก

    “เรื่องนี้คุณก็ไม่ได้บอกโนอาร์ด้วยสินะ พ่อคนผมหงอกนั่นถึงได้อยู่สบายขนาดนี้”
    “เมื่อโนอาร์ฟื้น ข้าจะคุยกับเขาเอง”
    “อะจ้ะ... ถ้าคุณจะเล่า ผมแนะนำให้คุณเล่าแบบหมดเปลือกทีเดียวจบ อย่าคิดหมกเม็ดกับคนอย่างโนอาร์ล่ะ ระวังบ้านจะแตกเอา”
    “หึ ขนาดนั้นเลย” ปีศาจหลุดหัวเราะเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองเจ้าชายนิทราที่กำลังโดนนินทาระยะเผาขน
    “ยิ่งกว่าขนาดนั้นอีก โนอาร์แค่ยอมคุณเท่านั้นแหละ คุณถึงไม่เคยเห็นด้านมืดสุด ๆ ของหมอนี่ ผมไม่อยากจะเล่า ช่วงก่อนที่โนอาร์จะมาหลงคุณ ผมน่ะคอยตามเก็บของเหลือจากโนอาร์ เหยื่อแต่ละรายขนาดกลายเป็นวิญญาณไปแล้วยังขยาดไม่กล้าเอาคืนเลย”

    จินเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขามักแอบไปเก็บวิญญาณผู้เคราะห์ร้าย หลังจากของฆาตกรเลือดเย็นเล่นจนพอใจ ไม่มีวิญญาณสักดวงที่อยากล้างแค้น มีแต่ขอร้องให้เขาพาไปที่ไหนก็ได้ที่จะไม่เจอเพชฌฆาตนั่น หากลองว่ากันตามตรงเขาคิดว่าโนอาร์ดูเหมือนปีศาจยิ่งกว่าคุณเอทอสที่เป็นปีศาจจริง ๆ เสียอีก

    “พวกเจ้าอยากได้วิญญาณทำไม” เสียงทุ้มต่ำของปีศาจเอ่ยถาม พร้อมกับนัยน์ตาดุสีอำพันเริ่มแฝงอารมณ์ยากคาดเดา แต่ที่แน่นอนคือไม่เป็นมิตร
    “นี่ ๆ ถึงผมจะเป็นผู้คุมวิญญาณ แต่ผมไม่ใช่ไอ้บ้านั่นนะ อย่าจ้องอย่างกับจะฆ่ากันสิ”
    “…ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้ารู้สึกแบบนั้น แต่ข้าอยากรู้จริงว่าทำไมเจ้านั่นถึงอยากได้โนอาร์มากนัก ในเมื่อวิญญาณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายมีอีกตั้งมากมาย” เอทอสพูดพลางพยายามปรับอารมณ์ให้อ่อนลง
    “มีเยอะก็จริง แต่คุณเคยเจอวิญญาณหรือมนุษย์คนไหนที่พลังวิญญาณเข้มข้นเท่าโนอาร์ไหมละ คนชั่วคนเลวแบบเลวบริสุทธิ์อย่างโนอาร์ไม่ได้หาเจอกันง่าย ๆ หรอกนะ”
    “แต่วิญญาณยิ่งแข็งแกร่งมันก็หมายถึงยิ่งคุมยากกว่าวิญญาณทั่วไป ถ้าคุมไม่อยู่นี่ไม่จบแค่ตายนะ แต่วิญญาณผู้คุมเองอาจแตกสลายไปเลยก็ได้ ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่เอาด้วย โคตรคนชั่ว ฆาตกรต่อเนื่องที่ขนาดเหลือแต่วิญญาณยังโคตรน่ากลัว ใครจะอยากยุ่งด้วยกัน... อูย!”
     “พะ.. เพราะโนอาร์ต้องเป็นของคุณเอทอสเท่านั้นแหละเนาะ ปีศาจกินวิญญาณกับฆาตกรหนุ่ม แหม่เหมาะสมกันยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยกอีก แหะๆ”

    ผู้คุมวิญญาณที่กำลังสนุกกับการนินทาจนลืมตัว รีบกลับคำพูดเมื่อเผลอสบนัยน์ตาสีอำพันเรียบนิ่งของคนรักฆาตกร เอทอสที่เห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะถามต่อถึงสิ่งที่อยากรู้โดยไม่ใส่ใจเรื่องเมื่อครู่

    “มีวิธีทำให้ผู้คุมวิญญาณสิ้นพลังไหม”

    ปีศาจเอ่ยเข้าเรื่องจริง ๆ ที่อยากรู้ แม้ตอนนี้มนุษย์จะปลอดภัยเพราะเขาเป็นคนรับทุกอย่างแทน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยไปตลอด ดังนั้นทางเดียวที่จะหยุดปัญหาคือทำให้ผู้คุมวิญญาณนั่นไร้พลัง จะได้หมดโอกาสทำเรื่องพรรณ์นี้กับคนของเขาหรือใครอื่นอีก

    “ความสามารถในการมองเห็นและควบคุมเป็นความสามารถติดตัวนะคุณเอทอส สิ่งที่คุณถามก็เหมือนการหาวิธีให้ปีศาจกินวิญญาณเลิกกินวิญญาณนั่นแหละ มันไม่มีหรอก หาทางให้สิ้นพลัง... ผมว่าหาทางทำให้สิ้นลมหายใจน่าจะง่ายกว่านะ สำหรับคุณยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ถ้าคุณตั้งใจจะทำมันจริง”
    “…ข้าฆ่าใครไม่ได้ แล้วหากใช้วิธีเดียวกับที่เจ้านั่นทำกับโนอาร์จะได้ไหม”
    “เดี๋ยวหมอนั่นก็ส่งต่อให้คนอื่น ถ้าคุณอยากให้ส่งไม่ได้ ก็ต้องหาคนมารับแทนก่อนแล้วค่อยส่งให้ผู้คุมวิญญาณคนนั้น แต่คุณก็ไม่เอาอีกเพราะไม่อยากดึงคนนอกมาเกี่ยวด้วย ผมถามจริงคุณกับโนอาร์ใครเป็นปีศาจใครเป็นมนุษย์กันแน่เนี่ย”

    จินเริ่มฉุนเล็กน้อยกับความเป็นปีศาจดีของเอทอส  เสี้ยวความคิดหนึ่ง เขาอยากให้ปีศาจซึมซับความเลือดเย็นจากคนรักของตัวเองมาสักนิดบ้างก็คงดี เพราะเรื่องแค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับชายไร้เมตตาอย่างโนอาร์

    “หากใช้คำสาปของข้า”
    “สาปเพื่อกดพลังผู้คุมวิญญาณ มันต้องแสดงผลตลอดเวลาเลยนะ อย่าลืมว่าคุณใช่คำสาปรักษาโนอาร์อยู่ ร่างกายคุณรับผลจากสองคำสาปพร้อมกันได้แน่เหรอ”
    “…”
    “ผมกับโนอาร์เราต่างอยู่ในโลกมืดมานาน ยอมรับว่าความคิดผมอาจไม่ใช่คนดีนักเลยช่วยคุณไม่ค่อยได้ คุณมีใครที่พอไว้ใจได้ไหม บางทีเขาอาจให้คำปรึกษาได้ดีกว่าผมนะ”

    ผู้คุมวิญญาณยอมลดอารมณ์ลงเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่นิ่งเงียบไป เอทอสหลังได้ฟังคำแนะนำจากจินก็พยักหน้ารับเล็กน้อยพร้อมกล่าวขอบใจ ไม่นานห้องพักผู้ป่วยที่เมื่อครู่คลอไปด้วยเสียงสนทนาก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ถึงแม้เรื่องพูดคุยจะจบลงแล้ว ทว่าในนัยน์ตาสีอำพันของปีศาจที่จ้องมองไปยังคนหลับสนิทบนเตียง กลับเต็มไปด้วยความคิดมากมายยากคาดเดา



(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-07-2020 00:49:07 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ต่อ)


    ในช่วงเวลายามบ่ายแก่ใกล้ถึงเวลาเลิกงานผู้คนเริ่มทยอยกลับที่พัก บางส่วนเดินสวนกันขวักไขว่บนทางเท้า และก็มีไม่น้อยที่นำรถยนต์ส่วนตัวหรือนั่งรถโดยสารสาธารณะเพื่อความรวดเร็ว บ่งบอกถึงวิถีชีวิตสังคมเมืองเป็นอย่างดี ซึ่งช่วงเวลานี้ถือเป็นนาทีทองสำหรับเหล่าร้านค้าที่ต่างชักชวนกลุ่มคนที่เดินผ่านให้เข้ามาใช้บริการ และนั่นก็รวมถึงร้านขายดอกไม้ที่มีป้ายหน้าร้านสีน้ำเงินเด่นเป็นเอกลักษณ์เช่นกัน ทว่าต่างจากร้านอื่นตรงที่ไม่ใช่พนักงานออกมาเรียกลูกค้า แต่เป็นวิญญาณหญิงสาวรับใช้ตนหนึ่ง

    “หนุ่มน้อยถ้าคิดไม่ออกว่าจะเอาอะไรให้แฟนดี ไม่ลองจัดดอกไม้สวย ๆ สักช่อดูละ”
    “คุณพี่ดอกไม้ปลอมมันก็ดีอยู่หรอก แต่ดอกไม้ธรรมชาติมันให้ความรู้สึกสดชื่นมากกว่านะคะ”

    วิญญาณหญิงสาวอาศัยความสามารถในการรับรู้ถึงความปรารถนา ดลใจผู้คนที่เดินผ่านให้แวะเข้าร้านดอกไม้ของน้องชายเจ้านาย ที่ทำไม่ใช่ว่าร้านไม่ค่อยมีลูกค้า แต่เดิมถึงไม่ต้องเพิ่งพลังของเธอ ร้านดอกไม้แห่งนี้ก็มีคนเข้ามาใช้บริการไม่ขาดอยู่แล้ว แต่ส่วนมากมักเป็นลูกค้าเจ้าเก่าน้อยครั้งที่จะมีคนใหม่หลงมา วิญญาณหญิงสาวเลยลองขอเจ้านายมาทำงานนี้ ซึ่งเธอก็ได้รับคำอนุญาตในทันที อะไรก็ตามขอแค่เป็นเรื่องดีต่อตัวคุณสีคราม เจ้านายก็เห็นด้วยทั้งหมด และนั่นก็เป็นผลดีกับเธอเช่นกัน เพราะเธอไม่ค่อยอยากติดตามและทนดูมุมโหดร้ายของเจ้านายเท่าไรนัก

    ขณะที่วิญญาณสาวยืนเรียกลูกค้าอยู่นั้น สายตาเธอพลันสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางร้าน เพียงแค่เห็นไกล ๆ กลับทำให้เธอรู้สึกสะท้านไปทั้งตัว ร่างกายบอบบางเริ่มสั่นสู้ เมื่อเผลอสบกับดวงตาสีอำพันดุคู่นั้น ดวงตาของผู้ที่กินพวกพ้องของเธอจนแทบหมดสิ้น

    “ยะ... อย่าทำอะไรคุณสีครามนะ! ฉะ..ฉันไม่ให้แกผ่านไปหรอก เจ้าปีศาจ!!”

    วิญญาณหญิงสาวทำใจกล้ายืนขวางปีศาจทั้งที่ร่างสั่นเทาด้วยความกลัว ร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามเพียงก้มมองเล็กน้อย ก่อนเดินทะลุผ่านร่างไปราวกับเธอเป็นแค่แมลงตัวจ้อยในสายตาอีกฝ่าย วินาทีที่ปีศาจเดินผ่าน เธอรู้สึกกลัวจนความคิดว่างเปล่า หลับตายืนนิ่งเตรียมใจที่จะมีจุดจบเหมือนเหล่าเพื่อนของเธอ ทว่าผลปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และกว่าเธอจะรู้ตัว ปีศาจก็เดินไปถึงหน้าประตูร้านแล้ว เห็นดังนั้นเธอเลยรีบตามไปหมายจะใช้พลังอันน้อยนิดฉุดรั้งขัดขวาง

    “พรึบ!”
    “อ๊ายยย!!!”

    ไม่ทันที่วิญญาณหญิงสาวจะถึงตัวปีศาจ พลันเกิดประกายเพลิงสีนิลลุกไหม้ ความร้อนจากไฟทำให้เธอจำต้องถอยห่างออกมา แล้วพบว่าเปลวไฟได้ห้อมล้อมรอบร้านดอกไม้คล้ายเป็นกำแพงเพลิง ทว่าแม้ไฟสีดำนี้กำลังลุกโหม แต่เหล่าพนักงานในร้านและผู้คนภายนอกกลับไม่มีใครสังเกตเห็น มิหนำซ้ำยังเดินผ่านได้อย่างสบาย ๆ ราวกับกำแพงไฟถูกสร้างเพื่อกันวิญญาณอย่างเธอโดยเฉพาะ ซึ่งลำพังเธอคนเดียวไม่อาจฝ่าไปได้แน่นอน วิญญาณหญิงสาวจึงรีบรุดเอาเรื่องนี้ไปบอกเจ้านาย เพื่อให้มาช่วยคุณสีครามที่กำลังตกอยู่ในอันตราย


    “กริ๊ง!”

    เสียงกระดิ่งหน้าประตู เรียกความสนใจพนักงานรวมถึงเจ้าของร้านที่กำลังจัดช่อดอกไม้ให้หันมอง พบว่าเป็นชายร่างสูงใหญ่เจ้าของสวนกล้วยไม้ที่เคยมาติดต่อเมื่อหลายเดือนก่อน

    “อ้าว! สวัสดีครับพี่เอทอส ไม่เห็นบอกก่อนเลยว่าพี่จะมา” สีครามกล่าวทักทายรุ่นพี่ที่รู้จักด้วยน้ำเสียงสดใส
    “ผ่านมาทางนี้พอดีเลยแวะมา ยุ่งอยู่หรือเปล่า” เสียงทุ้มต่ำเอ่ย แน่นอนว่าเป็นข้ออ้าง
    “จัดช่อนี้เสร็จก็หมดแล้วครับ... อาเรียบร้อย”

    เจ้าของร้านตอบคำถามพลางผูกริบบิ้นประดับเรียบร้อย ก่อนยื่นให้พนักงานที่รออยู่เพื่อขับไปส่งให้ลูกค้า แล้วจึงเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์เพื่อคุยกับแขกที่มาโดยไม่ได้นัดหมาย

    “พี่ดูเครียด ๆ นะ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
    “นิดหน่อย... ข้าขอคุยด้วยได้ไหม”

    สีครามเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อได้ฟังคำแทนชื่อที่ไม่ได้ยินมานาน ผสานกับบรรยากาศรอบตัวร่างสูงใหญ่ที่ดูอึมครึม ก็พอบอกเป็นนัยว่าขณะนี้รุ่นพี่ต่างจากปกติ เจ้าของร้านดอกไม้จึงฝากหน้าร้านให้พนักงานช่วยดู ก่อนพารุ่นพี่ไปนั่งคุยกันในห้องทำงานด้านหลังร้าน

    “มีเรื่องอะไรจะคุยกับผมหรือครับพี่เอทอส”

    เจ้าของสถานที่เปิดบทสนทนา หลังจากนำน้ำดื่มมาเสิร์ฟแขกเรียบร้อย ทว่าคำแรกจากรุ่นพี่กลับทำให้คนฟังรู้สึกชาไปทั้งร่าง
    “เจ้าจำคนที่เคยมาที่นี่กับข้าเมื่อหลายเดือนก่อนได้ไหม เขาเป็นคนรักของข้า”
    “คุณโนอาร์... สินะครับ”
    “ใช่ เขาถูกทำร้าย และข้ามารู้ทีหลังว่าคนทำเป็นคนรู้จักของญาติข้าเอง ข้าเคยพยายามห้ามแต่เหมือนคนคนนั้นจะไม่ยอมหยุด ข้าเลยจำต้องเลือกวิธีเด็ดขาด แต่...”
    “พี่กลัวว่าจะทำให้ญาติคนนั้นรู้สึกไม่ดีใช่ไหมครับ” คนรับฟังช่วยต่อประโยค
    “อืม” คำยืนยันจากเจ้าทุกข์ ทำให้ผู้รับฟังยิ้มอ่อนในความใจดีของรุ่นพี่เล็กน้อย
    “ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จักของญาติ หรือถึงขั้นเป็นคนในครอบครัว ถ้าเขาทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิดครับ เรื่องของความถูกต้องเราไม่ความเอาความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวมาเกี่ยวข้องด้วยหรอกนะครับ”
    “แล้วอีกอย่าง... คนถูกกระทำเป็นถึงคนที่พี่รัก หากพี่ลองเล่าเหตุผลให้ญาติคนนั้นฟัง ผมว่าเขาต้องเข้าใจครับ”
    “งั้นเหรอ... แล้วหากเรื่องนี้เกิดกับเจ้า”
    “…”
    “ถ้าพี่เจ้าทำร้ายคนอื่น เจ้าจะทำยังไง?”

    คนฟังนิ่งเงียบไปสักพักเมื่อได้ฟังคำถามของรุ่นพี่ สำหรับสีครามแล้วพี่วรรษเป็นทั้งพี่ชายและเป็นคนในครอบครัวเพียงคนเดียวที่เขามีอยู่ เขาไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าคนแสนดีอย่างพี่วรรษจะทำเรื่องโหดร้ายได้ลง แต่ถ้าหากมีเหตุการณ์เช่นนั้นจริง...

    “ผมคงต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามกฎหมายครับ” สีครามตอบเสียงเบา
    “…”
    “แต่ไม่ว่าพี่เขาจะเปลี่ยนไปยังไง พี่วรรษก็ยังคงเป็นพี่ชายของผมเสมอครับ”
    
    เอทอสมองรอยยิ้มฝืนของคนคอยให้คำปรึกษา ทว่าในตอนท้ายกลายเป็นฝ่ายเศร้าเสียเอง ก็ได้แต่เอ่ยขอโทษในใจเงียบ ๆ และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณชั่วร้ายของผู้คุมวิญญาณกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ ปีศาจจึงได้ฤกษ์กล่าวลา สีครามรู้สึกสับสนเล็กน้อยที่อยู่ ๆ รุ่นพี่ขอตัวกลับ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยรั้งพร้อมอาสาเดินมาส่งตรงหน้าร้าน ทว่ากลับถูกรุ่นพี่ปฏิเสธเพราะความเกรงใจ ดังนั้นร่างสูงใหญ่จึงก้าวออกมาจากตัวร้านเพียงลำพัง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับคนที่ปีศาจต้องการพบมาถึงพอดี

    “ไม่ต้องกังวล ข้าไม่คิดใช้วิธีสกปรกอย่างเจ้า แต่เจ้าต้องมากับข้า”
    “ลืมแล้วหรือไง ว่านายไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต่อรอง”

    ผู้คุมวิญญาณตอบกลับเสียงนิ่ง แต่ดูเหมือนปีศาจผู้ถูกข่มขู่จะไร้ซึ่งความขลาดกลัว เพียงเอ่ยประโยคเรียบสั้นพร้อมก้าวนำไปอีกทาง ทว่านั่นกลับทำให้คนถือไพ่เหนือกว่าจำต้องทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้

    “ถ้าอยากให้สีครามรู้ความลับของเจ้านักก็ตามใจ”



    เส้นทางเปลี่ยวร้างผู้คน เมื่อถึงยามพลบค่ำกลับยิ่งเงียบสงัดดูวังเวงเป็นเท่าทวี ที่แห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยมีโจรโชคร้ายถูกจับไปทรมานตัดแขนตัดนิ้ว แน่นอนว่าคนทำเรื่องโหดร้ายนั้นมีแค่คนเดียว ซึ่งเอทอสไม่คาดคิดเช่นกันว่าจะมีวันที่เขาต้องมาใช้สถานที่เดียวกับโนอาร์

    “ไม่น่าเชื่อว่าใจกลางเมืองจะมีที่ลับตาคนแบบนี้อยู่ เลือกที่ได้-”
    “ฟุ่บ! ฉัวะ!!”
    “อ๊ากกกกกกกก!!!!!!”

    ไม่ทันผู้คุมวิญญาณได้กล่าวชม ชายร่างสูงใหญ่ตรงหน้าพลันกลับคืนสู่ร่างปีศาจแท้จริง พร้อมพุ่งเข้าจู่โจมเป้าหมายแบบไม่ให้ตั้งตัว โชคดีที่วิญญาณรับใช้ตนหนึ่งผลักผู้เป็นนายหลบได้ทัน จึงทำให้ผู้คุมวิญญาณมีเพียงรอยบาดจากกรงเล็บทมิฬบริเวณแก้ม ส่วนวิญญาณรับใช้ผู้ภักดีตนนั้น ได้รับรางวัลเป็นการถูกฉีกร่างจนวิญญาณแตกสลายไป

    “ชอบให้คนรักของตัวเองเจ็บตัว- หือ? รับแทนเหรอ นักฆ่านั่นสำคัญขนาดนั้นเลย?”

    ในจังหวะที่ผู้คุมวิญาณกำลังเย้าแหย่ พบว่ารอยแผลเมื่อครู่กลับปรากฏอยู่บนใบหน้าปีศาจแทน ซึ่งนั่นถือเป็นคำอธิบายกลาย ๆ ว่าเหตุใดปีศาจนี่ถึงยังกล้ามาหาเขาอีก แต่ถึงจะรับผลของมนตร์มืดแทนเหยื่อของเขา มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรนอกจากต่อเวลาออกไปอย่างไร้ค่า

    “ไฟของข้า เจ้าร้อนหรือเปล่า” นัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสงจ้องนิ่ง พลางเอ่ยถึงสิ่งที่อยากรู้ เพราะการจู่โจมเมื่อครู่ เอทอสได้ใช้เพลิงสีนิลหุ้มกรงเล็บอีกทีหนึ่ง
    “นายน่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือไง ความรู้สึกของไฟที่เกือบไหม้หน้าน่ะ”
    “งั้นเหรอ...” ปีศาจพึมพำเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ ยกกรงเล็บขึ้นในคล้ายดีดนิ้ว
    “พรึบ!!”
    “อ๊ากกกกกก!!!!!!!”
    “อ๊ากกกกกก!!!!!!!”
    
    ทันทีที่สิ้นเสียงกระทบของกรงเล็บ พลันเกิดเปลวเพลิงสีนิลเผาไหม้ร่างผู้คุมวิญญาณ จนอีกฝ่ายล้มลงไปดิ้นทุรนทุราย และแน่นอนว่าเหล่าวิญญาณรับใช้ก็มีสภาพไม่ต่างกัน ปีศาจมองความเจ็บปวดทรมานเบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนย่างเท้าเข้าหาเป้าหมายช้า ๆ

    “พลังของเจ้าดูจะมีผลกับแค่อาการบาดเจ็บที่ร่างกาย แต่ไฟของข้าที่ลุกไหม้เจ้าอยู่ กำลังเผาวิญญาณเจ้าหาใช่กายเนื้อ ฉะนั้นอย่าหวังว่าความเจ็บปวดที่เจ้ารู้สึกนี้อีกไม่นานข้าจะเป็นฝ่ายรับแทน เพราะมันไม่มีประโยชน์”
    “เจ้ารู้ดีว่าความจริงเจ้าไม่มีทางสู้ข้าได้ถึงเอาโนอาร์มาเป็นโล่ และข้าก็รู้ดีว่าเจ้าไม่มีทางรามือ ฉะนั้นข้าจะเผาเจ้าซะ จนวิญญาณเจ้าแทบกลายเป็นธุลี และสุดท้ายเจ้าจะมีสภาพเช่นเดียวกับคนของข้า ต่างเล็กน้อยตรงที่เจ้าจะไม่มีวันฟื้น ถูกขังอยู่ในร่างนี้จนสิ้นลมหายใจ แต่...”
    “หมับ!”
    “อื้ออออ!!!!!”

    ปีศาจนั่งยองตรงหน้ามนุษย์ที่กำลังทุกข์ทรมานจากเพลิงท่วมร่าง ก่อนใช้กรงเล็บปิดปากที่กำลังส่งเสียงร้องเจ็บปวด บีบกรามมนุษย์แน่นแล้วค่อย ๆ ดึงขึ้น จนอีกฝ่ายสามารถสบนัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสงได้อย่างชัดเจน

    “ข้าเห็นแก่วิญญาณอันบริสุทธิ์ของน้องเจ้า ข้าจะปล่อยเจ้าไป แต่เมื่อใดเจ้าเกิดความคิดชั่วช้า เปลวเพลิงนี้จะครอบงําเจ้า และกว่าเจ้าจะรู้ตัว สิ่งที่เจ้ารักที่สุดจะถูกทำลายด้วยเงื้อมมือของเจ้าเอง... เหมือนที่เจ้าเคยทำข้าไง คุ้นไหม”
    “อื้อออออ!!!!”
    “เจ้าจะไม่มีโอกาสไปทำเรื่องพรรณ์นี้กับใครอีก หากอยากรู้ผลจากการฝืนคำสาปข้าเป็นเช่นไร ไว้ฟื้นขึ้นมาเจ้าก็ลองดู”
    “ตุบ!!!”

    หลังเอ่ยจบ ร่างของผู้คุมวิญญาณก็ถูกเหวี่ยงไปข้างทาง ผลของความทรมานจากการเปลวไฟที่เผาไหม้อย่างต่อเนื่อง ค่อย ๆ แผดเผาสติให้เลือนหาย ภาพพร่ามัวสุดท้ายที่เห็นก่อนทุกสิ่งอย่างจะย้อมเป็นสีดำ คือปีศาจนัยน์ตาสีแดงเลือดนกเรืองแสง กำลังจับเหล่าวิญญาณรับใช้ของเขาที่ต่างกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและทรมานกินอย่างไร้ความเมตตา



    ค่ำคืนที่แสนยาวนานในความรู้สึกของปีศาจ ในที่สุดก็จบลงเมื่อแสงแห่งวันใหม่มาถึง อาการบาดเจ็บและพลังที่ลดหาย ถูกทดแทนด้วยเหล่าวิญญาณรับใช้หลายสิบดวงที่เขากลืนกินไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แม้ยามนี้เป้าหมายของเขาจะบรรลุแล้ว เอทอสเองกลับไม่รู้สึกดีแม้แต่น้อย ซ้ำยังรู้สึกละอายใจ เพราะสุดท้ายเขาก็ไม่ต่างจากผู้คุมวิญญาณนั่นเท่าไรนัก ที่เลือกใช้วิธีสกปรกดึงคนอื่นมาเอี่ยวด้วย
    แต่ถึงอย่างนั้นปีศาจก็พอเขาข้างตัวเองได้บ้าง เพราะนี่ถือเป็นการให้โอกาส เผื่ออีกฝ่ายจะคิดกลับตัวในสักวัน ดีกว่าทำให้หลับใหลไป ทว่าจิตใจยังเต็มไปด้วยความดำมืดเช่นเดิม

    “แกร๊ก!”

    ฝ่ามือใหญ่เปิดประตูเข้าห้องพักผู้ป่วยอย่างเหม่อลอย นัยน์ตาสีอำพันดุเจือความหมองหม่นมองไปยังโซฟาที่มีก้อนผ้าห่มลายการ์ตูนผีน้อยคลุมโปง บ่งบอกว่าคนที่เขาขอให้คอยเฝ้าระวังจนกว่าเขาจะกลับมาแอบอู้ เอทอสส่ายหน้าเล็กน้อยไม่ถือสา วางอาหารเช้าที่แวะซื้อเป็นค่าตอบแทนลงบนโต๊ะ ก่อนหันไปดูอาการเจ้าชายที่ไม่ยอมตื่นเสียที และนั่นถึงกับทำให้ร่างสูงใหญ่นิ่งงันไป พร้อมความรู้สึกบริเวณขอบตาที่ร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อย

    “ไม่คิดทักทายกันเลยหรือไง โนอาร์” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม เจ้าของนัยน์ตารัตติกาลมืดมิดที่แอบลอบมองเขาเงียบ ๆ
    “อรุณสวัสดิ์... เอทอส” น้ำเสียงแหบแห้งจากคนบนเตียงกล่าวตอบแผ่วเบา
    


บท22 สมบูรณ์




ถึงคนอ่าน



    ขออภัยที่หายไปนานอีกแล้วครับ คนเขียนไปฝึกงานมาครับ ฝึกตั้งแต่เดือนที่แล้ว ตอนนี้ก็ยังฝึกอยู่แต่ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ที่จริงบทนี้คนเขียนแอบค่อย ๆ เขียนในที่ทำงานตอนเวลาว่าง ซึ่งเขียนเสร็จตั้งแต่ช่วงกลางวันแล้วครับ แต่ต้องเก็บมาอัพตอนกลางคืนที่บ้านแทน เพราะหน้าเว็บ thaiboys นี่จัดเต็มไปด้วยโฆษณาจัดจ้าน คนเขียนยังไม่กล้าจุดระเบิดเปิดตัวกลางที่ทำงานครับ 5555

    และสุดท้ายขอบคุณสำหรับคนอ่านทุกท่านที่เฝ้ารอเรื่องราวของเอทอสกับโนอาร์นะครับ ^^  :pig4:


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-07-2020 00:50:00 โดย biOmos »

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
 :L1:มาแล้วอย่าหายไปอีกนะคิดถึง

ออฟไลน์ ปลายฝน ต้นหนาว

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ชอบๆ มาตามไล่อ่าน รอตอนต่อค้าบ

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0


    “โดยรวมผู้ป่วยค่อนข้างแข็งแรงดีครับ หากระหว่างการฟื้นฟูร่างกายไม่มีภาวะแทรกซ้อนอะไร หมอคาดว่าผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติครับ”

    นายแพทย์พูดขึ้นหลังตรวจดูอาการคนไข้ในความดูแลเรียบร้อย จนถึงตอนนี้เขาก็ยังอดรู้สึกทึ่งกับความพิเศษของร่างกายผู้ป่วยรายนี้ไม่ได้ ที่นอกจากจะฟื้นตัวได้รวดเร็วเหนือกว่าคนทั่วไปแล้ว เมื่อฟื้นขึ้นมา กลับสามารถจำเหตุการณ์ก่อนหน้าและถามตอบได้ปกติไร้ซึ่งความสับสนมึนงง ราวกับผู้ป่วยเพียงแค่นอนหลับไป มิใช่อยู่ในสภาวะเจ้าชายนิทราตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา โดยหารู้ไม่ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์พิเศษของคนไข้รายนี้ ก็คือคนที่เขากำลังสนทนาด้วย

    “สามารถออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไรครับ” ญาติคนไข้ผู้มีนัยน์ตาสีอำพันหายากเอ่ยถาม
    “หากทุกอย่างปกติดี คาดว่าไม่เกินสามอาทิตย์คนไข้สามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ครับ”
    “ขอบคุณครับ”

    ชายร่างสูงใหญ่ที่สุดในห้องเอ่ยพร้อมค้อมศีรษะเล็กน้อยแสดงความขอบคุณ ส่วนนายแพทย์เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงขอตัวไปตรวจผู้ป่วยรายอื่นต่อ ส่งผลให้ห้องพักกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เอทอสเดินเข้าไปหามนุษย์บนเตียงที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ยอมเลิกมองเขา นัยน์ตาสีอำพันแสดงชัดถึงความโล่งใจ มองสำรวจคนป่วยที่บัดนี้ไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์กู้ชีพ ไร้ซึ่งผ้าพันแผลและเฝือกอ่อนที่คอยตอกย้ำความผิดของปีศาจ

    “ยังเจ็บอยู่ไหม” เสียงทุ้มเอ่ยถามพลางสัมผัสแขนมนุษย์ ที่ครั้งหนึ่งเคยหักด้วยน้ำมือของเขา แม้มันจะมาจากผลของมนตร์มืดก็ตาม
    “ผมสบายดี ไม่เจ็บตรงไหน คุณไม่ต้องกังวล”

    โนอาร์กล่าวตอบแผ่วเบาเนื่องจากความอ่อนเพลียที่เพิ่งฟื้น ถึงเขาจะรู้สึกดีที่เอทอสแสดงออกว่าเป็นห่วงเขาอย่างชัดเจน แต่เขากลับไม่ชอบความหม่นหมองที่แอบแฝงอยู่ในนัยน์ตาสีอำพันคู่นั้น ความเหนื่อยล้าของร่างกายที่ปีศาจพยายามเก็บซ่อน บรรยากาศรอบตัวที่ผิดแผกของเอทอสตั้งแต่อีกฝ่ายเดินเข้ามาในห้องเมื่อช่วงเช้า ทุกสิ่งอย่างไม่อาจรอดพ้นสายตาเขา ทั้งหมดค่อย ๆ ก่อเกิดความคิดหนึ่งขึ้นภายในหัวใจเยือกเย็นว่า ต้นต่อความผิดปกติของปีศาจอาจมาจากตัวเขาเอง

    “เพราะผมไม่ระวังจนต้องเข้าโรงพยาบาล เลยพลอยทำให้คุณลำบาก... ผมขอโทษ”

    คำขอโทษจริงใจจากชายเลือดเย็น สร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วให้กับสองสมาชิกในห้องพัก หนึ่งปีศาจรู้สึกจุกในอกจนพูดไม่ออก ส่วนอีกหนึ่งมนุษย์ตรงโซฟาที่ไร้ตัวตนมาตั้งแต่คนรักปีศาจฟื้น ตกใจจนสำลักข้าวหน้าดำหน้าแดง ต้องรีบหยิบขวดน้ำขึ้นดื่ม เนื่องจากไม่เคยคาดคิดว่าชีวิตนี้จะได้ยินคำขอโทษหลุดมาจากปากโนอาร์

    “แค่ก!! ๆ คำขอโทษติดค- ไม่ใช่!! ข้าวโพดติดคอ... กินเร็วไปหน่อยไม่มีอะไรหรอก คุยกันต่อเลย” ว่าจบก็รีบก้มหน้ากินต่อ เอทอสจึงหันกลับไปพูดคุยกับมนุษย์บนเตียงอีกครั้ง
    “ข้าต่างหากที่ต้องขอโทษ ที่ดูแลเจ้าไม่ดี”

    ปีศาจเอ่ยพลางหลุบตาลง ไม่กล้าสบนัยน์ตารัตติกาลคล้ายคนรู้สึกผิด เสียงมนุษย์เงียบหายไปสักพักหนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ดึงแขนออกจากฝ่ามือใหญ่ ปฏิกิริยาราวกับรังเกียจสัมผัส ยิ่งฉุดจิตใจปีศาจให้ดิ่งลงสู่ความหนาวเหน็บ ทว่าวินาทีต่อมาทุกความรู้สึกด้านลบพลันมลายสิ้น ด้วยไออุ่นจากมือขาวที่เปลี่ยนมากอบกุมฝ่ามือใหญ่พร้อมบีบเบา ๆ ให้กำลังใจ ส่งผลให้นัยน์ตาสีอำพันหม่นกล้าเงยขึ้นสบดวงตารัตติกาลมืดมิด

    ผมดีใจที่คุณดูแลผม ผมรู้ว่าคุณพยายามเต็มที่ในแบบของคุณ ฉะนั้นอย่าโทษตัวเอง

    คำพูดไร้เสียงส่งผ่านนัยน์ตารัตติกาลเผยความรู้สึก ช่วยลบล้างความผิดบาปในใจปีศาจให้เลือนหาย สายโซ่สุดท้ายที่ล่ามความรู้สึกปีศาจให้จมอยู่กับความระทมทุกข์ คล้ายถูกหลอมละลายโดยเจ้าชายน้ำแข็ง ที่ยอมคลายความเยือกเย็นของตนลง เพียงเพื่อให้ปีศาจผู้เป็นที่รักรู้สึกอบอุ่น
 
    ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยคำใด หนึ่งมนุษย์และปีศาจกลับสามารถเข้าใจกันและกันได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้บรรยากาศหม่นที่เคยรายล้อมร่างสูงใหญ่ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสงบผ่อนคลายระหว่างเขาทั้งสอง เกิดเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ให้พวกเขาได้หยุดพักจากความวุ่นวาย ก่อนที่จะกลับมาเผชิญหน้ากับความจริงในอนาคตอันใกล้



    แสงสว่างแยงตาปลุกชายหนุ่มให้ตื่นขึ้น หลังหมดสติจากการถูกปีศาจโต้กลับไปเกือบวัน พื้นเพดานขาวสะอาดเป็นสิ่งแรกที่เห็น ก่อนวินาทีต่อมาจะถูกแทนด้วยใบหน้าของน้องชายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความดีใจระคนเป็นห่วง

    “พี่วรรษฟื้นแล้ว! เกิดอะไรขึ้นครับทำไมพี่ถึงไปอยู่ในซอยเปลี่ยวแบบนั้น เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ให้ผมตามหมอไหม?”

    “ไม่ต้อง ๆ ... พี่ไม่ได้เป็นอะไรมาก”

    น้ำเสียงแหบแห้งตอบกลับพร้อมความรู้สึกฝืดคอคล้ายมีก้อนทรายอยู่ภายใน เห็นดังนั้นสีครามจึงรินน้ำใส่แก้วก่อนส่งให้พี่ชายดื่ม ความชุ่มชื่นจากน้ำช่วยบรรเทาอาการคอแห้งไปได้มาก หลังดื่มเสร็จเรียบร้อยพี่ชายจึงส่งแก้วคืนให้น้อง และเริ่มตอบคำถามเพื่อให้คนคอยเป็นห่วงสบายใจ

    “พี่โดนพวกอันธพาลลากไปที่นั่น แต่เพราะพี่ไม่มีเงินพวกมันเลยทำให้พี่สลบและหนีไป” พี่ชายแสนดีเริ่มแต่งเรื่องหลอกน้อง
    “พี่ไม่ได้เจ็บหนัก ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น แค่ปวดตามตัวนิดหน่อย แปป ๆ ก็หาย แล้วพี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”

    ผู้คุมวิญญาณกล่าวพลางใช้ฝ่ามือลูบหัวน้องชายเพื่อปลอบประโลม ก่อนถามถึงเหตุที่เขามาฟื้นที่โรงพยาบาล และก็ได้คำตอบว่า มีพลเมืองดีคนหนึ่งโทรมาแจ้งว่าพบเขาหมดสติอยู่ข้างทางเปลี่ยว จึงได้เรียกรถพยาบาลมารับ ก่อนที่นางพยาบาลจะโทรมาแจ้งสีครามเรื่องเขาอีกที และแน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าพลเมืองดีคนนั้นเป็นใคร เว้นเสียแต่ตัวผู้ประสบเหตุเองที่พอคาดเดาเรื่องราวได้ และเหลือบมองวิญญาณหญิงสาวที่รอดพ้นจากการถูกจับกินเล็กน้อย

    “หมอบอกให้พี่นอนพักดูอาการที่นี่สักคืนหนึ่ง ถ้าไม่มีอะไรพรุ่งนี้ถึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ ผมก็เลยกลับไปเอาชุดมานอนเฝ้าพี่คืนนี้”

    สีครามพูดพร้อมชูเป้ขึ้นให้พี่ชายดูเป็นหลักฐาน วรรษเห็นก็ได้แต่ยิ้มอ่อนใจเล็กน้อย ก่อนถามถึงเรื่องร้านดอกไม้ว่าใครเป็นคนจัดการแทนระหว่างที่เจ้าของร้านอยู่ที่นี่ ซึ่งก็ได้คำตอบเป็นพนักงานที่ทำงานมานานจนน้องชายไว้ใจ แต่พี่ชายไม่ ดังนั้นช่วงจังหวะหนึ่งที่สีครามหันไปทางอื่น เขาจึงเอ่ยสั่งหนึ่งในวิญญาณรับใช้ที่เหลืออยู่ไม่มากให้ไปคอยดูร้านอีกที

    ถึงตรงนี้ วรรษพลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อนที่ปีศาจกินวิญญาณไปหาน้องเขาที่ร้านดอกไม้ พี่ชายแสนดีจึงลองลอบถาม เพื่อหาจุดประสงค์ของปีศาจ

    “เหมือนวันก่อน เพื่อนพี่บอกว่าจะแวะไปร้านสีคราม เอทอสมาสั่งดอกไม้ไปให้ใครเหรอ”
    “เปล่า... พี่เอทอสมาขอคำปรึกษาน่ะพี่วรรษ”

    น้ำเสียงตอบกลับแฝงความเศร้าสร้อยเล็กน้อย ซึ่งคนฟังก็ไม่แน่ใจว่าความเศร้านั้นมาจากสาเหตุใด และแน่นอนพี่ชายแสนดีไม่ยอมปล่อยผ่าน

    “ทำไมทำหน้าหงอยแบบนั้นละ เอทอสมันทำอะไรสีครามบอกพี่มาเลย เดี๋ยวพี่จัดการให้”
    “ไม่มีอะไรหรอกพี่วรรษ ผมแค่ยังอินกับเรื่องที่พี่เขาเล่าให้ฟังเฉย ๆ”

    สีครามเลือกตอบกว้าง ๆ แทนการพูดความจริงเรื่องความใจร้ายของรุ่นพี่ ที่รู้ทั้งที่รู้ว่าเขาแอบชอบ แต่ก็ยังเอาเรื่องคนรักมาปรึกษา เนื่องจากความรู้สึกที่เขามีต่อตัวรุ่นพี่นั้น เขายังไม่ได้บอกให้พี่วรรษรู้ และเขาก็ไม่อยากสร้างปัญหาให้ใครเดือดร้อน เพียงเพราะอารมณ์ส่วนตัวของเขาเช่นกัน

    “แน่นะ?”
    “แน่สิ พี่ไม่เชื่อผมเหรอ?”
    “ไม่ใช่อย่างงั้น... แล้วเรื่องปรึกษาอะไรนั่น พอเล่าให้พี่ฟังได้ไหม”
    “ไม่ได้ครับ คนให้คำปรึกษาที่ดี ต้องเก็บทุกอย่างเป็นความลับ ไม่เอาไปเล่าต่อ เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการทำร้ายความไว้ใจกันครับ” น้องชายปฏิเสธเสียงหนักแน่น
    “แม้แต่พี่ก็ไม่ได้เหรอ”
    “ไม่ได้ครับ ถ้าพี่อยากรู้ต้องไปถามกับพี่เอทอสเอง”

    หลังได้ฟัง วรรษได้แต่เพียงยีผมน้องชายด้วยความมันเขี้ยวในความเป็นคนดี แม้ดูเหมือนการลอบถามครั้งนี้จะไม่ได้อะไร แต่อย่างน้อยผู้คุมวิญญาณก็พอเบาใจได้ว่าปีศาจนั่นไม่ได้ทำอะไรสีครามอย่างที่ปากว่าจริง ๆ

    พอหมดข้อสงสัย พี่ชายแสนดีจึงเปลี่ยนเรื่องคุย สองพี่น้องใช้เวลาร่วมกันในห้องพักฟื้นจวบจนเวลาล่วงเลยถึงยามค่ำคืน สีครามที่มักนอนเร็ว บัดนี้จึงหลับสนิทบนโซฟาห่างเตียงผู้ป่วยไม่มากนัก เมื่อทุกอย่างเงียบสงบ ผู้คุมวิญญาณจึงเริ่มเช็กวิญญาณรับใช้ที่เหลือรอดจากเงื้อมมือปีศาจ ซึ่งล้วนแต่เป็นวิญญาณอ่อนแอใช้ประโยชน์ไม่ได้มาก
    ดังนั้นผู้คุมวิญญาณเลยเริ่มมองหาวิญญาณรับใช้ตนใหม่ สักพักหนึ่งก็สัมผัสถึงสิ่งที่ต้องการอยู่ไม่ไกล เพียงชั้นล่างของโรงพยาบาล ที่ดูเหมือนจะมีใครบางคนเพิ่งหมดลมหายใจ

    “ไปพาตัวมา”

    เสียงเรียบเรื่อยกล่าวสั่งเหล่าวิญญาณ สักพักหนึ่งสมาชิกใหม่พลันปรากฏกายกลางห้องพัก พร้อมพุ่งเข้าจู่โจมคนบนเตียงด้วยความโกรธแค้น โดยเหล่าวิญญาณรับใช้ไม่อาจต้านแรงอาฆาตของผู้ตายจากความเป็นมนุษย์มาหมาด ๆ ได้

    “แร... แรงดีนิ” ผู้คุมวิญญาณกล่าวชม บนใบหน้าแฝงรอยยิ้มยากคาดเดา
     “มึงฆ่ากูทำไม!!!!”
    “ลงไป”

    คำสั่งเรียบสั้นจากคนบนเตียง เสมือนประกาศิตผลักร่างโปร่งแสงร่วงลงจากเตียง วิญญาณแค้นพยายามลุกขึ้นกลับถูกพลังบางอย่างบังคับควบคุมไม่ให้เคลื่อนไหว ทำได้เพียงจ้องตอบคนบนเตียงด้วยความโกรธเกรี้ยว

    “ขอแก้ความเข้าใจผิดก่อน นายตายเอง ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย” ผู้คุมวิญญาณเอ่ยพร้อมก้าวเท้าลงจากเตียง
    “ลืมเรื่องตอนมีชีวิตซะ จากนี้ไปเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”
    “ใครอยากเป็นพวกเดียวกับมึง! ไอ้เหี้ยปล่อยกู!!!”

    ผู้คุมวิญญาณย่อตัวนั่งระดับเดียวกับวิญญาณอาฆาต ไม่คิดต่อปากต่อคำ เพียงกัดปลายนิ้วหนึ่งจนเลือดไหลซึม ก่อนยื่นมือข้างนั้นไปกุมใบหน้าของร่างโปร่งแสง ฉับพลันวิญญาณคุ้มคลั่งกลับสงบนิ่งไร้การต่อต้าน ฝ่ามือค่อย ๆ ลูบลงคล้ายการปิดตาคนตาย หยดเลือดจากปลายนิ้วทิ้งรอยไว้บนกรอบหน้าเป็นทางที่มือเลือนลง จวบจนถึงปลายคางจึงดึงมือกลับพร้อมเรียกวิญญาณรับใช้ตนใหม่ให้ลืมตา

    “ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวของเรา”
    “...ครับนาย”

    วิญญาณรับใช้เอ่ยพลางก้มหัวแสดงความเคารพ ไร้ซึ่งท่าทีเครียดแค้นโกรธเคือง ราวกับถูกล้างสมอง ลืมเรื่องราวเมื่อไม่กี่นาทีก่อนจนสิ้น ผู้คุมวิญญาณลุกขึ้นยืนพลางยิ้มพึงพอใจ เตรียมเอ่ยสั่งเหล่าวิญญาณให้จัดการขั้นเด็ดขาดกับนักฆ่าที่ปีศาจหวงนักหนา

    “ไป-”

    เพียงพยางค์เดียวได้เอื้อนเอ่ย เจ้าของคำสั่งกลับชะงักค้างพร้อมเปลวเพลิงสีนิลที่ลุกท่วมร่างอย่างไร้สาเหตุ เหตุการณ์เบื้องหน้าสร้างความตื่นตกใจให้กับเหล่าวิญญาณรับใช้เก่าอย่างมาก ทว่าร่างที่กำลังถูกเพลิงเผาไหม้กลับไร้เสียงกรีดร้องแสดงความเจ็บปวด เพียงแค่เดินไปที่โซฟาที่มีน้องชายของตนนอนอยู่

    ฝ่ามือผู้คุมวิญญาณค่อย ๆ กำรอบลำคอคนหลับสนิทก่อนออกแรงบีบ เหล่าวิญญาณรับใช้เก่าพยายามช่วยกันปกป้องคุณสีครามและเรียกสติเจ้านาย แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้มากนักเมื่อมีเพลิงสีนิลคอยขัดขวาง

    “ยืนบื้ออยู่ทำไม! มาช่วยกันสิ!!” วิญญาณรับใช้ตนหนึ่งต่อว่าวิญญาณรับใช้ใหม่ของเจ้านาย
    “ทำไมต้องช่วย ก็ในเมื่อนายอยากฆ่า” วิญญาณรับใช้ใหม่ถามกลับด้วยความสับสน
    “คุณสีครามเป็นน้องชายของนาย นายถูกไฟบ้านี้ควบคุมอยู่ แค่นี้ก็ดูไม่ออกเหรอ!!!”

    หลังรับรู้สถานการณ์ วิญญาณรับใช้ตนใหม่ที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาวิญญาณรับใช้ทั้งหมด จึงเดินเข้าไปหมายกระชากร่างเจ้านาย ทว่ากลับถูกความร้อนของเพลิงเผาจนต้องถอยห่างออกมา เมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำอะไรได้ วิญญาณรับใช้ตนใหม่จึงเริ่มมองหายตัวช่วย ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คนบนโซฟาสะดุ้งตื่น เนื่องจากขาดอากาศหายใจ

    “พะ... พี่... พี่วรรษ...” สีครามพยายามเอ่ยเรียกสติ สองแขนพยายามแกะมือพี่ชายที่บีบแน่นตรงลำคอออก แต่ก็ไร้ผล
    “พี่... พี่วรรษ.. ผะ.. ผมหาย.. ใจ.. มะ.. ไม่..ออก...”
    “…”
    “พะ... พี่...”
    “…”
    “ปึง!!”

    วินาทีที่ลมหายใจจวนจะหมดลง ประตูห้องผู้ป่วยพลันเปิดกว้างพร้อมเหล่าหมอและพยาบาลกรูกันเข้ามาห้ามผู้ป่วย สีครามที่เป็นอิสระรีบหอบหายใจเข้าพลางไอจนน้ำตาซึม โดยมีนางพยาบาลคนหนึ่งแยกมาดูอาการ

    เสียงไอสำลักอากาศ ช่วยเรียกสติของวรรษให้กลับคืน ภาพน้องชายจับลำคอแดงช้ำหายใจเหนื่อยหอบ สร้างความตื่นตกใจให้กับคนเป็นพี่อย่างมาก พยายามสลัดตัวออกจากการควบคุมหวังเข้าไปดูอาการน้องชายแต่ก็ไร้ผล วรรษจึงเลือกถามเหตุการณ์จากเหล่าหมอพยาบาลแทน ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ถึงขั้นทำให้คนฟังช็อกจนพูดไม่ออก ได้แต่ก้มมองมือสั่นเทาของตนเองอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

    “ไม่... ไม่มีอะไรหรอกครับ พี่วรรษอาจเก็บเรื่องโดนอันธพาลทำร้ายมาฝันแล้วละเมอ ขอบคุณคุณหมอคุณพยาบาลมากครับ”

    สีครามที่เริ่มกลับมาเป็นปกติ กล่าวแก้ตัวให้พี่ชายจนเหล่าเจ้าหน้าที่ยอมเชื่อและทยอยกลับ นางพยาบาลรายหนึ่งแนะนำให้ลองไปตรวจดูเผื่อบาดเจ็บเพิ่มเติม ทว่าสีครามกลับรับไว้เพียงน้ำใจพร้อมกล่าวขอบคุณอีกครั้ง
    เมื่อทุกอย่างสงบลง ภายในห้องพักเหลือเพียงสองพี่น้อง วรรษจึงรีบเข้ามาดูอาการน้องชายด้วยความเป็นห่วงระคนรู้สึกผิด

    “พี่ขอโทษ เจ็บมากไหม พี่ไม่ได้ตั้งใจ พี่คุมตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง พี่...”
    “ครับ ๆ ผมเข้าใจ พี่เพิ่งเจอเรื่องไม่ดีมาจะเก็บมาคิดมากก็ไม่แปลก ผมไม่ได้ไร้เหตุผลขนาดโกรธพี่วรรษด้วยเรื่องแค่นี้หรอกนะ” คนเจ็บตัวปลอบพี่ชายที่ทำท่าราวกับจะร้องไห้
    “แค่นี้อะไรกัน คอแดงไปหมดแล้ว”

    น้ำเสียงติดสั่นตอบกลับ สายตาไม่ยอมละไปจากรอบคอแดงช้ำของน้องชาย สีครามจึงต้องย้ำอีกรอบว่าเขาไม่เป็นอะไรจริง ๆ ก่อนเอ่ยตัดบทโดยการไล่พี่ชายให้กลับไปนอนที่เตียงเหมือนเดิม เพราะยามนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว
    เมื่อได้ฟังคำยืนยันหนักแน่นจากน้องชาย วรรษก็จำยอมทำตามโดยดี ซึ่งแน่นอนว่าการเพิ่งผ่านเรื่องไม่คาดคิดย่อมไม่มีใครหลับลง ดังนั้นสองพี่น้องจึงลอบมองกันและกันโดยมีความมืดของห้องหลังดับไฟช่วยอำพราง
    
    เหล่าวิญญาณรับใช้ค่อย ๆ เข้ามารายล้อมเผื่อผู้เป็นนายต้องการเรียกใช้ ทว่าเจ้านายเพียงสะบัดมือไล่คล้ายต้องการใช้ความคิด ดังนั้นเหล่าวิญญาณรับใช้ทั้งหมดจึงพลันหายไป เมื่ออยู่ลำพังผู้คุมวิญญาณหวนนึกถึงคำเตือนของปีศาจกินวิญญาณ พร้อมกับฝ่ามือที่เริ่มกำแน่นขึ้นเพื่อระบายความโกรธแค้น

    ‘เมื่อใดเจ้าเกิดความคิดชั่วช้า เปลวเพลิงจะครอบงําเจ้า และกว่าเจ้าจะรู้ตัว สิ่งที่เจ้ารักที่สุดจะถูกทำลายด้วยเงื้อมมือของเจ้าเอง…’
    ‘หากอยากรู้ผลจากการฝืนคำสาปข้าเป็นเช่นไร ไว้ฟื้นขึ้นมาเจ้าก็ลองดู’



(ต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ต่อ)


    “ตอบแทนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ขอบใจเจ้ามาก”

    เสียงทุ้มของปีศาจเอ่ยขึ้นพร้อมยื่นกระดาษแผ่นเล็กให้จินในยามสายของวันหนึ่ง ถึงแม้โนอาร์จะฟื้นแล้ว คุณเอทอสก็ยังคงให้เขามาคอยเฝ้าแทนในช่วงที่คุณเขาต้องออกไปหาวิญญาณกิน และใช่ ร่างสูงใหญ่เจ้าของนัยน์ตาสีอำพันดุเพิ่งกลับมาหลังจากหายไปทั้งคืน

    จินรีบรับกระดาษจากอีกฝ่ายมาแบบงุนงง ปนระแวงสายตาเรียบนิ่งอันตรายของคนบนเตียง ที่จ้องเขาอย่างกับขโมยของรักของหวงไป ทั้งที่เขาแค่นอนอืดทำตัวเป็นอากาศธาตุบนโซฟา แต่คุณเอทอสต่างหากที่อยู่ ๆ ก็เดินมาหาเอง
    คนกำลังถูกหมายหัวรีบก้มหน้าดูกระดาษในมือ ตราสัญลักษณ์ของธนาคารแห่งหนึ่งตรงมุมซ้าย มีชื่อของเขาเขียนอยู่ในนั้นพร้อมลายเซ็นเจ้าของกำกับ แต่ที่เว้นว่างไว้คือช่องใส่จำนวนเงิน ทุกองค์ประกอบบ่งบอกว่าสิ่งที่อยู่ในมือนี้คือเช็คเงินสด บอกเป็นนัยให้เขาใส่ตัวเลขได้ตามใจชอบ และนั่นถึงกับทำให้คนรับตาลุกวาว

    “แหม่... คุณเอทอสผมเกรงใจ ที่ทำนี่ก็เพราะเห็นเป็นเพื่อนเป็นคนรู้จักกัน ตอบแทนอะไรกันไม่จำเป็นหรอก แต่คุณเอทอสอุสาให้ทั้งที ผมก็ต้องขอรับไว้เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจแล้วกัน”
    “เท่าไร?”

    เสียงดับฝันดังจากชายเลือดเย็น หยุดจินที่กำลังเก็บเช็คลงกระเป๋าอย่างละเมียดละไม และดูเหมือนคนถามจะไม่รอคำตอบ เมื่อเรียวนิ้วขาวกระดิกเรียกคนตรงโซฟาให้เดินเข้าไปหา ส่งผลให้จินจำต้องส่งกระดาษล้ำค่าให้กับคนใจร้าย

    นัยน์ตารัตติกาลมืดมิดกวาดดูรายละเอียดบนเช็คคร่าว ๆ ก่อนเอ่ยขอปากกากับคุณเอทอส ถึงน้ำเสียงตอนพูดจะเรียบนิ่งไม่ต่างจากตอนเรียกจิน ทว่าแววตายามรับปากกาจากปีศาจ ช่างแตกต่างกับตอนรับเช็คยิ่งกว่าฟากฟ้ากับขุมนรก
    
    “โนอาร์...” ปีศาจเอ่ยเตือนเมื่อเห็นจำนวนเงินที่มนุษย์ระบุให้
    “ผมค้าขายกับจินมานาน เท่านี้เหมาะสมแล้วครับ”

    เมื่อได้ยินคำยืนยันจากชายเลือดเย็น เอทอสได้แต่ส่ายหน้าหน่าย จินรับกระดาษจากคนบนเตียงรีบเอานิ้วปิดจำนวนเงิน ก่อนค่อย ๆ เปิดดูทีละตัวด้วยความระทึก ตัวแรกคือเก้า พอทำให้ผู้คุมวิญญาณใจชื้น ตัวต่อมาคือ
    ศูนย์...
    ศูนย์...
    ศูนย์...
    จุด!!

    ขณะกำลังลุ้นกลับเจอเครื่องหมายจุดสกัดฝัน จินเลิกลีลาเปิดดูจำนวนเงินเต็ม ๆ แล้วถึงกับน้ำตาตกใน ความดีตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาของเขามีค่าแค่เก้าพันบาทถ้วนในสายตาอีกฝ่าย คนน่าสงสารเดินคอตกกลับไปที่โซฟา
    ทว่าช่วงจังหวะที่เดินผ่านปีศาจ หางตาทันเห็นเช็คอีกฉบับหนึ่งที่คุณเอทอสแกล้งทำมือไพล่หลังซ่อนไว้ เนื้อหาบนกระดาษนั้นเหมือนของในมือเขาทุกประการ แต่ที่สำคัญคือช่องใส่จำนวนเงินยังว่างเปล่า จินถึงกับซาบซึ้งในความใจดีของคุณเอทอสจนน้ำตาซึม รีบหยิบเช็คฉบับใหม่ไม่ให้คนใจร้ายเห็น บวกกับปีศาจใช้ร่างสูงใหญ่ช่วยบดบังและชวนชายเลือดเย็นคุยดึงความสนใจ ทำให้ภารกิจลักลอบผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

    “ทำไมเจ้าถึงเคี่ยวนัก”
    “เพราะการเป็นภรรยาที่ดีต้องช่วยสามีประหยัด”
    “เจ้า!-”

    ขณะที่เอทอสกำลังต่อปากต่อคำกับโนอาร์ กลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณของกลุ่มนักล่าปีศาจ ความสุขสงบเล็ก ๆ ที่เกิดได้ไม่นานพลันจบลง เอทอสแกล้งบอกมนุษย์บนเตียงว่าจะลงไปซื้อของข้างล่าง ทว่ากลับถูกมือขาวรั้งแขนไว้ เนื่องจากโนอาร์รู้ถึงบรรยากาศรอบกายที่ตึงเครียดขึ้นของปีศาจ เสียงพูดคุยที่เงียบหายทำให้คนตรงโซฟารู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน แต่ยังไม่ทันที่จินจะได้เอ่ยถาม ประตูห้องพักพลันเปิดกว้าง พร้อมคนแปลกหน้าสามคนที่เดินเข้ามา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคนที่ผู้คุมวิญญาณจำได้ขึ้นใจ

    “ต้องการอะไรอีก” เอทอสถามเหล่าผู้บุกรุกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
    “สามวันก่อนทำชั่วอะไรไว้น่าจะรู้ตัวเองดีนิ สู้อุสาไปหาที่ลับตา คิดว่าจะหลบหน่วยข่าวกรองนักล่าปีศาจได้หรือไง” ชายผู้มีเส้นผมสีเงินเป็นเอกลักษณ์กล่าวถากถาง
    “เพราะเจ้านั่นรังควาญข้าเหมือนกับเจ้า ข้าจำต้องป้องกันตัว”
    “เหรอ? ทำร้ายผู้คุมวิญญาณ แล้วก็จับวิญญาณรับใช้กินนี้เหรอป้องกันตัว หึ... ฉันว่าแกหิวจนหลุดสันดานเลวออกมามากกว่า”
    “…”
    “มากับพวกเราซะ ปีศาจเสแสร้งแบบแกคงไม่กล้าคิดตุกติกกลางโรงพยาบาล-”
    “พรึบ! เพล้ง!!”
    “โอ้ย!!”

    ภาคินปรามาสได้ไม่นาน ผ้าห่มผืนหนึ่งก็ถูกขวางใส่คนปากดี ผืนผ้าที่แผ่ขยายกลางอากาศเข้าปกคลุมบดบังวิสัยทัศน์ ก่อนวินาทีต่อมาความรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณหน้าผากจะวิ่งไปทั่วร่าง พร้อมกับเสียงแก้วแตกเป็นตัวเฉลยต้นตอของความเจ็บเมื่อครู่ ทว่าไม่ทันจะได้ตั้งตัวผ้าห่มที่คุมร่างกลับถูกกระชากกลับอย่างแรง ส่งผลให้ชายผมเงินล้มลงแทบเท้าปีศาจ ซึ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงเพียงเสี้ยววินาที ไม่มีใครได้ทันตั้งตัว บัดนี้คนที่เคยอยู่บนเตียงกลับอยู่เบื้องหน้าร่างสูงใหญ่ พลางใช้เท้าเหยียบศีรษะคนปากเก่งไม่ให้เงยขึ้นมา

    “ขอโทษหรือตาย เลือกเอา”

    น้ำเสียงเรียบนิ่งกลับทำให้เหล่าผู้บุกรุกรู้สึกหนาวเหน็บ แม้ตอนนี้โนอาร์จะอยู่ในชุดผู้ป่วยดูอ่อนแอ การเคลื่อนไหวฉับพลันกระตุกสายน้ำเกลือหลุดจนเลือดสีแดงสดไหลหยดจากหลังมือกระทบพื้นกระเบื้องขาว ทว่าทุกสิ่งที่กล่าวมากลับถูกกลบด้วยบรรยากาศเยียบเย็นอันตราย นัยน์ตารัตติกาลดำมืดจ้องสองผู้บุกรุกที่มัวแต่ยืนอึ้ง บอกเป็นนัยว่าอย่าคิดตุกติก

    “หึ... หึ... ได้แต่หลบอยู่หลังคนอื่น ปีศาจกระจอกแบบแกก็ทำได้แค่-”
    “ตึง!!!”
    “อั่ก!!”

    ฝ่าเท้าหนักยกขึ้นก่อนกระทืบอย่างแรงลงกลางศีรษะคนไม่สำนึก แรงกระแทกส่งผลให้หน้าผากคนใต้เท้าฟาดพื้นซ้ำแผลเก่า หยาดของเหลวสีแดงทิ้งร่องรอยบนพื้นดูสกปรก สองนักล่าปีศาจที่ยืนมองอยู่ทนไม่ไหว หมายจะเข้ามาจัดการคนป่วย ทว่าปีศาจกลับเร็วกว่า ใช้ร่างสูงใหญ่ของตนขวางกั้นไม่ให้นักล่าปีศาจถึงตัวมนุษย์

    “คนของข้าไม่เกี่ยวด้วย อย่ายุ่งกับเขา”

    น้ำเสียงกดต่ำกล่าวเตือน พร้อมนัยน์ตาดุสีอำพันวาววามอันตรายจ้องนิ่งไปที่สองนักล่าปีศาจ ท่าทางดุดันน่าเกรงขามของปีศาจในยามนี้ ช่างต่างกับช่วงถูกปรามาสถากถางลิบลับ ราวกับว่ามนุษย์ที่อยู่ข้างหลังร่างสูงใหญ่ จะเป็นเรื่องเดียวที่ปีศาจกินวิญญาณไม่ยอมใครหน้าไหนทั้งนั้น

    “ก็บอกแล้วว่าให้หนีไปสุดขอบโลก ทำไมไม่หนีเล่า คุณนักธุรกิจผมหงอก” จินที่เฝ้าดูเหตุการณ์เงียบ ๆ กล่าวหยอกล้อชายใต้เท้าบุคคลอันตราย
     “ทำไมต้องหนีไอ้ปี-”
    “ตึง!!!”
    “อั่ก!!” เพียงแค่พยางค์ต้องห้ามออกจากปาก ฝ่าเท้าหนักก็กระทืบซ้ำอีกครา ทว่าคราวนี้เป็นกลางแผ่นหลัง ส่งผลให้คนโดนโทษทัณฑ์จุกจนหมดเสียงโต้ตอบ
    “ได้ยินแว่ว ๆ พวกคุณเป็นนักล่าปีศาจสินะ ผมขอถามหน่อย หน่วยข่าวกรองของคุณไม่ได้เล่าเหรอว่าผู้คุมวิญญาณนั่นมันทำอะไรกับโนอาร์และก็คุณเอทอสบ้าง ที่โนอาร์ต้องเข้าโรง-”
    “จิน”

    เสียงเรียกชื่อจากปีศาจทำให้คนเผลอหลุดปากพูดบางสิ่งชะงัก จินลองลอบมองคนอันตราย พบว่า เจ้าของบรรยากาศเย็นยะเยือกดูจะไม่สนใจคำพูดเมื่อครู่ เขาถึงได้แอบถอนหายใจโล่งอก และในตอนนั้นเองที่ประตูห้องพักเปิดอีกครั้ง ครานี้เป็นนางพยาบาลที่ได้ยินเสียงตึงตังจึงได้ลองเข้ามาดู ซึ่งสภาพภายในห้องก็ทำให้เธอต้องถามเรื่องราวอย่างตกใจ

    “เกิดอะไรขึ้นคะ?!”
    “เอาออกไป เป็นผู้ดีซะเปล่า แต่มาสร้างปัญหาในโรงพยาบาล ชั้นต่ำ”

    ชายเลือดเย็นในชุดคนป่วยสั่งนางพยาบาลด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ก่อนแตะอัดคนใต้เท้าไปให้พ้นตัวราวกับอีกฝ่ายเป็นเชื่อโรคน่ารังเกียจ ซึ่งนางพยาบาลที่เพิ่งเห็นเหตุการณ์ก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเหตุใด สิ่งที่เห็นกลับดูขัดกับคำพูดที่ได้ยิน เนื่องจากมีแค่คนก่อความวุ่นวายเท่านั้นที่เป็นฝ่ายเจ็บตัว แต่ถึงอย่างไรเธอก็ต้องทำตามหน้าที่เชิญคนนอกออกไป ซึ่งนั่นก็ทำให้นางพยาบาลถึงกับต้องตกใจซ้ำสอง เมื่อหนึ่งในคนสร้างปัญหา เป็นถึงนักธุรกิจหนุ่มเจ้าของบริษัทใหญ่ ทว่าที่สำคัญกว่าคืออีกฝ่ายศีรษะแตกเลือดไหลอาบอย่างน่ากลัว เห็นดังนั้นเธอจึงต้องรีบพาชายผมเงินไปปฐมพยาบาล

    เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความสงบดังเดิม ชายเลือดเย็นไม่คิดปล่อยเรื่องราวผ่านพ้นโดยง่าย ซึ่งผู้ที่ต้องคอยตอบคำถามก็คือร่างสูงใหญ่ที่ถูกนัยน์ตารัตติกาลจ้องมองอย่างคาดคั้น

    “เมื่อเจ้าหายดี ข้าจะตอบทุกสิ่งที่เจ้าอยากรู้”
    “ผมหายดีแล้ว”
    “…”
    “เอทอส ผม-”
    “เจ้ารักข้าไหม?”
    
    การเปลี่ยนเรื่องฉับพลัน ทำให้คนอยากรู้สับสนเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเอทอสต้องการสื่ออะไร ทว่าสุดท้ายมนุษย์ก็จำต้องตอบเมื่อถูกถามซ้ำอีกครั้ง

    “ผมรักคุณ”
    “รักมากพอที่จะอยู่กับข้าจนสิ้นอายุขัยไหม” ปีศาจถามต่อ
    “ผมรู้ว่าอายุขัยมนุษย์ไม่เพียงพอจะอยู่เคียงข้างคุณไปตลอด แต่ถึงผมจะตายก่อน วิญญาณผมจะอยู่กับคุณเสมอ”
    “ข้าก็เช่นกัน” เอทอสพึมพำแผ่วเบาเกินกว่าโนอาร์จะได้ยิน แล้วจึงเอ่ยเข้าเรื่องที่ต้องการบอกมนุษย์
    “เมื่อปีศาจเลือกคู่ของตนและต้องการครอบครอง ปีศาจจะผูกสัมพันธ์กับคู่ของตน” ร่างสูงใหญ่กล่าวพลางค่อย ๆ โอบเอวมนุษย์ตรงหน้าเข้ามาชิดตัว
    “…”
    “หากปีศาจและคู่ที่ปีศาจเลือกมีความรู้สึกตรงกันและแรงกล้ามากพอ จะก่อเกิดสัญลักษณ์ครองคู่แบบเดียวกันบนหลังมือของทั้งสอง เพื่อเป็นเครื่องหมายให้ปีศาจตนอื่นรู้ว่ามีคู่ครองแล้ว”

    ใบหน้าคมเข้มติดดุเริ่มก้มต่ำเข้าหาใบหน้าขาวเรียบนิ่งของมนุษย์ทีละน้อย จนเริ่มรู้สึกถึงลมหายใจของกันและกัน
 
    “และถ้าการผูกสัมพันธ์สำเร็จ ความทรงจำในอดีตจะถูกแลกเปลี่ยนกัน แล้วเจ้าจะได้รู้ทุกสิ่งรวมถึงความรู้สึกของข้าที่มีต่อเจ้า”
    “…”
    “ข้าอยากรอให้ร่างกายเจ้าพร้อมก่อน เจ้าอดทนรอให้ถึงตอนนั้นได้หรือไม่”
    “…ผมจะรอ แต่ผมขอรู้ได้ไหมว่าผูกสัมพันธ์ของปีศาจเป็นยังไง”

    เจ้าของนัยน์ตารัตติกาลมืดมืดที่ยามนี้วาวามคล้ายมีหมู่ดาวมากมายแกล้งเอ่ยถาม แม้เขาจะพอคาดเดาคำตอบได้ แต่ก็อยากได้ยินคำยืนยันจากปีศาจเช่นกัน ดังนั้นสองแขนจึงโอบรอบลำคอแกร่ง เพื่อให้ฟังได้อย่างชัดเจน

    “การผูกสัมพันธ์ของปีศาจ หากเทียบกับของมนุษย์ก็คงเรียกว่า...”
    “…”
    “การร่วมรัก”

    เมื่อสิ้นเสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบา สัมผัสร้อนนุ่มนวลจากร่างสูงใหญ่พลันกดลงบนกลีบปากนุ่มหยุ่นของมนุษย์ สัมผัสแนบแน่นบดเบียดขบเม้มชวนให้อวัยวะกลางอกเต้นแรง ก่อนที่ความรู้สึกอุ่นวาบจะกระจายไปทั่วร่าง เมื่อปลายลิ้นร้อนของปีศาจเข้ามาเกี่ยวกระหวัดหยอกล้อกับลิ้นนุ่มของมนุษย์ในโพรงปาก ลิ้นหนารัดรึงเก็บเกี่ยวจดจำทุกรสหวานให้ฝั่งลึก ทุกการเคลื่อนไหวแสดงออกถึงห้วงอารมณ์คะนึงหาผ่านภาษากายอย่างอ่อนโยน สัมผัสวาบหวามเนินนานก่อเกิดเสียงแลกเปลี่ยนลมหายใจดังทั่วห้องพักสงบเงียบ หลงลืมใครบางคนที่ถูกปล่อยเบลอเป็นส่วนเกิน

    จินรู้สึกหน้าร้อนฉ่าเมื่อเห็นคู่รักต่างเผ่าพันธุ์แสดงความรักดูดดื่มต่อหน้า ไม่เข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ตึงเครียดก่อนหน้า สุดท้ายถึงลงเอ่ยด้วยบทจูบลึกล่ำเช่นนี้ รวมถึงไม่อยากเชื่อด้วยว่า พ่อคนเลือดเย็นอย่างโนอาร์จะหลงคารมของคุณเอทอส จนถึงขนาดไม่รู้ว่าคุณเอทอสแค่อยากเบี่ยงเบนประเด็น ถ้าเป็นเขาต่อให้ใช้กล้องส่องทางไกลซูมดูจากอีกตึกหนึ่งยังรู้เลย!


    “เอทอส ผมขออนุญาตได้ไหม” มนุษย์ในอ้อมแขนแกร่งเอ่ยถาม หลังผ่านพ้นช่วงแห่งความหวาน
    “ขออะไร”
    “นะครับ”

    ปีศาจถึงกับนิ่งงันไปชั่วครู่เมื่อมนุษย์พูดจาคล้ายกำลังออดอ้อนเขา เป็นการกระทำที่เขาไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะได้เห็นจากชายผู้กลิ่นอายวิญญาณชั่วร้ายเข้มข้นอย่างโนอาร์ และนั่นก็ทำให้ร่างสูงใหญ่เผลอตอบรับโดยไม่รู้ตัว

    “อืม”
    “ผมอยากทำแผล”

    โนอาร์เอ่ยพลางชูหลังมือที่เลือดยังคงไหล เนื่องมาจากการกระชากสายน้ำเกลือ และนั่นถึงกับทำให้นัยน์ตาสีอำพันดุเบิกกว้างอย่างตกใจ รีบพามนุษย์มานั่งที่เตียงพร้อมตำหนิตัวเองในใจไปด้วย ที่มัวแต่หลงอยู่ในห้วงอารมณ์จนลืมไปว่าคนของเขาบาดเจ็บอยู่ ก่อนจะรีบออกจากห้องไปตามพยาบาลมาทำแผล

    หลังห้องพักปราศจากเงาร่างสูงใหญ่ บรรยากาศบางเบาพลันเลือนหาย แทนที่ดูความหนาวเหน็บเย็นยะเยือกจากคนบนเตียง ซึ่งนั่นทำให้คนพลอยได้รับผลกระทบอย่างจินถึงกับทำตัวไม่ถูก ลองลอบมองต้นเหตุความอึดอัด ก่อนพบว่าโนอาร์กำลังหยิบโทรศัพท์จากลิ้นชักข้างเตียง เพื่อโทรหาใครบางคน

    […] ปลายสายรับ ทว่ากลับเงียบไม่ยอมตอบ
    “หยกสบายดีไหม”
    [ต้องการอะไร?] น้ำเสียงนิ่งรีบตอบกลับทันที เมื่อได้ยินต้นสายถามถึงคนสำคัญ
    “มีคนให้จัดการ ข้อมูลจะส่งให้ในอีเมลภายในคืนนี้”
    [แปลก... น่าจะชอบลงมือเองกว่าไม่ใช่หรือไง]
    “คนแบบเดียวกัน คงรู้จุดอ่อนของกันดี ทำให้ตายทั้งเป็นก็พอ ถือเป็นการเปิดงานเทศกาล ส่วนฉากจบจะเป็นคนจัดให้เอง”

    ผู้ริเริ่มแผนการเลวร้ายกล่าวสรุปก่อนกดตัดสาย เพียงบทสนทนาสั้น ๆ ที่จินเผลอหลุดพูดกับพวกนักล่าปีศาจ ก็มากเพียงพอให้โนอาร์ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด

    วรรษ อดีตผู้ว่าจ้างคนล่าสุดของเขา อีกบทบาทหนึ่งคือผู้คุมวิญญาณ พี่ชายของสีครามเจ้าของร้านดอกไม้ เบื้องหน้าเป็นพี่ชายแสนดีเบื้องหลังกลับเลวร้ายไม่ต่างจากเขาเท่าไร เขาหาข้อมูลอดีตผู้ว่าจ้างรายนี้ทันทีหลังจบเรื่องคุยงานเมื่อนานมาแล้ว เนื่องจากเอทอสมีท่าทีไม่ไว้ใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรเพิ่มเติม
    จนกระทั่งปีศาจของเขาเริ่มมีท่าทีแปลกไปก่อนยอมเฉลยว่า เขากำลังโดนวิญญาณจ้องเล่นงาน ครานี้ประวัติผู้คุมวิญญาณถึงถูกสืบอย่างละเอียด เพราะมีโอกาสสูงที่จะเป็นตัวการ ตั้งใจว่าหลังจบงานฉลองวันเกิดให้เอทอสจะแวะไปเล่นด้วย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนชวนก่อน ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องตอบรับคำเชิญด้วยการจัดงานเทศกาลให้อย่างสาสม
    ทว่าจากเรื่องวุ่นวายเมื่อครู่ เขาอาจต้องเชิญแขกคนพิเศษมาร่วมงานด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นไกล ภาคิน นักธุรกิจหนุ่มที่มีอีกบทบาทเป็นนักล่าปีศาจ โดยเขาหวังว่าทุกคนจะชื่นชอบงานที่เขากำลังจะเตรียมให้และจดจำไปจนถึงวินาทีสุดท้ายของลมหายใจ

    “จะบอกเอทอสก็ได้ เพราะไม่ใช่ความลับอะไร แต่รับรองว่าที่นั่งพิเศษสุดในงานที่กำลังเริ่ม จะเป็นของนาย จิน”

     น้ำเสียงเรียบนิ่งของเจ้าภาพงานเทศกาลเลวร้าย กล่าวเตือนใครอีกคนในห้อง ซึ่งคนถูกเรียกชื่อก็ได้แต่ส่ายหน้าระรัว ตอนนี้จินไม่แน่ใจแล้วว่าระหว่างโนอาร์กับคุณเอทอสใครกันแน่ที่หลงคารมอีกฝ่าย แต่ที่แน่คือเขาอยากขอโทษคุณเอทอส เพราะดูเหมือนการเผลอพูดของเขา จะทำให้โนอาร์พอคาดเดาเรื่องราวได้แล้ว
    ทว่าก่อนจะไปถึงขั้นนั้น เขาอยากให้คุณเอทอสรีบกลับมาโดยเร็ว ก่อนที่เขาจะตายเพราะจิตสังหารเยือกเย็นของโนอาร์ ที่แผ่ออกมาไม่ยอมหยุด
    



บท23 สมบูรณ์



ถึงคนอ่าน

    ขอบคุณทุกคนอ่านที่เดินทางกันมาถึงตอนนี้นะครับ วันนี้ไม่มีอะไรพิเศษครับ แค่อยากลองถามคนอ่านว่า คนที่โนอาร์โทรหาน่าจะเป็นใครครับ เขาคนนั้นคือหายไปนานมากกก นานจนคนเขียนก็เกือบลืมไปแล้วเหมือนกัน 5555




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1843
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
โนอาร์เอาคืนให้เอทอสหนักๆเลย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด