Homicide : รับจ้างฆาตกรรม | (UPDATE! บทที่ 23 คารม) [31/07/2020]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Homicide : รับจ้างฆาตกรรม | (UPDATE! บทที่ 23 คารม) [31/07/2020]  (อ่าน 4864 ครั้ง)

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
    แสงอาทิตย์อบอุ่นลอดผ่านริ้วเมฆเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่ รถสีเทาเมทัลลิกวิ่งบนถนนสายหนึ่งที่ทอดยาวเข้าตัวจังหวัด การจราจรเบาบางในยามเช้าทำให้รถบนท้องถนนสามารถเร่งความเร็วได้เต็มที่ ซึ่งนั่นรวมไปถึงโนอาร์ที่ขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านพักทรงไทยประยุกต์ทันทีหลังแยกย้ายกับกลุ่มนักฆ่าและมังกรเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
    ความเหนื่อยล้าจากการเป็นผู้สั่งการควบคุมเกมผสมกับการขับรถข้ามคืนโดยไม่แวะพัก ทำให้โนอาร์รู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับเลือกเพิ่มน้ำหนักเท้าลงบนคันเร่งมากขึ้นไม่สนใจสัญญาณประท้วงขอพักของร่างกาย ทั้งหมดเพียงเพื่อเขาอาจได้เห็นหน้าและพูดคุยกับปีศาจเจ้าบ้านเล็กน้อย ก่อนที่อีกฝ่ายจะออกไปทำงาน


    เหมือนความพยายามของมนุษย์จะไร้ผล เมื่อมาถึงบ้านทรงไทยประยุกต์แล้วพบว่ารถกระบะสีดำไม่อยู่แล้ว รถสีเทาเมทัลลิกเคลื่อนเข้าจอดสนิทในตำแหน่งเดิม ก่อนคนขับจะลงจากรถ เดินไปไขประตูด้วยกุญแจที่เจ้าบ้านเคยมอบให้
    เมื่อเข้ามาในบ้าน ผู้อาศัยหนึ่งเดียวในตอนนี้กวาดสายตาโดยรอบราวกับเจ้าหน้าที่สืบสวนหาสิ่งผิดปกติ ทุกอย่างยังคงเรียบร้อยเหมือนครั้งก่อนที่เขาออกไป เห็นดังนั้นโนอาร์จึงเดินเข้าห้องเพื่อนอนพักเอาแรงก่อนตื่นไปหาปีศาจที่สวนในช่วงเที่ยงวัน

    ประตูห้องเปิดออก พร้อมกับผู้บุกรุกที่ก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าบ้านอย่างถือวิสาสะ ห้องที่โนอาร์อยู่ในขณะนี้หาใช่ห้องของตนแต่เป็นห้องฝั่งตรงข้าม ห้องของเอทอส คนรุกล้ำเดินสำรวจห้องปีศาจไม่ต่างจากห้องของตัวเอง ทุกอย่างเรียบร้อยดียกเว้นหน้าต่างบานหนึ่งที่ปิดไม่สนิท โนอาร์เดินเข้าไปปิดให้โดยไม่นึกสงสัย เพราะเข้าใจดีว่าเอทอสนั้นเป็นปีศาจขี้ร้อนแต่กลับชอบลมธรรมชาติมากกว่าอาศัยเครื่องปรับอากาศ ดังนั้นทุกคืนอีกฝ่ายจึงมักเปิดหน้าต่างให้ลมและกลิ่นหอมของดอกไม้รอบบ้านยามค่ำพัดเข้ามาแทน

    เหตุผลที่รู้ลักษณะนิสัยด้านนี้ของเอทอสนั้น เป็นเพราะหลายครั้งโนอาร์ชอบเข้ามาป่วนในห้องเอทอสก่อนจะถูกอีกฝ่ายไล่กลับห้องตัวเองเมื่อถึงเวลาเข้านอน คราแรกเมื่อเห็นเอทอสเลือกเปิดหน้าต่างแทนการเปิดแอร์ ผู้อยากรู้ทุกเรื่องของปีศาจจึงเอ่ยถาม แม้จะถูกปีศาจแกล้งยั่วโมโหอยู่บ้างแต่สุดท้ายก็ได้คำตอบ และนี่จึงเป็นเหตุว่าทำไมโนอาร์ถึงรู้จักมุมนี้ของเอทอส

    หลังจัดการปิดหน้าต่างเสร็จสิ้น ผู้บุกรุกก็ยังคงไม่ยอมออกจากห้อง เพราะเป้าหมายแท้จริงในการเข้าห้องนี้ของโนอาร์ ไม่ใช่การสำรวจตรวจความเรียบร้อยอย่างที่ทำเมื่อครู่นี้ แต่เป็น

    “ตุบ!”

    โนอาร์สลัดคราบคนเจ้าแผนการสุดเลือดเย็นจนหมดสิ้น ก่อนกระโจนขึ้นเตียงปีศาจพร้อมฝังใบหน้าลงกับหมอนใบใหญ่ กดปลายจมูกสูดดมกลิ่นอายเจือจางอ่อนๆ ของเอทอสให้ความรู้สึกอบอุ่น พร้อมกับใช้เท้าเกี่ยวผ้าห่มที่พับอยู่ปลายเตียงขึ้นมาคลุมตัวเสมือนอยู่ในอ้อมกอดของปีศาจ เพื่อทดแทนความคิดถึงในช่วงเวลาที่ห่างกัน เป็นการกระทำคลั่งไคล้ราวกับโรคจิตที่ไม่มีใครล่วงรู้ แม้แต่เอทอสเองก็ตาม
    จวบจนผู้บุกรุกพอใจกับการเสพกลิ่นและหาจุดสบายบนเตียงได้ โนอาร์จึงผล็อยหลับไปตามความเหนื่อยล้า โดยบนใบหน้าแสนเย็นชานั้นยังคงมีรอยยิ้มมุมปากบางเบาประดับอยู่



    เวลาค่อยๆ ผันผ่าน ดวงอาทิตย์จวนใกล้อยู่กึ่งกลางท้องนภาแจ่มใสปลอดโปร่ง คนขโมยเตียงปีศาจถึงได้ฤกษ์ตื่นจากการหลับใหล แม้ดูเหมือนจะได้นอนพักเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ผู้ที่กำลังพับผ้าห่มจัดที่นอนอยู่นี้กลับไม่มีอาการอ่อนเพลียแต่อย่างใด เพราะสำหรับโนอาร์ การงีบหลับแค่นี้ถือว่าเพียงพอแล้ว
    หลังจัดเตียงปีศาจให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมเรียบร้อย สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือมื้อกลางวันของทั้งปีศาจและของตน โนอาร์เดินออกจากห้องไปทางส่วนครัว หยิบเนื้อสัตว์และส่วนประกอบอื่นๆ จากตู้เย็นมาวางรวมกันตรงโต๊ะ มองวัตถุดิบนิ่งพลางคิดเมนูในใจ ไม่นานมนุษย์ใจบาปก็สวมบทพ่อครัวเริ่มลงมือทำอาหาร โดยมื้อแรกหลังจากที่ห่างกันไปของทั้งเขาและปีศาจคือสตูเนื้อ


    มนุษย์เหลือบมองนาฬิกาหลังบรรจุมื้อกลางวันลงกล่องเรียบร้อย พบว่าเข็มสั้นใกล้ชี้เลขหนึ่งบ่งบอกถึงบ่ายโมง โนอาร์เดินไวๆ เข้าห้องตัวเองเพื่อทำเวลา อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าลบกลิ่นควันอาหารตามตัว ก่อนจะกลับออกมาด้วยชุดสไตล์คนสวนอย่างทุกครั้ง ซึ่งไม่ได้ใส่หมวกคลุมหน้าอีกต่อไปเพราะไม่มีความจำเป็นต้องแฝงตัวดูพฤติกรรมของคนงาน
    เมื่อทุกอย่างพร้อม โนอาร์คว้ากล่องข้าวเดินออกจากบ้านและล็อกประตู ตรวจดูความเรียบร้อยคร่าวๆ ก่อนเดินขึ้นรถสีเทาเมทัลลิก ขับออกสู่ถนนอีกครั้ง โดยจุดหมายปลายทางคือสวนกล้วยไม้รฦกวัลย์



     รถสีเทาเมทัลลิกเคลื่อนจอดข้างรถกระบะสีดำคุ้นตา ผู้มาใหม่ลงจากรถพร้อมหิ้วกล่องอาหารในมือข้างหนึ่ง เดินอารมณ์ดีไปทางสำนักงาน แต่แล้วความสุขสงบก็พลันมลายสิ้น เมื่อคนงานหลายคนต่างวิ่งเข้ามาหาเขา ไม่ใช่เข้ามาทักทาย แต่มาถามว่าเจ้าของสวนอยู่กับเขาหรือไม่

    “เอทอสหายไป ตั้งแต่เมื่อไร?” คนเพิ่งรับรู้เรื่องราว เอ่ยถามคนงานด้วยใบหน้าที่เริ่มถมึงทึงขึ้นเรื่อยๆ
    “หลังวันที่คุณโนอาร์ไปทำธุระวันเดียวค่ะ คุณเอทอสมาที่นี่ตามปกติ แต่วันต่อมาก็หายไปค่ะ รถกระบะก็จอดไว้ที่นี่ บ้านพักก็ไม่อยู่”
    “เรือนกล้วยไม้หลังสวนเหมือนมีคนสู้กันด้วยครับคุณโนอาร์ สภาพพังเละเทะเลย พวกผมแจ้งตำรวจและช่วยกันตามหาแล้วแต่ตอนนี้ก็ยังไม่พบนายใหญ่ อยากติดต่อแจ้งข่าวให้คุณโนอาร์ แต่พวกเราไม่รู้เบอร์..”

    หลังได้ฟังเบาะแสสำคัญจากหนุ่มคนสวนคนหนึ่ง โนอาร์เพียงบอกว่าจะช่วยตามหา ก่อนรีบเดินออกจากกลุ่มคนงานที่รายล้อมเพื่อไปดูที่เกิดเหตุด้านหลังสวน บรรยากาศสบายๆ รอบตัวโนอาร์ในทีแรกแปรเปลี่ยนเป็นบรรยากาศกดดันอันตรายผสานกับใบหน้าของว่าที่คนรักนายใหญ่ ที่แม้จะดูเรียบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง แต่แววตาเย็นเยียบนั้นราวกับสามารถแช่แข็งทุกผู้คนที่คิดขวางทางให้หยุดหายใจในทันที ส่งผลให้กลุ่มคนงานทำได้เพียงมองส่งว่าที่คนรักของนายใหญ่ โดยไม่มีใครกล้าคิดตามไป แม้กระทั่งลุงสมัยเองก็ตาม

    บริเวณเรือนกล้วยไม้หลังสวนพังเสียหายจริงตามคำบอกเล่า เสาเหล็กด้านหนึ่งหักส่งผลให้ตัวเรือนล้มลงมา เศษซากกล้วยไม้และกระถางแตกกระจายทั่วทั้งพื้นที่ เหล่าดอกกล้วยไม้ถูกเหยียบย้ำไม่เหลือชิ้นดี โนอาร์มองภาพเบื้องหน้าด้วยนัยน์ตาเย็นยะเยือก มือข้างที่ถือหูหิ้วกล่องข้าวกำแน่นจนเส้นเลือดขึ้น ความโกรธเกรี้ยวเพิ่มสูงขึ้นจนหลอมละลายปลอกคอน้ำแข็งของสัตว์ร้ายในจิตใจ ความอันตรายดุร้ายแผ่ออกจากตัวมนุษย์ในรูปแบบจิตสังหารเย็นยะเยือก พร้อมแช่แข็งทุกสรรพสิ่งที่บังอาจแตะต้องปีศาจแสนสำคัญให้ดับสูญ บัดนี้ยมทูตน้ำแข็งเริ่มกวัดแกว่งเคียวไล่ล่าดวงวิญญาณ

    บรรยากาศเยือกเย็นของผู้มาเยือนผสมกับไอเย็นของเครื่องปรับอากาศในสำนักงาน ส่งผลให้ทุกผู้คนภายในอาคารแห่งนี้รู้สึกหนาวเหน็บราวกับจิตใจถูกเยือกแข็งจนติดลบ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมอง การเอ่ยทักทายหรือไถ่ถามไม่ต้องพูดถึง ทั้งอาคารเงียบสนิทคล้ายร้างผู้คนแม้ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น นอกจากเสียงย้ำเท้าของผู้มาใหม่ก็มีเพียงเครื่องปรับอากาศเท่านั้นที่กล้าส่งเสียง 

    “ระหว่างที่เอทอสไม่อยู่ คุณทุกคนต้องดูแลแทน ห้ามมีเรื่องผิดพลาดเด็ดขาด”

    เจ้าของบรรยากาศกดดันประกาศสั่งทุกคนด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ก่อนก้าวเข้าไปในห้องทำงานของนายใหญ่ โดยไม่คิดฟังคำตอบกลับ คนที่ได้รับผลกระทบที่สุดเห็นจะเป็นศิลา ที่ถูกนัยน์ตาเหมันต์ยามรัตติกาลเหลือบมองก่อนที่โนอาร์จะหายเข้าไปในห้อง การสบตาเพียงเสี้ยววินาทีราวกับคำสาป เตือนเป็นนัยว่าหากสวนรฦกวัลย์เกิดปัญหา ใครจะต้องรับผิดชอบ

    ภายในห้องทำงานของเจ้าของสวน ทุกอย่างยังคงปกติเรียบร้อย โนอาร์วางกล่องข้าวมื้อกลางวันที่ดูไร้ค่าในยามนี้ลงบนโต๊ะกระจกพลางมองสำรวจรอบห้อง สายตาสะดุดกับสิ่งหนึ่งตรงโต๊ะปีศาจ กระดาษที่เขาทิ้งไว้ก่อนออกไปทำงาน โนอาร์มองพลางใช้ปลายนิ้วลูบผิวกระดาษด้วยความอ่อนโยน ความรู้สึกเหมือนได้รับความใส่ใจจากปีศาจทำให้หัวใจเยือกเย็นอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เพียงแค่นั้น เพราะไม่นานทุกสรรพสิ่งก็กลับมาหนาวเหน็บดังเดิม
    การเดาตัวคนทำเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย ในเมื่อผู้ที่สามารถต่อกรกับปีศาจได้มีเพียงกลุ่มเดียว บวกกับความรู้สึกคล้ายถูกสายตาคู่หนึ่งเฝ้ามองหายไป ยิ่งยืนยันความคิดนั้นถูกต้อง สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือการออกตามหาแหล่งกบดาน จัดการพวกรนหาเรื่องและพาเอทอสกลับมา แต่หากเขาไม่สามารถพาปีศาจกลับมาได้ เขาจะส่งทุกผู้คนที่เกี่ยวข้องไปเป็นข้ารับใช้ และสุดท้ายหลังการล้างแค้นจบลง ผู้ลงทัณฑ์ขอเลือกหลับใหลไปตลอดกาล



     การตามหาใครสักคนโดยมีข้อมูลเพียงหน้าตาและลักษณะภายนอกนั้นเป็นเรื่องยาก เว้นแต่หากใครคนนั้นมีหน้ามีตาในโลกด้านสว่าง เช่นเดียวภาคิน นักธุรกิจอายุน้อยที่ขึ้นรับตำแหน่งบริหารในบริษัทของครอบครัวทันทีหลังเรียนจบ เหตุที่ต้องรับภาระหนักขนาดนี้หาใช่เพราะเป็นที่คาดหวังของครอบครัว กลับกันเลย เพราะไม่มีครอบครัวเหลืออยู่แล้วต่างหาก
    ภาคินกลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากพ่อแม่ถูกสังหารจากการเข้าไปขัดผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ส่งผลให้บริษัทขาดผู้นำและกำลังจะล้มลง ทนายของครอบครัวจำต้องรับหน้าที่หาคนเข้ามาบริหารแทนชั่วคราวและดูแลเด็กน้อยจนกว่าจะสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้
    แม้ชีวิตดูน่าเศร้าแต่นั่นไม่เกี่ยวกับการเข้ามายุ่มย่ามในชีวิตของปีศาจ ในเมื่อเป็นฝ่ายเลือกเอง ผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจากนี้ก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเช่นกัน

    ด้วยเหตุนี้รถสีเทาเมทัลลิกจึงหยุดอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ในหมู่บ้านจัดสรรของกลุ่มคนมีฐานะ คนขับลงจากรถในชุดสูทสีเทาภูมิฐาน กดกริ่งหน้าประตูรั้วและรออย่างใจเย็น จนกระทั่งมีแม่บ้านคนหนึ่งวิ่งเข้าสอบถามแขกที่ยืนรออยู่

    “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามาหาใครค่ะ”
    “ภาคินครับ ผมเป็นเพื่อนเขา พอดีผ่านมาแถวนี้เลยแวะมาเยี่ยม”
    “ตายจริง.. คุณคงยังไม่ทราบข่าว คุณภาคินประสบอุบัติเหตุพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลค่ะ”

    แม่บ้านตอบกลับด้วยท่าทีเศร้าสร้อยระคนเป็นห่วงนายของตน แต่หารู้ไม่ว่าการเผยที่อยู่นายกับคนแปลกหน้าโดยเลือกเชื่อเพียงลมปากและรูปลักษณ์ภายนอก อาจนำพาหายนะมาสู่นายของตน โนอาร์เพียงขานรับตอบกลับแต่นัยน์ตาเย็นเยียบ ไร้วี่แววตกใจหรือกังวลต่อเรื่องที่ได้ยิน ซึ่งอาการนิ่งเฉยไม่ใส่ใจของผู้ที่อ้างว่าเป็นเพื่อนของนายสร้างความแปลกใจให้กับแม่บ้าน แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกไป

    “ไม่ทราบว่าภาคินอยู่ที่โรงพยาบาลไหนหรือครับ ผมจะได้ไปเยี่ยมถูก”
    “ที่โรงพยาบาลXXX ค่ะ”

    หลังได้รับคำตอบ โนอาร์เพียงยิ้มมุมปากก่อนหันหลังกลับเดินขึ้นรถและขับออกไปโดยไม่คิดบอกลา ทิ้งแม่บ้านให้ยืนอยู่คนเดียวไม่ขยับเคลื่อนไหว แม้เพียงไม่กี่วินาทีแต่เธอรู้สึกราวกับร่างกายถูกแช่แข็งเมื่อเผลอมองสบนัยน์ตารัตติกาล ความหนาวเหน็บพลันเกิดขึ้นในจิตใจถึงขั้นทำให้รู้สึกขนลุกเสียวสันหลัง จนเธอต้องยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองคล้ายต้องการสร้างความอบอุ่น ทั้งที่ความจริงอากาศแสนร้อนอบอ้าว
    นี่ไม่ใช่ครั้งที่นายมีคนรู้จักมาหาที่บ้าน แม้บางคนจะมีท่าทางน่ากลัว แต่คนที่ภายนอกดูดีน่าคบหาทว่าให้ความรู้สึกอันตรายจนเผลอกลั้นหายใจเช่นนี้ เธอไม่เคยพบมาก่อน ถึงอย่างไรข้ารับใช้ก็พอสบายใจได้อย่างหนึ่ง เพราะคนรู้จักของนายลักษณะนี้ล้วนเขาหานายด้วยความจริงใจหาใช่ผลประโยชน์ และเธอก็หวังว่าชายเมื่อสักครู่นี้จะเป็นเช่นนั้น



    เวลาจวนเย็นย่ำ ชายในชุดสูทสีเทาพร้อมช่อดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ยืนถามเลขห้องผู้ป่วยกับนางพยาบาลตรงเคาน์เตอร์ก่อนผละออกไปขึ้นลิฟต์ ทุกท่วงท่าการขยับเคลื่อนไหวเรียกสายตาใครต่อใครให้จับจ้อง ใบหน้าเรียบนิ่งแสดงถึงความเย่อหยิ่งกลับดูดึงดูดและน่าค้นหา แม้ในความรู้สึกลึกๆ จะร้องเตือนว่าอย่าได้หลงกลกับรูปลักษณ์ภายนอก แต่ก็ไม่มีใครสามารถห้ามใจไม่ให้แอบเหลียวมองชายหนุ่มเมื่อครู่ได้เลย แม้อีกฝ่ายจะขึ้นลิฟต์ไปแล้วก็ตาม

    ทันทีเมื่อประตูลิฟต์ปิดลง บรรยากาศน่าคบหาของชายหนุ่มในชุดสูทที่ใครหลายคนต่างจับจ้อง พลันแปรเปลี่ยนเป็นบรรยากาศกดดันเย็นยะเยือก เมื่อเจ้าตัวโยนหน้ากากจอมปลอมทิ้งอย่างไม่ไยดี ในสังคมที่ใครต่อใครต่างชื่นชมสนใจเพียงเปลือกนอก การได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการจำต้องสวมหน้ากากปิดบังความรู้สึกแท้จริง อย่างเช่นเมื่อครู่ หากเขาเลือกเดินไปหานางพยาบาลขณะที่อารมณ์เต็มไปด้วยจิตสังหารพร้อมท่าทีคุกคาม การได้หมายเลขห้องพักของเป้าหมายอาจไม่ง่ายดายได้เช่นนี้

    ไม่นานลิฟต์ก็หยุดอยู่ ณ ชั้นที่หมาย ผู้มาเยี่ยมเดินผ่านโถงทางเดินเงียบเชียบไร้ผู้คน ก่อนหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องพักห้องหนึ่ง เมื่อเห็นว่าป้ายชื่อหน้าห้องตรงกับคนที่กำลังตามหา มือข้างที่ไม่ได้ถือดอกไม้จึงดันประตูเปิดทันที
    ภาคินที่เพิ่งฟื้นจากการหลับไปหนึ่งวันเต็มค่อยๆ หันมองคนเยี่ยม ชายผมสีดำสนิทเช่นเดียวกับนัยน์ตาในชุดสูทสีเทาเนื้อดีกับช่อดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ในมือ กำลังก้าวอย่างมั่นคงมาหาเขาที่เตียง ใบหน้าเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกราวกับเจ้าชายน้ำแข็งแต่แววตาเย็นเฉียบคล้ายกับมีพายุเหมันต์คลุ้มคลั่งอยู่ภายใน

    เมื่อถึงเตียงโนอาร์มองสำรวจสภาพสะบักสะบอมของเป้าหมายด้วยสายตาเย็นชา ตามตัวภาคินถูกพันด้วยผ้าพันแผลหลายแห่ง เท้าและแขนอย่างละข้างถูกเข้าเฝือกไม่ให้ขยับเคลื่อนไหว บริเวณหน้าผากมีผ้าพันแผลเป็นดวงสีแดงเล็กน้อยจากการซับเลือดที่ซึมทางปากแผล อาการบาดเจ็บเหล่านี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือของปีศาจ
    โนอาร์มองสภาพคนป่วยตรงหน้าด้วยรอยยิ้มมุมปากเชิงสมเพช ก่อนยื่นมือเข้าลูบบริเวณผ้าพันแผลตรงหน้าผากที่มีเลือดซึม ภาคินมองการกระทำของอีกฝ่ายด้วยความระแวงแต่ก็ไม่อาจขยับถอยหนีได้ ไม่นานความเจ็บปวดจากแผลที่หน้าผากพลันวิ่งกระจายไปทั่วร่าง เมื่อโนอาร์กดนิ้วตรงตำแหน่งเดียวกับที่มีเลือดซึม ส่งผลให้วงสีแดงบนผ้าพันแผลขยายตัวกว้างขึ้น พร้อมกับอาการเกร็งตัวกัดฟันของคนไข้ที่พยายามทนกับความเจ็บปวดโดยไม่ส่งเสียงร้องออกมา

    อาการต่อต้านผสานกับการจ้องตากลับอย่างไม่เกรงกลัวของภาคิน ราวกับต้องการกระตุ้นอารมณ์สัตว์ร้ายในตัวโนอาร์ ส่งผลให้น้ำหนักมือที่กดแผลเพิ่มเป็นเท่าทวี พร้อมกับมืออีกข้างที่ล้วงหยิบมีดสั้นข้างเอวรวดเร็ว ก่อนส่งคมมีดนั้นแทงลึกลงที่ไหล่ข้างที่มีผ้าพันแผลพันอยู่

    “อ๊ากกกก-!!!! อื้อออ!!!!!!”

    สุดท้ายภาคินก็พ่ายแพ้ให้กับโนอาร์ เมื่อคมมีดฝังลึกซ้ำตำแหน่งเดียวกับที่ถูกกรงเล็บของปีศาจ แต่เพียงแค่นี้ยังไม่สาสมกับคนที่บังอาจทำร้ายเอทอส ผู้ลงทัณฑ์ใช้ก้านของช่อดอกไม้อุดปากเหยื่อไม่ให้ส่งเสียงเหมือนกับที่อีกฝ่ายท้าทายเขาในทีแรก พร้อมกับออกแรงบิดมีดคว้านเนื้อตรงหัวไหล่เหยื่อให้เลือดไหลทะลักจากปากแผลที่ฉีกกว้าง ย้อมเศษผ้าสีขาวและชุดผู้ป่วยให้เป็นสีแดง ก่อนจะถูกฟูกเตียงซึมซับค่อยๆ แปรเปลี่ยนผ้าปูสีขาวบริสุทธิ์เป็นสีเดียวกับนัยน์ตาปีศาจที่คิดถึง

    ภาคินร้องดิ้นกับผืนเตียงเหนอะหนะจากเลือดด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส แต่ก็ทำได้เพียงเท่านั้น เมื่อเขาตอนนี้ไม่มีกำลังมากพอจะผลักอีกฝ่ายออกไป คมมีดกรีดลึกลากขึ้นจนชนกับกระดูกไหปลาร้า แต่แทนที่ผู้กระทำจะหยุดกลับเฉือนมีดขึ้นลงราวกับต้องการตัดกระดูกที่ขวางทิ้ง ความเจ็บปวดรวดร้าวจากคมเหล็กที่ขูดผิวเนื้อกระดูก ส่งผลให้หยาดน้ำตาลูกผู้ชายค่อยๆ ไหลซึมผ่านหางตาอย่างไม่อาจคุมได้
    ปฏิกิริยาทรมานของเหยื่อสร้างความพอใจให้กับโนอาร์ ก่อนเจ้าตัวจะผละออกไปพร้อมกระชากช่อดอกไม้ที่อุดปากอีกฝ่ายออก

    “ทำอะไรเอทอส เอทอสอยู่ไหน”
    “จะ.. จะถามหามันทำไม แฮ่กๆ.. มันหลอกใช้นายไม่รู้เหรอ!!”
    “ปึก!!”
    “อ๊ากกกกก!!! อึก!!”

    เมื่อคำตอบไม่เข้าหู โนอาร์เลือกสั่งสอนโดยการใช้กำปั้นทุบอีกฝ่าย ดูคล้ายกับบทลงโทษเล็กๆ ถ้าจุดที่กำปั้นกระแทกนั้นไม่ใช่ด้ามมีดที่ปักคาอยู่ตรงไหล่ แรงจากการทุบเต็มกำลังส่งคมมีดให้แทงลึกมากกว่าเก่า ทำให้คนถูกทำร้ายดิ้นพล่านบนเตียงพลางส่งเสียงร้องทรมาน จนผ่านไปสักพักหนึ่งคนเจ็บถึงพยายามกัดฟันข่มความเจ็บปวด และเริ่มพูดคุยกับคนของปีศาจอีกครั้ง

    “ตาสว่างสักทีโนอาร์... ไอ้ปีศาจนั่นมันยืมมือนายฆ่าคนเพื่อเอาวิญญาณไปให้มัน พอนายหมดประโยชน์เมื่อไร.. ปีศาจเวรนั่นมันไม่ปล่อยนายไว้หรอก”
    “...”
    “มันเป่าหูอะไร นายถึงได้เชื่อฟังมันขนาดนี้”
    “โง่”

    คำสั้นๆ จากปากโนอาร์ถึงกับทำให้คนพยายามอธิบายชะงักนิ่ง คนเลือดเย็นไล่ปลายนิ้วไปตามแขนของคนป่วย ก่อนจะจับข้อมืออีกฝ่ายขึ้นมา สัญชาติญาณร้องเตือนให้คนเจ็บกำมือแน่น แต่ก็ไร้ประโยชน์เมื่อนิ้วมือถูกคนลงทัณฑ์ง้างออกมาได้สามนิ้ว หัวใจคนรับโทษเต้นระส่ำเมื่อเห็นคนของปีศาจใช้สายตาเย็นเฉียบมองนิ้วมือของตน

    “หนึ่ง เรื่องฆ่าคน ฆ่าก่อนที่จะได้รู้จักเอทอสมานานแล้ว”
     “กร๊อบ!”
    “อ๊ากก!!!”

    นิ้วชี้ของภาคินถูกจับหักจนผิดรูป พร้อมกับเสียงร้องของคนถูกทารุณดังขึ้นอีกครั้ง แต่ผู้กระทำหาได้ใส่ใจเลื่อนขยับเตรียมหักนิ้วถัดไป

    “สอง เอทอสไม่เคยหลอกใช้ใคร แต่ถึงผมถูกหลอกจริง ก็ขอให้รู้ไว้ว่าผมเต็มใจ อย่าได้เข้ามายุ่ง”
    “กร๊อบ!” นิ้วกลางถูกหักจนผิดรูปและปล่อยทิ้งไม่ต่างจากนิ้วชี้
    “อ๊ากก!!!”
    “สาม ผมตั้งใจหาวิญญาณมาให้เอทอสเอง กลับเป็นเอทอสซะอีกที่ห้ามผมฆ่าใคร ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่ได้มีลมหายใจอยู่จนถึงตอนนี้”
    “กร๊อบ!”
    “อ๊ากก!!!”

    นิ้วสุดท้ายคือนิ้วนางมีชะตากรรมไม่ต่างจากสองนิ้วแรก โนอาร์ปล่อยมือภาคินทิ้งอย่างไม่ไยดี ไม่สนว่าแรงสะเทือนจะส่งผลต่ออาการบาดเจ็บจากนิ้วและสร้างความเจ็บปวดให้ผู้ถูกกระทำขนาดไหน

    “เลิกเสียเวลา เอทอสอยู่ไหน”

    ความเงียบคือสิ่งที่โนอาร์ได้รับ และแน่นอนความทรมานแสนสาหัสคือสิ่งที่ภาคินได้เป็นของตอบแทน เสียงร้องเจ็บปวดจึงดังลั่นห้องในความคิด แต่ความจริงกลับไม่มีใครได้ยินหรือเข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากเสียงเหล่านั้นถูกปิดทางด้วยก้านของช่อดอกไม้ที่อุดปาก บทลงทัณฑ์ดำเนินต่อไปจวบจนกระทั่งท้องฟ้ามืดมิด พร้อมกับร่างไม่ไหวติงของคนโดนทรมานจนหมดสติ
    สุดท้ายโนอาร์ก็ไม่ได้คำตอบว่าเอทอสอยู่ที่ไหน แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าปีศาจไม่ได้ถูกจับตัวไป คนเลือดเย็นใช้สายตาเย็นเฉียบไล่มองสภาพนักล่าปีศาจที่ใบหน้าซีดเผือดจากการเสียเลือด รวมถึงความบอบช้ำหนักหนาหลายแห่งจากน้ำมือของเขา ก่อนเอื้อมมือไปกระชากมีดออกจากไหล่ผู้รับโทษ และใช้ผ้าห่มบนตัวอีกฝ่ายเช็ดคราบเลือดบนใบมีดแล้วจึงเก็บลงซองข้างเอว

    โนอาร์เดินออกจากห้องพักผู้ป่วยเมื่อหมดธุระ โดยเลือกปล่อยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ในสภาพใกล้ตาย สุดท้ายจะรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าพยาบาลจะเข้ามาพบเร็วแค่ไหน เขาไม่สามารถฆ่าอีกฝ่ายได้แม้จะอยากมากเท่าไรก็ตาม หากไม่ได้รับคำอนุญาตจากเอทอส เขาก็ไม่มีสิทธิ แต่นั่นไม่ได้รวมถึงการที่อีกฝ่ายฆ่าตัวตายเองเหมือนนักการเมืองคนนั้น หรือการปล่อยให้คนในห้องทนพิษบาดแผลไม่ไหวและตายไป เพราะกรณีพวกนี้เขาไม่ได้ฆ่าตามที่สัญญากับปีศาจ แต่เป็นพวกนั้นต่างหากที่อ่อนแอ


    ผ่านไปสักพักใหญ่นางพยาบาลถึงได้เข้ามาเช็กอาการผู้ป่วย ภาพตรงหน้าทำให้เธอถึงกับตกตะลึงและช็อกในเวลาเดียวกัน เมื่อคนไข้นอนหมดสติในสภาพเลือดท่วมตัวหายใจแผ่วเบา นางพยาบาลรีบวิ่งเข้าไปปฐมพยาบาลห้ามเลือดคนไข้พลางกดปุ่มเรียกให้เจ้าหน้าที่มาช่วย สภาพบอบช้ำของคนไข้ทำให้เธอไม่กล้าจินตนาการว่าก่อนหน้านี้อีกฝ่ายโดนทารุณด้วยวิธีการใดบ้าง
    ระหว่างทำการช่วยเหลือเธอเหลือบเห็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ช่อหนึ่งตกอยู่ข้างเตียง ทันทีที่รู้ว่าเป็นดอกอะไรพลันทำให้หัวใจเธอกระตุกวูบ เมื่อดอกไม้นั้นคือดอกเบญจมาศขาว ดอกไม้ที่ใช้ประดับในงานอวมงคลอย่างงานศพ



(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-03-2020 17:31:06 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ต่อ)


    แม้ยามนี้แสงอาทิตย์จะเลือนหายไปแต่มนุษย์ก็ยังไม่หยุดตามหาปีศาจผู้เป็นที่รัก รถสีเทาเมทัลลิกวิ่งเข้าผืนป่าคุ้นเคยเมื่อนานมาแล้วก่อนจอดสนิทที่ตำแหน่งเดิม โนอาร์ลงจากรถพร้อมก้าวเท้าไวๆ หายเข้าไปในป่าด้านหน้า ความมืดห้อมล้อมบดบังจนแทบมองไม่เห็นทางไปต่อ ทว่ากลับไม่ใช่อุปสรรคเมื่อมนุษย์อาศัยความคุ้นชินในเส้นทาง ส่งผลให้ทุกย่างก้าวนั้นมั่นคงและเข้าใกล้จุดหมายขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานเงาบ้านไม้กลางป่าก็ปรากฏอยู่ตรงหน้ามนุษย์
 
    ผู้มาเยือนเปิดประตูเข้าไปในบ้าน ทุกอย่างมืดสนิทไร้สัญญาณสิ่งมีชีวิต บรรยากาศอ้างว้างเงียบงันราวกับเสียงหัวเย้ยหยันว่าสิ่งที่ตามหาไม่ได้อยู่ที่นี่ โนอาร์นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ท่ามกลางความมืดมิดโดยไม่คิดจุดไฟตะเกียงสร้างแสงสว่าง เหม่อมองสำรวจภาพเงาเลือนรางของสิ่งต่างๆ ภายในบ้าน ทุกสิ่งยังคงเดิมแต่ที่หายไปคือเจ้าของ
    แสงจันทร์ลอดผ่านกลีบเมฆส่องแสงตกกระทบบานหน้าต่าง เรียกให้มนุษย์ผู้โดดเดี่ยวหันมอง ดวงดาวมากมายส่องประกายบนท้องฟ้ามืดมิด ความรู้สึกราวกับย้อนกลับไปในคืนนั้น ต่างเพียงไม่มีแสงสว่างจากกองไฟ ไม่มีความอบอุ่นจากปีศาจข้างกาย ไม่มีเสียงทุ้มหนักแน่นคอยปัดเป่าความอ้างว้างในใจ เหลือเพียงความเงียบเหงาและมืดมนที่เป็นเพื่อนแท้คอยอยู่เคียงข้างเสมอตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิตมา

    ‘ถ้าไม่ไหว... เจ้าก็หนีหัวซุกหัวซุนมาหลบหลังข้าแล้วกัน’ ถ้อยคำในอดีตพลันหวนย้อนกลับมาอีกครั้ง
    “ผมหนีมาหาคุณแล้ว แต่คุณไม่อยู่”

    ‘แล้วเจ้า...จะมีแผลเพิ่มอีกไหม’
    “ครั้งนี้ผมไม่มีแผลหรือเจ็บตัวตามที่คุณต้องการแล้วนะ” กล่าวพลางมองสำรวจตามตัวที่ไร้รอยขีดข่วน

    ‘เจ้าพอจะรู้ไหมว่าความรู้สึกไม่ชอบพวกนี้มันหมายความว่าอะไร’
    “ผมรู้ มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ผมมีให้คุณ คุณรักผมแล้ว หึ... แต่คุณไม่เชื่อหรอก ผมถึงไม่ตอบคุณ”

    เสียงพูดตอบคนเดียวในบ้านไม้กลางป่ามืดสนิท แปรเปลี่ยนบรรยากาศน่ากลัววังเวงให้เหลือแต่เพียงความเศร้าหมองหดหู่ มนุษย์ผู้เลือดเย็นบัดนี้อยู่ในสภาพหมดแรงไร้พลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ค่อยๆ พาร่างอ่อนล้ามาทิ้งไว้บนเตียงไม้เย็นเยียบ ความเย็นจากผืนเตียงแผ่เข้าสู่ภายในจิตใจคล้ายมีน้ำแข็งเข้าปกคลุม ไม่นานโนอาร์ก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรกับเมื่อช่วงกลางวันโดยสิ้นเชิง
    ความเหนื่อยล้าไม่ได้เกิดจากร่างกายแต่เป็นความรู้สึกข้างใน เตียงที่ใช้นอนแม้จะเป็นของปีศาจเหมือนกันกลับให้ความรู้สึกหนาวเหน็บไม่อบอุ่นอย่างเคย รวมถึงบนใบหน้าเรียบนิ่งที่ไม่มีรอยยิ้มเล็กน้อยประดับอยู่อีกแล้ว แต่อย่างน้อยก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในสองช่วงเวลานี้ สิ่งนั้นคือโนอาร์อยู่ในบ้านปีศาจเพียงลำพัง



    ‘เจ้าคิดว่าการรักษาแบบมนุษย์มันใช้กับข้าได้อย่างนั้นหรือ’

    ‘ข้าเป็นปีศาจกินวิญญาณ แผลแค่นี้ไม่เท่าไรหรอกถ้าข้าได้กิน’

    ‘ข้าเสร็จธุระเมื่อไร จะกลับมา’

    ‘คุณจะไปไหน’

    ‘ป่าช้า’

    โนอาร์สะดุ้งตื่นหลังจากที่หลับเพียงไม่กี่ชั่วโมง ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท เหลือบมองนาฬิกาพรายน้ำตรงข้อมือบอกเวลาตีหนึ่งกว่า มนุษย์พลันหัวใจเต้นแรงขึ้นเมื่อนึกถึงอีกหนึ่งสถานที่ที่ปีศาจเคยพาไป รีบเดินออกจากบ้านไม้กลางป่าเพื่อกลับไปหารถสีเทาเมทัลลิก ระหว่างทางใช้โทรศัพท์โทรย้ำหาใครบางคนที่ต้องใช้ประโยชน์ ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าปลายสายจะยอมรับ

    [โนอารรร์... มีอาไรเหรอออ...] เสียงทักทายงัวเงียจากปลายสายเป็นการเริ่มต้นบทสนทนา
    “ไปรอที่ป่าช้าตรงXXX”
    [ป่าช้า?.. นายจะไปทำ-]
    “ติ้ด!”

    ไม่เสียเวลารอให้ปลายสายพูดจบ โนอาร์กดตัดสายก่อนก้าวขึ้นรถสีเทาเมทัลลิก เหยียบคันเร่งออกจากป่ามุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดพบ เหตุที่ต้องติดต่อให้อีกคนไปด้วยหาใช่เพราะเกรงกลัวต่อสิ่งเร้นลับ แต่เป็นเพราะไม่อยากเสียเวลาตามหาปีศาจไปกับภาพมายางี่เง่า หรือหากพบเอทอสที่นั่นจริง ยังสามารถใช้อีกฝ่ายไปเก็บวิญญาณระหว่างที่เขาให้ปีศาจนอนพักได้อีก ดังนั้นการเอาคนที่มีความสามารถด้านนี้ไปด้วยจึงเป็นตัวเลือกที่ดีและคุ้มค่าไม่น้อย



    เมื่อโนอาร์มาถึงบริเวณชายป่า พบคนที่นัดไว้ยืนพิงรถสัปหงกในสภาพชุดนอนลายผีน้อยน่ารักขัดกับเจ้าตัว แสงไฟจากหน้ารถมาใหม่ เรียกให้คนแอบงีบหลับลืมตาตื่นพลางบิดขี้เกียจเล็กน้อย ระหว่างรอใครบางคนลงจากรถและเดินมาหา แต่สิ่งที่คิดกลับผิดคาด แทนที่โนอาร์จะเดินมาหาเขากลับเดินเลยผ่านเข้าไปในป่าอย่างไม่แยแส และก็เป็นเขาเองที่ต้องรีบตามอีกฝ่ายไป

    “สรุปเรามาทำอะไรกันที่นี่เหรอ?”
    “ตามหาเอทอส” คำตอบประหยัดคำพูด ทำให้คนฟังขมวดคิ้วสงสัยก่อนขอให้อีกฝ่ายขยายความเพิ่ม
    “เอทอส? ปีศาจสุดที่รักของนายทำไมเหรอ อธิบายเพิ่มหน่อยสิโนอาร์”
    “เขาหายไป คิดว่าถูกนักล่าปีศาจเล่นงาน แล้วมาหลบอยู่ที่นี่เพราะคืนร่างมนุษย์ไม่ได้”
    “อา... ถ้าจำไม่ผิดคุณเขาเป็นปีศาจประเภทกินวิญญาณสินะ ลำบากหน่อยนะโนอาร์ หลงรักปีศาจไม่พอ ยังรักปีศาจที่ถูกล่าจนเกือบจะสิ้นเผ่าพันธุ์อีก”

    คำพูดของคนข้างตัวทำให้โนอาร์ขมวดคิ้วมุ่น แต่ถึงอย่างไรย่างก้าวเข้าไปในป่าลึกก็ไม่ได้หยุดลง เพียงใช้สายตาสั่งให้อีกคนพูดต่อ และมีหรือพ่อค้าที่กลัวเกรงโนอาร์อย่างจินจะไม่เข้าใจความหมาย

    “นายรู้ใช่ไหมว่าเมื่อก่อนปีศาจถูกไล่ล่าเป็นว่าเล่น”
    “ไม่”

    ถ้อยคำปฏิเสธการเกริ่นนำของโนอาร์ ถึงกับทำให้จินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเริ่มเรียบเรียงเรื่องใหม่ แต่ถึงอย่างนั่นสิ่งที่โนอาร์ตอบก็คือความจริง เขารู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่มนุษย์และยังมีกลุ่มคนคอยควบคุมจัดการ แต่ก็เท่านั้น รายละเอียดประวัติศาสตร์ยิบย่อยที่รู้ไปก็ไม่เกิดประโยชน์เขาจะเสียเวลาศึกษาทำไม ทว่าเหมือนคราวนี้โนอาร์คงต้องเปลี่ยนความคิดและเริ่มหาข้อมูลอย่างจริงจัง เมื่อเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับปีศาจของเขา

    “อ๊ะ เอาใหม่... เมื่อก่อนนะ พวกนักล่าปีศาจมองปีศาจทุกตนเป็นศัตรู ไม่สนหรอกว่าเป็นปีศาจดีหรือร้าย ถ้าเจอก็ฆ่าหมด”
    “แต่ประเภทปีศาจที่ถูกล่าที่สุดคือพวกกินวิญญาณ เหตุก็เพราะสิ่งที่พวกนั้นกินนั้นแหละ กลุ่มนักล่าปีศาจเชื่อว่าปีศาจพวกนี้ฆ่าคนเพื่อกินวิญญาณเป็นอาหาร ซึ่งนั่นก็จริงสำหรับปีศาจนอกคอกไม่กี่ตนน่ะนะ ส่วนใหญ่ปีศาจแบบคุณเอทอสมักจับวิญญาณเร่ร่อนกินไม่ทำร้ายมนุษย์ แต่สมัยนั้นใครจะสนล่ะ”
    “เป็นผลให้ปีศาจประเภทนี้ถูกกวาดล้างอย่างหนัก กว่าที่พวกนักล่าปีศาจจะตรัสรู้ว่าไม่ใช่ปีศาจทุกตัวที่เป็นศัตรูกับมนุษย์ ปีศาจกินวิญญาณก็แทบจะสิ้นเผ่าพันธุ์แล้ว”
    “แต่ถึงปัจจุบันปีศาจแบบคุณเอทอสก็ไม่ได้อยู่อย่างสงบหรอก เพราะพวกนักล่าปีศาจบางกลุ่มก็ยังเห็นปีศาจกินวิญญาณเป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องกำจัดทิ้งอยู่ดี ครั้งนี้คุณเอทอสคงโชคไม่ดีไปเจอคนพวกนั้นเข้าแหละ”

    โนอาร์รับฟังเรื่องราวจากจินอย่างตั้งใจและเจ็บใจในเวลาเดียวกัน เขาไม่น่าปล่อยให้นักล่าปีศาจมาป้วนเปี้ยนในชีวิตเอทอสเลย ไม่อย่างนั่นเรื่องพวกนี้คงไม่เกิด หลังจากพบตัวเอทอสและพาปีศาจกลับมาได้ นอกจากต้องเริ่มศึกษาประวัติของพวกนักล่าปีศาจ เขาอาจต้องเริ่มจัดการคนพวกนั้นไม่ให้เข้าถึงตัวเอทอสได้อีก

    ขณะนี้ทั้งจินและโนอาร์เดินเข้ามาในป่าลึกสักพักใหญ่แล้ว แต่กลับยังไม่พบสิ่งที่ตามหา ระหว่างทางมีบ้างที่โนอาร์ถูกภาพลวงหลอกให้หลงเดินตามไป แต่ก็ได้จินคอยเรียกไว้ทุกครั้ง จินรู้สึกเหมือนกำลังเดินวนในป่าอย่างไร้จุดหมาย ช่วงจังหวะที่ขอแวะพักเลยอาศัยโอกาสนั้นถามวิญญาณตนหนึ่ง จะได้รู้เสียทีว่าปีศาจที่โนอาร์ตามหาสรุปแล้วอยู่ที่นี่หรือพวกเขามาเก้อกันแน่

    “นี่พี่สาวหน้าเละ พี่เห็นปีศาจที่ชอบจับพวกเพื่อนๆ พี่กินไหม พวกผมกำลังตามจับอยู่”

    จินเอ่ยถามวิญญาณตนหนึ่งที่นั่งห้อยขาอยู่บนต้นไม้ ผีสาวไม่ได้ตอบหรือพูดคำใด เพียงชี้นิ้วไปทางด้านหนึ่งของป่าที่พวกเขายังไม่เคยเดินไป

    “ใจจ้าพี่สาวหน้าเละ เดี๋ยวจะทำบุญให้ แต่ถ้าพี่หลอกผม ผมจับพี่ส่งขายนะ”

    พ่อค้าวิญญาณในสภาพชุดนอนผีน้อย เอ่ยขอบคุณไม่วายแกล้งขู่วิญญาณหญิงสาว ก่อนเริ่มเดินนำทางโนอาร์ไปทางที่เพิ่งทราบเมื่อครู่นี้ เดินฝ่าความมืดและความรกของต้นไม้น้อยใหญ่ที่คอยขีดขวางเส้นทางสักพักหนึ่ง ภาพเงาเบื้องหน้าเริ่มปรากฏเป็นถ้ำลึกขนาดใหญ่ เห็นดังนั้นโนอาร์จึงรีบก้าวนำเข้าไปในความมืดของถ้ำ

     ภายในให้ความรู้สึกชื้นและเย็นกว่าด้านนอกค่อนข้างมาก ไฟฉายติดปืนถูกใช้ส่องสว่างเป็นแสงนำทาง จินได้แต่เดิมตามหลังโนอาร์และใช้มือลูบแขนตัวเองแก้หนาวไปพลางๆ เนื่องจากเขาไม่ได้พกไฟฉายมาด้วย ยิ่งเดินลึกเข้ายิ่งรู้สึกอึดอัดคล้ายกับอากาศหายใจเริ่มเบาบางลง และขณะที่จินกำลังเรียกคนด้านหน้าเพื่อขอพักก่อนนั้นเอง จู่ๆ โนอาร์ก็วิ่งทิ้งเขาไว้ข้างหลัง
    คนถูกทิ้งรีบมองตามว่าอีกฝ่ายจะไปไหนแล้วถึงกับสะดุ้งโหยง เมื่อเห็นดวงตาสีแดงเลือดนกคู่หนึ่งเรืองแสงส่องสว่างท่ามกลางความมืดตรงปลายถ้ำ จินค่อยๆ ก้าวตามไปจนพบว่าบัดนี้ชายผู้แสนเลือดเย็นกำลังตรวจดูบาดแผลสาหัสตามตัวปีศาจที่นั่งพิงผนังถ้ำอย่างเบามือ

    เอทอสในตอนนี้ถือว่าสภาพสะบักสะบอมไม่น้อย ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยแทงและรอยฟันจากอาวุธหลากชนิด กรงเล็บสองข้างเสียหายยับเยิน บริเวณส่วนท้องมีแผลใหญ่จากการถูกแทงทะลุหลายแผล สภาพปางตายขนาดนี้พ่อค้าวิญญาณไม่อยากจะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะยังมีลมหายใจอยู่ ถ้าไม่เห็นว่าแผ่นอกกว้างกำลังขยับขึ้นลงอย่างช้าๆ

    “ไปจับวิญญาณมาให้เอทอส เอาเฉพาะวิญญาณบาป”

    โนอาร์เอ่ยสั่งคนข้างหลังโดยไม่หันมอง ส่วนจินก็ทำได้เพียงแอบยักไหล่เบะปากล้อเลียนคนสั่งที่มัวแต่มองปีศาจด้วยความเป็นห่วง แล้วจึงค่อยออกไปหาวิญญาณตามคำของอีกฝ่าย ความจริงแล้วเขาก็รู้เช่นกันว่าหากปีศาจบาดเจ็บการกินจะทำให้สามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แต่สภาพปีศาจตอนนี้เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องใช้วิญญาณกี่สิบดวงถึงจะเพียงพอ

    หลังจินผละออกไป ภายในถ้ำอับชื้นเหลือเพียงปีศาจและมนุษย์ โนอาร์ยังคงเอาแต่มองสลับระหว่างใบหน้าปีศาจและบาดแผลหนักตามตัวร่างยักษ์ เอทอสมองมนุษย์ที่ทำหน้าเครียดคิ้วขมวด อยากจะเอานิ้วจิ้มหว่างคิ้วอีกฝ่ายให้คลายออก แต่ติดตรงความบอบช้ำจากกรงเล็บที่ใช้รองรับเหล่าอาวุธนับครั้งไม่ถ้วนนั้น สาหัสจนแม้เพียงขยับเล็กน้อยก็สร้างความทรมานมหาศาล

    “หาเจ้าของเจอ... แสนรู้..ดีนิ” ปีศาจพยายามเปล่งเสียงเย้าแหย่มนุษย์
    “คุณอย่าเพิ่งพูด มันสะเทือนแผลใช่ไหม รอให้อาการดีกว่านี้ก่อน ผมมีคำถามรอให้คุณพูดตอบเหมือนกัน”

    โนอาร์เอ่ยห้ามเอทอสด้วยนัยน์ตาแฝงไปด้วยความเป็นห่วงอย่างไม่คิดปิดบัง ส่งผลให้เอทอสจำต้องเงียบตามที่มนุษย์บอก โนอาร์ถอดสูทสีเทาราคาแพงออกก่อนใช้เป็นผ้าเช็ดคราบเลือดตามตัวปีศาจอย่างเบามือ ทุกการกระทำถูกเฝ้ามองผ่านนัยน์ตาเลือดนกเรืองแสง

    จวบจนกระทั่งเสร็จสิ้น มนุษย์โยนผ้าที่ชุ่มด้วยเลือดปีศาจไปที่มุมหนึ่งของถ้ำไม่ห่างจากที่นั่งอยู่มากนัก แม้การพยายามดูแลเมื่อครู่ไม่อาจช่วยอะไรได้เท่าไร แต่ก็ทำให้ร่างยักษ์รู้สึกสบายตัวขึ้นเล็กน้อย และเป็นเวลาเดียวกับที่จินกลับเข้ามาในถ้ำพร้อมเศษกิ่งไม้มากมายในอ้อมแขน คนเพิ่งมาเห็นแววตาเย็นเยียบของลูกค้าเอาใจยาก ก็รีบพูดแก้ตัวอธิบายก่อนที่ตัวเองจะโดนเล่นงานฟรี

    “ไม่ต้องจ้องแบบนั้นเลยนะ นายไม่ได้บอกก่อนว่ามาที่นี่ต้องจับวิญญาณด้วย ก็ต้องอาศัยของรอบตัวเก็บวิญญาณแบบนี้แหละ แถมใช้เสร็จเอามาทำกองไฟได้อีก คุณเอทอสบาดเจ็บขนาดนี้ไปไหนไม่ได้หรอก คืนนี้ก็คงต้องนอนนี่แหละ มีกองไฟหน่อยจะได้อุ่นๆ ในนี้หนาวจะตาย”

    คำอธิบายยาวเหยียดนั้นเข้าหูโนอาร์เพียงแค่เศษไม้เหล่านั้นมีวิญญาณสถิตอยู่ โนอาร์ขยับถอยห่างเล็กน้อยพลางใช้สายตาสั่งให้พ่อค้าในบทบาทคนรับใช้ป้อนวิญญาณให้ปีศาจ จินวางกองกิ่งไม้แห้งลงข้างตัวเอทอส ก่อนหยิบกิ่งหนึ่งขึ้นมาคลายด้ายสีขาวที่พันออก รีบคว้าดวงไฟวิญญาณที่ลอยออกมาก่อนส่งเข้าปากปีศาจ ทำแบบนี้จนกองไม้ลดลงไปครึ่งหนึ่ง ปีศาจถึงเริ่มขยับกรงเล็บหยิบวิญญาณในกิ่งไม้ขึ้นกินเอง
    โนอาร์มองปีศาจที่เริ่มฟื้นตัวด้วยความพอใจ การที่อีกฝ่ายอยู่ในสภาพบาดเจ็บนานขนาดนี้คงเป็นเพราะไม่สามารถออกล่าวิญญาณได้เอง ไม่เช่นนั้นคงหายและออกจากป่านานแล้ว

    ไม่นานวิญญาณที่จินหามาก็ถูกปีศาจกินจนหมด บาดแผลจากการถูกฟันและแทงตามตัวที่ไม่ค่อยลึกมากค่อยๆ สมานตัว กรงเล็บสองข้างเริ่มขยับเคลื่อนไหวได้มากขึ้น แต่ถึงอย่างไรแผลใหญ่ที่ช่องท้องก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น โนอาร์เตรียมหันไปสั่งจินที่แอบหลบมุมขนไม้มาก่อกองไฟให้ไปหาวิญญาณมาบรรณาการปีศาจเพิ่ม แต่ก็ถูกนัยน์ตาเลือดนกห้ามไว้ก่อน ส่งผลให้มนุษย์ผู้เชื่อฟังปีศาจละความตั้งใจและเข้ามานั่งข้างๆ ดูอาการอีกฝ่าย

    “เป็นยังไงบ้าง”
    “ไหนบอกไม่ให้ข้าพูดไง”
    “ตอนนี้คุณอาการดีขึ้นแล้ว พูดได้”
    “หึ สั่งขนาดนี้เป็นแม่ข้า?”
    “ไม่เป็นแม่”
    “...”
    “จะเป็นเมีย”
    “โครม!!”

    สิ้นเสียงคำตอบกลับหน้าตายของโนอาร์ ถึงกับทำให้ปีศาจผู้รับฟังเบิกตากว้างขึ้นระดับหนึ่งด้วยความไม่คาดคิดว่ามนุษย์จะตอบตรงเช่นนี้ พร้อมกับเสียงโครมใหญ่จากมุมหนึ่งของถ้ำที่เรียกให้ทั้งปีศาจและมนุษย์หันมอง พบว่าเป็นจินที่บัดนี้นอนกลิ้งอยู่บนพื้นถ้ำ มีกิ่งไม้ตกกระจายรอบตัว ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบเด้งตัวขึ้นมาเก็บรวบเหล่ากิ่งไม้ พลางรีบเอ่ยแก้ตัวเร็วๆ

    “ไม่มีอะไรๆ ทำไม้ตกเฉยๆ คุยกันต่อเลยไม่ต้องสนใจ เมื่อกี้ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เป็นมงเป็นเมียอะไรไม่ได้ยินไม่ต้องห่วง ว่าแต่ในนี้มันแคบเนาะ เสียงก็ก้องด้วย ทำอะไรระวังหน่อยมันจะสะเทือนแผล ขอออกไปก่อกองไฟข้างนอกแล้วกัน เพราะอีกไม่นานแถวนี้คงร้อนน่าดู ถ้าเสร็จแล้วก็ออกมาล่ะ ไปละ! ฝันดิ- เอ.. ไม่ต้องหรอกเนาะ เพราะคงไม่ได้นอน”

    หลังการพูดแก้ตัวรวดเร็วจนแทบฟังไม่ทัน คนคิดไปไกลก็รีบหอบกองไม้วิ่งออกไปทางปากถ้ำ ส่งผลให้ภายในถ้ำเหลือเพียงเอทอสและโนอาร์ กับไฟฉายให้แสงสว่างรางๆ หนึ่งกระบอก ปีศาจมองคนต้นเรื่องด้วยสายตาระอา ส่วนมนุษย์เพียงยิ้มมุมปาก ก่อนเอ่ยปากบอกให้ปีศาจหลับพักผ่อนจะได้หายไวๆ
    ดังนั้นภายในถ้ำอับชื้นจึงมีร่างมนุษย์และปีศาจนั่งหลับพิงผนังถ้ำเคียงข้างกัน โดยที่มนุษย์เอนหัวไปซบไหล่หนาของปีศาจด้านข้าง

    “เมื้อกี้ผมพูดจริง”
    “จะให้ข้าพัก ก็อย่าชวนคุย”



บท12 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2020 19:06:41 โดย biOmos »

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 270
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
หายไวๆนะ เอาใจช่วย ทั้งคู่ ติดตาม รอ และขอบคุณผู้แต่งมากๆ จ้า เป็นกำลังใจ ให้เสมอ รักเรื่องนี้ มาก รอ.. จร้า^^

ออฟไลน์ tamm8527

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :impress2: :impress2: :impress2: อ่านแล้วรู้สึกชอบมากค่ะ แบบว่าไม่ค่อยเห็นพล็อตแบบนี้ จิตขนาดนี้ อิอิ จะรอติดตามตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
เพิ่งเข้ามาอ่าน ชอบอ่ะ เป็นมงเป็นเมียไม่ได้ยินอะไรทั้งน้านนน
นายเอกนี่สุดยอดไปเลย ขอบอก
 :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ P.PIM

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
นี่แหละที่ตามหา อยากอ่านอะไรดาร์กๆ เกี่ยวกับความตายมากๆ เรื่องนี้คือโดนใจมาก(ถึงจะโหดจนขั้นจิตกว่าที่คิดก็เถอะ) เลิ้ฟมาก
ส่วนตัวเราว่าเลือกตัวละครได้ดีเลยนะ เพราะถ้าตัวเอกจิตขนาดนี้จะให้คู่กับคนธรรมดา คือเป็นไม่ได้ได้เลยที่จะจบสวย ชอบการเอาเรื่องปีศาจมาผสมด้วย การเล่าเรื่องพื้นหลังให้ความรู้สึกเหมือนในหนังแนวๆนี้ของฝรั่งแต่ก็ยังมีความไทยอยู่ๆหน่อย เลยชอบที่ไม่ได้เจาะจงว่าเรื่องมันอยู่ในพื้นทีไหน ชอบตรงนี้มาก ส่วนเรื่องฉากสู้ยอมรับตรงๆว่างงนิดหน่อย อาจจะเพราะเรานึกภาพตรงนี้ไม่ค่อยออก แต่ไม่ถึงขั้นไม่เข้าใจเลย
อีกอย่างที่ชอบคือความค่อยเป็นค่อยไปแต่พูดตรงของทั้งคู่ เลยเป็นความค่อยเป็นค่อยไปที่คืบหน้าเร็วมาก และชอบความตลกเบาๆที่ทำให้ยิ้มมุมปากได้ โดยเฉพาะอีมุกไม่เป็นแม่จะเป็นเมียของคุณโนอาร์ มาโดยที่ไม่คาดฝันว่าจะมาในสถานการณ์แบบนี้และมีจินเป็นพยาน

สรุปก็คือเราชอบเรื่องนี้มากๆ เลยอยากเป็นกำลังใจให้คุณคนเขียนนะคะ  :katai2-1:  อาจจะเขียนยาวไปนิส แต่อยากบอกจริงๆนะ

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0

    ท่ามกลางความมืดและเย็นชื้นภายในถ้ำหินลึก มีดวงตาสีเลือดนกเรืองแสงคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมนุษย์ที่หลับใหลไม่ได้สติ แม้ข้างในนี้ไม่จะสามารถมองเห็นภายนอกทำให้ไม่ทราบถึงเวลา แต่เจ้าของนัยน์ตาสีแดงรู้ว่าอีกไม่นานดวงอาทิตย์จะขึ้นจากเส้นขอบฟ้า เพื่อสาดแสงอบอุ่นปัดเป่าความมืดมิดออกไปจากโลก และนั่นคือเวลาที่เขาต้องออกจากที่นี่เพื่อกลับไปกับมนุษย์ตรงหน้า แต่ติดปัญหาเล็กน้อย
    แม้อาการบาดเจ็บจะทุเลาลงแต่ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นปกติ ในตอนนี้เขายังไม่มีกำลังพอที่จะสามารถแปลงเป็นมนุษย์ได้ และสิ่งที่ทำให้พลังฟื้นคืนเร็วที่สุดเพื่อให้เพียงพอในการคงรูปลักษณ์มนุษย์เป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากต้องกินเพิ่ม ดังนั้นปีศาจจึงค่อยๆ จับมนุษย์ที่นอนพิงไหล่เขาอยู่ให้หลับพิงผนังดีๆ แล้วจึงลุกออกไปอย่างแผ่วเบาราวกับเกรงว่าจะทำให้มนุษย์ตื่น

    “หมับ!”
    “คุณจะไปไหน”

    ร่างสูงใหญ่ของปีศาจชะงัก เมื่อข้อมือถูกมนุษย์คว้าจับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงถามและนัยน์ตาสีรัตติกาลไร้ซึ่งความง่วงงุนกำลังจ้องมองมา

    “นอนไป ตอนนี้ยังไม่เช้า ข้าจะออกไปกินเพิ่ม”
    “ไม่คิดว่าเวลาบาดเจ็บคุณจะหิวขนาดนี้ ตอนอยู่บ้านกลางป่าทำไมคุณไม่บอกผม ผมจะได้หามาให้มากกว่านั้น” มนุษย์เอ่ยพร้อมคลายมือที่จับปีศาจออก ก่อนยืดแขนบิดขี้เกียจเพื่อไล่ความเมื่อยขบ
    “ข้าไม่ได้กินเพราะหิว”

    เอทอสตอบกลับพลางจ้องมนุษย์นิ่ง ที่นี่ไม่เหมือนบ้านกลางป่า ไม่มีที่พักคอยกันลมหนาวให้ความอบอุ่น ไม่มีลำธารสำหรับดื่มหรือล้างหน้าให้รู้สึกสดชื่น มีแต่เพียงผืนป่ารกชัฏและวิญญาณเร่ร่อนมากมาย แม้โนอาร์จะไม่แสดงอาการอะไรออกมา แต่เป็นเขาเองที่ไม่อยากให้มนุษย์อยู่ในสถานที่แบบนี้นานนัก เพราะทั้งไม่สะดวกสบาย และไม่ปลอดภัยหากปล่อยมนุษย์ที่มีกลิ่นอายวิญญาณชั่วร้ายเข้มข้นขนาดนี้อยู่ที่นี่นานๆ เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแล้ว และเขาไม่ต้องการให้เกิดขึ้นซ้ำอีก แม้ท้ายที่สุดอีกฝ่ายจะปกป้องตัวเองได้ก็ตาม

    “แล้วเพราะอะไร?” โนอาร์ถามพลางเลิกคิ้วขึ้น
    “ถ้าไม่นอนก็ออกไปรอหน้าถ้ำซะ ข้ากินเสร็จเมื่อไรจะได้กลับ”

    ปีศาจเลือกสั่งแทนการตอบคำถาม ก่อนลุกขึ้นยืนและเดินหายไป ปล่อยให้มนุษย์ที่ยังสับสนเล็กน้อยอยู่ในถ้ำเพียงลำพัง โนอาร์มองตามแผ่นหลังกว้างและร่องรอยบาดแผลที่ยังไม่สมานดีของปีศาจจนลับสายตา แล้วจึงค่อยลุกขึ้นเดินไปหยิบเสื้อสูทที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังตรงมุมหนึ่งของถ้ำ และค่อยออกไปรอหน้าปากทางตามคำของเอทอส


    เมื่อมาถึงบริเวณหน้าถ้ำ ภาพเบื้องหน้าคือผืนป่ามืดมิดเงียบสงัดเนื่องจากยังไม่ถึงช่วงเวลารุ่งสาง พบจินนอนหลับสนิทหนุนแขนขดตัวเพราะอากาศเย็น ห่างไปไม่มากนักมีกองไฟใกล้มอดคอยให้ความสว่างและอบอุ่น โนอาร์เดินมานั่งข้างกองไฟก่อนยื่นมือไปอังคลายหนาว ไม่คิดปลุกหรือสนใจเจ้าของกองไฟราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงธาตุอากาศ

    บรรยากาศโดยรอบนอกเขตที่แสงจากกองไฟส่องถึงนั้นแสนเงียบงันและวังเวง มีเพียงเสียงลั่นเบาๆ ของฟืนไม้ที่แตกหักเพราะความร้อน และเสียงแว่วเรียกหาไกลๆ ในเงามืดของผืนป่าด้านหน้าราวกับต้องการล่อลวงให้ใครก็ตามที่ได้ยินออกตามหาต้นตอ เรื่องแปลกประหลาดไม่ชอบมาพากลเหล่านี้อาจทำให้ใครหลายคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันขนลุกซู่ และอาจยิ่งขวัญผวามากขึ้นเมื่อนึกได้ว่าป่าที่ล้อมรอบกายอยู่ตอนนี้หาใช่ป่าธรรมดาทั่วไป แต่เป็นป่าช้าฝังศพ
    ทว่าช่างน่าเศร้าสำหรับเหล่าสิ่งเหนือธรรมชาติ เมื่อผู้ที่กำลังเผชิญเหตุการณ์ชวนหลอนในขณะนี้หาใช่คนปกติสามัญ ดังนั้นความผิดแปลกรอบกายจึงไม่แม้แต่เรียกความสนใจจากโนอาร์ซึ่งกำลังจมอยู่กับความคิดตัวเองได้เลย กลับเป็นจินเสียอีกที่ต้องตื่นจากฝันหวานเพราะเสียงอื้ออึงรบกวนพวกนั้น คนเพิ่งตื่นแทบหายจากการสะลึมสะลือทันที เมื่อเห็นเหล่าวิญญาณจำนวนมากรายล้อมอยู่นอกระยะที่แสงจากกองไฟส่องถึง

    การต้องมานอนกลางป่าที่เต็มไปด้วยวิญญาณเช่นนี้ แน่นอนเพื่อให้สามารถพักผ่อนได้อย่างปลอดภัยจำต้องอาศัยเครื่องมือคุ้มกัน ซึ่งในที่นี้คือแสงจากกองไฟที่พ่อค้าเสริมบางอย่างลงไปด้วย ทำให้นอกเหนือจากการทำหน้าที่คอยให้แสงสว่างและความอบอุ่น ยังทำหน้าที่กางเขตแดนป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามา

    “หาว~ อื้อฮือ มาทำอะไรกันเยอะแยะเนี่ย...”
    “อยากได้โนอาร์เหรอ ไม่ได้ๆ ผู้ชายเนื้อหอมคนนี้เป็นของคุณเอทอสนะ อยากโดนจับกินหมดป่าหรือไง”

     จินเอ่ยพูดคุยกับเหล่าวิญญาณอาฆาตมากมายด้วยท่าทีสบายๆ พลางอ้าปากหาวบิดขี้เกียจ ก่อนตอบกลับเหล่าวิญญาณที่จ้องจะเอาโนอาร์ไปเป็นตัวตายตัวแทน ราวกับเป็นผู้จัดการคอยกันเหล่าแฟนคลับออกจากนักร้องนักแสดงที่มักเห็นบ่อยๆ ตามโทรทัศน์ ต่างกันเล็กน้อยที่ผู้รับบทนักแสดงไม่ได้ดึงดูดแฟนคลับด้วยเสน่ห์หรือความสามารถ แต่เป็นความชั่วร้ายที่แผ่ออกมา และเหล่าแฟนคลับที่หมายเอาชีวิตไม่ใช่ต้องการขอถ่ายรูปจับมือ

    “คุณเอทอสยังไม่ตื่นเหรอโนอาร์” จินหันไปชวนโนอาร์คุย เมื่อเห็นว่าป่วยการที่จะเจรจาให้วิญญาณแยกย้ายไป
    “ออกไปหาวิญญาณเพิ่ม”
    “อ๋อ มิน่าล่ะ พวกนี้ถึงกล้า” คนมองเห็นวิญญาณเอ่ยพลางกวาดสายตามองรอบตัว
    “บอกข้อมูลนักล่าปีศาจทั้งหมดที่รู้มา”

    ประโยคต่อบทสนทนาของโนอาร์ไม่ได้เข้ากับหัวข้อก่อนหน้าแม้แต่น้อย ทว่านี่คือสิ่งที่คนเลือดเย็นกำลังคิดอยู่ตั้งแต่เดินออกจากถ้ำจนถึงตอนนี้ สิ่งที่พวกนักล่าปีศาจทำไม่ใช่แค่การล้ำเส้นที่เขาขีดไว้ แต่เป็นการบังอาจแตะต้องกับสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเขา ดังนั้นข้อตกลงที่ปล่อยให้เอทอสจัดการเองจึงถือเป็นโมฆะ และเมื่อใดที่ปีศาจหายดี เขาจะเริ่มออกล่าทุกผู้คนที่เกี่ยวข้อง จะได้รู้ว่าปีศาจของเขารู้สึกอย่างไรที่ต้องถูกทำร้ายทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

    “อา... นี่คงไม่ได้คิดจะกำจัดนักล่าปีศาจทั้งหมดหรอกใช่ไหม”

    จินถามกลับอย่างกลัวใจอีกฝ่ายหลังฟังคำถามเมื่อครู่ แต่สิ่งที่ได้รับคือความเงียบและนัยน์ตาเรียบนิ่งกดดัน แม้เขารู้ดีว่าโนอาร์แข็งแกร่งขนาดไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกล้มไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว ส่งผลให้พ่อค้าจำต้องเอ่ยอธิบายและพยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายให้เปลี่ยนใจ

    “โนอาร์นี่ไม่เหมือนกับท่านนิรัชนะ ที่พอจัดการตัวหัวหน้าได้ทุกอย่างก็จบ”
    “ถึงนักล่าปีศาจจะคล้ายนักฆ่าที่แฝงตัวในสังคม ไม่รู้ว่าเป็นใครและมีจำนวนเท่าไร แต่สิ่งที่ต่างคือพวกนี้สื่อสารกันเสมอ ถ้าเห็นว่าอะไรเป็นภัยจะร่วมกันจัดการ ไม่เหมือนนักฆ่าที่หมดผลประโยชน์เมื่อไรก็ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกัน สิ่งที่นายกำลังคิดไม่ต่างจากเอาตัวเองไปยืนในที่สว่าง และรอให้พวกนั้นเล่นงานจากมุมมืดเลยนะ”
    “แล้ว?”
    “...นายห่วงชีวิตตัวเองบ้างไหมเนี่ย ถ้าตายขึ้นมาทำไง”
    “ก็แค่ตาย ไม่เห็นจะเป็นอะไร”

    คำตอบกลับราวกับไม่แคร์ถึงกับทำให้จินที่พยายามอธิบายชะงัก แววตาเรียบนิ่งไร้ความหวาดหวั่นและดูหยิ่งทะนงบอกเป็นนัยว่าอีกฝ่ายไม่คิดที่จะเปลี่ยนใจ แต่ถึงอย่างนั้นจินก็ยังไม่ยอมแพ้ใช้ไพ่ตายเข้าสู้ เพราะลึกๆ ในใจแล้วเขาไม่อยากสูญเสียคนที่อาจเรียกได้ว่าเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวไป แม้อีกฝ่ายจะดูใจร้าย โรคจิต เลือดเย็น และไม่ได้เห็นเขาเป็นเพื่อนก็ตาม

    
    “ถ้านายเป็นอะไรไป แล้วคุณเอทอสล่ะ”
    “มั่นใจว่าถึงตอนนั้นอย่างน้อยศัตรูของเอทอสก็หายไปมากพอสมควร และต่อจากนี้เขาจะได้อยู่อย่างสงบสุขมากขึ้น ไร้พวกมารผจญคอยรังควาน”
    “เลือดเย็นจังนะโนอาร์... แม้แต่คุณเอทอสนายยังใจร้ายกับคุณเขาขนาดนี้”
     “ใจร้าย? ไร้สาระ”

    ไม่ว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนชั่วช้าเลือดเย็นมากเท่าไรโนอาร์ไม่เคยคิดสน เพราะนั้นคือเรื่องจริง แต่การจะหาว่าเขาใจร้ายกับเอทอสนั้นช่างไร้สาระ เขารักและเป็นห่วงปีศาจยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรเขาจะสรรหามาให้ ไม่ว่าใครเข้ามาทำร้ายปีศาจเขาจะจัดการให้หมดสิ้น แม้อาจต้องแลกด้วยชีวิตก็พร้อมสละได้ไม่คิดเสียดาย แล้วไฉนเขาถึงถูกมองว่าใจร้ายกับเอทอส

    “นายน่ะใจร้ายโนอาร์ เข้าไปอยู่ในชีวิต ทำให้คุณเขาผูกพัน พอคิดจะไปก็ไป ไม่คิดเหรอว่าคุณเอทอสจะรู้สึกยังไงถ้านายต้องตายเพราะเขา”
    “...”
    “นายไม่ได้อยู่คนเดียวเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะโนอาร์ นายมีคุณเอทอส นึกถึงความรู้สึกคุณเขาบ้าง”

    ดูเหมือนไพ่ตายของจินจะได้ผล เมื่อนัยน์ตารัตติกาลของคนใจร้ายมีความวูบไหวเล็กน้อยตอนฟังอีกมุมหนึ่งที่เจ้าตัวไม่เคยนึกถึง แต่ถึงอย่างนั้นภายในดวงตาสีดำสนิทก็ยังแฝงความดื้อรั้นและเย่อหยิ่งในส่วนลึก ทว่าเพียงเท่านี้ผู้หวังดีอย่างจินก็พึงพอใจแล้วที่สามารถทำให้โนอาร์ผู้แสนเด็ดขาดเกิดความลังเลใจขึ้นมา
    ส่วนขั้นต่อไปเขาอาจต้องหาโอกาสบอกเรื่องนี้กับคุณเอทอส เพราะผู้ที่สามารถกำราบและคุมโนอาร์ได้ นอกจากปีศาจเขาก็นึกไม่ออกแล้ว

    เมื่อการเกลี่ยกล่อมดูเหมือนจะเป็นไปในทางดี พ่อค้าจึงกลับมาให้ความสนใจกับสิ่งรอบกายอีกครั้ง จึงเพิ่งรู้ตัวว่าขณะนี้เป็นเวลารุ่งเช้าแล้ว แสงอาทิตย์แห่งวันใหม่ลอดผ่านช่องว่างของต้นไม้ พร้อมกับกลุ่มวิญญาณอาฆาตมากมายที่เลือนหายไป ซึ่งสาเหตุไม่ใช่เพราะถูกแสงอรุณขับไล่ แต่เป็นชายผิวแทนร่างสูงใหญ่ เจ้าของนัยน์ตาดุสีอำพันที่กำลังเดินมุ่งหน้ามาทางนี้

    “กลับกันได้แล้ว”
    “คุณเอาเสื้อผ้ามาจากไหน”

    สิ่งที่โนอาร์เลือกถามปีศาจไม่ได้มีความเข้ากับสถานการณ์แม้แต่น้อย นัยน์ตาสีรัตติกาลกวาดมองเสื้อผ้าที่เอทอสใส่ เสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอก ปลดกระดุมสองเม็ดพอให้เห็นแผงอกแกร่ง และกางเกงยีนส์ดำที่เจ้าตัวชอบใส่เวลาไปสวน แม้ชุดจะมีรอยฉีกขาดและดูสกปรกเหมือนเอาไปคลุกฝุ่นมา แต่กลางป่าลึกเช่นนี้ปีศาจกลับสามารถหาเสื้อผ้าสวมใส่ได้นั้นช่างน่าสงสัย

    “ทำไม อยากเห็นข้าเปลือย?”

     เอทอสเอ่ยเย้าแหย่ตามนิสัย แต่อาจลืมไปว่าคนที่กำลังพูดอยู่ด้วยนี้คือโนอาร์ ดังนั้นสิ่งที่ได้รับตอบกลับจึงเป็นการพยักหน้า และสายตาจริงจังจับจ้องราวกับต้องการมองให้ทะลุเสื้อผ้าที่เขาใส่

    “หยุดปากตรงกับใจบ้าง ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร”
    “และข้าเคยแปลงกลับเป็นมนุษย์ต่อหน้าเจ้า พร้อมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมก่อนคืนร่างจริงแล้ว เพิ่งมาสงสัยอะไรตอนนี้”

    เอทอสเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเอือมระอา ก่อนหันไปทักทายจินที่ยืนเป็นอากาศธาตุสักเล็กน้อย และจึงเริ่มเดินนำทางออกจากป่า ช่วงจังหวะที่พ่อค้าได้ทักทายพูดคุยกับปีศาจ เขาพยายามจะเอ่ยถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่อีกฝ่ายไม่อยู่ แต่กลับถูกเจ้าของเรื่องรู้ทัน ใช้แววตาเยียบเย็นสั่งไม่เข้าพูดเอ่ยสิ่งใด พร้อมกับเจ้าตัวที่เดินไปประกบปีศาจ ทิ้งพ่อค้าให้เดินตามหลังคนทั้งคู่ ซึ่งเป็นการปิดโอกาสเขาไปโดยปริยาย


    สองมนุษย์หนึ่งปีศาจเดินเรื่อยๆ จนถึงชายป่า พบรถสีขาวและสีเทาเมทัลลิกจอดอยู่ กล่าวลากันเล็กน้อย ก่อนแยกย้ายไปขึ้นรถของตน เอทอสสังเกตเห็นจินที่มักพูดเก่งกลับนิ่งเงียบ และลอบมองเขาอยู่บ่อยครั้งคล้ายมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ปีศาจจึงเอ่ยถามอีกฝ่ายที่กำลังก้าวขึ้นรถ

    “จิน มีอะไรก็พูดมา”

    เสียงทุ้มใหญ่เรียกให้พ่อค้าที่กำลังขึ้นรถหันมอง แต่เบื้องหลังร่างสูงใหญ่กลับถูกนัยน์ตาคนเลือดเย็นมองข่มไว้ ส่งผลให้คนที่ถูกเรียกอึดอัดทำอะไรไม่ถูก ใจหนึ่งก็อยากพูด อีกใจหนึ่งก็กลัว และดูเหมือนปีศาจจะเข้าใจจึงได้เอ่ยช่วยเขา

    “โนอาร์ ขึ้นรถไปก่อน” เอทอสพูดกับคนด้านหลังโดยไม่ได้หันกลับไป
    “ไม่”
    “งั้นก็เลิกแผ่จิตสังหารกดดันสักที”

     สุดท้ายปีศาจก็ต้องหันกลับไปคุยกับมนุษย์ด้านหลัง โนอาร์มองตอบปีศาจนิ่ง ไม่มีท่าทีว่าจะลดจิตสังหารลงหรือกลับขึ้นรถไป ผิดวิสัยปกติที่อีกฝ่ายจะฟังเขาเสมอ แต่ถึงอย่างนั้นปีศาจก็มีวิธีจัดการ

    “มาหาข้า โนอาร์” เอทอสพูดขึ้นก่อนหันกลับไปมองจิน ส่งผลให้โนอาร์ต้องเดินมาหยุดอยู่ข้างตัวปีศาจ
    “มายืนตรงหน้าข้า”

    คนโดนสั่งขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ยังทำตามคำพูดของปีศาจ เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า พลางเงยหน้าขึ้นมองว่าเอทอสคิดจะทำอะไร

    “หมับ!”

    วงแขนกว้างของร่างสูงใหญ่โอบล้อมร่างกายคนตรงหน้า ก่อนดึงเข้าหาตัวรวดเร็วจนคนไม่ทันตั้งตัวหน้ากระแทกแผงอกแกร่งเต็มแรง ผู้ไม่เคยถูกสัมผัสใกล้ชิดเผลอขืนตัวตามสัญชาตญาณเล็กน้อย แต่เพียงไม่นานก็เลิกเกร็งตัวและเริ่มยกแขนกอดตอบ พลางใช้หน้าซุกซบบริเวณแผงอกกว้างของปีศาจที่โผล่พ้นกระดุมเสื้อ เมื่อรู้ว่าตอนนี้ตนเองกำลังตกอยู่ในอ้อมกอดใคร

    “มีอะไรก็ว่ามา จิน”

    เสียงทุ้มใหญ่ของเอทอส ทำให้คนที่กำลังจมอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นได้สติว่าเสียรู้ให้ปีศาจเสียแล้ว โนอาร์เกร็งตัวพยายามดันตัวออกจากอีกฝ่าย แต่กลับถูกแขนแกร่งโอบรัดแน่นขึ้น ส่งผลให้มนุษย์เริ่มดิ้นหนีและออกแรงผลักเพื่อสู้กลับปีศาจ

    “อึก.. อย่าดิ้นโนอาร์”

    คำพูดของเอทอสผสานกับสัมผัสชื้นคล้ายเลือดซึมจากเสื้อบริเวณรอนกล้ามเนื้อแน่นตรงช่วงท้องปีศาจ ทำให้ทุกการกระทำของโนอาร์หยุดชะงัก นิ่งเป็นหุ่นปั้นไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว เพราะเกรงว่าอาจทำให้ปีศาจบาดเจ็บเพิ่ม

    ฝ่ายปีศาจเมื่อเห็นว่ามนุษย์ในอ้อมแขนไม่มีทีท่าว่าจะดิ้นหนีอีก จึงลูบหัวอีกฝ่ายเป็นรางวัล สำหรับเอทอสที่อยู่กับโนอาร์จนเริ่มเข้าใจความคิดของกันละกัน เขามีวิธีมากมายในการจัดการให้มนุษย์อยู่ในการควบคุม ซึ่งการใช้อาการบาดเจ็บของตนเองเป็นตัวประกันก็ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดการณ์ไว้
    เอทอสลูบหัวโนอาร์สักพักจนแน่ใจว่ามนุษย์สงบลงแล้ว จึงส่งสัญญาณให้จินที่ยืนเป็นตัวประกอบอยู่นานเริ่มพูด พ่อค้าสูดหายใจเข้าลึกก่อนเริ่มบอกสิ่งที่เขาอึดอัดอยากพูดมานาน

    “โนอาร์วางแผนจะไปจัดการพวกนักล่าปีศาจทั้งหมด หลังจากคุณหายดีครับคุณเอทอส”
    “คุณน่าจะรู้ดีว่าพวกนั้นอันตรายแค่ไหน แต่โนอาร์ก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ ผมฝากคุณช่วยจัดการหน่อยนะครับ และก็ช่วยกันอย่าให้หมอนี่มาเล่นงานผมด้วย การที่ผมบอกคุณเรื่องนี้ผมเสี่ยงตายมากเลยนะ ประกันชีวิตให้ผมหน่อย”
    “อืม” เอทอสขานรับในลำคอพร้อมพยักหน้าเล็กน้อย เพื่อให้อีกฝ่ายมั่นใจ
    “เฮ้อ... สบายใจละ คุณอย่าเพิ่งปล่อยโนอาร์นะ ให้ผมขับรถออกไปสักพักหนึ่งก่อนแล้วค่อยปล่อย ฝีมือตามสืบของหมอนี่น่ากลัวมาก”

    หลังได้พูดกล่าวอย่างที่ตั้งใจ จินจึงกลับมาเริงร่าตามเดิม รีบขึ้นรถสีขาวเตรียมขับหนี ก่อนไปไม่ลืมกล่าวลาและอวยพรเล็กน้อย เผื่อคนที่โดนปีศาจกอดอยู่จะได้ปรานีเขาบ้าง

    “ไปละ รักกันนานๆ นะทั้งสองคน บาย~”


    รถสีขาวของพ่อค้าขับหายไปจากสายตาสักพักหนึ่งปีศาจจึงเริ่มคลายกอดมนุษย์ แต่แทนที่โนอาร์จะผละออกกลับใช้สองมือปลดกระดุมเสื้อของร่างสูงใหญ่อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เอทอสอึ้งกับการกระทำของมนุษย์จนแทบหาเสียงตัวเองไม่เจอ

    “..จะทำอะไร” ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่ก็ยังคงยืนนิ่งปล่อยให้โนอาร์ปลดกระดุมจนถึงเม็ดสุดท้าย

    ทันทีที่แผงกระดุมถูกปลดหมดสิ้น สองมือขาวแหวกเสื้อคนตรงหน้าออก เผยให้เห็นผิวสีแทนดูดีบนแผงอกกว้างแข็งแรงและรอนกล้ามท้องแน่น เป็นภาพเร่าร้อนชวนให้ยกมือลูบสัมผัส แต่ตอนนี้สิ่งที่มนุษย์ให้ความสนใจคือบาดแผลตรงช่วงท้องของปีศาจ แม้สภาพอาการจะดีกว่าเมื่อคืนค่อนข้างมาก แต่ร่องรอยบาดแผลก็ยังไม่ได้สมานตัวดีนัก ส่งผลให้การขยับเคลื่อนไหวฉับพลัน อาจทำให้ปากแผลกลับมาเปิดอีกครั้งเหมือนกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้

    “คุณยังไม่หาย” โนอาร์คิ้วขมวดเงยหน้ามองอีกฝ่าย
    “ข้ากินแล้วจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ไม่ใช่หายเลย” เอทอสเอ่ยตอบพลางติดกระดุมเสื้อ เมื่อเห็นว่ามนุษย์จ้องจนพอใจ
    “คุณควรอยู่ที่นี่อีกสักวัน”
    “ข้ากินพอแล้ว เหลือแค่ปล่อยให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง”
    “ให้ผมช่วยหา-”
    “ไม่ ข้าไม่อนุญาต รวมถึงเรื่องที่เจ้าจะจัดการกับพวกนักล่าปีศาจ”

    เอทอสเอ่ยดักทางโนอาร์ เพราะมั่นใจว่าสิ่งที่มนุษย์กำลังจะพูดคงหนีไม่พ้นอาสาหาวิญญาณมาให้ จึงอาศัยโอกาสนี้ห้ามเรื่องที่อีกฝ่ายจะไปยุ่งกับพวกนักล่าปีศาจด้วยทีเดียว ซึ่งแน่นอนปฏิกิริยาตอบกลับของโนอาร์คือคิ้วที่ขมวดมากกว่าเดิมและแววตาเยียบเย็นแฝงด้วยความไม่พอใจ

    “ทำไมคุณต้องปกป้องพวกนั้น ทั้งที่คุณถูกทำร้าย”
    “ข้าปกป้องเจ้า โนอาร์”
    “ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดต้องให้ใครมาดูแล”

    โนอาร์เอ่ยตอบกลับตามความคิดของตัวเอง ไม่ทันระวังว่าคำพูดเมื่อครู่จะกระทบใครบางคน ดวงตาสีอำพันที่กำลังสบกับนัยน์ตารัตติกาลเกิดความวูบไหวเล็กน้อย ก่อนจะละสายตาไปมองทางอื่นไม่สบตากับมนุษย์ตรงหน้าอีก
    เจ้าของคำพูดเสียดแทงเพิ่งรู้ตัวถึงกับชะงัก ภายในใจพลันกระตุกวูบกับความพลาดพลั้งของตัวเอง พยายามเอ่ยแก้ไขความเข้าใจผิด

    “...ผมไม่ได้หมายความอย่างที่คุณคิดนะครับ”
    “อืม”

    ถึงจะได้รับคำตอบกลับไม่ถือสาจากปีศาจ แต่มนุษย์กลับไม่รู้สึกสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย บรรยากาศเงียบชวนอึดอัดเมื่อต่างคนต่างไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ และเป็นเอทอสที่ตัดสินใจบอกว่าควรกลับบ้านพักทรงไทยประยุกต์เสียที ก่อนเดินนำขึ้นรถสีเทาเมทัลลิก ส่งผลให้มนุษย์ที่ภายนอกดูนิ่งเฉยแต่ภายในปั่นป่วนกระวนกระวาย จำต้องขึ้นรถตามและขับออกจากสถานที่แห่งนี้



    ภายในห้องโดยสารของรถสีเทาเมทัลลิกยังคงเงียบสงบเหมือนทุกครั้ง เมื่อผู้โดยสารเป็นหนึ่งมนุษย์และปีศาจ แต่ที่ต่างไปคือความรู้สึกชวนอึดอัดใจ โนอาร์อาศัยช่วงเวลารอไฟแดงทำลายความเงียบในที่นี้ ด้วยการโทรหาศิลาแจ้งข่าวเรื่องพบตัวเจ้าของสวน

   “เจอเอทอสแล้ว ปลอดภัย”
    “...คุณอยากคุยกับศิลาไหมครับ”

    สองประโยคแรกคนพูดตอบกลับปลายสายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะหันมาพูดกลับปีศาจข้างตัวด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้อ่อนลง พลางยื่นโทรศัพท์ให้
    เอทอสพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนรับเครื่องมือสื่อสารไป ถามพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องภายในสวนและคนงานสักพักหนึ่ง แล้วจึงวางสายส่งคืนเจ้าของที่ตั้งใจนั่งฟังบทสนทนาระหว่างเขากับศิลาอย่างเปิดเผย

    “นึกว่าสวนข้าโดนเจ้าเผาไปแล้วเสียอีก”

    ปีศาจเอ่ยแซวมนุษย์เรื่องที่อีกฝ่ายเคยโกรธจนจุดไฟเผาบ้าน เพื่อช่วยทำลายบรรยากาศชวนอึดอัดระหว่างกัน ส่งผลให้รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าของโนอาร์ นัยน์ตารัตติกาลประกายขึ้นด้วยความดีใจ

    “ถ้าไม่ติดว่าเป็นสวนของคุณ ผมคงเผาไปแล้ว”
    “พวกหัวรุนแรง”

    แม้ฟังดูเหมือนถูกว่ากลายๆ แต่ใบหน้าเจ้าของรถที่เคลื่อนตัวเมื่อสัญญาไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวกลับยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้มมุมปาก ก่อนเอ่ยถามปีศาจข้างกายว่าเริ่มหิวหรือยังและอยากกินอะไรเป็นพิเศษ เพราะยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงวันแล้ว

    “เจ้าทำแล้ว จะถามข้าทำไม” เอทอสตอบพลางเอื้อมมือไปหยิบกล่องอาหารตรงเบาะด้านหลังรถ
    “ผมทำไว้ตั้งแต่เมื่อวาน คงเสียแล้ว ว่าจะเอาไปกินตอนกลางวันกับคุณที่สวน แต่เกิดเรื่องก่อน”
    “ข้างในคืออะไร”
    “สตูเนื้อ”
    “ข้าอยากกินสตูเนื้อ”

    ชื่อเมนูที่เอทอสต้องการสำหรับมื้อเที่ยงนี้ ทำให้หัวใจเยือกเย็นของโนอาร์พลันอบอุ่นขึ้น แม้เหมือนปีศาจจะตอบแบบไม่คิดอะไร แต่นั้นแสดงให้เห็นว่าปีศาจใส่ใจความรู้สึกของเขา อยากให้อาหารมื้อแรกระหว่างเรา เป็นไปอย่างที่เขาเคยตั้งใจไว้

    ด้วยเหตุนี้บรรยากาศชวนอึดอัดก่อนหน้าจึงพังทลายสิ้น ด้วยน้ำมือของทั้งมนุษย์และปีศาจที่ช่วยกันจัดการ ส่งผลให้บรรยากาศภายในรถแม้จะเงียบงันเมื่อไม่มีใครต่อบทสนทนา แต่ก็เต็มไปด้วยความสงบและผ่อนคลายของทั้งสอง



(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-03-2020 17:31:31 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ต่อ)


    จวบจนรถสีเทาเมทัลลิกถึงบ้านพักทรงไทยประยุกต์ โนอาร์เห็นรถตำรวจและเจ้าหน้าที่สองนายกำลังยืนอยู่หน้าบ้าน จึงหยุดจอดและหันไปพูดกับปีศาจเชิงให้รออยู่ในรถสักครู่ แล้วจึงเปิดประตูลงไปคุยกับเจ้าหน้าที่เพียงลำพัง

    “มีอะไรหรือเปล่าครับ” โนอาร์แสร้งถามกับตำรวจอย่างเป็นมิตร แต่นัยน์ตานิ่งสนิท
 
    เจ้าหน้าที่ทั้งสองมองสลับระหว่างใบหน้าของคนที่เข้ามาทักทายและรถสีเทาเมทัลลิกด้านหลัง เทียบกับรูปเบาะแสคนร้ายจากกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาล พบว่าทุกอย่างในภาพแทบตรงกับชายผู้นี้ทั้งสิ้น จึงเอ่ยเชิญอีกฝ่ายไปโรงพักตามหน้าที่

    “เมื่อวานนี้มีเหตุผู้ป่วยถูกทำร้ายอาการสาหัส ทางเราสงสัยว่าคุณอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงขออนุญาตเชิญคุณไปโรงพักเพื่อให้ปากคำ”
    “เหมือนจะเป็นการเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ เมื่อวานนี้ผมอยู่กับคนรักทั้งคืน มีพยานยืนยันชัดเจน และตอนนี้ผมไม่สะดวกที่จะไปกับคุณ เพราะต้องดูแลคนรักที่ไม่สบายและรออยู่ในรถ”

    โนอาร์กล่าวปฏิเสธพร้อมแจงเหตุผลพลางเหลือบมองไปทางรถสีเทาเมทัลลิกด้านหลัง เรียกให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองมองตาม แต่ก็ไม่อาจมองเห็นคนรักที่ผู้ต้องสงสัยอ้างได้ เพราะกระจกทั้งคันรถติดฟิล์มดำสนิท เมื่อหันกลับมาอีกทีก็พบว่าผู้ต้องสงสัยกำลังโทรศัพท์หาใครบางคน

    [สวัสดีครับ] เสียงจากปลายสายเอ่ยทักทาย
    “เริ่มเกมลักซ่อน เกมจะจบหรือดำเนินต่อไปขึ้นอยู่กับคุณ”

    คนโทรหาเอ่ยทักทายปลายสายด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ก่อนส่งโทรศัพท์ให้หนึ่งในเจ้าหน้าที่เป็นผู้คุยต่อ

    “นี่ครับ พยาน”
    “สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าเมื่อวานนี้... ท่าน! ครับๆ ทราบครับ... ครับไม่มีปัญหาครับ..”

    ตำรวจผู้รับโทรศัพท์สอบถามปลายสายตามหน้าที่ แต่ก็ต้องตกใจเมื่อรู้ว่าคู่สนทนาเป็นใคร จึงรีบตอบกลับด้วยความกระฉับกระเฉง ไม่นานก็วางสายก่อนส่งมือถือคืนเจ้าของ

    “ผมคงไม่ต้องไปให้ปากคำแล้วใช่ไหมครับ” โนอาร์เอ่ยถามหลังรับมือถือคืนเรียบร้อย
    “ไม่ต้องแล้วครับ ขออภัยที่รบกวนเวลา”

    เจ้าหน้าที่เอ่ยตอบกลับผู้ต้องสงสัยด้วยความเกรงใจ เพราะชายคนนี้เป็นถึงคนรู้จักของหัวหน้าตนเอง ก่อนจะรีบชวนเพื่อนตำรวจกลับขึ้นรถและขับหายไปเมื่อหมดธุระ

    ผู้ที่โนอาร์โทรหาเมื่อครู่นี้คือนายตำรวจยศใหญ่คนสนิทของอดีตของเล่น เนื่องด้วยเพราะโรงพยาบาลที่นักล่าปีศาจอยู่ บังเอิญอยู่ในเขตพื้นที่ที่นายตำรวจนั่นรับผิดชอบโดยตรง ดังนั้นเขาเลยเลือกไปเยี่ยมอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย และจงใจทิ้งเบาะแสให้ตำรวจสามารถตามสืบจนพบ แต่ก็เท่านั้น
    ทั้งหมดทำเพื่อแสดงให้คนเจ็บหนักในโรงพยาบาลรู้ว่า ไม่ว่าจะสู้กันในโลกสว่างอย่างการใช้กฎหมาย หรือการสู้กันในโลกมืดเช่นการต่อสู้ห้ำหั่นกัน ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของโลกไหน ก็ไม่มีทางเอาชนะเขาได้

     คนเจ้าแผนการมองส่งรถเจ้าหน้าที่จนลับสายตา แล้วจึงเดินไปเลื่อนรั่วบ้านทรงไทยประยุกต์ให้เปิดออก ก่อนเดินกลับขึ้นรถเตรียมขับเข้าบ้าน แน่นอนมนุษย์ถูกปีศาจที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถามไถ่ทันที ซึ่งโนอาร์ขอบ่ายเบี่ยงว่าจะยอมเล่าทุกอย่างหลังทานมื้อกลางวันร่วมกัน

    เมื่อเข้ามาภายในบ้าน ปีศาจพบว่าทุกอย่างยังคงปกติ ข้าวของไม่ได้ถูกรื้อค้นพังเสียหายอย่างที่เขาคิด และดูเหมือนมนุษย์ก็คงไม่รู้เรื่องที่ว่าบ้านหลังนี้ถูกพวกนักล่าปีศาจบุกรุกเช่นกัน ซึ่งนั่นคือเรื่องดี เพราะเขาไม่อยากเตรียมหาบ้านใหม่

    “คุณไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ระหว่างรอผมทำมื้อเที่ยง”

    โนอาร์พูดกับเอทอสพลางมองชุดอีกฝ่ายที่เลอะฝุ่นสกปรกมอมแมม ซึ่งปีศาจไม่ปฏิเสธเพราะรู้สึกเหนียวตัวเช่นกัน จึงเดินแยกไปทางห้องของตนเอง จวบจนเข้ามาในห้องพักจึงได้หันกลับไปถามคนด้านหลังที่เดินตามมา ไม่ยอมไปทำอาหารอย่างที่พูดไว้สักที

    “มีอะไร”
    “ผมลองคิดดู บางทีคุณอาจอาบน้ำลำบาก ผมเลยมาช่วย”

    คำตอบกลับหน้าตายของโนอาร์ มีเจตนาแอบแฝงชัดเจน เอทอสมองมนุษย์นิ่งสักพัก ก่อนที่ใบหน้าคมดุจะปรากฏรอยยิ้มพร้อมแววตาสีอำพันสื่อความนัย ร่างสูงใหญ่เริ่มขยับเข้าใกล้พลางใช้แขนตวัดรัดช่วงเอวมนุษย์เข้าหาตัว
    ฝ่ายคนเริ่มไม่คิดว่าปีศาจจะเล่นด้วยจริง ภายในใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมา แต่ถึงอย่างนั้นมือกลับเลื่อนลูบไล้มัดกล้ามเนื้อแข็งแรงเพื่อกระตุ้นอารมณ์อีกฝ่าย พลางเอียงคอหลบให้ปีศาจก้มลงมาคลอเคลียได้โดยง่าย

    “เจ้าอยากช่วยข้า” เสียงกระซิบทุ้มต่ำแหบพร่าพร้อมกับลมหายใจร้อนเป่ารดใบหู
    “อืม...”
    “ดี..” ลมหายใจร้อนวกกลับมาที่ซอกคอขาว รู้สึกถึงปลายจมูกโด่งที่กดลงกับผิวเนื้อเพื่อสูดดมราวกับมนุษย์เป็นดอกไม้หอมหวาน
    “อา.. เอทอส”
    “งั้นก็ไปทำอาหารซะ ข้าจะได้อาบน้ำสักที”
    “ปึง!!”

    เสียงประตูห้องพักปิดอัดหน้า เรียกมนุษย์ที่ลุ่มหลงในสัมผัสได้สติ ถึงเพิ่งรู้ว่าตอนนี้ตัวเองถูกดันออกมานอกห้องของเจ้าบ้านเรียบร้อยแล้ว
    โนอาร์ยืนอึ้งสะพักหนึ่ง ไม่คิดว่าเอทอสจะมาไม้นี้ แต่ถึงอย่างนั้นบนใบหน้าคนโดนหลอกกลับปรากฏรอยยิ้มมุมปากมีความสุข ก่อนยอมเดินกลับไปส่วนครัวเพื่อทำมื้อกลางวันตามคำอีกฝ่าย พลางใช้มือลูบบริเวณที่ถูกปีศาจซุกไซ้เมื่อครู่ไปด้วย เพราะรู้ดีว่าสัมผัสก่อนหน้าเป็นของจริงไม่ได้แสร้งทำเหมือนที่ปีศาจแสดง เนื่องจากช่วงหนึ่งที่มือโนอาร์ลูบผ่านแผงอกแกร่ง เขาสัมผัสถึงจังหวะหัวใจของเอทอสที่เต้นแรงไม่แพ้กัน



    หลังมื้ออาหารแรกระหว่างหนึ่งมนุษย์และปีศาจจบลง ก็ถึงเวลาที่โนอาร์จะต้องเล่าเหตุการณ์หน้าบ้านให้เอทอสฟังตามสัญญา ดังนั้นทั้งคู่จึงย้ายสถานที่มานั่งตรงโซฟาห้องรับแขกเพื่อให้พูดคุยได้สะดวก

    “คุณต้องสัญญาว่าจะไม่โกรธ”

    ถึงแม้จะเพียงไม่นาน แต่มนุษย์ไม่ปรารถนาที่จะรู้สึกอึดอัดใจเหมือนเหตุการณ์ในป่าเมื่อช่วงเช้าอีก จึงเอ่ยดักปีศาจไว้ก่อน และดูเหมือนปีศาจจะเข้าใจเลยตอบกลับเพื่อทำให้มนุษย์สบายใจขึ้น

    “ข้าไม่รับปาก เลิกถ่วงเวลา เล่าเสียที”

    โนอาร์มองหน้าปีศาจตรงหน้านิ่งงัน ส่วนปีศาจก็ใช้นัยน์ตาสีอำพันมองกลับพลางเลิกคิ้วเล็กน้อยคล้ายต้องการเร่งและยั่วอารมณ์มนุษย์ไปในตัว ซึ่งสุดท้ายผู้พ่ายแพ้ย่อมเป็นโนอาร์ ยอมเริ่มเปิดปากเล่าตามที่อีกฝ่ายต้องการ

    “ตอนผมรู้ว่าคุณหายไป เลยตามหาตัวภาคินเพราะคิดว่าอาจได้คำตอบว่าคุณอยู่ที่ไหน”
    “ผมเจออีกฝ่ายนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล คงเพราะผลจากการสู้กับคุณ”
    “ผมถามว่าคุณอยู่ไหน แต่ภาคินไม่ยอมตอบ ผมจึงต้องบังคับเล็กน้อย”
    “เล็กน้อยของเจ้าคืออะไร ว่ามา”
    “ใช้มีดแทงกับกรีดนิดหน่อย และหักนิ้วสองสามนิ้ว แต่ไม่ถึงตายนะครับ”
    
    หลังเอทอสฟัง แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจเท่าไรนักที่โนอาร์สามารถทำร้ายคนเจ็บคาโรงพยาบาลได้โดยไร้ความรู้สึกผิด แต่ถึงอย่างนั้นในส่วนลึกปีศาจก็อดรู้สึกดีไม่ได้ ที่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังเชื่อและพยายามทำตามคำพูดเขาว่าจะไม่ฆ่าใคร แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ซึ่งอาจต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการทำให้มนุษย์ที่มีกลิ่นอายชั่วร้ายเข้มข้น เริ่มมีกลิ่นอายความบริสุทธิ์เป็นส่วนผสม แม้จะยาวนาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีหวังเลย

    “ครั้งนี้ข้าไม่ว่าเจ้า เพราะฝ่ายเริ่มก่อนคือฝั่งนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าอนุญาตให้เจ้าไปจัดการคนอื่นเพิ่มเติมอีก”
    
    โนอาร์ยิ้มเล็กน้อยเชิงขอบคุณที่เอทอสไม่ถือโทษ แต่ก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธว่าจะทำตามคำพูดของอีกฝ่าย และเอทอสก็ไม่ได้ทวงถามส่งผลให้บทสนทนาหัวข้อนี้จบลง ก่อนที่ไม่นานปีศาจจะเริ่มต้นหัวข้อถัดมา

    “แล้วเจ้าทำยังไง ตำรวจพวกนั้นถึงยอมกลับ”

    คำถามต่อมาทำให้นัยน์ตารัตติกาลวาววามขึ้นด้วยความสนุกเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่โนอาร์จะตอบกลับตามตรง

    “ผมมีเส้นสาย”
   
    

    เวลาล่วงเลยถึงช่วงเวลายามวิกาลเงียบสงัด สองชีวิตในบ้านทรงไทยประยุกต์แยกย้ายกันพักผ่อนในห้องของตน แต่ในความจริงกลับไม่มีใครหลับ เมื่อปีศาจเจ้าบ้านสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณของมนุษย์หลายคนกำลังห้อมล้อมบ้านหลังนี้ และมนุษย์ที่รู้สึกเหมือนถูกเฝ้ามองจากรอบด้านตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ

    โนอาร์ลุกออกจากเตียงแผ่วเบา ไม่ต้องใส่เข็มขัดอาวุธเพราะครั้งนี้เขาไม่ได้ถอดออกเมื่อสัมผัสถึงความไม่น่าไว้วางใจ ก่อนย่างเท้าเงียบเชียบไร้เสียงเปิดประตูเข้าไปในห้องของเจ้าบ้าน
    ห้องมืดสนิทเนื่องจากเจ้าของเลือกปิดม่านและหน้าต่างทุกบานผิดวิสัยเจ้าตัว ราวกับต้องการปิดกั้นห้องนี้ไม่ให้ถูกรับรู้ได้จากภายนอก ดวงตาสองคู่มองสบท่ามกลางความมืด รับรู้กันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด มนุษย์เดินเข้าไปหาปีศาจที่ยืนหลบอยู่ในมุมมืดของห้อง และไม่นานผู้บุกรุกก็เริ่มเผยตัว

    “แกร๊ก!”

    บานหน้าต่างถูกสะเดาะกลอนและเปิดออกอย่างเบามือ ก่อนจะตามด้วยร่างในผ้าคลุมสีดำปกปิดใบหน้า ย่างเท้าแผ่วเบาเข้าหาเตียงกว้างพร้อมกับหยิบบางสิ่งออกมาจากผ้าคลุม ทุกการกระทำของผู้บุกรุกอยู่ในสายตาดุดันของปีศาจและเยียบเย็นของมนุษย์
    ปืนคือสิ่งที่ผู้บุกรุกถืออยู่ในขณะนี้ เล็งจ่อไปที่บางอย่างใต้ผ้าห่มบนเตียงกว้าง ก่อนกดลั่นไกหมายสังหาร

    “ปัง!!”
    “พรึบ! ปึง!!”
    “อั่ก!”
    “โครม!!!”

    ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น ปีศาจข้างกายมนุษย์กลับคืนร่างแท้จริงรวดเร็ว ก่อนพุ่งตัวใส่ผู้บุกรุกฉับพลันพร้อมใช้กรงเล็บใหญ่กระชากคออีกฝ่าย เหวี่ยงอัดกระแทกร่างผู้บุกรุกใส่ผนังกำแพงเต็มแรงจนอีกฝ่ายส่งเสียงร้องดังอั่กด้วยความจุก และเป็นเวลาเดียวกันกลับที่ทั้งประตูและหน้าต่างถูกกลุ่มคนผ้าคลุมสีดำหลายคนพังเข้ามาหมายจะรุมจัดการปีศาจ ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่อย่างหนึ่งที่เหนือการคาดหมายคือ ขณะนี้ปีศาจไม่ได้อยู่คนเดียว

    “ปัง!! ปัง!! ปัง!!”
    “อ๊ากกก!!!!”

    กระสุนสามนัดแม่นยำจากมุมมืดของห้อง พุ่งเข้าทำลายต้นขาภายใต้ผ้าคลุมของคนสามคนที่เข้าประชิดตัวปีศาจพร้อมอาวุธครบมือ ความรุนแรงจากกระสุนชนิดพิเศษส่งผลให้บริเวณผิวเนื้อที่ต้องกระสุนฉีกขาดสาหัสเป็นแผลเหวอะหวะ พร้อมกับร่างทั้งสามที่ล้มลงส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด

    การโจมตีไม่คาดคิดทำให้คนสวมผ้าคลุมคนอื่นชะงักเล็กน้อย ก่อนตั้งท่าพร้อมรับการจู่โจมพลางกวาดสายตาหาต้นตอ แล้วถึงพบว่าบัดนี้ข้างกายปีศาจเป้าหมายในคืนนี้มีร่างชายหนุ่มคนหนึ่งยืนเคียงข้างพร้อมอาวุธปืนในมือสองกระบอกเล็งไปที่กลุ่มผู้บุกรุกสองกลุ่มที่เข้ามาจากทางประตูและหน้าต่าง

    “ทำไมคุณถึงปกป้องปีศาจ” หนึ่งในคนสวมผ้าคลุมถามขึ้น
    “ทำไมพวกคุณถึงทำร้ายเอทอส ทั้งที่เข้ามาเคยทำร้ายใคร” โนอาร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงและนัยน์ตาเยียบเย็น
    “หึ ไม่เคยทำร้ายใคร เมื่อไม่กี่วันก่อนปีศาจนั่นจัดการคนของเราจนต้องเข้าโรงพยาบาลไปหลายคน”
    “หลายคน? พวกคุณส่งคนมารุม ขณะที่เขาตัวคนเดียว”

    โนอาร์โกรธจัดจนกำปืนแน่น ในทีแรกเขาคิดว่าเอทอสแค่สู้กับภาคิน ไม่คิดว่าจะถูกรุมทำร้ายเช่นนี้ ส่งผลให้บรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวมนุษย์แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นอันตราย

    “ปัง!!”
    “อั่ก!!”

    เสียงลั่นไกและกระสุนหนึ่งนัดวิ่งออกจากลำกล้อง พุ่งเข้าใส่กลางลำตัวคนสวมผ้าคลุมที่เจรจาโต้ตอบจนร่างอีกฝ่ายทรุดลง ถือเป็นรางวัลสำหรับข้อมูลและการประกาศสงครามไปในตัว ส่งผลให้คนสวมผ้าคลุมที่รายล้อม ต่างรุมเข้าจัดการหนึ่งมนุษย์หนึ่งปีศาจที่อยู่กลางวงทันที

    “พลั่ก!”
    “โครม!!! ปัง!! ปัง!!”
    “อั่ก! อ๊ากก!!!”
    “ปึง!!”

    เสียงการต่อสู้สลับกับเสียงร้องบาดเจ็บยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งเวลาผ่านไปเรี่ยวแรงของทั้งเอทอสและโนอาร์ก็เริ่มลดหายลงทุกขณะ เพราะนอกจากต้องคอยหลบและโต้ตอบการโจมตี ยังต้องคอยเฝ้าระวังกันและกันไม่ให้อีกฝ่ายโดนทำร้าย ส่งผลให้ความเสียหายส่วนใหญ่จึงเป็นของกลุ่มคนสวมผ้าคลุม
    แต่อย่างไรด้วยจำนวนคนที่ต่างกันค่อนข้างมาก บวกกับศัตรูแต่ละคนล้วนมีฝีมือไม่ธรรมดา แน่นอนฝ่ายที่เสียเปรียบย่อมเป็นของฝ่ายที่มีกำลังน้อยกว่า และไม่ว่าผู้ที่ถูกรุมจะเก่งกาจมากแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสพลาดพลั้ง

    “ฉัวะ!!”
    “ฉึก!!”
    “อั่ก!”

    ช่วงจังหวะหนึ่งของความชุลมุนในการต่อสู้ หนึ่งในกลุ่มคนสวมผ้าคลุมอาศัยโอกาสที่โนอาร์กำลังจัดการศัตรูด้านหน้า พุ่งเข้าใส่พร้อมใช้ดาบหวังฟันกลางหลัง โชคดีที่โนอาร์ทันเห็นจึงเบี่ยงตัวหลบ แต่ช้าไปทำให้แขนข้างซ้ายรับคมดาบแทน ถูกฟันลากเป็นทางยาว พร้อมกับเลือดมากมายที่ทะลักออกมาทางปากแผล
    ทว่าไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อคนสวมผ้าคลุมอีกคนซึ่งเห็นมนุษย์ผู้เข้าข้างปีศาจเสียจังหวะ จึงอาศัยโอกาสนี้ใช้มีดยาวในมือแทงเข้าที่สีข้างบริเวณช่วงเอวของโนอาร์ และใช้เท้าถีบซ้ำหวังให้อีกฝ่ายล้มลง

    “โนอาร์!!!!”
    “พรึบ!”
    “ปึง!!!!!”

    เสียงเรียกชื่อดังก้องทั่วทั้งบริเวณราวกับเสียงคำราม เป็นเสียงของปีศาจกินวิญญาณที่เห็นมนุษย์ถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา ร่างยักษ์พุ่งเข้าขวางระหว่างมนุษย์กับกลุ่มคนสวมผ้าคลุม พร้อมใช้ท่อนแขนแกร่งกวาดฟาดศัตรูตรงหน้าทั้งหมดให้ถอยห่างออกไป ทว่าครั้งนี้ปีศาจผู้โกรธเกรี้ยวไม่ได้ยั้งแรงไว้อย่างทุกที ส่งผลให้กลุ่มคนที่ถูกฟาดร่างลอยกระแทกอัดกำแพงอย่างแรง ก่อนร่วงลงกระแทกพื้นซ้ำอีกครั้ง หลายร่างแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวเพราะหมดสติ ส่วนคนที่ไม่สลบก็เจ็บหนักเกินกว่าจะลุกขึ้นมาสู้ได้อีก
    
    ทุกสิ่งอย่างอยู่ภายในสายตามนุษย์ แม้เขาจะเสียท่าถูกเล่นงานจนแทบจะทรุดลง แต่ด้วยความหยิ่งทะนงทำให้โนอาร์ไม่อาจล้มลงต่อหน้ากลุ่มศัตรูได้ จึงต้องฝืนร่างกายทรงตัวไว้ ก่อนหันมองคนที่เล่นงานเขาหมายจะโต้กลับ แต่ภาพเบื้องหน้ากลับกลายเป็นแผ่นหลังกว้างของปีศาจกำลังยืนกันเขาจากพวกคนสวมผ้าคลุม บรรยากาศกดดันและจิตสังหารอันตรายที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนกำลังแผ่จากร่างสูงใหญ่ของเอทอส
    โนอาร์รู้สึกถึงความโกรธเกรี้ยวของปีศาจ ราวกับเพลิงพิโรธที่พร้อมเผาผลาญทุกสรรพสิ่งให้มอดไหม้ไม่เหลือแม้แต่ฝุ่นผง ทว่ากลับทำให้ภายในใจน้ำแข็งของมนุษย์รู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับการดูแลปกป้องจากใครสักคน และใครคนนั้นก็คือเอทอส ปีศาจที่เขารัก

    “พรึบ!!”
    “อ๊ากกกกกกก!!!!!!!!!!”

    ดูเหมือนความรู้สึกของโนอาร์จะเป็นจริง เมื่อกลุ่มคนสวมผ้ากลุ่มอยู่ๆ ก็ร้องดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดทรมาน แสงสว่างเลือนรางที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่พังเสียหาย ทำให้เห็นว่าบัดนี้ร่างของศัตรูทุกคนกำลังถูกเปลวเพลิงสีดำทมิฬลุกท่วมทั่วทั้งร่าง

    “ฟังให้ดี เจ้าพวกนักล่าปีศาจชั้นต่ำ”

    เสียงดุดันแข็งกร้าวของปีศาจกินวิญญาณประกาศก้อง พร้อมนัยน์ตาสีเลือดนกวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ กวาดมองเหล่าศัตรูที่ร้องดิ้นทรมานจากเปลวไฟที่กำลังเผาไหม้ดวงวิญญาณ

    “ข้าไม่สู้ ไม่ได้หมายความว่าสู้ไม่ได้ คิดเหรอว่าพลังต่ำเตี้ยแค่นี้จะทำอะไรปีศาจอย่างข้าได้จริงๆ”
    “ข้าแค่ต้องการอยู่อย่างสงบ แต่ในเมื่อพวกเจ้ารังควานข้าไม่เลิกรา และยังเหิมเกริมกล้าทำร้ายคนของข้า ก็ไม่มีเหตุผลที่ข้าต้องปรานีอีก” เอ่ยจบพร้อมกับเร่งเปลวเพลิงสีนิลให้ลุกไหม้แรงขึ้น
    “อ๊ากกกกกก!!!!”
    “เปลวเพลิงเอ๋ยจงฝังลึกซ่อนเร้นใต้จิตวิญญาณ”
    “เมื่อใดยามดวงจิตคิดมุ่งร้าย จงเผาไหม้ดวงวิญญาณแปดเปื้อนให้สิ้นสูญ”

    เมื่อปีศาจร่ายบางสิ่งจบ เปลวเพลิงสีนิลก็พลันเลือนหายเข้าไปในดวงจิตตามคำพูด เหลือไว้แต่ร่างหมดสติของเหล่านักล่าปีศาจผู้พ่ายแพ้
 
    สิ่งหนึ่งที่เผ่าพันธุ์ปีศาจเหนือกว่ามนุษย์คือคำสาป แต่กลับไม่ค่อยมีปีศาจตนไหนใช้นัก เพราะการร่ายแต่ละครั้งดูดกลืนพลังมหาศาล ยิ่งการสาปพร้อมกันหลายเป้าหมายในครั้งเดียวไม่ต้องพูดถึงเลยว่าต้องใช้พลังมากมายขนาดไหน

    หลังทุกอย่างจบลง เอทอสที่หายใจหอบหนักจากการสูญเสียพลังจนแทบทรงตัวไม่ไหว กลับรีบเข้าไปประคองร่างโนอาร์ที่กำลังล้มลง เลือดมากมายจากมนุษย์เปรอะเปื้อนเต็มกรงเล็บปีศาจ ทว่าบนใบหน้าโนอาร์กับปรากฏรอยยิ้มบางเบา พลางเอ่ยถามคำถามที่ทำให้หัวใจปีศาจกระตุกวูบ

    “ถ้าผมตาย... คุณจะรู้สึก..อะไรไหม”
    “หึ.. แล้วเจ้าอยากให้ข้ารู้สึกแบบไหน ดีใจ เสียใจ เศร้า หรือสมน้ำหน้า.. ข้ารู้สึกได้หมด”
    “...”
    “เพราะถึงตอนนั้น... ข้าคงว่างเปล่าจนไม่เหลืออะไรแล้ว”
    
    มนุษย์พยายามฝืนยิ้มตอบกลับปีศาจ ก่อนที่เปลือกตาจะปิดลงพร้อมสติที่เลือนหาย และก่อนที่โนอาร์จะไม่รับรู้อะไรอีก พลันได้ยินเสียงพูดไกลๆ ของเอทอส พอให้มนุษย์มั่นใจว่านี่ไม่ใช่การจากลา แต่เป็นเพียงการหลับใหลเพื่อพักร่างกาย และเมื่อใดที่เขาตื่น จะได้พบปีศาจอีกครั้งอย่างแน่นอน

    “เจ้าไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าจะให้ข้ารู้สึกยังไง เพราะเจ้าจะไม่ตาย จำไว้โนอาร์”





บท13 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2020 19:05:06 โดย biOmos »

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
อร๊าย อยากมีสักคนที่คอยปกป้องเราอย่างนี้
คำพูดสุดท้ายของเอทอส มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ ให้แม่มาขอ
 :z2: :z2: :z2:

ออฟไลน์ Mynun

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-2
เรื่องนี้ดีมากเลย อยากอ่านแนวนี้มานาน ดีมากๆๆๆๆๆๆๆ มาต่อบ่อยๆน่าาา  :katai4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ FleurDelakour

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สนุกมากค่าาา มาเป็นกำลังใจให้คนเขียนนะคะ

เหมือนจะใกล้จบแล้วเลย หวังว่าจะมีให้อ่านต่อไปอีกสักพักนะ ติดมากกกกก

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
    กลิ่นยาฆ่าเชื้อ

    ชายเจ้าของนัยน์ตาสีรัตติกาลลืมตาขึ้นมองเพดานขาวสะอาดไม่คุ้นตา ความปวดหน่วงจากแผลที่ช่วงเอวและแขนซ้ายไม่อาจทำให้ใบหน้าเรียบนิ่งเย็นชาเผยความรู้สึก โนอาร์พยุงตัวขึ้นนั่งบนเตียงก่อนหันมองรอบตัว พบว่าตอนนี้เขาอยู่ในห้องพักผู้ป่วยของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพียงลำพัง

    สิ่งสุดท้ายที่จำได้ก่อนสติเลือนหายคือ อ้อมกอดอบอุ่นและดวงตาดุสีเลือดนกเรืองแสงกำลังจ้องมาที่เขา ดังนั้นผู้ที่พาเขามาที่นี่คงเป็นอื่นไม่ได้นอกเสียจากเอทอส

    แล้วตอนนี้เจ้าตัวอยู่ไหน?

    “แกร๊ก!”

    เสียงเปิดประตูเรียกสายตาให้เจ้าของห้องเหลียวมอง พบว่าเป็นหมอหาใช่ปีศาจที่นึกถึง ส่งผลให้ประกายเล็กๆ ในนัยน์ตารัตติกาลพลันจางหาย เหลือแต่เพียงความเรียบนิ่งเยียบเย็นที่จ้องทุกอากัปกิริยาของคนมาใหม่
    ฝ่ายคุณหมอที่ถูกคนไข้เพ่งมองตลอดตั้งแต่เข้ามาก็รู้สึกเกร็งกดดัน จึงอาศัยการสนทนาพูดคุยระหว่างตรวจเช็กอาการ เพื่อลดความอึดอัดและสร้างความคุ้นเคย

    “รู้สึกผิดปกติหรือปวดบริเวณแผลบ้างไหมครับ” คุณหมอเอ่ยถามคนไข้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
    “ไม่”

    คำตอบสั้นตัดบทด้วยน้ำเสียงแหบแห้งจากการขาดน้ำคือสิ่งที่คุณหมอได้รับ แพทย์หนุ่มพยายามยิ้มสู้พลางแนะนำให้อีกฝ่ายดื่มน้ำก่อนพร้อมยื่นมือหวังช่วยริน แต่กลับถูกสายตาเยียบเย็นของคนไข้จ้องจนต้องพับเก็บความหวังดีนั้นลง

    จวบจนผู้ป่วยดื่มน้ำเสร็จเรียบร้อย แพทย์หนุ่มจึงเปลี่ยนแผนสร้างความคุ้นเคยเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายน่าจะสนใจ แทนการสักถามพูดคุยเรื่องทั่วไปเหมือนก่อนหน้านี้ เพราะจากการตอบเพียงครั้งเดียวเขาก็พอทราบแล้วว่าคนไข้รายนี้คงไม่ชอบการเสวนาเท่าไรนัก

    “เจ้าหน้าที่พบคุณนอนสลบอยู่หน้าห้องฉุกเฉินกลางดึกเมื่อ 2 คืนก่อน”
    “...”
    “อาการค่อนข้างสาหัสจากการเสียเลือด คุณพอจำเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นได้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น”
    “...”
    “...”
    “...อา.. ถ้าคนไข้ต้องการความช่วยเหลือหรือรู้สึกผิดปกติสามารถกดปุ่มข้างเตียงเรียกเจ้าหน้าที่ได้เสมอนะครับ ไม่มีอะไรแล้วหมอขอตัวก่อน...”

    เมื่อเห็นว่าการพูดคุยสร้างความคุ้นเคยกับคนไข้ล้มเหลวอย่างสมบูรณ์ นายแพทย์หนุ่มจึงกล่าวลาก่อนเดินออกจากห้อง เพื่อให้คนไข้พักผ่อนและใช้เวลาส่วนตัวอยู่กับตนเอง

    หลังมองส่งหมอประจำตัวจนลับสายตา คนมนุษยสัมพันธ์ติดลบจึงได้นำสิ่งที่รู้เมื่อครู่มาคิด การที่เขาถูกพบในสภาพหมดสติหน้าห้องฉุกเฉินต้องเป็นฝีมือของเอทอส และเหตุที่อีกฝ่ายไม่ยอมพาเขาเข้าโรงพยาบาลดีๆ แต่กลับโยนไว้หน้าห้องฉุกเฉิน อาจเป็นเพราะในตอนนั้นเจ้าตัวบาดเจ็บจนไม่สามารถแปลงเป็นมนุษย์ได้ ความพยายามในการช่วยชีวิตเขาในช่วงเวลานั้นมากที่สุดคงทำได้เพียงพาเขามาที่นี่

    เมื่อคิดได้ดังนั้นความห่วงใยปีศาจพลันก่อเกิดขึ้นในความรู้สึก ยิ่งรู้ว่าจากเหตุการณ์นั้นผ่านมาสองวันแล้วยิ่งทำให้ความกังวลนั้นเพิ่มพูน มนุษย์ใช้แขนข้างที่ไม่เจ็บเอื้อมไปเปิดลิ้นชัก พบกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์ของเขาถูกเก็บไว้ตามที่คาดการณ์ เลือกหยิบเพียงมือถือขึ้นมา ทันทีที่เปิดหน้าจอพบว่ามีข้อความหนึ่งถูกส่งมาจากปีศาจ มนุษย์รีบปลดล็อกเครื่องและเข้าหน้าแอปพลิเคชันเพื่ออ่านข้อความ
    ทันทีที่อ่านจบรอยยิ้มมุมปากค่อยๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกับความกังวลที่ค่อยๆ เจือจางลง

 ‘ราตรีสวัสดิ์และอรุณสวัสดิ์ล่วงหน้าเอทอส คุณคงกำลังคิดถึงผม เหมือนที่ผมกำลังคิดถึงคุณอยู่ตอนนี้แน่’
    ‘ฟื้นเมื่อไร เจ้าคงกำลังนึกถึงข้าอยู่แน่ นอนรักษาตัวไป ข้าแค่ไปสะสางปัญหานิดหน่อย’

    “หึ.. คุณลอกคำพูดผมอีกแล้ว เอทอส”



     วันเวลาเคลื่อนผ่านจากหนึ่งวันเป็นสองวันจวนเกือบสัปดาห์ โนอาร์อยู่ในห้องพักผู้ป่วยเงียบงันเพียงลำพังไร้คนเยี่ยม มีเพียงหมอและพยาบาลที่แวะเวียนมาดูอาการเขาตามหน้าที่เท่านั้น ความเงียบเหงาอ้างว้างที่ต้องอยู่คนเดียวไม่อาจส่งผลต่อความรู้สึกของคนเลือดเย็น แต่สิ่งที่มีผลนั้นคือ ความเบื่อหน่าย
    ตามจริงแล้วโนอาร์ต้องการออกจากที่นี่เสียตั้งแต่วันแรกที่รู้สึกตัว แต่เหตุที่ยังทนอยู่ในสถานที่น่าเบื่อแห่งนี้เป็นเพราะ ความคิดเข้าข้างตัวเองที่ว่าหากนอนรอสักวันสองวัน ปีศาจอาจมาเยี่ยมเขา ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จนป่านนี้แม้แต่เงาของอีกฝ่ายเขาก็ไม่เห็น ส่งผลให้ความอดทนของผู้ที่ไม่เคยรอใครมาก่อนเริ่มถึงกาลสิ้นสุด แน่นอนเขาไม่คิดโกรธเคืองปีศาจ เพียงแค่ในเมื่อเอทอสไม่มาหาเขา เขาก็จะเป็นคนไปหาเอง

    คิดได้ดังนั้น ชายเลือดเย็นจึงดึงสายน้ำเกลือตรงหลังมือออก ก่อนก้าวลงจากเตียงผู้ป่วย การเคลื่อนไหวฉับพลันทำให้บาดแผลบริเวณช่วงเอวที่ยังไม่สมานตัวดีนักเริ่มฉีก พร้อมกับความรู้สึกเจ็บที่ทำให้เจ้าของร่างชะงักเล็กน้อย แต่ก็เพียงเท่านั้น เมื่อโนอาร์กลับเดินต่อไปที่ตู้เก็บชุดโดยไม่แม้แต่จะสนใจอาการประท้วงของร่างกาย และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นางพยาบาลเข็นอาหารเข้ามาพอดี

    “คนไข้คะ! อย่าเคลื่อนไหวเร็วค่ะ แผลยังไม่หายดีนะคะ”

    นางพยาบาลรีบทิ้งรถเข็นอาหารเข้ามาดูคนไข้ ที่ตอนนี้บริเวณเอวเริ่มมีเลือดซึมออกมา ก่อนถูกสายตาเยียบเย็นของผู้ป่วยไล่และสั่งกลายๆ ว่าไม่ต้องยุ่ง แต่ด้วยหน้าที่ทำให้เธอไม่สามารถปล่อยผ่านได้ จึงพยายามเกลี้ยกล่อมพลางถามถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ

    “คนไข้ลุกจากเตียงต้องการอะไรเป็นพิเศษหรือคะ ตามจริงสามารถกดเรียกพยาบาลได้นะคะ ไม่จำเป็นต้องทำเอง...”

    แน่นอนว่าไร้ซึ่งคำตอบกลับจากผู้ป่วย ทว่าชุดที่ติดมือมาหลังเจ้าตัวปิดตู้เป็นคำตอบอย่างดีว่าคนไข้รายนี้คิดจะทำอะไร

    “คนไข้ยังไม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้นะคะ คุณหมอยังไม่อนุญาต”
    “ไม่จำเป็น”
    “แต่-”
    “หลบ”
    “ว้าย!”

    นางพยาบาลเข้ามาขวางพร้อมพยายามห้ามปราม กลับถูกคนไข้ผลักจนล้มลง ความตกใจเผยชัดเจนผ่านทางสีหน้าของเธอ ไม่คิดว่าผู้ป่วยที่บาดแผลบริเวณเอวเปิดจนเลือดชุ่มจะมีแรงมากขนาดนี้ นางพยาบาลรีบลุกขึ้นยืนพร้อมพยายามเอ่ยห้ามอีกครั้ง โดยคราวนี้อ้างถึงญาติคนไข้ที่เคยโทรมาติดต่อเรื่องห้องพักพร้อมเตือนถึงเหตุการณ์ทำนองนี้ที่อาจเกิดขึ้น

    “แต่ญาติของคนไข้สั่งห้ามนะคะ” คำสั่งห้ามทำให้เรียวคิ้วของชายเลือดเย็นขมวดมุ่น ก่อนถามถึงคนที่กล้าสั่งเขา
    “ใคร?”
     “ญาติฝากชื่อไว้ว่า คุณเอทอสค่ะ”
    
    พายุคลั่งพลันสงบลงในทันทีหลังได้ยินชื่อ คนไข้อารมณ์ร้อนเหมือนหยุดคิดอะไรบางอย่างสักพักหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาสนใจนางพยาบาลอีกครั้งพร้อมถามถึงสิ่งที่อยากรู้ พลางใช้สายตาเยียบเย็นจ้องจับทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย หากนางพยาบาลคนนี้แสดงท่าทีคล้ายพยายามสร้างเรื่องแต่งเติมหรือโกหกแม้เพียงนิดเดียว เขาจะลงทัณฑ์คนที่กล้าแอบอ้างชื่อปีศาจอย่างสาสม

    “ตั้งแต่เมื่อไร”
    “คะ?”

    คำถามห้วนสั้นไร้ที่มาสร้างความสับสนให้กับคู่สนทนา แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าของคำถามก็ไม่คิดขยายความเพิ่มเติม และยังใช้สายตาที่เริ่มขุ่นมัวด้วยความหงุดหงิดกดดันคนตอบ

    “เมื่อไร.. เมื่อไร... อ้อ! ญาติคนไข้แจ้งไว้ตอนโทรมาทำเรื่องย้ายห้องพักให้คนไข้ค่ะ”
    “เขาบอกอะไรอีก”
    “นอกจากเรื่องห้องพักกับเรื่องให้คนไข้อยู่โรงพยาบาลจนกระทั้งหายสนิท ก็ไม่ได้ฝากอะไรเพิ่มเติมค่ะ”

    หลังฟังคำตอบและแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดปิดบังอะไรแล้วจริงๆ โนอาร์โยนชุดในมือใส่นางพยาบาล ก่อนเดินกลับไปนั่งบนเตียงผู้ป่วย ท่ามกลางความสับสนของนางพยาบาลที่ปรับอารมณ์ตามคนไข้ไม่ทัน

    “ทำแผล” เสียงเรียบนิ่งติดเย็นเรียกสตินางพยาบาลให้กลับมา ก่อนเจ้าตัวจะรีบเข้าไปปฐมพยาบาลคนไข้ที่นั่งอยู่บนเตียงตามหน้าที่
    “ค่ะๆ”



    ณ ชนบทเงียบสงบห่างจากชุมชนเมืองแสนวุ่นวาย ยามสนทยานำพาดวงอาทิตย์ให้ลาลับ แสงสุดท้ายกระทบกับท้องฟ้าสีครามและกลีบเมฆขาวหักเหเป็นเฉดสีม่วงชมพู เหล่าฝูงนกต่างร้องเรียกพากันบินกลับรัง ไม่นานความมืดของค่ำคืนก็เข้าแทนที่

    นัยน์ตาสีเลือดนกกลางป่าเขาพลันเรืองแสงเมื่อดวงตะวันหายไป บาดแผลตามร่างกายสูงใหญ่ยังคงไม่หายดี แม้ผ่านมาหลายวันและได้กินวิญญาณอย่างต่อเนื่อง เหตุเป็นเพราะทุกสิ่งที่กินถูกเอาไปทดแทนพลังที่เสียไปจากการร่ายคำสาปแทนที่จะรักษาบาดแผล ในตอนนี้ปีศาจกินวิญญาณอยู่ในสภาวะอ่อนกำลังถึงขีดสุด เพียงแค่นักล่าปีศาจมือใหม่คนเดียวก็สามารถจัดการเขาได้ในยามนี้
    เอทอสรู้ดีว่านี่คือค่าใช้จ่ายในการร่ายคำสาป และเขายินดีรับมัน ความทรมานเพียงไม่นานแลกกับความสงบต่อจากนี้นั้นถือว่าคุ้มค่า ทว่ายังเหลืออีกหนึ่งอย่างที่เขาต้องทำ เพื่อให้ได้ชีวิตสงบสุขกลับมา

    ร่างยักษ์นั่งพิงต้นไม้ใหญ่กลางป่าค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนเริ่มก้าวเดินออกจากป่า มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เขาเพียรตามหามาตลอดสัปดาห์



   บ้านสวนร่มรื่นในแถบชนบท ห้อมล้อมด้วยพื้นหญ้าตัดสั้นและต้นไม้น้อยใหญ่ ด้านข้างขุดเป็นบ่อเลี้ยงปลา มีน้ำตกเทียมคอยสร้างออกซิเจนให้กับปลาในบ่อ เสียงธรรมชาติจากน้ำที่ตกกระทบแตกฟองชวนให้เจ้าบ้านผู้เฝ้ามองรู้สึกผ่อนคลาย แม้ขณะนี้กำลังรับฟังปัญหาของเหล่าลูกศิษย์อยู่ก็ตาม

    “ปีศาจตนนั้นพยายามกลบเกลื่อนพวกเรา แสร้งทำเป็นอยู่ร่วมกับมนุษย์ แต่ความจริงคือใช้คนเป็นเครื่องมือหาวิญญาณมาให้ตนเอง”
    “พวกเราวางแผนส่งคนไปสังหารปีศาจ แต่ชายที่ถูกปีศาจตนนั้นครอบงำดันเข้ามาขวาง ทำให้ต้องจัดการเขาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้”
    “สุดท้ายคนของเราก็พลาดท่าปล่อยปีศาจหนีไปได้ แถมยังโดนคำสาปอีก ฝ่ายเราเจ็บหนักไปหลายคน แต่โชคดีที่ไม่มีใครตาย”
    “นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่แผนของพวกเราล้มเหลว และปีศาจหลุดรอดไปได้ พวกเราเลยมาขอคำปรึกษากับท่านครับ ก่อนที่ปีศาจกินวิญญาณตนนั้นจะเหิมเกริมไปมากกว่านี้”

    อดีตนักล่าปีศาจอาวุโสที่รามือจากเรื่องฆ่าฟันมานานแล้ว ละสายตาจากน้ำตกก่อนหันมองเหล่าลูกศิษย์ที่ตอนนี้ต่างกลายเป็นนักล่าปีศาจเต็มตัว ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการใช้ชีวิตจนถึงทุกวันนี้ ทำให้มุมมองและทัศนคติของอดีตนักล่าปีศาจต่างไปจากเดิม

    เมื่อก่อนเขาก็เคยมีอุดมการณ์มุ่งมั่นเหมือนเด็กพวกนี้ ทว่าการผ่านโลกมานานทำให้รู้ว่า การจัดการปีศาจไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการฆ่าหรือสังหารเสมอไป แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นเขาจำต้องรามือ ทำได้เพียงคอยให้คำปรึกษาแก่เหล่านักล่าปีศาจรุ่นหลัง บางครั้งคำแนะนำของเขาก็ไม่เป็นที่ยอมรับนัก ซึ่งสุดท้ายอีกฝ่ายจะนำคำเขาไปใช้หรือไม่ก็สุดแล้วแต่เจ้าตัว

    “แล้วอะไรทำให้คิดว่าปีศาจตนนั้นหลอกใช้มนุษย์จริงๆ” อดีตนักล่าปีศาจถามเหล่าลูกศิษย์
    “คนของเราเห็นมนุษย์ที่อยู่กับปีศาจฆ่าคน และเก็บวิญญาณไปให้ปีศาจตนนั้นครับ”
    “อืม... แล้ว-”
    “ท่านครับ! เราจับปีศาจที่พยายามบุกเข้ามาที่นี่ได้ครับ”

    การพูดคุยระหว่างอดีตนักล่าปีศาจกับลูกศิษย์ถูกขัด เนื่องจากนักล่าปีศาจคนหนึ่งวิ่งเข้ามาแจ้งเหตุ ตามหลังด้วยนักล่าปีศาจอีกสองคนคอยคุมตัวผู้บุกรุกไม่ให้คิดตุกติก นัยน์ตาสีเลือดนกมองสบเจ้าบ้านที่มองมาทางเขาอย่างสงบนิ่ง ต่างจากบรรดาลูกศิษย์ที่ต่างลุกฮือตั้งท่าพร้อมโจมตี

    “มันมาที่นี่ได้ยังไง!! คุ้มกันท่านอาวุโสไว้!!”

    สิ้นเสียงประกาศก้อง นักล่าปีศาจส่วนหนึ่งรีบเข้าไปคุ้มกันท่านอาวุโส ส่วนที่เหลือเข้าล้อมปีศาจพร้อมอาวุธครบมือเตรียมจัดการ ปีศาจกลางวงล้อมถูกนักล่าปีศาจสองคนที่คุ้มตัวไว้เตะตัดขา และถูกกดให้นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น โดยไร้ซึ่งท่าทีต่อต้าน
    
    เมื่อสถานการณ์อยู่ในการควบคุม นักล่าปีศาจคนหนึ่งที่มาขอคำปรึกษาจึงหันไปหาท่านอาวุโส พร้อมรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

    “ปีศาจตนนี้แหละครับท่าน ที่พวกเรากำลังหาทางจัดการ”

    อดีตนักล่าปีศาจมองสบนัยน์ตาเลือดนกของปีศาจที่ถูกบังคับให้นอนราบกับพื้นหญ้าเล็กน้อย ก่อนไล่สายตาสำรวจตามร่างสูงใหญ่ ร่องรอยบาดแผลตามตัวยังเด่นชัด และยังดูเหมือนไม่ค่อยมีกำลัง เพราะหากลองประเมินจากขนาดของร่างกาย ปีศาจไม่น่าถูกมนุษย์ล็อกตัวง่ายดายเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าการมาของปีศาจไม่ได้มีเจตนาร้ายหรือคิดต่อสู้

    “มาถึงถิ่นศัตรูทั้งที่ร่างกายอ่อนแอ ต้องการอะไร” อดีตนักล่าปีศาจถาม
    “ข้ามาเจรจายุติเรื่องพวกนี้”
    “...ลองว่ามา”
    “ต่างคนต่างอยู่ ข้าอยู่ในที่ของข้า พวกเจ้าก็อยู่ในที่ของพวกเจ้า ไม่ต้องมาข้องเกี่ยวกัน”
    “และปล่อยให้เจ้ายืมมือมนุษย์ฆ่าคนต่อไป?”
    “ข้าไม่เคยทำเรื่องพรรณ์นั้น” ปีศาจตอบกลับเสียงต่ำ พยายามควบคุมความหงุดหงิดจากการถูกกล่าวหาในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
    “จะปฏิเสธว่ามนุษย์ที่อยู่กับเจ้าไม่ได้ฆ่าคน และเก็บวิญญาณมาให้เจ้า?”
    “เรื่องนี้ข้ายอมรับว่าเป็นฝีมือคนของข้าจริงๆ แต่ข้าไม่เคยสั่งหรือหลอกใช้เขา”
    “รู้ไหมว่าสิ่งที่พูดมันย้อนแย้ง ขัดกันเอง” อดีตนักล่าปีศาจเอ่ยพลางเลิกคิ้ว คอยดูว่าปีศาจตนนี้จะว่าอย่างไรต่อ
    “แล้วพวกเจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับคนของข้าบ้าง”

    ปีศาจกินวิญญาณสวนคำถามกลับในทันที อดีตนักล่าปีศาจหันไปหาลูกศิษย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้ตอบคำถามนี้

    “เป็นชายชื่อว่าโนอาร์ ไม่มีญาติหรือครอบครัว ทำงานรับจ้างอิสระ เป็นคนธรรมดาจนกระทั่งมาอยู่กับปีศาจนี่”
    “หึ คนธรรมดา... แล้วรู้ไหมว่างานรับจ้างอิสระนั่นคืออะไร” ปีศาจหัวเราะเย้ยหยัน ก่อนหันไปถามนักล่าปีศาจที่ตอบคำถามเมื่อครู่
    “ก็บอกอยู่ว่ารับจ้างอิสระ จะให้ระบุงานเจาะจงได้ยังไง คนจ้างให้ทำอะไรก็ทำตามนั้น”
    “มีปัญญาตามสืบได้แค่นี้?”

    นักล่าปีศาจพยายามเถียงสู้ แต่กลับได้รับคำพูดถากถางและแววตาดูหมิ่นจากปีศาจ ส่งผลอารมณ์ของนักล่าปีศาจพุ่งสูงขึ้น คิดอยากเข้าไปสังหารปีศาจปากดีให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าทันทีที่ความคิดดังกล่าวผุดขึ้นในหัว เปลวไฟสีดำทมิฬพลันลุกท่วมร่างนักล่าปีศาจคนนั้น ร่างเพลิงกรีดร้องดิ้นทุรนทุราย ท่ามกลางเหล่าสายตาของเพื่อนนักล่าปีศาจที่ต่างตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า
    ไม่นานเพลิงทมิฬก็มอดดับพร้อมกับร่างนักล่าปีศาจที่นอนหมดสติ กลุ่มนักล่าปีศาจที่เหลือตั้งท่าเตรียมจัดการปีศาจตรงหน้า แต่ยังไม่ได้เริ่มกลับถูกเสียงของท่านอาวุโสเอ่ยขัดเสียก่อน

    “เจ้าทำอะไร” อดีตนักล่าปีศาจถาม หลังห้ามเหล่านักล่าปีศาจไม่ให้ลงมือโดยพลการ
    “ข้าไม่ได้ทำ นั่นเป็นผลจากคำสาป เมื่อใดที่คิดมุ่งร้าย เปลวไฟจะเผาไหม้ดวงวิญญาณนั้นจนกว่าจะล้มเลิกความคิด ถ้าไม่หยุดคิดก็จะถูกไฟเผาจนตาย” ปีศาจตอบพลางกวาดสายตามองเหล่านักล่าปีศาจกลุ่มหนึ่งที่เคยโดนคำสาปเขา
    “แล้วเจ้าสาปเจ้าพวกนั้นทำไม?” อดีตนักล่าปีศาจถามต่อ
    “พวกเจ้าบังคับข้า ข้าอยู่อย่างสงบไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่พวกเจ้าที่คอยรังควานข้าไม่เลิกรา”
    “ส่วนเรื่องคนของข้า โนอาร์เป็นนักฆ่าคอยเก็บคนตามใบสั่ง”
    “ข้อมูลที่พวกเจ้าเพียรหามา ก็แค่ขอบเขตที่โนอาร์กำหนดว่าให้พวกเจ้ารู้ได้แค่ไหน ไม่แปลกใจหรือไงที่คนธรรมดาสามารถเล่นงานพวกเจ้าได้ขนาดนั้น”
    “ตอนที่ข้าบาดเจ็บเพราะพวกเจ้า โนอาร์เป็นคนช่วยข้าและคิดอาสาหาวิญญาณมาให้”
    “และเมื่อข้าหายดี ข้าก็จับวิญญาณเร่ร่อนตามป่าช้าหรือสุสานกินตามเดิม ไม่ได้รับวิญญาณจากโนอาร์อีก และยังคอยกล่อมให้โนอาร์เลิกทำอาชีพนั้น เพราะข้าไม่อยากให้คนของข้าจมอยู่ในความมืดไปมากกว่านี้”
    “แล้วนี่หรือคือสิ่งที่พวกเจ้าทำกับข้า หรือเพราะแค่ข้าเป็นปีศาจกินวิญญาณ เลยต้องถูกกำจัด”

    ปีศาจเล่าเรื่องราวทั้งหมด ก่อนถามกลับเหล่านักล่าปีศาจ กลุ่มนักล่าปีศาจที่มีอคติต่อปีศาจกินวิญญาณต่างพากันคิดตามคำพูดของปีศาจ รวมถึงผู้อาวุโสสุดในที่นี้ ผ่านไปสักพักหนึ่ง อดีตนักล่าปีศาจจึงเป็นตัวแทนเจรจายุติความบาดหมาง

    “เจ้าต้องถอนคำสาปที่เคยร่าย และต่อจากนี้ไปถือว่าเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก”
    “ข้าไม่ถอน คำสาปนั้นจะมีผลก็ต่อเมื่อภายในใจพวกเจ้าคิดมุ่งร้าย ถ้าคิดอยากปกป้องคำสาปก็ไร้ผล เดิมที่อุดมการณ์ของพวกเจ้าก็คือปกป้องมนุษย์อยู่แล้วนิ ถือซะว่าคำสาปนี้คือสัญญาที่พวกเจ้าจะไม่ผิดคำพูดกับข้า”

    อดีตนักล่าปีศาจนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบตกลงยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว พร้อมประกาศกับเหล่าลูกศิษย์ช่วยกระจายข่าวไปยังนักล่าปีศาจคนอื่นๆ ว่าให้เลิกยุ่งกับปีศาจตนนี้ แต่ถ้าปีศาจหลอกใช้หรือฆ่าคนเพื่อกินวิญญาณเมื่อไร สามารถจัดการได้ทันที ซึ่งปีศาจก็ยอมรับข้อตกลงนี้เช่นกัน ส่งผลให้ความบาดหมางระหว่างกลุ่มนักล่าปีศาจกับปีศาจกินวิญญาณตนนี้เป็นอันสิ้นสุด
    
    ปีศาจกินวิญญาณถูกปล่อยตัวหลังจากถูกกดให้นอนกับพื้นหญ้าเป็นเวลานาน ร่างสูงใหญ่กวาดสายตามองเหล่านักล่าปีศาจครั้งสุดท้าย ก่อนหันหลังกลับเดินออกจากสถานที่แห่งนี้ เดินไปสักพักหนึ่งได้ยินเสียงไกลๆ จากอดีตนักล่าปีศาจแว่วว่า

    ‘ถ้าหากถูกนักล่าปีศาจเล่นงานอีก ให้มาที่นี่ จะช่วยพูดเจรจาให้’

    ปีศาจไม่ได้หันกลับไปมองหรือตอบกลับแต่อย่างใด นอกจากเดินต่อไปเรื่อยๆ จนพ้นอาณาเขตของเหล่านักล่าปีศาจ จนรอบกายถูกรายล้อมด้วยต้นไม้ของผืนป่าอีกครั้ง ร่างสูงใหญ่ถึงทรุดลงพร้อมหอบหายใจเหนื่อย เหตุเพราะฤทธิ์คำสาปเมื่อครู่
    นอกเหนือจากการสูญเสียพลังจำนวนมากในการร่ายคำสาปแล้ว ทุกครั้งที่คำสาปแสดงผล ปีศาจผู้ร่ายจะถูกคำสาปดูดพลังไป ซึ่งนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมปีศาจส่วนใหญ่ถึงไม่นิยมใช้คำสาปเท่าไรนัก

    เอทอสทิ้งร่างลงกับผืนดิน ค่อยๆ ปรับลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ ตอนนี้ร่างกายของเขาล้าเกินกว่าจะขยับเคลื่อนไหว เขาขอนอนพักสักวันหนึ่งก่อนกลับไปหามนุษย์ที่โรงพยาบาล และหวังว่าเมื่อเขาไปถึง อีกฝ่ายยังคงอยู่ที่นั่น




(ต่อด้านล่าง)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-03-2020 08:44:06 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ต่อ)


    ในยามค่ำคืนดึกดื่นควรที่จะเงียบสงบ กลับมีเสียงจัดงานเฉลิมฉลองดังอยู่ไกลๆ เมื่อเวลาผ่านไปเสียงเหล่านั้นเริ่มชัดเจนขึ้นทีละน้อย ไม่นานเสียงดนตรีคึกคักพลันหายไป กลายเป็นเสียงแว่วผู้คนเริ่มนับถอยหลังอะไรบางอย่าง

    “ห้า!...”
    “สี่!...”

    ภายในห้องพักผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากเสียงรบกวน นัยน์ตาสีรัตติกาลลืมตื่นขึ้นท่ามกลางความมืด ก่อนหันหน้าไปมองทางกระจกหน้าต่าง

    “สาม!...”
    “สอง!...”
    “หนึ่ง!...”
    “HAPPY NEW YEAR!!!!!”
    “ฟิ้วววว... ปุง!!! ปุง!!! ปุง!!!”

    เสียงนับถอยหลังสิ้นสุด ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงผู้คนจำนวนมากต่างตะโกนกล่าวคำต้อนรับศักราชใหม่อย่างพร้อมเพรียง ตามด้วยเสียงเหล่าพลุดอกไม้ไฟหลายสิบลูกพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อนแตกตัวกระจายสาดสีสันแต่งเติมท้องฟ้ายามค่ำคืนให้งดงาม สมกับการเฉลิมฉลองส่งท้ายปี

    ทว่ากลับมีอยู่คนหนึ่งที่ไม่อินกับช่วงเวลานี้เหมือนคนอื่น

    “น่ารำคาญ”

    ชายเลือดเย็นเอ่ยขึ้นขณะมองความสุขสันต์ของผู้คนบนฟากฟ้าด้วยความหงุดหงิด เสียงงี่เง่าพวกนี้ทำให้เขาตื่นจากการหลับใหล หากไม่ติดว่าเขาต้องนอนอยู่ที่นี่ตามคำปีศาจ เขาก็อยากไปร่วมจุดพลุกับกลุ่มคนที่คอยสร้างเสียงรบกวนเขาเช่นกัน
    แต่ไม่ใช่การยิงพลุขึ้นสู่ท้องฟ้า เขาจะปล่อยพลุใส่ฝูงชนที่มัวแต่สนุกสนานไม่ทันระวัง สะเก็ดระเบิดจากพลุที่แตกตัวกระตุ้นให้คนต่างวิ่งหนีเบียดเสียดเอาชีวิตรอด เสียงร้องร้องตะโกนถึงความสุขเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องหนีตาย สีสันบนฟากฟ้ายามค่ำคืนกลายเป็นลูกไฟมรณะบนพื้นดิน สำหรับเขาการเริ่มต้นปีด้วยโศกนาฏกรรมต่างหาก ถึงจะถือว่าเป็นการฉลองศักราชใหม่อย่างแท้จริง

    “บ่นรำคาญกับช่วงเวลาแบบนี้ แต่อยู่ๆ กลับยิ้มขึ้นมา ข้าไม่อยากจินตนาการถึงสาเหตุของรอยยิ้มเจ้าเลย”

    เสียงคุ้นเคยจากอีกด้านหนึ่งของเตียงทำให้เจ้าของความคิดเลวร้ายชะงัก ก่อนหันกลับมาหาต้นกำเนิดเสียง นัยน์ตาสีเลือดนกเรืองแสงที่ไม่ได้เห็นมาหลายวัน กำลังนั่งจ้องมองเขาอยู่ที่โซฟาข้างเตียงผู้ป่วย เงาร่างสูงใหญ่ลุกขึ้น ก่อนเดินเข้ามาหามนุษย์ที่พยายามลุกขึ้นนั่งเพื่อพูดคุย

    “ไม่ต้องลุก นอนไป”

    กรงเล็บใหญ่วางกดหน้าผากมนุษย์ไม่ให้ลุกขึ้นมา แน่นอนฝ่ายมนุษย์ยอมนอนแต่โดยดีไม่ขัดขืน ทำให้ได้รับการลูบหัวจากปีศาจเป็นรางวัล โนอาร์ซุกเข้าหากรงเล็บใหญ่เพื่อให้อีกฝ่ายลูบหัวได้ง่ายขึ้น ลักษณะอาการคล้ายออดอ้อนของมนุษย์ ทำให้เอทอสเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ มุมปากของปีศาจกระตุกเล็กน้อย แต่มนุษย์ไม่มีโอกาสได้เห็นเนื่องจากถูกความมืดของห้องบดบัง

    “เรียบร้อยแล้ว?”

    คำถามสั้นประหยัดคำไร้ที่มาของโนอาร์ดังขึ้น แต่เอทอสกลับเข้าใจในทันทีว่ามนุษย์กำลังหมายถึงปัญหาที่เขาเคยบอกผ่านข้อความ

    “อืม เรียบร้อยแล้ว”
    “ต่อจากนี้นักล่าปีศาจจะไม่มายุ่งอีก ต่างคนต่างอยู่ และเจ้าก็ห้ามยุ่งกับพวกนักล่าปีศาจเช่นกัน อย่าให้สิ่งที่ข้าทำต้องสูญเปล่า”
    “คุณทำยังไงพวกนั้นถึงยอมเลิก”

    โนอาร์ถามพลางพยายามใช้สายตามองฝ่าความมืด เพื่อดูว่าปีศาจบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ แต่สุดท้ายก็มองไม่เห็น แขนข้างที่ไม่บาดเจ็บจึงเอื้อมไปเปิดไฟ แต่กลับถูกปีศาจคว้าจับห้ามเอาไว้

    “แค่เปิดอกคุยเจรจากันปัญหาก็จบ และไม่ต้องเปิดไฟเดี๋ยวพวกหมอพยาบาลจะสงสัย ข้าขี้เกียจแต่งเรื่องตอบคำถาม”

    โนอาร์ไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไรนักว่า ปัญหาจะแก้ไขได้ง่ายดายเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยขัดหรือทักท้วงปีศาจ ในเมื่อเอทอสบอกว่าจบ เขาก็จบเหมือนกัน ต่อจากนี้พวกนักล่าปีศาจจะกลายเป็นอากาศธาตุสำหรับเขาอีกครั้ง ตราบเท่าที่พวกนั้นไม่คิดหักหลังเอทอส

    แม้ความมืดของห้องจะช่วยปกปิดบาดแผลตามตัวจากสายตามนุษย์ แต่ความเหนื่อยล้าอ่อนแรงในส่วนลึกของนัยน์ตา ไม่สามารถปิดบังได้ โนอาร์เขยิบตัวจนชิดมุมหนึ่งของเตียง ก่อนเอ่ยชวนปีศาจให้ขึ้นมานอนพัก เอทอสมองพื้นที่ว่างของเตียงที่มนุษย์พยายามแบ่งปันให้แล้วอยากหัวเราะ ที่แค่นี้สำหรับเขาในร่างมนุษย์ยังแทบไม่พอ แล้วตอนนี้อยู่ในร่างปีศาจไม่ต้องพูดถึง

    “ข้าจะกลับไปนอนบ้าน”

    คำปฏิเสธของเอทอส ทำให้โนอาร์รู้สึกขัดใจเล็กน้อยที่ไม่ได้นอนร่วมเตียงกับปีศาจ ทว่าเอทอสกลับเปลี่ยนเรื่องโดยถามว่ามนุษย์จะออกจากโรงพยาบาลได้วันไหน ซึ่งคำตอบที่ได้รับคืออีกสามวัน
    เอทอสคำนวณเวลาที่เหลืออยู่เล็กน้อย ก่อนสั่งให้มนุษย์นอนพักผ่อน ส่วนตัวเองเดินกลับไปนั่งเฝ้าตรงโซฟา

    “ไม่น่าเชื่อว่าเรารู้จักกันมาหนึ่งปีแล้ว” คนบนเตียงผู้ป่วยเอ่ยขึ้นลอยๆ
    “ความจริงคือไม่กี่เดือน ขึ้นปีใหม่เลยถือโอกาสเหมารวมหรือไง”

    ปีศาจตอบกลับมนุษย์ก่อนสั่งอีกฝ่ายให้นอนอีกรอบ รอจนกระทั่งแน่ใจว่ามนุษย์หลับสนิท ปีศาจจึงค่อยออกจากห้องพักผู้ป่วยไปอย่างเงียบๆ

    เมื่อปีศาจจากไปนัยน์ตาสีรัตติกาลไร้ความง่วงงุนจึงลืมขึ้นอีกครั้ง พลางมองตามหลังทางที่ปีศาจออกไปด้วยแววตาแฝงความห่วงใย เขาแค่แกล้งหลับเพื่อให้ปีศาจสบายใจจะได้กลับไปพัก เรื่องก่อนหน้าที่เอทอสไม่ยอมให้เขาเปิดไฟ คิดเหรอว่าเขาจะไม่รู้ที่อีกฝ่ายบอกไม่อยากให้พวกหมอพยาบาลสงสัยมันไปแค่ข้ออ้าง คงพยายามปิดบังอาการบาดเจ็บของตัวเองเพื่อไม่ให้เขาโมโห และคิดไปจัดการพวกนักล่าปีศาจอีกครั้ง

    ซึ่งใช่ เขาทำแน่ ถ้าเอทอสไม่เอ่ยดักว่าเรื่องนี้จบลงแล้ว ถึงต่อจากนี้เขาจะไม่ยุ่งกับพวกนักล่าปีศาจตามคำเอทอส แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะลืมสิ่งที่พวกนั้นทำ เมื่อใดที่ข้อตกลงของปีศาจถูกทำลาย พวกนั้นจะได้รับของขวัญย้อนหลังจากเขาอย่างแน่นอน



    สามวันต่อมา คนไข้อันตรายก็ได้รับคำอนุญาตจากหมอให้ออกจากโรงพยาบาล โนอาร์แต่งตัวเรียบร้อยเตรียมออกจากห้องพักผู้ป่วย แต่ติดตรงที่ของประจำตัวของเขาหายไป นั่นคือเข็มขัดอาวุธคู่กาย

    ในตอนแรกโนอาร์คิดว่านางพยาบาลคงเอาไปเก็บรวมกับชุดในตู้ แต่หลังจากหาจนทั่วกลับไม่พบ ตรวจดูทุกที่ในห้องพักก็ไม่มี ส่งผลให้เรียวคิ้วของคนไข้อารมณ์ร้อนเริ่มขมวดมุ่นอีกครั้ง ความจริงเขาไม่ได้ห่วงอาวุธที่ติดอยู่รอบตัวเข็มขัด ของพวกนั้นโนอาร์มีมากซะจนใช้ครั้งเดียวทิ้งก็ไม่รู้สึกเสียดาย แต่สิ่งที่เขาห่วงคือมีดที่ปีศาจเคยให้ เขาพกมีดเล่มนั้นติดตัวเสมอเพราะกลัวจะทำหายไว้ที่ไหน ไม่คาดคิดว่าการพกติดตัวตลอดก็มีโอกาสหายเช่นกัน

    “แกร๊ก!”

    เสียงเปิดประตูห้องพักเรียกสายตาคนไข้ที่กำลังหงุดหงิดให้หันมอง ทว่าคราวนี้คนที่เข้ามาหาใช่หมอหรือนางพยาบาล แต่เป็นร่างสูงใหญ่เจ้าของนัยน์ตาดุสีอำพัน พร้อมสะพายเป้ที่ไหล่ข้างหนึ่ง

    “เป็นไร?” เอทอสถามมนุษย์ท่าทางหงุดหงิดตรงหน้า
    “เข็มขัดอาวุธผมหาย”

    โนอาร์ตอบกลับเอทอส ก่อนหันกลับไปหาต่อ หากสุดท้ายของเขาหายไปจริงๆ นางพยาบาลที่รับหน้าที่เก็บของให้เขาจะต้องชดใช้ ส่วนเอทอสแทนที่จะช่วยมนุษย์หาของ กลับยืนพิงกำแพงดูมนุษย์เปิดนู้นปิดนี่รอบห้องพักอย่างสบายอารมณ์

    ผ่านไปสักพักใหญ่ โนอาร์จึงหยุดหา แววตาเยียบเย็นฉบับเจ้าตัวยามโกรธฉายชัดในนัยน์ตารัตติกาล มนุษย์เตรียมเดินออกจากห้อง หมายไปจัดการกับนางพยาบาล แต่กลับถูกเอทอสขวางทางไว้

    “จะไปไหน”
    “ไปจัดการกับคนรับหน้าที่เก็บของให้ผม”
    “จะจัดการข้า?”

    ปีศาจเลิกคิ้วถาม พลางกระตุกยิ้มเยาะมนุษย์ แต่เหมือนโนอาร์จะไม่เข้าใจ จนกระทั่งเอทอสรูดซิปเป้ลงก่อนหยิบสิ่งที่มนุษย์เพียรตามหาออกมา

    “คุณ!”

    มนุษย์เอ่ยเรียกปีศาจตรงหน้าเสียงดัง เขาถูกแกล้งให้กลายเป็นตัวตลกในสายตาอีกฝ่ายนานขนาดไหนกัน โนอาร์ยื่นมือหวังคว้าเข็มขัดคืน แต่กลับได้แต่เพียงความว่างเปล่า เมื่อเอทอสดึงหลบก่อนเก็บใส่เป้และสะพายหลังตามเดิม

    “เอ-”
    “เพิ่งจะหายดี เอาของหนักไปคาด เดี๋ยวแผลก็เปิดอีก”

    ปีศาจเอ่ยเตือนพลางมองไปที่เอวของมนุษย์ตรงหน้า สื่อให้รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร โนอาร์ที่ได้รับความเป็นห่วงจากปีศาจอย่างอ้อมๆ ก็พลันหยุดโวยวาย ก่อนไม่นานรอยยิ้มมุมปากจะค่อยๆ ปรากฏขึ้น

    “เดี๋ยวโมโห เดี๋ยวยิ้ม โรคจิตนะเจ้าน่ะ”

    แม้จะถูกปีศาจว่า รอยยิ้มมุมปากของมนุษย์ก็ไม่ได้หายไป



    ปีศาจและมนุษย์กลับมาถึงบ้านพักทรงไทยประยุกต์ที่ห่างหายไปนาน รถกระบะสีดำจอดหน้าบ้าน โนอาร์ที่นั่งอยู่ข้างคนขับเตรียมลงไปเปิดประตู แต่ทว่าถูกเอทอสรั้งเอาไว้ ไม่นานก็มีเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งวิ่งออกมาจากบ้าน ก่อนช่วยดันประตูรั้วเปิดให้รถกระบะเข้าไป

    เมื่อรถกระบะจอดเรียบร้อย เจ้าบ้านและสมาชิกร่วมอาศัยต่างลงจากรถ โนอาร์กวาดสายตามองเด็กวัยรุ่นตรงหน้าอย่างประเมิน ก่อนหันไปหาเอทอส ซึ่งปีศาจก็ไม่ได้ตอบไขข้อสงสัย แต่กลับส่งสัญญาณให้เด็กวัยรุ่นเริ่มแนะนำตัวเอง

    “สวัสดีครับพี่โนอาร์ ผมชื่อ นาวา เป็นลูกชายของพ่อศิลาครับ”
    “ผมเข้ามาช่วยเก็บบ้านให้อาเอทอสอาทิตย์ละครั้ง ตามจริงผมอยากเจอพี่ตั้งนานแล้ว แต่อาเอทอสชอบให้ผมมาดูบ้านตอนที่พี่ไม่อยู่ ตอนพี่ไปสวน ผมก็ต้องไปโรงเรียน ไม่ได้เจอสักที”
    “ได้ยินพวกพี่ๆ ในสวนชอบพูดว่าพี่โนอาร์หล่อ เก่ง ใจดี แต่ถ้าโกรธก็น่ากลัวมากเหมือนกัน อืม... แต่ผมว่าข้อสุดท้ายไม่จริงหรอก พี่โนอาร์แค่ติดขรึมไปหน่อยแค่นั้นเอง”

    นาวาแนะนำตัวอย่างสดใสตามนิสัยของเจ้าตัว ไม่ลืมพูดชมโนอาร์ที่ตัวเองยกย่องให้เป็นไอดอล ทั้งที่เพิ่งเจอกันจริงๆ ครั้งแรก ซึ่งทุกอากัปกิริยาของนาวาถูกโนอาร์จ้องจับอย่างประเมิน แววตาเปล่งประกายชื่นชมยามมองเขา และท่าทีตื่นเต้นดีใจ พอให้ชายเลือดเย็นปล่อยผ่านและสรุปว่าเด็กคนนี้ไม่น่ามีพิษภัย ดังนั้นหน้ากากเข้าสังคมจึงถูกหยิบขึ้นมาสวม ก่อนส่งยิ้มเป็นมิตรให้กับเด็กวัยรุ่น

    ฝ่ายนาวาที่เห็นพี่ที่ตัวเองชื่นชมยิ้มให้ ก็พลันดีใจอยากคุยต่ออีก ทว่าเอทอสกลับตัดบทให้ไว้คุยกันวันหลัง อ้างว่าโนอาร์เพิ่งกลับจากโรงพยาบาลต้องการพักผ่อน ซึ่งคนฟังก็คล้อยตามอย่างง่ายดาย เพราะใจหนึ่งก็อยากให้ไอดอลของตัวเองพักผ่อนเช่นกัน

    ด้วยเหตุนี้นาวาจึงกล่าวลาโนอาร์และเอทอส ก่อนขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ประจำตัวที่จอดไว้ใต้ถุนบ้านและขับออกไป ส่งผลให้บ้านพักทรงไทยประยุกต์กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

    “ทำไมคุณถึงไม่อยากให้เด็กคนนั้นเจอผม” โนอาร์ถามเอทอสถึงสิ่งที่สงสัย
    “เจ้าในตอนนั้นน่าไว้ใจเสียที่ไหน เกิดจับฆ่า หรือสอนอะไรแปลกๆ ให้นาวาขึ้นมาจะทำยังไง”
     “ผมตอนนั้นหรือตอนนี้ ก็ยังเป็นผมคนเดิม”
    “สำหรับเจ้าอาจเหมือน แต่สำหรับข้าคือไม่” เอทอสเอ่ยปัด
    “ยังไง”
    “โนอาร์ตอนนี้คือโนอาร์คนที่ข้าไว้ใจ และเป็นโนอาร์คนที่ข้า...”

    ปีศาจใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำก้มลงกระซิบข้างใบหูมนุษย์รวดเร็ว ก่อนผละออกและเดินเข้าตัวบ้านไป ทิ้งให้มนุษย์ยืนอึ้งอยู่นอกบ้านเพียงลำพัง

    “อยากดูแล”
    


บท14 สมบูรณ์






ถึงคนอ่าน


    ขออภัยที่หายไปนานครับ อาจจะมีคนอ่านบางคนพอเดาได้ว่าคนเขียนหายไปไหน คนเขียนโดนมรสุมสอบกับโปรเจคfinal ครับ กว่าจะผ่านพ้นก็วันที่ 27 เลย เลยขออาศัยช่วงสิ้นปีนั้นพักเอาแรงครับ (ช่วงนั้นไม่ได้เขียนเอทอสกับโนอาร์เพิ่มเลย)

    ตอนปีใหม่ก็มีโมเมนต์อยากเขียนตอนพิเศษของเอทอสกับโนอาร์บ้างเหมือนกัน แต่ติดตรงที่เนื้อเรื่องที่ค้างอยู่ตอนนี้มันไม่สามารถแทรกตอนพิเศษได้ สุดท้ายเลยเติมบรรยากาศช่วงปีใหม่เข้ามาเป็นฉากในบทนี้ซะเลย

    คนเขียนเปิดเทอมพรุ่งนี้ครับ และตารางเรียนแน่นมากเลย ไม่แน่ใจว่าจะสามารถมาลงทุกสัปดาห์เหมือนช่วงแรกๆ ได้อีกไหม แต่ก็จะพยายามมาลงให้ครับ


    สุดท้ายก็ขอขอบคุณทุกคอมเมนต์ของคนอ่านนะครับ เวลามีคอมเมนต์ให้เอทอสโนอาร์สักทีหนึ่งคนเขียนดีใจมาก และก็อ่านกับดูวนซ้ำๆ หลายรอบเช่นกัน (โดยเฉพาะคอมเมนต์ยาวๆ ของคนอ่านคนหนึ่ง คนเขียนอ่านแล้วหััวใจพองมากเลยครับ อ่านวนหลายรอบมาก  :heaven) มันเหมือนเป็นกำลังให้คนเขียนจริงนะครับคนอ่านของพวกนี้เนี่ย




    :L2:   พิเศษถึงคนอ่านที่กังวลว่าเอทอสกับโนอาร์ใกล้จบ ยังนะครับ เรื่องราวของเอทอสกับโนอาร์ยังอีกยาวไกลครับ ตอนนี้เรื่องดำเนินมาถึงเกือบครึ่งเรื่องเท่านั้นครับ (เกือบนะครับ แค่เกือบ) ฉะนั้นไม่ต้องกังวลครับยังมีให้ติดตามอีกหลายบทแน่นอน และคนเขียนก็จะเขียนพาเอทอสกับโนอาร์ไปจนจบเรื่องไม่ทิ้งแน่นอนเช่นกันครับ




สุดท้ายของสุดท้ายคือ สวัสดีปีใหม่ 2020 ย้อนหลังครับ ^^


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2020 21:33:08 โดย biOmos »

ออฟไลน์ Mynun

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-2
เกือบลืมเรื่องนี้ละเอาจริง มาต่อโด้ยยย รออยุ่จ้า แต่ม่ะเอาดราม่านะ ขอน่ารักกุ้บกิ้บ  :ling3: :katai4:

ออฟไลน์ pktherabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 232
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ดาร์คดี​ค่ะ​ สนุกดี
เดินเรื่อง​กระชับฉับไว

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
    มนุษย์หนึ่งเดียวเดินเข้ามาในบ้านที่ห่างหายไปนาน พบว่าเฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือนล้วนสะอาดเรียบร้อย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นฝีมือใคร ถ้าไม่ใช่เด็กวัยรุ่นที่ชื่อนาวาเมื่อครู่ ชายเลือดเย็นเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง เข็มสั้นในขณะนี้จวนเข้าใกล้เลขห้า เวลาเหมาะแก่การเตรียมอาหารสำหรับมื้อเย็น ประจวบกับเห็นปีศาจเจ้าบ้านเดินมาพอดี ฆาตกรในบทบาทพ่อบ้านพิเศษจึงเอ่ยถามดั่งทุกครั้ง

    “เย็นนี้คุณอยากกินอะไร”
    “จะทำ?”
    “หน้าที่ปกติของผมอยู่แล้ว” โนอาร์ตอบกลับ พลางเลิกคิ้วสงสัยในคำถามของอีกฝ่าย
    “ไปนั่งรอไป”

    เอทอสเอ่ยไล่มนุษย์ พร้อมเดินไปทางส่วนครัวก่อนก้มหยิบวัตถุดิบและอุปกรณ์ขึ้นมาราวกับจะทำมื้อเย็นด้วยตัวเอง ซึ่งสร้างความประหลาดใจอย่างมากให้กับมนุษย์เมื่อเห็นปีศาจเข้าครัวเป็นครั้งแรก
 
    “คุณทำเป็น?”
    “อยู่คนเดียว ถ้าทำไม่เป็นแล้วจะกินอะไร”

    ปีศาจเอ่ยพลางเหลือบมองมนุษย์ด้านหลัง เมื่อก่อนในตอนที่ยังไม่มีมนุษย์นี่มาคอยเกาะแกะ เขาก็ทำอาหารกินเองตามประสา แต่พอมีฆาตกรเข้ามาอาสาทำอาหารให้กินทุกมื้อ แล้วทำไมเขาต้องปฏิเสธ แต่ครั้งนี้ถือเป็นกรณีพิเศษ เพราะเห็นว่ามนุษย์เพิ่งออกจากโรงพยาบาล เขาจะช่วยทำสักสองสามมื้อ จะได้ไม่หาว่าเขาเป็นปีศาจหน้าเลือดใช้งานคนเจ็บ

    “ไม่ต้องทำเป็นดีใจ ข้าแค่ไม่อยากใช้แรงงานมนุษย์อ่อนแอ ไม่นานหน้าที่นี้ก็ตกเป็นของเจ้าเหมือนเดิม”

    เอทอสพูดตอกกลับมนุษย์ด้านหลังที่ส่งสายตาชื่นชมในตัวเขาอย่างเปิดเผย แล้วจึงหันกลับไปเริ่มทำอาหาร ซึ่งแน่นอนคำพูดของปีศาจ ไม่ได้ทำให้แววตาประกายด้วยความประทับใจของโนอาร์ลดลง เช่นเดียวกับความปลาบปลื้มข้างในความรู้สึกที่มีแต่จะเพิ่มพูน ยามมองแผ่นหลังกว้างของปีศาจในร่างมนุษย์ที่ขยับเคลื่อนไหวขณะทำมื้อเย็นเพื่อเขา ทำให้หวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น คืนที่เอทอสยืนขวางเพื่อปกป้องเขาจากกลุ่มนักล่าปีศาจ ชวนให้รำลึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่เอทอสใส่ใจความรู้สึกเขาอยู่เสมอ

    ‘มันทำให้เจ้าหลับสบาย ราตรีสวัสดิ์’

    ‘ถ้าไม่ไหว เจ้าก็หนีหัวซุกหัวซุนมาหลบหลังข้าแล้วกัน’

    ‘ดื่มซะ มันช่วยให้ปีศาจหายไวขึ้น กับมนุษย์คงไม่ต่างกัน’

    ‘เจ้าสนใจเดินเล่นย่อยอาหารกับข้าไหม’

    ‘ข้าไปส่ง’

    ‘ระวังหน่อย เจ้าเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา’

    ‘เจ็บมากไหม’

    ‘เจ้าจะไม่ตาย จำไว้โนอาร์’

    ความอบอุ่นใจเมื่อได้รับความห่วงใยจากปีศาจผู้เป็นที่รักนั้นรู้สึกดีมากจนก่อเกิดเป็นคำพูดหนึ่ง มากซะจนกระทั่งเขาอยากส่งผ่านความรู้สึกนี้ให้ปีศาจรับรู้ ดังนั้นชายเลือดเย็นที่กำลังถูกหลอมละลายเพียงเพราะการกระทำของปีศาจตรงหน้า จึงนั่งรอจวบจนอีกฝ่ายทำอาหารเสร็จและหันกลับมา

    “เลิกจ้องสักที” ปีศาจเอ่ยด้วยท่าทีรำคาญขณะวางอาหารลงบนโต๊ะ
    “เอทอส..”
    “อะไร”
    “ผมรู้สึกเหมือน..”
    “…”
    “ผมหลงรักคุณอีกแล้ว”

    คำรักจากปากมนุษย์ผสานกับนัยน์ตารัตติกาลเต็มไปด้วยความรู้สึก ถึงกับทำให้ปีศาจที่กำลังนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามชะงัก ดวงตาสีอำพันดุมองสบดวงตาสีดำสนิท ความรู้สึกบางอย่างที่ค่อยๆ ก่อเกิดในส่วนลึกพลันเพิ่มพูน ส่งผลสะท้อนผ่านการเต้นของอวัยวะกลางอกกว้างปีศาจ ที่เริ่มกลายเป็นจังหวะเดียวกับของมนุษย์ตรงหน้าทีละน้อย

    ‘คุณจะรักผม’ คำพูดครั้งหนึ่งของมนุษย์เมื่อนานมาแล้วหวนย้อนกลับมา

    “..ใช่ เจ้าพูดถูก” ปีศาจเอ่ยพึมพำ
    “พูดถูก? ผมพูดอะไรถูก เรื่องผมรักคุณ?”

    โนอาร์พยายามตีความคำพูดที่หลุดมาจากเอทอส แต่ดูเหมือนทักษะการคาดเดาของเขาครั้งนี้จะใช้ไม่ได้ผล เมื่อปีศาจส่ายหน้าเพียงเล็กน้อย ก่อนนั่งลงและเริ่มทานมื้อเย็น เป็นสัญญาณบอกว่าอีกฝ่ายต้องการจบบทสนทนา ซึ่งโนอาร์ก็ทำตามแต่โดยดี ยอมพับเก็บคำถามและข้อสงสัยแล้วจึงเริ่มทานมื้อเย็นตามอีกฝ่าย
    ทันทีที่ได้ลิ้มลองคำแรก มนุษย์เงยหน้าขึ้นพบว่าปีศาจกำลังมองเขาอยู่ก่อนแล้ว โนอาร์เพียงยิ้มเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถ้อยคำที่เชื่อว่าเอทอสอยากฟังมากที่สุดในตอนนี้

    “ครั้งหน้า ผมขอทำเอง”
    “ฝากด้วย”

    ปีศาจตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมใบหน้าเคร่งขรึมที่พยายามซ่อนความอับอาย เนื่องจากตลอดมาเขาได้โนอาร์คอยทำอาหารให้เสมอ จึงเผลอหลงลืมบางสิ่งที่สำคัญไป หลงลืมว่าแม้เมื่อก่อนเขาจะเคยทำอาหารกินเองหลายครั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะกินได้ทุกครั้ง



    หลังผ่านช่วงเวลาแห่งรสชาติอันน่าจดจำ โนอาร์เลือกเดินสำรวจบ้านต่อ ประตูและหน้าต่างของห้องเจ้าบ้านที่ถูกกลุ่มนักล่าปีศาจพัง ได้รับการซ่อมแซมและเปลี่ยนใหม่ ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมราวกับเรื่องคืนนั้นไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งจากการสอบถามปีศาจได้ความว่า ช่วงที่เขาอยู่โรงพยาบาลเอทอสได้จ้างช่างเข้ามาซ่อมโดยให้ศิลารับหน้าที่ดูแล และหลังจากเรียบร้อยจึงให้นาวาเข้ามาทำความสะอาดเก็บกวาด
    แต่ถึงอย่างนั้นเรียวคิ้วขมวดมุ่นบนใบหน้าของมนุษย์หนึ่งเดียวก็ไม่ได้คลายลง

    โนอาร์ออกจากห้องของปีศาจหลังตรวจดูการซ่อมแซมจนพอใจ ก่อนเดินกลับไปหาเจ้าบ้านที่กำลังนั่งอ่านเอกสารในห้องรับแขก สัมผัสกลิ่นอายชั่วร้ายเข้มข้นที่ค่อยๆ ใกล้เข้ามา ทำให้เอทอสละสายตาจากแฟ้มเอกสารรายงานการบริหารสวนในระหว่างที่เขาไม่อยู่ ใบหน้าเรียบนิ่งเหมือนทุกทีแต่คิ้วขมวดและริมฝีปากที่เริ่มขยับเป็นคำพูด ทำให้ปีศาจรู้ทันทีว่ามนุษย์จะพูดอะไรจึงรีบเอ่ยดักทาง

    “ข้าจะไม่หาบ้านใหม่”

    โนอาร์ชะงักเล็กน้อยที่ถูกอีกฝ่ายเอ่ยขัดทั้งที่เขายังไม่เริ่มพูด ก่อนไม่นานรอยยิ้มมุมปากชื่นชมปีศาจรู้ทันจะปรากฏขึ้น พร้อมเรียวคิ้วที่คลายปม

    “ผมรู้.. แต่เรื่องที่บ้านหลังนี้ไม่ปลอดภัยไม่ควรปล่อยผ่าน และคุณก็ไม่ต้องการเปลี่ยนที่อยู่”
    “ดังนั้นผมขอเสริมอุปกรณ์ป้องกันให้บ้านสักเล็กน้อยได้ไหม บ้านของเราจะได้ปลอดภัยมากขึ้น”

    เจ้าบ้านฟังคำขอของผู้ร่วมอาศัยเรื่องจะเสริมอุปกรณ์ป้องกันเพื่อความสบายใจ แน่นอนปีศาจไม่คิดขัด เพราะดีกว่าการต้องหาที่อยู่ใหม่เป็นไหน ๆ แต่ตรงคำสุดท้ายที่มนุษย์จงใจพูดทำให้ปีศาจนึกอยากแย้ง ที่โนอาร์แอบเหมารวมว่าบ้านของเขาเป็นของตน ทว่าสุดท้ายเอทอสก็ไม่ได้ทำตามที่ตั้งใจ

    “ตามใจเจ้า”
    “ขอบคุณ”

    โนอาร์ยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินคำอนุญาตจากเจ้าบ้าน ก่อนเดินผละออกไปเพื่อติดต่อช่างให้มาติดตั้งอุปกรณ์ จึงไม่ทันได้ยินคำพูดถัดมาของปีศาจ

    “...จะเรียกที่นี่ว่าบ้านเจ้า บ้านข้า หรือบ้านเรา ก็ตามใจ”



    ในช่วงสายของวันต่อมา เอทอสพบว่าบ้านของตนเต็มไปด้วยช่างเกือบสิบคนช่วยกันขนอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยมากมายเข้ามาวางกองและเตรียมติดตั้ง ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์คนต้นคิด เป็นความผิดเขาเองที่ลืมไปว่าความคิดโนอาร์ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป สิ่งที่มนุษย์นี่บอกว่านิดหน่อยเล็กน้อย เทียบได้กับหนักหนาสาหัสของคนธรรมดา ดังนั้นการเสริมอุปกรณ์ป้องกันภัยของโนอาร์จึงไม่ใช่การเพิ่มลูกบิดกันขโมยอย่างที่เขาคิด

    “บ้านข้าไม่ใช่ฐานทัพทำสงคราม”

    เอทอสเอ่ยเหน็บแนมคนต้นคิดที่ยืนอยู่ข้างกัน ทว่าโนอาร์กลับเมินเฉยต่อคำของปีศาจ มิหนำซ้ำยังหันไปถามเจ้าของสถานที่ว่าควรเสริมตรงส่วนไหนอีกบ้าง

    “คุณอยากเพิ่มตรงไหนไหม รั้วไฟฟ้าดีไหม งั้นผมขอเพิ่มรั้วไฟฟ้า”

    มนุษย์ถามเองตอบเองเสร็จสรรพก่อนหันไปสั่งช่างว่าต้องการเสริมรั้วไฟฟ้า ไม่หยุดรอคำตอบปีศาจเพราะมั่นใจว่าไม่มีทางได้ เช่นเดียวกับคำถามเมื่อครู่ เขาแค่ถามพอเป็นพิธีและถือเป็นการตอบกลาย ๆ ว่าเขาไม่คิดเปลี่ยนใจ ส่งผลให้ปีศาจเจ้าบ้านได้แต่ส่ายหน้าหน่ายก่อนเดินแยกไปดูช่างตรงส่วนอื่นของบ้าน
    และไม่นานหลังปีศาจจากไป บนใบหน้ามนุษย์ต้นเรื่องจึงเผยรอยยิ้มมุมปากพร้อมนัยน์ตารัตติกาลเจือด้วยความขบขัน



    ในบรรดานักล่าปีศาจที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ ภาคินถือว่าเป็นคนที่ออกจากโรงพยาบาลคนสุดท้าย ไม่ใช่เหตุเพราะเขาเจ็บหนักจากการสู้กับปีศาจกินวิญญาณมากกว่าใคร แต่เป็นเพราะคนของปีศาจตนนั้นที่มาเล่นงานเขาซ้ำถึงในโรงพยาบาล

    เขายังคงรู้สึกแปลกใจที่ฟื้นขึ้นมาและพบว่าตนยังมีชีวิตอยู่ คนเลือดเย็นอย่างโนอาร์ที่ไล่ฆ่าเอาชีวิตโจรเพียงเพราะพยายามขโมยโทรศัพท์ ไม่น่าเชื่อว่าจะปล่อยเขาที่ทำร้ายปีศาจกับมือให้มีชีวิตรอด แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าโนอาร์จะปล่อยให้เขามีสภาพที่สมบูรณ์
    พิษจากคมมีดของชายเลือดเย็นที่ใช้คว้านไหล่ข้างหนึ่งของเขา ส่งผลให้แขนข้างนั้นไร้กำลัง แต่ด้วยการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง พอทำให้แขนเขาสามารถขยับหรือหยิบถืออะไรเบา ๆ ได้บ้างแล้ว แพทย์ที่ทำการรักษาได้บอกก่อนอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลว่า แขนของเขามีโอกาสกลับมาเป็นปกติ หากหมั่นทำกายภาพบำบัดด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ แต่อาจใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปีจึงจะเห็นผล

    หลังรับฟังภาคินก็ไม่ได้แสดงท่าทีวิตกกังวลแต่อย่างใด เพราะโชคดีว่าแขนข้างที่เกิดปัญหาไม่ใช่ข้างที่เขาถนัด จึงไม่มีผลกระทบต่อการทำงานหรือใช้ชีวิตมากนัก ทว่าในการต่อสู้ในฐานะนักล่าปีศาจ ก็เทียบกับว่าเขาเสียแขนไปแล้วข้างหนึ่ง
    แต่ใช่ว่าอุปสรรคแค่นี้จะทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจที่จะสังหารปีศาจตนนั้น เขาจะไม่หยุดจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่หมดลมหายใจ



   จมอยู่กับความคิดตนเองสักพักใหญ่ ภาคินถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้รถที่ลูกน้องนำไปรับเขากลับจากโรงพยาบาลได้ขับมาถึงบ้านพักแล้ว ชายผมเงินใช้มือข้างที่ปกติเปิดประตูลงจากรถด้วยตนเอง โดยไม่รอคนขับวิ่งอ้อมมาเปิดให้เพราะไม่อยากเป็นภาระ
    ทันทีที่ลงจากรถ เหล่าพ่อบ้านแม่บ้านต่างเข้ามาสอบถามอาการเขาด้วยความเป็นห่วง ซึ่งภาคินก็ตอบกลับด้วยท่าทีนอบน้อม แม้สถานะจริง ๆ ระหว่างเขากับคนเหล่านี้คือเจ้านายและข้ารับใช้ แต่เขาไม่เคยลืมในช่วงสมัยเด็กที่ได้เหล่าพ่อบ้านแม่บ้านคอยดูแล ดังนั้นคนเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่สำหรับเขา

    “ป่านนี้พวกตำรวจยังจับคนร้ายไม่ได้ ยังไงช่วงนี้คุณภาคินต้องคอยระวังตัวนะครับ” พ่อบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น
    “อีกไม่นานต้องจับได้แน่นอนค่ะ คนไม่ดีแบบนั้นหนีได้ไม่นานหรอก” แม่บ้านอีกคนหนึ่งรีบเอ่ยให้กำลังใจ
    “ครับ”

    ชายผมเงินเพียงยิ้มพร้อมเอ่ยปากรับคำ ไม่คิดเอ่ยแย้งเพื่อเป็นการถนอมน้ำใจ หากกล่าวว่าคนของปีศาจถูกตำรวจจับ กับคนของปีศาจเป็นฝ่ายไล่ล่าตำรวจเสียเอง คำกล่าวอย่างหลังยังดูน่าเชื่อถือมากกว่า ดังนั้นในช่วงที่เขาอยู่โรงพยาบาลและมีตำรวจเข้ามาขอสอบถามถึงตัวคนร้าย เขาจึงเอ่ยปฏิเสธไม่เอาความ ไม่ใช่เป็นการช่วยคนเลือดเย็น แต่เป็นการช่วยตำรวจที่อาจจะมีวาระสุดท้ายไม่ต่างจากโจรสองคนนั้น และท้ายสุดตำรวจจะยอมปล่อยคดีไปตามคำของเขาหรือไม่ก็สุดแต่ชะตากรรมจะพาไป เขาช่วยได้เพียงเท่านี้

    หลังการพูดคุยสอบถามของเหล่าพ่อบ้านแม่บ้าน ภาคินจึงขอตัวไปพักผ่อน ทว่าแทนที่ชายผมเงินจะเดินเข้าห้องพัก กลับหายเข้าไปในห้องทำงานเพื่อสะสางกองเอกสารที่เขาให้ลูกน้องไปเอามาจากบริษัท รวมถึงฟังรายงานความคืบหน้าของโครงการต่าง ๆ จากเลขาในระหว่างที่เขานอนโรงพยาบาล การโหมงานหนักเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา บริษัทที่คุณพ่อคุณแม่ทิ้งไว้ให้เขาต้องดูแลให้ดีที่สุด เผื่อพวกท่านรับรู้จะได้ภูมิใจ รวมถึงเรื่องการล้างแค้นคนที่พรากทุกอย่างไปจากเขาก็เช่นกัน


    เกือบสี่ชั่วโมงหลังจากการสะสางงาน ชายผมเงินถึงได้มีโอกาสพัก เขาเอนหลังใส่พนักพิงเก้าอี้หนังเนื้อดี หลับตาเพื่อพักอาการล้าจากการเพ่งเอกสารติดต่อกันเป็นเวลานาน ผ่านไปสักพักหนึ่งภาคินจึงเริ่มทำงานอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เขาอยู่ในบทบาทนักล่าปีศาจไม่ใช่นักบริหารอย่างเมื่อครู่
    ชายผมเงินหันหน้าเข้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ตรงมุมของโต๊ะทำงาน เลื่อนเมาส์คลิกไม่นานข่าวสารทั้งหมดในช่วงที่เขาพักรักษาตัวก็ปรากฏบนหน้าจอ ข้อมูลหลากหลายบนหน้าถูกเลื่อนผ่านอย่างไม่ใส่ใจ จนเลื่อนมาถึงการประกาศหัวข้อหนึ่งที่ทำให้ชายผมเงินชะงัก และเมื่อได้ลองอ่านเนื้อความในประกาศยิ่งทำให้คิ้วของเขาขมวดมุ่น
    จวบจนอ่านจบภาคินจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหานักล่าปีศาจที่เป็นผู้ลงประกาศ

    “ประกาศที่ลงหมายความว่ายังไง?”
    [ก็ตามที่ประกาศนั่นล่ะภาคิน ปีศาจกินวิญญาณตนนั้นไม่ได้เข้าข่ายปีศาจที่เราต้องกำจัด ต่อจากนี้เราจะไม่ยุ่งกับปีศาจตนนั้นอีก ตราบเท่าที่เจ้านั่นไม่ทำร้ายมนุษย์] ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
    “บ้าไปแล้วหรือไง! มันหลอกใช้มนุษย์ที่อยู่กับมันเป็นเครื่องมือฆ่าคน แบบนี้ยังจะปล่อยมันอีกเหรอ!!”
    [เรื่องนั้นเราเข้าใจผิดกันไปเอง มนุษย์ที่อยู่กับปีศาจนั่นแต่เดิมเป็นนักฆ่าอยู่แล้ว และเพื่อช่วยรักษาปีศาจจึงต้องเก็บวิญญาณไปให้]
    “แล้วมันต่างกันยังไง สุดท้ายมันก็ใช้มนุษย์ฆ่าคนเพื่อเอาวิญญาณไปให้มันเหมือนเดิม”

    ภาคินกัดฟันตอบ แขนข้างที่ยังไม่หายดีกำมือแน่นเพื่อระบายอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้น การเกร็งกล้ามเนื้อทำให้บริเวณหัวไหล่รู้สึกเจ็บแปลบ ทว่าคนที่กำลังโกรธเกรี้ยวก็ไม่ได้ผ่อนกำลังลง

    [ต่างตรงที่เมื่อกลับมาเป็นปกติ ปีศาจนั่นก็ไปหาวิญญาณกินเองตามสุสาน ไม่ได้ทำร้ายมนุษย์ แถมยังคอยกันไม่ให้มนุษย์นั่นฆ่าคนอีก]
    “แล้วมั่นใจได้ยังไงว่ามันเป็นความจริง”
    [แต่เดิมปีศาจนั่นจัดเป็นปีศาจชั้นดี ไม่เคยมีประวัติทำร้ายหรือฆ่าใคร มากกว่านั้นยังทำตัวกลมกลืนและคอยช่วยเหลือมนุษย์ จนกระทั่งนายไปเล่นงานปีศาจตนนั้นโดยพลการ นอกจากนี้ข่าวคราวด้านลบเกี่ยวกับปีศาจนั่นก็ล้วนมาจากนาย ถ้าปีศาจตนนั้นเป็นอย่างที่นายว่าจริง ทำไมนักล่าปีศาจคนอื่นที่คอยดูแลบริเวณเขตนั้นก่อนนายจะมา ถึงไม่เคยรายงานเรื่องปีศาจตนนั้นทำผิดเลยล่ะ]
    “…”
    [ไม่ใช่ว่านายเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานหรอกนะ ภาคิน] ปลายสายถือโอกาสที่อีกฝ่ายเงียบไปพูดแทงใจดำ
    “นายก็รู้อยู่แล้วว่าฉันมาเป็นนักล่าปีศาจทำไม”
    [ใช่ ฉันรู้ ถึงปีศาจนั่นจะเป็นประเภทเดียวกับที่นายกำลังตามหา แต่นายแน่ใจได้ยังไงว่าใช่ปีศาจตนนั้นจริง ๆ ดีไม่ดีปีศาจที่นายพยายามหาอยู่อาจถูกนักล่าปีศาจสักคนหนึ่งกำจัดไปนานแล้วก็ได้]
    [ที่ฉันพูดนี่ในฐานะเพื่อนนะภาคิน ชีวิตนายน่ะมีค่ามากกว่ามามัวจมอยู่กับการแก้แค้นที่นายสร้างขึ้นมาเอง แต่พูดไปก็เท่านั้นนายไม่ฟังหรอก เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเตือนนาย]
    “หึ.. ก็รู้นิ”
    “ติ้ด!”

    ภาคินเค้นเสียงหัวเราะตอบกลับทั้งนัยน์ตาประกายด้วยไฟแห่งโทสะก่อนกดตัดสาย ใครจะลืมดวงตาที่พรากทุกอย่างไปจากชีวิตภายในคืนเดียวได้ลง ปีศาจตนไหนเป็นปีศาจกินวิญญาณธรรมดา ปีศาจตนไหนเป็นปีศาจชั่วที่ทำลายครอบครัวเขาทำไมจะแยกไม่ออก ไม่ว่าปัจจุบันจะชุบตัวเสแสร้งเป็นปีศาจชั้นดีแค่ไหน ก็อย่าหวังจะเอามาลบกับความเลวที่เคยทำไว้ ต่อให้จากนี้จะไม่มีนักล่าปีศาจคนอื่นคอยช่วยจัดการ เขาจะกระชากความชั่วและเอาชีวิตมันมาด้วยตัวเอง



    หลังผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงบ้านพักทรงไทยประยุกต์เป็นฐานทัพสงคราม ตามความตั้งใจของมนุษย์หนึ่งเดียวได้สามวัน เจ้าของสวนก็ได้เวลากลับไปดูแลกิจการตามหน้าที่ โดยมีมนุษย์ใจบาปขอตามไปด้วยอย่างทุกที
    บรรยากาศเดิม ๆ หวนกลับมาอีกครั้ง แม้ภายในห้องโดยสารของรถกระบะจะเงียบงันไม่ต่างจากการนั่งคนเดียว แต่ถ้าให้เทียบระหว่างตอนนี้กลับตอนช่วงที่มนุษย์ไม่อยู่ เอทอสชื่นชอบตอนนี้ที่มีโนอาร์คอยนั่งข้าง ๆ มากกว่า แม้บรรยากาศเงียบไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างคือมีกลิ่นอายชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากวิญญาณของโนอาร์

    กลิ่นอายที่เขาคิดว่าหอมดี อาจเป็นเพราะเขาชอบกินวิญญาณบาป และวิญญาณของมนุษย์นี่ก็แผ่กลิ่นอายชั่วร้ายเข้มข้นที่สุดเท่าที่เขาเคยพบ ทว่าเขากลับไม่รู้สึกอยากกินเหมือนวิญญาณดวงอื่น ๆ จนเมื่อไม่นานนี้ที่เขาเพิ่งรับรู้และยอมรับอีกความรู้สึกหนึ่ง มันกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกว่ากลิ่นอายวิญญาณของโนอาร์นั้นช่างหอมหวนและดึงดูดเขามากกว่าเมื่อก่อนค่อนข้างมาก

    “คุณชอบกลิ่นของผม?” โนอาร์เอ่ยขึ้นหลังจากลอบมองปีศาจมาสักพักหนึ่ง
    “อะไรของเจ้า” เอทอสเหลือบมองคนข้างตัว ด้วยท่าทีเหยียดหยามในความหลงตัวเอง
    “ช่วงนี้ผมเห็นคุณชอบทำเหมือนดมอะไรในอากาศ เลยคิดว่าคุณคงหอมกลิ่นสบู่ใหม่ แต่จากที่สังเกตคุณจะมีอาการเฉพาะตอนที่ผมอยู่ใกล้ ๆ”
    “โรคจิตหรือไงเจ้า มาคอยตามจับผิดข้า”
    “แต่คุณไม่ปฏิเสธว่าชอบกลิ่นผม”
    “หลงตัวเอง ใครจะชอบดมกลิ่นสาบมนุ- โนอาร์!!”

    ขณะที่ปีศาจกำลังปรามาส โนอาร์ได้อาศัยช่วงโอกาสนั้นรีบยื่นแขนไปจ่อที่จมูกของปีศาจ ทำให้เอทอสที่ไม่ทันตั้งตัวตกใจจนรถแกว่งไปจังหวะหนึ่ง พร้อมทั้งเผลอสูดกลิ่นอายวิญญาณของโนอาร์เข้าไปเต็มปอด

    “เล่นอะไรไม่เข้าเรื่อง!! ถ้ารถเสียหลักขึ้นมาจะทำยังไง” เอทอสหันไปว่ามนุษย์ข้างตัว แต่ที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มมุมปากไม่สะทกสะท้านของมนุษย์
    “ระดับคุณไม่ขับรถชนเพราะเรื่องแค่นี้หรอก ใกล้ถึงสวนแล้ว”

    โนอาร์ตอบกลับอย่างมั่นใจก่อนแสร้งเปลี่ยนเรื่อง เอทอสเห็นเช่นนั้นจึงปล่อยผ่านไม่อยากต่อปากต่อคำ จนกระทั่งรถกระบะสีดำเคลื่อนจอดในตำแหน่งประจำและคนขับเตรียมลงจากรถ มนุษย์ที่นั่งอยู่ด้านข้างจึงรีบคว้าแขนรั้งเอาไว้

    “คุณจะลงทั้ง ๆ แบบนี้จริงเหรอ”
    “อะไรอีก” เอทอสถามกลับด้วยความหงุดหงิดที่โดนมนุษย์ปั่นหัว
    “ตาของคุณ”

    เพียงเท่านั้นเอทอสจึงหันไปส่องกระจกมองหลังของรถ และพบว่าตอนนี้ตาของเขากลายเป็นสีแดงเลือดนกแบบปีศาจ เอทอสรู้สึกอึ้งกับตนเองที่สูญเสียการคงร่างมนุษย์โดยไม่รู้ตัวจนต้องให้มนุษย์เตือน ก่อนจะรีบเปลี่ยนตาให้กลายเป็นสีอำพันเช่นเดิม แล้วจึงหันไปคาดโทษมนุษย์ตัวต้นเหตุ และแน่นอนโนอาร์ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย


    หลังผ่านเหตุการณ์วุ่นวายเล็กน้อย เจ้าของสวนกล้วยไม้และว่าที่คนรักจึงพากันเดินออกมาจากที่จอดรถ เหล่าคนงานเห็นเจ้านายที่หายหน้าหายตาไปสักพักใหญ่ ก็ต่างพากันเข้ามาสอบถามด้วยความเป็นห่วง ซึ่งเอทอสได้เตรียมเรื่องตอบคำถามทำนองนี้ไว้ก่อนแล้ว จึงทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นไร้คนสงสัย

    นายใหญ่ของสวนอ้างว่าช่วงที่ตนหายไปจนทำให้ทุกคนเป็นห่วงคอยตามหา ความจริงแล้วเขาไปทำธุระกับเพื่อนต่างเมืองกระทันหันและตอนนั้นแบตเตอรี่โทรศัพท์หมดพอดีจึงไม่ทันได้บอกใคร พอได้ชาร์จโทรศัพท์และเปิดเครื่องเป็นจังหวะเดียวกับที่โนอาร์โทรเข้ามาพอดีจึงได้คุยกัน ถึงเพิ่งรู้ว่ามีคนเข้ามาพังสวนช่วงที่ไม่มีใครอยู่
    หลังจากที่เขาทำธุระเสร็จก็ได้กลับมาพักที่บ้านทรงไทยประยุกต์พร้อมกับโนอาร์ และโชคร้ายที่เป็นช่วงเดียวกับที่โจรกำลังขโมยของภายในบ้านจึงเกิดการต่อสู้กัน ทำให้โนอาร์พลาดถูกโจรคนหนึ่งแทงจนต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมีเขาคอยเฝ้าตลอด ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเขาและโนอาร์จึงไม่ได้มาที่สวนเลย

    ถึงตรงนี้โนอาร์ที่ได้เป็นหนึ่งในตัวละครของเรื่องแต่งที่เอทอสร้าง ก็ได้แต่เหลือบมองปีศาจข้างกาย เขาอยากแย้งว่าที่จริงแล้วเอทอสมาเฝ้าเขาแค่คืนเดียว ทว่าท้ายสุดเขาก็เพียงยืนเป็นตัวประกอบและพยักหน้าพอเป็นพิธีเท่านั้น ไม่ได้เอ่ยขัดอย่างที่ตั้งใจ เพราะขี้เกียจมานั่งตอบคำถามไม่รู้จบของพวกคนงาน

    “แล้วโจรพวกนั้นจับได้หรือยังครับนาย” หนุ่มคนสวนคนหนึ่งถามขึ้น
    “ถูกตำรวจจับได้หมดแล้ว ไม่ต้องห่วง”
     “ดีนะคะที่จับได้ อา.. คุ.. คุณโนอาร์ก็หายเป็นปกติดีแล้วใช่ไหมคะ” สาวคนงานพูดขึ้นก่อนจะหันไปถามชายที่ยืนข้างนายใหญ่ด้วยท่าทีเกรงกลัวเล็กน้อย
    “ครับ สบายดีแล้วครับ”

    โนอาร์รู้ดีว่าที่คนสวนเหล่านี้มีท่าทีเกรง ๆ เขา ไม่กล้าเข้ามาพูดคุยอย่างสนิทสนมเช่นเดิมเป็นเพราะอะไร แต่เรื่องสภาพจิตใจของคนพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องเก็บมาคิดให้เสียเวลา แค่ใส่หน้ากากพูดคุยไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็รู้สึกสนิทใจกับเขาเหมือนเดิม

    ทว่าท่าทีที่ดูแปลกไปของคนงานที่มีต่อโนอาร์ก็อยู่ในสายตาเอทอสเช่นกัน ดังนั้นหลังเดินแยกออกมาจากกลุ่มคนงาน เอทอสจึงเอ่ยถามคนที่น่าจะเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

    “ทำไมคนงานดูกลัวเจ้า”
    “คงเป็นเพราะเห็นผมอารมณ์ไม่ดี ช่วงที่รู้ว่าคุณหายไป แต่ผมไม่ได้ทำอะไรนะครับ คนพวกนั้นกลัวกันไปเอง”

    มนุษย์พยายามอธิบายเพื่อไม่ให้ปีศาจเข้าใจผิดว่าเขาแอบไปเล่นงานหรือทำร้ายคนดูแลสวน ซึ่งสิ่งที่โนอาร์ตอบก็ไม่ได้ต่างจากที่เขาคิดมากนัก ดังนั้นเอทอสจึงเพียงขานรับในลำคอและเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณสำนักงาน ทว่านายใหญ่ของสวนกับเดินผ่านอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับจุดหมายของเอทอสไม่ใช่สำนักงานอย่างทุกที

    “คุณไม่เข้าสำนักงาน?” โนอาร์ที่เดินอยู่ด้านข้างเลิกคิ้วขึ้นพลางถามอย่างสงสัย
    “อืม ข้าจะไปดูเรือนกล้วยไม้ที่เพิ่งซ่อมเสร็จ ได้ถือโอกาสหาที่ลงกล้วยไม้พันธุ์ใหม่ทีเดียว”
    “นานไหม?”
    “คงทั้งวัน เดี๋ยว! จะไปไหน?”

    ระหว่างที่ปีศาจกำลังตอบคำถาม อยู่ ๆ โนอาร์ก็หันหลังและเดินย้อนกลับไปทางเดิม นายใหญ่ของสวนที่ทันเห็นท่าทีของมนุษย์จึงเรียกรั้งไว้ ทว่าโนอาร์ก็เพียงตอบกลับเร็ว ๆ ว่าจะไปหาผ้าเย็นกับน้ำดื่มไว้ดูแลเขา และยังบอกให้เขารีบไปทำงาน เพื่อที่ตนกลับมาจะได้ใช้ผ้าช่วยซับเหงื่อได้ทันที ซึ่งเป็นแนวคิดที่แปลกประหลาดอย่างมากในสายตาเอทอส

    ไล่ให้ไปทำงาน เพื่อที่จะได้ดูแล?

    บนโลกนี้ก็คงมีแต่โนอาร์เท่านั้นที่คิดแบบนี้ได้


    
    “ติ้ง!”

    เสียงข้อความเข้าดังขึ้น ขณะที่โนอาร์กำลังเตรียมผ้าเย็นและน้ำดื่มไว้ดูแลปีศาจอย่างที่เคยตั้งใจไว้เมื่อนานมาแล้ว เจ้าของนัยน์ตารัตติกาลวางกระติกน้ำลงบนพื้นก่อนหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู พบว่าเป็นข้อความแจ้งการโอนเงินเข้ามาในบัญชี ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะช่วงนี้เขาไม่ได้รับงานแล้วทำไมถึงมีการโอนค่าจ้างเข้ามา

    คิดได้ดังนั้น โนอาร์จึงเข้าไปเช็กอีเมลว่าจ้างผ่านทางโทรศัพท์ พบว่ามีอีเมลหลายฉบับถูกส่งมาจากผู้ว่าจ้างคนเดียวกัน ซึ่งรวมถึงอีเมลฉบับล่าสุด เมื่อลองเปิดอ่านจึงรู้ว่าเป็นผู้ว่าจ้างรายใหม่ และเป็นเจ้าของเงินที่โอนเข้ามาเมื่อครู่ เนื้อหาในอีเมลไม่ได้บอกข้อมูลของเป้าหมายเหมือนอีเมลว่าจ้างของคนอื่น ๆ แต่กลับบอกสถานที่และวันเวลาสำหรับนัดพูดคุยแทน และคำลงท้ายที่ทำให้เรียวคิ้วเหนือในนัยน์ตารัตติกาลขมวดแน่น

    ‘ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวของเรา’

    “ใคร?”



บท15 สมบูรณ์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-03-2020 17:33:09 โดย biOmos »

ออฟไลน์ FleurDelakour

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ครอบครัวใครน้าาาาาาาา อยากรู้แล้ว

ฮือ ภาคิน ไม่น่ารนหาเรื่องเลย ไม่อยากให้ตาย

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
    บรรยากาศช่วงบ่ายหลังพักเที่ยง เหล่าคนงานต่างตรวจดูผลผลิตกล้วยไม้ที่ตนรับผิดชอบดังที่ทำเป็นกิจวัตรประจำทุกวัน แต่ที่พิเศษคือครั้งนี้นายใหญ่ของสวนที่นานครั้งจะออกจากสำนักงาน หลังจากดูพื้นที่เตรียมสำหรับกล้วยไม้พันธุ์ใหม่เมื่อช่วงเช้าเรียบร้อย กลับยังคงเดินตรวจตราสวนคอยช่วยคนงานตามจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปช่วยแยกหน่อกล้วยไม้เพื่อขยายพันธุ์ ให้คำปรึกษาแนะนำการดูแลกล้วยไม้ที่ป่วย ตลอดจนเข้าไปช่วยคนงานขนกล้ากล้วยไม้จากเรือนเพาะ เพื่อย้ายต้นกล้าลงกระถางที่ขนาดใหญ่ขึ้น

    ซึ่งทุกอย่างข้างต้นไม่มีความจำเป็นที่เจ้าของสวนต้องลงมาทำด้วยตัวเองในเมื่อมีลูกน้องคนงานมากมาย ทว่านายใหญ่ก็ไม่ได้สนใจ ยังคงช่วยงานต่อไปไม่ต่างจากคนงานสวนรฦกวัลย์คนหนึ่ง ยกเว้น

    “คุณ ดื่มน้ำไหม” เสียงชายผู้คอยเดินตามเจ้าของสวนเอ่ยขึ้น
    “อืม”

    การมีผู้ดูแลส่วนตัวคอยถือผ้าเย็นและน้ำพร้อมบริการทุกเมื่อโดยที่เจ้าตัวไม่ต้องเรียกหา

    โนอาร์ตักน้ำเย็นในกระติกยื่นส่งให้เจ้าของสวนรับไปดื่ม ความเย็นจากน้ำที่ไหลผ่านลำคอช่วยให้ร่างสูงใหญ่รู้สึกสดชื่น ก่อนส่งแก้วคืนทว่าการบริการยังไม่หมดเท่านี้ เมื่อโนอาร์ใช้ผ้าเย็นช่วยซับเหงื่อให้เจ้าของสวนตามกรอบหน้าและลำคอ ซึ่งผู้ได้รับบริการก็ไม่ได้มีท่าทีใด ๆ ราวกับว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ มิหนำซ้ำยังหันไปคุยงานกับลูกน้องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนเป็นเหล่าคนงานโดยรอบเสียเองที่รู้สึกเก้อเขินแทน

    “มีอะไรหรือเปล่า” เอทอสเอ่ยถามเหล่าลูกน้องเมื่อเห็นท่าทีแปลก ๆ
    “ปล่าวครับ ไม่มีค่ะ” คนงานพร้อมใจกันตอบอย่างพร้อมเพรียง
    “นายครับ”

    เสียงเรียกจากทางด้านหลังดังขึ้นส่งผลให้เอทอสและคนโดยรอบหันมอง พบว่าเป็นศิลาผู้ทำหน้าที่เสมือนเลขากำลังเดินเข้ามาหาตน ดังนั้นนายใหญ่ของสวนจึงขอตัวแยกไปคุยธุระ โดยที่โนอาร์ไม่ได้ตามไปด้วยเพื่อให้ทั้งสองสามารถพูดคุยกันได้สะดวก และไม่นานหลังจากนั้นนายใหญ่ของสวนก็เดินกลับมาทำงานในส่วนที่ค้างไว้ต่อ

    “ผมรู้ได้ไหม?”

    โนอาร์เอ่ยถามขึ้นขณะที่เอทอสกำลังย้ายกล้ากล้วยไม้ลงกระถางใหม่ ซึ่งเอทอสก็ตอบกลับง่ายดาย เพราะเรื่องที่คุยเมื่อครู่ไม่ใช่ความลับอะไร

    “มะรืนนี้ข้าต้องไปคุยงานกับเจ้าของร้านดอกไม้ในเมือง”

    คำตอบของปีศาจทำให้มนุษย์เลิกคิ้วประหลาดใจในความบังเอิญ เนื่องจากวันที่เอทอสต้องไปคุยงานเป็นวันเดียวกันกับวันนัดเจรจาในอีเมลของผู้ว่าจ้างคนใหม่

    “วันนั้นผมมีนัดคุยงานในเมืองเหมือนกัน”
    “งานอะไร?”

    ร่างสูงใหญ่หันไปถามมนุษย์ข้างกายพร้อมความหงุดหงิดที่เพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง เพราะงานที่ออกมาจากปากคนอย่างโนอาร์จะเป็นอะไรได้นอกจากเรื่องที่เขาพยายามให้มนุษย์ใจบาปเลี่ยง ยิ่งกว่านั้นเขาเพิ่งไปรับอีกฝ่ายกลับจากโรงพยาบาลมาไม่กี่วัน แต่มนุษย์กลับรนหาเรื่องให้เจ็บตัวอีก ดังนั้นคิ้วหนาเหนือนัยน์ตาสีอำพันจึงขมวดชนกันสื่อถึงความไม่พอใจ จนทำให้ใบหน้าที่เดิมทีดูดุอยู่แล้วกลับยิ่งดูน่ายำเกรงขึ้นไปอีก ทว่าคนถูกจ้องก็ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย

    “งานที่คุณรู้อยู่แล้ว”
    “ข้าไม่-”
    “งานผมนัดตอนค่ำ หลังคุณคุยงานกับเจ้าของร้านดอกไม้เสร็จ คุณก็ไปฟังงานกับผม จะรับหรือไม่การตัดสินใจผมยกให้คุณ ตกลงไหมครับ”

    คนเจ้าแผนการรีบขัดคำพูดของปีศาจด้วยคำอธิบายของตนเอง ส่งผลให้เอทอสต้องหยุดฟังมนุษย์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการที่มนุษย์ยกอำนาจการตัดสินใจให้เขานั้นทำให้ข้อเสนอน่าสนใจไม่น้อย บวกกับตอนท้ายประโยคที่เป็นคำถามผสานกับใบหน้ามนุษย์ที่แม้จะเรียบนิ่งแต่แววตารัตติกาลนั้นสื่อถึงความคาดหวังในคำตอบ เป็นการเร่งเร้าบีบบังคับเขาทางอ้อมให้ตอบเป็นอื่นไม่ได้นอกเสียจาก

    “...อืม”

    และแล้วปีศาจก็ได้รับรอยยิ้มมุมปากจากมนุษย์เป็นรางวัล



    วันเวลาล่วงเลยจนถึงวันนัดของมนุษย์และปีศาจ รถกระบะสีดำเคลื่อนตัวออกจากบ้านพักทรงไทยประยุกต์ในช่วงเช้าก่อนมุ่งหน้าเข้าตัวเมือง บริเวณส่วนบรรทุกของตัวรถมีกล้วยไม้พันธุ์ใหม่จำนวนหนึ่งสำหรับเป็นของผูกมิตรในการทำธุรกิจร่วมกัน และถือเป็นการโฆษณาสินค้าใหม่ไปในตัว
    โดยปกติเวลานายใหญ่ของสวนออกไปคุยงานจะมีศิลาคอยตามไปเป็นผู้ช่วยเสมอ ซึ่งต่างจากครั้งนี้ที่หน้าที่ดังกล่าวถูกยกให้มนุษย์ผู้อาศัยร่วมบ้าน ดังนั้นการเดินทางคราวนี้จึงมีเพียงเอทอสและโนอาร์


    ใช้เวลาสักพักใหญ่รถกระสีดำก็มาถึงร้านดอกไม้ซึ่งเป็นจุดหมาย หน้าร้านเต็มไปด้วยเหล่าดอกไม้มากมายหลากสีสัน บรรจุในถังน้ำเพื่อชะลอการเหี่ยวเฉาและคงความสดของดอกไม้ ด้านหน้าร้านเป็นกระจกทั้งหมด ทำให้คนภายนอกสามารถเลือกดูดอกไม้ได้อย่างสะดวกไม่จำเป็นต้องคอยเข้าออกตัวร้าน ภายในประดับด้วยไฟสีเหลืองอ่อนๆ ตัดกับป้ายเหนือร้านสีน้ำเงินเข้มเป็นเอกลักษณ์ ช่วยขับให้บรรยากาศในร้านดูสงบและอบอุ่น ขัดกับบรรยากาศภายนอกร้านที่ค่อนข้างวุ่นวายจากเสียงสัญจรของรถบนท้องถนนและผู้คนที่เดินผ่านไปมา
    ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวเป็นผลงานการออกแบบของชายร่างเล็กผู้เป็นเจ้าของร้านแห่งนี้ ผู้ซึ่งกำลังยืนต้อนรับเจ้าของสวนกล้วยไม้ลงจากรถ

    “สวัสดีครับพี่เอทอส ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ”

    คำทักทายสื่อถึงความสนิทสนม เรียกความสนใจโนอาร์ที่ลงจากรถกระบะตามเจ้าของสวนให้จ้องมอง เจ้าของร้านเป็นชายตัวเล็กดูบอบบางกว่าเขาอย่างชัดเจน เจ้าตัวสวมเสื้อแขนยาวสีขาวทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีฟ้าอ่อน ใบหน้าเรียบเนียนดูดีประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ช่วยให้บรรยากาศโดยรอบชายคนนี้ดูอ่อนโยนและอบอุ่นอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งทุกองค์ประกอบของชายเบื้องหน้าล้วนตรงข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง จะมีเพียงอย่างเดียวที่ดูคล้ายกัน นั่นคือความรู้สึกที่อีกฝ่ายพยายามเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของแววตายามมองปีศาจ

    “สวัสดี นี่ของฝาก ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไปนายก็ยังตัวเท่าเดิม”

    เอทอสเดินไปด้านหลังกระบะ หยิบกระเช้ากล้วยไม้ส่งให้ชายร่างเล็ก พร้อมกล่าวหยอกล้อด้วยท่าทางสนิทสนม ก่อนจะใช้ฝ่ามือใหญ่ยีผมชายตรงหน้าด้วยความเอ็นดู ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของชายเลือดเย็นที่ตอนนี้ดูเหมือนจะถูกลืมและกลายเป็นคนนอกอย่างสมบูรณ์ แต่ถึงอย่างนั้นคนถูกละเลยก็ไม่ได้พยายามเรียกร้องหรือแสดงตน เพียงยืนนิ่งเฝ้ามองทุกอากัปกริยาของทั้งชายและปีศาจตรงหน้า จนกระทั่งเจ้าของร้านดอกไม้สังเกตเห็นจึงเอ่ยทักทาย

    “อา.. สวัสดีครับ ผมชื่อสีคราม เรียกย่อ ๆ ว่าครามก็ได้ครับ เป็นเจ้าของร้านดอกไม้ แล้วคุณ..”
    “โนอาร์ หลังกระบะยังมีกล้วยไม้อีก มัวแต่ยืนคุย กล้วยไม้ที่ขนมาคงถูกแดนเผาจนเสียหมด”

    ชายเลือดเย็นตอบกลับด้วยน้ำเสียงและแววตาที่พยายามสะกดให้เรียบนิ่ง พร้อมตำหนิเจ้าของร้านดอกไม้ที่มัวแต่ยืนคุยไร้สาระ ส่งผลให้คนที่พยายามผูกมิตรหน้าเสียรีบหันไปเรียกพนักงานภายในร้านมาช่วยกันยกกล้วยไม้หลังกระบะเข้าไปเก็บ
    บรรยากาศผิดปกติที่แผ่ออกมาจากตัวโนอาร์เรียกให้ปีศาจหันมอง ความหงุดหงิดฉายชัดบนนัยน์ตารัตติกาล ทว่าไม่ทันที่เอทอสจะได้เอ่ยถาม ชายเลือดเย็นกลับชิงพูดเสียก่อน

    “ผมจะอยู่แถวนี้ระหว่างรอคุณคุยงาน เสร็จแล้วโทรหาผม”

    ว่าจบมนุษย์เจ้าของบรรยากาศชวนอึดอัดก็หายเข้าไปในกลุ่มคนที่เดินสวนกันไปมา ทิ้งปีศาจที่ยังคงไม่เข้าใจท่าทีแปลกไปของมนุษย์ให้มองตามหลังจนอีกฝ่ายลับสายตา

     “คุณโนอาร์ล่ะครับ?” เจ้าของร้านเอ่ยถามหลังจากคุมพนักงานขนกล้วยไม้เข้าไปเก็บจนเรียบร้อย
    “คงเดินเล่นแถวนี้ เข้าไปในร้านเถอะ” เอทอสหันมาบอก ก่อนชวนอีกฝ่ายเข้าร้าน


    บริเวณส่วนหลังของร้านดอกไม้ถูกจัดเป็นห้องเล็ก ๆ ผนังโทนสีฟ้าอ่อนชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย เป็นห้องสำหรับให้เจ้าของร้านใช้ทำงานที่ต้องการสมาธิ เช่นการตรวจดูเอกสารหรือบัญชีการซื้อขายของร้าน และตอนนี้ถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับพูดคุยตกลงกันระหว่างเจ้าของสวนและเจ้าของร้านดอกไม้ ซึ่งการพูดคุยเป็นไปด้วยความราบรื่นเนื่องจากทั้งคู่เป็นคนรู้จักกัน

    สีครามรู้จักเอทอสในฐานะรุ่นพี่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แม้ใบหน้าที่ติดดุและร่างกายที่สูงใหญ่จะทำให้คนอื่น ๆ ไม่ค่อยกล้าชวนเจ้าตัวคุยเล่นเท่าไรนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลามีงานหรือกิจกรรม เอทอสมักเป็นกำลังหลักคอยช่วยให้งานต่าง ๆ ผ่านไปได้ด้วยดีเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยออกแรงยกของ หรือให้คำปรึกษาหารือ ในสมัยนั้นสีครามก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับความช่วยเหลือจากรุ่นพี่หน้าดุอยู่เสมอ แม้บางครั้งเขาจะพยายามเอ่ยปฏิเสธด้วยความเกรงใจก็ตาม
    ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อเกิดเป็นความประทับใจในตัวของอีกฝ่าย ค่อย ๆ สะสมมากขึ้นจนวันหนึ่งเขาก็ได้ลองบอกความรู้สึกออกไป

    ‘ถ้าสมมติมีผู้ชายมาบอกชอบพี่ พี่จะรู้สึกรังเกียจหรือขยะแขยงหรือเปล่า’ สีครามในตอนนั้นรวมรวมความกล้ากั้นใจถามรุ่นพี่
    ‘ทำไมต้องรู้สึกอะไรแบบนั้น’

    ร่างสูงใหญ่ในชุดนักศึกษาพับแขนเสื้อขมวดคิ้ว ก่อนเงยหน้าจากกองงานของรุ่นน้อง แล้วถามกลับคนเริ่มบทสนทนา ขณะนั้นทั้งสองอยู่ใต้ตึกอาคารเรียนในช่วงพักเที่ยง โดยสาเหตุที่ปีศาจมาอยู่กับมนุษย์ได้เป็นเพราะ เอทอสเดินผ่านมาเห็นมนุษย์รุ่นน้องกำลังคร่ำเคร่งกับงานตรงหน้า จึงอาสาช่วยทำเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอเรียนในคาบถัดไป
    และสาเหตุที่ปีศาจต้องมาใช้ชีวิตนักศึกษาเหมือนมนุษย์คนหนึ่งก็เพราะ ผู้มีพระคุณส่งเขามาเรียนรู้แบบแผนการใช้ชีวิตรวมถึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้เขาสามารถอยู่ในสังคมมนุษย์ได้อย่างกลมกลืน

    ‘ก็เพศเดียวกันรักกันมันแปลกจะตาย...’ รุ่นน้องเอ่ยตอบเสียงเบา
    ‘มีแต่พวกมนุษย์เท่านั้นแหละที่ตั้งกฎเกณฑ์ไร้สาระขึ้นมา ปีศา... อา.. พยายามจะบอกว่าไม่มีหรอกความรู้สึกอะไรแบบนั้น ที่ถามนี่แอบชอบใครอยู่หรือไง’

    เอทอสเผลอตอบอย่างลืมตัว ก่อนจะปรับคำพูดและถามมนุษย์ในฐานะรุ่นน้องกลับ ซึ่งสีครามก็ไม่ได้มีท่าทีสงสัยแต่อย่างใด เพราะรุ่นพี่คนนี้มีนิสัยชอบพูดอะไรแปลก ๆ หรือแทนตัวเองด้วยคำโบราณเช่น ข้า อยู่บ่อย ๆ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว

    ‘ครับ... พี่เอทอส’
    ‘ว่า?’
    ‘ผมชอ.. ชอบ...พี่’
     ‘…’
    ‘ผมชอบพี่ครับ พี่เอทอส’

    คำสารภาพถูกเอ่ยออกไป พร้อมกับเจ้าตัวที่รีบก้มหน้าหลับตาเพราะกลัวจะถูกรุ่นพี่ต่อว่า ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่งกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่งผลให้รุ่นน้องค่อย ๆ ลืมตาและพบว่ารุ่นพี่กำลังมองเขาอยู่ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก

    ‘ขอโทษครับ’
    ‘ขอโทษทำไม นายไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ เพราะฉันไม่ได้ชอบนาย’

    ถ้อยคำตอบปฏิเสธจริงจังราวกับน้ำเย็นจัดสาดใส่รุ่นน้องให้รู้สึกชาและหนาวเหน็บถึงภายใน ส่งผลให้สีครามถึงกับพูดอะไรไม่ออก ช่วงจังหวะหนึ่งเขาคิดว่าการถูกอีกฝ่ายต่อว่าหรือเงียบใส่ ยังดีเสียกว่าการตอบกลับตามตรงเช่นนี้

    ‘มนุษย์อย่างนาย ไม่เหมาะกับฉันหรอก’

    ปีศาจในบทบาทรุ่นพี่เห็นมนุษย์ตรงหน้าเงียบไป จึงพยายามกล่าวปลอบพร้อมกับตบไหล่อีกฝ่ายอย่างให้กำลังใจ แต่การกระทำดังกล่าวกลับทำให้มนุษย์ร้องไห้อย่างหนัก และนั้นทำให้ปีศาจทำตัวไม่ถูกจึงต้องอาศัยเพื่อนของสีครามที่เดินผ่านมาพอดีให้เข้ามาช่วยดู
    และทันทีที่เอทอสเล่าสาเหตุจบ กลับถูกเพื่อนของมนุษย์นั่นต่อว่า ก่อนที่ครู่หนึ่งเพื่อนมนุษย์จะเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังว่าใคร จึงรีบเอ่ยขอโทษด้วยท่าทีเกรง ๆ พร้อมแนะนำให้ตัวรุ่นพี่ออกไปก่อน


    เหตุการณ์น่าเศร้าในอดีตถูกหยิบยกเป็นเรื่องขบขันชวนให้นึกถึง เป็นหัวข้อสนทนาต่อมาหลังจากที่เจ้าของร้านดอกไม้และเจ้าของสวนกล้วยไม้พูดคุยธุระเสร็จสิ้น เกิดเป็นเสียงหัวเราะเบา ๆ ของรุ่นพี่และรุ่นน้องที่ต่างแลกเปลี่ยนเรื่องราวในช่วงเวลาที่ผ่านมา

    ทว่าการเอาเรื่องเก่ามาพูดของสีครามไม่ใช่เพียงแค่การหาเรื่องราวมาต่อบทสนทนา เพราะในส่วนลึกแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าเขายังคงรู้สึกดีกับชายตรงหน้าอยู่ ประกอบกับการลอบมองบริเวณนิ้วมือของอีกฝ่ายซึ่งไม่พบเครื่องผูกมัดแสดงการมีคู่ครอง จึงทำให้เขากล้าที่จะลองถามความรู้สึกของเอทอสอีกครั้ง

    “ป่านนี้แล้วพี่ยังไม่แต่งงานมีลูกอีกเหรอครับ”
    “อย่าว่าแต่ฉัน นายก็เหมือนกัน” เอทอสตอบกลับด้วยท่าทีสบาย ๆ พลางเหลือบมองไปที่ข้อนิ้วของคู่สนทนา
    “ไม่กลัวไม่มีคนดูแลตอนแก่ตัวไปหรือครับ”
    “หึ ยังอีกนาน”

    แม้จะเหมือนเป็นการตอบกลับเล่น ๆ แต่สิ่งที่เอทอสพูดเป็นความจริง อายุขัยของปีศาจนั้นต่างจากของมนุษย์มาก เขาสามารถอยู่ได้หลายร้อยปี ขณะที่เขาเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่วัยชรา มนุษย์ตรงหน้าที่กำลังคุยกับเขาอยู่ตอนนี้อาจไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูกแล้วก็ได้

    นึกถึงตรงนี้ภาพใบหน้าของชายเจ้าของกลิ่นอายวิญญาณชั่วร้ายก็ผุดขึ้นมาในความคิด ในยามที่เขาแก่ตัว โนอาร์คงสิ้นอายุขัยไปนานแล้ว ความรู้สึกวูบโหวงพลันก่อเกิดเมื่อนึกถึงความจริงในส่วนนั้น แต่ไม่นานความรู้สึกเหล่านั้นก็เริ่มเลือนรางไป เมื่อปีศาจคิดเข้าข้างตัวเองว่า เมื่อถึงยามนั้นจริง วิญญาณของโนอาร์อาจจะคอยวนเวียนอยู่เคียงข้างเขา ไม่หนีหายหรือไปจุติใหม่ และเขาจะตอบแทนอีกฝ่ายด้วยการคุ้มครองไม่ให้ปีศาจตนอื่นจับวิญญาณคนของเขาไปเป็นอาหาร

     “...เป็นผมได้ไหม”
    “เมื่อกี้ว่าอะไรนะ” เอทอสที่จมอยู่กับความคิดไม่ทันได้ฟัง จึงเอ่ยถามอีกครั้ง
     “หากพี่ไม่มีใคร ให้โอกาสผมได้อยู่ข้าง ๆ พี่ได้ไหมครับ”

    ความรู้สึกตอนได้ยินคำสารภาพจากปากของมนุษย์ตรงหน้าเมื่อวันวานคล้ายหวนย้อนกลับมาอีกครั้ง ในตอนนั้นที่เขาปฏิเสธเพราะเขาไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับอีกฝ่าย และอีกเหตุผลหนึ่งคือเขาไม่เชื่อในความรู้สึกของมนุษย์ว่ามันจะมั่นคง แต่ตอนนี้อีกฝ่ายได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความรู้สึกนั้นเป็นของจริง

    หากสีครามมาบอกเขาให้เร็วกว่านี้ มีความเป็นไปได้ที่เขาจะมอบโอกาสตามที่อีกฝ่ายร้องขอ และในวันข้างหน้าสักวันหนึ่งเขาอาจมีความรู้สึกเดียวกับสีคราม ทว่าตอนนี้และต่อจากนี้ไปมันไม่มีวันเป็นไปได้ เพราะโอกาสที่สีครามเรียกร้อง เขายกให้ใครคนหนึ่งไปแล้ว

    “ไม่ได้ ขอโทษที่ต้องพูดแบบนี้ เพราะมีคนที่อยากอยู่ด้วยแล้ว”

    นายใหญ่ของสวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง ซึ่งเจ้าของร้านดอกไม้ก็ไม่ได้มีทีท่าผิดหวังในคำตอบ เพราะส่วนตัวเขาเตรียมใจไว้แล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นนี้

    “เวลาอยู่กับใครคนนั้น พี่เอทอสมีความสุขหรือเปล่าครับ” เจ้าของร้านดอกไม้เอ่ยถาม
    “ปวดหัวมากกว่า”
    “แล้วใครคนนั้นดูแลพี่ดีไหมครับ”
    “ดี ดีมากจนบางครั้งก็เกินพอดี”

    เอทอสตอบกลับพลางนึกถึงวีรกรรมของมนุษย์ในความคิดที่คอยดูแลเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน ส่วนสีครามเพียงนั่งฟังและสังเกตแววตาของคนฝั่งตรงข้าม เอทอสอาจไม่รู้ตัว แต่ทุกครั้งที่เจ้าตัวเอ่ยถึงใครคนนั้นนัยน์ตาดุสีอำพันหายากจะดูประกายขึ้นเล็กน้อย สื่อให้เห็นว่าคนที่กำลังถูกกล่าวถึงมีความสำคัญและเป็นคนพิเศษกว่าใคร


(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2020 01:20:53 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ต่อ)


    “นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว ก่อนกลับ ผมขอเลี้ยงมื้อกลางวันพี่สักมื้อได้ไหมครับ”

    สีครามเอ่ยหัวข้อใหม่เมื่อเห็นว่าบทสนทนาเริ่มขาดช่วง ซึ่งเอทอสก็ตอบรับน้ำใจของอีกฝ่ายแต่โดยดี ก่อนจะชวนกันออกไปร้านอาหารใกล้ ๆ สำหรับทานมื้อกลางวัน ระหว่างนั้นร่างสูงใหญ่ไม่ลืมโทรหาโนอาร์ที่แยกตัวไปตั้งแต่มาถึงร้านขายดอกไม้

    รอไม่ทันเสียงสัญญาณแรกจะหายไป ปลายสายก็กดรับอย่างรวดเร็วพร้อมเอ่ยถามเหตุผลที่ปีศาจโทรมาด้วยเสียงติดเรียบนิ่งดั่งทุกที แต่อาจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาและอีกฝ่ายคุยกันผ่านโทรศัพท์ ถึงรู้สึกว่าน้ำเสียงของมนุษย์ช่างดูห่างเหิน

    “คุยเสร็จแล้ว?”
    “ใช่ สีครามขอเลี้ยงมื้อกลางวัน แล้วอยู่ไหน?”
    “ร้านอะไร?”

    ปลายสายเลือกถามกลับแทนที่จะตอบคำถาม และหลังจากที่เอทอสบอกชื่อร้านไป มนุษย์ได้เอ่ยตัดบทว่าให้ไปเจอกันที่นั่นก่อนกดตัดสายทิ้งทันที อาการผิดปกติของโนอาร์ตั้งแต่ช่วงสายจนถึงตอนนี้ทำให้ปีศาจรู้สึกสับสนไม่เข้าใจในอารมณ์ของอีกฝ่าย ส่งผลสะท้อนผ่านคิ้วหนาบนใบหน้าคมเข้มที่เริ่มขมวดเข้าหากันหลังวางสาย

    “มีอะไรหรือเปล่าครับ” สีครามเอ่ยถาม เมื่อเห็นรุ่นพี่มีท่าทีแปลกไปหลังจากคุยโทรศัพท์
    “เปล่า”

    และสะท้อนผ่านการพูดโต้ตอบที่สั้นตัดบท ไม่คุยเล่นอย่างทุกที
    


     ณ ร้านอาหารขึ้นชื่อของเมือง แต่กลับตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้านขายดอกไม้มากนัก ทำให้สามารถเดินเท้ามาร้านได้โดยไม่ต้องอาศัยรถยนต์ ลูกค้าร่างสูงใหญ่กำยำกับชายร่างเล็กเดินเข้ามาในร้านก่อนเลือกนั่งโต๊ะบริเวณด้านในที่ไม่ค่อยมีผู้คน สีครามผู้เป็นเจ้าภาพในการเลี้ยงอาหารมื้อนี้เอ่ยถามแขกร่วมโต๊ะว่าอยากทานอะไรเป็นพิเศษ แต่อีกฝ่ายกลับยกหน้าที่นั้นให้เขาตัดสินใจ เมนูขึ้นชื่อของร้านจึงถูกสั่งประมาณห้าถึงหกอย่าง


    เวลาผ่านไปจวบจนกระทั่งอาหารที่สั่งถูกวางบนโต๊ะจนครบ ทว่าแขกอีกคนหนึ่งก็ยังไม่ปรากฏตัว เอทอสเตรียมหยิบโทรศัพท์โทรหาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้กดโทร พลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณของอีกฝ่ายกำลังมุ่งหน้ามาทางร้าน ปีศาจจึงเก็บโทรศัพท์ลงและนั่งรออย่างใจเย็น

    สักพักหนึ่งลูกค้าคนใหม่ก็เดินเข้ามาในร้าน ชายผิวขาวรูปร่างสูงสมส่วนดูดี แต่ติดที่ใบหน้าและนัยน์ตารัตติกาลแม้จะดูสงบนิ่งแต่กลับแฝงไปด้วยความหงุดหงิด พานให้บรรยากาศโดยรอบดูเยือกเย็นไม่น่าเข้าใกล้ ผู้มาใหม่ใช้สายตากวาดมองรอบร้านเพียงครู่เดียวก็พบเป้าหมาย ก่อนเดินรวดเร็วมุ่งไปทางโต๊ะที่อยู่หลังสุด

    เมื่อมาถึงโนอาร์มองสิ่งต่าง ๆ บนโต๊ะและพบว่า อาหารทุกจานยังอยู่ในสภาพคล้ายเพิ่งถูกยกมาเสิร์ฟ ไม่มีร่องรอยของการรับประทานก่อน มีเพียงแค่น้ำในแก้วของแต่ละคนที่ดูพร่องไปนิดหน่อย แสดงให้เห็นว่าทั้งสองกำลังรอเขา
    ผู้มาใหม่มองหาที่ของตัวเอง เอทอสและสีครามนั่งคนละฝั่งของโต๊ะ มีเก้าอี้ว่างข้างตัวเจ้าของร้านดอกไม้และนายใหญ่สวนกล้วยไม้อย่างละหนึ่ง ทว่าตัวตัดสินว่าเขาควรนั่งตำแหน่งใดคือ ชุดจานและช้อนส้อมข้างปีศาจที่ยังไม่ถูกจับจองเป็นเจ้าของ

    “คุณโนอาร์ อยากสั่งอะไรเพิ่มเติม สั่งได้เลยนะครับ”

    สีครามพยายามสร้างไมตรีอีกครั้งหลังจากผู้มาใหม่นั่งข้างเจ้าของสวนเรียบร้อย แต่น่าเศร้าที่ชายเลือดเย็นไม่แม้แต่เหลียวมอง ราวกับเจ้าของร้านดอกไม้เป็นเพียงอากาศธาตุไร้ค่า คนพยายามผูกมิตรจึงต้องพับเก็บไมตรีนั้นลง ก่อนหันมองรุ่นพี่และพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองโนอาร์อยู่เช่นกัน

    นัยน์ตาสีอำพันติดดุจ้องมองคนข้างตัวคล้ายต้องการคาดคั้นบางอย่าง ทว่านัยน์ตาคู่นั้นนอกจากความหงุดหงิดไม่เข้าใจแล้วยังแฝงด้วยความกังวลในส่วนลึก ความจริงเอทอสอยากคุยกับโนอาร์เสียตอนนี้ว่าทำไมอยู่ดี ๆ มนุษย์นี่ถึงแสดงทีท่ามึนตึงใส่เขา แต่ขณะนี้ไม่เหมาะแก่การพูดคุย ดังนั้นปีศาจจึงละความพยายามก่อนหันหน้ากลับมาและพบว่าสีครามที่นั่งฝั่งตรงข้ามกำลังมองพวกเขาอยู่ มนุษย์รุ่นน้องเพียงระบายยิ้มบางเบาคล้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง ทว่านัยน์ตาของอีกฝ่ายกลับเจือด้วยความเศร้าหมอง ก่อนที่เจ้าตัวจะก้มหน้าหลบสายตาและเอ่ยเชิญเพื่อเริ่มทานมื้อกลางวัน


    หลังมื้อกลางวันอันแสนสงบเงียบเนื่องจากไร้ซึ่งการสนทนาระหว่างกัน ทั้งสามเดินกลับมาที่ร้านดอกไม้ เจ้าของสวนหยุดอยู่หน้าประตูร้านกล่าวลามนุษย์รุ่นน้อง สวนคนเย็นชาเดินหายขึ้นรถกระบะ แม้เพียงเสี้ยวหน้าอีกฝ่ายยังไม่คิดเหลียวมอง คำลาใด ๆ จึงไม่ต้องพูดถึง

    สีครามที่คิดกังวลอยู่ตลอดทางกลับมาที่ร้านว่า เขาอาจเป็นสาเหตุทำให้คนที่มากับรุ่นพี่ไม่พอใจโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหลังการกล่าวลาเรียบร้อย เจ้าของร้านจึงฝากคำขอโทษถึงใครอีกคน ซึ่งเอทอสได้รับปากพร้อมตอบกลับว่าไม่จำเป็นต้องคิดมาก แล้วจึงเดินขึ้นรถกระบะและขับออกจากที่นี่โดยมีมนุษย์รุ่นน้องคอยยืนส่งก่อนจะเดินกลับเข้าร้านไป

    
    “สีครามฝากขอโทษเจ้า ตั้งแต่มาที่นี่เจ้าหงุดหงิดอะไร” เอทอสเอ่ยถามคนข้างตัวหลังขับรถออกมาได้สักพักหนึ่ง
    “พาผมมาพบคนรักเก่าของคุณ คิดอะไรอยู่”

    โนอาร์สวนคำถามกลับพร้อมมองปีศาจด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่พยายามสกัดกั้น เขาไม่เข้าใจว่าเอทอสต้องการทดสอบความอดทนอะไรเขา ถึงได้แกล้งให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น หากเขาไม่รีบออกมาหรือพยายามมองผ่านสีครามเป็นเพียงอากาศว่างเปล่า มั่นใจได้เลยว่าเจ้าของร้านดอกไม้คนนั้นจะมีชีวิตไม่ถึงแสงสุดท้ายของวันนี้ และนั่นหมายถึงสัญญาที่เขาเพียรรักษาว่าจะไม่ฆ่าข้าใครหากปีศาจไม่อนุญาต จะกลายเป็นเขาที่พลั้งทำลายมันด้วยน้ำมือตัวเอง

    “คนรักเก่า? พูดอะไรของเจ้า ไปเอามาจากไหน”

    ปีศาจขมวดคิ้วแน่นพร้อมถามกลับ นัยน์ตาสีอำพันเจือไปด้วยอารมณ์ที่เพิ่มขึ้นระดับหนึ่งเนื่องจากเขาถูกมนุษย์กล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง

    “สีครามเป็นมนุษย์ที่ข้ารู้จักในช่วงที่ต้องเรียนเพื่ออยู่ในสังคมมนุษย์”
    “ข้าให้ความสำคัญสีครามเสมือนน้องของข้า แม้ครั้งหนึ่งมนุษย์นั่นจะเคยมองข้าเป็นมากกว่าพี่ แต่ข้าไม่เคยตอบรับความรู้สึกของสีครามหรือของใครอื่น”
     “…”
    “ตลอดมาข้าไม่เคยมีผู้ใด นอกจากเรื่องดูแลสวนที่ผู้มีพระคุณทิ้งไว้ให้ข้าสานต่อ ชีวิตข้าก็ไม่มีสิ่งใดอีก”
    “…”
    “อย่าเอาข้าไปเหมารวมกับมนุษย์อย่างพวกเจ้า ความรู้สึกของปีศาจเป็นสิ่งมั่นคง เมื่อมอบให้ใครแล้วจะคงอยู่ตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยอย่างพวกมนุ.. เจ้ายิ้มอะไร?”

    ขณะที่เอทอสกำลังโต้แย้งในสิ่งที่ถูกมนุษย์กล่าวหาตน รู้สึกว่าเสียงอีกฝ่ายเงียบหายไป จึงอาศัยช่วงจังหวะที่รถหยุดเนื่องจากสัญญาณไฟจราจรหันไปมองมนุษย์ข้างตัวแล้วพบว่า บัดนี้อารมณ์ขุ่นเคืองและบรรยากาศกดดันชวนอึดอัดก่อนหน้าของโนอาร์นั้นได้หายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยรอยยิ้มมุมปากและนัยน์ตารัตติกาลประกายขึ้นด้วยสาเหตุอะไรบางอย่าง

    อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงของมนุษย์สร้างความสับสนให้กับปีศาจอย่างมาก ส่งผลให้คิ้วหนาเหนือนัยน์ตาดุสีอำพันขมวดเข้าหากันมากกว่าเก่า และไม่ทันที่ปีศาจจะถามซ้ำอีกครั้ง มนุษย์กลับชิงพูดก่อนและนั้นทำให้อารมณ์ปีศาจยิ่งพุ่งสูงยิ่งขึ้น

    “คุณบอกว่าไม่เคยตอบรับความรู้สึกของใคร ไม่ใช่เรื่องจริง”
    “อย่าใส่ความข้า โนอาร์” ปีศาจใช้น้ำเสียงกดต่ำเตือนมนุษย์ที่ไม่เลิกกล่าวหาเขา
    “ผมไม่ได้ใส่ความ เพราะตอนนี้คุณกำลังตอบรับความรู้สึกของผมอยู่”

    คำตอบของมนุษย์ทำให้ปีศาจชะงักไปครู่หนึ่งพร้อมกับความหงุดหงิดที่เริ่มลดลง เอทอสมองสบลึกเข้าไปในดวงตารัตติกาล ไม่นานเขาก็รู้ถึงสาเหตุของประกายในแววตานั้นเกิดจากความดีใจของผู้เป็นเจ้าของ ส่วนเหตุผลของความดีใจคงเป็นอื่นไม่ได้นอกเสียจากได้ฟังคำไขข้อข้องใจจากปากเขา

    เมื่อเห็นดังนั้นอารมณ์ที่เคยพุ่งสูงขึ้นของปีศาจจึงสงบลง ก่อนต่อว่ามนุษย์ที่คิดและเข้าใจผิดไปเอง พร้อมกับหันไปขับรถอีกครั้ง เนื่องจากสัญญาณไฟตอนนี้กลายเป็นสีเขียวให้รถเคลื่อนตัว

    “ทีหลังมีอะไรให้ถามข้า ไม่ใช่คิดเองเออเองแล้วพลอยให้ข้าเดือดร้อนไปด้วย”
    “ผมมีคำถาม แต่คุณไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะผมคิดว่าผมรู้คำตอบแล้ว”
    “คำถามอะไร? ถามมา” ปีศาจเอ่ยสั่งมนุษย์ เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายอาจตีความผิดเหมือนเรื่องของสีคราม
    “คุณรักผมหรือยัง”
    “…”

    โนอาร์หันมองปีศาจที่สั่งให้เขาถาม แต่ตัวเองกับนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ ผ่านไปสักพักหนึ่งเมื่อแน่ใจว่าเอทอสคงไม่ยอมปริปากแน่ ๆ รอยยิ้มมุมปากจึงปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมเอ่ยตอบคำถามด้วยตนเอง

    “รู้ไหม เวลามนุษย์แสดงออกว่าแคร์ใครสักคน เขาจะพยายามพูดอธิบาย แม้บางเรื่องไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ ทั้งหมดเพียงเพื่อให้คนที่เขารักรู้สึกสบายใจ ไม่คิดมากหรือเป็นกังวล”
    “…”
    “กับปีศาจผมมั่นใจว่าไม่ต่างกัน”
    “แล้วแต่เจ้าจะคิด”



    หลังการแก้ไขความเข้าใจผิดของมนุษย์ ทั้งสองก็ได้ฆ่าเวลาตามพื้นที่ต่าง ๆ รอบเมืองเพื่อรอการนัดหมายสุดท้ายในช่วงค่ำ และเมื่อดวงอาทิตย์ลับของฟ้า รถกระบะสีดำจึงได้เดินทางไปยังสถานที่นัดพบตามคำบอกทางของมนุษย์ข้างกาย

    ร้านนั่งชิลแห่งหนึ่งในตัวเมืองถูกเลือกเป็นสถานที่เจรจาในคืนนี้ บรรยากาศช่วงหัวค่ำมีลมพัดโชยบางเบา ผสานกับแสงไฟประดับรอบบริเวณและเพลงจังหวะสบาย ๆ ขับกล่อมเหล่าลูกค้าที่ทยอยเข้ามาให้รู้สึกผ่อนคลาย มุมหนึ่งของร้านจัดเป็นเวทีเล็ก ๆ สำหรับให้นักร้องขึ้นไปขับร้องสร้างความสุนทรีย์ แต่เหมือนว่าขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาแสดง จึงทำให้บนเวทีนั้นมีเพียงเครื่องดนตรีไร้คนเล่น

    หนึ่งมนุษย์และปีศาจเดินเข้ามาในร้าน แม้จะเป็นช่วงหัวค่ำแต่กลับมีคนจับจองตามโต๊ะต่าง ๆ จนร้านเริ่มแน่น บ่งบอกสถานที่แห่งนี้เป็นที่นิยมสำหรับใครหลายคน โนอาร์กวาดสายตาหาผู้ว่าจ้าง ส่วนเอทอสก็ชมบรรยากาศรอบตัวก่อนจะหยุดมองที่ชายคนหนึ่ง
 
    ชายหนุ่มผู้เป็นเป้าสายตาของปีศาจ แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลเข้มพับแขนเสื้อถึงศอก กำลังนั่งดื่มและมองกลับมาที่เขาและโนอาร์เช่นกัน สัมผัสกลิ่นอายวิญญาณชั่วร้ายผสานกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นยากต่อการคาดเดาสาเหตุ ทำให้มนุษย์ผู้นั้นดูไม่น่าไว้วางใจ และสิ่งที่รายล้อมรอบตัวชายคนดังกล่าว เริ่มทำให้คิ้วหนาเหนือนัยน์ตาสีอำพันขมวดเข้าหากัน พร้อมเตรียมระวังมนุษย์ข้างกาย
    ส่วนโนอาร์ผู้เฝ้ามองปีศาจอยู่เสมอ เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของอีกฝ่าย จึงไล่สายตามองตามและพบว่าเอทอสกำลังมองไปที่ผู้ว่าจ้างที่เขาตามหาอยู่

    “มีอะไรหรือเปล่า” โนอาร์เอ่ยถาม
    “มนุษย์นั่นเป็นเหมือนจิน”

    เอทอสตอบพลางมองเหล่าวิญญาณรอบตัวชายคนนั้น ไม่มีทางที่วิญญาณจะอยู่นิ่งราวกับพร้อมรับคำสั่งถ้าไม่ถูกควบคุมไว้

    “และเป็นคนที่นัดผม”

    มนุษย์ต่อประโยคก่อนก้าวนำปีศาจไปหาผู้ว่าจ้าง คำบอกเล่าของปีศาจคล้ายคำเตือนให้ระวังตัว ดังนั้นโนอาร์จึงเฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหวของคนที่เป็นเป้าสายตาของปีศาจ ซึ่งหากอีกฝ่ายมีท่าทีตุกติกหรือมีแผนการบางอย่าง เขาจะชิงลงมือก่อนทันที

    “เพิ่งมาถึง นั่งพักก่อนสิ อยากดื่มอะไรสั่งได้เลย”

    ผู้ว่าจ้างเอ่ยชวน หลังจากมนุษย์และปีศาจนั่งเก้าอี้เรียบร้อย ทว่าโนอาร์กลับปฏิเสธด้วยการเอ่ยเข้าเรื่องทันทีไม่คิดเสียเวลา

    “ไม่ทราบว่าคุณอยากให้ผมจัดงานให้ใครครับ”
    “อย่าเพิ่งรีบร้อนสิ ว่าแต่... เอาคนนอกมาฟังด้วยจะดีเหรอ”

    ผู้ว่าจ้างเอ่ยด้วยท่าทีสบาย ๆ ก่อนจะเหลือบมองชายร่างสูงใหญ่ที่แขกของตนพามาด้วย ทว่าคำพูดถากถางนั้นแทนที่จะมีผลต่อเอทอสที่ถูกมองเป็นคนนอกส่วนเกิน กลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อโนอาร์เสียแทน ทำให้บรรยากาศรอบตัวมนุษย์ผู้มีกลิ่นอายวิญญาณชั่วร้ายเข้มข้นที่สุดในที่นี้ ดูเยียบเย็นและอันตรายขึ้นระดับหนึ่ง พร้อมถ้อยคำตอบกลับที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยครับ แสร้งถึงความสุภาพยามคุยงานกับลูกค้าอย่างทุกที

    “คนนอก.. คนที่ไม่มีปัญญาแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง จนต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนอ้อนวอนขอให้คนอื่นช่วย คนพวกนี้ต่างหากที่เป็นคนนอก”

    คำตอบกลับของแขกที่กล่าวแทนร่างสูงใหญ่ ถึงกับทำให้ผู้ว่าจ้างหน้าตึงและชะงักไปจังหวะหนึ่ง ก่อนที่บนใบหน้าผู้จ้างวานจะประดับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม ทว่าแววตากลับไม่ได้ยิ้มตาม

    “พูดแบบนี้กับลูกค้า ไม่กลัวเสียงานเหรอ”
    “อย่าสำคัญตนผิดไป หนึ่ง บทบาทลูกค้าของคุณไม่ได้มีค่าพอที่จะมาต่อรองกับผม สอง งานจะรับหรือไม่ผมต่างหากเป็นผู้ตัดสินใจ และสาม สำเหนียกไว้ว่าคุณเป็นเพียงคนนอกที่มาขอความช่วยเหลือ อย่าหลงละเลิงในสถานะของตัวเองจากคำเยินยอของคนอื่นที่คุณเคยได้ยิน เพราะมันใช้ไม่ได้กับผม”
    “ติ้ง!”

    เสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์ของผู้จ้างวานดังขึ้น และเมื่อหยิบขึ้นมาดูพบว่าเป็นข้อความแสดงเงินโอนเข้า ยอดเงินเท่ากับจำนวนค่าจ้างที่เขาเคยโอนให้อีกฝ่าย ส่งผลให้อารมณ์ผู้ว่าจ้างตอนนี้เต็มไปด้วยความไม่พอใจจากการถูกโนอาร์หักหน้าอย่างไม่มีชิ้นดี

    “ไปอ้อนวอนขอคนอื่น เพราะผมไม่รับงานคนมารยาทต่ำ”

    เอ่ยจบโนอาร์ก็ได้ลุกขึ้นและชวนร่างสูงใหญ่ข้างกายกลับ โดยไม่แม้แต่เหลียวแลลูกค้าที่จ้องมองตนด้วยอารมณ์โทสะ ซึ่งระหว่างการเดินออกจากร้าน โนอาร์ได้เดินสวนกับพนักงานที่กำลังถือหม้อไฟร้อนเพื่อไปเสิร์ฟให้ลูกค้าโต๊ะหนึ่ง และช่วงจังหวะนั้นเองที่พนักงานเหมือนสะดุดอะไรบางอย่าง ส่งผลให้ตัวหม้อไฟและน้ำแกงเดือดสาดเข้าใส่มนุษย์อย่างจัง

    “หมับ!!”
    “ซ่า!!!”
    “คุณ!!”

    วินาทีที่หม้อไฟจะถึงตัวโนอาร์ ปีศาจที่อยู่ข้างกันใช้ความว่องไวที่มากกว่าดึงโนอาร์เข้าหาและเอาตัวบัง พร้อมใช้แขนปัดหม้อไฟนั้นทิ้ง ส่งผลให้ท่อนแขนและลำตัวด้านหนึ่งของเอทอสถูกน้ำแกงเดือดจากหม้อไฟลวกใส่
    โนอาร์ที่เห็นเหตุการณ์ก็หมายเข้าไปจัดการพนักงานที่ตื่นตกใจและพยายามกล่าวขอโทษ ทว่าไม่ทันที่โนอาร์จะถึงตัวพนักงานกลับถูกปีศาจลากขึ้นรถ เสี้ยววินาทีหนึ่งเอทอสได้หันกลับไปมองผู้ว่าจ้างด้วยความโกรธเกรี้ยวที่กล้าเล่นงานโนอาร์ต่อหน้าเขา ก่อนจะขึ้นรถกระบะและขับออกไป เพราะพื้นที่ที่รายล้อมไปด้วยกลุ่มมนุษย์แบบนี้ เขาไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ และอีกเหตุผลหนึ่งคือเขาต้องรีบพาโนอาร์ออกจากที่นี่ ก่อนที่คนนอตหลุดจะลงมาไล่ฆ่าพนักงานที่เป็นแพะรับบาป


    “นี่เหรอคนที่แนะนำ พยศขนาดนี้คุมไม่ได้ง่าย ๆ เลยนะ” ผู้ว่าจ้างเอ่ยขึ้นหลังมองส่งรถกระบะจนลับสายตา
    “ก็ไม่ได้จะคุมตอนที่เป็นคนอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง”

    วิญญาณรับใช้ตนหนึ่งกล่าวตอบ เรียกรอยยิ้มยากจะคาดเดาให้ปรากฏบนใบหน้าของผู้ว่าจ้างอีกครั้ง

    วิญญาณจะแข็งแกร่งหรือไม่ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์และความชั่วร้ายของดวงวิญญาณ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือวิญญาณที่เต็มไปความชั่วร้าย เพราะเมื่อควบคุมได้ ก็เปรียบเสมือนมีวิญญาณอารักขาที่แข็งแกร่งคอยไว้เรียกใช้งาน และยังสร้างความน่าเกรงขามยากต่อใครจะกล้าต่อกร และดูเหมือนโนอาร์จะมีทุกสิ่งที่เขาตามหา

    ไม่นานหลังจากรถกระบะขับออกไป ผู้ว่าจ้างจึงเดินออกจากร้านพร้อมกับเหล่าวิญญาณรับใช้นับสิบดวง เพื่อไปเตรียมแผนการขั้นถัดไป เพราะเป้าหมายยามค่ำคืนนี้มีเพียงมาดูว่าวิญญาณอีกฝ่ายควรค่าแก่การลงแรงหรือไม่ ซึ่งโนอาร์ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง

    “พยศให้เต็มที่ ก่อนที่ฉันจะรับนายมาอยู่ด้วย โนอาร์”
    


บท16 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2020 01:23:39 โดย biOmos »

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
ขอบคุณที่มาต่อนะครับ เนื้อเรื่องยังเดินได้อีกยาว
เข้าใจโนอาร์นะ ก็แฟนรูปหล่อนี่นาย่อมหึงเป็นธรรมดา
จากที่เป็นนักล่า กำลังจะกลายเป็นถูกล่า อยู่ใกล้เอทอสเข้าไว้นะจ๊ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
ระวังตัวด้วยนะทั้งสองคน

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
    

    หลายวันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายภายในร้านนั่งชิล มนุษย์ฟิวส์ขาดก็ไม่ได้เก็บเอาเรื่องพนักงานซุ่มซ่ามมาคิดอีก เพราะเห็นแก่ปีศาจที่บอกว่ามันเป็นเพียงอุบัติเหตุ อีกทั้งอาการบาดเจ็บของปีศาจในวันรุ่งขึ้นก็หายเป็นปลิดทิ้งจากความสามารถในการฟื้นฟูตัวเอง มนุษย์ผู้เป็นเดือดเป็นแค้นแทนจึงยอมปล่อยวาง

    ขณะนี้หนึ่งมนุษย์หนึ่งปีศาจกำลังนั่งฟังรายการข่าวทางโทรทัศน์ในห้องรับแขก พลางรับประทานมื้อเช้าไปด้วยอย่างไม่รีบร้อน เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดของเจ้าของสวน บรรยากาศสงบในยามเช้าโอบล้อมสองสมาชิกและบ้านพักทรงไทยประยุกต์ จนกระทั่งถึงข่าวรายงานคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้

    ข่าวของชายคนหนึ่งถูกจับขังในห้องน้ำภายในห้องพักของตน ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ถ้าหากแขนข้างหนึ่งของชายคนดังกล่าวไม่ขาด และมืออีกข้างไม่ถูกตัดนิ้วจนหมด เหลือเพียงฝ่ามือที่ไม่สามารถใช้หยิบจับสิ่งใดได้อีก เป็นผลให้ชายเคราะห์ร้ายไม่สามารถเปิดประตูห้องน้ำเพื่อหนีออกไปขอความช่วยเหลือได้ และจำต้องติดอยู่ภายในนั้นหลายวัน

    พลเมืองดีผู้แจ้งเหตุเล่าเหตุการณ์ว่าตนได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาจากห้องที่เกิดเหตุ จึงได้เคาะเรียก ทว่าไม่มีใครตอบ เขาเลยลองบิดประตูและพบว่าห้องไม่ได้ล็อกเลยถือวิสาสะเข้าไป ทำให้เขาได้พบต้นตอของกลิ่นเน่าเหม็นที่ทำให้แทบอาเจียนออกมา กลิ่นเหม็นพวกนั้นมาจากแขนและนิ้วที่ถูกตัดทิ้งกระจัดกระจายตามพื้นห้องจนเริ่มเน่า คราบเลือดเปรอะเปื้อนตามกำแพงและพื้น โดยปลายทางของรอยเลือดหายเข้าไปในห้องน้ำ เขาจึงทำใจกล้าเปิดดู และได้พบชายผู้เป็นเจ้าของแขนและนิ้วเหล่านั้นในสภาพอิดโรย ถูกผ้าปิดปากไม่ให้ส่งเสียง กำลังนั่งพิงกำแพงอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องน้ำ โชคดีที่ได้ผ้าปฐมพยาบาลห้ามเลือดไว้ จึงทำให้ชายเคราะห์ร้ายรอดชีวิตมาได้แต่อาการสาหัสพอสมควร และกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต

    ถึงตรงนี้ปีศาจได้ละสายตาจากโทรทัศน์ หันมองมนุษย์ข้างกายที่ยังสามารถทานมื้อเช้าได้อย่างปกติ ราวกับข่าวสะเทือนขวัญเมื่อครู่ไม่ต่างจากข่าวรายงานสภาพดินฟ้าอากาศ เอทอสจะไม่รู้สึกสงสัยเลย หากสถานที่เกิดเหตุไม่ใช่ในเมืองย่านร้านขายดอกไม้ของสีคราม และเวลาประมาณการณ์จากเจ้าหน้าที่ที่นักข่าวรายงานไม่ตรงกับหลายวันก่อนที่เขาและโนอาร์มีนัดคุยงาน

    “เจ้ามีอะไรอยากสารภาพกับข้าไหม”

    ปีศาจเอ่ยถามมนุษย์ข้างกาย ส่งผลให้มนุษย์จำต้องวางช้อนส้อมลง ก่อนหันหน้ามองปีศาจพร้อมยืดหลังตรงและสูดหายใจเข้าลึก เตรียมเอ่ยคำสารภาพด้วยท่าทีจริงจัง
 
    “ผมรักคุณ”
    “อย่าเฉไฉโนอาร์ เจ้ารู้ว่าข้าหมายถึงอะไร”

    ปีศาจตอบกลับมนุษย์ด้วยสีหน้าเหม็นเบื่อพร้อมถามย้ำอีกครั้ง โนอาร์เมื่อเห็นว่าเอทอสไม่หลงกลจึงได้แต่ถอนหายใจ ก่อนยอมเล่าสารภาพความจริง

    “ตอนนั้นที่ผมแยกกับคุณ ผมกำลังหงุดหงิดเลยเดินหาที่เงียบ ๆ เพื่อสงบอารณ์ แต่ชายคนนั้นมาเสนอตัวเป็นของเล่นผมเอง แล้วทำไมผมต้องปฏิเสธ”
    “เสนอยังไง” เอทอสถามต่อ
    “อาศัยตอนที่ผมเดินเข้าไปในทางเปลี่ยวคนเดียว ชายคนนั้นเอามีดมาจี้ข้างหลังและบอกให้ผมส่งของมีค่าไปให้หมด ผมเลยทำตามที่เขาสั่ง ส่งมีดไปแทงที่แขน คุณไม่ต้องกังวลนะครับ มีดนั่นเป็นมีดของผมเอง ไม่ใช่มีดที่คุณให้ โจรนั่นมันไม่มีค่าพอให้สัมผัสมีดของคุณหรอก”
    “หลังจากนั้นผมก็เค้นถามว่าเขาพักที่ไหน เพราะผมจะขอใช้สถานที่ และพอไปถึง ผมเลยบรรจงเอาขวานสั้นสับแขนที่กล้าใช้มีดจี้ผมจนขาด หลังจากนั้นเราได้เล่นเกมตอบคำถามกัน แต่เขาไม่ยอมตอบ ผมเลยตัดนิ้วเขาทิ้ง ตัดจนหมดถึงเพิ่งนึกได้ว่าผมลืมเอาผ้าที่ปิดปากออก เขาเลยตอบไม่ได้ และคุณก็โทรมาพอดีผมเลยหยุดแค่นั้น”
    “ก่อนไปผมช่วยห้ามเลือดเขาไว้จะได้ไม่ตาย และก็ไม่ตายจริง ๆ เห็นไหมผมรักษาสัญญาว่าจะไม่ฆ่าใคร”

    มนุษย์เลือดเย็นเล่าเหตุกาณ์อย่างละเอียดให้ปีศาจฟังด้วยในนัยน์ตารัตติกาลที่ฉายชัดถึงความสนุกสนานในยามนั้น ส่วนปีศาจผู้รับฟังก็พูดอะไรไม่ออก ในส่วนลึกแล้วเขารู้ดีว่าโนอาร์ไม่เคยเปลี่ยนไป จิตใจยังคงดำมืดเช่นเดิม เพียงแค่ไม่ฆ่าตามที่สัญญากับเขาแค่นั้น
    ทว่าจะให้เขาสั่งมนุษย์เพิ่มอีกว่าห้ามทำร้ายใคร เขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะหากเขาสั่ง ในอนาคตหากมีเหตุการณ์ทำนองนี้ฝ่ายที่ถูกเล่นงานอาจเป็นคนของเขาแทนที่จะเป็นโจรชิงทรัพย์ ซึ่งเขาไม่มีทางให้เป็นแบบนั้น

    หากต้องเลือกระหว่างปล่อยให้โนอาร์เล่นงานคนอื่นกับให้โนอาร์บาดเจ็บเพื่อไม่ขัดคำสั่งของเขา เขายอมให้โนอาร์เป็นแบบนี้ต่อไปเสียยังดีกว่า อาจดูเหมือนเห็นแก่ตัว ใช่ เขาก็รู้สึกไม่ดีเช่นกันที่เลือกแบบนั้น แต่ในเรื่องของสิ่งสำคัญ ไม่ว่ามนุษย์หรือปีศาจก็ล้วนมีความเห็นแก่ตัวเหมือนกันหมด

    “ทำไมตอนนั้นตามตัวเจ้าถึงไม่เปื้อนเลือด”

    นัยน์ตาดุสีอำพันเจือด้วยความไม่พอใจการกระทำของมนุษย์ แต่ถึงอย่างนั้นปีศาจก็ยังคงถามต่อ เพราะเขาจำได้ว่าตอนโนอาร์เข้ามาในร้านอาหาร เสื้อผ้าและร่างกายสะอาดสะอ้านปราศจากร่องรอยการทำเรื่องเลวร้ายมา

    “ผมมีชุดสำรองเก็บไว้ในรถของคุณ ตอนออกมา ผมยืมชุดของชายคนนั้นใส่ แล้วค่อยมาเปลี่ยนชุดที่รถของคุณก่อนไปร้าน”
    “แล้วเจ้าเปิดรถได้ยังไง ในเมื่อกุญแจอยู่กับข้า”

    เอทอสขมวดคิ้วถาม ส่วนโนอาร์ก็ปั้นหน้านิ่งแต่นัยน์ตารัตติกาลแฝงด้วยความระแวงว่าอาจถูกปีศาจโกรธ ก่อนจะก้มหยิบบางสิ่งส่งให้ปีศาจ นั่นคือกุญแจรถยนต์ที่เหมือนของเอทอสทุกประการ

    “ผมแอบเอากุญแจรถคุณไปทำสำรอง คุณไม่โกรธผมใช่ไหม”
    “มากลัวข้าโกรธอะไรกับเรื่องพวกนี้ ในเมื่อเรื่องก่อนหน้าที่เจ้าทำมันน่าโมโหกว่ามาก”

    เอทอสตอบกลับด้วยความไม่พอใจเท่าไรนักที่โนอาร์ห่วงเรื่องพวกนี้มากกว่าจะห่วงว่าอาจทำใครตาย แม้นั่นจะแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ใส่ใจความรู้สึกเขามากก็ตาม ก่อนจะส่งคืนกุญแจรถนั้นให้โนอาร์ตามเดิม ส่วนโนอาร์ที่ไม่ได้ถูกต่อว่าหนักอย่างที่จินตนาการไว้ ก็พลันดีใจรีบรับกุญแจคืนก่อนหยิบกุญแจอีกดอกหนึ่งยื่นส่งให้ปีศาจ

    “กุญแจสำรองรถผม ถือเป็นของไถ่โทษที่ผมแอบเอากุญแจคุณไปทำโดยไม่ขอคุณก่อน”
    “เรื่องที่เจ้าควรขอให้ข้าหายโกรธควรเป็นเรื่องที่เจ้าทำร้ายขโมยนั่นนักขนาดนั้น ไม่ใช่เรื่องพวกนี้”

    ปีศาจกล่าวตำหนิมนุษย์ แต่ถึงอย่างนั้นก็รับกุญแจมา ทว่าโนอาร์ก็ไม่ได้ตอบกลับ แสร้งหันไปทานมื้อเช้าต่อเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของปีศาจ เอทอสที่เห็นดังนั้นก็ไม่อยากต่อเรื่องราวให้ยืดยาวจึงยอมปล่อยผ่าน หันกลับไปทานมื้อเช้าส่วนของตนเช่นกัน


    เวลาผ่านไปจวบจนทั้งคู่ทานมื้อเช้าเสร็จสิ้น และเป็นจังหวะเดียวกับที่บริเวณหน้าบ้านพักทรงไทยประยุกต์ได้มีเสียงรถมอเตอร์ไซค์ ก่อนไม่นานจะปรากฏร่างเด็กชายวัยรุ่นพร้อมเสียงทักทายเริงร่าเอกลักษณ์ของเจ้าตัว

    “อาเอทอส พี่โนอาร์ อรุณสวัสดิ์ครับ”
    “อืม อรุณสวัสดิ์” เอทอสตอบรับคำทักทาย
    “ตอนแรกผมนึกว่ามาผิดหลัง ทั้งรั้วไฟฟ้า กล้องวงจรปิด ประตูรั้วสแกนลายนิ้วมือ ผมคิดว่าจะเข้าไม่ได้ซะแล้ว แต่พอลองสแกนดูรั้วก็เปิดเองด้วย! ป้องกันขนาดนี้ผมว่าโจรคงไม่กล้าเลือกบ้านอาแล้วละ”

    นาวาบอกเล่าความรู้สึกเมื่อเห็นอุปกรณ์เสริมรอบบ้านทรงไทยประยุกต์ด้วยความตื่นเต้น ไม่คิดว่าหลังซ่อมส่วนที่พังเสียหาย อาเอทอสจะติดอุปกรณ์ป้องกันภัยมากมายราวกับที่นี่เป็นฐานทัพอะไรสักอย่าง ซึ่งเจ้าบ้านเพียงพยักหน้าตอบรับพอเป็นพิธี ส่วนตัวการต้นเรื่องทำเป็นอาสานำจานมื้อเช้าไปเก็บ ก่อนจะหายไปทางส่วนครัวปล่อยให้ปีศาจรับหน้าแทน เพราะตัวเองขี้เกียจมานั่งต่อบทสนทนาไม่รู้จบกับนาวา


    ผ่านไปสักพักใหญ่ หัวข้อสนทนาเรื่องอุปกรณ์เสริมรอบบ้านก็ได้จบลง เอทอสจึงรีบเดินหายเข้าห้องเพราะไม่อยากคอยนั่งตอบคำถามของเด็กพูดเก่งอีก นาวาที่ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครให้คุยด้วยแล้วจึงได้ฤกษ์ทำงานบ้านซึ่งเป็นหน้าที่หลักของตนเองสักที

    งานที่นาวาได้รับหมอบหมายไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่นำผ้าในตะกร้าไปโยนใส่เครื่องซัก ระหว่างรอก็ปัดกวาดเช็ดถูภายในบ้านให้สะอาด เสร็จแล้วจึงนำผ้าในเครื่องไปตากที่หลังบ้าน และกลับมารีดชุดทำงานที่อาเอทอสแยกไว้ก่อนนำไปเก็บเข้าตู้ให้เรียบร้อย เป็นอันจบงานของวันนี้

    โดยสาเหตุที่นาวาได้รับหน้าที่ดูแลบ้านให้นายใหญ่ของสวนเป็นเพราะ เขาอยากหาเงินมาผ่อนรถมอเตอร์ไซค์ที่เขาเก็บเงินซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง จึงได้หางานพาร์ทไทม์ทำ คืนหนึ่งเขาเลิกงานดึก ด้วยความที่อยากกลับไปนอนเร็ว ๆ เลยใช้ทางลัดขับกลับบ้านโดยต้องผ่านสุสานซึ่งเป็นทางเปลี่ยว โชคไม่ดีในวันนั้น เขาถูกคนร้ายที่แอบขับตามมาขนาบข้างและถีบรถมอเตอร์ไซค์จนล้ม พวกนั้นรีบเข้ามาทำร้ายและพยายามค้นหาของมีค่า ทว่าจังหวะนั้นเองได้มีพลเมืองดีเข้ามาช่วยเขา และจัดการพวกขโมยทั้งหมดก่อนพาเขาส่งโรงพยาบาล ด้วยความที่แถบนั้นมันมืดสนิท มีแค่แสงไฟจากรถมอเตอร์ไซค์ เขาเลยเห็นหน้าพลเมืองคนนั้นไม่ถนัด

    จนมาถึงโรงพยาบาลถึงรู้ว่าคนที่มาช่วยคืออาเอทอส เจ้านายของพ่อและเป็นเจ้าของสวนที่พ่อเขาทำงานอยู่ ไม่นานนักพ่อกับแม่ก็มาหาเขาที่โรงพยาบาลคงเป็นเพราะพลเมืองดีร่างสูงใหญ่เป็นคนโทรแจ้งข่าว หลังการกล่าวขอบคุณและพูดคุยสักพักหนึ่ง อาเอทอสจึงเสนอให้เขาออกจากงานพาร์ทไทม์และมารับงานดูแลบ้านแทน ซึ่งพ่อกับแม่เขาก็เห็นด้วย เขาเลยได้งานใหม่เป็นการเข้ามาดูแลทำความสะอาดบ้านพักทรงไทยประยุกต์จนถึงปัจจุบัน

    หลังเหตุการณ์นั้นนาวาลองกลับมาคิดทบทวนดูแล้วเกิดความสงสัยว่า เวลาแบบนั้นนายใหญ่ของสวนไปทำอะไรที่สุสาน เลยได้ลองหาโอกาสถามแต่อาเอทอสกลับตอบปัดง่าย ๆ ว่าไปเดินเล่น เป็นคำแก้ต่างที่ขนาดเด็กประถมยังไม่เชื่อ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ถามต่อเพราะอาจเป็นการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวมากเกินไป



    หลังจากเก็บกวาดบ้านเรียบร้อย นาวาที่ไม่มีอะไรทำเลยลองเดินหาว่าที่คนรักของเจ้าของบ้าน เพราะตั้งแต่มาที่นี่เขายังไม่ได้คุยกับพี่โนอาร์เลย ไม่นานเด็กหนุ่มก็พบคนที่ตามหากำลังนั่งเช็ดทำความสะอาดคมมีดและอาวุธหลากชนิดบริเวณโต๊ะหินข้างบ้าน ด้วยความสนใจเด็กหนุ่มจึงเดินเข้าไปนั่งเป็นเพื่อนและสอบถามด้วยความอยากรู้

    “โอ้โฮ! พี่โนอาร์มีงานอดิเรกสะสมอาวุธเหรอครับ”

    นาวาเอ่ยพลางมองเหล่าอาวุธมากมายที่วางเรียงบนโต๊ะด้วยความตื่นเต้น ทว่าผู้เป็นเจ้าของกลับทำเป็นไม่ได้ยินหรือสนใจเด็กหนุ่มแต่อย่างใด จนนาวาหันไปเห็นมีดบาลิซองที่วางอยู่ข้างขวานสั้นเลยอยากลองถือดูสักครั้ง จึงได้เอ่ยขออนุญาตโนอาร์ ผ่านไปสักพักหนึ่งด้วยความรำคาญชายเลือดเย็นจึงยอมพยักหน้าในที่สุด

    เมื่อได้รับคำอนุญาต นาวาหยิบมีดขึ้นมาดูก่อนปลดตัวล็อกตรงด้าม เผยให้เห็นใบมีดคมกริบที่ซ่อนอยู่ด้านใน เด็กหนุ่มผู้ตื่นเต้นกับของในมือลองแกว่งใบมีดทีละน้อย เมื่อเริ่มชินมือจึงค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้นและควงเล่นเป็นท่าทางต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน
    ความคล่องตัวในการใช้มีดของเด็กหนุ่มเรียกความสนใจจากชายเลือดเย็นให้เฝ้ามอง สักพักหนึ่งนาวาถึงเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังถูกนัยน์ตารัตติกาลจับจ้องอยู่ จึงได้หยุดมือและวางมีดลงตำแหน่งเดิม เพราะเกรงว่าอาจทำให้พี่ที่เคารพไม่พอใจ

    “คล่องดี ฝึกมา?”

    คำถามจากโนอาร์แสดงถึงความสนใจในทักษะของนาวา ทำให้เด็กหนุ่มรีบตอบกลับ แววตาประกายขึ้นด้วยความดีใจที่อีกฝ่ายยอมชวนเขาคุยหลังจากนิ่งเงียบมาสักพักใหญ่

    “ครับ! ฝึกตามวีดีโอสอนในเน็ตน่ะพี่โนอาร์ ที่บ้านผมก็มีอันหนึ่งนะ แต่เป็นแบบไม่มีคมไว้ฝึกควงเฉย ๆ เพิ่งลองจับของจริงครั้งแรกเมื่อกี้เลย เสียวนิ้วขาดเหมือนกัน”
    “หึ” คนฟังหลุดหัวเราะเล็กน้อย เพราะมีดที่นาวาเล่นเมื่อครู่ ไม่นานนี้ก็เพิ่งตัดนิ้วคนมา
    “นอกจากมีด ใช้อะไรเป็นอีก”

    ชายเลือดเย็นถามเพิ่มเพื่อเก็บข้อมูล ทว่านาวากลับเห็นว่านี่เป็นโอกาสตีสนิทรุ่นพี่ที่ชื่นชอบโดยอาศัยความสนใจในเรื่องเดียวกัน จึงรีบนำเสนอตัวเองว่านอกเหนือจากเรื่องมีด เขายังศึกษาเกี่ยวกับปืนและการต่อสู้ระยะประชิดแบบต่าง ๆ เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยถูกทำร้ายและได้อาเอทอสเข้ามาช่วย จึงอยากฝึกเรื่องพวกนี้ไว้ป้องกันตัว แต่ส่วนมากก็ได้แค่ศึกษาไม่ค่อยได้ลงมือจริง เนื่องจากขาดสถานที่และคู่ซ้อม และอีกอย่างพ่อศิลาก็อยากให้เขาสนใจเรื่องทั่วไปเหมือนเด็กวัยรุ่นคนอื่น ๆ มากกว่ามามัวหมกมุ่นกับเรื่องพวกนี้

    “ลองไหม?”
    “ลองอะไรเหรอพี่”
    “สู้”

    โนอาร์เอ่ยขึ้นก่อนลุกเดินแล้วหยุดอยู่กลางสนามหญ้า ส่งผลให้นาวาต้องเดินตามไปด้วยความงุนงงเล็กน้อย

    “ให้ผมสู้กับพี่เหรอ”
    “…”
    “พี่โนอาร์สู้เป็นด้วยเหรอ?”

    คำพูดคล้ายถากถางเรียกร้อยยิ้มมุมปากให้ปรากฏขึ้น ก่อนค่อย ๆ ย่างเท้าเข้าหาเด็กหนุ่มและเมื่อระยะเหมาะสม หมัดเร็วก็ได้พุ่งตรงไปที่ใบหน้าของคนปากดีทันที

    “ฟุ่บ!”
    “เดี๋ยว! พี่โน-”
    “ตุ้บ! โอ้ย!!”

    นาวาหลบหมัดของรุ่นพี่ได้อย่างหวุดหวิด แต่ยังไม่ทันตั้งตัวกลับถูกอีกฝ่ายเตะตัดขาจนร่างล้มไปนอนกับพื้นหญ้า ทว่าก็ไม่มีเวลาให้ร้องโอดโอยมากนัก เมื่อรุ่นพี่ยกฝ่าเท้าเตรียมกระทืบลงกลางท้องเขา

    “ตึง!”

    เสียงเท้ากระทืบพื้นเต็มแรง เนื่องจากเด็กหนุ่มกลิ้งตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว นาวาพยายามรีบลุกขึ้นเพื่อตั้งหลักก่อนหันมองรุ่นพี่ นัยน์ตารัตติกาลของอีกฝ่ายที่ปกติมักจะเรียบนิ่ง ทว่ายามนี้กับฉายชัดถึงความสนุก นาวาจึงเข้าใจว่าพี่โนอาร์กำลังอาสาเป็นคู่ซ้อมให้เพราะฟังเรื่องที่เขาบ่นก่อนหน้านี้
    เมื่อเห็นดังนั้นเด็กหนุ่มผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่ากำลังเป็นของเล่นแก้เบื่อของบุคคลอันตราย จึงพุ่งตัวเข้าจู่โจมและตั้งรับการโต้กลับจากอีกฝ่ายอย่างสนุกสนาน


(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-05-2020 22:40:34 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ต่อ)



    เสียงตึงตังนอกบ้านเรียกความสนใจเอทอสให้ออกเดินตามหาต้นตอ ทำให้เห็นว่าขณะนี้โนอาร์กับนาวากำลังสู้กันอยู่ตรงสนาม ทีแรกเขาตั้งใจเข้าไปห้ามแต่เมื่อสังเกตดู ทั้งคู่คล้ายกำลังเล่นมากกว่าสู้กันจริงจัง โดยฟังจากเสียงบ่นโวยวายของนาวา และใบหน้าเรียบนิ่งทว่านัยน์ตากลับวาววามของโนอาร์
      เห็นดังนั้น เขาจึงเพียงลอบมองสักพักหนึ่ง ก่อนจะบอกให้ทั้งสองพอแค่นี้

    “พอได้แล้ว”
    “อ้าว! อาเอ- โอ้ย!!”

    เสียงขัดจากเจ้าบ้านเรียกความสนใจให้นาวาหันมอง ส่งผลให้เด็กหนุ่มถูกรุ่นพี่ที่เคารพจับล็อกแขนและกดให้นอนจมพื้นทันที

    “อย่าเสียสมาธิ ถ้ายังล้มศัตรูไม่ได้”

    ผู้ชนะเอ่ยขึ้นก่อนปล่อยตัวและเดินย้อนกลับไปเก็บเหล่าอาวุธตรงโต๊ะหิน ปล่อยให้เด็กหนุ่มพยายามลุกขึ้นเองโดยไม่คิดยื่นมือเข้าช่วย เอทอสที่ยืนมองอยู่จึงต้องเดินเข้ามาช่วยดึงมือนาวาแทน

    “ทำอะไรกัน” ร่างสูงใหญ่ถาม
    “ซ้อมต่อสู้กันครับอาเอทอส แค่พอสนุกไม่ได้รุนแรงจนเจ็บตัวนะอา และพี่โนอาร์ก็เก่งมาก ผมจับตัวพี่เขาไม่ได้เลย คนอะไรทำไมสมบูรณ์แบบทุกอย่างขนาดนี้น้า...”

    ปีศาจมั่นใจว่าเขาถามเพียงนิดเดียว แต่คำตอบที่ได้กลับมาจากนาวากลับยืดยาวไม่รู้จบ ส่วนมากวนอยู่กับการสรรเสริญความสามารถของพี่ที่ตัวเองเคารพจนออกนอกหน้า แววตาตื่นเต้นชื่นชมกลับยิ่งส่องประกายมากกว่าเก่า ยามรู้ว่าพี่โนอาร์มีความชอบเรื่องอาวุธและการต่อสู้เหมือนกับเขา

    ฝ่ายเอทอสที่ทนฟังคำเยินยอเกินเหตุได้สักพักจึงหาโอกาสตัดบท ให้อีกฝ่ายไปล้างเนื้อล้างตัวเพราะเมื่อครู่เพิ่งลงไปนอนคลุกกับพื้นหญ้ามา ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงเดินหายเข้าไปในบ้าน ส่วนเอทอสก็เดินไปหาโนอาร์ตรงโต๊ะหิน

    “เด็กนั่นมาบ่นข้างหูผมว่าไม่มีคู่ซ้อม ผมเลยสนองให้” โนอาร์เอ่ยขึ้นทันทีโดยที่ปีศาจไม่ต้องถาม
    “ข้าไว้ใจเจ้า จำได้ใช่ไหมโนอาร์”

    ร่างสูงใหญ่เอ่ยย้ำอีกครั้ง ความชอบของนาวาไม่ค่อยเหมือนเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน ขณะที่คนอื่นสนใจพวกกีฬาหรือเกม แต่นาวากลับสนใจเรื่องการชกต่อย ทว่าย่านนี้กลับไม่มีสถานที่ให้เด็กหนุ่มได้ระบายอย่างพวกค่ายฝึกศิลปะการป้องกันตัว ดีที่นาวาเลือกหันเหความสนใจไปลงกับการเล่นกีฬาแทนการทะเลาะวิวาท

    ดูเหมือนทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี จนกระทั่งการมาของโนอาร์ อาจเป็นเพราะคนที่มีความชอบคล้ายกันจะถูกดึงเขาหากัน นาวาถึงได้ให้ความสนใจคนของเขามากแม้ยังไม่เคยพบกัน และนั่นเป็นเรื่องอันตราย ขณะที่นาวาชอบเรื่องชกต่อยเพราะต้องการออกกำลังหรือใช้ไหวพริบ แต่โนอาร์ไม่ได้ชอบแค่การต่อสู้ ทว่าเป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้เหยื่อทรมานจนต้องกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เขาเกรงว่าโนอาร์จะชักจูงเด็กหนุ่มธรรมดาจมลงสู่โลกมืด ถึงได้พยายามกันไม่ให้นาวาได้พบกับโนอาร์
    ทว่ายามนี้ปีศาจยอมเสี่ยงเดิมพันกับความเชื่อใจ เพราะมั่นใจว่าคนที่เขาเลือกจะไม่มีวันหักหลังเขา

    “คุณรู้ ผมไม่เคยทำให้คุณผิดหวัง” มนุษย์กล่าวปลอบปีศาจชอบคิดมาก
    “แค่เล่นสนุกแก้เบื่อเท่านั้น ผมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ดีกับเด็กนั้นเสียอีกจะได้ฝึกฝีมือ เพราะตอนนี้ทำได้แค่หลบ แต่โต้กลับไม่ได้เรื่อง เวลาเจอของจริงจะตายเปล่า”

    โนอาร์พูดให้ปีศาจเห็นด้านดีที่เด็กหนุ่มมาเป็นของเล่นแก้เบื่อให้กับเขา แม้จะเป็นของเล่นที่ต้องถนอมมากจนบางครั้งก็รู้สึกหงุดหงิดก็ตาม
    หลังการยืนยันเพื่อให้เอทอสมั่นใจ มนุษย์จึงกล่าวชวนปีศาจเข้าบ้าน เนื่องจากบริเวณสนามหญ้าเริ่มร้อนจากแสงอาทิตย์ที่เปลี่ยนทิศ



    ยามค่ำคืนแสงจันทร์ส่องสว่างแทนแสงแดดแผดเผา บ้านพักทรงไทยประยุกต์กลับมาสงบสุขอีกครั้ง หลังจากนาวายอมกลับไปเมื่อช่วงเย็นเพราะถูกแม่โทรตาม ขณะนี้มนุษย์หนึ่งเดียวในบ้านถือวิสาสะเข้ามานั่งเล่นในห้องนอนปีศาจอย่างทุกวัน จนกระทั่งเจ้าของห้องตัวจริงเดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพผ้าเช็ดตัวผืนเดียวคาดเอวโชว์ร่างกายกำยำ และก็ถูกสายตาลวนลามจากมนุษย์จ้องดั่งทุกครั้ง ปีศาจที่เหนื่อยจะไล่จึงได้ปล่อยเลยตามเลย

    “ข้าจะนอนแล้ว”

    เอทอสที่แต่งตัวเรียบร้อยในชุดเสื้อกล้ามกางเกงผ้าขายาวกล่าวบอกมนุษย์ แต่โนอาร์กลับแกล้งล้มตัวนอนลงฝั่งหนึ่งของเตียงพร้อมห่มผ้าเสร็จสรรพ มิหนำซ้ำยังบอกให้ปีศาจปิดไฟได้เลย ทว่าเอทอสกับปิดไฟและขึ้นมานอนจริง ๆ แทนที่จะพยายามไล่เขาเหมือนทุกที
    ความผิดปกติของอีกฝ่ายสร้างความประหลาดใจให้กลับโนอาร์เป็นอย่างมาก แต่ถึงจะสงสัยมนุษย์ก็ไม่คิดปล่อยโอกาสให้หลุดลอย รีบขยับเข้าไปนอนใกล้ร่างสูงใหญ่ทันที

    “ร้อน”

    ปีศาจเอ่ยด้วยท่าทีรำคาญ แต่มนุษย์กลับเสนอให้ปิดหน้าต่างและเปิดแอร์แทนพร้อมอาสาไปทำให้ ทว่าไม่ทันที่โนอาร์จะได้ลุกขึ้นนั่ง ปีศาจกลับพลิกตัวเข้าหาและใช้ท่อนแขนใหญ่พาดผ่านลำตัวคล้ายกำลังโอบกอดกลาย ๆ ส่งผลให้มนุษย์นิ่งอึ้งกับการกระทำอันย้อนแย้งของปีศาจ

    “ไหนคุณบอกว่าร้อน”
    “ถ้ายังไม่เลิกพูด เจ้าก็กลับไปนอนห้องตัวเอง”

    ได้ยินดังนั้น โนอาร์จึงยอมเงียบก่อนค่อย ๆ ขยับตัวซุกเข้าหาแผงอกกว้างของปีศาจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ว่าอะไรซ้ำยังกอดตอบ นัยน์ตารัตติกาลจึงปิดลง เหลือเพียงรอยยิ้มมุมปากบางเบาที่เต็มไปด้วยความสุข เพราะแม้จะเคยนอนบนเตียงเดียวกันในบ้านกลางป่า แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้นอนในอ้อมกอดของปีศาจ

    ฝ่ายเอทอสที่เห็นว่ามนุษย์ในอ้อมแขนเงียบเสียงลงแล้ว จึงใช้ฝ่ามือที่เปลี่ยนเป็นกรงเล็บใหญ่บีบหนึ่งในวิญญาณ ที่เมื่อครู่นี้พยายามเข้ามาจัดการคนของเขาจากทางด้านหลัง

    “อ๊ากกกกกกกก!!!!!”

    เสียงกรีดร้องเจ็บปวดของวิญญาณดังก้องทั่วทั้งห้อง ทว่ามนุษย์หนึ่งเดียวกลับไม่ได้ยินแต่อย่างใด ก่อนไม่นานจะถูกเปลวเพลิงสีดำเผาทิ้งอย่างไร้ความปรานี นัยน์ตาสีอำพันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดนกเรืองแสงดุดัน กวาดตามองเหล่าวิญญาณรับใช้ที่ถูกส่งมาเล่นงานคนของเขา สื่อเป็นนัยว่าหากยังกล้ายุ่งจุดจบจะเป็นเช่นไร เมื่อเห็นดังนั้นเหล่าวิญญาณที่รายล้อมจึงยอมล่าถอยไป เพราะชายร่างสูงใหญ่ที่อยู่กับเป้าหมาย หาใช่มนุษย์ธรรมดาอย่างที่คิด



    แสงอาทิตย์อบอุ่นแห่งรุ่งอรุณมาเยือนอีกครั้ง มนุษย์หนึ่งเดียวตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใส พบว่าตอนนี้ปีศาจได้คลายอ้อมกอดกลับไปนอนแบบเดิมแล้ว เหลือเพียงแขนอีกข้างที่โอบเขาให้เข้ามานอนหนุนแผ่นอกกว้างแทน
    ลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอสื่อว่าอีกฝ่ายยังไม่ออกจากห้วงนิทรา มนุษย์ดันตัวขึ้นเพื่อให้สามารถมองสำรวจปีศาจได้ถนัด ร่างกายผิวแทนกำยำและใบหน้าคมเข้มติดดุที่ยังคงดูดีแม้ยามหลับใหล ฝ่ามือที่ใช้ปลิดชีพคนมานับไม่ถ้วน ยามนี้กลับลูบตามแนวสันกรามปีศาจผู้เป็นที่รักอย่างอ่อนโยน นิ้วโป้งพาดผ่านริมฝีปากหนาเกิดเป็นความรู้สึกเชิญชวนให้สัมผัส และแน่นอนโนอาร์ไม่คิดปฏิเสธความรู้สึกของตน

    ริมฝีปากมนุษย์ประกบริมฝีปากของผู้ยังไม่ออกจากห้วงนิทรา ความรู้สึกนุ่มหยุ่นชวนมนุษย์กดสัมผัสให้แนบชิดมากกว่าเก่า ลิ้นนุ่มปัดผ่านพยายามดุนดันคล้ายกำลังออดอ้อนให้ร่างกายไร้สติของปีศาจยอมเปิดทาง และไม่นานคำขอของมนุษย์ก็ได้รับการยอมรับ

    “อืม...”

    ร่างสูงใหญ่ข้างใต้ครางเบา ๆ พร้อมกับเส้นทางที่เปิดให้มนุษย์เข้าไปสำรวจ ลิ้นนุ่มสอดแทรกปัดกวาดไรฟันท่องสำรวจทุกซอกมุมของอีกฝ่ายอย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งลิ้นซุกซนเผลอหยอกล้อกับลิ้นหนาที่นอนสงบอยู่
    
    “อื้มม!”

    ทันทีที่ปลายลิ้นสัมผัสกันเหมือนเปิดสวิตช์ให้กับดักทำงาน ลิ้นหนารีบเกี่ยวกระหวัดจับตัวผู้บุกรุกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับฝ่ามือใหญ่กดศีรษะมนุษย์เพื่อให้สัมผัสบดเบียดแนบชิดยิ่งขึ้นอีก ลิ้นหนาไล่ต้อนผลักดันผู้บุกรุกให้กลับไปในที่ของตน ก่อนสลับบทบาทขึ้นนำเป็นฝ่ายรุกรานเสียแทน ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่มนุษย์ ตักตวงเก็บเกี่ยวทุกความหวานจนไม่มีพื้นที่ใดในโพรงปากที่ไม่ถูกลิ้นร้อนสำรวจ สัมผัสดูดดื่มเนิ่นนานตราบกระทั่งผู้คุมรู้สึกพอใจ จึงยอมปล่อยเชลยให้เป็นอิสระ

    “ทำอะไร” ปีศาจถามหลังปล่อยให้มนุษย์พักหายใจครู่หนึ่ง
    “Morning Kiss….. การทักทายยามเช้าของคู่รักมนุษย์”

    โนอาร์ตอบกลับพลางหอบหายใจเล็กน้อย ขณะนี้มนุษย์เปลี่ยนตำแหน่งจากข้างตัวปีศาจ มานอนบนร่างสูงใหญ่ โดยมีฝ่ามือหนาคอยประคองช่วงเอว นัยน์ตารัตติกาลมองสบนัยน์ตาสีอำพันไร้ความง่วงงุน สื่อเป็นนัยว่าตั้งแต่แรกเอทอสไม่ได้หลับอย่างที่เขาคิด

    “ใช้เวลาทักทายนานขนาดนี้ กว่าพวกมนุษย์จะได้ลุกไปทำงานคงสายโด่ง”
    “ความจริงไม่นานหรอก ที่นานจริง ๆ คือต่อจากนี้” มนุษย์กล่าวพลางขยับหน้าขาบดเบียดเพื่อปลุกบางสิ่งข้างใต้ที่นอนสงบอยู่
    “อยากเจ็บตัวหรือไง”
    “ผมอยากเจ็บตัว”
    “หึ.. ไปทำมื้อเช้าไป ข้าจะอาบน้ำ วันนี้ต้องไปสวน”

    เอทอสเอ่ยพร้อมดันตัวขึ้นนั่งอย่างง่ายดาย ราวกับร่างของมนุษย์ที่นอนทับอยู่นั้นไร้ซึ่งความหนัก พยายามแกะโนอาร์ที่เกาะเขาเป็นลูกลิงออกจากตัว ก่อนลุกจากเตียงเพื่อไปอาบน้ำ ระหว่างทางร่างสูงใหญ่เดินผ่านกระจก ภาพเงาสะท้อนทำให้ปีศาจต้องหยุดมองพร้อมคิ้วที่ขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย

    ร่างแปลงในแบบมนุษย์สมบูรณ์ดีทุกอย่าง เว้นเสียแต่ดวงตากลับเป็นสีแดงเลือดนก เอทอสมั่นใจว่าเมื่อคืนหลังไล่พวกวิญญาณรับใช้เรียบร้อย เขาเปลี่ยนนัยน์ตาให้กลายเป็นสีอำพันแล้ว เหตุใดตอนเช้ามาดวงตาถึงกลับมาเป็นแบบปีศาจอีก ดีที่ครั้งนี้เขาเผลอหลุดการคงร่างมนุษย์ต่อหน้าโนอาร์ ถ้าหากตอนเขาอยู่ข้างนอกแล้วหลุดการคงร่างมนุษย์โดยไม่รู้ตัวเช่นนี้อีก คงไม่ใช่เรื่องดีแน่

    “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

    มนุษย์ที่กำลังออกจากห้องไปทำมื้อเช้าตามคำปีศาจ เห็นอีกฝ่ายยืนนิ่งอยู่หน้ากระจก เลยเดินเข้ามาถามด้วยความสงสัย พลางมองเงาร่างสูงใหญ่ในกระจก ซึ่งไม่เห็นความผิดปกติอะไร

    “ตาข้าเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกหรือเปล่า”
    “เปล่า ตอนลืมตา ตาของคุณเป็นสีอำพัน”
    “แล้วตาข้ากลายเป็นสีแดงตอนไหน”

    คำถามของเอทอสทำให้โนอาร์พอจับความได้ว่า ปีศาจอาจหลุดการคงร่างมนุษย์โดยไม่รู้ตัวเหมือนครั้งหนึ่งบนรถกระบะ ทำให้มนุษย์พยายามครุ่นคิดหาสาเหตุโดยเปรียบเทียบความเหมือนกันระหว่างสองเหตุการณ์ ทว่าคำตอบที่พอสรุปได้กลับเรียกร้อยยิ้มมุมปากให้กับมนุษย์ พร้อมนัยน์ตารัตติกาลที่วาววามขึ้นอย่างไม่น่าไว้วางใจในสายตาเอทอส

    “ยิ้มอะไรของเจ้า ข้าถามว่าตาข้าเปลี่ยนสีตั้งแต่เมื่อไร”
    “ตาคุณกลายเป็นสีแดงหลังผมตอบคุณว่า ผมอยากเจ็บตัว”
    “..…”
    “ก่อนหน้านี้ คุณเคยเผลอปล่อยให้ตากลับมาเป็นแบบปีศาจครั้งหนึ่งจนผมต้องเตือน จำได้ไหม”
    “ตอนนั้นตาคุณเปลี่ยนเป็นสีแดงหลังจากผมแกล้งยื่นแขนไปให้คุณดม”
    “…..”
    “ผมว่าสาเหตุอาจเป็นเพราะตัวผม แต่ถ้าให้พูดชัด ๆ ….”
    “ผมว่าตาคุณจะเปลี่ยนสีตอนที่คุณอยากทำให้ผม ‘เจ็บตัว’ มากกว่า”
    “อย่าทำเป็นรู้ดีไปกว่าตัวข้า ไปทำหน้าที่ของเจ้าซะ ข้าจะได้อาบน้ำเสียที”

    เอทอสกล่าวปัดข้อสันนิษฐานของโนอาร์ทิ้ง พร้อมเปลี่ยนสีตาให้กลับเป็นสีอำพันเช่นเดิม ก่อนเอ่ยไล่มนุษย์ให้ออกไปทำมื้อเช้า แล้วจึงเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ คล้ายกับไม่ต้องการต่อบทสนทนากับมนุษย์

    “แล้วเช้านี้คุณอยากกินอะไร กินโนอาร์ไหม หรือกินผมดี?”
    “โนอาร์! หากเจ้ายังไม่หยุดกวนข้า เจ้าจะได้เจ็บตัวสมใจ แต่หาใช่แบบที่เจ้าหวัง เพราะข้าจะจับเจ้าโยนออกจากบ้าน”

    คำตอบจากหลังประตูห้องน้ำของปีศาจ ทำให้มนุษย์เลือดเย็นหลุดหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะยอมออกไปทำมื้อเช้าตามคำของปีศาจ ทว่าก่อนไปยังไม่วายแกล้งเย้าปีศาจอีกครั้ง

    “แต่ผมอยากให้คุณโยนผมลงเตียง และลงโทษจนผมลุกไม่ไหวมากกว่า”
    “โนอาร์!!”


บท17 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-05-2020 22:40:55 โดย biOmos »

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
โนอาร์ไปยั่วเขา ถ้าเอาจริงขึ้นมาล่ะก็..

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
โนอาร์ มีมุมโหดเลือดเย็น และมุมยั่วๆ แหมม พูดมาได้อยากเจ็บตัว

ออฟไลน์ FleurDelakour

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
อร๊ายยย เมื่อไหร่โนอาห์จะได้เจ็บตัวสมใจน้าาาาา  :z1:

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
    ช่วงนี้เหล่าคนงานสวนรฦกวัลย์มักเห็นภาพนายใหญ่ลงสวนด้วยตัวเองบ่อยครั้งจนเริ่มชินตา โดยข้างกายของผู้เป็นนายจะมีชายคนหนึ่งคอยดูแลปรนนิบัติพัดวีเสมอ แน่นอนไม่ใช่ใครอื่น โนอาร์ว่าที่คนรักของนายใหญ่ แต่จากที่กลุ่มคนงานแอบลอบสังเกตอยู่ตลอดหลายสัปดาห์ สุดท้ายก็ต่างลงความเห็นกันว่าบัดนี้โนอาร์อาจไม่ใช่แค่ว่าที่ แต่ได้กลายเป็นคนรักเต็มตัวของนายใหญ่เจ้าของสวนแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่ตัวติดกันขนาดนี้

    ถึงพักหลังนายใหญ่จะเข้าสำนักงานน้อยลงก็ไม่ได้ทำให้งานเอกสารหรือการเซ็นอนุมัติล่าช้า เพราะเจ้าตัวจะนำแฟ้มเอกสารเหล่านั้นกลับไปอ่านและเซ็นให้ที่บ้านพักทรงไทยประยุกต์ ก่อนนำกลับมาให้ในวันรุ่งขึ้น แม้บางครั้งจะมีเอกสารด่วนที่ต้องอนุมัติภายในวันนั้น นายใหญ่ก็ไม่วายพาโนอาร์เข้าสำนักงานไปด้วย โดยอ้างว่าโนอาร์เป็นคนละเอียดสามารถช่วยตรวจทานเอกสารได้ ทว่าเหล่าคนงานต่างคิดว่านั่นเป็นเพียงแค่คำอ้าง ความจริงแล้วนายใหญ่อยากเห็นคนรักอยู่ในสายตาเสมอมากกว่า
 
    “เดี๋ยวนี้คุณเอทอสไม่ห่างคุณโนอาร์เลยนะคะ” สาวคนงานคนหนึ่งเอ่ยแซวนายใหญ่ที่วันนี้ก็ลงมาดูแลสวนกล้วยไม้ด้วยตนเอง
    “ข้าวใหม่ปลามันก็แบบนี้แหละ ช่วงนี้ก็จะหวง ๆ หน่อยใช่ไหมนายน้อย”

    ลุงสมัยเป็นผู้ตอบก่อนจะหันไปเย้าเจ้าของสวน ซึ่งเอทอสก็ไม่ได้บอกปัดหรือพยายามแก้ต่างราวกับยอมรับว่าเป็นความจริง ส่งผลให้บนใบหน้าที่มักเรียบนิ่งของโนอาร์ตอนนี้กลับปรากฏรอยยิ้มมุมปาก พร้อมนัยน์ตารัตติกาลที่ดูสดใสคล้ายมีหมู่ดาวกำลังทอประกายอยู่ในนั้น

    “ดีใจ?”

    เอทอสที่เห็นมนุษย์ข้างกายดูจะชื่นชอบคำยอของเหล่าคนงานจึงอดไม่ได้ที่จะถาม ซึ่งคำตอบที่ได้รับหาใช่คำพูด แต่เป็นดวงตาคู่งามสีรัตติกาลส่องประกายด้วยความสุขในแบบที่ปีศาจไม่เคยเห็นมาก่อน และนั่นถึงกับทำให้ปีศาจนิ่งงันไปจังหวะหนึ่ง ก่อนที่นัยน์ตาสีอำพันติดดุจะดูอ่อนลงเจือด้วยความเอ็นดูในส่วนลึก

    ความอ่อนโยนที่นายใหญ่เผลอแสดงออกโดยไม่รู้ตัวขณะกำลังสบตากับคนรัก ล้วนอยู่ในสายตาเหล่าคนงานโดยรอบ กลุ่มสาวคนงานภายในใจต่างอยากกรี๊ดดัง ๆ เพื่อระบายความเก้อเขินต่อภาพเบื้องหน้า ทว่าในความจริงกลับทำได้เพียงลอบยิ้มเท่านั้นเพราะกลัวจะขัดบรรยากาศ ส่วนกลุ่มคนงานชายรวมถึงลุงสมัยก็ถึงกับอึ้งค้างไป เพราะไม่เคยเห็นมุมนี้ของนายใหญ่

    หลังผ่านไปสักพักหนึ่ง ลุงสมัยที่ได้สติจึงพูดเอ่ยขัดเปลี่ยนหัวข้อ เพราะเกรงว่าหากปล่อยไว้ นายน้อยกับคุณโนอาร์คงไม่ยอมออกจากโลกที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมาแน่

    “อีกไม่นานก็ถึงวันครบรอบสวนรฦกวัลย์แล้ว เออ! เป็นวันเกิดของนายน้อยด้วยสินะ”
    “วันเกิดเอทอส?” โนอาร์ถามด้วยความสงสัย และก็ได้สาวคนงานคนหนึ่งช่วยตอบ
    “ค่ะ ครั้งแรกที่ฉันรู้ก็แปลกใจเหมือนกันค่ะคุณโนอาร์ ไม่คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้”
    “วันนั้นหลังเลิกงานพวกเราจะจัดงานเลี้ยงฉลอง และก็ตั้งเวทีเล็ก ๆ ผลัดกันขึ้นไปแสดงโชว์ คุณโนอาร์สนใจร่วมด้วยไหมคะ”
    “ครับ ต้องร่วมด้วยแน่นอน”

    ได้ยินดังนั้น เหล่าคนงานต่างพากันดีใจที่งานฉลองครบรอบวันก่อตั้งสวนรฦกวัลย์ปีนี้จะพิเศษกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีคนรักของนายใหญ่เข้าร่วมด้วย และไม่นานพื้นที่สนทนาทั้งหมดก็กลายเป็นของกลุ่มคนสวนที่พูดคุยวางแผนจัดงานราวกับว่างานจะเริ่มพรุ่งนี้
    โนอาร์อาศัยช่วงจังหวะที่พวกคนงานไม่ได้สนใจหันไปถามเอทอสเพื่อความแน่ใจ เพราะเขาไม่เชื่อว่าเรื่องนี้มันจะเป็นเพียงความบังเอิญ

     “คุณเกิดวันเดียวกับวันก่อตั้งสวน?” โนอาร์กระซิบถามร่างสูงใหญ่ข้างกาย
    “เปล่า ผู้มีพระคุณพาข้ามาแนะนำกับพวกคนงานในวันนั้น และอ้างว่าเป็นวันเกิดของข้า พวกคนงานเลยเชื่อกันตามนั้น”
    “แล้ววันเกิดจริงของคุณ”
    “ไม่รู้ อย่างที่เคยบอก พอจำความได้แม้แต่หน้าพ่อแม่ข้ายังไม่เคยเห็นสักครั้ง เรื่องวันเกิดไม่ต้องพูดถึง”

     หลังฟังคำตอบ มนุษย์ผู้ใส่ใจความรู้สึกของปีศาจอยู่เสมอจึงพยายามจับอารมณ์อีกฝ่าย ซึ่งไม่รู้สึกถึงความเศร้าหรือหม่นหมองแต่อย่างใด โนอาร์จึงได้เบาใจที่คำถามของตนไม่ได้ทำให้เอทอสรู้สึกไม่ดี

    “วันเกิดคุณอยากได้อะไร” มนุษย์เปลี่ยนเรื่องถาม
    “ไม่ต้องเลย ข้าเหนื่อยจะห้ามคนงานแล้ว อย่าให้ข้าต้องมานั่งพูดกับเจ้าอีก”

    เอทอสรีบหยุดความคิดโนอาร์ เขาไม่ค่อยรู้สึกร่วมด้วยกับทำเนียมการมอบของขวัญของมนุษย์นัก มิหนำซ้ำยังมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่ต้องพยายามสรรหาของมาให้ในวันเดิมของทุกปี ซึ่งของบางอย่างก็มีดีแค่หน้าตาแต่หาประโยชน์ไม่ได้ ดังนั้นหลังงานฉลองครั้งหนึ่งเขาจึงประกาศบอกกับเหล่าคนงานว่าไม่ต้องเอาของมาให้เขาแล้ว แค่การจัดงานเลี้ยงก็มากเกินพอ แต่ถึงจะบอกแบบนั้นก็ยังมีคนงานบางส่วนคอยเอาของมาให้เขาในวันงานอยู่ดี และเขาก็ต้องจำใจรับเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ

    “หวังว่าถึงวันงาน ข้าจะไม่-”
    “อา ลืมถามไปเลย ในวันงานคุณโนอาร์จะแสดงอะไรเหรอคะ”
    “ความลับครับ”

    หลังโนอาร์ได้ยินคำค้านของเจ้าภาพ เป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มคนงานหันมาสนใจเขาและปีศาจอีกครั้ง และนั่นถือเป็นเรื่องดีที่พวกคนงานเข้ามาได้ถูกเวลา คนเจ้าแผนการจึงอาศัยโอกาสนี้เปลี่ยนเรื่องและตัดจบการพูดคุยเรื่องของขวัญ เพราะหากเอทอสต้องการคำยืนยันว่าเขาจะไม่เอาของขวัญมาให้ เขาคงไม่สามารถรับปากได้ เนื่องจากของขวัญวันเกิดชิ้นแรกที่เขาจะมอบให้ปีศาจ เขารู้แล้วว่าจะให้อะไร
    


    ดวงตะวันกลางท้องฟ้าเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าถึงเวลาเที่ยงวัน ปีศาจและมนุษย์เดินกลับมาที่สำนักงาน เนื่องด้วยวันนี้โนอาร์เตรียมมื้อกลางวันมาจากบ้าน หลังเข้ามาในตัวอาคารพบพนักงานอยู่ประปรายเพียงไม่กี่คน คงเพราะส่วนมากต่างพากันออกไปฝากท้องตามร้านอาหารแถวนี้กันหมด

    เมื่อมาถึงหน้าห้องทำงานเจ้าของสวน มนุษย์บอกให้ปีศาจเข้าไปรอในห้องก่อน ส่วนเขาจะไปอุ่นมื้อกลางวันตรงส่วนครัวของสำนักงานแล้วยกไปให้ หลังฟังนายใหญ่ของสวนมีท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมทำตามคำของมนุษย์โดยการเข้าไปรอในห้อง

    โนอาร์เดินเข้ามาในส่วนครัว หยิบกล่องข้าวจากในตู้เย็นใส่เข้าไมโครเวฟ ระหว่างรอเลยฆ่าเวลาด้วยการหันไปชงกาแฟและแน่นอนไม่ลืมชงเผื่อปีศาจ เสร็จแล้วจึงนำแก้วกาแฟทั้งสองไปวางรอบนถาด

    “ติ้ง!”
    “เคร้ง!”

    ไม่นานเสียงสัญญาณเครื่องไมโครเวฟก็ดังขึ้นบ่งบอกว่าอาหารอุ่นเรียบร้อย พร้อมกับเสียงช้อนที่หล่นลงพื้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ โนอาร์เลือกหยิบมื้อกลางวันออกมาวางบนถาดเป็นอย่างแรก ก่อนก้มลงไปเก็บช้อนทีหลัง
    ขณะที่กำลังก้มเก็บช้อนอยู่นั้น มีดบนเคาน์เตอร์ที่ใช้ตัดซองกาแฟกลับค่อย ๆ หมุนชี้ปลายแหลมไปทางโนอาร์ ก่อนเริ่มเคลื่อนขยับเข้าใกล้ขอบเคาน์เตอร์เรื่อย ๆ โดยไม่มีใครแตะต้อง และจังหวะที่โนอาร์ลุกขึ้นยืนนั้นเอง คมมีดแหลมก็ได้ร่วงลงมา

     “เคร้ง!!”

    โชคร้ายที่เป้าหมายของคมมีดลุกเร็วเกินไป จึงทำให้ตัวมีดพลาดเป้าจากที่ควรจะตกแทงทะลุลำคอ กลับกลายเป็นหล่นบาดหลังมือที่กำลังถือช้อนแทน หยาดเลือดสีแดงสดไหลออกจากปากแผลก่อนหยดลงพื้น ทว่าคนบาดเจ็บกลับไร้ซึ่งความตกใจ กวาดสายตามองรอบตัวแต่ทว่าไม่พบใคร นัยน์ตารัตติกาลเรียบนิ่งยามนี้จึงเริ่มเยียบเย็นมากขึ้น เมื่อรู้สึกถึงความไม่ปกติที่กำลังรายล้อมตัวเขา

    “คุณโนอาร์! เกิดอะไรขึ้นครับ”

    ศิลาที่ได้ยินเสียงของตกติดต่อกันสองสามครั้งบริเวณส่วนครัว ด้วยความสงสัยจึงเดินเข้ามาดู และได้พบกับคนรักของนายใหญ่คล้ายกำลังมองหาบางสิ่ง โดยไม่สนใจบาดแผลตรงหลังมือที่มีเลือดไหลอาบตามข้อนิ้วและหยดลงพื้นไม่หยุด

    เสียงทักทำให้นัยน์ตาเยียบเย็นหันมาจ้องผู้มาใหม่ บรรยากาศอันตรายและแววตารัตติกาลเหมือนกับครานั้น ครั้งที่นายใหญ่หายไป ชวนให้ศิลารำลึกถึงความรู้สึกราวกับถูกแช่แข็งจนไม่กล้าหายใจ ความหวั่นเกรงต่อชายเบื้องหน้าเริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง ก่อนไม่นานความรู้สึกเหล่านั้นจะจางหายไป เมื่อคนรักของนายใหญ่คลายบรรยากาศกดดันรอบตัวลง

    “ไปเอากล่องปฐมพยาบาลมา”

    โนอาร์เอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนไปล้างแผลรอตรงอ่างล้างจาน ไม่นานศิลาก็กลับมาพร้อมอุปกรณ์ทำแผล เตรียมเข้ามาช่วยคนรักของนาย

    “เดี๋ยวผมช่วย-”
    “ไม่จำเป็น”

    ไม่ทันเอ่ยจบ ความหวังดีของศิลากลับถูกปัดทิ้งอย่างง่ายดาย พร้อมกับกล่องปฐมพยาบาลที่ถูกดึงออกจากมือ โนอาร์เริ่มทำแผลด้วยตนเองโดยไม่สนใจใครบางคนที่แสดงความหวังดีเก้อ ความคล่องแคล่วในการพันแผลแม้ใช้มือเพียงข้างเดียวทำให้ศิลารู้สึกเบาใจ จึงเปลี่ยนเป็นช่วยทำความสะอาดพื้นที่มีรอยเลือดแทน ทว่าเมื่อศิลาหยิบผ้าเตรียมมาเช็ดกลับพบว่าบริเวณพื้นนั้นไม่มีหยดเลือดอยู่เลย ราวกับช่วงเวลาที่เขาไปเอากล่องปฐมพยาบาล คนรักของนายใหญ่ได้ทำความสะอาดไปแล้ว เห็นดังนั้นศิลาจึงเพียงหยิบช้อนและมีดที่ตกอยู่ขึ้นมาล้างและเก็บเข้าที่

    “มือคุณโนอาร์มีแผล ให้ผมช่วยถือนะครับ”
    “ไม่ต้อง”
    
    ศิลาแสดงความช่วยเหลืออีกครั้ง เมื่อเห็นโนอาร์พยายามถือถาดอาหารจนเลือดเริ่มซึมบนผ้าพันแผล เนื่องจากฝืนออกแรงมากเกินไป และแน่นอนสิ่งที่คนหวังดีได้รับคือคำปฏิเสธหักหาญน้ำใจ แต่ถึงอย่างนั้นผู้ทำหน้าที่เลขาเจ้าของสวนก็ไม่ละความพยายาม เพราะการดูแลคนรักของนายก็ถือเป็นงานเขาเช่นกัน

    “ให้ผมช่วยเถอะครับ หากฝืนใช้งานมาก ๆ แผลที่มือคุณจะหะ..หาย...”

    ถ้อยคำแสดงความมีน้ำใจเริ่มเบาลง เมื่อคนหวังดีไม่เข้าท่าเผลอสบกับนัยน์ตารัตติกาลเรียบนิ่งเยียบเย็น ที่ชวนให้รู้สึกเหมือนยืนอยู่กลางพายุหิมะหนาวเหน็บจนไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว
    การยื่นมือเข้าช่วยเหลือเป็นสิ่งดี ทว่าหากใช้ไม่ถูกเวลาผลลัพธ์ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป ดั่งครั้งนี้ที่ศิลากำลังเผชิญอยู่
 
    “จะไม่พูดซ้ำสอง” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยเตือนสั้น ๆ
    “ครับ... ขอโทษครับ”

    คนปรารถนาดียอมจำนนในที่สุด ก่อนไปไม่ลืมเก็บกล่องปฐมพยาบาลที่บุคคลอันตรายใช้เสร็จเรียบร้อยแล้วออกไปด้วย ซึ่งตลอดระยะเวลาในส่วนครัวหลังจากนั้น ศิลาไม่กล้าสบตากับชายตรงหน้าอีกเลย
    จนกระทั่งได้ออกมาจากสถานการณ์ชวนอึดอัดกดดัน เขานึกถึงคำเยินยอของลูกชายที่บอกว่า คนเมื่อครู่เพียงแค่ติดเงียบไม่ค่อยพูดเท่านั้นเลยทำให้ดูน่ากลัว แต่หากได้ลองคุยจะรู้ว่าคุณโนอาร์เป็นคนหนึ่งที่ใจดีและน่าเคารพมาก ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา ศิลากลับไม่เห็นว่าเป็นอย่างที่ลูกชายบอกแม้แต่น้อย ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจไม่ค่อยถูกชะตากับเขา และบางทีเขาอาจต้องหาเวลาปรึกษาเรื่องนี้กับลูกชายตัวเองอย่างจริงจัง
 

    หลังเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ชายเลือดเย็นจึงได้โอกาสยกมื้อกลางวันไปให้ปีศาจอย่างที่ตั้งใจ ทว่าทันทีที่ก้าวออกมาจากส่วนครัว ถาดอาหารกลับชนเข้ากับแผงอกกว้างของร่างสูงใหญ่ นัยน์ตาติดดุสีอำพันสบกับนัยน์ตารัตติกาลที่แฝงด้วยความสงสัยว่าเหตุใดปีศาจถึงมาอยู่ตรงนี้ และเหมือนปีศาจจะอ่านความรู้สึกของมนุษย์ออก จึงเอ่ยตอบโดยมนุษย์ไม่ต้องถาม

    “ข้ามาตามคนอวดเก่ง เวลาเจ้าของไม่อยู่” ปีศาจกล่าวพลางเหลือบมองผ้าพันแผลบนมือมนุษย์ที่มีเลือดซึมเป็นวงกว้าง
    “ผมไม่-”
    “ปล่อย และข้าจะไม่พูดซ้ำสอง”

    คำสั่งสั้น ๆ ก่อนตามด้วยประโยคที่ชายเลือดเย็นเคยใช้เมื่อไม่นานนี้ ทำให้โนอาร์รู้ในทันทีว่าเอทอสไม่ได้เพิ่งมา แต่ลอบเฝ้ามองเหตุการณ์ได้สักพักหนึ่งแล้ว และด้วยผู้สั่งเป็นปีศาจ ถาดอาหารในมือมนุษย์จึงถูกปล่อยให้ฝ่ามือใหญ่รับหน้าที่ถือแทนอย่างง่ายดาย

    “แผลนั่น ต้องทำใหม่หรือเปล่า”

    เสียงทุ้มของปีศาจเอ่ยถาม และก็ได้คำตอบเป็นการส่ายหน้าของมนุษย์ เห็นดังนั้นเอทอสจึงถือถาดอาหารนำเข้าห้องทำงาน โดยมีโนอาร์เดินตามหลัง ศิลาและพนักงานที่เหลืออยู่ในสำนักงานทันเห็นเหตุการณ์  ต่างไม่อยากเชื่อสายตาว่าชายผู้กำลังหงุดหงิดพร้อมแผ่บรรยากาศเยือกเย็นอันตราย กลับถูกสยบง่ายดายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำจากนายใหญ่ของสวน

    หลังจากผู้ตกเป็นเป้าสายตาเดินหายเข้าไปในห้อง เหล่าพนักงานก็พลันค้นพบวิธีรับมือยามคนรักของนายใหญ่อารมณ์ไม่ดี นั่นหาใช่การปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่คนเดียวหรือเข้าไปพูดคุย แต่ทว่าเป็นการตามคุณเอทอสมา



    การทานมื้อกลางวันร่วมกันของมนุษย์และปีศาจเป็นไปด้วยความเงียบสงบอย่างทุกครา แต่ที่ผิดปกติคือครั้งนี้โนอาร์จับกระแสความหงุดหงิดของปีศาจได้ ซึ่งเริ่มมีตั้งแต่ตอนเอทอสออกมาช่วยถือของแล้วเห็นแผลบนหลังมือของเขา ผสานกับนัยน์ตาสีอำพันที่มักเหลือบมองผ้าพันแผลเขาบ่อยครั้งระหว่างรับประทานอาหาร ทำให้มนุษย์เริ่มมั่นใจว่าต้นตอของความหงุดหงิด อาจเกิดจากแผลที่หลังมือนี้

    “คุณหงุดหงิดเพราะผมทำมีดบาด?”
    “ไม่ใช่”

    เอทอสกล่าวปฏิเสธ เขาไม่ได้หงุดหงิดโนอาร์แต่กำลังหงุดหงิดตัวเองที่ชะล่าใจจนทำให้มนุษย์ถูกเล่นงาน ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม

    หลังจากคืนนั้นเหล่าวิญญาณรับใช้กลับไม่ยอมลามืออย่างที่เขาคิด มิหนำซ้ำยังมามากกว่าเก่า คอยรายล้อมหาโอกาสจัดการคนของเขา ทำให้ช่วงนี้ปีศาจต้องตัวติดเพื่อคอยดูแลมนุษย์ตลอด ทว่าสุดท้ายก็พลาดท่าเพราะประมาทว่าเวลานี้เป็นช่วงกลางวัน และบริเวณแถวนั้นก็มีกลุ่มพนักงานอยู่ พวกวิญญาณคงไม่กล้าลงมือ ซึ่งการติดสินใจที่พลาดพลั้ง เหล่าวิญาณรับใช้จึงสามารถเล่นงานโนอาร์จนเกิดแผลมาให้เขาเจ็บใจเล่น

    “แล้วคุณหงุดหงิดอะไร” มนุษย์ถามต่อ
    “เรื่องไร้สาระ ไม่ต้องใส่ใจ”
 
    เมื่อได้ยินคำตอบ โนอาร์มั่นใจว่าเอทอสคงไม่ยอมปริปากบอกเรื่องที่พยายามปิดบังเขาแน่ ทว่าเหตุการณ์ผิดปกติในส่วนครัวของสำนักงานเมื่อครู่นี้ บวกกับช่วงหลัง ๆ มาปีศาจมักอยู่กับเขาเสมอซึ่งผิดวิสัยของเจ้าตัว พอให้เขาสามารถคาดเดาเรื่องราวได้ แต่ถึงอย่างไร มนุษย์ก็ต้องการคำยืนยันจากปีศาจอยู่ดี

    ดังนั้นคนเจ้าแผนการจึงวางมือพักเรื่องทานมื้อกลางวัน ก่อนนั่งหลังตรงใช้นัยน์ตารัตติกาลจ้องจับสังเกตทุกอารมณ์และการเคลื่อนไหวของปีศาจตรงหน้า ไม่นานการพูดหว่านล้อมค่อย ๆ บีบให้ปีศาจจนมุมยอมเผยความลับ ไม่ต่างจากงูที่กำลังบีบรัดเหยื่อจึงเริ่มขึ้น

    “ผมกำลังอุ่นอาหารตรงส่วนครัวของสำนักงาน อยู่ ๆ ช้อนที่ผมใช้ชงกาแฟก็ตกลงมาเอง”
    “ผมเลยก้มลงไปหยิบ และตอนนั้นมีดที่ผมใช้ตัดซองกาแฟก็หล่นลงมาเหมือนกัน”
    “ดีที่ผมลุกขึ้นเร็ว มีดเลยหล่นบาดมือผมแทน แต่ถ้าช้ากว่านั้น...”
    “มีดคงหล่นแทงใส่หลัง ไม่ก็คอ หรือแย่กว่าอาจเป็นหัวของผมเอง”
    “เจ้าต้องการจะบอกอะไรข้า” ปีศาจขมวดคิ้วถามด้วยความไม่เข้าใจ
    “ก่อนผมก้มลงเก็บช้อน ผมวางมีดอยู่กลางเคาน์เตอร์ไม่มีทางที่จะหล่นลงมาเองได้”
    “ไม่ต้องพูดถึงใครเพราะตอนนั้นในส่วนครัวมีผมแค่คนเดียว”
    “ไม่ต้องพูดถึงลมเพราะส่วนครัวไม่มีหน้าต่าง แล้วมีดหล่นมาได้ยังไง? คุณสงสัยเหมือนผมไหม”
    “ข้า-”
    “คุณสงสัยไหมถ้าผมลุกขึ้นมาช้าแม้เพียงเสี้ยววินาทีจะเป็นอย่างไร”
    “ความสูงจากเคาน์เตอร์ไม่มากพอที่จะทำให้มีดแทงทะลุได้อยู่แล้ว แต่กับมีดที่อยู่ ๆ ก็ร่วงลงมาได้เอง ผมว่าการที่มีดจะบังเอิญตกลงมาแรงพอจนสามารถแทงผมได้คงไม่แปลกเท่าไรนัก”
    “คุณลองนึกภาพตาม ปลายมีดแหลมหล่นจากเคาน์เตอร์ปักแทงทะลุท้ายทอยผม”
    “เลือดมากมายไหลทะลักเปียกชุ่มเสื้อที่คุณเห็นผมใส่อยู่ แบบเดียวกับที่ผมพลาดท่าให้กับพวกนักล่าปีศาจ”
    “ร่างผมล้มลงกองกับพื้นไม่มีใครรู้ เลือดไหลนองไม่หยุดค่อย ๆ แผ่กระจายเปลี่ยนพื้นสีขาวสะอาดของส่วนครัวเป็นแอ่งเลือดขนาดย่อม”
    “หยุด..” ปีศาจพยายามเอ่ยสั่งมนุษย์
    “คมมีดแหลมตัดหลอดลม ทำให้ผมหายใจไม่ออก ส่งเสียงร้องเรียกหาคุณไม่ได้ ผมหอบหายใจพยายามเอาอากาศเข้าปอดแต่ก็ไร้ผล”
    “ข้าบอกให้หยุด โนอาร์”
    “ผมใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ค่อย ๆ คลานไปหาคุณ แต่ระยะทางใกล้ ๆ จากส่วนครัวถึงห้องทำงานคุณกลับไกลมากสำหรับผมที่กำลังหมดลมหายใจ”
    “รอยเลือดลากเป็นทาง ทุกครั้งที่ขยับคมมีดที่ปักคาก็เฉือนคอผมลึกขึ้น ผมทรมานราวกับจะขาดใจ ภาพข้างหน้าเริ่มมืดลง และไม่นานผมคงจะตา...”
    “โนอาร์!!! ข้าสั่งให้เจ้าหยุดพูด!!!!!”    

    เสียงตวาดดังก้องสะเทือนทั่วทั้งห้อง จนสามารถเล็ดลอดออกมาให้เหล่าพนักงานภายนอกได้ยินและสะดุ้งไปตามกัน บัดนี้นายใหญ่ของสวนหอบหายใจนัก แผ่นหลังกว้างและกรอบหน้าคมเข้มชื้นไปด้วยเหงื่อ นัยน์ตาดุสีอำพันวาวโรจน์ทว่าภายในกลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกบางอย่าง มนุษย์เจ้าแผนการรู้จักความรู้สึกนั้นดี นั่นคือ ความกลัว

    “ผมไม่ได้อยากให้คุณรู้สึกไม่ดีนะครับ แต่เรื่องแบบนี้อาจเป็นจริง ผมแค่ไม่อยากเป็นภาระคุณ จะดีกว่าไหมที่เราจะไม่มีความลับต่อกัน และช่วยหาทางจัดการปัญหา”
    
    โนอาร์ยอมลดความกดดันเมื่อเห็นเอทอสมีความรู้สึกร่วมเกินกว่าที่เขาประมาณไว้ ก่อนเดินเข้าไปลูบไหล่หนาของปีศาจราวกับช่วยปลอบประโลม พร้อมเปลี่ยนเป็นการพูดเกลี้ยกล่อมแทน และดูเหมือนวิธีนี้จะได้ผลเพราะหลังจากปีศาจใจเย็นลง ก็ยอมพูดเรื่องที่ปิดบังมนุษย์ในที่สุด

    “รอบตัวเจ้ามีวิญญาณพยายามจ้องเล่นงาน เหมือนครั้งที่ข้าพาเจ้าเข้าป่าช้า”
    “ข้าเลยต้องอยู่ใกล้เจ้าไว้เพื่อคอยกันวิญญาณพวกนั้น และทำให้เจ้าปลอดภัย”
    “แล้วคุณรู้ไหมว่าทำไมวิญญาณพวกนั้นถึงอยากจัดการผม” โนอาร์ถามต่อ
    “กลิ่นอายวิญญาณเจ้าดึงดูดพวกมัน แบบเดียวกับวิญญาณในป่า”
 
    ปีศาจยอมตอบตามความจริงเพื่อให้มนุษย์รับรู้ว่ากำลังเผชิญกับอะไร เว้นเสียแต่ต้นตอของเหล่าวิญญาณที่ปีศาจยังละไว้ไม่ยอมบอกว่า พวกมันล้วนถูกส่งมาโดยผู้คุมวิญญาณอดีตผู้ว่างจ้างของมนุษย์ เนื่องจากเอทอสเข้าใจนิสัยโนอาร์ดีว่าหากรู้เรื่องนี้เมื่อไร จะต้องหาทางไปกำจัดผู้ว่าจ้างด้วยตัวคนเดียวอย่างแน่นอน และนั่นอาจเข้าทางอีกฝ่าย เพราะถึงโนอาร์จะดูแข็งแกร่งในสายตาคนอื่น ทว่าก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ขนาดแค่วิญญาณรายล้อมจ้องเล่นงานยังไม่รู้ตัว ไม่มีทางเลยที่จะสู้กับผู้ที่มีความสามารถควบคุมวิญญาณได้
    ดังนั้นเอทอสจึงเห็นว่าโนอาร์รู้เพียงเท่านี้เพื่อระวังตัวน่าจะดีที่สุด ส่วนที่เหลือต่อจากนี้เขาจะเป็นคนจัดการเอง

    “แล้วตอนนี้วิญญาณพวกนั้นยังอยู่แถวนี้ไหม”
    “ไม่ พวกมันหายไปหลังจากทำร้ายเจ้าสำเร็จ”

    หลังฟังความจริงที่เอทอสพยายามปิดบัง โนอาร์จึงเข้าใจเหตุผลทั้งหมดว่าเหตุใดพักนี้ปีศาจถึงชอบอยู่ใกล้เขา คนเจ้าแผนการเลยถือโอกาสนี้ยุปีศาจในเรื่องต่าง ๆ เช่น การอนุญาตให้เขาเข้ามานอนร่วมห้องกับปีศาจอย่างถาวร หรือแม้กระทั่งการอาบน้ำที่ควรอาบพร้อมกันเพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของปีศาจ ทว่าน่าเศร้าที่ความหวังดีของโนอาร์กลับถูกเอทอสปัดทิ้งทั้งหมด



    ยามสนธยา คือช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านระหว่างกลางวันสู่กลางคืนหรือยามราตรีสู่รุ่งอรุณ ท้องฟ้าและแสงอาทิตย์เป็นสีส้มแดง บ้างก็ว่ายามสนทยานั้นสวยงามน่าจดจำ แต่บางส่วนกลับแย้งว่าบรรยากาศวังเวงชวนให้รู้สึกอ้างว้างและหดหู่ ทว่าอีกหนึ่งความพิเศษของยามสนทยาที่น้อยคนจะรู้คือ เป็นช่วงเวลาเพียงไม่นานที่มนุษย์สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งเหนือธรรมชาติได้ ดั่งเช่น ชายคนหนึ่งกำลังเฝ้าดูยามสนทยาที่จวนจะจบสิ้น ผ่านบานกระจกของบ้านพักขนาดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่

    “ปีศาจนั่นคอยตามไม่ห่างจนแทบทำอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้สิ่งที่ต้องการมา”

    วิญญาณรับใช้ตนหนึ่งรายงาน พร้อมส่งเลือดของเป้าหมายให้กับผู้เป็นนายที่มัวแต่ชื่นชมแสงอาทิตย์สุดท้ายของวัน

    “อืม จากนี้ก็พักเก็บแรงให้เต็มที่ เตรียมต้อนรับสมาชิกใหม่ของเรา”

    เสียงตอบกลับดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มยากจะคาดเดาความหมายยามมองของที่วิญญาณรับใช้นำมามอบให้

    “แล้วจะเริ่มเมื่อไร”
    “ไม่ต้องรีบร้อน ยังไงหมอนั่นก็เหมือนถูกโซ่ล่ามไว้แล้ว ให้โอกาสได้พยศได้วิ่งเล่นครั้งสุดท้ายจะเป็นไรไป”
    “ตามใจ จะลงมือตอนไหนก็บอก... น้องของนายกลับมาแล้ว”
    “พี่วรรษ! กลับมาก่อนทำไมไม่เปิดไฟบ้าน”

    ทันทีที่สิ้นเสียงบอกกล่าวของวิญญาณรับใช้ ประตูหน้าบ้านก็พลันเปิดกว้าง พร้อมกับชายร่างเล็กเจ้าของคำบ่นเมื่อครู่กำลังหอบของพะรุงพะรังเดินเข้ามา แสงสว่างจากหลอดไฟที่ผู้มาใหม่กดเปิดทั่วทั้งบ้าน ช่วยขับไล่ความมืดและบรรยากาศไม่น่าไว้วางใจของผู้คุมวิญญาณจนหมดสิ้น เหลือเพียงพี่ชายแสนดีที่รีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยน้องถือของ

    “โทษ ๆ พี่คุยงานเพลินไปหน่อย แล้ววันนี้ที่ร้านเป็นยังไงบ้าง”
    “ขายดีครับพี่ ลูกค้าเข้ามาสั่งจนผมกับพนักงานช่วยกันทำแทบไม่ทันแน่ะ”
    “ดีแล้ว งั้นขึ้นไปอาบน้ำให้หายเหนื่อย แล้วค่อยมากินข้าวกัน เดี๋ยวของพวกนี้พี่จัดการเอง”

    หลังได้ยินดังนั้น น้องชายของเจ้าบ้านจึงขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าตามคำของพี่ชาย ปล่อยให้พี่คอยจัดเรียงของเก็บเข้าที่เพียงลำพัง เมื่ออยู่คนเดียวอีกครั้ง พี่ชายผู้มีอีกหนึ่งบทบาทเป็นผู้ควบคุมวิญญาณ จึงกล่าวชมวิญญาณรับใช้ที่ตนส่งไปช่วยเรียกลูกค้าให้น้องชาย

    “ทำได้ดีมาก ไปพักได้”
    “ค่ะนาย”



    วันเวลาผันผ่านและในที่สุดวันครบรอบสวนรฦกวัลย์ที่หลายคนเฝ้ารอก็มาถึง แน่นอน หนึ่งในนั้นเป็นชายเลือดเย็นที่ตั้งตารอที่จะจัดงานฉลองครั้งแรกให้กับปีศาจ ด้วยเหตุนี้เมื่อยามเช้ามาถึงโนอาร์จึงไม่ได้ใส่ชุดชาวสวนอย่างทุกที ทว่าเป็นเชิ้ตเนื้อดีสวมทับด้วยเสื้อสูทขับให้มนุษย์ดูสง่า ทว่าแฝงด้วยความสุขุมเยือกเย็นราวกับเจ้าชายน้ำแข็ง พร้อมสะกดสายตาใครต่อใคร ไม่แม้แต่ปีศาจเอง ที่ตอนนี้กำลังมองชุดของมนุษย์ตรงหน้า

    “เจ้าจะไปไหน” เอทอสขมวดคิ้วถาม เนื่องจากโนอาร์มักจะแต่งตัวเช่นนี้ยามออกไปคุยงานหรือไปข้างนอก
    “ไปรับของที่ผมสั่งไว้กับจิน กับไปติดต่อเรื่องงานที่จะจัดค่ำนี้ กว่าจะเสร็จผมคงไปถึงสวนตอนช่วงเย็น เที่ยงนี้ผมคงไม่ได้กินข้าวกับคุณ แต่ไม่ต้องห่วง มื้อกลางวันผมทำไว้ให้คุณแล้ว”

    โนอาร์อธิบายตารางงานทั้งหมดของวันนี้ให้เอทอสรับรู้ ก่อนตบท้ายด้วยการส่งกล่องข้าวมื้อเที่ยงให้ปีศาจรับไป

    “เจ้ากำลังถูกจ้องเล่นงาน ลืมไปแล้วหรือไง”

    ปีศาจเอ่ยเตือน เขาไม่อยากให้ช่วงนี้มนุษย์อยู่ห่างเขาเท่าไรนัก แม้หลังจากวันนั้นที่กลุ่มวิญญาณรับใช้สามารถเล่นงานโนอาร์ได้สำเร็จ พวกมันก็หายไป ไม่ได้กลับมาวนเวียนรอบตัวมนุษย์อีก ราวกับว่าผู้คุมวิญญาณคนนั้นเลิกสนใจโนอาร์แล้ว แต่ทว่าปีศาจก็ไม่ได้วางใจ เพราะทุกครั้งที่คลื่นลมสงบ อีกไม่นานจะมีพายุตามมาเสมอ

    “ตอนนี้คุณเห็นพวกมันหรือเปล่า”

    หลังได้ยินคำถาม เอทอสจึงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างละเอียด พร้อมจับสัมผัสของกลุ่มวิญญาณรับใช้ ซึ่งก็ไม่มี ดั่งเช่นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

    “ไม่มี”
    “แบบนี้ดีไหม หลังจากที่ผมรับของแล้ว ผมจะให้จินอยู่กับผมต่อจนกว่าผมจะคุยเรื่องงานเลี้ยงตามที่ต่าง ๆ เสร็จ คุณจะได้ไม่กังวล และอีกอย่างมีดที่คุณให้ ผมก็พกติดตัวตลอด ถ้ามีเหตุสุดวิสัยจริง ผมว่าผมเอาตัวรอดได้”

    มนุษย์หาทางแก้ให้ปีศาจเบาใจ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไรนัก เนื่องจากคิ้วหนาเหนือนัยน์ตาดุสีอำพันยังคงขมวดมุ่น ไม่มีทีท่าว่าจะคลายลง เห็นดังนั้นโนอาร์จึงค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ปีศาจ ก่อนใช้แขนทั้งสองคล้องคอร่างสูงใหญ่ พร้อมกับกดจูบบางเบาลงบนมุมริมฝีปากหนาเพื่อช่วยปลอบประโลมให้ปีศาจคลายกังวล ซึ่งเหมือนวิธีนี้จะได้ผลชะงัด

    “ข้าจะไปกับเจ้า”
    “คุณรอผมที่สวนนะครับ ไม่อย่างงั้นสิ่งที่ผมเตรียมมาทั้งหมดจะสูญเปล่า”

    โนอาร์ปฏิเสธก่อนจะขยับเข้าใกล้หวังทำให้เอทอสสบายใจอีกครั้ง ทว่ากลับเป็นปีศาจเองที่เคลื่อนเข้าหาพร้อมกดสัมผัสให้แนบชิด ค่อย ๆ ขบเม้มริมผีปากบางของมนุษย์ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นสัมผัสที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทุกการกระทำของปีศาจเต็มไปด้วยความอ่อนโยนต่างจากครั้งที่ผ่านมา ราวกับเอทอสกำลังร้องขอให้เขาเปลี่ยนใจ

    “ผมจะรีบกลับมา”
 
    มนุษย์เอ่ยบอก ก่อนค่อย ๆ ผละออกจากร่างสูงใหญ่ ยิ้มมุมปากเล็กน้อยเพื่อให้กำลังใจปีศาจคิดมาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่เอทอสกังวลขนาดนี้ ความผิดส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเองที่พยายามฝืนให้ปีศาจเผยความลับ
    ส่วนเอทอสเมื่อเห็นว่ายังไงโนอาร์ก็ไม่คิดเปลี่ยนใจ สุดท้ายจึงยอมอนุญาตในที่สุด ไม่ลืมกำชับให้มนุษย์อยู่กับจินเสมอ และถ้าเกิดอะไรขึ้นให้รีบโทรหาเขา ซึ่งมนุษย์ก็รับปาก ก่อนจะกล่าวลาและขึ้นรถสีเทาเมทัลลิกขับหายไป ทิ้งให้ปีศาจเฝ้ามองดวงไฟท้ายรถที่ค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไปจนลับสายตา

    ซึ่งเอทอสไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจเมื่อครู่นี้ คือเรื่องที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเขา




บท18 สมบูรณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-06-2020 18:21:38 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
 

    ความเงียบสงบกับแสงนวลของหลอดไฟ คู่กับกาแฟรสละมุนลิ้นสักแก้ว ค่อย ๆ จิบพลางมองผู้คนภายนอกที่ผ่านไปมาก็สร้างความเพลินตาไม่น้อย ขณะนี้จินกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศจำลองการใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ระหว่างรอบุคคลอันตรายที่นัดเขามาที่นี่

    ความจริงแล้ว เขาควรยืนเมื่อยขาอยู่ใต้สะพานหรือไม่ก็ตรอกซอยเปลี่ยวน่ากลัวที่ไหนสักแห่ง แต่อยู่ ๆ ลูกค้าเอาใจยากก็โทรมาเปลี่ยนสถานที่รับของเป็นร้านกาแฟภายในห้างใจกลางเมือง ได้ยินดังนั้นพ่อค้าจึงรีบตกปากรับคำเพราะกลัวปลายสายจะเปลี่ยนใจอีก สุดท้ายเขาเลยได้มานั่งชิลดุจราชาบนบัลลังก์โซฟานุ่ม พลางจิบกาแฟ มองดูเหล่าราษฎรภายนอกที่เดินกันขวักไขว่

    ผ่านไปไม่นานเพียงกาแฟหมดแก้ว จนราชาต้องสั่งใหม่ เจ้าชายก็พลันปรากฏกายเดินมุ่งตรงมาเข้าเฝ้าเขา เสื้อผ้าเนื้อดีเมื่ออยู่บนร่างสูงสมส่วนยิ่งช่วยขับให้ผู้ใส่ดูโดดเด่น ผสานการแต่งแบบกึ่งทางการคือ เพียงสวมสูททับเชิ้ตเสมือนเสื้อคลุม ปลดกระดุมคอเสื้อพอคลายร้อน แม้บรรยากาศรอบตัวองค์ชายจะดูเยือกเย็นและใบหน้าติดเรียบนิ่งทะนงตน ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับยิ่งเรียกสายตาคนโดยรอบเป็นอย่างดี

    “เอาของมา”

    คำสั่งเรียบนิ่งหลังเจ้าชายน้ำแข็งนั่งโซฟาฝั่งตรงข้าม ทำลายภาพฝันในบทบาทราชาของจินจนสิ้น ฉุดกระชากสู่ความจริงว่าเขาเป็นได้เพียงข้ารับใช้ขององค์ชายเอาใจยากเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่อีกฝ่ายลากเขาออกจากจินตนาการ เพราะหากเขาเป็นราชา แล้วมีลูกชายเป็นโนอาร์ คงต้องนั่งระแวงทุกวันว่าจะถูกลูกรักโค่นบัลลังก์ตอนไหน

    “จิน”
    “เดี๋ยว! ๆ กำลังหยิบให้อยู่ไงรอหน่อยสิ ใจร้อนจัง”

    เพราะมัวแต่เหม่อคิดเรื่องไร้สาระ เลยถูกเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงแฝงความรำคาญ ส่งผลให้สติพ่อค้ากลับมาโดยพลัน รีบเอาของส่งให้ลูกค้า เพราะครั้งหนึ่งที่เขาถูกโนอาร์เรียกชื่อ สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นมันน่ากลัวมากจนเขาแทบไม่อยากนึกถึงมัน

    ในที่สุดของที่โนอาร์เรียกหาก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ดอกไม้สีน้ำเงินอมม่วงครอบด้วยโหลแก้วทรงกระบอก ฐานเป็นแผ่นไม้กลมสีนิลอย่างดี ดูภายนอกเหมือนดอกไม้ในโหลแก้วปกติ แต่ราคาและความยากเพื่อให้ได้มา ไม่ได้ธรรมดาตามไปด้วย
    ดอกไม้ประหลาดที่ขึ้นเฉพาะสถานที่ร้างสิ่งมีชีวิตและเต็มไปด้วยวิญญาณพลุกพล่าน อาทิเช่นสุสานเก่าที่ไม่มีใครเข้าไปดูแล หรือป่าบรรยากาศวังเวงที่มีแต่ต้นไม้ยืนต้นตาย ตัวดอกส่งกลิ่นหอมหวานดึงดูด ทว่ามีเพียงเหล่าวิญญาณเท่านั้นที่ได้กลิ่น ด้วยความพิเศษนี้ จึงทำให้ดอกไม้ประหลาดจำเป็นต้องอยู่ในโหลแก้ว จะเปิดโหลครอบก็ต่อเมื่อต้องการใช้งาน มิเช่นนั้นดอกไม้จะส่งกลิ่นหลอกล่อวิญญาณให้เข้ามาหาวนเวียนและทำร้ายผู้ครอบครองแทน

    “นายจะเอาไปทำอะไรเหรอ”

    จินถามด้วยความไม่เข้าใจ มีคนปกติที่ไหนอยากได้ดอกไม้อัปมงคลที่นำพาแต่เรื่องเลวร้ายกัน ทว่าเมื่อคิดดูดี ๆ โนอาร์ก็ไม่ใช่คนปกติ การที่อยู่ ๆ อยากได้ของประหลาดแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไรนัก

    “…”
    “โอเค เข้าใจแล้ว ไม่ถามก็ได้”

    ความเงียบถือเป็นคำตอบ จินเลยละความพยายาม เพราะหากตื้อต่อไปคนที่โดนดีอาจเป็นเขาเอง และเป็นจังหวะเดียวกับโนอาร์ชื่นชมของที่สั่งจนพอใจ จึงส่งคืนพ่อค้า พร้อมสั่งให้เดินตามออกมาจากร้านกาแฟด้วยกัน

    “จะไปไหนน่ะโนอาร์! นายคงไม่พาไปฆ่าหรอกใช่ไหม? ของนี่ไม่ถูกใจนายเหรอ เดี๋ยวฉันหาให้ใหม่ได้นะ”
    “หุบปากและเดินตามมา”

    เพราะความผิดปกติของโนอาร์ที่ไม่รับของอย่างทุกที มิหนำซ้ำยังเหมือนจะพาไปที่ไหนสักแห่ง เลยทำให้จินเริ่มตื่นตระหนกร้องโวยวาย ก่อนจะถูกคนขี้รำคาญต่อว่าไปตามระเบียบ พ่อค้าที่ไม่ต่างจากคนใช้จึงทำได้เพียงเดินคอตกตามลูกค้าเอาใจยากไปเงียบ ๆ


    ไม่นานโนอาร์และจินก็หยุดอยู่หน้าร้านรับห่อของขวัญ ลูกค้าใจร้ายเดินตรงเข้าไปหาพนักงานที่เคาน์เตอร์ ก่อนจะสั่งคนด้านหลังให้เอาของที่ฝากไว้ออกมา

    “คุณลูกค้าต้องการห่อด้วยกระดาษกับริบบิ้นสีอะไรดีคะ?”

    พนักงานสาวเอ่ยถาม หลังนำของขวัญลูกค้าลงกล่องพร้อมกระดาษฝอยกันกระแทกเรียบร้อย ซึ่งคำตอบนั้นโนอาร์ได้คิดทบทวนมาเป็นอย่างดีจนได้ข้อสรุปว่า ใช้กระดาษแบบเดียวกับสีตาและสีผมของเขาห่อตัวกล่อง ส่วนริบบิ้นและโบจะให้เป็นสีเดียวกับตาของปีศาจ เวลาเอทอสรับจะได้รู้ทันทีว่าของขวัญกล่องนี้เขาเป็นคนให้

    “ห่อด้วยกระดาษสีดำ ริบบิ้นและโบเป็นสีแดงเลือดนก”

    เมื่อได้ยินความต้องการจากลูกค้า พนักงานสาวถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง และรีบนำกระดาษกับริบบิ้นมาห่อกล่องของขวัญ ทีแรกเธอคิดว่าลูกค้าคนนี้คงมาห่อของขวัญให้คนรัก จึงเตรียมพร้อมแนะนำสีกระดาษกับริบบิ้นเต็มที่ เพราะลูกค้าชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยสันทัดกับเรื่องพวกนี้
    ทว่าเมื่อได้ฟังสีที่ลูกค้าต้องการ เธอจึงรีบเปลี่ยนความคิดทันที ลูกค้าคนนี้ไม่น่าจะห่อของขวัญไปให้คนรักแล้ว แต่คงห่อให้คนที่เกลียดมากกว่า ถึงได้เลือกสีที่ดูหม่นหมองชวนให้นึกถึงงานอวมงคล

    “นายจะเอาไปให้ของเล่นนายเหรอ ลงทุนจัง”

    จินกระซิบถามระหว่างรอพนักงาน ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า โนอาร์คงอยากได้ดอกไม้อันตรายนั่นไปมอบเป็นของขวัญให้กับเหยื่อเคราะห์ร้าย เพื่อจะได้เฝ้ามองความเดือดร้อนของผู้ตกเป็นของเล่นฆาตกรจากมุมมืดอย่างเพลิดเพลินตามนิสัยเจ้าตัว

    “ให้เอทอส”

    โนอาร์ไขความเข้าใจผิด พลางขมวดคิ้วรำคาญ ไม่เข้าใจว่าจินคิดได้อย่างไรว่าเขาจะเอาของขวัญไปให้พวกของเล่น คนอย่างเขาหรือจะมามัวเสียเวลาทำเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพื่อปีศาจผู้เป็นที่รัก
    ส่วนจินหลังฟังข้อเท็จจริง ก็ได้แต่เพียงยืนนิ่งมองกล่องของขวัญสีสันหดหู่ สลับกับหน้าโนอาร์ที่มองกล่องของขวัญด้วยนัยน์ตารัตติกาลแฝงความภูมิใจ จวบจนกระทั่งเดินออกมาจากร้าน จินถึงเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอ

    “ถามได้ไหมโนอาร์ ทำไมนายถึงอยากเอาเจ้านี่ให้คุณเอทอสเหรอ”

    สิ่งที่ได้รับกลับมาหาใช่คำตอบ แต่เป็นนัยน์ตารัตติกาลเจือด้วยความรำคาญที่อีกไม่นานจะกลายเป็นความหงุดหงิด ทว่าสุดท้ายโนอาร์ก็ยอมบอกเพื่อตัดปัญหาคำถามไม่รู้จบ

    “เอทอสจะได้จับวิญญาณกินง่าย ๆ”

    ครั้งที่เอทอสหายไป โนอาร์จำได้ดีว่าปีศาจลำบากขนาดไหนที่ต้องทรมานอยู่ภายในถ้ำ เพราะไม่มีแรงพอออกไปไล่จับวิญญาณกินเพื่อฟื้นฟูตัวเอง ดังนั้นเขาเลยคิดว่า หากมีอะไรสักอย่างที่ช่วยล่อวิญญาณมาให้ปีศาจจับกินได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงคงดีไม่น้อย ซึ่งท้ายที่สุดสิ่งนั้นก็มาอยู่ในกล่องของขวัญ และเขามั่นใจว่าปีศาจต้องชอบมัน

    นึกถึงตรงนี้ โนอาร์ก็ได้คิดถึงคำเตือนของเอทอสตอนก่อนออกจากบ้านว่า ให้ระวังพวกวิญญาณที่จ้องจะจัดการเขา ดังนั้นคนไม่ชอบพูดจึงกลายเป็นคนถามชวนต่อบทสนทนาซะเอง

    “เห็นวิญญาณอยู่แถวนี้ไหม?”
    “เห็น พวกวิญญาณเร่ร่อนน่ะ ทำไมเหรอ”

    จินตอบกลับพลางเลิกคิ้วสงสัย ก่อนจะหันมองดูเหล่าวิญญาณโดยรอบ ไม่ว่าที่ไหนก็มีวิญญาณทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ห้างใจกลางเมืองนี้ ความจริงแล้ววิญญาณทั่วไปที่ไม่ใช่วิญญาณอาฆาตแค้น ก็ไม่ต่างจากมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจเท่าไร ยังคงใช้เวลาไปเรื่อยเพื่อรอวันจุติ อย่างเช่น วิญญาณสองนักศึกษาที่เดินจูงมือกันอย่างกับออกเดต หรือวิญญาณเด็กวัยรุ่นที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวใหญ่ท่าทางเหมือนนักเลง แต่กลับไปนั่งอยู่ในร้านไอศกรีมซึ่งไม่เข้ากับเจ้าตัว บางทีผู้ชายคนนั้นอาจสัมผัสถึงวิญญาณได้ และก็ถูกวิญญาณเด็กวัยรุ่นนั่นยุให้มา

    “ไม่ทำไม ถ้าเห็นวิญญาณตนไหนมีท่าทีผิดปกติ ให้รีบบอก”

    เสียงตอบกลับของโนอาร์ เรียกสติจินที่มัวแต่มองวิถีชีวิตของเหล่าวิญญาณ ซึ่งเมื่อหันมาอีกครั้งก็พบว่าเจ้าชายน้ำแข็งได้เดินถือถุงของขวัญทิ้งห่างไปไกลแล้ว ส่งผลให้ผู้คุมวิญญาณที่ปีศาจหวังพึ่งให้ช่วยดูแลมนุษย์ ต้องรีบวิ่งตามไปประหนึ่งคนรับใช้ หาใช่บอดี้การ์ดอย่างที่เอทอสต้องการ



    หลังใช้เวลาเดินสักพักใหญ่จนออกจากตัวห้าง ในที่สุดโนอาร์ก็มาหยุดอยู่หน้าร้านอาหารขึ้นชื่อที่ตั้งอยู่ข้างห้างดัง จินที่แอบบ่นในใจตลอดทางเพราะเริ่มหิวและเมื่อยขา พอเห็นสถานที่เบื้องหน้าก็พลันดีใจ ก่อนรีบหว่านล้อมชักชวนคนเอาใจยากให้ยอมแวะพักทานอาหาร โดยหารู้ไม่ว่าที่นี่คือจุดหมายถัดมาของโนอาร์

    เมื่อเข้ามาในร้าน กลับพบว่าภายในนั้นเงียบสงบไม่มีลูกค้านั่งทานอาหารแม้แต่โต๊ะเดียว ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับจินเป็นอย่างมาก เนื่องจากชื่อเสียงของร้านที่เคยได้ยินผ่านหู และหลายครั้งที่เขาขับรถผ่าน ร้านนี้จะมีคนแน่นตลอด ไม่น่าเชื่อว่าจะมีช่วงที่ร้านร้างผู้คนดั่งเช่นวันนี้

    “สวัสดีครับคุณโนอาร์ ทางเราจัดเตรียมโต๊ะรับรองไว้แล้ว เชิญทางนี้ครับ”

    ไม่นานก็มีชายคนหนึ่งแต่งกายสุภาพเรียบร้อย คาดว่าเป็นผู้จัดการของร้าน เดินเข้ามาต้อนรับโนอาร์ก่อนจะพาไปยังโต๊ะที่จัดเตรียมไว้อย่างดี จินที่ได้แต่เดินตามหลังด้วยความงุนงง จนมานั่งร่วมโต๊ะกับคนอันตรายเรียบร้อย เลยใช้โอกาสนี้ตะล่อมถามผู้จัดการร้านด้วยความสงสัย

    “ร้านเงียบจังเลยนะครับ ปกติผมเห็นร้านแน่นตลอด”
    “อ๋อ.. วันนี้คุณโนอาร์เหมาร้านน่ะครับ หลังจากคุณโนอาร์เลือกรายการอาหารเรียบร้อย ทางร้านเราถึงจะได้ไปจัดเลี้ยงที่งานฉลองครบรอบสวนกล้วยไม้รฦกวัลย์ในช่วงเย็นครับ”
 
    หลังได้ฟังคำตอบจากผู้จัดการร้าน คนไม่รู้เรื่องราวอย่างจินก็ถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้างในความเล่นใหญ่ของโนอาร์ และระหว่างที่ใครบางคนกำลังช็อกอยู่นั้น เมนูอาหารทั้งหมดที่มีในร้านก็ถูกทยอยนำมาเสิร์ฟ ให้ลูกค้ารายใหญ่ได้ลองชิมเพื่อเลือกไปใช้สำหรับงานเลี้ยงเย็นนี้

    “อย่าบอกนะ.. ว่าที่เหมาทั้งร้านก็...” จินถามเสียงเบา แม้จะพอคาดเดาคำตอบได้ราง ๆ
    “ให้เอทอส”

    พอได้ยินดังนั้น จินก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในใจว่า

    ทำไมคนรักของฆาตกรเลือดเย็นถึงได้โชคดีขนาดนี้นะ!!



     จวบจนเข็มสั้นของนาฬิกาใกล้ชี้เลขสาม อาหารเมนูสุดท้ายก็ได้ถูกเลือกเรียบร้อย ผู้จัดการร้านกล่าวขอบคุณลูกค้ารายใหญ่ที่ไว้ใจใช้บริการของทางร้านอีกครั้ง ก่อนจะรีบเดินไปทางหลังร้านเพื่อเร่งสั่งพนักงานให้รีบจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับงานเลี้ยงช่วงเย็น
     ส่วนผู้ร่วมชิมแต่ไม่ได้มีโอกาสออกเสียงตัดสินอย่างจิน ก็ถึงกับอิ่มจนแทบลุกไม่ไหว ทว่าได้พักเพียงไม่นาน เขากลับต้องรีบลุกตามโนอาร์ที่เดินคุยโทรศัพท์ออกจากร้าน เพื่อไปยังสถานที่ถัดไป

    “ถึงไหน รายงานมา?” คนสั่งการเอ่ยถามความคืบหน้าทันทีที่ปลายสายกดรับ
    [ตอนนี้ถึงสถานที่จัดงานเรียบร้อยแล้วครับคุณโนอาร์ พนักงานกำลังติดตั้งไฟประดับ มีบางส่วนไปช่วยคนงานของสวนรฦกวัลย์ตั้งเวทีครับ]
    “อืม จัดที่สำหรับวางอาหารไว้ด้วย อีกไม่นานกลุ่มเตรียมอาหารจัดเลี้ยงน่าจะถึง”
    [ได้ครับ คุณโนอาร์]

    หลังได้ยินคำยืนยัน คนตารางเวลาแน่นก็กดตัดสายทิ้งทันที เมื่อครู่นี้โนอาร์คุยกับหัวหน้างานรับจัดตกแต่งสถานที่ที่ได้ติดต่อไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยแผนงานไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ช่วยเสริมองค์ประกอบจัดบรรยากาศโดยรอบสถานที่ให้ดูดี แต่ห้ามเข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่พวกชาวสวนทำเด็ดขาด

    ซึ่งคำสั่งกำชับนี้หาได้เกิดเพราะ เกรงว่าจะทำร้ายความรู้สึกของคนสวนที่อุสาคิดวางแผนแต่สุดท้ายไม่ได้ใช้จริง ทว่าเป็นเพราะ ก่อนหน้านี้โนอาร์เคยถามถึงจุดประสงค์ของงานฉลองวันครบรอบ และคำตอบที่ได้รับคือ ผู้มีพระคุณของปีศาจอยากให้เหล่าคนงานได้ผ่อนคลายหลังจากที่ช่วยดูแลสวนมาตลอดปี ดังนั้นโนอาร์จึงพยายามจัดงานฉลองในแบบของเขา ทว่าไม่กีดกันสิ่งที่พวกคนสวนทำ เพื่อลดโอกาสสร้างความไม่พอใจให้กับปีศาจโดยไม่รู้ตัว


    ขณะนี้โนอาร์และจินกลับเข้ามาในตัวห้างอีกครั้ง และจุดหมายครั้งนี้คือร้านไวน์เก่าแก่ การันตีได้ถึงคุณภาพที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน โนอาร์เดินสำรวจไวน์ตามชั้นพลางฟังคำบรรยายของเจ้าของร้าน ไม่นานไวน์แดงสองขวดที่ราคาสูงที่สุดในร้านก็ตกมาอยู่ในมือคนถือของอย่างจิน

    เมื่อได้ไวน์ดี แก้วสำหรับดื่มก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นเป้าหมายถัดมาของโนอาร์จึงเป็นร้านเครื่องแก้วหรู เดินตรงเข้าไปทางโซนสำหรับแก้วแชมเปญหลากหลายแบบ ใช้เวลาเลือกสักพักหนึ่ง แก้วเชมเปญสองใบที่เหมาะกับไวน์เลิศรสก็กลายมาเป็นภาระของจิน

    หลังจากได้เครื่องดื่มและอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว โนอาร์จึงรีบเดินเพื่อทำเวลาให้ทันงานช่วงเย็น ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าสิ่งที่ถือว่าสำคัญและขาดไม่ได้ในสายตาโนอาร์ ทว่ากลับทำให้จินรู้สึกหน้าร้อนและพูดอะไรไม่ออก ซึ่งสิ่งนั้นคือ เจลหล่อลื่นกับถุงยาง

    “คิดว่าเอทอส 54 หรือ 56” คนเลือกอยู่นานหันมาถาม เพราะตัดสินใจไม่ได้
    “ฉันจะไปรู้กับนายเหรอโนอาร์!!! ทำไมไม่ถามเจ้าตัวเองละ!!”

    ในเมื่อตัดสินใจไม่ได้ คนเร่งรีบเพื่อทำเวลาเลยกวาดถุงยางทั้งสองขนาด พร้อมเจลล่อลื่นลงตะกร้าก่อนเอาไปจ่ายตรงแคชเชียร์ ซึ่งระหว่างรอพนักงานคิดเงิน บรรยากาศโดยรอบล้วนเต็มไปด้วยความเก้อเขินปนกระอักกระอ่วนของทั้งจินและพนักงาน ที่ต่างพยายามเก็บอาการจนใบหน้าและหูเปลี่ยนเป็นสีแดง

    ส่วนคนที่เป็นต้นเหตุอย่างโนอาร์กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังจินตนาการถึงค่ำคืนแสนสุขที่เขาและปีศาจนั่งจิบไวน์ ดื่มด่ำกับบรรยากาศเมื่ออยู่ด้วยกันสองต่อสองภายในบ้านพักทรงไทยประยุกต์ หลังกลับมาจากงานเลี้ยงฉลอง ก่อนจะจบลงด้วยการที่เอทอสพาเขาเข้านอนและ ‘กอด’ กันจนถึงเช้า


    หลังผ่านช่วงเวลาอันแสนอึดอัด แน่นอนผู้รับหน้าที่ถือของหน้าอายเดินไปทั่วห้าง ย่อมหนีไม่พ้นจิน ทว่าเรื่องร้ายก็มีโชคดี เนื่องจากร้านเบื้องหน้าตอนนี้เป็นจุดหมายสุดท้ายของโนอาร์ ก่อนจะกลับไปงานฉลองที่สวนรฦกวัลย์ ซึ่งร้านที่ว่าคือ ร้านเครื่องแต่งกายสำหรับผู้ชาย

    ขณะนี้โนอาร์ได้หายไปในห้องลองชุดได้สักพักหนึ่งแล้ว ทิ้งจินให้นั่งรอโดดเดี่ยวอยู่กลางร้านเสื้อผ้าหรู เมื่อมีโอกาสได้นั่งพักและนึกทบทวน เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมการนัดรับของธรรมดา ถึงลงท้ายด้วยการที่เขากลายมาเป็นคนใช้ถือของให้ลูกค้าเอาใจยากแบบนี้ แถมเงินค่าจ้างหาดอกไม้นั่น โนอาร์ก็ยังไม่ยอมโอนให้เขา อย่างกับคนใจร้ายต้องการใช้เงินค่าจ้างเป็นตัวประกัน กันเขาหนีไม่ยอมช่วยแบกของ

    หลังแอบบ่นในใจได้สักพัก คนถูกนินทาก็เดินออกมาจากห้องลองชุด พร้อมกับเรียกสายตาเหล่าพนักงานและจินให้หยุดมองในความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติของชายตรงหน้า ซึ่งทุกปฏิกิริยาที่เผลอแสดงออกมาล้วนอยู่ในสายตารัตติกาล ส่งผลให้รอยยิ้มมุมปากค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ยามคิดว่าเมื่อเอทอสเห็นเขา คงมีท่าทีไม่ต่างจากคนพวกนี้




(ต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-06-2020 18:20:43 โดย biOmos »

ออฟไลน์ biOmos

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ต่อ)


    ณ สวนรฦกวัลย์ วันนี้ทุกคนต่างตื่นเต้นกับงานฉลองครบรอบสวนและวันเกิดของนายใหญ่ ทว่าตัวนายใหญ่เองกลับจิตใจไม่สงบตั้งแต่ช่วงเช้าหลังแยกกับมนุษย์ กระทั่งไม่มีสมาธิพอที่จะอ่านเอกสาร สุดท้ายเลยต้องออกมาและช่วยงานคนสวนด้านนอก เพื่อหันเหความสนใจ

    เวลาร่วงเลยถึงบ่ายกว่า พวกคนงานบางส่วนก็ได้แยกไปเตรียมงานตรงบริเวณลานกว้างข้างสำนักงานกับลานจอดรถ เป็นจังหวะเดียวกับที่รถจากบริษัทรับตกแต่งสถานที่ขับเข้ามาในสวน หัวหน้าทีมจัดตกแต่งเข้ามาแจ้งกับนายใหญ่ของสวนว่า พวกเขาถูกจ้างโดยโนอาร์พร้อมขอใช้สถานที่จัดงาน แน่นอนว่าได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ ระหว่างนั้นเอทอสได้หาโอกาสถามถึงธีมงานกับหัวหน้าทีมตกแต่ง ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ทำให้ปีศาจรู้สึกดีไม่น้อยที่มนุษย์เริ่มใส่ใจความรู้สึกคนรอบข้าง

    ‘ไม่มีธีมหรอกครับคุณเอทอส คุณโนอาร์กำชับให้พวกเราช่วยคนสวนจัดงาน กับช่วยเสริมบางจุดให้ดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยห้ามเปลี่ยนแปลงสิ่งที่กลุ่มคนสวนคิดเด็ดขาดครับ’



    จวบจนถึงช่วงเย็นก็ได้มีขบวนรถอีกชุดหนึ่งขับเข้ามาในสวน นั่นคือรถของฝ่ายอาหารจัดเลี้ยง แน่นอนว่าถูกส่งมาโดยมนุษย์เช่นกัน ส่งผลให้งานเลี้ยงฉลองครั้งนี้มีโซนบุฟเฟ่ต์จากร้านอาหารขึ้นชื่อคอยบริการ ซึ่งแต่ละเมนูล้วนถูกใจเหล่าคนงานและพนักงานของสวนเป็นอย่างมาก งานครั้งนี้จึงดูยิ่งใหญ่และครึกครื้นกว่าปีที่ก่อน ๆ

    ไม่นานหลังฝ่ายอาหารจัดเลี้ยงตั้งโต๊ะพร้อมบริการเรียบร้อย เป็นเวลาเดียวกับที่แสงอาทิตย์สุดท้ายลับขอบฟ้า ไฟประดับตกแต่งรอบงานพลันส่องแสงสว่าง สร้างความตื่นตาและเรียกเสียงฮือฮาของเหล่าแขกร่วมงาน แม้กระทั่งนายใหญ่ของสวนก็เผลอชื่นชมบรรยากาศเช่นกัน เพราะงานเลี้ยงฉลองครั้งนี้เรียกได้ว่า ไร้ที่ติ

    แสงนวลจากหลอดไฟที่โยงเป็นสายอยู่เหนืองาน กับไฟปักสนามรอบบริเวณ ผสานกับเสียงดนตรีเปิดคลอเบา ๆ ขับบรรยากาศให้ดูรื่นรมย์และอบอุ่น กลางงานเป็นลานกว้างที่เหล่าคนงานช่วยกันปูเสื่อสำหรับนั่งกินเลี้ยงเฉลิมฉลอง โซนซ้ายมือมีโต๊ะยาวเรียงรายด้วยอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ให้เหล่าแขกสามารถเลือกตักไปทานสังสรรค์ได้สะดวก หน้างานจัดเป็นเวทีเล็ก ๆ ประดับด้วยไฟสวยงามขึ้นป้ายงานครบรอบสวนที่กลุ่มคนงานร่วมกันทำ มีไมค์และลำโพงอย่างดีตั้งพร้อมใช้ คนสวนและกลุ่มพนักงานในสำนักงานทุกคนล้วนนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
    ภาพเบื้องหน้าเหล่านี้ทำให้ปีศาจนึกชื่นชมมนุษย์และเผลอระบายยิ้มออกมา เสริมความมั่นใจว่าเขาคิดไม่ผิดที่เลือกโนอาร์มาเป็นคู่ชีวิต 


    แม้เวลานี้งานเริ่มได้สักพักใหญ่แล้ว ก็ยังไร้วี่แววของมนุษย์ ปีศาจที่เริ่มกังวลอีกครั้งจึงขอปลีกตัวออกจากงาน โดยอ้างว่าจะนำเหล่าของขวัญของฝากที่คนงานนำมาให้ไปเก็บที่รถ แต่แท้จริงแล้วคือต้องการหาที่เงียบ ๆ เพื่อโทรหาโนอาร์

    เสียงครื้นเครงเบาลง เมื่อเดินห่างจากตัวงานมาได้สักระยะ เนื่องจากงานวันนี้ใช้สถานที่บริเวณหน้าทางเข้าลานจอดรถ ดังนั้นรถกระบะนายใหญ่ของสวนและคนงาน จึงมาหาที่จอดข้างเรือนกล้วยไม้แทน เผื่อกรณีต้องใช้รถจะได้ขับเข้าออกได้สะดวก
    เจ้าของวันเกิดนำเหล่าของขวัญเก็บเข้ารถเรียบร้อย กำลังหยิบโทรศัพท์ติดต่อหาใครบางคน ก็พลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิญญาณชั่วร้ายคุ้นเคยของมนุษย์ ก่อนไม่นานจะปรากฏแสงไฟของรถสองคันขับเข้ามาในสวน คันหนึ่งเป็นรถสีเทาเมทัลลิกคุ้นตา ส่วนอีกคันสีขาว ปีศาจจำได้ราง ๆ ว่าเป็นของผู้คุมวิญญาณเพื่อนมนุษย์ หลังจอดรถเรียบร้อย มนุษย์ที่คอยทำให้ปีศาจเป็นห่วงก็ยืนอยู่ตรงหน้า

    แสงจันทร์ลอดผ่านกลีบเมฆส่องสว่าง ตกกระทบรองเท้าหนังมันเงาค่อย ๆ ย้ำผ่านพื้นหินกรวดออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นร่างสูงสมส่วนใต้แสงจันทร์พร้อมกล่องของขวัญในมือ ภาพเบื้องหน้าทำนายใหญ่ของสวนได้แต่นิ่งงัน
    ชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปพอดีตัวสีเดียวกับกล่องของขวัญ ประดับด้วยผ้าเช็ดหน้าโผล่พ้นกระเป๋าเสื้อเล็กน้อยกับหูกระต่ายสีแดงเลือดนก เหมือนสีของโบและริบบิ้นบนกล่อง ผมสีนิลถูกเซ็ตเข้ากับใบหน้าเรียบนิ่ง จากเดิมที่ดูมีเสน่ห์ดึงดูดอยู่แล้ว ครานี้กลับไม่อาจละสายตา ทุกอย่างดุจมนตร์สะกดให้ปีศาจเผลอมองด้วยความหลงใหล

    “สุขสันต์วันเกิด เอทอส”
    “...อืม”

    เอทอสขานตอบอย่างลืมตัว พลางรับของจากมนุษย์มาถือ ลืมสิ้นว่าก่อนหน้านี้เขาเคยห้ามโนอาร์เรื่องของขวัญ ปีศาจที่คล้ายสติหลุดลอยก้มมองกล่องในมือ ก่อนค่อย ๆ เริ่มแกะดูของข้างในด้วยความอยากรู้

    “อย่างเพิ่งรีบเปิดครับ”

    โนอาร์เอ่ยห้ามปีศาจตรงหน้า ก่อนจะจับฝ่ามือใหญ่มาวางบนหูกระต่ายของชุดสูทสั่งตัดพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่เริ่มปรากฏขึ้น ยามเห็นนัยน์ตาดุสีอำพันของเอทอสเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดนก

    “เอาไว้ ‘แกะพร้อมกัน’ ที่บ้านครับ”


    การกลับมาในงานของเจ้าของสวนพร้อมคนรักข้างกาย และผู้คุมวิญญาณน่าสงสารถูกปล่อยเบลอเดินตามหลัง ทำให้เหล่าคนงานที่กำลังเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน ต่างเงียบเสียงกันชั่วขณะ ก่อนไม่นานจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ เมื่อเหล่าคนงานต่างกรูเข้ามารุมล้อมและแย่งกันพูดชื่นชมคนรักของนายใหญ่ ที่ดูดีราวกับเทพบุตรจากสวรรค์ ซึ่งกว่าสถานการณ์จะกลับมาสงบอีกครั้ง ก็กินเวลาเกือบสิบนาที

    ขณะนี้เอทอสกับโนอาร์นั่งบนเสื่อคู่กัน มีอาหารหลากหลายทั้งจากฝีมือคนสวนร่วมกันทำ และจากร้านอาหารขึ้นชื่อที่จ้างมา เป็นของทานเล่นระหว่างชมการแสดงของเหล่าคนงานที่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวที โดยมีจินนั่งเป็นตัวประกอบเงียบ ๆ ไม่ห่างจากคู่รักต่างเผ่าพันธุ์มากนัก
    จนกระทั่งการแสดงของสาวชาวสวนได้จบลง นาวาที่อยู่ในสภาพชุดนักเรียนเสื้อออกนอกกางเกง ได้สถาปนาตัวเองเป็นพิธีกรหลักบนเวที ประกาศเชิญคนรักของนายใหญ่ขึ้นมาแสดงปิดท้ายงานในค่ำคืนนี้

    “การแสดงสุดท้ายนี้ ผมมั่นใจว่าทุกคนต้องตั้งตารอเหมือนผมแน่นอน ขอเชิญแฟนของนายใหญ่แห่งสวนรฦกวัลย์ ขึ้นมาบนเวทีเลยครับ พี่โนอาร์ลุกขึ้นมาเร็ว!”

    คำเรียนเชิญอย่างเป็นทางการ ก่อนจะตามด้วยการเรียกพี่ที่เคารพอย่างสนิทสนม สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนงาน ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องเฮให้กำลังใจ ยามเห็นชายในชุดสูทเดินขึ้นไปบนเวที โนอาร์รับไมค์จากนาวาและนำไปติดกับขาตั้ง แล้วจึงหันไปหยิบอุปกรณ์แสดงที่สั่งให้ทีมงานตกแต่งสถานที่เตรียมไว้ให้ โดยระหว่างรอมนุษย์เตรียมความพร้อมอยู่นั้น ปีศาจจึงได้หันไปขอบคุณผู้คุมวิญญาณที่ช่วยดูแลมนุษย์ตลอดทั้งวัน

    “ขอบใจมากที่ช่วยดูแลโนอาร์”
    “อา.. ครับ.. สบายมากครับ แหะ ๆ”

    จินที่อยู่ ๆ ก็ได้รับคำขอบคุณจากปีศาจ ถึงกับทำตัวไม่ถูกได้แต่เพียงตอบกลับพลางหัวเราะแห้ง ๆ ไม่คิดว่าการเป็นคนใช้แบกของให้โนอาร์ จะดูเป็นหน้าที่แสนยิ่งใหญ่ในสายตาเอทอสขนาดนี้

    หลังการกล่าวขอบคุณของปีศาจจบลง พร้อมกับเสียงกีตาร์ที่ดังขึ้น เรียกนัยน์ตาดุสีอำพันให้หันมองบนเวที และได้สบกับนัยน์ตารัตติกาลของชายในชุดสูท กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงสูงพลางเกากีตาร์ ก่อนไม่นานจะกลายเป็นทำนองของบทเพลง และเสียงทุ้มนุ่มที่เริ่มขับร้อง

    “Give me love… give me of your love. oh, 'cause I want you”

    เพียงเนื้อท่อนแรก เอทอสรู้สึกเหมือนโนอาร์ไม่ได้กำลังร้องเพลง แต่กำลังร้องขอความรักจากเขา

    “No one else makes me feel this way. Don’t know what you do”
    “Hold my hand, could you hold my hand… look me in the eyes”

    ฝ่ามือใหญ่เริ่มกำอากาศคล้ายกอบกุมบางสิ่ง ขณะนี้ปีศาจไม่อาจละสายตาจากนัยน์ตารัตติกาลได้เลย

    “You and me, yeah that’s all I need and I’ll be alright”
    “I’ll be right here, I swear that I’ll stay here with you”
    “Hold me closer, I wanna stay here with you…”

    ถึงตรงปีศาจมั่นใจแล้วว่า มนุษย์ไม้ได้ร้องเพลง แต่กำลังสารภาพความรู้สึกและให้คำสัญญากับเขา

    “All that we have as each other now, I promise I wanna be your side”
    “Be who you are and you’re be enough”
    “If you’re giving me your love, giving me your love”

     ดุจท่วงทำนองของบทเพลงขับกล่อม ให้เวลานี้เหลือเพียงเขาและโนอาร์แค่สองคน

     “All that we have as each other now, promise you won't leave my side”
    “I hope, who I am is enough for you”
    “If I’m giving you my love, giving you my love… love… love”

    “Give me love, give me all your love… give me all your love”
    
     ราวกับมนุษย์มากระซิบกล่อมข้างหูเขา

    “Give me love, give me all your love… give me all your love”

    ให้หรือไม่ให้ดี ปีศาจกระตุกยิ้มเล็กน้อยพลางคิดในใจ

    “Give me love, give me all your love…”
    “Give me all your love…”

    
    การแสดงจบลง ชายในชุดสูทได้รับเสียงตบมือชื่นชอบจากเหล่าคนงานมากล้น แต่สิ่งที่โนอาร์ต้องการที่สุดคือคำตอบของเอทอส ทว่าน่าเศร้า เขากลับได้เพียงรอยยิ้มรู้ทันจากร่างสูงใหญ่แทน
    เห็นดังนั้นมนุษย์จึงยักไหล่ส่งคืนให้ปีศาจเล็กน้อยก่อนเดินลงจากเวที ครั้งนี้ไม่ยอมพูดไม่เป็นไร เขายังมีอีกหลายวิธีที่จะทำให้เอทอสยอมบอกรักเขา



      ในเวลาเกือบสี่ทุ่ม นายใหญ่ของสวนและคนรักถึงได้ลากลับ ส่วนจินรีบหนีกลับไปตั้งแต่ชั่วโมงก่อน เนื่องจากได้รับเงินโอนพร้อมสายตาขับไล่จากโนอาร์
    ขณะนี้รถกระบะสีดำขับนำรถสีเทาเมทัลลิกกลับบ้านพักทรงไทยประยุกต์ สองข้างทางเปลี่ยวและมืดสนิท มีเพียงแสงไฟหน้ารถที่ขับตามกันเท่านั้นที่คอยส่องให้แสงสว่าง เอทอสรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับมนุษย์ในตอนที่เขาไม่ได้อยู่ด้วย ก่อนเริ่มคิดปล่อยวางว่า ผู้คุมวิญญาณนั่นอาจเลิกสนใจโนอาร์แล้วจริง ๆ

    แสงไฟไกล ๆ จากทางด้านหน้า เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีรถกำลังขับมาทางนี้ ซึ่งนั่นทำให้ปีศาจเลิกคิ้วประหลาดใจเล็กน้อย เนื่องจากน้อยครั้งมากที่ช่วงเวลาดึกดื่นเช่นนี้จะมีรถขับสวน แต่ถึงอย่างนั่นเอทอสก็ไม่ได้ใส่ใจมากกับความบังเอิญ
    ทว่าทุกระยะที่รถเบื้องหน้าใกล้เข้ามา ปีศาจกลับเริ่มสัมผัสถึงกลิ่นอายวิญญาณรับใช้ชัดเจนขึ้นทีละน้อย เอทอสชะลอความเร็วรถ พร้อมส่งสัญญาณไฟเตือนโนอาร์ที่ขับอยู่ด้านหลังให้รับรู้ถึงความผิดปกติ ทว่าแม้ปีศาจจะรู้ตัวแล้ว ทุกอย่างก็สายเกินไป

    “โครม!!!!!!!!!”
    “เอี๊ยด!!!!”

    รถบรรทุกรีบเร่งเครื่องพุ่งตรงมาด้วยความเร็วขับผ่านรถกระบะ ก่อนหักเลี้ยวชนประสานงาเข้ากับรถสีเทาเมทัลลิกที่ขับตามหลังอย่างจัง เสียงดังสนั่นราวกับระเบิด ฉีกกระชากความรู้สึกของปีศาจจนไม่เหลือชิ้นดี เสมือนความสุขจากงานเลี้ยงเมื่อไม่นานนี้เป็นเพียงการเล่นตลกของโชคชะตาที่แกล้งให้เขาตายใจ

    เอทอสเหยียบเบรกฉับพลัน ก่อนพุ่งตัวออกจากรถพร้อมกลับคืนสู่ร่างปีศาจ รีบวิ่งสุดฝีเท้าเข้าไปหาซากรถยนต์สีเทามัลลิก วิญญาณรับใช้ที่เข้ามาขวางทางไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง กลับถูกเปลวเพลิงสีนิลเผาเป็นจุณในทันที ส่งผลให้กลุ่มวิญญาณรับใช้ที่เหลือจำต้องล่าถอย เพราะอาจโดนไฟของปีศาจเผาจนวิญญาณสลายเหมือนพวกเมื่อครู่

    ภาพซากรถสีเทาเมทัลลิกพังเละเทะจนแทบหาเค้าโครงเดิมไม่ได้ ทำให้ปีศาจรู้สึกเหมือนอวัยวะกลางอกถูกบีบอย่างรุนแรง กรงเล็บใหญ่สีดำทมิฬรีบกระชากประตูฝั่งคนขับทิ้ง เผยให้หันสภาพของโนอาร์ที่ทำให้ปีศาจล้มทั้งยืน

    ร่างไร้สติของมนุษย์ถูกอัดติดกับพวงมาลัยรถ แขนข้างหนึ่งห้อยตกลงมาข้างลำตัว เลือดจากหน้าผากไหลอาบใบหน้า มีเลือดซึมออกมาทางมุมปากกับจมูก บ่งบอกว่าอวัยวะภายในของมนุษย์บอบช้ำสาหัส นัยน์ตาสีแดงเลือดนกสั่นไหวฉายชัดถึงความเจ็บปวดยามมองภาพเบื้องหน้า ทว่าสิ่งต่อมาที่เอทอสเพิ่งรับรู้ กลับทำให้ความคิดปีศาจว่างเปล่าพร้อมกับทรุดลงอย่างหมดแรง เนื่องมาจากตอนนี้โนอาร์นั้น... ไม่หายใจ

    กรงเล็บใหญ่ค่อย ๆ จับมือที่ห้อยตกของมนุษย์ขึ้นมากอบกุมด้วยความทะนุถนอม น้ำตาหยดหนึ่งตกกระทบฝ่ามือบอบช้ำ นึกเสียใจในความปากหนักของตนเอง ก่อนปีศาจจะพยายามเปลงเสียงสั่นพร่าเอื้อนเอ่ยสิ่งที่มนุษย์อยากฟัง ถึงแม้ยามนี้ต่อให้เขาพูดหรือร้องตะโกนเท่าไร มนุษย์ก็ไม่มีทางได้ยินก็ตาม
 
    “ข้า... ข้ารักเจ้า โนอาร์”
    


 
   
บท19 สมบูรณ์





ถึงคนอ่าน


       เพลงที่โนอาร์ร้องมีชื่อว่า Give me all your love ของ Loving Caliber ครับ เป็นเพลงที่คนเขียนคิดว่ามันตรงกับโนอาร์ทุกบรรทัดเลยล่ะครับ แต่ก็ติดปัญหาอย่างหนึ่งคือ คนเขียนหาเนื้อร้องของเพลงนี้ไม่เจอเลยครับ ต้องอาศัยฟังแล้วก็แกะเนื้อเอาเอง ซึ่งคนเขียนกลัวมากว่าจะผิด หากคนอ่านเจอเนื้อเพลงหรือเห็นจุดที่คนเขียนแกะเนื้อผิด แจ้งได้เลยนะครับ



       ในบทนี้คนเขียนแอบใส่ Easter eggs นิยายของคนเขียนด้วยนะครับ 555 อยู่ตรงวิญญาณที่จินเห็นในห้างครับ
    จุดแรก 'วิญญาณสองนักศึกษาที่เดินจูงมือกันอย่างกับออกเดต' หมายถึงชนะกับคายน์ จากเรื่อง Aid : คอยช่วยเหลือ ครับ เป็นเรื่องสั้น 5 ตอน เรื่องราวในช่วงที่ชนะกับคายน์ยังมีชีวิตอยู่ครับ เวลาว่างคนอ่านสามารถลองเข้าไปแกล้ง ๆ อ่านได้นะครับ เป็นนิยายเรื่องแรกที่คนเขียนเริ่มเขียน สำนวนอาจดูเวิ่นเว้อหน่อยนะครับ (ตอนนี้ก็ยังเวิ่นเว้ออยู่ 555 แต่จะพยายามพัฒนาครับ) เรื่องนี้อยู่ใน fictionlog นะครับ คนเขียนยังไม่มีโอกาสเอามาแปะที่อื่น
    จุดที่สอง 'วิญญาณเด็กวัยรุ่นที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวใหญ่ท่าทางเหมือนนักเลง แต่กลับไปนั่งอยู่ในร้านไอศกรีมซึ่งไม่เข้ากับเจ้าตัว ' เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะเขียนหลังจากเรื่องราวของเอทอสและโนอาร์จบลงครับ เป็นเรื่องที่ขึ้นต้นด้วยตัว D ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะครับ


       คนอ่านอาจสังเกตว่านิยายของคนเขียนมักขึ้นต้นด้วยอักษรภาษาอังกฤษ ใช่ครับ คนเขียนมีความฝันว่าอยากเขียนนิยายทั้ง 26 เรื่อง ตามตัวอักษรอังกฤษทั้ง 26 ตัวครับ โดยตอนนี้ที่มีแล้วคือ
    ตัว A (Aid : คอยช่วยเหลือ)
    ตัว H (Homicide : รับจ้างฆาตกรรม)
    ตัว D ที่จะมาในอนาคตครับ


       สุดท้ายสุดก็ขอขอบคุณคุณคนอ่านทุกท่านนะครับที่ชื่นชอบและติดตามเรื่องราวของเอทอสกับโนอาร์ และหวังว่าคนอ่านจะสนุกไปกับนิยายของคนเขียนนะครับ (บางครั้งสำนวนการเขียนอาจไม่สละสลวย จนคนอ่านรู้สึกอาจหงุดหงิด ต้องขออภัยด้วยครับ จะพยายามพัฒนาต่อไป เพราะคนเขียนยังเหลืออีกตั้ง 24 เรื่องให้ลองฝึกแหนะ 555)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2020 10:26:55 โดย biOmos »

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
 :a5:
โนอาร์ ไม่จริงใช่ไหมมมมมม

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด