ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 42 : 1.Jul '20
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 42 : 1.Jul '20  (อ่าน 8635 ครั้ง)

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์  และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด
โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.อย่าพูดคุย ทักทาย นักเขียน คนอ่่านโดยรีพลายดังกล่าวไม่เกี่ยวพันกับนิยายให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรคอมเม้นต์สักคอมเม้นต์เีดียวก็เพียงพอแล้ว ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และทำลิงค์โยงมายังนิยาย และให้นักเขียนทุกคนทำลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยเกี่ยวกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม



กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่

http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

admin
thaiboyslove.com

*******************************************



ทัชชา ถึงจะเจ็บปวดเพราะความรัก แต่ก็ไม่ยอมแพ้ เมื่อเจอความรักครั้งใหม่ เขาก็พร้อมจะสู้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้

“ม่อน” มาเคียงคู่กับ “ดาว” บนฟ้าอย่างเขา

 

สี เป็นสิ่งบ่งบอก อารมณ์

สีแดง อันตราย เร่า ร้อน มีพลัง

สีส้ม ความเป็นมิตร สว่าง

สีเหลือง ความสุข สดใส ร่าเริง ปลื้มปิติ

สีเขียว ผ่อนคลาย พัฒนา เติบโต

สีน้ำเงิน สง่างาม มั่นคง น่าเชื่อถือ

สีม่วง ลึกลับ มีเลศนัย

สีดำ เศร้า หดหู่ ซับซ้อน

สีขาว สะอาด บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา

 

ฝากไว้อีกเรื่องนะคะ


*********************


นิยายเรื่องอื่นของ Amo

หยก : สถานะ จบแล้ว

น้ำตากิเลน : สถานะ ยังไม่จบ

กลรักหวงจื่อ : สถานะ ยังไม่จบ

ภูผาวรารักษ์ : สถานะ ยังไม่จบ


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-07-2020 11:53:34 โดย Amo »

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : Intro...
«ตอบ #1 เมื่อ25-04-2019 21:24:16 »

Intro...






   แอร์เย็นฉ่ำจนกระทั่งได้กลิ่นความไอเย็นที่ลอยฟุ้งในอากาศภายในฮอลล์ที่เรียงรายไปด้วยเก้าอี้สีแดงนับร้อยนับพันทอดตัวลดหลั่นกันไปจนถึงหน้าเวที เก้าอี้ทุกตัวล้วนมีผู้คนแต่งกายสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นหญิงชาย เด็ก ผู้สูงอายุ ที่ล้วนมาจากสายงานที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในวงการเดียวกัน

   บนเวทีขนาดใหญ่ ที่ถูกเนรมิตให้มีจอภาพขนาดใหญ่เป็นฉากหลัง ปรากฏภาพบรรดาเหล่าผู้มีชื่อเสียงในวงการให้เป็นผู้อัญเชิญรางวัล ยืนเรียงรายกัน 3-4 คน ทั้งหมดส่งยิ้มให้กับกล้องอย่างไม่กลัวว่าจะเหมื่อยแก้ม พิธีกรก็ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองไป

   กลับมาที่จอยักษ์บนเวที ภาพวีทีอาร์ถูกฉายขึ้นจอ ซึ่งตัวอย่างผลงานการแสดงของดาราที่มีชื่อเข้าชิงรางวัล เมื่อภาพวิทีอาร์ที่เตรียมไว้จบลง พิธีกรก็ทำหน้าที่ต่อไป โดยก่อนจะประกาศชื่อผู้ที่ได้รับรางวัล พิธีกรก็เว้นช่วงให้ได้ลุ้นกันเช่นเคย

   “รางวัลนักแสดงชายดาวรุ่ง ปี 2019 ได้แก่...”

   เสียงดนตรีและเสียงฮือฮาภายในฮอลล์ ภาพบนจอยักษ์ถูกแบ่งเป็น 4 ส่วนเพื่อถ่ายทอดภาพผู้ที่เข้าชิงรางวัลกันสด ๆ ซึ่งแต่ละคนก็มีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป

   “ทัชชา วิรากรชัยกุล จากเรื่อง มนต์รักปั้นสิบ”

   เสียงฮือฮาครั้งใหม่พร้อมกับเสียงปรบมือแสดงความยินดี ภาพบนจอยักษ์เห็นเจ้าของชื่อประนมมือไหว้ทั้งผ่านกล้องและผู้คนข้างเคียงที่ลุกขึ้นมาแสดงความยินดี กว่าเจ้าของชื่อจะเดินขึ้นมาถึงบนเวทีเพื่อรับรางวัลก็ผ่านมาเป็นนาที ชายหนุ่มมาดสุขุมส่งยิ้มหวานละลายหัวใจหลาย ๆ คน ก่อนกล่าวขอบคุณอีกครั้ง

   แสงแฟลชจากกล้องมากมายแข่งกันปล่อยแสงออกมา จนคนที่ยืนเป็นเป้านิ่งให้กับลำแสงเหล่านั้นได้แต่ส่งยิ้มหวานไปให้ ช่างภาพหลังกล่องบางคนส่งสัญญาณให้มองไปทางพวกเขาบ้างเป็นครั้งคราว ก่อนที่พายุแฟลชจะสงบลง นักข่าวสำนักต่าง ๆ ก็พากันจอไมค์เข้ามา

   “คุณทัชรู้สึกยังไงคะ ที่นอกจากจะได้รับรางวัลนักแสดงชายดาวรุ่งแล้ว ยังได้รางวัลคู่จิ้นแห่งปีร่วมกับคุณพราววริศาอีกด้วย”

   “ก็ดีใจครับ ต้องขอบคุณคนดูที่สนับสนุนพวกเราสองคน”

   “นอกจากจะจิ้นกันในจอแล้ว มีข่าววงในหลุดออกมาปล่อยๆ ว่าทั้งสองกำลังคบหา ดูใจกันอยู่ แสดงว่ามีโอกาสที่จะสานสัมพันธ์กันต่อนอกจอใช่ไหมคะ”

   “พราวว่า เรื่องแบบนี้คงต้องดูกันไปยาว ๆ ค่ะ ทั้งพราวและทัชต่างก็งานยุ่ง ปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่าค่ะ”

   “มีข่าวว่า คุณทัชส่งของขวัญไปให้กำลังใจคุณพราวถึงสตูดิโอครั้งที่ถ่ายโฆษณานั่นจริงรึเปล่าครับ”

   “ครั้งนั้น ผมส่งไปแสดงความยินดี ที่เธอได้เป็นพรีเซ็นต์หลักของแบรนด์นะครับ”

   “หล่อ นิสัยน่ารัก ช่างเอาใจแบบนี้ คุณพราวยังจะลังเลอีกเหรอคะ?”

   “ไม่ลังเลเลยค่ะ มีเพื่อนหล่อ นิสัยน่ารักอย่างนี้ ใครจะปล่อยไปล่ะค่ะ” หญิงสาวไม่พูดเปล่าสอดมือเข้าไปคล้องแขนชายหนุ่มอย่างสนิทสนม จนเรียกเสียงฮือฮาจากกองทัพนักข่าวได้อีกรอบ

   “ขอถ่ายรูปหน่อยค่ะ ขอหวาน ๆ เลยนะคะ คุณทัช คุณพราว”

   ถึงแม้ว่าพราววริศาจะพลาดรางวัลนักแสดงหญิงดาวรุ่ง แต่เธอก็ยังเป็นจุดสนใจไม่แพ้เจ้าของตำแหน่ง หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เมื่อกระแสของคนทั้งคู่มาแรงและเป็นที่นิยมจากประชาชน จนหลาย ๆ คนลุ้นกันตัวโก่งไม่อยากให้จบเพียงแค่ในจอ อยากให้มาต่อกันในชีวิตจริง

To Be Continued....

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 1...3.May'19
«ตอบ #2 เมื่อ02-05-2019 20:57:58 »

ตอนที่ 1






   ชายหนุ่มยืนอยู่ใต้ร่มคันใหญ่ที่ทางทีมงานคอยถือให้อยู่ด้านหลัง ข้าง ๆ มีหญิงสาวร่างเล็กใช้ทิชชูซับเหงื่อให้เขา อีกด้านทีมงานกำลังชี้บอกทางให้เขาเดินไปอีกด้าน

   “เดี๋ยวทัชเดินหันหลังให้กล้องนะ เดินตรงๆ ไปทางนั้น ง่าย ๆ เทคเดียวผ่าน”

   “ครับ” เขาตอบสั้น ๆ และยังคงยืนนิ่งให้ช่างแต่งหน้าเติมแป้งให้

   “พร้อมไหม พร้อมแล้วประจำที่นะ”

   สิ้นเสียงตะโกนจากผู้กำกับ ทุกคนต่างแยกย้ายไปยืนหลบมุมเดิมที่ตัวเองเคยอยู่ เขาเองก็เดินไปยังจุดเดิมก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งหันหลังให้กล้องตัวที่ทางทีมบอกกับเขาเมื่อครู่

   “กล้องพร้อม นักแสดงพร้อม เทปเดิน…ซีน 6 คัท 3 เทค 1…แอคชั่น!!”

.........................................................................

   หญิงสาวนั่งทบทวนบทที่จะต้องเล่นในวันนี้อยู่บนเก้าอี้ผ้าใบที่ทางทีมงานนำมาตั้งไว้ให้มุมหนึ่ง ข้าง ๆ กันมีกระเป๋าเครื่องสำอางขนาดใหญ่ และกระเป๋าใส่อุปกรณ์ทำผมที่เธอเตรียมมาเองอีกใบหนึ่ง วางกองอยู่บนโต๊ะเล็ก ๆ ถัดไปเป็นพัดลมไอน้ำตัวย่อมที่ทางทีมงานจัดเตรียมไว้ให้ตามที่เธอร้องขอ

   “คุณพราวค่ะ อีก 15 นาทีจะถ่ายซีนที่ 8 นะคะ คอสตูมเตรียมชุดไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ” ทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกกับเธอ

   “อืม”

   เธอเก็บบทที่กำลังทบทวนอยู่ วางลงบนกระเป๋าเครื่องสำอาง ขณะกำลังจะเดินตามทีมงานออกไป ชายหนุ่มที่เป็นข่าวกับเธอในขณะนี้ ก็เดินสวนเขามาเสียก่อน

   “พราว กำลังจะไปถ่ายซีนถัดไปเหรอ?”

   “อืม ทัชละ เสร็จงานแล้วรึยัง?”

   “ยังเหลืออีกซีน”

   “ของพราวเพิ่งเริ่มถ่ายเอง วันนี้เจอไป 6 ซีนแหนะ”

   “เก่ง ๆ อย่างพราวเดี๋ยวก็เสร็จ ว่าแต่จบแล้วไปทานข้าวกันไหม หรือจะทานในกอง”

   “ไม่ต้องรอของพราวจบหรอก กว่าพราวจะเสร็จน่าจะดึก เดี๋ยวเราออกไปทานข้างนอกตอนพักเบรกกัน”

   “เอาแบบนั้นก็ได้ ว่าแต่พราวอยากทานอะไรล่ะ คงไปได้แค่ใกล้ ๆ แล้วละนะ”

   “แล้วแต่ทัชเลย พราวยังไงก็ได้”

   “ถ้าอย่างนั้น ไปอเวนิวหน้าทางเข้านี่ก็แล้วกัน พราวจะได้เลือกร้านด้วย พราวไปเตรียมตัวเถอะ ทัชจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเหมือนกัน”

   “เดี๋ยวก่อนทัช”

   “มีอะไรเหรอ?”

   “เสร็จซีนนี้พราวก็ได้พักแล้ว ถ้าจะไปกันเลย ทัชติดอะไรไหม?”

   “พราวถ่ายซีนไหนล่ะ?”

   “ซีนที่ 8”

   “ก็ซีนเดียวกัน จบซีนนี้ทัชก็เสร็จงานแล้วละ”

   “อืม ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนั้นนะ พอดีพราวมีเรื่องจะคุยกับทัชด้วย คุยเสร็จจะได้รีบกลับมาทำงานต่อ”

   “ได้สิ”

   พราววริศามองตามหลังชายหนุ่มที่เดินแยกออกไปยังห้องที่ทีมงานเตรียมไว้สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าของฝ่ายชาย ก่อนที่เธอจะเดินไปยังอีกห้องที่จัดไว้ให้สำหรับฝ่ายหญิง

   ละครเรื่องนี้เธอได้รับบทเป็นเพียงนักแสดงสมทบเท่านั้น แต่ทัชชากลับได้เล่นเป็นพระเอกคู่กับนางเอกหน้าใหม่ ที่ฝีไม้ลายมือก็ไม่ได้ต่างจากเธอมากนัก เรื่องที่แล้วถึงแม้จะประสบความสำเร็จ ได้รับเรทติ้งสูงก็ตามที แต่การแสดงของเธอกลับไม่เข้าตาผู้จัด ยังดีที่เธอได้รางวัลคู่จิ้นแห่งปีร่วมกันทัชชา ทำให้เธอยังพออยู่ในกระแสได้บ้าง

.........................................................................

   ทาวน์โฮมทรงทันสมัย ทำเลที่ตั้งติดถนนใหญ่ มีพื้นที่จอดรถสำหรับลูกค้าบริเวณหน้าอาคาร ซึ่งตอนนี้ว่างลงเพราะช่วงสาย ๆ อย่างนี้ยังไม่ค่อยมีลูกค้าเข้ามามากนัก ทำให้กรกฤตเข้ามาออกรถได้อย่างสะดวก เขาก้าวเข้าร้านมาก็พบกับต้อยติ่ง พนักงานต้อนรับนั่งประจำที่อยู่ที่เคาน์เตอร์

   “สวัสดีค่ะคุณกร วันนี้ไม่ออกกองเหรอคะ?”

   “วันนี้ฉันปล่อยให้ชาญกับเอมไปทำแทนนะ แล้วนี่เจ้านายเธอไปไหนซะละ?”

   “คุณพัสอยู่ห้องด้านในกับคุณโบตั๋นค่ะ”

   “อ่าว แม่มาทำอะไรละเนี่ย ไม่ได้ไปเยี่ยมลุงหยกที่ไร่อย่างหรอกเหรอ?”

   “เพิ่งบินกลับมาเมื่อวานนี้ค่ะ วันนี้เลยเข้ามาหาคุณพัส”

   “ไอ้ม่อนมันไม่กลับบ้านอีกแล้วสิ แม่ถึงได้มาตามเอาถึงนี่”

   “ก็อย่างที่คุณกรว่านั่นแหละค่ะ” ต้อยติ่งตอบยิ้ม ๆ

   “อืม งั้นดูหน้าร้านดี ๆ ฉันจะเข้าไปสวัสดีแม่หน่อย อะนี่ ของฝาก”

   “ขนมปั้นสิบอีกแล้ว?”

   “เออน่า สุดท้ายแล้ว ละครปิดกองไปแล้ว คงไม่มีมาฝากแล้วละ”

   “ค้า...”

   กรกฤตวางขนมไว้บนเคาน์เตอร์ จากนั้นก็เดินเข้ามายังห้องส่วนในสุด คาดเดาว่าคนทั้งสองน่าจะอยู่ที่ห้องไหน เขาจึงเลือกที่จะเดินเข้าไปยังห้องสตูดิโอก่อน เมื่อเปิดเข้าไปกลับพบเพียงโบตั๋น ที่ยืนดูผ้าอยู่ภายใน

   “สวัสดีครับคุณแม่”

   “อ่าว ตากร วันนี้ไม่มีงานเหรอ ถึงได้แวะมาที่ร้านได้”

   “มีครับ แต่ให้ลูกน้องไปทำแทน พอดีมีธุระกับไอ้ม่อนมัน”

   “รายนั้นอยู่ในห้องทำงานโน่น เห็นว่ากำลังทำใบเสนอราคาให้ลูกค้าอยู่ แม่เลยมานั่งเล่นที่ห้องนี้”

   “นี่ผมเดาผิดอีกแล้วเหรอครับ เดาไม่เคยถูกจริง ๆ”

   “ก็เรามันไม่มีเซ้นส์เอาซะเลยนี่ ว่าแต่ เราได้นัดเจ้าม่อนไว้ก่อนรึเปล่าละ ว่าจะมาวันนี้”

   “ไม่ได้นัดหรอกครับ เพราะถึงยังไงม่อนมันก็ไม่เคยออกไปไหนอยู่แล้ว”

   “หึ รู้ใจกันจริง ๆ นะ”

   “ว่าแต่ ทำไมแม่กลับเร็วจังเลยละครับ นึกว่าจะอยู่กับลุงหยกนานกว่านี้ซะอีก”

   “ไม่ไหว ๆ อยู่หลาย ๆ วันคงได้เลี่ยนตาย”

   “ท่าทางลุงเสือกับลุงหยกจะหวานกันไม่เลิกนะครับ อายุปูนนี้แล้ว”

   “ว่ากระทบแม่ด้วยรึเปล่าจ้า”

   “ไม่ครับ ๆ ผมไม่ได้หมายถึงแม่สักหน่อย”

   “เอาเถอะ ๆ ว่าแต่กรจะรอม่อนที่นี่ หรือจะเข้าไปหาที่ห้องทำงานละ?”

   “งั้นผมขอตัวไปหาม่อนที่ห้องทำงานก่อนก็แล้วกันนะครับ คุยงานเสร็จผมต้องไปรับแหม่มเขาที่กองถ่ายด้วย”

   “จริงสิ ว่าง ๆ ก็ชวนหนูแหม่มไปทานข้าวที่บ้านด้วยนะ ฝากบอกด้วยว่าแม่คิดถึง”

   “ครับ แล้วผมจะบอกให้”

   กรกฤตว่าแล้วก็รีบเดินออกจากห้องมา เมื่อปิดประตูห้องลงก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา นี่เขาเผลอหลุดปากพูดถึงชาริสาต่อหน้าโบตั๋นอีกแล้ว นี่ท่าทางแม่ของพัสกาญคงยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะจับคู่ดาราสาวให้กับลูกชายของตัวเองเป็นแน่

   ‘ขอโทษด้วยนะไอ้ม่อน กูปากพล่อยไปหน่อย’ กรกฤตได้แต่ขอโทษพัสกาญอยู่ในใจ

.........................................................................

   ภายในห้องทำงานที่กรุไปด้วยหินอ่อนไวน์วีนัสสีขาวสะอาดตา แต่ก็ยังคงไว้ด้วยลวดลายเส้นแร่สีเทาอ่อนพาดผ่านเป็นริ้วในแนวทแยง พื้นห้องปูหินคริสตัลไวน์สีเดียวกันแต่กลับมีเกล็ดแวววาวสีขาวฝังตัวอยู่ภายใน กลางห้องมีโต๊ะทำงานตั้งเด่นอยู่

   ศีรษะทุยของเจ้าของห้อง ก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ที่หน้าจอไอแมกขนาดใหญ่ จนคนที่เข้ามาในห้องไม่สามารถเห็นใบหน้าเรียวภายใต้กรอบแว่นทรงกลมได้เลย

   “ทำอะไรอยู่!!”

   “เฮ้ย...” เจ้าของห้องตกใจเสียงทักทายของเพื่อนรัก ที่ไม่ทักทายเปล่า แต่กลับตบลงบนโต๊ะทำงานของเขาราวกับว่ามันเป็นเบาะนุ่ม “ไอ้กร มาไม่ให้สุ้มให้เสียง”

   “ถามจริง ฉันเปิดประตูเข้ามาเนี่ย ไม่ได้ยินเลยหรือไง?”

   “...”

   “เงียบ!! แสดงว่าไม่ได้ยิน แก้ไม่หายนะ กับไอ้อาการหายเข้าไปอยู่ในหัวของตัวเองเนี่ย”

   “มึงมีอะไรรึเปล่า กูเร่งเสนอราคาให้ลูกค้าอยู่”

   “ซื้อหรือเช่า”

   “เช่า”

   “เท่าไร ตรีมอะไร”

   “ละครเวที ประมาณ 150 ชุดรวมพร๊อพ”

   “งานก็ไม่ใหญ่นี่ แค่ 150 ชุด”

   “เออ แต่งานเร่ง ลูกค้าจะเอาวันนี้”

   “มา กูช่วย”

   “มึงว่าง?”

   “ไม่ว่าง แต่ถ้ามึงไม่เสร็จ ก็จะคุยงานกับมึงต่อได้ไง”

   “งานอะไร?”

   “ไว้ค่อยว่ากัน กูออกไปเอาโน้ตบุ๊คที่รถแป๊บ”

   วันนี้เหมือนเป็นวันที่แสนจะวุ่นวายที่สุดวันหนึ่ง ไหนจะแม่ที่อยู่ ๆ ก็แวะมาหาถึงร้าน มาถึงก็บ่นเรื่องที่เขาไม่กลับบ้านหลายวัน ไหนจะลูกค้างานด่วน นี่ก็เพื่อนเขาอีก กรกฤตอาสาช่วยงานเขาแบบนี้ คาดเดาไม่ยากเลยว่างานที่เขาจะต้องทำตอบแทนนั้น อาจจะเหนื่อยกว่าเป็นสิบเท่าทีเดียว

   พัสกาญอาศัยจังหวะนี้พักสายตาเขาถอดแว่นวางลงบนโต๊ะ ก่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้และหลับตาลง เขาไม่ได้มีปัญหาทางด้านสายตา เพียงแต่ใส่เพื่อป้องกันแสงจากจอคอมพิวเตอร์ ดังนั้นแว่นของเขาจึงเป็นเพียงแค่เลนส์ตัดแสงธรรมดาเท่านั้น

   เสียงเปิดประตูที่เปิดออก ทำให้เขาลืมตาก่อนคว้าแว่นกลับมาสวมดังเดิม กรกฤตไม่ได้มาเพียงคนเดียว แต่แม่ของเขากลับตามเข้ามาด้วย

   “แม่”

   “งานหนักมากเลยเหรอไงตัวแสบ ถึงได้ให้ตากรมาช่วย”

   “กรมันอาสาเองต่างหากล่ะ”

   “ครับแม่ ผมอาสาช่วยไอ้ม่อนมันเอง ไม่อย่างนั้นงานของผมคงไม่ได้คุยวันนี้แน่”

   “งานของกรก็งานด่วนเหรอลูก”

   “ยิ่งเร็วยิ่งดีครับแม่”

   “ถ้าอย่างนั้นแม่ไม่กวนแล้ว ถ้าอยากได้อะไร ก็เรียกต้อยติ่งได้นะ”

   “ครับ”

   “ม่อนเองก็เหมือนกัน งานเสร็จแล้วก็กลับบ้านด้วย แม่จะรอที่บ้าน”

   “ถ้าไม่เสร็จ ม่อนก็นอนนี่ได้ใช่ไหม”

   “ไม่ได้จ้า แม่ไม่ได้ใช้ประโยคบอกเล่า แต่เป็นประโยคคำสั่ง”

   “โถ่...แม่”

   “แม่ไปก่อนนะตากร อย่าลืม ว่าง ๆ แวะไปทานข้าวที่บ้านบ้าง”

   “ครับแม่ สวัสดีครับ” หลังจากแม่ออกไปจากห้องแล้วคนช่างอาสาก็ปล่อยหมาที่เลี้ยงไว้ออกมาเที่ยวเพ่นพ่านเต็มห้องทำงาน “แม่มึงนี่ ขี้หวงไม่เปลี่ยนเลยนะ”

   “เรื่องของแม่กู มึงมาช่วยกูทำงานดีกว่า มาเร็วๆ เลย”

   “ก็มาช่วยอยู่นี่แล้วไง ไหนเอาคอนเซปมาสิ เดี๋ยวกูช่วยจัดชุดให้”

   เขาส่งเอกสารของลูกค้าให้กรกฤตรับไป ก่อนที่เจ้าตัวจะไปนั่งอยู่มุมหนึ่งของโซฟารับรองและตั้งหน้าตั้งตาช่วยงานเขา ส่วนเขาก็มาจัดรูปชุดที่เลือกไว้แล้วเพื่อแนบเอกสารเสนอราคา
   
.........................................................................

   ทัชชาจอดรถบนอาคารจอด ซึ่งเมื่อเดินออกมาก็จะเจอทางเชื่อมเพื่อตรงไปยังโซนของร้านอาหารต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาอ้อมไปมา เมื่อลงจากรถแล้วเขาก็เดินเคียงคู่กับพราววริศาไปยังโซนร้านอาหารต่าง ๆ

   “พราวอยากทานอะไรละ?”

   “เอาอะไรเบา ๆ ดีกว่า เดี๋ยวพราวต้องทำงานต่อ”

   “อืม...เอาร้านนั้นดีไหม อาหารเวียดนาม”

   “ก็ดีนะ เน้นผัก จะได้ไม่หนักท้อง ไม่อ้วนด้วย”

   “พราวทานเท่าไรก็ไม่อ้วนหรอกน่า”

   “ไม่ได้หรอก ยังไงก็ต้องคุม ยิ่งตอนนี้พราวเป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ของอาหารเสริมด้วย ยิ่งต้องคุม”

   “งานนั้น ตกลงว่าเขาเซ็นต์สัญญากับพราวแล้วสินะ ไม่เห็นพราวบอกผมเลย”

   “ก็ว่าจะบอกแหละ แต่ช่วงนี้ทั้งทัชและพราวต่างก็งานยุ่งนี่นา”

   “อืม ก็จริง แต่ยังไงผมก็ยินดีด้วยนะ”

   “ขอบใจจ้า”

   ทั้งสองคนเดินเข้าร้านมาก็เป็นจุดสนใจ มีบางโต๊ะถึงขั้นยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพ ซึ่งพวกเขาต่างก็ชินแล้ว พราววริศาเดินเข้าไปหาที่นั่งมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมที่ค่อนข้างจะเป็นส่วนตัว และนั่งห่างออกไปจากลูกค้ารายอื่น ๆ เมื่อได้โต๊ะแล้วพวกเข้าเลือกเมนูกันไม่นานก็สั่งอาหารตามที่ตนเองต้องการ

   “เรื่องที่พราวจะคุยกับผม คงไม่ใช่เรื่องแบรนด์ แอมบาสเดอร์นี่หรอกใช่ไหม?”

   “นั่นก็ส่วนหนึ่งนะ”

   “แล้วพราวมีเรื่องอะไรจะคุยกับผม คงไม่ใช่เรื่องที่ผมให้สัมภาษณ์กับนักข่าวไปเมื่อคราวก่อนหรอกนะ”

   “ถ้าพราวบอกว่าใช่ละ”

   “พราวไม่พอใจที่ผมให้สัมภาษณ์ไปแบบนั้นเหรอ?”

   “ทัชก็รู้ ว่าพราวไม่พร้อม และที่เราไปไหนมาไหนด้วยกันก่อนหน้านั้น ก็เพื่อเป็นการโปรโมทละคร”

   “ผมเข้าใจ ในเมื่อเราก็คุยกันถูกคอ ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหน ถ้าเราจะพัฒนาความสัมพันธ์ให้มันเดินหน้าต่อไป”

   “เรื่องนั้นพราวรู้ เพราะพราวก็เคยให้สัมภาษณ์ไปในทำนองนี้เหมือนกัน แต่ระยะหลังนี้ ตั้งแต่มนต์รักปั้นสิบปิดกล้องไป พราวก็ไม่เคยให้สัมภาษณ์ในทำนองนี้อีกเลย ทัชอย่าบีบบังคับพราวด้วยวิธีนี้เลย”

   “แต่คืนงานรับรางวัล...”

   “เท่าที่พราวจำได้ พราวยินดีที่จะมีเพื่อนอย่างทัช และทุกอย่างก็อยู่ที่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์”

   “หมายความว่า”

   “หมายความว่า พราวอยากให้ทัชเลิกคิดกับพราวในแง่นั้น และเราควรจะเลิกทำตัวจิ้นกันได้แล้ว อีกอย่าง ละครเรื่องนี้ พราวเป็นแค่นักแสดงสมทบเท่านั้น  ทางผู้ใหญ่ก็เพิ่งเรียกพราวไปคุย เรื่องของเรา พราวไม่อยากให้มีปัญหา พราวเลยขอทางผู้ใหญ่เพื่อคุยกับทัชเอง”

   “ทำไมไม่เห็นมีใครบอกผมเรื่องนี้เลย”

   “ทางผู้ใหญ่คงจะรอให้ตัวอย่างละครเรื่องนี้ปล่อยออกไปก่อน จะได้ดูว่าทัชกับแหม่มจะจิ้นกันได้รึเปล่า เคมีเข้ากันไหม?”

   “พราว...ไม่แคร์ความสัมพันธ์ของเราเลยหรือไง?”

   “พราวคิดเสมอว่า เวลาดีๆ ที่ผ่านมา สิ่งที่เราทำร่วมกันนั้น มันเป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งที่สร้างขึ้นเพื่อโปรโมทละครเท่านั้น”

   “แต่ผมจริงใจกับพราวนะ”

   “พราวรู้ค่ะ พราวถึงอยากคุยกับทัชด้วยตัวเองยังไงละ พราวไม่อยากเห็นทัชจะถลำตัวไปมากกว่านี้”

   “พราว...”

   “เรายังเป็นเพื่อนกันได้นะทัช”

   “...”

   ทัชชาได้แต่นั่งนิ่งหลังอาหารถูกนำมาวางเรียงรายบนโต๊ะ พราววริศาก็ยังคงละเลียดทานอาหารตรงหน้าเหมือนเรื่องที่คุยก่อนหน้าไม่ได้มีผลกระทบอะไร ผิดกับเขาที่ความอยากอาหารหายไปจนหมดสิ้น นี่สินะ อาการขแงคนอกหัก เขามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ

   
To Be Continued...

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 2 : 9.May'19
«ตอบ #3 เมื่อ09-05-2019 22:11:53 »

ตอนที่ 2




      กรกฤตขับรถมารับพัสกาญที่บ้านตั้งแต่ตีสาม เนื่องจากวันนี้ทางกองถ่ายมีซีนที่ต้องถ่ายทำช่วงเช้าตรู่ ทำให้คอสตูมอย่างเขาต้องรีบไปเตรียมงานเพื่อรอนักแสดง

     เขาเลือกจะจอดรถรออยู่นอกรั้วบ้านมากกว่าจับเข้าไปรับในบ้านให้ยุ่งยาก ไม่นานพัสกาญก็เดินออกมาหาเขา โดยมีชายอีกคนช่วยหิ้วของตามมาส่งถึงรถ ทำให้เขาต้องลงไปรอรับ

     “น้ากล้า สวัสดีครับ”

     “สวัสดีครับคุณกร กระเป๋านี่น้าเอาไว้ท้ายรถเลยนะครับ”

     “ครับ”

     “อ่ะนี่ กูให้น้านิลทำเผื่อมึงด้วย” ในมือของพัสกาญมีกาแฟและแซนด์วิช 2 ชุด

     “แดกตอนตีสามกว่าๆ เนี่ยนะ กูยังกินไม่ลง อีกอย่างกูต้องขับรถ”

     “มึงอยากกินตอนไหนก็เรื่องของมึงเถอะ”

     “เออ ๆ ไปขึ้นรถได้แล้ว เดี๋ยวสาย” เขาพูดขึ้นเมื่อได้ยินเสียงน้ากล้าปิดกระโปรงหลังรถเรียบร้อย “ไปก่อนนะครับน้ากล้า”

     “ขับรถดี ๆ นะคุณกร ฝากคุณม่อนด้วย”

     “ครับผม” เขาก้าวขึ้นรถในตำแหน่งที่นั่งคนขับ “คุณหนูไม่เปลี่ยนเลยนะมึง”

     “มึงก็รู้ว่ากูไม่ได้คุณหนูอะไรขนาดนั้น พวกน้า ๆ เขาแค่เป็นห่วง”

     “เออ กูแม่งก็ไม่ชินกับคนที่บ้านมึงสักที แม่ก็ขี้หวง คนในบ้านก็ขี้ห่วง ถามจริง พี่น้องคนอื่นของมึง เขาถูกประคบประหงมแบบมึงบ้างรึเปล่า”

     “ก็เหมือน ๆ กันหมดนั่นแหละ ตั้งแต่เกิดเรื่องกับเฮียเจมส์ อ่อ! ...ยกเว้นตั่วเฮียไว้คน”

     “เออ ตั่วเฮียของมึงก็โคตรน่ากลัว”

     “เฮียเขาแค่พูดน้อย”

     “มึงนอนไปก่อนเลย กูขี้เกียจมาเถียงเรื่องเฮีย ๆ ของมึง ถึงเมื่อไรกูจะปลุก”

     “ขอบใจ”

     กรกฤตได้แต่ส่ายหน้าให้กับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เมื่อก่อนพัสกาญร่าเริงกว่านี้ ถ้าไม่เป็นเพราะวันนั้น เพื่อนรักของเขาคนนี้ คงจะไม่ทำตัวเป็นเก็บเนื้อเก็บตัว เฝ้าอยู่แต่ที่ร้าน คุยกับลูกค้าทางโทรศัพท์ และขายงานผ่านระบบออนไลน์ ไม่ยอมออกไปพบปะผู้คนข้างนอก หวังว่างานครั้งนี้ จะช่วยให้เพื่อนของเขากลับมาร่าเริงขึ้นบ้าง

.........................................................................

     ทัชชาขับรถเข้ามาที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง บ้านหลังนี้ทางทีมงานติดต่อขอเช่าเพื่อใช้ในการถ่ายละคร ดังนั้น คนในบ้านจึงหลบไปอยู่เรือนหลังเล็กที่ด้านหลังส่วนหนึ่ง ส่วนตัวเจ้าของบ้านเองกลับไปพักผ่อนที่ตึกแถวด้านหน้าทางเข้า ซึ่งเป็นทั้งที่พักและที่ทำงานของเจ้าของบ้านนี้

     ทีมงานโบกให้เขาไปจอดรถที่มุมหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างหลบจากสายตาผู้คน และเป็นมุมอับ ในขณะถ่ายละครจะได้มองไม่เห็น เมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้ว อามันต์ก็เดินมาหาเขาที่รถ

     “ฉันคุยกับพี่กวินทร์แล้วนะ วันนี้เราจะถ่ายตอนที่ 5 9 แล้วก็ 16 ของทัชจะมีซีนที่ 7 และ 10 ในตอนที่ 5 ซีนที่ 12 22 23 25 ในตอนที่ 9 แล้วก็...”

     “พอก่อน ๆ ฉันรู้ว่าวันนี้ต้องถ่ายเยอะ เอาทีละซีนแล้วกัน”

     “โทษที ว่าแต่นายมีของแค่นี้เหรอ?”

     “ปกติฉันก็ไม่ได้มีอะไรมาก” เขาเห็นท่าทางแปลกใจขออามันต์ “มันยังเช้าอยู่ ฉันเลยไม่รู้จะซื้ออะไรมาฝากพราวเขาดี”

     “นายน่าจะหาอะไรติดไม้ติดมือมาฝากน้องแหม่มบ้าง ไม่ใช่คิดถึงแต่พราว ยังไงแกกับน้องแหม่มก็ต้องทำงานด้วยกัน”

     “ไว้คราวหน้าก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันไปทักทายคนในกองก่อน แล้วจะตามไป”

     “อืม ฉันจัดที่นั่งให้นายมุมเดิมนะ”

     เขาพยักหน้ารับรู้ก่อนที่อามันต์จะเดินกลับไปยังมุมที่บอกว่าจัดที่นั่งไว้ให้กับเขา จากนั้นทัชชาก็มองหาคนที่เขาอยากพบ เขาเดินทักทายทีมงานไปรอบ ๆ กองแต่ก็ไม่เห็นพราววริศา หรือแม้กระทั่งผู้จัดการส่วนตัวของเธออย่างหลิน

     “พี่ทัชมองหาใครรึเปล่าครับ ถ้าเป็นพี่กวินทร์ ตอนนี้ดูทางทีมงานจัดพร๊อพกันอยู่ในห้องรับแขก” ทีมงานคนหนึ่งเห็นเขามองหาพราววริศา ก็เดินเข้ามาทัก

     “ไม่ใช่หรอก พี่มองหาพราว”

     “อ๋อ พี่พราว รู้สึกว่าวันนี้จะไม่มีคิวนะครับ พี่อามันต์ไม่ได้บอกเหรอครับว่าตอนที่เราจะถ่าย ไม่มีซีนของพี่พราวเลย”

     “พี่คุยกับมันต์แค่นิดหน่อย ยังไม่ได้คุยรายละเอียด” หรือถึงอามันต์บอก เขาก็จำไม่ได้ว่ามีซีนไหนที่ได้แสดงร่วมกับพราววริศา

     “ครับ ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”

     ทัชชาเดินกลับไปทางเดิม เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดที่อามันต์จัดให้เขาพักระหว่างรอถ่าย ซึ่งเมื่อไปถึง เขาก็เห็นอามันต์ยกกาแฟกับปาท่องโก๋มาให้แล้ว ส่วนเจ้าตัวก็นั่งดื่มน้ำเต้าหู้ของตัวเองไป

     “ฉันเอากาแฟมาให้แล้วนะ รองท้องก่อน เดี๋ยวตอนถ่ายจะได้มีแรง” อามันต์เงยหน้าจากเครื่องดื่มตรงหน้า หันมาบอกเขา

     “อืม” เขานั่งลงที่เก้าอี้ผ้าใบ ก่อนจะยกกาแฟขึ้นมาจิบ เมื่อมองดูเวลา ตอนนี้คงยังเช้าเกินไปที่จะโทรหาใครบางคน จึงได้แต่ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไปแทน

.........................................................................

     พัสกาญเดินตามกรกฤตเข้ามาในบ้านหนังหนึ่ง เนื่องจากวันนี้จะมีคิวถ่ายบริเวณสวนหน้าบ้าน และมุมสระว่ายน้ำ ดังนั้นรถของทางทีมงานทั้งหมด รวมไปถึงนักแสดง จึงต้องเลี่ยงไปจอดในมุมอับ ส่วนเขากับกรกฤต...

     “นี่ขนาดกูไปรับมึงตั้งแต่ตีสามนะ มาถึงนี่ยังไม่ทันจะตีห้าเลยด้วยซ้ำ ยังต้องไปจอดถึงท้ายซอย”

     “เอาน่า แค่นี้ทำเป็นบ่นไปได้ เดินนิดเดินหน่อยเอง”

     “นิดหน่อยก็จริง แต่นี่ต้องขนของกันอีกตั้งหลายรอบ”

     “มึงก็ให้ชาญกับเอมมาช่วยสิ ของที่รถนายก็ไม่ได้เยอะ อีกรอบก็น่าจะหมดแล้ว”

     “ไอ้สองตัวนั้นไม่รู้ว่าไปจอดรถที่ไหน จอดไกลได้ขนของกันหลังอานเลยล่ะ”

     “เวลานี้น้องมันก็น่าจะมาแล้ว มึงก็โทรไปถามดูสิ”

     “หึ!! มึงคิดว่ากูไม่อยากโทรเหรอ? ดูสารรูปมึงกับเซตก่อน จะเอามือที่ไหนลวงหยิบโทรศัพท์” เขามองกรกฤตก็ได้แต่ยิ้มให้

     การที่เขาต้องมาหอบเสื้อผ้าอีกหลายชุดนั่นก็เพราะกรกฤตเองที่หลังจากช่วยงานเขาแล้ว ถูกใจชุดหลายเซต และเห็นว่าน่าจะเหมาะให้ใส่เข้าฉาก จึงได้ยืมมาจากร้านของเขา

     “ทั้งหมดนี่ มึงเป็นคนเลือกเองไม่ใช่เหรอ รีบเดินไปเถอะ อย่าบ่นให้มากนัก”

     “เฮ้อ...” กรกฤตถอนหายใจอย่างเซ็ง ๆ ก่อนจะเดินนำเข้าสู่รั้วบ้านไป

     “พี่กร มาผมช่วย” ชาญที่เห็นกรเดินผ่านรั้วเข้ามา รีบเข้ามาช่วยแต่ก็ยังมีแก่ใจหันมาทักทายเขา “สวัสดีครับพี่ม่อน” เขาจึงได้แต่ยิ้มให้

     “แล้วเอมละ?”

     “เข็นราวผ้าเข้าไปที่ห้องแต่งตัวครับ”

     “อืม เดี๋ยวนายกับเอมไปที่รถฉันนะ ไปขนเสื้อที่เหลือลงมาด้วย”

     “นี่ต้องเป็นชุดจากร้านพี่ม่อนแน่ ๆ เลย” ชาญมองเสื้อผ้าในมือของตัวเอง

     “รู้แล้วยังจะถาม” กรกฤตบ่นเล็กน้อยก่อนหันมาแบ่งชุดที่เขาถืออยู่ไปบ้าง

     “กูถือไหว”

     “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปที่ห้องแต่งตัวกัน แล้วมึงก็ช่วยงานเอมที่นั่นแล้วกัน ที่เหลือเดี๋ยวกูกับชาญช่วยกันขนเอง มึงจะได้ไม่ต้องเดินไกลหลายรอบ”

     “พี่กรจอดรถที่ไหนเหรอพี่?” ชาญถามขณะเดินนำไปยังห้องแต่งตัว

     “สุดซอยเลย ข้างกำแพงบ้านนี่แหละ”

     “อ่าว!! ... แล้วทำไมพี่ไม่เข้าทางประตูหลังละ ถ้าแค่เสื้อผ้า มันเดินผ่านประตูเล็กหลังบ้านเข้ามาได้นะ”

     “ประตูหลังบ้าน?”

     “ใช่พี่ เดินใกล้ เขามาก็เกือบถึงห้องแต่งตัวด้วยนะ”

     “แล้วทำไม ไม่รีบบอกว่ะ?”

     “อ่าว? นี่พี่ไม่รู้เหรอ?”

     “เออ กูไม่รู้!”

     “ไอ้กร เบาๆ หน่อย เดี๋ยวคนอื่นเขาก็ได้แตกตื่นกันทั้งกอง มึงก็ใจเย็น ๆ หน่อยน่า เรื่องแค่นี้เอง”

     “พี่ม่อนยังใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะ” ชาญไม่สนใจลูกพี่ตัวเองที่กำลังอารมณ์ไม่ดี หันมาชวนเขาคุย

     “พี่ไม่ได้ใจดีอะไรหรอก เรื่องมันเล็กน้อยจนจริง ๆ”

     “พี่ม่อนกินอะไรมารึยัง เช้านี้ทางกองมีกาแฟ ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้นะ พี่ม่อนชอบอะไร เดี๋ยวผมไม่เอาให้”

     “ไม่ต้องเลยไอ้ชาญ หาเรื่องอู้งานนะมึง”
 
     “พี่กรเอาอะไรละ ผมจะได้ไปเอามาให้ไง”

     “กูมีกาแฟกับแซนด์วิชแล้ว เดี๋ยวค่อยไปเอาที่รถ มึงนี่ก็ไหลไปได้เรื่อยนะ”

     “เปล่าซะหน่อย” ชาญพูดพร้อมกับเดินลิ่วไปยังห้อง ๆ หนึ่งซึ่งเขาคาดว่าจะเป็นห้องแต่งตัว บริเวณนี้คนค่อนข้างเยอะ คงเป็นโซนที่พวกทำงานเบื้องหลังอยู่กัน

     “พี่กร พี่ม่อนสวัสดีค่ะ” เอมที่กำลังรีดผ้าอยู่หันมาทักทายเขา

     “เจษฏ์เอาคิวมาให้แล้วใช่ไหม?” กรกฤตเอาชุดในมือไปแขวนไว้บนราวผ้า

     “ค่ะพี่กร เดี๋ยวเอมหยิบให้นะคะ” เอมวางมือจากงาน เดินไปยังกองกระเป๋า หยิบเอกสารชุดหนึ่งมายื่นให้

     “เช้านี้เขาจะถ่ายตอนที่ 5 กันก่อน ตอนนี้มีอยู่ 11 ซีน มึงเอาไปอ่านดูแล้วกัน คอนเซ็ปก็ตามภาพฟิตติ้งที่กูส่งให้” กรส่งเอกสารในมือให้เขา

     “พี่ม่อนจะมาเป็นผู้ช่วยพี่กรในกองนี้เหรอคะ?”

     “อืม”

     “เอมดีใจจัง แล้วนี่พี่ต้อยติ่งมาด้วยรึเปล่าค่ะ?”

     “พี่สาวเราเขาไม่ได้มาด้วยหรอก พี่มาช่วยแค่บางซีนน่ะ”

     “อ้าวทำไมอย่างนั้นละครับ” ชาญหันมาถามอย่างสงสัย

     “พี่มาช่วยเฉพาะซีนที่แหม่มต้องแสดงน่ะ”

     “อ๋อ...” ทั้งชาญและเอมอุทานออกมาพร้อมกัน ทั้งยังมองไปยังกรกฤตเจ้าของความคิด

     “แล้วไม่ต้องพูดมากให้แหม่มได้ยินละ” กรกฤตกำชับลูกน้องทั้งสอง ซึ่งก็ได้รับการตอบรับโดยการพยักหน้า “มึงก็อยู่ที่นี่แหละ ไปชาญ ไปเอาของที่รถกันได้แล้ว”

     “ครับ” ชาญเดินตามกรกฤตออกจากห้องไป

     “พี่ม่อนค่ะ เอมขอไปเตรียมงานที่ห้องโน้นก่อนนะคะ ห้องแต่งตัวหญิงอยู่ห้องถัดไปนี่เอง เอมฝากที่นี่ด้วย”

     “อืม ได้สิ เอมไปทำงานของเอมเถอะ”

     เมื่อเอมออกไปแล้วเข้าก็นั่งอ่านสรุปคิวถ่ายในตอนที่ 5 และรายชื่อนักแสดงที่เข้าฉาก ก่อนเดินไปจัดชุดให้นักแสดงแต่ละคน

.........................................................................

     ชันดาขับรถพาชาริสาที่นั่งอ่านบท ทำหน้าบึ้งอยู่ข้าง ๆ กันเข้าสู่ตัวบ้าน เธอขับรถไปจนถึงทางเข้าหน้าบ้านเพื่อส่งดาราสาวก่อนจะไปหาที่จอดรถ

     “ถึงแล้วพี่แหม่ม พี่ลงไปก่อนนะ เดี๋ยวดาไปหาที่จอดได้แล้วจะตามเข้าไป”

     “อืม”

     “เดี๋ยวพี่ กระเป๋าพี่ เดี๋ยวดาถือลงไปให้ก็ได้ พี่เอาไปแต่บทกับโทรศัพท์เถอะ”

     “ไม่เป็นไร แค่นี้ฉันถือเองได้ เธอยังไม่รู้เลยว่าจะจอดรถไกลรึเปล่า ตอนเดินเข้ามาจะได้ไม่ต้องถือของเยอะ”

     “ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจพี่แล้วกัน ดาเอารถไปจอดก่อน อ่อ วันนี้ที่กองมีน้ำเต้าหู้ ดาให้เขาเตรียมให้พี่แบบหวานน้อยให้แล้วนะ”

     “ขอบใจ”

     “พี่แหม่ม”

     “อะไรอีกละ”

     “ตอนดาไม่อยู่ พี่อย่าเพิ่งไปกินหัวใครเขานะ”

     “นี่เธอเห็นฉันเป็นคนยังไง”

     “ก็เห็นเช้านี้พี่ดูอารมณ์ไม่ดีนี่ นั่งอ่านบนหน้าบึ้งเชียว”

     “ฉันทำอารมณ์ตามบทย่ะ แล้วจะอารมณ์เสียก็เพราะเธอนั่นแหละยัยดา”

     “ขอโทษๆ ดาไปแล้ว เดี๋ยวตามเข้าไป”

     ชาริสาเดินลงจากรถ มุ่งหน้าเข้าตัวบ้านไป เธอมาถ่ายละครที่บ้านหลังนี้ 2-3 ครั้งแล้ว และรู้สึกว่าทางกองถ่ายมักจะจัดมุมให้เธอนั่งที่มุมเดิม ๆ ตลอด ดังนั้นเธอจึงเดินไปยังตำแหน่งที่เธอมักจะนั่งเป็นประจำทันที

     ระหว่างทางชาริสาไม่ค่อยได้ทักทายใครมากนัก ถ้าไม่มีใครทักทายเธอก่อน จนกระทั่งเธอพบกรกฤตยืนคุยกับกะทิ ช่างทำผมสาวประเภทสองอยู่

     “นี่กรไม่รู้อะไร น้องพราวเขาจงใจ ฉันได้ยินนะว่า นางให้หลินเข้าไปคุยคิวกับพี่กวินทร์เลยนะ”

     “พราวนี่ก็เล่นแรงเหมือนกันนะ”

     “ฉันบังเอิญได้ยินเจ้าตาลมันพูดกับหัวหน้ามันอยู่ว่า เมื่อเช้าพอทัชมาถึง ก็ถามหาแต่พราว”

     “สองคนนั้นน่าจะต้องทะเลาะอะไรกันแน่ ๆ พราวนี่ก็เกินไป เลี่ยงกันแบบนี้ไม่เกรงใจคนทำงานเลย”

     “เอาน่า เราเป็นลูกจ้างเขาก็ทน ๆ ทำไปเถอะ” ชาริสาเดินเข้ามาก็ได้ยินช่างแต่งหน้ากับหัวหน้าคอสตูมกำลังเม้าท์เรื่องพระนางคู่จิ้นกันอย่างสนุกปาก

     “แล้วคุณกรกฤตละคะ งานการไปถึงไหนแล้วคะ เรียบร้อยแล้วใช่ไหมถึงได้มาเที่ยวทักทายคนนั้นที คนโน้นที”

     “ยัยแหม่ม แกนะแก พูดจาอะไรระวังปากไว้มั่ง พี่กะทิก็ยื่นอยู่นี่ทั้งคน”

     “ฉันพูดอะไรผิด พี่กะทิ แหม่มพูดอะไรไม่ดีรึเปล่าคะ?”

     “เออ...ไม่จ้า ...เอิ่ม...งั้นพี่ไปเตรียมงานก่อนนะ แล้วก็ถ้าแหม่มพร้อม ให้น้องดามาตามพี่ไปทำผมให้ก็ได้คะ” กะทิพูดเสร็จก็เดินเลี่ยงออกไป

     “เห็นไหม? ไม่เห็นจะมีอะไรเลย”

     “ก็เพราะปากแกเป็นอย่างนี้แหละน้า...ฉันรู้ว่าแกแค่หยอกแรง แต่พูดแบบนั้นมันก็เหมือนกระทบพี่กะทิเขา”

     “แต่ฉันคุยกับแก”

     “แต่คนอื่นเขาก็คิด”

     “เอาน่า ๆ แกนี่ขี้บ่นไม่เปลี่ยนเลยนะ”

     “แล้วนี่น้องดาไปไหนซะละ”

     “เอารถไปจอด เดี๋ยวคงเข้ามา”

     “อืม งั้นแกก็ไปเปลี่ยนชุดเลยแล้วกัน”

     “ห้องไหนละวันนี้”

     “ห้องเดิมนั่นแหละ หรือแกไปตามเอากับม่อนมันก็ได้”

     “ให้เอมเอามาให้สิ จะฉันไปตามเอากับม่อน แล้วงานการฉันก็ไม่ต้องทำกันพอดี”

     “นี่ยัยแหม่ม แกเป็นนางเอกเรื่องแรก แค่เรื่องขี้วีน พูดแรงแล้ว แกยังจะทำตัวเรื่องเยอะอีกเหรอไง”

     “ไอ้กร แกพูดดีๆ นะ ใครเรื่องเยอะ ฉันไม่ใช้ยัยพราววริศานั่นสักหน่อย”

      “ยัยแหม่มนี่ แกจะไปพูดพาดพิงคนอื่นเขาทำไม”

     “ก็แกมาว่าฉันเรื่องเยอะก่อนนี่นา”

     “ก็ฉันแค่ให้ไปตามเอาชุดกับม่อน แกก็ไม่ไป แบบนี้จะไม่ให้ว่าแกเรื่องเยอะได้ยังไง”

     “จากนี่ไปร้านม่อน ใช้เวลาเกือบชั่วโมง เดี๋ยวฉันมีคิวถ่ายตอน 6 โมงเช้า แล้วมันจะทันตรงไหน”

     “ฉันบอกแกเมื่อไรให้ไปเอากับม่อนที่ร้าน มันอยู่ที่ห้องแต่งตัวชายโน่น”

     “ม่อนมาที่กองเหรอ?”

     “อืม เฮ้ยเดี๋ยว แกจะรีบวิ่งไปไหน”

      ชาริสาไม่อยู่ฟังกรกฤตแล้ว เธอรีบเดินกึ่งวิ่งไปยังห้องแต่งตัวชายทันที เธอดีใจมากที่รู้ว่าพัสกาญมาที่กองถ่าย และเธอคาดว่า หากพัสกาญอยู่ในห้องแต่งตัว เป็นไปได้มากกว่า เขาน่าจะมาช่วยงานกรกฤตทั้งวัน หรือถ้าไม่ เธอนี่แหละจะเป็นคนที่ทำให้พัสกาญอยู่จนเสร็จงานวันนี้


To Be Continued

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1818
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 2 : 9.May'19
«ตอบ #4 เมื่อ10-05-2019 01:10:56 »

 :pig2:
 :3123:
 :pig4:

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 3 : 30.May'19
«ตอบ #5 เมื่อ30-05-2019 20:50:38 »

3


      ทัชชาเดินตามอามันต์ไปยังห้องแต่งตัว หลังจากแต่งหน้าทำผมเรียบร้อยแล้ว ระหว่างทางเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแอปพลิเคชันที่ส่งข้อความไปหาพราววริศา ซึ่งจากที่เห็นเธอได้อ่านข้อความของเขาแล้ว แต่ก็ไม่มีการตอบกลับ แม้กระทั่งสติกเกอร์การ์ตูนก็ไม่มี

      “เฮ้ย!!” เสียงอามันต์เรียกความสนใจเขา ให้ละจากหน้าจอโทรศัพท์แล้วหันไปมองตาม

      “ชาริสา?” ภาพที่เห็นที่หน้าห้องแต่งตัว... ดาราสาวกำลังกอดกับหนุ่มแว่นคนหนึ่ง

      “ผู้ชายคนนั้นใครวะ?” อามันต์เปรยกับเขา ซึ่งเขาก็ได้แต่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ “มายืนกอดกันแบบนี้ เดี๋ยวก็ได้เป็นข่าวกันพอดี”

      “ชาริสาคงไม่คิดอะไร”

      “นั่นคุณกรนี่” เขาและอามันต์เห็นกรกฤตเดินตามมาทางด้านหนัง ทั้งสามออกันอยู่ที่หน้าประตูห้องแต่งตัวของฝ่ายชาย

      “เราก็อย่าไปยุ่งเรื่องของเขาเลย เข้าไปเปลี่ยนชุดก่อน เดี๋ยวเจษฏ์ก็มาตามแล้ว”

      “นายคนเดียวที่ไหน เดี๋ยวเขาก็ต้องมาตามน้องแหม่มด้วย”

      “หึงน้องแหม่ม?”

      “เฮ้ย! บ้า นายพูดอะไรระวังปากหน่อย เดี๋ยวน้องแหม่มเขาก็เสียหาย”

      “ไปๆ จะได้เปลี่ยนชุดสักที” เขาเปลี่ยนเป็นเดินนำอามันต์เข้าไปหากลุ่มคนทั้งสาม กรกฤตเป็นฝ่ายเห็นเขาเป็นคนแรก

      “คุณทัช คุณมันต์ จะเปลี่ยนชุดแล้วใช่ไหมครับ เชิญๆ” กรกฤตเปิดประตูให้เขาทั้งสอง

      “สวัสดีค่ะพี่ทัช พี่มันต์” ชาริสากล่าวทักทายเขาเล็กน้อย ก่อนหันไปสนใจชายหนุ่มที่ยืนข้าง ๆ เธอต่อ “เดี๋ยวแหม่มไปเปลี่ยนชุดก่อน สักสิบนาทีม่อนค่อยตามเข้าไปก็แล้วกัน” ชาริสาพูดทั้ง ๆ ที่มือสองข้างยังคงกุมมือของอีกฝ่ายอยู่

      “อืม แหม่มไปเตรียมทำงานเถอะ เอมคงรออยู่แล้ว อีกอย่างเราไม่หนีไปไหนหรอก”

      “คุณทัช คุณมันต์ เชิญครับ” เป็นกรกฤตที่เร่งให้พวกเขาเข้าห้องไป โดยในห้องมีชาญคอยเตรียมชุดให้อยู่ก่อนแล้ว เพียงไม่นาน คนที่เขาได้ยินว่าชื่อม่อนก็เดินตามพวกเขาเข้ามา

      กรกฤตกับชาญช่วยเขาเรื่องแต่งตัว ส่วนอามันต์ก็คอยช่วยบอกว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และหนุ่มอีกคนที่เขาเข้าใจว่าจะมาช่วยงาน กลับนั่งรออยู่เฉย ๆ ถึงแม้ว่าเขาจะสงสัย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

.........................................................................

      ระหว่างการถ่ายทำละคร พัสกาญช่วยกรกฤตดูแลเรื่องเสื้อผ้าให้นักแสดง ไม่ต่างจากชาญและเอม เพียงแต่หน้าที่สำคัญของเขาคือการดูแลชาริสา รวมไปถึงค่อยให้คำปรึกษาเรื่องการแต่งหน้าและทรงผมอีกด้วย ซึ่งชาริสาก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

      “โชคดีจัง ที่วันนี้ได้พี่ม่อนมาช่วย ไม่อย่างนั้นดากับพี่กรคงต้องรับมือกันหนักแน่ ๆ เลย” ชันดายืนอยู่ข้าง ๆ เขาระหว่างดูสองพระนางซ้อมบทกันพูดขึ้น

      “แหม่มเขาแค่ขาดความมั่นใจเท่านั้นแหละ เลยแสดงออกมาแบบนั้น”

      “นี่ถ้าพี่ม่อนมาช่วยคุณกรจนปิดกล้องก็ดีนะคะ ดาจะได้สบายขึ้นหน่อย”

      “กรมันยังไม่ได้บอกดาเหรอ ว่ามันให้พี่มาเป็นผู้ช่วย”

      “จริงเหรอคะ ดาดีใจจัง แต่...แล้วงานพี่ม่อนละ มาช่วยงานที่กองแบบนี้ จะไหวเหรอคะ”

      “พี่พอแบ่งเวลาได้ อีกอย่าง” เขาลดเสียงลง “มันให้พี่มาดูแหม่มโดยเฉพาะ”

      “ถ้าอย่างนั้นซีนอื่นๆ ที่ไม่มีพี่แหม่มก็...”

      “อืม ก็อย่างที่ดาเข้าใจนั่นแหละ แต่อย่าไปบอกแหม่มนะ” เขาได้รับคำตอบจากรอยยิ้มหวาน ๆ มาให้

      หลังจากที่แหม่มถ่ายซีนนี้จบ เธอก็ได้พัก เพื่อให้นักแสดงคนอื่น ๆ ถ่ายในซีนถัดไป พัสกาญจึงมีเวลาได้คุยกับเธอมากกว่าเมื่อเช้าตรู่ที่เจอกัน ทั้งสองเดินมานั่งในมุมที่ทางทีมงานจัดไว้ให้ชาริสาพักผ่อน

      “เดี๋ยวม่อนแวะมากินข้าวเที่ยงกับแหม่มนะ”

      “เอาสิ แล้วนี่ดาไปไหนละ?”

      “ก็น่าจะไปดูเรื่องอาหารการกินนั่นแหละ ว่าทางกองเตรียมอะไรไว้ให้ เผื่อทานไม่ได้ ยัยดาจะได้ไปหาซื้อร้านแถว ๆ นี้มาให้”

      “อ่อ แหม่มน่าจะทานง่ายอยู่นะ มีอะไรที่ทานไม่ได้หรือไง ทำไมเราไม่เห็นรู้เลย”

      “ใครว่า แหม่มทานได้หมด ไม่ได้เรื่องมากสักหน่อย เพียงแต่โค้ชเขาให้คุมเรื่องอาหารนะ เลยอดกินไปหลายอย่างเลย”

      “จริงสินะ แหม่มเป็นดาราดังแล้วนี่นา”

      “ม่อนก็รู้ว่าแหม่มมาอยู่ตรงนี้ได้เพราะใคร”

      “เพราะตัวแหม่มเอง ไม่ใช่เพราะใครทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้น มั่นใจในตัวเองหน่อย”

      “ม่อนยังเห็น...อยู่ไหม” เขารู้ว่าเธอละคำบางคำไว้ มีเพียงแค่ไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้

      “อืม ก็ยังเห็นอยู่แหละ เรารู้ว่าตอนนี้แหม่มมีความสุขแค่ไหน แต่แหม่มยังขาดความมั่นใจ ใช่ไหม”

      “อืม”

      “แต่เราว่า...แหม่มไม่ควรจะแสดงออกมาด้วยอารมณ์ วันนี้เราได้ยินคนในกองพูดถึงแหม่มแล้วเราไม่สบายเลย”

      “บางทีแหม่มก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ พอเวลาพูดออกไปตรงๆ แล้วมันได้ผล ม่อนก็รู้ แหม่มก็เลยติดจะใช้วิธีนี้ตลอด”

      “แหม่มขึ้นแท่นนางเอกแล้วนะ ยิ่งได้เล่นคู่กับพระเอกอย่างคุณทัชชา ที่มีรางวัลการันตีแบบนี้ด้วย แหม่มต้องระวังเรื่องอารมณ์ให้ดี เป็นข่าวขึ้นมามันจะไม่ดีกับอาชีพที่แหม่มทำอยู่”

      “แหม่มจะพยายามแล้วกัน ว่าแต่... ม่อนนี่ก็ทำการบ้านมาดีนะ อย่างนี้ก็คงไม่ต้องขอคำแนะนำจากแหม่มแล้วสิ เรื่องที่ว่า ใครเป็นใครบ้างในกองถ่าย”

      “ชาญกับเองช่วยแนะนำให้แล้ว ถ้่ามีอะไรให้เราคิดว่าช่วยกรได้ เราก็จะช่วยเต็มที่”

      “ถ้าม่อนมาช่วยงานกรแบบนี้ได้ทุกวันก็ดีสิ เวลาม่อนอยู่ใกล้แบบนี้ แหม่มก็อุ่นใจ”

      “อืม ก็จะพยายามมาทุกครั้งที่แหม่มมีคิวแล้วกัน ถ้าไม่ติดงานนะ”

      “จริงเหรอ ม่อนไม่ได้พูดเล่นนะ”

      “จริงสิ เมื่อวานกรไปเอาชุดที่ร้าน เราก็เลยอยากมาดูนะ แต่แหม่มอย่าไปบอกใครเรื่องชุดของเรานะ”

      “อืม เข้าใจแล้ว งานนี้ยังไงมันก็ต้องเป็นเครดิตเจ้าของงานอย่างกร”

      “เราไปช่วยงานกรก่อนนะ แหม่มเองจะได้พัก และทบทวนบทในคิวต่อไป”

      “จ้า แล้วเดี๋ยวเจอกันนะ”

      พัสการเดินจากมุมที่แหม่มนั่ง ผ่านชายคนหนึ่ง ซึ่งถ้าเขาจำไม่ผิด ชาญบอกว่าชายคนนี้เป็นผู้จัดการส่วนตัวของทัชชา ออร่าที่ออกมาจากชายคนนั้นมีแต่ความขุ่นเคือง เขาจึงเร่งฝีเท้าเดินผ่านมา และไม่เข้าใจว่า เพราะอะไร ชายคนนั้นถึงได้โกรธเขา

.........................................................................

      กรกฤตกำลังเข้าไปจัดเสื้อผ้าให้นักแสดงสมทบคนหนึ่งให้กลับมาเรียบร้อยอีกครั้ง หลังจากกวินทร์สั่งคัทเพื่อถ่ายเทคถัดไป ไลลาก็เดินเข้ามาซับเหงื่อและเติมแป้งให้ เมื่อกล้องพร้อม พวกเขาก็รีบเดินไปยังตำแหน่งเดิมที่เคยยืนอยู่

      “พี่กร วันนี้พี่พาใครมา?” ไลลา ช่วงแต่งหน้ารูปร่างเล็กกระซิบถาม

      “ซู้ววว”

      “อยู่ตรงนี้เสียงไม่เข้าหรอก ไกลจะตายไป”

      “แล้วเธอลดเสียงทำไมละ?”

      “เผื่อไว้”

      “ฉันขี้เกียจกระซิบ”

      “ถ้าอย่างนั้นพี่มานี่เลย” เขาโดนสาวร่างเล็ก ลากออกไปยังเต็นท์ด้านหลัง ที่เป็นส่วนของช่างแต่งหน้าและช่างผม

      “ถ่ายจบแล้วเหรอ?” กะทิถามหลังจากเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์

      “ยังแต่ฉันอยากรู้เรื่องหนุ่มแว่นตาหวานนั่น”

      “นั่นสิ ใครเหรอคุณกร แฟนนอกวงการของน้องแหม่มรึเปล่า”

      “ใช่ที่ไหนละกะทิ เพื่อนกันต่างหาก เพียงแต่สองคนนั้นเขาไม่ได้เจอกันนานแล้วต่างหาก”

      “ฉันแค่สงสัย เห็นวันนี้น้องแหม่มไม่เหวี่ยง ไม่วีน แต่ทำไมพี่ทิถึงมองว่าน้องตาหวานนั่นเป็นแฟนน้องแหม่มละ”

      “จะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ยังไงละ พอนางรู้ว่าน้องตาหวานมาเท่านั้นแหละ นางบุกไปหาถึงห้อง แถมกระโดดเข้ากอดเขาไม่อายเก้ง กวาง บ่าง ชะนีที่ไหนเลย ขนาดคุณกรเดินตามมานางยังไม่ปล่อยมือนะ จับไว้อย่างกับกลัวหายแหนะ”

      “จริงเหรอพี่กร”

      “ก็บอกแล้วไง ว่าเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ไม่มีอะไรหรอก”

      “แล้วน้องตาหวานเขาชื่ออะไร เป็นใคร มาจากไหน มาช่วยงานพี่กรเหรอ?”

      “โห ยัยไลลา มาเป็นชุด”

      “ก็ฉันอยากรู้นี่ ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ ตาหวาน ปากบางอมชมพู จมูกโด่ง โอ๊ยหล่อน่ารักสเปกอีไลลาเลยค่ะ”

      “ฉันไม่ทันสังเกตนะ แต่รวม ๆ แล้ว ถ้าเอาไอ้แว่นทึนทึกนั่นออกไป ก็นับว่าหน้าตาดีอยู่นะ”

      “เห็นไหมละพี่ทิ พี่ลองดูดี ๆ สิ ผิวนี่ก็อย่างเนียน อยากรู้นักว่าไปส่องใกล้ๆ จะเห็นรูขุมขนบนหน้าบ้างรึเปล่า ถ้ายิ่งได้จับ ได้ลูบ ได้คลำนะ โอ๊ย อีไลลาเหมือนได้ขึ้นสวรรค์”

      “นี่ให้มันน้อย ๆ หน่อย เป็นสาวเป็นนาง พูดจาแบบนี้ได้ที่ไหน ถ้าเป็นกะทิก็ว่าไปอย่าง”

      “อ่าว อีคุณกร พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง”

      “ไม่มีอะไร ล้อเล่นนะ อ่าว พี่กวินทร์สั่งคัทแล้ว” ว่าแล้วเขาก็รีบวิ่งกลับเข้าไป โดยมีไลลาวิ่งตาม เมื่อมาถึงเจษฏ์ก็แจ้งว่าซีนนี้ผ่านแล้ว ให้เตรียมถ่ายซีนถัดไป

      “ตกลงน้องตาหวานเขาเป็นใคร” ไลลายังคงจี้ถามเขาไม่เลิก ขณะที่เขาเดินกลับมาห้องแต่งตัว

      “เพื่อน”

      “ชื่อ?”

      “ม่อน”

      “ว้าย...ว่าที่สามีในอนาคต... ชื่อน่ารักอ่ะ”

      “แล้วน้องม่อนเขามาช่วยพี่กรทำงานใช่ไหม?”

      “นี่ไลลา ฉันบอกแล้วว่าเขาเป็นเพื่อน ทำไมไปเรียกเป็นน้อง ทีฉันเรียกพี่ ฉันไม่ได้แก่กว่ามันเลยนะ”

      “ก็เขาเป็นเพื่อนน้องแหม่ม เลยจะเรียกน้อง”

      “หา”

      “ทำไม ก็ฉันพอใจนี่”

      “เออ จะเอาไงก็เอา ม่อนมาช่วยงานฉันชั่วคราว ส่วนเรื่องอื่น ๆ ไม่ต้องมาถาม อยากรู้ก็ไปถามเจ้าตัวเองโน่น”

      เขาพูดตัดบทพร้อมกับเดินหนีไปยังห้องแต่งตัว เพื่อเตรียมงานสำหรับถ่ายซีนถัดไป และจากที่ได้ยินไลลาพูดถึงชาริสาในทางที่ดีขึ้น แสดงว่าวิธีของเขาได้ผลเกินคาด ติดตรงที่กะทิมองต่างไป เขาคงต้องเตือนชาริสาสักหน่อยแล้ว ไม่อย่างนั้นหากเกิดเป็นข่าวขึ้นมา คงไม่เป็นผลดีทั้งกับตัวเธอเอง แล้วยังอาจจะมีผลกระทบไปถึงละครที่กำลังถ่ายอยู่ด้วย

........................................................................

      การที่ชายคนนั้นหลบหน้าเขา มันยิ่งทำให้อามันต์เกิดความสงสัย และยิ่งหงุดหงิดไปกันใหญ่ เขาที่กำลังจะเดินเข้าไปเครียคิวถ่ายละครกับทางผู้จัดให้กับทัชชา ก็บังเอิญไปได้ยินเรื่องที่ไม่สบอารมณ์เข้าไปอีกจากทีมงาน จนต้องเปลี่ยนใจเดินกลับมาหาทัชชาเพื่อสงบสติอารมณ์

      “นายเครียคิวกับพี่กวินทร์เสร็จแล้วเหรอ?” ทัชชาเงยหน้าขึ้นจากบทที่กำลังอ่านอยู่

      “ยัง”

      “พี่กวินทร์ยังไม่ว่างละสิ เดี๋ยวอีกสักพักนายค่อยไปก็ได้”

      “ไม่ใช่อย่างนั้น นี่ทัช นายว่าผู้ชายคนนั้นเขาเป็นอะไรกับน้องแหม่ม?”

      “ผู้ชายคนไหน?”

      “ก็คนที่กอดกับน้องแหม่มที่หน้าห้องแต่งตัวยังไงละ”

      “ไม่รู้สิ ฉันไม่ได้สนใจ”

      “มันหลบหน้าฉันด้วย เหมือนเลี่ยงฉันยังไงก็ไม่รู้”

      “นายไปหึงน้องแหม่มเขาจนออกนอกหน้ารึเปล่าละ เขาถึงได้กลัวนาย”

      “นายก็พูดบ้าๆ ฉันแค่หมั่นไส้”

      “นายจะไปหมั่นไส้อะไรเขา แค่เขากอดกับน้องแหม่มของนายเนี่ยนะ ทีฉันละ ทั้งกอด ทั้งหอม”

      “ก็นั่นฉันเข้าใจว่ามันเป็นมันการแสดง”

      “ฉันอาจจะคิดอะไรกับน้องแหม่มจริง ๆ ก็ได้นะ”

      “นายมีพราวอยู่แล้วทั้งคน นายไม่มาสนใจเด็กใหม่อย่างน้องแหม่มหรอก” อามันต์พูดแล้วก็ต้องชะงัก เพราะลืมตัวพูดถึงพราววริศา ส่วนทัชชาก็หน้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

      “เขาไม่รับสายฉันเลย ไลน์อ่านนะ แต่ก็ไม่ตอบ”

      “นายอย่าคิดมาก พราวเขาอาจจะยุ่งอยู่ก็ได้ เออนี่ นายมาสนใจเรื่องที่ฉันจะเล่าดีกว่า ฉันได้ยินพี่กะทิ คุยกับไลลา ว่าหมอนั่นเอาชุดไหนให้น้องแหม่มใส่ น้องแหม่มก็ยอม ฉันว่ามันแปลก ๆ นะสองคนนี้ นายว่าไหม?” เขาพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย เพื่อไม่ให้ทัชชาคิดถึงพราววริศา

      “คงจะบังเอิญที่แหม่มเขาอารมณ์ดีมากกว่า”

      “ฉันจะรอดู ยังไงวันนี้มันต้องมีบ้างละ ที่น้องแหม่มจะอารมณ์ไม่ดี”

      “ถ้านายอยากรู้ นายไม่ลองถามคุณกรละ เขามาด้วยกันนี่”

      “ก็จริง ไว้ฉันจะหาโอกาสถามดู”

      “พี่ทัชค่ะ พี่กวินทร์ให้มาตามค่ะ” ทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาตามเขา

      “จะถ่ายซีนถัดไปแล้วใช่ไหม?”

      “ค่ะพี่ พี่กวินทร์จะคุยเรื่องมุมกล้องกับพี่ค่ะ”

      “ครับ”

      เมื่อทัชชาเดินตามทีมงานไป เขาก็คิดหาวิธีจับสังเกตไอ้หมอนั่น ดันมากอดกับนางเอกของเขา ตอนทัชชากอดกับชาริสาในซีน เขายังไม่หงุดหงิดขนาดนี้เลย

      “คุยเรื่องมุมกล้อง? ...เฮ้ย เลิฟซีนนี่หว่า!!” เมื่อนึกได้ถึงคำพูดของทีมงาน ทำให้เขาจำได้ว่าซีนถัดไปเป็นซีนไหน จึงรีบลุกตามคนทั้งสองไปทันที

.........................................................................

      พัสกาญ กรกฤต ตามชาริสามาบริเวณที่จะถ่ายซีนถัดไป เนื่องจากผู้กำกับต้องการจะคุยเรื่องมุมกล้องกับคู่พระนางของเรื่อง ซึ่งฉากนี้จะมีบทเลิฟซีนเบา ๆ ทางคุณกวินทร์ผู้กำกับจึงต้องการคุยกับนักแสดงทั้งสอง

      ระหว่างที่เขายืนรอคนทั้งหมดคุยงานกันอยู่นั้น พัสกาญมองคนรอบ ๆ กองถ่ายที่ต่างทำงานของตัวเองไป เขาเห็นออร่าแผ่ออกมาจากร่างของชาริสา สีที่เปลี่ยนไปของออร่านั้นมันทำให้เขารู้ว่าเธอกังวล แต่สักพักมันก็ปรับเป็นสีปกติ

      ความสามารถนี้เขามีมาตั้งแต่เกิด แม่ของเขาบอกว่า มันอาจจะเป็นผลกระทบมาจากที่แม่ได้ถือครองของวิเศษอย่างหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว จะว่าไปแล้ว ครอบครัวของเขาแต่ละคนก็มันจะมีเรื่องราวแปลก ๆ ทั้งนั้น อย่างเขาเองก็สามารถเห็นออร่าที่แผ่ออกมาจากร่างกายของมนุษย์ แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคน

      เขามักจะเห็นออร่าออกมาจากคนที่มีใจผูกพันเขาเท่านั้น ไม่ว่าจะในทางดีหรือร้ายก็ตาม อย่างเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ชาริสามีออร่าสีม่วงสลับดำเมื่อพบกับเขา นั่นเป็นเพราะเธออิจฉา และรู้สึกไม่ดีกับเขา แต่เมื่อเขาและเธอปรับความเข้าใจกันได้แล้วก็ตาม จนถึงปัจจุบันนี้เขาก็ยังคงเห็นออร่าที่แผ่มาจากตัวเธออยู่ตลอด มันมีสีเหลืองที่ดูสดใสและมีความสุข

      ต่างจากอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขายังไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผู้จัดการส่วนตัวคนนั้นถึงได้แผ่ออร่าสีแดงสลับดำออกมา เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่าไปทำอะไรให้เขาโกรธ

      “ม่อน เสร็จแล้ว ไปเปลี่ยนชุดกัน” ชาริสาที่คุยกับผู้กำกับเสร็จแล้ว เดินมาเรียกเขา “เป็นอะไรรึเปล่า?”

      “เราเห็น...จากคนคนนั้น”

      “อ่อ สีอะไร?”

      “แดงสลับดำ”

      “ถ้าจำไม่ผิด สีดำคือความรู้สึกเชิงลบใช่ไหม ส่วนสีแดง...อันตรายสินะ”

      “อืม เราไม่รู้ว่าเราทำอะไรให้เขาไม่พอใจ”

      “ไม่ต้องไปสนใจหมอนั่นหรอก เราไปกันเถอะ” ชาริสาคล้องแขนเขา แล้วลากเขาออกมาจากกลุ่มคนตรงนั้น โดยไม่แคร์สายตาใครต่อใครเลย “นี่ม่อน อย่าทำตาโตอย่างนั้นสิ แค่นี้ก็น่ารักจะแย่แล้ว” เธอพูดพร้อมทั้งดึงแก้มเขาเบา ๆ

      “แหม่ม ออร่าของคนนั้นแผ่ออกมาแรงกว่าเมื่อกี้อีก หรือว่าเพราะแหม่ม”

      เขาไม่ได้รับคำตอบจากคนที่คล้องแขนเขาอยู่นอกจากรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มาพร้อมกับออร่าสีม่วงที่เปล่งออกมาแว๊บหนึ่ง

To Be Continued

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 4 : 6,Jun '19
«ตอบ #6 เมื่อ06-06-2019 21:46:54 »

4



          ทัชชาพิมพ์ข้อความหาพราววริศาอีกครั้ง สิ่งที่ได้รับก็ยังเหมือนเดิม เธออ่านข้อความเขาแต่ไม่ตอบกลับ ซึ่งวันนี้ทั้งวันเขาทั้งพยายามโทรหา ส่งข้อความไป ไลน์ไป แต่ไม่ได้ผลสักที

          “พี่ทัชส่งข้อความหาน้องพราวเหรอคะ คิวไม่ตรงกันแค่วันเดียว ทำเอาพี่ทัชของกะทิอาการหนักขนาดนี้เลยนะคะเนี่ย เริ่มอิจฉาน้องพราวแล้วสิ”

          กะทิที่กำลังเซ็ทผมให้เขาพูดขึ้น คงจะเห็นตอนเขากดโทรศัพท์ส่งข้อความ เขาได้แต่ยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไร

          “น่าสงสารน้องพราวนะคะ ไม่รู้ไปมีเรื่องอะไรกับน้องแหม่มรึเปล่า”

          “เรื่องอะไรครับ” สิ่งที่กะทิพูด เรียกความสนใจของเขาได้ดีทีเดียว

          “นี่คุณมันต์ยังไม่ได้บอกพี่ทัชเหรอคะ ว่าน้องพราวให้หลินมาเคลียร์คิวใหม่กับทางพี่กวินทร์ นี่ก็เพิ่งกลับไป”

          “เคลียร์คิวใหม่?”

          “ใช่ค่ะ รายละเอียดเป็นยังไงกะทิไม่รู้หรอกนะคะ แต่ที่รู้ ๆ คือน้องพราวขอให้จัดคิวใหม่ ซีนไหนที่ต้องถ่ายเข้าฉากร่วมกับพี่ทัชและน้องแหม่ม เธอขอให้จัดไปไว้ท้าย ๆ ค่ะ ถ้าไม่ได้ทะเลาะกับน้องแหม่ม หรือจะเป็นกับพี่ทัชละคะ น้องเขาถึงได้เลี่ยงไม่อยากจะเข้าฉากด้วย”

          “เลี่ยงคิวที่จะต้องเจอกับผม?”

          “กะทิว่านะคะ น้องแหม่มน่าจะไปพูดอะไรให้น้องพราวไม่พอใจมากกว่า น้องแหม่มก็เหลือเกิน ปากคอเราะร้ายจะตาย ไหนจะเรื่องเหวี่ยงวีนอีก”

          “อย่างนั้นเหรอครับ”

          “พี่ทัช พี่ทิ เสร็จรึยังครับ กล้องพร้อมแล้วนะ”

          “เสร็จแล้ว ๆ” กะทิหันไปร้องบอกทีมงาน ก่อนจะเอาผ้าคลุมออกจากไหล่ของเขา “พี่ทัช เสร็จแล้วค่ะ ซีนสุดท้ายแล้ว สู้ๆ นะค่ะ”

          “ครับ”

          ทัชชาเดินออกจากห้องแต่งตัวมาอย่างไม่มีสมาธิสักเท่าไร เขาไม่คิดว่าพราววริศาจะพยายามเลี่ยงเขาขนาดนี้

.........................................................................

          เนื่องจากห้องแต่งตัวไม่ได้ใหญ่มาก และยังต้องร่วมใช้กับนักแสดงชายคนอื่น ทำให้สิ่งที่ทัชชาคุยกับกะทินั้น ได้ยินไปถึงหูของชาญ เอม และพัสกาญ

          “พี่กะทิไม่น่าพูดแบบนั้นเลย แบบนี้พี่แหม่มก็กลายเป็นนางมารร้ายไปเลย” เอมพูดออกมาอย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก

          “นั่นสิ พี่ม่อน พี่ช่วยกู้ภาพลักษณ์พี่แหม่มกลับมาด้วยนะ” ชาญที่เห็นด้วยหันมาขอความช่วยเหลือจากเขา

          “พี่ไปจะช่วยอะไรได้”

          “ก็ถ้าพี่มาที่นี่ทุกครั้งที่พี่แหม่มมีคิว อย่างน้อยก็ช่วยให้พี่แหม่มอารมณ์ยังไงละ” ชาญออกความเห็น

          “นี่เอมเองก็ได้ยินว่า คนในกองเขาลือกัน แต่เป็นเรื่องพี่ม่อน กับพี่แหม่ม”

          “ลือเรื่องอะไรกัน พี่เพิ่งมาที่กองนี้เป็นครั้งแรก อีกอย่างยังไงพี่ก็ช่วยเรื่องแหม่มอยู่แล้ว แหม่มเขาก็เพื่อนพี่”

          “พี่ต้องคอยห้ามพี่แหม่มด้วยนะ กับพี่กร พี่แหม่มเคยฟังที่ไหน”

          “เป็นพี่ก็ไม่ฟังหรอก ขี้บ่นจะตาย ไอ้กรน่ะ” สิ่งที่เขาพูดเรียกเสียงหัวเราะจากเอมและชาญได้ไม่ยาก ทำให้บรรยากาศในห้องดีขึ้น เขาไม่อยากให้ทั้งสองมีปัญหากับคนอื่น ๆ ในกองถ่าย เดี๋ยวจะพาลทำงานกันอย่างเคร่งเครียด ส่วนเรื่องที่เขาลือกันในกอง เขาก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องอะไร

          “เดี๋ยวเอมไปเก็บของที่ห้องโน้นก่อนนะ”

          “อ่อ นี่ซีนสุดท้ายแล้วสินะ”

          “ใช่ค่ะ ของฝ่ายหญิงเสร็จหมดแล้ว เอมว่าจะไปเก็บของก่อน”

          “งั้นพี่ไปช่วย ชาญอยู่ดูแลที่ห้องนี้ไปก่อนก็แล้วกัน”

          “ครับพี่ม่อน”

          เขาและเอมเดินเข้าไปอีกห้องหนึ่ง ก็เจอกับชาริสาและชันดาที่เพิ่งจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ กำลังเก็บของใช้ส่วนตัวกันอยู่

          “ดาเก็บของเสร็จก็กลับได้เลยนะ พี่จะกลับพร้อมม่อน”

          “แหม่มจะกลับพร้อมเรา?”

          “อืม”

          “แต่เรามากับกร ไม่ได้เอารถมานะ”

          “แหม่มคุยกับกรแล้ว เดี๋ยวเสร็จจากที่นี่ จะไปทานข้าวกัน งานที่เหลือชาญกับเอมดูแลกันได้ ใช่ไหมเอม?”

          “ใช่ค่ะ ถ้าอย่างนั้น พี่แหม่มกับพี่ม่อนไปรอพี่กรก่อนไหมคะ”

          “ไม่เป็นไร ระหว่างรอพี่ช่วยงานเอมก่อน”

          “อืม งั้นเดี๋ยวแหม่มช่วยเก็บพร๊อพพวกนี้ก็แล้วกัน” เขาเห็นสีหน้าแปลกใจของเอม จึงได้แต่แอบยิ้มเล็กน้อย “ยิ้มอะไร” แล้วก็ต้องหุบยิ้ม

          “ไม่มีอะไร แหม่มเก็บของไปเถอะ”

          “แหม่มแค่จะบอกว่า ม่อนไม่ต้องยิ้มบาง แอบยิ้มหรอก ม่อนนะยิ้มสวยจะตาย น่าจะยิ้มกว้างๆ ยิ้มบ่อยๆ จนตาเป็นสระอิเหมือนเมื่อก่อน ถ้าเรื่องที่ม่อนยิ้ม หรือขำ เป็นเรื่องของแหม่ม ก็ยิ้มเลย แหม่มไม่ว่าหรอก”

          “นึกหน้าพี่ม่อนยิ้มไม่ออกเลยค่ะพี่แหม่ม เห็นหน้านิ่ง ๆ เฉย ๆ เต็มที่ก็แค่อมยิ้ม”

          “ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องยิ้มล่ะ พี่หวง ให้พี่เห็นคนเดียวก็พอ เดี๋ยวเอมจะหลงพี่ม่อนของพี่”

          “โห...พี่แหม่มอ่ะ งก”

          พัสกาญเห็นสองสาวคุยกันได้ไม่เกร็งอย่างแต่ก่อน เขาก็ดีใจ อย่างน้อยแหม่มก็สามารถปรับตัวและเข้ากับเอมได้อีกคน

.........................................................................

          กรกฤตแปลกใจมากที่เห็นทัชชาไม่มีสมาธิกับการทำงาน จนถึงขั้นที่พี่กวินทร์ให้พักกอง เพื่อปล่อยให้ทัชชาได้มีเวลาทำสมาธิสักพัก เขาเห็นอามันต์พาทัชชาไปนั่งหลบมุมหนึ่งในห้องที่ใช้ถ่ายซีนสุดท้ายของวันนี้

          “กร”

          “ครับพี่วินทร์”

          “วันนี้พี่พอได้ยินข่าวในกองเขาซุบซิบกันเรื่องของแหม่ม”
         
          “เรื่องอะไรครับพี่”

          “พี่จะรบกวนเราหน่อย ไม่รู้ว่าที่ทัชสติแตกแบบนี้เป็นเพราะแหม่มเขารึเปล่า”

          “ไม่น่าจะใช่นะครับ วันนี้นอกจากช่วงที่เข้าฉากแล้ว ทั้งสองคนก็ไม่ได้คุยอะไรกันเลย”

          “อย่างนั้นหรอกเหรอ”

          “อะไรทำให้พี่วินทร์คิดว่าเป็นเพราะแหม่ม”

          “วันนี้มีเรื่องแหม่มเข้าหูพี่หลายเรื่อง ส่วนใหญ่ก็พูดว่าทำตัวไม่เหมาะสม ไม่น่ารัก ยังไงก็คอย ๆ เตือนเพื่อนเราหน่อยแล้วกัน อยู่ในกองยังไม่เท่าไร แต่ถ้าถึงหูนักข่าว กรก็รู้ว่าผลที่ตามมามันคาดเดายาก”

          “ครับ แต่ผมยืนยันได้ ว่าเรื่องที่ทัชสติแตก ไม่ใช่เพราะแหม่มแน่นอน”

          “ถ้าอย่างนั้น พี่จะลองไปคุยกับทัชดู ว่าเกิดอะไรขึ้น”

          กรกฤตมองตามกวินทร์ที่เดินเข้าไปคุยกับทัชชา โดยมีอามันต์นั่งอยู่ด้วย เขาเห็นทั้งสองคุยกันอยู่ไม่นาน พี่กวินทร์ก็ประกาศเลิกกอง เก็บของกลับ ส่วนซีนสุดท้าย ค่อยหาคิวแทรกทีหลัง ได้ยินดังนั้น เขาจึงกลับไปยังห้องแต่งตัวเพื่อเก็บของ

........................................................................

          ภายในร้านอาหารริมน้ำแห่งหนึ่ง บริเวณโต๊ะริมระเบียง มีเทียนเล่มใหญ่ครอบด้วยแก้ววางอยู่กลางโต๊ะ บรรยากาศโดยรอบดูโรแมนติก ผิดกับบรรยากาศในโต๊ะที่ดูเฮฮา ครื้นเครง

          “ใช่ ๆ ฉันจำเรื่องนั้นได้ ตอนนั้นกรเข้าใจผิด คิดว่าอาจารย์จะจีบม่อน ก็เลยเสียสระเอาตัวเองไปกันท่าเขา กันไปกันมาแล้วเป็นยังไงละ สุดท้ายเกือบโดนเคลมซะเอง”

          “พอเลย จะหัวเราะอะไรนักหนา แกเองเมื่อก่อนเป็นแบบนี้ที่ไหน ตอนนี้เหรอ เป็นถึงนางเอก ดาวรุ่ง ฉันแทบไม่อยากเชื่อ”

          “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อย่ะ”

          “เราไม่ได้มาทานข้าวกัน 3 คนแบบนี้นานแล้วนะ คิดถึงสมัยก่อนจัง”

          “ทำตัวเป็นคนแก่ไปได้ มานั่งนึกถึงความหลัง”

          “แกไม่นึกหรือไง”

          “ก็...มีบ้างอ่ะนะ”

          “เชอะ!! แต่ว่าก็ดีนะ ที่ม่อนมาช่วยงานกรจนปิดกล้อง แหม่มจะได้เจอกับม่อนได้บ่อย ๆ ก่อนไปนิวยอร์ก” ชาริสาหันไปคุยกับพัสกาญบ้าง

          “แหม่มจะไปทำอะไรที่นิวยอร์ก?”

          “มีผู้จัดทาบทามละครเรื่องใหม่เข้ามา บทไม่ได้เด่นอะไร แล้วก็ไม่ใช่นางเอกหรอกนะ เป็นซีรีย์ที่ร่วมทุนสร้างกับทางโน้นน่ะ”

          “ก็ดีสิ ถือว่าเป็นโอกาสดีนะ”

          “แหม่มยังไม่ได้ตัดสินใจหรอก พูดเผื่อๆ ไว้”

          “จนป่านนี้แล้ว แกยังไม่มั่นใจในตัวเองอีกรึไง จะต้องให้ไอ้ม่อนมันตามไปดูแลแกทุกทีที่แกไปถ่ายหนัง ถ่ายละครกันเลยหรือไง?” กรกฤตไม่วายพูดแขวะ

          “บ้า แกก็พูดไป เรื่องไม่มั่นใจนั่นก็ใช่ คิดไม่ตก สรุปไม่ได้จริงๆ ฉันก็อาจจะไม่ไปก็ได้ อีกอย่างขึ้นชื่อว่าเป็นซีรีย์ เขาก็ถ่ายกันเป็นปีๆ ถ้าดังมีภาคต่อก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร”

          “เราไม่อยากให้แหม่มทิ้งโอกาสดี ๆ อย่างนี้ไปนะ เราว่าแหม่มไม่ได้ติดที่เรื่องนี้อย่างเดียวใช่ไหม เพราะคนคนนั้นรึเปล่า”

          “ม่อน” ชาริสามองไปทางกรกฤต

          “นี่ พวกแกมีเรื่องอะไรปิดบังฉันใช่ไหม?”

          “ไม่มี” ชาริสารีบตอบเสียงห้วน แต่ออร่าที่เปล่งออกมามันไม่ใช่

          “ไว้แหม่มเขาพร้อมจะบอกมึงเมื่อไร เขาก็บอกเองแหละ มึงไม่ต้องไปเซ้าซี้เขามาก”

          “ไอ้ม่อน แสดงว่ามึงต้องรู้อะไรมาแน่ ๆ นี่กูทำงานกับมันมาจะครบอาทิตย์ กูยังไม่เจออะไรผิดสังเกต นี่มึงมาแค่วันเดียว...มึงนะมึง อย่าให้รู้ว่ามีเรื่องปิดบังกู”

          “ถ้าแกไม่ไปเม้าท์กับคนในกองบ่อย ๆ ฉันคงจะไว้ใจแก่กว่านี้”

          “เออ จริงสิ พี่วินทร์เขาให้ฉันมาเตือนแก เรื่องไอ้ม่อน”

          “เรื่องฉันกับม่อน”

          “แกอย่าไปเกาะแกะมันมากสิ นี่กะทิยังคิดว่า ม่อนมันเป็นแฟนนอกวงการของแกเลย”

          “ฉันกับม่อนก็แค่เพื่อนกัน”

          “ฉันรู้ แต่คนอื่นไม่รู้นี่ ไหนจะกอดกัน จับมือกัน ยิ่งแกไปคล้องแขนออดอ้อนไอ้ม่อนอีกสารพัด”

          “เออ...มันชินนี่”

          “แกก็ระวังตัวให้มากหน่อย ไอ้ม่อน มึงก็เหมือนกัน อย่าไปตามใจแหม่มมันมากนัก”

          “ขอโทษทีนะแหม่ม ที่เราทำให้แหม่มเดือดร้อน”

          “ไม่ขอโทษกูมั่งละ วันนี้มีสาว ๆ มาจีบมึงผ่านกูเพียบ จนกูไม่รู้จะตอบยังไง”

          “แกก็อย่าให้หลุดไปแล้วกันว่าม่อนเป็นใคร รู้อยู่ว่าม่อนไม่ชอบ”

          “ฉันรู้น่า ฉันก็บอกแค่ว่าเป็นเพื่อนสมัยเรียน อยากรู้อย่างอื่นให้มาถามมันเอาเอง ยังดีที่แกเกาะติดมันตลอด คนอื่นเลยไม่กล้าเข้าไปถาม”

          “ถ้าแบบนั้น แหม่มจะช่วยม่อนเอง”

          “ช่วยกันไปช่วยกันมา ก็ระวังเรื่องข่าวด้วย วางตัวดี ๆ แล้วกันนะแม่นางเอกดาวรุ่ง”

.........................................................................

          สถานที่ถ่ายละครวันนี้เป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งใจกลางเมือง กรกฤตยังคงไปรับพัสการถึงที่บ้านเหมือนอย่างเคย และตอนกลับ เจ้าตัวจะไปนอนที่ร้าน ทั้งที่เพิ่งกลับไปนอนบ้านได้แค่ 2 คืนเท่านั้น

          “แม่ไม่บ่นเหรอว่ะ มึงไม่กลับบ้านอีกแล้ว”

          “ก็อยู่บ้านมันทำงานไม่สะดวกนี่นา”

          “ที่บ้านแกก็มีสตูดิโอเหอะ”

          “มึงก็รู้ ว่านั่นสตูดิโอของแม่ แล้วไหนจะป้าเพ็ญอีก”

          “เดี๋ยวแม่ก็ได้มาตามถึงที่ร้านอีกหรอก”

          “กูคุยกับแม่แล้ว ว่ากูมีงานต้องทำ จะกลับบ้านอาทิตย์ละครั้ง”

          “นี่มึงอย่าบอกนะว่าเอากูไปอ้างกับแม่”

          “เปล่า กูไม่ได้หมายถึงงานมึง งานกูเองนี่แหละ กูกำลังจะทำคอลเล็กชั่นใหม่”

          “อ่อ ก็แล้วไป... ว่าแต่คอลแล็กชั่นใหม่นี่ แบรนด์ไหนวะ พัสกาญหรือ YNW”

          “ถ้าแม่กูอนุญาต คิดว่าจะแบรนด์ไหนละ”

          “เออจริงของมึง แล้วมึงจะไหวรึเปล่า ไหนจะงานกู งาน YNW”

          “กูพอแบ่งเวลาได้”

          “ไว้ครั้งหน้ามึงก็เอาแม็คบุ๊คติดมาทำงานด้วยสิ แล้วเรื่องงานที่กอง อย่างรีดผ้า จัดพร็อพ งานเล็ก ๆ น้อยๆ พวกนั้นก็ไม่ต้องช่วย มึงจะได้ทำงานของมึงไป เดี๋ยวกูให้น้องดาช่วยจัดให้มึงไปนั่งกับแหม่ม จะได้มีสมาธิทำงาน”

          “ไม่เป็นไร มึงกลัวกูเป็นข่าวกับแหม่ม ทำแบบนี้ก็ยิ่งเป็นจุดสนใจ กูนั่งทำงานร่วมกับพวกมึงได้”

          “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวกูให้ชาญช่วยดูแลมึง”

          “เฮ้ย น้องมันก็งานเยอะแล้ว จะให้มาดูแลกูทำไม”

          “ห้องแต่งตัวคนเข้าออกเยอะ ทั้งดารา ช่างผม ช่างแต่งหน้า มึงไม่กลัวงานมึงหลุดหรือความลับแตกหรือไง”

          “เอาเป็นว่าถ้าแหม่มเข้าฉาก เดี๋ยวกูจะไปหาที่นั่งทำงานเงียบ ๆ ก็แล้วกัน”

          “อือ ระวังตัวด้วยแล้วกัน”

          “ขอบใจ”



To Be Continued
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-06-2019 17:38:20 โดย Amo »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +524/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 4 : 6,Jun '19
«ตอบ #7 เมื่อ14-06-2019 08:38:34 »

:กอด1: :pig4: :กอด1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1818
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 4 : 6,Jun '19
«ตอบ #8 เมื่อ14-06-2019 11:03:27 »

 :pig4:
 o13

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 4 : 6,Jun '19
«ตอบ #9 เมื่อ14-06-2019 14:19:46 »

ลุ้นพระนายมากบอกเลย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 4 : 6,Jun '19
« ตอบ #9 เมื่อ: 14-06-2019 14:19:46 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 5 : 14,Jun '19
«ตอบ #10 เมื่อ14-06-2019 21:16:21 »

5





   ชาริสาเดินเข้ามาที่กองถ่ายพร้อมกับชันดา ทั้งสองช่วยกันถือขนมมาหลายถุง ดูพลุงพลัง จนทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามา

   “น้องแหม่ม น้องดา หิ้วอะไรมากันเยอะแยะคะ มาพี่ช่วยถือค่ะ”

   “ขอบคุณค่ะ ถ้าอย่างนั้นถุงพวกนี้ ดาฝากพี่เอาไปแจกทีมงานในกองหน่อยนะคะ” ชันดายื่นถุงขนมทั้งหมดให้กับทางทีมงาน โดยพยายามไม่สนใจสีหน้าแปลกใจของอีกฝ่าย จากนั้นก็ช่วยหิ้วถุงขนมในมือของชาริสาแทน

   “พี่ค่ะ พี่กรอยู่ตรงไหนคะ?”

   “อ่อ คุณกรอยู่ตรงเต็นท์นั่นค่ะ” ทีมงานคนนั้นหันหน้าไปทางเต็นท์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก

   “ขอบคุณค่ะ”

   ชาริสาและชันดาเดินมุ่งหน้าไปยังเต็นท์ของคอสตูมที่ตั้งไว้ทั้งหมด 3 เต็นท์ติดกัน โดยเต็นท์หลังหนึ่งถูกกั้นเป็นส่วน ๆ สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า และส่วนแต่งหน้า ทำผม

   “พี่แหม่ม พี่ดา สวัสดีครับ” ชาญทักทายชาริสาอย่างเกร็ง ๆ

   “ม่อนกับกรยังไม่มาเหรอ?”

   “กำลังมาครับ พี่แหม่มมาหาพี่ม่อนใช่ไหมครับ”

   “อืม เอาขนมมาฝากด้วย ร้านนี้ม่อนเขาชอบ เอาเป็นว่าพี่ฝากให้ม่อนหน่อยแล้วกันนะ”

   “พี่แหม่ม พี่รออยู่กับชาญตรงนี้ก่อนไหม เดี๋ยวดาไปถามทีมงานให้ ว่าเขาจัดที่ให้พี่ตรงไหน”

   “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวเราก็นั่งกันตรงม้าหินตรงนั้นก็ได้ ร่มรื่นดี”

   “ถ้าอย่างนั้นพี่ไปนั่งรอดาก่อนแล้วกัน เดี๋ยวดาไปเอาของที่รถให้”

   “อืม”

   เธอกำลังจะเดินไป ก็พอดีเห็นว่ากรกฤตกับพัสกาญกำลังเดินตรงมาที่เต็นท์พอดี จึงรออยู่ก่อน เธอเห็นชันดาแวะทักทายคนทั้งสองเล็กน้อยก่อนเดินไปเอาของที่รถ

   “วันนี้อารมณ์ไหนละเนี่ย แม่ดาราแสนหยิ่งถึงได้ซื้อขนมแจกคนทั้งกองถ่าย” กรกฤตถามตั้งแต่ยังเดินมาไม่ถึงตัวเธอเลยด้วยซ้ำ

   “ความคิดยัยดา ฉันแค่จะแวะซื้อฝากม่อน” ชาริสาตอบก่อนจะหันไปคล้องแขนพัสกาญ

   “อ่ะแฮ่ม!!” เธอหันไปค้อนเจ้าของเสียงอย่างกรกฤต ก่อนจะคลายวงแขนออก

   “แหม่มซื้อขนมร้านที่ม่อนชอบมาฝากด้วยล่ะ”

   “ร้านนั่นอยู่ตั้งไกล แหม่มคงไม่ได้ตั้งใจขับรถไปซื้อที่นั่นหรอกนะ”

   “ม่อนนี่ รู้ทันแหม่มเรื่อยเลย”

   “แหม่มไปเตรียมทำงานเถอะ เดี๋ยวเรากับกรก็ต้องเริ่มงานแล้วเหมือนกัน”

   “อื้ม อย่าลืมขนมแหม่มนะ”

   “มีแต่ของไอ้ม่อน แล้วของฉันละ?”

   “ก็อยู่รวม ๆ กันนั่นแหละ”

   “ก็แกเล่นบอกว่าซื้อมาฝากมัน แล้วใครจะกล้ากิน”

   “นี่แกจงใจจะเหน็บฉันหรือว่าไม่รู้นิสัยม่อนกันแน่”

   “แหม่ม พอเถอะ อย่าเสียงดัง มึงเองก็เหมือนกันไอ้กร แยกย้ายไปทำงานได้แล้ว”

   พัสกาญพูดยังไม่ทันขาดคำ ชันดาก็เดินเข้ามาหลังจากกลับไปเอาของที่รถพอดี เธอจึงเดินไปยังเก้าอี้ม้านั่งที่มองไว้ตั้งแต่แรกพร้อมกันกับชันดา

.........................................................................

   ระหว่างที่นักแสดงสมทบคนอื่น ๆ กำลังซ้อมบทกันอยู่ ชาริสาออกมายืนดูอยู่ด้านข้าง เนื่องจากทัชชายังมาไม่ถึงที่กองถ่าย ชันดาที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังคอยกางร่มคันใหญ่ให้ดาราสาว

   “มา พี่ถือให้ดีกว่า ดาคงจะไม่ถนัด” กรกฤตที่ยืนอยู่ห่างออกไป เดินเข้ามาช่วยชันดา เนื่องจากความสูงของสองสาวที่ค่อนข้างต่างกัน

   “ขอบคุณค่ะ พี่กร” ชันดาส่งร่มให้กรกฤต

   “ดาไปพักเถอะ ยังไงพี่ก็ต้องรอพระเอกของเรื่องอยู่ดี” ชาริสาที่เริ่มจะหงุดหงิดพระเอกอย่างทัชชาที่ยังไม่มาสักที เริ่มแสดงอาการไม่พอใจ

   “ดาไปเถอะ ทางนี้พี่ดูแลเอง” กรกฤตและชันดา ต่างรู้จักนิสัยของชาริสาดี เมื่อกรกฤตเอ่ยปากจะรับมือเอง เธอจึงไม่ปฏิเสธความหวังดีนั้น

   “งั้นดาขอตัวก่อนนะคะ พี่แหม่มมีอะไรก็ให้คนไปตามได้นะ”

   “แกเริ่มหงุดหงิดคุณทัชเขาแล้วล่ะสิ เขาไม่มีประวัติเรื่องมาสาย ที่วันนี้สาย เขาอาจจะมีเหตุจำเป็นก็ได้นะ”

   “ฉันก็แค่อยากไปนั่งคุยกับม่อน ดีกว่ามายืนขาแข็งรอนายพระเอกนั่นอยู่อย่างนี้”

   “เรื่องแค่นี้เองอ่ะนะ ที่ทำให้แกหงุดหงิด?”

   “อืม”

   “นี่ ที่เมื่อวานฉันเตือนแก มันเข้าหู เข้าหัวบ้างไหม”

   “ถ้าไม่เข้าหู เข้าสมอง ฉันคงจะไปนั่งรอกับม่อน ไม่มายืนรอตากแดด ตากลมแบบนี้หรอก”

   “ฉันจะเตือนแกอีกที แกต้องวางตัวดีๆ ถ้าแกเป็นข่าวกับม่อน ใครที่จะมีปัญหามากที่สุด”

   “ฉันรู้ ๆ ฉันมีปัญหาก็ไม่เท่ากับสภาพจิตใจของม่อน เอาเป็นว่าฉันจะระวังก็แล้วกัน”

   “รับปากแล้วทำให้ได้ด้วยล่ะ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่แกต้องรู้” กรกฤตลดเสียงลง “ม่อนมันต้องเอางานมาทำที่กองด้วย ฉันจะจัดที่ทางให้มันทำงาน มันก็ไม่เอาเกรงใจโน่น เกรงใจนี่ เห็นว่าจะไปหามุมทำงานเอง”

   “พูดดักแบบนี้ แกกำลังจะบอกให้ฉันไปต้องไปกวนม่อนใช่ไหม?”

   “งานม่อนมันเยอะ นี่ก็แทบจะกินนอนที่ร้านอยู่แล้ว”

   “ถามจริง ๆ เถอะ ม่อนงานเยอะขนาดนี้ ทำไมแกยังดึงม่อนมาช่วยงานแกอีก”

   “ฉันอยากให้มันเลิกเก็บตัว อยากให้ออกมาพบปะผู้คนข้างนอกบ้าง หรือถ้าโชคดี...ฉันก็อยากให้ม่อนมันเจอคนที่ทำให้มันลืม...”

   “พอแล้ว ฉันเข้าใจแล้ว และไม่ต้องเอ่ยชื่อยัยนั่นให้ฉันได้ยิน อารมณ์เสีย”

   “แกเข้าใจ ก็ดีแล้ว จะให้ดีกว่านี้ แกก็ควรจะช่วยฉันด้วย”

   “ช่วยได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเป็นแม่สื่อ”

   “ทำไมละ?”

   “ก็แกดูในกองนี้ซะก่อน มีใครที่เหมาะสมกับม่อนบ้าง”

   “เหมาะไม่เหมาะไม่เกี่ยวเลยแก ขอให้ม่อนคนเดิมกลับมาได้ก็โอเค”

   “ที่จริง แกน่าจะพาม่อนออกมาเปิดหูเปิดตาตั้งนานแล้วนะ ทำไมเพิ่งจะมาคิดได้เอาตอนนี้”

   “ก็กองนี้มีแก มีน้องดาไง ฉันถึงกล้าชวนมา กองอื่น ๆ ม่อนรู้จักใครที่ไหน มีแค่ฉันคนเดียว ที่สนิทหน่อยก็เห็นจะมีแค่เอม”

   “อืม ก็จริง เดี๋ยวยิ่งจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องแต่งตัว”

   “ใช่ไหมล่ะ?”

   “เออ ๆ นึกถึงตอนสมัยเรียนนะ”

   ...


   ..


   .
   
   การคัดเลือกดาวเดือนคณะจบลงและเป็นไปตามคาด ตำแหน่งดาวคณะตกเป็นของลูกครึ่งสาวสวย ส่วนเดือนคณะก็ไม่พ้นตัวเก็งอย่างพัสกาญที่โดดเด่นมาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารายงานตัวที่คณะ

   ชาริสาได้แต่มองดูอยู่ไกล เธอเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ร่วมชั้นเรียนกับคนทั้งสอง ต่างกันตรงที่เธอมักจะเป็นคนที่เพื่อน ๆ ลืม และยิ่งเมื่อเธอเห็นพัสกาญอยู่ในวงล้อมของเพื่อน ๆ รุ่นพี่ที่ต่างคอยเข้าหา จากความชื่นชมในคราแรกได้เปลี่ยนเป็นความริษยาไปตั้งแต่เมื่อไร เธอเองก็ไม่รู้ได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป


   ถนนภายในมหาวิทยาลัย มีรถวิ่งไม่มาก ทำให้รถจักรยานยนต์ของนักศึกษา 2 คันที่ขี่ประกบตามกันมาสามารถหยอกล้อกันกลางถนนกันได้อย่างไม่กลัวอุบัติเหตุ แต่อุบัติเหตุก็คืออุบัติเหตุ มันมาโดยไม่คาดคิด รถคันหนึ่งตกหลุมเล็ก ๆ ทำให้รถแฉลบมาข้างทาง

   “ระวัง!!”


   ชาริสาที่เดินก้มหน้าก้มตา ไม่ได้มองว่าอันตรายกำลังจะมาถึงตัว ได้ยินเสียงตะโกนเตือน และมารู้สึกตัวอีกที ตนเองก็ตกมาอยู่ในวงแขนของใครคนหนึ่ง แรงคว้า กับความวูบไหวรวดเร็ว ทำให้เธอไม่สามารถจะตั้งสติได้ทันที

   “เป็นอะไรไหม? ...บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า? ...ชาริสา? ....”

   “หา?”


   “เราถามว่าเธอบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า?” เธอมองหน้าคนถาม นั่นทำให้เธอที่ยังคงตกใจ กลับตกตะลึงกว่าเดิม

   “เธอจำเราได้...เหรอ?”

   “จำได้สิ แล้วเธอเป็นอะไรไหม ต้องไปห้องพยาบาลรึเปล่า?”

   “มะ ไม่ ไม่เป็นไร เราแค่ตกใจนิดหน่อย”


   “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”

   “ขอบใจนะ”

   “ไม่เป็นไร เราเป็นเพื่อนกันนี่”

   “เพื่อน?”


   “ใช่ เพื่อน หรือว่าเธอรังเกียจที่จะเป็นเพื่อนกับเรา”

   “เธอเองก็มีเพื่อนเยอะแล้ว”

   “มีเพิ่มอีกหลาย ๆ คนก็ดีออก”

   “คนอย่างเราไม่เหมาะจะเป็นเพื่อนกับเธอหรอก”

   “เธอเอาอะไรมาตัดสินละ”

   “...”

   “เราไม่รู้ว่าเธอเห็นเราเป็นคนแบบไหน...แต่เราอยากให้เธอรู้ว่าเราไม่ใช่คนอย่างที่เธอคิด”

   และตั้งแต่วันนั้น เธอกับพัสกาญก็เริ่มทำความรู้จัก และเป็นเพื่อนกันตลอดมา


   ...


   ..


   .

   “ไม่คิดเลยนะว่า นักศึกษาเฉิ่มๆ คนหนึ่ง วันนี้จะกลายเป็นนางเอกหน้าใหม่ได้”

   “นั่นสิ เพราะม่อนนั่นแหละ ม่อนคอยอยู่เคียงข้างฉัน คอยผลักดัน สร้างความมั่นใจให้”

   “ฉันยังตกใจไม่หายเลย ที่ตอนนั้น อยู่ดี ๆ แกก็บอกว่าจะไปออดิชั่นงานละครของคณะสถาปัตย์”

   “ถ้าไม่ได้ม่อน ก็ไม่มีฉันในวันนี้หรอก”

   “แกเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ม่อนนี่สิ”

   “ฉันโคตรเกลียดยัยนั่นเลย อย่าให้ได้เจอนะ”

   “เจอไป แกก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เขามีเหตุผลของเขาที่จะเลิกกับม่อน”

   “เหตุผลงี่เง่าสิไม่ว่า ตัวเองก็เป็นถึงดาวคณะ ชาติตระกูลก็ใช่ว่าจะดี หวังคบม่อนเพื่อสร้างกระแสให้ตัวเอง ที่ม่อนคบด้วยก็ดีเท่าไรแล้ว”

   “จะโทษเขาแต่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ไอ้ม่อนของเราตัวบาง ร่างขาว ตาหวานยิ่งกว่าผู้หญิง”

   “ก็หล่อดีออก ผู้ชายหรือผู้หญิงมองก็ไม่เห็นจะแปลก ก็คนมันหน้าตาดี”

   “ไอ้ม่อนมันมีดวงตาเป็นอาวุธเลยนะ ตาหวาน ๆ ของมันนี่ใครได้มองแล้วละสายตาไม่ได้เลย แกก็รู้”

   “ยังไงก็เป็นเหตุผลงี่เง่าอยู่ดี มาเลิกกันเพราะไม่ชอบ เวลาที่เดินด้วยกันแล้วคนอื่นเขามองม่อนมากกว่าตัวเอง ไร้สาระ”

   “เอาน่าๆ อย่าอารมณ์ขึ้น เดี๋ยวคนจะเข้าใจผิด คิดว่าแกกำลังอารมณ์เสียเพราะคุณทัชชา”

   “นั่น พอพูดถึง พ่อพระเอกของเราก็มาโน่นแล้ว” ทั้งเขาและเธอ มองไปยังคนที่เพิ่งเดินเข้ามายังกองถ่าย

........................................................................

   อามันต์เดินนำทัชชาเข้ายังกองถ่ายละคร พร้อมทั้งขอโทษขอโพยทีมงานมาตลอดทาง ส่วนคนที่ทำผิดได้แต่เดินตามมาอย่างอิดโรย มีขอโทษคนนั้น คนนี้บ้าง ตามแต่สติจะพึงมี

   “มาถึงกันก็ดีแล้ว กรๆ พาทัชไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว” เจษฎ์เรียกกรกฤตให้เข้าไปหา ชาริสาจึงถือร่มเอง “เราจะถ่ายตอนที่ 21 ซีนที่ 8 กันก่อน” เจษฎ์ชี้ไปที่บทละครให้ทั้งกร และทัชชาดู ทั้งสองก็พยักหน้ารับ และเดินไปเตรียมตัว

   “มันต์ มาทางนี้หน่อย” อามันต์ที่กำลังจะเดินตามทั้งสองคนไป ต้องหยุดชะงัก

   “ครับ”

   “เกิดอะไรขึ้น ทำไมวันนี้ถึงมาสาย มีอุบัติเหตุอะไรระหว่างที่มารึเปล่า”

   “ไม่มีครับทุกอย่างเรียบร้อยดี เมื่อเช้าทัชเขาแค่ปวดหัวนิดหน่อย”

   “แล้วเจ้าตัวเขาจะไหวรึเปล่า”

   “ไหวครับไหว”

   “ยังไงๆ ก็ดูแลกันหน่อยก็แล้วกัน งานตรงนี่ร่างกายสำคัญที่สุด แต่ถ้าเห็นท่าทีของทัชไม่ไหวก็รีบบอกพวกพี่ จะได้สลับซีนให้ทัชได้พัก”

   “ครับ ๆ ขอบคุณ คุณเจษฎ์มากนะครับ ผมขอตัวไปดูทัชก่อน”

   “อืม”

   อามันต์เร่งเดินตามทัชชาและกรกฤตไป จนถึงเต็นท์ที่ทางทีมงานจัดไว้ให้ เขาเห็นหนุ่มแว่นเลี่ยงออกมานั่งทำงานอยู่มุมหนึ่ง ไม่ได้เข้าไปช่วยกรกฤตทำงาน ทำให้เขาเกิดอาการไม่พอใจ เมื่อเข้าไปในเต็นท์ทัชชาก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว กะทิและไลลากำลังช่วยกันแต่งหน้าและทำผมให้พระเอกของเรื่องอยู่

   “ผู้ช่วยใหม่ของนายนี่เขาคงมีโลกส่วนตัวสูงนะ ทัชมาแล้วยังนั่งนิ่งไม่มาช่วยงาน” กรกฤตหันไปมองพัสกาญเล็กน้อย

   “ทัชชาไม่ใช่งานของม่อน ม่อนมาช่วยผมดูแลงานในส่วนของแหม่ม การที่ม่อนเขาช่วยงานส่วนอื่น ๆ ด้วยก็ถือว่าเป็นน้ำใจของเขา ถ้าเขาจะแยกไปทำงานส่วนตัวในช่วงที่ว่างจากงานหลักก็เป็นเรื่องของเขา”

   “นายม่อนคนนี้เป็นใคร ถึงได้ดูสนิทสนมกับคุณแหม่ม”

   “เขาเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของผมกับแหม่ม พวกเราเรียนรุ่นเดียวกัน”

   “เขาเป็นแฟนแหม่ม”

   “นายคิดว่าเขาเหมาะสมกันสินะ?”

   “ไม่คู่ควรกันสักนิด” อามันต์บอกไปตามใจคิด นางเอกสาวสวยจะไปเหมาะกับหนุ่มเฉิ่มแว่นโตได้อย่างไรกัน

   เขามองกรกฤตที่ดูจะมีท่าทางเห็นด้วยกับเขา โดยไม่รู้เลยว่ากรกฤตมองกันคนละมุม

To Be Continued

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 5 : 14,Jun '19
«ตอบ #11 เมื่อ14-06-2019 21:37:36 »

ลุ้นๆ  ว่าอะไรที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มต้นคุยกัน

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 6 : 20,Jun '19
«ตอบ #12 เมื่อ20-06-2019 20:52:07 »

6





   ทัชชาไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงานเท่าไร ผิดคิวก็บ่อย พูดบทผิดก็หลายครั้ง อารมณ์ที่สื่อออกมายังไม่ได้ก็มี กว่าจะจบแต่ละซีนก็ต้องเหนื่อยกันไปหลายคัท กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาทีมงานเหนื่อยกันเป็นแถบ ๆ

   “เป็นยังไงบ้างทัช ยังปวดหัวอยู่เหรอ” อามันต์รีบเดินเข้ามาถามเขาทันทีที่พี่กวินทร์สั่งคัท

   “ฉัน”

   “นายไปพักสักเดี๋ยว ฉันจะไปเอายามาให้ อย่าทำให้ทุกคนเป็นห่วง” อามันต์รีบตัดบทก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรออกมา

   “อืม ขอบใจนายมาก เรื่องยา” เขาพูดเพียงเท่านี้ ซึ่งอามันต์ก็รับรู้ได้

   ทั้งสองเดินมายังจุดที่พวกเขานั่งพัก ทีมงานหลายคนที่รู้ว่าเขาไม่สบายก็เอาของมาฝากอย่างซุปไก่สกัด รังนกสำเร็จรูป วางเรียงรายอยู่ที่โต๊ะของเขาหลายขวด

   “ฝีมือนายสินะ” ทัชมองสิ่งของเหล่านั้นก่อนนั่งลง

   “จะให้คนในกองรู้เหรอว่านายสติแตกเพราะผู้หญิงคนเดียว”

   “ฉันอยากเคลียร์กับเขา”

   “นายก็เห็น ว่าเขาไม่อยากเคลียร์กับนาย แล้วนายก็เห็นข่าวแล้วนี่”

   “นั่นเป็นคำพูดที่พวกเรามักให้จะให้กับนักข่าวอยู่แล้ว”

   “ฉันว่าเธอคิดจริงๆ นะ นายอย่าได้หลอกตัวเองต่อไปเลย นายก็รู้ว่าเธอใช้นายเป็นบันไดไปสู่ชื่อเสียง”

   “เธอไม่ได้ใช้ฉันเป็นบันได เธอไม่เห็นได้อะไรจากฉันเลย”

   “ได้สิ อย่างน้อยก็รางวัลคู่จิ้นแห่งปี”

   “...นายว่าเธอร้กฉันบ้างไหม?”

   “นายอย่าไปเสียเวลารักคนแบบนั้นเลย รีบๆ กลับมาเป็นทัชคนเดิม ปล่อยว่าเรื่องของเธอซะ ยิ่งนายเป็นแบบนี้ จะมีคนที่เหนื่อยเพราะนายอีกหลายคน ไม่ใช่ฉันเพียงคนเดียว คนในกองเขาก็ต้องเสียเวลาไปเพราะนาย”

   “...” เขารู้ว่าช่างเช้านี้เขาทำงานพลาดมาเยอะ และจริงอย่างที่อามันต์ว่าทุกอย่าง “ฉัน...จะพยายามก็แล้ว”

   “อืม เดี๋ยวฉันจะเดินไปของยาจากทีมงานมาให้ นายก็สงบสติอารมณ์หน่อยก็แล้วกัน”

   “ขอบใจนายมาก”

   อามันต์เดินออกมาหาทีมงานเพื่อทำทีไปขอยามาให้เขา ส่วนเขาก็เปิดข่าวที่ทำให้เขาถึงกับช็อกเมื่อเช้าขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

   นางเอกสาวคู่จิ้นแห่งปี ทิ้งคู่จิ้น เพื่อตามหาคู่จริง ยืนยันหนักแน่น หัวใจย้งว่าง...

   พาดหัวข่าวกับภาพที่เธอถูกปาปารัสซี่ถ่ายไว้ได้ในร้านอาหารหรูพร้อมกับหนุ่มทายาทนักธุรกิจ จนพราววริศาออกมายอมรับว่าหัวใจยังว่างและปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ได้คบกับทัชชา อีกทั้งยังพร้อมเปิดโอกาสรับคนที่จะเข้ามาทำความรู้จัก มันทำให้เขาไม่อยากจะเข้าไปอ่านเนื้อข่าวข้างใน ได้แต่ดูรูปคู่ของคนทั้งสอง จนกระทั่งตัดสินใจได้ในที่สุด เขาพอตัดสินใจพิมพ์ข้อความไปหาเธอ ยินดีด้วยนะ ขอให้พราวพบคนที่ดีกว่าทัช

   
.........................................................................

   พัสกาญเดินตรงมายังจุดที่ทีมงานกำลังถ่ายทำละครกันอยู่ เพราะรู้สึกว่าซีนนี้ใช้เวลานานกว่าปกติ เกรงว่าชาริสาจะเกิดเรื่องจึงต้องมาดูสักหน่อย แต่เมื่อมาถึงทางทีมงานกำลังจะเปลี่ยนซีนกันพอดี เขาจึงเดินเข้าไปหาชาริสา

   “เหนื่อยไหมแหม่ม”

   “เหนื่อยสิ ไม่รู้ว่าพ่อพระเอกของเราเป็นอะไร วันนี้ถึงได้ขยันหลุดจัง สงสัยกลัวคนอื่นทำงานไม่คุ้มค่าตัว”

   “แหม่ม เบาๆ”

   “เราก็พูดไปอย่างนั้นเอง ว่าแต่ม่อนเห็นออร่าจะเขาไหม?”

   “จะไปเห็นได้ยังไง เขาไม่ได้คิดอะไรกับเราสักหน่อย เราไม่เห็นหรอก”

   “เออ จริงสินะ เผลอ ๆ บางทีเขาคงไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาหรอก อย่างเขาน่ะ คงมีแต่ยัยพราวคนเดียว”

   “พูดอะไรระวังปากด้วย ที่นี่คนน้อยซะที่ไหน”

   “เห็นว่าเป็นม่อนหรอกนะ ถ้าเป็นคนอื่นหรือแม้แต่กร จ้างให้แหม่มก็ไม่พูดไปหรอก”

   “แล้วสรุปว่าที่ซีนนี้เพิ่งเสร็จ เป็นเพราะคุณทัชอย่างนั้นสินะ”

   “ใช่สิ มาก็สาย สมาธิยังแย่อีก”

   “ได้ยินมาว่าเขาไม่สบายนะ เดี๋ยวได้พักสักหน่อยก็ดีขึ้น”

   “แต่แหม่มว่าไม่ใช่ น่าจะมีเรื่องอื่นมากกว่า”

   “เรื่องอื่น?”

   “อืม แต่แหม่มไม่แน่ใจ และไม่อยากพูดถึงด้วย เราไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วทำงานของเราดีกว่า เรื่องคนอื่นก็อย่าไปยุ่งเลย”

   “แหม่มคิดได้แบบนั้นก็ดีแล้ว”

   “เออ แล้วนี่ เห็นกรบอกว่าม่อนเอางานม่อนมาทำด้วย ระหว่างนี้ได้ทำงานตัวเองบ้างรึเปล่า”

   “ทำสิ แต่เรารู้สึกห่วงแหม่มเลยเดินออกมาดู”

   “หูย...น่ารักที่สุดอ่ะ แต่ทีหลังม่อนไม่ต้องห่วงนะ ถึงเวลาเดี๋ยวดาก็ไปตามม่อนเองแหละ ม่อนทำงานของม่อนไปเถอะ จะว่าไป...การที่นายทัชนั่นสติแตกก็ดีเหมือนกันนะ ม่อนจะได้มีเวลาทำงานเยอะขึ้นไง”

   “แหม่มก็พูดเป็นเล่น เราทำงานได้มากขึ้นแค่คนเดียว แต่คนเป็นสิบเสียกลับมาเสียเวลา มันดีตรงไหน”

   “แหม่มพูดเล่นน่ะ ไม่อยากให้ม่อนเครียดนี่”

   “พูดแบบนี้สิยิ่งเครียด”

   “อ่าวเหรอ? ถ้าอย่างนั้นแหม่มไม่พูดแล้ว เรารีบไปเปลี่ยนเสื้อกันเถอะ”

   “อืม”

   พัสกาญเดินเคียงคู่ไปกับชาริสา และดูเหมือนเธอจะวางตัวดีขึ้น ไม่คล้องแขนเขาเหมือนที่ผ่าน ๆ มา ส่วนเขาก็หันไปมองต้นเหตุของความล่าช้าในงานวันนี้ ชายหนุ่มเดินคู่ไปกับผู้จัดการส่วนตัว ออร่าที่ออกมาจากคุณอามันต์บ่งบอกถึงอารมณ์หงุดหงิด ทำให้เขานึกแปลกใจ ว่าเหตุใดดาราในความดูแลของตัวเองไม่สบาย แทนที่จะมีอารมณ์เป็นห่วงกลับมาหงุดหงิดไปเสียได้

........................................................................

   กรกฤตขับรถมาส่งพัสกาญที่ร้านก็เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว วันนี้ถือว่าเป็นวันที่ค่อนข้างโหดสำหรับคนในกองถ่ายวันหนึ่งทีเดียว งานที่ล่าช้าและผิดพลาดเพราะคนเพียงคนเดียว

   ทั้ง ๆ ที่คนทั้งกองถ่ายต่างเป็นห่วงทัชชา เพราะพระเอกหนุ่มไม่ค่อยจะป่วยให้ได้เห็นบ่อยนัก อีกทั้งยังสู้มาทำงานถึงแม้จะผิดพลาดแต่ทุกคนก็ล้วนให้อภัย ผิดกับชาริสาที่ไม่เชื่อว่าทัชชาป่วยจริง ๆ เขาลองถามความเห็นกรกฤต รายนั้นกลับไม่พูดอะไร

   “ที่มึงนิ่งไม่ตอบนี่ แสดงว่าจริงอย่างที่แหม่มว่าใช่ไหม ว่าคุณทัชป่วยการเมือง”

   “เรื่องบางเรื่องกูคุยเล่นได้ แต่เรื่องนี้กูขอไม่วิจารณ์”

   “แสดงว่ามึงกับแหม่มรู้อะไรมาละสิ”

   “ก็นิดหน่อย แต่ก็ไม่เกี่ยวกับมึง มึงก็ทำงานของมึงไปเถอะ”

   “กูไม่ได้อยากยุ่ง แต่กูกลัวแหม่มจะมีปัญหา”

   “แหม่มมีมึงอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ ไม่มีปัญหาหรอก ไม่อย่างนั้นนะ นางคงเหวี่ยงวีนกองแตก แยกย้ายกลับบ้านกันไปตั้งแต่เที่ยงวัน ไม่ใช่มากลับเอาเที่ยงคืนแบบนี้หรอก”

   “ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดี”

   “มึงกังวลเรื่องอะไร”

   “กูไม่รู้ แต่กูไม่ค่อยชอบสายตาคุณอามันต์เวลาเขามองกูสักเท่าไร”

   “อามันต์เกี่ยวอะไรด้วย”

   “มึงไม่ต้องรู้หรอก ถ้าเขาไม่พาลหาเรื่องกูเพราะหงุดหงิดคุณทัชก็โอเคแล้ว”

   “มึงนี่ก็แปลก มัวแต่กังวลเรื่องอามันต์ แต่ไม่กังวลเก้ง กวาง บ่าง ชะนี ในกองถ่ายที่เขาแอบมองมึงจนน้ำลายสอไปตาม ๆ กัน”

   “คนอื่น ๆ ก็ไม่เห็นจะมีอะไร?”

   “นี่...มึงเอาไปดู”

   “อะไร? ไลน์กลุ่มกองถ่าย?”

   “เออ ส่วนใหญ่ก็ทีมงานเล็กๆ แหละ”

   “รูปพวกนี้”

   “ก็เออสิ คนแอบถ่ายรูปมึงเพียบ ปกติจะเห็นแต่ถ่ายรูปดารา”

   “กูไม่ทันเห็น”

   “ถ้าเห็น เขาจะถ่ายรูปมึงได้ไหมล่ะ ยังดีที่ไม่มีรูปมึงกับแหม่ม เพราะถ้ารูปหลุดออกไป มึงได้เป็นข่าวแน่ ทีนี้คุณหญิงยายได้มาแหกอกกูตายคากองถ่าย ไร้ที่ฝังเลยมึง แล้วไหนจะแม่มึงอีก ที่อยากให้มึงแต่งกับแหม่มซะเหลือเกิน”

   “แม่ไม่ได้คิดกับแหม่มอย่างนั้น แม่แค่เอ็นดูแหม่มเฉย ๆ ไม่ได้คิดจะจับคู่ให้กูสักหน่อย มึงเข้าใจผิดไปเอง”

   “กูว่ากูไม่ได้เข้าใจผิด ไว้มึงคอยดูต่อไปก็แล้วกัน เอาถึงแล้ว ไว้พรุ่งนี้เจอกัน” เมื่อจอดรถที่หน้าร้านแล้ว กรกฤตก็ไล่เขาลงทันที

   “อืม ขับรถดี ๆ นะมึง”

   เขาลงจากรถ ยืนรอส่งกรกฤตขับรถออกไปจากบริเวณร้านแล้ว เขาจึงไขกุญแจเข้าร้านและเดินขึ้นมาชั้น 3 ซึ่งเป็นส่วนของห้องพักโดนไม่ได้เปิดไฟสักดวง ด้วยความเคยชินกับเส้นทาง

   เมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัว แต่กลับยังตาสว่างไม่ง่วงงุน หรือเหนื่อยล้าเท่าไร อาจจะเป็นเพราะเขาไม่ค่อยได้ทำอะไรสักเท่าไรนอกจากนั่งรอ เขาจึงเลือกที่จะมานั่งค้นข่าวดาราที่เขาร่วมงานด้วยวันนี้

   ตั้งแต่เขาเข้ามาช่วยงานกรกฤตที่กองถ่ายก็ร่วมสัปดาห์แล้ว แต่เพิ่งจะรู้ว่าดาราสาวมากความสามารถอย่างพราววริศาเป็นหนึ่งในนักแสดงนำของเรื่องนี้ด้วย ถึงแม้จะเป็นเพียงคู่รองแต่ก็มีบทบาทเด่นไม่น้อย

   ในอินเทอร์เน็ตมีข่าวว่าเธอและทัชชาเป็นคู่จิ้นจากละครเรื่องก่อน อีกทั้งยังลือกันว่าเขาคบกับเธอนอกจอ จนกระทั่งข่าวล่าสุดที่ดาราสาวเพิ่งออกมายอมรับว่าหัวใจยังว่าง นั่นทำให้พัสกาญพอจะเดาสาเหตุที่แท้จริง ทัชชาน่าจะมีใจให้กลับดาราสาวซึ่งมันทำให้เขาเกิดความเห็นใจทัชชา พาลให้นึกถึงเรื่องในอดีตแฟนสาว โมนิก้า

   “เฮ้อ...”

   พัสกาญได้แต่ถอนหายใจ กำลังจะวางโทรศัพท์ลงแต่กลับมีอีเมลจากนิตยสารหัวนอกฉบับหนึ่งส่งเข้ามา เขาจึงเข้าไปเปิดอ่าน

   “งานเยอะแบบนี้ดีกว่าสินะ” เขาเปรยกับตัวเองก็จะกดพิมพ์ข้อความตอบอีเมลฉบับนั้นกลับไป

........................................................................

   ชาริสาลงมารอชันดาที่ห้องรับแขก ทำให้ชันไหมคะค่อนข้างจะแปลกใจ เพราะปกติเธอต้องเป็นผู้ที่รอคอยพี่สาวเธอถึงจะถูก

   “ว้าย...พี่แหม่ม รอดานานไหมคะ? นี่ดาตื่นสายเหรอเนี่ย?”

   “พอๆ ยัยดา ไม่ต้องตื่นตูม ดาไม่ได้สายหรอก พี่ตั้งใจลงมารอดาต่างหาก”

   “พี่แหม่มมีอะไรก็คุยกันบนรถก็ได้นี่ค่ะ ทำแบบนี้ดาตกใจนะ”

   “แค่พี่ลงมารอเธอก่อน แค่นี้ทำตกใจ?”

   “ว่าแต่พี่แหม่มมีเรื่องอะไรจะคุยกับดาค่ะ?”

   “เปลี่ยนเส้นทาง”

   “หา?”

   “วันนี้เราไปรับม่อนกันก่อนค่อยตรงไปที่สตูดิโอนะ”

   “เรื่องแค่นี้บอกกันบนรถก็ได้”

   “เราไม่ได้ไปบ้านใหญ่ ม่อนเขาพักอยู่ที่ร้าน มันคนละทางกับสตูฯ พี่เลยอยากบอกไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ”

   “ค่ะๆ เข้าใจแล้วค่ะ”

   “ถ้าอย่างนั้นเราก็รีบไปกันก่อนเถอะ ต้องรีบไปให้ถึงก่อนกรให้ได้”

   “อ่าว ทำไมพี่แหม่มไม่แจ้งพี่กรละคะ ว่าเราจะไปรับพี่ม่อน”

   “ถ้าบอก นายนั่นก็จะบอกว่า ไม่ดี ไม่ได้ ไม่งาม พี่ควรจะวางตัวกับม่อนดี

   “เอ่อ...ไม่เห็นต้องเลียนแบบท่าทางพี่กรเลย เห็นภาพเลยนะเนี่ย”

   “อ่าวพี่เป็นอะไร พี่เป็นนักแสดงนะคะ”

   “ค่ะๆ ไปกันได้แล้วค่ะ เดี๋ยวไม่ทันพี่กรนะคะ”

   ชาริสารีบเดินนำชันดาไปที่รถเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เธอตั้งใจ แต่เมื่อไปถึงร้านของพัสกาญกลับเห็นรถของกรกฤตจอดรออยู่ เมื่อชันดาจอดรถเรียบร้อยดีแล้ว เธอจึงรีบเดินตรงไปที่รถของกรกฤต พร้อมเคาะกระจกรถของเขาทันที

   “เฮ้ย!!” กรกฤตลดกระจกรถลง “มาได้ไงว่ะเนี่ย”

   “ยัยดาขับพามาสิ”

   “ฉันอุทาน แกไม่ต้องตอบก็ได้” กรกฤตเปิดประตูและก้าวลงจากรถ “ฉันหมายถึงว่า แกมาทำอะไรที่นี่”

   “ฉันก็จะมารับม่อนไปที่กองถ่ายพร้อมกับฉันไง”

   “เฮ้ย ไม่ดีๆ ไม่ได้ มันไม่งาม แกควรจะวางตัวกับม่อนให้มันดี ๆ หน่อย”

   “โหย เป๊ะมากอ่ะพี่แหม่ม” ชันดาที่เดินตามมาสมทบได้ยินประโยคที่กรกฤตพูดพอดี

   “เห็นไหมล่ะ ผิดอย่างที่ว่าไว้ที่ไหนละยัยดา” ชันดาพยักหน้าให้ยิ้ม

   “อะไรกัน พี่น้องคู่นี้” กรกฤตได้แต่ยืนงง

   “วันนี้คึกคักกันแต่เช้าเลยนะ” พัสกาญเดินออกจากร้านมาโดยมีต้อยติ่งเดินตามมาส่ง

   “แหม่มตั้งใจมารับม่อนไปที่สตูฯ ด้วยกันน่ะ”

   “อ่อ ปกติเราไปกับกรอยู่แล้ว แหม่มไม่เห็นต้องลำบากเลย”

   “ลำบงลำบากที่ไหน แหม่มอยากมารับนะ แต่เราลืมบอกกร เลยมาเจอกันที่หน้าร้านนี่แหละ”

   “ถ้าแกบอก ฉันก็ไม่ให้แกมาหรอก”

   “เออ...ไม่เอา ไม่ทะเลาะกันแต่เช้า วันนี้ยังมีงานต้องทำอีกตั้งเยอะนะ อามาเสียอารมณ์เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย”

   “ถ้าอย่างนั้นม่อนก็ไปรถแหม่มสิ กรก็ไปเจอที่สตูฯ เลย ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย ดาก็อยู่ด้วย”

   “อืม แต่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ครั้งหน้าแหม่มไม่ควรทำแบบนี้อีก”

   “ก็ได้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว”

   “กร กูไปกับแหม่มนะ เดียวเจอกันที่สตูฯ”

   “อืม”

   “ไปก่อนนะต้อยติ่ง ไว้คราวหน้าพี่จะซื้อขนมมาฝาก” ชาริสายิ้มอย่างผู้ชนะให้กับกรกฤตก่อนที่จะเผื่อแผ่ความดีใจไปให้ต้อยติ่งที่ยืนยิ้มอยู่หน้าร้านด้วย

   ระหว่างทางที่ชันดาเป็นผู้ขับรถ พัสกาญนั่งคู่หน้าข้างชันดา เธอมองกระจกมองหลังเห็นใบหน้าชันดาที่กำลังตั้งใจขับรถอยู่ ก่อนตัดสินใจเอ่ยกับพัสกาญ

   “ม่อน” พัสกาญเหลียวหลังกลับมามองทางเธอที่นั่งอยู่บนเบาะหลัง

   “แหม่มมีอะไรรึเปล่า” เธอลังเลที่จะพูดเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองไปยังชันดา ซึ่งก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร นอกจากยังคงตั้งใจขับรถเหมือนเดิม

   “เรื่องงานที่นิวยอร์ก ถ้าแหม่มจะขอให้ม่อนไปเป็นสไตล์ลิสส่วนตัวให้แหม่ม ม่อนช่วยแหม่มได้ไหม?”

   “แหม่ม...เรา...”

   “ม่อนไม่ต้องรีบตอบเราตอนนี้ก็ได้ ม่อนเก็บเอาไปคิดดูก่อน แล้วค่อยมาตอบแหม่มที่หลัง” เธอรีบตัดบทเพราะพอจะรู้คำตอบจากพัสกาญ และการที่เธอถ่วงเวลาไว้ก็ใช่ว่าจะได้คำตอบ เพราะการเงียบนั่นก็เป็นการตอบอีกแบบหนึ่งของพัสกาญ

To Be Continued


ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 6 : 20,Jun '19
«ตอบ #13 เมื่อ20-06-2019 22:05:03 »

6 ตอนแล้ว พระนายยังไม่ได้คุยกันเลย
ลุ้นจนเครียดแล้วนี่ 5555

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 7 : 15.Jul '19
«ตอบ #14 เมื่อ15-07-2019 16:28:08 »

7




   กรกฤตขับรถเข้ามาจอดข้างสตูดิโอที่จะถ่ายละครกันวันนี้ โดยระหว่างที่ขับรถเข้ามา เขาก็สอดส่ายสายตามมองหารถของชาริสาไปด้วย ทั้งที่เขาขับตามรถของดาราสาวมาติด ๆ แต่กลับคลาดกับบนทางด่วนเสียได้ เขาไม่อยากจะให้ใครเห็นว่าพัสกาญมาพร้อมกับชาริสา

   เมื่อได้ที่จอดรถเรียบร้อย กรกฤตก็โทรตามให้ชาญและเอมมาช่วยเขาขนของในรถ รออยู่ไม่นานเด็กทั้งสองก็เดินเข้ามาพร้อมเปิดท้ายรถอย่างรู้หน้าที่

   “เอมเห็นแหม่มกับม่อนไหม?”

   “ยังไม่เห็นค่ะ ว่าแต่พี่ม่อนขับรถมาเองอย่างนั้นเหรอคะ?”

   “ขืนมันเอารถมา คนได้แตกตื่นกันทั้งกอง”

   “เอมก็ว่าอยู่ รถเด่นขนาดนั้นไม่น่าจะรอดสายตาคนชอบรถอย่างพี่เจษฏ์ไปได้หรอก”

   “ไอ้ม่อนมันมารถชันดาน่ะ”

   “หือ พี่แหม่มให้ดาไปรับพี่ม่อนเหรอคะ?”

   “ก็ใช่นะสิ ไม่อย่างนั้นพี่คงไม่เป็นห่วงแบบนี้หรอก”

   “ไม่เห็นจะมีอะไรน่าห่วงเลย ก็เพื่อน ๆ กันทั้งนั้น ดีซะอีก พี่แหม่มจะได้อารมณ์ดี”

   “พวกเราน่ะรู้ ว่าเขาเป็นเพื่อนกัน แต่คนอื่นกับนักข่าวเขาไม่รู้นี่”

   “นี่ ยัยเอม จะยืนโม้อีกนานไหม มาช่วยฉันทีสิ” ชาญที่ยืนก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ที่ท้ายรถตะโกนออกมา

   “เอมไปช่วยชาญเถอะ พี่เข้าไปก่อนนะ ฝากล็อกรถด้วย” เขายื่นกุญแจรถให้เอม ก่อนเดินตรงเขาสตูดิโอ

   กรกฤตเดินตามหาคนทั้งสามภายในสตูดิโอ เห็นกะทิเพิ่งจะมาถึงพร้อมทีมช่างทำผม ส่วนไลลาที่มาถึงนานแล้วกำลังนั่งดูหน้าจอโทรศัพท์มือถืออย่างตั้งใจ จนกระทั่งเดินมาถึงส่วนของกวินทร์และเจษฏ์ เขาก็บังเอิญได้ยินทั้งสองคุยกันและยังพาดพิงถึงเขาอีกด้วย

   “ถ้ามันจริงอย่างที่ไอ้กรมันว่านะไอ้เจษฏ์ บางทีเราอาจจะสร้างกระแสคู่จิ้นคู่ใหม่จากเรื่องนี้ได้ ทัชกับแหม่มเล่นละครด้วยกัน จากตอนที่ผ่าน ๆ มาเคมีมันก็เข้ากันได้อยู่”

   “แค่เรื่องที่น้องแหม่มไม่วีนก็ดีเท่าไรแล้ว พี่วินทร์จะจับคู่เธอกับทัชอีก มันจะไหวเหรอ?”

   “ทีเซอร์ของละครก็เลือกฉากที่มันดูจิ้น ๆ หน่อยก็น่าจะได้ ถ้าคนดูคล้อยตามแล้ว กระแสมันก็มาเอง”

   “จะไหวเหรอพี่ ทัชชาเป็นคู่จิ้นกับพราววริศาอยู่นะ เรื่องนี้เขาก็ยังเล่นด้วยกัน แล้วไหนจะมีรางวัลการันตีความจิ้นอีก”

   “ฉันว่าฉันเห็นข่าวอยู่นะ ที่พราวออกมาให้ข่าวว่าหัวใจยังว่างนั่นน่ะ”

   “ไอ้เรื่องนี้อีก ผมว่าที่ทัชรวนเมื่อวานอาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้ก็ได้”

   “ใช่ที่ไหน เรื่องมนต์รักปั้นสิบ ผู้ใหญ่ก็จับคู่ให้เขาจิ้นกันเพื่อสร้างกระแสให้ละคร จนทัชได้รางวัลแต่พราวนี่สิเล่นได้ไม่ถึง ไม่อย่างนั้นรางวัลนักแสดงหญิงคงไม่ตกไปเป็นของคนอื่น”

   “พอไม่ได้รางวัล เรื่องนี้เลยให้แหม่มขึ้นเป็นนางเอกแทนสินะ”

   “ชู่วร์...”

   “โทษที มันเผลอ”

   “พี่ว่าที่แหม่มไม่วีนอาจจะเป็นเพราะทัชชาก็ได้ หรือแหม่มอาจจะมีใจให้กับทัชจริง ๆ ถึงได้ทำตัวดีขึ้น ใครจะรู้ ถ้าดันให้ทั้งคู่จิ้นกันได้ ไม่แน่นะ ละครเรื่องนี้อาจจะเรทติ้งดีกว่าเรื่องมนต์รักปั้นสิบก็เป็นได้”

   กรกฤตรีบเดินเลี่ยงออกมา เมื่อคิดว่าเรื่องที่ทั้งสองคุยกันนั้นไม่น่าจะมีอะไรเพิ่มเติม เพราะสิ่งที่เขาได้ยินมานั้น มันก็ทำให้เขากังวลมากพออยู่แล้ว ชาริสาไม่ชอบให้ใครมาจับคู่มากที่สุด

   เขาเร่งฝีเท้าเพื่อเดินตามหาชาริสาและพัสกาญ แต่ดันไปเจอเข้ากับทัชชาที่เดินเข้ามาภายในสูดิโอซะก่อน เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมาย

   “คุณทัช” เขาเรียกทัชชาที่กำลังเดินทักทายและขอบคุณทีมงานที่นำของไปให้เขาเมื่อวาน

   “กร?”

   “พอจะมีเวลาให้ผมสักเล็กน้อยไหม ผมมีเรื่องปรึกษาคุณหน่อย”

   “ได้สิ”

   “ถ้าอย่างนั้น ผมรบกวนเชิญทางนี้หน่อย”

   กรกฤตเดินนำทัชชาออกไปด้านนอกสตูดิโอ โดยมีทัชชาเดินตามออกมา ส่วนอามันต์ที่เพิ่งจะเดินสวนเข้าสตูฯ กำลังอ้าปากจะถาม แต่กับเงียบไว้ และเดินตามทั้งสองไป

   “คุณคงรู้ว่าผมนิสัยเป็นอย่างไง” กรกฤตเริ่มเกริ่น

   “อืม ที่กรให้ผมออกมาคุยที่นี่ แสดงว่าเรื่องที่จะคุยเป็นเรื่องที่คุณซีเรียสสินะ”

   “คุณกับพราวแอบคบกันรึเปล่า” คำถามที่ตรงประเด็นนั่นทำให้ทั้งทัชชาและอามันต์ถึงกับนิ่งไป “ถึงผมจะชอบไปคุยกับคนนั้นคนนี้ในกอง แต่ผมก็แยกแยะได้ว่าเรื่องไหนเรื่องจริง ไม่จริง”

   “เรื่องมนต์รักปั้นสิบ ทางผู้ใหญ่เป็นคนปล่อยข่าวให้ทั้งสองจิ้นกัน พวกเขาเลือกที่จะให้พราวและทัชรับงานคู่กันตลอด เพื่อสร้างให้ทั้งสองจิ้นกัน จนเป็นกระแสให้ละครเป็นที่นิยม” อามันต์เป็นฝ่ายยืนยันความจริง แต่กรกฤตกลับจ้องทัชชาอย่างจับสังเกต “อีกอย่าง เรื่องนี้พราวเล่นเป็นดาราสมทบ จะรับงานคู่กันเพื่อสร้างกระแส คนคงไม่สนใจแล้วล่ะ”

   “ที่กรมาถามผมแบบนี้เพราะเรื่องเด็กของคุณกับชาริสาใช่ไหม?” ทัชชาเป็นฝ่ายถามบ้าง

   “ผมยอมรับว่าผมค่อนข้างเป็นห่วงเพื่อนของผมสองคนนี้มาก เลยไม่อยากให้เกิดเรื่อง ถ้าคุณยืนยันว่าคุณไม่เคยคบกับพราว ผมก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวล”

   “พราวมาเกี่ยวอะไรด้วย” เป็นอามันต์ที่ถาม

   “ผมบังเอิญได้ยินพี่กวินทร์คุยกับเจษฎ์ว่าจะสร้างกระแสให้คุณจิ้นกับแหม่ม ผมแค่ไม่อยากให้แหม่มมีปัญหา หากว่าพวกคุณคบกันจริง ๆ แล้วมาเลิกกัน แหม่มจะกลายเป็นมือที่สามทันที แฟนคลับจะแอนตี้เธอ”

   “ผมไม่รู้ว่าคุณรู้อะไรมา แต่อย่างที่ผมยืนยันไปแล้ว ว่าเรื่องของทัชกับพราวเป็นเพียงแค่การสร้างกระแสเท่านั้น”

   “ผมเชื่อคุณ คุณมันต์ และหวังว่าวันนี้คุณจะมีสมาธิในการทำงานนะคุณทัช”

   กรกฤตเดินเลี่ยงคนทั้งสองออกมา เขารู้ว่าอามันต์พูดความจริง เพราะเรื่องนั้นเขารู้อยู่แล้ว แต่เรื่องที่ดาราหนุ่มยังคงปิดบังและไม่ยอมรับนั้น เขาก็สามารถวิเคราะห์ได้ ทัชชามีใจให้พราววริศาจริง ไม่อย่างนั้นเมื่อวานที่มีข่าวออกมา ทัชชาคงไม่เสียศูนย์ขนาดนั้น ในขณะที่พราววริศาไม่ได้คิดอะไรกับอีกฝ่าย

   เขาหวังเพียงแต่ว่า พราววริศาจะไม่ให้ข่าวอะไรที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับชาริสา หลายคนอาจจะไม่รู้ถึงฉากหลังของเธอ แต่เขารู้ดี

.........................................................................

   ทัชชาและอามันต์เดินเข้ามาในสตูดิโออีกครั้ง แต่สายตาของเขายังคงจับตามองไปยังแผ่นหลังของกรกฤตที่เดินอ้อมไปเข้าอีกประตูหนึ่ง เขาหยุดยืนมองทำให้อามันต์ที่เดินเคียงกันมาชะงัก

   “นายเป็นอะไรรึเปล่า?”

   “ไม่คิดว่าคนอย่างกรจะรู้อะไรมากขนาดนี้”

   “ถ้านายไม่ยอมรับอะไร และทำตัวดี ๆ มันก็ไม่มีอะไร”

   “เขาดูจะห่วงนางเอกของนายนะ”

   “ที่กรพูดก็น่าคิด แฟนคลับไม่ใช่น้อยที่อยากให้นายกับพราวลงเอ่ยกันจริง ๆ”

   “ฉันก็อยาก”

   “ทัชชา”

   “ฉันรู้ ว่าฉันต้องตัดใจ”

   “ฉันถามนายจริง ๆ วันนี้นายพร้อมทำงานไหม?”

   “อืม นายก็รู้ว่าฉันพยายามทำใจอยู่”

   “นายก็อย่าใช้เวลาทำใจให้มันนานนักล่ะ”

   “พูดง่ายนี่ เอาไว้นายอกหักจากน้องแหม่มเมื่อไร นายจะรู้ว่ามันไม่ง่ายเลย”

   “เหมือนจะได้ยินพี่ทัชพูดถึงแหม่ม”

   เขาหันไปมองที่ต้นเสียง ชาริสาเดินมาพร้อมชันดาและเด็กใหม่ของกรกฤต เขาเห็นอามันต์หงุดหงิดเล็กน้อย ที่พบว่าเด็กคนนั้นเดินตามมา

   “เพิ่งมาถึงเหรอครับน้องแหม่ม”

   “ค่ะ แล้วพี่ทัชมายืนอะไรตรงนี้ ไม่เข้าไปในสตูฯ เหรอคะ หรือมีความลับอะไรที่ต้องคุยกันข้างนอก”

   “แหม่ม...”

   “อ่าว แหม่มก็พูดไปตามที่คิด แล้วยิ่งได้ยินพี่ทัชพูดถึงแหม่มอีก” เธอหันไปพูดกับหนุ่มแว่นที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังของชันดา

   “พี่ดากับพี่ม่อนคุยกับพี่ทัช พี่มันต์ไปก่อนนะคะ เดี๋ยวดาขอไปดูด้านในหน่อย ว่าเขาจัดที่ทางไว้ยังไงบ้าง” ชันดาพูดจบก็เดินเลี่ยงออกไป

   “แล้วนายละ จะยืนฟังหาอะไร ป่านนี้คอสตูมเขาคงตั้งร้านกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว” อามันต์พูดเสียงนิ่ง ๆ แต่แฝงไปด้วยความประชดประชัน

   “ม่อนเขาเป็นสไตล์ลิสส่วนตัวให้แหม่ม งานตรงนั้นชาญกับเอมเขาจัดการกันได้”

   “สไตล์ลิสส่วนตัวให้แหม่ม?” เขาแอบขำอามันเป็นพืดที่หน้าเหวอ ทวนคำของชาริสา

   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ผมแค่มาเรียนรู้งานในกองถ่ายกับกรเท่านั้น ไม่ใช่สไตล์ลิสอะไรอย่างที่แหม่มว่า” หนุ่มแว่นคนนั้นเพิ่งจะเอ่ยปากพูดกับพวกเขาเป็นครั้งแรก “แหม่มเองก็เหมือนกัน ไม่ควรพูดแบบนั้นนะ”

   “หึ” ชาริสากลับค้อนให้อามันต์วงใหญ่แทนที่จะหันไปโกรธคนข้าง ๆ ที่ปราบเธอ

   “แหม่ม ม่อน” กรกฤตที่ดูจะเดินวุ่นวายไปมา กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาพวกเขา “แล้วดาล่ะ?”

   “เข้าไปในสตูฯ แล้ว”

   “แหม่ม งั้นแกไปเตรียมตัวได้แล้ว ส่วนม่อน มึงมากับกูเลย”

   ทัชชามองกรกฤตลากคอเพื่อนตัวเล็กไป ส่วนหนุ่มแว่นนั้นก็ดูจะไม่ขัดขืนอะไร เดินตามไปแต่โดยดี

   “เพื่อนของน้องแหม่มคนนี้ดูเฟอะฟะ เฉิ่มจะตาย เขาจะมาช่วยงานอะไรกรได้”

   “พี่มันต์ค่ะ พี่ก็ไม่ควรจะดูคนแค่เปลือกนอก ม่อนเขามีดีกว่าที่พี่คิดเยอะ” สิ่งที่อามันต์พูดคงจะไม่เข้าหูชาริสาสุดๆ เธอถึงได้พูดแล้วสะบัดหน้าเดินเข้าสตูดิโอไป

   “ปากหาเรื่องนะ ดูสิน้องแหม่มของแกงอนใหญ่แล้ว”

   “ก็ฉันพูดจริงนี่หว่า เมื่อวานตอนคนอื่นทำงานกัน ไอ้เฉิ่มนั่นก็แอบหลบไปนั่งเงียบ ๆ สงสัยจะทำงานส่วนตัว”

   “นายดูจะจับผิดเด็กคนนั้นมากไปหน่อยไหม?”

   “ฉันไม่ได้จับผิด ฉันก็แค่หมั่นไส้ ไม่เห็นจะมีดีตรงไหน ทำไมน้องแหม่มถึงได้ติดมันขนาดนั้น”

   “ก็อย่างที่น้องแหม่มเขาว่า นายยังไม่รู้จักเขาเลย นายก็ไปตัดสินเขาซะแล้ว”

   “เออ ๆ เข้าข้างกันเขาไป ไปทำงานได้แล้ว สายมากแล้ว”

   “อืม”

   เขาสองคนเดินเข้าไปในสตูดิโอ ที่ตอนนี้เริ่มวุ่นวายเพราะทุกคนต่างเริ่มทำงานของตัวเอง อามันต์แยกตัวออกไปหาเจษฎ์ ส่วนเขาก็มีทีมงานเดินพาไปเตรียมตัว ระหว่างที่จะไปยังห้องแต่งตัว เขาก็บังเอิญไปสบตากับหนุ่มแว่นนั่นพอดี

........................................................................

   เมื่อช่วยงานชาญกับเอมเรียบร้อยแล้ว พัสกาญก็มาหามุมนั่งทำงานเงียบ ๆ นอกสตูดิโอ รอบนอกมีหลายส่วนที่เป็นมุมให้นั่งรับลมพักผ่อน อากาศไม่ร้อนมาก เขาจึงเลือกมุมที่ร่มรื่นมุมหนึ่ง

   เขานั่งอ่านอีเมลของคุณอิงลิช อยู่เงียบ ๆ เนื้อหาของอีเมลสรุปได้ว่า ทางนิตยสารต้องการนำเสื้อแบรนด์พัสกาญไปลงนิตยสาร ซึ่งเดิมทีเขาได้ตอบรับไปแล้วและให้ทางสไตล์ลิสของนิตยสารเข้าไปเลือกชุดที่ต้องการได้เลย โดยให้ประสานงานกับต้อยติ่ง เพียงแต่คุณอิงลิชต้องการให้เขาออกแบบชุดพิเศษ 1 ชุดให้กับนายแบบ ที่จะขึ้นปกนิตยสาร เขาไม่ได้ติดใจอะไรในเรื่องนี้ ยกเว้นเรื่องที่ทางนั้นรู้ว่าเขากำลังออกแบบคอลเลคชั่นใหม่ให้ YNW และต้องการขอสัมภาษณ์เขาลงนิตยสาร

   “เฮ้อ...” เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้

   “น้องตาหวานเป็นอะไรไปค่ะ?” พัสกาญตกใจรีบหันไปทางต้นเสียงทันที เขาพบกับสาวร่างเล็กคนหนึ่ง เข้ามานั่งอยู่ข้าง ๆ เขาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

   “คุณไลลา?”

   “อุ๊ย ไลลาดีใจจังเลยค่ะที่น้องม่อนจำไลลาได้ อ่อ แล้วไม่ต้องเรียกคุณเคินอะไรหรอกค่ะ เรียกไลลาเฉย ๆ ก็ได้”

   “ครับ ไลลามีอะไรรึเปล่า หรือว่าข้างใน” เขาเตรียมเก็บงานตรงหน้า แต่ไลลายื้อไว้

   “ไม่ใช่หรอกค่ะ ไลลาเห็นว่าน้องม่อนนั่งอยู่คนเดียว เลยเดินมาทำความรู้จัก”

   “เรียกผมว่าม่อนเฉย ๆ ดีกว่าครับ ยังไงผมกับกรก็เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน”

   “ค่ะ แล้วนี่ม่อนทำอะไรอยู่คะ? แค่เห็นภาษาอังกฤษยาวเป็นพืดไลลาก็เวียนหัวแล้ว”

   “ผมกำลังตอบเมลเพื่อนอยู่น่ะครับ”

   “นี่ม่อนเป็นนักเรียนนอกเหรอคะ?” เขาเริ่มสังเกตเห็นออร่าที่ค่อย ๆ เปล่งออกมาจากร่างกายเธอ

   “ผมเคยไปเรียนซัมเมอร์บ้าง แต่ผมจบที่ไทยนี่แหละครับ”

   “เก่งจังเลยนะคะ พี่กรบอกกับพวกเราว่า ม่อนเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับพี่กรแล้วก็น้องแหม่ม”

   “พวกเรา?” เขาเห็นแต่ไลลาคนเดียว

   “พวกเราไม่กล้าเข้ามาทักม่อน เลยส่งไลลามาเป็นตัวแทน พวกเขากลัวน้องแหม่มจะหึงแล้ววีนใส่พวกเรา”

   “หึง?”

   “ใช่ค่ะ ก็ม่อนเป็นแฟนน้องแหม่มไม่ใช่เหรอคะ?”

   “ไลลาเข้าใจผิดแล้วครับ ผมกับแหม่ม เราเป็นเพื่อนสนิทกันเท่านั้นเอง”

   “กรี๊ด...” อยู่ ๆ ไลลาก็ส่งเสียงร้องขึ้นมา “พวกแก๊...เขาว่าเขาเป็นเพื่อนกัน” หลังจากที่ตั้งสติได้ก็ยังตะโกนออกมาอีก เขาหันไปมองในทิศทางที่ไลลาตะโกนออกไป ก็พบกลุ่มคนอีกกลุ่มยืนแอบอยู่ไม่ไกล

   “เอ่อ...คนพวกนั้น...” เขายังพูดไม่ทันจบ คนที่แอบอยู่ก็เดินเร็วๆ ตรงเข้ามา

   “เขาว่า เรียกเขาว่าม่อนเฉย ๆ ก็พอ” ไลล่าพูดขึ้นทันทีที่กลุ่มคนเหล่านั้นเดินมาถึง “เขารู้จักชื่อฉันด้วยนะโว้ย”

   “จริงเหรออีลา แล้วม่อนรู้จักพี่ไหมคะ?” เขาพยักหน้าให้

   “เออ...พี่กะทิ เป็นช่างทำผมครับ”

   “กรี๊ด...เขารู้ด้วยว่าฉันเป็นช่างทำผม”

   “พี่ทิ ใครๆ ก็รู้ว่าพี่เป็นช่างทำผม ไม่ต้องทำมาดีใจเล่นใหญ่ขนาดนี้” ชายที่ดูเด็กที่สุดพูดขึ้นมา

   “ผิวของม่อนเนี๊ยน เนียน แก้มก็อมชมพู วัน ๆ เคยได้ออกแดดบ้างรึเปล่าค่ะ”

   “ก็มีบ้างครับ” เขาตอบไลลา

   “เดี๋ยว ๆ อีลาแกอย่าเพิ่งประจบ และเอามือสากๆ ของแกออกจากผิวเนียนๆ ของน้องม่อนด้วย” พี่กะทิคว้ามือของไลลา ที่แตะอยู่บนแขนของเขา “ฉันจะขอถามเรื่องที่คาใจก่อน” พี่กะทิเข้ามานั่งเบียดอีกข้างที่ยังว่างอยู่ “นี่น้องม่อน ถ้าน้องบอกว่า น้องกับน้องแหม่มเป็นเพื่อนสนิทกัน แน่ใจเหรอว่าน้องแหม่มเขาคิดแบบนั้นกับน้องจริง ๆ”

   “ครับ แหม่มกับผมเรียนด้วยกันมาตั้งแต่เรียนปี 1 จนกระทั่งตอนนี้ เราสนิทกันมาก แต่ปี 2 ปีหลังที่แหม่มเข้าวงการมา เธองานยุ่งมาก ผมเลยไม่ค่อยได้เจอเธอ พอมาเจอกันก็เลยเป็นอย่างที่พวกพี่เห็น”

   “เฮ้อ...โล่งอก” พี่กะทิพูดขึ้นมา

   “ถ้าอย่างนั้นที่ผมเห็นพี่ม่อนเข้ามาช่วยงานคุณกรเฉพาะซีนที่มีพี่แหม่มนี่ เป็นแผนของคุณกรใช่ไหมครับ” ทุกคนหันมามองหน้าเขา เพื่อรอคำตอบ

   “อย่าเงียบแบบนี้สิม่อน ไอ้ตาล แกก็เหมือนกัน พูดอะไรไม่คิด เล่นพาดพิงเพื่อนเขา”

   “อ่า...พี่ไลลา ก็ผมสังเกตเห็นจริง ๆ นี่ แล้วเวลาที่พี่ม่อนอยู่กับพี่แหม่มนะ พี่แหม่มมักจะอารมณ์ดี ดูซิตั้งแต่ถ่ายทำเรื่องนี้มา พี่แหม่มไม่เคยวีนเลย”

   “จริงสิ เห็นจะมีหงุดหงิดบ้างเวลาที่พี่ทัชมาช้า แล้วก็เล่นหลุด”

   “ใช่ไหมล่ะครับ ถ้าเป็นเมื่อก่อน กองแตกไปตั้งแต่พม่ายังไม่ทันตั้งทัพเลยแหละ”

   เขาได้แต่ฟังทั้งสามคนคุยกันเรื่องชาริสา และกรกฤตอย่างออกรส โดยไม่ได้มีส่วนร่วมกับบทสนทนาเลยแม้แต่น้อย เรื่องแล้วเรื่องเล่าจนเขาไม่รู้ว่าจะก้าวออกสถานการณ์นี้ได้อย่างไร จึงได้แต่นั่งฟังคนทั้งสามคุยกันพร้อมกับการเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อย ๆ จนดูเหมือนจะไม่มีจุดจบ

To Be Continued

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 7 : 15.Jul '19
«ตอบ #15 เมื่อ15-07-2019 17:43:21 »

ลุ้นพระนายเรื่องนี้หนักมาก
เหมือนเป็นตัวประกอบของกันและกัน 555

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 8 : 18.Jul '19
«ตอบ #16 เมื่อ18-07-2019 10:52:43 »

8




   กรกฤตรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ผู้ช่วยตากล้องอย่างเด็กตาลหายไปไหน ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เขากำลังถ่ายละครกันอยู่ และไหนจะไลลา กะทิ

   “ดา พี่จะออกไปดูม่อนมันหน่อยนะ ถ้ามีอะไรโทรตามพี่ก็แล้วกัน” เขากระซิบข้างหูชันดา อีกผ่านพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ

   เขาจึงเดินออกมานอกสตูดิโอ จากนั้นเดินวนอยู่รอบ ๆ เพื่อมองหาว่าพัสกาญนั่งทำงานอยู่มุมไหน แต่กลับเจอกับพวกของกะทิที่นั่งคุยกัน มาอู้งานกันอยู่แถว ๆ นั้นพอดี เขาจึงเดินเลยไป จนกระทั่งมาถึงสตูดิโอถัดไป เขาเห็นพราววริศากำลังเดินเข้าสตูฯ นั้นไปพร้อมกับหลิน

   เธอและหลินมองเห็นเขา แต่มีเพียงหลินคนเดียวที่ก้มหัวให้เขาเป็นเชิญทักทาย เขาเดินเข้าไปใกล้ ๆ พบกับทีมคอสตูมที่ดูแลงานที่นี่

   “ไงกีกี้ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะแก”

   “อ่าวนังกร ออกกองเหรอมึง”

   “อืม เขากำลังถ่ายกันอยู่ ฉันเลยเดินออกมาตามหาไอ้ม่อนมัน”

   “ม่อน? ... ไอ้พัสอ่ะนะ”

   “เออ แกก็ไม่ต้องเสียงดังไป”

   “นี่มันยอมออกจากเซฟโซนของมันตั้งแต่เมื่อไรว่ะเนี่ย”

   “กูลากมันออกมาเอง แต่นี่ไม่รู้มันไปหลบอยู่ไหน”

   “เฮ้ย ฉันก็อยากจะช่วยนะ แต่แกคงทันเห็นว่าพวกฉันต้องดูแลใคร”

   “อืม ฝาแฝดยัยโมนิกชัด ๆ”

   “คนนี้อ่ะ เยอะกว่าโมนิกหลายขุม นี่ถ้าฉันงานเสร็จจะรีบแวะไปหา อยากเจอไอ้พัสมันเหมือนกัน”

   “อืม กูอยู่สตูฯ 3 น่าจะเสร็จดึก”

   “ได้ ๆ ขอให้เจอให้พัสไวไวนะ” กีกี้ สาวห้าวรีบเดินเข้าไปในสตูดิโอทันที ส่วนเขาได้แต่เดินกลับทางเก่า และจากทางที่เดินย้อนไปนี่เอง ทำให้เขาเห็นพัสกาญอยู่กลางดงของเก้ง กวาง บาง ชะนี

   “ไอ้ม่อนเอ้ย สุดท้ายมึงก็หนีพวกมันไม่พ้น” เขาบ่นกับตัวเองก่อนเดินเข้าไปหากลุ่มคนที่มานั่งคุยอู้งานกันอยู่ตรงนั้น

   “วันนี้พี่ทัชดูจะอาการดีขึ้นแล้วนะ ฉันละเป็นห๊วงเป็นห่วง” เขาได้ยินกะทิพูดถึงทัชชาพอดี “อ่าว พวกแกเงียบกันทำไม” กะทิที่เหมือนจะรู้ตัว จึงหันมามองเขาที่ยืนอยู่ด้านหลัง

   “งานที่ให้ทำ ได้เรื่องไหมไอ้ม่อน”

   “เออ พี่กรอย่าเพิ่งว่าม่อนนะ เป็นพวกเราเองที่มาชวนม่อนคุย” ไลลารีบออกตัวปกป้องเพื่อนของเขาทันที

   “นี่มึงก็สนอกสนใจเรื่องของคุณทัชชาเขาเหมือนกันเหรอ” เขายังคงไม่สนใจใคร เจาะจงถามแต่พัสกาญ

   “เออ..กู”

   “โหย จะขี้บ่นไปถึงไหนกันย่ะ ไอ้คุณกร ทำอย่างกับแกไม่เคย มีเด็กใหม่มาช่วยงานทำเป็นข่มนะแก” กะทิลุกขึ้นหันมามองหน้าเขา

   “ฉันแค่ถามไอ้ม่อนมัน”

   “เออ ๆ เป็นพวกฉันเองนั่นแหละ ที่เผือกมานั่งเม้าท์กันอยู่ตรงนี้” กะทิพูดประชดก่อนหันกลับไปหาพัสกาญ “พวกเราเข้าไปทำงานข้างในก่อนนะ ไว้ว่าง ๆ จะมาคุยด้วยใหม่” กะทิเดินออกไปพร้อมทั้งค้อนให้เขาวงใหญ่ ส่วนไลลาและตาลก็วิ่งตามไปติด ๆ

   “ไอ้กร มึงก็ทำเกินไป”

   “กูทำอะไร?”

   “มึงนี่นะ”

   “แล้วเป็นไง งานการได้ทำบ้างรึเปล่า”

   “เพิ่งจะอ่านเมลจบ ยังไม่ทันได้ตอบ”

   “เมลอะไรวะ?”

   “มึงมาก็ดี กูมีเรื่องปรึกษา”

   “คนอย่างมึงเนี่ยนะ จะมาขอคำปรึกษาจากกู กูหูฝาดไปรึเปล่า”

   “ไอ้กร...”

   “เออๆ ๆ ว่ามา”

   “เมื่อกี้ตาลเล่าว่า คุณเจษฎ์จะจับคู่ทัชกับแหม่ม”

   “มึงจะปรึกษากับกูเรื่องนี้เนี่ยนะ?”

   “มึงฟังกูก่อน แล้วค่ะพอรู้มาว่าคุณทัชเขาเคยคบกับคุณพราว แต่สองคนนี้จบกันไปไม่นานนี้เอง แล้วถ้าแหม่มกับคุณทัช”

   “เออ เรื่องนั้นกูรู้แล้ว แต่ไม่ต้องห่วงการที่จะจิ้นกันได้ไม่ใช่แค่เล่นละครคู่กันเท่านั้น แต่สองคนนั้นยังต้องทำกิจกรรม รับงาน และไปไหนมาไหนด้วยกัน ซึ่งมึงก็รู้ว่าไม่มีใครบังคับแหม่มมันได้”

   “แต่กูก็ยังกังวลอยู่ดี”

   “อืม กูก็เป็นห่วงเรื่องนี้เหมือนกัน ยังไงพวกเราคงต้องคอยประกบแหม่มมันแล้วละ งานของมึงก็จะมากขึ้น ถ้าไม่เป็นมึง ก็เป็นกูที่ต้องตามประกบมัน”

   “กูเข้าใจ แล้ววันนี้คุณทัชเป็นยังไงบ้าง”

   “นี่กูเพิ่งรู้นะว่ามึงเองก็เป็นแฟนคลับคุณทัชเขา”

   “ไม่ใช่อย่างนั้น กูแค่ไม่อยากเห็นแหม่มหงุดหงิด แล้วมึงดูนี่” พัสกาญหันจอคอมให้เขาดู

   “เฮ้ย!!”

   “กูเพิ่งจะเห็นมันขึ้นฟรีดข่าวมาเมื่อกี้ ตอนที่มึงเดินมาพอดี”

   “กูเพิ่งเจอเขาเข้าสตูฯ 5 ไปเอง”

   “ไม่รู้คุณทัชจะรู้สึกยังไงกับข่าวนี้”

   “ฉิบหายละ มึงเก็บของแล้วรีบตามไปประกบแหม่มเลย” เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วช่วยพัสกาญเก็บของก่อนเดินเข้าไปที่สตูดิโอ

.........................................................................

   ด้วยความช่วยเหลือจากกรกฤต ทำให้ตลอดการถ่ายละคร ทัชชาไม่มีโอกาสได้จับโทรศัพท์ อามันต์รู้ดีว่าคงไม่สามารถเก็บความลับของทัชชากับกรกฤตได้

   “กร” เขาเดินเข้าไปคุยกับกรกฤตที่กำลังเก็บของอยู่ ทางนั้นก็หันมาหาเขา “ขอบใจนายมาก เรื่องของวันนี้”

   “คุณไม่ต้องพูดอะไรหรอก ผมทำเพื่อแหม่ม”

   “ยังไงฉันก็ขอบใจนายมาก”

   “คุณกลับไปดูแลคนของคุณเถอะ พรุ่งนี้ยังมีคิวถ่ายที่พัทยาอีก หวังว่า...จะไม่มีผลกระทบกับงาน”

   เมื่อพูดจบกรกฤตก็เดินจากไป เขาจึงเดินกลับไปหาทัชชาที่ห้องแต่งตัว ทางนั้นก็ก้ม ๆ เงยๆ มองหาโทรศัพท์ของตัวเองอยู่

   “มันต์ เห็นโทรศัพท์ฉันรึเปล่า”

   “อ่อ เห็นมันตกอยู่ในรถตั้งแต่เช้า ฉันเห็นว่าวันนี้คิวถ่ายแน่น เลยไม่ได้เอาลงมาให้นาย”

   “อืม ไม่เป็นไร แล้วมีใครโทรหาฉันไหม?”

   “วันนี้คุณรุธโทรมา เรื่องถ่ายแบบลงนิตยสาร”

   “อืม นายดูคิวไปเลย ถ้างานคุณรุธ ฉันโอเคหมด”

   “ฉันรู้ และตอบตกลงพร้อมให้คิวไปแล้ว”

   “ขอบใจ ถ้าอย่างนั้น เรากลับกันเถอะพรุ่งนี้ยังต้องไปถ่ายงานที่พัทยาอีก”

   “ทัช นายดีขึ้นแล้วใช่ไหม เรื่องนั้น”

   “หึ ถ้าบอกว่าดีขึ้น ฉันคงโกหก”

   “ไป กลับไปพักผ่อนเถอะ แล้วก็...ทำใจให้สบาย ถ้ามีปัญหาอะไร ก็โทรหาฉันได้ตลอดเวลา”

   “ขอบใจนายมาก”

   เขาเดินนำทัชชาไปที่รถ เมื่อทั้งสองนั่งประจำที่ เขาก็ขับรถไปส่งทัชชาที่คอนโด ระหว่างทางเขาก็คอยลอบมองคนที่นั่งข้าง ๆ เป็นระยะๆ ทัชชาเองก็ไม่ได้สนใจจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู

   “นายมีอะไรรึเปล่า” ทัชชาถามทั้ง ๆ ที่ยังมองออกไปนอกหน้าต่าง

   “เฮ้อ...ฉันแค่ห่วงนาย”

   “ถึงฉันจะยังไม่ได้อ่านข่าวนั้น ฉันก็ได้ยินที่คนในกองคุยกัน”

   “คุยเรื่องอะไร?”

   “วันนี้พราวมาถ่ายโฆษณาที่สตูฯ ข้าง ๆ”

   “อืม”

   “แล้วหนุ่มคนที่เคยเป็นข่าวกับพราวก็ยังตามมานั่งเฝ้า”

   “นายรู้”

   “ใช่ ฉันพอรู้มาบ้าง”

   “แล้วที่นายมองหาโทรศัพท์”

   “อืม ก็อย่างที่นายรู้นั่นแหละ ฉันอยากเห็นข่าวของเธอ แต่ตอนนี้ฉันคิดว่า...ไม่อ่านน่าจะดีกว่า”

   “นายต้องพยายามตัดใจ สู้กับความรู้สึกนี้นะทัช”

   “ฝากขอบคุณกรด้วย”

   “อืม ฉันพูดไปแล้ว ไม่คิดว่าคนอย่างกร จะรู้เรื่องนี้ได้”

   “ฉันเห็นเด็กคนนั้นคอยประกบแหม่มตลอด”

   “ก็ไม่เด็กนะ รุ่นเดียวกันกับกรและน้องแหม่ม”

   “เด็กนั่นคงช่วยให้น้องแหม่มของนายไม่วีน ไม่เหวี่ยง ฉันเริ่มเข้าใจความคิดของกรแล้ว”

   “ยังไงฉันก็ไม่ชอบนายเฉิ่มนั่นอยู่ดี”

   “เฮ้อ...” เขาเห็นทัชชาถอนหายใจออกมา สีหน้ายังคงเรียบเฉย

   “ทัช นายไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

   “ฉันบอกไม่ถูก มันไม่รู้จะอธิบายยังไง รู้แต่ว่า มันเจ็บเป็นบ้าเลยว่ะ”

   “ทัช...”

   “มันต์ เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปจัดของ แล้วเราไปพัทยากันคืนนี้เลย”

   “หา? นายจะไปทำอะไรคืนนี้ พรุ่งนี้ค่อยไปก็ได้”

   “ฉันก็แค่...อยากดื่ม”

   “เฮ้อ...ก็ได้ ฉันตามใจนาย แต่ห้ามเกินครึ่งโหล ถ้านายตกลง ฉันก็จะยอมนาย”

   “Deal!!”

   อามันต์ได้รับคำตอบที่พอใจ เขาก็ทำตามสัญญา ทัชชาใช้เวลาเก็บไม่นานก็ลงมาพร้อมกระเป๋าเดินทางใบย่อม ระหว่างรอเขาก็จองที่พักไว้เรียบร้อย ส่วนเรื่องเสื้อผ้า เขามีพร้อมอยู่ในรถตลอด

........................................................................

   กรกฤตมารับพัสกาญที่บ้านใหญ่ แต่ยังไม่ทันจะจอดรถ ก็เห็นน้ากล้ายืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้าน เขาจึงเข้าไปจอดเทียบ ก่อนลดกระจกลง

   “ม่อนเป็นอะไรรึเปล่าครับน้ากล้า”

   “ไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับ พอดีคุณหญิงบังเอิญทราบว่าคุณหนูจะไปพัทยา เลยอยากให้คุณกรเปลี่ยนรถ”

   “หา?”

   “คุณหญิงต้องการให้คุณขับรถของที่บ้านไปครับ”

   “คันไหนครับ”

   “คุณกรไม่ต้องกังวลครับ รถของผมเอง”

   “อ่อ ค่อยยังชัวร์หน่อย”

   “ถ้าอย่างนั้นคุณกรขับรถเข้าไปจอดในบ้านเถอะครับ คุณโบตั๋นกับคุณหนูรออยู่”

   “หา?” เขาต้องตกใจเป็นครั้งที่สอง ได้แต่คิดว่า แม่ของพัสกาญจะมีเรื่องอะไรมาแกล้งเขารึเปล่า

   กรกฤตจอดรถเรียบร้อย กำลังจะเดินเข้าบ้าน คนในบ้านก็เอารถของน้ากล้ามาจอดเทียบไว้ให้ที่หน้าบ้าน ถึงจะเป็นรถน้ากล้า แต่รถบ้านนี้ก็ไม่ได้มีรถญี่ปุ่นถูก ๆ เลย เขาเดินเข้าไปในบ้านอย่างคุ้นเคย จนไปถึงส่วนห้องพักผ่อน

   “สวัสดีครับคุณแม่” เขายกมือไหว้แม่ของอีกฝ่าย แต่ไม่วายเหลือบมองไปไอ้คุณหนูของบ้าน

   “เหนื่อยไหมเรา ช่วงนี้?”

   “เป็นปกติของงานแบบนี้ครับแม่”

   “อืม ทานอะไรก่อนค่อยไปไหม?”

   “ไม่เป็นไรครับ ทางกองถ่ายน่าจะเตรียมเสบียงไว้ให้แล้ว”

   “ยังไงก็ติดไปหน่อยแล้วกัน” แม่ของพัสกาญยิ้มก่อนจะเรียกคนในบ้าน “พี่นิล พร้อมรึยัง”

   “ค่ะคุณโบตั๋น มาแล้วค่ะ” ในมือพี่นิล มีกาแฟสดชงใหม่ๆ กลิ่นหอมกรุ่น กับแซนด์วิชที่ถูกจัดเรียงไว้เป็นชุด ๆ อย่างกับไปซื้อมาจากร้านหรู

   “ไปกันเถอะ จะได้ไม่สาย” แม่ของพัสกาญลุกขึ้นยืน เดินนำพวกเขาไปที่รถ

   “ไอ้ม่อน แม่มึงเดินไปโน่นแล้ว นี่มันหมายความว่ายังไง?”

   “แม่จะไปด้วย”

   “ฉิบหายแล้ว!!”

   “เฮ้ย!! แต่ไม่ใช่อย่างที่มึงคิด แม่จะติดรถไปด้วย เพราะโรงแรมที่ใช้เป็นโลเคชั่น เพิ่งถูกเยี่ยนหวอเทคโอเวอร์มา”

   “หา?”

   “อืม แม่เลยจะไปดูงานสักหน่อยน่ะ แล้วก็” พัสกาญลดเสียงลง “แม่จะไปแกล้งลุงเถิง”

   “กูละปวดหัวกับแม่มึงจริง ๆ แม่มึงเนี่ย ถามจริงอายุเท่าไรว่ะ ขี้แกล้งไม่เปลี่ยนเลย”

   “เฉพาะลุงเถิงเท่านั้นแหละ คนอื่นไม่เห็นแม่จะแกล้งเลย”

   “กูนี่ไงละ”

   “เขาเอ็นดูมึงเหอะ”

   “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องมาเอ็นดูกูมากก็ได้”

   “มึงนี่ ไปได้แล้ว แล้วก็ ขับรถดีๆ ละมึง”

   “ว่าแต่ แล้วแม่มึงเขาจะกลับเมื่อไร ตอนไหน”

   “มึงไม่ต้องห่วง เดี๋ยวบ่าย ๆ พ่อไปรับ”

   “เฮ้อ...โล่งอก”

   เขาเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน น้ากล้าส่งกุญแจรถให้เขา ก่อนที่เด็กในบ้านอีกคนจะเปิดประตูให้แม่ของพัสกาญก้าวขึ้นไปนั่ง เขาเองก็เดินไปนั่งประจำที่คนขับ ก่อนขับรถไปด้วยอาการเกร็งๆ จนกระทั่งถึงโรงแรม

........................................................................

   ทัชชาตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัว ไม่แปลกใจเลยที่จะเกิดอาการแบบนี้ เพราะเมื่อคืน หลังจากที่เขากับอามันต์เข้ามาถึงที่พัก พวกเขาก็ไปนั่งดื่มเบียร์กันที่ริมหาด และอามันต์ก็ซื้อเบียร์มาเพียง 6 ขวดจริง ๆ แต่หลังจากที่เขาสองคนแยกย้ายกันไปพักแล้ว เป็นเขาเองที่นอนไม่หลับ ดังนั้นเขาจึงออกไปดื่มเหล้าที่บาร์ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีแต่ฝรั่ง ไม่มีใครมาสนใจเขา

   เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากลับมาที่ห้องพักนอนไหน เมื่อไร และอย่างไร เขาค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น นั่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตู

   เขาตะเกียกตะกายไปเปิดประตูให้ เป็นอามันต์ที่แต่งตัวพร้อมจะออกไปทำงานแล้ว

   “เฮ้ย!! ทัช ทำไมนายมีสภาพอย่างนี้”

   “ฉันปวดหัวนิดหน่อย”

   “กลิ่นเหล้า? นี่นายออกไปอีกเมื่อคืนใช่ไหม ดูสารรูปสิ เมื่อคืนไม่ได้อาบน้ำละสิท่า”

   “อืม”

   “ไปเลย รีบลุกเลย เรามีเวลาอีกครึ่งชั่วโมงไปให้ถึงโรงแรม แล้วทางกองถ่ายได้ดิวกับโรงแรมวันแค่วันเดียวนะ”

   “อืม”

   เขาพยายามจะทำอะไรๆ ให้ไวขึ้น แต่มันยิ่งทำให้เขาปวดหัวมากขึ้น หลังจากเขาออกจากห้องน้ำ ในห้องก็ว่างเปล่า อามันต์ไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จอามันต์ก็เดินเข้ามาพร้อมกับขวดแก้วเล็ก ๆ ในมือ

   “เอ้า ดื่มซะ แก้เมาค้าง”

   “ขอบใจ” เขาเปิดขวด แล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด

   “นายรู้ไหม ว่าสภาพนายตอนนี้ มันแย่เอามาก ๆ”

   “อืม”

   “เดี๋ยวนายไปงีบเอาบนรถอีกสักหน่อยก็แล้วกัน”

   อามันต์พูดแล้วก็เร่งเดินออกจากห้องไป ส่วนเขาก็พยายามจะเดินตามให้ทัน เมื่อดูที่นาฬิกาข้อมือก็เข้าใจว่าเหตุใดอามันต์ถึงได้เร่งรีบขนาดนี้ เขาสายอีกแล้ว

To Be Continued

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 8 : 18.Jul '19
«ตอบ #17 เมื่อ18-07-2019 21:23:24 »

ชักไม่อยากลุ้นพระนายแล้ว
8 ตอนยังแทบไม่คุยไม่เจอกันเลย
แล้วกว่าจะปิ๊งกัน กว่าจะชอบกันรักกัน

ลุ้นให้พระเอกทำตัวดีๆดีกว่า
อะไรจะชอบพราวขนาดนั้น แฟนกันก็ไม่ใช่
หรือจะแอบชอบมานานหลายปีเลยฝังใจ

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 9 : 25.Jul '19
«ตอบ #18 เมื่อ25-07-2019 10:47:17 »

9





   พัสกาญเดินมาสมทบกับกรกฤตหลังจากที่เดินไปส่งแม่ของเขาเรียบร้อยแล้ว ตอนแรกก็อยากจะอยู่เจอลุงเถิง แต่ด้วยงานที่ต้องรับผิดชอบ เขาจึงตัดสินใจว่าจะไปทักทายลุงของเขาหลังจากเสร็จงานน่าจะดีกว่า

   เมื่อมาถึงเขาก็เจอกับความวุ่นวาย ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากอะไร จึงรีบเดินเข้าไปหากรกฤตทันทีที่เห็นเจ้าตัว

   “ไอ้กร เกิดอะไรขึ้น ยังตั้งร้านไม่เสร็จเหรอว่ะ?”

   “ใช่ที่ไหน พี่กวินทร์สั่งให้สลับซีน”

   “ทำไม เกิดอะไรขึ้น”

   “ทัชยังไม่มา”

   “หรือว่า ข่าวเมื่อวาน”

   “ฉันก็ว่าอย่างนั้น”

   “ถ้าไม่ถ่ายซีนที่ 8 แล้วเขาจะถ่ายซีนไหนก่อน ในเมื่อซีนส่วนใหญ่มีแต่คู่พระนาง”

   “ซีนที่ 26”

   “นั่นมันซีนที่จะถ่ายตอนบ่ายเลยนะ แล้วนักแสดงละ”

   “มากันเกือบครบแล้ว”

   “อืม ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกมาได้นะ”

   “นายไปดูแหม่มเถอะ กลัวใจมันจริง ๆ”

   “ได้ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันดูแลให้”

   พัสกาญรีบเดินตรงไปยังชาริสาที่กำลังทำผมอยู่กับพี่กะทิทันที เป็นชันดาที่เห็นเขาเดินเข้ามาเป็นคนแรก

   “พี่ม่อน ไปไหนมาค่ะ?”

   “พี่ก็ตั้งใจเดินมานี่แหละ พี่กะทิสวัสดีครับ”

   “ไงจ๊ะน้องม่อน มาดูแลเพื่อนเหรอเรา”

   “ครับ”

   “พี่กะทิดูจะสนิทกับม่อนดีนะคะ”

   “ก็นิดหน่อยค่ะ”

   “บอกไว้ก่อนนะคะ เพื่อนคนนี้ของแหม่ม แหม่มหวงมาก”

   “น้องแหม่มขา มีเพื่อนงานดีๆ ก็ผลัดกันชมสิคะ”

   “หืม งานดี? ตรงไหนกันค่ะ? แหม่มได้ยินแต่คนนินทา ว่าม่อนของแหม่มเฉิ่มบ้างละ เป็นตาแว่นบ้างละ”

   “ใครกันคะที่พูดแบบนั้น เดี๋ยวพี่จะเป็นคนไปจัดการมันเอง”

   “หืม นี่ดาเพิ่งจะรู้นะคะ ว่ากองนี้ นอกจากจะมีทีมทัช ทีมอาทิตย์แล้ว ในกองยังมีทีมม่อนอีก”

   “เดี๋ยวอีกหน่อยทีมม่อนจะแรง แซงทีมพระเอก และพระรองค่ะ ถ้ามีนางเอกสนับสนุนขนาดนี้” พี่กะทิพูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า

   พัสกาญเห็นทั้งสามคนคุยกันไป ไม่ได้มีอารมณ์หงุดหงิดก็โล่งใจ และออร่าที่ออกมาจากชาริสาก็ดูจะผ่อนคลายขึ้น ทำให้เขาแน่ใจว่า เธอเริ่มเปิดใจรับกะทิเขามาได้อีกคน แต่ความสนุกสนานเฮฮานั้นก็ต้องยุติลงเมื่อได้ยินเสียงตะคอกอย่างหัวเสียจากคุณกวินทร์ ทุกคนต่างหันมองไปตามเสียง

   บริเวณด้านข้าง ๆ สระน้ำคุณกวินทร์กำลังต่อว่าทัชชาอยู่ โดยมีคุณเจษฎ์คอยห้าม ส่วนคนที่ถูกตำหนิได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไร เป็นอามันต์ที่ได้แต่ก้มหัวเป็นเชิงขอโทษแล้วขอโทษเล่า

   “พี่ทัชมาสายแค่นี้ ทำไมพี่วินทร์ต้องโมโหขนาดนี้นะ” กะทิละมือจากการทำผมให้ชาริสาออกความเห็น

   “นั่นสิคะ ดูจากเวลา เราก็น่าจะถ่ายทำทันโดยไม่ต้องสลับซีนด้วย แล้วมันเกิดอะไรขึ้น” ชันดาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาดูจะเห็นด้วยกับพี่กะทิ

   “เราอย่าไปยุ่งเรื่องของเขาเลย พี่กะทิค่ะ เสร็จรึยังค่ะ?” ชาริสาที่นั่งอยู่หน้ากระจก มองไปที่เงาสะท้อนของกะทิ

   “เสร็จแล้วจ้า” พี่กะทิเอาผ้าคลุมออก ก่อนจับผมให้เข้าที่อีกสองสามปอย

   “เราไปหาอะไรรองท้องกันเถอะ” ชาริสาหันมาบอกเขา “ไปกันยัยดา”

   “เราไปดูอาหารเช้าในโรงแรมกันไหมคะ?” ชันดาเสนอ

   “ก็ดีนะ”

   “ถ้าอย่างนั้น แหม่มกับดาไปกันก่อนนะ เดี๋ยวเราขอเดินไปดูกรสักหน่อย เผื่อมีอะไรให้ช่วย”

   “ม่อนทานอะไรไหม แหม่มจะได้สั่งเผื่อ”

   “ไม่ดีกว่า น้านิลเตรียมมาให้เราแล้ว”

   “ไว้ต้องไปฝากท้องรสมือน้านิลสักหน่อยแล้ว คิดถึงอาหารที่น้านิลทำจัง”

   “เอาสิ น้านิลคงดีใจที่แหม่มไปที่บ้าน”

   “ม่อนอย่าลืมตามมานะ”

   “ได้ๆ” ชาริสากับชันดาเดินห่างไปไม่ไกล พี่กะทิก็แซว

   “ท่าทางจะสนิทกันจริง ๆ แบบนี้ระวังแฟนคลับน้องแหม่มเข้าใจผิดนะคะ”

   “ผมจะระวังตัวครับ”

   “ว๊าย อะไรจะว่าง่ายขนาดนี้” พี่กะทิดูจะชื่นชมเขาเกินไป ยกมือขึ้ยหยิกแก้มเขาเบา ๆ เขาจึงรีบเดินเข้าไปหากรกฤต

   “แหม่มละ?”

   “ไปห้องอาหารกับชันดา แล้วนี่เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณกวินทร์ถึงได้โมโหขนาดนี้”

   “ทัชชาเมาค้าง”

   “หา?”

   “มึงได้ยินไม่ผิดหรอก พ่อพระเอกของเราเมาค้าง”

   “เฮ้อ...แล้วนี่ พี่กวินทร์ว่าไง”

   “จะว่าอะไรได้ ก็ต้องสลับซีนตามนั้นแหละ ได้ยินว่าให้เวลาทัช 2 ชั่วโมง ถ้าไม่ฟื้นก็ต้องเลิกกอง”

   “อาการหนักขนาดนั้นเลยเหรอ?”

   “ฉันเองก็ไม่แน่ใจ เดี๋ยวฉันไปเตรียมชุดให้นักแสดงตามซีนที่ปรับก่อน มึงก็คอยประกบแหม่มมันไว้ก็แล้วกัน”

   “ได้” พัสกาญแยกย้ายจากกรกฤต เขาที่กำลังจะเดินเข้าไปยังห้องอาหารของโรงแรม เห็นทัชชาและอามันต์เดินแยกไปทางลานจอดรถ เขานึกถึงแซนด์วิชและกาแฟที่แม่ให้น้านนิลเตรียมไว้ขึ้นมาได้ จึงเดินตามไปที่ลานจอด

   เนื่องจากกรกฤตกลัวว่าแม่ของเขาจะแกล้ง เลยฝากกุญแจรถไว้กับเขา และบางทีกรกฤตอาจจะกลับรถชาญกับเอมก็เป็นได้ แล้วปล่อยให้เขาขับรถคันนี้กลับบ้านไปเองคนเดียว ทำให้เขาสามารถเปิดรถหยิบของที่ต้องการ

   ที่เบาะด้านหลังมีเพียงกาแฟของเขาที่พร่องไปเล็กน้อย ส่วนชุดของแม่และกรกฤต ยังไม่ได้แตะต้องเลย เขาจึงคว้าชุดกาแฟและแซนด์วิชนั้นไปให้ทัชชากับอามันต์ เขามองหาทั่วลานจอดและพบรถของคนทั้งสองจอดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ กลับไม่เห็นใครอยู่ที่รถ

   “ก็เห็นเดินมาที่นี่นี่หว่า?”

   พัสกาญยืนรอและมองหาอยู่ 2-3 นาที ยังไม่เห็นใครเดินมา

   “คงไม่ถึงกับเปิดห้องพักหรอกนะ มีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงเอง” เขาบ่นกับตัวเอง ก่อนจะหยิบดินสอสเกตภาพที่มักจะพกติดตัวตลอดขึ้นมา แล้วเขียนข้อความบางอย่างไว้บนแก้วกาแฟใบหนึ่ง





   Dear, Touchcha

The past can hurt.

But the way I see it,

you can either run from it … or learn from it.





   จากนั้นก็วางกาแฟและแซนด์วิชไว้บนหลังคารถ ก่อนจะเดินเข้าไปหาชาริสาและชันดาในห้องอาหารของโรงแรม

.........................................................................

   อามันต์ได้แต่ทำใจลูบหลังให้ทัชชาที่นั่งยอง ๆ อยู่ข้างพุ่มไม้ด้านหนึ่ง จนคนที่เมาค้างอาการดีขึ้น แต่ใบหน้ายังคงซีดเซียว เขาส่งทิชชูให้

   “เดี๋ยวค่อยเดินไปเอาน้ำที่รถ นายจะได้บ้วนปากสักหน่อย”

   “อือ”

   เขาเดินนำทัชชามายังรถก็ต้องแปลกใจที่เห็นชุดกาแฟและแซนด์วิชวางทิ้งไว้บนหลังรถ 2 ชุด

   “สงสัยฉันคงไม่ต้องไปหาอาหารเช้าที่ไหนให้นายแล้วมั้ง ดูนั่น” เขาชี้ไปยังของที่ตั้งอยู่บนหลังคารถ ก่อนจะเปิดประตูให้ทัชชาเขาไปนอนพัก จากนั้นจึงเดินอ้อมมาเอาแก้วกาแฟที่วางอยู่ในถาดหลุมกระดาษ

   “แก้วนี้คงจะเป็นของนาย” เขาส่งแก้วนั้นให้ ทัชชาก็รับมันไว้ แก้วกาแฟยังคงอุ่น ๆ อยู่

   “...” ตอนแรกทัชชาดูจะไม่สนใจแก้วกาแฟนั้น กำลังจะวางมันลงที่วางแก้วข้างตัว แต่ก็ต้องชะงัก

   “ทัช...นาย...” ทัชชาคงได้อ่านข้อความบนแก้วนั้นแล้ว เขาถึงได้ก้มหน้าร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ โดยประคองแก้วกาแฟนั้นด้วยมือทั้งสองข้างอย่างกับแก้วกาแฟเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทัชชาได้ในตอนนี้

   เขาเห็นข้อความนั้นแล้ว มันไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งเลยสำหรับเขา แต่มันกลับปลดปล่อยความรู้สึกของทัชชาออกมา ของพวกนี้เป็นของใครกัน คนที่รู้เรื่องราวของทัชชามีเพียงคนเดียวที่เขานึกออกในตอนนี้ กรกฤต

........................................................................

   พัสกาญกำลังช่วยเอมจัดเสื้อผ้าให้ชาริสาอยู่ที่ริมชายหาดเป็นรอบสุดท้าย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ชันดาก็กางร่มคันโตเดินไปส่งชาริสาที่จุดถ่ายทำ

   “ม่อน มึงเสร็จแล้วใช่ไหม?”

   “อืม มึงมีอะไรให้กูช่วยรึเปล่า?”

   “กูจะวานมึงเอาชุดนี้ไปให้คุณทัชเขาที่รถหน่อย อามันต์บอกว่าทัชจะเปลี่ยนในรถก่อนแล้วค่อยมาแต่งหน้าทำผมที่นี่”

   “เขาฟื้นแล้วเหรอว่ะ?”

   “คงงั้น ก็ดีงานจะได้ไม่พัง”

   “กร ให้กูขอลุงเถิงให้ไหม?”

   “กูรู้ว่ามึงมีน้ำใจ แต่งานก็คืองาน ต้องทำให้เต็มที่ก่อน หรือถ้าไม่ไหว กูว่า มันก็ไม่ควรที่มึงจะยื่นมือเข้าไปช่วย”

   “แต่...”

   “ค้าขายยังมีกำไรขาดทุน เป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นครั้งนี้ก็ขอให้มันเป็นบทเรียนสำหรับทัชชาก็แล้วกัน” ถึงฟังดูใจร้าย แต่มันก็จริงอย่างที่กรกฤตว่า เขาจึงไม่พูดอะไรอีก เดินถือชุดไปให้พระเอกหนุ่มที่รถ
   
   เมื่อเดินมายังลานจอดรถ เขาเห็นรถของทัชชาจอดอยู่ที่เดิม ประตูรถถูกเปิดทิ้งเอาไว้ บนหลังคารถว่างเปล่า พัสกาญหวังว่าคนทั้งสองคงจะไม่ทิ้งมันไปหรือ มีใครแอบหยิบไปก่อน

   “คุณอามันต์ กรให้ผมเอาชุดมาให้คุณทัชเปลี่ยน”

   “อืม นายก็ไปช่วยเขาที่ด้านหลังสิ”

   “ช่วย?”

   “ทำไม หรือนายเลือกจะดูแลแค่น้องแหม่มคนเดียว?”

   “เอ่อ ไม่ใช่ครับ” เขาเห็นออร่าที่แผ่ออกมาแสดงถึงความไม่ชอบใจ จึงหิ้วเสื้อไปให้ทัชชาที่ด้านหลัง

   รถของทัชชาเป็นรถตู้ VIP ที่ค่อนข้างกว้างขวาง เขาจึงขึ้นไปบนรถ เห็นทัชชากำลังนั่งทานแซนด์วิชของเขาอยู่ออร่าที่แผ่ออกมาแสดงถึงความผ่อนคลาย เป็นสีเขียวอ่อนดูสบายตา จนเขาลดอาการเกร็งลง

   ทัชชาเหลือบมองดูเขาเล็กน้อย ออร่ามีสีที่เปลี่ยนไปตามอารมณ์ทัชชากำลังรำคาญที่เขามาขัดจังหวะการทานอาหารเช้า เขาเห็นออร่าของทัชชาตั้งแต่เมื่อไร เมื่อเช้ายังไม่เห็นเลยไม่ใช่เหรอ? คิดแล้วเขาก็ตกใจ

   “นายไม่ต้องไปฟังมันต์มันพูดหรอก ฉันเปลี่ยนของฉันเองได้ ไม่ต้องกลัวลนลานขนาดนั้น” ทัชชาพูดขึ้นเสียงเรียบ

   “คะ ครับ” เขาที่กำลังทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับออร่าที่แผ่กระจายออกมา ถึงจะเป็นสีเขียวอ่อนดูสบายตา แต่การที่เพิ่งจะเห็นแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ ทำให้เขาอดตกใจไม่ได้

   “เฮ้อ...เอาเถอะ นายเอาชุดไว้ตรงนั้น แล้วก็ไปช่วยงานกรต่อเถอะ” ทัชชาชี้ไปที่เบาะนั่งด้านหน้าที่ว่างอยู่ เขาก็รีบทำตามแล้ววิ่งออกจากรถมาทันที โดยไม่สนใจทั้งสายตาของอามันต์และทัชชา

........................................................................

   งานวันนี้ผ่านไปด้วยดี ถึงแม้จะล่าช้าและขลุกขลักไปบ้างก็ตาม ชาริสาที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินตามชันดาเข้าไปในโรงแรม และตรงไปยังห้องอาหารญี่ปุ่น

   “สวัสดีครับ ไม่ทราบว่ามากี่ท่านครับ?”

   “จองไว้แล้วค่ะ” เธอตอบก่อนนึกขึ้นได้ว่า เธอไม่รู้ว่าใครเป็นผู้จอง จึงหันไปถามชันดา “ชื่อม่อนหรือแม่นะยัยดา”

   “น่าจะเป็นพี่ม่อนนะ”

   “จองไว้ด้วยชื่อพัสกาญค่ะ”

   “เชิญทางนี้ครับ”

   เธอและชันดาเดินตามบริกรเข้าไปในร้าน พาไปยังโต๊ะในมุมหนึ่งที่ค่อนข้างจะเป็นส่วนตัว

   “สั่งอาหารเลยไหมครับ”

   “ยังดีกว่าค่ะ เดี๋ยวรอเพื่อนก่อน”

   “ครับ”

   “เพิ่งรู้นะคะเนี่ย ว่าโรงแรมนี้กลายเป็นธุรกิจของที่บ้านพี่ม่อนไปแล้ว”

   “พี่ก็เพิ่งจะรู้จากกรเมื่อก่อนเลิกกองไม่นานนี่แหละ แม่ของม่อนเขาชวนทานอาหารค่ำ”

   “แล้วพี่กรทำไมไม่มาด้วยละคะ หรือว่ากลัวว่าคนในกองจะรู้ว่าพี่ม่อนเป็นใคร?”

   “กรมันกลัวแม่แกล้ง มันขยาดตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว”

   “ทำไมละคะ?”

   “ก็ตอนนั้นแม่คิดว่าตากรจะมาขายขนมจีบให้ลูกชายแม่นะสิ” เธอได้ยินคำตอบจากเจ้าภาพอาหารค่ำมื้อนี้เดินมาพร้อมกับชายอีกคนที่ดูอายุต่างกันมาก เธอจึงลุกขึ้นมาต้อนรับ

   “สวัสดีค่ะ คุณแม่ คุณพ่อ”

   “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะน้องแหม่ม น้องดา” ทั้งสองยิ้มรับ

   “คุณพ่อ คุณแม่สบายดีไหมคะ?”

   “พ่อสบายดี ส่วนแม่เขาดูจะผิดหวังที่ตากรไม่ยอมมาทานมื้อค่ำด้วย” ทั้งสี่นั่งลงจากนั้น วิฑูรย์ก็สั่งอาหารโดยไม่รอพัสกาญ

   “ม่อนมาทำงานด้วย เป็นยังไงบ้างลูก”

   “ก็เหมือนเดิมค่ะ ยังเก็บตัวเงียบ อยู่แต่กับตัวเองเหมือนเดิม” เธอตอบ

   “แต่วันนี้ ดาเห็นพี่ม่อนอาการแปลก ๆ ดูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวยังไงก็ไม่รู้”

   “หืม อยู่กับพี่ก็ปกตินี่”

   “ดาเห็นจริง ๆ นะ แต่เพิ่งจะเป็นแบบนี้ก็ช่วงบ่าย หลังจากที่คุณทัชกลับมาถ่ายได้”

   “หรือม่อนจะเจอใครเข้า?” โบตั๋นพูดถึงคนที่สามารถทำให้พัสกาญจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวได้ ซึ่งมีอยู่คนเดียว

   “เป็นไปไม่ได้หรอกตั๋น เธอคนนั้นตอนนี้ยังอยู่ต่างประเทศ ถ้ากลับมาเมืองไทยเมื่อไร ผมก็ต้องรู้สิ” วิฑูรย์หันไปบอกภรรยา โบตั๋นพยักรับยิ้มๆ

   “แม่ดีใจนะที่ม่อนยอมออกไปทำงานกับกร บางครั้งม่อนเองก็คลุกตัวอยู่ที่ร้านไม่ยอมกลับบ้าน จนบางทีแม่ก็ต้องไปตาม”

   “แล้วพี่ ๆ เป็นยังไงบ้างคะ สบายดีไหม?”

   “แต่ละคนเขาก็สบายดี เป็นห่วงม่อนกันทุกคน แต่เวลามาหาหรือมาเจอม่อน เฮีย ๆ เขาไม่ได้มาคนเดียวนี่สิ แม่เห็นจากสายตาของม่อนนะ เพื่อนของเราคนนี้ขี้เหงา”
   
   “แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ แหม่มจะดูแลม่อนเต็มที่ กรเองก็เหมือนกัน ยังไงพวกเราก็เพื่อนรักกัน ม่อนเขาก็รู้ว่ามีคนรักเขาอีกมาก”

   “แต่ดาเข้าใจพี่ม่อนนะ เพื่อน ครอบครัว ถึงแม้จะรักพี่ม่อนมากแค่ไหน มันก็ไม่สามารถเติมเต็มความรักฉันท์คู่รักได้หรอกพี่แหม่ม”

   “พ่อเข้าใจที่น้องดาพูด แต่มันก็ติดตรงที่ม่อนของเราคนเดียวนั่นแหละ”

   “ถ้าแหม่มเจอใครที่ดีพอสำหรับม่อน แหม่มจะช่วยดันเต็มที่ค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วง”

   “แม่ก็อยากจะดันอย่างที่น้องแหม่มว่ามาตั้งนานแล้ว ติดที่ลูกชายแม่ไม่ยอมไปเจอใครเลยนะสิ”

   “น้องแหม่ม แล้วหนูพราวละลูก คนนี้ม่อนได้เจอบ้างรึยัง?” สองพี่น้องมองหน้ากันหลังได้ยินคำถามจากวิฑูรย์

   “คนนี้แหม่มว่าไม่ค่อยจะเหมาะค่ะคุณพ่อ แล้วตั้งแต่ถ่ายละครมา เรายังไม่ได้คิวจากพราววริศาเลย”

   “แม่ก็เห็นด้วยนะว่าคนนี้ไม่เหมาะ ดูจากข่าวคราวล่าสุดแล้วทำให้นึกถึงโมนิกา”

   “คุณแม่คิดเหมือนแหม่มเลยค่ะ”

   “สงสัยเรื่องหาคู่ของลูก พ่อคงไม่สู้แม่กับน้องแหม่ม จริงไหมน้องดา”

   “จริงค่ะคุณพ่อ เซ็นส์ผู้หญิงยังไงก็ไวกว่าผู้ชาย”

   ทั้งหมดนั่งทานอาหารค่ำกันไปโดยไม่รอพัสกาญ เพราะทั้งหมดรู้ดีว่า พัสกาญยังไงก็ต้องการเลี่ยงคนในกองถ่าย รอให้เหลือคนน้อยที่สุดก่อนค่อยกลับเข้ามาร่วมทานอาหารด้วย

To Be Continued


ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 9 : 25.Jul '19
«ตอบ #19 เมื่อ25-07-2019 11:34:52 »

กระดึ๊บไปอีกนิดพระนาย แต่ดันมาเข้าใจผิดไปอีก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 9 : 25.Jul '19
« ตอบ #19 เมื่อ: 25-07-2019 11:34:52 »





ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 10 : 8.Aug '19
«ตอบ #20 เมื่อ08-08-2019 21:01:48 »

10







   ตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์เริ่มลงข่าวพระนางคู่ใหม่ที่กำลังถ่ายละครร่วมกัน ข่าวของทัชชากับชาริสา และยังมีภาพบรรยากาศสนุกสนานในงานแถลงข่าวอีกด้วย ทำให้แฟนละครหลายคนชื่นชอบและติดตามคู่พระนางทั้งสอง แต่ก็มีบางส่วนบ่นเสียดายที่ทัชชาไม่ได้เล่นคู่กับพราววริศา

   “กูเดาไม่ผิดว่าต้องมีกระแสดราม่าตามมา”

   กรกฤตที่อ่านข่าวในโทรศัพท์พูดขึ้นทั้ง ๆ ที่สายตายังไม่ได้ละไปจากหน้าจอ และเมื่อพูดจบกลับไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่เขาพูดด้วยเลยทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมอง

   พัสกาญยังคงเหม่ออยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาจึงเดินเข้าไปด้านหลัง เพื่อดูว่าคนที่เข้าไปอยู่ในความคิดของตัวเองกำลังร่างแบบเสื้ออย่างไรอยู่ แต่ปรากฏว่าหน้าจอว่างเปล่า มีเพียงลายเส้นสองสามเส้นขีดค้างไว้

   “ไอ้ม่อน” เขาเรียก แต่คนตรงหน้ายังคงนิ่ง “ไอ้ม่อน” ครั้งนี้เขาเอามือแตะไหล่เบา ๆ

   “อะ กร”

   “มึงเป็นอะไร กูเห็นมึงเหม่อมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

   “กู...” พัสกาญมีท่าทางสับสน คล้ายจะพูดอะไรสักอย่าง

   “มึงไปเจออะไรมา” กรกฤตถามออกมาอย่างนึกเป็นห่วง

   “กูเปล่า กูแค่...”

   “ม่อน”

   “คุณทัช...” พัสกาญมีท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ

   “คุณทัช ทัชชา เขาทำไม?”

   “กู...ไม่รู้”

   “อ่าว ไอ้นี่ ตกลงมึงเป็นอะไร แล้วเขาทำอะไรมึง”

   “วันนี้แหม่มไปไหน กูอยากเจอแหม่ม” สีหน้าของพัสกาญอยู่ก็เปลี่ยนไป

   “เดี๋ยวไอ้ม่อน มึงใจเย็น ๆ มึงเป็นอะไรของมึง แล้วเรื่องที่มึงจะคุยกับแหม่มเนี่ย มึงคุยกับกูก่อนไม่ได้หรือไง?”

   “มึงไปหาแหม่มกับกู แล้วกูจะเล่าให้มึงฟังพร้อม ๆ กัน” เขางงกับท่าทีของพัสกาญมาก ที่อยู่ ๆ ก็เปลี่ยนไปจากตอนแรกที่ลังเล ไม่สามารถอธิบายอะไรออกมาได้ กลายเป็นรีบร้อน

   “ม่อน มึงจะเอารถมึงไปเหรอไง?” เมื่อเดินตามพัสกาญออกมาเจ้าตัวยังเดินไปที่รถของตนอีก เจ้าของรถไม่ฟังอะไร ก้าวขึ้นรถไปเรียบร้อยแล้ว “เอาก็เอาว่ะ” เขารีบขึ้นไปที่นั่งข้างคนขับทันที และยังไม่ทันได้คาดเข็มขัด เจ้าของรถก็ออกรถโดยที่ยังไม่รู้เป้าหมาย

.........................................................................

   พัสกาญขับรถเข้ามาที่ลานจอดรถของสถานีทีวีชื่อดังแห่งหนึ่ง เขาไม่ได้ขับรถด้วยความเร็วแบบนี้มานาน พอเวลาผ่านไปจิตใจเริ่มสงบลง เขาจึงเพิ่งนึกได้ว่า เขาควรจะฟังกรกฤตสักนิด

   “เพิ่งคิดได้ละสิมึง”

   “กูขอโทษ”

   “ไม่ทันแล้ว คราวนี้มึงจะแก้ปัญหายังไง รถนักข่าวจอดกันเต็มไปหมด”

   “กู... นั่งรอในรถได้ไหม?”

   “หึ นั่งรอ พอแหม่มมามึงจะให้แหม่มนั่งที่ไหน ไล่กูลงแล้วให้แหม่มมานั่งแทนกู”

   “ไม่ได้ดิ กูขอโทษ มึงไปกับแหม่มได้ไหม เราไปเจอกันร้านพี่นนท์”

   “เฮ้อ...เออ” กรกฤตกระแทกเสียงใส่ น้ำเสียงไม่ได้จริงจังนัก

   พัสกาญมองดูกรกฤตเดินตรงเข้าไปยังจุดที่มีงานกิจกรรมแฟนมิตติ้งที่ทางผู้จัดละครจัดขึ้นเพื่อโปรโมทละครเรื่องนี้ ภายในงานดารานำทั้งชายหญิงอยู่กันครบทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งพราววริศา

........................................................................

   ทางช่องร่วมกับผู้จัดได้จัดกิจกรรมแฟนมิตติ้งเล็กๆ เพื่อเป็นการโปรโมทละคร ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดี งานนี้ชาริสาต้องคอยประกบคู่กับทัชชา ส่วนพราววริศาประกบคู่กับอาทิตย์ แต่ก็มีแฟนละครไม่น้อยที่ขอให้พวกเขาสลับคู่กับ ซึ่งถ้าอยู่บนเวทีที่มีนักข่าวคอยถ่ายรูป พวกเขาก็ไม่สามารถทำตามที่แฟนละครต้องการได้

   กระทั่งทั้งสองคู่แยกกันไปถ่ายรูปตามมุมต่าง ๆ ขณะลงจากเวทีชาริสาเห็นคอนติเนนตัล ทีจีสีขาวของพัสกาญจอดอยู่ที่ลานจอดรถ ทำให้หลายคนมองตามเธอไป

   “มีอะไรรึเปล่าครับน้องแหม่ม” ทัชชาถามขณะที่เดินตามเธอลงจากเวที

   “ไม่มีค่ะ เราไปให้สัมภาษณ์นักข่าวกันเถอะค่ะ” เธอนึกอุ่นใจที่มีพัสกาญมาคอยเฝ้าอยู่ใกล้ ทำให้เธอมีความมั่นใจขึ้น แต่เมื่อพิจารณาดี ๆ ถ้าไม่มีเรื่องเร่งรีบ พัสกาญไม่มีทางขับรถมากลางดงนักข่าวแบบนี้เป็นแน่ พัสกาญกำลังมีปัญหา

   เธอและทัชชาต่างผลัดกันให้สัมภาษณ์แล้วแต่คำถามว่านักข่าวจะถามถึงประเด็นไหน ซึ่งทัชชาก็ตอบได้ดีสมกับที่เป็นรุ่นพี่ในวงการ ส่วนเธอเลือกจะตอบตามความจริง พยายามตอบให้สั้นและกระชับที่สุด เพราะใจเธอเริ่มกังวลเรื่องของพัสกาญ จนมาถึงคำถามที่เธอไม่คิดว่าจะมีนักข่าวมาถามกับเธอ

   “ถามน้องแหม่มค่ะ ตอนนี้กระแสค่อนข้างมาแรง แฟนคลับไม่น้อยหวังให้น้องแหม่มเป็นคู่จิ้นกับพี่ทัช น้องแหม่มกังวลกับข่าวนี้ไหมคะ?”

   “ไม่ค่ะ การที่แฟนละครชื่นชอบและจับคู่จิ้นให้แหม่มกับพี่ทัชชา แสดงว่าเราสองคนเล่นละครแล้วเข้ากันได้ดี คนดูอินไปกับเรา แหม่มถือว่าผลตอบรับค่อนข้างดีทั้งๆ ที่ละครยังไม่ออนแอร์”

   “ถามน้องแหม่มครับ จะมีเหตุดราม่าเกี่ยวกับการแย่งคู่จิ้นไหมครับ เรื่องนี้ถึงน้องพราวจะเล่นคู่กับพี่อาร์ม แต่หลาย ๆ คนก็ยังอยากให้น้องพราวกับพี่ทัชเป็นคู่จิ้นกันอยู่”

   “เรื่องดราม่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับแหม่ม ขึ้นอยู่กับคนดูพิจารณามากกว่า เขาชื่นชอบคุณพราวกับพี่ทัช เราก็บังคับให้เขามาชอบเราไม่ได้หรอกค่ะ”

   “ถามพี่ทัชค่ะ มีหลายคนเข้าใจว่า พี่ทัชมีปัญหากับน้องพราว จนถึงขั้นน้องพราวประชดให้ข่าวว่าเธอกำลังตามหาคู่รักตัวจริง ไม่ใช่แต่ในจินตนาการ พี่ทัชมีความคิดเห็นยังไงครับเกี่ยวกับเรื่องนี้”

   “ผมกับพราวเป็นพี่น้องร่วมวงการกัน เราทำงานมาด้วยกันนานพอสมควร สนิทกันมากแต่ไม่มีอะไรเกินเลย เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ตอนนี้พราวเขาแค่งานยุ่ง เราเลยไม่ค่อยได้คุยกันหรือไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนแต่ก่อน”

   “ทัชจะปฏิเสธว่าน้องแหม่มไม่ใช่มือที่สามใช่ไหมคะ?”

   “เราเป็นเพื่อนร่วมวงการที่ดีต่อกันค่ะ ส่วนเรื่องมือที่สาม แหม่มว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ส่วนกระแสคู่จิ้นระหว่างแหม่มกับพี่ทัชนั้นน่าจะเป็นเพราะแฟนละครชื่นชอบงานของพวกเรามากกว่า ไม่น่าจะใช้คำว่ามือที่สามได้นะคะพี่” เธอเริ่มฉุนกับคำถามไร้สาระนี่เต็มที

   “ใช่ครับ ผมกับแหม่ม เราเป็นพี่น้องร่วมวงการเช่นกัน การที่มีข่าวออกมาแบบนี้ หากผมเปลี่ยนนางเอกอีก จะไม่กลายเป็นว่า น้องนางเอกใหม่คนนั้นเป็นมือที่สามอีกเหรอครับ” ทัชชาหยุดพูดเล็กน้อยเพื่อสังเกตอากัปกิริยาของนักข่าว “ยังไงผมก็ต้องขอบคุณแฟนละครที่ติดตามและให้กำลังใจทั้งผม พราว และแหม่ม เอาไว้ถ้าผมมีตัวจริงเมื่อไร ผมจะรีบแจ้งพี่ ๆ นักข่าวทันที”

   “อย่าบอกนะคะ ว่าพี่ทัชก็กำลังจะตามหาตัวจริงอย่างน้องพราว”

   “ตอนนี้ผมยังไม่คิดเรื่องนั้น ผมแค่อยากจะทำงานตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน”

   หลังจากนั้นประเด็นที่นักข่าวถามส่วนใหญ่ก็จะเป็นสเป็กของเธอ หรือไม่ก็ทัชชา ซึ่งเธอก็ตอบไปตามความจริง ส่วนทัชชาดูจะมีลูกล่อลูกชนกับนักข่าวได้มากกว่าเธอนัก จนกระทั่งเธอเห็นคอนติเนนตัลขับออกไปจากลานจอด แต่กรกฤตกลับก้าวเข้ามาในงาน

   “น้องแหม่มค่ะ พี่เห็นน้องมองรถเบนท์ลี่ย์สีขาวนั่นอยู่หลายครั้ง นั่นคงไม่ใช่ตัวจริงของน้องแหม่มหรอกนะคะ”

   นักข่าวคนหนึ่งถามขึ้นเรียกความสนใจจากนักข่าวคนอื่น ๆ ให้หันไปมอง แต่ก็ไม่ทันได้เห็นแม้กระทั่งเลขทะเบียน ส่วนเธอก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ไม่พูดอะไร

   นอกจากชาริสาและเหล่านักข่าวแล้ว ยังมีพราววริศาที่สนใจรถคันนั้นไม่ต่างกัน ซึ่งนักข่าวตาไวยังนำประเด็นนี้มาถามเธออีกด้วยว่า เจ้าของรถหรูคันนั้นใช่ทายาทนักธุรกิจหนุ่มที่ตามไปขายขนมจีบให้เธอที่สตูดิโอเมื่อวันก่อนหรือไม่

........................................................................

   พัสกาญเข้ามาจอดรถยังลานจอดของร้านอาหารที่เขาและเพื่อน ๆ มักจะมาทานกันเป็นประจำ จนเป็นที่คุ้นเคยกับพนักงานในร้าน เด็กรับรถค่อนข้างแปลกใจที่มีรถหรูเข้ามาจอดในขณะที่ร้านยังไม่ได้เปิดทำการ จนกระทั่งเห็นพัสกาญลงมาจากรถ

   “พี่ม่อน สวัสดีครับ ผมก็นึกว่ารถใครซะอีก ที่แท้รถพี่ม่อนนั่นเอง ผมเข้าใจว่าพี่ม่อนขับรถไม่เป็นซะอีก”

   “พี่ขอเข้าไปนั่งรอกรกับแหม่มในร้านนะ”

   “ตอนนี้ในร้านกำลังวุ่นวายเลยครับ ของเพิ่งมาส่ง เดี๋ยวผมหาโต๊ะเงียบ ๆ ให้พี่ก็แล้วกันนะครับ”

   “ขอบใจ” พัสกาญเดินตามเด็กรับรถเข้าไปในร้าน ก่อนยืนรอให้เด็กหาโต๊ะให้ อานนท์ก็เดินเข้ามาในร้านพอดี

   “อ่าว คุณม่อน”

   “สวัสดีครับพี่นนท์”

   “มาที่ร้านเวลานี้ มีอะไรรึเปล่าครับ”

   “ผมนัดกับเพื่อนไว้ครับ เลยจะขอยืมใช้สถานที่หน่อย”

   “อ่อ ตอนนี้ร้านกำลังวุ่นวายเลย เอาอย่างนี้ไหมครับ คุณม่อนเข้าไปใช้ห้องด้านหลังดีกว่า”

   “ไม่เป็นไรครับพี่นนท์ เด็กไปหาโต๊ะให้ผมแล้ว”

   “อย่าเกรงใจเลยครับ นั่งข้างนอกมันวุ่นวาย เชิญทางนี้ครับ”

   พัสกาญจึงเดินตามอานนท์เข้าไปที่ด้านหลังผ่านสวนย่อมเล็กๆ ที่กั้นส่วนออฟฟิศไว้จากสายตาลูกค้าในร้าน ด้านในแบ่งเป็นส่วนอานนท์นั่งทำงาน ข้าง ๆ มีห้องพักผ่อนเล็กๆ ที่จัดไว้เผื่อเวลาที่น้านิลและน้ากล้าจะมาเยี่ยมที่ร้าน

   “ขอบคุณครับพี่นนท์”

   อานนท์เดินออกไปจากห้องไม่นาน ก็มีเด็กเอาเครื่องดื่มมาให้เขา พัสกาญรออยู่ราวครึ่งชั่วโมง เด็กคนเดิมก็พากรกฤต ชาริสา และชันดาเข้ามาในห้อง จากนั้นอาหาร ของว่างต่าง ๆ ก็ถูกยกเข้ามาให้

   “พี่ม่อน ใครน่ะ” ชันดาชี้ไปที่อานนท์ที่มาคุมเด็กยกอาหารด้วยตัวเอง

   “พี่นนท์ ลูกน้ากล้ากับน้านิล”

   “อ่อ...เขาเป็นเจ้าของร้านนี้เหรอ?”

   “อืม”

   “พอก่อนยัยดา อย่าเพิ่งบ้าผู้ชาย”

   “พี่แหม่ม...” ชันดาหน้าแดง แต่ก็เงียบลงไปพูดอะไรอีก

   “ม่อนมีเรื่องอะไรกังวลใจ ถึงได้ขับรถออกไปที่สถานีแบบนั้น” ชาริสาหันมาถามเขา

   “เราเห็นสิ่งนั้นจากคุณทัชชา”

   “เขาคิดอะไร ๆ กับม่อนอย่างนั้นเหรอ?”

   “ไม่รู้ ตั้งแต่เราเข้ามาช่วยงานกร เราไม่เคยพูดคุยอะไรกับเขามากไปกว่าเรื่องงาน”

   “เดี๋ยว ๆ สองคนนี้พูดเรื่องอะไรกัน ไหนมึงบอกว่ามึงจะเล่าให้กูฟัง แล้วทำไมมึงถึงพูดแต่เรื่องที่มึงกับแหม่มรู้กันอยู่ 2 คน ยังมีเรื่องคุณทัชอีก”

   “ไอ้กร อย่าเพิ่งขัด เรื่องนี้ม่อนมันซีเรียสนะ”

   “แหม่ม ไม่เป็นไร เรารับปากกรแล้วว่าเราจะบอกเรื่องนี้กับกร”

   “ถ้าอย่างนั้น ดาไปรอพี่แหม่มที่สวนด้านหน้านะคะ”

   “อืม” ชาริสารับคำอย่างไม่ใส่ใจ

   “น้องดาอยู่ด้วยก็ได้” เขารีบรั้งชันดาเอาไว้

   “ให้ยัยดาไปอ่อยผู้ชายเถอะ”

   “พี่แหม่มอ่า....” ชันดาหน้าแดง แล้วรีบเดินออกจากห้องไป

   “เรื่องนี้ให้กรมันรับรู้เพิ่มอีกคนก็พอ” ชาริสาก็ยังคงไม่สนใจชันดาเช่นเดิม

   “แหม่มพูดกับน้องดาแรงไปรึเปล่า”

   “แรงที่ไหน ความจริงทั้งนั้น พี่นนท์อะไรนั่นน่ะ สเป็กยัยดาชัด ๆ”

   “พอ ๆ เข้าเรื่อง ไอ้ม่อน มึงมีปัญหาอะไรกันแน่ แล้วคุณทัชมาเกี่ยวอะไรด้วย”

   “ม่อนมันเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น”

   “แกจะบอกว่า มันมีสัมผัสที่หก อย่างการเห็นผีอย่างนั้นเหรอ ไอ้ม่อนมึงบอกว่ามึงเห็นสิ่งนั้นจากคุณทัช วิญญาณประเภทไหนตามรังควานพระเอกของเราอยู่ว่ะ? เฮี้ยนมากรึเปล่า”

   “มันไม่ใช่อย่างที่มึงคิด กูไม่ได้เห็นผีหรือวิญญาณ”

   “อ่าว ตกลงแล้วมันคืออะไรกันแน่?”

   “ม่อนเขาเห็นเหมือนรัศมีแผ่กระจายออกมาจากคน ฉันเลยเรียกไอ้รัศมีสีแสงนั่นว่าออร่า” ชาริสาพยายามใจเย็นอธิบาย

   “รัศมีสีแสง มันคืออะไร?”

   “กูก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่กูเห็นมันมาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่จำความได้คนที่รายล้อมกูมักจะมีออร่าแผ่ออกมารอบ ๆ ตัว สีสันที่แผ่ออกมามันจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์”

   “อ่อ...”

   “แต่พอกูโตพอจะเข้าโรงเรียน กูกลับไม่เห็นของคนอื่นเลยนอกจากคนที่บ้านกูเลย ตอนเด็ก ๆ กูสับสนมาก จนกูสังเกตได้ว่า หากคนไหนมีความรู้สึกกับกู กูก็จะสามารถเห็นออร่าที่แผ่ออกมาจากคนคนนั้นได้”

   “หมายความว่ายังไง คนที่มีความรู้สึกกับมึง รัก หลง อะไรแบบนี้เหรอ?”

   “ก็ประมาณนั้น”

   “แล้วแหม่มรู้เรื่องนี้ได้ยังไง อย่าบอกนะว่าแกก็หลงรักไอ้ม่อนมัน”

   “ใช่ที่ไหน สมัยเรียนฉันแค่อิจฉาม่อนที่มีเพื่อนห้อมล้อมต่างหาก ส่วนฉันเพื่อนสักคนยังไม่มีเลย”

   “แล้วกูละ มึงเห็นไหม?”

   “ไม่”

   “อ่าว? เฮ้ยกูก็รักมึงนะเว้ย”

   “พอ ๆ สรุปก็คือ ม่อนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเห็นออร่าจากพี่ทัชใช่ไหม” เขาพยักหน้ารับในสิ่งที่ชาริสาพูด

   “เขาก็แทบจะไม่ได้สุงสิงกับมึงเลย แล้วจะมีความรู้สึกอะไรได้ว่ะ..” กรกฤตครุ่นคิด “ว่าแต่ ในกองมึงเห็นออร่าออกมาจากใครบ้าง”

   “ก็มีคุณไลลา พี่กะทิ คุณอามันต์ แหม่ม แล้วก็คุณทัชชา”

   “อามันต์?” เขาพยักหน้าให้ “ทำไมเขาถึงมีความรู้สึกกับมึงได้?”

   “เขาไม่พอใจที่กูสนิทสนมกับแหม่ม”

   “หรือคุณทัชเขาคิดอะไรๆ กับแกว่ะแหม่ม เขาถึงไม่พอใจไอ้ม่อนที่สนิทสนมกับแกเหมือนกับอามันต์”

   “ไม่ใช่ คุณทัชไม่ได้มีความรู้สึกไม่พอใจ”

   “มึงรู้ได้ยังไง ว่าเขารู้สึกอะไรกับมึง”

   “ม่อนเขาก็บอกอยู่ว่าสีของออร่าออกมามันต่างกัน แกได้ฟังบ้างไหม” ชาริสาบ่นกรกฤต ก่อนจะหันมาถามเขา “จริงสิ สีออร่าของคุณทัชเป็นสีอะไร”

   “สีเขียว”

   “มันหมายถึงอะไร?” กรกฤตทำหน้างง

   “แกไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าสีพวกนี้สื่ออารมณ์อะไร”

   “มันใช้หลักการเดียวกันอย่างนั้นเหรอ” เขาพยักหน้าให้กรกฤต อีกฝ่ายทำหน้าประหลาดใจ “พัฒนา เติบโต เจริญงอกงาม เขากำลังรู้สึกดีกับมึง ไอ้ม่อน”

   “กูรู้ว่ามึงรักกูอย่างเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง แต่ที่กูไม่เห็นออร่าของมึง กูเดาว่า เพราะมันไม่แรงพอ”

   “หมายความว่ายังไงวะ กูต้องตายแทนมึงได้เลยรึไง มึงถึงจะเห็นออร่าจากตัวกู”

   “ไม่ใช่อย่างนั้น แกรักม่อน หวังดีกับม่อน แต่แกไม่ได้ปรารถนาที่จะครอบครองหรือทำลาย”

   “เออ อย่างของกะทิกับไลลา สองคนนี้ก็อยากได้ผู้ชายในกองเกือบทั้งหมด มึงเลยเห็นออร่าของสองคนนี้ ส่วนอามันต์ เขาไม่พอใจนี่ยังไง?”

   “เมื่อก่อนที่ฉันอิจฉาม่อน ฉันเคยคิดถึงขนาดที่อยากให้ม่อนหายไปจากโลกนี้เลย”

   “นี่แกเป็นคนอาฆาตขนาดนั้นเลย”

   “นี่แหละ ถึงเป็นสาเหตุให้กูเห็นอาร่าของแหม่มกับคุณอามันต์”

   “กูชักจะเป็นห่วงมึงแล้วสิ เกิดเขาทำร้ายมึงขึ้นมาจะทำยังไง”

   “แทนที่แกจะห่วงเรื่องนั้น มาห่วงเรื่องความคิดพี่ทัชก่อนดีไหม?”

   “ทัชชาเพิ่งอกหักจากยัยพราวมา ช่วงนี้เป็นช่วงอ่อนแอของเขา ถ้าใครผ่านเข้ามา มันก็คือที่พึงทางใจของเขาเลย ว่าแต่มึง ไปทำอะไรให้เขาซึ้งใจรึเปล่า”
   
   “กูก็บอกแล้วว่ากูไม่เคยคุยอะไรกับเขามากไปกว่าเรื่องงาน”

   “เอาเป็นว่าตอนนี้ม่อนก็ทำตัวปกติก็แล้วกัน แหม่มจะคอยอยู่ข้าง ๆ”

   “ขอบใจมากนะแหม่ม”

   พวกเขาทั้งสามคนนั่งคุยกันต่อไปอีกสักพัก ก็ต่างแยกย้ายกันไปทำงาน กรกฤตตามเขากลับไปที่ร้าน ส่วนชาริสามีงานต่อในช่วงหัวค่ำ ระหว่างที่เขาขับรถกลับ อยู่ ๆ กรกฤตก็พูดขึ้น

   “ม่อน มึงไม่ต้องคิดมาก หรือกังวลอะไร คิดซะว่ามีคนรักอย่างจริงใจก็ดีกว่ามีคนเกลียด”

To Be Continued


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1818
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 10 : 8.Aug '19
«ตอบ #21 เมื่อ09-08-2019 00:07:35 »

 o13
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 10 : 8.Aug '19
«ตอบ #22 เมื่อ09-08-2019 02:39:55 »

ว้าวววว หรือคุณทัชจะรู้

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 11 : 15.Aug '19
«ตอบ #23 เมื่อ15-08-2019 21:31:56 »

11







   หลังจากงานแถลงข่าวเปิดตัวละคร กระแสตอบรับค่อนข้างดีจนผู้จัดและผู้กำกับอย่างกวินทร์พอใจ ภายในกองถ่ายละครมีแฟน ๆ มาให้กำลังใจกันไม่ขาดสาย และยังมีแฟนคลับส่วนหนึ่งที่มาเพื่อให้กำลังใจพราววริศาแต่กลับไม่พบเธอต่างก็พากันหงุดหงิด ลือกันไปต่าง ๆ นานา

   “นี่ อีคุณกร แกได้ยินพวกแฟนคลับเขาลือกันไหม?” กะทิหันมาถามเขาระหว่างที่เดินมาเอาข้าวกล่องไปทานกลางวัน

   “เขาลือกันว่ายังไง?”

   “นี่แกพลาดข่าวนี้ไปได้ยังไงกัน?”

   “ตั้งแต่เช้ามาฉันทำงานยังไม่ได้หยุดเลยเหอะ จะเอาเวลาที่ไหนไปเผือก”

   “เออๆ ไม่ต้องเหน็บ จะฟังไหม?”

   “ว่ามา”

   “ฉันได้ยินว่า แฟนคลับพวกนั้นแอนตี้น้องแหม่มของเราอยู่แล้ว ที่ทำให้พี่ทัชกับน้องพราวเลิกจิ้นกัน”

   “มันใช่เรื่องเปล่าว่ะ?”

   “ก็นั่นน่ะสิ แต่เพราะวันนั้นมีรถหรูไปจอดที่หน้าสถานี มันก็มีข่าวอีกว่า เจ้าของรถคันนั้นเป็นตัวจริงของน้องแหม่ม หลายคนก็เลยเลิกโจมตีประเด็นนี้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่บอกว่าเจ้าของรถคันนั้นเป็นคนที่ไปเฝ้าน้องพราวที่สตูดิโอเมื่อคราวก่อน”

   “คนพวกนั้นก็ลือกันไปเรื่อย ใช่เรื่องจริงรึเปล่าก็ไม่รู้”

   “ก็จริง แต่แฟนคลับกลุ่มนี้ดันเอาไปพูด ไปโพสต่างโซเชียลฯ กันอีกน่ะสิว่า มาให้กำลังใจน้องพราวที่กองถ่าย แต่กลับไม่เคยเจอเลย”

   “จะไปเจอได้ยังไง ก็เขาไม่ให้คิวพวกเราเลยนี่ กว่าจะได้คิวก็โน่น อีกสองเดือน”

   “ก็เออสิ แต่พวกนางทั้งหลายดันไปเล่าลือกันว่าเป็นเพราะนางเอกกับนางรองมีปัญหากันนะสิ”

   “เฮ้ย!! ...”

   “ฉันละเป็นห่วงน้องม่อนจริง ๆ”

   “ม่อนเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย”

   “แกอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ว่าแกใช้น้องม่อนเป็นคนมาเบรกอารมณ์น้องแหม่มน่ะ? แล้วแบบนี้ฉันจะไม่ห่วงได้ยังไง”

   “แกไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก แหม่มมันเป็นคนตรง เรื่องไหนไม่จริงเธอไม่สนใจหรอก”

   “อ่าว แล้วน้องแหม่มจะปล่อยผ่านเรื่องนี้เหรอ”

   “คนอย่างแหม่มถ้าไม่มีคนไปถามอะไรเธอ เธอก็จะอยู่ของเธอเฉย ๆ แกทำงานกับแหม่มมาตั้งนาน ลองสังเกตดีๆ สิ เวลาแหม่มเหวี่ยง ส่วนใหญ่เป็นเพราะอะไร”

   กรกฤตพูดทิ้งท้ายให้กะทิได้คิด ก่อนจะเดินเลี่ยงไปหาชาริสาและชันดา ที่กำลังนั่งทานอาหารเที่ยงอยู่มุมหนึ่งของกองถ่าย

........................................................................

   หลังจากพักกองเพื่อทานอาหารกลางวัน ชาริสายังไม่มีโอกาสได้ทานข้าวเลย เนื่องจากมีนักข่าวเขามารอขอสัมภาษณ์อยู่ไม่น้อย เธอก็ไม่คิดจะหลีกเลี่ยงแต่อย่างใด

   “น้องแหม่มค่ะ มีข่าวออกมาว่า น้องพราวขอเปลี่ยนคิวเพราะน้องแหม่มกับน้องพราวมีปากเสียงกันในกอง เป็นเรื่องจริงรึเปล่าค่ะ?”

   “เรื่องมีปากเสียงกันนั้นไม่จริงค่ะ แหม่มกับพราวเราคุยกันปกติดี ส่วนเรื่องที่พราวขอเปลี่ยนคิวนั้น สาเหตุมาจากอะไรคงต้องไปถามกับพราวเอาเอง เรื่องนี้แหม่มไม่ทราบจริง ๆ ค่ะ”

   “หากจะต้องร่วมงานกันในครั้งถัดๆ ไป น้องแหม่มจะรับงานร่วมกับน้องพราวไหมครับ?”

   “ก็อย่างที่บอกพี่ๆ นักข่าวไปนะคะ ว่าแหม่มกับพราว เราไม่ได้มีเรื่องอะไรผิดใจกัน เราคุยกันปกติ ดังนั้นหากต้องร่วมงานด้วยกันอีก แหม่มก็ยินดีค่ะ”

   นักข่าวถามคำถามเดิม ๆ เรื่องการเป็นคู่จิ้นกับทัชชาอีกทั้งเรื่องที่ทั้งสองจะรับงานโฆษณาร่วมกัน ชาริสาก็ตอบทุกคำถามไปตามความจริง อย่างตรงไปตรงมา จนกระทั่งนักข่าวยอมรามือ ไม่มีคำถามเพิ่มเติม เธอจึงไปหาชันดา ซึ่งมีพัสกาญยืนรออยู่ข้าง ๆ อย่างเป็นห่วง เธอยิ้มให้เขาเล็กน้อย

   “ดื่มน้ำก่อน จะได้สดชื่น” พัสกาญส่งขวดน้ำให้กับเธอ “เหนื่อยไหม?”

   “ไม่หรอก หิวมากกว่า ไม่รู้ว่าวันนี้มีอะไรให้ทาน”

   “ทางกองเตรียมก๋วยเตี๋ยวไก่มะระไว้ให้ค่ะ แต่ของพี่แหม่มคงจะเย็นชืดหมดแล้ว” ชันดาบอกเสียงอ่อย เพราะเธอเป็นคนไปจัดเตรียมมาให้ตั้งแต่ก่อนพักกอง

   “ไม่เป็นไร พี่กินได้ เกาเหลา ใส่มะระเยอะ ๆ ใช่ไหม?”

   “ค่ะพี่ ไม่ใส่ถั่วงอก”

   “ดีมากน้องรัก” ชาริสานั่งลงและทานเกาเหลาของเธอไปเงียบ ๆ โดยมีชันดาและพัสกาญนั่งค่อยบริการอยู่ไม่ห่าง

   การกระทำทุกอย่างของชาริสาในขณะนี้ ต่างตกอยู่ในสายตาของนักข่าวหลายคน ไม่เว้นแม้แต่ภาริช ที่เอาแต่จ้องมองคนทั้งสามอย่างสนอกสนใจ

   “พี่ภาริช ยังคาใจอะไรอีกเหรอ เห็นจ้องน้องแหม่มไม่วางตาเลย”

   “ไม่มีอะไรแล้ว เพียงแต่...พี่คุ้น ๆ หน้าหนุ่มแว่นคนนั้น”

   “อ่อ นายเฉิ่มนั่น น้องเห็นทำงานในกองนี้แหละ เหมือนจะเป็นผู้ช่วยของทีมคอสตูมนะ”

   “น้องรู้จักเหรอ?”

   “ไม่รู้จักหรอก ได้ยินคนในกองเขาพูดถึงน่ะ ว่านิสัยน่ารัก แต่ชอบเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว แต่เท่าที่เห็นตอนนี้...” หญิงสาวมองตรงไปยังกลุ่มคนทั้งสาม “ไม่รู้ว่าต้องการจะเกาะกระแสนางเอกดัง เพื่อหวังผลรึเปล่า หลัง ๆ น้องเห็นเขาตามติดน้องแหม่มอยู่ ยิ่งกว่าน้องดาผู้จัดการส่วนตัวเสียอีก”

   “...”

   “พี่ภาริชไม่ต้องไปสนใจคนประเภทนี้หรอก พี่ก็รู้ คนแบบนี้มีอยู่เยอะไปหมด เขาก็คงเรียกร้องความสนใจจนกว่านักข่าวอย่างเราจะสนใจเขานั่นแหละ”

   “น้องคิดอย่างนั้นเหรอ?”

   “ใช่ ไม่เชื่อพี่ก็คอยดูต่อไปสิ จบงานนี้ หมอนั่นก็คงจะไปเกาะกระแสดาราคนอื่นต่อนั่นแหละ ก็จนกว่าตัวเองจะเกิดนั่นแหละน้า...” นักข่าวรุ่นน้องส่ายหน้า ก่อนจะเดินจากไป แต่ภาริชกลับไม่ได้คิดแบบนั้น หนุ่มแว่นคนนั้น เหมือนเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

.........................................................................

   พัสกาญช่วยกรกฤตเก็บของเรียบร้อยก็เตรียมกลับไปพักผ่อน โดยมีกรกฤตไปส่งดังเดิม ระหว่างที่รอกรกฤตที่ลานจอดรถ ก็พบกับชาริสาและชันดาที่กำลังจะกลับเช่นกัน

   “ไอ้กรไปไหนละ ถึงให้ม่อนมารออยู่คนเดียวในที่มืด ๆ แบบนี้” ชาริสาบ่นกับเขาอย่างหัวเสีย

   “ถึงมันจะมืด มันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรขนาดนั้นสักหน่อย แหม่มก็อย่าไปว่ากรมันเลย”

   “เข้าข้างกันตลอด”

   “พรุ่งนี้เราไม่ได้มาที่กองถ่ายนะ ตอนนี้แหม่มมีเอมกับพี่กะทิคอยช่วยดูแลอยู่ เราก็เบาใจ”

   “อืม ไม่ต้องเป็นห่วง พรุ่งนี้รู้สึกว่าแหม่มจะมีถ่ายอยู่นิดหน่อยเท่านั้น ใช่ไหมยัยดา”

   “ค่ะ พรุ่งนี้พี่แหม่มมีถ่ายแค่ 2 ตอน รวมแล้วแค่ 3 ซีนเท่านั้นเอง แต่บ่ายมีงานโชว์ตัวนะคะ”

   “อืม เรารอกรเป็นเพื่อนม่อนก่อนค่อยกลับก็แล้วกันนะ”

   “ค่ะ” ชันดาพยักหน้าเห็นด้วย

   “ไม่ต้องหรอก เรารอกรคนเดียวได้ เดี๋ยวกรก็มา”

   “นี่ แหม่มให้ยัยดาลองสังเกตพี่ทัช ยัยดาบอกว่า เขาก็แอบมอง ๆ ม่อนอยู่เหมือนกันนะ” ชาริสาไม่สนใจคำปฏิเสธของเขา

   “ใช่ค่ะพี่ม่อน ดามักจะเห็นพี่เขามองตามพี่ม่อนไป ตอนที่ม่อนปลีกตัวออกไปนั่งทำงานคนเดียว”

   “ม่อนไปทำอะไรให้นายพระเอกนั่นติดใจ ถึงได้คอยแอบมองม่อนแบบนี้”

   “พี่แหม่ม พูดน่าเกลียด ดาก็ไม่เคยเห็นพี่ม่อนจะไปสุงสิงกับเขาเลย แต่ก็น่าแปลกที่เขาคอยจับตาดูพี่ม่อนแบบนี้”

   “ไว้ดาลองถามพี่กะทิดูสิ นางอาจจะพอรู้อะไรก็ได้นะ”

   “อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เราเองก็ตั้งใจว่าจะอยู่ห่าง ๆ เขาไว้”

   “ทำไมละ ในเมื่อเขารู้สึกดีกับม่อน คบหาเป็นเพื่อนกันก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ไม่เหมือนอีตาบ้ามันต์ ถึงจะต้องไปหลบเลี่ยง”

   “ไม่รู้สิ คงเป็นเพราะเขาเป็นพระเอกดังก็ได้ แล้วสีของสิ่งนั้นอีก”

   “พี่ม่อนก็ไม่ใช่ไก่กาที่ไหนสักหน่อย” ชันดาบ่นเบา ๆ แต่เขาก็ได้ยิน

   “มายืนเม้าท์อะไรกันมืด ๆ แบบนี้?” กรกฤตเดินเข้ามาบริเวณที่พวกเขายืนอยู่

   “รู้ด้วยเหรอว่าลานจอดรถมันมืดน่ะ แล้วปล่อยให้ม่อนมายืนรอคนเดียวแบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหน?”

   “อ่าว ไอ้ม่อนมันเป็นผู้ชายไหม ใครจะมาทำอะไรมัน”

   “เฮียเจมส์ก็เป็นผู้ชาย”

   “เรื่องที่เกิดกับเฮียเจมส์มันเป็นอุบัติเหตุเหอะ”

   “ไม่รู้แหละ แต่แกไม่ควรจะปล่อยม่อนมายืนรอมืด ๆ แบบนี้คนเดียว”

   “ก่อนแกจะว่าฉันแกถามมันซะก่อน ว่ามันหนีออกมาทำไม ฉันกับเอมตามหามันให้ควัก”

   “ม่อน?”

   “เราแค่อึดอัดสายตาของคุณทัชน่ะ”

   “ทำไม ม่อนเห็นอะไร?”

   “ไม่รู้สิ... ออร่าของเขามัน...โหยหา คาดหวัง คิดถึง มันหลากหลายไปหมด จนบางทีเราก็ตามเขาไม่ทัน”

   “มึงก็ไม่ต้องไปสนใจเขาสิ”

   “กูพยายามอยู่ แต่บางทีกูก็อึดอัด”

   “ม่อนทำใจให้สบายเถอะ เราก็อยู่ของเราไป เขาก็อยู่ส่วนเขา ถ้าเขาไม่มาระรานม่อนก็ไม่ต้องไปสนใจเขา”

   “ใช่ มึงอย่าเพิ่งคิดอะไรมาก งานมึงยังมีอีกเยอะแยะ เอาหัวเอาสมองไปนั่งคิดงานเถอะ”

   “ถ้าอย่างนั้นเรากลับไปพักผ่อนกันเถอะค่ะ พี่ๆ อย่าเพิ่งไปกดดันพี่ม่อนเลย พี่ม่อนทำอะไรแล้วสบายใจ ดาสนับสนุนเต็มที่” ชันดาสรุป จากนั้นคนทั้งหมดก็ต่างแยกย้ายกลับไปขึ้นรถของตนเอง

   การพบเจอของคนทั้ง 4 อยู่ในสายตาของนักข่าวอย่างภาริช เพราะตั้งแต่วันงานแฟนมิตติ้ง เขาก็คอยติดตามดูชาริสาตลอด และตอนนี้เขากลับอยากรู้ว่าหนุ่มแว่นนั่นเป็นใครกันแน่มากกว่า ถึงได้คุ้นหน้าเช่นนี้

........................................................................

   หลังจากเสร็จงานที่กองถ่าย ทัชชาก็เข้ามายังบริษัทของคุณอธิรุธ เพื่อลองเสื้อผ้าหรูภายใต้ชื่อแบรนด์พัสกาญ ซึ่งเป็นแบรนด์ดังและได้รับความนิยมมากไม่แพ้แบรนด์จากต่างประเทศเลยทีเดียว

   “คุณรุธนี่ก็สุดยอดนะ ที่สามารถติดต่อเจ้าของแบรนด์พัสกาญได้ นี่ถือว่าเป็นนิตยสารสัญชาติไทยเล่มแรกเลยนะที่ได้ถ่ายภาพแฟชั่นเสื้อแบรนด์นี้” อามันต์ชวนคุยระหว่างที่เดินเข้าไปยังสตูดิโอของบริษัทฯ

   “ฉันก็เคยเห็นแบรนด์นี้ลงปกต้องหลายเล่ม ไม่เห็นจะแปลกเลย”

   “นายเคยเห็น แล้วเคยสังเกตไหมล่ะ ว่ามันเป็นนิตยสารหัวนอกทั้งหมด”

   “ถึงจะหัวนอก แต่ยังไงบรรณาธิการก็เป็นคนไทย”

   “มันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิ ที่ได้ลงเพราะสำนักงานใหญ่ติดต่อให้ต่างหาก”

   “ฉันจำได้ว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ไทยไม่ใช่เหรอไง แล้วทำไมคนไทยด้วยกันถึงติดต่อกันยาก”

   “เท่าที่ฉันรู้มา เจ้าของแบรนด์พัสกาญเป็นไฮโซตระกูลดัง แต่ตระกูลไหน ยังไงฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะ เพราะเขาค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัว และดูเหมือนว่าจะอยู่เมืองนอกมากกว่าประเทศไทย”

   “เขาคงเป็นดีไซเนอร์ระดับอินเตอร์สินะ”

   “ใช่ พัสกาญนี่เป็นแบรนด์ลูกของแบรนด์ YNW นะ ที่ออกแบบและผลิตเพื่อจำหน่ายในไทยเท่านั้น”

   “แปลกนะ ทำเพื่อขายที่นี่ แต่ไปลงนิตยสารที่อื่น”

   “ก็เพื่อโปรโมทแบรนด์ไทยยังไงล่ะ”

   “ดูนายจะชื่นชมดีไซเนอร์คนนี้มากเลยนะ”

   “อืม ก็เขาทำให้ประเทศเราเป็นที่รู้จักนี่ ทั้งที่ตัวเองอยู่เมืองนอกแท้ ๆ”

   “ถ้ารักบ้านเกิดจริง จะไปอยู่เมืองนอกทำไม”

   “นี่ทัช นายดูจะไม่ค่อยชอบเจ้าของแบรนด์นี้เลยนะ”

   “ไม่ใช่ไม่ชอบ แค่ฟังแล้วหมั่นไส้”

   “เอาเถอะ ๆ นายโชคดีแค่ไหนที่ได้งานนี้”

   “ที่ได้ใส่ชุดของพัสกาญนี่นะ?”

   “ใช่ นายเป็นนายแบบคนไทยคนแรก และคนเดียวของงานนี้เลยนะ”

   “หมายความว่ายังไง”

   “ก็พี่รุธเขาใช้นายแบบจาก 4 คนจาก 4 ประเทศในเอเชียยังไงละ”

   “อ่อ ฉันเป็นตัวแทนคนไทย?”

   “ใช่ ที่สำคัญพี่รุจยังไม่ได้เลือกนายแบบที่จะใส่ชุดพิเศษของพัสกาญนะ”

   “โห่...ต้องมีชุดพิเศษด้วย”

   “ไอเดียวของคุณอิงลิช เขาอยากให้ออกแบบชุดพิเศษสำหรับนิตยสารของเขา”

   “อ่อ”

   “วันนี้หลังจากลองชุดแล้ว พี่รุธกับทีมงานเขาจะเลือกนายแบบที่ใส่ชุดนี้อีกที”

   “อืม มันก็แค่ชุดพิเศษ”

   “นี่นายไม่ตื่นเต้นเลยเหรอ”

   “ไม่”

   ทัชชาพูดจบก็เดินมาถึงส่วนที่อธิรุธกำลังคุยงานอยู่กับทางทีม อามันต์จึงรีบก้าวเข้าไปทักทาย ก่อนที่ทัชชาจะเริ่มงานพร้อมกับนายแบบคนอื่น ๆ

........................................................................

   อิงลิชออกมาต้อนรับพัสกาญถึงลานจอดรถภายในบริษัทฯ ซึ่งพัสกาญก็ยังเหมือนเดิม ขับรถมาด้วยตัวเอง ไม่ต้องมีคนขับรถหรือคนติดตามให้วุ่นวาย

   “คุณพัส ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”

   “สวัสดีครับคุณอิงลิช มายืนรอแบบนี้ผมเกรงใจ”

   “ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ อิงลิชซะอีกที่ดีใจที่คุณพัสให้เกียรตินิตยสารของอิงลิช”

   “ผมเพิ่งทราบว่าคุณอิงลิชเป็นบรรณาธิการนิตยสารฉบับนี้ด้วย”

   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ ของรุธนะคะ คู่หมั้นของอิงเอง”

   “อ่อ”

   “เข้าไปคุยกันด้านในดีกว่าค่ะ ตรงนี้ร้อนจะแย่ อากาศที่เมืองไทยก็ร้อนมาก คุณพัสไม่ชิน เดี๋ยวจะป่วยเอา”

   “ผมแข็งแรงดีครับ แค่นี้ไม่เป็นอะไรหรอกครับ” ทั้งสองคนเริ่มเดินกันไป คุยกันไปโดยมีเลขาของอิงลิชเดินตามอยู่ไม่ห่าง จนกระทั่งมาถึงบริเวณสตูดิโอที่นายแบบกำลังลองชุด และถ่ายรูปฟิตติ้งกันอยู่

   “คุณพัสจะเข้าไปดูนายแบบที่รุธเลือกไว้ใกล้ ๆ ไหมคะ?”

   “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมค่อยดูรูปที่คุณอิงลิชส่งมาให้ที่หลังก็ได้ครับ เราไปจัดการเรื่องเอกสารของเรากันเถอะครับ”

   “ตายแล้ว นี่คุณพัสรีบรึเปล่าคะเนี่ย อิงขอโทษจริง ๆ นะคะ ดันพามาเถลไถล”

   “ไม่ได้รีบอะไรหรอกครับคุณอิงลิช เพียงแต่ผมไม่อยากเข้าไปวุ่นวาย เดี๋ยวคุณรุธจะเสียงาน เสียเวลา”

   “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญทางนี้ค่ะ”

   อิงลิชพาพัสกาญเดินไปยังส่วนออฟฟิศ เพื่อคุยรายละเอียดและเซ็นต์สัญญา เพราะชุดที่พัสกาญออกแบบให้กับนิตยสาร จะไม่มีวางจำหน่ายที่ไหน นอกจากสั่งซื้อผ้านิตยสารของอธิรุธเท่านั้น

........................................................................

   พัสกาญรอดตัวอย่างหวุดหวิด อันที่จริงเขาก็ไม่อยากจะเสียมารยาทกับคุณอิงลิช แต่เพราะเห็นว่าทัชชาเป็นหนึ่งในนายแบบที่อยู่ตรงนั้น มันทำให้เขาจำเป็นต้องเลี่ยงออกมา

   “อ่านสัญญาแล้ว คุณพัสติดประเด็นไหนไหมคะ?”

   “ไม่ครับ ไม่ทราบว่าให้ผมเซ็นต์ไหน?”

   “ตรงนี้ค่ะ” อิงลิชเปิดไปยังหน้าที่เขาจะต้องเซ็นต์ เมื่อเซ็นต์เอกสารเสร็จ ประตูห้องก็เปิดออกมาพร้อมด้วยบรรณาธิการนิตยสารตัวจริง เขาจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้

   “สวัสดีครับคุณพัส เชิญนั่ง ไม่ต้องเกรงใจ” อธิรุธเดินเข้ามายืนข้าง ๆ อิงลิช ก่อนที่ทั้งหมดจะนั่งลง

   “สวัสดีครับ คุณรุธ”

   “เมื่อครู่ผมเห็นคุณพัสเข้าไปที่สตูฯ ทำไมอิงไม่พาคุณพัสเขาไปดูนายแบบของเราล่ะ?”

   “อิงชวนแล้วค่ะ แต่คุณพัสเกรงว่าจะไปรบกวนงานของคุณ”

   “แล้วนี่คุยกันไปถึงไหนแล้วละครับ”

   “ผมเซ็นต์สัญญาเรียบร้อยแล้วครับ”

   “อ่อ ผมเพิ่งจะพบคุณพัสเป็นครั้งแรก ขอโทษนะครับ คุณพัสอายุเท่าไรครับ เห็นคุณยังเด็กอยู่เลย”

   “26 ครับ”

   “หืม...อายุเท่านี้ มีแบรนด์เสื้อเป็นของตัวเองแล้ว เก่งจังเลยนะคะ เอ่อ...คุณพัสค่ะ อิงได้ยินมาว่า คอลเล็กชั่นใหม่ของ YNW คุณพัสได้ร่วมออกแบบด้วยใช่ไหมคะ?”

   “ก็นิดหน่อยครับ”

   “ผมนี่โชคดีนะครับ ที่ได้อิงช่วยติดต่อคุณให้ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีโอกาสได้เจอตัวคุณแน่ ๆ ท่าทางงานจะยุ่ง แล้วนี่คุณพัสต้องเดินทางไปฮ่องกงเมื่อไรครับ”

   “ผมยังไม่ได้แพลนเอาไว้ครับ”

   “แต่สิ้นเดือนนี้ ก็จะถึงงานแฟชั่นวีคของ YNW ที่จะจัดที่ญี่ปุ่นแล้วนะคะ คุณพัสจะทำงานทันเหรอคะ?”

   “ของที่ญี่ปุ่น ผมส่งงานไปแล้วครับ”

   “เด็กรุ่นใหม่นี่เก่งจริง ๆ เลยนะคุณอิง”

   “จริงค่ะ เดิมทีอิงก็พอทราบว่าคุณพัสมีความสามารถมากอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะทำงานเก่งขนาดนี้”

   “เอ่อ คุณพัสครับ ถ้าผมจะขอสัมภาษณ์คุณพัสลงนิตยสาร ไม่ทราบว่าคุณพัสพอจะให้โอกาสนิตยสารของเราได้ไหมครับ”

   “ผมไม่สะดวกในเรื่องนั้นจริง ๆ ครับ ต้องขอโทษคุณรุจด้วย แต่ถ้าหากมีงานอื่นจะให้ผมช่วยเหลือ ผมยินดีช่วยเต็มที่”

   “รุจอย่าทำให้คุณพัสลำบากใจเลยค่ะ อีกอย่างคุณพัสก็ปฏิเสธมาในอีเมลแล้ว”

   “ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมตื่นเต้นไปหน่อยที่ได้ร่วมงานกับคนที่มากความสามารถอย่างคุณพัส ไม่เป็นไรครับ เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน”

   พัสกาญได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ หลังจากนั้น เขาก็คุยกับทั้งสองคนอีกสักพักก็ขอตัวกลับ เนื่องจากอธิรุธยังคงไม่ยอมแพ้ ค่อยหว่านล้อมขอสัมภาษณ์เขาทุกครั้งที่มีโอกาสได้เอ่ย

To Be Continued


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1818
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 11 : 15.Aug '19
«ตอบ #24 เมื่อ15-08-2019 21:49:55 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 11 : 15.Aug '19
«ตอบ #25 เมื่อ15-08-2019 21:53:22 »

สรุปทัชชาคงไม่ใช่พระเอกแน่เลย
หรือจะเป็นเพื่อนกร  :mew2:

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 12 : 29.Aug '19
«ตอบ #26 เมื่อ29-08-2019 23:04:37 »

12







   หลังจากที่ทัชชาลองชุดเสร็จเรียบร้อย เขาพร้อมทั้งกะทันหันต์จึงเดินไปยังหน้าลิฟท์ เพื่อจะขึ้นไปหาอธิรุธที่ห้องทำงาน

   “พี่รุธมีเรื่องอะไรจะคุย ถึงให้เราขึ้นไปหา แล้วไหนจะออกจากสตูดิโอไปกลางคันแบบนั้นอีก ดูไม่ใช่พี่รุธเลย”

   “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตอนที่นายฟิตติ้งอยู่ เหมือนเขาจะรีบตามคู่หมั้นออกไป ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรกันรึเปล่า ฉันหวังว่าคงไม่ใช่เพราะข่าวของนายกับพราวช่วงนี้นะ”

   “ข่าวมันก็คือข่าว พวกเราก็รู้จักพี่รุธมานาน เขาแยกแยะออกแหละน่า”

   เมื่อลิฟต์เปิดออกมา เขาก็ก้าวเข้าไปโดยยังคงหันไปคุยกับอามันต์อยู่ ทำให้ไม่ทันได้ระวัง และเพราะไม่คิดว่าจะมีใครใช้ลิฟต์ในช่วงเวลานี้ ทีมงานส่วนใหญ่ทำงานที่สตูดิโอกันหมด ทำให้เขาชนกับใครบางคนเขา คนคนนั้นล้มลงไปนั่งกับพื้น เอกสารในมือหล่นกระจาย หญิงสาวที่มาด้วยกันร้องเสียงหลง อามันต์จึงรีบเข้ามาช่วยเก็บของพร้อมกับผู้หญิงคนนั้น

   “ขอโทษครับ คุณเป็นอะไรรึเปล่า” เขาเข้าไปช่วยพยุง และพบว่าคนตรงหน้าคือเด็กฝึกงานที่ทำงานอยู่กับกรกฤต

   แว่นที่เลื่อนหล่นออกจากใบหน้าเผยให้เห็นดวงตาสวยหวาน แพขนตาที่คาดว่าใส่แว่นกลับที่เดิม มันคงจะยาวมาจนชนกับเลนส์ของแว่น ทัชชาเพิ่งจะเห็นแววตาภายใต้แว่นตัดแสงสีฟ้านี้เป็นครั้งแรก เป็นดวงตาที่สวยมากจริง ๆ เขามองอย่างไม่อาจจะละสายตาจากดวงตาคู่นี้ได้เลย ถ้าเด็กคนนั้นไม่เอ่ยขึ้นมาซะก่อน

   “มะ มะ เป็นไรครับ” คนตรงหน้ารีบดันแว่นให้เข้าที่หลังจากยืนขึ้น จากนั้นก็หันไปรับเอกสารจากหญิงสาวและอามันต์

   “นาย!!” อามันต์ร้องทักแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเด็กคนนั้นก็พูดขัดขึ้นมาก่อน

   “คุณอิงลิชไม่ต้องไปส่งผมก็ได้ครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ” จากนั้นก็รีบเดินเร็วๆ หนีพวกเขาไป

   “เป็นอะไรของหมอนั่นกันว่ะ แล้วนายเป็นอะไรรึเปล่า” อามันต์หันมาถามเขาหลังจากหญิงสาวอีกคนรีบเดินตามหนุ่มแว่นนั่นไป

   “ผู้หญิงคนนั้น ใช่คู่หมั้นพี่รุธรึเปล่า?”

   “อืม ใช่ คนนี้แหละ”

   “หมอนั่นมาทำอะไรที่นี่”

   ทัชชาและอามันต์มองอย่างสงสัย ก่อนที่อามันต์จะเตือนสติให้เขาขึ้นไปพบอธิรุธที่รอพบพวกเขาอยู่ ทัชชาเก็บความสงสัยเอาไว้ แล้วเดินตามอามันต์เข้าลิฟต์ไป เมื่อมาถึงห้องของอธิรุธ พวกเขาก็นั่งคุยรายละเอียดของงานกันเพิ่มเติมจากเดิม

   “เอาเป็นว่า เรื่องถ่ายแฟชั่นทัชโอเคตามนี้นะ” อธิรุธถาม เขาก็ส่งเอกสารสัญญาจ้างงานให้อามันต์รับไปอ่าน

   “เป็นงานของพี่รุธ มีเหรอที่ผมจะไม่โอเค”

   “ดี ๆ แต่งานนี้จะให้พูดกันตามตรง ไม่มันใช่งานของพี่หรอก ต้องยกเครดิตให้อิงเขาเลย”

   “อิง?”

   “คุณอิงลิช คู่หมั้นพี่รุธไงล่ะ” อามันต์หันมาบอกเขา เขาพยักหน้ารับ

   “มันต์อ่านแล้วก็โอเคตามนั้นไหม?”

   “ในรายละเอียดมีสโคปของงานเพิ่มเติ่มเข้ามา ส่วนนี้ผมยังไม่เห็นเนื้อหา มันหมายความว่ายังไงครับ” อามันต์ถามอธิรุธ พร้อมกับส่งเอกสารคืนให้เขา และชี้ไปยังจุดที่มีการเพิ่มเติมขึ้นมา

   “ไม่ต้องตกใจ เอกสารฉบับนี้เป็นแค่ร่างสัญญา รายละเอียดตรงนั้น ที่มันยังไม่มี เพราะพี่ต้องการจะคุยกับทัชก่อนยังไงล่ะ”

   เสียงเคาะประตูทำให้การสนทนาของพวกเขาหยุดลงชั่วขณะ ก่อนที่คุณอิงลิชจะเดินเข้ามา และนั่งลงข้าง ๆ กับอธิรุธ

   “ขอโทษนะคะ ที่ปล่อยให้รอ ไม่ทราบว่าคุยกันไปถึงไหนแล้วค่ะ?”

   “กำลังจะคุยเรื่องสโคปที่เพิ่มเข้ามาพอดี” อธิรุธเป็นฝ่ายตอบคำถาม “ถ้าอิงมาแล้ว ผมให้อิงอธิบายในส่วนนี้เลยก็แล้วกัน” เธอยิ้มให้น้อย ๆ ก่อนจะหันมาคุยกับพวกเขา

   “คุณทัชน่าจะพอทราบแล้วว่า เสื้อผ้าที่นำมาถ่ายนิตยสารครั้งนี้คือแบรนด์พัสการ แล้วอิงก็ขอให้คุณพัสออกแบบชุดพิเศษเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 4 ปี ซึ่งทางคุณพัสก็ยินดี งานเซตที่เราจะถ่ายนี้ เราจะวางเดือนหน้า แต่สำหรับชุดพิเศษ เราจะวางในเดือนพฤศจิกายน”

   “มันจะเป็นเดือนที่ครบรอบ 4 ปีของนิตยสารของพี่พอดี” อธิรุธเสริม

   “ใช่ค่ะ นิตยสารฉบับนั้นจะเป็นเล่มที่รวมความพิเศษเอาไว้ ตอนนี้อิงกับพี่รุธ เราทำงานกันหนักมากเพื่อให้เล่มนั้นออกมาพิเศษจริง ๆ และหนึ่งในนั้นก็คือชุดพิเศษพร้อมบทสัมภาษณ์ของคุณพัสกาญ”

   “คุณพัสกาญ ชื่อเดียวกับชื่อแบรนด์” คุณอิงลิชพยักหน้ายิ้มๆ “แล้วเขายอมให้คุณอิงสัมภาษณ์แล้วเหรอครับ?” อามันต์ถามขึ้นมาอย่างตื่นเต้นแต่กลับได้รับการส่ายหน้าของเธอเป็นคำตอบ

   “ยังคะ คุณพัสยังคงปฏิเสธเหมือนเดิม แต่อิงกับพี่รุธยังพอมีเวลาที่จะหว่านล้อมคุณพัสอยู่บ้าง ที่พี่รุธเชิญคุณทัชมาคุยเพราะแผนที่เราวางไว้มันยังไม่นิ่ง เราจึงต้องมาตกลงกันก่อน”

   “มันจะต่างกันตรงไหนครับ ระหว่างมีบทสัมภาษณ์ของคุณพัสกับไม่มี”

   “พี่กับอิงวางคอนเซ็ปของคอลัมนี้ไว้ 2 แนวทาง 1 ถ้าคุณพัสให้สัมภาษณ์ พี่ก็จะให้ทัชขึ้นปก”

   “หมายความว่าทัชได้รับเลือกจากคุณพัสเหรอครับ” อามันต์แทรกขึ้นมาอย่างตื่นเต้น

   “คุณพัสให้พวกพี่เลือกน่ะ พี่เลยเลือกทัชเหตุผลมาจากทางเลือกที่สอง”

   “หมายความว่า ไม่ว่างานจะสรุปออกมาในแนวทางไหน พี่รุธก็ยังจะจ้างผม”

   “ใช่แล้วค่ะคุณทัช ทางเลือกอีกทางคือ เราจะสนับสนุนให้คุณเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของพัสการ”

   “จริงสิ พัสกาญยังไม่มีแบรนด์แอมบาสเดอร์เลยตั้งแต่ออกวางจำหน่ายมา” อามันต์เสริม

   “ถูกต้องแล้วค่ะ ที่พัสกาญไม่มีแบรนด์แอมบาสเดอร์ก็เพราะว่าเขาใช้นายแบบและนางแบบในสังกัดที่เซ็นต์สัญญากับ YNW เท่านั้น”

   “เป็นอย่างนี้นี่เอง ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมเสื้อผ้าของพัสกาญถึงไม่เคยลงนิตยสารในบ้านเราเลย ลงแต่หัวนอกเท่านั้น”

   “นั่นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ ข่าวที่อิงพอได้ยินมา ดูเหมือนว่าคุณพัสจะเป็นลูกศิษย์ของฝู่มู่ตาน เจ้าของแบรนด์ YNW เธอเลยสนับสนุนผลงานของคุณพัส”

   “คุณพัสนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ แล้วนี่คุณอิงไปติดต่อกับคุณพัสได้ยังไงครับ” อามันต์ถามอย่างชื่นชมแกมอยากรู้

   “อันที่จริง อิงก็เจอคุณพัสไม่บ่อยหรอกค่ะ ทุกครั้งที่เจอคุณพัสมักจะเป็นงานใหญ่ ๆ ได้คุยกันเพียงไม่กี่คำ ส่วนใหญ่เรามักจะคุยงานกับบนอีเมลเท่านั้น เพิ่งจะมีโอกาสได้คุยจริงจังก็คราวนี้นี่แหละค่ะ”

   “ไม่รู้ว่าคนอย่างผมจะมีโอกาสได้เจอคุณพัสบ้างรึเปล่านะครับ”

   “อิงก็ตอบไม่ได้หรอกค่ะ ว่าคุณกะทันหันจะยอมมาที่บริษัทฯ อีกเมื่อไร อิงหวังเพียงแต่ให้คุณพัสยอมให้เราสัมภาษณ์เท่านั้นแหละค่ะ”

   “ผมเอาใจช่วยนะครับ ผมนี่ก็อยากเจอคุณพัสกาญตัวจริงสักครั้งเหมือนกัน”

   “ดูเหมือนว่าทั้งอิง และคุณมันต์จะเป็นแฟนตัวยงของคุณพัสซะแล้วสิ” อธิรุธพูดยิ้ม ๆ

   “เก่ง น่ารัก นิสัยดีแบบนี้ ถ้าอิงไม่มีพี่รุธ อิงคงวิ่งไปตามจีบคุณพัสเขาแล้วละคะ”

   ทั้งอามันต์และอธิรุธต่างยิ้มขำ กับคำพูดของอิงลิช จากนั้นอธิรุธก็คุยรายละเอียดและข้อสัญญา รวมถึงเปอร์เซ็นต์ค่าตัวของทัชชาที่บริษัทของอธิรุธจะได้รับ หากพัสกาญให้ทัชชาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์

   เมื่อคนทั้งหมดตกลงกันได้แล้ว อธิรุธก็เดินลงมาส่งทัชชาและอามันต์ที่หน้าตึกของบริษัท ระหว่างที่รออามันต์ก็ไปเอารถมารับเขาทัชชาจึงถามในเรื่องที่สงสัย

   “เอ่อ พี่รุธ ผมว่าจะถามตั้งแต่ตอนที่ขึ้นไปแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาส”

   “เรื่องอะไรละ?”

   “ตอนที่ผมกำลังจะขึ้นไปหาพี่ ผมพบคุณอิงลงมาพร้อมกับเด็กม่อน เด็กนั่นจะมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ”

   “เด็กม่อน?”

   “เด็กผู้ชายที่ใส่แว่นเลนส์สีฟ้า ที่ลงมาพร้อมกับคุณอิงน่ะครับ”

   “อ่อ คุณพัสน่ะเหรอ อืม...ที่ทัชเข้าใจผิดก็ไม่แปลก คุณพัสเขายังเด็กอยู่มาก เพิ่งอายุ 26 เท่านั้นเอง ว่าแต่ทำไมทัชถึงเรียกเขาว่าม่อนล่ะ?”

   “คุณพัส พัสกาญ...” เขาทวนชื่อออกมาเบา ๆ

   “ใช่ คุณพัส หรือคุณพัสกาญ หิรัญสิงหนิราศ ลูกนายตำรวจใหญ่คนนั้นนั่นแหละ”

   ทัชชาได้อดแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใด ไฮโซหนุ่มอย่างพัสกาญถึงได้มาทำงานเป็นผู้ช่วยกรกฤต เพียงเพื่อมาดูแลชาริสาเท่านั้นเหรอ หรือว่าพัสกาญมีใจให้ชาริสาอยู่ เขาสองคนอาจจะมีความสัมพันธ์กันมากกว่าความเป็นเพื่อน

.........................................................................

   พัสกาญว่างจากการดูแลชาริสา ก็ปลีกตัวออกมาหามุมเงียบ ๆ ทำงานอย่างเช่นเคย โดยจะมีนาน ๆ ทีที่ไลลา หรือกะทิจะนำขนมหรือเครื่องดื่มมาให้เขาแล้วก็กลับไปทำงานอยู่ ไม่ได้มารบกวนเขาเหมือนช่วงก่อนหน้า

   เขายังคงได้รับอีเมลจากอธิรุธและอิงลิชอยู่เรื่อย ๆ บ้างเป็นการคุยกันเรื่องแบบชุดพิเศษ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องคะยั้นคะยอ หรือหว่านล้อมให้เขาสัมภาษณ์ลงนิตยสารมากกว่า

   หลังจากที่เขาบังเอิญเจอทัชชาที่สำนักงานของนิตยสาร เขาก็รู้สึกว่าทัชชาจับตาดูเขามากขึ้น ออร่าที่เปล่งออกมาก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จนเขาทั้งสงสัยและสับสนในเวลาเดียวกัน

   บางครั้งทัชชาเหมือนจะมีความรู้สึกดี ๆ กับเขา แต่บางเวลากลับเคลือบแคลงสงสัย ยิ่งตอนที่เขาถูกจับตามองอยู่แบบนี้

   “ไงมึง เหม่ออีกแล้วนะ”

   “อ่าว แหม่มเสร็จแล้วเหรอ” เขาตกใจเสียงของกรกฤต จึงรีบปิดคอม เตรียมกลับเข้าไปช่วยงาน

   “ไม่ต้อง ๆ คิวของแหม่มวันนี้จบแล้ว และคิวของวันถัด ๆ อีก 2 วันน่าจะต้องเลื่อนไปก่อน”

   “เกิดอะไรขึ้น”

   “ก็อะไรซะอีก ยัยพราวของเลื่อนคิวกะทันหันนะสิ เลยถ่ายต่อไม่ได้ พี่กวินทร์เลยสั่งพักกอง 2 วัน”

   “อ่อ”

   “ไป เก็บของกลับบ้าน เดี๋ยวฉันไปส่ง”

   “วันนี้เขายังไม่เลิกกองไม่ใช่หรอก ยังมีซีนอื่น ๆ อีกนี่”

   “ซีนที่เหลือให้ชาญกับเอมดูแลได้ ไปเถอะ เผื่อแวะไปฝากท้องร้านพี่นนท์ด้วย”

   “อืม ได้ๆ รอแป๊บหนึ่ง”

   “มึงเก็บของเสร็จแล้วตามฉันไปที่รถแล้วกัน ฉันไปบอกแหม่มกับน้องดาก่อน”

   “สองคนนั้นจะไปด้วยเหรอ?”

   “ยังไม่รู้ ยังไม่ได้ชวน แต่กูว่าน้องดาน่าจะไม่ปฏิเสธ” เขาเข้าใจความหมายของกรกฤตดี

   “อืม เสร็จแล้วเดี๋ยวกูตามไป”

   พัสกาญรีบเก็บของอย่างรวดเร็ว และรีบตามกรกฤตไปที่รถโดยไม่ทันสังเกตว่าตนเองได้ทำสิ่งของหล่นไว้ข้าง ๆ เก้าอี้ที่เขานั่งทำงานเมื่อสักครู่ และมีใครบางคนได้เก็บสิ่งของชิ้นนั้นไปแล้ว

........................................................................

   มีนักแสดงบางส่วนถูกยกเลิกคิวถ่ายในวันนี้ เนื่องจากขาดพราววริศาไป นอกจากจะมีชาริสาและ อาทิตย์ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

   “เฮ้อ...ทำไมรู้สึกว่าการถ่ายละครเรื่องนี้มันถึงได้เหนื่อยขนาดนี้นะ” อาทิตย์เปรย ๆ ขึ้นระหว่างเก็บของเตรียมตัวกลับ

   “เอาน่าอาร์ท คิดซะว่าได้พัก ช่วงนี้ได้ยินว่าคิวเต็มไม่ใช่เหรอ?”

   “ก็เพราะคิวแน่นนะสิ ไม่รู้ว่าจะหาคิวลงให้พี่กวินทร์ได้อีกทีเมื่อไร”

   “แค่ไม่กี่ซีนเอง ผู้จัดการของนายน่าจะหาเวลาได้แหละน่า”

   “ใช่ที่ไหนละทัช นี่นายคงยังไม่รู้ ว่าฉัน น้องแหม่ม แล้วก็ดาราสมทบอีกไม่รู้ตั้งกี่คน โดนยกเลิกคิวไป 2 วันครึ่งเลยนะ”

   “เฮ้ย อีก 2 วันเลยเหรอ?”

   “นายก็น่าจะโดนด้วยแหละมั้ง เปิดกองไปก็ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย สู้พักกองไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?”

   “ฉันยังไม่ได้คุยกับอามันต์เลย เห็นว่าเจษฎ์เรียกไปคุยอยู่เหมือนกัน”

   “ถ้ามันต์โดนเรียก แสดงว่าคิวของนายคงโดนเลื่อนด้วยเหมือนแหละ”

   “แล้วทำไมพราวถึงได้เลื่อนคิวถ่ายอีกแล้ว”

   “เออ...เรื่องนี้...”

   “ไม่เป็นไร บอกมาเถอะ ฉันกับพราวก็แค่พี่น้องร่วมวงการกัน”

   “ฉันได้ยินหลินบอกว่า พราวเขาติดคุณพหลมาก ถ้าเดาไม่ผิดเขาน่าจะไปเที่ยวมันดีฟด้วยกัน?”

   “คุณพหล?”

   “ก็คนที่เป็นข่าวกับพราวนั่นแหละ เจ้าของรถหรูสีขาวคนนั้น”

   “อ่อ”

   “ทัช นายไม่ได้ชอบพราวจริง ๆ ใช่ไหม?”

   “ชอบ”

   “ทัช”

   “อาร์ท ฉันชอบพราวเพราะน้องเขานิสัยดี ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรหรอก”

   “พูดซะตกอกตกใจหมด”

   “อืม ฉันไปหาอามันต์ก่อน จะได้รู้ว่าจะได้พักไหม ฉันเองก็อยากพักนะ จำไม่ได้แล้วว่าหยุดพักครั้งล่าสุดนี่ มันเมื่อไร”

   “คิวนายก็แน่นเหมือนกันนี่ ฉันชักจะสงสารอามันต์แล้วสิที่ต้องคอยจัดคิวให้นาย”

   “ฉันกลับสงสารตัวเองมากกว่าที่โดนมันต์มันใช้งานไม่ให้ได้หยุดพักเลย”

   สองพระเอกพระรองคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนที่ทัชชาจะเดินออกมาตามหาอามันต์ เขาก็แอบเห็นพัสกาญกำลังเก็บของอย่างรีบร้อน จนบางสิ่งบางอย่างร่วงออกมาจากกระเป๋าโดยที่เจ้าตัวไม่ทันระวัง

   ทัชชาเดินเข้าไปที่ข้าง ๆ เก้าอี้ แล้วหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมา ดินสอกดไส้ใหญ่ที่มักจะเห็นพวกนักออกแบบพบกันด้ามหนึ่ง ดูจากสภาพน่าจะผ่านการใช้งานมาหลายปี ที่ด้ามมีสลักตัวอักษรไว้ M

   “ม่อนอย่างนั้นเหรอ หึ ทำอะไรเป็นเด็ก ๆ”

   เขามองที่ดินสอแล้วอยู่ ๆ เขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ กรกฤตไม่เคยพกดินสอแบบนี้เลย ถ้าอย่างนั้น คนที่เขียนให้กำลังใจเขา คงเป็นใครไม่ได้นอกจากเจ้าของดินสอด้ามนี้

To Be Continued

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 392
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 12 : 29.Aug '19
«ตอบ #27 เมื่อ29-08-2019 23:58:21 »

ทัชคือพระเอกจริงๆ สินะ

มาต่อไวๆๆๆน๊าาาาาาาาา

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 12 : 29.Aug '19
«ตอบ #28 เมื่อ03-09-2019 12:22:32 »

ถ้าชอบก็รุกเลยซิคุณทัช
แต่แอบกลัวดราม่าการเข้าใจผิดระหว่างทั้งคู่จัง

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 13 : 27.Sep '19
«ตอบ #29 เมื่อ27-09-2019 09:15:54 »

13





               ภาริชเฝ้าติดตามทำข่าวของชาริสา ตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ แต่ก็ไม่พบชายสองคนที่มักจะตามติดเธอเมื่ออยู่ในกองถ่ายละครเลย หรือแม้กระทั่งนอกเวลาทำงาน เธอก็มักจะพบชาริสาอยู่กับผู้จัดการส่วนตัวของเธอเท่านั้น


               เขาตัดสินใจเข้ามาทำข่าวในกองถ่ายละครอีกครั้ง และก็เป็นจริงอย่างที่น้อง เพื่อนนักข่าวของเขาเคยบอกไว้ นายแว่นนั่นมักจะคอยตามดูแลชาริสาร่วมกับกรกฤตตลอดเวลา จนกระทั่งตกช่วงบ่าย ได้ยินคนในกองบอกว่าพราววริศาขอเลื่อนคิวกะทันหัน ทำให้นักข่าวหลายคนเริ่มขยับเพื่อไปหาสาเหตุที่พราววริศาเลื่อนคิวถ่าย


               ภาริชพบว่า คิวที่พราววริศาเลื่อนนั้น ต้องถ่ายร่วมกับชาริศา เมื่ออีกคนไม่มาทำให้คิวของอีกคนต้องถูกยกเลิกไปด้วย เขาเห็นคนทั้ง 4 ที่เขาเฝ้ามองออกจากกองถ่ายไปในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาจึงเลือกจะลองตามหนุ่มแว่นนั่นไปแทน


               คนทั้ง 4 มารวมตัวกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มาทานอาหารร่วมกันจนกระทั่งแยกย้ายกันไป โดยชาริสายังคงไปกับชันดาน้องสาวของเธอ ส่วนหนุ่มแว่นนั่นก็ไปกับกรกฤตเช่นเดิม ทำให้ภาริชละความสนใจคนกลุ่มนี้


               ภาริชแวะไปหาอิงลิสที่สำนักพิมพ์ของคู่หมั้นเธอ และได้มีโอกาสพบกับอธิรุธ ทั้งสามจึงได้คุยกัน


               “ภาเป็นรุ่นน้องที่มหาลัยของอิงค่ะ”


               “ผมเคยได้ยินอิงเล่าเรื่องคุณภาให้ฟังอยู่บ่อยๆ เป็นยังไงบ้างครับสายงานข่าว? ”


               “ก็เรื่อย ๆ ครับ วันนี้แวะมาหาพี่อิงเพราะผมคิดอะไรไม่ออก” อธิรุธได้แต่ทำหน้างุนงง


               “คืออย่างนี้คะรุธ ภาเขามีเซ้นเรื่องข่าว แต่บางทีเขาก็อธิบายไม่ได้เลยต้องการให้อิงช่วยเรียบเรียงความคิดเขาก็เท่านั้นเอง”


               “อ่อ ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้คุณภาคงมีเรื่องสงสัยอยู่สินะครับ”


               “ครับ ผมแค่คุ้นหน้าคน ๆ หนึ่ง แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน”


               “แล้วเขามีอะไรน่าสนใจให้ภาตามข่าวละ? ”


               “เขาดูสนิทสนมกับชาริสามาก อาจจะเป็นแฟนนอกวงการของเธอก็เป็นได้”


               “ทำไมภาถึงคิดแบบนั้นละ”


               “ผมว่านะพี่ หนุ่มคนนั้นอาจจะปลอมตัวมา เพื่อดูแลชาริสาเป็นพิเศษก็ได้”


               “นี่นายแต่งนิยายขายได้เลยนะ” อธิรุธแซวทำให้อิงลิชถึงกับขำออกมาอย่างห้ามไม่อยู่


               “ก็เพราะภาเขาคิดไม่ตกยังไงละคะ ถึงต้องได้พึ่งอิง ไหนขอพี่ดูข้อมูลหน่อยสิ”


               “ยังไม่มีข้อมูลอะไรเลย มีแต่รูป”


               “อ่าว ถ้าอย่างนั้นพี่ดูแค่รูปก็ได้”


               เขาถอดเมมโมรี่จากกล้องถ่ายรูปส่งให้อิงลิช เธอจึงโหลดรูปใส่คอมพิวเตอร์ของเธอ จากนั้นไม่นานรูปทั้งหมดก็ปรากฏขึ้นมา


               “นี่เป็นรูปในกองถ่ายนี่ อ่ะ มีคุณทัชด้วยค่ะพี่รุธ”


               “ใช่ วันนี้ผมไปกองถ่ายมา พี่อิงดูรูปนี้สิ แล้วก็นี่ด้วย” เขาชี้รูปในกองถ่าย และรูปที่ร้านอาหาร”


               “นี่มัน”


               “ใช่ไหมล่ะ ชาริสาจะมีหนุ่มคนนี้คอยดูแลไม่ห่างเลยนะ แต่ผมยังไม่เคยจับได้คาหนังคาเขาว่าเขาอยู่ด้วยกันสองต่อสองนี่สิ”


               “พี่รุธค่ะ ถ้าเราเอารูปนี้ไปให้คุณพัส เขาอาจจะยอมให้เราสัมภาษณ์ก็ได้นะ”


               “ไม่ได้ เรายังไม่รู้ความจริงทั้งหมด เรื่องมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราเข้าใจก็ได้ อีกอย่างถ้าเราทำแบบนั้น ก็เท่ากับเราแบล็กเมล์คุณพัสนะ”


               “แต่ว่า”


               “ไม่ ยังไงพี่ก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้”


               “เดี๋ยว ๆ อะไรกันพี่อิง”


               “คนคนนี้ เขาคือพัสกาญ หิรัญไหมคะหนิราศ เจ้าของแบรนด์พัสกาญ”


               “พัสกาญ... พัสกาญ... เฮ้ย!! พัสกาญ หิรัญสิงหนิราศ!! เดือนมหาลัยที่เคยจะฆ่าตัวตายคนนั้นอะนะ? ”


               “เดือนมหาลัยคนนั้น กับคุณพัสเกี่ยวอะไรกัน”


               “ก็พัสกาญ หิรัญสิงหนิราศ คนนั้นไงพี่ ตอนนั้นถึงพี่จะอยู่ปีสุดท้าย แต่ข่าวดังออกจะดังพี่ไม่มีทางจะไม่รู้หรอก ถึงครอบครัวนี้จะปิดข่าวจากคนภายนอกก็เถอะ”


               “เรื่องนั้นพี่รู้ แต่พี่ไม่เข้าใจว่าเขาเกี่ยวยังไงกับคุณพัส”


               “ก็คุณพัสของพี่ หรือคุณพัสกาญ หิรัญสิงหนิราศ นี่แหละคือเดือนมหาลัยคนนั้น ตอนนั้น ในมหา'ลัย ผมเป็นคนทำข่าวนี้เองจะจำไม่ได้เชียวเหรอ ว่าอยู่ว่าทำไมถึงได้คุ้นหน้า”


               “พี่พอรู้ข่าวอยู่ แต่จำไม่ได้ว่าเดือนคนนั้นชื่ออะไร หน้าตาเป็นยังไง”


               “สงสัยที่คุณพัสไม่อยากให้พวกเราสัมภาษณ์ลงนิตยสาร คงเป็นเพราะไม่อยากให้ใครไปขุดคุ้ยอดีตของเขาสินะ”


               “ภา แล้วภาจะเอายังไงต่อ”


               “พวกพี่อยากจะสัมภาษณ์พัสกาญอย่างนั้นเหรอ”


               “ใช่เพราะนอกจากเขาเป็นถึงเจ้าของแบรนด์พัสกาญ แล้วยังมีข่าวอีกว่าเขาเป็นลูกศิษย์ของฝู่มู่ตาน เจ้าของแบรนด์ YNW อีกด้วยนะ”


               “พี่ได้ข่าวมาผิดแล้ว ลูกศิษย์ที่ไหน ลูกชายต่างหาก ฝู่มู่ตาน หรือ โบตั๋น ชูวนาสุวรรณ เป็นแม่แท้ ๆ ของพัสการ”


               “ถ้าอย่างนั้นคุณพัสไม่เท่ากับเป็นหนึ่งในทายาทของกลุ่มธุรกิจเยี่ยหวออย่างนั้นเหรอ”


               “ก็ใช่นะสิ พวกพี่จะตื่นเต้นกันไปทำไม นายพัสคนนี้แต่ไหนแต่ไรมาก็ชอบเก็บตัว นิสัยเหมือนพี่ชายคนโต ผิดกับคุณเจเรมี รายนั้นออกงานสังคมกับคุณกัมพลเป็นว่าเล่น”


               “ไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไงกัน จากที่คิดว่าเป็นเจ้าของแบรนด์ชื่อดัง ตอนนี้กลายเป็นทายาทกลุ่มธุรกิจที่ระดับประเทศเลยนะ”


               “ถึงผมจะอยู่สายข่าวบันเทิง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องราวพวกนี้ แล้วตระกูลเขาเคารพการตัดสินใจของคนในครอบครัว และ 3 พี่น้อง ถึงจะเป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่ก็รักกันมาก ปกป้องกันเสมอ”


               “นี่นายหมดความสนใจจะทำข่าวพัสกาญกับชาริศาแล้วเหรอ? ”


               “อืม ข่าวมันไม่มีอะไรน่าเล่นแล้วนี่ และที่สำคัญผมไม่อยากมีปัญหากับคนพวกนี้”


               “ทำไมง่ายแบบนั้นละ”


               “ก็คนที่ช่วยชีวิตพัสกาญในตอนนั้น คือชาริศากับกรกฤต เพื่อนรักของเขานะสิ แล้วมันจะไปมีอะไรในกอไผ่ได้ เฮ้อ...ที่เขาทำอยู่นี่คงเพื่อตอบแทนเพื่อนของเขานั่นแหละ จะมีอะไรให้เขียนข่าวได้ เขียนไม่ดีขึ้นมามีหวังอาชีพของผมได้จบกันพอดี”


               ทั้งอธิรุธและอิงริสต่างงุนงงกับภาริชที่มีข่าวใหญ่อยู่ในมือแต่กลับไม่สนใจ ต่างจากพวกเขาที่ยิ่งอยากจะสัมภาษณ์พัสกาญมากยิ่งขึ้น

........................................................................


               เช้านี้ทัชชาไม่ต้องรีบตื่นเหมือนทุกวัน เขาไม่มีตารางอะไรที่ต้องเร่งรีบให้ทำ เขาได้หยุดจากงานที่เขารัก 2 วันเต็ม ๆ หลังจากได้ดื่มกาแฟอย่างสบายอารมณ์ยามเช้าแล้ว เขาก็คิดว่าวันนี้เขาจะไปไหนดี จนเหลือบไปเห็นดินสอสเกตภาพของพัสกาญ


               ไม่ถึงชั่วโมงทัชชาก็พาตัวเองมายังทาวน์โฮมทรงทันสมัย ซึ่งเป็นที่ตั้งของแบรนด์พัสกาญ ตัวร้านพื้นที่ถึง 4 คูหา ซึ่งนับว่าใหญ่เอาการ เขาค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในร้าน ภายในตกแต่งราวกับห้างสรรพสินค้า มีพนักงานคอยยืนให้บริการเป็นจุด ๆ หลายคนเห็นเขาแต่กลับไม่มีท่าทีสนใจอะไรเป็นพิเศษ


               เขาเดินดูไปรอบ ๆ มีลูกค้าอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก คงเพราะเป็นวันธรรมดาที่ไม่ใช่วันหยุด เขาเดินวนออกมาส่วนด้านหน้าที่มีบันไดครึ่งวงกลมพาขึ้นไปสู่ชั้น 2 ที่ชั้นนี้เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ลำลอง ทำให้เขาสนใจและอยู่นานเป็นพิเศษ


               ทั้งที่ทัชชาตั้งใจจะมาแอบดูพัสกาญทำงานที่ร้านเท่านั้น แต่เขากลับถูกใจเสื้อผ้าของที่ร้านหลายชุดจนถึงขั้นเลือกไม่ถูก จึงตัดสินใจซื้อทั้งหมดที่เขาเลือกมา เขาหอบเอาเสื้อผ้าเหล่านั้นไปยังเคาน์เตอร์สำหรับคิดเงินซึ่งดูแล้วน่าจะมีอยู่ทุกชั้น


               “สวัสดีค่ะคุณทัชชา เพิ่งมาอุดหนุนทางร้านเป็นครั้งแรกเหรอคะ? ” พนักงานสาวทักทายพร้อมกับช่วยเอาเสื้อผ้าในมือเขาไปวางไว้บนเคาน์เตอร์


               “ครับ พอดีผมผ่านมาทางนี้ ว่าจะแวะมาทักทายม่อนเขาสักหน่อย แต่ดันไปถูกใจเสื้อของเขาหลายชุด”


               “เอ่อ คุณรู้จักคุณพัสอย่างนั้นเหรอคะ? ”


               “ก็เพิ่งร่วมงานกันไม่นาน ว่าแต่วันนี้ไม่มีงานออกกอง แล้วม่อนล่ะ อยู่หรือเปล่า”


               “ไม่อยู่ค่ะ ออกไปข้างนอกกับคุณกร”


               “อ่อ ออกไปกับกรนี่เอง”


               “คุณทัชชาจะรับอะไรเพิ่มไหมคะ ชั้น 3-4 ของเรายังมีสินค้าให้เลือกอีกนะคะ”


               “ไม่ละครับ วันนี้เอาเท่านี้ก่อน ถ้าให้ผมเลือกคนเดียว คงได้เหมาหมดร้าน ไว้ครั้งหน้าผมค่อยให้ม่อนช่วยเลือกจะดีกว่าครับ”


               “ค่ะ ถ้าอย่างนั้นนั่งรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวดิฉันจะจัดการใส่ถุงให้”


               “ครับ”


               เขาเดินไปรอบ ๆ ชั้นที่ 2 อีกครั้งระหว่างที่รอให้พนักงานคิดเงิน ทำให้ทัชชาเพิ่งเห็นว่า ที่ข้าง ๆ เคาน์เตอร์ที่มุมที่นั่งไม่ใหญ่ไม่เล็กไว้ให้สำหรับคนที่มานั่งคอย ได้พักผ่อน และยังมีมุมเครื่องดื่มเล็ก ๆ ให้บริการไว้พร้อมขนมขบเคี้ยว


               ทัชชาไปสะดุดกับแก้วกาแฟกระดาษที่วางให้บริการอยู่ มันเป็นแบบเดียวกับที่เขาได้รับที่พัทยา จะต่างกันที่ขนาดของที่นี่เล็กกว่า เขาเดินสำรวจรอบ ๆ ที่นั่งพักคอย ตามมุมต่าง ๆ จะมีรูปภาพโพลารอยด์ติดไว้ เขาไล่ดูแต่ละภาพไปเรื่อย ๆ ภายในรูปส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่มีชื่อเสียงถ่ายรูปคู่กับพนักงานร้านคนที่เขาคุยด้วยเมื่อครู่ทั้งนั้น แต่ไม่ปรากฏรูปของพัสกาญเลยแม้แต่ใบเดียว


               “เรียบร้อยแล้วค่ะคุณทัชชา” พนักงานเดินเข้ามาพร้อมถือถุงกระดาษประทับตรายี่ห้อพัสกาญมาเต็มมือ


               “ขอบคุณครับ” เขายื่นมือไปรับพร้อมส่งบัตรเครดิตให้ “ในนี้มีแต่รูปคุณทั้งนั้นเลย คุณเป็นอะไรกับม่อนเหรอครับ”


               “ดิฉันเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งเท่านั้นค่ะ ส่วนรูปนี่ ดิฉันแค่อยากช่วยคุณพัสโปรโมทร้านเท่านั้นเอง”


               “เลยไม่มีรูปม่อน”


               “ค่ะ คุณพัสเขาไม่ค่อยชอบถ่ายรูปเท่าไร”


               “แปลกจัง ทำไมใบนี้ถึงมีข้อความเขียนไว้ด้วยละครับ”


               “อ่อ พอดีคนในรูปเป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณพัสค่ะ วันนั้นพี่ ๆ เขาเข้ามาเยี่ยมแต่ไม่เจอคุณพัส หลังจากนั้นคุณพัสเลยเขียนข้อความทั้งขอบคุณและขอโทษลงไป เผื่อพี่ ๆ มาจะได้ไม่เคืองคุณพัสอีก”


               “อ่อ นี่ลายมือม่อนสินะครับ ผมเพิ่งเคยเห็น”


               “ค่ะ เออคุณทัชชามีอะไรจะถามอีกไหมคะ”


               “ไม่มีแล้วครับ”


               “ถ้าอย่างนั้นรบกวนรออีกสักครู่นะคะ”


               พนักงานคนนั้นเดินออกไปยังส่วนของเคาน์เตอร์ เขาจึงรีบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปรูปใบนั้นไว้ ดูจากลายมือแล้ว ไม่ผิดจากที่เขาคิด พัสกาญคือคนที่เอาแก้วกาแฟไปวางไว้ให้เขากับอามันต์

.........................................................................


               จากที่พราววริศาเลื่อนคิว ทำให้กรกฤตว่างและมีเวลามาเดินหาของไว้สำหรับถ่ายงานโฆษณาชิ้นหนึ่ง ภายในสัปดาห์หน้า เขาเดินหาซื้อของในส่วนของเขาเกือบจะครบแล้ว ขาดก็แต่เครื่องประดับเพียงไม่กี่ชิ้น ที่จะต้องเดินทางไปซื้อยังอีกที่หนึ่ง ระหว่างนี้เขาจึงหาร้านกาแฟเพื่อนั่งรอเอมและชาญ ที่น่าจะยังซื้อของไม่ครบ


               เขายังไม่ทันได้สั่งกาแฟ โทรศัพท์ของเขาก็โชว์เบอร์ที่ร้านของพัสกาญจึงรีบรับสายทันทีด้วยความแปลกใจ


               “เกิดอะไรขึ้น ต้อยติ่ง หรือม่อนมันเป็นอะไร”


               “คุณกรใจเย็นค่ะ คุณพัสไม่ได้เป็นอะไรคะ นั่งทำงานอยู่ในห้อง”


               “อ่อ แล้วนี่โทรหาฉันหรือว่าจะติดต่อเอม? ”


               “ไม่ใช่ค่ะ พอดีที่นี่เกิดเรื่องน่าสงสัยค่ะ”


               “เรื่องน่าสงสัย อะไร? ”


               “วันนี้คุณทัชชา พระเอกที่กำลังดังอยู่ในตอนนี้นะคะ”


               “รู้ ๆ ฉันรู้จัก แล้วยังไง”


               “เขาเข้ามาหาคุณพัสที่ร้าน”


               “มาหา? ตั้งใจมาหาไอ้ม่อนเลยอย่างนั้นเหรอ? ”


               “เขาว่า เขาผ่านมาทางนี้ เลยจะแวะมาทักทายคุณพัส แล้วก็เรียกคุณพัสว่าม่อนด้วยนะคะ”


               “น่าสงสัยจริง ๆ ด้วย”


               “ใช่ไหมล่ะค่ะ ต้อยติ่งรู้ว่าคุณพัสไปทำงานกับคุณกร แต่คนที่รู้เรื่องคุณพัสในกองถ่ายก็มีแค่คุณกร คุณแหม่ม แล้วก็คุณน้องดาเท่านั้น ถ้าคุณๆ ไม่พูดก็ไม่น่าจะมีใครรู้เรื่องคุณพัสนี่คะ”


               “แล้วเธอบอกเขาไปว่ายังไง ให้เขาเจอกันรึเปล่า? ”


               “ไม่ค่ะ ถึงจะหล่อ หรือดังมาจากไหน ต้อยติ่งก็ไม่ไว้ใจให้พบคุณพัสหรอกค่ะ ต้องติ่งบอกเขาไปว่าคุณพัสออกไปกับคุณกรค่ะ”


               “อืม ดีมาก แล้วเรื่องนี้เธอบอกเจ้านายของเธอรึยังล่ะ? ”


               “ยังค่ะ ต้อยติ่งโทรหาคุณก่อน แล้วเดี๋ยวจะไปแจ้งให้คุณพัสทราบ”


               “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้อง เรื่องนี้ฉันจัดการเอง แล้วก็ถ้าครั้งหน้าทัชชาไปหาม่อนมันที่ร้านอีก ไม่ว่าจะเจอตัวหรือไม่เจอ เธอก็ต้องโทรบอกฉันทุกครั้ง”


               “ได้ค่ะ แต่ว่า ทำไมละค่ะ? ”


               “ทำตามที่ฉันบอกก็แล้วกัน เรื่องว่าทำไมเดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังทีหลัง”


               “อ่อ ได้ค่ะ”


               หลังจากวางสายของต้อยติ่ง กรกฤตก็มัวแต่คิดเรื่องที่ทัชชารู้ได้อย่างไรว่าพัสกาญเป็นใคร แล้วที่ไปหาถึงที่ร้านแบบนั้นต้องการอะไรกันแน่ การที่พัสกาญเห็นออร่าจากคนคนนั้น ถ้าไม่เป็นเพราะความปรารถนาอย่างรุนแรง ก็จะเป็นอาฆาตแค้น ทัชชามาดีหรือมาร้ายเขาเองก็ไม่รู้ได้

To Be Continued


              ต้องขอโทษมิตรรักแฟนนิยายด้วยนะคะ ที่ช่วงนี้โม่ลงนิยายช้ามากกกกก.....

ไม่ได้ตั้งใจจะดองแต่อย่างใด แต่เจ้าคอมที่ใช้อยู่เกิดเกเรรวนเอาเสียดื้อ ๆ

ตอนนี้อาศัยพิมพ์บนโทรศัพท์เอา การจัดหน้าก็จะประหลาดๆ ไปนิสนึง



 :pig4: :pig4: :pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-09-2019 18:26:25 โดย Amo »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด