ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 42 : 1.Jul '20
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 42 : 1.Jul '20  (อ่าน 8319 ครั้ง)

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 32 : 4.Apr '20
«ตอบ #120 เมื่อ04-04-2020 09:49:17 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 33 : 7.Apr '20
«ตอบ #121 เมื่อ07-04-2020 01:16:57 »

33










          หลังจากงานแรลลี่การกุศลจบลงหลายวัน แต่ผู้สื่อข่าวสำนักต่าง ๆ ยังคงเขียนข่าวถึงงานดังกล่าวอยู่ เพราะบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลายหลายสาขาต่างไปร่วมงานกันอย่างเนืองแน่ และข่าวดังคงไม่พ้นนักแข่งหนุ่มที่เป็นเซเลบตระกูลดัง หลังชนะการแข่งขันเงินรางวัลที่ได้นั้นเจ้าตัวได้นำไปบริจาคทั้งหมด

          อีกทั้งยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกหลายคนต่างสมทบทุนบริจาคชนิดที่ว่า เงินบริจาคนี้สามารถช่วยซ่อมแซมโรงเรียนบนเขาได้ครบทุกโรงเรียน อีกทั้งยังได้สื่อการเรียนการสอน ชุดนักเรียน และทุนการศึกษาเพิ่มมาอีกด้วย

          งานส่งมอบเงินทุนช่วยเหลือและของบริจาค มีคุณภูผา รัตนการเนตร์และคุณหว๋ายคู่รักเป็นหัวเรือใหญ่ในครั้ง

          “พี่กร ในข่าวพวกนี้ลงชื่อเฮียเจมส์กันผิดรึเปล่า?” เอมยื่นโทรศัพท์ให้กรกฤตที่กำลังนั่งรอนักแสดงพักเบรค 15 นาที ก่อนที่จะทำการถ่ายทำซีนถัดไป

          “ก็คุณภูเขาเรียกเฮียเจมส์ด้วยชื่อนั้นจนติดปาก แล้วคนที่บ้านเฮียก็เห็นดีเห็นงามที่เฮียเขาจะมีชื่อไทย”

          “แล้วแบบนี้คนอ่านจะไปรู้กันได้ยังไง ว่าคุณหว๋ายคือเฮียเจมส์” เขาเห็นเอมดูจะไม่พอใจกับข่าวนี้เท่าไร

          “ไม่มีคนรู้นะดีแล้ว เฮียเขาอุตส่าห์หนีความวุ่นวายไปอยู่ไร่กับคุณภู” ชาญออกความคิดเห็น

          “เอ่อๆ ก็เข้าใจ แต่มันเห็นแล้วอดหงุดหงิดไม่ได้ แกเห็นข่าวนี้รึยัง มีแต่คนขุดคุ้ยหาว่าคุณหว๋ายเป็นใคร มาจากไหน บ้างว่าดีแต่หน้าตา ฐานะทางสังคมสู้พ่อเลี้ยงแห่งไร่รัตนการเนตร์ไม่ได้”

          “เอาน่า แกก็คิดเสียว่าเพื่อความปลอดภัยของเฮียเจมส์เขา” ชาญบ่นออกมาอย่างรำคาญก่อนจะลุกเดินออกไป

          กรกฤตนั่งอ่านข้อความจากอีเมลในโทรศัพท์เพื่อเช็คดูว่าเขาหลุดอีเมลไหนที่อ่านแล้วยังไม่ได้ตอบลูกค้าหรือไม่ เพื่อเป็นการรอเวลาสำหรับซีนถัดไป อยู่ ๆ โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นจนเขาถึงกับสะดุ้ง

          “สวัสดีครับ” เบอร์ที่เขารับนั้นไม่ได้เมมชื่อ จึงไม่รู้ว่าเป็นเบอร์ของใครโทรเข้ามา

          ‘น้องกรอยู่ตรงไหนครับ หายไปกันหมดทั้งลูกพี่ลูกน้องเลยนะ’ เสียงที่ดังเข้ามาตามสายนั้นทำให้เขาอยากจะวางสายลงทันที

          “คุณมีธุระอะไร?”

          ‘อ่าว ถ้าไม่มีธุระ พี่โทรหาน้องกรไม่ได้เหรอ?’

          “ผมต้องเตรียมงาน อีก 5 นาทีนักแสดงจะเข้าซีนแล้ว” เขาตอบแบบเร่งรัดหวังจะให้อีกฝ่ายวางสายไปเสียที “มีอะไรก็รีบ ๆ พูดมา”

          ‘ยังดุเหมือนเดิมเลยนะครับ พี่หายไปตั้งหลายวันไม่คิดจะถามสารทุกข์สุขดิบพี่บ้างเหรอ?’

          “คุณภา ผมไม่มีเวลามากนัก ถ้าคุณไม่มีอะไรสำคัญตอนนี้ ก็แค่นี้นะ”

          ‘เดี๋ยว ๆ จะโหดไปไหนครับ พี่จะโทรมาบอกความคืบหน้าที่พี่สืบมาได้ แต่น้องกรมีเวลาไม่มาก ถ้าอย่างนั้นเลิกกองค่อยเจอกันดีไหมครับ’

          “ก็แล้วแต่คุณ”

          ‘พูดจาห่างเหินจังเลยนะครับ’

          “ไว้ผมเลิกกองแล้วผมโทรไป” กรกฤตที่กำลังจะวางสายถูกเรียกไว้เป็นครั้งที่สอง

          ‘เดี๋ยว ๆๆ’

          “อะไรของคุณอีก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญจนเอมเงยหน้าจากจอโทรศัพท์ขึ้นมามองหน้าเขา

          ‘คิดถึง’

          เขาที่สบตากับเอมอยู่ถึงกับนิ่งค้าง เมื่อกี้ก่อนที่ไอ้พี่ภาติสมันจะวางสาย มันบอก คิดถึง เขาอย่างนั้นเหรอ...

.........................................................................

          อิงลิชเดินกลับเข้ามาในห้องทำงานของเธอหลังจากไปสรุปประเด็นที่จะเขียนคอลัมน์ในนิตยสารฉบับเดือนถัดไป แต่เมื่อเปิดประตูเขามาก็พบกับเจ้ารุ่นน้องที่มาอาศัยนอนอู้อยู่ในห้องทำงานของเธอ

          “อะไรกันนายภา ช่วงนี้พี่เห็นเธอมาอู้งานที่ห้องพี่ได้ทุกวันเลยนะ”

          “ไม่ได้อู้ นี่ก็กำลังทำงาน เพื่อสานสัมพันธ์และสร้างอนาคตอยู่”

          “อะไรของนาย แล้วไอ้อาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นี่มันอะไรกัน”

          “ก็ไม่มีอะไรหรอกพี่อิง แค่ดีใจที่ได้เจอรุ่นน้องที่มหาลัยอ่ะ”

          “ดีใจอะไรนักหนา ทุกครั้งที่นายบอกพี่ว่าเจอรุ่นน้องก็ไม่เห็นจะออกอาการดี๊ด้าขนาดนี้”

          “นี่ผมแสดงออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอ?”

          “อืม ว่าแต่ไปเจอใครอีกล่ะคราวนี้?”

          “แสดงออกขนาดนี้ น้องเขาก็ต้องรู้บ้างแหละ” ภาริชดูเหมือนจะไม่ได้สนใจในสิ่งที่เธอถามแม้แต่น้อย ทำให้เธอต้องถามย้ำอีกครั้ง

          “นี่พี่ถามจริง นายไปเจอใครมา ถึงได้เพ้อขนาดนี้”

          “น้องกรน่ะพี่”

          “น้องกร? ...อ๋อ...น้องที่นายเคยเข้าไปจีบเขาแล้วเข้าใจผิดคิดว่าไปจีบเพื่อนเขาคนนั้นอ่ะนะ”

          “อืม พี่อิงจำได้ด้วยเหรอ?”

          “จำได้สิ เวลาเลี้ยงรุ่นที่ไร เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเล่าเลยล่ะ”

          “อะไรกัน จนป่านนี้ยังไม่เลิกเอามาเม้าท์ในวงเหล้าอีกเหรอ? ...แต่คราวนี้นะผมไม่ปล่อยน้องกรหลุดไปแน่ๆ กว่าจะได้เจอ ไม่ใช่ง่าย ๆ”

          “เอาๆ พี่เอาใจช่วยก็แล้วกัน คราวนี้ก็อย่าให้เขาเข้าใจผิดเหมือนคราวที่แล้วอีกล่ะ”

          “ไม่มีทาง ภาริชซะอย่าง”

          “ว่าแต่ ทำไมไม่ไปทำงานที่สำนักพิมพ์ตัวเอง ขนอะไรมาที่ห้องทำงานพี่เยอะแยะ” เธอก้มลงบนโต๊ะการมีเอกสารหลายแผ่นวางอยู่

          “ทำที่นั่นไม่ได้ ผมไม่ไว้ใจคนในสำนักงาน”

          “ทำไม ความลับเหรอ”

          “พี่จำข่าวคราวก่อนที่ผมให้พี่ช่วยอ่านได้ไหม?”

          “ข่าวของน้องแหม่มน่ะเหรอ?”

          “ใช่ ทางน้องกรกับผู้จัดการส่วนตัวของน้องแหม่มกำลังสืบหาคนที่ปล่อยข่าวไม่ดีก่อนหน้านี้อยู่ ข่าวพวกนั้นมันเป็นเหตุบังเอิญที่ทำให้น้องแหม่มถูกมองว่าเป็นนักแสดงเจ้าอารมณ์”

          “ภากำลังจะบอกพี่ว่าน้องแหม่มถูกสร้างสถานการณ์หรือไม่ก็ถูกจัดฉากอย่างนั้นเหรอ”

          “ผมยังไม่รู้หรอก แต่ฟังจากน้องกรเล่าก็มีความเป็นไปได้”

          “เดี๋ยวนะ น้องกรมาเกี่ยวอะไรด้วย”

          “น้องกรเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับน้องแหม่ม และก็คุณพัสของพี่ยังไงล่ะ?”

          “แล้วคนที่น้องกรคิดว่านายไปจีบก็คือคุณพัส”

          “พี่อิงจะวกกลับมาเรื่องนี้ทำไมเนี่ย”

          “ก็มันตลกนี่” เธอหัวเราะขำอย่างอดไม่ได้ “อ่ะๆๆ ไม่ล้อแล้ว เล่าต่อๆ”

          “น้องกรกับผู้จัดการของน้องแหม่มมักจะเห็นผู้หญิงคนนึงตามสถานที่โชว์ตัว หรืองานที่น้องแหม่มได้รับเชิญเสมอ และเธอคนนั้นอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ของน้องแหม่ม”

          “จะว่าไปแล้ว พี่เพิ่งจะสังเกตนะ ว่าตอนที่น้องแหม่มยังเป็นแค่พรีเซ็นเตอร์โฆษณา หรือรับแสดงบทสมทบเล็ก ๆ พี่ไม่เคยเห็นข่าวพวกนี้เลย จะเพิ่งมามีก็ตอนที่รับบทนางเอกเรื่องที่ออนแอร์พร้อมกับมนต์รักปั้นสิบนั่นแหละ แต่ดังไม่เท่ากับน้องพราวที่เป็นนางเอกของเรื่อง”

          “ก่อนที่จะเล่นละครเรื่องนี้ แหม่มเคยเป็นนางเอกเรื่องอื่นด้วยเหรอ?”

          “นี่นายภา นายเป็นนักข่าวนะ พลาดข่าวนี้ได้ไง”

          “เฮ้ย ผมก็ไม่ได้ดูละครทุกเรื่องนะพี่ ช่วงไหนกระแสใครมา ข่าวใครดัง ผมก็ต้องเกาะติดข่าวพวกนั้นสิ ถ้าจำไม่ผิด ช่วงนั้นยิ่งมีข่าวลือหนาหูว่าทัชชากับพราววริศาคบกันอยู่ด้วย”

          “จ้า ๆ พ่อนักข่าว ละครที่น้องแหม่มเล่นเป็นละครเย็น พี่เองก็จำชื่อเรื่องไม่ได้ นายลองไปค้น ๆ ดูเอาเองก็แล้วกัน”

          “พี่อิง ขอบคุณเรื่องข้อมูลนะ”

          “อืม แล้วนายจะสืบเรื่องนี้ไปทำไม หวังจะชนะใจน้องกรหรือไง”

          “ก็ส่วนหนึ่งนั่นแหละ แต่ยังไงเรื่องนี้ก็มีผมประโยชน์เห็น ๆ”

          “หวังข่าวดังล่ะสิ ถ้ามีเรื่องอะไรให้พี่ช่วยก็บอกนะ”

          “พูดแบบนี้แสดงว่า พี่อิงมีข้อแลกเปลี่ยนล่ะสิ”

          “นายก็รู้นิสัยพี่”

          “พี่อยากได้ข่าวใคร?”

          “ไม่ได้อยากได้ข่าวใคร ถ้านายสมหวังกับน้องกร นายให้น้องเขาช่วยเรื่องสัมภาษณ์คุณพัสได้ไหม?”

          “ไม่มีทาง รายนั้นยิ่งแล้วใหญ่ อีกอย่างผมเตือนพี่อิงไปแล้วนะ ว่าคนระดับพัสกาญอ่ะ ทางที่ดีอย่าเข้าไปยุ่งกับเขาเลย”

          “เฮ้อ...งั้นพี่คงหมดสิทธิ์แล้วสิ ภาก็ไม่ช่วยพี่ คุณทัชก็ปฏิเสธไม่ช่วย”

          “เดี๋ยวๆๆ พี่อิงว่ายังไงนะ คุณทัชไม่ช่วยอะไร?”

          “ก็ไม่ช่วยพูดเรื่องที่พวกพี่ขอสัมภาษณ์คุณพัสไงล่ะ?”

          “คุณทัชรู้จักพัสกาญอย่างนั้นเหรอ พี่ไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน?”

          “อืม เห็นว่ารู้จักกันนะ แล้วคุณทัชก็เป็นคนบอกพี่เอง”

          “เฮ้ย ทำไมผมไม่เห็นรู้”

          “ก็ไม่แปลกนี่ คุณทัชเขามาเป็นนายแบบให้เสื้อผ้าแบรนด์ของคุณพัสเมื่อเดือนที่แล้ว นี่เล่มก็เพิ่งวางแผงไปไม่กี่วัน ยอดดาวน์โหลดอีบุ๊คถึงกับแซงเล่มยอดขายรวมของเดือนก่อนไปแล้ว พี่รุจยังปลื้มใจใหญ่เลย”

          “นี่ผมคิดไม่ผิดเลยที่เข้ามาทำงานที่ห้องพี่”

          “สีหน้าเจ้าเล่ห์นี่มันอะไรกันนายภา”

          “เปล๊า!! แต่ขอบคุณนะครับสำหรับข้อมูล วันนี้ผมไม่กวนพี่อิงทำงานแล้ว”

          อิงลิชเห็นรุ่นน้องของตัวเองเก็บเอกสารลงกรเป๋าอย่างอารมณ์ดี ก่อนออกไปยังไม่วายส่งยิ้มให้เธออีก

.........................................................................

          พัสกาญกำลังนั่งอ่านข้อความผ่านแชทที่ทัชชาหมั่นส่งมาให้กับเขายามว่าง และพ่อพระเอกก็มักจะให้เขาถ่ายรูปส่งไปให้ทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเลือกรูปจากคลังภาพในโทรศัพท์ส่งไปให้ พ่อเอกก็ยังจะจับได้เสียอีก

          ทัชชาเองอยากจะวีดีโอคอลมาหาเขามากกว่าแต่ไม่สามารถทำได้เพราะอีกฝ่ายยังอยู่ที่กองถ่าย เกรงว่าจะมีใครมาเห็นเข้า และทำให้เขาไม่สบายใจ ส่วนตัวพระเอกหนุ่มนั้นไม่ได้แคร์หากจะมีใครมารับรู้ว่าตนเองกำลังพูดคุยกับพัสกาญ จะมีแต่เขาเองที่ยังไม่พร้อมในทุกๆ เรื่อง

          เสียงเคาะประตูห้องนอนทำให้พัสกาญต้องเลิกแชทกับอีกฝ่าย ก่อนจะเดินไปเปิดประตู

          “เป็นยังไงบ้าง ตัวแสบ ยังเจ็บอยู่ไหม?”

          “ไม่แล้วครับแม่” เข้าเปิดประตูเขาให้แม่เข้ามานั่งในห้อง เห็นแม่เหลือบมองโทรศัพท์ของเขาเล็กน้อย

          “ตั้งแต่ลูกไปทำงานกับตากร ดูสดใสขึ้นนะ”

          “คงเพราะได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ ด้วยมั้ง”

          “รวมถึงพระเอกคนนั้นรึเปล่า ที่มีข่าวว่าเพิ่งอกหักจากนางเอกที่เคยเล่นละครคู่กันน่ะ”

          “แม่…”

          “แม่ยังไม่ได้ว่าอะไรสักคำ แค่ถาม”

          “ครับ แต่ม่อนเพิ่งจะคุยกับเขาไม่นาน”

          “แล้วเรื่องแฟนเก่าเขาล่ะ เท่าที่แม่สืบมาคุณดาหราก็ไม่ค่อยจะชอบแม่นางเอกละครคนนี้เท่าไร แม่นั่นคงจะไม่รีเทิร์นกลับมาหรอกนะ”

          “แม่อ่ะ เขาจะกลับมาหรือไม่กลับมานั่นเกี่ยวอะไรกับผมเล่า”

          “ไม่เกี่ยวจริงอ่ะ วันที่เกิดเรื่องแม่เห็นเพื่อนใหม่ของลูกคนนั้น แค่คนเดียว” แม่ย้ำคำนั้นเน้นๆ “ที่ขึ้นมารอเยี่ยมเราข้างบน”

          “ก็คนอื่นเขาไม่สะดวกรอนี่ครับ นั่นมันชลบุรีนะ ไม่ใช่กรุงเทพฯ ที่เยี่ยมเสร็จแล้วจะขับรถกลับกันได้ง่าย ๆ ไหนจะเพิ่งจะทำงานเหนื่อยกันมาทั้งวันอีก”

          “นี่ลูกพยายามหาข้อแก้ตัวอยู่ใช่ไหม?”

          “เปล่าสักหน่อย”

          “งั้นก็ดี ในเมื่อลูกพูดความจริง งั้นลูกก็ต้องบอกความจริงกับแม่ให้ตลอดนะ”

          “แม่มีอะไรรึเปล่า ทำไมแม่ดูเครียดจัง?”

          “หนูแหม่มบอกแม่ว่า พระเอกคนนั้นเขากำลังจีบม่อนอยู่”

          “เอ่อ...ครับ” พัสกาญไม่ได้ห่วงว่าแม่ของเขาจะผิดหวัง เรื่องที่มีผู้ชายมาจีบ เพราะในครอบครัวของเขาเองก็ใช่ว่าจะไม่มีคู่รักเพศเดียวกัน

          “ม่อน”

          “ครับ”

          “ลูกแน่ใจแล้วเหรอ?”

          “ไม่เลยครับ” เขารู้ว่าแม่หมายถึงอะไร ความกลัว ความผิดหวังในใจของเขายังคงมีอยู่ “แต่ออร่าของพี่ทัช เขาแตกต่าง จากโมนิก” คำพูดแต่ละคำมันช่างออกจากปากของเขาได้ยากเย็นนัก เมื่อต้องเอ่ยชื่อของผู้หญิงอีกคน แม่ดึงเขาเข้ามากอด

          “ไม่ต้องไปเอ่ยชื่อคนคนนั้นลูก เอาเป็นว่าแม่รับรู้ว่าพระเอกของลูกแตกต่าง” เขาพยักให้อ้อมกอดที่แสนอบอุ่นนี้ แม่ของเขาใจดีที่หนึ่ง

          “ออร่าของเขาไม่เหมือนของใครๆ ที่ม่อนเคยเห็น” แม่ดันตัวเขาออกห่างเพื่อจะจ้องมองไปในดวงตาของเขา

          “มันดูเหนือกว่า ยิ่งใหญ่กว่า สวยงามกว่า อะไรทำนองนั้นใช่ไหม?”

          “เฮียเจมส์เล่าให้แม่ฟังแล้วเหรอ?” แม่สายหน้าน้อยๆ

          “เปล่าหรอก แม่อาบน้ำร้อนมาก่อน ก็ย่อมมีประสบการณ์อะไรพวกนี้อยู่บ้าง”

          “ม่อนควรทำยังไงดี พี่เขารุกม่อนหนักมาก ม่อนทำตัวไม่ถูก” แม่ของเขาหลุดหัวเราะออกมา

          “นี่ยกตำแหน่งที่ปรึกษาเรื่องคนรักให้กับแม่แล้วเหรอ?”

          “ไม่ใช่! พี่เขายังไม่ได้เป็นอะไรกับม่อนสักหน่อย”

          “ดี เพราะก่อนที่เขาจะได้เป็นคู่รักของลูกได้ เขาต้องพิสูจน์ตัวเองกับแม่เสียก่อน”

          “แม่จะทำอะไรอ่ะ”

          “ก็แค่พูดคุยนิดหน่อย แม่ก็ต้องอยากรู้จักว่าที่ลูกเขยตัวเองสิ”

          “แม่ไม่คิดว่าจะเป็นว่าที่ลูกสะใภ้บ้างรึไง?”

          “บ้านเราคงมีหยวนฮ่างคนเดียวแหละที่หาสะใภ้เข้าบ้าน”

          “แม่อ่ะ”

          “แม่หวังว่าสักวันหนึ่งลูกจะลืมเรื่องราวร้าย ๆ ที่ผ่านมาได้ และคนคนนี้จะดีจริงอย่างออร่าที่ลูกเห็น”

          พัสกาญพูดคุยเปิดใจเรื่องของทัชชาให้กับแม่ของเขาได้ฟัง แม้กระทั่งแชทที่ทัชชาส่งมาให้เขา แม่ของเขาก็ได้อ่านมันทุกข้อความทุกประโยคเลยทีเดียว

To Be Continued




ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 33 : 7.Apr '20
«ตอบ #122 เมื่อ07-04-2020 10:10:52 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

อุย ๆ  คนอื่นเรียก พี่ภาติซ  แต่นุ้งกรเรียก พี่ภา

ต้องหนิดหนมขนาดไหน จึงเรียกชื่อนั้นได้   555

อ่อ  แถมชื่อแฮชแท็กก็ช่างคล้องจองกันเลยนะ  #ภากร    555

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 33 : 7.Apr '20
«ตอบ #123 เมื่อ25-04-2020 21:55:25 »

จีบกันหนักมาก คุณทัชรุกหนักเลย

ขำพี่ภาติสนี่แหล่ะ 55555

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1787
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 33 : 7.Apr '20
«ตอบ #124 เมื่อ18-05-2020 08:12:11 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ yunjae_yusoo_mi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 63
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 33 : 7.Apr '20
«ตอบ #125 เมื่อ18-05-2020 15:21:27 »

ไม่ค่อยชอบแม่ของม่อนตั้งแต่เรื่องของหยกแล้ว
หวังว่าเป็นแม่คนแล้ว ตัวละครคงจะโตตาม


ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2367
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +148/-6
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 33 : 7.Apr '20
«ตอบ #126 เมื่อ18-05-2020 20:10:53 »

สนุกครับ

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 34 : 3.Jun '20
«ตอบ #127 เมื่อ03-06-2020 18:02:03 »

34







          ทัชชาและพราววริศา กำลังนั่งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์เพื่อดูภาพจากการถ่ายทำเมื่อซีนที่ผ่านมา โดยกวินทร์ยืนค้ำหัวทั้งสองอยู่ด้านหลัง

          “เป็นยังไง พอใจกับผลงานตัวเองไหมพราว?”

          “พี่จะให้ถ่ายแก้อีกเทคก็บอกมาเถอะค่ะ ไหน ๆ ก็ซีนสุดท้ายของฉากนี้แล้ว จะได้ถ่ายฉากต่อไปสักที พราวอยากรีบกลับไปพักผ่อน” พราววริศาพูดด้วยน้ำเสียงมึนตึง

          “พราว…” หลินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พยายามปรามเสียงเบา

          “เฮ้อ...หลิน เธอช่วยดูคิวของพราวให้หน่อยก็แล้วกัน ว่าจะมีวันเข้ามาถ่ายซ่อมได้ไหม? วันนี้ถ่ายไปก็เสียเวลาเปล่าๆ” กวินทร์พูดเสียงเหนื่อยหน่าย

          พราววริศาเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยืนขึ้นก่อนเดินกระแทกเท้าดึงตังออกไปทันทีด้วยความไม่พอใจ จนคนในกองระแวกนั้นต่างมองตามกันอย่างงงงวย หลินได้แต่ยิ้มเจื่อนก่อนพยักหน้าให้กวินทร์เล็กน้อยเป็นเชิงขอโทษแล้วรีบเดินตามนักแสดงสาวไป

          “ทัชกับอาร์ทพอจะมีคิวให้พี่ไหม?”

          “หลังปิดกอง ผมมีนัดไปเที่ยวกับเพื่อนทางเหนือ แต่ยังพอมีเวลาก่อนเดินทาง 2-3 วัน ยังไงพี่ให้เจษฎ์ติดต่อทางผู้จัดการของผมดูแล้วกันครับ” อาทิตย์ตอบก่อนเดินออกไปอีกคน ซึ่งแสดงสีหน้าเหนื่อหน่ายไม่ต่างกันกับผู้กำกับ

          “ทัชล่ะ” กวินทร์หันมาถามพระเอกของเรื่อง

          “อย่างกับพี่วินทร์ไม่รู้จักทัชอย่างนั้นแหละ” อามันต์ที่ยืนอยู่ไม่ห่างถามขึ้นน้ำเสียงหยอกเย้า หวังคลายบรรยากาศตึงเครียด

          “รู้ แต่นั่นมันเวลาส่วนตัวของทัช พี่ก็ต้องถามความเห็นก่อนสิ”

          “คิวงานหลังจากนั้นมีอะไรรึเปล่า” ทัชชาหันไปถามอามันต์

          “ยังคุย ๆ อยู่ ฉันยังไม่ได้รับงานให้”

          “ถ้าอย่างนั้นก็จัดคิวให้พี่วินทร์สัก 2-3 วัน หลังปิดกองก็แล้วกัน เอาให้ตรงกับอาร์ทก็ได้ ส่วนเรื่องกลับไปหาแม่ก็เลื่อนออกไปก่อน”

          ใครๆ ที่รู้จักมักคุ้นกับทัชชา มักจะรู้ดีว่า หลังปิดกองละครเรื่องหนึ่ง เขาจะกลับไปเยี่ยมและอยู่กับแม่ของตนเองราวสัปดาห์ ถือเป็นการพักผ่อนไปในตัว

          “ขอบใจทัชมาก” กวินทร์ค่อยหายใจหายคอคล่องขึ้นมาหน่อย เพราะนักแสดงหลักในซีนนี้พอจะแบ่งเวลาให้ได้ ที่เหลือคงต้องรอนางฟ้าเจ้าปัญหาเพียงคนเดียว

          “แล้วงานเลี้ยงปิดกอง พี่วินทร์จะเลื่อนด้วยไหม?” อามันต์หันมาถามเพราะถ้าหากเลื่อน เขาคงต้องเคลียร์คิวให้ทัชชาใหม่ หรือไม่งานเลี้ยงปิดกองก็อาจจะไม่มีพระเอกของเรื่องไปร่วมงาน

          “คงต้องตามกำหนดการณ์เดิม เลื่อนไม่ได้หรอก ทุกอย่างเตรียมไว้หมดแล้ว ที่สำคัญถ้าเลื่อนงานเลี้ยงปิดกองออกไป พี่คงได้ไปนั่งกินกับเจษฎ์สองคน”

          “น้อง ๆ ทีมงานในกองมีตั้งหลายคน คงไม่ทิ้งให้พี่วินกับเจษฎ์เหงาขนาดนั้นหรอกครับ”

          “พวกนั้นถ้าไม่มีดาราในดวงใจไปร่วมงาน มีหรือจะไป สู้เอาเวลาไปเที่ยวเล่นผ่อนคลายตามประสาไม่ดีเหรอ?”

          “ฮ่า ๆ ๆ นี่พี่วินทร์กำลังนึกถึงกะทิกับไลลารึเปล่า”

          “นั่นก็ด้วย”

          ระหว่างที่อามันต์ชวนกวินทร์คุยเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด โทรศัพท์ของอามันต์ก็ดังขึ้น เมื่ออามันต์ขอตัวรับโทรศัพท์ก็เสมือนเป็นสัญญาณว่าให้ทุกคนแยกย้ายกันไป

          ทัชชาเดินออกมาที่มุมส่วนต้วเพื่อเก็บของเตรียมกลับไปพักผ่อน ในระหว่างนั้น อามันต์ยังคงคุยโทรศัพท์ไปตลอดทางจนกระทั่งวางสายไป

          “ทัช มีคนโทรเข้ามาขอคุยกับนายเรื่องแบรนด์แอมบาสเดอร์ นายสนใจไหม?” อามันต์หันมาถามเมื่อวางสายเรียบร้อยแล้ว

          “สัญญากี่ปี?”

          “ในประเทศ 5 ปี ต่างประเทศขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของนาย เบื้องต้นต่อสัญญาปีต่อปี”

          “สินค้าอะไร?”

          “บริการต่างหาก เจเอ็กเพรส ที่เพิ่งเปิดตัวที่บ้านเราเมื่อต้นปีที่แล้ว เป็นบริษัทฯ ขนส่งสินค้า บริษัทฯ ต้นสังกัดถ้าฉันจำไม่ผิดอยู่ที่มาเก๊า สำนักงานใหญ่อยู่ฮ่องกง ง่าย ๆ ก็สัญชาตจีนนั่นแหละ”

          “นายลองไปคุยดูก่อนก็ได้ แล้วค่อยตัดสินใจ”

          “ฉันก็บอกทางนั้นไปแบบนี้นั่นแหละ แต่เขากลับบอกว่าคนที่รับผิดชอบงานนี้เขามาดูงานที่ไทยและกำลังจะบินกลับฮ่องกงวันมะรืนนี้ เขาเลยอยากคุยกับนายโดยตรง”

          “แล้วเขานัดวันไหน?”

          “พรุ่งนี้ 2 ทุ่ม”

          ทัชชาครุ่นคิดเล็กน้อย แม้พรุ่งนี้ตั้งแต่ช่วงบ่ายจะไม่มีงานอะไร แต่เขาตั้งใจว่าจะเข้าไปเยี่ยมพัสกาญที่บ้านใหญ่ เพราะได้นัดกันไปเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งแม่ของพัสกาญเองก็อยากจะพบเจอพูดคุยกับเขาเช่นกัน”

          “ฉันขอเวลาคิดหน่อย”

          “ฉันจำได้ว่านายไม่ได้ติดงานอะไรไม่ใช่เหรอ?”

          “ฉันมีนัดกับผู้ใหญ่ ยังไงขอคุยกับทางนั้นก่อนแล้วจะบอกนายอีกทีว่าจะเอายังไง”

          “เฮ้ย!! นี่นายนัดผู้ใหญ่ อะไร ที่ไหน ทำไมไม่บอกฉัน?”

          “เรื่องส่วนตัว ฉันไม่อยากรบกวนนาย”

          “ใคร?”

          “เอาไว้ถึงเวลาฉันจะบอก”

          “เดี๋ยวนี้นายหัดมีความลับกับฉันนะ หวังว่านายคงไม่ได้แอบไปทำอะไรไม่ดีใช่ไหม?”

          “อะไรไม่ดีของนายคืออะไร?”

          “ก็อย่าง…” อามันต์ลดเสียงลงพร้อมมองไปรอบ ๆ “เรื่องที่นายทำตัวเหมือนพราว”

          “พราวทำไม?”

          “นี่นายไม่รู้?” อามันต์มีสีหน้าสงสัย “ข่าวลือในกองออกจะลือกันสนุกปาก แล้วไหนพราวยังสติแตกตอนเขาซีนอีก นายไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าเพราะอะไร” ทัชชาส่ายหน้าเป็นคำตอบ อีกทั้งยังไม่คิดจะใส่ใจ จึงเดินเลี่ยงออกไป

          ”เฮ้ยทัช เดี๋ยวสิ”

          “ฉันไปรอที่รถ ฝากเก็บของด้วย”

          ทัชชาเอ่ยบอกเพียงเท่านี้ เพราะเขาอยากหาที่เงียบ ๆ คุยกับพัสกาญมากกว่ามายืนคุยเรื่องไร้สาระกับอามันต์

.........................................................................

          ภายในกองถ่ายเกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง หลังจากนักแสดงสมทบเทกองไปเสียดื้อๆ หลังผู้กำกับเรียกให้ไปดูผลงานของตัวเอง ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนคิวถ่ายกันใหม่ เพื่อที่จะได้ถ่ายงานของวันนี้ให้ได้มากที่สุด

          “พี่กร พี่เจษฎ์แจ้งเปลี่ยนคิว” ชาญเดินเข้ามาในห้องร้องบอกอย่างร้อนรน

          “อีกแล้วเหรอ?” เอมที่กำลังจัดเสื้อผ้าให้กับตัวประกอบถึงกับร้องเสียงหลง

          “อืม” ชาญหยิบรายการคิวถ่ายออกมาเปิดดู

          “เพราะอะไรอีกล่ะ?”

          “ไม่รู้เหมือนกัน ได้ยินตาลมันบอกว่า พี่กวินทร์เรียกคุณพราวไปคุย หลังจากนั้นก็อย่างที่เห็น”

          “ทำไมช่วงนี้นางถึงได้อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างนี้ล่ะ?” เอมอดที่จะบ่นไม่ได้

          “แล้วนี่เหลือฉากไหน ซีไหนบ้างที่ยังพอถ่ายได้” กรกฤตถามเมื่อเห็นชาญไล่ดูคิว

          “หลัก ๆ ก็เหลือฉากของพี่อาร์ทนอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วครับ”

          “นี่ ๆๆ ได้ข่าวรึยัง” กะทิรีบเดินเข้ามาในห้องก่อนงับประตูที่เปิดทิ้งไว้ตลอดลง

          “นี่มีอะไรจะมาเม้าท์อีกล่ะ ชาญกับเอมกำลังเตรียมงานอยู่นะ ยิ่งเปลี่ยนฉากกระทันหันแบบนี่ เดี๋ยวเด็กมันก็มำงานไม่ทันกันพอดี” กรกฤตไม่สนใจบ่นกะทิอีกทั้งยังก้มลงเก็บของลงกระเป๋าไปด้วย “ชาญ เอม งานที่เหลือพวกนายจัดการได้ใช่ไหม?”

          “เดี๋ยว นังกร พอฉันมาแกก็จะไปเลยเหรอ”

          “อืม ว่าจะไปธุระสักหน่อย ดีที่เสร็จงานเร็ว” กรกฤตพูออย่างไม่ใคร่จะสนใจ จนกะทิเข้ามาดึงของในมือเขาออกจากสิ่งของที่กำลังเก็บอยู่

          “หยุดเลย อย่าเพิ่งกลับ แกต้องฟังฉันเม้าท์ก่อน ไม่อย่างนั้นฉันคงได้อกแตกตาย”

          “ชาญกับเอมก็ยังอยู่”

          “เด็กสองคนนั้นได้แต่ฟัง แต่ไม่ออกความเห็น”

          “แล้วฉันออกความเห็น?”

          “ถ้าเป็นเรื่องนี้ ฉันเชื่อว่าแกไม่อยู่เฉยแน่”

          “โหย...พี่ทิ โปรยมาขนาดนี้ รีบเล่าเลยเถอะ เอมอยากรู้จะแย่แล้ว”

          “ว่าไง นังก็”

          “ก็รีบพูด ๆ มา”

          “ชิ ทำเป็นไม่สนใจ ด๊าย...อย่าให้ฉันได้ยินเสียงแกพูดแทรกก็แล้วกัน”

          กะทิไม่ใส่ใจกรกฤตอีก และหันไปตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรื่องของพราววริศา ที่ตนและไลลาบังเอิญไปรู้มา


          เนื่องจากเมื่อช่วงเช้า ไลลาเกิดอยากกินตำปลาร้าเป็นมื้อแรกของวัน ทั้งที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง พอช่วงสายจึงเกิดอาการท้องเสีย วิ่งเข้าห้องน้ำอยู่หลายรอบ ส่วนตัวกะทิเองที่เป็นห่วงเพื่อนร่วมงานจึงตามไปเฝ้าและหามเพื่อนออกมา

          ช่วงที่กำลังเข้าไปแบกช่างแต่งหน้าร่างมะขามข้อเดียวออกจากห้องน้ำ บังเอิญได้ยินเสียงโววายจากด้านนอก ทำให้ทั้งสองถึงขั้นเกือบหยุดหายใจด้วยความอยากรู้อยากเห็น

          เสียงคนวิ่งพรวดพราดเข้ามายังห้องน้ำห้องถัดไป ตามด้วยเสียงโอ้กอ้าก ดังต่อเนื่อง กับเสียงฝีเท้าของอีกคน หลังเสียงอาเจียนเงียบลงแทนที่ด้วยเสียงเหนื่อยหอบ หญิงสาวที่ตามหลังเข้ามาก็ถามขึ้นเสียงแข็ง

          “บอกฉันมาว่าเธอแอบไปทำอะไรที่ไหนมาระหว่างที่ฉันไม่อยู่”

          “ทำอะไร ไม่มีสักหน่อย” หญิงสาวอีกคนตอบเสียงเหนื่อยอ่อน

          “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ พูด!!” เสียงตะหวาดลั่นทำให้คนที่แอบฟังอยู่ในห้องน้ำข้าง ๆ ถึงกับสะดุ้ง

          “ฉัน... ฉัน...ฉันว่าฉันอาจจะพลาด” น้ำเสียงฟังดูไม่แน่ใจระคนหวาดกลัว

          “อะไรนะ?”

          “อย่างเพิ่งโมโหสิ ฉันยังไม่แน่ใจ” คนต้นเหตุรีบห้ามเสียงอ่อย

          เสียงที่เงียบหายไปนาน จนคนที่แอบฟังอยู่คิดว่าทั้งสองอาจจะออกจากห้องน้ำไปแล้ว ไลลาจึงเอื้อมมือหวังจะเปิดประตูที่แง้มค้างไว้

          “วันนี้เธอทำยังไงก็ได้ จะเทกองหรืออะไรก็แล้วแต่ ฉันจะไปซื้อที่ตรวจเตรียมไว้ให้” เสียงที่พูดออกมาติดจะหงุดหงิดและโมโหอยู่ไม่น้อย ทำให้ไลลาถึงกับรีบชักมือกลับแทบไม่ทัน

          “แบบนี้ภาพพจน์ในกองถ่ายของฉันก็แย่นะสิ”

          “มันแย่มาตั้งแต่ที่เธอเอาแต่ใจ หนีงานไปหาผู้ชายแล้วไม่ใช่เหรอ?”

          “กับคนนี้เธอก็เห็นดีด้วย”

          “หึ ถ้าแม่ของผู้ชายคนนั้น ไม่กีดกันเธอ ฉันจะไม่ว่าอะไรเธอเลย”

          “ยังไม่แน่สักหน่อย หรือถ้าใช่ก็แค่ทำเหมือนเดิม”

          “แล้วเธอคิดจะไปจับผู้ชายคนไหนอีกหา?”

          “เอาเถอะน่า เธอก็อย่าบ่นให้มาก เอาเวลามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงกับผู้ชายคนนี้” หญิงสาวพูดทั้งเดินกระแทกเท้าตึงตังออกไป พร้อมเสียงฝีเท้าอีกคู่ที่เริ่งเดินตามไปไม่ห่าง

          “พี่ทิ พี่ได้ยินอย่างที่ฉันได้ยินรึเปล่า หรือฉันเบลอเพราะอาการขาดน้ำ”




          หลังจากที่กะทิพาไลล่าที่แทบจะไม่มีแรงเดินไปส่งที่โรงพยาบาลแล้ว เมื่อกลับมาถึงกองถ่ายก็ได้ยินว่าพราววริศาเทกอง จึงรีบตรงเข้ามาหากรกฤตทันที

          “คุณพราวเขาคุยกับใครอ่ะพี่ทิ”

          “อ่าว? จะใครสะอีกถ้าไม่ใช่ผู้จัดการส่วนตัวของนาง”

          “เท่าที่ฟัง ทั้งการพูดการจา ฟังดูไม่เหมือนพี่หลินเลย พี่หลินออกจะรีบร้อย กับคุณพราวก็ดูหง๋อ ไม่กล้าต่อปากต่อคำ” ชาญให้เหตุผล

          “ยังไงก็เสียงน้องหลินแน่ ๆ แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นมันอยู่ที่ว่าพราววริศาท้องกับใครต่างหาก”

          “ท้อง!!” เอมกับชาญอุทานขึ้นมาพร้อมกัน

          “พอเลยทั้งสองคน แกด้วยกะทิ แค่อาเจียนไม่ได้แปลว่าท้องสักหน่อย พราวอาจจะเครียดเกินไป หรืออาหารเป็นพิษหรือจะอะไรอย่างอื่น เรื่องแบบนี้แกไม่ควรเอาไปพูดถ้าไม่มีหลักฐาน คนอื่นเขาจะเสียหาย”

          “ใช่ ๆ พี่ทิ นี่เรื่องใหญ่เลยนะ”

          “ถ้าไม่ท้องแล้วหลินจะไปซื้อที่ตรวจให้ทำไม อีกอย่างอารม์ขึ้น ๆ ลง ๆ นี่มันอาการของคนท้องชัด ๆ”

          “พอเลย ๆ เรื่องที่จะเม้าท์มีแค่นี้ใช่ไหม ฉันจะได้รีบไป”

          “ฮึ้ย แต่ละคน จะไปไหนก็ไปเลย ฉันไปเม้าท์กับนังไลลาก็ได้”

          “งานน่ะเสร็จแล้วเหรอ?” กรกฤตเลิกคิ้วถาม

          “ไม่ทงไม่ทำมันแล้ว รมณ์เสีย”

          กะทิก้าวออกจากห้องไปด้วยท่าทางขัดใจ กรกฤตที่กำลังจะไปตามนัดของใครบางคนจึงหันไปสั่งงานลูกน้องทั้งสอง ไม่วายกำชับเรื่องที่ไม่ควรพูดออกไป ซึ่งทั้งสองก็รับคำแต่โดยดี



To Be Continued



ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 34 : 3.Jun '20
«ตอบ #128 เมื่อ03-06-2020 19:00:16 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

อินังพราวนี่มัน.......จริง ๆ เลย 

สงสัยคงได้ฉาวโฉ่แถมยังจับปลาตัวนี้ไม่ได้ด้วยสินะ

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 34 : 3.Jun '20
«ตอบ #129 เมื่อ03-06-2020 22:10:15 »

คนต่อไปที่นางพราวจะจับจะใครก็ได้ แต่ขอไว้สองคนนะ
สองคนที่กำลังจีบๆกันอยู่อ่ะ อย่ายุ่งคุณทัชกับน้องม่อน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 34 : 3.Jun '20
« ตอบ #129 เมื่อ: 03-06-2020 22:10:15 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 35 : 4.Jun '20
«ตอบ #130 เมื่อ04-06-2020 18:14:30 »

35










          ชาริสาและชันดาเดินทางมาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่งใจกลางเมือง ดีที่น้องสาวของเธอรอบคอบ จึงออกจากบ้านมาก่อนเวลากว่าชั่วโมง ทำให้มาถึงก่อนเวลานัดกับลูกค้าราว 15 นาที

          พวกเธอเดินตามบริกรเข้าไปยังห้องพิเศษที่ถูกจองไว้โดยลูกค้าของเธอ เมื่อเข้าไปก็พบเลขาส่วนตัวของลูกค้านั่งรออยู่ก่อนแล้ว

          “สวัสดีค่ะ คุณชาริสา ตัวจริงสวยกว่าในทีวีเสียอีกนะคะ” เลขาสาวเอ่ยทักทายพร้อมเชิญให้เธอนั่งลง “รอบอสสักครู่นะคะ การจราจรในกรุงเทพฯ นี่ช่างคาดเดายากจริง ๆ”

          “ไม่เป็นไรค่ะ พวกเรารอได้”

          “ในระหว่างที่รอ เหมี่ยวมีเรื่องที่จะสอบถามคุณชาริสาสัก 2-3 ข้อไม่ทราบจะสะดวกไหมค่ะ?”

          “ถ้าแหม่มตอบได้ แหม่มก็ยินดีค่ะ”

          “คุณชาริสาตอบได้อยู่แล้วค่ะ เกี่ยวกับรายละเอียดของบทที่คุณชาริสานะคะ”

          “ได้ค่ะ เชิญถามมาได้เลยค่ะ”

          ชาริสาคุยเกี่ยวกับการปรับเรื่องบทให้เหมาะสมกับเธอที่เป็นคนไทย ถึงรูปร่างไม่ได้เล็ก แต่ก็ไม่สูงเท่ากับคนยุโรป ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับบทต่าง ๆ เธอและชันดาช่วยกันดูจนเห็นพ้องกันกับคุณเหมี่ยวว่าได้ข้อสรุปตามที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ และพอดีกับที่บอสของคุณเหมี่ยวเดินเข้ามาในห้องอาหาร

          “เหมี่ยวขอแนะนำนะคะ นี่คุณเควนติน แกรรี่ค่ะ เป็นผู้อำนวยการสร้างซีรี่ย์เรื่องนี้ และเจ้านายของเหมี่ยวค่ะ”

          “สวัสดีครับ เรียกผมแกรรี่ก็ได้ครับ” บอสของคุณเหมี่ยวพูดภาษาไทยได้หากแต่สำเนียงออกจะฟังแปร่ง ๆ ไปบ้าง

          ทั้งสี่สนทนาไป ทานอาหารไปจนจบลงด้วยการเซ็นต์สัญญา โดยคุณเหมี่ยวสรุปเรื่องการปรับบทก่อนหน้าให้เจ้านายของเธอได้ฟังอย่างรวบรัดแต่ชัดเจน และแจ้งกับชาริสาว่า หากทางเธอเตรียมงานเสร็จเมื่อไร จะส่งบทละครมาให้ อีกทั้งเชิญเธอไปงานแถลงข่าวที่นิวยอร์กในปลายเดือนหน้า

          ชาริสาและชันดาเดินออกมาส่งมิสเตอร์เควนติน นายจ้างคนใหม่ของเธอหลังจากการเจรจาจบลง จากนั้นชันดาจึงชวนเธอไปซื้อของเข้าบ้าน และของฝากเพื่อที่จะได้เข้าไปเยี่ยมพัสกาญในตอนเย็น พร้อมทั้งแจ้งข่าวดีไปในคราวเดียวกัน

          “พี่แหม่ม อยากได้อะไรอีกไหม?” ชันดาถามในขณะที่เข็นรถเข็นอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต

          “ไปดูผลไม้สักอย่างสองอย่างไปฝากม่อนดีกว่า”

          ทั้งสองเดินไปมุมที่ขายผลไม้ ระหว่างนั้นก็มีหญิงสาววัยรุ่นสองคนเดินเข้ามาชนชาริสา ดีที่ชันดาคว้าแขนเธอได้ทันไม่อย่างนั้นอาจจะชนถูกกองผลไม้ล้มระเนระนาดให้ได้ขายหน้าไปแล้ว

          “เด็กสมัยนี้นี่ยังไงกันนะ ชนคนอื่นแล้วยังไม่ขอโทษอีก” ชันดาอดที่จะตำหนิไม่ได้

          “ตั้งใจชนขนาดนี้ เธอคิดว่าเขาจะหันขอโทษอย่างนั้นเหรอ?”

          “ตั้งใจ?” ชาริสาพยักหน้าน้อยๆ

          “เด็กสองคนนั้นมองพี่ตอนที่พี่เซไปที่กองส้มนั่นแหละ”

          “อะไรกัน ตั้งใจจะหาเรื่องหรือยังไง เขาก็รู้ว่าพี่เป็นใคร บ้าบอที่สุด” ชันดาเริ่มโมโหจนเธอต้องรีบห้าม

          “ช่างเถอะ เรารีบซื้อแล้วรีบกลับบ้านกันดีกว่า ตอนเย็นจะได้ไปทานข้าวบ้านม่อน พี่คิดถึงอาหารฝีมือน้านิลจะแย่” ชาริสารีบเปลี่ยนเรื่อง เพราะไม่อยากให้วันดีๆ ต้องขุ่นมัวจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง

          “งั้นเรารีบเลือกผลไม้กันเถอะ”

          ทั้งสองช่วยกันเลือกผมไม้ที่พัสกาญชอบและไม่ลืมซื้อไปฝากคนอื่น ๆ ในบ้านด้วย

.........................................................................

          ระหว่างที่รออามันต์ในรถตู้ของตัวเอง ทัชชาเลือกที่จะวิดีโอคอลหาพัสกาญ เนื่องจากหลายวันมานี้ หากไม่อยู่ในกองถ่ายที่คนพลุกพล่าน เขาก็เลิกกองดึกเกินกว่าจะโทรไปรบกวนเวลาพักผ่อนของอีกฝ่าย

          “ม่อนครับ เปิดกล้องด้วยสิครับ” ทัชชามองหน้าจอดำมืดหากแต่ได้ยินเสียงกุกกักจากปลายสาย

          ‘แปบนะครับ’ ไม่นานเขาก็ได้เห็นหน้าพัสกาญที่อยู่ในสภาพผมเปียกชื้น อีกทั้งยังไม่ได้สวมแว่นปิดดวงหวาน

          “พี่โทรมากวนเรารึเปล่า?”

          ‘ไม่ครับ ม่อนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ไม่ทันเห็นว่าพี่ทัชวีดีโอคอลมา’

          “ชอบให้ม่อนเรียกแทนตัวเองแบบนี้จัง” ถึงเขาจะพอได้ยินพัสกาญหลุดเรียกแทนตัวเองแบบนี้มาบ้างเวลาคุยหรือแชทกัน แต่เพิ่งจะมีครั้งนี้ที่เอ่ยปากแซว เพราะอยากเห็นสีหน้าของอีกคน

          ‘ผมไปเป่าผมก่อนดีกว่า ไว้ผมแห้งแล้วค่อยคุยกัน ถ้าพี่ทัชไม่ว่างก็แชทกันเหมือนเดิมก็ได้ครับ’

          “ม่อนครับ อย่าเพิ่งวางนะ ถึงวางพี่ก็จะโทรไปใหม่”

          ‘พี่ทัชว่างแล้วหรือไง’

          “แล้วพี่กวนเราหรือเปล่า? แต่เมื่อกี้พี่ได้ยินม่อนบอกว่าไม่นะ”

          ‘ก็ตอนนี้กวนแล้วไง ผมจะเป่าผม’

          “ฟังแล้วงงจังครับ เปลี่ยนเป็น ม่อนจะเป่าผม ดีกว่าไหม ถ้าพูดแบบนี้พี่ก็จะไม่กวนเรา”

          ‘เจ้าเล่ห์’

          “ฮ่าฮ่า ครับ เจ้าเล่ห์ก็เจ้าเล่ห์ ที่โทรมาเพราะพี่เลิกกองแล้ว กำลังจะกลับไปพักเลยโทรมาหา...คิดถึงนะครับ”

          ‘ทำไมวันนี้เลิกกองไวจังครับ’ พัสกาญคงจะวางโทรศัพท์อิงไว้ เพราะเขาเห็นอีกคนกำลังนั่งเช็ดผมตัวเองอยู่ ไม่ได้ใช้ไดฟ์เป่าอย่างที่เจ้าตัวว่า ทั้งยังทำเมินเหมือนไม่ได้ยินคำบอกคิดถึงจากเขา

          “พราวเขาไม่ค่อยสบาย เลยกลับไปก่อน พี่เลยพลอยว่างไปด้วย”

          ‘ใกล้กำหนดปิดกองเต็มทีแล้ว ฉากของคุณพราวเหลือเยอะพอสมควร เธอคงเครียดจนไม่สบายเอา’

          “คงเป็นอย่างที่ม่อนว่า”

          ‘พี่ทัชไม่ห่วงคุณพราวเหรอครับ?’

          “อืม...ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงห่วง แต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ เขามีคนดูแลอยู่ตั้งหลายคน ทั้งคนของแฟนเขา ทั้งคุณหลิน”

          ‘พี่ทัชดูต่างจากตอนที่ไปถ่ายฉากที่ชลบุรีมากเลยนะครับ’

          “ใช่ครับ พี่แข็งแรงขึ้น ก้าวผ่านช่วงนั้นมาแล้วก็ไม่คิดที่จะย้อนกลับไป อาจจะมีบ้างที่หันกลับไปมองเพราะมีคนแนะนำให้พี่เรียนรู้จากมันแทนการวิ่งหนี” เขาเห็นพัสกาญนิ่งค้างไปเล็กน้อยก่อนจะขยับผ้าซับผมต่อ

          ‘แบบนี้ละครจะปิดกล้องทันตามกำหนดเหรอครับ’

          “ตอนนี้ขึ้นอยู่กับพราวแล้วล่ะ พี่ว่าอย่าไปคุยเรื่องของคนอื่นเลย มาคุยเรื่องของเราดีกว่า” ทัชชาเห็นพัสกาญชะงักไปอีกครั้ง

          ประตูรถตู้เปิดขึ้นพร้อมด้วยกระเป๋าที่ถูกอามันต์เหวี่ยงขึ้นมา และเสื้อผ้าอีก 2-3 ชุดยื่นส่งมาให้

          “เอ้า แขวนด้วย” อามันต์เหลือบตามองหน้าจอเล็กน้อย เป็นจังหวะที่พัสกาญเอาผ้าซับผมจึงเห็นหน้าไม่ชัดนัก

          “ไปขับรถได้แล้ว” ทัชชัารับเสื้อมาแขวนไว้ ทั้งออกปากไล่ผู้จัดการส่วนตัว จากนั้นก็ย้ายตนเองและโทรศัพท์มานั่งแถวหลังสุด

          ‘คุณมันต์มาแล้วเหรอครับ’

          “อืม มันไปขับรถแล้ว ส่วนพี่ย้ายมานั่งแถวหลัง จะได้คุยกับม่อนต่อ”

          ‘ครับ’

          “พรุ่งนี้คุณแม่ของม่อนนัดให้พี่เข้าไปพบตอนกี่โมงครับ”

          ‘แม่ชวนพี่ทัชทานข้าวเย็นนะ ที่บ้านตั้งโต๊ะตอนหกโมงครึ่งครับ ปกติแม่จะคุยจริงจังหลังทานอาหารเสร็จครับ’

          “หลังคุยกับคุณแม่ของม่อนเสร็จ เราจะมีเวลาได้คุยกันส่วนตัวบ้างไหมครับ”

          ‘พี่ทัช เราก็คุยกันอยู่ทุกวัน พี่ทัชไม่กลัวจะเบื่อม่อนเสียก่อนเหรอครับ’ ทัชชายิ้มให้กับคำพูดหลุดๆ ของพัสกาญอีกครั้ง

          “แล้วม่อนล่ะ เบื่อพี่แล้วรึยัง?”

          ‘ถ้าม่อนบอกว่าเบื่อ พี่ทัชจะทำยังไงครับ’

          “พี่ก็ต้องปรับปรุงตัว เพื่อไม่ให้ม่อนเบื่อพี่ยังไงละครับ ม่อนก็รู้ว่าพี่เล่นได้ทุกบท อยากให้พี่เล่นบทไหนสั่งมาได้เลยครับ พี่ยินดีแสดงให้ม่อนดู”

          ‘ถ้าม่อนอยากให้พี่ทัชเป็นพี่ทัชเองล่ะ’

          “แล้วม่อนจะไม่เบื่อพี่ทัชคนนี้เหรอครับ?”

          ‘ยังไม่ได้บอกสักคำ’ ทัชชาเห็นอีกคนหน้าตูม

          “ม่อนครับ ไม่ว่าทางเลือกจะมีมากมายแค่ไหน จะดีแค่ไหน พี่ก็เลือกม่อน เหมือนที่ม่อนชอบที่พี่เป็นพี่ ไม่ใช่ทัชชาที่รับบทนั้นบทนี้”

          ‘ม่อนยังไม่ได้บอกสักคำว่าชอบ ขี้ตู่’ ว่าจบปลายสายก็ตัดสายจบบทสนทนาไปเสียดื้อ จนเขาอดหัวเราะอย่างเอ็นดูไม่ได้

          “อารมณ์ดีจริงน้า...นายคุยกับใคร?” อามันต์มองผ่านกระจกมองหลังมาที่เขา ทัชชาจึงขยับขึ้นไปนั่งที่เดิม เพื่อที่จะคุยกับอามันต์ได้สะดวก

          “งานแบรนด์แอมบาสเดอร์ นายไปคนเดียวก็แล้วกัน ฉันติดงานอื่น หรือถ้าเขาไม่ยอมรับให้นายคุยแทนฉัน ก็ปฏิเสธไป”

          “เฮ้ย!! แน่ใจนะ นั่นมันสัญญา 5 ปีเลยนะทัช ไหนจะงานที่จีนอีก”

          “อืม แน่ใจ ต่อให้จะกี่ปี หรือจะกี่ประเทศ หากเขาคุยผ่านนายไม่ได้ ฉันก็จนใจ”

          “ทัช เพราะคนที่นายคุยด้วยเมื่อกี้รึเปล่า?”

          “อืม จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

          “ใคร จริงจังเหรอคนนี้”

          “จริงจัง”

          “เอ่อ ตอบก็ไม่หมด ตกลงว่าใครกันว่ะ นายคงไม่โดนหลอกอย่างคราวพราวอีกนะ”

          “มะรืนนี้ฉันจะเข้าไปพบแม่ของเขา ถึงขั้นนี้แล้วยังคิดว่าโดนหลอกอีกรึไง”

          “เฮ้ย!! เร็วไปไหม?”

          “ก็คนแม่เขาหวงลูก ก็ต้องไปแสดงความบริสุทธิ์ใจเป็นธรรมดา บอกแล้วว่าคนนี้ฉันจริงจัง”

          “ฉันไปด้วยดิ”

          “แล้วเรื่องงานล่ะ”

          “เออว่ะ... แต่นายจะบอกฉันหน่อยไม่ได้หรือไงว่ะ”

          “เอาไว้ให้อีกฝ่ายพร้อมเปิดตัวเมื่อไรค่อยว่ากัน ตอนนี้น้องเขายังไม่พร้อม”

          “ถามจริง ไปเจอกันเมื่อไร ตอนไหน”

          “เจอเมื่อไรจำไม่ได้ ตอนไหนก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่ารู้ตัวอีกทีเขาก็อยู่ในสายตาฉันแล้ว”

          “โห่... ไอ้พระเอก สำนวนพระเอกมาก…”

อามันต์ที่มีท่าทีหมั่นไส้เขาหันไปตั้งใจขับรถดังเดิมโดยไม่สนใจจะถามเขาอีกจนทัชชาอดแหย่อีกฝ่ายไม่ได้

          “มันต์ ช่วยฉันคิดหน่อยสิว่าจะซื้ออะไรไปให้แม่น้องเขาดี”

          “ไม่รู้โว้ย!!”

          ทัชชาได้แต่หัวเราะท่าทางหงุดหงิดของอามันต์ เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกรธที่ตนปิดบังเรื่องพัสกาญ เพียงแค่หงุดหงิดที่ไม่สามารถง้างปากเขาได้ก็เท่านั้น 

To Be Continued


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1787
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 35 : 4.Jun '20
«ตอบ #131 เมื่อ04-06-2020 18:33:53 »

 :pig4:
 :katai2-1:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 35 : 4.Jun '20
«ตอบ #132 เมื่อ04-06-2020 22:21:45 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 35 : 4.Jun '20
«ตอบ #133 เมื่อ04-06-2020 23:22:42 »

เข้าตามตรอก ออกตามประตู อิอิ อ่านไว้ค้างนานจนลืมไปเลย กลับมาอ่านอีก อ๋อ เออ จำได้ละ เรื่องนี้สนุก ตามต่อเลยจ้า 55555 รอตอนต่อไปนะคะ รักจะมั่นคงต้องเชื่อใจกัน เพิ่งจะคบกัน ระวังคนนั้นคนนี้เต้าข่าวใส่ละ 555  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 36 : 6.Jun '20
«ตอบ #134 เมื่อ06-06-2020 04:02:04 »

36








         ภาริชนั่งรอกรกฤตในร้านกาแฟแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่พักของกรกฤตมากนัก อีกทั้งบรรยากาศดี แถมเมนูขึ้นชื่อของที่นี่ยังเป็นของโปรดของอีกคน ดังนั้นเมื่อมาถึงเขาจึงไม่รีรอ รีบสั่งทีรามิสุมาวางรอเจ้าของขนมชิ้นนี้มาทาน

          ไม่นานนักคนที่เขารอก็เดินเข้ามา กรกฤตไม่ได้รูปร่างสูงโปร่งอย่างพัสกาญ แต่เป็นหนุ่มหล่อมีกล้ามเนื้อเสียมากกว่า ใบหน้าดูมีอายุขึ้นกว่าแต่ก่อน กลับดูน่ามองไม่เปลี่ยน

          “สั่งเครื่องดื่มอะไรก่อนไหม?” ภาริชถามขณะที่กรกฤตนั่งลงฝั่งตรงข้าม อีกทั้งเขายังเลื่อนจานทีรามิสุไปไว้ตรงหน้า “พี่สั่งไว้ให้” แถมด้วยรอยยิ้มที่คิดว่ามีเสน่ห์ที่สุดส่งไปให้เมื่อพูดจบ

         กรกฤตพยักหน้าน้อย ๆ ไม่พูดหรือมีท่าทีอะไรกับสิ่งที่เขา นอกจากสั่งเครื่องดื่มกับบริกรในร้าน เมื่อได้เครื่องดื่มแล้วกรกฤตจึงค่อยเอ่ยปากกับเขาเป็นคำแรกตั้งแต่นั่งร่วมโต๊ะกับเขา

          “คุณได้ข้อมูลอะไรมา?”

           “แหม๋...มาถึงก็ถามเรื่องงานก่อนเลยเหรอครับ ไม่ลองชิมทีรามิสุของที่นี่ดูก่อน เมนูขึ้นชื่อของทางร้านเลยน้า…”

          “คุณภา เราเจอกันเพราะเรื่องงาน ไม่ใช่ว่าชวนกันมาทานเค้กนะครับ”

          “อ่าว พี่นึกว่าน้องกรชวนพี่นัดเดทเสียอีก”

          “คุณภาริช” เสียงกรกฤตที่พยายามกดข่มความรู้สึกหงุดหงิดจนภาริชรับรู้ได้

          “ยังโหดไม่เปลี่ยนเลยนะครับ แต่ก็ดี โหด ๆ แบบนี้พี่ชอบ”

          “ตกลงคุณไม่มีอะไรคืบหน้าใช่ไหม ผมจะได้กลับ”

          “พี่มีรูปแม่สาวหางม้าคนนั้นนะ” กรกฤตยื่นมือที่แบบมาตรงหน้า “ถ้าน้องกรยอมทานเค้กเป็นเพื่อนพี่” อีกฝ่ายยังคงยื่นมือมาข้างหน้า สีหน้านิ่งเฉย “พี่อุตส่าห์สั่งไว้ให้ ชิ้นละตั้งเป็นร้อย น้องกรจะให้พี่ทิ้งมันไปเสียดื้อ ๆ อย่างนี้เหรอครับ แล้วที่สำคัญนั่นเมนูโปรดน้องกรเลยน้า… ตัดใจทิ้งมันลงเชียวเหรอ”

          “ผมไม่ได้เป็นคนเห็นแก่กินนะคุณภา”

          “พี่ก็ไม่ได้ว่าน้องกรเห็นแก่กินเสียหน่อย นี่พี่ทั้งอ้อน ทั้งวอน ให้น้องกรช่วยกินเพราะพี่เสียดายเงินหรอกนะครับ ระหว่างรอน้องกรพี่ก็ดื่มกาแฟดำหมดไปถ้วยหนึ่งแล้ว นะครับ...ถือว่าช่วยพี่หน่อย แล้วพี่จะเอารูปให้”

          กรกฤตทำสีหน้าไม่พอใจก่อนจะยอมหยิบช้อนขึ้นมาตักเค้กชิ้นนั้นไปทาน

          “เป็นยังไงบ้างครับ อร่อยไหม?”

          “อืม”

          “อารมณ์ดีแล้วเน๊อะ อย่างนั้นก็ค่อย ๆ ทานไป คุยงานไป แบบนี้ดีกว่าคุยกันแบบเครียด ๆ เสียอีก”

          อีกฝ่ายเหล่สายตามองหน้าเขาแต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ภาริชเองก็ได้แต่ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบซ่อนรอยยิ้มเล็กน้อยๆ บนใบหน้า เมื่อเห็นว่าเค้กพร่องไปกว่าครึ่งจึงควานหารูปภาพออกมาจากกระเป๋า แล้ววางมันลงบนโต๊ะ 4-5 ภาพ

          “นี่คือผู้หญิงคนที่พี่เดินสวนตรงทางเข้าห้องน้ำในวันที่น้องพัสเกิดเรื่อง” พอพูดเป็นการเป็นงาน กรกฤตที่มีท่าทีผ่อนคลายกลับมาตีหน้านิ่งอีกครั้ง

          “ผมรู้สึกคุ้น ๆ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน?” คนตรงหน้ากยิบรูปใบหนึ่งขึ้นไปพิจารณา มืออีกข้างยังคงถือช้อนค้างไว้อย่างลืมตัว

          “ผู้หญิงคนนี้ใช่คนเดียวกับที่คุณดาเคยเห็นรึเปล่า?”

          “ผมไม่แน่ใจ รูปพวกนี้ ถ้าผมจะขอกลับไปจะได้ไหม?”

          “น้องกรขออะไร พี่ภายินดีหามาให้น้องกรได้ทั้งนั้นแหละครับ” ภาริชพูดทั้งส่งยิ้มหวานไปให้

          “หึ!! คุณคงไม่ได้ให้ผมฟรี ๆ โดยไม่ต้องการสิ่งตอบหรอกนะครับ ต้องการอะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยนก็บอกมาเถอะ ไม่ต้องทำมาเป็นลีลา”

          “ก็นี่ไง น้องกรช่วยพี่ทานทีรามิสุชิ้นนี้แล้ว อีกอย่าง ถ้าน้องกรจะทำท่าผ่อนคลายเหมือนก่อนหน้านี้อีกสักนิด ยิ้มให้พี่อีกสักหน่อย พี่คงหลงคิดว่าเรามาเดทกันแล้วเชียว”

          “คุณภา!!”

          “ครับ ๆ พี่รู้ครับว่าแม่ของพี่ ตั้งชื่อพี่ว่าอะไร ไม่ต้องเรียกบ่อย ๆ ก็ได้ เอ้...หรือว่าน้องกรกลัวลืมชื่อพี่ภาครับ?”

          “คุณนี่มันกะล่อนไม่เปลี่ยน”

          “น้องกรจำได้ด้วยเหรอครับ ว่าพี่นิสัยเป็นยังไง” ภาริชถามยิ้ม ๆ แต่คนตรงหน้ากลับไม่ตอบคำถาม

          “นอกจากรูปนี้แล้ว คุณมีเรื่องอะไรอีกรึเปล่า”

          “มี” ภาริชตอบอย่างจริงจัง

          “ว่ามา”

          “พัสกาญกำลังคบกับทัชชาใช่ไหม?” ท่าทางนิ่งงันของกรกฤตเป็นคำตอบให้เขาได้อย่างดี “พี่เคยบอกกรไปแล้ว ว่าพี่รับปากแล้วว่าจะไม่ทำข่าวที่เกี่ยวข้องกับพัสกาญอีก ไม่ว่าน้องพัสจะคบกับพระเอกชื่อดังอยู่ในตอนนี้ก็ตาม”

          “ใครรู้เรื่องนี้บ้าง”

          “ไม่มี พี่บังเอิญรู้ว่าคุณทัชรู้จักกับน้องพัส”

          “แค่นั้นคุณก็เอามาคิดเองเออเองเป็นตุเป็นตะว่าพวกเขาคบกันอย่างนั้นเหรอ”

          “พี่เปล่าน้า...พี่รู้นิสัยน้องพัสดีต่างหาก คนอย่างน้องพัสที่เปลี่ยนไปจนไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้ง่าย ๆ ตั้งแต่ตอน....” ภาริชละไว้ เพราะรู้ดีว่ากรกฤตเข้าใจ “ก็ถ้าคนคนนั้นไม่ดึงดูดความสนใจของน้องพัสจริง ๆ ล่ะนะ คิดหรือว่าน้องพัสจะยอมคบหาเพื่อนใหม่ๆ ยิ่งกับคนนี้ พี่ดูยังไง ๆ ก็เหมือนจะซ้ำรอยเดิมเสียด้วยซ้ำ น้องกรว่าจริงไหม?”

          “มันอาจจะเป็นอุบัติเหตุก็ได้ ที่ทำให้เรื่องบังเอิญพวกนี้เกิดขึ้น”

          “สำหรับน้องกรอาจจะเห็นเป็นอุบัติเหตุ แต่พี่กลับมองว่ามันเป็นพรหมลิขิต”

          “นี่คุณไม่คิดจะเสียใจหน่อยเหรอไง ที่ม่อนจะไปคบคนอื่น ทั้งที่คุณเคยตามจีบเขาตั้งหลายปี จนคุณเรียนจบไปแล้วยังคอยมาป้วนเปี้ยนแถวๆ มหาวิทยาลัย แต่เขากลับไม่เคยเหลียวแลคุณเลย”

          “พี่เคยเสียใจ และตอนนี้ก็ยังเสียใจอยู่ แต่ไม่ใช่เพราะน้องพัสไม่สนใจ ไม่เหลียวแลพี่ พี่เสียใจเพราะน้องกรต่างหาก” เขาเว้นช่วงเพื่อเฝ้ามองสีหน้าและแววตาของกรกฤตที่มีแววสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อไป “กรเข้าใจพี่ผิดมาตั้งแต่ต้น จนตอนนี้ก็ยังเข้าใจผิดอยู่ การกลับมาพบกันคราวนี้ พี่หวังว่าน้องกรจะไม่ใจร้ายกับพี่มากนัก มันจะไม่มีเรื่องของพัสกาญหรือทัชชา มันจะมีเพียง ภาริชกับกรกฤตเท่านั้น” ภาริชพูดอย่างจริงจัง และจริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหวังว่ากรกฤตจะเห็นความจริงใจเหล่านี้

.........................................................................

          พาดหัวข่าวตามสื่อต่าง ๆ ที่ออกมาสร้างความงุนงงให้กับคนในกองถ่ายไม่น้อย แม้แต่ไลลาที่ออกจากโรงพยาบาลมาทำงานได้ปกติยังไม่เข้าใจว่าข่าวนี้ออกมาได้อย่างไร

          ทีมคอสตูมที่ตั้งร้านเสร็จแต่เช้าตรู่ ระหว่างรอนักแสดงทุกคน ต่างก็มานั่งล้อมวงอ่านข่าวที่ออกมาด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ

          “เมื่อวานตอนที่เจ้ทิไปรับไลลา ออกจากโรงพยาบาลไม่ใช่ว่าเลิกกองเร็วเพราะน้องพราวหรอกเหรอ?” ไลลาที่ทนความสงสัยไม่ไหว เพราะตนเองเป็นเพียงผู้เดียวที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตอนเลิกกอง

          “เมื่อวานนี้พี่แหม่มขอยกเลิกคิวถ่ายจริงครับ แต่พี่ดาผู้จัดการแจ้งล่วงหน้าให้พี่เจษฎ์ทราบตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อนแล้ว” เด็กตาลที่นั่งรวมสุมหัวอยู่ด้วยพูดในสิ่งที่ตัวเองพอรู้มา

          “ถ้าอย่างนั้น เรื่องที่น้องแหม่มมีคิวหรือไม่มีคิวถ่ายเมื่อวาน ก็มีแค่พี่กวินทร์ พี่เจษฎ์ แล้วก็แกน่ะสิที่รู้” กะทิเงยจากหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นมาถามย้ำกับเด็กตาล

          “ที่จริงแล้ว นอกจากผมก็มีพวกเด็กกล้องที่อยู่แถวๆ นั้น เพราะพี่ดาเดินมาบอกตอนที่เลิกกองแล้วก็จริง แต่พวกผมยังเก็บของกันไม่เสร็จ อีกอย่างมันก็ไม่ได้เป็นความลับ”

          “ถึงไม่ได้เป็นความลับ แต่ช่างแต่งหน้า ช่างผม หรือแม้แต่นังกรที่เป็นเพื่อนสนิทกับน้องแหม่ม ยังไม่มีใครรู้เลยว่าน้องแหม่มยกเลิกคิวเมื่อวาน พวกฉันเข้าใจไปว่าน้องแหม่มไม่มีคิวถ่ายเสียด้วยซ้ำ แล้วข่าวพวกนี้มันออกมาได้ยังไง” กะทิพูดออกมาอย่างขัดใจ

          “นางเอกเทกอง เขียนแบบนี้ได้ยังไง แล้วไหนจะเขียนโยงไปถึงที่น้องแหม่มไปกินข้าวกับฝรั่งตาน้ำข้าวนั่นอีก” ไลลาผสมโรงออกอาการหงุดหงิดตามไปด้วยอีกคน

          “พี่กรรู้เรื่องที่พี่แหม่มไปกินข้าวกับฝรั่งคนนั้นไหม?” ชาญหันไปถามกรกฤตที่เอาแต่นั่งฟังคนอื่นโวยวายนิ่ง ๆ”

          “เรื่องงานน่ะ แต่ไม่รู้รายละเอียด ที่สำคัญรูปที่ถ่ายมา เหมือนจะตัดคนอื่น ๆ ออกไป เพราะน้องดาไม่มีทางให้ยัยแหม่มไปพบลูกค้าเพียงลำพังแน่ ๆ”

          “ฮึ้ย อยากรู้นัก ว่าใครเป็นถ่ายรูปพวกนี้ ใครเป็นคนให้ข่าวไร้สาระแบบนี้” กะทิฮึดฮัดอย่างขัดใจ

          “เจ้ทิ เป็นไปได้ไหมว่าข่าวที่เรา ๆ เคยได้ยินกันมาเกี่ยวกับน้องแหม่ม ฉันหมายถึงก่อนที่เราจะสนิทกับน้องม่อนน้องแหม่มอ่ะนะ” ไลลายังพูดไม่ทันจบกะทิก็แทรกขึ้น

          “กลิ่นมันตุ ๆ เหมือนเป็นการสร้างข่าวใส่ร้ายน้องแหม่ม” คนพูดแทรกโดยไม่ฟังคนอื่น มันแต่จนจ่อกับสิ่งที่ตนเองคิด

          “ใช่ เจ้ก็คิดแบบนั้นใช่ไหม?” ไลลากลับไม่โกรธเรื่องที่โดนแทรก และยังเห็นด้วยกับความคิดของอีกฝ่าย

          “นังกร บอกมาเลยนะ เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่”

          “พี่แหม่มเขาแค่อารมณ์ร้อนเท่านั้นแหละพี่ทิ ส่วนข่าวอื่น ๆ ที่ออกมาก็แค่เขียนเกินจริง ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาข่าวที่ไหนมาเล่นละ” เอมพูดอย่างคนเข้าใจเรื่องราว

          “น่าสงสารน้องแหม่มนะ เป็นฉันโดนข่าวแบบนี้ก็ยิ่งหงุดหงิด” ไลลาเปรยออกมาอย่างเห็นใจ

          คนทั้งหมดต่างพากันเงียบอย่างครุ่นคิด จนกระทั่งตาลเปรยขึ้นมา

          “เรื่องข่าวผมก็เข้าใจนะ ไม่งั้นนักข่าวคงไม่มีงานให้ทำ แต่ที่ผมไม่เข้าใจ ข่าวพวกนี้มันก็มีให้เห็นบ่อย แต่ ๆ ๆ”

          “แต่ ๆ ๆ อะไร ไอ้ตาล พูดอะไรเนี่ย คนยิ่งกลุ้ม ๆ อยู่” กะทิพูดแทรกอย่างรำคาญ

          “แล้วพี่ทิจะกลุ้มเรื่องอะไรล่ะ?” ตาลถามน้ำเสียงโอดครวญ

          “ก็กลุ้มแทนน้องแหม่มน่ะสิ”

          “แล้วพี่จะกลุ้มทำไมอ่ะ ข่าวแบบนี้มีให้เห็นตั้งเยอะแยะไป”

          “ที่กลุ้มเพราะข่าวน้องแหม่มมันไม่ใช่เรื่องจริงสักนิด ถึงจะเกี่ยวข้องกับน้องแหม่มอยู่บ้าง แต่เล่นเขียนออกนอกอ่าวไทยไปแบบนั้นจะไม่ให้กลุ้มได้ยังไง”

          “นั่นแหละ ๆ ที่ผมจะบอก ข่าวอื่นมันมีมูลความจริง แต่ข่าวพี่แหม่มไม่ใช่ไง ที่ผมสงสัย คือทำไมมากว่า”

          “อะไร ทำไม?” กะทิถามอย่างไม่เข้าใจ

          “เฮ้อ…” กรกฤตถอนใจออกมาอย่างไม่ปิดบังก่อนเดินออกจากห้องไป

          “นี่ ชาญ ลูกพี่ของนายเป็นอะไร?”

          “ก็กลุ้มเรื่องเดียวกับพี่ทินั่นแหละ พี่กรกับพี่ดาเขารู้มาตั้งนานแล้วว่าพี่แหม่มโดนเล่นงานอยู่ แค่ไม่รู้ว่าจากใคร และทำไปเพื่ออะไรเท่านั้น” ชาญตอบพร้อมกับลุกไปเตรียมงานในส่วนของตน โดยมีเอมลุกตามไปด้วย

          “สงสัยพวกเราต้องเป็นหูเป็นตาให้กับน้องแหม่มแล้ว เผื่อจะช่วยอะไรน้องแหม่มได้บ้าง”

          “แต่ละครกำลังจะปิดกล้องแล้วนะเจ้ อีกอย่างข่าวของน้องแหม่มใช่ว่าจะมีแต่ข่าวในกองนี้อย่างเดียวสักหน่อย” ไลลาออกความเห็น

          “แต่ผมจะช่วยพี่ทิ ถ้าเจอคนหน้าสงสัยคนนึง มันก็ต้องเจอคนอื่น ๆ สิ”

          “แกพูดอย่างกับว่ารู้ว่าใครเป็นคนทำอย่างนั้นแหละ”

          “ผมแค่รู้สึกว่า ตั้งแต่เริ่มถ่ายละครเรื่องนี้ พี่แหม่มมีข่าวไม่ดีเกือบทุกวัน ไหนจะกระทู้บ้าง ไหนจะทวิตเตอร์ ส่วนใหญ่ก็มาจากแฟนคลับที่แอนตี้พี่แหม่มเขาทั้งนั้น”

          “แกสังสัยแฟนคลับ?”

          “แล้วมันไม่น่าสงสัยตรงไหนล่ะ”

          “ความคิดเด็ก ๆ” กะทิอดแขวะไม่ได้

          “เอาน่าเจ้ทิ ไอ้ตาลมันก็หวังดี ตอนนี้เวลาก็มีไม่เยอะ งานก็ยุ่ง ถึงอยากจะช่วยหาว่าใครปล่อยข่าวเรื่องน้องแหม่ม แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ เอาเท่าที่ได้แล้วกัน แยกย้าย” ไลลาพูดจบก็ลุกขึ้นแยกไปทำงานของตัวเอง ตามด้วยเด็กตาล เหลือเพียงกะทิที่นั่งคิดอะไรอยู่คนเดียว

To Be Continued 

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1787
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 36 : 6.Jun '20
«ตอบ #135 เมื่อ06-06-2020 05:05:52 »

 o13
 :pig4:

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2367
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +148/-6
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 36 : 6.Jun '20
«ตอบ #136 เมื่อ06-06-2020 08:56:08 »

 :hao4:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 36 : 6.Jun '20
«ตอบ #137 เมื่อ06-06-2020 10:07:08 »

วงการบันเทิงอะนะ มันก็ต้องบรรเทิงสิ ใครเต้าข่าวละนี่ 555

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 36 : 6.Jun '20
«ตอบ #138 เมื่อ06-06-2020 11:07:10 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 36 : 6.Jun '20
«ตอบ #139 เมื่อ06-06-2020 11:08:40 »

 :L1: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 36 : 6.Jun '20
« ตอบ #139 เมื่อ: 06-06-2020 11:08:40 »





ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 37 : 7.Jun '20
«ตอบ #140 เมื่อ07-06-2020 12:51:01 »

37










          ทัชชากำลังเลือกซื้อของฝากติดไม้ติดเมื่อไปให้แม่ของพัสกาญ หากดูจากที่เคยพบไกลๆ ในวันงานแข่งขันแรลลี่แล้ว อายุของแม่อีกฝ่ายอายุน่าจะใกล้เคียงกับแม่ของเขา หรืออาจจะอ่อนกว่าไม่กี่ปี จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะซื้อของไปฝากผู้ใหญ่ท่านนี้ แต่ที่ยากจริง ๆ กลับเป็นของฝากที่ตั้งใจจะซื้อให้พัสกาญมากกว่า ของขวัญชิ้นแรกตั้งแต่รู้จักกันมา เขาควรจะซื้ออะไรไปฝากหนุ่มตาหวานคนนั้นดี

          เขาเดินวนอยู่ในห้างสรรพสินค้าอยู่ราวสองชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่ได้ของติดไม้ติดมือให้พัสกาญเลย ทัชชาไม่คิดว่าการหาของขวัญให้คนคนหนึ่งจะยากถึงขนาดนี้ พอนึกไปถึงคราวของพราววริศา ดูเหมือนฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายเรียกร้องเสียมากกว่า

          “พี่ทัช พี่ทัชค่ะ น้องขอเวลาสักครู่ได้ไหมค่ะ”

          ทัชชาหันไปตามเสียงหญิงสาวที่ชื่อน้อง หากเขาจำไม่ผิดดูเหมือนว่าจะเป็นนักข่าวของนิตยสารดาราฉบับหนึ่ง

          “ครับ คุณน้องมีอะไรรึเปล่าครับ”

          “บังเอิญจังเลยนะคะ ที่เจอพี่ทัชที่นี่ เอ้...วันนี้พี่ทัชไม่มีคิวที่กองถ่ายเหรอค่ะ?”

          “ครับ ไม่มี”

          “แล้วนี่คุณอามันต์ไปไหนล่ะค่ะ ไม่ได้มาด้วยเหรอค่ะ?”

          “มันต์เขาไปคุยงานแทนพี่น่ะครับ ไม่ทราบว่าคุณน้องมีอะไรรึเปล่า”

          “ถ้าหากน้องจะรบกวนถามเรื่องเมื่อวานหน่อยได้ไหมค่ะ?”

          “เรื่องเมื่อวาน เรื่องอะไรครับ?”

          “พอดีมีข่าวว่า เมื่อวานทางกองถ่ายเลิกกองเร็วกว่าปกติ เลยอยากรู้ว่าเพราะอะไรเท่านั้นเองค่ะ น้องติดงานที่อื่น เลยไม่ได้แวะไปเยี่ยมที่กองถ่าย”

          “ละครใกล้ปิดกล้องแล้ว ไม่แปลกหรอกครับที่นักข่าวจะไม่เล่นข่าวนี้ อีกอย่างละครก็ออนแอร์ไปหลายตอนแล้ว คุณน้องน่าจะเล่นข่าวเกี่ยวกับฟีดแบคของละครมากว่า เรื่องนี้พี่เข้าใจครับ”

          ”พี่ทัชพูดตรงจนน้องเกรงใจเลยค่ะ แล้วเมื่อวานนี้เป็นยังไงบ้างค่ะ”

          “เอ่อ ก็ไม่มีอะไรมากครับ พราวเขาแค่ไม่ค่อยสบาย ถ่ายต่อไม่ไหว ผู้กำกับเลยให้พราวกลับไปพักผ่อนเร็วหน่อย”

          “แล้ว เอ่อ...น้องแหม่มล่ะคะ” คุณน้องเหมือนลังเลที่จะถามจนเขานึกแปลกใจ

          “แหม่มทำไมครับ?”

          “มะ ไม่มีอะไรค่ะ”

          “หากคุณน้องจะถามว่าแหม่มเขาวีนเหวี่ยงไหม ก็สบายใจได้ครับ เมื่อวานแหม่มเขาไม่มีคิวที่กองถ่าย” เขาเข้าใจว่าคุณน้องยังติดภาพข่าวของชาริสาที่มักจะเหวี่ยงวีนเวลาไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งตั้งแต่เขาร่วมงานกับนางเอกคนนี้มาเขาเองก็ไม่เคยเจอกับตัวเองเลย

          “วะ ว่ายังไงนะคะ”

          “แหม่มเขาไม่ได้ไปที่กองถ่ายครับ ไม่มีคิวที่เขาต้องถ่าย หากคุณน้องอยากเล่นข่าวที่น้องแหม่มวีนในกอง พี่อยากแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง ตั้งแต่พี่ร่วมงานกับน้องแหม่มมา พี่ยังไม่เคยเห็นแหม่มเป็นอย่างข่าวที่เขียนๆ กัน ข่าวน่ะเล่นได้ แต่ให้มีขอบเขตหน่อยนะครับ”

          “ละ แล้วข่าวที่ลงว่าน้องแหม่มเทกองละคะ”

          “เทกอง? พี่ว่าคุณน้องน่าจะเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ”

          “ขอโทษค่ะ พี่ทัชอาจจะยังไม่เห็นข่าวนี้” หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ออกมาปิดหน้าข่าวให้เขาดู และมีข่าวพร้อมทั้งสาเหตุที่ชาริสาเทกอง ภาพในข่าวฟ้องชัดด้วยการที่ชาริสาไปพบฝรั่งคนหนึ่ง

          “เรื่องที่แหม่มไปพบใคร พี่ไม่ทราบ แต่เรื่องเทกองน่าจะเข้าใจผิด แหม่มเขาไม่ได้เข้ากองถ่ายเมื่อวาน เพราะไม่มีคิวของเขา อันที่จริงฉากของแหม่มก็แทบจะไม่เหลือแล้ว เหลือเพียงบางซีนเท่านั้นเอง ดังนั้น นานๆ แหม่มเขาถึงจะเข้ามาที่กองสักที”

          “จะว่าอะไรไหมค่ะ ถ้าน้องจะขอเอาคำพูดของพี่ทัชไปเขียนข่าว?”

         “เฉพาะเรื่องเทกองนะครับ ส่วนเรื่องฝรั่งคนนั้น พี่ไม่ทราบครับ แล้วอย่าเล่นข่าวจนเกินจริงล่ะครับ”

          “ค่ะ ขอบคุณค่ะพี่ทัช น้องจะเขียนระวังๆ ค่ะ”

          คุณน้องนักข่าวคนนั้นเดินจากไปพร้อมทั้งกดโทรศัพท์หาใครบางคน ทัชชาเองก็รู้สึกว่าควรจะโทรศัพท์หาพัสกาญเช่นกัน จนกระทั่งอีกฝ่ายรับสาย

          ‘ครับพี่ทัช’ น้ำเสียงของอีกคนสดใสฟังดูไร้ความกังวล

          “ทำอะไรอยู่ครับ”

          ‘นั่งคุยอยู่กับคุณแม่ครับ’

          “อ่อ ครับ พี่แค่กังวล” ทัชชาเลือกที่จะไม่ถามเรื่องของชาริสา เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่กับแม่ของตนเอง คงยังไม่ทันได้เห็นข่าวเพื่อนรัก

          ‘เรื่องที่จะเข้ามาหาแม่นะเหรอ?’

          “เรื่องของฝากท่านมากกว่า ไม่รู้ว่าท่านจะชอบรึเปล่า”

          ‘ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องกังวลหรอกครับ ไม่มีอะไรมาฝากแม่ก็ไม่ว่า”

          “พูดแบบนี้ต่อหน้าคุณแม่จะดีเหรอครับ”

          ‘ผมหลบออกมาตรงระเบียงแล้วครับ รับรองว่าแม่ไม่ได้ยิน’

          “ครับ งั้นไว้เย็นนี้เจอกันนะครับ”

          ‘ครับ’

          หลังจากที่ทัชชาวางสายแล้ว เขาก็ยังคงง่วนอยู่กับการมองหาของฝากที่เหมาะกับพัสกาญอีกครั้ง

.........................................................................

          ช่วงเช้าของวัน ภายในกองถ่ายของกวินทร์ ว่ามีเรื่องวุ่นว่ายแล้ว ตกบ่ายกลับวุ่นวายหนักเข้าไปอีก เมื่อพระเอกของเรื่องบังเอิญให้สัมภาษณ์นักข่าวนิตยสารฉบับหนึ่งกล่งห้างสรรพสินค้า และถูกโพสขึ้นเวปไซต์ต่างๆ อย่างรวดเร็ว ถึงเรื่องที่เมื่อวานกองถ่ายเลิกกองเร็วกว่าปกติ

           ทัชชากล่าวตามความจริงทุกอย่าง เรื่องที่กวินทร์ให้พราววริศากลับไปพักก่อน ถึงอีกฝ่ายจะพูดให้เกียรตินักแสดงสาวรุ่นน้องว่าไม่สบาย ส่วนนางเอกของเรื่องนั้น รอดพ้นจากข้อกล่าวหาที่ว่าเทกองไปโดยปริยาย ไหนพระเอกหนุ่มยังกล่าวออกตัวปกป้องนางเอกของเรื่องอีก ข่าวที่ออกมาพลิกผันราวกับละครคนละเรื่อง คงมีบางฝ่าย บางคนเสียหน้าไม่น้อย

            ความวุ่นวายในกองถ่ายช่วงบ่ายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะทีมงานต่างเอาไปวิพากษ์วิจารณ์กันหรือไม่มีสมาธิในการทำงานแต่อย่างใด กลับเป็นพราววริศาที่ถูกพาดพิงในข่าวจากการให้สัมภาษณ์ของทัชชาต่างหากที่โวยวายไม่พอใจ

          “พี่กวินทร์ค่ะ หลินขอให้พราวได้พักสักครึ่งชั่วโมงได้ไหมค่ะ?”

          “อืม แค่ครึ่งชั่วโมงนะหลิน เธอคงรู้ว่างานพี่ยังเหลืออีกมาก”

          “ค่ะ หลินขอพาพราวไปพักก่อนนะคะ”

          ทุกสายตาต่างมองหลินอย่างเห็นใจ ผู้จัดการของนักแสดงสาวพา นางฟ้าเจ้าปัญหา ที่เคยได้ยินคนอื่นในกองเรียกลับหลังไปยังห้องส่วนตัว หลินที่เกือบจะเก็บความขุ่นเคืองไว้ไม่มิดกับการกระทำของดาราในความดูแลของตน

          เมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัวที่ปิดมิดชิด จากมือที่จับจูงดาราสาวอยู่ก็เหวี่ยงอีกคนที่เดินตามหลังมาลงบนพื้นอย่างแรง

          “หยุดบ้าได้แล้ว” หลินกดเสียงต่ำ อย่างโมโห

          “จะ เจ็บนะ” หลินสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ พยายามระงับสติไม่ให้โมโหไปมากกว่านี้

          “มีสมาธิกับงานตรงหน้าหน่อย เรื่องอื่นฉันจัดการเอง”

          “เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะว่าเธอจัดการเหรอ เรื่องถึงได้เป็นแบบนี้” พราววริศาลุกขึ้นลูบก้นตัวเองปอยๆ เจ็บที่ถูกเหวี่ยงลงบนพื้นอย่างแรง

          “หากเธอไม่ทำเรื่องให้ฉันคอยตามล้างตามเช็ดแล้วมันจะออกมาแบบนี้ไหม!!” หลินพยายามกดข่มเสียงที่ตะคอกออกไปให้ต่ำลง เพื่อไม่ให้เสียงรอดออกไปภายนอก

          “ไม่รู้แหละ ฉันเบื่อๆๆๆๆ ทั้งเรื่องพี่เตอร์ เรื่องนังแหม่มนั่นก็ด้วย แล้วไหนพี่ทัชยังให้สัมภาษณ์อย่างกับฉันเป็นคนผิดนั่งอีก ฉันเบื่อๆๆๆ ฉันไม่อยากยุ่งแล้ว” พราววริศากระทืบเท้าอย่างไม่พอใจก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ภายในห้อง โดยไม่ระวังว่าตัวเองเจ็บก้นอยู่

          “ไม่ใช่เพราะเธออยากเป็นนางเอกเรื่องนี้คู่กับทัชชารึยังไง ฉันถึงต้องวางแผนกันนังนั่นออกไป”

          “ก็ไม่เห็นจะได้ผลเลย สุดท้ายมันก็ได้เป็นนางเอกอยู่ดี” ดาราสาวว่าเสียงอ่อนพร้อมลูบสะโพกปอยๆ หวังจะบรรเทาอาการเจ็บ

          “ใช่ แล้วมันก็ได้เป็นนางเอกเรื่องนี้เรื่องสุดท้ายด้วย”

          “อย่างนั้นก็ดีสิ”

          “ดีที่ไหนกันล่ะ มันโกอินเตอร์ไปเล่นซีรีย์ที่อเมริกาแล้วโน่น ไอ้ฝรั่งในข่าวนั่นเป็นถึงผู้อำนวยการสร้างรู้ไว้ซะด้วย นังโง่” ท่าทางตื่นเต้นของอีกฝ่ายทำให้หลินอดที่จะว่าแรงๆ ไม่ได้

          “ฉันไม่ได้โง่นนะ ดีจะตาย ในเมื่อมันไม่อยู่ที่นี่แล้ว ฉันจะได้หมดคู่แข่ง เธอนั่นแหละที่โง่”

          “นี่เธอมันโง่เสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ วัน ๆ นี่คิดแต่เรื่องบนเตียงรึไง ไม่คิดเหรอว่าเมื่อเทียบกับมันแล้ว มันที่เป็นแค่พรีเซนเตอร์ตัวเล็กๆ ขยับขึ้นมาเล่นละครเป็นนางเอกไม่กี่เรื่องก็โกอินเตอร์แล้ว ส่วนเธอมีแต่กลับแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน เธอยังจะมีงานอยู่ไหม” หายใจหอบหลังจากพูดบ่นออกมายาวยืดตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้น

          “คำก็โง่ สองคำก็โง่ เธอจะทำอะไรก็เรื่องของเธอเลยแม่คนฉลาด”

          “ฉันให้โอกาสเธอเป็นครั้งสุดท้ายนะ ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย และหากครั้งนี้เธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” ว่าจบหลินก็เดินออกจากห้องไปทันที โดยไม่คิดจะหันกลับมามองหน้าดาราสาวแม้แต่น้อย

.........................................................................

          โบตั๋นกำลังตรวจงานเป็นครั้งสุดท้ายอยู่ภายในสตูดิโอหรือห้องทำงานส่วนตัวของเธอ ชิ้นงานทุกชิ้นเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขาดเพียงแต่ให้นางแบบมาลองสวมและแก้ไขให้เหมาะสมกับรูปร่างเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งเธอตั้งใจจะเก็บไปทำก่อนวันงานสัก 2-3 วัน เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้เธอเงยหน้าจากภาพพร็อพที่เธอหาไว้สำหรับแต่ละชุด

          “แม่ครับ เกือบได้เวลาแล้วนะครับ” พัสการเดินเข้ามาตามเธอถึงในห้องทำงาน ท่าทางตื่นเต้นราวกับเด็ก ๆ ทำให้เธออดที่จะเย้าแหย่ไม่ได

          “แฟนจะมาหาแม่ที่บ้านแค่นี้ ทำเป็นตื่นเต้นไปได้”

          “ยังไม่ใช่แฟนสักหน่อย ไหนแม่บอกว่าต้องลองคุยกับเขาก่อนยังไงล่ะครับ” พัสการเข้ามากอดเอวของเธออย่างอ้อน ๆ

          “แล้วทำไมเราถึงดูตื่นเต้นแบบนี้ล่ะ หรือกลัวว่าแม่จะไม่ยอมรับพ่อพระเอกของลูก”

          “จะให้แม่ยอมรับเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน มันก็ดูง่ายไปหน่อย แม่ไม่คิดจะเล่นตัว ทำท่าทางหวงลูกชายคนเดียวหน่อยหรือครับ”

          “แม่มีบททดสอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้รอพ่อพระเอกจองลูกอยู่แล้ว หวังว่าม่อนจะเข้าใจแม่นะ”

          “เล็ก ๆ น้อย ๆ นี่แค่ไหนกันครับ”

          “เอาเป็นว่าคุ้มค่ามากสำหรับคนที่ต้องการลูกของแม่ไปเป็นคู่ชีวิต”

          “ม่อนฟังแล้วหนาว ๆ ชอบกล หรือว่าแม่เปิดแอร์แรงไปครับ” พัสการหันไปมองรีโมทแอร์อย่างต้องการจะเปลี่ยนเรื่องคุย

          “เหมือนแม่จะได้ม่อนคนเดิมกลับมาแล้ว แบบนี้ยอมลดบททดสอบให้พ่อพระเอกของลูกไปสักด่านหนึ่งก็แล้วกัน ถือเป็นรางวัล”

          “หืม ง่ายขนาดนี้เลยเหรอครับ”

          “อืม ก็ง่าย ๆ แบบนี้แหละ”

          ”แม่ของม่อนนี่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้จริง ๆ”

          พัสการส่ายหน้าอย่างล้อเลียน ก่อนผละออกจากเธอและมองไปยังงานบนโต๊ะใหญ่กลางห้องสตูดิโออย่างสนใจ

          “คอลเล็กชั่นใหม่นี่ครับ”

          “ใช่จ๊ะ เกือบเสร็จแล้ว ของม่อนล่ะ เสร็จรึยัง?”

          “เสร็จตั้งนานแล้วครับ ทางโน้นน่าจะตัดเสร็จแล้ว ม่อนยังไม่ได้เช็คว่าเขาให้นางแบบนายแบบเข้ามาลองแล้วรึยัง” พัสการตอบโดยยังคงสนใจอยู่กับงานของเธอบนโต๊ะ โบตั๋นจึงค่อย ๆ ทยอยเก็บงานในส่วนที่ตรวจสอบและจัดพร๊อพเรียบร้อยแล้ว “แม่ครับ นี่ใช่ชุดฟินาเล่ไหมครับ”

          “อืม ตอนแรกแม่ว่าจะใช้ชุดนั้น แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจน่ะ เพราะแม่กำลังคิดว่าอาจจะปรับอีกสักหน่อย”

           “ม่อนว่าชุดนี้ก็สวยดีแล้วนะครับ ทำไมต้องปรับอีกล่ะครับ”

          “พอดีแม่มีไอเดียดี ๆ ผุดขึ้นมาน่ะ”

          “อ่อ” เสียงเคาะประตูเรียกให้สองแม่ลูกหันไปมอง

          “คุณม่อนค่ะ มีแขกมาพบค่ะ” เด็กในบ้านพูดจบก็เรียกรอยยิ้มบาง ๆ จากสีหน้าลูกชายเธอ

          “แม่ ม่อนไปดูพี่ทัชก่อนนะครับ”

          “นี่ใช่ม่อนของแม่ที่เห็นแค่ออร่ารึเปล่า รู้ดีว่าใครมาหาขนาดนี้แม่นึกว่าเป็นตาเจมส์ที่หูดีได้ยินไกลเป็นกิโลซะอีก”

          ”แม่... ก็วันนี้มีแจกมาบ้านเราแค่คนเดียว ม่อนก็ต้องเดาได้สิว่าเป็นพี่ทัช” ลูกชายของเธอโอดครวญเกาะกรอบประตูราวกับลูกลิง

          “อืม แม่เชื่อก็ได้ ไปเถอะ ม่อนพาพี่เขาไปที่ห้องนั่งเล่นก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวแม่เก็บงานตรงนี้เสร็จแล้วจะตามไป”

          “ครับ”

          หลังจากพัสกาญออกจากห้องไปแล้ว โบตั๋นก็หันมาดูชุดฟินาเล่ที่เธอตั้งใจเปลี่ยนอย่างกระทันหัน และเธอยังได้อีเมลตอบตกลงจากนางแบบพิเศษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          โบตั๋นได้ส่งแบบร่างของชุดนี้ให้นางแบบคนหนึ่งเพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าจะรับงานด่วนจากเธอหรือไม่ เธอยอมติดต่อกับนางแบบผู้นี้ด้วยตัวของเธอเอง ไม่ได้ผ่านผู้ช่วยเหมือนอย่างเคย และยังไม่มีทีมงานคนไหนรับรู้เรื่องนางแบบผู้นี้เสียด้วยซ้ำ

          งานแฟชั่นวีคครั้งนี้ พัสกาญยอมตกลงที่จะไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะทายาทของตระกูลฝู่คนหนึ่ง เธอจึงวางแผนการลองใจว่าที่ลูกเขยนี้ขึ้นมาได้ ถึงจะเป็นแผนการที่มองดูใจร้ายไปบ้าง แต่เธอก็ยอมที่จะเป็นแม่ใจร้ายเพื่อให้ลูกชายของเธอสามารถก้าวผ่านเรื่องในอดีตไปได้

          “หึ! หวังว่าเธอคงจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะ โมนิกา

To Be Continued

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 37 : 7.Jun '20
«ตอบ #141 เมื่อ07-06-2020 14:34:17 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

โอย...คุณแม่ใจร้าย 

เอาอีนังโมนิก้าตัวแสบมาเดินแบบชุดฟินาเล่ในงาน

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2367
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +148/-6
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 37 : 7.Jun '20
«ตอบ #142 เมื่อ07-06-2020 15:48:00 »

 :mew5:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 37 : 7.Jun '20
«ตอบ #143 เมื่อ08-06-2020 23:52:39 »

คูนนนนนนแม่จะทำอาร๊ายยยยยยยย :ling1:

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 38 : 9.Jun '20
«ตอบ #144 เมื่อ09-06-2020 01:32:40 »

38










     พัสกาญเดินออกจากสตูดิโอของแม่เพื่อตรงมายังห้องรับแขก ตลอดแนวทางเดินจากประตูบ้านเข้ามาภายใน เขาเห็นออร่าของทัชชาลอยฟุ้งมาเป็นสาย สีสันสวยงามพาลให้คิดถึง เขาไม่ได้เห็นออร่านี้มาสักพักหนึ่งแล้วตั้งแต่ไม่ได้ไปช่วยงานกรกฤตที่กองถ่าย

     ยิ่งเดินเข้าใกล้ห้องรับแขก ออร่าของทัชชาก็ยิ่งหนาแน่นขึ้นจนพัสกาญอดคิดไม่ได้ว่า เจ้าของออร่านี้มีความสุขมากแค่ไหน จนเมื่อเขาเดินเข้ามาในห้องก็พบกับทัชชาที่นั่งรออยู่ รอยยิ้มที่ส่งมาช่างแสนอบอุ่นแบบเดียวกับออร่าที่แผ่ออกมาไม่มีผิด

     “พี่เริ่มทำตัวไม่ถูกแล้วสิ เคยเห็นแต่นอกรั้ว ไม่คิดว่าบ้านม่อนจะใหญ่ขนาดนี้”

     “ไม่ใช่บ้านผมสักหน่อย บ้านของคุณยายต่างหาก พ่อแม่และผมมาอาศัยบ้านคุณยายท่านอยู่” เขาเห็นสีหน้าไม่อยากเชื่อจากอีกฝ่ายจึงต้องย้ำ “จริง ๆ นะครับ คุณยายท่านอยู่คนเดียว พ่อเป็นห่วงเลยพาครอบครัวของผมย้ายเข้ามาเพื่อจะดูแลท่าน”

     “พี่ลืมเรื่องคุณยายของม่อนไป ไม่ได้ซื้ออะไรมาฝากท่านด้วย ทำยังไงดีล่ะทีนี้”

     “คุณยายไม่อยู่หรอกครับ ไปพักอยู่กับเฮียเจมส์ที่ไร่ตั้งแต่จบงานแรลลี่โน่น ท่านบอกว่าชอบอากาศที่ไร่มาก คงจะไม่กลับมาในเร็ววันนี้แน่ ตอนนี้แม่กับผมเลยต้องเป็นคนเฝ้าบ้าน” เขาเว้นช่วงเล็กน้อยก่อนชวนให้อีกคนย้ายไปยังอีกห้อง “เราย้ายไปห้องนั่งเล่นดีกว่าครับ ห้องนี้มันนั่งไม่สบายเท่าไร”

     “บ้านหลังนี้ถ่ายละครได้เลยนะครับ” ทัชชามองไปรอบ ๆ พร้อม เปรยออกมา ระหว่างเดินตามเจ้าบ้านไปห้องนั่งเล่น

     “พี่ทัชคงจะไม่เอาบ้านคุณยายไปทำโลเคชั่นสำหรับถ่ายละครหรอกนะครับ”

      “พี่เป็นแค่ดาราตัวเล็ก ๆ ไม่ใช่ผู้จัดละครนะครับ อีกอย่างพี่แค่เห็นว่าบ้านหลังนี้ตกแต่งสวยดี”

     “ครับ บ้านนี้คุณยายทวดเป็นคนตกแต่งครับ ท่านรสนิยมดีมาก ๆ ถึงเป็นคนรุ่นเก่าแต่ก็หัวสมัยใหม่ เสียดายที่ม่อนไม่มีโอกาสได้พบท่าน ท่านจากไปเสียก่อน เคยได้ยินแต่ป้าหงส์กับแม่เล่าให้ฟัง”

     “แล้วคุณแม่ละครับ?” ทัชชานั่งลงบนโซฟาตัวหนึ่ง โดยมีพัสกาญนั่งลงที่โซฟาตัวถัดไป

     “แม่ทำงานอยู่ในสตูดิโอครับ กำลังตามมา แม่ให้ม่อนออกมารับพี่ทัชมาห้องนี้ แม่เองก็ไม่ชอบนั่งในห้องรับแขก” เขาพูดยิ้มๆ เกือบจะนินทาแม่ของตัวเองให้อีกฝ่ายฟัง ดีที่ยั้งปากได้ทัน

     “คุณแม่เป็นศิลปินเหรอครับ?”

     “จะเรียกแบบนั้นก็ได้ครับ ที่จริงแม่เป็นดีไซด์เนอร์ครับ ม่อนเห็นแม่คลุกคลีอยู่กับงานพวกนี้ตั้งแต่เด็ก เลยอดที่จะซึมซับและเจริญรอยตามไม่ได้”

     “วันงานแรลลี่ พี่จำได้ว่ามีแจ็คเก็ตรุ่นลิมิเต็ดฯ ที่ทางห้องเสื้อเพ็ญนภาเป็นผู้ออกแบบ ได้บรรดาลูกหลานในแวดวงไฮโซประมูลซื้อกันไปในราคาสูง นั่นใช่ผลงานของคุณแม่รึเปล่าครับ”

     “แม่กับป้าเพ็ญช่วยกันทำครับ ส่วนแม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง”

     “ม่อนเก่งเหมือนคุณแม่นี่เอง ถึงได้มีแบรนด์เป็นของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย”

     “อะแฮ่มๆ เห็นในข้อความ ก็ว่าช่างหยอดแล้วนะ มาอยู่ต่อหน้ายังหยอดไม่เลิก เห็นลูกชายน้าเป็นเตาขนมครกรึยังไงจ๊ะคุณพระเอก” แม่ของที่ไม่รู้ว่ามายืนฟังทั้งสองคุยกันอยู่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อไร ค่อยๆ เดินเข้ามา โดยที่พัสกาญรีบเดินเข้าไปรับ จนแม่ต้องตีมือของเขาที่เอื้อมไปประคองเบา ๆ อย่างหยอกล้อ “แม่ไม่ใช่คุณยายนะ ไม่ต้องเดินมาประคองแม่แก้เขินหรอก”

     “แม่อ่ะ…” แม่ที่รู้ทันแถมยังพูดตรงจนเขาไม่รู้จะทำหน้าอย่างไร

     “สวัสดีครับคุณน้า ผมทัชชาครับ” ทัชชาลุกขึ้นยกมือไหว้

     “เมื่อกี้เห็นเรียกว่าแม่ ๆ ๆ อยู่เลย ตอนนี้เปลี่ยนเป็นน้าแล้วเหรอ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเร็วดีนี่”

     “เอ่อ…” ทัชชาเหลือบตามองมาที่พัสกาญอย่างกับต้องการความเห็น ว่าควรจะเรียกแม่ของเขาว่าอย่างไรดี “ถ้าอย่างนั้นผมฝากตัวเป็นลูกคุณแม่อีกสักคนก็แล้วกันนะครับ คุณแม่”

     “ได้สิ ตกลงว่าจะมาขอเป็นลูกใช่ไหม?” พัสกาญเห็นทัชชาถึงกับทำหน้าเหวอ กับคำหยอกเย้าของแม่

     “งั้นตอนนี้ของเรียกคุณน้าไปก่อนก็แล้วกันครับ ในฐานะที่เป็นเพื่อนกับม่อน เอาไว้เลื่อนขั้นเป็นแฟนเมื่อไรค่อยฝากตัวเป็นลูกเขยทีหลังคงไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”

     “คุณพระเอกจะมาเป็นลูกเขย?” แม่หันมามองหน้าเขา ก่อนหันกลับไปที่ทัชชา “ไม่คิดหรือว่าคุณอาจจะมาเป็นลูกสะใภ้ของน้า”

     “ไม่คิดเลยครับ ผมเป็นฝ่ายรุกเข้ามาหาคุณน้าที่บ้านขนาดนี้ คุณน้าคงไม่คิดว่าผมจะยอมเป็นสะใภ้ให้หรอกนะครับ”

     “แม่...พี่ทัช...พูดเรื่องอะไรกันอยู่เนี่ย” พัสกาญโอดครวญเบาๆ กับบทสนทนาที่ทั้งสองคุยกัน

     “เรื่องม่อน/เรื่องของลูก” ทั้งสองตอบออกมาพร้อม ๆ กันจนเขาอยากจะกุมขมับ

     แม่เป็นผู้หญิงขี้เล่นเรื่องนี้เขารู้ดี แต่ทัชชานี่สิ ไม่รู้ว่าเอาความกล้าจากไหน มาต่อปากต่อคำ กับแม่ของเขาขนาดนี้ ไม่กลัวเลยหรือไง ว่าจะไม่ได้เข้ามาเหยียบบ้านนี้อีกเป็นครั้งที่สอง

      “พี่ทัช แม่แค่ล้อพี่ทัชเล่นเท่านั้นเอง” ทัชชายิ้มให้เขาบางๆ

     “คุณน้าครับ นี่ของฝากเล็กๆ น้อยๆ และหวังว่าคุณน้าจะเห็นความจริงใจในคำพูดของผม”

     “ว้า...กำลังสนุกเลย แต่ก็ขอบใจสำหรับของนะ นี่ก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว เราไปที่ห้องอาหารกันเถอะ”

      พัสกาญลอบถอนใจเบา ๆ กับการต่อล้อต่อเถียงระหว่างแม่ของเขากับทัชชาผ่านไปแล้วหนึ่งยก แล้วค่อย ๆ เดินตามหลังแม่ของตังเองไป โดยแอบเหลือบมองทัชชาที่ดูจะไม่เป็นกังวลสักนิดที่โดนแม่เขาแกล้ง สีหน้ายังมีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเวลา ไหนออร่าที่ดู...สนุก? เห็นแล้วน่าหมั่นไส้จริง ๆ

.........................................................................

     ช่วงเวลาอาหารเย็นของบ้านพัสการดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ทานอาหารกันเงียบ ๆ ไม่ค่อยได้พูดคุยกันเสียเท่าไร มีบ้างที่เขาคอยตักอาหารให้พัสกาญร่วมถึงว่าที่แม่ยายอย่างเอาใจ ทัชชาไม่คิดว่าแม่ของพัสกาญที่ขี้เล่น จะกลับกลายเป็นจริงจังถือมารยาทบนโต๊ะอาหารขนาดนี้

     หลังจากทานอาหารค่ำเสร็จ ทั้งหมดก็พากันกลับมายังห้องนั่งเล่น โดยมีผลไม้หั่นเป็นชิ้นพอดีคำเป็นของว่าง

     “ทัชพอจะรู้เรื่องงานของม่อนบ้างแล้วใช่ไหม?” โบตั๋นเอ่ยหลังจากที่ทานผลไม้ไปเล็กน้อย

     “ครับ ผมพอจะทราบว่าม่อนเป็นดีไซน์เนอร์ และมีแบรนด์เป็นของตัวเอง”

     “แล้วงานที่ม่อนช่วยน้าอยู่ล่ะ?”

     “คุณน้าคงจะหมายถึงแบรนด์เสื้อผ้าของคุณน้าใช่ไมครับ”

     “อืม”

     “ผมขอสารภาพตามตรงว่าผมเพิ่งทราบจากม่อนเขาวันนี้เองว่าคุณน้าก็เป็นดีไซด์เนอร์ แต่ยังไม่ทราบว่าห้องเสื้อของคุณน้าชื่ออะไร”

     “ม่อนไม่ได้เล่าเรื่องงานให้พี่ทัชฟังเท่าไรครับ” พัสกาญหันไปยืนยันกับแม่ของตัวเองหลังจากที่เงียบอยู่นาน

     “คุณจะบอกว่าคุณไม่รู้เกี่ยวกับครอบครัวของม่อนเลยอย่างนั้นรึ?”

     “ผมพอจะได้ยินชื่อเสียงของคุณพ่อ เอ่อ... ผมหมายถึงคุณลุงมาบ้างครับ แล้วกรเคยเล่าเกี่ยวกับเยียนหวอ เครือข่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่ให้ฟังบ้าง แต่ผมไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกับการที่ผมเข้ามาทำความรู้จักกับม่อน เลยไม่ได้ใส่ใจ”

     “ไม่ใส่ใจ?” เขาเริ่มเห็นสัญญาณเปิดศึกมาจากแม่ของพัสการที่ส่งมาจากคำพูดและน้ำเสียง

     “ผมยอมรับครับว่าอาจจะทำให้คุณน้าผิดหวัง แต่ในความคิดของผม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้ทำความรู้จักและปรับตัวเข้าหากัน ระหว่างผมกับม่อนมากกว่า ทำให้ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเครือข่ายธุรกิจอะไรนั่น” ทัชชาเหลือบไปมองสีหน้าเป็นกังวลของพัสกาญที่เอาแต่นั่งเงียบเป็นระยะๆ ระหว่างที่พูดคุยกับแม่ของอีกฝ่าย

     “ถ้าหากวันหนึ่ง คุณได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา มันจะไม่ใช่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป คุณจะทำยังไงล่ะ?”

     “ผมทราบครับ แต่ครอบครัวของคุณน้าก็ต้องปรับตัวเข้ากับครอบครัวของผมด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่เหรอครับเมื่อถึงเวลานั้น”

     “อืม ก็แฟร์ ๆ อ่ะนะ”

     “เมื่อถึงเวลานั้น ถ้าเพื่อความสุขของคนที่ผมรัก เพื่อครอบครัวของพวกเรา ผมก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน” ทัชชาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ผิดกับแม่ของพัสกาญที่ดูไม่ยี่หระกับคำพูดของเขา

     แม้การสนทนาจะค่อนข้างตึงเครียดแต่ทัชชาเชื่อว่าความจริงใจของเขาที่พูดออกมา จะช่วยให้เขาผ่านด่านว่าที่แม่ยายไปได้ เพียงอึดใจเดียวบรรยายการกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

     “เฮ้อ...พอคุณไม่รู้เรื่องเยียนหวอ แล้วอย่างนี้น้าจะเอาอะไรไปแกล้งคุณได้ละ” เขาได้สายตาค้อนวงใหญ่เป็นการตอบแทน “แหย่เพื่อนของลูกคนนี้ไม่สนุกเลย สู้ตากรก็ไม่ได้”

     “แม่อ่ะ...ม่อนตกใจหมดเลย นึกว่าแม่จะทะเลาะกับพี่ทัชซะแล้ว”

     “จริงสิ ตอนแม่แกล้งเขา ออร่าเขาเป็นยังไง...” แม่ของพัสดารดูจะลุ่นกับคำตอบ ท่าทางเปลี่ยนไปจนทัชชาตามไม่ทัน “นี่! อย่าบอกนะว่าที่ไม่รู้ว่าแม่แกล้งเขา เพราะไม่เห็นออร่าของแม่”

     “ก็...ออร่าของพี่ทัชกลบออร่าของแม่หมดเลย” พัสการตอบเสียงอ่อย แต่ที่เขาสงสัยคือ สองแม่ลูกคุยเรื่องอะไรกัน และทำไมเขาโดนแม่ของพัสกาญมองค้อนเข้าให้อีกวง

     “เล่นใหญ่จริงนะพ่อคุณ...”

     “แม่...มันบังคับกันได้ที่ไหนล่ะ อารมณ์มันมายังไงสีสันมันก็ออกมาแบบนั้น มันหลอกกันไปได้สักหน่อย อีกอย่างอ่อร่าของพี่ทัชเขาหนาแน่นขนาดนี้”

     “แล้วตกลง มันเป็นยังไง”

     “มันวิ๊บๆ บลิ๊งค์ๆ อ่ะ”

     “หืม... นิยามได้น่าหมั่นไส้มาก...” แม่ของพัสกาญลากเสียงยาวอีกทั้งยังทำปากคว่ำ เขาทำอะไรผิดไป เพียงไม่ถึงนาที เขาโดนแม่ของอีกฝ่ายหมายหัวไปแล้ว 3 ครั้ง ฝ่ามือของทัชชาเริ่มชื้นเหงื่ออย่างห้ามไม่อยู่

     “แม่… พี่ทัชยังไม่รู้เรื่องนี้” นั่นสิ สองแม่ลูกนี้คุยเรื่องอะไรกัน ทำไมเขาถึงจับใจความอะไรไม่นอกจากความรู้สึกไม่พอใจของผู้เป็นแม่ที่ส่งมาให้ทางสายตา

     “ก็บอกเขาไปสิ ดูสินั่งหน้าซีด ปากสั่น เหงื่อแตกเหงื่อแตนอยู่นี่แล้ว” ทัชชาไม่ทันรู้ตัว เผลอยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตนเอง เรียกเสียงหัวเราะพอใจจากแม่ของพัสกาญ จนเขารู้สึกเสียฟอร์มไม่น้อย

     เสียงเคาะประตูหยุดเสียงหัวเราะของผู้ใหญ่ในห้อง ก่อนที่จะมีคนเข้ามา

     “พี่นิล มีอะไรเหรอ?” แม่ของพัสกาญหันไปถามคนที่พึ่งขออนุญาตเข้ามา

     “กล้าให้มาแจ้งคุณตั๋นว่า งานที่ให้ไปติดต่อไม่สำเร็จนะคะ”

     “อืม ตั๋นก็ว่าน่าจะเป็นแบบนั้น”

      “แล้วคุณตั๋นจะให้กล้าติดต่อดูใหม่อีกครั้งไหมคะ?”

      “ไม่ต้องแล้วล่ะพี่นิล เดี๋ยวตั๋นจัดการเอง เออ!  พี่นิล คนที่กล้าไปคุยด้วยเขาชื่ออะไรนะ”

     “ดูเหมือนจะชื่อคุณอามันต์ค่ะ” แม่เพียงแต่พยักหน้าน้อย ๆ ไม่ว่าอะไร

      ชื่อของผู้จัดการส่วนตัวของเขา เข้ามาอยู่ในการสนทนานี้ได้ยังไง ติดต่องานไม่สำเร็จ...งานนี้คงไม่ใช่ว่า… ทัชชาหันไปมองหน้าแม่ของพัสกาญที่ยังคงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

     “เรื่องออร่า หากลูกมีโอกาสก็ควรจะบอกทัชเขา แม่ว่าเขารับได้” แม่หันไปคุยกับพัสกาญในเรื่องที่เขาไม่เข้าใจอีกครั้ง

     “ครับ ผมจะหาโอกาสบอกพี่เขา แต่...เมื่อกี้ที่น้านิลพูด แม่ให้น้ากล้าไปพบคุณมันต์เหรอครับ”

     “อืม ไปติดต่องาน แม่แค่เสนอให้อาเถิงหาแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับธุรกิจที่ตาเจมส์เป็นตัวตั้งตัวตีน่ะ”

     “แม่หมายถึง... แม่เสนอพี่ทัชให้กับลุงเถิงเหรอครับ”

     “อืม แต่เพื่อนของลูกก็ปฏิเสธความหวังดีของแม่”

     “พี่ทัช...ทำไมละครับ”

     “เอ่อ...พี่ไม่รู้น่ะครับ พอดีทางคนที่ติดต่อมา บอกว่าต้องการคุยกับพี่โดยตรงไม่ผ่านมันต์ แต่พี่นัดกับม่อนไว้ก่อนแล้ว ยิ่งคุณน้าชวนพี่ทานข้าวด้วย พี่เลยให้มันต์ไปพบลูกค้าคนเดียว เพราะไม่อยากเสียมารยาทกับคุณน้า”

     “แม่...แม่แกล้งพี่ทัชนี่”

     “งั้นน้าถามคุณหน่อย น้าแกล้งคุณรึเปล่า?”

     “เอ่อ…” เห็นอยู่ว่าเขาโดนแกล้งชัด ๆ “มันเป็นการตัดสินใจของผมเองครับ”

     “เห็นไหม เพื่อนของลูกเขาเลือกแม่กับลูกเอง แม่ไปแกล้งเขาที่ไหน”

     “ที่เมื่อกี้ยังเถียงแม่อยู่เลย ทำไมคราวนี้ถึงได้ยอมง่ายๆ ล่ะ” พัสกาญบ่นอุบอิบ

     “มันเป็นการตัดสินใจของพี่จริง ๆ นี่ครับ ถึงงานนี้จะเป็นของคนอื่น พี่ก็ยังจะเลือกเหมือนเดิม เลือกมาหาม่อน เลือกที่จะมาพบคุณน้า”

     “คุณไม่เสียดายโอกาสอย่างนั้นเหรอ?”

     “สำหรับผม ถ้าไม่เลือกว่างานเล็กงานใหญ่ โอกาสในการทำงานก็ยังมีมาเรื่อย ๆ แต่โอกาสที่คุณน้าชวนผมทานข้าวเย็นด้วย ผมคาดการณ์ไม่ได้ว่าหากไม่มาในวันนี้ ผมจะมีโอกาสได้พบคุณน้าอีกทีเมื่อไร หรือคุณน้าอาจจะไม่พอใจจนไม่อยากพบผมเลยก็เป็นได้”

     “พอแล้ว ๆ ไม่ต้องพูดมาก หมั่นไส้!! ไม่สนุกเลย”

     “แม่…”

     “คุย ๆ กันไปแล้วกัน แม่จะไปทำงานต่อแล้ว ส่วนเรื่องของเจเอ็กเพรสน่ะลืมไปได้เลย”

     “เดี๋ยวสิแม่ แม่จะไม่ให้โอกาสพี่ทัชหน่อยเหรอ พี่ทัชเขาก็อยู่ที่นี่แล้ว ไหนแม่บอกน้านิลว่าแม่จะจัดการเองยังไงล่ะ?”

     “ใช่ แม่จะจัดการเอง แต่แม่จะตัดสินใจแบบนี้ หรือม่อนจะคัดค้านแม่”

     “แม่ตัดสินใจไปแล้ว ม่อนจะกล้าค้านเหรอ”

     “ดีมาก” แม่ก้มไปกระซิบกับพัสกาญพร้อมกับหยิกแก้มหนึ่งที แต่เขาก็ยังไปยินที่แม่พูด “แทนที่จะยกให้อาเถิง สู้แม่เอาเพื่อนของลูกมาจับแต่งตัว ใส่เสื้อผ้าของแม่ไม่ดีกว่าเหรอ สนุกกว่ากันตั้งเยอะ” แม่ของพัสการหัวเราะคิกคักและเดินออกจากห้องไป

     “ม่อนครับ” เขาเรียกพัสกาญที่ยังคงมองแม่ของตัวเองเดินหายออกไปจากห้องนั่งเล่น “เป็นอะไรรึเปล่า”

     “มะ ไม่ครับ ม่อนแค่ชักจะกลัว ๆ แม่แทนพี่ทัชซะแล้วสิ”

To Be Continued



ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 254
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 38 : 9.Jun '20
«ตอบ #145 เมื่อ09-06-2020 01:40:38 »

 :pig4:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 38 : 9.Jun '20
«ตอบ #146 เมื่อ09-06-2020 10:18:27 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

คุณแม่โบตั๋น วางแผนไว้หลายชั้นมาก  555

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 38 : 9.Jun '20
«ตอบ #147 เมื่อ09-06-2020 15:38:58 »

คุณแม่ยายกับว่าที่ลูกเขยท่าทางจะเข้ากันได้ดี จับจุดรู้ทันกัน 5555

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2367
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +148/-6
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 38 : 9.Jun '20
«ตอบ #148 เมื่อ09-06-2020 21:03:19 »

 :hao4:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 38 : 9.Jun '20
«ตอบ #149 เมื่อ11-06-2020 12:40:34 »

ด่านต่อไปเจอใครดี :hao7:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด