จีนโบราณ : จิตมาร 第 7 集 2020.11.20
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: จีนโบราณ : จิตมาร 第 7 集 2020.11.20  (อ่าน 556 ครั้ง)

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์  และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด
โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.อย่าพูดคุย ทักทาย นักเขียน คนอ่่านโดยรีพลายดังกล่าวไม่เกี่ยวพันกับนิยายให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรคอมเม้นต์สักคอมเม้นต์เีดียวก็เพียงพอแล้ว ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และทำลิงค์โยงมายังนิยาย และให้นักเขียนทุกคนทำลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยเกี่ยวกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม



กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่

http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

admin
thaiboyslove.com

*******************************************



คำเตือน!!

สำหรับนักอ่านที่หลงเข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้

เนื่องจาก Amo ชื่นชอบนิยายจีนโบราณ อ่านไปอ่านมาจึงเกิดแรงบันดาลใจในการเขียน

แต่ไม่ใช่แนวที่ถนัดนักจึงอย่าได้คาดหวังเรื่องภาษา เรื่องเนื้อหา ที่ถูกแต่งไปเรื่อย (เป็นงานอดิเรก ที่พอมีค่าขนมบ้าง)

**นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของ Amo ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ใดใดทั้งสิ้น**

การอัพนิยายเอาเวลาแน่นอนไม่ได้ เพราะAmo แอบดองไว้หลายเรื่อง

อย่างไรก็ตาม Amo ขอขอบคุณทุกกำลังใจ ทุกคอมเม้นต์จากนักอ่าน ที่แวะเวียนเข้ามา

และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Amo จะยังได้รับกำลังใจ คอมเม้นต์ หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนจากนักอ่านต่อไป

ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ



ข้อมูลของเรื่อง

ธาตุพื้นฐานในร่างกาย

ดิน น้ำ ไฟ ไม้ ทอง



ธาตุที่เป็นคู่อริกัน

น้ำชนะไฟ

ไฟชนะทอง

ทองชนะไม้

ไม้ชนะดิน

ดินชนะน้ำ



ธาตุที่ส่งเสริมกัน

น้ำทำให้เกิดไม้

ไม้ทำให้เกิดไฟ

ไฟทำให้เกิดดิน

ดินทำให้เกิดทอง

ทองทำให้เกิดน้ำ



ธาตุในธรรมชาติ

ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ ทอง มืด แสง







สำนักกระเรียนทอง

1. ตำหนักเจ้าสำนัก  : ไป๋หนานกง

ศิษย์เอก : ศิษย์อันดับสาม นาม หานขุย มี กวนไถ้เป็นศิษย์น้อง

2. ตำหนักอุดร : เจิ้งอู่

ศิษย์เอก : ศิษย์อันดับหนึ่ง นาม เนี่ยเจิ้ง มี เสี่ยวม่านเป็นศิษย์น้อง

3. ตำหนักทักษิณ : จินหลิง

ศิษย์เอก : ศิษย์อันดับสอง นาม เหวินลู่ฟง มี เสี่ยวหลาน(หยุนหลาน)เป็นศิษย์น้อง

4. ตำหนักประจิม : เหวินหย่งเจิ้ง

ศิษย์เอก : ศิษย์อันดับสี่ นาม ถันซือ มี เซี่ยอิงเป็นศิษย์น้อง

5. ตำหนักบูรพา : ไป่เปียว

ศิษย์เอก : ศิษย์อันดับที่ห้า นาม หัวอัน มี เจียวหวงเป็นศิษย์น้อง

ศิษย์น้องของเหล่าศิษย์เอกทั้งหลายในที่นี้ก็คือ คู่หู่ นั่นเองจ้า





พรรคห้าบรรพต

เจ้าหุบเขาสุริยัน : ชุนหนานเฟย (ร้านตั๋วแลกเงิน/ร้านขายข้าวสาร)

เจ้าหุบเขาจันทรา : ฟานซงจ้าน (หอคณิกา)

เจ้าหุบเขาดารา : เป่าไช่ (โรงเตี๊ยม/โรงน้ำชา)

เจ้าหุบเขานภา : ยวี่... (สำนักพยากรณ์/ศาลเจ้า)

เจ้าหุบเขาวารี : ชิงเพียวเพียว (สำนักศึกษา) หุบเขาแห่งนี้รับเฉพาะศิษย์สตรีเท่านั้น







แปดยอดกระบี่ปฐพี

1. ฉงซูเจี้ยน กระบี่แห่งพลังธาตุดิน และธาตุแสง

2. จื้อจั้วเจี้ยน กระบี่แห่งพลังธาตุลม และธาตุแสง

3. หวังย่งเจี้ยน กระบี่แห่งพลังธาตุน้ำ และธาตุมืด

4. เซ่ากู้เจี้ยน กระบี่แห่งพลังธาตุลม และธาตุมืด

5. ...

6. ...

7. ...

8. ...


*********************


นิยายเรื่องอื่นของ Amo

หยก : สถานะ จบแล้ว

ม่อนเคียงดาว : สถานะ ยังไม่จบ

กลรักหวงจื่อ : สถานะ ยังไม่จบ

น้ำตากิเลน : สถานะ ยังไม่จบ
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-11-2020 19:51:31 โดย Amo »

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-1
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 1 集 2020.09.09
«ตอบ #1 เมื่อ09-09-2020 16:01:23 »




第 1 集







   ค่ำคืนที่มืดมิด ไม่มีแม้กระทั่งดวงดาว เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวบดบังแสงจันทร์ราวกับจะกลืนกิน ขอบฟ้าด้านหน้าปรากฏแสงสีแดงฉานตัดกับพื้นหลังสีดำ ควันไฟลอยตามลม กลิ่นคละคลุ้งเหม็นไหม้ผสมกลิ่นคาวเลือด



   เสียงกระทบกันของโลหะยังคงมีให้ได้ยินไม่ขาดสาย ทหารสองฝ่ายยังคงโรมรันฆ่าฟันศัตรูตรงหน้า ทิ้งกองซากศพที่นองไปด้วยเลือดไว้ด้านหลัง กระทั่งทหารคนสุดท้ายล้มลง ฝนห่าใหญ่จึงได้โรยตัวลงมาราวกับจะชำระล้าง ยิ่งกลับทำให้เกิดภาพที่น่าหดหู่



   ศพทหารสองแคว้นนอนกองทับถมกัน น้ำฝนที่เจิ่งนองมองราวกับทะเลเลือด ควันไฟค่อยๆ มอดลง หลงเหลือเพียงกลุ่มก้อนควันสายหนึ่งที่ล่องลอยอย่างอิสระไปรอบๆ สมรภูมิรบแห่งนี้ จนมาวนเวียนอยู่รอบๆ กองซากศพกลุ่มหนึ่ง ควันดำสายนั้นค่อยๆ ลอยวนต่ำลงและเหมือนจะสลายไปเมื่อสัมผัสถูกศพเหล่านั้น



















   กองพลลาดตระเวนของแคว้นโม่ค่อยๆ ย่างเข้ามาในสมรภูมิรบอย่างระแวดระวัง ทั้งหมดกระจายตัวเพื่อสำรวจหาผู้รอดชีวิตร่วมแคว้น หากเป็นฝ่ายตรงข้าม ทหารเหล่านี้ถูกสั่งให้สังหารทันที โดยไม่คิดจะเก็บไว้เป็นเชลยให้สิ้นเปลืองเสบียง



   สำรวจโดยรอบอยู่ครึ่งค่อนวัน ไม่พบวี่แววผู้รอดชีวิต ทหารนายหนึ่งจึงวิ่งไปรายงานนายกองที่นั่งสั่งการบนหลังอาชาตัวใหญ่



   “มีผู้รอดชีวิตหรือไม่”



   “ไม่มีขอรับ”



   “เก็บอาวุธที่ใช้การได้กลับค่าย!! ”



   นายกองสั่งการจบก็ชักม้ากลับโดยมีผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง ทหารส่วนที่เหลืออยู่ทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย



   ทหารส่วนใหญ่ช่วยกันเก็บหอก ดาบ ธนูที่ใช้งานได้ เว้นเพียงทหารกลุ่มหนึ่งที่นอกจากเก็บอาวุธแล้วยังเที่ยวค้นตัวศพเหล่านั้น



   บ้างเจอป้ายหยก บ้างเจอแหวนหยก บ้างเจอปิ่น สิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นของแทนใจจากคนที่บ้านให้กับพ่อ สามี พี่ชาย น้องชาย หรือแม้กระทั่งลูกชายไว้เป็นกำลังใจยามออกศึก ทหารกลุ่มเลือกเก็บเฉพาะของมีค่า แม้กระทั่งเบี้ยอัฐอันน้อยนิดที่ติดตัวมาก็ไม่เว้น



   “เฮ้ย!! ” เสียงทหารผู้หนึ่งที่กำลังค้นศพร้องอย่างตกใจ เมื่อเกิดความเคลื่อนไหวจากใต้ศพที่เขาค้นหาของมีค่าอยู่ ทำให้ทหารที่อยู่ใกล้ ๆ กันหันมามอง



   “อะไร เจ้าเจออะไร? ” ทหารกลุ่มเดียวกันรีบปรี่เข้ามาใกล้ๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น



   “ศพขยับได้”



   “ศพที่ไหนจะขยับได้กัน ถ้าขยับได้ก็แสดงว่ายังไม่ตาย” พอสิ้นคำพูดนายทหารผู้นั้นก็เบิกตากว้างก่อนตะโกน “มีคนรอด”



   ทหารอีก 2-3 คนที่อยู่ใกล้ๆ วิ่งเข้ามาช่วยกันยกศพออกไป จนพบมือของใครบางคนขยับอยู่ภายใต้กองศพ กระทั่งทหารยกศพด้านบนออกเผยให้เห็นนายทหารผู้หนึ่งถูกลูกธนูปักบนร่างหลายดอก ร่างกายตั้งแต่ช่วงอกขึ้นไปถึงลำคอ และใบหน้าซีกหนึ่งถูกไฟคลอก หากแต่ยังมีลมหายใจ



   ทหารที่เข้ามาช่วยต่างตกตะลึงกับสภาพผู้รอดชีวิตตรงหน้า ก่อนทหารนายหนึ่งจะรู้สึกตัว



   “ไปเร็ว รีบพาเขากลับค่าย”



   ทหาร 2 คนวิ่งหามเปลเข้ามา ทหารที่อยู่ใกล้ ๆ ช่วยกันยกร่างที่ไร้สติขึ้นบนเปล ด้วยความเร่งรีบ ทำให้ทหารเหล่านั้นไม่ทันเห็นป้ายหยกเนื้อดีสลักอักษรคำว่าหยุนหล่นลงบนกองซากศพ



























   ชายหนุ่มร่างโปร่งบางในเครื่องแบบพลทหารชั้นผู้น้อย กำลังก้มตักน้ำอยู่ที่ริมน้ำ จนน้ำเต็มถังจึงหาบไปยังโรงครัวของค่ายทหารแห่งแคว้นโม่



   ชายหนุ่มหาบน้ำมายังถังน้ำภายในโรงครัว ผ่านนายทหารหลายคนที่ทำหน้าที่ปรุงอาหารสำหรับคนทั้งค่าย เขาเปิดถังน้ำและเทน้ำที่หาบมาลงไป



   “ไอ้ใบ้ หาบน้ำเสร็จแล้วไปขนฟืนมาเติมด้วย” ทหารที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าพ่อครัวตะโกนบอกเสียงดังแข่งกับเสียงเคาะกระทะในมือ



   ‘เจ้าใบ้’ พยักหน้าแรงๆ ให้ จากนั้นก็หิ้วถังและไม้หาบออกจากโรงครัว ตรงไปยังห้องเก็บฟืน และนำฟืนกลับเข้ามาเติมในโรงครัว



   “ไอ้ใบ้ เติมฟืนเสร็จแล้วก็ไปกินข้าว ข้าแบ่งส่วนของเจ้าไว้ให้แล้ว” หัวหน้าพ่อครัวเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนที่คาดเอวอย่างลวก ๆ ก่อนถอดผ้ากันเปื้อนออกวางกองรวมไว้บนโต๊ะที่มีสำรับอาหารอยู่ชุดหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินออกจากโรงครัวไป



   ไอ้ใบ้ขนฟืนเข้ามาเติมอีกสองสามรอบ จากนั้นจึงล้างไม้ล้างมือแล้วมานั่งกินข้าวในโรงครัวเพียงลำพัง เมื่อกินเสร็จก็นำถ้วยชามไปล้างแล้วเข้ามาหอบกองผ้ากันเปื้อนไปซักที่ริมแม่น้ำ เสร็จจากซักผ้า เจ้าใบ้ก็ลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ ก่อนเข้ากระโจมเพื่อนอนพักผ่อน



   ตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา จนกระทั่งหายดี เขาก็ถูกส่งให้มาทำงานที่โรงครัว วันๆ เที่ยวหาบน้ำ ขนฟืน ล้างถ้วยชาม วนเวียนอยู่อย่างนี้ ด้วยเพราะเขาจำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร คนอื่นบอกว่าเขาพูดไม่ได้เลยเรียกไอ้ใบ้ ตนเองก็ไม่ใคร่จะเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นพูดมากนัก



   ไอ้ใบ้ตื่นขึ้นมาก่อนท้องฟ้าจะเปลี่ยนสี เขารีบตรงไปที่โรงครัวจัดการตักน้ำจากถังเพื่อนำมาล้างถ้วยชามที่ทหารใช้เมื่อคืน ล้างเสร็จเมื่อฟ้าสางพอดี จากนั้นจึงเข้าไปยังห้องเก็บฟืนเพื่อหยิบถังน้ำกับไม้หาบแล้วเดินตรงไปยังแม่น้ำ



   “ไอ้ใบ้ วันนี้ขบวนเสบียงจากเมืองหลวงจะมาถึง เจ้าหาบน้ำเสร็จแล้วก็รีบไปช่วยขนเสบียงด้วยล่ะ” เสียงสั่งการดังมาจากในโรงครัว เขาจึงพยักหน้ารับ



   ไอ้ใบ้หาบน้ำอยู่หลายรอบจนน้ำเต็มถังใบใหญ่ที่วางเรียงรายอยู่ด้านนอกโรงครัวซึ่งเป็นน้ำที่ใช้สำหรับล้างถ้วยชาม เขาเก็บเครื่องมือประจำตัวไว้ในห้องเก็บฟืนดังเดิมก่อนออกมายืนไม่รู้ทิศทางว่าต้องไปขนเสบียงที่ใด



   ในโรงครัวยังคงวุ่นวายกับการเตรียมอาหารเช้าให้บรรดาเหล่าทหาร จึงไม่มีใครสนใจเขา กระทั่งไอ้ใบ้เห็นชายร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่งเดินแบกกระสอบบางอย่างไปไว้ที่กระโจมเก็บเสบียงแล้วเดินจากไป เขาจึงเร่งเดินตามจนมาถึงขบวนเสบียงที่มาจากเมืองหลวง จอดรอให้นายทหารตรวจสอบ



   “พวกเจ้า ช่วยกันขนเสบียงนี้ไปไว้ด้านใน” นายทหารที่ตรวจสอบลงบันทึกเสบียงในเกวียนเล่มหนึ่งเอ่ยพร้อมชี้ไปยังพลทหารที่ยืนอยู่ใกล้ ให้ช่วยกันเข็นเกวียนเข้าไปยังด้านใน



   เมื่อจดบันทึกครบทุกเกวียนแล้วนายทหารผู้นั้นก็ชี้มาที่เขาและชายร่างใหญ่ที่เขาเดินตามมาในตอนแรก “เจ้าและเจ้า ไปนำของบนหลังม้าไปส่งยังกระโจมท่านแม่ทัพ”



   เจ้าใบ้มองไปยังม้าตัวใหญ่ที่ยืนเรียงกันสองสามตัว บนหลังม้ามีห่อผ้าพาดไว้ เขาจึงเดินเข้าไปคว้าห่อผ้าเหล่านั้นมาทั้งหมด



   “ไม่คิดว่าตัวเจ้าเล็กนิดเดียวกลับมีกำลังวังชามากมาย” ชายร่างใหญ่เดินเข้ามาฉวยห่อผ้าไปจากเขาบางส่วน “มา ข้าช่วยเจ้า”



   เจ้าใบ้พยักหน้าให้ก่อนเดินตรงไปยังกระโจมท่านแม่ทัพ โดยมีชายร่างใหญ่เดินตาม เขาเคยช่วยยกสำรับไปให้ท่านแม่ทัพที่กระโจมอยู่หลายครั้ง จึงพอจะจำได้ว่าต้องเดินไปทางไหน



   เมื่อเดินมาถึงเขาก็พบทหารยามเฝ้าอยู่หน้ากระโจมเหมือนทุกครั้ง จึงเดินตรงเข้าไปหาทหารยามเหล่านั้น แต่กลับถูกชายร่างใหญ่รั้งเอาไว้



   “นี่กระโจมพักของท่านแม่ทัพรึ? ”



   ‘กระโจมพัก? ’ ไอ้ใบ้คิดตามก่อนพยักหน้า ก็ตั้งแต่เขาฟื้น อยู่ในค่ายมาเป็นแรมเดือน ก็เห็นแม่ทัพอยู่ที่กระโจมนี้ อยู่ที่นี่ก็ต้องพักที่นี่สิ



   ไอ้ใบ้เดินเข้าไปหาทหารยาม โดยมีชายร่างใหญ่เดินตามมาติดๆ เมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าทหารยามผู้นั้น ก็ยื่นห่อผ้าไปทางหน้ากระโจม



   “เจ้ามาทำไม จะเข้าไปหาท่านแม่ทัพรึ? ” ทหารยามถาม เขาจึงพยักหน้า “ไอ้ใบ้ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้านึกจะอยากมาก็มาได้" ไอ้ใบ้รีบส่ายหน้าปฏิเสธ



   “พี่ชาย ท่านเข้าใจผิดแล้ว พวกข้าเพียงแต่นำสัมภาระนี้มาให้ท่านแม่ทัพตามคำสั่งเท่านั้น” ชายร่างใหญ่พูดขึ้น เขาจึงพยักหน้าแรงๆ



   “เจ้าเป็นใคร เหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็นหน้า”



   “ข้ามาพร้อมกับขบวนเสบียงของท่านรองแม่ทัพ”



   “ข้างนอกมีเรื่องอะไรกัน” เสียงทรงอำนาจดังออกมาจากในกระโจม ทหารยามที่คุยกับเขาจึงพยักหน้าให้ทหารอีกคนเข้าไปรายงานภายในกระโจม ไม่นานทหารผู้นั้นก็กลับออกมา



   “พวกเจ้าเข้าไปได้”



   ไอ้ใบ้พยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในกระโจม เขาเดินเลี่ยงมาทางด้านข้างผ่านด้านหลังของเก้าอี้ที่วางเรียงเป็นแถว แล้ววางห่อผ้าลงบนตั่ง



   ครั้งนี้ชายร่างใหญ่กลับไม่ตามเขามาติดๆ หากแต่ค่อยๆ เดินพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ เขาจึงมองตาม



   ท่านแม่ทัพนั่งอยู่บนตั่งกลางกระโจม ฝั่งตรงข้ามกับที่เขายืนอยู่ มีเก้าอี้วางเรียงกันอีกแถวมีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่



   ไอ้ใบ้แค่มองผ่านจากนั้นก็เดินไปหาชายร่างใหญ่ก่อนคว้าห่อผ้ามาวางรวมบนตั่ง เขาอยากรีบกลับไปทำงานที่โรงครัวที่ยังมีอีกมากมาย



   “เจ้าสืบความแน่ชัดแล้วอย่างนั้นรึ ว่าเสี่ยวหลานลอบติดตามข้ามา”



   “ข้าแน่ใจ ถึงได้อาสามาส่งเสบียงให้กับท่านที่นี่ เพื่อจะมาลากเจ้าตัวดีกลับจวน”



   ไอ้ใบ้ทำงานตามคำสั่งเสร็จก็เดินออกจากกระโจม หากผู้ที่มาด้วยกลับไม่เดินตามมาอย่างคราแรก เขาจึงหันกลับไปดึงชายร่างใหญ่ให้เดินตามออกมา



   “โอ๊ะ!! ” เสียงที่รอดผ่านลำคอออกมาเป็นครั้งแรก ทำให้ไอ้ใบ้ตกใจยิ่งกว่าถูกชายร่างใหญ่จับบิดแขนกดลงที่พื้นกระโจม เขามีเสียง!!



   “เจ้าเป็นใคร!! ” เสียงของคนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ถามพร้อมชักกระบี่ออกมาเตรียมพร้อม



   เสียงความเคลื่อนไหวภายในกระโจมทำให้ทหารยามข้างนอกพากันเข้ามาหลายคน



   “คนผู้นี้บอกว่าติดตามท่านมาจากเมืองหลวง” ทหารยามผู้หนึ่งบอก



   “เจ้าลอบเข้ามาในค่ายแห่งนี้มีจุดประสงค์อะไร” ท่านแม่ทัพยังคงนั่งอยู่บนตั่ง ถามออกมาด้วยเสียงทรงอำนาจ



   “เพราะเจ้า ทำให้ข้าเสียแผน” ชายร่างใหญ่กัดฟันพูดอย่างแค้นเคืองก่อนจะถูกลากให้ลุกขึ้นพร้อมทั้งมีดสั้นที่ถูกนำมาจ่ออยู่บนลำคอ



   “เสี่ยวหลาน? ”



   ไอ้ใบ้ได้กลิ่นหอมหวานแผ่กำจายมาจากชายร่างใหญ่ ยิ่งสูดดมก็ยิ่งรู้สึกสดชื่น อาการเมื่อยล้าจากการทำงานดูจะค่อย ๆ ทุเลาลง แม้แต่ไหล่ที่ถูกจับกดลงกับพื้นเมื่อครู่ยังอาการดีขึ้น



   เขามัวแต่เคลิบเคลิ้มอยู่กับกลิ่นหอมหวาน จึงไม่ทันได้สังเกตสิ่งรอบข้าง เพียงแต่ก้าวตามแรงลากของชายร่างใหญ่ออกไปยังกระโจม มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อเสียงโลหะกระทบกัน



   มีดสั้นที่กำลังจะจ้วงแทงมาทางเขาถูกสกัดไว้ด้วยกระบี่ พร้อมกับแรงที่ดึงร่างของเขาให้ออกห่างจากชายร่างใหญ่ เพียงพริบตาชายคนนั้นก็พลันหายไป


   
   “เสี่ยวหลาน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่? ”



   ไอ้ใบ้มองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนหันไปมองหาชายร่างใหญ่ที่หนีหายไปไกล แต่กลิ่นหอมหวานยังคงมีอยู่จาง ๆ เขากระหายอยากจะสูดกลิ่นเช่นนี้ยิ่งนิ่งนัก



   “เสียวหลาน” ชายตรงหน้าขยับมาใกล้ตรึงไหล่ของเขาไว้ จับพลิกหน้าพลิกหลังสำรวจดู “เหตุใดเจ้าจึงมอมแมมเยี่ยงนี้” ชายผู้นั้นยังคงสำรวจร่างกายของเขาจนกระทั่งชะงัก เมื่อมือข้างหนึ่งเกลี่ยปัดผมที่ปรกหน้าเขาไว้ซีกหนึ่ง “เกิด เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”



   ไอ้ใบ้มองชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจก่อนส่ายหน้าแรงๆ ด้านหน้ากระโจมมีท่านแม่ทัพยืนมองมาที่พวกเขา ทหารยามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก



   ‘เกิดอะไรขึ้น?'
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-10-2020 07:32:18 โดย Amo »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2023
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 1 集 2020.09.09
«ตอบ #2 เมื่อ09-09-2020 18:17:16 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-1
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 2 集 2020.09.10
«ตอบ #3 เมื่อ10-09-2020 11:39:18 »


第 2 集















   ไอ้ใบ้ถูกจับให้มานั่งในกระโจมของท่านแม่ทัพ โดยมีรองแม่ทัพนั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งดูท่าทางร้อนรนเดี๋ยวลุก เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวเดินไปเดินมา



   “จินเฉวียน เจ้าใจเย็นๆ นั่งลงดื่มชาสักจอกดีหรือไม่”



   “เจ้าจะให้ข้าใจเย็นได้ยังไง ในเมื่อเสี่ยวหลานมีสภาพเช่นนี้”



   ท่านแม่ทัพส่ายหน้าอย่างระอา ไม่ทันไรทหารหน้ากระโจมก็รายงานว่าผู้ที่เขาให้ไปตามตัวมาถึงแล้ว



   “ให้เข้ามา”



   พ่อครัวและหมอประจำค่ายก้าวเข้ามาและคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ไอ้ใบ้จึงลุกแล้วเดินไปคุกเข่าอยู่ด้านข้างพ่อครัว



   “เสี่ยวหลาน เจ้าทำอะไร” หยุนจินเฉวียนเดินเข้ามาฉุดให้เขาลุกขึ้น และลากกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม เขาได้แต่มองไปยังพ่อครัวอย่างขอความช่วยเหลือ หากแต่อีกคนกับก้มหน้านิ่ง ไม่แม้แต่จะสบตาเขา



   ‘ข้าทำอะไรผิด? ’



   “เจ้าเป็นหัวหน้าพ่อครัวสินะ หยุนหลานไปทำอะไรที่โรงครัวของเจ้า”



   สิ้นคำถามจากท่านแม่ทัพ พ่อครัวถึงกับสะดุ้ง เบิกตามองมาทางเขา พึมพำเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว “คะ คะ คุณ คุณชายหยุน”



   “ตอบ!!” เสียงทรงพลังของท่านแม่ทัพข่มให้พ่อครัวยิ่งกลัวลนลานมากขึ้น



   กลิ่นหอมหวานเย้ายวนแผ่กำจายออกมาทำให้ไอ้ใบ้ลุกขึ้นแล้วเดินไปคุกเข่าข้างๆ พ่อครัวอีกครั้ง



   “เสี่ยวหลาน เจ้าทำอะไร”



   ครั้งนี้ไอ้ใบ้ไม่ยอมลุกตามแรงดึงของหยุนจินเฉวียน แต่กลับมาหลบด้านหลังพ่อครัวแทน



   “คุณชายน้อย ได้โปรดอย่าทำอย่างนี้” พ่อครัวหันมาหาเขาพร้อมทั้งโขกศีรษะให้



   ‘ทำไมข้าถึงดมกลิ่นเจ้าไม่ได้’ ไอ้ใบ้ได้แต่สงสัย



   “มีใครบอกได้ไหม ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น” ท่านแม่ทัพกล่าวเสียงหนักอีกครั้ง



   “เรียนท่านแม่ทัพ คุณชายน้อยถูกส่งให้มาทำงานที่โรงครัวเพราะคุณชายน้อยพูดไม่ได้ขอรับ” พ่อครัวรีบหันกลับไปตอบ



   “พูดไม่ได้!! ” หยุนจินเฉวียนตกใจไม่น้อย



   “ท่านหมอ เป็นเช่นนี้จริงรึ”



   “ขอรับท่านแม่ทัพ เมื่อราวเดือนที่แล้ว คุณชายหยุนถูกพาตัวมาจากสนามรบ ตอนนั้นคุณชายบาดเจ็บสาหัส โดยลูกธนูหลายดอก คาดว่าดอกหนึ่งคงเป็นธนูเพลิง ทำให้เกิดแผลไฟคลอกตั้งแต่ช่วงตัวขึ้นไปจนถึงใบหน้า”



   “เจ้าว่ายังไงนะ เสี่ยวหยุนมีบาดแผลมากมายถึงเพียงนี้เชียวรึ”



   ไอ้ใบ้ได้กลิ่นหอมกำจายออกมาจากหยุนจินเฉวียนทำให้เขาหันไปมอง กลิ่นภายในกระโจมเริ่มหนาแน่นขึ้น ทำให้เขาสูดหายใจอย่างเคลิบเคลิ้ม



   “บาดแผลภายนอกรักษาหาย แต่คุณชายน้อยคงได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ทำให้ไม่สามารถจดจำสิ่งใดได้แม้กระทั่งชื่อแซ่ และไม่สามารถพูดได้ตั้งแต่นั้นมา”



   “แล้วพวกเจ้าไม่ตรวจสอบเลยรึ ว่าคนที่พวกเจ้าช่วยมาเป็นใคร”



   “พวกข้าน้อยไม่สามารถตรวจสอบได้ขอรับ และไม่พบป้ายประจำตัวจากตัวคุณชายน้อยเลย คาดว่าคุณชายคงจะทำหล่นหายในสนามรบ”



   “จินเฉวียน เจ้าจะยืนยันได้อย่างไร ว่านี่คือหยุนหลาน”



   “ท่านหมอ ตอนที่ท่านรักษาเสี่ยวหลาน ท่านพบแผลเป็นที่ใดหรือไม่” หยุนจินเฉวียนถาม



   ท่านหมอครุ่นคิด “อืม...รู้สึกว่า...จะเป็นหลังเท้า...มีปานแดงเล็กๆ ค่อนไปทางนิ้วก้อย แต่ไม่มีแผลเป็นใด”



   หยุนจินเฉวียนพยักหน้าให้กับท่านแม่ทัพ



   “พวกเจ้าออกไปได้”



   เมื่อได้รับอนุญาตให้ออกไป ไอ้ใบ้ก็ลุกขึ้นและก้าวออกจากกระโจม หากแต่โดนหยุนจินเฉวียนรั้งเอาไว้อีกครั้ง



   “ท่านแม่ทัพให้พ่อครัวกับท่านหมอออกไปเท่านั้น ส่วนเจ้าต้องอยู่ก่อน”



   ไอ้ใบ้ชี้มือไปทางพ่อครัว พยายามจะบอกว่าเขายังมีงานต้องทำในโรงครัวอีกมากมายนัก



   “คุณชายน้อยขอรับ งานในโรงครัวท่านไม่ต้องทำแล้วขอรับ เดี๋ยวข้าน้อยให้ผู้อื่นมาทำแทนท่าน ท่านโปรดอยู่ที่นี่และเชื่อฟังท่านรองแม่ทัพเถอะขอรับ”



   เมื่อไอ้ใบ้มองหน้าชายสองคนสลับกันไปมา เมื่อเป็นคำสั่งใหม่จากพ่อครัวก็พยักหน้าแรง ๆ อย่างเชื่อฟัง



   ‘ข้าคงทำอะไรผิดอีกแล้วสินะ ท่านถึงส่งข้าไปทำงานกับผู้อื่น’



   ไอ้ใบ้ไม่แปลกใจเท่าไร เพราะก่อนหน้าที่เขาจะไปทำงานที่โรงครัว เคยอยู่ช่วยงานที่โรงหมอมาก่อน ครานั้นเขาเป็นตัวเกะกะ อ่านหนังสือไม่ออก ท่านหมอว่าเขาไร้ประโยชน์จึงส่งตัวเขาไปทำงานกับพ่อครัว



   เมื่อเหลือกันอยู่เพียง 3 คน ไอ้ใบ้ถูกดึงให้ไปนั่งเก้าอี้ หยุนจินเฉวียนสนทนากับท่านแม่ทัพราวชั่วยามกระทั่งตะวันตรงหัว จึงได้พาเขาออกจากกระโจมท่านแม่ทัพ



   ไอ้ใบ้ถูกพาตัวมายังกระโจมอีกหลังหนึ่ง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ากระโจมของท่านแม่ทัพ และกระโจมนอนของเขามาก



   “เสี่ยวหลาน เจ้าพักกับข้าที่นี่ก่อน ไว้ให้เฟิงเจวี้ยนจัดกระโจมให้เจ้าเรียบร้อยค่อยย้าย”



   ไอ้ใบ้ส่ายหน้าและชี้ไปในทิศทางที่กระโจมพักเขาตั้งอยู่



   “เจ้าจะกลับไปนอนที่เดิม? ”



   ไอ้ใบ้พยักหน้าแรงๆ



   “ไม่ได้ ข้าไม่อนุญาต”



   ไอ้ใบ้ลดมือที่ชี้ลง อย่างยอมรับ และยืนก้มหน้านิ่งอยู่ที่เดิม



   “ใครอยู่ข้างนอก เข้ามา” หยุนจินเฉวียนสั่งเสียงดัง นายทหารผู้หนึ่งก็เข้ามา แล้วคุกเข่าลงไม่ไกลจากที่เขายืนนัก



   “ให้คนไปที่โรงครัว แล้วย้ายข้าวของของคุณชายน้อยมาไว้ที่กระโจมของข้า และไปแจ้งท่านแม่ทัพว่าคุณชายน้อยไม่ต้องการกระโจมพัก”



   “ขอรับ” ทหารผู้นั้นรับคำส่งและถอยหลังเดินออกไปทันที



   “เสี่ยวหลาน เจ้ามานั่งนี่” หยุนจินเฉวียนตบลงบนตั่งเบาๆ หลังจากที่ตนนั่งลงแล้ว



   ไอ้ใบ้มองไปรอบๆ กระโจมอีกครั้ง ในนี้มีเพียงเขากับหยุนจินเฉวียนเท่านั้น ไม่มีใครอื่นอีก และคนผู้นี้ก็เรียกเขาว่าเสี่ยวหลานมาตั้งแต่อยู่ที่กระโจมของท่านแม่ทัพแล้ว



   ‘หรือข้าจะมีนามว่า เสี่ยวหลาน’ ไอ้ใบ้ครุ่นคิด ยังไม่ทันคลายสงสัย หยุนจินเฉวียนที่ดูจะใจร้อน จึงเดินมาลากเขาไปนั่งด้วยกันที่ตั่ง



   “เสี่ยวหลาน เจ้าจำข้ามิได้จริงๆ รึ?” ไอ้ใบ้หรือเสี่ยวหลานพยักหน้าแรงๆ



   “เหตุใดเจ้าถึงไม่พูด เจ้าเกรงกลัวสิ่งใดรึไม่”



   เสี่ยวหลานส่ายหน้าแรงๆ เขาไม่ได้กลัวสิ่งใด แต่ที่เขาไม่พูดเพราะเขาไม่รู้วิธี อีกทั้งหลายๆ คนบอกว่าเขาเป็นใบ้



   เขาอ้าปากออก และนึกถึงตอนที่โดนชายร่างใหญ่กดลงกับพื้น “โอ๊ะ” เสียงแผ่วเบาไหลผ่านลำคอออกมา



   “เสี่ยวหลาน เจ้าเป็นอะไร เจ็บปวดตรงไหน”



   เขาส่ายหน้าแรงๆ จากนั้นก็อ้าปากและพยายามเปล่งเสียง “โอ๊ะ โอ๊ะ”



   “เจ้าหิวรึ?”



   เขาส่ายหน้าแรง ๆ ‘ข้าอยากพูด สอนข้าหน่อย หา! หิว?’ เขาคิดตามคำพูดของอีกฝ่าย ‘ใช่ๆ ข้าหิวด้วย’ เสี่ยวหลานรีบพยักหน้าแรง ๆ และเอามือลูบท้องตัวเอง ‘ตั้งแต่เช้าข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย ท่านพ่อครัวคงลืมแบ่งอาหารไว้ให้ข้าเป็นแน่’



   “ใครอยู่ข้างนอก”



   “ขอรับ รองแม่ทัพหยุน” นายทหารรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าลงตรงกลางกระโจม



   “ไปจัดสำรับมา”



   “ขอรับ”



   ‘นี่ท่านจะให้ข้ากินข้าวใช่ไหม’ เสี่ยวหลานดีใจ หันซ้ายหันขวา และเห็นสัมภาระที่ยังคงอยู่ในห่อผ้าที่ยังไม่ถูกจัดเก็บลงหีบ เขาจึงลุกขึ้นและเดินตรงไปที่ห่อนั้นก่อนจะชะงักและยกมือขึ้นดู ‘ไม่สกปรก’



   เสี่ยวหลานเข้าไปแกะห่อผ้า ข้างในมีอาภรณ์เนื้อดี 2-3 ชุด เขาจึงนำมันไปจัดเก็บลงหีบผ้า



   “เสี่ยวหลาน เจ้าทำอะไร” หยุนจินเฉวียนเดินเข้ามาถามเขา และเดินตามมายังหีบผ้า เขาจึงยกอาภรณ์เหล่านั้นให้ดูก่อนค่อยจัดเก็บลงหีบให้เรียบร้อย



   “หึ!! เด็กดี เจ้าช่วยพี่ใหญ่เก็บผ้าอย่างนั้นรึ”



   สัมผัสจากฝ่ามือบนหัวทำให้เสี่ยวหลานเงยหน้ามองหยุนจินเฉวียน และสบกับสายตาอบอุ่นเอ็นดู จนเขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามก่อนจะพยักหน้าแรง ๆ และทำงานของตนต่อไป



   เมื่อจัดการสัมภาระเสร็จเขาก็เหลียวซ้ายแลขวาหางานอย่างอื่นทำต่อ แต่กระโจมนี้กลับไม่มีอะไรให้เขาทำอีกแล้ว



   “เจ้ามองหาอะไร”



   “โอ๊ะ โอ๊ะ” เขาอยากจะพูด แต่ตอนนี้มีเสียงแค่ โอ๊ะ โอ๊ะ เปล่งป่านลำคอเท่านั้น



   “เจ้าคงหิว รอสักประเดี๋ยวสำรับคงมาถึง”



   เสี่ยวหลานพยักหน้าแรง ๆ ก่อนถูกลากมานั่งบนตั่งตามเดิม



   “เฮ้อ...พี่ใหญ่ต้องขอโทษเจ้า ที่ดูแลเจ้าไม่ดี นี่ถ้าน้องรองมาเห็นเจ้าในสภาพเยี่ยงนี้ นางคงจะเจ็บปวดไม่น้อย”



   หยุนจินเฉวียนพูดในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจนัก หากแต่สัมผัสจากฝ่ามือหน้าที่ปัดปอยผม ลูบรอยแผลบนใบหน้าอย่างแผ่วเบานั้น กลับทำให้เขามีความรู้ประหลาดก่อเกิดในใจ ซึ่งเขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร



   ไม่นานทหารยามก็รายงานว่าพ่อครัวนำสิ่งของของคุณชายน้อยมาให้ เมื่อเขาเห็นพ่อครัวคุกเข่าลงกลางกระโจม เขาจึงเข้าไปคุกเข่าลงข้างๆ และเอามือลูบท้อง ‘ท่านพ่อครัว ท่านลืมแบ่งอาหารให้ข้า’



   “คุณชายน้อย ข้ามิได้ลืม เพียงแต่เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น ทำให้ท่านไม่ได้กลับไปกินข้าวที่โรงครัว” เสี่ยวหลานพยักหน้าแรงๆ “ท่านรอประเดี๋ยว คนที่โรงครัวกำลังจะยกข้าวมาให้ท่านแล้ว” เขาพยักหน้ารับอีกครั้งแรงๆ และคุกเข่ารออยู่ข้าง ๆ พ่อครัวอย่างเดิม โดยครานี้หยุนจินเฉวียนไม่ได้มาดึงตัวเขาออกไปอีก



   “เจ้ามีนามว่าอะไร และมีความเป็นมาอย่างไร จึงได้เข้าใจท่าทางของเสี่ยวหลาน”



   “เรียนท่านรองแม่ทัพ ข้าน้อยมีนามว่าเฉิงตง เคยเป็นพ่อครัวในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งก่อนจะถูกเกณฑ์มาเป็นทหารขอรับ ส่วนเรื่องของคุณชายน้อย ข้าคอยสังเกตและจดจำท่าทางเอาขอรับ”



   “นั่นคือสิ่งของที่ติดตัวอยู่กับเสี่ยวหลานอย่างนั้นรึ?” หยุนจินเฉวียนชี้ไปที่ห่อผ้าเก่าๆ ในมือของเฉิงตง



   “ขอรับ ด้วยที่ไม่ทราบว่าคุณชายน้อยเป็นใคร สิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นของที่พี่น้องในค่ายไม่ใช้แล้ว จึงได้นำมาให้...เอ่อ...คุณชายน้อย...ขอรับ” ปลายประโยคเฉิงตงกล่าวอย่างลังเล



   ปัง!!



   เสียงทุบตั่งดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นหอมเย้ายวนที่แผ่กำจายออกมา เสี่ยวหลานหันไปทางหยุนจินเฉวียน อยากเข้าไปใกล้หมายจะดอมดมสูดกลิ่น



   เฉิงตงก้มตัวคำนับลงบนพื้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาท่านรองแม่ทัพแม้แต่น้อย



   “เอาล่ะ ๆ เจ้าลุกขึ้น แล้วเล่าเรื่องของเสี่ยวหลานในช่วงที่ผ่านมาให้ข้าฟังสิ”



   กลิ่นหอมเย้ายวนค่อย ๆ จางหายไป เมื่อเฉิงตงเล่าในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจให้กับหยุนจินเฉวียนได้รับรู้ หากแต่ถูกขัดจังหวะด้วยสำรับอาหาร หยุนจินเฉวียนจึงให้เขาได้กินอาหารที่ถูกยกมามากมาย กับข้าว 3-4 อย่าง มีทั้งเนื้อ ที่นาน ๆ เขาจะมีโอกาสได้กินสักชิ้น ไหนจะขนม และน้ำชาร้อน ๆ


   
   เสี่ยวหลานไม่สนใจว่า เฉิงตงจะเล่าอะไรให้หยุนจินเฉวียนฟัง ได้แต่กินอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย



   ‘ท่านพ่อครัวกับรองแม่ทัพ หากมีสองคนนี้อยู่ด้วยกัน ข้าจะได้กินของดีๆ เยอะๆ สินะ’


















ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2023
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 2 集 2020.09.10
«ตอบ #4 เมื่อ11-09-2020 17:59:05 »

 :pig4:
 o13

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-1
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 3 集 2020.09.11
«ตอบ #5 เมื่อ11-09-2020 19:13:27 »


第 3 集















   เสี่ยวหลานกินอาหารมากมายตรงหน้าจนหมด จึงยกถ้วยชามเดินออกไป ด้านหยุนจินเฉวียนที่กำลังฟังเรื่องราวบางอย่างจากเฉิงตงด้วยท่าทีใคร่ครวญ จึงไม่ได้สนใจความเคลื่อนไหวภายในกระโจมมากนัก



   เขายกถ้วยชามเดินตรงไปยังโรงครัว ทางด้านข้างเป็นลานล้างภาชนะที่เขาทำงานเมื่อคืนนี้ ที่ลานถูกกองเต็มไปด้วยถ้วยชามที่เหล่าทหารกินไว้ ยังไม่มีผู้ใดมาล้าง เขาจึงนั่งลงทำงานดังเช่นทุกวัน



   ระหว่างที่กำลังครอบถ้วยชามบนชั้นไม้ไผ่อยู่นั้น เฉิงตงก็วิ่งกระวีกระวาดเข้ามาห้ามเขา



   “คุณชายน้อย ได้โปรดอย่าทำอย่างนี้”



   เสี่ยวหลานเห็นทหารหลายนายเดินตามเฉิงตงมา ก่อนแยกย้ายไปยืนด้านข้าง ทำให้เห็นหยุนจินเฉวียนเดินตามมา



   “เฮ้อ...เจ้าช่างสั่งสอนน้องชายข้าได้ดียิ่งนัก”



   “ท่านรองแม่ทัพ โปรดให้อภัยข้าน้อยด้วย” เฉิงตงทรุดตัวลงกับพื้นพร้อมทั้งโขกศีรษะหลายที



   “พอๆ ” หยุนจินเฉวียนเอ่ยห้ามก่อนก้าวเข้ามาใกล้ๆ เขา และมองดูรอบๆ



   ‘อีกนิดเดียวงานข้าก็จะเสร็จแล้ว’ เขายกถ้วยชามในมือให้หยุนจินเฉวียนดู



   “เสี่ยวหลานต้องการอะไร” หยุนจินเฉวียนหันไปถามเฉิงตง



   “ข้าน้อยเดาว่า คุณชายน้อยต้องการทำต่อ”



   เสี่ยวหลานพยักหน้าแรงๆ ‘ใช่ๆๆ อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว เจ้าอย่ามาขวางข้า ข้ายังต้องไปหาบน้ำอีก’



   หยุนจินเฉวียนคว้าถ้วยชามในมือของเขา แล้วส่งให้นายทหารที่อยู่ใกล้ จากนั้นก็ดึงมือของเขาขึ้นมาพลิกดู



   “ต่อไปนี้เจ้าไม่ต้องมาล้างถ้วยล้างชามแล้วเข้าใจไหม? ”



   เขาพยักหน้าแรงๆ และรอฟังคำสั่งใหม่อย่างตั้งใจ



   “พวกเจ้า พาคุณชายน้อยไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ และดูแลให้ดี”



   “ขอรับ” ทหารสองนายรับคำก่อนเดินตรงมาหาเขา



   “คุณชายน้อย เชิญ”



   เสี่ยวหลานมองไปทางคนนั้นที คนนี้ที ทุกคนต่างมองมาที่เขา



   “เสี่ยวหลาน เจ้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากับพวกเขาก่อน จากนั้นค่อยตามข้าไปที่กระโจมท่านแม่ทัพ” หยุนจินเฉวียนหันมาบอก เขาจึงพยักหน้าให้



   ทหารกลุ่มหนึ่งเดินออกไปพร้อมหยุนจินเฉวียน เสี่ยวหลานจึงหันหน้ามุ่งไปทางแม่น้ำ



   “คุณชายน้อย ท่านจะไปไหน” เฉิงตงรีบเดินตามเขามา โดยมีทหารเดินตามหลังมา 2 คน



   เสี่ยวหลานชี้ไปทางแม่น้ำ



   “เดี๋ยวก่อนขอรับ หยุดก่อน” เขาหยุดตามคำสั่งของเฉิงตง “ท่านจะไปอาบน้ำที่แม่น้ำเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ ท่านต้องไปอาบที่กระโจมของท่านรองแม่ทัพ”



   ‘ที่กระโจม? อาบตรงไหน? ’ เขาไม่เข้าใจสิ่งที่เฉิงตงกล่าวแม้แต่น้อย



   “ท่านได้โปรดตามข้ามา เดี๋ยวข้าพาไป”



   เขาพยักหน้าให้แล้วเดินตามเฉิงตงไปอย่างเชื่อฟัง เชื่อฟังเฉิงตงจะมีข้าวกิน เฉิงตงไม่ทำให้เขาเจ็บ



   เมื่อเข้ามาถึงกระโจม เฉิงตงก็พาเขาไปด้านในที่มีฉากกั้น หลังฉากมีถังน้ำใบใหญ่เหมือนถังที่เขาตักน้ำใส่อยู่ประจำ แต่น้ำยังไม่เต็มถัง



   “ท่านลงไปอาบในนี้ได้” เฉิงตงบอกกับเขาแล้วเดินออกไปยืนรอหลังฉากกั้น



   เสี่ยวหลานถอดเสื้อผ้าออกแล้วหย่อนกายลงไปในถัง ยังไม่ถึงครึ่งตัวเขาก็ลุกพรวดขึ้นมา แล้ววิ่งออกไปหาเฉิงตง



   “เกิดอะไรขึ้นขอรับคุณชายน้อย” เฉิงตงที่เห็นเขารีบถามอย่างร้อนรน เขาชี้เข้าไปที่ถังน้ำ เฉิงตงจึงเดินเข้าไปดูโดยมีเขาเดินตาม



   เสี่ยวหลานก้มดูในถังน้ำตามเฉิงตง แต่ก็ไม่พบอะไร



   “ในน้ำไม่มีอะไรนี่ขอรับ”



   เขาจุ่มมือลงไปในน้ำเร็ว ๆ ก่อนสะบัดให้เฉิงตงดู



   “อ่อ” เฉิงตงจึงทำตาม “น้ำร้อนไปหรือขอรับ”



   เมื่อเขาพยักหน้าแรงๆ เฉิงตงก็ให้ทหารมาเติมน้ำในถังเพิ่ม และให้เขาจุ่มมือลงไปใหม่ ทหารต้องขนน้ำเข้ามาอยู่หลายรอบกว่าเขาจะลงไปอาบได้ โดยคราวนี้มีเฉิงตงคอยยืนอยู่ข้าง ๆ และยังช่วยเขาแต่งตัวด้วยชุดผ้าไหมเนื้อดีอีกด้วย



   หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เฉิงตงก็บอกให้เขาตามทหารไปยังกระโจมท่านแม่ทัพ เขาก็ทำตาม ทหารส่งเสี่ยวหลานเพียงแค่หน้ากระโจมและบอกให้เขาเข้าใจว่า เขาต้องเดินเข้าไปเพียงลำพัง เขาจึงพยักหน้าและเดินเข้าไป



   เสี่ยวหลานจำได้ว่า คนที่เข้ามาหาท่านแม่ทัพต้องคุกเข่ากลางกระโจม เมื่อย่างเข้ามา เขาจึงคุกเข่าลง แต่หยุนจินเฉวียนรีบเดินมาประคองให้เขาลุกขึ้น ทั้งที่เข่ายังไม่ถึงพื้นเสียด้วยซ้ำ



   “ไอ้เจ้าคนแซ่เฉิงมันสั่งสอนน้องข้าเยี่ยงไรกัน จึงได้ดูราวกับคนโง่งมเช่นนี้”



   เสี่ยวหลานเดินตามการจับจูงของหยุนจินเฉวียน และพามานั่งยังเก้าอี้ข้างๆ กัน



   “ฟังจากที่เจ้าเล่ามา นอกจากเสี่ยวหลานจะจำอะไรไม่ได้แล้ว ข้าว่าเขาเหมือนกับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง”



   “กลับไปเป็นเด็ก? ”



   “ใช่ จากที่ข้าสอบถามหมอในค่าย หลังจากเสี่ยวหลานฟื้นกว่าจะกินอาหารหรือทำอะไรด้วยตัวเองได้ ใช้เวลายิ่งนัก หมอบอกว่าไม่ใช่เพราะอาการเจ็บป่วย แต่ดูเหมือนกับทำไม่เป็นมากกว่า”



   “เช่นนั้นเสี่ยวหลานก็มีโอกาสกลับมาพูดได้”



   “ข้ามั่นใจเช่นนั้น”



   “หากจะให้เสี่ยวหลานอยู่ที่ค่ายนี้ต่อไป ข้าเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย”



   “งั้นข้าจะให้คนไปส่งเสี่ยวหลานที่จวน”



   “แต่เสี่ยวหลานในตอนนี้เชื่อคนง่ายเกินไป”



   “ให้เฉิงตงกลับไปพร้อมกับเสี่ยวหลานดีหรือไม่ อย่างน้อยคนผู้นั้นก็เข้าใจการกระทำของเสี่ยวหลาน”



   “คงต้องเป็นเช่นนั้น”



   “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็พาเสี่ยวหลานไปพักผ่อนเถิด อีกสองวันค่อยออกเดินทาง”



   “แล้วท่านจะกลับเมืองหลวงเมื่อใด”



   “สถานการณ์ที่ชายแดนช่วงนี้ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก แม้ทหารของแคว้นหลู่จะถอยทัพไปแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้



   “หลังจากข้าเดินทางไปตรวจสอบหน้าด่านปัจฉิมเสร็จ ข้าจะแวะมาเยี่ยมเยียนท่านอีกคราก่อนกลับเมืองหลวง”



   “อืม เจ้ากับเสี่ยวหลานกลับไปพักผ่อนเถิด”



   เสี่ยวหลานไม่รู้ว่าทั้งสองคุยเรื่องอันใดกัน เขาเข้าใจเพียงแต่ว่า เขาจะได้กลับไปทำงานกับเฉิงตงในอีกสองวันข้างหน้า และตอนนี้เขาไม่ต้องทำงาน เพราะท่านแม่ทัพอนุญาตให้เขาพักได้



   “งั้นข้าขอตัวก่อน ไปกันเถิดเสี่ยวหลาน”



   เสี่ยวหลานเดินตามหยุนจินเฉวียนกลับไปยังกระโจมพัก และตามไปนั่งลงบนตั่ง



   “เสี่ยวหลาน เจ้าต้องพยายามฝึกพูดรู้หรือไม่” เขาพยักหน้า



   “โอ๊ะ โอ๊ะ”



   “นี่ใช่คำที่เจ้าพึ่งจะพูดได้ ใช่หรือไม่” เขาพยักหน้าอีกครั้ง



   “เดี๋ยวเจ้าก็พูดได้ ข้าเชื่อมั่นใจตัวเจ้า เจ้าไม่ต้องรีบร้อนไป” เขาพยักหน้าอีก



   “ท่านหมอบอกว่าเจ้าจำใครไม่ได้” เขาพยักหน้ารับ “ไม่เป็นไร พี่ใหญ่จะค่อยๆ ช่วยเจ้าเอง” จากนั้นหยุนจินเฉวียนจึงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาให้ฟัง



   ตระกูลหยุนเป็นตระกูลขุนนาง มีหยุนเยว่เป็นประมุข ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหาร มีฮูหยิน 2 คน ฮูหยินใหญ่นาม เถียนหนี นางมาจากตระกูลเถียนที่เป็นตระกูลบัณฑิต และยังเป็นมารดาของ หยุนหลานอีกด้วย



   ฮูหยินรองนาม ชุนอี่ นางมาจากตระกูลชุนที่เป็นตระกูลพ่อค้า เป็นมารดาของ หยุนจินเฉวียน และ หยุนจิงลี่ พี่ใหญ่ และพี่รองของหยุนหลาน



   แม้เถียนหนีจะเป็นฮูหยินใหญ่ หากแต่ไร้วี่แววการให้กำเนิดทายาท กระทั่งชุนอี่ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวจึงรักและเอ็นดูเด็กทั้งสองเสมือนลูกในไส้



   เมื่อหยุนจินเฉวียนอายุ 10 ปี หยุนจิงลี่ อายุ 7 ปี หยุนหลานจึงได้กำเนิดมา ทำให้คุณชายน้อยเป็นที่รักและเอ็นดูของผู้คนในจวน ยิ่งกับหยุนจิงลี่ที่คอยดูแลเลี้ยงดูประหนึ่งแม่นมก็ไม่ปาน



   “ส่วนเรื่องที่เจ้าแอบหนีมาหน้าด่าน เพราะเจ้าชื่นชมในความสามารถของท่านแม่ทัพมาตั้งแต่วัยเยาว์ แต่เจ้าลอบเข้ามาในกองทัพนี้ได้อย่างไร คงมีเจ้าเท่านั้นที่รู้”



   เสี่ยวหลานที่ได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของตน กลับยังทำตัวเฉยชาด้วยไม่รู้ว่าต้องรู้สึกเช่นไร การมีพวกเขาอยู่กับไม่มีมันจะต่างกันอย่างไร เสี่ยวหลานไม่อาจเข้าใจได้



   “เฮ้อ… เพราะความซุกซนของเจ้า ทำให้ใบหน้าของเจ้าเป็นเยี่ยงนี้ ไว้กลับถึงเมืองหลวง ท่านแม่ใหญ่และท่านแม่ต้องหาหมอมารักษาใบหน้าให้เจ้าได้แน่นอน”



   เสี่ยวหลานฟังหยุนจินเฉวียนพูดคนเดียวไปเรื่อย เรื่องนั้นที เรื่องนี้ที เล่าเรื่องราวมากมายที่เขาไม่รู้ ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จนเวลาล่วงเลยจนกระทั่งค่ำมืด ก็มีสำหรับอาหารเหมือนเมื่อตอนกลางวันมาให้เขากิน















   หลังจากที่เสี่ยวหลานได้มาพักอยู่ในกระโจมเดียวกับหยุนจินเฉวียน เขาก็ได้นอนบนที่นอนที่ปูด้วยขนสัตว์แสนอบอุ่น ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเดินไปอาบน้ำเย็นๆ ในแม่น้ำ ที่สำคัญได้กินอาหารเยอะๆ และมีเนื้อสัตว์



   วันทั้งวันจะมีเฉิงตงคอยอยู่กับเขา สอนเขาพูด สอนเขาใส่เสื้อผ้ายาก ๆ ที่เขาไม่ชอบ ชุดเก่าของเขายังใส่ง่ายกว่าอีก ถึงมันจะไม่ค่อยอบอุ่นก็ตาม



   “ตง ตง” เขาเอ่ยออกเสียงเรียกชื่อเฉิงตง



   “ฮ่าๆ ขอรับๆ อาตงมาแล้วขอรับคุณชายน้อย”



   “ตง ตง พี่ใหญ่ พี่ใหญ่”



   “ท่านรองแม่ทัพออกไปลาดตระเวนรอบค่าย อีกเดี๋ยวก็กลับแล้วขอรับ”



   “มา มา พูด พูด”



   “ขอรับๆ อาตงจะสอนคุณชายน้อยพูดนะขอรับ”











   เฉินตงที่ใช้เวลาทั้งวันดูแลคุณชายหยุนหลาน โดยไม่ต้องกลับไปทำงานที่โรงครัว ทำให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วคุณชายน้อยไม่ได้โง่งมอย่างที่ได้ยินทหารบางคนพูดไว้



   คุณชายหยุนหลานเฉลียวฉลาด เรียนรู้และจดจำได้อย่างรวดเร็ว เขาที่พออ่านออกเขียนได้ สอนให้คุณชายน้อยอ่าน และพูดเท่าที่ตนสามารถจะสอนให้ได้



   เฉิงตงสอนคุณชายน้อยไปได้ไม่นาน ท่านรองแม่ทัพก็กลับเข้ามาในกระโจม



   “พี่ใหญ่”



   “เรียกพี่ใหญ่ได้แล้ว แล้วเจ้าพูดอะไรได้อีก”



   “ตง ตง” เสี่ยวหลานชี้ไปที่เฉิงตง “ทหาร” ชี้ไปที่ทหารที่ติดตามหยุนจินเฉวียนเข้ามา จากนั้นเดินไปที่โต๊ะที่วางป้านชา “ชา” เขาเทชาลงในจอก “พี่ใหญ่ ดื่ม” แล้วส่งถ้วยชาให้หยุนจินเฉวียน



   “ขอบใจเจ้ามาก” หยุนจินเฉวียนรับจอกชาไปดื่ม “แค่วันเดียวเจ้าสามารถพูดได้แบบนี้ พี่ใหญ่ก็วางใจ”



   “คุณชายน้อยจดจำอักษรได้บ้างแล้วขอรับ” เฉิงตงรายงาน



   “หืม ดีจริง ดีๆ ”



   “พี่ใหญ่ ดี ดี”



   “ใช่ พี่ใหญ่ของเจ้าใจดี”



   “ใจ ดี ใจดี”



   เสี่ยวหลานทวนคำซ้ำไปซ้ำมา ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หยุนจินเฉวียนบอกคำ เขาก็พูดตาม โดยเฉิงตงคอยรินน้ำชาให้พวกเขาเป็นระยะๆ









« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-09-2020 11:51:55 โดย Amo »

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-1
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 4 集 2020.09.28
«ตอบ #6 เมื่อ28-09-2020 14:47:22 »


第 4 集







   เช้าวันรุ่งขึ้น ขบวนเดินทางขนาดเล็กกำลังเตรียมพร้อม การเดินทางจากชายแดนไปยังเมืองหลวงใช้เวลากว่าค่อนเดือน ช่วง 4-5 วันแรกจะเดินทางผ่านป่าและเทือกเขา จากนั้นเส้นทางเข้าเมืองยังพอมีหมู่บ้านต่าง ๆ ให้ได้แวะพักบ้าง

   หยุนจินเฉวียนเดินมาส่งเสี่ยวหลานที่รถม้า ตามติดมาด้วยเฉิงตงที่รับหน้าที่ดูแลคุณชายน้อยตั้งแต่นี้กระทั่งถึงจวนหยุนที่เมืองหลวง

   หยุนจินเฉวียนได้ทหารคนสนิทอย่างซิหมิงคอยคุ้มกันขบวนเดินทางกลับเข้าเมืองหลวง ติดตามด้วยทหารฝีมือดีราว 10 กว่าคนที่ท่านแม่ทัพส่งมาให้

   “เสี่ยวหลาน ระหว่างเดินทาง เจ้าห้ามซุกซน จงเชื่อฟังเฉิงตงและซิหมิง เข้าใจหรือไม่”

   “เข้าใจ”

   “เฉิงตง ระหว่างทางดูแลคุณชายน้อยให้ดี”

   “ขอรับ ท่านรองแม่ทัพ”

   “ซิหมิง เมื่อถึงจวนแล้วเจ้านำสารนี้ให้ท่านพ่อก่อนจะพาเสี่ยวหลานเข้าไป ข้าไม่อยากให้แม่ใหญ่และจิงลี่ตกใจ”

   “ขอรับคุณชาย”

   เมื่อได้เวลาออกเดินทางเฉิงตงพาเสี่ยวหลานขึ้นไปบนรถม้า โดยที่ตนเป็นผู้บังคับบังเหียน ด้านหน้ามีทหารขี่ม้านำไป 4 คน ที่เหลือขี่ม้าตามหลัง ส่วนซิหมิงคอยขี่ม้าขนาบอยู่ข้างๆ รถม้า

   เสี่ยวหลานมองดูสองข้างทางด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาเกาะขอบหน้าต่าง ยื่นหน้ามองไปรอบ ๆ จนกระทั่งทนไม่ไหว คลานไปหาเฉิงตงที่คุมรถม้าอยู่

   “ตงตง”

   “ขอรับ”

   “นั่นอะไร” เขาชี้ไปที่ข้างทาง

   “ไก่ป่าขอรับ”

   “ไก่ ไก่”

   “ไก่ป่า”

   “ไก่ ป่า ไก่ ป่า”

   “ขอรับ”

   “นั่น ๆ ” เสี่ยวหลานชี้ไปที่ตัวอะไรสักอย่างที่วิ่งหายเขาไปในป่า เมื่อรถมาวิ่งผ่าน

   “กวาง”

   “กวง”

   “ไม่ใช่ขอรับ กวาง”

   “กะ กะ วาง”

   “กวาง”

   เสี่ยวหลานใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะพูดคำว่ากวางได้อย่างถูกต้อง และตลอดการเดินทางจนถึงกระทั่งพักกินอาหารเที่ยง เสี่ยวหลานชี้นั่นนี่ให้เฉิงตงสอนพูดอยู่ตลอดเวลา จนซิหมิงต้องเป็นฝ่ายหาน้ำให้ทั้งสองดื่มแก้กระหาย

   เสี่ยวหลานมองหมั่นโถวกับเนื้อแห้งในมือ ก่อนค่อย ๆ กัดกินอย่างช้า ๆ

   “4-5 วันที่ยังไม่พ้นหุบเขา ท่านทนกินอาหารเหล่านี้ไปก่อนนะขอรับ ไว้เข้าเมืองแล้วข้าจะจัดหาอาหารอร่อยๆ ให้ท่านกิน” เฉิงตงที่พอจะคุ้นเคยกับคุณชายน้อยเอ่ยขึ้น เพราะรู้ว่าคุณชายชื่นชอบการกินอาหารอย่างยิ่ง

   “มีตงตง มีพี่ใหญ่ มีข้า มีของกินเยอะๆ ”

   เฉินตงเข้าใจได้ทันทีว่าคุณชายน้อยหมายความว่าอย่างไร

   เมื่อพักคนพักม้าพอหายเหน็ดเหนื่อย ซิหมิงจึงเดินเข้าไปหาคุณชายน้อยเพื่อให้เตรียมเดินทางต่อ

   “คุณชายน้อยขอรับ พร้อมเดินทางแล้วขอรับ”

   “ไม่ คุณชายน้อย ไม่” ซิหมิงได้ยินถึงกับผงะ และคิดไปว่าคุณชายน้อยช่างดื้อดึงนัก

   “ขุนพลซิ ท่านอย่าได้เข้าใจคุณชายน้อยผิดไป” เฉิงตงรีบเข้ามาช่วยอธิบาย “คุณชายน้อยไม่ชอบให้เรียกขานเช่นนั้น”

   “แล้วข้าควรทำอย่างไรรึพี่เฉิงตง”

   “ท่านต้องเรียกเสี่ยวหลาน”

   “ข้าไม่บังอาจ” ซิหมิงกล่าวอย่างไม่แน่ใจนัก

   “เรายังต้องเดินทางอีกหลายวัน ท่านคงต้องทำใจแล้วล่ะ” เฉิงตงตบบ่าขุนพลหนุ่มอย่างให้กำลังใจ “เสี่ยวหลาน เราเดินทางกันเถิด”

   เสี่ยวหลานพยักหน้าและลุกขึ้นเดินตามเฉิงตงกับซิหมิง “ไปต่อ”

   “ขอรับ” เฉิงตงพาเสี่ยวหลานกลับขึ้นรถม้า โดยมีซิหมิงเดินตามหลัง





   ช่วงเย็นของการค้างแรมในป่าคืนหนึ่ง ทหารบางส่วนออกไปล่าสัตว์ เพื่อนำมาเป็นอาหารให้กับคุณชายน้อย ที่ดูจะไม่ค่อยชอบใจเนื้อแห้งนัก เฉิงตงกำลังวุ่นวายกับการเตรียมอาหาร ทำให้เสี่ยวหลานอยู่ลำพังเพียงผู้เดียว เขาเห็นม้าถูกผูกไว้ที่ต้นไม้ ปล่อยให้มันแทะเล็มหญ้าอ่อนไปเรื่อยๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ

   เฉิงตงออกไปตักน้ำที่ลำธารกับทหารผู้หนึ่งใกล้ๆ จุดที่พวกเขาพักทำให้เสี่ยวหลานเดินออกห่างจากรถม้าที่ใช้หลับนอนมาหลายคืน โดยมิมีผู้ใดทันสังเกตเห็น

   เสี่ยวหลานยืนมองดูม้าตัวใหญ่กำลังแทะเล็มหญ้าโดยไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย เขาจึงยกมือขึ้นลูบลำคอของมันครั้งสองครั้ง เจ้าม้าตัวโตก็ยังคงนิ่งเฉย เสี่ยวหลานปลดสายบังเหียนออกแล้วพยายามป่ายปีนขึ้นไปบนหลังม้า

   “ฮี้ๆ ……”

   เจ้าม้าที่กินหญ้าอยู่ เกิดตกใจเมื่ออยู่ๆ ก็มีคนปีนขึ้นมาบนหลังของมัน ทำให้มันวิ่งเตลิดออกไป

   “คุณชายน้อย!! ”

   ทหารที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันตกใจ ทิ้งงานตรงหน้าและวิ่งไปที่ม้าที่ผูกไว้ ก่อนจะพยายามควบม้าตามไปให้ทัน

   เสี่ยวหลานก้มตัวกอดคอม้าไว้แน่น กลิ่นหอมประหลาดแผ่กำจายออกมาจากที่ไหนสักแห่ง ลอยตามลมเข้ามาปะทะใบหน้า เขาจึงพยายามยืดตัวเพื่อมองหาที่มา

   แม้กลิ่นหอมนี้จะไม่เย้ายวนเท่ากับที่เขาเคยได้กลิ่นจากเฉิงตงหรือหยุนจินเฉวียน แต่เมื่อสูดเข้าไปแล้วกลับให้ความสดชื่นไม่น้อย

   เสี่ยวหลานกำขนตรงแผงคอม้าไว้แน่น จากนั้นก็ยืดตัวตรง เพ่งมองไปข้างหน้า ม้าตัวนี้วิ่งเตลิดเข้ามาในป่าลึกที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หนาแน่น กลิ่นหอมประหลาดค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับม้าที่ค่อยๆ ลดฝีเท้าลง

   ‘กลิ่นมาจากไหน’ เขาเหลียวมองไปรอบกาย ‘หรือจะอยู่ด้านหลัง’ เสี่ยวหลานหันกลับไปตามทางที่ผ่านมาทันที แต่ไม่พบเห็นสิ่งใด เขาพยายามกระตุกขนม้าสองสามทีหวังให้ม้าหยุด มันกลับสะบัดหัวและพยายามสลัดเขาลง

   “ฮี้ๆ ……”

   เสี่ยวหลานได้กลิ่นหอมประหลาดอีกครั้ง หากยังไม่ทันได้ทำอะไร เขาก็พลัดตกจากหลังม้า อีกทั้งกลิ้งลงไปตามเนินเขา กระทั่งไปกระทบถูกต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

   “เจ็บ” เขาเอ่ยออกมาแผ่วเบา แต่ยังมีสติ ร่างกายเขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้เพราะกลิ้งตกลงมาไกล

   เสี่ยวหลานมองไปรอบกาย ได้ยินเพียงเสียงใบไม้ไหว เสียงแมลงและสัตว์กลางคืนร้องอยู่ไกล ๆ ไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง

   ‘หิว ถ้าหลับแล้วจะได้ไม่หิว’







   เมื่อแสงอาทิตย์พ้นขอบฟ้า ความอบอุ่นเข้าอาบไล้ผืนป่า เรียกให้คนที่นอนตากน้ำค้างทั้งคืนตื่นขึ้นมา

   เสี่ยวหลานลืมตาขึ้นพยายามขยับตัวที่ปวดระบมจนสามารถลุกเดินได้ ตามร่างกายมิได้มีบาดแผลอะไรนอกจากรอยขีดข่วนที่เกิดจากกิ่งไม้และก้อนหิน อาภรณ์ชุดงามฉีกขาดบางแห่งอีกทั้งยังเลอะเทอะมอมแมม

   เขาเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ทิศทาง มองสำรวจไปรอบกายอย่างสนใจ แต่ไม่มีใครให้คำตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้

   “ตงตง” เขาร้องเรียก แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับ จึงได้แต่มุ่งหน้าเดินต่อไป

   “หิว มีเพียงข้า ไม่มีของกิน” เขาพึมพำก่อนเดินต่อไปเรื่อยๆ จนตะวันตรงหัว ร่างกายเริ่มอ่อนแรง และกระหายน้ำ

   เสี่ยวหลานนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ระหว่างคิดหาทางอยู่นั้น เขารู้สึกมีอะไรตกลงมากระทบศีรษะ จึงแหงนมองบนต้นไม้

   สัตว์ตัวน้อย หางฟูๆ 2-3 ตัวกระโดดไปมาบนกิ่งไม้ เจ้าตัวนี้ “กระรอก” เสี่ยวหลานจำได้ว่าเฉิงตงเรียกสัตว์ตัวน้อยเหล่านี้ว่าอะไร

   กระรอกน้อยกำลังกระโดดไปมาบนกิ่งไม้ พอเจอลูกกลม ๆ แดงๆ มันก็หยุดและหยิบมากัดกิน

   “กิน”

   เสี่ยวหลานเห็นกระรอกกินลูกกลมๆ บนต้นไม้ จึงลุกขึ้นยืน และพยายามเอื้อมมือไปคว้าเจ้าลูกแดง ๆ ที่อยู่ตามกิ่งไม้ แต่เอื้อมเท่าไรก็เอื้อมไม่ถึง แม้จะพยายามกระโดดคว้าแล้วก็ตาม

   เขานั่งลงที่โคนต้นไม้ดังเดิมอย่างหมดแรง เมื่อมองลงไปบนพื้นหญ้า เขาเห็นลูกกลมๆ แดงๆ ที่ถูกกระรอกกัดแทะหล่นเกลื่อนพื้น พลันสายตาของเขาพบเห็นเจ้าลูกแดงๆ 2-3 ลูกที่ปะปนอยู่ ยังไม่ถูกกัดกิน จึงหยิบขึ้นมา

   ลูกกลมๆ แดงๆ ผิวมันวาวผิดกับลูกอื่น ขนาดเท่าจอกชา เขาจึงลองดมดูแต่กลับไร้กลิ่น เมื่อมองเทียบกับลูกที่ถูกกระรอกกัดกินนั้น ก็ต่างกันไม่มาก เสี่ยวหลานจึงตัดสินใจกินมันเข้าไป

   ยังไม่ทันส่งลูกแดงๆ เข้าถึงปาก เขากลับถูกหินปาใส่ เจ้าลูกนั้นกลิ้งตกลงไปบนผืนหญ้า เสี่ยวหลานจึงหันไปมองตามทิศทางของหิน

   ชายรูปร่างสูงโปร่งยืนอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าสะอาดหมดจด สวมอาภรณ์สีขาวขลิบฟ้า ลวดลายนกขายาวๆ ปากยาวๆ ปักด้วยด้ายสีฟ้าอ่อนและสีเทา ด้านหลังสะพายบางสิ่งรูปทรงยาวๆ พันไว้ด้วยผ้าสีขาว

   เสี่ยวหลานจ้องมองชายคนนั้น ที่ยืนมองเขานิ่งๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีท่าทีอะไร เขาจึงเอื้อมไปคว้าเจ้าลูกกลมๆ แดงๆ ขึ้นมาอีกครั้ง

   และเหมือนเดิม ชายคนนั้นขว้างหินใส่เขาอีกแล้ว เขาจึงลุกขึ้นด้วยความโมโห

   “สิ่งนั้นกินไม่ได้”

   “ทำไม”

   “มันมีพิษ”

   “มีพะ พิษ” เสี่ยวหลานพยายามออกเสียงตาม “พิษ กินไม่ได้”

   ชายรูปงามพยักหน้าน้อยๆ ทำให้เขานั่งลงที่โคนต้นไม่ดังเดิม ‘กระรอกกินได้ แต่ข้ากินไม่ได้’ เสี่ยวหลานดึงทึ้งต้นหญ้ารอบๆ กายอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร

   “หิว” เขาพึมพำเสียงอ่อย









   เหวินลู่ฟงที่เพิ่งออกจากการกักตนเพื่อฝึกวิชาภายในหุบเขาดอกเหมย เมื่อผ่านค่ายกลอำพรางทางเข้าหุบเขาออกมา เขากลับได้ยินเสียงร้องเรียก ตงตง จึงได้เดินตามเสียงนั้นมา

   จากนั้นเขาก็ได้พบเด็กหนุ่มอายุราว 16-17 ใบหน้างดงาม สวมใส่อาภรณ์เนื้อดี หากแต่มอมแมม กำลังนั่งจ้องมองผลโลหิตอยู่ใต้ต้นหยางเหมย เมื่อเห็นเด็กคนนั้นกำลังจะกินผลโลหิตเขาจึงเข้าขัดขวาง

   เด็กหนุ่มหันมามองทางเขา ทำให้ได้เห็นใบหน้าชัดเจน เสี้ยวหน้าด้านหนึ่งมีรอยปื้นแดง คล้ายถูกน้ำร้อนลวก ทำให้ใบหน้างดงามนั้นแลอัปลักษณ์ไปทันที

   หากสิ่งที่ดึงดูดสายตาของเหวินลู่ฟง คงจะเป็นดวงตาของเด็กคนนั้นที่ใสบริสุทธิ์ราวกับหยาดน้ำค้าง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนอมแดงงดงามยิ่งนัก

   เหวินลู่ฟงเผลอไผลจนเกือบจะปล่อยให้เด็กหนุ่มส่งผลโลหิตเข้าปากอีกคราเขาจึงรีบเดินเข้าไปขัดขวางและกล่าวห้าม

เด็กหนุ่มทำตัวราวกับคนโง่งมและนั่งลงบนพื้นหญ้าอีกทั้งยังดึงทึ้งใบหญ้ารอบๆ กาย พึมพำอะไรบางอย่าง

   “หิว”

   คำที่ได้ยินนั้นทำให้เหวินลู่ฟงอดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้ เด็กหนุ่มอายุขนาดนี้มิมีผู้ใดคอยอบรมสั่งสอนหรืออย่างไร จึงได้ทำตัวราวกับผ่านโลกมาเพียงไม่กี่ขวบปี


ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-1
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 5 集 2020.11.02
«ตอบ #7 เมื่อ02-11-2020 09:39:16 »




第 5 集







          เสี่ยวหลานมองดูลูกกลม ๆ แดง ๆ บนพื้นหญ้าอย่างเสียดาย พร้อมทั้งคิดถึงคำพูดของท่านหมอที่ค่าย

          ‘สมุนไพรบางอย่างแม้รักษาโรคได้ แต่หากกินเข้าไปอาจจะตายได้เช่นกัน ดังนั้นเจ้าจงเชื่อฟังข้า กินได้คือกินได้ ห้ามกินคือห้ามกิน ถ้าเจ้าไม่อยากตาย’

          “หิว” เขายังคงพึมพำ

          เสียงยวบยาบของผืนหญ้าใกล้ๆ ตัวเขา ทำให้เสี่ยวหลานเงยหน้าขึ้นมอง และพบกับชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นส่งรอยยิ้มบางๆ มาให้

          “เจ้าหิวรึ”

          “อืม” เขารับคำแล้วก้มหน้ามองผลแดงๆ อีกครั้ง สายลมอ่อนๆ วูบไหวใกล้ๆ ทำให้เสี่ยวหลานหันมอง

          ชายหนุ่มรูปงามกำลังลอยล่องอยู่บนอากาศราวกับนกสีขาวตัวใหญ่บินไปเกาะบนกิ่งไม้ กระรอกที่อยู่บนนั้นต่างวิ่งหนีไปหลบซ่อน ไม่นานชายผู้นั้นก็โผร่อนลงมายืนข้างกายเขา

          เหวินลู่ฟงย่อกายลงและส่งผลหยางเหมย[1]ที่เขาเก็บมาเต็มผ้าเช็ดหน้าให้เด็กที่พร่ำบ่นว่าหิว เด็กหนุ่มทำเพียงแต่จ้องเขานิ่ง สลับกับผลหยางเหมย

          “หิวไม่ใช่รึ?” เด็กหนุ่มพยักหน้า “กินสิ” เขาบอกพร้อมทั้งวางผ้าเช็ดหน้าลงตรงหน้าเด็กผู้นั้น

          “พิษ กินไม่ได้”

          “ผลโลหิตนั่น” เขาชี้ไปที่ผลโลหิตบนพื้นหญ้า “กินไม่ได้ มันมีพิษ ส่วนผลหยางเหมยนี่” เหวินลู่ฟงหยิบผลหยางเหมยขึ้นมา “สิ่งนี้กินได้” จากนั้นเขาก็ส่งผลหยางเหมยเข้าปาก และกินให้เด็กหนุ่มดู

          “หยางเหมย” เด็กหนุ่มทวนคำ แล้วหยิบผลหยางเหมยขึ้นมาลองดม ก่อนจะส่งเข้าไปเคี้ยว และเมื่อจะยื่นมือมาหยิบผลต่อไป กลับชะงักลง มองมาทางเขา “กิน”

          “กินได้” เหวินลู่ฟงย้ำ แต่เด็กหนุ่มกลับส่ายหน้า

          “กิน” เด็กหนุ่มหยิบผลหยางเหมยส่งให้เขา

          “ข้าไม่หิว เจ้ากินเถิด หากยังไม่อิ่ม ข้าจะขึ้นไปเก็บให้เจ้าใหม่”

          “อืม” เด็กหนุ่มยิ้มรับ และหยิบผลหยางเหมยขึ้นมากินจนหมด ก่อนส่งผ้าเช็ดหน้าให้เขา “หยางเหมย อีก”

          เหวินลู่ฟงอดหัวเราะกับความไร้เดียงสาของเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ เขารับผ้าเช็ดหน้าคืนกลับมาก่อนทะยานขึ้นไปบนต้นหยางเหมยเพื่อเก็บผลของมันให้กับเด็กหนุ่ม

          เสี่ยวหลานมองดูชายรูปงามบินไปเกาะกิ่งนั้นที กิ่งนี้ที และร่อนลงมาพร้อมกับผลหยางเหมยที่รสชาติหวานอมเปรี้ยวฉ่ำน้ำ นอกจากกินอิ่มแล้วยังดับกระหายอีกด้วย

          เขารับผลหยางเหมยมาจากชายรูปงามและนั่งกินอย่างเพลิดเพลิน ‘สิ่งที่ชายรูปงามให้เป็นสิ่งที่กินได้ ถ้าห้ามก็กินไม่ได้’ เสี่ยวหลานพยายามจดจำ

          “เจ้าเข้ามาอยู่ในป่านี้ได้อย่างไร”

          เสี่ยวหลานชะงักไปกับคำถามพร้อมครุ่นคิด “เดินมา”

          “เดินมาเพียงผู้เดียวอย่างนั้นรึ?”

          “อืม”

          “เจ้ากำลังจะไปที่ใด? ”

          “ไป ตงตง”

          “ตงตงคือสถานที่ใด”

          “ตงตง ก็คือ ตงตง”

          “ตงตงมีลักษณะเป็นเช่นไร”

          “ตงตง...ตัวเท่าพี่ใหญ่...ผมมีทั้งสีดำ สีขาว มีผมรอบปาก”

          “ตงตงเป็นชายไว้หนวดเคราสินะ”

          “หนวดเครา”

          “หนวดเคราหรือที่เจ้าเข้าใจว่ามันเป็นผมรอบปาก”

          “หนวดเครา หนวดเครา อืม หนวดเครา” เสี่ยวหลานครุ่นคิดและจดจำคำใหม่

          “ข้ามีนามว่าเหวินลู่ฟง เป็นศิษย์สำนักกระเรียนทอง แล้วเจ้าล่ะมีนามว่าอะไร”

          “เหวิน เหวินลู่…”

          “เรียกข้าว่าลู่เกอก็ได้”

          “ลู่...เกอ”

          “ใช่ ลู่เกอ”

          “ลู่เกอ” เสี่ยวหลานชี้ไปที่ชายรูปงาม ก่อนนี้มาที่ตนเอง “เสี่ยวหลาน” และมองไปรอบๆ กาย “ตงตง พี่ใหญ่” จากนั้นก็ชี้ไปที่ชายรูปงามสลับกับตนเอง “ลู่เกอ เสี่ยวหลาน ลู่เกอ เสี่ยวหลาน” จากนั้นก็หันไปสนใจหยางเหมยต่อ

          “เจ้าอิ่มหรือไม่”

          “อืม”

          “เช่นนั้น ข้าดูบาดแผลให้เจ้าดีหรือไม่”

          “ไม่ เจ็บ”

          “ข้ารักษาให้ เจ้าจะได้หายเจ็บ”

          “ลู่เกอ หมอ”

          “ข้ามิใช่หมอ ข้ามียารักษาแผลภายนอกติดตัวเท่านั้น”

          “อะ อืม” เสี่ยวหลานพยักหน้าอย่างลังเล แต่ก็ยอมให้อีกฝ่ายโรยผงขาว ๆ ลงบนแผลให้

          “ดีขึ้นหรือไม่”

          “อืม”

          จากที่เหวินลู่ฟงได้พูดคุยกับเสี่ยวหลาน รู้เพียงว่าเด็กหนุ่มยังพอมีญาติพี่น้องบ้าง หากเขาคาดไม่ผิด ตงตงคงเป็นผู้ติดตามของเด็กหนุ่มเป็นแน่

          เขาไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มพลัดหลงกับผู้อื่นได้อย่างไร ด้วยคำพูดที่ไม่ค่อยเป็นประสาทำให้เขายากต่อการสืบหาว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มาจากที่ใด

          ในตอนนี้เขาคงทำได้อย่างเดียว คือพาเสี่ยวหลานกลับไปยังสำนักกับเขาก่อน จากนั้นค่อยส่งคนไปสืบหาที่มาของเด็กหนุ่มผู้นี้

          “เสี่ยวหลาน เจ้าเดินทางไปเมืองฉู่หยวนกับข้าก่อนดีหรือไม่” เหวินลู่ฟงตัดสินใจลองถามเด็กหนุ่ม

          “ฉู่หยวน”

          “ใช่ เมืองฉู่หยวน”

          “ตงตง พี่ใหญ่”

          “ไว้ถึงที่สำนักกระเรียนทองแล้ว ข้าจะส่งคนไปช่วยตามหาพี่ชายเจ้ากับตงตงดีหรือไม่”

          “มีตงตง มีพี่ใหญ่ มีข้า มีของกินเยอะๆ มีเพียงข้า ไม่มีของกิน”

          “ฮ่า ๆๆ แล้วมีข้าอยู่กับเจ้าละ”

          “มีลู่เกอ มีข้า มีหยางเหมย”

          “เจ้าไปอยู่กับข้าที่สำนักกระเรียนทอง เจ้าก็มีอาหารกิน”

          “อืม” เสี่ยวหลานลังเลเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับ

          “เจ้าเดินทางไหวหรือไม่”

          “ไหว”

          “งั้นเราก็เดินทางกันเถิด นี่ก็สายมากแล้ว”

          เสี่ยวหลานพยักหน้าแรง ๆ ก่อนลุกขึ้น และเดินตามลู่เกอไป คราแรกเขาเดินตามอีกฝ่ายไม่ทัน จนเหวินลู่ฟงสังเกตเห็น จึงลดฝีเท้าลง

          การเดินทางของเหวินลู่ฟงช้ากว่ากำหนดเดิมอยู่มาก หากเขาให้วิชาตัวเบาคงเดินทางถึงหมู่บ้านกระบี่ภายในสองวัน จากนั้นจึงค่อยขี่ม้ากลับเข้าเมืองฉู่หยวน ใช้เวลาอีกสองวัน แต่นี่ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี เขายังไม่สามารถออกจากหุบเขาดอกเหมยได้เลย

          “เราพักค้างแรมตรงนี้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” เมื่อเขามองหาที่พักเหมาะ ๆ ได้แล้วจึงหันไปบอกเสี่ยวหลาน อีกฝ่ายถึงกับทรุดตัวลงนั่งลงกับพื้นทันทีจนเขาตกใจ

          “เสี่ยวหลาน!!”

          “อืม” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง กรอบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาจึงนั่งลงข้างๆ ก่อนใช้ชายแขนเสื้อซับเหงื่อให้

          “เจ้าคงเหนื่อยมาก เดินต่อไม่ไหวเหตุใดจึงไม่บอกข้า”

          “...”  ‘บอกได้รึ’

          “เฮ้อ…” เมื่อไม่ได้คำตอบ เหวินลู่ฟงจึงได้แต่ถอนหายใจ ก่อนพยุงเด็กหนุ่มไปนั่งบนขอนไม้ใกล้ “เจ้านั่งพักตรงนี้ก่อน เดี๋ยวข้าไปหาอะไรมาให้กิน”

          “อืม”

          เมื่อลู่เกอเดินหายไปในป่า เสี่ยวหลานก็ได้แต่มองไปรอบ ๆ กาย ที่มีแต่ต้นไม้ใหญ่ ท้องฟ้าสีส้มค่อยๆ แปลเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ดวงจันทร์ส่องแสงนวลบนท้องฟ้า บดบังแสงของดวงดาว

          แสงจันทร์ที่ส่องสว่างพอให้เขามองสิ่งที่อยู่รอบกาย เสี่ยวหลานถอดรองเท้าของตนออกทั้งสองข้าง เผยให้เห็นแผลพุพองที่เกิดจากการเดินเป็นเวลานาน

          เมื่อครั้นที่เขาทำงานกับเฉิงตง ต้องหาบน้ำวันละหลายรอบ แต่ไม่เคยเดินมากมายขนาดนี้ แผลที่ฝ่าเท้านั้น เจ็บแสบกว่าแผลจากรอยขีดข่วนตามร่างกายอยู่มาก

          เขายืดขาตรงไปข้างหน้า ยกปลายเท้าลอยขึ้น ลมอ่อนๆ พัดผ่านแผลพุพองนั้น ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนวางขาเหยียดตรงลงบนหญ้าเย็นๆ

          “เจ็บ” เขาพึมพำ







          เหวินลู่ฟงรู้สึกผิดไม่น้อยเมื่อคิดถึงสีหน้าเหน็ดเหนื่อยของเสี่ยวหลาน ใบหน้าซีดเซียว โหนกแก้มขึ้นสีระเรื่อเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มกรอบหน้า เห็นแล้วน่าสงสารยิ่งนัก

          เขาหลงกับรูปลักษณ์ภายนอกของเด็กหนุ่มวัยสิบหก สิบเจ็ดปี จนลืมไปว่าภายในตัวของเสี่ยวหลานนั้น ไม่ประสาราวกับเด็กเล็กๆ

          เหวินลู่ฟงจับไก่ป่าได้ตัวหนึ่ง จากนั้นเขาก็หาลำไผ่ไว้สำหรับตักน้ำ เมื่อได้สิ่งของที่ต้องการแล้วเขาจึงเดินกลับไปหาเสี่ยวหลาน

          เสี่ยวหลานเห็นลู่เกอเดินกลับมาพร้อมไก่ป่าในมือ เขาจำเจ้าสัตว์ตัวนี้ได้ เขามองสำรวจที่ตัวลู่เกอ แต่กลับไม่เห็นของกิน

          “ลู่เกอ หยางเหมย”

          “เจ้าอยากกินผลหยางเหมยอย่างนั้นรึ?”

          “ของกิน”

          “เจ้าหิว?”

          “หิว” เขาพยักหน้า

          “กระหายน้ำหรือไม่”

          “อืม” เขาพยักหน้าอีกครั้ง ลู่เกอจึงส่งกระบอกไม้ไผ่ให้ ในนั้นมีย้ำอยู่เต็มกระบอก เขาจึงรับมาดื่ม

          “รอข้าสักประเดี๋ยว แล้วเจ้าจะได้กิน”

          “กิน หยางเหมย”

          “ไม่ใช่หยางเหมย ไก่ย่าง”

          “ไก่ป่า” เสี่ยวหลานชี้ไปที่ไก่ป่า ที่นอนคอพับคออ่อนอยู่บนพื้นหญ้า

          “ถูกต้อง นี่คือไก่ป่า หากปรุงสุกแล้วสามารถกินได้”

          “กินได้”

          “เจ้าต้องรอก่อน”

          “อืม รอ” เสี่ยวหลานพยักหน้าแล้วนั่งรอตามคำสั่ง

          เขาเห็นลู่เกอเดินไปเก็บกิ่งไม้เล็กๆ มากองรวมกัน จากนั้นก็ก่อไฟ อากาศยามค่ำคืนช่างหนาวเย็น เมื่อมีไออุ่นจากกองไฟ เสี่ยวหลานจึงคลานเข้าไปนั่งใกล้ ๆ

          ไม่นานนักลู่เกอก็นำไก่ย่างร้อนๆ ส่วนกลิ่นหอมๆ มาให้เขารับไว้ ไก่ตัวอ้วนถูกแบ่งออกไปเล็กน้อยเท่านั้น

          เสี่ยวหลานเห็นลู่เกอกินเนื้อไก่ เขาจึงทำตาม “กินได้” จากนั้นเขาก็ลงมือกิน

          “เสี่ยวหลาน”

          “อืม” เขาเงยหน้าขึ้นจากเนื้อไก่ขึ้นมองลู่เกอ

          “หากเจ้าเจอกระดูกในเนื้อไก่ สิ่งนั้นกินไม่ได้ เจ้าต้องทิ้งมันไป”

          เสี่ยวหลานเห็นแท่งสีขาว ๆ ในมือลู่เกอ ก่อนจะดึงแท่งสีขาวเล็กๆ คล้ายๆ กันออกจากเนื้อไก่

          “นี่ กินไม่ได้”

          “ถูกต้อง กระดูก กินไม่ได้”

          “กระดูก กินไม่ได้”

          “ถูกต้อง”

          “อืม” เสี่ยวหลานแทะเนื้อไก่ต่อไป เมื่อพบกระดูกก็ดึงออกมา “กระดูก กินไม่ได้” และทิ้งลงพื้น “กระดูก” เขาดึงกระดูกออกจากปากเมื่อหลงกินเข้าไป

          “เสี่ยวหลาน เวลากิน เจ้าไม่ควรพูด ประเดี๋ยวกระดูกติดคอ เข้าใจหรือไม่”

          “เข้าใจ ไม่พูด กิน”

          เหวินลู่ฟงนั่งดูเสี่ยวหลานกินไก่ท่าทางเอร็ดอร่อย และเชื่อฟังเขาเป็นอย่างดี ดูแล้วเสี่ยวหลานเป็นเด็กเฉลียวฉลาด เหมือนไม่เคยออกมาสู่โลกภายนอกมาก่อน ไม่รู้ว่าตลอดมา เด็กหนุ่มเติบโตมาเช่นไร

          แก้มและมุมปากของเสี่ยวหลานเต็มไปด้วยคราบน้ำมันจากไก่ย่าง เด็กหนุ่มดูจะไม่ใส่ใจมันสักนิดเมื่อกินเสร็จ เขาจึงเอื้อมมือไปเช็ดคราบน้ำมันออกให้

          “น่าเสียดายนักที่ใบหน้าเจ้าเป็นเยี่ยงนี้”

          จากที่มองดู รอยแผลบนใบหน้าของเสี่ยวหลานไม่น่าจะมีมาตั้งแต่กำเนิด แต่อาจจะเกิดจากความไม่รู้ประสาของเจ้าตัวมากกว่า ทำให้เกิดบาดแผลอัปลักษณ์เช่นนี้





          [1] หยางเหมย (Chinese Bayberry) เอี่ยบ๊วย หรือยัมเบอรี่ มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน ในประเทศญี่ปุ่น เรียก ยามาโมโม



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2023
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 5 集 2020.11.02
«ตอบ #8 เมื่อ04-11-2020 19:53:02 »

 :pig4:
 o13

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 5 集 2020.11.02
«ตอบ #9 เมื่อ05-11-2020 22:46:26 »

 ตามด้วยคน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 5 集 2020.11.02
« ตอบ #9 เมื่อ: 05-11-2020 22:46:26 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-1
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 6 集 2020.11.06
«ตอบ #10 เมื่อ06-11-2020 23:41:54 »





第 6 集





          เมื่อกินอาหารเสร็จ เหวินลู่ฟงช่วยจัดการเรื่องที่หลับนอนให้แก่เสี่ยวหลานได้นอนห่างจากกองไฟไม่มากนักเพื่อความอบอุ่น หากแต่ไม่ใกล้จนเกินไปกระทั่งเป็นอันตราย

          “เสี่ยวหลาน มานอนข้างๆ ข้านี่ จะได้ไม่หนาวมาก”

          เสี่ยวหลานเชื่อฟังและทำตามทันที อีกฝ่ายเดินเท้าเปล่ามาหาเขา เหวินลู่ฟงเห็นรองเท้าของเสี่ยวหลานถอดวางอยู่ไม่ไกล

          “เหตุใดเจ้าจึงไม่สวมรองเท้า”

          “เจ็บ”

          “เจ้าเจ็บเท้ารึ?”

          “อืม” เสี่ยวหลานพยักหน้า

          “ขอให้ข้าดูหน่อยสิ”

          เสี่ยวหลานที่ยังคงยืนอยู่ยกเท้าขึ้นมาข้างหนึ่ง สูงเสมอใบหน้าของเขา ในขณะที่เขากำลังนั่งอยู่ข้างกองไฟ ทำให้ถึงกับผงะ

          “เจ้านั่งลงก่อน คราหน้าห้ามทำแบบนี้เข้าใจหรือไม่”

          “อืม”

          เมื่อเสี่ยวหลานนั่งลงแล้ว เขาจึงจับยกเท้าของอีกฝ่ายขึ้นมาสำรวจดู ที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างมีแผลพุพองจำนวนไม่น้อย

          “เสี่ยวหลาน หากเจ้าเจ็บ เจ้าเหนื่อย หรือหิว เจ้าควรบอกข้า”

          “อืม”

          เหวินลู่ฟงชื่นชมในความอดทนของเด็กหนุ่ม แม้เหนื่อยหรือบาดเจ็บ กลับไม่ปริปากบ่นสักคำ แต่หากพรุ่งนี้ยังให้เสี่ยวหลานเดินทั้งที่บาดเจ็บอยู่เช่นนี้ อีกสามวันก็คงจะไปไม่ถึงหมู่บ้านกระบี่เป็นแน่

          “เจ้านอนพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้เราค่อยเดินทางกันต่อ” เขาบอกกับอีกฝ่ายหลังจากที่ใส่ยาสมานแผลให้แล้ว







          รุ่งเช้าเสี่ยวหลานขยับตัวตื่น ทำให้ลู่เกอรู้สึกตัวด้วยเช่นกัน ทั้งสองจึงเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้ง คราแรก เขาจะไม่สวมรองเท้า เพราะมันไม่สบายเท้าแต่ลู่เกอสั่งให้ใส่ เขาจึงทำตาม

          ออกเดินทางมาได้สักระยะหนึ่ง เขาเริ่มเจ็บฝ่าเท้า และจำได้ว่าถ้าเจ็บสามารถบอกกล่าวแก่อีกฝ่ายได้

          “เจ็บ”

          เสี่ยวหลานบอกออกไปแล้ว แต่อีกคนหาได้สนใจไม่ เขาจึงเดินตามไปหากแต่เดินได้ช้าลง และอาการเจ็บรุนแรงขึ้น ลู่เกอหันมามองเมื่อเขาเดินทิ้งระยะห่างมากขึ้น

          “เจ็บ” เขาลองบอกอีกครั้ง

          “เจ้าเจ็บฝ่าเท้ารึ?”

          “อืม เจ็บ”

          ลู่เกอปลดห่อผ้าที่สะพานติดตัวอยู่ตลอดเวลาออก ก่อนหันหลังและย่อตัวให้กับเขา ในมือกำแท่งยาวๆ ที่มีผ้าพันเอาไว้

          “ขึ้นมา”

          ‘ขึ้น อย่างไร?’ เสี่ยวหลานไม่เข้าใจ จนลู่เกอหันมามอง

          “เจ้าเคยขี่หลังผู้ใดหรือไม่” เขาส่ายหน้า

          เหวินลู่ฟงยืนขึ้นเมื่อรู้ว่าเสี่ยวหลานคงขึ้นขี่หลังเขาไม่เป็น จึงเดินเข้าไปหา ก่อนแบกเด็กหนุ่มขึ้นหลัง สองแขนช้อนข้อพับขาของอีกฝ่ายไว้

          “เอามือเกาะบ่าข้าไว้” เมื่อเสี่ยวหลานทำตามแล้ว เหวินลู่ฟงจึงออกเดินอีกครั้ง

          เสี่ยวหลานตัวเบากว่าที่เขาคาดไว้ หากเดินสลับกับใช้วิชาตัวเบา เขาก็น่าจะไปถึงหมู่บ้านกระบี่ได้ในค่ำของวันพรุ่งนี้ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงบอกให้เสี่ยวหลานเกาะเขาไว้ให้แน่น ก่อนเหินทะยานด้วยวิชาตัวเบาไปข้างหน้า

          “ลู่เกอ บิน เสี่ยวหลาน บิน”

          เสียงสดใสของคนที่อยู่บนหลังทำให้เหวินลู่ฟงรู้ว่า เสี่ยวหลานคงจะสนุกไม่น้อย ร่างกายเป็นเด็กหนุ่มหากแต่จิตใจยังคงเป็นเพียงเด็กน้อย เมื่อไปถึงสำนักกระเรียนทอง คงต้องหาคนดูแลอย่างใกล้ชิดเสียแล้ว





          การเดินทางในสองวันนี้ค่อนข้างรวดเร็วและสนุกไม่น้อย เสี่ยวหลานแทบไม่ได้ลงเดินเลย เพราะลู่เกอให้เขาขี่หลังตลอดไม่ว่ายามเดิน หรือยามที่ลู่เกอพาเขาบิน

          ระหว่างทางเมื่อพบเห็นสิ่งใดไม่รู้จัก เขามักจะถามลู่เกอ เหมือนคราที่ถามตงตง ลู่เกอก็จะตอบเขาเสมอ และยังสอนในสิ่งที่เขาไม่รู้อีกมากมาย

          ลู่เกอไม่ให้เขาเดินทั้งที่เท้าเขาไม่เจ็บแล้ว เพราะต้องการที่จะเร่งการเดินทางให้ไวขึ้น กระทั่งมาถึงยังหน้าค่ายแห่งหนึ่ง เขาจึงได้รับอนุญาตให้ลงเดิน

          “ค่าย พี่ใหญ่” เสี่ยวหลานชี้ไปที่ค่าย เหมือนกับที่พี่ใหญ่พักอยู่

          “ที่นี่คือหมู่บ้าน มีชื่อว่าหมู่บ้านกระบี่”

          “หมู่บ้านกระบี่”

          “ถูกต้อง เหตุใดเจ้าถึงเรียกหมู่บ้านว่าค่าย หรือที่เจ้าจากมาเป็นค่ายทหาร”

          “พี่ใหญ่มีทหาร ที่นอนเป็นกระโจมใหญ่”

          “เจ้ามาจากชายแดนรึ?”

          “ไม่ใช่ ค่าย พี่ใหญ่”

          “ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เราเข้าไปในหมู่บ้านกันเถิด จะได้หาอาภรณ์ให้เจ้าผลัดเปลี่ยนเสียใหม่”

          เหวินลู่ฟงพอจะคาดการได้ว่าเสี่ยวหลานคงมาจากค่ายทหารที่ตรึงกำลังอยู่บริเวณชายแดน และพี่ชายของเสี่ยวหลานคงมียศศักดิ์ไม่น้อย ดูได้จากอาภรณ์ชุดเก่าที่อีกฝ่ายสวมใส่

          เสี่ยวหลานเดินเข้ามาในหมู่บ้านพร้อมกับลู่เกอ ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ เขาได้กลิ่นหอมเย้ายวนแผ่กำจายอยู่โดยรอบ จนไม่สามารถแยกทิศทางของกลิ่นได้ ถึงอย่างนั้น กลิ่นที่ได้รับก็มากพอที่จะทำให้เขาสดชื่นคลายความเหนื่อยล้าลงได้

          เหวินลู่ฟงสังเกตเห็นว่าตั้งแต่ที่เขาและเสี่ยวหลานก้าวเข้ามาในหมู่บ้านกระบี่ ชาวบ้านต่างพากันรังเกียจและหวาดกลัวเสี่ยวหลานอย่างเห็นได้ชัด หากแต่เด็กหนุ่มกลับไม่รับรู้สิ่งใด

          เขาพาเสี่ยวหลานเข้ามายังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง จากนั้นก็สั่งให้เสี่ยวหลานนั่งอยู่แต่ในห้อง ไม่ให้ออกไปไหน อีกฝ่ายยังคงเชื่อฟังเช่นเคย

          เหวินลู่ฟงออกจากโรงเตี๊ยมมุ่งตรงไปยังร้านผ้าและหาซื้ออาภรณ์พร้อมหมวกที่มีผ้าคลุมปิดบังใบหน้า จากนั้นจึงตรงไปยังโรงเลี้ยงม้าเพื่อหาซื้อม้าตัวหนึ่ง

          เมื่อกลับถึงยังโรงเตี๊ยมเขาก็สั่งอาหารสองสามอย่างให้ขึ้นไปส่งที่ห้อง เหวินลู่ฟงไม่วางใจให้เสี่ยวหลานพักเพียงลำพัง เขาจึงให้อีกฝ่ายพักห้องเดียวกับเขา

          คำพูดที่ว่า ให้นั่งอยู่แต่ในห้อง ไม่ให้ออกไปไหนคงจะเป็นคำสั่งที่เคร่งครัดเกินไปสำหรับเสี่ยวหลาน เพราะเมื่อเขาก้าวกลับเข้ามาในห้อง กลับพบว่าเสี่ยวหลานนั่งนิ่งอยู่บนเตียงเหมือนคราแรกก่อนที่เขาจะออกไปไม่ผิดเพี้ยน

          “เหนื่อยหรือไม่”

          “ไม่ขอรับ” เสี่ยวหลานเริ่มพูดเป็นประโยคตามที่เขาสอนได้บ้าง

          “เจ้าไปอาบน้ำและเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่เสีย” เขายื่นห่อผ้าที่มีอาภรณ์ชุดใหม่ให้แก่เสี่ยวหลานรับไว้ อีกฝ่ายมองไปรอบๆ “ห้องอาบน้ำอยู่ด้านนั้น” เขาชี้ไปยังห้องอาบน้ำ เสี่ยวหลานจึงเดินเข้าไป

          ไม่นานนักเสี่ยวเอ้อร์ก็นำอาหารขึ้นมาส่งให้ เขาจึงรอกินพร้อมกับเสี่ยวหลาน หากแต่รออยู่นานอีกฝ่ายไม่มีท่าทีว่าจะออกมาเสียที

          “เสี่ยวหลาน”

          “ขอรับ”

          “เจ้ายังอาบน้ำไม่เสร็จอีกรึ?”

          “เสร็จ ขอรับ”

          “แล้วเหตุใดจึงยังไม่ออกมาอีก”

          ครานี้ไม่มีเสียงตอบกลับ ทำให้เขาต้องลุกไปดู เมื่อเดินผ่านฉากกั้นไปแล้วเขาจึงเห็นเสี่ยวหลานกำลังใส่อาภรณ์ชุดใหม่อย่างทุลักทุเล จนเขาอดยิ้มขำไม่ได้

          “เสี่ยวหลาน” เขาเรียกเสียงอ่อน

          “ขอรับ”

          เสี่ยวหลานหันมาทางเขา อาภรณ์ที่ยังใส่ไม่เรียบร้อย เผยให้เห็นผิวขาวเนียนตัดกับรอยแผลเป็นปื้นสีแดงขนาดใหญ่ไล่ตั้งแต่กลางลำตัวขึ้นไปยังแผงอกด้านหนึ่งและลำคอ รอยแดงแบบเดียวกับบนใบหน้า

          “ลู่เกอ ยาก”

          เสียงของเสี่ยวหลานเรียกสติของเหวินลู่หงให้กลับคืนมา เขาจึงเดินเข้าไปช่วยอีกฝ่ายจัดอาภรณ์ให้เข้าที่โดยพยายามเลี่ยงไม่มองรอยแผลที่น่าหดหู่นั่น

          “บาดแผลนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร” เขาถามขึ้นทั้งที่รู้ว่าเสี่ยวหลานคงให้ความกระจ่างแกเขามิได้

          “ธนูเพลิง”

          “เจ้าถูกลอบทำร้ายรึ?”

          “ไม่รู้”

          “ยังเจ็บอยู่หรือไม่” เขาถามพร้อมกับมัดสายคาดเอวให้เรียบร้อย

          “ไม่ขอรับ”

          “ไปเถิด ออกไปกินข้าวกัน เจ้าจะได้พักผ่อน พรุ่งนี้เช้าเราค่อยเดินทางกันต่อ”

          “ขอรับ”

          เสี่ยวหลานออกมาจากห้องอาบน้ำก็เห็นกับข้าววางอยู่บนโต๊ะ จึงดีใจเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะทันที

          คนทั้งสองนั่งกินข้าวไปอย่างเงียบๆ ไม่พูดไม่จาเพราะลู่เกอเคยบอกไว้ว่าเวลากินห้ามพูด เสี่ยวหลานก็ทำตามทุกครั้ง

          “เสี่ยวหลาน เจ้าขี่ม้าเป็นหรือไม่” ลู่เกอถามขึ้นหลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว

          “เป็นขอรับ” เขาจำได้ว่าเคยขี่ม้าหนหนึ่ง

          “อืม เอาไว้พรุ่งนี้ข้าค่อยซื้อม้าให้เจ้าอีกตัว”

          “ขี่ม้า ไม่บิน”

          “หนทางจากนี้ขี่ม้าไปจะสะดวกกว่า”

          “เสี่ยวหลาน บิน”

          “ไว้ถึงสำนักกระเรียนทองแล้ว ข้าค่อยสอนวิชาตัวเบาให้เจ้าดีหรือไม่”

          “ไม่เบา บิน”

          “ข้าไม่ได้บิน ข้าใช้วิชาตัวเบา”

          “ตัวเบา คือ บิน”

          “ถูกต้อง”

          “บิน สอน ลู่เกอ สอน”

          “ไว้ถึงสำนักกระเรียนทองก่อน”

          “อืม” เสี่ยวหลานชะงักเล็กน้อย “ขอรับ”

          “ท่าทางเจ้ายังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อีกมาก เจ้าอ่านเขียนได้หรือไม่”

          เสี่ยวหลานมองไปรอบๆ ห้องแต่ไม่มีตัวอักษร เมื่อมองไปที่ลู่เกอ เห็นพู่หยกสลักอักษร แต่เขาไม่รู้ว่าเป็นอักษรอะไร สุดท้ายจึงได้แต่ส่ายหน้า

          “ไม่เป็นไร ไปนอนเถิด ข้าอาบน้ำเสร็จก็จะนอนพักผ่อนเช่นกัน”

          “ขอรับ”

          เสี่ยวหลานลุกและก้าวไปที่เตียงก่อนล้มตัวลงนอน หากแต่เขากลับนอนไม่หลับ เพราะทั้งวันเขาได้แต่ขี่หลังลู่เกอ เพิ่งจะได้เดินเองช่วงระยะเวลาสั้นๆ ตอนเข้ามาในหมู่บ้านเพียงเท่านั้น อีกทั้งกลิ่นหอมเย้ายวนที่ได้กลิ่นตั้งแต่เข้าหมู่บ้านมา ยังช่วยให้เขากระปรี้กระเปร่าไม่น้อย

          เมื่อได้ยินเสียงลู่เกอเดินตรงมา เขาจึงรีบหลับตาลงทันทีเพราะลู่เกอสั่งให้เขาเข้านอน

          เหวินลู่ฟงที่อาบน้ำเสร็จ กำลังจะเข้านอน กลับเห็นเสี่ยวหลานนอนหลับตาตัวเกร็งอยู่บนเตียงจึงค่อย ๆ นั่งลง

          “เป็นอะไรไปรึ เสี่ยวหลาน”

          “ไม่ หลับ” เสี่ยวหลานตอบทั้งที่ยังคงหลับตาแน่น

          “เจ้านอนไม่หลับข้าก็ไม่ได้ว่าอันใด มิต้องเกร็ง” เมื่อสิ้นคำพูดเสี่ยวหลานก็ลืมตาโพลงขึ้นทันที

          “ลู่เกอ ใจดี”

          “แล้วมีใครใจร้ายกับเจ้ารึ? ”

          เสี่ยวหลานครุ่นคิด “ท่านหมอ เจ็บ ยาขม”

          “นั่นอาจจะเป็นวิธีการรักษาเจ้า ใส่ยาบางชนิด เจ้าก็จะเจ็บ ยาที่ดื่มมักมีรสขม และท่านหมอหวังดีกับเจ้าแน่นอน”

          เหวินลู่ฟงดับตะเกียงภายในห้อง แล้วล้มตัวลงนอนเคียงข้างเสี่ยวหลาน

          “หากเจ้านอนไม่หลับ ข้าก็ไม่บังคับเจ้า ง่วงเมื่อไรก็นอน”

          “อืม”

          เสี่ยวหลานนอนมองเพดานห้องไปเรื่อย กระทั่งรับรู้ถึงลมหายใจเข้าออกที่ช้าลงและสม่ำเสมอ เขาจึงเอี้ยวตัวไปมอง ใบหน้าลู่เกอช่างงดงามหมดจดนัก แต่ใบหน้าของเขากลับมีสองสี ท่านหมอบอกว่าควรจะปกปิดใบหน้าข้างหนึ่งเพราะมันไม่เหมือนคนอื่น หากแต่เขาไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2023
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 6 集 2020.11.06
«ตอบ #11 เมื่อ07-11-2020 19:40:16 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 6 集 2020.11.06
«ตอบ #12 เมื่อ08-11-2020 01:04:58 »

เอ็นดู

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-1
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 7 集 2020.11.20
«ตอบ #13 เมื่อ20-11-2020 19:56:20 »





第 7 集






   ตั้งแต่เข้าพักที่โรงเตี๊ยมเมื่อวาน จนกระทั่งออกเดินทางในวันนี้ เสี่ยวหลานก็ไม่ได้กลิ่นหอมเย้ายวนอีกเลย กลิ่นที่ทำให้เขาสดชื่น บรรเทาอาการเมื่อยล้านั้น ช่างแสนเสียดายนัก

   ก่อนออกจากโรงเตี๊ยมลู่เกอให้เขาสวมหมวกสานที่มีผ้าบาง ๆ คลุมใบหน้า ผ้าสีขาวพลิ้วไหวเข้ากับอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ที่ลู่เกอเลือกให้ แม้มันจะงดงามหากแต่ก็ใส่ได้ยากยิ่ง

   เสี่ยวหลานเดินเคียงข้างลู่เกอที่จับจูงม้าไปตามถนนมุ่งหน้าสู่โรงเลี้ยงม้า ระหว่างทางเขาพบตรอกเล็ก ๆ สายหนึ่ง ทิศทางนั้นมีกลิ่นหอมเย้ายวนรุนแรงลอยตามลมออกมา เขาจึงหยุดเดินและมองเข้าไปในตรอกแห่งนั้นด้วยไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี

   “เสี่ยวหลาน” ลู่เกอเดินนำเขาไปหลายก้าวหยุดเดินและหันกลับมาเรียกเขา “มีอะไรรึ”

   “ลู่เกอ” เสี่ยวหลานยังคงมองไปในตรอกแห่งนั้น และชี้ไปในทิศทางของกลิ่นที่ตนได้รับ

   “ในตรอกนั้นมีสิ่งใดรึ?”

   “ไม่รู้”

   “ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปกันเถิด เรายังต้องเดินทางกันอีกไกล”

   “ลู่เกอ” เสี่ยวหลานเรียกอีกครั้ง ด้วยความอยากรู้อย่างมากว่ากลิ่นนั้นมาจากสิ่งใด กลิ่นที่เขาชอบ กลิ่นที่ทำให้เขาสดชื่น

   “เจ้าอยากเข้าไปดู?”

   เสี่ยวหลานพยักหน้าก่อนนึกขึ้นได้ “ขอรับ”

   เหวินลู่ฟงนึกแปลกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เสี่ยวหลานดื้อดึงกับเขา ทั้งที่สามวันที่เดินทางร่วมกัน อีกฝ่ายมักจะทำตามและไม่เคยโต้เถียงเขาเลยสักครั้ง

   เขาผูกไม้ไว้ที่โคนต้นไม้หน้าทางเข้าตรอกก่อนฝากฝังม้าตัวนั้นไว้กับเจ้าของแผงขายของข้าง ๆ กัน การตามใจเสี่ยวหลานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอันใด

   “เสี่ยวหลาน ที่ข้าพาเจ้าเข้าไปดูในตรอกนี้ เพราะเห็นว่ามันไม่น่าจะมีอันตรายอะไร หากคราหน้าข้าห้ามเจ้า นั่นเป็นเพราะทางที่เจ้าเข้าไปมันอาจจะมีอันตรายรออยู่ เข้าใจหรือไม่”

   “ขอรับ”

   “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เดินตามข้ามา”

   เหวินลู่ฟงเดินนำเสี่ยวหลานเข้ามาในตรอกเล็ก ๆ สายหนึ่งข้างทางมีเศษเครื่องเรือนที่ไม่ใช้แล้วถูกวางทิ้งไว้อย่างระเกะระกะ ดูแล้วตรอกแห่งนี้คงไม่ค่อยมีผู้สัญจรไปมาบ่อยนัก

   เมื่อเดินตามเส้นทางคดเคี้ยวมาเรื่อย ๆ จนเขาเห็นว่าทางข้างหน้าเป็นทางตันจึงหยุดเดินหมายที่จะหันกลับทางเดิม

   “ที่นี่ไม่มีสิ่งใดแล้ว”

   “มี”

   เหวินลู่ฟงหันมองตามสายตาของเสี่ยวหลานอย่างแปลกใจ ที่สุดปลายทางเป็นทางตัน มีเพียงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ที่โคนต้นไม้มีป้ายหลุมศพสลักอักษรตัวเดียวว่า ฉง

   เสี่ยวหลานเดินเข้าไปใกล้ๆ ที่มาของกลิ่น ตั้งแต่เดินเข้ามาในตรอกแห่งนี้ กลิ่นหอมเย้ายวนนั้นกลับรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาไม่สามารถห้ามความต้องการของตัวเองได้อีกต่อไป

   เหวินลู่ฟงเห็นเสี่ยวหลานก้าวตรงไปยังป้ายหลุมศพที่อยู่ใต้โคนต้นไม้ เขาจึงเดินตามไปอย่างระแวดระวัง สถานที่แห่งนี้ช่างแปลกประหลาดนัก ตลอดเส้นทางที่เดินเข้านั้นราวกับไม่ค่อยมีผู้คนสัญจร หากแต่บริเวณป้ายหลุมศพนั้นกลับสะอาดสะอ้าน ราวกับมีผู้ดูแลอยู่ตลอดเวลา ทำให้เขาไม่อาจวางใจได้

   เพียงชั่วพริบตาที่เหวินลู่ฟงกวาดสายตาสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณ จู่ๆ กลับมีสายลมวูบไหว กิ่งก้านของต้นไม้ตรงหน้าสั่นไหวรุนแรงจนเขาต้องเข้าไปคว้าร่างของเสี่ยวหลานออกมา หากแต่กำลังจะคว้าร่างนั้นไว้ได้ กลับมีพลังบางอย่างผลักเขากระเด็นออกมา

   เหวินลู่ฟงเห็นเสี่ยวหลานยกมือข้างหนึ่งแตะลงบนแผ่นป้ายหลุมศพที่อยู่ใต้ต้นไม้ พลันปรากฏไอสีส้มแผ่ออกมา ต้นไม้ทั้งต้นสั่นไหวราวกับจะโค่นลงมาได้ทุกเมื่อ เขาจึงพยายามเดินเข้าไปให้ถึงตัวของเสี่ยวหลาน หากแต่ถูกแรงบางอย่างต้านเอาไว้ ทำให้แต่ละย่างก้าว ช่างเคลื่อนไหวได้ยากเย็นยิ่งนัก

   เขาเดินไปเพียงครึ่งทางเท่านั้น เปลือกของต้นไม้ใหญ่พลันปริแตกเป็นโพรง เศษเปลือกไม้กระเด็นไปทั่วบริเวณ ด้วยแรงต้านที่แผ่มาจากทิศทางด้านหน้า ทำให้เหวินลู่ฟงไม่สามารถหลบเศษไม้เหล่านั้นได้ทั้งหมด จึงเกิดรอยขีดข่วนสร้างบาดแผลให้กับเขาไม่น้อย อาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่เกิดขึ้นเทียบไม่ได้กับความเป็นห่วงที่มีต่อเสี่ยวหลานซึ่งยังคงยืนประจันอยู่ตรงหน้าป้ายหลุมศพ

   เหวินลู่ฟงพยายามเดินเข้าไปหาเสี่ยวหลานอีกครั้ง เพียงไม่ถึงหนึ่งฉื่อ [1] เขาก็จะถึงตัวอีกฝ่าย หากกลับเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น ภายในโพรงไม้ที่แตกออกปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งอาบไล้ไปด้วยไอสีส้มลอยออกมา เขาจึงรู้ว่าแรงผลักดันนั้นมาจากกระบี่เล่มนี้

   กระบี่เล่มนั้นลอยขึ้นสูง หมุนวนเคว้งคว้างไร้ทิศทางอยู่รอบตัวเสี่ยวหลาน สายลมไร้ที่มาพัดพาให้อาภรณ์และผ้าปิดบังใบหน้าของอีกฝ่ายพลิ้วไหว เขาไม่สามารถเข้าใกล้อีกฝ่ายได้ เนื่องด้วยเมื่อพยายามจะเข้าใกล้ กระบี่เล่มนั้นกลับพุ่งมาทำร้ายเขา

   เหวินลู่ฟงถอยออกมาไกลจากรัศมีการโจมตีของกระบี่ หากแต่มันยังคงหมุนคว้างไปรอบ ๆ ตัวของเสี่ยวหลาน ไอสีส้มที่แผ่ออกมาจากกระบี่ค่อย ๆ ครอบคลุมร่างของอีกฝ่ายอย่างช้า ๆ จนเมื่อไอกระบี่เข้าสู่ร่างของเสี่ยวหลานจนหมด กระบี่จึงร่วงหล่นลงสู่พื้นดินพร้อมทั้งไอผลักดันได้จางหายไปทันที เขาจึงรีบเข้าไปหาเสี่ยวหลาน

   “เสี่ยวหลาน!!”

   เสี่ยวหลานหันมาตามเสียงที่เขาเรียก ตามลำตัวและใบหน้ามีร่องรอยขีดข่วนจากเศษไม้ไม่น้อย

   “ลู่...เกอ…” เสียงตอบรับแผ่วเบา ก่อนร่างเล็กจะทรุดกายลงกับพื้น ดีที่เขาสามารถคว้าไว้ได้ทันเมื่ออีกฝ่ายหมดสติลง

   “เสี่ยวหลาน” เขาเรียกชื่ออีกฝ่าย หากแต่ต้องชะงักที่จู่ๆ บาดแผลจากรอยขีดข่วนของเสี่ยวหลานค่อย ๆ จางหายไป กระทั่งรอยปื้นแดงบนใบหน้ายังดูจางลงไปเช่นเดียวกัน

   “สวรรค์เมตตา สวรรค์เมตตาแล้วแท้ๆ”

   เสียงจากหญิงชรานางหนึ่ง ที่ก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ กำลังพร่ำขอบคุณสวรรค์พร้อมทั้งโขกศีรษะลงพื้นหลายครั้งหลายครา

   “ท่านยาย ท่านหมายความว่าอย่างไร” เหวินลู่ฟงเอ่ยถาม

   “ฉงซูเจี้ยนเล่มนี้เป็นของคุณชายน้อยผู้นี้แล้ว” หญิงชราหยิบกระบี่ขึ้นมาก่อนคุกเข่าลงตรงหน้าพวกเขาพร้อมยื่นกระบี่ส่งให้

   “ฉงซูเจี้ยน หนึ่งในแปดยอดกระบี่ปฐพีรึ”

   “เจ้าค่ะคุณชาย”

   “ฉงซูเจี้ยนมิใช่ว่าหายสาบสูญไปเมื่อหลายร้อยปีก่อนหรอกหรือ”

   “มันไม่เคยหายไปไหนเจ้าค่ะ เพียงแต่ไม่มีผู้ใดค้นพบและคู่ควรเท่านั้น”







   เหวินลู่ฟงพาเสี่ยวหลานเข้ามาพักในกระท่อมของหญิงชราที่อยู่ด้านหลังของต้นไม้ใหญ่ ทางเข้ากระท่อมเป็นเพียงโพรงเล็ก ๆ หากแต่สามารถให้คนลอดผ่านได้จึงไม่สะดุดตานัก

   เสี่ยวหลานถูกวางลงบนเตียงไม้ของเจ้าของกระท่อม นางเป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูลโกวซึ่งเป็นตระกูลผู้ถือครองกระบี่ฉงซูเจี้ยน นามโกวอี้หลาน

   โกวอี้หลานเล่าว่า เมื่อหลายร้อยปีก่อน บรรพบุรุษของนางร่วมกับสหายเที่ยวเสาะหาแร่เหล็กชั้นดีเพื่อนำมาให้ราชากระบี่ ตีขึ้นรูปกระบี่ให้จนกระทั่งได้กระบี่ฉงซูเจี้ยนออกมา

   และหลังจากแปดยอดกระบี่ปฐพีถูกสร้างขึ้นได้ไม่นาน ยุทธภพกลับเกิดความปั่นป่วน สำนักฝ่ายอธรรมรุ่งเรืองหากแต่ฝ่ายธรรมะกลับถดถอย จึงเป็นเหตุให้สำนักเบญจพิศขึ้นครองยุทธภพ เจ้าสำนักสำเร็จวิชามาร สร้างความเดือดร้อนไปทั่วแคว้น 

   บรรพบุรุษของนางในขณะนั้นได้ร่วมกับเหล่าสหาย ขึ้นเขาเบญจะเพื่อไปกำจัดมาร กำจัดมารเพียงหนึ่งหากแต่เกิดความสูญเสียนับพัน บรรพบุรุษของนางสิ้นชีพลงทิ้งไว้เพียงกระบี่วิเศษเล่มนี้

   หลังจากยุทธภพกลับมาสงบสุขอีกครั้ง หากแต่คุณในตระกูลโกว ไม่มีผู้ใดสามารถใช้กระบี่ฉงซูเจี้ยนได้อีก ผู้ที่ถือครองกระบี่เล่มนี้มักจะมีอันเป็นไปโดยมิสามารถหาสาเหตุได้ หากไม่เสียสติก็พิการ หรือบางคนถึงขั้นตกตายไปก็มี

   เมื่อกระบี่ปิดกั้นมิให้ผู้ใดครอบครองได้อีก ตระกูลของนางจึงฝังกระบี่ไว้ที่สุสานแห่งนี้ โดยมีทายาทตระกูลโกวเป็นผู้เฝ้าสุสาน และสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ หลังจากฝังกระบี่ฉงซูเจี้ยนได้เพียงสามถึงสี่ปี พลันเกิดต้นไม้งอกขึ้นมา บรรพบุรุษของนางพยายามถอดต้นไม้นั้นออกไปหลายครา สุดท้ายกลับงอกขึ้นมาใหม่จนต้องปล่อยทิ้งไว้ให้มันเติบโตดังเช่นที่เห็นทุกวันนี้

   “ดังนั้นหลุมศพ ที่มีป้ายสุสานด้านหน้านั่น มิได้มีศพผู้ใดฝังอยู่ หากแต่เป็นกระบี่ฉงซูเจี้ยนเล่มนี้”

   “เจ้าค่ะ แต่กระบี่วิเศษเล่มนี้ไปอยู่ในต้นไม้ต้นนั้นได้อย่างไร ข้าน้อยมิอาจทราบได้”

   “เสี่ยวหลานมิได้มีวรยุทธ์ เหตุใดจึงสามารถปลุกกระบี่ฉงซูเจี้ยนให้ฟื้นคืนมาได้”

   “ข้าน้อยเองก็มิทราบ หน้าที่ของข้าน้อยมีเพียงเฝ้ารอ และมอบกระบี่วิเศษเล่มนี้ให้กับผู้ที่คู่ควรเจ้าค่ะ”

   “ท่านยาย หากมีผู้ใดขโมยกระบี่เล่มนี้ไปใช้เล่า จะทำเช่นไร”

   “หากมิใช่ผู้ที่กระบี่ยอมรับ ผู้ใช้จะสูญเสียพลังปราณและพลังชีวิตเจ้าค่ะ ตามที่ข้าน้อยได้ยินคนเถ้าคนแก่ในตระกูลเล่าสืบต่อกันมา กระบี่ฉงซูเจี้ยนเล่มนี้จะกลืนกินจิตวิณญาณของผู้คนเหล่านั้น”

   “แล้วถ้าผู้ที่ใช้คือเสี่ยวหลานล่ะ จะเกิดอันตรายหรือไม่ ”

   “หากเป็นผู้ที่กระบี่ยอมรับ ฉงซูเจี้ยนจะช่วยส่งเสริมผู้ใช้มันเจ้าค่ะ ดูได้จากบาดแผลของคุณชายน้อยที่หายไปราวกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บอันใด ทั้งยังมีคำกล่าวจากผู้เถ้าผู้แก่ว่า กระบี่ฉงซูเจี้ยนว่องไวดุจสายลม พลิ้วไหวราวสายน้ำ แข็งแกร่งดั่งหินผา”
   
   “พรรคใหญ่ๆ และสำนักมีชื่อต่าง ๆ พากันตามหากระบี่วิเศษทั้งแปดเล่มมานานหลายร้อยปีเพื่อหวังจะได้ครอบครองอาวุธวิเศษเหล่านี้ ไม่คิดว่าวันหนึ่งข้าจะได้พบกระบี่ฉงซูเจี้ยนเล่มนี้เข้าโดยบังเอิญ”

   เหวินลู่ฟงยกกระบี่ขึ้นสำรวจ แม้กระบี่จะถูกฝังอยู่ในต้นไม้เป็นเวลาหลายร้อยปี แต่กระบี่ยังคงคมกริบไร้สนิท ตัวกระบี่สีส้มทองมีลวดลายเถางดงาม ด้านล่างของโกร่งกระบี่ฝังอัญมณีสีส้มอมแดงเอาไว้ ยิ่งขับให้ดูล้ำค่า

   “คุณชาย ข้าน้อยขอบังอาจตักเตือนท่าน”

   “เชิญท่านยาย”

   “ฉงซูเจี้ยนเล่มนี้มิได้ยอมรับท่าน ดังนั้นข้าหวังว่าท่านคงจะไม่ฝืนลิขิตสวรรค์”

   “ข้ามิทำเช่นนั้นแน่นอน ข้าเพียงแต่เป็นห่วงเสี่ยวหลาน” เหวินลู่ฟงมองไปยังเสี่ยวหลานที่นอนหลับใหลไม่ได้สติ “การที่มีกระบี่วิเศษในครอบครอง มิใช่เรื่องที่ดีของเสี่ยวหลานในขณะนี้เลย”

   “ข้าสังเกตว่าคุณชายพกกระบี่ติดตัวอยู่เล่มหนึ่ง”

   “ท่านยายพูดไม่ผิด เพียงแต่กระบี่ของข้ามิสามารถใช้งานได้แล้ว”

   “ไม่ทราบว่า ข้าจะขอดูได้หรือไม่”

   เหวินลู่ฟงพยักหน้าก่อนปลดห่อผ้าที่สะพายอยู่และส่งกระบี่ของตนให้หญิงชรารับไป โกวอี้หลานรับห่อกระบี่มาและคลี่ผ้าที่พันรอบฝักกระบี่ออก เมื่อดึงกระบี่ออกจากฝักก็พบว่า กระบี่เล่มนี้หักครึ่งเสียแล้ว

   “ในเมื่อกระบี่ใช้การไม่ได้เหตุใดท่านจึงยังพกติดตัวด้วยเล่า” โกวอี้หลานส่งกระบี่คืนให้กับเหวินลู่ฟง

   “กระบี่เล่มนี้สืบทอดมาจากมารดาของข้า แต่เพราะข้าไร้ความสามารถจึงทำให้กระบี่กลายสภาพเป็นเช่นนี้”

   “ในหมู่บ้านกระบี่แห่งนี้ มีเฒ่าประหลาดอยู่ผู้หนึ่ง สามารถซ่อมแซมอาวุธได้ทุกชนิด”

   “ข้าเคยได้ยินมาบ้าง หากแต่ข้าไม่เคยพบผู้เฒ่าผู้นั้นสักครา ก่อนข้าจะเข้าไปฝึกตนที่หุบเขาดอกเหมย ข้าได้แวะเวียนมาแล้วหลายครั้ง”

   “ข้าเคยได้ยินชาวบ้านล่ำลือกันว่า เฒ่าประหลาดผู้นี้มีวรยุทธล้ำเลิศ ไปมาไร้ร่องรอย น้อยคนนักที่จะพบเจอ”

   “แล้วพวกชาวบ้านรู้ได้อย่างไรว่าท่านผู้เฒ่าสามารถซ่อมแซมอาวุธได้ทุกชนิด”

   “หากท่านอยากให้เฒ่าประหลาดซ่อมกระบี่เล่มนี้ให้ท่าน ท่านจงนำสิ่งของที่สัมพันธ์กับกระบี่เล่มนี้ไปวางไว้ที่บ้านของเฒ่าประหลาด หากเฒ่าประหลาดผู้นั้นสนใจ เขาจะไปหาท่านเอง”

   “ประหลาดจริง ๆ ผู้เฒ่าท่านนี้มีนามว่าอย่างไร”

   “ข้าก็ไม่รู้ว่าเฒ่าประหลาดแซ่อะไร หากรู้เพียงนามที่เรียกขาน ตาเฒ่าเจิ้งเจ้าค่ะ”





   [1] 1 ฉื่อ = 22.7-23.1 เซนติเมตร



ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
Re: จีนโบราณ : จิตมาร 第 7 集 2020.11.20
«ตอบ #14 เมื่อ21-11-2020 01:43:12 »

ตัวละครเยอะมากกกก

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด