ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 42 : 1.Jul '20
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 42 : 1.Jul '20  (อ่าน 8315 ครั้ง)

ออฟไลน์ davil01

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 18 : 25.Oct '19
«ตอบ #60 เมื่อ05-11-2019 17:49:12 »

รอติดตามครับ

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 18 : 25.Oct '19
«ตอบ #61 เมื่อ09-11-2019 21:13:22 »

หายไปนานเลยคราวนี้

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 19 : 12.Nov '19
«ตอบ #62 เมื่อ12-11-2019 07:40:02 »

19





          หลังจากเลิกกอง ทัชชาขับรถมาดักรอพัสกาญที่ร้าน และวันนี้ก็เป็นวันที่ 4 ที่เขามาเก้อ พัสกาญไม่ได้กลับเข้ามาที่ร้านเลยนับตั้งแต่วันที่เขาเข้าใจผิด จากที่เขาสอบถามลุงอ๋อ ยามที่เฝ้าโครงการนี้ ทำให้รู้ว่าพัสการพักอยู่ที่ร้าน แต่กว่าจะถามได้ความก็ทำเอาลุงอ๋อเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นสายของโจรที่ไหน

          ตอนนี้ไฟในร้านดับลงแล้ว พนักงานในร้านต่างพากันออกมา เมื่อปิดร้านเสร็จก็แยกย้ายกันไป เขาเองก็คงต้องกลับไปพักเช่นกัน พรุ่งนี้เขามีถ่ายแบบลงนิตยสารของพี่รุธ

          ระหว่างที่สตาร์ทรถ สายตาเขาก็เหลือบไปเห็นรถที่คุ้นเคยขับเข้ามายังลานจอด ไม่นานคนที่เขาแอบมองอยู่เกือบเดือนก็ลงจากรถมาพร้อมทั้งยืนรอจนกระทั่งรถที่มาส่งแล่นออกไป พัสกาญจึงได้เดินตรงไปยังร้าน ทัชชาเห็นดังนั้นก็รีบลงจากรถทันที

          เมื่อเดินไปถึงหน้าร้าน พัสกาญกำลังไขกุญแจประตูร้านพอดี

          “ม่อน” เจ้าของชื่อสะดุ้ง กุญแจที่อยู่ในมือถึงกับล่วงลงพื้น พัสกาญหันมามองเขาตาโต

          “คะ...คุณ...คุณทัช” ทัชชาไม่สนใจอาการตกใจของคนตรงหน้า เขาเดินเข้าไปใกล้เพื่อก้มเก็บกุญแจให้ แต่กลับทำให้อีกคนก้าวถอยหลัง ตัวแทบจะฝั่งลงไปบนผนังกระจก

          “ทำไมกลับดึกละ กรพาไปแวะที่ไหนมารึเปล่า” เขายื่นกุญแจร้านคืนพัสกาญ

          “ปะ...ไปทานข้าวมาครับ” คนตรงหน้าเขาตอบคำถามแต่ไม่มีท่าทีจะรับกุญแจคืน เขาจึงไขกุญแจเพื่อเปิดประตูให้

          “ม่อนประหม่า เกร็ง หรือว่ากลัวพี่” เขาถามหลังจากเปิดประตูให้พัสกาญแล้ว

          ทั้งสองยืนมองกันอยู่หน้าร้านครู่หนึ่ง ทัชชาคิดว่าหากเป็นแบบนี้ เขาคงจะต้องทำให้พัสกาญชินกับเขาให้ได้โดยเร็วซะแล้ว

          “พี่จะมาซื้อเสื้อ แต่เห็นว่าร้านปิดแล้ว กำลังจะกลับพอดีเห็นม่อนลงจากรถกรซะก่อนเลยเข้ามาทัก” เขาเห็นใบหน้าสับสนระคนสงสัยจากพัสกาญจึงตอบออกไป และเดินนำเข้ามาในร้าน

          “คุณทัช” เขาหันไปตามเสียงเรียก

          “วันนี้ดึกมากแล้ว พี่ไม่กวนม่อนหรอก แค่อยากเข้ามาส่ง”

          “ครับ” พัสกาญพยักหน้าและเดินตามเข้ามา เรียกสายตาเอ็นดูจากเขาได้ไม่น้อย

          “ม่อนยังไม่ตอบคำถามพี่เลย”

          “คุณทัชถามว่าอะไรนะครับ?”

          “ทำไมม่อนถึงกลัวพี่”

          “เอ่อ…”

          “กลัวจริงๆ ด้วยสินะ”
 
          “คุณทัชครับ คือ...ผม…” ทัชชาเดินเข้าไปใกล้พัสกาญ แต่อีกฝ่ายกลับค่อยๆ ขยับถอยหลังหนี

          “ไม่ต้องเรียกคุณหรอก เรียกพี่เหมือนคนอื่นๆ เถอะ” เขาบอกทั้งที่ยังคงก้าวไปข้างหน้า

          พัสกาญที่พยายามก้าวถอยหลังเพื่อหนีเขา ไปสะดุดเข้ากับแท่นหุ่นโชว์ตัวหนึ่ง ดีที่เขาคว้าตัวไว้ได้ทัน ก่อนที่พัสกาญจะล้มลงไป

          “เห็นไหม พี่ก็มีเนื้อมีหนัง มีลมหายใจ ไม่ใช่ผีสางที่ไหน ที่ม่อนจะต้องกลัวพี่” เขาประคองพัสกาญไว้ในอ้อมกอด ถึงพัสกาญจะยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว เขาก็ไม่อยากปล่อย จะว่าเขาฉวยโอกาสก็คงไม่ผิด

          “ผม...ไม่เป็นไร...ปล่อย” พัสกาญบอกเสียงสั่น เขาไม่รู้ว่าพัสกาญกลัวหรือโกรธที่เขาฉวยโอกาสจึงรีบปล่อย

          “พรุ่งนี้พี่ต้องไปถ่ายงานให้พี่รุธ... ชุดของม่อน”

          “คุณรู้เรื่องผม แต่คุณไม่พูด คุณต้องการอะไร”

          “ถ้าพี่แค่อยากให้ม่อนเรียกพี่แทนคำว่าคุณละ ได้ไหม?”

          “ทำไม?”

          “เรื่องบางเรื่อง มันก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมารองรับหรอกนะ”

          “คุณกำลังสนุกอยู่? คุณแกล้งผมทำไม? อ่อ! ถ้าเป็นเรื่องคุณพราว ผมไม่ได้คิดอะไรกับเธอ คุณสบายใจได้”

          ทัชชางงกับคำพูดของพัสกาญ เรื่องแกล้งน่ะใช่ เขาแต่อยากเห็นสีหน้าแบบอื่นของพัสกาญบ้าง และรู้สึกว่ามันน่ารักดี แต่เรื่องพราว...

          “อ่อ พี่เข้าใจว่าวันนั้นม่อนคงไปส่งกรที่สถานี พี่ไม่ได้เอามาโยงเรื่องเข้ากับพราวสักหน่อย เฮ้อ...สงสัยเราต้องคุยกันยาวซะแล้ว ก่อนที่ต่างคนจะเข้าใจกันไปคนละทาง”

          “คุย?”

          “ใช่ ที่ม่อนพูดออกมาแบบนี้ ไม่ใช่เพราะคิดไปเองหรอกเหรอ?”

          “ผมเปล่า ผมเห็น…”

          “เห็น? บางทีสิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่ภาพทั้งหมดก็ได้นะ อย่างข่าวของน้องแหม่ม ม่อนที่เป็นเพื่อนน่าจะรู้ดีกว่าพี่”

          “แต่นี่มันดึกมากแล้ว”

          “พี่จะยอมกลับไปก่อนก็ได้ แต่ม่อนต้องรับปากพี่ 2 ข้อ”

          “ถ้าผมทำได้” เขายิ้มออกมาเล็กน้อย

          “เรียกพี่ ไม่เอาคุณ”

          “อืม” พัสกาญพยักหน้าพร้อมกับรับคำ

          “โทรศัพท์ของม่อน” เขาแบมือให้คนตรงหน้าที่ยังคงทำหน้างงอยู่จึงย้ำคำอีกครั้ง “โทรศัพท์”

          “คุณทัชจะโทรหาใคร ใช้โทรศัพท์ร้านตรงเคาน์เตอร์ก็ได้นะครับ”

          “ไม่ครับ แล้วเมื่อกี้ม่อนรับปากพี่แล้วนะ ขอโทรศัพท์ของม่อนด้วยครับ” พัสกาญส่งโทรศัพท์ให้เขา “ปลดล็อกด้วยครับ”

          พัสกาญทำตามอย่างงงๆ เขาจึงกดเบอร์เขาลงไป เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น จากนั้นเขาก็บันทึกเบอร์ของเขาลงเครื่องของพัสกาญแล้วส่งคืนให้เจ้าของ

          “นี่เบอร์ส่วนตัวของพี่ หวังว่าม่อนจะรับสายพี่นะ”

          ทัชชายัดกุญแจร้านใส่เข้าไปในมืออีกข้างของพัสกาญ แล้วเดินออกจากร้านมา อย่างน้อยเขาก็มีเบอร์ของพัสกาญให้ได้โทรหา ให้ส่งข้อความไป และครั้งนี้ขอให้เขาอย่าได้อกหักตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเหมือนคราวที่แล้ว

          และเขาก็ตัดสินใจแล้ว ว่าเรื่องที่พี่รุธขอให้ช่วยนั้นเขาคงต้องปฏิเสธ ในเมื่อพัสกาญไม่อยากให้สัมภาษณ์กับทางนิตยสาร เข้าก็จะไม่ช่วยหว่านล้อมให้พัสกาญไม่สบายใจ

........................................................................

          ทัชชาออกจากร้านไปได้สักพักแล้ว แต่บรรยากาศภายในร้านยังคงมีออร่าหลากสีสันลอยฟุ้งอยู่ภายใน เหมือนดังสายรุ้งที่เกิดขึ้นหลังฝนตก

          ตั้งแต่พัสกาญสามารถมองเห็นออร่ามา เขาไม่เคยเห็นมันลอยค้างอบอวนอยู่ในอากาศแบบนี้มาก่อน มันทั้งน่าตื่นเต้น และน่าแปลกใจในคราวเดียวกัน

          โทรศัพท์ในมือของเขาสั่นขึ้นมาเบา ๆ เรียกสติให้พัสกาญที่ยืนตะลึงค้างกับภาพตรงหน้าก้มลงมามอง

          ‘ปิดประตูร้านแล้วขึ้นไปพักผ่อนได้แล้วครับ’

          ข้อความจากทัชชาทำให้พัสกาญรีบเดินไปปิดประตูร้าน แล้ววิ่งขึ้นไปยังห้องของตัวเองโดยไม่ได้เปิดไฟทางเดิน เมื่อเข้าห้องได้ก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง

          หอบหายใจอย่างหนัก หัวใจที่เต้นแรงเพียงเพราะวิ่งขึ้นมาบนห้อง รวมกับอาการตื่นเต้นที่ได้เห็นออร่าทีแปลกตาและสวยงาม พัสกาญยกมือข้างหนึ่งมาสัมผัสหน้าอกตรงตำแหน่งของหัวใจ พยายามสูดหายใจเข้าออกลึกๆ หวังให้มันคลายจังหวะการเต้นที่รุนแรงลง

.........................................................................

          หลังจากภาริชได้สัมภาษณ์พราววริศาไปเมื่อหลายวันก่อนร่วมกับนักข่าวคนอื่น ๆ สิ่งที่เขาได้ฟังจากปากของดาราสาว ทำให้เขาติดใจบางอย่าง จึงสืบความดู

          พราววริศาไม่เคยทำงานร่วมกับชาริสาแม้สักครั้งเดียว ถึงแม้จะถูกเชิญให้ไปร่วมงานเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้ทำงานร่วมกันสักครั้ง แล้วทำไมพราววริศาถึงพูดราวกับเธอเคยมีเรื่องกับชาริศา

          “อ่าวภา ไปยังมาไงถึงมานั่งนี่ได้ละ?” อิงลิชเดินเข้ามาในห้องทำงานแล้วกลับพบรุ่นน้องเธอนั่งอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะรับแขก

          “ผมมายืมห้องพี่ทำงานหน่อย”

          “แล้วที่ออฟฟิศภานั่งทำงานไม่ได้รึไง?”

          “มันก็ได้อยู่ เพียงแต่ผมไม่อยากฟังความเห็นของคนในออฟฟิศ”

          “เฮ้ย...ปกติภาไม่ใช่คนแบบนี้นะ อะไรทำให้ภาไม่รับฟังความเห็นของคนอื่นแบบนี้ล่ะ” อิงลิชถามอย่างตกใจในความเปลี่ยนแปลงของรุ่นน้อง

          “หา? เฮ้ย!! ไม่ใช่อย่างที่พี่คิด ผมหมายความว่า ผมไม่อยากได้ความคิดที่มีอคติ หรือเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น มันจะทำให้ผมวิเคราะห์เรื่องราวทั้งผิดเพี้ยนไป”

          “นี่ภาย้ายมาทำข่าวการเมืองแล้วเหรอ”

          “ไม่ใช่หรอกพี่ ว่าแต่พี่ว่างป่ะ ผมอยากรู้ความคิดพี่”

          “ไหนว่า ไม่อยากรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นยังไงล่ะ”

          “แล้วพี่รู้จักชาริศา หรือ พราววริศาเป็นการส่วนตัวไหม?”

          “ไม่”

          “2 คนนี้พี่ชื่นชอบใครเป็นพิเศษไหม?”

          “ไม่ เฉยๆ นะ”

          “ถ้าอย่างนั้น พี่นั่นแหละเหมาะที่สุดแล้ว มาช่วยผมหน่อย”

          “เอ่อๆ ก็ได้ แล้วภาจะให้พี่ช่วยอะไร”

          “อ่ะ พี่อ่านข่าวนี้ก่อน” ภาริชยื่นก๊อปปี้ข่าวให้อิงลิชได้อ่าน

          “สองคนนี้เขามีเรื่องไม่ลงรอยกันเหรอ ทำไมพี่ไม่เคยเห็นข่าว”

          “ไม่เคย ไม่แม้แต่จะทำงานร่วมกันเลยด้วยซ้ำ”

          “แล้วทำไมพราวถึงพูดออกมาแบบนี้”

          “นั่นแหละที่ผมแปลกใจ ผมเลยพยายามสืบอยู่”

          “แล้วภาจะให้พี่ช่วยยังไง”

          “ในมุมมองพี่ สองคนนี้เป็นยังไง”

          “ภาเป็นนักข่าวน่าจะวิเคราะห์ได้ดีกว่าพี่นะ”

          “แต่ผมรู้จักแหม่มเป็นการส่วนตัว ถึงจะไม่ได้คุยกันนานแล้วก็เถอะ ผมรู้ว่าแหม่มเป็นคนตรงไปตรงมา พูดน้อยต่อยหนัก ผมยังไม่เห็นถึงเป็นเด็นที่แหม่มจะทะเลอะกับพราว นั่นอาจจะเป็นเพราะผมมีใจเอนเอียงมาทางแหม่ม”

          “อืม พี่เข้าใจแล้ว ภากลัวว่าภาจะลำเอียงวิเคราะห์เข้าข้างแหม่มสินะ”

          “อืม แล้วตอนที่ผมได้ยินพราวให้สัมภาษณ์แบบนั้น ผมรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง เลยเกรงว่าจะคิดกับพราวด้วยใจอคติ”

          “พี่ขออ่านข้อมูลที่ภาเอามาก่อนก็แล้วกัน”

          “ขอบคุณครับ ผมขอยืมห้องพี่นอนพักสักงีบนะ”

          “เอาเถอะ อยากทำอะไรก็ทำ” อิงลิชพูดพร้อมกับโกยเอกสารไปไว้บนโต๊ะและปล่อยให้ภาริชนอนหลับบนโซฟาไปโดยไม่ว่าอะไร


To Be Continued

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 19 : 12.Nov '19
«ตอบ #63 เมื่อ12-11-2019 13:14:07 »

ว้าววว รุ้งหลากสีในความรู้สึกของม่อน ตื่นเต้นตามเลยนี่

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 19 : 12.Nov '19
«ตอบ #64 เมื่อ12-11-2019 20:05:34 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 753
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 19 : 12.Nov '19
«ตอบ #65 เมื่อ13-11-2019 13:39:48 »

มาจ่ะ นักสืบโคนันภา ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ใครคือคนร้ายกันแน่ สร้างความสร้างเรื่องขนาดนี้

ผ่านมา 19 ตอน พระนายเข้าพูดกันตรงๆ โดยไม่ผ่านล่ามแล้วจ้าาา 55555

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 20 : 15.Nov '19
«ตอบ #66 เมื่อ15-11-2019 02:25:43 »

20







          หลังจากที่ทัชชาเข้าไปหาพัสกาญที่ร้านวันนั้น เขาก็มักจะได้รับข้อความจากพระเอกหนุ่มอยู่ตลอดเวลา แต่ทัชชาก็ไม่ได้เข้ามายุ่งวุ่นวายกับเขามากนัก นอกจากจะแอบมองเขาอยู่ไกล ๆ ดังเดิม



          ‘วันนี้พี่ไม่มีคิวถ่ายที่กอง และต้องไปถ่ายงานให้พี่รุธ ไม่ได้เห็นหน้าแต่ได้ใส่ชุดของม่อนก็ยังดี’



         ‘ภาพออกมาดูดีมากเลยนะ พี่อยากให้ม่อนได้เห็นเร็ว ๆ จัง ชุดของม่อนเหมาะกับคนเอเชียจริงๆ’



          ‘เลิกกองรึยังครับ อยากแวะไปหาที่กองจัง’



          ‘กรไปส่งม่อนที่ร้านรึยังครับ ดึกมากแล้ว หลับฝันดีนะ’



          ‘พี่ซื้อขนมเจ้าอร่อยมาฝากทีมงานด้วย หวังว่าม่อนจะได้ทานขนมที่พี่ตั้งใจซื้อมาฝากนะครับ’



          ‘พี่ซื้อขนมให้ม่อนแต่ไม่ได้เอาไปให้กับมือ พี่รู้ว่าม่อนไม่อยากให้นักข่าวมายุ่งเรื่องส่วนตัว ทำแบบนี้ม่อนคงไม่น้อยใจพี่นะครับ’



          นี่เป็นข้อความบางส่วนที่ทัชชาหมั่นส่งมาให้เขาหลายๆ ข้อความต่อวัน อย่างข้อความล่าสุดเรื่องขนมเจ้าอร่อยที่ทัชชาบอก เขารู้ว่าพระเอกหนุ่มแอบนำมาวางให้เขา มันถูกวางอยู่ข้างๆ กันกับแก้วกาแฟของเขา และที่พัสกาญรับรู้ได้ว่าเป็นทัชชาที่เป็นคนนำมันมาให้เอง ก็พระออร่าของพ่อพระเอกหนุ่มยังคงอบอวลอยู่ในอากาศจนถึงตอนนี้ แม้ว่ามันจะเบาบางลงไปมากแล้วก็ตาม

          “อ่าวพี่ม่อน ได้ขนมแล้วเหรอ ผมนึกว่ายังไม่มีใครเอามาให้พี่ซะอีก” ตาลเดินถือกล่องขนมเข้ามาหาเขา ซึ่งเป็นขนมจากทัชชา

          “อืม ขอบใจนะตาล เอาไปแบ่งคนอื่นเถอะ ของพี่พอแล้ว”

          “แล้วใครเอามาให้พี่ละ พี่ชาญกับพี่เอมก็อยู่แถวหน้ากล้องนี่”

          “เอ่อ… พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน” เขาได้แต่เลี่ยงตอบ

          “อืม งั้นผมไปก่อนนะ” เมื่อตาลเดินออกไป กรกฤตก็เดินสวนเข้ามาหาเขา

          “ช่วงนี้คุณทัชอารมณ์ดีนะ” กรกฤตมองกล่องขนมที่วางอยู่ข้างแก้วกาแฟของเขา

          “อะ อืม… เหรอ?” เขาไม่รู้จะตอบกรกฤตอย่างไร

          “หึ!! มึงมีอะไรจะบอกกับกูไหม ตอนนี้ทางสะดวก พวกทีมงานก็อยู่กันที่หน้ากล้อง แหม่มก็ยังไม่มา”

          “กู…”

          “กูพอจะรู้เรื่องคุณทัช แต่กูไม่แน่ใจ”

          “มึงรู้? รู้อะไร?”

          “เขาเคยไปหามึงที่ร้าน แต่ต้อยติ่งไม่ยอมให้เขาเจอมึง ที่กูรู้เพราะต้อยติ่งไม่ไว้ใจเลยโทรมาบอกกู แล้วกูเคยคุยกับเขาเรื่องของมึง”

          “เขา...บังเอิญเจอกับกู…ที่ออฟฟิศคุณอิงลิช”

          “ไปเจอกันได้ยังไง”

          “เขาเป็นหนึ่งในนายแบบของโปรเจ็คนั้น”

          “ออร่าแสงสีเขาเป็นยังไง?”

          “มันไม่เหมือนของใครที่กูเคยเห็นมา กูอยากปรึกษาแม่แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง”

          “แล้วตอนนี้มึงกับเขาไปถึงขั้นไหนแล้ว”

          “เฮ้ย! มึงพูดอะไร ขั้นไหนอะไรของมึง กูกับเขาก็เหมือนเดิม ต่างคนต่างอยู่ จะมีก็แต่…”

          “แต่อะไร?”

          พัสการยื่นโทรศัพท์ให้กรกฤตดู เพื่อนของเขานำไปปลดล็อครหัสเองแล้วก็เปิดอ่านข้อความของพัสกาญ

          “มึงคิดยังไงกับเขา”

          “กูไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นแหละ” พัสกาญปฏิเสธ

          “มึงรู้ไหมว่าในกองตอนนี้นอกจากเรื่องของคุณพราวที่ดูจะผิดสังเกตแล้ว ยังมีคุณทัชที่ดูอารมณ์ดีเวลามาที่กอง และสุดท้ายก็คือมึง”

          “กู?”

          “มึงอาจจะไม่รู้ตัว แต่มึงมักจะยิ้มให้กับโทรศัพท์อย่างกับคนบ้า ซึ่งคนในกองเขาไม่คอยได้เห็นรอยยิ้มของมึงมากนัก แล้วเมื่อกี้นี้อีก มึงหน้าแดงต่อหน้าไอ้ตาล ถ้ากูเดาไม่ผิด ขนมกล่องนี้คุณทัชเป็นคนเอามาให้มึงใช่ไหม?”

          “อะ...อืม” เขายอมรับเรื่องกล่องขนม “แต่กูไม่ได้คิดอะไรกับเขาจริงๆ นะ”

          “ไอ้ม่อน มึงไม่ต้องรีบปฏเสธกู กูไม่ได้ว่าอะไรมึงสักหน่อย มึงรู้ใช่ไหมว่ากูกับแหม่มอยู่ข้างมึงเสมอ”

          “อืม”

          “มึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อน คุณทัชเขาถือว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง ถ้าเขาจริงใจกับมึง และมึงก็มีใจให้เขา กูก็ยังคงจะยืนเคียงข้างมึงเสมอ แต่ถ้ามึงไม่มีใจให้เขา กูก็พร้อมจะเข้าไปขวางเขาไม่ให้มายุ่มย่ามกับมึง”

          “กร…”

          “มึงไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป มึงยังมีกูเสมอ อ่อ!! ยกเว้นเรื่องออร่าสีแสงนั่น มึงต้องถามแม่มึงแล้วละ หรือไม่มึงก็ลองถามลุงหยกดู ยังไงลุงมึงก็คงจะเข้าใจมึง”

          “ขอบใจมึงมาก เอ่อ...เรื่องนี้...แหม่ม”

          “ไม่ต้องห่วง มันยังไม่รู้ กูก็ไม่คิดจะบอกมัน มึงก็ระวังตัวอย่าให้มันจับได้ก็แล้วกัน อ่อ...แต่น้องดาเขาพอจะรู้เรื่องนี้อยู่บ้างนะ”

          “แล้วน้องดา…”

          “มึงก็รู้จักนิสัยน้องดา”

          “กร เขา...กู” อยู่ ๆ พัสกาญก็พูดไม่ออก อยากจะถามก็กลายเป็นว่า ไม่สามารถที่จะเรียบเรียงคำพูดได้ ในหัวตอนนี้เขากลับคิดถึงแต่โมนิก้า กลัวการเริ่มต้นใหม่กับใครสักคน

          “ใจเย็น ๆ เชื่อกู อยากทำอะไรมึงก็ทำ ไม่อยากฝืนใจก็ไม่ต้องฝืน ไปอย่าคิดมาก มากินขนมสูตรลุงหยกเถอะ กูโคตรคิดถึงขนมนี่เลย”

          พัสกาญนั่งลงพร้อมกับกรกฤต จากนั้นก็เปิดกล่องขนมออก ข้างในเป็นมัฟฟินจากร้านที่ลุงหยกเป็นหุ้นส่วนอยู่

          เขาจำได้ว่าสมัยตอนที่เขายังเด็ก หลังเลิกเรียนน้ากล้าจะพาเขาไปทานขนมที่ร้านนี้เป็นประจำ เวลาที่ต้องไปค้างที่บ้านลุงเสือและลุงหยก เพราะแม่กับพ่อและคุณยายไม่อยู่ ตอนนั้นน้ากล้ากับน้านิลก็ยังอยู่ที่บ้านนี้ด้วย ยังไม่ได้ย้ายมาอยู่บ้านของเขาอย่างทุกวันนี้

          จากนั้นลุงเสือก็จะมารับเขากับลุงหยก ถึงแม้เขาจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วเขาก็ยังพาเพื่อน ๆ และแม้กระทั่งแฟนสาวอย่างโมนิก้า ไปอุดหนุนเสมอ ซึ่งกรกฤตก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ชื่นชอบขนมฝีมือลุงหยก จนกระทั่งเกิดเรื่องนั้นขึ้น เขาก็ไม่ได้ไปร้านลุงหยกอีกเลย

          “กร”

          “อะไร มึงอย่ามางกนะ”

          “ป่าว กู่แค่จะถามว่า เขาจะรู้ไหมว่าขนมที่เขาซื้อมาเป็นขนมจากร้านลุงหยก”

          “ไม่มีใครรู้หรอก เชื่อกู”

          จากนั้นทั้งสองก็เพลิดเพลินกับขนมตรงหน้าโดยไม่ได้นึกถึงคนซื้อแม้แต่นิดเดียว หากแต่พูดถึงคนทำด้วยความคิดถึงมากกว่า

........................................................................

          ทัชชาเห็นพัสกาญยิ้มทุกครั้งที่ได้รับข้อความจากเขา นั่นทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาบ้าง หลังจากที่เคยโทรไปหาอีกฝ่ายแล้วกลับกลายเป็นว่าเขาเป็นคนชวนคุยอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนพัสกาญได้แต่รับคำสั้น ๆ

          ยิ่งวันนี้เขาเห็นพัสกาญทานขนมของเขาอย่างมีความสุข เขายิ่งอารมณ์ดีเข้าไปอีก รอยยิ้มของพัสกาญช่างหน้ามองนัก

          “เฮ้อ…”

          “เป็นอะไรทัช ถอนหายใจเสียงดังเชียว” ทัชชาได้ยินอาทิตย์ทักก็ตกใจที่เผลอหลุดถอนหายใจออกไป “คงไม่ใช่เพราะพราวมีปัญหาหาอยู่หรอกนะ นายถึงได้ไม่สบายใจตามไปด้วย?”

          “พราว? พราวมีปัญหาอะไร ฉันไม่รู้เรื่องนะ”

          “อ่าว นี่นายไม่รู้หรอกเหรอ เรื่องที่พราวมีปัญหากับคุณพหล จนเสียสมาธิตอนเข้าซีนนะ?”

          “ฉันไม่ทันสังเกตจริง ๆ แล้วตอนนี้เคลียร์ได้รึยัง?” เขาถามเพราะเมื่อมาถึงกองถ่าย เขาก็รีบนำขนมไปให้พัสกาญ และแอบดูอยู่พักหนึ่งถึงได้กลับมายังที่นั่งของตน

          “เห็นเจษฎ์ ให้พักกองครึ่งชั่วโมง”

          “อืม แล้วเขาทะเลาะกันเรื่องอะไร ฉันไม่เห็นได้ยินข่าว”

          “ดูเหมือนพราวจะหลุดให้สัมภาษณ์นักข่าวในเชิงน้อยใจคุณพหล เรื่องงานแรลลี่การกุศลที่จะถึงนี่แหละ ทางเจ้าของแบรนด์เขาไม่พอใจ เลยยกเลิกงานในส่วนของพราว”

          “คุณพหลไม่พอใจอย่างนั้นเหรอ?”

          “เจ้าของตัวจริงอย่างแม่ของเขาต่างหากล่ะ”

          “อืม งานนี้ฉันก็ไปช่วยขายเสื้อนะ แต่ฉันยังไม่ว่างไปรับเสื้อจากคุณเพ็ญนภาเลย”

          “ในกองก็มีคนไปช่วยงานหลายคน ทีมคอสตูมของกรเองก็ไป น้องแหม่ม และยังนักแสดงอีกหลายคนเลยละ ฉันยังร่วมลงแข่งแรลลี่ด้วยเลย”

          “นายไม่ติดคิวถ่ายรึไง แข่งตั้ง 4 วัน”

          “ฉันตั้งใจจะลงแค่สองวันแล้วค่อยขอถอนตัว อยากช่วยให้งานมีสีสันนะ แต่เรื่องถอนตัวกลางคันนายอย่าไปบอกใครละ”

          ทัชชาหัวเราะออกมาในความเจ้าเล่ห์ของพระรอง แต่มันก็เป็นความคิดที่ดี

          “ว่าแต่เมื่อกี้นายกลุ้มใจเรื่องอะไร”

          “ก็ไม่เชิงกลุ้มใจหรอก… จะว่ายังไงดี อาจจะเป็นเพราะฉันไม่เคยจีบใครก่อน เลยไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงมั้ง”

          “หืม? ... แสดงว่าคนนี้จริงจังสินะ ขึ้นขั้นพระเอกอย่างทัชชาเป็นฝ่ายเดินหน้าเข้าไปจีบก่อนแบบนี้ เธอเป็นใคร น่ารักไหม”

          “อืม…”ทัชชานึกถึงใบหน้าที่สวมแว่นตัดแสงเชยๆ ของพัสกาญ “ดูเผินๆ ก็ธรรมดาไม่ได้สะดุดตาอะไร ฉันแค่ชอบรอยยิ้มของเขา”

          “เฮ้ย… นี่นายเป็นเอามากนะ พูดถึงเขาแค่นี้ ถึงกับยิ้มซะหน้าบานเชียว แล้วไงต่อๆ”

          “ก็ไม่ยังไง เขาดูเหมือนจะเป็นคนขี้อาย เลยไม่ค่อยกล้าคุยกับฉัน ตอนนี้ฉันเลยได้แต่ส่งข้อความไปหาเขาแทน”

          “ฉันชักอยากเห็นแล้วสิว่าเป็นใคร นายมีรูปเขาไหม?”

          “ไม่มี”

          “อ่าว แล้วมันต์ละรู้ไหม”

          “นายอย่าเพิ่งไปบอกมันต์นะ ดูเหมือนมันต์จะไม่ค่อยชอบเขาเท่าไร”

          “ทำไมล่ะ?”

          “อาจจะเป็นตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันละมั้ง ทำให้มันต์อคติกับเขา”

          “อืม น่าหนักใจนะ นายเป็นคนดัง เธอก็ขี้อาย อามันต์ก็ดันไม่ชอบเธออีก” ทัชชาได้ฟังอาทิตย์วิเคราะห์แล้วก็ได้แต่หัวเราะออกมาอีกครั้งหนึ่ง “นายจะหัวเราะทำไม”

          “ป่าวๆ ฉันไม่ได้หัวเราะนาย ฉันขำตัวฉันเอง ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดัง เลยไม่ทันได้คิดว่าที่เขาเกร็งหรือไม่กล้าคุยกับฉัน อาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้รึเปล่า”

          “เออๆ ยังไงฉันก็เอาใจช่วยก็แล้วกัน ขอให้นายได้เจอคนดีๆ”

          “ดีสิ คนคนนี้เป็นคนดีที่ใครๆ ก็ชื่นชม ยกเว้นก็แต่อามันต์เท่านั้นแหละ”

          ทัชชาพูดพร้อมกับมองไปยังพัสกาญที่เดินออกมารับชาริศาและชันดาพอดี

          “โชคดีนะที่เจษฎ์ให้พักกองครึ่งชั่วโมง ไม่อย่างนั้นน้องแหม่มที่มาสายคงได้มีปัญหาจริงๆ กับน้องพราวแน่ๆ” อาทิตย์ที่มองตามสายตาของเขาไปพูดขึ้น

          “ระยะหลังนี่แพรวก็ให้ข่าวด้วยการพูดจากำกวมเกินไปนะ เดี๋ยวหลายๆ คนจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่”

          “ก็เหมือนคราวของนายยังไงละ แต่นายเจอคนใหม่แล้วก็อย่าไปรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ เลย”

          “ขอบใจนายมากนะอาท”

          “อืม”

          จากนั้นทั้งสองก็นั่งทบทวนบทกันเงียบ ๆ ไม่นานทางทีมงานก็มาเรียกอาทิตย์ไปเตรียมตัว ทัชชาเห็นว่าไม่มีใครจึงกดส่งข้อความไปอีกครั้ง

          ‘ถ้าพี่รู้ว่าม่อนชอบขนมร้านนี้ พี่คงจะซื้อมาให้มากกว่านี้ เอาไว้ครั้งหน้าพี่จะพาไปทานนะครับ ม่อนน่าจะชอบ บรรยากาศดีมาก และมีมุมที่เป็นส่วนตัวให้เลือกนั่งด้วย’





To Be Continued

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 20 : 15.Nov '19
«ตอบ #67 เมื่อ15-11-2019 08:25:16 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

เขาใจตรงกันแล้วหล่ะ

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 20 : 15.Nov '19
«ตอบ #68 เมื่อ15-11-2019 13:08:05 »

น่ารัก มึหน้าแดงด้วย
เพิ่งรู้ว่าพระเอกดังทัชชาโรเมนติกขนาดนี้

ออฟไลน์ ipookza

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 20 : 15.Nov '19
«ตอบ #69 เมื่อ01-12-2019 21:14:03 »

มาต่อหน่อยนะ รออยู่ค่า :mew1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 20 : 15.Nov '19
« ตอบ #69 เมื่อ: 01-12-2019 21:14:03 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 21 : 5.Dec '19
«ตอบ #70 เมื่อ05-12-2019 21:40:55 »

21








          พราววริศาเดินกระวนกระวายอยู่ภายในห้องนั่งเล่นของห้องชุดสุดหรูใจกลางเมือง เธอยังคงอยู่ในชุดนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง เดินไปมาราวกับหนูติดจั่น เธอคอยหันไปมองประตูทางเข้าห้อง ตลอดเวลาที่เดินไปเดินมาพราววริศาก็เผลอกัดเล็บมือไปด้วย

          จนกระทั่งเสียงแตะคีการ์ดหน้าประตูดังขึ้น เธอจึงรีบพุ่งเข้าไปคว้ามือจับประตูให้เปิดออกทันที

          “หลิน ๆๆๆๆ พราวจะทำยังไงดี” พราววริศาพูดไปก็เขย่าแขนของหลินที่ถือถุงของจากร้านสะดวกซื้อ

          “พราว… เดี๋ยวของหล่น” หลินตอบอย่างใจเย็น ก่อนปิดประตูห้อง แล้วเดินตรงไปยังส่วนของห้องครัว

          “หลิน พี่เตอร์ส่งข้อความมา หลินตอบให้พราวหน่อย พราวไม่รู้จะตอบยังไงดี” เธอเดินตามหลินเข้ามานั่งลงตรงโต๊ะอาหาร เพียงแค่เห็นหลิน เธอก็ลดความกังวลไปได้มาก

          “เอามาดูสิ” หลินยื่นมือเพื่อขอโทรศัพท์ หลังจากวางถุงของต่างๆ ลงแล้ว

          พราววริศารีบวิ่งกลับไปยังห้องนอน รื้อค้นบนเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง เธอจำไม่ได้ว่าเธอโยนมันไปตรงไหน เธอกลับมากระวนกระวายอีกครั้งก่อนจะวิ่งมาดูที่ห้องนั่งเล่น และพบโทรศัพท์ถูกทิ้งอยู่บนโซฟา

          หลังจากได้โทรศัพท์แล้ว เธอก็เอาข้อความไปให้หลินดู ผู้จัดการส่วนตัวของเธอรับไปอ่าน ไม่นานก็พิมพ์ข้อความลงไป แล้วส่งกลับมาให้เธอ เมื่ออ่านแล้วก็ยิ้มออกมา

          “ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว เดี๋ยวไปกองถ่ายไม่ทัน”

          “อื้ม” พราววริศาพยักหน้าให้อย่างอารมณ์ดี แล้วเดินกลับเข้าห้องไป

          ไม่นานเธอก็เดินออกมาไม่เหลือเค้าความกระเซอะกระเซิงก่อนหน้าแม้แต่น้อย เธอนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ตรงหน้ามีอาหารเช้าที่หลินเพิ่งเตรียมให้เธอเสร็จใหม่ ๆ

          “ฉันถามจริง ๆ นะพราว เธอชอบพี่เตอร์มากเลยเหรอ?”

          “อืม ก็เขาหล่อ รวย ที่สำคัญหลอกง่ายจะตาย”

          “แล้วกับพี่ทัชละ?”

          “ก็ชอบนะ แต่น่าเสียดายที่ไม่รวยเท่าพี่เตอร์”

          “สรุปแล้วเธอคิดจะจับพี่เตอร์ให้ได้จริง ๆ ใช่ไหม?”

          “ก็เฉพาะตอนนี้นะ”

          “รู้มั้ยว่าตอนนี้กระแสเธอกำลังตก เพราะคำพูดที่เธอให้ข่าวไป”

          “ก็มันน่าน้อยใจนี่ เป็นลูกแหง่ติดแม่ซะขนาดนั้น”

          “แต่เธอก็ไม่ควรจะไปประชดพี่เตอร์เขาแบบนั้น ที่เขาช่วยพูดให้แม่เขาถอดเธอออกแค่เฉพาะงานแรลลี่นี้ก็ดีเท่าไรแล้ว นี่ถ้าถอดเธอออกจากการเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ด้วย เธอแย่แน่”

          “ฉันไม่ชอบยัยคุณแม่พี่เตอร์เลย เออ!! หลิน เธอจำผู้หญิงที่มาคุยกับยัยคุณแม่ได้ไหม? วันที่เราเอาของไปฝากพี่เตอร์ที่บ้านน่ะ”

          พราววริศาวางช้อนส้อมในมือลง แล้วเลื่อนจานอาหารออกไป

          “ก็พอจะจำได้นะ ทำไม?”

          “ฉันเห็นยัยคุณแม่เกรงใจนักเกรงใจหนา ฉันอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร แล้วมีลูกมีหลานไหม?”

          “ถึงจะมีลูก ลูกก็คงจะอายุคราวพ่อของเธอแล้ว หรือถ้ามีหลานก็คงอายุไม่เกิน 20 หรอกน่า”

          “เสียดายนะ ดูท่าทางจะรวย”

          “อืม คงงั้น” หลินยกจานของพราววริศาไปล้าง “ก็เขาเป็นตัวตั้งตัวตีจัดงานแรลลี่นี้ขึ้นมาได้ ก็คงไม่ธรรมดา”

          “เหรอๆๆๆ นี่หลิน สืบเรื่องคนบ้านนี้ให้หน่อยสิ” เธอพูดออกมาอย่างตื่นเต้น

          “นี่เธอเพิ่งคบกับพี่เตอร์ยังไม่ถึงสองเดือนเลยนะ จะไปหาคนใหม่แล้วเหรอ?”

          “ก็แค่หาเผื่อไว้ก่อน ใช่ว่าฉันจะเลิกกับพี่เตอร์วันนี้พรุ่งนี้สักหน่อย ลงทุนไปยังได้ไม่คุ้มทุนเลย”

          “ตามใจเธอก็แล้วกัน แล้วนี่พราวพร้อมจะทำงานรึยัง?”

          “พร้อมจ๊ะ” พราววริศาเดินออกจากห้องไปโดยมีหลินเดินตามหลัง เพื่อเตรียมไปทำงานที่ทำเงินและสร้างชื่อเสียงให้กับเธอ เมื่อลงมาที่ล็อบบี้ของคอนโดหรู รถตู้ของคุณพหลพร้อมทีมงานก็มาจอดรออยู่แล้ว

........................................................................

          หลังจากเสร็จงานที่กองถ่าย กรกฤตก็ขับรถมาส่งพัสการเหมือนทุกวัน ผิดตรงที่วันนี้เพื่อนของเขาต้องเปลี่ยนเส้นทางไปที่บ้านใหญ่

          วันพรุ่งนี้งานแรลลี่ที่คุณยายกับเพื่อน ๆ ร่วมกันจัดเพื่อการกุศลจะเริ่มขึ้น ทำให้คืนนี้ที่บ้านใหญ่มีแขกมาทานอาหารค่ำมากมาย กรกฤตกรจึงขับรถมาส่งเขาที่หน้าบ้านก่อนจะกลับ

          “คุณม่อน มาแล้วเหรอค่ะ รีบเข้าบ้านเถอะค่ะ ทุกคนรออยู่” น้านิลเดินออกมารับเขาถึงหน้าบ้าน

          “ทุกคนมากันครบแล้วเหรอครับ”

          “แต่เกือบค่ะ กำลังคุยกันอยู่ในห้องนั่งเล่น”

          พัสกาญเดินตามน้านิลไปยังห้องนั่งเลย เมื่อน้านิลเปิดประตูให้เขาก็เห็นภาพบรรยากาศครอบครัวที่อบอุ่น ที่ไม่ได้เห็นมานาน

          “อ่าว ตาม่อน กลับมาแล้วเหรอลูก เหนื่อยไหมเรา” คุณยาย หรือใครๆ เรียกกันว่าสุพรรณษาถามพร้อมส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้

          “สวัสดีครับ คุณยาย ลุงเสือ ลุงหยก” เขากำลังยกมือไหว้ทักทายรอบห้อง

          “พอแล้วๆ ไม่ต้องไหว้รอบตัวอย่างกับหาเสียงเลย ทุกคนเขารักเราอยู่แล้ว” แม่ของเขาขัดขึ้นอย่างหยอกล้อ

          “มาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนไป เดี๋ยวคุณภูกับตาเจมส์มา จะได้ทานข้าวกัน” พ่อของเขาไล่อย่างไม่จริงจังนัก

          “เดี๋ยวๆ พี่วิทย์ ภาขอกอดหลานให้หายคิดถึงหน่อย” ไม่พูดเปล่า ป้าเพ็ญนภา ลุกจากเก้าอี้เข้ามากอดเขาแล้วหอมแก้มทั้งสองข้างอีกฟอดใหญ่

          “ป้าเพ็ญครับ เหม็นเหงื่อม่อน” เขาท้วงออกมาเมื่อป้าของเขายังกอดเขาไม่ปล่อย

          “พี่เพ็ญๆ พอแล้ว ปล่อยหลานไปอาบน้ำก่อน” แม่ของเขาพูดขึ้นอย่างหวงๆ ส่วนป้าเพ็ญก็ยังไม่ยอมปล่อยเขา สองคนนี้ชอบหยอกกันแบบนี้ประจำ

          หลังจากเขาหลุดออกจากห้องนั่งเล่นออกมาได้ เขาก็รีบขึ้นห้องไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะลงมาสมทบกับคนอื่นที่ห้องนั่งเล่น เมื่อมาถึงก็พบว่าพี่ภูผามาถึงแล้ว

          “สวัสดีครับพี่ภู” เขาลงไปนั่งกับพื้นข้าง ๆ ภูผา เนื่องจากเก้าอี้ในห้องนั่งเล่น ผู้หลักผู้ใหญ่นั่งกันเต็มห้อง “เฮียเจมส์ละครับ?”

          “เจมส์ไปช่วยลุงหยกกับน้านิลในครัวน่ะ”

          “อ่อ”

          “เดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้วค่อยไปคุยกับพี่เขาก็ได้ ม่อนอยู่คุยกับคุณยายเรื่องงานพรุ่งนี้ก่อน” ภูผารีบดักทางเขาไว้อย่างรู้ทัน

          “ครับ”

          จากนั้นทุกคนในห้องที่เหลือก็ต่างคุยเรื่องงานที่ตนต้องดูแลในวันพรุ่งนี้ เขาจึงนั่งฟังไปด้วย

          งานนี้คุณยายกับพี่ภูช่วยกันจัดขึ้น โดยที่คนต้นคิดมาจากพี่ภู ส่วนพ่อของเขาไปเป็นประธานเปิดงาน

          แม่ของเขากับป้าเพ็ญนภา ทั้งสองคนใช้ชื่อเสียงของตัวเองออกแบบแจ็คเก็ตเป็นคอลเลคชั่นพิเศษเพื่อจำหน่ายในงาน ส่วนเขาได้ออกแบบลายเสื้อยืดสำหรับจำหน่ายทั่วไป

          ลุงเสือจัดคนในบริษัทมาดูแลความเรียบร้อยของงาน เรียกได้ว่างานนี้คนในครอบครัวเขาร่วมแรงร่วมใจช่วยงานกันเต็มที่

          “เสร็จงานแล้วม่อนมีงานต่อที่ไหนรึเปล่า” แม่ของเขาหันมาถาม

          “ไม่มีครับแม่”

          “ถ้าอย่างนั้น เสร็จจากงานนี้แล้ว ก็แวะไปพักที่โรงแรมก่อนสักคืนค่อยกลับ ลุงเถิงทำห้องไว้ให้เราแล้ว ไปดูสักหน่อย”

          “ครับ”

          ครั้งก่อนที่เหยียนหวอมาเทคโอเวอร์โรงแรมที่พัทยา ลุงเถิงก็ได้ปรับเปลี่ยนชั้นบนสุดเป็นเพ้นท์เฮ้าส์ส่วนตัวให้คนในครอบครัวคนละห้อง โดยมีต้นแบบมาจากที่มาเก๊า

          คุยเรื่องงานกันอีกสักพักน้านิลก็เข้ามาตามพวกเขาให้ไปทานข้าว เพราะตั้งโต๊ะกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เนื่องจากมีสมาชิกหลายคน พ่อของเขาจึงให้ย้ายไปทานที่ห้องจัดเลี้ยง

          บรรยากาศในการทานอาหารค่ำเป็นไปอย่างอบอุ่น แม้จะเข้ามาใช้ห้องที่ดูเป็นทางการ แต่ทุกคนก็เลือกนั่งในตำแหน่งที่ตามใจตนเอง คุณยายนั่งหัวโต๊ะ ด้านข้างเป็นป้าเพ็ญที่คอยดูแลและคอยตักอาหารให้บ้าง ชวนคุยบ้าง พ่อนั่งคู่ติดกับแม่ ลุงเสือนั่งข้างลุงหยก พี่ภูกับเฮียเจมส์ แล้วก็เขา ส่วนน้านิลกับน้ากล้า ไม่ว่าใครต่อใครจะคะยั้นคะยอยังไงก็ไม่ยอมร่วมโต๊ะกับพวกเราสักที

          น้านิลกับน้ากล้ามักจะให้เหตุผลว่าเขาทั้งสองเป็นแค่ลูกจ้าง ซึ่งทุกคนในบ้านไม่มีใครคิดแบบนั้นเลย เขาเองก็นับถือน้ากล้าน้านิลเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง

          เมื่อทานข้าวเสร็จทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน เขากับเฮียเจมส์เลยออกมานั่งคุยกันที่ข้างสระว่ายน้ำ

          “ม่อนดูสดใสขึ้นนะ” เฮียของเขาทักระหว่างที่นอนมองดาวบนท้องฟ้า ทั้งที่มันไม่ค่อยจะมีให้เห็นมากนัก เพราะสู้แสงไฟประดิษฐ์ในเมืองไม่ได้

          “คงเป็นเพราะม่อนออกไปทำงานกับกร ได้เจอคนมากขึ้น”

          “ดีแล้วละ” เฮียเจมส์เงียบไปสักพัก ก่อนเอ่ยต่อ “มีปัญหาอะไร ม่อนโทรหาเฮียได้ตลอด ม่อนรู้ใช่ไหม?”

          “อืม แต่ม่อนไม่ได้มีปัญหาอะไรนะ”

          “เฮียรู้ว่าม่อนมีเรื่องให้คิด หรือลังเลอยู่ ม่อนปิดเฮียไม่ได้หรอก ม่อนก็รู้ แล้วอีกอย่างน้าตั๋นเป็นห่วงม่อนมากนะ รู้ใช้ไหม ถึงแม้ว่าน้าตั๋นจะแกล้งหยอกกลบเกลื่อน”

          “เรื่องหมอก”

          “หืม...ที่เพื่อนเราเรียกว่าออร่าอ่ะนะ”

          “อืม มีคนหนึ่งที่หมอกนั้นยังคงอยู่ ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว”

          “แปลก”

          “ม่อนไม่รู้จะปรึกษาใครดี ม่อนไม่กล้าถามแม่ เพราะแม่ขี้หวง”

          “แสดงว่าม่อนก็มีความรู้สึกดีๆ กับเขาสินะ”

          “เฮีย ม่อนเองก็ไม่รู้ ม่อนตอบไม่ได้”

          “ชัดออกขนาดนี้”

          “อะไรชัด?”

          “ก็ม่อนไงละ ม่อนมีความรู้สึกดีๆ กับเขา ไม่อย่างนั้นที่ม่อนไม่กล้าไปปรึกษาน้าตั๋น ไม่ใช่ว่ากลัวน้าตั๋นไปแกล้งเขารึไง”

          “...”

          “นี่ก็ดึกมาแล้ว พรุ่งนี้ต้องเตรียมงานแต่เช้า ถ้างานเสร็จแล้ว เฮียแนะนำให้ม่อนไปปรึกษาป้าหงส์ที่โรงแรม”

          เฮียของเขายิ้มให้ก่อนเดินเข้าบ้านไป ส่วนพัสการก็ได้แต่นั่งทบทวนความคิดของตัวเอง กับคำพูดของเฮียเจมส์และกรกฤตไปพร้อมกัน หรือเขาจะมีใจให้ทัชชาจริงๆ แต่เขาไม่เคยคุยกันมากว่า 3 ประโยคเลยด้วยซ้ำ จะเป็นไปได้เหรอ



To Be Continued

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 21 : 5.Dec '19
«ตอบ #71 เมื่อ05-12-2019 22:18:48 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

อินังพราว   อีนี่จ้องแต่จะรวยทางลัด  ชิส์

อย่านะแก ถ้าแกสืบได้ความแล้ว อย่าคิดจะมาจับนุ้งม่อนนะ

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 21 : 5.Dec '19
«ตอบ #72 เมื่อ06-12-2019 01:36:52 »

หยุดแม้แต่จะคิดเลยนะนังพราวววววววว :z6:

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 21 : 5.Dec '19
«ตอบ #73 เมื่อ06-12-2019 21:46:29 »

เป็นเรื่องที่ ดำเนินเรื่องมาถึง 21 ตอน แต่พระนายคุยกันไม่กี่คำ แต่คนอ่านโรเมนติกอยู่นะ โดยเฉพาะตอนนี้  :o8:

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 22 : 13.Dec '19
«ตอบ #74 เมื่อ13-12-2019 22:41:32 »

22







          ภาริชเดินทางมาถึงสถานที่จัดงานการกุศลแต่เช้า แต่ก็ยังช้ากว่าทีมงานที่มาเตรียมความพร้อมในงาน เขาจึงเดินสำรวจไปรอบๆ บริเวณที่ตั้งของงานที่กินพื้นที่กว่า 5 ไร่ ริมหาดส่วนตัวของโรมแรมที่เพิ่งถูกเยี่ยนหวอกรุ๊ปเทคโอเวอร์ไปไม่นาน

          ครั้งก่อนที่เขาให้พี่อิงลิชและคู่หมั้นอ่านข่าวของพราววริศากับชาริศา ทั้งคู่กลับตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เห็นถึงความผิดปกติใดใด ดังนั้นคนทั่วไปที่ไม่ใช่แฟนคลับหรือติ่งของคนทั้งสอง คงมองไม่เห็นเหมือนอย่างเขา

          ภาริชเดินมาถึงโซนเวทีที่จัดงานก็เห็นคนดังอย่างคุณพยัคฆ์ เจ้าของบริษัทรักษาความปลอดภัยระดับประเทศแฝงตัวมาตรวจสอบงานด้วยตัวเอง เขาทำทีไม่ใส่ใจและหันมาสนใจที่จะเตรียมงานของตนเองต่อ การที่ไม่ไปยุ่งกับคนในเครือเยี่ยนหวอกรุ๊ปถือว่าดีที่สุดแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะตกที่นั่งลำบากอย่างโมนิก้าก็เป็นได้

          ไม่นานขบวนนักข่าวสำนักต่างๆ ก็ทยอยกันมา รวมทั้งดารา นักแสดง อีกทั้งนางแบบนายแบบที่มีชื่อเสียงอีกหลายคน ทำให้การเดินทางมาทำข่าวครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่าทีเดียว

          ภาริชตามเก็บภาพและสัมภาษณ์นักแสดงหลายคนในงาน ทางฝ่ายเจ้าภาพเองก็ดูแลทั้งทีมนักข่าว และแขกผู้มาร่วมงานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

          เสื้อที่เป็นคอร์เลคชั่นพิเศษถูกจำหน่ายออกไปเป็นจำนวนมากตั้งแต่งานยังไม่เริ่ม เหล่าแฟนคลับเห็นดาราที่ตนชื่นชอบใส่เสื้อยืดลายไหนก็แห่กันไปซื้อตามและสวมทับเสื้อที่ใส่มาทันที สร้างให้บรรยายกาศในงานคึกคักไม่น้อย

          จนกระทั่งขบวนของผู้จัดงานเริ่มเดินทางมาถึง เขาจึงรีบเดินไปหามุมเหมาะๆ ใกล้ๆ เวทีเพื่อเก็บภาพในงานและก็พบกับคนที่ไม่คาดคิดว่าจะพบยืนอยู่บนเวที

.........................................................................

          วันนี้พวกเราออกจากบ้านกันแต่เช้า พ่อจัดแจงให้พวกเราแยกกันไปด้วยรถเอสยูวี 3 คัน คันแรกมีลุงเสือ พี่ภูผา เฮียเจมส์ และป้าเพ็ญ ที่จะไปเตรียมงานกันก่อน ส่วนคันที่สองเป็นคุณยาย แม่ ลุงหยก แล้วก็น้านิล พวกท่านต้องรับช่วยคุณยายต้อนรับแขก

          ส่วนตัวพัสกาญเองนั่งรถมากับคุณพ่อ ซึ่งจะเข้าไปรอที่โรงแรมของลุงเถิงก่อน จนกว่าจะถึงเวลาเปิดงาน ลุงเสือถึงจะให้คนมารับ ที่พ่อทำแบบนี้เพราะท่านให้เหตุผลว่า ทำตัวให้ยุ่งๆ เข้าไว้ จะได้ไม่ต้องอยู่นาน

          “ม่อนอยากจะขอไปช่วยเพื่อนขายเสื้อ” เขาถามออกมาในขณะที่นั่งเบื่ออยู่ในห้องรับรองที่ถุงเถิงจัดไว้ให้

          “ไว้เสร็จงานค่อยลอกคราบแล้วไปรวมกับเพื่อนก็ได้ หรือว่าอยู่กับพ่อแล้วอึดอัด”

          “เปล่าครับ ม่อนแค่เกรงใจเพื่อน”

          “เกรงใจเพื่อนหรืออยากไปเจอใคร”

          “จ จะ เจอใคร ม่อนนัดกรกับแหม่มไว้ อ่อ!! มีชาญกับเอมด้วย”

          “พบบุคคลเผยพิรุธ 1 ราย ต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่ระดับสูง ยังกล้าพูดความเท็จ” พ่อของเขาทำท่าทางขึงขังผิดกับเสียงเอ่ยออกมา ที่ฟังดูก็รู้ว่ากำลังล้อเลียนเขาอยู่

          “พ่อ…”

          “ไหน บอกพ่อมาสิ ว่าไปแอบชอบพอลูกสาวบ้านไหนเข้า”

          “ไม่มี และไม่ใช่ลูกสาวบ้านไหนทั้งนั้นแหละ”

          “ไม่ต้องมาปิดพ่อหรอก ถึงพ่อจะไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่ก็คอยสังเกตเราอยู่ตลอดนะ”

          “พ่อพูดอย่างกับรู้อะไรมาอย่างนั้นแหละ”

          “ไม่รู๊… พ่อไม่ได้มีสัมผัสพิเศษอ่านใจใครได้อย่างป้าหงส์ของลูก ไม่ได้หูไวขนาดที่เข็มหล่นในสนามรถแข่งแล้วยังแยกแยะออกอย่างเฮียเจมส์ ไม่ได้มองเห็นความรู้สึกผ่านทางหมอกได้อย่างเรา แต่พ่อว่าประสบการณ์พ่อมีไม่น้อยหรอกนะ”

          “พ่อ...ม่อนแค่ไม่รู้ ม่อนไม่แน่ใจ พออย่าเพิ่งน้อยใจสิ”

          “เฮ้อ...ถ้าพ่อเดาไม่ผิด เจมส์คงให้เรามาปรึกษาป้าหงส์ของพวกเราสินะ”

          “ครับ”

          “ไม่เป็นไร เอาไว้เราพร้อมบอกพ่อเมื่อไร พ่อก็ยินดีรับฟัง”

          “พ่ออย่างเพิ่งบอกแม่นะ”

          “ท่าทางจะเป็นคนพิเศษจริงๆ ด้วย ถึงได้ไม่อยากให้แม่เราไปแกล้งเขา”

          “พ่อ…”

          “เอาๆ ไม่ล้อแล้วๆ เอาไว้เสร็จพิธีเปิดงานนั่นแล้ว ม่อนค่อยไปรวมกับเพื่อนที่หลัง นานๆ พ่อจะพาลูกชายสุดหล่อออกงานสักที”

          “ม่อนไม่เห็นอยากออกงานแบบนี้เลย”

          “เอาน่า... คุณยายท่านก็อยากอวดหลานชายคนโปรดบ้าง โดนคุณดาหลาอวดสรรพคุณลูกชายมาก็มาก ตามใจคุณยายนิดนึง นี่ก็ดีเท่าไรแล้ว ที่ไม่ต้องไปช่วยคุณยายต้อนรับแขก”

          “พ่อไม่ได้น้อยใจม่อนอยู่ใช่ไหม?”

          “ก็นิดนึง มันเจ็บจี๊ดๆ แต่ก็พอรับได้ คิดซะว่ามดกัด”

          “พ่อ…”

          “ฮ่า ฮ่า เห็นหมอกจากตัวพ่อแล้วยังจะถามทำไม”

          “ก็มีคนบอกเอาไว้ ว่าภาพที่เห็น อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราตีความเสมอไป”

          “อืม… คนคนนั้นของลูกเป็นคนบอกเหรอ?”

          “อืม เขาบอกว่าต้องคุยกันให้มากกว่านี้ เฮ้ย!! …เขาไม่ใช่คนของม่อนนะ แล้วพ่ออย่าเพิ่งคิดไปไกล มันไม่ได้เป็นอย่างที่พ่อเข้าใจนะ เรา ๆ ๆ …”

          “พอๆๆ ไม่ต้องแก้ตัว ยิ่งพูดพ่อยิ่งคิด เอาเป็นว่า เราพร้อมเมื่อไรก็ค่อยพาเขามาคุยกับพ่อ”

          “พ่ออ่ะ อย่าแกล้งม่อน!”

          “ฮ่า ฮ่า ฮ่า…”

          พัสกาญได้แต่นั่งทำตัวไม่ถูก ในขณะที่พ่อของเขายังคงหัวเราะไม่หยุด จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น จากนั้นก็ปรากฎร่างของผู้ที่เคาะประตูเดินเข้ามา

          “สองพ่อลูกคุยอะไรกันค่ะ ดูท่าทางมีความสุขกันจัง”

          “ป้าหงส์ พ่อแกล้งม่อน”

          “ป้านึกว่ามีแต่แม่เราซะอีกที่ขี้แกล้ง นี่พี่วิทย์ก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอค่ะ?” ประโยคหลังป้ากงส์หันไปทักทายพ่อของเขา

          “นิดหน่อยครับคุณหงส์ นานๆ ที”

          ป้าหงส์ยิ้มให้พ่อเล็กน้อยก่อนเดินมานั่งข้างๆ พัสกาญ พวกเรานั่งคุยเรื่องทั่วๆ ไปอีกสักพัก คนของลุงเสือก็มาตามให้ลงไปที่ส่วนจัดงาน

          “ไว้พี่วิทย์เสร็จงานแล้ว ค่อยขึ้นไปดูห้องนะคะ ถึงเวลานั้นอาเถิงคงจะจัดการห้องให้พี่เรียบร้อยแล้ว”

          “ขอบคุณครับ คุณหงส์”

          “ม่อน”

          “ครับป้า?”

          “เรื่องที่ม่อนอยากคุยกับป้า ป้าคงให้คำตอบม่อนไม่ได้ ม่อนมีคำตอบในใจอยู่แล้ว เพียงแต่ม่อนกลัวที่จะยอมรับมัน อย่าเอาเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาตัดสินสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น หรือมาปิดกั้นความนึกคิดในปัจจุบัน”

          “ป้าหงส์”

          “ป้ารู้… ว่าเราเข้าใจสิ่งที่ป้าพูด”

          “ครับ”

          “ไปเถอะ พ่อรอเราอยู่”

          พัสกาญพยักหน้าน้อยๆ ก่อนเดินตามพ่อของเขาไป เมื่อพ้นประตูห้อง เขาก็พบว่าพ่อกำลังยืนรอเขาและหันกลับมามองด้วยสายตาที่อ่อนโยน

          “ป่ะ พร้อมไหม? อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด อย่าไปกลัว พ่ออยู่ตรงนี้ทั้งคน”

          พ่อพูดพร้อมโอบไหล่ของเขา ตบหนักๆ 2-3 ที ก่อนเดินนำเขาไปข้างหน้า สองสามวันมานี้เขามีทั้งเพื่อน ครอบครัว ที่คอยอยู่ข้างๆ ถ้าเป็นจริงอย่างที่ป้าหงส์พูด เขาก็จะลองดู ลองเรียก พี่ทัช สักครั้งคงจะไม่เป็นไร

........................................................................

          ทัชชาเดินทางมาถึงสถานที่จัดงานก็พบว่ามีแฟนคลับมากมายมารอตนและชาริศา บางคนถึงขั้นซื้อเสื้อยืดลายเดียวกันให้เขากับนางเอกหน้าใหม่ใส่เลยทีเดียว

          “น้องๆ ซื้อเสื้อเพื่อสมทบทุนช่วยงานการกุศล พี่ก็ดีใจ แต่พี่ไม่อยากให้น้องๆ สิ้นเปลืองเงินทอง มาซื้อเสื้อให้พี่กับน้องแหม่ม พี่ฝากบอกต่อๆ กันด้วยนะครับ” เขาพูดขึ้นเสียงดังเพื่อให้เหล่าแฟนคลับได้ยินอย่างทั่วถึง

          “น้องๆ ที่ซื้อเสื้อมาแล้วไม่ต้องเสียใจ เดี๋ยวให้พี่ทัชของเราพาไปเปลี่ยนไซด์ แล้วเอาไปฝากคุณพ่อคุณแม่ดีไหมครับ” อามันต์ช่วยพูดอีกแรง

          “ได้ครับ เดี๋ยวพี่จะพาไปเปลี่ยน น้องๆ จะได้นำไปให้คุณพ่อคุณแม่ ร่วมกันใส่เป็นชุดครอบครัว พี่เองก็จะซื้อไปเผื่อคุณพ่อคุณแม่ของพี่ด้วย”

          ทัชชาได้ทีรีบช่วยเชียร์ขายเสื้อจนอามันต์แอบส่งสายตาสงสัยมาทางเขา ซึ่งเขาเองก็ทำเป็นไม่สนใจ รีบพาเหล่าแฟนคลับไปยังซุ้มเสื้อที่กรกฤตดูแลอยู่ทันที

          ซุ้มขายเสื้อที่กรกฤตดูแลอยู่ ปราศจากคนที่เขาอยากจะพบ ทั้งที่ได้ยินคนในกองฯ พูดกันว่าคนคนนั้นจะมาช่วยขายเสื้อเพื่อการกุศลแท้ๆ

          “มองหาใคร” อามันต์กระซิบถามเขา

          “นักข่าว”

          “นักข่าวเนี่ยนะ?”

          “ฉันเดินมาอยู่ซุ้มเดียวกับน้องแหม่มของแก แต่ไม่เห็นนักข่าวจะตามมาเก็บภาพทำข่าวสักคน”

          “งานนี้ใหญ่กว่าที่ฉันคิดไว้มาก มีทั้งดารา เซเลป มากมาย ไหนจะพวกคุณหญิงคุณนายนักการเมืองอีก นายสบายใจได้ ไม่มีใครมาตามดูนายหรอก”

          “อืม เป็นอย่างนั้นได้ก็ดี”

          “แต่นายก็อย่าลืม ว่าถึงจะไม่มีนักข่าว แต่ก็ยังมีภาพจากเหล่าแฟนคลับ ยังไงก็ระวังตัวไว้เป็นดีที่สุด”

          “อืม ขอบใจมาก นายไปช่วยน้องแหม่มขายเสื้อเถอะ จะได้ทำคะแนนซะบ้าง”

          “ว่าแต่ ทำไมวันนี้ฉันไม่เห็นนายเฉิ่มว่ะ ปกติเห็นตัวติดกับแหม่มอย่างกับตัวอะไร”

          “นั่นมันในกองถ่าย นี่มันนอกสถานที่ เขาก็คงไม่ต้องดูแลกันถึงขนาดนั้นก็ได้มั้ง”

          “เหอะ!! ให้มันจริงเถอะ”

          ทัชชาไม่ใสใจในคำพูดของอามันต์ แต่กลับช่วยคนในซุ้มขายเสื้อยืดต่อไป ไม่นานนักเสียงอึกทึกที่หน้าเวที พร้อมทั้งเสียงกรี๊ดดังสนั่นก็เรียกความสนใจของคนในซุ้ม รวมถึงคนที่กำลังต่อแถวซื้อเสื้อยืดให้หันไปมอง

          ภาพบนเวทีในมุมไกลที่ทัชชาเห็น คือพัสกาญกำลังยืนอยู่ข้างๆ นายตำรวจใหญ่ที่เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยภรรยา

          พัสกาญอยู่ในชุดกางเกงยีนส์สีดำซีดๆ เข้ารูป สวมเสื้อยืดลวดลายเดียวกับที่เขาใส่อยู่ สวมทับด้วยเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลที่ออกแบบโดยห้องเสื้อเพ็ญนภา ที่สำคัญพัสกาญไม่ได้ใส่แว่นปิดบังดวงตาหวานซึ้ง ผมถูกเซทมาอย่างดี ไม่ได้ปรกหน้าตาเหมือนทุกครั้งที่เจอ

          เขาหันไปมองกรกฤตและชาริศา ทั้งสองดูไม่มีท่าทีแปลกใจแต่อย่างใด เพียงแต่ยืนมองสักพักก็กลับไปขายเสื้อยืดต่อ

          “ใครว่ะ ทั้งหล่อ ทั้งน่ารัก ไปอยู่ที่ไหนมา ถึงไม่มีใครทาบทามให้เข้าวงการ” อามันต์หันมาถามเขา

          “อยู่ฮ่องกง หรือไม่ก็อเมริกามั้ง”

          “นายรู้จัก?”

          “ก็รู้จักจากนายไง”

          “จากฉันเนี่ยนะ ฉันจะไปรู้จักคนระดับนี้ได้ไง”

          “ไหนว่าชื่นชมเขานักหนาไง”

          “แล้วนายจะมาอารมณ์เสียเรื่องอะไร สรุปวันนี้ฉันจะรู้ไหมว่าหมอนั่นเป็นใคร”

          “เขาก็คือคนที่นายอยากเจอไง คุณพัสกาญ”

          “เฮ้ย… จริงดิ ตัวจริงทำไมถึงดูเด็กอย่างนี้ว่ะ...”

          ทัชชาไม่ได้ฟังอามันต์พูดชื่นชมคนที่อยู่บนเวทีอีกต่อไป ในหัวคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้คนคนนั้นลงจากเวทีได้เร็วที่สุด เขารู้สึกโมโหที่มีคนให้ความสนใจพัสกาญมากจนเกินไป มากจนเขารู้สึกหึง หึงที่อีกฝ่ายทำตัวเป็นจุดเด่นในงาน

To Be Continued

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 22 : 13.Dec '19
«ตอบ #75 เมื่อ13-12-2019 23:43:40 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

มาแล้ว  แต่ทำไมสั้นจัง?

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 22 : 13.Dec '19
«ตอบ #76 เมื่อ14-12-2019 00:46:38 »

55555 หึงทั้งที่ยังจีบไม่ติดนี่นะ
ถ้าเป็นแฟนสงสัยมีหวังม่อนคงจะไม่ค่อยได้แปลงโฉมแน่ๆ

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 22 : 13.Dec '19
«ตอบ #77 เมื่อ14-12-2019 00:56:31 »

ต่ออีกยาวๆได้ไหม :ling1: :ling1:

ออฟไลน์ ipookza

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 97
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 22 : 13.Dec '19
«ตอบ #78 เมื่อ15-12-2019 20:52:54 »

มาต่อเร็วๆนะ อ่านแล้วขาดช่วงงะ กำลักสนุกเลย

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 23 : 16.Dec '19
«ตอบ #79 เมื่อ16-12-2019 16:30:44 »

23








          บรรยากาศในงานวันนี้ดูคึกคัก และมีผู้มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทั้งกองเชียร์ของผู้เข้าแข่งขัน และเหล่าแฟนคลับของดารานักแสดงที่มาร่วมลงแรงช่วยงานการกุศลในครั้งนี้

          พัสกาญยืนมองบรรยากาศเบื้องล่างจากบนเวที ทำให้สามารถมองเห็นส่วนต่างๆ ของงานค่อนข้างชัดเจน จุดจอดรถที่จะเข้าร่วมแข่งขัน ทางทีมงานต่างเร่งรีบช่วยกันติดสติ๊กเกอร์ไว้ที่กระโปรงหน้ารถเพื่อให้ทันเวลา

          ซุ้มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่จำหน่ายเสื้อ ร้านค้าของเหล่านักแสดงที่มาร่วมออกงาน หรือแม้กระทั่งซุ้มอาหาร ก็มีคนเข้าออกกันอย่างเนืองแน่น จนเขาอดดีใจแทนน้ากล้าไม่ได้

          “ยิ้มอะไรจ๊ะลูกรัก แค่นี้สาวๆ ข้างล่างก็จะเป็นลมกันไปหมดแล้ว” แม่ของเขากระซิบถามยิ้มๆ

          “ม่อนแค่ปลื้มแทนน้ากล้าครับ ปีนี้คงได้เงินไปช่วยเหลือโรงเรียนบนดอยได้เยอะเลย”

          “แม่นึกว่าเราจะหว่านเสน่ห์ให้กับสาวที่ไหนซะอีก”

          “เปล่าซะหน่อย…” เขาตอบปฏิเสธ จากนั้นก็พยายามไม่สนใจรอยยิ้มล้อเลียนของแม่อีก

          พัสกาญมองไปรอบๆ งานแล้วเขาก็สังเกตได้ว่า ออร่าที่แผ่ออกมาจากคนด้านล่างมีมากกว่าเมื่อครู่ สีของออร่าที่แสดงออกมา เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือชื่นชอบหรือไม่ก็ชื่นชมเขา แต่สายตาของเขากลับไปสะดุดกับออกร่าของใครคนหนึ่ง ซึ่งแผ่ออกมาเป็นวงกว้าง จนสามารถมองเห็นได้ชัดเจน แม้จะอยู่ไกลขนาดนี้

          “โกรธอะไรของเขา?”

          “ว่ายังไงนะลูก?”

          “ปะ เปล่าครับ ม่อนเห็นหมอก”

          “อืม เยอะไหมล่ะ แล้วส่วนใหญ่มาจากสาวๆ ใช่ไหม?”

          “แม่…” เขาถอนหายใจ ให้กับรอยยิ้มล้อเลียนของแม่ “เฮ้อ...ก็เยอะกว่าเมื่อครู่ครับ แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ”

          หลังจากเขาพูดจบ บนเวทีก็มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่ยืนกันอีกครั้ง หลังจากที่เขาได้รับการแนะนำไปแล้วว่าเป็นใคร และมีส่วนร่วมในงานการกุศลครั้งนี้อย่างไร

          ทีมงานที่เคยประจำจุดอยู่ข้างเวที รีบขึ้นมาช่วยกันตั้งเสาเตี้ยๆ สองด้าน จากนั้นก็ติดตั้งริบบิ้นเข้าไป ไม่นานนางแบบสาวสวยก็เดินขึ้นมาพร้อมพานที่มีกรรไกรสำหรับตัดริบบิ้นเพื่อเปิดงาน

          พัสกาญเดินมายืนอยู่ด้านหลังของพ่อและแม่ อีกด้านหนึ่งเป็นคุณดาหลาและเพื่อนๆ ของเธอ ตรงกลางเป็นคุณยายของเขา เมื่อพิธีกรส่งสัญญาณ ทุกคนก็ลงมือตัดริบบิ้น ลูกโปร่งสีสันต่าง ๆ ถูกปล่อยให้ลอยขึ้นฟ้า การเปิดงานอย่างเป็นทางการก็จบลง

          บนเวที พิธีกรยังคงดำเนินงานต่อไป ส่วนเขาตามพ่อกับแม่ที่ลงเวทีไปแล้ว เขาเดินไปสมทบกับพ่อที่คุยกับคุณยายและคุณดาหลาอยู่

          “นี่เหรอค่ะ หลานคุณพี่ น่าตาน่าเอ็นดูเชียวนะคะ แถมเก่งอีกต่างหาก นี่ถ้าน้องมีลูกสาว คงจะต้องจองตัวคุณพัสไว้ให้ลูกของน้องแน่ๆ” คุณดาหลาพูดขึ้นอย่างหยอกล้อ

          “เห็นทีจะไม่ได้ค่ะน้องดา ดูสิค่ะ ตาพัสขึ้นเวทีไปไม่เท่าไร เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ ได้เยอะทีเดียว ขอให้ตาพัสของพี่เลือกในสิ่งที่ชอบและดีที่สุดสำหรับเขา พี่เป็นญาติผู้ใหญ่เห็นลูกหลานมีความสุข พี่ก็มีความสุขคะ” ยายของเขาพูดพร้อมทั้งส่งสายตาอ่อนโยนมาให้

          “แล้วนี่คุณวิทย์กับคุณพัสจะกลับเลยเหรอค่ะ เห็นคุณโบตั๋นแจ้งไว้เมื่อเช้า” คุณดาหลาหันมาถามพ่อของเขา

          “ผมมีงานที่อื่นต่อ แต่ค่ำๆ คงแวะมารับภรรยาเพื่อกลับพร้อมกัน ส่วนเจ้าพัสเห็นว่ามีงานต่อเหมือนกัน ผมเลยให้ไปด้วยกันเลย”

          “เสียดายจังเลยนะคะ ว่าแต่คุณพัสกลับมาไทยรอบนี้อยู่นานรึเปล่าค่ะ?”

          “สิ้นเดือนนี้ผมอาจจะตามแม่กับป้าเพ็ญไปงานแฟชั่นวีคที่ดีซีครับ” เขาเลี่ยงตอบกลาง ๆ เพราะแม่กับป้าเพ็ญรู้อยู่แล้วว่าคำว่า อาจจะ ของเขานั่นมายถึง ไม่ไปแน่นอน

          “ก็ยังมีเวลาอยู่ที่ไทยเกือบเดือน ไว้รอให้ตาเตอร์เสร็จงานที่ญี่ปุ่นก่อน แล้วเราค่อยนัดทานข้าวกัน ให้เราสองครอบครัวได้รู้จักกันให้มากกว่านี้นะคะคุณพี่” คุณดาหลาหันไปคุยกับคุณยาย ซึ่งได้แต่ยิ้มรับ ไม่ได้ว่าอะไร

          “พ่อว่าเราไปกันเถอะ” พ่อของเขาตัดทบเพื่อขอตัวกลับ

          “สวัสดีครับคุณดาหลา ผมขอตัวก่อนนะครับ” ผมรีบกล่าวลาเพื่อนของคุณยายแล้วเดินตามพ่อไปติดๆ

          ระหว่างที่พวกเราเดินกลับเข้าไปในโรงแรม คนของลุงเสือดูแลพวกเราดีมาก นักข่าวเดินเข้าไม่ถึงตัวพวกเราเลย และเมื่อถึงล็อบบี้ในโรงแรม คนของลุงเถิงก็มากันไม่ให้พวกนักข่าวเข้ามา

          “พ่อว่าเราขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าก่อน ค่อยตามไปช่วยเพื่อนของเราที่ซุ้มขายเสื้อเถอะ”

          “ครับ”

          “เสร็จงานแล้ว คืนนี้ก็ชวนหนูแหม่มกับตากรมาทานข้าวด้วยสิ เหมื่อยกันมาทั้งวัน”

          “แล้วคุณยายไม่ไปทานกับเพื่อนๆ ของท่านเหรอครับ”

          “คุณยายเขาไม่มีพลาดหรอก แต่ใช่ว่าเราจะต้องไปร่วมทานอาหารกับท่านเสียเมื่อไร”

          “เดี๋ยวม่อนถามเพื่อนๆ ก่อนนะครับ”

          “อืม”

          พัสกาญเดินตามพ่อมาถึงหน้าลิฟต์ก็พบกับลุงเถองและป้าหงส์ยืนรออยู่ เพื่อพาไปดูห้องที่พวกท่านเตรียมไว้ให้ครอบครัวของเรา

.........................................................................

          ในส่วนของลานจอดสำหรับเตรียมเข้าแข่งขัน มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเหมือนมองหาใครอยู่ หนุ่มๆ ที่เตรียมรถหลายคนหันมามองเธออย่างสนใจ

          สาวร่างบางหุ่นเพียวในชุดรัดรูปกางเกงขาสั้น อวดทรวดทรง ใบหน้ากว่าครึ่งถูกปกปิดไปด้วยแว่นกันแดดทรงโอเวอร์ไซด์ ผมยาวตรงถูกมัดแน่นเป็นหางม้า เธอมองไปรอบลานจอดรถแล้ว ก็ไม่พบใครน่าสนใจ จึงเดินกลับไปยังส่วนของชายหาด

          หลิน ผู้จัดการส่วนตัวของนางเอกสาวชื่อดัง มาในลุคที่ใครเห็นเธอก็คงจะจำไม่ได้ เธอเดินเข้างานโดยผ่านส่วนของล็อบบี้ของโรงแรม แต่แล้วเธอก็ถูกกันไว้ด้วยพนักงานรักษาความปลอดภัย เมื่อเธอจะเดินมุ่งไปทางหาด

          เธอหยุดรอดูขบวนที่เพิ่งจะก้าวเข้ามา ทำให้เธอเห็นนายตำรวจใหญ่ที่เป็นประธานเปิดงาน เดินมาพร้อมกับหนุ่มหล่อน่ารักคนหนึ่ง

          “พวกเขาเป็นใคร ทำไมฉันถึงเดินผ่านไปไม่ได้” เธอแกล้งถามขึ้น แต่กลับไม่ได้รับคำตอบจากยามพวกนี้แม้แต่น้อย

          “นี่คุณไม่รู้จักผู้กำกับวิทย์เหรอ หรือว่าคุณไม่ใช่คนไทย?” สาวใหญ่ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแขกของโรงแรมคนหนึ่งหันมาบอกพร้อมกับถามเธอไปด้วย

          “ฉันเป็นคนไทยค่ะ แต่เดินทางไปนั่นมานี่บ่อย เลยไม่ค่อยรู้จักใคร”

          “อ่อ แล้วนี่มางานแข่งรถการกุศล หรือว่าพักอยู่ที่โรงแรมนี้ละ?”

          “ดิฉันมาช่วยงานคุณป้าดาหลาค่ะ”เธอแอบอ้างชื่อคุณแม่แฟนหนุ่มของดาราสาวที่เธอดูแลอยู่

          “อ่อ หลานคุณดาหลาเองเหรอ แต่ทำไมไม่รู้จักผู้กำกับวิทย์ล่ะ สองครอบครัวนี้เขาสนิทกันจะตาย”

          “ลุงผู้กำกับดิฉันพอได้ยินชื่อท่านอยู่บ้าง แต่ไม่เคยได้พบ แต่อีกคนนั้นดิฉันไม่ทราบจริง ๆ ว่าเป็นใคร?”

          “เธอไม่รู้จักคุณพัสกาญก็ไม่แปลก นี่ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายผู้กำกับวิทย์ พวกฉันก็คงไม่มารอดูหน้าเขาหรอก ก็คุณพัสน่ะเป็นถึงไฮโซสองสัญชาติ ที่ไม่ว่าสื่อไหนๆ ก็หาทางเก็บภาพหรือทำข่าวได้ยาก มาเห็นตัวจริงแบบนี้ก็ถือว่าคุ้ม หล่อมาก ตาหวาน ยิ้มก็สวย ถ้าฉันมีลูกสาวนะจะรีบประเคนให้ถึงที่เลย”

          เมื่อขบวนของนายตำรวจและลูกชายเดินผ่านไป พนักงานรักษาความปลอดภัยก็โค้งเป็นเชิงขอโทษและสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ส่วนกลุ่มแขกที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เดินแยกย้ายกันไป เธอจึงเดินตรงเข้าไปยังสถานที่จัดงาน

          หลินเดินชมรอบๆ งานอยู่ราวๆ ครึ่งชั่วโมง พราววริศาก็โทรเข้ามา เธอจึงกดรับสาย

          ‘หลิน...เจอพี่เตอร์ไหม?’

          “ไม่เจอนะ ดูเหมือนว่าคุณดาหลาจะให้พี่เตอร์ไปทำงานที่ญี่ปุ่นจริงๆ”

          ‘ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถอะ แล้วหลินจะกลับเมื่อไรล่ะ?’

          “น่าจะอีกสักพัก”

          ‘มีอะไรน่าสนใจไหม?’

          “ก็มีนะ แต่ไม่ใช่สเปคเธอ”

          ‘รวยป่ะ?’

          “ไฮโซสองสัญชาติ หนึ่งในทายาทนักธุรกิจตระกูลดังของฮ่องกง อีกสัญชาติก็ไม่น้อยหน้า เป็นลูกนายตำรวจใหญ่และเป็นหลานบุญธรรมของคุณสุพรรณษา”

          ‘โห… อย่างนั้นก็รวยมากสิ’

          “อืม แต่เธอเลิกคิดเถอะ ฉันรู้นิสัยเธอดี”

          ‘แสดงว่าไม่หล่อ’

          “ใครว่าละ หล่อหน้ารัก ตาหวานเชียว แต่ที่ฉันว่าไม่ใช่สเปคเธอก็เพราะ ถ้าเดินด้วยกันหรือมีข่าวคู่กัน เธอจะไม่ได้เกิดยังไงล่ะ”

          ‘เขาดังขนาดนั้นเลยเหรอ...แต่ก็น่าสนใจอยู่นะ ฉันก็แค่ทำตัวให้เริ่ดหรูกว่าอีกฝ่ายก็สิ้นเรื่อง’

          “ไม่ดังหรอก แต่เป็นคนมีชื่อเสียงที่มีโลกส่วนตัวสูง ขยับทีก็เป็นข่าวที เดี๋ยวบ่ายนี้ก็ได้เห็นข่าวตามหน้าเวปต่างๆ แล้ว เธอคอยดูเถอะ และฉันรู้จักเธอดี เธอน่ะไม่ชอบให้ใครมาเด่นเกินหน้าเกินตา ซึ่งคุณพัสไม่ว่ามุมไหนก็โดดเด่นกว่าเธอทั้งนั้น เธอจะทนได้เหรอ”

          ‘ชิ!! ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่เอาอ่ะ เรื่องอะไรจะไปอยู่ภายใต้เงาของคนอื่นกัน แค่ตอนนี้ ที่ฉันถูกถอดจากจากงานการกุศล ฉันก็อายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว ยิ่งเรทติ้งฉันก็ตกลงมาแบบนี้ มีหวังเรทติ้งของยัยแหม่มได้แซงหน้าฉันไปพอดี อ่อ! ...หลิน ยัยแหม่มไปงานนี้ด้วยรึเปล่า?’

          “มา ฉันเห็นมันขายเสื้ออยู่กับทีมคอสตูมของกองละคร และที่สำคัญ พี่ทัชยังเข้าไปช่วยมันขายด้วยนะ”

          ‘ชิ!! หวังโกยเรทติ้งอีกล่ะสิท่า นี่หลิน...เธอช่วยทำยังไงก็ได้ ให้มันไม่มากองถ่ายสัก 2-3 วันได้ไหม ให้มันเลื่อนคิวกับพี่ผู้กำกับไปสัก 2-3 วัน’

          “เขาชื่อพี่กวินทร์ แค่ชื่อผู้กำกับยังจำไม่ได้เลย ใส่ใจหน่อยสิ”

          ‘เอาน่าๆ นะ... ช่วยพราวหน่อยนะ’

          “ได้ๆ เดี๋ยวฉันจะลองหาทางดู”

          ‘ขอบใจจ้า หลินคนดีที่หนึ่งเลย’

          “พอๆ ไม่ต้องมายอเลย วันนี้ฉันไม่อยู่ก็ทำตัวดีๆ กับเทรนเนอร์ล่ะ จำเวลานัดได้ใช่ไหม?”

          ‘รู้แล้วน่า บ่าย 3 ให้ไปที่ยิม รับทราบค่ะคุณแม่หลิน แค่นี้นะ’

          หลินวางสายจากพราววริศา จากนั้นก็เดินไปสำรวจรอบ ๆ งานต่อ

........................................................................

          หญิงสาววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง จากนั้นก็พลิกตัวกลับไปนอนหนุนอกแกร่งดังเดิม ปลายนิ้วที่ถูกตัดแต่งมาดีสะกิดเขี่ยลงไปที่หน้าอกกว้าง ซึ่งเจ้าของร่างกลับไม่มีทีท่าจะขยับตัวแม้แต่น้อย เธอจึงไล้ปลายนิ้วลูบวนไปยังยอดอกของอีกฝ่าย

          ร่างที่เธอคิดว่าหลับไหลไปนั้นกลับลุกพรวดขึ้นมาพร้อมพลิกตัวเธอมาไว้ใต้ร่าง จนเธอรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่ขยายตัวอยู่เบื้องล่าง บดเบียดกับเนินเนื้อของเธออย่างไม่ปิดบัง

          “จะซนเกินไปแล้วนะครับ เบบี๋” ชายร่างหนาไม่พูดเปล่า แต่ลงมือกระทำเช่นเดียวกับเธอทำเพื่อปลุกเขา หญิงสาววาดแขนทั้งสองข้างขึ้นโอบรอบลำคอหนา

          “มีคนบอกให้เค้าทำตัวดีๆ กับเทรนเนอร์ แต่ตอนนี้...เค้าต้องการ… เข้ามาในตัวเค้านะ…” หญิงสาวพูดเสียงกระเซ่าไปกับการกระทำของชายหนุ่ม

          “แล้วคนของเบบี๋จะกลับเมื่อไรครับ ถ้าคำตอบถูกใจ ผมจะให้รางวัล” ชายหนุ่มไม่พูดแต่เพียงอย่างเดียว มือข้างหนึ่งกลับลูบไล้ไปตามหว่างขาของเธอ และกดเบาๆ กับจุดไวสัมผัสในร่างกาย

          “ถ้ายังไม่พอ เราค่อยออกไปต่อกันที่ยิมก็ได้ เดี๋ยวหลินคงไปรับเค้าที่ยิมตอน 5 โมงเย็น”

          “อืม...เป็นคำตอบถูกใจมากครับ” ชายหนุ่มกดนิ้วลึกเข้ามาในร่างของเธออย่างไม่ได้ตั้งตัว ทำให้เธอหลุดเสียงครางออกมา “ผมขอกินเบบี๋เป็นอาหารกลางวันนะครับ” ชายหนุ่มกระซิบเสียงแหบพร่า มองดูสายตายั่วยวนของคนใต้ร่าง

          จากนั้นภายในห้องนอนของคอนโดหรูก็ดูจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อนของบทรักที่ฝ่ายชายปรนเปรอให้กับหญิงสาว และดูเหมือนจะไม่จบเพียงเท่านี้ ชายหนุ่มยังคงปรนเปรอหญิงสาวอย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งถึงยิมชื่อดังแล้วก็ตาม

To Be Continued

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 23 : 16.Dec '19
« ตอบ #79 เมื่อ: 16-12-2019 16:30:44 »





ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 23 : 16.Dec '19
«ตอบ #80 เมื่อ16-12-2019 21:59:09 »

หลินนี่น่ากลัวแฮะ
อย่าไปยุ่งกับน้องม่อนของคุณทัชนะ



ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 23 : 16.Dec '19
«ตอบ #81 เมื่อ17-12-2019 14:56:04 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

ยัยพราวอย่ามาแตะต้องนุ้งม่อนเด็ดขาดเลยนะ  ชิส์

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1787
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 23 : 16.Dec '19
«ตอบ #82 เมื่อ17-12-2019 19:25:41 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 23 : 16.Dec '19
«ตอบ #83 เมื่อ18-12-2019 17:42:19 »

สนุก

รีบมาต่อนะ

เอาใจช่วยทัชกับม่อน

ยัยพราวเป็นคนสำส่อนอ่ะ คบกับเตอร์

แล้วยังแอบกินกันกับเทรนเนอร์

ยัยกลินรู้ใหมว่าพราวร้ายกว่าที่หล่อนคิด

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 23 : 16.Dec '19
«ตอบ #84 เมื่อ18-12-2019 21:20:52 »

นังพราวนังหลิน :z6: :z6:

ออฟไลน์ Amo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 24 : 19.Dec '19
«ตอบ #85 เมื่อ19-12-2019 02:27:23 »

24









          หลังจากมีการเปิดงานอย่างเป็นทางการแล้ว ผู้คนส่วนหนึ่งที่รายล้อมอยู่รอบเวทีก็สลายตัวไปจับจองพื้นที่สำหรับรับชมการถ่ายทอดการแข่งขันผ่านจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ทางด้านหนึ่งของเวที

          ส่วนผู้คนอีกจำนวนไม่น้อย รวมถึงนักข่าวที่เดินตามผู้ที่เปิดงานพร้อมบุตรชายที่พิธีกรเปิดตัวว่าเป็นผู้ที่ออกแบบลวดลายบนเสื้อยืดที่จำหน่ายในงาน และยังเป็นเจ้าของแบรนด์ดังชื่อเดียวกับเจ้าตัวอีกด้วย

          ทัชชามองตามกลุ่มคนดังกล่าวไปจากระยะไกล เขาที่นึกหาทางจะเข้าไปหาอีกฝ่ายแต่โดนอามันต์รั้งไว้

          “ทัช นายจะไปไหน”

          “ไปห้องน้ำ”

          “ขืนนายจะไปห้องน้ำของโรงแรม ฉันรับรองว่านายไปไม่ถึงแน่ๆ ดีนะที่ฉันถามชาญไว้แล้ว นั่น...ด้านหลังซุ้มทางด้านนั้น มีห้องน้ำเคลื่อนที่เตรียมไว้ให้ทีมงาน ฉันว่านายไปเข้าที่นั่นเถอะ เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อน” อามันต์ชี้ไปยังทางเดินด้านหลังซุ้ม

          “อ่อ ถ้าแถวๆ นี้มี เอาไว้ฉันค่อยไปแล้วกัน ไว้อีกสักพัก”

          ทัชชามองกลับไปทางด้านเวที กลุ่มคนต่างๆ ได้สลายตัวไปเกือบหมด และต่างไปหาที่นั่งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ หรือไม่ก็เดินตรงมาโซนของพวกเขาที่เป็นซุ้มขายของ

          “แหม่ม แกอยู่นี่กับพวกน้องดาไปก่อน ฉันจะเดินไปรอรับไอ้ม่อน” ทัชชาได้ยินกรกฤตคุยกับชาริศา จึงทำทีเดินเจ้าไปใกล้ๆ แต่ก็ยังช่วยอามันต์ขายเสื้อเช่นเดิม

          “อีกสัก 10 นาทีก็ได้มั้งแก กว่าม่อนจะจัดการตัวเองเสร็จ อีกอย่างแกดูรอบๆ สิ” ชาริศามองไปทางด้านหลัง ทำให้เขาอดที่จะมองตามไปไม่ได้

          “นายมองหาใครรึเปล่า ทัช”

          “อ่อ เปล่า ไม่มีอะไร”

          เขาเห็นเพียงเจ้าหน้าที่ใส่เสื้อคอโปโลสีเทาสกรีนชื่องานยืนอยู่ประจำจุดต่างๆ ซึ่งไม่เห็นจะมีอะไรผิดสังเกต และเพราะโดนอามันต์ขัดขึ้นซะก่อน ทำให้เขาไม่รู้ว่ากรกฤตกับชาริศาคุยอะไรต่อจากนั้น หันมาอีกที ทั้งสองก็กลับมาช่วยกันชายเสื้อยืดดังเดิม และไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่อหลังจากนั้น

.........................................................................

          พัสกาญเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย กลับมาอยู่ในสภาพเดิมเหมือนทุกวัน เขากำลังลงลิฟท์มาพร้อมกับคนของลุงเถิง 2 คน

          “เดี๋ยวถึงชั้นล่างแล้ว ไม่ต้องตามนะ ผมไม่อยากให้ใครสังเกตเห็น”

          “ไม่มีใครสนใจพวกผมหรอกครับคุณพัส ไม่ต้องเกร็ง ทำตัวตามสบาย” บอร์ดี้การ์ดคนหนึ่งตอบ

          “ใช่ครับ ผมพวกแค่เดินไปส่งคุณพัสที่ซุ้มเสร็จก็จะรีบแยกย้ายทันที อีกอย่าง พวกผมก็แต่งตัวเหมือนคนมาช่วยงานทั่วๆ ไป คุณพัสทำใจให้สบายนะครับ”

          เขามองดูการแต่งตัวของคนทั้งสอง ซึ่งไม่ได้แตกต่างอะไรกับคนที่มาช่วยขายเสื้อยืด หรือดูแลซุ้มอาหารเลย เพราะทุกคนได้รับเสื้อยืดที่เขาออกแบบ และขอความร่วมมือให้ใส่เพื่อโปรโมทเสื้อยืดอีกด้วย เขาคงจะคุ้นหน้าคุ้นตาสองคนนี้เกินไป เลยทำให้เป็นกังวล

          เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง บอร์ดี้การ์คคนหนึ่งก็เดินนำหน้าเขาไปเล็กน้อย ส่วนอีกคนเดินเคียงเขาไป ดูๆ แล้วเหมือนเพื่อนร่วมงานกันมากกว่า ทำให้เขาหายเกร็งโดยไม่รู้ตัว

          “คุณพัสครับ ดูเหมือนว่าคุณกรกำลังเดินมาทางนี้” บอร์ดี้การ์ดคนที่เดินนำหน้าหันมาบอก ทำให้เขามองตามสายตานั้นไป

          “อืม กรคงจะเดินมารับผม ตั้งแต่มาถึง ผมยังไม่รู้เลยว่ากรอยู่ซุ้มไหน” เขาพูดไปตามความจริง

          พวกเขาทั้งสามเดินมาสมทบกับกรกฤต แถวๆ เก้าอี้ที่วางเรียงรายหน้ามอนิเตอร์จอยักษ์

          “กูนึกแล้ว ว่าลุงมึงต้องให้คนตามมาส่ง แต่ไม่คิดว่าจะเนียนขนาดนี้” กรกฤตทักระหว่างเดินตามบอรี้การ์ดคนหนึ่งไป และอีกคนที่เดินเคียงกับเขา เปลี่ยนเป็นเดินรั้งท้ายแทน

          “ตอนแรกกูก็เกร็ง แต่พี่ๆ เขาเนียนอย่างที่มึงว่าจริงๆ นั่นแหละ”

          “เอ่อ… รีบไปช่วยพวกกูขายเสื้อเถอะ นี่ยังไม่ทันเที่ยง หมดไปหลายลายแล้ว บางลายไซด์ไม่พอด้วยมึง”

          “แหม่มขายเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ หรือแฟนคลับมาช่วยเหมา”

          “ใครว่า เป็นเพราะพ่อพระเอกต่างหาก มายืนขายอยู่ที่ซุ้มพวกเราด้วย แล้วยังบังเอิญใช่เสื้อลายเดียวกับแหม่มอีก เลยขายดิบขายดีเพราะแฟนคลับของทั้งสองซื้อตาม อ่อ ลายที่มึงใส่เมื่อกี้ตอนอยู่บนนั้นก็จะไม่เหลือแล้ว” พัสกาญรู้ดีว่ากรกฤตเลี่ยงที่จะพูดถึงเวที

          “ปีนี้น้ากล้าน่าจะได้เงินไปช่วยโรงเรียนบนดอยเยอะเลย”

          “อ่าว? แทนที่จะดีใจ ที่เสื้อมึงมึงขายดี”

          “มึง เบาๆ ดิว่ะ”

          “ไอ้ม่อน ไม่มีใครได้ยินกูคุยกับมึงหรอก แถวนี้เสียงดังจะตาย”

          พวกเขาเดินมาอีกสักพักก็ถึงซุ้มขายเสื้อที่กรกฤตและคนอื่นๆ รวมตัวกันอยู่ บอร์ดี้การ์ดสองคนที่เดินมาส่งก็แยกย้ายกันไปตามที่กล่าวไว้จริงๆ พัสกาญกวาดตามมองเพียงรอบเดียวก็เห็นโดยรอบของซุ้ม แต่กลับไม่เห็นคนที่โกรธเขาอยู่เมื่อตอนเช้า

          “อ่าว ทำไมเหลือกันแค่นี้ล่ะ?” กรกฤตถามคนที่เหลือ ซึ่งมีเพียงชาญ และเอมเท่านั้น

          “ทางทีมงานขอให้พี่แหม่มกับพี่ทัชไปถ่ายรูปหมู่ร่วมกับเจ้าภาพตรงจุดปล่อยรถค่ะ” เอมเป็นคนตอบ

          “อ่อ น้องดากับอามันต์เลยต้องตามไปด้วย”

          “คนแค่นี้ก็น่าจะพอช่วยกันขายน่า นี่ก็เหลือไม่เยอะแล้วนี่” พัสกาญมองไปที่ลังกระดาษด้านหลัง เหลือเสื้ออยู่ไม่มากแล้ว “ถ้าของซุ้มเราหมดแล้ว พวกเราไปช่วยขายที่ซุ้มพี่ทิต่อดีไหม” เขาเสนอความเห็น

          “ไปสิค่ะ เอมอยากไป”

          “เธออยากไปช่วยขายหรือจะไปส่องดาราที่อยู่ประจำซุ้มนั้นกันแน่” ชาญพูดดักขึ้นมา

          “แกรู้แล้วจะมาถามฉันทำไมย่ะ” พัสกาญปล่อยให้ทั้งสองคนเถียงกันไป ส่วนเขาก็หันมาตั้งคำถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

          “กร เมื่อเช้านี้เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?”

          “ทำไมว่ะ? เมื่อเช้ามีอะไร?”

          “มีคนโมโหกู กูเห็น… ตอนที่อยู่บนนั้น”

          “ไม่นะ กูก็เห็นเขาปกติดี อาจจะตกใจที่เห็นมึงเมื่อเช้านิดหน่อย นี่กูเพิ่งรู้นะ ว่าอามันต์เป็นแฟนคลับคุณพัสกาญเขาด้วย” กรกฤตพูดล้อเลียนชื่อเขา

          “เฮ้ย… มึงตอบดีๆ ดิ”

          “กูก็ไม่ได้ล้อเล่น กูพูดเรื่องจริงทั้งนั้น”

          “แล้วทำไมกูถึงเห็นว่าเขากำลังโกรธกูอยู่”

          “นี่มึงแค่เปรยๆ ไม่ต้องการคำตอบ หรือจะให้กูตอบมึงตรงๆ”

          “คือกู…”

          “มึงได้คุยกับเฮียเจมส์ หรือป้าหงส์รึยัง”

          “อืม”

          “แล้วคำตอบของมึงล่ะ?”

          “กูว่า… กูจะลองดู”

          “เฮ้อ...ก็แค่นั้น แล้วคำถามของมึงเมื่อกี้นี้ล่ะ?”

          “กูก็อยากรู้คำตอบ แต่มึงไม่น่าจะรู้”

          “แม่ง!! ดูถูกกูเกินไปแระ”

          “เฮ้ย!! มึงโกรธกูจริงๆ เหรอ” เขาพยายามมองออร่ารอบๆ ตัวกรกฤต แต่กลับไม่เห็นอะไร

          “กูแค่ล้อมึงเล่น กูไม่ได้โกรธมึง”

          “มึงแม่งเล่นอะไรไม่รู้เรื่อง”

          “เออๆ กูขอโทษ สรุปแล้วมึงจะฟังคำตอบจากกูไหม?” เขาพยักหน้ารับ “ที่เขาโมโหหรือโกรธ มีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรก เขาโมโหที่มึงขึ้นไปโชว์ตัวบนนั้น”

          “แต่กูแค่ไปช่วยงานยายกูเองนะ”

          “มึงรู้ไหม ตอนมึงอยู่บนนั้น สาวๆ แถวนี้พอได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าด ก็พากันหันไปมอง พอเห็นมึงเท่านั้นแหละ ทิ้งเสื้อที่กำลังเลือกๆ อยู่ไปตามดูมึงถึงขอบเวทีเลยล่ะ”

          “เขาโกรธที่ถูกกูแย่งแฟนคลับอย่างนั้นเหรอ”

          “โถ่...ไอ้ม่อน ไอ้บื้อเอ้ย เขาหวงมึง เขาหึงมึงต่างหาก” กรกฤตเว้นช่วงให้เขาคิดตาม “เชี่ยล่ะ ไอ้ม่อน มึงไม่ต้องมาทำหูแดงใส่กู”

          “เอ่อ...มึงบอกว่ามี 2 ข้อ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ข้อนี้ก็ได้ แล้วอีกข้อหนึ่งละ”

          “อีกข้อที่กูคิดได้ เขาอาจจะกำลังโมโหตัวเขาเอง ที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากยืนอยู่ตรงนี้”

          “หมายความว่าไงว่ะ?”

          “ก็หมายความว่า ตอนนี้เขายังไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปห้ามมึงไม่ให้ขึ้นไปบนนั้นไง”

          “อืม มันก็จริงของเขา เขาคงโมโหเพราะข้อนี้มากกว่า”

          “โถ่… ไอ้ม่อนเอ้ย กูไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่ามึงถึงจะสาสมกับความโง่ของมึง”

          “อ่าว ไมมาว่ากูอย่างนี้ว่ะ นี่กูก็คิดตามที่มึงพูดนะ ถ้าจะโง่ มันก็มาจากคนเริ่มต้นอย่างมึงนั่นแหละไอ้กร”

          “เออๆ เอาที่มึงเข้าใจเถอะไอ้คุณหนู”

          พัสกาญขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับกรกฤต จึงหันไปดูบรรยายกาศรอบๆ ซุ้มขายเสื้อ เห็นซุ้มอื่นๆ ยังมีคนมุงซื้อเสื้อกันหนาแน่น ส่วนซุ้มของเขาคนกลับบางตาลงไป คงเป็นเพราะไม่มีดารากลับเข้ามาประจำซุ้ม

          “นักแสดงคนอื่นกลับเข้าซุ้มกันหมดแล้ว ทำไมซุ้มเรายังไม่มีใครมาว่ะกร?”

          “หึ มึงถามหาไอ้แหม่มหรือคนอื่น”

          “กูก็ต้องหมายถึงแหม่มสิว่ะ”

          “เออ กูจะพยายามเชื่อ”

          เขาเลือกจะไปนั่งที่ด้านในของซุ้ม ข้างๆ ชาญกับเองที่เพิ่งจะลงมานั่งพัก ให้กรกฤตเฝ้าอยู่ด้านหน้าคนเดียว ก่อนนำโทรศัพท์ขึ้นมาอ่าน ทำให้เขาเพิ่งเห็นข้อความที่เข้ามาตั้งแต่เช้า แต่เขาไม่ได้ยินเพราะปิดเสียงไว้

........................................................................

          กรกฤตมองตามเพื่อนของเขา ที่เข้าไปนั่งข้างๆ ลูกน้องทั้งสองคน จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความแล้วอมยิ้มอยู่คนเดียว เขามั่นใจในระดับหนึ่งว่าทัชชาเป็นคนดี ตั้งแต่เข้าวงการมาก็ไม่เคยมีข่าวเสียหาย แต่คนธรรมดาอย่างทัชชาจะรับมือกับคนที่บ้านของเพื่อนเขาได้ไหม

          รอบๆ งานมีคนของลุงเสือเต็มไปหมด ล้วนเป็นหูเป็นตาให้กับคนที่บ้านได้เป็นอย่างดี เพื่อนของเขาถือว่าเป็นน้องเล็กที่สุดในตระกูล ทำให้ทุกคนในบ้านให้ความรักและเอ็นดูราวกับไข่ในหิน

          อย่างคราวของโมนิกา เพียงแต่เจ้าเพื่อนของเขาบอกเรื่องราวของแฟนสาวให้แม่ของมันฟัง แม่ของมันถึงขนาดให้ลุงเถิงช่วยสืบประวัติเลยทีเดียว ซึ่งเขาเพิ่งจะมานึกได้ทีหลังว่าคงหมายถึงออร่านั่นเอง แหม่มเคยเล่าให้เขาฟังว่า พัสกาญไม่เห็นออร่าจากโมนิกา

          กรกฤตหันไปเห็นทัชชาเดินมากันอามันต์พอดี เขาจึงเร่งเดินไปดัก ถ้าพัสกาญจะลองคบกับทัชชาดู ด่านแรกที่ทัชชาจะต้องเจอก็คือเขา

          “ม่อน เดี๋ยวกูมา ไปหาไรกินแป๊บ มึงเอาอะไรไหม?”

          “ไม่อ่ะ ขอบใจ”

          “พี่กร ผมไปด้วย” เสียงของชาญแทรกตามหลังมา

          “แกอยู่ช่วยเอมไปเลย จะเอาอะไรเดี๋ยวฉันซื้อมาให้”

          “งั้นไม่เป็นไรพี่ เดี๋ยวค่อยสลับกันไปก็ได้”

          “อืม”

          กรกฤตรีบเร่งฝีเท้าออกจากซุ้มไป จนกระทั่งเดินมาถึงตัวทัชชาและอามันต์

          “แล้วแหม่มกับน้องดาล่ะครับ” เขาถามคนทั้งสองที่ดูตกใจเล็กน้อยที่อยู่ ๆ ก็เจอเขาเดินมาดักหน้า

          “กำลังเดินตามมา นายมีอะไรรึเปล่า” อามันต์เป็นคนถามขึ้น

          “ฉันกำลังจะเดินไปเอาข้าวกล่องที่ทางเจ้าภาพจัดไว้ให้นะ แต่กลัวว่าจะถือคนเดียวไม่ไหม เลยจะชวนแหม่มไป”

          “อ่าว แล้วทำไมไม่ให้คนที่ซุ้มมาช่วยล่ะ?” อามันต์ถามออกมาติดจะหงุดหงิดเล็กน้อย

          “ถ้าชาญหรือเอมมาสักคน ที่ซุ้มคงจะวุ่นวาย” ทัชชาหันไปบอกอามันต์ “เอาอย่างนี้แล้วกัน มันต์ นายไปรอที่ซุ้ม ฉันจะไปช่วยกรเอง”

          “อืม ก็ได้ แล้วน้องแหม่มกับน้องดาล่ะ?”

          “น้องแหม่มคงตามไปช่วยงานในซุ้มแหละ”

          “โอเค” อามันต์พยักหน้าเข้าใจแล้วเดินตรงไปยังซุ้มขายเสื้อ

          “เราไปกันเถอะกร ต้องไปรับอาหารกล่องที่ไหนล่ะ?”

          “อันที่จริงก็รับได้หลายจุดนะ คุณทัชจะว่าอะไรไหม ถ้าผมจะชวนคุณเดินไปไกลหน่อย แถวๆ ข้างเวทีใกล้ๆ กับทางเข้าโรงแรม”

          “ไปสิ ไม่มีปัญหา”

          จากนั้นกรกฤตก็เดินนำทัชชาตรงไปยังเวทีที่มีงานเมื่อเช้า แต่เดินเลยเข้ามาในส่วนของโรงแรม ซึ่งทัชชาก็ดูจะสงสัยไม่น้อย

          “ผมนึกว่าเราต้องไปเอาอาหารกล่องกันแถวๆ เวทีที่จัดงานซะอีก ไม่คิดว่าจะเข้ามาในตัวโรงแรม” ทัชชาถามขึ้นมาระหว่างที่เดินอยู่ตรงทางเชื่อมระหว่างหาดกับสระว่ายน้ำของโรงแรม

          “ผมอยากคุยกับคุณเรื่องม่อน” กรกฤตตอบโดยไม่หันกลับไปมองคนถามแม้แต่น้อย จนเดินมาถึงล๊อบบี้ของโรงแรม

          “อ่าว คุณกร เข้ามาตามคุณพัสรึค่ะ” คุณวรรณาเลขาของลุงเสือทักทายเมื่อเห็นเขา

          “ไม่ใช่ครับ พี่ๆ เขาพาม่อนไปส่งที่ซุ้มเรียบร้อยแล้ว พอดีผมมาหาที่เงียบๆ คุณงานนิดหน่อยครับ”

          “วรรณจัดการให้ไหมค่ะ?”

          “ไม่ต้องครับ ไม่ต้อง เดี๋ยวผมไปนั่งในล๊อบบี้ก็ได้ครับ” กรกฤตปฏิเสธพัลวัน

          “วันนี้ล๊อบบี้คนแน่นค่ะ เดี๋ยววรรณให้คนพาไปที่ห้องรับรองดีกว่าค่ะ”

          “เอ่อ ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนคุณวรรณแล้วล่ะครับ”

          เขาเดินตามคุณวรรณาไปจนพบกับพนักงานโรงแรมคนหนึ่ง จากนั้นเขาก็ได้มานั่งคุยกับทัชชาในห้องรับรองส่วนตัว พร้อมกับของว่างที่ถูกจัดมาให้

          “คุณคงแปลกใจว่าทำไมผมถึงได้ห้องรับรองง่ายๆ จากทางโรงแรมเพียงเพราะต้องการจะคุยกับคุณ” กรกฤตเริ่มบทสนทนาขึ้น

          “เมื่อครู่ที่ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยถึงพัส คงหมายถึงม่อนสินะ” ดูเหมือนพระเอกตรงหน้าเริ่มเดาอะไรได้บ้างแล้ว

          “ใช่ ที่ผมต้องการคุยกับคุณก็เพราะผมอยากรู้ว่าคุณรู้จักม่อนมันดีแค่ไหน หรือรู้แค่เพียงว่ามันคือ พัสกาญ หิรัญสิงหนิราศ

          “ผมก็รู้เท่าที่คุณพูดนั่นแหละ ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมยอมรับว่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวม่อนเลย และผมพร้อมที่จะเรียนรู้หากม่อนเปิดโอกาสให้ผม”

          คำพูดของทัชชาที่แสนจะตรงไปตรงมา เผยให้เห็นความจริงใจ ทำให้กรกฤตถึงกับถอนหายใจ นี่เขาควรจะเป็นด่านแรกไม่ใช่หรือไง แต่ทำไมเขากลับสงสารที่พ่อพระเอกหนุ่มตรงหน้าที่รู้เรื่องเพื่อนของเขาเพียงเท่านี้

          “เฮ้อ...คุณไม่คิดจะทำการบ้าน หาข้อมูลเกี่ยวกับคนที่คุณจะจีบเลยรึไง?”

          “ผมรู้ว่าม่อนเป็นใคร เป็นคนมีชื่อเสียงแค่ไหน การที่ม่อนไม่ชอบออกสื่อแสดงว่าเขาเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ผมสังเกตจากเวลาที่เขาแอบไปนั่งทำงานเวลาที่ว่างจากช่วยคุณ และส่วนตัวผม ผมคิดว่า ผมไม่ควรเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวของม่อน หากม่อนไม่อนุญาต ผมรอได้”

          “เฮ้อ… สงสัยผมคงต้องช่วยคุณซะแล้ว คุณทัช”

          “ช่วยผม?”

          “คุณคงไม่รู้ว่าว่าการจะจีบม่อนต้องเจอกับอะไรบ้าง เอาเป็นว่า ก่อนอื่นคุณต้องรู้เรื่องเยี่ยนหวอ กรุ๊ปก่อน”

          “เยี่ยนหวอ กรุ๊ป? มันคืออะไร?”

          กรกฤตได้แตส่ายหน้า อยากจะเอามือกุมขมับนัก ขนาดเยี่ยนหวอ กรุ๊ปคืออะไรยังไม่รู้ แล้วแบบนี้จะรับมือคนที่บ้านของเพื่อนเขาได้ยังไงกัน

To Be Continued

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 24 : 19.Dec '19
«ตอบ #86 เมื่อ19-12-2019 05:47:22 »

เย้ คุณทัชมีผู้ช่วยมือดีแล้ว

ออฟไลน์ yunjae_yusoo_mi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 63
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 24 : 19.Dec '19
«ตอบ #87 เมื่อ19-12-2019 07:43:48 »

แหม ตอนแรกจะเป็นด่านแรกให้เขาฝ่าอยู่เลย
ช่วยเขาซะงั้น  o18


ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 24 : 19.Dec '19
«ตอบ #88 เมื่อ19-12-2019 13:30:06 »

กรไหนว่าจะเป็นด่านแรกไง555555

ทัชมีผู้ช่วยแล้ว สู้ๆ น๊าาาาาาา

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-1
Re: ม่อนเคียงดาว : ตอนที่ 24 : 19.Dec '19
«ตอบ #89 เมื่อ19-12-2019 20:53:50 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

ซื่อบื้อจริงนู๋ทัชชา

การบ้านก็ไม่ทำ

ต้องเป็นภาระของนุ้งกรคนดีไปอีก

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด