อัศวินดารา บทที่ ๑๖ ทูนหัวของไฟ ดวงใจอัสดง (ส่วนที่๑) อัพ ๐๗ มิถุนา ๖๓
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: อัศวินดารา บทที่ ๑๖ ทูนหัวของไฟ ดวงใจอัสดง (ส่วนที่๑) อัพ ๐๗ มิถุนา ๖๓  (อ่าน 8739 ครั้ง)

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
อัศวินดารา๒ บทที่ ๑๕ โอษฐ์แห่งมหาเทวี ส่วนที่๒

ฝ่ายฟากกลุ่มรัศมีสีดำมืด ที่แยกจากนางสำมะนักขา มาได้หลายชั่วพักใหญ่แล้วนั้น บัดนี้ต่างกระจายรายล้อมกันเป็นวงกว้างเหนือโขดหินระเกะระกะ ณ พื้นล่างของหุบเหว อันมนุษย์ยากจะลงมาถึงและไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ กลุ่มรัศมีเหล่านั้นเริ่มสลายกลายเป็นมนุษย์ชายหญิงในวัยไล่เลี่ยกัน ถ้วนทุกใบหน้า เคียดขึ้ง เขี้ยวโง้งขาววับระยับออกจากมุมปาก หากก็มิมีวงหน้าใดที่แม้จะมีเขี้ยว แต่ก็น่ามองได้มิมีเบื่อเท่ากับหนุ่มน้อยอสุรานามว่าอินทรชิตที่กระโดดลงจากโขดหิน โค้งคำนับไปยังลานเรียบเบื้องหน้า ที่กำลังมีพลังงานสีดำลูกกลมใหญ่หมุนวนไปมา

พลังงานกลุ่มก้อนนี้มีขนาดเท่ากับดวงอาทิตย์ที่เห็นด้วยตาเปล่าอยู่บนฟ้า
นี่คือจิตมารที่รวมกันแล้วแผ่รัศมีแห่งความคับแค้นด้วยมิจฉาทิฐิไปทั่ว

อสุรากึ่งมนุษย์อย่างอินทรชิตแม้จะเป็นฝ่ายมืด หากก็สัมผัสได้ถึงความอึดอัดอันอัดแน่น เปี่ยมไปด้วยโศกาอาดูร
หากก็พอทุเลาลงได้เมื่อจิตมารหรี่แสงลง .... พร้อมให้เข้าเฝ้า ถวายรายงาน

“ท่านจอมอสูร”

“เป็นอย่างไรบ้างอินทรชิต” เสียงแหบห้าวถามขึ้นจากจิตมารนั้น ดังก้องสั่นสะท้านไปทั่วบริเวณหุบเหวด้านล่าง ร่างอสูรกึ่งมนุษย์ทุกร่างทรุดเข่าลงคำนับพร้อมกันทันใด

“พวกอณูเทวะ กลับจากขึ้นเฝ้ายังเทวสภาแล้ว พวกนั้นมีทัพเทวดา ทัพนาค ทัพครุฑ และทัพยักษ์เป็นกองกำลังพระเจ้าข้า”

“แล้วทัพของเรา รวมกำลังไปถึงไหน พอจะบุกวัดป่า ขัดขวางมิให้พระอรหันต์นิพพานได้หรือไม่”

“ได้พะยะค่ะ ถ้าไม่รวมพวกข้าที่หนีมาเกิดเป็นมนุษย์ ตอนนี้เรามีอสูรที่ภักดีฟื้นกำลังขึ้นมาได้แล้ว ห้าหมื่นตน แต่ข้าเกรงว่าจะไม่พอ พวกเทวะมีกำลังมากกว่า แต่เดชะยังไม่อาจทราบได้ เพราะนานแล้วที่ไม่ได้ปะทะกัน”

“งั้นเจ้าก็ไปปะทะเสียให้พอใจ ไปตอนนี้เลย ข้าจะให้ธิดาพญามารทั้งสามไปกับเจ้าด้วย” สิ้นคำจอมอสูร ก็บังเกิดเปลวเพลิงรัศมีสีดำด้านหน้าอินทรชิตสามกอง พอสลายก็กลายเป็นดรุณีสามนางในวัยกำดัด อ้อนแอ้นอรชร ยวนยั่วไปทุกสัดทุกส่วน อินทรชิตเห็นแล้วก็เบาใจขึ้น รู้เลยว่าจะวางกลศึกอย่างไรให้ได้ชัยชำนะ

ตัณหา ราคะ อรดี สามนางนี้มิใช่ฤา ... ที่ผู้ทรงศีล ทิ้งศีลศิโรราบมาให้นางนักต่อนัก
สามนางผู้นี้แหละ ที่จะสกัดกั้นพระอรหันต์มิให้บังเกิด โดยมิต้องเสียไพร่พลมากมายอันใดเลย

“ธิดาพญามารทั้งสามจะช่วยให้งานง่ายขึ้น ข้าจะยอมให้มีพระอรหันต์จนเทวะแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้ ข้าจะเข้าฌานปลุกทัพอสูรขึ้นมาอีก”

“พระเจ้าข้า...แล้วเรื่องหาร่างให้ท่านจอมอสูร ไม่ทราบว่า ท่านทรงบัญชาให้ใครจัดการหรือยัง” อินทรชิตน้อมรับสั่งจอมมาร แล้วทูลถามไปยังเรื่องสำคัญอีกเรื่องดังกล่าว

“เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น ข้าให้วิรุญมุข หลานของเจ้าไปจัดการแล้ว ...แล้วนี่สำมะนักขาไม่กลับมากับเจ้าด้วยฤา”

“ไม่ทราบเกล้าพระเจ้าข้า” อินทรชิตทูลตามจริง

“เหอะ ...อย่าก่อเรื่องจนข้าเสียแผนแล้วกัน ข้าไม่เอามันไว้แน่ ...เจ้าไปได้แล้ว ข้าจะรอฟังข่าวดี”

จิตอสูรแห่งจอมมารตรัสจบก็หมุนวนคว้างรวดเร็ว แล้วสลายลงวับไปยังพื้นด้านล่าง เป็นการสิ้นเสร็จการเข้าเฝ้าถวายรายงานของหมู่มาร แล้วอินทรชิตก็เหิรทะยานขึ้นฟ้า พร้อมสามธิดาพญามารที่กรีดร้องอย่างเริงร่า ตามมาด้วยผู้ติดตามชุดเดิม มุ่งหน้ากรีฑาไปยังวัดป่าที่จะกลายเป็นสนามยุทธการระหว่างมารและเทพเป็นครั้งแรกในรอบหลายพันปีอีกมิช้า

เช้าวันรุ่งขึ้น อณูน้อยทั้งหมดก็เก็บกระเป๋า เช็คเอาท์ออกจากรีสอร์ทไม่รอรี แบ่งกลุ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้และยืนย้ำความสำคัญของแต่ละฝ่ายกันอีกรอบยังใจกลางปรัมพิธีที่เดิม ที่มีมหาฤาษีรออยู่ก่อนแล้วเช่นเคย

เมื่อย้ำความและนัดแนะกันเสร็จสิ้นต่างฝ่ายก็ต่างพร้อมออกเดินทาง โดยที่ฝ่ายทรงกลดจะเดินเท้าเยี่ยงคนธรรมดาเพื่อศึกษาภูมิประเทศและชัยภูมิฐานที่ตั้งทัพใหม่ให้อย่างถ่องแท้ให้ละเอียดกว่าที่ใช้จิตสำรวจเมื่อคืน พวกเขาจะแฝงตัวไปอย่างนักท่องเที่ยวสะพายเป้เดินป่า ส่วนฝ่ายอัสดงจะเรียกพาหนะแห่งต้นกำเนิดมาใช้อันได้แก่ม้าอุจไฉยศรพของพระสุริยาทิตย์ พญากระบือแห่งพระอังคาร และพญาพยัคฆราชแห่งพระเสาร์ เพื่อความรวดเร็วในการเดินทางท่องฟ้าไปวัดป่า ส่วนนลกุพรนั้น สภาวะทิพย์จับเต็มอยู่แล้วหาใช่ร่างแบ่งภาคหรืออณูเทวะไม่ จึงไม่มีปัญหาในการเหิรลอยท่องนภาในระยะทางไกลๆ

“อย่าดื้อ อย่าซน เชื่อฟังหลวงตามหาฤาษีด้วย เสร็จธุระแล้วอัสสะจะรีบตามไปสมทบ” อัสดงสั่งความสีทันดรที่ลดสภาวะทิพย์ ลงมาในร่างมนุษย์ธรรมดา ซ่อนความเรืองรองแห่งรัศมีเทวนาคาอย่างที่กระทำบ่อยๆ

“รู้แล้วน่า ไม่ต้องห่วงเราหรอก อัสสะเดินทางได้แล้ว”

“นี่ไอ้ดื้อ เจ้าบอกให้เราออกเดินทางกี่รอบแล้วเนี่ย ตอนแรกเราก็เลิกสงสัยไปแล้วนะว่าเจ้ามีอะไรซ่อนอยู่ แต่เจ้าก็กลับทำให้เราสงสัยขึ้นมาอีก ตกลงมีอะไรที่อัสสะไม่รู้หรือเปล่า” อัสดงถามอย่างเอาเรื่อง แต่สีทันดรก็ทรงไถลไปได้

“อัสสะคิดมากไปได้ เราแค่กลัวจะไม่ทันการเท่านั้น”

สีทันดรในภูษาทรงเสื้อยืดกางเกงยีนส์ทำพระพักตร์ปกติ ทว่าอัสดงมิสามารถทำหน้าและวางใจให้เป็นปกติได้ เพราะจู่ๆ แสงสว่างวาบดุจดาวฤกษ์บังเกิดขึ้นตรงใจกลางลาน พอสลายก็กลายเป็นวายุภัคที่ลดสภาวะทิพย์เฉกสีทันดร แต่งตัวในแบบฉบับหนุ่มน้อยยี่สิบกว่าๆในเชิ้ตแขนสั้นพอดีตัวกับยีนส์ขาเดฟสะพายเป้เดินทางทะมัดทะแมงให้ดูกลมกลืน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวันนี้มันน่ามองอยู่เหมือนกัน น่ามองขนาดที่ว่าตระการตากับเอราวัตเผลอจ้อง จนคันฉัตรกับคืนฉายต้องลากแขนออกมาจากวง วายุภัคไยจะมิทรงรู้ว่าหลากหลายสายตามอง เจ้าตัวจึงหันไปกราบมหาฤาษีด้วยยิ้มสดใสแล้วพูดว่า

“หลานไปด้วยคนนะจ๊ะหลวงตา จะได้ช่วยดูฐานทัพใหม่ด้วยว่าเหมาะสมตรงตามตำราหรือไม่”

เหตุผลของวายุภัคเข้าที มหาฤาษีจึงไม่ปฏิเสธละมัง อัสดงคิดเช่นนั้นและก็แทบจะลงจากหลังอุจไฉยศรพ เพราะเริ่มห่วงหน้าพะวงหลัง แต่ยังไม่อยากคิดไปไกลขนาดที่ว่า เหมือนมีใครส่งข่าวให้วายุภัคตามมา มันถึงได้เลือกข้างว่าจะร่วมฝ่ายใดได้ถูกต้อง คิดไกลแค่นี้คงไม่ผิดที่จะคิดได้ แต่ถ้าไกลไปกว่านี้ ว่ามีใครสองคนนัดแนะกัน มันก็คงจะไกลเกินไป

สีทันดร...นี่ใช่ไหมที่เจ้ารีบไล่เราไป ใจอยากคิดเช่นนั้น แต่ก็พยายามหักใจไว้ไม่ให้คิดและก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะคิดเช่นนั้นด้วย เพราะพระเนตรฟ้าครามยังฉายแววชิงชังมายังวายุภัคเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยน แต่เอาเถิดมนตรามหาจักรที่เสกครอบเจ้าไว้จะเป็นตัวบอกได้อย่างดี หากเจ้ายังชิงชัง จักรเพลิงก็จะปรากฏยามวายุภัคเข้าใกล้ แต่ถ้าหากความชิงชังโรยลาลงเมื่อใด จักรเพลิงจะมิปรากฏแม้แต่เงา

“ฉันจะคอยดูไว้ให้ ไม่ต้องห่วงไอ้อัสดง” ทรงกลดรู้ใจเพื่อนเป็นอย่างดี ตบไหล่เบาๆ กระซิบบอก

“ขอบใจไอ้กลด ฝากไอ้ดื้อด้วย” อัสดงพูดจบก็ขึ้นม้า เตรียมโผนทะยานนำขบวน และก่อนไปก็บอกกับยอดดวงใจว่า “ถ้าเจ้าเลิกดื้อ เลิกซน อัสสะจะดีใจมาก แต่อัสสะก็จะเสียใจมากเช่นกัน ถ้าเจ้าเลิกคิดถึงอัสสะ”

สีทันดรฟังแล้วก็งงหน่อยๆว่าอัสดงต้องการสื่ออะไร ถึงได้พูดจาแปลกๆ แต่ก็ไม่ทันถามได้ถามเพราะได้เวลาเดินทางพอดี แล้วอัสดงก็ควบอุจไฉยศรพนำขึ้นฟ้าภายใต้รัศมีสีแดงเจือทอง ตามมาด้วย น้ำเชี่ยวกับคันฉัตร นลกุพรกับทัพนาคราชองครักษ์ในสีทันดร ทั้งหมดเหิรทะยาน และพุ่งปราดออกไปด้วยความรวดเร็ว ครั้นเมื่อขบวนอัสดงลับตา ขบวนทรงกลดก็เริ่มออกเดินทางตามแบบอย่างมนุษย์ธรรมดาทันทีเช่นกัน

“พวกเรา พร้อมแล้วใช่ไหม ถ้าพร้อมแล้วเดินทางกันเถอะ”

ทรงกลดเดินนำหน้า ตามมาด้วย คืนฉายกับเอราวัต  จากนั้นจึงเป็นสีทันดรที่เกี่ยวแขนเอาตระการตามาเดินข้างตัว ตามด้วยธรรม์กับราหูและปิดท้ายด้วยวายุภัค ส่วนมหาฤาษีมิได้ลงมาเดินกับเขาหรอก ได้แต่นั่งสบายนอนสบายมีรักยมคอยนวดให้อยู่บนไหล่ของวายุภัค โดยจำแลงกายให้เหลือขนาดเท่านิ้วก้อยเอกเขนกไปมา

“เอ็งอย่าทำข้าตกเชียวนะโว้ย ไอ้วายุภัค”

“ไม่หรอกจ้ะหลวงตา จะจำวัดหรือเข้าฌานก็ตามสบายเลย”

ด้วยเสียงวายุภัคแว่วๆอยู่ทางด้านหลัง สีทันดรได้ยินแต่ก็ไม่หันไปมอง ได้แต่พูดกับตระการตาที่เดินอยู่ข้างๆว่า “ไม่รู้ใครคาบข่าวไปบอก สาระแนนัก ไอ้พวกนกมีหู รู้ด้วยว่าพวกเราจะไปไหน”

“ข้าเองแหละ จะด่าว่าข้าเสือกละสิ” แน่นอนว่าแม้จะพูดเบาแสนเบาเพียงไร หลงตามหาฤาษีก็ได้ยิน “ข้ามีเรื่องต้องใช้งานมัน ข้าก็ต้องเรียกมันมา หรือเอ็งจะมีปัญหากับข้า ไอ้สีทันดร”

“โฮ้ยยยยยย ใครเขาจะไปกล้ามี ใหญ่คับฟ้าไปทั้งสวรรค์อย่างนี้ อยากทำอะไรก็ทำ เชิญตามสบายเถอะ ท่านพระคุณเจ้า”

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ฝ่ายเดินเท้าไม่เงียบเหงา มหาฤาษีกับสีทันดรโต้คารมตอบกันไปมาไม่หยุด บางครั้งบางคราอณูน้อยก็เข้ามาร่วมการตอบโต้นั้นด้วย ทำให้เกิดความครึกครื้น จนวายุภัคที่วันนี้อารมณ์ดีกว่าปกติอยู่แล้วยิ่งอารมณ์ดีขึ้นไปอีก หัวเราะออกมาเสียงใสลั่นๆ จนสีทันดรหันไปมอง

“มันจะอารมณ์ดีอะไรนักหนา”

ก็เพราะหันไปมองนี่แหละ ทำให้วายุภัคที่เดินรั้งท้าย รีบแซงหน้าธรรม์กับราหูขึ้นมา แต่มิได้มาเดินคู่กับสีทันดรหรอกนะ ตระการตาต่างหากที่วายุภัคไปเดินเคียงข้างด้วย

“ไง เจ้ามนุษย์น้อย โอษฐ์แห่งมหาเทวี อณูแห่งศนิเทพเป็นไงบ้างล่ะ”

วายุภัคที่คงรู้อะไรๆดีอยู่แล้วถามขึ้น เจตนาคงถามว่าดูแลดีไหมนั่นแหละ แต่เพราะความที่สมองไวของตระการตา คำตอบบางคำจึงผลุดขึ้นกลางหัวก่อนจะบังคับปากให้แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น แต่ก็ไม่ทันเพราะวายุภัคดันจับความคิดได้ แถมยังออกเสียงมาให้เสียเอง และถามขึ้นไปรอบๆด้วยความฉงน จนบังเกิดเสียงหัวเราะจากบรรดาอณูน้อยดังลั่น

“แซ่บ....แซ่บมาก หือ แซ่บคือะไร เราว่าเราศึกษาภาษาสมัยใหม่ของมนุษย์มามากพอแล้วนา แต่เรายังไม่เคยได้ยินคำนี้ เราน่ะตั้งใจถามเจ้าแค่ว่าอณูแห่งศนิเทพเป็นไง หมายถึงดูแลเจ้าดีไหม ทำไมเจ้าตอบเราว่า แซ่บ แซ่บมาก ในความคิดของเจ้า”

ตระการหน้าแดงแทบแทรกแผ่นดินหนี คืนฉายที่หัวเราะลั่นจนตัวงอจึงแก้แทนมาให้ว่า แซ่บหมายถึง ‘ดี’ และแซ่บมากก็คือ ‘ดีเยี่ยม’ นั่นแหละวายุภัคจึงได้คลายสงสัยลง แต่เหล่าอณูน้อยยังไม่สิ้นเสียงหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง จนสีทันดรเองก็งงว่ามีอะไรให้ขำนักหนา กับอีแค่ภาษามนุษย์ที่แปลว่าดีกับดีเยี่ยมนี่

“มีอะไรน่าตลกขบขันกันนักเชียว”

“นั่นสิ พี่ก็เริ่มจะงงแล้วเนี่ย”

ประโยคแรกที่มีให้แก่กันของวันนี้เกิดขึ้น และก็ตามเคยว่าคนฟังย่อมเบือนพระพักตร์หนี ส่วนคนตรัสก็มิได้ถือสาตามตอแยเฉกเคย แถมยังมิเข้าใกล้ด้วย เพราะรู้ว่าถ้าเข้าไปจักรเพลิงจะบังเกิดกันไว้ทันที วายุภัคจึงพระพักตร์ม้าน เลี่ยงกลับไปดำเนินปิดท้ายดังเดิม สีทันดรเองเมื่อเบือนพระพักตร์หนีแล้ว ก็ฉุดตระการตาขึ้นไปเดินคู่กับทรงกลดด้านหน้าสุด มิสนใจดวงเนตรพราวระยับแห่งเทวปักษีที่ส่งมาให้จากด้านหลังสักนิดเดียว และก็เป็นเวลาอีกกว่าหลายชั่วโมงทีเดียวเชียวที่คณะของทรงกลดเดินเข้าป่าลึกไปเรื่อยๆ ลึกเสียจนขนาดที่มีแต่ต้นไม้ใหญ่ๆ ใหญ่ขนาดที่ว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างตระการตาไม่เคยพบเคยเห็น แผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้มบังแสงแดดจนเกือบมิด อากาศที่เคยสูดได้คล่องปอด คล้ายจะเลือนหายไปกว่าครึ่ง หากนั่นก็มิได้เป็นอุปสรรคสำหรับใครหลายๆคน เว้นแต่ตระการตา

“ไหวไหมตา” คืนฉายถามขึ้นด้วยความห่วงใย เอราวัตเองก็เช่นกัน ยามนี้ทิ้งความระแวงที่ตระการตาจะมาเป็นเสี้ยนหนามหัวใจหมดสิ้น จึงเข้ามาประคองเจ้าโอษฐ์แห่งมหาเทวี

“พักสักหน่อยไหมตระการตา”

“ไม่เป็นไรครับ เรายังทนไหว” ตระการตาฝืนเสียงตอบ

“แน่นะ ตระการตา ถ้าไม่ไหวบอกเรา ขี่หลังเราไป” ราหูรีบเดินมาข้างหน้าด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน เพราะคันฉัตรฝากฝังตระการตากับเขาไว้ “ไม่ไหวก็อย่าฝืนเลย”

“ขอบคุณครับราหู แต่เรายังไหว”

แล้วตระการตาก็ก้าวเดินต่อ เพราะมานะเกิดขึ้นในใจให้ฮึกเหิม ในเมื่อพระแม่เจ้าเลือกตนมาแล้ว ตนก็จะไม่ทำให้พระแม่เจ้าผิดหวัง จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและไม่เป็นภาระใคร อย่างที่หลากหลายสายตาเป็นห่วงกังวลแม้กระทั่งคันฉัตรสุดที่รักเอง ตนทราบดีว่าไม่มีใครปรามาสให้เสียกำลังใจก็จริง แต่ก็จะขอพิสูจน์ตัวเองให้ดูว่าตนแกร่งพอที่จะเป็นโอษฐ์แห่งพระมหาเทวี

เอราวัตไยจะมิรู้ว่าตระการตากำลังคิดอะไร เมื่อรู้แล้วก็รู้สึกชื่นชมนัก นอกจากคนผู้นี้จะปรับตัวและรับสถานภาพ อีกทั้งตัดความตระหนกอันเป็นธรรมดาของมนุษย์ยามรู้เรื่องเทวะได้ดีแล้ว เอราวัตยังนิยมมานะอุตสาหะและใจนักสู้ของตระการตาอีกด้วย ฉะนี้รอยยิ้มกว้างอย่างเปิดเผยสำแดงถึงความชื่นใจจึงทอดมาให้เป็นกำลังใจมากกว่าเดิม และก็มิใช่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ส่งยิ้มให้ หากแต่เป็นอณูแห่งเทวะทุกๆคนที่เอราวัตส่งความคิดของตระการตาไปให้ได้รับรู้

ทรงกลดเมื่อเห็นว่าตระการยังไหวจึงเดินนำต่อไปอีกเรื่อยๆ ข้ามเนินเขาลูกเตี้ยๆไปอีกสองเนิน ด้วยความที่เป็นอณูแห่งเทวะนี่เอง เหนื่อยจึงไม่เป็นปัญหาเลย ...เฉกเดียวกับวายุภัคและสีทันดร ที่เหงื่อสักหยดก็ไม่มีให้เห็น คงเหลือแต่ตระการตาแหละที่ฝืนขาเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว

“พี่ตระการตาไม่ไหวแล้วล่ะพี่กลด พักก่อน” สีทันดันตรัสขึ้น พร้อมพยุงตระการตาที่กำลังจะทรุดลงฮวบไว้ได้ทัน

“อีกนิดเดียว ก็จะถึงที่พักแรมแล้วน้องดื้อ ทนอีกนิดจะได้พักยาวทีเดียว”

ทรงกลดในฐานะผู้นำ หะแรกก็เริ่มลังเลว่าจะพักดีหรือไม่แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินต่อ แล้วบอกให้ราหูแบกตระการตาขึ้นหลัง เจ้าตัวยังมีทิฐิมานะเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยน จนหลวงตาต้องพูดเตือนสติ ส่งเสียงแกมดุมาจากบ่าวายุภัคดังลั่น

“เก็บทิฐิมานะของเอ็งเอาไว้ใช้ในยามอื่นเถิดนะไอ้ตระการตา เป็นอะไรไปตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่วางไว้จะพินาศหมด”

นั่นแหละตระการตาถึงยอม และหลังจากนั้นมินาน ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงให้หลัง ทรงกลดก็พาทุกคนเดินถึงที่พักแรมโดยดุษฎี

ทางฝั่งฟากอัสดง เมื่อพาทัพเดินทางทะยานฟ้าถึงวัดป่าเรียบร้อย ก็เห็นว่าวัดป่าที่เคยสงบห่างไกลผู้คนยามนี้ คราคร่ำไปด้วยกองกำลังเทวะจากสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา ยืนล้อมเป็นปราการรอบวัดอยู่ก่อนแล้ว ครั้นลงจากอุจไฉยศรพได้ เทวะบริวารทหารหาญเหล่านั้นก็โค้งคำนับให้พลัน อัสดง คันฉัตร และน้ำเชี่ยวก็คำนับตอบกลับไปเช่นกัน ที่จริงมิจำเป็นต้องกระทำก็ได้ แต่เนื่องด้วยยังอยู่ในร่างอณู การให้เกียรติเทวะไม่ว่าจะอยู่ชั้นไหน เป็นความนอบน้อมที่ทำให้เทวะบริวารพึงใจแลสร้างความนิยมชมชอบได้อย่างรวดเร็ว

“ท่านอณูน้อยแห่งพระสุริยาทิตย์มาถึงแล้ว ไชโย” เสียงขุนพลสววรค์จตุมหาราช ดังขึ้นกระหึ่มก้องไปทั่ว ระคนด้วยเสียงร้องไชโยที่รับกันไปเป็นทอดๆ “พระอังคาร พระเสาร์ พระองค์ชายนลกุพรก็มา พวกเราชนะแน่”

“พวกเราจะสู้เคียงข้างพวกท่านไม่ต่างอะไรกับสหายคนหนึ่ง ขอให้พวกท่านรับรู้ไว้เถิด”
 
อัสดงพูดจบก็สะบัดเปลวอัคคีในฝ่ามือขึ้นฟ้า กลายเป็นจักรามหาศาตราวุธอันยิ่งใหญ่ฉายฉาน แล้วเสียงไชโยโห่ร้องอีกระลอกก็กระหึ่มอีกครา นี่ถ้ามีชาวบ้านหรือมนุษย์ธรรมดาอยู่แถวนี้ เสียงไชโยสรวลสันต์อันกึกก้องของเทวะนั้น หูของชาวบ้านก็จะบอกแค่ว่าเป็นเสียงฟ้าลั่น ส่วนสายตาจะเห็นเพียงแค่วัดป่าวันนี้ดูสว่างไสวกว่าทุกวันและสว่างอยู่จุดเดียว ทั้งๆที่ขอบฟ้าไกลกำลังอึมครึม

มนุษย์มิเคยรับรู้เลยว่าเทวะแฝงมาในธรรมชาติบ่อยครั้ง
และในแทบทุกครั้งที่แฝงมา ไยจะมิใช่มาปกป้องภพมนุษย์ ภพกลางที่สำคัญที่สุด

มนุษย์ควรตื่นและรู้คุณเทวะได้แล้ว!!!

เมื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้บรรดาเทวะทหารหาญเรียบร้อย อัสดงก็พาผู้ติดตามทั้งหมดเดินไปกลางลานวัดกว้างที่มีอรุณและศิษย์ผู้น้องอีกสองคนรอรับอยู่ ซึ่งทุกคนก็อยู่ในชุดเกราะพร้อมรบ และรู้แล้วว่า ศิษย์พี่คนโตนั้น รั้งตำแหน่งใด

“ท่านแม่ทัพ” อรุณคุกเข่าลงพร้อมศิษย์น้องคนอื่นๆ แล้วอัสดงก็ประคองขึ้นมา

“สำหรับพวกนายทั้งสาม พี่อยากเป็นแค่พี่อัสดงเสมอ” อัสดงพูดพลางลูบหัวศิษย์น้องทุกคนพลาง โดยเฉพาะอรุณผู้เป็นอณูแห่งเทวะผู้ทำหน้าที่สารถีขับราชรถม้าอุจไฉยศรพให้พระสุริยาทิตย์ ฉะนี้จึงเอ็นดูเป็นพิเศษ

“ไงอรุณน้องพี่ อีกไม่นานก็จะได้ฆ่าอสูรสมใจนายแล้วสินะ”

“ครับ ผมจะฆ่ามันให้หมด” อรุณบอกศิษย์ผู้พี่ด้วยน้ำเสียงห้าวหาญเกินวัยสิบสอง “และพวกผมก็ดีใจที่จะได้ร่วมรบกับพี่ซะที”

“พี่ก็ดีใจที่เราศิษย์พี่ศิษย์น้องจะได้สำแดงวิชาที่หลวงตาสอนเรามา”

พออัสดงพูดถึงหลวงตา ศิษย์น้องทุกคนก็ตาแดงๆ แล้วโผเข้ากอดเอวอัสดงแน่นทันที อัสดงรับรู้ว่าน้องๆเสียใจที่ต่อไปจะไม่มีหลวงตาแล้ว ด้วยฐานันดรแห่งศิษย์คนโต จึงพูดกับน้องๆที่รู้เรื่องกันดีแล้ว ด้วยเสียงกังวานกึ่งปลอบกึ่งสอนว่า

“การที่หลวงตาท่านเลือกเข้าสู่กระแสนิพพานเลย มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยง่ายและพระอรหันต์ส่วนใหญ่มักไม่ทำ ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุมีผลทั้งนั้น ถึงหลวงตาจะไม่อยู่ แต่ยังมีพี่อยู่ พี่จะพาพวกนายไปอยู่กับพี่ ..เอาล่ะ หยุดร้องไห้ แล้วพาพี่ไปกราบหลวงตา”

อรุณหักใจได้เป็นคนแรก เช็ดน้ำตาแล้วพาอัสดงกับบรรดาผู้ติดตาม มุ่งหน้าไปยังกุฏิหลังน้อยหลังวัด ครั้นพอถึงอัสดงก็ต้องดีใจจนยิ้มกว้าง เพราะหน้ากุฏิหลวงตาคือทยุติธรในชุดเกราะที่ประทับยืนรอพร้อมเหล่าราชองครักษ์

“ทูลหม่อมพี่ชาย” อัสดงนำผู้ติดตามหมอบราบกราบพระบาท  ทยุติธรก็เฉกเคย ทรงยิ้มกว้างแล้วรีบประคองอัสดงขึ้นมา

“น้องชาย....พี่มาช่วยเจ้าอีกแรง ”

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ แล้วนี่ทรงทราบได้อย่างไร”

“หลวงตามหาฤาษีท่านบอกพี่เมื่อคืน พี่รู้ก็เลยรีบมา รีบเข้าไปลาอาจารย์เจ้าด้านโน้นกันเถิด เดี๋ยวเราค่อยคุยกัน”

สิ้นรับสั่งทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปยังลานกว้างที่บัดนี้หลวงตาพระอาจารย์กำลังนั่งสมาธิสงบนิ่งภายใต้ต้นสาละใหญ่ตรงใจกลาง รัศมีสีขาวส่องสว่างเปล่งประกายเจิดจ้า มีภิกษุแปดรูปนั่งรายล้อมเป็นวงกลมประจำแปดทิศเป็นปราการ เทวฤทธิ์บอกให้รู้ว่าไม่เกินเย็นพรุ่งนี้หรอกคงถึงเวลาที่หลวงตาจะสิ้นชาติสิ้นภพทั้งปวงแล้ว ความอาลัยเริ่มบังเกิดอย่างช่วยไม่ได้อีกครา ทั้งๆที่เพิ่งสอนบรรดาน้องๆไปหยกๆ ครานี้มาจับตัวเองเสียนี่ พอกราบพื้นแต่ละทีน้ำตาลูกผู้ชายชาตินักรบก็เริ่มไหลติดพื้นไม่หยุด และไหลแรงที่สุดยามที่หลวงตาส่งกระแสเสียงเคยคุ้นโดยมิได้ขยับปากดังกังวานไปทั่ว อย่างที่ชอบถามเขาเสมอมาตั้งแต่เด็กๆว่า

“เจ้ากลับมาแล้วฤาอัสดง”

“ครับหลวงตา หลานมาแล้ว” อัสดงฝืนเสียงสะอื้น รับกรวยดอกไม้ธูปเทียนแพจากอรุณมาวางไว้ด้านหน้าเพื่อกราบลาหลวงตา

“อย่าเสียใจไปเลย ไม่ว่าจะมนุษย์หรือเทวะต่างก็มีหน้าที่กันทั้งนั้น ตาเองกำลังทำภารกิจสุดท้ายในภพมนุษย์ให้บรรลุอันเป็นภพเป็นชาติสุดท้ายของตา  แต่เจ้าเองยังมีกิจอีกมากมายรออยู่ เราต่างทำให้ดีที่สุด”

“ครับหลวงตา” อัสดงได้แต่รับคำ ใจอยากเหนี่ยวรั้ง แต่รู้ดีว่าไม่เป็นการบังควรด้วยประการทั้งปวง

“จงเป็นเทวะที่ดีนะหลานเอ๋ย จงยึดมั่นในคำสอนพระศาสดา”

“ครับหลวงตา”

อัสดงแทรกกายเข้าไปกราบชิดติดปลายจีวรสีกลัก แล้วกระแสเสียงจากหลวงตาก็สิ้นลง พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นร่างที่ขัดสมาธิดูเหมือนจะนิ่งดำดิ่งในมหาฌานขั้นสูงลึกไปอีกขั้น หลวงตาพร้อมละทุกอย่างสิ้นเชิงแล้ว  อัสดงกราบอำลาครั้งสุดท้ายและในครั้งนี้ พอเงยหน้ายกมือขึ้นมาปลายจีวรราวคืบเศษของหลวงตาก็หลุดขาดติดมือขึ้นมาเองอย่างอัศจจรย์  อัสดงรีบพันผูกไว้ที่ข้อมือแล้วเลี่ยงให้ผู้ติดตามที่เหลือเข้ามากราบนมัสการใกล้ๆ ทั้งทยุติธร คันฉัตร น้ำเชี่ยวและอีกทั้งนลกุพร ทั้งหมดกราบอย่างเคารพอย่างที่สุด โดยเฉพาะทยุติธรกับนลกุพรที่ปรีติจับจนอัสสุชลไหล ตรัสออกมาพร้อมกันให้ได้ยินกันทั่วว่า

“พระอรหันต์ใกล้บังเกิดแล้ว เป็นบุญของเราแล้ว” สิ้นสุรเสียงทั้งสอง รัศมีสีเขียวเจือทองแห่งเทวนาคาและสีแดงโกเมนจากเทวอสุราก็กำจายวาบด้วยปรีติ และปรีติจากรัศมีนี่เองที่บอกให้อัสดงและทุกๆคนในที่นี้ทราบว่า เทวฤทธิ์ของทั้งสองเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่งแล้ว

เมื่อกราบนมัสการเสร็จสิ้น ทั้งหมดก็รวมตัวกันยังศาลาข้างวัดเพื่อคุยกันถึงยุทธวิธีตั้งรับมาร ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่า ทัพหน้าจะเป็นของนาคาราชองครักษ์ในทยุติธรและสีทันดรที่จะตั้งรับอยู่ตรงธารน้ำตกรายรอบวัด ทัพใหญ่จะเป็นของเทวทหารชั้นจตุมหาราชิกา

ส่วนอัสดง คันฉัตร น้ำเชี่ยว นลกุพรและทยุติธร จะกระจายกำลังกันบัญชาทัพทั้งสอง เพื่อป้องกันส่วนที่สำคัญที่สุดคือบริเวณต้นสาละที่หลวงตาเข้าฌานอยู่ ซึ่งมีพระภิกษุแปดรูปนั่งสังวัธยายมหามนต์บูชาพระมหาศาสดารายล้อมเป็นปราการชั้นสุดท้าย

ครั้นทุกอย่างลงตัวเห็นพ้องกัน ทยุติธรจึงชวนทุกคนเหิรลอยขึ้นฟ้าตรวจตรารอบบริเวณวัดป่าที่ชัยภูมิเป็นวงกลมรายล้อมด้วยธารน้ำตกอีกรอบ แล้วทุกคนก็เห็นด้วยเนตรแห่งเทวะว่าความมืดดำอันชะรอยเป็นทัพมารเริ่มจับกันเป็นแนวกว้างยังขอบฟ้าไกล และกำลังคืบคลานเข้ามาทีละน้อย ทีละน้อย คงไม่เกินเย็นพรุ่งนี้หรอกคงได้โรมรัน

“เตรียมพักผ่อนเอาแรงกันเถอะ” ทยุติธรตรัสขึ้น นำทุกคนลงจากฟากฟ้า ประทับยืนด้านล่าง “ทีแรกเรานึกว่าพวกมันจะเอาทัพใหญ่มาซะอีก นี่แสดงว่าจิตพญามารมิได้มาบัญชาทัพเอง มันคงให้ลูกน้องมันมา และมันก็คงคิดว่ามันมีหนทางหรืออุบายชนะพวกเราได้โดยง่ายสินะ”

“กระหม่อมก็คิดเช่นนั้นพะยะค่ะ พี่ชาย”

“นี่มันจะประมาทเราเกินไปแล้ว” อณูแห่งพระอังคารโพล่งขึ้น แล้วคันฉัตรก็เตือนไว้

“มันประมาทเราก็ช่างมันเถอะไอ้น้ำเชี่ยว ที่สำคัญเราอย่าประมาทมันก็พอ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2020 07:37:49 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
แล้วทั้งหมดก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน คงเหลือแต่อัสดงที่นั่งลงตรงกลางศาลา ใช้สายตาสีอำพันเหม่อมองลงไปยังลำธาร ทยุติธรที่กำลังจะเสด็จออกไปเห็นเข้าพอดี จึงยั้งพระบาทกลับมาทรุดนั่งลงข้างๆ แล้วกอดไหล่เจ้าอณูน้อยแม่ทัพ ตรัสขึ้นด้วยความห่วงใยว่า

“เป็นอะไรไปน้องพี่ นี่คงไม่ได้กังวลเรื่องพระอารย์เจ้ากับการศึกแค่นั้นใช่ไหม”

“พะยะค่ะ”

“ถ้าจะให้พี่เดา ก็เรื่องสีทันดร”

“ทำไมทรงเดาถูก ไม่ได้ทรงใช้เทวฤทธิ์สักหน่อย” อัสดงถามขึ้นอย่างแปลกใจ ส่วนทยุติธรก็ทิ้งมาดนักรบ ไม่ไว้ท่าทำองค์เกินชันษาเฉกเคย กลายมาเป็นพี่ชายธรรมดาๆ ที่ผลัดกันปรึกษาปัญหาหัวใจกับน้องชาย และก็เข้าใจหัวอกหัวใจน้องชายต่างสายเลือดยิ่ง

“ผู้ชายเราน่ะ ไม่ว่าจะเป็น เทวดา ครุฑ ยักษ์ นาค หรือมนุษย์ เวลาเศร้ามันก็มีแค่ไม่กี่เรื่องหรอก มันเดาง่ายจะตายเจ้าน้องชาย แล้วนี่ทะเลาะกันอีกหรือไง”

“เปล่าพะยะค่ะ”

“อ้าว ถ้าไม่ได้ทะเลาะ ทำไมจิตเจ้าดูวุ่นวายขนาดนั้น แต่เอ พี่เพิ่งนึกได้ว่าทำไมจอมยุ่งอย่างสีทันดรไม่มาด้วย”

“กระหม่อมก็แปลกใจมาก คราวนี้ไม่ดื้อร้องตาม จะอยู่กับหลวงตามหาฤาษี ที่สำคัญเมื่อเช้าวายุภัคตามมาสมทบร่วมขบวนด้วย กระหม่อมไม่อยากคิดไกล แต่ก็เริ่มอดไม่ได้ที่จะคิดไกล” แล้วอัสดงก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เรื่องแบ่งกันทำงานเป็นสองกลุ่ม จนถึงวายุภัคลงมาสมทบกับฝ่ายทรงกลดเมื่อเช้า จนถึงความรู้สึกที่เริ่มกังวล  ทยุติธรเองฟังแล้วก็ตกพระทัยในทีแรกเรื่องวายุภัค แต่แล้วก็นึกขึ้นได้

“มหาฤาษีอาจารย์พี่ ท่านคงเรียกมาน่ะ พี่จำได้ว่าเมื่อคืนท่านคุยกับพี่เสร็จ ท่านว่าจะไปฉิมพลีต่อ”

“เมื่อคืนเนี่ยนะพะยะค่ะ ประชุมเสร็จเห็นว่าจะกลับอาศรม ไหงไปแจ้งข่าวพี่ชาย กับไอ้นกเจ้าเล่ห์นั่นได้”

“นี่แหละอาจารย์พี่ พี่ว่าบางทีสีทันดรก็เถียงถูกนะ” ทยุติธรทรงหลุดหัวเราะออกมา ยามนึกถึงพระอนุชาเวลาทะเลาะกับมหาฤาษี แล้วปลอบอัสดงให้คลายกังวลต่อว่า “ เอาน่าเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องสีทันดรไปหรอก สหายอณูน้อยของเจ้าก็อยู่ที่นั่นตั้งห้าคน มหาฤาษีก็อยู่ วายุภัคทำอะไรมิได้หรอก ชะตาของสีทันดรน่ะเกิดมาเพื่อเจ้าคนเดียว ลืมแล้วหรือไร”

“พะยะค่ะ พี่ชาย” อัสดงเองก็เริ่มยิ้มออกมาได้ “ว่าแต่เราสองคนนี่ก็แปลกนะพะยะค่ะ คราวที่แล้วกระหม่อมเป็นที่ปรึกษาพระทัยเรื่องพระธิดามุจลินทร์ คราวนี้พี่ชายมาเป็นที่ปรึกษาให้กระหม่อมซะงั้น”

“ถึงได้เป็นพี่กันน้องกันได้ไงอัสดง เอาเถอะ เราสองคนมันไม่เก่งเรื่องความรักกันทั้งคู่ ก็ผลัดกันไปอย่างนี้แหละ ...เจ้าไปพักผ่อนเถอะ เลิกกังวลได้แล้ว พี่เองก็จะพักเอาแรงสักหน่อย พี่ไปก่อนล่ะ”

แล้วทยุติธรก็เสด็จจากไป เหลือเพียงอัสดง ที่เริ่มนั่งนับดาวคลายคิดถึงเจ้านาคาตาฟ้า ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วสิหนาที่ไม่ได้กอดเจ้าในยามค่ำคืนแทนหมอนข้าง เจ้าจะรู้ไหมว่าคืนนี้พี่อ้างว้างเหลือเกินสีทันดร ยิ่งพรุ่งนี้พี่จะออกรบแล้ว หวังเพียงกอดเจ้าให้สาใจ เผื่อตายจะได้ไม่เสียใจว่าสุดท้ายพี่ไม่ได้กอดอำลา 

ยิ่งคิดก็ยิ่งคิดถึง ยิ่งนับดาวให้หวังคลาย ก็ดันกลายเป็นเพิ่มเติมถาโถม จนทนไม่ไหว จึงเดินไปกลางลานวัด เพ่งกองกสิณไฟ ส่งภาพและเสียงไปประหนึ่งวีดีโอคอลสมัยใหม่ที่เอราวัตเคยใช้ในทันที

และก็นับว่าเป็นโชคดียิ่งนัก ที่การติดต่อไปยังปลายทางสัมฤทธิ์ผล ราหูกำลังก่อไฟอยู่กลางลานที่พักพอดี พอเอาเปลวไฟจ่อกับฟืนที่หามาได้เท่านั้นแหละ ไฟก็ลุกพรึ่บกลายเป็นร่างอัสดงคมชัดยิ่งกว่าสามมิติจนราหูตกใจผงะล้มก้นจ้ำเบ้า

“ตกใจอะไรนักหนาวะ ไอ้ราหู”

“ไอ้อัสดง ไอ้ห่า โผล่พรวดมากลางกองไฟแบบนี้ จะไม่ให้ตกใจได้ไงเล่า”

“ตอนแรกจะส่งกระแสจิตมา แต่กลัวจะไม่ถึงเพราะไกลเกิน เลยใช้วิธีเพ่งกสิณส่งจิตผ่านไฟมา แล้วนี่ไปไหนกันหมด”

“ไอ้กลด ไอ้ฉาย ไอ้ธรรม์ ไอ้เอราวัต ไปอาบน้ำ” ราหูพูดยังไม่ทันจบด้วยซ้ำ อัสดงก็รีบถามถึงหัวใจ

“แล้วไอ้ดื้อล่ะ”

“ว่าแล้ว ไม่ได้มาเพื่อถามเรื่องการเรื่องงานหรือเรื่องเพื่อนหรอก ตั้งใจมาถามหาเมียโดยเฉพาะ...รอแป๊บนะเดี๋ยวเรียกมาให้ นั่งคุยอยู่กับหลวงตาอยู่โน่น ไม่รู้คุยเรื่องอะไรกันหน้าเครียดเชียว”

ราหูพูดจบก็วิ่งไปตามสีทันดรยังชะง่อนผา มิได้เหิรฟ้าทะยานไปเพราะเห็นว่าระยะทางมิไกล และในระหว่างที่วิ่งไปนี่เอง ใครบางคนก็เดินมากลางลานพร้อมรอยยิ้มให้อัสดงในร่างจำลองกลางกองเพลิงอย่างยียวน เจ้าของร่างนั้นมิยิ้มให้เปล่า  กลับยักคิ้วให้ แล้วสยายปีกสีเศวต พูดปิดท้ายก่อนจะใช้ปีกพัดไฟให้ดับพรึ่บว่า

“โทษทีนะ ภาษามนุษย์ เขาเรียกสัญญาณไม่ดี”

“วายุภัค!!”

อัสดงส่งเสียงมาได้แค่นั้น แล้วทั้งภาพและเสียงก็สลายหายไป และวายุภัคก็ไวพอที่เร้นกายขึ้นฟ้ายามที่สีทันดรมาถึง จึงได้พบแต่ความว่างเปล่าและควันไฟเท่านั้นเอง

“อ้าวไปไหนแล้วล่ะ” สีทันดรทรงทอดพระเนตรกองไฟที่เหลือแต่ควัน ไร้เงาอัสดง “แล้วไฟดับได้ยังไงพี่ราหู”

“นั่นสิดับได้ไง เมื่อกี้ยังลุกพรึ่บ เอ๊ะหรือว่ามันจะงอน เพราะรอนาน”

“นานอะไรเราวิ่งมาแป๊บเดียวเอง รู้งี้หายตัวมาก็ดี แต่ช่างมันเถอะดับก็ก่อใหม่”

ว่าแล้วเจ้านาคน้อยก็อ้าพระโอษฐ์ พ่นเพลิงไปยังกองฟืน ก่อกำเนิดกองอัคคีขึ้นมาอีกครา และโดยมิต้องให้เสียเวลา สีทันดรทรงใช้วิธีเดียวกันในการติดต่อกลับไปยังปลายทาง เฉกอัสดงที่กำลังรวมสมาธิติดต่อกลับมาอีกครั้ง ทว่าทั้งสองหารู้ไม่ว่าเหนือยอดไม้สูงยามนี้ เทวปักษีเกเรกำลังร่ายพระเวทส่งไปกลางฟ้าตัดสัญญาณทั้งมวล

“ทำไมติดต่อกลับไปไม่ได้วะ” อัสดงโมโห เตะกองเพลิงกระจัดกระจาย “อย่าให้เจอหน้านะ ไอ้วายุภัค”

เจ้าอณูน้อยแห่งพระสุริยาทิตย์เดินปึงปังจากไป แค้นวายุภัคนักหนาที่พัดไฟให้ดับเมื่อครู่ ส่วนสีทันดรที่ยืนอยู่กับราหูยังอีกฟากฟ้า เมื่อเห็นว่าติดต่อกลับไปยังไรไม่เป็นผล จึงเดินเลี่ยงออกมาไปประทับนั่งตรงปลายชะง่อนผาถัดออกไปอีกด้านพระองค์เดียว

“เจ้าไฟบ้า เมื่อเช้าก็พูดจาแปลกๆ เมื่อกี้จะรอเราหน่อยก็ไม่ได้ อุตส่าห์รีบวิ่งมาแท้ๆ”

พระพักตร์เมื่อครู่ ยามที่พี่ราหูมาบอกว่าอัสดงติดต่อมานั้นบานเหลือแสน ยามนี้กลับตูมสนิท ระบายลมหายใจอย่างไรก็ไม่ห่างหาย เพราะจู่ๆ ก็ดันคิดถึงเจ้าลูกไฟเกเรขึ้นมาอย่างจับใจ จนมิอยากจะเชื่อองค์เองว่าจะคิดถึงเขาได้ขนาดนี้ ทั้งๆที่เพิ่งจากกันเมื่อเช้า

นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องทำภารกิจสำคัญให้หลงตา ป่านนี้ก็คงได้อยู่ที่วัดป่าด้วยกันแล้ว นี่ใช่ไหมที่เขาว่ากันว่าจะรู้ว่ารักกันแค่ไหนก็ต่อเมื่อห่างไกลกัน ที่จริงตนก็อยากจะตามไปด้วยหรอก แต่ภารกิจสำคัญของหลงตาที่ว่า ทำให้ต้องหักใจอยู่ และมันจะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตระการตาผู้เดียว

“หลานกลัวว่าพี่ตระการตาจะไม่ไหว หลงตาก็รู้ว่าร่างกายเขาเป็นมนุษย์ธรรมดา การกระตุ้นให้เสด็จมาคืออันตราย”

“แล้วยามนี้เรามีทางเลือกอื่นใดไอ้สีทันดร ขวัญและกำลังใจของเทวะคือสิ่งสำคัญ ศึกแรกนี้เราต้องชนะ พระอรหันต์ต้องบังเกิด”

“หลานเข้าใจ และหลานก็มั่นใจว่าต้องสำเร็จ แต่ถ้าสำเร็จแล้วก็ห่วงพี่ตระการตานัก อย่างที่หลานบอกแหละ”

“ข้าก็ห่วง และข้าก็เป็นห่วงเอ็งเหมือนกันนะไอ้สีทันดร แต่ก็มีแต่เอ็งเท่านั้นที่ทำได้ จงใช้ความเป็นอณูแห่งพระมหาลักษมีเทวีของเอ็งให้เกิดประโยชน์”

“จ้ะหลงตา หลานจะทำให้ดีที่สุด”

บทสนทนากับหลงตาเมื่อครู่ สีทันดรยังทรงจำได้ดี ถึงแม้จะมั่นพระทัยว่าต้องสำเร็จ หากก็หนักพระทัยเอาการ ภารกิจลับนี้อณูน้อยไม่มีใครล่วงรู้ หลงตาบอกเพียงตนกับนลกุพรเท่านั้นในวันประชุมเมื่อคืนที่ผ่านมา แน่นอนว่าถ้าเหล่าอณูน้อยรู้พวกนั้นย่อมไม่ยอม แต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดอย่างที่หลวงตาบอกจริงๆ หวังแต่เพียงว่าอณูน้อยจะไม่โกรธตอนรู้ความจริง โดยเฉพาะอัสสะกับพี่ฉัตร

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลมหายใจก็ระบายออกมาอีกระลอก พร้อมสายตาที่เหม่อมองไปบนฟากฟ้าอันมืดมิดสนิทแล้ว และถึงแม้ตาจะมองฟ้าอยู่หากก็ทรงรู้ว่ามีคนแอบดู หะแรกก็คิดจะจัดการให้สิ้นซาก แต่ก็จำต้องหักพระทัยไว้เพื่อการใหญ่ ส่วนคนแอบดูที่อยู่ในเงามืดข้างป่านั้นมันก็ยังมิรู้อะไรเฉกเดิมได้แต่กระหยิ่มยิ้มย่อง ย่องหลบไปในเงามืดมิด ผิดกับคนที่ไม่ได้แอบดู แต่ตามมาดูอย่างเปิดเผย ที่หรุบปีก ร่อนลงมาประทับลงด้านข้างโดยมิได้เชื้อเชิญ

วายุภัคทรงรู้ว่ามีสิทธิ์ประทับได้แค่ข้างๆ หาได้ใกล้กว่านี้ไม่ เพราะจักรเพลิงที่อัสดงเสกครอบไว้บังเกิดขึ้นทันใด

“นั่งคิดถึงใครอยู่จ๊ะสีทันดร” สุรเสียงหวานกังวานใสในร่างมนุษย์ธรรมดาทักมาเป็นประโยคที่สองของวัน มิสนใจจักรเพลิงร้อนแรงที่กำลังหมุนคว้าง และก็เฉกเคยที่สุรเสียงเคียดขึ้งก็ตอบโต้ไปโดยตลอดเสมอมา

“ไม่ใช่ฝ่าบาทก็แล้วกัน”

“นี่เจ้าจะเรียกเราว่า พี่วายุภัค บ้างไม่ได้หรือไร”

“บอกแล้วว่าเราไม่นับญาติ”   

“สีทันดรนี่เราสองคนจะญาติดี คุยกันดีๆบ้างมิได้เลยหรือ พี่ว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับพี่เลยที่เจ้ามาเกลียดชังพี่ เพียงเพราะผู้ใหญ่ของพวกเราไม่ชอบกัน” จู่ๆสุรเสียงละห้อยปนทอดถอนจากฝั่งเทวปักษีก็ลำดับมาเช่นนั้น หากก็ยังมิทำให้พระวรกายงามงดของเทวนาคาหันมาชายพระเนตรมอง ได้เท่ากับประโยคปิดท้าย

“พี่เป็นห่วงเจ้านะสีทันดร ศึกระหว่างเทวะกับอสูรครั้งนี้ยิ่งใหญ่นัก และพี่ก็ยิ่งห่วงเจ้ามากขึ้นไปอีก เมื่อรู้ว่าเจ้ากำลังจะทำอะไร”

“นี่เจ้ารู้ฤา” สีทันดรหันขวับกลับมามองเทวปักษีทันใด

“ถ้าไม่รู้พี่คงไม่มา เจ้าคิดหรือว่าเทวปักษีอย่างพี่จะยอมลงมาเดินดิน เดินป่าเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาเพื่อช่วยดูชัยภูมิตั้งฐานทัพแค่นั้น พี่ลงมาปกป้องหัวใจทั้งดวงของพี่มิให้อยู่ในอันตรายต่างหาก และนี่ก็คือเหตุสำคัญเหตุเดียวที่พี่ร่วมรบในครั้งนี้”

วายุภัคมิตรัสเปล่ากลับสำแดงความในพระทัยมาจนหมดสิ้นผ่านสายพระเนตรวาววับระยับดุจดาวฤกษ์ สายพระเนตรคู่นี้กำลังวิงวอน ให้พระเนตรฟ้าครามน้ำทะเลลึกทรงเข้าพระทัยและรับรู้ และมีหรือที่สีทันดรจะมิทรงทราบ ทรงรู้ดีเลยแหละว่าที่ผ่านมาวายุภัคทรงมาตอแยกับองค์เองด้วยเหตุใด และแน่พระทัยยิ่งขึ้นเมื่อถูกเขารังแกด้วยริมโอษฐ์เหนือลำน้ำปายในครั้งนั้น

“พี่รู้ว่าหัวใจทั้งดวงของเจ้ามอบให้ไอ้อณูแห่งพระสุริยาทิตย์ไปแล้ว แต่พี่ก็อยากให้เจ้ารู้ว่าหัวใจทั้งดวงของพี่ก็ได้มอบให้เจ้าไปหมดสิ้นแล้วเช่นกัน หัวใจของพี่พร้อมแล้วตั้งแต่แรกเห็น พร้อมที่จะวางไว้ในอุ้งหัตถ์และแทบบาทของเจ้า สีทันดร”

สีทันดรทรงสดับแล้วก็วาบในพระหฤทัยนัก และก็มั่นพระทัยว่ามิใช่เขิน มิคาดคิดเลยว่าในเพลานี้จะมีใครมาสารภาพรักตรงหน้า แต่ก็อย่างที่เขาบอกหัวใจทั้งดวงของตนมอบให้อัสดงไปแล้ว และก็ไม่มีเหลือเผื่อแผ่ให้ใคร คงมีแค่ความเห็นใจเท่านั้นที่จะมอบให้ได้เป็นที่สุด

“เราทราบดีวายุภัค ว่าเจ้าคิดอย่างไรกับเรา แต่เจ้าก็รู้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้”

“พี่ยอมตายสีทันดร ยอมตายจากโทษานุโทษแห่งมหาเทวี เพียงเพื่อจะได้รับรักตอบและเชยชมเจ้าเท่านั้น พี่ยอมแลกทุกสิ่ง แม้จะชั่วระยะเวลาน้อยนิดพี่ก็สุขใจอย่างที่สุดแล้ว ”

“ถ้าเจ้ารักเราจริง เจ้าก็จะตายด้วยเหตุนี้ไม่ได้ เจ้าต้องรักษาตัวไว้ เพื่ออยู่ประลองกับพี่ชายเรา อยู่ทะเลาะกับพวกเทวนาคาอย่างเราต่อไปนานๆจะได้ไหมวายุภัค เราอยากเห็นอย่างนั้น”

เพราะความจริงในทุกๆพระดำรัสของวายุภัคตรัสออกมาอย่างนั้น ตายของวายุภัคคือเรื่องเล็ก หาได้สำคัญเท่าได้รับรักตอบไม่ เป็นอีกชั่วแวบที่บังเกิดความสงสารเห็นพระทัย และไม่อยากเห็นเขาสิ้นชีพจุติไป จึงทูลยื้อไว้ ด้วยความห่วงใยอย่างไม่เคยมี ด้วยเหตุที่ตรัสฉะนี้และด้วยความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนอันบังเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วในชั่วแวบนี่เอง ความชิงชังจึงถอยเคลื่อน มนตรามหาจักรจึงเลือนลดฤทธีลง จักรเพลิงที่กำลังครอบพระวรกายสูญสลายไปในพริบตา

สีทันดรรู้พระองค์ดี ... แลไม่ทรงกลัวแล้วว่า วายุภัคจะกระทำจาบจ้วงอย่างที่ทรงทำ
ทว่ายามนี้ทรงเกรงมากกว่า ที่วายุภัคจะมิทำในสิ่งที่ทรงขอ

“จะทำให้เราได้ไหม วายุภัค”   

“พี่จะพยายาม” สุรเสียงกังวานของวายุภัคกลั้นสะอื้นมาซะแล้ว “เจ้าเองพรุ่งนี้ ก็ต้องดูแลตนเองให้ดี อย่าเป็นอะไรไป อยู่ต่อให้พี่รักตลอดไปจะได้ไหม”

“แม้จะรู้ว่ารักเราได้ข้างเดียวน่ะหรือ เอาเถอะ เราสัญญาว่าเราจะไม่เป็นอะไร”

“พี่ไม่เชื่อ” วายุภัคตรัสจบ ก็เอามือลูบแขนตนเองหนึ่งครั้ง พอหงายฝ่ามือมา ก็บังเกิดเป็นขนปักษาจากปีกสีเศวตยาวสองคืบขนหนึ่ง เจ้าของขนนั้น ถือวิสาสะเอื้อมฝ่ามือหนา ฉุดข้อพระกรวางไว้ในฝ่ามือบางกว่า แล้วตรัสว่า

“ให้พี่ดูแลเจ้าดีกว่า หากเจ้าตกอยู่ในอันตรายและต้องการความช่วยเหลือเมื่อใด จงเอาขนปักษาเส้นนี้ออกมา จูบเบาๆแล้วเรียกชื่อพี่ ต่อให้พี่อยู่ไกลถึงฉิมพลี พี่ก็จะลงมาปกป้องเจ้าทันที”

แล้วเทวปักษีหนุ่มน้อยก็โผนทะยานลอยลับกลับขึ้นยอดไม้สูงทันใด เหลือแต่สีทันดรที่ทำพระพักตร์และพระทัยอีกทั้งตรัสอะไรต่อมิถูกอยู่องค์เดียว

รุ่งขึ้นของวันถัดมา ทรงกลดพาคณะออกเดินทางแต่เช้า เพื่อเดินทางไปยังชัยภูมิฐานทัพใหม่ให้เร็วที่สุด ทุกผู้ทุกคนยังเดินกันตามลำดับเดิมเหมือนเมื่อวานที่ผ่านมา แต่ที่ต่างออกไปคือหาได้มีเสียงทะเลาะลั่นๆระหว่างมหาฤาษีกับสีทันดรไม่ ทั้งสองวันนี้เงียบสงบผิดปกติ พอๆกับวายุภัคที่เดินรั้งท้ายไม่พูดไม่จา

อณูแห่งจันทรเทพพาเดินไปเรื่อยๆตลอดหลายชั่วโมงช่วงเช้า พร้อมทั้งจดบันทึกรายละเอียดของภูมิทัศน์ไปเรื่อยๆเช่นกัน มีบางจังหวะหยุดยืนปรึกษากับเหล่าอณูที่เหลือหากก็มินาน จนมาถึงลานป่าโล่งกว้างที่ได้เวลาพักเที่ยงพอดี

“พักกันที่นี่ก่อนนะ” 

ทรงกลดกล่าวขึ้น แล้วทุกคนก็เหวี่ยงเป้สะพายหลังลง ต่างคนต่างพิงไว้ตรงโคนต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเพื่อพักพิง คงมีแต่สีทันดรที่ยังยืนอยู่มองไปรอบๆ จนสายตามาหยุดที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ทว่าก็แค่แว่บเดียว ก่อนจะเบนไปหาตระการตา ที่นั่งทรุดอย่างหมดแรงถัดออกไป

‘ได้เวลาแล้วหลงตา’ กระแสจิตของสีทันดรส่งถึงมหาฤาษีพลัน มหาฤาษีที่นั่งบนไหล่วายุภัค ก็ส่งกระแสจิตกลับมา

‘ระวังตัวด้วยไอ้สีทันดร’

‘จ้ะ หลงตา’

เจ้านาคน้อยรับคำ แล้วเดินไปหาตระการตา ฉุดข้อมือขึ้น แล้วชวนว่า “พี่ตระการตา ไปหาที่นั่งเล่นกันเถอะ เราได้ยินเสียงคลับคล้ายคลับคลาว่าน่าจะมีน้ำตกอยู่แถวนี้ พี่จะได้ล้างหน้าล้างตาด้วยดีไหม”

ตระการตาฟังแล้วก็ยังลังเลในทีแรก เพราะคันฉัตรสั่งไว้เป็นสิบๆรอบก่อนออกเดินทางเมื่อวานไว้ว่า “ถ้าน้องดื้อชวนไปเล่นซนอะไรที่ไหนอย่าไปเชียวนะตา”

แต่ครั้นพอถูกคะยั้นคะยอด้วยเสียงสดใสมาอีกรอบ ตระการตาจึงปฏิเสธไม่ลง ว่าแล้วก็พากันไปขอทรงกลด ...ทรงกลดเองก็ใจดีเหลือแสน ยอมอนุญาตแต่ก็จะขอตามไปด้วย สีทันดรจึงบอกไปว่าจะไปอาบน้ำกันและคงเขินหากมีใครมานั่งดู ด้วยความที่รักและเอ็นดูสีทันดรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แลวันนี้สีทันดรก็เงียบไม่ค่อยพูดค่อยจามาตั้งแต่เช้า อีกทั้งเหตุผลก็ฟังเข้าท่าและอยากจะเอาใจ นั่นแหละทรงกลดจึงปล่อยให้ไปตามลำพังกันสองคน

“รีบไปรีบกลับนะน้องดื้อ”

“จ้ะพี่กลด จะรีบไป” สีทันดรยิ้มกว้างรับคำ บอกจะรีบไป แต่มิได้หมายถึงจะรีบกลับ ว่าแล้วก็โอบเอวตระการตาพาพุ่งปราดเป็นรัศมีสีเขียวเจือทองเหนือยอดไม้สูงออกไปทันที

“จะไปก่อเรื่องอะไรอีกไหมวะเนี่ยไอ้กลด” คืนฉายถามขึ้นด้วยความกังวล แต่แล้วก็ต้องเงียบ เมื่อมหาฤาษีตอบมาแทนทรงกลดว่า

“ไม่มีอะไรหรอก ไอ้อณูครุอสูร แต่ถ้ามีข้าเชื่อว่า ไอ้สีทันดรมันเอาตัวรอดได้ พวกเอ็งอย่าไปกังวลอะไรให้มากนักเลย”

วายุภัคเองที่ได้ยินก็อยากจะหักใจคิดเช่นนั้น หากมิหันไปเห็นเงายักษีเลือนรางสองเงา พุ่งปราดไปทางแนวป่าแนวเดียวกับสีทันดร วายุภัครีบขยับพระวรกายลุกขึ้น แต่แล้วเสียงจุ๊ๆ จากปากมหาฤาษีก็ห้ามตนไว้อีกคน วายุภัคจำต้องประทับนั่งลงดังเดิม ด้วยพระทัยกังวลว้าวุ่นอย่างมิเคยทรงเป็น และมิเคยมีให้ใครมาก่อนเลยในชีวิต

เฉกเดียวกับอัสดงที่ยามนี้ยืนอยู่เหนือยอดไม้สูง สายตาจับไปยังทัพมารดำทะมึนที่อีกมินานจะประชิดติดวัดป่าแล้ว ใจของเขายามนี้ว้าวุ่นกังวลใจเป็นที่ยิ่ง เพราะจู่ๆก็เกิดห่วงถึงคะนึงหาสีทันดรอย่างมิเคยเป็นมาก่อน เป็นหนักยิ่งกว่าเมื่อคืนเสียอีก ใจอยากจะขี่อุจไฉยศรพกลับไปกอดก่อนออกรบนัก อยากจะกลับไปดูเหลือเกินว่ายามนี้ไอ้ดื้อยอดดวงใจเป็นอย่างไร

“เอาน่าเดี๋ยวก็ได้กลับไปกอดน้องดื้อแล้ว” คันฉัตรปรากฏกายกำจายรัศมีสีม่วงเจือทองวาบขึ้นจากด้านหลัง ตบไหล่เพื่อนเบาๆ เป็นการปลอบ รู้ดีว่าเพื่อนกังวลเรื่องอะไร เพราะเขาเองก็กังวลเรื่องเดียวกัน

“แล้วนายไม่คิดถึงหรือเป็นห่วงตระการตาบ้างเลยหรือวะ”

“กังวลสิวะ แปลกมากจู่ๆก็เกิดเป็นห่วง เกิดคิดถึงอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน แต่ก็ต้องห้ามไว้ เตรียมระบายออกโดยการล้างพวกมาร ตอนนี้หน้าที่ของเราคือออกรบนะโว้ย ไอ้พระอาทิตย์ ทำใจให้สบายซะ ใส่เกราะนี่และลงไปบัญชาการด้านล่างได้แล้ว”

คันฉัตรเรียกสติอัสดงคืนมาได้ แล้วยื่นเกราะทองวาววะวับให้เพื่อนสวมใส่ แล้วทั้งสองก็เหิรลอยลงจากยอดไม้ เดินมาหน้าหมู่เทวทหารหาญ พร้อมแล้วกับการระบายความคิดถึงหนักหน่วงทั้งหมดทั้งมวล เอาไปลงกับพวกมารประหัตประหารให้สิ้นซากสาแก่ใจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2020 07:49:13 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
ด้านสีทันดรที่พาตระการตาเหิรลอยมาได้สักครู่ ก็พบน้ำตกขนาดใหญ่สวยใสดังคาด  เมื่อพากันลงมายังพื้นเบื้องล่างแล้ว ทั้งสองต่างพร้อมใจกันกระโจนลงไปแหวกว่ายอย่างสนุกสนาน ตระการตาแทบจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ดำผุดดำว่ายอยู่เป็นนานสองนาน แถมยังโดนสีทันดรแกล้ง แปลงคืนเป็นนาคาสีขาวเจิดจรัสพ่นน้ำใสใส่อยู่เนืองๆ จนสุดท้ายคงเบื่อที่จะเล่นกันแล้ว จึงมานั่งคุยกันบนโขดหินพื้นเรียบยังใจกลางธารน้ำตก

“ไม่นึกไม่ฝันนะเนี่ยว่าจะได้มาเล่นน้ำกับพญานาค”

“ไม่นึกไม่ฝันเช่นกันว่าจะได้มาเล่นน้ำกับโอษฐ์แห่งมหาเทวี พี่รู้ไหม ตำแหน่งสำคัญนี้ไม่มีมานานเกือบพันปีแล้ว โดยเฉพาะโอษฐ์แห่งมหาอุมาเทวี”

“ทำไมต้องโดยเฉพาะเจาะจงเป็นโอษฐ์แห่งมหาอุมาเทวีด้วยล่ะ” ตระการตาถามขึ้นด้วยความสงสัย ส่วนสีทันดรวันนี้ก็ตอบอย่างพระทัยดี มิรำคาญเฉกแต่เก่าก่อน พระเนตรฟ้าครามสุกใสเป็นประกาย ยามอธิบาย

“ก็เพราะโอษฐ์แห่งมหาอุมาเทวี ไม่ได้มีแค่มหาอุมาเทวีจะทรงใช้งานน่ะสิ พี่เคยได้ยินถึงพระนามมหาทุรคา และมหากาลีบ้างไหม”

“เคยสิ พี่เคยได้ยินว่า ท่านก็เป็นพระองค์เดียวกันแหละ แต่แบ่งภาคมาปราบอสูรใช่ไหม อ้อ เคยอ่านเจอด้วย มีหลายตำนานเชียวจำไม่หวาดไม่ไหว”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดี อย่าไปจำตำนานเลยปวดหัววุ่นวายไปเปล่าๆ จำง่ายๆดีกว่าว่า มหาอุมาเทวีก็เปรียบเสมือนน้ำในน้ำตกนี่แหละเย็นใส สะอาด แต่ถ้าหากเราเอาน้ำไปต้ม น้ำย่อมร้อน นั่นคือมหาทุรคา” สีทันดรตรัสถึงตรงนี้ พื้นน้ำเบื้องล่างที่ใสเย็นฉ่ำ ก็บังเกิดความร้อน จนตระการตาชักขาขึ้น แล้วพระเนตรสุกใสก็ส่งประกายระยับขึ้นไปอีก เมื่อน้ำที่แค่ร้อนกลายเป็นเดือดปุดๆ ตระการตาเองเห็นแล้ว ฟังแล้วก็นึกชื่นชมอยู่ในใจว่าน้องดื้อผู้นี้ เป็นอีกพระองค์ที่อธิบายได้เห็นภาพเข้าใจง่ายเป็นที่สุด

“แต่ถ้าเราต้มน้ำไปนานๆ จนน้ำเดือดอย่างนี้ล่ะก็ คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่าใคร”

“มหากาลี!!!”

“ใช่มหากาลี” เจ้านาคน้อย เน้นหนักสุรเสียงยามเอ่ยพระนามนี้เป็นพิเศษ เปลี่ยนท่วงทำนองเป็นจริงจัง “สามพระองค์ก็คือน้ำที่ระดับความร้อนแตกต่างกันจำแค่นั้นจะได้ไม่งง ผู้ที่รับหน้าที่เป็นโอษฐ์ของท่านต้องรับสามระดับพลังนี้ให้ได้ และการที่มหาเทวีทรงใช้งานผ่านผู้ที่เป็นโอษฐ์นั้นก็เพื่อเลี่ยงและลดพลังงานสะท้อนมหาศาลจากพระองค์เองที่ทำให้โลกมนุษย์พินาศได้อันเกิดจากการสด็จโดยตรง”

“ครับน้องดื้อ พี่เข้าใจแล้ว อันที่จริงเรื่องนี้ ฉัตรเขาก็เกริ่นๆกับพี่เมื่อคืนก่อนเหมือนกัน และพี่ก็กลัวเหลือเกินว่าพี่จะทำให้ทุกคนผิดหวังเพราะพี่ไม่คู่ควร”

“อย่าคิดเช่นนั้น เรามั่นใจว่าพี่ทำได้ มหาเทวีเลือกพี่แล้วนี่ ” สีทันดรตรัสพลางบีบมือตระการตาพลางให้กำลังใจ แล้วมองไปรอบๆ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มที่ริมโอษฐ์ แล้วถามขึ้นว่า “มหาเทวีทรงติดต่อพี่มาบ้างหรือยังหลังจากขึ้นเฝ้า”

“ยังเลยน้องดื้อ ก็อย่างที่น้องดื้อและทุกๆคนได้ยินบนเทวสภานั่นแหละ ท่านให้พี่นำพามนุษย์สวดมนต์ ท่านสั่งแค่นั้น และท่านก็ไม่ติดต่อมาเลย ท่านอาจจะให้พี่ทำสิ่งนี้สิ่งเดียวก็เป็นได้”

“เราว่าไม่น่าจะใช่นะ เพราะพระแม่เจ้าก็บอกให้พี่ฝึกสมาธิเพื่อติดต่อท่านรับพลัง แล้วพี่ทำไมไม่ลองติดต่อท่านเองก่อนล่ะ มัวแต่รอให้ท่านติดต่อมาบางทีอาจจะไม่ทันการ หรือบางทีท่านอาจจะรอพี่ติดต่อท่านอยู่ก็ได้ ท่านก็บอกพี่แล้วนี่ถึงวิธีที่ท่านบอกว่าภาษามนุษย์เรียกว่าเปิดสวิตซ์” สีทันดรทรงคิดสิ่งใดในพระทัยตระการตาย่อมไม่รู้ แต่ฟังดู มันก็สมเหตุสมผลเข้าท่าน่าลองดีเหมือนกัน

“ว่าแต่ พี่ฉัตรสอนพี่ สวดมันตราอัญเชิญเสด็จมหาเทวีหรือยัง”

“ยังเลย”

“งั้นเราสอนให้ เอาไหม ... วิธีนี้เร็วดี”

“เอาสิ ตอนนี้เลยนะ”

“ได้สิ ตั้งจิตให้เป็นสมาธินะ แล้วว่ามันตราตามเรา”

สีทันดรเปลี่ยนสุรเสียงใสเป็นจริงจังขึ้นกว่าเดิมอีกระดับ แล้วขยับยกขาขึ้นมานั่งขัดสมาธิพนมมือขึ้นตรงกลางระหว่างอกเตรียมถ่ายทอดมหามนตราอัญเชิญเสด็จ ตระการตาก็ทำเฉกเดียวกัน แล้วอัศจรรย์ก็พลันบังเกิด เมื่อลูกแก้วสีทองลอยออกมาจากกระพุ่มหัตถ์ดั่งดอกบัวตูมของสีทันดรเข้าสู่กลางหน้าผากของตระการตา พร้อมเสียงสังวัธยายมนตราด้วยทำนองสูงต่ำสลับกันไปมา ที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของมนุษย์น้อยจนต้องเปล่งเสียงตามออกมาว่า

“โอม ชยันตี มงคลกาลี ภัทรันกาลี กปาลินี ทุรคา กัษมา สวาธาตรี สวะสุธา นะโมสะตุเต
โอม อัมเพ อัมวิเก อัมพา ลิเกส มานัยติ ศัสจนัส สัตยสวัส สวภิ กัมกาเม บิลวาสินี ทุรคาเย นมัส โอม”

เมื่อสิ้นสุดวรรคสุดท้าย เสียงครืนๆของฟ้าลั่นก็ดังขึ้นไปทั่วแผ่นฟ้าบริเวณนั้น น้ำใสรายรอบพวยพุ่งขึ้นด้านบนประหนึ่งน้ำพุกว่าชั่วพักก่อนจะสงบลง อีกทั้งบังเกิดละอองสีทองระยับลอยรอบตัวตระการตาก่อนจะซึมทราบเข้าไปในร่าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนเจ้าตัวคงตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บัดนี้เดี๋ยวนี้ หลังจากลงมาจากเทวสภานี่จึงดูชินตาไปเสียสิ้น

ตระการตามิรู้หรอกว่าอาการชินแบบนี้คืออาการที่เริ่มคุมจิตได้แล้ว แต่ที่รู้เสียยิ่งกว่ารู้คือมิต้องเดือดร้อนให้สีทันดรทวนมนตราซ้ำอันใดอีกเลย นอกจากนี้ยังรู้สึกได้อีกว่า ภายในกายตนนั้นกำลังมีกลุ่มก้อนพลังงานที่พลุ่งพล่านอยู่ด้านในคล้ายกำลังจะปะทุออกมาให้จงได้

“เก่งนี่ รอบเดียวก็จำได้”

“ก็น้องดื้อบรรจุไว้ให้พี่นี่นา อย่ามายอกันเลย”

“แหมมม ดันรู้อีก...ว่าแต่สวดแล้วเป็นไง”

“ตอนนี้พี่รู้สึกร้อนๆ เหมือนมีพลังอะไรสักอย่างกำลังวิ่งอยู่ทั่วตัว เหมือนมันกำลังจะหาทองออกมาให้ได้”

“ฝืนไว้ก่อนนะพี่ อย่าเพิ่งให้ออกมา จงเอาจิตพี่ไปกำกับพลังนั้นไว้ตรงกลางหน้าผากให้ได้ กักไว้ตรงนั้นก่อน หากจำเป็นถึงคราวต้องปล่อย ให้ปล่อยพลังออกมาทางหน้าผากทางเดียว”

“พี่จะพยายายามนะ ว่าแต่ตอนนี้พี่ร้อนเหลือเกิน”

ตระการตารับคำเสียงเริ่มสั่น และเริ่มร้อนจนทนไม่ไหว จนต้องกระโดดลงไปในน้ำ แล้วก็นึกได้ว่า สีทันดรเคยสอนกสิณน้ำหรืออาโปกสิณให้ใช้ดับความร้อน ว่าแล้วจึงเจริญกสิณกองนั้นใช้ความเย็นของน้ำไล่ความร้อนทั่วตัวให้ขึ้นมาอัดอยู่ตรงหน้าผากอย่างเดียว ก่อนจะดับให้สลายด้วยความเย็นเฉกเดิม

“เก่งมากพี่ตระการตา ไม่เสียแรงที่เราสอนเลยสักนิดเดียว ทีนี้พี่ก็รู้แล้วนะว่าอัญเชิญพลังกับดับพลังทำอย่างไร”

สีทันดรดีพระทัย ปรบพระหัตถ์กระโดดจนตัวลอย แต่แล้วอาการดีใจเรื่องตระการตาก็ต้องยุติลง เมื่อสายพระเนตรหันไปเห็นกวางทองตัวหนึ่ง เดินตาแป๋วลงมากินน้ำ เจ้ากวางทองตัวนั้น คล้ายจะมองๆเมียงๆมาที่สีทันดรและตระการตา เหมือนจะอยากเข้าหาหรือเชิญชวนให้มาเล่นด้วยหรืออย่างไรก็มิทราบ ด้วยความที่มันน่ามองสีทองไปทั้งตัว สีทันดรจึงเดินเข้าไปหามัน และมันก็เหมือนจะแสนรู้ ทำเป็นถอยพลางเล่นพลาง ทีละนิดๆ พอสีทันดรตั้งท่าจะกระโจนคว้าเท่านั้นแหละ มันก็วิ่งปรู๊ดออกไปด้วยความรวดเร็วราวกับทะยานเหาะ พอๆกับสีทันดรที่พรุ่งปราดออกไปเช่นกัน และนั่นก็ทำให้ตระการตาอยู่คนเดียว

“อ้าวน้องดื้อจะไปไหน ” ตระการตาตะโกนถาม หากก็มิทันที่จะได้คำตอบ แล้วพอคล้อยหลังสีทันดรที่หายลับตามกวางทองเข้าไปในแนวป่าเท่านั้น บรรยากาศรอบข้างน้ำตกก็ครึ้มลงทันที

แล้วเสียงหัวเราะลั่นๆของสตรีก็บังเกิดก้องไปทั่ว รอบๆตัวตระการตา มินานรัศมีสีดำก็ปรากฏขึ้นมา พอสลายก็กลายเป็นร่างของสตรีสาววัยยี่สิบกว่าๆ หน้าตาเรียบตึง เคียดขึ้ง เขี้ยวโง้งแหลมบ่งบอกให้รู้ชาติพันธ์

“นางยักษ์”

“ใช่ ไอ้มนุษย์น้อย ...ข้าคือยักษ์ และเจ้าก็รู้ใช่ไหมว่ายักษ์กินอะไร”

ตระการตาที่อยู่ในน้ำค่อยๆถอยกรูดตามสัญชาติญาณจนไม่มีทางถอย โชคดีอยู่อย่าง ที่ตอนนี้มิตระหนกเหมือนเมื่อก่อน แต่ถึงแม้จะมิตระหนกหากก็มิรู้จะเอาตัวรอดอย่างไร เพราะยังไม่มีใครสอนให้โรมรัน นี่ถ้าฉัตรอยู่ละแวกนี้ ก็คงจะร้องเรียกแล้ว

“คิดจะเรียกคนมาช่วยเหรอ ไม่มีทางเสียหรอก ไอ้มนุษย์หน้าโง่ กว่าจะอยู่คนเดียวได้ เล่นเอาข้ารอซะนาน มาเป็นอาหารให้ข้า สำมะนักขาซะดีๆ แล้วข้าจะกลายเป็นเจ้าให้เอง มานี่”

นางสำมะนักขาตวาดในเสียงสุดท้าย แล้วสะบัดมือซัดพลังรัศมีสีดำลูกใหญ่ไปยังใจกลางน้ำที่ตระการตายืนอยู่ แรงระเบิดนั้นก่อเกิดเสียงกัมปนาท พร้อมร่างของตระการตาที่กระเด็นขึ้นมาจนร่างทั้งร่างกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ เลือดสีแดงสดทะลักออกจากปาก ระคนเสียงหัวเราะอย่างสะใจ แล้วอุ้งมือที่แข็งราวคีมเกินสตรีก็คว้าคอตะการตาไว้ บีบแน่นชูขึ้นฟ้า

“ชะ ช่วย ด้วย”  ตระการจตายังพอขับเสียงได้กระท่อนกระแท่น “ คะ ใครก็ได้ ช่วยด้วย ” 

“ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก”

“นะ น้องดื้อ ช่วยพี่ด้วย”

“เหอะ ไอ้นาคน้อยแสนโง่นั่น มันมาช่วยเจ้าไม่ได้หรอก ป่านนี้มันตามกวางทองบริวารของข้าไปถึงไหนต่อถึงไหนก็มิรู้ ฮะฮ่าๆ”

สำมะนักขาหัวเราะดังลั่นอย่างสะใจอีกครา แต่โบราณว่าไว้ว่าหัวเราะทีหลังย่อมดังกว่าเสมอ นางยักษีมันมิรู้หรอกว่า กวางทองสมุนของมันนั้นชะตากรรมเป็นเช่นไรในตอนนี้

นางยักษ์มันคิดว่าสีทันดรโง่จนหลงกล แต่คนโง่ที่ไหน ที่แสร้งวิ่งตามไปอย่างนั้น แล้วเหิรลอยขึ้นไปหลบอยู่บนต้นไม้ เจ้ากวางจำแลงที่เห็นว่าคนไล่ในทีแรกไม่ตามมาก็เกิดเขลา เหิรกลับมาดู และกว่าจะรู้ว่าถูกซ้อนกล พระหัตถ์แห่งเทวนาคาก็เหิรลอยลงมาพร้อมตัวคว้าคอมันขึ้น แล้วใช้พระหัตถ์อีกข้างค่อยๆดึงขามันทีละขาออกจากตัว บังเกิดเสียงร้องโหยหวนลั่นไปทั่วแนวป่า ก่อนที่ร่างจำแลงจะแปลงคืนเป็นนางอสุรีตาเหลือกถลน หมดทางดิ้นรนหนี แล้วสีทันดรก็ออกแรงเพิ่มบีบคอมันอีกที คราวนี้คอมันขาดกระเด็นคามือ

“กลับไปนรกซะเถิด นางยักษ์ชั่ว คิดว่าข้าตามกลอุบายตื้นๆพวกเจ้าไม่ทันหรือไง กวางทองที่ไหนจะมาอยู่ในโลกมนุษย์ โง่ซะจริงเชียว”

แล้วเทวฤทธิ์ก็ประสิทธิ์โดยพลัน สีทันดรทะยานขึ้นฟ้ากลายเป็นรัศมีสีทองพุ่งปราดกลับมาด้วยความรวดเร็ว แต่มิได้กลับมาสกัดนางสำมะนักขา แต่กลับมายืนดูอยู่หลังโขดหินใหญ่ก้อนหนึ่ง แม้จะเห็นว่าตระการตากำลังกระอักเลือด ถูกนางยักษ์บีบคอจนเท้าถีบอากาศไปมาเรียกได้ว่าจนมุม หากก็ยังมิทรงช่วย ทว่ากลับส่งแค่กระแสเสียงไปยังกลางสมองของตระการตาว่า

“พี่ตระการตา สำรวมจิต สวดมนตราอัญเชิญเสด็จที่เราถ่ายทอดเมื่อกี้เร็วเข้า แล้วปล่อยออกมาตรงกลางหน้าผากเร็ว”

ตระการตาที่กำลังทุรนทุรายภายใต้น้ำมือนางสำมะนักขาได้ยินดังนั้นก็พลันได้สติ สำรวมจิตตั้งใจมั่นหลับตาลง ลำดับมหามนตราที่กำลังวิ่งวนอยู่ในหัว แล้วเปล่งเสียงตัวเองออกมากลางสมองเป็นการสวดในใจที่นางยักษ์ไม่ได้ยิน หากแต่ดังกระหึ่มไปทั่วร่างตน แล้วพอคำว่า ‘โอม ชยันตี มงคลกาลี’ ลำดับขึ้น พลังงานความร้อนที่ห่างหายดับลงเมื่อครู่ก็หวลกลับมาซัดซ่านไปทั่วร่างทั้งร่าง คราวนี้ไม่ฝืนอะไรอีกต่อไปแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อะไรจะระเบิดก็ให้มันระเบิดออกมา และที่สำคัญพลังเหล่านั้น ก็ถูกดันมาอยู่กลางหน้าผากเรียบร้อย ครั้นพอคำว่า ‘ทุรคาเย นมัส โอม’ อันเป็นวรรคสุดท้ายสิ้นลง ตระการตาก็รู้สึกว่า พลังงานกลางหน้าผาก ระเบิดตูมออกมา แล้วสติสัมปชัญญะของสภาวะมนุษย์ก็สิ้นลงทันที

ด้วยแรงระเบิดแห่งพลังงาน ทำให้นางสำมะนักขากระเด็นกระดอนไปกระแทกกับหน้าผาน้ำตกอย่างรุนแรงจนเลือดกระอัก แขนที่ใช้บีบคอตระการตาไว้ ขาดสลายเลือดพวยพุ่งเป็นภัสมธุลี นางยักษีกรีดร้องโหยหวนพยุงกายขึ้นมา แล้วก็ต้องตาเหลือกโพลน เมื่อร่างมนุษย์ธรรมดาตรงหน้า ยืนตระหง่านคล้ายจะขยายใหญ่ขึ้น เบื้องหลังคือเงาแห่งเทวสตรีสยายพระเกศาเหนือกายสีดำเปล่งรัศมีสีแดงเข้มเจิดจ้าไปทั้งแนวป่า ที่ถึงแม้จะเป็นแค่เงา หากก็เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนเป็นที่สุด

เทวสตรีพระองค์นั้นเยื้องย่างก้าวบาทแต่ละทีแผ่นดินแผ่นฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่นครืนๆ พระพักตร์ถมึงทึงเกรี้ยวกราดเป็นที่ยิ่ง พระเนตรดุดันทรงอำนาจ พระโอษฐ์แสยะมีเลือดติดถ้วนทั่ว รอบพระศอคือสังวาลย์หัวกระโหลก ที่อสูรชั้นต่ำก็รู้ว่าเทวสตรีพระองค์ใดใช้ทรง

สำมะนักขายักษีรู้ดีเสียยิ่งกว่ารู้ เทวสตรีพระองค์นี้ทรงมหามหิทธานุภาพอย่างที่สุด หนึ่งในจิตของจอมอสูรก็พ่ายพระนางมาแล้ว!!!

“นางยักษ์ชั้นต่ำ บังอาจหนีมาเกิด เหิมเกริมทำร้ายโอษฐ์แห่งข้า”

“พะ...พระแม่เจ้ามหากาลี ขะ..ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่รู้มาก่อน อภัยให้ข้าด้วย”

นางสำมะนักขากว่าจะรู้ตัวว่าอะไรเป็นอะไร ทำไมทุกอย่างดูง่ายดายก็สายไปเสียแล้ว นี่แหละหนาที่เขาว่าความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย จึงได้แต่ปากสั่น คอสั่น มิอาจหาญต่อกร ถอยกรูดๆ แทบจะคลานหนีสิ้นศักดิ์ศรีแห่งยักษ์ทระนง แต่เทวสตรีมหากาลีพระองค์นี้ ก็ย่างพระบาทผ่านร่างตระการตาไปสกัดกั้นทุกทิศทาง แม้นางยักษีจะกลายคืนเป็นรัศมีมืดสำดำโผนทะยาน แต่ก็ถูกตบด้วยเทวฤทธิ์ลงร่วงลงมากองอยู่กับพื้นเสียงดังสนั่น เท่านั้นยังไม่พอ มหากาลียังกระทืบพระบาทลงไปกลางอกนางดังพลั่ก เสียงกร็อบของกระดูกแตกร้าวดังลั่น พร้อมเลือดสีแดงคาวคลุ้งไหลออกจากทวารทั้งแปดทันที

“พระ พระ แม่ จะ เจ้า”

และนี่ก็เป็นถ้อยคำสุดท้ายของนางสำมะนักขายักษีที่หนีมาเกิดเป็นมนุษย์ พระแม่เจ้ามิทรงปล่อยให้มันพูดคำใดอีกต่อไป เอื้อมหัตถ์จิกหัวมันไว้แล้วกระชากออกจากตัวดังแควก นางสำมะนักขาสิ้นใจลงอย่างน่าสยดสยอง นี่คงจะเป็นภาพที่ติดตาสีทันดรไปอีกชั่วกาล และนี่ก็เป็นเหตุให้ทุกผู้ทุกนามทั้งเทวะแลอสูรเกรงพระแม่เจ้านัก พระแม่เจ้ามิเคยปราณีในการประหัตประหารเลย ทรงเป็นอีกภาคของมหาอุมาเทวีที่พระลักษณะและพระอุปนิสัยต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ฉะนี้ เทวะทุกพระองค์ที่ทำผิดจึงกลัวนักเวลาพระแม่เจ้ามหาอุมาเทวีเรียกเฝ้า เพราะตอนเรียกอาจจะอยู่ในภาคมหาอุมาเทวี แต่ตอนเข้าเฝ้าอาจจะเสด็จออกในภาคมหากาลีมาลงทัณฑ์ก็ได้

ด้วยเสียงสนั่นครั่นครืนกึกก้องโกลาหลไปทั้งป่า อีกทั้งพลังแห่งรัศมีอันรุนแรง ทำให้อณูน้อยทั้งห้าที่เอนกายพิงต้นไม้อยู่กระเด้งตัวผลุดลุกกันขึ้นมาทันใด เทวฤทธิ์ที่มีอยู่ มิต้องบอกแก่กันก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงตะโกนลั่นออกไปอย่างตกใจพร้อมๆกันว่า

“ตระการตา น้องดื้อ ฉิบหายแล้ว!!!”

“สีทันดรของพี่”

วายุภัคก็ตะโกนลั่นเฉกกัน สยายปีกสีเศวตโดยพลัน เตรียมโผนทะยานออกไปด้วยพระทัยร้อนรนพร้อมอณูน้อย แต่ทั้งหมดก็ต้องชะงัก เพราะมหาฤาษี ใช้ไม้เท้าฟาดพลังสกัด ยับยั้งไว้ด้วยฤทธี

“พวกเอ็งอย่าเพิ่งเข้าไปตอนนี้ไอ้อณูน้อย เดี๋ยวเสียเรื่อง ส่วนเอ็งไอ้วายุภัคเตรียมตัวให้ดี รอให้ไอ้สีทันดรมันเรียกแล้วเอ็งค่อยไป อีกเดี๋ยวมันต้องพึ่งเดชะของเอ็ง”

ทางด้านสีทันดรก็ยังยั่นย่อพระวรกายมิหาย ทั้งๆที่ควรจะดีใจในภารกิจอัญเชิญมหาเทวีมาประทับร่างตระการตาจนสัมฤทธิ์ผล แผนนี้นี่เองที่ลอบวางกับหลวงตามาหฤาษีและนลกุพร หากก็ยังมีอีกภารกิจต่อมาคือต้องนำเสด็จไปสู่สนามยุทธการยังวัดป่าให้จงได้ อันเริ่มไม่มั่นพระทัยแล้วว่าจะกราบทูลให้นำเสด็จได้หรือไม่ แล้วสีทันดรก็ต้องสะดุ้งออกมาสุดพระวรกาย เมื่อมหาเทวีตวาดเรียกลั่น

“ออกมาบัดเดี๋ยวนี้ สีทันดร”

สิ้นรับสั่งจากสุรเสียงดังราวฟ้าผ่า ยังมิทันจะก้าวออกมา โขดหินใหญ่ที่หลบอยู่ก็ระเบิดออก แตกเป็นเสี่ยงๆ สีทันดรถึงกับกระเด็นขึ้นฟ้าลงมากระแทกพื้นดังลั่น พอเงยพระพักตร์พยุงกายขึ้นมา มหากาลีเทวีในร่างตระการตาก็มาประทับยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว

“รู้ไหมบังอาจแค่ไหน ที่กล้าอัญเชิญข้ามายังโอษฐ์แห่งข้าโดยพละการ”

“หม่อมฉันทราบดีพะยะค่ะ”

“รู้ดีแต่ก็ยังทำ”

มหากาลีตระการตาตรัสจบ ก็กระทืบพระบาทลงพื้นอีกที คราวนี้สีทันดรกระเด็นไปติดต้นไม้ เลือดแดงสดทะลักออกมานิดหน่อยอยู่มุมปาก นี่แสดงว่ามหาเทวีทรงปราณีอยู่บ้าง ถึงจะกำลังกริ้วหากก็มิมาก นี่แหละที่หลงตากับวายุภัคเป็นห่วงว่าจะรับหน้ามหากาลีได้ไหม มหากาลีมิค่อยสดับรับฟังอันใดเพราะพระรัศมีเจือไว้ด้วยเพลิงแห่งโทสะ ตนอาจจะโดนมหาเทวีประหารก่อนจะได้กราบทูล แต่หลงตาก็แนะมาแล้วนี่ว่าให้ใช้อะไรให้เป็นประโยชน์ ว่าแล้วจึงหลับพระเนตรบูชามหาลักษมีเทวี และด้วยความที่เป็นอณูแห่งพระแม่เจ้า จิตจึงติดถึงกันง่ายดายและรวดเร็วเป็นที่ยิ่ง

และในฉับพลันที่เงาแห่งมหากาลีเทวีในร่างตระการตา เอื้อมหัตถ์หมายมาคว้าพระศอ แสงสว่างสีชมพูกลีบบัวสว่างไสวระเรื่อเจือทองก็ผลุดออกจากกลางพระนลาฏเข้าจับเต็มพระวรกาย ครั้นพอสลายมหากาลีก็ทรงชะงักงัน เพราะร่างทั้งร่างของสีทันดรกลายเป็นพระมหาลักษมีเทวีนั่นเอง

“น้องหญิงมหาลักษมีเทวี”

“พระพี่นางมหากาลี ฟังน้องสักนิดเถิดเพคะ”

“ตรัสมาเถิดน้องหญิง ทั้งสวรรค์นอกจากมหาเทวีด้วยกัน ก็ไม่มีใครพูดได้น่าฟังอีกแล้ว”


***********************************

รบกวนติดตามต่อในบทที๑๕ ส่วนที่๓ นะคะ

 :pig4: ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ยังติดตามและส่งกำลังใจผ่านคอมเม้นมาให้มากๆนะคะ  แล้วพบกันค่ะ :o8: :-[ :impress2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2020 07:50:09 โดย Artemis »

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 220
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
เข้มข้นและลุ้นมากค่ะ สนุกจนต้องอ่านอีกรอบ สีทันดรชอบทำให้เป็นห่วงตลอด แต่ยังดีที่มีหลวงตาคอยช่วยหวังว่าอัสสะจะเจ้าใจ ขอให้ตระการตาปลอดภัย ขอบคุณมากค่ะที่มาต่อไวทันใจคนอ่าน รออ่านความสนุกตอนต่อไปค่ะ :pig4: :L1:

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-1
โอ๊ยยยย กำลังมัน โดนตัด! 555

ขอบคุณที่มาต่อให้อย่างรวดเร็วครับ

ตั้งหน้าตั้งตารอตอนต่อไป

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1871
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-3
พระแม่ลักษมีเจ้าขาช่วยลูกดื้อด้วยเจ้าค่ะ    :sad4:


ตอนพระแม่มหากาลีเสด็จ เพลงนี้ขึ้นเลย    “จะให้โกรธใช่ไหม ถ้าเธอต้องการ…”

ชอบความเปรียบเปรยสามภาคของมหาอุมาเทวีดั่งอุณหภูมิของน้ำ ชัดเจนและเข้าใจง่าย    :teach:


สนุกมาก ๆ ครับ

ออฟไลน์ BaII

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 469
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-1
เข้มข้นมากครับ กำลังสนุกเลย ให้กำลังใจนักเขียนครับ

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ขอบคุณมากค่ะมาต่อแล้วสนุกสมการรอคอยจริงๆแต่ละคุ่น่ารักมากหลวงตาจะละสังขารแล้วพวกมารเริ่มเคลื่อนไหวสงครามกำลังจะเกิดแต่ยักษ์หรือจะสุ้เทพได้รอตอนต่อไปนะคะ รักษาสุขภาพด้วย

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
โอ้ยสนุกมากยิ่งอ่านยิ่งสนุกยิ่งพระแม่กาลีเสด็จด้วยน่ากลัวมากดีนะพระมหาเทวัลักศมีเสด็จมาช่วยน้องดื้อศึกนี้ใหญหลวงยิ่งนักเศร้ามากตอนอัสดงกับทยุติธรกับอณูน้ยทั้งหลายไปเฝ้าหลวงตาจะเป็นพระอรหันต์น้ำตาใหลตามส่วนหลงตากัยน้องดื้อนี่คุ่กัดกันจริงๆ555รอตอนต่อไปนะคะสนุกมาก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
อัศวินดารา๒ บทที่ ๑๕ โอษฐ์แห่งมหาเทวี ส่วนที่๓ (จบตอน)

ในขณะที่มหาลักษมีเทวีในร่างสีทันดรกำลังทรงเจรจากับมหากาลีเทวีในร่างตระการตานั้น ทางฝ่ายอณูน้อยทั้งห้าและวายุภัคก็กระวนกระวายเป็นที่ยิ่ง แต่หามีใครเทียมเจ้าเทวปักษี ที่ร้อนรุ่มเดินไปเดินมาได้อีกแล้ว พระทัยอยากจะฝืนคำสั่งมหาฤาษีพระอาจารย์ รีบไปดูเสียตอนนี้ด้วยเป็นห่วงเทวนาคาพระองค์น้อยเป็นที่ยิ่ง หากแต่ก็จำต้องหักไว้ฝืนพระทัยทำตามคำสั่ง

ด้วยทรงทราบจากมหาฤาษีแค่คร่าวๆว่า จะมีการเร่งรัดอัญเชิญมหากาลีเทวีมาสู่ร่างโอษฐ์โดยสีทันดร แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ตัดสินพระทัยในฉับพลัน แทบจะร่อนตามมหาฤาษีจากฉิมพลีลงมาทันทีที่ได้ทรงสดับเมื่อคืนก่อน เพราะทรงรู้ดีว่าอันตรายจะเกิดขึ้นมากเพียงไรกับผู้ที่หาญกล้าอัญเชิญเสด็จโดยพละการ ด้วยพระอุปนิสัยของมหากาลีที่มิทรงฟังใดๆทั้งสิ้น ผู้ที่ล่วงพระราชอำนาจเร่งรัดให้เสด็จย่อมมีอันตราย สีทันดรก็องค์น้อยแค่นี้จะทานไหวฤา

“ข้าจะให้ไอ้สีทันดรมันสอนไอ้มนุษย์ตระการตาโอษฐ์แห่งมหาอุมาเทวี อัญเชิญเสด็จมหากาลีมาประทับ ข้าต้องขอแรงเอ็งมาช่วยอีกแรง เอ็งจะช่วยพวกข้าได้หรือไม่ ไอ้วายุภัค”

ถ้อยคำที่มหาฤาษีบอกยังทรงจำได้ ถึงได้รีบตัดสินพระทัยตอบรับโดยมิลังเล นี่คือสิ่งที่ทรงทราบ แต่ก็ยังมิรู้ว่ามหาฤาษีจะให้ช่วยอย่างไร ต้องพึ่งเดชะตนอย่างไร มันจะดีกว่าไหม หากพระอาจารย์ยอมให้ไปหาสีทันดรในตอนนี้ ตอนที่อาจจะสกัดสิ่งที่เกรงไว้ได้ทันท่วงที ดีกว่าอยู่ที่นี่รอให้ร้องเรียกมาเอง เพราะเหตุฉะนี้ จึงดำเนินเดินไปมากลัดกลุ้มมากกว่าทุกๆคน

หากสีทันดรเป็นอะไรไป ตนคือคนหนึ่งที่มั่นใจว่า พระทัยองค์เองจะแหลกสลายลงในพริบตาแน่นอน

“พวกเอ็งหยุดเดินไปเดินมากันซะทีเถอะข้าปวดหัว โดยเฉพาะเอ็งไอ้วายุภัค” มหาฤาษีพูดขึ้นทำลายภวังค์คิด วายุภัคตอบสวนทันควัน

“ถ้าอยากให้หลานหยุดเดิน ก็ให้หลานรีบไปดูสีทันดรเถิด หลานเป็นห่วงน้องสีทันดร”

“ใช่หลวงตาให้พวกผมรีบไปดูเถอะ แล้วนี่หลวงตาจะไม่เล่าอะไรให้พวกผมฟังเลยหรือ” ทรงกลดเสริมขึ้น เริ่มที่จะร้อนรนพอๆกับวายุภัค เหมือนกับเหล่าอณูน้อยที่เหลือ

“เดี๋ยวข้าค่อยเล่าให้ฟังทีหลัง ถ้าพวกเอ็งไปตอนนี้ข้าบอกก็แล้วไงเดี๋ยวเสียเรื่อง ข้าเชื่อว่าไอ้สีทันดรมันเอาตัวรอดได้ เอ็งอย่าลืมว่าไอ้สีทันดรเป็นอณูของใคร เอ็งเตรียมตัวเถิดไอ้วายุภัค อีกเดี๋ยวจะมีรับสั่งเรียกหา แล้วข้าก็จะไม่ขวางเอ็งเลยสักนิดเดียว”

แล้วหลวงตามหาฤาษีก็ไม่พูดอะไรต่อ ทิ้งให้วายุภัคและเหล่าอณูเทวะปะติดปะต่อเรื่องเอาเองด้วยความกระวนกระวายมากกว่าเดิม หารู้ไม่ว่าทางฝั่งฟากสีทันดรยามนี้ หาได้มีสิ่งใดน่ากังวลอย่างที่กริ่งเกรงกันเลย

“น้องต้องขอประทานอภัยเพคะ ที่สีทันดรอณูจอมซนของน้อง สอนมนุษย์ผู้เป็นโอษฐ์ อัญเชิญเสด็จพระพี่นางมาโดยพละการ” มหาลักษมีเทวีในร่างสีทันดรตรัสขึ้น ด้วยความที่เป็นมหาเทวีด้วยกัน มหากาลีย่อมทรงเกรงพระทัย และทรงรับฟัง พระสุรเสียงยามตรัสตอบจึงมิก้องประหนึ่งฟ้าผ่าดั่งทีแรก

“เจ้านาคน้อยอณูของน้องหญิงมันเหิมเกริม มันบังอาจ พี่อยากจะสั่งสอนมันสักหน่อย มันควรอัญเชิญเสด็จน้องหญิงมหาอุมาเทวีมาก่อน ตามด้วยมหาทุรคาแล้วถึงจะเป็นพี่ มันทำอย่างนี้จะเกิดอันตรายต่อร่างกายของโอษฐ์แห่งพี่นัก น้องหญิงก็ทรงรู้ว่า จู่ๆถ้าร่างกายมนุษย์ได้รับพลังรุนแรงเลย โดยมิได้มีการปรับพลังทีละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละนิดจะเป็นอย่างไร ร่างกายเขาจะมิขาดใจตายหรอกฤา”

“สีทันดรทราบดีเพคะ และน้องเองก็ทราบดีว่า พระพี่นางย่อมทรงมีพระเมตตาและคงมิปล่อยให้โอษฐ์ขององค์เองเป็นอะไร”

มหาลักษมีเทวีทรงยิ้มกว้าง พระพักตร์งามงดเหนือสามโลก ซ่อนนัยซุกซนประหนึ่งดรุณีน้อย ที่ทรงรู้ทันและตามทันพระอารมณ์ของมหากาลีเทวี แลเพราะทรงรู้ทัน อีกทั้งยังตามพระอารมณ์ทันนี่เอง พระกรเรียวเสลา อันสลักได้งามเหนือรูปสลักใดๆทั้งมวล จึงเกี่ยวพระกรพระมหาเทวีผู้ทรงอารมณ์ฉุนเฉียวไว้ ประหนึ่งขนิษฐาองค์น้อยที่กำลังอ้อนพระภคินี ส่งประกายมหารัศมีสีชมพูเจือทองสาดส่องไปทั่วพระวรกายเทวสตรีที่ทรงนับถือประดุจพระพี่นาง

“อย่าโกรธน้องเลยนะเพคะ”

“น้องหญิงยิ้มอย่างนี้ พี่ล่ะใจอ่อนโกรธเจ้าไม่ลงซะที พี่อยากจะรู้จริงๆว่าทั้งสวรรค์จะมีใครโกรธเจ้าลงบ้าง พี่ว่าผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดในสามโลก หาใช่มหาเทพทั้งสามพระองค์ไม่ แต่เป็นน้องหญิงนั่นแหละที่ใช้ความน่ารัก อ่อนหวาน และความงามจนสามารถสั่นคลอนแลสยบไปได้ทุกภาคทุกส่วน แม้กระทั่งโทสะของพี่ เอาล่ะ ไม่โกรธก็ไม่โกรธ” มหากาลีเทวีคลายพระพักตร์กราดเกรี้ยว ตรัสพลางสรวลใสพลาง เพราะรู้พระองค์ว่าทรงถูกสยบลงกับเขาบ้างแล้ว  และรู้อีกว่ามิได้ทรงเยินยอเกินจริงแต่อย่างใด

สิริและความงามเลิศแห่งมหาลักษมีเทวีมิใช่หรอกฤา ที่ทำให้ทั้งสามโลกน่าอยู่
เมื่อสิริและความงามเลิศบังเกิดแล้ว ความรัก ไยจะมิตามมา ...และความรักตัวเดียวกันนี้นี่เอง ที่สยบทุกสิ่งให้โอนอ่อนได้ในพริบตา

อย่างนี้แล้วมหาลักษมีเทวีจะมิยิ่งใหญ่ที่สุดในสามโลกได้อย่างไร!!!

“แต่ที่สีทันดรทำไป เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องอัญเชิญเสด็จมาก่อนในวันนี้เพคะ”

“เอ้า มีความจำเป็นอันใดก็ว่ามาเถิดน้องหญิง”

“พระอริยสงฆ์ ผู้อาจารย์ของอณูแห่งพระสุริยาทิตย์ มีเกณฑ์จะเข้าสู่อรหันตผลในวันนี้ และทัพมารก็กำลังเข้าขวาง อณูน้อยและกองกำลังเทวะได้เตรียมการตั้งรับยังวัดป่าแล้ว ครั้งนี้คือการปะทะกันครั้งแรก เทวะต้องชนะเพคะ และพระอรหันต์ก็ต้องบังเกิดให้ได้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับฝ่ายเรา น้องจึงเห็นพ้องกับท่านมหาฤาษีและสีทันดรว่าหากพระพี่นางเสด็จไปช่วย สิ่งที่เทวะหวังไว้ย่อมสัมฤทธิ์ผลแน่นอน”

มหากาลีเทวีได้สดับรับฟังดังนั้น ก็ทิ้งโทสะทั้งมวลมากกว่าเดิมที่ทรงทิ้ง หลับพระเนตรนิ่งชั่วพัก ครั้นลืมพระเนตรขึ้นมาอีกที โทสะที่ทรงทิ้งไปก็หวลคืนมาแค่ชั่วลมพัดผ่าน ทรงกำพระหัตถ์แน่น กระทืบบาทลงดินลั่นครั่นครืน พร้อมสุรเสียงก้อง

“ไอ้พวกมารเหิมเกริม บังอาจนัก เราอย่าเสียเวลาเลย ไปที่วัดป่ากันเถอะ”

“ช้าก่อนเพคะ พระพี่นาง ... ระยะทางจากที่นี่ไปวัดป่ามิใช่ใกล้ๆ ลำพังหม่อมฉันกับพระพี่นางเองคงมิใช่ปัญหา แต่ร่างมนุษย์ของโอษฐ์พระพี่นาง ยามสิ้นสุดการประทับจะเหนื่อยอ่อนจนทนไม่ไหว ถ้าเราเหิรลอยในระยะทางไกลๆ และอีกอย่าง พระพี่นางก็ทรงทราบดีใช่ไหมเพคะ ว่าการประทับในร่างโอษฐ์มีระยะเวลาจำกัด เพราะฉะนี้ เราจึงให้เทวะอัฐเคราะห์ทั้งแปดแบ่งภาคลงมาปราบอสูร แทนที่พวกเราจะใช้ร่างผู้ที่เป็นโอษฐ์”

“ขอบพระทัยเจ้ามากที่เตือนพี่ ข้อนี้พี่เกือบลืมไปเลย....แล้วน้องหญิงมีทางใด”

มหาลักษมีเทวีมิทรงตอบในทีแรก แต่ทรงแบพระหัตถ์ขึ้นมา แล้วจึงปรากฎรัศมีสีดาวฤกษ์แวบวาบอยู่ตรงใจกลาง ครั้นพอสลายก็บังเกิดเป็นขนเทวปักษียาวราวสองคืบหนึ่งเส้น มหากาลีทรงเห็นดังนั้นก็เข้าพระทัยได้ในทันทีว่ามหาเทวีแห่งศรีทรงสื่ออะไร

“หลานชายของพญาเวนไตยหรอกฤา ที่จะนำเราไป”

“เพคะ วายุภัคจะนำพวกเราไป”

มหาเทวีแห่งสิริทรงรับคำพร้อมรอยแย้มสรวลงามงดถวายไปอีกครา ก่อนจะทรงคืนร่างกลับสู่สีทันดร ที่กำลังจรดริมโอษฐ์ จูบเบาๆลงไปบนขนแห่งเทวปักษีเส้นนั้น แล้วพระสุรเสียงใสก็ตรัสขึ้นต่อหน้าพระพักตร์มหากาลีว่า

“วายุภัค เจ้าอยู่ไหน มาช่วยเราด้วยเถิด”

สิ้นพระดำรัสก็กำเนิดเกิดลำแสงสว่างวาบสีเศวตพรุ่งตรงขึ้นฟ้าทันใด และลำแสงนี้นี่เองก็ทำให้การรอคอยอันเสมือนยาวนานในความรู้สึกของวายุภัคสิ้นสุดลง ปีกสีเศวตที่กวักบินแต่ละทีได้ทีละโยชน์ก็กระพือออกไปยังลำแสงนั้นทันที เพียงชั่วระยะเวลาเข็มตกลงพื้นเท่านั้น วายุภัคก็มาถึงยังลานน้ำตก สิ่งแรกที่ทรงทำคือรีบถลันเข้าไปหาสีทันดร หากก็มิลืมที่จะหมอบราบกราบกรานผู้ที่ประทับยืนอยู่เบื้องหน้าเพลานี้ที่ทรงทราบดีว่าเป็นใคร

“เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม สีทันดร” วายุภัคทรงถามละล่ำละลักด้วยความเป็นห่วง และก็โล่งใจนักที่สีทันดรปลอดภัย โล่งใจถึงขนาดที่น้ำตาลูกผู้ชายรินหลั่งไหลออกมาด้วยความดีใจ

“เราไม่เป็นไร ...อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย เราต้องการให้เจ้าช่วย มีแต่เจ้าเท่านั้นที่จะนำเสด็จมหากาลีเทวีสู่สมรภูมิรบที่วัดป่าได้ทันเวลา”

และแล้ววายุภัคก็เข้าใจในทันทีที่หลวงตาบอกว่าต้องการใช้เดชะของตนช่วยในเรื่องใด สีทันดรตรัสถูกมีแต่ตนเท่านั้นที่กระพือปีกเดินทางแต่ละทีได้ราวโยชน์หรือบางทีเกินเสียด้วยซ้ำ ฉะนี้จึงมิตรัสอันใดให้มากความ จึงรีบคืนองค์เองสู่สภาวะทิพย์เทวปักษีเต็มขั้น ขยายพระวรกายสูงใหญ่เทียมยอดไม้ กระพือปีกสีเศวตกว้างมหึมา เปล่งครุฑาสีหนาท ทอดหัตถ์ใหญ่กว้างลงมา ยังเบื้องหน้ามหาเทวี

“เชิญเสด็จขึ้นมาประทับบนมือเกล้ากระหม่อมเถิดพระเจ้าข้า เกล้ากระหม่อมจะนำเสด็จยังสมรภูมิเอง”

“ดีมากเจ้าครุฑน้อย ...รีบพาเราไปบัดเดี๋ยวนี้”

มหาเทวียิ้มอย่างพอพระทัยเสด็จขึ้นสู่อุ้งหัตถ์วายุภัคพร้อมสีทันดร ก่อนครุฑสีหนาทจะสำแดงกังวานก้องป่ามาอีกครั้ง แล้วปีกกว้างสีเศวตก็กระพือขึ้นสู่นภมณฑลมุ่งหน้าสู่สมรภูมิวัดป่ามิรอรี

“นั่นวายุภัคจะบินไปไหนนี่” ทรงกลดที่รออยู่ยังที่พัก ถามขึ้นทันทีที่เห็นรัศมีของวายุภัคทะยานออกไปบนฟ้ากว้างจากพื้นด้านล่าง 

“ไปสมรภูมิวัดป่าน่ะสิ”

“อะไรนะหลวงตา” ทุกๆเสียงถามขึ้นแทบจะพร้อมกัน แล้วหลวงตามหาฤาษีก็ตอบขยายความมาให้

“ไม่ต้องตระหนกไป เอาล่ะ ข้าจะเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้แหละ”

แล้วมหาฤาษีก็เล่าเรื่องราวทั้งหมด ให้ทรงกลดและทุกๆคนที่เหลือฟัง ซึ่งพอทราบความกันแล้ว ก็ร่ำร้องจะตามกันไปให้ได้ มหาฤาษีจึงจำต้องปรามให้ตระหนักถึงหน้าที่ที่ต่างฝ่ายต่องรับผิดชอบกันมาอีกครา อณูน้อยทั้งห้าจึงคิดได้และสงบลง จำต้องดำเนินตามแผนงานที่วางไว้ต่อไป

คงผิดกับนลกุพรยามนี้ที่วัดป่า ที่ทราบแผนการของมหาฤาษีดีตั้งแต่ต้น ซึ่งหะแรกก็มิทรงกังวลอะไรมากนัก แต่พอครั้นเวลากระชั้นจะต้องโรมรันกันขึ้นมาเรื่อยๆ กลับทรงอยู่ไม่เป็นสุขกระวนกระวาย ด้วยเกรงว่าอันตรายจะเกิดกับสีทันดรสหายรักหนึ่ง และอีกหนึ่งจึงเกรงว่าจะไม่สำเร็จ แลถ้ามิสำเร็จ ขวัญและกำลังใจของเหล่าเทวะย่อมเลือนหาย ศึกครั้งแรกครั้งนี้ยังไงต้องทำให้ชำนะให้จงได้ เพราะอย่างนี้จึงทรงแหงนหน้ามองฟ้าตลอดเวลา รอสหายรักนำเสด็จมหาเทวีมาดังที่นัดหมายไว้ จนทยุติธรเห็นเข้าจึงต้องตรัสถาม

“พี่เห็นเจ้ามองฟ้าอยู่เป็นนานสองนานแล้วนะนล มีอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีพะยะค่ะ” นลกุพรรีบทูลตอบ

“ถ้าไม่มีก็รีบไปรวมกลุ่มกับอัสดง อีกเดี๋ยวเราจะตรวจพลกันเป็นครั้งสุดท้าย พวกมารมันเริ่มมาประชิดยังแนวป่าแล้ว”

ทยุติธรตรัสจบก็เสด็จนำ แต่แล้วนลกุพรก็ทูลถามบางสิ่ง ที่ทำให้ทรงชะงักงัน “ พี่ชายพะยะค่ะ พี่ชายว่า พื้นดินที่บริเวณวัดป่าแห่งนี้ จะทานทนอำนาจสะท้อนจากเทวะได้มากน้อยเพียงใดพะยะค่ะ”

“ก็ถ้าไม่ใช่มหากาลีเสด็จมารบเอง ก็ไม่มีปัญหา” ทยุติธรหันมาตอบ แล้วขมวดพระขนงทันทีที่เห็นพระพักตร์นลกุพรเริ่มถอดสี ที่กำลังถามต่อมาด้วยเสียงอ่อยๆ

“แล้วถ้าเสด็จผ่านร่างของมนุษย์นน้อยตระการตาล่ะพะยะค่ะ”

“นี่อย่าบอกพี่นะว่าเจ้ากำลังจะ......” ทยุติธรฟังแล้ว พระพักตร์ก็เริ่มถอดสีบ้างในฉับพลันทันที เริ่มทรงคาดการณ์ไปต่างๆนาๆ แต่แล้วพระทัยก็แทบร่วงลงไปอยู่ที่ข้อพระบาท เมื่อนลกุพรทรงตัดสินพระทัยบอกต่อให้ครบความที่ทรงตรัสค้าง

“สีทันดรจะอัญเชิญเสด็จมหากาลีเทวีในร่างมนุษย์น้อยตระการตามาที่นี่พะยะค่ะ”

“อะไรนะ!! ทำไมเพิ่งมาบอกพี่ตอนนี้”

ทยุติธรตรัสได้แค่นั้น ก็นิ่งงันตรัสอะไรต่อมิถูก เพราะทรงรู้ดีว่าการที่มหาเทวีเสด็จมามันไม่ได้มีแค่ผลดีอย่างเดียว ผลเสียที่ไม่มีใครคาดถึงอันนอกจากพลังสะท้อนแล้ว อาจมีผลเสียอีกข้อบังเกิดตามมาจนยับยั้งไว้ไม่ทันอีกด้วย แม้จะเสด็จมาในร่างโอษฐ์ก็ตาม

ทูลหม่อมปู่อนันตนาคราชเคยทรงเล่าประทานไว้ว่า เมื่อครั้งมหากาลีทรงมีชัยชำนะเหนือทารุณสูร ทรงลืมพระองค์จนตั้งท่าจะกระทืบพระบาทลงพื้นพิภพ ดีที่มหาศิวะเจ้าเสด็จลงมาเอาพระอุระรับไว้ มิฉะนั้นโลกมนุษย์คงสูญสลายด้วยแรงกระทืบพระบาทไปแล้ว

นี่แหละคือผลเสียอีกข้อที่ไม่มีใครคาดถึง ...จะแก้ไขและยับยั้งตอนนี้ก็คงไม่ทัน
หวังอย่างเดียว....อย่าได้เกิดเหตุการณ์เฉกนั้นซ้ำรอยเลย

และแล้วเสียงกลองศึกทั้งของเทพและมารก็ดังระรัวขึ้นพร้อมกัน ทำให้ทยุติธรและนลกุพรทิ้งเรื่องที่คุยกันค้างคาไว้ทันใด มิทันได้สบโอกาสส่งความบอกอะไรกับอัสดง รีบเหิรลอยไปรวมกับคันฉัตรและน้ำเชี่ยวยังกองหน้าของเทวทหารชั้นจตุมหาราชิกา ที่กำลังมีอัสดงในชุดเกราะแม่ทัพสีทองวาววะวับ อยู่บนหลังม้าอุจไฉยศรพขี่ทะยานตรวจพลไปทั่วกองหน้ายาวเหยียด ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องก้องกึกฮึกเหิมดังสนั่น

ในมือของอัสดงยามนี้ คือดาบเพลิงเล่มยาวที่ชูขึ้นฟ้า ประกายไฟร้อนแรงเจิดจ้า ราวกับมาจากต้นกำเนิด พร้อมแล้วที่จะนำมาใช้โรมรัน กับฝ่ายมารที่คืบคลานเป็นแนวทะมึนดำมืด มาหยุดยืนรั้งทัพไว้ตรงแนวป่าห่างไปไม่ไกลเกินสองกิโลเมตร พวกมารมาถึงแล้ว เสียงกลองศึก เสียงไชโยโห่ร้องของพวกมันก็อึกทึกอึงอลดังกระหึ่มไม่แพ้ฝั่งเทวะ แล้วรัศมีสีดำลูกใหญ่ลูกหนึ่ง ก็ทะยานออกมาจากแนวทะมึนมืดเหยียดยาว มาลอยวนตรวจพลอยู่แนวหน้า ก่อนจะหยุดอยู่ตรงกลาง ลอยคว้างหมุนวนคืนร่างสู่สภาวะมนุษย์ในเกราะทองประจันหน้ากับอัสดงที่รออยู่ก่อนแล้ว

เจ้าของร่างนั้น นั่งอยู่บนคอช้างปีศาจสามหัว ราวกับลอกเลียนมาจากช้างทรงของเทวะ ในมือถือดาบยาวไม่แพ้กับอังสดงคาดว่ามันน่าจะเป็นแม่ทัพมาร เบื้องหน้าและด้านหลังคือหมู่รัศมีสีดำมืดที่กำลังพุ่งทยอยออกมารายรอบเป็นขุนพลในร่างมนุษย์ชายหญิง ใบหน้าของทุกผู้ถมึงทึงเขี้ยวโง้งในลักษณะยักษาและยักษี ด้วยเทวฤทธิ์ของเทวะทุกคนรู้ดีว่าพวกมันนี้หลุดจากที่คุมขัง หนีมาเกิดเป็นมนุษย์รวมเป็นกองกำลังมาร

เทวะแบ่งภาคลงมาเป็นมนุษย์ได้ฉันใด มารก็หนีมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ฉันนั้นนั่นเอง

อณูน้อยแห่งพระสุริยาทิตย์ เพ่งมองเจ้าแม่ทัพก็เห็นว่า อายุอานามไล่เลี่ยกัน นี่มันคงมาเกิดพร้อมๆเขา หน้ามันและท่าทางออกไปทางเจ้าสำอาง ถ้าตัดเขี้ยวและรัศมีสีดำออกไปมันก็เหมือนกับวัยรุ่นธรรมดาๆ มันคงแฝงตัวมานานและแฝงได้อย่างยอดเยี่ยม อีกไม่นานก็คงจะได้รู้ว่าฝีมือมันจะค้านกับลักษณะภายนอกหรือไม่ 

ทางฝ่ายมารเองโดยเฉพาะเจ้าแม่ทัพก็พินิจพิเคราะห์อยู่ที่อัสดงเช่นกัน ยอมรับโดยไม่มีข้อแม้ทันทีที่เห็นว่า เทวะชาญฉลาดในการเลือกเทพลงมาโรมรันกับตน เดชะน่าหวั่นกำจายรอบผสานในรัศมีสีแดงเพลิงเจือทอง ดูก็รู้ว่าต้นกำเนิดเป็นใคร อณูน้อยผู้นี้ถอดแบบมาทุกกระเบียด ดูห้าวหาญได้อย่างน่าประทับใจ แต่น่าเสียดายที่อาจจะต้องตายด้วยน้ำมือพวกมารไม่วันใดก็วันหนึ่ง หรืออาจจะเป็นวันนี้ก็ได้

“ข้าชื่ออินทรชิต เจ้าเป็นใคร ถึงบังอาจนำทัพเทวะ มาสกัดทัพข้า”

เจ้าแม่ทัพฝ่ายมารรู้ดีอยู่แล้ว ว่าแม่ทัพฝ่ายเทวะเป็นใคร แต่ก็อยากจะโอภาปราศรัยตามธรรมเนียม จึงส่งกระแสเสียงมาจากระยะทางไกลให้ได้ยินกันถ้วนทั่ว ก่อนจะสั่งการให้ทัพหน้าเข้าโรมรัน อัสดงเองก็เช่นกัน ระยะทางห่างแค่สองกิโลเมตรนี่ หาใช่อุปสรรคในการส่งความกังวานหาญกล้าในน้ำเสียงไปท้าทายตอบโต้

“ข้าชื่ออัสดง อณูแห่งพระสุริยาทิตย์ เจ้านั่นแหละบังอาจ รู้ไหมว่าการขัดขวางมิให้บังเกิดพระอรหันต์ มันยิ่งจะทำให้พวกเจ้าดำดิ่งสู่นรกภูมิขุมลึกลงไปอีก”

“ข้าไม่กลัวหรอกนรก ต่อให้ลึกกว่านี้ ข้าก็หาทางขึ้นมาได้กันอยู่ดี ระวังเถอะ ข้าจะส่งอณูเทวะอย่างเจ้าลงไปนรกดูบ้าง และข้าก็อยากรู้นักเชียวว่า เจ้าจะช่ำชองในการหาวิธีกลับขึ้นมาอย่างพวกข้าหรือไม่”

อินทรชิตพูดจบก็หัวเราะลั่น ส่งกระแสเสียงมาเย้ยหยันอีกระลอก แต่แล้วจู่ๆ เจ้ามารหนุ่มก็มีอันต้องยุติเสียงหัวเราะตัวเองลงในฉับพลัน ชะงักงันแทบจะทันที เมื่อจิตของตนจับได้ด้วยฤทธีว่า หนึ่งในพรรคพวกที่หนีมาจากนรก สูญสลายไปแล้ว เฉกเดียวกับมารด้านหลังและรายล้อมที่ก็จับได้เหมือนกัน เริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่ต่อกันลั่น

“สำมะนักขาสิ้นชีพแล้ว...เป็นไปได้ยังไง”

“ทำไมง่ายดายอย่างนี้ ...ฝีมือผู้ใดกัน”

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทัพมารฮึกเหิมย่อมระส่ำ เพราะสำมะนักขาคืออสุรีผู้หนึ่งที่จัดว่าฝีมือดี การที่ถูกกำจัดโดยง่ายดายเช่นนี้ ผู้ที่สังหารย่อมเกินคำว่าธรรมดา อินทรชิตเองก็เริ่มประหวาดหวั่น หากก็มิยอมที่จะให้ใครในทัพเสียขวัญจึงจำต้องตวาดกำราบลง

“ เงียบ!! ถ้าไม่อยากตายอย่างสำมะนักขา ก็จงหุบปากเสีย นางจะตายอย่างไรก็ช่าง ใครจะฆ่านางก็ช่าง ตีทัพเทวะให้แตกและสกัดพระอรหันต์คือสิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้ ข้าว่าเรามาล้างแค้นให้ท่านอาสำมะนักขากันดีกว่า พร้อมกันหรือยัง ”

“พวกเราพร้อมแล้ว”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-05-2020 17:36:27 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
“ดีมาก งั้นเข้าประจำทัพกันได้แล้ว” อินทรชิตสั่งความรวดเร็วบนหลังช้าง ดังทั่วไปทั้งทัพ “ พันธุรัตน์ สันธมาลา อากาศตไล เร่งประจำทัพหน้าเตรียมเข้าโจมตี ส่วนท่านอาทูษณ์ ท่านอาขร และท่านอาตรีเศียรอยู่กับข้าที่ทัพใหญ่ตามนี้”

สิ้นคำอินทรชิตเหล่าขุนพลหมู่มารทั้งหญิงชายก็แยกย้ายเข้าประจำตามคำสั่ง อินทรชิตเมื่อเห็นทุกอย่างเรียบร้อย ก็หันไปสั่งความเพิ่มเติมด้านหลัง เริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้ทันที

“ตัณหา ราคะ อรดี ถึงคราวที่เจ้าทั้งสามผู้เป็นธิดาพญามาร จะสำแดงฤทธิ์เดชอีกครั้งแล้ว”

“ไว้ใจพวกข้าเถิด อินทรชิต”

สิ้นเสียงนางตัณหา ก็บังเกิดเสียงประโคมมโหรีอันเสนาะเพราะพริ้งดังไปทั่วแนวป่าที่หมู่ทัพมารยึดไว้ ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องฟ้าลั่นครืนๆผิดประประหลาดธรรมชาติ บรรยากาศยามบ่ายมัวลงในฉับพลัน แล้วเสียงดนตรีก็ลอยมาตามแรงลมถึงยังทัพเทวะพร้อมสามร่างอรชรอ้อนแอ้นยวนยั่วไปทุกสัดทุกส่วนแห่งสามดรุณีธิดาพญามาร

ทุกผู้ทุกนามในทัพเทวะยามนี้ เห็นภาพนางทั้งสามนั้น แม้จะเตรียมตั้งรับเป็นอย่างดี หากก็แทบลืมที่จะหายใจ บรรดาอาวุธที่ถือพร้อมไว้อยู่ในมือต่างร่วงหล่น เทวะบางตนเผลอร่ายรำสอดประสานคลอเคลียยามได้ยลความงามของนางมาร

มนต์สะกดแห่งการร่ายรำจับตาของนางปีศาจ ทำให้พวกนางลอยผ่านทัพนาคาเข้ามาประชิดทัพใหญ่ได้โดยง่าย อีกทั้งมหามนต์แห่งกลิ่นหอมจรุงใจ ก็สะกดไปที่อัสดง ทยุติธร คันฉัตร น้ำเชี่ยวและนลกุพร ให้บังเกิดความกำหนัดจนตกภวังค์ เห็นภาพตัวเองกำลังเริงร่าเล่นสวาทกับพวกนางอย่างเอาเป็นเอาตาย จนกระตุ้นเกิดความเร่าร้อนไปทั่วกายชายจนสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ปล่อยให้พวกนางลอยผ่านทัพใหญ่เข้าไปยังด้านใน จนถึงใต้ต้นสาละอันเป็นส่วนสำคัญที่สุดแล้ว

นี่ถ้านางมารทั้งสามมันถือดาบมาปาดคอ ทุกคนคงสิ้นชีพไม่มีเหลือ
ใครจะคิดว่าความกำหนัดใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่นางมารสร้างขึ้น จะมีฤทธีเกินคาดถึงขนาดนี้

คงจะจริงอย่างที่จอมมารและอินทรชิตคิดว่า ธิดาพญามารจะช่วยให้งานสำเร็จลุล่วงลงอย่างง่ายดาย บรรดามารจึงกระหยิ่มยิ้มย่องฮึกเหิมขึ้นไปอีกครา แต่ทว่ามันก็ไม่ง่ายดายขนาดนั้นเสียทีเดียว เพราะที่ต้นสาละดันมีพระภิกษุแปดรูปหลากวัยรายล้อมพระอริยเป็นวงกลมทั้งแปดทิศ ภิกษุทั้งแปดรูปนั้น กำลังข่มจิตข่มตาตัดภาพร่ายรำยั่วยวนโลกีย์ตรงหน้า พนมมือขึ้นมา สังวัธยายมนตราศักดิ์สิทธิ์พุทธชัยมงคลคาถาขึ้นมาพร้อมกัน

“พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลังอุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ”

ด้วยเดชะแห่งมหามนตราสรรเสริญองค์บรมศาสดา ก็บังเกิดเป็นตาข่ายเพชรแวววับจับเป็นปราการครอบลงตรงต้นสาละไว้ นางมารทั้งสามมิทันระวัง จึงโดนอำนาจตาข่ายซัดจนกระเด็นกระดอนกรีดร้องก้องโหยหวน มนตรายวนยั่วที่สะกดเทวะไว้พลันสลาย อัสดงและทุกๆคนตื่นขึ้นจากภวังค์ทันที และกว่าจะรู้ตัวว่าอะไรเป็นอะไร อินทรชิตแม่ทัพมาร ก็ชูดาบขึ้นฟ้า สั่งทัพหน้าเข้าโจมตีในฉับพลัน

“พันธุรัตน์ สันธมาลา อากาศตไล บุก!!!”

นางอสุรีในร่างมนุษย์ทั้งสาม นำทัพหน้าบุกเข้ามาไม่รอช้า ทัพนาคาที่ตั้งรับอยู่ริมธารกว่าจะได้สติตั้งรับก็เกือบสาย ยังดีที่นาเคนทร์และหัวหน้าราชองครักษ์ของทยุติธรแข็งแกร่งจึงมิกระจัดกระจายแตกพ่ายอย่างที่มารอยากจะให้เป็น ขุนพลนาคาทั้งสองต่างนำกองกำลังฟาดฟันกับมารเหนือลำธารด่านหน้าไม่หยุดยั้ง นางอสุรีทั้งสามเองก็เก่งกล้าเกินสตรีใช้ฤทธีฟันฟาดนาคองครักษ์มิย่นย่อ ดาบต่อดาบ หอกต่อหอก ต่างพุ่งเข้าใส่กันในทุกๆเสี้ยววินาที ทหารนาคาหลายตนถูกสังหารไปในทุกๆคมดาบและปลายหอกที่แกว่งไกว ราชองครักษ์ทั้งสองเห็นท่าไม่ดี ปล่อยไว้อย่างนี้ทัพหน้าแตกพ่ายแน่ จึงโผนทะยาน บุกเข้ามาประชิดตัวบรรดานางยักษ์ที่อยู่ยังใจกลางหมายสังหารตัดกำลังให้สิ้น ทว่าด้วยกำลังและฤทธีที่เป็นรองจึงมิอาจหักลงได้

อรุณและศิษย์น้องอีกสองคนนามว่าคงคาและวายุที่ได้สติแล้วอยู่ด้านข้าง เห็นราชองครักษ์มีกำลังด้อยกว่าจึงรีบเหยียบม่านอากาศเหิรลอยเข้าไปช่วย ศิษย์น้องทั้งสามของอัสดงนี้ ยังเป็นเด็กอยู่ก็จริง แต่ก็สามารถใช้สรรพวิทยาที่หลวงตาถ่ายทอดมาได้อย่างยอดเยี่ยม ดาบในมือของทั้งสามควงกันเป็นจักรผัน บังเกิดเป็นรัศมีร้อนแรง พุ่งกระจายเป็นลูกไฟ มิต่างอะไรกับปืนกล ไปยังนางยักษ์และบริวารรายรอบ เกิดระเบิดตูมตาม จนต้องกันด้วยม่านอาคมพลางถอยร่นพลาง ทหารนาคหลายตนที่เริ่มตั้งหลักได้ รีบคืนร่างเป็นนาคา พ่นลูกเพลิงสอดประสาน ใส่ทหารมารราวกับปืนใหญ่ที่ตกลงที่ใดเหล่ามารก็กระเด็นกระจายล้มตายลงระเนระนาดไปถ้วนทั่ว

อินทรชิตเห็นสถานการณ์พลิกผันจึงชูดาบขึ้นฟ้า สั่งทัพใหญ่บุกตามเข้ามาสมทบทันใด “ท่านอาทูษณ์ ท่านอาขร และท่านอาตรีเศียร โจมตี”

แล้วกลองศึกของมารก็ดังกระหึ่มอีกครั้ง ท่ามกลางความมืดครึ้มที่จับตัวมากขึ้นกว่าเดิมอีก ทัพใหญ่ของมารบุกเข้ามาเสริมทัพหน้าที่กำลังถอยร่นได้อย่างทันท่วงที อัสดงที่กำลังเจ็บใจเพราะเสียท่าธิดาพญามารจึงกำมือกระชับดาบเพลิงแน่น ชูขึ้นฟ้าฟาดประกายไฟไปด้านหน้าตะโกนดังลั่นด้วยสีหนาท ผสานเสียงร้องของม้าอุจไฉยศรพและเสียงคำรามของพญาพยัคฆราชที่มีคันฉัตรอยู่บนหลัง เรียกพลังสร้างความฮึกเหิมให้เข้าโรมรันมาทันที

“กองกำลังเทวะ...บุก!!!”

เพียงสิ้นคำสั่ง ทั้งสองกองกำลังระหว่างเทวะกับมารก็เข้าประจันรบพุ่งกันโกลาหล น้ำเชี่ยวแทบจะเป็นคนแรกที่เหิรลอยกระโดดเข้าไปใจกลางทัพมาร ใช้ดาบฟาดพุ่งปราดกลายเป็นสายฟ้าสาดไปเป็นวงกว้าง ก่อกำเนิดเสียงระเบิดกัมปนาทสังหารมารตายเป็นเบือ ด้านนลกุพรและทยุติธรรีบโผนตามมา พร้อมดาบในพระหัตถ์ ตัดคอหมู่มารมิพลาดเป้าไปเลยสักตน แล้วทั้งสองก็แยกย้ายกันเข้าโจมตีสกัดขุนพลมารที่พุ่งตรงเข้ามาเป็นรัศมีสีดำอย่างรวดเร็ว

ทยุติธรมิรอช้าฟาดสายพระเพลิงจากฝ่ามือเข้ากลางลำรัศมี จนตกลงมาเสียงดังพลั่ก แต่ยังมิทันจะเข้าซ้ำ เจ้ารัศมีสีดำนั้นก็สลายคืนร่างกลายเป็นยักษ์ใหญ่ ฟาดกระบองสวนมาจนต้องหลีกหลบพัลวัน ในแต่ละทีที่ยักษ์ร้ายฟาดมานั้น หมายถึงพระชนม์ชีพทั้งสิ้น เพราะยามที่กระบองฟาดพลาดลงพื้นดิน เสียงตูมก็ดังสนั่นในทุกครั้ง เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ ที่ใช้ฝังพระวรกายหากพลาดท่าได้สบาย

“เหอะ พญาทูษณ์ คิดหรือว่าแค่นี้นจะสังหารเราได้” ทยุติธรทรงขบกราบแน่น รู้นามศัตรูด้วยฤทธี แล้วบัญชาเรียกนาคาราชองครักษ์มาตนหนึ่ง ให้จำแลงกายเป็นนาคสามเศียรสูงใหญ่เทียมยักษ์ แล้วเสด็จขึ้นประทับเหนือเศียรที่อยู่ตรงกลางเข้าต่อกร

“ข้าไม่กลัวเจ้าหรอกไอ้พวกงูดินหน้าละอ่อน”

เทวนาคาหนุ่มมิสนใจในคำสบประมาทตวัดดาบเข้าฟาดฟัน พญาทูษณ์ยักษาตั้งรับด้วยกระบอง ตอบโต้คืนไปด้วยเดชะ หวังโค่นทยุติธรเป็นองค์แรกสร้างกำลังใจให้หมู่มารให้จงได้ ด้วยคิดว่าหน้าอ่อนอย่างนี้ฤทธีไม่น่ามาก แต่จนแล้วจนรอดก็สังหารเทวนาคาหน้าอ่อนมิได้สักที เพราะนอกจากทยุติธรยังหลบหลีกด้วยความว่องไวเช่นเดิมแล้ว ดาบในพระหัตถ์ก็เชือดเฉือนคืนมารวดเร็วมิต่างอะไรกับพายุกระหน่ำอีกทั้งยังกลับเสียทีให้กับนาคาสามเศียรพาหนะทรง จนโดนรัดแน่นล้มตึงสะเทือนทั่วสมรภูมิ

ทยุติธรมิทรงปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอย จึงเหิรทะยานลงมาจากเศียรนาคบริวาร หมายตวัดดาบสังหารเข้าที่ลำคอ หากก็มิทันได้เป็นดังหวังพญาทูษณ์รวมกำลังทั้งหมดที่มี ผงกตัวขึ้นมาอ้าปาก งับทยุติธรทั้งองค์กลืนลงคอไปในทันที

“ฮะ ฮ่า อร่อยจังไอ้พวกงูดินนี่ ถึงว่าสิ พญาครุฑถึงชอบกิน”

“ทูลหม่อมพี่ชายทยุติธร!!!”

อัสดงที่ยังบัญชาทัพอยู่กับที่ เห็นภาพนั้นพอดีก็ตะโกนลั่น เตรียมควบอุจไฉยศรพเข้าไปสังหารพญาทูษณ์ที่กลืนทยุติธรลงไปให้หายแค้น แต่แล้วก็ต้องหยุดลงภายในเสี้ยววินาที เพราะพญาทูษณ์จู่ๆก็ดิ้นพล่านทุรนทุราย ล้มตึงลงไปอีกครา ปากเริ่มอ้า ตาเริ่มถลน และปูดขึ้น ปูดขึ้น จนสุดท้ายตาข้างซ้ายก็ระเบิดตูมเลือดสาด พร้อมทยุติธรที่เหิรลอยออกมาด้วยรอยแย้มสรวลเย้ยหยันให้บ้างอย่างมีชัย

“ไอ้ยักษ์สารเลวต่ำช้า ไม่รู้หรือไงว่าเทวนาคาอย่างข้า หาใช่ภักษาหารผู้ใดไม่”

เทวนาคาหนุ่มน้อยตรัสจบ ก็โผนทะยานแทงดาบพุ่งลงไปยังตาด้านขวาพญาทูษณ์อีกข้างจนระเบิดเลือดทะลัก แล้วทรงตัดความรำคาญจากเสียงโหยหวนของมันด้วยการแทงดาบเข้าไปที่กลางลำคอจนขาดกระจายในดาบเดียว

“พญาทูษณ์สิ้นแล้ว”

เสียงของทหารมารส่งถึงกันดังลั่น ไม่แพ้เสียงไชโยโห่ร้องของทหารเทวะด้วยสาแก่ใจที่ขุนพลมารสิ้นไปแล้วหนึ่ง นลกุพรทรงเห็นและได้ยินดังนั้นจึงมิอยากให้เสียงดีใจกึกก้องของเทวะขาดตอน จึงกระโจนเข้าหาพญาขรที่กำลังยืนตะลึง ทว่าก็คงมิได้ง่ายดายดังที่นลกุพรทรงคิดนัก เพราะพญาขรดันรู้ตัวทัน หันมารับคมดาบในพระหัตถ์ของนลกุพรทันท่วงที แถมยังซัดด้วยเดชะคืนกลับไป จนทำให้เทวอสุราหนุ่มน้อยตีลังกาหมุนคว้างกลางอากาศ

พญาขรมิปล่อยให้การรบราขาดตอนเช่นกัน จึงจำแลงกายจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม จากสามเป็นสี่ เข้าล้อมนลกุพรและดาหน้าเข้ามาพร้อมกันทั้งสี่ทิศ นลกุพรที่เริ่มตั้งหลักได้ จึงเรียกตรีศูลอาวุธประจำกายขึ้นมายังมือด้านซ้ายส่วนมือด้านขวาก็กระชับดาบแน่นใช้ยุทธวิธีการรบด้วยสองมือเข้าตอบโต้

“ชิชะ ไอ้ยักษ์หนุ่ม ฝีมือไม่เบา” หนึ่งในร่างพญาขรกล่าวขึ้นยามเข้าประชิดตัวนลกุพร

“ระวังหัวของพวกเจ้าไว้ให้ดี ไอ้ยักษ์กบฏ”

สิ้นคำของนลกุพร พญาขรทั้งสี่ต่างก็ซัดพลังเข้าใส่ไม่หยุดยั้ง นลกุพรใช้ศาตราวุธทั้งสองมือปัดออกเป็นพัลวัน พญาขรเห็นว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนี้คงยากที่จะเอาชนะได้ จึงจำแลงกายเพิ่มจากสี่เป็นแปด คราวนี้นลกุพรย่อมเจอศึกหนัก เพราะถึงจะรบได้อย่างสบายด้วยสองมือก็จริงแต่ก็หาใช่ว่า จะฝ่าศัตรูที่มีฤทธิ์มากแถมยังจำแลงกายมาถึงเปดตนได้ ฉะนี้จึงตกอยู่ในวงล้อมอย่างช่วยมิได้ แถมยังทรงพลาดท่าโดนพลังของมันจากหนึ่งตนในแปดซัดใส่เข้ากลางอกเต็มๆ

เมื่อหนึ่งลูกได้ช่องโหว่ซัดเข้ามา ลูกที่สองที่สามที่สี่ย่อมใช้ช่องโหว่เดียวกันตามมาติดๆ จนทรุดลงกับพื้นแน่นิ่ง พญาขรทั้งแปดจึงสบโอกาสซัดพลังเข้ามาพร้อมกันทีเดียวเพื่อปิดฉากนลกุพร

“ตายซะเถอะไอ้ยักษ์กุมาร”

แล้วเสียงตูมก็ดังกัมปนาท พร้อมฝุ่นควันฟุ้งตรลบ การโจมตีของพญาขรหาได้ธรรมดาเลยสักนิด ลำพังพญาขรตนเดียวก็นับว่ามีฤทธิ์แรงอยู่แล้ว นี่มาถึงแปดตน พระวรกายของนลกุพรจะมิพินาศเชียวหรือ พญาขรจึงเริ่มหัวเราะร่าอย่างสะใจ แต่พอฝุ่นควันจางลงเท่านั้นก็ต้องหยุดหัวเราะทันใด เพราะก้นบึ้งแห่งหลุมใหญ่หาได้มีร่างนลกุพรนอนสิ้นใจเลยสักนิดเดียว

“มันหนีไปไหน มันหนีไปได้อย่างไร”

พญาขรทั้งแปดส่งเสียงถึงกันลั่น แต่ยังมิทันจะได้ค้นหา พื้นดินที่เหยียบอยู่ก็ปริแตกออกมาพร้อมๆกัน ตามด้วยดาบยาวแปดเล่ม ที่ผ่าขึ้นฟ้าจากด้านล่างด้วยหัตถ์แห่งนลกุพรแปดองค์ที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดินในวินาทีเดียวกัน พญาขรหลบมิทัน และกว่าจะรู้ตัวคมดาบทั้งแปดจึงผ่ากลางแยกร่างออกเป็นสองซีกจนเลือดพุ่งสาดขึ้นฟ้า ขาดใจตายมาทันที

“คิดว่าแยกร่างเป็นคนเดียวหรือไงวะไอ้ยักษ์กบฏ” นลกุพรทั้งแปดตรัสมาพร้อมกัน ก่อนจะรวมร่างคืนดังเดิมเป็นร่างเดียว และแล้วเสียงไชโยโห่ร้องจากฝั่งเทวะก็ดังต่อเนื่องสมพระทัย

ด้านอินทรชิตเห็นขุนพลทั้งสองแพ้พ่ายจนถึงแก่ความตายก็โกรธจัด ขับช้างปีศาจสามหัวพุ่งปราดเข้ามาสู่สนามยุทธการ อัสดงที่รอท่าอยู่ก่อนแล้ว จึงขับอุจไฉยศรพพุ่งปราดเข้าไปหา ก่อกำเนิดพลังงานกระทบกันดังลั่น ต่างฝ่ายต่างถอยกันไปคนละหลายก้าว แต่อัสดงก็ตั้งตัวได้ทันก่อน ฟาดดาบเพลิงมากลางอากาศ อินทรชิตที่ยังซวนเซ ตั้งรับไม่ทันเห็นจวนตัวจึงทะยานหลบลี้เป็นรัศมีสีดำขึ้นฟ้า คมดาบเพลิงจึงผ่าเข้าเอากึ่งกลางแสกหน้าของช้างปีศาจขาดกลางเป็นสองซีกจนขาดใจตายมิต่างอะไรกับพญาขร

ด้านคันฉัตรเห็นอินทรชิตเหิรทะยานเป็นรัศมีสีดำขึ้นฟ้า จึงประสิทธิ์เทวฤทธิ์เหิรลอยเป็นรัศมีสีม่วงเจือทองขึ้นไปสกัดพุ่งเข้าปะทะชน อินทรชิตรู้ดีว่ามีเทวะตามมาจึงหยุดกลางฟ้าหันหน้าเข้าหาพุ่งปราดสวนลงไป เสียงตูมของพลังงานปะทะกันดังสนั่นครั่นครืนอีกครา ครั้นพอเสียงสงบรัศมีจางลง หนึ่งอณูน้อยแห่งเทวะกับหนึ่งแม่ทัพมารต่างก็ต้องตกตะลึงเมื่อได้เห็นหน้าซึ่งกันและกันชัดเจน

“ระ รณพักตร์”

“ฉะ ฉัตร ...เป็นไปได้ยังไง”

เรียกกันอย่างนี้มีหรือจะมิเคยรู้จักกัน แต่ก่อนที่ความทรงจำของต่างฝ่ายจะถูกทบทวน อัสดงก็พุ่งปราดขึ้นมาซัดอินทรชิตหรือที่คันฉัตรเรียกว่ารณพักตร์ผู้ยังตกตะลึงจนกระเด็นกระดอนร่วงลงจากฟ้า แต่ด้วยฤทธีของอินทรชิตจึงหมุนตัวดีดขึ้นมาเลี่ยงการกระแทกพื้นได้อย่างว่องไว แต่คงมิไวเท่าอัสดง ที่ตามลงมาใช้ดาบฟาดพลิกแพลงกระบวนดาบไม่หยุดยั้ง อินทรชิตทำได้อย่างมากก็แค่ตั้งรับหาได้สบโอกาสที่จะตีโต้กลับไป

แล้วคันฉัตรที่ยังยืนเคว้งกลางฟ้าทำอะไรมิถูกก็ต้องทิ้งภวังค์ทั้งมวล เมื่อน้ำเชี่ยวส่งกระแสจิตขอกำลังเสริม คันฉัตรจึงหักใจโผไปหาน้ำเชี่ยวยังแนวหน้า ที่กำลังสาละวนนำทัพเทวะตีฝ่าทัพอสูรพัลวัน คันฉัตรเมื่อลงมาถึงก็เรียกคันศรพิฆาตอาวุธคู่กายขึ้นมาไว้ในมือ แล้วยิงขึ้นฟ้าในฉับพลัน ลูกศรนั้นเมื่ออยู่กลางฟ้าแล้ว ก็กลายเป็นสายอสุนีบาต ฟาดลงมายังทัพมารหลากหลายสายจนทัพมารถอยร่น บรรดาขุนพลยักษ์ที่เหลือจึงรวมกำลังกันสร้างม่านอาคมกั้นไว้

นางสันธมาลาหนึ่งในขุนพลอสุรีทัพหน้า รู้ดีว่าปล่อยไว้อย่างนี้มีแต่พ่ายกับพ่าย จึงหลบฉากจำแลงกายหายวับไปรวมกับธิดาพญามารที่กำลังร่ายรำหลอกล่อเหล่าบรรดาภิกษุผู้กำลังเจริญพุทธชัยมงคลคาถาเป็นปราการตาข่ายเพชรรายรอบต้นสาละ  นางอสุรีรีบใช้จิตสำรวจก็เห็นว่าด้านหนึ่งความหนาแน่นของตาข่ายเบาบางที่สุด และก็เป็นด้านที่ภิกษุหนุ่มพรรษาน้อยที่สุดนั่งจำเริญพุทธมนต์อยู่ ด้วยประการฉะนี้จึงกลั้นใจซัดพลังยื่นมือเข้าไปทำลายตาข่ายทางด้านนั้น โดยมิสนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตน

แน่นอนว่าพลังของตาข่ายศักดิ์สิทธิ์ด้านนี้จะเบาบางกว่าด้านอื่น แต่ก็สร้างความเจ็บปวดให้นางอย่างเหลือแสนจนแขนไหม้เกรียมขาดกระเด็น หากก็คงสมใจนางแล้วเพราะม่านตาข่ายเกิดช่องโหว่ขึ้นมา ธิดาพญามารทั้งสามหัวเราะลั่น อาศัยช่องโหว่นั้นแทรกเข้าไปยังใจกลาง ยืนรายล้อมร่างหลวงตาที่กำลังสถิตอยู่ในมหาฌานขั้นสูงสุด

“จัดการพระอริยสงฆ์บัดเดี๋ยวนี้”

นางสันธมาลาฝืนความเจ็บปวดอย่างที่สุด บัญาชาธิดาพญามารขึ้น แล้วใช้พลังที่เหลือ ซัดพระภิกษุที่รายล้อมหลวงตาล้มฟุบลงแน่นิ่ง ทุกผู้ทุกนามทางฝั่งเทวะต่างรามือจากการรบพุ่งพัลวันทันใด หัวใจทุกดวงตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม ธิดาพญามารหาญกล้า เตรียมย่างเท้าขึ้นนอาสนะของหลวงตาอย่างมิเกรงกลัว

อัสดงมิสนใจอินทรชิตแล้ว พุ่งปราดทะยานไปทางต้นสาละด้วยความรวดเร็ว หากแต่ก็ยังมิไวไปกว่า ศิษย์น้องนามว่าคงคากับวายุ ที่อยู่ใกล้ลานต้นสาละที่สุด  ทั้งสองเหิรลอยมาเต็มเหยียดพร้อมกัน ใจดวงน้อยห่วงหาแต่หลวงตาว่าจะเสียมหาฌานจึงมิทันระวังตัวว่า หอกด้ามหนึ่งพุ่งตามมาด้วยความเร็วเหนือกว่าจากมือของอินทรชิตที่หมายสกัดกั้น และหอกนั้นก็พุ่งเข้ากลางหลังทะลุอกเสียบคาร่างศิษย์น้องทั้งสองของอัสดงปักมิดติดกำแพง

“คงคา วายุ น้องพี่”

อัสดงตะโกนลั่นแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะพญาตรีเศียรนำมารหลายตนโผนทะยานรวมกลุ่มขึ้นมาขัดขวางเขามิให้เข้าไป ทำให้เขาต้องเสียเวลาสกัดกั้น ต้องทนเห็นศิษย์น้องทั้งสองแดดิ้นสิ้นใจคาด้ามหอก น้ำตาลูกผู้ชายและพี่ชายจึงไหลลงมาอาบแก้มกลางศึกอย่างช่วยมิได้ พร้อมโทสะที่ระเบิดออกมาจนรัศมีกลายเป็นเปลวเพลิง มารบริวารมิรู้ชะตากรรมตัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงพากันจู่โจมเข้าไปไม่ดูตาม้าตาเรือ วิ่งกลางฟ้ากันมาได้แค่สองก้าว อัสดงก็ฟาดสายพระเพลิงตัดคอพวกมันขาดกระเด็นพร้อมกันทุกตนเพียงสะบัดมือครั้งเดียว

พญาตรีเศียรเห็นบริวารคอขาดสลายไปในพริบตา แต่ก็หาได้เกรงกลัวไม่ กลับซัดพลังลูกใหญ่สลับกันไปมาจากฝ่ามือทั้งสองข้างใส่อัสดงระรัว ส่วนอัสดงก็เดินกลางฟ้าพุ่งตรงเข้ามา มิหลบหลีกอันใด ปล่อยให้พลังลูกใหญ่เข้าปะทะร่างไปมา ทว่าด้วยเดชะและฝีมือที่สั่งสมมา พลังแห่งพญาตรีเศียรกลับกลายเป็นแค่สะเก็ดไฟเล็กๆยามเข้ากระทบร่างเขาเท่านั้น มิได้ทำให้สะดุ้งสะเทือนแต่อย่างใด พญาตรีเศียรหน้าเริ่มซีด จะถอยหนีก็เสียศักดิ์ศรี จึงรวมพลังทั้งหมดซัดไปอีกลูก แต่อนิจจาอัสดงกลับปัดทิ้งกระเด็นกระดอนไปไกลด้วยหลังมือเพียงเบาๆ จนเดินเข้ามาประชิดตัว

และนี่ก็ทำให้พญาตรีเศียรรู้แล้วว่า ชะตาตนถึงฆาต และก็เป็นดังคาด อัสดงฟาดฝ่ามือลงกลางหัวพญายักษ์ขุนพล แล้วเหิรลอยเอาขาชี้ฟ้า มือยังยันอยู่กลางหัวขุนพลยักษ์อยู่อย่างนั้น ปล่อยมหาเพลิงแห่งพระสุริยาทิตย์ลงมา ให้เผาผลาญมอดไหม้พญาตรีเศียรทั้งเป็นกลางฟ้าจนสิ้นชีวาในบัดดล

ด้วยเสียงร้องโหยหวนก่อนจะขาดใจตายของพญาตรีเศียร เรียกกองกำลังของเทวะทุกผู้ที่ยังตะลึงงันให้ได้สติ หันกลับมาพุ่งรบด้วยโทสะแห่งการจากไปของศิษย์พระอริยะ ขวัญและกำลังใจยามนี้แม้จะพอคืนกลับมาจากการตายของขุนพลยักษ์ก็จริง หากก็ยังมิมากพอ ยิ่งเห็นธิดามารทั้งสามกำลังหัวเราะเย้ยหยันร่ายรำและกำลังจะสัมผัสหลวงตาให้สิ้นฌานก็ยิ่งตระหนก จากที่ควรจะได้เปรียบกลายเป็นเสียเปรียบถอยร่นไม่เป็นท่า

ด้านทยุติธร คันฉัตร น้ำเชี่ยว นลกุพร และอรุณศิษย์น้องที่เหลือผู้เดียว ครั้นจะปลีกตัวไปช่วยหลวงตายังต้นสาละในยามนี้ก็ทำได้ยาก อัสดงเองก็ถูกอินทรชิตเหิรเข้ามาสกัดกั้นอีกครั้งจำเป็นต้องสู้รบติดพัน เป็นจังหวะเดียวกันที่ธิดาพญามารทั้งสามกำลังจะจาบจ้วงแทรกเข้าสกัดฌานหลวงตา ทุกคนสิ้นหวังแล้วกับการปกป้องพระอริยะ แต่แล้วในวินาทีที่ใจเริ่มพ่ายนั้น แสงสว่างวาบดุจดาวฤกษ์ก็พุ่งปราดลงมาจากฟากฟ้าทำลายความมืดมัวแตกออกเป็นทาง แล้วร่างในรัศมีสีแดงพระเพลิงก็แยกตัวจากรัศมีสีดาวฤกษ์นั้น เหิรลอยลงมาประทับยืนอยู่กับพื้นจนแผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่น ฟ้าที่คำรามอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งคำรามหนักขึ้นไปอีก พอรัศมีสลาย กำลังใจจากฝั่งเทวะก็กลับคืนมาทันทีที่เห็นว่าเป็นใครเสด็จมา แม้จะประทับมาในร่างโอษฐ์ก็ตาม

“มหากาลีเสด็จ!!!!”

“ตะ ตระการตา” คันฉัตรเห็นชัดว่ามหาเทวีประทับในร่างใคร ส่วนอัสดงแม่ทัพก็งงงันเป็นที่ยิ่ง จึงส่งกระแสจิตไปยังบรรดาขุนพลฝั่งเทวะ

“ตระการตาอัญเชิญมหากาลีมาประทับได้อย่างไร”

“ไว้ลองถามคนรักตัวดีของเจ้า น้องชายตัวแสบของพี่เถอะอัสดง ตอนนี้อย่าเพิ่งถามอะไรเลย”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-05-2020 17:39:43 โดย Artemis »

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
ทยุติธรทรงตอบและตัดบทมา แล้วถ้วนทุกคนก็เห็นชัดเจนว่า มหากาลีในร่างตระการตากระโดดไปยังต้นสาละ ใช้พระหัตถ์ขวาตบธิดาพญามารทั้งสามนางก่อนที่จะกระทำการจาบจ้วงจนกระเด็นไปติดกำแพงวัด พระนางมิปล่อยให้นางมารลุกขึ้นมาได้ พระบาททั้งสองข้างจึงเตะซ้ำเข้าไปที่ชายโครงของแต่ละนางจนยุบถึงขั้นกระอักเลือด หัตถ์ทั้งสองข้างยามนี้คงมิพอแล้วที่จะจิกหัวมันทั้งสามขึ้นมาพร้อมกัน ฉะนี้พระนางจึงคืนสภาวะแห่งมหากาลีเต็มขั้น พระกรทั้งสองข้างกลายเป็นสิบกรในทันที

พระกรข้างขวามิรอช้าจิกหัวนางตัณหาขึ้นมา แล้วรุมทึ้งฉีกร่างนางเป็นชิ้นๆจนร่างสลายขาดใจตาย เฉกเดียวกับพระกรซ้ายที่จัดการนางราคะด้วยวิธีเดียวกันจนสูญสลายตามตามกันไปติดๆ นางอรดีพยายามแทรกพื้นดินหนี พระนางก็ขยายพระหัตถ์ให้ใหญ่โตควักดินขึ้นมาทั้งกระบิ แล้วบีบขยี้จนร่างนางอรดีไม่เหลือซาก คงมีแต่ชิ้นส่วนเล็กๆเหลือไว้ให้สยดสยองแก่สายตาทุกผู้

นางอสุรีสันธมาลา เห็นแล้วทิ้งความหาญกล้าสิ้น นางก็รู้ดีเฉกเดียวกับนางสำมะนักขานั่นแหละว่าตนเองต่อให้ตายและเกิดเป็นอสูรอีกกี่ร้อยชาติพันชาติก็หาได้มีฤทธีพอที่จะเข้าต่อกรไม่ นางจึงหมอบคลานลนลานมาแทบพระบาท ปากสั่นคอสั่น เตรียมขออภัยโทษไว้ชีวิต

“หม่อมฉัน.....”

ยักษีสันธมาลาพูดได้แค่คำว่า ‘หม่อมฉัน’ เท่านั้น แล้วนางก็พูดอันใดไม่ได้อีก เพราะหัวนางที่กำลังก้มกราบ ถูกพระนางกระทืบจนแหลกเหลวเลือดกระจายตายคาพระบาทอย่างมิทรงไยดี

แล้วสุรเสียงดังก้องปานอสุนีบาตก็ร้องขึ้นมาเรียกขวัญของเทวะอีกระลอก มหากาลีมิทรงหยุดแค่นั้น ทรงขยายร่างใหญ่โตจนสูงล้นเทียมต้นสาละ แล้ววิ่งตึงๆจนแผ่นดินลั่นไปยังหมู่มาร อินทรชิตที่เห็นฤทธีและทุกการสังหารที่ประทานแก่นางมารทั้งสี่ รู้แล้วว่ามหากาลีมิใช่แค่เรื่องเล่าลือ มิต้องสงสัยอีกแล้วว่าสำมะนักขาผู้เป็นอาสิ้นลงอย่างง่ายดายเพราะใคร ยอมรับกับตัวเองเลยว่ากลัวแทบขาดใจ จึงยุติการรบพุ่งกับอัสดงในฉับพลัน ตะโกนบัญชาทัพมารด้วยเสียงสั่นพร่าอันดังลั่นไปทั่วว่า

“พวกเรา ถอยทัพ!!! บัดเดี๋ยวนี้”

คงเป็นโชคดีของอินทรชิตแล้วที่ตัดสินใจเช่นนั้น และก็เป็นโชคดีอีกประการที่มิได้อยู่ในวงรัศมีสังหาร เพราะมิฉะนั้นคงแหลกเหลวแดดิ้นเป็นภัสมธุลีอย่างที่ทัพมารบางส่วนกำลังเป็น อินทรชิตเหิรหนีเต็มเหยียด แต่ก็คงมิไวไปกว่าอัสดงที่หยิบหอกด้ามหนึ่งขึ้นมาจากพื้นแล้วพุ่งคืนไปหาอินทรชิตอย่างที่ทำกับศิษย์น้องของตน หอกด้ามนั้นแม่นยำราวกับจับวาง เสียบเข้ากลางหลังทะลุอก จนอินทรชิตกระอักเลือด ลอยรวนซวนเซ 

แต่ด้วยความที่ฤทธีของมารมากกว่าผู้ใด จึงมิทำให้สิ้นชีพขาดใจ ยังพอสามารถจำแลงกายหายวับไปได้ มิสนใจหมู่มารบริวารที่เหลือยังด้านหลังที่กำลังโดนเทวะตีคืนถอยร่นไม่เป็นท่า เฉกพญายักษ์หัวหน้ากองตนหนึ่งที่จนมุมจนถูกมหาเทวีซัดด้วยเทวฤทธิ์จนกระเด็นขึ้นฟ้า พอลอยตกลงมาน้ำเชี่ยวก็สวนดาบเสียบเข้าหน้าตายคาดาบพอดิบพอดี

ผิดกับนางพันธุรัตน์ และนางอากาศตไล ที่ใช้ความไวในการเอาตัวรอด รีบเหิรลอยหนีมหากาลีเทวีจวนเจียนจะถึงแนวป่าได้อยู่แล้ว แต่การณ์ก็มิเป็นดังนางทั้งสองคาด เพราะรัศมีสีดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ที่นำเสด็จมหาเทวีเข้ามาขวางไว้ แล้วรัศมีสีนั้นก็สลายกลายเป็นวายุภัคในสภาวะเทวปักษีร่างใหญ่โตเต็มขั้น นางยักษ์ทั้งสองจึงซัดพลังเข้าใส่ แต่แล้วพลังนั้นก็พลันสูญสลายลงไปในพริบตา เพราะกลางฝ่ามือของวายุภัคยามนี้มีเทวสตรีอีกพระองค์งามเหยียบสามโลกประทับยืนอยู่ ซึ่งนางยักษีทั้งสองก็รู้ดีว่าเป็นใคร

“มหาลักษมีเทวี”

“ไม่ต้องกลัวพันธุรัตน์ พระนางไม่ใช่มหาเทวีผู้เจนการสงคราม คงมิมีฤทธีเท่าไหร่หรอก ฝ่าเข้าไปพร้อมๆกัน เร็วเข้า รีบโจมตี ก่อนที่มหากาลีจะตามมาทัน”

มหาลักษมีเทวีที่หวนคืนมาประทับร่างสีทันดรก่อนจะถึงวัดป่าทรงพระสรวลด้วยเสียงใสขึ้นมาทันทีที่นางยักษ์ทั้งสองตนพูดจบ พระหัตถ์บางยกมาปิดโอษฐ์ให้เสียงดังแค่พอประมาณ ทรงให้ค่าเพียงเล็กน้อยแค่นั้นกับนางอสุรีหนีมาเกิดที่ไม่ประมาณตน และประเมินพระนางต่ำไป

พระนางยังคงประทับยืนอย่างสงบนิ่ง รอให้นางยักษ์พุ่งเข้ามาหา และการรอคอยของพระนางก็สิ้นสุดลง เมื่อนางอากาศตไลเงื้อดาบเหิรลอยเข้ามาเป็นตนแรก พระนางยิ้มที่ริมโอษฐ์อย่างเยือกเย็น ยกพระกรขวาชูนิ้วชี้ขึ้นมาก็บังเกิดเป็นมหาจักราสีทองคมกริบหมุนวนรอบรวดเร็ว แล้วจึงทรงซัดจักรนั้นพุ่งสวนเข้าแสกหน้านางอากาศตไล ผ่ากลางจนร่างกายแยกเป็นสองซีกไม่ต่างอะไรกับพญาขร ร่วงลงมาจากฟากฟ้า ขาดใจตายไปอีกตน

“จำไว้นางอสุรี พระมหาวิษณุเทพ สวามีของเรา ทรงมีอาวุธอะไร ทรงชำนาญช่ำชองอาวุธอันใด เราก็มีและชำนาญช่ำชองเช่นนั้น”

นางพันธุรัตน์ ได้เห็นได้ยินดังนั้น แถมเสียงคมจักรที่บาดเข้าเนื้อนางอากาศตไลยังดังก้องสยดสยองอยู่ในหู จากที่เห็นพ้องคล้อยตามเข้าโจมตี ก็เปลี่ยนใจรีบเหิรหนีกลับไปอีกทางด้วยความรวดเร็ว แต่เดชะของนางมีหรือจะสู้ความเร็วปีกของวายุภัคได้ วายุภัคจึงบินไปสกัดหน้าสกัดหลังทุกทิศทางตามพระสุรเสียงใสของมหาลักษมีเทวีจะมีพระเสาวนีย์มา

แต่แล้วองค์นารายินี มหาเทวีแห่งศรีก็ทรงยุติเสียงสรวลใสบัญชานั้นเสียเอง และพูดกับองค์เองขึ้นมาว่า “อยากจะมีส่วนร่วมบ้างเหรอสีทันดร ..ก็ได้ เราไปก็ได้ เก็บกวาดให้เรียบร้อยแทนเราก็แล้วกัน”

สิ้นรับสั่ง มหารัศมีสีชมพูกุหลาบเข้มก็พลันสลายไปพร้อมๆกับพระวรกายมหาเทวี รัศมีสีเขียวเจือทองกำจายวาบกำเนิดเกิดมาแทนที่ พอเลือนหายก็กลายเป็นสีทันดรดังเดิม ที่ยามนี้ทรงสนุกสนานเป็นที่ยิ่งกับการนั่งอยู่บนฝ่ามือของวายุภัคดักนางยักษ์ไปมา มิรู้พระองค์เลยว่าสายตาสีอำพันของใครบางคนกำลังแหงนมองอยู่จากด้านล่างด้วยความขัดใจและมิพอใจอย่างที่สุดเป็นนานสองนานแล้ว

สีทันดรยังทรงสนุกอยู่อีกกว่าชั่วพัก จนมหากาลีตรัสก้องมาถามว่าจะเล่นอีกนานไหมนั่นแหละ จึงทรงหยุด ยุติการเล่นสนุกทั้งมวลขยับแส้เพลิง เหิรลอยจากพระหัตถ์วายุภัค ฟาดลงไปกลางหลังของนางพันธุรัตน์จนเลือดสาด นางยักษิณีตนสุดท้ายกรีดร้องกลางฟ้าด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะรวมกำลังทั้งหมดหันมาตอบโต้ ห้ำหั่นกันบนฟ้า นางยักษ์ฟาดรัศมีสีดำต่างอาวุธไปมาไม่หยุดยั้ง สีทันดรเองก็ควงพระกรตั้งรับแข็งขันตีคืนกลับไปได้ทุกกระบวนรบ จวบจนกระบวนสุดท้ายที่นางฟาดพลาดท่าซะเอง นางจึงถูกแส้เพลิงรัดคอหายใจไม่ออกอ้าปากดิ้นทุรนทุราย และถูกลากลงจากฟ้ามากองอยู่ตรงหน้าแทบเท้าอรุณศิษย์ผู้น้องของอัสดงที่เหลือเพียงคนเดียว

“เรายกให้เจ้า สังหารนางล้างแค้นแทนเพื่อนเจ้าเถอะ ถึงนางจะไม่ได้สังหารเพื่อนเจ้า แต่นางก็เป็นพวกมาร”

สีทันดรตรัสจบก็เหวี่ยงนางพันธุรัตน์ไปฟาดเข้ากับกำแพงดังพลั่กจนนางกระอักเลือด ก่อนจะร่วงลงมานอนกองอยู่ข้างๆร่างของคงคากับวายุ ซึ่งสีทันดรทรงรู้ดีจากญาณของมหาลักษมีว่าเกิดอะไรขึ้น อรุณเองก็รู้ดีเช่นกันว่าต้องทำอย่างไร

ว่าแล้วอรุณก็เดินไปดึงหอกที่เสียบร่างเพื่อนออกมา ไม่พูดไม่จาอันใด เสียบหอกเข้าปากนางพันธุรัตน์ที่อ้าพะงาบพะงาบจนทะลุท้ายทอย สิ้นชีพขาดใจเป็นขุนพลยักษีตนสุดท้ายที่เกือบจะปิดท้ายสมรภูมิ หากก็ยังมิท้ายที่สุดเสียทีเดียว เพราะมหากาลีเทวี ยังทรงเพลินกับการไล่ล่าทัพมารจนแตกกระเจิงจวบจนหมดสิ้น แต่พระบาททั้งสองข้างยังวิ่งตึงตังๆ จนแผ่นดินไหวเลื่อนลั่นท่ามกลางเสียงโห่ร้องกึกก้องอย่างมีชัยของเหล่าเทวทหารที่มิได้รู้อะไรเลยว่าจะมีสิ่งใดตามมา ทยุติธรผู้ทรงทราบดีจึงหันมามองหน้านลกุพรในทันที แล้วหันไปบอกกับอัสดงและบรรดาอณูน้อยรวมถึงวายุภัคที่ถอยกลับมารวมตัวกันว่า

“สิ่งที่พี่กลัวกำลังจะเกิด เร่งยับยั้งมหากาลีเทวีเถิด ก่อนที่จะมิมีวัดป่าให้เห็นอีกต่อไป”

ทยุติธรตรัสยังมิทันจบ มหากาลีเทวีในร่างตระการตาก็กระทืบบาทด้วยความดีพระทัยในชัยชำนะอีกระลอก จนทุกคนรู้สึกได้ว่าแผ่นดินบริเวณวัดป่าทั้งมวลไม่ได้ไหวแค่อย่างเดียวแต่กลับทรุดลงไปด้วย ทุกผู้ทุกคนเข้าใจที่ทยุติธรตรัสแล้ว จึงรีบเหิรลอยไปยับยั้งพระบาทที่กำลังจะกระทืบลงมาเป็นคำรบสอง คงเว้นแต่ทยุติธรที่ทรงคืนร่างสู่สภาวะนาคาแทรกกายลงพื้นปฐพี นิมิตกายให้ใหญ่โต ขดเป็นวงหนุนแผ่นดินบริเวณวัดป่าทั้งหมดไว้สุดเดชะและพระกำลังที่มี

แล้วแรงสั่นสะเทือนก็เลื่อนลั่นมาอีกระลอก มิต้องบอกทยุติธรก็ทรงรู้ว่าการกราบทูลยับยั้งมิสำเร็จ นี่นับว่ายังดีที่มหาเทวีเสด็จมาประทับในร่างโอษฐ์ ถ้าเป็นองค์เต็มเสด็จมาจริงๆ ป่านนี้ไม่ใช่แค่บริเวณวัดป่านี่หรอก หากแต่เป็นพิภพมนุษย์ทั้งภพคงแหลกสลาย คิดๆแล้วก็ทรงเคืองพระอนุชายิ่งนัก ที่คิดและตัดสินใจทำอะไร ไม่ปรึกษากันก่อนเลย กลับขึ้นไปได้เมื่อไหร่ คงต้องให้อัสดงจัดการทำโทษจริงจัง

ทางด้านอัสดง วายุภัค นลกุพร คันฉัตรและน้ำเชี่ยว นอกจากจะกราบทูลมิสำเร็จแล้ว ยังถูกมหาเทวีใช้เท้าเตะเพราะทรงรำคาญจนลอยละลิ่วไปไกล คงมีแต่คันฉัตรเท่านั้น ที่ยึดต้นไทรไว้ได้ และเริ่มคิดสารพัดวิธีที่จะยับยั้ง จนสุดท้ายในวินาทีสำคัญ คันฉัตรก็คิดออก ใช้แรงที่มีทั้งหมด โหนต้นไทรเหวี่ยงกายเหิรลอยกลับมานอนอยู่เหนือพื้นดินใต้พระบาท ดึงอำนาจสูงสุดจากพระเสาร์ต้นกำเนิด เนรมิตกายให้ใหญ่โตจนพอที่จะรองรับแรงกระแทกจากพระบาทที่กำลังจะเหยียบย่างกระทืบลงเป็นครั้งที่สาม แล้วตะโกนเรียกสติเจ้าโอษฐ์แห่งมหาเทวียอดดวงใจลั่น

“ตระการตา พอได้แล้ว”

เพียงสิ้นเสียงของคันฉัตร พระบาทของมหากาลีในร่างตระการตาก็ถอยแรงฤทธีพลัน หากก็ยังมิวายกระทืบลงมากลางอกของคันฉัตรจนสนั่นลั่นไปถึงทยุติธรด้านล่าง คันฉัตรเองก็แทบสำลักออกมาเป็นเลือด ยังดีที่มหาเทวีทรงผ่อนแรง และยังดีที่ชายพระเนตรลงมามองแล้วว่าพระบาทเหยียบอยู่บนอกใคร

“คันฉัตร!!”

เสียงที่ตรัสมาคราวนี้ หาใช่สุรเสียงแห่งมหากาลีเทวีอีกต่อไปไม่ แต่เป็นเสียงของตระการตาที่ลำดับออกมาอย่างตกใจระคนเขินอายในกริยาที่ทำอยู่ ด้วยเหตุฉะนี้จึงเผลอแลบลิ้นออกมาแก้ขัดเขิน มิต่างอะไรกับมหากาลีเทวีตอนรู้พระองค์ยามเหยียบย่างอยู่บนพระอุระของมหาศิวะเจ้าเลยสักนิดเดียว

แล้วจู่ๆ เสียงระฆังก็ดังเหง่งหง่าง คล้ายจะเป็นสัญญาณว่าสมรภูมิรบจบลงแล้ว มหาเทวีในร่างตระการตาจึงคืนพระสติลดกายลงมาขนาดเท่ามนุษย์ดังเดิม เฉกเดียวกับคันฉัตรที่คืนอำนาจสูงสุดไปสู่พระเสาร์ ลงมาเป็นคันฉัตรคนเดิมที่ยังกุมอกยันกายตนเองลุกขึ้นมา เป็นขณะเดียวกับที่อัสดง น้ำเชี่ยว นลกุพรและวายุภัคเหิรลอยกลับมาเช่นกัน และทั้งหมดก็ทราบโดยทันทีว่า วัดป่ารอดจากฝ่าพระบาทของมหาเทวีด้วยไหวพริบของคันฉัตรแท้ๆ

“เก่งมากไอ้ฉัตร ไม่คิดเลยว่านายจะใช้วิธีเสี่ยงตายวิธีนี้ วัดป่ารอดจากพระบาทได้ก็เพราะนาย”

“ก็ลองให้น้องดื้อเป็นมหากาลีดูสิ รับรองนายก็ยอมเสี่ยงตายใช้วิธีนี้เหมือนกันอัสดง”

“แต่ก็ไม่แน่หรอกนะ อาจจะมีคนอยากเสือก เสี่ยงตายแทนฉันก็ได้”

อัสดงพูดจบก็ปรายตาไปทางด้านข้าง ซึ่งทางนั้นวายุภัคยืนอยู่ เจ้าเทวปักษีจะมิรู้องค์ก็ทรงโง่เกินไปแล้ว จึงรีบเดินเข้ามาหมายจะเอาเรื่อง แต่ก่อนที่จะได้ปะทะกันอันใดนั้น เสียงระฆังก็ดังมาอีกคำรบ พร้อมรัศมีสีขาวสว่างจ้าจากร่างของหลวงตาใต้ต้นสาละ เสียงระฆังรอบนี้บ่งบอกถึงสัญญาณว่าอีกมินานจะได้เวลาที่พระอรหันต์บังเกิด ทุกพระองค์และทุกคนทราบดีด้วยเทวฤทธิ์ จึงรีบเดินตามมหากาลีไปที่ต้นสาละ ซึ่งมีสีทันดรกับอรุณนั่งพนมมือพับเพียบรออยู่ท่ามกลางบรรดานางไม้และรุกขเทวาในชุดขาว ที่ช่วยกันเก็บกวาดซากมารจนสะอาด แล้วนั่งต่อกันเป็นทิวแถว ส่วนบรรดาพระภิกษุแปดรูปที่ได้สีทันดรแก้ไขให้ฟื้นคืนสติขึ้นมา ก็กลับเข้าประจำทิศทั้งแปด รายล้อมกันรอบต้นสาละเป็นวงกลมเหมือนในทีแรก

แล้วมหากาลีเทวีก็เสด็จมาประทับด้านหน้าสุด ตามด้วยเหล่าอณูน้อย นลกุพร และวายุภัค อีกทั้งทยุติธรที่เสด็จคืนขึ้นมาจากพื้นดิน พร้อมทั้งเทวทหารหาญและกองราชองครักษ์นาคาทั้งมวลที่พร้อมใจกันวางอาวุธ น้อมจิตพนมมือหลับตาบูชาพระอรหันต์ที่กำลังจะบังเกิดด้านหน้าโดยพร้อมเพียง

เมื่อทุกอย่างทุกคนสงบนิ่ง มหากาลีเทวีจึงทรงพนมหัตถ์ขึ้น แล้วร่างของพระนางที่ซ้อนอยู่ในร่างตระการตา ก็แยกออกเป็นสามร่างทับซ้อนสามระดับพลังงานอย่างที่สีทันดรกล่าว ไปยังด้านขวา ด้านซ้าย และตรงกลางดังเดิม

ด้านขวาคือมหากาลีเทวี ด้านซ้ายคือมหาทุรคาเทวี ....ส่วนตรงกลางคือมหาอุมาเทวี ที่กำลังทรงส่งพระสุรเสียงใสแฝงไปในตระการตาทุกๆสำเนียงกล่าวนำทุกคนสรรเสริญพระพุทธคุณดังก้องไปทั่วบริเวณ

“อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ”

เมื่อบทสรรเสริญพระพุทธคุณสิ้นลง พระนางจึงทรงจำเริญพระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ จนถึงวรรคสุดท้ายที่ว่า “อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสาติ” ร่างสงบนิ่งภายใต้จีวรสีกลักของหลวงตา ก็สว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าคราใดๆ แล้วแสงสว่างทั้งมวลก็พุ่งปราดขึ้นฟ้า จนฟ้ามืดสว่างจ้าในฉับพลัน และนั่นก็ทำให้ทุกพระองค์และทุกคนทราบดีเลยว่า

พระอรหันต์ได้บังเกิด และได้เข้านิพพานอย่างที่ท่านตั้งใจแล้วนั่นเอง

“สาธุ”

ทุกเสียงเปล่งขึ้นอย่างปรีติโดยพร้อมเพียงกัน สีทันดรนั้นปรีติจับหนักถึงกับน้ำตาไหล และก็เฉกเดียวกับทูลหม่อมพี่ชายและนลกุพรนั่นแหละ ที่ปรีติตัวเดียวกันเพิ่มเทวฤทธิ์ให้พัฒนาไปอีกขั้น วายุภัคเองก็อยู่ในพระอาการเดียวกันและเทวฤทธิ์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน พวกเทวทหารหาญและนาคาองครักษ์ก็ได้รับอานิสงค์แห่งปรีตินี้ไปด้วยทุกตนถ้วนหน้าจนอิ่มเอมใจ

มหาเทวีทั้งสามเองก็ทรงได้รับปรีติเช่นเดียวกัน พระนางสงบนิ่งมิตรัสอะไรอีกแล้ว กำจายเป็นรัศมีสว่างวาบกว่าคราใดๆเสด็จขึ้นฟ้าคืนร่างตระการตาให้คันฉัตรพร้อมสติสัมปชัญญะมาดังเดิม

“เรามาอยู่นี่ได้ไง จำได้ว่าเล่นน้ำตกอยู่แล้วน้องสีทันดรก็เหิรลอยออกไปตามกวาง เราอยู่คนเดียวแล้วเจอนางยักษ์ แล้วหลังจากนั้นเราก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย อ้อ เมื่อกี้เหมือนจะรู้สึกว่ากระทืบอกของฉัตรด้วย”

สีทันดรที่ประทับอยู่ไม่ไกล รู้สึกโล่งพระทัยนักหนาที่ร่างกายของตระการตามิได้รับผลกระทบจากพลังงานมหาศาลรุนแรงของมหากาลีเทวียามประทับร่างอย่างที่ทรงเกรง อย่างนี้ก็คงตัดเรื่องพี่ฉัตรจะโกรธขึ้งไปได้หนึ่งเรื่อง แต่ก็ยังมีอีกคนนึงที่กำลังทรงหวั่นพระทัยนักหนา และเจ้าคนๆนั้นเมื่อสั่งความจัดการธุระเรื่องสังขารของหลวงตาและร่างไร้ลมหายใจของศิษย์ผู้น้องเสร็จก็รีบเดินเข้ามา ฉุดข้อพระกรหลุนๆ หน้านิ่งไม่พูดไม่จา รีบพาเดินออกไปจากลานต้นสาละ จนมาถึงหน้ากุฎิที่พักที่เขาเคยอยู่ ก่อนจะเปิดประตูและลากเข้าไปคุยข้างใน

เจ้านาคน้อยทรงคิดว่า เขาคนนี้ เจ้าอณูผู้เป็นเจ้าของสายตาสีอำพันที่เป็นผู้ปกครองพระทัยตนนี่ คงจะเริ่มต้นชำระความตามเรื่องที่เขาคงรู้ว่าตนสร้างขึ้นแน่แล้ว และเขาก็คงโกรธหนักจนเงียบลงผิดวิสัย ในพระทัยจึงรีบหาคำตอบหาคำอธิบายทันที แต่แล้วคำถามแรกที่มีมาหลังจากที่เขายืนสะกดตนด้วยสายตากว่าชั่วพัก ดันกลับเป็นคำถามที่มิได้ทรงคาดทรงคิดและเตรียมคำตอบเอาไว้เลยสักนิดเดียว

“มนตรามหาจักรที่อัสสะเสกครอบร่างเจ้าจากไอ้วายุภัคไว้ ทำไมถึงเสื่อมลง ตอบมา”

คนถามมีหรือจะมิรู้คำตอบ ส่วนคนที่จะต้องตอบก็หรุบพระเนตรฟ้าครามต่ำลงทันใด ใครจะคิดว่าอัสดงจะถามคำถามนี้ ทั้งๆที่เรื่องที่ทรงก่อขึ้นเป็นเรื่องสำคัญกว่าอันควรจะถาม แต่ก็มิถาม ดันมาถามเรื่องนี้แทนเสียนี่

เจ้านาคน้อยเอ๋ย เจ้าจะรู้ไหมว่า สำหรับอัสดงแล้ว เรื่องนี้แหละ คือเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่กว่าเรื่องอื่นใดไหนๆทั้งสิ้นทั้งปวง!!!


***********************************

รบกวนติดตามต่อในบทที่๑๖ นะคะ

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ยังติดตามและส่งกำลังใจผ่านคอมเม้นมาให้มากๆนะคะ ทั้งคุณsugarcane_aoi
คุณanterosz คุณLadySaiKim  คุณblanchard  คุณBaII  และก็คุณOooy รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ แล้วพบกันค่ะ

PS.@คุณanterosz คนเขียนมิได้ตั้งใจจริงๆน๊า 5555
@คุณblanchard   ขอบอกว่า คิดถึงเพลงเดียวกันเลยค่ะ อิอิ
@คุณsugarcane_aoi คุณLadySaiKim  คุณBaII  คุณOooy ดีใจมากๆค่ะที่ชื่นชอบ ขอบพระคุณนะคะ

 :pig4: :กอด1: :mew1:

๒๓/๐๕/๖๓ แวะมาแก้คำผิดค่ะ ขออภัยด้วยนะคะ ช่วงนี้พิมพ์ผิดเยอะเลย  :hao5:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-05-2020 07:54:26 โดย Artemis »

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-1
สนุกมากครับ สนุกสุดๆ ขอบคุณที่มาต่ออย่างรวดเร็วครับ

สงสารคงคากับวายุ แต่ก็คงจะได้กลับไปรวมร่างกับต้นกำเนิดของตน

รอตอนต่อไปครับ รอฟังคำตอบของสีทันดรว่าจะตอบอัสดงว่าไง 555

แต่จริงๆสีทันดรควรถามอัสดงมากกว่าว่าไปหลงนางมารทั้ง 3 ได้ไง จัดการอัสดงเลยสีทันดร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-05-2020 22:29:05 โดย anterosz »

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-3
ตอนหลวงตาบรรลุอรหัตต์ น้ำตาไหลเลยอะ อย่างนี้ถือว่าปรีติจับได้ไหม?    :impress:


โอ๊ยยยยยยยยยย…. มันสนุกมว๊ากกกฮ่ะ    นึกว่า The Battle of the Hornburg!!     :m11:


ชอบความสวยประหารของแม่ลักษมีมาก  บั่บสวย ๆ อะ    :m13:


ตอนคันฉัตรมานอนรองรับพระบาทแม่กาลี แล้วเตือนสติตระการตา คือดีมากเลย ทำไมคิดได้   


รณพักตร์ คืออะไรยังไง? เหลามาเลยลวกเพ่ฉัตร!!


EP นี้ เฮียวายุภัคคือหล่อเลย


ขอบคุณนะครับ สนุกมากจริง ๆ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ BaII

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 469
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-1
ผมอ่านตอนนี้แล้วน้ำตาไหลเลย ปลื้มมากๆครับ
สนุกสุดๆ ลุ้นจนตัวโก่งเลย อ่านทีละบรรทัดเลย
ตอนที่ทยุติธร โดนกินนี่น้ำตาไหลเลย แจ่สุดท้านก็แฮปปี้

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1871
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 220
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
สนุกตอนอ่านแล้วเราจินตนาการภาพตามเป็นฉากๆเหมือนกับเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์และได้ปรีติกับพระอรหันต์ด้วยนี่แหละค่ะเข้มข้นมาก แต่ว่าไอ้ดื้อจะตอบอัสสะว่าอย่างไรนะ รอติดตามตอนต่อไปค่ะ มาต่อเร็วๆนะคะ :pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2020 11:14:24 โดย sugarcane_aoi »

ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 258
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ขอบคุณมากค่ะมี๊อ๋อยดีใจจังมาต่อไวมากสนุกที่สุดแต่องค์มหากาลีนี่น่ากลัวสุดๆไปเลยสงสารคงคาวายุแต่อินทรชิตกับคันฉัตรนี่ยังไงสงสัยสงสัยตอนอ่านถึงหลวงตาได้นิพพานเป็นพระอรหันต์นี่ขอบอกขนลุกเลยค่ะเขียนได้ลึกซึ้งเรียบเรียงภาษาสวยไม่เคยผิดหวังสักครั้งมองเห็นเป็นฉากๆตามเหมือนได้ดูหนังเลยส่วนเจ้าดื้องานเข้าจะตอบอัศดงอย่างไรตอบดีๆนะลมเพ็ชหึงมันรุนแรงมากเลยจ้าขอบคุณนะคะรักษาสุขภาพด้วยนะคะรอตอนต่อไปและรอมอสกับเรนด้วยค่ะคิดถึงซันพ่อแม่ฤิทธิ์แรงขนาดนี้ลูกไม่ร้ายได้ไงนะ555

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
อัศวินดารา๒ บทที่ ๑๖ ทูนหัวของไฟ ดวงใจอัสดง (ส่วนที่๑)


ทางด้านทรงกลดและอณูทั้งสี่ที่เหลือ หลังจากได้ฟังความจากมหาฤาษีแล้ว ก็ได้เห็นภาพสนามยุทธการที่วัดป่าจากปลายไม้เท้าของหลวงตามหาฤาษีที่ชี้เป็นลำแสงส่องเป็นภาพขึ้นฟ้า อันมิต่างอะไรกับกล้องฉายหนัง ถ้วนทุกคนที่ได้ดู ก็แทบจะนั่งไม่ติด คุมตัวเองแทบไม่อยู่ ยิ่งตอนที่เห็นศิษย์น้องของอัสดงถูกสังหาร แล้วธิดาพญามารกำลังจะจาบจ้วงหลวงตาพระคุณเจ้า ยิ่งแทบอยากจะเหิรลอยไปสมทบในทันใด อดนึกเสียดายอยู่ครามครันมิได้ ที่ศึกครั้งนี้หาได้มีโอกาสเข้าร่วม แล้วทั้งหมดก็ต้องระย่นระย่อกายเมื่อเห็นมหากาลีเทวีในร่างตระการตา ประทานทุกๆการสังหารแก่เหล่ามาร ภาพทุกภาพมันติดตา ถึงแม้พวกเขาจะเป็นผู้ชายก็ยังอดประหวั่นพรั่นพรึงมิได้ ซากมารแต่ละตนดูน่าสยดสยองยิ่ง ชักไม่แน่ใจแล้วว่า นี่เป็นฝีมือของเทวะแน่หรือ หากก็บรรเทาได้ด้วยปรีติ ยามหลวงตาพระอาจารย์ของอัสดงบรรลุอรหันต์เข้าสู่พระนิพพาน

“สาธุ สาธุ สาธุ” ทรงกลดเป็นต้นเสียงกล่าวนำทุกๆคน น้ำตาแห่งปรีติรินไหล และนำกราบลงพื้น “เป็นบุญของเทวะแล้วที่พระอรหันต์บังเกิด”

“ใช่เป็นบุญของเทวะแล้ว แต่นี่ถ้าหากไม่ได้ มหากาลีเทวีเสด็จมา มันอาจจะเป็นหนังอีกม้วน” ธรรม์กล่าวเสริม เฉกเดียวกับเอราวัต

“ไอ้ธรรม์พูดถูก ว่าแต่สงสารศิษย์น้องของไอ้อัสดงว่ะ ยังเด็กอยู่แท้ๆ” อณูแห่งพระพุธทอดน้ำเสียงเศร้า แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบหันไปหาคืนฉายสุดที่รัก “ฉายจ๋า ฉายใช้สัญญชีวนีมนตรา ชุบชีวิตให้ไอ้เจ้าเด็กสองคนนั่นได้ไหม ถ้าได้จะได้รีบแจ้งอัสดงแล้วไปวัดป่ากัน”

“ไม่ได้หรอกครับคุณแฟน นายลืมไปแล้วหรือไงว่าสัญญชีวนีมนตราของฉายนั้น จะใช้ชุบชีวิตได้สำหรับผู้ที่ยังไม่หมดอายุขัย แต่เผอิญมีเหตุให้สิ้นชีพไปก่อน ฉายตรวจดูแล้วศิษย์น้องของไอ้พระอาทิตย์มันสิ้นอายุขัยวันนี้พอดี”

“แล้วถ้าเราใช้น้ำอมฤต ครั้งกวนเกษียรสมุทรล่ะ” ราหูเสนอเข้าท่า แต่มหาฤาษีก็รีบขัดขึ้นทันควัน ลดไม้เท้าหยุดฉายภาพ แล้วมาชี้หน้าราหูแทน

“อย่าเชียวนะโว้ยไอ้ราหู ถ้าเอ็งคิดจะขโมยน้ำอมฤตอีกรอบ  เอ็งหยุดความคิดนั้นเลย เอ็งไม่เข็ดหรือไงที่ต้นกำเนิดเอ็งต้องเป็นครึ่งยักษ์ครึ่งนาคก็เพราะไปขโมยน้ำอมฤต”

“จริงด้วยครับหลวงตา ผมลืม”

ราหูยิ้มแหะๆ ไยจะมิรู้เรื่องราวของพระราหูต้นกำเนิด ยามแปลงเป็นเทวดา มาขโมยดื่มน้ำอมฤต จนพระจันทร์จับได้แล้วไปทูลฟ้องพระมหาวิษณุ จนถูกลงทัณฑ์ด้วยคมจักรบั่นร่างเป็นสองท่อน ต้องไปต่อท่อนบนกับหางนาคแทน ด้วยเหตุนี้จึงมีวรกายผิดประหลาดกว่าเทวะองค์ใดๆ ทำให้ชิงชังจันทรเทพจอมฟ้องยิ่งนัก... แล้วอณูของคนทูลฟ้องที่ฟังอยู่ก็ตัดบทเสนอขึ้นว่า

“ถ้างั้นเราก็คงต้องปล่อยไปตามลิขิต ฝืนไปเดี๋ยวจะเป็นเรื่อง ฉันว่าเรารีบติดต่อไปทางวัดป่ากันเถิด อยากรู้ด้วยว่ามีใครบาดเจ็บอะไรบ้างหรือเปล่า”

“ก็ดีเหมือนกันนะไอ้กลด คุยกันเสร็จจะได้รีบเดินทางกันต่อ แล้วทางฝั่งนู้นมีใครเอามือถือไปบ้าง”

“น่าจะเป็นตระการตานะ เห็นแว่บๆว่าหยิบใส่กระเป๋ากางเกงก่อนไปเล่นน้ำตกกับน้องดื้อ อณูอย่างพวกเราไม่มีใครใช้โทรศัพท์สักคน นอกจากนายและก็ไอ้ฉาย” ทรงกลดตอบมาให้

“งั้นลองติดต่อดู”

เอราวัตพูดจบก็หยิบไอโฟนไร้สัญญาณขึ้นมา นี่ถ้ามีคนธรรมดาอยู่ด้วยคงคิดว่าเขาจะเดินหาสัญญาณแล้วกดเบอร์แล้วโทร.ออกเป็นแน่แท้ แต่สำหรับอณูแห่งพระพุธผู้นี้แล้ว คงไม่ต้องรอสัญญาณจากเครือข่ายใดๆ กลับใช้แค่มือสะบัดผ่านหน้าจอทัชสกรีน ก็บังเกิดแสงวูบวาบ ดึงภาพและเสียงทางฝ่ายตนส่งไปยังมือถือของตระการตา ที่ปลายทางวัดป่าตามต้องการสมใจ

ฝ่ายตระการตาที่สติคืนมาครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ได้ยินเสียงและแรงสั่นจากมือถือในกระเป๋ากางเกงตน อันเป็นเสียงแปลกประหลาดแก่เทวดาทุกผู้จนหันมามองกันเป็นตาเดียว  พอหยิบขึ้นมาดู ก็เห็นว่าโทรศัพท์ที่เปียกน้ำของตนนั้นนอกจากสั่นมาพร้อมเสียงแล้วยังส่องแสงวูบวาบ คันฉัตรที่อยู่ใกล้ๆ จึงบอกให้กดรับ และพอรับสายเท่านั้น แสงวูบวาบก็พุ่งออกมาจากหน้าจอ ฉายเป็นภาพกลางอากาศ อันเป็นร่างโปร่งใสของเอราวัตและพรรคพวก คมชัดเกินสามมิติ เฉกเดียวกับฝั่งที่ติดต่อมา ร่างของตระการตากับคันฉัตรก็ลอยออกมาจากหน้าจอในลักษณะเดียวกัน  ทั้งสองฝ่ายเจรจาถามความกันทันที น้ำเชี่ยวกับนลกุพรก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย คงขาดแต่อัสดงเท่านั้น

“สุดยอดไปเลยเพื่อนเรา ดูภาพทางนี้เป็นห่วงแทบแย่ แต่พวกนายเก่งมากๆ” ทรงกลดกล่าวชม ยิ้มแป้นให้นลกุพรเป็นพิเศษ จนถูกเพื่อนๆแซวไปทั่ววง แล้วถามขึ้นแก้เขิน “อ้าวแล้วไอ้แม่ทัพมันหายหัวไปไหนวะ”

“กูเห็นลากน้องดื้อเข้ากุฏิหลังวัดไป หน้าตาแม่งเอาเรื่องทีเดียว สงสัยคราวนี้น้องดื้อโดนแน่ๆ”

คันฉัตรเห็นอย่างไรก็พูดอย่างนั้น และก็น่าจะคาดการณ์ถูกเสียด้วย เพราะทั้งน้ำเสียงและสายตาของอัสดงในกุฏิยามนี้ มันเอาเรื่องจริงๆ ทั้งเร่งรัด ทั้งต้อน จนสีทันดรจนมุม ส่วนเจ้านาคน้อยเองก็ยังคงหลบเลี่ยงหรุบพระเนตรฟ้าครามลงอยู่อย่างเดิม จนอัสดงต้องถามย้ำเสียงเข้มมาอีกครา

“ทำไม...ตอบอัสสะมา”

“อย่าดุนักสิ คืออันที่จริงเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ” สุรเสียงใสตอบมาอ่อยๆ มิค่อยเต็มเสียงนัก แน่ฤาที่สีทันดรจะมิทรงรู้ ความชิงชังที่หายไป ไยจะมิใช่คำตอบ แต่ถ้าหากตอบไปตามจริง มีหวังวัดป่ากลายเป็นทะเลเพลิง

“เจ้าไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ จะตอบเราดีๆหรือไม่ ไอ้ดื้อ”

“ก็ได้ๆ ตอบก็ได้ คือเราเห็นว่าเขาไม่ได้จาบจ้วงรังแกเราเหมือนอย่างแต่เก่าก่อน อีกอย่างเราก็ต้องอาศัยเดชะของเขานำเสด็จมหาเทวีมาที่วัดป่า เราเลยคิดว่าเขาไม่มีพิษมีภัย มนตรามหาจักรเลยเสื่อมกระมัง อย่าโกรธเราเลยนะอัสสะ”

สีทันดรทรงเลือกที่จะบอกคร่าวๆ มิทรงลงลึกถึงความรู้สึกที่เริ่มมีในแง่ดีมาบ้าง ซึ่งมิได้เกินเลยทางใจกับเทวปักษีพระองค์นั้น เปลี่ยนมาใช้น้ำเสียงออดอ้อนกอดแขนเจ้าลูกไฟดวงใหญ่แน่น อันที่จริงบอกแค่นี้ก็ดีแล้วเชียว ยังพอทำใจให้ฟังขึ้นในความรู้สึกของอัสดงที่รู้เหตุผลดีอยู่แล้วบ้าง เจ้านาคน้อยหาควรต่อมาอีกไม่ แถมต่อมาดันมิต่อเปล่า คิดยังไงก็มิรู้ กลับดันไปใช้คำสมัยใหม่ ทั้งๆที่ปกติก็มิเคยใช้ ที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อวานตอนเดินเท้าอีกด้วย

แล้วคำๆเดียวนี้นี่เอง ก็ทำให้เรื่องที่ใหญ่สำหรับอัสดงอยู่แล้ว ...กลายเป็นมโหฬารเกินความจำเป็นในพริบตา

“เราแค่เห็นว่าเขาแซ่บ ก็แค่นั้น”

“อะไรนะ...แซ่บงั้นเหรอ”

อัสดงตะโกนลั่นกลั้นอารมณ์ไม่ไหวแล้ว กัดฟันกรอดๆขบกรามแน่น สะบัดแขนออกทันที แน่นอนคำว่า ‘แซ่บ’ มันไม่ใช่ ‘ก็แค่นั้น’สำหรับเขา คำว่าแซ่บที่สีทันดรกล่าว มันทับถมเพิ่มน้ำหนักให้ความไม่พอใจในเรื่องความชิงชังที่ห่างหาย  อันสร้างโทสะให้กรุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กลับยิ่งโหมกระพือเพิ่มขึ้นไปอีก โกรธจนชนิดที่ว่าไม่เคยโกรธ ถึงขนาดที่ร่างทั้งร่างกลายเป็นไฟลุกท่วมไปทั้งตัว นี่หละคงเป็นต้นตำรับของคำว่าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่แท้ สีทันดรเห็นเข้าก็ตกพระทัยพระพักตร์เหวอ เพราะเพิ่งจะได้เห็นอัสดงโกรธตนขนาดนี้เป็นครั้งแรก

“ใช่แซ่บ ทำไมอัสสะต้องโกรธเราขนาดนี้ด้วยล่ะ”

“นี่เจ้า!!! เจ้ายังไม่รู้เหรอว่าพูดอะไรออกมาไอ้ดื้อ เจ้าพูดมาได้ไงว่ามันแซ่บ .... โธ่โว้ย”

เจ้าดวงไฟลูกใหญ่โมโหจนพูดอะไรต่อไม่ออกอีกแล้ว สองเรื่องรวมกันเป็นโกรธเดียว ทำให้ต้องสะบัดหน้าพรึ่ด หักใจหันหลังระบายอารมณ์กระทืบเท้าถีบประตูปึงปังเดินออกจากกุฏิทั้งๆที่ไฟยังลุกโชนท่วมตัว สีทันดรที่ยังทรงมิรู้อะไรก็ได้แต่งุนงงเหมือนเดิม

“เป็นบ้าเป็นบออะไรอีกล่ะ เรื่องที่ควรจะโมโหกลับไม่โมโห เราจะไม่ว่าเจ้าสักคำเลย ถ้าเจ้าจะโมโหเราเรื่องอัญเชิญเสด็จมหากาลี แต่นี่ดันมาโมโหเรื่องคำว่าแซ่บเนี่ยนะ มีเหตุมีผลหน่อยสิ ไอ้ไฟบรรลัยกัลป์ ”

สีทันดรตะโกนไล่หลังอัสดง อัสดงก็มิสนใจจะต่อปากต่อคำ เดินกลับออกไปตามทาง ทิ้งเพลิงโทสะลูกย่อมๆ หลายลูกกระจายทั่วลานหน้ากุฏิ ประกายเพลิงเหล่านี้ ดับด้วยฤทธิ์นั้นแสนง่าย แต่เพลิงที่โหมกระหน่ำอยู่ทั่วตัวเขานั้น จะดับลงอย่างไร ยังมิทรงรู้เลย

“เราก็ไม่ได้พูดอะไรผิดนี่นา ก็พี่ฉายบอกว่า แซ่บแปลว่าดี แซ่บมากแปลว่าดีเยี่ยม เราแค่เห็นว่าเขาดีเราผิดตรงไหน โมโหอะไรไม่เข้าเรื่อง หรือว่าเขาไม่พอใจที่เราไปชมผู้ชายคนอื่น เฮ้อ...จะง้อยังไงล่ะเนี่ย  ”

เจ้านาคาตาสวยเปรยกับองค์เอง ระบายพระปับผาสะ เดินตามออกมาถึงกลางลานต้นสาละ ก็เห็นว่าไอ้ลูกไฟขี้โมโห เตะกองไฟรายรอบลานระเนระนาด จนบรรดาเทวทหารบางส่วนที่ยังไม่กลับขึ้นฟ้าและทหารนาคาราชองครักษ์แตกฮือ ไม่สนใจเพื่อนๆที่กำลังยืนใช้เทวฤทิ์ติดต่อกันผ่านโทรศัพท์ แยกไปลำพังนั่งหน้าบอกบุญไม่รับยังศาลาริมธารข้างวัดคนเดียว อรุณศิษย์ผู้น้องเห็นเข้าก็ยังมิกล้าเข้าหา บรรดาฝ่ายอณูเทวะเห็นหัวหน้าตนเป็นดังนั้นก็เลิกติดต่อกัน แล้วหันไปหาสีทันดรที่เดินตามมา

“ทะเลาะอะไรกันหรือเปล่าน้องดื้อ” คันฉัตรถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง 

“ไม่ได้ทะเลาะหรอกพี่ฉัตร แต่เพื่อนพี่มันเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ ช่างเถอะ” สีทันดรตรัสจบก็ระบายลมหายพระทัยยาวๆอีกระลอก ยังมิเล่ารายละเอียดให้คันฉัตรฟัง เริ่มเหนื่อยพระหฤทัยที่เริ่มตามอารมณ์ชายอันเป็นที่รักไม่ทัน

“รอให้เขาอารมณ์ดีกว่านี้ก่อน เราจัดการเอง เราไปดูพวกทหารเราก่อนดีกว่า”

แล้วสีทันดรก็แยกไปหาบรรดาราชองครักษ์ส่วนพระองค์กับของทูลกระหม่อมพี่ชาย ยังข้างวัดด้านหน้า ไถ่ถามอาการ ประทานพลังการรักษาแก่ทหารนาคาตนที่บาดเจ็บ มิสนใจอันใดกับลูกไฟในศาลาอีก จนเวลาล่วงเลยไปค่อนชั่วโมง เพลิงที่ลุกโชนทั่วร่างอัสดงก็ซาลง แสดงให้รู้ว่าโทสะลดลงไปหลายระดับแล้ว ทว่าก็ยังไร้วี่แววที่สีทันดรจะเดินมาหา คงมีแต่คันฉัตรที่กล้ากว่าใครเดินเข้ามายังศาลาริมธาร

“ไงวะไอ้แม่ทัพ กูพอจะนั่งคุยด้วยได้ไหมวะ” คันฉัตรพูดพลางเอามือกุมอกพลาง เพราะยังเจ็บที่โดนมหาเทวีกระทืบอยู่มิหาย มิรอให้อัสดงอนุญาต ทรุดนั่งลงข้างๆ เปิดบทสนทนาต่อ “เมื่อกี้พวกทางโน้นติดต่อมา เลยได้คุยกับไอ้ฉาย ไอ้ฉายบอกว่า ศิษย์น้องสองคนของมึงชะตาขาดวันนี้พอดี เลยใช้สัญญชีวนีมนตราชุบชีวิตไม่ได้”

“อืม รู้นานแล้ว” อัสดงตอบรับสั้นๆ เสมือนว่ายังไม่มีอารมณ์จะคุยเรื่องการเรื่องงานสักเท่าไหร่นัก ยิ่งคันฉัตรพูดต่อ ก็ยิ่งฟังแค่เผินๆ

“เออนี่ พรุ่งนี้เช้าพวกมันจะเดินทางต่อ  มันบอกว่าไม่เกินเที่ยงก็ถึงชัยภูมิฐานทัพใหม่ของพวกเราแล้ว”

“อืมก็ดี”

“เอ่อ กูว่า พรุ่งนี้ กูจะออกแกะรอยพวกมาร มึงจะว่าอะไรไหม เผื่อจะได้เบาะแสว่าพวกมันมีฐานทัพอยู่ที่ใด” คันฉัตรพูดซะยาว แต่อัสดงก็ตอบมาให้แค่สั้นๆ

“ตามใจ”

“เฮ้อออ”  พระเสาร์น้อยถอนหายใจมาบ้าง รู้แล้วว่าเรื่องงานเรื่องการศึก หาได้ทำให้อัสดงดีขึ้นไม่ ยามนี้มันคงต้องการที่ปรึกษาทางใจ ยอมแพ้ยุติเรื่องงาน มาคุยเรื่องหัวใจกับเพื่อนรักที่สนิทกว่าใครในกลุ่ม ที่คาดว่าน่าจะง้างปากเพื่อนได้เป็นอย่างดี แล้วคันฉัตรก็ไม่ผิดหวังเลยสักนิด

 “ไงวะ ทะเลาะอะไรกันอีก”
   
 “ไม่ได้ทะเลาะ แค่โมโหนิดหน่อยว่ะ ไอ้ดื้อแม่ง” 

“ไม่นิดละมังไอ้ห่า หน้าบูดเป็นตูดลิงอย่างนี้ แล้วมึงโมโหเรื่องอะไรวะ อย่าบอกกูนะเรื่องอัญเชิญเสด็จ ถ้าเรื่องนั้นน่ะ มึงคงต้องโมโหตั้งแต่มหาลักษมีเทวีเลยนะโว้ย พวกไอ้กลดเล่าให้กูฟังหมดแล้ว”

“เรื่องนั้นก็โมโหโว้ย แต่คงไม่เท่าเรื่องไอ้ดื้อมันเลิกเกลียดไอ้วายุภัค” อัสดงกำหมัดแน่น แล้วก็ยอมพูดยาวๆได้ซะที “มึงก็รู้ใช่ไหมว่า กูเสกมนตรามหาจักรครอบร่างไอ้ดื้อกันจากไอ้วายุภัคเอาไว้ แต่วันนี้พวกมึงก็เห็นนี่นาว่าไม่มีจักรเพลิงครอบร่างไอ้ดื้อตอนไอ้นกนั่นเข้าใกล้อีกแล้ว ไอ้วายุภัคเอาไอ้ดื้อนั่งบนมือได้อย่างสบาย อีกหน่อยก็คงจะจับนั่งตัก มนตราเสื่อมลงเพราะใจไอ้ดื้อเปลี่ยนไป”

“ไอ้ห่าคิดมากไปหรือเปล่าวะไอ้อัสดง ไปกันใหญ่แล้ว อาจจะเพราะพระมหาลักษมี มาประทับร่างน้องดื้อก็ได้”

“ไม่ใช่หรอก เมื่อกี้กูคุยกับไอ้ดื้อแล้ว ไอ้ดื้อบอกว่า ไม่ได้คิดว่าไอ้วายุภัคมีพิษมีภัย ไอ้ดื้อคงรู้สึกดีๆกับมัน ไอ้ฉัตร มึงรู้ไหมไอ้ดื้อยังบอกอีกว่า ไอ้วายุภัคแซ่บ”

“ห๊า” คันฉัตรมิได้แสร้งว่ามิเชื่อหู แต่มิอยากเชื่อจริงๆว่าสีทันดรจะพูดอย่างนั้น  “เฮ้ย กูว่าปกติน้องดื้อก็ไม่ใช้คำสมัยใหม่นี่นา คงไปจำใครเขามาน่ะ ใจเย็นๆก่อนนะไอ้อัสดง  เดี๋ยวกูถามแฟนกูให้ว่าก่อนมานี่ มีอะไรกันหรือเปล่า”

อณูน้อยแห่งศนิเทพนับว่าถี่ถ้วนกว่าลูกไฟร้อนๆอย่างอัสดงนัก ช่างสังเกตสังกาจนรู้ว่าใครเป็นยังไง และก็ช่างเข้าใจหาตัวช่วยคลี่คลายเรื่องให้เพื่อนได้ดีนัก เพราะคำว่าแซ่บที่เป็นปัญหานี้ไม่ใช่หรอกเหรอ ที่มาจากห้วงคำนึงของแฟนตัวเองที่ใช้ตอบวายุภัคว่าตนเป็นอย่างไร

“จะยังไงก็แล้วแต่ กูก็ไม่พอใจอยู่ดี”

“เอาน่ามึงไอ้พระอาทิตย์ แต่เอ  หรือว่าน้องดื้อจะจำมาจากไอ้ฉาย ไอ้ห่าฉายมันยิ่งทะเล้นทะลึ่งอยู่ด้วย” คันฉัตรยิ่งพูด ก็ยิ่งถูกโดยมิรู้ตัว ...แฟนตัวเองกับคืนฉายเนี่ยแหละ รู้ดีที่สุดแล้ว

“ช่างแม่งเหอะ ...แต่กูถามหน่อย ถ้าแฟนมึงมาบอกว่าผู้ชายคนอื่นแซ่บ และก็เลิกเกลียดไอ้ผู้ชายคนนั้น มึงจะทำยังไงวะ”

“ไม่ยากเลยโว้ย ก็แค่ทำตัวเองให้แซ่บกว่าก็เท่านั้น เลิกคิดมากได้แล้ว ไอ้แม่ทัพ”

คันฉัตรทั้งขำทั้งเข้าใจและเห็นใจเพื่อนที่กำลังเป็นบ้าเป็นบอเพราะความรักคนนี้นัก ไอ้อัสดงนี่มันเก่งไปซะทุกอย่าง มันด้อยอยู่อย่างเดียวก็เรื่องรักนี่แหละ ใครจะคิดว่าอณูแห่งพระสุริยาทิตย์ ที่ลอกเลียนนิสัยหยิ่งทระนงองอาจมาจากต้นกำเนิด จะมาอ่อนข้อศิโรราบ กลายเป็นแค่ไฟจากแสงตะเกียงให้กับเทวนาคาตาฟ้าครามได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเพื่อนทุ่มไปหมดทั้งใจ ไม่เหลือเผื่อใจกันไว้เผื่อเจ็บสักห้องเดียว

แต่จะว่าไป เรื่องของหัวใจนี่ มันพิสดารล้ำลึกนัก จับเข้าที่ใครก็เป็นบ้าเป็นบอทั้งนั้น เขาเองใช่ว่าไม่เคยเป็น แถมยังดันเป็นหนักกว่าอัสดงเสียด้วยซ้ำ ที่จริงเรื่องนี้มันนานมาแล้ว นานก่อนที่จะเจอตระการตา ทว่ากลับถูกรื้อฟื้นขึ้นมากลางสมรภูมิ

‘รณพักตร์’ ชื่อบางชื่อลอยคว้างอยู่กลางห้วงคำนึง เจ้าของชื่อที่วันนี้หวนกลับมาเจอกันในฐานะศัตรู ขณะนี้จะเป็นอย่างไรบ้างก็มิรู้ ถึงได้ขออัสดงไปแกะรอยดู เผื่อจะได้เจอซากอดีตของหัวใจ

“เป็นอะไรวะไอ้เวร จู่ๆ มาเหม่ออะไรตอนนี้ กูต่างหากนี่ที่ต้องเหม่อ อย่าบอกกูนะว่าตระการตาเมียมึงก็ชมไอ้วายุภัคว่าแซ่บ” เสียงของอัสดง ทำลายภวังค์ทั้งหมดทั้งมวลของคันฉัตรขึ้น จนเจ้าตัวหันมายิ้มแก้เก้อ

“ไอ้บ้า ตระการตาไม่มีทางพูดอย่างนั้นหรอก แต่เออว่ะ กูเหม่อได้ไงก็ไม่รู้  ช่างแม่งเหอะ กลับไปรวมกลุ่มกับไอ้น้ำเชี่ยว และก็ไอ้ยักษ์นลกันเถอะ”

คันฉัตรพูดจบก็เดินกอดคออัสดงออกจากศาลา พอเดินมาถึงกลางลานต้นสาละ ก็เห็นสีทันดรประทับยืนคุยกับรุกขเทวา นางไม้ อีกทั้งกองราชองครักษ์นาคา อัสดงยังคงงอนอยู่ละมังจึงเดินเลี่ยงไม่เข้าไปหา แต่คันฉัตรก็ดันหลังมา ผลักไปข้างหน้าให้เข้าไป แต่แล้วก็ต้องชะงัก เพราะรัศมีสีดาวฤกษ์ปรากฏขึ้น ข้างๆพระวรกายสีทันดร

รัศมีสีอัปรีย์นี่ ...มันช่างน่ารำคาญ เกะกะ ลูกตาเสียเหลือเกิน

รัศมีสีนั้นพอสลายกลายเป็นวายุภัค คงมิน่าขัดใจเท่าเจ้าของรัศมีสีเขียวเจือทองแห่งเทวนาคาที่เริ่มมีสีชมพูกุหลาบจับเต็มขอบระเรื่อ รัศมีของเทวะบ่งบอกอารมณ์เจ้าของได้เสมอ สีชมพูหวานจับเข้าที่วรองค์สีทันดรอย่างนี้ มีหรือจะมิใช่ความรัก

อัสดงคงไม่ได้ตีความไปเอง เพราะเจ้านาคน้อยยอดดวงใจ กำลังส่งยิ้มใสๆให้วายุภัค เขาเห็น เห็นเต็มสองตา และยังเห็นอีกว่า สีทันดรกำลังรับกระบอกไม้ไผ่กระบอกหนึ่งจากนางไม้แล้วยื่นส่งให้ไอ้เทวปักษีที่ยกมาดื่มแล้วยิ้มกว้างทันใด เมื่อเป็นซะอย่างนี้ คงไม่ต้องตีความอันใดให้มากความอีกต่อไป

“อย่างนี้แล้ว มึงจะยังให้กูไม่คิดมากอีกได้ไหมวะ ไอ้ฉัตร”

อณูแห่งพระสุริยาทิตย์ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ทิ้งภาพระรื่นเต็มสองตาไว้กลางลาน เดินไปหาน้ำเชี่ยว นลกุพรและตระการตา ที่ยืนคุยกันอยู่หน้ากุฏิหลวงตา คันฉัตรกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามมาติดๆ ไม่รู้จะช่วยอธิบายอย่างไร ในเมื่อภาพมันฟ้องชัดซะขนาดนี้ นี่ถ้าตนเป็นอัสดงก็คงคิดอย่างเดียวกันแน่นอน แต่ก่อนที่ภาพกลางลานจะดำเนินไปให้อัสดงเจ็บใจต่อ ทยุติธรก็ปรากฏกายขึ้น ฉุดข้อพระกรพระอนุชาออกมา แล้วลากหลุนๆ มาสมทบกับพวกอัสดงหน้ากุฏิทันที

“ไปญาติดีกับมันตั้งแต่เมื่อไร” ทยุติธรตรัสเสียงเข้มกับสีทันดรต่อหน้าทุกๆคน “แล้วไปยิ้มให้มันทำไม”

“ก็เขาช่วยงานหม่อมฉัน หม่อมฉันก็แค่ยิ้มขอบใจ แล้วก็แค่เอาน้ำเกสรดอกไม้ป่าจากนางไม้ให้เขาดื่ม เพราะเขา....” สีทันดรตรัสยังไม่ทันจบ ก็ต้องหยุดลง เพราะทูลหม่อมพี่ชาย ที่ยามนี้สีทันดรทรงเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เป็นพี่ชายแท้ๆของใคร ขัดขึ้นสุรเสียงดัง

“ไม่ต้องมาอธิบายให้พี่ฟัง...แต่จงอธิบายให้อัสดงฟังซะ”

เทวนาคาพระเชษฐาตรัสจบ ก็พยักพระพักตร์ เสด็จจากไป พี่ชายนี่ก็น่าจะเป็นอีกพระองค์ที่โมโหโกรธาไม่เข้าเรื่อง เรื่องที่ควรจะใส่พระทัยโมโหกลับไม่ แต่กลับมากริ้วปังเอากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แล้วทุกคนที่ยืนอยู่ก็รู้งานดี เดินตามกันออกมาเป็นพรวน ทิ้งอังสดงหน้าตาเศร้าสลดไว้กับสีทันดรสองต่อสอง ความเงียบจับนานเท่าไรไม่รู้ รู้แต่ว่าในที่สุดอัสดงก็ทนไม่ไหว โพล่งขึ้นก่อนเป็นคนแรก ด้วยคำถามจากน้ำเสียงเย็นชาขัดแย้งกับใจที่ร้อนรนอยู่ข้างใน

“ทำไมอัสสะไม่ได้ดื่มน้ำเกสรดอกไม้ แต่ไอ้วายุภัคได้ดื่ม”

“ก็เรากำลังจะเอาไปให้อัสสะพอดี แต่เผอิญวายุภัคเขามาพอดี นางไม้ก็เลยส่งให้เราให้เอาให้เขา” สีทันดรมิได้ทรงโป้ปด แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

“เจ้าไม่มีเหตุผลที่ดีกว่านี้อีกแล้วเหรอไอ้ดื้อ” อัสดงพยายามฝืนเสียง ขับมาให้เรียบๆ ไม่อยากให้เหมือนคราวก่อนที่เคยระเบิดอารมณ์ใส่จนเป็นเรื่องเป็นราวกันมาคราหนึ่ง  เจ้าลูกไฟทนนิ่งไปสักพัก แล้วกล่าวขึ้นต่อมาว่า

“ไม่เป็นไร ยังไม่มีดีกว่านี้ก็ไม่เป็นไร อัสสะว่าเจ้าคงต้องใช้เวลาหาเหตุผลนานกว่าปกติ คืนนี้เราต่างคนต่างนอนดีกว่านะ เจ้าก็นอนในกุฏิเราไปนั่นแหละ นอนคนเดียว เผื่อเจ้าจะคิดอะไรออก พรุ่งนี้เช้าก็มาบอกอัสสะแล้วกันว่าเจ้าจะเอายังไง จะเลือกใครก็บอกมา”

“โธ่ อัสสะ ไปกันใหญ่แล้ว”

สีทันดรถอนพระทัยตรัสขึ้นทันใด มิควรเล้ย มิควรเลย ที่ทรงทอดเวลาเนิ่นนาน เพียงให้เขาคลายอารมณ์ร้อนเพื่อที่จะปรับความเข้าใจ รู้อย่างนี้ไปคุยกับเขาเสียตั้งแต่ทีแรกก็สิ้นเรื่อง จะได้หายบ้าหายบอ สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือตั้งใจจะโอบกอดอัสดงที่ตากำลังแดงเอ่อล้นด้วยน้ำใสๆไว้ แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว อัสดงดันสลายกลายเป็นเปลวเพลิงพุ่งขึ้นฟ้ามืดไปในก่อนจะได้กอด เจ้านาคน้อยไม่รอช้าตั้งท่าจะเหิรตาม ทว่าก็ต้องหยุดเสีย เพราะพระสุรเสียงใสที่ยามนี้แฝงความเฉียบขาด แห่งมหาลักษมีเทวี ขัดขึ้นดังก้องให้ได้ยินเพียงองค์เดียว สุรเสียงในท่วงทำนองนี้ นานๆจะมีมาสักที และเมื่อมีมาก็แสดงว่าทรงเอาจริง

“สีทันดรกลับไปเข้าฌานบัดเดี๋ยวนี้”

“ทำไมล่ะพะยะค่ะ พระแม่เจ้า อัสสะกำลังงอนและเข้าใจหม่อมฉันผิด หม่อมฉันจะรีบตามไปอธิบาย” สีทันดรทูลตอบ อย่างกับกำลังทูลขอพระมารดาให้ประทานอนุญาตอย่างไรอย่างนั้น

 “ถ้าอัสดงเขาจะงอนและเข้าใจผิดโดยไม่มีเหตุผลอย่างนี้ เขาก็คงไม่ต่างอะไรกับชายอื่นหมื่นแสนล้านอันมีอยู่ดาษดื่นทั้งสามโลก เจ้าหาควรสนใจไปไย  เจ้าควรสนใจหน้าที่ของเจ้าดีกว่า หน้าที่แห่งอณูของเรา เรามิได้แบ่งอณูมาเพื่อให้แค่เล่นซนและมีคู่หรอกนะ เจ้าต้องเตรียมตัวได้แล้ว ลืมไปแล้วฤาไร ใกล้จะถึงวันแล้วหนา สีทันดร”

มหาเทวีทรงอดเอ็นดูอณูขององค์เองมิได้สักครา จึงผ่อนปรนพระสุรเสียงลง ประหนึ่งพระมารดาเฉกเคย สีทันดรฟังแล้วก็เบาพระทัย ทรงนิ่งคิดเพียงครู่ แล้วก็ทรงนึกขึ้นได้ แต่ก็ยังมิวายอ้อนพระแม่ต้นกำเนิดอยู่ดี “จริงด้วยพะยะค่ะ ทำไมมาถึงเร็วจัง เหมือนเพิ่งจัดที่บาดาลไปไม่นานนี้เอง แต่ตอนนี้หม่อมฉันอยากไปหาอัสสะ ขอไปคุยกับเขาก่อนได้ไหมพะยะค่ะ”

“ไม่ได้ เราตามใจเจ้ามามาก คราวนี้เจ้าต้องตามใจเราบ้าง วันนี้เราช่วยเจ้าทำงานได้สำเร็จ พิธีในปีนี้ก็เจ้าก็ต้องช่วยเราทำให้สำเร็จเช่นกัน ห้ามโกง ห้ามบิดพลิ้ว ห้ามมีเล่ห์เหลี่ยมกลลวง หรือแกล้งป่วยสารพัดอาการเหมือนปีก่อนๆเด็ดขาด ” มหาลักษมีเทวีทรงดักทางสีทันดรเสียสิ้น อาจจะเพราะทรงเข็ดหรือไม่ก็ทรงระอากับเจ้าอณูตัวแสบ ที่หาสารพันข้ออ้างเลี่ยงงานมาทุกปี โดนดักมาอย่างนี้ ทรงรู้ทางไปหมดอย่างนี้ สีทันดรจึงทำพระพักตร์แทบไม่ถูก

“พิธีในปีนี้จะเป็นครั้งสำคัญนะสีทันดร เพราะเหล่าเทวะจะจัดบนภพมนุษย์”

“ห๊า บนภพมนุษย์”

“ใช่บนภพมนุษย์ กลางฐานทัพที่ใหม่ของอณูน้อย”

“ทำไมต้องที่นั่นล่ะพะยะค่ะ ทำไมไม่จัดที่บาดาลเหมือนเดิม อีกอย่างมนุษย์ก็จัดกันเองอยู่แล้วทุกปี”

“แล้วตอนนี้เจ้าอยู่ในภพมนุษย์หรือบาดาลล่ะสีทันดร อีกอย่างมันก็เป็นเหตุผลเดียวกันกับงานที่เจ้าทำวันนี้แหละ มนุษย์ก็จัดของมนุษย์ไป เทวะก็จัดของเทวะ....เจ้ากลับไปเข้าฌานได้แล้ว รัศมีของเราเริ่มจับตัวเจ้ามากขึ้นทุกที และนับแต่นี้ไปเจ้าต้องเข้าฌานปรับพลังทุกคืนจนกว่าเสร็จพิธี”

“พะยะค่ะ พระแม่เจ้า”

แม้จะยังไม่เข้าพระทัยเท่าไหร่ว่าทำไมเทวะต้องจัดที่ภพมนุษย์ ทว่าเจ้านาคน้อยก็ยอมรับพระเสาวนีย์ในที่สุด พระพักตร์เริ่มมุ่ย แต่ความสว่างเรืองรองของรัศมีมิได้ลดถอยลงเลยสักนิดเดียว ดูเหมือนจะสว่างขึ้นเสียด้วยซ้ำ สีเขียวเจือทองที่มีสีชมพูแซมอยู่ตรงขอบ เมื่อกี้สีชมพูยังแค่เล็กๆ แต่ตอนนี้เริ่มกินเนื้อที่เข้ามาอีกคืบข่มสีเขียวไปอีกหน่อย สีทันดรก็เพิ่งสังเกตเห็น ถ้าพระแม่เจ้ามิบอกก็คงมิได้เฉลียวมามองหรอก แล้วจึงถอนพระทัยมาอีกรอบ ซึ่งไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่ของวัน

และในขณะที่จำใจเดินไปยังกุฏิของอัสดงนั้น ทยุติธรที่ยืนมองเหตุการณ์น้องชายที่รักทั้งสองคุยกันอยู่ตั้งแต่ต้น ก็เหิรลอยมาดักหน้าไว้ หะแรกก็ตั้งใจจะเอ็ดพระอนุชาว่าทำไมไม่ตามอัสดงไป แต่พอเห็นรัศมีรอบพระวรกายน้อง ก็ลืมเรื่องขัดใจในวันนี้กับน้องสิ้น เปลี่ยนเรื่องเปลี่ยนพระทัยมายิ้มกว้างภายในเสี้ยววินาที

“เมื่อกี้ที่ไม่ตามไป เจ้าคงคุยกับมหาลักษมีเทวีอยู่ล่ะสิ”

“พะยะค่ะ”

“ครบปีอีกแล้วเหรอนี่ มาขอพี่หอมที เดี๋ยวอีกหน่อยพี่ก็จะกอดเจ้าไม่ได้ หอมเจ้าไม่ได้แล้ว ทำให้ดีที่สุดนะน้องน้อยจอมซนของพี่” ทยุติธรทรงดึงน้องเข้ามากอด แถมยังประทานจูบไปที่พระนลาฏแลข้างพระปราง พระสุรเสียงผิดกับเมื่อกี้ลิบลับ

“โธ่พี่ชาย หม่อมฉันเบื่อ ไม่อยากทำเลย”

“ไม่ได้” ทยุติธรทรงปฏิเสธทันควันเหมือนมหาเทวีไม่มีผิด สุรเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย ยังมิคลายกอดที่มีให้พระอนุชา “ มีใครทำแทนเจ้าได้ที่ไหนกันล่ะ ยิ่งบนสวรรค์เขารู้กันไปทั่วแล้วว่าเจ้าเป็นอณูพระแม่เจ้า มิใช่เกิดแต่จากพรอย่างเดียว ”

“พระแม่เจ้าไม่น่าตรัสกลางเทวสภาเลย ให้เข้าใจว่าเกิดจากแค่พรก็ดีแล้ว ขนาดปีก่อนๆยังไม่รู้ว่าเป็นอณู ยังวุ่นวายกับหม่อมฉันเสียแทบแย่ ปีนี้รู้แล้วว่าเป็นอณู ไม่รู้จะยังไง” เจ้านาคน้อยบ่นกับพี่ชายกระปอดกระแปด 

“ว่าแต่ตอนนี้หม่อมฉันอยากตามอัสสะเหลือเกิน  แต่พระแม่เจ้าให้หม่อมฉันเริ่มเข้าฌานปรับพลัง”

“พระแม่เจ้าทรงตรัสถูกต้องแล้ว เจ้าต้องเข้าฌาน เรื่องอัสดงพักไว้ก่อน เดี๋ยวพี่กลับขึ้นมาจากบาดาลพี่ช่วยคุยให้ พี่จะรีบไปแจ้งข่าวสมเด็จแม่กับสมเด็จทวดก่อน พี่จะไปแป๊บเดียว แล้วเดี๋ยวพี่จะพามุจลินทร์ขึ้นมาช่วยเจ้าด้วยอีกแรง ไปเข้าฌานได้แล้ว เจ้าตัววุ่นวายแห่งบาดาล”
   
“พะยะค่ะ”   

พอพระอนุชารับคำ ทยุติธรก็ประทานจูบไปที่กลางเศียรน้องอีกฟอด แล้วเดินไปส่งน้องถึงหน้ากุฏิที่พักเก่าของอัสดง พอส่งน้องเสร็จ ทยุติธรก็อำลาอณูน้อยพากองราชองครักษ์ส่วนตัวและของน้องกลับบาดาล ทิ้งคันฉัตร น้ำเชี่ยว นลกุพร และตระการตา ให้ยืนกังขากันว่า ทำไมสีทันดรถึงไม่เหิรลอยตามอัสดงไป แล้วไยต้องกลับเข้ากุฏิทั้งๆที่เรื่องยังค้างๆคาๆเช่นนี้กัน

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
เช้าวันรุ่งขึ้น เช้านี้ที่วัดป่า บรรยากาศผิดกับเมื่อวานลิบลับ ท้องฟ้าแจ่มใสสว่างวับสวยงาม มิหลงเหลือร่องรอยเมฆครึ้มอึมครึมแต่อย่างใด กลิ่นควัน ไฟสงครามห่างหาย กลายเป็นกลิ่นหอมเสียยิ่งกว่าหอมกำจายไปทั่วทั้งวัด ทุกผู้ ทุกตน ได้แต่ชะเง้อชะแง้แลหาว่าต้นตอของกลิ่นมาจากที่ใด

“กลิ่นอะไรหอมจัง หอมมาก” คันฉัตรที่กำลังจะเตรียมออกแกะรอยมารพูดขึ้น ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนและผองเทวทหารที่ยังเหลือบางส่วนรอร่วมงานปลงสังขารของหลวงตากับร่างของคงคาและวายุ

“นั่นสิ หอมมาก หอมเหมือนกลิ่นดอกบัว” น้ำเชี่ยวกล่าวเสริม นลกุพรฟังแล้วก็สะดุดพระทัย ใช้พระนาสิกจับกลิ่นให้ชัดขึ้น

“ไม่ใช่ดอกบัวอย่างเดียวนะน้ำเชี่ยว เราว่ามีกลิ่นสดชื่นของห้วงทะเลปนอยู่ด้วย ...เอ๊ะ หรือว่า”

นลกุพรตรัสยังไม่ทันจบ ประตูกุฏิห้องพักของอัสดงก็เปิดออกมา และนั่นก็ทำให้ถ้วนทุกคนรู้กันแล้วว่า กลิ่นหอมพิศุทธิ์นี้นั้นมีที่มาจากใคร

เจ้าของกลิ่นเช้านี้ พระพักตร์อิ่มเอิบสว่างใสนัก จากเดิมที่ทำให้ตะลึงยามได้เห็นกันอยู่แล้ว ยิ่งทำให้มองได้มิวางตาขึ้นไปอีก  สีทันดรทรงงามขึ้นไปอีกขั้น หอมขึ้นไปอีกระดับเพียงชั่วข้ามคืน ฤานี่จะเป็นเพราะอานิสงค์แห่งปรีติที่จับองค์ตอนพระอรหันต์บังเกิด แต่ก็คงไม่น่าจะใช่ เพราะรัศมีแห่งปรีติจะสีขาว หาใช่สีชมพูกุหลาบอย่างที่กำลังข่มรัศมีเทวนาคาขณะนี้ไม่

เพียงสีทันดรเดินมากลางลาน ทุกผู้ทุกคน ก็ทิ้งทุกอย่างมาห้อมล้อมทันที เฉกเดียวกับวายุภัคที่ร่อนลงมาจากยอดไม้สูง แหวกวงล้อมเข้ามาจนชิดกว่าใครทั้งมวล

“เจ้าไปทำอะไรมา ทำไมเจ้างามขึ้น หอมขึ้นเช่นนี้ สีทันดรของ...”   

“ของอัสดงพะยะค่ะ พี่ชายวายุภัค” นลกุพรทรงได้พระสติก่อนใคร และก็ทรงเตือนพระสติวายุภัคที่ยังมิทรงหายตะลึงตะลาน ก่อนจะหันไปหาเจ้าของกลิ่น เพ่งพินิจพิเคราะห์พระพักตร์สหายรัก สูดกลิ่นพระวรกายหอมจนชุ่มปอด แล้วก็แทบกระโดดจนตัวลอย กอดสีทันดรแน่น นลกุพรเป็นอีกพระองค์แล้วที่รู้เรื่องรู้ราวในพระลักษณะสหายที่เปลี่ยนไป

“เจ้านี่มันไม่ได้พักไม่ได้ผ่อนเลยนะสีทันดร ...ภาษามนุษย์สมัยใหม่ เรียกว่า ‘งานเข้า’ ตลอด ปีนี้ทำให้ดีที่สุดนะ สหายรักจอมดื้อของนล”

“นลนี่ล่ะก็ เหมือนทูลหม่อมพี่ชายเราไม่มีผิด แทนที่จะถามเราว่าเหนื่อยไหม เบื่อไหม ไม่ถามสักคำ  บอกแต่ให้เราทำให้ดีที่สุด ว่าแต่กำลังอยากคุยด้วยอยู่พอดีเลย ไปคุยกับเราทางนู้นหน่อยนะ”

“ได้สิ แต่ถ้าปีนี้เจ้าจะให้เราหาอุบายช่วยเลี่ยงอีกละก็ เราไม่ช่วยหรอก” นลกุพรทรงรีบดักทาง

“โอ้ยยย ไม่ใช่หรอกนล ปีนี้คงเลี่ยงไม่ได้แล้ว มหาลักษมีทรงรู้ทาง ดักไว้หมด เราจะคุยเรื่องอื่น”

สีทันดรตรัสจบก็ฉุดข้อพระกรสหายรัก ฝ่าวงล้อมไปนั่งคุยกันสองต่อสองข้างกำแพงวัดทันใด ไม่สนใจสายตาหลายๆคู่ที่ยังตกตะลึงในความงามของตนอยู่มิหาย ซึ่งก็มิเว้นแม้แต่คันฉัตร ที่เกือบเผลอจะเดินตาม จนตระการตาต้องกระแอมเรียกสติในลำคอ

“ฮะเ แฮ่ม”

“เอ่อ... ฉัตรลืมตัวไปหน่อย”

คันฉัตรยอมรับตรงๆ หน้าแดง เขินอายปิดไม่มิด เขาเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่เคยตะลึงยามเห็นสีทันดรครั้งแรก คราวปราบนางผีเสื้อสมุทร แต่คราวนั้นเขาก็หักใจเสีย เพราะอัสดงกับทรงกลด ส่งสายตาพิฆาตเตือนมาว่าอย่ายุ่ง นั่นแหละจึงยอมปล่อย แล้วไปจีบตระการตาแทน คราวนั้นก็ว่างามเหยียบสามโลกแล้ว มาวันนี้สามโลกก็คงไม่พอให้แฟนเพื่อนเหยียบกระมัง

“ฉัตรขอโทษนะ ที่เผลอมองน้องดื้อ”

“ไม่เป็นไรหรอก ตาแซวเล่นน่ะ ..งั้นวันก่อนที่ตาแอบบมองวายุภัค เราหายกันนะ”

คันฉัตรฟังแล้วก็หัวเราะลั่น ขยี้หัวตระการตาอย่างเอ็นดู “ หายก็หาย...งั้นฉัตรรีบไปแกะรอยพวกมารก่อนนะ แล้วจะรีบกลับมาให้ทันปลงสังขารหลวงตากับเผาคงคาและวายุในวันพรุ่งนี้ ถ้าอัสดงกลับมาฝากบอกด้วยนะ”

“ได้สิ ฉัตรไปเถอะ ไม่ต้องห่วง ตาอยู่ได้”

“ครับที่รัก”

ถ้าไม่อยู่ในวัด คันฉัตรก็คงจูบอำลาที่รักของเขาไปแล้ว ที่รักที่เป็นถึงโอษฐ์แห่งมหาอุมาเทวีคนนี้ ไม่เคยงี่เง่า หรือเรื่องมาก กระเง้ากระงอดเอาแต่ใจ หรือไม่มีเหตุผล จนทำให้รำคาญใจเลยสักครั้ง ตนบอกให้ทำอะไรก็ทำ ไม่บ่นไม่พูดมากสักนิดเลย

ฉะนี้จึงทำได้แค่กอดแน่นๆอำลา ฝากความอบอุ่นทิ้งไว้ให้ แล้วโผนทะยานกลายเป็นรัศมีสีม่วงเจือทองขึ้นฟ้ากว้าง พุ่งปราดไปยังแนวป่าแนวเดียวกับที่มารแตกพ่ายไป ที่จริงแนวป่าที่ทัพมารหนีเข้าไป มันเป็นแนวกว้าง เลือกเจาะตามตรงไหนก็ได้ แต่เจ้าอณูน้อยแห่งศนิเทพมีร่องรอยที่จะตามในใจอยู่แล้ว เมื่อเป็นฉะนี้ จึงไม่ลังเลหายวับไปตรงจุดเดียวกันกับเจ้าของรอยที่โดนหอกปักอกนั่นเอง

ทางด้านสีทันดรเมื่อแยกมาคุยกับนลกุพรลำพังได้ ก็เริ่มลำดับความตามที่อยากคุย อยากถาม พอเสร็จสิ้น นลกุพรก็ตะโกนเสียงลั่น จนสีทันดรเอามืออุดปากไว้แทบไม่ทัน

“ฉิบหาย!! เจ้าไปพูดว่าแซ่บได้ยังไง”

“เบาๆสินล  ก็เราบอกแล้วไง ว่าเราจำมาจากตระการตาที่บอกวายุภัคว่าพี่ฉัตรแซ่บ แถมพี่ฉายก็แปลมาให้อีกว่า แซ่บแปลว่าดี แซ่บมากแปลว่าดีเยี่ยม แต่พอเราเอาไปพูดกับอัสดง บอกว่าวายุภัคแซ่บ เขาก็โกรธเราเป็นฟืนเป็นไฟ”

“โธ่เอ๊ยยยย สีทันดรนะสีทันดร เชื่อใครไม่เชื่อ ไปเชื่ออณูแห่งพระศุกร์อย่างคืนฉาย จนเข้าใจผิดเป็นเรื่องเป็นราว เอาเถอะ เราจะบอกให้ก็ได้ว่าแซ่บน่ะ ภาษามนุษย์สมัยใหม่ เขาใช้ในความหมายไหนกันบ้าง” นลกุพรส่ายพระพักตร์ เลือกไม่ถูกระหว่างจะเห็นใจอัสดงหรือสีทันดรดี แล้วด้วยความที่ลงมาภพมนุษย์บ่อยและเชี่ยวชาญภาษาสมัยใหม่เกินกว่าใคร จึงอธิบายมาให้ และพออธิบายขยายความจบเท่านั้น สีทันดรก็ตบพระอุระตรัสมาลั่น

“ถึงว่าสิ อัสสะถึงโกรธเรา เกลียดภาษาสมัยใหม่พวกนี้เสียจริงเชียว”

“แล้วใครใช้ให้เจ้าไปเลือกจำมาล่ะ เจ้าอย่ามามัวพูดกับเราอยู่เลย ไปอธิบายอัสดงเขาดีกว่า” นลกุพรเขกพระเศียรเพื่อนมาหนึ่งทีในความไม่รู้ประสีประสาช่างจำไม่เลือก แล้วกล่าวมาต่ออีกว่า “ นี่ก็ไม่รู้ว่าอัสดงมันไปไหน หายไปตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่กลับมาเลย”

“นั่นสิ เราจะตามตั้งแต่เมื่อคืน พระแม่เจ้าก็ไม่ให้เราตาม งั้นเราเรียกเขาทางจิตก่อนดีกว่านะ”    

“ลองโกรธลองงอนขนาดนี้ ต่อให้เรียกแทบตายเขาก็ไม่ตอบเจ้าหรอก เจ้าต้องไปหาเขาสิ มัวแต่ให้ผู้ชายเขามาง้ออยู่ฝ่ายเดียวมันใช้ได้ที่ไหน ” เทวอสุราหน้ามนตรัสแล้วก็เขกหัวเพื่อนรักไปอีกรอบ คงลืมไปละมังว่าสีทันดรก็เป็นผู้ชาย แล้วนลก็ทรงกวักพระหัตถ์ เรียกอรุณศิษย์น้องของอัสดงที่อยู่แถวๆนั้นเข้ามา ถามให้ว่า

“ศิษย์พี่เจ้าไปไหนอรุณ”

อรุณคงยังมิหายตะลึงที่เห็นสีทันดรในยามเช้านี้ละมัง จึงยืนนิ่งตกอยู่ในภวังค์หน้าพระพักตร์สีทันดร จนนลกุพรต้องตรัสเสียงดังขึ้นเรียกสติ

“เฮ้ย อรุณ ...ไอ้อัสดงศิษย์พี่เจ้าไปไหน มัวแต่มองอยู่นั่นแหละ ไอ้นาคดื้อเนี่ยเป็นแฟนศิษย์พี่เจ้านะโว้ย”

“ก็แค่มองน่าพี่นล แต่พี่อัสดงนี่ตาถึงเนอะ”  ความงามของสีทันดร คงทำให้อรุณลืมความโศกเศร้าที่เสียหลวงตาและเสียเพื่อนไปได้ชั่วขณะ จึงทำให้ยิ้มได้ พูดได้ สดใส ใกล้เคียงเหมือนอย่างที่เคยเป็น

“ขอบใจ แต่จะตอบได้หรือยังว่าไอ้ไฟบ้าศิษย์พี่เจ้าอยู่ที่ไหน ”

“กำลังจะบอกนี่ไงครับพี่พญานาคแสนสวย ..แต่ผมว่าผมพาเดินไปดีกว่า พี่อัสดงน่ะ มีที่ไปไม่กี่ที่หรอก”

ว่าแล้วอรุณก็ยักคิ้วเดินนำ ทำท่าทำทางอย่างกับเป็นหนุ่มน้อยกรุ้มกริ่ม สีทันดรกับนลกุพรอดสรวลใสในทีท่านั้นมิได้ เดินตามเจ้าศิษย์น้องที่รู้ดีว่าศิษย์พี่ตนอยู่หนใด ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ ศิษย์พี่คนโตผู้นี้มีที่ไปแค่ไม่กี่ที่ แต่ก็มีที่เดียวที่ชอบไปประจำไม่ว่าจะดีใจหรือเสียใจ เดินไปหาเถอะยังไงก็เจอ

ฟากฝั่งอัสดงที่หายไปทั้งคืนนั้น ยามนี้กำลังเปลื้องเกราะทองของแม่ทัพแล้วเสกเก็บไว้  ถอดเสื้อเหลือแต่กางเกงสวมใส่ ทิ้งไว้บนโขดหินเรียบข้างตัว แล้วลงไปแช่ธารน้ำตกเย็นใส อันอยู่ไม่ไกลจากวัดป่า น้ำตกแห่งนี้เคยจับไอ้ดื้อมารังแกแล้ว ตอนมันแอบเข้ามาในฝัน ในวันที่เจอกันครั้งแรก นี่ถ้ายังดีๆกัน ไม่มีเรื่องวายุภัค ก็คงพามันมาทบทวนความฝัน แล้วจัดการประหารมันด้วยจูบจนหนำใจ โทษฐานที่อัญเชิญมหาเทวีมาโดยมิบอกมิกล่าว แต่ตอนนี้คงได้แต่เพียงหวังลมๆแล้งๆ ตะวันเริ่มสายแล้วยังไม่มีวี่แววไอ้ดื้อมาเลย
   
“ไอ้ดื้อ...ไอ้แฟนบ้า ไอ้พญานาคใจร้าย” อัสดงพึมพำไม่หยุด ปล่อยห้วงคำนึงให้ดำเนินต่อเนื่องมาจากเมื่อคืนที่มีถึงสีทันดรผู้เดียว พยายามใช้ความเย็นของน้ำนี้ช่วยดับร้อน แต่ก็ดูเสมือนว่าไฟร้อนในอกในกายนี้ มิได้ดับลงไปสักเท่าไหร่เลย

 “ ทำไมเจ้าไม่ตามมานะ เจ้าจะปล่อยให้เราเป็นบ้าเป็นบอเพราะเจ้าอย่างนี้ไม่ได้”

เจ้าลูกไฟดวงใหญ่ยังพูดคนเดียวไม่เลิก สายตาสีอำพันจับจ้องมองแต่สายน้ำใส มิทันได้สังเกตว่า ข้างๆลำธารขณะนี้มีหญิงสาวชาวป่าเชื้อกระเหรี่ยงในวัยกำดัดที่มีเพียงผ้าถุงเคียนอกเดินลงมา จ้องเขาตาเป็นมัน

“อ้าว อักสะโดง” เสียงหญิงสาวทักขึ้นทำลายภวังค์ จนอัสดงหันมามอง

“สุดใจ”

“ช่าย สุจายเอง มองเป็นนางม้ายหรือไง”

สำเนียงเสียงกระเหรี่ยงบ้านป่าจากหญิงสาวกล่าวตอบ เจ้าตัวพาผิวขาวๆเดินกระมิดกระเมี้ยนลงมาถึงกลางลำธารจนใกล้กับอัสดงที่แช่อยู่ก่อน แม่สุดใจคนนี้เป็นสาวกระเหรี่ยงธรรมดาๆนี่แหละ อาศัยอยู่หมู่บ้านเล็กๆไม่กี่หลัง พ่อเป็นพราน มาช่วยงานหลวงตาบ่อยๆ เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ และก็ชอบส่งสายตามาให้อัสดงตั้งแต่เด็กๆเช่นกัน บ่อยครั้งเหลือเกินที่ชอบมาดักรออาบน้ำที่ลำธารพร้อมอัสดง ส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มจนเขารำคาญ หนีไปแช่ตรงอื่นก็ตั้งหลายครั้ง แต่สุดใจก็ตามไปถูก พอๆกับพวกนางไม้ นางฟ้าชั้นผู้น้อยและนางกินรีนักที่ชอบตามมาแช่ ส่งเสียงกระซี้กระซิก เรียกร้องความสนใจ จนต้องเดือดร้อนอรุณมาคอยกันท่าอยู่เนืองๆ

“เมื่อวานนี้ เกิดอะไรขึ้นที่วัดเหรอ สุจายได้ยินเสียงด้าง ดาง ” แม่สุดใจพูดพลางก็ยืนขึ้นอวดทรวดทรงขยับผ้าถุงเปียกน้ำแนบตัวพลาง แต่มิได้ขยับให้กระชับแน่นหรอกนะ แม่กระเหรี่ยงป่า ใจกล้าดั่งสาวเมืองนี่ดันขยับให้มันหลวมๆ จะหลุดแหล่มิหลุดแหล่แทน

“อยากจะออกปายดู แต่พ่อก็ห้ามไว้”

“ออกมาดูก็ไม่เห็นอะไรหรอก” อัสดงตอบอย่างเสียมิได้ มิอยากจะบอกไปว่า ตามนุษย์นั้นน่ะหรือจะมองเห็น

“แล้วอักสะโดงหายไปไหนมา ไม่เห็นหน้าตั้งนาน รู้ไหมว่าสุจาย คิดถึง”

และแล้วแม่สุจายที่น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นแม่ ‘จายถึง’แทน ก็เดินลุยน้ำตกครึ่งตัว อวดเรือนร่างอวบอิ่มผ้าถุงแนบไปตามความโค้งความเว้า จนเห็นทุกโคกทุกเนินชัดเจน แม่นั่นขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม จนอัสดงเขยิบถอยห่างทันใด แล้วก็ต้องตกใจ เพราะแม่นี่มันเดินอีท่าไหนไม่ทราบ ดันเหยียบหินพลิกจนล้มคว่ำหน้าคะมำพุ่งมาหาเขา พุ่งมาก็มิพุ่งเปล่า ดันโผมากอดเขาแน่น โถมมาทั้งตัว ผ้าถุงที่จะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ในทีแรก ตอนนี้ลอยไปกับน้ำอย่างง่ายดาย เหลือเพียงร่างกายเปล่าเปลือยขาวจั๊วะ เบียดชิดสนิทแน่นอยู่กับอกกว้างของอณูน้อยวัยสิบแปด อย่างมิทันตั้งตัว

“สุดใจ ออกไป ปล่อยเรา”

อัสดงพยายามผลักออก แต่ด้วยความที่แม่กระเหรี่ยงจายถึงมันเปลือยอยู่ มือเจ้ากรรมที่ใช้ผลัก ดันโดนตรงไหนไม่โดน ดันไปสัมผัสโดนเอาเข้าตรงกลางเต้าอันเต็มไม้เต็มมือ จนปล่อยแทบไม่ทัน นังสุจายถึงกับหลับตาพริ้มอ้าปากค้าง ทำเป็นอุทานเอียงอายร้องว้ายดูดัดจริตพอเป็นพิธี แถมมือไม้นังนี่ก็ว่องไวเกินหญิง คว้าหมับเอาเข้าที่เป้ากางเกงของอัสดง ลูบไล้เคล้าคลึงอยู่ภายนอกไปมา

“ เฮ้ยยย ทำอะไรสุดใจ”

“หย่ายจัง ในที่สุ สุจายก็ด้ายอักสะโดง”

“ได้บ้าอะไรกันเล่า”

อักสะโดงของอีนังสุจายไม่คาดคิดเลยว่า นังกระเหรี่ยงป่าจะใจกล้าหน้าด้านขนาดนี้ นี่ถ้าเขาเป็นผู้ชายคนอื่น เกิดมาต่ำกว่านี้อีกหน่อย มิได้เป็นอณูแห่งพระสุริยาทิตย์ เขาก็คงถอดกางเกงแล้วเสียบนังนี่ให้หายคันจนสมใจไปแล้ว และคงจะจับมันเสียบไปตั้งแต่มันแตกเนื้อสาวแล้วด้วย อันที่จริงถ้าเขาออกแรงอีกนิดก็สลัดได้ไม่ยาก แต่นั่นหมายความว่านังสุดใจมันจะช้ำในตายด้วยแรงผลักแค่แม้จะเบาๆของเขา แต่ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ ใครมาเห็นเข้าก็จะเข้าใจผิดเป็นแน่แท้

“จะเตือนเป็นครั้งสุดท้าย ปล่อยเรา เดี๋ยวใครมาเห็น”

อณูน้อยแห่งพระสุริยาทิตย์ตะคอกขึ้นในที่สุด แต่อนิจจาวันนี้ไม่น่าจะใช่วันแห่งพระอาทิตย์ เพราะเพียงสิ้นคำว่าเดี๋ยวใครมาเห็น มันก็กลายเป็นไม่เดี๋ยวอีกต่อไป เพราะพระเนตรฟ้าครามที่รอคอยมาทั้งคืน มาตอนไหนไม่มา ดันมาตอนนี้ มายืนนิ่งกำหมัดแน่น พร้อมรัศมีเรืองรอง มองภาพอัปรีย์บัดสีข้างหน้า โกรธจนเม้มริมโอษฐ์แน่นเป็นเส้นเดียว ใครหนอ ใครกันช่างลิขิตช่วงเวลาระยำได้พอเหมาะพอเจาะพอดิบพอดี

“อุต๊ะ พี่นล วัวนม”

“อุต๊ะ อรุณ หอยกับหมี”

เสียงนลกุพรกับอรุณ อุทานขึ้นพร้อมกัน อัสดงรีบหันมา พอเห็นว่ามาใครมาก็ไม่สนใจอะไรแล้ว บีบแขนนังสุดใจจนมันร้องลั่น ยั้งแรงอย่างที่สุด แล้วเหวี่ยงมันจนร่างเปลือยทั้งร่างลอยถลาขึ้นไปบนฝั่ง กระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนสลบไสล แล้วรีบเหิรลอยจากน้ำขึ้นมา เข้าหาสีทันดร เตรียมอธิบาย

“ไอ้ดื้อฟังอัสสะก่อน อัสสะอธิบายเรื่องนี้ได้นะ เอ่อ คือ ว่าคือ”

“ ช่างมันเถอะอัสสะ อย่าเพิ่งอธิบายอะไรตอนนี้เลย เราว่าเจ้าคงต้องใช้เวลาหาเหตุผลนานกว่าปกติ เราว่าเราสองคน ต่างคนต่างอยู่กันสักพักดีกว่านะ เจ้าก็อยู่ที่วัดป่ารอปลงสังขารหลวงตาไปก่อนนั่นแหละ นอนคนเดียว เผื่อเจ้าจะคิดอะไรออก เราจะรออยู่ที่ฐานทัพใหม่ เจ้าเสร็จธุระทางนี้ก็ค่อยกลับไปบอกเราแล้วกันว่าเจ้าจะเอายังไง จะเลือกใครก็บอกมา”

สีทันดรทรงย้อนถ้อยคำของอัสดงที่พูดไว้เมื่อคืนมาแทบทุกกระเบียด ทรงกลั้นพระโทสะ ใช้พระสุรเสียงเรียบๆ แล้วสะบัดพระพักตร์หันหลังหนี แต่มีหรืออัสดงจะยอม

“โธ่ ไอ้ดื้อ ไปกันใหญ่แล้ว”

อณูน้อยแห่งพระสุริยาทิตย์มิพูดเปล่า คว้าข้อพระกรไว้แน่น แต่แล้วรัศมีสีชมพูก็เจิดจ้าขึ้นมาจากพระวรกาย จนองค์เองก็ตกใจ และรัศมีนั้นก็ซัดอัสดงจนกระเด็นตกไปกลางลำธาร

“โอ๊ยยยย”

“อัสสะ” สีทันดรหันกลับมาดู เกือบจะเหิรลงไปช่วยดึงขึ้นมาแล้วทีเดียว แต่ดันนึกอะไรได้ จึงเปลี่ยนพระทัยแล้วตรัสว่า

“วายุภัคเขาเสกมนตราสิตามันครอบเราไว้ แทนมนตรามหาจักรของเจ้าน่ะ เราไปก่อนดีกว่านะ เจ้าจะได้ทำอะไรที่ยังค้างๆคาๆกับนางมนุษย์ให้เสร็จ”

คนพูด พูดจบก็พุ่งปราดเป็นรัศมีสีชมพูที่ข่มสีเขียวทองพระจำพระองค์มาเกินครึ่ง มุ่งหน้าขึ้นวัดป่าหายไปในพริบตา ทิ้งให้คนฟังที่ฟังแล้วก็หน้าชา ใจร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ข้อเท้าจนเข่าทรุดลงกับพื้นน้ำตก จนนลกุพรกับอรุณต้องช่วยกันประคองขึ้นมา

ครั้นพอขึ้นมาได้ อัสดงก็นั่งนิ่งพูดอะไรไม่ออกอยู่สักพัก พอได้เห็นวายุภัคในร่างเทวปักษีเต็มขั้นบินทะยานขึ้นฟ้าจากตรงวัดป่า เจ้าลูกไฟก็ผลุดลุกขึ้นทันใด เพราะตรงกลางฝ่ามือของเจ้าเทวปักษีขณะนี้นั้น มีรัศมีสีชมพูสีเดิมเหมือนขามายังสมรภูมิประทับอยู่ รัศมีที่ซัดตนเมื่อครู่จนกระเด็นกระดอน

“อัสดงตามเร็วสิ เดี๋ยวก็เข้าใจผิดกันไปใหญ่ นั่นสีทันดรกำลังไปกับวายุภัคแล้ว”

“ไม่ตามแล้วนล บางทีสีทันดรอาจจะพูดถูกก็ได้ ต่างคนต่างอยู่กันสักพัก เผื่อจะคิดอะไรออก”

“เจ้ากำลังเข้าใจผิดกัน ฟังเรา คือเรื่องมันเป็น....”

“พอเถอะนล เราไม่อยากฟัง หยุดพูดเรื่องนี้ได้แล้ว  เราว่าเราขึ้นข้างบนก่อนดีกว่า หายไปทั้งคืน มีงานค้างหลายอย่างต้องทำ ..อรุณพี่ ฝากจัดการเอาสุดใจไปส่งบ้านด้วย” อัสดงตัดบท เดินคอตกกลับวัดป่าอย่างช้าๆ ทิ้งสายตาของเพื่อนและศิษย์น้อง ที่มองตามด้วยความเห็นใจไว้ด้านหลัง

ใครจะคิดว่าแม่ทัพที่ชนะศึกรบเมื่อวาน... วันนี้กลับแพ้พ่ายเสียยับเยินยามทำศึกหัวใจ
ฤาเป็นเพราะไม่เชี่ยวชาญในกลศึก ฤาเป็นเพราะไม่ชำนาญในสมรภูมินั้น

ฤาสุดท้าย ควรถอยทัพจากศึกที่ไม่ช่ำชอง เสียที!!!

***********************************

รบกวนติดตามต่อในบทที่๑๖ ส่วนที่๒ นะคะ มาดูกันว่าจะเข้าใจกันได้อย่างไร แล้วงานที่พระแม่เจ้ามหาลักษมีให้สีทันดรทำคืออะไร

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ยังติดตามและส่งกำลังใจผ่านคอมเม้นมาให้มากๆนะคะ ทั้งคุณanterosz คุณblanchard  คุณBaII คุณsugarcane_aoi  และก็คุณOooy อ่านเพลินเลยค่ะ อ่านแล้วดีใจหายเหนื่อย มีแรงเขียนต่อไปได้อีกเยอะ และก็ดีใจมากๆ ที่ทุกท่านชอบ ขอบพระคุณอีกครั้งจากใจค่ะ  :pig4:  :กอด1:  :mew3:

และก็ขอขอบคุณ emoji จากคุณ คุณAkuaPink คุณLadySaiKim  และคุณpsychological ด้วยนะคะ  :pig4:

ส่วนที่๑ นี้ มาสั้นหน่อยนะคะ ขอดราม่านิสเดียว นิสเดียวจริงๆ  :impress3:  ...บทที่๑๖นี้เป็นอีกหนึ่งบท ที่เขียนพล็อตแล้วชอบมาก ว่าแต่ชื่อบทที่๑๖นี่ ลิเก๊ ลิเก เนอะ อยากจะเปลี่ยน แต่คิดไม่ออก 555  :jul3: และต้องขออภัยไว้ด้วยนะคะ ที่ช่วงนี้มีคำผิดเยอะ และบางทีก็มาช้าไปบ้าง แต่รับรองว่าไม่ทิ้งกันแน่นอน รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ แล้วพบกันค่ะ  :man1:  :กอด1:   :bye2:


ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-3
 :angry2:   อีสุจาย!!  นี่เมิงเป   กะหรี่   หรือว่าเปกะเหรี่ยง!?     


นุ้งดื้อก็ใสซื่อซะ ดันไปจำคำตาฉายมาใช้   :try2:


อยากรู้จริง ๆ ว่าพิธีอะไรกันหนาที่คราวนี้จะจัดบนภพมนุษย์
พี่ชายใหญ่ก็บอกว่าต่อไปจะกอดน้องหอมน้องไม่ได้แล้ว        :confuse:


รอบทที่ ๑๖ ส่วนที่ ๒ นะครับ

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-1
โอ๊ยยย วุ่นวายกันไปหมดแล้ว เพราะวายุภัคสุดแซ่บเลย

รอตอนต่อไปครับ

ออฟไลน์ BaII

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 469
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-1
นังสุดใจคงเจ็บมากๆ แต่ก็น่าสงสารนาง 55
รอมุจลินทร์มาตอนหน้าครับ

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 220
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
โอ้ย นังสุจาย ทำเสียเรื่องซะได้ แต่ยังไงก็สงสารอัสสะอยู่ดี เข้าใจผิดทั้งขึ้นทั้งร่อง เฮ้อ ...รอติดตามความสนุก เข้มข้นตอนต่อไปค่ะ อยากรู้ว่าน้องดื้อมีภารกิจสำคัญอะไรรออยู่ :pig4:

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
 :L3: :ling1:งือดราม่าสะงั้นต่างคนต่างเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วสถาณการณ์พาไปจริงๆศึกนอกกำลังร้อนแรงศึกในก็มาอีกคันฉัตรเคยรักกับรณภัครยักษ์น้อยสินะพระแม่ลัศมีให้เจ้าดื้อทำอะไรนะขอบคุณนะคะสนุกจริงๆรอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 488
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +589/-14
แวะมาแจ้งข่าวว่าจะมาช้าหน่อยนะคะ ประมาณปลายเดือนหน้า ขออภัยด้วยค่ะ
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านมากๆค่ะ  :กอด1:

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 755
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +107/-1
เรื่องนี้ก็จะนับวันรอเหมือนกันครับ :)

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด