[จีนโบราณ] >>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<<< บทที่ 34 [24/6/63] หน้า 5
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [จีนโบราณ] >>>>>>> 伴侶 ปรมาจารย์ลัทธิเมีย <<<<<<< บทที่ 34 [24/6/63] หน้า 5  (อ่าน 13431 ครั้ง)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 169
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 30




“หากยุทธภพสงบสุขแล้วเจ้าจะทำสิ่งใดหรือ หยางเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงได้แต่ยกมุมปาก ทว่ามิได้เอ่ยคำใด

คุณชายรองตระกูลหยางแห่งเทียนซานผู้นี้นอกจากจะเป็นคนเงียบขรึมแล้ว ยังนับว่าเป็นคนคอแข็งอยู่พอตัว การประชันดื่มสุรากับเสียนหย่งเฉิง หากไม่ใช้พลังลมปราณขับออก ก็นับว่าข้าได้พบสหายร่วมดื่มสุราชั้นยอด หลังจากพรรคมารล่มสลาย ข้าตั้งใจจะชวนหยางเย่ถิงออกท่องยุทธภพ มือหนึ่งรำกระบี่ อีกมือดื่มสุรา ค่ำไหนนอนนั่น ทุกคืนวันสุขสำราญ

“เจ้าซ่อนตัวเหลียวตงไว้ที่ใด”

หยางเย่ถิงพูดสั้น ๆ เพียงว่า “ทางนี้” แล้วออกเดินนำสู่บันไดทอดคดเคี้ยวผ่านเชิงผาแห่งเขาจงหนาน ลัดเลาะต้นไม้ใบหญ้ากระทั่งถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง ด้านหน้าปรากฏป้ายศิลาจารึกตัวอักษรไว้ว่า ‘ถ้ำสำนึกตน’

ข้าปล่อยจิ้งจอกน้อยเหลียงจินลงบนพื้น เมื่ออีกฝ่ายทำท่าทำทางเหมือนจำเป็นต้องไปทำธุระส่วนตัว พอข้าวางเขา ปิศาจจิ้งจอกขนฟูสีขาวก็วิ่งกระโจนหายไปทางพุ่มไม้ทันที

“รีบไปรีบมา เหลียงจิน” ข้าออกปากสั่งความ

“เจ้ารับปากข้ามาก่อน” หยางเย่ถิงขอคำรับรอง

“รับปากสิ่งใด” ข้ายังไม่เข้าใจจึงถามกลับ

หยางเยวี่ยนพูดต่อไปว่า “ไม่ว่าเหลียวตงจะพูดสิ่งใด เจ้าจะไม่พลั้งมือสังหารเขาเด็ดขาด”

“เรื่องนั้นเจ้าวางใจ ลูกไม้ตื้น ๆ เช่นนั้น ข้าไม่มีวันหลงกล จงเชื่อมือข้า หากยังมิได้ความจริงจากปากหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬ อย่าหวังว่าเขาจะสิ้นลมจากโลกนี้ไปได้ง่าย ๆ” ข้าให้คำมั่นสัญญา

“...”

“เจ้าตั้งใจจะเตือนข้าเพียงแค่นี้หรือ” พอข้าเห็นหัวคิ้วของหยางเย่ถิงก็พลันรู้สึกไม่ชอบมาพากล

“เจ้ารู้หรือไม่ ถ้ำสำนึกตนแห่งนี้ มีประวัติความเป็นมาเช่นไร” หยางเยวี่ยนมิได้ตอบตามตรง ทว่ากลับยกเรื่องอื่นขึ้นมาถามข้าแทน

“ข้าได้ยินว่า ถ้ำสำนึกตน เคยเป็นสถานที่กักกันนักโทษประหารชีวิตจากทางการ ภายหลังสำนักศาลยุติธรรมปรับเปลี่ยนกฎระเบียบจึงยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติเสีย ถ้ำสำนึกตนจึงถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ข่าวคราวใดจากถ้ำแห่งนี้อีก”

“ถ้ำแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่เก็บผงราคะไฟ”

พอหยางเย่ถิงเฉลยความจริง พลันคำพูดของฉินเหอหนาน พ่อค้าสำเภาแห่งฉางอันได้เคยกล่าวไว้ก็ดังขึ้นในใจข้าทันที

“คุณชายหยวนสืบค้นจนมาถึงตัวข้าพเจ้านี้ นับว่ามีไหวพริบเปี่ยมปัญญา หากแต่ภัยร้ายซึ่งทำลายเถ้าแก่เสียงย่อมจะมาถึงตัวข้าพเจ้านี้ดุจเดียวกัน เหตุว่าพ่อค้าผงราคะไฟรายใหญ่แห่งฉางอัน หาใช่ข้าพเจ้าทั้งสองไม่”

“เถ้าแก่ฉินตั้งใจจะพูดถ้อยความใด” ข้าขยับพัดจีนโบกไปมา

“ข้าพเจ้าจะบอกข้อความสำคัญแด่คุณชายแลกกับการคุ้มกันภัย ไม่ทราบว่าคุณชายจะยินดีหรือไม่” ฉินเหอหนานย่อมรู้ชะตาชีวิตตัวเองดี มิได้มีทีท่าหวาดหวั่นว่าจะถูกฆาตกรรมดุจเสียงจงกิม หนำซ้ำยังใจเย็นต่อรองกับนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวน ไม่ต่างกับการต่อรองซื้อขายสินค้า

“ข้ายินดีให้ความคุ้มครองท่านฉิน ต่อแต่นี้ท่านต้องรับปากว่าจะยกเลิกกิจการค้าขายผงราคะไฟชั่วชีวิต”

“ข้าพเจ้ารับปาก อีกประการหนึ่งบนเทือกเขาจงหนาน มีถ้ำสำคัญถูกปล่อยทิ้งร้างอยู่ ในเมื่อวันนี้คือเทศกาลฉงหยาง คุณชายหยวนจงใช้โอกาสขึ้นเขาจิบสุรา ลักลอบไปดูให้เห็นกับตาตนเองเถิด”

ข้าเห็นว่าไม่อาจซื้อคำพูดจากปากฉินเหอหนานไปมากกว่านี้จึงขอตัวลา แล้วสั่งยอดฝีมือจำนวนหนึ่งลักลอบปะปนกับคนของเถ้าแก่ฉินเพื่อคุ้มครองภัยอันตราย

คำหยางเย่ถิงสอดรับกับฉินเหอหนานเช่นนี้ หรือว่าผู้ค้าผงราคะไฟรายใหญ่แห่งฉางอันคือเหลียวตง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬกันแน่

“เจ้าหมายความว่า เหลียวตงคือผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารเสียงจงกิมและครอบครัวร้านขายยาหลิวจินเถาหรือ” ข้าสรุปความรวบรัด

ทว่าหยางเย่ถิงเพียงทำท่าทีไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ เจ้าคุณชายรองมองเข้าไปในถ้ำสำนึกตนสลับกับจดจ้องดวงจันทราบนท้องฟ้า

“ประมุขพรรคมาร...” หยางเย่ถิงกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา พลางสบตากับข้า “ก่อกรรมทำเข็ญ ฆ่าคนเป็นผักปลาเพื่อผงราคะไฟ ใส่ร้ายป้ายสีพรรคคมเบญจมาศให้มัวหมอง ดึงเจ้าเข้ามาเป็นแพะรับบาป”

ดวงตาหยางเย่ถิงมีประกายของความโกรธแค้น ทำให้บุคลิกเย็นชาซึ่งข้าเคยสัมผัสเป็นปรกตินั้นกลับกลายเป็นสิ่งไม่ชินตา หยางเย่ถิงคงค้นพบความลับบางอย่าง

“คนของข้าตรวจสอบภายในถ้ำสำนึกตน ค้นพบห้องลับไว้ใช้เก็บผงราคะไฟจำนวนมาก เหลียวตงยอมสารภาพว่า ประมุขพรรคมารใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่เก็บผงราคะไฟเพื่อใช้แจกจ่ายสมาชิกพรรค ทุก ๆ เก้าวัน ประมุขพรรคมารจะเข้ามายังถ้ำแห่งนี้เพื่อฝึกวิชาและใช้ผงราคะไฟบำบัดธาตุทั้งสี่” หยางเย่ถิงกำด้ามกระบี่แน่น

“ราตรีนี้คือคืนที่ 9 ใช่หรือไม่” ข้าเกาะแขนอีกฝ่ายด้วยอาการตื่นเต้น พัดพรายเพลิงในมือข้าร้อนขึ้นราวกับต้องการสำแดงอิทธิฤทธิ์

“ถูกต้อง”

“ในที่สุดข้าจะได้พบประมุขพรรคมารเสียที” หยวนหลงซานไม่อาจระงับความดีใจไว้ได้ เมื่อโอกาสทำลายพรรคมารอยู่ใกล้แค่เอื้อม

“ในร่างนี้น่ะหรือ” หยางเย่ถิงพิจารณาเรือนร่างสตรีของข้า ราวกับเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคในการออกวิชา

“ไม่มีปัญหา กระบวนวิชาใดซึ่งข้าทำได้ดีตอนเป็นบุรุษ ไม่เคยพลาดพลั้งยามอยู่ในร่างสตรี เจ้าจงหายห่วง”

“ข้า...มิได้ห่วง” โถ คุณชายรองตระกูลหยาง เพียงอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่เช่นนี้ หากเหลียงจินอยู่ด้วยก็คงจะผงกหัวเห็นด้วยกับข้าเป็นแน่

“อ้า ไม่ห่วง ไม่ห่วง” ข้าสวมบทไม่รู้ความแล้วพยักหน้าสนับสนุน “เช่นนั้นเจ้ามีแผนการรับมือประมุขพรรคมารประการใด”

ข้าลอบเห็นหยางเยวี่ยนแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วบอกเสียงเรียบเฉยว่า

“ใช้เหลียวตงเป็นตัวประกัน วางค่ายกลจับเป็นประมุขพรรคมาร”

“จับเป็น?” ข้าแถบไม่เชื่อหูตัวเอง พรรคคมเบญจมาศยึดหลักคุณธรรมสูงส่งแค่ไหนกัน ถึงคิดว่าประมุขพรรคมารจะยินยอมให้จับเป็น ข้าจึงยิงพลุส่งสัญญาณขึ้นบนท้องฟ้า ในมิช้าหลี่ปิงหวน หวังเป่าเหอ และนางคณิกาปลอมทั้งหมดคงจะปรากฏตัว ณ บริเวณนี้

“พรรคคมเบญจมาศจะตัดสินใจทำสิ่งใด ข้าไม่ขอขัดขวาง แต่หากโอกาสมาถึงพรรคเสี้ยวจันทราจะขอลงมือปราบปรามมารร้ายให้สิ้นซาก ตัดไฟแต่ต้นลม ยุทธภพจะได้สงบสุขโดยเร็ว”

“ประมุขพรรคมารต้องได้รับการลงโทษไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” หยางเย่ถิงยินยอมอ่อนข้อ “แต่เจ้าต้องระวังตัว หากประมุขพรรคมารหรือเหลียวตงหนีรอดไปได้ อวี้หงหยวนจะตกอยู่ในอันตรายทันที”

“เรื่องนั้นเป็นหน้าที่รับผิดชอบของข้าเอง” ข้าตอบอย่างมั่นใจ

“พรรคเสี้ยวจันทรามิได้ดำรงอยู่เพียงผู้เดียวในยุทธภพ” หยางเยวี่ยนเหมือนตัดสินใจได้แล้ว จึงมองใบหน้าข้าในร่างหยวนอวี้ฟ่าน นางคณิกาปลอมชั้นเอกแห่งอวี้หงหยวน “เจ้าถามข้าว่าหลังเรื่องราวทุกอย่างจบสิ้น ข้าจะทำสิ่งใด ข้า...ต้องการฟื้นฟูสำนึกฝึกวิชาเฉินชิงหลุน สั่งสอนอนุชนรุ่นหลัง ยึดมั่นคุณธรรม ทุกคนเสมอภาค สู้ปราบปรามคนชั่ว ช่วยเหลือคนดี”

ไม่คาดคิดว่าในใจลึก ๆ ของคุณชายรองตระกูลหยางต้องการกระทำสิ่งดังกล่าว ข้ารู้สึกนับถือหยางเย่ถิง

“ไม่นึกว่าพวกเราทั้งสองต่างมีความคิดไปคนละทางเช่นนี้ แต่กว่าจะถึงตอนนั้น ข้าต้องกำจัดประมุขพรรคมารให้ได้เสียก่อน”

หยางเย่ถิงพยักหน้าเห็นด้วย

“หยวนฟง เจ้ากับข้า...” คุณชายรองตระกูลหยางยังไม่ทันพูดจบ เสียงเจรจาของคณะนางคณิกาปลอมจากอวี้หงหยวนกว่ายี่สิบคนต่างทยอยเดินทางมาถึงยังหน้าปากถ้ำสำนึกตนโดยพร้อมเพรียง พอเหมาะกับจิ้งจอกน้อยเหลียงจินทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ผลุบออกมาจากพงหญ้า พอหันซ้ายแลขวาเห็นคนหมู่มากแปลกตาก็หมุนตัวกลับจะเข้าพงหญ้าไปหลบซ่อน ข้าก็กวักมือเรียกไว้

หลี่ปิงหวน หวังเป่าเหอและพรรคพวก เมื่อแลเห็นสุนัขจิ้งจอกขนสีขาวสะท้อนแสงจันทราเช่นนั้นก็รีบเร่งเข้ามา

“เรียนประมุขหยวน จิ้งจอกน้อยตนนี้...”

ยังมิทันที่ข้าจะเฉลยความจริง หลี่ปิงหวนก็คว้าตัวเหลียงจินขึ้นมาอุ้มชูด้วยสองมือ

“เหลียงไถจิน เป็นเจ้าใช่หรือไม่”

ข้าพยักหน้ารับว่าเป็นความจริง

นางคณิกาปลอมต่างส่งเสียงร้องดีใจประหนึ่งออกรับใช้แขกแล้วได้สินรางวัลเป็นเงินทองมากมาย ต่างก็เข้ามากลุ้มรุมล้อมจิ้งจอกน้อย ตั้งใจจะลูบสัมผัสปลอบโยนให้หายคิดถึง

หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอร้องเรียกชื่อเหลียงไถจินไปพลางก็ร้องไห้ด้วยความยินดีไปพลาง เมื่อสหายซึ่งพลัดพรากจากไปหวนคืนมา เจ้าจิ้งจอกเหลียงจินทำได้แค่กระดิกหูตอบรับ แลบลิ้น อ้าปาก ขยับขา สำแดงว่ายินดีดุจเดียวกัน

ข้าเฝ้ามองกิริยาต้อนรับเหลียงจินของบรรดายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทราแล้วปริ่มใจอยู่


*******************

พูดคุย

คุณชายรองช้าอ่ะ เดี๋ยวโดนคาบไปแ_ก นะ
คงต้องระวังเสียนหย่งเฉิงแล้วล่ะ

จิ้งจอกน่ารัก
อยากเลี้ยงเลย

คุณชายรองต้องตามมาดูแลเมียอยู่แล้ว เดี๋ยวโดนแย่ง
ปล่อยไว้ไม่ได้เลย มีคนต่อคิวแย่งอยู่ 55+

:pig4:
 :3123:
:pig2: :pig4:


ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 169
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 31



 

ลัทธิเสพผงราคะไฟไม่เคยเฟื่องฟูเท่านี้มาก่อน นับแต่ประมุขพรรคมารประกาศทั่วยุทธภพว่า การฝึกวิชาให้บรรลุขั้นสูงสุดจำเป็นต้องผสมผสานเคล็ดลับดังกล่าว บรรดาจอมยุทธ์ที่มิอาจฝึกวิชาให้ก้าวล้ำไปกว่าที่เป็นอยู่ ครั้นหันมาพึ่งพาผงราคะไฟแทนที่จะใช้กลกามบำบัดธาตุทั้งสี่ตามที่ปฏิบัติมาแต่ดั้งเดิม กลับเห็นผลสำเร็จ ต่างก็พากันเข้าร่วมฝ่ายพรรคโคมแดงเป็นจำนวนมาก ทว่าประมุขพรรคมารคัดสรรจอมยุทธ์ด้วยกฎเกณฑ์พิสดารล้ำ คือเลือกเฉพาะแต่บุรุษเท่านั้น หากมีภรรยาหรือบุตรแล้วจำจะต้องตัดขาดจากครอบครัว มิเช่นนั้นอาจมีโอกาสละทิ้งคำสอนหันกลับไปเสพกามเพื่อบำบัดธาตุตามเดิมอีก ลำดับแรกบรรดายอดฝีมือต่างก็ถอนใจไปจำนวนมาก ต่อมาเห็นว่าฝีมือวรยุทธ์ตนถดถอยลงก็ต้องกลับไปใช้ผงราคะไฟอีก เมื่อผงราคะไฟมีคุณมากกว่าโทษก็หันกลับมาเข้าร่วมพรรคมารเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ครอบครัวชาวยุทธ์จำนวนมากบ้านแตกสาแหรกขาด สามีไปทาง ทิ้งภรรยาและบุตรให้ตกระกำลำบากไว้เบื้องหลัง มีหรือที่ยุทธภพจะสุขสงบ เมื่อโอกาสทำลายพรรคมารใกล้เข้ามา มีหรือหยวนหลงซานจะไม่รีบเร่งไขว่คว้าไว้ ข้อถอนคำสาปจึงกลับกลายเป็นเรื่องรอง

จริงอยู่ที่ว่าข้าประสงค์ล้างคำสาปชายสลับหญิงออกจากกาย ทว่าอาคมนี้มีคุณประโยชน์ส่งเสริมวิชาพัดเสี้ยวจันทราบรรลุขั้นสูงสุดโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผงราคะไฟ ทำให้ข้าบังเกิดสองจิตสองใจ เหล่าท่านทั้งหลายอาจสงสัย ในเมื่อข้าเสียตัวให้หยางเย่ถิงผู้กำเนิดภายใต้กลุ่มดาวราศีมังกร ตกฟากยามเฉินแล้ว ไฉนจึงยังมิสิ้นคำสาปอีก ข้าคงจะเฉลยให้ทราบในภายหลัง แต่นั่นก็นำมาซึ่งสิทธิอันชอบธรรมที่ข้าสามารถจะครอบครองพัดพรายเพลิง อาวุธวิเศษของบรรพชนข้า หยวนอู่ชิง

หากข้าขจัดเส้นทางการค้าขายผงราคะไฟสำเร็จ ก็เหมือนกับตัดปีกของพรรคมารไปข้างหนึ่ง หน้าที่ของข้าย่อมบรรลุผลสำเร็จไปด้วย

นับแต่การขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา ข้าไม่อาจปฏิเสธหรือแบ่งรับแบ่งสู้ความชอบธรรม ในเมื่อผู้อาวุโสและจอมยุทธ์ทั้งปวงเห็นว่าข้าเหมาะควรยิ่งกว่าผู้ใด ใช่ ข้าเกิดมาเพื่ออยู่ในฐานะนี้ แม้นในใจลึก ๆ แล้ว ข้าปรารถนาให้เป็นคนอื่นสืบทอดแทน คำที่ข้ากล่าวกับหยางเย่ถิงซึ่งว่าหากปราบปรามพรรคมารโคมแดงสำเร็จแล้วจะออกท่องยุทธภพ หาใช่คำพูดชวนขบขันไม่ ข้าตั้งใจจะวางมือจากยุทธภพแล้วทำตามความต้องการของตัวเองบ้าง

ทุกคนรู้ เหล่ายอดฝีมือรู้ พรรคเสี้ยวจันทรายืนยงคงอยู่คู่ยุทธภพฝ่ายธรรมะได้ ไม่ใช่เพราะประมุขฝ่ายสกุลหยวน หากแต่เป็นจอมยุทธ์ทุกตระกูลช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ธรรมเนียมปฏิบัติที่จะต้องยกย่องตระกูลหยวนเป็นผู้นำนั้นไม่จำเป็นอีก ข้าจะเสนอความเห็นนี้เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย

หยางเย่ถิงพิจารณาหยวนหลงซานในร่างหยวนอวี้ฟ่านแล้วมองต่ำ รู้สึกอดกังวลใจไม่ได้ เจตนาประมุขพรรคเสี้ยวจันทราสะท้อนว่าคิดวางมือจากยุทธภพหลังจบเรื่องราวทั้งหมด ทำให้คุณชายรองตระกูลหยางอับจนคำพูด เขาจดจ้องประดานางคณิกาปลอมหยอกล้อปิศาจจิ้งจอกเหลียงจินแล้วถอนหายใจ

หยวนหลงซานได้ยินลมหายใจจากคนข้างกายก็หันกลับมาซักถาม

“เจ้ากังวลสิ่งใดหรือ หยางเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงสั่นหน้า

ข้าเห็นว่าทุกคนมาพร้อมแล้วก็ร้องบอกพวกตัว “ยอดฝีมือทุกท่าน คุณชายรองตระกูลหยางได้นำตัวเหลียวตงหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬผู้สังหารเหลียงจินและหัวหน้าสีฝูเหยามากักขังไว้รอส่งมอบตัวอยู่ภายในถ้ำสำนึกตน”

หลี่ปิงหวนอุ้มเหลียงจินเข้ามาใกล้ข้าเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ “เช่นนั้นพวกเราจะได้ล้างแค้นแทนหัวหน้าสีแล้วใช่หรือไม่ขอรับ ประมุขหยวน”

เหล่านางคณิกาปลอมต่างปลิดสีหน้าแจ่มใสเป็นแค้นเคืองทันที ยามให้ยินชื่อเหลียวตง ศัตรูคนสำคัญ

ข้าพยักหน้ารับรอง แล้วว่า “อีกประการหนึ่ง ถ้ำสำนึกตนแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งเก็บผงราคะไฟของพรรคโคมแดง”

พอทุกคนรับรู้ความจริงต่างก็ส่งเสียงประหลาดใจ พ่วงกับคำสาปแช่งด่าทอพรรคมารต่าง ๆ นานา

“คุณชายรองตระกูลหยางสืบสวนเหลียวตงแล้วได้ข้อความสำคัญประการหนึ่ง ทุก ๆ 9 วัน ประมุขพรรคมารจะกลับมายังถ้ำแห่งนี้เพื่อเสพผงราคะไฟและฝึกวิชา เหมาะนักที่คืนนี้ครบกำหนดวันที่ 9 เช่นนั้นจงวางกำลังตระเตรียมจู่โจมประมุขพรรคมารมิให้หนีรอดไปได้ หลี่ปิงหวนเจ้าพายอดฝีมือส่วนหนึ่งซุ่มซ่อนอยู่บริเวณหน้าปากถ้ำ ส่วนหวังเป่าเหอนำกำลังติดตามข้าเข้าไปภายใน”

“ขอรับ” ทุกคนน้อมรับคำสั่งโดยพลัน

หลี่ปิงหวนลูบหัวปิศาจจิ้งจอกน้อยเป็นการส่งท้ายก่อนจะมอบเขาให้ข้าอุ้มต่อ เหลียงจินอ้าปากแลบลิ้นให้ทุกคนแล้วก็กระโจนจากมือข้าลงบนพื้นดิน หันมาร้องเบา ๆ เหมือนบอกว่าให้ติดตามไปในถ้ำสำนึกตนโดยเร็ว

ข้าหัวเราะในความกระตือรือร้นของเหลียงจินแล้วติดตามไปโดยเร็ว

ภายในถ้ำสำนึกตนมีโคมไฟสีแดงติดไว้ให้แสงสว่างเป็นระยะ ๆ ผนังถ้ำมีการเจาะห้องไว้ภายในคงใช้เป็นที่เก็บผงราคะไฟจำนวนมาก ลังไม้วางไว้เกลื่อนพื้น กระทั่งถึงโถงกลางของถ้ำ ปรากฏหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬถูกมัดมือมัดเท้าด้วยเชือกอาคมแน่นหนา โดยรอบมีบุรุษแต่งกายชุดสีเหลืองอ่อนคาดผ้ารอบศีรษะลวดลายดอกเบญจมาศคอยยืนคุมเชิงอยู่ พอเหลียวตงเห็นว่าแขกผู้มาเยือนนั้นเป็นผู้ใด ปากซึ่งซีดเผือดก็กลับมาใช้งานได้ราวกับถูกโอสถทิพย์ชำระล้าง

“ข้าได้กลิ่นหอมจากกายแม่นางหยวนมาแต่ไกล ชั้นแรกคิดว่าประสาทรับกลิ่นเสื่อมถอย ครั้นท่านปรากฏตัวซึ่งหน้าจึงรู้ว่าข้ามิได้คิดไปเองตามลำพัง” เหลียวตงกล่าวสำนวนเชิงสวาท

หนึ่งเดือนผ่านไปในฐานะนักโทษ ทำให้บุรุษรูปงามหัวหน้าหน่วยพยัคฑ์ทมิฬแห่งพรรคโคมแดงทรุดโทรมได้ถึงเพียงนี้ นับว่าพรรคคมเบญจมาศลงมือแก้แค้นแทนข้าไปส่วนหนึ่งแล้ว

จิ้งจอกน้อยเห่าเสียงดังใส่หน้าเหลียวตงหนึ่งที พร้อมทั้งแยกเขี้ยวข่มขู่

“สัตว์เลี้ยงของแม่นางหยวนตัวนี้สำแดงกิริยาไม่น่ารักเอาเสียเลย” เหลียวตงทำทีต่อว่า

“ข้าย่อมไม่อาจห้ามจิ้งจอกตนนี้ได้” หยวนอวี้ฟ่านขยับตัวเข้าใกล้เหลียวตง วูบหนึ่งในความคิด อยากจะใช้วิชาพัดเสี้ยวจันทราฆ่าล้างให้สาสมกับความแค้น “สุนัขย่อมรับใช้เจ้านายตนเอง และเจ้าก็ทำตัวไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง หรือมิใช่”

“นี่เจ้า...” เหลียวตงกัดฟันโต้ตอบ

พอได้โอกาสจิ้งจอกน้อยเหลียงจินก็ใช้คมเขี้ยวงับไปยังชายชุดสีแดงสลับดำแล้วขย้ำจดขาดติดปาก เสื้อผ้าอาภรณ์ของเหลียวตงบัดนี้ไม่หลงเหลือความสง่างาม เขาได้แต่สบถด่าทอกิริยาของเหลียงจิน

“ไอ้สัตว์นรก”

“เจ้าต่างหากคือสัตว์นรก ทำร้ายผู้คน ทรมานสรรพชีวิต กรรมย่อมสนองการกระทำ” หยวนอวี้ฟ่านตบหน้าเหลียวตงไปหนึ่งฉาด มันหันหน้ากลับมาจ้องประมุขพรรคเสี้ยวจันทราด้วยประกายแค้น ก่อนจะยิ้มแบบเลือดเย็นแล้วหัวเราะต่อเนื่องไม่ยอมหยุด

“ฮ่า ๆ ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าเกรงประมุขของข้าจะเป็นใหญ่ในใต้หล้าหรอกหรือ จึงคิดร่วมมือกันโค่นล้ม แต่วิถีชีวิตย่อมเป็นเช่นนี้ ผู้มีอำนาจย่อมมีสิทธิ์ตัดสินชะตาชีวิตผู้อื่นเป็นของธรรมดา ไยพวกเจ้าต้องแส่ยื่นเท้ามายุ่งไม่เข้าเรื่อง”

“สติของเจ้าคงวิกลจริตผิดมนุษย์ พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินชะตาชีวิตใคร จำเอาไว้” ข้าคลี่พัดพรายเพลิงออก เหลียวตงรับรู้อำนาจของมันดีก็ลมตัวลงไปนอนตัวงออยู่บนพื้น ปากก็ร้องว่า “อย่าทำ ๆ”

โชคดีที่หยางเย่ถิงคว้าข้อมือข้าไว้เป็นกิริยาห้าม

“ไหนเจ้าว่าจะไม่ยอมตกอยู่ในหลุมพรางคำยั่วยุ”

“ใช่ ๆ ข้าลืมตัว” หยางเย่ถิงปล่อยมือข้าแล้วสั่นหน้าบางเบา

พอเหลียวตงเห็นว่าข้าไม่ลงมือก็ลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ปิดปากเงียบ ไม่คิดลองดีอีก ข้าจึงหันไปกระซิบต่อหยางเยวี่ยนบอกให้เขาหันหลัง

“เหตุใดข้าต้องหันหลัง”

โว้ย ข้าจะต้องอธิบายทุกการกระทำให้เขาล่วงรู้เลยหรือไง ทำไมไม่มองตาก็รู้ใจกันบ้าง ในเมื่อเรื่องราวก็ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว

หยวนอวี้ฟ่านคว้าไหล่หยางเย่ถิงแล้วกระซิบอุบายพอให้ได้ยินกันสองต่อสอง

“มิได้”

โอ้โห ข้ายังมิทันอธิบายจนจบแผนการ เจ้าคุณชายรองก็เร่งรีบปฏิเสธทันที อันที่จริงข้าไม่จำเป็นต้องให้หยางเย่ถิงอ่อนน้อมยินยอมแต่ประการใด ข้าเพียงแต่บอกอุบายให้เขารับรู้เท่านั้น พอหยางเย่ถิงเห็นว่าข้าไม่คิดปฏิบัติตามก็ได้แต่หมุนตัวแล้วออกคำสั่งให้ยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศออกไปจากบริเวณโถงถ้ำสำนึกตน ส่วนคนออกคำสั่งทำหน้าบึ้งยืนหันหลังห่างออกไป ข้ายิ้มขำเจ้าคุณชายรองแล้วพยักหน้าให้หวังเป่าเหอขยับเข้ามาใกล้

“ติดยันต์ค่ายกลแปดทิศ”

“ขอรับ”

เมื่อปราศจากผู้คนจนกระทั่งหลงเหลืออยู่สองต่อสอง ไม่รีรอข้าจึงปลดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยผิวขาวนวลตกต้องโคมแดงสะท้อนสู่ตาเหลียวตง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬไม่คาดว่าข้าจะทำกิริยาดังนี้ก็พลันประหลาดใจ ก่อนจะคลายรอยยิ้มลามก

“เป็นบุญตายิ่งนักที่ประมุขพรรคเสี้ยวจันทรายินยอมเปิดเผยผิวพรรณให้เหลียวตงได้พิจารณา นับว่าไม่เสียชาติเกิด”

ข้าจำเป็นต้องเปลืองตัวขนาดนี้ไม่ใช่ให้เจ้าจ้องมองเป็นบุญตา แต่ความลับในลมปากของเจ้าต่างหากที่ข้าปรารถนา

“อากาศภายในถ้ำนี้ร้อนนัก ข้าจึงจำเป็นต้องสะบัดอาภรณ์ออกเพื่อผ่อนคลาย มิได้ตั้งใจยั่วยวนหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬ ครั้นเจ้าบอกว่าข้ามีประโยชน์ต่อดวงตาเจ้าแล้ว จะไม่คิดตอบแทนคืนบ้างเชียวหรือ หนึ่งคำตอบแลกกับอาภรณ์หนึ่งชิ้นหลุดจากกายข้า”

พอเหลียวตงได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจโดยสิ้น มันหัวเราะแล้วตอบว่า “ประมุขหยวนจะใช้เรือนร่างสตรีไขความลับจากปากเหลียวตงนั้น ไม่ดูถูกสติปัญญาข้าเกินไปหรอกหรือ”

ครั้นข้าเห็นว่าเหลียวตงไม่ยอมเล่นด้วยก็กำลังดึงเสื้อชั้นนอกขึ้นสวม เจ้าคนลามกนั่นก็ร้องห้ามปราม

“ข้ามิได้คิดปฏิเสธ แต่ข้าเองก็ย่อมมีข้อแลกเปลี่ยนถ้อยความดุจกัน”

“จงว่ามา”

“หนึ่งคำถาม หนึ่งชิ้น หนึ่งคำตอบ แลกกับเหล้าหนึ่งจอกจากปากแม่นาง”

นี่ข้าต้องเปลืองตัวเป็นจอกเหล้าให้เหลียวตงซ้ำสองหรือ ข้าคงจะรีบตกปากรับคำโดยไว มาตรว่าห่างไปเพียงไม่กี่ก้าวไร้ร่างหยางเย่ถิงยืนทำหน้าไม่พอใจอยู่ จิ้งจอกน้อยเงยหน้ามองข้าตาละห้อย เหมือนกับอยากให้ข้าปฏิเสธ

“สำนักพรรคมารตั้งอยู่ที่ใด”

จิ้งจอกน้อยสะบัดหน้าขัดใจ แล้ววิ่งดุกดิกไปยืนซบขาหยางเย่ถิง คุณชายรองตระกูลหยางเหลียวมองการกระทำของข้าชั่วครู่ด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะอุ้มเหลียงจินไว้แล้วหันหลังให้ดังเดิม




ออฟไลน์ direkraj

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ jum1201

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 608
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-5
รอตอนต่อไปเลยค่ะ สนุกมากคะ

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7857
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ทุกคนรู้ก้อมา 5555

จิ้งจอกน้อยน่ารัก

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2529
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +256/-4
จะยอมให้เมียทำตามจริงๆ หรือเปล่า

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 169
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 32




เดิมทีหยวนหลงซานเคยได้ยินว่า พรรคโคมแดงในอดีตตั้งสำนักหลักแหล่งอยู่บริเวณภูเขาจงหนานแห่งนี้ ต่อมาพรรคเสี้ยวจันทราผู้นำฝ่ายธรรมะคือหยวนเหวินหยวนบิดาข้า เกณฑ์จอมยุทธ์บุกค้นหา ทว่าปราศจากร่องรอยใด ๆ แม้นกระทั่งศิษย์ของสำนักพรรคมารก็มิยอมคายความลับที่ตั้งยามถูกจับตัวได้ พวกเขาพร้อมตายเสียดีกว่าเปิดเผย ฉะนั้นการอันเหลียวตงยินยอมตอบคำถามโดยง่ายแลกกับเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย จึงไม่อาจปลงใจว่าจะได้ความจริงกลับมา ข้าจึงคิดการป้องกันไว้ให้รัดกุมโดยว่า

“เช่นนั้นเราสองคนมาร่วมทำสัญญา วาจาไม่คืนคำ เถิด”

ดวงตาเหลียวตงพลันกะพริบวูบหนึ่ง ก่อนมันจะหัวเราะซ้ำ “แม่นางหยวนไม่เชื่อใจข้าหรือ จึงคิดทำ ‘วาจาไม่คืนคำ’ ”

บัดซบ! ข้าจะเชื่อใจเจ้าได้อย่างไร หากข้าเปลื้องผ้าจนหมดตัวแล้วทว่าความลับที่ได้กลับหามีความจริงไม่ ข้ามิลงทุนลงแรงไปโดยเปล่าประโยชน์หรือ

“ไม่ทราบว่าเวลานี้คือยามใดหรือ แม่นาง”

“ต้นยามห้าย[1] ”

เหลียวตงยิ้มเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มเจ้านั่นแหละที่ทำให้ข้าไม่อาจไม่ใช้ ‘วาจาไม่คืนคำ’

“ย่อมได้แม่นางหยวน หนึ่งเดือนแล้วที่ข้ามิได้เชยชมหญิงงาม หนำซ้ำสตรีนางนี้ยังดำรงฐานะสำคัญยิ่งในยุทธภพเสียอีก หากข้าเหลียวตงกล่าวคำเท็จเพื่อแลกกับสิ่งสวยงามบนเรือนร่างแม่นาง ก็ถือว่าเสียชื่อหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬนัก แต่เพื่อความสบายใจ ข้าย่อมจะยินยอมทำ วาจาไม่คืนคำ”

“เจ้าย่อมรู้ผลของการผิดสัญญา ไม่ว่าเจ้าจะอยู่แห่งหนใดในยุทธภพ ข้าจะตามหาเจ้าจนเจอ” ข้าทวงคำมั่น หากมันกล่าวความเท็จ พัดพรายเพลิงของข้าจะได้ชีวิตเหลียวตงเป็นรางวัล

“ย่อมเป็นเช่นนั้น ประมุขหยวน” เหลียวตงมิได้หวั่นเกรงแต่อย่างใด ข้าจึงยื่นหลังมือให้เหลียวตง หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬพรรคมารก็ก้มลงจุมพิตบนหลังมือสีขาวของข้า บังเกิดสัญลักษณ์กลีบดอกเหมยบนมือขวา เช่นเดียวกับด้านลำคอขวาของเหลียวตรงก็ปรากฏสัญลักษณ์อย่างเดียวกัน

“หากเราสองมิใช่ศัตรูกัน เหลียวตงคิดว่าการกระทำกิริยาวาจาไม่คืนคำนี้ ประดุจชายหนุ่มหญิงสาวฝากตัวให้กันและกันเป็นแน่แท้”

คิ้วขวาของหยางเย่ถิงกระตุกทันทีเมื่อแว่วยิน คุณชายรองตระกูลหยางอุ้มจิ้งจอกน้อยแล้วก้าวเดินห่างออกไปอีก พอเหลียวตงเห็นกิริยาหยางเย่ถิงแห่งพรรคคมเบญจมาศสำแดงว่าไม่พอใจในคำตนเช่นนั้นก็บังเกิดความสงสัยใคร่รู้

“เรียนถามประมุขหยวน” เหลียวตงรู้สึกสนุกอย่างที่สุด ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมามันถูกคนพรรคคมเบญจมาศทรมานเพื่อเค้นความลับต่าง ๆ นานา ครานี้เห็นทีจะได้เอาคืนสาสมใจนัก

“ท่านทำเช่นนี้ คุณชายรองตระกูลหยางไม่เสียใจหรอกหรือ”

พอข้ารู้ว่าเหลียวตงคิดใช้หยางเย่ถิงเป็นเครื่องมือขัดขวางก็ยิ้มแล้วว่า “ข้ากับคุณชายรองหยางมิได้มีความเกี่ยวข้องกัน ไยจึงจะต้องสนใจว่าอีกฝ่ายต้องเสียน้ำใจ”

หวังว่าเจ้าคุณชายรองนั่นจะไม่ได้ยินนะ เพราะข้าพูดเสียงเบาที่สุดแล้ว

เหลียวตงพลันยิ้มเยาะเย้ย เปลี่ยนเรื่องถามหาสุรา “ข้ามิได้ลิ้มรสสุรากว่าหนึ่งเดือน แม่นางหยวนดูแลหออวี้หงหยวนย่อมจะทราบดีว่า บุรุษย่อมตัดขาดสตรีได้มากกว่าจะยอมตัดขาดจากสุรา”

ข้าพยักหน้าให้หวังเป่าเหอเข้ามา นางคณิกาปลอมก็หยิบสุราออกมาให้ข้าพร้อมจอก ยอดฝีมือผู้ต้องคำสาปทุกคนต่างพกสุราติดตัวไว้ตลอดเวลาเพื่อสลับจากชายเป็นหญิง หญิงเป็นชาย รินใส่จอกแล้ววางไว้ระหว่างเราทั้งสอง

“เจ้าจะตอบข้าได้หรือยัง สำนักพรรคมารตั้งอยู่ที่ใด

“ผาไม้แดงแห่งเขาหัวซาน”


ข้าไม่เห็นแววตาโกหกใด ๆ จำไม่ผิด ผาไม้แดงแห่งหัวซาน ข้าเคยส่งคนไปตรวจค้นดูแล้ว ไม่ปรากฏสมาชิกพรรคมารตามข่าวลือแต่อย่างใด ใบหน้าของข้าคงแสดงความสงสัย เหลียวตงทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วจึงกล่าวทวงรางวัล

“หนึ่งคำถาม หนึ่งคำตอบ แลกกับอาภรณ์หนึ่งชิ้นพร้อมเหล้าจากปากแม่นางหยวนอีกหนึ่งจอก”

คำสาปของวาจาไม่คืนคำมีผลจนกว่าคนใดคนหนึ่งจะต้องตาย รอยกลีบดอกเหมยยังคงอยู่ แสดงว่าเหลียวตงมิได้โกหก ข้าพลาดเองหรือ ผาไม้แดงอยู่ใกล้ฉางอันเพียงนี้ ไยข้าจึงไม่ทันระวัง แม้กระทั่งพรรคคมเบญจมาศก็ไม่อาจคาดเดาได้ หรือพรรคมารจะใช้อาคมพิทักษ์เช่นเดียวกับเฉินชิงหลุน จึงคลาดสายตาหน่วยตรวจตราไปได้

อาณาเขตเทือกเขาและโถงถ้ำทุกแห่งในเขตกวนจง ข้าส่งคนไปตรวจค้นแทบจะพลิกผืนดินและแผ่นฟ้า ทว่าไร้ความเคลื่อนไหว เมื่อเหลียวตงยินยอมคายความลับที่ตั้งสำนักว่าอยู่ที่ใด เขาย่อมจะรู้ว่าภัยอันตรายจะหันหน้ามุ่งไปสู่สำนักพรรคมารแน่ แต่กิริยามิได้คลายความอวดดีทำให้ข้าฟันธงได้ว่าคงมีอาคมป้องกันไว้ ในเมื่อข้าได้คำตอบแล้วจึงจำเป็นต้องให้รางวัลอีกฝ่ายทดแทน

“เจ้าต้องการให้ข้าปลดอาภรณ์ชิ้นใด” ข้าหยั่งเชิงถาม ระหว่างหยิบจอกเหล้าขึ้นมา

“เสื้อคลุมไหล่” เหลียวตงสั่ง

ข้าค่อย ๆ ปลดชุดออก แล้วยกจอกสุราขึ้นดื่ม ดวงตาแห่งความปรารถนาร้อนแรงของเหลียวตงทำเอาข้าขนลุกขนชัน หากข้ามิใช่บุรุษด้วยกันคงจะขยาดกลัวดวงตานี้มากกว่ามาก แต่เจ้านี่ไม่รู้จักตัวตนข้า การอมสุราเติมใส่ปากอีกฝ่ายนี้ ข้าทำเหมือนขอไปที มิได้เก็บเอามาคิดใส่ใจ

ขณะข้ากำลังจรดปากมอบสุราให้เหลียวตง ปรากฏมีมือหนึ่งขว้าแขนข้าไว้ จากนั้นพลิกตัวข้าขยับออก เจ้านั่นใช้ปากตัวเองรับสุราจากภายในปากข้าเข้าไปจนหมด ใบหน้าเฉยชาจ้องสะกดผสาน หยางเย่ถิงบีบไหล่ทั้งสองของข้า จนกระทั่งสุราหยดสุดท้ายไม่หลงเหลือในโพลงปาก เจ้าคุณชายรองนั่นกระชากเหลียวตงให้ลุกขึ้นยืนแล้วประกบปากถ่ายเทสุราให้หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬด้วยตนเองทันที

ฝ่ายเหลียวตงตกตะลึงเกินกว่าจะปิดกั้นก็เผลอกลืนสุราลงท้อง ก่อนจะร้องประท้วงดังลั่น

“นี่เจ้า...”

เหลียวตงหน้าแดงด้วยอารมณ์โกรธ จ้องหยางเย่ถิงราวกับสุนัขชั้นต่ำ ข้าเห็นเหลียงจินกระโดดโลดเต้นอยู่บนพื้นด้วยความดีอกดีใจ

“เจ้าผิดสัญญา” เหลียวตงประท้วงหน้าแดงก่ำ

“ประมุขหยวนมิได้ผิดสัญญา” หยางเย่ถิงพูดเสียงเบา

“ปากหยาบกร้านของเจ้าข้าไม่ต้องการ นั่นแหละคือผิดคำพูด” หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬประท้วงราวกับเด็กน้อยถูกขัดใจ

“ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการดื่มสุราจากปากหรอกหรือ ข้านำสุราจากปากประมุขหยวนส่งต่อให้เจ้า ย่อมจะเป็นสุราจากปากต้นทางตามข้อตกลง” ถ้าหยางเย่ถิงมิใช่มีบุคคลิกหน้าตาเฉยชา ข้าคงคิดว่าจริง ๆ แล้วเขาคงเป็นคนสนุกสนานเฮฮามาแต่กำเนิดเป็นแน่

“ไม่เหมือนกัน”

“เหมือน”

เหลียวตงรู้สึกจนคำพูด จะเถียงต่อก็ถูกหยางเย่ถิงใช้ใบหน้าไม่รู้ความตอบโต้

“เหอะ ย่อมได้ ต่อแต่นี้พวกเจ้าจะถามข้าสักกี่คำถาม ข้าจะไม่มีวันยอมตอบ” เหลียวตงปฏิเสธร่วมเล่นกับข้าทันที หากหยางเย่ถิงไม่เข้ามายุ่งข้าคงจะได้ความลับจากปากเหลียวตงมากกว่านี้ แต่ข้าก็ไม่ได้คิดต่อว่าหยางเย่ถิง ได้แต่ยืนนิ่งเงียบงัน

“เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” หยางเย่ถิงสรุปรวบรัด “ที่ตั้งสำนักพรรคมารคือหัวใจสำคัญ”

“เกรงว่าพวกเจ้าจะไม่มีวันบุกเข้าไปได้ง่าย ๆ” เหลียวตงส่งเสียงลอดไรฟันเจ็บแค้น “หลายปีมานี้ พวกเจ้าสู้ค้นหาแต่คว้าน้ำเหลวมาโดยตลอด คิดหรือว่าสำนักโคมแดงจะยอมปรากฏให้เห็นซึ่งหน้า ฮ่า ๆ”

หยางเย่ถิงหยิบชุดสวมใส่ให้ข้า หยวนอวี้ฟ่านกล่าวขอบใจ แต่ยังตกตะลึงไม่หายที่หยางเยวี่ยนใช้ปากตวงสุราจากปากตนส่งต่อให้เหลียวตง ข้าไม่ควรพะวงเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ข้า...ข้าควรที่จะพูดมากมากกว่านี้ มิใช่ปล่อยให้หยางเยวี่ยนพูดจามากเกินไป จึงว่า

“จริงอยู่ หากสำนักโคมแดงใช้อาคมพิทักษ์ตบตาไว้ ย่อมไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่าบัดนี้ข้ามีหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬในกำมือ เรื่องยากย่อมจะกลับกลายเป็นง่าย ประตูทางเข้าสำนักโคมแดงย่อมเปิดเผยต่อหน้าสมาชิกพรรคทุกคนไม่ใช่หรือ”

เมื่อเหลียวตงตระหนักได้ว่าข้าคิดทำการใดก็พลันเจ็บใจจนไม่อาจสรรหาคำพูดมาโต้ตอบ มันขบเขี้ยวกัดฟันเดือดดาล พยายามดิ้นรนให้หลุดจากเชือกอาคมแต่ก็สูญเปล่า แววตาดุดันดุจสัตว์ป่า

“พวกเจ้าไม่มีวันบุกสำนักโคมแดงได้ ประมุขเซียวจะหันมาเล่นงานทั้งพรรคคมเบญจมาศและพรรคเสี้ยวจันทราจนสิ้นซาก” มันประกาศกร้าว

“กว่าจะถึงวันนั้น ประมุขเซียวของเจ้าคงสูญสิ้นสำนักฝึกวิชา” หยวนอวี้ฟ่านใช้ฝ่ามือสับหลังคอเหลียวตงจนหมดสติไป “ข้าไม่เห็นวี่แววประมุขพรรคมารจะปรากฏตัว เจ้าแน่ใจหรือว่าเหลียวตงไม่ได้โกหก หยางเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงสั่นหน้า “ไม่แน่ประมุขพรรคมารอาจไหวตัวทัน เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไรกับเหลียวตง”

“ใต้หออวี้หงหยวนข้าดัดแปลงไว้เป็นคุกสำหรับกุมตัวนักโทษ ข้าจะพาเขากลับไปขังไว้ก่อน”

“ข้าจะส่งข่าวขอกำลังจอมยุทธ์จากเทียนซาน เพื่อออกตรวจค้นทั่วทั้งเขาหัวซาน” หยางเย่ถิงสำแดงเจตนาช่วย

“แต่ถ้ำสำนึกตนแห่งนี้จำเป็นต้องมีเวรยามเฝ้าระวัง ของสำคัญนอกจากผงราคะไฟแล้วคือการปรากฏตัวของประมุขพรรคมาร” ข้าไม่อาจวางใจเพิกเฉยต่อคำเหลียวตง อย่างน้อยเรื่องสำนักที่ตั้งพรรคโคมแดง มันย่อมจะไม่มีทางโกหกเด็ดขาด เรือนร่างต้องคำสาปนี้มีคุณประโยชน์นัก สามารถไขความลับจากปากศัตรูได้เพียงแค่เปลื้องผ้าเพียงไม่กี่ชิ้น

“เจ้า...จะกลับไปพร้อมกับข้าหรือไม่” พอหยางเย่ถิงหันมามองราวกับสงสัยในคำเชื้อเชิญ ข้าจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า “ข้าหมายถึงเจ้าจะกลับฉางอัน...เพื่อคุ้มครองอวี้หงหยวนหรือไม่ หรือมีธุระใดต้องไปสะสางอีก”

จิ้งจอกน้อยออกเสียงเห่า ข้าต้องใช้นิ้วแตะริมฝีปากตัวเองให้เขาเงียบเสียง

“ไม่มี”

เหลียงจินกระดิกหางออกเดินไปยังปากทาง หยางเย่ถิงสั่งคนมากุมตัวเหลียวตง ก่อนจะพูดไล่หลังข้าว่า

“รบกวนเจ้าแล้ว หยวนฟง”

ข้ารู้สึกว่ามุมปากทั้งสองยกขึ้น ข้ายิ้มหรือ ไม่ใช่หรอก คงเป็นเพราะกล้ามเนื้อบนหน้าขยับเท่านั้น


ณ พระราชวังต้าหมิงกง

เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างออกรับเสด็จพระเจ้าถังไท่จงเพื่อชมดอกเบญจมาศและดื่มสุราในเทศกาลฉงหยาง สนมเซียวเสด็จออกเช่นเดียวกับสตรีวังหลังทุกผู้ จู่ ๆ ขันทีคนสนิทก็เข้ามาทูลเชิญเสด็จออกจากตำหนักที่ประทับ แสงพลุไฟจุดสว่างไสวเหนือท้องฟ้า เสียงเสสรวลเฮฮาด้วยฤทธิ์สุราผสมผสาน เมื่อห่างไกลข้าราชสำนักแล้ว สนมเซียวจึงซักว่า

“ข้าไม่อาจหลบออกไปถ้ำสำนึกตนได้ เจ้านำผงราคะไฟมาให้ข้าหรือไม่”

“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าส่งของสำคัญโดยหอผ้าไว้อย่างดีให้สนมเซียวเสียนเฟย “ทูลพระสนม ข้าพเจ้ามีเรื่องร้อนจำเป็นต้องกราบทูล”

“ข่าวเหลียวตงหรือมิใช่”

“พ่ะย่ะค่ะ ผู้ส่งสารบอกว่า บัดนี้หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ทมิฬตกอยู่ในกำมือของพรรคคมเบญจมาศและพรรคเสี้ยวจันทรา”

“ข้าต้องได้เหลียวตงกลับมาโดยไม่บุบสลาย” เซียวเสียนเฟยออกคำสั่งชัดเจน

“พระสนมอย่าทรงเป็นกังวล แผนการชิงตัวถูกวางกลไว้แล้ว แต่ว่า...”

“แต่อะไร”

“พวกมันรู้ที่ซ่อนของสำนักโคมแดงแล้ว พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าทูลแล้วขยับออกห่าง

ดวงตาเซียวเสียนเฟยมีประกายสีแดงลุกวาบ “เรียกตัวเสนาบดีฉีป้ายมาพบข้า”



[1] ยามห้าย (亥:hài) คือ 21.00 – 22.59 น.

************************

พูดคุย

:L2:
:katai2-1:

:pig4:
 :3123:
:pig4: :pig4:

รอตอนต่อไปเลยค่ะ สนุกมากคะ
ตอนใหม่มาแล้วขอรับ

ทุกคนรู้ก้อมา 5555

จิ้งจอกน้อยน่ารัก
ตามกระแส ฮ่า ๆ

  :katai2-1:
:pig4: :pig4:

จะยอมให้เมียทำตามจริงๆ หรือเปล่า
สรุปคือไม่ยอม แต่มีวิธีตามแบบฉบับคุณชายรอง


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-05-2020 14:54:41 โดย LoveBlueSky2203 »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ jum1201

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 608
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-5
อืมมคุณชายรองท่านช่างความคิดดีจริงๆ ปากต่อปาก  มีคนหึงหนึ่งอันตราเจ้าค่ะ  คนเขียนสู้ๆ รอรอจ้า

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 169
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 33




เช้าวันใหม่ ข้าแต่งกายด้วยชุดบุรุษสีม่วงปักไหมเงินลวดลายจันทราบริเวณแขนเสื้อและชายชุด ตั้งใจเลือกสรรเป็นพิเศษ แม้กระทั่งสาวใช้ยังทำหน้าสงสัย เมื่อนางให้ข้าเลือกป้ายหยกและพู่ห้อยขอบเข็มขัด ข้าคว้าพู่สีเหลืองอ่อนเข้ากับพัดพรายเพลิงโดยไม่ต้องคิดมาก

“ปกติคุณชายหยวนไม่เคยพิถีพิถันเรื่องการแต่งกายเช่นนี้ ข้าพเจ้าจัดหาชุดใดมาส่ง ประมุขท่านก็พอใจทุกครั้งไป ไม่ทราบว่าเช้านี้ข้าพเจ้าทำสิ่งใดไม่ต้องใจหรือเจ้าคะ” สาวน้อยยืนทำหน้าสำนึกผิด

“เปล่า ๆ ข้ามิได้ไม่พอใจในการปรนนิบัติของเจ้า แต่เช้านี้ข้ามีเรื่องต้องออกไปทำธุระในฉางอัน คุณชายของเจ้าจะแต่งตัวส่งเดชไม่คิดไตร่ตรองได้อย่างไร หากผู้คนพบเห็นแล้วจักกล่าวโทษได้ว่านายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนไร้สามงามปรนนิบัติดูแลเสื้อผ้าอาภรณ์หรืออย่างไรจึงใส่แต่ชุดสีขาวเดิม ๆ ซ้ำซาก”

หญิงรับใช้พอใจในคำกล่าวของประมุขหยวนก็จากไปด้วยรอยยิ้ม

บริเวณด้านหน้าหออวี้หงหยวนในยามเช้า นอกจากยอดฝีมือซึ่งปลอมเป็นเสี่ยวเอ้อร์และสาวใช้แล้ว ยังปรากฏมีกลุ่มชาวยุทธ์พวกหนึ่งจับกลุ่มอยู่บริเวณประตูทางเข้า พอพวกเขาเห็นข้าก็ลุกขึ้นทำกิริยาคารวะโดยพร้อมเพรียง เช่นเดียวกับสมาชิกพรรคเสี้ยวจันทรา

“คารวะนายท่าน” ทุกคนหันกลับไปทำงานของตนต่อ

บรรยากาศยามเช้าแห่งหออวี้หงหยวนยังไม่คึกคักเท่าหลังตะวันตกดิน เหล่าบรรดาแขกขาประจำย่อมปรากฏตัวเมื่อแสงโคมแดงหน้าหอถูกจุดสว่างไสว เช่นนั้นตอนนี้จึงมีแต่เพียงแขกขาจรที่เข้ามารับน้ำชา พักแรงกายจากการเดินทางเท่านั้น

“ไยประมุขท่านจึงแต่งกายแปลกตาเช่นนี้” หลี่ปิงหวนเข้ามาคำนับแล้วซักถามโดยไว

“ไฉนข้าจึงแต่งชุดสีม่วงมิได้”

หลี่ปิงหวนทำหน้าไม่เชื่อเหมือนข้าซุกซ่อนความลับไว้ “ก็คุณชายรองตระกูลหยางแต่งชุดสีม่วงเช่นกัน”

“พูดเป็นเล่นไปได้” ข้าหูฝาดหรืออย่างไร “หยางเย่ถิงน่ะหรือจะแต่งชุดสีอื่นนอกจากสีประจำพรรค”

“เป็นเช่นนั้นขอรับ หากประมุขท่านมิเชื่อคำข้าก็จงพิจารณาด้วยตาตนเองเถิด”

ชายหนุ่มผู้ถูกพาดพิงเดินผ่านประตูหน้าแห่งหออวี้หงหยวนเข้ามา สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์สีม่วงอ่อนราวกับซื้อม้วนผ้ามาจากร้านเดียวกัน ต่างก็ตรงที่เจ้านั่นเลือกที่จะปักลวดลายดอกเบญจมาศ ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเท่านั้น

“เสื้อคู่หรือขอรับ” พอหลี่ปิงหวนเห็นแววตาข้าก็หัวเราะกลบเกลื่อนแล้วกล่าวสืบต่อไปว่า “ท่านทั้งสองคืนดีกันเช่นนี้ ข้าหลี่ปิงหวนย่อมคลายใจ ลำดับต้นคาดการณ์ไว้ว่าทั้งสองพรรคจะต้องเป็นอริบาดหมางต่อกันสืบไป ครั้นประมุขท่านยินยอมให้พรรคคมเบญจมาศเข้ามาอวี้หงหยวน พวกเราทั้งปวงย่อมสบายอกสบายใจ หนำซ้ำยังดึงพรรคร่วมฝ่ายธรรมะเข้ามาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ได้โดยไม่ต้องส่งเทียบเชิญเจรจา”

ข้าควรทำหน้าแบบไหน จึงได้แต่ดึงหน้าเฉยไว้ไม่โต้ตอบ

หยางเย่ถิงดูเหมือนประหลาดใจเช่นกันที่ข้าแต่งชุดสีเดียวกับเขา แต่ทว่ามิได้กล่าวมากคำเช่นหลี่ปิงหวน

“คารวะ คุณชายรอง” หลี่ปิงหวนคำนับหยางเย่ถิง อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

“เหลียงจินอยู่ที่ใด” ข้าไม่อยากจ้องหน้าหยางเยวี่ยนนานเกินไปก็ถามหาจิ้งจอกน้อย หลี่ปิงหวนกลับออกไปทางด้านหลังแล้วอุ้มเหลียงจินเข้า ปิศาจจิ้งจอกตัวน้อยอ้าปากหาวเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม

“เจ้าจะพาเขาไปด้วยหรือ” หยางเย่ถิงซักกลับ

“ข้าย่อมไม่ไปกับเจ้าเพียงสองต่อสองแน่” ข้าคว้าตัวเหลียงจินได้ก็ลูบขนนุ่มฟูปลุกเขา

“ข้าน้อยขอตัวลา” หลี่ปิงหวนต้องกลับไปผลัดเวรเฝ้าถ้ำสำนึกตนสลับกับหวังเป่าเหอ จึงไม่อาจติดตามข้ากับหยางเย่ถิงได้ “ระวังตัวด้วย”

สหายสนิทออกปากรับคำหนักแน่นแล้วจากไปทำการ

ข้าหลบสายตาทุกผู้คนในสำนักอวี้หงหยวน อุ้มเหลียงจินในสภาพกึ่งหลับกึ่งนอนออกสู่ด้านนอก ผ่านสวนและประตูใหญ่ เข้าตรอกซอกซอยมากมายแห่งมหานครฉางอัน หยางเย่ถิงกำกระบี่เดินเคียงกันตลอดทาง

“เจ้าบอกให้ข้าปลอมตัว” หยางเย่ถิงกล่าวเหมือนขอโทษ

“เอาละ ๆ ข้าย่อมไม่สนใจคำครหาใด ๆ เสื้อคู่หรือ ช่างคิดกันไปได้ บังเอิญชัด ๆ” ข้าย่อมไม่คิดเล็กคิดน้อยอยู่แล้ว ในสายตาคนนอกจะมองอย่างไรก็ช่างเถิด

“คุณชายรูปงามทั้งสองท่าน เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” เสียงแม่ค้าร้านขายบะหมี่ร้องเรียก ข้าหันซ้ายแลขวา เมื่อพบว่าคงไม่อาจมีใครรูปงามเกินกว่าข้าและหยางเย่ถิงไปได้ก็รีบรับคำทันที

“เชิญนั่ง ๆ เจ้าค่ะ ข้าพเจ้าเห็นคุณชายทั้งสองออกเดินทางแต่เช้าตรู่เช่นนี้ จึงคาดเดาเอาเองตามสติปัญญาตัวว่าคงยังมิได้ทานอาหารมื้อเช้า ข้าพเจ้าจะปรุงบะหมี่เนื้อตุ๋นมาให้ รวมทั้งแถมเนื้อติดกระดูกชิ้นโตให้จิ้งจอกน้อยตัวนี้ด้วย”

พอเหลียงจินได้ยินว่าจะได้ลิ้มรสเนื้อติดกระดูกก็ผงกหัวขึ้น ตื่นเต็มตา พร้อมทั้งแลบลิ้นห้อยโหยหา ช่างเป็นจิ้งจอกน่าเอ็นดูนัก อันที่จริงปิศาจจิ้งจอกอายุห้าร้อยปีอย่างเหลียงจินไม่จำเป็นต้องกินอาหารก็อิ่มท้องได้ อาศัยพลังบำเพ็ญเพียรก็อยู่ได้ยาว ๆ หลายปี เหตุที่ข้าและหยางเย่ถิงแต่งตัวผิดรูปลักษณ์เดิมเช่นนี้ก็เพื่อตามสืบความจริงเรื่องพี่สาวของเหลียงจินที่ถูกโจรลักพาตัว เรื่องราวต่อจากนั้นเป็นเช่นคราวข้าเคยเล่าให้เจ้าเหลียวตงฟัง นางถูกขายให้แก่หอนางโลมแห่งหนึ่ง หลังจากช่วยเมียโจรกำจัดสามีโจรผู้ไร้ความยุติธรรมแล้ว หอคณิกาแห่งนั้นมีชื่อว่า เหริ่นหลินกวาง

“เจ้ารู้จักคนสกุลหลินดีใช่หรือไม่” ข้าซักถามหยางเย่ถิงระหว่างนั่งรอชามบะหมี่

“อืม”

“พวกเขาเคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนหรือเปล่า”

“ไม่เคย” หยางเย่ถิงตอบสั้น ๆ

“มารดาเจ้าออกจากสกุลหลินไปโดยไม่ได้รับความยินยอมสินะ”

ดูเหมือนข้าจะพลั้งปากพูดสิ่งไม่ควรพูด หยางเย่ถิงลดสายตามองลงต่ำ เมื่อปราศจากผ้าคาดศีรษะลวดลายดอกเบญจมาศจึงทำให้ใบหน้าของหยางเย่ถิงไร้สิ่งบดบัง เขามีรูปหน้างดงามดั่งสวรรค์ประทานพร

“เช่นนั้นข้าจะทำทีสั่งสุราเลือกชมสาวงาม ส่วนเจ้านั่งดูอยู่เฉย ๆ”

หยางเย่ถิงแม้ไม่เห็นด้วยแต่ก็มิได้กล่าวคำใด ได้แต่ให้หยวนหลงซานเป็นผู้ชี้นำ

ข้าจำเป็นต้องล่วงรู้ให้ได้ว่าสมาชิกครอบครัวของเหลียงจินยังหลงเหลืออยู่หรือไม่ ก็เพราะว่าภายในถ้ำสำนึกตนนอกจากร่องรอยผงราคะไฟแล้วยังปรากฏเขี้ยวเล็บของสัตว์ปิศาจ ลักษณะรอยตามผนังถ้ำบ่งบอกว่าเป็นปิศาจจิ้งจอกอีกตนหนึ่ง ข้าไม่อาจสรุปรวบรัดได้ว่าประมุขพรรคมารคือปิศาจจิ้งจอก แต่ก็ไม่อาจยับยั้งความสงสัยที่ว่า พี่สาวเหลียงจินยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ก่อนหน้านี้ข้าเคยมาเยือนเหริ่นหลินกวางแล้ว ทว่าไร้ความคืบหน้า จึงใจเร็วสรุปว่านางได้เสียชีวิตไปแล้ว

“หากพี่สาวของเหลียงจินยังมีชีวิตอยู่ เจ้าจะทำประการใด” หยางเย่ถิงถามถึงเจตนาข้า

“เกลี่ยกล่อมให้มุ่งบำเพ็ญเพียร ละทิ้งทางโลก”

“หากนางเป็นประมุขพรรคมารจริง เจ้าจะยังคงยึดมั่นเจตนาเดิมหรือไม่” หยางเย่ถิงถามจี้จุดสำคัญในใจข้า ขณะเจ้าของร้านนำซี่โครงตุ๋นมาให้เหลียงจินพร้อมบะหมี่กลิ่นหอมทั้งสองชาม จิ้งจอกน้อยใช้ปากและเขี้ยวแทะอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย ข้าได้แต่อมยิ้มในการกระทำของสหายปิศาจ

“หากนางไม่ยินยอมละทิ้งทางโลกมุ่งบำเพ็ญตบะ ข้าคงจะไม่มีทางเลือกอื่น” ข้าตอบตามตรง ไม่ใช่ฐานะประมุขพรรคเสี้ยวจันทรา แต่เป็นเพราะความผูกพันระหว่างข้าและเหลียงจินเป็นสำคัญ จิ้งจอกน้อยละจากอาหารตรงเพื่อสบสายตากับข้า เขาพยักหัวเป็นกิริยาเห็นด้วยแล้วกลับไปสนใจกระดูกซี่โครงตุ๋นต่อ

“ทานก่อน” หยางเย่ถิงพูดเบา ๆ

“...” ข้าจับตะเกียบแล้วคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก รสชาตินับว่าดีสมราคาคุย

หลังจากจ่ายค่าอาหารแล้ว ข้าคิดว่าควรมีของติดไม้ติดมือไปเผื่อใช้เป็นสินน้ำใจมอบให้นางคณิกาแลกกับความลับของเรื่องราวพี่สาวเหลียงจิน เดินผ่านมาสักระยะตรงหัวมุมตลาดฝังตะวันออก มีร้านค้าเครื่องประดับลือชื่ออยู่แห่งหนึ่ง บรรดาสตรีต้าถังมักจะแวะเวียนมาจับจ่ายเครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับไม่ขาดสาย เถ้าแก่เนี้ยเป็นหญิงวัยกลางคน สามีตาย ไร้บุตรสืบสกุล มีอุปนิสัยช่างเจรจา มักชี้แนะแขกว่าควรแต่งโฉมหรือเพิ่มเติมเครื่องประดับใดบนผมจนเหล่าลูกค้าติดใจแวะกลับมาซื้อซ้ำ ทว่าเบื้องหลังใบหน้ายิ้มแย้มของอาชีพค้าขาย นางหูตาไวราวกับภูตผีปิศาจ เรื่องราวในฉางอันไม่เคยรอดพ้นสายตาเถ้าแก่เนี้ยผู้นี้ไปได้ เฉพาะยิ่งเรื่องราวในยุทธภพ ข้าเคยอาศัยเงินซื้อข่าวสารจากความรอบรู้ของนางมาหลายครั้งหลายหนแล้ว

พอนางเห็นว่าเป็นข้าก็เร่งออกมาต้อนรับทันที

“คารวะ คุณชายหยวน”

“เถ้าแก่เนี้ย” ข้าผสานมือคำนับ นางกิมง้อยิ้มรับสลับมองหน้าข้ากับหยางเย่ถิง

“คุณชายท่านนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน หรือว่าเป็น ‘สหาย’ ใหม่ ของคุณชายหยวนหรือเจ้าคะ”

“ใช่ ๆ สหายใหม่” ข้าไม่อาจหันกลับไปมองหน้าหยางเย่ถิงได้ก็เร่งสอบความทันที “กิมฮูหยิน หลายปีมานี้สำนักเหริ่นหลินกวางเคยปรากฏมีนางโลมเลอโฉมแซ่เหลียงบ้างหรือไม่”

ดูเหมือนสายตานางกิมง้อมัวแต่พิจารณาหยางเย่ถิงอยู่เนิ่นนาน ครั้นข้าถามซ้ำสองนางก็ยกชายชุดขึ้นปิดปากแล้วหัวเราะ

“อภัยเถิด ซึ่งข้าพเจ้าเสียมารยาทจับจ้องสหายใหม่ของคุณชายหยวนท่านนี้ เผอิญมองผ่านเพียงครั้งแรกก็นึกได้ถึงคนผู้หนึ่ง” นางกิมง้อพูดราวกับมีลับลมคมใน ข้าจึงจำเป็นต้องใช้เงินซื้อลมปากนางด้วยเรื่องนี้ก่อน

“ไม่ทราบว่าเถ้าแก่เนี้ยหมายถึงผู้ใดหรือ” แม้แต่หยางเย่ถิงก็ขมวดคิ้วสงสัยดุจเดียวกัน

“หลินอี้หวน” นางกิมง้อเอื้อมมือหยิบเครื่องประทินโฉมขึ้นมาชุดหนึ่ง พลางว่า “หลายปีก่อน บุตรสาวตระกูลหลินแห่งเหริ่นหลินกวางเคยมาซื้อหาข้าวของในร้านข้าพเจ้าอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาพบว่าหายตัวไปอย่างลึกลับ แม้แต่เส้นสายสืบข่าวของข้าพเจ้าก็มิอาจล่วงรู้ได้ กระทั่งยี่สิบปีผ่านไปกลับพบบุรุษผู้หนึ่งประกอบมีดวงตางดงามคล้ายอย่างหลินอี้หวนเช่นนี้ จึงอดที่จะทายทักมิได้”

ข้าสบตากับหยางเย่ถิง เจ้านั่นคลายหัวคิ้วแล้วกลับไปทำหน้าเฉยดังเดิม ไร้ซึ่งคำโต้ตอบ

“เงินทองซึ่งคุณชายหยวนให้ข้าพเจ้าเมื่อครู่ ย่อมถามคำถามอื่นได้อีกหนึ่งคำถามเจ้าค่ะ” นางกิมง้อชี้นำ

“สำนักเหริ่นหลินกวางเคยมีนางคณิกาขั้นเอกแซ่เหลียงบ้างหรือไม่” ข้าซักถามตามข้อสงสัยเดิม

นางกิมง้อพยักหน้าให้ข้าเป็นสัญญาณว่าให้ติดตามนางสู่ทางด้านหลังร้าน พอพ้นผ่านประตูแล้ว นางกิมง้อจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีแดงจากหีบไม้ขึ้นมาแล้วคลี่ออกให้ข้าดู มุมผ้าด้านหนึ่งปักเป็นลวดลายดอกเบญจมาศในวงจันทรา “นางคณิกาที่ท่านถามหาเคยมอบผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ให้ข้าพเจ้าแลกกับปิ่นปักผมอันหนึ่ง นางโลมผู้นั้นเดิมทีมีแซ่สกุลเหลียง ภายหลังมีขันทีรับไว้อุปถัมภ์จึงเปลี่ยนไปใช้แซ่เซียว”

“ข้าขอซื้อผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ได้หรือไม่”

“ห้าสิบตำลึงเจ้าค่ะ”

“ย่อมได้” นางกิมง้อยิ้มแย้มยินดี


“ไยเจ้าจึงยินยอมสูญเงินเพื่อผ้าเช็ดหน้าผืนเดียว” หยางเย่ถิงถาม เมื่อในระยะไม่เกินยี่สิบก้าวจะดำเนินถึงด้านหน้าหออวี้หงหยวน

“ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มีราคายิ่งกว่าเงินที่สูญเสีย เมื่อถึงเวลามันจะมีราคาจนเจ้าไม่อาจคาดคะเนได้”

“ข้าไม่เข้าใจ” หยางเย่ถิงยังไม่ยอมหยุดถาม

“นี่เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว หยางเยวี่ยน ปกติเจ้าพูดมากเช่นนี้หรือ” ข้าเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้ในอกเสื้อแล้วยิ้มเล็กน้อย

“ไยเจ้าจึงหวนกลับอวี้หงหยวน แล้วเรื่องสืบความจากหอคณิกาเหริ่นหลินกวางเล่า”

“ไม่จำเป็นแล้ว ข้าลืมนึกไปว่า ร้านค้ากิมฮูหยินนั่นแล้วคือสถานที่ซึ่งข้าควรไปมากที่สุดหากข้าต้องการคำตอบ อีกประการหนึ่ง คนเหริ่นหลินกวางยามพบเห็นใบหน้าคุณชายรองตระกูลหยางย่อมจะล่วงรู้แน่ว่า เจ้าเป็นบุตรของหลินอี้หวนแน่ ๆ เพียงแค่กิมฮูหยินยังออกปากคลับคล้ายแล้ว ความลับเรื่องฐานะเจ้าคงถูกเปิดเผยก่อนจะได้สืบความ แต่ข้ามีอีกสถานที่หนึ่งจำเป็นต้องไปในทันที” หยวนหลงซานหยุดอยู่หน้าป้ายประกาศแล้วฉีกหนังสืออาสารับสมัครชายหนุ่มผู้ตกฟากยามเฉิน ท่ามกลางหมู่ดาวราศีมังกรออก

“ที่ใด”

“บ้านพักของเสียนหย่งเฉิง” พอข้าเฉลยเช่นนั้น หยางเย่ถิงก็ทำหน้าไม่พอใจ

“ข้าจำเป็นต้องหลอกใช้เสียนเฉินให้สืบหาชื่อและแซ่ของขันทีผู้นั้น” ข้ารีบเร่งอธิบาย

“แลกกับสิ่งใด”

“ก็คงต้องเป็นสิ่งนี้” ข้าชูป้ายประกาศรับอาสาสมัครชายหนุ่มเพื่อร่วมประเวณีกับหยวนอวี้ฟ่านขึ้นตรงหน้าหยางเย่ถิง เจ้าคุณชายรองนั่นทำเหมือนข้ายื่นกระดาษเปล่าให้ดู

“ข้าจะสืบหาขันทีคนนั้นให้เจ้าเอง”

“ได้หรือ เจ้ามีเส้นสายในราชสำนักหรือ” ข้าสุดประหลาดใจก็รีบเร่งถามกลับ

“ใช่” จู่ ๆ หยางเย่ถิงก็ปรากฏสีหน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด “แล้วข้าจะได้สิ่งใดตอบแทน”

ข้าหมุนตัวแล้วอุ้มเหลียงจินที่นอนหลับตลอดทางเดินกลับเข้าหออวี้หงหยวนโดยไม่รีรอ

“คำนับ คุณชายหยวน ไยท่านจึงยิ้มแย้มเช่นนี้ มีข่าวดีหรือขอรับ” ยอดฝีมือผู้หนึ่งยืนยามเป็นนักเลงคุมซ่องอยู่หน้าประตูร้องทัก ข้าคลี่พัดพรายเพลิงบังสีหน้าแล้วเดินไปผ่านไปโดยเร็ว


***********************

พูดคุย

อืมมคุณชายรองท่านช่างความคิดดีจริงๆ ปากต่อปาก  มีคนหึงหนึ่งอันตราเจ้าค่ะ  คนเขียนสู้ๆ รอรอจ้า
แถมปากหนักด้วย กำหมัดแน้ววว 55+


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-06-2020 18:33:22 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7857
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ให้ป้ายเค้าแทนสินะ หึหึ

ออฟไลน์ jum1201

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 608
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-5
อะไรคือของตอบแทนน่า ลุ้นๆๆ  :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ว่าแล้วว่า พระสนมเซียวต้องเป็นนางจิ้งจอก

ออฟไลน์ jum1201

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 608
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-5

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 169
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 34



หยวนหลงซานนำกำลังเหล่ายอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทรารุดหน้าไปยังผาไม้แดงแห่งเขาหัวซานทันทีในวันรุ่งขึ้น เมื่อได้รับข่าวสารจากหน่วยลาดตระเวนพบเหตุไม่ชอบมาพากล อันได้แก่ ศพชาวบ้านจำนวนห้าศพ ถูกเจอว่าสิ้นลมหายใจแล้วบริเวณผาไม้แดง ทว่าไร้ร่องรอยบาดแผลใด ๆ บนร่างกาย มีเพียงผงราคะไฟตกอยู่ข้างกายศพเท่านั้น

หยางเย่ถิงเมื่อรู้เช่นนั้นก็นำกำลังคนติดตามข้าไปด้วยในทันที

อาณาเขตผาไม้แดงไร้บ้านเรือนราษฎรอาศัยอยู่ ทว่ามากด้วยสมุนไพรและพันธุ์ไม้หายาก เป็นต้น เก๋ากี้ โสม ใบแปะก๊วย จึงไม่แปลกใจหากชาวเมืองฉางอันจะออกมาหาสมุนไพรดังกล่าว สภาพศพยังคงสมบูรณ์ บ่งบอกว่าเพิ่งถูกฆ่าไปไม่เกินหนึ่งชั่วยาม ทุกคนแบกตระกร้าไว้ด้านหลัง พวกเขาคงออกมาหาสมุนไพรเพื่อส่งขายร้านยาต่าง ๆ ในเมืองฉางอัน ต่อมาถูกคนชั่วสังหารปลิดชีพอย่างน่าสงสาร หลี่ฉางตงบิดาของหลี่ปิงหวนเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนในครั้งนี้ หยิบห่อผงราคะไฟส่งต่อให้ข้ารับไว้ แล้วว่า

“เรียนประมุข ของสิ่งนี้ตกอยู่ข้างกายศพ ข้าพเจ้าเดาว่าคงมีส่วนเกี่ยวพันกับพรรคโคมแดงไม่พ้นแน่ จึงรีบแจ้งให้ท่านทราบโดยพลัน”

“ขอบใจ หัวหน้าหลี่” ข้าพยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นเชิงขอบคุณ “แปลกนัก พรรคมารทำการฆ่าคนครั้งนี้ประหลาดล้ำ การทิ้งผงราคะไฟเคียงข้างศพ ไม่เพียงเป็นการชี้นำความผิดเข้าหาตนโดยโจ่งแจ้งแล้ว ยังผิดวิสัยเช่นที่เคยปฏิบัติสืบมา ข้าเคยรู้มาว่าพรรคมารจะทำการสังหารผู้ใด นอกจากใช้โคมแดงแขวนไว้หน้าประตูบ้านและสถานที่ตายแล้ว ไม่เคยปรากฏว่ามีสิ่งของอื่นใดอีก”

“ข้าพเจ้าเคยเห็นกับตามาหลายครั้งเสมอประมุขท่านกล่าว เว้นแต่หนนี้เป็นครั้งแรกที่ผิดไปจากปกติ” หลี่ฉางตงทบทวนซ้ำก็เห็นด้วยกับข้า

“ในไม่ช้าหน่วยมือปราบสำนักศาลยุติธรรมคงจะเร่งรุดมายังที่แห่งนี้ หากพวกเราตรวจสอบโดยถี่ถ้วนแล้วจงแยกย้ายโดยพลัน” หลี่ฉางตงเห็นด้วยจึงส่งสัญญาณให้ยอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทรากระจายตัวออกจากที่เกิดเหตุ “แล้วประมุขท่านเล่า”

“ข้าจะยืนคอยเสียนหย่งเฉิงอยู่ ณ ที่นี้”

หลี่ฉางตงยังคงงงงวยอยู่ก็ซักกลับว่า “ด้วยเหตุใดหรือขอรับ หาไม่ หัวหน้าหน่วยมือปราบสำนักศาลยุติธรรมอาจโยนความผิดให้ประมุขท่านก็เป็นได้”

“ไม่มีทางเด็ดขาด ข้ากับเสียนหย่งเฉิงนับว่าเป็นมิตรสหายกันอยู่ แต่เรื่องนั้นคงเป็นแต่เพียงฝ่ายข้าทึกทักเอาเอง ทว่าเนื้อหาสาระสำคัญคือข้าประสงค์ใช้หน่วยมือปราบช่วยไขคดีหาตัวคนร้าย หากเป็นพรรคมารจริงแล้วเหตุใดจึงทำการซัดทอดความผิดให้ตัวเองโดยชัดเจนเช่นนี้ อีกประการหนึ่ง หลักฐานที่อยู่ของข้าก่อนหนึ่งชั่วยามมีพยานปากเองคือคุณชายรองตระกูลหยางผู้นี้ หากเสียนหย่งเฉิงจะคิดว่าเป็นฝีมือข้าก็คงไม่อาจชี้ชัดได้เด็ดขาด เช่นนั้นหัวหน้าหลี่อย่าได้เป็นกังวล รีบเร้นกายหลบซ่อนเสียก่อนเถิด”

หลี่ฉางตงกำลังจะซักว่า ไยหยางเย่ถิงจึงอยู่ข้างกายหยวนหลงซานก่อนหน้าหนึ่งชั่วยามก็จำเป็นต้องระงับคำพูดไว้ก่อน เมื่อเสียงฝีเท้าม้าถูกควบขี่อย่างเร่งร้อนส่งเสียงมาแต่ไกลจากแนวป่า พอเสียนหย่งเฉิงเห็นว่าเป็นข้าและหยางเย่ถิงยืนอยู่ใกล้กับศพผู้ตาย ความประหลาดใจของเขาก็ไม่อาจปิดปากไว้ได้

เสียนหย่งเฉิงกุมดาบกระโจนจากหลังม้าลงมาหาข้าโดยพลัน

“คุณชายหยวน” จิ้งจอกเงินแห่งสำนักศาลยุติธรรมเรียกข้าเสียงแข็ง เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจอย่างที่สุด

“หัวหน้าเสียน” ข้าทำกิริยาคำนับ

ทว่าหยางเย่ถิงทำแต่เพียงหันข้างให้อีกฝ่าย บาดแผลเรื่องข้อขัดแย้งระหว่างพรรคคมเบญจมาศกับเสียนหย่งเฉิงในอดีตยังคงคุกรุ่นในใจหยางเย่ถิง เหตุเสียนหย่งเฉิงสรุปความว่าชาดอกเบญจมาศแห่งเทียนซานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเถ้าแก่ร้านยาหลิวจินเถา เจ้าคุณชายรองจึงแสดงท่าทีเมินเฉินซ้ำอีก หากไม่นับเรื่องดวลสุราเมื่อคืนเทศกาลฉงหยางคราวนั้น หยางเย่ถิงคงไม่อยากเข้าใกล้จิ้งจอกเงินผู้นี้ซ้ำสองเป็นแน่ เช่นเดียวกับยอดฝีมือทุกคนของพรรคคมเบญจมาศ

เสียนหย่งเฉิงคิดจะออกชื่อหยางเย่ถิงเพื่อแสดงกิริยาทักทาย แต่ก็ระงับไว้เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืนก่อน หากไม่มีคุณชายรองตระกูลหยางผู้นี้ ตนเองอาจจะได้ดื่มสุราดอกเบญจมาศร่วมกับหยวนอวี้ฟ่านจนฟ้าสางเป็นแน่ คิด ๆ แล้วก็นึกเคืองหยางเย่ถิงอยู่ ต่อพบว่าคู่อริปรากฏตัวเคียงข้างนายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนก็ประหลาดใจซ้ำซ้อนขึ้นอีก ความคิดแรกคือ ไยหยวนหลงซานจึงปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางสถานที่คนตาย

“หากข้าพเจ้ามิได้อยู่ในฐานะหัวหน้าหน่วยมือปราบแห่งสำนักศาลยุติธรรม ทว่าบังเอิญเป็นชาวบ้านสามัญ คงตัดสินได้ว่าคุณชายหยวนและสหายเคียงกายเป็นฆาตกรลงมือสังหารผู้คนทั้งห้าศพนี้เป็นแน่”

“แล้วไยหัวหน้าเสียนมิคิดว่าเป็นฝีมือของข้าเล่า” ข้าพยายามยั่วโมโหเสียนหย่งเฉิง

บรรดามือปราบกว่าสิบคนทำการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว ดวงตาของเสียนเฉินมองสภาพศพเพียงครู่ก่อนจะยิ้ม แล้วตอบว่า

“หูตานายใหญ่แห่งอวี้หงหยวนย่อมจะกว้างไกล รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง จะหูตาห่างเป็นแค่เต่าในกระดองได้หรือ ข้าพเจ้าเห็นว่าคุณสมบัติของผู้ดูแลหอนางโลมได้ย่อมประกอบมีลักษณะไม่ธรรมดา ฉะนั้นข่าวการสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์นี้คงไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้รอบรู้กว้างขวางเช่นคุณชายหยวนไปได้ แต่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอวี้หงหยวนหรือไม่ ข้าพเจ้าขอบอกว่า ไม่ ประการหนึ่งศพเหล่านี้คือชาวบ้านหายาสมุนไพร ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับอวี้หงหยวน ประการสองห่อบรรจุผงราคะไฟนี้ถูกนำมาวางทิ้งไว้เพื่ออำพรางศพ เจตนาคือใส่ร้ายว่าบุคคลซึ่งข้องแวะกับผงราคะไฟเป็นลำดับแรก ท่านคงเร่งมาตรวจสอบทันทีเมื่อทราบข่าว เพราะหลักฐานชิ้นนี้ถูกป้ายสีให้หอนางโลมอันดับหนึ่งอย่างอวี้หงหยวนรับเคราะห์เป็นข้อแรก” เสียนหย่งเฉิงประเมินผงราคะไฟซึ่งถูกเจ้าพนักงานนำมาส่งโดยละเอียดก่อนจะบอกให้เก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับกล่าวต่อไปว่า

“สรรพคุณผงราคะไฟย่อมมีคุณประโยชน์ยิ่งต่อนางคณิกาผู้ไม่ประสงค์เปลืองตัวปรนนิบัติแขก ความจริงข้อนี้ข้าเพิ่งจะเข้าใจเมื่อไม่นานมานี้ ทว่าในยุทธภพมีลัทธิหนึ่งเลือกใช้ของต้องห้ามเพื่อฝึกวิชาไร้เทียมทาน คือพรรคมารโคมแดง”

“เช่นนั้นผู้ต้องสงสัยก็เหลือเพียงข้ากับหัวหน้าพรรคมาร ใช่หรือไม่” ข้าสรุปใจความสำคัญให้เสียนหย่งเฉิงเลือก

แต่ดูเหมือนเสียนหย่งเฉิงไม่เพียงไม่ยอมตอบคำข้า หนำซ้ำยังหลบตาไม่อาจจดจ้องมองกลับ อันที่จริงนับตั้งแต่การปรากฏตัวหน้าหออวี้หงหยวนพร้อมวาจาเชื้อเชิญเสียนหย่งเฉิงให้ไปดื่มสุราร่วมห้องหนนั้น ทำเอาหัวหน้ามือปราบสำนักศาลยุติธรรมรู้สึกตกประหม่าชอบกล

เสียนหย่งเฉิงปฏิเสธ “มิได้”

“หัวหน้าเสียนจะบอกว่าหาใช่ฝีมือของข้าและมิใช่ฝีมือพรรคโคมแดงเช่นนั้นหรือ” ข้าถามต่อ

“คนร้ายมีเจตนาชัดเจนว่าต้องการซัดทอดผู้ใด โดยอาศัยใช้ผงราคะไฟเป็นหลักฐาน แต่ วิชามารเก้าหาง คุณชายหยวนย่อมจะไม่มีฝีมือถึงเพียงนั้น ก็ผู้สำเร็จเคล็ดวิชานี้มีอยู่เพียงผู้เดียวในใต้หล้าคือประมุขพรรคโคมแดง เซียวฟาง หรือไม่ใช่”

ครั้นเสียนหย่งเฉิงบอกว่าศพทั้งห้าตายด้วยวิชามารเก้าหาง ข้าจึงเร่งพิจารณาร่างคนตายด้วยความรวดเร็ว

“ศพไร้ร่องรอยทำร้าย แต่...”

“ดวงตาศพเป็นสีแดง” หยางเย่ถิงตอบตามความรู้ของตนเอง

เป็นจริงเช่นนั้น เมื่อทหารมือปราบคลี่เปลือกตาศพขึ้นจึงเห็นดวงตาศพเป็นสีแดงราวกับเลือด

เสียนหย่งเฉิงเหมือนพอใจในคำพูดคุณชายรองตระกูลหยาง เขาเอาความกล้ามาเผชิญหน้าเพื่อสนทนาตัวต่อตัวกับข้าอีกครั้ง

“พรรคมารโคมแดงฆ่าคนตาย ต้องการใส่ร้ายป้ายสีหอนางโลมอันดับหนึ่งชัดเจนเช่นนี้ ข้าพเจ้าคงรู้สึกโง่เขลาหากลงมือจับกุมตัวคุณชายหยวนตามแผนการประมุขพรรคมาร แต่กระนั้นข้าเพียงแต่สงสัยอยู่ประการหนึ่ง ไยประมุขพรรคมารจึงคิดทำลายอวี้หงหยวน”

“ไม่จำเป็นต้องรู้” หยางเย่ถิงพูดความในใจแทนข้า พอเสียนหย่งเฉิงเห็นคุณชายรองตระกูลหยางยอมเปิดปากซ้ำก็หัวเราะมาคำหนึ่ง พร้อมกับท้าทายด้วยคำพูดเดียวกันว่า

“เรื่องดวลสุราระหว่างข้ากับคุณชายรอง หากมีโอกาสข้าพเจ้าจะขอรับคำชี้แนะอีกสักครั้งหนึ่ง ไม่ทราบว่าคุณชายรองจะยินดีหรือไม่”

“...”

ข้าเห็นสีหน้าของหยางเย่ถิงแล้วก็อดขำไม่ได้ จึงตอบแทนเจ้าตัวไปว่า

“หัวหน้าเสียนอย่าเป็นกังวล ข้าจะเป็นเจ้าภาพในการจัดดวลสุราในอีกสามคืนนับจากนี้ เรียนเชิญมาที่อวี้หงหยวนเถิด”

“ขอบคุณ คุณชายหยวนที่เมตตา เช่นนั้นข้าพเจ้าขอตัวลาก่อน”

เจ้าพนักงานจัดเตรียมศพใส่รถม้า เสียนหย่งเฉิงขับม้าจากไปจนฝุ่นตลบ

“เหตุใดจิ้งจอกเงินแห่งศาลยุติธรรมจึงไม่คิดจับกุมเจ้าเป็นครั้งที่สอง” เป็นคำถามของหยางเย่ถิง

“ข้าให้เบาะแสเขาจนสืบรู้ว่าพ่อค้าผงราคะไฟรายใหญ่แห่งฉางอันคือผู้ใด บัดนี้เขาคงดมกลิ่นจนสืบรู้แล้วว่าเหลียวตงแห่งพรรคโคมแดงคือผู้ชักใยเส้นสายการค้าทั้งหมด และศัตรูสูงสุดคือประมุขพรรคมาร อีกอย่างหนึ่ง เจ้านั่นรู้จักวิชามารเก้าหาง จงอย่าดูถูกสติปัญญาเสียนหย่งเฉิง ในทางกลับกันเขาเองก็เริ่มสงสัยฐานะแท้จริงของข้าด้วยเหมือนกัน”

“ข้าไม่เข้าใจ” หยางเย่ถิงสั่นหน้า

“โธ่ เอ้ย คุณชายอย่างเจ้าจะเข้าใจอะไรง่าย ๆ บ้างไม่ได้หรือไง”

“ข้ารู้ว่าข้า...”

จู่ ๆ หยางเย่ถิงก็หยุดพูด

“เจ้ารู้ว่าเจ้ารู้อะไร ไหนบอกมาให้ข้าฟังสิ” พอข้าพยายามเค้นความหมาย หยางเย่ถิงก็เดินหนีไปอีกทางหนึ่ง

“ก่อนมา เจ้าบอกว่ามีวิธีเข้าสำนักโคมแดง” หยางเย่ถิงเปลี่ยนเรื่อง ขณะเดินสำรวจแนวป่าบริเวณผาไม้แดง

“ข้าย่อมมีสติปัญญาฉลาดล้ำจึงขึ้นสู่ผู้นำของพรรคได้ เรื่องหาวิธีบุกเข้าสำนักโคมแดงย่อมไม่เหลือบ่ากว่าแรงข้า แต่จะให้พาเหลียวตงตัวเป็น ๆ มา ข้าเกรงว่าจะถูกฝ่ายพรรคมารจู่โจมชิงตัวไปเสียก่อน เช่นนั้นข้าจึงนำของสิ่งนี้มาแทน”

หยางเย่ถิงหันกลับมาเห็นกรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬซึ่งทำจากเหล็ก อาวุธประจำตัวของเหลียวตงซึ่งถูกถอดออกตอนจับกุมตัวเมื่อเดือนก่อน

“ทางเข้าสู่พรรคมารคงไม่หลงกลเพียงแค่อาวุธของเหลียวตงเพียงชิ้นเดียวแน่” หยางเย่ถิงยังไม่เห็นด้วย

“ใช่ แต่ข้ามีความสามารถอย่างหนึ่ง คือการเลียนเสียงผู้คนได้ เจ้ารู้หรือไม่ หยางเย่ถิง” คำพูดประโยคท้ายข้าดัดแปลงน้ำเสียงให้เหมือนเหลียวตงโดยไม่ผิดเพี้ยน

“เจ้านี่มัน” หยางเย่ถิงสั่นหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดสิ่งใด

ขณะนั้นหลี่ฉางตงปรากฏตัวอีกครั้งแล้วรายงานว่า

“ข้าพเจ้าพบประตูทางเข้าของสำนักโคมแดงแล้วขอรับ ประมุข”

“นำทาง” ข้ายกคิ้วให้หยางเยวี่ยนแล้วใช้วิชาตัวเบาติดตามหลี่ฉางตงไปในทันที



****************************

พูดคุย

ให้ป้ายเค้าแทนสินะ หึหึ
ฮั่นแน่ ดูออกนะ

อะไรคือของตอบแทนน่า ลุ้นๆๆ  :hao7: :hao7:
ปูเสื่อรอเลยน้า

ว่าแล้วว่า พระสนมเซียวต้องเป็นนางจิ้งจอก
ใช่แล้วขอรับ

มาหรือยังจ๊ะ  :katai4:
มาแล้วววว



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-06-2020 15:37:02 โดย LoveBlueSky2203 »

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7857
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
จะบุกทำลายได้ หรือต้ดกับดักนะ

ออฟไลน์ LoveBlueSky2203

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 169
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +68/-2
    • ข้ามพิภพ
บทที่ 35




เหตุผลแรกที่ข้าตามสืบหาผู้ค้าผงราคะไฟก็เพราะต้องการลบล้างราคีมัวหมองออกจากตัว อย่าลืมว่าข้ายังคงตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าเสียงจงกิมโดยมีชื่ออยู่ในบัญชีของทางการ แม้นเสียนหย่งเฉิงจะทำทีเหมือนสุนัขกัดข้าเพียงหนึ่งแผลแล้วยอมปล่อยเขี้ยวเล็บจากไปโดยง่าย แต่ก็ไม่อาจไว้วางใจว่าจิ้งจอกเงินจะหวนกลับมาแว้งกัดซ้ำอีกเมื่อไหร่

ระหว่างเสียนเฉินกับข้ามีพันธะสัญญาใจกันอยู่ ข้ายินยอมเปิดทางให้เขาตามสืบรู้ตัวผู้อยู่เบื้องหลังผงราคะไฟจำนวนมหาศาล ค่ำคืนเทศกาลฉงหยางข้าทิ้งจดหมายไว้ข้างกายมึนเมาของเสียนหย่งเฉิง แจ้งว่าสถานที่เก็บผงราคะไฟของพรรคมารอยู่ที่ใด ลงท้ายชื่อข้าหยวนหลงซานไว้ให้อีกฝ่ายทราบโดยชัดเจน

บัดนี้ถ้ำสำนึกตนคงเป็นที่จับตามองของทางการ การที่เสียนหย่งเฉิงยังไม่บุกเข้าตรวจค้นเช่นนี้ ข้าเดาใจมือปราบจิ้งจอกเงินผู้นั้นเสมอใช้ใจคิดร่วมกันว่า คงหวังจะจับตัวประมุขพรรคมารให้ได้คาหนังคาเขาดุจเดียวกับข้าใช้ให้หลี่ปิงหวนและหวังเป่าเหอคอยเฝ้าระวังอยู่ ฉะนั้นการนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษทัณฑ์คือสิ่งซึ่งข้าจะต้องเร่งปฏิบัติโดยเร็วที่สุด

พรรคโคมแดงจำเป็นต้องได้รับผลของการกระทำในครั้งนี้ ข้อหาเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ก่อกวนยุทธภพ ทำลายความยุติธรรม ใช้ผงราคะไฟเพื่อเป็นใหญ่ในยุทธภพผิดวิถีชาวยุทธ์ทั้งปวง อีกทั้งเป็นภัยต่อแผ่นดินต้าถัง ข้าผู้เป็นเสาหลักฝ่ายคุณธรรมไม่อาจปล่อยให้คนชั่วลอยนวลอยู่ได้อีกแม้ชั่วยามเดียว จำเป็นต้องทำลายพรรคมารให้สิ้นซาก

ผงราคะไฟคือปัจจัยสำคัญเสริมส่งพรรคมารให้แข็งแกร่ง ข้าจำเป็นต้องเข้าควบคุมเส้นทางการค้าผงราคะไฟ มิใช่เพื่อตนเองหรือเพื่อความอยู่รอดของอวี้หงหยวน ทว่าจำเป็นต้องใช้เป็นหลักฐานชี้ความผิดประมุขพรรคมารและตัดกำลังวรยุทธ์ฝ่ายตรงข้าม เมื่อมิได้เสพผงราคะไฟ พลังหยินหยางและธาตุทั้งสี่ย่อมไม่อาจคงความสมดุล พลังวรยุทธ์สมาชิกพรรคมารจะต้องถดถอยลงตามลำดับนั่นเอง

หนทางแห่งความสำเร็จรออยู่เพียงเอื้อมถึง ก็บัดนี้หลี่ฉางตงได้นำข้ามาปรากฏอยู่เบื้องหน้าประตูศิลาบริเวณซอกผาด้านทิศตะวันตกของผาไม้แดง มองเพียงภายนอกมีเถาวัชพืชขึ้นบดบัง แต่เมื่อเพ่งพิจารณาโดยถี่ถ้วนกลับพบเห็นร่องรอยแตกระแหงบนหินผาคล้ายซุ้มประตูทางเข้า

“ข้าพเจ้าใช้วิชามีดบินกรีดอาคมพิทักษ์ จึงเห็นร่องรอยดังกล่าว หากไม่พิจารณาโดยละเอียดอาจเดาได้ว่าเป็นรอยแตกของหินผา ต่อเมื่อสิ้นอาคมจึงเห็นว่าเป็นประตูทางเข้าชัดเจนขึ้นขอรับ ประมุข”

หลี่ฉางตงอธิบายที่มาที่ไปโดยรวบรัด ข้ากล่าวขอบน้ำใจ แล้วว่า

“หัวหน้าหลี่โปรดกำชับให้ทุกคนระวังตัว หากข้าเปิดประตูได้แล้วอาจมีอาวุธร้ายซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง เจ้าก็ด้วย หยางเยวี่ยน”

หยางเย่ถิงเหมือนไม่ได้ยินคำสั่งของข้า แทนที่จะถอยห่างออกไปเช่นเดียวกับหลี่ฉางตงและยอดฝีมือพรรคเสี้ยวจันทรากว่าสามสิบคน กลับระวังภัยอยู่เบื้องหลังข้า

หยางเยวี่ยน ถอยไปก่อน” ข้าออกคำสั่งซ้ำ

คุณชายรองสกุลหยางผู้นี้นอกจากจะเงียบขรึมใบหน้าไร้อารมณ์แล้ว ยังมีอาการหูตึงซ้ำซ้อนอีก พอข้าใช้สายตาเป็นคำสั่งถอย หยางเย่ถิงก็ก้าวเท้าเดินเข้าหาประตูหิน ตั้งใจพิจารณารอยแตกอันคลับคล้ายลักษณะบานประตูโดยถี่ถ้วนแล้วพูดเบา ๆ ว่า

“หยวนฟง” เขาเรียกชื่อข้าเสียงต่ำ “ประตูนี้จำเป็นต้องใช้เลือดเป็นทางผ่าน”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร เพียงแค่กรงเล็บพยัคฆ์ทมิฬรวมกับเสียงเหลียวตงเท่านี้ก็ย่อมจะเข้าไปโดยง่ายแล้ว ถ้าไม่เชื่อข้าจะพิสูจน์ให้ดู เจ้าชั่วเหลียวตงพูดเองว่าประตูสู่สำนักโคมแดงจะเปิดต้อนรับยอดฝีมือพรรคมารทุกคน”

“หรือใช้เพียงโลหิตหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น” หยางเย่ถิงยังยืนยันคำเดิม

ข้าไม่เชื่อจึงสวมอาวุธพยัคฆ์ทมิฬแล้วเลียนเสียงเป็นเหลียวตง แตะมือบนหินผา แล้วกล่าวว่า “ประตูจงเปิด”

เงียบกริบ เว้นแต่เสียงห่านป่าดังแว่ว ๆ มาแต่ไกลเท่านั้น

“ตรงนี้จารึกอักษรไว้ว่า เลือดหนึ่งฝ่ามือ” หยางเย่ถิงชี้นำจุดสังเกต “เจ้าไม่คิดว่าเกี่ยวพันกับวิธีเปิดประตูหรือ”

ข้าคิดผิดเช่นนั้นหรือ ครั้นลองทบทวนแล้วจึงเห็นว่ากลไกทางเข้าอาจจะมีอยู่ด้วยกันสองวิธี หนึ่งคือต้องเป็นสมาชิกพรรคโคมแดงเท่านั้น สองคือต้องใช้โลหิตเป็นใบผ่านประตู ข้าจึงพยักหน้าเห็นด้วย

“ประมุขพรรคมารมากด้วยเล่ห์กลอำมหิตไร้ซึ่งคุณธรรม หากศัตรูประสงค์เข้าสู่สำนักโคมแดงจำเป็นต้องสูญกำลังลมปราณหนึ่งในสามส่วนด้วยเลือดตนเอง เมื่อเข้าไปได้ก็ไม่อาจล่วงรู้ว่ามีอาวุธร้ายสิ่งใดรอคอยอยู่อีก เห็นทีการบุกทำลายสำนักโคมแดงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เสียแล้ว ครั้นจะกลับไปนำตัวเจ้าชั่วเหลียวตงมาเพื่อเป็นกุญแจไขประตูก็จะเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ เช่นนั้นข้าจะใช้โลหิตตัวเองเป็นกุญแจเปิดประตูเสียเอง”

“เจ้าไม่ควรเร่งร้อนบุกโจมตีพรรคโคมแดง จำเป็นต้องรวบรวมผู้คนให้มาก บิดาข้ายังไม่ส่งยอดฝีมือพรรคคมเบญจมาศมาสมทบ เราควรถอนกำลังกลับก่อน” หยางเย่ถิงกล่าวชี้แนะ

แต่ข้าไม่เห็นด้วย ประการหนึ่ง ประตูทางเข้านี้อาจเคลื่อนย้ายที่ทางได้ด้วยอาคมพิทักษ์ มาตรว่ากลับมาคราวหน้าแล้วไม่พบประตูทางเข้าสลักไว้ที่เดิมแล้วจะต้องสูญเสียเวลาตามหาอีก ข้าไม่อาจหมิ่นแคลนสติปัญญาประมุขพรรคมารได้ คนผู้นั้นฉลาดเฉลียว ซุกซ่อนสำนักโคมแดงพ้นจากสายตาชาวยุทธ์มาได้เนิ่นนานเช่นนี้ย่อมมีเล่ห์กลบางอย่างเสริมส่ง เป็นต้นข้อสงสัยซึ่งข้าคะเนไว้ ข้าอธิบายให้หยางเย่ถิงเข้าใจตามความคิด แล้วว่า

“ข้าจะนำตัวเองเสี่ยงอันตรายเข้าไปก่อนเพื่อตรวจตราลู่ทางทั้งปวง หัวหน้าหลี่จงส่งคนกลับอวี้หงหยวนแล้วเกณฑ์ยอดฝีมือมาให้พร้อม ส่วนจอมยุทธทุกท่านจงเฝ้าระวังประตูทางเข้าให้รัดกุม หากข้าเปิดทางได้แล้วจะส่งสัญญาณให้ติดตามเข้าไป”

“ประมุขท่านจะส่งสัญญาณด้วยสิ่งใดหรือ” หลี่ฉางตงสงสัยก็ถามกลับ ทว่าน้ำเสียงมีความห่วงใยชัดเจน

“ข้าจะส่งคุณชายรองตระกูลหยางกลับมาแจ้งข่าว” หยวนหลงซานบอกอย่างอารมณ์ดี

หยางเย่ถิงยืนทำหน้าไม่บ่งบอกความหมายอื่นใด แต่ก็แสดงอาการตอบรับด้วยสายตาเฉยชา

“หมายความว่าประมุขท่านจะเข้าไปเพียงสองต่อสองกับคุณชายรองตระกูลหยางหรือขอรับ” หลี่ฉางตงค่อยคลายใจเมื่อทราบว่าหยวนหลงซานมิได้เข้าไปแต่เพียงผู้เดียว

“เจ้ายินดีจะเสียโลหิตหนึ่งฝ่ามือไปพร้อมกับข้าหรือไม่ หยางเยวี่ยน” ข้าถามอีกฝ่ายให้ถูกต้องต่อหน้าคนทั้งหลาย หากหยางเย่ถิงคิดปฏิเสธแล้ว ข้าคงเสียหน้ามิใช่น้อย

“ข้ายินดี” หยางเยวี่ยนตอบ

หลี่ฉางตงคลายใจแล้วว่า “ข้าพเจ้าจะหวนคืนอวี้หงหยวนแล้วกลับมาพร้อมยอดฝีมืออีกห้าสิบคน หากประมุขท่านไม่กลับมาภายในหนึ่งชั่วยาม ข้าพเจ้าทั้งปวงจะใช้โลหิตเป็นทางผ่านติดตามไป”

หลี่ฉางตงเป็นหนึ่งในปรมาจารย์คนสำคัญของพรรคเสี้ยวจันทรา วิชามีดบิน ลือลั่นว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาปลิดชีพศัตรูได้ราวกับนกน้อยปลิดชีพพญาหงส์ ข้านับถือหลี่ฉางตงไม่ต่างจากบิดาผู้ล่วงลับ การงานซึ่งข้ามอบหมายให้หลี่ฉางตงไม่เคยพบว่าผิดพลาด ข้าจะปกครองคนได้ ไม่ใช่ใช้แต่เพียงอำนาจวาสนา ทว่าเป็นความไว้เนื้อเชื้อใจ รับฟังคำชี้แนะของผู้น้อยหรือผู้สูงวัยให้มาก ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนแล้วตัดสินใจเด็ดขาดโดยมีพื้นฐานจากคำชี้แนะของสมาชิกพรรคทั้งปวง

คำสอนนี้บิดาข้าหยวนเหวินหยวนกำชับไว้ให้ยึดถือปฏิบัติ อย่าละทิ้งเป็นอันขาด

“ย่อมได้” ข้าเห็นด้วย

“ขอรับ” หลี่ฉางตงตอบรับหนักแน่น ภายในใจคิดว่าบุรุษหนุ่มสองคนนี้ทั้งรูปงามมากฝีมือ ครั้นยืนเคียงคู่กันต่อหน้าอันตรายซึ่งไม่อาจล่วงรู้เช่นประตูสู่สำนักโคมแดง หัวหน้าหลี่บังเกิดถ้อยความ “หยกคู่” ขึ้นในใจ ทั่วยุทธภพนี้มีบุรุษหนุ่มรูปงามมากมาย แต่หลี่ฉางตงก็ไม่เคยบังเกิดความรู้สึกเข้าคู่กันได้อย่างเหมาะสมเช่นหยวนหลงซานและหยางเย่ถิงมาก่อน

คนตระกูลหยวนและหยางบาดหมางกันมาเนิ่นนานนับแต่เฉินชิงหลุนล่มสลาย หลายชั่วอายุคนผ่านมานี้ไม่นึกว่าจะได้เห็นบุรุษหนุ่มสองตระกูลยืนเคียงคู่กันปราบปรามมารร้ายเพื่อผดุงความยุติธรรม ใบหน้าของหลี่ฉางตงจึงเปี่ยมสุขอย่างยิ่ง ตั้งใจจะนำความกลับไปเล่าให้ฮูหยินหยวนและปรมาจารย์เฉียนคงทราบโดยละเอียด

หยวนหลงซานชักกระบี่ออกจากฝัก แล้วใช้คมกระบี่กรีดลงกลางฝ่ามือ ครั้นคลายมือออก สีแดงฉานก็เปรอะเปื้อนเต็มทั้งมือซ้าย ข้าส่งกระบี่ให้หยางเย่ถิงแล้ววางมือลงบนหินศิลา

“เปิดประตู”

รอยแตกเป็นแนวกึ่งกลางบานประตูก็ขยับแยกออกทันที

หยางเย่ถิงดึงตัวข้าหลบออกมาเพราะหวั่นเกรงกลไกอาวุธร้าย ทว่าปราศจากกลอุบายอื่นใด มองเข้าไปภายในมีแต่ความมืด หยางเยวี่ยนปลดผ้าคาดศีรษะพันรอบรอยแผลบนมือซ้ายของข้า

“เจ้าไม่ต้องทำถึงขนาดนี้”

แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ยินคำประท้วงของข้าแต่อย่างใด ตั้งใจพันผ้ารอบรอยแผลไว้จนมิดชิด โลหิตจึงหยุดไหล

“เจ้าบอกเองว่า ผ้าคาดศีรษะของพรรคคมเบญจมาศมีเพียงลูกเมียเท่านั้นที่แตะต้องได้” ข้าเร่งเร้าหาเหตุผลให้หยางเย่ถิงปลดผ้าสำคัญประจำพรรคออก

“เจ้าเป็นใครสำหรับข้า” คำย้อนถามทำเอาข้าได้แต่ยิ้มแล้วเดินหน้าผ่านประตูศิลาแห่งสำนักโคมแดงด้วยกำลังใจเต็มเปี่ยม

ประตูศิลาปิดแนบสนิทคงเดิม

หยางเย่ถิงกรีดคมกระบี่ วางมือเปื้อนเลือดบนประตูแล้วติดตามข้ามาไม่ห่างกาย

ในยุทธภพนี้ ข้าทุ่มเทให้พรรคเสี้ยวจันทราอันดับแรก ครอบครัวลำดับรอง ส่วนชีวิตตนเองคือสิ่งสุดท้าย เพียงมีสหายร่วมรู้ใจเพียงหนึ่ง ข้าก็ไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดอีกแล้ว


************************

พูดคุย

จะบุกทำลายได้ หรือต้ดกับดักนะ
สงสัยจะโดนติดกับดักหัวใจไปก่อนแล้ว ประมุขหยวนของเรา 55+


ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด