อัศวินดารา บทที่ ๑๖ ทูนหัวของไฟ ดวงใจอัสดง (ส่วนที่๒) อัพ ๒๒ กุมภา ๖๔
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: อัศวินดารา บทที่ ๑๖ ทูนหัวของไฟ ดวงใจอัสดง (ส่วนที่๒) อัพ ๒๒ กุมภา ๖๔  (อ่าน 19174 ครั้ง)

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 179
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +600/-14
บทที่ ๑๖ ทูนหัวของไฟ ดวงใจอัสดง (ส่วนที่ ๒)

ฟากฝ่ายอณูแห่งจันทรเทพ ก็ได้ออกเดินทางจากจุดพักแรมแต่เช้า และได้นำคณะที่เหลือ มาถึงยังชัยภูมิใหม่ได้ทันเวลาก่อนเที่ยงตามกำหนดพอดิบพอดี ชัยภูมิแห่งใหม่นี้ ถูกต้องตามตำรับตำราพิชัยสงคราม มีปราการธรรมชาติเป็นทิวเขาและต้นไม้ใหญ่ รายล้อมไปด้วยลำธารรายรอบเป็นขอบเป็นเขต ที่สำคัญมันอยู่ในป่าลึก เลยเข้าไปในอาณาเขตประเทศเพื่อนบ้านที่มนุษย์น้อยคนจะย่างกรายเข้ามา

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะมนุษย์ขนานามมาว่า ป่าอาถรรพ์ แต่แท้จริงแล้วมันมิได้อาถรรพ์เลยสักนิด ควรกล่าวว่าศักดิ์สิทธิ์น่าจะถูกต้องกว่า เพราะเทวะแลพระภิกษุที่ภูมิธรรมชั้นสูงมักจะมาบำเพ็ญเพียรภวานาจนบรรลุ ทำให้เจ้าป่า เจ้าเขา รุกขเทวา อีกทั้งนางไม้ทั้งหลาย จึงเข้มงวดและทุ่มสรรพกำลังที่มี ปกป้องผืนป่าแห่งนี้มิให้ใครมารบกวน  แต่เพลานี้ ผู้บำเพ็ญเพียรและผู้ปกป้องทั้งหมดย่อมรู้ดีว่า คณะของทรงกลดต้องการอะไร จึงย้ายไปที่แห่งใหม่ และพร้อมใจยกให้เป็นชัยภูมิฐานทัพ อีกทั้งยังมารอต้อนรับเป็นทิวแถว

“นมัสการขอรับพระคุณเจ้า” ท่านเจ้าป่าในร่างหนุ่มฉกรรณ์นุ่งขาวห่มขาวก้าวขาลงจากหลังพญาเสือโคร่ง กล่าวนมัสการมหาฤาษี และนำเหล่าบริวารก้มกราบลงกับพื้น

“เป็นอย่างไร ไอ้เจ้าป่า พวกเอ็งสบายกันดีฤา” มหาฤาษียิ้มแย้มกล่าวตอบ

“สบายดีขอรับท่านมหาฤาษี”

“เออก็ดี แต่อย่าติดสบายกันนักล่ะ กิเลสจะจับ”

 “ขอรับ...แล้วนี่จะให้พวกเราช่วยอะไรได้บ้าง จะให้ช่วยสร้างฐานทัพไหมขอรับ”

“ขอบใจ แต่พวกเอ็งไม่ต้องทำอะไรหรอก ข้าเรียกไอ้พระวิสุกรรมลูกศิษย์ข้ามาจัดการให้แล้ว ไอ้นี่มันเก่ง มันได้ข้าสอนข้าสั่ง สร้างอะไรก็สวยงาม มันจัดการแป๊บเดียวก็เรียบร้อย พวกเอ็งมีอะไรทำก็ไปทำกันเถอะ”

นี่ถ้าสีทันดรประทับอยู่ด้วยคงตีลูกขัดเข้าให้ที่หลงตาที่เคารพสามารถวกยกชายผ้าคากรองมาชมตนเองได้ซื่อๆ มหาฤาษีก็มิพูดเปล่า ยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ประกอบการปราศัยพาที

“ขอรับหลวงตา” เจ้าป่ารับคำลุกขึ้น แล้วหันไปคุยกับเหล่าอณูน้อย “แล้วท่านอณูน้อยล่ะ มีอะไรให้พวกข้าช่วยไหม”

“ยังไม่มีหรอกครับท่านเจ้าป่า” ทรงกลดตอบแทนเพื่อนทุกคน

“งั้นถ้ามีก็แจ้งพวกข้าได้ตลอด เอ...หรือพวกท่าน จะให้นางไม้เหล่านี้มาคอยรับใช้ดีไหม” สิ้นเสียงเจ้าป่า เสียงใสของกลุ่มดรุณีงามงดด้านหลังในภัสตราภรณ์พิลาศเกินนางไม้จากป่าอื่นๆก็สรวลใสเป็นที่ชอบใจ แต่ที่ไม่ค่อยชอบใจคืออณูแห่งพระพุธ เพราะคืนฉายกำลังยืนอมยิ้มให้บรรดานางไม้เหล่านั้น

“ไม่ต้องหรอก ขอบใจท่านมาก ท่านไปเถอะ” เอราวัตตัดบท ก่อนจะทุบเข้ากลางหลังคืนฉายเสียงดังพลั่ก สำลักยิ้มที่อมไว้ไม่ทันตั้งตัว

“โอ๊ยยยย...มาทุบฉายทำไม”

“อย่ามาทำเป็นไขสือหน่อยเลย รู้นะเมื่อกี้ทำอะไร”

เอราวัตทำเสียงเข้ม เริ่มอ้าปากจะร่ายยาวต่อหน้าทุกคนในคณะและบรรดาเจ้าของพื้นที่เดิม แต่แล้วก็ต้องยุติเสีย เพราะตรงเส้นขอบฟ้า ปรากฏรัศมีวาบดุจดาวฤกษ์ส่องแสงมาแต่ไกล ถึงแม้จะเป็นกลางวันก็เห็นได้ชัด ทว่ารัศมีนั้นก็หาได้เรืองรองงามจับตาเท่ากับรัศมีสีชมพู ที่ดูเหมือนจะอยู่ใจกลาง และทุกคนก็รู้ว่าเป็นของพระองค์ใด

“อ้าวนั่น วายุภัค นำเสด็จมหาลักษมีเทวีกลับมาแล้ว”

สิ้นเสียงของธรรม์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล รัศมีทั้งสองนั้น ก็พุ่งปราดด้วยความเร็วสูงมายังใจกลางกลุ่ม อณูน้อยทุกคนคำนับน้อมนบ เจ้าป่าเจ้าเขา รุกขเทวาและนางไม้ ทรุดกายหมอบราบกนาบกรานถวายความเคารพสูงสุด คงมีแต่มหาฤาษีเท่านั้นที่ยังยืนยิ้มแฉ่งกว่าเดิมเพียงรูปเดียว

“ถวายพระพร พระแม่เจ้ามหาลักษมีเทวี” ทุกเสียงกล่าวพร้อมเพรียง ครั้นพอรัศมีสลาย ทันทีที่เงยหน้ามาเห็นข้อพระบาทกระพรวนนาคราชเรื่อยขึ้นไปถึงพระพักตร์เอี่ยมลออก็ต้องตะลึงงัน

ที่ตะลึง คงมิใช่เพราะถวายพระพรเก้อ หากแต่เป็นเพราะมหาเทวีแห่งศรีไฉนอยู่ในฉลองพระองค์ของสีทันดร
เอ....ฤานี่หาใช่พระแม่เจ้า ทว่าเป็นเจ้านาคน้อยจอมดื้อของพี่ๆอณูทุกคน

อย่างที่รู้ สีทันดรเรียกได้ว่าแทบจะถอดแบบมาจากพระแม่เจ้า ยามนี้หาได้ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับแม้สักกระเบียด พระพักตร์ที่งามอยู่แล้ว ก็งามยิ่งขึ้นทบเท่าทวีคูณ กลิ่นหอมเสียยิ่งกว่าหอมสดชื่นกำจาย ยิ่งกอปรกับรัศมีสีชมพูกลีบบัวอ่อนหวานเจือทองระยิบระยับแล้ว ทั้งสามโลกมีเพียงพระองค์เดียวย่อมมิผิดองค์ สีชมพูของเทพองค์ใดก็มิเทียบเท่า ...แล้วไฉนสีทันดรถึงได้ครอบครองรัศมีแห่งมหาเทวียามนี้ได้ เป็นไปได้ไหมที่พระแม่เจ้ายังประทับอยู่

“นะ น้องดื้อ ทำไมเจ้า...”

แต่ก่อนที่คำถามจะออกมาครบถ้วนจากพี่ๆอณู มหาฤาษีที่มองปราดเดียวก็ทิ้งว่าใครคือคู่ปรับ ทั้งขัดและแทรกขึ้นมาทันที “ ขอถวายพระพรพระแม่เจ้า ข้าฯนึกว่าจะเสด็จกลับมาพร้อมอัสดง”

“พระแม่เจ้าอะไรกันหลงตา หลานเอง” สุรเสียงใสแย้งขึ้น ขัดกับพระลักษณะที่ทรงขรึมลงอันหลายคนสังเกตได้

“แหมมม อีกไม่กี่เพลาก็เป็นพระแม่เจ้าแล้ว” มหาฤาษีลอบค้อนตามอุปนิสัย คำตอบและท่าทีน้อมนบของหลวงตาที่เปลี่ยนไปยังทำให้ทุกคนงุนงง ยิ่งประโยคต่อไปยิ่งงงกันใหญ่ “ ปีนี้คงจัดที่นี่สินะ”

“ใช่จ้ะหลงตา จัดที่นี่ มีพระเสาวณีย์มาเช่นนั้น”

“ดีๆ ดีเลย เป็นวาสนาแก่เทวะชั้นผู้น้อยแล้ว” หลวงตามหาฤาษีที่คงรู้อะไรต่อมิอะไรอยู่แล้ว แทบจะทิ้งไม้เท้าปรบมือลั่น แล้วหันไปบอกกับคณะของเจ้าป่าและทุกคนเสียดังลั่นว่า

“พวกเอ็งเตรียมตัวกันให้ดี อีกสามราตรีนับจากวันนี้ เทวะจะจัดมหาพิธีทีปวลีขึ้นที่นี่ ที่ฐานทัพใหม่แห่งนี้ เอ็งจงเตรียมตัวกันให้พร้อม วาสนาของพวกเอ็งมาถึงแล้ว”

สิ้นเสียงมหาฤาษี เสียงปรบมือไชโย ก็กระหึ่มอลอึงมาจากคณะท่านเจ้าป่า เพราะพอรู้กันดีว่า ‘ทีปวลี’ คืออะไร ถ้าเป็นอย่างที่มหาฤาษีบอก ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เหล่าเทวะจะจัดมหาพิธีนี้ขึ้นในภพมนุษย์ หาใช่มนุษย์จัดถวายตามเทวาลัยหรือบ้านเรือนอันเป็นปกติ และก็ปกติของเทวะนี่แหละที่มักจะจัดถวายยังบาดาลหรือบางทีก็ที่มหานทีสีทันดรซึ่งก็มีแต่เทวะบนสวรรค์ชาวบาดาลที่ได้เข้าร่วม ชั้นที่อยู่บนโลกมนุษย์มิสามารถเข้าถึง ฉะนี้แล้วไยจะไม่ยินดี

“แล้วพิธีทีปวลีมันคืออะไรกันล่ะครับหลวงตา พวกผมอยากรู้” ราหูถามขึ้นตามที่ตนเองและพรรคพวกกำลังสงสัย ซึ่งก็ไม่น่าแปลก เพราะการแบ่งภาคมาเกิด ตัวรู้มันย่อมเลือนหายเป็นธรรมดา

“ก็พิธีบูชามหาลักษมีเทวีน่ะสิวะไอ้ราหู ไอ้เวรนี่ถามแปลก นี่พวกเอ็งคงจะลืมกันแล้วล่ะสิ”

หลวงตาตอบมาแค่นี้ วายุภัคที่ประทับยืนด้านหลังก็ตบหัตถ์แย้มสรวลยิ้มกว้างรู้ได้โดยพลัน แลคงมีอีกคนที่รู้ว่าพิธีนี้คืออะไรก็คือทรงกลดเพราะไปฝึกวิชากับพราหมณ์ที่อินเดียตั้งแต่เด็ก ความงุนงงยังคงจับอยู่ที่อณูทั้งสี่ที่ยังปะติดปะต่ออะไรไม่ได้ จนทรงกลดต้องช่วยบอกให้จนเสียงร้องอ๋อดังขึ้น แล้วทั้งหมดก็รู้แล้วว่า ทีปวลีคืออะไร แต่ที่ยังไม่รู้ คือมันเกี่ยวข้องตรงไหนกับสีทันดร ทำไมมหาฤาษี ถึงเรียกน้องดื้อเป็นพระแม่เจ้า ข้อหลังๆนี่ ทรงกลดเองก็คงไม่รู้ ก็คงจะเว้นแต่เทวปักษีอย่างวายุภัคอีกแหละที่รู้ ทว่าหาได้เคยเข้าร่วมพิธีไม่

“ข่าวลือมันเป็นจริงสินะ ถึงว่าสิ สีทันดรถึงงามขึ้นเพียงข้ามคืน... เราลืมเรื่องนี้ไปได้ไงกัน อยากย้อนเวลากลับไปนัก ถ้ารู้ว่าเจ้าจะงามขนาดนี้ พี่จะไปร่วมพิธีตั้งแต่แรก” วายุภัคตรัสกับองค์เองเบาๆ ลืมพระองค์ตามที่พระทัยนึก “รู้ไหมว่าเมื่อกี้พี่เกือบพาเจ้าไปฉิมพลี”

คงเพราะลืมพระองค์นี่แหละมัง พระหัตถ์หนาจึงหมายคว้าข้อพระกรเรียวเสลาด้านหน้าไว้ แต่ก็ยังมิได้ทันจะคว้า แค่เอื้อมมา รัศมีสีชมพูอ่อนหวานกลับแรงกล้าสว่างวาบ ซัดวายุภัคเสียงดังเปรี้ยงประหนึ่งอสุนีบาตฟาดวรองค์เทวปักษีจนกระเด็นกระดอนออกไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ด้านข้างดังสนั่นลั่นป่า ท่ามกลางอาการตกตะลึงของทุกคน

วายุภัคถูกฟาดจนกระเด็นเหมือนกับอัสดงที่ธารน้ำตกไม่มีผิดเพี้ยน

“โอ๊ยยยยยย”

“วายุภัค!!!” สีทันดรตกพระทัย หันมาดู แล้วเหิรลอยมาพร้อมๆกับบรรดาอณูน้อยหมายจะเข้ามาช่วยพยุง  “เป็นอะไรมากหรือเปล่า”

“มะ ไม่เป็นไร ไม่ต้องพยุงพี่ พี่ลุกขึ้นเองได้” วายุภัคมิได้โกรธ แต่หมายความตามนั้นจริงๆ “นี่พี่คงจะแตะต้องตัวเจ้าอีกไม่ได้แล้วสินะ”

“ใช่...จนกว่าจะหมดพิธี” หลวงตาเหิรตามมาสมทบแล้วตอบแทน วายุภัคก็ทรงถาม

“แล้วทำไมเมื่อกี้ หลานถึงพาสีทันดรกลับมาได้”

“ก็มีพระประสงค์จะใช้งานนี่โว้ย”

“วาสนาหลานมีแค่นิดเดียวจริงๆ ฤานี่” เจ้าเทวปักษีตรัสจบก็บ้วนพระโลหิตที่กระอักออกมาจากแรงกระแทกทิ้ง ก่อนจะพยุงกายขึ้นมา บ่นพึมพำคงพระลักษณะหนุ่มน้อยเกเรยามหงุดหงิดอีกครา

“หมดจากมนตรามหาจักร ก็มาเจอมหารัศมีแห่งมหาเทวีเจ้าอีก ฮึ่ย”

นี่ถ้าอัสดงมาได้ยินที่วายุภัคตรัส ก็คงรู้แล้วว่า....อะไรเป็นอะไร
วายุภัคมิทรงรู้เรื่องและมิได้ทรงใช้มนตราสิตามันเสกครอบสีทันดรไว้แต่อย่างใดเลยน่ะสิ

อัสดงเข้าใจผิด ....เพราะสีทันดรตั้งพระทัยให้เป็นเช่นนั้นแท้ๆ

“แล้วมันใช่คู่ของเอ็งไหมล่ะ คิดดีๆนาไอ้วายุภัค เอ็งอย่ารั้นไม่เข้าเรื่อง” หลวงตาเอ็ดศิษย์เข้าให้ แล้วหันไปสั่งความสีทันดร ตามด้วยดักคอกับทุกคนที่ยังคงงุนงงไม่หายว่า

“พระแม่เจ้า เสด็จไปประทับใต้ร่มไม้ด้านโน้นก่อนเถอะ เดี๋ยวพระวิสุกรรมมา ข้าฯจะให้เนรมิตที่ประทับให้ พระแม่เจ้าจะได้เข้าฌานปรับพลัง ส่วนพวกเอ็งก็อย่าเพิ่งไปกวนพระแม่เจ้าล่ะ ข้ารู้หรอกว่าตัวสงสัยมันจับเต็มพวกเอ็งไปหมด”

“งั้นหลวงตาก็เล่าให้ฟังซะทีสิจ๊ะ มัวแต่เก็บไว้รูปเดียวแบบนี้ สองหนแล้วนา” คืนฉายคงทนไม่ไหว จึงพูดขึ้น

“ก็มันไม่ใช่เรื่องของข้านี่ มันเรื่องส่วนพระองค์ รอท่านสะดวกท่านก็เล่าให้ฟังเองแหละ ข้าว่าพวกเอ็งตามข้าไปดูว่าพื้นที่ตรงไหนจะใช้ทำอะไรดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลา”

“ก็ได้ครับ”

ทุกคนรับคำจำยอมแยกย้าย รวมถึงคณะเจ้าของพื้นที่เดิม ...สีทันดรเองก็ทรงรับคำอย่างว่าง่าย ไม่โต้ ไม่แย้งเหมือนแต่เก่าก่อน พาพระพักตร์แลพระวรกายผุดผาดผ่องใส หากพระอารมณ์คงมิใสเท่าไรนัก เสด็จไปยังใต้ร่มไม้ที่มหาฤาษีชี้บอก ทุกสายตามองตามรู้สึกได้

“น้องดื้อเป็นอะไร เอ๊ะ หรือท่านวายุภัค ...” คืนฉายโพล่งขึ้น วายุภัคก็ทรงตอบทันควัน

“เราไม่รู้เรื่อง เจ้าอย่ามาใส่ความเรา” เทวปักษีหนุ่มน้อยทรงออกตัว “เราเองก็อยากรู้เหมือนกัน เมื่อเช้าก็ยังดีๆอยู่ พอสายๆก็หายไปกับไอ้เจ้านลพักหนึ่ง พอกลับมาก็ตาแดงๆ มาขอให้เราพากลับ เราพยายามถามก็ไม่ตอบนั่งนิ่งเงียบมาตลอดทาง เราว่าทางที่ดีถามไอ้เจ้านลกันดีกว่า”

แล้วทุกคนก็เห็นพ้องอย่างมิต้องสงสัย แลมินานหลังจากคุยกับมหาฤาษีเสร็จและพระวิสุกรรมลงมาจนนิรมิตฐานทัพใหม่ ก็เลี่ยงกันหลบมุมใช้กระแสจิตติดต่อนลกุพร แม้จะค่อนข้างยากเพราะระยะทางไกล แต่ก็หาใช่อุปสรรคสักนิดเดียว ...มินานนลกุพรก็สนองให้ครบถ้วนกระบวนความตามเรื่องที่เกิดตรงริมธารและคืนก่อนหน้ามิขาดตกไปสักเหตุการณ์ เฉกเดียวกับเหตุการณ์ทางฝั่งทรงกลดเช่นกัน

“เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ เข้าใจผิดกันไปใหญ่ทั้งคู่” นลกุพรทรงปิดประโยค ทรงกลดก็อดที่จะเขกกบาลเจ้าพระศุกร์มิได้

“โอ๊ยเจ็บนะไอ้กลด”

“เพราะนายเลยไอ้ฉาย ไปบอกน้องดื้ออย่างนั้น”

“ใครจะคิดว่าน้องดื้อจะเชื่อ แล้วเอาไปใช้” คืนฉายเถียง

“ทีหลังก็คิดก่อนสิวะ”

“แหมไอ้กลด ทีงี้และมาด่ากู ทีตอนกูพูด ได้แต่หัวเราะลั่น”

“เอาละๆ อย่าเพิ่งเถียงกัน” เอราวัตตัดบทแทรกขึ้น ก่อนจะเยิ่นเย้อ “แล้วนี่ไอ้แม่ทัพ มันรู้เรื่องหรือยังนล”

“มันไม่ยอมฟังอะไรเลย”

“เฮ้อออ ไอ้อัสดงนะไอ้อัสดง” เจ้าอณูแห่งพระพุธถึงกับถอนหายใจ ทรงกลดก็เปรยต่อ “นี่มันก็คงไม่รู้สินะว่าอีกสามวันข้างหน้า เหล่าเทวะจะจัดมหาพิธีทีปวลีขึ้นที่ฐานทัพใหม่ของพวกเรา”

“เออใช่ ไอ้กลดพูดถึงเรื่องนี้พอดี” คืนฉายเหมือนนึกอะไรได้ “ นลนายรู้ไหม พิธีนี้เกี่ยวอะไรกับน้องดื้อ ถามหลวงตาก็เล่นตัวอยู่นั่นแหละ”

“อ้าวนี่พวกเจ้า ยังไม่รู้เหรอ...แล้วพี่ชายวายุภัคล่ะ ทรงรู้ยังพะยะค่ะ หลังจากที่โดนซัดซะกระเด็น” นลกุพรทรงส่งกระแสจิตถามปนขำต่อไปยังวายุภัค ที่กำลังทำพระพักตร์ไม่ถูกยามทรงทราบเรื่องขุ่นข้องหมองใจระหว่างสีทันดรกับอัสดง

ลึกๆก็ดีใจ...เพราะโอกาสที่จะได้ทรงทำคะแนนมาถึง
หากอีกใจก็คงมิโปรดเท่าไรนัก ....ที่ดวงพระหฤทัยศรีแห่งบาดาลกำลังเศร้า

แต่เหนืออื่นใดทั้งมวล...น้อยใจต่างหากเล่าที่กำลังทรงรู้สึก
สีทันดรทรงใช้ตนเป็นเพียงเครื่องมือ ในเรื่องมนตราสิตามัน เพียงเพื่อให้อัสดงเจ็บใจแค่นั้น

เจ้านาคน้อย เจ้าเห็นพี่มีค่าแค่นี้เองฤา!!!

“พี่ชายวายุภัค ทรงรู้หรือยังพะยะค่ะ” นลกุพรทรงถามซ้ำ วายุภัคจึงสลัดภวังค์คิด

“พี่พอรู้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกหรือเปล่า ได้ยินแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง เพราะพี่มิเคยร่วมพิธีนี้เลย เลยไม่เคยเห็นด้วยตา แต่พอได้เห็นวันนี้ โดนซัดจนกระเด็นนี่ พี่ก็มั่นใจแล้วว่ามันเป็นจริง ทางที่ดีเจ้าเล่าให้พี่กับพวกอณูน้อยฟังเถอะนล”

“ก็ได้พะยะค่ะ คืองี้ ...” นลกุพรกำลังจะทรงเล่าตามคำขอ แต่แล้วก็ทรงถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเข้มจากด้านหลัง และคนขัดทางปลายทางก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล

“ทำอะไรอยู่นล”

“อ้าวอัสดง” เจ้ายักษ์เขี้ยวแก้วทรงหันไปตามเสียง พอเห็นว่าเป็นใคร ก็รีบส่งกระแสจิตชุดสุดท้ายบอกไปยังต้นทางว่า “แค่นี้ก่อนนะ ไอ้แม่ทัพมา เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง”

“คุยกับใครวะ” อัสดงถามต่อ เดินเข้ามาใกล้ๆ สีหน้าสีตา ยังถือว่าไม่ดีขึ้นจากริมธารน้ำตกเท่าไร

“คุยกับกลดน่ะ...แล้วเจ้ามีอะไรให้เราช่วยหรือเปล่า”

“ไม่มีหรอก แค่จะบอกว่า พี่ชายทยุติธรกลับขึ้นมาจากบาดาลแล้ว ทรงเรียกหานายน่ะ จะทรงปรึกษาเรื่องกองกำลังเวรยามที่ฐานทัพใหม่”

“อ้าวเหรอ แล้วทำไมไม่เรียกเราทางจิตล่ะ จะได้ไม่ต้องเดินมา”

“ก็นายใช้กระแสจิตอยู่นี่ ติดต่อมานายไม่ตอบกลับ เราเลยอาสาเดินมาตาม”

 “เออ จริงแฮะ ลืมสนิทเลย ก็ว่าอยู่ว่า ใครกันนะเรียกมา ที่แท้แฟนใหม่ของแฟนเก่าเรา” นลสรวลใสระเรื่อ คงลืมแผลในพระทัยที่ผ่านมาหมดแล้ว “ ว่าแต่ประทับอยู่ไหนล่ะ”

“ใต้ต้นสาละ”

อัสดงพูดจบ ก็หันหลังกลับเดินนำ กลับไปนิ่งเงียบ นลที่เดินตามมา จับอารมณ์และเข้าใจได้ เลยทรงเป็นฝ่ายชวนคุย มิทรงปล่อยให้ความเงียบจับนานนัก

“เมื่อกี้กลดบอกว่า หลวงตาให้พระวิสุกรรมมาสร้างฐานทัพใหม่ให้พวกเรา นี่คงใกล้จะเสร็จแล้วมั้ง พรุ่งนี้พวกเรากลับไปคงได้เห็น”

“อืม” อัสดงขานรับแค่สั้นๆ

“กลดบอกอีกว่า พวกเจ้าป่าเจ้าเขามารอรับกันใหญ่ แถมยังอาสาช่วยงาน”

คราวนี้อัสดงแค่พยักหน้ารับ นลทรงเหลือบมอง ก็ทรงรู้ว่า อัสดงฟังเรื่องนี้แค่ผ่านๆ เพราะทั้งห้วงคำนึงของเขานั้น ยามนี้คงมีอยู่แค่เรื่องเดียว

“สีทันดรกลับไปถึงแล้วนะ” ประโยคนี้อัสดงเงี่ยหูฟังทันใด “พี่ชายวายุภัค พาส่งถึงที่เรียบร้อย”

“ถึงฉิมพลี หรือ ฐานทัพใหม่กันล่ะ”

“โธ่โว้ยย เจ้านี่มันน่าเขกกระโหลกจริงๆเลย อัสดง” นลเริ่มทรงรำคาญ “ จะบอกอะไรให้ ถ้าพี่วายุภัคทรงทำอย่างนั้น ป่านนี้คงโดนมหารัศมีของพระแม่เจ้าซัดจนหมอบแล้ว เมื่อกี้ก็โดนไปหนหนึ่ง เหมือนที่เจ้าโดนที่ลำธารเมื่อตอนสายแหละ”

“หมายความว่ายังไง” อัสดงหยุดเดิน ถามน้ำเสียงจริงจัง ในที่สุดนลก็ดึงความสนใจอัสดงกลับมาได้แล้ว

“นับจากวันนี้ไปอีกห้าราตรีข้างหน้า จะไม่มีบุรุษใด แตะเนื้อต้องตัวสีทันดรได้ แม้กระทั่งพี่ชายทยุติธร”

“ไม่จริง...เมื่อตอนสายไอ้ดื้อยังนั่งบนฝ่ามือไอ้นกทุเรศนั่นกลับไปได้สบาย มันไม่เป็นอะไรสักนิด เจ้าอย่ามาแก้ตัวให้เพื่อนรักเจ้าเลย ไอ้ดื้อก็บอกเองว่าวายุภัคใช้มนตราสิตามันเสกครอบมันไว้” อัสดงถียงกลับ ทำท่าจะเดินจาก นลกุพรถึงกับทอดถอนพระหฤทัย จนที่สุดต้องยอมขึ้นพระสุรเสียงสะกดอัสดงให้ยอมฟังซะที

“อณูแห่งพระสุริยาทิตย์ เจ้าจงฟังเรา เรื่องที่เรากล่าวเป็นเรื่องจริง เหตุที่สีทันดรนั่งบนฝ่ามือวายุภัคกลับไปฐานทัพได้นั้น เพราะพระมหาลักษมี จะทรงใช้งาน และเมื่อถึงที่ วายุภัคก็จะแตะเนื้อต้องตัวสีทันดรไม่ได้อีก ถึงได้ถูกซัดจนกระเด็นเหมือนกับเจ้าที่ริมธาร เราเองหรือพี่ชายทยุติธร คาดว่าตอนนี้ก็จะแตะตัวสีทันดรไม่ได้อีกแล้ว แม้กระทั่งพระอัยกาและพระบิดา มันไม่มีหรอกมนตราสิตามันอะไรที่สีทันดรบอกเจ้า เราพูดถึงขนาดนี้แล้วเจ้ายังไม่เชื่อเรา เจ้าก็ไปทูลถามพี่ชายทยุติธรดูแล้วกัน”

แล้วนลกุพรก็เสด็จปึงปังแซงหน้าจากไป ทิ้งเจ้าพระอาทิตย์หม่นแสงไว้เพียงเบื้องหลัง ให้ยืนขบยืนคิดเงียบๆต่อไปเพียงผู้เดียว

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 179
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +600/-14
รัศมีสีม่วงของเจ้าอณูแห่งศนิเทพยามนี้ เริ่มที่จะหรี่แสงลง หลังจากเหิรลอยอยู่เหนือยอดไม้ในป่าลึกมากว่าชั่วพัก ลดระดับลงมาเหิรเหนือยอดหญ้า เพราะสายตาเริ่มสังเกตเห็นรอยเลือดสีดำคล้ำ ของคนที่ตนตามรอย

‘รณพักตร์’ ชื่อนี้ยังอยู่ในห้วงคำนึงมิสร่าง อีกมินานนี้หรอกคงตามจนเจอ
ที่จริงก็ตามมานานแล้วนะ ...ทว่าก็มิได้ตามจริงๆจังๆ

ยิ่งได้คบกับตระการตา ... ‘รณพักตร์’ ก็เลือนหายแทบจะไร้รอย
จวบจนเมื่อวาน ในสนามยุทธการ....อดีตพุ่งปราดกลับมาอีกครั้ง ประหนึ่งลูกธนูเสียบเข้ากลางใจ

“อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะรณ รอฉัตรก่อน” คันฉัตรมิอยากเชื่อหูที่ได้ยินว่าปากตนจะพูดได้เช่นนั้น นี่ถ้าไอ้แม่ทัพมันมาได้ยิน ตนคงตกที่นั่งลำบาก

“รณเป็นศัตรู ท่องไว้คันฉัตร เราต้องฆ่าเขา”

อณูแห่งศนิเทพ บอกตัวเองเช่นนั้น รู้ตัวเองว่าฝืนใจ อดีตมันจบไปแล้วอย่าได้รื้อฟื้น แต่รอยเลือดบนพื้นยิ่งชัดเท่าไหร่ มันก็ยิ่งโหมกระหน่ำทบเท่าทวีคูณ จวบจนถาโถมมาระลอกสุดท้ายนั่นคือความทรงจำกับไอ้ศัตรูตามปากทั้งมวล และความทรงจำนั่นมันก็มาพร้อมกับร่างที่โชกไปด้วยเลือดนอนคว่ำหน้าหายใจรวยระรินเหนือโขดหินริมธาร หอกด้ามยาวจากฝีมืออัสดงยังคงปักอยู่กลางหลัง ดูเผินๆก็รู้ว่าร่วงมาจากฟากฟ้า

แต่ก่อนที่คันฉัตรจะพุ่งปราดเข้าไป รัศมีสีดำกลุ่มหนึ่ง ก็พุ่งปราดจากยอดไม้ลงมา พอสลายก็กลายเป็นทหารมารน่าจะเป็นชั้นนายกองสี่ถึงห้าตน คันฉัตรคิดว่าเจ้าพวกนั้นคงจะมาช่วยนายมันให้หลีกลี้หนีหาย จึงเตรียมโรมรันหมายสังหารสิ้น หากก็ไม่เป็นดังคิด เพราะแทนที่เจ้าพวกนั้นจะเงื้อดาบแล้วพุ่งมาทางตน มันกลับเงื้อดาบ และหมายเอาเข้าที่คอของคนที่เมื่อวานเป็นผู้บังคับบัญชาของมันเอง!!

คันฉัตรมิรอช้า โผนทะยานฟาดดาบเข้าไปแทรกทันท่วงที แถมยังตวัดดาบตนบั่นเข้าเอาที่คอพวกมันแทนที่ในดาบเดียวจนหัวขาดกระเด็นรอบวง หากก็ยังเหลืออีกตนหนึ่ง ที่แค่ยืนคุมเชิงมิได้เงื้อดาบในแต่แรก และมันก็เริ่มลนลานเพราะรู้ดีว่าฝีมือมันคงสู้เด็กหนุ่มข้างหน้าผู้เป็นอณูเทวะมิได้ มันจึงพยายามจะเหาะหนี แต่แล้วคันฉัตรก็กลับฟาดมันร่วงด้วยเทวฤทธิ์ กระแทกทพื้นหินดังอั่ก เหยียบอกมันไว้ ถามแค่สั้นๆ

“ใครส่งเจ้ามา”

นายกองมารตนนั้น ยังมิตอบในทีแรก คันฉัตรจึงกระทืบมันจนเลือดกระอักอีกที มันถึงได้ยอมปริปาก

“แม่ทัพใหม่ ท่านสหัสสเดชะ”

“แล้วทำไมถึงต้องฆ่าเขา ตอบมา” คันฉัตรแทบจะคำราม

“จอมอสูรกับท่านแม่ทัพเห็นว่าหมดประโยชน์”

“มารก็เป็นอย่างนี้เสมอ” คันฉัตรขบกรามแน่น “เจ้าเองก็หมดประโยชน์แล้วเช่นกัน”

และนั่นก็เป็นประโยคสุดท้ายของเขาที่มีให้กับมัน เพราะถึงจะพูดจะถามอะไรต่อไป มันก็คงไม่มีทางได้ยินอีกแล้ว เพราะหัวไอ้เจ้านายกองตนนั้น มันขาดกระเด็นด้วยคมดาบของคันฉัตรไปกองรวมอยู่กับพรรคพวกเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อจัดการนายกองมารสิ้น อณูแห่งพระเสาร์ก็หันกลับไปยังคนที่เป็นจุดมุ่งหมายเดิมแต่แรก รัศมีมารจากคนบาดเจ็บอ่อนลงๆทุกที คันฉัตรมิรีรอ รีบใช้เทวฤทธิ์ ดึงหอกออกจากกลางหลังรณพักตร์ ครั้นพอดึงแล้ว ประคองร่างขึ้นมาได้กลับรอรี ด้วยว่าจะทำอย่างไรต่อไป

‘สังหาร’ ตามสิ่งที่ควรทำ หรือ ‘รักษา’ ตามสิ่งที่หัวใจกำลังเรียกร้อง
นี่คงเป็นครั้งแรกที่ตัดสินใจยากที่สุดในชีวิต

“ฆ่าเราเถอะ” เสียงห้าวหาญเมื่อวาน ยามนี้แหบพร่าแผ่วเบา เสมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร ตัดสินใจมาให้ นี่แสดงว่าเจ้าคนเจ็บมันคงรู้ตัวตลอดว่าเกิดอะไรขึ้น “ฉัตร...ฆ่ารณเถอะ”

คันฉัตรเงื้อดาบ หมายเสียบซ้ำรอย แต่แล้วก็ต้องกลับชะงัก เมื่อมือเปื้อนเลือดของรณพักตร์ ยกมาสัมผัสผิวหน้าเขาอย่างแผ่วเบา ตาที่ปรือขึ้นได้เล็กน้อยหากก็พอเห็นภาพ หลับลงอีกครั้ง พร้อมน้ำตาใสๆ ไหลเป็นทาง มาพร้อมประโยคแผ่วเบาอีกประโยค ที่คันฉัตรฟังแล้วหัวใจสั่นพร่า

“คิดถึงเหลือเกิน”

และเพียงเท่านี้ คันฉัตรก็ตัดสินใจได้ในเสี้ยววินาที “ไม่รณ ...ไม่มีทาง ฉัตรจะรักษา รณเอง”

รณพักตร์หรืออีกนามอินทรชิตสดับเสียงได้ ก็ฝืนกาย ใช้แรงสุดท้ายที่ยังพอมี แต่คงมิได้ใช้ผลักออก ตรงกันข้ามกลับใช้กอดรัดคันฉัตรแน่น ก่อนจะทิ้งทั้งตัวลงไปในอ้อมอกกว้าง ซึ่งตัวและใจเจ้าของมิได้ขัดขืนเลยแม้แต่สักนิดเดียว

กลับมาสู่อ้อมอกที่เคยคุ้น
กอดละมุนกรุ่นกลิ่นคะนึงหา
กลับมาสู่คนที่เคยคุ้นตา
กลับมาหาระลึกฝันวันคุ้นเคย

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 179
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +600/-14
เลยค่ำมาได้สักพักแล้ว สีทันดรจึงถอยฌานลืมพระเนตรขึ้น ลุกจากที่ประทับใต้โคนต้นไม้ มองไปรอบๆก็เห็นชัยภูมิฐานทัพใหม่ มีปราการแข็งแกร่งล้อมไว้ คบเพลิงจุดสว่างไสว กระโจมที่พักน้อยใหญ่ เรียงละลาน ใจกลางคือพลับพลา ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นที่ประชุม มองไกลๆก็เห็นว่าทุกคนกำลังนั่งรวมกันอยู่ในนั้น

“สร้างค่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วสินะ” เจ้านาคน้อยตรัสกับองค์เอง ก่อนจะพุ่งปราดเป็นรัศมีสีชมพูเข้าพลับพลา

“เฮ้ยยยย น้องดื้อ” คืนฉายทักขึ้นเป็นคนแรก ทันทีที่พระบาท ประทับยืนบนพื้น “ ทำไม น้องดื้อถึงได้...”

“เป็นอิสตรี” สีทันดรสรวลนิดหน่อย ไยจะมิทรงรู้ว่าถ้วนทั้งองค์ เป็นเทวนาคีสมบูรณ์แบบแล้ว เจ้านาคน้อยของพี่ๆ ยามนี้เป็นศุภนารีเลิศลักษณ์สะกดทุกคนจนตะลึงตะลาน จะขัดตาแต่ก็เพียงนิดเดียวคือยังอยู่ในภูษาทรงตามแบบบุรุษเพศ

“พระมหาลักษมีเทวี ในภาคเทวนาคี!!”

วายุภัคสรุปคำจำกัดความของสีทันดรมาให้ ทุกคนเห็นพ้อง และเกือบเผลอกายถวายบังคม แล้วมหาฤาษีก็เชิญสีทันดรประทับยังอาสน์ที่ว่าง ก่อนจะเอาไม้เท้าเขกหัวเหล่าอณูที่ยังอ้าปากค้างเรียกสติกลับมา

“มัวแต่ตะลึงกันอยู่นั่นแหละ ประชุมต่อได้แล้วโว้ย ไอ้พวกเวร”

“คะ ครับหลวงตา” ทรงกลดรับคำ หากก็ยังมิยอมเบือนสายตามาจากสีทันดร แล้วทวนความก่อนเจ้านาคน้อยมาถึงให้ “ เมื่อกี้พวกกระหม่อม เอ้ย พวกพี่กำลังคุยถึงเรื่อง เข้าเฝ้ามหาสรัสวดีเทวี”

“เราจะถามอยู่พอดีเลยพี่กลด” สีทันดรตรัสตอบ ทรงแจ่มใสพอๆกับพระสุรเสียงกว่าตอนมาถึงเมื่อตอนกลางวันมาก ก่อนจะหันไปหา อณูแห่งพระพฤหัสกับอณูแห่งพระศุกร์ผู้รับผิดชอบงานนี้

“เป็นอย่างไรบ้างพี่ธรรม์ พี่ฉาย”

“ยังไม่สำเร็จเลยน้องดื้อ” ทั้งสองแทบจะตอบพร้อมกัน อาการตะลึงห่างหายกลายเป็นกลัดกลุ้มมาแทนที่

“ข้าล่ะห่วงเรื่องนี้” หลวงตาเองก็เสริมขึ้น

“หลานก็กังวลครับหลวงตา” ธรรม์ยอมรับออกมาตรงๆ “หลานกับไอ้ฉาย พยายามกันทั้งคืน กระแสฌานแห่งพระนางไม่เปิดเลย”

“แล้วอย่างนี้เราจะอัญเชิญปัญญามาอยู่กับเราได้ไหมครับหลวงตา” ทรงกลดในฐานะรองแม่ทัพก็กังวลมิแผกจากคนอื่น

“มันต้องได้สิวะ ไม่งั้นพวกเอ็งแย่แน่ ” หลวงตาเริ่มจริงจัง

“พวกพี่ทำอะไร ผิดขั้น ผิดตอนหรือเปล่า” สีทันดรสงสัย พระลักษณะดูจริงจังพอๆกับหลวงตา เพลานี้ดูเหมือนจะทิ้งเรื่องของอัสดงสิ้น ที่จริงก็ทรงทิ้งมาได้สักพักตั้งแต่มหารัศมีแห่งมหาเทวีต้นกำเนิดจับเต็มพระองค์ตอนเข้าฌาน

“ไม่นาน้องดื้อ พวกพี่ก็เข้าฌานกันตามปกติ”

“แล้วพี่ธรรม์ได้บูชาพระมหาพิฆเนศวรก่อนเข้าฌานหรือเปล่าล่ะ พี่ลืมแล้วหรือไงที่เราเคยบอกว่า มหาสรัสวดีท่านเคร่งครัดในธรรมเนียมพิธีมาก จำได้ไหมว่าเราเคยโดนท่านเอ็ดตอนฝึกมนตราโดยไม่บูชามหาพิฆเนศวรก่อน”

“เออใช่น้องดื้อพี่สองคนลืมเสียสนิทเลย” สองอณูหนุ่มน้อย แทบจะตบเข่าดังฉาด

“ถึงว่าสิ ...งั้นคืนนี้พี่ลองใหม่ ลองบูชามหาพิฆเนศวรท่านก่อนตามธรรมเนียม ถ้าไม่ได้ผลอย่างไรค่อยว่ากัน เราว่าต้องได้ผลบ้างแหละ เพราะพวกเราได้ให้อณูของครุเทวะและครุอสูรผู้มีปัญญาเข้าเฝ้าท่านทั้งที”

“ข้าฯ ก็ขอให้เป็นอย่างนั้น”

“แล้วถ้าไม่ได้ผลล่ะน้องดื้อ” เอราวัตถามขึ้นบ้าง

“ก็คงมีอีกวิธี” สีทันดรทรงครุ่นคิดสักพัก แล้วตรัสว่า “พี่ก็เข้าเฝ้ามหาพิฆเนศวรในพิธีทีปวลีซะเลยสิ ขอให้ท่านช่วย พิธีนี้ยังไงท่านก็ต้องเสด็จมาเป็นประธาน”

“แล้วถ้าท่านไม่ช่วยล่ะน้องดื้อ”

“ท่านต้องช่วย เพราะเราจะช่วยออกหน้าอีกคน ตอนนั้นท่านคงเกรงพระทัยมหาลักษมีเทวีต้นกำเนิดแห่งเรา”สีทันดรกับมหาฤาษียิ้มออกมาได้แล้ว ทำให้เหล่าอณูเริ่มมีความหวัง

“ขอบคุณครับน้องดื้อ” ทรงกลดกล่าวอย่างโล่งใจ และแล้วก็ถือโอกาสวกเข้าเรื่องที่ทุกคนสงสัย “ว่าแต่เรื่องพิธีทีปวลีนี่ น้องดื้อจะต้องคืนร่างเป็นมหาเทวีหรือ เท่าที่พี่สังเกต น้องดื้อตอนนี้คือมหาเทวี ไม่ผิดเลย”

“จะผิดได้ยังไง เราคืนสู่มหาเทวีทุกประการ ทั้งเพศ ทั้งพลัง อย่างที่พี่ๆพอรู้กัน พิธีทีปวลีถือเป็นพิธีบูชามหาลักษมีในทางหนึ่ง เหล่าเทวะและมนุษย์จะบูชาพระนางด้วยไฟหรือแสงตะเกียง โดยเฉพาะมนุษย์จะถือเป็นพิธีที่ขับไล่ความมืดมิดในค่ำคืนอมาวสีหรือเดือนดับ ซึ่งจะเป็นคืนที่มืดที่สุดของปี จึงพร้อมใจกันบูชามหาลักษมี อัญเชิญพระแม่เจ้ามาสถิตในบ้านเรือน ขอสิริและความรุ่งเรือง ขับไล่ความมืดมนให้หมดไป”

“แล้วทำไมน้องดื้อต้องคืนสู่มหาเทวีทุกประการด้วยล่ะ” ราหูที่เงียบและฟังอยู่นานถามต่อ

“ก็เพราะในพิธีนี้ จะไม่ใช่แค่เสด็จลงมาประทับยังร่างเราธรรมดาเหมือนอย่างเมื่อวานที่สมรภูมิ แต่จะเป็นการรวมที่สมบูรณ์แบบ หนึ่งปีจะมีครั้งเดียว พิธีนี้จึงสำคัญต่อเราและพระแม่เจ้ามาก เพราะทั้งเราและพระแม่เจ้าจะต้องเข้าฌานปรับพลังซึ่งกันและกัน”

“จำเป็นด้วยหรือที่ต้องรวมกัน ทำไมพระแม่เจ้าไม่เสด็จเอง” อณูหนุ่มน้อย แทบจะผสานเสียง ถามด้วยความสงสัย คงมีแต่วายุภัคที่ประทับนิ่ง สดับฟัง

“ตอนเรายังเด็กๆ ก็ไม่ได้รวมหรอก แต่เราจะกลายเป็นอิสตรี เป็นเทวนาคี พูดง่ายๆก็เป็นพระแม่เจ้านั่นแหละตลอดพิธีทั้งห้าราตรี ตอนแรกที่บาลตกใจกันใหญ่ โดยเฉพาะทูลหม่อมพี่ชายทยุติธรทั้งตกพระทัยทั้งดีพระทัย เพราะอยากมีน้องสาวอยู่แล้ว” เจ้านาคน้อยพูดถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะสรวลใสหน่อยๆ ยามนึกถึงพี่ชายตอนนั้น ยิ่งนึกถึงตอนที่พี่ชายถูกมหารัศมีสีชมพูซัด ยิ่งต้องกลั้นขำ  ก่อนจะกล่าวต่อ

“ทีนี้พอทูลหม่อมปู่วาสุกีทรงทราบเรื่องก็เลยจับเราเป็นตัวแทนพระแม่เจ้า จัดพิธีทีปวลีที่บาดาลซะเลย เป็นการถวายการบูชาในส่วนของบาดาล เพื่อที่เหล่านาคานาคีที่ไปไม่ถึงเกษียรสมุทรจะได้เข้าร่วมได้ พอจัดปีหนึ่งก็เริ่มมีปีต่อๆมา จนเทวะที่ยังไม่มีบารมีมากพอที่จะไปถึงที่ประทับยังเกษียรสมุทร ทราบเรื่องเลยมาทูลขอเข้าร่วม ทูลหม่อมปู่ก็ใจดีอนุญาต ทีนี้ข่าวก็เริ่มแพร่กระจาย ก็เพราะพระนารทสหายรักหลงตานั่นแหละ เอาไปบอกคนนู้นคนนี้ ความเลยทราบถึงพระเนตรพระกรรณ” สีทันดรทรงค้อนหลวงตาขวับ หลวงตาเองก็หัวเราะชอบใจ เพราะรู้ดีว่าพระนารทสหายสนิทชอบกระจายข่าวเพียงไร แล้วสีทันดรก็ทรงเล่าต่อ

“พระแม่เจ้าพอทราบเหตุผลก็เลยโปรดให้จัดที่เดียวคือบาดาลหรือบางทีก็ที่มหานทีสีทันดร แล้วท่านจะเสด็จลงมารวมร่างกับเรา เพื่อให้ทุกชั้นฟ้าได้เข้าถึงน่ะ วันนั้นบาดาลจะต้อนรับทุกชั้นฟ้าเป็นกรณีพิเศษ แต่ก็มีบางปีนะ ที่ไม่ได้จัด เพราะเราไม่สบาย ปีนั้นก็ต้องไปจัดที่เกษียรสมุทรแทน”

“พี่ว่าน่าจะหลายปีเลยแหละ” วายุภัคทรงไม่ฟังเฉยๆแล้ว ทรงขัดขึ้นอย่างกับคนรู้ทัน และมันก็ใช่

“ก็มันเหนื่อยนี่ ใครไม่เป็นเราไม่รู้หรอก ต้องนั่งให้พรคนนั้นคนนี้ เบื่อจะตาย นึกๆแล้วก็เหนื่อย รู้ไหมเสร็จพิธีทีไร เรานะต้องนอนพักเป็นวันๆยิ่งปีนี้จัดที่นี่ และก็คงจะจัดกันใหญ่โตแหละ คงมากันเยอะเพราะใครก็มาได้ และยิ่งรู้กันแล้วว่าเราเป็นอณู เป็นการรวมที่สมบูรณ์ที่สุดที่เคยมีมา ยิ่งยกโขยงกันมาใหญ่เชื่อเถอะ ยิ่งปีนี้เทวะจะจัดที่ภพมนุษย์นี่ เมื่อวานเราก็ยังไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมต้องจัดที่นี่ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว”

“เพราะอะไรล่ะน้องดื้อ” คืนฉายถามขึ้น

“เพื่อขวัญและกำลังใจให้เหล่าเทวะยังไงล่ะ”

“ภาษามนุษย์เรียกอัดฉีด จำไปใช้ได้นะน้องดื้อ” คืนฉายยังมิวายสอนภาษามนุษย์สมัยใหม่ ทำเอาเจ้านาคน้อยถึงกับประทานค้อน เรียกเสียงหัวเราะได้จากทุกคน

“อีกแล้วพี่ฉายนี่ก็ เรายังไม่ได้คิดบัญชีเรื่องเก่าเลยนะ เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวจะให้พี่เอราวัตจัดการ”

“เอาละๆ ไว้พี่จัดการให้ ว่าแต่ทำไมพระแม่เจ้าไม่ไปรวมกับอณูคนอื่นแทนเจ้าล่ะ”

“ไม่มีอณูคนไหนจะเหมือนและกลายเป็นพระแม่เจ้าได้เท่าเรา เว้นแต่พระนางสีดา เพราะนั่นคือร่างอวตาร และก็ไม่มีอณูคนไหนอีกแล้วในเพลานี้ และสุดท้ายเราเกิดในคืนสำคัญของพิธีทีปวลีนี้ที่มหานทีสีทันดร เหตุผลพอไหมพี่ๆ”

แล้วรอยยิ้มกว้างแสดงความกระจ่างจากเหล่าอณูก็มีมาแทนคำตอบว่าพอเสียยิ่งกว่าพอ ทุกคนรู้และเข้าใจแล้วว่าพิธีทีปวลีคืออะไร ทำไมสีทันดรถึงกลายเป็นพระแม่เจ้า นี่ก็คงเป็นอีกเหตุผลที่สีทันดรทรงครองมหารัศมีสีชมพูอันซัดวายุภัคกับอัสดงจนกระเด็นตามที่ทุกคนเห็นและรับฟังมา

“เอาเป็นว่า คงหมดเรื่องสงสัยของพี่ๆแล้วสินะ ใครมีอะไรจะถามเราอีกไหม”

ทุกคนส่ายหน้า บอกให้รู้ว่าไม่มี เว้นแต่เจ้าเทวปักษีวายุภัค ที่ประทับยืนขึ้นจากอาสน์ เสด็จมากลางพลับพลา ทรุดพระชงฆ์ลง เบื้องหน้าสีทันดร แล้วตรัสขึ้นด้วยเสียงดังฟังชัดว่า

“พี่ไม่มีอะไรจะถามอีก แต่มีเรื่องอยากจะขอ”

“จะขออะไร”สีทันดรถามทันควัน

“พี่จะขอถวายตัวพี่เป็นบัลลังก์ที่ประทับ ตลอดมหาพิธี เพื่อเป็นเกียรติแก่เหล่าเทวปักษี เจ้าจะให้พี่ได้หรือไม่”

สีทันดรทรงนิ่งอึ้ง มิใช่เพราะมิพอใจ หากแต่ทรงคิดไม่ตก เพราะปีที่ผ่านๆมา เหล่าเทพชั้นผู้ใหญ่ มักเวียนกันถวายบัลลังก์ที่ประทับ เพื่อเป็นเกียรติและสิริแก่ตนเอง พูดง่ายก็คงอยากสร้างผลงาน อยากได้หน้า ให้มหาเทวีโปรด และก็มีอยู่หลายปี ที่ทูลกระหม่อมปู่กับพี่ชายทรงสลับกันเป็นบัลลังก์เสียเองตัดรำคาญบรรดาเทพที่ทะเลาะกัน เว้นก็แต่เหล่าเทวะปักษี ที่ยังมิเคยถวายอะไรเลย นี่คงเป็นครั้งแรกสินะ ที่พระมหาเทวีจะทรงบัลลังก์ครุฑเทียบเท่ามหาวิษณุพระราชสวามี ...มันจะสมควรไหมที่จะให้เป็นเช่นนั้น ฤาถ้าปฏิเสธไปจะเป็นการดูถูกน้ำใจของเหล่าเทวปักษีหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด ปีนี้ก็ทรงอยากประทับบนที่เดียวนั่นคือ... ราชรถเทียมม้าอุจไฉศรพแห่งพระสุริยาทิตย์

“ทำไมเจ้าคิดนานจัง สีทันดร” วายุภัคทรงเร่งรัด สีทันดรก็ทรงถามกลับ

“งั้นเราขอถาม แต่ก่อนฝั่งเทวปักษีไม่เคยเสนอตัว ไม่เคยมาร่วมพิธีมีแต่ปู่ของเจ้าที่มา แล้วไยปีนี้ถึงอาสา”

“ก็เพราะพี่ตัดสินใจแล้วว่า นับจากนี้ไป เทวปักษีอย่างพี่ จะจงรักและภักดียอมสยบให้แทบบาทเจ้าแต่เพียงเท่านั้น สีทันดร”

สีทันดรได้ฟังเยี่ยงนี้ก็มิรู้จะตอบอย่างไร ฤาวายุภัคมีเล่ห์เหลี่ยมอันใดซ่อนไว้ ทว่าสายตากับสีหน้าเขามิได้เป็นเช่นนั้น ครั้นจะปฏิเสธก็เกิดปัญหากับเทวปักษีแน่ๆ ถ้าตอบรับฝั่งเทวนาคาก็ไม่น่าจะโปรด อีกทั้งบัลลังก์ที่หมายตาก็มีอยู่แล้ว หากแต่เขาผู้นั้นยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉะนี้จะทำเยี่ยงไร

จู่ๆในระหว่างที่ครุ่นคิด สุรเสียงใสดุจระฆังแก้ว ซึ่งรู้ดีกันว่าเป็นใคร ก็ตรัสแทรก ตัดสินพระทัยมาให้ ได้ยินไปถ้วนทุกคน แลสะท้อนไปถึงสวรรค์ทุกชั้น จวบจนถึงฉิมพลีแลลงไปถึงบาดาล

“พิธีทีปวลีปีนี้ วายุภัคโอรสาแห่งพญาสดายุ เทวปักษี จะเป็นบัลลังก์ให้เรา ด้วยความภักดี และด้วยเกียรติยศที่มอบให้เรานี้ เราขอให้วงศ์วานเทวปักษี ถึงพร้อมด้วยเดชะ สิริ และชยะ เป็นการตอบแทน โอม”

เท่านั้น และเพียงเท่านั้น เสียงแซ่สร้องสรรเสริญ จากเทวปักษีที่อยู่ทุกสารทิศ ก็ดังกระหึ่มขึ้น ทุกพระองค์ ทุกตนทรุดเข่า พนมหัตถ์เหนือเศียร กล่าวคำบูชามหาลักษมีเทวีโดยพร้อมเพรียง  สีทันดรจะทำกระไรได้ นอกเสียจาก ....

“ขอบพระทัย”

เมื่อต้นกำเนิดตัดสินพระทัยมาแทนอย่างนี้ นั่นย่อมมีเหตุมีผลที่ซ่อนไว้ คงมิได้ทรงทำตามพระทัย แล้วเหตุผลมันคืออะไร ขนาดอณูแท้ๆอย่างองค์เองยังไม่กระจ่าง แล้วอย่างนี้ทูลหม่อมพี่ชายกับอัสดงจะเข้าใจได้ฤา

***********************************

รบกวนติดตามต่อในบทที่๑๖ ส่วนที่๓ นะคะ ขออภัยเป็นอย่างสูงเลย ที่ไม่ได้ลงนาน เนื่องจากเรื่องงานตามที่เคยแจ้งไว้ แถมครั้งนี้ก็ยังมาน้อย ยังไงต้องขออภัยอีกครั้งค่ะ จะพยายามหาเวลาทยอยเขียนทยอยลงให้บ่อยกว่าเดิมค่ะ

 :pig4: ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ยังติดตามและส่งกำลังใจผ่านคอมเม้นมาให้มากๆนะคะ อิ่มใจมากที่ยังไม่ทิ้งคนเขียนไร้วินัยคนนี้ ช่วงนี้ก็อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ คิดถึงทุกท่านเสมอค่ะ  :mew3:  :กอด1:

Artemis ๒๒๐๒๖๔

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
ดีใจมากมายที่ได้อ่านต่อเสียที คิดถึงจะแย่ หวังว่าอัสดงคงเข้าใจน้องดื้อนะเพราะมันคือหน้าที่ รออ่านส่วนที่3ต่อค่ะ ขอบคุณมากค่ะที่มาต่อ :pig4: :mew1:

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 799
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1
มาแล้ว มาแล้ว
กำลังสนุกเข้มข้นเลย รอตอนต่อไปอยู่นะครับ

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 383
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-3
ดีใจจุงที่ได้อ่าน    :impress3:


  :impress:    รออ่านส่วนที่ ๓ นะครับ

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7693
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
 :L1:ขอบคุณมากค่ะในที่สุด ในที่สุดนักเขียนก็กลับมาอัพต่อให้แล้วรอมานานมากเลยสมกับที่รอคอยสนุกจริงๆอัสสะอย่าน้อยใจสีทันดรเลยนะเพราะเป็นบัญชาของพระแม่ส่วนคันฉัตรเกิดรักสามเศร้ากับรณพักร์และตระการหรือไม่นะประธานและก่อนหน้ารอต่อไปรักษาสุขภาพด้วยนะคะ

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
 :sad4: :m15: :monkeysad:นักเขียนจ๋า me after youโดนลบไปแล้วหรือคะไม่มาแต่งต่อแล้วหรือคะเสียดายมากเลยรอตลอดมา

ออฟไลน์ BaII

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 466
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-1
สนุกมากๆครับ ยังคงรออ่านเสมอครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
@Artemis ค่ะ Me after you หายไปไหนแล้ว คิดถึงมอสกับเรน คิดถึงมูนกับเต้ย ซัน สกาย สตาร์ และผองเพื่อน ว่าจะเข้าไปอ่านซ้ำ แต่หาไม่เจอแล้ว..เสียใจจัง :mew4:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2013
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 799
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1
เรื่องของน้องซันหายไปไหนแล้วอะครับ

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 799
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ดีใจจังเลยกลับมาให้อ่านอีกแล้วอินทรชิต จะต้องมีปัญหารักสามเส้ากับตระการและคืนฉัตรแน่เลย ส่วนสีทันดรอัสดงจะน้อยใจไหมเพราะคำสั่งพ่อแม่ให้วายุภัคเป็นฐานเสวตนั่งตลอดพิธีเฝ้ารอตอนต่อไปนะคะ รักษาสุขภาพเป็นกำลังใจให้นะคะ

ออฟไลน์ yoyothaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ดีใจมากเลยค่ะที่ได้อ่านต่อ..ขอบคุณนักเขียนด้วยนะคะที่กลับมาเขียนต่อให้ได้อ่านกัน อยากถามถึงเรื่องของ มอส-เรน(Me after you) รู้สึกว่าจะถูกลบไปแล้วไม่ทราบว่าจะสามารถตามอ่านต่อที่ไหนได้บ้างคะ..ขอบคุณค่ะ

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 799
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1

ออฟไลน์ Oooy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
คิดถึงมากมายสบายดีไหมคุณนักเขียนคิดถึงน้องเรนมอสซันสกายสตาร์น้องนาคพี่อัสดง

ออฟไลน์ ommelom

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สวัสดีค่ะ เราอ่านอัศวินดารามาหลายยยยปีมากแล้ว และยังคิดถึงอยู่ตลอด น่าจะตั้งแต่ปี 60 หรือก่อนหน้านั้น ระหว่างที่ปิดไปเราก็ยังตามหาอยู่ทุกปี อยากอ่านอีกรอบเพราะจำได้ว่ามีภาค 2 และเราก็ยังรอเพราะไม่รู้จะติดตามทางไหนอีก ปีนี้หาเจอแล้ว อยากบอกว่าดีใจมากกกกก

เป็นกำลังใจให้คุณคนเขียนเสมอนะคะทั้งเรื่องงานและเรื่องนิยาย เราชอบเรื่องนี้มาก อัศจรรย์ใจทุกครั้งที่ได้อ่านปมเนื้อเรื่องต่างๆ ทุกอย่างมีเหตุมีผลของมัน แต่ละฉากอธิบายได้เห็นภาพชัดเลย เรานับถือมากจริงๆค่ะ

ขอบคุณที่แต่งนิยายดีๆนะคะ วันไหนที่รู้สึกไม่ดี อยากให้รู้ว่าเราขอให้คุณคนเขียนมีความสุขนะคะ เรารอเสมอไม่ว่าจะนานแค่ไหนค่ะ

ปล. หวังว่าอัสดงกับน้องดื้อจะเข้าใจกันได้เร็วๆน้า พี่ลุ้น

ออฟไลน์ BaII

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 466
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-1
ยังรอน้องดื้อ กับอัสดงเสมอนะครับ และให้กำลังใจนักเขียนด้วยขอให้ปลอดภัยจากโควิดครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 799
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด