อัศวินดารา บทที่ ๑๕ โอษฐ์แห่งมหาเทวี ส่วนที่๓ (จบตอน) อัพ ๒๒พ.ค.๖๓
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: อัศวินดารา บทที่ ๑๕ โอษฐ์แห่งมหาเทวี ส่วนที่๓ (จบตอน) อัพ ๒๒พ.ค.๖๓  (อ่าน 7586 ครั้ง)

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
“ขอบคุณท่านมาก จันทรเทพ”

“ไม่เอา เรียกใหม่ เรียกว่าพี่กลดได้ไหม”

“เอ่อ...พี่กลด” คงไม่เสียหายอะไร หากจะเรียกเขาว่าพี่ เพราะยังไรถ้าจะนับอายุทางร่างกาย ตนก็เด็กกว่าเขา

“เยี่ยมเลยครับ เดี๋ยวพี่มานะ” ก่อนจะไป ทรงกลดก็บีบพระหัตถ์น้อยเบาๆ อัสดงแสดงสีหน้าไม่พอใจพลัน ถ้าไม่ติดว่าทรงกลดเป็นเจ้าของบ้าน ก็คงประเคนกำปั้นให้สักหมัดด้วยเสนอหน้าดีนัก

“เสือก”

คำสั้นๆจากอัสดงมีให้ทรงกลดเบาๆ หากได้ยินเข้าก็คงหันมาวางมวยกับอัสดงเป็นแน่แท้ ครั้นพอประตูปิดสนิทใบหน้าที่ขมวดคิ้วยุ่งก็หันมาเล่นงานคนที่นอนอยู่

“ปล่อยให้เขาจับมือทำไม”

“ทำไมต้องอารมณ์เสีย ไหนบอกว่าจะคุยอะไรกับเราก็คุยมาเสียสิ มานั่งทำหน้าทำตาบูดบึ้งอยู่ได้”

“เราก็เป็นอย่างนี้ของเรา ใครจะหน้าตาระรื่นเหมือนไอ้พระจันทร์ล่ะ เหอะ ตอนแรกก็ว่าจะคุย ตอนนี้ไม่คุยแล้ว เจ้ารอกินนมร้อนๆ ของพี่กลดของเจ้าเหอะ”

อัสดงลุกออกจากเตียง แล้วเดินออกนอกห้องไปบ้าง ทิ้งให้เจ้านาคาตาสวยมองตามตาค้าง “คนบ้า คนงี่เง่า ผีเข้าผีออก อยากไปไหนก็ไปเลย”

หมอนที่นอนหนุน ถูกยกปาไปที่ประตู พระกรกอดพระอุระแน่น อุตส่าห์แอบดีใจที่อีตานี่จะคุยอะไรเป็นการส่วนตัว แต่ก็เจอบทงี่เง่าของเขาคนนี้ เชิญประสาทแดกไปคนเดียวเถิด ไม่สนใจแล้ว

เวลาผ่านไปสักพัก สีทันดรที่ประทับเอนพระวรกายก็ยันกายลุกขึ้น กำลังวังชากลับคืนมาอย่างครบถ้วน ในพระทัยก็ยังไม่วายคิดถึงคนงี่เง่าอยู่เช่นนั้น

“ออกไปดูซะหน่อยดีกว่า ไปถามให้รู้เรื่อง ว่าเป็นบ้าเป็นบออะไร”
ครั้นพอจะเสด็จออกประตูห้องบรรทมก็เปิดออกพลันแต่คนที่เข้ามา หาใช่คนที่ทรงคิดคำนึงถึงอยู่ไม่

“อ้าว น้องดื้อ ลุกมาทำไมครับ เอ๊ะ ทำไมหมอนมาอยู่ตรงนี้” ทรงกลดเหยียบหมอนที่สีทันดรขว้างอยู่ตรงประตูเต็มเท้า สงสัยการเจรจาจะไม่ได้ผล สมน้ำหน้า

“อ๋อ เราเอาขว้างผีบ้าไล่ออกไปจากห้องน่ะ พี่กลดมีอะไรเหรอ”

“พี่เอานมร้อนๆมาให้ตามสัญญาไว้ไง ดื่มก่อนเถิด จะได้ดีขึ้น นะครับ ” อณูแห่งจันทรเทพคะยั้นคะยอ

“ขอบใจนะ”

ที่จริงแล้วสีทันดรมิได้อยากดื่มนมนักหรอก หากถ้าปฏิเสธก็จะเป็นการเสียน้ำใจ จึงรับนมแก้วนั้นมา แต่วิธีเสพนั้นต่างจากมนุษย์ เพราะเพียงแค่ดมเฉยๆ เท่านี้ก็ทรงลิ้มรสนมแก้วนั้นจนเพียงพอ

“ทำไมไม่ดื่มล่ะครับ พี่ตั้งใจทำให้”

“เราไม่ได้เป็นมนุษย์อย่างพวกท่านนะ เราจึงมีวิธีกินแผกกันจากพวกท่าน”

นมแก้วนั้นถูกส่งคืนกลับ พลังทิพย์รัศมีรอบพระวรกายฉายชัดเช่นดังเดิม ดุจเดียวกับรัศมีเหลืองนวลของจันทรเทพ ที่ยังพยายามคลอเคลียรัศมีเทวนาคาพระองค์น้อย แต่ก็ได้แค่กระทบ มิหลอมรวม เฉกสุริยเทพ

“เอ้านี่ พี่มีของมาฝาก จับได้เมื่อกี้นี้เอง หวังว่าน้องดื้อคงชอบ”

ขวดแก้วใส ถูกบรรจงวางลงบนฝ่ามือเนียนนุ่ม ภายในมีแมลงตัวเล็กๆอยู่หลายตัว โบยบินทั่ว

“แมลงอะไร ไม่เห็นน่าดู”

“ดับไฟก่อนสิ แล้วเจ้าจะรู้ ว่าภายใต้แสงจันทร์มันมีอะไรให้น่าดูขนาดไหน” เสียงนุ่มของทรงกลดชวนให้วาบ แต่ยังมิหวามเข้าพระหฤทัย

แล้วแสงอัจกลับกลางห้องถูกดับด้วยฤทธี ภายในห้องมืดสนิท เหลือเพียงแสงจันทร์นวลที่สาดส่องทะลุบานหน้าต่าง ขวดแก้วใสในพระหัตถ์สว่างเรื่อรองรอง สีเหลืองทองจากแมลงพวกนั้นส่องวูบวาบ ดุจรัตติมณียามค่ำคืน

 “สวยจัง...พี่กลด”

“เขาเรียกว่าหิ่งห้อย พี่จับมาให้เจ้าตรงต้นลำพูข้างศาลาท่าน้ำ เจ้าชอบไหม”

“ชอบสิ แล้วจับมาได้ไง” สีทันดรตอบ พระหัตถ์ยกชูสูงเพื่อให้ดวงไฟดวงเล็กหลายดวงในขวดแก้วส่องสว่าง ภายใต้ความมืดสลัวดวงหน้าที่งามสง่าจับจ้องเทวนาคาองค์น้อยอย่างไม่วางตา

คำว่าถูกใจคงน้อยไปสำหรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ต้องตาและตรึงใจ ดูท่าจะเหมาะสมกว่า โดยมิต้องรอให้สมองสั่งการ แขนแข็งแรงโอบเอวเจ้านาคาน้อยพลัน ดึงเข้ามากอดแนบชิด

“เฮ้ย พี่กลดทำอะไร ปล่อยเรานะ” พระวรกายพยายามบ่ายเบี่ยง แต่อำนาจแห่งจันทรเทพ กลับตรึงไว้ไม่ให้ทรงหลุดรอดไปไหน

“พี่ขอแค่กอดเจ้า จะได้ไหม สีทันดร”

จริงแท้อย่างที่อัสดงว่า ‘ไอ้พระจันทร์มันเจ้าชู้ ลองอยู่สองต่อสองกับมันสิ’ แล้วเขาก็ทำอย่างที่อัสดงทำ อ้อมอกที่กอดแผกกัน ความรู้สึกก็ต่างกัน คนนึงร้อนแรงหากแต่ทำให้หัวใจถวิลหา คนนึงอบอุ่นแต่หัวใจยังมิต้องการ

“อย่านะพี่กลด” สีทันดรพยายามบ่ายเบี่ยง หากน้ำเสียงออดอ้อนปนเศร้า วิงวอนขอ

“ขอพี่กอดเจ้าเถิด รู้ไหม พี่อยากกอดเจ้ามาตั้งนานแล้ว หรือว่าเจ้าจะเก็บไว้ให้อัสดง ทำไมเจ้าไม่ให้โอกาสพี่บ้าง”

กลิ่นดอกบัวหอมปนกระแสห้วงทะเลลึกถูกทรงกลดสูดเข้าจนเต็มปอด หากจะใช้กำลังบังคับนาคาน้อยก็คงไม่แคล้วถูกเชยชม แต่ด้วยความที่ต้องใจเสียยิ่งนัก หากจะทำอย่างว่า ก็ต้องให้เขายินยอมพร้อมใจ ขนตาหนาเป็นแพราวอิสตรีกระพริบวิบวับ เชยชมดวงพักตร์อ่อนหวานถ้วนทั่ว แล้วก็จำยอมต้องปล่อย ก่อนที่อีกฝ่ายจะแข็งขืนไปมากกว่านี้

“พี่กลดทำอย่างนี้ทำไม”

“พี่ก็ไม่รู้ รู้แต่หัวใจมันบอกให้ทำอย่างนี้ อย่าโกรธพี่เลยนะ”

หากคนที่กล่าวเป็นอัสดงก็คงจะดีไม่น้อย แต่คนบ้านั่นป่านนี้หายหัวไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แทนที่จะอยู่เราจะได้ไม่โดนคนอื่นกอด ฟังจากน้ำเสียงของคนเจ้าชู้เงียบคนนี้ก็น่าเห็นใจ ควรจะให้โอกาสเขาอย่างที่เขาขอไหม ฤาไม่ควร ในเมื่อหัวใจเริ่มถูกครอบงำจากคนขี้โมโหไปแล้ว

“เราไม่โกรธหรอก เพราะเราคิดว่า พี่ชายเวลากอดน้องชายก็คงทำแบบนี้กันทุกคน ขอบคุณสำหรับของขวัญ” รัศมีเขียวทองสว่างวาบแล้วเลือนหายไปพร้อมๆกับร่างสีทันดร วงแขนแข็งแรงแห่งจันทรเทพพยายามคว้าร่างนั้นแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

“แต่ พี่ไม่ได้คิดอย่างเช่นพี่ชายน้องชาย อย่าเพิ่งไป ฟังก่อน”

สีทันดรใช่ว่าจะมิรู้ ว่าทรงกลดคิดยังไร แต่หัวใจมีอยู่แค่ดวงเดียว จะให้ทำอย่างไร ไมตรีจิตจากเทวะน้อยถูกนำมาเสนอ พระทัยหวั่นวาบ หากจะรักใครตอบคงมิใช่เพราะสงสาร หากเทวะอีกพระองค์ที่ทำให้หัวใจเอนเอียงก็ยังมิยอมบอกชัดๆว่ารู้สึกอย่างไร จะได้มั่นพระทัย มิอยากคิดไปองค์เดียว

สีทันดรปรากฏกายที่ศาลาท่าน้ำ ในพระหัตถ์ยังคงถือของขวัญจากทรงกลดอยู่ หิ่งห้อยตัวน้อยแข่งกันกระพริบแสงวิบวับ ยามมิได้ประสบพบรัก ก็มิมีแม้แต่จะแผ้วพาน หากยามจะมี ก็ดันเข้ามาถึงสอง พระกามเทพทำไมท่านต้องทำให้วุ่นวายใจด้วย จะทำอย่างไรดี นึกๆแล้วก็ทรงขันในพระชาตาชีวิต จากราชนัดดาแห่งบาดาล ต้องมาอยู่เมืองมนุษย์เพื่อร่วมศึก แถมยังมีเรื่องหัวใจมาเกี่ยวข้อง

“ไม่น่าหาเรื่องซนเลยเรา อยู่อย่างเดิมก็คงน่าจะดี”

“พระอารมณ์แจ่มใส” เสียงยียวนกวนโทสะเสียงเดิม ดังขึ้นจากด้านหลัง มิต้องผินพระพักตร์ก็รู้ว่าใครมา คนบ้า ที่แท้ก็มาหลบอยู่นี่เอง

“ก็หายแล้ว ก็ต้องอารมณ์ดีเป็นธรรมดา”

“นึกว่ากินนมพี่กลดของเจ้า แล้วทำให้อารมณ์ดีซะอีก” อัสดงยังมิวายประชดประชัน

“ก็ดีกว่ากินรังแตน มาจากไหนเหมือนเจ้าแหละ นี่มาก็ดีแล้ว ถามหน่อยสิ เป็นบ้าเป็นบออะไร ถึงมาโมโหใส่เรา”

“ใครใช้ให้เจ้าปล่อยให้ไอ้พระจันทร์มันจับมือถือแขน เราไม่ชอบ”

“เจ้าพูดอย่างกับเจ้าเป็นเจ้าของเรางั้นแหละอัสดง เราไม่อยากสนใจแล้ว เชิญงี่เง่าไปคนเดียวเหอะ”

ครั้นพอตรัสจบเจ้าตัวก็เตรียมเดินจากไป แต่อัสดงก็ทำเหมือนเช่นทุกครั้งที่เคยทำ คือดึงร่างนั้นมากอดไว้ อัสดงเตรียมตัวพร้อมเผื่อเจ้านาคน้อยขัดขืน แต่แล้วก็ผิดคาด พระวรกายน้อยๆ กลับนิ่งเฉย แถมยังปล่อยตัวลงมาจนแนบแน่น อัสดงจะรู้ไหม ว่าอ้อมกอดของตนคือสิ่งที่คนตรงหน้าถวิลหา

“หายโมโห หรือยัง”

สีทันดรถามขึ้น แล้วรอยยิ้มกว้างของอัสดงก็คือคำตอบ ไอ้ดื้อเริ่มไม่ขัดขืนแล้วแถมยังแนบศีรษะลงบนอกตน โดยมิได้ร้องขอ มันต้องอย่างนี้สิ

“ทีนี้ ก็บอกเราได้แล้ว ว่าเจ้าจะคุยอะไรกับเรา อัสดง”

“หึ ไม่มีหรอก ก็แค่อยากหาเรื่องอยู่กับเจ้าสองต่อสอง”

“ทำไมถึงอยากอยู่กับเราสองต่อสอง”

“แล้วทำไมถึงไม่อยากอยู่กับเราสองต่อสอง” เจ้าพระอาทิตย์น้อยยังคงกวนตะกอน

“ขี้เกียจต่อปากต่อคำด้วยแล้ว เอาล่ะเราเข้าเรื่องเองก็ได้ ตอนที่สู้กับพวกวิทยาธร ทำไมเจ้าถึงบอกว่าเราสำคัญกับเจ้าที่สุด”

“ถ้าไม่มีเจ้า แล้วใครจะรักษาเอราวัต”

อัสดงตอบได้ง่ายรวดเร็ว ดวงพักตร์ของสีทันดร งองุ้ม ได้รวดเร็วเช่นกัน เพราะคำตอบที่ได้ ไม่ตรงกับพระทัยที่คิด ครานี้พระวรกายสะบัดออก

“ นี่เจ้าเห็นแค่เรามีประโยชน์”
 
“ใช่”

“ไอ้บ้า เราไม่คุยกับเจ้าแล้ว” สุรเสียงใส แหวขึ้นได้โดยมิต้องมีใครร้องขอ

“เดี๋ยวสิ ล้อเล่นน่า .....ถ้าเราเห็นเจ้าแค่มีประโยชน์เราคงไม่ทำแบบนี้หรอก” จมูกงามคมสันซบลงตรงพระเกศา นาคาน้อยที่แข็งขืนสงบลงอีกครา

“สีทันดร เจ้าไม่รู้จริงๆเหรอ ว่าเรารู้สึกอย่างไร”

“เราอ่านใจคนไม่เก่ง รู้สึกอย่างไรก็พูดมาซะสิ”

“บอกตอนนี้มันก็หมดสนุก เร็วไป ดูการกระทำของเราดีกว่า เจ้าจะได้รู้ว่า เวลาเราบอกความในใจ เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ” คงสากมนที่มีไรหนวดแข็งของวัยหนุ่มน้อย เริ่มคลอเคลียทั่วพระศอสีเศวต เป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ 

 “ก็ได้เราจะรอวันนั้น อัสดง......แล้วเจ้าทูลขอพรอะไร พระแม่เจ้า”

“อยากรู้ก็ไปทูลถามเอา” เสียงกระซิบอ่อนหวาน ซ่านผ่านพระกรรณ เสนาะโสตยิ่งนัก “ไปนั่งคุยกันตรงนู้นดีไหม สีทันดร เงียบดี ขืนเราอยู่กันตรงนี้ เดี๋ยวพี่กลดของเจ้าจะมาเห็น เจ้าคงไม่ชอบใจ”

“หยุดซะทีเหอะ พูดจากระแทกแดกดันอย่างนี้ ถ้าขืนยังทำอีกเรากลับขึ้นห้องจริงๆด้วย”

“ครับ ไม่พูดก็ได้ ไปนั่งกันตรงนู้นเหอะ นะ” อัสดงชี้ไปทางมุมมืดริมศาลา แล้วพาเจ้านาคาน้อยเดินไปตรงที่ที่ว่านั้น สายตาก็พลันชำเลืองไปเห็นสิ่งหนึ่งที่สีทันดรถืออยู่ “นั่นถือขวดอะไรอยู่”

“อ๋อพี่กลดให้มา หิ่งห้อยน่ะ สวยดีเจ้าว่าไหม” เจ้านาคน้อยชูอวดขวดแก้วใส ที่มีหิ่งห้อยเกาะอยู่ด้านใน

“ไม่สวย ทรมานสัตว์ ปล่อยมันไปเหอะ ดูพวกมันตามธรรมชาติสวยกว่า” อัสดงแย่งขวดแก้วมาจากหัตถ์ แล้วเปิดฝาขวด หิ่งห้อยตัวน้อยพรั่งพรูบินออกมาโดยรอบคนทั้งสอง ดูงามตระการตากว่าอยู่ในขวดแก้วดังที่อัสดงว่าจริงๆด้วย

“โอ้โห มันสวยกว่าอย่างที่เจ้าว่าไม่มีผิด”

“ไปกันเถิดสีทันดร เราอยากคุยกับเจ้าจะแย่อยู่แล้ว”

อัสดงตัดบทฉุดข้อพระกร เดินเลี่ยงออกมาจากตรงนั้น ครั้นพอถึงที่หมายตา ปากที่บอกว่าอยากคุยก็ไม่คุยดังว่า กลับประกบลงมาบนริมโอษฐ์

“ไหนว่าจะนั่งคุยไง” นาคาน้อยทักท้วงเบาๆแต่ก็ไม่ขัดขืนประการใด

“นี่แหละวิธีคุยของเรา สีทันดร”

บรรยากาศหนาวยะเยียบยามค่ำคืน อบอุ่นไปด้วยรัศมีสีกุหลาบจากหนึ่งเทวะและหนึ่งนาคา พระจันทร์ดวงกลมโตกลางท้องฟ้าเริ่มสีซีด ดุจเจือไปด้วยความผิดหวังหม่นหมอง เพราะหัวใจและเส้นทางของทั้งคู่เริ่มบรรจบเป็นหนึ่งเดียว

เพราะรัก จึงสัมผัส ความสงบ
เพราะรัก จึงพานพบ ความอ่อนหวาน
เพราะรัก จึงได้ยล ความตระการ
เพราะรัก จึงขับขาน ....ยอดฤทัย

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๙ นะคะ

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกๆท่านมากๆนะคะ ที่ยังติดตามอ่าน ยังถามถึง และให้กำลังใจเสมอมา สวัสดีค่ะ  :กอด1:  :pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-05-2019 17:13:51 โดย Artemis »

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-3

เขาได้กันแล้ว….     ยัง!!    :laugh:



ตามต่อ ๆ


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
บทที่ ๙ พระศุกร์เข้า

อรุณรุ่งแล้วอณูแห่งเทวะผู้เป็นเจ้าแห่งแสงสว่างทั้งมวล ยังคงนอนคุดคู้อยู่บนเตียงหนานุ่ม เพราะเมื่อคืนกว่าจะเข้านอนได้ ก็ปาไปหลังเที่ยงคืน ทรงกลดกับเอราวัต ลุกไปเสียตั้งแต่เช้ามืด เพราะนัดกันไว้ว่าเช้านี้จะไปใส่บาตรไล่เคราะห์ไล่โศก ส่วนอัสดงก็ยังตกอยู่ในภวังค์ของฝันหวาน ริมโอษฐ์ที่จูบลงไปเมื่อคืน ฉ่ำหวานเสียยิ่งนัก

กลิ่นพระวรกายหอมกรุ่นยังคงติดตัวไม่จางหาย ริมโอษฐ์นุ่มบางเบา เสมือนประกบอยู่ ค่ำคืนที่หวานซึ้งยังคงอยู่ในห้วงคำนึง อัสดงจำได้ว่าแขนทั้งสองข้างของเขาทั้งกอดทั้งรัดแลเจ้าตัวก็มิขัดขืนประการใด แต่พอจะลุกล้ำไปมากกว่านั้น เจ้านาคาตาสวยก็บ่ายเบี่ยง เอียงอาย

“พอก่อนเถิด อัสดง เรายังไม่เคย”

“เราก็ยังไม่เคยเหมือนกัน สีทันดร” คำว่าไอ้ดื้อ เลือนรางจางหาย ไปอีกครา ถูกแทนที่มาด้วยพระนาม “สีทันดร” ที่กล่าวมาด้วยน้ำเสียงหวานยิ่งกว่าหวาน

“งั้นก็อย่าเพิ่งเลยดีกว่า อีกอย่าง ชายกับชาย มาทำแบบนี้ เราก็รู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้ เราว่า เราไปนอนก่อนดีกว่า พรุ่งนี้เราค่อยเจอกันนะอัสดง” สีทันดรตรัสจบก็ค่อยๆ ออกจากอ้อมกอดของอัสดง รัศมีเขียวนวลเจือทองที่บัดนี้ถูกกลืนด้วยสีชมพูปนกุหลาบ เปล่งประกายลอยวาบพุ่งตรง ละลิ่วสู่หน้าประตูห้องบรรทม ครั้นพอจะแทรกกายเข้าไปด้านใน รัศมีสุกใสสีแดงจ้า ก็เข้ามาขัดขวางไว้ ครอบคลุมรัศมีเทวนาคาไว้แน่น ทั้งสองคืนร่าง ยืนหยัดอีกครา

“เรายังไม่อนุญาตให้เจ้านอนเลยนะสีทันดร”

“แต่เราง่วงแล้ว”

“งั้นก็ไปนอนด้วยกัน” ความพยายามอยู่ที่ใด ชยะ หรือความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกล อัสดงจึงไม่ลดละ

“ไม่ ....อย่าเซ้าซี้น่า เดี๊ยวเหอะ เดี๊ยวก็โดนดีหรอก เห็นยอมนิดยอมหน่อยอย่าทำมาได้ใจนะ”

“อะๆๆ ก็ได้ ปล่อยให้ไปนอนก็ได้ แต่ต้องมีข้อแม้” ดูเถิดคนอะไร ทั้งๆที่ตัวเอง กำลังรังแกเขาอยู่ จะปล่อยคนที่ถูกรังแกทั้งทีก็ต้องมีข้อแม้ พวกเทวะบนสวรรค์นี่ เกเร ร้อยเล่ห์จริงๆ

“ข้อแม้อะไร มิทราบ” พระสุรเสียงสูงขึ้นพลัน ตรัสถามอย่างรวดเร็ว

“เจ้าต้องฝันถึงเรา”

“ไอ้บ้า ไม่มีทาง”

อัสดงยังคงค้างกับภาพและบทสนทนาเหล่านั้นเป็นแน่แท้เพราะขณะนี้เจ้าตัวเริ่มก่ายกอดหมอนข้างแน่น ปานประหนึ่งเจ้านาคาตาสวยยังอยู่ในอ้อมกอดนั้น แสงแดดแรงจัด เริ่มสาดส่องทะลุม่าน ความฝันเลือนราง จางหาย พอลืมตาขึ้น ก็พบว่าสิ่งตนก่ายกอดอยู่เป็นเพียงหมอนข้าง ความงัวเงีย ถูกสลัด เพราะหัวใจกำลังร่ำร้องอยากเจอตาฟ้าครามคู่งาม เขาจึงรีบจัดการอาบน้ำชำระร่างกาย และแต่งตัวดีกว่าทุกๆวันที่เคยผ่านมา ยามมีความรัก ก็เป็นแบบนี้แหละ ต้องดูดีที่สุดใครบ้างเล่าไม่เป็น

“สีทันดร ตื่นหรือยัง”

อัสดงบัดนี้มายืนอยู่หน้าห้องบรรทม เคาะประตูเรียกเจ้านาคาตาสวย มิช้านานเสียงใสเคยคุ้นก็ดังขึ้น แต่เสียงนั้น แทนที่จะมาจากในห้องกลับกลายมาทางด้านหลังเขาเสียนี่

“ตื่นตั้งนานแล้ว เจ้าแหละ มัวแต่ตื่นสาย”

อัสดงหันขวับเหลียวมอง ก็พบว่าคนที่ตนร้องเรียก ประทับยืนอยู่ด้านหลัง กรกอดพระอุระเช่นเคย วงพักตร์เชิด หยิ่งทระนงในศักติแห่งเทวะนาคายังมีเหมือนเดิม หากแต่ที่แผกตาไป คือเจ้าตัว แต่งองค์ด้วยเสื้อผ้าสมัยใหม่  ใส่เสื้อยืดลายสกรีนตามสมัยนิยม รับกับกางเกงยีนส์ น่าดู น่ามอง เจ้าดื้อไปหามาใส่ได้อย่างไรนะ

“อ้าว เฮ้ย ทำไมแต่งตัวแบบนี้”

อัสดงมองจนตาค้าง ปกติเจ้าดื้อนี่ก็น่ามองอยู่แล้ว ตอนอยู่ในภูษาทรงเยี่ยงยุวกษัตริย์ ก็ต้องเรียกว่าหล่อเกินเทวบุตรในสามโลก เหมือนจะสัมผัสไม่ได้ เอื้อมไม่ถึง แม้เขาจะเป็นอณูแห่งสุริยเทพก็ตาม หากพอมาแต่งตัวแบบวัยรุ่นสมัยใหม่ ยิ่งต้องตายิ่งขึ้น เหมือนคนธรรมดา จับต้อง ไขว่คว้า มากอดได้อย่างสนิทใจ

       งามเอ๋ย งามนักเจ้านาคน้อย
งามเอ๋ย เจ้างามลอยสิเน่หา
งามเอ๋ย เจ้างามเหยียบสามโลกา
งามเอ๋ย เจ้าตาฟ้าหาใครเกิน

รัศมีเขียวนวลเจือทองจางหายแล้ว เจ้านาคาตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาคนหนึ่ง หากใครพบเห็น คงเหลือไว้แต่พระเกศายาวซึ่งถูกรวบไว้ด้านหลัง กลางนลาฏยังไว้ซึ่งรัดเกล้านาคาไขว้เศียร

“พี่กลดกับพี่เอราวัตหามาให้ พี่เขาอยากให้เราแต่งตัวและอยู่อย่างคนธรรมดา ตบตาพวกมารและอสูรน่ะ เพราะไหนๆ เราก็ต้องอยู่เมืองมนุษย์ จนกว่าศึกจะจบนี่”

“แล้วไปเอาเสื้อใครมาใส่ ....ไอ้สองคนนั้น ตัวมันโตแล้ว คงไม่ใช่เสื้อผ้าพวกมัน”

“ของพี่กลดตอนอายุสิบห้าไง สวยไหม”

“ผู้ชายเขาต้องเรียกว่าหล่อ ไม่ได้เรียกว่าสวย ....แต่สำหรับเจ้า จะใช้คำนั้นก็ได้ เพราะเจ้ามองได้แบบนั้นจริงๆ ใครเห็นก็ถูกใจ” ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแย้มยิ้ม ดวงตาสีอำพันฉายแววซุกซน หยอกล้อพระเนตรฟ้าครามที่อยู่ตรงหน้า อยากจะดึงเข้ามากอดเสียจริง

“ใครบ้างล่ะ ที่ว่าไหนลองบอกเรามาสิ”

“ก็ แถวๆนี้แหละ ยิ่งตอนโดนแกล้งจนร้องไห้ ยิ่งน่า....”

“น่าอะไร บอกมานะ”

“น่าจูบ”

“พูดอะไรก็ไม่รู้ ...” รอยลักยิ้มข้างแก้มปรากฏ ภาษามนุษย์เรียกว่าเขิน พระปรางใสเจือระเรื่อด้วยสีแดง

คนเกเร ขี้โมโหคนนี้ พูดหวานๆเป็นกับเขาก็ได้ ถ้าดวงอาทิตย์ฉายฉานรังสีแห่งความสุขอย่างนี้ตลอดก็คงดี หัวใจคงอบอุ่นตลอดกาล แต่ทำไมปากแข็งนักก็ไม่รู้

“ถ้าจะให้ดี ถอดรัดเกล้าออกด้วย จะได้ดูสมจริง ”

สีทันดรนึกได้ตามคำบอก สะบัดพระเศียรชั่วแวบ แค่นั้น รัดเกล้ามลายหาย “สมจริงหรือยัง”

“เออ ค่อยดีหน่อย เอ๊ะ แต่ไหนเข้ามาใกล้ๆสิ เหมือนเสื้อจะขาดนะ ไหนขอดูหน่อย”

หากสีทันดรเฉลียวพระทัยสักนิด หันมามองหน้าอัสดงก็คงจะรู้ว่า ตนกำลังจะโดนหลอก แต่เจ้าตัวก็ไม่ทันระวังพระองค์ จึงเยื้องกายเข้าไปใกล้ จนตกอยู่ในอ้อมกอดของอัสดง ที่รอท่าอยู่แล้ว

“เอาอีกแล้ว ชอบทำแบบนี้ เกลียดนักเชียว เจ้าเล่ห์ มารยา ไม่มีใครเกิน” สีทันดรพยายามสะบัดองค์ออกแต่ยิ่งสะบัดก็ยิ่งถูกรัดแน่น

“ถ้าขอดีๆ จะยอมไหมล่ะ”

“แล้วแต่อารมณ์ ปล่อย นี่มันกลางวันแสกๆนะ เดี๋ยวใครมาเห็นจนได้”

ยังไม่ทันสิ้นพระดำรัส เอราวัตที่หายดีแล้ว ก็โผล่หน้าเดินขึ้นมา เห็นภาพชุลมุนตรงหน้า สองคนนี่คงไม่ตีกันธรรมดาๆ แน่แล้ว

“ฮั่นแน่ ทำอะไรกันน่ะ เผลอแป๊บเดียวแอบมากอดกันอยู่ตรงนี้เอง”

“เอ่อ ไม่มีอะไรน่ะ เล่นกันเฉยๆ” อัสดงกำลังตอบเอราวัตแก้เก้อ สีทันดรได้โอกาส ตอนอัสดงเผลอ สะบัดตัวออกพลัน
 
“เห็นไหมล่ะ อายเขาไหม”

“แน่ใจนะว่าเล่น อย่าลืมนะโว้ย ว่าฉันอ่านใจออก ฉันรู้นายคิดอะไร อัสดง เบื่อนักไอ้พวกปากแข็งนี่”

“เออ รู้แล้วก็เงียบๆไว้ ....แล้วไอ้กลดไปไหน”

“มันอยู่ข้างล่าง ตรงสวนริมคลอง มันให้ฉันมาตามนาย จะให้ช่วยไปดูอะไรหน่อย” สีหน้าท่าทางของพระพุธเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที อัสดงรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติไม่อย่างนั้น ทรงกลดคงไม่ให้เอราวัตมาตาม

“อะไรเหรอ เกิดอะไรขึ้น”

“ เอาน่า ตามมาแล้วจะรู้เอง”

เอราวัตพาอัสดงกับสีทันดรลัดเลาะร่องสวนมาสักครู่ และก็มาถึงจุดที่ทรงกลดกำลังนั่งรออยู่ ทีท่าครุ่นคิดของจันทรเทพ ทำให้อัสดง รู้ได้โดยพลันว่า คงมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้นแล้ว

“อ้าว มาพอดีอัสดง นายดูรอยเท้านี่หน่อยสิว่า มันเป็นรอยเท้าอะไร”

อัสดงมองไปยังพื้นดินริมตลิ่งที่ทรงกลดชี้ให้ดู พื้นดินที่อ่อนนุ่ม ใครเหยียบก็ต้องทำให้เกิดรอย ไม่น่าสนใจอะไร หากถ้าพิจารณาให้ดี รอยเท้าที่มองเห็นอยู่นั้น ใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดาสองสามเท่า และที่สำคัญ มีรอยเล็บจิกดินเต็มอยู่ทั่ว อัสดงขณะนี้ มีสีหน้าไม่ต่างอะไรกับทรงกลด ร้องออกมาเบาๆ “อมนุษย์”

“รอยเท้ายังไม่เท่าไหร่ แต่ดูนี่สิ”

อัสดงหันตามไปมอง ก็ต้องตกใจ เพราะบริเวณริมตลิ่งตรงนั้น เต็มไปด้วยเลือดสีแดงข้นกระจายเปรอะเปื้อนอยู่โดยรอบ

“หวังว่าคงไม่ใช่เลือดคนนะ”

“ไม่ใช่หรอก นี่ซากติดอยู่บนคาคบไม้นี่” ทรงกลดบุ้ยปากให้อัสดงดูซากที่ติดอยู่บนคบไม้ต้นหนึ่งริมตลิ่ง ซากนั้นมองดูก็รู้ว่าเป็นไก่ แต่สภาพน่าสยดสยอง เครื่องในถูกควักออกมากินเสียหมดสิ้น “รอยยังใหม่ๆเลย เห็นทีจะไม่เกินตอนเช้ามืดที่ผ่านมานี่เอง”

“คงเป็นอมนุษย์หรือไม่ก็อสุรกาย อย่างที่อัสดงว่า พิจารณาจากรอยเท้า คาดว่าคงจะตัวใหญ่น้องๆยักษ์เลยทีเดียว แต่ทำไมมันต้องเอาซากไก่ไปวางไว้บนต้นไม้ด้วย” เอราวัตกล่าวแสดงความเห็น ซึ่งเขาเองก็รู้สึกสยดสยองไปไม่น้อยกว่า อัสดงกับทรงกลด

“มันคงโยนทิ้งไว้แหละหลังจากกินไก่ตัวนั้น แต่คาดว่าตัวมันคงสูงเทียมยอดไม้เลยทีเดียว เวลาโยนซากทิ้งถึงได้ติดอยู่บนนั้น นี่โชคดีที่เรากั้นเขตอาคมกันไว้หนาแน่น เพราะมิฉะนั้น เราคงเหนื่อยกันแน่เมื่อคืน”

“แต่ทำไมเมื่อคืนเราไม่รู้ตัวกันเลย”ทรงกลดพึมพำมาอย่างขอความเห็น

“เพราะว่าเมื่อคืนเราเหนื่อยอ่อนกันนะสิ กระแสจิตพวกเราเลยจับตอนที่มันเข้ามาไม่ได้ เอราวัตก็เพิ่งฟื้น ฉันกับนายก็อ่อนกำลังนี่ ใช่ไหมไอ้กลด”

“เราคงต้องเตรียมรับมือกันอีกครั้ง นี่กลด นายควรจะกั้นเขตอาคมอีกครั้ง กันเอาไว้ดีกว่าแก้ ลองถ้ามันกล้ามาเหยียบจมูกพวกเราแบบนี้ คาดว่ามันคงมีฤทธิ์พอตัวทีเดียว” อัสดงบอกกับทรงกลดซึ่งเขาก็เห็นด้วย โดยมิรอช้า อำนาจแห่งจันทรเทพ เปล่งประกายรัศมีเหลืองนวลพุ่งกว้าง ครอบคลุมบริเวณบ้านทั้งหมดอีกครา

“คืนนี้ฉันจะมาซุ่มดู หากมันมาอีก จะได้จัดการ ฉันแน่ใจทีเดียวว่า ต้องเป็นพวกมาจากนรกภูมิ เมื่อคืนมันคงพลาดท่า แต่คืนนี้มันต้องมาอีกแน่ๆ และที่สำคัญอาจจะไม่ได้มาตนเดียว” อัสดงกล่าวกับสหายทั้งสอง ทั้งคู่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ยอมที่จะให้อัสดงจะลงมาซุ่มเผชิญอันตราย จัดการเพียงคนเดียว

“ได้ไงวะไอ้อัสดง แล้วฉันสองคนจะนอนอยู่บนบ้านเฉยๆได้อย่างไร บอกตรงไม่อยากเอาเปรียบนายว่ะ ให้ฉันกับไอ้เอราวัตลงมาด้วยเหอะ” แม้อัสดงจะเป็นศัตรูหัวใจ แต่ยังไงซะเขาก็คือเพื่อนคนหนึ่ง

“จริงอย่างที่ไอ้กลดบอก”

“นี่ๆๆ พวกเจ้าสามคน กำลังลืมเราอีกคนหนึ่งนะ เราก็เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มเหมือนกัน” สีทันดรแย้งขึ้นมาในทันที ลืมใครไม่ลืม ดันมาลืมเรา

“พอเลยไอ้ดื้อ ไม่ใช่เรื่องของเด็ก” คราวนี้อัสดงเสียงเข้ม เพราะเกรงว่าหากไอ้ดื้อลงมาซุ่มดูอยู่ด้วย อะไรที่ง่ายๆ กลับอาจจะวุ่นวาย ดูท่าที่รักของเขา ถนัดนักที่จะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ถึงแม้อิทธิฤทธิ์มันจะมากก็เถอะ แต่เรื่องอะไร จะให้หัวใจตนเข้ามาเสี่ยงโดยเปล่าประโยชน์ หากพลาดพลั้ง เขาคงไม่ทรมานใจแย่เหรอ

“เราไม่ใช่เด็กแล้วนะ” สุรเสียงแหลมขึ้น แย้งมาโดยทันที

“น้องดื้อ พี่ว่าเชื่อพวกพี่สักครั้งเถอะ อย่าลงมาเลย มันอันตราย อยู่บนบ้านดีกว่า พี่คาดว่าอสุรกายตัวนี้ คงไม่ธรรมดา เพราะมันสามารถมาถึงบ้านพี่ได้ แถมดูท่ามันคงกระหายเลือด คงหลุดมาจากขุมนรกที่ลึกที่สุด เป้าหมายของมันคงไม่แคล้วพวกเรา อย่าให้พวกพี่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเลยนะ เชื่อพี่กลดสักครั้งนะครับ” คราวนี้ทรงกลดเห็นด้วยกับอัสดง ทำให้พระพักตร์จากคนที่ถูกหาว่าเป็นเด็กคว่ำลงทันใด

“ถ้าไม่ให้เราลงมา เราจะไปบอกพญายมราช ให้มาจับพวกนี้กลับไป เราดูแลตัวเองได้ พวกเจ้าคิดมากไปหรือเปล่า อย่าลืมสิ เราเป็นนาค ภูตผีและอสุรกายทำอะไรเราไม่ได้หรอก นะๆ พี่เอราวัตช่วยพูดหน่อย” คราวนี้ทรงหันไปหาที่พึ่งสุดท้ายคือเอราวัต แต่แล้วคำตอบที่ได้ก็ไม่สบพระทัย

“พี่เห็นด้วยกับอัสดงและทรงกลดนะ น้องดื้อ อย่าไปกวนท่านพญายมราชเลย ถ้าเป็นอย่างที่อัสดงพูดจริง พี่ว่าอสุรกายพวกนี้คงไม่ธรรมดา ถึงขนาดหนีหลุดข่ายพระญาณมาได้”

“โธ่เอ๊ย พวกเจ้านี่ จะมาห่วงอะไรกับเรานักหนา จะให้เราบอกกี่ครั้งว่า เรา....” สีทันดรกำลังจะตรัสต่อ แต่แล้วก็ต้องหยุดกะทันหัน พระเนตรฟ้าครามเปล่งประกายวาบทันที ที่เสียงกิ่งไม้จากด้านหลังหักลง เสียงสวบสาบเหมือนคนหลบหนีอะไรสักอย่างอยู่หลังพุ่มไม้  หรือไม่ สิ่งนั้นก็มาแอบฟังอยู่นานแล้ว

“นั่นใครออกมาเดี๋ยวนี้”

ไม่มีเสียงตอบรับ สีทันดรไม่รอช้า กระทืบพระบาท เสียงปังดังขึ้น ตามมาด้วยรัศมีแวบวาบสีฟ้าคราม ทำให้พุ่มไม้บริเวณนั้นแยกออกทันที คราวนี้เกิดเสียงร้องลั่น

“เฮ้ยๆๆ ใจเย็นๆก่อน ฉันไม่ได้มาแอบฟังนะ”

คนที่อ้างว่าไม่ได้มาแอบฟัง บัดนี้ ถูกรุมล้อมเป็นวงกลม อัสดงคว้าคอเสื้อเขาผู้นั้นขึ้นมา คนคนนั้นเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุอานามคงรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ดูจากลักษณะเครื่องแต่งกาย คงไม่ใช่ชาวบ้านแถวนี้ หน้าตาผมเผ้าอย่างกับหลุดมาจากนิตยสารแฟชั่นวัยรุ่น ใบหน้าเรียบเกลี้ยงเกลา หล่อเหลาลักษณะทีท่าละม้ายคล้ายทรงกลด แต่ท่าจะเฮี้ยวกว่า หน้าตาไอ้โจรแอบฟังนี่มันดีไม่ใช่เล่นแฮะ

“นายเป็นใครวะ มาแอบฟังพวกเราคุยกันทำไม” อัสดงขึ้นเสียงถามเจ้าเด็กหนุ่มคนนั้น ฤา มันจะเป็นมาร แปลงกายมาสอดแนม

“ก็บอกแล้วไงว่า ไม่ได้แอบฟัง แค่เดินเล่นผ่านมา จะมานั่งเล่นตรงริมน้ำ เห็นพวกนายสี่คนทำลับๆล่อๆ เลยกำลังจะหันหลังกลับ”

“นายแน่ใจนะว่าไม่ได้ยินอะไรที่พวกเราพูดถึงเมื่อกี้” ทรงกลดถามขึ้น พยายามเพ่งดูคนนั้น ใครว่า ไม่เคยเห็นแถวนี้ แต่หน้าตาคุ้นๆยังไงไม่รู้ ทว่าพยายามนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก “นายไม่ใช่คนละแวกนี้ นายมาที่นี่ได้ยังไง”

“ก็เดินมา ตอนเด็กๆ ฉันมาเล่นน้ำตรงนี้บ่อยๆ ควรจะถามแหละว่าพวกนายเป็นใคร”

“โกหก ฉันอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เด็ก ทำไมไม่เคยเห็นนาย” ทรงกลดไม่เชื่อคำพูดนั้นแย้งมาทันที

“จะไปโกหกทำไมวะ ก็บ้านยายฉันอยู่ตรงหัวสวนนู่น เด็กๆ ฉันก็ไม่เคยเห็นนายเหมือนกัน ฉันควรจะถามแหละว่านายเป็นใคร มาอยู่ที่นี่ได้ไง บ้านหลังนี้ ปิดมาตั้งนานแล้วนี่ พวกนายแหละบุกรุก”

จริงอย่างที่ไอ้คนนี้มันว่า ทรงกลดตรองดู เห็นจะจริง เพราะบ้านของเขาถูกปิดมานาน จนเขากลับมาเรียนที่นี่ ทรงกลดเลยกลับมาอยู่บ้านแม่อีกครั้ง “ปล่อยเขาก่อนอัสดง”

“พวกนายมันอันธพาล ถามคนดีๆเป็นไหม”

“นายหมายความว่านายเป็นหลานยายแจ่มตรงหัวสวนเหรอ”

“เออสิวะ”

“แต่เท่าที่รู้ยายแจ่มไม่เคยมีลูก จะมีหลานได้ยังไง”

“แล้วนายไม่คิดว่ายายแจ่มจะมีพี่สาวหรือน้องสาวเลยบ้างหรือไง ยายของฉันเป็นน้องสาวยายแจ่ม ฉันมาที่นี่ทุกๆปิดเทอม พอใจหรือยัง” แน่ะ ไอ้นี่มันเข้าใจเถียง

ไอ้คนนี้มันคงจะพูดจริง มันคงจะเป็นหลานยายแจ่มอย่างที่มันว่า เขาเองก็ไม่ได้สนิทอะไรกับบ้านยายแจ่มนัก รู้แต่ว่ายายแจ่มเป็นเจ้าของสวนติดๆกับบ้านแม่เขา ที่ผ่านมาก็แค่คนอยู่บ้านใกล้กัน เรื่องสุงสิงไม่ต้องพูดถึงแทบจะไม่มี ตอนมันมา เขาคงไปเรียนกับพราหมณ์ที่อินเดียแล้วเลยทำให้ไม่พบกัน แต่ถึงกระนั้นทรงกลดก็ยังไม่ไว้ใจ ส่งโทรจิตให้เอราวัตรับรู้

“ เฮ้ย เอราวัต ช่วยอ่านความคิดของไอ้เจ้านี่หน่อย มันมีอะไรน่าสงสัยหรือเปล่า ฉันคุ้นหน้าคุ้นตามันยังไงพิกล”

“ได้สิ กำลังจะบอกอยู่พอดีว่าคุ้นๆหน้ามันเหมือนกัน” เอราวัตรับคำ นิ่งไปชั่วครู่แล้วก็กระซิบกับทรงกลดว่า “ มันชมว่าพวกเราหล่อ แต่ไม่น่าเป็นกุ๊ย ท่าจะดูหนังอสุรกายมากไป”

“แสดงว่ามันได้ยิน” ทรงกลดกล่าวตอบเบาๆ แล้วก็หันมาทางไอ้เจ้าคนต้องสงสัย ซึ่งกำลังจัดเสื้อผ้าจากการถูกยื้อยุดฉุดกระชากให้เข้าที่เข้าทาง

“เอาล่ะ ฉันรู้ว่านายได้ยิน และรู้ว่านายคิดอะไร และก็ต้องขอบใจที่ชมพวกฉันว่าหล่อ แต่ไม่ว่านายจะได้ยินอะไร ฉันขอบอกว่า ให้นายเงียบปากไว้ มิฉะนั้น นายจะเป็นอันตรายเข้าใจไหม นายไม่มีวันเข้าใจที่พวกฉันพูด พวกเราไม่ได้ดูหนังอสุรกายอย่างที่นายกล่าวหา แต่พวกเราขอเตือนนายด้วยความหวังดี ออกไปจากบริเวณนี้ซะ ก่อนจะเอาชีวิตไม่รอด เพราะสิ่งที่นายหัวเราะเยาะ มันมีอยู่จริง”

เด็กหนุ่มคนนี้ รู้สึกประหลาดใจ ที่กลุ่มคนตรงหน้าล่วงรู้ความคิดของเขา ไอ้คนพวกนี้แปลกๆ รีบกลับบ้านดีกว่า ไปให้พ้นจากคนพวกนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนไปเขาก็ทำใจดีสู้เสือ ทิ้งท้ายท้าทาย
 
“นายคิดว่าพวกนายเป็นใครวะ อะไรกันแค่นี้ก็ต้องมาขู่กันด้วย ไม่กลัวหรอกโว้ย ไม่ไปไหนใครจะทำไม ฉัน...นายคืนฉาย ถ้าตัวต่อตัว ไม่มีวันกลัวขออย่าหมาหมู่ก็พอ”

“ปากดีนัก ซัดให้สักทีดีไหม” อัสดงรำคาญเงื้อหมัด แต่เอราวัตห้ามไว้

“อย่าอัสดง มันคนธรรมดาปล่อยมันไปเหอะ”

คนที่แทนตัวเองว่านายคืนฉาย พูดจบก็รีบวิ่งกลับไปทางเดิม ก่อนที่จะโดนรุม ทรงกลดรู้สึกแปลกๆ กับคนคนนี้แต่ก็ไม่กล้าพูด หากแต่เอราวัตกับอัสดง กล่าวมาพร้อมๆกันว่า

“ฉันว่าไอ้คนนี้มันแปลกๆ นะโว้ย”

“คิดเหมือนกันเลย ฉันว่ามันมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ แต่พวกเรายังไม่รู้ก็เท่านั้น”

“เฮ้อ ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ แต่ตอนนี้ มีเรื่องน่าหนักใจกว่าอยู่นะ ที่มีมนุษย์มาอยู่ในละแวกที่อสุรกายมาเพ่นพ่าน เราคงจะปล่อยให้คนธรรมดาถูกทำร้ายไม่ได้” เอราวัตทำท่าหนักใจแล้วกล่าวต่อมาว่า “ลำพังเราสามคนคงไม่พอ คืนนี้เราต้องแบ่งกำลังกันเฝ้าดูแล้วล่ะ ส่วนหนึ่งคุ้มกันมนุษย์ อีกส่วนดักไอ้ปีศาจร้ายมันที่นี่ เห็นที น้องดื้อคงได้ช่วยแล้วมั้ง งานนี้”

แม้อัสดงกับทรงกลดจะไม่เห็นด้วยที่สีทันดรจะมาร่วมปราบอสุรกาย แต่ก็ต้องจำนนต่อเหตุผลที่เอราวัตอ้างขึ้น

“ไง เห็นไหมล่ะ ในที่สุดทุกคนก็ยอมให้เรา” สีทันดรเลิกพระขนงเอียงพระศออย่างมีชัย ท้ายสุดแล้ว เคยมีใครห้ามอะไรตนได้เสียที่ไหน

อัสดงกับทรงกลด ถอนหายใจพร้อมกัน โดยมิได้นัดหมาย เหตุการณ์พาไป จำให้ไอ้ดื้อของพวกเขา ต้องเข้ามาร่วมด้วย คงได้ทีหาเรื่องสนุกล่ะสิไม่ว่า ทรงกลดรีบกระซิบกระซาบกับอัสดงว่า “ เดี๋ยวเรามาตกลงเรื่องน้องดื้อกัน ทำไงดี ท่าทางคงป่วนแน่ๆ”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
“เออได้ ...ไอ้พระพุธนะไอ้พระพุธไม่น่าชี้โพรงให้พญานาคเล้ยยย พับผ่าสิ”

“กระซิบกระซาบอะไรกันน่ะ อย่าบอกนะว่า กำลังวางแผนสกัดเรา” สีทันดรเห็นทั้งสองกระมุบกระมิบกระซิบกระซาบ เริ่มแผดเสียงอย่างไม่พอพระทัย หันมาตั้งใจจะเล่นงานคนทั้งสอง อัสดงกับทรงกลดแตกฮือ รีบวิ่งหนีขึ้นบ้าน ก่อนจะโดนเล่นงาน

“ไปก่อนละโว้ย ไอ้เอราวัตตามมาเร็วๆนะ”

เอราวัตทำท่าจะวิ่งตาม แต่เจ้านาคาน้อยคว้าแขนหมับเข้าให้ “ บอกมานะพี่เอราวัต สองคนนั่นวางแผนอะไรกัน จะไม่ยอมให้เรามาร่วมด้วยใช่ไหม พี่อ่านใจคนออก บอกเรามา”

“พี่ไม่รู้ น้องดื้อไปถามไอ้อัสดงกับไอ้ทรงกลดเองเหอะครับ พี่ไปก่อนล่ะ” เอราวัต วิ่งตามไปบ้างติดๆ สีทันดรเม้มพระโอษฐ์ ยืนกำพระหัตถ์นิ่ง นึกในพระทัย
 
“คอยดู๊ คอยดูเถอะ ขัดขวางกันดีนัก ถ้าลีลาไม่ยอมให้เราไป เดี๋ยวคืนนี้จะป่วนให้ดู ไม่รู้จักสีทันดรซะแล้ว”

เด็กหนุ่มน้อยหรือ คืนฉาย เมื่อหลุดพ้นจากคนที่ตนกล่าวหาว่าเป็นอันธพาล ก็วิ่งอย่างสุดชีวิตมาหยุดพักที่บันไดหน้าบ้านตน อย่างที่บอกตัวต่อตัวไม่กลัว ต่อยกันก็ยังได้ แต่ท่าทางไอ้พวกนั้น มันคงจะรุมเขาแน่ คนอะไร หน้าตาก็ดีกันหมด แต่นิสัยไม่ไหว แถมยังพูดอะไรบ้าๆบอๆ

“ เฮ้อ เป็นวันซวยอะไรของเราวะ เจอพวกอันธพาล ลิเกหลงโรง”

คืนฉายยังนั่งพักเหนื่อยอยู่ที่เดิมสักพักแล้วก็ได้ยินเสียงเรียก ของยายแจ่ม ดังมาจากบนบ้าน “ ฉายเอ๊ย อยู่ไหมลูก ...ไปไหนเสียละนี่”

“ครับยาย ผมอยู่ข้างล่างนี่ ....ยายมีอะไรเหรอ”

“แล้วไปทำอะไรอยู่ข้างล่างล่ะลูก ขึ้นมาบนบ้านนี่ มาหายายหน่อย มีคนมาหา”

ใครกันมาหาเขา อุตส่าห์หลบมาอยู่บ้านสวนแล้วสิ ใครกันนะตามมาถึงนี่ได้ สิ้นเสียงเรียกของยาย คืนฉายหรือฉาย ก็ขึ้นบ้านและก็พบว่าคนที่นั่งคุยอยู่กับยายแจ่ม ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน ที่แท้ก็คือ พี่หนึ่ง รุ่นพี่ที่คณะเขาเอง

ความสัมพันธ์ระหว่างพี่หนึ่งกับเขา มีน้อยคนที่รู้ว่ามันเกินกว่ารุ่นพี่รุ่นน้อง เกินคำว่าพี่ชาย น้องชาย เขาทั้งสองมีอะไรกันลึกซึ้งหลังจากเขาเข้าปีหนึ่งได้ไม่นาน ด้วยความที่เขายังเด็ก และรูปร่างหน้าตาใครเห็นก็พึงใจ คืนฉายจึงเลือกที่จะสนุกเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เท่านั้นก็พอแล้ว แต่สลัดอย่างไร พี่หนึ่งก็ไม่ยอมไปจากชีวิตเขาซะที มิรู้จะสิเน่หาอะไรในตัวเขานักหนา

“นี่ไง ตาฉายมาแล้ว งั้นยายไปก่อนนะ วันนี้วันพระ ยายจะต้องไปถือศีลที่วัด แต่ยังไม่แน่ว่าจะค้างหรือเปล่า เดี๋ยวยายโทร.มาบอก ฝากบ้านด้วยตาฉาย กับข้าวกับปลายายทำไว้ให้หมดแล้ว ตอนเย็นถ้ายายไม่กลับก็อุ่นกินเอาแล้วกัน”

“ครับยาย” คืนฉายรับคำ ครั้นพอคล้อยหลังยายแจ่ม คืนฉายก็เปิดศักราชรวน

“พี่หนึ่งมาได้ยังไง” วันนี้ท่าจะเป็นวันซวยของเขาเป็นแน่แท้ พึ่งหนีจากกลุ่มเด็กบ้ามาได้ ก็ต้องกลับมาเจอคนที่เขาหนีมาอีก

“พี่ไปหาฉายที่บ้านมาน่ะ แม่ฉายบอกว่า ฉายมาที่บ้านคุณยายแจ่ม ท่านเลยเขียนแผนที่ให้พี่มาหาฉายที่นี่ พอดีพี่มีเรื่องด่วนอยากจะคุยกับฉาย โทร.เข้ามือถือ ฉายก็ไม่รับ”

“เรื่องอะไรอีกพี่ เราคุยกันหมดแล้วไม่ใช่เหรอ วันนี้ฉายเจอเรื่องแย่ๆ มามากพอ และฉายก็ไม่มีอารมณ์อยากจะคุยกับใครแล้ว พี่กลับไปเหอะ” คืนฉายแสดงทีท่ารำคาญคนที่อยู่ตรงหน้า แสดงออกอย่างเห็นได้ชัด โธ่ แม่นะแม่ ไปบอกเขาทำไมว่าฉายอยู่นี่ แล้วนี่พี่หนึ่งเขาบอกอะไรแม่เรื่องความสัมพันธ์หรือเปล่า

“พี่ทำอะไรผิดฉาย ถึงได้หลบหน้าพี่”

“พี่หนึ่ง ฉายบอกแล้วไงว่าฉายเบื่อ พี่เลิกตอแยกับฉายซะทีได้ไหม ที่ผ่านมาพี่ก็ได้จนคุ้มเกินคุ้มแล้ว” คืนฉายคงสุดจะทน ตะเบ็งเสียงออกมาลั่น

“แต่ฉายอย่าลืมนะว่า ที่ฉายได้เป็นเดือนคณะ ฉายได้ทุน และอะไรอีกหลายๆอย่าง มันก็เป็นเพราะพี่สนับสนุน”

“พี่ต้องการอะไร พี่บอกฉายมาเลย ฉายจะคืนให้ จะได้เลิกแล้วต่อกัน”

“ฉายก็รู้ว่า พี่มาหาฉายเพราะต้องการอะไร พี่รู้ดี ว่าพี่คงจะบังคับอะไรฉายไม่ได้ พี่เลยจะมากวนฉายเป็นครั้งสุดท้าย คืนสุดท้าย พี่อยากจะจำฉายไว้ในความทรงจำให้นานที่สุด ก่อนที่เราจะไม่ได้เป็นอะไรกันอีก”

หยาดน้ำใสๆ คลอหน่วย เสียงของหนึ่งเริ่มสะอื้นแต่กลั้นไว้ ถึงฉายจะทำให้เขาเจ็บ แต่เขาก็ไม่เคยโกรธ อะไรที่ฉายทำแล้วมีความสุข เขายอมได้เสมอ

คืนฉายเห็นคนที่อยู่ตรงหน้า เริ่มจะร้องไห้ ก็คิดได้ หนึ่งอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงนี่ เพราะคิดถึงเขา หากครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่หนึ่งจะมาพัวพัน เขาคงจำต้องยอม

“ก็ได้พี่หนึ่ง หากมันจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับเราสองคน”

อัสดง ทรงกลด และเอราวัต เมื่อขึ้นบ้านมาได้ ก็นั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องวิธีการรับมือเจ้าอสุรกายซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นตัวอะไรกันแน่ได้แต่คาดเดากันไปต่างๆนาๆ

“นายแน่ใจนะ ว่าคืนนี้มันจะมาอีก อัสดง” ทรงกลดถามขึ้น

“แน่เสียยิ่งกว่าแน่อีก เมื่อคืนมันเข้ามาไม่ได้ คืนนี้มันคงไม่ยอมแพ้ แต่ฉันกลัวอีตรงที่ มันจะพาเพื่อนพ้องของมันมาด้วย ลำพังพวกเราฉันไม่ห่วงหรอก ห่วงก็แต่พวกมนุษย์ที่อยู่ละแวกนี้ หากพวกมันได้รับคำสั่งจากใครคนใดคนหนึ่งส่งมาทำร้ายพวกเรา ไหนๆเมื่อมันมีโอกาสขึ้นมาแล้ว มันคงไม่ปล่อยโอกาสนี้ผ่านพ้นไป มันคงหาอาหารไปด้วยเป็นแน่ แล้วนายรู้ไหมว่า แถวๆนี้มีบ้านคนตั้งอยู่กี่หลัง ไอ้กลด”

“หลังเดียว ไม่รวมบ้านฉันก็บ้านยายแจ่มแหละ”

“ถ้างั้นก็อย่างที่ฉันบอก แบ่งกำลังเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกซุ่มดูอยู่ที่นี่ ฝ่ายที่สอง ไปซุ่มที่บ้านยายแจ่มเผื่อมันไปหาอาหาร”เอราวัตเสนอขึ้น “เราแบ่งกำลังเป็นฝ่ายละสองคนดีไหม”

“นี่นายจะยอมให้น้องดื้อเข้ามาเสี่ยงด้วยจริงๆเหรอ มันอันตราย” จนแล้วจนเล่าทรงกลดมิยอมตกลงปลงใจ เท่าใดนัก เฉกเช่นเดียวกับอัสดง

“ถึงเจ้าตัวเขาบอกว่าเขาดูแลตัวเองได้ แต่สีทันดรยังเด็กนัก มองเห็นทุกสิ่งเป็นเรื่องสนุกไปหมด หากพลาดพลั้งจะแย่ ด้วยเหตุนี้แหละฉันเลยอยากปรึกษาพวกนายว่าจะเอายังไงดี”

“แต่เราจำเป็นอัสดง กำลังเราไม่พอ เชื่อเหอะ อย่างสีทันดรน่ะ เอาตัวรอดได้สบายๆ สำคัญตรงที่คนที่ไปเฝ้ากับสีทันดร ต้องเข้มงวดมากหน่อยเท่านั้นเอง ซึ่งก็คงเป็นนายสองคน คนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ฉัน เพราะฉันชอบตามใจ หากไปซุ่มดูอยู่กับน้องดื้อสองต่อสอง คงไม่พ้นพากันก่อเรื่องเท่านั้น ว่าแต่ พวกนายว่ามั้ยว่า น้องดื้อน่ะมาแต่งตัวแบบนี้น่ารักนะโว้ย ...อีกอย่างบอกตรงๆว่ากลัวไขว้เขวว่ะ แม้น้องดื้อจะเป็นผู้ชายก็เหอะ ดีไม่ดี เผลอไปลวนลามน้องเขาเข้า ฉันอาจจะโดนนายสองคนรุมกระทืบ”

เอราวัตกล่าวขึ้นเป็นการเป็นงานในตอนแรกแต่ตอนท้ายก็ยังไม่วายพูดเล่นตามประสาเด็กหนุ่มที่รักสนุกช่างเจรจา คงจะจริงอย่างที่เจ้าตัวรู้ตัวเองและยอมรับมาว่า หากตนไปเฝ้ากับน้องดื้อ คงก่อเรื่องวุ่นๆแน่ๆ 

“พอเลยไอ้เอราวัต ดีแล้วที่รู้ตัวเอง ขอบอกตรงนี้เลยว่า ห้ามยุ่งกับไอ้ดื้อเป็นเด็ดขาด”

“อะไรวะ อัสดง นิดๆหน่อยมาทำเป็นหวง นายไม่ได้เป็นอะไรกับน้องเขาสักหน่อย ใช่ไหมวะกลด” เอราวัตแกล้งกระเซ้าอัสดงเล่น

“เออใช่ ....นายจะทำตัวเป็นหมาหวงก้างไปทำไมวะ นายไม่คิดบ้างเหรอว่าคนอื่นเขาอาจจะชอบน้องดื้อบ้างก็ได้” ทรงกลดได้ที เสริมขึ้นทันควัน อัสดงได้ฟังก็ไม่ค่อยจะพอใจนัก จากเรื่องศึก กลายมาเป็นคุยเรื่องหัวใจไปได้ไงก็ไม่รู้

“คนอื่นที่นายหมายถึงคงเป็นนายสินะ ไอ้กลด”

“เออ จะทำไม แล้วนายล่ะ เห็นหาเรื่องทะเลาะกับน้องเขาบ่อยๆ นายมีอะไรแอบแฝงหรือเปล่าอัสดง ”

“เรื่องของฉัน แต่ก็ไม่ทำไมหรอก จะบอกแค่ว่า ต่อไปหากใครมาเกาะแกะสีทันดร เป็นเรื่องแน่” อัสดงกล่าวมาอย่างนิ่งๆ อยากจะต่อยหน้าทรงกลดสักที ไอ้นี่หน้าด้าน ยอมรับหน้าตาเฉย ว่าชอบคนคนเดียวกัน

“นายมันไม่ยุติธรรม เราควรมาแข่งกันอย่างลูกผู้ชาย ไม่ใช่มาสั่งห้ามคนนู้นคนนี้มาจีบ ทั้งๆที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกับเขา หรือว่านายไม่กล้าวะอัสดง นายคงกลัวแพ้ฉันละมัง”

“ฉันไม่ได้กลัวอะไรนายเลยสักนิดเดียวไอ้กลด มาลองกันสักตั้งก็ได้”เป็นใครโดนหยามมาแบบนี้ก็โกรธกันทั้งนั้น อัสดงโมโหจนควันออกหูก่อนจะฆ่าอสุรกาย ขอฆ่าไอ้พระจันทร์นี่ก่อนได้ไหม

“อ้าวเฮ้ยๆ เพื่อนกัน อย่าเพิ่งทะเลาะกันเอง เอาน่า ฉันรู้ว่านายสองคนน่ะชอบน้องดื้อ และรู้อีกอีกว่า นายสองคนกำลังหาโอกาสและเวลาเหมาะๆ เผด็จศึกน้องเขา ชายชอบชายสมัยนี้ไม่แปลก แต่ระวังนะโว้ย น้องดื้อเป็นเทวนาคา ฤทธิ์เยอะ เสียบผิดที่ผิดทาง เจอพิษนาคราช น้องชายนายอาจจะเหี่ยวเป็นมะเขือเผา แล้วจะหาว่าไม่เตือน” เอราวัตรีบห้ามศึกก่อนจะบานปลาย พยายามพูดติดตลก เขารู้ความในใจของทั้งสองคนหมดแล้วและรู้ดีว่าทั้งสองคิดอย่างไรกับสีทันดร ผู้ชายด้วยกันมองกันออก พอเขาพูดออกมาก็ทำให้อัสดงกับทรงกลดที่จะวางมวยกันเปลี่ยนเป็นหน้าแดงขึ้นมาทันที ไอ้เอราวัตนี่รู้มากจริงๆ รู้อย่างเดียวไม่พอ เสือกพูดออกมาด้วย แน่ล่ะเขาทั้งสองกำลังหาโอกาสอยู่ ซึ่งต่างก็ภาวนาให้โอกาสนั้นลอยมาถึงตน

“ไอ้ทะลึ่ง!!!! ขอเตะสักทีเหอะ” อัสดงกับทรงกลดรร้องด่ามาพร้อมกัน สงบศึกหัวใจชั่วคราว ไล่เอราวัตไปรอบๆ

“เล่นอะไรกันหรือกำลังวางแผนหาทางไม่ให้เราไป”

สุรเสียงดังมาก่อนองค์เสมอ สีทันดรเดินขึ้นบันไดบ้านมา เห็นคนทั้งสามวิ่งไล่กันก็ขมวดพระขนงถามไปอย่างสงสัย “เมื่อกี้ เราได้ยินแว่วๆ มีใครพาดพิงถึงเรา เกี่ยวกับพิษนาคราช แล้วมะเขือเผาคืออะไร”

ทั้งสามหยุดไล่กันในทันที แล้วหัวร่องอหงายดังลั่น ไอ้ดื้อไม่รู้จักมะเขือเผา เอราวัตพยายามหยุดหัวเราะ แล้วบอกมาว่า “มะเขือเผาก็เหี่ยวนะสิใช้การอะไรไม่ได้ แต่น้องดื้อไม่ต้องกลัว ที่นี่ไม่มีมะเขือเผา พี่รับรองได้เลยว่า ที่นี่ มีแต่มะเขือยาว แถมแข็งทุกอันอีกด้วย ถ้าอยากดู พวกพี่ๆ เต็มใจจะให้ดู”

สิ้นคำเอราวัต ทั้งสามหนุ่มน้อยก็พากันหัวเราะดังลั่นบ้านมาอีกคำรบ เจ้านาคาตาสวยนี่ ไม่ประสีประสาเรื่องอย่างว่าเอาซะเลย “เราไม่เข้าใจ พวกเจ้าพูดอะไรกัน  อย่าให้รู้นะว่านินทาพาดพิงอะไรมาถึงเรา ฮึ”

สีทันดรตรัสจบก็เสด็จผ่าน เข้าสู่ห้องบรรทม ปล่อยอณูเทพทั้งสามนั่งหัวเราะงอหงายอยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปได้สักพัก ประตูห้องบรรทมก็เปิดออกอีกครา พร้อมกับหมอนหลายๆใบถูกเขวี้ยงออกมาใส่เทพน้อยทั้งสามเป็นพัลวัน พระสุรเสียงแหว ระคนเขินอายดังลั่น เพราะเจ้าตัวส่งกระแสจิตถาม “นลกุพร” สหายสนิทซึ่งเป็นพหูสูตของเรื่องโลกมนุษย์ซึ่งนลกุพรก็อธิบายมาได้อย่างแจ่มแจ้งแถมยังหยอดท้ายมาว่า...... “อัสดง ชวนให้ดูเหรอ”
 
บัดนี้เจ้านาคาน้อยเข้าใจหมดแล้วว่าทั้งสามหมายถึงอะไร ลักษณะไหนแทนมะเขือเผา แล้วลักษณะไหนแทนมะเขือยาว   

 “ ไอ้พวกบ้า พวกลามก”

 “แซวกันเล่นๆ น่า อย่าโกรธไปเลย แต่ถ้าน้องดื้ออยากดู พี่เต็มใจจริงๆนะ” ทรงกลดกลั้นหัวเราะเต็มที่ กล่าวหยอกเอิน เจ้านาคาตาสวยที่พระพักตร์แดงแป๊ด

“ไม่พูดด้วยแล้ว ทั้งพี่กลด พี่เอราวัต โดยเฉพาะเจ้า อัสดง”

“อ้าวแล้วไหงมาลงที่เราคนเดียว”

“คอยดูเหอะ เราจะทำให้พวกเจ้าได้เหี่ยวเป็นมะเขือเผาจนสมใจอยาก” สีทันดรกระแทกพระบาท เดินปึงปังไป กำลังจะลงจากบ้าน เอราวัตรีบคว้าข้อพระกรไว้

“น้องดื้อ พวกพี่แซวเล่นๆ เอาน่า ...เนี่ยคืนนี้พี่ตั้งใจจะให้น้องดื้อ มาร่วมซุ่มดักอสุรกายด้วยนะ”

สีทันดรหายโกรธยิ้มได้ออกมาทันที “จริงๆเหรอ”

“จริงสิ...แต่น้องดื้อต้องอยู่กับ อัสดงหรือไม่ก็ทรงกลด ต้องไปเฝ้ามนุษย์ ส่วนทางนี้พี่จะอยู่กับคนที่เหลือเอง”

“เราอยู่ตรงไหนกับใครก็ได้ทั้งนั้น ขอให้เรามีส่วนร่วมเป็นพอ แล้วใครจะมาอยู่กับเรา”

“พี่เอง”

“เราเอง”

เอาอีกแล้ว อัสดงกับทรงกลดแย่งกันอีกแล้ว คราวนี้ทั้งสองดูเอาจริงเอาจังในการแย่งอย่างเต็มที่ เอราวัตต้องออกโรงมาไกล่เกลี่ยอีกครา

“ไม่ต้องแย่งกัน เอางี้ๆ จับมะเขือสั้นมะเขือยาว เอ๊ยยย ไม้สั้นไม้ยาวแล้วกัน ใครยาวได้อยู่กับน้องดื้อ” เอราวัตยังขี้เล่นตามประสา สีทันดรหุบยิ้ม ซัดเบาๆไปที่แขน “พี่เอราวัต เล่นอยู่ได้”

อัสดงกับทรงกลดเตรียมพร้อมในการชิงชัย เอราวัตหายจากตรงนั้นไปชั่วครู่กลับมาพร้อมกับไม้สั้นไม้ยาวในมือ ทั้งสองรีบจับพลัน และแล้วผลที่ปรากฏออกมาทำให้อัสดงต้องผิดหวัง ส่วนทรงกลดยิ้มกว้างยักคิ้วมาอย่างมีชัย

“เสียใจด้วยนะอัสดง พอดีวันนี้ฉันโชคดีที่ไม้ฉันยาวกว่า ฮะฮ่า”

นั่นก็หมายความว่า คืนนี้อัสดงต้องไปนั่งเฝ้ากับเอราวัต ส่วนทรงกลดต้องอยู่กับสีทันดรทั้งคืน อัสดงแม้จะไม่พอใจ แต่ก็ต้องทำตามกติกาที่วางไว้ ปล่อยให้มันได้ใจไปก่อน เหอะ ไอ้พระจันทร์ “ฝากไว้ก่อน อย่าได้ใจไปหน่อยเลย หากคืนนี้นายล่วงเกินอะไรไอ้ดื้อ ฉันเอานายตายแน่”

ทรงกลดยักไหล่อย่างไม่สนใจคำขู่นั้น เดินจากไป ตอบกลับมาลอยๆ แถมยั่วโทสะยิ่งนัก  “กลัวตายล่ะ”

พลบค่ำแล้ว ยายแจ่มจึงได้โทรมาบอกหลานชายว่าจะค้างวัด ทำให้คืนฉายต้องอุ่นอาหารเอง วันนี้เป็นวันพระ บรรยากาศที่บ้านสวนช่างดูวังเวงนัก หนำซ้ำเสียงจิ้งหรีดที่เคยส่งเสียงระงม ก็หายไปหมด ปกติ ถ้าเขามาที่นี่ เวลาพลบค่ำก็จะนั่งคุยกับยาย หรือบางทีพ่อแม่ก็มาด้วย ทำให้รู้สึกไม่วังเวงเท่าไรนัก วันนี้ตรงกันข้าม แต่โชคก็ยังดี ที่มีพี่หนึ่งมาค้างเป็นเพื่อนแม้จะไม่พอใจเท่าไรนัก

เสร็จจากมื้อค่ำ คืนฉายก็ปิดบ้านปิดประตูเรียบร้อยตามยายแจ่มสั่ง ลมหนาวสะท้าน พัดมากระทบผิวกายทำให้ขนลุกซู่ชูชันไปยันท้ายทอย คืนฉายรีบเข้าห้องนอน ซึ่งก็พบว่า พี่หนึ่งรออยู่ในห้องก่อนแล้ว

“เดี๋ยวฉายอาบน้ำก่อน พี่หนึ่งหาผ้าเช็ดตัวเอาในตู้เองนะ” น้ำเสียงเย็นชากล่าวขึ้น ทำให้หนึ่งน้ำตาแทบไหล คืนฉายเปลี่ยนไป จากคนที่เคยช่างฉอเลาะเอาใจ คืนฉายคนดีคนนั้นหายไปอยู่ไหนกัน

คืนฉายถอดเสื้อผ้าออกหมดสิ้น แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ หนึ่งมองภาพนั้นก็ให้ละห้อยโหยหา ร่างกายที่หล่อเหลาของรุ่นน้องคนนี้ช่างถูกใจอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนตั้งแต่วันแรกที่ได้ใกล้ชิดกันจนกระทั่งวันนี้ ทั้งกล้ามอก กล้ามท้อง มันตรึงใจเสียยิ่งนัก ผิวกายสีน้ำผึ้งอ่อนค่อนไปทางขาว น่าสัมผัส ถูกขับให้เด่นด้วยปุยขนสีน้ำตาลไล่ลงมาจากสะดือ ต่อไปเขาคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสอีกแล้ว คืนนี้คงเป็นคืนสุดท้ายที่จะได้อยู่กับคืนฉาย ก่อนจะร้างลา

คืนฉายอาบน้ำเสร็จก็เดินออกมาเช็ดเนื้อเช็ดตัว ร่างกายยังเปลือยเปล่าไร้เสื้อผ้าใดๆมาขวางกั้น เขาไม่อายหนึ่ง เพราะเคยเห็นกันมาหมดแล้วทั่วทุกตารางนิ้ว หนึ่งลุกจากเตียง สวมกอดคืนฉายทางด้านหลัง มือทั้งสองข้างละโลดไล่เรื่อยลงมา จับแกนกลางของฉายเบาๆ

“ให้ฉายแต่งตัวเสร็จก่อนได้ไหม พี่หนึ่ง” น้ำเสียงของฉายยังแข็งกระด้างเช่นเคย

หนึ่งไม่สนใจ สูดกลิ่นกายที่หอมด้วยสบู่จนฉ่ำปอด พูดเสียงกระเส่า “แต่งทำไม ยังไงฉายก็ต้องถอด ฉายก็รู้ว่าพี่ต้องการ ฉายสัญญากับพี่แล้วนะ”

คืนฉายถอนหายใจอย่างรำคาญ ก็ได้ถ้ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายและคืนสุดท้ายจริง ทำๆไปซะจะได้จบเรื่อง เมื่อคิดได้ดังนั้น คืนฉายจึงยอมปล่อยให้หนึ่งคลึงเคล้าส่วนนั้นของเขาเล่น หนึ่งเองก็ไม่จับเปล่า ระดมจูบไปทั่วตั้งแต่ซอกคอ ดูดกินหยาดน้ำเม็ดเล็กๆที่เกาะพราวทั่วตัวที่ฉายยังเช็ดไม่หมด ปานน้ำทิพย์อันหอมหวาน แล้วจึงเบี่ยงตัวมาอยู่ข้างหน้า ขบที่หัวนมของหนุ่มน้อยเบาๆ แม้คืนฉายจะไม่เต็มใจและเบื่อคนตรงหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถ หักห้ามเสียงครางกระเส่าของตนออกมาได้

หนึ่งเริ่มคุกเข่าลงตรงหน้า จูบและขบเบาๆลงมายังท้องน้อย ปลายลิ้นโลมเลียท่อนลำของคืนฉายจนถ้วนทั่ว แล้วครอบปากลงไปในส่วนหัวสีชมพู เรื่อยไปยังแกนกลางที่กำลังชูชัน ปุยขนสีน้ำตาลอ่อนกระทบใบหน้า ดั่งที่ต้องการ ไออุ่นๆในปากสร้างความกระสันให้คืนฉายเป็นทวีคูณ เด็กหนุ่มรู้สึกถึงส่วนปลายที่เริ่มกระทบกับผนังลำคอ แท่งลำทั้งแท่งถูกบีบรัด ตอดด้วยคอเป็นระยะๆ พี่หนึ่งใช้ปากได้เก่งเช่นเคย ไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เข้าข้างหลังของพี่เขาเลย

บริเวณบ้านที่เงียบสงัด บัดนี้ถูกแทรกเสียงคราง ซาบซ่าน ใครมาได้ยินเข้าก็ต้องรู้ในทันทีว่า คนบนบ้านกำลังทำอะไรกัน เสียงนั้น คงคันยิบๆเข้าไปที่หัวใจของคนที่ได้ยินเป็นแน่แท้ ดังเช่นทรงกลดเป็นอยู่ ณ ขณะนี้

ทรงกลดปรากฏกายบนยอดกิ่งไม้ข้างๆหน้าต่างห้องนอนของคืนฉายที่เปิดทิ้งไว้ตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อเฝ้าดูระแวดระวังภัยให้ จนกระทั่งคืนฉายเข้ามาในห้องนั่นแหละ เขาจึงได้เห็นภาพนั้น เต็มตา
 
“เฮ้ย ไอ้คนนี้มันไม่ธรรมดาจริงๆด้วย มันมีคู่ขาเป็นผู้ชาย”

ตอนแรกทรงกลดเองก็ไม่อยากแอบดูอะไรนักหรอก ตั้งใจจะเลี่ยงเสีย แต่ภาพวาบหวามนั้นมันเริ่มตรึงเขาไว้อยู่กับที่ ไม่ให้ละสายตาไปไหน เขาเองก็แปลกใจเช่นกัน ที่ภาพนั้น ทำให้เขารู้สึกร่วมไปกับเด็กหนุ่มแปลกหน้า เพราะของๆเขาก็เริ่มที่จะแข็งแรงตื่นตัวมาพร้อมๆกัน เขาตั้งใจใช้มือจับให้มันสงบ แต่ยิ่งจับมันก็ยิ่งขยายใหญ่คาคับเต็มกางเกง ท่าทางคงอยากออกมาสัมผัสอากาศภายนอกบ้างเป็นแน่แท้ 

“เฮ้ย มาแข็งอะไรตอนนี้วะ”

จู่ๆ รัศมีเขียวนวลเจือทองก็สว่างวาบข้างๆกิ่งไม้ที่เขานั่งอยู่... สีทันดรนั่นเอง  “เป็นไงบ้างพี่กลด มีเหตุการณ์อะไรผิดปกติไหม ทางฝั่งนู้นเรียบร้อยดี”

ทรงกลดถึงกับสะดุ้ง ตอบทั้งๆยังหน้าแดง “พี่ตกใจหมดเลย น้องดื้อมาเงียบๆ”

“แค่นี้ก็ต้องตกใจ แล้วทำไมพี่กลดต้องหน้าแดงด้วย” สีทันดรกล่าวถามอย่างพิศวงแล้วพอหันพระพักตร์ไปที่หน้าต่างบ้าน คราวนี้พระพักตร์ก็เริ่มเจือระเรื่อด้วยสีแดงไม่แพ้กัน “อุ้ย”

สีทันดรทรงอุทานมาแค่นั้นแล้วพยายามเบือนพระพักตร์ไปอีกทาง เพราะภาพที่ปรากฏแก่สายพระเนตรก็คือ เด็กหนุ่มที่มาแอบฟังเมื่อตอนกลางวัน กำลังแอ่นกายเร่า กระแทกหน้าท้องเข้ากับปากของอีกฝ่าย เสียงดังพั่บๆระรัว ระคนเสียงครางดังลั่นมานอกหน้าต่าง คนที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นก็ทำหน้าที่อย่างไม่ลดละ ต่อให้สีทันดรไร้เดียงสาเพียงใด เห็นภาพตรงหน้าก็รู้ว่า อะไรเป็นอะไร การเสพสังวาสระหว่างชายกับชายเป็นอย่างนี้นี่เอง

“ไปตรงอื่นกันเถิดพี่กลด” สีทันดรตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงสั่นๆ ตั้งใจจะคว้าข้อมือของทรงกลดให้ลอยออกมาจากตรงนั้นแต่ด้วยความที่ไม่กล้าสบตาชายที่อยู่ข้างๆ พระหัตถ์จึงไปจับเอาผิดที่

“เฮ้ย นี่พี่กลด เอ้อ ....อุ๊ย”

เพียงพอได้สัมผัสสิ่งนั้น เจ้านาคาน้อยที่พระพักตร์แดงอยู่แล้วก็แดงยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนที่แข็งแรงกลางเป้ากางเกงของทรงกลดเดิมทีก็แข็งเต็มที่ ครั้นพอโดนพระหัตถ์อ่อนนุ่มจับลงไปเต็มๆ เลยทำให้แข็งยิ่งกว่าเสาหิน ทรงกลดเองก็คงเขินอายไม่แพ้กัน ใบหน้าหนุ่มน้อยที่เคยขาวนวล ถูกสูบฉีดไปด้วยเลือดหนุ่มในกายจนแดงแป๊ด
 
“มะเขือยาว ที่พูดถึงเมื่อตอนกลางวันไง” ทรงกลด คงมิรู้จะพูดอะไรแก้เก้อ จึงพูดไปอย่างนั้น

“บ้า พี่กลดอ่ะ บ้า”สีทันดรไม่ตรัสเปล่ากับทรงทุบกำปั้นลงไปบนต้นแขนของทรงกลดเต็มเหนี่ยว “พี่กลดลามก”

ทรงกลดหลบหลีกพัลวัน แล้วรัศมีเหลืองนวลก็แผ่กำจายรอบๆ พร้อมๆกับวงแขนแข็งแรงที่ตวัดนาคาน้อยประทับลงตรงระหว่างตัก สะกดแน่นิ่งตรึงไว้ในอ้อมแขน บั้นพระองค์ได้สัมผัสส่วนกลางที่แข็งแรงของเทวะหนุ่มน้อยเต็มที่ สีทันดรขยับเขยื้อนเคลื่อนพระวรกายไปไหนไม่ได้ ครั้นพยายามจะบ่ายเบี่ยงออก แต่ก็ถูกทรงกลดรัดเสียแน่นยิ่งขึ้น กลิ่นหอมรัญจวนใจแถมยังมีหนังสดปลุกอารมณ์ให้ดูตรงหน้า เขาจึงอดใจไว้ไม่อยู่ ริมฝีปากของเขาจึงโลดไล่ตามพระศอสีเศวตทั่ว

“สีทันดร.....ขอพี่กอด เจ้าหน่อยนะ”

“ปล่อยนะพี่กลด นี่เรามาทำงานนะ พี่อย่าให้ตัณหานั้นครบงำสิ โอ๊ะ” สีทันดรทรงกล่าวมาได้แค่นั้น พระโอษฐ์ก็ปิดสนิทเพราะทรงกลดประกบปากลงมาอย่างดูดดื่ม บดขยี้แทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน

ทางด้านคืนฉาย เมื่อหนำใจกับการใช้ปากของหนึ่ง เขาจึงยันหนึ่งออกเบาๆ หนึ่งรู้ถึงความหมายนั้น จึงถอดเสื้อผ้าออก แล้วโก้งโค้งหันหลังให้ คืนฉายด้วยความชำนาญใช้นิ้วนำร่องสร้างความสุขให้อีกฝ่ายอย่างไม่รอช้า ครานี้กลับกลายเป็นเสียงของหนึ่งครางระรัว คืนฉายยังคงทำอย่างต่อเนื่อง แล้วชักนิ้วออกสอดใส่ของจริงเข้าไป เพียงส่วนหัวชมพูใสผ่านพ้นหนึ่งก็บิดกายเร่า นี่แหละสิ่งที่ตนถวิลหา จังหวะที่ถูกกระแทกแต่ละครั้งทำให้หัวใจอิ่มเอมเปรมปรีดิ์

“แรงๆ เลยฉาย สุดยอดจริงๆ”

คืนฉายกระแทกไม่ยั้ง ซ้ำยังเปลี่ยนท่าจับหนึ่งมานอนหงาย บั้นเอวของเขาดุจทำงานด้วยจักรกลอัตโนมัติ ถูกตั้งโปรแกรมช้าเร็วมาอย่างดี บางครั้งบางครา ในจังหวะช้าก็ทำให้เสียวกระซ่านครั้นบทจะรวดเร็วก็แรงปานพายุพัด เสียงท้องน้อยของหน้าท้องที่แข็งแรงกระทบบั้นท้ายของหนึ่งดังระรัวประหนึ่งฟ้าร้องคำราม

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
“สะใจไหม สะใจหรือยังพี่หนึ่ง”

“โอว ฉาย ลึกๆ ลึก กว่านั้น”

คืนฉายเด้งบั้นเอวไปสุดตัว เร่งจังหวะซอยถี่ยิบเร็วยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ระหว่างที่คนในห้องกำลังเสพกามรส สีทันดรที่กำลังโดนกอดรัดก็บ่ายเบี่ยงเป็นพัลวัน

“ปล่อยเรานะ พี่กลด พี่กลดอย่ารังแกเราด้วยวิธีนี้เลย”

“สีทันดรจ๋า เจ้าไม่รู้ความต้องการพี่เลยหรือไง พี่ทนมองเจ้าเฉยๆไม่ไหวแล้ว ทำไมเจ้าไม่เปิดโอกาสให้พี่บ้างหรือเจ้าจะเก็บไว้ให้อัสดง”

ใช่สิ อัสดงอยู่ไหน ในพระทัยตอนนี้เรียกเพรียกหาแต่อัสดงทรงตั้งใจจะส่งสัญญาณเรียกอัสดงดังที่เขาสั่งไว้ “หากเจ้าเจออสุรกายให้เรียกเราทันทีรู้ไหม”

“รู้แล้วน่า”

“อ้อ แล้วอีกอย่าง หากไอ้พระจันทร์มันล่วงเกิน ให้เรียกเราทันที เข้าใจไหม”

“เจ้าพูดเป็นครั้งที่ร้อยแล้วนะอัสดง”

“ก็เราไม่ไว้ใจมันนี่” คำสั่งของอัสดงกล่าวไว้เช่นนั้นก่อนแยกจาก หากจนแล้วจนรอดก็มิทรงสามารถทำตามคำสั่งนั้นได้ ด้วยเพราะมนต์เสน่หาแห่งจันทรเทพ ตรึงพระวรกายและพระทัยไว้แนบแน่น

“เรารู้ว่าพี่กลด คิดอย่างไรกับเรา รู้ตั้งแต่ตอนพี่มองเราครั้งแรก แต่....”

“แต่อะไร” ทรงกลดถามพลางจูบลงตรงพระปรางแดงระเรื่อ

“แต่เราคิดกับพี่เหมือนพี่ชาย”

“งั้นน้องดื้อคิดกับอัสดงเกินกว่าพี่ชายเหรอ พี่อยากรู้ว่าอัสดงมันมีอะไรดี เจ้าถึงติดใจมันนัก”

“อย่าเพิ่งมาคาดคั้นเอาอะไรกับเราตอนนี้เลยพี่กลด ถ้าพี่กลดรักเราจริง ก็ต้องฟังคำขอของเรา” สีทันดรพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ แล้วใช้ปลายนิ้วดันริมฝีปากทรงกลดออกเบาๆ กล่าวต่อด้วยสายพระเนตรวิงวอน แท้จริงแล้วทรงกลดเองก็เป็นคนรั้น คงต้องพูดด้วยดีๆ หากเกรี้ยวกราดอาจจุดเชื้อไฟให้ลุกลามเพิ่มขึ้น

“อย่าเพิ่งเลยนะ อย่าเพิ่งรังแกเรา ภารกิจปราบอสูรยังคงมี”

ทรงกลดถอนหายใจแล้วจำต้องยอมปล่อยให้สีทันดรเป็นอิสระ วันนี้เจ้ายังไม่ยอม วันหน้าเจ้าจะต้องเป็นของพี่  ทรงกลดกล่าวหมายมั่นกับตนเองเช่นนั้น ที่เขายอมปล่อยสีทันดร เพราะเขารัก มิใช่อัสดงกล่าวขู่ก่อนจะมาเฝ้าที่นี่

“เราขอโทษนะ ที่เราสนองพี่ไม่ได้ พี่กลด เรายังไม่เคย และถ้าหากจะเคย เราก็ขอมอบให้คนที่เรามั่นใจจริงๆ” สีทันดรกล่าวมาเบาๆ ทรงกลดยิ้มน้อยๆ เริ่มเข้าใจ ขนตาหนาเป็นแพราวอิสตรีกระพริบวิบวับ

“ช่างเหอะ พี่เองก็ขอโทษที่ล่วงเกิน พี่ควบคุมใจไม่อยู่จริงๆ พี่เองก็ไม่เคยทำแบบนี้กับใครเหมือนกัน”

“แล้วผู้ชายกับผู้ชาย เวลามีอะไรกันต้องทำแบบนี้ด้วยเหรอ” สุรเสียงใสตรัสถามมาประสาซื่อ

“ใช่ แบบนี้แหละแล้วเจ้าจะให้มีทางไหน”

“คนคนนั้นคงเจ็บแย่ ดูหน้าตาท่าทางบิดๆเบี้ยวๆพิกล” สีทันดรเริ่มก้มพระพักตร์ตลอดเวลาพูด เพราะภาพในห้องนอนก็ยังดำเนินต่อไป “เราไปจากตรงนี้กันเถอะ พี่กลด อย่าไปดูเขาเลย”

“แต่พี่รับรอง ว่าถ้าเป็นพี่ พี่จะไม่ทำให้เจ้าเจ็บ”

“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ไปกันเหอะ”

“อืม ไปก็ไป ” ทรงกลดยอมตามมาแต่โดยดี แต่แล้วเสียงซาบซ่าน ก็ดังขึ้นอย่างสุดเสียง ตรึงหนึ่งนาคาและหนึ่งเทวะ ให้อยู่กับที่ เหลียวกลับหันมามอง

บทรักอันร้อนแรงคงจะถึงขีดสุดแล้ว เพราะไอ้เจ้าคนแอบฟัง กระแทกตัวจมไปทั้งลำตัว แล้วถอนตัวขึ้น ใช้มือจับแกนกลางของเขาชักออกมา ฉับพลัน สายน้ำสีขาวพุ่งกระฉูดไกล แม้มองด้วยสายตาธรรมดาข้างนอกก็มองเห็นได้ชัดว่าพุ่งเร็วและแรงเพียงใด สายน้ำสีขาวดุจน้ำนม พุ่งเป็นสาย กระจายทั่วแผงอกและใบหน้าของหนึ่ง นานเนิ่นกว่าจะสงบลง

“สมใจแล้วใช่ไหมพี่หนึ่ง พี่ได้อยากที่พี่ต้องการแล้ว ทีนี้เราก็สิ้นสุดกันเสียที”

คืนฉายเข่าอ่อนฟุบลงกับพื้น แม้บรรยากาศรอบข้างจะเริ่มหนาวเย็นวังเวง แต่เหงื่อกาฬก็แตกพลั่กเกาะพราวทั่วลำตัว หนึ่งเองก็นอนนิ่งสักพัก ยันกายลุกขึ้นมา สายตาเปล่งประกายวาบ “พี่เปลี่ยนใจแล้วฉาย พี่จะไม่ยอมจากฉายไปไหนอีก เพราะของฉายอร่อยเหลือเกิน”

หนึ่งใช้นิ้วปาดคราบน้ำกามที่เลอะตามใบหน้า มาดูดกินจนทั่ว แลบลิ้นเลียรอบๆปาก คืนฉายเห็นอาการวิตถารก็ต้องเบือนหน้าหนี เพราะหนึ่งไม่เคยอิ่มไม่เคยพออย่างนี้น่ะสิ ทำให้เขาต้องหนี จนสุดจะทน

“พี่ไม่รักษาคำพูด นี่เรายังพูดภาษาคนกันไม่รู้เรื่องหรือไง ผมทนพี่ไม่ไหวแล้วนะ แล้วหยุดทำอะไรที่มันน่าขยะแขยงเสียที”

“พี่ก็ทนที่จะปล่อยให้ฉายไปไม่ไหวเหมือนกัน มาอยู่กับพี่ตลอดกาลเถิดนะ”

หนึ่งกล่าวออกมาด้วยเสียงแหบพร่า แล้วค่อยๆแลบลิ้นออกมา คุณพระช่วยทำไมลิ้นของหนึ่งยาวเหยียด เกินมนุษย์ สามารถตวัดคราบน้ำกาม ที่เปรอะเปื้อนอยู่ตามอกมากลืนกินจนหมด “อร่อยมาก .....ฮะฮ่า”

แล้วดวงตาธรรมดาของหนึ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงกล่ำ ขยายใหญ่กว้าง ดุจตาของสัตว์ร้าย หูทั้งสองข้าง แหลมเฉียงยาวขึ้นไป ผิวหนังกลับกลายเป็นสีดำคล้ำ แห้งกรังจนเห็นหนังติดกระดูก เล็บแหลมยาวงอกเงย ร่างกายขยายสูงใหญ่จนติดเพดานห้อง บริเวณแผ่นหลัง มีปีกงอกเงยประดุจปีกค้างคาวยักษ์

คืนฉายตกใจลนลานกับภาพที่เห็น ร่างกายที่ยังคงเปล่าเปลือยถอยกรูดจนชิดติดมุมห้อง  นี่มันอะไรกัน ทำไมพี่หนึ่งกลายเป็นตัวอะไรไปแล้ว หรืออสุรกายที่เด็กพวกนั้นพูดจะมีอยู่จริง

“ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย”

เจ้าอสุรกายเดินมาคร่อมร่างของคืนฉายซึ่งขณะนี้ปัดป้องพัลวัน ฝ่ามือแห้งเหี่ยวสะบัดออก กรงเล็บงองุ้ม คว้าคอคืนฉายบีบแน่นยกชูขึ้นฟ้า

“ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก เป็นของข้าเถิด คืนฉาย เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว”

เขี้ยวขาวแสยะกว้าง หมายกัดฝังเอาลำคอของเด็กหนุ่ม แต่ก่อนที่อะไรจะสายเกินไปนั้น รัศมีเหลืองนวลก็พุ่งปราดเข้าสู่บานหน้าต่าง เข้าซัดจนเจ้าอสุรกาย กระเด็นลอยละลิ่ว ออกสู่บานหน้าต่างกระแทกพื้นดังสนั่นลั่น

“หยุดเดี๋ยวนี้ เวตาล เจ้าบังอาจคุกคามมนุษย์มาเกินพอแล้ว ”รัศมีเหลืองนวลรวมร่างเป็นทรงกลด ตวัดดาบชี้หน้าเจ้าอสุรกาย เจ้าปิศาจร้ายตนนี้แท้จริงก็คือเวตาลสัตว์นรกกึ่งอสูรชั้นต่ำ ที่ถูกกักขังยังก้นบึ้งของนรกภูมิ มันหลุดรอดออกมาได้อย่างไรกัน

เจ้าตัวเวตาลค่อยๆยืนหยัด ขยายกายใหญ่สูงชะลูดเทียมยอดไม้ ปีกอันแสนน่าเกลียดคล้ายค้างคาว ค่อยๆกระพือพยุงกายลอยขึ้นแต่แล้วก็ถูกสีทันดรซัดกระเด็นจากทางด้านหลัง ล้มฟุบลงไปอีกคำรบ พอเงยหน้ามาได้ ก็แสยะปากกล่าวด้วยเสียงฟังดูสยดสยอง

“พวกเทพลอบกัด แน่จริงมาสู้กันซึ่งๆหน้าสิ...แต่ เหอะ จันทรเทพ ท่านมาก็ดี เสียดายที่เมื่อคืนนี้ ข้าไม่สามารถจัดการเจ้าได้ ดีแล้วออกมานอกเขตอาคม ข้าจะได้ไม่ต้องบุกเข้าไปให้เหนื่อย”

“เจ้าสัตว์ชั้นต่ำ หาญกล้าต่อกรกับเทวะ กลับลงไปสู่นรกภูมิซะ”

“พวกเทวนาคา อย่าหมายพระทัยว่าจะชนะศึก จอมอสูรท่านรู้แล้ว ว่าพวกเจ้ามาหนุนหลังเทวะพวกนี้ ดีมากันเสียให้หมดก็ดีจะได้จัดการทีเดียว”

เจ้าเวตาลกระพือปีก ตาโปนใหญ่แทบถลนออกนอกเบ้ามันเริ่มแยกกายออกจากหนึ่งมาเป็นสอง จากสองมาเป็นสาม จากสามเป็นสี่ ตั้งใจปลิดชีพ เทวะน้อย ถือเอาจำนวนมากกว่า พุ่งปราดเข้าใส่ทรงกลดกับสีทันดรทันที

สีทันดรไม่รอช้า ดึงกำไลข้อพระกร แปรเปลี่ยนเป็นแส้ อาวุธคู่พระหัตถ์หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือนาคบาศ ซัดเข้าใส่อสุรกายเวตาล เสียงกระทบดังลั่นทำให้ อสุรกายเวตาล มีอันต้องกระเด็นไปด้วยแรงแส้ ส่วนทรงกลดใช้ดาบอันยาวยิ่งฟาดซัดออกไปก่อเกิดรัศมีสีเหลืองดุจแสงจันทร์ คมกริบเข้าซัดใส่ร่างตัวเวตาลที่พุ่งมาหาเขา..... คืนฉาย เห็นภาพนั้นก็ตะลึงตะลานทำอะไรไม่ถูก ร่างกายสั่นงันงก พูดกับตนเองละล่ำละลั่ก

“เราฝันไปหรือเปล่าเนี่ย”

ตัวเวตาลอีกสองตัวที่รอดพ้นคมดาบ บินวกกลับลอยมาหาคืนฉาย ทรงกลดกระโดดเข้าปกป้อง แล้วแทงสวนไปที่กลางแผ่นหลัง เวตาลตัวนั้นคำรามลั่น สะบัดกาย ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดเหลือคณา

“ไปหาเสื้อผ้าใส่เสีย แล้วหลบไปที่อื่นก่อน” ทรงกลด ตะโกนสั่งคืนฉาย ที่กำลังทำอะไรไม่ถูก แล้วหันไปบอกสีทันดรว่า

“น้องดื้อ เรียกอัสดงกับเอราวัตมาที่นี่เร็ว” สีทันดรได้ยินดังนั้น ก็ใช้มนตราเสกกำไลอีกข้างโยนขึ้นฟ้า กำไลส่องแสงสว่างวาบเป็นสัญลักษณ์เรียกอัสดงกับเอราวัต มิช้านานเทพน้อยทั้งสองก็พุ่งปราดเข้ามาช่วยโรมรันได้ทันท่วงที

“ระวังอัสดงมันคือเวตาล ฤทธิ์มันร้ายไม่ใช่เล่น” ทรงกลดร้องเตือน

อัสดงเมื่อมาถึง รีบหงายฝ่ามืออก ปรากฏเปลวเพลิงพวยพุ่งรวมตัวเป็นกรงจักรสีแดงเพลิงสว่างจ้า แล้วขว้างจากมือของเขาพุ่งเข้าสู่ ร่างแห่งอสุรกาย แต่เจ้าตัวเวตาลก็โบยบินหลบกลางเวหาไปได้... สี่ต่อสี่ คราวนี้เวตาลคงไม่รอด เอราวัตที่เหิรลอยตามมา รีบกระโดดเข้ามาในห้องนอน ช่วยทรงกลดรับมือ หอกยาวพุ่งเข้าซัดใส่หลอกล่อเวตาลออกมาโรมรันข้างนอก ด้วยชั้นเชิงและลีลาการรบแห่งอณูของเทวะ ทำให้เจ้าเวตาลตนนั้นเกือบเสียที เวตาลอีกตัวก็บินมาทางด้านหลังหวังลอบกัดจู่โจม ทรงกลดลอยละลิ่วมาช่วยสกัดกั้นไว้ เหตุการณ์โรมรันชุลมุนกลางฟ้า ยังดำเนินต่อเนื่องปรากฏแก่สายตาของคืนฉายโดยตลอด บัดนี้เจ้าตัวสวมใส่เสื้อผ้าและกางเกงเรียบร้อย เตรียมหนี อย่างที่เด็กอันธพาลกลุ่มนี้บอก เด็กหนุ่มพวกนี้ มิใช่คนธรรมดา มันไม่ได้บ้าและเป็นลิเกอย่างที่เขาคิด พวกเขามาช่วยตน

เวตาลทั้งสี่ ยังคงสู้อย่างไม่ลดละ เข้าต่อกรอย่างไม่กลัวชีวิตจะหาไม่ “มาพร้อมๆกันก็ดี ทั้งสี่คน ข้าจะจัดการให้เรียบ”

ว่าแล้วเจ้าเวตาลในร่างของหนึ่งตัวแรก ก็แสยะเขี้ยว บินสูงสุดเสียดฟ้า อีกสามตัวที่เหลือบินตามมา ประสานมือกัน ก่อบังเกิดตาข่ายสีเงินขนาดใหญ่ ทั้งสี่มิทันระวังตัวนึกว่าพวกมันจะหนีจึงหลงกลลอยทะยานขึ้นตามมากลางฟ้า เข้าสู่ ตาข่ายอาคมนั้น

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
“แย่แล้วพวกเราติดกับดัก เราหลงกลมัน” 

สีทันดรมิรอช้า คืนร่างเป็นนาคาทันใด พุ่งเข้าชนหวังหลุดรอดออกจากรูตาข่าย แต่ประจุไฟฟ้าก็ซัดพระวรกายกลับกระเด็นกระดอนเข้ามารวมกลุ่มกับอัสดง

“โอ๊ยยยยยยยยย”

“สีทันดรเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่ ตาข่ายพญามาร อาคมขั้นสูงของพวกมาร ร้ายกาจจริงๆ”

“งั้นเราจะลองตัดมันดู” อัสดงเขวี้ยงจักรเพลิงออกไป หมายตัดตาข่าย แต่จักรนั้นพอกระแทกก็พลันสลาย กลายเป็นเปลวเพลิงย้อนอยู่ในนั้น จนทั้งสี่ต้องเร้นกายสร้างมนตร์กำบังเพลิงแห่งสุริยเทพที่ย้อนมาทำลายพวกตน

อสุรกายทั้งสี่เห็นพวกเทพติดกับดัก จึงแสยะยิ้มมาอย่างดีใจ กล่าวเยาะเย้ย“ให้พวกข้าจัดการกับอาหารก่อน แล้วจะมาจัดการกับเทพอย่างพวกเจ้าทีหลัง”

คืนฉายเห็นคนทั้งสี่ตกอยู่ในอันตราย อยากเข้าไปช่วย ความกลัวจนลนลานเริ่มจางหาย แต่เขาเป็นคนธรรมดา จะไปทำอะไรได้ เวตาลทั้งสี่เมื่อขังเทพทั้งสี่ไว้ได้ ก็ทะยานลงมา บินเป็นวงกลมเหนือหลังคาบ้าน หนึ่งในนั้นร้องเรียกชื่อเขา แต่เสียงที่เปล่งออกมากลายเป็นเสียงของพี่หนึ่ง มาเสียนี่

“ฉาย พี่รักฉาย นะ มาเถิด มาอยู่กับพี่ มาเป็นของพี่ น้ำรักของฉายมันอร่อยจริงๆ พี่อยากรู้ว่าถ้าเป็นเลือดของฉายจะอร่อยขนาดไหน ฮะฮ่าๆๆ”

คืนฉายยกมือปิดหู แต่ถึงยังไงก็มิสามารถกั้นเสียงนั้นได้ เสียงปีศาจร้ายอันมีมนต์สะกด ทำให้เขาเริ่มเดินออกไปที่ริมหน้าต่าง เขาพยายามบังคับขาทั้งสองข้างแต่ไม่เป็นผล เจ้าอสุรกายเวตาล เห็นว่าคืนฉายตกอยู่ในมนต์สะกดตนแน่แล้ว จึงพุ่งตรงเรียงลงมา  หาเหยื่ออันโอชะเช่นเขา

“หนีไป อย่าให้มันจับตัวได้ โธ่” ทรงกลดตะโกนลั่นฟ้าแต่เท่าไรคืนฉายคงมิได้ยิน  ยังคงมุ่งสู่เงื้อมือของพญามัจจุราชที่หมายจะกลืนกินเลือดทุกหยาดของเขา

ก่อนที่อะไรจะสายเกินการ แสงสว่างวาบสีน้ำเงินฟ้าเจือขาว ก็พุ่งปราดลงมาจากฟากฟ้า ภายใต้แสงบาดตานั้น เงาหรือโครงร่าง ของเด็กหนุ่ม ในพัสตราภรณ์นุ่งห่มคล้ายฤาษี ฉายวาบ ใบหน้านั้นประดุจหล่อมาจากพิมพ์เดียวกันกับคืนฉาย หากแต่งามงด หมดจดยิ่งกว่า เทวะองค์นั้นเสด็จมาบนหลังโคอสุภราช งามยิ่งกว่าโคอื่นใดในโลกหล้า ลำแสงฟ้าสกาวเข้ารวมร่างกับคืนฉาย ก่อเกิดแสงสว่างจ้า ซัดเข้าใส่เวตาลทั้งสี่กระเด็น กระดอนไกล

คืนฉายรู้สึกถึงกระแสพลังอันหนักหน่วง กำจายซ่าน รอบกรอบโครงร่างเปล่งประกายฟ้าพราว กระแสพลังวิ่งวนอยู่ทั่วตัว ดวงตาเจิดจ้าเป็นประกาย ดุจไม่ใช่คืนฉายคนเดิม เสียงมนตราบางอย่างดังขึ้นกึ่งกลางของสมอง ภายในเสียงนั้นมีเสียงสอดแทรกดังกังวานขึ้น

“ คืนฉาย เจ้าผู้เป็นอณูแห่งเรา เทวะผู้ครองสัญชีวนีมนตราและเทพแห่งความรัก ผู้เป็นคุรุแห่งเทพอสูรทั้งหลาย จงตื่นขึ้นจากการหลับใหล เข้าสู่การสงคราม ณ บัดนี้”

พลันสิ้นเสียงนั้น ประกายสีฟ้าจ้าเจิดจรัสพุ่งออกจากฝ่ามือ กระทบเจ้าเวตาล ตัวหน้าสุดจนแดดิ้นกลายเป็นธุลี ส่งผลให้ ม่านตาข่ายอาคมด้านหนึ่งเกิดรอยโหว่ อัสดงมิรอช้ารีบ ใช้กรงจักรอีกครั้งตัดช่องโหว่นั้นให้มากขึ้น แล้วหลุดลอด ลอยละลิ่วลงมาเป็นคนแรก แล้วสะบัดจักรเพลิงอีกครั้งตัดหัวเจ้าเวตาลตัวหนึ่งจนขาดกระเด็น ตามมาด้วยทรงกลดและเอราวัต ที่พุ่งอาวุธเข้าใส่เจ้าตัวที่สามพร้อมๆกัน ก่อให้เกิดเสียงระเบิดกัมปนาทดังกึกก้อง ส่วนสีทันดรที่เหิรลอยรั้งท้าย กลับมิยอมทรงสังหารเจ้าตัวที่เหลือ กลับใช้แส้นาคบาศฟาดปีกของมันจนแหลกสลาย แล้วรัดคอมันแน่นเหิรลอย ข้ามกิ่งไม้ ถือปลายแส้อีกข้าง แขวนคอ เจ้าเวตาลตนนั้นแทน

“ใครส่งเจ้ามา เจ้าสัตว์ชั้นต่ำ”

เจ้าเวตาลที่เหลืออยู่ถูกรัดคอแน่น จะพูดก็พูดไม่ได้ เท้าถีบอากาศพัลวัน ทรงกลดกลัวมันจะตายซะก่อนที่จะรู้ความจริง จึงเตือนขึ้นมา “น้องดื้อไปรัดคอมันอย่างนั้น มันอยากจะพูดก็คงพูดไม่ได้แหละ”

สีทันดรจึงตวัดปลายแส้อีกครั้ง เจ้าเวตาล ลอยละลิ่วตกลงมา ปลายแส้ขณะนี้เปลี่ยนมารัดรอบตัวมันแน่น “เราจะถามเจ้าอีกครั้งใครส่งเจ้ามา แล้วเจ้าเข้ามาสิงอยู่ในร่างมนุษย์ผู้นี้ได้อย่างไร”

เจ้าเวตาลแสยะยิ้ม แยกเขี้ยวยังคงไม่ยอมตอบคำถามนั้น อัสดงเงื้อมือหมายจะสังหารให้มันพ้นจากความทุเรศลูกตา แต่เอราวัตห้ามไว้ก่อน แล้วบอกว่า “เท่าที่ฉันจับกระแสจิตมัน ไอ้เจ้าเวตาลนี่ มันเพิ่งมาเข้าร่างของมนุษย์ผู้นี้ ตอนเย็นนี่เอง พอดีเขาจิตอ่อน แถมยังอยู่ในภาวะเศร้า มันเลยฉวยโอกาส”

“แล้วถ้าเราสังหารเจ้าตัวนี้ คนที่มันสิงอยู่จะเป็นอะไรไหม” สีทันดรถามขึ้น

“คงหมดหวังที่จะมีชีวิตรอด เขาคงสิ้นใจตั้งแต่ ตอนโดนมันเข้าสิงแล้ว เลือดในกายเขาไม่มีเหลือ”

“แล้วใครกันที่ส่งมันมา”

“ฉันอ่านความคิดมันไม่ออก มันมืดเหลือเกิน รู้แต่กระแสพลังรุนแรงมาก”

“ฮะ ฮ่า เจ้าไม่มีวัน รู้หรอก ว่าใครส่งข้ามา พวกเทวะเตรียมพบกับความฉิบหายได้แล้ว”

สิ้นเสียงเจ้าเวตาลก็บังเกิดไฟลามทั่วตัวของมัน เสียงกรีดร้องแหลมเล็กจากความเจ็บปวดดังขึ้น มันยอมสังหารตัวเองแทนที่จะบอกว่าใครส่งมันมา พอเปลวไฟสงบลง ร่างของมันก็กลับกลายเป็นร่างของพี่หนึ่ง นอนฟุบแน่นิ่ง อัสดงกับพวกเข้ามาดูอาการทันใดและได้พบว่า ร่างเปล่าเปลือยบัดนี้ไร้ซึ่งลมหายใจดั่งคาดเดาแล้ว

คืนฉายเหิรลอยละลิ่วลงมายืนตรงพื้นดินรวมกลุ่มกับพวกอัสดง เขาเดินช้าๆไปยังร่างของหนึ่งที่หมดลมหายใจ กล่าวขึ้นมาเบาๆ “ให้เราจัดการเอง”

แล้วคืนฉายก็ค่อยๆทรุดกายลง พนมมือขึ้นกลางระหว่างอก คืนฉายคงมิใช่คืนฉายคนเดิมอีกต่อไป บัดนี้อำนาจแห่งเทวะถูกบรรจุอยู่เต็มเปี่ยม

เสียงสังวัธยายมนตราเริ่มดังขึ้น ดังขึ้น จากเบาเปลี่ยนเป็นดังระรัว ท่วงทำนองสูงต่ำสลับกันก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ ลมพัดแรงฟ้าคะนองอึงคะนึง “สัญชีวนีมนตรา” หรือ มนตราชุบชีวิต ถูกขับขานออกมาแล้ว และผู้ที่จะใช้มนตราบทนี้ได้ก็มีเพียงแต่พระศุกร์ คุรุแห่งเทพอสูรเท่านั้น เทวะผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและโลกียสุข รัศมีฟ้าครามเริ่มกำจายออกแผ่ปกคลุมห่อหุ้มร่างของหนึ่งไว้ พอคาบสุดท้ายจบลง ลมหายใจที่หายไปของหนึ่งก็กลับคืนมาอย่างอัศจรรย์

อัสดง ทรงกลด เอราวัต รู้ได้โดยทันทีว่า มนตราบทนี้คืออะไรและใครที่สามารถใช้ได้ เพราะเคยคุ้นในเทวาสุรสงคราม หรือ “สงครามระหว่างเทวดากับอสูร” ครั้งกระนู้น สงครามครั้งนั้น ฝ่ายเทวดา ได้ฤทธิ์กำลังและความเป็นอมตะจากน้ำอมฤต ส่วนฝ่ายอสูรได้ถูกชุบชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า จากมนตราบทนี้ และผู้ทำการชุบชีวิตก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เทวะองค์นั้นคือพระศุกร์นั่นเอง

“ไอ้พระศุกร์” ทรงกลดและเอราวัต ต่างกรูเข้าไปห้อมล้อมจับมือถือแขน คืนฉายด้วยความดีใจเป็นการใหญ่ แย่งกันถามเซ็งแซ่ “ ทำไมเพิ่งแสดงตัววะ”

“ไอ้พระจันทร์ ไอ้พระพุธเป็นไงบ้างวะ ไม่ได้เจอกันซะนานเลย” คืนฉาย ละจากร่างของหนึ่ง ต่อยไหล่ทรงกลดกับเอราวัตเบาๆเป็นการทักทาย ส่วนอัสดงยังยืนอยู่กับที่ บอกกับสีทันดร ที่กำลังยืนงงว่า “ ไอ้เด็กเมื่อกลางวัน ที่จริงมันคือพระศุกร์แบ่งภาคลงมาเหมือนกับเรา มนตราเมื่อกี้ คือมนตราชุบชีวิต หรือ สัญชีวนีมนตรา”

“อ๋อ เราเคยได้ยินชื่อมนตราบทนี้ ปู่เคยเล่าให้ฟัง... เราว่า เขาคงเป็นสหายคนที่สี่ของเจ้าไงอัสดง เจ้าจำที่พระแม่เจ้ามหาลักษมี ตรัสได้ไหม ที่แท้เขาก็คือพระศุกร์นั่นเอง” สีทันดรนึกได้ถึงถ้อยรับสั่งแห่งพระแม่เจ้า ที่ตรัสไว้กับอัสดง

“เออใช่ ที่แท้ก็เป็นมันนี่เอง สหายคนที่สี่ เราลืมเสียสนิทเลย...ไป เราเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกนั้นกันเหอะ” อัสดงกับสีทันดรรีบเดินมารวมกลุ่ม เจ้านาคาน้อยรีบถามมาทันทีว่า

“ท่านคงเป็นอณูแห่งพระศุกร์ เมื่อกี้ท่านคงใช้สัญชีวนีมนตรา ท่านรู้หรือไม่ว่า ท่านกำลังฝืนกฎแห่งยมโลก พญายมราชคงไม่พอพระทัย เท่าที่เราทราบมหาเทพทั้งสองเองก็ทรงสั่งห้ามท่านมิให้ใช้มนตร์บทนี้มิใช่เหรอ”

คืนฉายหันมาแย้มยิ้มตอบให้สีทันดร กริยาอาการของเด็กเมื่อกลางวันหายไปหมดสิ้น หากสิ่งที่คงเหลือไว้คือใบหน้าหล่อเหลา หมดจดหรือบางทีอาจจะงามขึ้นด้วยซ้ำ

 “ เจ้าคงเป็นเทวนาคาเชื้อสายแห่งพญาวาสุกี เจ้านาคน้อย เจ้าเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว เราคือพระศุกร์ การที่เราชุบชีวิตมนุษย์ผู้นี้ได้ เพราะเขายังไม่ถึงฆาต หากสิ้นชีพเพราะมารกระทำ จึงไม่ฝ่าฝืนกฎแต่อย่างใด” คืนฉาย อธิบายจบก็เว้นวรรคไว้นิดหนึ่งหันมามองหน้าอัสดง แล้วทักทาย

“ไอ้พระอาทิตย์ คงสบายดีนะ”

“เออ สบายดี แล้วทำไมนายเพิ่งแสดงตัววะ ปล่อยให้ร่างแบ่งภาคของนายหลับใหลอยู่ตั้งนาน”

“มหาเทพ ทรงกำหนดไว้ให้น่ะ ท่านให้แบ่งภาคลงมาก่อน ส่วนทิพยอำนาจค่อยตามลงมา เพราะถ้าลงมาพร้อมๆกันเลยเหมือนพวกนาย ท่านทรงเกรงว่าอำนาจแห่งโลกียสุขของฉันจะสร้างปัญหาน่ะสิ มันคงวุ่นวายพิลึกแหละ ที่ไปทางไหนก็มีแต่คนติดใจ มีแต่คนหลง ท่านทรงรอให้ฉันถึงวัยที่จะคุมอำนาจได้ดี แต่ฉันว่า ท่านทรงกลัวว่าฉันจะใช้สัญชีวนีมนตราพร่ำเพรื่อมากกว่า ก็อย่างที่เจ้านาคน้อยพูดเมื่อกี้แหละ ท่านมิโปรดที่ฉันใช้มนต์บทนี้เท่าไหร่”

“เออฉันก็ว่าอย่างนั้น  คนตายแล้วฟื้นกันเป็นว่าเล่นคงวุ่นวายพิลึก... ว่าแต่นายชื่ออะไรล่ะ ฉันชื่อเอราวัต อณูแห่งพระพุธ ส่วนไอ้รูปหล่อพระอาทิตย์นี่ ชื่ออัสดง และนี่ก็ทรงกลดหรือไอ้พระจันทร์ เรียกมันไอ้กลดแหละ และท้ายสุด จอมยุ่ง ของเรา หลานพญาอนันตนาคราชกับพญาวาสุกี ชื่อสีทันดร พวกเราเรียกเขาง่ายๆว่า น้องดื้อ”

คืนฉายจับมือเพื่อนใหม่ทุกคน หากแต่เป็นเพื่อนเก่าบนสวรรค์อีกครั้ง“ฉันคืนฉายไง เรียกสั้นๆว่าฉายแหละ ง่ายดี บอกไปแล้วเมื่อกลางวัน ก่อนจะหนีพวกนายที่จะรุมกระทืบฉันไง  เฮ้อ...แต่ยังไงก็ดีใจว่ะ ดีใจที่ได้เจอกันซะที”

“แต่ท่านเป็นคุรุแห่งเทพอสูร ท่านมาร่วมศึกกับเราทำไม” สีทันดรยังสงสัยมาอีกเรื่องจึงตรัสถามขึ้น

“เพราะอสูรมันเนรคุณเราน่ะสิ และอีกอย่างเป็นบัญชาแห่งมหาศิวะเจ้า” คืนฉายตอบกลับเจ้านาคาน้อย ถือโอกาสจับมือจอมดื้อของคณะไม่ยอมปล่อย

“เฮ้ย ไอ้ฉาย เตือนไว้ก่อน อย่าไปจับมือน้องเขานาน เดี๋ยวก็โดนกระทืบมาจริงๆหรอกมีคนจองไว้แล้ว” เอราวัตกระซิบข้างๆหู บุ้ยปากไปทางอัสดงกับทรงกลด ที่เริ่มเมียงมองมา

“โธ่ไอ้บ้า ไม่ได้คิดอะไรเล้ยยย น้องเขาน่ารักดี เอ็นดูเหมือนน้องชาย ....เออ ไอ้พระพุธ เอ๊ย เอราวัต มีเรื่องให้ช่วยนิดหน่อย นายลบความทรงจำมนุษย์ได้ใช่ไหม งั้นช่วยลบของคนคนนี้ออกให้หน่อยได้ไหม ความทรงจำเกี่ยวกับตัวฉันทั้งหมดน่ะ”

“ได้สิ แต่ขอถามหน่อย เพราะอะไร”

“เพราะฉันไม่อยากให้เขาอยู่อย่างทรมานจิตใจไงล่ะ อำนาจสิเน่หาแห่งพระศุกร์มันรุนแรงนายก็รู้” ทุกคนหันมามองคืนฉาย สงสัยว่าเหตุใดเขาจึงกล่าวเช่นนั้น มีแต่ทรงกลดกับสีทันดรที่รู้เรื่องว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเพียงใด แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะถามเอาตอนนี้

เอราวัตรีบจัดการให้ตามคำขอจนเสร็จสิ้น “เรียบร้อย พอเขาตื่นมา เขาจะลืมเรื่องเกี่ยวกับนายทั้งหมด แล้วนายจะทำอย่างไรกับมนุษย์คนนี้ต่อไป”

“ฉันจะให้เทพบริวารจากข้างบนพาเขาไปส่งที่บ้าน เหตุการณ์ระหว่างเขากับฉันมันคงเลือนหายเหมือนภาพความฝัน ทีนี้ฉันคงได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะอณูแห่งเทวะเต็มตัวสักที”

“พวกเราขอยินดีต้อนรับนาย สู่บ้านของฉัน เรามาอยู่ด้วยกันนะคืนฉาย” ทรงกลดกอดคอกล่าวกับคืนฉาย สมาชิกใหม่ได้เพิ่มมาแล้วอีกหนึ่ง

“ขอบใจทรงกลด ....ฉันจะช่วยให้เต็มกำลังที่สุด” คืนฉายกล่าวตอบ แล้วหันไปมองร่างของหนึ่งสักพัก ด้วยเทวฤทธิ์ เขาเรียก เทพบริวารมาจัดการพาหนึ่งไปส่งบ้าน ตามตั้งใจ สิ้นสุดกันเสียที ระหว่างหนึ่งกับเขา สิ่งที่หนึ่งต้องการก็ได้สนองให้ตามคำขอ การชุบชีวิตคงเป็นการตอบแทนสิ่งที่หนึ่งเคยให้มาทั้งหมด ไม่มีอะไร ค้างคาต่อกันอีกต่อไป

ไม่รัก ไม่เจ็บไม่ห่วง
ไม่รัก ไร้บ่วงไร้ปัญหา
หมดรัก สิ้นหลงหมดน้ำตา
หมดรัก เมินหา.......... ไม่ต้องการ

************
รบกวนติดตามต่อบทที่๑๐ นะคะ

ขอบพระคุณ คุณblanchard และท่านผู้อ่านมากๆนะคะ ที่ยังคงติดตามเสมอมา  :pig4:  :กอด1:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +512/-0

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 207
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ดีต่อใจ รอความสนุกตอนต่อไปค่ะ :katai2-1:

ออฟไลน์ BaII

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 467
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-3
รออณูเทพองค์ต่อไป     :impress:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
บทที่ ๑๐  พระเสาร์แทรก

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คืนฉายก็ย้ายมาอยู่บ้านของทรงกลด อยู่รวมกับเพื่อนเก่าแต่ครั้งก่อนแบ่งภาคลงมา บางครั้งบางคราเขาก็แวะเวียนไปบ้านยายแจ่มที่อยู่ตรงหัวสวนบ้าง มิตรภาพก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เวลาว่างๆ อณูหนุ่มน้อยทั้งหลายก็ฝึกอาวุธ ฝึกอาคมกันไปเรื่อย ส่วนสีทันดรนั้นหรือ ก็ทำหน้าที่ตัวยุ่งจอมดื้อได้อย่างดีเยี่ยม แต่พวกเขาทั้งหลายดูเหมือนจะไม่มีใครรำคาญแต่กลับเอ็นดูเจ้านาคน้อยยิ่ง โดยเฉพาะอัสดงกับทรงกลดนั้น กลับเป็นฝ่ายไปยุ่งกับเจ้านาคดื้อเสียเอง ก็มีแค่ระยะหลังมานี่ ที่ฝึกอาวุธกันหนักหน่อยเพราะต้องเตรียมรับมือบรรดาอสูรทั้งหลายที่จะปรากฏตัวเมื่อไรก็ได้ ความพร้อมจึงต้องเตรียมไว้เสมอ ....จึงห่างหายจากการตอแยน้องดื้อไปบ้าง

วันหนึ่งเมื่อถึงเวลาพักจากการฝึกอาคม คืนฉายก็ถามอัสดงขึ้นมาว่า “เออหมู่นี้น้องดื้อไม่ค่อยวุ่นเลยเนอะ ทะเลาะอะไรกับนายหรือเปล่า”

“เฮ้ย เปล่านี่ ...สีทันดรมาบอกอะไรเหรอ”

“เปล่าก็เห็นแค่น้องเขาเงียบๆไป นายไม่ลองไปคุยกับน้องเขาซะหน่อยวะ ฝึกวิชาเนี่ย ว่างๆเว้นๆบ้างก็ได้ เออแล้ว นี่ไอ้อัสดง ....แล้วทำไมนายไม่เผด็จศึกน้องเขาซะที ปล่อยไว้อยู่ได้” จู่ๆคืนฉายก็ถามเรื่องนี้ขึ้น

“เป็นฉันนะ เรียบร้อยไปนานแล้ว”

คืนฉายคงได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆจากเอราวัตมาครบถ้วนว่าใครเป็นยังไง ใครแอบชอบใคร ส่วนอัสดงก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องปิดบังคืนฉาย เพราะคืนฉายได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแล้ว ดีซะอีกจะได้ปรึกษาปัญหาหัวใจกัน เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครให้คำแนะนำได้ยอดเยี่ยมเกินเจ้าพระศุกร์แน่แท้

“เพราะฉันไม่ใช่นายน่ะสิไอ้ฉาย ฉันจะทำก็ต่อเมื่อ เขาพร้อม” อัสดงใช่ว่ามิอยากจะทำอย่างคำแนะนำ แต่ด้วยที่ต้องใจเจ้านาคน้อยมาก ตกหลุมรักเขาเข้าหลุมเบ้อเร่อ จึงไม่อยากจะขืนใจ ทั้งๆที่ จะทำเมื่อไรก็ทำได้

“แล้วเมื่อไรถึงจะพร้อม อย่าลืมนะว่า คู่แข่งนายคือไอ้กลด ...ไอ้นี่เห็นมันหงิมๆ แต่มันร้ายนะ มิฉะนั้นมันไม่มีเมียตั้งยี่สิบเจ็ดคน” คืนฉายหมายถึงเทพธิดากลุ่มดาวฤกษ์ ที่ถูกยกให้เป็นชายาของพระจันทร์ครั้นอยู่ข้างบน

“นั่นมันพระจันทร์ แต่นี่มันก็แค่ไอ้กลด ร่างแบ่งภาค ฉันไม่กลัวหรอก ว่าแต่นายเหอะไอ้ฉาย ได้ข่าวว่า นายได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงจริงหรือ”

“เออ ....สมัยนี้ก็อย่างนี้ทั้งนั้นแหละ แต่น่าแปลก ที่ฉันยังไม่เจอคนที่ฉันรักซะที” คืนฉายตอบมาอย่างหน้าตาเฉย อัสดงเองก็ยังมิวายสงสัยต่อ

“อ้าว แล้วคนที่โดนไอ้เวตาลสิง ไม่ใช่เหรอ”

“ถ้าใช่ ฉันก็คงไม่สลัดเขาไปหรอก ตอนแรกๆก็ดีอยู่หรอก แต่ตอนหลังๆนี่สิแย่” คืนฉายถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงทอดถอนแทบจะโทนเดียวกับเสียงถอนทอดหายใจ  “เขาเริ่มติดฉันแจ ...แถมยัง ยังไม่เคยพอในเรื่องอย่างว่า บางวันสามสี่หน”

“เฮ้ย จริงเหรอ แล้วนายเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนวะ” เจ้าพระอาทิตย์น้อย สงสัยเป็นที่ยิ่ง

“ไม่รู้โว้ย ฉันเลยเบื่อไง”

“เออ แล้วนายไม่รู้สึกแปลกๆ เหรอที่มีอะไรกับผู้ชาย” 

“ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ไว้นายลองกับน้องดื้อดูสิ แต่ถ้านายยังไม่เคย ฉันจะบอกวิธีให้”

ว่าแล้วคืนฉายก็สาธยายกลเม็ดเด็ดพรายให้อัสดงฟัง เท่าที่เขาเคยมีประสบการณ์ อัสดงถึงแม้จะหล่อเหลาจนใครๆเหลียวมอง แม้กระทั่งเทพธิดานางฟ้าที่มาทำบุญกับหลวงตา หากก็ยังไม่เคยในเรื่องอย่างว่า มากที่สุดก็บรรเทาความใคร่ด้วยตัวเอง ครั้นพอมาฟังเจ้าพระศุกร์ปาถกถา ในเรื่องนี้ก็พลันหน้าแดง

“ต้องอย่างนั้นเลยเหรอ....” อัสดงเคยคิดว่าเรื่องแบบนี้คงไม่ต้องร่ำเรียนที่ไหน เป็นไปด้วยสัญชาติญาณ พอได้ฟังกลเม็ดเด็ดพรายของคืนฉายก็ถึงกับอึ้งและก็ทึ่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นเสียวเหมือนคืนฉาย

“เออสิวะ รับรองน้องดื้อของนายจะเรียกหาแต่พี่อัสดง”

“นินทาอะไรเราอีก”

 คนที่ถูกพูดถึง จู่ๆ ก็ปรากฏกายอยู่ด้านหลัง ได้ยินประโยคสุดท้ายที่คืนฉายพูดพอดี เหอะ เทพพวกนี้ลับหลังก็ไม่แคล้วนินทากาเล มันน่านัก

“เปล่า......ซะหน่อย เออนี่น้องดื้อมาพอดี อัสดงมันมีอะไรอยากจะบอกแน่ะ” เจ้าพระศุกร์รีบโยนไปให้อัสดงพลัน

พระเนตรฟ้าครามใส หันไปจับจ้องที่อัสดงทันใด สงสัยนักว่า คนเกเรนี่จะบอกอะไร  แล้วไยหน้าจึงต้องหน้าแดงด้วย “จะบอกอะไรเรา อัสดง”

“ปะ..เปล่า ไอ้ฉายมันเพ้อเจ้อ แล้วนี่ไปไหนมา”

“ไปเที่ยวเล่น แถวๆนี้มา ...เมืองมนุษย์ ไม่เห็นสวยเท่าไรเลย เราเบื่อจะแย่อยู่แล้ว อยากไปหิมพานต์อีก” สีทันดรท่าทางจะทรงเบื่อจริง  เพราะสีพระพักตร์พระสุรเสียงแสดงออกมาจนครบถ้วน ทีท่าซุกซนจางหาย

“ก็นี่เมืองมนุษย์ จะให้สวยเหมือนสวรรค์หรือหิมพานต์ได้ยังไงเล่า เอาเหอะถ้าอยากเที่ยว เดี๋ยวจะพาไปเที่ยว”

อะไรก็ตามที่เจ้ายอดดวงใจต้องการและสบพระทัย เหตุใดจึงไม่สนอง  คืนฉายมองภาพสองคนตรงหน้า ก็อมยิ้ม ไอ้คู่นี้มัวแต่ชักช้า ไม่ทันใจเอาซะเลย เป็นเราหน่อยไม่ได้ ปล่อยให้อยู่กันตามลำพังดีกว่า ว่าแล้วเขาก็ถอยฉากออกไปเงียบๆ

“เจ้าคงคิดถึงบ้านล่ะสินะ” เมื่อคืนฉายไปแล้ว อัสดงจึงเขยิบเข้ามาใกล้เหมือนเคย โอบบั้นพระองค์เอาไว้ คางสากมนเกยอยู่บนอังสะเจ้านาคน้อย

“อืม ป่านนี้ ทูลหม่อมพ่อ กับสมเด็จแม่คงวุ่นๆ ไม่รู้ว่าจะทรงเป็นอย่างไรบ้าง”

ทีท่าหยิ่งทระนงในศักติแห่งเทวนาคาจางหาย บัดนี้สีทันดรก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดา ที่มีความคิดถึงคนอันเป็นที่รักครอบงำ จากที่ทรงเคยถูกแวดล้อมไปด้วยนาคบริวาร เคยทรงซนไปทั่วไปจนถึงยอดพระสุเมรุ บัดนี้อ้างว้าง บาดาลก็กลับมิได้ ....ส่วนคนปากแข็งที่เริ่มจะเป็นที่รักอีกคน ก็มัวแต่ฝึกอาวุธ ดุจมิรู้พระทัยว่าทรงเหงาพระทัยเพียงใด

“สีทันดร เจ้าคงเหงามากสินะ อัสดงขอโทษที่หลายวันมานี่มัวแต่ฝึกอาวุธอยู่กับไอ้พวกนั้น”

น้อยยิ่งกว่าน้อย ที่เจ้าแห่งไฟอันร้อนแรงจะยอมสยบเป็นเพียงไฟจากก้านไม้ขีด อบอุ่นดั่งแสงตะเกียงยามค่ำอันสว่างไสวในหัวใจอันมืดมน ขณะนี้มีแค่สีทันดรกับอัสดง หน้าที่และยศ อำนาจ วางไว้เบื้องหลัง

อัสดงเลื่อนตัวมาข้างหน้า เชยคาง สบตาฟ้าครามที่หลุบลง “อย่าทำหน้าเศร้าสิ สีทันดร เจ้าเศร้าอย่างนี้หมดหล่อเลยรู้ไหม อัสดงผิดเอง ที่ไม่ได้ดูแลเจ้าเลย ....เอาล่ะ เดี๋ยวอัสดงพาไปเที่ยวนะ”

“จริงๆเหรอ” สีทันดรยิ้มน้อยๆ สบสายตาสีอำพันที่ทอดลงมามอง “เราเองก็ทำให้เจ้าวุ่นวาย เจ้าควรจะมีสมาธิฝึกอาวุธ ฝึกอาคม ไม่ควรจะมาห่วงอะไรกับเราเลย”

“เคยบอกแล้วไง ว่าเจ้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” อัสดงโน้มพระเศียรเจ้านาคน้อย ดึงมาแนบอกตน ริมฝีปากประทับลงไปตรงกลางนลาฏ “หายเหงาได้แล้วนะ”

สีทันดรรู้สึกถึงความอบอุ่นนั้น จึงแนบพระเศียรทิ้งพระวรกายลงไปในอ้อมอกที่อุ่นพระทัยที่สุดเท่าที่ประสบมา บัดนี้ทรงเริ่มรู้แล้วว่า หากยามเหงาและว้าเหว่ จะทรงหันไปทางใดดี

อันอกกว้างยามซบแข็งแรงนัก
ย่อมปกปักษ์รักษาเราให้อยู่ได้
ยามเราทุกข์ยามเรามีเภทโพยภัย
เพียงอยู่ในอ้อมอกนี้อย่าได้เกรง

หลังจากมื้อค่ำ สี่อณูเทวะหนุ่มน้อยต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว สีทันดรเข้าห้องบรรทมไปแต่หัวค่ำ ส่วนเอราวัตกับคืนฉายก็ชวนกันไปอาบน้ำ ทรงกลดก็นั่งเล่นโน๊ตบุ๊คไปเรื่อยๆ อัสดงนอนเล่นอยู่บนเตียง คลึงเคล้าสร้อยพระศอนาคมรกตของสีทันดรไปมา นาคมรกตตัวนั้นสีเริ่มหม่นเพราะเจ้าของกำลังว้าเหว่พระทัย

“เฮ้ย ทรงกลด ฉันว่าจะพาน้องดื้อไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาสักหน่อย นายว่าดีไหม” ถึงแม้ทรงกลดจะเป็นศัตรูหัวใจแต่ยังไงก็เป็นเพื่อน อัสดงจึงเปรยเรื่องนี้ขึ้น

“เออก็ดี เห็นน้องเขาเงียบๆ ฉันก็มัวแต่ ฝึกอาคม ช่วงนี้ไม่ได้สนใจน้องเขาเลยเหมือนกัน” ถึงทรงกลดจะต้องใจน้องดื้อเพียงใด หากเทวะดำรงไว้ด้วยหน้าที่ ดังนั้นภารกิจย่อมมาก่อนหัวใจเฉกเช่นอัสดง “ไหนๆเราก็ชอบคนคนเดียวกัน อะไรที่ทำให้น้องดื้อหายเหงาและสบายใจฉันยินดี”

“ฉันเลยกำลังจะถามนายไง ว่าจะพาน้องเขาไปไหนดี นายคงมีความคิดอะไรดีๆ”  อัสดงแปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ถามเรื่องนี้กับคู่แข่ง

“ก็ไปทะเลไง น้องดื้อเป็นเทวนาคา คงคิดถึงท้องทะเล พาไปทะเลแหละดีที่สุดแล้ว คงคลายเหงาได้บ้าง แต่นายคงไม่ใจแคบพากันไปสองต่อสองนะ”

“ถ้านายอยากไปด้วยฉันก็ไม่ขัด แต่นายจะทำใจได้เหรอหากเห็นฉันกอดสีทันดร”

ทรงกลดหันมามองอัสดง ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ สะกดอารมณ์คุกรุ่นกล่าวตอบทันควัน “ฉันควรจะถามนายมากกว่านะอัสดง นายต่างหากจะทนได้เหรอถ้าเห็นฉันกอดน้องดื้อ”

“ไม่มีทางหรอกไอ้กลด เพราะฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น”

“เอาล่ะ ไอ้อัสดง ฉันว่าเราสองคนมาตกลงกันดีกว่า ไหนๆก็รักน้องดื้อเหมือนกัน ถ้านายแน่จริง เรามาแข่งกันจีบดีไหม แข่งกันอย่างลูกผู้ชาย แล้วให้น้องดื้อตัดสินใจ ว่าจะเลือกใคร โดยมีข้อแม้ว่าถ้าน้องดื้อเลือกแล้ว ห้ามยุ่งเกี่ยวกับน้องดื้ออีก”
 
“งั้นนายก็เตรียมทำใจได้เลย กลด ”

“อย่ามั่นใจไปนักอัสดง ถึงนายจะนำฉันไปหลายขุม แต่ฉันก็มั่นใจว่า ฉันจะตีตื้นได้ทัน ระวังให้ดี”

“แล้วฉันจะคอยดู หากแพ้แล้วอย่าร้องไห้แล้วกัน”

ทรงกลดไม่สนใจคำพูดนั้นหันหน้าเข้าหน้าจอคอมพิวเตอร์เริ่มหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวชายทะเล ทั้งสองต่างไม่พูดจาอะไรกันอีก ครั้นพอทรงกลดเจอชายทะเลที่หนึ่งน่าสนใจ เขาจึงเปิดปากพูดกับอัสดงมาว่า

“เจอแล้ว นายว่าที่นี่สวยไหม อัสดง”

อัสดงผลุดลุกจากเตียงมานั่งดูรูปจากหน้าจอด้วยกัน ท้องทะเลฟ้าครามเจือสีเขียวใสมรกต กลมกลืนด้วยหาดทรายขาว สวยยิ่งนัก ทั้งสองลืมข้อบาดหมางวิวาทพลัน “สวยว่ะ ....ที่ไหนอ่ะไอ้กลด เราพาไอ้ดื้อไปที่นี่ดีไหม”

“ใจตรงกัน กำลังจะบอกนายพอดี ว่าไปที่นี่แหละ ไม่ไกลด้วย อยู่ระยองเอง”

“เยี่ยม ....งั้นวันศุกร์ออกเดินทาง ค้างสักสองคืน”

“ตกลงตามนี้”

ทรงกลดยักคิ้วให้กับอัสดง เป็นอันตกลงแล้วว่า ทะเลระยองคือเป้าหมายคลายเหงา อณูเทพหนุ่มน้อยทั้งสองต่างก็ช่วยกันดูและหารายละเอียดเพื่อที่การท่องเที่ยวครานี้ จะเป็นครั้งที่วิเศษสุดแห่งยอดดวงใจของเขาทั้งสอง และจะเป็นการวัดว่าใครจะทำให้ถูกพระทัยได้มากกว่ากัน

ทางด้านเอราวัตกับคืนฉาย หลังจากเสร็จมื้อเย็น จึงตกลงกันจะไปอาบน้ำด้วยกัน ทั้งสองจึงเปลี่ยนมานุ่งผ้าขาวม้าคนละผืน ด้วยความที่เป็นร่างแบ่งภาคแห่งเทวะ ร่างกายของทั้งสองจึงงาม หล่อเหลาดังรูปสลัก แม้จะไม่ใช่ประติมากรรมชั้นเลิศสุด แต่หากใครได้เห็นก็อยากจะซุกหน้าลงไปแนบกับหน้าท้องแข็งแรงนั้นนัก คืนฉายกับเอราวัตต่างฝ่ายต่างก็แอบชมร่างกายของอีกฝ่ายในใจ โดยเฉพาะคืนฉายหรือพระศุกร์ นั้นเริ่มมองแล้วมองอีก ความคิดนึกสนุกแวบเข้ามาในบัดดล เขาจึงพยายามใช้ฤทธิ์ปิดความคิดนั้นไว้ก่อนที่เอราวัตจะจับได้

“แกล้งมันซะหน่อย”

“หุ่นใช้ได้นี่หว่า ไอ้เอราวัต”

“เออ ขอบใจ นายก็หุ่นดีนะไอ้ฉาย ไปฟิตเนสบ่อยเหรอ” เอราวัตยิ้มกว้าง พอๆกับคืนฉายที่กำลังเริ่มโยนหินถามทาง

“เออ ....แล้วนี่สาวๆคงตอมหึ่งเลยล่ะสิ ได้ฟันบ้างยังอ่ะ”
“มีบ้าง.....แต่ตั้งแต่ มาอยู่บ้านไอ้กลดนี่ อดอยากปากแห้งเลยว่ะ ไม่มีสาวๆเลย พับผ่า”

“อยากเอาออกไหมล่ะ ฉันมีวิธี”

คืนฉายดำเนินยุทธการโยนหินถามทางต่อ เห็นชัดว่าไอ้พระพุธหน้าตาดีใช่เล่น อยากลองเล่นกะเขาซะหน่อย

“วิธีอะไรวะ อย่าบอกนะว่า ใช้นางทั้งห้า ....อันนั้นน่ะ เบื่อแล้ว...ไปอาบน้ำเหอะเดี๋ยวจะดึก” เอราวัตตัดบทแล้วเดินนำลงไป คืนฉายยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ หัวเราะเบาๆ 

“หึๆ เดี๋ยวนายก็รู้ ไอ้เอราวัตเอ๊ย ว่าฉันจะช่วยนายยังไง”

ทั้งสอง บัดนี้ เดินลงไปท่าน้ำ ครั้นพอถึงแทนที่คืนฉายจะลงไปแช่ทั้งผ้าขาวม้า เขากลับถอดทิ้งไว้เหนือขั้นบันไดท่าน้ำเสียนี่ เขาเริ่มแผนการแกล้งเพื่อนแล้ว เอราวัตมิสามารถอ่านความคิดนั้นได้ มิรู้อุบายเห็นเข้าก็ร้องลั่น

“ไอ้ห่าฉาย นายไม่อายผีอายสางบ้างหรือไงวะ เสือกแก้ผ้ามาได้ นายเป็นร่างแบ่งภาคนะ ทำอะไรให้มันน่าดูสักหน่อย”

“มันจะอะไรนักหนาว่ะ ไอ้เวรนี่ มืดแล้ว ไม่มีใครมานั่งแอบดูหรอก แล้วกะแค่แก้ผ้าอาบน้ำมันจะผิดตรงไหน”

“เออๆ  เรื่องของนาย” ว่าแล้วเอราวัตก็ลงไปแช่น้ำบ้าง แต่เขาลงไปแช่โดยมีผ้าขาวม้ากางกั้น น้ำเย็นยะเยียบยามค่ำคืนกระทบผิวกาย คืนฉายไม่หนาวเลยหรือไร แหวกว่ายไปรอบๆ แถมยังโป๊เสียอีก เอราวัตได้แต่นั่งแช่ตรงริมบันไดท่าน้ำว่ายไม่ออกเพราะน้ำมันหนาวเสียเหลือเกิน

คืนฉายดำเนินแผนการต่อไป ว่ายกลับมาที่ท่าเหยียบขั้นบันไดยืนขึ้นฟอกสบู่ ร่างกายทุกส่วนสัด ถูกขัดถูกถูทั่ว โดยไม่อายสายตาของเอราวัต ที่กำลังร้องด่ามาอีกครั้ง

“ไอ้ห่า กระจู๋นาย จะโดนหัวฉันอยู่แล้ว ไปฟอกไกลๆหน่อยได้ไหม”

“แหมไอ้นี่ พูดมากจังโว้ย ก็ใครใช้ให้นายนั่งแช่อยู่เล่า ออกไปว่ายน้ำนู่นไป ”

คืนฉายด่ากลับแล้วก็ถูสบู่ต่อไป มิสนใจ ส่วนนั้นของฉายเมื่อโดนมือหลายๆครั้งเข้าจากที่หดก็เริ่มพองตัวขึ้น ด้วยความที่จงใจให้มันตื่น คืนฉายจึงถูแต่ส่วนนั้นถูและเริ่มรูดเข้ารูดออก ดูเผินๆเหมือนจะทำความสะอาด แต่มิใช่..... เอราวัตคงขี้คร้านจะด่า จึงเลิกนั่งแช่น้ำ เปลี่ยนใจไปอาบน้ำในโอ่งดีกว่า

“ไอ้ฉายไอ้ลามก”

และในระหว่างที่เอราวัตขึ้นบันไดนั้น คืนฉายก็กระตุกผ้าขาวม้าของเจ้าพระพุธพลัน เจ้าตัวมิทันระวัง ผ้าขาวม้าหลุดออกโดยทันที ขณะนี้เขาจึงตัวเปล่าเปลือยเฉกคนดึง

“ฮ่าๆๆๆๆ วู้ ไอ้เอราวัต ซ่อนรูปเหมือนกันนะมึง”

“เล่นส้นตีนอะไรวะเอาผ้ากูมา”

กูมึงเริ่มมีมาแล้ว คืนฉายไม่คืนผ้าให้กลับเหวี่ยงขึ้นไปด้านบน เป็นการบังคับให้เอราวัตต้องแก้ผ้าโทงๆ เดินขึ้นไป

“ไหนๆ ขอวัดขนาดดูหน่อย ใครใหญ่กว่ากัน” คืนฉายจอมซุกซนไม่พูดอย่างเดียวจับหมับเอาเข้ากับน้องชายของเอราวัต “เล็กกว่าของฉันนิดนึง”

“ไอ้บ้ามันยังไม่แข็งโว้ย”

เอราวัตปัดมือออก ตั้งใจเลี่ยงเพื่อนจอมเซี้ยว แต่แล้วเสียงยั่วโทสะก็ร้องเยาะเย้ยตามหลังมา “ โหย ไอ้ปอดเอ๊ย หรือว่ากลัวจะเล็กกว่า แน่จริงมาวัดกันไหม เอาตอนที่นายแข็งๆ น่ะ จะได้รู้กันไง”

ถึงแม้เอราวัตจะไม่ค่อยโมโหใครก็ตาม แต่เมื่อถูกร้องท้ามาอย่างนี้ ก็เกิดแรงฮึด ตกหลุมพรางของพระศุกร์เจ้าเล่ห์

“แล้วมึงจะได้รู้ไอ้ฉาย”  พระพุธเดินลงมาประจันหน้ากับคนร้องท้า นั่งอยู่หน้าขั้นบันไดเอามือปั่นของตัวเองบ้าง “มาปากดีนักนะมึง งั้นกูกับมึงมาแข่งกัน หากกูใหญ่กว่า มึงโดนกระทืบแน่”

เอราวัตด้วยความที่ถูกท้าและสบประมาทหลงอุบายของคืนฉายในเรื่องขนาด ผู้ชายที่ไหนโดนเข้าใครจะทนได้ จึงตั้งหน้าตั้งตาปั่นสู่กับคืนฉายที่มือก็รูดของตัวเองเป็นระวิง พอสักพัก ครั้นพอได้ที่ทั้งสองจึงเอามาเทียบกัน หัวสีชมพูระเรื่อชนกันโดยตั้งใจ แล้วเลื่อนมาขนาบข้าง ต่างผลัดกันจับวัดขนาดจนแน่ใจ

“เท่ากัน ว่ะไอ้ฉาย โธ่นึกว่าจะใหญ่กว่า ไอ้ขี้คุยเอ๊ยยยย”

คืนฉายยิ้มที่มุมปากน้อยๆ เอาล่ะได้ที่แล้ว จังหวะนี้แหละ ว่าแล้วจึงแอบร่ายพระเวทเสกผ้าขาวม้าทั้งสองผืนที่กองไว้ เข้ามารัดมือทั้งสองข้างของเอราวัตแน่นกับขั้นบันได เอราวัตไม่ทันระวังจึงร้องลั่น

“เฮ้ยมึงเล่นอะไรวะ”

คืนฉายไม่ตอบ ใช้มือรูดของเอราวัตขึ้นลงอยู่อย่างนั้น ครานี้จากที่ชูชันธรรมดา กลับกลายเป็นแข็งโป๊ก ยิ่งกว่าบันไดหิน พระพุธน้อยเสียทีพระศุกร์จอมโลกีย์เข้าแล้ว แรกๆเอราวัตก็ขัดขืนร้องด่า ถีบพัลวัน แต่ไปๆมาๆ เป็นเพราะเพลินหรืออะไรมิทราบ เขากลับแอ่นกายสู้มาเสียนี่ ด้วยความที่ช่ำชองเรื่องแบบนี้มาเสียยิ่งนัก และอีกอย่างเอราวัตก็มิได้เอาออกมาเสียนาน เวลาผ่านไปชั่วครู่ เขาก็เด้งบั้นเอวจนขีดสุดตอบรับแรงชักครั้งสุดท้าย

“โอวว! ไอ้ฉาย กูแตกแล้ว”

สิ้นเสียงเท่านั้นแหละ หยาดน้ำสีขาวพุ่งกระจายเป็นสายแล้วหยดลงแหมะกระจายทั่วหน้าท้อง ที่เป็นลอนงามแบนราบ บางหยดหยาดแตะแต้มอยู่เหนือพงหญ้าดำสนิท ดุจน้ำค้างพราวเหนือยอดหญ้า

ภารกิจแกล้งเพื่อนสมใจแล้ว คืนฉายจึงหัวเราะลั่น นี่แหละวิธีที่เขาจะช่วยไอ้พระพุธ “ มึงไม่ได้เอาออกมากี่วันแล้วไอ้ห่า น้ำเยอะเชียว ฮะฮ่าๆๆ”

“ฝากไว้ก่อนไอ้ฉาย มึงแกล้งกู ไว้ถึงทีกูบ้างเหอะ แก้มัดกูได้แล้ว” พระพุธน้อยเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวอาฆาต “ทีกู กูจะเอาคืนให้นักเลย”

“เรื่องอะไร ถ้ากูปล่อยมึงตอนนี้ มึงก็ไล่เตะกูเท่านั้น มึงโดนมัดไว้อย่างนี้แหละ ดีแล้ว หาทางแก้มัดเอาเองแล้วกัน อาคมแค่นี้ไม่ครนามือมึงหรอก ไปล่ะ”

พระศุกร์จอมเซี้ยวพูดจบก็กลายเป็นรัศมีฟ้าครามใสสุกสกาว โพยพุ่งขึ้นบ้าน ทิ้งพระพุธที่ยังคงถูกมัดไว้ที่ท่าน้ำ ร้องด่าตามมาเสียงขรม “ไอ้ฉาย ไอ้เชี่ยยยยยยยยยย กูจะฆ่ามึง”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
สีทันดรเมื่อเข้าห้องพระบรรทมมาได้ ก็ประทับนั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง ทรงทอดมองออกไปในความมืดมิด เหม่อมองผืนน้ำในคลองที่ดำสนิทเป็นมันระยับดุจดั่งนิลกระทบแสงจันทร์ ในพระทัยคงไม่แคล้วคิดถึงบ้าน ‘บาดาล’ สถานที่ที่ทรงเจริญชันษา อีกทั้งวนอุทยานใต้น้ำอันงามเกินจะบรรยาย นึกถึงทีไร ก็ทำให้พระเนตรที่เคยพราวสุกสกาว คลอด้วยหยาดน้ำใสๆที่มนุษย์ขานเรียกว่า ‘น้ำตา’

“เกือบเดือนหนึ่งมาแล้วสินะ ที่เรามาอยู่ที่นี่” เจ้าตัวทรงเปรยกับองค์เองมาเช่นนั้น ความเหงาและความคิดถึงยังมิจางห่างหาย แม้เขาคนนั้น จะสัญญามาแล้วว่าจะพาไปเที่ยว ‘เดี๋ยวอัสดงพาไปเที่ยวนะ’

นึกถึงเขาคนนั้น แรกเริ่มยามได้เห็นหน้าครั้งแรก เคยพูดว่าเกลียดเขา แต่ลึกๆลงไปนั้นทรงรู้สึกคันพระทัยทุกครา นี่หรือคนที่เป็นสาเหตุทำให้วงศ์วานต้องลงมาอยู่ที่บาดาลครั้นพอโดนเขากอด เขาจูบ อาการที่คันพระทัย เริ่มจางลงทีละน้อย ทีละน้อย กลายเป็นซ่านพระหฤทัยยามได้ยลหน้าและได้ยินเสียงเขาคนนั้น

‘อัสดง เจ้าคิดกับเราอย่างไรกันแน่’  หากความลังเลสงสัย ถูกลบกลบมาด้วยประโยคที่เขาเคยบอกมาด้วยน้ำเสียงที่หวานยิ่ง ‘เจ้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด’

เมื่อไรเล่า เมื่อใด .....เขาจะบอกเราตรงๆ สักที เราไม่อยาก ‘เหงาหัวใจ’ อีกต่อไป

สีทันดรยังคงนั่งเหม่ออยู่อย่างนั้น จวบจนกระทั่งคนที่อยู่ในห้วงคำนึง เปิดประตูห้องบรรทมเข้ามา เสียงประตูเปิดปิดมิทำให้ทรงหันมาแม้แต่น้อย หากสิ่งที่ทำให้ทรงรู้สึกพระองค์ว่ามีคนเข้ามาก็คือวงแขนแข็งแรงที่สวมกอดเข้ามาจากเบื้องพระปฤษฎางค์

“นั่งเหม่อเชียว ยังไม่หายเหงา อีกเหรอ” น้ำเสียงทุ้มนุ่ม กระซิบผ่านเข้าสู่พระกรรณ ไรหนวดอ่อนๆของวัยหนุ่มคลอเคลียทั่วพระศอ

“เจ้าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร” สีทันดรพยายามรีบเช็ดน้ำตา ก่อนที่อัสดงจะเห็น หากไม่ไวไปกว่า ดวงตาสีอำพันที่สังเกตมาก่อนแล้ว

“สีทันดร ...เจ้าร้องไห้ทำไม ใครรังแกเจ้าบอกเรามา ไอ้กลดใช่ไหม” น้ำเสียงร้อนรน กล่าวถาม ใครกันที่ทำให้หัวใจของเขาร้องไห้

“ไม่ใช่....เรานั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย พลันเลยไปคิดถึงบ้านน่ะ จู่ๆน้ำตามันเลยไหล”

“ไม่เอาอย่าร้องไห้ ....อัสดงบอกแล้วไงเดี๋ยวจะพาไปเที่ยว เห็นเจ้าร้องไห้มาอย่างนี้ ใจไม่ดีเลย รู้สึกผิดยังไงไม่รู้ที่ปล่อยให้เจ้าเหงา...เลิกร้องเหอะนะ อัสดงอยากเห็น ไอ้ดื้อ คนเก่า .....เฮ้อไม่รู้ว่าหายไปไหนเสีย” อัสดงพยายามปลอบคนที่อยู่ในอ้อมกอด ฝ่ามือแข็งแรงหากแต่เบาดุจปุยนุ่น ปาดเช็ดรอยรื้นแห่งพระอัสสุชล ได้เบายิ่ง

“นี่ ดูนี่ดีกว่า....จะได้สดชื่น” อัสดงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้สีทันดรดู พอคลี่ออก เจ้านาคน้อยก็เห็นรูป ท้องทะเลครามใสตัดกับพื้นทรายขาวบริสุทธิ์ “นี่ไง ที่ที่จะพาจอมดื้อของอัสดงไปเที่ยว อยากไปไหม”

สีทันดรแย้มยิ้มได้โดยพลัน ทะเลเปรียบเสมือนบ้าน....เขาคนนี้ จะพาเรากลับไปเที่ยวบ้านแล้ว “จริงๆ เหรอ อย่าหลอกให้เราดีใจเล่นนะ”

“เราเคยพูดไม่จริงกับเจ้าเหรอ...วันศุกร์ที่จะถึงนี้ เราจะไปเที่ยวกัน แล้วค้างสักสองคืน ดีไหม”

“ดีสิ ...แล้วเราจะไปกันกี่คนล่ะ” สุรเสียงที่ตรัสถาม เริ่มที่จะสดใสกลับมาเป็นดังเดิม

“ไปกันหมดนี่แหละ....นั่งรถกันไป เจ้าจะได้หัดใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ธรรมดาด้วย”

“เราขี่อุจไฉยศรพไปไม่ดีกว่าเหรอ เร็วกว่าตั้งเยอะ”

“อย่าเลย นั่งรถกันไปน่ะสนุกกว่า เจ้าจะได้ชินกับมนุษย์ เผื่อวันข้างหน้าเสร็จศึก เจ้าอาจจะต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป”

“ไม่หรอก ...เราเป็นนาคยังไงซะ เราก็ต้องกลับบาดาล เราไม่มีทางอยู่ที่นี่”

“ใจคอเจ้า จะทิ้งมนุษย์กึ่งเทพคนหนึ่งได้ลงคอหรือ....สีทันดร” ดวงตาสีอำพันหวานซึ้งจ้องพระเนตรฟ้าครามอย่างเอาคำตอบ คำถามนั้นทำให้พระทัยกระตุกวาบ เพราะทรงยังไม่เคยนึกถึงในข้อนี้ ใช่สิ หากสิ้นศึกกับอสูร ...ตนก็ต้องกลับบาดาล แล้วคนที่นี่เล่า จะอยู่อย่างไร ....ตอนนั้นก็คงจะเหงาเฉกเช่นตอนนี้ ความคิดถึงบ้านคงแปรเปลี่ยนมาคิดถึงโลกมนุษย์แทน

“อัสสะ....เราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลยดีไหมไว้รอให้มันมาถึงก่อนเราค่อยพูดกัน” พระหัตถ์น้อยๆ ค่อยๆยกลูบใบหน้าที่หล่อเหลานั้น หากวันนั้นมาถึง จะทำอย่างไร จะตัดสินพระทัยอย่างไร .....แล้วตัวเราจะอยู่ในฐานะอะไร นี่คือสิ่งสำคัญ

“ได้สิ.....แต่เมื่อกี้ เจ้าเรียกเราว่าอะไรนะ เรียกเราว่าอัสสะงั้นเหรอ....แปลกดีไม่เคยเห็นมีคนเรียก”

“ก็เพราะไม่มีใครเรียก เราถึงได้เรียกไง” พระพักตร์ใสเอียงอาย เริ่มซุกแนบอก จนคนที่ถูกเรียกว่าอัสสะ ต้องเชยคางนั้นขึ้น ชื่อพิเศษที่ตั้งให้คนพิเศษ ฟังกี่ครั้งก็ชื่นใจที่สุด “ทีเจ้ายังเรียกเราว่าไอ้ดื้อ ได้เลย ไม่เคยมีใครเรียกเราอย่างนี้เหมือนกัน”

“ก็เพราะไม่มีใครเรียก เราถึงได้เรียกไง” คำตอบเดียวกัน มาพร้อมกับหัวใจที่หนักแน่น “จำได้ไหม อัสสะเคยขอให้ไอ้ดื้อเรียกอัสสะว่าพี่แต่ ไอ้ดื้อ ก็ปฏิเสธ .....งั้นต่อไป เรียกอัสดงว่าอัสสะ อย่างที่เรียกเมื่อกี้แล้วกันนะ ฟังแล้วชื่นใจ”

“ตกลง” สีทันดร ทรงรู้แล้วว่า คนที่อยู่ตรงหน้ามีบทบาทพิเศษสำหรับตนเพียงใด ถึงแม้คำว่ารักยังไม่หลุดออกจากปากเขา แต่ก็จะรอ.....รอจนกว่าเขาจะเอ่ยออกมา ดูการกระทำอย่างที่เขาบอก หากวันหนึ่งเราต้องเอ่ยว่ารักเขากลับไปบ้าง เราจะได้บอกรักกับเขาอย่างเต็มปากเต็มคำเช่นกัน อาการเหงาหัวใจต่อไปคงไม่มี

“ดึกแล้วไปนอนเถอะ อัสสะเริ่มง่วงแล้ว”  ว่าแล้วอัสสะของไอ้ดื้อ ก็ใช้แขนแข็งแรง ตวัดร่างนาคาน้อยอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน ดุจคราแรกที่ทรงถูกจับ คราวนี้ไม่ทรงดิ้นเหมือนครั้งที่แล้ว พระวรกายบัดนี้ถูกวางอย่างแผ่วเบาบนฟูกหนานุ่ม ในแวบแห่งความคิดทรงคิดว่าคนคนนี้จะโถมทับตัวลงมา แต่มิใช่ เขากลับประทับจูบก่อนนอนเบาๆตรงหน้าผาก เลื่อนผ้าห่มมาห่มให้ กล่าวทิ้งท้ายก่อนจากไปเพียงว่า

“ ฝันถึงอัสสะด้วยนะ...อัสสะจะฝันถึงไอ้ดื้อของอัสสะเช่นกัน”

ประตูห้องบรรทมถูกปิดสนิทแน่น หากประตูหัวใจถูกเปิดออกอย่างกว้างขวาง เสียงน้อยๆที่ตรัสเรียกว่า “อัสสะ” ยังดังก้องส่งผลให้อัสดงเดินยิ้มจนแก้มแทบปริ นับแต่นี้ต่อไป เราจะไม่ปล่อยให้เจ้าเหงาอีกแล้วสีทันดร หากเจ้าต้องการสิ่งใด แม้น้ำอมฤต ต่อให้ทำศึกกับอสูรทั้งมวล ...ชัยชนะนั้นจะมากองไว้แทบบาท และอุ้งหัตถ์ของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

รถตู้โดยสาร ขณะนี้จอดเทียบท่าเรือที่จะจะข้ามไปยังสถานที่พักผ่อนตากอากาศ เพียงประตูรถเปิด สีทันดรก็แทบวิ่งถลาลงไป กลิ่นไอทะเล ถูกสูดจนแน่นปอด ทีท่าสดใสกลับคืนมาอีกครั้ง

“ดูเป็นคนละคนเลยนะ....ว่ามั๊ยอัสดง” คืนฉายมองเจ้านาคน้อยแล้วกล่าวกับอัสดงอย่างเอ็นดู ทรงกลดกับเอราวัตตามลงมาด้วยสีหน้าแจ่มใสเช่นกัน  “เห็นน้องเขาหายเหงาก็ดีใจ ฉันเองก็รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก นานๆได้มาเที่ยวตากอากาศแบบนี้เสียที”

“ที่พักอยู่ไกลไหม ไอ้กลด”

“นั่งเรือไปอีกประมาณสี่สิบห้านาที ก็ถึงแล้ว ป่ะไปนั่งรอเรือกันเหอะ”

ทรงกลดพูดจบก็เดินนำไปเป็นคนแรก ส่วนสีทันดรมิต้องเอ่ยถึงแทบจะวิ่งนำทั้งสี่คนไปด้วยซ้ำ อัสดงรีบมาเดินเคียงคู่แล้วจับมือกันเดินไปยังท่าเรือ ทรงกลดเห็นเข้าก็ไม่รอช้ารีบทำคะแนนตามมาจับมืออีกข้างของสีทันดร กลายเป็นขนาบข้าง เราสามคนเดินนำหน้า ทิ้งคืนฉายกับเอราวัตไว้เบื้องหลัง

“ดูไอ้อัสดงกับไอ้กลดสิ แย่งกันทำคะแนนน่าดู ถ้ากูเป็นน้องดื้อ กูก็คงเลือกไม่ถูก” เอราวัตเปรยขึ้น คืนฉายก็ตอบมาว่า “แต่ถ้าเป็นกู กูจะเอาแม่งทั้งสองคนเลย มาเรามาจับมือกันไหม เผื่อจะดูน่ารักกับเขาบ้าง”

คืนฉายแทนที่จะจับมือเพื่อนกลับแกล้งไปจับคว้าหมับเอาเป้ากางเกงของเอราวัตอีกหน “ไอ้เชี่ยนี่ เล่นส้นตีนอะไรอีก เตะแม่งสักทีเหอะ คราวที่แล้วกูยังไม่เอาคืนเลยนะ”

“คนอาไร้....แข็งไม่ยอมหด”

คราวนี้ ‘ส้นเท้า’ หรือ ‘ส้นตีน’ หนักๆถูกเหวี่ยงเข้าไปหาพระศุกร์จอมขี้เล่นหากเจ้าตัวก็หลบหลีกได้เป็นพัลวัน ทั้งสองมัวแต่เล่นกันอย่างไม่ระวัง คืนฉายจึงถอยไปชนคนที่เดินตามมาข้างหลังเข้าอย่างจัง

“โอ๊ย ระวังหน่อยสิคุณ”

คนที่ถูกชนจนแว่นกันแดดที่เหน็บเสียบไว้บนเสื้อตกลง เจ้าตัวเก็บขึ้นมาตั้งใจจะต่อว่าต่อ แต่พอได้เห็นหน้าของคืนฉาย เขาคนนั้นก็เหมือนกับถูกสะกด เสน่ห์แห่งพระศุกร์เริ่มกำซาบซ่าน ตรึงขาทั้งสองไว้แน่นก้าวไปไหนไม่ได้ นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า ตกตะลึง
 
“ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ พอดีเล่นกับเพื่อนเพลิน แว่นแตกหรือเปล่า” คืนฉายกล่าวขอโทษ เสียงพูดของเขาทำให้คนตรงหน้าหลุดจากภวังค์นั้น

“ไม่เป็นไรครับ ไม่แตก....”

“ถ้างั้นขอโทษอีกครั้งละกันครับ ...ขอตัวก่อนนะครับ”

คืนฉายรีบเดินออกไปจากตรงนั้น ด่าเอราวัตที่ทำให้ตนต้องหลบส้นเท้าจนไปโดนคนอื่นที่เดินตามมา ส่วนคนคนนั้นก็ยังคงยืนอยู่กับที่ จนเพื่อนที่ตามหลังมาด้วยกันตบหลังถามขึ้น

“เป็นไรวะ ไอ้ตา ...มีเรื่องเหรอ”

“เปล่าไม่มีอะไร เขาแค่ชนโดยไม่ได้ตั้งใจน่ะ ไปซื้อตั๋วเรือกันเหอะ”

ตาที่เพื่อนๆเรียกหรือนามเต็มนายตระการตา เริ่มก้าวขาออกหากสายตาทอดมองไปยังคืนฉายที่ขณะนี้ไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆแล้ว แต่เขาก็ไม่กล้ามองนานนักเพราะกลัวเสียมารยาท เขามาเที่ยวทะเลแก้เบื่อกับเพื่อนๆเหมือนเดิมทุกปีเป็นประจำ หากปีนี้....น่าจะมีอะไรพิเศษ แค่ถึงท่าเรือ ก็เจอคนที่ทำให้หวั่นไหวเข้าแล้ว ...สาธุ ขอให้นั่งเรือลำเดียวกัน และพักที่เดียวกันด้วยเถิด

ตระการตาจะรู้ไหมหนาว่า มนตร์แห่งพระศุกร์ได้รอบล้อมตนอยู่ทั่ว ยามที่เขาเอ่ยคำขอโทษเสียงเขาเพราะยิ่ง ขณะนี้จิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ยามเข้าคิวซื้อตั๋วเรือก็จ่ายเงินผิดจ่ายเงินถูกอยู่นั่น จนเพื่อนๆต้องมาช่วย

“มึงเป็นอะไรหรือเปล่าวะไอ้ตา” เพื่อนๆถามให้แน่ใจอีกครั้ง

“เออ กูบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ”

เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารให้ลงเรือ ประกาศมาครั้งสุดท้าย ตระการตา พยายามชะเง้อชะแง้แลมองว่า คนที่เดินมาชน จะลงมาด้วยหรือเปล่า ใจเขาเริ่มเสียเพราะบนเรือนั้น ไม่มีเงาของเขาคนนั้นเลยสักนิด ท่าจะหมดหวังเสียแล้ว...และแล้ว เรือโดยสารเริ่มบ่ายหัวออกจากท่า แต่ฉับพลันเสียงโหวกเหวกโวยวาย ของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องทำให้คนบนเรือหันไปมองเป็นตาเดียวกัน เสียงตะโกนนั้นดังลั่น

“รอพวกผมด้วยครับ”

เขาคนนั้นนั่นเอง หัวใจของตระการตาพองโต ....ในที่สุดเขาก็มาเรือลำเดียวกับตน แต่จะทำไงดีล่ะเรือเริ่มเบี่ยงหัวออกมาแล้ว และทีท่าคนขับก็มิสนใจจะหันกลับ

“เพราะมึงคนเดียวไอ้เอราวัต เสือกปวดฉี่ ไม่ทันเรือเลยเห็นไหม”

“ใครว่าไม่ทัน ทันสิ กระโดดตามมาเร็ว”

สีทันดรบัดนี้กลับทรงเป็นปกติแล้ว ตรัสยังไม่ทันจบด้วยซ้ำก็ทรงกระโดดลงเรือเป็นคนแรก แต่ท่าจะพูดให้ถูก ควรจะพูดว่า เหาะลงมา เสียมากกว่า อัสดง ทรงกลด เอราวัตและคืนฉายมิรอช้าตามเจ้านาคาน้อยลงไปทันที ผู้โดยสารบนเรือต่างมองด้วยความทึ่ง ว่าระยะทางที่ห่างออกมาจากท่านั้น พวกเขากระโดดลงมาได้อย่างไร แถมยังลงมายืนหยัดกันได้อย่างนุ่มนวล

“ไปหาที่นั่งกันเหอะ” อัสดงกล่าวชวนแล้วพาคณะไปหาที่นั่ง จนได้ที่ทางท้ายเรือ พวกเขาเดินผ่านกลุ่มของตระการตาไป โดยมิได้สนใจ แต่ตระการตานั้นแอบเหลียวมอง แม้กระทั่งเพื่อนๆของเขาก็เช่นกัน พูดกรอกหูกันเซ็งแซ่ว่า

“แม่ง...โคตรเท่ห์เลย  พวกนายแบบมาถ่ายแบบหรือเปล่าวะ กูว่าไอ้ตระการตาหล่อแล้วนะ มาเจอพวกนี้ชิดซ้ายไปเลย”

“เออ หน้าตาดีกันทุกคนเลย แต่กูว่าคนที่เด็กที่สุดในกลุ่มที่ผมยาวน่ะ โตขึ้นอีกหน่อย คงจะหล่อมาก”

คนที่กำลังพูดน่าจะหมายถึงสีทันดร เจ้าตัวที่เดินอยู่ก็ทรงได้ยิน แม้พวกมนุษย์จะซุบซิบกันเบาเพียงไร สีทันดรหันมากล่าว กับคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ว่า

“ขอบใจที่ชม”

พวกนั้นหน้าเสีย หยุดพูดทันใด และไม่มีทางรู้ว่าคนที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้มิใช่เด็กหนุ่มธรรมดา ส่วนตระการตาได้แต่มองตามด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่เริ่มจับเข้าในใจ พวกเขาเป็นใครกันนะ ทำไม เหมือนรู้สึกว่า....พวกเขากลุ่มนั้นมีอำนาจอะไรบางอย่างแฝงไว้อยู่ในตัว อำนาจที่ทำให้ตนจะว่ากลัวก็ไม่ใช่ จะยำเกรงก็ไม่เชิง  หากโชคเข้าข้าง ขอให้ได้พักที่เดียวกัน จะได้ถือโอกาสทำความรู้จัก โดยเฉพาะ คนที่ทำให้ตนก้าวขาไปไหนไม่ออก

เรือโดยสารลอยละล่องแหวกผืนทะเลยามสายเกิดฟองคลื่นสีขาวสะอาดตา แสงแดดสาดส่องก่อเกิดประกายระยิบระยับ ดุจอัญมณีหลากสีนานาชนิดแตะแต้มทั่วพื้นมหาสมุทรนั้น ด้วยความสวยงามแห่งธรรมชาติที่ยากนักจักหา นักท่องเที่ยวหลายๆคนต่างก็ยืนชมความงามนั้น บางคนก็ถ่ายรูปกันไป ไม่เว้นแต่พระพุธกับพระศุกร์ซึ่งขณะนี้ก็ยืนชมธรรมชาติแห่งผืนทะเลนั้นอยู่ ลมแรงจากห้วงสมุทรพัดเอากลิ่นน้ำหอมที่เจ้าตัวใส่ไว้กำจาย

“นี่ไอ้ฉาย มึงอาบน้ำหอมมาเหรอ แหม มึงฉีดซะฟุ้งเชียว”

“กูฉีดนิดเดียว ....ว่าแต่มึงช่วยกูดูตรงพื้นน้ำนั้นหน่อย มึงเห็นอะไรไหม ...จะได้ยืนยันว่าตากูไม่ฝาด”

คืนฉายชี้ให้เอราวัตมองดูพื้นน้ำที่เริ่มเปล่งประกาย ด้วยสายตาแห่งอณูของเทวะ ภายใต้ผืนน้ำนั้น มีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ ประกายระยับส่องพราว หากแต่ตามนุษย์คนอื่น เห็นได้แค่เพียงแสงตกกระทบจากพื้นน้ำเท่านั้น

ภาพเหนือจินตนาการใดๆก่อกำเนิด สิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวเป็นกลุ่ม เริ่มลอยละเลียบเทียบสีข้างเรือ อัสดง ทรงกลดและสีทันดร จับสังเกตเอราวัตกับคืนฉายที่กำลังมองอยู่ได้จึงเข้ามารวมกลุ่ม จึงได้เห็นสิ่งที่งามเกินบรรยาย นั่นก็คือ ดรุณีกลุ่มหนึ่งกำลังแหวกว่ายอยู่ภายใต้ม่านน้ำผืนทะเลใส สาวน้อยกลุ่มนั้น งามตาเป็นที่ยิ่ง โดยเฉพาะนางที่ว่ายอยู่ตรงกลาง อันมีนางอื่นๆล้อมรอบเป็นบริวาร นางผู้นั้นทรงรัศมีสีเขียวอมทอง แม้จะมิเจิดจ้าเท่าสีทันดร หากอณูน้อยก็บอกได้ชัดเลยว่า นางย่อมทรงศักดิ์เทวนาคีแน่แท้

“มุจลินทร์”

สีทันดรทรงร้องเรียกทันใด ประกายเขียวใสอมทองระเรื่อพวยพุ่งจากฝืนน้ำ รวมร่างเป็นนางผู้ทรงโฉม ผิวพรรณผุดผาด พิลาศเลื่อม งามเกินกว่าสตรีใด ที่เคยพานพบ มนุษย์บนเรือมิสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า หากได้ยลคงจะตะลึงไปตามๆกัน

“ทูลกระหม่อมเล็ก” เทวนาคีโฉมสะคราญ ทูลทักแล้วบังคมด้วยกิริยาอ้อนแอ้นน่าชมยิ่งนัก “หม่อมฉันยินดีที่ฝ่าพระบาทเสด็จมาที่นี่ หม่อมฉันเลยมาดักรอ”

“มีอะไรเหรอมุจลินทร์” ถึงแม้มุจลินทร์จะเป็นเทวะแห่งพญานาคชั้นลูกท่านหลานเธอเหมือนกับสีทันดร หากแต่รัศมีรอบกายไม่เจิดจรัสเท่าแสดงให้เห็นว่า น่าจะเป็นอีกชั้นที่รองลงมา

“สมเด็จฯทรงให้หม่อมฉัน มาทูลให้ทราบว่า พระนางจำต้องทรงฌานร่วมกับพระพันปีกัทรุ กั้นบาดาลไว้จากพวกอสูรเพคะ เนื่องด้วยทูลกระหม่อมพ่อ จำต้องเสด็จฯขึ้นเฝ้ามหาศิวะ พร้อมทูลกระหม่อมใหญ่พระเชษฐาของฝ่าบาท พวกอสูรอาจบุกบาดาลได้”

“แล้วทูลหม่อมปู่ล่ะ เสด็จฯไหนเสีย”

“ทรงขึ้นเฝ้ามหาอุมาเทวีเพคะ ....เพื่อวางแผนการศึก” มุจลินทร์ทูลตอบ รัศมีรอบกายเริ่มสั่นไหว ต่อให้เป็นเทวนาคี ยามนึกถึงศึกที่กำลังจะก่อตัวขึ้น ก็ทำให้ไม่สบายพระทัยเช่นกัน ขณะนี้หลายๆพระองค์บนสวรรค์และบาดาลกำลังวุ่น

“มหาอุมาเทวีเสด็จออกบัญชาการเองเลยเหรอ....แต่ก็ยังดี หากเป็นมหาทรุคา หรือมหากาลี เสด็จออก ไม่ใช่อสูรอย่างเดียวที่จะพินาศ ...มนุษย์โลกก็ไม่เหลือ”

สีทันดรทรงกล่าวถึงก็ยังย่นย่อพระวรกาย พระโลมาลุกชัน ทรงจำได้ครานั้น ยามที่มหาอุมาเทวีเสด็จออกในภาคมหาทรุคา ยามนั้นสามโลกสั่นสะเทือน แม้บาดาลที่มั่นคงและลึกที่สุดยังรับรู้ถึงพระราชอำนาจอันร้องแรงนั้น มหาศิวะจำต้องหลีก มิมีผู้ใดเข้าพระพักตร์ติดแม้แต่พระนารท...พระบิดาเลี้ยงยังต้องรออยู่รอบเขตจักรวาล

“เพคะ ยังทรงประทับอยู่ในภาคมหาอุมาเทวี และที่หม่อมฉันมานี่ นอกจากจะส่งข่าวแล้ว สมเด็จฯยังทรงฝากสิ่งนี้ให้กับฝ่าพระบาทด้วย”

สมเด็จฯที่มุจลินทร์เอ่ยถึงนั้น คือพระสมุทรเทวี สมเด็จพระชนนีในสีทันดรนั่นเอง แล้วมุจลินทร์จึงทรงหันไปพยักพระพักตร์ ให้กับบรรดานางข้าหลวงที่ลอยตามขึ้นมาหมอบราบกราบลงอยู่กับพื้น นางนาคาและนางมัจฉาบริวาร ช่วยกันประคองพานแว่นแก้วใส ภายในมีอัญมณีสุกใสลูกหนึ่งส่องแสงเจิดจรัส

“สมุทรมณี เจ้าเอามาให้เราทำไม” 

สีทันดรทรงจำได้ สมุทรมณี ที่ถูกเก็บไว้ในส่วนที่ลึกสุดของบาดาล ของสำคัญค่ายิ่ง ทำไมสมเด็จแม่ต้องประทานมาให้ตน สีทันดรจำต้องทรงรับมาไว้อยู่ในพระหัตถ์ พระทัยยังสงสัย

‘มันต้องมีอะไรแน่ๆ สมเด็จแม่คงต้องให้เราเอาไว้ใช้ประโยชน์อะไรสักอย่าง’

“หม่อมฉันไม่กล้าทูลถามเหตุผลเพคะ ....หม่อมฉันคงต้องไปแล้ว ขอให้ฝ่าพระบาททรงพระเจริญและขออำนวยชัยให้แก่อณูแห่งเทวะทุกพระองค์เพคะ”

มุจลินทร์ถวายบังคมลา รัศมีรอบกายเริ่มปล่งประกายวาบ ลอยกลับลงสู่พื้นน้ำ หากสีทันดรตัดรั้งไว้ “เดี๋ยวก่อนมุจลินทร์ มีคนเขาฝากความคิดถึงมาแน่ะ”

เพียงสีทันดรตรัสมาแค่นี้มุจลินทร์ก็ทรงรู้ได้ทันทีว่าใครฝากมา “ไม่รับฝากเพคะ ถ้าแน่จริงก็ให้ลงจากเชิงเขาพระสุเมรุมาบอกหม่อมฉันเองที่บาดาล ฤาว่าขี้ขลาด”

ชั่วแวบกระพริบตา ภาพแห่งเทวนาคาอันสะคราญโฉมก็มลายหายวับไป บนเรือเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นักท่องเที่ยวต่างก็ยืนคุยกันทั่ว มนุษย์จะรู้ไหมหนอว่า โลกบาดาลอยู่ใกล้เพียงนิดเดียว

“เราบอกให้แล้วนะนล .....เดี๋ยวจะหาว่าเราพูดไม่จริง คงได้ยินแล้วนะว่ามุจลินทร์เขาพูดยังไง” สีทันดรแหงนพระพักตร์ตะโกนขึ้นฟ้า ชั่วแวบก็มีเสียงตอบกลับมาดังเฉพาะสีทันดรกับอัสดงว่า “เหอะ ผู้หญิงก็อย่างนี้แหละ ...พอลงไปจริงๆก็ไล่นลกลับมาเท่านั้น”

“สมแล้วนล ระวังนะ ระวังจะมีคนตัดหน้า มัวแต่ชักช้า” สีทันดรตรัสตอบสหายแล้วเสกสมุทรมณีเก็บไว้ในอุ้งหัตถ์ แล้วทรงผินพระพักตร์ไปอธิบายเทพน้อยทั้งสี่

“มุจลินทร์ พี่สาวเราเอง พ่อเดียวกันกับเรา เธอประสูติแต่พระสนมเอกน่ะ สวยใช่ไหม”

“สะ สวย มากครับน้องดื้อ แล้วเขามีแฟนหรือยัง” พระพุธน้อยจ้องมองตะลึงจนตาค้าง แม้เจ้าตัวจะจากไปแล้วก็เหอะ

“ไม่รู้สิ ...รู้แต่ว่ามีคนจีบเยอะ แต่ถ้าพี่เอราวัตจะจีบก็ยากหน่อยนะ ต้องฝ่าด่านยักษ์ทึ่มเขี้ยวแก้วตั้งตนหนึ่ง”

 “นลมันตาถึงเนอะไอ้ดื้อ แต่ยังไงก็สู้อัสสะไม่ได้หรอก” อัสดงได้ยินเข้าก็หัวเราะกล่าวเสริม สีทันดรเองพระพักตร์เริ่มระเรื่อ เพราะทรงรู้ว่าอัสสะหมายถึงสิ่งใด

“เฮ้ยย ไอ้พระพุธ ฉันว่านายเลิกล้มความตั้งใจเสียเหอะ นายสู้ไอ้ยักษ์นั่นไม่ได้หรอก กระวังโดนกระบองยักษ์ฟาดหัวแตก”

“ ฉันก็มีกระบองโว้ย ใช่ไอ้ยักษ์ที่พูดถึงนั่นจะมีคนเดียว”

“นั่นสิ แข็งด้วย” เอราวัตกว่าจะรู้ตัวว่าคืนฉายจับเป้ากางเกงตัวเองอีกรอบ ก็โดนเขาบีบซะแรง เจ้าตัวโมโหร้องด่าไล่เตะไปทั่ว “ไอ้ ฉายจับกระเจี๊ยวกูอีกแล้ว ไอ้ๆๆ โรคจิต” 

อัสดงกับทรงกลดเห็นเข้าก็ได้แต่หัวเราะ ไม่คิดจะห้ามปรามอันใด ส่วนสีทันดรต้องเบือนพระพักตร์หนี “ลามก”

พระพุธกับพระศุกร์วิ่งไล่กันทั่ว และแล้วเสมือนเหตุการณ์บนฝั่งเกิดขึ้นซ้ำสอง พระศุกร์หรือคืนฉายก็ไปชนเข้ากับเด็กหนุ่มคนหนึ่งเข้าอย่างจัง เด็กหนุ่มคนนั้นก็คงไม่แคล้ว นายตระการตา ด้วยแรงปะทะ ทำให้เจ้าตัวเกือบกระเด็นตกจากดาดฟ้าเรือโชคดีที่คืนฉายคว้าเอาไว้ได้ทัน

“เฮ้ยยย ระวัง”

ร่างของตระการตาถูกดึงเข้ามากอดไว้รอดพ้นจากสถานการณ์หมิ่นเหม่ หากตกลงไปก็ไม่แคล้วเจ็บตัว

“คุณอีกแล้ว” ใบหน้าของตระการตาแดงกล่ำอาจเป็นเพราะด้วยไอแดดหรือเพราะเลือดสูบฉีดขึ้นบนใบหน้ากันแน่ก็มิทราบได้ กลิ่นน้ำหอมที่คืนฉายฉีดไว้ถูกสูดจนทั่ว “อยากจะเอาจมูกแนบลงไปเหลือเกิน”

เอราวัตที่วิ่งตามมารีบถามคืนฉายทันที “เขาเป็นอะไรหรือเปล่า หลับตาพริ้มเชียว นี่คุณๆ”

ตระการตาพลันได้สติยิ้มแหะๆ ตื่นจากภวังค์ทันใด คืนฉายกล่าวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ตระการตาก็มิยักโกรธเหมือนกับดีใจที่โดนเขาชนถึงสองรอบ “ไม่เป็นไรฮะ พวกคุณสองคนนี่ดูสดใสกันจังเลย มาจากกรุงเทพเหมือนกันใช่ไหมฮะ ...ผมชื่อตระการตา เรียกว่าตาก็ได้”

“ใช่เรามาจากกรุงเทพ เราชื่อคืนฉาย ส่วนนี่เพื่อนเราชื่อเอราวัต”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ...แล้วคืนนี้พักที่ไหนกันฮะ ผมพักที่รีสอร์ท นางยวน...อยู่กับเพื่อนสองสามคน” ตระการตาได้ที เปิดโอกาสทำความรู้จักกับคืนฉาย คนอาไร้ แค่ได้เจอก็สามารถทำให้เขาหวั่นไหวได้ขนาดนี้

“จริงเหรอ ที่เดียวกันเลย ใช่ไหมคืนฉาย”

“เออว่ะ ที่เดียวกัน....เราก็ยินดีที่ได้รู้จักนะ ยังไงขอโทษอีกครั้งแล้วกัน  เราขอตัวก่อน”

“คะ ครับ ละ แล้วเจอกัน หวังว่าวันนี้ถ้ามีโอกาสคงได้ทานข้าวเย็นกันนะครับ” ปกติตระการตาเป็นคนพูดจาฉะฉาน แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าคนที่เพิ่งรู้จักคนนี้ น้ำเสียงเหมือนเริ่มหายลงลำคอหมดสิ้น

“ได้สิฮะ แล้วเจอกัน” คืนฉายรับคำแล้วเดินลงมากับเอราวัต จู่ๆเอราวัตก็บอกว่า “ไอ้คนนั้น ชื่ออะไรนะ ตาๆ อะไรสักอย่าง”

“เขาชื่อตระการตา”

“เออนั่นแหละ ...ตระการตา เขาชอบนายนะไอ้ฉาย แต่ฉันขอบอกนายไว้ก่อนว่า จะทำอะไรก็แล้วแต่อย่าให้ฉันต้องเข้าไปลบความทรงจำของมนุษย์อีกเป็นอันขาด”

“ไอ้บ้า...เพิ่งเจอกัน เขาจะมาพิศวาสอะไรกับกู”

“มึงอย่าลืม เสน่ห์ของพระศุกร์ นั้นร้อนแรงทีเดียว ยิ่งได้ผสานกับอำนาจแห่งพระจันทร์ของไอ้กลดด้วยแล้ว มนุษย์ที่โดนไม่แคล้วต้องเกิดเสน่หา...ทำไมพวกนายไม่รู้จักความคุมพลังกันบ้างวะ ป่านนี้คนชื่อตระการตาคงเพ้อใหญ่แล้ว”

“เออใช่...อยู่ตรงนี้ ไอพระจันทร์ของไอ้กลดยังแผ่มาถึงที่นี่ แถมยังพลังของฉันอีก โทษทีลืมนึกไป”

“เออถึงได้บอกให้ระวังไง” เอราวัตพูดจบก็ไม่กล่าวอะไรอีก ส่วนคืนฉายก็ได้แต่ส่ายหน้า “โฮ้ยยย เป็นอณูเทพนี่ยุ่งเนอะ ต้องมานั่งระวังพลังตนเอง ....เฮ้อกลุ้มเกิดมาเสน่ห์แรงก็อย่างนี้แหละ ไม่มีใครเข้าใจเลยพับผ่าสิ”

เมื่อเรือโดยสารจอดเทียบท่า ผู้โดยสารต่างก็แยกย้ายลงจากเรือขนสัมภาระเข้าพักตามรีสอร์ทต่างๆ ทรงกลดพากลุ่มเพื่อนๆไปยังรีสอร์ทที่ตนจองไว้ ครั้นพอมาถึง บรรยากาศอันสงบร่มเย็น กลิ่นอายอ่อนๆจากลมทะเลที่สดชื่น ก็แทบจะทำให้พวกเขาทุกคนล้มนอนพักผ่อนตรงชายหาดนั้น
เมื่อทำการลงทะเบียนเข้าพักเป็นที่เรียบร้อย พนักงานก็พาทั้งหมดไปยังบ้านพักที่จองไว้ บ้านหลังน้อยริมทะเล เหนือเชิงผาหิน สวยงามยิ่งนัก มองไปทางใดก็เห็นผืนน้ำสีครามสว่างใส  แต่สีครามของน้ำทะเลนั้นจะสู้ดวงเนตรของน้องดื้อที่ใสฟ้าพราวได้ฤา  สีทันเองเมื่อได้กลิ่นทะเล ก็สดใสเรืองรอง ร่ำๆจะลงไปในทะเลให้ได้ แต่ทรงกลดห้ามไว้ก่อน

“แดดกำลังร้อนนะครับอย่าเพิ่งลงไปเลย”

“โธ่พี่กลด เราเป็นเทวนาคา....กลัวอะไรกับแดด ขอเราเล่นน้ำให้ชื่นใจก่อนเหอะ” สีทันดรไม่ตรัสเปล่า กลับทรงสวมวิญญาณจอมดื้อมาอีกครั้ง เทวฤทธิ์ประสิทธิ์โดยพลัน รัศมีเขียวจ้าสว่างไสวพุ่งทะยานลงสู่ท้องทะเล กลายเป็นนาคาขาวเจิดจรัสดุจประกายเพชรเหนือท้องฟ้าและทะเลสีคราม หากมนุษย์มิสามารถมองเห็นได้....แต่เทพทั้งสี่นี่สิ ....เพิ่งเห็นนาคายามเล่นน้ำครั้งแรก ก็ถึงกับตะลึง

“สาธุ น้องดื้อ...อย่าซัดคลื่นมาทางนี้แล้วกัน กระโดดน้ำเล่นคลื่นทีอย่างกับ สึนามิ”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
คณะของตระการตาตามมาเข้าพักติดๆ จะว่าโชคช่วยหรือเพราะพรหมลิขิตหรือไงก็ไม่ทราบ บ้านพักของเขาอยู่แทบจะติดๆกันกับบ้านพักของเทพน้อยทั้งสี่ ตระการตามองเห็นแล้ว ว่าบ้านข้างๆนั่นใครมาเข้าพักอยู่ เพราะเจ้าตัวกำลังถอดเสื้อออกเหลือแต่กางเกงขาสามส่วนเผยให้เห็นหุ่นอันสมส่วนงดงามกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

“คืนฉาย ชื่อนี้ผมจะจำให้ได้ขึ้นใจ”

ระหว่างที่ตระการตา กำลังเดินเข้ามาที่บ้านพัก สีทันดรก็กำลังม้วนน้ำขึ้นมาเป็นคลื่นลูกใหญ่ แล้วสะบัดกระจายเต็มแรง ด้วยฤทธีแห่งเทวะนะคา คลื่นลูกใหญ่นั้น พุ่งปราดขึ้นมาบนฝั่ง เพื่อนที่มาด้วยกับตระการตา เห็นเข้าร้องลั่นวิ่งหนี แต่ตระการตาด้วยความที่เหม่อมองคนบนนอกชานตรงหน้า จึงทำให้ไม่ระวังครั้นพอรู้ตัวก็สายไปซะแล้ว ได้แต่ร้องลั่น เทพน้อยทั้งสี่หันขวับพุ่งมองไปยังเสียงนั้น  แต่ด้วยสติและความไว ของคืนฉาย เขากลายเป็นรัศมีสีฟ้าครามพุ่งปราดเข้าสกัดคลื่นนั้นไว้ แล้วพาตระการตาออกมาจากบริเวณพื้นทรายตรงนั้นทันท่วงที

ด้วยแรงปะทะอันมหาศาล ทำให้พื้นทรายกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่เบ้อเร่อนี่ถ้า เขามาช่วยไว้ไม่ทัน ไอ้คนนี้คงไม่โดนคลื่นกระแทกตายแล้วเหรอ

“เป็นไงบ้าง”

“ไม่เป็นไร...คืนฉายวิ่งมาเร็วมากเลย” ชั่วแวบก่อนจะหลับตา ตระการตาเห็นเพียงใบหน้าของคืนฉายลอยมาและแล้วเสมือนระบบประสาทถูกตัดไปชั่วครู่  พอรู้สึกตัวอีกที คืนฉายก็พามาอยู่บนบ้านพักของตระการตาที่เพื่อนๆหนีตายมาหลบอยู่ก่อนแล้ว

“ขอบคุณนะ คุณช่วยผมไว้”

“เรียกว่าฉายเฉยๆเหอะง่ายดี ระวังหน่อยแล้วกันวันนี้คลื่นลมจะแรง ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเพิ่งลงเล่นน้ำ ฉายไปก่อนล่ะ”

คืนฉายพูดจบก็วิ่งดุ่มๆ ลงไป แบบคนธรรมดากลับไปยังบ้านพักหลังข้างๆ เพื่อนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ถามกันเซ็งแซ่

“ใครอ่ะตา ไปรู้จักเขาได้ยังไง หล่อมาก”

“ก็พวกนายแบบที่พูดถึงกันอยู่ในเรือไง ที่กระโดดลงเรือมาน่ะ”

“เออใช่ เห็นแล้วอยากเอาหน้าไปซุกอกเขาจริงๆเลยเธอ” ตระการตาได้ฟังเพื่อนๆพูดก็ได้แต่แย้มยิ้ม ในวินาทีเฉียดตายของเขา...เขากลับได้พบความหวานซึ้ง คืนฉาย หรือเขากำลังจะเข้ามาส่องแสงฉายในยามค่ำคืนที่มืดมิดให้กับตนแน่แล้ว

นอกจากกลุ่มของอณูน้อยและกลุ่มของตระการตาแล้ว ใตรจะคิดว่าภาพเหตุการณ์โกลาหลเมื่อครู่ ถูกเฝ้ามองอย่างเงียบๆ ในบ้านพักหลังสุดท้าย ที่ผู้พักปิดประตูหน้าต่างสนิทแน่น ชะแง้แง้มมองลอดผ่านแต่เพียงม่าน เจ้าตัวเอ่ยเบาๆ เหมือนจะพูดกับตนเองแต่ก็มิใช่ 

“มากันเยอะเลยนี่ เหอะมนุษย์ มาหาที่ตายกันทำไม ...รัก ยม ไปดูให้เราสิ ว่ามากันกี่คน”

ลำแสงวูบวาบค่อยๆรวมตัวเป็นร่างเด็กหัวจุกสองคน สิ้นคำสั่งสองร่างนั้นมลายหายวับ เหลือแต่ผู้เป็นนาย จับภาพกลางท้องทะเลนิ่ง “พวกบาดาลนี่นา ขึ้นมาทำไมถึงข้างบนนี้ เห็นทีคืนนี้คงสนุกแน่ๆ”

ทางฟากฝั่งอณูน้อยทั้งสี่ เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ก็ออกมานั่งรับลมรวมกลุ่มกันตรงนอกชานของบ้านพัก สี่สหายต่างสบายอารมณ์เป็นที่ยิ่ง คุยเล่นกันสนุกสนาน เอราวัตซึ่งแบกกีตาร์มาด้วยเพื่อไม่ให้เสียเที่ยวเขาก็ดีดเล่นเพลงตามแต่ชอบโดยมีคืนฉายร้องนำ เสียงร้องของเขาจัดอยู่ในลำดับของนักร้องมืออาชีพเลยทีเดียว แน่ล่ะก็เขาเป็นพระศุกร์แบ่งภาคลงมานี่ ศิลปะการดนตรีมีหรือเทพผู้นี้จะไม่ช่ำชอง

“เยี่ยมว่ะ ไอ้ฉาย เอาอีกสักเพลงสิ ขอเพลงหวานๆ ฉันกำลังมีความรัก” อัสดงขอมานั่นเอง คืนฉายก็สนองมาให้เต็มที่ เสียงกีต้าร์เคล้าเสียงนุ่มๆทำให้บ้านพักอีกหลายๆหลังต่างก็ออกมานั่งฟัง โดยเฉพาะตระการตา ที่นั่งนิ่งดุจถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกดแห่งเทพน้อยนั้น เขาจะนั่งอยู่นานเท่าไรมิทราบได้รู้แต่เพียงว่าจากฟ้ายามบ่ายที่สว่างใสกลับกลายเป็นฟ้าที่มืดมิดลง บ้านทุกหลังต่างก็เตรียมตั้งวงกินเหล้า แต่เขาไม่สนใจแม้แต่น้อย

จู่ๆบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ถัดออกไป เจ้าของที่มาพักเพิ่งจะออกมานอกบ้านเป็นครั้งแรก ในมือถือแซ็กโซโฟนมาด้วย และเขาคนนั้นก็เริ่มบรรเลงท่วงทำนองอ่อนหวานไปตามเสียงเพลงของคืนฉาย สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังคนเป่าแซ็กคนนั้น ศิลปินจากที่ใดกัน ....หรือว่าสถานที่ตากอากาศห่างนี้ เวลานี้จะรวมไว้ด้วยอาร์ทติส ที่พร้อมไปด้วยหน้าตาและความสามารถพรักพร้อม

เมื่อเห็นว่ามืดมากแล้ว ทรงกลดด้วยรอบคอบจึงสะกิดอัสดงออกมา ช่วยกันกั้นเขตอาคมเป็นปริมณฑลอย่างที่เคยทำ ‘กันไว้ดีกว่าแก้’ ทั้งสองเมื่อช่วยกันเสร็จแล้วต่างฝ่ายต่างก็มิได้นัดหมาย หันหน้าเดินลงไปยังชายหาดพร้อมกัน เสียงแซ็กโซโฟนไล่หลัง ฟังไปฟังมา เหมือนกำลังจะบีบหัวใจมากกว่าไพเราะ ครั้นพอหยุดยืนกับที่อาการนั้นก็หายไป ครั้นพอจะก้าวเดินลงไปใหม่ อาการก็กำเริบอีก นี่มันอะไรกัน

ทรงกลดสะบัดมือบังเกิดแสงนวลจ้าดุจดาวประกายพรึก พุ่งประทะเสียงดนตรีที่ลอยตามลมมานั้น เสียงดังเปรี๊ยะดังขึ้น พร้อมๆกับเสียงแซ็กโซโฟนที่หยุดลงกะทันหัน นักดนตรีนิรนามมีอันต้องล่าถอยเซถลาปิดประตูเข้าบ้าน ทำให้คนฟังที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่กำลังเคลิ้ม อารมณ์ค้างกันแทบทุกคน ยิ่งคืนฉายกับเอราวัตยิ่งแล้วใหญ่ทั้งสองกำลังเพลินอย่างได้ที่

“อ้าวไอ้พระอภัยเป่าแซ็กหายไปไหนแล้ว”

“เสียงแซ็กมีมนตรา อัสดง คืนนี้พวกเราคงต้องระวังตัว”

“เวรเอ๊ย มาพักผ่อน แท้ๆ ยังจะมีพวกตามรังควาน ไปจัดการมันเลยดีไหม”

“อย่าเพิ่ง มนุษย์เยอะเดี๋ยวจะแตกตื่นกันไปหมด ...รอคืนนี้ค่อยพิสูจน์กัน ตอนนี้ ตามน้องดื้อกลับมาก่อนดีกว่า ชักเป็นห่วงแล้ว”

ว่าแล้วทรงกลดก็ป้องปากเรียกสีทันดร ให้กลับขึ้นมาบนฝั่งซะที เพราะเล่นน้ำนานเกินไปแล้ว ตั้งแต่ตลอดบ่าย คลื่นที่แรงจัดทำให้ไม่มีมนุษย์หน้าไหนกล้าลงไป ขณะนี้กระแสคลื่นรุนแรงนั้นค่อยๆสงบลงทีละน้อย ทีละน้อย จนเหลือเพียงคลื่นลูกเล็กที่วัดซ่ามาตามปกติ รัศมีเขียวนวลสว่างใส พวยพุ่งลงมาประทับยืนเหนือชายหาด ทีท่าสดใส เต็มเปี่ยม

“โหยย พี่กลด เรายังไม่อยากขึ้นเลย ขอเล่นต่ออีกนิดนะ”

“ไม่ได้ ขึ้นได้แล้ว”

หนึ่งอาทิตย์และหนึ่งพระจันทร์ต่างก็พูดมาพร้อมๆกันแล้วก็ช่วยกันฉุดข้อพระกรขึ้นฝั่ง สีทันดรโดนเขาทั้งคู่ตอแยมาอีกแล้ว แต่ก็ทรงไม่กล้าดื้ออะไรได้อีก เพราะที่ผ่านมา วันนี้เขาก็ตามใจมาทั้งวัน เมื่อทรงขึ้นมาถึงนอกชาน ก็ทรงรู้สึกว่าชั่วแวบหนึ่งมีรัศมีแปลกปลอมลอยวนอยู่ ทรงชะงักชั่วครู่ เพื่อจะจับให้ถนัด พอตั้งใจดัก รัศมีนั้นก็เลือนหาย

“เป็นไรไปอีก น้องดื้อ” ทรงกลดถามขึ้นเพราะเห็นเจ้านาคน้อย มีท่าทางแปลกๆ

 “เปล่า แค่รู้สึกว่า เหมือนมีรัศมีแปลกๆลอยวนอยู่ พวกเจ้ากั้นเขตอาคมแล้วใช่ไหม”

“เฮ้ย มาเที่ยว ไม่เห็นต้องกั้นเลย กั้นทำไม” คืนฉายหยุดร้องเพลงชั่วคราวหันมาร่วมบทสนทนาด้วย ทรงกลดก็ตอบมาว่า “กั้นแล้ว อย่าประมาทไว้ดีที่สุด ป่ะไปกินข้าวที่รีสอร์ทกันเหอะ”

มินานหลังจากนั้นทั้งห้าก็ไปทานมื้อเย็น ครั้นกลับมาถึงบ้านพักก็ค่อนข้างมืดมากแล้ว หากแต่บ้านหลายๆหลังยังคงตั้งวงกินเหล้ากันอยู่ โดยเฉพาะบ้านของตระการตา ที่เพื่อนๆของเขากำลังสนุกได้ที่ ครั้นพอกลุ่มเทวะน้อยๆเดินผ่านเพื่อนๆจึงสะกิดบอกตระการตาที่กำลังนั่งเหม่อ

“ตาๆ นายแบบของแกมาแล้ว”

ตระการตาหันขวับ เมื่อสายตาจับจ้องมองเห็นเขาเดินมา จึงรวบรวมความกล้าวิ่งลงจากบ้าน ไปยังเขาคนนั้น “ฉายครับ ฉาย”

ทั้งกลุ่มหยุดหันมอง ตระการตาบัดนี้มายืนต่อหน้าคืนฉายแล้ว พูดต่อด้วยอาการละล่ำละลักว่า “ ถ้าไม่รังเกียจ มานั่งทานเหล้าด้วยกันไหมครับ ....ทั้งห้านี่เลยก็ได้ครับ เพื่อนๆผมก็อยากจะรู้จักด้วย”

“เอาไงดี...” หากจะปฏิเสธไปก็ดูจะกลายเป็นการเสียน้ำใจ มนุษย์คนนี้ ท่าทางไม่มีพิษมีภัย คืนฉายลังเลชั่วครู่ก็ตอบตกลง “งั้นรบกวนด้วยละกัน ป่ะ”

คืนฉายพยักหน้าให้เพื่อนๆ เดินตามตระการตามา อัสดง ทรงกลด และเอราวัต มิอยากปล่อยคืนฉายไปคนเดียว จึงเดินตามมาด้วย ยกเว้นสีทันดร ที่ยอมไม่เดินตามมา อ้างว่า

“เราอยากเข้านอนแล้ว พวกเจ้าไปเหอะ”

“งั้นอัสสะจะไปส่ง”  อัสดงพูดจบก็จูงข้อพระกรเดินออกมาจากตรงนั้น ทิ้งสหายทั้งสามไว้ ทรงกลดตั้งใจจะเดินตาม แต่เอราวัตดันฉุดแขนเขาเอาไว้เสียนี่

“เฮ้ยย ปล่อยฉันไอ้เอราวัต ฉันจะไปส่งน้องดื้อ”

“นายจะไปทำไมวะ เดี๋ยวไอ้อัสดงมันก็กระทืบเท่านั้นหรอก ฉันขี้เกียจห้ามศึก นายไม่ได้ยินเหรอ เขาเรียกกันจี๋จ๋าขนาดนั้น นายจะไปยุ่งกับเขาทำไม”

“แต่....”ทรงกลดกำลังจะแย้งแต่เอราวัต ก็ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ เพราะก่อนมานี่ อัสดงเคยขอเขาไว้ว่า ‘เอราวัต ถ้าไปทะเล นายช่วยกันไอ้กลดออกไปห่างๆไอ้ดื้อหน่อยได้ไหมวะ ฉันอยากหาเวลาอยู่กับไอ้ดื้อสองต่อสอง’

‘ได้สิ นายเคยช่วยชีวิตฉันเอาไว้ แค่นี้สบายอยู่แล้ว’

เอราวัตยื้อทรงกลดไว้จนเขาต้องเดินตาม ทรงกลดเองก็ไม่ค่อยจะพอใจนัก แต่แล้วคืนฉายก็มากระซิบพอทำให้เขาจะยิ้มออกมาได้บ้าง  “นายไม่ต้องกลัว ไอ้กลดคืนพรุ่งนี้ยังมี....นายเคยช่วยฉันให้พ้นจากเวตาล แล้วฉันจะช่วยนายเอง”

อัสดงเมื่อพาสีทันดรออกมาแล้ว ก็พาเดินไปเรื่อยแต่แทนที่จะพาขึ้นบ้าน กลับพาเดินลัดเลาะริมชายทะเลไปเรื่อยๆ มือยังคงกุมมือของไอ้ดื้อไว้แน่น ดุจกลัวว่าลมทะเลจะพัดหอบเอาสีทันดรกลับบาดาลไป

“ทำไมไม่ไปกินเหล้ากับเพื่อนล่ะ ส่งเราแค่นี้ก็พอแล้ว”

“ไม่ดีกว่า อยู่กับเจ้าดีกว่าตั้งเยอะ กินแล้วก็เมา อัสสะทำอะไรไม่ได้พอดี”

นานๆอัสดงจะเขินอย่างนี้สักที รอยลักยิ้มข้างแก้มปรากฏ เขายิ้มจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ ยิ่งตอนที่ไอ้ดื้อหันกลับมาประจันหน้า มันแทบทำให้เขาละลายกองอยู่ตรงนั้น เพราะยามที่นาคาคืนถิ่น ยามนั้นความงามและศักติจะคงพร้อมที่สุด เฉกเช่นยามนี้

“หมายความว่ายังไง จะทำอะไร”

“ก็....ทำอย่างที่เคยทำแบบนี้ไง” อัสดงตั้งใจจะดึงสีทันดรเข้ามากอดแต่เจ้าตัวก็หลบหลีกไปได้ทัน “ขอกอดหน่อยสิ วันนี้ยังไม่ได้กอดเลยนะ คนดีของอัสสะ”

“ไม่เอา แถวนี้บริวารเราขึ้นมาบ่อยๆ เดี๋ยวพวกมันมาเห็นเข้า ไปกราบทูลแม่เรา เราจะยุ่ง”

“แม่เจ้าทรงฌาน ...ไม่รู้หรอก นะๆ จะไม่ให้รางวัลอัสสะหน่อยเหรออุตส่าห์พามาเที่ยว” นานๆอัสดงจะปล่อยลูกอ้อนมาสักที

สีทันดรทรงทำหน้าคุร่นคิดสักครู่ ก็ทรงตอบมาว่า “ก็ได้ แต่ไปตรงที่ลับๆตาคนหน่อยได้ไหม”

ประโยคสุดท้ายแผ่วเบายิ่ง แต่อัสดงได้ยินเต็มสองหู มิรอช้าเขาจูงมือไอ้ดื้อของเขาไปยังโขดหินที่ใกล้ที่สุด โขดหินโขดนั้นสามารถปิดบังสายตาจากคนทั่วไปได้ ยังมิทันจะเข้าไป พระวรองค์ที่หอมเสียยิ่งกว่าหอมก็ถูกดึงมาแนบอกโดยพลัน

“วันนี้อัสสะดีใจ ที่เห็นเจ้าดื้อคนดีสดใสเหมือนเดิม และวันนี้อัสสะมีของขวัญให้ด้วยนะ”

“ของขวัญอะไรเหรอ”

“อัสสะอยากร้องเพลงให้ฟังเป็นของขวัญ....วันนี้ไอ้ฉายมันร้องเพลงเสียเพราะเชียว อัสสะเลยอยากร้องบ้าง แต่อยากร้องให้เจ้าฟังคนเดียว อยากฟังไหม”

“ไม่อยาก ...” ถึงจะทรงอยากฟังเพียงไหน สีทันดรก็ตรัสว่าไม่อยากฟังไว้ก่อน เพราะแกล้งเขาคนนี้สนุกเสียยิ่งกระไร

“งั้นก็ช่วยไม่ได้ ...เพราะนักร้องคนนี้อยากร้องให้ฟัง” นักร้องหนุ่มไม่สนใจผู้ฟังว่าจะฟังหรือไม่ และแล้วเสียงทุ้มนุ่มกังวานใสก็เอื้อนเอ่ยออกมา

“เราสองนั้นอยู่กันคนละภพ       เหตุใดจึงพึงพบประสบหน้า
ชะรอยบุญแก่เก่าเราสร้างมา   คล้ายดังว่าใจสองดวงเคยผูกพัน
ฤาอาจมีใครสักคนอยู่บนฟ้า   ขีดดวงชะตาเราสองต้องกัน
ขออย่าเปลี่ยนให้เจ้าเป็นฝัน   อย่าจากพรากกันฉันและเธอไม่คลาดคลา”

สีทันดรบัดนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับอสรพิษเชื่องๆ พระหทัยวาบตามจังหวะ เนื้อความของเพลงที่เขาร้อง มันช่างตรงเสียเหลือเกิน เขาอยู่โลกมนุษย์ ส่วนเราอยู่บาดาล เจอกันจะเรียกว่าฟ้าลิขิตก็ได้  สีทันดรทรงเริ่มซุกพระพักตร์ลงแนบอกของอัสดงเพราะกลัวว่าเขาคนนี้จะเป็นดั่งภาพฝัน ดังคำร้อง 

“ร้องเพราะดีนี่...หยุดทำไมร้องต่อสิ”

“เจ้าอย่าเพิ่งขัดสิ ฟังอัสสะร้องให้จบ”

“อยู่กันคนละฟากฟ้า      หวั่นฤทัยสักวันเจ้าต้องกลับไป
แล้วพี่จะอยู่ต่อไปเช่นไร   ถ้าขาดเจ้าไปยามเมื่อไกลห่างกัน
ถ้าเราจากกัน      พี่ก็คง..........................ขาดใจ”      

เพียงท่อนสุดท้ายจบ น้ำตาใสๆก็ไหลออกมาอาบข้างพระปรางทั้งสอง ‘ถ้าเราจากกัน พี่ก็คงขาดใจ’ ท่อนนี้เอง ทำให้พระหทัยหวั่นวาบแลเจ็บแปลบดั่งทรงถูกเข็มเล่มน้อยสะกิด อัสดงเองก็ห้ามมิให้เสียงสั่นไม่ได้ ปานว่าเขาจะขาดใจ ณ ตอนนี้

“ว้า...ร้องไห้ทำไม สงสัยนักร้องคนนี้ เสียงคงจะห่วยแตก ร้องเพลงยังไง ทำเอาคนฟังร้องไห้ ตั้งใจจะร้องให้ซึ้งนะเนี่ย”

“เพราะอัสสะเสียงเพราะและร้องได้กินใจต่างหากล่ะ เราถึงร้องไห้ จะเป็นไปได้ไหม หากวันข้างหน้าเราต้องกลับบาดาล อัสสะต้องสัญญาว่าวันนั้น อัสสะจะไม่ขาดใจ ได้ไหม” พระสุรเสียงใสทรงกลั้นสะอื้น ตรัสขอวิงวอนเพราะกลัวว่า เขาคนนี้จะขาดใจ

“อัสสะจะไม่มีวันขาดใจ เพราะไอ้ดื้อ จะต้องอยู่เป็นขวัญใจของอัสสะที่นี่”

“เจ้าก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ สักวันเราคงต้องกลับไป”

“แล้วอัสสะจะอยู่อย่างไร .....ถ้าเราจากกัน อัสสะนั้นก็คงขาดใจ”

สีทันดรไม่ทรงเหลือศักติหยิ่งทระนงอีกแล้ว ทรงกันแสงแนบอกอุ่นแข็งแรงนั้น เพลงหวานซึ้งก็จริงอยู่ แต่ลึกๆลงไปในเนื้อความ ทำให้หวั่นพระทัยยิ่งนัก เพราะทรงกลัวว่าเขาคนนี้จะ ‘ขาดใจ’ ไปจริงๆ

“คนดี อย่าร้องไห้ไปเลย โอมเพี้ยงงงง จงหาย”

อัสดงพยายามพูดเล่น แกล้งทำท่าเป่ามนต์ ซึ่งก็ทำให้เจ้านาคาน้อยยิ้มออกมาได้บ้าง “อย่ากังวลใจไปเลย วันนั้นยังมาไม่ถึง อัสสะสัญญาจะหาวิธีที่ดีที่สุด ขอเพียงแค่ให้เจ้าเชื่อ”

ริมฝีปากบางเบาประทับลงตรงข้างๆแก้ม แขนทั้งสองข้างของอัสดงโอบพระวรกายแน่น คำที่อยู่ในใจมานาน และคนที่ถูกกอดก็กำลังอยากฟัง บัดนี้ดังสะท้อนก้องอยู่ภายในอก พร้อมจะถ่ายทอดออกมาแล้ว

“สีทันดร ยอด....”

แต่ก่อนที่อัสดงจะพูดออกมานั้นก็บังเกิดเสียงหัวเราะคิกคัก เสียงนั้นเป็นเสียงเด็ก สีทันดรกับอัสดงชะงักพลันแล้วเงี่ยหูฟัง เสียงนั้นดังอยู่ตรงโขดหินใกล้ๆแค่นี้เอง แถมยังมีเสียงกระซิบกระซาบดังแว่วๆมาว่า

“รักๆ เมื่อกี้เขาจูบกันใช่ไหม”

“ใช่ ผู้ชายจูบกัน ....ยมลองปีนไปดูอีกทีสิ เผื่อพวกเขากำลัง.... อุ๊ย จั๊กกะจี๋จัง”

คนพูดท่าจะแก่แดดไม่น้อย เพราะกำลังทำท่าทำทางประกอบให้สหายที่มานั่ง “แอบดู” ด้วยกันเห็น ....มองเผินๆผ่านๆ เจ้าสองคนนี่ก็เหมือนเด็กธรรมดา แต่ถ้ามองดีๆด้วยตาแห่งผู้มีฤทธิ์ก็จะรู้ได้ทันทีว่า มันสองคนนั้นมิใช่มนุษย์ และอีกอย่างเด็กที่ไหนจะไว้จุกแต่งตัวด้วยผ้านุ่งโบราณ ออกมาเล่นดึกๆดื่นๆ   ‘รัก ยม’ หรือโอปาติกะ จำพวกหนึ่ง ที่คอยรับใช้ มนุษย์ มานั่งแอบดูอยู่นี่ แล้วเจ้านายพวกมัน อยู่ที่ไหน

“ไม่เอา เดี๋ยวตายมเป็นกุ้งยิง” เจ้าตัวนี้ก็ทะเล้นไม่แพ้เจ้าตัวแรก กลัวตาเป็นกุ้งยิง แต่ก็ยังสาระแนเตรียมปีนโขดหินไปดูเขาอีกรอบ “เสียงเงียบไปแล้ว หรือว่ากำลังจะ จ้ำจี้มะเขือเปราะกันแล้ว รัก”

“ไอ้เด็กผีเปรต ตาพวกเจ้าจะไม่เป็นกุ้งยิง แต่เราจะควักลูกตาพวกเจ้าออกมาเสียเดี๋ยวนี้”

สีทันดรที่เงี่ยพระโสตฟังอยู่ ก็ทรงรู้ได้ด้วยอำนาจวิเศษว่า คลื่นเสียงที่มันเจรจากันนั้น มิใช่มนุษย์ จึงทรงผละจากอ้อมอกของอัสดงเหิรลอยละลิ่วเหนือหมู่โขดหิน พระเนตรฟ้าครามกลายเป็นสีทองทันใด จุดเล็กๆสีแดงจ้าดุจทับทิมกลางพระเนตรส่องประกายระยับ พลังแห่งเทวนาคากำจาย ดวงวิญญาณต่ำต้อยสองดวง สั่นไหว ตกใจสะดุ้งโหยงสุดตัว

“เฮ้ยยยยย ซวยแล้วรัก พญานาคนี่หว่าไปกันเหอะ”

ทั้งสองเตรียมหนี แต่ก็ไม่ไวไปกว่า สีทันดรที่สะบัดพระหัตถ์ฟาดลงไปเกิดเป็นลำแสงพวยพุ่งกระทบเข้ากับผีเด็กสองตนนั้นทั้งรักและยม ลอยละลิ่วเข้ากระทบกับโขดหินเบื้องหน้า เสียงดังสนั่น หากเป็นคนธรรมดาคงสิ้นชีพ แต่นี่มันเป็นวิญญาณจึงได้แต่นอนฟุบโอดครวญอยู่บนพื้นทราย 

“โอ๊ย เจ็บ... ยมแย่แล้ว ทำไงดี ” อาคมวิเศษถูกกำกับกั้นไว้มิให้พวกมันหนีไปไหนได้แต่นอนดิ้นพล่านคลุกพื้นทราย

“ใครส่งพวกเจ้ามาแอบดูเรา” สีทันดรเลื่อนพระวรกายลงมาประทับยืนเหนือหน้าเด็กผีทั้งสอง ดัชนีชี้กราด “เจ้าผีเด็กหากเจ้าไม่ตอบ เราจะเผาเจ้าให้เป็นจุณ”   
 
“อย่าขอรับ ....รักกลัวแล้ว อย่าทำรักเลย เราสองคนแค่ผ่านๆมาแถวนี้ มานั่งเล่นอยู่นี่ พอดีเห็นพี่สองคนเดินเข้ามาจะหลบออกไปก็เกรงใจพี่ โอ๊ย รักเจ็บไปหมดแล้ว” เจ้ารัก ทูลตอบอย่างโอดครวญแต่ไม่เล่าความจริงทั้งหมด ที่มันจงใจมาแอบดูเมื่อเห็นอัสดงกับสีทันดรแอบเข้ามาในหมู่โขดหินนี้ต่างหาก

“เจ้าเลยฟังอยู่ตั้งแต่ต้น เราฆ่าเจ้าให้ตายอีกรอบดีไหม” สีทันดรเงื้อพระหัตถ์หมายพระทัยจะขู่ ซึ่งทำให้เจ้ารักยมกลัวจนตัวสั่นลนลาน

“อย่าเลยจ้า....ปล่อยรักกับยมไปเหอะเราสองคนกลัวแล้ว พี่ดื้อ” เจ้าผีเด็กรักกับยม ยกมือไหว้ปลกๆเหนือหัวจุกของมัน หนำซ้ำยังสะเออะมาเรียกพระนามของเจ้านาคาตาสวยว่าดื้อเสียอีก แสดงว่ามันฟังมาตั้งแต่ต้น “บังอาจนัก มาเรียกเราว่าดื้อ เดี๋ยวเหอะ”

 อัสดงเหิรลอยตามมาเห็นว่าเป็นแค่ผีเด็ก ด้วยความสงสารเพราะกำลังโดนสีทันดรเล่นงานซะน่วม จึงไม่อยากจะเอาความ “ปล่อยมันไปเหอะ ไอ้ดื้อ มันเป็นแค่รักยม ไม่มีพิษสงอะไรมากหรอก ไม่ใช่อสูร”

“ก็ได้”ในเมื่ออัสสะขอมา สีทันดรจึงมิทรงขัดและทรงสะบัดพระหัตถ์อีกครั้ง เจ้าผีเด็กสองตนก็เป็นอิสระ มันรีบกราบลงกับพื้นกลัวจะถูกเผาจนตัวสั่น

 “ขอบคุณครับ พี่ดื้อ”

“ไอ้ทะลึ่ง !!! เดี๋ยวเหอะ”

“อย่าไปโมโหมันเลยไอ้ดื้อ เด็กมันไม่รู้น่ะ ให้อัสสะจัดการดีกว่านะ” อัสดงโอบพระวรกาย บอกให้คนดีของเขาใจเย็นๆ แล้วเขาก็เริ่มคาดคั้นพวกมันมาเอง

“เจ้าสองคนเป็นบริวารของใคร ตอบดีๆนะ อุตส่าห์ปล่อยแล้ว”

ขึ้นชื่อว่ารักยมย่อมมีนายบงการ ยากนักที่จะไม่มีนายปกครอง รักยม คราแรกก็ตั้งใจจะบิดพลิ้วหาทางเลี่ยงไม่ตอบ แต่พอมองอัสดงชัดๆ รัศมีแห่งเทวะสีแดงเพลิงของเขาก็สะกดทำให้พวกมันกลัวจนตัวหดลีบเล็กลงทันใด 

“เทวดานี่นา ....ใครสวดชุมนุมเทวดาวะวันนี้ มารวมกันหมด โอ๊ยร้อน แสบตา ไม่เหมือนรัศมีของ......”

ยังไม่ทันจะสิ้นเสียง ก็บังเกิดลมพายุใหญ่กรรโชกพัดวูบ เสียงแซ็กโซโฟนบาดใจสอดแทรกมากับสายลมนั้น พอกระทบก้อนหินก็กัดกร่อนจนปะทุคล้ายระเบิดย่อมๆ  อัสดงกับสีทันดร ร่ายพระเวทกั้นตนเองไว้ ครั้นพอลมสงบ เจ้าผีเด็กรักยม ก็อัตรธานหายไปเสียแล้ว สายลมพายุนั้นพัดลอยวนไปกลางทะเล หมายมุ่งจะข้ามไปอีกฟาก ของชายหาด อัสดงกับสีทันดรมิรอช้า เหิรทะยานตามไปทันที 

“นายของมันมา ฤทธิ์เยอะไม่ใช่เล่น  ตามไปดูกันเหอะไอ้ดื้อ ท่าทางคืนนี้จะ ได้สนุกกันอีกแล้ว”

รัศมีแดงเพลิงกับรัศมีเขียวอมทองสุกใส พุ่งปราดเป็นลำ ตามไปติดๆ ด้วยอิทธิและอำนาจแห่งพระอาทิตย์และเทวนาคาจอมดื้อรัศมีทั้งสองนั้นช่างสว่างเสียยิ่งกระไร จึงเรียกความสนใจแก่ผู้พบเห็นทั้งหลาย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่รีสอร์ทที่นั่งกินเหล้ายังไม่หลับไม่นอนเช่นบ้านของตระการตา

“เฮ้ยย แสงอะไรไม่รู้ สีแดง สีเขียว อยู่กลางทะเลนั่น มาดูเร็ว”

มนุษย์ผู้อยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง จึงวิ่งกรูกันไปดูที่ริมหาดไม้เว้นแม้แต่ตระการตา ส่วนทรงกลด เอราวัตและคืนฉายเห็นรัศมีทั้งสองเข้า ก็รู้ได้โดยพลันว่าเป็นใคร

“สองคนนั่นจะไปไหนกัน อย่าบอกนะว่าจะไปหาที่จู๋จี๋”

“จะบ้าเหรอไอ้ฉาย ถ้ามันจะจู๋จี๋กัน มันคงไม่ทำให้ใครแตกตื่นอย่างนี้หรอก กูว่ารีบตามไปดูเหอะ รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ” เอราวัตกล่าวด้วยสีหน้ากังวล เพราะเทวะและอณูทั้งหลายหากไม่จำเป็นคงจะไม่แสดงอิทธิให้มนุษย์เห็น

“เห็นด้วยกับเอราวัต...เราตามไปกันเหอะ” ทรงกลดพยักเพยิดเห็นด้วย เข้าทางเขาแล้ว จะได้เข้าไปแทรกกลางระหว่างรัศมีสีแดงกับสีเขียวนวลนั้นซะที โดยมิรอช้า อำนาจจากจันทรเทพประสิทธิ์ประสาท แว่บหายขึ้นฟ้ากลายเป็นรัศมีสีเหลืองนวลพุ่งปราดผ่านเหนือหัวของกลุ่มมนุษย์ที่ยืนดูอยู่ริมชายหาด

“เฮ้ย รอด้วยไอ้กลด” เอราวัตกับคืนฉายรีบตามไปบ้าง รัศมีสีเขียวแลอีกหนึ่งรัศมีสีฟ้าครามใส ตามขึ้นไปติดๆ เสียงเซ็งแซ่ของผู้คนดังขึ้น “นั่นๆ มาอีกสามสี เมื่อกี้รู้สึกว่าลอยผ่านหัวพวกเราไปอย่างนั้นแหละ พุ่งไปกลางทะเลกันหมดแล้ว”

ตระการตาเองก็มองอย่างตกตะลึง เอ.... ดวงไฟหลากสีแปลกๆ ลอยมาจากไหนกัน สองลูกแรก เห็นมาจากชายฝั่งด้านนู้น แต่สามลูกหลังนี่สิ เหมือนลอยมาจากบนฝั่งข้างหลังนี่เอง ครั้นพอเขาหันกลับไปดู ก็ไม่พบอะไร

‘เอ๊ะ ...แล้วคืนฉายกับเพื่อนหายไปไหนแล้วล่ะนี่ แปลกจัง!’


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
ทางฝ่ายสายลมปริศนาอันเหิรนำหน้ามาได้ระยะหนึ่งก็เริ่มม้วนตัวเป็นลำละลิ่วเหนือพื้นน้ำทะเล ตามติดมาด้วยอัสดงกับสีทันดร อีกนิดเดียวก็จะตามทันอยู่แล้วหากเพียงชั่วแวบนั้น สายลมก็สะบัดเอาเสียงดนตรีที่คมกริบพุ่งสวนเข้าใส่ทั้งสอง อัสดงซัดพลังของตนเข้าไปปะทะก่อให้เกิดเสียงดังสนั่นทั่ว

 เปรี้ยง!

แรงปะทะอันรุนแรง ทำให้สายลมนั้นหมุนวนเซถลา แลอัสดงเองก็ลอยเคว้งเกือบจะทรงตัวมิได้ สีทันดรต้องทรงเข้ามาช่วยฉุดไว้ ทั้งสองลอยอยู่เหนือผิวน้ำทะเลเตรียมรับมืออีกครั้ง ทรงกลด เอราวัตและคืนฉายที่เหิรลอยตามมาด้านหลังต่างก็เตรียมพร้อม ทั้งห้ายังมิได้เจรจาใดๆกันทั้งสิ้นว่าเกิดอะไรขึ้น สายลมปริศนานั้นดูเหมือนจะหยุดดูอยู่กับที่เพื่อหยั่งเชิง และแล้วก็บังเกิดเสียงแซ็กโซโฟน ท่วงทำนองประหลาดๆ แสบแก้วหูยิ่ง เสียงดนตรีเสียงเดียวกับที่จู่โจมอัสดงกับทรงกลดเมื่อพลบค่ำหากแต่รุนแรงกว่า สาดเข้าใส่ เทพน้อยทั้งหลายจำต้องใช้มนต์ต้านไว้ ครั้นพอตั้งใจซัดกลับไป สายลมนั้นก็มีอัตรธานสลายหายไปเสียสิ้น

“มันหนีไปแล้ว....ขึ้นฝั่งกันก่อนเดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟัง” อัสดงกัดฟันกรอด เหอะคราวหน้ามันหนีไม่รอดแน่ๆ

สี่เทพน้อยเลี่ยงขึ้นฝั่งมาอีกทางพร้อมสีทันดร ทั้งหมดนั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่บนโขดหินโขดเดิมที่อัสดงใช้เป็นเวทีร้องเพลงให้สีทันดรฟังเมื่อสักครู่ อัสดงเล่าความตั้งแต่เจอผีเด็กรักยม และถูกสายลมปริศนานั้นโจมตี แต่เขาไม่ได้เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น เพราะเขาอยากเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นการส่วนตัวระหว่างเขากับไอ้ดื้อเท่านั้น

“ไอ้ผีเด็กนั่น มันต้องมาสอดแนม อยากรู้นักใครใช้มันมา” คืนฉายกล่าวขึ้นมองหน้าเพื่อนๆ สีหน้าหงุดหงิด เมื่อรู้ว่าต้องเหนื่อยเพราะมีมารมาขัดจังหวะความสนุกในการท่องเที่ยวพักผ่อน

“เฮ้อ มาพักผ่อนแท้ๆ ยังมาเจอเรื่องให้ต้องเหนื่อย จริงๆแล้วฉันกับอัสดงโดนมันโจมตีตั้งแต่ตอนไปตามน้องดื้อขึ้นฝั่งแล้ว จะเล่าให้นายสองคนฟังก็ลืม....ไอ้นักดนตรีเป่าแซ็กนั่น มันต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเมื่อกี้ ฉันจับเสียงแซ็กตอนมันปะทะกับอัสดงได้”

“ทำไมเพิ่งบอกวะ ไอ้กลด ฉันว่าเรารีบไปที่บ้านหลังนั้นกันเหอะ” เอราวัตเสนอขึ้น แต่คืนฉายก็แย้งเสีย

“นายจะไปทำไมวะ ถ้าลมพายุนั่น เป็นไอ้นักดนตรีเป่าแซ็ก ป่านนี้มันคงเปิดตูดหนีไปแล้ว”

“แต่ฉันเห็นด้วยกับเอราวัต ไปดูเหอะ....เผื่อมันพอจะมีอะไร ในบ้านเหลือไว้เป็นเบาะแสสำหรบพวกเราบ้างก็ได้”

สิ้นคำของทรงกลด ทั้งหมดบัดนี้ก็มาปรากฏกายอยู่หน้าบ้านพักที่ปิดสงบเงียบ ไฟดับแทบทุกดวง ต่างจากบ้านหลังอื่นๆ ที่อย่างน้อยก็เปิดไฟตามไว้ตรงนอกชาน บรรยากาศยามดึกยามนี้ เงียบสงัดยิ่ง หลายๆบ้านเริ่มเข้าพักผ่อน พวกที่เมาก็หลับฟุบนอนระเกะระกะ จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่เทพน้อยทั้งหลายจะสำแดงเดชได้เต็มที่

คืนฉายเดินนำจะขึ้นไปบนบ้านนั้นเป็นคนแรกหากสีทันดรฉุดแขนเอาไว้

“เดี๋ยวก่อนพี่ฉาย รอสักครู่”

สีทันดรตรัสจบก็เสกนาคจำแลงตนหนึ่งพุ่งซัดเข้าไปบนบ้าน เพียงนาคนั้นออกจากพระหัตถ์ก็บังเกิดสายอสุนีบาตซัดใส่นาคจำแลงนั้นระเบิดกระจายเป็นผุยผง  “นึกไว้แล้วไม่มีผิด ....เจ้าของบ้านท่าจะไม่ธรรมดา สร้างเขตอาคมไว้รุนแรงเชียว”

“เกือบไปแล้วไหมเรา มาพี่จัดการเอง” คืนฉายกำลังพนมมือจะร่ายพระเวททำลายม่านอาคมนั้น แต่ก็ต้องชะงักเพราะเสียงเรียกชื่อตนข้างหลังดังขึ้น

“อ้าว ฉาย มาอยู่ตรงนี้เองเหรอ เราตามหาซะทั่ว”

ตระการตา ท่าทางคงจะตามหาคืนฉายอยู่นาน ครั้นพอเจอสีหน้าจึงแสดงความดีใจอย่างยิ่ง ส่วนคืนฉายนั้นเริ่มจะยิ้มไม่ออก เพราะตระการตาเล่นตามติดเขาแจ แถมตอนนั่งกินเหล้า ยังคอยมาป้วนเปี้ยนบริเวณต้นขาเขาอีกด้วย นี่ขนาดยังไม่มีอะไรด้วยนะ

“เอ่อ... ตา ยังไม่นอนอีกเหรอ”

“ยังหรอก เห็นฉาย หายไปจากวงเหล้าเลยมาตาม เราเป็นห่วง”

 “ตาไม่ต้องห่วงเราหรอก รีบกลับไปบ้านเหอะดึกแล้ว ไปพักผ่อนซะ”

“ยังหรอก....ตาอยากชวนฉาย ไปกินเหล้าต่อน่ะ ไปไหม อยากคุยกับฉายต่อด้วย ”

“ขอบใจนะ สำหรับมิตรภาพ  แต่คงไม่แล้วล่ะ ขอฉายพูดตรงๆ เลยแล้วกันนะว่าฉายรู้ ว่าตาคิดอย่างไรกับฉาย แต่ฉายคงต้องขอโทษเป็นครั้งที่สามสำหรับวันนี้ เพราะว่าฉายมีแฟนแล้ว” คืนฉายพยายามตัดปัญหาทั้งปวงด้วยการบอกปัดมิตรภาพที่ตระการตาเอื้อนเอ่ยนำเสนอ เขาเข็ดแล้วกับคนที่ชอบตามเขาแจ ไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิมของพี่หนึ่ง

ตระการตาทำสีหน้าปั้นยาก แทบไม่เชื่อหูในสิ่งที่ได้ยิน พวกอัสดง ที่ยืนฟังอยู่รู้สึกเห็นใจตระการตาที่โดนคืนฉายหักสะบั้นไมตรี ทั้งๆที่ไม่มีวี่แววว่าคืนฉายจะพูดแบบนี้ ดูเหมือนแรกๆฉายจะชอบด้วยซ้ำที่มีคนมาปลื้ม แต่พระพุธด้วยความที่อ่านใจคืนฉายออกจึงกระซิบบอกกับอัสดงและทรงกลด ทั้งสองจึงเข้าใจในเหตุผลนั้น

“ฉะ....ฉาย” ตระการตายืนอึ้ง และก็ต้องอึ้งยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อคืนฉาย เอามือไปโอบเอวเอราวัตที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ดึงเข้ามากอด “นี่ไง แฟนฉาย ขอโทษเป็นครั้งที่สี่ ที่ไม่ได้บอกความจริงให้รู้ตั้งแต่ตอนแรก”

ทั้งหมดตกตะลึงพึงเพริดเพราะไม่คิดว่าคืนฉายจะเล่นไม้นี้ ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานกลับดันมีเรื่องสะบั้นไมตรีเกิดขึ้น เอราวัตเองทีแรกก็ตกใจจะดันร่างคืนฉายออก แต่คืนฉายส่งกระแสจิตขอร้องให้ช่วย “ ช่วยกูด้วย กูไม่อยากทำให้มนุษย์ดีๆคนหนึ่งต้องมาเพ้อและช้ำใจเพราะกู”

เหตุนี้ เอราวัตจึงยืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของคืนฉาย ตระการตา มองอย่างไม่เชื่อสายตา ใบหน้าชาร้อนผ่าว เหมือกับถูกเขาตบหน้ามาอย่างแรง

“ถ้าตายังไม่เชื่อนี่คงจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ ว่าฉายรักแฟนฉายพียงไหน” คืนฉายพูดจบจึงโอบคอเอราวัตและประกบปากลงไปบนริมฝีปากของเอราวัต อัสดง ทรงกลด และสีทันดร ตะลึงมาอีกครั้ง

“มะ มัน ไปเป็นแฟนกันตอนไหน” ทั้งสามไม่คิดว่าคืนฉายตัวแสบจะเล่นไม้นี้ แต่ตระการตานี่สิ ใจสลายลงพลัน

เอราวัตเองก็ไม่คิดว่า คืนฉายจะทำถึงเพียงนี้ เพื่อนเขาทำรุนแรงเกินไปกับคนตรงหน้าหรือเปล่า แต่จะทำไงได้ จึงยอมประกบปากไว้ เพื่อการแสดงจะได้สมจริงที่สุด ตระตาการ มองภาพนั้นเพียงชั่วครู่ เสียงสั่นเครือกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะวิ่งหันหลังกลับไปเพียงว่า

“ ตา ขอโทษที่เข้ามาวุ่นวาย โดยไม่ดูให้ดีก่อน”

ตระการตาวิ่งหายลับไปจากตรงนั้นแล้ว เอราวัตจึงผลักคืนฉายออก บอกเพื่อนจอมก่อเรื่องไป “ฉาย มึงทำเกินไปหรือเปล่า มึงไม่ชอบเขามึงก็บอกเขาไปดีๆสิ ไม่ใช่มึงไปทำอย่างนี้ หากเขาเสียใจขึ้นมา แล้วทำอะไรเกินไป มึงจะทำอย่างไร”

“เขาคงฉลาดพอที่จะไม่ทำอะไรโง่ๆ กูมีเหตุผลของกู กูไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยพี่หนึ่ง ขอบใจที่มึงช่วย” คืนฉายไม่เหลือเค้าขี้เล่นเลย ในตอนนี้ เสียงเขาเข้มขึ้น หากใครๆจะด่าเขา เขาก็ยอม เพราะเขาหวังดีไม่อยากให้มนุษย์คนนี้ช้ำใจ ตัดไฟเสียแต่ต้นลมนั้นดีที่สุด .....ความขี้เบื่อ รักง่ายหน่ายเร็วของเขา มันสามรถฆ่าคนได้ทั้งเป็น

“งั้นมึงจำไว้ กูจะไม่ช่วยมึงเรื่องนี้อีก” เอราวัตสะบัดหน้า ตัดบท เปลี่ยนเรื่อง บอกอัสดงกับทรงกลดและสีทันดรที่ยืนดูอย่างงงๆ “ช่วยกันทำลายม่านอาคมแล้วขึ้นไปดูข้างบนกันเหอะ”

ส่วนตระการตา เมื่อออกมาจากตรงนั้นได้ ก็วิ่งจนสุดแรงเกิด หนีให้พ้นคนใจร้าย ในชีวิตไม่เคยถูกใครหยามให้อายขนาดนี้มาก่อน หากไม่รักไม่ชอบ ทำไมไม่บอกกันดีๆ

“นาย มันใจร้าย คืนฉาย”

ตระการตาทรุดลงนั่งริมชายหาดฟุบหน้าลงกับเข่า บอกตัวเองไว้ว่าอย่าร้องไห้ แต่หยาดน้ำใสๆ ก็ไหลลงมา มันอาจจะเป็นน้ำทะเล ที่กระเซ็นมาโดนหน้า แต่ทำไมน้ำทะเลที่แสนเค็มถึงได้ไหลลงมาจากตา ฤาว่า มันจะเป็นน้ำตาจริงๆ

เสียงแซ็กโซโฟน ลอยตามลมมาเรื่อยๆ เพลงที่เศร้าแสนเศร้า เข้ากับบรรยากาศปวดร้าวเสียยิ่งนัก คืนฉายตั้งใจเงี่ยหูฟังเสียงดนตรีนั้น จากลอยมาไกลๆ บัดนี้ดังชัดเจนมาเล่นอยู่ใกล้ๆหูอยู่ซะนี่ เพียงเขาหันไปก็พบว่า เด็กหนุ่มนิรนามคนเป่าแซ็กเมื่อตอนเย็นนั่นเอง นักดนตรีปริศนา บัดนี้มายืนอยู่ที่นี่ ไม่ใส่เสื้อ ใส่แต่กางเกงสามส่วน พอได้มองเขาใกล้ๆ ก็เข้าใจถึงคำว่า ดาร์ก ทอลแอนด์แฮนด์ซั่ม เพราะร่างนั้นสูง ใบหน้าคมคาย ดูได้ไม่รู้จักเบื่อ ผิวกายแม้จะคล้ำหากแต่เนียน สะอาด อกผายสมวัยหนุ่มน้อย  ถ้าเอามาเทียบกับคืนฉายแล้ว หากต้องเลือกคนใดคนหนึ่ง คงตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะเลือกใคร .....เขาคนนั้นหยุดบรรเลงเพลงชั่วครู่แล้วกล่าวขึ้น   

“ทำไมต้องร้องไห้ มาทะเล อย่าเอาความเสียใจมาทิ้งที่นี่ ตักตวงเอาความสดใสจากทะเลกลับไปดีกว่า”

“นาย เป็นใคร” ตระการตากล่าวตอบ พยายามเช็ดน้ำตาที่ค้างคาอยู่ แต่เช็ดยังไงก็ไม่หมดซะที

“มาเราจะช่วยเช็ดให้” เจ้านักดนตรีหนุ่มไม่ตอบคำถาม กลับจะเช็ดน้ำตามาให้เสียนี่ เขายกแซ็กโซโฟนขึ้นมาเป่าอีกครั้ง ครานี้ท่วงทำนองจากเศร้าสร้อยกลับมีชีวิตชีวาขึ้น แต่ละตัวโน้ตในเพลงดุจมนต์วิเศษเช็ดน้ำตาของเขาให้เหือดแห้งโดยพลัน นี่หรือคือวิธีการเช็ดน้ำตาของเขา ตระการตาเริ่มปล่อยใจให้ฝันไปกับเสียงเพลงนั้น ม่านตาค่อยๆหนาหนัก เริ่มจะเปิดลงให้จงได้ เขาค่อยๆฝืนแต่ฝืนอย่างไรก็ฝืนไม่อยู่ ครั้นขนตากระทบกันครั้งสุดท้าย หัวใจก็ลอยละลิ่วไปอยู่ในโลกแห่งความฝันทันที

ในความฝันอันเลือนราง เขานั่งอยู่บนหาดทรายขาวสะอาด เสียงคลื่นกระทบกัน ซัดซ่าฟังแล้วสุขใจ ในสมองที่เคยมีแต่เรื่องของคืนฉาย บัดนี้ว่างเปล่า สายตาของเขาเหม่อมองไปในท้องทะเลฟ้าคราม  จู่ๆภาพของสตรีนางหนึ่ง ก็ผลุดขึ้นมา สตรีนางนั้นไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ ปกปิดร่างกาย ผมดำขลับสยายยาวปิดหน้าอกเต่งตึงและส่วนกลางนั้นไว้ หญิงสาวในภาพอารมณ์บาดใจค่อยๆกวักมือเรียกเขาลงไปในน้ำด้วยกัน ทำกริยาล่อแหลม เย้ายวน ให้ตระการตาตามลงไป แต่จะกวักเรียกเท่าไร ตระการตาก็ยังไม่สนใจ พยายามจะลุกหนี เพราะไม่เคยพิสมัยในอิสตรี

หญิงสาวใจกล้า นุ่งลมห่มฟ้าจึงใช้กลยุทธ์ใหม่ เริ่มเปล่งเสียงเป็นทำนองสูงต่ำ เป็นบทเพลงที่แปลก ฟังแล้ว ใจรู้สึกเศร้าสร้อย ตกอยู่ในภวังค์ ขาทั้งสองข้างเริ่มก้างโงนเงนลงไปในน้ำทะเล  “มาเถิด มากับเรา แล้วเจ้าจะลืมความทุกข์”

บทเพลงแห่งนางพรายเริ่มขับขาน บังคับให้ตระการตาก้าวเดินลงทะเล หากแต่เสียงแซ็กโซโฟน ในท่วงทำนองที่แปรเปลี่ยนเป็นดุดัน แทรกเข้ามาในห้วงฝัน ทำลายภาพวาบหวามของสตรียั่วกิเลสเสียสิ้น เสียงของนางพรายกรีดร้องดังลั่น ภาพงดงามดั่งชื่อตระการตา บิดเบือนกลับสู่ความจริง หญิงสาวที่สวยงามคืนร่างเป็นนางปีศาจ เขียวขาวงองุ้มออกมานอกปาก ผิวกายน่าเกลียดแห้งซีดเซียว นมทั้งสองข้างยานโตงเตงมิเต่งตึงเหมือนในภาพฝัน

“อย่าลงไป”

นักดนตรีหนุ่ม หยุดบรรเลงเพลง ตะโกนเรียก พอเห็นไม่เป็นผลเขาจึงบรรเลงเพลงมาอีกคำรบ คราวนี้เป้าหมายจู่โจมนางพรายตนนั้น  เสียงดนตรีบาดทรวงพุ่งผ่านกระแทกนางพรายกระเด็นไปไกล ระคนมาด้วยเสียงกรีดร้องแสดงถึงความเจ็บปวดเหลือคณา นางพรายมิยอมแพ้ พอลุกขึ้นมาได้ จึงร่ายมนต์บทเพลงขับร้องสู้กับเสียงดนตรี ตระการตาตื่นจากภวังค์ทันใด ด้วยความที่เป็นมนุษย์ธรรมดา มีหรือจะทนคลื่นเสียงแห่งมนตรานี้ได้ เขารีบยกมือปิดหูแต่ยังไรก็มิอาจกางกั้นเสียงทั้งสอง สติของเขาเริ่มดับวูบลงไปอีกครั้ง

คลื่นเสียงแห่งการปะทะกันทั้งสอง ทำให้มนุษย์ที่อยู่ในบริเวณนั้น สิ้นสติไปกันหมด เหลือแต่พวกของอัสดง ครั้นพอจับสำเนียงเสียงได้ ก็ยุติการเข้าค้นบ้านของนักดนตรีปริศนาต้องสงสัย ต่างคนต่างออกมารวมกลุ่มข้างล่าง “ค้นดูจนทั่ว ไม่เห็นมีอะไรเลย มีแต่กระเป๋าเสื้อผ้า แต่ไม่มีร่องรอยเจ้าของ”

“ฉันว่าท่าจะไม่ดีแล้ว ว่าแต่พวกนายได้ยินเสียงอะไรไหม เสียงเหมือนกับเสียงดนตรี กำลังกระทบกับอะไรสักอย่างดังอยู่ชายหาดด้านนู้น” คืนฉายกล่าวขึ้นพร้อมกับพยายามเงี่ยหูฟัง

“เออใช่ ....ฉันว่าเรารีบไปดูกันเถอะ” อัสดงกล่าวจบก็ไม่รอช้า พุ่งทะยานเหิรลอยนำไปลิ่ว ทั้งสี่ที่เหลือรีบตามมาทันใด จนเข้าใกล้ในรัศมีแห่งการปะทะกันของคลื่นเสียงปริศนา

นักดนตรีหนุ่มยังคงเป่าแซ็กโซโฟนโรมรันกับนางผีพรายปีศาจ  เพียงบทสุดท้ายจบลง เสียงดนตรีจากการเป่าก็ดังจนถึงขีดสุด ฟาดใส่กระทบร่างนางพรายตัดหัวมันจนขาดกระเด็น อัสดงกับพวกมิทันเห็นภาพนั้น เห็นแต่ร่างของตระการตานอนสลบอยู่ริมหาด จึงเข้าใจว่าเป็นเหตุจากเสียงแซ็กโซโฟน และก่อนหน้านี้ เขาก็ถูกเสียงดนตรีเสียงนี้ลอบโจมตี มันแสดงตัวออกมาแล้ว และจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากไอ้พระอภัยเป่าแซ็กนี่เอง ทั้งห้าจึงเข้ารุมโจมตีเจ้านักดนตรีนั่นทันที

“คิดไว้ไม่มีผิด ไอ้พระอภัยเป่าแซ็ก มันเป็นต้นเหตุ จัดการมันเลย”

เจ้านักดนตรีหลบหลีกการโจมตีนั้นได้ทันท่วงที แถมยังซัดอาวุธจากเหล่าเทพน้อยคืนกลับไปแต่แรงเพียงหนึ่งเดียวหรือจะสู้อีกห้าแรงได้ เจ้าพระอภัยเป่าแซ็กจึงตกอยู่ท่ามกลางวงล้อม เขายังไม่ถึงกับเสียทีซะทีเดียว แซ็กโซโฟนในมือถูกแปรเปลี่ยนเป็นธนูคันใหญ่ด้วยฤทธิ์ เหนี่ยวสายยิงศรออกต่อกร ทั้งสี่ทิศที่รายรอบ

“นายเป็นใคร แสดงตัวมาซะ ไอ้ปีศาจ” อัสดงตะโกนถาม

เจ้าพระอภัยตั้งใจจะกล่าวตอบ แต่หอกของเอราวัตพุ่งสวนมา เขาจึงจำต้องเบี่ยงตัวออก พร้อมกับยกคันธนูตวัดเป็นรัศมีสีม่วงซัดเข้าใส่คืนกลับไป แต่ก่อนจะถึงตัวพระพุธ แสงรัศมีสีนวลจากปลายดาบของทรงกลดก็เข้ามาขวางไว้ตามมาด้วยจักรเพลิงอันร้อนแรงของอัสดง เสียงระเบิดกัมปนาทจากการที่พลังกระทบกัน ก่อเกิดแรงผลักมหาศาลทำให้ทั้งหมดกระเด็นล้มลงฟุบกับผืนทราย

ในช่วงวินาทีนั้น ท้องทะเลก็เกิดปั่นป่วน กลายเป็นวังน้ำวนขนาดใหญ่ ลมทะเลพัดแรงจนแทบจะกลายเป็นพายุ ฉับพลันก็บังเกิดมือใหญ่ยักษ์โผล่พ้นออกมาจากใจกลางน้ำวนนั้น คว้าเอาร่างของตระการตาที่นอนสลบแน่นิ่งผลุบหายลงไปตรงใจกลาง ต่อหน้าต่อตาของเหล่าเทวะน้อย  ลมพายุจางหาย พื้นทะเลกลับกลายเป็นปกติเหลือเพียงคลื่นที่ซัดสาดแผ่วเบา คืนฉาย ตะโกนลั่น

“ตระการตา!!”   

ร่างของตระการตาจมหายลงไปในท้องทะเลพร้อมกับมือปริศนา เทวะน้อยทั้งหลายกว่าจะได้สติ จะเข้าไปช่วยดึงร่างคืนมาก็สายจนเกินการแล้ว

“เพราะพวกนายแท้ๆทีเดียว ....ฉันกำลังจะจัดการมันได้อยู่แล้ว พวกนายทำให้แผนฉันเสียหมด ไอ้พระอาทิตย์” เจ้าพระอภัยเป่าแซ็กกล่าวมาอย่างหงุดหงิด ทำให้พวกอัสดงหันขวับ

“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันคือใคร”

“ทำไมจะไม่รู้ แล้วกรุณาแหกตาดูให้ดีๆ ได้แล้ว ว่าฉันคือใคร พวกนายนี่มันยุ่งเสียจริงพับผ่าสิ ตั้งแต่อยู่บนสวรรค์จนมาลงมาเกิดก็ยังไม่วายป่วน แถมยังไม่เคยดูตาม้าตาเรืออีกต่างหาก ไอ้เวร” เจ้าพระอภัยพนมมือกลางระหว่างอก รัศมีสีม่วงปนทองแผ่กำจาย ก่อบังเกิดเป็นเงาทับซ้อน ซ่อนด้วยภาพแห่งบุรุษรูปงามประทับบนหลังพยัคฆราช พระหัตถ์ทรงศร ใบหน้าละม้ายคล้ายเจ้าพระอภัยมณี แต่งามและรัศมีเรืองรองกว่าหลายเท่า

“ฉันชื่อ คันฉัตร ร่างแบ่งภาคแห่งศนิเทพ เทวะแห่งอารยธรรม หรือที่พวกนายเรียกติดปากว่า ไอ้พระเสาร์ ไงล่ะ”

“ไอ้พระเสาร์!!!”

“เออ กู เอง พวกนายนี่ยุ่งฉิบหาย อย่าเพิ่งพูดอะไรกันมากเลย เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟัง ตอนนี้รีบตามลงไปช่วยคนก่อน” สิ้นเสียง ของผู้ที่ถูกเรียกว่าพระเสาร์ ร่างงามสง่าพลันสลายกลายเป็นรัศมีสีม่วงเจือทอง โผนทะยานพุ่งลงไปในท้องทะเลที่เพิ่งจะสงบเงียบ แล้วเสียงดังก้องกังวานตามหลังบอกแก่พวกอัสดงมาว่า

“เฮ้ย ตามลงมาสิวะ ชักช้าอยู่ได้”

อัสดง ทรงกลด เอราวัต คืนฉายและสีทันดร  รีบตามลงไป ตอนนี้ต้องช่วยมนุษย์ให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยเจรจาพาทีกับไอ้พระเสาร์สหายเก่า ทุกคนต่างเป็นกังวล โดยเฉพาะคืนฉาย ถึงแม้เขาจะเป็นคนปฏิเสธ ความรักที่ตระการตาเสนอให้ แต่ความห่วงใยมันเป็นคนละเรื่องกัน...มนุษย์คนหนึ่งบัดนี้ถูกจับลงไป ชีวิตจะยังมีอยู่ไหม มือปริศนาใหญ่ยักษ์มิบี้ตระการตาแหลกสลายไปแล้วหรือ 

รัศมีแห่งเทวะทั้งห้าสี และอีกหนึ่งนาคาบัดนี้ดำดิ่งลงใต้ทะเล ผ่านทุ่งท้องปะการังอันงดงาม ปลาตัวน้อยนานาชนิด ว่ายหนีแตกเป็นช่องหลีกทางให้ทั้งหมดดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ จนยากที่มนุษย์ผู้ใดจะลงมาถึง ท้องทะเลยิ่งลึกก็ยิ่งสวย โดยปกติแสงสว่างยากที่จะลงมาถึงหากด้วยอำนาจแห่งเทวะน้อยและรัศมีที่เรืองรอง ทำให้ใต้ท้องน้ำระเรื่อไปด้วยแสงสว่าง เจ้าพระเสาร์ยังคงเหิรลอยนำหน้า ตามกลิ่นไออสูรไม่ลดละ คืนฉายอยากจะซักถามรายละเอียดจึงรีบลอยมาจนทัน  รัศมีฟ้าครามเริ่มกระทบรัศมีสีม่วงนั้น กระแสจิตถูกส่งออกไปทันใด

“ไอ้พระเสาร์ รู้ไหม ใครจับมนุษย์คนนั้นไป”

“เหอะจะมีใคร ....ก็นางยักษ์ขมูขี ผีเสื้อสมุทรไงล่ะ”

“เป็นไปไม่ได้ ....นางยักษ์นั่น มันมีแต่ในนิทานของสุนทรภู่”

“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ นางยักษ์นี่มันก่อกรรมทำเข็ญมานานแล้ว อยู่มานานโข บริเวณทะเลแถบนี้แหละ มันเป็นตัวเดียวกันกับที่นายอ่านเจอในวรรณคดี ฉันเดาว่าสุนทรภู่คงเคยเห็นมัน เลยเอามาแต่งเป็นตัวละคร สุนทรภู่เคยมาระยองนี่ใช่ไหม”

กระแสจิตแห่งคันฉัตรส่งตอบมา  คืนฉายมิอยากเชื่อก็ต้องเชื่อ หลังจากที่เขารู้ตัวว่าเป็นพระศุกร์แล้ว อะไรๆล้วนแปลกพิสดารไปเสียสิ้น จากหนุ่มน้อยวัยรุ่นธรรมดากลับกลายมาเป็นร่างอวตารแห่งเทวะไปเสียนี่ แม้อำนาจแห่งเทวะจะหวนคืน หากยังมีอีกมาก ที่ต้องเรียนรู้จากสหายที่ ‘รู้ตัว’ มาก่อนเขา


คันฉัตรยังคงสื่อสารต่อ คราวนี้ทุกคนได้ยิน  “ฉันตั้งใจว่าอาทิตย์หน้าจะไปตามหาพวกนายที่กรุงเทพเพราะฉันจับกระแสพลังของพวกนายตอนเข้าฌานได้ แต่พอดีได้รับบัญชาจากพระมหาอุมาเทวีให้มาปราบนางพรายกับนางยักษ์ขมูขีที่นี่ซะก่อนพวกมันลากคนไปเยอะแล้ว เลยต้องกำจัด แต่ไม่คิดว่าจะมาเจอพวกนายที่นี่ แถมยังทำแผนฉันแตกอีก”

“ก็ไม่รู้นี่หว่า ไม่เสือกแสดงตัวตั้งแต่แรก” เสียงของเอราวัตส่งตอบกระแสจิตนั้น คันฉัตรกำลังจะโต้ตอบหากก็มีเหตุให้หยุดชะงักอยู่กับที่ เพราะเบื้องหน้า คือเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างพิภพมนุษย์กับบาดาล กลิ่นไออสูรจางหายลง ณ ตรงนี้

“นี่มันลงมาลึกถึงขนาดนี้เลยเหรอ....เห็นทีพวกเราต้องเข้าบาดาลเสียแล้ว” เจ้าพระเสาร์ กำลังจะโผนทะยานผ่านเขตแดน แต่สีทันดรเสด็จลอยมาสกัดกั้นไว้ก่อน

“ช้าก่อนอณูแห่งศนิเทพ อย่าเพิ่งผลีผลาม พวกท่านเป็นเพียง ร่างแบ่งภาค กายหยาบของมนุษย์มิสามารถผ่านเข้าสู่โลกบาดาลได้ พวกท่านต้องเข้าไปด้วยกายทิพย์”

“แต่เราไม่มีเวลาแล้ว เจ้าพญานาคน้อย หากถอดกายทิพย์คงไม่ทัน”

เจ้าพระเสาร์รู้ได้โดยทันทีว่าผู้เสด็จเข้ามาขวางนี้คือใคร รัศมีสีเขียวนวลมรกตเจือทองสว่างใสกว่าผู้ใด สามารถบ่งบอกถึงเผ่าพันธุ์ชาติกำเนิด ศักติแลเดชะสำแดงเด่นชัด ‘เทวนาคา’ พระองค์นี้ทรงเจริญด้วยพระสิริลักษณ์ยากนักจักหาในสามโลก หากพูดอย่างภาษาชาวบ้าน แวบแรกที่เห็นบนบกก็ว่าหล่อแล้ว ยิ่งคืนถิ่นอยู่ในน้ำ กลายเป็นปานประหนึ่งภาพฝันที่งามเลิศ ดุจภาพฝันนั้น สรรค์สร้างด้วยหัตถ์แห่งเทวะ

“ยังไงท่านก็เข้าไม่ได้.....ถ้าเป็นนางผีเสื้อสมุทรจริงอย่างที่ท่านว่า มันไม่สามารถอยู่ในบาดาลได้หรอก เพราะมันเคยถูกขับออกมาแล้ว และเราได้ยินมาว่า ถ้ำของมัน อยู่ใต้ทะเลธรรมดาเนี่ยแหละ หากแต่ถูกบังไว้ด้วยมนตรา”

“อ้าวแล้วทำไมเพิ่งมาบอกละครับน้องดื้อ” คืนฉายรีบถามทันที 

“ก็ไม่เห็นมีใคร ถามเราสักคน จู่ๆ ก็ดำดิ่งลงมายังข้างใต้ เราก็นึกว่าพวกเจ้ารู้ทาง เห็นนำทางกันลงมา จะถามเจ้าของพื้นที่สักนิดก็ไม่มี” สีทันดรทรงพิงก้อนหินใต้ทะเลกรกอดพระอุระ ไงล่ะ อวดเก่งกันดีนัก นำมาผิดทางจนได้ ไม่ถามตนสักนิด

“อ้าว เฮ้ย แฟนใคร ช่วยจัดการทีเหอะวะ มันน่านัก ไอ้น้องดื้อ” คืนฉายเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน นี่ถ้าเป็นแฟนเขา คงจะจัดชุดใหญ่ให้สักยก กวนดีนัก ทรงกลด รีบเสนอตัวเป็นทูตเจรจามาพลัน

“น้องดื้อ...ไม่เอาน่า พี่ว่าอย่าเพิ่งเล่นเลยนะ ตอนนี้ตระการตาโดนยักษ์จับ เรามาช่วยกันตามหาเหอะอย่าเล่นแง่อยู่เลย”

“ฉันพูดเอง นายมันคนนอก ไอ้กลด” อัสดงปราดหน้าเข้ามา ลอยเด่นอยู่หน้าไอ้ดื้อของเขา ไอ้พระจันทร์เสือกกะโหลก ตนต่างหากล่ะแฟน ไม่ใช่นายสักหน่อย

“ ไอ้ดื้อ .....เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวโดนทำโทษ กำลังน่าสิ่วหน้าขวานนะ  เอาน่า เห็นแก่อัสสะ ช่วยหน่อยแล้วกัน” อัสดงเองก็เอ็ดไปอย่างนั้น เพราะตั้งแต่กลับมาจากหิมพานต์หัวใจเขาก็ยอมศิโรราบให้เด็กดื้อตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว

ทรงกลดหน้าตึงพลัน จะขยับเข้าไปใกล้สีทันดร เพื่อแสดงให้ทุกคนรู้ว่าเขาไม่ใช่คนนอกอย่างที่อัสดงพูดสักหน่อย แต่เอราวัตกับคืนฉายด้วยความรำคาญ ฉุดไหล่ไว้

“มึง เฉยๆเหอะ ไอ้กลด อย่าให้มันวุ่นวายนักเลย กูสองคนรำคาญจะแย่อยู่แล้ว แย่งกันอยู่ได้”

คันฉัตรหรือพระเสาร์ได้แต่ส่ายหน้า เจ้านาคน้อยนี่ น่าเอ็นดูไม่ใช่เล่น ทำเอาพระอาทิตย์และพระจันทร์ปั่นป่วนได้  ดื้อๆกวนๆแบบนี้ เห็นแล้วมันก็น่านัก แต่จะคิดอะไรเกินเลยคงยาก ดีไม่ดีโดนตีนพระอาทิตย์กับพระจันทร์คงไม่คุ้ม โดยเฉพาะไอ้พระอาทิตย์แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของเสียออกนอกหน้าเชียว “เอาเป็นว่า เรารับผิดเอง ที่นำลงมาไม่ดูตาม้าตาเรือ เจ้าเห็นแก่มนุษย์เถอะนะ น้องดื้อ”

ตอนนี้พระนามสีทันดรดูเหมือนจะไม่มีใครเรียก ใครๆต่างก็เรียกว่า “น้องดื้อ” มาเสียสิ้น 

“เอาละๆ เราก็ไม่ได้อะไรหรอก แค่อยากจะสื่อให้พวกเจ้ารู้ว่า จะทำอะไร หัดถามเราบ้างแค่นั้น” พอตรัสจบ ไอ้ดื้อก็ทรงหลับพระเนตร ส่งกระแสจิตถึงผู้ที่พอจะรู้ว่า ถ้ำนางยักษ์นั่นมันอยู่ที่ใดกัน “มุจลินทร์ เจ้ารู้ไหม ว่าถ้ำนางผีเสื้อสมุทรอยู่ที่ไหน แล้วใช่มันหรือไม่ที่จับมนุษย์ไป”

เสียงแว่วกังวานใสทูลตอบมาทันทีที่ทรงนึกถึง “เป็นมันแน่แล้วเพคะ ....ส่วนถ้ำของมันอยู่ที่ใดหม่อมฉันมิอาจรู้ แต่สมุทรมณีจะช่วยได้”

ใช่แล้วสมุทรมณีที่สมเด็จแม่ประทานมาให้ คงช่วยหาที่อยู่นางยักษ์นั่นได้ ลืมไปเสียสนิท แต่สมุทรมณีจะมีประโยชน์แค่นี้เองหรือ คงไม่ใช่เป็นแน่ ช่างก่อนดีกว่า หาทางตามหาถ้ำนางยักษ์นั่นก่อน ... สีทันดรทรงรำพึงกับองค์เองมาเช่นนั้น แล้วก็ทรงประนมหัตถ์ ดึงสมุทรมณีมาใช้ ดวงแก้วใสสุกสว่างสกาว บัดนี้ลอยตระหง่าน กลางพระอุระ

“พาเราไปหาที่อยู่ของนางผีเสื้อสมุทร” สิ้นรับสั่งสมุทรมณี ก็ฉายแสง พวยพุ่ง ปราดเป็นลำ ไปยังอีกฟากของใต้ท้องทะเล... สีทันดร ทรงลอยตามลำแสงทันใด ตรัสสั่งให้ห้าเทพน้อยเหิรลอยตามมา “ตามมาเร็ว”

สมุทรมณีลอยละลิ่ว คดเคี้ยวไปตามซอกหิน พุ่งปราดไปเรื่อยๆ ฉวัดเฉวียนไปมา ทั้งหกตามมาไม่หยุดยั้งจวบจนกระทั่งหยุดนิ่งอยู่กับที่แล้วแสงสว่างบาดจ้าก็สว่างวาบ พื้นใต้น้ำทะเลเบื้องล่าง จากที่มีแต่พื้นทรายก็กลับกลายเป็นโขดหินระเกะระกะสูงชัน ภายในเป็นโพรงใหญ่ นี่น่ะหรือคือถิ่นพำนักแห่งนางอสูร

พอคณะของเทพน้อยเหยียบลงกับพื้นทราย ภาพเงาจางๆหลายๆภาพทับซ้อนก็ปรากฏหน้าปากถ้ำ รวมร่างเป็นสาวงามวัยกำดัดหลายคนในสภาวะเปลือยเปล่า กริยาอาการบ่งบอกถึงอารมณ์ร่านสวาทร้อน ในกลางกลุ่มนางเหล่านั้น ร่างของบุรุษหลายๆร่างที่เปลือยเช่นกัน ถูกโอบรัดไว้ด้วยผมสยายยาว บ้างก็กำลังถูกบังคับ ปลุกปั่นให้ระเริงสวาทโดยมิอายสายตา   ชายเหล่านั้นต่างก็ขมุบขมิบปากขอให้ช่วย ร่างใสๆบ่งบอกให้รู้ว่าร่างทั้งหลายตรงหน้าเป็นเพียงวิญญาณที่ถูกนางพรายมากราคะกักไว้ ชายพวกนี้คงจะเป็นดวงวิญญาณของมนุษย์ที่พวกมันลากมาเสพสมจนสิ้นชีพเป็นแน่แท้

สีทันดรด้วยความไม่สบพระทัย เพราะหนึ่งในนางพราย บังอาจ กวักมือเรียกอัสดง แถมยังเปิดหน้าอกเต่งตึงอวดให้ดู และกำลังจะแย้มกลีบส่วนล่างเพื่อยั่วตะกอนแห่งตัณหา และแล้วแส้ในพระหัตถ์กระชับมั่น ฟาดลงไปทันทีก่อนนางพรายจะแสดงกริยาต่ำทรามไปมากกว่านี้  เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่น ไปพร้อมๆกับร่างที่แหลกสลายของนางพรายตนนั้น ....นางพรายอีกหลายๆตนที่เหลือ หยุดระเริงสวาทแปรเปลี่ยนสภาพ คืนร่างเป็นนางปีศาจ หันหน้า โผนทะยานเข้าต่อกร

 “นางปีศาจชั้นต่ำ หาญกล้าต่อกรกับเรา อย่าไปผุดไปเกิดเลย” 

สีทันดร ตวาดลั่น ทรงกระทืบบาท พื้นน้ำม้วนตัวเป็นระลอก เข้าซัดนางพรายทั้งหลาย กระเด็นกระดอนไปไกล หลายตัวถูกแส้ฟาดดับแดดิ้น ตัวที่รอดรีบมุดหนีเข้าไปในโพรงถ้ำ แต่ก็ไม่ไวไปกว่าคืนฉายที่เหิรลอยมาสกัดกั้น สังหารด้วยเทวฤทธี จนหมดสิ้น

“ร่านดีนัก กลับไปร่านในนรกซะไป๊”

เมื่อสิ้นนางพราย ดวงวิญญาณ ชายหนุ่มทั้งหลาย ก็เป็นอิสระ สีทันดรทรงแบพระหัตถ์ ละองทองระยิบระยับปรากฏ จับดวงวิญญาณเหล่านั้นลอยขึ้นเหนือพื้นน้ำด้านบน เหล่าดวงวิญญาณ ไหว้สาแก่ผู้ทรงประทานความช่วยเหลือ

“ขอบพระทัย”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
“จงไปสู่มันทร” มันทรหรืออีกความหนึ่งคือสุคติภพ ถูกประทานมาให้ ร่างโปร่งใสน้อมรับ เริ่มสั่นไหว บิดเบี้ยว แต่ก่อนที่จะสลายขึ้นด้านบน เสียงเบาๆสั่นพร่า ดุจบ่าวยามกลัวเจ้านาย บอกเซ็งแซ่

“นางมาแล้ว ...โปรดระวังองค์”

ฉับพลันพื้นท้องทะเลเกิดสั่นไหวคล้ายแผ่นดินจะแยก เงายักษ์ใหญ่ดำมืด โผล่ผลุดพยายามไขว่คว้าดวงวิญญาณบุรุษเหล่านั้น แต่ไม่เป็นผล เงานั้นมิสามรถครอบครองได้อีกแล้ว เสียงกรีดร้องกึกก้อง ดุจสมบัติอันมีค่าถูกพรากจากอก “ ใคร บังอาจ มาปล่อย หนุ่มๆของข้า”

สิ้นเสียงดั่งลำโพงแตก เงาดำๆเริ่มเด่นชัดยิ่งขึ้น แล้วรวมร่างกลายเป็นนางอสูรร่างใหญ่ยักษ์ ใบหน้าหาแววความสวยมิได้ ปากแสยะเขี้ยวโง้ง ร่างกายหนาดังกำแพง ดำคล้ำน่าเกลียด ไม่ใส่เสื้อและปล่อยนมยานถึงบั้นเอว หากส่วนล่างบังไว้ด้วย ผ้านุ่งสั้นแค่คืบ มือข้างขวาถือกระบอง หากแต่มือซ้ายนี่สิ มันกำร่างของตระการตาไว้ คือมันแน่แล้ว นางอสุรีผีเสื้อสมุทร

“ปล่อยมนุษย์ผู้นั้นซะ นางยักษ์ชั้นสวะ” คืนฉายชี้หน้า ตวาดนางผีเสื้อสมุทร หากแต่นางยักษ์มิได้สะทกสะท้านกลัวเกรง กลับชม้ายชายตามาให้เสียนี่ ตาใหญ่โปนชมดชม้อยหยดย้อยทั่ว มองกราดไปยังร่างแห่งเทวะหนุ่มทั้งหลาย

“แหมๆ หล่อจัง เทวะน้อยๆ วันนี้ข้าช่างโชคดีเสียนี่กระไร มีผู้ชายหล่อๆมาหาถึงที่ สงสัยจะได้โชคมีผัวคราวเดียวกัน ห้า หกคน ฮะฮ่า ใครก่อนดีละ หรือจะเข้ามาพร้อมๆกันข้ารับไหว”

“อย่าให้มันต่ำช้านักเลย นางผีเสื้อสมุทร พวกเรามิมีใครอยากสมสู่เป็นผัวเจ้าหรอก ปล่อยมนุษย์แล้วพวกเราจะไว้ชีวิตเจ้า” คันฉัตรหรือเจ้าพระเสาร์ ขยับคันธนูในมือมั่น พร้อมเหนี่ยวศรออกโรมรันได้ทุกเวลา

“เราได้รับบัญชาให้มาจับเจ้า จงยอมแพ้ซะ เผื่อพระแม่เจ้ามหาอุมาเทวีจะทรงเมตตา”

ยามที่พระนามแห่งมหาเทวีถูกขับขาน ร่างใหญ่ยักษ์แห่งนางผีเสื้อเกิดสั่นไหว  กายสั่นเทิ้ม “ไม่จริง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพระแม่เจ้าจะส่งพวกเจ้ามา ถึงจะส่งมาจริงข้าก็ไม่กลัว หนุ่มๆหน้าละอ่อนอย่างพวกเจ้านะเหรอจะทำอะไรข้าได้ ดีไม่ดี ตกเป็นผัวข้า อยู่ใต้น้ำนี่เสียเท่านั้น” นางยักษ์ทำใจดีสู้เสีย กลัวพระบารมีพระแม่เจ้าน่ะกลัว แต่ผัวก็อยากมี สายตานางยักษ์จับจ้องมายังเทวะหนุ่มน้อย พิจารณาร่างแห่งเทวะถ้วนทั่ว ราวกับเป็นอาหารอันโอชะ จับกินน่ะกินแน่ แต่จะต้องจับกินทั้งตัว กินบนเตียงในถ้ำเท่านั้น บัดนี้ นางอสูรร่านสวาท หลงเสน่ห์บรรดาผู้ที่จะมาเอาชีวิตตนซะแล้ว

 “พวกเจ้าแต่ละคน หล่อนัก ข้าไม่กลัวพวกเจ้า อาวุธและอาคมทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ยอมเป็นผัวข้าซะดีๆ”นางผีเสื้อหลงเพ้อ ปล่อยร่างของตระการตาตกจากมือ คืนฉายเหิรลอยไปรับไว้ได้ทัน ร่างอันหมดสติของตระการตาตกลงอยู่ในอ้อมกอดของพระศุกร์เจ้าเสน่ห์แล้ว สีทันดรตรัสบอกทันใด

“พี่ฉาย พามนุษย์คนนั้นขึ้นไปข้างบนก่อน ร่างของเขาทนอยู่ใต้น้ำไม่ได้แล้ว รีบไปซะก่อนที่วิญญาณของเขาจะออกจากร่าง”

จริงดั่งสีทันดรว่า เพราะร่างของตระการตาบัดนี้ เริ่มมีกรอบโครงร่างใสๆทับซ้อน ดวงวิญญาณเริ่มแยกจากกายหยาบ หากแต่ยังถูกโยงใยเหนียวแน่น แต่ถ้าช้า สายใยที่โยงยึดกันไว้ อาจจะขาดจากกัน

“แล้วทางนี้ล่ะ” คืนฉายเป็นห่วงสหาย เกรงจะเสียที ....อัสดงบอกแทนมาว่า “ไม่ต้องห่วง นายรีบขึ้นไปก่อน ไอ้ฉาย พวกฉันจัดการได้”

คืนฉายจำใจพาร่างของตระการตาลอยขึ้นด้านบน ห่วงเพื่อนก็ห่วง แต่ตอนนี้ห่วงตระการตามากกว่า ถึงแม้เขาจะมีสัญชีวณีมนตราชุบชีวิตก็เถิด แต่ก็มีข้อจำกัดในการใช้ ฉะนั้นเขาจะช้าไม่ได้ ด้วยความห่วงหาอาทรที่เริ่มวาบวับเข้าจับจิต เขาจึงร้อนรุ่ม รัศมีสีฟ้าเริ่มกำจายวาบพุ่งปราดทะลุแผ่นน้ำด้วยความเร็วสูง จำทิ้งสหายไว้เบื้องหลัง 

“ ตา นายต้องไม่เป็นอะไร”

ด้านนางผีเสื้อสมุทร มิสนใจแล้วกับเจ้ามนุษย์ต่ำต้อย ใครจะพามันไปไหนก็ช่าง ตอนนี้กูจะเอา คนที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า ว่าแล้วนางก็โผนทะยานเข้าสู่ร่างแห่งเทวะทั้งหลาย พุ่งเป้าหมายมายังเจ้าพระเสาร์คนแรกและมิกลัวอาสัญ “ผู้ชายอะไร้ ...กล้ามท้องน่าซุกเสียยิ่งนัก”

พระเสาร์รอท่าอยู่ก่อนแล้วเหนี่ยวสายธนูยิงสวนออกไปทันที ศรดอกนั้นแม่นเหมือนจับวาง เสียบเข้ากลางหน้าผากนางยักษ์ร้าย เสียงอสุนีบาตดังก้อง นางผีเสื้อกระเด็นสะท้อนไกล กระแทกหินโสโครกแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ พื้นแผ่นดินใต้ทะเล สั่นไหวสะเทือนราวกับจะแยกจากกัน

“โอ๊ยยยยยย ข้าเจ็บนะ ทำไมต้องทำรุนแรงกับข้าด้วย” นางผีเสื้อค่อยๆผลุดลุกยันกายขึ้นมา ศรแห่งเทวะ ยังปักเด่อยู่ที่หน้าผาก คันฉัตรแทบไม่เชื่อสายตาว่านางยักษ์ร่านสวาทจะมิเป็นอะไร ธนูทุกดอกของเขาลงอาคมไว้หมดแล้ว ไม่เคยพลาด แต่ทำไมไม่ทำให้มันระคายผิวเลย แถมมันยังดึงออกหักกลางได้ง่ายดายเสียนี่

“ทำไมมันไม่เป็นอะไรเลย”

 “แหมรุนแรงจริง .... ไม่รู้ว่าธนูดอกใหญ่ของเจ้า จะเสียบข้าแรงอย่างดอกเล็กเมื่อกี้หรือเปล่า”

“อย่าร่านสวาทให้มันมากนักเลย จะไม่มีเงาหัวอยู่แล้ว ยังไม่รู้ตัว” ทรงกลดร้องด่าไปบ้าง เกิดมาก็เพิ่งจะเคยพานพบยักษ์ขิณีประเภทนี้ ตัณหาคงเต็มเปี่ยมไปในหัวสมองขี้เลื่อยของมัน ฝ่ายนางอสุรีผีเสื้อน้ำ มิสะทกสะท้านในคำด่าทอ หนำซ้ำยังคงทำกริยาสะบัดสะบิ้ง ดูดัดจริตรำคาญตา

เอราวัตทนกริยาอาการไม่ไหว จำต้องเบือนหน้าหนี ความรังเกียจในนางยักษ์ชั้นต่ำแสดงชัด และเอื้อนเอ่ยตอบมาด้วยวาจาเผ็ดร้อน “กูไม่มีวันเอามึงทำเมียหรอกอียักษ์ชั่ว”

จนแล้วจนรอด นางผีเสื้อสมุทรก็มิได้นำพา  อัสดงจึงขว้างจักรเพลิงออกไป หมายบั่นหัวนางผีเสื้อ ด้วยอำนาจไฟแห่งสุริยเทพ ไฟนั้นสามารถก่อเกิดได้ในผืนน้ำและทะลุผ่านมายังร่างใหญ่โต แต่มันก็หลบลีกไปได้ ทรงกลดกับเอราวัตตอนแรกก็มิอยากรุมทำร้ายสตรี ถึงแม้มันจะเป็นยักษ์ แต่นางคนนี้มิทำก็มิได้

“สังหารเสียจะได้จบปัญหาทั้งมวล” ทั้งสองจึง ต่างก็ช่วยกันซัดอาวุธเข้าใส่พัลวัน นางยักษ์ร้ายหลบลีกไปได้ทุกครั้งและเริ่มจะซัดกระบองในเมือกลับคืนมาบ้าง

 “เปลี่ยนมารุมข้าบนเตียงดีกว่านะ” วาจาหยาบโลน สองแง่สองง่ามของมันยังมีมาตลอด

“ต่ำช้า ไม่มีใครเกิน”

สีทันดรกัดพระทนต์กรอด ตวัดแส้ในพระหัตถ์รัดนางยักษ์ไว้ นางผีเสื้อมิทันระวังถูกจับเหวี่ยงกระแทกกับปากถ้ำ อัสดง ทรงกลด เอราวัต และคันฉัตร ไม่ปล่อยให้มันลุกมาได้อีก นางยักษ์นี่ร้าย ใครจะว่ารุมและรังแกผู้หญิงก็ช่างเหอะ ทั้งสี่จึงสาดอาวุธใส่ บังเกิดเสียงระเบิดกัมปนาทดังลั่น แสงสว่างจ้าทั่วใต้ท้องน้ำ ครั้นพอสลาย เสียงโอดครวญของมันก็ร้องมาว่า

“ ข้าเจ็บนะ ...ข้าไม่เล่นด้วยแล้ว เห็นว่าหล่อหรอกข้าจึงยอมให้ ทีนี้ข้าจะเอาจริงๆล่ะนะ”

นางผีเสื้อสมุทรประนมมือกลางระหว่างอก ร่ายอ่านพระเวท มนตราอาคมขลัง ฉับพลันบังเกิดกระแสน้ำวนอันรุนแรงรอบๆ กระแสน้ำนั้นพุ่งเข้าซัดใส่เหล่าเทวะน้อย โดยมิทันตั้งตัว ด้วยฤทธีอสุรียักษ์ร้าย ครานี้นางเริ่มถือไพ่เหนือกว่า เอราวัตเกือบเสียท่าถูกดูดเข้าไปในกระแสน้ำวนนั้น แต่โชคยังดีที่สีทันดรใช้แส้รัดเอวดึงคืนกลับมา พาไปหลบไว้หลังก้อนหินใหญ่

คันฉัตรกลับทรงกลด พยายามหลบหลีก ยึดก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งไว้เช่นกันมิให้ตัวต้องลอยไปกับกระแสน้ำ ส่วนอัสดงพยายามใช้เทวฤทธิ์ต้านกระแสน้ำไว้ ด้วยตบะและเดชะแห่งนางยักษ์ที่สะสมมาเนิ่นนาน อำนาจแห่งนางมารจึงรุนแรงซัดสะท้อนอัสดงลอยไปไกล พระหทัยแห่งเจ้านาคาน้อยแทบตกลงไปกองอยู่ที่ข้อพระบาท ทรงโผนทะยาน สกัดร่างอัสดงไว้ก่อนจะชนกองหินโสโครกหน้าปากถ้ำ

“อัสสะ เป็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่เป็นไร มันร้ายนัก....ทำไมอาวุธและอำนาจพวกเราทำอะไรมันไม่ได้เลยล่ะไอ้ดื้อ”

“นั่นสิ เราก็ยังสงสัย หากเป็นยักษ์หรือมารตนอื่น เพียงธนูดอกแรกเมื่อกี้ก็คงไม่รอดแล้ว เดี๋ยวเราจะลองถามนลดีกว่า”

แล้วสีทันดรจึงทรงส่งกระแสจิตถามนลกุพรสหายสนิทผู้เป็นราชโอรสแห่งท้าวเวสสุวรรณ เจ้าแห่งยักษ์ทั้งหลาย หากคำตอบที่ได้มาก็ทำให้ทรงคิดไม่ตก

“นางยักษ์นั่น สมัยก่อนมันเคยได้รับพรจากพระมหาศิวะเจ้า มิให้ตายด้วย อาวุธใดๆ ....ด้วยเหตุนี้พวกเจ้าจึงฆ่ามันไม่ได้”

“แล้วจะทำยังไงล่ะนล อาคมมันก็ไม่สะทกสะท้านหรือจะให้พวกเราฆ่ามันด้วยมือเปล่า ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน”

“สีทันดร เรื่องนี้เราเองก็จนปัญญา ....เจ้าระดมสมองกันเหอะ พวกอัสดงกับสหายคงจะมีคำตอบแน่”

สีทันดรรีบถ่ายทอดให้อัสดงฟัง อัสดงเองก็คิดไม่ตก ส่งกระแสจิตไปให้กับสามสหายเทวะที่เหลือ กระแสน้ำวนยังคงหมุนรุนแรง ทั้งหมดจำต้องหลบหลังกองหินโสโครก กั้นไว้ด้วยม่านอาคม นางผีเสื้อสมุทรพยายามทำลายม่านอาคมแห่งเทวะแต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ นางผีเสื้อ โอมอ่านพระเวทอีกครั้ง เรียกบริวารภูตผีนางพรายที่ยังเหลือในปกครอง ช่วยกันโจมตีทำลายม่านอาคมแห่งเทวะ หากก็ยังไม่เป็นผล หลายตัวแดดิ้นสิ้นชีพ แต่ก็ถาโถมกันเข้ามาไม่หยุดยั้ง  เหล่าเทพน้อยที่หลบกันอยู่คนละมุมต่างช่วยกันคิดติดต่อทางกระแสจิต หาวิธีทำลายนางยักษ์

“จะทำอย่างไงดีวะ ถ้าไม่ฆ่ามันด้วยอาวุธหรืออาคมก็ไม่มีทางแล้ว หากปล่อยไว้อีกนิด อำนาจพวกเราอาจทานฤทธิ์มันไว้ไม่ได้ เห็นทีคงจะเป็นผัวยักษ์แน่ๆ”

“แต่ฉันมี” ว่าแล้ว คันฉัตรก็โผนทะยานออกจากม่านอาคม เหิรลอยเหยียบอยู่เหนือชะง่อนหินปลายบนสุดของหน้าผาถ้ำ ทรงกลดตะโกนลั่น

“เฮ้ย ออกไปทำไม ไอ้พระเสาร์ เดี๋ยวก็เสียทีมันหรอก”

“พวกนายไม่ต้องห่วงฉัน อยู่ในม่านอาคมแหละและก็ปิดหูให้แน่น ในเมื่อนางยักษ์นี่มันมีตัวตนอยู่จริงๆ เหมือนในวรรณคดี ฉันก็จะฆ่ามันให้ตายด้วยวิธีเดียวกัน อีกอย่างพระแม่เจ้าทรงมีพระเสาวนีย์ให้ฉันจัดการ ฉันจะขอรับผิดชอบเอง”

คันฉัตร จึงขยับคันธนูในมือแล้วแปรเปลี่ยนเป็นแซ็กโซโฟนคู่ใจ ใช้แทนต่างปี่แห่งพระอภัย ในเมื่อมันเคยตายด้วยเสียงปี่ แต่วันนี้จะให้มันลองชิมรสเสียงแซ็กโซโฟนดูบ้าง ว่าแล้ว ‘เจ้าพระอภัยเป่าแซ็ก’ จึงยกเครื่องดนตรีชิ้นนั้นจรดขึ้นบนหน้าผากระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์และอำนาจแห่งองค์พระเสาร์ และแล้ว ท่วงทำนองดนตรีบาดจิตถูกขับขานออกมาอีกครั้ง ฟังเผินๆคราแรกก็คือเพลงธรรมดาๆ แต่พอกลุ่มปีศาจภูตผีนางพรายจะเข้าไปหา อำนาจแห่งเสียงดนตรีนั้นก็พลันสังหารให้ร่างของพวกมันแหลกสลายไปเสียนี่

นางผีเสื้อสมุทร มิรู้ชะตากรรมแห่งตน เห็นเทวะรูปงามเหิรลอยออกมจากม่านอาคม ก็ดีใจพลันลอยเข้ามาหา ครั้นพอเห็นเขายกแซ็กขึ้นมาเป่า ก็ต้องหยุดอยู่กับที่ท่วงทำนองที่หวานบาดจิต ตรึงมันไว้ไม่ให้ไปไหน หัวใจของมัน เต้นระส่ำไปตามจังหวะ กายเริ่มสั่นกระบองในมือทิ้งตกลงกับพื้นมิได้ตั้งใจ เข่าอ่อนยวบ เสียงแซ็กโซโฟน บาดลึกลงไปกลางจิตใจนางยักษ์แล้ว กระแสน้ำวนจากมนตราเริ่มสูญสลาย คงเหลือแต่ร่างใหญ่ยักษ์ของมัน ที่กำลังพ่ายให้กับเสียงดนตรี

“ในเมื่ออาวุธทำอะไรมึงไม่ได้ มึงก็จงตายด้วยเสียงดนตรีอย่างในวรรณคดีเหอะอียักษ์ชั่ว”

“เพลงเพราะจัง แต่ทำไม ใจข้าเหมือนจะขาด โอ๊ยยยยยย”

เสียงดนตรีที่หวานหยดย้อยเริ่มเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองเร่งจังหวะกระชั้นรุนแรง หัวใจนางยักษีเต้นระรัวเร็วขึ้นเร็วขึ้น เลือดสดๆเริ่มซึมไหลผ่านออกหูแลทุกทวารของร่างกาย ครั้นพอท่วงทำนองห้องสุดท้ายจบลง เสียงขาดผึงแห่งดวงใจนางยักษ์ดังลั่น ชีวามอดม้วยจบลงพลันไปพร้อมๆกับเสียงแซ็กโซโฟน ที่ใช้แทนเสียงปี่แห่งพระอภัยนั้น ร่างใหญ่ยักษ์ล้มครืนดังตึง สั่นสะเทือนทั่วใต้ท้องทะเล ตาโปดโปนถลนออกมานอกเบ้า เลือดสีแดงไหลไม่หยุดกระจายลอยตามสายน้ำ ดวงวิญญาณในอาณัติหลายดวง ถึงคราวเป็นอิสระ เลือนลางจางหาย อวสานแห่งนางยักษ์ผีเสื้อสมุทรบัดนี้จบลงแล้ว

“สำเร็จแล้ว ท่านทำสำเร็จแล้วศนิเทพ ท่านสังหารมันได้” สีทันดรลอยทะลุผ่านม่านอาคมมายังเจ้าพระอภัยเป่าแซ็ก ตามมาด้วยอัสดง ทรงกลดและเอราวัต ที่โผเข้ากอดคอสหายใหม่พร้อมกัน

“เยี่ยมไปเลยไอ้พระเสาร์”

“เฮ้อ หมดเรื่องหมดราวกันซะที ทีนี้พวกเราก็พักผ่อนเที่ยวให้สนุกกันได้แล้ว ป่ะขึ้นข้างบนกันเหอะ”

คันฉัตรกอดคอตอบแห่งสหายเทวะทั้งหลาย แล้วชวนกันขึ้นกลับไปบนฝั่ง ก่อนไปทั้งหมดมองดูร่างที่แน่นิ่งสิ้นชีพ ของนางยักษ์ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นหินไปแล้ว สีทันดรคงจะยังมิวางพระทัย ใช้แส้ในพระหัตถ์ฟาดจนแตกเป็นเสี่ยงๆ

“จะได้แน่ใจ ว่ามันตายจริง”

แล้วทั้งหมดก็เหิรลอยขึ้นด้านบน ทิ้งเศษหินแห่งร่างของนางผีเสื้อสมุทรไว้เพียงเบื้องหลัง ภาระช่วยมนุษย์จบสิ้น หากแต่ภาระอันใหญ่หลวงข้างหน้ายังคงมี รองเพียงแต่รวมตัวให้ครบแล้วเทวะโองการจะประทานลงมา

บนริมหาดชายฝั่ง คืนฉายถ่ายอำนาจทิพย์รักษาให้ตระการตา ร่างกายที่เริ่มซีด กรอบวิญญาณที่ทับซ้อนจางหาย สายใยแน่นเหนียวที่คอยเหนี่ยงรั้งวิญญาณไม่ให้หลุดลอยดึงสนิทแนบแน่น สบายใจได้แล้ว ตระการตารอดพ้นแห่งมรณะกาล

คืนฉายค่อยๆลูบหน้าลูบผมตระการตา ในใจให้สะท้อนนึกถึงความผิดที่ตนกระทำ นี่ถ้าหากเขาไม่มีอำนาจวิเศษและไม่ใช่อณูแห่งเทวะ เขาคงมิต้องเสียตระการตาไปแล้วหรือ คืนฉายยังคงพิศดูใบหน้าที่หลับตาพริ้มนั้น รำพึงเบาๆบอกกับตัวเองว่า

“ใช่ว่านายไม่น่ารักนะตระการตา ถ้าป็นเมื่อก่อน ฉายคงสนองให้ไปแล้ว หากแต่ตอนนี้ ฉายรู้ตัวแล้วว่าฉายคือใคร และมนุษย์อย่างนายคงทนฉายไม่ได้หรอก ...โปรดเข้าใจฉายนะ ตระการตา”

เพียงประโยคสุดท้ายจบลง ตระการตาก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา และพบว่าภาพแรกที่ตนเห็น ก็คือคนในห้วงคำนึงถึงทั้งวัน ใบหน้าหล่อเหลา ลอยห่างเพียงแค่คืบ หากประกบปากลงมาก็คงสนิทแนบแน่น แต่ทำไม เขาคนนั้น ไม่ทำ....เขายังคงรักษาระยะห่างไว้เช่นเดิม

“ฉะ ฉาย นี่เราเป็นอะไร ไป ทำไมมานอนอยู่นี่”

“นายเมาน่ะสิ พอดีเราเดินมาเจอ ป่ะจะพาไปนอนที่บ้าน”

คืนฉายประคองร่างนั้นให้ลุกขึ้นค่อยๆพาเดินขึ้นจากชายหาด แสงสว่างวาบสว่างขึ้นจากเบื้องหลัง สลายกลายเป็นร่างของเหล่าเทวะน้อยและสีทันดร ตระการตากำลังงัวเงียเลยมิได้ทันสังเกต การมาถึงสภาวะทิพย์เหล่านั้น

“เป็นไงบ้าง คงไม่มีอะไรน่าห่วงใช่ไหม ไอ้ฉาย” เอราวัตเดินเข้ามาหาเป็นคนแรก ช่วยประคองตระการตาให้ทรงตัวได้เป็นปกติ “มา ฉันช่วย”

“อืมไม่เป็นไรแล้ว นี่กำลังจะพาเขาไปที่บ้านพัก แล้วทางนั้นเรียบร้อยใช่ไหม”

“เออ ไอ้พระเสาร์มันจัดการเรียบร้อยแล้ว” เอราวัตมิทันระวังและลืมไปว่ามีมนุษย์ธรรมดาอย่างตระการอยู่ตรงนี้ด้วย จึงเรียกว่าพระเสาร์มาเต็มๆ

“พระเสาร์ อะไรเหรอ”

“ไม่มีอะไรหรอก นายคงเมามาก ไปนอนพักเหอะ” คืนฉายแก้แทนมาให้แล้วหันไปบอกกับพวกอัสดงที่ยืนรออยู่ว่า “เดี๋ยวไปเจอกันที่บ้านนะมึง”

คืนฉายกับเอราวัต พาตระการตาแยกจากไปแล้ว ทั้งสี่ที่เหลือจึงแยกไปรอยังบ้านพัก ถึงเวลาจะเจรจากับไอ้เสาร์ซักที เสือกทำตัวลี้ลับดีนัก เจ้าพระเสาร์ยิ้มระเรื่อด้วยความภูมิใจไม่หายที่สามารถปราบนางยักษ์ได้ ทรงกลดกอดคอสหายใหม่ไว้แน่นกล่าวขึ้น

“เอาละ ทีนี้นาย ก็เตรียมตัวถูกพวกฉันซักฟอกได้เลย ....เสือกทำลี้ลับดีนัก มานี่”

“เบาๆสิวะไอ้พระจันทร์กูเจ็บนะโว้ย” เจ้าพระเสาร์ร้องโอดครวญถูกลากหลุนๆขึ้นบันไดบ้านพัก อัสดงเข้ามาบ้าง ตบหัวสกินเฮดไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้

“มึงเล่ามาเลย .....เป็นไงมาไง ถึงมาเจอกันที่นี่”

“ก็เล่าไปแล้วไง เออๆ ก็ได้ เล่าใหม่ก็ได้” ว่าแล้วเจ้าพระเสาร์จึงชี้แจงแถลงไขมาอีกคำรบ ว่าเป็นมายังไง อัสดงกับทรงกลดฟังแล้วก็ยังโมโหเจ้าสหายที่เพิ่งมารวมตัว อยากจะเตะให้อีกสักที

“แล้วทำไมไม่แสดงตัวตั้งแต่ตอนแรกวะ ไอ้ห่านี่” อัสดงยกขาหมายจะเตะ แต่คันฉัตรก็เบี่ยงตัวหลบทัน ไปอยู่ข้างหลังทรงกลด ทำให้เท้าหนักๆเกือบโดนสีข้างของจันทรเทพ ส่วนทรงกลดเองด้วยความหมั่นไส้จึงล็อคคอคันฉัตรไว้แล้วตบหัวไปอีกหนึ่งทีบ้าง

“ขอสักทีเหอะ ไอ้เวร”

“โอ๊ย กูเจ็บ ก็ไม่แน่ใจนี่หว่า....พวกนายเองยังไม่แสดงตัวเลยว่าเป็นเทพ ตอนมาถึงฉันจับกระแสพลังนายได้ที่ไหนกัน มาเริ่มรู้ก็อีตอนที่ไอ้พระจันทร์มันซัดพลังใส่เมื่อตอนเย็นนี่แหละ เราเรอะก็หวังดี เห็นเดินลงไปตรงหาด กลัวจะถูกน้องพญานาคเล่นน้ำ ฆ่าตายซะก่อน เลยห้ามไว้ ใครจะรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน”

“พอกันแหละทั้งมึงทั้งไอ้กลด”

เสียงของเอราวัตดังมาก่อนตัว พระพุธน้อยเดินขึ้นมาทำหน้ายุ่งพร้อมๆกับคืนฉาย เสียบเข้าบทสนทนาได้พอดี นึกๆแล้วก็น่าโมโหเพราะตอนทรงกลดปรากฏตัวคราแรกก็ไม่แสดงตัวเหมือนไอ้พระเสาร์แถมยังทำให้เขาบาดเจ็บเพราะรามสูรอีกด้วย

 “เอาละมารวมตัวกันก็ดีแล้ว จะได้แนะนำตัว นายเรียกฉันว่าเอราวัต ส่วนนั่น ทรงกลด และคืนฉาย ส่วนไอ้คนที่จะเตะนายชื่ออัสดง รู้ชื่อแล้ว คงไม่ต้องบอกนะว่าใครเป็นใคร”

“อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้น กูชื่อ คันฉัตร หรือพวกมึงจะเรียกไอ้ฉัตรก็ได้ตามสุดแล้วแต่จะเรียก” แน่ละ ทำไมจะต้องแนะนำตัวกันอีก ในเมื่อพวกเขารู้จักกันเป็นอย่างดีตอนอยู่บนสวรรค์ แค่บอกชื่อตอนมาอยู่โลกมนุษย์ก็พอแล้ว ...สัญญา คือ การ จำได้ หมายรู้ ฉะนั้นเมื่อแบ่งภาคลงมาสัญญาจึงมีเต็มเปี่ยม รัศมีของแต่ละคน ฉายชัด ใครคือใคร

“เอ แล้วน้องพญานาคคนนั้นนั่นชื่ออะไร” คันฉัตรหันไปยิ้มให้เจ้านาคาน้อยที่นั่งเท้าคางอยู่บนโต๊ะ“หล่อนะนี่...ถ้าโตขึ้นอีกนิด”

คันฉัตรด้วยความเอ็นดู จึงถือโอกาสโอบไหล่เจ้านาคาน้อยไว้แต่ยังไม่ทันที่มือจะถึง อัสดงก็ปัดมือออก เตือนด้วยสายตามาว่า ‘ไอ้ทะลึ่ง ของกู’

“ขอบใจ ศนิเทพ ...เราชื่อสีทันดร ”

“เรียกพี่ว่า พี่ฉัตรแล้วกัน....ตอนนี้พวกเราก็มารวมกันได้ห้าแล้ว เหลืออีกสาม ก็คงเดาไม่ยากแล้วล่ะใครเป็นใคร” คันฉัตรหันไปแย้มยิ้มตอบ แล้วหันกลับมาคุยกับพวกอัสดงต่อ

“ต่อไปพวกเราคงต้องฝึกให้หนักอีกมาก ภาระข้างหน้ายังมี ....เฮ้อ คิดแล้วก็เหนื่อย ไหนๆก็มาเที่ยวแล้วใช้อีกหนึ่งคืนที่เหลือให้สนุกคุ้มค่าแล้วกัน เห็นด้วยไหม” ทรงกลดเสนอมา และทุกคนก็เห็นด้วย ตอนนี้ยังมีเวลาสนุกได้ก็ต้องสนุกให้เต็มที่

“ตามนั้น ตามที่ไอ้กลดว่า”

และแล้ววันรุ่งขึ้นทั้งวัน เทพน้อยทั้งหลายก็ใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ คันฉัตรกับคืนฉายและเอราวัตต่างเล่นดนตรีร้องเพลง อย่างมีความสุข อัสดง ทรงกลด ต่างก็ผลัดกันป้วนเปี้ยนวอแวกับเจ้านาคาตาสวย แต่ตอนนี้เจ้าตัว ก็ทรงสนุกกับการเล่นน้ำทั้งวัน แถมยังมีมหาดเล็กใหม่สองตนคอยรับใช้ คือเจ้ารักกับเจ้ายม ลูกน้องของคันฉัตรตามติดต้อยๆ เจ้าสองตนนั่น คงเข็ดขยาดสีทันดรไปอีกนาน จึงยกให้เป็นนายอีกคน แถมยังพานายใหม่ซนไปทั่ว

“น้องดื้อได้ลูกคู่แล้ว สงสัยต่อไปพวกเราคงปวดหัวแน่ๆ”

ครั้นยามเย็น เทวะน้อยทั้งหลาย ก็เลี้ยงฉลองกันตามประสาวัยหนุ่มน้อย ประสบการณ์ประสบกามถูกยกนำมาเล่ากลายเป็นเรื่องตลกสนุกสนาน พวกเขาไม่ลืมที่จะชวนตระการตากับเพื่อนมาร่วมด้วยเป็นการตอบแทนไมตรีที่ตระการตาเคยเชื้อเชิญเมื่อคืนก่อน มนุษย์ธรรมดา ที่มานั่งรวมกลุ่มอยู่ด้วย ต่างก็หลงเสน่ห์แห่งเทวะน้อย ถ้วนทั่ว

ตระการตาก็คงไม่พ้นจับจ้องเอาอยู่แต่คืนฉาย ที่กำลังร้องเพลงคลอไปกับเสียงแซ็กโซโฟนของคันฉัตร เสียงใสๆ ตรึงเขาไว้นั่งนิ่งอยู่กับที่ เอราวัตเห็นแล้วก็ได้แต่เห็นใจ ที่ช่วยอะไรไม่ได้ บทไอ้ฉายจะไม่เอาก็คือไม่เอา บังคับมันได้เสียที่ไหน คืนฉายก็คงทราบได้แต่ไม่อยากจะใช้เสน่ห์แห่งตนทำร้าย จึงพยายามอยู่แต่ใกล้ๆกับเอราวัต แสดงเสมือนว่าเป็นคู่รักอยู่ตลอดเวลา 

‘ตระการตา เราขอโทษนายจากใจจริง’

เอราวัตจำต้องสนองแสดงบทบาท เขาเองก็ไม่อยากจะให้มนุษย์คนหนึ่งต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง  ตระการตาเห็นภาพนั้นก็ใจสั่น พยายามไม่หันไปมองอีก แล้วสายตาของเขาก็หันไปสบกับสายตาของคนคนหนึ่งที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว สายตาของนักดนตรีเป่าแซ็กที่รูปงามนั่นเอง  เขาคนนี้ที่เคยเจอเมื่อคืน หนุ่มน้อยในผมทรงสกินเฮดที่ตนเองยังตกปากมาว่า ดาร์ก ทอลแอนด์แฮนซั่ม สายตาคู่นั้นยังจับจ้องมิยอมละสายตาไปไหน

ตระการตาจำต้องหลบหลีกเสียเอง โดยเลี่ยงเดินลงจากบ้าน แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจที่เจ้าของสายตาคู่นั้น ยืนรออยู่ตรงมุมโขดหินมุมหนึ่ง ร่างงามสง่ายืนตระหง่าน เดินเข้ามาหา กลิ่นกายหอมแปลกๆของเขาคนนั้น ลอยตามลมเข้ามาแตะปลายจมูก หอมคนละแบบกันกับคืนฉาย เขาคนนั้นเดินเข้ามาหา ไม่พูดอะไร เพียงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ บอกเพียงสั้นๆว่า

“อ่านซะ”

ลมทะเลพัดวูบ กลิ่นกายของเขาหอมอวลกระทบใบหน้า สายลมนั้นยังพัดพาละอองน้ำจากเกลียวคลื่นที่ซัดสาด กระเด็นเป็นหยาดเล็กๆ กระทบข้างแก้ม ตระการตาจำต้องหลับตาหลบหลีก พอลืมตาขึ้นมา เขาคนนั้นก็มลายหายไปแล้ว หรือว่าเขาจะเป็นเพียงภาพฝันที่แวบเข้ามาในช่วงหัวใจที่กำลังอ่อนล้า แต่แปลกจริง เขาไปมาได้อย่างไร ช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน

กระดาษใบน้อยในมือ ถูกคลี่อ่าน ลายมือสวยงามเป็นระเบียบเขียนเป็นข้อความ อ่านแล้วก็พาให้น้ำตาซึม มันคงจะจริงอย่างที่เขาคนนี้เขียนไว้ ข้อความที่เขาจงใจให้ มันตรงกับความรู้สึกในขณะนี้เสียเหลือเกิน

“คันฉัตร เขาชื่อคันฉัตร”

ท้ายกระดาษลงชื่อไว้อย่างนั้น ตระการตาพับกระดาษเก็บเข้าใส่ในกระเป๋าเสื้อ แล้วเดินกลับไปยังบ้านพักของตน กำลังใจที่เขาคนนี้มอบให้ มันคือนิยามแห่งความรักในรูปแบบใหม่ ที่ออกแบบสรรค์สร้างมาเพื่อเขา โดยเฉพาะ

แสงตะวันยามสายส่องประกายจ้า จับทั่วดาดฟ้าหลังคาเรือโดยสาร และกระทบผืนน้ำทะเลฟ้าครามงามระยับ ธรรมชาติที่สวยงามเช่นนี้ กำลังจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ตระการตาทอดถอนใจเป็นครั้งสุดท้าย จำต้องอำลา ท้องทะเลงาม ครั้นพอเรือโดยสารเทียบท่า คนที่เขาไม่คิดว่าจะมาหาก็กลับเดินเข้ามาจับมือเขาไว้แน่นกลางดาดฟ้าเรือ

“เราต้องไปแล้วนะตระการตา ยินดีที่ได้รู้จัก และขอขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่นายมอบให้”

“ ฉาย......แล้วเราจะได้เจอกันอีกไหม”

“คงได้เจอกัน ...เรายินดีที่ได้เพื่อนใหม่อย่างนายนะตระการตา ลาก่อน”

คืนฉายปล่อยมือตระการตาแล้วหันหลังเดินจากไป ตระการตาอยากจะโผเข้ากอดเพื่ออำลา แต่ก็ไม่กล้า คงจะไม่ได้เจอเขาอีกเป็นแน่แล้ว ตระการตามองจนคืนฉายเดินรวมเข้าไปในกลุ่มเพื่อนของเขา เห็นเขากอดคอคนที่เขาบอกว่าเป็นแฟนมาอย่างสนิทสนม ทั้งหมดหันมาโบกมือให้กับตระการตา แล้วขึ้นจากเรือเดินขึ้นฝั่งไป ตระการตาค่อยๆลงจากดาดฟ้าเรือช้าๆ แล้วเดินขึ้นฝั่งไปบ้าง จู่ๆกลิ่นหอมกลิ่นเดิมเมื่อคืนก็หอมลอยแตะจมูกมาจากกระเป๋าเสื้อ กลิ่นมันมาจากกระดาษแผ่นนั้นนั่นเอง 

เจ้าของกระดาษหันกลับมามองแล้วยิ้มให้ ใช้นี้วชี้ไปยังอกด้านซ้ายที่ตรงกับหัวใจ แล้วโบกมือยิ้มอำลาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะขึ้นรถตู้ที่เปิดรอรับไว้อยู่แล้ว

“ไง ตระการตา นายแบบของแกไปกันหมดแล้ว ได้บ้างยัง เฮ้อ แกนี่ไม่ได้เรื่องเล้ย แล้วขอเบอร์เขาไว้หรือยัง”

“ไอ้บ้า....”

 ตระการตาด่าเพื่อนมาเบาๆ แล้วก้าวขึ้นรถที่รอรับกลับกรุงเทพเช่นกัน รถของเขาคนนั้นขับออกไปแล้ว ตระการตาได้แต่นั่งนิ่งเงียบ  นั่นสิ ไม่ได้ขอเบอร์เขาแล้วจะติดต่อกับเขาอย่างไร คงต้องรอเพียงคำว่า วาสนา เท่านั้น กระดาษใบน้อยถูกหยิบมาคลี่อ่านอีกครั้ง นิยามรักของเขาที่คันฉัตร นักดนตรีแซ็กโซโฟน มอบให้ถูกอ่านทบทวนไปมาอยู่หลายครั้ง จนจำได้ขึ้นใจ

‘เมื่อรู้ว่ารักใครสักคน และรู้ว่า เขาไม่อาจรักตอบได้นั้น ว่ากันว่ามันทรมานยิ่งนัก
แต่มันก็คงจะไม่เท่า กับการที่เราห้ามมิให้รัก .... ความรู้สึกนี้นั้น มันทรมานยิ่งกว่า

ความรัก...มันมักจะมาโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ยามที่มันจากไป ต่อให้เงียบกริบเพียงใด หัวใจก็แทบขาด
ฉะนั้น เมื่อรู้ว่าเรารักใครสักคนแล้ว ถึงเขาจะรักตอบไม่ได้ ก็จงอย่าห้ามความรู้สึกนั้นอีกเลย
เพราะหัวใจที่มันขาดอยู่แล้ว จะยิ่งบอบช้ำขึ้นไปอีก

จงปล่อยให้มันเติบโตต่อไปเรื่อยๆ หัวใจแข็งแรงขึ้นเมื่อไหร่  แผลมันจะค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา
ก็คงอีกมินานหรอก....ที่หัวใจ จะกลับมาพองโตได้ และมันจะแกร่งขึ้นกว่าเดิมแน่นอน’


*********************

ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน ทุกความเห็น และแรงใจที่มีให้กันเสมอมา  :mew1:  :pig4: เจอกันตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-3
:m3:    คู่ คืนฉาย-เอราวัต คือดจีย์!!     

เขาจะได้กันจริง ๆ  ใช่ไหม?     :m13:




ฉากพะบู๊กับผีเสื้อนี่ม่วนขนาด    o13


พูดถึงตระการตา นางแลดูคันเนอะ    :try2:


ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4665
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
สนุกมาก  จำของเดิมไม่ได้เลย 555

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 748
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-1

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
บทที่๑๑ รักหลอกๆ อย่าบอกใคร

สายฝนเทกระหน่ำมาตั้งแต่เช้ามืด ที่จริงควรจะเรียกว่าพายุฝนเสียมากกว่า เพราะลมพัดแรงกระหน่ำจนต้นไม้ใหญ่รอบๆบ้านหลายๆต้นเอนลู่ หยาดน้ำเม็ดใหญ่ๆกระทบหลังคาบ้านดังลั่น ด้วยปริมาณน้ำฝนที่มากมายนี้เองทำให้น้ำในคลองเริ่มปรี่ล้นและไหลเชี่ยวแรง บรรยากาศอึมครึมขมุกขมัวเช่นนี้ คาดว่าวันนี้ทั้งวันอณูแห่งเทวะทั้งห้า คงไม่ได้ฝึกอาคมเป็นแน่แท้ และก็เป็นจริงดังคาด ทั้งห้านั่งเล่นฆ่าเวลาอยู่ที่นอกชาน รอให้ฝนหยุด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอกันอีกถึงเมื่อไร

“เบื่อโว้ย ทำไมฝนจะต้องมาตกเอาวันที่ขยันๆด้วย” คันฉัตรเปรยขึ้นแล้วเดินไปเดินมาจนเพื่อนๆบอกให้นั่งเพราะเวียนหัว

“ไอ้ฉัตร มึงจะเดินหาหอกอะไรวะ กูเวียนหัว” คืนฉายกล่าวกับเพื่อนแต่สายตาของเขาเหม่อมมองออกไปเรื่อยๆทะลุม่านน้ำฝน ที่โหมกระหน่ำจนแทบจะมองทิวทัศน์เบื้องหน้าไม่เห็น

ไอ้ฉัตร หรือนายคันฉัตร หรือพระเสาร์ จึงนั่งลงเท้าคางสีหน้าบ่งบอกถึงความเบื่อหน่ายเต็มที่ หลังจากที่เขาพบกับพวกอัสดงที่ทะเล เขาก็ตามกลับมาอยู่ด้วย มารวมตัวที่บ้านของทรงกลดซึ่งใช้เป็นฐานบัญชาการ หลายวันที่ผ่านมาต่างก็ช่วยกันฝึกอาวุธและอาคมกันอย่างขยันขันแข็ง ใครอ่อนเรื่องใดก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

“ทำไมหมู่นี้ฝนตกบ่อยนักวะ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เหมือนกับฝนตกหนักอยู่บริเวณบ้าน ตรงนี้แห่งเดียว”

“คิดมากน่า ก็หน้าฝนมึงอย่าบ่นนักเลย ถ้าอยากรู้มึงไปถามพระพิรุณท่านไป๊” ทรงกลดตอบมาให้ แล้วเหลียวมองไปทั่ว “แล้วนี่น้องดื้อไปไหนล่ะ ไม่เห็นเลย”

“นู่น ออกไปกับไอ้รักไอ้ยม ไปเล่นน้ำฝนอยู่นู่น มึงเฉยๆเหอะ แฟนเขายังไม่ว่าอะไรเลย มึงจะไปยุ่งอะไรกับเขาไอ้กลด” เอราวัตตอบทรงกลดแล้วบุ้ยปากไปทางอัสดงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ อัสดงได้ยินก็เงยหน้าขึ้นมายิ้ม แหม ไอ้พระพุธนี่ตั้งแต่ช่วยให้พ้นพิษรู้สึกว่าจะทำหน้าที่ เพื่อนพระเอกได้อย่างดีเยี่ยม

“น้องดื้อไม่ใช่แฟนไอ้พระอาทิตย์ น้องดื้อยังไม่ได้ตกลงใจกับใครเลย” ทรงกลดเถียงมา ทำให้อัสดงที่กำลังยิ้มหุบยิ้มลงทันที ปิดหนังสือ กำหมัด ตั้งท่าทำหน้าเอาเรื่องพร้อมที่จะต่อยปากไอ้พระจันทร์ได้ทุกเมื่อถ้ามันยังไม่หยุด

“งั้นมึงก็ถามเจ้าตัวเองแล้วกัน มานู่นแล้ว” สิ้นคำของเอราวัต สีทันดรหรือน้องดื้อในฉลองพระองค์มนุษย์ธรรมดา ก็กระโดดขึ้นมาประทับยืนบนนอกชาน โดยมีมหาดเล็ก รักยม ยืนยิ้มแฉ่งขนาบข้างพระวรกาย

“ทำไมมานั่งกันเฉยๆ ไม่ไปเล่นน้ำฝนด้วยกันล่ะสนุกนะ” สีทันดรตรัสชวนทุกคนแต่แท้จริงแล้วในพระทัย ทรงอยากกล่าวเฉพาะกับอัสดงมากกว่า ซึ่งเจ้าตัวก็เหมือนรู้ จึงตอบมาว่า

“ไม่ดีกว่า กลัวพญานาคจอมดื้อบางตน จะพาซนไปเล่นน้ำจนถึงบาดาลแล้วไม่ปล่อยให้กลับ”

“เหอะ เราคงเลี้ยงไว้หรอก พูดจายียวนแบบนี้ .....ไปกันเหอะรักยม เราไปเล่นน้ำฝนต่อดีกว่า”

หากอยู่กันสองต่อสอง จะทรงเข้าไปทุบสักทีสองที คนบ้าอะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวคนอื่นก็รู้กันหมดพอดี ว่ามีความรู้สึกพิเศษให้กันมากเพียงใด หากพอจะหันพระวรกายกลับออกไปมือแข็งแรงก็กลับฉุดข้อพระกรไว้ อัสดงคงไม่อายสหายแล้วแต่เจ้านาคาตัวน้อยนี่สิ แทบจะทำพระพักตร์ไม่ถูก จู่ๆก็ถูกเขาจับมือถือแขนแถมยังทำตัวเป็นผู้ปกครองมาซะด้วย

“พอแล้ว ไม่ให้ไปเล่นแล้ว เล่นเป็นเด็กๆไปได้ ...เจ้าสองคนก็เหมือนกันรักยม แทนที่จะช่วยกันห้ามเจ้านาย กลับพากันเล่นซน เดี๋ยวเราจะบอกให้ไอ้ฉัตรขังไว้หรอก”

“แหม พี่พระอาทิตย์ ก็แค่เล่นน้ำฝนจะอะไรนักหนา พี่ไม่เห็นเวลาพี่ดื้อ พ่นน้ำนี่ สุดยอด” เจ้ารักกับเจ้ายมตอบมาพร้อมกัน แถมยังทำท่าพ่นน้ำให้ดู “พ่นน้ำที นะ เกิดพายุด้วย ต้นไม้เอนเลย พี่ดื้อเก่งจริงๆ”

“ไอ้รัก ไอ้ยม เดี๋ยวเหอะ ความลับแตกเลยเห็นไหม” สีทันดรเวลานี้ คงอยากจะฟาดไอ้รักไอ้ยมให้ตายอีกรอบนัก “ไอ้ปากสว่าง”

“นั่นไง ถึงว่าสิ ว่าทำไมถึงมีพายุ พอเถอะน้องดื้อเดี๋ยวชาวบ้านแถบนี้เขาจะเดือดร้อน แค่ฝนตกหนักก็พอแล้ว อย่าพ่นน้ำให้รุนแรงซ้ำเติมอีกเลย” คันฉัตรถึงบางอ้อทันที ที่แท้ที่ฝนตกหนักก็เพราะน้องดื้อช่วยพ่นน้ำนี่เอง แฟนไอ้อัสดงนี่ร้ายกาจจริงๆ ฤทธิ์เยอะๆแบบนี้ ถ้าเป็นแฟนเราเห็นทีก็คงจะเอาลงยาก สงสัยจัง อัสดงมันปราบของมันยังไงหนอ

“เจ้ารัก เจ้ายม ไปได้แล้ว ไปตรวจตรา แถบนี้ได้แล้ว ได้เวลาทำงานอย่าอู้” แล้วคันฉัตรก็หันมาสั่งงานสมุนคู่ใจ สิ้นคำสั่งเจ้าผีเด็กสองตนก็หายวับไป ก่อนไปก็ยังทำหน้าทำตาไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก “พี่ฉัตร อย่างนี้ทุกทีเลย น่าเบื่อ สู้พี่ดื้อก็ไม่ได้”

“โอ๊ย รักกับยมไป แล้วเราจะเล่นกับใครล่ะ พี่ฉัตรนี่” เจ้านาคาตาสวยทรงโอดครวญ

“มาเล่นกับพวกพี่นี่มา” คันฉัตรตอบยิ้มๆ แต่อัสดงหันไปด่าทันควัน “ทะลึ่ง มึงไปหาเอาใหม่ไป ของกู”

“แค่ล้อเล่นน่า...”

“นู่นมึงไปเล่นกับไอ้ฉายไอ้เอราวัตนู่น ....ห้ามตอแยกับน้องดื้อ” ทรงกลดกล่าวสำทับมาบ้าง นี่ถ้าไอ้พระเสาร์มาร่วมด้วยอีกคน เขาคงเหนื่อยยิ่งขึ้น แค่ไอ้อัสดงคนเดียวก็จะสู้ไม่ได้แล้ว

“มาลงอะไรกับฉันสองคนวะ ไอ้กลด ....นายนั่นแหละยังว่าง จะได้ไม่ต้องไปตอแยน้องดื้อ  ” เอราวัตกล่าวสวนมาแต่ก็ต้องเกิดอาการจุกอกเพราะทรงกลดย้อนกลับมาให้บ้างอย่างทันควันว่า

“ที่นายไม่ว่าง เพราะว่านายเล่นอยู่กับไอ้ฉายจริงๆ ใช่ไหมล่ะ ไอ้พระพุธ”

คืนฉายที่กำลังกินน้ำอยู่แทบสำลักน้ำ ส่วนอัสดง สีทันดรและคันฉัตรก็หัวเราะสะใจที่ทรงกลดย้อนเข้าให้ สมน้ำหน้าแกล้งเป็นแฟนกันดีนักสาธุ ให้มันได้จริงๆกันสักทีเถิด เอราวัตอ้าปากกำลังจะแก้ตัวแต่ก็ต้องหยุดชะงัก เพราะโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ซึ่งนานๆจะดังซักที เพราะเขาไม่จำเป็นต้องใช้ เพียงแค่ใครนึกถึงเขาอำนาจแห่งเทวะก็รู้ได้ทันทีว่ามีคนอยากจะติดต่อ และรู้ด้วยว่าเรื่องอะไร ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้หลายๆคนอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่พกไว้ก็เพื่อติดต่อกลับไปหาเท่านั้น ครั้งนี้ดังขึ้น เพียงจับโทรศัพท์เห็นเบอร์บ้านที่ต่างจังหวัดก็รู้ได้โดยพลันว่า มีเรื่อง ขึ้นแน่แล้ว 

“ครับแม่”

“ตาหนูเหรอลูก กลับมาบ้านหน่อยได้ไหม ที่บ้านมีเรื่องวุ่นๆน่ะ” น้ำเสียงของผู้เป็นมารดาพยายามสะกดไว้ไม่ให้ความกังวลส่งผ่านปลายสายมาด้วย แต่มีหรือที่อณูแห่งเทวะอย่างเอราวัตจะจับมิได้ เพียงแค่เกริ่นๆ เขาก็พอรู้แล้วว่าใครเป็นอะไร

“เรื่อง พี่คชาใช่ไหม ...ได้ครับเดี๋ยวผมจะกลับคืนนี้เลย”

“จ้า รีบมานะ” ผู้เป็นแม่คงเคยชินแล้วว่าลูกชายตนรู้ได้อย่างไร จึงไม่ซักถามต่อ เอราวัตพอวางสาย ก็บอกกับเพื่อนๆว่า “เฮ้ย ฉันต้องกลับบ้านที่ต่างจังหวัดด่วนว่ะ ยังไม่รู้ว่ากี่วัน เดี๋ยวจะส่งกระแสจิตมาบอก”

“อ้าวมีเรื่องอะไรเหรอ ...”

“ที่บ้านมีเรื่องวุ่นๆน่ะสิ ก็ญาติผู้พี่น่ะ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร มองทางจิตไม่ชัด เลยจะไปดูสักหน่อย”

“เฮ้ยงั้นไปด้วยคนสิ ....เผื่อจะได้ช่วย” คืนฉายเสนอตัวเข้ามา แต่เอราวัต มิอยากรบกวน จึงพยายามปฏิเสธ  คืนฉายจึงอ้างเหตุผลที่เขาไม่อาจปฏิเสธมาได้ว่า “ทีนายยังช่วยฉันเรื่องตระการตาได้เลย คราวนี้ฉันจะไปช่วยนายบ้าง เข้าใจ๋”

คืนฉายมิรอให้อีกฝ่ายอนุญาตรีบเข้าห้องไปเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าทันใด  เอราวัตจะห้ามก็คงไม่ทันแล้ว คนอย่างคืนฉาย บทจะได้ก็ต้องได้ บทจะไม่ต้องการมันก็ไม่เอา อย่างกรณีของหนึ่งกับตระการตา คงต้องยอมให้มันไปด้วยซะแล้ว

“แล้วบ้านแม่นายที่ต่างจังหวัดอยู่ที่ไหนวะ”

“มุกดาหาร”

“งั้นพวกเราไปด้วย ห้ามมีข้อแม้” อัสดง ทรงกลดและคันฉัตร กล่าวมัดมือเขามาอย่างนั้น ทั้งสามเห็นพ้องต้องกัน เอราวัตได้แต่ถอนใจ “ไม่ได้ไปเที่ยว ไปธุระ เดี๋ยวพวกนายจะเบื่อเปล่าๆ”

“แต่เราเพื่อนกันนะ บนสวรรค์เรายังเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันเลย ตอนเทวาสุรสงคราม ทำไมตอนนี้เราจะไปช่วยนายไม่ได้ เพราะฉะนั้น อย่าห้ามเลย”

“เอ๊า ถ้างั้นก็ตามใจ ไปกันหมดนี่แหละ บอกไว้ก่อนนะ ที่ต่างจังหวัดไม่ค่อยมีที่เที่ยวนะ ห้ามบ่นว่าเบื่อเด็ดขาด” เอราวัตด้วยความที่อ่านใจเพื่อนๆออกและรู้ว่าเพื่อนๆคิดอย่างไร เพื่อนทั้งหมดอยากตามไปด้วยเพราะเผื่อช่วยอะไรได้บ้าง เพื่อนๆอยากไปเพราะด้วยน้ำใสใจจริง เขารู้ซึ้งและซาบซึ้งจนตื้นตัน แต่ความรู้สึกนั้นก็ต้องมลายหายพลัน เพราะเจ้าตัวยุ่งตาสวยตะโกนลั่นแทรกขึ้นมา

“รัก ยม อยู่ไหน ไปช่วยเราเก็บของหน่อย เร็วจะไปเที่ยวอีกแล้ว”

สีทันดรนั่นเอง ทั้งหมดถึงกับส่ายหน้า เอาอีกแล้วไอ้นาคดื้อ เห็นทีคงไม่พ้นก่อเรื่องยุ่งๆเป็นแน่ แล้วพ่อกับแม่ของเอราวัตจะไม่ตกใจเหรอ ที่จู่ๆมี ‘เทวนาคา’ มาเยือนบ้าน แถมพระองค์นี้ ยังซนจนชนิดที่สวรรค์และโลกมนุษย์เคยสะเทือนมาแล้ว อัสดงเหมือนจะรู้ในความหนักใจของเอราวัต จึงพูดขึ้น

“เดี๋ยวฉันดูแลเอง”

เช้าวันรุ่งขึ้น เอราวัตก็จำใจพาเพื่อนๆมาถึงบ้านที่ต่างจังหวัด บ้านของเขาอยู่ริมน้ำโขง อยู่บนเนินที่มองทอดออกไปก็เห็นทิวทัศน์อันงดงาม อาณาบริเวณที่กว้างขวางนี้เอง จึงทำให้ที่บ้านของเขาสามารถปลูกบ้านหลังใหญ่โตได้ แถมยังสร้างด้วยไม้สักทอง ซึ่งสงวนไว้สำหรับผู้มีอันจะกิน เรียกง่ายๆก็ ‘บ้านเศรษฐี’ นั่นแหละ

บ้านของเอราวัตถูกขนานนามมาอย่างนั้น พ่อกับแม่เป็นแค่ครูก็จริงแต่ด้วยทรัพย์สมบัติ ทำให้มีอันจะกินเหนือคนอื่นๆ “พ่อแม่ฉันเป็นครู พอฉันโตหน่อย ก็ส่งฉันไปอยู่กับปู่ที่กรุงเทพ ที่นั่นฉันได้รู้ว่าฉันคือใคร และฉันก็ได้ฝึกอาคมกับอาวุธที่วัดมหาธาตุ”

เอราวัตบรรยายประวัติของเขาให้เพื่อนๆฟังอีกหน หลายๆคนได้เงี่ยหูแต่ฟัง แต่สายตาเหม่อมองทอดไปดูทิวทัศน์ลำน้ำโขงหมดสิ้น เว้นแต่ คืนฉาย ผู้เดียว ที่หันมาสนใจฟัง สายตาของเขาทอดมองกลับมายังเจ้าของบ้านหนุ่มน้อยยิ้มๆ จนเจ้าตัวต้องถามกลับไปว่า

“มึงยิ้มอะไรไอ้ฉาย” สำหรับคืนฉาย สรรพนามกูมึง นั้นสมควรใช้กับมันเสมอ เจ้าพระศุกร์เองก็ดูจะไม่ยี่หระอะไร แถมยังตอบกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชึ้

“เปล่า ...ไม่มีอะไร” 

“ให้มันจริงเหอะ”  เอราวัต มิค่อยจะวางใจนัก คราวที่แล้วที่โดนคืนฉายรีดพิษเอาที่ศาลาท่าน้ำ มันก็ยิ้มแบบนี้แหละ เห็นทีไรไม่วางใจซักที

“อ้าวมาถึงแล้วเหรอ ตาหนู แม่คิดถึงที่สุด” แม่ของเอราวัต กล่าวขึ้นพร้อมๆกับเดินลงมาจากบันไดบ้านชั้นบน โผเข้ากอดลูกชายที่นานๆ จะเจอหน้ากันสักที แล้วหอมแก้มซ้าย หอมแก้มขวาไปทั่ว

“แม่...ผมโตแล้ว อายเพื่อนๆมัน” เอราวัตพยายามเบี่ยงตัวออก เขาเขินที่โดนแม่เขาหอมแก้มอย่างกับเป็นเด็กๆ แม่ของเขาหน้าไม่เหมือนกับเขาเลย ก็แน่ล่ะ เขาเป็นอณูแห่งเทวะแบ่งภาคลงมานี่นา

“แหม แม่หอมนิดหอมหน่อยทำมาเป็นเขิน จะเก็บแก้มไว้ให้ใครหอม สาวๆกรุงเทพใช่ไหม แม่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าไม่เข้าตาแม่ไม่ให้เข้าบ้านจริงๆด้วย แล้วนั่นพาเพื่อนมาด้วยเหรอ”

“ครับแม่ นี่เพื่อนผมเอง ....อัสดง ทรงกลด คืนฉาย คันฉัตร และก็สีทันดร” ทั้งหมดยกมือไหว้แม่ของเอราวัตอย่างนอบน้อม แม้กระทั่งสีทันดร ที่ทรงพนมหัตถ์ระหว่างพระอุระและก้มพระเศียรได้งามยิ่ง ตามปกติ ‘เทวะนาคา’ มิจำเป็นต้องก้มพระเศียรให้มนุษย์ ค้อมพระเศียรเท่านั้นคงพอ แต่สตรีผู้นี่ ยามแสดงความรักกับลูกชาย ทำให้ตนคิดถึง ‘สมเด็จแม่’

“หน้าตาหล่อเหลากันทุกคนเลย โดยเฉพาะพ่อคนตัวเล็กนั่น ชื่ออะไรนะ”

“ชื่อสีทันดรครับ คุณอาใจดีจัง” เจ้าตัวตอบมายิ้มแฉ่ง ใครชมว่าหล่อ ถูกพระทัยทุกครา “เห็นแล้วคิดถึงแม่”

“ชื่อเพราะจังลูก งั้นก็เรียกว่าแม่สิจ๊ะ มาเถอะขึ้นบ้านกัน แม่เตรียมกับข้าวไว้เยอะแยะเลย” มารดาของเอราวัต ฉุดข้อพระกรของเจ้านาคาตาสวยเดินนำไปเป็นคนแรก วาบแรกที่สัมผัสก็ต้องสะดุ้งโหยง เพราะพระหัตถ์เย็นยะเยียบดุจน้ำแข็ง สีทันดรจึงรีบปรับพลังให้เป็นปกติ ให้ร่างกายอุ่นเหมือนมนุษย์แล้วไปจับมือมารดาของเอราวัตซะเอง

“ไงตาหนูของแม่ ตกกระป๋องแล้ว แม่นายได้ลูกชายคนใหม่” คันฉัตรเดินขนาบข้างกล่าวแซว เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆ อัสดงกับทรงกลด รีบสำทับ ทับโถมทันใด

“นายมันลูกแหง่นี่หว่า เหตุนี้ใช่ไหม ถึงไม่อยากให้พวกฉันมาบ้าน กลัวรู้ว่าเป็นลูกแหง่”

“เออสิวะ และก็ห้ามแซวเรื่องนี้เด็ดขาด”

“ไม่แซว ก็ไม่แซว” เพื่อนทั้งสามรับคำว่าจะไม่แซว หากแต่เจ้าคืนฉายที่เดินรั้งท้ายสุด รีบเดินเข้ามาใกล้กระซิบด้วยน้ำเสียงยียวนกวนบาทาเหลือจะกล่าว “ตาหนู บักหำน่อยยย”

เสียงแซวน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่ลมหายใจอ่อนๆ ที่กระทบติ่งหูน่ะสิ มันแปลกๆ พิกล

“ไอ้ฉาย ไอ้.....” เอราวัตอยากจะยกส้นเท้าถีบให้สักที แต่เจ้าเพื่อนตัวดีวิ่งปรู๊ดขึ้นบันไดไปซะก่อนแล้ว มันน่านัก!!!

เมื่อขึ้นมาถึงบนบ้าน ทั้งหลายก็ต้องชื่นชมที่บ้านของเอราวัตตกแต่งไว้สวยงามยิ่ง เครื่องเรือนไม้สักถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย เข้ากับตัวบ้านได้เป็นอย่างดี พื้นกระดานถูกขัดเป็นมันระยับ ไม่แพ้บ้านของทรงกลด

“พาเพื่อนไปหายายเสียก่อนเถอะลูก ยายอยู่ในห้องพระแหละ เห็นว่าหนูจะมาท่านดีใจใหญ่ เดี๋ยวแม่จะไปให้เด็กยกกับข้าวมาให้”

“ครับแม่” เอราวัตรับคำแล้วพยักหน้าให้เพื่อนๆเดินตามมา เข้าสู่ตัวชั้นในของบ้านซึ่งแบ่งเป็นห้องหับต่างๆ ครั้นพอถึงห้องพระ บานประตูห้องก็เปิดไว้รอรับอยู่แล้ว กลิ่นธูปหอมกำจายลอยแตะจมูก ผสานด้วยกลิ่นหอมของเทียนขี้ผึ้ง ซึ่งสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครใช้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ทำยากและก็แพง แต่ยายของเขาทำเองและให้เหตุผลว่า

‘บูชาพระเราต้องใช้แต่ของดีๆสะอาด เครื่องหอมขาดไม่ได้ ถือเป็นบุญอย่างหนึ่ง’

“ตาหนูเรอะ ยายอยู่ข้างในนี่เข้ามาเหอะ” เสียงของสตรีผู้มากด้วยวัยกล่าวดังขึ้นจากข้างใน เอราวัตขานตอบแล้วพาเพื่อนๆเข้าไปในห้องพระ เพียงเหยียบย่างเข้าไปทั้งหลายก็รู้สึกถึงกระแสแห่งความเย็นกำจายวาบ กระแสแห่งผู้เจริญด้วยศีลและสมาธิ เยือกเย็นและอ่อนโยนอย่างนี้นี่เอง

“สวัสดีครับคุณยาย”

ทั้งหลายยกมือไหว้สตรีสูงวัย ที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยในชุดขาวสะอาด บนเบาะผืนเล็กๆหน้าแท่นบูชา สีทันดรทรงจับสัมผัสแห่งรัศมีอ่อนโยนนั้นได้ เพราะรอบๆตัวของสตรีผู้นี้มีรัศมีสีขาวเรืองรอง สตรีผู้ถือศีล ควรค่าแก่การเคารพ

“ไหว้พระเถิดลูก ไปไงมาไงกัน ไม่เห็นบอกว่าจะพาเพื่อนมาด้วย” คุณยายทักขึ้นและมองไปถ้วนทั่ว และเริ่มรู้ได้ทันทีว่า เพื่อนของหลานชายแต่ละคน ไม่ใช่คนธรรมดาเฉกเช่นหลานชาย เพราะรัศมีที่ปิดยังไร ตนก็มองชัด “เทวะ” เสด็จมาเยือนเรือน

“ขออภัยที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับเจ้าค่ะ”

กริยาค้อมตัวจนต่ำ ทำให้อัสดงและพวกเคอะเขิน รีบบอกคุณยายของสหายมาว่า “โอ๊ย คุณยาย ทำปกติเถิดครับ เดี๋ยวพวกผมอายุสั้น แล้วคุณยายทราบด้วยเหรอว่าพวกผมเป็นใคร”

“ยายรู้ รัศมีของพ่อหนุ่ม ยายมองด้วยตาเปล่าก็เห็นชัด สว่างไสวเหมือนตอนที่ตาหนูเกิด” คุณยายหยุดพูดเว้นระยะไปนิดหนึ่ง เอื้อมมือไปโอบกอดหลานชายสุดที่รัก เจ้าหลานชายจึงนอนแนบตักกอดยายตอบอย่างทะนุถนอม แล้วคุณยายก็กล่าวต่อมา

“ตอนนั้นยายยังไม่ได้ถือศีล เลยตกใจ กลัวตาหนูเป็นคนประหลาด พอดีปู่เขามาเยี่ยม เลยตรวจดูดวงชะตาให้เลยรู้ว่าเป็นใคร จึงต้องส่งไปอยู่กับปู่ ที่กรุงเทพ ให้เรียนวิชากับสมเด็จท่านเจ้าคุณที่วัดมหาธาตุ”

“คุณยายมีบุญ ที่มีลูกสาวเป็นผู้ให้กำเนิดอณูแห่งเทวะ ขอให้รักษาศีลต่อไปเถอะ ภพภูมิที่คุณยายปรารถนา คงไม่ไกลเกิน” สีทันดรตรัสกับสตรีผู้มากวัย คุณยายจึงหันมามองยังวรองค์ที่นั่งพับเพียบตระหง่าน สง่างามยิ่ง รัศมีสีนี้ สว่างแบบนี้ มิเคยเห็น ตาฤาก็สวยงามงด ดุจสีเดียวกับท้องทะเล กลิ่นหอมลอยอวล นี่แหละคือผู้ที่มาจากทิพยภพของแท้ คุณยายจึงพยายามก้มลงกราบหากแต่สีทันดรทรงตรัสห้ามไว้

“ไม่ต้องกราบเราหรอก เราต่างหากที่ต้องกราบท่าน ท่านถือศีลเป็นนิจ เจริญพร้อมด้วยสมาธิ เทวดา ครุฑา พญานาค ต่างหากควรนอบน้อมให้แก่ท่าน”

‘แล้วพ่อหนูคือพระองค์ใด’ คุณยายคิดอยู่ในใจมิได้พูดออกมา เอราวัตแย้มยิ้มเพราะอ่านใจยายของตนออก จะตอบแทนให้ แต่สีทันดรดันชิงตรัสมาก่อน

“คุณยายสวดพระขันธปริตอยู่บ่อยๆ พอจะรู้ไหมว่าสวดให้ใคร”

บทสวดมนต์ พระขันธปริตถูกทบทวนทันใด คุณยายมิเคยสวดแบบนกแก้วนกขุนทอง เมื่อสวดบาลีได้ก็ย่อมแปลได้ เพื่อจะได้รู้ว่าสวดสรรเสริญบูชาใครอยู่......“วิรูปักเข เม เมตตัง เมตตังเอราปะถิหิเม ฉัพพยาปุตติหิเม เมตตัง”

“พญานาค พ่อหนูคือพญานาค”

“ใช่แล้ว เรามาจากภพภูมิที่เรียกว่าปตาลหรือบาดาลในภาษามนุษย์ แต่เราไม่ใช่นาคในสกุลแห่งท่านท้าววิรูปักข์หรอก ท่านปกครองนาคอีกจำพวกหนึ่ง ในท้องมหานทีสีทันดร ท่านเป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ทิศเหนือคือท้าวกุเวร ตะวันออกท้าวธตรฐ ทิศใต้คือท้าววิรูฬหก ตะวันตกคือท้าววิรูปักข์”

“พญานาคมีหลายสกุลเหมือนมนุษย์แตกต่างหลากสายพันธ์ สกุลของเราปกครองบาดาล เป็นสกุลที่ยิ่งใหญ่และมีอำนาจสูงสุด สกุลแห่งพญาอนันตนาคราชและพญาวาสุกินาคราช ท่านเคยคุ้นไหม” ทีท่าซุกซนจางหาย ศักติและเดชะแห่งเทวนาคา ฉายชัด ยามเอ่ยถึงสกุลแห่งตน

“เคยได้ยินเจ้าค่ะ แต่ไม่เคยเห็น และก็ไม่คิดว่าจะได้เห็น เป็นบุญตาเหลือเกิน พ่อหนูงามจับใจ”

คุณยายยกมือพนมขึ้น ยอบหัวไหล่น้อมนบ หากเป็นเมื่อก่อนตอนก่อนถือศีลและฝึกสมาธิ คงตกใจลมแทบจับเมื่อรู้ว่าเด็กหนุ่มน้อยตรงหน้าคือพญานาค แต่บัดนี้สติกลับถูกนำมาจับจิตใจ มิให้หวาดและตกใจ นี่แหละที่เขาว่ากันว่า คนอยู่ในศีลในธรรมมักจะได้ประสบพบเจอ สมดังคำกล่าว.......‘อีกมากมายไม่เคยรู้จะได้รู้  อีกมากมายไม่เคยดูจะได้เห็น’ จริงๆ

“ขอบใจ ...ยังไงเราขอรบกวน คุณยายพักที่นี่ ซะหน่อยนะ คุณยายสวดมนต์เช้าเย็นใช่ไหม เย็นนี้เราจะมาสวดด้วย”

“เจ้าเนี่ยนะน้องดื้อ จะสวดมนต์ ระวังชวนคุณยายสวดผิดสวดถูก ไปเรียกลมเรียกฝนมาอีก เดี๋ยวน้ำท่วมบ้านพี่กันพอดี” เอราวัตแย้งมาเรียกเสียงหัวเราะได้ถ้วนทั่ว เพราะทุกคนรู้แล้วว่า เจ้าตัวนั้น ถนัดทำเรื่องที่ไม่ควรจะยุ่งให้ยุ่ง

“เฉยๆเหอะพี่เอราวัต”
 
“ได้เจ้าค่ะ”  คุณยายแย้มยิ้ม เทวนาคา พระองค์น้อย พระอัธยาศัยน่ารัก ดูเผินๆ เหมือนเด็กมนุษย์ธรรมดา แต่วงพักตร์และรัศมีนี่สิบ่งบอกได้ถึงเผ่าพันธุ์ พญานาคถ้าอยู่ในร่างนี้ก็ไม่น่ากลัวเลยสักนิด แล้วจะมีไหม ที่คืนร่างกลายเป็นงูมีหงอนตัวใหญ่ยักษ์

“ไม่หรอกคุณยาย ถ้าไม่จำเป็น” เสียงหัวเราะสรวลใส ดังระเรื่อ คุณยายได้แต่ยิ้ม หากอยู่ใกล้ผู้มีฤทธิ์ให้ระวังจิต ดังที่เจ้าหลานชายเคยแอบอ่านจิตบ่อยๆเพราะไม่ระวัง

“งั้นเย็นนี้ผมมาสวดมนต์กับยายด้วยละกัน คิดถึงยาย” เอราวัตกอดคุณยายแน่น เอาใจ

“ไม่ต้องมาปากหวานเอาใจยายเลย ตาหนู หายไปไม่กลับบ้านมาเลย กลับมาคราวนี้ก็ดีแล้ว มาช่วยดูเจ้าคชามันหน่อย มันแปลกๆเพ้อๆให้กินน้ำมนต์ก็ไม่หาย ตาหนูคงพอรู้เรื่องบ้างแล้วสินะ”

“ครับยาย แต่มองไม่ชัด กลับมานี่ผมก็จะมาดูพี่คชาเนี่ยแหละ แล้วพี่เขาไปไหนซะนี่”

“เฮ้อ มันจะไปไหน มันก็อยู่ที่เรือนริมน้ำนั่นแหละ นั่งซึมทั้งวัน ไปดูมันหน่อยเหอะ” 

คชาญาติผู้พี่ถูกกล่าวถึง เขาเป็นเหตุให้เอราต้องกลับมาบ้าน เกิดอะไรขึ้นกับพี่คชา ต้องไปดูสักหน่อย

“ไปกินข้าวกินปลากันก่อนเพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ พักผ่อนซะแล้วไปช่วยกันดู”

“ครับยาย”

แล้วมินานมื้อเช้าก็ถูกตั้งขึ้น ทั้งห้าเทวะรับอย่างเต็มอิ่ม ของโปรดของเอราวัตหลายๆจานกลายเป็นของโปรดของเพื่อนๆทั้งสี่ไปด้วย

“อร่อยไหมตาหนู”

“อร่อยครับแม่ นานๆจะได้กินฝีมือแม่ทั้งที กินแล้วชื่นใจ”

“ปากหวานเหมือนพ่อ ....ทีหลังอยากกินก็มาบ่อยๆ นั่งรถแค่คืนเดียวเอง”

“โหแม่ครับ ตั้งคืนนึงมากกว่าไม่ใช่แค่คืนเดียว แล้วนี่พ่อไปไหนล่ะ”

“พ่อเขาเข้าไปในเมือง รู้ว่าตาหนูจะมาไงลูกเลยไปซื้อพวกแฮมอาหารฝรั่งไว้ให้”

“โถแม่กับพ่อ จะลำบากทำไม คงอยู่ไม่กี่วัน”

“อยู่นานหน่อยเถอะ ปิดเทอมนี่ ....พอดีหนูเกดเขากลับมาอยู่บ้านด้วย จำหนูเกดได้ไหม ที่เป็นเพื่อนตั้งแต่เด็กๆน่ะ ตอนนี้เขาโตเป็นสาวแล้วนะ สวยด้วย แม่อยากให้คุ้นๆกันไว้”

เพียงมารดาเอ่ยมาเช่นนี้ เอราวัตก็รู้ได้โดยพลันว่า มารดาประสงค์สิ่งใด ที่ผ่านมาลูกสาวของเพื่อนๆแม่หลายคนถูกนำมาให้รู้จัก แต่เขาก็ไม่สนใจ ทำให้ผู้เป็นแม่หนักใจที่ลูกชายไม่มีแฟนเหมือนกับเด็กผู้ชายคนอื่นๆซะที กลัวว่าลูกชายตนจะเป็นเกย์ไปซะ แต่พอไปอยู่กรุงเทพก็โล่งใจได้เพราะปู่รายงานมาเสมอว่า เจ้าลูกชายตัวดี ออกไปกับสาวๆบ่อยครั้ง

“นั่นไงพูดถึงหนูเกด หนูเกดก็มาพอดี”

หนูเกดที่แม่พูดถึงท่าทางจะตายยาก พูดยังไม่ทันขาดคำก็เดินพ้นหัวบันไดบ้านขึ้นมา ในมือถือถาดใส่ผลแอปเปิ้ลลูกใหญ่หลายๆลูก ทรวดทรงองค์เอวน่ะหรืออรชรอ้อนแอ้น เสื้อตัวเล็กที่รัดแล้วรัดอีก ทำให้กระดุมที่ติดไว้เริ่มปริ หน้าอกหน้าใจแทบจะทะลักทะลายออกมา ใบหน้าที่จัดลำดับได้ว่าสวย ชม้ายชายตาไปยังเอราวัตอย่างพอใจ แล้วไล่ระเรื่อย ไปยังเพื่อนๆทั้งสี่...... ‘หล่อทั้งกลุ่ม’

“สวัสดีค่ะคุณอา พอดีมีแอปเปิ้ลมาฝากให้คุณยายถวายพระค่ะ” น้ำเสียงปนจริตจะก้าน ฟังแล้วบาดหูยิ่งนัก คันฉัตรส่งกระแสจิตเข้าหาพระพุธที่ทำหน้าไม่ถูกทันที ‘ไอ้พระพุธ สงสัยแม่มึงจะหาเมียให้มึงแน่แล้ว มึงสำลักนมตายแน่ๆ ใหญ่อย่างกับลูกมะพร้าว’

“อุ๊ยยย ขอบใจจ้า แหม ช่างนึกถึงผู้หลักผู้ใหญ่น่ารักจริง ใครได้เป็นสะใภ้คงโชคดี ว่าไหมลูกตาหนู”

แม่ของเอราวัตเริ่มโยนขี้มาให้แล้ว ‘ซวยล่ะกู’ เขาได้แต่นึกในใจ ส่งจิตไปหาเพื่อนๆ ทั้งสี่ก็ได้แต่หัวเราะ สมน้ำหน้าเจ้าพระพุธน้อย

“ครับ สบายดีนะเกด” เอราวัตกล่าวทักท้ายสาวน้อยผู้มากด้วยจริตเกินวัย แก้เขินที่ถูกสาวน้อยจ้องมอง

“สบายดี กลับมาเมื่อไรล่ะเอราวัต”

“เมื่อเช้า...นี้เอง”

“คุยกันไปก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่เก็บจาน เก็บโต๊ะให้ เอ่อ เอราวัตเดี๋ยวพาเกดเอาแอปเปิ้ลไปให้คุณยายที่ห้องพระหน่อยนะลูกแม่ขอตัวก่อน”

“งั้นผมช่วยครับ”

คืนฉายขันอาสาช่วยเก็บจานที่ทานเสร็จแล้วยกเข้าครัว หะแรกก็สะใจที่แม่เอราวัตพยายามจับคู่ให้ แต่บัดนี้ ณ วินาทีนี้ เขารู้สึกรำคาญเด็กผู้หญิงคนนี้อย่างไม่มีสาเหตุจึงตัดสินใจหลบฉากออกมาซะ อัสดง ทรงกลดและคันฉัตร ตามมาด้วยสีทันดร เลี่ยงออกมาบ้างตั้งใจแกล้งพระพุธให้อยู่กับคนที่แม่หมายตาไว้สองต่อสอง

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
“เฮ้ยย ไปไหนกันหมด รอด้วย”

“คุยกับแขกไปแหละมึง พวกกูจะเข้าห้องไปพักผ่อน” คันฉัตรกล่าวทิ้งท้ายแล้วพากันเดินเข้าห้องที่จัดไว้ให้ด้านใน เอราวัตไม่รู้จะทำยังไง จึงแก้เก้อยกถาดผลไม้เดินลิ่วเข้าไปข้างในบ้าง

“ไปไหนล่ะเอราวัต”เกดรีบลุกวิ่งตามหลังมาจนหน้าอกกระเพื่อม เกาะแขนเขาไว้แน่น

“จะเอาแอปเปิ้ลไปให้ยาย ปล่อยก่อนเกด เดี๋ยวถาดตก”

เกดมิฟังเดินเกาะแขนแจตามเข้าไปด้านใน หน้าอกหน้าใจใหญ่โตเบียดต้นแขนเขาแน่น “แหมเอราวัตโตขึ้นนี่หล่อจังนะ มีแฟนหรือยัง เกดน่ะก็ยังไม่มีหรอก”

“ยัง....เอ่อ เราว่าเกดเดินห่างๆหน่อยดีไหม มันดูไม่ดีเดี๋ยวใครมาเห็น”

“แหมม แก้ผ้าเล่นน้ำมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ จะมาเขินอายอะไร กะอีแค่กอดแขน”

และแล้วเสมือนเกดจะจงใจหรือว่าลื่นล้มจริงๆก็สุดยากจะรู้ เจ้าตัวจึงลื่นไถลหงายหลัง เหนี่ยวแขนเอราวัตลื่นล้มลงมาทับทาบ ใบหน้าของเอราวัตซบลงตรงเต้าตระหง่าน พอดิบพอดี เสื้อรัดรูปบางตัวเล็ก ที่กระดุมเผยอออกอยู่แล้ว เผยให้เห็นยอดอกสีชมพูชูชันระเรื่อ.....ให้ตายเหอะ  เกดไม่ใส่เสื้อชั้นใน

“ว้ายยยยย”

เกดได้แต่ร้อง แต่ก็ไม่ยอมลุกขึ้นนอนหงายให้เอราวัตเอาหน้าซุกนมอยู่อย่างนั้น เจ้าพระพุธน้อยพอได้สติก็รีบลุกขึ้นกล่าวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

“ เฮ้ยเกดเราไม่ได้ตั้งใจ โทษที ....ฝากเก็บแอปเปิ้ลไปให้ยายเราในห้องพระด้วย ไปก่อนนะ”

“เดี๋ยวสิ เอราวัต ....กลับมาก่อน อีตาบ้านี่” เกดร้องลั่นตามหลัง อุตส่าห์จงใจมาหา กลับถูกทิ้ง “ไอ้ทึ่ม คอยดูเหอะเสร็จอีเกดแน่ๆ”

เอราวัตวิ่งหนีหายไปแล้ว เกดได้แต่โมโห เก็บผลไม้ที่หล่นกระจายใส่ถาด แล้ววางไว้ตรงนั้น เดินกระแทกเท้าปังๆ ลงจากบ้านไป ทั้งสองมิรู้ว่าภาพเหตุการณ์เมื่อสักครู่ มีสายตาคู่หนึ่งแอบเห็นอยู่ สายตาคู่นั้นมองเห็นก็หลบออกไป อารมณ์บางอย่างที่เคยตกตะกอนอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ เริ่มถูกเขย่า พวยพุ่ง ‘ไม่พอใจ’ หรือกระไร แล้วทำไมต้องไม่พอใจด้วย คืนฉายเริ่มหาคำตอบให้กับตัวเอง

“นี่เราเป็นอะไรไปวะ หรือเราจะแค่อิจฉาที่ไอ้พระพุธมันมีคนมาติด ไม่เข้าใจโว้ย”

เอราวัตเมื่อวิ่งหนีเกดมาได้ก็เข้าห้องส่วนตัวปากก็พร่ำบ่นว่า ‘ไม่เคยพบเคยเห็น’ ในชีวิตของเขาเคยแต่ลวนลามผู้หญิงก่อน ครั้นพอมาเจอผู้หญิงเป็นฝ่ายรุกล้ำก่อนบ้าง จึงทำให้ตื่นตระหนก

“เกือบซวยแล้วเรา ผู้หญิงอะไรกันวะ ตอนเด็กๆก็ไม่เห็นจะเป็นขนาดนี้”

“เป็นอะไรวะไอ้พระพุธ หนีใครมา หรือว่า ....หนีว่าที่เมียที่แม่มึงหามาให้” คันฉัตร เอ่ยปากถามขณะที่ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมๆกับอัสดง ทรงกลด และสีทันดร คำถามที่แทงใจดำทำให้เจ้าตัวอิดเอื้อนปฏิเสธไม่ได้ว่าหนีผู้หญิงมา ลองขึ้นชื่อว่าผู้ชายหากหนีผู้หญิงคงเป็นเรื่องที่น่าละอายยิ่ง แต่ผู้หญิงอย่างเกด ผู้ชายที่ไหนเจอก็ต้องหนี

“เออ น่ะสิ แม่งเล่นเกาะกูแจ ขนาดเพิ่งเจอกันนะนี่ แถมยังเอานมมาถูหลังถูแขนกูอยู่ได้”

“แล้วทำไมนายไม่สนองสักทีสองทีวะสาวมาให้ท่าถึงบ้าน” ทรงกลดกล่าวแซว

“ฉันไม่ใช่นายนะ ไอ้กลด ...แม่ฉันก็เหลือเกิน กลับบ้านทีไร ชอบหาคนนู้น คนนี้มาให้รู้จัก คราวที่แล้วก็ลูกสาวครูใหญ่ คราวนี้เอาลูกสาวผู้ใหญ่บ้านมาให้ เนี่ยแหละอีกเหตุผลหนึ่งที่ฉันไม่อยากกลับบ้าน”

เอราวัตเริ่มเล่าเรื่องหนักใจให้เพื่อนๆฟัง แม่ชอบหาสาวๆมาแนะนำให้เขารู้จัก เขาไม่เคยสนใจเลยสักนิด คราวนี้แม่หนักข้อขึ้นเล่นพาเอาเกดซึ่งเป็นลูกสาวผู้ใหญ่บ้านมาให้ แถมยังเป็นเพื่อนเล่นสมัยเด็ก จะปฏิเสธไล่ตะเพิดเหมือนคนอื่นๆก็ทำได้ไม่ถนัดนัก เพราะสายสัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อกับแม่และลุงผู้ใหญ่บ้านนั้นแนบแน่น จนถึงขนาดอยากให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน

“แหมๆ พี่เอราวัตนี่เสน่ห์แรงไม่เบา ว่าแต่เสียงแม่คนนั้นบาดหู น่ารำคาญเสียจริง” สีทันดรทรงเบ้พระพักตร์มาบ้าง นางมนุษย์คนนั้น ไม่ไหวเลย มิรู้จักสำรวมกริยา ดูท่าจะช่ำชองในกาม  ทีท่าชมดชม้อยสายตาหวานหยดย้อย ยามมองพวกพี่ๆเทวะยังกลับจะกลืนกินไปทั้งตัว แถมยังบังอาจ มาแอบมอง ‘อัสสะ’ อีกด้วย

“เห็นไหมน้องดื้อยังรู้สึกรำคาญเลย นับประสาอะไรกับพี่ จะบอกแม่ยังไงดีวะ ว่าไม่ชอบ”

“นายก็บอกแม่ไปตรงๆแหละ แม่คงเข้าใจ หรือไม่นายก็ลองบอกไปว่ามีแฟนแล้วก็สิ้นเรื่อง” อัสดงแนะนำมา เออ เข้าท่าแฮะ แต่ถ้าแม่ถามต่อว่า แฟนเป็นใคร อยู่ที่ไหนอย่างไร จะบอกต่อว่าอย่างไร โกหกไม่เก่งซะด้วย

“ความคิดดีว่ะ แต่ฉันยังไม่มีแฟน แล้วถ้าแม่อยากรู้ว่า แฟนฉันเป็นใคร ฉันจะบอกว่าอย่างไร ฉันโกหกไม่เก่ง”

“ไหนนายเคยคุยว่า มีสาวๆที่กรุงเทพหลายคนไง โธ่ที่แท้นายมันก็ไอ้ขี้คุย ....ถ้าลำบากนัก นายก็เอาไอ้ฉายเนี่ยแหละ อุปโลกน์ไปเป็นแฟนก่อน นายสองคนเคยแกล้งเล่นเป็นแฟนกันไม่ใช่เหรอตอนไปเที่ยวทะเล” ทรงกลดเสนอตัวเลือกมาให้ คงจะไม่มีใครเหมาะเกินกว่าคืนฉายอีกแล้ว

“จะบ้าเหรอ แม่ฉันคงช็อคตายหากบอกว่ามีแฟนเป็นผู้ชาย” เอราวัตร้องเสียงหลง เพราะรู้ดีว่าแม่เขากลัวว่าเขาจะเป็นเกย์มากเพียงใด หากแนะนำว่าคืนฉายเป็นแฟน แม่คงลมจับ ไหนจะยาย กับพ่ออีก

“แล้วมีแฟนเป็นผู้ชายไม่ดีตรงไหนวะ”

คืนฉายเปิดประตูเข้ามาในห้อง เสียบบทสนทนาได้พอดิบพอดี เจ้าพระศุกร์มาแล้ว เขานี่ไงเคยมีแฟนเป็นผู้ชาย สายตาของเขาเป็นประกายจับจ้องมายังพระพุธเนื้อหอม จนเจ้าตัวรู้สึกได้ เอ๊ะ ทำไมวันนี้ ไอ้ฉายสายตาแปลกๆ เจ้าพระพุธ จึงพยายามอ่านความคิดว่าคืนฉายมีอะไรซ่อนอยู่ แต่ไม่เป็นผล เพราะคืนฉายเล่นใช้อำนาจบังไว้หมดเสียนี่ ครั้นพอเพ่งลงไปลึกๆ หัวใจก็กลับกระตุกวาบ อาการคันยิบๆที่ไม่เคยเป็น เริ่มกำเริบจับทั่วหัวใจตนเอง ทำไมในความคิดของคืนฉาย มีแต่สีชมพูกุหลาบเจือปน คืนฉายแกล้งอะไรตนอีกหรือเปล่า

‘ไอ้ฉาย วันนี้มันเป็นบ้าอะไรวะ’ เอราวัตเปรยขึ้นในใจ

ส่วนคืนฉายเองก็รู้ว่าพระพุธพยายามอ่านความคิดตน พยายามแทรกเข้ามาในจิตใจเพื่อให้รู้ว่าตนคิดสิ่งใด แต่ไม่มีวันเสียหรอกที่จะยอมให้อ่านใจได้ เทวฤทธิ์จึงถูกใช้กำบังไว้ ถึงจะใช้ฤทธิ์อำนาจนั้นอย่างไรก็ไม่สามารถบดบังและบังคับรัศมีสีกุหลาบที่เริ่มเจือระเรื่อภายในอก เจ้าตัวยังสงสัย รัศมีแบบนี้ไม่เคยมีในกายตน บัดนี้กลับมีมาด้วยเหตุอันใด

‘วันนี้ เราเป็นอะไรของเราวะ’ ไม่ใช่เอราวัตคนเดียวหรอกที่สงสัย คืนฉายเองก็กำลังคิดไว้ไม่ต่างกัน

เอราวัตรีบสลัดความคิดที่ว้าวุ่น จัดเรียงลำดับให้เป็นปกติ เปลี่ยนเรื่องซะเอง “ก็ไม่ได้ว่ามันเลวร้าย แต่แม่กูเป็นคนหัวเก่า รับไม่ได้เหมือนที่บ้านมึงหรอกไอ้ฉาย เออแล้วนี่มึงเข้ามา แม่กูไปไหนเสียล่ะ”

“เห็นบอกว่าจะลงไปที่เรือนริมน้ำ ฝากมาบอกให้นายตามลงไปด้วยน่ะ ให้รีบลงไปดูพี่ชายนายที่ชื่อคชา” คืนฉายพยายามปรับเสียงตนให้เป็นปกติ มิให้สั่นไหวดั่งคลื่นหัวใจ ที่กำลังทำงานนอกเหนือการสั่งการแห่งสมอง

“อ้าว ...เฮ้ยงั้นพวกเราลงไปดูกัน พวกนายจะได้ช่วยพิจารณาด้วยว่า ลูกพี่ลูกน้องฉัน เป็นอะไรนักหนา จนแม่ต้องตามตัวให้ฉันกลับมาช่วยดู”

เอราวัตรีบเดินนำออกมาจากห้อง พาเพื่อนๆลงไปยังเรือนเล็กสร้างอยู่ริมน้ำโขง เรือนไม้สักหลังเล็กกะทัดรัด หากแต่น่าอยู่ บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยกลุ่มคน ประกอบด้วยคนงานในบ้านและชาวบ้านที่กำลังมุงดูอะไรซักอย่าง พอมาถึงพวกเขาจำต้องแหวกกลุ่มคนเข้าไป

“ขอทางหน่อยครับ”

ใจกลางวงล้อม ชายสูงวัยร่างเล็กดำคล้ำ นุ่งห่มด้วยชุดขาวแต่ก็ไม่ขาวเท่าคุณยาย ถือไม้ไผ่เรียวเล็กในมือข้างหนึ่ง อีกข้างถือขันน้ำมนต์ใบใหญ่ ยืนบงการสั่งให้บรรดาชายฉกรรจ์หลายๆคน จับร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งไว้แน่น เด็กหนุ่มคนนั้นพยายามขัดขืนสะบัดตัวออกทั้งถีบทั้งถองชายฉกรรจ์เหล่านั้น แต่แรงเดียวหรือจะสู้หลายคน

“จับไอ้คชาไว้แน่นๆ มันโดนผีเข้า” ชายสูงวัยกล่าวขึ้น ยกไม้เรียวชี้กราด

“ปล่อย กูนะโว้ย กูไม่ได้เป็นอะไร”

“ช่วยลูกชายฉันด้วยเถิดค่ะ ท่านมหายก” แม่ของพี่คชายกมือไว้ชายสูงวัยที่เรียกว่ามหายกท่วมหัว มหายกตอบว่า “ลูกชายเอ็งมันโดนผีเข้า แต่ไม่ต้องกลัว ข้าจะจัดการให้ เอ๊าจับมันไว้แน่นๆ”

พอร่างของคชาโดนตรึงแน่น มหายกก็ยกขันน้ำมนต์ขึ้นเหนือหัว แล้วเป่าพรวดลงไปยังร่างของคชาที่พยายยามดิ้นจากการถูกจับ ไม่ไผ่เรียวเริ่มฟาดลงไปกระทบเนื้อดังผั่บๆ

“โอ๊ย กูเจ็บนะ ปล่อยกู”

“อะไรกันวะ” เอราวัต สุดจะทน จึงวิ่งเข้าไปกลางวงผลักสมุนของมหายกออก แล้วใช้มือรับไม้เรียวของมหายก กระชากไม้นั้นออกมาหักสะบั้นโยนทิ้งไปในลำน้ำโขงข้างเรือน

“พอได้แล้ว ...ไม่เห็นหรือไงว่าพี่คชาเจ็บ”

“ไอ้หนุ่ม ออกไป ...เฮ้ยพวกมึงจับไอ้หนุ่มคนนี้ออกไป”

สมุนของมหายกเข้ามาหมายจะจับตัวเอราวัตออก เอราวัตจึงสวนหมัดหนักๆเข้าไปที่ปลายคาง ของสมุนคนแรกที่เข้ามาถึงตัวเขา ด้วยแรงแห่งอณูของเทวะ หมัดข้างนั้นจึงแรงยิ่งกว่าหมัดใดๆ ทำเอาสมุนคนนั้นแน่นิ่งฟุบลงกับพื้น สมุนอีกหลายๆคน จึงถาโถมรุมกันเข้ามา คันฉัตรกับคืนฉายจึงเข้าไปช่วย ซัดสมุนพวกนั้นจนหมอบด้วยมือเปล่าตีนเปล่า มหายกเห็นท่าไม่ดีจึงเข้ามาบ้างแต่ก็ถูกส้นเท้าหนักๆของอัสดงถีบกระเด็นจนขันน้ำมนต์หล่นจากมือแล้วกลิ้งตกลงแม่น้ำโขง ผู้คนที่มุงดูแตกฮือ ไม่คิดว่าจะมีมวยวัดเกิดขึ้น มหายกที่ตกลงไปในน้ำพยายามว่ายตะเกียกตะกายขึ้นมา ปากตะโกนด่าลั่น

“ไอ้เด็กเวร ไอ้เด็กอัปรีย์ มึงบังอาจนัก ...เฮ้ยใครก็ได้ดึงกูขึ้นไปที”

สมุนที่เหลือเข้ามาช่วยดึงอาจารย์ของตนขึ้นมาบนฝั่ง มหายกพอตั้งตัวได้ ก็ชี้หน้าด่าดังลั่น เพราะแค้นที่ถูกถีบจนกระเด็นตกน้ำ “พวกมึงเข้ามาสอดทำไม กูกำลังจะช่วยไอ้คชามันโดนผีเข้า”

“พี่คชาไม่ได้โดนผีเข้าอย่างที่ลุงมหาบอก ลุงกลับไปซะ มิฉะนั้นลุงจะโดนยิ่งกว่าส้นตีนเมื่อสักครู่” เอราวัตยืนหยัดปกป้องญาติผู้พี่ แม่กับป้ารีบร้องห้าม เพราะมหายกเป็นคนที่นับหน้าถือตาของคนละแวกนี้หากมีเรื่องจะลำบาก

“ตาหนู พูดอะไรอย่างนั้น ขอโทษลุงมหาเสียซะ”

“เลิกงมงายได้แล้วครับ พี่คชาไม่ได้โดนผีเข้า ผมจะรักษาพี่คชาเอง....ลุงมหาออกไปจากบ้านผมได้แล้ว ผมไม่อยากขึ้นชื่อว่ารังแกผู้ใหญ่” สายตาของเอราวัตเปล่งประกายวาบ มหายกจ้องมองก็แทบผงะ เดชะแห่งเทวะสำแดงให้เห็น รัศมีเขียววาบมรกตทำให้ ชาวาบไปทั้งร่าง ไอ้เด็กคนนี้มันเป็นใคร ทำไมตบะและเดชะจึงมี เห็นจะไม่ธรรมดาซะแล้ว

“ไอ้หนูน้อย มึงไม่รู้แล้วว่าเล่นกับใคร กูมหายก อาจารย์ไสยเวทอันดับหนึ่ง ใครๆก็นับถือกู วันนี้พวกมึงหยามกู แล้วพวกมึงจะต้องเสียใจ” มหายกยังปากสั่นคอสั่น แต่ก็แกล้งทำใจดีสู้เสือ เพราะกลัวขายหน้า

“พอซะทีเถอะมหายก กลับไปได้แล้ว” เสียงของคุณยายดังขึ้น พร้อมๆกับกลุ่มคนที่แหวกแตกออกเป็นช่องจึงได้เห็นร่างในชุดขาวเดินเข้ามากลางวงล้อม “ที่นี่บ้านฉัน พ่อมหาไม่มีสิทธิ์ มาชี้หน้าด่าหลานฉัน กลับไปซะ มิฉะนั้นฉันจะเรียกตำรวจ”

คุณยายของเอราวัต ซึ่งก็เป็นที่นับหน้าถือตาเช่นกัน กล่าวขึ้นเรียบๆ มหายกต่อให้จะอหังกาเท่าไร หากแต่ก็ยังเกรงใจคุณยาย จึงพาสมุนเดินออกไป แต่ก่อนไปก็ยังไม่วายกล่าวอาฆาต

“ฝากไว้ก่อนเหอะ”

“อ้าว มีอะไรก็ไปทำกันเสียมายืนมุงดูอะไรกันอยู่นี่” คุณยายหันไปบอกพวกคนงานที่ยืนมุงดู สิ้นคำสั่งคนงานจึงแยกย้ายกันกลับไป เหลือแต่แม่กับป้าและพี่คชาที่เรือนหลังเล็ก

“ ทำไมต้องทำให้เรื่องมันวุ่นวาย แม่บอกแล้วไง ตาหนูกลับมาแล้ว ตาหนูคงจะช่วยเจ้าคชาได้ ไปตามมหายกมาทำไมกัน ทีนี้ก็คงจะดังกันไปทั่วบางแหละว่าว่าหลานชายฉันโดนผีเข้า งามหน้านัก แถมยังมีเรื่องกับมหายกอีก”

คุณยายปกติแทบจะไม่เคยแหวใส่ใคร บัดนี้กำลังแหวใส่ป้าของเอราวัต แสดงว่าคงถึงที่สุดแห่งการระงับโทสะแล้วจริงๆ

“หนูห่วงลูกค่ะคุณแม่”

“แม่บอกแล้วไง ว่าตาหนูกลับมาแล้ว แม่จะให้ตาหนูดูเอง” คุณยายไม่กล่าวอะไรต่อ ทรุดกายลงกอดคชาที่สายตาเลื่อนลอยปลอบขวัญไว้แนบอก “ไม่เป็นไรนะเจ้าคชา ...น้องมันมาแล้วเดี๋ยวหนูก็หายนะ คนดีของยาย”

คชาหนุ่มน้อยที่จัดว่าหน้าตาดีคนหนึ่ง หลับตาพริ้ม ซบลงกับตักของคุณยาย หนุ่มน้อยผู้ที่เคยเป็นที่หมายปองของสาวๆ เคยสดใสยิ่งนัก หากบัดนี้เกิดอะไรขึ้นกับเขาก็มิทราบได้ เพราะเป็นเวลาหลายเดือนมาแล้ว ที่จู่ๆก็เอาแต่เหม่อลอย มานอนค้างที่เรือนริมโขงแทนที่จะอยู่บนเรือนใหญ่ แรกๆ ก็เป็นไม่มาก มาระยะหลังนี่เพ้อหนัก ร่ำร้องแต่จะให้ถึงกลางคืนเร็วๆ ข้าวปลาอาหารไม่ยอมกิน พร่ำพูดอยู่แต่ว่า ‘เธอมาหรือยัง ....มาหาคชาได้แล้ว คชาคิดถึง’ อาการของพี่ชาย ถูกถ่ายทอดให้เอราวัตรับรู้ และเอราวัตต้องหาสาเหตุให้ได้ว่าพี่ชายเป็นอะไร ทำไม เพ้อเช่นนี้

“ทำไม ไม่บอกผมเสียตั้งแต่แรกๆ ปล่อยให้ล่วงเลยมาขนาดนี้” เอราวัต ถามขึ้น คุณยายก็ตอบมาว่า

“ตอนแรกยายไม่คิดว่าจะเป็นหนักน่ะสิ ตาหนู ช่วยพี่เขาหน่อยนะ ยายรู้ว่าตาหนูของยาย พิเศษเหนือคนอื่นๆ ช่วยรักษาพี่เขาหน่อย” คนในครอบครัวของเอราวัต ใยไม่รู้ว่าเขา ‘พิเศษ’ เหนือคนอื่นๆ อย่างไร หากก็ปิดกันไว้ มิอยากให้คนนอกรับรู้ เอราวัตจึงถูกส่งไปอยู่กับปู่ที่กรุงเทพ กันไว้จากสายตาของคนละแวกนี้

“ครับผมจะดูแลพี่คชาเอง ตอนนี้พาพี่คชาขึ้นไปบนเรือนใหญ่ก่อนเหอะครับ พาไปไว้ในห้องพระ” เอราวัตพูดจบก็จัดแจงพยุงคชาลุกขึ้นมา คืนฉายเข้ามาช่วย แล้วพากันเดินขึ้นบ้าน นำสู่ห้องพระ ครั้นถึงจึงวางร่างของคชาลงนอนกลางห้อง เอราวัตรีบจุดธูปเทียนบูชาพระแล้วบอกกับคุณยายว่า

“คุณยายสวดพระคาถาชินบัญชรได้ไหมครับ คาถาบทนี้จะช่วยปกป้องพี่คชาพ้นจากอำนาจชั่วร้ายหรือสิ่งใดก็ตามที่ทำให้พี่คชาเพ้อ ไร้สติ”

“ได้สิลูก จะให้สวดเลยไหม” อะไรที่ทำแล้วหลานชายหาย คุณยายยอมทั้งนั้น

“ครับสวดเลย พวกผมจะอยู่สวดด้วย แล้วต่อไปคอยสวดเช้าเย็นนะครับ บารมีแห่งพระอรหันต์จะช่วยรักษาพี่เขาได้”

กลิ่นธูปหอมและเทียนขี้ผึ้งเริ่มโชยกำจาย ทั้งหมดนั่งพับเพียบพนมมือบูชาพระตามคุณยายล้อมร่างของคชาไว้ รัศมีแห่งเทวะน้อยทั้งห้าและหนึ่งนาคาฉายเจิดจ้า เจือด้วยรัศมีแห่งผู้ถือศีลของคุณยาย เย็นวาบขาวนวลจับตา เสียงของคุณยายที่เคยพูดแต่เบาๆ กลับกังวานยิ่งเมื่อเริ่มนำสวด พระคาถาที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ได้รจนาขึ้น อัญเชิญพระบารมีแห่งพระอรหันต์ยี่สิบแปดพระองค์ ถูกสังวัธยาย เชิญมาปกเกล้าเหนือหัวของคชาแล้ว

ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง ธะนะกาโม ละเภทะนัง
อัตถิกาเย กายะญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน
ท้าวเวสสุวัณโณ มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ

ชะยาสะนากะตาพุทธา เชตะวามารัง สะวาหะณัง
จตุสัจจาสะภัง ระสัง  เย ปิวิงสุ นราสะภา
ตัณหังกะราทะโยพุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตามัยหัง มัตถะเกเตมุนิสรา ........

ข้าฯขอเชิญเสด็จ        พระสรรเพชญพุทธองค์
นราสภาทรง       พิชิตมารและเสนา
ยี่สิบแปดพระองค์       นายกสงฆ์ทรงสมญา
ตัณหังกรเป็นต้นมา    ทรงดื่มแล้วซึ่งรสธรรม
......
คุณยายนำสวดมาเรื่อยๆ ศีลที่หมั่นรักษาทำให้เกิดจิตใจที่แน่วแน่ และอำนาจแห่งจิตใจนี้เอง ก่อให้เกิดสมาธิ และเมื่อมีสมาธิ ยามที่สวดแต่ละบท จึงมีรัศมีเรืองรองที่มองด้วยตามนุษย์ธรรมดามิเห็นพวยพุ่งเข้าครอบร่างของคชาไว้ ครั้นเพียงบทสุดท้ายจบลง แสงจ้าสีรุ้งดุจประกายเพชร หมุนวนเป็นกรงจักร ได้ถูกอัญเชิญมาคุ้มครองครบถ้วนสู่ร่างพี่คชา

“กรงจักรแห่งพระอรหันต์ บัดนี้ได้ถูกอัญเชิญ มาคุ้มครองมนุษย์ผู้นี้แล้ว เทวดา มารและภูตผีมิสามารถกล้ำกลาย ทำอันตรายเขาได้  แม้แต่เราเองก็เหอะ  เข้าใกล้เขาไม่ได้เหมือนกัน” สีทันดรกล่าวขึ้นกับเอราวัต ทันทีที่บทสวดชินบัญชรจบลง “คุณยายถือศีลเป็นนิจ บทพระคาถาจึงศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง  พี่เอราวัตสบายใจได้”

“แล้วน้องดื้อ พอรู้ไหมว่า สิ่งใดทำให้พี่ชายพี่เป็นแบบนี้”

“ไม่รู้ชัด ได้แต่สงสัย ถ้าจะให้แน่ใจ พวกเราต้องไปดักดูที่เรือนริมโขง”

“น้องดื้อสงสัยว่าอะไรครับ แล้วทำไมต้องไปดักดูที่เรือนริมโขงด้วย”

“เราสงสัยว่า พี่ชายของพี่เอราวัต คงโดนมนต์เสน่ห์น่ะสิ อาการมันฟ้อง และคนที่ทำเพื่อที่จะต้องการให้เขาหลง คงมาหาเขาอยู่เนืองๆ ”

“อะไรนะ มนต์เสน่ห์....” เอราวัตถามขึ้นเสียงสูง  มนต์เสน่ห์ ใครบังอาจทำใส่พี่ชายเขา มิน่าล่ะ พี่คชาถึงได้เพ้อขนาดนี้ พร่ำเพ้อหาแต่ ‘เธอคนหนึ่ง’

“ไม่รู้ชัด ถึงได้ต้องไปดักดูไงล่ะ เราเชื่อว่า คนที่ทำต้องมาอีกแน่ๆ” สีทันดรทรงกล่าวมาอย่างครุ่นคิด ทรงหันไปทางคุณยายที่เริ่มมีสีหน้าไม่ค่อยจะดีว่า “คุณยายไม่ต้องห่วง พวกเราจะช่วยหลานชายคุณยายเอง”

“ช่วยหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” คุณยายตั้งใจจะยกมือไหว้ สีทันดรรีบตรัสห้ามไว้ “คุณยาย อย่าไหว้เรา เราบอกแล้วไง เราต่างหากที่ควรไหว้สา คุณยายรู้ไหม มนุษย์ที่มีศีลบริสุทธิ์ครบถ้วนอย่างคุณยาย จะเป็นที่เคารพสรรเสริญของเทวะทั้งหลาย เทวะต่างหากควรกราบกราน ยกย่อง และยำเกรง”

“ทำตามที่น้องดื้อ เอ๊ย สีทันดรบอกเหอะครับยาย...เออ  คืนนี้ฉันจะลงไปเฝ้า ใครจะไปกับฉันบ้าง” เอราวัตกล่าวกับคุณยายและหันมาถามเพื่อนๆ แล้วเสียงตอบเสียงแรกที่ดังกว่าใครก็ดังขึ้น พร้อมๆกับเจ้าตัว ที่เขยิบเข้ามานั่งใกล้ๆ จนได้กลิ่นหอมฟุ้ง ‘มันอาบน้ำหอมมาหรือไง’ กลิ่นกายพิเศษแห่งอณูเทวะ ปกติก็หอมอยู่แล้ว ยิ่งมาผสานกับกลิ่นน้ำหอมสมัยใหม่จรุงใจ ทำให้ใจของเอราวัตสั่นๆพิกล

“ฉันเอง” คืนฉายแสดงเจตจำนงออกมาเช่นนั้น ดวงตาของเขาส่องประกายวาบ เอราวัตเริ่มมิกล้าสบตาหรืออ่านความคิดใดๆของเขาอีกแล้ว เพราะกลัวจะเจอรัศมีสีกุหลาบที่ซ่อนไว้ข้างในจากเขาคนนี้ เอราวัตจึงก้มหน้างุดๆ

“ไอ้ห่าฉายนี่ มองหน้าเราหาอะไร มันคิดอะไรของมันอยู่นะ”

ครั้นตกเย็น เอราวัตรีบอาบน้ำ เตรียมไปดักดูคนที่บังอาจทำเสน่ห์พี่ชายเขาที่เรือนริมโขง ระหว่างที่เขาแต่งตัวอยู่ คืนฉายที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเช่นกัน ก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง เจ้าของห้องยังแต่งตัวยังมิทันเสร็จ เสื้อผ้าสักชิ้นยังไม่ได้ใส่ แถมคนที่ก้าวเท้าเข้ามาก็นุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียว

“ไอ้ห่าฉาย มึงเคาะประตูเป็นไหม กูโป๊อยู่”

เอราวัตรีบเอามือมากุมเป้าไว้ หน้าแดงพลัน นี่ตนมาแก้ผ้าอยู่ต่อหน้าไอ้พระศุกร์อีกแล้ว หากมันมือไวมาอีกจะทำอย่างไร  ไอ้ฉายมันยิ่งลามกโรคจิตอยู่ด้วย ชอบจับน้องชายตนอยู่เนืองๆ

“มึงจะอายส้นตีนอะไรวะ กูกับมึงเห็นกันมาหมดแล้ว แถมยังเคยผลัดกันจับอีก มึงจำไม่ได้เหรอ ที่ศาลาท่าน้ำบ้านไอ้กลด หรือจะให้กูต้องทบทวนความจำ” คืนฉายแกล้งคว้าส่วนนั้น เอราวัตรีบงอตัวหลบ

“พอเลยมึง อย่ามาเล่นอัปรีย์ที่บ้านกู” เอราวัตยังกุมเป้าไว้แน่น ร้องด่าเพื่อน อารมณ์โมโหเริ่มมีรำไร ไอ้นี่เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง แม้มือของเขาจะใหญ่เพียงใด หากบางส่วนแห่งอวัยวะส่วนนั้นก็ยังโผล่พ้นออกมาให้เห็น คืนฉายได้แต่ยิ้ม นึกในใจ

‘ทำเป็นอายดีนัก แม่ง เดี๋ยวแกล้งจับชักว่าวอีกรอบเลยนี่’ แต่เขาคงจะลืมไปแล้วละมังว่า คนตรงหน้านั้นอ่านความคิดออก

“อย่านะมึง คราวนี้กูกระทืบจริงๆด้วย คราวที่แล้วกูเสียทีโดนมึงจับชักว่าว กูยังไม่ได้ชำระแค้นเลย แล้วมึงเข้ามาทำไม”

“เฮ้อ ไม่น่าคิดดังเลยกู ....เอาล่ะ กูแค่จะเข้ามายืมเสื้อมึงนั่นแหละ มีให้กูยืมใส่สักตัวไหม กูเอามาน้อย และก็ไม่ต้องกลัวกูถึงขนาดนั้น กูรู้กาลเทศะหรอกน่า ว่าที่นี่ที่ไหน มึงกลัวแม่มึงเห็นใช่ไหม”

“เออรู้ก็ดีแล้ว...งั้นมึงถอยไปไกลๆกูก่อน เดี๋ยวหยิบให้” เอราวัตเริ่มวางใจ แต่ก็ยังไม่วายถอยตัวออกมา หลบให้พ้นรัศมีแห่งมือของคืนฉาย “ มึงถอยไปซะทีสิ”

คืนฉาย จงใจถอนหายใจให้เอราวัตได้ยิน บ่นอุบอิบงุบงิบ แล้วถอยไปนั่งรอบนเตียง เจ้าพระพุธเห็นว่าเพื่อนจอมเซี้ยวถอยไปไกลแล้ว จึงหันหลังไปเปิดตู้เสื้อผ้า หาเสื้อให้ มือทั้งสองข้าง ต่างก็ค้นหาเสื้อขนาดที่คืนฉายพอจะใส่ได้ จึงลืมที่จะปิดบังส่วนนั้น โอกาสมาถึงคืนฉายแล้ว ฉับพลันไวดั่งความคิด เขารีบลอยประชิดร่างของสหายคว้าหมับเอาน้องชายของเอราวัตอย่างที่เคยทำทันที เสียงยียวน ยั่วโทสะกล่าวเยาะ

“ ไง บักหำน้อย หลับอยู่ทำไม ตื่นได้แล้ว”

เอราวัตด้วยความตกใจ ที่ถูกจู่โจมโดยมิทันได้ตั้งตัว จึงหันกลับมาผลักคืนฉายออกทันที ด้วยแรงแห่งเทวะ แรงผลักนั้นจึงมหาศาลยิ่ง คืนฉายเองก็ไม่คิดว่าเอราวัตจะผลักตนออก  ร่างของเขาจึงกระเด็นไปไกล กระทบผนังห้องดังลั่น

“มึงเล่นอะไรของมึงวะ มึงเป็นโรคจิตหรือไง ชอบจับกระเจี๊ยวกู เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง” พระพุธน้อย สบถลั่น เกิดอารมณ์เสียอย่างไม่เคยเป็น เคยบอกแล้ว เคยเตือนแล้วว่าไม่ชอบ ยังจะทำอีก หากแม่หรือใครในบ้านมาเห็นแล้วไม่เข้าใจว่าเล่นกันจะทำยังไง ที่นี่ ไม่ใช่บ้านไอ้กลดที่กรุงเทพนะ

“ทำไมมึงต้องโมโหและอารมณ์เสียขนาดนี้ ที่ผ่านมากูก็จับเล่นตั้งหลายหน มึงเป็นเหี้ยอะไรของมึง” คืนฉายลุกขึ้นมาได้ก็ตะเบ็งเสียงกลับมาเหมือนกัน ตัวน่ะไม่เจ็บเท่าไรหรอก แต่มันเจ็บจี๊ดๆ คันที่ใจมากกว่า “ล้อเล่นแค่นี้เอง”

“แต่ที่นี่มึงจะเล่นแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวแม่กูมาเห็น แล้วนี่ เอาไป เสื้อที่มึงขอ” เอราวัตยังคงโมโหอยู่จึงปาเสื้อที่เพิ่งค้นเจอใส่หน้าคืนฉาย ครั้นพอเสื้อตัวนั้นกระทบหน้า เจ้าพระศุกร์จึงขยุ้มเสื้อตัวนั้น เขี้ยวงกลับไปใส่หน้าพระพุธบ้าง

“มึงเอาเสื้อของมึงคืนไป กูไม่เอาแล้ว เล่นนิดเล่นหน่อยมึงทำเป็นมีโมโห ก็ได้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป กูไม่เล่นกับมึงก็ได้ ถ้ามันทำให้มึงรำคาญนัก เชิญมึงไปดูดนมหนองโพ อย่างที่มึงทำเมื่อตอนเที่ยงเหอะ เผื่อจะหายรำคาญ อารมณ์ดีขึ้น” คืนฉายพูดจบก็เดินออกไป พร้อมเสียงปิดประตูดังปัง!!

เสียงปิดประตูที่แสนดัง ทำให้เอราวัตพอจะรู้สึกตัวได้ว่า เขาอารมณ์เสียเกินเหตุเกินไปหรือเปล่า จริงอย่างที่คืนฉายว่า ปกติก็เล่นกันอย่างนี้ แต่ทำไมวันนี้เกิดโมโหนัก หรืออาจจะกำลังกลุ้มใจเรื่องคชา หรืออาจกลัวว่าแม่จะมาเห็น แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่จู่ๆก็ผลุดขึ้นมาในสมอง เหตุผลเหตุนี้ เขาไม่อยากจะยอมรับนัก เพราะมันคือเหตุผลที่ว่า ‘กลัวหวั่นไหว’ นั่นเอง ‘ไม่จริง มันไม่ใช่อย่างนั้น’ แล้วประโยคที่คืนฉายด่าให้เขาไปกินนมหนองโพอย่างเมื่อตอนเที่ยงล่ะ มันคืออะไร หรือว่ามันจะเห็นเรื่องระหว่างเขากับเกด

“ทำไมมันต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดด้วย”

ความรู้สึกวาบในใจเริ่มมีมาแล้วพร้อมด้วยสำนึกแห่งผู้ผิดตามมาติดๆ ‘เราผิดเองนี่นา’ ว่าแล้วจึงตั้งใจจะวิ่งตามไปขอโทษ แต่เขาก็นึกได้ว่าตนยังโป๊อยู่ จึงรีบใส่เสื้อผ้าวิ่งตามออกจากห้อง พร้อมหัวใจที่สับสน

“ฉายกูขอโทษ....ไอ้ฉายกลับมาก่อน”

ยามนี้ ถ้าหากจะถ่ายทอดความรู้สึกของเอราวัตแปลออกมาเป็นภาษาพูด ก็สามารถพูดได้ว่า ‘หัวใจเริ่มลอยไปไกลก่อนตัวแล้ว ใจที่ร้อนรนยิ่ง เสาะหาแทบจะทุกมุมของบ้าน...แต่ก็ไม่พบวี่แวว

“นี่มันไปหลบอยู่ที่ไหนของมันกันวะ”


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
เอราวัตเข้าไปตามหาในห้องพระก็ไม่เจอ เข้าไปถามหายังห้องพักของพวกอัสดง ก็ไม่เจออีก แถมยังไปขัดจังหวะอัสดงที่กำลังขายขนนมจีบให้สีทันดร จนโดนอัสดงไล่ออกมา

“มึงไปหาที่อื่นไป๊ ไอ้ฉายมันอยู่แถวๆนี้แหละ ไปได้แล้ว ขัดจังหวะกูหมด”

เจ้าพระพุธจึงลงจากบ้านลองมาตามหาดูข้างล่าง หากแต่ก็ยังไม่พบอีก ความรู้สึกสำนึกผิด อยากขอโทษทำให้ใจกระวนกระวายและว้าวุ่น ใจดวงน้อยเริ่มเต้นแรงจนเหนื่อย ส่งผลทำให้ขาทั้งสองข้างที่เคยแข็งแรงกลับอ่อนยวบทรุดกายลงนั่งพักอยู่เชิงบันได

“เราทำอะไรลงไป”

เอราวัตนั่งอยู่นานเท่าไรก็มิทราบ รู้แต่ว่า จากท้องฟ้าที่แรกเริ่มเป็นสีเทาบัดนี้มืดดำสนิท ดวงดาวบนฟ้า ทอแสงระยับ แล้วดาวพระศุกร์เล่าหนีไปทอแสงอยู่หนใด สายลมโชยอ่อนๆยามค่ำคืนเริ่มพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้กลางคืนที่หอมประหลาดๆบางชนิด ส่งกลิ่นฟุ้งไปทั่วฆานประสาท เขารู้สึกว่าภายในกลิ่นหอมเหล่านั้น มีกลิ่นหอมบางกลิ่น คล้ายจะเคยคุ้น พอตั้งใจจะดมให้แน่ชัด กลิ่นนั้นกลับจางหาย พอทำเฉยๆ กลิ่นกลับกำจาย น้ำหอมกลิ่นแบบนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก มันคือ ไอ้พระศุกร์ที่เขาตามหาอยู่นั่นเอง

“ ไอ้ฉาย นายใช่ไหม” 

เสียงจักจั่นเรไร แทนคำตอบได้เป็นอย่างดีว่า ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่ตามหา แต่กลับมี เสียงเพลงเคยคุ้นบางเพลง ลอยแว่วตามลมมาแต่ไกล บ่งชัดมิได้ว่ามาจากที่ไหน น้ำเสียงที่ถ่ายทอดบทเพลงนั้น กินใจ เป็นที่ยิ่ง แต่ตอนนี้ยังหาคืนฉายไม่เจอ ....ต่อให้เพลงจะหวานสักเท่าไร หัวใจก็มิได้แช่มชื่นไปตามเสียงเพลงเลยสักนิด

พระพุธน้อยจะรู้ไหมว่าภาพของตนที่นั่งอยู่เชิงบันได ปรากฏขึ้นแก่ดวงตา สีน้ำตาลที่เริ่มส่องประกาย เจ้าของตาคู่นั้น บัดนี้เหยียบอยู่เหนือยอดไม้สูง มือทั้งสองข้างกอดอกเพ่งมอง สามลมโชยเหนือยอดไม้พัดไรผมที่เคยปิดหน้าปลิวไสว รัศมีสีฟ้าที่เริ่มสว่างระยับ ถูกบังไว้ด้วยมนตรามิให้เห็น

“ มันตามมาขอโทษเราเหรอ”

คืนฉาย แว่บแรกก็ตั้งใจจะลงไปตามเสียงเรียก หากแต่คำว่าทิฐิ ฉุดรั้งเอาไว้ “ออกไปหาง่ายๆ เดี๋ยวมันจะได้ใจ คราวหน้ามันคงโมโหและตะคอกใส่เราอีก”

ฉะนี้แล้วเจ้าพระศุกร์จึงหลบอยู่เหนือยอดไม้สูงอยู่อย่างนั้น  แต่เขาจะรู้หรือไม่ว่าสายลมโชยได้พัดพากลิ่นกรุ่นประจำตัวของเขาลอยระเรื่อลงไปด้วย พร้อมๆกับพัดพาเอาเสียงเพลงแว่วๆ ลอยขึ้นมาจนถึงยอดไม้สูง และดูเหมือนว่าเจ้าพระพุธจะรู้แล้วว่าเขาอยู่แถวนี้ เหอะ บังเอาไว้ หาอย่างไรก็ไม่เจอ  แล้วทำไมเขาต้องดีใจด้วยที่ไอ้พระพุธมาง้อ

ใจเจ้าเอ๋ย....มิเคยจะเจอเนื้อคู่
ฤาลมจะรู้ จึงพัดพามากับสายลม
มิทันได้ทัก มิทันได้เชยชิดชม
แล้วสายลมโชย ให้เจ้าเลือนลับตา

จู่ๆหัวใจที่เริ่มสับสนของคืนฉาย ยามได้ฟังบทเพลงท่อนนั้น ก็เกิดอาการวาบที่ในใจ ซ่านผ่านเข้าสู่สี่ห้องหัวใจเต็มเปี่ยม พลันฉุกคิดได้ว่า หากสายลมนั้นหอบพัดพาเอาไอ้พระพุธไป แล้วใครจะกล่าวคำขอโทษเขา แล้วเขาจะแกล้งใคร อำนาจลี้ลับแห่งบทเพลง บัดนี้ครอบคลุมทั้งพระพุธและพระศุกร์ พระพุธเองยามได้ยินท่อนนี้ก็ผลุดลุกขึ้นยืน เปรยกับตัวเองด้วยเสียงสั่น

“หรือว่าไอ้ฉายจะโดนลมพัดพาจนเลือนหายลับตาไปแล้ว”

ก่อนที่จะคิดอะไรไปไกลเกินกว่านั้น รัศมีสีฟ้าก็พุ่งลงมาจากยอดไม้สูง พอสลายก็กลับกลายคืนร่างเป็นคนที่หลบหนีหายหน้าไป แม้จะเพียงแค่ชั่วแวบ เขากลับรู้สึกและรู้ซึ้งถึงคำว่า ‘เสียใจ’ อย่างบอกไม่ถูก คืนฉายกลับมายืนอยู่ตรงหน้า นี่เขาคงไม่ได้ฝันไปใช่ไหม สายลมพัดเอาคืนฉายคืนมาแล้ว

“ไอ้ฉาย มึงหายไปไหนมา” เจ้าพระพุธเอ่ยถามขึ้นทีนที ที่คืนฉายปรากฏกายอยู่ตรงหน้า เขาจ้องมองอย่างไม่ค่อยจะเต็มตานัก เพราะต้องก้มหน้างุดๆหลบสายตาของอีกฝ่าย ‘ความหวั่นไหว’ ที่เคยกลัว ในที่สุดมันก็เกิดขึ้นจนได้

“ก็หายไปให้พ้นจากคนขี้โมโหอย่างมึงไง” น้ำเสียงที่กล่าวตอบไม่ได้มีแววประชด แต่กลับตัดพ้อมาเสียมากกว่า

“กูขอโทษ กูอารมณ์เสียไปหน่อย พอดีกลุ้มๆเรื่องพี่คชา ยกโทษให้กูเถิดนะ ถ้ามึงยังโกรธกูอย่างนี้ กูคงมีเรื่องหนักใจเพิ่มขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง”

น้อยนักที่เอราวัต จะบอกสิ่งที่อยู่ในใจตน ส่วนใหญ่เขาชอบอ่านสิ่งที่อยู่ในใจคนอื่นมามากกว่า ครั้งนี้บอกออกมาแล้ว และคนตรงหน้าก็ฉายแววแห่งความเข้าใจ ณ ช่วงเวลานี้เอง รัศมีเขียวนวลเย็นตา เริ่มลอยมากระทบรัศมีสีฟ้าที่แผ่กว้างอยู่ตรงหน้า ครั้นพอผสานกัน รัศมีกลายเป็นรัศมีสีชมพูไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ ....รัศมีแห่งเทวะ จะแสดงความรู้สึกภายในใจออกมาด้วย เทพน้อยทั้งสองจะรู้ไหมนะ

ลมยังคงโพยพัด และเริ่มพัดแรงขึ้น จนวูบใหญ่แห่งแรงลมนั้น ได้พัดพาเอาทั้งสองมายืนชิดจนใกล้ ลมธรรมชาติหายไปแล้ว บัดนี้เหลือแต่ลมหายใจอ่อนๆที่ต่างก็ถ่ายเทรินรดใบหน้าซึ่งกันและกัน ใบหน้าทั้งสอง ห่างกันแค่คืบ ต่างคนต่างก็เริ่มหลบหลีกสายตาของอีกฝ่าย  ทิฐิในใจเริ่มจางหาย หัวใจเริ่มผ่อนปรน สายลมปริศนานั้น มีอำนาจลึกลับยิ่งนัก

“ เออ ไม่โกรธก็ได้ กูเองก็ผิดที่เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง”

เอราวัตยิ้มได้ทันทียามได้ยิน ภูเขาทั้งลูกถูกลมพัดพายกออกจากอกไปแล้ว ‘ไอ้พระศุกร์หายโกรธแล้ว’ ด้วยความดีใจเขาโผเข้ากอดคืนฉายแน่น 

“ เรื่องนี้ฉันผิดเอง  กูสัญญาว่าจะไม่โมโหมึงแบบนี้อีก ให้โอกาสกูแก้ตัวนะไอ้ฉาย”

คืนฉายยามนี้ได้แต่ยืนนิ่ง พลังบางอย่างวิ่งปราดไปทั่วร่าง ในอ้อมกอดของเจ้าพระพุธนี้ เขาเริ่มรู้สึกได้ถึงสัมผัสพิเศษ เทวะแห่งความรัก เช่นเขาไม่รู้ความรู้สึกนี้ก็ประหลาดแล้ว มันเกิดขึ้นได้อย่างไร อย่าบอกนะว่าอาการใจวาบเมื่อกี้ เป็นเพราะรัก

‘ไม่จริง มันไม่ใช่เช่นนั้น เราจะรักใครไม่ได้’ แต่แปลก ความรู้สึกแบบนี้ยิ่งกดลงให้ดิ่งลึกลงไป มันก็ยิ่งผลุดขึ้น แถมยังแรงขึ้นกว่าเดิมซะอีก

จะหักอื่นขืนหักก็จักได้
หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก
สารพัดตัดขาดประหลาดนัก
แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ*

‘ไอ้พระพุธ ขออย่าให้นายมาอ่านใจฉันตอนนี้เลย ...เพราะฉันยังไม่อยากให้นายรู้ว่ารัศมีสีชมพูกุหลาบ มันแทนถึงสิ่งใด’

แต่ก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อไป เสียงแสบแก้วหูก็ดูจะเป็นเหมือนมารขัดจังหวะขึ้น

“ว้าย ทำอะไรน่ะ เอราวัต”

ต่อให้เอาสำลีอุดหู หรืออยู่ไกลหลายร้อยเมตร เสียงแหลมๆ เสียงนี้  เอราวัตก็จำได้ โดยไม่ต้องหันไปมอง เจ้าของเสียงเหมือนกับถูกตรึงแน่นอยู่กับที่เพราะเห็นภาพหนุ่มที่เขากำลังหมายมั่นปั้นมือจะเอามาทำผัวนั้น ‘กอด’ อยู่กับผู้ชายด้วยกัน

“นี่ เอราวัต ชะ ชอบผู้ชายเหรอ” 

คืนฉายรีบคลายตัวออกจากอ้อมกอดของพระพุธ ส่งกระแสจิตในใจออกไป ‘เวรแล้วไงมึง ไหนว่ากลัวคนที่นี่เห็น ดันมากอดกูได้ เป็นไงล่ะ งานเข้าแล้ว’

“เกด มาตั้งแต่เมื่อไร”

“ก็นานพอจนเห็นเอราวัตกอดกับผู้ชายแหละ เกดไม่ยอมนะ เอราวัตทำแบบนี้ได้ไง หยามเกดชัดๆ” เกดยืนเท้าสะเอว อกกระเพื่อมตั้งตระหง่าน หายใจเข้าออกแรงยิงด้วยความโมโห กระดุมเสื้อตัวเล็กแทบจะปริแตก ด้วยหน้าอกไซส์ขนาดลูกมะพร้าว หากก้มหน้าทีหัวคงทิ่มดิน ลมเย็นยามค่ำพัดเอาน้ำหอมที่ฉุนจนแสบจมูก ทำให้คืนฉายกับเอราวัตต้องจามเสียหลายหน

“เราไปหยามเธอตอนไหนเกด เราก็แค่กอดกัน”

“แล้วกอดกันทำไม เกดไม่ยอมนะ” เกดท่าจะสำคัญตัวผิด จึงยืนกระทืบเท้างอแง ดูน่ารำคาญยิ่ง คืนฉายจึงจะพยายามช่วยอธิบายแก้ไขสถานการณ์ให้ว่า “ คุณเกดอย่าเพิ่งเข้าใจผิด เราสองคนแค่มีเรื่องไม่เข้าใจกันนิดหน่อย เพิ่งปรับความเข้าใจกันได้ เลย....”

“ไม่ต้องอธิบายหรอกฉาย ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง ปล่อยให้ยืนโวยวายไปคนเดียวอย่างนั้นแหละ ไปกันเหอะ” เอราวัตกล่าวตัดบทคืนฉายที่พูดยังไม่ทันจบดี แล้วดึงแขนพากันออกมาเสียนี่ เกดจากที่โวยวายอยู่แล้ว ก็ยิ่งร้องลั่น

“เกดไม่ยอมนะ ทำงี้ได้ไง”

“นี่เกด เลิกโวยวายซะที เราจะกอดกับใครมันก็เรื่องของเรา เลิกโวยวายได้แล้ว เกดอย่าลืมสิว่า เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เราเพิ่งเจอกันนะเกด” เอราวัตที่กำลังเดินออกไปหันมากล่าวกับเกดทิ้งท้ายเพราะทนเสียงน่ารำคาญไม่ไหว “และจะขอบอกอีกอย่างว่า เรามีแฟนแล้ว”

“ไม่จริง ....ก็ไหนตอนกลางวันบอกไม่มีไง”

“แต่ตอนนี้มีแล้ว นี่ไงแฟนเรา” เอราวัตโผเข้าหาคืนฉายทันใด คราวนี้เขาเป็นฝ่ายเริ่มเสียเอง โดยดึงคืนฉายเข้ามาแล้วประกบปากลงไปบนริมฝีปากของคืนฉาย ต่อหน้าเกดที่ยืนอ้าปากค้าง ใจจริงเขาไม่อยากจะใช้วิธีนี้นักหรอก แต่ในเมื่อเขาเคยช่วยคืนฉายเรื่องตระการตา คืนฉายจำต้องช่วยเขาบ้างในการตัดเกดให้ไกลออกไป ยอมถูกนินทาว่าเป็นชายรักชาย ถ้าแม่จะรู้ก็ไม่สนแล้ว จะได้เลิกวุ่นวายหาคนนู้นคนนี้มาให้เสียที หากจะมีเมีย ต้องหาเองเท่านั้น

“มึงต้องช่วยกูบ้างแล้วไอ้พระศุกร์” คืนฉายเองก็มิได้ขัดขืนประการใด กลับยืนแน่นิ่งสัมผัสรสจูบนั้น ‘รักหลอกๆ’จะเริ่มต้นอีกครั้งแล้วฤา หรือคราวนี้เราจะสานต่อให้กลายเป็นของจริง

“ว้ายยยย ไอ้บ้า ไอ้ๆ คนผิดเพศ” เกดเห็นภาพตรงหน้าก็กรีดร้องลั่น หันหลังวิ่งกลับบ้าน ไม่เหลียวมองมาอีก ความมั่นใจในเสน่ห์ยั่วยวนแห่งตนสูญสลาย บัดนี้ต้องมาพ่ายให้กับรักระหว่างชายกับชาย สิเน่หาของตน ไม่สามารถทำให้เขาติดบ่วงสวาทได้เลยเหรอ

“ทุเรศที่สุด”

เกดวิ่งลับหายไปแล้ว แต่เอราวัตกับคืนฉายก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ริมฝีปากทั้งสองยังประกบกันแน่น คืนฉายเมื่อเห็นว่าเกดวิ่งไปแล้วจึงบอกเอราวัตโดยใช้กระแสจิตหรือโทรจิตว่า ‘ยัยเกดอะไรนั่นไปแล้ว ทำไมยังไม่ถอนปากออกอีก เดี๋ยวคนอื่นจะมาเห็น ไม่กลัวแล้วเหรอ’

‘แล้วทำไมมึงไม่ถอนก่อนล่ะ’ เจ้าพระพุธแย้งมา

‘มึงนั่นแหละ ถอนก่อน ไหนว่า มึงไม่ชอบให้เล่นแบบนี้ไง แล้วทำไมมึงใช้วิธีนี้’

‘กูไม่รู้ จู่ๆก็เกิดอยากจะใช้ขึ้นมา เห็นว่าได้ผลดี’

ริมฝีปากทั้งสองยังทาบทับกันอยู่อย่างนั้น การสื่อสารใช้แต่โทรจิตเพราะปากประกบกันยังพูดไม่ได้ บริเวณรอบด้านลมพาพัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้กลางคืนลอยอบอวล

‘กูไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร รู้แต่ว่ามันคงจะช่วยกูให้พ้นจากเกดได้’

‘เท่านั้นจริงๆ หรือ’

คืนฉายถามขึ้น แล้วรอฟังคำตอบ หากเพื่อจะแกล้งให้พ้นจากเกด แล้วทำไมไอ้พระพุธไม่ยอมถอนปากออกซะที ก็ได้ในเมื่อนายอยากจะเล่นบทนี้ ฉันก็จะสนองให้ ว่าแล้วในระหว่างที่รอคำตอบ คืนฉายจึงสอดลิ้นเข้าไปในริมฝีปากของเอราวัต แต่เอราวัตก็ไม่ได้สะทกสะท้าน อำนาจเหนือธรรมชาติบางอย่างทำให้เขาตั้งรับได้เป็นอย่างดี

‘เท่านี้จริงๆ ..หรือมึงคิดว่ามีมากกว่านั้น ลองบอกมาก่อนสิ’

ทั้งสองยังเหมือนตกอยู่ในภวังค์ จนเสียงแม่ของเอราวัตร้องเรียกมาจากบนบ้านนั่นแหละ ทำให้ทั้งสองหลุดจากอารมณ์พิเศษนั้น ใบหน้าที่เคยขาวกระจ่างของทั้งคู่เริ่มเจือด้วยสีแดงระเรื่อ ยามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้

“แม่เรียก กูไปก่อนนะ เดี๋ยวเจอกันที่บ้านพี่คชาตรงริมน้ำ”

เอราวัตกล่าวจบก็รีบวิ่งปรู๊ดขึ้นบ้านไป คืนฉายยังยืนอยู่ที่เดิม กล่าวขึ้นไล่ไหลังไปว่า “ไอ้เวรไม่แน่จริงนี่หว่า ไหนว่าไม่กลัวใครเห็น พอแม่เรียกทำไมรีบไป เหอะไอ้ปอดเอ๊ย”

เมื่อเอราวัตลับตาไปแล้ว คืนฉายจึงกลายเป็นลำแสงฟ้าจ้า พุ่งตรงไปยังบ้านพี่คชาริมโขง ตามที่นัดกับเจ้าพระพุธไว้  คืนนี้มีนัดกันไปซุ่มดูคนที่ทำเสน่ห์พี่คชา ....แล้วคนที่มาทำเสน่ห์ใส่ตัวเขาเล่าใครจะจัดการ

เสียงเพลงลึกลับยังคงลอยมาตามลมไล่หลังคนทั้งสอง รอยแย้มยิ้มอ่อนๆเจือทั่วใบหน้าทั้งคู่  “เมื่อกี้ มันคงไม่ใช่ความฝันแน่นอน”

เจ้าพระพุธกับพระศุกร์จะรู้ไหมหนอว่า เหตุการณ์เมื่อสักครู่ มีสายตาสองคู่ จับจ้องมองดูอยู่ คู่หนึ่งในสองนั้นก็คือต้นเสียงผู้ขับขานเพลงหวานซึ้งลอยมาตามลม อีกคู่หนึ่งที่เหลือ เป็นผู้สร้างและบันดาลให้เกิดสายลมลึกลับ ที่ยามกระทบโดนผิวกาย จะก่อให้เกิด ....ความโหยหา และหัวใจที่อ่อนหวาน

“เยี่ยมยอดมาก ไอ้ฉัตร เสียงเพลงนายมีมนต์เสน่ห์จริงๆด้วย”

“แต่มันก็ไม่เท่า มนต์สิเน่หา จากจันทรเทพหรอก ใช่ไหมไอ้กลด ร้ายนักนะมึง ครอบงำจนมันจูบกันได้”

“ฮะฮ่าๆ ....ไอ้สองคนนั่นมันต้องโดนแบบนี้แหละ แต่มนตราของฉันน่ะ คงไม่ได้ผลมากหรอก หากมันไม่มีใจให้กันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”

“นายหมายความว่า...”

“หมายความอย่างที่นายคิดแหละ...ทีนี้เรามารอลุ้นดีกว่าว่า ไอ้สองคนนี่จะทำอย่างไรต่อไป เชื่อฉันเหอะ คู่นี้ ไม่ธรรมดาแน่ๆ รักหลอกๆที่พวกมันสร้างขึ้น คงไม่แคล้วเป็นของจริง”

รัศมีสีฟ้าพุ่งปราด ลงมายังนอกชานของเรือนริมโขง พอสลายก็กลายเป็นร่างของคืนฉาย ที่กำลังยืนยิ้มอยู่ เจ้าตัวเอามือลูบคลำริมฝีปากตนเองอยู่เช่นนั้น แล้วทรุดกายลงนั่งเหนือบนผนังฉลุลายไม้ สายตาทอดมองไปยังลำน้ำโขงที่กระเพื่อมไหวด้วยแรงลมอยู่เป็นระลอก

“เมื่อกี้เราจูบกับไอ้พระพุธ”

เขาพึมพำกับตัวเอง เหมือนไม่เชื่อว่าเหตุการณ์เมื่อสักครู่จะเกิดขึ้นจริง ที่ผ่านมาได้แต่เล่นๆกัน แล้วคราวนี้ล่ะ จะเป็นจริงหรือไร ไยไอ้พระพุธมันถึงไม่ยอมถอนปากออกไป ใยมันประกบแน่นสนิทขนาดนั้น แถมตอนสอดลิ้นเข้าไป ยังตวัดลิ้นมารับเสียนี่ มันคิดอะไรของมัน .....หรือจะถามมันตรงๆดีไหม หากไม่ได้คิดก็จะได้แล้วกันไป เพราะต่างคนต่างจะไม่ได้ติดหนี้บุญคุณกัน แต่ถ้าหากคิดขึ้นมา เขาควรจะทำอย่างไร

สนองตอบหรือปฏิเสธ เพียงแค่คำว่าปฏิเสธผลุดขึ้นมาในหัว รัศมีสีฟ้าที่เริ่มเจือชมพูก็สั่นไหว หัวใจรู้สึกเจ็บแปลบ เกิดอะไรขึ้นอีก ทำไมหัวใจเหมือนจะคัดค้าน ในเมื่อเพียงแค่คิดเฉยๆ  ที่ผ่านมา ในบรรดาหมู่เพื่อนๆด้วยกัน เขายอมรับว่าสนิทและเล่นหัวกับเอราวัตมากที่สุด อาจเป็นเพราะถูกอัธยาศัย แต่บัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป อัธยาศัยคงกลายเป็นเหตุผลรองไปแล้ว ด้วยเพราะเหตุแห่งสายลมและเสียงเพลงปริศนานั้นนั่นเอง

“นายจะคิดเหมือนฉันหรือเปล่าวะไอ้พระพุธ ...ฉันอยากรู้จริงๆ”

คืนฉายยังคงนั่งครุ่นคิดพิงระเบียงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลมพัดเอาหยาดน้ำเม็ดใหญ่ๆ ที่หล่นร่วงมาจากฟ้ามืด ลอยมากระทบร่างจึงลุกขึ้นถอยเข้าข้างใน จู่ๆ ฝนก็ดันตกมาได้ แล้วไอ้พระพุธไปไหนเนี่ย ไหนว่าจะตามมา ป่านนี้ยังไม่มาซะที เขาไม่อยากนั่งเฝ้าอยู่ที่นี่คนเดียว ยิ่งฝนตกพรั่งพรูมาอย่างนี้ .....มันเหงานัก

“รอนานไหมวะไอ้ฉาย พอดีหาร่มอยู่ แม่งฝนดันตกมาซะได้ ไม่มีเค้าเลย” และแล้วเจ้าคนตายยากที่เพิ่งบ่นถึงหยกๆ ก็เดินบ่นเข้ามายังไม่ทันจะเข้ามาในเรือนหลังน้อยด้วยซ้ำ

“อ้าว ทำไมไม่เหาะมาวะ เดินมาทำหอกหาร่มให้เสียเวลาทำไม”

“เดี๋ยวแม่กูเห็นจะตกใจน่ะสิ ....เออ แล้วมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นบ้างไหม”

สิ่งใดเล่าที่ผิดปกติ เหตุการณ์หรือว่าหัวใจ “เหตุการณ์ปกติยังไม่มีอะไรคืบหน้า ....แต่มีบางอย่างที่เริ่มผิดปกติแล้วว่ะ”

“อะไรเหรอ” เจ้าพระพุธหุบร่มเดินขึ้นมาบนเรือนน้อย จ้องหน้าคนพูดอย่างสงสัย เอ๊ะ ทำไมไอ้ฉายต้องหน้าแดง “อะไรที่มึงว่าผิดปกติ”

เจ้าพระศุกร์อึกอัก ตอบไม่ถูกครั้นจะบอกมันไปว่า หัวใจเริ่มรู้สึกแปลกๆ คำพูดเหล่านั้นก็ดันจุกอกติดคอมาเสียนี่ “เอ่อ....ก็ฝนไงดันตกมาเสียได้ แล้วแม่เรียกไปทำไมวะ”

ดูเอาเถิด คนปากแข็งแกล้งเฉไฉไปเรื่องอื่นจนได้ เอราวัตก็จับสัมผัสนั้นได้ ‘ไอ้ฉายมีอะไรปิดบัง’ แต่เขาจะไปว่าคืนฉายก็ไม่ได้ เพราะตนเองก็มีบางสิ่งปิดบังเอาไว้เช่นกัน เขาเองก็เริ่มรู้สึกถึงอาการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะในส่วนที่เรียกว่าหัวใจแล้ว.....สายใยสีชมพูบางเบาเริ่มโยงใย หรือจะเป็นสายใยดั่งเคยได้ยิน  ‘ใยใดจะเบาเท่าใยรัก ใยใดจะหนักเท่าใยใจ’

 “อ๋อ...ไม่มีอะไรหรอก แม่เรียกให้ไปเอา ช็อกโกแลตน่ะ ของโปรดของกูเลยนะโว้ย นี่ไงเอามาเผื่อมึงด้วย” เอราวัตแกล้งทำเป็นไม่สงสัยในอาการผิดปกติ เปิดกล่องช็อกโกแลตให้คืนฉายดู แต่แล้วตัวเขาเองก็ต้องผงะ มาเสียนี่เพราะทั้งกล่องนั้นดันกลายเป็นช็อกโกแลตรูปหัวใจไปเสียหมด

“เฮ้ย เมื่อกี้ไม่ได้เป็นอย่างนี้นี่นา”

คืนฉายชะโงกหน้าไปดูหมายจะเอื้อมมือหยิบสักชิ้นแต่ก็ต้องชะงักงัน ‘ช็อกโกแลตรูปหัวใจ’ ใครจะกินลง ใครหนอช่างมาเล่นตลก ทำเอาคู่รักหลอกๆ ถึงกับยืนนิ่งอึ้ง

“รูปหัวใจหมดเลย ไม่กล้ากินหรอก มึงกินไปคนเดียวเหอะไอ้พระพุธ”

เอราวัตก็ตอบไม่ถูก แต่ถ้าจะเดาต้องเป็นฝีมือของใครคนใดคนหนึ่งในบรรดาสหายที่เหลือแน่ๆ ที่สามารถนิรมิตเปลี่ยนรูปได้ เขามั่นใจว่าก่อนลงมา ช็อกโกแลตยังเป็นแท่งเต็มกล่อง แล้วตอนนี้เหตุไฉนกลายเป็นหัวใจ  ทำไงดี แล้วเขาจึงพูดแก้เก้อไปว่า

“กินๆไปเหอะ รูปอะไรก็ช่างมัน ....อย่าเรื่องมากน่า”

กล่องช็อกโกแลตรูปหัวใจถูกยัดเยียดให้หยิบ เจ้าพระศุกร์จึงสนองหยิบขึ้นมา คำพูดบางคำหลุดออกจากปากไปโดยที่ตัวเองก็เริ่มยั้งไม่อยู่

“ อ่ะก็ได้ .....เดี๋ยวจะเสียน้ำใจ ว่าแต่ มึงเอาหัวใจมาให้กู ให้แล้วให้เลยห้ามเอาคืนนะโว้ย”

“ไอ้บ้า”

ไอ้พระศุกร์มันคงพูดเล่นไปเรื่อยโดยไม่คิดอะไร แต่มันจะรู้ไหมว่าคำพูดพล่อยๆของมันนั้น มันทำให้ คนอย่างเขาเขินเป็นเหมือนกัน และครั้งนี้... คงเป็นไม่กี่ครั้งในชีวิตละมั๊งที่เอราวัตจะหน้าแดงเป็นกับเขาบ้าง ส่วนคืนฉายที่หยิบมาแล้วก็ดันไม่กิน ดันเก็บเอาใส่กระเป๋าเสื้อเสียฉิบ

“อ้าวเอามาให้กิน เสือกเก็บเอาไปทำไม”

“กูไม่ได้บอกว่ากูจะกินซะหน่อย ใครจะกินลง ช็อกโกแลตรูปหัวใจสวยขนาดนี้ มันก็ต้องเก็บไว้คู่กับหัวใจกูสิ” คืนฉายไม่สนใจยังคงยัดช็อกโกแลตเข้ากระเป๋าเสื้อข้างซ้าย เก็บแนบไว้กับหัวใจตามที่บอก

รัศมีสีเขียวอ่อน นวลเย็นตา บัดนี้อบอุ่นยิ่งขึ้นด้วยสีชมพูสอดประสาน ไอ้พระศุกร์พูดอะไรของมัน ตอนนี้ไม่ได้อยู่ต่อหน้าเกด อย่าพูดอย่างนี้ หากไม่ได้คิดจริงๆ นายมันชอบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง อย่ามาทำให้คนที่ชอบผู้หญิงอย่างเราเกิดความหวั่นไหว เพราะหากมันเกิดขึ้นแล้ว  มันก็ยากที่จะลบเลือนออกไปง่ายๆ ฉะนั้นจงอย่าให้มันเกิดขึ้นเลย ....และอีกอย่างนายคงมีหัวใจหลายดวงเก็บเอาไว้อยู่แล้ว ไอ้พระศุกร์

“ท่าทางมึงคงจะเก็บไว้หลายดวงสินะไอ้ฉาย”

“ถ้าเป็นตอนก่อนคงใช่ แต่ตอนนี้คงเก็บไว้เพียงดวงเดียว นายอาจจะมองว่าฉันเป็นคนเจ้าชู้ ชอบทำร้ายจิตใจคน ขี้เบื่อ แต่ขอให้รู้ไว้ว่า คนอย่างนายคืนฉาย หากรักใครนั้นรักจริง และจะไม่เบื่อง่ายๆ ที่ผ่านมาฉันอาจจะไม่ดีพร้อมเหมือนใครๆ แต่ฉันก็จะพยายามและพร้อมจะทำให้ดีขึ้นไป เพื่อใครสักคน” คำแทนตัวว่า “กู”และ “มึง” จางหายกลายเป็น “ฉัน”และ “นาย”มาแทนที่ คืนฉายยั้งปากไม่อยู่แล้ว คำพูดบางคำที่เมื่อกี้ตีบตันจุกอยู่แค่คอหอย ถูกปล่อยออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว

เอราวัตฟังแล้วก็เกิดอาการวาบที่ในใจ ใบหน้าจากแดงระเรื่อกลายเป็นแดงแป๊ด ยิ่งกว่ารัศมีกายของอัสดง คืนฉายหมายถึงใคร .... นายทำให้ฉันหวั่นไหวจริงๆแล้ว ‘ฉาย นายพูดอะไร นายคงไม่ได้หมายความตามที่ฉันคิดใช่ไหม’ ครานี้เป็นเอราวัตเองแหละที่เกิดอาการคำพูดจุกอยู่ที่กลางอกเรื่อยมาจนถึงลำคอบ้าง แต่ก่อนที่คืนฉายจะตอบ สายฝนดันสาดเข้ามาบนนอกชานของเรือนน้อยริมโขง ทำให้ทั้งสองที่ยืนอยู่ต้องวิ่งหลบเข้าข้างใน เสมือนจงใจให้อยู่ใกล้ชิดเข้าไปในที่ลับตา

“เข้าไปหลบฝนข้างในกันก่อน เดี๋ยวค่อยคุยกัน”

ครั้นพอเปิดประตูออกเท่านั้นแหละ อะไรบางสิ่งที่ยาวเหมือนขดเชือกก็พุ่งสวนออกมาประจันหน้า ด้วยเดชแห่งเทวะทั้งสองจึงหลบเลี่ยงไปได้อย่างหวุดหวิด ลักษณะลำตัวที่ยาวยิ่ง เมื่อพลาดเป้า ก็มาขดตัวรวมกองขยายใหญ่ แผ่พังพาน ชูคอสูงเหนือศีรษะเทวะน้อยทั้งสอง ลิ้นสองแฉกแลบแปลบปลาบรวดเร็วกว่าสายฟ้าแลบ เสียงขู่ฟ่อๆ ดังน่ากลัวกว่าฟ้าที่ร้องครืนๆอยู่ตอนนี้หลายเท่านัก เกล็ดดำมะเมื่อมดั่งสีนิลดำน่าสะพรึงกว่าความมืดมิด มองเผินๆคล้ายงูจงอางยักษ์หากแต่หงอนสีแดงนั่นแหละทำให้บอกลักษณะทันทีได้ว่าไม่ใช่ ลักษณะคล้ายน้องดื้อยามคืนร่าง แต่ไม่เหมือน และไม่งามเท่า 

“พญานาค!”

ไวดั่งความคิด อาวุธประจำกายแห่งเทวะน้อย ถูกนิรมิตให้มาอยู่ในมือ เอราวัตถือหอกเตรียมพร้อม พญานาคตนนี้ ท่าทางคงไม่ได้มาดีและคงไม่ใช่บริวารของสีทันดรแน่ๆ

“สมุนของสีทันดรหรือเปล่า”

“คงไม่ใช่ ....ถ้าใช่คงไม่จู่โจมเรา และคงไปเฝ้าน้องดื้อแล้ว ลองเจรจากันก่อนดีกว่า”

เอราวัตตั้งจิตแผ่กุศล หากไม่เคยมีสิ่งใดบาดหมางต่อกันก็จงกลับไปเสีย แต่ท่าทางนาคตนนั้น คงจะไม่สนใจฟัง กลับชูคอสูงขึ้นไปอีก ดวงตาแดงก่ำจ้องลงมาหมายสังหารเทวะน้อยทั้งสอง พังพานแผ่เต็มที่สูงสุดใหญ่เกือบเท่ากระด้ง เตรียมพร้อมพุ่งฉกลงมา

“คงไม่เป็นผล มันเอาเราแน่ๆ”

“ที่นี่ไม่ใช่กิจของพวกท่าน กลับไปเสีย” เสียงเสนาะแว่วเข้ามาในโสตประสาทของคืนฉายกับเอราวัต นาคตนนี้ไม่ใช่เพศผู้ แต่กลับเป็นนางนาค แล้วทำไมนางถึงได้ขึ้นมาบนนี้ หรือมีอะไรโยงใยกับพี่คชา

“ที่นี่ไม่ใช่ภพภูมิของเจ้า เจ้านั่นแหละกลับไป เราไม่อยากรังแกผู้หญิง” พลังแห่งพระศุกร์อัดแน่นเต็มผ่ามือเตรียมพร้อมหากนางพญานาคพุ่งสวนเข้ามา เขาจะได้ซัดพลังได้ทันท่วงที

นางนาคมิฟังสิ่งใดทั้งสิ้น พุ่งสวนลงมา เอราวัตกับคืนฉายลอยหลบ พร้อมซัดอาวุธเข้าใส่ แต่เกิดอาการลังเล เพราะไม่อยากรังแกผู้หญิง นางนาคจึงวกกลับเข้ามาหมายยังร่างของพระพุธ พระศุกร์รีบซัดรัศมีสีฟ้าเข้าไปสกัดกั้น ซัดร่างนางนาคกระเด็นลงจากเรือนกระทบต้นไม้ด้านล่างจนเอนลู่ เสียงดังพลั่กลั่นสนั่นพร้อมเสียงสตรีร้องโอดครวญดังลั่น

“โอ๊ยยยยย”

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
เอราวัตขยับหอกในมือเตรียมพุ่งลงไปเสียบร่าง แต่ก่อนที่หอกแห่งเทวะจะพุ่งทะยานออกไป ก็กลับมีเสียงเด็กทารกร้องจ้าดังขึ้นอยู่ด้านใน มือทั้งสองข้างชะงัก

“เสียงเด็กร้องนี่ อยู่ในบ้าน”

“นางบังอาจจับเด็กมนุษย์มาเป็นเหยื่อหรือนี่”

นางนาครีบชูคอขึ้นโผนทะยานมาบนนอกชานอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่เทพน้อยทั้งสอง นางกลับหลอกล่อให้ทั้งสองหลบไปอีกทางแล้วลอยสวนเข้าบานหน้าต่างเข้าไปด้านในบ้าน เอราวัตกับคืนฉายที่เสียรู้ สบถลั่น

“ฉิบหาย มันเข้าไปแล้ว รีบไปดูเด็กกันเหอะ”

ทั้งสองโผนทะยานเข้าไปบ้าง พอเข้าไปถึงก็ต้องยืนนิ่งอึ้งเพราะภาพที่ปรากฏแก่สายตาในขณะนี้ ไม่มีวี่แววและเค้าพญานาคเลยสักนิดกลับมีดรุณีแน่งน้อยผู้หนึ่ง นั่งกอดทารกน้อยคนหนึ่งไว้แนบอก ทารกน้อยผู้นั้นร้องไห้จ้า นางนาคพยายามเอาร่างตนเองบังไว้ กล่าวกับเอราวัตและคืนฉายว่า

“จะฆ่า ก็ฆ่าข้า ....แต่ปล่อยลูกข้าไว้”

“อะไรนะ....เด็กทารกเป็นลูกของเจ้า” หอกที่ค้างไว้ในมือหมายสังหารลดลงทันใด นางนาคในร่างมนุษย์หันมาเผชิญหน้านั่งอยู่บนเตียงนอนของคชา ดรุณีแน่งน้อยนางนั้น กล่าวขึ้นทั้งน้ำตา

 “เอาชีวิตข้าไป แต่อย่าทำอะไรลูกของข้า”

นางนาคผู้นี้ใยเอาลูกมาไว้ที่นี่ เอราวัตใช้เทวฤทธิ์อ่านใจทันที แล้วภาพเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นครั้งอดีตของนางนาคผลุดขึ้น ภาพเหล่านั้นเหมือนภาพพยนต์ ที่ฉายไปเรื่อยๆจวบจนจบเหตุการณ์ “เจ้ากับพี่คชาเป็นสามี ภรรยากัน”

“ใช่....ข้ามีสัมพันธ์กับชายผู้นั้น และเด็กทารกนี้ก็เป็นลูกของเขา ข้าไม่สามารถคลอดในภพของข้าได้จึงขึ้นมาคลอดที่นี่ พอดีพวกท่านเข้ามา ข้าจำเป็นต้องจู่โจม”

ดรุณีแน่งน้อยนางนั้นกล่าวขึ้น แขนทั้งสองข้างยังโอบอุ้มทารกน้อยไว้แนบอก นางผู้นี้มีรัศมีไม่เรืองรอง เฉกเช่นสีทันดร ความงามนั้นเทียบไม่ได้กับพระนางมุจลินทร์ที่เคยพบเมื่อครั้งไปทะเล นางคงไม่ได้มาจากวรรณะที่สูงเป็นแน่แท้ เครื่องแต่งกายก็เป็นเพียงผ้าแถบเคียนอก นุ่งผ้ายกจีบหน้านางเพียงเท่านั้น ดูเผินๆคล้ายนางมนุษย์ในสมัยโบราณเสียมากกว่า นางเริ่มลุกลงจากเตียงทรุดกายลงนั่งกับพื้น กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

“ท่านเป็นเทวะ โปรดเมตตาข้าด้วย ....อย่าสังหารลูกข้าเลย หากท่านต้องการชีวิต โปรดเอาของข้าไป” เสียงสะอื้นร่ำไห้ดังลั่น คืนฉายกับเอราวัตหันมามองหน้ากัน และแล้วสาเหตุที่ทำให้พี่คชาเพ้อก็มาทรุดกายลงตรงหน้า จะสังหารนางก็ดูจะเป็นการโหดร้าย เพราะนางมีบุตรแถมบุตรคนนั้นก็ยังเป็นลูกของพี่คชาด้วย

“เจ้ารู้ไหม ว่าสิ่งที่เจ้าทำกับพี่คชามันผิด”

“ข้ารู้ แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว จะทำสิ่งใดได้ คชาคือดวงใจของข้า โปรดอย่าพรากเราพ่อ แม่ ลูกให้จากกันเลย” นางนาคมิเหลือเค้าแห่งความดุร้าย ใบหน้านองไปด้วยน้ำตาอาบแก้มสะอื้นหอบจนตัวโยน ทารกน้อยก็ยังคงร้องไห้จ้า เหมือนจะรู้ว่า อาจจะต้องถูกพรากจากอกแม่

“เอาไงดีฉาย ....นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้วนะ” เอราวัตหันมาปรึกษาคืนฉาย แล้วเขาก็ได้คำตอบว่า “ลองคุยกับน้องดื้อดู เผื่อน้องดื้อจะมีทางช่วย”

กระแสจิตถูกส่งมายังสีทันดร เพียงชั่วแวบแห่งความคิด สีทันดรก็เสด็จมาปรากฏพระวรกายอยู่กลางห้องพร้อมด้วยอัสดง ทรงกลดและคันฉัตร

“มีอะไรเหรอ พี่ฉาย พี่เอราวัต พวกเรากำลังจะดูหนังกันอยู่เลย แล้วนี่มาดักซุ่มดูด้วยกัน คงมีอะไรคืบหน้าแล้วสิ” สีทันดรตรัสมายิ้มๆ เพราะทรงกลดกับคันฉัตรถ่ายทอดเรื่องราวให้ตนกับอัสดงฟังหมดแล้ว

“ได้เสียยิ่งกว่าได้อีก....นี่ไง เจ้าช่วยนางหน่อยเถิด”

สีทันดรปรายพระเนตรไปมองทันใด ครั้นพอทอดทอดพระเนตรเห็น ก็ขมวดพระขนง เพราะทรงรู้ว่านางผู้นี้คือใคร นางนาคเองเมื่อรู้ว่าใครเสด็จมา ก็คุดคู้กายแทบจะแนบติดอยู่กับพื้น ตัวสั่นเกรงพระราชอาญา ‘ทูลกระหม่อมเล็ก’ ที่ทั้งบาดาลเรียกขานหรือ ‘พระราชนัดดาสีทันดร’ เสด็จมาที่นี่แล้ว ชีวิตตนคงดับสูญเป็นแน่ ถึงแม้จะมิใช่เจ้าแห่งนาคาอย่างพญาอนันตนาคราชพระผู้ทรงเป็นสมเด็จพระอัยกา แต่ทูลกระหม่อมเล็กผู้นี้ ก็เป็นที่เกรงไปทั่ว เพราะรู้กันดีว่า ‘ทรงร้าย’ เพียงใด
 
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน ใครใช้ให้เจ้าขึ้นมา” พระสุรเสียงที่ดังจนเกือบตวาด ยิ่งทำให้นางนาคตัวสั่นยิ่งขึ้น เอราวัตรีบบอกให้ใจเย็นๆ แล้วช่วยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาให้แทน ครั้นพอเรื่องราวจบ พระสุรเสียงใสเสนาะ คราวนี้ไม่เกือบตวาด กลายเป็นตวาดลั่น

“เจ้าทำอะไรลงไป เจ้ารู้กฎแห่งทิพยภพหรือไม่”

“ฝ่าพระบาท ...หม่อมฉันทราบดีเพคะ แต่หม่อมฉันห้ามใจไม่อยู่”

“เราอยากจะฆ่าเจ้านัก กฎแห่งทิพยภพและบาดาลห้ามไว้แล้วว่า ห้ามนาคทั้งหลายเกี่ยวข้องมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมนุษย์ นี่เจ้ากล้าฝืนแถมยังมีลูกกันอีก แล้วเจ้าจะทำอย่างไรกับลูกของเจ้า อย่าบอกเรานะว่าจะเอาลูกลงไปข้างล่าง” ข้างล่างที่ทรงหมายถึงคงไม่แคล้วบาดาล

“หามิได้เพคะ หม่อมฉันคงเอาไว้ที่นี่ ....ที่ผ่านมาก็ผิดมากพออยู่แล้ว ที่หม่อมฉันขึ้นมาจนมาเจอคชาก็เพราะหม่อมฉันมิอยากถูกถวายตัวเป็นพระสนม ในทูลกระหม่อมใหญ่ พระสมุทรสงครามรณรักษ์เพคะ”

“เจ้าว่าอะไรนะ”

สีทันดรพอได้สดับฟัง พระชงฆ์แทบทรุด นางนาคผู้นี้มีเกณฑ์ที่จะต้องถวายตัวให้พระเชษฐาพระองค์ใหญ่ เอาแล้วเรื่องวุ่นๆมันก็ยิ่งวุ่นเข้าอีตรงนี้ ‘พี่ชายใหญ่’ นั้นทรงดุเสียยิ่ง หนทางที่จะรอดคงไม่มี เห็นทีคงต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

“เจ้าเคยคิดบ้างไหม ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น หากพี่ชายเรารู้” สิ้นรับสั่งนางนาคสะอื้นร่ำไห้หนักยิ่งขึ้น แทบจะคลานมากอดข้อพระกร อ้อนวอนทูลขอพระเมตตา

“หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ ช่วยหม่อมฉันด้วยเถิด”

“เราไม่รู้ว่าจะช่วยเจ้าอย่างไรน่ะสิ ตอนนี้กฎก็ต้องเป็นกฎ เราคงต้องกราบทูล พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง เจ้าก็รู้ นาคเมื่อมีลูกกับมนุษย์ กฎแห่งบาดาลบ่งบอกไว้ชัดแล้วว่า พ่อ แม่ ลูก จะต้องถูกแยกจากกัน เจ้าคงต้องกลับไปรับโทษ ส่วน สามีและบุตรเจ้าสุดแล้วแต่พระเมตตา”

“ช่วยหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”

อาการของนางนาคขณะนี้ปานจะขาดใจ เสียงร่ำไห้ทำให้เทวะน้อยทุกคนเห็นใจสงสาร อัสดงเดินเข้ามาบีบพระหัตถ์ กล่าวเบาๆว่า “ไอ้ดื้อของอัสสะ ช่วยนางหน่อยไม่ดีเหรอ หากเป็นเจ้าต้องถูกแยกจากเราไปบ้าง เจ้าจะทนได้ไหม เห็นแก่อัสสะสักครั้งหนึ่งเกิด”

พระอารมณ์กริ้วปังเริ่มลดทอน ทรงคิดได้ หากเป็นตนบ้างเล่า หากต้องโดนแยก วันนั้น ตนอาจไม่ต่างอะไรกับนางนาคตนนี้ สีทันดรทรงนิ่งชั่วครู่ ถอนพระทัยออกเฮือกใหญ่ ทรงหันไปมองเทวะน้อยทุกคนก็พบว่าสายตาทุกคู่วิงวอนร้องขอ

“เอาล่ะเราจะลองดู หากเกิดเรื่อง เราจะลองรับหน้าดูให้ ตอนนี้เจ้าพาลูกเจ้ามาหลบอยู่ที่นี่ก่อน ....แต่เราไม่รับปาก ว่าเราจะช่วยเจ้าได้แค่ไหนกัน”

“แค่ทรงช่วยก็เป็นพระกรุณายิ่งนักเพคะ หม่อมฉันจะไม่มีวันลืมพระเมตตา” นางนาคกราบพระบาทเทวนาคาพระองค์น้อย แล้วสลายร่างหายวับไปพร้อมๆกับบุตร สีทันดรทรงถอนหายใจมาอีกเฮือก ตรัสอย่างเหนื่อยอ่อนพระทัยยิ่ง 

“พี่เอราวัตเตรียมรับศึกแห่งพี่ชายเราเถิด ป่านนี้คงจะทรงทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณแล้วมั้งว่าเกิดอะไรขึ้น คงจะเสด็จมาที่นี่ภายในไม่ช้า”

“ครับน้องดื้อ แต่พี่ว่า น่าจะเจรจาตกลงกันได้ แต่ทำไมกฎแห่งบาดาลมันช่างโหดร้ายนัก”

“เทวะนาคาอย่างเรา บทจะไม่มีเหตุผล ก็ไม่มีเหตุผล หรือบางทีอยากจะมี ก็หามาได้หลายร้อยล้านแปด กฎก็คือกฎเพื่อป้องกันความยุ่งยากในภายหลัง นาคเมื่อมีลูกกับมนุษย์จะถือเพศตามบิดา หากบิดาเป็นมนุษย์ มารดาเป็นนาค บุตรที่เกิดมาก็จะเป็นมนุษย์แต่มีเชื้อนาค หากบิดาเป็นนาคที่ไม่ใช่เทวนาคา บุตรที่เกิดมาก็จะเป็นฟองไข่ก่อน แล้วค่อยแตกเป็นมนุษย์ มนุษย์เชื้อนาคพวกนี้ มีฤทธิ์ตามสมควร สวรรค์และบาดาล มิอยากให้เกิดความยุ่งเหยิง จึงจำต้องแยกออก ยิ่งถ้าบิดาเป็นเทวนาคาด้วยแล้ว บุตรที่เป็นมนุษย์กึ่งนาคนั้น จะมีกฤษดาภินิหารมากทีเดียว พวกพี่ๆลองคิดดู หากพวกนี้ใช้ฤทธิ์ โลกมนุษย์มิเกิดความแตกตื่นวุ่นวายเหรอ ที่จู่ๆ มนุษย์พวกนี้ก็แปลงร่างเป็นงูใหญ่ คายพิษไปทั่ว”

“มันก็จริง แสดงว่า สมัยก่อนเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้วสิ”

“อืม .....ก็พระร่วงไง พวกเจ้าคงเคยได้ยิน มารดาท่านเป็นนาค พ่อเป็นมนุษย์ ท่านเป็นกษัตริย์กรุงละโว้ ส่วนอีกคนหนึ่งก็พระปทุมสุริยวงศ์กษัตริย์เขมร ท่านนี้มีฤทธิ์เพราะบิดาเป็นเทวนาคา แต่โชคยังดีที่ทารกน้อยเมื่อกี้มีมารดาเป็นแค่นางนาคที่ไม่ใช่เทวะนาคา นางเป็นเพียงนาคในสกุลกัณหาโคตมะพวกกายสีดำ  ทารกผู้นั้นคงมีฤทธิ์ไม่มากมายอะไรนัก มิฉะนั้นสวรรค์คงจะเข้ามายุ่งด้วย คงจะเป็นเรื่องใหญ่โตทีเดียว เรื่องนี้คงจะเป็นธุระทางฝ่ายบาดาลเพียงเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ยุ่งเพราะนางต้องเกณฑ์ถวายตัวเป็นพระสนม แต่นางกลับมาสมสู่กับมนุษย์ เป็นการหักพระพักตร์ทำให้พี่เราเสื่อมพระเกียรติ พี่เราคงไม่ยอม”

“ถ้าพี่ชายเจ้ามา เราจะบอกให้ไปหานางนาคาตนอื่นแทนเสีย นาคมีตั้งหลายตน อย่ามาติดใจอะไรกับตนเดียว”

“ไม่ได้หรอกอัสสะ นางนาคีผู้ที่ต้องเกณฑ์ถวายตัวนั้นถูกกำหนดชะตาไว้ตั้งแต่เกิดแล้ว พวกนางจะมาจากนาคชนชั้นปกครอง หรือพูดง่ายๆ ก็พวกเสนาบดีหรืออำมาตย์นั่นแหละ เปลี่ยนแปลงมิได้ พี่ชายเราคือผู้ที่จะปกครองบาดาลต่อไปในอนาคต จำต้องรวมอำนาจแห่งนาคาสี่สายสกุลใหญ่ๆไว้ในอุ้งหัตถ์ ทั้งพวกนาคาวิรูปักษ์ หมู่นาคาเอราปถะ สกุลนาคาฉัพยาปุต และท้ายสุด สกุลนาคากัณหาโคตมะ ทั้งสี่เหล่านี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดีแห่งสายสกุลจึงต้องส่งนางนาคีมาสู่โอรสพระองค์ใหญ่ผู้ซึ่งจะครองบาดาล สกุลของเราสืบมาแต่พระกัศยปเทพบิดร จึงยิ่งใหญ่เหนือสี่สายสกุล ”

“แล้วน้องดื้อมีพระสนมกับเขาบ้างหรือยัง” คันฉัตรถามมายิ้มๆ ตรงกับใจของอัสดงกับทรงกลดยิ่งนัก สีทันดรนั้นหล่อ นางนาคที่ไหนเห็นก็คงอยากถวายตัวมาแทบทั้งสิ้น

“พี่ฉัตร เรากำลังพูดเป็นการเป็นงานอยู่นะ พาเล่นมาเสียนี่ เรายังไม่มีหรอก” คำตอบของสีทันดร สร้างความโล่งใจให้กับพระอาทิตย์และพระจันทร์ เหอะไอ้ดื้อ ถึงเจ้าจะมีเราก็ไม่ยอม เราจะไม่ปล่อยให้เจ้ามีเมีย เจ้าต้องมีเราเท่านั้นเคียงคู่

“เจ้าสองคนจะยิ้มอะไรนักหนา นี่กำลังน่าสิ่วหน้าขวานนะ”  คราวนี้สีทันดรทรงหันมาไล่เลียงเอากับอัสดงและทรงกลดที่ยืนยิ้มแฉ่งด้วยความโล่งใจ เอราวัตอ่านความรู้สึกนั้นได้จึงกล่าวแทนมาว่า

 “มีคนสองคนเขาโล่งใจน่ะน้องดื้อ ที่น้องดื้อยังไม่มีว่าที่เมีย เพราะมันสองคนนั้น หมายมั่นปั้นมืออยากจะเป็นสามีน้องดื้อให้ได้”

“ไอ้พระพุธปากพล่อยเดี๋ยวเหอะมึง” อัสดงอยากจะเข้าไปเตะเอราวัตสักที อุตส่าห์คิดไว้ในใจแท้ๆเสือกพูดออกมาได้ ส่วนทรงกลดด้วยความที่ยืนอยู่ใกล้ๆ จึงซัดเข้าให้เสียหนึ่งที

“ไอ้ปากไม่มีหูรูด ชอบพูดเรื่องในใจคนอื่นดีนัก ที่เรื่องของมึงกับไอ้ฉายที่อยู่ในใจทำไมมึงไม่พูดไปบ้าง”

“ไอ้กลด ไอ้บ้านายรู้อะไรบอกมานะ อย่ามาปรักปรำ”

“เอาละๆ มันจะคิดอะไรก็ปล่อยมันไว้ก่อน แต่บอกไว้ก่อนนะโว้ย คนอย่างฉันน่ะขี้เกียจรอ ปล่อยให้รอนานๆ เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาจะหาว่าไม่เตือน แต่เรื่องนั้นช่างก่อน ตอนนี้พวกมึงอย่าเพิ่งเล่นกันเลย อย่างที่น้องดื้อบอก เรามาเตรียมรับมือพี่ชายน้องดื้อดีกว่า” คืนฉายพูดปนยิ้ม จงใจหันหน้าไปทางพระพุธ กล่าวกระทบโดยเฉพาะ ทรงกลดกับคันฉัตรผู้ที่รู้เรื่องดีก็พลอยร้องวี้ดวิ้วกล่าวแซว .... เห็นไหม ทรงกลดก็รู้ ไอ้พระพุธมันก็คิดเหมือนเราคิดไว้ในใจ ในที่สุดเราก็ไม่ได้รู้สึกกับมันไปฝ่ายเดียว

“ไอ้ฉาย ไอ้เวรตะไล พูดอะไรของมึง”

“พอทีเล่นกันอยู่ได้ ไปกั้นเขตอาคมกันได้แล้ว” สีทันดรตะโกนลั่น แล้วเสด็จนำเทวะน้อยทั้งหลายออกไปนอกชาน พอเดินผ่านอัสดงกับทรงกลดก็ซัดให้เบาๆแก่ผู้ที่อยากเป็นสามีตนมาคนละที

“คิดบ้าๆ ทะลึ่ง”

สีทันดรเมื่อเสด็จออกมาแล้วก็เตรียมร่ายพระเวทสร้างม่านอาคมมิให้ผู้ใดที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาได้อีก แต่แล้วสายพระเนตรฟ้าครามใส ก็จับจ้องสิ่งผิดปกติได้ เมื่อทอดพระเนตรออกไปกลางม่านน้ำฝนที่หนาหนัก สายฟ้าแลบแปลบปลาบฟาดลงกลางลำน้ำ แสงที่สว่างจ้าทำให้ทรงเห็นว่า ใจกลางลำน้ำโขงบัดนี้นั้น มีสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ยาวผลุดขึ้นมาจนเต็ม

“พวกทหารราชองครักษ์”

ฉับพลันก็บังเกิดรัศมีสีเขียวสว่างจ้า ร้อนแรงกว่าของเจ้านาคาตาสวยพวยพุ่งโผนทะยานขึ้นมาจากผืนน้ำมายังนอกชานที่ทรงประทับยืนอยู่

“ไม่ทันแล้ว พี่ชายเสด็จ”

รัศมีเขียวนวลร้อนแรง พอสลายก็กลายเป็นหนุ่มน้อยอายุอานามมากกว่าสีทันดรไม่กี่ปี วงพักตร์น่ามองประพิมพ์ประพายละม้ายเจ้านาคน้อย ร่างนั้นประทับยืนไขว้พระหัตถ์ไว้เบื้องหลัง สีทันดรทรุดกายหมอบราบกราบลงทันที

“ทูลหม่อมพี่ชายใหญ่”

โอรสาแห่งผู้ครองบาดาลและผู้เป็นพระราชนัดดาพระองค์ใหญ่ ในร่างมนุษย์หนุ่มน้อยอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบ กางพระหัตถ์ออกกว้างทันทีเมื่อเห็นว่าผู้ที่หมอบราบเป็นผู้ใด สุรเสียงห้าวดังกังวานขัดกับพระลักษณะยิ่งนัก กล่าวขึ้นดังถ้วนทั่ว

“สีทันดรน้องพี่ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร  เจ้าสมควรจะอยู่ช่วย เหล่าเทวะอวตารมิใช่หรือ ไยเจ้ามาเล่นซนอยู่ที่นี่”

สีทันดรโผเข้าสวมกอดพี่ชายที่ทรงเปิดอ้อมพระพาหารอรับอยู่แล้ว พร้อมกับกราบทูลขึ้น “หม่อมฉันมากับพวกเทวะอวตารพะยะค่ะ มาเยี่ยมบ้านของท่านพระพุธ”

สิ้นคำกราบทูลเทวะน้อยทั้งห้าก็ออกมายืนอยู่นอกชาน ทั้งหมดเตรียมทรุดกายลงบังคม แต่พระเชษฐาแห่งเจ้านาคาน้อยทรงตรัสห้ามไว้  “อย่าเลย ไม่ต้องมีพิธีรีตองมาก ศักดิ์เราเสมอกันน้องชายเราคงไม่ก่อเรื่องให้พวกท่านรำคาญใจนะ”

“ไม่เลย สีทันดรช่วยได้มาก ถึงแม้จะซนไปบ้างตามประสา”

“งั้นก็ดี ...เรามาที่นี่ เพื่อมาธุระ ตามหานาคีนางหนึ่ง พวกท่านเห็นหรือไม่” สุรเสียงห้าวหาญเข้าประเด็นโดยเร็วมิรอช้า น้ำเสียงนั้นคาดคั้นมากกว่าจะสอบถาม พวกเทวะนาคา หยิ่งอย่างนี้กันหมดทุกตนหรือไง อัสดงได้สดับฟังก็ไม่พอใจลึกๆ หากแต่ก็ยอมให้เพราะเป็นพี่ชายของยอดดวงใจตน

“เราเห็นแต่เทวะนาคาที่ท่านกำลังกอดอยู่ตอนนี้เท่านั้น ตนอื่นไม่เห็น” อัสดงไม่ได้พูดโกหก เพราะสายตาของเขาตอนนี้นั้นเห็นอยู่อย่างนั้นจริงๆ พระเนตรฟ้าครามหากไม่งามเท่าสีทันดรจับจ้องมายังคนกล่าวตอบ ดุจจะเข้าไปในห้วงจิตใจ ค้นหาความจริง อัสดงเองก็มิได้สะทกสะท้านดวงตาสีอำพันจ้องตอบโดยไม่ลดละ เอราวัตกับทรงกลดเคยกล่าวไว้ว่า หากมีเรื่องกับเทวนาคาจะลำบาก ....แต่เขาไม่กลัวเลยสักนิด

“ร่างอวตารแห่งพระสุริยาทิตย์ พะยะค่ะ พี่ชาย เขาชื่ออัสสะ เอ๊ย อัสดง”

“เทวะที่ทำให้พวกเราลงมาอยู่บาดาลนี่เอง นึกว่าใคร เราชื่อ ทยุติธร รั้งตำแหน่งพระสมุทรสงครามรณรักษ์ ยินดีที่ได้พบที่นี่”

“เราก็ยินดีเช่นกัน” อัสดงซ่อนความไม่พอใจไว้ในสีหน้า พี่น้องคู่นี้เป็นอะไร ชอบกล่าวโทษเขาเรื่องที่ทำให้ต้องลงไปอยู่ที่บาดาล กะอีแค่เรื่องทายสีม้า พวกนี้ก็ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ตัวเองทำตัวทั้งนั้น ทำไมไม่มองความผิดตนเองบ้าง ช่างเหอะอดทนไว้ก่อน เขาเป็นพี่ชายไอ้ดื้อนี่

สีทันดรทรงจับได้ถึงสถานการณ์ตึงเครียดจึงรีบเปลี่ยนเรื่องแนะนำเทวะน้อยแต่ละคนให้พี่ชายรู้จักจนทั่ว แล้วตรัสถามว่า

“เดือนก่อนหม่อมฉันได้พบมุจลินทร์ เห็นว่าทรงเสด็จพร้อมทูลหม่อมพ่อไปเข้าเฝ้าพระมหาศิวะไม่ใช่หรือ”

“ใช่พี่ไปมา ....ทรงมีเทวะโองการชี้ชัดมาแล้วว่าให้ทางบาดาลเตรียมกำลังหนุนไว้เสมอ หากอสูรบุก” ทยุติธรเมื่อทรงกล่าวกับน้องชายเสร็จก็หันมากล่าวต่อกับพวกอัสดงว่า “พวกท่านต้องรีบรวมตัวให้ครบได้แล้ว อย่าชักช้า”

“แต่พวกเราก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปตามคนที่เหลือได้อย่างไร” ทรงกลดกล่าวขึ้น คันฉัตรกล่าวเสริมมาว่า “และเราก็ยังไม่รู้ว่าการใดที่เราต้องทำและคนที่เหลือเป็นใครกันบ้าง แต่เราก็คงเดาได้ไม่ยากว่าอีกสามคนที่เหลือเป็นใคร”

“มันก็จริงของพวกท่าน ในเทวะโองการเท่าที่เราทราบ มันก็เหมือนที่พวกท่านเล่ามา”

“แล้วสมเด็จแม่เป็นอย่างไรบ้างพะยพค่ะ” สีทันดรพยายามชวนพี่ชายคุยหันเหเปลี่ยนเรื่องเบนความสนใจ แล้วส่งกระแสจิตให้เอราวัตรีบถอยฉากออกไป พานางนาคไปซ่อนไว้เสียที่อื่นก่อน ด้วยความที่ทยุติธรทรงรักน้องชายและเอ็นดูเสียยิ่งนักจึงทรงคุยเพลิน ทำให้ไม่ทรงเห็นว่าเอราวัตถอยฉากหลบออกไปเงียบๆ เรื่องราวหลายหลายเรื่องทางบาดาลถูกทูลถามเพื่อถ่วงเวลา

“แม่บ่นคิดถึงเจ้า พี่ว่า ทูลหม่อมปู่วาสุกีทรงทำเกินไป ที่ลงโทษเจ้า พี่เลยไปกราบทูล ทูลหม่อมย่ามนสา ให้ทรงช่วย ท่านก็ทรงพาไปกราบทูล ทูลหม่อมปู่อนันตฯ ให้ แต่ ทูลหม่อมปู่พระองค์ใหญ่ กลับทรงเห็นด้วยกับทูลหม่อมปู่วาสุกีมาเสียนี่ ตอนนี้พี่รอให้สมเด็จทวดเลิกทรงฌาน จะได้ช่วยเจ้าคืนบาดาลไง เจ้ายังเด็กไม่เหมาะกับศึกสงครามหรอก” พระหัตถ์แข็งแรงลูบพระเศียรและพระเกศาพระอนุชามาอย่างเอ็นดู ก่อนจะประทานจุมพิตบนเรือนพระเกศาพระอนุชาอย่างที่ทรงกระทำอย่างเนืองๆ ทรงหวังช่วยให้น้องคืนบาดาล

“แต่หม่อมฉันช่วยได้นะ หม่อมฉันอยากมีส่วนร่วม อย่ากราบทูลให้ทรงวุ่นกันเลย หม่อมฉันขออยู่จนศึกจบ นี่ศึกยังไม่ทันบังเกิดเลย”สีทันดรตกพระทัย หากพี่ชายกราบทูลสำเร็จ ตนมิต้องคืนบาดาลหรอกเหรอ หลายๆอย่างตอนนี้เปลี่ยนไปหมดแล้วแม้แต่พระทัยก็เถอะ ตอนนี้อยากอยู่ที่นี่เสียมากกว่า ดวงพระเนตรฟ้าครามใสเริ่มมีน้ำคลอหน่วย หันมามองดวงตาสีอำพันของอัสดงโดยพลัน  หากต้องกลับจริงๆ คนที่เคยร้องเพลงให้ฟัง คงจะขาดใจดังคำร้องที่ก้องติดพระโสต... ‘หากเราจากกัน .....พี่ก็คงขาดใจ’

อัสดงเองอยากจะลุกขึ้น คัดค้านเฉกเช่นเดียวกับทรงกลด แต่ทรงกลดกลับใจเย็นกว่ารีบฉุดแขนอัสดงไว้ กระซิบว่า “ใจเย็นๆก่อนอัสดง อย่าผลีผลามปล่อยให้น้องดื้อชวนคุยไปก่อน อย่าเพิ่งขัด หากเรารบกับพี่ชายสีทันดรตอนนี้เราอาจแพ้ นายไม่เห็นเหรอ ทหารนาคมาเป็นกองร้อยรออยู่เบื้องหลัง เยอะกว่าคราวที่แล้วตอนบุกบ้านฉันเสียอีกนะ”

อัสดงจำยอมนิ่งเฉย แต่ก็ยังมีทีท่าไม่ค่อยพอใจ ลองดูสิใครมาพรากสีทันดรไป เขาจะจัดการให้น่าดูแม้แต่พี่ชายสีทันดรก็เหอะ ....ทยุติธรเห็นสีหน้าอัสดงกับทรงกลดไม่ค่อยจะพอใจนัก แถมยังจับจ้องมายังแต่สีทันดร จึงทรงหันมามองพระอนุชาก็ทรงพบว่าพระอนุชามีอาการไม่แผกแตกต่างกัน ฤาว่า พระอนุชาเกิดติดใจอะไรเสียให้เข้าแล้ว แล้วหนึ่งในสองเทวะนี่ พระอนุชาสนใจผู้ใด แต่ที่แน่ๆ สองเทวะนั้น สนใจพระอนุชาตนแน่นอน 

“อะไรกันสีทันดร  เจ้าเป็นอะไรไป ไหนว่าเจ้าอยากกลับ”

“แต่...ตอนนี้อยากช่วย”

“เจ้าจะไปช่วยอะไรได้ ดีแต่ก่อเรื่องวุ่นอย่างที่เคยทำ เอาล่ะพี่เสียเวลามามากพอแล้ว ขอพี่ตรวจที่นี่ดูสักหน่อย ทหารมันมารายงานว่า เห็นนางมาที่นี่”

“นางผู้ใดกัน” สีทันดรพยายามฉุดข้อพระกรพระเชษฐาไว้ แต่ก็ไม่เป็นผล “ก็นางที่จะมาเป็นพระสนมไง ทหารเห็นว่านางขึ้นมาที่นี่ แล้วทำไมเจ้าต้องลุกลี้ลุกลนด้วย”

“ปะ เปล่าพะยะค่ะ ทำไมนางถึงขึ้นมาล่ะ แต่หม่อมฉันอยู่ที่นี่ไม่เห็นมีวี่แววนาคสักตนขึ้นมาเลยหากขึ้นมาน้องย่อมรู้”

“เจ้ามัวแต่ซน จะไปรู้อะไร ปล่อยพี่ก่อน” ทยุติธรสั่งให้ทหารองครักษ์บริวารตรวจค้นให้ทั่ว แต่ไม่ทรงลืมที่จะขออนุญาตเทวะน้อยก่อน “เราขอรบกวนหน่อย หวังว่าคงไม่ขัด”

คำพูดที่ควรจะกลายเป็นคำขอร้อง กลับกลายเป็นคำสั่งกลายๆ สร้างความไม่พอใจอีกครั้ง นาคบริวาร ขึ้นมาจากน้ำเสาะหาถ้วนทั่วบริเวณบ้าน ส่วนทยุติธรเสด็จเข้าข้างในค้นหาด้วยพระองค์เอง

“พี่ชาย เดี๋ยวหม่อมฉันช่วยหา ประทับรออยู่ด้านนอกเหอะ ” สีทันดรรีบเสด็จมากางกั้นประตู ทำให้ผู้เป็นพระเชษฐาเริ่มสงสัย พี่เอราวัตอยู่ไหนกันกลับมาเร็วๆสิ

“อะไรกันนี่สีทันดร เจ้ากำลังมีพิรุธ จงหลบพี่ พี่จะเข้าไปดูด้านใน”

อัสดง ทรงกลด คืนฉายและคันฉัตรเตรียมรับมือ หากเอราวัตซ่อนนางนาคไว้ไม่ทัน ศึกกับเทวะนาคาคงไม่แคล้วเกิดขึ้น แต่แล้วก็เหมือนโชคช่วย เอราวัตเร้นกายกลับมาได้ทันท่วงที ส่งกระแสจิตถ้วนทั่ว

“เรียบร้อยพาไปไว้ที่ปลอดภัยแล้ว”

เมื่อนั้นแหละสีทันดรจึงหลบฉาก ถอยออกมายืนรวมกลุ่มกับพวกอัสดง ปล่อยพระเชษฐาเข้าไปตรวจดูข้างใน เวลาผ่านไปสักพัก ทยุติธรก็เสด็จกลับออกมา สีพระพักตร์ไม่ค่อยจะสบพระอารมณ์นัก ทรงกล่าวลอยๆขึ้น “ไม่มี เลิกค้นหาได้แล้ว เตรียมกลับบาดาล”

สีทันดรลอบถอนพระทัยด้วยความโล่งอก นึกว่าจะเกิดศึกมาเสียแล้ว พี่ชายยามทรงฤทธิ์น่ากลัวเป็นที่ยิ่ง พวกอัสดงไม่มีทางรู้หรอก “หม่อมฉันทูลแล้วว่าไม่มี”


ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
“เหอะ สีทันดร อย่าให้พี่รู้แล้วกันว่าเจ้าซ่อนหรือปิดบังอะไรพี่ไว้ ต่อให้เจ้าเป็นน้องพี่ พี่ก็จะลงโทษเจ้า ส่วนเรื่องของเจ้า รอไว้ให้พี่เสร็จธุระเรื่องนี้เสียก่อน เราคงจะต้องคุยกันยาว” ทยุติธร สะบัดพระพักตร์พรึ่ด ลอบมองอัสดงกับสีทันดร แถมยังเลยมายังทรงกลดด้วย ทั้งสามไยจะไม่รู้ ว่าทยุติธรทรงหมายถึงอะไร....เมื่อตรัสเสร็จก็ทรงสลายกลายเป็นแสงรัศมีเขียวทองเจิดจ้าลอยละลิ่วพุ่งลงแม่น้ำโขง เหล่านาคบริวาร ทรุดกายลงกราบลาสีทันดร แล้วพุ่งลงน้ำตามเจ้านายลงไปทันที

ทว่าทยุติธรคงยังมิทรงวางพระทัยนักจึงลอบสั่งให้กำลังส่วนหนึ่งแอบเร้นกายจับตาดู “พวกเจ้าจงจับตาดูสีทันดร และเทวะพวกนี้ไว้ เราเชื่อว่า พวกนี้ต้องรู้เรื่อง หากได้อะไรที่เป็นประโยชน์รีบมาบอกเรา”

“พะยะค่ะ”

เมื่อลับตาทยุติธรและเหล่านาคบริวารแล้ว คืนฉายก็กล่าวขึ้นว่า “พี่ชายน้องดื้อท่าทางร้ายกาจน่าดู นายคงจะเจอศึกหนักแล้วล่ะ อัสดง ทรงกลด”

อัสดงกับทรงกลดยักไหล่อย่างไม่ยี่หระมาเกือบจะพร้อมกัน ไม่กลัวหรอก หากจะต้องมีเรื่องมันก็คุ้มค่านัก สีทันดรเองก็เริ่มจะไม่สบายพระทัยนัก

“ทรงเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะ เวลาโกรธจะทรงฤทธิ์มาก พี่ชายเคยจัดการพญาครุฑด้วยอุ้งหัตถ์เปล่าๆมาแล้ว...ว่าแต่พี่เอราวัต พานางไปหลบไว้ที่ไหน”

“ที่ห้องพระ ซ่อนไว้พร้อมกับพี่คชา พวกเรารีบไปดูกันเหอะ” เอราวัตกล่าวจบก็เดินนำมุ่งสู่ตัวเรือนใหญ่ทันที เรื่องช่วยพี่คชาคงไม่ใช่เรื่องแค่แก้อาคมธรรมดาเสียแล้ว ‘ศึกกับเทวะนาคา’ อาจจะต้องเกิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เขาจะทำให้อย่างดีที่สุด เกิดศึกคงไม่ใช่เรื่องดี พ่อ แม่ ยายกับป้าและพี่คชาเป็นมนุษย์ หากเกิดอะไรขึ้นจะทานทนไหวหรือ น้องดื้อ เห็นทีพวกเราต้องพึ่งเจ้าจริงๆเสียแล้ว

ภายในห้องพระขณะนี้หลายๆคนกำลังนั่งภาวนาอยู่ในใจ ขออย่าให้เหตุการณ์ร้ายๆใดๆเกิดขึ้น คุณยายนั่งพับเพียบเก็บปลายเท้าอย่างสำรวมอยู่บนพรมผืนสี่เหลี่ยม เพราะเบื้องหน้าคือเหล่าเทวะและเจ้านาคาพระองค์น้อย ส่วนตรงมุมห้องร่างของคชายังคงนอนหลับสงบเงียบ ข้างๆกันนั้นคือนางนาคีสกุลกัณหาโคตมะนั่งหมอบราบถัดไปจากทารกน้อยที่กำลังร้องอ้อแอ้

คราแรกที่คุณยายทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็ตกใจแทบจะคุมสติไว้ไม่อยู่ หากแต่ด้วย ศีลและสมาธิ ทำให้ดำรงอยู่ได้ หลายเรื่องหลายราวที่เกิดขึ้น ล้วนแปลกและพิสดาร หากเกิดมาแล้วมิช้าคงถึงจุดจบตามวัฏจักร แต่จะจบอย่างไรเล่า มันก็สุดเกินจะคาดคะเน

“เราจะทำอย่างไรต่อไปดี” เอราวัตเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น หลายๆคนยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรต่อไป

“นางกับลูกคงอยู่ที่นี่ไม่ได้ เพราะจะทำให้คุณยายกับคนในบ้านเดือดร้อน” สีทันดรตรัสมาแล้วชายพระเนตรไปยังนางนาค แล้วทรงตรัสต่อ “เจ้ารู้ใช่ไหม ว่าเจ้าทำอะไรลงไป การที่เจ้าทำเช่นนี้ ยังจะส่งผลร้ายต่อสกุลนาคากัณหาโคตมะของเจ้าและครอบครัวของชายอันเป็นที่รัก .....ที่จริงเราควรส่งเจ้าไปให้พี่ชายเรา แต่เราเห็นแก่ลูกของเจ้าที่ยังแบเบาะ หากถูกกำจัดทั้งหมด มันก็จะดูเป็นการโหดร้ายเกินไป”

“หม่อมฉันซาบซึ้งในพระเมตตายิ่งนัก หากรอดจากอาญาคราวนี้ สกุลกัณหาโคตมะ จะขออยู่ใต้อุ้งหัตถ์และเป็นข้ารองพระบาทของฝ่าพระบาทตลอดไป”

“นี่เจ้ายังคิดว่าเจ้าจะรอดจากอาญาอีกหรือเราช่วยเจ้าได้แค่ถ่วงเวลาและอาจจะช่วยทูลให้ไม่ต้องถึงกำจัด แต่อย่าได้คิดว่าเจ้าจะรอดจากการถูกทัณฑ์ เจ้าเคยคิดไหมว่าเจ้าทำให้มนุษย์ที่นี่เขาเดือดร้อน” พระสุรเสียงที่กริ้วปังทำให้นางนาคาตัวสั่นจากเดิมที่เคยหมอบแทบจะติดพื้น ยิ่งหมอบจนแทบจะแทรกลงไปในพื้นกระดาน ฝ่ายเหล่าอณูแห่งเทวะ ที่ได้เห็นสีทันดรในบทบาทเจ้าผู้ปกครองก็ยอมรับว่าต่างกับยามปกติสิ้นเชิง ....ศักติ เดชะและอำนาจ สีทันดรทรงพรักพร้อมสมกับเป็นเทวนาคาชั้นลูกท่านหลานเธอจริงๆ

“ใจเย็นๆก่อนน้องดื้อ ยังไงเด็กมันก็เป็นหลานพี่ พี่มั่นใจว่าคนที่บ้านพี่ยินดีเดือดร้อน น้องดื้ออย่าไปโกรธนางเลย” เอราวัตกล่าวขึ้นเพื่อให้พระทัยของสีทันดรเย็นลง “แต่ก็พี่เห็นด้วยกับน้องดื้อนะ ว่านางจะหลบอยู่ที่นี่ไม่ได้ เราคงต้องหาที่ใดสักที่พานางไปซ่อน”

“แต่เราจะซ่อนได้สักเท่าไร ไอ้พระพุธนายไม่เห็นเหรอ ว่าไอ้ขี้เก๊กนั่น มันยกทัพนาคมากี่กองร้อยดูท่าทางมันคงฉลาดเฉลียว ป่านนี้มันคงสั่งให้สมุนมันซุ่มดูอยู่รอบๆบ้านแล้ว ถ้าพวกเราเคลื่อนไหวเมื่อใด คงมีอันได้เกิดเรื่อง” อัสดงยังคงโมโหไม่หาย จากพี่ชายของคนรัก กลายเป็น ‘ไอ้ขี้เก๊ก’ มาเสียนี่

“นี่อัสสะ น้อยๆหน่อย ยังไงเขาก็เป็นพี่ชายเรานะ” สีทันดรซัดไปหนึ่งตุบแต่อัสดงก็ไม่สะทกสะท้านแถมยังเถียงมาอย่างหน้าตาเฉย

“ อัสสะไม่สน พี่ชายเจ้า อยากมาทำท่าทางไม่พอใจเราก่อนทำไม”

“พี่ชายเราไปทำเจ้าตอนไหน”

“ก็ตอนที่เรามองเจ้า ตอนที่เจ้าคุยกับพี่แล้วพี่เจ้าจะให้เจ้ากลับบาดาล” คราวนี้เสียงเขาอ่อยลงมานิดหนึ่ง แล้วเจ้าตัวก็เอื้อมมือไปกุมพระหัตถ์บีบจนแน่น “เราขอสู้ตาย หากใครจะมาพาเจ้ากลับไป”

“โธ่อัสสะ มาพูดเรื่องนี้ทำไมตอนนี้ ....เราควรสนใจเรื่องนางนาคกับทารกน้อยและจะรับมือพี่ชายเรายังไงดีกว่า” เจ้านาคน้อยถึงกับถอนพระทัย เจ้าพระอาทิตย์นี่ มาพูดเรื่องนี้ต่อหน้าคนอื่นเราอายรู้ไหม แถมยังพูดมาไม่ถูกกาลเทศะอีกด้วย

แน่นอนสายตาหลายๆคู่ซ่อนยิ้มมายังวรองค์ที่ประทับนั่งเคียงคู่ บรรยากาศแห่งความตึงเครียดถูกเจือมาด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะคุณยายชื่นชมเด็กหนุ่มทั้งสองคู่นี้ยิ่งนัก คนหนึ่งนั้นหรือหล่อเหลาสมกับเป็นเทวะแห่งแสงสว่าง ส่วนอีกองค์นั้นเล่า ก็งามเกินเทวะบุตร จะผิดไหมหากจะว่า ‘สมกันจริงๆ’ ยกเว้นแต่ทรงกลดเท่านั้นแหละที่เบือนหน้าไปอีกทาง ระยะหลังเขาแทบจะไม่มีโอกาสเข้าใกล้สีทันดรเลย เพราะอัสดงเป็นก้างชิ้นใหญ่ แต่ตอนนี้จำต้องร่วมมือกันต้านพี่ชายของสีทันดรไว้ เสร็จศึกค่อยว่ากัน

“เอาน่าไอ้พระอาทิตย์ นายใจเย็นๆก่อน  ฉันเองก็คงไม่ยอมให้ใครมาพาน้องดื้อกลับไปหรอกน่า ในความคิดฉัน ฉันว่าเราไม่ลองเปิดอกเจรจากับพี่ชายน้องดื้อดีกว่าไม่ดีหรือ เผื่อเขาจะเข้าใจและรับฟังเหตุที่เกิดขึ้น และเลี่ยงการรบได้” ด้วยอุปนิสัยที่ลอมชอม ประนีประนอม ทรงกลดมักเลือกการเจรจามากกว่าการใช้กำลังมาอยู่เสมอ หากใช้เหตุผล การเจรจาน่าจะสำเร็จ และเผื่อโชคดี พี่ชายน้องดื้ออาจจะเอ็นดูมาบ้างก็ได้

“เหอะคงจะสำเร็จหรอกไอ้กลด รบเป็นรบ ฉันไม่กลัว ดีซะอีก เทวะนาคาบางตน จะได้เห็นว่าฉันก็แน่เหมือนกัน ไม่ได้ยอมให้ใครมาข่มเอาง่ายๆ” อัสดงไม่ลดละ ไฟก็คือไฟวันยังค่ำ ไฉนเลยจะเย็นฉ่ำเหมือนแสงจันทร์ การเจรจาดูจะเป็นสิ่งน่ารำคาญ ยิ่งการเจรจานั้น อาจทำให้ตนดูด้อยค่าในสายตาของพี่ชายเจ้ายอดดวงใจด้วยแล้ว ใช้กำลังตัดสินน่าจะดีกว่า

 “พี่ชายเราดุและบางทีก็เอาแต่พระทัย แถมยังทรงหยิ่งในพระเกียรติยิ่งนัก เราว่าท่าทางคงจะยากนะพี่กลด ลองดูทางอื่นไม่ดีกว่าหรือ”

สีทันดรตรัสมาอย่างเข้าพระทัยพี่ชายตนเองดี เพราะตั้งแต่เล็กแต่น้อย พี่ชายตนเอาพระทัยตนเป็นที่ยิ่ง ด้วยความที่เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ เป็นราชนัดดาองค์โต ใครๆก็ดูเหมือนจะเกรงพระทัย จวบจนตนเองประสูติมานั่นแหละ พี่ชายจึงยอมลดลาลงบ้าง เพราะทรงเห่อ น้องชาย เสียยิ่งนัก อะไรที่ทรงต้องการ พี่ชายจะทรงหามาให้ แถมบางทียังพาไปเที่ยวในยังสถานที่ที่ไม่เคยมีใครกล้าพาไป จนบางครั้งสมเด็จแม่ต้องทรงเอ็ดมาอยู่บ่อยครั้ง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทรงลดละความร้ายกาจ ทรงยอมให้แค่ไม่กี่พระองค์เท่านั้น สีทันดรทรงรู้ยิ่งกว่ารู้ ว่าพี่ชาย ทรงเป็นนักรบแค่ไหน ฤทธานุภาพ มิเป็นสองรองใคร และทรงโปรดที่จะใช้กำลังตัดสินมากกว่าการเจรจา เฉกเช่น อัสดง

“แล้วพี่ชายน้องดื้อกลัวหรือเกรงใครบ้างไหม” คืนฉายถามขึ้น แล้วกล่าวต่อว่า “ถ้ามีก็ให้คนคนนั้นออกหน้าช่วยเจรจา คาดว่าพี่ชายเจ้าคงฟัง”

“พี่ชายเราเกรงสมเด็จทวด กลัวทูลหม่อมปู่ แต่เท่าที่มุจลินทร์บอกเราคราวก่อน ท่านทรงฌานอยู่ ทูลหม่อมปู่ก็เสด็จขึ้นเฝ้า”

“งั้นลองให้คนอื่นๆ ที่เป็นที่เคารพทั้งสามโลกมาลองพูดให้ดูสิ อย่างมหาเทพหรือมหาเทวี พระองค์ใด พระองค์หนึ่ง”  ทรงกลดเสนอขึ้น แต่ก็มีเสียงทักท้วงว่า

“ท่านคงจะทรงยอมหรอก ดีไม่ดี โทษอาจจะยิ่งหนักขึ้น หากความทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณ เรื่องนี้เป็นเรื่องของทางบาดาลอย่าให้โลกสวรรค์เข้ามาเกี่ยวเนื่องเลย”

ระหว่างที่เทวะน้อยๆกำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น คุณยายที่นั่งฟังอยู่นาน เห็นว่า หนทางนั้นตีบตันเหลือแสน ก็เลยจุดธูปจุดเทียนกราบหน้าพระประธาน ขอบารมีพระพุทธคุณช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ช่วยหาหนทางรอด ฉับพลันก็บังเกิดรัศมีสีทองเรืองรอง สว่างไสวจากพระพุทธรูปองค์นั้น ยามที่รังสีแห่งความเมตตาเฉิดฉาย สิ่งที่แว่บเข้ามาในพระทัยของสีทันดรคือ บารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช่แล้ว ทำไมไม่ให้พระช่วยเล่า พี่ชายที่ไม่เคยฟังใคร เห็นทีคงจะปฏิเสธไม่ได้ หากมีบุตรแห่งพระตถาคตผู้ถึงขั้นอริยสงฆ์ออกหน้า และ ณ ที่นี้ ก็มีลูกศิษย์แห่งพระอริยสงฆ์นั่งอยู่ พระเนตรฟ้าครามใสเริ่มเปล่งประกายทันทีที่ทรงนึกหาทางรอดได้ โอษฐ์สีงามสดแย้มยิ้มเริ่มสดใส

“อัสสะ เจ้าคิดถึงหลวงตาเจ้าไหม ...เห็นทีพวกเราคงต้องให้เจ้าพาไปกราบนมัสการท่านแล้วล่ะ”

เทวะน้อยทั้งหลายคิดได้โดยพลัน นี่ไงล่ะ ผู้ที่พี่ชายจอมขี้เก๊ก อาจต้องเกรง ‘หลวงตาของอัสดง’ พระอริยสงฆ์นักปฏิบัติผู้ซึ่งเป็นที่เคารพของเทวดาทั้งหลาย ไยก่อนหน้านี้คิดกันไม่ออกนะ ทางรอดเริ่มเห็นอยู่รำไร เหลือแต่อัสดงจะพูดให้หลวงตาช่วยได้ไหมเท่านั้น

“อัสดง พวกเราคงต้องเพิ่งนายแล้วนะ ให้หลวงตานายช่วยเจรจาให้ พี่ชายของน้องดื้อคงฟัง การปะทะกันยามนี้ หลีกเลี่ยงได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยง ทัพนาคขึ้นมากันเยอะอย่างที่เราเห็น นายคงไม่อยากให้มนุษย์ที่นี่โดนลูกหลง นายเชื่อฉันสักครั้งเหอะ อย่าเพิ่งให้เรื่องส่วนตัวมามีบทบาทต่อเรื่องส่วนรวมเลย” ทรงกลดตบไหล่สหายปลอบเบาๆ อัสดงเองเมื่อหันไปมองรอบๆ ก็รู้ได้โดยพลันว่าสายตาทุกคู่ เลือกการเจรจา เอาเถิดพวกนายจะเจรจากันเรื่องนางนาคกับลูกฉันไม่ว่า แต่ถ้าหากมีอะไรพาดพิงมาถึงไอ้ดื้อและทำให้ไอ้ดื้อต้องกลับบาดาล ยามนั้นฉันจะรบ และใครก็ห้ามขวาง

“ตกลง แต่ถ้าไม่ได้ผล พวกนายก็เตรียมตัวให้ดีแล้วกัน”

ดึกสงัดแล้ว คุณยายขอตัวไปเข้าห้องนอนพักผ่อน เทวะน้อยทั้งหลาย จึงแยกย้ายกันไปเข้าห้องพักบ้าง ก่อนไปสีทันดรได้กำชับนักกำชับหนาให้ นางนาคซ่อนลูกไว้อยู่แต่ในห้อง และเร้นกายอย่าให้ใครเห็น เอราวัตเมื่อส่งเพื่อนๆเข้าห้องพักเสร็จในฐานะเจ้าบ้าน เขาก็มานั่งรับลมยามดึกอยู่คนเดียว อยู่ตรงริมบันไดนอกชาน บรรยากาศหลังฝนตกหนักช่างเย็นยะเยียบเสียนี่ เสียงจักจั่นตอนหัวค่ำบัดนี้ถูกแทนที่มาด้วยเสียงกบร้องดังอยู่ถ้วนทั่ว สายตาของเขามองฝ่าออกไปในความมืดมิด ในหัวมีหลากหลายความคิดที่สับสนวุ่นวาย คุณยายเคยสอนให้หยิบมาคิดเป็นเรื่องๆ แล้วทำไมเรื่องที่หยิบมาคิดเรื่องแรก ต้องเป็นเรื่อง ของ ‘ใครบางคน’ ด้วยก็ไม่รู้ แทนที่จะเป็นเรื่องศึกที่อาจจะเกิดขึ้นกับเทวนาคา

“นายคิดอะไรของนายไอ้ฉาย” เอราวัตเปรยกับตนเองเบาๆ แล้วขนแขนก็เริ่มลุกซู่ เพราะสายลมเย็นฉ่ำพัดพาเอาหยาดฝนที่ยังคงเกาะพราวตามต้นไม้มากระทบผิวกาย แต่ที่ทำให้เขาต้องสะดุ้งสุดตัวขึ้นมาก็คือเสียงของคนคุ้นเคยที่งอนและตามไปง้อเมื่อตอนหัวค่ำ คนที่พูดถึงอยู่เมื่อครู่นี้เอง

“มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้คนเดียววะไอ้พระพุธ” แปลกนะที่เสียงเสียงหนึ่งจะมีอานุภาพทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นได้อย่างที่ไม่เคยเป็น วัตถุเย็นๆจากกระป๋องเครื่องดื่มอลูมิเนียมบางชนิดถูกแนบมากับแก้มของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ก่อน แล้วคนถือมาก็หยิบยื่นส่งให้พร้อมนั่งลงข้างๆ

“เอา กินเบียร์แก้หนาวซะไอ้เวร นั่งตากน้ำค้างเดี๋ยวก็เป็นหวัด”

“ขอบใจ....ยังไม่นอนอีกหรือมึง ไอ้ฉาย” เอราวัตรับกระป๋องเบียร์มา แล้วเปิดขึ้นยกดื่ม รสเบียร์ช่างนุ่มลิ้น เมื่อผ่านลงคอไปทำให้ร่างกายเริ่มร้อนขึ้นมาบ้าง แถมตอนนี้ยังร้อนไปถึงหัวใจด้วย ลมเย็นๆ ยังพาพัดเอากลิ่นหอมของคนที่นั่งอยู่ต้นลม เขาจึงจำเป็นต้องนั่งสูดจนเต็มปอด...... ‘แปลกทำไมหมู่นี้ไอ้ฉายมันตัวหอมผิดปกติ’

“มึงเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมเหรอไอ้ฉาย”

“พูดไม่เพราะ กูๆ มึงๆอยู่ได้ ฉันนอนไม่หลับน่ะ มีเรื่องให้คิด เออแล้วนายรู้ได้ไงว่าเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอม แสดงว่าแอบดมอยู่บ่อยๆล่ะสิท่า” คืนฉายหันมามองหน้าเอราวัตแล้วก็ยิ้มๆ จนเจ้าตัวต้องหลบหน้าหลบตาหันไปมองทางอื่น ใบหน้าที่เคยขาวใส ทำไมบัดนี้แดงแป๊ดยิ่งกว่าลูกตำลึง หรือจะเป็นเพราะฤทธิ์เบียร์

“ไอ้บ้า กูไม่ได้แอบดมนะ ก็มึงนั่งอยู่ต้นลม ลมพัดมากูก็เลยได้กลิ่น ก็เท่านั้น” เอราวัตแก้ตัวไปได้ แต่คืนฉายก็ไม่เชื่อ เหอะ แอบดมก็บอกว่าแอบดม ทำไมต้องโกหก ....นายมันโกหกไม่เก่งอย่างที่เคยพูดจริงๆด้วย

“ไม่ดมก็ไม่ได้ดม ไม่เห็นต้องหน้าแดงด้วยเลย แล้วนั่งคิดอะไรเนี่ยอยู่คนเดียว” คืนฉายทำหน้าทะเล้นใส่ ไอ้พระพุธนี่ เวลาเขินดูเงอะๆงะๆพิกล

“ก็เรื่องพี่คชากับเมียและก็ลูกไง เห็นแล้วก็ทำใจไม่ได้หากทั้งสามต้องถูกทัณฑ์” นั่นแน่ เอราวัตโกหกมาอีกแล้ว

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
“เราต้องยอมรับนะ ว่าทางนางนาคผิด พวกเราคงช่วยให้นางพ้นโทษไม่ได้หรอก แต่คงช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาอย่างที่น้องดื้อบอกได้แค่นั้น”

“แล้วมึงไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ที่เห็นคนที่เขารักกันต้องถูกพราก มึงพูดอย่างกับมึงไม่มีหัวใจ”

“มีสิ กำลังเต้นอยู่นี่ไง ไม่เชื่อนายลองจับ” คืนฉายไม่พูดเปล่า จับมือของเอราวัตมาแนบเพื่อให้รู้ว่าหัวใจของตนเต้นจริง เอราวัตทำหน้าไม่ถูก เพราะนอกจากจะเจอหัวใจที่เต้นแรงแล้ว เขายังเจอสายตาสีน้ำตาลหวานซึ้งเป็นประกายรออยู่ก่อน ไอร้อนๆจากฤทธิ์เบียร์เริ่มผ่านออกจากโพรงจมูก กระทบใบหน้าที่ห่างเพียงแค่คืบ

“เห็นไหมว่าฉันก็มีหัวใจ”

“ใช่และมึงก็คงมีหลายดวง” เอราวัตดึงมือออกพยายามหันหน้าไปทางอื่น ตำหนิตัวเองทันที ไม่น่าไปพูดอย่างนั้นเลย พูดไปเช่นนั้นมันเหมือนกับว่าเราหึงมัน อย่างนั้นแหละ อย่าเลย อย่ามองมัน ความหวั่นไหวเกิดขึ้นมาอีกแล้ว และครั้งนี้ก็หนักหนากว่าที่เคยเป็น

“บอกไปแล้วไง ว่าเมื่อก่อนอาจใช่ แต่ตอนนี้ มีดวงเดียว” น้ำเสียงทีเล่นทีจริงปนความยียวนจางหาย กลายเป็นความจริงจัง

“กูไม่เชื่อ”

“ฉันคงมีกรรมเนอะ ที่ลักษณะดูเหมือนคนเจ้าชู้ปลิ้นปล้อน พูดอะไรไปก็ไม่มีใครเขาเชื่อ” คืนฉายถอนหายใจ บ่นกับตัวเองแต่จงใจให้คนข้างๆได้ยิน ‘ฉันน้อยใจ’ นายจะรู้บ้างไหม

“ฉายขอฉันพูดตรงๆนะ นายทำแบบนี้นายคิดอะไรหรือเปล่า นายมาเล่นแบบนี้ นายกำลังทำให้ผู้ชายแท้ๆคนหนึ่งไขว้เขว ผู้ชายอย่างฉันชอบผู้หญิง นายกำลังทำให้ฉันคิดในสิ่งที่ไม่ควรจะคิด” กูและมึงจางหายไปอีกครา เอราวัตตัดสินใจพูดตรงๆ เพราะทนไม่ไหวกับการโดนหยอด เพราะโดนทีไร เขาก็เริ่มเอนเอียงไปทีละน้อย

“แล้วมันผิดตรงไหน นายดูอย่างไอ้อัสดง ไอ้กลด กับน้องดื้อสิ ยังสามคนอีรุงตุงนัง ชอบกันก็แสดงออกกันอย่างซึ่งๆหน้าเลย”

“แต่นายไม่ได้ชอบฉัน นายไม่ได้คิดจริงๆ นายแกล้งเล่นเสียมากกว่า และบทบาทที่เราเล่นและแสดงวันนี้ มันก็เป็นเพียงแค่รักหลอกๆ ที่เราสองคนสร้างขึ้นมากันเท่านั้น”

“หากไม่ได้คิด คงไม่ตามออกมาคุยเป็นการส่วนตัวเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้หรอก จำที่เราคุยค้างไว้ที่เรือนริมน้ำได้ไหมที่ฉันบอกว่า...”

“นายพูดว่า นายไม่ได้ดีพร้อมเหมือนใครๆ แต่นายก็จะพยายามและพร้อมจะทำให้ดีขึ้นไป เพื่อใครสักคน ฉันกำลังจะหาโอกาสถามนายอยู่พอดีว่านายหมายถึงใคร ”

“นายไม่รู้จริงๆเหรอ พระพุธ” คืนฉายถามกลับ จ้องเอราวัตอยู่อย่างนั้น

ด้วยความที่ถูกยกย่องให้เป็นเทวะแห่งความรักและโลกีย์สุข เหตุแห่งรัศมีสีชมพูปริศนาในกาย ถูกค้นหาและเจอคำตอบตอบจนได้ ภาพเหตุการณ์ต่างๆถูกทบทวนอยู่ในสมอง เพื่อจะให้คนที่เขาอ่านใจออกรู้ว่าตนหมายถึงใคร จากแวบแรกที่ได้เจอกันตรงท้ายสวนของบ้านทรงกลดจวบจนกระทั่งรู้ว่าเขาคือหนึ่งในกลุ่มเทวะที่ต้องมาปราบมาร ความสัมพันธ์แรกเริ่มกำเนิดจากมิตรภาพ แล้วนำไปสู่ความสนิท จนแกล้งกันแรงๆ ตรงท่าน้ำในวันนั้น และยังนำไปสู่ความชิดชอบ จนต้องแกล้งเอามาเป็นแฟนครั้นไปเที่ยวทะเล เรื่อยมาจนกลายเป็นความสิเน่หาเมื่อยามเย็น ถึงกับต้องงอนและถูกตามง้อ และจูบกันในที่สุด จนบัดนี้ เขาปฏิเสธความรู้สึกพิเศษอีกต่อไปไม่ได้แล้ว

เอราวัตเมื่ออ่านความคิดนั้นได้ก็ถึงกับนิ่งงัน อาการวาบแห่งหัวใจกำเริบหนัก ‘คืนฉายคิดอย่างนั้นจริงๆด้วย แล้วเราจะทำอย่างไร หวั่นไหวและสับสนไปหมดแล้ว’ ทางเลือกมีอยู่สองทางจะตอบรับหรือปฏิเสธ ลังเลสุดเหลือคณา
 
สายลมยามดึก พัดมาอีกแล้ว คราวนี้คนตรงหน้าดันกลับร้องเพลงเมื่อตอนเย็นมาเสียเอง คืนฉายเป็นคนที่เสียงมีเสน่ห์ฟังทีไรก็กินใจทุกที ยิ่งคราวนี้แล้วต้องเรียกว่าซ่านลงไปถึงในใจมากกว่า

ใจเจ้าเอ๋ย....มิเคยจะเจอเนื้อคู่
ฤาลมจะรู้ จึงพัดพามากับสายลม
มิทันได้ทัก มิทันได้เชยชิดชม
แล้วสายลมโชย ให้เจ้าเลือนลับตา

“ฉาย นี่นาย ...ไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม”

ไม่บ่อยครั้งนักที่คนช่างพูดและพูดจาได้ฉะฉานอย่างเอราวัตจะพูดจาตะกุกตะกัก คำพูดดูเหมือนตีบตันอยู่แค่คอหอย มือที่ถือกระป๋องเบียร์อ่อนแรงลง จนกระป๋องเบียร์นั้นหล่นลงพื้น  และยิ่งพูดไม่ออกยิ่งขึ้นเมื่อคืนฉายหยุดร้องเพลงแล้วถามกลับมาว่า

“แล้วนายล่ะ คิดอย่างไร เอราวัต นายลองคิดทบทวนดีๆ หากเราไม่มีใจให้กัน ทำไมวันนี้เราสองคนถึงจูบกันโดยไม่ยอมปล่อย”

คืนฉายยังคงจ้องมองหน้าเอราวัตอยู่ภายใต้แสงสลัวๆของเงาจันทร์ยามค่ำคืน ท้องฟ้าบัดนี้สว่างไสวแล้ว ดาวหลายล้านดวงเป็นประกาย โดยเฉพาะดาวพระศุกร์เริ่มทอแสงเจิดจ้าเป็นยิ่งกว่าดาราดวงใดๆสมชื่อ ‘คืนฉาย’ สายลมระเรื่อยพลิ้วไหวปลิวสะบัดพัดพาเอากลีบดอกราตรีกระจาย ปลิวลอยตามแรงลม ดุจทั้งสอง นั่งอยู่ท่ามกลางทุ่งอุทยานดอกไม้สะคราญ ประดุจภาพฝัน แต่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าไม่ใช่ความฝันนั้นก็คือลมหายใจอ่อนๆที่ต่างก็กระทบผิวหน้าซึ่งกันและกัน หากชิดกันอีกนิดเดียว ริมฝีปากคงไม่แคล้วประกบลงสนิทแน่นแน่ๆ คืนฉายใช้ฝ่ามืออ่อนนุ่มเริ่มกุมมือของเอราวัตไว้ เอราวัตขณะนี้ทำอะไรไม่ถูกแล้ว จากเหตุผลที่คืนฉายยกมา มันก็คือเรื่องจริง และจูบๆนั้นเขาก็เป็นคนเริ่มเองมาเสียด้วย  หากตอนนี้เป็นความฝัน เขาก็คง ไม่อยากตื่นอีกแล้ว

“ฉะ ฉัน ตอบ มะ ไม่ ถะๆ ถูก ฉาย ฉันบอกความรู้สึกตัวเองตอนนี้ไม่ถูกจริงๆ” เอราวัตมิได้โกหก แต่เขาตอบไม่ถูกจริงๆ ที่จู่ๆมีผู้ชายด้วยกันมาสารภาพความรู้สึกตรงหน้า แถมคนๆนั้นก็ยังเป็นเพื่อน ที่ผ่านมาเขายอมรับว่าในกลุ่มสนิทใจกับคืนฉายมากที่สุด มีระยะหลังเนี่ยแหละที่คำว่าสิเน่หาเริ่มเข้ามามีบทบาทแต่เขาก็ยังไม่มั่นใจในคนตรงหน้านัก

“ขอฉันคิดดูก่อน แล้วค่อยให้คำตอบได้ไหม ฉาย”

“ตามสบาย นายจะให้คำตอบเมื่อไรก็ได้ ฉันจะรอ”

คืนฉายนับว่ามีหัวใจลูกผู้ชายเพราะมิเร่งรัดเอาคำตอบ เขาตั้งใจเปิดโอกาสให้เอราวัตได้คิดและไตร่ตรองจนทั่ว ตัวเขาเองนั้น อาจจะไม่ดีพร้อมอย่างที่เคยบอก ที่ผ่านมาเขาทำตัวเองทั้งนั้น มันก็สมแล้วที่เอราวัตจะไม่มั่นใจในตัวเขา

“ขอบใจ ฉาย.....แล้วฉันจะให้คำตอบนาย”

เอราวัตกุมมือคืนฉายตอบ ทำให้รัศมีสีเขียวรอบกายพุ่งปราดผ่านฝ่ามือที่กุมมือของเขาไว้อยู่ก่อนแล้วมากระทบกันเข้ากับรัศมีสีฟ้าที่ไหลวนอยู่ทั่ว รัศมีทั้งสองเข้ากันได้ และสอดประสานได้เป็นอย่างดี ทั้งสองรับรู้ หากเอราวัตต้องใช้เวลา และคืนฉายก็ไม่ขัด

“ดึกแล้ว....ฉันไปนอนก่อนนะ ราตรีสวัสดิ์”

เอราวัตพูดจบก็หายวับกลายเป็นลำแสงเขียวจ้าออกไปจากตรงนั้น คืนฉายยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ลังเลว่าจะตามไปคุยต่อในห้องดีหรือไม่ ....แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าเท่านี้สำหรับคืนนี้ก็เพียงพอแล้ว ปล่อยให้เอราวัตอยู่คนเดียวเพื่อที่จะได้คิดให้คำตอบเอากับเขาได้ ระหว่างที่คิดอะไรเพลินๆ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง พอหันไปก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ที่แท้ก็คือเจ้าพระจันทร์กับเจ้าพระเสาร์นั่นเอง

“แหมๆ ไอ้ฉาย....มึงนี่ไม่เบาเลยนะเล่นเอาไอ้พระพุธเขินเข้าห้องไปแล้ว” คันฉัตรหรือเจ้าพระเสาร์เดินตามลงมานั่งกอดคอเจ้าพระศุกร์อยู่ตรงเชิงบันได คว้าเบียร์ในมือมาจากคืนฉายแล้วกระดกพรวด

“มา....ขอแดกบ้าง”

“เก่งเหมือนกันนี่หว่า นึกว่าพวกกูต้องช่วย” ทรงกลดทรุดกายลงนั่งข้างๆ แย่งกระป๋องเบียร์จากคันฉัตรไปดื่มต่ออีกที
 
“ไอ้ห่า พวกมึงนิสัยไม่ดี มาแอบฟังคนเขาคุยกัน ท่าจะเห็นหมดแล้วสิ”

“เออเห็นหมดแล้ว แต่กูไม่ได้แอบฟังนะ พวกกูมาช่วย ให้รักหลอกๆ ของพวกมึงเป็นของจริง แต่มึงก็หวานใช้ได้นี่หว่า”
 
“มึงหมายความว่ายังไงไอ้กลด”

“เฮ้ออ ขี้เกียจอธิบาย ไหนไอ้ฉัตรลองบอกไอ้ฉายมันไปซิ”

“นี่ไอ้คุณพระศุกร์ ที่มึงเห็นท้องฟ้าตอนนี้สว่างไสวนะ ก็เพราะไอ้กลดมันขอให้เฮียข้างบนน่ะ เขาเปิดฟ้าขับราชรถให้มาอยู่ตรงนี้ มึงจึงเห็นพระจันทร์ดวงเบ้อเร่อ พร้อมกับดาวไง แล้วลมที่พัดเอากลีบดอกไม้ลอยมาน่ะ กูเสกลมขึ้นมาเอง แล้วให้ไอ้รักไอ้ยม มันนั่งโปรยดอกไม้อยู่บนหลังคานู่น เหมือนกับตอนหัวค่ำที่มึงงอนกันจนต้องไปตามง้อกันแล้วจูบกันนั่นแหละ”

เฮียที่คันฉัตรหมายถึงก็คงไม่แคล้วคือจันทรเทพ ผู้เป็นองค์ประธานยามราตรี ต้นกำเนิดแห่งทรงกลดนั่นเอง

คืนฉายถึงบางอ้อทันที แหงนหน้ามองไปบนหลังคา ก็เห็นเจ้ารักเจ้ายม สมุนของคันฉัตร นั่งแกว่งเท้าไปมาอยู่บนหลังคา เจ้าเด็กน้อยหัวจุกทั้งสองต่างผลัดกันจาม เพราะแพ้เกสรดอกไม้ ต่างร้องโอดครวญ “ไม่เอาอีกแล้วนะพี่ฉัตร ชอบใช้ให้รักกับยมทำอะไรแบบนี้จัง”

“งั้นเมื่อตอนเย็นคนที่ร้องเพลงมาตามลมก็คือมึงสองคน”

“เออน่ะสิ .....มัวแต่งอนกัน รำคาญเลยช่วย”

คืนฉายยิ้มกว้างกอดคอเพื่อนทั้งสองไว้ด้วยแขนคนละข้าง แหมไอ้สองคนนี่ใช้ได้ มันต้องอย่างนี้สิไอ้เพื่อนรัก “มึงว่าคำตอบจะเป็นยังไง”

“กูไม่รู้ แต่ถ้ากูเป็นไอ้พระพุธ กูก็คงเซย์ เยส เอาล่ะไอ้ห่า มึงทำดีที่สุดแล้ว ไปนอนเหอะ” ทรงกลดกล่าวตอบแล้วดึงมือคืนฉายลุกขึ้น ตามมาด้วยคันฉัตร มุ่งหน้าเข้าสู่ห้องพัก คันฉัตรยังคงพูดต่อมาว่า “ช่วงนี้มึงก็ทำคะแนนให้ดีๆล่ะ”

“ไอ้ฉาย แล้วมึงอย่าลืมที่กูช่วยมึงนะ หากถึงคราวกู มึงต้องช่วยกูเรื่องน้องดื้อด้วย คราวที่แล้วตอนไปทะเล มึงรับปากว่าจะช่วยแต่มึงก็ไม่ช่วยจนไอ้อัสดงมันนำหน้ากูไปหมดแล้ว”

“เออๆๆ ไม่ต้องมาทวงบุญคุณหรอกน่า ไอ้กลด กูรู้แล้ว ว่าน้องดื้อคือยอดดวงใจ มึงอยากได้ใจจะขาด แต่ถ้ามึงโดนไอ้อัสดงมันกระทืบอย่าพาดพิงมาถึงกูก็แล้วกัน”

“เออ ตกลง”

จากนั้นเทพน้อยทั้งสามก็ต่างแยกกันเข้าห้องไปพักผ่อน คืนฉายเมื่อเข้าห้องมาได้ก็ทิ้งตัวลงบนฟูกหนานุ่ม บรรยากาศรอบข้างขณะนี้มืดสนิท เหลือเพียงแต่แสงจันทร์สลัวๆ เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ คืนฉายก็ยังนอนไม่หลับ เขายังคงภาวนาให้คำตอบที่เอราวัตสัญญาว่าจะบอกเป็นไปในทางที่ดี เพราะหัวใจคงเป็นสุข เสียงเปาะแปะ เปาะแปะ ของหยาดน้ำฝนเริ่มกระทบหลังคาบ้านดังมาอีกคำรบ อากาศเริ่มหนาวเย็นเป็นทวีคูณ เขาซุกตัวอยู่ในผ้านวมหนานุ่ม เวลานี้หากได้กอดใครสักคนก็คงจะดีไม่น้อย ดึกสงัดอย่างนี้ แถมฝนยังตก  เหงาหัวใจเป็นที่สุด ฝนทำไมถึงมาตกเอาตอนนี้ พระพิรุณเทพ ช่างไม่เข้าใจเขาเสียเลย สายฝนเริ่มเทหนักและสาดเข้ามาในห้อง คืนฉายจำต้องลุกขึ้นไปปิดหน้าต่าง หยาดน้ำฝนเย็นยะเยียบลอยมากระทบแขน จะว่าไปความรักก็เปรียบได้ดั่งกับสายฝน ถึงแม้จะมีร่มกำบัง แต่บทฝนจะสาดก็หาทางสาดได้อยู่ดี ถึงแม้ใครบางคนอย่างเช่นเขาจะเคยพยายามหลีกหนีไปก็ตาม ท้ายสุดก็โดนสาดจนเปียกชุ่มจนได้ 

“เอราวัต ฉันจะรอคำตอบจากนาย คนเดียวเท่านั้น”

ความรัก....คือสายฝนพรำ
ความรัก....คงเย็นฉ่ำดั่งสายฝน
ความรัก...เกิดขึ้นได้กับทุกคน
ความรัก....เหมือนกับฝน ใครไม่เคยเปียก คงไม่มี


******************
แล้วเจอกันบทที่๑๒ นะคะ
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณ คุณblanchard คุณmaemix และคุณanterosz ที่ช่วยเมนต์ และติดตามเสมอมา  :bye2:  :กอด1:

อ้างอิง * สุนทรภู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2019 18:06:23 โดย Artemis »

ออฟไลน์ maemix

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4665
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +299/-3
หวานๆกันไปอีกคู่  รออีก3คนที่เหลือ
แต่ตอนนี้คงต้องช่วยกันแก้เรื่องของพี่ชายน้องดื้อก่อน

ออฟไลน์ tahhhtah

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เห็นตั้งแต่อัพตอนแรกๆแล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสได้มาเม้นท์(เพราะเพิ่งสมัครเล้าสดๆร้อนๆเมื่อกี้5555) ดีใจมากๆที่เรื่องนี้มาต่อ ตอนนั้นจำได้ว่าชอบเรื่องนี้มากๆ อินไปพักนึงเลย ระหว่างรอภาคสองเราก็ไปหานิยายแนวๆนี้มาอ่านแต่ก็ไม่ถูกจริตเท่า ด้วยความที่ทิ้งระยะไปค่อนข้างนานตอนนี้เลยลืมเรื่องไปบ้างแล้ว เดี๋ยวคงต้องหาเวลามาอ่านทวนแล้วแหละ เป็นกำลังใจให้นักเขียนนะคะ :mew3: :katai4:

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-3
ขอประกาศตัวเป็น fc พี่ชายใหญ่     :m3:

ลืมนางนาคไม่รักดีพรรค์นั้นเถิด หม่อมฉันพร้อมถวายตัวมังคะ    :give2:


ส่วนคู่ของ ฉาย-วัต นั้น…    :m2:

เพลง ‘ลมเอย’ คือดีอะ!

:m4:    ต้องขอขอบคุณพี่ฉัตร พี่กลด ที่ร่วมสร้างบรรยากาศสีกุหลาบด้วย     



สำหรับยายเกด…   “โฉกกฬี”  แม่ย้อยไม่ได้กล่าว    :laugh3:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
ขอบพระคุณ คุณmaemix คุณtahhhtah และก็คุณblanchard มากๆนะคะ วันนี้ขอมาตอบเมนต์สักหน่อยค่ะ


@คุณmaemix ใช่แล้วค่ะ เรื่องพี่ชายทยุติธรนี่สำคัญนักเชียว พวกอัสดงต้องเหนื่อยกันเลยทีเดียวค่ะ     :mew3:


@คุณtahhhtah ขอบคุณมากๆค่ะสำหรับกำลังใจ จะทยอยลงให้เรื่อยๆนะคะ ดีใจที่ยังไม่ทิ้งกันค่ะ  :กอด1:  :pig2:


@คุณblanchard ทยุติธรมีแฟนคลับแล้ว อิอิ ดีใจจัง  เดี๋ยวจะกราบทูลทยุติธรให้นะคะ
ปล. รักแม่ย้อย ถึงจะไม่ได้กล่าว แต่อินเนอร์แม่ย้อย ที่สุดในสามโลกเลยค่ะ  :jul3:

Love Love แล้วจะรีบมาต่อตอนต่อไปให้นะคะ จุ๊บ จุ๊บ  :mew1:

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
บทที่๑๒ โน่นก็พี่ นี่ก็ที่รัก

เอราวัตเมื่อเข้าห้องนอนมาได้ ก็ยังคงนอนกระสับกระส่าย อาการนอนไม่หลับเช่นนี้ นานๆจะเกิดขึ้นเสียที และหากเกิดขึ้นเมื่อใดนั่นก็หมายถึงว่า เขามีเรื่องที่ต้องคิดมากเป็นพิเศษก็เหมือนๆกับคนทั่วไปนั่นแหละ เพราะโดยปกติแล้ว ตัวเขาเองแทบจะไม่เคยมีเรื่องที่ต้องคิดเท่าไรนัก และยามนี้เรื่องที่คิดอยู่นั้น คงมิใช่เรื่องอื่นไกลอันใด มันคือเรื่องของคำตอบที่ต้องหาให้คืนฉายนั่นเอง

“เราไม่ได้รังเกียจความรักระหว่างชายกับชาย ไม่ได้รังเกียจคืนฉาย เราแค่ยังไม่มั่นใจและสับสนตัวเองเท่านั้นว่าเราชอบผู้ชายด้วยกันจริงหรือ”

อณูน้อยเปรยกับตัวเอง ตนไม่เคยชิงชังในความรักระหว่างชายกับชาย และยังเคยบอกอัสดงกับทรงกลดไปด้วยว่า ‘สมัยนี้ชายชอบชาย’ ไม่ใช่เรื่องแปลก หากแต่เมื่อเกิดขึ้นกับตัวเขา ยากนักที่จะยอมรับ มันเข้าข่ายดีแต่พูด ที่ผ่านมาเขาเคยมีสาวๆ คบไว้ไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่บ่อยๆ และได้สุขสมกันเป็นบางครั้ง แต่สาวๆพวกนั้นก็มิได้ทำให้ต้องใจเลยสักนิด เทียบไม่ได้เลยกับรอยจูบเมื่อตอนเย็น จูบนั้นแม้ ‘ตั้งใจ’ จะทำเพื่อตบตาเกด แต่ไปๆมาๆ กลายเป็น ‘พร้อมใจ’ กันทำไปได้ยังไงไม่รู้ และตอนนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ติดใจ’ เสียจริงๆ

เอราวัตยังคิดทบทวนไปมาอีกหลายตลบ จวบจนกระทั่งสมองเริ่มล้าม่านตาเริ่มหนาหนัก อีกทั้งบรรยากาศยามนี้ยังหนาวเย็นไปด้วยสายฝนที่ซัดกระหน่ำ ร่างกายเริ่มอ่อนแรงรวดเร็ว หลับเสียดีกว่าเผื่อพรุ่งนี้จะคิดอะไรออก และในสภาวะแห่งการครึ่งหลับครึ่งตื่นนั้นเอง เขามั่นใจว่าเขาได้เห็น รัศมีสีเขียวสีเดียวกับของเขา พุ่งผ่านทะลุบานหน้าต่างมายังใจกลางห้อง รัศมีสีนั้นสว่างไสวและเริ่มจับเป็นตัวคน รัศมีอันเคยคุ้น พอสลายก็จำได้ทันทีว่า เป็นใคร

“ท่านพระพุธ”

เอราวัตพยายามยันกายขึ้นมาบังคม แต่ร่างกายก็เสมือนถูกตรึงเอาไว้อยู่บนเตียงหนานุ่ม บุรุษเลิศลักษณ์ผู้นั้นเริ่มแย้มเยื้อนตอบ รัศมีเขียวสดเจือทองสดใสอยู่ทั่วรอบกรอบโครงร่าง ใบหน้าดุจหล่อมาจากพิมพ์เดียวกับเขา แต่ถ้าจะพูดให้ถูกเขาเองต่างหากที่ถอดแบบมาจากบุรุษผุ้นั้น ร่างกายสูงใหญ่งามสง่าในพัสตราสีเขียวครึ่งท่อน แผงอกแข็งแรงถูกพาดทับด้วยภูษาสีขาวพลิ้วไหวปลิวสะบัด ร่างแห่งเทวะมักงามพร้อมเช่นนี้เสมอเมื่ออยู่ในสภาวะเทวะเต็มขั้น

“ไง...เอราวัต ถึงกับคิดไม่ตกเชียวหรือ แค่อณูแห่งพระศุกร์มาบอกรัก” สุรเสียงใสดังกังวานตรัสถาม แม้องค์พระพุธผู้เป็นต้นกำเนิดจะงามสง่าเท่าใด หากก็ยังแฝงไปด้วยลักษณะขี้เล่นเช่นเดียวกับเอราวัต

เอราวัตเริ่มอึกอักกล่าวตอบแทบไม่ถูก เพราะรู้สึกแปลกที่ตัวเองต้องมาคุยกับตัวเองเสมือนคุยกันผ่านหน้ากระจก พระพุธยังกล่าวต่อมาอีกว่า “ เหอะ มันก็แปลกจริงๆอย่างที่เจ้ากำลังคิดแหละ เจ้าก็เปรียบได้ดั่งเรา เราก็เปรียบได้ดั่งเจ้า มันไม่บ่อยครั้งหรอกนะที่ต้นกำเนิดจะมาคุยกับอณูของตนที่แบ่งภาคลงมา เพราะเทวะเมื่อแบ่งภาคลงมาแล้วก็ต้องเข้าฌาน แต่วันนี้เราแอบลงมา เพราะเป็นห่วงและรู้ว่าอณูแห่งเรากำลังมีปัญหา”

“พะยะค่ะ .....ทรงทราบหมดแล้วนี่ แต่กระหม่อมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จะตอบรับหรือปฏิเสธ”

“แล้วระหว่างตอบรับกับปฏิเสธ อันไหนเจ้ามีความสุขมากกว่ากัน คิดดูให้ดีๆ เจ้าถูกแบ่งลงมาเพื่อปราบอสูรเป็นเทวโองการที่เลี่ยงไม่ได้ เจ้ามีโอกาสมาใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ และชีวิตมนุษย์ก็สั้นนัก อีกทั้งเมื่อเสร็จศึกก็ยังไม่ทรงมีเทวโองการลงมาว่าจะให้ทำอย่างไร เรียกเจ้าคืนขึ้นมารวมอยู่กับเราหรือก็ยังไม่ชี้ชัด เราว่าสู้เจ้าทำตามใจ....ตนเองดีกว่า ลองทบทวนเหตุผลดูอีกครั้งก่อนจะให้คำตอบเขา นิสัยพระศุกร์ท่านน่ะก็เหมือนกับอณูท่านนั่นแหละ ถึงแม้จะทรงร้ายไปบ้าง ขี้เบื่อและรักสนุก หากแต่เมื่อยกย่องใครขึ้นมาแล้ว เขาผู้นั้นก็ควรจะดีใจ ที่เทพแห่งความรักยอมหยุดที่ตน”

“หมายความว่า กระหม่อมควรตอบรับ”

“สิทธิ์อยู่กับเจ้า...เราไม่มีอำนาจตัดสิน ได้แค่ชี้นำเท่านั้น จำไว้พระศุกร์ท่านไม่ชอบคอยใครนานๆ” สิ้นพระดำรัสแห่งพระพุธ รัศมีสีเขียวก็สว่างวาบพลันสลายพุ่งคืนสู่ท้องฟ้า เอราวัตสะดุ้งเฮือกขึ้นมา นั่งอยู่บนเตียง ครานี้ร่างกายเริ่มขยับได้เป็นปกติ เขานั่งทบทวนบนเตียงอยู่ชั่วครู่

“เมื่อกี้พระพุธเสด็จ ....เทพผู้เป็นต้นกำเนิด เสด็จจริงหรือว่าเราฝัน จะอย่างไรก็แล้วแต่ ท่านคงเสด็จมาให้คำตอบเราเรื่องคืนฉายโดยเฉพาะ....ฉายเห็นทีเราคงจะเลี่ยงกันไม่พ้นแล้ว ว่าแต่เสด็จมาด้วยเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ ยังไม่ได้ทูลถามเลยว่าเรื่องนางนาคกับพี่คชาจะทำอย่างไร โธ่เอ๊ย”

ภายในห้องนอนที่ถูกจัดเป็นห้องบรรทมของสีทันดร ขณะนี้เจ้าของห้องยังคงเดินวนเวียนไปมารอบๆร่างของอัสดงที่นั่งทำสมาธิเพื่อติดต่อหลวงตาอยู่ อัสดงนั่งอยู่เป็นนานสองนานแล้ว จนเขาผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่นั่นแหละแสดงถึงการทำสมาธินั้นสิ้นสุด สุรเสียงใสกล่าวถามโดยพลัน

“เป็นไงบ้างอัสสะ ติดต่อพระคุณเจ้าได้ไหม”

“ติดต่อไม่ได้เลย วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรไม่สามารถเข้าสมาธิได้ลึก” อัสดงบิดกายไล่ความเมื่อยขบ ใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายมีรอยกังวลใจ “สงสัยอัสสะกังวลเรื่องเจ้ามากไป”

“กังวลใจเรื่องเรา เรื่องอะไร อย่าบอกนะว่าเรื่องที่พี่ชายเราจะพาเรากลับบาดาล”

“แล้วจะเรื่องอะไรซะอีก ....อัสสะยังไม่อยากจะขาดใจตอนนี้” อัสดงคว้าวรองค์ที่ประทับนั่งข้างๆเข้ามากอดใบหน้าซบอยู่ตรงซอกพระศอ

“โธ่ ....อัสสะอย่ากังวลไปเลย ถึงพี่ชายเราจะบังคับให้เรากลับ แต่เราก็จะไม่กลับ พี่ชายถึงจะทรงร้ายทรงดุอย่างไร แต่ก็ทรงตามใจเราตลอด อย่าเพิ่งคิดมากเลย”

“แต่พี่ชายเจ้าไม่ชอบหน้าเรา อัสสะดูก็รู้”

“ก็ช่างพี่ชายเราสิ ....พี่ชายเราไม่ชอบก็ส่วนพี่ชาย แต่ไม่ใช่เรา”

“พูดอย่างนี้หมายความว่าหลงรักอัสสะแล้วใช่ไหม ฮะฮ่า”

อัสดงยิ้มออกมาได้ทันที หอมแก้มเจ้านาคาน้อยไปฟอดใหญ่ สีทันดรพอรู้ว่าเผลอโอษฐ์ตรัสอะไรออกไปก็พระพักตร์แดงระเรื่อ หันมาสะบัดพระวรกายออกด้วยความเขิน

“อัสสะบ้า ... ไม่พูดด้วยแล้ว นอนดีกว่า” สีทันดรเสด็จขึ้นเตียงทันที ทีท่าเขินอายยังคงมีอยู่ อัสดงนะอัสดง ที่ยอมให้กอดให้จูบที่ผ่านมาเนี่ยยังไม่ได้หมายความว่าตนมีใจให้อีกหรือไง   ส่วนอัสดงก็มิรอช้ากระโดดขึ้นเตียงเข้ามานอนข้างๆทันที วงแขนแข็งแรงโอบกอดเจ้านาคาน้อยไว้มั่น

“นอนด้วยคนนะคืนนี้”

“ไม่เอา เจ้าไปนอนห้องของเจ้าสิ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”สีทันดรดันอัสดงออกแต่ก็ไม่เป็นผลพระวรกายถูกเขาโถมทับมาทั้งตัว คืนนี้อัสดง เกเรมาอีกแล้ว

“ช่างมันสิ มันก็รู้ว่ากันหมดแล้ว จะต้องอายอะไร อัสสะขี้เกียจไปนอนเบียดกับไอ้ฉายมัน ....นะๆ ขออัสสะนอนด้วยคนนะ สัญญาว่าจะนอนเฉยๆ นะครับคนดี ไล่อัสสะไปไม่สงสารอัสสะเหรอ ที่ต้องนอนหนาว ไม่มีใครให้กอด ดีไม่ดี เผลอไปกอดไอ้ฉายเข้า เดี๋ยวมันก็ลวนลามอัสสะมาเท่านั้นเอง”

เอาอีกแล้วไงอัสดงนี่ เวลาอ้อนก็อ้อนเก่งใช่เล่นพูดเพราะมาเสียด้วย แถมยังมาทำตาหวานซึ้งใส่อีก เหอะใครว่าผู้ชายไม่มีมารยา ไม่จริง ดูอัสดงเป็นตัวอย่าง เจ้าเล่ห์ที่สุด ....แต่ก็เพราะความที่อัสดงเป็นอย่างนี้นี่แหละ ถึงได้ตรึงพระทัยเสียยิ่งนัก

“เฮ้อ ก็ได้ ....แต่สัญญาแล้วนะว่าจะนอนอย่างเดียว ห้าม.....” สีทันดรแกล้งถอนพระทัย ปากก็ตรัสไปแสร้งเหนื่อยใจ แต่ในพระทัยกับพระวรกายดันซุกองค์เข้าไปในอ้อมแขนเขาเสียแล้ว แล้วที่บอกว่าห้ามอย่างว่านั้น หากอัสสะจะทำก็คงจะขัดขืนมิได้ ....แต่โชคดีที่ผู้ชายคนนี้มิเอาเปรียบ ฤาอยากจะให้เขาเอาเปรียบจริงๆซะแล้ว

“น่ารักที่สุด แฟนใครก็ไม่รู้”  หากเป็นเมื่อก่อนคำว่าแฟนคงทำให้ฉงนพระทัยว่าคืออะไร แต่เดี๋ยวนี้ตอนนี้ทรงเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง เพราะนลกุพรสหายสนิทขยายความให้เมื่อตอนอยู่หิมพานต์

“เราไม่ใช่แฟนเจ้าสักหน่อย ....เจ้ายังไม่เคยบอกเราชัดๆ ว่าเจ้ารักเรา”

“ไอ้ดื้อคนดี หากเจ้าอยากจะฟังคำว่ารัก อัสสะจะบอกเจ้าทั้งคืนก็ยังได้ แต่มันจะมีความหมายอะไร ถ้ามันเป็นแค่ลมปากมิได้กล่าวมาจากใจจริงแท้ๆ อัสสะอยากให้เจ้าดูการกระทำของอัสสะมากกว่า”

อัสดงพูดจบก็ประกบริมฝีปากลงไปบนริมโอษฐ์ที่คล้ายว่าจะเผยอรอรับอยู่แล้ว ไออุ่นๆจากร่างกายถูกถ่ายทอดซึ่งกันและกันผ่านริมฝีปากทั้งสอง โคมไฟกลางห้องถูกดับลงแล้วเหลือเพียงแต่แสงสว่างของฟ้าแลบแปลบปลาบที่ผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง หนึ่งเทวะและหนึ่งนาคาต่างก็อยู่ในอ้อมกอดซึ่งกันและกัน ใจจริงของอัสดงอยากจะเผด็จศึกมาเสียแล้ว เพราะตอนนี้เขาพร้อมไปเสียทุกส่วน แต่เนื่องจากสัญญาไว้ จึงได้แค่เพียงจูบ สีทันดรเองใช่ว่าจะไม่รู้เพราะบางส่วนที่ดันนูนแข็งแกร่งจากกลางลำตัวของอัสดงมันบ่งชี้ว่าเขาต้องการ

“อัสสะ คงไม่โกรธเรานะ ที่เรายัง เอ่อ....ไม่พร้อม”

“ไม่หรอก ...อัสสะรอได้”

“เราสัญญาว่าเราจะยอมอัสสะเพียงผู้เดียว” พระเศียรน้อยๆ เลื่อนมาประทับบนต้นแขนของอัสดงเพื่อให้เขาได้กอดได้แนบชิดยิ่งขึ้น คืนนี้อัสดงมีหมอนข้างที่หอมเสียยิ่งกว่าหอมไว้ในอ้อมอกแล้ว หากเป็นไปได้เขาอยากหยุดเวลาไว้เท่านี้ตรงนี้เสียเหลือเกิน ช่วงเวลาที่ยอดดวงใจไม่ดื้อแถมยังน่ารักจนถึงขีดสุด

“ขอบคุณครับ อัสสะก็สัญญาว่าอัสสะจะมีเจ้าแต่เพียงผู้เดียว....เออนี่เจ้าอยากฟังนิทานก่อนนอนไหม”

“เราไม่ใช่เด็กแล้วนะ ทำไมจะต้องมาฟังนิทานก่อนนอน ชอบเห็นว่าเราเป็นเด็ก อย่างกับพี่ชายไม่มีผิด”

“พี่ชายเจ้าก็ชอบเล่านิทานให้เจ้าฟังเหรอ” เอ๊ะ แปลก ไอ้ขี้แอคนั่น มันอ่อนโยนกับเขาก็เป็น เล่านิทานให้น้องฟังด้วย

“พี่ชายทรงมีเรื่องสนุกๆเล่าให้เราฟังเยอะ ตอนเรายังเด็กกว่านี้ ทรงเสด็จมาเล่นกับเราทุกวันพอทรงโตขึ้นมาหน่อยทรงห่างหายไปบ้าง พี่ชายเราเห็นอย่างนั้นเหอะ ภายนอกอาจจะดูเย็นชาแต่ภายในพระทัยทรงอ่อนโยนและเป็นสุภาพบุรุษนะ เราจำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนเราเด็กๆ พี่ชายเราพาเราขี่คอไปเที่ยวหิมพานต์ครั้งแรก และครั้งนั้นเองพี่ชายเรามีเรื่องกับหลานชายพญาเวนไตย  จนถึงขั้น ยังไงดีล่ะ ...ใช้กำลัง” สีทันดรทรงหยุดนิดหนึ่งเพื่อหาคำที่เหมาะสม

“เรียกว่าต่อยแหละง่ายๆ ภาษามนุษย์” อัสดงแก้มาให้

“เออนั่นแหละ เหตุก็เพราะว่า หลานชายพญาเวนไตยรังแกพวกกินรี”

“เหอะเป็นสุภาพบุรุษเหมือนกันนะนี่”

“นั่นแหละ ต่อยกันใหญ่เลย จนมหาอุมาเทวีที่ประทับอยู่แถวนั้นพอดี เสด็จมาห้ามถึงได้เลิกรากัน แล้วก็ทรงตัดสินให้พี่ชายเราถูกแถมยังทรงชื่นชมในความเป็นสุภาพบุรุษด้วย พี่ชายเราให้เหตุผลแก่มหาเทวีว่า สุภาพบุรุษพึงให้ความช่วยเหลือแก่สุภาพสตรี นับแต่นั้นมาพี่ชายเราก็เลยกลายเป็นตัวโปรด”

“เหอะ แล้วสุภาพบุรุษที่ไหนถึงรังแกสุภาพสตรี มาตามจับเอาเขากลับไปทำเมีย”

“เจ้าไม่เข้าใจหรอกอัสสะ เหตุที่พี่ชายเราทำเช่นนั้น ก็เพราะว่า การจัดระบบการปกครองของบาดาลนั้นเราจำต้องรวมอำนาจของนาคาสี่สายสกุลใหญ่ๆเอาไว้ หากรวมไม่ได้ บาดาลคงปั่นป่วน และนางนาคที่หนีมา นางทำให้สกุลของนางถูกตราหน้าว่าไม่จงรักภักดี ถือว่าเป็นกบฏกลายๆ”

“เหอะไม่ยุติธรรม ...ความจงรักภักดีไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยวิธีนี้ แต่เอาเหอะ มันเป็นเรื่องทางบาดาลเราจะไม่ยุ่งเกี่ยว แต่เราก็จะยึดวิธีเดียวกับที่พี่ชายเจ้าทำ คือ สุภาพบุรุษพึงให้ความช่วยเหลือแก่สุภาพสตรี เราจะช่วยนางนาคผู้นั้น”

“แล้วมันคุ้มกันเหรออัสสะ” สีทันดรส่ายพระพักตร์ อัสสะนี่ก็รั้นพอๆกับพี่ชาย รั้นกับรั้นมาเจอกัน มิน่าถึงได้ดูไม่ค่อยจะถูกชะตากันเท่าไรนัก หนักใจเหลือเกินโน่นก็พี่ นี่ก็คนรัก หากมีเรื่องกันจะเข้าข้างใครดี

“คุ้มสิ อัสสะจะได้แสดงให้เห็นว่า คนอย่างอัสสะก็มีดีเหมือนกัน พี่ชายเจ้าจะได้เลิกวางตนข่มคนอื่นเสียที”

“อัสสะ พี่ชายเราไม่ใช่คนแบบนั้น เราเชื่อว่าหากอัสสะยอมเจรจาคุยกับพี่ชายดีๆ เราคาดว่าเรื่องคงจะไม่บานปลาย พรุ่งนี้เราลองติดต่อหลวงตาใหม่ ให้หลวงตาช่วยพูดให้แล้วส่งนางนาคคืนไปเสีย”

“แล้วเด็กหลานไอ้พระพุธล่ะ อย่าบอกนะว่าเด็กไร้เดียงสาจะต้องโทษด้วย”

“มันก็แล้วแต่พระเมตตาของทูลหม่อมปู่ พี่ชายคงให้ทูลหม่อมปู่ทรงตัดสิน”

“อัสสะบอกไว้ก่อนนะว่าถ้าผลการตัดสินออกมาไม่ยุติธรรม อัสสะรบแน่ และถ้าพี่ชายเจ้าพาลจะพาเจ้ากลับบาดาล อัสสะจะบุกบาดาลเอาให้พินาศกันไปข้างหนึ่งเลย”

คำพูดและน้ำเสียงที่เอาจริงเอาจังของอัสดงทำให้สีทันดรเริ่มหวั่นพระทัย อัสดงคงทำตามที่พูดแน่ๆ และหากอัสสะพลาดพลั้งแพ้พี่ชายมาจะทำอย่างไร สาธุอย่าให้เกิดเรื่องเช่นนั้นเลย

“เอาละ..เราอย่าคุยเรื่องที่ไม่สบายใจกันต่ออีกเลย ไว้ค่อยปรึกษาคุยกับไอ้พวกนั้นพร้อมๆหน้ากันวันพรุ่งนี้ดีกว่า นอนเสียเถิดคนดี”

“แล้วจะไม่เล่านิทานให้ฟังแล้วเหรอ” พระเนตรฟ้าครามใสแป๋วจับจ้องมาที่อัสดง พระสุรเสียงตรัสอ้อนมาบ้าง ดุจเยาว์ชันษายามรบเร้าต้องการสิ่งใด

“อ้าวไหนบอกว่าไม่ใช่เด็กแล้ว จะฟังทำไม อีกอย่างอัสสะขี้เกียจเล่าแล้วด้วย  ให้อัสสะร้องเพลงกล่ออมให้ฟังก่อนนอนดีกว่านะ”

“ก็ได้ หากไม่เพราะอย่างคราวที่แล้วล่ะ น่าดู”

สิ้นรับสั่งอัสดงก็ขยับลูกคอมาเสียหนึ่งทีแล้วก็เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำร้องหวานซึ้งดังว่า

ล่องลอยเอ๋ย ...เจ้าล่องลอยเอ๋ย....จากบาดาล
นามสีทันดร ตระการ.....มาสู่อกพี่เอย
กลิ่นเจ้าจอมขวัญ ปักใจพี่มั่น ตรึงหมาย
กี่ชาติกี่ภพ ไม่มีคลอนคลาย
รักเจ้าไม่หน่ายไม่คลายจากกัน

แจ่มจันทร์ขวัญฟ้า ขอเทพเทวาเป็นพยาน
วันดีศรีสุข สองเราสมัครสมาน
พี่ขอรักเจ้านานนาน จวบจนรักนั้น นิรันดร์กาลเอย*

น้ำเสียงของอัสดงดุจมีมนตราสะกดทำให้เจ้านาคาน้อยนอนแน่นิ่งหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมแขน เปลือกตาเริ่มหนักอึ้งจนยกลืมขึ้นแทบไม่ไหว พระหทัยตอนนี้ล่องลอยไปตามเสียงเพลงที่จากดังอยู่ข้างๆหูเมื่อแรกเริ่ม กลายเป็นดังอยู่ไกลแสนไกล แต่ก็ยังพอที่จะได้สดับรับฟังเอาบทสุดท้าย ที่ทำให้คืนนี้ทรงบรรทมได้พร้อมรอยยิ้ม

“พี่ขอรักเจ้านานนาน จวบจนรักนั้น นิรันดร์กาลเอย............สีทันดรจ๋า เรารักเจ้า รักเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”

ถ้อยคำที่สีทันดรอยากได้ยินถูกกล่าวออกมาแล้วในท้ายที่สุด แต่สีทันดรดันบรรทมอยู่ในห้วงนิทราไปเสียก่อน อัสดงเมื่อกล่าวออกมาก็ได้แต่นอนยิ้มอยู่คนเดียวเมื่อเห็นว่าคนที่ก่ายกอดอยู่ในอ้อมแขนหลับ จึงหลับตาลงบ้าง สีทันดรยอดรัก ขอให้พรุ่งนี้ยังมีเราและเราอย่าให้ใครมาพรากเจ้ากลับบาดาลไปเลย เจ้าดื้อ เจ้าตัวร้ายของเรา

เช้าแล้วสายฝนยังคงไม่ซาเม็ด ยังตกหนักอยู่อย่างนั้น ทำให้บรรยากาศเช้านี้ขมุกขมัวแต่เย็นฉ่ำไปด้วยน้ำฝน เอราวัตเมื่อลุกขึ้นมาจากเตียงได้ก็รีบทำภารกิจส่วนตัว แล้วไปหยุดยืนรออยู่หน้าห้องของคืนฉาย หวังจะมาปลุกเพราะเจ้าตัวรู้ดีว่าคืนฉายนี้นอนขี้เซาเสียยิ่งกระไร  เขาเคาะประตูอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ พอดีกับจังหวะที่คันฉัตรเดินมาเห็นเข้า เอราวัตนั้นยังไม่รู้ความจริงว่าเพื่อนๆรู้กันหมดแล้วถึงเรื่องเมื่อคืน เขาจึงร้อนตัวกลัวว่าเพื่อนจะสงสัย จึงแสร้งกลบเกลื่อนทักเจ้าพระเสาร์แก้เก้อ

“อ้าว ไอ้ฉัตรมึงตื่นเช้าเหมือนกันนี่”

“เช้าห่าอะไร นี่จะแปดโมงแล้ว แล้วนี่มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ หรือว่าจะมาหาแฟน” คันฉัตรทำหน้าทะเล้นอย่างรู้ทันใส่เอราวัต ที่ยืนทำหน้าทำตามิถูกเพราะถูกจับได้ว่ามาทำอะไร

“ปะ เปล่า ก็แค่เดินมาดูว่าไอ้ฉายตื่นหรือยัง มันยิ่งนอนขี้เซาอยู่”

“เป็นห่วงกันจริง.....ไอ้ฉายมันตื่นตั้งแต่เช้าแล้ว โน่นมันไปช่วยแม่มึงทำกับข้าวอยู่ในครัวกับไอ้กลดนู่น”

“อ้าวเหรอ มึงพูดจริงอ่ะ” มิน่าล่ะฝนฟ้าถึงได้ตกห่าใหญ่คนขี้เซาดันตื่นแต่เช้าแถมยังมาช่วยแม่ทำกับข้าวอีก

“กูจะไปโกหกทำไม ....ไม่เชื่อมึงก็ไปดูสิ แม่มึงปลื้มใหญ่สงสัยจะได้ลูกเขยหรือลูกสะใภ้ก็ไม่รู้” คันฉัตรตอบมาแล้วก็หัวเราะลั่น เพราะคุณแม่ของเอราวัตนั้นดูท่าจะปลื้มคืนฉายอยู่ไม่น้อยที่ขยันขันแข็งตื่นมาช่วยทำนั่นทำนี่แต่เช้า

“นี่กูจะมาปลุกไอ้อัสดงมันนี่เหมือนกัน ไม่รู้ตื่นหรือยัง เป็นพระอาทิตย์แท้ๆ เสือกนอนขี้เซา แทนที่จะตื่นมาฉายแสงแต่เช้ามืด”

ว่าแล้วทั้งสองก็เปิดประตูเข้าไปในห้องแต่ก็พบความว่างเปล่า บนเตียงไม่มีอัสดง “อ้าวแล้วอัสดงมันไปนอนที่ไหนกันนี่ มึงจัดห้องให้มันนอนกับไอ้ฉายไม่ใช่เหรอ”

“เออ ....นั่นสิ หรือว่ามันตื่นแล้ว”

“แต่กูยังไม่เห็นมันตั้งแต่เช้าเลย”

ทั้งสองต่างกำลังสงสัยว่าอัสดงไปนอนอยู่ไหน พอออกมาจากห้องนอนเท่านั้นแหละ ประตูห้องตรงข้ามที่ถูกจัดไว้เป็นห้องของสีทันดรก็เปิดออกและคนที่ก้าวออกมาคนแรกก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล อัสดงที่กำลังตามหาอยู่นั่นเอง ตามมาด้วยเจ้านาคาน้อย สีทันดรทำพระพักตร์ไม่ถูก อัสดงก็ได้แต่ยิ้มแก้เขิน

“ตายห่าเพื่อนๆเห็นหมดแล้ว”

“ฮั่นแน่!!!! ไอ้อัสดง ร้ายนักนะมึง แอบดอดมานอนในห้องนี้นี่เอง ท่าทางคงจะจัดหนักเลยสิท่าเล่นเอาตื่นสาย”

คันฉัตรกับเอราวัตช่วยกันกล่าวแซวทันทีที่เห็น อัสดงเดินออกมาจากห้องนอนของสีทันดร สภาพของเขาพึ่งตื่นก็จริงแต่บริเวณเป้ากางเกงนอนของเพื่อนชายนี้สิ ดูท่าจะตื่นมาตั้งนานแล้ว  สีทันดรด้วยความเขินจึงเลี่ยงออกไป บอกว่าจะไปห้องพระไปดูนางนาคกับลูก ก่อนไปทรงถองอัสดงเบาๆมาหนึ่งทีตรัสด้วยสุรเสียงเขินอาย

 “เห็นไหม ...เราบอกแล้วเดี๋ยวใครมาเห็น ทีนี้เข้าใจผิดกันหมดเลย”

เมื่อสีทันดรเสด็จลับตาไปแล้ว เอราวัตก็ยิงคำถามเป็นคนแรก “กี่ยกวะ”

“ไอ้บ้านอนกันเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร”

“กูไม่เชื่อ.....อย่าเลยมึง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มึงปล่อยให้หลุดไปได้ไง  เขาน่าฟัดน่ากอดขนาดนั้น ไอ้ฟายเอ๊ย เป็นกูหน่อยไม่ได้” คันฉัตรกล่าวมาอย่างเสียดายแทนเพื่อน “กูจะจัดให้หายดื้อไปเลย”

“ไอ้ทะลึ่งกูจะทำก็ต่อเมื่อเขาพร้อม ไม่ใช่พวกมึงนี่ เอะอะ อะไรเป็นเรื่องอย่างว่าไปหมด แล้วนี่ไอ้ฉายกับไอ้กลดไปไหน”

“โน่นอยู่ในครัวนู่น นี่ถ้าไอ้กลดมันมาเห็น มันคงน้ำตาตกเป็นเผาเต่า”

คันฉัตรนึกเห็นใจเจ้าพระจันทร์ แต่เรื่องหัวใจใช่ว่าบังคับจะให้รักกันง่ายๆ ไม่ใช่แบบเอราวัตกับคืนฉาย ที่ช่วยจนเกือบจะสำเร็จแล้ว นั่นเพราะทั้งสองมีใจให้กันเป็นทุนเดิม แต่สำหรับสีทันดรจะช่วยให้มารักทรงกลดแล้วสมหวังกันคงยาก เพราะดูสายพระเนตรก็รู้ว่า มีแต่เจ้าพระอาทิตย์รูปงามนี่เท่านั้น

“มึงก็อย่าไปบอกไอ้กลดมันสิไอ้พระเสาร์ เห็นใจมัน ....แล้วนี่เมื่อคืนเห็นว่าจะนั่งสมาธิติดต่อหลวงตา เป็นไงได้เรื่องไหม?” เอราวัตถามขึ้นมองเพื่อนชายอย่างยิ้มๆ “หรือว่านายจะมัวแต่ขายขนมจีบ”

“ติดต่อไม่ได้เลยวะ เช้านี้ว่าจะลองใหม่...เดี๋ยวพวกเรามาคุยเป็นการเป็นงานกันดีกว่าว่าจะเอาไงกันต่อไปดี จะได้หมดเรื่องวุ่นๆเรื่องนี้เสียที ขอฉันอาบน้ำอาบท่าก่อน”

“เออ...เดี๋ยวเจอกันที่โต๊ะกินข้าวแล้วกัน ตามมาเร็วๆล่ะ อย่ามัวแต่ชักว่าว เอ๊ยชักช้าอยู่” คันฉัตรกล่าวปนหัวเราะเพราะเขากับเอราวัตสังเกตเห็นแล้วว่าอัสดงนั้นตื่นมาด้วยอาการพร้อมรบเพียงใด เอราวัตกล่าวเสริมมาอีกว่า

“เอาออกบ้างเสียก็ดีนะ ไอ้อัสดง ....ค้างๆคาๆไว้ ไม่ดีนะ ออกมาเดี๋ยวเป็นแบบเขื่อนแตกไม่รู้นะโว้ย”

“ไอ้ห่า กูไม่ใช่มึงกับไอ้ฉายนี่ ที่จะช่วยผลัดกันเอาออก อย่าคิดนะว่ากูไม่รู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นตรงศาลาท่าน้ำบ้านไอ้กลด มีคนรายงานกูหมดแล้ว” อัสดงกัดพระพุธทิ้งท้ายเล่นเอาเจ้าพระพุธสะดุ้ง คันฉัตรได้ฟังก็ได้แต่หัวเราะกิ๊วก๊าวหันมาแซวพระพุธแทน

“มึงไปทำกันตอนไหนวะ....ทำไมกูไม่รู้ไม่เห็น มิน่าเล่า...ถึงได้แกล้งเป็นแฟนกันโคตรเหมือน ที่แท้ก็มีอะไรกันแล้วนี่เอง”

“บ้าเหรอ...อัสดงมันพูดไปอย่างนั้นแหละ มึงก็ไปเชื่อมัน ไปเหอะ ไปในครัว ดูเผื่อมีอะไรให้ช่วยบ้าง” เอราวัตทำหน้าทำตาไม่ถูก รีบตัดบทก่อนจะถูกแซวไปมากกว่านี้ แล้วจึงดันหลังพาคันฉัตรออกไปมุ่งหน้าสู่ห้องครัวให้เร็วที่สุด คันฉัตรเองนั้นก็ยังไม่วายถามเรื่องนั้นมาอีกระลอก

“ของใครใหญ่กว่ากันวะ มึงหรือไอ้ฉาย”

“ไอ้บ้า!!! ไม่รู้โว้ย รู้แต่ว่าแข็งจนพอฟาดหัวฟาดปากมึงแตกแล้วกัน หากยังไม่หยุดแซว ไอ้เวร”

ครั้นเมื่อเอราวัตกับคันฉัตรเมื่อเดินมาถึงห้องครัวก็พบว่าอาหารเช้าถูกเตรียมไว้เสร็จเรียบร้อย แม่ของเอราวัตพอเห็นหน้าเจ้าลูกชายตัวดีโผล่หน้าเข้ามาก็เรียกใช้ทันที

“อ้าวตาหนู มาก็ดีแล้ว ช่วยฉายกับกลดยกอาหารเช้าไปหน่อยสิลูก”

“โห แม่ทำไมเช้านี้ทำตั้งหลายอย่าง ของโปรดทั้งนั้นเลย” ของโปรดที่เอราวัตว่าคืออาหารฝรั่งหรือที่เรียกกันว่าเบรคฟาสท์ ทั้งแฮมทั้งเบคอนและไส้กรอกถูกอบและย่างรมควันมาอย่างดี แถมยังมีมันฝรั่งบด ไข่ดาว โถกาแฟเตรียมพร้อมและยังมีสิ่งที่เขาประหลาดใจไม่คิดว่าแม่จะทำให้เขาทานได้ เพราะหน้าตาอย่างกับถอดแบบมาจากเมนูร้านอาหารชั้นนำในกรุงเทพ นั่นก็คือสปาเกตตี้ครีมซอสเห็ดอีกโถเบ้อเร่อ

“แม่ครับ น่ากินมาก ของโปรดผมเลยนะเนี่ย แม่ไปเอาสูตรมาจากไหนเหมือนร้านในกรุงเทพเลย”

“โฮ๊ยยย ลำพังแม่จะไปทำอะไรได้ ...โน่น ฉายนู่น เขาอุตส่าห์ทำให้เห็นว่าหนูชอบ ตาหนูก็รู้ว่าแม่ไม่ถนัดอาหารฝรั่งแม่ทำเป็นแต่อาหารไทย เช้านี่ แม่ดูแต่ของเช้าให้คุณยายกับคุณพ่ออย่างเดียว นอกนั้นฉายกับกลดทำให้หมด”

“จริงเหรอแม่ ไอ้กลดน่ะพอเชื่อเพราะเคยชิมฝีมือ แต่ไอ้ฉายเนี่ยนะ มันจะทำเป็น”

เอราวัตทำหน้าแปลกใจเพราะไม่เชื่อว่าคนอย่างคืนฉายจะทำได้ ตอนอยู่ที่บ้านของทรงกลด คืนฉายเคยทำอะไรให้กินเสียที่ไหน แถมยังนอนตื่นสายเป็นประจำ แต่วันนี้ดันตื่นเช้า สงสัยคงจะกระวนกระวาย อยากเอาคำตอบ

“อ้าวเฮ้ย ดูถูกกันนี่หว่า ....งั้นอย่ากินมันเลย เอามานี่” จู่ๆเจ้าพ่อครัวนามว่าคืนฉายก็เดินออกมาจากหลังครัวแย่งโถสปาเกตตี้ไปจากมือของเอราวัตแล้วทำเดินหน้าตาเฉยเหมือจะยกเททิ้ง “ไอ้บ้าอุตส่าห์ทำให้ ยังจะมาดูถูกกันอีก”

“กูพูดเล่น เอามานี่ไอ้ห่า ทำเป็นน้อยใจไปได้” เอราวัตแย่งโถเจ้ากรรมคืนไปจากมือของคืนฉาย คนอะไรว่านิดว่าหน่อยทำเป็นน้อยใจ เหอะไม่สนใจหรอก แต่ด้วยความน่ากินและกลิ่นหอมฟุ้งมันก็ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วหยิบบางส่วนเข้ามาใส่ปาก

“ก็ใช้ได้ ดีกว่ากินมาม่า”

“เอ๊ะ ตาหนูนี่อย่ามาใช้นิ้วหยิบกินอย่างนี้ ไปไป๊ ยกไปกินข้างนอกนู่น” คุณแม่ตีแขนลูกชายทันทีที่เห็นว่าทำกริยาไม่งาม แถมยังพูดไม่เพราะด้วย

“แล้วพูดกับเพื่อนน่ะพูดกับเขาให้เพราะๆหน่อย กูๆมึงๆไปเอามาจากไหน ดูอย่างฉายสิเขาพูดออกจะเพราะ”

สงสัยคืนฉายคงจะแอบดอดมาทำคะแนนไว้ เพราะแม่เขาขณะนี้ดูจะชื่นชมคืนฉายมาเสียหมด เอราวัตคงกลายเป็นหมาหัวเน่า แม่คงจะมีลูกชายคนใหม่อีกคน แต่ลูกชายคนใหม่คนนี้ อยากเป็นแค่ลูกชายเท่านั้นเองเหรอ 

ออฟไลน์ Artemis

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 479
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +582/-14
“ไม่เป็นไรครับแม่ ปกติฉายก็พูดอย่างนี้กันอยู่แล้วฉายว่าอย่าไปว่าเอราวัตเลยครับ ฉายยกอาหารไปข้างนอกตั้งโต๊ะทานของเช้ากันเลยดีกว่านะครับ” คืนฉายแกล้งทำเป็นไม่สนใจเอราวัตอีก แอบใช้อำนาจปิดบังความคิดไว้ แกล้งตีสีหน้าเศร้าละม้ายว่าน้อยใจ ที่เอราวัตพูดไปอย่างนั้น เอราวัตเห็นคืนฉายทำสีหน้าเศร้า ก็หลงกลคิดว่า คืนฉาย น้อยใจจริงๆ

“ดูดู๊ ฉายเขาดีอย่างนี้ ยังไปพูดให้เขาเสียน้ำใจอีก ไปขอโทษเขาเลย ตาหนู”

แม่สั่งให้เอราวัตตามไปขอโทษคืนฉาย เอราวัตก็มัวแต่ลังเลเพราะเขาเขิน แม่ไม่รู้ว่าทั้งสองมีอะไรตกลงกันไว้เมื่อคืน แต่ท่าทางของทรงกลดกับคันฉัตร ดูเหมือนว่าจะรู้แล้ว เพราะไอ้เพื่อนทั้งสองแอบลอบยักคิ้วมาให้เขาและยิ้มอย่างแปลกๆ เอราวัตยังลังเล จนแม่สั่งมาอีกทีนั่นแหละ เขาจำต้องยอมเดินไปขอโทษ

ทรงกลดกับคันฉัตร ตอนแรกว่าจะช่วยยกอาหารเช้าออกไป แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจ จึงยัดจานไส้กรอกกับโถกาแฟใส่มือเอราวัต แล้วบอกให้ช่วยยกไปแทนที อ้างว่าจะช่วยแม่เก็บล้างอีกนิดเดี๋ยวจะตามออกไป ใจจริงทั้งสองอยากปล่อยให้คืนฉายอยู่ลำพังกับเอราวัตมากกว่า

“อ้าวเฮ้ย ถือไปด้วย จะได้ไม่ต้องเดินเสียเที่ยว”

“แหม...วันนี้เป็นไร แซวนิดแซวหน่อยทำเป็นงอน” เมื่ออยู่ลำพังสองต่อสอง เอราวัตไม่เขินอายใครอีกแล้ว เปิดศักราชถามคนที่เดินนำหน้ามาทันที

“ใครงอน นายเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า” คืนฉายแกล้งก้มหน้า ไม่สบหันมาแม้แต่จะสบตาเอราวัต ซึ่งก็ได้ผลเอราวัตรีบเดินมาสกัดหน้า หยุดยืนขวางไว้

“ก็นี่แหละเรียกว่างอน ....แล้ววันนี้ทำไมตื่นมาแต่เช้า ปกติเห็นตื่นสายนี่ มิน่าฝนเลยตกห่าใหญ่ไม่ยอมหยุด”

“ก็นอนไม่ค่อยจะหลับ เมื่อคืนมันหนาว และอีกอย่าง ฉันอยากจะทำตัวให้ดีพร้อมขึ้นไปเพื่อใครสักคน เผื่อคำตอบที่เขาจะให้มันจะได้เป็นไปในทางที่ดี” คราวนี้คืนฉายเงยหน้าขึ้นมาสบตาเอราวัต ประกายตาที่เจิดจ้า แสดงให้เห็นว่ามิได้โกหก น้ำเสียงเรื่อยไม่ได้ดูเร่งรัดอยากได้คำตอบ แต่แค่อยากอ้อนเพียงให้เอราวัตเห็นใจ

“ ไอ้บ้า....ขอโทษแล้วกัน ไปตั้งโต๊ะกันเหอะ”

เอราวัตหน้าแดงแต่เช้า หันหน้ากลับเดินนำไปโต๊ะอาหาร คราวนี้เอราวัตต้องก้มหน้าลงบ้างเขาไม่ได้แกล้งเพราะเขาเขินมาจริงๆ ใช่สิ สัญญาว่าจะให้คำตอบเขา และคำตอบนั้นก็เตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่ตอนไหนล่ะจะมีเวลาเหมาะๆ ที่จะบอก แต่ก่อนจะบอกต้องมีอะไรตกลงกันนิดหน่อย แต่คงจะมิใช่ตอนเช้านี้

“แค่นี้ ทำไมต้องเขิน ยังไม่ได้จีบอะไรสักหน่อย” แล้วคืนฉายก็เป็นฝ่ายเดินมาสกัดหน้าบ้าง

“ไม่ได้เขินนะ แค่กำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่”

“ถ้านายคิดเรื่องจะเอาคำตอบ ขอบอกไว้ก่อนว่าฉายไม่ได้เร่งรัดเอาแต่อย่างใดเลย ฉายแค่บอกว่าฉายอยากทำตัวดีๆเพื่อใครคนหนึ่ง...และหวังว่าผลนั้นจะส่งผลให้คำตอบฟังออกมาแล้วชื่นใจ” คืนฉายไม่กล่าวอะไรต่อไปอีกเดินนำหน้าไปจัดตั้งเตรียมโต๊ะอาหารเช้า ซึ่งมีเด็กๆคนรับใช้ในบ้านคอยช่วยไว้อยู่แล้ว เอราวัตจึงหมดโอกาสที่จะอยู่กับคืนฉายเพียงลำพังสองต่อสองแถมอัสดงกับสีทันดรเริ่มออกมาสมทบแล้วด้วย

ไม่นานนักอาหารเช้าก็ตั้งเต็มโต๊ะ เทพน้อยทั้งห้าต่างก็กินกันไปคุยกันไปสนุกสนาน เพลินกับอาหารทุกจาน  ไม่มีเรื่องศึกปนอยู่ในบทสนทนาเพราะแม่นั่งอยู่แถวๆนั้นด้วย ทุกคนชมคืนฉายกับทรงกลดที่ทำได้ออกมาอร่อยฝีมือเทียมร้านอาหารในกรุงเทพ โดยเฉพาะเอราวัต ที่ตอนแรกปากบอกว่าแค่ใช้ได้ ดีกว่ากินมาม่า ไปๆมาๆ โถสปาเกตตี้ทั้งโถเขาแทบจะซัดเกลี้ยงอยู่คนเดียวเล่นเอาคนทำนั่งยิ้มอิ่มคำชมจนแก้มแทบปริแถมยังอิ่มใจมาอีกด้วย   ส่วนสีทันดรได้แค่มอง แล้วก็ยิ้มๆ ไม่เสวยเลยสักนิด ทั้งห้ารู้ว่าเป็นเพราะสีทันดร ‘อิ่มทิพย์’ เพียงแค่ใช้พระดัชนีแตะแก้วนมเท่านั้นก็ทรงเพียงพอแล้ว หากแต่แม่สิเห็นเข้าก็แปลกใจ

“ทำไมไม่ทานล่ะลูกสีทันดร”

“อิ่มแล้วครับ”

สีทันดรตรัสตอบ มิได้โกหกแต่อย่างใด เพราะทรงอิ่มจริงๆ แต่ไม่ได้บอกต่อมาด้วยแค่นั้นเองว่าอิ่มแบบไหน แล้วก็เสด็จลุกออกจากวงอาหารเช้ามาประทับข้างๆ นั่งคุยต่อกับแม่ของเอราวัตไปเรื่อยๆ

“แล้วนี่พ่อไปไหนล่ะครับยาย ผมไม่เห็นเลยตั้งแต่เช้า” จู่ๆเอราวัตก็ถามขึ้น

“พ่อเข้าไปหาท่านนายอำเภอน่ะลูก เห็นว่ามีชาวบ้านเขามาปรึกษาเรื่องจะจัดพิธีบวงสรวงพญานาค”

“บวงสรวงพญานาค พระองค์ไหนกัน?” สีทันดรทรงถามขึ้นโดยพลัน

“เอ แม่ก็ไม่รู้เรื่องอะไรเขาหรอก รู้แต่ว่า ระยะหลังมานี่ มีคนเห็นรอยพญานาคขึ้นมาแถวๆหมู่บ้านเราบ่อย ชาวบ้านเลยมาไหว้วานให้คุณพ่อไปช่วยขออนุญาตท่านนายอำเภอจะบวงสรวงจัดงาน นี่เมื่อเช้าก็มีคนเห็นอยู่เต็มท้ายสวนแถวบ้านเราด้วยนะ แม่ขี้เกียจลงไปดู เลยไม่รู้ว่ารอยเป็นยังไง เห็นนังเด็กที่มันไปดูมันบอกว่าเป็นรอยเลื้อยเหมือนงูใหญ่อยู่หลายรอยเลยทีเดียว”

เทวะน้อยๆหยุดกินอาหารเช้าทันที หันมาฟังอย่างตั้งใจ ถ้าเป็นรอยของนางนาคที่ขึ้นมาหาพี่คชาก็คงไม่น่ากังวล แต่ถ้าเป็นรอยอื่นๆ ของตนอื่นๆสิน่าหวั่นใจเป็นที่สุด และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง นั่นก็หมายความว่าพี่ชายของสีทันดร วางกำลังรอบบ้านกั้นไว้หมดแล้ว อัสดงเริ่มขมวดคิ้วกล่าวอย่างช้าๆมาว่า “กินเสร็จแล้ว พวกเราลงไปดูรอยพญานาคที่ว่ากัน หากว่าใช่อย่างที่พวกเราคิด คงต้องรีบคุยกันซะที ”

“อิ่มพอดี อีกอย่างร้อนใจด้วย พวกเราลงไปดูกันเลยดีกว่า”

แล้วเอราวัตก็กางร่มเดินนำเพื่อนๆลงไปยังท้ายสวน พอไปถึงก็พบว่ามีชาวบ้านหลายๆคนยืนตากฝนดูกันอยู่เต็ม ฝนที่ตกหนักมาแทบทั้งคืนจวบจนตอนนี้ก็ยังไม่ยอมหยุด แม้จะชำระให้รอยพวกนั้นหายไปบ้าง แต่ยังพอมองเห็นชัดว่าเป็นรอยเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดนี้เอง รอยเหล่านั้นเป็นรอยเลื้อของงูใหญ่หลายสิบรอย และดูเหมือนจะเลื้อยเป็นวงกลม หรือไม่ก็ขดตัวเป็นวงกลมล้อมบ้านของเขาไว้ สีทันดรทรงกล่าวทันทีที่ทอดพระเนตรเห็น

“ไม่ผิดหรอกเป็นรอยนาคบริวารราชองครักษ์ ของพี่ชายเรา พวกนั้นขดตัวล้อมบ้านพี่เอราวัตไว้ คาดว่าพี่ชายทรงให้พวกทหารมือดีมาซุ่มดูอยู่เป็นแน่แล้ว”

“นั่นก็หมายความว่า เราถูกล้อม” ทรงกลดกล่าวขึ้น “เหอะ เรากั้นม่านอาคมไว้ ไม่ให้พวกนาคเข้ามา กลายเป็นว่าพวกเรากลับเป็นฝ่ายโดนล้อมมาเสียนี่ พวกเราถูกกักบริเวณไม่ให้เคลื่อนไหวออกไปไหนเสียแล้ว”

“ให้มันได้อย่างนี้สิพับผ่า ฝ่าวงพวกมันออกไปรบแม่งเลยดีไหมอัสดง” คันฉัตรสบถมาอย่างหัวเสีย เจ็บใจที่เสียรู้

“ใจเย็นๆก่อนพระเสาร์ เดี๋ยวเราขึ้นไปประชุมกัน ว่าจะเอายังไง อย่าผลีผลาม ฉันอยากจะติดต่อหลวงตาให้ได้ก่อนด้วย พวกเราขึ้นไปกันเหอะ ดูไปก็ทำให้หวั่นใจกันเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์”

อัสดงหันหลังกลับเดินนำเพื่อนๆขึ้นบ้าน แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก เพราะชายชรานามว่ามหายกเดินมาจากอีกฟากของสวนพร้อมกับลูกสมุน มหายกมองพวกอัสดงและเอราวัตอย่างเคียดแค้นที่ตนถูกหักหน้าและถูกถีบตกน้ำไปเมื่อวาน แต่เรื่องนั้นขอฝากไว้ก่อน ตอนนี้มีเรื่องสำคัญรออยู่

“ไอ้มหาเวรนั่นมันมาทำอะไร สงสัยยังไม่เข็ดเมื่อวาน” คืนฉายพูดเปรยขึ้นมา สงสัยในทีท่าชอบกลของมหายก

ส่วนมหายกเมื่อมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ให้ลูกศิษย์ตั้งโต๊ะพิธีใต้ร่มไม้ใหญ่หลีกจากสายฝน เทวะน้อยทั้งหลายหยุดยืนดู เสียงซุบซิบของชาวบ้านดังเข้าหูมาว่า “มหายกจะเรียกพญานาคมาปราบ”

“คอยดูเหอะ กูจะเรียกพญานาค จับมาโชว์งานวัดให้ดู”

เมื่อโต๊ะพิธีตั้งเสร็จ เสียงมนตราเป็นภาษาเขมรเก่าแก่ ก็ดังขึ้น น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ที่ลมฝนกลับยิ่งโหมกระหน่ำ ฟ้าแลบ ฟ้าร้องดังลั่นครั่นครื้นยิ่งกว่าเดิม สมุนของมหายกทำหน้าที่เป็นโฆษกอวดอ้างสรรพคุณของอาจารย์ตนดังลั่นแข่งกับเสียงฝน

 “อาจารย์กำลังเรียกพญานาค เดี๋ยวพวกเอ็งจะได้เห็นตัวเป็นๆ ไม่ได้เห็นแค่รอยอย่างนี้”

ทรงกลดด้วยความที่เป็นคนละเอียดรอบคอบ รีบจูงข้อพระหัตถ์ให้สีทันดรเลี่ยงออกไปจากตรงนั้น เพราะมิฉะนั้นแล้ว มนตราเรียกพญานาคที่เจ้ามหายกใช้ คงจะดึงสีทันดร ออกไปกลางวงล้อมแทนที่จะเป็นนาคตนอื่น และเผยให้เห็นว่า สีทันดรเป็นพญานาคมิใช่มนุษย์

“พวกเราพาน้องดื้อออกไปก่อนดีกว่า ก่อนที่มนตราจะทำอะไรน้องดื้อ”

เทพน้อยทั้งหมดเข้าใจได้ทันทีว่าอะไรจะเกิดขึ้น จึงรวมกลุ่มกันบังสีทันดรไว้ แต่เจ้าตัวนั่นแหละกลับตรัสออกมาเองว่า

“ไม่ต้องกังวลกับเรา มนตราชั้นต่ำไม่สามารถเรียกเรามาพบได้หรอก คนที่จะเรียกเราได้ถ้าไม่ใช่เทวะชั้นสูงก็มีแต่พระอริยสงฆ์เกินขั้นพระอนาคามีไปเท่านั้น ตบะและเดชะของมนุษย์เฒ่านี่ยังไม่ถึงขั้นเรียกเรา เหอะในเมื่อมันอยากเจอพญานาคนั้น เราก็จะสงเคราะห์ให้ และขอสั่งสอนมันสักหน่อย รำคาญตามันมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว คิดว่าตัวมีอาคมแก่กล้านักหรือไง เดี๋ยวได้มอดไหม้เป็นจุณ ”

สีทันดรทรงยิ้มอยู่ริมโอษฐ์อย่างเยือกเย็น หลับพระเนตรเพ่งกระแสจิตไปยังโต๊ะพิธี ฉับพลัน โต๊ะพิธีนั่นก็เกิดสั่นไหวระรัว อีกทั้งร่างของมหายกก็เกิดอาการสั่นเทิ้มพั่บๆ และแล้วในวินาทีที่ทุกคนกำลังประหลาดใจนั้นเอง สายฟ้าก็ฟาดลงมากลางโต๊ะพิธี เสียงระเบิดดังสนั่นลั่น ไฟลุกท่วม  ร่างของมาหยก มีอันกระเด็นไปชนโคนต้นไม้ใหญ่ ดังพลั่ก  ลูกประคำที่ใช้ถือบริกรรมในมือขาดกระจาย บรรดาลูกสมุนต่างรีบวิ่งหนีแตกฮือ คนที่ใจกล้าหน่อย ตั้งใจรีบเข้าไปพยุงร่างของอาจารย์ให้ลุกขึ้นแต่ก็ต้องถอยหนี เพราะบางสิ่งคล้ายขดเชือกยาวๆ ตกลงมาจากกิ่งไม้เบื้องบนนับสิบ สมุนของมหายกอุทานลั่น

“กองทัพงูจงอาง” คราวนี้สมุนมหายก เผ่นหนีกันป่าราบไปหมดเหลือแต่มหายกที่นอนแน่นจุกอกจะลุกขึ้นก็ลุกขึ้นไม่ได้เสมือนว่าร่างกายทุกส่วนถูกตรึงอยู่กับที่

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็แตกฮือเช่นกัน ได้แต่ถอยไปดูอยู่ห่างๆ เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงกับงูจงอางนับสิบที่เลื้อยยั้วเยี้ยชูคอแผ่พังพานอยู่รอบตัวมหายก มหายกเองก็กำลังขวัญเสีย ตัวสั่นเพราะภาพที่ตนเห็นไม่ใช่งูจงอางอย่างที่คนอื่นเห็น แต่เป็นพญานาคนับสิบแผ่พังพานหราอยู่รอบตัว เสียงขู่ฟ่อดังระงม ภายใต้เสียงขู่นั้น สอดแทรกไปด้วยเสียงดังกังวานทรงอำนาจมาอย่างยิ่ง

“เจ้ามนุษย์โสโครกชั้นต่ำ บังอาจหาญกล้าลบหลู่เผ่าพันธุ์แห่งเรา แต่ในเมื่อเจ้าอยากเห็น เราก็จะให้เจ้าเห็น เจ้าจะได้รู้ว่า พญานาคนั้นมีฤทธีและพิษเยี่ยมยอดเพียงใด”

สิ้นสุรเสียงดังกังวาน งูจงอางที่ตัวใหญ่ที่สุด ก็ชูคอสูงกว่าตัวใดๆ แล้วทำท่าเหมือนว่าพุ่งฉกลงมา มหายกจะตะเกียกตะกายหนีแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ร้องลั่นให้คนช่วยมาอย่างเสียงหลงไม่เหลือเค้ามหาผู้ทำตัวเหมือนทรงอาคมแก่กล้า คมเขี้ยวขาวพุ่งมาอย่างรวดเร็ว ไอพิษร้อนผ่าวกำจาย มหายกร้องอย่างสุดเสียงดังลั่นอีกครั้งพร้อมสติที่ดับวูบลงไปทันที

เสียงฟ้าร้องครืนดังลั่น พร้อมๆกับเสียงกรี๊ดลั่นจากชาวบ้านสาวๆที่ดูเหตุการณ์อย่างเข้าไปช่วยอะไรไม่ได้ ต่างปิดหูปิดตา ละจากภาพน่าหวาดเสียว ครั้นพอเสียงเงียบลงจึงค่อยๆเปิดตากันออก และพบว่า ทัพงูจงอางนับสิบอันตรธานหายไปหมดแล้ว เหลื่อแต่ร่างมหายกที่นอนแน่นิ่ง ชาวบ้านบางคนที่ได้สติแล้วรีบวิ่งไปประคองร่างขึ้นมาช่วยดูกันว่า มหายกถูกฉกหรือเปล่า

“โชคดีไม่โดนฉก  แต่รีบพาพ่อมหาไปไปหาหมอกันเหอะ”

สีทันดรลืมพระเนตร เมื่อจัดการกับมหายกเสร็จ แล้วทรงพระสรวลมาอย่างพอพระทัย “สมน้ำหน้า ต้องโดนแบบนี้แหละจะได้เข็ด”

เอราวัตกับพวกรู้สึกชอบใจไปด้วย สะใจนักที่ไอ้มหาแก่โดนน้องดื้อเล่นงานซะน่วม แต่แล้วสีทันดรก็เหมือนฉุกพระทัยคิดอะไรได้ขึ้นมาฉับพลัน ใบหน้าแย้มยิ้ม เปลี่ยนเป็นขมวดพระขนงรวดเร็ว

“แย่แล้ว มนตราเมื่อกี้เรียกและทำอะไรเราไม่ได้ก็จริง แต่พวกเจ้าอย่าลืมว่าบริเวณนี้ไม่ได้มีเราเป็นนาคอยู่แค่คนเดียว และนาคตนนั้น ไม่ใช่เทวนาคา อาคมเมื่อกี้คงจะ....”

ยังไม่ทันจะสิ้นพระดำรัสดี กลางลำน้ำโขงขณะนี้ปรากฏร่างใหญ่ยาวแก่สายของทุกๆคนจนถ้วนทั่ว ท่ามกลางห่าฝนพายุพัด ร่างนั้นชูคอสูงแผ่พังพาน เกล็ดดำเป็นเงาละเลื่อมดั่งสีนิล สะกดแก่สายตามนุษย์ทุกคนที่เหลือทำให้ยืนตะลึงจับจ้อง

“พญานาค!!”

“นางนาค!!!....แย่แล้วพวกเราลืมไปเสียได้ ว่านางนาคอยู่ข้างบนนี้ด้วย ฉิบหายแล้ว รีบพานางหลบไปเร็ว ก่อนที่พี่ชายของน้องดื้อจะเห็น”

เอราวัตรีบกล่าวขึ้นโผนทะยานออกไปเป็นคนแรก หอกวิเศษอาวุธแห่งเทวะกระชับมั่นเตรียมพร้อมอยู่ในมือ  ทรงกลดใช้อำนาจจิตบังคับให้พวกมนุษย์แยกย้ายออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว แต่เอราวัตก็ไปไม่ทันเสียแล้ว เพราะบัดนี้กลางลำน้ำ ราชองครักษ์แห่งทยุติธร โผล่หัวลอยเต็มลำน้ำไปหมด นางนาคพยายามจะว่ายวนหนี แต่ก็ถูกล้อมเอาไว้

เอราวัตจึงซัดหอกอาวุธประจำกาย ฟาดลงไปกลางลำน้ำ ส่งผลให้นาคาบริวารแตกฮือ คืนฉายเห็นท่าว่าเอราวัตคงรับมือกลางลำน้ำคนเดียวไม่ไหว จึงโผนทะยานลงไปช่วย ด้วยความเป็นห่วงเป็นพิเศษ รัศมีสีฟ้าจากฝ่ามือ เริ่มซัดใส่เพื่อแหวกช่องให้เอราวัตเข้าไปโดยสะดวก เมื่อถึงตัวนางนาค เอราวัตจึงยื่นปลายหอกลงไป นางนาคแห่งสกุลกัณหาโคตมะจึงจำแลงกายกลายเป็นนางจงอางเลื้อยพันปลายหอกไว้เพื่อที่เอราวัต จะดึงขึ้นมาได้สะดวก ด้วยความที่เอราวัตมัวแต่ลดอาวุธเพื่อดึงนางนาคขึ้นมา จึงเผลอเปิดช่องโหว่ ทำให้พลังอันอัดแน่น สีเขียวสุกจ้า จากพื้นน้ำ พุ่งเข้ามากระแทกร่างจนกระเด็นแต่มือเขายังกระชับอาวุธไว้มั่น โชคดีที่ดึงนางนาคมาได้ แต่เขาก็ยังเสียหลักซวนเซ และแล้วพลังปริศนาก็พุ่งเข้ามาอีกลูก คืนฉายรีบทิ้งศัตรูที่โรมรันตรงหน้าเข้ามาใช้พลังสกัดกั้นไว้ แต่ด้วยพลังนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยเดชะยิ่งนัก จึงทำให้ทั้งสองกระเด็นลอยขึ้นมาบนฝั่ง เอราวัตนั้นมิเป็นอะไรมาก แต่คืนฉายนี้สิ เลือดอาบไปทั่วแขน
 
“ฉาย!!! เจ็บไหม  โธ่ ฉายมาขวางไว้ทำไม เจ็บตัวเลยเห็นไหม”

เอราวัตประคองร่างของคืนฉายมาแนบอก เจ้าพระศุกร์บาดเจ็บจากการเอาร่างขวางไว้แทนที่จะเป็นเขา จู่ๆน้ำตาแห่งความซึ้งใจก็ไหลอาบแก้ม สีทันดรรีบเสด็จเข้ามาดูแล้วตรัสสั่งให้นางนาคที่ยังพันอยู่ปลายหอกให้ไปหลบอยู่ในห้องพระ แล้วจึงทรงช่วยรักษาคืนฉายก่อนที่อาการจะกำเริบหนัก

สายฟ้าแลบแปลบปลาบท่ามกลางการโรมรันของสามเทวะที่เหลือ คันฉัตรยิงธนูออกไปดุจห่าฝนเพื่อสกัดมิให้ บรรดานาคเลื้อยขึ้นตามขึ้นมาบนฝั่ง ทรงกลดเองก็ตวัดดาบราวจักรผัน ซัดไปทางใดนาคบริวารก็มีอันแตกพ่าย แล้วรัศมีอันเจิดจ้าสีเขียวเจือทองสว่างไสวยิ่งท่ามกลางบรรยากาศที่อึมครึม ก็พุ่งทะยานขึ้นมา บางส่วนแห่งรัศมีนั้น ซัดเข้าใส่คันฉัตรกับทรงกลด จนต้องเซถลา แล้วพุ่งหน้ามาสู่บนฝั่ง อัสดงรอจังหวะนี้นานแล้ว จึงโผนทะยานขึ้นไปกลายเป็นรัศมีสีแดงเจิดจ้าไม่แพ้กัน สกัดกั้นไว้ เสียงปะทะกันแห่งพลังงานทั้งสองดังลั่นยิ่งกว่าฟ้าคำราม รัศมีทั้งสองกระเด็นออกไปคนละฟาก พอสลายก็ยืนหยัดกลายเป็นหนึ่งเทวะน้อย อณูแห่งพระสุริยาทิตย์ และอีกหนึ่งผู้เป็นเทวนาคาพระเชษฐาแห่งสีทันดร เจ้านาคน้อยตะโกนลั่น

“ทูลหม่อมพี่ชาย!!” สีทันดรรีบเสด็จลอยขึ้นไปกั้นขวางทั้งสองไว้ เพื่อมิให้ปะทะกัน เวลานี้ในพระทัยสับสน จะทรงทำอย่างไรดี โน่นก็พี่ นี่ก็ผู้ที่เป็นที่รัก

“สีทันดร เจ้าโป้ปดพี่ รวมกลุ่มกับพวกเทวะแอบซ่อนนางไว้ เจ้าทำให้พี่ผิดหวัง” ทยุติธรกล่าวด้วยพระสุรเสียงสั่น ผิดหวังที่พระอนุชาพระองค์น้อย แอบซ่อนนางนาคาไว้ “เจ้าเห็นคนอื่นดีกว่าพี่หรือไร”

“พวกเราทำสิ่งที่ถูกต้องต่างหาก เจ้าจะบังคับให้คนที่ไม่เต็มใจมาแต่งงานกับเจ้านั้นหรือ นางนาคีผู้นั้นมาขอให้เราช่วยและพวกเราก็จะช่วย เพราะเรา เป็นสุภาพบุรุษย่อมพึงให้ความช่วยเหลือแก่สุภาพสตรี” อัสดงกล่าวแทรกขึ้นทำให้ทยุติธรทรงบังเกิดโทสะ ที่ถ้อยคำของตนที่เคยพูดไว้เมื่อยามเยาว์ชันษา ถูกอัสดงนำมาใช้ยอกย้อน พระเนตรฟ้าครามแปรเปลี่ยนเป็นสีทองเจิดจ้า แล้วพระหัตถ์แห่งทยุติธรก็โบกสะบัดซัดพลังเข้าใส่ สีทันดรมิอยากให้พี่ชายรบรากับอัสดง จึงใช้พลังตนขวางกั้น แต่นั่นมันก็ยิ่งทำให้ เพิ่มพระโทสะและความรุนแรงเข้าไปอีก

“สีทันดร เจ้าบังอาจนัก”

“พี่ชายฟังหม่อมฉันก่อน”

พระเชษฐามิทรงฟังอันใดแล้ว อำนาจและเดชะถึงขีดสุด พลังของสีทันดรมิอาจขวางกั้นต่อไปได้ ด้วยแรงซัดกลับมหาศาล พลังนั้นซัดเข้าสู่พระวรกายของเจ้านาคาพระองค์น้อย ทำให้พระวรกายกระเด็นตกลงมาจากเบื้องบนกระแทกพื้นเบื้องล่างดังสนั่น

“ไอ้ดื้อ!!!”

อัสดงตะโกนลั่นลอยลงมาหายังเจ้านาคน้อยที่พยายามยันพระวรกายลุกขึ้นมา แรงซัดอัดแน่นขนาดนี้หากเป็นมนุษย์ธรรมดาคงสิ้นชีพ แต่สีทันดรทรงเป็นเทวนาคา จึงแค่เจ็บ แต่ก็แทบจะลุกไม่ขึ้น อัสดงจึงประคองร่างไว้นั้นแนบอก กอดแนบแน่น ทยุติธรพอได้พระสติ  ก็รีบเสด็จลงมาดูพระอนุชา ตกพระทัยในสิ่งที่ทรงทำลงไป สุรเสียงเสียพระทัยยิ่ง

“สีทันดร เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า พี่ขอโทษ”

ทยุติธรทรงพยายามดึงพระวรกายของสีทันดรออกมาจากอ้อมอกของอัสดงแต่ก็ถูกอัสดงปัดออก พระอนุชาอันเป็นที่รักยิ่ง มิเคยจะยอมให้ใครมารังแก กลับถูกองค์เองทำร้าย พระทัยแทบสลาย พระพักตร์งามดังรูปสลักสลดลง ขอบพระเนตรรื้นขึ้นด้วยหยาดน้ำใสๆ เพราะพระอนุชาขณะนี้ทรงมีพระโลหิตไหลออกมาจากพระโอษฐ์สีแดงระเรื่อ

“พี่ไม่ได้ตั้งใจ... พี่ขอโทษ”

“เจ้าเป็นพี่ประสาอะไร ทำน้องตนเองได้ลงคอ” อัสดงโอบอุ้มสีทันดร ลอยละลิ่วออกมารวมกลุ่มกับสี่เทวะน้อยที่ต่างก็ตะลึงกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ นาคบริวารหยุดพุ่งรบหมอบราบอยู่ทางเบื้องหลังเจ้านายที่กำลังคุกพระชงฆ์บนพื้นดิน แล้วทยุติธรก็ทรงยืนหยัดขึ้น ชี้พระหัตถ์มายังอัสดงแล้วตรัสว่า

“คืนน้องชายมาให้เราก่อน เรื่องนางนาคค่อยว่ากัน”

เวลานี้ยามนี้พระอนุชาพระองค์น้อยทรงสำคัญที่สุด ยิ่งกว่าเรื่องอื่นใด พระอนุชาผู้ทรงเสมือนเป็นของขวัญอันล้ำค่า ที่สมเด็จแม่ประทานให้ครั้นยามทรงพระเยาว์ ด้วยเพราะทรงอยากมีน้องกับเขาบ้าง แต่สมเด็จแม่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีให้สักที มีแต่น้องที่เกิดจากลูกพระสนม จึงทรงเล่นด้วยได้อย่างไม่สนิทใจเพราะต้องไว้องค์ รอนานๆเข้าก็ทรงเหงา

จนวันหนึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติ วันนั้นเองสมเด็จแม่ทรงตรัสว่า จะทรงมีน้องให้แล้ว เพราะมหาลักษมีเทวีทรงพระเมตตาประทานพรและบุตรให้ วันนั้นทรงดีใจเป็นที่สุด คุยอวดอ้างไปทั่วบาดาล หาของเล่นสำหรับเด็กผู้หญิงเตรียมไว้ให้น้องที่จะประสูติมา เพราะทรงคิดว่า เมื่อมหาลักษมีประทานพร น้องที่เกิดมาก็น่าจะเป็นพระขนิษฐา แต่การณ์กลับผิดคาด สมเด็จแม่ทรงมีพระโอรส แต่มิได้ทรงเสียพระทัย กลับปลื้มและดีพระทัยอย่างถึงขีดสุด น้องชายประสูติมาแล้วงามยิ่งนัก ดุจมหาลักษมีในภาคเทวนาคา ทรงจำได้ว่า ทรงเสด็จขึ้นไปจนเกือบถึงยอดเขาพระสุเมรุ  ตะโกนลั่น

“เรามีน้องแล้ว น้องเราหล่อด้วย”

นับจากนั้นเป็นต้นมา ทรงดูแลน้องชายมาอย่างดียิ่ง น้องชายก็ติดพระองค์แจ พระอุปนิสัยที่เคยเอาแต่พระทัยพระองค์เองเริ่มเลือนหาย เพราะทรงยอมให้พระอนุชาเสียสิ้น และยามที่น้องน้อยกล่าวชมตนทีไร ก็ทำให้ดีพระทัยยิ่งกว่าใครคนอื่นมาสรรเสริญ .....“พี่ชายเก่งจัง”

 ถึงที่ผ่านมาจะทรงดุน้องบ้าง เพราะดื้อและซนเหลือขนาด แต่ก็ไม่เคยลงโทษน้องรุนแรงเช่นนี้ หากน้องเป็นอะไรไป ตนจะไปสู้พระพักตร์สมเด็จแม่ได้อย่างไร  เพราะเคยถวายสัญญาไว้ว่า ‘หม่อมฉันจะดูแลสีทันดรอย่างดีที่สุด มิให้ใครมารังแก’  แต่นี่องค์เองกลับทำเสียเอง ด้วยเพราะโทสะแท้ๆ

“หม่อมฉันไม่เป็นอะไรพะยะค่ะ พี่ชายทรงฟังสักนิด” สีทันดรพยายามฝืนกำลังทรงกายขึ้น หากแต่อัสดงก็ยังไม่ยอมปล่อย เกรงว่าจะล้มลง “เรื่องนางนาคหม่อมฉันอธิบายได้”

ทยุติธรเริ่มโล่งพระทัย ที่น้องชายลุกขึ้นมาได้ ตั้งใจเสด็จเข้ามาหา แต่แล้วก็ทรงถูกอัสดงสกัดกั้น ทำให้พระโทสะเริ่มกำเนิดขึ้นอีกครา

“สีทันดร กลับมาหาพี่นี่ ไปเล่าให้พี่ฟังที่บาดาลบ้านของเรา เรื่องทูลหม่อมปู่พี่จัดการเอง”  ทยุติธรทรงผลักอกอัสดงออก ฉุดข้อพระกรอนุชากลับมาพลัน แล้วตรัสสั่งให้บริเวณที่เหลือไปค้นตัวนางนาคให้พบ “จับนางนาคีกัณหาโคตมะกลับไปด้วย จะได้สิ้นเรื่อง”

สีทันดรได้สดับดังนั้น จึงทรงแข็งพระทัยสะบัดข้อพระกรออก วิ่งกลับมาหาอัสดง แล้วฟาดพระหัตถ์ซัดนาคบริวารที่กำลังไปทำหน้าที่ค้นหานางนาคตามรับสั่งกระเด็นไปไกล ทรงทูลตอบพี่ชายมาว่า

“ หม่อมฉันไม่กลับ หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่ กับอัสดง”

“นี่เจ้า บังอาจนักสีทันดร” สุรเสียงโมโหดังลั่น “พวกเจ้า ไปจับทูลกระหม่อมเล็กกลับมา แล้วแบ่งกำลังค้นหานางนาคให้ทั่ว”

ทยุติธรหรือทูลกระหม่อมใหญ่ของบรรดานาคา ตรัสสั่งมาอีกครั้ง ทำให้กองกำลังที่หมอบราบเริ่มเคลื่อนไหว นี่แค่ทัพส่วนน้อยที่พี่ชายยกมา หากแค่นี้ก็แทบจะรับมือกันไม่ไหว เทวะทั้งห้าเตรียมพร้อม หากทยุติธรและนาคบริวารล้ำเส้นมาอีกเดียว สีทันดรกำลังทำพระองค์ไม่ถูกจะทำอย่างไร ไม่อยากให้รบกัน ในภาวะว้าวุ่นพระทัยนั้นเอง เสียงของมุจลินทร์ก็ดังขึ้นในพระโสต 

“สมุทรมณีเพคะ รีบนำมาใช้ก่อนจะสายเกินการณ์”

สีทันดร พนมหัตถ์ระหว่างพระอุระทันใด แล้วก็บังเกิดอัญมณีอันสุกใสลอยอยู่กลางพระอุระนั้น สมุทรมณีถูกนำมาใช้และลอยขึ้นสูงส่องแสงสว่างจ้า พี่ชายต่อให้ทรงฤทธีเพียงใด ก็มิอาจต่อกรได้แล้ว

“สมุทรมณี ...สีทันดรเจ้าเอามาได้ไง” ทยุติธรจำต้องใช้พระหัตถ์บังแสงสว่างจ้านั้นไว้ สมุทรมณี คือมณีที่รวมอำนาจแห่งบาดาลไว้ หากยามส่องแสง อำนาจจะถึงขีดสุดและไม่มีเทวะนาคาพระองค์ใดกล้าฝ่าฝืนและล่วงเกินผู้ครอบครอง

“ถอยก่อน ...กลับบาดาล”

สมุทรมณียังคงส่องแสงจ้าอยู่สักพักครั้นพอสงบลง ทยุติธรก็ไม่ได้ประทับอยู่แล้ว คาดว่าทรงเสด็จกลับไปพร้อมทัพนาคา สีทันดรทอดถอนพระทัย กล่าวขึ้น

“ครั้งนี้ พวกเราได้สมุทรมณีช่วย แต่เรามั่นใจว่า หากพี่ชายเสด็จกลับมาคราวหน้า สมุทรมณีคงขวางไว้ไม่อยู่ อัสสะ เจ้าหาทางรับมือกันให้พร้อมเหอะ ดูท่าพี่ชายคงจะไม่ยอมเจรจาแน่แล้ว”

เมื่อการปะทะย่อยระหว่างทัพนาคากับห้าเทวะน้อยเสร็จสิ้น โดยฝ่ายนาคามีอันต้องล่าถอยไปด้วยเหตุอำนาจแห่งสมุทรมณี สีทันดรก็ถูกอัสดงประคองพระวรกายที่บอบช้ำจากการที่ถูกพระเชษฐาแท้ๆซัดพลังเข้าใส่ขึ้นยังบนตัวบ้าน อัสดงค่อยๆประคองพระวรกายมาอย่างเบามือ กลัวว่าพระวรกายที่งามเกินกว่ารูปสลักใดๆจะแตกสลาย ครั้นถึงห้องพระบรรทม อัสดงจึงค่อยๆอุ้มยอดดวงใจแล้วบรรจงวางลงบนฟูกหนานุ่มอย่างระมัดระวัง

“นอนพักก่อน เจ้าเจ็บมากนักไอ้ดื้อ”

“เราไม่เป็นไรมากหรอก โชคดีที่มีสมุทรมณี ไม่งั้นเราคงแย่”

ข้างๆพระที่ขณะนี้ นางนาคากับลูกน้อยหมอบเฝ้าอยู่ด้วย นางสะอื้นร่ำไห้ ทูลขออภัยโทษที่ทำให้เกิดเรื่อง และทำให้หลายๆคนบาดเจ็บ สีทันดรทรงทราบดีว่าเป็นเพราะอาคมนางนาคจึงออกไป มิได้ถือโกรธเป็นพระอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น

“ช่างเถอะ เราไม่เป็นไรมาก ต่อนี้ไป เจ้ากับลูก ระวังตัวให้ดี นี่พี่ชายเรายังไม่ทรงทราบว่าเจ้ากำเนิดลูก มิฉะนั้น เหตุการณ์เมื่อสักครู่คงรุนแรงกว่านี้”

“หม่อมฉันซาบซึ้งในพระกรุณายิ่งนัก หม่อมฉันขอสาบานว่าจะเกิดเป็นข้ารองพระบาททุกชาติทุกภพ และสายสกุลนาคากัณหาโคตมะทั้งผอง จะศิโรราบให้ใต้ฝ่าพระบาทแต่เพียงพระองค์เดียว”

“เราขอบใจในความจงรักภักดีของเจ้า...เจ้าพาลูกกลับไปยังห้องพระเถิด ที่นั่นคงจะปลอดภัยที่สุด”

“เพคะ”

นางนาคารับคำแล้วถวายบังคมลาพาลูกน้อยสลายหายวับไป เมื่อสีทันดรทรงตรัสเสร็จก็ทรงพระกรรสะมาอย่างรุนแรง พระโลหิตไหลออกมาอีกคำรบ อัสดงจึงต้องวุ่นหาผ้ามาซับพระโลหิตที่เริ่มไหลออกจากริมโอษฐ์คู่งาม

“ไอ้ดื้อของอัสสะ ไหนเจ้าบอกว่าเจ้าไม่เป็นอะไรแล้วไง”


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด