" พิชิตภู " : Chapter 18 --- [ 17.04.2019 ]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: " พิชิตภู " : Chapter 18 --- [ 17.04.2019 ]  (อ่าน 43894 ครั้ง)

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2509
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-1
Re: " พิชิตภู " : Chapter 10 --- [ 01.08.2018 ]
«ตอบ #120 เมื่อ01-08-2018 17:09:35 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

งุย ๆ เหมือนว่าพี่ภูจะเริ่มมีใจ...ให้กับนู๋พุกบ้างแล้วเนาะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
Re: " พิชิตภู " : Chapter 10 --- [ 01.08.2018 ]
«ตอบ #121 เมื่อ01-08-2018 17:41:06 »

คุณกวี นี่ยังไงน๊า~

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 544
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
Re: " พิชิตภู " : Chapter 10 --- [ 01.08.2018 ]
«ตอบ #122 เมื่อ01-08-2018 21:08:07 »

ใช่เบย​ พระนายกระดืบๆ

ออฟไลน์ Fallinlove

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 150
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
Re: " พิชิตภู " : Chapter 10 --- [ 01.08.2018 ]
«ตอบ #123 เมื่อ01-08-2018 21:48:56 »

มาแล้ว ๆ  > <
พี่ภู รู้สึกอะไร ๆ กับหนูพุกของเราแล้วใช่ไหมล่ะ แหม แอบหวานเบา ๆ
ดีใจที่หนูพุกเข้าใจ แล้วก็ไม่โกรธพี่เต้ยแล้ว น่ารักจริง ๆ
ว่าแต่ คุณกวี มาตามหาพี่เต้ยทำไมคะเนี่ย มันอยากจะฟินนะ
แต่ลักษณะคุณกวีดูน่าสงสัยแปลก ๆ อ่ะ รีบ ๆ ลน ๆ เหมือนต้องเจอพี่เต้ยให้ได้
แล้วพี่เต้ยตั้งใจไม่รับโทรศัพท์คุณกวีด้วยหรือเปล่า ทำไมน้อ
แถมคุณกวี ก็เหมือนไม่อยากให้พี่ภูรู้เรื่องนี้ด้วย อะไร ยังไง งงไปกับหนูพุกด้วย
เรื่องนี้เดินเรื่องไวจริง แต่เราก็ชอบนะคะ ไม่ยืดเยื้อเยิ่นเย้อดี
คู่พี่ภูหนูพุก ค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้เราว่าน่ารักดี
แต่ตอนนี้ ลุ้นคู่คุณกวีกับพี่เต้ยที่สุด ปลื้มคู่นี้จ้า ^^

ออฟไลน์ singalone

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 393
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-2
Re: " พิชิตภู " : Chapter 10 --- [ 01.08.2018 ]
«ตอบ #124 เมื่อ01-08-2018 22:37:03 »

พี่ภูความรู้สึกช้าจัง ต้องเติมเชื้อเพลิงหน่อยละะะช

ออฟไลน์ ●GreenTEA●

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 742
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-2
Re: " พิชิตภู " : Chapter 10 --- [ 01.08.2018 ]
«ตอบ #125 เมื่อ02-08-2018 00:01:10 »

 :pig4:

ออฟไลน์ mrsnikiforov

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
Re: " พิชิตภู " : Chapter 10 --- [ 01.08.2018 ]
«ตอบ #126 เมื่อ02-08-2018 11:54:17 »

คุณกวีนี่คิดไม่ซื่อกับพี่เต้ยแน่ๆ หรือจะมาเป็นพระเอกของพี่เค้าคะ  :ruready
 พระนายค่อยๆกระดื้บๆ  :z10: มีความแลกของขวัญ อะไรจะพรหมลิขิตขนาดนี้ วันเกิดตรงกันไปอีก เป็นหนูพุกป่านนี้ขึ้นสวรรค์ไปละ  :heaven ของขวัญวันเกิดจากพี่ภู  :hao7:

รอว่าเมื่อไหร่พี่ภูจะรู้ใจตัวเองสักที เริ่มหวั่นไหวแล้วใช่มั้ยยย

 

ออฟไลน์ Miss Midnight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
" พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #127 เมื่อ04-08-2018 23:03:13 »

   Chapter 11



   “เต้ย.. ไอ้เต้ย มีคนมาหาโว้ย” เสียงพี่ชายของเต้ยดังมาจากเชิงบันได เรียกให้ชายหนุ่มที่นั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟาชั้นสองของตึกแถวในย่านที่ผู้คนคราคร่ำขยับชันตัวขึ้นนั่ง

“ใครอ่ะเฮีย” เต้ยตะโกนตอบ ไม่ได้ละสายตาจากการ์ตูนบาร์บี้ที่ฉายบนโทรทัศน์ ไอ้ภูให้เขาหยุดงานอยู่บ้านเลี้ยงหลานเเฝดสองก็สนุกดีพิลึก ก็ดี อย่างน้อยก็ไม่ฟุ้งซ่าน

“เพื่อนเอ็ง”

“ไอ้ภูหรือ… มันมาทำไมวะ”

เต้ยลุกขึ้นพร้อมขมวดคิ้วนิดหน่อย นาน ๆ ทีมันถึงจะโผล่มาหาเขาที่บ้านสักหน หรือว่าจะมีเรื่องด่วนถึงขั้นคอขาดบาดตายจนต้องฝ่าการจราจรตอนหัวค่ำมาหาเขา

“ไม่ใช่… เฮียก็ไม่เคยเจอ” เฮียตะโกนตอบกลับมา  เดาได้เลยว่าป่านนี้มือของเด็กในร้านคงเตรียมกดสัญญาณนิรภัยที่ติดไว้กันขโมยแล้วแน่นอน

โจรสมัยนี้มันลูกเล่นเยอะแยะ มุกมาถามหาคนเเล้วทุบตู้กวาดทองเลยก็ใช่ว่าจะไม่มี

อีกอย่างเต้ยเป็นคนเพื่อนเยอะ ทว่าก็พามาให้เห็นหน้าค่าตาครบแล้วทุกคน ด้วยเฮียเองก็เรียนที่เดียวกันกับเขามาตลอดตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย เป็นไปได้น้อยมากที่เฮียจะไม่รู้จักเพื่อนคนไหนของเขา

“ใครวะ” ชายหนุ่มขยับลุกขึ้น หอมหัวหลานสาวแฝดคนละฟอดก่อนจะลุกเดินลงมาข้างล่าง เขาเดินไปจัดเสื้อยืดสีฟ้าอ่อนให้ดูดีขึ้นกว่าเดิมไปแม้ว่ามันจะยับน่าดูก็ตามที

“สวัสดี...คุณเต้ย”

อันที่จริง เต้ยนึกว่าตัวเองตาฝาดด้วยซ้ำเมื่อเห็นชายในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบกริบ ไม่สวมไทด์ และพับเเขนเสื้อสองข้างเสมอกัน

หม่อมหลวงกวี กรจักร มาทำอะไรที่บ้านเขา ?

“อ้าว คุณวี มาได้ยังไง” เจ้าของบ้านกดปลดล็อกประตูอลูมิเนียมด้านหลังเคาน์เตอร์ แล้วจึงชี้ชวนให้คนมาเยี่ยมไปนั่งลงที่มุมห้อง เอาให้ไกลเสียงข่าวของเฮียหน่อย ไม่อย่างนั้นจะคุยกันไม่รู้เรื่องเอา

“พอดีผมผ่านมาแถวนี้ ยังไม่ได้กินอะไรเลย อยากได้คนพื้นที่เป็นไกด์หน่อยครับ” ราชนิกุลหนุ่มยิ้มยิงฟันขาว ใช้มือลูบหน้าท้องราวกับว่าเขาปวดท้องเพราะหิวเสียเต็มประดา

“อ่า… คือผมต้องทำงานน่ะคุณ”

เต้ยยิ้มแหย ช่วงนี้เขายังไม่ค่อยอยากจะปะทะสังสรรค์อะไรกับใครเท่าไหร่นัก รู้สึกว่าแค่ลุกจากที่นอนมากินข้าว อาบน้ำ เล่นกับหลานก็ใช้พลังงานพอ ๆ กันกับไปปีนเอเวอร์เรสต์อย่างไรอย่างนั้น

“แต่วันนี้คุณไม่ได้ไปทำงานนะ” กวีเลิกคิ้ว อมยิ้มน้อย ๆ จับทางคู่สนทนาได้อยู่หมัด

ถ้าเขาแห้วคราวนี้… คราวหน้าจะกู้เกมกลับมาก็คงยาก

“คุณ…รู้ได้ยังไง” ลูกชายคนเล็กของห้างทองใหญ่อ้าปากพะงาบ ๆ ลืมเรื่องความสุภาพแล้วเผลอชี้นิ้วใส่หม่อมหลวงหนุ่มเพราะความตกตะลึง 

“ก็คุณไม่ไปพรีเซนต์งานนี่ ผมก็รอฟังมาตั้งเป็นเดือน” กวียักไหล่ ทำหน้าซื่อตาใสจนเต้ยย่นหน้า

เขาล่ะไม่ค่อยชอบใจรอยยิ้มประเภทเอาไว้ตกนักธุรกิจของอีกฝ่ายเลย หม่อมหลวงกวีดูเป็นกันเองมากว่าตอนทำงานก็จริง แต่ไอ้ลูกตื๊อไม่ฟังใครกับแววตาวิบวับเเบบนี้เต้ยก็เหนื่อยจะพูดด้วย

“เชื่อเขาเลย… งั้นเดี๋ยวผมพาไปส่งร้านข้าวแล้วกัน คุณอยากทานแบบไหนล่ะ”

เต้ยถอนหายใจ ขยับตัวลุกขึ้นแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าลืมกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์ไว้บนบ้าน ดวงตากลมปรายมองคนที่ลุกขึ้นยิ้มสว่างแข่งกับไฟนีออนในร้านแล้วก็ปลงตกว่าช่างมันปะไร แค่เดินไปส่งเเล้วก็กลับ ยังไงเสียเขาไม่คิดว่าจะเดินหลงทางเอาเเถวบ้านตัวเองหรอก

“อะไรก็ได้ครับ ว่าแต่คุณแน่ใจนะว่าจะออกไปทั้งแบบนี้” สายตาคนพูดจับจ้องอยู่บนศีรษะของเต้ย ผมสีน้ำตาลเข้มถูกมัดเป็นจุกสองข้างเหมือนเด็กอนุบาล

“ผมลืม… ช่วงนี้หลานกำลังรักสวยรักงามน่ะ”

เต้ยหัวเราะเเห้ง ๆ นึกถึงหลานสาวทั้งสองที่ถือหวีของเล่นมาจองศีรษะเขาคนละครึ่ง เพราะเห็นสาว ๆ บาร์บี้ในโทรทัศน์แปรงผมและถักเปีย แต่สุดท้ายนิ้วเล็กจิ๋วอย่างเด็กสี่ขวบก็ทำได้แค่มัดหลวม ๆ แล้วมองผลงานตัวเองอย่างภาคภูมิใจเท่านั้นเอง

“น่ารักดีครับ” คนพูดพยักหน้า มองออกไปนอกร้านเห็นคนต่อคิวซื้อขนมเจ้าดังกันยาวเหยียด

สุดท้ายแล้วเต้ยก็เลือกร้านซีฟู๊ดร้านหนึ่งที่มักจะสั่งไปส่งให้ที่บ้านบ่อย ๆ วันนี้เป็นวันต้นสัปดาห์ นอกจากนักท่องเที่ยวกับคนที่ตั้งใจมากินอีกนิดหน่อยก็ไม่ทำให้ร้านเเน่นขนัดจนเกินไปนัก

“คุณอยากทานอะไรก็สั่งแล้วกัน ร้านนี้สะอาด รสชาติดีทุกอย่าง” เต้ยไม่เเม้แต่จะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกด้วยซ้ำไป

“งั้นผมเอาต้มยำรวมมิตร ปลากระพงทอดน้ำปลา ปูผัดผงกะหรี่ครับ แล้วก็กุ้งอบวุ้นเส้นครับ” กวีขอบคุณตัวเองเหลือเกินที่เป็นคนตาไว เขาไม่ได้อ่านเมนูด้วยซ้ำ หากลอกเอาตามทุกจานที่โต๊ะข้าง ๆ สั่งมาเป๊ะ ๆ ไม่ขาดไม่เกินเลยสักอย่างเดียว

“ผมกินไม่หมดหรอก ช่วยหน่อยสิคุณ” เขาไม่ได้รั้งด้วยคำพูดเปล่า ๆ หากยังส่งมือมายึดข้อมืออีกฝ่ายไว้ด้วย

“มีอะไรหรือเปล่าคุณวี ผมว่าคุณไม่น่าว่างมากวนประสาทผมแบบนี้เฉย ๆ แน่” สุดท้ายแล้วเต้ยก็ยอมนั่งลงทั้งที่หน้าบูดอย่างไม่รักษาอาการ

“ว่าเจ็บจังนะครับ… คือมันมีส่วนนึงของโปรเจ็คที่พรีเซ็นต์มา แต่ผมยังติดใจอยู่ เห็นว่าคุณเป็นหัวหน้าทีมมาตลอดเลยน่าจะอธิบายได้น่ะ”

คราวนี้กวียืดตัวตรง ลักษณะการพูดเองก็ดูจริงจังขึ้นจนเต้ยอดจะรู้สึกผิดตงิด ๆ ที่โวยใส่เขาไปไม่ได้ น่าแปลกที่เขาแสดงอากัปแค่นั้น หากกลับเปลี่ยนให้บรรยากาศร้านอาหารจ้อกแจ้กจอแจลายเป็นร้านอาหารสามดาวสำหรับคู่สนทนาไปเลย

“ครับ ตรงไหนครับ” ชายหนุ่มในเสื้อยืดกับกางเกงขาสามสวนเริ่มเป็นการเป็นงานขึ้นด้วยเหมือนกัน ฟังจุดต่าง ๆ ที่อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นแล้วก็สิ้นสงสัย หม่อมหลวงหนุ่มมาร์คจุดที่น่าสนใจและพาให้บทสนทนาดำดิ่งไปเรื่องงานได้จริง ๆ

“อ้อ คือมันเป็นอย่างนี้ครับ… ” คนพูดฉวยเอาขวดน้ำพลาสติกมาเปิดเเล้วเทใส่เเก้วสองใบตัดหน้าอีกคนที่มัวเเต่เอากระดาษเช็ดช้อนเช็ดจาน

“ดีแล้วครับ ผมจะได้เอาไปคุยกับบอร์ด คะแนนเสียงของแต่ละโปรเจ็คใกล้เคียงกันมากเลย” กวีไม่ได้ดูแลเรื่องความสะอาดเฉพาะอุปกรณ์การกินของตัวเองเพียงอย่างเดียว หากยังเผื่อเเผ่ไปถึงผู้ร่วมโต๊ะด้วย

“แล้วคุณโหวตให้ใคร ผมถามได้หรือเปล่าเนี่ย” เต้ยแสร้งหัวเราะ ขับเคลื่อนให้บทสนทนาดำเนินไป

“รอตอนประกาศผลแล้วกันครับ จะได้รู้ว่าผมโหวตให้ใคร” กวียิ้มมุมปาก ถึงเขาจะเต็มใจแวะมาหาเต้ยแต่งานก็คืองาน สิ่งที่ควรอยู่แต่ในห้องประชุมมันก็ควรจะอยู่ในนั้น ไม่ใช่ออกมาเพ่นพ่านอยู่ข้างนอก

โชคดีที่คู่สนทนาไม่ได้มีวี่แววสงสัยระแคะระคายอะไรให้หม่อมหลวงกวีต้องกังวล

ราชนิกุลหนุ่มเพียงแต่เก็บทุกอย่างเอาไว้ในใจ เมื่อสองอาทิตย์ก่อนกวีเห็นเต้ยที่คอนโด ท่าทางของอีกฝ่ายไม่ค่อยสู้ดีนัก แล้ววันนี้เขาก็หายไปไม่มาพรีเซนต์งานอีก แค่ต้องโทรไปกุเรื่องหลอกเอาที่อยู่จากหนูพุกเขาก็กระดากจะแย่

ชายหนุ่มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรที่หนืด ๆ อยู่ในใจมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจเป็นเพราะดวงตากลมคู่นั้นมักสะท้อนแต่ประกายแห่งความสุขฉานฉายที่ดึงดูดให้เขาอยากมองซ้ำแล้วซ้ำอีก หากในยามที่เปลือกตาสีน้ำนมปิดลงก็ไม่ทำให้กระแสความหลงใหลของเขาหยุดลงเลย

อาจเป็นเพราะไม่เคยมีใครกล้าหลับในรถให้เขาได้ทำหน้าที่สารถีมาก่อน

...ประหลาดจริง…

แน่นอนเขาไม่ได้หมายความถึงคนที่อยู่ในห้วงความคิดแต่อย่างใด ทว่ากลับหมายถึงตัวเองต่างหาก กวีคบค้าสมาคมกับผู้คนมากหน้าหลายตา สังสรรค์เป็นกิจวัตรจนที่บ้านก็เข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นประเภทพ่อพวงมาลัย จนหมดหวังว่าเขาจะมีโอกาสเป็นฝั่งฝาไปแล้วด้วยซ้ำ

เพิ่งจะมีคนนี้นี่เองที่ทำให้เขาสะกิดใจ สุดท้ายจะใช่หรือไม่ก็คงต้องดูกันต่อไปเท่านั้นเอง

“กินข้าวบ้างหรือเปล่า ไม่เจอกันแค่พักเดียวคุณซูบไปเป็นกอง”

หม่อมหลวงหนุ่มสบตาเต้ย ร่องรอยของการพักผ่อนน้อยสะท้อนชัดอยู่บนใบหน้าซูบตอบ เขาขยับช้อนกลางสำหรับตักซุปสองสามที ทั้งกุ้ง ทั้งหมึกก็ลงมาอยู่ในถ้วยใบจิ๋วแล้ว

“เฮ้ย ไม่ต้องตักให้ผมเยอะมากก็ได้คุณ ผมกินเองได้” เต้ยยกมือขึ้นปรามคนว่าหิว แต่พออาหารมาถึงก็ตักใส่จานเขาไม่เลิกรา 

“อ้าว คุณพาผมมาแล้ว ผมก็ดูแลคุณเป็นการตอบแทนไง” ชายหนุ่มยิ้มเผล่ ใช้ช้อนส้อมเลาะเนื้อปลาตัวใหญ่ซึ่งถูกทอดจนเหลืองกรอบออก

“แกะแบบนั้นจะกินก้างหรือกินเนื้อเนี่ยคุณวี” เต้ยพูดไปก็คิ้วชนกัน ตั้งแต่คู่สนทนามาปรากฏตัว เขาว่าตัวเองน่าจะขมวดคิ้วไปสามล้านครั้งได้แล้ว  ถือวิสาสะขโมยเนื้อปลามาเลาะก้างให้แล้วส่งคืน

“ขอบคุณครับ” ริมฝีปากหยักของคนพูดยกขึ้นนิด ๆ อย่างพึงใจ อย่างน้อยเรื่องความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาให้ผ่าน

“นี่คุณเต้ย แล้วรถคุณสร็จหรือยัง” พูดไปก็ม้วนวุ้นเส้นในหม้อใหญ่วางบนจานเจ้าถิ่น ทิ้งไว้นาน ๆ ไม่รีบกิน เดี๋ยวเส้นจะเซ็งหมดอร่อยกันพอดี

“ใกล้แล้วล่ะ ผมเพิ่งจะโทรเร่งเขาไป อีกสามสี่วันก็คงได้” เต้ยเคี้ยวข้าวจนแก้มตุ่ย เขามองกับข้าวที่พร่องไปเกินครึ่งแล้วก็เริ่มเหนื่อย เพราะกวีรับประทานค่อนข้างช้า ซ้ำยังเอาแต่ตักให้เขาเหมือนกะจะให้เขาอิ่มไปจนเย็นวันพรุ่งนี้

“แล้วไปทำงานไม่ลำบากหรือ”

“ไม่เท่าไหร่ครับ ผมใช้รถไฟฟ้า แค่ยุ่งยากตรงต้องสลับจากใต้ดินขึ้นมาเฉย ๆ”

“อ้อ…”

เต้ยเห็นว่าหม่อมหลวงหนุ่มพยักหน้ารับทราบเท่านั้น หากไม่คิดเลยว่าในอีกสองสามวันถัดมาจากัวร์คุ้นตาก็จอดสนิทอยู่หน้าบ้านเขา แถมเจ้าตัวยังยิ้มละไมด้วยมาดผู้ดีขนานแท้ สำทับด้วยว่าจะทำหน้าที่คู่กรณีที่ดีมารับเขาไปส่งที่ทำงาน

“ผมไปเองได้นะคุณ ยังไงเดี๋ยวก็จะกลับไปนอนคอนโดแล้ว อย่าลำบากเลย” แม้จะว่าอย่างนั้น หากตัวคนพูดก็เข้ามานั่งอยู่ในห้องโดยสารแล้ว

“ผมต้องไปธุระอยู่แล้วครับ คุณเต้ยเลิกงานกี่โมง”

คนหลังพวงมาลัยมองไปยังถนนเบื้องหน้า เปิดไฟเลี้ยวหาช่องแซง ไอ้ธุระที่ว่ามันก็แค่การไปส่งเต้ยเท่านั้นเอง จากคอนโดแถวสาธรของเขาแวะรับเต้ยที่เยาวราชไปออฟฟิศของอีกฝ่ายนี่ก็รถติดใช้ได้ เท่านั้นไม่พอ...เขายังต้องตีรถย้อนกลับไปคุยงานที่สีลมอีกหน ต่อให้มีซูเปอร์คาร์คันละเป็นสิบล้านก็ไม่ได้ช่วยให้เขาฝ่าการจราจรแน่นขนัดไปได้เร็วกว่าใคร

...สงสัยสถิติไม่เคยขาด ไม่เคยลา ไม่เคยมาสายของเขาจะย่อยยับลงวันนี้...

“จริง ๆ หกโมงก็เลิกแล้วครับ นี่ไม่ใช่ว่าจะมารับผมนะ” ดวงตากลมใสเหมือนตาลูกกวางมองชายหนุ่มข้างกายอย่างข้องใจ

“ยังไงโทรมาก่อนแล้วกันครับ เผื่อธุระผมยังไม่เสร็จ คุณมีเบอร์ผมหรือยัง ถ้ามีปัญหาอะไรเรื่องโครงการจะได้ปรึกษากันได้ ไม่ต้องผ่านเลขา” กวีแตะเบรคเมื่อเลี้ยวเข้าพื้นที่ซอย แสร้งแจกเบอร์ไปหน้าตาเฉย

“ไว้ผมจะบอกแล้วกัน ขับรถดี ๆ นะคุณ” เต้ยเห็นว่าเขายกเอาเรื่องงานขึ้นมาพูดจึงจำใจเม็มเบอร์อีกฝ่ายไว้ด้วย สองมือเรียวรวบกระเป๋า บอกลาสารถีกิตติมศักดิ์ตามมารยาทแล้วค่อยลงจากรถ

ทั้งที่รู้สึกประหลาดใจ แต่เขาก็ยังไม่อยากจะยอมรับท่าทีของอีกฝ่าย นี่เขาเพิ่งจะโดนทิ้งมาหยก ๆ ยังไม่พร้อมจะทำหน้าชื่นตาบานยอมรับอะไรพวกนี้หรอกนะ

ภาพอาคารสองชั้นที่เขากับภูช่วยกันเริ่มขึ้นยังคงเดิมในลานสายตา หากมันเปลี่ยนไปมากในความรู้สึก เต้ยไม่รู้เลยว่าไม้ใบเขียวขจีเบื้องหน้าดูเเห้งเเล้งได้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

...อาจจะเป็นวันที่ใครอีกคนหนึ่งจากไป…

ไม่ทราบว่าเพราะแผลยังสดใหม่ หรือเพราะเยื่อใยที่ถักทอมานานปีไม่อาจลบล้างได้ในชั่วข้ามคืนที่ทำให้เต้ยมักจะกดเข้าไปดูความคืบหน้าของแดนดินผ่านบัญชีผู้ใช้ออนไลน์ของอีกฝ่าย ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่แล้วยูสเซอร์ของแดนกลับหายไปทั้งหมด ไม่ว่าจะในแอพลิเคชั่นใดก็ตาม

เขาไม่ได้ถูกบล็อก...หากแดนดินตัดสินใจลบตัวตนออนไลน์ออกไปจนไม่เหลืออะไรทั้งสิ้น

มีเพียงรูปของเต้ยที่เคยถ่ายไว้เท่านั้นที่ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเคยเป็นเรื่องจริง

ชายหนุ่มเคยกระทั่งเช็คกลับไปที่บริษัทนั้น แต่ก็ได้ความว่าแดนดินไม่ได้เข้าไปทำงาน และตำแหน่งที่รุ่นพี่ของแดนเตรียมไว้ให้ก็ยังว่างเปล่า

เขาไม่รู้เลยว่าแดนดินหายไปไหน… อาจจะแค่ย้ายที่ทำงาน หรือมากที่สุดก็คงกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด

นี่หรือเปล่าที่เขาว่ากันว่าคนเราต้องจากกันเสมอไม่ว่าทางใด

ไม่จากเป็น...ก็จากตาย

   ความรู้สึกเเรกหลังจากเหยียบเข้าไปในออฟฟิศคือความละอาย มันทำให้เต้ยประหวั่นไม่น้อยว่าสถานการณ์จะเป็นไปอย่างไรบ้าง นอกจากคนในออฟฟิศแล้ว คนที่อยากจะขอโทษมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นหนูพุก

“พี่เต้ย มาทำงานแล้วหรือ เฟอเรโร่ในตู้เย็นผมกับพี่พุกแบ่งกันกินหมดไปแล้วนะ”

เป็นสถาปนิกอายุน้อยที่สุดที่โบกมือทักทายเขา มันแกล้งอำว่ากินของโปรดเต้ยแล้วยังทำหน้าเป้นดูดชาดำเย็นในมือโชว์อีกฟืดหนึ่ง คนอื่น ๆ ก็ผสมโรงขำขันแล้วบอกว่า ไม่ทำงานนานป่านนี้ไอ้ปูนลักกินหมดตู้เย็นไปแล้ว

เรื่องนี้คงต้องขอบคุณความทะเล้นของรุ่นน้องตัวเล็ก ที่ทำให้เต้ยยิ้มจากใจได้เป็นครั้งแรกของสัปดาห์กระมัง

“หักโบนัสแม่งดีมั้ยเนี่ย...” เต้ยหัวเราะ

“โธ่ ขนาดมีโบนัสผมยังตัวแค่นี้ ถ้าพี่หักโบนัสผมตัวเท่าถั่วงอกแหง” เพราะเป็นคนรูปร่างสันทัด บางคนก็มองว่าส่วนสูงของปูนเป็นจุดอ่อน มีแต่ตัวเขาเองเท่านั้นที่มองว่ามันเป็นจุดแข็ง

เวลาเดินไปไหนมาไหนใครก็เอ็นดู ใครจะกินอะไรก็เรียกมากินเพราะอยากให้ปูนโตไว ๆ ถึงจะเข้าสู่วัยที่ส่วนสูงไม่ยืดเเล้วก็เถอะ

...เออ ก็ดี กินฟรีไม่ต้องจ่ายตัง...

“พี่ก็อยากเห็นถั่วงอกเดินได้ ไว้เดี๋ยวปลายปีนี้ลองเนอะ”

เต้ยหัวเราะเดินไปแย่งมันดูดน้ำทีหนึ่ง พอจะได้ยินเสียงร้องอูยของไอ้ตัวแสบไล่หลังก็ทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้น ชายหนุ่มมุ่งตรงไปยังโต๊ะทำงาน ป่านนี้เอกสารคงกองท่วมเป็นภูเขาเลากาไปแล้ว

   เมื่อขาทั้งคู่พาเขามาถึงโต๊ะตัวยาว ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งก็พบว่าที่คิดเอาไว้ผิดถนัด บนโต๊ะเขาสะอาดเรียบร้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เอกสารทุกอย่างอยู่ในที่ของมันเเละมีวันที่กำกับ อะไรที่ต้องการลายเซ็นหรืองานที่มีเฉพาะเขาที่ทำได้ถูกจัดหมวดหมู่แยกตามความเร่งด่วนเอาไว้ด้วย

   “ขอโทษที่ถือวิสาสะนะครับพี่เต้ย ถ้าพุกไม่จัดมันจะล้น” เสียงจากด้านหลังทำให้เจ้าของโต๊ะชะงักไป หนูพุกดูหน้าตาสดใส หอบหิ้วเอาเเฟ้มบางสามสี่เล่มมาวางให้ด้วย

   “ขอบใจมากนะ แล้วก็… ขอโทษด้วย”  เต้ยหลบตา รู้สึกละอายเกินกว่าจะรับไหว

   “ไม่เป็นไรหรอกครับ เลี้ยงลูกอมสักเม็ดสองเม็ดก็หายแล้ว”

หนูพุกโบกมือคล้ายว่าไม่เก็บเรื่องเหล่านั้นมาเป็นสาระ ท่าทางเหมือนสิ่งที่ถูกกระทำไปไม่ใช่เรื่องซีเรียส เลขาของภูยังน่ารักคงเส้นคงวาดีจนเขาอยากจะเหมาโกดังลูกอมให้เลยด้วยซ้ำไป

   “แล้วงานพี่นี่ ภูทำหมดเลยหรือ” เต้ยเปิดดูเอกสารย้อนหลัง มีหลายอันที่เป็นลายเซ็นของคีรินทร์

“ก็ทำนองนั้นครับ พุกช่วยดูบัญชีกับพวกเปเปอร์ให้นิดหน่อย แต่พุกจดไว้หมดแล้วว่าทำตรงไหนไปบ้าง พี่เต้ยเช็คซ้ำได้ครับ” พูดจบเลขามหัศจรรย์ของภูก็ยื่นเช็คลิสต์ที่ทำใส่กระดาษเอสี่มาเสียเรียบร้อยให้เขา

“ละเอียดดีจัง ถ้าหามาอีกคนจะทำได้เท่าพุกไหมเนี่ย” เต้ยปรารภ เขาคิดอยู่นานแล้วว่าอยากจะหาผู้ช่วยสักคน แล้วดันตัวเองให้กลับลงไปทำงานออกแบบมากกว่านี้ โดยไม่จ้างสถาปนิกเพิ่ม แม้ว่าบริษัทกำลังอยู่ในช่วงขยายตัวก็ตาม

“ได้อยู่แล้วล่ะครับ… อ้อ เมื่อเช้าทางฝั่งนายทุนโปรเจ็คถนนวิทยุเมลล์มาว่าเลือกเราแล้วนะครับ พี่ภูเลยว่าวันนี้จะพาไปกินเลี้ยง ถือว่าฉลองสองเด้งไปเลย ทั้งพี่กลับมาทำงาน แล้วก็โอกาสที่เราได้งานศูนย์ศิลปะแล้ว” หนูพุกยิ้มกว้างขวาง สดใสสดชื่นสมกับที่เหนื่อยมานาน


ออฟไลน์ Miss Midnight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
Re: " พิชิตภู " : Chapter 10 --- [ 01.08.2018 ]
«ตอบ #128 เมื่อ04-08-2018 23:03:33 »

วันนี้ทั้งวันก็เลยดูเหมือนว่าพนักงานทุกคนจะขมีขมันมากเป็นพิเศษ คล้ายกับว่าให้ช่วงเวลาของการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ผ่านไปเร็วที่สุดแล้วทุกคนจะเริงร่าหลังพระอาทิตย์ตกดิน

ร้านอาหารและคาราโอเกะที่หนูพุกจองไว้เป็นร้านประจำของคนที่บริษัท เลขาหนุ่มจัดการสั่งอาหารไว้ล่วงหน้าไม่กี่อย่างเอาไว้รองท้องเมื่อมาถึงร้าน ส่วนใครอยากจะกินอะไรก็ค่อยสั่งเพิ่มมา แบบนี้จะได้ไม่ต้องหิ้วท้องรอกัน

“ของผมเอาโค้กนะ” หนูพุกหันมองคีรินทร์ นึกว่าเขาจะดื่มเหล้านอกหรือเบียร์ที่เต้ยกำลังออเดอร์อย่างจริงจังเสียอีก 

“พี่ภูไม่ร้องเพลงหรือ” หนูพุกเอนตัวเข้าหาเขาเนื่องจากเสียงในห้องค่อนข้างดัง สถาปนิกหลายคนขึ้นไปครองไมค์แล้วสลับเปลี่ยนกัน บ้างก็ขึ้นไปเป็นคู่ บ้างก็ขึ้นไปเป็นกลุ่มแล้วเต้นกระจายเลยก็มี

“เสียงพี่หอนมาก อย่าฟังเลย” เขาหัวเราะ ตักอาหารเข้าปากแล้วมองคนอื่นไปหัวเราะไป

“เดี๋ยวกูกลับก่อนนะ” เต้ยรามือจากไมค์โครโฟนแล้วแวะมาบอกเพื่อนสนิท เขาเก็บของลงกระเป๋าเสร็จสรรพแล้วทิ้งบัตรเครดิตไว้ที่คนตัวใหญ่

“ทำไมกลับเร็ว ปกติเห็นไม่เมาไม่เลิก รอกลับพร้อมกันก็ได้ เดี๋ยวกูไปส่ง” คนตัวสูงใหญ่เลิกคิ้ว พอจะมองเห็นแววตาหลุกหลิกแต่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร อย่างน้อยเต้ยก็ไม่ได้เมา สติสัมปชัญญะครบถ้วนบริบูรณ์ดี

“กูต้องกลับไปเล่านิทานก่อนนอนให้หลานฟังว่ะ มึงอยู่ไปเถอะ” เต้ยปดไปอย่างนั้น เพราะ ’ความจริง’ น่ะ จอดจารกัวร์รออยู่หน้าร้านแล้ว

“อ้อ… ฝากบอกด้วยว่าไว้เจ็กภูจะเอาของเล่นไปฝากอีก” เต้ยโคลงศีรษะอย่างหมั่นไส้ ไอ้คนนี้แวะไปทีไรอาเจ็กเต้ยคนดีก็ตกกระป๋องทุกที

“พี่ไปนะหนูพุก ฝากไอ้ภูด้วย” เต้ยตบไหล่เลขาหนุ่ม แล้วเดินออกไปอย่างเร่งรีบ เพราะกลัวคนอาสาจะไปส่งต้องคอยนาน บอกแล้วว่าไม่ต้องมาก็ยังจะรั้น เขาล่ะปวดหัว

หนูพุกไม่ค่อยถนัดงานสังสรรค์อะไรเท่าไหร่นักจึงได้แต่นั่งอยู่กับที่  โยกตัวไปตามจังหวะบ้าง ส่วนคนที่ถนัดเรื่องเอนเตอร์เทนก็คงจะเป็นปูน รายนั้นนอกจากตอนกิน ก้นยังแทบไม่ติดเบาะเลย พลังงานเหลือล้นดีเหลือเกินจริง ๆ

“กินเนื้อบ้าง กินแต่ผักจะเอาโปรตีนจากไหนไปโต” เจ้านายบ่นแล้วก็ตักเอากุ้งชุบแป้งทอดในจานสลัดที่หนูพุกเลือกตักเเต่ผักมาวางบนจานเลขาหนุ่ม

“พอแล้วครับ อ้วน” หนูพุกเบรคเขา เมื่อเห็นว่าคีรินทร์เอื้อมไปตักไก่มะนาวมาวางเพิ่มให้ด้วย มีแต่ของทอดทั้งนั้นเลย

“เราเนี่ยนะกลัวอ้วน ผอมจนจะปลิวได้อยู่แล้ว กินไปเถอะ อยากกินอะไรเป็นพิเศษ พี่สั่งให้” หนูพุกอ้าปากหวอ เห็นคนนั่งข้างกันเปิดเมนูเตรียมสั่งอาหารเพิ่มให้อีก

“พอแล้วครับ แค่นี้ก็ล้นโต๊ะแล้ว” มือน้อยแตะลงบนท่อนแขนล่ำสันเป็นการปราม ยินยอมกินอาหารที่เขาตักให้ไปแต่โดยดี แค่นี้อาหารก็เต็มโต๊ะจนลานตาแล้ว

“ล้นโต๊ะก็ช่วยกันหน่อย เสียดาย” ภูพูดหน้าตาย ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่ใช่ตัวเองที่ทำท่าจะเอาอะไรมาถมโต๊ะเพิ่มอีก

“พี่ภูก็กินด้วยครับ อย่าดื่มแต่โค้ก เดี๋ยวปวดท้อง” หนูพุกตักอาหารให้เขาด้วย จนกลายเป็นตักให้กันไปมาอยู่อย่างนั้น

ปูนชักจะไม่ชอบที่ตัวเองตาไวเท่าไหร่ ไม่รู้พักนี้เป็นอะไร พอเจ้านายกับเลขาส่วนตัวอยู่ด้วยกันทีไร ก็ทำท่าสร้างโลกส่วนตัวอยู่กันสองคนเสมอ จนขาชงประจำออฟฟิศอย่างเขาหมดงานจะทำ แค่เก็บไว้แย็บ ๆ แซว ๆ พี่หนูพุกให้เลือดลมสูบฉีดดีเท่านั้น 

“เดี๋ยวพี่มานะ” หนูพุกเห็นเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นดู แต่ไม่ทันเห็นว่าเป็นใครกันที่โทรมาเอาป่านนี้ คีรินทร์ออกไปจากห้องเพราะในนี้ค่อนข้างแออัดและเสียงดังเอาการ

“พี่พุก ไปร้องเพลงดีกว่า เขารอฟังพี่กันเนี่ย” เป็นรุ่นน้องตัวดีที่เเทรกตัวเข้ามาเมื่อพี่ภูลุกออกไป ปูนวางเเก้วของตัวเองลงแล้วฉุดหนูพุกให้ลุกขึ้นท่ามกลางเสียงโห่เชียร์

...แบบนี้ก็คงเลี่ยงไม่ได้...

หนูพุกคว้าไมค์ร้องเพลงคู่กับปูน อดอายม้วนต้วนไม่ได้ที่เพื่อนพนักงานป้องปากแซว แต่เขาก็ร้องไปหัวเราะไปเพราะเสียงปูนเองก็ตรงคีย์บ้าง หอนบ้างจนโดนโห่ ดวงตากลมอดชำเลืองไปที่ประตูกระจกไม่ได้ เขาเห็นเงาของพี่ภูเดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้อง สีหน้าของอีกฝ่ายดูไม่สู้ดีนักจนเขาเป็นห่วง

พักเดียวพี่ภูก็กลับเขามา หนูพุกเห็นเขายกเเก้วโค้กขึ้นกระดกราวกับต้องการใช้น้ำทั้งแก้วดับอารมณ์ร้อน เพียงเท่านั้นเลขาหนุ่มก็เริ่มอยู่ไม่สุข เมื่อร้องเพลงจบก็เผ่นแผล็วลงจากเวทีเข้ามาดูคีรินทร์ทันที

“พี่ภูเป็นอะไรหรืเปล่า… ดูไม่ดีเลย” สองมือเรียวประกบเข้าที่ข้างแก้มเขา ยึดหน้าเจ้านายให้สบตากันแล้วก็พบว่าผิวสีแทนของคีรินทร์เริ่มเห่อจนเปลี่ยนเป็นสีแดง

“หนูพุก... พาไปโรงพยาบาลที พี่แพ้แอลกอฮอล์”

คีรินทร์ชี้ไปที่แก้วว่างเปล่าบนโต๊ะ คงเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มตัวบางได้แต่ร้องว่าฉิบหายอยู่ในใจ นั่นคงเป็นแก้วโค้กผสมเหล้าของปูนที่มาวางแหมะเอาไว้ก่อนลากเขาไปร้องเพลงแน่ ๆ แล้วพี่ภูก็เผลอดื่มเข้าไปเสียทั้งแก้ว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแพ้หนักถึงขั้นไหน บางคนแพ้แล้วถึงตายเลยก็มี

“พี่ภูเดินไหวหรือเปล่า ให้พุกเรียกแอมบูแลนซ์ไหม”

หนูพุกพยายามควบคุมสติแม้ว่าในใจจะสั่นจนทำอะไรไม่ถูก เขายื่นบัตรเครดิตให้พนักงานรีบเช็คบิลในทันที ตอนนี้คนอื่น ๆ ก็เริ่มแตกตื่นกันแล้วเพราะเห็นว่าเลขาหนุ่มแทบไม่ยอมปล่อยมือจากเจ้านายเลยแม้แต่วินาทีเดียว

...กลายเป็นว่างานเลี้ยงคืนนี้ก็จบตั้งแต่ยังไม่มีใครทันได้เมา... 

“ไม่ต้อง ไม่ได้เป็นมากขนาดนั้น เดี๋ยวเราขับไปให้ที”

คีรินทร์ส่งกุญแจแลนด์โรเวอร์ลูกรักให้เลขาหนุ่ม แล้วเดินออกไปคอยที่รถ ถือเป็นโชคร้ายในโชคดีที่เวลานี้เป็นช่วงถนนเริ่มโล่ง หนูพุกจัดการเรื่องบิลแล้วก็รีบกระโดดขึ้นนั่งหลังพวงมาลัย กดเปิดไฟฉุกเฉินแล้วเหยียบคันเร่ง เขาไม่เคยขับรถเร็วขนาดนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำไป

พอส่งพี่ภูให้เวรเปลเข็นเข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้ที่สุด หนูพุกก็ได้แต่นั่งรอ เขาไม่นึกว่าพี่ภูจะแพ้หนักถึงขั้นตัวแดงเถือกและอาเจียนในรถไปหลายหน

นี่อาจเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเห็นคนอื่นกำลังสำรอกอาหารอยู่ต่อหน้าเเล้วไม่ได้คลื่นเหียนตามไปด้วย เพราะความเป็นห่วงมีมากกว่า

หนูพุกเข้ามาบริเวณโถงห้องฉุกเฉินแล้วก็ได้แต่นั่งคอย เขาเพิ่งจะได้แจ้งชื่อผู้ป่วยซ้ำกับคุณพยาบาลไปอีกหนหนึ่งเมื่อครู่เท่านั้นเอง

“ตอนนี้คุณหมอให้ยาแล้วก็กำลังดูอาการอยู่นะคะ ถ้าดีขึ้นก็กลับบ้านได้ค่ะ ญาติสบายใจได้แล้วนะคะ”

เป็นคุณพยาบาลคนเดิมที่เดินผ่านมา ท่าทียิ้มแย้มของเจ้าหล่อนทำให้ชายหนุ่มคลายใจไปได้บ้าง เขาหงุดหงิดที่พี่ภูเป็นถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมให้เรียกรถพยาบาล ถ้าหนูพุกขับรถช้ากว่านี้แล้วเขาเป็นอะไรขึ้นมาหนูพุกจะทำยังไง

คนตัวบางคิดตกแล้วต่อไปเขาจะไม่ถาม แต่จะเรียกรถฉุกเฉินเลย หากจะให้ดีก็อย่ามีคราวหน้าเลยจะดีกว่า

...เขาต้องดูแลพี่ภูให้ดีกว่านี้…

“เรียบร้อยแล้ว กลับบ้านได้” ชายหนุ่มบนวีลแชร์ยิ้มกว้างให้คนนั่งคอยทั้งที่ตัวแดงเป็นมะเขือเทศยักษ์

“ไปจ่ายเงินก่อนครับ” หนูพุกว่า หันไปขอบคุณพนักงานโรงพยาบาลที่เข็นพี่ภูออกมาจากห้องฉุกเฉินแล้วรับไม้ต่อ เขาออกเดินพร้อมกับเข็นคนป่วยออกไปที่ห้องยาและเตรียมจ่ายเงิน

“จริง ๆ พี่เดินได้นะ” คีรินทร์แย้ง เห็นเลขาหนุ่มตาแดง ๆ แล้วก็เป็นห่วง อยากจะสร้างความมั่นใจให้อีกคนเห็นว่าเขาดีขึ้นแล้ว

“เพิ่งฉีดยามาครับ ไม่ต้องซ่า เดี๋ยวเวียนหัวล้มไปจะทำยังไง”

ถึงจะรู้ว่าลูกน้องไม่ควรจะดุเจ้านายเสียงแข็งอย่างนี้ แต่หนูพุกก็อดไม่ได้ เขาถือสลิปบัตรคิวที่ได้มาไปคอยที่เคาน์เตอร์รับยาและช่องชำระเงิน คีรินทร์ยื่นกระเป๋าสตางค์ตัวเองให้หนูพุกจัดการเงียบ ๆ เขาบอกเลขาหนุ่มว่าเบิกประกันสุขภาพของเจ้าไหนบ้างและยกให้หนูพุกจัดการ ส่วนเขาก็รอเซ็นอย่างเดียวเท่านั้น

“ที่บ้านมีคนอยู่ไหมครับ” หนูพุกพยุงพี่ภูมาที่รถ คิดว่าจะขับรถไปส่งเขาแล้วค่อยเรียกแท็กซี่กลับคอนโด

“ตอนนี้คงไม่มีหรอก เดี๋ยวพี่ไปส่งเราก่อนค่อยกลับบ้าน ทำให้ขนาดนี้ก็เกรงใจมากแล้ว”

“ถ้าเกรงใจก็ขึ้นไปนั่งครับ พุกจะขับเอง” หนูพุกไม่คืนกุญแจรถให้เจ้านาย แถมยังเดินไปประจำฝั่งคนขับแล้วเสียด้วย

“คืนนี้พี่ภูนอนห้องพุกนะครับ ไปอยู่คนเดียวพุกไม่ไว้ใจ ตัวยังไม่หายแดงเลย” เลขาหนุ่มเปรยขึ้น ภูเองก็เพิ่งจะรู้ว่าพอถึงเวลาหนูพุกก็ดุจนเขาไม่กล้าขัด

“ยังไงก็รบกวนด้วยนะ”

คนฟังดีใจที่พี่ภูไม่ดื้อจนเกินรับมือ หนูพุกตบไฟเลี้ยว เเวะร้านสะดวกซื้อใกล้ที่พักแล้วจัดการโกยเอาข้าวของจำเป็นที่คีรินทร์ต้องใช้ลงตะกร้าพลาสติก เขาห้ามตัวเองไม่ให้คิดอกุศลไม่ได้เมื่อสบตากับกล่องพลาสตกบรรจุชั้นในบนที่แขวน

“ไซส์ไหนวะ…” เขายกมือลูบหน้า หลับหูหลับตาหยิบไซส์ที่น่าจะเหมาะสมกับขนาดตัวพี่ภูมากล่องหนึ่ง 

กว่าทั้งคู่จะพากันขึ้นมาบนห้องพักของหนูพุกได้เข็มนาฬิกาก็ล่วงเวลาเที่ยงคืนไปแล้ว หนูพุกทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ยื่นถุงพลาสติกให้เจ้านาย

“พี่ภูอาบน้ำก่อนก็ได้ครับ ใช้ห้องน้ำในห้องนอนได้เลย เดี๋ยวพุกหาผ้าเช็ดตัวกับชุดนอนให้”

“โห ซื้อมาให้ครบเลยแฮะ”

ยิ่งได้ยินเสียงพึมพำของคนเดินตามหลังเข้ามาในห้องนอน หนูพุกก็กลายเป็นมะเขือเทศลูกที่สอง เมื่อไม่รู้จะเลี่ยงไปทางไหนเขาก็ก้มหน้าก้มตาเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเอาผ้าขนหนูสีฟ้าอ่อนผืนใหญ่ เสื้อโอเวอร์ไซส์ของตัวเอง และกางเกงแบบเชือกผูกที่พี่ภูใส่ได้แน่ ๆ ส่งให้เขา

“อันนี้คงใส่ได้ครับ” หนูพุกเอาแต่มองไปทุกที่เว้นเสียแต่ใบหน้าคมสันของพี่ภู ใบหูแดง ๆ ทำให้คนตัวสูงกว่ากระตุกยิ้ม เขาเอ่ยขอบคุณแล้วก็หายลับเข้าไปในห้องน้ำอย่างว่าง่าย

เสียงน้ำฝักบัวที่กระทบพื้นเเละเชาวเวอร์บูททำให้หนูพุกใจเต้นไม่เป็นส่ำ เขาจัดการหาชุดนอนของตัวเองจนพร้อมสรรพแล้ว ทว่าเสียงน้ำฝักบัวก็ยังไม่หยุดรบกวนโสตประสาท

คนโสดมานาน พอต้องมาอยู่กับคนที่ทำให้ใจเต้นแรงแล้วมันก็เป็นแบบนี้เอง

สุดท้ายเจ้าของห้องก็ตัดสินใจว่าสิ่งเดียวที่จะกอบกู้สมาธิให้กลับมาได้นั้นอยู่ในเเล็ปท็อป เขาเดินออกจากห้องมากางเเล็ปท็อปที่โต๊ะเล็กหน้าโซฟา เริ่มทำงานที่เพิ่งจะได้รับมอบหมายมาเมื่อวันก่อนอย่างแข็งขัน

...ทริปประจำปีของบริษัทกำลังจะเริ่มต้นขึ้นเร็ว ๆ นี้…

ทั้งที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ก็ผ่านการเห็นชอบจากผู้ร่วมทริปทุกคนเเล้ว ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของหนูพุกที่จะจัดการเรื่องรถโดยสารและจองที่พัก

“ทำอะไรน่ะ” คีรินทร์ในสภาพหัวเปียกซ่กชะโงกหน้าออกมาจากห้องนอน เสื้อโอเวอร์ไซส์ไหล่ตกของหนูพุกพอไปอยู่บนตัวเขาเเล้วก็พอดิพอดีเหลือเกิน

“ก็ดูเรื่องจองที่พักที่เชียงใหม่น่ะครับ” หนูพุกไม่สบตาคีรินทร์ กลิ่นหอมจากครีมอาบน้ำบนตัวเจ้านายขยับคืบเข้ามาใกล้ทำเอาหัวใจเขาเต้นเเรงจนแทบระเบิด

...สงสัยต้องไปหาหมอทำเอคโค่สักหน่อย...

“อ้อ ยังไงจองเผื่อไว้ให้พี่ที่หนึ่งด้วยนะ” เขาขยับลงมานั่งข้าง ๆ ชะโงกหน้ามามองจอ เห็นหนูพุกนับจำนวนรายชื่อ เตรียมจับคู่พนักงานไว้คร่าวๆ

“เอ๋” หนูพุกทำหน้าสนเท่ห์ ทุกคนที่แจ้งความประสงค์จะพาครอบครัวไปด้วยกันก็แจ้งหมดแล้ว ยังจะต้องเผื่อให้ใครอีก

“พอดีแฟนพี่จะไปด้วยน่ะ เขาเพิ่งเคลียร์คิวได้ ขอโทษทีนะที่บอกช้าไปหน่อย”


--------------------------------


โดนปารองเท้าแล้วจ้า  :z6: :z6:
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพระนายถึงช้าาาาาา เหลือเกิน
แต่ในส่วนของคุณกวีก็คือรีบมาก.. ไม่แน่ใจว่าเป็นหม่อมหรือเป็นจรวดนะคะ..  :-[


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-08-2018 23:16:42 โดย Thei12 »

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2509
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-1
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #129 เมื่อ04-08-2018 23:44:42 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

อ้าววววววววว  พี่ภูมีแฟนแล้วอ่ะ

ทำไมเพิ่งมาบอกกัน  ปล่อยให้มโนมาตั้งนาน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
« ตอบ #129 เมื่อ: 04-08-2018 23:44:42 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1733
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-3
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #130 เมื่อ05-08-2018 00:00:42 »

 :กอด1: :กอด1:
 :o8: :-[

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7955
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-11
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #131 เมื่อ05-08-2018 00:04:11 »

เห้ยยยยยยยยย...............   :serius2: :serius2: :serius2:
อยู่ทำงานด้วยมาตั้งนาน พุกไม่รู้เลยว่าพี่ภู มีแฟน อะจ๊ากกกกกก
ถถถถถถถ พุกเอ๊ย ..........  :z3:
เพิ่งใจเต้นกับพี่ภูแหม็บๆ มาใจเสียซะและ   o22 o22 o22

พี่เต้ย มีคนเข้าหาแล้ว  :katai2-1:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Fallinlove

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 150
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #132 เมื่อ05-08-2018 00:08:17 »

อะไรเนี่ยพี่ภู  งื้อออออ  ทำกันอย่างนี้ได้ไง  :ling1: 
ไปมีแฟนตอนไหน ทำไมหนูพุกไม่รู้ ทำงานมาตั้งนานแล้วเนี่ย โอย
กำลังฟิน ๆ อึ้งไปเลย โธ่ หนูพุก T^T แล้วคู่นี้จะเป็นยังไงต่อเนี่ย  :heaven
ส่วนคุณกวีกับพี่เต้ย น่ารักมาก  :-[ คุณกวีนี่ร้ายไม่เบา พี่เต้ยตามไม่ทันเลย 555
แล้วมาหลอกหนูพุกว่าติดต่อพี่เต้ยไม่ได้ สรุปไม่มีเบอร์พี่เต้ยด้วยซ้ำ โห
แต่คุณกวีไม่รู้สินะว่าพี่เต้ยกับนายแดนดินเคยเป็นแฟนกันอยู่
เรียกว่ามาจีบพี่เต้ยถูกจังหวะพอดีเลย ไม่งั้นทำยังไงพี่เต้ยก็คงไม่สนหรอกเนี่ย
คู่พี่เต้ยกับคุณกวีกำลังไปด้วยดี แต่หนูพุกของเรานี่สิ พี่ภู ฮือออ


ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3229
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #133 เมื่อ05-08-2018 09:08:25 »

 :ling1:

เศร้าเลน สงสารพุก

 :L2: :L1: :pig4:

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-6
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #134 เมื่อ05-08-2018 09:11:36 »

ทำไมแฟนพี่ภูโผล่มาตอนนี้ ทำร้ายใจน้อง มาตอนเดียวแล้วหายไปเลยได้มั้ย

ออฟไลน์ singalone

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 393
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-2
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #135 เมื่อ05-08-2018 09:40:05 »

โอ้โหหหหหห พีคสุดของเรื่องละมั้ง

ออฟไลน์ wanirahot

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 544
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #136 เมื่อ05-08-2018 10:15:11 »

งื้อ​ ทำไมพี่ภูทำกับหนูพุกงี้อ่ะ​ ใจร้าย

ออฟไลน์ ●GreenTEA●

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 742
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-2
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #137 เมื่อ05-08-2018 11:35:30 »

พี่ภูมีแฟนแล้วจริงปะเนี่ย?   :katai1:

ออฟไลน์ Justccwpo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 113
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #138 เมื่อ05-08-2018 12:58:31 »

แง่พี่ภูทำไมทำแบบนี้จาร้อง

ออฟไลน์ Plavann

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 59
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #139 เมื่อ05-08-2018 15:43:50 »

แงงงง จะมาค้างแบบนี้ไม่ด้ายยยยย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
« ตอบ #139 เมื่อ: 05-08-2018 15:43:50 »





ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3366
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-5
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #140 เมื่อ05-08-2018 17:27:26 »

อ้าว พี่ภูทำงี้ได้ไงอ่ะ มีแฟนแล้วทำไมไม่เคยพูดหรือเกริ่นอะไรบ้างเลย ปล่อยให้น้องพุกฝันหวานมโนไปเองแบบนี้ได้ไงกัน พี่ภูคนบ้า

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 548
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #141 เมื่อ05-08-2018 17:50:24 »

โอ๊ยยยยยยยยยป​ พี่ภูมีแฟนเฉยเลย​ ได้ไงอ่ะ
หนูพุกจะคิดไปไกลขนาดไหนเนี่ยยยย :katai1:

ออฟไลน์ Tiffany

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1224
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #142 เมื่อ05-08-2018 18:11:26 »

เศร้าแทนหนูพุกเลย

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #143 เมื่อ06-08-2018 00:28:10 »

ทำไมพี่ภูเป็นคนแบบเน้~ :ling1:

ออฟไลน์ Miss Midnight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
" พิชิตภู " : Chapter 12 --- [ 11.08.2018 ]
«ตอบ #144 เมื่อ11-08-2018 21:44:36 »

Chapter 12



“พี่ภู… มีแฟนแล้ว?” เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับกระซิบ หนูพุกหูอื้อตาลายไปหมดเมื่อคำพูดนั้นแทบไม่ต่างอะไรกันกับค้อนอันโตที่ฟาดลงมาจนหนูพุกสติหลุด

“อือฮึ… หน้าตาพี่ดูเหมือนพวกหนุ่มโสดเหรอ” เขาหัวเราะในลำคอ ขยี้ผ้าเช็ดตัวลงบนกลุ่มผมสีดำขลับ

“ก็ไม่รู้สิครับ ทำงานมาด้วยตั้งสี่เดือนยังไม่เคยได้ยินเลย แฮะ ๆ” หนูพุกเกลียดเสียงหัวเราะฝืดแสนฝืดของตัวเองตอนนี้เหลือเกิน ก้อนเนื้อในอกที่เคยเต้นไม่เป็นส่ำกลับสู่ภาวะปกติ และเหมือนว่าจังหวะของมันดูเชื่องช้ากว่าเก่าเสียอีก

“ทำงานก็ส่วนทำงานสิ”

เลขาหนุ่มพยักหน้า ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในใจช้า ๆ นอกจากเรื่องอาหารการกินคีรินทร์ก็ไม่เคยออกปากให้เขาช่วยทำอะไรให้นอกจากเรื่องงานเลยแม้แต่หนเดียว ทุกครั้งที่ได้ออกไปไหนมาไหนด้วยกัน หากไม่มีหน้าที่เข้าเกี่ยวข้องก็มีแต่เขาเท่านั้นที่พาตัวเองเข้าไปเกี่ยวพัน

...ไม่ฉลาดเลยหนูพุก…

“ก็จริงครับ”

“แล้วเราล่ะ มีใครหรือยัง” ภูมองหน้าคู่สนทนา แต่หนูพุกกลับเสหลบตาหันไปมองหน้าจออย่างตั้งอกตั้งใจ ด้วยกลัวว่าต่อมน้ำตาจะทำงาน

“จะไปมีได้ยังไงล่ะครับ มีแต่งานนี่ล่ะ” นิ้วเรียวแตะลงบนทัชแพด เคลื่อนหน้าจอขึ้นลง เมื่อมั่นใจว่าแน่นอนเรื่องจำนวนคนและกำหนดเวลาแล้วจึงกดจองที่พักผ่านเว็บไซต์

“แปลว่าพี่ใช้งานหนักไป” เขายิ้มกว้าง ทำหน้าเหมือนตระหนักรู้ถึงปัญหาและคิดจะแก้ไขมัน

“ไม่หรอกครับ พุกอยากทำเอง” คนตัวบางได้แต่ยิ้มแหย ๆ มองคนตัวใหญ่กว่าก้มลงกดโทรศัพท์ยุกยิก

หากเขาช่างสังเกตกว่านี้ก็คงจะเห็นว่าพี่ภูติดโทรศัพท์มากพอดู… ในการรับรู้ของเขา พี่ภูเป็นคนทำงานแทบจะตลอดเวลา เป็นเขาเองที่คิดไปว่าทุกครั้งที่อีกฝ่ายคุยโทรศัพท์นั่นก็เป็นงานด้วย

...คิดเองเออเองแท้ ๆ…

ตั้งแต่คืนนั้นหนูพุกก็ไม่ต่างอะไรจากคอมพิวเตอร์ที่ติดบั๊ก เขาทั้งค้างทั้งรวน โพรไฟล์เลขายอดเยี่ยมมีรอยด่างพร้อยด้วยการทวนบัญชีผิดไปจนกระทั่งทำนัดหมายผิดพลาด

แพลนที่เขาวางไว้ว่าจะชวนพี่ภูทำอะไรบ้างในทริปล่มไม่มีชิ้นดี การเดินทางขึ้นมาเชียงใหม่ครั้งนี้ทำให้หนูพุกเหี่ยวแห้งเหมือนต้นไม้ไม่โดนน้ำนานนับเดือน 

“พี่พุก… ไหวไหมเนี่ย” มือสั้นป้อมของรูมเมทชั่วคราวโบกไหวอยู่เบื้องหน้า ปูนสังเกตรุ่นพี่มาตลอดตั้งแต่ออกเดินทาง จากเดิมที่หน้าหมอง ๆ อยู่ที่ทำงาน มาตอนนี้ยิ่งหมองหนักอย่างกับโดนราหูอม

ใช่ว่าเขาจะมองไม่ออกว่าระหว่างเจ้านายกับเลขาหนุ่มคงจะมีอะไรบางอย่าง

แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะพลิกล็อกหวยออกแบบที่คีรินทร์เล่นพาแฟนมาเปิดตัวสู่สายตาประชาชนชาวออฟฟิศให้ประหลาดใจกันทั้งคณะ 

“ฮะ… คือ ก็โอเค ปูนจะอาบน้ำก่อนไหม เดี๋ยวพี่รอ จะได้ลงไปพร้อมกัน” หนูพุกทรุดตัวนั่งลงบนเตียงนุ่ม จิตใจพะวักพะวงอยู่กับการต้องลงไปรับประทานอาหารมื้อเช้าร่วมกัน

...เขาไม่อยากเห็น ไม่อยากรับรู้...



“เดี๋ยวผมล้างหน้าเอาแล้วค่อยกลับมาอาบก็ได้พี่ พี่จะอาบไหม”

ปูนรื้อกระเป๋าเดินทางหาที่ชาร์จแบตโทรศัพท์แล้วก็หยิบเอากองผ้ากึ่งพับกึ่งยับออกมาวางตั้งกลางเตียง กดโทรศัพท์สองสามทีแล้วคว่ำหน้ามันลง เงยหน้ามองรุ่นพี่ที่เอนตัวนอนแผ่หลา ค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อนบนเตียงข้าง ๆ แล้วก็ถอนใจ

...คนมีรักนี่ลำบากจริงวุ้ย…

“ไม่อาบล่ะ งั้นขอสิบนาที แล้วลงไปพร้อมกันได้ไหม” หนูพุกตั้งนาฬิกาปลุกไว้ เปลือกตาของเขาหนักอึ้งด้วยแทบไม่ได้พักผ่อน ยิ่งถูกจำกัดสภาพแวดล้อมให้ต้องพบเจอกับสิ่งที่เขาไม่พร้อมหนูพุกก็ยิ่งเครียดหนัก

...เขาหนีไปไหนไม่ได้เลย...

โชคดีที่วันนี้เป็นแพลนแบบเต็มวัน พรุ่งนี้เหล่าพนักงานตกลงกันว่าจะให้เป็นฟรีเดย์ที่ทุกคนจะไปเที่ยวในที่ที่อยากไป ทำอะไรที่อยากทำ ส่วนวันมะรืนถึงจะขึ้นไปม่อนแจ่มในตอนเช้าและกลับลงมาซื้อของฝาก แล้วถึงจะกลับกรุงเทพฯ

กว่าพวกเขาจะมาถึงและเช็คอินเข้าโรงแรมก็ช่วงตีห้า ได้เวลาพักผ่อนอีกแค่คนละครึ่งชั่วโมงแล้วก็ลงไปรับประทานอาหารเช้า แลนด์มาร์คแรกถูกเสนอขึ้นโดยสาว ๆ สายบุญที่อยากจะแวะมากราบพระธาตุดอยสุเทพเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย

คราวนี้ทุกคนชื่นชมคน(เกือบจะ)พื้นที่อย่างปูนที่ช่วยหารถตู้วีไอพีแบบลดจำนวนที่นั่งและราคาถูกให้ได้ ประชากรพนักงานจึงแบ่งกันไปสองคันโดยไม่ต้องแออัดเบียดเสียด ใครใคร่ซื้ออะไรก็ซื้อได้ เพียงแต่ต้องระวังน้ำหนักกระเป๋าขากลับเท่านั้นเอง

“ภูไม่ได้พกมาเหรอ” เสียงกังวานใสจากเบาะหน้าดังขึ้น หนูพุกมองเห็นไม่ชัดนักว่าเขาหาอะไรกัน ทว่าดูเหมือนพี่ภูจะเริ่มขยุกขยิกตบกระเป๋าเสื้อนอกและกางเกงของตัวเองแล้ว

“โทษที ลืมไว้ที่โรงแรมนั่นแหละ เม็ดสุดท้ายก็ให้แพรไปแล้วตอนก่อนออกมา” เขาเอ่ยอย่างลุแก่โทษ ปล่อยให้คนนั่งเบาะหลังถัดลงมาสองคนอย่างหนูพุกและปูนลอบสังเกตสังกากันอยู่เงียบ ๆ

คุณแพรถูกแนะนำอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่สนามบิน เธอเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสาววัยเหยียบเลขสามผู้มีใบหน้าอ่อนกว่าวัยไปโข อาจเป็นเพราะผมสีน้ำตาลตัดสั้นทรงนั้นที่ทำให้เธอดูเด็กลงด้วยส่วนหนึ่ง

ถึงแม้จะเสียใจ เสียดาย อิจฉาหรืออื่นใด แต่หนูพุกก็อดยอมรับไม่ได้ว่าทั้งคู่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ทั้งหน้าตา ฐานะ และการศึกษา

“เวียนหัวมาก เหมือนจะอาเจียน”

คุณแพรย้ำอีก หากพี่เต้ยที่นั่งอยู่แถวเดียวกันเอาแต่หลับคอพับไปบนหมอนรองคอลายหมีพูห์ผู้น่ารัก ไม่ได้มีทีท่าจะรู้ตัวลุกขึ้นมาช่วยเพื่อนสนิทที่เริ่มลุกลี้ลุกลน ในเมื่อหาลูกอมไม่ได้ก็คงต้องหาถุงพลาสติกแทน

เลขาหนุ่มนั่งฟังและประมวลผลอยู่สักพัก อาจเป็นเพราะทางขึ้นดอยค่อนข้างชันและมีแต่โค้งติดกันเต็มไปหมด หญิงสาวจึงมีอาการเมารถได้ง่ายดาย

“พี่แพรครับ ทานนี่ก็ได้ครับ” สุดท้ายแล้วก็เป็นหนูพุกเองที่ขยับกระเป๋าควานเอาลูกอมเมนทอสสีฟ้าในห่อกระดาษยาวสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์ดีปราศจากรอยเเกะส่งไปเบื้องหน้า

“อ้าว หนูพุกก็ชอบเหรอ อันนี้ช่วยแก้เมารถได้ดีมาก ภูเลยพกไว้ตลอด แต่วันนี้ลืมเสียได้ยังไงก็ไม่รู้” เธอพูดยืดยาวอย่างเป็นมิตร ซ้ำยังขอบคุณเขาอีกหลายคำ

เพราะคุณแพรน่ารัก พี่ภูก็เลยหลงรัก ข้อนี้หนูพุกไม่ติดใจเลยจริง ๆ

“รายนี้เขาเมารถง่ายมาก แค่รถติดขยับไปได้ทีละหน่อยก็เริ่มแล้ว นับเป็นสัญญาณแพ้ท้องหรือเปล่าเนี่ย” ประโยคหลังภูพูดเบาลงแค่พอให้ได้ยินกันสองคน หากนิ้วมือเรียวก็หยิกหมับลงบนเนื้อแข็ง ๆ นั่นทันใด

“พูดอะไรเนี่ย… ยังไม่แต่งจะเอาอะไรมาท้อง”

“อีกสักสามสี่ปีเนอะ” มือใหญ่ทาบลงบนหลังมือของแฟนสาว พูดจาเป็นมั่นเป็นเหมาะทีเดียว

   มือข้างที่ว่างเปล่าของหนูพุกถูกกอบไว้ด้วยนิ้วไซส์จิ๋วของบัดดี้ ปูนมองหน้าเขาอย่างเห็นอกเห็นใจ เลขาหนุ่มสบตาคนข้าง ๆ คลี่ยิ้มที่คงดูเจื่อนเต็มทนพลางขยับปากไร้เสียง

   ...ไม่เป็นไร…

“นอนซะพี่พุก” ปูนกระชับมือรุ่นพี่ เห็นแพขนตายาวขยับตามจังหวะกระพริบตาแล้วน้ำตาเม็ดใสร่วงเผาะลง ทำคนมองแทบจะใจสลายตามไปด้วย

หนูพุกเอนซบหน้าต่างรถฝั่งขวามือทั้งที่น้ำตายังไหลอาบแก้ม เขาใช้หลังมือปาดมันออกจนท้อและปล่อยให้มันไหลลงมาเท่าที่จะสามารถ นึกถึงถ้อยคำที่เมษาเคยถามไว้เมื่อนานมาแล้ว

‘งั้นฉันถามหน่อยนะ แกปลื้มเขามาเป็นสิบปียังไม่เลิกแบบนี้ ถ้าแกคิดจะอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าวันไหนพี่ภูเกิดแต่งงานมีลูกมีครอบครัว แกยังจะทนทำงานที่รู้ทุกรายละเอียดชีวิตของเขาได้อีกหรือไง’

นั่นสิ… เขายังจะทนได้อีกหรือเปล่า

หนูพุกเคยคิดว่าตัวเองอดทนอะไรต่อมิอะไรได้สารพัด ทั้งถ้อยคำหยามเหยียด ความริษยา หรือแม้กระทั่งการใส่ร้ายป้ายสี หากเกราะแข็งแกร่งนั้นกลับพังลงง่ายดายเพียงเพราะใครคนหนึ่ง

ใคร… คนที่ทำให้เขาใจพองโตเป็นลูกโป่งยามถูกสูบลม

ใคร... คนที่ทำให้ใจของเขาขาดวิ่นโดยที่ไม่รู้ตัว

ตลอดเวลาตั้งแต่มีแฟนของพี่ภูเข้าร่วมทริป ทุกคนก็ดูคล้ายจะมีสีสันมากขึ้น ความร่าเริงของเธอทำให้คนรอบข้างมีความสุขได้ง่ายดาย พี่แพรดีกับทุกคนกระทั่งหนูพุก จนเขารู้สึกผิด

ผิดที่อิจฉา

ผิดที่ไปรักคนรักของคนอื่น

ตั้งแต่วันที่ปักธงว่าจะพิชิตใจพี่ภูให้ได้ หนูพุกไม่รู้เลยว่าตัวเองเดินขึ้นมาได้สูงมากน้อยแค่ไหน หรือไม่...เขาอาจยังย่ำเท้าอยู่ที่ทางขึ้นเท่านั้นเอง

   บางที...เขาควรยอมแพ้แล้วจากไปจะดีไหม

“พี่พุก… ลงไหม หรือจะนอนต่อก็ได้นะ” ปูนกระซิบเรียกคนที่หลับตานิ่ง หนูพุกรู้สึกตัวว่ารถหยุดเคลื่อนที่แล้ว และคนอื่น ๆ ก็เริ่มขยับข้าวของ หนูพุกลืมตาขึ้นพยักหน้าเงียบ ๆ และเช็คว่าของสำคัญจำพวกเงินเเละโทรศัพท์ยังอยู่กับตัว

ต่อให้ไม่อยากเห็นยังไง เขาก็ต้องไป

หนูพุกจะให้ทริปนี้กร่อยเพราะเขาไม่ได้เด็ดขาด

เนื่องจากช่วงนี้เป็นวันหยุดต่อเนื่องสามวัน ผู้คนจึงคราคร่ำกว่าปกติ การถ่ายรูปหมู่ก่อนขึ้นไปสักการะพระธาตุจึงขลุกขลักเล็กน้อย กว่าทุกคนจะนัดเวลาเเละเเยกย้ายกันหนูพุกก็ชักจะตาลาย

“ขึ้นไหวไหมเนี่ย” หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวก้าวขึ้นไปบนบันได ความสูงชันทำเอาเเฟนหนุ่มต้องกระชับมือน้อย ๆ เอาไว้เพื่อช่วยพยุง

“ยังไม่ได้แก่ขนาดนั้นย่ะ” เสียงหัวเราะหวานใสกังวานพร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอของคนตัวสูงใหญ่ทำให้พนักงานสองชีวิตด้านหลังได้แต่ยืนเม้มปาก

“คืออะไร ขอห้าบาทเหรอ” ปูนมองคนหันมาถามด้วยสีหน้าเหรอเหรา คงไม่รู้เลยว่าตัวเองมองคู่รักตาละห้อยแค่ไหน

“พี่… ถือว่ามาเดตกับผมแล้วกันนะ”

“ขอบคุณนะ เดตกันวันนึงใช่ไหม ถ้ามองใครพี่ตีตาแตกเลยนะ” มือเรียววางลงดังแปะ หัวเราะเด็กทะเล้นที่เเทบจะสะบัดมือหนูพุกทิ้งเพราะห้ามเหล่สาว

“ดุจังเว้ย” ร้องหือเสียจนจมูกบาน ยังดีที่พ่อแม่หน้าตาหล่อสวย เขาจึงดูไม่ทุเรศทุรังนักในเวลาทำท่าทางตลกอย่างนี้

...ต้องยกเครดิตให้พ่อกับแม่จริง ๆ... 

   กว่าจะลากตัวเองผ่านบันไดนาคนับสามร้อยขั้นขึ้นมาได้ คนไม่ค่อยออกกำลังกายอย่างปูนก็หอบแฮ่ก เพราะบ้านใกล้ ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดจึงเคยมาที่นี่แล้วหลายหน ปูนทำหน้าที่ไกด์ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จัดการเรื่องธูปเทียนบูชาพระให้เสร็จจนหนูพุกเเทบไม่ต้องกระดิกตัว

   หนูพุกจรดปลายธูปบนเปลวเทียนสีเหลือง มองควันสีขี้เถ้าจาง ๆ ลอยขึ้นบนอากาศอย่างเชื่องช้า ไม่รู้ว่าเพราะความเจ็บปวดเมื่อครู่หรือเปล่า ที่ทำให้เขารู้สึกว่าอะไรต่อมิอะไรก็ช้าลงไปหมด ชายหนุ่มอ่านบทสวดที่เขียนไว้ด้านหน้า ตั้งจิตอธิษฐานตามไปทีละบรรทัด

เกือบทุกครั้งที่เขาไหว้พระขอพร หากไม่เป็นเรื่องการเรียน การงาน ก็คงเป็นเรื่องพี่ภูที่หนูพุกวิงวอนเสมอว่าอยากจะมีโอกาสเจอกันอีกครั้ง

จนมาถึงคราวนี้… ในสมองของเขาว่างเปล่า

หนูพุกไม่รู้ว่าควรจะวอนขออะไรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พี่ภูมีคนรักอยู่แล้ว...ไม่มีทางที่จะมีอะไรเปลี่ยนความจริงข้อนี้ได้ และหนูพุกเองก็ไม่ได้ริอยากจะปีนต้นงิ้ว

   “เสี่ยงเซียมซีกันพี่ ตอนเด็ก ๆ ผมโคตรชอบเล่น” ปูนยื่นกระบอกไม้เสี่ยงทายมาให้ชายหนุ่มที่กราบพระเเล้วสายตาก็ยังว่างเปล่า ขืนปล่อยให้อยู่คนเดียวนาน ๆ ไม่ดีแน่

   หนูพุกเห็นเพื่อนร่วมงานเขย่ากระบอกไม้อย่างตั้งอกตั้งใจจึงเริ่มเขย่าของตัวเองบ้าง เพียงเสี้ยวนาทีเท่านั้น ก้านไม้ที่มีเลขตัวเดียวกำกับก็ตกลง

   หนูพุกเดินไปยังที่เก็บใบคำทำนายไล่หลังปูน ก้าวขาไปก็ต้องหลบลูกเด็กเล็กแดงและบรรดาผู้ปกครองไปด้วย ถึงระยะทางจะไม่ได้ไกลอะไรมากมายแต่ก็เล่นเอาเขาเวียนหัวทีเดียว ชายหนุ่มจด ๆ จ้อง ๆ มองหาตัวเลขอยู่ครู่หนึ่งก็เอื้อมไปหยิบแผ่นกระดาษใบเล็กมาอ่านไปเดินไป



 อันเนื้อความในเซียมซีใบที่หก   จงอย่าตกในความฟุ้งแลพลุ่งพล่าน

ใช้ชีวิตให้มั่นคงดำรงชาญ เมื่อถึงกาลลาภยศพูนทวี

อีกลูกหนี้ที่ตามหาก็มาพบ  ได้รับครบ ดอกต้นในหนนี้

ที่ป่วยไข้ก็กลับกลายเป็นดี คู่ชีวีได้พานพบประสบเอยฯ



หนูพุกก้มหน้าก้มตาอ่านคำทำนายหมายเลขหกอีกหนแล้วก็ได้แต่ตั้งคำถามในใจ มันแม่นจริง ๆ เหรอวะ…

“แม่นแต๊วะ!” เขาเห็นเด็กผู้ชายวัยน่าจะสักสิบเจ็ดสิบแปดด้านข้างชะโงกอ่านใบเซียมซีของเพื่อน หากเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักอีกคนกลับเอามือดันแผ่นหลังคนพูดให้รีบเดินออกไปจากฝูงชน

“แม่นตี้ใด อู้นัก!  เดิน ๆ ไปเต๊อะ”   

“ก็ตี้เปิ้นว่าเนื้อคู่คิงจะเป็นหม้าย ฮากึ๊ดละก็ว่าแม่นอยู่เน่อ ป้อหม้ายแหง ๆ”

คนตัวสูงกว่ายังไม่หยุดพรรณาเป็นภาษาถิ่นที่หนูพุกไม่สามารถฟังออกได้ทุกคำ หากสิ่งที่เขาได้สัมผัสชัดเจนกลับเป็นฝ่ามือจากน้องน่ารักที่ปรารถนาจะผลักหัวเพื่อน หากมันดันหลบวืดจนมือเรียวฟาดลงเอาบนหัวเขาเต็ม ๆ

“แม่นป้อคิง!”

“ปี้ครับ สุมาเต๊อะ/ ขอโทษครับ!” สองหนุ่มตกอกตกใจประสานเสียงทั้งภาษากลางเเละคำเมืองออกมาเสียงดัง พวกนั้นยกมือไหว้ปลก ๆ ตาเหลือกอย่างกับเห็นหนูพุกเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครอง

”ไม่เป็นไรครับ ไม่ได้เจ็บมาก”

หนูพุกโบกมือให้ ได้แต่ยิ้มแหย ๆ องค์พระธาตุสีทองวาวระยับก็อยู่ตรงนี้ ไหนจะพระพุทธรูปอีกรอบวัด จะให้มาโกรธกันตรงนี้เขาก็เห็นว่าไม่เหมาะ อีกทั้งมันก็เกิดจากความไม่ตั้งใจ ถือเสียว่าฟาดเคราะห์ไปก็แล้วกัน

“เฮ้ยพี่ เป็นอะไรไหมเนี่ย คลาดสายตาไม่ได้เลยนะ” ปูนรุดมาหาเขา หลังจากที่เอาเงินไปหยอดตู้ สีหน้าหนุ่มเหนือดูตกอกตกใจมากทีเดียว

“ไม่ ๆ อุบัติเหตุน่ะ” หนูพุกยิ้มจาง ๆ ออกเดินพลางเอามือลูบศีรษะ… เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ที่ถูกตีก็ไม่ได้เจ็บมากแล้ว

...อาการทางกายมันก็เป็นอย่างนี้ เจ็บนิดเดียวเดี๋ยวก็หาย…

“พี่เอามือมาเลย ห่างกันแบบนี้เดี๋ยวไปโดนใครตีมาอีกทำยังไงเนี่ย” ปูนบ่นเป็นหมีกินผึ้ง คว้ามือหนูพุกมากุมไว้อย่างขามา

“จูงแบบนี้ เดี๋ยวก็กลิ้งลงไปทั้งคู่” หนูพุกหัวเราะเบา ๆ หากตกลงไปคงไม่พ้นจะดูไม่จืดกันทั้งคู่

“กลัวตกเหรอ พี่จับราวไว้มือหนึ่งก็ได้” ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดขยับให้หนูพุกไปยืนชิดลำตัวพญานาค ไม่นึกว่าคนที่เล่นตลกโปกฮาไปวัน ๆ พอบอกว่าจะเป็นคู่เดทให้วันหนึ่งปูนก็เป็นผู้ชายที่ใส่ใจคนอื่นไม่น้อยทีเดียว

“นี่… ปูนน่ะ ไม่มีแฟนกับเขาเหรอเรา” หนูพุกเดินไปมองทิวทัศน์ไป เห็นเด็ก ๆ ตัวเท่าหัวเข่าวิ่งขึ้นพระธาตุกันอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อยแล้วก็อิจฉา ขนาดเขายังไม่สามสิบ กว่าจะผ่านบันไดสามร้อยขั้นนี่ไปได้ก็หอบแฮ่ก

“โอ๊ย… เนื้อคู่ผมยังไม่เกิดหรอก”

“ชอบเด็กหรือไง” หนูพุกเย้า ไม่รู้ทำไมพอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็นึกถึงช่วงที่เขาแอบตามส่องชีวิตของอีกฝ่าย จะใช่เด็กผู้ชายในชุดนักเรียนที่ไปกินข้าวด้วยกันหรือเปล่านะ

“ไม่ชอบใครทั้งนั้นแหละพี่ ผมชอบตัวเอง คบกับตัวเองพอแล้ว” ปูนหันมายักคิ้วใส่ จนหนูพุกคิดแล้วว่าซักไปก็ไร้ประโยชน์

ตลอดวันหนูพุกกดโทรศัพท์ถ่ายรูปจนเหนื่อย ด้วยพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศและบ้านม้งดอยปุยทำให้เขาหลงรักเข้าเต็มเปา แม้ว่าจะอยู่ในช่วงหน้าฝนที่หมอกลงจัดก็ยังหนาวจนเขาต้องใส่เสื้อสเวทเตอร์ผ้าสำลีนุ่มอุ่นลงจากรถไปด้วย

หากมีโอกาส หนูพุกจะกลับมาเที่ยวที่นี่ตอนหน้าหนาวคงจะดีไม่หยอก

หนูพุกเดินไปเรื่อยในขณะที่ปูนเดินออกไปตามหาห้องน้ำ เขาแวะจ่ายแบงก์ยี่สิบหนึ่งใบแลกกับสตรอเบอรี่สดผลสีแดงฉ่ำแบบที่ตัดขั้วใส่แก้วพลาสติกไว้พร้อมรับประทาน ระหว่างทางมีทั้งร้านรวงที่ขายกระเป๋าและเสื้อผ้าทอลายพื้นถิ่น ชายหนุ่มกินไปเดินไป ควักเงินซื้อข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับการเป็นของฝาก ด้วยของบางอย่างบนนี้ก็ถูกกว่าในตลาดข้างล่าง ในขณะที่เต้ยสะพายกล้องข้างหนึ่งส่วนมืออีกข้างก็มีเอาไว้ห้อยกระเป๋า ยางรัดผมและของกระจุกกระจิกซึ่งตั้งใจซื้อไปฝากหลานสาว

ในขณะที่เจ้าของบริษัทอีกคนก็เดินเคียงไปกับแฟนสาว หนูพุกอดไม่ได้ที่จะมองชายหนุ่มร่างสูง เขายิ้มอย่างที่หนูพุกไม่เคยเห็น แววตาสีเข้มทอประกายอ่อนโยนยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ไม่ว่าพี่แพรจะหยิบจับอะไร พี่ภูก็ปฏิบัติตัวเป็นคนรักที่ดีด้วยการหยิบทุกสิ่งอันมาแขวนไว้กับตัวทั้งหมด

“ปี้ขอถ่ายรูปโตยได้ก่อ” คีรินทร์ย่อตัวลงคุยกับเด็กหญิงตัวน้อยซึ่งใส่ชุดผ้าชาวดอยใส่หมวกและปัดแก้มแดงน่ารักทีเดียว หนูพุกเพิ่งจะทราบครั้งนี้เองว่าชายหนุ่มอู้กำเมืองกับเขาก็ได้คล่องแคล่วเหมือนกัน

...น่ารัก…

“หนูพุก... ช่วยถ่ายรูปให้หน่อยได้ไหม”

เจ้านายหนุ่มกวักมือเรียกคนที่อยู่ใกล้ที่สุด เมื่อหนูน้อยพยักหน้าลงอย่างยินดี ทีแรกภูว่าจะวานเต้ยหากอีกฝ่ายดูกำลังสาละวนกับการจ่ายเงินซื้อของที่ระลึก คนอื่น ๆ ก็ดูทำอย่างอื่นกันหมด ยิ่งพวกมีครอบครัวแล้วยิ่งพากันไปสร้างโลกส่วนตัวทีเดียว

“ได้ครับ” เลขาหนุ่มพยักหน้า รับโทรศัพท์ของพี่ภูมาถือ พยายามทำสีหน้าให้ดูสดชื่นมีชีวิตชีวาไม่ใช่เอาแต่ยิ้มแห้งไปทุกที่

“มองกล้องนะครับ… หนึ่ง สอง สาม...” ภาพในจอทำให้คนมองแทบยิ้มไม่ออก หญิงสาวผมสั้นในชุดกระโปรงยาวยืนเคียงกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ หนูน้อยถูกอุ้มอยู่ในอ้อมแขนของพี่ภู ดูครบพร้อมทีเดียว

...เหมือนพ่อ แม่ ลูก…

เป็นความจริงแท้แน่นอนที่วันหนึ่งพี่ภูจะต้องแต่งงานและมีครอบครัว ไม่ว่าจะมองไปทางไหน หนูพุกก็ไม่เห็นทางเลยว่าที่ข้าง ๆ ของอีกฝ่ายจะเป็นเขาได้อย่างไร

หักใจเสียหนูพุก… หักใจเสีย…

...อย่ารักใครที่ไม่ควร…



………………………………………………….

ออฟไลน์ Miss Midnight

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #145 เมื่อ11-08-2018 21:51:47 »


“พี่พุก… พอแล้ว ไม่ต้องร้องแล้ว” ปูนแตะมือลงบนไหล่คนที่กลับมาถึงห้องก็เอาแต่ร้องไห้ น้ำตาที่ไหลออกจากดวงตาเรียวคู่นั้นดูท่าจะมากกว่าพายุฝนที่เข้าเมืองเชียงใหม่คืนนี้ทั้งคืนเสียอีก

“มัน… หยุดไม่ได้” หนูพุกสูดหายใจ พยายามจะหยุดสะอื้น แต่เขาก็ทำมันไม่สำเร็จ

“พี่ชอบพี่ภูมากเลยเหรอ คือผมไม่ได้จะอะไรนะ แต่ว่ามันเพิ่งสี่เดือนเอง… แบบว่า โอ๊ย พูดยากจังโว้ย” มือหนึ่งของปูนก็ปลอบคนที่กอดหมอนมุดผ้าห่มทำเป็นรังหนูอีกมือก็ขยี้หัวไปด้วย เขาไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยสิ่งที่คิดออกไปอย่างไรให้ถนอมใจคนฟัง

“สิบเอ็ดปี… พี่ชอบพี่ภูมาสิบเอ็ดปี” เรื่องราวทั้งหลายที่หลุดออกมาจากปากเลขาหนุ่มทำให้ปูนช็อคแล้วช็อคอีก เขาไม่รู้เลยว่าควรจะแสดงสีหน้าอย่างไรเมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมดจบลง

ตลอดมา ปูนมองว่าความรักเป็นเพียงฟังก์ชั่นหนึ่งของมนุษย์ หากนี่เป็นครั้งแรกที่ปูนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่กว่าที่คิด ยิ่งเขาเห็นมาตลอดว่าท่าทีของเพื่อนร่วมงานคนนี้ที่มีต่อเจ้านายคงไม่ใช่แค่เพียงทำไปตามหน้าที่

พี่พุกไม่เพียงแต่คอยชงกาแฟหรือหาอะไรให้พี่ภูใส่ลงท้อง หากอะไรที่เป็นอุปกรณ์การกินของเจ้านาย ชายหนุ่มจะไม่ทิ้งให้ถึงมือแม่บ้าน หากต้มน้ำร้อนล้างทั้งหมดเพราะพี่ภูเคยเสาะท้องครั้งหนึ่ง และหนูพุกก็พยายามจะช่วยเลี่ยงความเสี่ยงด้านความสะอาด

จะหาใครที่ทำเรื่องพวกนี้ลับหลังเจ้านายโดยไม่หวังผลอะไรได้สม่ำเสมอก็คงมีหนูพุกเพียงคนเดียวเท่านั้นเอง

“ปูน… ปูน” หนูพุกเเตะลงบนมือของรุ่นน้องที่พาดทิ้งไว้บนไหล่เขา แต่เจ้าตัวนอนเงยหน้าพิงหัวเตียงไปเฝ้าพระอินทร์ถึงไหน ๆ แล้ว

เห็นดังนั้นเจ้าของเตียงจึงจัดที่ทางให้คนขี้เซา จะว่าไปเขากับปูนก็คงไม่ต่างกัน พอได้หลับแล้วจะทำอะไรเสียงดังเท่าไหร่ก็ไม่ตื่นขึ้นมาง่าย ๆ อาจเป็นเพราะการเดินทางและตะลอนเที่ยวตลอดวันทำให้ผู้ฟังที่ดีของเขาหลับกลางอากาศ 

   หนูพุกคลี่ผ้านวมห่มให้คนที่นอนอ้าปากกรนคร่อก ๆ อย่างเอ็นดู เขาย้ายตัวเองไปนอนบนเตียงของปูนแทนแต่จะทำอย่างไรก็ข่มตาหลับไม่ลงสักที หนูพุกจึงตัดสินใจคว้าคีย์การ์ดและกระเป๋าสตางค์ติดตัวลงไปที่ล็อบบี้ บางทีการไปเดินเล่นหรือนั่งเล่นก็คงไม่เลวเท่าไหร่นัก

   ชายหนุ่มทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวล็อบบี้แม้ว่านี่เพิ่งจะเป็นเวลาสองทุ่มกว่าเกือบ ๆ สามทุ่มเท่านั้น เขาจำได้ว่าออกจากโรงแรมไปหน่อยมีร้านสะดวกซื้อ หนูพุกคิดว่าเขาจะเดินไปที่นั่น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรดีเหมือนกัน

   ...ไม่เป็นไร เดิน ๆ ไปก่อนดีกว่า ได้ออกกำลังเบา ๆ ร่างกายจะได้พักผ่อน จะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องใครคนนั้น...

ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มขายาวเดินเลาะไปตามฟุตปาธ เขาเห็นแสงไฟร้านสะดวกซื้ออยู่ไม่ไกลนัก ยิ่งระยะห่างหดสั้นลง หนูพุกก็อยากจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้วิ่งหนีกลับห้องพัก

พี่ภูยืนกระดกน้ำดื่มอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ อีกฝ่ายโบกไม้โบกมือทักทายเมื่อเห็นว่าเป็นเลขาหนุ่มของตัวเอง

“นึกว่าหมดแรง นอนไปแล้วนะเนี่ย”

“ออกมาเดินเล่นเฉย ๆ ครับ นอนไม่ค่อยหลับ สงสัยจะแปลกที่”

หนูพุกยิ้มเจื่อน ชะเง้อคอมองหาแฟนสาวของคีรินทร์ เขาคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะยังอยู่ในร้านสะดวกซื้อ หวังใจว่าการปรากฎตัวของพี่แพรน่าจะช่วยให้เขารอดพ้นจากสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนอยู่ฝ่ายเดียวอย่างนี้ ทั้งที่ถ้าเป็นเมื่อก่อน หนูพุกคงหูตั้งหางกระดิกชวนเขาไปเดินเล่นหรือหาอะไรร้อน ๆ ดื่มแล้วด้วยซ้ำ

...หลงรักแฟนชาวบ้านนี่เสี่ยงนรกมากจริง ๆ ให้ตาย...

“ถ้าแรงเหลือ ไปเดินเล่นกันไหม” เขาหันมาถามแบบไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าทำเอาหนูพุกสะดุ้งหลุดปากไปอย่างไม่น่าให้อภัยตัวเองเลยเชียว

“ปะ… ไปครับ” ชายหนุ่มอยากจะบิดตัวเองให้เนื้อเขียว ทำไมถึงเจ็บแล้วไม่รู้จักจำกันนะ จะไปให้เห็นหนามตำใจหรือยังไงกัน! ยูเทิร์นเดี๋ยวนี้ไอ้พุก ยูเทิร์น!

“เอ้อ… หมายถึง ไม่ไปดีกว่าครับ เผื่อพี่ภูจะไปเดินเล่นกับพี่แพร” คนพูดหัวเราะแหะ ๆ กลับลำแทบไม่ทันเมื่อตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าพี่ภูจะเอ่ยปากอะไรเขาก็จะรับคำเสมอ ไม่ว่าจะใช่ จะได้ หรือจะอะไรก็ไม่เคยขัด

...นี่อาจถึงเวลาที่หนูพุกต้องปฎิวัติ...
    “แพรไม่ได้มาด้วยหรอก หลับไปแล้ว” คีรินทร์มองไปยังท้องถนนเบื้องหน้า ยังเห็นรถอยู่ประปราย แต่ก็ไม่เยอะเท่าช่วงเย็นที่แน่นขนัด

“นั่งรถแดงได้ไหมเราน่ะ” เขาหันมาถามเมื่อเห็นว่าหนูพุกไม่ตัดสินใจ คิดว่าลูกน้องคงจะเกรงใจคนรักของเขา ด้วยก่อนหน้านี้จะไปไหนมาไหนกันหนูพุกก็ไม่เคยมีทีท่าว่าจะปฎิเสธอะไร

“ได้ครับ ตะ.. แต่ว่า” หนูพุกจะยั้งคนที่ไวปานจรวดก็ไม่ทันแล้ว พอหนูพุกพยักหน้าเขาก็ยกมือโบกรถสองแถวสีแดงที่บีบแตรถามมาแต่ไกล

“ไปวัดพระสิงห์ก่อครับ” หนูพุกได้ยินเขาถามคนขับรถ พอชายวัยกลางคนที่นั่งประจำที่คนขับพยักหน้า คีรินทร์ก็ดันหลังเขาให้ก้าวขึ้นรถทันที

...นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้ไปเที่ยวกับพี่ภู…

ครั้งนี้เองที่เขาละทิ้งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่พยายามจะกล่อมตัวเองมาตลอดทั้งวัน หนูพุกรู้แล้วว่าความรักของเขามันไม่ใช่สิ่งที่แสนบริสุทธิ์สดใสอย่างในอุดมคติ เขายังเป็นคนที่มีเลือดเนื้อ ดีใจได้ เสียใจได้ หลักใหญ่ใจความคงเป็นเพราะหนูพุกใจแคบเกินกว่าจะยืนข้าง ๆ และร่วมยินดีในวันที่อีกฝ่ายจะมีคู่ชีวิตอย่างเป็นทางการ

เอาไว้ทุกอย่างลงตัวเมื่อไหร่… เขาก็คงต้องไปตามทางของตัวเอง

“พี่ภูพูดเหนือได้ด้วยเหรอครับ พุกเพิ่งรู้” หนูพุกหันไปถามชายหนุ่มด้านข้าง ลมจากด้านนอกรถพัดเข้ามาจนผู้โดยสารผมเสียทรงกันทุกคน

แต่พี่ภูก็คือพี่ภู… ผมยุ่งอย่างไรก็ยังหล่ออยู่อย่างนั้น

...หล่อที่สุด ดีที่สุดในสายตาเขา...

“ได้สิ แม่พี่เป็นคนที่นี่แหละ ตอนเด็ก ๆ เรียนที่กรุงเทพฯ แต่พอปิดเทอมก็มาอยู่กับคุณตาคุณยายที่นี่” เขาเล่าให้ฟัง ชี้ชวนให้หนูพุกมองออกไปนอกหน้าต่าง เล่าว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนเชียงใหม่เป็นอย่างไร และเมืองโตขึ้นอย่างไรบ้าง

  ไม่นานนักรถโดยสารก็หยุดลงตรงหน้าวัดพระสิงห์ ภูจ่ายเงินให้คนขับรถและออกส่วนของหนูพุกด้วย ชายหนุ่มเดินเข้าไปในเขตพระอารามหลวง พาหนูพุกไปไหว้พระในส่วนที่ยังเปิดให้สักการะในตอนกลางคืน แต่งตั้งให้ตัวเองเป็นไกด์ชั่วคราวเล่าเรื่องความเก่าแก่ของวัดคู่เมืองล้านนา แถมยังเป็นตากล้องชั่วคราวด้วยการถ่ายรูปให้หนูพุกอีกด้วย

“หมดแรงหรือยัง จะกลับหรือไปต่อ”

คนตัวใหญ่พาเลขาหนุ่มเดินจนทั่ว ถึงหนูพุกจะชื่อเป็นหนูหากทำตัวเหมือนลูกเป็ดเพิ่งฟักก็ไม่ปาน ไม่ว่าเขาจะพาไปทางไหนก็ต้อยตามว่าง่าย ดวงตาเรียวสว่างไสวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ได้น่าเอ็นดูเหลือใจ

“พี่ภูนั่นแหละครับ หมดแรงหรือยัง” หนูพุกหลิ่วตา เเสร้งเย้าหมือนอีกฝ่ายเป็นตาแก่วัยหกสิบ เขายังไม่อยากกลับไปเผชิญหน้ากับความจริงตอนนี้เลย อยากจะขอยืดเวลาไปอีกสักนิด

…แค่นิดเดียวก็ยังดี…

“หยามมาก แบบนี้พาเดินถึงเช้าเลยดีไหม”

คีรินทร์ยิ้มกว้าง เขาเองก็ไม่ได้ซึมซับบรรยากาศเมืองเชียงใหม่ตอนกลางคืนมานานมากแล้ว จะชวนแพรมาด้วยเขาก็ไม่อยากจะรบกวน ด้วยคนรักของเขาเป็นพวกถูกโรคกับห้องแอร์มากกว่าจะมาเดินตากลมธรรมชาติ

“วันนี้วันเสาร์ ประตูท่าแพไม่ค่อยมีอะไร ไปเดินวัวลายก็น่าจะได้...ไม่ไกลมากเท่าไหร่” เพราะไม่ได้แพลนว่าจะต้องไปที่ไหนบ้างจึงทำให้ต้องต่อรถหลายเที่ยว ชายหนุ่มสบายใจมากที่หนูพุกสนใจแต่กับทิวทัศน์ยามค่ำคืนโดยไม่บ่นเลยสักคำ

“ไม่แน่ใจว่าจะยังมีอะไรกินอยู่หรือเปล่านะ สี่ทุ่มแม่ค้าก็ทยอยเก็บของกันแล้ว”

ชายหนุ่มโบกรถอีกหน พักเดียวคนทั้งคู่ก็ถึงจุดหมาย ถนนคนเดินวัวลายยังคงคึกคักอยู่แม้จะใกล้เวลาปิดเต็มที เขามองเลขาหนุ่มเดินดูของกระจุกกระจิกแล้วก็หยุดที่ร้านเครื่องเงิน

หนูพุกได้กำไลข้อมือไปฝากหม่าม้าสองอัน และเลือกกระเป๋าดินสอที่ทำจากผ้าทอมือให้น้องชาย ของฝากสุดท้ายของป๊าคงต้องรอวันกลับด้วยอีกฝ่ายชอบกินแคบหมูจนหม่าม้ามองตาเขียวปั้ดเพราะห่วงเรื่องคลอเรสเตอรอลทุกทีไป

“พี่ภูกินโรตีไหมอันนั้น” หนูพุกชี้ไปที่ซุ้มขายอาหาร พอจะเห็นว่าคนที่มาด้วยเมียง ๆ มอง ๆ อยู่สักพัก

“หิวด้วยเหรอเรา” เขาหันมาถาม แต่ขาน่ะเดินนำไปโซนของกินแล้ว

“กินได้ครับ ถ้ามีคนช่วยกิน” หนูพุกยิ้มเอาใจ โดยปกติเขาจะไม่รับประทานอะไรก่อนนอน แต่วันนี้ถือเป็นข้อยกเว้นก็แล้วกัน

...ทั้งชีวิตคงไม่มีโอกาสนี้อีกแล้ว…

“งั้นพี่พาเก็บทีละร้านเลยนะ”

เขาเดินนำหนูพุกเข้าไป แวะซื้อยำหมี่ขาวที่เด็กกรุงเทพฯที่มาด้วยไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ได้เจ้าแรกแล้วคนกินจุก็ยังไม่ยอมหยุดง่าย ๆ เขาแวะที่ร้านหอยทอดที่ทอดเป็นชิ้น ๆ ด้วยเตาขนมครก เท่านั้นยังไม่พอยังซื้อไข่ย่างในใบตองมาหนึ่งกระทงแล้วถึงจะไปหยุดที่ร้านโรตีที่หนูพุกชี้ชวน

“พอแล้วนะครับ ท้องแตกตายแน่” หนูพุกหรี่ตามองคนที่ถืออาหารจนมือเป็นพุ่มเป็นพวงไปแล้ว ภูหาที่แวะกิน เขาให้หนูพุกทดลองกินไข่ย่างในใบตองที่ซื้อจากคุณป้ามาก่อนเป็นอย่างแรก

“อันนี้เขาเรียกไข่ป่าม คล้าย ๆ ไข่ตุ๋นนี่ล่ะ แต่ใส่ใบตองแล้วย่างเอา มันจะหอมๆ” หนูพุกใช้ช้อนพลาสติกที่ได้มาตักเข้าปากไปคำหนึ่ง มันรสชาติใกล้เคียงกับไข่ตุ๋นจริง ๆ หากเนื้อเเน่นกว่าพอสมควรและมีกลิ่นหอมใบตองเป็นเอกลักษณ์

“อันนี้หมี่ยำ ไม่รู้เผ็ดมากไหม กลัวเรากินไม่ได้”

คีรินทร์ยื่นถ้วยให้หนูพุกชิมก่อน เลขาหนุ่มเพิ่งจะเคยเห็นการใช้บะหมี่ขาวยำกับน้ำยำที่ปรุงจากพริกเผา ใส่พริกแห้งทอดและผักอีกสองสามอย่าง กินด้วยกันกับหมูยอ หมูสับ และแคบหมูกรอบ ๆ เค็ม ๆ ที่ใส่มาด้านบน

“อันนี้อร่อยครับ ไม่เผ็ดมาก” หนูพุกตาโตทำเอาคนกระซิบแม่ค้าว่าขอระดับเผ็ดสำหรับเด็กและไม่เอาถั่วงอกกระตุกยิ้มมุมปาก

...เป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดที่เลี้ยงง่ายอย่างกับเด็กเลยจริง ๆ…

กว่าอาหารจะหมดลง เข็มนาฬิกาก็ล่วงไปเกือบห้าทุ่ม อากาศตอนกลางคืนเย็นลงเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่หนาวเท่าบนดอยเมื่อเช้า อาจเป็นเพราะยังไม่เข้าหน้าหนาวด้วยส่วนหนึ่ง

“พุกจะเดินไม่ไหวแล้ว” หนูพุกตบลงบนหน้าท้องที่นูนขึ้นของตัวเองดังแปะ ๆ ในขณะที่อีกคนดูจะยังกินได้อีก

“กลิ้งไปเลย เฮ้ย!” คนพูดมองซ้ายมองขวาจะพาลูกน้องข้ามถนนไปขึ้นรถอีกฝั่ง แล้วก็ตกใจเมื่อมีรถมอเตอร์ไซค์โผล่มาตอนไหนก็ไม่ทราบ เกือบจะปาดเอาคนที่กำลังก้าวลงจากทางเท้าไปด้วย

“เมื่อกี้โดนหรือเปล่า” มือใหญ่ฉุดหนูพุกขึ้นมายืนบนฟุตปาธ สอดส่ายสายตาหาความผิดปกติ

“ไม่ครับ ไม่เป็นไร” ดวงตาเรียวหลุบลงมองฝ่ามือใหญ่ที่ยังกุมข้อมือเขาไว้ไม่คลาย หนูพุกคิดถึงครั้งนั้นที่เขาไม่ยอมให้หนูพุกจากไป กอดเอาไว้ด้วยวงแขนอบอุ่น

...ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะเขาทำงานได้ต่างหาก…

“ขอโทษที เมื่อกี้ตกใจน่ะ” กว่าคีรินทร์จะรู้ตัวว่าทำอะไรผิดพลาดไป ก็เห็นสายตาของหนูพุกจ้องอยู่ที่มือเขาเงียบ ๆ นี่มันไม่ควรจะเป็นท่าทางที่ผู้ชายสองคนมีต่อกันโดยปกติหรือเปล่า

...แต่เมื่อเช้าก็เห็นจูงมือไปกับปูน…

“แล้วพรุ่งนี้เราไปเที่ยวไหนล่ะ ฟรีเดย์นี่” คนตังสูงกว่าหันมาถาม พยายามจะปัดเรื่องที่เห็นออกไปจากสมอง  ตอนนี้บนรถสองแถวสีแดงไม่เหลือใคร มีแต่เขาและหนูพุกนั่งเคียงข้างกัน

“ก็แพลนเดิมคงไปแม่กำปองครับ ยังไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน พุกว่าจะลองคุยกับปูนอีกทีครับ” หนูพุกได้แต่ขอโทษรุ่นน้องในใจที่ยืมชื่อมาสมอ้าง ไม่อยากให้เขารู้ว่าแผนการฟุ้งฝันต้องพังทลายลงเพราะอะไร

“เรากับปูนสนิทกันดีนะ เห็นจูงมือกันขึ้นพระธาตุ” เขาเปรย

“อ้อ… เมื่อเช้าพุกเวียนหัวครับ น้องกลัวพุกตกเลยมาจูงไว้เฉย ๆ” หนูพุกแก้ตัวอย่างคล่องแคล่ว คิดไปว่าเจ้านายคงจะห่วงกังวลในประเด็นเรื่องชู้สาวในที่ทำงาน เนื่องจากเรื่องเต้ยกับแดนดินก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว

...แท้จริงแล้วพี่ภูอาจจะแค่ต้องการควบคุมความเสี่ยงไม่ให้กระทบกับงานเท่านั้นเอง...

ระหว่างนั้นไม่มีใครได้พูดอะไรออกมาอีก ชายหนุ่มตัวบางเสมองออกไปนอกตัวรถ แค่สี่ทุ่มกว่าถนนก็เริ่มเงียบแล้ว หากเป็นที่กรุงเทพก็คงยังคึกคักมีแต่แสงสีเรืองรอง

...เขาอยากจะหยุดเวลานี้เอาไว้ ไม่อยากกลับไปพบความจริงเลย...

คำขอในใจของหนูพุกไม่เป็นผล รถเเดงจอดลงหน้าร้านสะดวกซื้อใกล้ที่พัก ปล่อยให้ผู้โดยสารสองชีวิตเดินเคียงกันไปอย่างเงียบเชียบ หนูพุกลอบมองคนตัวใหญ่ ใบหน้าคมสันของพี่ภูไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ คนมองไม่สามารถคะเนได้เลยว่าใต้แววตาสีดำนั้นมีอะไรซุกซ่อนอยู่

เมื่อเหยียบล็อบบี้ก็ดูเหมือนว่ายิ่งใกล้จุดที่ช่วงเวลาเหมือนฝันเมื่อสองสามชั่วโมงที่ผ่านมาต้องบรรจบกับความเป็นจริง ลิฟต์โดยสารไม่ได้ทำงานเชื่องช้าต่อเวลาให้คนแอบรักข้างเดียวได้เพิ่มสักนาที หนูพุกได้แต่ยิ้มชืด ยกมือบ๊ายบายให้กับเจ้านาย กระซิบแผ่วเบาก่อนที่จะต้องเดินแยกไปคนละทาง

“ฝันดีนะครับ”

“เราก็ด้วย ท้องอิ่มก็นอนได้แล้ว” คีรินทร์ยังยิ้มอบอุ่นเช่นเคย เพียงเขาหันหลังและก้าวเดินไป ค่ำคืนนี้ก็จบลงอย่างง่ายดาย

...ปราศจากคำลาและความรู้สึกลึกซึ้งอันใด...

   หนูพุกคาดว่าเมื่อเปิดประตูห้องพักเข้าไปแล้ว ปูนก็คงจะยังนอนหลับอยู่บนเตียง เขาเปิดไฟทางสีนวลไว้เพียงดวงเดียว จะอาบน้ำอีกหนหรือจะขยับตัวทำอะไรก็อาจต้องระวังไม่ให้รูมเมทตื่นขึ้นมากลางดึก

 “พี่พุก! ไปไหนมา… ทำไมไม่รู้จักเอาโทรศัพท์ไปด้วย” หนูพุกได้แต่ตะลึง เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วเจอปูนยืนจังก้าอยู่กลางห้อง ซ้ำยังเปลี่ยนจากชุดนอนเป็นกางเกงยีนกับเสื้อเหมือนจะออกไปข้างนอกด้วย

“พี่ลืม… แค่ไปเดินเล่นมาเฉยๆ”

“ตอนผมตื่นมาไม่เจอพี่นี่โคตรตกใจ เมื่อกี้ก็วิ่งลงไปหาฟร้อนท์มา เขาบอกว่าพี่ออกไปสักพักแล้ว”

ปูนรัวไม่ยั้ง นี่ก็เตรียมเปลี่ยนชุดจะออกไปตามหาแล้วด้วยซ้ำ แค่ปลอบคนร้องไห้แต่ตัวเองเผลอหลับไปก็รู้สึกผิดจะตายชัก แล้วนี่เล่นมาหายไปอีก เขาน่ะอกสั่นขวัญแขวนจะแย่

“ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง พี่นอนไม่หลับเลยไปเดินเล่น”

หนูพุกวางถุงพลาสติกหลายใบไว้กับโต๊ะ ส่วนคนตกใจใหญ่โตพอเห็นหน้าเหยเกของคนพี่ก็คร้านจะดุ ไม่รู้ว่าไปฝึกวิชาตาแป๋วมาจากที่ไหน เล่นเสียพายุในใจเขาหายวับไปกับตา

“ปลอดภัยก็ดีแล้วพี่ ตอนกลางคืนจะไปเดินเล่นเรื่อยเปื่อยไม่ได้ อันตราย” ไม่รู้ว่ามันเป็นน้องหรือเป็นพี่ หนูพุกก็ได้แต่ปล่อยให้เด็กขี้บ่นพูดไปอย่างนั้น ควานหาเอาถุงขนมที่เป็นลูกสมอเชื่อมหวาน ๆ ได้ก็เอายัดปากปูนไปคำหนึ่ง

น่าแปลก... หรือเพราะเป็นพี่ภูที่ไปด้วยกัน เขาจึงไม่รู้สึกว่าท้องถนนเงียบเชียบนั้นอันตรายเลยสักนิด

...เพราะหนูพุกวางทุกอย่างไว้ในมือเขาไปแล้ว….

“แล้วพรุ่งนี้พี่จะไปไหนไหม” ปูนเคี้ยวไปก็หันมองหนูพุกที่พับเก็บของฝากที่ซื้อมาให้อยู่ในที่ทาง วันกลับจะได้จัดกระเป๋าง่ายหน่อย

“ไม่รู้สิ คงอยู่แถวๆนี้แหละ” คนพี่ว่า พอจัดของเสร็จก็รื้อเอาชุดนอนออกมาวางคู่กับผ้าเช็ดตัวเตรียมอาบน้ำอีกหน

“เชื่อเขาเลย ไปกับผมนี่ จะพาไปเที่ยวเชียงราย มาเที่ยวเดียวเก็บสองจังหวัดไปเลย โคตรคุ้ม” ปูนเปลี่ยนชุดไปพูดไป ในหัวก็วางแผนไปด้วยว่าจะพาหนูพุกไปทำอะไรบ้าง เพราะแค่เดินทางก็น่าจะเหนื่อยแย่แล้ว

“ฮะ…ไปเชียงราย?”

“ไปบ้านผมเนี่ยเเหละ ไม่ต้องมาฮงมาฮะ ที่นี่พี่จะมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าไม่ไปบ้านผมรอบนี้รอบหน้าก็มาเองไม่ได้แล้วนะ”

ท่าทางเล่นตัวยิ่งกว่าเป็นแรร์ไอเท็มในแรร์ไอเท็มอีกทีอย่างนั้นทำให้หนูพุกหัวเราะในลำคอ เห็นแก่ความพยายามของปูนที่ดูแลเขามาตลอดทริป สุดท้ายหนูพุกก็พยักหน้ารับ ตกลงปลงใจไปเป็นภาระให้เด็กมันอีกจนได้

ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนว่าเพิ่งจะปิดตาไปได้พักเดียวเขาก็ถูกสะกิดให้ตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ปูนอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเตรียมพร้อมไปเต็มที่แล้ว เขาใช้เวลาอาบน้ำไม่นาน มาเที่ยวรอบนี้ก็ไม่ได้เซ็ทผม ปล่อยให้หน้าม้าตกลงมาปรกหน้าให้ดูเด็กลงเผื่อจะดูอายุใกล้เคียงกับปูนได้บ้าง

ทั้งคู่ลงมาถึงล็อบบี้ที่ปูนนัดคนไว้ราว ๆ ตีห้าครึ่ง ปูนเดินตัวปลิวแทบไม่พกอะไรเลยตรงไปหาชายหนุ่มที่นั่งกดโทรศัพท์คอยอยู่ก่อนแล้ว หนูพุกเริ่มพิจารณาเขาเมื่อร่างกายกำยำสมส่วนยืนขึ้นจนเต็มความสูง ผิวขาวหยวก ตาเรียวดุดันคล้ายอินทรีย์

แทบไม่ต้องใช้ความเฉลียวอะไรเลยเขาก็พอเดาได้ว่าสองคนนี้คงมีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดอย่างแน่นอน… ดูหน้าตาเข้าสิ อย่างกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกันเลยด้วยซ้ำ จะมีแต่ส่วนสูงเท่านั้นที่ดูจะทิ้งกันไปโข

“นี่พี่หนูพุก พี่ที่ทำงานปูน  ส่วนพี่พุก...นี่พี่อิฐ คนขับรถบ้านผมเอง” ปูนแนะนำสั้น ๆ แต่กวนประสาทคนฟังใช้ได้ เพราะเมื่อพูดจบ กำปั้นลุ่น ๆ ก็ฝากมะเหงกไปที่ไอ้ตัวดีดังโป๊ก

“สวัสดีครับคุณอิฐ” ทีแรกหนูพุกลังเลว่าควรจะยกมือไหว้เขาดีหรือไม่ ไม่ใช่เพราะหน้าตาที่ดูเกินกว่าวัย หากคงเป็นเพราะมาดผู้นำและความน่าเกรงขามที่โดดเด่นจนปกปิดไม่ได้เสียมากกว่า

“สวัสดีครับหนูพุก… จริง ๆ ผมเป็นพี่ชายไอ้แสบนี่ ท่าจะไปกวนคุณไว้เยอะนะเนี่ย” คุณอิฐเดินนำไปที่รถ เขาอัธยาศัยดีพอ ๆ กับปูน เพียงแต่ตลกน้อยกว่าและดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเท่านั้นเอง

หนูพุกติดเสื้อนอกตัวเมื่อวานมาด้วย ไม่รู้ว่าข้ามจังหวัดไปจะหนาวกว่ากันมากน้อยแค่ไหน หากเจ้าของเสื้อก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่าเขาพับกระดาษใบหนึ่งไว้ในกระเป๋าเสื้อ จังหวะสะบัดเสื้อขึ้นใส่ เจ้ากระดาษบาง ๆ จึงคลี่ออกและลอยไปตกที่พื้น ใกล้กับรองเท้าของคนเพิ่งรู้จัก

“ไปดอยสุเทพมาหรือครับ แม่ผมบอกว่าไปขออะไรก็สมหวังนะ” อิฐก้มลงเก็บกระดาษที่คลี่ออกจนเต็มแผ่นด้วยแรงลม เพราะพับไว้ไม่ดีแต่แรกแล้วสำทับอีก “ไอ้ปูนนี่ก็ไปขอมาเหมือนกัน ตอนเด็กๆมันป่วยบ่อย ดูตอนนี้สิ ถึกยิ่งกว่าอะไร”

“เหรอครับ ดีจังเลย... ผมก็ได้ยินเด็กเขาว่าเซียมซีแม่นเหมือนกัน”

หนูพุกยิ้มตามมารยาท รอบนี้เขาไม่ได้ขออะไรมากไปกว่าให้ป๊ากับม้ามีสุขภาพแข็งแรงเท่านั้น มือเรียวรับคำทำนายใบสี่เหลี่ยมนั่นมาพับอีกหน เห็นเนื้อความวรรคสุดท้ายแล้วก็โคลงศีรษะเบา ๆ

...คู่ชีวีได้พานพบประสบเอยฯ…

   

ไม่กล้าทอล์กเยอะค่ะ กลัวโดนตี 55555555555555555   :katai1: :katai1:

ฝาก BGM ไว้แทนนะคะ อ่านไปฟังไปก็ดีค่ะ ฟังเฉยๆก็ได้ รู้สึกว่ามันใช่มากๆๆๆๆ  BGM

เจอกันวันเสาร์หน้าค่า  :hao5: :hao5: :bye2: :bye2:


ออฟไลน์ Fallinlove

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 150
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
Re: " พิชิตภู " : Chapter 11 --- [ 04.08.2018 ]
«ตอบ #146 เมื่อ11-08-2018 22:03:08 »

งือออออ เศร้า  สงสารหนูพุก  T^T
ถ้าคุณแพรนิสัยไม่ดี ก็ยังพอมีลุ้น
แต่นี่คุณแพรก็ดูใจดีเป็นกันเอง พี่ภูก็เหมือนจะรักมากด้วย
ถึงขนาดให้คำมั่นเรื่องแต่งงานแล้วด้วย มันจะลงเอยยังไงเนี่ย ฮือออ
แล้วหนูพุกต้องทำงานกับคนที่แอบรักแถมมีเจ้าของแล้วอย่างนี้ ยิ่งทรมานอ่ะ
น้องปูนน่ารักมาก ดีที่หนูพุกมีน้องปูนคอยอยู่ข้าง ๆ เวลาแบบนี้นะ 
นี่นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าหนูพุกกับพี่ภูจะลงเอยกันได้ยังไง

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3229
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
Re: " พิชิตภู " : Chapter 12 --- [ 11.08.2018 ]
«ตอบ #147 เมื่อ11-08-2018 22:10:18 »

 :m15: :m15:

ออฟไลน์ graciej

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: " พิชิตภู " : Chapter 12 --- [ 11.08.2018 ]
«ตอบ #148 เมื่อ11-08-2018 22:28:12 »

...คู่ชีวีได้พานพบประสบเอยฯ…

คุณอิฐใช่ไหมคะ  :ruready

ออฟไลน์ PharS

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 650
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
Re: " พิชิตภู " : Chapter 12 --- [ 11.08.2018 ]
«ตอบ #149 เมื่อ11-08-2018 22:30:45 »

 :z3: :z3:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด