[ครอบครัวศักดินนท์] ☁️ อาณาเขตรัก ☁️ [Mpreg] {30/07/61} ➡ ตอนพิเศษ 1 [จบแล้ว]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [ครอบครัวศักดินนท์] ☁️ อาณาเขตรัก ☁️ [Mpreg] {30/07/61} ➡ ตอนพิเศษ 1 [จบแล้ว]  (อ่าน 41047 ครั้ง)

ออฟไลน์ SawachiYuki

  • แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-38
    • Fanpage
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม



++++++++++++++++++++++++++++


อาณาเขตรัก

By Sawachi Yuki





คำเตือน

เรื่องนี้ MPREG (ผู้ชายท้องได้) เป็นการท้องได้แบบเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์ให้ปวดหัว
เป็นเรื่องที่สนองความต้องการของคนแต่ง เป็นเพียงจินตนาการของคนเขียนเท่านั้น
ถ้าไม่ใช่แนวที่คุณชอบก็ขออภัยด้วยนะคะ ติได้แต่อย่าด่าค่ะ ใจไม่สตรองพอ ฮ่าๆ




แยกมาเปิดอาณาเขตรักอีกกระทู้หนึ่ง เพราะเวลาลงรู้สึกสับสนเหลือเกิน

ชุดครอบครัวศักดินนท์ ประกอบไปด้วย

พ่อเลี้ยงอาทิตย์

อาณาเขตรัก



อาณาเขตรัก
สารบัญ

:: 00 ::
:: 01 :: 02 :: 03 :: 04 :: 05 ::
:: 06 :: 07 :: 08 :: 09 :: 10 ::
:: 11 :: 12 :: 13 :: 14 :: 15 ::
:: 16 :: 17 :: 18 :: 19 :: 20 ::
:: Special 1 ::


ขอฝากเรื่องนี้เอาไว้ด้วยนะคะ
มีอะไรติชมกันได้ค่ะ คนเขียนจะนำไปปรับปรุงต่อไปค่ะ


 :mew2: :mew2: :mew2: :mew2:

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-07-2018 23:48:15 โดย SawachiYuki »

ออฟไลน์ SawachiYuki

  • แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-38
    • Fanpage
00





สองเท้าเดินเข้าไปหาเจ้าของแผ่นหลังเล็กๆ ที่กำลังสั่นสะอื้นเพราะร้องไห้อยู่  ยิ่งเข้าไปใกล้ ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่กล้า ไม่กล้าสู้หน้า ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ผิดเลย

เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับสาเหตุที่ทำให้เด็กชายตรงหน้าต้องร้องไห้เสียใจ

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับ ‘คน’ ที่เป็นสาเหตุ

“น้องเขต เป็นยังไงบ้างครับ” เสียงเล็กถามอย่างอ่อนโยนเหมือนเช่นทุกครั้งที่พูดคุย ถามไถ่กัน หากแต่ครั้งนี้มันไม่ทำให้เด็กชายตัวน้อยอยากได้ยินเลยสักนิด

ขวับ!!!

เด็กชายที่ตัวเล็กกว่าตวัดหันไปมองคนที่ถามไถ่อย่างเป็นห่วงด้วยดวงตาที่แสนจะเกลียดชังและโกรธแค้น แม้ว่าจะเป็นเด็ก ไม่รู้ประสาอะไรมาก แต่ก็รู้ดีแก่ใจว่าใครเป็นคนทำให้ ‘พ่อ’ ของตัวเองต้องไปนอนอยู่ในโลงแบบนี้

“อย่ามายุ่ง!!! ออกไปเลย”

“เขต...ฟังพี่ก่อน”

“ไม่ใช่พี่ ไม่ใช่! ฮึก ออกไป เกลียด…”

คนเป็นพี่น้ำตาคลอด้วยความเจ็บปวดและสงสาร แม้ว่าสองครอบครัวไม่ถูกกัน แต่เราสองคนก็เป็นพี่น้องที่มักจะแอบมาเล่นด้วยกันอยู่เสมอ

คณินเป็นเหมือนน้องชาย…

แต่ตอนนี้คงไม่ใช่

“เขตครับ”

“เกลียด ฮึก ลูกฆาตกร ลูกฆาตกร!!! เอาพ่อตะวันคืนเขตมานะ ฮือ เอาพ่อคืนเขตมานะ!!!”

เมฆาผงะไปอย่างตกใจที่เห็นอาการคลุ้มคลั่งของเด็กชายคณิน อยากจะเข้าไปสวมกอด ปลอบประโลม แต่คำว่าลูก ‘ฆาตกร’ มันบาดลึกเข้าไปในจิตใจของผู้เป็นพี่ชายยิ่งนัก

กับเด็กชายคนหนึ่งที่เห็นพ่อตัวเองถูกยิงไปต่อหน้าต่อตา เจ็บปวดแค่ไหน เมฆาเข้าใจดีในฐานะที่อายุมากกว่า

“พี่...เสียใจ เสียใจจริงๆ”

“ฮือออ...ชั่ว!!! เลว!!! เกลียด ฮึก”

“เขต!!!”

ผู้เป็นพี่ชายวิ่งมารับร่างเด็กชายที่ตัวเล็กกว่าเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไปที่พื้น ตรงนี้ไม่มีใคร เพราะผู้ใหญ่อยู่ในศาลาวัดกันหมดเพื่อฟังพระสวด เมฆาที่มากับพ่อก็เดินเลี่ยงมาเมื่อเห็นน้องนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว

“พี่ขอโทษ พี่เสียใจ” เมฆามองใบหน้าที่หมดสติไปของคณินแล้วได้แต่พูดอยู่สองประโยคไปมา ใบหน้าเศร้าเสียใจจนน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้

“พี่รักเขตนะครับ แต่ตอนนี้เขตคงเกลียดพี่แล้ว”

เข้มแข็งนะครับเขต...พี่เองก็จะเข้มแข็ง ต่อให้เราทั้งสองคนจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ในสายตาของเขตพี่อาจจะเป็นศัตรู แต่สำหรับพี่แล้ว…

“พี่สัญญา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พี่จะไม่ทำร้ายเขต จะดูแล จะปกป้องเขต แม้ว่าเขตจะรับรู้หรือไม่รับรู้ก็ตาม พี่จะเป็นอีกคนที่จะไม่ทำร้ายเขต”

เขาคงอยู่มองหน้าคณินที่จะเติบโตขึ้นด้วยความเกลียดชังต่อเขาไม่ได้

หากเราต้องพบเจอกันอีกในสักวันหนึ่ง ก็ขอให้โตกว่านี้ ลึกๆ แล้วเมฆาก็มีความหวัง ว่าคนตัวเล็กจะลืมเรื่องราวในวันนี้ไป

ในอนาคตข้างหน้าเราอาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้

“ลาก่อนนะครับ น้องชายของพี่…”

ก่อนจะมีเรื่องราวบาดหมางกัน

เมฆา เป็นพี่ชายที่แสนดีของคณิน เป็นพี่ชายที่คณินรักมาก แต่ทุกอย่างในวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว

ไม่มีพี่ชายที่แสนดี…

ไม่มีพี่ชายที่แสนรัก…

ไม่มีความทรงจำและความรู้สึกดีๆ ให้อีกแล้ว

มีเพียงฐานะ ‘ศัตรู’ ที่คณินจะให้อีกคนได้เท่านั้น...




พรึ่บ!!!

“เชี่ยเอ้ย...จะไปฝันถึงเรื่องพวกนั้นทำไมวะ ลืมๆ ไอ้เขต ลืมให้หมด”

ร่างสูงใหญ่ของเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีลุกพรวดขึ้นมาจากเตียงนุ่ม มือเสยผมขึ้นอย่างหัวเสียที่ฝันเห็นอดีต ‘พี่ชาย’ ที่เคยรักและเคารพ ใบหน้าหล่อคมสัน รูปร่างกำยำเกินเด็กรุ่นเดียวกันเพราะตัวเองต้องทำงานให้สมกับเป็นลูกของชาวสวนชาวไร่ เวลา          ปิดเทอมก็มาทำงานที่ไร่แลกเงินไว้ไปเที่ยว เพราะพ่อไม่ให้เงินตอนปิดเทอมถ้าไม่ทำงาน

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“คุณเขตขา ตื่นได้แล้วค่ะ วันนี้เปิดเทอมวันแรกไม่ใช่เหรอคะ”

“ตื่นแล้วครับพี่มะขิ่น เดี๋ยวผมจะรีบอาบน้ำแต่งตัว”

“แปลกจังเลยน้า วันนี้คุณเขตตื่นเร็ว ตื่นเต้นกับชีวิตมหาลัยวันแรกเหรอคะ แหม…” เสียงสาวใช้ที่อายุมากกว่าเขายังคงแซวอย่างอารมณ์ดี เรียกรอยยิ้มจากคณินได้นิดๆ ลืมความหงุดหงิดไปเลย

“แซวจังเลยนะครับ ก็ต้องมีบ้างสิ ผมก็ไม่ได้เหลวไหลขนาดนั้นสักหน่อย”

“ฮ่าๆ เดี๋ยวพี่จะลงไปแจ้งพ่อเลี้ยงนะคะว่าคุณเขตตื่นแล้ว ท่านรอทานข้าวเช้าพร้อมกับคุณเขตนะคะ”

“อ่า...ครับ”

ร่างสูงลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดนักศึกษาตัวใหม่ เพราะเพิ่งเข้าเรียนปีหนึ่ง จึงต้องทำตัวเองให้ดูดีเข้าไว้ก่อน รู้อยู่หรอกว่าเรียนไปสักพักเดี๋ยวก็ดีแตก

“อาบน้ำเร็วเหมือนเดิมนะไอ้ลูกชาย” คณินได้แต่กลอกตาขึ้นบนเพราะไม่รู้ว่ามันเป็นคำทักทายหรือแขวะเขากันแน่ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับผู้เป็นพ่อ

“พ่อมาบ้านใหญ่ตั้งแต่ตอนไหน?”

“เมื่อคืน พอดีมีงานเลี้ยงนิดหน่อย เมา กลับไม่ไหว”

“อ้าว? แล้วอาพายัพล่ะ ไม่ได้ไปด้วยเหรอ”

“ไป...แต่เมียไปรับกลับ” ร่างสูงใหญ่ที่ตัวใหญ่กว่าคนเป็นลูกยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม มือก็เลื่อนแท็บเล็ตเช็คข่าวสารต่างๆ ไปด้วย

“อ้อ! พ่อเลยไม่มีคนขับรถให้สินะ”

“เออ ว่าจะโทรตามแก แต่นึกได้ว่ามีเรียนเช้าก็เลยไม่โทร”

“โห...ทีหลังก็โทรดิพ่อ แหกโค้งตายขึ้นมา ผมยังไม่อยากรับมรดกตอนนี้หรอกนะ เหนื่อยจะตายชัก”

“แช่ง?”

“เป็นห่วงคร้าบ”

“หึหึ ไอ้กะล่อน แล้วนี่จะไปเรียนยังไง?” คนเป็นพ่อถามลูกชาย

“เอาบีเอ็มไปได้ป่ะ รู้หรอกว่ามันไม่ไกลจากบ้านอ่ะ แต่อยากอวดสาวน่ะพ่อ” คณินเอ่ยขออย่างออดอ้อน ส่งสายตาน่าถีบให้ผู้เป็นพ่อหมั่นไส้

“อย่ามาทำตาแบบนี้ ฉันเห็นแล้วจะอ้วก”

“โวะ! ไม่เข้าใจวัยรุ่นเลยอ่ะ”

“เอาไว้แกเรียนไปสักพักก่อนค่อยเอารถไปเอง ช่วงรับน้อง ประชุมเชียร์ เดี๋ยวรุ่นพี่จะหมั่นไส้เอา ฉันไม่อยากจะไปพบอธิการบดีตั้งแต่เพิ่งเริ่มเรียน”

“โห...ผมโตแล้วน่า ไม่เลือดร้อนเป็นวัยรุ่นแล้ว เชื่อถือได้เลย”

“แล้วเพื่อนเนี่ย ก็เลือกเพื่อนที่มันดีๆ หน่อย เอาที่พาแกเรียนจบ ไม่ใช่พอแกออกไปเรียนรู้ชีวิตข้างนอกรั้วมหาลัย เพราะไม่งั้นฉันคงต้องส่งแกไปต่างประเทศ”

คำว่าต่างประเทศทำให้คณินเบ้ปากอย่างขยาด เขาค่อนข้างมีประสบการณ์กับการไปเยือนต่างประเทศที่ไม่ดีสุดๆ ไม่ได้เกลียดพวกรักร่วมเพศ หรือเพศที่สามแต่อย่างใด แต่เขาเกลียดพวกกระเทยควายที่จะเข้ามาข่มขืนเขาเนี่ยแหละ…

แรงเขาว่าเยอะแล้วนะ แต่พวกฝรั่งที่ตัวใหญ่กว่านี่แบบ เฮ้อ...ถ้าวันนั้นพ่อไม่ช่วยเอาไว้ มีหวังเสียประตูหลังให้กระเทยควายแน่ๆ

“รู้แล้วน่า จะจบให้ แต่ไม่เอาเกียรตินิยมให้นะ มันไม่มีประโยชน์อะไรกับผมเลย”

“ก็แล้วแต่ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ยังไงแกก็ไม่ต้องสอบสัมภาษณ์ หรือสมัครงานอยู่แล้ว เพราะมันมีงานรอให้แกทำเยอะเลยเจ้าเขต”

“มาพูดเรื่องนี้อีกละ หล่อเซ็งจริงๆ นะเนี่ย” คณินตักเข้าต้มเข้าปากทันที

ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำงาน เพราะทำมาตลอดตั้งแต่มัธยม รู้ว่าตัวเองมีภาระ หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่เขาก็ยังเด็ก อายุน้อย ยังเป็นวัยรุ่นที่อยากมีอิสระเที่ยวเล่นกับพวกเพื่อนๆ บ้าง

“เรื่องเที่ยว เรื่องเหล้า ฉันคงไม่ห้ามแกหรอก โตแล้ว คิดเองได้ แค่อย่ามีหลานมาให้อุ้มก่อนเวลาอันควรก็พอ”

“รู้แล้วน่า ผมยังไม่อยากมีแม่ของลูกตอนนี้หรอก”

ระหว่างที่นั่งกินไปสักพัก คณินเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก เลยถามผู้เป็นพ่อไปด้วยสีหน้าจริงจัง

“พ่อ...งานเลี้ยงเมื่อคืนนี่ มีหญิงป่ะ?”

“ฉันเลิกคั่วหญิงตั้งแต่แกอาละวาดคราวนั้นแล้ว สามสิบสองแล้วเนี่ย พ่อควรมีเมียได้หรือยังลูกชาย?”

คณินคิดไปสักพัก เพราะ ‘คราวนั้น’ ของพ่อนั่นมันก็เมื่อสองปีที่แล้วที่เขาอาละวาดบ้านแตกที่บิดาพาผู้หญิงเข้ามาที่บ้านในฐานะคู่ดูตัวที่ปู่กับย่าจัดหามาประเคนให้ พ่อก็มีหน้าที่ดูแลอย่างดีเพราะเป็นคนรู้จัก ไม่อาจหักหาญน้ำใจได้ แต่คนที่กล้าทำคือลูกชายตัวดีอย่างเขาเนี่ยแหละ

‘ไม่เอา!! เขตไม่เอาแม่เลี้ยง ไม่อยากได้แบบนี้ ดูแต่งตัวสิ จะเป็นแม่ใครเขาได้ กว่าลูกจะได้กินนม ไม่ต้องรอให้แม่ลงรองพื้น แต่งหน้า ทาปาก ทำผมเสร็จก่อนเหรอ ไม่ยอม ยังไงเขตก็ไม่ยอม ถ้าพ่อกับปู่ย่าจะเอาผู้หญิงคนนี้มาเป็นแม่เลี้ยงของเขต เขตก็จะไปอยู่ที่อื่น จะไม่ใช้นามสกุลร่วมด้วย’

แล้วยังไง สุดท้าย คณินก็คือคนที่ปู่กับย่าตามใจตลอดอยู่ดี จากนั้นเขาก็อาละวาดคู่นอนทุกคนของพ่อไปเรื่อยๆ จนพ่อเลี้ยงอาทิตย์ ยอมหยุดและสัญญาว่าจะ ไม่ทำอีก ถ้าจะมีคือคบไปเลย แต่ต้องมาถามลูกชายก่อนว่าอนุญาตหรือเปล่า…

“ว่าไงลูกชาย อยากให้น้องอายุห่างถึงสามสิบปีเลยไหม”

“อืม...ถ้าปล่อยให้นานกว่านี้กลัวพ่อจะหมดน้ำยาแล้วอ่ะดิ งั้น...อนุญาตก็ได้ แต่…”

“อะไรของแกเนี่ยเขต มีแต่อะไรอีก”

“ไม่อะไรหรอกคร้าบพ่อ แต่ ‘เขต’ จะเป็นคนหาให้พ่อเองนะ หึหึ ไปเรียนแล้วหวัดดีคร้าบบบบ” พูดจบก็ลุกขึ้นยกมือไหว้แล้ววิ่งออกไปทันทีอย่างอารมณ์ดี ปล่อยให้พ่อเลี้ยงอาทิตย์มองตามแล้วส่ายหน้าอย่างระอา

เอาเถอะ...ความสุขของลูกนี่นะ


มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันรายงานตัวกูก็อยู่คนเดียว ไม่สนใจใคร ไม่สนใจโลก วันปฐมนิเทศหรือแม้แต่วันลงทะเบียนเรียน กูก็มาอโลนๆ ของกู พูดแค่กับอาจารย์เจ้าหน้าที่ ไม่รู้จักใครเลย มีเพื่อนที่จบจากโรงเรียนเก่าแต่ก็ไม่ได้รู้จักอะไรกัน

“แค่นี้ไม่ทำให้คนอย่างไอ้เขตกังวลหรอกครับ อยู่ไปสักพักก็มีเพื่อนเองนั่นแหละ ว่าแต่วิชาแรกเรียนไร กูลืมเอาตารางเรียนมาเนี่ยแหละ ซวยฉิบหาย ถ้าโทรไปหาพ่อ แม่งหูชาแน่ๆ” ร่างสูงบ่นพึมพำกับตัวเอง มองไปรอบๆ ก็เห็นนักศึกษาเดินกันให้ควัก

คนอย่างคณิน ไม่มีทางทำความรู้จักกับใครก่อน และจะไม่ขอความช่วยเหลือจากใครก่อนเด็ดขาด!!

“มึง…”

ใคร? เรียกกูหรือเปล่าวะ

“มึง…”

แปะ!

คราวนี้ทั้งเรียกและจับที่ไหล่เลย ร่างสูงหันมามองคนที่ทักทายกันด้วยคำเรียกสุดแสนจะหยาบคายทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันก็ทำหน้าหงุดหงิด พอเห็นหน้าของคนที่ทักเขานั่นแหละ ทำเอามองอย่างตะลึง อ้าปากค้าง หัวใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง…

เชี่ย!!! สวยฉิบหายเลย หน้าขาวอมชมพู ปากก็แดง รูปร่างบอบบาง ผมยาวถูกรวบเอาไว้ลวกๆ ส่วนสูงก็แค่ไหล่ของเขาเอง เขาสูงร้อยแปดสิบสาม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย

“มีไร?”

แค่ตะลึงในความสวยครับ แต่ไม่ทำให้คนอย่างคณินชอบหรือตกหลุมรักได้ง่ายๆ หรอก

“กูเห็นมึงยืนอยู่ตรงนี้มาสักพักแล้วไม่เห็นขึ้นไปสักที ก็พอจะดูออกว่ามึงคงไม่รู้ว่าเรียนห้องไหนสินะ” เสียงหวานๆ แบบฉบับผู้ชายเปล่งประโยคยาวออกมา สีหน้าราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกอะไร ดวงตาก็เหมือนกัน นั่นมันทำให้ความคิดที่ว่าไอ้คน       ตัวเตี้ยนี่จะมาหัวเราะเยาะเขาถูกพับเก็บไป

“เออ! ลืมเอาตารางเรียนมา” ตอบไปตรงๆ

“แล้วทำไมมึงไม่ใช้ไอโฟนในมือเปิดดูในระบบ?” สิ้นเสียงของคนตรงหน้าคณินก็มองโทรศัพท์ในมือเหมือนพึ่งนึกออก…

“จะเข้ามาสอนกูว่างั้น” คณินถามเหมือนหาเรื่อง คนหน้าสวยตรงหน้าเลยถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย คนหวังดียังจะพูดแบบนี้อีก ช่างแม่งก็แล้วกัน…

“สองสี่ศูนย์หก” ร่างบางเดินขึ้นตึกไปทันที ไม่รอคณินที่มองตามอย่างสงสัย  เลยสักนิด

มันดูเป็นผู้ชายร่างบาง หน้าสวย อ้อนแอ้น จนเขากำหนดเพศของมันไปแล้วว่าไม่ใช่ผู้ชายแมนๆ ชัวร์

“อยู่ห่างๆ ดีกว่า เดี๋ยวมันจับทำผัว”



 :mew1: :mew1: :mew1: :mew1: :mew1:

ปรับแก้บทนำ และเนื้อหาตอนที่ 1 ใหม่นะคะ เพราะตอนที่ทำเล่ม รู้สึกว่าบทนำเนื้อหายาวมากค่ะ

ออฟไลน์ SawachiYuki

  • แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-38
    • Fanpage
01




ในห้องเรียนของวิชาแรกมีแต่ปีหนึ่งกับรุ่นพี่แค่บางส่วนที่ต้องมาตามเก็บวิชาที่ลงเรียนไม่ครบ คณินกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อหาที่นั่ง เห็นไอ้คนผมยาวที่ดูโดดเด่นกว่าใครนั่งอยู่เกือบหน้าห้อง เขาเลยเลือกนั่งท้ายห้องตามวิสัยของคนขี้เกียจ…

“เด็กเรียนชะมัด”

เลยเวลาแปดโมงไปสามสิบนาทีอาจารย์ประจำวิชาก็เข้ามา เขาได้แต่นั่งเล่นเกมในโทรศัพท์อย่างเบื่อๆ เพราะรู้อยู่ว่าวันแรกคงไม่ได้เรียนอะไร กำลังคิดอยู่ว่าถ้าอาจารย์ปล่อยจะไปอยู่ไหนเพราะมีตอนบ่ายอีกหนึ่งวิชา ตอนเย็นก็มีประชุมเชียร์อีก”

“วันนี้คงจะยังไม่สอนอะไร แต่จะแจ้งเรื่องการเก็บคะแนนคร่าวๆ แล้วให้ทุกคนแนะนำตัวนะ ส่วนใหญ่ก็คงมีแต่ปีหนึ่ง ฉะนั้นรหัสเก่าๆ ช่วยขึ้นมานั่งข้างหน้าด้วยค่ะ จะได้จบง่ายๆ” รุ่นพี่พากันลุกไปนั่งข้างหน้าอย่างที่บ่นอะไรไม่ได้

“เฮอะ! น่าเบื่อ อะไรๆ ก็แนะนำตัว” คณินบ่น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาฟังเพื่อนร่วมรุ่นแนะนำตัวบ้าง ไม่ฟังบ้าง ตามลำดับเลขที่ที่อาจารย์เรียก

“เลขที่สิบสอง นายคณิน หืม…? เอ้า ลุกแนะนำตัวซิ!” คณินไม่ได้แปลกใจที่อาจารย์ชะงักตรงนามสกุลของตนเท่าไหร่นัก มันก็เป็นแบบนี้แหละ เขายังไม่ได้ทำงานส่วนบริหาร ไม่กว้างขวางพอที่จะมีใครรู้จัก คณินถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืน เอาแขนยันโต๊ะไว้ ใบหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกเขิน อาย ตื่นเต้นเหมือนกับคนอื่นๆ ที่ผ่านมา

“ผมนายคณิน ศักดินนท์ ชื่อเล่น เขต จบจากโรงเรียนอัสสัมชันกรุงเทพ เกรดเฉลี่ยสามจุดหนึ่งแปด รหัสนักศึกษา 590810XX2 คณะเกษตรศาสต์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรครับ” พูดจบก็นั่งลงทันที ไม่สนใจเสียงดังอื้ออึงที่พากันกระซิบกระซาบกันตั้งแต่นามสกุลของเขาแล้ว

“นายคณิน ทำไมถึงเลือกเรียนคณะนี้”

ทุกคนหันมามองเขาเป็นตาเดียวเมื่ออาจารย์ถาม

“เรียนเอาปริญญาเฉยๆ ครับ ไม่มีเหตุผลอะไร จบไปก็ทำงานที่อื่นไม่ได้อยู่ดี” ตอบให้ดูน่าหมั่นไส้ไปงั้นแหละ จริงๆ แล้วที่เลือกเรียนคณะนี้ก็ไม่ได้มีเหตุผลนั้นทั้งหมด ไหนๆ ก็จะต้องไปช่วยพ่อทำงาน ก็เรียนเกี่ยวกับธุรกิจของที่บ้านจะดีกว่า ส่วนตัวเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าตัวเองชอบหรืออยากทำอะไร

รู้อย่างเดียว...คืออยากเป็นเหมือนพ่อ ทั้งพ่อเลี้ยงอาทิตย์ และพ่อเลี้ยงตะวัน…

“แม่ง...ตอบได้กวนตีนดีว่ะ” เจ้าของใบหน้าสวยหวานพึมพำเบาๆ

คนรวยก็แบบนี้แหละนะ…

“ถือว่าตอบใช้ได้ งั้นอีกคำถามก็แล้วกัน ทำไมถึงเลือกเรียนเชียงใหม่”

อาจารย์จะอะไรนักหนากับกูวะเนี่ย ซักอย่างกับกูเป็นดารา…

“บ้านเกิดผมอยู่นี่ ที่สำคัญอยู่กรุงเทพพ่อกลัวจะไปมีเรื่องกับมออื่น ขี้เกียจไปพบฝ่ายปกครองหรือไปโรงพักบ่อยๆ ด้วย เลยให้มาที่นี่แทน ใกล้กว่า สะดวกกว่าครับ”

โฮ...จ๊อกแจ๊ก

ซุบซิบ ซุบซิบ

ดูเหมือนคำตอบของคณินจะทำให้เจ้าตัวโด่งดังขึ้นมาได้ในทันที อาจารย์ยิ้มแล้วส่ายหน้าเบาๆ

“ต่อไปเลขที่สิบสาม นายศตคุณ”

ครืด…

เจ้าของร่างบอบบาง ใบหน้าสวยและผมยาวเกินผู้ชายลุกขึ้นด้วยท่าทางนิ่งๆ เสียงเซ็งแซ่เมื่อครู่เงียบลงราวกับโดนสะกด คณินยิ้มมุมปากนิดๆ

เลขที่ต่อกันด้วย บังเอิญหรืออะไร...

“ผมนายศตคุณ บุญรักษ์ ชื่อเล่น หมู จบจากอาชีวฯ เชียงใหม่ เกรดเฉลี่ยสี่จุดศูนย์ศูนย์ รหัสนักศึกษา 590810XX3 คณะเกษตรศาสต์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรครับ”

ปฏิกิริยาต่อชายร่างบางเจ้าของนามศตคุณก็ไม่ใช่ธรรมดา ตั้งแต่จบจากสายอาชีพ และเกรดเฉลี่ยที่น่าทึ่งนั่นด้วย คณินคิดอย่างสงสัยว่าพ่อแม่ให้กินหนังสือเรียนเป็นอาหารแทนข้าวหรือไง อะไรจะเก่งปานนั้น

“ศิษย์เก่าอาจารย์เองแหละ ก่อนจะมาสอนมหาลัย อาจารย์เคยสอนมัธยมที่ ศตคุณเขาเคยเรียน นิสัยดี เก่ง และขยันมาก ตั้งแต่มัธยมจนปวช. รักษาเกรดได้ดีมาตลอดเลย แต่มหาลัยไม่ต้องเอา ‘ดี’ นะลูก เอา ‘เอ’ ให้ได้ทุกวิชานะ”

“ครับ” ร่างบางยิ้มน้อยๆ แล้วก้มหน้านิ่งๆ เหมือนเดิม เพราะหวั่นใจว่าตัวเองจะโดนหมั่นไส้หรือเปล่าน่ะสิ

จากนั้นก็แนะนำตัวกันต่อไปจนกว่าจะครบทุกคนที่มาเรียน อาจารย์ก็ปล่อย บางคนก็ลุกออกไปจากห้องเรียนไป บางคนก็ไม่รู้จะไปที่ไหนเลยยังนั่งอยู่บ้าง ทำความรู้จัก ขอเฟซบุ๊ก ขอเบอร์ ขอไลน์กันไป คณินเองที่ไม่รู้จะไปไหนก็นั่งเล่นเกมอยู่แบบนั้นแหละ

“เขตใช่ป่ะ เราฝนนะ ขอเบอร์ติดต่อหรือไม่ก็เฟซบุ๊กได้ป่ะ เราภาคเดียวกัน”

ใบหน้าหล่อเงยหน้ามองหญิงสาวรุ่นเดียวกันแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“อาณาเขตของคณิน ชื่อเฟซ ส่วนเบอร์อ่ะ ฉันไม่ค่อยชอบคุยโทรศัพท์เท่าไหร่น่ะ มีไว้เล่นเกมแล้วก็ทำงาน” เขาพูด หญิงสาวยิ้มแล้วกดยึกๆ กับโทรศัพท์ของตัวเอง

“เอ่อ...มันเพิ่มเพื่อนไม่ได้ ต้องติดตามสินะ แล้วแบบนี้ถ้าฝนส่งข้อความไปเขตจะเห็นป่ะ?” เธอยิ้มแห้งๆ คณินเองก็เพิ่งนึกได้ ตอนอยู่กรุงเทพนอกจากจะมีเรื่องกับคู่อริ ยังมีรับจ้างถ่ายแบบบ้าง เพราะโดนพ่อลงโทษด้วยการหักเงินที่ใช้จ่าย ระงับบัตรเครดิต ก็เลยใช้หน้าตาและหุ่นหาเงิน

“ฉันก็เช็คตลอดนั่นแหละ ข้อความเยอะอ่ะ ตอบไม่ไหว ทางที่ดีถ้าจะคุยงานอะไรอ่ะ ตั้งเป็นกรุ๊ปเลยดีกว่า เพราะฉันก็ไม่ค่อยจะจำด้วยว่าใครชื่อเฟซอะไร”

“งั้นไลน์ก็ได้นะ”

“ไลน์ไว้คุยงาน คุยกับพ่อ แล้วก็เพื่อนสนิทๆ อ่ะ โทษทีนะ”

“จ้า เราเข้าใจ ไม่เป็นไรหรอก” หญิงสาวยิ้มหวานให้ แม้จะผิดหวังลึกๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่หมดหวังทีเดียว เราต้องเรียนด้วยกันไปอีกนานเลยล่ะ

ไม่รีบร้อน…

“หมูใช่มะ กูโอ๊ตนะเว้ย เราเคยเรียนห้องเดียวกันตอนมอสอง”

คณินหันไปมองด้วยความสนใจ

“อ้อ...จำแทบไม่ได้แหนะ ตอนนั้นมึงโคตรเนิร์ดไม่ใช่ไง?”

“เหอๆ กูค้นพบตัวเองใหม่แล้วว่ะ มึงก็...สวยกว่าเดิมอีก อย่าๆ อย่าเตะกู มึงนี่นะ เอะอะก็ยกขาจะถีบตลอดเลย ใช้เฟซเดิมป่ะ”

“อือ อันเดิม”

“โอเค งั้นเดี๋ยวกูจะทักขอลอกการบ้านบ่อยๆ นะ ไปแดกข้าวละ หิวข้าวมาก ฮ่าๆ”

“สัส!!!” เสียงคำด่าตามหลังเพื่อนสมัยมอต้นดังลั่นไปทั้งห้อง ทำเอาเพื่อนๆ ที่แลกเฟซอยู่ถึงกับเงียบแล้วหันไปมองคนสวยเป็นตาเดียว ทำเอาคณินหัวเราะขึ้นมาเบาๆ

“โทษที เราด่าเพื่อนน่ะ” พอเจ้าตัวรู้ว่าถูกมองก็รีบขอโทษ แล้วลุกขึ้นยืน…

“หมู...เอ่อ จะไปไหนเหรอ”

“เราจะไปหาที่นั่งข้างนอกน่ะ ทำไมเหรอ”

“ขอเฟซกับไลน์ได้ป่ะ”

“ได้...แต่เราไม่ค่อยออนหรอกนะ”

“ไม่เป็นไรๆ เอาไว้ติดต่อกันเฉยๆ”

ร่างบางพยักหน้า คว้าโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา แล้วพูดขึ้นอย่างนิ่งๆ

“เราเป็นผู้ชาย เดี๋ยวเราแอดเองดีกว่านะ บอกชื่อเฟซมาสิ” เพื่อนสาวนิ่งอึ้งไป ไม่เคยเจอผู้ชายแบบศตคุณมาก่อนเลย ก็ได้แต่หน้าแดงด้วยความเขินๆ

“พ่ะ..พีเอที…” ศตคุณพิมพ์ตามที่เธอบอกอย่างตั้งใจ ซึ่งมันมีเสน่ห์มากกับคนที่มองอยู่

“แอดแล้วนะ ขอตัวก่อน”

“จ่ะ จ้ะ”

ศตคุณเดินสะพายกระเป๋าออกไป แม้ว่าสีหน้าจะนิ่งๆ แต่ก็มีแต่ความอ่อนโยน เป็นมิตรกับทุกคน ความสุภาพบุรุษเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำออกมาอย่างเป็นธรรมชาติทำเอาเพื่อนๆ หลายคนถึงกับประทับใจได้

“หึหึ คนแบบนั้น กับคนแบบกู จะเป็นเพื่อนกันได้ยังไงวะ” ร่างสูงพึมพำพลางหัวเราะอย่างขบขัน

ไม่มีทางหรอก…

โคตรจะต่างกันเลยอ่ะ





‘วิ่งจับพี่ให้ได้นะเขต ฮ่าๆ เจ้าหมูอ้วนเอ้ย’ เสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กชายเมฆาดังขึ้นเมื่อเห็นว่าน้องชายตัวน้อยกำลังวิ่งต้วมเตี้ยมตามจับผู้เป็นพี่ชายให้ทัน สีหน้าเต็มไปด้วยความพยายาม น้ำตาเอ่อคลอ เม้มปากแน่น ระงับไม่ให้ตัวเองน้ำตาไหล

‘พี่เมฆ อย่าหนีเขตสิ’

‘พี่เปล่าหนีนะ เขตขาสั้นต่างหาก’

ปัก!

‘อึก โอ้ย! เจ็บ เขตเจ็บ ฮือ’ เด็กชายคณินที่พยายามจะวิ่งให้ทันเมฆาก็สะดุดก้อนหินล้มหน้าคะมำไปกับพื้นหญ้าสีเขียว หยัดกายลุกขึ้นมาแล้วนั่งเบะปากอยู่อย่างนั้น ดวงตาเต็มไปด้วยม่านน้ำ จนมองไม่เห็นว่าพี่ชายอยู่ตรงไหน

‘พี่เมฆ ฮือ...อย่าทิ้งเขต’

หมับ!!!

ในขณะที่เด็กชายคณินกำลังรู้สึกหวาดกลัวและโดดเดี่ยว ก็มีอ้อมกอดอบอุ่นโอบรัดร่างเล็กจากด้านหลัง พร้อมกับกระซิบข้างหูอย่างอ่อนโยน

‘ไม่ร้องนะคนเก่ง ลูกชายของอาตะวันต้องเข้มแข็งสิ น้ำตาเนี่ย ให้ไหลตอนที่มันไม่ไหวจริงๆ อย่าปล่อยพร่ำเพรื่อรู้ไหมครับ’

‘ฮึก เขต ฮึก จะไม่ร้อง ต่ะ แต่ อึก พี่เมฆต้องให้เขตขี่คอ ไปส่งเขต ฮึก ด้วย’

‘ได้สิ เรื่องแค่นี้เอง ม่ะ กลับบ้านไปทำแผลดีกว่านะ’ พี่ชายที่ตัวโตกว่าผละอ้อมกอดแล้วมานั่งหันหลังอยู่ข้างหน้าเด็กชายคณิน เจ้าตัวกลมเลยขึ้นไปบนแผ่นหลังนั่นด้วยรอยยิ้ม

สองก้าวของเมฆาไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่เพราะตัวเองก็เป็นผู้ชายตัวเล็ก เพียงแค่สูงกว่าน้องเพราะอายุมากกว่าเท่านั้น แต่ถึงจะเหนื่อยและหนัก เมฆาก็ได้แต่เดินต่อไปไม่คิดที่จะบ่นหรือต่อว่าเลย

‘พี่เมฆเก่งจังเลย แบกเขตมาได้ตั้งไกล’

‘ก็เพราะว่าพี่ตัวโตกว่าไงครับ’

‘งั้น...ถ้าเขตโตแล้ว เขตจะตัวใหญ่ๆ เท่าพ่อกับอาอาทิตย์เลย ถ้าพี่เมฆป่วย เขตจะคอยอุ้มพี่เมฆเอง’ เด็กน้อยให้คำสัญญาอยู่บนหลังของพี่

‘หึหึ สัญญานะ’

‘สัญญาคับ’

เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้าน เด็กชายเมฆาก็วางน้องลงบนพื้น

‘อ้าว? มากันแล้วเหรอ’

‘อาตะวัน...น้องล้มน่ะครับ เลยพากลับมาก่อน’ หันไปยิ้มให้กับพ่อเลี้ยงตะวัน พ่อเลี้ยงที่อายุน้อยที่สุด ผู้เป็นพ่อของเด็กชายคณิน

‘ขอบใจมากนะเมฆ ที่มาเล่นเป็นเพื่อนน้อง แล้วนี่พ่อเลี้ยงมนัสไม่รู้ใช่ไหม’

ตอนนั้นเด็กชายคณินก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมพ่อจะต้องทำเหมือนไม่อยากให้พ่อของเมฆารู้ว่ามาเล่นกับเขาที่นี่

‘ไม่รู้หรอกครับ วันนี้พ่อพาน้าพรไปห้าง’ เมฆาบอกด้วยสีหน้าเศร้าๆ

‘เฮ้อ...อย่าคิดมากไปเลยเมฆ ต้องเข้าใจว่าพ่อเราเป็นคนแบบนั้น’

‘พ่อไม่มีเวลาให้เมฆกับมลเลย เวลาผู้หญิงมาที่บ้าน ก็ชอบไล่เมฆกับน้องออกไป เมฆกับน้องโดนผู้หญิงพวกนั้นตีก็ไม่ยอมเชื่อ บอกว่าเราโกหก เมฆเป็นเด็กไม่ดีเหรอครับอาตะวัน’

หมับ!

มือใหญ่ที่แสนอบอุ่นของพ่อเลี้ยงตะวันลูบเบาๆ ที่เด็กชายตัวเล็กที่ทำหน้าเศร้า เหมือนร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เด็กคนนี้ อาจจะเจ็บจนชินและชาไปแล้วก็ได้

‘งั้นก็มาหาอา อาจะเป็นพ่อให้เมฆเอง โอเคไหมครับ’

‘จริงนะครับ’

‘จริงๆ พ่อตะวันเป็นพ่อให้พี่เมฆด้วยน้า เขตยอมให้คนเดียวด้วย’

‘ฮ่าๆ เจ้าอ้วน’

‘ขอบคุณนะตัวเล็ก’

รอยยิ้มของเด็กชายเมฆากว้างและสดใสที่สุดเท่าที่เด็กชายคณินเคยเห็น และเมื่อถึงเวลาล่ำลากัน เด็กชายที่อยู่ในอ้อมแขนของพ่อเลี้ยงตะวันก็เรียกพี่ชายเอาไว้อย่างไม่ทราบสาเหตุ

‘พี่เมฆ…’

‘พรุ่งนี้เจอกันนะครับ’

เหมือนเป็นคำมั่นสัญญาที่ทำให้เด็กชายคณินยิ้มกว้างแล้วโบกมือลาพี่ชายที่ค่อยๆ หายไปจากสายตา และจู่ๆ ก็รู้สึกว่าพรุ่งนี้…มันจะไม่เหมือนเดิม

มือป้อมๆ เอื้อมไปข้างหน้า ราวกับจะจับพี่ชายไว้ แต่มันก็ว่างเปล่า และรอบตัวก็เริ่มมืด พ่อผู้เป็นที่รักเองก็โดนความมืดนั้นพรากไป จนเหลือเขาที่มองไปรอบๆ ความมืดด้วยความกลัวและหนาวเหน็บ

‘ไม่!! ฮือ อย่าทิ้งเขต...อย่าทิ้งเขตไป ฮือ’




“ไม่!!! อย่าไป!!!”

ร่างสูงสะดุ้งพรวดขึ้นมา ตื่นจากฝันร้ายที่เขาพยายามจะลืมเลือนมันไป ทุกความรู้สึกในฝันมีผลกระทบต่อความรู้สึกในปัจจุบันจนอยากจะร้องไห้ ดวงตาคมมองไปรอบๆ ห้องอย่างสังเกต ขมวดคิ้วเข้มอย่างสงสัย

ที่ไหน? จำได้ว่ามาเรียนนี่หว่า มานอนอยู่นี่ได้ไง?

“ตื่นแล้วเหรอ”

ขวับ!

ร่างสูงหันไปตามเสียงเห็นว่าเป็นใครก็ได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยเข้าไปอีก

“ไอ้หมู…” เรียกชื่อคนหน้าสวยเบาๆ

“อ่ะ จะได้สดชื่น” ตาคมมองน้ำผลไม้ในมือแล้วเบะปากอย่างขยาด

ชีวิตเขาอยู่แต่กับองุ่น ส้ม สตรอเบอร์รี่ มันจะช่วยซื้อน้ำผลไม้ที่นอกเหนือจากสามอย่างนั่นไม่ได้หรือไงวะ คิดแบบนั้นแต่ก็รับมาเปิดดื่มอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเขารู้สึกเพลียๆ เหมือนยังไม่ตื่นดี

“ขอบใจ...ว่าแต่ ที่นี่ที่ไหนวะ แล้วกูเป็นอะไร”

“อะไร? นี่จำอะไรไม่ได้เลยเหรอวะ”

“จำได้จะถามหรือไง อย่าลีลา...ตอบมาสิ!” คณินขึ้นเสียงสั่งอย่างหงุดหงิด แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบก็หันไปมองหน้าเตรียมจะด่าเอาเรื่อง แล้วชะงักกึก ตัวแข็ง ปากหนัก พูดอะไรไม่ออก

ใบหน้าสวย ดวงตาที่สดใสตลอดเวลา กำลังยืนจ้องหน้าของคณินอย่างราบเรียบ ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ มันดูโกรธมากๆ จนแทบอยากจะซัดคนด้วยซ้ำ แต่ศตคุณยังคงนิ่ง จ้องหน้าของคณินอยู่อย่างนั้น

“กูเป็นอะไรกับมึงเหรอ?” น้ำเสียงของศตคุณทำให้รู้สึกเย็นวาบ ดวงตาคล้ายตะปูที่กำลังตอกยึดเขาไม่ให้ขยับ

“...”

“เพื่อนก็ไม่ใช่ ลูกน้องก็ไม่ใช่ คนใช้ก็ไม่ใช่ สถานะของเราตอนนี้คือคนที่เรียนที่เดียวกัน คณะเดียวกัน และภาคเดียวกันเท่านั้น มีสิทธิ์อะไรมาขึ้นเสียงใส่ ‘คนอื่น’ แบบนี้ กูใช้เงินของมึงไหม? กินข้าวของมึงหรือเปล่า? ก็ไม่...อย่าเอานิสัยคุณหนูที่มีแต่คนตามใจ ชี้นิ้ว ตะโกนสั่งอะไรแล้วก็ได้ตามที่ต้องการทั้งหมดมาใช้กับคนที่มึงไม่รู้จักอีก”

คณินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่เคยมีใครพูดสอนเขาได้ราบเรียบ เย็นชา จนรู้สึกหนาวเย็นไปถึงขั้วหัวใจแบบนี้เลยสักคน

ศตคุณมีอำนาจอะไรบางอย่างที่ทำให้คณินเกรงใจ และเชื่อฟังได้…

“มึงหมดสติในห้องเรียน อาจารย์กับคนอื่นปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น อาจารย์เลยให้เพื่อนที่มีรถยนต์พามึงมาดูอาการที่คณะแพทย์ แต่มึงไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่พักผ่อนไม่เพียงพอ กูไม่รู้หรอกว่ามึงนอนไม่พอเพราะอะไร ถ้าเที่ยวดึกหรือเล่นเกมก็หัดเตือนตัวเองบ้าง โตๆ แล้ว แต่ถ้ามีอะไรให้คิดจนนอนไม่หลับก็อย่าเอาใจไปผูกกับมันมาก ปล่อยวางไปซะ อย่ายึดติดกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว อย่าพะวงกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง สิ่งที่คนเราทำได้คือ ทำตอนนี้ เวลานี้ให้มีคุณค่ามากที่สุด ขอโทษด้วยก็แล้วกัน ถ้าพูดอะไรให้ไม่พอใจ ไม่ได้มีเจตนาจะสอน แค่เตือน อ่ะ อันนี้เป็นเลคเชอร์กับงานที่อาจารย์สั่ง กูซีร็อกซ์ของกูมาให้ แล้วก็ไม่ต้องเอาเงินมาจ่ายกูด้วย กูทำเพราะอยากทำ ไม่ได้หวังเงินจากใคร กูจนก็จริง แต่อย่าคิดว่าทุกคนจะหิวเงินกันหมด ช่วยมองเจตนาคนให้ออกด้วยนะคุณชาย ‘หวังผล’ กับ ‘น้ำใจ’ มันต่างกันมาก ส่วนงานมึงไม่เข้าใจอะไรก็ถามเพื่อนๆ มึงเอาก็แล้วกัน อ้อ! ประชุมเชียร์เย็น นี้กูจะเอาใบรับรองไปให้พวกรุ่นพี่เอง กลับไปพักที่บ้านเถอะ กูไปละ”

ศตคุณเดินออกไปจากตรงนั้นโดยไม่รอให้คณินได้พูดอะไรออกมาสักคำ ร่างสูงได้แต่มองน้ำผลไม้กับเอกสารที่ร่างบางให้สลับกันไปมา แล้วยิ้มกว้าง หัวใจมันสั่นระรัวไปหมด ความอบอุ่นแบบนี้…

ความอบอุ่นที่คุ้นเคยแบบนี้...นอกจากพ่อ ปู่กับย่าแล้ว เขาไม่เคยได้รับจากคนที่เป็น ‘เพื่อน’ มาก่อน และไม่คิดว่าตัวเองจะมีเพื่อนที่หวังดีได้ขนาดนี้ด้วย…





‘เกลียด...เกลียด เขตเกลียดพี่เมฆ!!!’

เฮือก!!!

“ฝัน...ฝันอีกแล้ว”

ร่างโปร่งลุกขึ้นนั่งบนเตียง ทำจิตใจของตัวเองให้เป็นปกติอย่างทุกครั้งที่ฝันถึงเด็กชายของเขา ในจังหวะที่กำลังลุกขึ้นยืน เขาก็วูบนิดๆ ซึ่งเป็นปกติอยู่แล้ว

เมฆาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่หล่อเหลา อ่อนโยน ร่างโปร่งบาง ผิวขาวเนียน กล้ามเนื้อที่เคยมีก็หายไปหมด ตั้งแต่ตอนที่เกิดมาจนกระทั่งอายุสิบห้าปีเขาก็เป็นผู้ชายปกติที่แข็งแรง ตัวใหญ่ แต่สุดท้ายร่างกายก็เกิดความผิดปกติ จนผู้เป็นป้าต้องพาไปตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง นั่นทำให้ทราบสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

‘ร่างกายปรับเปลี่ยนฮอร์โมนครับ เราตรวจเลือดดูแล้วก็เป็นไปตามที่คิดเลย จริงๆ เลือดกรุ๊ปธรรมดาแต่เซลล์เม็ดเลือดพิเศษมันแฝงไปทั่วทั้งร่างกาย และเติบโตเรื่อยๆ ค่อยๆ ดูดซึมเลือดธรรมดาทำปฏิกิริยากับฮอร์โมนเพศหญิงในร่าง จนตอนนี้ร่างกายของคนไข้มีเลือดพิเศษไหลเวียนแทนเลือดเดิมอย่างสมบูรณ์แล้วครับ ช่วงนี้จะรู้สึกร่างกายอ่อนแอ หมดแรงหน่อยนะครับ เพราะคุณไม่ได้มีเลือดพิเศษแต่กำเกิด หมอจะจัดยาบำรุงให้ ไม่ต้องตกใจถ้ากล้ามเนื้อจะลดลงหรือหายไป มันเป็นเรื่องธรรมดาครับ ซึ่งต่อให้เราออกกำลังกายหนักแค่ไหน มันก็มีไม่เท่าเดิมครับ’

รู้สึกเหมือนว่าโลกทั้งใบพังทลายลงในวัยสิบห้าปี เขากำลังฮอร์โมนพลุ่งพล่าน อยู่ในวัยของการอยากรู้อยากลองเริ่มมีแฟน เริ่มเรียนรู้เรื่องเพศ ทุกอย่างก็กลับกลายมาเป็นแบบนี้ได้

ไม่อยากจะยอมรับ แต่มันก็เป็นความจริง…มันหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ใช่...ยังไงมันก็คือความจริง”

ดวงตาหวานมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอยยามคิดถึงใครบางคนที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานกี่ปี เขาก็ไม่เคยลืม และไม่สามารถลบออกไปจากใจได้

“ตอนนี้คงอายุสิบเก้า เป็นหนุ่มแล้วสินะ น้องเขตของพี่”

ยังคิดถึง ยังเป็นห่วง…ยังจำน้องชายตัวน้อยได้ดี…ไม่รู้หรอกว่าตอนนี้จะหน้าตาเป็นยังไง แต่ก็พอเดาได้ว่าต้องหล่อ คมเข้มเหมือนผู้เป็นพ่อแน่ๆ

Rrrrr

“Hello, Mekha Speak.” ร่างโปร่งรับโทรศัพท์ที่อยู่ใกล้มือทันทีโดยไม่ดูว่าใครเป็นคนโทรเข้ามา

(ฉันเอง…)

“คุณ...พ่อ?”

(ยังดีที่จำเสียงพ่อแกได้ ทั้งๆ ที่ไม่เจอกันตั้งสิบห้าปีกว่า)

เมฆาโทรหาพ่อตลอดด้วยความคิดถึง แต่คนเป็นพ่อไม่สนใจใยดีเขากับน้องเลย ไม่โทรหา ไม่รับสาย ไม่มาหา แล้วพวกเขาเองถ้าไม่ได้รับคำสั่งให้กลับไทยก็ไม่มีสิทธิ์กลับไปได้

น้องสาวเขากลายเป็นเด็กใจแตก เพราะปมในใจที่พ่อไม่รัก ก็หวังว่าถ้าทำตัวเหมือนเมียน้อยพ่อ ก็จะมีคนมารักเธอ...เขาพยายามช่วยน้องอย่างถึงที่สุด แต่ก็ทำได้เพียงประคับประคองให้เรียนจบ แต่ก็จบแค่ไฮสคูลเท่านั้น

“มีอะไรครับ”

(พาน้องแกกลับมาไทยได้แล้ว)

“ให้กลับ...กลับไปทำไมครับ”

(ก็มาช่วยงานสิ เรียนจบสูงนี่ การงานดี ไม่คิดจะมาตอบแทนพระคุณหรือไง)

บางทีเมฆาก็นึกรังเกียจความเห็นแก่ตัวของพ่อ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“ผมกำลังต่อเอก ขอเวลาปีหนึ่งนะครับ”

(ฉันก็อยากให้แกต่ออยู่หรอกนะ เป็นดอกเตอร์ตอนอายุยี่สิบสี่ก็ไม่ได้หาง่าย แต่แกทำประโยชน์ได้มากกว่านั้น!!)

หึ...สมเพชตัวเองจริงๆ

สำหรับพ่อ ถ้าเราไม่มีประโยชน์ ก็ไม่เคยต้องการอยู่แล้ว อยากทิ้งก็ทิ้ง อยากจะเก็บมาคืนก็เก็บ เป็นเหมือนของไร้ค่า ที่พอนึกได้ว่ามันยังใช้ได้ ก็คว้ามันมาจากกองขยะ

“แล้วบริษัทของคุณป้า พ่อจะให้ผมทิ้งไปหรือไงครับ”

(ป้าแกเป็นคนทำให้แกเกิดมาหรือไง!! บุญคุณใครมากกว่ากันก็ชั่งเอา แค่นี้แหละ กลับมาให้เร็วที่สุด) คนเป็นพ่อวางสายไปหลังจากที่สั่งเสร็จ

เฮ้อ…

“แม่ครับ...ผมควรทำยังไงดี”

ความผิดของพ่อที่เขารู้อยู่เต็มอก มันทำให้เขาเจ็บปวดมาก

พ่อทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง ความเป็นจริงที่มีอยู่ก็น่าจะพอแต่พ่อกลับไม่พอ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผิดกฎหมาย แต่มีองค์กรใหญ่หนุนหลังอยู่ สุดท้ายแล้วพอพ่อหมดประโยชน์ พ่อเลี้ยงมนัสจะไม่เหลืออะไรแม้แต่ชื่อ…





 :mew2: :mew2: :mew2: :mew2:

อ่านแล้วเม้นท์ให้กำลังใจด้วยนะคะ ^^

ออฟไลน์ SawachiYuki

  • แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-38
    • Fanpage
02





ร่างโปร่งเดินมานั่งที่โต๊ะรับประทานอาหาร หลังจากแต่งตัวเตรียมจะไปทำงาน

“ป้ารู้เรื่องที่เราจะกลับไทยแล้วนะ”

“ครับ” เมฆารับคำเบาๆ

“ไม่อยากกลับเหรอ”

“ผมก็อยากกลับ แต่ผมก็เป็นห่วงป้านี่ครับ”

“โอ้ย...ป้าดูแลตัวเองได้เมฆ ที่สำคัญเดี๋ยวน้องก็เรียนจบแล้ว ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วล่ะ”

“ผมอยู่กับป้ามาตลอด ป้าเหมือนแม่ของผม ถ้าผมกลับไป…”

“เมฆโทรหาป้าได้ตลอดเวลานะลูก ป้ารักเราเหมือนลูก รักเราเท่าๆ ที่รักน้อง ถ้าไม่มีเมฆ ป้าก็อยู่อย่างสบายๆ แบบนี้ไม่ได้หรอก หลังจากโทนี่เสีย ป้าก็มีเราเป็นเสาหลักคนเดียว”

“เพราะอย่างนี้ ผมถึงยังไม่อยากทิ้งป้าไปไงครับ”

“เราแค่แยกย้ายกันไปทำหน้าที่กันลูก ยังไงเราก็ต้องได้เจอกันอีก ความสัมพันธ์ทางสายเลือดยังไงก็ตัดไม่ขาด ความผูกพันทางใจก็เหมือนกัน มีอะไรค้างคาในใจก็ไปทำเถอะเมฆ หลานฝันร้ายมาสิบห้าปีแล้วนะ” ผู้เป็นป้าพูด

เมฆาเล่าทุกอย่างให้ป้าฟังทั้งหมด เพราะเธอเป็นที่พึ่งคนเดียวของเขาเป็นผู้ปกครอง เป็นคนดูแลและเลี้ยงดู ถึงแม้พ่อจะส่งเงินมาให้ทุกเดือนก็ตาม

“ผมกลัว…”

“เราไม่ได้ผิดอะไรเมฆ ถ้ามันจะผิดก็ผิดที่พ่อของเรา ผิดที่น้องชายของป้า”

“ผมไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ถ้าหากว่าน้องเห็นหน้าผม แล้วส่งสายตาเกลียดชังมาให้”

“เราทำอะไรไม่ได้ลูก นอกจากความจริงใจ พ่อของเราทำจริง แต่มันไม่มีหลักฐานเอาผิดได้ คนที่ถูกกระทำก็ต้องโกรธและแค้นเป็นธรรมดา จริงๆ น้องอาจจะไม่ได้เกลียดเรา แต่เพราะว่าเราเป็นลูกของมนัสมันเลยทำให้เขาเหมารวมไปด้วย”

“ครับ…”

“หากทุกอย่างมันจบ ก็แค่กลับมา มาบ้านของ ‘เรา’ นะลูก”

คำพูดของป้าอบอุ่นเสมอ เมฆาขอบคุณเสียงเบา ทานข้าวเช้าเพื่อเข้าบริษัทไปจัดการงานของตนและเตรียมออกจากงาน ซึ่งจำเป็นต้องหาคนมาแทนให้ได้ก่อนถึงจะออกจากบริษัทได้ แม้ว่าคำสั่งของพ่อคือเร็วที่สุด แต่เขาก็ต้องจัดการทุกอย่างตามกฎระเบียบ ไม่งั้นทั้งบริษัทจะเดือดร้อนได้…

ดวงตาเหม่อมองไปยังท้องฟ้าของเมืองหลวงของอเมริกา สภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตมาตลอดสิบห้าปีเต็ม

“พี่กลับไป...เราจะจำพี่ได้ไหม”

จะเกลียดพี่อยู่หรือเปล่า…
   …
   …
   …


 “วิชานี้ผมจะเน้นให้พวกคุณทำงานกันเป็นทีมมากกว่าทำงานเดี่ยว งานเดี่ยวจะมีแค่รายงานส่งก่อนสอบไฟนอลงานเดียว ส่วนหัวข้อผมจะแจ้งหลังสอบมิดเทอม หลังจากเรียนมาได้อาทิตย์หนึ่งแล้ว ผมว่าพวกคุณคงจะรู้จักกันบ้างแล้วล่ะ ให้พวกคุณจับคู่กัน จะไม่จับสลากนะ โตๆ กันแล้ว กลุ่มละสองคนพอ มากกว่านี้ผมคิดว่างานคงไม่เดิน และจะยึดกลุ่มนี้ไปจนจบตลอดเทอมเลย ถ้ามีเศษหนึ่งคน อนุญาตให้มีสามได้กลุ่มหนึ่ง ให้เวลาสามสิบนาที ผมจะกลับมา ตอนนั้นคงจะนั่งกันเป็นคู่ๆ เรียบร้อยแล้วนะ”

“ครับ/ค่ะ!!!”

เหล่านักศึกษาต่างพากันขานรับ และเมื่ออาจารย์ออกไป คนร้อยกว่าชีวิตก็เริ่มเสียงดัง เดินจับคู่กันวุ่นวายไปหมด คณินที่มาเดี่ยวยังไม่มีเพื่อนสนิท ยังไม่มีกลุ่มเดิม มีแต่เพื่อนๆ ที่ทำความรู้จักเอาไว้ทั้งนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ

เหลือใครก็ค่อยจับคนนั้นนั่นแหละ

ดวงตาคมมองไปยังร่างบางของศตคุณที่อยู่เก้าอี้ตัวหน้าๆ ซึ่งเขาเพิ่งจะรู้วันนี้แหละว่าเพราะอะไรเจ้านั่นถึงได้นั่งหน้าดูเป็นเด็กเรียน วันนี้เขามาถึงก่อนศตคุณ ถึงได้เห็นว่าร่างบางเปิดประตูหลังห้อง พอเห็นว่าที่เต็มก็เดินไปนั่งหน้าอย่างช่วยไม่ได้

ไม่ได้อยากจะสังเกตหรอก แต่ศตคุณมักจะเข้าห้องในเวลาที่พอดีหรือว่าเลทไม่กี่นาที ในขณะที่เขาจะเข้าหลังอาจารย์เสมอ…ที่นั่งนี่ก็มีคนจองให้ตลอด เขาก็ไม่ขัดศรัทธานัก

“เขต คู่กับเราไหม”

“ทำไม เธอไม่มีคู่เหรอ” คณินถามเพื่อนสาว

“ก็มีแหละ แต่เราเห็นว่าเขตยังไม่มีคู่เลยมาถามดูน่ะ”

“อ่า ขอบใจนะที่หวังดี”

“อยู่กับเราเขตไม่ต้องทำอะไรเลย เดี๋ยวเราทำเอง เขตอยู่เฉยๆ ก็ได้ เราเข้าใจ”

ร่างสูงมองหน้าคนพูดแล้วขมวดคิ้ว

ถึงคณินจะขี้เกียจ ตื่นสาย ไม่ตั้งใจเรียน แต่ก็ไม่เคยคิดจะเอาเปรียบใคร และไม่คิดที่จะจบด้วยมือของคนอื่นแน่ๆ เขาต้องการเพื่อนที่ไม่สปอยตัวเขา แต่เห็นทีว่าจะไม่มี…

เอ๊ะ! มีอยู่นี่หว่า

“โทษทีฝน ฉันคิดว่าฉันมีคู่แล้วล่ะ ขอตัวนะ” คณินลุกขึ้นยืนทันทีแล้วเดินตรงไปยังศตคุณที่กำลังลำบากใจเพราะเพื่อนๆ กำลังรุมแย่งตัว

ตุบ!!

ครืด…

เสียงแรกคือเสียงวางกระเป๋าของคณินบนโต๊ะข้างๆ กับศตคุณ เสียงที่สองคือเลื่อนเก้าอี้นั่งข้างๆ ไม่สนใจเพื่อนๆ ที่กำลังมองตนอย่างสงสัยเลยสักนิด

“อะไรของมึง?” ศตคุณถาม

“กูจะคู่กับมึง”

“สั่ง?”

“ขอ…”

“นี่คือคำขอ?”

“เออ!” ศตคุณส่ายหน้าอย่างระอากับความเป็นเด็กของคณินที่ค่อนข้างจะเอาแต่ใจ

“ถ้าหมูจะอยู่กับเขตก็ได้นะ”

“อ่า ขอโทษนะทุกคน”

“เฮ้ย...อย่าคิดมากดิวะหมู คนตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวก็จับกันลงตัว ไปๆ”

ศตคุณยิ้มแล้วยิ้มให้เพื่อนๆ อย่างขอโทษขอโพย ก่อนจะหันมามองหน้าไอ้คุณหนูเอาแต่ใจที่เล่นเกมไม่สนใจใครของมันอย่างหมั่นไส้

“มองไร?”

“มองหมามั้ง...ทำไมถึงอยากอยู่กับกู แบบมึงคงจะมีคนมาขอจับคู่เยอะอยู่นะ”คณินไหวไหล่ ไม่สนใจจะตอบคำถามนั้น

“กวนตีน...กูบอกไว้เลยนะ ว่ากูไม่มีทางให้มึงนั่งนอนอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรแน่ๆ เพราะถ้างานไหนมึงไม่ช่วยกู กูก็ไม่เขียนชื่อมึงลงไป เข้าใจใช่ไหม?”

“อือ...เข้าใจ”

“เข้าใจก็ดี” ศตคุณบอกแล้วหยิบการ์ตูนขึ้นมาอ่าน คณินเหล่ตามองก็ส่งเสียงหึออกมา “เป็นห่าอะไร”

“เปล่า...คิดว่าคนอย่างมึงนี่นะอ่านการ์ตูน”

“ทำไม คิดว่ากูจะอ่านแต่หนังสือเรียนหรือไง”

“เออ ถึงจะไม่ได้ดูเนิร์ด ดูเด็กเรียนก็เถอะ แต่มึงเรียนเก่งนี่”

ศตคุณส่งเสียงหึออกมาบ้าง “กูไม่เคยอ่านหนังสือเรียน ถ้าจะอ่านก็อ่านก่อนสอบแค่วันเดียว กูจะเน้นตั้งใจฟัง ตั้งใจเรียน ทำความเข้าใจในคาบไปเลย เพราะกูต้องเอาเวลาอื่นไปทำมาหากิน”

คณินชะงักกึก ออกจากเกมแล้ววางโทรศัพท์ไว้ตรงหน้า มองเสี้ยวหน้าของศตคุณอย่างไม่วางตา ใจเต้นแรง เหมือนคนมีความรักแต่มันไม่ใช่ เพราะเขาไม่มีความรู้สึกอยากสัมผัสหรืออะไรในทางชู้สาวเหมือนอย่างที่เคยๆ รู้สึกกับพวกแฟนเก่า

แปลก…

อยากได้...อยากได้คนนี้ แต่ไม่ได้อยากเอามาเป็นแฟนหรือคนรัก โอ้ย...มึงอยากได้ไอ้หมูมาทำไมวะ พี่ชาย? น้องชาย? ก็ไม่ใช่...เฮ้อ...ความรู้สึกอะไรวะเนี่ย

“มองกูทำไม ไม่ต้องมาตกหลุมรักกูเลย กูไม่ชอบผู้ชาย โอเค้?”

“ถุย! หลงตัวเองนะมึง” คณินตอบโต้ศตคุณแล้วยิ้ม

สบายใจ...แค่อยู่ข้างๆ มันก็รู้สึกสบายใจ เหมือนอยู่ใกล้พ่อเลย…

เหมือนอยู่ใกล้พ่องั้นเหรอ?

“มึงกรุ๊ปเลือดอะไร?”

กึก…

ท่าทางชะงักของศตคุณทำให้คณินได้คำตอบทันที โอเค ไม่ต้องถามซักไซ้แล้ว มันบ่งบอกแล้วว่าอะไรเป็นอะไร…

“ถามเพื่อ? วุ่นวายละมึง เล่นเกมไป เสือกจริงๆ”

หึหึ...แบบนี้แหละ เขามั่นใจเลยว่าใช่...ใช่แน่ๆ

“จากนี้ไปเราเป็นเพื่อนสนิทกันนะ เอาเบอร์มึงมา เอาเฟซ ไลน์ ไอจี ที่อยู่ ช่องทางการติดต่อมีอะไรเอามาให้หมด ช้าว่ะ เอาโทรศัพท์มาดิ๊” ศตคุณยื่นโทรศัพท์ให้คณิน อย่างไม่เข้าใจ เพื่อนตัวโตคว้าไปแล้วก็เปิดนั่นนี่ แอดเฟซ แอดไลน์ บันทึกเบอร์ให้เสร็จสรรพ

ศตคุณมองตาปริบๆ “อะไรของมึง”

“เรียบร้อยละ แค่นี้เราก็เป็นเพื่อน ‘สนิท’ กันแล้วนะเว้ยหมู”

ศตคุณมองใบหน้าของคณินที่ยิ้มกว้างสดใส เหมือนเด็กน้อยได้ของเล่นที่ถูกใจอย่างอึ้งๆ เพราะนี่เป็นรอยยิ้มจริงใจแรกที่เห็นจากคนทำหน้านิ่งวางมาดมาตลอดอย่างคณิน

“ใครสอนหลักสูตรการคบเพื่อนให้กับมึงวะเขต เพื่อนสนิทห่าอะไรวะ กว่ากูจะเรียกใครว่าเพื่อนสนิทได้นี่ต้องคบกันเทอมหนึ่งเลยนะ แต่นี่เรียนได้อาทิตย์เดียว คุยกันได้ไม่กี่ครั้ง มาบอกว่าเป็นเพื่อนสนิทละ? เห็นอนาคตที่แสนวุ่นวายเลยเนี่ยถ้ามีมึงเป็นเพื่อนอ่ะ”

คณินหัวเราะ ยักไหล่อย่างไม่สนใจ

หึหึ...ถ้างั้นเดี๋ยวกูหา ‘ผัว’ ให้เป็นของปลอบใจที่ทำให้มึงวุ่นวายก็แล้วกัน





คณินเดินทางมาสนามบินตามคำสั่งของพ่อเพื่อรับลูกค้าที่จะมาดูผลไม้ของทางไร่ ซึ่งร่างสูงไม่ค่อยจะพอใจนัก เขามากับลุงคนขับรถสองคนเท่านั้น ไม่ได้มีพายัพหรือพนักงานที่มีหน้าที่โดยตรงมาด้วย ปล่อยให้ลูกชายโชว์เดี่ยว ส่วนตัวเองตามจีบ ‘เด็ก’ อยู่

เฮอะ! ถ้าไม่ติดว่าอยากได้ ‘หมู’ มาเป็นแม่เลี้ยงนะ จะไม่ยอมมาคนเดียวหรอกบอกเลย

ประเด็นคือมารับลูกค้าก็ไม่ได้กังวลอะไรหรอก ถ้าลูกค้าไม่เป็นชาวต่างชาติ!!

เรื่องภาษาเขาไม่กลัว ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือจะมาเพศไหนนั่นแหละ บอกเลยว่ากลัว ขยาดกับกะเทยฝรั่งร่างถึกมากๆ มาแบบตัวเล็ก อ้อนแอ้น นี่จะไม่ว่าอะไรเลยเถอะ

“โอ้ย...เป็นเอามากว่ะเขต อย่ากลัวๆ อย่างน้อยเขาก็เป็นลูกค้า เป็นตัวแทนจากบริษัทใหญ่เลยนะเว้ย เขาคงไม่ทำอะไรให้ตัวเองมีปัญหาหรอก”

ขณะที่ยืนรอ เขาก็มองที่หน้าจอสมาร์ทโฟนของตัวเองไปด้วยเพื่อจะเทียบใบหน้ากับคนที่เดินผ่านไปมา จนกระทั่งชายร่างสูงใหญ่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านั่นแหละ คณินถึงกับกลืนน้ำลายเลย

ตัวจะสูงไปไหนวะ ขนาดกูสูงร้อยแปดสิบกว่าๆ นะเนี่ย คนมาใหม่นี่สูงกว่าอีก อายุประมาณสามสิบปลายๆ เล่นทำเอาคณินรู้สึกประหม่าเลย เพราะตัวแทนบริษัทคนนี้ทั้งมีอายุมากและน่าเกรงขามสุดๆ

ต้องพูดอะไรก่อนวะเนี่ย ความรู้เรื่องภาษาแม่งหายไปหมดเลย

“Excuse me, Are you Mr.Kanin? I’m Emerson from EM Company”

เสียมารยาทไปหรือเปล่าวะที่ให้ลูกค้ามาทักก่อนเนี่ย…

“Yes...Good afternoon Mr.Emerson. I'm must apologize for not greet you first.” เขารีบขอโทษขอโพยโดยการโค้งให้อย่างนอบน้อมและมีมารยาท

“Don’t  worry little boy” เขาพูดแบบไม่เป็นทางการ แสดงถึงความเอ็นดูคณินจนชายหนุ่มใจชื้น

“Thank you so much. Let me introduce myself again, I’m Kanin Sukdinon from Sukdinon farm, I represent my father and will take care of you for three days during your live in Chiang Mai. It’s my honor to meet you.”

แขกพิเศษของทางไร่มองลูกชายของพ่อเลี้ยงอาทิตย์อย่างประทับใจ ในความสุภาพ นอบน้อมและดูยังไงก็เก่งกาจไม่แพ้พ่อเลี้ยงเลย

“Me too, It’s my pleasure to meet you.”

“Okay, You would be tired from the trip. I’ll take you to rest at Kate-Tawan resort, Please follow me.”

“Okay.”

คณินผายมือบอกทิศทางให้แขกเดินมาเสมอกันก่อน เขาจึงเดินข้างๆ แล้วผายมือบอกทิศทางเป็นระยะๆ แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะขึ้นไปบนรถ ก็มีเสียงเรียกนุ่มทุ้มดดังมาจากด้านหลัง

“ขอโทษนะครับ”

คณินกับมิสเตอร์อีเมอร์สันหันกลับไปด้านหลัง

กึก!!

ดวงตาคมเข้มกับดวงตาอ่อนโยนมองสบกันทันทีแล้วชะงักกันทั้งคู่ หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ความรู้สึกวูบโหวงราวกับวิญญาณออกจากร่าง และก็ไม่อาจละสายตาออกจากกันได้เช่นกัน


ใคร? ทำไมถึงรู้สึกคุ้นเคยนัก?

ทั้งคู่มีคำถามอยู่ในใจ แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากออกไปทั้งนั้น ทั้งสองยังคงมองตากันอยู่แบบนั้นเหมือนต้องการจะหาคำตอบจากดวงตาของฝ่ายตรงข้าม

คิดถึง…โหยหา...

“Mr.Kanin, Do you know him?” เสียงของมิสเตอร์อีเมอร์สันกระชากสติของทั้งคู่ในกลับมา ร่างโปร่งละส่ายตาจากคณินแล้วมองมิสเตอร์อีเมอร์สันแทน

“Excuse me, sir.”

“Yes? What do you have?” ฝรั่งหนุ่มใหญ่ถามอย่างสงสัยที่คนไม่รู้จักเข้ามาทักแบบนี้

“We travel the same flight and I sit behind you. When you get out I saw you drop this one” ร่างโปร่งพูดบอกไป แล้วยื่นสมุดบันทึกเล่มหนาที่ปกเป็นหนังอย่างดีทาตรงหน้ามิสเตอร์อีเมอร์สัน

“Oh! It’s my notebook. I don’t know, thank you very much”

“You’re welcome.” เมฆายิ้มให้ ก่อนจะดูนาฬิกาที่ข้อมือตัวเองแล้วเบิกตากว้าง “อ่า...เลยเวลามานานแล้วสินะเนี่ย ยัยมลจะไม่หงุดหงิดแล้วกลับไปแล้วเหรอ” ใบหน้าหล่อเผยความกังวลออกมา ทำท่าจะขอตัว แต่คนที่เขาให้ความช่วยเหลือเอาของมาคืนก็พูดขึ้นมาก่อน

“Can I give anything to you for bring my notebook back?”

“Thank you, but I really don’t need anything. Well, I’m afraid I must go now. My sister’s waiting for me. Now she’s getting irritated” เมฆาพูดพลางหัวเราะนิดๆ เพื่อไม่ให้ใครต้องรู้สึกไม่ดี

“Good luck to you.”

“You too.” เมฆายิ้มให้มิสเตอร์อีเมอร์สันแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง ตอนที่ผ่านคณิน ทั้งสองก็สบตากันอีกครั้ง โดยที่ไม่มีใครยิ้มให้หรือพูดอะไรกันเลย

คุ้นเคยกัน...มานาน

“Ahh! I forgot to ask his name!”

คณินหันกลับมาสนใจลูกค้าคนสำคัญเมื่อแผ่นหลังบางหายลับไปจากสายตา เขาเชิญมิสเตอร์อีเมอร์สันขึ้นรถแล้วพาไปยัง ‘เขตตะวัน’ ทันที




ตั้งแต่คณินกลับมาจากสนามบินก็เอาแต่เหม่อลอย นึกถึงแต่ใบหน้าผู้ชายที่เขาได้สบสายตาอยู่นานที่สนามบินในวันนี้ หัวใจมันเต้นแรงจนปวดไปหมด ความรู้สึกคุ้นเคยแบบแปลกๆ ประดังประเดเข้ามาในความรู้สึก โหยหา คิดถึง แต่เพราะว่าจำไม่ได้นี่แหละ จึงไม่รู้ว่าจะทักทายไปดีหรือเปล่า

“ใครกันนะ ทำไมถึงรู้สึกว่าเคยรู้จักกันมาก่อน แล้วก็หน้าคุ้นมาก”

ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย ยิ่งสงสัยก็ยิ่งอยากจะหาคำตอบ...

“ต้องเป็นคนที่เคยรู้จักแน่ๆ”

แต่ทำไมถึงรู้สึกผูกพัน…

“ไม่ยักกะรู้ว่าตัวเองจะผูกพันกับใครนอกจากพ่อ ปู่กับย่าแล้วก็ญาติๆ แฮะ ช่างเถอะ คงจะเป็นความรู้สึกชั่ววูบล่ะมั้ง เลิกใส่ใจเถอะเขต ไร้สาระว่ะ มาคิดถึงคนที่ไม่เคยรู้จักเนี่ย”

พรึ่บ!!

“คิดถึงใครวะ”

“ไอ้เหี้ย!!” ร่างสูงสะดุ้งเฮือกอย่างตกใจจนเผลออุทานออกมาเสียงดัง จนพนักงานในสำนักงานของเขตตะวันหันมามองเด็กหนุ่มเป็นตาเดียวก่อนจะสนใจงานของตนเองต่อแบบไม่ได้สนใจอะไรมาก

“ขวัญอ่อนนะมึง” คนที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คณินตกใจหัวเราะเบาๆ อย่างสะใจร่างสูงขมวดคิ้วแปลกใจ เพราะเพื่อนคนจะอยู่ที่ไร่ศักดินนท์ ไม่ใช่เขตตะวัน

“มาได้ไงวะ” คณินถามเพื่อนที่ตอนนี้เดินมานั่งตรงหน้าเขา

“นั่งรถมา” คณินอยากถีบเจ้าของคำตอบกวนๆ นี่จริงๆ ถ้าไม่ติดว่าต้องคีพลุคต่อหน้าพี่ๆ ในสำนักงานนะ เขายันมันไปทีหนึ่งให้หายหมั่นไส้แน่ๆ

“พ่อกูมาเหรอ”

“อือ...เห็นว่าไปคุยกับมิสเตอร์อีเมอร์สันที่มึงต้องดูแลอ่ะ”

คณินพยักหน้าเข้าใจ...เพราะพ่อเลี้ยงไม่มีเวลาที่จะมาคอยเทคแคร์แขกเองจึงมาทักทายในฐานะเจ้าของก็ยังดีอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นแขกสำคัญคนหนึ่งที่จะกำหนดว่าสินค้าของไร่จะไปจำหน่ายต่างประเทศได้ไหม

“ว่าแต่มึงเข้ามาถูกได้ยังไงเนี่ย ใครให้เข้ามา”

“พ่อเลี้ยงมาส่งหน้าประตูเลย”

“อ้อ...เพราะปกติเขาไม่ให้คนนอกเข้ามาในสำนักงานน่ะ”

“เออ กูเห็นป้ายอยู่” ศตคุณพยักหน้า เพราะก่อนจะเข้ามาเขาก็อ่านป้ายแล้ว สายตาคนในสำนักงานก็มองเขาเป็นตาเดียวเหมือนกัน แต่ก็แปลกที่ไม่มีใครทักเลย

“แล้วเป็นไง งานมึงอ่ะ”

“รอมึงกลับไปช่วยถอนหญ้าอยู่”

“ฮ่าๆ เสียใจ จนกว่ามิสเตอร์อีเมอร์สันจะกลับ กูก็ไม่ได้ลงไร่ทำงานแบบมึงแน่ๆ”

“เบื่อ...แต่ก็ช่างเถอะ งานมึงหนักกว่าของกูเป็นไหนๆ ราบรื่นดีใช่มะ ก็คงใช่แหละ มึงมันเก่งนี่ ฉลาด อัจฉริยะ”

“มันไม่ใช่คำถามใช่มะ?” ร่างสูงถามขึ้น

“ทำไม?”

“ก็เห็นถามเอง ตอบเอง ไม่ยักจะมีคำตอบของกูเลยสักคำ”

คณินหัวเราะเบาๆ แล้วจ้องใบหน้าสวยของเพื่อนสนิทอย่างเพลินตา ถ้าหาก คนอื่น คงจะมองว่าคณินชอบศตคุณแน่ๆ เพราะสายตาของคณินมันอ่อนโยนมากยามที่ได้มองเพื่อนคนนี้ หากแต่คนที่จะรู้ความรู้สึกของเขาได้มีเพียงเขาเท่านั้น เขาไม่ได้ชอบศตคุณแบบเชิงชู้สาว แต่ชอบ...ชอบความสบายใจยามที่ได้ฟังเสียง เห็นหน้า และชอบที่จะให้คนเป็นเพื่อนว่า สอน เตือน…

ศตคุณมีความเป็นแม่แบบที่เขาต้องการ แม่ที่เป็นเพื่อนแท้…แน่นอนว่าไม่มีใครเข้าใจความหมายของมัน...นอกจากเขา

“พ่อกูเป็นไงบ้าง”

“เป็นไงอะไร ก็ปกตินี่ ไม่ป่วยไม่ไข้”

“กูหมายถึง สำหรับมึง พ่อกูโอเคหรือเปล่าที่จะเป็นผัวมึงอ่ะ”

“ไอ้เขต!! ตรงไปละ”

“ฮ่าๆ มึงหน้าแดงว่ะ ตลกชะมัด อีหรอบนี้คือหวั่นไหว แต่ปากแข็งแหงๆ”

“หวั่นไหวพ่อมึงสิ”

“เรียกหาพ่อกู เดี๋ยวพ่อกูก็มาหรอก หึหึ”

“ใครกลัววะ”

“เหรอ”

“เออ!! กูไม่กลัวหรอกเว้ย”

“อ้าวพ่อ? คุยเสร็จแล้วเหรอ” คณินเอ่ยขึ้น พลางมองเลยผ่านเพื่อนไปยังด้านหลัง

ศตคุณยืดตัวตรง นั่งแข็งทื่อจนคณินรู้สึกได้ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างสะใจที่เอาคืนเพื่อนตัวเล็กของตนได้ ศตคุณหน้าแดงแต่ก็ชักสีหน้าหงุดหงิด

“แม่ง...นิสัยนะมึงอ่ะ”

ศตคุณอยากจะโกรธคณินอยู่หรอก แต่ไม่เคยที่จะโกรธจริงๆ จังๆ ได้สักครั้ง  อย่างเรื่องที่มันจงใจจับคู่เขากับพ่อเลี้ยงเหมือนกัน จริงๆ ก็สมควรจะโกรธและตัดเพื่อน  ไม่ต้องไปคบมันแล้วก็ได้ แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงไม่ได้โกรธขนาดนั้น...โกรธ...แต่ก็ยอมให้โอกาสพ่อเลี้ยง

“หึหึ แกล้งมึงสนุกดีนี่หว่า”

“ว่าแต่ว่า เมื่อกี้มึงบ่นว่าคิดถึง...คิดถึงใครวะ ฮั่นแน่...มีสาวแล้วไม่ยอมบอกเพื่อนเหรอวะ” ร่างบางหรี่ตาจับผิดเพื่อน แต่คณินก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วส่ายหน้าไปมา

“ไม่มีอะไร…”

“ปิดบังซะด้วย”

“ไอ้หมู…” เรียกเพื่อนเสียงต่ำ

“ทำไม...มีความลับ?” นอกจากร่างบางจะไม่กลัวแล้ว ยังถามกลับอย่างหาเรื่องอีกด้วย

“เปล่า...แต่มันไม่มีอะไรจริงๆ ถ้ามีกูบอกมึงคนแรกอยู่แล้ว”

“แน่นะ?”

“เออ!!”

“ถ้ามึงโกหกกูล่ะ”

“โอย...มึงคร้าบ มึงก็รู้ว่าโกหกแม่มันบาป กูไม่ทำแบบนั้นหรอก”

“ก็ดี...ฮะ! แม่บ้านมึงสิไอ้เขต!!!”

“เสียงดังทำไมวะ ทำตัวให้สมกับเป็นกุลสตรีหน่อยดิ ฮ่าๆ”

“ไอ้ปากหมา...แบบนี้ใครจะอยากได้มึงเป็นผัววะ”

“ไม่อยากได้ก็จับปล้ำ ระดับนี้แล้ว”

“ไอ้ชั่ว!”

“ขอบคุณสำหรับคำชมนะ…”

“หน้าด้าน!”

คณินไม่อยากต่อปากต่อคำกับศตคุณต่อจึงได้แต่หัวเราะในลำคอแล้วหยิบใบสั่งของที่อยู่ตรงหน้ามาเช็กก่อนจะเรียกพนักงานมาเอาไป

“ผมเซ็นอนุมัติให้แล้วครับ สั่งได้เลย ถ้าของมาแล้วรบกวนเช็กจำนวนแล้วก็สภาพดีๆ นะครับ ถ้ามันชำรุดก็ขอเขาเปลี่ยนตัวใหม่มา มีตำหนินิดหน่อยได้ แต่ต้องไม่กระทบกับประสิทธิภาพในการทำงาน ได้มาก็ต้องทดสอบเลย ฝากบอกพวกพี่ๆ ช่างด้วยนะครับ”

“ค่ะน้องเขต พี่จะจัดการให้ตามนี้เลย”

“ขอบคุณครับ”

คณินมองตามพนักงานแล้วก็เปิดดูงานบนโต๊ะ เมื่อเห็นว่ามันไม่มีอะไร ก็เงยหน้ายิ้มให้เพื่อนอย่างเจ้าเล่ห์

“ยิ้มแบบนี้หมายความว่า?”

“หึหึ ขี่ม้ากันหน่อยเป็นไง”

“กูขี่ไม่เป็น”

“ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหมู มีครูสอนให้”

“เหรอ งั้นก็ดีเหมือนกัน อยากขี่ม้ามานานแล้ว”

“โอเค งั้นไปกัน”

คณินลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินนำเพื่อนตัวบางไปยังส่วนที่ให้ขี่ม้าได้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฎขึ้นมาแต่ศตคุณไม่ได้เห็นมันเพราะเดินตามหลัง

มาดู...พระอาทิตย์ ‘เดือด’ หน่อยเป็นไง







 :mew1: :mew1: :mew1: :mew1: :mew1:
   
   ทักทายอย่างเป็นทางการหลังจากที่แก้ไข บทนำกับตอนที่ 1 เสร็จเรียบร้อย ยูกิจะเริ่มอัพนิยายอาณาเขตรักแล้วนะคะ เพราะตอนนี้สิ้นภารกิจทุกอย่างแล้ว โดยที่เรื่องนี้จะลงอาทิตย์ละ 2 ตอน ค่ะ เป็นวันไหนบ้าง สามารถดูได้ที่ปกไทม์ไลน์ในแฟนเพจนะคะ ^_^
   ตอนนี้ ตรงภาษาอังกฤษ ยูกิปรับแก้จากแบบหนังสือนะคะ แบบในหนังสือคือยูกิพิมพ์ประโยคไทยไปให้เพื่อนแปลให้ (ซึ่งยูกิค่อนข้างโง่อิ๊ง เลยไม่กล้าทำด้วยตัวเอง ตอนที่เราอ่านก็รู้สึกแปลกๆ อยู่นะคะ แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรกับมัน) ส่วนอันนี้แก้ไขจากที่นักอ่านท่านหนึ่งเข้ามาช่วยแก้ให้ค่ะ ถือโอกาสขอบคุณอีกครั้งนะคะ และขอโทษสำหรับคนที่มีหนังสือด้วยค่ะ
อ่านแล้วคอมเม้นท์ให้กันด้วยนะคะ ^_^

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

ดีครับที่มาโพสต์ในห้องนี้  เพราะห้องนิยายที่จบแล้วไม่ค่อยได้เปิดเข้าไป เนื่องจากว่าไม่ค่อยมีอัพเดตเท่าไร 

ป.ล. ประโยคภาษาอังกฤษที่ เมฆา บอกกับ Mr.Emerson ว่ามาไฟลท์เดียวกัน นั่งข้างกัน แล้วเจอสมุดโน้ตตก ควรใช้ past tense หรือเปล่า?

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
หมูมาด้วย เรื่องที่แล้วรอดูลูกหมู มาที่นี่ต้องได้ดูแน่ ๆ เลย  :กอด1:

ออฟไลน์ uyong

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 377
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
ของคนลูกมาแล้ว o13 :katai2-1:

ออฟไลน์ แม้วธวัลหทัย

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
โง้ยยย คิดถึงพ่อเลี้ยง คิดถึงหมู คิดถึงเขต คิดถึงพี่เมฆ ฮิฮิ

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2427
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ SawachiYuki

  • แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-38
    • Fanpage

03





จากที่อยากเห็นพระอาทิตย์เดือด กลายเป็นว่าตัวคนแกล้งเองที่กำลังรู้สึกอารมณ์เสีย

ตอนแรกก็กะจะให้พ่อเลี้ยงหึงศตคุณกับคนสอนขี่ม้า แต่ที่ไหนได้ กลับถูกพ่อวางระเบิดใส่ ส่วนตัวเองก็เข้าไป ‘สอน’ ศตคุณขี่ม้าอย่างถึงเนื้อถึงตัว หายไปจากโซนพื้นที่สำหรับลูกค้า

คณินยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรต่อไป ไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปทางไหน สมองมันขาวโพลนไปเลย เหมือนถูกทำลาย คล้ายตัวเองกำลังเดินอยู่ในความฝัน

ไม่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงนั้นนานไหม ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่ากำลังรู้สึกยังไง

‘ฉันได้ข่าวมาเมื่อกี้ก่อนมาเขตตะวัน ไร่สมรชัยเหมือนจะมีแขกนะ เห็นรถขับเข้าไปหลายคันเลย ฉันเลยให้พายัพสืบให้…‘พี่เมฆ’ กลับจากเมืองนอกแล้วนะ อยากจะไปเยี่ยมไหมล่ะ’

แค่ประโยคนั้นของผู้เป็นพ่อก็ทำเอาคณินถึงกับอารมณ์เปลี่ยน

‘ลืมๆ บ้างเถอะ เมฆเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนั้น’

‘พ่อจะให้ผม…’

‘เพื่อตัวแกเองเขต’

‘แต่…’

‘คิดเอานะเขต โตแล้ว พ่อไม่อยากผิดหวังในตัวแกนะ’

‘ครับ’

‘ฉันไปสอนหมูขี่ม้าก็แล้วกัน เอาเรื่องนี้ไปคิดดีๆ’

พ่อเลี้ยงต้องการให้คณินเลิกยึดติดกับอดีตและเลิกอาฆาตคนที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างเมฆา แม้ว่ามันจะทำยาก แต่คณินก็รักพ่อเลี้ยงมาเกินกว่าที่จะทำให้ผู้เป็นพ่อผิดหวังได้

“ไม่เคยลืม...ว่าเคยมีคนๆ นี้ในชีวิต แต่แค่ลืมไปแล้ว…ว่าอีกคนหน้าตาเป็นยังไง นาน...มันนานแล้วจริงๆ” เขาพึมพำออกมาเบาๆ กับตัวเอง

ขนาดพูด...ยังไม่ได้ยินเสียงของตัวเองเลย

“มันจะง่ายมากกว่านี้...ถ้า ‘พี่’ ไม่ได้เป็นลูกชายของคนๆ นั้น”

ลูกชายของ ‘ฆาตกร’ ที่อยู่เบื้องหลังการตายของพ่อแท้ๆ ของเขา ฆาตกรที่แม้ว่าใครต่างก็รู้ แต่ดันจับมือปืนมาซัดทอดไม่ได้

“เราไม่ต้องมาเจอกันอีกเลย ไม่ต้องสนิทกัน ไม่ต้องรู้จักกัน มันคงดีกว่า คนเป็นพ่อลูกกันยังไงซะ นิสัยก็ต้องเหมือนกัน ให้เราเป็นศัตรูกันต่อไปแบบนี้ก็ดีแล้ว”

ให้เป็นแบบนี้...มันดีแล้วจริงๆ

คณินได้แต่พูดเข้าข้างตัวเอง โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันก็เป็นแค่ความคิดที่ทำให้ตัวเองสบายใจแค่ตอนนี้เท่านั้น สุดท้ายมันก็คือคำพูดของคนที่ยังยึดติดและไม่ปล่อยวาง ยังแยกแยะไม่ออกเพราะเอาความรู้สึกในช่วงวัยเด็กมาตัดสินคนๆ หนึ่งที่เขาไม่ได้ผิด ที่เขารักและหวังดีกับตัวเองมาตลอด

เป็นคำพูดที่ในอนาคต คณินจะหวนกลับมารู้สึกผิดและเสียใจ

     


รถสีดำเคลื่อนตัวเข้าไปยังอาณาเขตของไร่สมรชัย คนที่ไม่เคยกลับมาเยือนเลยนับสิบห้าปีตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

“ไร่เราเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยนะพี่เมฆ”

“อืม...ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา”

“พ่อเก่งเนอะ ทำให้ไร่ของเราสู้ไร่ข้างๆ ได้”

“แต่ศักดินนท์ก็ยังเป็นที่หนึ่งของตลาดอยู่ดี”

“รู้หรอกน่า ไร่เราก็ไม่แพ้เขาหรอก พี่นี่นะ แทนที่จะเข้าข้างไร่ของตัวเอง กลับไปชื่นชมไร่ศัตรูอยู่ได้”

“พี่ไม่เคยคิดว่าพวกเขาเป็นศัตรูนี่”

“มลจะฟ้องพ่อ!”

“เฮ้อ…” ร่างโปร่งถอนหายใจออกมาเมื่อน้องสาวแท้ๆ ของตนพูดออกมาแบบนั้น เธอนั่งกอดอกมองไปยังด้านนอกอย่างตื่นตาตื่นใจ เพราะมันเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง…

ทุกอย่างในความทรงจำอันเลือนลาง มันก็เปลี่ยนไปหมดจนทำให้เขาไม่สามารถจะรื้อฟื้นความเลือนลางเหล่านั้นให้ชัดเจนได้อีก...

“พรุ่งนี้ไปช็อปปิ้งดีกว่า พ่อบอกว่าจะให้บัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงินใช้ด้วย”

มีเพียงแค่เขาเท่านั้น...ที่ไม่ได้สนิทกับพ่อเหมือนอย่างที่น้องสาว คงเป็นเพราะน้องเป็นผู้หญิงแล้วก็เชื่อฟังพ่อมาตลอด ก็เลยถูกตามใจ

แต่กับเขา...เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของพ่อ ซึ่งมีประโยคหนึ่งที่พ่อเลยพูดเอาไว้กับเขา

‘แกเหมือนแม่แกเกินไป ฉันไม่ชอบ’

เขาภูมิใจที่เหมือนกับแม่ แต่ก็เสียใจที่พ่อไม่ยอมรับ...พ่อไม่เคยรัก

“มาบ้านแล้วก็ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย ที่นี่กับที่นั่นธรรมเนียมและวัฒนธรรมมันต่างกันนะ”

“ใครสนกันล่ะ ชีวิตของมล มลจะใช้มันยังไงก็เรื่องของมล ทำไมต้องสนใจคนอื่นด้วย”

“มันจะสะท้อนการสั่งสอนอบรมของพ่อแม่ หรือเธอไม่แคร์ว่าพ่อจะถูกมองไม่ดี?”

“ชิ...เบื่อ ทำไมต้องทำตัวเป็นคนดีด้วยวะ”

“ไม่ใช่ทำตัวเป็นคนดี แต่แค่ให้รู้จักมารยาทเท่านั้น ไอ้ที่จัดปาร์ตี้แบบที่อยู่ที่นั่นน่ะ ก็คงจะทำบ่อยๆ ไม่ได้”

“ได้ยังไง นี่มันความสุขของมลนะ พี่เมฆไม่เคยเข้าใจอะไรเลย”

“เธอควรทำงานได้แล้วนะมล เรียนก็ไม่จบ ผลาญเงินทุกๆ วันแบบนี้ สักวันจะไม่มีเงินให้เธอใช้ฟุ่มเฟือยเลยสักแดง คอยดูสิ”

“ไม่มีทาง พ่อไม่มีทางเงินหมดหรอก พี่ดูไร่ของเราสิ กว้างใหญ่ ผลผลิตก็เยอะ ไหนจะธุรกิจอื่นๆ ของพ่ออีก พี่นี่ก็มองโลกในแง่ร้ายตลอด คิดจะแช่งพ่อหรือไง”

“ไม่ได้แช่ง แต่กำลังสอนอยู่ นี่หวังดีนะ ถึงได้พูด”

“เก็บความหวังดีเอาไว้เถอะ มลเบื่อที่จะฟังพี่เมฆพูดแล้ว ต่างคนต่างอยู่เถอะ ชีวิตนี้ของมล มลจะใช้ของมลเอง ไม่ต้องมายุ่ง ไม่ต้องมาทำตัวเป็นพ่อเลยนะ มลไม่เชื่ออะไรพี่เมฆหรอก ต่อให้พ่อพูดมลก็จะไม่ฟัง สิ่งที่มลทำมันก็ไม่ได้จะเสียหายเลย”

เมฆาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ บางครั้งความดื้อรั้นของน้องสาวทำให้เขารู้สึกอยากจะบีบคอน้องให้ตายคามือ แต่นั่นมันก็ได้แค่คิด...

ถ้าจะฆ่าใคร...ฆ่าตัวเองให้ตายดีกว่าจะได้ไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก…

“ไม่เสียใจกับเธอ แต่เดือดร้อนคนอื่นเขา เดือดร้อนเงินฉัน เดือดร้อนป้า...ไม่เรียน ทำตัวเสเพล ผลาญเงินพี่กับป้าทุกวัน นี่เหรอที่บอกว่าไม่เสียหาย...เห็นแก่ตัวไปแล้วยัยมล นิสัยแบบนี้จะแก้หายไหมเนี่ย”

“โอ๊ย!!! เมื่อไหร่จะถึงบ้านเนี่ยลุง ฉันเบื่อที่ต้องฟังพี่บ่นแล้ว รำคาญ!!”

“ฉันก็เบื่อที่จะยัดจิตใต้สำนึกดีๆ ให้คนอย่างเธอเหมือนกัน”

“คนอย่างฉันมันทำไม!!”

“คิดเอาเอง…”

มลลดาทำท่าจะโวยวายแต่รถดันจอดที่หน้าบ้านก่อน ร่างสูงโปร่งรีบเปิดประตูรถออกไปแล้วหยิบกระเป๋าใบสำคัญของตัวเองเข้าไปในบ้านไม่รอคนเป็นน้องเลยสักนิด

ระหว่างทางก็เจอคนรับใช้หน้าตาไม่คุ้นมองตนอย่างสงสัย แต่เขาก็ไม่คิดจะทำความรู้จักอะไร ตรงไปยังห้องนอนของตนที่ไม่เคยมาเหยียบนับสิบปี

ที่นี่ไม่เหลือใครที่เขารู้จักแล้ว...ก็เลยไม่จำเป็นต้องไปทักทายใคร

“นี่ห้องของเราจริงๆ เหรอ”

ไม่มีข้าวของอะไรที่เขาทิ้งเอาไว้เลย มีแต่ของตกแต่งใหม่จากการทำบ้านใหม่ของพ่อเลี้ยงมนัส ห้องใหญ่กว่าเดิม สะดวกสบายกว่าเดิม

“แต่ทำไม...ถึงไม่รู้สึกว่ามีความสุขนะ”

“คุณเมฆใช่ไหมคะ สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นหัวหน้าแม่บ้านของที่นี่ชื่ออ้อยนะคะ ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ” เมฆาหันมามองหญิงสาวที่ถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้องนอน เมฆาใช้สายตาสำรวจแม่บ้านตรงหน้าแล้วถอนหายใจ

“สวัสดีครับ”

“ต้องการอะไร เรียกใช้ได้ตลอดเลยนะคะ”

“ขอบคุณครับ”

“อยากทานอะไรไหมคะ อ้อยจะไปเตรียมให้ค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมยังไม่หิว ขอบคุณนะครับ แต่ตอนนี้ผมอยากพักผ่อน…” หัวหน้าแม่บ้านหน้าเจื่อนลงแต่ก็ยังยิ้มให้ก่อนจะเดินออกไป

เมฆามองตามแล้วกรอกตาอย่างเหนื่อยใจ

หัวหน้าแม่บ้าน...สาวขนาดนี้ก็คงจะไม่ใช่แม่บ้านอย่างเดียว จะว่าไป เด็กรับใช้ในบ้านก็มีแต่สาวๆ วัยประมาณนี้อยู่เยอะเลย จะเป็นอะไรไปได้ ถ้าไม่ใช่บรรดาเมียน้อย เมียเก็บของพ่อเขา

“รูปภาพแม่สักภาพก็ไม่มี...ที่นี่มันเรียกบ้านแน่เหรอ”

เมฆาทิ้งตัวบนที่นอนอย่างเหนื่อยกาย...และเหนื่อยใจ

     


ช่วงเช้าของวันใหม่ เมฆานั่งทานข้าวเช้าโดยไม่รอพ่อกับน้องสาวที่ตื่นสายเป็นปกติ แม้ว่าสิบนาทีแรกจะรออยู่ก็ตามแต่สาวใช้ก็บอกว่าพ่อเลี้ยงมนัสจะลงมาช่วงเก้าโมงเป็นปกติ ซึ่งเมฆาที่นอนไม่หลับก็มานั่งทานข้าวเช้าตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า หลังจากสูดอากาศช่วงเช้าเสร็จ

เมฆายังปรับสภาพเวลาของไทยไม่ได้ ก็เลยยังนอนไม่หลับ แต่น้องสาวของเขานั้น สามารถนอนได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว…

“เมื่อคืนพ่อกลับมากี่โมงเหรอครับ”

“ตีสองค่ะคุณเมฆ”

“ครับ…”

ตั้งแต่มาถึงที่นี่ เขาก็ยังไม่ได้เจอหน้าคนเป็นพ่อเลย...ขนาดตื่นแต่เช้าเพื่อมารอเจอก็ต้องผิดหวัง

“คุณเมฆจะรับอะไรเพิ่มไหมคะ”

“ผมทานข้าวเช้าน้อยอยู่แล้ว แต่ช่วงเก้าโมงขอชานมกับแซนวิชนะครับ ผมจะทำงานอยู่ที่สวน”

“ได้ค่ะ...แต่ว่า คุณเมฆมีงานที่ไทยแล้วหรือคะ เร็วจังเลย”

“ผมก็เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเดิมนั่นแหละครับ”

“ที่ต่างประเทศน่ะหรือคะ”

“ครับ” เมฆาตอบแบบขอไปที เพราะยังไม่คุ้นเคยกับคนในบ้านเท่าไหร่ ไม่สนิทด้วยเลยไม่กล้าที่จะพูดคุย แล้วก็กลัวว่าพ่อจะไม่พอใจด้วยหากเขายุ่งกับสาวใช้พวกนี้มากเกินไป

นิสัยของพ่อยังไงเขาก็รู้ดี แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม

“จริงสิ คุณเมฆคะ พ่อเลี้ยงฝากบอกคุณเมฆกับคุณมลว่าให้เตรียมตัวรอท่านช่วงสิบโมงกว่าๆ ด้วยนะคะ ท่านจะพาไปที่ไร่ศักดินนท์ค่ะ”

ช้อนส้อมในมือชะงักทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เมฆารู้ดีว่าถ้ามันคือคำสั่ง ไม่มีทางหลีกเลี่ยงหรือว่าปฏิเสธได้

“ครับ”

ศักดินนท์...พ่อจะพาไปที่นั่นทำไม แค่นี้เขาก็สู้หน้าคนในครอบครัวนั้นไม่ติดแล้ว…แค่นี้...เขาก็รู้สึกผิดกับครอบครัวศักดินนท์จะแย่อยู่แล้ว

รู้สึกผิด...ในความผิดที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนก่อมัน


“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อต้องพาเราไปที่นั่นด้วย ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้เหรอครับ” เมฆาถามผู้เป็นพ่อที่นั่งเล่นโทรศัพท์รอผู้เป็นลูกสาวที่กำลังแต่งตัว

“แกมีหน้าที่ทำตามที่ฉันสั่ง นี่เรียกมาให้ช่วยงานไม่ได้ให้มาขัดใจฉัน”

“แต่พ่อเลี้ยงอาทิตย์เขาก็ไม่ได้อะไรกับเราเลยนะพ่อ มีแต่พ่อที่เป็นฝ่ายหาเรื่องเขาตลอด นี่จะเอาน้องไปถวายเขาอีก คิดว่าคนอย่างพ่อเลี้ยงอาทิตย์จะสนใจคนอย่างมลหรือไง ถึงสนก็ไม่ใช่ฐานะนายหญิงหรอกนะครับ”

“นี่แกกล้าดูถูกน้องตัวเองขนาดนี้เลยเหรอเมฆ”

“ผมพูดความจริง”

“ไอ้เมฆ!!!”

เมฆามองหน้าผู้เป็นพ่อที่ตะคอกใส่หน้าเขาเสียงดังลั่นบ้านด้วยความรู้สึกหวั่นๆ เพราะทั้งชีวิตไม่เคยกล้าขัดใจพ่อได้มากขนาดนี้

แต่เขาอยากจะลองดู เผื่อว่าจะหยุดพ่อได้

“พ่อเลี้ยงอาทิตย์ไม่ใช่คนโง่ ถ้าอยากถูกพวกเขาไล่ออกมาก็ตามใจพ่อเลยครับ”

เพี๊ยะ!!!

พ่อเลี้ยงมนัสตบหน้าเมฆาเข้าไปเต็มแรงจนใบหน้าของคนเป็นลูกหันไปตามแรงตบ ความเจ็บที่หน้ายังไม่เท่ากับความเจ็บที่ใจ…

เมฆากลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหล เดินไปนั่งเงียบๆ ที่โซฟา ส่วนพ่อเลี้ยงมนัสก็มองตามนิดๆ แล้วนั่งลงเหมือนเดิม ไม่นานร่างบางของมลลดาก็เดินเข้ามาหา เธออยู่ในชุดที่จัดว่าเซ็กซี่เลยทีเดียว เมฆาเห็นแล้วก็อยากจะตำหนิ แต่ก็รู้ว่าคงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว

“ลูกสาวพ่อสวยจริงๆ เลยนะ แบบนี้พ่อเลี้ยงอาทิตย์มันต้องชอบแน่ๆ”

“นี่พ่อจะให้มลไปอ่อยคนแก่เหรอคะพ่อ มลว่าไม่ดีหรอกมั้งคะ”

“แต่เงินของศักดินนท์มีเยอะมาก ทรัพย์สมบัติอีกมหาศาล ถ้าเราดองกันได้มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อเรานะ ถึงแม้ว่าเราจะบาดหมางกันมา แต่พ่อคิดว่าเราคงจะกอบโกยมาได้ไม่มากก็น้อย ทำยังไงก็ได้ให้พ่อเลี้ยงอาทิตย์มันหลงลูก จากนั้นก็ปอกลอกเอาทุกอย่างของมันจนหมดตัวให้ได้”


“แล้วมันจะสำเร็จเหรอคะ มลได้ข่าวมาว่าพ่อเลี้ยงอาทิตย์เป็นคนฉลาด”

“ใครก็ตามที่เห็นลูก มันต้องหลง เชื่อพ่อสิ”

“พ่อก็...มลไม่สวยขนาดนั้นหรอกค่ะ”

เห็นท่าทางเชิดๆ ของหญิงสาวแล้ว เมฆาก็ได้แต่ถอนหายใจ ส่ายหน้าให้กับพ่อและน้องสาวที่คิดอะไรตื้นๆ

อย่างพ่อเลี้ยงมนัส...ถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงไม่มีทางเสียรู้ใครง่ายๆ

เมฆาเชื่อว่าพ่อของตนคงไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเป็นไปตามแผนหรอก มันก็แค่สงครามจิตวิทยา แต่ถ้ามันเป็นไปตามที่ต้องการอย่างแรก ไม่ต้องใช้แผนอื่น หากว่ามันเป็นแบบเดิมๆ เหมือนอย่างที่เคย คือระหว่าสองครอบครัวไม่มีทางที่จะญาติดีกันได้ ก็จะกลายเป็นการปประกาศสงครามกันครั้งใหญ่

คราวนี้เมฆาคิดว่า พ่อต้องทำการใหญ่ คือทำยังไงก็ได้ให้ ‘ศักดินนท์’ ออกไปให้พ้นทาง

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ คนของฉันบอกว่าพวกมันอยู่ในไร่กันวันนี้ ทั้งพ่อทั้งลูกเลย”

“มลสวยแล้วใช่ไหมคะ”

“สวยแล้วล่ะ”

“ตาเมฆ ลุกได้แล้ว”

“ครับ”

ร่างโปร่งก็ทำได้แค่เพียงลุกขึ้นเดินตามพ่อไปเท่านั้น ใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าน้องชายคนสำคัญของเขาเมื่อวัยเด็ก

ป่านนี้คงเป็นหนุ่มหล่อแล้ว...

ก็คงจะเข้าถึงได้ยากกว่าเดิมแล้วล่ะ

     


 “คุณเขต มีแขกมาขอพบพ่อเลี้ยงกับคุณเขตค่ะ”

คณินที่เดินลงมาจากบันไดเพื่อจะไปทำงาน เพราะวันนี้ตนเองตื่นสายเนื่องจากฝันร้าย ฝันถึงช่วงวัยแห่งการสูญเสียอีกแล้ว ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นยังไงกับความทรงจำวัยเด็กที่อายุไม่น่าจะจำเหตุการณ์นั้นมาจนถึงทุกวันนี้ แต่สำหรับคณินแล้วมันยังคงฝังลึกอยู่ในสมอง และไม่อาจจะลืมได้ แม้ว่าความฝันมันจะเป็นเพียงภาพลางๆ ก็ตาม แต่เหมือนว่าฝันเมื่อเช้าจะเริ่มชัดขึ้นมานิดหนึ่งกับใบหน้า ‘พี่ชาย’ คนนั้นรู้สึกว่าคุ้นเหลือเกิน

เพราะฝันบ้าบอนั่นแหละ ที่ทำให้ตื่นสายขนาดนี้

“ใครครับ”

“พ่อเลี้ยงมนัสค่ะ”

“ห๊ะ!” คณินอุทานเสียงดังเมื่อได้ยินชื่อแขกที่มาหากันถึงบ้าน แบบนี้คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่

“ค่ะ...ตอนนี้รออยู่ที่ห้องรับแขก พร้อมกับคุณเมฆ คุณมล เธอทั้งสองกลับมาจากต่างประเทศแล้ว เลยพามาไหว้พ่อเลี้ยงอาทิตย์และขอฝากตัวเพราะเป็นเพื่อนบ้านกัน เขาก็บอกย่ามาแบบนี้ล่ะนะ”

“ย่าจันทน์ตามพ่อหรือยังครับ”

“ตามแล้วค่ะ เดี๋ยวก็คงมา มาไม่แจ้งกันล่วงหน้าแบบนี้ไม่ได้มาดีแน่ๆ”

“งั้นผมคงต้องไปรับแขกรอพ่อก่อนใช่ไหมครับ”

“ต้องเป็นแบบนั้นค่ะ ให้แขกรอมันไม่ดี เขาจะเอาไปพูดเอาได้ว่ามาบ้านแต่เจ้าของบ้านไม่ยอมมาต้อนรับ”

“ใครแคร์ล่ะครับ”

“ถึงพ่อเขาจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่พี่เมฆยังเป็นคนน่ารักนะคุณเขต เขานอบน้อมมากเลย ผิดกับคนเป็นน้องสาวจะเหมือนพ่อ”

คณินชะงักไปเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลูกชายของพ่อเลี้ยงมนัสคือ ‘พี่เมฆ’ ของเขา พี่ชายที่เขาเคยเล่นด้วยในวัยเด็ก แม้ว่าตอนนี้จะรู้ว่าเมฆาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย แต่ก็ทำใจญาติดีกับลูกชายคนที่ฆ่าพ่อของเขาไม่ได้จริงๆ

“ช่างเถอะครับ จะดี จะน่ารัก ผมก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนครอบครัวนั้นอีก”

“ค่ะ ย่าก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ยังไงช่วยไปรับแขกแล้วก็ทำตัวดีๆ กับแขกด้วยนะคะ ย่าจะไปดูเด็กทำงานต่อ”

“ครับ”

“อย่าทำเสียชื่อศักดินนท์นะคะ”

“รู้แล้วครับ ย้ำอยู่ได้”

“ก็คุณเขตเป็นพวกอารมณ์ร้ายนี่คะ ย่าไม่ไว้ใจ” คณินเข้าไปสวมกอดคนสูงวัยแล้วหอมแก้มเหี่ยวดังฟอดอย่างเอาใจคนแก่ให้เชื่อใจว่าเขาไม่มีทางผิดคำพูดแน่นอน ถ้าหากว่ามันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้ร้ายน่ะนะ

“เขตไปละ”

“ให้ตายสิ เด็กคนนี้” ย่าจันทน์ผาส่ายหน้าไปมามองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินเลี้ยวไปยังห้องรับแขกแทนการออกไปทำงานอย่างที่เร่งรีบ…

“บ้านหลังนี้ใหญ่กว่าบ้านเราอีกนะคะ”

“บ้านหลังนี้เล็กกว่าบ้านที่อยู่ในตัวเมืองหลายเท่าเลยล่ะ” พ่อเลี้ยงมนัสบอกลูกสาวด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความริษยาอย่างปิดไม่มิด

เมฆาถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้ แต่นั่นก็ทำให้เขาเลิกที่จะสนใจทั้งพ่อและน้องสาวตนโดยมองไปรอบๆ บ้านที่ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก หากแต่ตัวไร่กลับเปลี่ยนแปลงและกว้างใหญ่ไพศาลกว่าที่เคยนึกภาพเอาไว้

บรรยากาศที่นี่แค่เข้ามาก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน อาจจะเป็นเพราะที่นี่มีดวงอาทิตย์อย่างพ่อเลี้ยงอาทิตย์เป็นประมุข พ่อเลี้ยงที่น่าเกรงขามแต่ก็มีคุณธรรม…

‘ทำไมบ้านเราไม่มีกลิ่นอายแบบนี้นะ’

“เมื่อไหร่เจ้าของบ้านจะมา ปล่อยให้แขกรอแบบนี้ได้ยังไง”

“เราไม่ได้นัดเขาเอาไว้ก่อนนะครับ ถ้าเขาจะไม่ได้อยู่ต้อนรับก็ไม่ผิดอะไร” เมฆาตอบผู้เป็นพ่อไป มันอดไม่ได้จริงๆ

“ยิ่งโตขึ้นยิ่งปากเก่งจริงๆ นะแก”

“ผมไม่ได้ปากเก่ง หรือแสดงกิริยาไม่เหมาะสมกับพ่อ แต่ผมแค่พูดในความเป็นจริง เพราะถ้าเกิดมีคนไปหาเขาที่บ้านโดยไม่นัดเอาไว้ พอไปไม่เจอก็เอาเราไปพูดเสียๆ หาย เป็นพ่อ พ่อจะยอมเหรอครับ” พ่อเลี้ยงมนัสได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่นั่งโมโหลูกชาย เพราะที่เมฆาพูดมันก็ถูกหมดทุกอย่าง

เมฆาเห็นว่าพ่อไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ตนเองก็เงียบ หันมาสนใจรอบๆ ห้องรับแขกต่อ ในนี้ไม่มีรูปเด็กชายคณินตอนโตเลย มีแค่ภาพตอนเด็กๆ ที่เขาจำหน้าได้อย่างดี ความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าน้องชายในรอบสิบปีกว่าก็ทำให้เมฆาเริ่มที่จะอยู่ไม่นิ่ง

ความเกลียดชังต่อพี่มันหายไปหรือยัง…





100%

 :hao6: :hao7: :hao7: :mew1:

   ลงไปอีกตอนแล้วนะคะ อ่านแล้วคอมเม้นท์ด้วยนะจ้ะ ^^ สอบถาม พูดคุยได้ที่แฟนเพจเด้อ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

รอคอยการปะทะเอ้ยการพบกันอีกครั้งของเขตเมฆหลังจากที่ต่างฝ่ายต่างจำกันไม่ได้ที่สนามบิน

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
ถ้าเจอกันแล้ว คงรู้แล้วซินะว่าคุ้นหน้ากันมากแค่ไหน  :hao3:

ออฟไลน์ แม้วธวัลหทัย

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
งุ้ยยยยยยยยย
จะเจอกันแบบรู้แล้วว่าเป็นพี่เมฆกับน้องเขต
ตื่นเต้นแทนพี่เมฆมากๆ เลย
พี่เมฆใจแข็งๆ สตรองไว้นะครับ
น้องเขตจอมทิฐิคงไม่ยอมลงให้พี่เมฆง่ายๆ แน่

ออฟไลน์ SawachiYuki

  • แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-38
    • Fanpage
04




“ขอโทษที่ให้รอครับ”

เสียงทุ้มของคนที่เข้ามาในห้องรับแขกเรียกสติของเมฆาให้รีบหันไปมองเพื่อทำความเคารพ แต่พอเห็นหน้าของคนนั้น เมฆาก็ถึงกับตัวแข็ง สติถูกฉุดกระชากออกไป

คนๆ นี้...ที่เจอกันที่สนามบิน

เมฆาอยากจะร้องไห้ โชคชะตาเล่นตลกอะไรกับเขา…

“นี่มัน…”

คณินเองก็ตกใจที่เห็นผู้ชายที่เจอที่สนามบิน คนที่ทำให้เขาคิดหนักเพราะความรู้สึกตอนที่เขาเจอหน้าของเมฆามันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โชคชะตาเล่นตลกอะไร…

ทำไมต้องเป็นคนๆ นี้…คนที่เขารู้สึกดีด้วยแม้จะเห็นหน้ากันครั้งแรกก็ตาม

“สวัสดี ‘เขต’ ลุงมาเยี่ยมน่ะ แล้วก็พาพี่ๆ มาทักทายด้วย” พ่อเลี้ยงมนัสลุกขึ้นพูดกับคณินที่ยกมือไหว้อย่างช่วยไม่ได้ ในเมื่ออีกฝ่ายพูดดีๆ ด้วย เขาก็ต้องดีกลับไป

“นี่พี่มล ส่วนนี่ก็พี่เมฆ เขตคงจำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ก็ไม่เจอกันมาตั้งสิบกว่าปีนี่นะ พี่เมฆเขาจบโทมาเลยจะกลับมาช่วยงานลุง เราก็เพื่อนบ้านกัน ก็มาผูกมิตรกันไว้”

“เพื่ออะไรล่ะครับ เพื่อที่จะทำลายเราง่ายขึ้นเหรอ” ร่างสูงอดไม่ได้ที่จะตอกกลับไปจริงๆ ซึ่งมันทำให้พ่อเลี้ยงมนัสแทบจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

ไอ้เด็กนี่ คนอุตส่าห์พูดดีๆ ด้วย ปากเก่งเหมือนพ่อมันไม่มีผิด

“ได้น้ำดื่มกับของว่างเรียบร้อยแล้วนะครับ ต้องการอะไรก็บอกได้ เดี๋ยวสักพักพ่อก็คงจะมา” คณินเปลี่ยนเรื่องทันที เขามองใบหน้าของเมฆานิดๆ ก่อนจะเดินมานั่งที่โซฟาเดี่ยว เพราะโซฟาตัวยาวสามพ่อลูกนั่งไปแล้ว

“เรียนอยู่ปีไหนแล้วล่ะเขต”

“ปีหนึ่งครับ” อาการถามคำตอบคำ และสีหน้าที่ดูยังไงก็ไม่อยากจะตอบ ไม่อยากจะคุยด้วยของคณินทำให้เมฆารู้สึกไม่พอใจนิดๆ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าน้องเกลียดพ่อของตนขนาดไหน

เกลียด…

“มีอะไรก็ปรึกษาพี่เมฆเขาได้ เรียนเก่ง จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้วย”

คณินหันไปมองหน้าเมฆาเมื่อพ่อเลี้ยงมนัสอวดลูกชายของตน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันที่เมฆาหันมามองหน้าของคณินเพื่อสังเกตความรู้สึกยามที่พ่อของตนพูด สายตาของทั้งสองประสานกัน หัวใจของทั้งคู่เต้นแรงราวกับตื่นเต้น มันเป็นอีกครั้งอย่างกับตอนที่ได้สบกันที่สนามบิน หากตอนนั้นเราไม่รู้จักกัน แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า ‘เคย’ รู้จักดี

“ครับ...ขอบคุณมาก แต่คงไม่รบกวน เพราะผมเองก็ไม่ได้เรียนแย่เท่าไหร่” ประโยคนี้ของคณินทำให้เมฆารู้สึกหน้าเสีย ไม่กล้าสบสายตาจนต้องหลบไปเสียดื้อๆ

เมฆาเป็นคนไม่ยอมใคร...แม้จะเกรงใจเพราะพ่อตนทำเอาไว้มาก แต่ก็ไม่ชอบกิริยาที่คณินแสดงออกกับเขาอยู่ดี...เขาไม่ได้ผิด ทำไมถึงต้องแสดงสายตารังเกียจมาให้กันแบบนี้ด้วย

ไม่มีอีกแล้วสินะ น้องชายที่แสนจะน่ารักของเขา มีแต่ผู้ชาย...ที่มีแต่ความเกลียดชังให้กับเขา…

“ครับ...พี่เองก็คงไม่กล้าสอนหรือให้คำแนะนำอะไรคนอย่างน้องเขต คนอย่างน้องเขตคงเลือกคนที่ตัวเองจะฟัง แต่สำหรับพี่น้องคงไม่ฟัง เพราะใจคนมันไม่เปิดรับ”

คิ้วเข้มของคณินขมวดแน่นทันทีที่เมฆาพูดจบ ประโยคแรกหลังจากที่ได้รู้จักกัน กลับเป็นคำพูดประชดประชัน ใช่ว่าคณินไม่รู้ว่าตัวเองผิดที่ไม่แยกแยะ แต่ให้ทำยังไง ในเมื่อตัวเขาเองยังบังคับตัวเองไม่ได้เลย

“ผมเป็นลูกคนเดียว ไม่มี ‘พี่’ น้องที่ไหน ต้องขอเสียมารยาทนะครับ ถ้าจะบอกว่า ‘ไม่ชอบ’ ถ้าไม่ได้สนิทกัน”

และนี่ก็เป็นอีกประโยคที่ทำให้เมฆารู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมา ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนอ่อนแอ ร้องไห้ง่าย แต่เรื่องของคณิน มันกระทบกระเทือนใจของเขาเสมอ

“ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ไม่พอใจ เพราะผมก็ไม่ทราบว่าจะเรียกคุณแบบไหนดี โดยส่วนตัวก็คิดว่าเรียกน้องคงไม่เสียหายอะไร เพราะอายุเราห่างกันค่อนข้างเยอะเลย บวกๆ กับเป็นคน ‘เคย’ รู้จักกันด้วย โตแล้วก็น่าจะเข้าใจได้ว่ามันไม่ผิดที่ผมจะเผลอเรียกคุณว่าน้อง” เมฆาก็ทำเป็นใจดีสู้กับเสือ ทั้งๆ ที่กำลังกลัวแทบตาย

กลัวร้องไห้...ต่อหน้าผู้ชายคนนี้

คณินพูดไม่ออก...เพราะมันก็ถูกต้องทุกอย่างอย่างที่เมฆาพูด เขาหงุดหงิด ไม่ชอบใจ ในเรื่องที่ทางฝ่ายนั้นไม่ได้ผิดเลย เมฆาก็มาดี พูดดี มีแต่เขาที่หาเรื่อง แต่บอกแล้วไง...ว่าต่อให้รู้ตัวก็ห้ามตัวเองไม่ได้

“ขอโทษพี่เขาซะเขต…”

เสียงทุ้มฟังดูน่าเกรงขามดังขึ้นมา เรียกความสนใจจากเมฆา พ่อเลี้ยงมนัสกับมลลดาที่นั่งมองเมฆาปะทะกับคณินแบบไม่ได้ห้าม หันไปมองทันทีเป็นตาเดียว

“สวัสดี...พ่อเลี้ยงมนัส ขอโทษที่ให้คอยนะครับ” พ่อเลี้ยงอาทิตย์เดินเข้ามาในห้องรับแขก เอ่ยพูดกับพ่อเลี้ยงมนัสที่ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่ก็เจอกันตามงานหากก็มีพื้นที่ของกันและกัน ไม่ก้าวก่ายกัน แต่นี่คงเป็นครั้งแรกในหลายปีที่คุยกัน

“สวัสดีพ่อเลี้ยง พอดีลูกๆ กลับมาจากเมืองนอก เลยพามาทำความเคารพน่ะครับ นี่เมฆส่วนนี่ก็มล คุณคงจำไม่ได้”

“สวัสดีครับพ่อเลี้ยงอาทิตย์” เมฆาลุกขึ้นยืนแล้วไหว้เจ้าบ้าน มลลดาเองก็ทำตาม ดวงตาของเธอจ้องมองพ่อเลี้ยงอาทิตย์ตาไม่กระพริบ เพราะนึกภาพพ่อเลี้ยงอาทิตย์เป็นตาแก่มีพุงเหมือนพ่อของเธอ แต่ดูเหมือนว่าอายุของพ่อเลี้ยงอาทิตย์จะน้อยกว่าพ่อของเธอ

จากที่ไม่เห็นด้วยกับการยั่วยวนคนแก่ เห็นแบบนี้ก็ชักอยากได้…

ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่เจอพ่อเลี้ยงอาทิตย์แล้วจะไม่ชอบ มลลดาก็เป็นหนึ่ง  ในนั้น

“สวัสดีค่ะ”

“เชิญนั่งได้ตามสบายเลยครับ ยังไงผมขอรออีกคนก่อนนะครับ” พ่อเลี้ยงอาทิตย์บอกพลางนั่งลงโซฟาตัวที่ว่าง “เขต...เมื่อกี้เสียมารยาทกับพี่เมฆเขาใช่ไหม          ขอโทษพี่เขาเดี๋ยวนี้เลย” หันไปตำหนิลูกชายของตน

อาทิตย์เคยบอกเคยสอนมากี่ครั้งแล้วว่าเมฆาไม่ได้ผิดอะไร

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือสา”

“ไม่ได้...อาไม่อยากให้ใครมาว่าเขตได้ว่าถูกอบรมมาไม่ดี หรือว่าพ่ออบรมแก  ไม่ดีจริงๆ” คณินเม้มปากแน่นก่อนจะเอ่ยขอโทษเมฆาออกไปอย่างช่วยไม่ได้

“ขอโทษ…”

“หางเสียงหายไปไหน”

“ขอโทษครับ…”

“ครับ...ไม่เป็นไร” เมฆาตอบรับสั้นๆ

“ขอโทษด้วยที่ลูกอามันเสียมารยาท อย่าถือสามันเลยนะเมฆ มันยังเด็ก แยกแยะอะไรไม่ค่อยได้ ยังไงรบกวนทั้งสามรอคนอีกคนก่อนนะครับ”

“ใครหรือคะ? ภรรยาหรือเปล่า” มลลดาถามขึ้น พ่อเลี้ยงมนัสแอบยิ้มเมื่อเห็นว่าลูกสาวเริ่มแผนการแล้ว ลอบมองใบหน้าของพ่อเลี้ยงอาทิตย์ก็ทำให้ตัวเองคิดว่ามันเป็นไปได้สวย เพราะตอนนี้พ่อเลี้ยงอาทิตย์ก็เหมือนจะให้ความสนใจในตัวของลูกสาวตน

แน่ล่ะ...ไม่มีผู้ชายที่ไหนทนผู้หญิงสวย และเซ็กซี่ได้หรอก...

“คนสำคัญน่ะครับ”

อาทิตย์ตอบแค่นั้น แล้วหันไปยิ้มให้กับลูกชาย ซึ่งคณินก็ขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าพ่อให้ใครมา…หรือว่าพ่อจะเดาเกมของพ่อเลี้ยงมนัสออกว่าต้องการจะทำอะไร

ระหว่างที่นั่งรอ คณินก็สังเกตทั้งสามคนไปด้วย ก็คิดว่าตัวเองพอจะเข้าใจสิ่งที่พ่อเลี้ยงมนัสต้องการบ้างแล้ว แต่ไม่รู้ว่าตัวเองจะคิดอย่างที่พ่อของตนคิดหรือไม่

ใครกันนะ พ่อให้เรารอใคร คนสำคัญที่ว่านี่...อย่าบอกนะ…

“ขออนุญาตครับ”

ไอ้หมู…
   ...
...
   ...

“ให้ตายเถอะ ต่อให้รวยขนาดนั้น แต่หนูก็ไม่ญาติดีด้วยนะคะ เป็นศัตรูกันต่อไปก็ดีอยู่แล้ว ปากพ่อเลี้ยงอาทิตย์กับลูกชายนั่นก็ทำให้มลหน้าชาจนจะร้องไห้ ทำไมพ่อต้องพามลไปเจอกับคนแบบนั้นด้วยคะ กรี๊ด!!! มลอยากจะบ้าตาย!!”

“พ่อก็คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ลองเสี่ยงดู อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าไอ้อาทิตย์มันชอบตาเมฆขนาดไหน”

เมฆาถอนหายใจออกมา

“เขาชอบเพราะผมมีสัมมาคารวะ แล้วตอนเด็กๆ ผมก็เลยไปเล่นแถวๆ รั้วกั้นไร่ พ่อเลี้ยงอาทิตย์เคยให้ขนม ให้เงินก็เท่านั้น” เมฆาบอกออกไป แต่ก็บอกไม่หมดไม่มีใครรู้นอกจากเขาและทางศักดินนท์ว่าตอนเด็กๆ เขาชอบไปเล่นกับคณินที่ไร่

“จะหาว่าน้องแกไม่มีสัมมาคารวะล่ะสิ”

“ถ้าเอาความจริงมันก็ใช่ครับ มลทำตัวเสียมารยาทมาก มันน่าอาย เพราะเขาจะสะท้อนการเลี้ยงดูของพ่อแม่ก่อนเป็นอันดับแรก”

“ไอ้เมฆ!!! ฮึ่ย...จะไปไหนก็ไป ไปให้พ้นจากหน้าฉันกับน้องเลยไป น่าหงุดหงิดจริงๆ คอยดูเถอะไอ้อาทิตย์ ฉันไม่ปล่อยแกไว้นานแน่!!!”

เมฆาหน้าซีด ความรู้สึกหวาดกลัวที่ได้เห็นสีหน้าของผู้เป็นพ่อ…สีหน้าของพ่อเลี้ยงมนัสแสดงชัดถึงความโกรธ และเคียดแค้น ซึ่งมันสามารถนำไปสู่ความตายให้กับผู้ที่เป็นต้นเหตุได้…

“พ่อ…”

“ฉันบอกให้ไป!!!” ร่างโปร่งเดินขึ้นบันไดบ้านไป

เมฆาไม่สามารถเกลี้ยกล่อมผู้เป็นพ่อได้…เขาตัดสินใจแล้ว...ว่าจะยอมให้พ่อมองว่าเป็นลูกอกตัญญู ดีกว่าปล่อยให้พ่อทำเรื่องเลวร้ายลงไปอีกครั้ง ถ้าพ่อเลี้ยงอาทิตย์เป็นอะไรไป

เขตจะเสียใจแค่ไหน...หัวใจจะบอบช้ำเท่าไหร่

“ทำไมชีวิตต้องมาเจออะไรแบบนี้”

เมฆาไม่อยากให้พ่อเกลียดตน และก็ไม่อยากให้คณินเกลียดเช่นกัน...พ่อไม่เข้าใจเขา...ทางกลับกัน คณินก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมฆาเลย

คนที่เจ็บปวดที่สุดคือคณินเหรอ...เปล่าเลย คนที่เจ็บปวดที่สุด คือคนที่ไม่มีใครอย่างเมฆาต่างหาก แม้ว่าเขาจะโตมาด้วยการเลี้ยงดูของป้า แต่นั่นแหละ ทั้งชีวิตของเมฆามีเพียงคนเดียว คนเดียวเท่านั้นจริงๆ

และที่นี่...เมฆาก็ไม่มีใครเลย แม้แต่เพื่อนสักคน…

“เมฆจะผ่านมันไปได้ใช่ไหมครับแม่”

แน่นอนว่าทุกอย่างมันต้องผ่านไป…แต่มันจะผ่านไปด้วยดี หรือผ่านไปด้วยการสูญเสีย ก็ไม่มีใครล่วงรู้ได้

     


ร่างโปร่งเดินไปตามไร่ที่แสนจะกว้างขวางของตนไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย ตื่นมาตอนเช้าเมฆาก็ได้รับคำสั่งจากพ่อแบบกะทันหัน แบบไม่ทันตั้งตัวเลยสักนิด

‘แกก็ทำงานเลยก็แล้วกัน ศึกษางานในไร่นี้ทั้งหมดภายในหนึ่งเดือน จากนั้นก็ศึกษางานที่โรงงานต่อ อ้อ...อาทิตย์หน้าฉันจะพาแกไปประชุมกับหุ้นส่วนของไร่ด้วย’

‘แล้วยัยมลล่ะครับ’

‘น้องมันจะทำอะไรเป็น ปล่อยมันไปเถอะ’

‘แต่น้องใช้เงินเยอะมากเลยนะครับ’

‘แล้วไง ฉันมีปัญญาจ่ายก็แล้วกัน ไม่ใช่เงินแกสักหน่อยจะไปเครียดทำไม แกทำงานแกก็ได้เงินเดือน คิดว่าคนเป็นพ่อจะไม่ให้อะไรลูกเลยหรือไง ฉันมีลูกชายคนเดียว ทุกอย่างของฉันเป็นของแกอยู่แล้ว’

‘แต่…’

‘เลิกขัดใจฉันสักทีจะได้ไหม อ้อ...ฉันจะไปเที่ยวที่ฮ่องกงอาทิตย์หนึ่ง กลับมาก่อนวันประชุมแน่นอน ถ้ามีอะไรก็ติดต่อผ่านเลขาฉัน เพราะฉันไม่สะดวกที่จะรับสายใครทั้งนั้น’

‘ครับ…’

 ก็รู้อยู่ว่าต้องมาทำงาน แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะรวดเร็วขนาดนี้ เขาเพิ่งจะมาอยู่ที่ไทยได้ไม่ถึงอาทิตย์เลยนะ ยังไม่ได้รู้จักใครเป็นพิเศษเลย เหมือนคนต่างถิ่นเดินทางมาอาศัยอยู่ในประเทศที่ตนไม่รู้จัก แต่ที่นี่คือบ้านเกิด…

“เฮ้อ…”

“ถอนหายใจดังแบบนี้ระวังอายุสั้นนะ”

ขวับ!!

ใบหน้าขาวรีบหันไปมองยังต้นเสียงทันที พอเห็นว่าเป็นใคร เมฆาก็ขมวดคิ้วใส่ทันที…ไม่พอยังเดินหนีด้วย ไม่ใช่ว่าเมฆาไม่อยากพูดด้วย แต่เมฆากลัวว่าคณินจะรู้สึกไม่ดี

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ กำลังปกป้องตัวเองไม่ให้เห็นสายตาที่ไม่ชอบกันจากคนเป็นน้องชายที่เขายังคิดมาตลอดว่าเราคือพี่น้องกัน…แต่คณินก็ทำให้เขาแปลกใจ...

“ไม่ได้ยินหรือไง” คณินเดินตามร่างโปร่งที่จู่ๆ ก็เดินหนี จนอีกคนกระโดดข้ามรั้วตามเข้ามาในเขตของสมรชัย แบบไม่เกรงกลัวคนในไร่จะมาเห็นเลยสักนิด

“นี่!! คุยด้วยอยู่นะ”

“แต่ฉันไม่อยากคุย”

คณินยังเดินตามไม่มีลดละ จนเมฆาต้องหยุดเดินแล้วหันไปเผชิญหน้ากับคนที่อายุน้อยกว่าที่แต่ก่อนเป็นน้องชายที่แสนจะน่ารัก แต่ตอนนี้ไม่ใช่…เพราะคนตรงหน้านี้ไม่ได้นับถือเขาเป็นพี่อีกต่อไป แค่คนรู้จัก...คณินก็ไม่น่าจะให้ด้วยซ้ำ

แล้วแบบนี้จะมาอยากคุยกันทำไม

“อะไรวะ...หยิ่งหรือไง”

“มีอะไร”

“ก็ไม่ได้มีอะไร แค่เห็นก็เลยทักทายเท่านั้น”

“ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของนายนะ แล้วก็ไม่ได้ว่างด้วย”

“แล้วคิดว่าฉันว่างหรือไง? นี่ก็ทำงานนะ”

“ก็แล้วทำไมไม่ทำงาน จะมาตามทำไม”

เจอสวนกลับมาแบบนี้ คณินถึงกับไปไม่เป็น เนื่องจากตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาจะต้องเรียกเมฆา ทั้งๆ ที่ใจน่ะไม่อยากที่จะคุย หรือมอง หรือทำความรู้จักด้วยซ้ำ แต่ปากกับขา มันไม่ทำตาม…

ไม่รู้เหมือนกัน…มันแค่รู้สึกเคยชินที่จะเดินตาม

“ก็ทักทายตามประสาเพื่อนบ้าน”

“มีใครเคยบอกไหมว่าไอ้นิสัยชอบแถมันใช้ไม่ได้กับทุกคน ฉันไม่โง่ถึงขนาดเชื่อว่านายจะทักทายฉันตามประสาเพื่อนบ้าน เพราะถ้าให้เดา นายคงไม่ได้นับพวกฉันเป็นเพื่อนบ้านอยู่แล้วนี่”

“รู้ตัวก็ดี”

“งั้นขอตัว แล้วช่วยออกไปจากไร่ด้วย”

“ผมบอกคุณอีเมอร์สันว่าผมพบคุณ และคุณเมอร์สันต้องการจะเจอคุณเพื่อขอบคุณที่เก็บสมุดบันทึกให้” เมฆาหันมามองหน้าคณินทันที

คณินเอาแขกที่ตนดูแลมาอ้าง แต่เรื่องที่เมอร์สันต้องการขอบคุณน่ะเป็นเรื่องจริง

“ฝากบอกด้วยว่าไม่เป็นไร”

“ได้ยังไง ไม่เข้าใจเหรอ เวลาคนเราไม่ได้ตอบแทนใครมันจะทำให้คนๆ นั้นรู้สึกค้างคา”

“ก็บอกอยู่นี่ไงว่าไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย”

“หรือว่ากลัว?” คณินเลิกคิ้วกวนๆ

“กลัวอะไร”

“กลัวผมไง…”

“อย่ามาหลงตัวเองเถอะ”

“งั้นก็ไปด้วยกันสิ”

“นี่!!!”

มันน่าหงุดหงิดจริงๆ ก็ไหนทำหน้าแบบไม่ชอบกัน แล้วจะมายืนคุยกันทำไม        ตั้งนานสองนาน เขาก็พยายามที่จะเลี่ยงแล้ว…

“แค่ครั้งเดียวเอง”

“ฉันต้องทำงาน ไม่ได้ว่างขนาดนั้น”

“ก็ไม่เห็นจะทำเลย”

“สำรวจไร่อยู่นี่ไง”

“ก็แค่สำรวจ สำรวจตอนไหนก็ได้”

“เขต…”

“อย่าทำเป็นเล่นตัวหน่อยเลย นี่อุตส่าห์มาคุยด้วย…”

เมฆาเม้มปากแน่น รู้สึกว่าตัวจะกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนตั้งแต่ที่เจอปากของน้องชายที่เคยสนิทเมื่อตอนเด็กอีกครั้ง…ทำไมปากเสียได้ขนาดนี้กันนะ...เขาเองก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าไปต่อล้อต่อเถียงกับเด็กจะเสียภาพพจน์ตัวเองเปล่าๆ

“ถ้าลำบากใจนักก็ไม่ต้องคุยด้วยก็ได้ คุณเมอร์สันอะไรนั่นอยู่ที่ไหนล่ะ เดี๋ยวจะเข้าไปพบเอง ไม่รบกวนให้นายพาไปหรอกนะ”

“อยู่เขตตะวัน”

อะไรคือเขตตะวัน?

“ไม่รู้จักใช่ไหมล่ะ ก็เนี่ย เดี๋ยวจะยอมพาไป และพามาส่งอีก”

“นายทำแบบนี้กับคนที่ไม่ชอบงั้นเหรอ” เมฆาถามกลับไปอย่างสงสัย ในใจก็หวังว่าคณินจะตอบมาว่าไม่ได้ไม่ชอบตน หากแต่คำพูดของร่างสูงที่ตอบกลับมานั้น ยิ่งตอกย้ำให้เมฆารู้สึกเจ็บ...

“เพื่อลูกค้า...ทนได้”

เมฆาสบตากับคณิน แววตาสื่อถึงความเศร้าและเจ็บปวดจนคณินเองก็รับรู้และสัมผัสได้ ร่างสูงชะงักไป ใจก็รู้สึกผิด...เขาไม่ได้ตั้งใจ

ที่จริงเขาไม่อยากมาพูดคุยด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ตัวเองถึงได้มาตามตอแยเมฆาอยู่แบบนี้

“อืม...กี่โมงล่ะ จะไปแต่งตัว”

“ไปชุดนี้ก็ได้” แววตาที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อมองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ชุดที่เมฆาใส่ เป็นชุดที่พร้อมออกไปข้างนอกอยู่แล้ว คงจะใส่แบบนี้เป็นปกติ

“งั้นไปเจอกันที่ด้านหน้าไร่”

“ไปพร้อมกันนี่แหละ”

“ทำไม? ไม่กลัวคนเห็นหรือไง”

“คนที่ไร่ผมไม่มีใครเขาเก็บมาคิดหรอก จะมีแต่ไร่ของคุณนั่นแหละที่คิดว่าเราเป็นศัตรู เหยียบเข้าไปที่นั่นก็มีแต่จะไปหาเรื่อง ทั้งๆ ที่นี่ก็อยู่เฉยๆ มาตลอด ใครกันแน่ที่หาเรื่อง”

เมฆาเม้มปาก กำหมัดแน่น ส่วนคนพูดก็พูดไปไม่คิดถึงจิตใจของคนฟังเลยสักนิด สงสัยอยากจะพูดให้เขาเจ็บใจ เจ็บช้ำเล่นๆ ซึ่งคณินเองก็ไม่รู้ตัวว่าคำพูดของตัวเองมันจะทำร้ายคนอายุมากกว่าแค่ไหน

“ตามมาสิ ข้ามไปยังฝั่งศักดินนท์ ถ้าไปทางนี้มีหวังผมโดนซ้อมตาย”

“คนของสมรชัยไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น”

“อยู่ที่นี่ได้กี่วันถึงทำเป็นรู้ดี แค่คนของศักดินนท์เข้ามาเก็บของที่ทำหลุดมือยังโดนเอาปืนจ่อเลย” ร่างโปร่งขมวดคิ้วอย่างแงน เพราะตัวเองก็เพิ่งจะรู้จากปากของคณินนี่แหละ มิน่าล่ะ คนที่อยู่ในไร่บางคนพกปืนด้วย ทำอย่างกับว่ามีโจรเข้ามาบ่อย

“ก็ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนั้นจะเข้ามายุ่งกับฉันทำไม”

“บอกแล้วไงว่าไม่ได้อยากยุ่ง เดี๋ยวจบงานนี้เราจะไม่เจอกันอีกเลย”

“นั่นสินะ…”

“ตามมาสิ”

“อือ”

ร่างโปร่งเดินตามคณินไปยังรั้วกั้นระหว่างสองไร่ เพื่อข้ามไปยังฝั่งของศักดินนท์ เพราะไม่รู้ว่าจะมองอะไร เมฆาเลยเลือกวางสายตาไว้ที่แผ่นหลังของคณินที่เดินนำอยู่

ตัวสูงกว่าเรา…ไหล่ก็กว้าง…ได้อาตะวันมาเต็มๆ เลยสินะ…







100%

 :katai5: :katai5: :katai5: :katai5: :katai5:

อ่านแล้วเม้นท์ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ ^_^
ขอบคุณที่ติดตามจ้า พูดคุย สอบถาม ทวงนิยาย
ได้ที่แฟนเพจ Sawachi Yuki นะคะ
ช่วงนี้สามารถตอบได้ไวเช่นเดิมแล้วจ้า


ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

ทะเลาะกันบ่อยแบบนี้  เขาว่าลูกดก

ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2575
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
เรื่องนี้มาต่อแล้ว ดูท่าน่าจะดราม่าพอควรเลยเนี่ย

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
ตอนทะเลาะกันไปอีกนานแน่ ๆ ลับฝีปากกันและกันให้ดีเด้อ  :katai3:

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2427
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2498
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-5
ทะเลาะกัน ลูกดกนะ

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1711
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3
โอ๊ยยยย ชอบบบบ
ทำร้ายจิตใจกันเข้าไป เขต
เดี๋ยวรู้กัน 55+
รักพี่เมฆนะ นี่ตามมาจากพ่อเลี้ยงเลยนะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Noname_memi

  • 7 or never, 7 or nothing
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1346
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
ตามน้องเขตกับเมฆมาจ้า เห็นน้องหมูแว้บๆ

ออฟไลน์ jaokhwan

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 439
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ cchompoo

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1407
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-4

ออฟไลน์ SawachiYuki

  • แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-38
    • Fanpage
05





เมฆาจำไม่ได้หรอกว่าหน้าตาของพ่อเลี้ยงตะวันเป็นยังไง แต่จำได้ว่าตัวใหญ่...อุ้มเขากับคณินพร้อมกันมาแล้ว คิดถึงตอนนั้นก็รู้สึกอยากจะร้องไห้...

“ไปอยู่นั่นเป็นยังไงบ้างล่ะ” คณินถามขึ้น

“จะอยากรู้ไปทำไม”

“ก็ถามตามประสาของคนเคยรู้จัก ใช่ไหมล่ะ เราเคยรู้จักกันนี่”

“งั้นก็ต้องตอบตามมารยาทสินะ สบายดี กินดีอยู่ดี หลับฝันดี มีความสุข ชีวิตดีงาม ไม่เดือดร้อนอะไร” ที่เมฆาพูดออกมาทั้งหมดล้วนตรงกันข้ามกับชีวิตที่ผ่านมาของเขาโดยสิ้นเชิง ใช่...เขาประชดแต่คณินก็ไม่ได้สงสัยหรือตะขิดตะขวงใจกับคำพูดใส่อารมณ์พวกนั้น

“อืม”

“แล้วนายล่ะ”

“อยากรู้ทำไม”

ทีตัวเองยังถามเลย...ให้ตายสิ เด็กคนนี้มันจริงๆ เลย

“เออ...ไม่ต้องตอบหรอก คิดว่าไม่ได้ถามอะไรไปก็แล้วกัน”

“หึ...ไม่รู้จริงๆ หรือถามตามมารยาท”

ฟึบ!!!

ร่างสูงหยุดเดินแล้วกลับหลังหันมาสบตากับร่างโปร่งที่เกือบจะหยุดขาตัวเอง  ไม่ทัน แววตาของคณินทำให้เมฆารู้สึกเย็นวาบและบีบคั้นหัวใจ ยิ่งประโยคคำถามถัดมาที่ถามเขา ทำเอาเมฆาพูดอะไรไม่ออก รับรู้ถึงความเจ็บปวดของคณิน...

เพราะน้องไม่เคยลืม

“ถามจริงๆ ถ้าตัวเองเห็นพ่อถูกยิงตายต่อหน้าต่อตา จะยังมีความสุขดีเหรอ”

“ขอโทษ…”

“ขอโทษอะไร ขอโทษที่ถาม หรือว่าขอโทษแทนพ่อตัวเอง?”

เมฆาตอบไม่ได้ เพราะมันก็หลายๆ อย่างรวมกัน

ขอโทษที่ถาม...ขอโทษแทนพ่อ...ขอโทษที่การอยู่ตรงนี้ของเขามันไปกระทบถึงความทรงจำที่แสนเจ็บปวดของคณินเข้า

“ช่างเถอะ...จะพยายามแยกแยะว่าพ่อลูกมันคนละคนกัน ถึงจะทำได้ยากก็เถอะ” คณินเลิกใส่ใจแล้วเดินต่อ

ร่างโปร่งเดินตามต่อไป คิดถึงอดีตตอนที่เราเล่นด้วยกัน ตอนนั้น คณินยังเดินตามหลังเขาต้อยๆ อยู่เลย แต่สิบกว่าปีผ่านไป จากเด็กที่ตัวเล็กกว่าเขาในวันนั้นเติบใหญ่อย่างมีคุณภาพ...

มือที่เขาเคยกุม ตอนนี้ก็ใหญ่กว่า….ร่างเล็กๆ ที่เคยกอดปลอบ ตอนนี้คงกอด ไม่รอบแล้ว...

แม้จะเป็นการคุยกันครั้งแรกในรอบหลายปี สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปคือความคุ้นเคย...แม้ว่าสถานการณ์และความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไป หากแต่ความผูกพันมันลบได้ยากจริงๆ

“นี่...ไม่ต้องเป็นเหมือนเดิมก็ได้ แต่อย่าเกลียดกันจะได้ไหม” เมฆาถามออกไปอย่างเหม่อลอย พอรู้ตัวว่าตัวเองกำลังพูดอย่างที่ใจคิดก็หยุดชะงักอยู่กับที่

คณินที่ได้ยินแบบนั้นก็หันมามองอย่างสงสัย…

“เพื่ออะไร?”

“สำหรับฉัน...นายคือน้องเขตเสมอ”

ร่างสูงถอนหายใจ

“ก็ไม่ได้เกลียด…”

“จริงนะ”

“อือ...ดีใจอะไรนักหนา”

“ลองมาเป็นคนกลางอย่างฉันดูสิ นายจะรู้สึก นั่นก็พ่อ นี่ก็น้องและผู้มีพระคุณ”

ได้ยินแบบนั้น คณินก็ลองคิดในมุมของเมฆาดูบ้าง หากแต่ก็ไม่ได้ยอมรับอะไรนัก แค่ที่เขาเจอมาก็แย่พอแล้ว ไม่เข้าใจความรู้สึกอะไรของใครทั้งนั้นแหละ

“อืม...แต่จะให้กลับไปสนิทคงไม่ได้ ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับสมรชัยอีกแล้ว”

“อา...ก็หวังแค่นี้แหละ”

ใช่...หวังแค่นี้ แค่นี้จริงๆ แค่คณินไม่เกลียดเขา ไม่เกลียดกัน แค่นั้นก็พอแล้ว ทั้งๆ ที่คิดแบบนี้มาตลอด แต่พอได้ยินจริงๆ กลับรู้สึกคันยุบยิบในใจ…




หลังจากที่เมฆาไปเขตตะวันกับคณินแล้ว ก็พบกับมิสเตอร์อีเมอร์สัน ซึ่งก็เลี้ยงข้าวเมฆาเป็นการตอบแทนน้ำใจ ด้านคณินเองก็ไม่ได้รับประทานด้วยเพราะต้องเคลียร์งาน ที่สำคัญมันเป็นเวลาพักของมิสเตอร์อีเมอร์สัน เขาก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเท่าไหร่ เพราะมันจะมีตารางเวลางานที่เราได้นัดแนะตกลงกันเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

แม้จะทำงานแต่ทั้งสองคนก็อยู่ในสายตาของคณินตลอด

“ผมเพิ่งจะกลับมาและคงอยู่ที่นี่ถาวรแล้ว ถ้าไม่มีปัญหาอะไร”

“เสียดายจริงๆ ผมคุยกับคุณเมฆาแล้วได้อะไรเยอะแยะเลยครับ ไม่คิดว่าหนุ่มรุ่นใหม่จะเก่งได้แบบนี้”

“ผมทำงานมาหลายด้านน่ะครับ ประสบการณ์เลยค่อนข้างเยอะ”

“ไม่ลองคิดใหม่อีกทีเหรอครับ ที่ผมเสนอไป”

“ผมมาช่วยพ่อทำงานน่ะครับ คงไม่ได้จริงๆ”

“ว้า...งั้นขอผมติดต่อคุณเมฆาทางอีเมล์นะครับ เห็นว่าเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดอยู่ ผมก็อยากจะได้ที่ปรึกษาดีๆ แบบคุณเมฆา รับงานผ่านเมล์แล้วจ่ายค่าตอบแทน แบบนี้พอได้ไหมครับ”

มิสเตอร์อีเมอร์สันพอรู้ว่าเมฆาเคยทำงานอะไร ด้านไหน จบอะไรมาก็ชักชวนให้มาทำงานด้วยกัน จนตอนนี้ก็พยายามที่จะคะยั้นคะยอให้เมฆามาทำงานกับตนให้ได้ ไม่ว่าทางไหน

“ผมเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทสองบริษัทได้แต่บริษัททั้งสองต้องไม่ทำธุรกิจอย่างเดียวกัน คือจะไม่มีทางแข่งขันกันทางธุรกิจ ซึ่งตอนนี้คุณกำลังจะร่วมลงทุนกับทางศักดินนท์และผมก็เป็นคนของสมรชัย เกรงว่าจะทำแบบนั้นไม่ได้จริงๆ ครับ” เมฆาพูดออกไปตามความจริง

ข้อเสนอที่ได้รับมันดีมาก แต่รับไม่ได้จริงๆ ปัญหาใหญ่อยู่ที่พ่อเลี้ยงมนัสพ่อของเขาเองนั่นแหละ

“งั้นเราเป็นเพื่อนกันได้ใช่ไหมครับ ถ้าลูกชายผมโตก็อยากจะให้เก่งแบบคุณเมฆา ที่จริงก็ไม่ค่อยได้เจอเด็กหนุ่มที่มีประสบการณ์เยอะแบบนี้เท่าไหร่”

“จะดีเหรอครับที่อยากมีเพื่อนรุ่นเด็กๆ อย่างผมน่ะ”

“หรือคุณเมฆาไม่อยากมีเพื่อนที่แก่ๆ ล่ะครับ” มิสเตอร์อีเมอร์สันถามกลับยิ้มๆ

“ผมยังไงก็ได้ครับ”

“งั้นตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะครับ เอาไว้ถ้าผมพาครอบครัวมาเที่ยวไทย จะมาแนะนำให้รู้จักนะครับ ผมอยากให้ลูกชายของผมรู้จักกับคุณเอาไว้ เผื่อโตขึ้นจะได้ช่วยเหลือกัน”

“ยินดีเลยครับ ผมเองก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าได้รู้จักคนเยอะๆ ไว้ ก็อาจจะเป็นเรื่องดี”

เมฆายิ้มและจับมือให้กับมิตรภาพ เขามีเพื่อนที่อายุสามสิบ สี่สิบเยอะ เพราะงานที่ตนเคยทำจะคลุกคลีอยู่กับผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานมาหลายปีแล้วทั้งนั้น ข้อดีของการคบเพื่อนที่อายุมากกว่าจะทำให้เราเรียนรู้อะไรได้เยอะกว่า แต่ใช่ว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเมฆาจะไม่มีนะ มีเยอะเลย ส่วนใหญ่ก็ชาวต่างชาติ


“จะไปไหน”

ยังไม่ทันที่เมฆาจะขึ้นรถของเขตตะวันเพื่อไปต่อโดยสารข้างนอก ก็มีเสียงคุ้นหูของคณินดังขึ้นมาก่อน

“ก็กลับไง เสร็จธุระแล้ว”

“เป็นคนพามา เดี๋ยวจะพากลับเอง”

“ไม่เป็นไร กลับเองได้” ร่างโปร่งปฏิเสธความหวังดีที่ดูไม่เต็มใจของคณิน

เขาไม่อยากอึดอัด…

“แล้วรู้เหรอว่าต้องนั่งยังไง”

เจอคำถามนี้เมฆาก็ตอบไม่ได้ เพราะตัวเองเพิ่งจะกลับมา นั่งรถโดยสาร หรือรถประจำทางไม่เป็นหรอก นั่งเป็นแค่เครื่องบินเท่านั้น แต่เขาก็เชื่อว่า มีปาก กล้าถาม ยังไงก็ไม่ตายหรอก

“ไม่รู้ล่ะสิ”

“ก็ไม่รู้ แต่มีปาก ถามเขาเอาก็ได้”

“เก่งจริง...เดี๋ยวไปส่ง”

“เฮ้อ...ไหนๆ ก็มาขนาดนี้แล้วล่ะนะ”

“ไปเดินเล่นรอก่อน อีกประมาณชั่วโมงก็มาที่นี่นะ ขอไปทำงานต่ออีกนิดนึง” คณินบอก ซึ่งเรียกสีหน้าที่ไม่พอใจจากเมฆาได้ทันที

มันเสียเวลาไหม...เขาก็มีงานที่ต้องจัดการอยู่นะ

“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นเลย วันเดียวเอง ถือว่าพามาเที่ยวไง”

“อือ...ช่างมันเถอะ”

“ต้องการอะไรก็แจ้งพนักงานได้เลยนะ”

“ขอบคุณครับ”

คณินชะงักนิดๆ หลังได้ยินคำขอบคุณที่แสนไพเราะนั่นของเมฆา มันฟังดูลื่นหูยังไงก็ไม่รู้ เพราะคนพูดรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ด้วยล่ะมั้ง

ร่างสูงเดินกลับไปทำงานต่อโดยไม่พูดอะไรอีก ทิ้งให้เมฆายืนเคว้งอยู่ตรงนั้น จากที่จะขึ้นรถก็ได้แต่ยิ้มให้คนขับแห้งๆ แล้วขอโทษเบาๆ ก่อนจะเดินไปชมเขตตะวันที่มีพื้นที่ใหญ่โตกว่าไร่ศักดินนท์หลายเท่า

“ที่นี่คงเป็นของเขตที่อาตะวันทำไว้ให้สินะ”

ระหว่างที่เดินชมไปเรื่อยๆ เมฆาก็นึกถึงความทรงจำที่เขาพอจะจำได้เกี่ยวกับที่นี่ มันมีทั้งความสุข แต่ก็เจ็บปวดเพราะมันไม่สามารถแก้ไขอะไรได้…

“หลักฐานชิ้นเดียวที่บ่งบอกว่าพ่อเลี้ยงตะวันคือคนที่เก่งและฉลาดมากแค่ไหนที่ทำให้ที่นี่ยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้”

‘เขตตะวัน’ ชื่อนี้มีความหมายมาก แปลได้หลายความหมาย แต่ก็เข้าใจได้ว่าคนตั้งต้องการจะสื่ออะไร พ่อเลี้ยงตะวันต้องการสื่อว่า ที่นี่คือ ‘อาณาเขต’ ของเขา เท่าที่จำได้พ่อเลี้ยงตะวันเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูง ไม่มีใครเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตได้ง่ายๆ มีเพียงครอบครัวเท่านั้น พอมีลูกชายแม้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ พ่อเลี้ยงตะวันก็รักลูกชายคนเดียวยิ่งกว่าชีวิตจึงตั้งชื่อลูกว่า ‘เขต’ เปรียบเสมือนปราการอันยิ่งใหญ่เพื่อไม่ให้ใครเข้ามาถึงเขาและหัวใจของเขาได้ นอกจากลูกชายและครอบครัว อีกความหมายก็คือ ที่นี่เปรียบเสมือนอาณาเขตแห่งแสงอาทิตย์ที่อบอุ่น มันมาจากความหมายของชื่อพ่อของเขา พ่อเลี้ยงสุริเยนทร์ พ่อเลี้ยงตะวันและประมุขของศักดินนท์คนปัจจุบัน พ่อเลี้ยงอาทิตย์ 

พ่อเลี้ยงตะวันสร้างเขตตะวันขึ้นมาให้ยิ่งใหญ่เท่ากับความรักที่มีให้กับลูกชาย แต่วัตถุก็ไม่สามารถแทนความรักที่เขามีต่อลูกได้ มันประสบความสำเร็จ แต่พ่อเลี้ยงตะวันคิดว่ามันยังไม่มากพอสำหรับลูกชายคนเดียวของตน ก็ทำการขยับขยาย พัฒนา จนประสบความสำเร็จรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบันนี้

เมฆาจำได้ว่าไม่กี่ปีที่พ่อเลี้ยงตะวันทำให้เขตตะวันประสบความสำเร็จคงเป็นเวลาที่เท่ากับอายุของคณินในช่วงที่ความสัมพันธ์เราแตกหัก สาเหตุของการเสียชีวิตของพ่อเลี้ยงตะวันนั้น เพราะความเก่งกาจ ความฉลาดของเจ้าตัวไปขัดแข้งขัดขากับพ่อเลี้ยงมนัสเข้า พ่อของเขา...เลยตัดแขน ตัดขาของศักดินนท์ไปซะ

สุดท้ายแล้วเป็นไง...ต่อให้กำจัดใครไป ‘ศักดินนท์’ ก็ยิ่งใหญ่และเป็นอันดับหนึ่งอยู่ดี

“เฮ้อ…”

“ถอนหายใจอะไรนักหนา มีเรื่องทุกข์มากเลยหรือไง” เสียงทุ้มที่ดังจากข้างหลังทำให้ร่างโปร่งสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ข้างหลังตัวเอง

“คนเรามันก็ไม่ได้สุขตลอดนะเขต” เขาหันไปตอบคนอายุน้อยกว่าที่ตัวสูงกว่าหลังจากที่ตั้งสติได้

“นั่นสินะ แล้วนี่จะเดินไปไหน เดินทั้งวันก็เดินไม่รอบหรอกนะ”

“จะบอกว่าที่นี่ใหญ่มากงั้นสิ”

“พูดความจริง แต่ถ้าอยากลองเดินก็ได้” คณินยักไหล่

“ไม่เอาหรอก อยากกลับบ้าน ที่สำคัญนะ ฉันรู้ดีว่าที่นี่ใหญ่มากขนาดไหน  ไม่จำเป็นต้องบอกหรือเดินดูให้เหนื่อยหรอก คนอย่างฉันไม่บ้าตามคำท้าทายใครทั้งนั้น แล้วนี่จะส่งกลับบ้านได้หรือยัง”

“จะรีบกลับไปนอนแกร่วที่บ้านทำไม พ่อเลี้ยงมนัสไม่อยู่ไม่ใช่หรือไง แล้วน้องสาวคุณก็คงไม่กลับบ้านเร็วนักหรอกนะ”

คำพูดเหมือนรู้ดีของคณินทำเอาเมฆาขมวดคิ้วสงสัย

“รู้ได้ยังไง” แล้วความสงสัยก็ทำให้ตนถามออกไป

“ง่ายนิดเดียว คนอย่างพ่อเลี้ยงมนัสไปไหนมาไหนก็มีคนรู้ทั้งนั้นแหละ ส่วนน้องสาวของคุณน่ะเหรอ มาไม่กี่วันก็ดังจะตายไป”

“หึ...ดังในเรื่องเสียหายสินะ”

“รู้จักน้องตัวเองดีเหมือนกันนี่ แล้วก็รู้เห็นเป็นใจเรื่องที่ให้ไปอ่อยพ่อผมด้วย  หรือเปล่า แต่เสียใจนะ คนที่จะมาเป็นแม่เลี้ยงผมได้ต้องเพรียบพร้อมทั้งหน้าตา นิสัย และความรู้ความสามารถ ไม่เอาคนที่ทำได้แค่แต่งตัวและเที่ยวไปวันๆ มาสร้างความอับอายให้กับครอบครัวหรอก”

คำพูดคำจาที่ออกมาจากปากของคณินมันแรงมากสำหรับคนที่ไม่เคยพูดคำหยาบคายอย่างเมฆา แต่ก็ไม่สามารถจะตอกกลับไปได้ เพราะมันก็เหมือนแก้ตัวให้ดูดี ทั้งๆ ที่ทุกอย่างที่พูดออกมามันถูกทั้งหมด

“ยอมรับว่ารู้ แต่ไม่ได้เห็นด้วย ถ้าจะกรุณาช่วยส่งกลับบ้านด้วยนะครับ!!!”

“หึ…” คณินปรายตามองคนที่ส่งสายตาโกรธเกรี้ยวมาให้แล้วหัวเราะในลำคอนิดๆ ก่อนจะหมุนตัวเองกลับไป เดินนำร่างโปร่งที่ได้แต่เดินกำหมัดตามอย่างเจ็บใจ

ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายที่ต้องเสวนากับเด็กแบบนี้ทีเถอะ

“คนอะไร หาความสุภาพบุรุษไม่เจอเลย…”

สงสารคนที่จะมาเป็นภรรยาจริงๆ


“จอดตรงนี้แหละ”

“อย่าบ้าน่า เดินเข้าไปมันไกลไม่ใช่หรือไง” คณินขัดทันทีที่เมฆาบอกให้จอดหน้าทางเข้าไร่ที่ต้องเดินเข้าไปอีกไกลกว่าจะถึงตัวบ้าน

“เดี๋ยวให้คนงานมารับ”

“จะเข้าไปส่ง”

“เอ๊ะ! นี่เป็นคนยังไง ผู้ใหญ่บอกอะไรก็เชื่อฟังบ้างสิ”

คณินทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ขับรถฝ่าทางเข้าไปโดยไม่เกรงกลัวเลยว่าตัวเองกำลังเข้าไปในดงของศัตรู ส่วนเมฆาก็นั่งทำหน้าเครียดอยู่ข้างๆ ไม่ได้กังวลว่าจะมีอันตรายกับคณินหรอก ยังไงตนก็ไม่เชื่อว่าคนของสมรชัยจะเลวร้ายขนาดนั้น ถ้าไม่ทำตามคำสั่งของพ่อตน ก็ไม่น่าจะมีอะไรมาก แต่ที่เขาเครียดก็คือ...กลัวคนของสมรชัยรายงานพ่อนี่สิ แล้วไม่ใช่แค่คณินที่โดนหมายหัว แต่นั่นจะหมายถึงเขาด้วย

พ่อจะคิดว่าเขาชักศัตรูเข้าบ้านหรือเปล่า? หรือไม่ก็เข้าข้างศัตรู เป็นมิตรกับศัตรู ร้ายแรงที่สุดคือการสั่งให้เขาทำร้ายศักดินนท์ ซึ่งแน่นอนว่าเมฆาไม่มีวันทำมันได้

“นายกำลังหาเรื่องให้ฉัน”

“มันจะร้ายแรงขนาดไหนกันเชียว” ร่างสูงไม่สนใจ

“กว่าที่คิดก็แล้วกัน”

“พ่อเลี้ยงมนัสทำอะไรเราไม่ได้หรอก”

“แต่ทำฉันได้ หรือต้องการจะเห็นแบบนั้น?” ร่างโปร่งถามกลับ

“แล้วแต่สิ ผมไม่เกี่ยว ไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว พ่อลูกกันนี่ ยังไงก็ไม่ถึงกับฆ่าแกงกันหรอก ก็บอกไปว่าไม่รู้จักใครในไทยสักคนแล้วบังเอิญเจอกัน ผมเลยพามาส่ง”

“หึ...คิดง่าย พูดง่าย”

“ก็ทำให้มันง่ายด้วย ยากอะไร”

นี่คิดว่าพ่อจะรักฉันมากขนาดนั้นเลยหรือไง

คณินไม่รู้ความสัมพันธ์ในครอบครัวของสมรชัยหรอก เลยดึงดันจะเข้าไปส่ง ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นความหวังดีที่เขาไม่อยากพูดออกมาเท่าไหร่

ปากไม่ตรงกับใจ…

“รู้รึเปล่า ว่าถ้าพ่อเลี้ยงมนัสถูกจับด้วยข้อหาที่ทำธุรกิจสกปรกอยู่ทุกอย่างของสมรชัยจะต้องถูกยึด รวมถึงไร่นี้ด้วย” คณินเอ่ยถามขึ้นมา

ถ้าเป็นคนอื่นคงจะด่ากลับไปแล้ว มีอย่างที่ไหนมาถามแบบนี้กับลูกชายของคนที่ตัวเองพูดถึงอยู่ แต่ความจริงมันก็คือความจริง...ความจริงที่ว่าพ่อของเขาไม่ใช่คนดีอะไร ทำเรื่องที่ผิดกฎหมายก็เยอะ แต่ที่ไม่เป็นไรเพราะคนฝ่ายในก็หนุนหลังอยู่

“รู้…”

“แล้วตอนนั้นจะทำยังไง”

“ไปอยู่กับป้าหรือไม่ก็ไปอยู่แถบๆ ชนบทในไทย”

“ไม่ช่วยพ่อหรือไง”

“ช่วยสิ...ต้องช่วยอยู่แล้วล่ะ”

ช่วย...ทำให้มันถูกต้อง แม้ว่าตัวเองจะเจ็บปวดที่ต้องส่งพ่อตัวเองเข้าคุก ยอมเลว ยอมอกตัญญูหากจะชดใช้ให้กับทุกชีวิตที่พ่อของเขาเคยพราก

แน่นอนว่าเมฆารู้...ว่าพ่อเลี้ยงมนัสไม่ได้กำจัดแค่พ่อเลี้ยงตะวันคนเดียว มีอีกหลายชีวิตที่ตกเป็นเหยื่อของพ่อเขา และทางเดียวที่จะหยุดพ่อได้ ก็คือ...ดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ก็ต้องมีหลักฐาน

“หึ...ยังไงก็พ่อลูกกันนี่ ถ้าวันนั้นต้องไปนอนในคุกกับพ่อตัวเองก็อย่าโกรธก็  แล้วกัน” คณินเองก็เข้าใจผิดไปเพราะร่างโปร่งไม่พูด ไม่อธิบายต่อ เลยทำให้ร่างสูงโกรธ ไม่พอใจ แต่นั่นก็เป็นทางที่ดีแล้วล่ะ

เข้าใจผิดไปก็ดี จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับเขาอีก

“ถ้าต้องติดคุกกับพ่อ แน่นอนว่าก็ยอม”

มันเป็นเรื่องที่เขาคิดไม่ถึงมาก่อนเลย ได้แต่คิดว่าถ้าพ่อติดคุกตัวเองจะทำยังไง พอได้ยินคณินพูดแบบนั้นมันก็ทำให้เมฆาคิดออก

จริงด้วย...ถ้าจะให้รู้สึกผิดน้อยที่สุด ก็คือเราต้องรับผิดไปกับพ่อด้วย หากพ่อต้องไปรับความผิดในคุก เขาก็พร้อมที่จะไปกับท่าน บุพาการีที่เหลืออยู่คนเดียว ยังไงก็ต้องแทนคุณท่าน...

“ขอบคุณนะ”

“ขอบคุณอะไร”

“ขอบคุณที่มาส่งไง”

และก็ที่ให้คำแนะนำเรื่องพ่อ…

ร่างสูงไม่ตอบแต่ปรายตามองนิดๆ ก่อนจะกลับไปสนใจทางด้านหน้า พอถึงหน้าบ้านหลังใหญ่ เขาก็จอดให้เมฆาลงไป โชคดีที่ไม่มีคนอยู่แถวนี้เลย อาจจะเป็นเพราะว่าเจ้านายตัวเองไม่อยู่กันหมด ก็เลยพากันตามสบายได้ โชคเลยเข้าข้างที่ไม่มีใครเห็นว่าคณินมาส่งเมฆาถึงในไร่

“กลับดีๆ ล่ะ” ร่างโปร่งพูดบอกขณะที่ปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว

“เป็นห่วงหรือไง” ไม่รู้ทำไมถึงถามออกไปแบบนั้น ซึ่งมันก็ทำให้เมฆาชะงักไปนิดๆ ก่อนจะหันหน้ามามองคนถามด้วยสีหน้าที่พยายามทำให้นิ่งที่สุด

“แล้วห่วงไม่ได้เหรอ”

ทั้งสองสบตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร จ้องอยู่นานจนเกิดปฏิกิริยาแปลกๆ ขึ้นที่หัวใจของทั้งสองคน มันเต้นแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้การหายใจของเมฆาเริ่มผิดปกติ ในขณะที่คณินก็พยายามที่จะทำให้มันเป็นปกติ

เมฆารู้ว่ามันเป็นยังไง เขามีประสบการณ์เรื่องแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว

“ขอบคุณอีกครั้งนะ ที่มาส่ง” เมฆายอมละสายตาออกมา ก่อนจะเปิดประตูรถออกไปทันที คณินยังคงนิ่งเหมือนเดิม มองร่างโปร่งที่ยืนอยู่ด้านนอกอย่างไม่มีสติ

เมฆาเห็นว่านานแล้วที่คณินไปออกรถสักทีก็เคาะกระจกรถเรียกคนด้านใน  รอบแรกยังนิ่ง รอบที่สองเพิ่มแรงเข้าไปอีกจนคนข้างในสะดุ้ง มองหน้าเมฆาที่ยื่นหน้ามาตรงกระจกนิดๆ ก่อนจะเข้าเกียร์แล้วเหยียบคันเร่งออกมาจากตรงนั้น ทางด้านเมฆาเองก็ได้แต่มองตามอย่างโล่งใจ

“เฮ้อ...ถ้านานกว่านี้แย่แน่ๆ”

ไม่คิดว่าตนจะรู้สึกอะไรแบบนี้กับคนเป็นน้องชายได้…มันเป็นความหวั่นไหวที่น่ากลัวมาก เพราะพื้นฐานของเราสองคนคือความผูกพัน ถ้าความรู้สึกถลำลึกไปมากกว่านี้...แน่นอนว่าคงถอนตัวไม่ขึ้น

“ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะเจอกันแบบนี้เถอะนะ...แค่นี้ชีวิตก็ทรมานมากพออยู่แล้ว อย่าให้ต้องรัก คนที่เราไม่ควรรักเลย…”

มันไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่มีทางที่จะสมหวังเลยด้วยซ้ำ

ทางด้านของคณินที่กำลังขับรถกลับไร่ ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความหงุดหงิด ไม่สบอารมณ์กับความรู้สึกของตัวเอง มือแกร่งเองก็จับที่หัวใจแน่น…

เขาไม่ได้ไร้เดียงสาที่ไม่รู้ว่านี่คือความรู้สึกอะไร...

“จะเต้นแรงทำไมวะ!!!”

นึกโมโหที่หัวใจของตนเองเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งทั้งๆ ที่ไม่ควรเลยสักนิด จะมาเต้นแรงกับคนๆ นี้ไม่ได้เด็ดขาดเลย...ทำไมต้องเป็นคนๆ นี้

จะเป็นใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่คนนี้

“แม่งเอ้ย!! ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย”

จนตอนนี้ คณินมั่นใจ...ว่าได้ชอบคนที่ไม่ควรชอบไปแล้ว ความรู้สึกตอนที่เจอกันที่สนามบินไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ...ในเมื่อต้องการพิสูจน์ความรู้สึก ก็ต้องยอมรับกับผลให้ได้ ซึ่งเขาได้พิสูจน์มันไปแล้ว แต่ผลที่ได้คือเขาไม่อยากจะยอมรับเลยสักนิด…

ปากบอกไม่ชอบ แต่ก็อยากเจอ

ปากบอกว่าไม่อยากพูดคุยด้วย แต่ก็หาเรื่องมาอ้าง

ปากบอกว่าไม่อยากอยู่ใกล้ แต่ที่ทำทั้งหมดก็เพื่อให้เขาอยู่ในสายตา

ที่พร่ำบอกว่าไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์เป็นดังเดิม แต่ก็โหยหาความอบอุ่นที่ยังจำฝังใจไม่เคยลืม...

“หาเรื่องให้ตัวเองชัดๆ ช่างเถอะ...แค่ไม่ไปเจอก็พอ ท่องไว้...นั่นลูกของคนที่ฆ่าพ่อมึงนะเขต ลูกของฆาตกร มึงจะรู้สึกอะไรด้วยไม่ได้ อย่าให้ทั้งพ่อและลูก มาสร้างความเจ็บปวดให้มึงสิ”

ในตอนนี้เอง...ที่คณินเพิ่งจะเข้าใจว่าต่อให้พยายามเกลียดแค่ไหน มันก็ลบความผูกพันออกไปไม่ได้

หรือไม่...เขาก็ไม่ได้เกลียดเมฆาอย่างที่ปากว่าเลย






100%
/////////////////////////

ผ่านไปอีกตอนแล้วนะคะ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ หรือพูดคุยได้ที่แฟนเพจ Sawachi Yuki นะคะ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
ลึก ๆ แล้วก็ยังรู้สึกดี ๆ กับเมฆอยู่ใช่ไหม เขต  :katai3:

ปล. + เป็ดเหลืองกลับมาแล้ว กด + ได้เสียที  :katai2-1:

ออฟไลน์ SawachiYuki

  • แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +261/-38
    • Fanpage
06




สามวันแล้วหลังจากวันนั้น เมฆาไม่ได้มีเวลามากพอที่จะมาคิดถึงเรื่องที่มันผ่านไปแล้วมากนัก เพราะตั้งแต่ที่เริ่มศึกษางานในไร่มันก็ยุ่งและหนักหนาเอาการ เพราะเขาต้องเรียนรู้ระบบการจัดการตั้งแต่ต้น นอกจากเรียนรู้งานแล้วแล้ว เขาต้องเรียนรู้ด้านเกษตรของที่นี่และทั่วทั้งประเทศอีกด้วย เวลาว่างก็จะเสิร์ชศึกษา อ่านข่าวสารทั้งใหม่และเก่าไปด้วย แต่นั่นมันก็ไม่ได้ยากไปสำหรับเมฆาที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ง่ายรวมทั้งความตั้งใจที่แน่วแน่เลยทำให้เรียนรู้ไว

แม้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากผู้จัดการไร่ แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าคนอายุมากกว่าคนนี้ไม่ได้ชอบเขาเท่าไหร่นักหรอก มีอย่างที่ไหนยื่นแค่เอกสารมาให้อ่านเอง ถามอะไร ก็ไม่ตอบจนต้องไปสอบถามเอากับพวกคนงานแทน แล้วก็เอาข้อมูลที่ได้มาประติดประต่อเอง

มันเหนื่อย...

“ทำไมสามวันมันนานได้ขนาดนี้นะ”

เวลานี้เมฆาหนีออกมาพักจากกองเอกสารต่างๆ ที่ท้ายไร่ ซึ่งปราศจากคนมารบกวนเนื่องจากว่ามันเป็นพื้นที่ที่ปล่อยให้มันรกร้างไป เขากำลังคิดจะทำตรงนี้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัว แต่ไม่มีเวลาพอก็เลยทำได้แค่เอาเสื่อมาปูนอนที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ โดยเลือกที่ที่ไม่น่าจะมีงูโผล่ออกมาด้วย

สายตาเหม่อมองออกไป จ้องมองก้อนเมฆที่ลอยอยู่เต็มผืนฟ้า

“เมฆา...เมฆ ทำไมถึงต่างกัน...เมฆบนฟ้าล่องลอยได้อย่างอิสระ ในขณะที่เมฆอย่างเราไม่สามารถทำเรื่องที่ตัวเองชอบได้เลยสักอย่าง ไปไหนก็ไม่ได้ ขนาดอยู่ไกลถึงเมืองนอก ก็ยังถูกควบคุมจากพ่อ...แม่ครับ บนนั้นมีความสุขหรือเปล่า เมื่อไหร่เมฆจะได้ไปอยู่กับแม่ เมื่อไหร่เราจะได้เจอกัน เมื่อไหร่เมฆถึงจะหลุดพ้นออกไปจากตรงนี้ได้”

เพราะคิดว่าไม่มีใคร เมฆาเลยสามารถที่จะระบายออกมาได้อย่างที่ใจต้องการ โดยลืมไปเลยว่าที่ตรงนี้มันติดกับเขตของไร่ศักดินนท์เพียงรั้วกั้นเท่านั้น แต่นั่นแหละ เมฆารู้ว่าไม่มีใครหรอก

“แม่ครับ...เมฆมีเรื่องอยากจะถาม ถ้าเมฆเป็นคนทำให้พ่อถูกจับ เมฆจะบาปไหมครับ แล้วถ้าเมฆยอมถูกจับไปกับพ่อด้วย เมฆจะบาปน้อยลงหรือเปล่า”

เมฆาไม่มีใครอยู่ข้างกาย ไม่มีใครที่เขาจะปรึกษา พูดคุยหรือระบายด้วยได้เลย

“ทำไมพ่อถึงไม่รักเมฆล่ะครับแม่...ฮึก…”

สุดท้ายแล้ว เมฆาก็ร้องไห้ออกมาด้วยความน้อยอกน้อยใจ ความเหนื่อย ความกดดัน ทุกอย่างมันมาสุมอยู่ที่เมฆาคนเดียว ไม่มีใครทนได้โดยไม่เสียน้ำตา ไม่มีใครไม่ร้องไห้…

“เมฆไม่มีใครเลย ฮึก...ไม่มีใครอยู่ข้างเมฆเลย คนที่เมฆรัก ก็ทิ้งเมฆไปกันหมด ทั้งพ่อ แม่ น้อง...แล้วก็เขต ทุกคนทิ้งเมฆ ไม่รักเมฆ...เกลียดเมฆ”

ปัญหาที่เขาเจอ เมฆาไม่รู้ว่าตัวเองจะผ่านมันไปได้หรือไม่ เขากลัวว่าตัวเองจะยอมแพ้แล้วทิ้งทุกอย่างเพราะทนกับความเจ็บปวด ความกดดันพวกนี้ไม่ไหว

ในขณะที่เมฆากำลังนอนร้องไห้ตัดพ้อชีวิตและโชคชะตาอยู่นั้น คณินที่มาเดินเล่นอยู่ก่อนหน้านี้ก็กำลังหลบหลังต้นไม้ที่ไม่ห่างไปจากต้นที่เมฆากำลังใช้ร่มเท่าไหร่ เขาเห็นตั้งแต่เจ้าตัวเดินมากางเสื่อปูแล้วก็ลงไปนอน และทุกคำพูดเขาก็ได้ยินทั้งหมด

มือแกร่งกำแน่น...ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำใสๆ ที่พร้อมจะทะลักลงมา เขาแค่หวังว่าจะเจออีกคนสักครั้ง เพราะมาทุกวันแต่ก็ไม่เจอเลย พอเจอเขาก็รีบแอบ ไม่คิดด้วยซ้ำว่าตัวเขาเองจะได้รู้ความรู้สึกและปัญหาของเมฆาที่คณินเองก็ไม่เคยคิดว่าเจ้าตัวจะมี
เขาคิดมาตลอดว่าเมฆามีความสุขดี ในขณะที่ตัวเขาทุกข์ แต่ความเป็นจริงแล้ว คนที่เจ็บปวดและทนทุกข์ทรมานไม่ได้มีแค่เขา…

แล้วยังเป็นคนตอกย้ำบาดแผลของเมฆาให้ลึกไปอีก

‘พี่เมฆกับพ่อเลี้ยงมนัสคนละคนกัน ใช้ใจมอง อย่าใช้อคติมอง’ คำที่พ่อเคยพูดเอาไว้กลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง

‘พ่อไม่เคยมองคนผิด พี่เมฆเป็นคนดี’

ถ้าจะเชื่อพ่อตอนนี้มันสายไปไหม...

ถ้าเขาจะแก้ไขมันยังทันหรือเปล่า…


ร่างสูงเดินเหม่อลอยไปตามทางโดยไม่รู้ว่าตัวเองเดินเกือบรอบไร่แล้ว ขนาดคนงานทักและชวนคุย ร่างสูงยังไม่ได้ยินเลย จนคนงานต่างพากันมองตามด้วยความเป็นห่วง

สุดท้ายเขาก็ขี้ขลาด...อยากแก้ไข อยากขอโทษ แต่มันก็ไม่กล้า

ทำไงวะ ทำตัวไม่ดีใส่ พูดก็ไม่ดี ไม่ถนอมน้ำใจ ถ้าเขาไม่ยกโทษให้จะทำไง ที่สำคัญคือไม่เคยต้องขอโทษใครมาก่อน ปากมันหนักจนยกไม่ขึ้นแน่ๆ

“เขต!!! ได้ยินที่อาเรียกไหมเนี่ย!”

เฮือก!!

“อาพายัพ ตกใจหมดเลย”

“ทำเป็นขวัญอ่อน”

“ก็ผมตกใจ มาไม่ให้สุ้มให้เสียง”

“ทำไมจะไม่ให้ อาเดินเสียงดังแล้วก็ตะโกนเรียกตั้งหลายรอบ เราไม่ได้ยินเองต่างหาก”

“แหะๆ ผมคงเหม่อนิดหน่อยมั้งครับ”

“เหม่ออะไร แล้วนั่นไปท้ายไร่ทำไม แอบไปหาใคร?” เลิกคิ้วถามหลานชายด้วยสีหน้ารู้ทัน ส่วนคนถูกถามก็แสร้งทำหน้านิ่ง

“เปล่านี่ครับ ไปเดินเล่นเฉยๆ”

“แน่ใจ?”

“ครับ เดินเล่นเฉยๆ”

พายัพส่ายหน้า...

“เหรอ...นึกว่าไปหาพี่เมฆนะเนี่ย เมื่อกี้อาก็ไปท้ายไร่มา เจอเมฆกำลังนอนเล่นก็ได้คุยนิดหน่อย แล้วเราไม่ทักทายพี่เขาบ้าง ตอนเด็กเรากวนพี่เขาประจำเลย พี่เขาต้องแอบออกมาจากไร่เพื่อเล่นกับเมฆตลอด” พายัพพูดไปแล้วก็สังเกตสีหน้าของหลานชายไป

ไม่เห็นความไม่ชอบใจบนใบหน้าแล้ว มีแต่ความกังวลและสับสนแทน

ก็แสดงว่า ต้องเจอกันบ้างแล้วล่ะนะ ความผูกพันนี่ ทำงานได้ดีเสมอเลย

“ผมจำไม่ได้หรอก”

“แล้วทำไมเรื่องนั้นถึงจำได้ไม่ลืม”

“ก็นั่นมันฝังใจ”

“เขต...อาไม่อยากให้แกตัดสินคนสองคนด้วยความรู้สึกของตัวเอง บางทีนะ คนที่เจ็บปวดที่สุดอาจจะเป็นเมฆก็ได้ เขตคิดดูสิ รู้ทั้งรู้ว่าพ่อผิด แล้วยังจะมาโดนน้องชายที่รักมากเกลียดอีก เสียแม่ พ่อส่งไปเมืองนอก ถึงจะอยู่กับป้า แต่ป้าเขาก็มีลูก มีครอบครัว น้องก็ไม่เอาไหน คนๆ หนึ่งต้องแบกรับอะไรมากมาย อาก็เป็นเด็กกำพร้านะ ปู่ของเขตเก็บอามาเลี้ยง เข้าใจความรู้สึกของเมฆในตอนนี้ดี มีบ้านใหญ่โต...แต่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่คนในครอบครัว อาโชคดีกว่าเมฆที่ได้รับความรัก คนอย่างพ่อเลี้ยงมนัสรักใคร ไม่เป็นหรอก…เมฆยังมีประโยชน์อยู่ ไม่งั้นก็ถูกทิ้งให้อยู่กับป้าไม่เรียกกลับมากะหัน            แบบนี้หรอก”

“ทำไมอาถึงรู้ล่ะ”

“เพราะอาติดต่อกับป้าของเมฆตลอดน่ะสิ แกเป็นพี่สาวของแม่พี่เมฆเขา แม่ของเมฆ ป้าของเมฆ เรารู้จักกันก่อนที่จะแต่งงานกับพ่อเลี้ยงมนัสอีก ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอด นี่แกก็ยังฝากให้อาทิตย์ช่วยดูแลเมฆเลยนะ”

“พ่อก็รู้มาตลอดเลยเหรอครับ”

แล้วปล่อยให้เขาเกลียดเมฆามาตลอด...

“ไม่มีใครไม่รู้หรอกเขต ใครๆ เขาก็รู้และดูออกกันทั้งนั้น”

“แล้วไม่บอกผมแบบนี้ตั้งแต่แรก ให้ผมเข้าใจผิดทำไม”

“แกไม่ได้เข้าใจผิดหรอกเขต แกเข้าใจอย่างที่ใจแกอยากจะเข้าใจ บอกไปกี่ครั้งเคยเชื่อที่ไหน  ไม่ได้พยายามไตร่ตรอง อากับพ่อแกเลยไม่อยากพูดอีก อยากให้แกรับรู้ด้วยตัวเอง แก้ไขมันเอง”

“ไม่สงสารเหรอที่เห็นผมเจ็บปวดเพราะความแค้นแบบนี้”

“ไม่มีใครไม่แค้น อาแค้น อาทิตย์มันก็แค้น เราจะไม่เอาความแค้นมามีอิทธิพลในชีวิต คนผิดสักวันก็ต้องได้รับผลที่เขาก่อ เราต้องแยกแยะ ไม่ใช่แค้นเหมารวมไปทุกคน แกโตพอที่จะคิดอะไรเองได้แล้ว นั่นคือสิ่งที่อาและพ่อแกต้องการ ลูกผู้ชายของศักดินนท์ ต้องรู้จักเจ็บปวด ผิดหวัง แล้วเอามันมาเป็นแรงผลักดัน...ไม่ใช่จมกับอดีต ปล่อยให้มันทำลายตัวเราเอง”

คณินยืนฟังพายัพสอนนิ่งๆ เขาเคยน้อยใจในวิธีการสอนของพ่อมาก ตั้งแต่เด็กจนตอนนี้ ชีวิตของเขาไม่ได้สบายอย่างที่หลายคนคิด ทำงานตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งๆ ที่พ่อมีเงินเลี้ยงดูเขาได้สบายๆ ด้วยซ้ำ

‘ไม่ต้องให้สอนให้บอกทุกเรื่องได้ไหม บางเรื่องอะไรที่คิดเองได้ก็คิด ทำเองได้ก็ทำ ถ้าทำแล้วมันไม่ดีก็หยุด หาทางใหม่ มันมีทางออกของปัญหาเสมอเขต...พ่อเชื่อว่าแกแยกแยะได้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี’

“ถ้าผมรู้ตัวช้ากว่านี้ล่ะอา”

“มันก็จะเพิ่มบทเรียนให้แก”

“แล้วถ้าหากว่าผมทำเรื่องที่มันเลวร้ายลงไปล่ะครับ”

“แกก็ต้องยอมรับกับผลที่มันจะตามมา อากับพ่อสอนเท่าที่สอนได้ จากนี้ชีวิตของแก แกจะต้องดูแลมันเอง จะไปในทางที่ดีหรือทางไหน ตัวแกจะเป็นคนกำหนดเอง”

ที่ผ่านมาพ่อก็สอนคณินอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าเขาจะจำมันได้มากน้อยแค่ไหน

พ่อเลี้ยงอาทิตย์บอกกับลูกชาย ว่าจะไม่บ่งการชีวิตของลูกชาย แต่จะช่วยนำทางลูกไปในทางที่ดี ที่สวยงาม เพื่ออนาคตจะได้ไม่ต้องเจอกับความลำบากมาก

“พ่อกับอาใจร้ายมาก”

“หึหึ แล้วเป็นไง แกก็ไม่ได้รู้ตัวตอนที่มันสายไปนี่ เมื่อกี้ก็เหมือนจะรู้อะไรดีๆ มาด้วยไม่ใช่เหรอ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะแก้ไขมันยังไง หรือจะปล่อยให้มันเป็นแบบเดิม”

“ไม่รู้...ปล่อยไว้อย่างนี้แหละ” คณินบอกอย่างไม่ใส่ใจ

ทางที่ดี ก็ให้มันเป็นแบบนี้ไปก็ได้…ต่างคนต่างอยู่ ไม่วุ่นวายกัน เขาก็จะล้มเลิกความคิดที่เอาคืนแล้วปล่อยให้มันเป็นไปตามกรรม

แต่ว่า...จะทนได้เหรอ สามวันมานี่ยังหาเรื่องมาเดินท้ายไร่เลย หลอกตัวเองกับคนอื่นว่ามาเดินเล่น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็หวังว่าจะได้เจอพี่ชายสมัยเด็ก

“อาจะคอยดูก็แล้วกัน ไปทำงานต่อได้แล้ว อู้นานจริงๆ เลย หมูตั้งใจทำงาน ในขณะที่แกไปแอบดูชาวบ้านเขาแล้วก็มาเดินเหม่อเนี่ย”

คณินอ้าปากหวอ หน้าแดงอย่างเขินๆ ที่ถูกจับได้ เรียกเสียงหัวเราะจากผู้เป็นอาทันที

“ฮ่าๆ”

“นี่อาเห็นเหรอ?”

เห็นเขากำลังยืนแอบดูอยู่น่ะนะ...เวรแล้ว น่าอายชะมัด

“ก็ใช่น่ะสิ แต่ไม่ได้ยินหรอกว่าเมฆพูดอะไร อามองแกจากไกลๆ ท่าทางแกตลกชะมัด นี่ถ้าพ่อแกเห็นคงโดนล้อไปอีกนานเลยนะ”

“อา…”

“ทำไม อายหรือไง แล้วมาทำเป็นปากแข็ง ปากไม่ตรงกับใจ”

“อย่าบอกพ่อนะครับ”

“แล้วคิดว่าอาไม่บอกแล้วพ่อของแกจะไม่รู้หรือไง อาทิตย์มันหูไว ตาไวจะตาย”

“แต่เรื่องนี้พ่อไม่รู้ ไม่เห็นนี่” เด็กหนุ่มเถียงกลับไป ยังไงก็แล้วแต่ ห้ามพ่อเลี้ยงอาทิตย์รู้เรื่องนี้เด็ดขาดเลย

“หึหึ เมฆนี่ก็น่ารักนะ อาอยากเห็นพี่น้องดีกัน อยากให้เล่นด้วยกันเหมือนตอนเด็กๆ อยากเห็นเขตอ้อนบ้าง ตอนนี้เขตก็เป็นพี่คนโตของศักดินนท์ เพราะอาอาโปกำลัง มีน้อง ในอนาคตก็มีลูกของอาทิตย์กับหมูอีก ถ้าเขตมีพี่ชายจะได้คอยช่วยเหลือกันไง”

พี่ชาย...เหมือนเดิม งั้นเหรอ?

“ไม่เอา!!!”

คณินปฏิเสธทันที คิ้วเข้มขมวดอย่างไม่พอใจ แค่ได้ยินคำว่าพี่น้องมันก็ชวนให้หงุดหงิดไปหมด ยังไงก็ไม่เป็นพี่น้องเด็ดขาด เขาโตแล้ว ไม่ต้องการที่จะมีพี่ชาย

ไม่ต้องการ…

“เขต…”

“ผมโตแล้วนะอา ไม่ใช่เด็กๆ ดูแลตัวเองได้ ช่วยเหลือตัวเองได้”

“มันไม่เกี่ยวกันนะเขต”

“ไม่รู้แหละ ยังไงก็ไม่เอาเด็ดขาด”

“เฮ้อ...ดื้อด้านจริงๆ เลยนะแก” พายัพได้แต่ถอนหายใจและส่ายหน้าอย่างระอาให้กับความดื้อของหลานชายที่ดูเหมือนจะอคติกับเมฆแบบไม่ลดลงเลยสักนิด

แล้วแต่โชคชะตาก็แล้วกัน…

“ใครจะอยากได้พี่ชายกัน” พึมพำเบาๆ กับตัวเองเมื่ออาของตนเดินออกไปจากตรงนี้

จะให้กลับไปเป็นพี่น้องน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ!!





“มีรถคันไหนที่ผมพอจะใช้ได้บ้างไหมครับ” เมฆาที่แต่งตัวพร้อมจะออกไปข้างนอกถามกับคนที่ดูแลโรงจอดรถที่อายุมากกว่าอย่างสุภาพ จนคนที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่สะดุ้งรีบกุลีกุจรมาหาลูกชายของเจ้านาย

“คุณเมฆจะไปข้างนอกหรือครับ”

“ครับ...ผมว่าจะไปซื้อของหน่อย พอดีว่าอยากได้ของใช้ที่จำเป็นน่ะครับ”

“ทุกคันที่จอดอยู่คุณเมฆสามารถใช้ได้เลยครับ แต่ผมคิดว่าคุณคงจะไม่รู้จักทาง ไม่ชินกับทาง แล้วรถในไทยพวงมาลัยอยู่ฝั่งขวานะครับ”

จริงด้วยสิ...เรื่องพวงมาลัยฝั่งขวาเขาไม่มีปัญหามันน่าจะใช้เวลาปรับตัวไม่นานหรอก แต่เรื่องทางนี่แหละ ถ้าอาศัยแผนที่ในสมาร์ทโฟนมันก็ได้อยู่ แต่มีไกด์ที่รู้ทางไปด้วยก็น่าจะดี

“อ่า...งั้นลุงขับให้หน่อยได้ไหมครับ ผมจะไปห้างในเมืองหน่อย ว่างหรือเปล่า”

“หน้าที่ผมอยู่แล้วล่ะครับ รอลุงสักครู่นะครับ”

ไม่นานเมฆาก็ได้เดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าสมใจ วันนี้เขาอยากพัก ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับงานใดๆ ทั้งสิ้น วิธีทำงานของเขาก็แบบนี้แหละ หาเวลาผ่อนคลาย แต่ตอนทำงานทำให้เต็มที่

“คุณเมฆจะให้ผมมารับกี่โมงดีครับ”

“ลุงทิ้งเบอร์ให้ผมก็แล้วกัน ถ้าผมจะกลับจะโทรบอก”

“ครับ…” เมฆารับกระดาษที่มีเบอร์โทรของคนขับรถมาแล้วเก็บใส่กระเป๋าเงินอย่างดี หยิบแบงค์สีเทามาหนึ่งใบแล้วส่งให้คนขับรถ

“ไว้ทานข้าวแล้วก็ซื้อของนะครับ”

“เอ่อ...ไม่เยอะไปเหรอครับ”

“ไม่หรอกครับ รับไปเถอะ”

“งั้นก็ขอบคุณคุณเมฆมากๆ เลยนะครับ”

เมฆายิ้มกว้างให้คนสูงวัยก่อนจะเปิดประตูออกจากรถไป ร่างโปร่งมีความสุขเสมอที่ทำให้คนสูงวัยมีความสุขและยิ้มได้ แม้จะเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าทำให้คนอื่นดีใจ เขาก็ยินดี

สองเท้าเดินเข้าไปในห้าง สายตากวาดมองไปรอบๆ เพื่อสังเกตว่าอะไรอยู่ไหน โซนไหนเป็นโซนอะไร เพราะเขาคิดมาแล้วว่าจะซื้ออะไรบ้าง ไม่อยากจะเสียเวลานาน จะได้เอาเวลาไปสำรวจที่อื่นๆ บ้าง ไม่งั้นจะต้องพึ่งคนขับรถตลอดแน่ๆ

“สวัสดีค่ะ สอบถามข้อมูลได้นะคะ”

และร้านแรกที่เมฆาเข้าก็คือร้านขายอุปกรณ์ไอที

เมฆาเดินเลือกและคุยกับพนักงานอยู่นานเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดเพราะเขาต้องการจะใช้หลายอย่างเลย ของที่ไร่มีไหมมันก็มีแต่เขาไม่รู้ว่าพ่อจะมีติดระบบตรวจเช็คอะไรไว้หรือเปล่า เขาไม่ขอเสี่ยงอะไรทั้งนั้น ส่วนเครื่องที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็เอามาด้วย แต่ไม่อยากใช้ร่วมกัน ในนั้นก็ข้อมูลสำคัญของลูกค้าทั้งนั้น

“รุ่นนี้เป็นไงคะ…” เมฆาฟังที่พนักงานอธิบายอย่างตั้งใจ

เขาเป็นคนที่เลือกของนาน อะไรที่มันเป็นของที่ต้องใช้ทำงานเขาต้องมั่นใจว่ารุ่นนี้ต้องดีที่สุด และเกิดปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งมันนานมากแล้วที่เขาอยู่ในร้านนี้ อยู่จนกระทั่งคณินที่มาทำธุระเห็นขณะที่จะเดินผ่านร้านไป สองเท้าหยุดชะงัก ยืนลังเลว่าจะเอายังไงดี จะเข้าไปทักแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรกับ ไม่สนใจ เดินผ่านไป ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับตัวเองเลย

กลับบ้านดีกว่า…

“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า ต้องการอะไรสอบถามได้นะคะ” พนักงานคนเดียวกับที่พูดคุยกับเมฆาก่อนจะปล่อยให้ลูกค้าหนุ่มได้ลองเครื่องจริงทักทายคณินที่เดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของเมฆา ซึ่งร่างโปร่งก็ไม่ได้สนใจอะไร หากแต่เสียงทุ้มที่เปล่งออกมาทำให้เขาถึงกับชะงัก

เราคุยกันไม่กี่ครั้งก็จริง แต่เป็นเสียงที่เมฆาจำได้ดี…

“ผมมากับคุณคนนี้น่ะครับ”

“อ๋อค่ะ”

 พนักงานสาวยิ้มแล้วเงียบ มองดูเมฆาว่าจะเลือกได้หรือยัง ส่วนร่างโปร่งก็คิดว่าคณินคงจะมากับคนอื่นเลยไม่คิดจะสนใจ ไม่ให้เห็นหน้าก็คงดีที่สุด ส่วนคณินก็ยืนล้วงกระเป๋ายืนมองเมฆาจากข้างหลังอยู่แบบนั้น

“ผมเลือกรุ่นนี้แล้วกันครับ” เมฆาบอกกับพนักงานเมื่อตัวเองลองเล่นโน้ตบุ๊คอยู่หลายเครื่อง ในเมื่อจะซื้อเครื่องใหม่ เขาก็จะไม่ซื้อแบบเดียวกับเครื่องเก่า จะได้ลองดูหลายๆ รุ่น หลายๆ ยี่ห้อไป

“ได้ค่ะ จะรับอะไรเพิ่มไหมคะ”

“นี่ครับรายการ ผมเขียนไว้” เขาส่งกระดาษที่เขียนรายการเอาไว้แล้วส่งให้กับพนักงาน เธอรับไปดูก่อนจะขอตัวไปเช็คของ

“รบกวนรอสักครู่นะคะ”

“ครับ” เมฆารับคำยิ้มๆ แล้วหันหลังมาเพื่อดูอย่างอื่นรอไปพลางแต่ก็ต้องตกใจจนเผลอถอยหลังไปชนกับโต๊ะที่ตั้งโชว์โน้ตบุ๊คเมื่อเห็นร่างสูงของน้องชายสมัยเด็กยืนล้วงกระเป๋ามองตนอยู่

“ซุ่มซ่าม!” คำตำหนิของอีกคนทำให้เมฆารู้สึกเลือดขึ้นหน้า

แทนที่จะทักทายผู้ใหญ่กลับด่าเป็นคำแรกที่เจอ เด็กนี่ถูกอบรมสั่งสอนมายังไง ทำไมทำตัวให้ครอบครัวเสียหายอยู่เรื่อยเลย

“นี่นาย...จะทำตัวให้สมกับเป็นลูกของอาอาทิตย์หน่อยจะได้ไหม แสร้งทักทายผู้ใหญ่ตามมารยาทก็ยังดีนะ” ร่างโปร่งกอดอกตำหนิกลับไปนิ่งๆ

“สวัสดี” สาบานได้ว่าคณินไม่ได้กวน...แค่อยากจะปั่นหัวคนที่ชอบย้ำคำว่าผู้ใหญ่กว่าเล่นก็เท่านั้น

“เหอะ…” เมฆาส่ายหน้า แล้วเดินหนีคณินทันที ไม่อยากเจอหน้า ขี้เกียจเถียงด้วย

“ทำไมเดินหนี...นี่!”

“จะตะโกนทำไมน่ะเด็กบ้า หัดอายเขาบ้าง” เมฆาจ้ำอ้าวเข้ามาหาร่างสูงกว่าแล้วกัดฟันพูดเสียงเบา พลางมองไปรอบๆ ร้าน โชคดีที่คนน้อย

“ก็เดินหนีทำไมล่ะ”

“แล้วทำไมจะหนีไม่ได้ ก็ไม่ได้มาด้วยกัน ไม่สนิทกัน หรือว่านายมีธุระกับฉัน?”

“เปล่า”

แล้วไงต่อวะเขต...ไม่น่าเดินมาเลย ไหนว่าจะกลับบ้าน

“ก็ถูกแล้วที่ฉันจะเดินหนี”

“คนเขาพูดดีๆ ด้วยนะ”

“ไอ้คำว่าซุ่มซ่ามคำแรกที่เจอกันแทนการทักทาย บ้านนายเรียกว่าพูดดี? แล้วนี่มีอะไร ต้องการจะคุยหรือแค่เข้ามากวนประสาทเล่น ฉันไม่ได้ว่างนะหนุ่มน้อย บอกต่างคนต่างอยู่ ก็ต่างคนต่างอยู่สิ จะมาวุ่นวายทำไม”

อย่าทำอะไรที่ตัวเองเป็นคนพูดเอาไว้เองจะได้ไหม…

ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะพูดคุยหรอกนะ สำหรับเมฆาแล้ว เขาอยากจะพูดคุยเป็นปกติกับอีกคนมาก อยากให้มันเป็นแบบเดิม ความทรงจำที่มีแค่เขาที่จำได้ แต่อีกคนเด็กเกินที่จดจำมัน...

“พ่อบอกว่าถ้าเจอกันก็ให้ทักทาย เพราะยังไงคุณก็เคยมีพระคุณคอยเล่นกับผมตอนเด็กๆ” คณินอ้างพ่อขึ้นมา เพราะตัวเองจนมุมไปต่อไม่ได้

“ขอบคุณก็แล้วกัน”

ไม่ชอบ...ทำไมต้องทำเป็นไม่สนใจ ทำไมต้องทำเย็นชา...นี่อุตส่าห์เป็นฝ่ายเข้ามาคุยก่อนนะ

“มีอะไรอีกไหม”

“ไม่...ไม่มีแล้ว”

“งั้นขอตัว”

ร่างโปร่งเดินไปอีกโซนหนึ่งในร้านเพื่อเลี้ยงคณิน ส่วนร่างสูงเองก็ยืนนิ่งอยู่กับที่แบบนั้น ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังทำหน้าหงอยๆ เหมือนหมาถูกเจ้าของทิ้งอยู่

คนที่ลอบมองดูอย่างเมฆาอดจะใจอ่อนและเห็นใจไม่ได้ เขารู้ว่าคณินกำลังรู้สึกเสียหน้าที่โดนเขาไม่สนใจแบบนี้ แต่เขาจำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องตัวเอง หากแต่คณินก็ไม่เดินออกจากร้านไปเสียที ยืนทำหน้าหงอยๆ แบบนั้น จนเมฆาถอนหายใจ

“คุณคะ...รายการที่คุณลูกค้าต้องการมีบางอย่างที่ของกำลังมาจากกรุงเทพค่ะ ไม่ทราบว่าจะรับด้วยเลยไหมคะ”

“ได้ครับ แต่ถ้าของมาเมื่อไหร่รบกวนส่งของทั้งหมดไปที่ไร่สมรชัยได้ไหมครับ ผมอยู่ที่นั่นน่ะ จะชาร์จค่าส่งไปเลยก็ได้ครับ ผมไม่มีปัญหา”

“ถ้าอย่างนั้นจะทำการออกใบเสร็จเลยนะคะ ลูกค้าต้องการชำระเลยหรือว่ารอชำระตอนได้รับของคะ”

“ผมขอจ่ายเลยก็แล้วกันครับ นี่ครับบัตร”

“ค่ะ รอสักครู่นะคะ”

เมฆายืนรอเซ็นใบเสร็จและบัตรเครดิตสักพัก หางตาก็เหลือมองเห็นหมีตัวใหญ่กำลังยืนทำหน้าหงอยๆ อยู่ที่เดิม

เด็กปากแข็ง…

“เรียบร้อยแล้วค่ะ ถ้าสินค้าครบแล้วทางร้านจะจัดส่งให้ที่ไร่สมรชัยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ”

“ครับ…”

“โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ”

ร่างโปร่งเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของคณินที่ก้มหน้ามองพื้นอยู่ นิ่งอย่างกับตัวเองเป็นเสา คนปากเก่งหายไปไหน ทำไมเหลือแต่เด็กโข่งขี้น้อยใจ

ประจำเดือนมาไม่ปกติเหรอ?

“เขต...กินข้าวมายัง”

เด็กตัวโตเงยหน้าจากพื้นแล้วสบตาคนอายุมากกว่า เขาส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“งั้นไปกินกัน เดี๋ยวเลี้ยงข้าว”

คณินเดินตามร่างโปร่งไป เขาไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร แค่กำลังน้อยใจอะไรบางอย่างจนควบคุมตัวเองไม่ได้ จะว่าไปนอกจากศตคุณเพื่อนสนิทแล้ว ก็ไม่เคยมีใครขัดใจเขา ไม่เคยมีใครหักหน้าเขา...และยิ่งเป็นคนที่ผูกพันกันมาด้วยแล้ว...ความรู้สึกลึกๆ มันก็แสดงด้านความเป็นเด็กออกมาให้เห็นจนได้…

จริงๆ แล้ว เขตก็ไม่ได้ไม่ชอบอะไรเราสินะ แค่ปากแข็งเพราะเราเป็นลูกของพ่อ แต่คำพูดของเขตที่พูดออกมาแม้จะไม่ได้ตรงตามที่ใจคิด เขาก็เจ็บอยู่ดีนั่นแหละ


มันก็จริงที่เขาบอกว่าจะเลี้ยงข้าว และตอนนี้ก็เหมือนว่าเขตคนเดิมจะกลับมาแล้วด้วย นั่งดูดน้ำแตงโมปั่นแล้วยักคิ้วกวนๆ ให้อีกหลังจากสั่งอาหารไปหลายอย่าง หลายอย่างที่ว่านี่เกือบทั้งหมดในเล่มเมนู ชนิดที่กินกันสองคนก็กินไม่หมดแน่ๆ

คือปริมาณมันเท่ากับสั่งเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน…เรื่องเงินไม่มีปัญหาหรอก เพราะที่ผ่านมาเขาทำงาน แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ ไม่ได้อยากอวดหรอกนะ แต่ก็มีมากพอที่จะซื้อของทั้งห้างได้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เงินของสมรชัย…

“กินให้หมดนะ ก็น่าจะรู้ว่ากว่าจะได้ข้าวมาเม็ดหนึ่งลำบากขนาดไหน แล้วนี่  พ่อครัว แม่ครัวกว่าจะทำเสร็จหนึ่งเมนูก็ใช้เวลาตั้งเท่าไหร่ จะแกล้งกันก็ให้มันมีขอบเขตบ้าง”

“ไม่ต้องสอนได้ไหม ไม่หมดก็ห่อสิ”

“ตามใจ”

“ทำไม เสียดายเงินหรือไง?”

“เปล่า...บอกแล้วว่าจะเลี้ยงก็คือเลี้ยง”

“ก็ทำมาเป็นบ่น นี่ถ้าไม่หมดก็จะห่อกลับไปให้คนงานกิน ช่วยสร้างบุญให้ ไม่เอาหรือไง”

“เอาของเหลือไปให้เขากินนี่ได้บุญตรงไหนไม่ทราบ”

ร่างสูงชะงักกึก แต่ก็ทำลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้

เมฆาส่ายหน้า ก็รู้อยู่ว่าเจ้าตัวกินไม่กี่อย่างหรอก นอกนั้นก็จะไม่แตะแล้วให้พนักงานเอาไปห่อกลับบ้านเท่านั้น เด็กปากแข็ง ปากไม่ตรงกับใจ…

“ใครได้เป็นแฟนนี่ปวดหัวตายเลย” เมฆาบ่นพึมพำ

“ว่าไงนะ”

“ไม่ได้พูดกับนาย เงียบๆ ไป”

“จิ๊!” เด็กหนุ่มจิ๊ปากไม่พอใจ แต่ก็ดูดน้ำแต่งโมปั่นต่อ พอหมดก็สั่งมาอีกแก้ว






100%

 o13 o13 o13 o13 o13

แล้วตอนที่ 6 ก็ผ่านไป เจอกันตอนหน้านะคะ
มีอะไร พูดคุยสอบถามได้ที่แฟนเพจ Sawachi Yuki น่อ
อ่านแล้วก็คอมเม้นท์ให้กันด้วยนะคะ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +166/-7
กินทิ้งกินขว้าง ถ้าเขตอยู่ใกล้ๆ. จะตีให้  :3125:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

ลืมไทม์ไลน์เรื่องที่แล้วไปแล้วอ่ะ

แต่รู้สึกแปลกที่อาพายัพบอกว่ากำลังจะมีน้องและหมูก็จะมีน้อง

ในขณะที่เมฆาเพิ่งกลับมาเมืองไทยเอง  ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่หมูมาทำงานที่ไร่ไม่นานและยังไม่ได้ตกลงแต่งงานกับพ่อเลี้ยงด้วย

เออ...ช่างมันเถอะ

ออฟไลน์ buathongfin

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1325
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-3
ทึ้งหัวอย่างบ้าคลั่ง  ไอ้น้องเขตพูดๆกับพี่เขาสิ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด