**แรมเดือนสิบสอง** ll แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ (๑) P.8 [1/11/64]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: **แรมเดือนสิบสอง** ll แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ (๑) P.8 [1/11/64]  (อ่าน 45175 ครั้ง)

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 690
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
เขินนนนนนนน

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 930
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
รอตอนต่อไปอยู่นะครับคุณธัญญ์ เดือนกว่าแล้วหนา...ออเจ้า  :hao5:

ออฟไลน์ Bambooyamy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4
แรมเดือนสิบสอง

แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๒
(๑)







สัมผัสที่แก้มข้างขวายังชัดราวกับว่าบนนั้นมีรูปหัวใจสีแดงประทับอยู่จริง ๆ


ธันวารู้สึกได้ว่าตัวเองหน้าเห่อร้อน แม้จะเอามือจับแก้มไว้อย่างนี้แต่ก็ยังรู้สึกร้อนอยู่ดี ยิ่งเมื่อนึกถึงใบหน้าและรอยยิ้มของเดือนแรมก็ยิ่งหาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงรู้สึกใจสั่นได้มากมายขนาดนี้


มันมากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทั้งที่เคยมีความรักมาครั้งหนึ่งแล้วด้วยซ้ำ


ปลายนิ้วทั้งลูบทั้งวนตำแหน่งนั้นอย่างเลื่อนลอย เหมือนคล้ายจะรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่แต่กลับไม่รู้สึกตัวสักนิดในตอนที่ถูกเรียกจนกระทั่งได้ยินชื่อตัวเองในระดับเสียงที่ดังกว่าปกติ ร่างของเด็กหนุ่มถึงได้สะดุ้งน้อย ๆ


“เป็นอะไรไปลูก เป็นสิวหรือปวดแก้ม ลุงเห็นเราลูบตรงนั้นตั้งแต่ขึ้นรถมาแล้วนะ”


พอรู้ตัวก็รีบดึงมือลงทันที ไม่กล้าบอกว่าสาเหตุจริง ๆ ไม่ใช่ทั้งสองอย่างที่ลุงภาสว่ามา ธันวายิ้มน้อย ๆ ก่อนเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “ไม่มีอะไรหรอกครับ ว่าแต่เสาร์อาทิตย์นี้ลุงภาสไม่มีธุระที่ไหนเหรอครับ”


คนเป็นลุงยื่นมือข้างหนึ่งมาลูบผมหลาน ละสายตาจากถนนหนทางไปมองด้วยความเอ็นดูแวบหนึ่ง “ไม่มีธุระไหนสำคัญเท่ากับการใช้เวลาอยู่กับธันว์หรอกลูก”


ธันวายิ้มแห้ง ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่ได้ยินดี คงจะเป็นเรื่องดีที่มีคนรักคนใส่ใจ ให้เวลากับเขาอย่างเต็มที่และเต็มใจ แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าเป็นคนที่เขาเองก็อยากจะอยู่ด้วย ลุงประภาสดึงมือกลับไปแล้ว ปล่อยให้หลานชายสุดที่รักตกอยู่ในห้วงความคิดในอดีต


ครอบครัวที่แสนอบอุ่นพังทลายลงอย่างรวดเร็วโดยไร้การแจ้งเตือนหลังจากหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถคว่ำในวัยที่เขาเพิ่งเลื่อนชั้นจากประถมเข้าโรงเรียนมัธยมชายล้วนที่มีชื่อเสียงได้ การจากไปของพ่อพรากความสุขไปจากสองแม่ลูกจนหมดสิ้น กว่าจะเรียกรอยยิ้มกลับมาได้ บ้านทั้งหลังก็ตกอยู่ในบรรยากาศเศร้าโศกอยู่เกือบปี แต่แล้วโชคชะตาก็ไม่เคยปราณี เมื่อสามปีต่อมาที่พึ่งเดียวของเขาจากไปด้วยอุบัติเหตุรถชนโดยมีเขาร่วมชะตากรรมอยู่ด้วย ทุกประสาทสัมผัสของเด็กน้อยในวันนั้นรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้ชัดเจนและจดจำมันจนหมดจดทุกรายละเอียด


...แม้จะไม่อยากจำก็ตาม


ธันวาหลับตาพัก ทิ้งเรื่องราวในอดีตไว้ข้างในอีกครั้ง นึกโทษตัวเองที่ขุดมันขึ้นมาให้ระทมใจอีกครั้งทั้งที่เรื่องผ่านไปนานแล้ว และรู้ทั้งรู้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่จะย้อนกลับมาให้รู้สึกปวดหน่วงในใจ แต่ยังมีอีกเรื่องต่อจากเหตุการณ์นั้นที่แม้จะไม่ได้ถูกพรากจากแบบไม่มีวันกลับ แต่ก็ไม่มีวันที่จะเจอกันได้อีก


ทั้งที่ตั้งใจจะแค่พักสายตาแต่ธันวากลับพบว่าตนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาในตอนที่รถจอดสนิทอยู่หน้าบ้านแล้ว นักศึกษาแพทย์หนุ่มคิดว่าคงเป็นเพราะตนยังเพลียกับอาการเมาค้าง แม้เดือนแรมจะคะยั้นคะยอให้ดื่มน้ำอะไรสักอย่างที่เจ้าตัวอุตส่าห์เตรียมไว้ให้หลังเขาอาบน้ำเสร็จ แต่เขาก็ดื่มมันไม่หมดเพราะรู้ว่าลุงประภาสมารอนานแล้ว อาการมึนศีรษะจึงยังหลงเหลือให้รู้สึกเพลียอยู่บ้างเล็กน้อย


“ขึ้นไปนอนพักอีกสักหน่อยไหมธันว์ ค่อยลงมาตอนอาหารมื้อกลางวันเลยก็ได้” ลุงประภาสเสนอ ซึ่งคนที่พร้อมจะปลีกวิเวกตลอดเวลาอย่างธันวาก็รีบคว้าโอกาสนี้ไว้ทันที


‘ถึงบ้านรึยัง’


ยังไม่ทันตั้งค่าปิดทุกการแจ้งเตือนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนอนอย่างที่ทำทุกครั้ง คนที่เพิ่งทำให้ใจเต้นแรงตั้งแต่เช้าก็ส่งข้อความมาหาเสียก่อน ธันวามองข้อความที่แทรกบทสนทนาที่เคยมีแต่สติกเกอร์นิ่ง คิดอยู่นานจนอีกฝ่ายท้วงด้วยคำถามเดิมซ้ำกว่าจะยอมตอบกลับไปว่าเพิ่งถึงแล้วกดออกมาตั้งค่าอย่างที่ต้องการก่อนทิ้งตัวลงนอนให้สมใจ




ธันวาตื่นขึ้นมาในช่วงใกล้เที่ยงจากการปลุกของแม่บ้านที่ลุงประภาสให้ขึ้นมาตามด้วยสาเหตุที่ว่าควรจะรับประทานอาหารให้ตรงเวลา คนที่อยู่ในตำแหน่งหลานชายสุดที่รักใช้เวลาในการล้างหน้าล้างตาไม่นานก่อนตามลงไปทันได้ยินคนสูงวัยคุยเรื่องงานที่ให้ลูกชายไปทำธุระแทนในเช้าวันนี้


“จริง ๆ แล้ววันนี้คุณลุงมีงานนี่ครับ น่าจะปล่อยให้ผมกลับมาเอง” ธันวาพูดในตอนที่เดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามญาติผู้พี่โดยไม่ลืมสบตาอีกฝ่ายเป็นการทักทาย แต่ก็เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น


“เรื่องงานน่ะปล่อยให้พี่เขาทำไปเถอะ ลุงอยากไปรับธันว์มากกว่านะลูก”


เด็กหนุ่มยิ้มบางด้วยเหนื่อยจะพูดเรื่องทำนองนี้แล้วโดยไม่สนใจว่าคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกำลังมีสีหน้าแบบไหนตอนได้ยินประโยคเดียวกันนี้


“แล้วนายล่ะ หน้าตาดูไม่สดใสเลยนะ เมื่อคืนนอนดึกเหรอ” ปกป้องถามขณะตักอาหารข้ามโต๊ะมาให้อย่างเป็นธรรมชาติที่ทำเอาคนนั่งหัวโต๊ะยิ้มพอใจ


คนถูกถามสะดุ้งตัวเล็กน้อยอย่างวัวสันหลังหวะ ความจริงจะเที่ยวที่แบบนั้นเขาคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้โดยไม่ถูกตำหนิ แต่ถึงอย่างนั้น ลึก ๆ แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ายังเร็วเกินไปอยู่ดี เสียงที่ตอบรับออกไปจึงติดสั่นเล็กน้อย โดยไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้างตอนที่ตัวเองไม่ได้สติ “ค...ครับ”


“เพิ่งสอบเสร็จเองไม่ใช่เหรอ อย่านอนดึกนักสิลูก ดูซิเนี่ย ขอบตาคล้ำหมดแล้ว” คนเป็นลุงไม่พูดเปล่า แต่ยังทิ้งช้อนในมือเพื่อยื่นมาสัมผัสใบหน้าของคนเป็นหลานอีกด้วย


ไม่ต้องรอให้ธันวาเบี่ยงใบหน้าหลบออกมาเสียงกระแอมไอของปกป้องก็ทำให้ประภาสดึงมือกลับไปเองแล้วเริ่มรับประทานอาหารกันต่อ เพียงแต่มันไม่ได้ราบเรียบตลอดมื้ออาหารเพราะยังคงเต็มไปด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับเขาทั้งสิ้น


“ช่วงบ่ายเล่นเกมกระดานกับลุงนะธันว์ เย็น ๆ ค่อยออกไปวิ่งกัน”


“เอ่อ...” คนถูกชวนเหลือบสายตามองญาติผู้พี่เล็กน้อย ยังคงลังเลว่าจะตอบตกลงดีหรือไม่


“ผมขอตัวนะครับ เชิญพ่อกับน้องตามสบายเลย”


“อือ เกมกระดานมันต้องเราสองคนเท่านั้นจริงไหมธันวา” คนสูงวัยว่าพร้อมยกแขนขึ้นกอดคอหลานพาเดินออกไปที่สวยหย่อมเล็ก ๆ ข้างบ้านโดยที่เจ้าตัวไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเลยสักนิด



บ้านของประภาสตั้งอยู่ในโครงการที่จัดว่ามีมูลค่าสูงมากแห่งหนึ่งในย่านปริมณฑล บ้านหลังใหญ่ที่มาพร้อมพื้นที่บริเวณบ้านมากพอจะปลูกไม้ใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางส่วนของตัวบ้านที่ห่างจากบ้านหลังข้างกันไม่มากนัก ในตอนที่เดินตามลุงประภาสไปศาลาไม้ใต้ต้นจามจุรีจึงอดไม่ได้ที่จะมองส่วนนั้น ทั้งที่มันเป็นระเบียงห้องนอนของเขาเอง


...ระเบียงที่ถูกปิดตายมาเป็นปีแล้ว


“ยังติดต่อกับพี่เขาบ้างไหม” ประภาสถามเมื่อเห็นหลานชายมองเลยไปยังระเบียงห้องของบ้านหลังข้างกันซึ่งรู้กันดีว่าเป็นห้องของใคร



“ม...ไม่ได้คุยกันแล้วครับ”


“นั่นสินะ ปีสี่แล้วนี่ใช่ไหม ป่านนี้นายภีมก็คงยุ่งพอ ๆ กับเจ้าป้องละนะ”


ธันวาไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับเขาคนนั้น และประภาสก็ไม่ซักไซ้อะไรต่อแม้จะสงสัยว่าเหตุใดคนที่หลานชายไปทำตัวติดแจด้วยอยู่หลายปีถึงขาดการติดต่อกันไปเสียอย่างนั้น และดูท่าว่าฝั่งนี้เองก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนพยายามจะติดต่อพูดคุยทั้งที่เมื่อก่อนแทบห่างกันไม่ได้เลยทีเดียว


เกมกระดานสุดโปรดของประภาสคือโกะหรือหมากล้อมญี่ปุ่น และคนที่เล่นเข้าขากันที่สุดเห็นจะมีแต่หลานชายคนนี้ที่ก็ชอบมากถึงขั้นเข้าชมรมโกะที่มหา’ลัยเมื่อตอนปีหนึ่ง เพราะธันวาชอบอะไรเหมือน ๆ กัน เขาถึงได้โปรดปรานเด็กคนนี้มาตั้งแต่เยาว์วัย ใบหน้าหล่อที่ดูสวยเหมือนแม่ยามที่ตั้งใจจดจ่อกับอะไรมาก ๆ อย่างเกมตรงหน้าที่ยิ่งโตก็ยิ่งฉายความสวยที่ได้แม่ออกมาเยอะยิ่งทำให้ประภาสเพลิดเพลินกับเกมกระดานนี้เป็นอย่างมาก




ผ่านไปกว่าสามชั่วโมงทั้งโกะทั้งหมากรุกไทยทำเอาสองลุงหลานสนุกจนไม่ทันสังเกตว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ ธันวาบิดตัวไล่ความเมื่อยขบของร่างกายจากการนั่งนาน ก่อนจะกลับขึ้นห้องไปเปลี่ยนเป็นชุดกีฬาตามคำชวนของลุงประภาสที่อยากออกไปสูดอากาศตรงส่วนกลางของหมู่บ้าน


“จะออกไปวิ่งกันเหรอ” ปกป้องถามขึ้นก่อนที่คนน้องจะลงบันไดไปจากชั้นสองของบ้าน


“ค...ครับ พี่ป้องไปด้วยกันไหมครับ” เด็กหนุ่มแค่นยิ้ม เอ่ยชวนตามมารยาท


คนพี่ส่ายหน้าก่อนเอ่ยปฏิเสธเสริม “ไปกันเถอะ รีบกลับกันมาหน่อยแล้วกัน วันนี้ไอ้ต้าจะมากินข้าวด้วย”


ต้าคือเพื่อนสนิทของปกป้อง ธันวารู้จักดีเพราะอีกฝ่ายมักจะมานอนค้างที่บ้านนี้บ่อยครั้ง คนเป็นน้องรับปากโดยไม่ถามอะไรต่อให้มากความก่อนรีบวิ่งลงไปข้างล่าง


ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่กับลุงประภาส ธันวามักจะใช้ช่วงเวลาตอนเย็นหลังเลิกเรียนไปกับการวิ่งสูดอากาศไปทั่วหมู่บ้านก่อนจะจบลงที่คอร์ทเทนนิสท้ายหมู่บ้าน แต่วันนี้ตั้งใจจะแค่วิ่งไปสวนและนั่งเล่นรับลมเท่านั้น แต่ยังไม่ทันออกวิ่ง คนเด็กกว่าก็เบ้หน้าเพราะรองเท้ากีฬาคู่ที่ไม่ได้ใส่เป็นประจำเริ่มทำพิษเสียแล้ว


“ผมขอปั่นจักรยานดีกว่าครับ ปวดเท้าแบบนี้ ถ้าฝืนวิ่งอีกคงไม่ไหว”


“เอาของพี่เขามาใส่ก่อนไหม”


“ไม่เป็นไรครับ ใส่ไปก็ไม่ชินเท้าอยู่ดี ผมว่าผมปั่นจักรยานดีกว่า”


หลังหลานชายยืนกรานอย่างนั้นประภาสก็ตามใจเจ้าตัวจนได้ เสียดายอยู่ลึก ๆ ที่ไม่ได้วิ่งไปคุยไป เพราะนอกจากธันวาจะปั่นจักรยานแล้ว หลานรักยังขอปั่นไปคอร์ทเทนนิสท้ายหมู่บ้านก่อนเป็นอันดับแรกเลย ทิ้งให้เขาต้องเดินระคนวิ่งไปตามกำลัง


คอร์ทเทนนิสท้ายหมู่บ้านมีอยู่เพียงแค่สองคอร์ทตั้งติดกับคอร์ทแบดมินตัน สนามบาสเกตบอลและสระว่ายน้ำ ส่วนทะเลสาบและสวนรวมถึงสนามเด็กเล่นอยู่อีกฟากหนึ่ง


ธันวาจอดจักรยานไว้หน้าสระว่ายน้ำ เดินเลียบอาคารไปทางด้านหลังก็เริ่มได้ยินเสียงลูกเทนนิสกระทบพื้นสนามชัดขึ้นทุกขณะ


“พี่คริส!” ธันวาตะโกนเรียกคนที่ยืนอยู่ในคอร์ทฝั่งตรงข้ามกับประตูที่ตัวเองเข้ามา


เจ้าของชื่อที่ก้มลงหยิบลูกเทนนิสตั้งท่าจะเสิร์ฟให้คู่ตัวเองอีกครั้งก็เปลี่ยนเป็นยกมือทักทายตอบคนที่โบกมือหยอย ๆ มาจากอีกฝั่ง ก้มหัวส่งสัญญาณให้คู่ที่เล่นด้วยว่าขอเวลานอกแล้วรีบสาวเท้าไปหาเพื่อนสนิทของน้องชายทันที


“พี่คริสมานอนบ้านอาม่าเหรอครับ ไอ้ดีนมาด้วยรึเปล่า” ธันวาร้องถามตั้งแต่คริสยังห่างจากตัวมากกว่าห้าก้าว “ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย” ประโยคหลังเด็กหนุ่มพึมพำบ่นเพื่อนรักอยู่คนเดียว


“มาสิ ดีนไม่ได้บอกเราเหรอ” คริสถือไม้และลูกเทนนิสรวบในมือเดียวเพื่อใช้มือข้างที่ว่างวางลงบนศีรษะคนที่เหมือนเป็นน้องชายแท้ ๆ อีกคน


ได้ยินอย่างนั้นก็รีบตบกระเป๋ากางเกงตัวเองควานหาสมาร์ทโฟนมาเช็คดู แต่เมื่อไม่พบจึงได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ “ลืมหยิบมาด้วยครับ...จริงด้วย! ผมไม่ได้เช็คมือถืออีกเลยตั้งแต่เผลอหลับไปเมื่อตอนสาย แต่เมื่อวานอยู่ด้วยกันก็ไม่เห็นบอก”


“พี่กับดีนก็เพิ่งรู้ว่าเตี่ยจะมาเมื่อเช้านี้เอง...ไปกินข้าวเย็นบ้านอาม่ากัน”


“คงไม่ได้หรอกครับ ลุงภาสไม่ยอมแน่ ๆ” แม้ใจจะอยากไปตามคำชวนมากแค่ไหนก็ตาม แต่เพราะเหตุที่กลับบ้านมาครั้งนี้เนื่องจากคนเป็นลุงเว้าวอนอยากใช้เวลาร่วมกัน ถ้าเขาหนีหายไป แม้จะมื้อเดียวก็คงทำให้ลุงรู้สึกไม่ดีเอาได้ “อีกอย่าง วันนี้มีแขกของพี่ป้องด้วยครับ”


“ไม่เห็นเป็นไรเลย เดี๋ยวพี่ไปขอลุงภาสให้เอาไหม ยกอาม่ามาอ้างไง” ประโยคหลังคริสก้มหน้าลงไปกระซิบใกล้ ๆ ราวกับจะให้เป็นความลับระหว่างพวกเขาสองคนเท่านั้น ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลยสักคน


ไม่สิ! คริสเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนปล่อยให้คู่ที่เล่นเทนนิสด้วยกันรออยู่


“ขอโทษด้วยนะ แต่พี่ต้องไปแล้วว่ะ” คริสกอดคอธันวาก่อนหันไปบอกอีกฝ่ายที่ยืนจ้องมาทางนี้นานแล้ว


“พี่แรม!!”


เดือนแรมจ้องรุ่นน้องในคณะตัวเองนิ่ง ไม่เผื่อแผ่ไปให้คนที่กำลังสนทนาด้วยสักนิด มันน่าน้อยใจไหมเล่า ทั้งที่รู้จักคุ้นหน้าคุ้นตากันมากขึ้นแล้วแต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในสายตาของธันวาเป็นลำดับแรก ๆ อยู่ดี ยืนอยู่ตรงนี้ใกล้จุดที่อีกฝ่ายยืนอยู่แท้ ๆ แต่กลับไปมองเห็นคนไกลก่อนเสียได้


เจ้าบื้อ!!


“รู้จักกันเหรอ”


“ค...ครับ รุ่นพี่ที่คณะน่ะครับ” ธันวาตอบพลางขยับตัวออกจากอ้อมแขนของคริสอย่างช้า ๆ เมื่อเห็นว่าเดือนแรมสาวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยสายตาคมดุที่ไม่ยอมละจากหน้าตนไปไหน


ที่อยู่ดี ๆ ก็หวงเนื้อหวงตัวขึ้นมาไม่ใช่เพราะกลัวอีกฝ่ายเข้าใจผิดหรือไม่พอใจอะไรเสียหน่อย แต่เพราะแขนพี่คริสหนักต่างหาก ธันวาคิดอย่างนั้น


“พี่แรมอยู่หมู่บ้านนี้ด้วยเหรอครับ”


“อ้าว นึกว่าเคยเจอกันที่นี่บ่อย ๆ ซะอีก แรมเขามาเล่นเทนนิสบ่อยพอกันกับเราแหละมั้ง พี่มาทุกครั้งก็เจอเขาทุกครั้งนะ” เพราะตอนที่คริสกับดีนมาบ้านอาม่า เขาก็มักจะเล่นบาสเกตบอลกับดีนมากกว่า ธันวาคิดว่าคงไม่แปลกที่ตัวเองจะไม่เคยเห็นหน้าเดือนแรมมาก่อน


“ตาบอดเหรอถึงไม่เห็นกู” เดือนแรมส่งคำถามพุ่งตรงไปหาธันวาอย่างเกรี้ยวกราดจนคนน้องอ้าปากค้าง “แล้วส่งข้อความไปทำไมยังไม่อ่าน”


ธันวาอยากจับคนพี่มาขยี้ขยำเสียจริง คนอะไรเอาแต่ใจ เดี๋ยวด่าเดี๋ยวต้องการคำตอบ อยากได้อะไรจากเขาอย่างนั้นเหรอ “อ่า ขอโทษครับ พอดีผมยุ่ง ๆ พี่มีธุระอะไรด่วนรึเปล่า”


“ช่างเถอะ” ...เรามันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นนี่


“ไปกันเลยไหมธันวา...พี่ไปก่อนนะแรม ไว้มีโอกาสคงได้เล่นกันอีก” คริสบอกเดือนแรมขณะยกแขนกอดคอธันวาอีกครั้งเพื่อพาเดินออกไปจากสนามโดยที่รุ่นพี่รุ่นน้องจากคณะเดียวกันยังไม่ทันได้ร่ำลา


“ธันวา” ...ลองเสี่ยงเรียกดู


เด็กนั่นหันกลับมามองพร้อมคนข้าง ๆ ที่เดือนแรมเริ่มรู้สึกไม่ถูกชะตาขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ทั้งที่เป็นมิตรกันมาตลอด


“ผมขอตัวธันวาก่อนได้ไหมครับ จะคุยเรื่องกิจกรรมของคณะ” ...อยากลองใจ


ธันวารู้ดีว่าไม่มีกิจกรรมอะไรที่ชั้นปีที่สองต้องรับผิดชอบหรือทำร่วมกับชั้นปีที่สามอีกแล้ว ถ้าน้องเข้าใจความในที่เขาต้องการสื่อและน้องเองอยากอยู่ด้วยกัน อีกฝ่ายต้องตอบรับโดยไร้ข้อสงสัย แต่ถ้าไม่...เขาคงต้องถอยกลับไปย้อมใจและตั้งหลักใหม่อีกครั้ง


ธันวาหลบตามองพื้น เม้มปากอย่างใช้ความคิดก่อนตัดสนใจหันมองพี่ชายของเพื่อนสนิทแล้วยืนยันความตั้งใจเดิมอย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่ทีแรกแล้ว


“ฝากความคิดถึงถึงอาม่าและทุกคนด้วยนะครับ แต่วันนี้ผมไม่สะดวกจริง ๆ เดี๋ยวลุงภาสงอนอีก” ธันวาคิดอย่างที่พูด ที่เขาปฏิเสธที่จะไปกับคริสก็เพราะเหตุนี้หรอก ไม่ใช่จะอยากใช้เวลากับเดือนแรมให้นานขึ้นอีกนิดเสียหน่อย


….ใครจะอยากอยู่กับคนที่ชอบดุด่าตัวเองกันละวะ


“ตามใจเราแล้วกัน” คริสวางมือบนกลุ่มผมนุ่มของคนเด็กกว่า โยกไปมาเล็กน้อยด้วยความมันเขี้ยวก่อนบอกลา


เป็นครั้งแรกที่ธันวารู้สึกขัดเขินแปลก ๆ ที่ต้องอยู่กันตามลำพังกับเดือนแรม ในตอนที่คริสจากไปเขาจึงแสร้งหันมองจนลับสายตาด้วยเพราะไม่รู้จะปั้นหน้าอย่างไร


“อะแฮ่ม!”


“เออใช่! กิจกรรมอะไรนะครับที่พี่แรมจะคุยด้วย”


เดือนแรมจ้องคนหน้าซื่อตาใสนิ่ง นึกอยากจะบีบปากที่ถามมาได้ว่ากิจกรรมอะไรทั้งที่รู้อยู่แแก่ใจว่าไม่มีอะไรทั้งนั้น “ต้องให้บอกชัด ๆ เหรอว่าอยากอยู่ด้วยถึงจะเลิกแกล้งโง่”


ธันวาอึ้งจนอ้าปากค้าง เริ่มไม่แน่ใจว่าตนกำลังถูกด่าทางอ้อมว่า ‘โง่’ หรือแค่ถูกรู้ทันว่า ‘แกล้งโง่’ กันแน่


“ก็แล้วทำไมต้องอยากอยู่ด้วยละวะ” ธันวาพึมพำด้วยความขุ่นเคือง ทว่าอีกคนกลับได้ยินมันเต็มสองหู


“แล้วทำไมมึงถึงยอมอยู่ด้วยล่ะ”


“ผมบอกพี่แบบนั้นเหรอ” คนน้องสวนทันควัน


“มึงปฏิเสธพี่คริส”


“ผมไม่ได้โกหกพี่คริสนะ ผมบอกพี่คริสแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้วแต่พี่เขารั้นเองต่างหาก”



นัยน์ตาคมดุจ้องมองนิ่งจนคนถูกมองขาดความมั่นใจในการต่อปากต่อคำด้วยจนต้องหลบตาหลุกหลิก “สรุปว่าไม่ได้อยากอยู่กับกู”



“เอ่อ…”



ท่าทีอ้ำอึ้งของธันวาไม่ทำให้เดือนแรมฉุนได้มากไปกว่าผิดหวังที่ความพยายามไม่เป็นผล เขายังไม่ได้หวังให้น้องรักตอบ แต่ผิดหวังที่ที่ผ่านมาเขายังทำให้ธันวารู้สึกดีเวลาอยู่ด้วยกันไม่ได้เลย “ถ้างั้นก็แยกกันตรงนี้ อยากไปส่งที่บ้านนะ แต่มึงคงไม่ยินดี กูไปละ”


ไม่ได้ถอดใจ แค่ถอยไปตั้งหลัก เพราะอยากใช้วิธีแบบนุ่มนวลในการเข้าหา อยากจะค่อย ๆ ซึมซาบเข้าไป ไม่อยากใช้ความรู้สึกตัวเองมารุก บีบบังคับหรือยัดเยียดให้อีกฝ่ายรู้สึกตอบ เพราะถ้าเขาไม่รู้สึก การตามตื้อจะกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญ และเดือนแรมก็ไม่อยากได้รับความรู้สึกด้านลบกลับมาด้วย


“เดี๋ยวพี่!...ขี้น้อยใจจังวะ” วลีหลังธันวาพึมพำเสียงเบาแต่ก็ยังไม่รอดพ้นหูของคนพี่อยู่ดี


“ไม่ได้น้อยใจ แต่รู้ว่ายังไม่มีสิทธิ์” ...สิทธิ์จะน้อยใจยังไม่มีเลย


นัยน์ตาคู่นั้นส่อแววตัดพ้อแวบหนึ่งก่อนจะพร่าเบลอไปเมื่อเจ้าของมันเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ธันวาเห็นแค่ช่องว่างระหว่างคิ้วที่แคบลงเหมือนฉงนในบางอย่างเท่านั้น “มึงไม่พอใจกูเรื่องเมื่อเช้ารึเปล่า”


“อะ อะไรครับ เรื่องอะไร” ธันวาเอนตัวออกห่างเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถอยหลัง เมื่อมองระยะนี้ก็เห็นชัดขึ้นมาว่านัยน์ตาดุคู่นั้นกำลังครุ่นคิดบางอย่าง


“ก็ที่กูทำแบบนี้ไง” แก้มใสข้างขวาของธันวาถูกจับจองอีกครั้งด้วยฝ่ามือของคนพูดที่ยื่นมากอบไว้ เดือนแรมเกลี่ยนิ้วทับรอยเดิมกับเมื่อเช้าอย่างอ่อนโยนคล้ายต้องการให้ ‘สติกเกอร์รูปหัวใจ’ ชัดขึ้นอีกครั้ง ทว่าแทนที่จะแดงแค่รอยสติกเกอร์กลับกลายเป็นขยายวงกว้างแดงซ่านไปทั้งใบหน้าอย่างรวดเร็ว


แววฉงนหายไปจากนัยน์ตาคมดุเปลี่ยนเป็นแพรวพราวอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับมุมปากได้รูปที่กระตุกยิ้มแบบที่คนเด็กกว่าไม่ทันสังเกต แต่ก่อนที่จะทนกลั้นยิ้มไว้ไม่ไหวเจ้าตัวก็รีบปล่อยใบหน้าอีกฝ่ายให้เป็นอิสระแล้วรีบหันหลังเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่กายภาพจะทำได้เสียก่อน


ก็ยังมีหวังนี่หว่าไอ้แรม!


“พี่แรม!...รอด้วยดิ!” เมื่อหายอึ้งแล้วก็รีบวิ่งตามรุ่นพี่หน้าดุไปทันที ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น ทั้งที่เมื่อครู่ใจเต้นแรงจนแทบบ้า ลมหายใจก็ติดขัด ไหนจะใบหน้าที่เห่อร้อนขึ้นมาก ๆ จนอีกฝ่ายต้องรู้สึกแน่ ๆ อีก ความจริงแล้วเขาควรจะหนีไปอีกทางไม่ใช่หรือ แล้วใยสองขาถึงพาร่างมาเดินก้มหน้าซ่อนความขัดเขินอยู่ข้างเขาได้กันเล่า


เดือนแรมไม่ปิดบังรอยยิ้ม ยิ่งเห็นท่าทางของคนน้องก็ยิ่งระบายยิ้มเต็มปากเต็มตาไม่สนคนเดินผ่านไปมาจะมองว่าบ้าเลยสักนิด ไอ้เด็กข้าง ๆ ที่เอาแต่เดินก้มหน้าราวกับหาเศษเหรียญนี่มันน่ามันเขี้ยวเสียจริง เห็นแล้วอยากบีบอยากบี้มันซะตรงนี้แต่ก็ต้องเก็บอาการไว้แล้วย้ำกับตัวเองว่ายังไม่ถึงเวลา


“แยกกันตรงนี้เลยแล้วกัน” เดือนแรมแกล้งพูดเสียงเข้มหลังจากปั้นหน้านิ่งอย่างสุดความสามารถได้สำเร็จแล้ว


คนถูกตัดรอนหันมองค้อน อยากคาดโทษคนพี่แต่ก็ไม่รู้ว่าชีวิตนี้คนอ่อนกว่าอย่างตนจะมีโอกาสได้เอาคืนรุ่นพี่บ้างหรือเปล่า


“ไปนะ”


“ละ แล้วไม่มีอะไรจะคุยด้วยแล้วเหรอพี่”


เดือนแรมหันกลับไปเลิกคิ้วมอง “หมายถึงกิจกรรม?”


ธันวาย่นหน้าอย่างหงุดหงิดใส่คนที่เอาแต่กวนอารมณ์เขาไปมาอยู่แบบนี้ “ไม่รู้โว้ย ไม่คุยก็ไม่คุย”


เดือนแรมกระตุกยิ้ม อาการงุ่นง่านของธันวาถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเขา จึงไม่รอช้ารีบสาวเท้าเข้าไปกอดคอคว้าอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ตัวเอง “อยากอยู่ด้วยกันต่อก็พูดดิ ยากอะไร”


“มั่วแล้ว” ธันวาดันตัวออก หันหน้ามามองคนพี่อย่างเอาเรื่อง “พี่ต่างหากที่อยากให้อยู่ พี่ยังไม่เห็นพูดออกมาเลย...ดีแต่ไล่” ท้ายประโยคริมฝีปากอิ่มแดงมุบมิบไม่ให้เกิดเสียงแต่คนมองก็ยังอ่านมันออกอยู่ดี


เดือนแรมเม้มปากเก็บอาการที่อยากจะยิ้มจนเมื่อยแก้มไปหมด สุดท้ายจึงอนุญาตให้มีเพียงรอยยิ้มมุมปากเท่านั้นที่หลุดลอดออกมาพร้อมแววตาแพรวพราวจนคนมองใจกระตุก ยิ่งในยามที่อีกฝ่ายก้มหน้าลงมาหาก็ยิ่งใจเต้นแรงจนเกือบจะช็อคแล้วหยุดเต้นไปดื้อ ๆ เสียให้ได้


ใบหน้าคมดุหยุดห่างจากเขาพอประมาณ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจะไม่เคลื่อนเข้ามาใกล้มากกว่านี้ธันวาก็แอบผ่อนลมหายใจให้ปกติอย่างที่คิดว่าแนบเนียนที่สุด


“อยู่ด้วยกันให้หายคิดถึงก่อนนะครับ”


“...”


“...นะ”









(มีต่อนะคะ)

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4


ธันวารู้สึกเหมือนโดนป้ายยา โลกของเขามันฟุ้ง ๆ คล้ายกำลังฝัน จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าหลังจากประโยคนั้นของเดือนแรมแล้วเป็นอย่างไรต่อ รู้แค่ว่าตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่ในสวนสนุกที่มีเด็กเล็กเล่นสไลเดอร์ส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ตรงหน้า...และข้าง ๆ ก็มีผู้ชายหน้าดุผิวปากราวกับอารมณ์ดีเสียเต็มประดาจนน่ารำคาญ ความอารมณ์ดีของเดือนแรมช่างน่ารำคาญ มันทำให้เขาทำตัวไม่ถูกและใจก็วูบหวิวจนน่ารำคาญไปหมด


“ไปเล่น seesaw กันไหม” เดือนแรมทำลายความประดักประเดิดที่เกิดขึ้นด้วยการชี้ชวนไปยังกระดานหก ซึ่งเป็นเครื่องเล่นเพียงชนิดเดียวที่ยังไม่ถูกเด็ก ๆ จับจอง


“โตเกินกว่าจะเล่นแล้วป่ะพี่” ธันวาพูดติดตลก


“ใคร ๆ ก็เล่นได้ทั้งนั้นแหละ ยิ่งตัวใกล้ ๆ กันก็ยิ่งเล่นสนุกออก”


ไม่รู้ว่าเดือนแรมมีทักษะการเชื้อเชิญที่เก่งมากหรืออย่างไรธันวาถึงพบว่าตัวเองยอมไหลตามน้ำไปด้วยได้ง่ายเสียจริง แล้วที่บอกว่าขนาดตัวเท่ากันนั้นเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งนั้น ในความเป็นจริงแล้วเดือนแรมสามารถทำให้ร่างที่เหมือนจะเท่ากันของเขาลอยค้างอยู่กลางอากาศได้นานหลายนาทีเลยทีเดียว


“ลง ๆ ๆ อย่ากดไว้สิพี่แรม เอาผมลงเดี๋ยวนี้เลยนะ”


“บนนั้นอากาศดีไหม”


“พี่ลองอยู่ข้างบนดูบ้างไหมล่ะ ”


“อ้อนก่อนสิ”


“เพ้อเจ้อแล้ว เอาลงงงงง” ธันวาโวยวายเสียงดังขึ้นจนเด็ก ๆ และผู้ปกครองต่างหันมามอง เดือนแรมทำปากจุ๊ ๆ ส่งสัญญาณให้อีกคนเงียบแล้วค่อย ๆ ยันเท้าดันตัวขึ้นอย่างนิ่มนวลเพื่อไม่ให้ธันวาตกลงมาด้วยแรงกระแทกจนสุดท้ายทั้งสองก็อยู่ในระดับเดียวกัน รองเท้าทั้งสองคู่สัมผัสพื้นเพื่อประคองน้ำหนักกันและกัน


“โกรธพี่เหรอครับน้องธันวา”


“ขนลุก!” นัยน์ตาใสรีเล็กมองคนพี่ที่กำลังทำหน้าระรื่นอย่างคาดโทษ อย่าคิดว่าเดือนแรมจะพูดด้วยเสียงอ่อนเสียงหวานชวนใจอ่อนระทวย เพราะทั้งสีหน้าแววตาและน้ำเสียงต่างกวนประสาทจนอยากเอาคืนบ้าง และคงไม่มีวิธีไหนเอาคืนได้เจ็บแสบเท่ากับการดันตัวเองให้ขึ้นสูงเพื่อให้อีกฝ่ายตกลงไปกระแทกพื้นอย่างเฉียบพลันอีกแล้ว


แต่เดือนแรมไม่ใช่ธันวาที่จะโดนหลอกง่าย ๆ และขาดการป้องกันตัว เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นว่าเขายอมทิ้งตัวลงต่ำกว่าอย่างง่ายดายเพื่อให้อีกฝ่ายลอยตัวขึ้นอย่างนุ่มนวลอีกด้วย


“ชอบอยู่ข้างบนก็ไม่บอก แล้วเมื่อกี้ขอลงมาทำไมวะ”


ธันวานึกเกลียดเสียงหัวเราะในลำคอของเดือนแรมขึ้นมาจับใจ “ไม่ต้องมาพูดเลย ทำไมผมต้องแพ้พี่อีกแล้ววะ”


“มึงจะชนะกูทุกอย่างเลยรึไงละวะ”


“ชนะอะไรเล่า ผมเคยชนะอะไรพี่ได้บ้าง แพ้ตลอดเลย”


“โวยวายเก่งจริง ๆ เลยนะมึงเนี่ย” เดือนแรมดันตัวเองขึ้นเพื่อลดระดับอีกคนให้ลงมาอยู่ในระดับเดียวกันอีกครั้ง


“ก็เพราะพี่นั่นแหละ แพ้ให้บ้างก็ไม่ได้”


“ถ้ามึงยอมให้กูชนะมึงอีกอย่าง กูจะยอมแพ้มึงไปตลอดชีวิตเลย”


“อะไร”


“ชนะใจมึงไง”


สองสายตาสอดประสานกัน ไม่มีแววล้อเล่นในหน่วยตาคมดุอีกแล้ว ยิ่งมองลึกลงไปก็ค้นเจอแต่ความจริงใจจนธันวานึกกลัว มันเหมือนสายตาของคน ๆ หนึ่งที่เคยใช้มองเขาเมื่อหลายปีก่อน


คนที่ท้ายที่สุดก็ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในชีวิตเขา


“ธันวา!”


เจ้าของชื่อสะดุ้งหลุดจากภวังค์เช่นเดียวกันกับคนฝั่งตรงข้าม เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่เดินเข้ามาหา ธันวาก็ส่งสัญญาณให้เดือนแรมรู้ว่าตนจะลุกออกจากกระดานหกแล้วเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ตั้งรับทัน


“คุณลุงจะกลับแล้วเหรอครับ”


“ใช่ เจ้าป้องโทรมาตามแล้ว...แล้วนี่รู้จักกันเหรอ”


“สวัสดีครับ” เดือนแรมกระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม ประภาสเองก็รับไหว้ด้วยความอารีย์


“นี่พี่แรมครับ รุ่นพี่ที่คณะ”


“อ้อ ลุงฝากน้องด้วยนะแรม แต่ตอนนี้เราคงต้องไปแล้ว”


“ครับ”


แม้จะผิดแผนที่ตั้งใจจะไปส่งที่บ้านแต่เดือนแรมก็ยังยิ้มได้เพราะได้เข้าใกล้ธันวามากขึ้นกว่าเดิมอีกหนึ่งก้าว ทว่ายังมีอีกหนึ่งอย่างที่คาใจ ในตอนที่พวกเขาสบตากันเมื่อครู่ เดือนแรมสัมผัสได้ว่าแม้อีกฝ่ายจะมองตอบกลับมาแต่เหมือนใจไม่ได้อยู่กับเขาเลย


เดือนแรมตระหนักรู้ว่าตนยังต้องใช้เวลาอีกมากในการเอาชนะใจธันวาได้หมดใจ และเขาก็ใจเย็นมากพอที่จะอดทนรอให้ถึงวันนั้น


วันที่ธันวามองตาเขาแล้วคิดถึงแต่เขาไม่ใช่คนอื่น





สองลุงหลานเพิ่งเดินผ่านประตูรั้วบ้านก็มองเห็นปกป้องยืนรออยู่หน้าบ้านแล้วพร้อมกับเพื่อนสนิทที่บอกว่าคืนนี้จะมาร่วมโต๊ะด้วย ต้าเป็นหนุ่มหน้าตาทะเล้นสูงพอกันกับลูกชายเขา ประภาสเคยเจออยู่บ่อยครั้ง ดูภายนอกเป็นเด็กที่ใช้ได้ทั้งเรื่องนิสัยส่วนตัวและเรื่องงานที่รับช่วงต่อจากครอบครัว ส่วนที่ลึกกว่านั้นเขายังไม่มีโอกาสได้มอง แต่เท่าที่สัมผัส เหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่แปลกจนต้องคอยระมัดระวังให้ดี


“ลุงกับน้องขอขึ้นไปอาบน้ำซักครู่นะ จะให้ป้าเขาตั้งโต๊ะให้ตอนหนึ่งทุ่ม หนุ่ม ๆ รอกันไหวไหมล่ะ” ประภาสว่าหลังจากรับไหว้จากเพื่อนลูกชายแล้ว


“ไหวสิครับคุณลุง” ท่าทีเป็นมิตรนั้นเผื่อแผ่ไปให้ญาติผู้น้องของเพื่อนด้วย ธันวาสบตาแล้วก็รีบเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อมตามที่คนอ่อนกว่าพึงกระทำ


“ไม่เจอกันไม่กี่เดือนเองไม่ใช่เหรอวะ ผอมลงไปเยอะเลยนะ” ต้าแซวอย่างคนคุ้นเคย


ธันวาเองก็ยิ้มรับอย่างเป็นมิตร “เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้อ้วนเหอะ จะผอมลงซักแค่ไหนกันครับ”


“แก้มมึงตอบลงไง” ปากว่ามือถึงคืออีกหนึ่งนิสัยที่ประภาสสังเกตได้จากเพื่อนคนนี้ของลูกชายจนคนหวงหลานอย่างเขาต้องรีบตัดบทแล้วพาตัวหลานขึ้นไปข้างบนด้วยกัน


วันนี้ประภาสยอมย้ายมานั่งข้างหลานชายเพื่อความสะดวกในการพูดคุยกับคนฝั่งตรงข้ามที่มีกันสองคนเช่นกัน


“วันนี้ไม่ค้างด้วยกันเหรอต้า” ประภาสถามด้วยความเคยชินเพราะต้าแทบจะเป็นขาประจำของบ้านหลังนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น


“ไม่สะดวกครับ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้วเลยขออยู่ทานข้าวกับคุณลุงหน่อย...คิดถึงน่ะครับ” ประภาสเห็นว่าท้ายประโยคนัยน์ตาของเด็กหนุ่มเลื่อนไปมองคนข้าง ๆ เขาที่กำลังเพลินอยู่กับอาหารที่ล้วนแต่เป็นเมนูโปรดของเจ้าตัวทั้งนั้น


“คิดถึงลุงเหรอ” ประมุขของบ้านแสร้งถาม


ต้าหัวเราะน้อย ๆ “ครับ คิดถึงบรรยากาศที่บ้านนี้ด้วย”


“จะมาบ่อย ๆ ก็ได้นะ”


“ขอบคุณครับ ถ้ามีโอกาสจะไม่พลาดแน่นอนครับคุณลุง”


“กินไม่พูดเลยนะมึง”


“ห๊ะ ผมเหรอ” คนเด็กสุดเงยหน้ามามองเหรอหรา “ก็พี่บอกว่าผมผอมลงนี่ ผมก็ต้องกินให้เยอะ ๆ สิ”


“เออกินไป งั้นก็ต้องกินหมูเข้าไปเยอะ ๆ” ต้าถือวิสาสะตักเนื้อขาหมูติดมันชิ้นใหญ่ใส่จานธันวาจนอีกฝ่ายร้องโวยวายแต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมกินจนหมด


ช่วงเวลาหลังมือเย็นพวกเขาใช้ไปกับการดูรายการโทรทัศน์ร่วมกัน ต้ายังคงสนุกกับการพูดคุยกับทั้งประภาสและธันวา ขณะที่ปกป้องเพียงแค่นั่งฟังเงียบ ๆ เท่านั้น จนกระทั่งต้าขอลากลับในตอนสองทุ่มนิด ๆ ทั้งสามถึงได้แยกย้ายกันเข้าห้องใครห้องมันด้วย





เสียงแจ้งเตือนที่สั่นต่อเนื่องทำให้ธันวาต้องยอมให้ความสนใจกับมันก่อนจะไปอาบน้ำอีกครั้งอย่างที่ตั้งใจไว้


ห้องแชทที่มีการเคลื่อนไหวคือกลุ่มอนาคตของชาติ และที่มาของการไลน์เด้งจนเครื่องแทบค้างมาจากรูปที่กรองเกียรติส่งเข้าไปในกลุ่ม


มันเป็นรูปที่จับภาพหน้าจอมาจากสเตตัสหนึ่งในเฟซบุ๊คของเดือนแรมซึ่งเพิ่งถูกโพสเมื่อสิบนาทีที่แล้วด้วยรูปที่มีแสงสุดท้ายของวันเป็นพระเอกแต่กระดานหกมุมขวามือก็ยังโดนเด่นพอที่จะมองออกว่าถ่ายจากที่ไหน มิหนำซ้ำแคปชั่นยังขยายความชัดเจนอีกด้วยว่ามันคือกระดานหกจริง ๆ


‘seesaw has two seats to make sure that someone will bring you up when you are down.’


เก่งก็คือเก่ง : นี่มันอะไรวะไอ้ธันว์
ทีมพระเอก : กูพลาดอะไรไปป่าววะ
DEAN : ที่คริสบอกว่ามึงเจอรุ่นพี่นี่คือเขาเองเหรอ
ทีมพระเอก : เดี๋ยวก่อนครับ เล่าให้กูฟังก่อนว่าเขาเป็นใคร อะไร ยังไง


ธันวาถอนหายใจ รู้สึกว่าโชคยังดีอยู่บ้างที่คู่แฝดยังไม่มาร่วมแจมด้วย ไม่อย่างนั้นเขาคงปวดหัวมากกว่าเดิมแน่


THANWA : เป็นรุ่นพี่ที่คณะ บังเอิญเจอกันเลยเพิ่งรู้ว่าเขาอยู่หมู่บ้านนี้ด้วย
เก่งก็คือเก่ง : *สติกเกอร์หมีตกใจ
เก่งก็คือเก่ง : บังเอิญเก่งงงงงง
DEAN : คงมีแค่เรื่องนี้แหละมั้งที่บังเอิญจริงๆ
เก่งก็คือเก่ง : เออว่ะ ใครจะลงทุนมาซื้อบ้านในหมู่บ้านเดียวกันวะ บ้านไม่ใช่ถูกๆ
ทีมพระเอก : เดี๋ยวนะ คุยไรกันวะ
ทีมพระเอก : มีอะไรที่มากกว่าแค่รุ่นพี่ในคณะใช่ไหม
ทีมพระเอก : เขาจีบมึงเหรอ @THANWA
นโม_ตัสสะ : ตั่ยแล้วววววว
โอมเพี้ยง : เอาแล่วๆๆๆๆๆๆ
นโม_ตัสสะ : คราวนี้เอาให้ดีนะมึง อย่ามา ‘แค่น้องครับผม’ อีกนะ
THANWA : กูไม่ได้ชอบเขา
เก่งก็คือเก่ง : เอาให้แน่
DEAN : กูว่าไม่นาน
เก่งก็คือเก่ง : พี่แรมแม่งจีบมึงจริงจังว่ะ ไอดอลกูไม่ธรรมดา


ธันวาตั้งใจจะพิมพ์บอกให้เพื่อนเลิกเพ้อเจ้อกันไปเองแต่กลับมีแอปฯแชทอีกโปรแกรมหนึ่งเด้งเตือนขึ้นมาเสียก่อน และเพราะว่ามันมาจากคนที่ทำให้เขากำลังตกที่นั่งลำบากเขาจึงต้องรีบผละจากห้องแชทนี้ไปหาอีกฝ่ายทันที


‘โทรหาได้ไหม’


ธันวายังไม่ทันตอบว่าได้ อีกฝ่ายก็โทรเข้ามาก่อนแล้วจนคนฝั่งนี้หลุดบ่นออกมาว่าจะถามก่อนทำไมว่าได้หรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรับสายอยู่ดี


“พี่โทรหาผมทำไมเนี่ย”


[ก็จีบอยู่อ่ะ อยากได้ยินเสียงไม่ได้รึไง]


ถ้ายืนอยู่หน้ากระจกธันวาคงเห็นว่าตัวเองกำลังหน้าตาเหรอหราแค่ไหน


[ขอทำคะแนนหน่อยดิ]


“ก...ก็เพิ่งคุยกันไปเองนะ เมื่อเย็นอ่ะ” และนี่ก็เพิ่งสองทุ่มครึ่งเองด้วย


[คิดถึงอีกแล้วไม่ได้รึไง]


คนที่บ่นว่าเพิ่งคุยกันไม่นานมานี้เองเผลอยิ้มออกมาเมื่อได้ยินอย่างนั้น


[เออ ทำไมเพื่อนมึงแอดเฟรนด์กูมาเต็มเลยวะ กูควรรับไหม]


“ใครวะพี่”


[มีแฝดกับคนที่ชื่อธีมะ]


คนทางนี้แทบกุมขมับ พอเพื่อนรู้เรื่องปุ๊บก็รีบเข้าหาปั๊บจนน่าปวดหัว คู่แฝดแอดเฟรนด์ไปไม่เท่าไหร่ สองคนนั้นชอบก่อกวนชีวิตคนอื่นอยู่แล้ว ยิ่งใครที่เข้ามาในชีวิตของเพื่อน สองคนนั้นจะรีบเข้าไปทำความรู้จักและสอดส่องทันที แต่สำหรับทีม ธันวารู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ต้องมีแผนการบางอย่างในหัวแล้วแน่ ๆ


“ไม่ต้องรับ ๆ”

 
[ทำไม]


“อ้าว ถามความเห็นเค้าแล้วทำไมต้องสงสัยคำตอบเค้าล่ะ”


[พูด ‘เค้า’ ด้วย น่ารักว่ะ]


“บ้าอะไรเนี่ยพี่ ผมพูดให้ฟังดูเป็นบุคคลที่สามหรอก” ...อย่ามาแกล้งโง่ ธันวาทดในใจ นึกหมั่นไส้คนปลายสายขึ้นมาอีกแล้ว


[จะไปรู้เหรอ นึกว่าอยากอ้อน]


“ไปกันใหญ่แล้ว เอ้อ! พี่อยู่หมู่บ้านนี้มานานแล้วเหรอครับ”


[ตั้งแต่เกิด]


“ไปเล่นเทนนิสบ่อยจริงอย่างที่พี่คริสบอกรึเปล่าครับ”


[เกือบทุกวัน]


“แล้วพี่เคยเจอผมไหม”


[สำคัญอะไร]


“ก็...จริง ๆ แล้วเราเจอกันมานานแล้วใช่ไหมครับ”


ปลายสายถอนหายใจ [กูเจอมึงคนเดียว]


“แต่พี่เพิ่งมาชอบผมตอนนี้น่ะเหรอ ทำไมอะ เพราะเรารู้จักกันมากขึ้นน่ะเหรอ”


[อย่าเดาสุ่มเลย]


“อะไรวะ”


[บอกไปแล้วมึงจะชอบกูเลยรึเปล่าล่ะ]


“ไม่อยากรู้แล่ว”


ปลายสายหัวเราะน้อย ๆ ให้คนฟังรู้สึกคันยุบยิบในใจที่ถูกต้อนอีกแล้ว [ต่อไปนี้ต้องตั้งใจเรียนขึ้นด้วยนะ]


ธันวารู้สึกขอบคุณที่เดือนแรมยอมเปลี่ยนเรื่อง แม้จะทำได้แย่มากก็ตาม “รู้คร้าบบ”


[ต้องทำด้วย ต่อไปนี้จะโหดกว่าเดิมมาก ทำเป็นเล่นไม่ได้แล้วนะ เรียนเป็นบล็อกแล้วสอบเลย สามสี่สัปดาห์ก็จบบล็อกแล้ว ไหนจะควิซในคาบอีก ท้ายเทอมยังมีไฟนอลรวบยอดด้วย อย่าประมาท]


“ผมไม่ได้จะเอาเหรียญทองแบบพี่ซักหน่อย” คนน้องบ่นพึมพำแต่ไม่ได้รู้สึกรำคาญเลยสักนิดที่ถูกอีกฝ่ายเตือน ความอารมณ์ดีของเดือนแรมเมื่อตอนเย็นนั่นน่ารำคาญกว่าเยอะ


[เป็นหมอ...]


“ผมไม่เรียนแค่พอผ่านหรอกหน่า” ธันวาพูดขัดประโยคของเดือนแรมเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไร “จะตั้งใจเรียนให้มากขึ้นครับ”


[ดีมาก น่ารัก]


คนฟังหน้าเห่อร้อนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยชมกันหรือเปล่าที่ทำให้ธันวารู้สึกอยากทำตัวเองให้ดีขึ้นอย่างที่เดือนแรมแนะนำ


ธันวาคุยกับเดือนแรมเรื่องหนังภาคต่อที่กำลังจะเข้าใหม่ซึ่งบังเอิญเป็นเรื่องโปรดของคนทั้งคู่จึงทำให้เพลินจนลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังเตรียมตัวจะอาบน้ำ เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตอนที่รับสายของเดือนแรมตนนั่งหรือยืนอยู่มุมไหนของห้อง มารู้ตัวก็ในตอนที่เผลอเปิดม่านเล่นไปมาแล้วมองออกไปนอกระเบียง เผลอให้ความสนใจกับบ้านหลังตรงข้ามจนปล่อยให้ใจล่องลอยไปถึงวันวานทำให้บทสนทนาที่กำลังได้อรรถรสต้องชะงัก


ห้องที่ตรงกันนั้น มีความทรงจำมากมายเหลือเกิน


“พี่แรมครับ”


[หื้ม]


“ผมยอมให้พี่จีบก็ได้” ถ้าเดือนแรมเปลี่ยนเรื่องได้แย่แล้ว ธันวาคงทำมันได้แย่กว่ามาก


[...]


“แต่บอกไว้ก่อนว่าตอนนี้ผมยังไม่ได้ชอบพี่ และผมก็ไม่ใจอ่อนง่าย ๆ หรอกนะ”  เขาเจ็บแล้วจำ แผลในครั้งก่อนยังทิ้งร่องรอยในแบบที่พร้อมจะมีเลือดซึมได้ตลอดเวลา


[...]


“ผมใจแข็งมากกว่าที่พี่คิด” นัยน์ตาอ่อนแสงแข็งกร้าวขึ้นยามมองไปยังระเบียงห้องของบ้านข้างกัน


[กูก็ชอบมึงมานานมากกว่าที่มึงคิดเหมือนกัน]


นัยน์ตาคู่นี้ฉายแวววูบไหว



[เรื่องยอมแพ้น่ะเลิกคิดไปได้เลย]











TBC.
------------------------------------------------------------
ห่างหายไปนานต้องขออภัยค่ะ #กราบ
#แรมเดือนสิบสอง

ด้วยรักและขอบคุณ

ธัญญ์

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

 แสดงว่า  พี่แรมเห็นน้องมานานแล้ว แอบชอบน้องมานานแล้วเช่นกัน

แต่ที่ผ่านมาพี่แรมไม่เคยอยู่ในสายตาน้อง เพราะสายตาน้องมีแต่ภีมในขณะนั้น

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
พี่แรมหลุดโฟกัสน้องมาตลอดเลยเหรออ

ทำไมทั้งคุณลุง พี่ป้อง แล้วก็เพื่อนพี่ป้อง แปลกๆ มันหมดเลย กลัว  :hao5:

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
 เซอร์ไพรส์มากที่พี่แรมอยู่หมู่บ้านเดียวกัน แสดงว่ามองน้องมานานแล้วแน่ๆเลย

ออฟไลน์ pimmychu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :-[ พี่แรมมม ชั้นมารอพี่ที่นี่ทุกวันเลย :hao5:

ออฟไลน์ saccarrum

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เป็นกำลังใจให้พี่แรมค่ะ สู้เขาค่ะพี่!!  :angry2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4
แรมเดือนสิบสอง

แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๒
(๒)







เช้าวันจันทร์คือช่วงเวลาเร่งรีบของทุกคนและนั่นก็ทำให้การจราจรบนท้องถนนติดขัดจนน่าเบื่อหน่าย แต่ถึงอย่างนั้นธันวาก็จำต้องยอมให้ประภาสไปส่งวันนี้แทนที่จะเป็นเย็นวันอาทิตย์อย่างทุกครั้งเพื่อที่จะได้ใช้เวลาร่วมกันเต็มที่อีกหนึ่งวันตามความต้องการของอีกฝ่ายและแลกกับการที่จะไม่ไปหาเขาในกลางสัปดาห์ด้วย แต่สิ่งที่ธันวาไม่คาดคิดคือคนเป็นลุงจะยอมให้เขาติดรถไปมหาวิทยาลัยพร้อมปกป้องเลยทั้งที่ไม่เคยจะยอมให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นสักครั้งเดียว


ธันวาแสร้งทำเป็นอ่านหนังสือบนรถเพื่อกันอีกฝ่ายออกจากการชวนคุยใด ๆ ที่มักจะทำให้เขารู้สึกอึดอัดไปเสียทุกครั้ง แม้ว่าปกป้องจะอ้างด้วยความเป็นห่วงว่าการอ่านหนังสือบนรถจะทำให้สายตาของเขามีปัญหาแต่เขาก็ยกเรื่องควิซคาบเช้าวันนี้มาอ้างจนชนะได้


นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สองอย่างธันวารู้ดีว่าการอ่านหนังสือขณะนั่งบนรถจะทำให้สายตาของเขาทำงานหนักขนาดไหนที่ต้องคอยปรับโฟกัสอยู่ตลอดเวลา เพราะอย่างนั้นดวงตาคู่นี้ถึงได้ไม่จดจ้องอยู่ที่ตัวอักษรใดเลย เขาเพียงแค่มองหน้ากระดาษแล้วปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปถึงใครคนหนึ่ง ใครคนที่กำลังพยายามเข้ามาในชีวิตของเขาและเขายังไม่ได้ใจอ่อนแต่กลับรู้สึกดีขึ้นทุกครั้งที่คุยกัน


เดือนแรมไม่ได้ทักมาบ่อย เพียงแค่ในตอนเช้าธันวายังตื่นมาเจอสติกเกอร์รูปหัวใจ
เหมือนเดิม และตกเย็นก็ส่งข้อความมางอแงเล็กน้อยเมื่อไม่เห็นเขากลับเข้าหอพักอย่างที่ควรจะเป็น แต่เมื่อคืนก็ไม่ได้โทรหา เพียงแค่ส่งข้อความมาส่งเข้านอนตอนเกือบตีหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งธันวาที่มาเห็นในตอนเช้าก็รู้ในทันทีว่าอีกฝ่ายคงอ่านหนังสือจนดึกอีกเหมือนเคย


อดค่อนขอดในใจไม่ได้ว่าไหนบอกว่าคิดถึงอยากได้ยินเสียงกันบ้าง แต่วันทั้งวันกลับส่งมาแต่ข้อความและสติกเกอร์โง่ ๆ ตัวเดิม ๆ
 

“ถึงแล้ว” ทั้งเสียงเรียกและฝ่ามือที่วางทับลงมาบนมือเพื่อลดหนังสือในมือเขาลงอย่างถือวิสาสะทำให้เจ้าตัวสะดุ้งน้อย ๆ อยากจะดึงมือออกอย่างแนบเนียนแต่อีกฝ่ายกลับกุมไว้แน่นเกินกว่าจะทำอย่างนั้นได้


“เอ่อ...ขอบคุณมากนะครับ แต่ผมต้องไปแล้ว”


ปกป้องยิ้มแบบที่ถ้าเป็นเมื่อตอนยังเด็กธันวาคงยิ้มตอบอย่างสนิทใจได้ไม่ยาก แต่พอเป็นตอนนี้เขากลับรู้สึกขยะแขยงมันจนอยากทำตัวเสียมารยาทใส่เสียเหลือเกิน โชคดีที่ปกป้องยอมปล่อยมืออย่างง่ายดายก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรลงไป


“ตั้งใจเรียนนะครับ”


ธันวาส่งเเสียงตอบรับแล้วรีบลงจากรถ ดูจากเวลาแล้วเขาน่าจะเข้าห้องเรียนสายอย่างแน่นอนแม้ว่าญาติผู้พี่แทบจะจอดรถเทียบตึกเรียนอยู่รอมร่อแล้วก็ตาม


เด็กหนุ่มเร่งสาวเท้า ก้าวยาว ๆ ข้ามบันไดสองขั้นในบางจังหวะ มือข้างซ้ายกระชับเป้ให้สะพายไหล่ข้างเดียวได้ก่อนดึงกลับมาลูบมือข้างขวาที่เพิ่งถูกสัมผัสมาแรง ๆ ราวกับต้องการลบความรู้สึกนั้นให้หายไป และเพราะว่ามัวแต่จดจ่ออยู่กับตัวเอง ในตอนที่เลี้ยวมุมตึกอย่างรวดเร็วจึงสะดุ้งโหยงและเผลอปัดมือของบางคนที่ยื่นมาวางบนไหล่ออกด้วยท่าทีรังเกียจ


“เอ่อ...” ธันวาตกใจเมื่อเห็นว่าเจ้าของมือเป็นใคร และยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่ออีกฝ่ายมีสีหน้าผิดหวังกับท่าทีรังเกียจของเขา หนุ่มรุ่นน้องขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อยเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้รู้สึกอย่างที่เผลอแสดงท่าทีออกไปแต่อย่างใด “ขอโทษครับ ผมแค่ตกใจ”


“อือ” ความจริงเดือนแรมเห็นธันวาตั้งแต่ตอนลงจากรถแล้ว ท่าทางเหมือนหวาดกลัวอะไรบางอย่าง ยิ่งเห็นท่าทีเมื่อครู่ก็ยิ่งชัดเจนว่าตนไม่ได้มองผิดไป แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเก็บความสงสัยนี้เอาไว้ก่อน “รีบไปเรียนเถอะ ตั้งใจเรียนด้วย อย่ามัวแต่หลับ”


คนเป็นน้องยิ้มแหยก่อนรับปากส่ง ๆ แล้วรีบวิ่งไปเข้าเรียน แต่เพราะว่ากลัวจะเข้าห้องหลังอาจารย์ ธันวาจึงเลือกเข้าทางประตูแรกซึ่งตรงกับแถวล่างสุดของห้องบรรยายแบบสโลป ขณะที่เพื่อนฝูงมักจะนั่งประจำกันเกือบแถวบนสุดซึ่งต้องขึ้นบันไดไปอีกหนึ่งชั้นเพื่อเข้าประตูหลังได้


เด็กหนุ่มที่รีบวิ่งกระหืดหอบเข้ามายืนนิ่งคิด หากวิ่งจากแถวแรกขึ้นไปแถวบนสุดเพื่อนั่งกับเพื่อนสนิทคงได้ตกเป็นจุดเด่นของคนทั้งห้อง มิหนำซ้ำยังจะโดนอาจารย์หมายหัวเพราะยังหาที่นั่งไม่ได้ทั้งที่อาจารย์เข้าห้องเรียนแล้ว ครั้นจะหาที่นั่งแถวนี้ก็ใกล้มือใกล้ไม้อาจารย์เกินไป แต่ในตอนที่กำลังลังเลอยู่นั้นเองที่เหมือนจะได้ยินชื่อตัวเองดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง


“ธันวา...ทางนี้ ๆ” เจ้าของเสียงเรียกแห่งความมีน้ำใจคือคนที่กำลังส่งยิ้มหวานมาให้สมชื่อเจ้าตัว ธันวาไม่รอช้าที่จะรีบพุ่งเข้าไปนั่งกับเธอตามคำชวนโดยไม่ทันคิดว่ากลุ่มของเจ้าหล่อนจัดเป็นเด็กเรียนกันทั้งแก๊ง มาตระหนักเอาได้ก็ตอนที่เมื่อนั่งลงแล้วสายตาโฟกัสกับจอใหญ่ด้านหน้าได้โดยไม่ต้องหันองศาหน้าไปทางไหนเลยถึงได้รู้ว่ากำลังนั่งอยู่ตรงกลางและประมาณด้วยสายตาคร่าว ๆ ก็พบว่าตนอยู่ในแถวที่ห้านับจากล่างพอดี เรียกได้ว่าใกล้จนไม่กล้าหลับเลยทีเดียว


“หอบมาเชียว มาจากบ้านเหรอ” เด็กสาวถามด้วยความเป็นห่วง ใบหน้าสวยหวานแต้มรอยยิ้มน้อย ๆ ที่ทำให้คนมองรู้สึกสดชื่นขึ้น


“อื้ม ขอบใจที่เรียกเรามานั่งด้วยนะ”


“ไม่เป็นไร ๆ สงสารคนยืนเคว้งเป็นหมางงน่ะ”


สองหนุ่มสาวพูดคุยกันได้ไม่นานอาจารย์ก็เริ่มสอนเนื้อหา คาบบรรยายสี่ชั่วโมงเช้ากำลังเริ่มต้นขึ้น ธันวาตั้งใจว่าจะถือโอกาสที่ไม่ได้นั่งข้างเพื่อนในวันนี้ตั้งใจเรียนให้เต็มชั่วโมงให้ได้


แต่คนที่หลับในห้องเรียนมาโดยตลอดอย่างธันวาหรือจะทำได้ ก็แค่ไม่ได้ฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างทุกครั้งเท่านั้น แต่ศีรษะที่สัปหงกจนคอพับจะตกจากมือที่เท้าโต๊ะอยู่รอมร่อนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะกำลังตั้งใจเรียนอยู่เสียหน่อย และท่าทางนั้นก็ทำเอาคนที่เคยตั้งใจเรียนอยู่ข้าง ๆ ต้องยอมละสายตาจากอาจารย์มามองแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว


ธันวาจัดเป็นอีกหนึ่งคนในรุ่นที่มีคะแนนสอบจัดอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เธอไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นอีกฝ่ายนั่งหลับในห้องเรียนแบบนี้ ยิ่งเมื่อเห็นอย่างนี้แล้วก็ยิ่งชื่นชมว่าธันวาคงเป็นคนที่ขยันอ่านหนังสือมากถึงได้ทำข้อสอบได้ดีอยู่เสมอ


เด็กสาวปล่อยให้ความคิดเกี่ยวกับเพื่อนชายโลดแล่นอยู่ในหัวแทนเนื้อหาที่อาจารย์กำลังบรรยาย รอยยิ้มแต้มบนใบหน้าอยู่เสมอและยิ่งกว้างขึ้นเมื่อศีรษะนั้นตกลงแล้วเด้งตัวกลับขึ้นตั้งตรงเหมือนเดิม เธอเกือบจะยื่นมือออกไปรองรับอยู่หลายครั้ง แต่เพราะยังไม่มีครั้งไหนที่ศีรษะของธันวาตกลงมาจริง ๆ เลยสักครั้ง จนกระทั่งเมื่อมันตกลงมาจริง ๆ คนที่นั่งจ้องอยู่ตลอดเวลาอย่างหวานก็ไม่พลาดที่จะยื่นมือไปรองรับเพื่อไม่ให้ศีรษะอีกฝ่ายตกกระแทกโต๊ะให้ทั้งเจ็บและเสียงดังจนคนทั้งห้องรู้


“โอ๊ย” เผลอหลุดปากร้องออกมาจนได้ในตอนที่รับแรงกระแทกเข้าจริง ๆ เพราะแขนที่ยื่นออกไปไม่ได้อยู่ในท่าทางที่เหมาะสมแก่การรับน้ำหนักเกือบสองกิโลกรัม ส่วนคนที่หลับก็รู้สึกตัวตื่นในตอนที่สัมผัสผิดแปลกไปนั้นเองเช่นกัน


“หวาน” แม้จะเพิ่งตื่นแต่ก็มีสติพอจะรู้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น และยิ่งรู้สึกอยากตีเธอเสียเหลือเกินเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังเอาแต่ยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไรอยู่อย่างนั้น


“แขนเคล็ดแน่ ๆ” ธันวาถือวิสาสะคว้าแขนเธอมาบีบคลำตั้งแต่ต้นแขนเพื่อดูว่าเธอเจ็บตรงจุดไหนโดยลืมไปว่าพวกเขาไม่ได้สนิทกันมากพอจะถูกเนื้อต้องตัวกันขนาดนี้ และที่ผ่านมาก็เป็นเขาเองที่ไว้ตัวและให้เกียรติเธอมาตลอด


“แขนเราน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเรารับไว้ไม่ทันสิคอธันว์ได้เคล็ดจริง ๆ แน่”


ธันวายิ้มเขิน ปล่อยแขนอีกฝ่ายให้เป็นอิสระ “ขอบใจนะ...ถ้าเจ็บตรงไหนรีบบอกเราเลยนะ เราทำให้หวานเดือดร้อนอ่ะ”


“ไม่เป็นไรหรอกหน่า...ตื่นแล้วก็เรียนกันดีกว่าเนอะ”




สี่ชั่วโมงคาบบรรยายจบลงก่อนเที่ยงตรงเล็กน้อยโดยมีการพักเพียงหนึ่งครั้งให้ธันวาได้ล้างหน้าล้างตาแล้วกลับมาตั้งใจเรียนอย่างที่สัญญาไว้กับเดือนแรม ใบหน้าอ่อนใสเผลอยิ้มระรื่นเต็มหน้าเต็มตา รู้สึกภูมิใจใจตัวเองที่วันนี้ได้เรียนอย่างเต็มที แม้ว่าจะสมาธิหลุดจะวูบหลับอยู่หลายครั้งแต่ก็สามารถดึงตัวเองให้กลับมาจดจ่อกับเนื้อหาได้อีกเพราะสีหน้าและน้ำเสียงของเดือนแรมที่อยู่ดี ๆ ก็แวบขึ้นมาเตือนใจ


“หวานจะไปกินข้าวที่ไหนกัน” ธันวาถาม ตั้งใจว่าถ้าไปที่เดียวกันจะได้ส่งข้อความไปบอกเพื่อนว่าจะเดินไปด้วยกันกับเธอเลย


“ข้างหอชายนั่นแหละ ธันว์ไปด้วยกันไหม”


“เราก็จะไปที่นั่นเหมือนกัน”


ธันวาเดินรวมไปกับกลุ่มเพื่อนสาว พูดคุยกับคนโน้นคนนี้บ้างแต่ส่วนใหญ่แล้วรั้งท้ายเดินคู่กับหวานมากกว่าเพราะคุยกันถูกคอกว่าใคร ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรีหรือไลฟ์สไตล์อื่น ๆ สองหนุ่มสาวเดินคุยกันไปมีเสียงหัวเราะตลอดทางโดยไม่ทันสังเกตว่าตกเป็นเป้าสายตาของใคร ๆ รวมถึงเพื่อนในกลุ่มเธอที่หันมามองพร้อมยิ้มล้ออยู่ตลอดด้วย


“ธันว์นั่งกับพวกเราไหม”


“อือ...” ธันวากวาดสายตามองที่นั่งอย่างใช้ความคิด “เราว่าแยกโต๊ะกันน่าจะหาที่นั่งง่ายกว่านะ นั่นไง ตรงนั้นว่างสี่พอดี กลุ่มหวานนั่งตรงนั้นก็ได้”


เมื่อเธอแยกไปแล้วธันวาก็รีบหาที่นั่งสำหรับกลุ่มตนบ้าง รอจนกระทั่งเพื่อนอีกสองคนเข้ามาหาพร้อมอาหาร เขาจึงค่อยไปซื้ออาหารของตัวเอง เดินวนรอบครบทุกร้านทั้งที่จำรายละเอียดได้หมดแต่ก็ยังไม่รู้ว่าควรหยุดเพื่อต่อแถวที่ร้านไหนดี และดูเหมือนว่าโลกใบนี้จะมีความบังเอิญเกิดขึ้นง่ายดายเหลือเกินเมื่อใครบางคนที่เพิ่งเจอเมื่อเช้าเดินมายืนต่อแถวร้านเดียวกันราวกับความอยากของปากท้องตรงกันเสียอย่างนั้น


ธันวากล่าวทักทายในฐานะรุ่นน้องที่ดีแล้วรีบหันหน้าหนี รู้สึกขัดเขินไม่กล้าสบตาพิลึก เดือนแรมเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งชอบใจ นึกอยากแกล้งให้คนน้องเขินออกมาชัดเจนกว่านี้ แต่เพราะตรงนี้คนเยอะ เดินเบียดกันไปมาจนเขาจำต้องก้มลงไปใกล้น้องมากขึ้นเพื่อกระซิบด้วยระดับเสียงที่มั่นใจว่าจะได้ยินกันแค่สองคนเท่านั้น


“เมื่อวานไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียงด้วย คิดถึงจะแย่”


ธันวาตัวแข็งทื่อ น้ำเสียงแหบพร่ายังติดอยู่ในโสตประสาท แม้ว่าเสียงหัวเราะในลำคอต่อจากนั้นจะลอยเข้าหูเหมือนกันแต่ก็ไม่อาจกลบพลังทำลายล้างของคำพูดหวานหูเมื่อครู่ได้


“จริง ๆ นะ”


“หยุดพูดนะพี่แรม”


ธันวารู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่หันไปมองหน้าคนพี่ด้วยหมายจะเอาเรื่อง เพราะนัยน์ตาคมดุนั้นแพรวพราวราวกับพร้อมจะละลายใจเขาได้ทุกเมื่อที่เผลอสบด้วย


“ทำไม? หวั่นไหวเหรอ”


“เกลียดพี่ว่ะ” ธันวาบ่นงุบงิบก่อนหันไปมองหัวแถวต่อ ส่วนคนที่ยืนต่อหลังระบายยิ้มยกมือขยี้ผมน้องด้วยความเอ็นดู


“แต่กูชอบมึงนะ”


ไม่ใช่ไม่เขิน แต่เพราะคนพูดเป็นเดือนแรมที่ชอบแกล้งเขาอยู่เป็นนิจจึงทำให้ธันวาอยากจะว้ากใส่หูอีกฝ่ายออกมามากกว่าเขินตัวบิด แต่เพราะว่าตรงนี้คนเยอะ จะให้หันไปว้ากใส่หน้ารุ่นพี่คงโดนหมายหัวจากคนทั้งคณะว่าก้าวร้าวเป็นแน่ คนอ่อนกว่าจึงต้องเอนตัวไปด้านหลัง เมื่อสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของคนโตกว่าจึงส่งเสียงเย็น ๆ ออกไปว่า “ถ้าพี่ยังแกล้งผมอีกได้เจอดีแน่” ทว่าไม่ได้รับรู้เลยว่าอีกคนกำลังสนใจกับการลอบสูดกลิ่นหอมจากตนมากกว่าจะฟังกัน คำพูดชวนหงุดหงิดปนเขินจึงสวนกลับมาให้ยิ่งเจ็บใจ


“หอม”


ธันวายังไม่ทันได้ตอบโต้ใด ๆ ก็ถึงคิวตัวเองสั่งอาหารแล้ว จึงได้แต่มองคาดโทษอีกฝ่ายในตอนที่รออาหารเท่านั้น


“ป้าครับ เก็บเงินที่พี่คนนี้เลยนะครับ เขาจะเลี้ยงผม” ธันวายักคิ้วใส่อย่างเหนือกว่าแต่กลายเป็นว่ารู้สึกพ่ายแพ้อีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายยิ้มยินดีก่อนร้องแซวตามหลังมาว่า


“จะให้ตามไปเลี้ยงทุกมื้อเลยก็ได้นะ”




ธันวาคิดว่าตัวเองซื้อข้าวร้านที่ไกลจากโต๊ะตัวเองพอสมควรแล้ว ไม่คิดว่ากลับมาจะยังต้องเจอสายตาจับผิดจากเพื่อนรักอีกจนได้ เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เพราะเชื่อว่าอย่างไรเสียกรองเกียรติต้องไม่พูดออกมาตอนนี้แน่เพราะยังมีตฤณอยู่ด้วยอีกคน และก็จริงอย่างนั้น กรองเกียรติไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่เขาไม่คาดคิดว่าตฤณจะเป็นคนพูดขึ้นมาเสียเอง


“มึงกับพี่แรมไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”


“สะ สนิทอะไร”


“มองจากระยะไกลยังเห็นเลยว่าเล่นหัวอิงซบกันขนาดไหน”


“อย่าใช้คำว่าเล่นหัว ขอร้อง เรียกว่าตบหัวกูดีกว่า แล้วอิงซบอะไร พูดจาน่าเกลียดว่ะ”


“อ้าว ก็พูดตามที่เห็นอ่ะ จริงไหมวะไอ้เก่ง” คนถูกพาดพิงสะดุ้งน้อย ๆ จนถ้าไม่จับจ้องอยู่ก็แทบจะไม่เห็น “มึงมองอยู่ตลอดอ่ะ เห็นเหมือนกูใช่ไหมวะ”


ธันวากลืนน้ำลายหนืดลงคอ ไม่กล้าสบตาเพื่อนสนิทราวกับวัวสันหลังหวะทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย


“สนิทกันตั้งแต่ที่พี่แรมติวให้คราวก่อนนั่นแหละ” กรองเกียรติพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องน่าสนใจอะไร


“เออใช่ ว่าจะถามตั้งนานละ ทำไมพี่เขาติวให้มึงวะไอ้ธันว์”


“ติวให้กูคนเดียวที่ไหน ไปติวกันตั้งหลายคน มึงก็ไป ความจำสั้นเหรอวะ”


“กูหมายความว่าทำไมเขาติดต่อมาทางมึง แทนที่จะเป็นน้องรหัสเขา”


“ก็...ก็...ก็กูขอยืมชีทพี่เขามาซีรอกซ์ไง เลยขอให้เขาติวให้ด้วย” เมื่อเห็นว่าตฤณยังมีสีหน้าฉงน ธันวาจึงเสริมต่อว่า “มึงก็รู้ว่ากูชอบหลับในห้อง อ่านเองก็ไม่ทัน ได้คนเทพ ๆ มาติวให้ก็ดีกว่าอ่านเองไม่ใช่เหรอวะ”


“รีบแดกข้าวเหอะ ยังมีเรียนบ่ายอีกนะ” กรองเกียรติตัดบท เหมือนจะช่วยแต่ธันวาเห็นว่าเพื่อนมองคาดโทษเขาไว้ให้เสียวสันหลังวาบเล่น ๆ แล้ว



ช่วงบ่ายธันวากลับไปนั่งหลังห้องกับเพื่อนตัวเองเหมือนเดิม มิวายโดนหวานส่งข้อความมาแซวว่าจะหลับอีกหรือเปล่า เขาจึงแกล้งแหย่กลับไปด้วยสติกเกอร์หมีหลับก่อนเริ่มตั้งใจเรียนและพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้เผลอหลับเหมือนช่วงเช้าอีก



ตั้งแต่เปิดโอกาสให้เดือนแรม ชื่อนี้ก็ไม่เคยหายไปจากชีวิตธันวาเกินห้าชั่วโมงได้เลย ทั้งก่อนนอน ตื่นเช้า พักกลางวัน และล่าสุดคือหลังเลิกเรียนในเวลาห้าโมงเย็นไม่ขาดไม่เกิน ยังไม่ทันที่ธันวาจะเก็บของเตรียมออกจากห้องเหมือนอย่างเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น ๆ สมาร์ทโฟนเครื่องบางก็สั่นครืดส่งสัญญาณของข้อความจากอีกฝ่ายเสียก่อน


‘ไปกินข้าวกัน’

‘แต่กูเลิกเกือบหกโมงเลย’

‘รอไหวไหมวะ’


ธันวากำลังชั่งใจคิด ลังเลว่าจะตอบกลับไปอย่างไรดี เขาไม่มีปัญหากับคำชวนนั้น แต่ก็ไม่รู้จะบอกเพื่อนอย่างไรดี จนกระทั่งมีอีกหนึ่งข้อความจากคนเดียวกันเด้งขึ้นมา


‘รอเถอะนะ อยากไปกินข้าวด้วย’


ธันวาเงยหน้ามองกรองเกียรติ เห็นอีกฝ่ายมองมาอยู่ก่อนแล้วก็ไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องคิดอีก ข้อความสั้น ๆ ที่คงทำให้คนรับพึงพอใจจึงได้ก็ถูกส่งออกไปทันที


‘ถ้าช้ากว่านั้นพี่ถูกกินหัวแน่’






“เอาเว้ย สงสัยเพื่อนมึงจะถูกจริตกับพยาธิว่ะไอ้บอย ส่องกล้องแล้วนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว” โอ๊คแซวเพื่อนสนิทที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มแม้ดวงตาจะแนบชิดกับเลนส์ตาของกล้องจุลทรรศน์ราวกับพยาธิตัวตืดที่กำลังถูกจดจ้องเป็นอะไรที่น่ามองมากทีเดียว “ดูท่าทีเนียจะน่ารักมากกกก” โอ๊คแกล้งเน้นเสียงดังและยาวขึ้นให้เดือนแรมรู้ว่าเขา ‘เห็น’ ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้เจ้าตัวหน้าระรื่นขนาดนี้


“มันมองตัวไหนอยู่วะ โซเลี่ยม? แต่แม่งก็น่ารักจริงแหละ” บอยที่นั่งขนาบข้างเดือนแรมอีกฝั่งเสริมอย่างรู้กัน


“น้องไม่ใช่พยาธิ” เดือนแรมพึมพำทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากกล้อง มือขวาก็ยังทำหน้าที่วาดรูปจากสิ่งที่ตาเห็นลงบนสมุดของตัวเองอย่างต่อเนื่อง


“ห๊ะ เคยได้ยินแต่คนเรียกหมาแมวว่าน้อง เพิ่งเคยได้ยินคนเรียกพยาธิตัวตืดว่าน้องครั้งแรกเลยว่ะ” โอ๊คยังคงสนุกกับการแกล้งเพื่อน จนไนท์ที่ห่างออกไปสองที่นั่งแต่ติดกับบอยเงยหน้าขึ้นมาส่ายระอาใส่


เดือนแรมวางดินสอในมือพร้อมกับละสายตาจากเลนส์กล้องมามองหน้าเพื่อนตรง ๆ “น้องที่ว่าน่ะคือธันวา”


“แล้วไงวะ”


“ทีเนียไม่ได้น่ารัก ที่น่ารักคือธันวา


“ครับ ครับ รู้แล้วว่าน้องท๊าดาน่ารัก อ้อ ไม่ดิ เดี๋ยวนี้เรียกว่าธันวาได้แล้วนี่หว่า” โอ๊คยิ้มล้อก่อนชะโงกหน้าข้ามหัวเดือนแรมไปหาบอย “สงสารโซเลี่ยมมันเนอะ ถูกจ้องถูกมองอยู่ตลอดแต่ใจคนมองไม่อยู่ที่มันเลย”


“เงียบปาก หยุดรบกวนกูซักที”


“จะรีบไปไหนว้า มีเวลาอีกเยอะหน่า”


“จะอยู่จนเขาปิดตึกก็อยู่ไป แต่กูรีบ เข้าใจนะ” เดือนแรมเลิกสนใจเพื่อน รีบหันมามองกล้องจุลทรรศน์และบรรจงวาดรูปของมันอย่างขะมักเขม้นต่อไป


“หิวข้าวเหรอวะ ปกติก็กินดึกได้นี่หว่า”


“กลัวน้องหิว พอใจไหมไอ้สัด” เดือนแรมกร่นด่าทั้งที่ยังตั้งใจกับสิ่งที่ทำ ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะน้อย ๆ พร้อมคำกล่าวเลิกราที่จะก่อกวนกันดังกลับมาแต่เขาไม่มีเวลามาสนใจ เขาเหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงกับการวาดพยาธิอีกหนึ่งตัวที่ต้องวาดทั้งสามระยะในวงจรชีวิตของมัน






หกโมงสิบนาทีแล้ว


เกินเวลานัดมาสิบนาทีและข้อความที่ส่งไปถามเมื่อห้านาทีก่อนว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหนก็ยังไม่ถูกตอบ ตอนนี้เดือนแรมเก็บของทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วและกำลังจะออกจากห้อง เป็นช่วงเวลาที่สะดวกแก่การโทรหาที่สุดแต่กลับถูกรั้งไว้อีกด้วยเพื่อนเวรที่ขยันก่อกวนกันเสียจริงจนต้องส่งนิ้วกลางให้แล้วรีบวิ่งลงบันไดจากชั้นเจ็ดลงไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากไม่อาจเสียเวลาทนรอลิฟต์ตัวเก่าของอาคารได้อีกแม้วินาทีเดียว


นัดครั้งแรกก็สายเสียแล้ว แทนที่จะได้คะแนนเพิ่มคงจะโดนหักไม่เหลือก็คราวนี้ เดือนแรมตั้งใจจะกดโทรหาธันวาผ่านโปรแกรมแชทที่ใช้ติดต่อกันอยู่เป็นประจำ แต่อีกฝ่ายชิงส่งข้อความมาเสียก่อนว่ารออยู่ใต้หอพักแล้วตามด้วยสติกเกอร์หน้าตาน่าเกลียดแต่แสดงออกว่าหิวมากจนคนทางนี้ต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ


เดือนแรมพาร่างกระหืดหอบตัวเองมายืนค้ำเข่าอยู่ตรงหน้าธันวาที่มองอย่างอึ้ง ๆ ก่อนยื่นมือไปจับร่างของคนพี่ให้ย้ายมานั่งเก้าอี้ก่อนถือวิสาสะเปิดกระเป๋าอีกฝ่ายแล้วหยิบสมุดเล่มบางมาพัดวีให้


“วิ่งมาจากไหนเนี่ยพี่”


เดือนแรมพยายามคุมจังหวะหายใจตัวเองให้เป็นปกติและพูดตอบด้วยเสียงที่สั่นน้อยที่สุด “ภาคปรสิต”


“ไม่ได้วิ่งลงบันไดมาใช่ไหมครับ” แม้จะยังไม่มีโอกาสวนไปเรียนที่ตึกนั้นแต่ธันวาก็รู้ว่าภาคปรสิตวิทยาอยู่ชั้นไหน


เดือนแรมยิ้มแห้ง “กลัวมึงหิว”


ธันวาทำตาดุใส่ให้รู้ว่าโกรธที่อีกฝ่ายไม่ดูแลตัวเองเพราะมัวแต่นึกถึงคนอื่น


“กลัวมึงหาย”


“...” กล้ามเนื้อบนใบหน้าตึงเครียดผ่อนคลายขึ้น


“กลัวมึงไม่รอ”


ธันวาเม้มปากแน่นพร้อมหันหน้าหนี กลัวตัวเองจะใจอ่อนให้อีกฝ่ายง่าย ๆ เสียจนต้องเร่งให้ไปกันเสียทีก่อนที่เขาจะกินหัวของเดือนแรมแทนข้าวจริงอย่างที่ขู่ไว้



แม้เดือนแรมจะเป็นฝ่ายชวนแต่กลับถามความเห็นธันวาก่อนว่าอยากไปร้านไหนรับประทานอะไร เมื่อคนน้องไม่ระบุแต่ให้โจทย์เพียงแค่ว่าขอเป็นประเภทข้าวและปริมาณเยอะ เดือนแรมจึงเลือกร้านข้างโรงพยาบาลที่อร่อยแต่ธันวายังไม่เคยไป


“มื้อนี้ผมเลี้ยงพี่นะ” บรรยากาศในร้านดูดีทีเดียว ธันวาเพลิดเพลินกับการสังเกตรายละเอียดต่าง ๆ ภายในร้านระหว่างรอรายการอาหาร


“เลี้ยงทำไม”


“ก็ที่ผมติดค้างพี่อยู่ไงครับ นี่ไง วันนี้เราได้มากินข้าวด้วยกันแล้ว” คนน้องเลื่อนสายตามาโฟกัสที่คนตรงหน้า พูดเรื่องเหมือนจะไม่สำคัญนี้ด้วยท่าทีจริงจัง


“ไม่ให้เลี้ยง” เดือนแรมทำหน้าตาขึงขังขึ้นมาทันที


“อ้าว ทำไมอ่ะ”


“บอกแล้วไงว่าจะยอมให้เลี้ยงก็ต่อเมื่อมึงเป็นคนชวนและต้องอยากกินข้าวกับกูจริง ๆ ไม่ใช่กูเป็นฝ่ายต้องการแบบนี้”


“แล้วที่ผมยอมมาด้วยไม่ใช่เพราะว่าอยากกินข้าวด้วยหรอกเหรอ”


“ยังไม่ใช่ธันวา มันยังไม่ใช่”


“ต่างกันตรงไหน”


“ต่างดิ เงื่อนไขคือมึงต้องอยากกินกับกู อย่าเจ้าเล่ห์เอาเปรียบโดยใช้ความรู้สึกของกูมาทำให้มึงหลุดพ้นจากสิ่งที่มึงคิดว่าเป็นบุญคุณ กูไม่ได้ต้องการให้มึงเลี้ยงข้าวเลยซักมื้อด้วยซ้ำไป เข้าใจซักทีเถอะว่ากูแค่อยากหาเรื่องมากินข้าวกับมึงและก็อยากให้มีซักวันที่มึงเองก็อยากใช้เวลาตรงนี้กับกูบ้างโดยที่กูไม่ต้องร้องขอ”


ธันวากลืนน้ำลายหนืดลงคอ ตั้งแต่ฟังเดือนแรมสารภาพมาทุกอย่าง วันนี้คืออีกหนึ่งวันที่กระจ่างแก่ใจเขาที่สุด ถ้าจะมีวันไหนที่มากกว่านี้ เขาก็ไม่รู้ว่าจะตั้งรับอย่างไรดี










นับตั้งแต่วันที่ธันวาอนุญาตให้เดือนแรมจีบได้ กลางสัปดาห์อย่างวันพุธก็เข้าวันที่สี่เข้าไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่ตัวเองรู้สึกได้คือความรู้สึกใจพองฟูมากขึ้นทุกวันที่ได้รับสติกเกอร์หัวใจในตอนเช้า แต่วันนี้ไม่ได้มีแค่สติกเกอร์ที่ส่งมาทักทายกันเท่านั้น ยังมีข้อความสั้น ๆ ใจความว่าชวนอ่านหนังสือด้วยกันในช่วงบ่ายที่มีเวลาว่างตรงกันอีกด้วย


ธันวาตอบรับโดยไม่ต้องคิด แม้จะออกตัวว่าไม่ใช่คนใจอ่อนง่าย ๆ แต่ก็ไม่ได้ปิดโอกาส เมื่อเดือนแรมอยากอยู่ด้วย และเขาก็ไม่ได้อึดอัดอะไร เพราะไม่ได้ถูกด่าเยอะเหมือนเมื่อก่อน เวลาว่างเกือบทั้งหมดของเขาจึงมักจะมีเดือนแรมอยู่ด้วยกันเสมอ


และแม้กรองเกียรติไม่เคยพูดถึงแต่ใช่ว่าจะไม่รับรู้ ทุกการกระทำของคนทั้งคู่อยู่ในสายตาของเขาตลอด หน้าที่คอยสอดส่องดูแลธันวาไม่ให้เจ็บซ้ำรอยเดิมคือภารกิจยิ่งใหญ่ที่เพื่อนฝูงมอบให้และเขาเองก็เต็มใจทำ


“บ่ายนี้ไปอ่านหนังสือด้วยกันไหม”


สักพักหนึ่งแล้วที่คำว่า ‘ด้วยกัน’ ของธันวาหมายรวมถึงการมีเดือนแรมเพิ่มมาด้วยอีกคน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารเย็นหรือออกกำลังกายอย่างเมื่อวาน


“ไปเถอะ” และกรองเกียรติก็ปฏิเสธเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ธันวามีสีหน้าหนักใจกว่าทุกทีจนเขาต้องผลักศีรษะอีกฝ่ายไม่เบาไม่แรงนัก “อย่าทำหน้าแบบนั้นดิ”


“อยากให้ไปด้วยนี่หว่า”


“ไม่ดีกว่า กูทำตัวไม่ถูก” แม้จะชื่นชอบและเคารพเดือนแรมมากแค่ไหนแต่พออีกฝ่ายแสดงออกว่าจีบเพื่อนของเขา มันก็ยากที่จะทำตัวให้เป็นปกติได้ “ไว้เขาได้เป็นแฟนมึงก่อนแล้วค่อยพามาเจอกัน ตอนนี้ยังไม่มีสถานะ ให้กูเจอหน้าเขาในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องทั่วไปเถอะ”


“อีกนานอ่ะ กูยังไม่ได้ชอบพี่แรมเลยนะ”


กรองเกียรติขมวดคิ้ว แล้วไอ้ที่เขาชวนไปไหนทำอะไรก็ไปกับเขาทุกที่ มีอะไรก็นึกถึงกัน ยังไม่เรียกว่าชอบอีกหรือ


“แล้วทุกวันนี้คืออะไรวะ”


“แค่ให้โอกาส ไม่ได้ปิดตัวเองอ่ะ”


“ให้โอกาส?...แล้วมีโอกาสไหม”


“...”


“ว่ายังไง” กรองเกียรติถามเร่งเอาคำตอบ


“ยังไม่รู้”


“แล้วถ้ามีคนถาม” ทุกวันนี้สองคนนี้ไปไหนมาไหนก็ไม่เคยปิดบังหรือหลบซ่อน ไม่แปลกซักนิดถ้าจะมีใครเข้ามาถามถึงความสัมพันธ์


“จะให้ไปถามพี่แรม กูไม่มีอะไรจะตอบ”


“โอเค กูรู้แล้วว่าตอนนี้กูควรสงสารใคร”


ธันวาหลบสายตา ไม่อยากยอมรับว่ารู้ตัวอยู่ตลอดว่าตัวเองใจร้ายกับเดือนแรมขนาดไหน แต่คนเราก็มีสิทธิ์ปกป้องความรู้สึกของตัวเองไม่ใช่หรือ






(มีต่อนะคะ)

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4

แม้วันพุธจะมีตารางเรียนแค่ครึ่งวันเช้าและนักศึกษาหลายคนจะเลือกออกไปหาอาหารที่ถูกปากตามห้างสรรพสินค้ากันเป็นส่วนใหญ่แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดถึงความสะดวกเป็นหลักแล้วเลือกจะบรรเทาความหิวด้วยอาหารในโรงอาหารเดิม ๆ อย่างที่ใช้บริการอยู่ทุกวัน


วันนี้กลุ่มของธันวาได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ร่วมโต๊ะอาหารเพิ่มมาหนึ่งคน หวานคือสาวสวยคนเดียวในหมู่ชายหนุ่มถึงสามคนเนื่องจากเพื่อนกลุ่มเธอแยกย้ายกันไปหมด บ้างไปกับแฟน บ้างเบื่ออาหารในรั้วโรงพยาบาลจึงพากันไปห้าง เธอเองก็อยากจะไปด้วย แต่ติดตรงที่เพื่อนอยากดูหนังกันต่อ ขณะที่เธอตั้งใจจะใช้ช่วงเวลานี้อ่านหนังสือเพื่อให้เรียนทันเพื่อน


แม้จะสนิทกับธันวามากที่สุดแต่เธอก็เข้ากับกรองเกียรติและตฤณได้เป็นอย่างดี เธอทำให้โต๊ะที่เคยมีแต่หนุ่ม ๆ สดใสขึ้นด้วยความร่าเริงในแบบที่แสนจะเป็นธรรมชาติของเธอ


บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสนุกสนานจนกระทั่งเงาทะมึนของใครบางคนเคลื่อนเข้ามาใกล้


ใบหน้าคมดุขมวดคิ้วมุ่นยามที่มองเลยธันวาไปหารุ่นน้องสาวข้างกาย คุ้นหน้าคุ้นตาดีอยู่ว่าคือใคร แต่ชักสงสัยในความสนิทสนมที่ทั้งคู่มีให้กัน


“กูไปรอชั้นห้านะ”


“ครับ”


สั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความแต่ทิ้งความคาใจให้อีกสองคนที่ไม่รู้เรื่องอย่างตฤณและหวาน แต่หญิงสาวเลือกจะเก็บคำถามเอาไว้ภายใน


“มีนัดอะไรกันวะ”


“จะไปอ่านหนังสือกันเนี่ยแหละ แต่ฝากพี่แรมไปจองที่ให้ก่อน” กรองเกียรติเป็นคนตอบให้แทน เพราะรู้ว่าเพื่อนคงจะอ้ำอึ้งด้วยไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรจนโดนเพื่อนซักไซ้แน่


“อ่านที่หอชายหรือหอสมุดเหรอ” หญิงสาวหนึ่งเดียวถามขึ้นมา ขณะที่ตฤณไม่เรียกร้องเพราะปกติตนไม่ได้ไปอ่านหนังสือร่วมกับสองคนนี้อยู่แล้ว


“หอชายน่ะ” ยังคงเป็นกรองเกียรติที่แก้ต่าง ขณะที่ธันวานิ่งเงียบไปแล้ว เขาไม่อยากแล้งน้ำใจกับเพื่อน แต่จะให้ชวนไปด้วยกันก็เกรงว่าเดือนแรมจะไม่ชอบใจ การที่เพื่อนโกหกออกไปว่าเป็นหอชายแทนหอสมุดอย่างที่นัดกับเดือนแรมไว้ก็คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว


“ไว้ครั้งหน้าเราไปอ่านด้วยกันที่หอสมุดนะ” ธันวาเสริม เธอยิ้มกว้างขณะที่กรองเกียรติมองอย่างไม่เข้าใจ แม้ว่าการพูดออกไปอย่างนั้นจะทำให้เรื่องจบได้ง่ายขึ้นก็ตาม







ชั้นห้าของหอพักชายเป็นห้องอ่านหนังสือขนาดใหญ่ทั้งชั้น มีทั้งห้องปิดสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์และห้องกระจกที่มีชั้นหนังสือวางแนวตอนลึกโดยรอบด้วยโต๊ะอ่านหนังสือที่มีทั้งโต๊ะใหญ่สำหรับกลุ่มและโต๊ะเดียวเป็นล็อก ๆ


ธันวาไม่เคยมาใช้พื้นที่ตรงนี้เลยสักครั้ง ส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือกับกรองเกียรติที่หอสมุดคณะเสียมากกว่า แต่สำหรับเดือนแรม โต๊ะตัวท้ายสุดหลังห้องคงเป็นที่ประจำในยามค่ำคืนของเขา


“ขอโทษอีกครั้งนะครับที่ย้ายที่กะทันหัน” ธันวาพูดด้วยความเกรงใจในตอนที่วางกองหนังสือและเอกสารลงบนโต๊ะเดี่ยวข้างคนที่มารออยู่ก่อนแล้ว


เดือนแรมวางปากกาในมือหันมามองคนน้องเต็มตา “ไม่เป็นไรหรอก อยู่ที่นี่เลยก็ดีเหมือนกัน ตอนเย็นจะได้ไม่ต้องย้ายอีก”


ธันวายิ้มรับ สอดตัวลงนั่งก่อนจัดแจงพื้นที่ของตัวเอง “วันนี้พี่ก็จะอ่านจนถึงดึกอีกเหรอครับ สมองไม่บวมแย่เหรอพี่”


“ไม่ดึกหรอก คงแค่สองสามทุ่ม ฆ่าเวลาให้อาหารเย็นย่อยอ่ะ”


“ขยันจังวะ”


“เราจะขี้เกียจเรียนรู้ไม่ได้นะธันวา เรียนหมออย่าคิดว่ากำลังแข่งกับคนอื่น แต่เราต้องตามโลกให้ทัน ตอนนี้เราอาจจะแค่เรียนตามเนื้อหาที่ถูกป้อน หัดคิดบ้างในบางเรื่อง แต่ในอนาคตที่เราต้องพึ่งพาแค่ตัวเองเราต้องตามโลกให้ทัน ข้อมูลโรคหรือข้อกำหนดทางการแพทย์มันเปลี่ยนแปลงกันตลอด เราหยุดเรียนรู้ไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นก็ควรสร้างนิสัยขยันไว้ตั้งแต่ตอนนี้”


“คร้าบบบ คุณพ่อ” คนน้องยกมือไหว้ปลก ๆ


“อยากเป็นผัว”


“หยุดพูดแล้วอ่านหนังสือไปเลยนะพี่แรม” ธันวาผลักคนช่างเนียนให้หันหน้ากลับเข้าโต๊ะตัวเองไปเสีย เจ็บใจตัวเองอยู่นิดหน่อยที่รู้สึกเขินแปลก ๆ กับคำหยอดทีเล่นทีจริงนั้นทั้งที่ควรเห็นเป็นเรื่องตลกเสียมากกว่า


เดือนแรมรู้สึก แม้หลายวันมานี้ตนจะได้เข้าใกล้ธันวามากขึ้นแต่ก็ยังดูเหมือนว่ายังเข้าไม่ถึงอีกฝ่าย ทุกครั้งที่เหมือนจะซึมลึกก็จะมีกำแพงบางอย่างผุดขึ้นมากั้นอยู่เสมอ กำแพงที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนและคืออะไรมันทำให้เขาถูกกันออกจากอีกฝ่าย ทั้งที่ปากก็บอกว่าเปิดโอกาสให้แต่เขากลับมองไม่เห็นโอกาสนั้นเลยแม้สักนิดเดียว


หนึ่งชั่วโมงผ่านไปสำหรับการเคลียร์สมุดจดที่ธันวาไม่แม้แต่จะสนใจว่ามีเขานั่งอยู่ด้วย ไม่รู่ว่าเป็นเพราะมีสมาธิจดจ่อเป็นเลิศหรือว่าไม่สนใจกันเลยตั้งแต่แรก


และคงเพราะเริ่มรู้สึกตัวว่าถูกจ้อง คนน้องถึงได้เงยหน้าขึ้นมาเลิกคิ้วมองแทนคำถาม


“ขอซื้อได้ไหม พื้นที่ข้าง ๆ มึงน่ะ”


“...”


“ซักสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังดี ให้เราได้อินเตอร์เซคกันบ้าง” ธันวามองคนร้องขอพื้นที่ที่เป็นของ ‘เรา’ ในพื้นที่ของเขา ปั้นหน้านิ่งอย่างที่สุดไม่ให้โอนอ่อนไปกับแววตาเว้าวอนคู่นั้น


“ผมยังไม่ขายครับ”


“จะประกาศขายเมื่อไหร่”


“ยังไม่มีกำหนดครับ” ไม่มีแววตาซุกซนล้อหลอกเหมือนทุกครั้งที่ยอกย้อนกัน


เดือนแรมยิ้มบาง “ไม่เป็นไร กูรอได้” รอมาตั้งนาน จะรอต่ออีกนิดหรือนานอีกเท่าตัวเขาก็คิดว่าตัวเองรอไหวอยู่ดี



ต่างคนต่างอ่านหนังสือกันเงียบ ๆ ไม่ทันไรเดือนแรมเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นธันวาหลับเหมือนที่เคยเห็นร่องรอยบ่อยจนชินตา ใบหน้าดุแต้มรอยยิ้มเอ็นดู เห็นแบบนี้ยิ่งมันเขี้ยว อยากจะบีบจมูกที่โด่งพ้นปรอยผมหน้าม้าออกมาให้เจ็บจนตื่นเสียจริง


แต่ว่านะ มีเหตุผลอะไรที่คิดแล้วจะไม่อยากทำล่ะจริงไหม


เท่าทันความคิด ธันวาสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บที่ปลายจมูกเพราะโดนข้อนิ้วของคนพี่หนีบเข้าเต็มรัก ยกมือปัดป่ายพัลวันพร้อมเสียงโวยวายกับหน้าตายู่ยี่


“ให้มาอ่านหนังสือไม่ใช่มาหลับ หลับได้ทุกที่เลยนะมึงเนี่ย”


“ผมแค่พักสายตาเอง พี่ก็ปลุกกันดี ๆ ก็ได้นี่หว่า ไม่อ่อนโยนเลย” ประโยคหลังแอบบ่นงุบงิบให้คนฟังเห็นแค่ปากที่ขมุบขมิบเท่านั้น


“ด่าอะไรกู”


“เปล๊า”


“เสียงสูง ๆ ไปล้างหน้าล้างตาไป”


ธันวาไม่ทำตาม เขาแค่สะบัดศีรษะเล็กน้อยให้สร่างแล้วเริ่มอ่านต่อ เพราะอย่างนั้น ในอีกสิบห้านาทีที่เดือนแรมหันมามองจึงเห็นคนน้องนั่งสัปหงกอีกแล้ว


เดือนแรมดึงปากกาที่ยังคามืออีกฝ่ายออกมาจนเจ้าของสะดุ้งตื่นทันเห็นว่าคนพี่กำลังทำอะไรกับปากกาของตน


ปากกา permanent หัวเล็กสีดำถูกลากบนปากกาของน้องจนเกิดข้อความที่เขามักพูดกรอกหูคนน้องอยู่บ่อยครั้งว่า ‘ตั้งใจเรียนด้วย อย่าเอาแต่หลับ’


“เฮ้ย!” ธันวารับกลับมาอ่าน นัยน์ตาเบิกกว้าง ตกใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายทำอยู่ไม่น้อยแต่เข็ดขยาดมากกว่าที่จะมีคำพูดประโยคนี้ตามหลอกหลอนไปทุกคาบ


“ง่วงอะไรนักหนาวะมึงเนี่ย นอนไม่พอเหรอ”


“นอนพอครับ แต่มันง่วงอ่ะ ตาจะปิดเป็นปกติ”


“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องหาตัวช่วยไม่ให้ตาปิด เอ็มร้อยอ่ะกินเข้าไปดิ”


ธันวาปากคว่ำ เป็นที่รู้กันว่าเรียนคณะนี้กาแฟเอาไม่อยู่จริง ๆ ช่วงไหนต้องอ่านหนังสือเยอะเป็นต้องโดปด้วยเครื่องดื่มชูกำลัง “ผมไม่ชอบอ่ะ ดื่มแล้วใจสั่นเกิน เรียนไม่ไหว”


“งั้นก็กาแฟ ชา ชอบอันไหนบ้างไหม”


ธันวายิ้มแห้ง “ชาเขียวครับ ชอบมาก” เขาลากเสียงยาวให้อีกฝ่ายรู้ว่าความชอบของเขามันมากแค่ไหน


“น้ำหวาน” เดือนแรมส่ายหน้า “ดื่มเป็นชาชงดื่มได้ไหม เดี๋ยวจะชงไว้ให้ทุกเช้าเลย”


“แต่ดื่มชาแล้วผมมักจะนอนหลับยากอ่ะ มันตาค้างยังไงก็ไม่รู้” ธันวาไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของเดือนแรม เขาแค่บอกความจริงเพิ่มเติมเพื่อเลี่ยงการดื่มมัน นอนไม่หลับทีไรทรมานไปทั้งคืน กว่าจะข่มตาได้ก็เหลือเวลานอนแค่สามชั่วโมงเท่านั้น


“เดี๋ยวกูชวนทำกิจกรรมเสียเหงื่อเอาไหม จะได้เหนื่อยจนหลับไปเลย”


“ทะ ทำอะไร อย่าคิดว่าผมจะยอมง่าย ๆ นะ”


เดือนแรมเคาะปากกาบนหน้าผากมนให้พอแสบ ๆ คัน ๆ “ลามกเหมือนกันนะมึงเนี่ย กูหมายถึงเทนนิสหรือกีฬาอื่น ๆ เว้ย”


ธันวาลอบพรูลมหายใจเมื่อรู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่กำลังคิด “แล้วไปดิ”


“แต่ถ้าอยากให้ทำแบบนั้นก็บอกนะ พร้อมเสมอ”


“ฝันไปเถอะ”


“จริงดิ เอามึงไปฝันได้จริงดิ”


ธันวาหน้าแดงซ่านเมื่อรู้ความนัยว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงฝันแบบไหนอยู่ แค่เผลอคิดตามก็หน้าร้อนจนแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ “มะ ไม่ได้ดิ ไม่อนุญาต ห้ามเด็ดขาด ห้าม!”


“ธันวา เขาได้ยินกันหมดแล้ว” เดือนแรมกระซิบพลางชี้ชวนด้วยสายตาให้มองไปรอบ ๆ เพื่อพบว่าทุกคนมองมาทางพวกเขากันเป็นตาเดียว


คนที่เพิ่งส่งเสียงดังยิ้มแห้ง ส่งสายตาสำนึกผิดพร้อมก้มศีรษะน้อย ๆ ให้ทุกคนแทนคำขอโทษก่อนหันมาหาคนตรงหน้าที่หน้าระรื่นได้น่าหมั่นไส้สุด ๆ “เพราะพี่นั่นแหละ”


“อะไรเล่า มึงเสียงดังของมึงเอง”


“ร้ายว่ะ!”


เดือนแรมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ก่อนกระซิบถามในสิ่งที่ยิ่งทำให้อีกฝ่ายอยากฟาดงวงฟาดงาใส่ “แล้วตกลงว่าฝันถึงได้ไหม”


“ไม่!-ได้!”






เดือนแรมกับธันวาชักจะตัวติดกันมากขึ้นทุกวัน อ่านหนังสือ รับประทานอาหารเย็นกันสองคนทุกวันคือสิ่งที่โอ๊คและสมาชิกร่วมห้องอีกสองคนรู้ดี ในตอนที่ธันวากลับเข้าห้องมาในเวลาสามทุ่มพร้อมกองหนังสือเต็มสองแขนจึงได้รับสายตาและรอยยิ้มล้อจากสมาชิกทุกคนในห้อง ธันวาแสร้งทำเป็นไม่สนใจ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีใครปริปากพูดออกมา เขาก็ไม่จำเป็นต้องร้อนตัวเผยเรื่องที่ยังไม่ชัดเจนนี้ออกไปก่อน


ห้าทุ่มแล้วแต่ธันวายังพลิกตัวไปมาบนเตียง เรื่องที่เดือนแรมขอเมื่อตอนบ่ายยังวนเวียนอยู่ในหัว ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับจนสุดท้ายต้องยอมปีนลงจากเตียงพร้อมสมาร์ทโฟนในมือ


“จะไปคุยโทรศัพท์เหรอวะไอ้น้องธันว์” โอ๊คที่ยังนอนเล่นเกมอยู่เตียงล่างถามยิ้ม ๆ ที่ธันวาไม่เข้าใจความหมายของมันนัก


“ครับ  พวกพี่ปิดไฟนอนได้เลยนะ”


“อ่านหนังสือกันจนไม่ได้คุยเหรอถึงต้องมาโทรคุยกันตอนนี้อีก” โอ๊คแซวพาให้นันและอาร์ตยิ้มแซวตามไปด้วย


“ไม่ใช่พี่แรมหรอกครับ”


ธันวารีบออกจากห้องโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าที่ทั้งเจื่อนและกังวลของโอ๊ค



ชั้นหนึ่งหอชายในเวลาห้าทุ่มทั้งมืดและเงียบสงบเหมาะแก่การกลั่นกรองความคิดและความรู้สึกของตัวเอง ธันวาจึงเลือกเป็นสถานที่ที่ใช้โทรปรึกษาเพื่อนคนสนิทที่รู้ทุกเรื่องของตนมาโดยตลอดอย่างดีน


ธันวาไม่แน่ใจว่าเพื่อนจะหลับไปแล้วหรือยัง แต่ดีนก็ยังคงไม่ปล่อยให้เขาต้องร้อนใจนาน รอสายไม่กี่อึดใจอีกฝ่ายก็กดรับพร้อมกรอกเสียงทักทายที่ฟังดูพร้อมคุยกับเขาอยู่เสมอ


“ว่างไหมวะ”


[ว่างเสมอ]


“มีเรื่องจะปรึกษาหน่อย”


[ว่ามาดิ]


“เอ่อ...มีคนเข้ามาจีบกู”


[ระบุชื่อมาเลยก็ได้]


“นั่นแหละ พี่แรมเขาจีบกู”


[อืม]


“มึงก็รู้ว่าถ้ากูจะมีแฟนอีก ต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น กูไม่อยากคบผู้ชายให้เสียเวลาและความรู้สึกอีกแล้ว แต่…”


[แต่ตอนนี้มึงชอบเขาไปแล้ว]


“ยังไม่ขนาดนั้นนะ” เพิ่งคุยกันแค่ไม่กี่วันเอง


[แล้วขนาดไหน]


“กู...คือกูก็รู้สึกดีเวลาอยู่กับพี่เขานะ แต่กูก็กลัวว่ะ คือกูพยายามเว้นช่องว่างไม่ให้เผลอไผลไปมากกว่านี้แต่บางครั้งกูก็อยากทำตามใจตัวเอง กู...กูไม่แน่ใจอะไรเลยว่ะดีน กูควรทำไงดีวะ ถอยออกมาเหรอ ถ้าถอยแล้วจะมองหน้ากันติดไหม คือกูก็ต้องเจอเขาไปอีกนานอ่ะ กว่าจะเรียนจบ ไหนจะตอนทำงานที่มีโอกาสเจอกันได้อีกละวะ”


[ธันวา เขาเป็นรุ่นพี่ที่มึงต้องเจอหน้าไปอีกหลายปีก็จริง แต่เขาสำคัญขนาดที่มึงยังอยากมีเขาในชีวิตเหรอ ถ้าวันนึงเจอกันไม่ทักทายกันมึงจะเป็นจะตายไหม ถ้าไม่...ก็ไม่ยากที่จะตัดความสัมพันธ์ที่มึงกำลังพยายามถนอมมันไว้ด้วยการหลอกเขาว่ายังมีหวังไหมวะ]


“ดีน”


[มึงลองคิดดูดี ๆ ว่าต้องการอะไร ถ้ามึงวาดฝันว่าในอนาคตจะสร้างครอบครัวที่มีพ่อแม่และก็ลูก มึงก็ไม่ควรคบผู้ชายอีก วงการมึงมันแคบ และคนก็คบกันเอง มึงลองคิดดูว่าถ้าผู้หญิงในอนาคตของมึงรู้ว่ามึงเคยคบผู้ชายมาถึงสองคนเขาจะยังเชื่อในความเป็นชายของมึงอยู่ไหม แต่ถ้ามึงไม่ได้อยากมีครอบครัวแบบนั้น ถ้ามึงต้องการแค่ใครซักคนอยู่เคียงข้างเป็นคู่คิด เป็นแรงเสริมกันในยามแย่ ๆ ของชีวิต มึงก็ไม่จำเป็นต้องแคร์ว่าเขาจะเป็นเพศไหน กูไม่ได้สนับสนุนให้มึงเป็นเกย์อีกครั้งหรือตลอดไปนะ แต่กูอยากให้มึงทำตามความรู้สึกจริง ๆ ของมึง แค่มึงมั่นใจว่าไม่ได้หวั่นไหวเพราะเหงาหรืออะไรที่ฉาบฉวยก็พอแล้ว]


“แต่พี่แรมดีมาก เป็นผู้ใหญ่ ดูแลกูดีทุกอย่าง”


[แปลกตรงไหน ก็เขาจีบมึงอยู่ ต้องทำคะแนนเป็นเรื่องปกติเปล่าวะ]


“กูเพิ่งรู้ด้วยว่าพี่เขาชอบกูมานานแล้วนะ”


[อื้ม]


“มึงไม่แปลกใจเลยเหรอ”


[กูรู้มานานแล้วธันวา กูเห็นเขาวนเวียนเป็นสัมภเวสีรอบตัวมึงมานานแล้ว]


“ทำไมมึงไม่เคยบอก”


[สำคัญเหรอวะ ในเมื่อเขาไม่พูด กูจะต้องพูดเหรอ แล้วมึงเองก็มีพี่ภีม กูจะบอกเรื่องนี้ให้ได้ประโยชน์อะไรละวะ]


ต่างคนต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง ดีนใจเย็นพอที่จะรอให้เพื่อนได้ใคร่ครวญความคิด


“พี่แรมเขาขออยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของกูบ้าง แต่กูยังไม่ให้ กูยังไม่มั่นใจตัวเอง กูยังไม่อยากรู้สึกไปมากกว่านี้”


[มึงเปิดโอกาสให้เขาจีบ แต่มึงปิดกั้นตัวเองจากเขาอย่างสุดความสามารถขนาดนี้เนี่ยนะ]


“กูใจร้ายมากเลยดิ”


[ถ้าตอบแบบเพื่อน กูจะบอกว่าใช่ แต่ถ้าตอบแบบกูที่รู้จักมึงดี กูก็ยังจะตอบว่าใช่...แต่ไม่ผิดที่มึงจะปกป้องความรู้สึกตัวเอง เขาเลือกจะจีบมึงแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่คนที่รักมากกว่าต้องดูแลใจตัวเอง]


“...”


[ผู้ชายกับผู้หญิงคิดไม่เหมือนกันหรอกนะ สำหรับผู้ชายเรา การที่ผู้หญิงเคยคบกันเองมาก่อนไม่ได้ทำให้เรารู้สึกไม่ดีหรอก แต่สำหรับผู้หญิง มึงเคยเจอมาแล้วนี่ มันยากที่จะมีคนยอมรับมึงได้อีก กูแค่ให้ข้อเท็จจริง แต่คนตัดสินใจคือมึง สังเกตใจตัวเองเถอะว่ารู้สึกกับเขามากน้อยแค่ไหน และคิดถึงอนาคตไว้ยังไง...ขอแค่อย่าทรมานใจตัวเอง]


“อือ”


[กูอยู๋ข้างมึงเสมอ...รู้ใช่ไหม]


“รู้ ขอบใจมึงมากนะ”


บทสนทนาจบลงไปนานแล้วแต่ธันวายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น พระจันทร์เสี้ยวที่เขาไม่แน่ใจว่านี่คือคืนข้างขึ้นหรือข้างแรม แต่มันดูหม่นเหมือนความรู้สึกของเขาตอนนี้เสียเหลือเกิน หากถามใจตัวเอง เขาก็คงตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่าการมีเดือนแรมอยู่ใกล้    ๆ มันทำให้ชีวิตของเขามีความสุขและรู้สึกอุ่นใจมากแค่ไหน ไม่ต้องพูดถึงการพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีเลย เพราะเดือนแรมทำหน้าที่นั้นได้ดีหมดจด แต่เมื่อนึกถึงแผลในครั้งก่อน มันก็ทำให้ยากที่เขาจะกล้ายอมรับผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง


ธันวาถอนหายใจแรง ๆ หนึ่งครั้งก่อนหันหลังจะกลับขึ้นไปนอน ร่างโปร่งสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อเห็นเงาของใครบางคนยืนอยู่ตรงหน้า เมื่อเพ่งมองดี ๆ แล้วรู้ว่าเป็นเดือนแรมก็ยิ่งหายใจไม่ทั่วท้อง


“ยังไม่นอนอีกเหรอครับ”


เดือนแรมส่ายหน้า “มึงล่ะ ทำไมยังไม่นอนอีก”


ธันวาไม่ตอบ คนเด็กกว่ายืนก้มหน้ามองพื้นอย่างใช้ความคิดครู่หนึ่งก่อนเงยขึ้นมองคนตรงหน้า สบตาคู่ที่เห็นไม่ชัดนักด้วยความแน่วแน่ “พี่แรมครับ”


“หื้ม”


“ถ้าวันไหนไม่รู้สึกอะไรกับผมแล้ว หรือรู้สึกกับคนอื่นมากกว่า พี่บอกผมได้เลยนะ ขอแค่บอกกันตรง ๆ อย่าคุยซ้อน ผมขอแค่นี้”


“แล้วมึงล่ะ คุยกับคนอื่นด้วยรึเปล่า”


ธันวาส่ายหน้า “ไม่มีครับ คุยกับพี่คนเดียว...”


“...”


“อย่าชอบผมให้มากกว่าตัวเอง เพราะตอนนี้ผมยังไม่ได้ชอบพี่ แต่พี่ชอบผม เพราะฉะนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้น...ดูแลความรู้สึกของตัวเองนะครับ”










TBC.
------------------------------------------------------------------------
เอาพี่แรมมาฝากในช่วงวันหยุดค่ะ
#แรมเดือนสิบสอง

ด้วยรักและขอบคุณ

ธัญญ์


ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

น้องธันวาใจร้าย

ปรบมือให้คุณดีนรัว ๆ

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 690
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
ฮืออ กั๊กชัดๆ

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
สงสารพี่แรม  :ling3:

ออฟไลน์ Babelilong

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 305
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • Facebook  เข้ามาขอเป็นเพือนได้เลย
ธันวาถ้าไม่ชอบพี่แรมก็ส่งมาให้เรา
เราจะปบอบใจพี่แรมเอง สงสารนาง :mew6:

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
ตอนแรกเหมือนจะหวานอ่ะ แต่ตอนนี้มันหน่วง สงสารพี่แรม แต่ก็ขอให้พี่แรมสู้ๆ ขอให้น้องเปิดใจยอมรับพี่เข้าไปอยู่ในหัวใจไวๆนะ

ออฟไลน์ saccarrum

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
 :hao5: :hao5:
สงสารพี่แรมอ่ะ ถ้าธันวาไม่เอา เราขอนะ

ออฟไลน์ minkyoyo

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :monkeysad:  รอน้องใจอ่อน สงสารพี่แล้ววค่ะ  :ling1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ minjeez

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 275
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ธันวาใจแข็งและใจร้ายมากนะ
รู้ว่าไม่อยากเสียใจแล้วที่ทำกับพีแรมล่ะ
ไม่คิดว่าพี่แรมจะเสียใจเหรอ
ธันวาก็ยังคงแคร์ความรู้สึกของตัวเองอยู่ดี
บอกเลยตอนนี้ทีมพี่แรมนะ
รอให้ถึงวันที่พี่แรมทนไม่ไหวแล้วหายไป
คนที่เสียใจขอให้เป็นธันวาเถอะ

ออฟไลน์ TanyaWikit

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตามมาจาก "หา กัน จน เจอ" อ่านรวดเดียวจบ อารมณ์ก็เลยไม่ค้าง
สำนวน การเขียน ทำให้อ่านแล้ว หยุดไม่ได้ หัวใจ เต้นตุบ หวาน ไหว อย่างมาก
ไม่ต้องมี NC แต่เนื้อหาน่าติดตาม

พอมาต่อ แรมเดือนสิบสอง อ่านจนจบตอนที่ "คุณธัญญ์" ลงค้างไว้
วันนี้ 10 กุมภาพันธ์ 2562 (2019) ยังสงสัยว่า "คุณธัญญ์" จะมาลงต่อเมื่อไร

มารอนะคะ

ปล. ในเล้านี่ มันจะมีเตือนเราไหมคะ หรือต้องคอยมาคีย์หาชื่อเรื่อง แล้วไล่ดู
ใครพอทราบมั่งว่า จะมีการเตือนไหมคะ

ออฟไลน์ may27

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 299
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
 :ruready  แอบเข้ามาให้กำลังไจคนแต่ง  แต่ยังไม่ได้อ่านนะคะหลังจากอ่านตอนแรกไปแล้ว  กลัวค้างค่ะ 5555  แต่ยังกลับไปอ่านเรื่องเก่าของคนแต่งทีี่จบแล้วอยู่เรื่อยๆค่ะ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4
แรมเดือนสิบสอง

แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒
(๑)






ทั้งที่ใจร้ายด้วยขนาดนั้น...


แต่เช้าวันต่อมาธันวาก็ยังได้รับสติกเกอร์รูปหัวใจเหมือนเดิม มิหนำซ้ำยังมีกระติกน้ำชาร้อนวางอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือพร้อมโน้ตว่า ‘ตั้งใจเรียนนะ’ อีกด้วย


ริมฝีปากสีสดคลี่ยิ้มกว้างให้กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เดือนแรมทำให้ ไม่ทันรู้ตัวว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้ตนอารมณ์ดีได้ทั้งวัน


และไม่รู้ว่าเป็นเพราะชาร้อนหรือข้อความบนปลอกปากกาที่จับอยู่ตลอดกันแน่ที่ทำให้ธันวาไม่มีท่าทีจะสัปหงกอย่างเคย แต่ถ้าจะหาสาเหตุจริง ๆ ธันวาคิดว่าคงเป็นเพราะเดือนแรม คนที่ชงชาร้อนเตรียมไว้ให้ในตอนเช้า คนที่เป็นเจ้าของลายมือบนปลอกปากกา และเป็นเจ้าของเสียงทุ้มดุที่คอยดังเตือนในความคิดอยู่ตลอดว่าให้ตั้งใจเรียน


เดือนแรมคือคนที่ทำให้เขาเป็นคนที่ดีขึ้นจนเพื่อนสังเกตได้แม้เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงแค่วันเดียวก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น เพียงแค่ธันวานั่งเรียนจนจบคาบตลอดสี่ชั่วโมงเช้าได้โดยไม่มีช่วงพักสายตาเลยก็นับเป็นเรื่องแปลกจนตฤณสนใจ


“แปลกเว้ย วันนี้ไม่หลับเลย” ตฤณว่าในตอนที่กำลังเก็บของใส่กระเป๋าเพื่อไปพักกลางวัน “มีตัวช่วยดีเหรอวะ”


ธันวาแกล้งยิ้มอย่างภาคภูมิให้เพื่อนหมั่นไส้เล่นแต่ไม่ยอมเฉลยว่า ‘ตัวช่วย’ ที่เพื่อนสงสัยคืออะไร


“กั๊ก ๆ”


“มึงจะต้องการไปทำไม มึงไม่ได้หลับในห้องเรียนเหมือนกูนี่”


“ต่อให้มึงต้องการมึงก็ไม่ได้หรอกไอ้ตฤณ...” กรองเกียรติว่าพลางเหลือบมองเพื่อนสนิทตัวเองแวบหนึ่ง “...เพราะมึงไม่ใช่ธันวา”


“เชี่ยเก่ง” ธันวาสบถตามหลังคนที่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้แล้วเดินหนีไปก่อนหน้าตาเฉยทิ้งตนไว้กับตฤณที่เซ้าซี้จะรู้ให้ได้ว่ากรองเกียรติหมายถึงอะไร


“มีคนมาจีบมึงใช่ไหม” คำถามของตฤณทำให้ธันวาชะงักเล็กน้อยแต่ยังคงเร่งฝีเท้าตามกรองเกียรติไปโรงอาหารให้ทันด้วยความเร็วที่มากขึ้น “ใช่ไหมไอ้ธันว์”


“ต้องใช่แน่ ๆ ช่วงนี้มีคนดูแลมึงดี” ตฤณยังคงเดาสุ่มแม้ธันวาจะปฏิเสธ “ผู้ชายหรือผู้หญิงวะ เอ้ยโทษที มึงเป็นเกย์กูลืม ต้องผู้ชายดิ ใครวะ”


ธันวาหยุดเดิน หันมองหน้าเพื่อนด้วยสายตาจริงจังแต่ยังไม่ทันพูดอะไรหวานก็เดินเข้ามาทักกันเสียก่อน “สุดสัปดาห์นี้ธันว์กลับบ้านรึเปล่า”


“เปล่าครับ หวานมีอะไรไหม”


เธอระบายยิ้มกว้าง “อยากไปอ่านหนังสือด้วย”


“อื้อ เอาสิ หอสมุดเนอะ”


“ดีใจจัง ไว้นัดเวลากันอีกทีนะ”


“ครับ” ธันวาตอบรับก่อนเธอจะเดินนำไปยังจุดหมายเดียวกันเสียก่อน


“หวานเหรอ” ตฤณถาม “ใช่หวานจริง ๆ เหรอ”


“อะไรของมึง”


“คนที่มาจีบมึงไง นี่ตกลงมึงไม่ใช่เกย์เหรอ หรือมึงเป็นไบฯ”


“ไม่มีใครมาจีบกูทั้งนั้นแหละ ไว้มีแฟนจริง ๆ แล้วจะบอก...ไปกินข้าว กูหิว!” ว่าแล้วก็รีบจ้ำอ้าวหนีเสียงที่ยังตะโกนตามมารบเร้าของอีกฝ่าย


บรรยากาศในโรงอาหารตอนพักกลางวันไม่เคยสงบ นอกจากนักศึกษาแพทย์แล้วก็ยังมีบุคลากรทางการแพทย์อีกมากมายมาใช้บริการที่นี่ หากใครมาถึงก่อนเที่ยงตรงถือว่าโชคดี แต่หากใครมาช้าไปสักหน่อย อาจต้องระเห็จไปพึ่งโรงอาหารแห่งอื่นแทนเพราะไม่มีที่นั่งเพียงพอ แต่เห็นทีคงไม่ใช่สำหรับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สาม เพราะวันนี้พวกเขาเลิกเรียนเร็วกว่ากำหนดสิบนาที ในตอนเที่ยงตรงที่เหล่ารุ่นน้องปีสองทยอยกันเดินเข้ามารุ่นพี่หลายคนก็รับประทานอาหารกันเกินครึ่งจานแล้ว


“พนันกันมึง” บอยสะกิดไนท์เมื่อเห็นรุ่นน้องที่เพื่อนหมายตาไว้กำลังเดินมาทางที่พวกตนกำลังนั่งอยู่ “กูว่าน้องมองไม่เห็นไอ้แรมแน่ ๆ”


“มึงไม่ให้โอกาสกูชนะเลยเหรอ” เดือนแรมทำเป็นไม่สนใจที่ไนท์เองก็เล่นไปกับบอยด้วย ขณะที่โอ๊คเผยยิ้มอย่างนึกสนุก


วันนี้พวกเขาเลือกนั่งโต๊ะติดร้านข้าวตามสั่ง ใครเดินผ่านไปผ่านมาเป็นต้องสะดุดตากับกลุ่มพวกเขาทุกรายเพราะความสูงใหญ่ของตัวและหน้าตาอันดึงดูด ยิ่งเดือนแรมนั่งริมขอบสุดของโต๊ะด้วยแล้ว ประธานชั้นปีคนนี้ก็ยิ่งแทบไม่ว่างเว้นจากการตอบรับคำทักทายจากทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง


...เพียงแต่คงไม่ใช่กับธันวา


เด็กหนุ่มที่ไม่เคยสนใจสิ่งรอบข้างที่แม้จะเดินมายืนหน้าร้านข้าวตามสั่งใกล้โต๊ะของเดือนแรมแต่ก็ยังไม่สังเกตเห็นใครทั้งนั้น


“เอาจริงดิวะ” บอยว่าอย่างอึ้ง ๆ แม้จะพนันว่าธันวาไม่เห็นเดือนแรมแน่ ๆ แต่เมื่อเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าออกจะเกินคาดไปเสียหน่อย


“ไอ้น้องธันว์” โอ๊คเรียกรุ่นน้องร่วมห้องไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินจากไปพร้อมจานข้าวตัวเอง


“อ้าว พี่นั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” แม้จะหันมองด้วยหน้าตาเหรอหราแต่ก็ยังไม่ทันสังเกตว่าตรงข้ามคนที่ทักตัวเองคือใครอยู่ดี


“ถ้าเป็นงูก็ฉกมึงตายไปแล้ว” เดือนแรมว่าเสียงเรียบด้วยสีหน้าที่ตึงพอกัน


“พี่แรม”


สีหน้าของทั้งสี่คนต่างกันโดยสิ้นเชิง มีเพียงบอยที่ขำแล้วกระซิบกับเพื่อนฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าระรื่นกว่าใคร “กูวิน เลี้ยงหนมกูด้วยไอ้ไนท์”


“มึงไม่ได้วินไอ้บอย…” เดือนแรมพูดหน้านิ่งยุติผลการพนันของเพื่อนฝูง ทว่าสายตายังไม่ละไปจากดวงหน้าใสของหนุ่มรุ่นน้อง “...ไม่ใช่ว่ามันไม่เห็นกู...แต่มันไม่เคยจะมองมาที่กูเลยต่างหาก”


ธันวากลืนน้ำลายหนืดลงคอ รับรู้ว่าเดือนแรมน้อยใจตนแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาตอนนี้เพราะประหม่ากับสายตาของรุ่นพี่อีกสามคน ซึ่งท่าทางประดักประเดิดทำตัวไม่ถูกของหนุ่มรุ่นน้องก็ทำให้ทั้งสามรู้ในทันทีว่าควรเลิกสนใจคนทั้งคู่เสียที


เมื่อเห็นอย่างนั้นธันวาก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น ขยับตัวเข้าใกล้เดือนแรมอีกนิดเพื่อเอ่ยขอโทษเสียงแผ่วให้ได้ยินกันสองคน “ขอโทษครับ...ไม่ใช่ว่าไม่เห็น แต่ปกติผมไม่ชอบมองหน้าคนไปทั่วเลยไม่รู้ว่าพี่นั่งอยู่ตรงนี้ อย่าโกรธผมเลยนะครับ”


ไม่ต้องถึงกับหลงตัวเองก็รู้ว่าหน้าตาโดดเด่นอย่างพวกเขาใครเดินผ่านไปมาไม่ต้องตั้งใจมองก็สะดุดตาแน่อยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเดือนแรมก็ยอมเชื่อเหตุผลของน้องจนเผลอผุดยิ้มมุมปากก่อนจะเม้มริมฝีปากไว้แน่นเมื่อรู้สึกว่าใกล้จะควบคุมมันไม่อยู่ หากไม่รีบบอกปัดแล้วไล่น้องไปกินข้าว เห็นทีคงได้ปล่อยให้รอยยิ้มกว้างเผยออกมาประจานตัวว่าดีใจแค่ไหนที่มีความสำคัญมากพอให้น้องง้อ


“ไปกินข้าวได้แล้วไป”


“หายโกรธรึยังอ่ะ”


“สนใจด้วยเหรอวะ”


“โอ๊ยยยยยย” สองเสียงของโอ๊คและบอยประสานขึ้นพร้อมกันอย่างคุมไม่อยู่เมื่อเห็นความท่าเยอะของเพื่อนทั้งที่ใจอ่อนให้ตั้งแต่ได้ยินคำว่าขอโทษแล้วด้วยซ้ำ


เดือนแรมมองเพื่อนตาเขม็ง ขณะที่ธันวารู้สึกอายจนรีบขอตัวออกไปทันที


“ท่ามากนะมึง” ไนท์ว่าขึ้นขำ ๆ


“สนใจกันจังเลยนะ”


“ถ้าน้องมันไม่สนใจ อย่างน้อยมีพวกกูที่สนใจมึงนะเว้ย” โอ๊คเย้า


“อย่างพวกมึงเรียกเสือก”




แม้ว่าช่วงบ่ายจะเป็นการเรียนแลปกรอสส์แต่ธันวาก็ยังหนีไม่พ้นการเซ้าซี้จากตฤณที่ส่งคำถามผ่านสายตาทุกครั้งที่เผลอหันไปมองสบด้วยจนหวานที่อยู่กลุ่มศึกษาอาจารย์ใหญ่ร่างเดียวกันนึกสงสัย


“มีอะไรรึเปล่าธันว์”


“อ้อ เปล่าครับ”


“ถ้าไม่มีอะไรก็เร่งมือเถอะธันว์ เหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงแล้ว ค่ำมืดขึ้นมาไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนแล้วนะ” ประโยคหลังเธอแกล้งทำเสียงต่ำแผ่วเพื่อให้เขากลัว ทว่ารอยยิ้มซุกซนที่ปิดอย่างไรก็ไม่มิดนั้นทำให้ธันวาเอ็นดูจนต้องไหลไปตามท้องเรื่องที่เธอปูไว้


“กลัวเหลือเกิน หวานอยู่เป็นเพื่อนเราเถอะนะ เราไม่กล้าอยู่คนเดียว”


หนุ่มสาวหัวเราะคิกคักกันอยู่สองคนโดยลืมไปว่าในกลุ่มตนยังมีเพื่อนอีกสองคนจนถูกตำหนิเข้าจนได้ “เล่นบ้าอะไรไอ้ธันว์ เดี๋ยวได้เจอดีหรอกมึง”


“ใช่ แล้วถ้ายังเล่นอยู่ก็คงได้อยู่ต่อจนดึกจริง ๆ นั่นแหละ”


“ขอโทษครับ ขอโทษครับ”


แม้ธันวาจะยกมือไว้รอบห้องอย่างสำนึกผิดแล้วแต่ก็ไม่ผิดไปจากคำพูดของเพื่อนนัก เพราะกว่าธันวาจะศึกษาตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จและออกจากห้องแลปได้ก็รั้งท้ายเพื่อนร่วมรุ่นจนเลทกว่าเวลาตามตารางเรียนไปถึงสองชั่วโมง ทว่าไม่ได้โดดเดี่ยวนักเมื่อหวานอยู่เป็นเพื่อนตามคำกล่าวอ้างที่จะอยู่ช่วยเพราะศึกษาจากท่านเดียวกันย่อมช่วยได้เยอะกว่ากรองเกียรติหรือตฤณที่ศึกษาท่านอื่น


“ถ้าไม่ได้หวาน เราแย่แน่ ไม่รู้ว่าสองทุ่มจะได้ออกจากห้องกรอสส์รึเปล่า” ธันวายิ้มแห้งพลางใช้มือขยี้จมูกเพราะยังรู้สึกถึงกลิ่นฟอร์มาลีนที่ติดอยู่


“ว่าไปนั่น เราช่วยนิดหน่อยเอง”


“แค่อยู่เป็นเพื่อนก็ถือว่าช่วยมากแล้ว”


เธอยิ้มอาย ๆ ก่อนกลบมันไว้ด้วยการร้องหาอาหารเย็นจนธันวาคนที่ไม่สนใจอะไรไม่ทันสังเกตท่าทีของเธอ


เพราะเวลาหนึ่งทุ่มนั้นดึกเกินกว่าจะสามารถฝากท้องไว้กับร้านอาหารราคาย่อมเยาว์ในโรงอาหารของคณะได้แล้วจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ทั้งคู่ต้องลากสังขารอันเหนื่อยล้าและมีกลิ่นฟอร์มาลีนติดตัวไปร้านข้าวข้างรั้วโรงพยาบาล กว่าจะกลับเข้าหอพักก็ดึกจนเกือบสามทุ่ม


ธันวาที่กลับเข้าหอหลังจากแวะไปส่งหวานที่หอพักหญิงมาก่อนแล้วเดินเข้าหอพักชายด้วยท่าทีเมื่อยล้าเต็มทน มือข้างที่ว่างบีบคอไล่ความเมื่อยขบตลอดทางจนไม่ทันสังเกตว่ามีใครนั่งรอตนอยู่ใต้อาคาร


“ธันวา”


“อ้าวพี่แรม ทำไมมาอยู่ตรงนี้ละครับ” ปกติเวลาแบบนี้คนอย่างเดือนแรมต้องกำลังอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องหนังสือมากกว่าใต้ตึกที่เสียงอึกทึกจากผู้คนแบบนี้


“กี่ครั้งแล้ววะที่มึงมองไม่เห็นกู”


“ขอ—”


“กินข้าวมาแล้วใช่ไหม” เดือนแรมไม่อยากได้ยินคำว่าขอโทษจากปากน้องอีกเพราะรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความผิดของอีกฝ่ายเลยสักนิด


“กิน—” ธันวากำลังจะตอบแต่นึกขึ้นได้ในตอนนั้นว่าเดือนแรมอาจจะยังรอตนอยู่เพราะหลายวันมานี้พวกเขาใช้เวลาช่วงมื้อเย็นร่วมกันตลอดแต่เขากลับลืมอีกฝ่ายไปเสียอย่างนั้น “อย่าบอกนะว่าพี่ยังไม่ได้กินอ่ะ”


“ถึงกูจะรักมึงแต่กูก็รักตัวเองเหมือนกันนะ”


“เอ่อ…” ธันวาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อหรือแค่ปล่อยผ่านคำสารภาพรักกลาย ๆ นั่นลอยไปตามลม


“คราวหลังเลิกเรียนหรือเสร็จกรอสส์แล้วก็เช็คโทรศัพท์บ้าง กูเป็นห่วง”


“ครับ” ธันวาก้มหน้ายอมรับผิดเสียงแผ่วแต่กลับใจกล้าเรียกรั้งอีกฝ่ายไว้ในตอนที่เขาหันหลังให้และกำลังจะเดินจากไป


“โกรธเหรอครับ”


เดือนแรมหันกลับมามองคนที่ถามออกมาหน้าซื่อ ๆ ทว่าแววตาฉายความกังวลอยู่ไม่น้อย “เรื่องอะไร”


...เสียงดุไปเหรอวะ ตัวก็ไม่เล็กทำไม่ถึงสั่นขนาดนั้น


“เอ่อ…”


“ถามว่าเรื่องอะไร”


“ก็แล้วพี่โกรธเรื่องอะไรอยู่ล่ะ”


คงจริงที่ว่าครั้งแรกเขาใช้โทนเสียงเข้มเกินไปจนน้องกลัว เพราะเมื่อยอมเสียงอ่อนลงอีกฝ่ายถึงได้กล้าจ้องตาสู้แล้วถามหาความจริงจนเขาชักอยากโกรธขึ้นมาจริง ๆ สองขาขยับพาร่างเข้าใกล้เจ้าตัวดื้ออย่างช้า ๆ นึกมันเขี้ยวอยากบีบจมูกเชิดรั้นนั้นให้แบนบี้เสียจริง


“นั่นสิ ควรโกรธเรื่องอะไรดี…” เขาไม่สนใจแล้วว่าตนจะมีสิทธิ์โกรธได้แล้วหรือไม่ เขารู้แค่ว่าตนอยากโกรธ และคงจะเป็นสัญญาณที่ดีหากน้องสนใจมันสักนิด


“...เรื่องที่มึงไม่มากินข้าวกับกู ทิ้งให้กูกินข้าวคนเดียวน่ะเหรอ หึ กูไม่ใช่คนที่อยู่คนเดียวไม่ได้หรอกนะ แต่ถ้ามึงอยากสนใจว่ากูกำลังโกรธเรื่องอะไร ก็จะบอกให้…”


“ขะ เข้ามาใกล้ทำไมละวะ ถอยออกไปก่อนดิพี่” ธันวาว่าพลางยกมือดันอกคนพี่และถอยตัวเองออกห่างไปด้วย แต่กลับไม่เป็นผล


“ไม่ได้หรอก เรื่องนี้เสียงดังได้ที่ไหน ถ้าใครผ่านมาได้ยินว่าประธานชั้นปีสามคนที่น่าเกรงขามในสายตาน้อง ๆ อ่อนแอแค่เพราะว่าไม่มีความสำคัญพอให้มึงนึกถึง...ไม่ดีแน่”


ใช่...ไม่ดีแน่


ธันวารู้ตัวว่าหากปล่อยให้เดือนแรมอยู่ใกล้ระยะประชิดขนาดนี้ต้องไม่ดีกับตัวเขาแน่


“ใครบอกพี่ว่าผมไม่นึกถึง” ธันวาโวยวาย เดือนแรมยอมถอยห่างออกมายืนกอดอกมองคนดื้อที่ยังรั้นจะเอาชนะ


“เหรอ ไหนมึงบอกให้ชื่นใจสิว่าตอนเรียนกรอสส์เสร็จแล้วมึงรีบหยิบโทรศัพท์เพื่อติดต่อกูหรือเห็นการแจ้งเตือนจากกูแล้วรีบเปิดอ่านและตอบกลับ”


“...”


“ไหนบอกมาซิธันวา มึงนึกถึงกูตอนไหน”


“...”


“เราใช้เวลาด้วยกันบ่อยขึ้น คุยกันมากขึ้น กินข้าวเย็นด้วยกันอยู่ทุกวัน แล้วข้าวเย็นมื้อนี้...มึงคิดถึงกูบ้างรึยัง” ...มีบ้างไหมสักนิดหนึ่ง


“เอ่อ...”


“ไม่ต้องตอบหรอก กูเข้าใจว่าเรายังไม่ใช่สถานะคนศึกษาดูใจกัน ยังเป็นแค่คนจีบกับคนถูกจีบ เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดมากเรื่องความรู้สึกกู กูจัดการเองได้ แต่เพราะมึงอยากรู้ กูเลยบอก เท่านั้นเอง”


“พี่แรม คือว่า...” ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่าทีอ้ำอึ้งจะกลายเป็นลักษณะนิสัยประจำตัวของธันวาไปเสียแล้ว เพราะเดือนแรมเห็นบ่อยจนชินตาแล้วอยากจะกระตุ้นอีกสักนิดเพื่อให้ได้เห็นท่าทีที่ชัดเจนขึ้น “...ผมยอมรับนะว่าไม่ได้เช็คโทรศัพท์เลยเพราะอยู่กับหวานแค่สองคน ถ้าเธอไม่จับมันเลยผมก็ไม่อยากหยิบขึ้นมาให้เสียมารยาทอ่ะ”


“แคร์เขา? กูเข้าใจ” พูดเองก็เจ็บเอง


“ไม่ใช่อย่างนั้น” ธันวารีบแย้งเสียงดัง ถ้าใครหันมองตอนนี้คงเข้าใจว่าเดือนแรมกำลังหาเรื่องทำโทษบางอย่างรุ่นน้องอยู่อย่างแน่นอน “มันก็แค่นิสัยผมป่ะที่ไม่จับโทรศัพท์ให้อีกคนรู้สึกอึดอัด ตอนอยู่กับพี่ผมก็ไม่จับเลยเหมือนกันอ่ะ”


จุกดีจริง ๆ


จีบมาเป็นเดือนยังถูกปฏิบัติด้วยไม่ต่างจากคนอื่น



“เออ กูเข้าใจแล้ว อย่างที่บอก ไม่ต้องสนใจความรู้สึกกูหรอก เดี๋ยวแม่งก็หายเอง”


“เข้าใจจริงป่ะเนี่ย”


“เดือดร้อนเหรอมึงน่ะ” อีกครั้งที่เดือนแรมเผลอทำเสียงเข้มใส่เกินกว่าปกติ


แต่ครั้งนี้ธันวาไม่กลัว “มันไม่เหมือนกันหรอกพี่ กับคนอื่นอ่ะผมเป็นแบบนั้นเพราะมารยาท แต่กับพี่อ่ะ ผมไม่จับโทรศัพท์เลยเพราะผมชอบเวลาที่อยู่ด้วยกันกับพี่มากกว่านะ”


เดือนแรมสะกดรอยยิ้มไว้ในใจ “รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา”


“มะ ไม่รู้โว้ย” ธันวาโวยวายบอกปัดแล้วรีบหลบหลีกหนีเดินเข้าโถงลิฟต์ไปก่อนโดยที่เดือนแรมเพียงแค่หันมองเท่านั้น


คล้อยหลังธันวาใบหน้าเรียบตึงจนดุแสนดุของเดือนแรมค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมาอย่างไม่อาจเก็บไว้ได้อีกต่อไป ไม่คาดคิดเลยว่าแค่ลงทุนเล่นละครเผยความงี่เง่าออกมาเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เห็นอะไรได้ชัดขึ้นขนาดนี้


เห็นทีว่าหนทางข้างหน้าคงไม่ยากเย็นเกินไปเสียแล้ว




...ไม่คาดคิดว่าอุปสรรคจะถูกสร้างขึ้นก่อนหน้านั้นเสียอีก


“ขอโทษครับ ผมนัดอ่านหนังสือกับหวานไว้ก่อนแล้วครับ พี่แรมจะไปด้วยกันไหมล่ะ” คำบอกกล่าวนั้นทำเอาคนที่หอบตำราพะรุงพะรังในเช้าวันเสาร์รู้สึกหมดแรงขึ้นมาทันที


“ถามโง่ ๆ อ่ะ” คนเขาอ่านหนังสือด้วยกันอยู่ทุกวัน อยู่ ๆ อีกฝ่ายก็ตอบรับคำชวนของคนอื่นหน้าตาเฉย ไม่ให้เขาเซ็งก็คงไร้ความรู้สึกกันเกินไปแล้ว


“อ้าว”


“ไปเลยไป ไปไหนก็ไป” ทั้งที่เป็นคนเอ่ยปากไล่แต่กลับกลายเป็นคนเดินหัวเสียออกมาจากตรงนั้นเสียเอง


“พี่โกรธอีกแล้วอ่ะ” ธันวาตะโกนไล่หลังมา


“ไม่ได้โกรธ...” ไม่โกรธก็แย่แล้ว อ่านหนังสือกันอยู่ทุกวัน อยู่ดี ๆ ไปอ่านกับคนอื่นแล้วแทนที่จะบอกกันสักคำก็ไม่มี “ตั้งใจอ่านหนังสือซะ อย่าหลับด้วยนะมึง”


หากสองมือไม่ได้ประคองกอดหนังสืออยู่ ธันวาก็เชื่อว่าเดือนแรมต้องชี้นิ้วมาที่ตนเพื่อย้ำน้ำหนักคำสั่งเมื่อครู่ก่อนเดินจากไปอย่างแน่นอน





ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีแล้วที่หญิงสาวเห็นธันวายุกยิกเหมือนคนไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ จะว่าอ่านไม่เข้าใจก็คงไม่ใช่ ท่าทางเหมือนคนใจไม่อยู่กับหนังสือ เพียงแต่เธอไม่รู้ว่ามันลอยไปที่ไหนเท่านั้นเอง


“เป็นอะไรอ่ะธันว์ งีบสักนิดก่อนดีไหม”


“เอ่อ ไม่เป็นไร ขอโทษนะที่เราทำหวานเสียสมาธิไปด้วย”


“ไม่เป็นไร ถ้าไม่อยากนอนก็เริ่มทำสมาธิแล้วอ่านใหม่เถอะ”


ธันวาเหลือบมองโทรศัพท์ตัวเองที่วางไว้ข้างกายแต่ปิดการรบกวนทุกช่องทางสลับกับหน้าเพื่อนสาวอย่างใช้ความคิด “เดี๋ยวเรามานะ”


“อื้อ”


ไม่ทันสิ้นเสียงตอบรับของเธอธันวาก็คว้าโทรศัพท์แล้วเดินออกจากบริเวณนั้นเข้าสู่ซอกตามชั้นวางหนังสือทันที


นิ้วเรียวกดเข้าแอปพลิเคชั่นสำหรับสนทนาที่ตนใช้ติดต่อกับเดือนแรมเป็นหลักเมื่อหาตรอกที่เงียบสงบและปลอดคนได้แล้ว ตัดสินใจส่งสติกเกอร์ไปหยั่งเชิงดูก่อนว่าอีกฝ่ายสะดวกในการพูดคุยด้วยหรือไม่


Ram Jaruphanichakarn : ไหนบอกว่าไม่ชอบจับโทรศัพท์เวลาอยู่กับใครแค่สองคนไง


ธันวายิ้มโล่งใจ อย่างน้อยเดือนแรมตอบกลับมาเร็วแบบนี้ก็หมายความว่าตนยังมีโอกาสได้สะสางเรื่องที่คาใจจนไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ


Thanwa DilokDharm : ก็ยังคาใจเรื่องพี่อ่ะ
Ram Jaruphanichakarn : คาใจอะไร
Thanwa DilokDharm : พี่โกรธผม
Ram Jaruphanichakarn : บอกว่าไม่โกรธไง ไปอ่านหนังสือ
Thanwa DilokDharm : พี่โกรธ
Thanwa DilokDharm : แบบนี้ผมไม่มีสมาธิอ่านหนังสือหรอก
Ram Jaruphanichakarn : ธันวา กูบอกว่ากูไม่ได้โกรธ ไปอ่านหนังสือ ครั้งที่ 1
Thanwa DilokDharm : อะไรวะ พี่มีสมาธิอ่านรึไง
Ram Jaruphanichakarn : กูจะอ่านไม่ได้เพราะมึงเป็นแบบนี้นี่แหละ ไปอ่านหนังสือซะ ครั้งที่ 2
Ram Jaruphanichakarn : ถ้ากูนับถึงสามแล้วมึงยังไม่ไปอ่านกูจะถือว่ามึงแคร์กูมากแล้วเราก็จะเป็นแฟนกันทันที
Thanwa DilokDharm : ขอ 5 ครั้ง
Ram Jaruphanichakarn : อย่าดื้อ ไว้ค่อยคุยกันไม่ได้เหรอวะ
Thanwa DilokDharm : อ่านได้ไงวะถ้าพี่ยังโกรธอยู่เนี่ย
Ram Jaruphanichakarn : ตั้งใจอ่านหนังสือธันวา! ครั้งที่ 3
Ram Jaruphanichakarn : ถ้ายังไม่อ่านกูจะโกรธมึงจริง ๆ เนี่ยแหละ
Thanwa DilokDharm : พี่ไม่โกรธผมจริง ๆ เหรอ
Ram Jaruphanichakarn : กูจะนับครั้งที่ 4 แล้วนะ
Thanwa DilokDharm : ไปอ่านแล้วก็ได้ แต่เย็นนี้ไปกินข้าวกันนะพี่ ไถ่โทษ ๆ
Ram Jaruphanichakarn : เออ ไปอ่านหนังสือ ครั้งที่ 4!!


ต่อให้อยากหัวเสียมากแค่ไหนแต่เดือนแรมก็ยังยิ้มออกมาเมื่อเจ้าตัวดื้อของเขาส่งสติกเกอร์หน้าทะเล้นกลับมาหลังจากข้อความนั้นของเขาเพื่อเป็นการจบบทสนทนาที่ไม่มีใจความสำคัญอะไรนอกจากถ้อยความซ้ำไปซ้ำมาจากทั้งสองฝ่าย


‘พี่มีสมาธิอ่านรึไง’


ธันวาถามได้ถูกจุด หากมีสมาธิอ่านหนังสือจริงมีหรือที่เขาจะตอบแชทของธันวาได้เร็วขนาดนั้น แต่เพราะมัวแต่จ้องหน้าจอด้วยความต้องการที่จะติดต่อกลับไปให้รู้ดำรู้แดงกันไปเสียเลยถึงได้รีบคว้ามันทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายทักมา


จากที่ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือเพราะความขุ่นมัวในใจ ตอนนี้กลับพร้อมบรรจุความรู้มากมายให้เข้าหัว ในใจมันลิงโลดเมื่อตีความความรู้สึกของธันวาผ่านตัวอักษรได้ว่าอีกฝ่ายก็ทุกข์ร้อนกับความรู้สึกของเขาเช่นเดียวกัน และแม้จะยังไม่ได้พักกลางวัน แต่เขากลับอยากให้ถึงเวลาของอาหารมื้อเย็นเสียแล้ว ความคิดที่อยากจะแกล้งหนุ่มรุ่นน้องมีมากจนชักจะทนให้ถึงเวลานั้นไม่ไหวเข้าทุกที


แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่ใช่วันของเขา


แม้จะไม่มีเพื่อนสนิทคนใหม่ของธันวาอย่างหวานตามมาร่วมมื้อเย็นด้วยและกรองเกียรติเองก็ไปกับบุพการี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาขัดความสุขของเขาตั้งแต่ยังไม่ทันพากันเดินพ้นรั้วหอพักนักศึกษาแพทย์ชาย


“พี่ป้อง”


ธันวาอุทานชื่อหนึ่งในคนที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา เดือนแรมที่สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลหรี่ตามองคนมาใหม่อย่างพินิจ เขาจำได้ หนึ่งในนั้นคือคนที่เข้ามาอาสาพาธันวากลับบ้านในคืนที่เมาอยู่ร้านเหล้าและถูกกรองเกียรติกับดีนปฏิเสธหัวชนฝา

 
“คุณพ่อบอกว่าวีคนี้ธันว์ขอไม่กลับบ้าน แต่ทั้งที่งานเยอะท่านก็ยังเป็นห่วงหลานสุดที่รัก พี่กับไอ้ต้าเลยอาสามาชวนธันว์ไปกินข้าวด้วยกัน คุณพ่อจะได้สบายใจ”


ได้ยินอย่างนั้นแล้วก็นึกถึงกรองเกียรติจับใจ แต่อีกฝ่ายไปกับพ่อแม่ และเขาก็ไม่อยากทำตัวเป็นเด็กที่ต้องให้ใครมาตามดูแลไปตลอด ทว่าท่าทางที่แสดงออกมากลับตรงกันข้าม เขารู้ในทันทีว่าตนต้องการใครสักคนไปอยู่ข้าง ๆ ให้อุ่นใจเมื่อได้ยินเดือนแรมเสนอตัวขึ้นมา


“อยากให้กูไปเป็นเพื่อนไหม”


ถ้อยความของเดือนแรมทำให้ปกป้องหรี่ตามองอย่างสนใจ “ใครเหรอธันว์ แฟนใหม่?”


“ไม่ใช่ครับ”


เดือนแรมพยายามจะไม่น้อยใจกับการโต้ตอบทันควันของน้องเพราะสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจตรงหน้าน่าเป็นห่วงกว่า


“เอ่อ…” เป็นธันวาเสียเองที่รู้สึกผิดและไม่กล้าหันมองรุ่นพี่ข้างกาย “...เป็นรุ่นพี่ครับ เราเพิ่งติวหนังสือกันเสร็จ”


“งั้นก็ไปกันเถอะไอ้น้อง” เป็นต้าที่เดินเข้ามากอดคอลากให้เดินไปด้วยกันแทนที่จะเป็นญาติผู้พี่โดยไม่ทันได้พูดอะไรกับเดือนแรม


คนที่อยู่ดี ๆ ก็ถูกทิ้งกลางครันทำได้แค่มองสามคนนั้นเดินจากไปจนลับสายตาด้วยความไม่สบายใจ แม้น้องจะไม่พูดออกมาตรง ๆ แต่เขารับรู้ได้ว่าธันวาไม่เต็มใจจะไปกับคนเป็นญาติด้วยเลยสักนิด ครั้นจะแอบตามไปก็จนปัญญา ฝ่ายนั้นขับรถแต่เขาทำได้แค่วิ่งไปหาวินมอเตอร์ไซค์ที่ห่างออกไปไกลซึ่งตามอย่างไรก็คงไม่ทัน ทำได้แค่รอพิกัดจากน้องเท่านั้น...หากว่าธันวาจะนึกถึงกัน




พิกัดของธันวาคือร้านสเต๊กหน้ามหาวิทยาลัย ทว่าธันวาไม่ได้ส่งมันให้กับเดือนแรมแม้ว่าอีกฝ่ายจะเสนอความช่วยเหลือมาให้ก็ตาม


‘มึงไม่ต้องการความช่วยเหลือจากกูจริง ๆ เหรอ’


ธันวาไม่ได้ตั้งใจจะเพิกเฉยต่อข้อความของเดือนแรม เพียงแต่เวลาน้อยนิดที่มีทำให้เขาต้องตัดสินใจส่งข้อความขอความช่วยเหลือไปยังเพื่อนที่ตนวางใจอย่างดีนมากกว่า ไม่ทันตรวจดูหลังจากนั้นว่าเพื่อนตอบกลับมาว่าอย่างไร ได้แต่ภาวนาว่าขอให้เพื่อนอยู่หอพักแม้ว่าจะมีโอกาสน้อยมากในวันเสาร์แบบนี้ก็ตาม


“มึงอ่านหนังสือทุกวันเลยเหรอวะ” ต้าชวนคุยระหว่างรออาหารขณะที่ปกป้องเช็คนั่นนี่ในโทรศัพท์ไม่สนใจธันวานัก


“ครับ”


“ขยันฉิบหาย”


“สถานการณ์บังคับน่ะครับ”


“เออ คณะมึงแข่งกันเรียนน่าดู”


“ไม่หรอกครับ ช่วย ๆ กันเรียนมากกว่า”


“เอ้อ แล้วไอ้รุ่นพี่นั่นเขามาจีบมึงเหรอ” ปกป้องหูผึ่ง ลอบมองท่าที่ญาติผู้น้องอย่างเงียบ ๆ


“เปล่าครับ”


“ไม่ใช่ก็ดี” ปกป้องเอ่ยเสียงเรียบทั้งที่ไม่ได้สบตาใครทั้งนั้น


“มีน้องน่ารักพี่เราก็หวงเป็นธรรมดาแหละว่ะธันว์” ต้าว่าติดตลกพร้อมกับถือวิสาสะยื่นมือไปลูบผมคนน้องเล่น


ธันวายิ้มแหยตอบรับเสียงค่อยเบี่ยงตัวออกจากสัมผัสนั้นแบบไม่ให้เสียมารยาทมากนัก


ช่วงที่รออาหารธันวากลายเป็นเพื่อนคุยให้ต้าไปโดยปริยายเมื่อปกป้องสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมากับโทรศัพท์ของตนเอง คนอ่อนวัยกว่าเป็นฝ่ายตอบเสียมากกว่าจะชวนคุย เขาสงวนคำจนต้ายังแซวทีเล่นทีจริง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เลิกชวนคุย กลับกลายเป็นว่าการมีต้าอยู่ด้วยสร้างความอึดอัดให้เขามากกว่าอยู่กับปกป้องเพียงแค่สองคนเสียอีก


รอจนอาหารมาเสิร์ฟครบทั้งสามรายการดีนถึงได้โผล่เข้ามาในร้านด้วยท่าทีสบาย ๆ อย่างคนที่แค่แวะมาหาอาหารเย็นรับประทานเท่านั้น ธันวาลอบอมยิ้ม เพื่อนคนนี้รอบคอบเสมอ เพราะหากหน้าตาตื่นเข้ามาคงโจ่งแจ้งเกินไปว่าเขาระแวงจนต้องตามคนมาช่วย


“อ้าวเห้ยไอ้ดีน!”


“ธันวา มากับใครวะ” เพราะสองหนุ่มรุ่นพี่นั่งหันหลังให้ดีนจึงได้เล่นบทแสร้งทำเป็นไม่รู้มาก่อนได้ “อ้าวพี่ป้อง สวัสดีครับ” หนุ่มคณะอักษรศาสตร์ทักทายพอเป็นพิธีก่อนตีเนียนนั่งร่วมโต๊ะข้างธันวาที่ขยับให้อย่างรู้หน้าที่ “ขอนั่งด้วยคนนะครับ พอดีมาคนเดียว”


“อือ” ปกป้องแค่ครางรับในลำคอ ไม่แม้แต่จะชายตามองคนมาใหม่สักนิด


หลังจากที่ธันวาแนะนำต้ากับดีนให้รู้จักกันแล้วทั้งโต๊ะก็ตกอยู่ในความเงียบจนจบมื้ออาหาร เพราะเมื่อต้าเปิดบทสนทนาชวนธันวาคุยดีนก็มักจะแทรกด้วยจนอีกฝ่ายยอมเลิกราไป







(มีต่อนะคะ)

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4

“เดี๋ยวพี่ไปส่ง” นี่แทบจะเป็นประโยคแรกที่ดีนได้ยินเสียงของปกป้องในวันนี้


“ไม่ต้องไปส่งหรอกครับ ผมเดินเข้าไปกับดีนได้”


“เดินทำไมให้เหนื่อย กว่าจะถึงฝั่งโรง’บาลอีกตั้งไกล พี่ขับรถไปส่งน่ะดีแล้ว” น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดเล็กน้อยยิ่งทำให้ธันวาชักไม่มั่นใจว่าหงุดหงิดที่มีดีนอยู่ด้วยหรือเพราะเขาดื้อขัดคำสั่งอีกฝ่ายกันแน่


“เราเดินย่อยแค่นิดเดียวเท่านั้นแแหละครับ ในมอมีรถฟรีให้บริการ ไม่ได้เดินเหนื่อยอะไรนักหรอก” ดีนแทรกขึ้นมาเพื่อตัดรำคาญ และก็ได้ผลเมื่อปกป้องไม่ยื้อไว้อีก ซึ่งมักจะเป็นแบบนี้เสมอ ธันวาเดาเอาว่าปกป้องคงไม่อยากต่อปากต่อคำกับดีนสักเท่าไหร่


“รำคาญแม่ง” ดีนว่าขึ้นเมื่อเดินออกห่างจากสองคนนั้นแล้ว


“ขอบใจมึงมากที่มาช่วย โชคดีจริง ๆ ที่มึงอยู่หอ”


“กูมาจากบ้าน”


“เชี่ย!” ธันวารู้ว่าดีนพูดจริงเสมอและมันก็เป็นไปได้เสมอเช่นกัน เพราะอย่างนั้นถึงได้ไม่ถามย้ำหรือกล่าวหาว่าล้อเล่น “บอกกี่ทีแล้วว่าไม่ต้องทำเพื่อกูขนาดนี้” แม้บ้านของดีนจะอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นักแต่ก็อดเกรงใจไม่ได้


“มึงไม่ต้องรู้สึกผิดเลย กูเต็มใจ กูว่าง ไปไหนก็ได้”


“แล้วนี่กลับบ้านเลยไหมเนี่ย”


“ไม่ว่ะ ลาเตี่ยกับมัมกลับมานอนหอเลย”


“มาฉุกลหุกแบบนี้บอกเขาว่าไง”


“บอกไปตามตรงว่ามึงต้องการความช่วยเหลือ”


“เขาไม่ถามต่อเหรอ”


“ใคร ๆ ในบ้านกูก็รู้ป่ะว่าถ้าเป็นเรื่องของมึงไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็จัดว่าด่วนทั้งหมดสำหรับกู”


“ขอบใจมึงมากจริง ๆ ว่ะ”


“เออ ๆ เรื่องเล็ก....แล้วทำไมไม่ให้ไอ้เก่งตามมาด้วยละวะ”


“มันไปกับพ่อแม่แล้ว”


“แล้วตอนเขาไปหา มึงอยู่กับใคร ชวนใครไปด้วยสักคนก็ได้นี่หว่า”


“อยู่กับพี่แรม จะให้ชวนเขาไปในฐานะไรวะ”


ดีนจ้องหน้าเพื่อนนิ่ง พยายามใช้ช่วงเวลาเล็กน้อยนี้เรียบเรียงความคิดออกมาเป็นคำพูดที่ตรงใจแต่ไม่ห้วนจนทำร้ายความรู้สึกเพื่อนสนิท แต่แล้วก็กลืนมันเสียหมดเพราะสีหน้าสับสนของอีกฝ่าย


“เขาไม่ขอตามไปด้วยบ้างเหรอวะ กูว่าเขาน่าจะรับรู้ความรู้สึกของมึงได้นะ”


“ขอดิ ทำไมจะไม่ขอ แต่จะให้เขาตามไปด้วยได้ไง แค่ฐานะรุ่นพี่ มึงคิดว่าพี่ป้องจะยอมเหรอ”


“ก็บอกไปดิว่าคบกัน”


“ยังไม่ได้คบ!” ธันวาแย้งทันควัน จริงจังทั้งสีหน้าแววตาและน้ำเสียง


“โกหกหน่อยไม่เป็นรึไง ถ้าวันนี้กูไปหามึงไม่ได้จะทำยังไง ยอมอยู่กับพวกนั้นตามลำพังเหรอ”


“แล้วมึงจะให้กูหลอกใช้เขารึไงวะ”


“...”


“จะสถานะหรือความรู้สึกก็ยังไม่ชัดเจน อยู่ ๆ บอกคนอื่นว่าเขาเป็นแฟนเพราะจะหลอกใช้เขามันไม่ใจร้ายกับความรู้สึกเขาไปหน่อยเหรอวะ”


ดีนเผยยิ้มบาง “วันก่อนมึงยังใจร้ายกับเขาอยู่เลย มาวันนี้แคร์เขามากแล้วสินะ”


“...”


“คนที่บอกว่ายังไม่อยากรู้สึกกับเขามากไปกว่านี้คนนั้นน่ะ...หายไปไหนแล้ววะ”


ธันวาเงียบ


จนได้...ไอ้รุ่นพี่คนนั้นทำสำเร็จจนได้


ในที่สุดก็เข้ามาอยู่ในใจเพื่อนของเขาได้แล้วจริง ๆ


ธันวาก็แค่คนที่ดีแต่หาข้อแก้ตัวให้ตัวเองว่ายังไม่ได้ชอบผู้ชายคนนี้แต่กลับเปิดโอกาสให้เขาจีบทั้งที่ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะไม่มีแฟนเป็นผู้ชายอีก


ธันวาก็แค่คนที่กลัวไปเสียทุกอย่าง กลัวแม้กระทั่งเสียงหัวใจตัวเอง


“ช่างเถอะ ยังมีเวลาให้มึงคิดอีกเยอะ” ดีนตัดบท “ว่าแต่...ช่วงนี้พี่ชายมึงเขามาเกาะแกะมึงบ่อยเหรอ”


“ถ้าไม่รวมตอนกลับบ้านก็มีแค่ครั้งนี้แหละที่ตามมาถึงนี่ อ้อ! ยังมีมาส่งแล้วก็พยายามมารับกลับบ้านด้วย”


ดีนพยักหน้ารับ “แล้วพี่ต้าอะไรนั่นละวะ”


“รู้จักกันนานแล้ว เจอกันบ้างตามโอกาส”


“เช่นโอกาสแบบนี้?”


“พี่ต้าไปที่บ้านบ่อย แต่หลัง ๆ มากูไม่ค่อยอยู่บ้านเลยไม่เจอเขาไง”


“เขาก็เลยมาเจอมึงที่นี่แทน”


“มึงระแวงไปป่ะวะ”


“แล้วมึงสบายใจเหรอ”


“...”


“ระวังตัวไว้นะธันวา อย่าไว้ใจใครเขาไปทั่ว”


“ครับพ่อ”


“สัด”


 




สองทุ่มตรงกับข้อความของเขาที่คนปลายทางยังไม่เปิดอ่านเช่นเคย ความร้อนรนก่อตัวขึ้นตั้งแต่ที่ธันวาออกไปกับคนพวกนั้นจนถึงตอนนี้ที่ยังไม่เห็นแม้แต่เงาหรือแม้แต่จะได้รับสัญญาณของความปลอดภัยใด ๆ ทำให้เดือนแรมกระวนกระวายจนแทบบ้า แต่เมื่อเห็นว่าคนที่ตนกำลังรอด้วยความเป็นห่วงเดินมากับดีนใจหนึ่งก็อยากหันหลังหนี ไม่อยากสนใจแววตื่นตระหนกในหน่วยตาใสของอีกฝ่าย หนีเพราะอยากรู้ว่าจะได้ยินชื่อตัวเองดังตามหลังบ้างหรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาทำคือการทำหน้าให้เรียบเฉยที่สุดขณะยืนรออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้


เดือนแรมเข้าใจแล้วว่าจนถึงตอนนี้ ตนก็ยังไม่ใช่คนที่ธันวาจะมองเห็น ทั้งที่เสนอตัวจะช่วยเหลือแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่นึกถึงกันอยู่ดี


แต่ถึงอย่างนั้น...ก็ยังอยากรอถามให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงจริง ๆ


“พี่แรม...”


“มึงโอเคใช่ไหม” เดือนแรมชิงถามขัดท่าทีเงอะงะอย่างไม่รู้จะพูดอะไรของคนน้อง


“ค...ครับ”


“ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นไปพักได้แล้ว”


“เอ่อ...”


“ทำตามที่รุ่นพี่มึงบอกสิวะ” เป็นดีนที่ย้ำอีกครั้งจนจากคำบอกเล่าที่แฝงความห่วงใยกลายเป็นคำสั่งขึ้นมาเสียอย่างนั้น


“ไม่ต้องออกไปส่งกูหรอก มึงขึ้นไปได้แล้ว” ดีนย้ำเมื่อเพื่อนยังมีท่าทีลังเล


“อือ กลับดี ๆ บาย” ธันวาโบกมือลาเพื่อนสนิทก่อนจะรู้สึกมือไม้เกะกะไม่รู้จะจัดวางอย่างไรเมื่อหันกลับมาสบตากับเดือนแรม จะเอ่ยคำว่าฝันดีเหมือนทุกทีก็ขัดเขินเพื่อนตัวเอง อีกทั้งยังรู้สึกผิดต่ออีกฝ่ายอยู่ด้วย


ดีนยังยืนประจัญหน้ากับเดือนแรมแม้ว่าคนกลางอย่างธันวาจะเดินจากไปแล้วโดยปราศจากคำลาที่มีให้คนตรงหน้า แต่ถึงอย่างนั้นสีหน้าของหนุ่มรุ่นพี่ก็ยังเรียบเฉย เห็นแล้วชวนหมั่นไส้จนอยากยั่วโมโหเข้าสักหน่อย


“พี่แค่มายืนรอเพื่อนผม?”


“อือ”


“ถ้าจะเข้ามาเพื่อทำให้เพื่อนผมสับสนก็ถอยออกไปเถอะ”


“กูจริงจังและจริงใจกับเพื่อนมึง...มากกว่าแฟนเก่ามันแน่ ๆ”


“อย่าเทียบตัวเองกับพี่ภีม พี่ไม่มีทางสู้เขาได้ พี่ภีมคือที่สุดในชีวิตของธันวา”


“ถ้าที่สุดแล้วทำไมถึงเลิก...ไม่ดิ ทำไมถึงทิ้งมันไป”


มุมปากของคู่สนทนากระตุก ทั้งเยาะเย้ยคนตรงหน้าและขึ้งโกรธแทนคนที่ถูกพาดพิง “ถ้าไม่มีความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพี่ภีม คิดเหรอว่าการปรากฏตัวของพี่ในทุกวันนี้จะมีผลกับธันวา”


“...”


“ถ้าเขาไม่ออกไปจากชีวิตเพื่อนผม ไม่มีทางที่มันจะมองเห็นพี่หรอก”


“...”


“อย่างมากพี่ก็เป็นได้แค่รุ่นพี่คนหนึ่งในคณะที่ชื่อเดือนแรม”


จะเอาความมั่นใจจากไหนมาปฏิเสธ เดือนแรมรู้ดีว่าตนต้องยอมรับมันเท่านั้น


“ผมพูดถูกไหมพี่ก็น่าจะรู้ดี”




เดือนแรมพกพาความบอบช้ำของจิตใจกลับขึ้นมาบนห้อง ไม่ทันเตรียมใจว่าต้องเจอกับต้นเหตุนั่งรออยู่หน้าห้อง ท่าทางเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่ยอมพูดเหมือนทุกที


“มึงรอกูเหรอ” เป็นเดือนแรมที่ชิงถามขึ้นก่อนเพราะรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยกับท่าทางของอีกฝ่าย


“เอ่อ…”


คนเป็นพี่ถอนหายใจ “อึดอัดไหมวะ”


“ครับ?”


“ที่ต้องคิดเยอะตลอดว่าจะตอบอะไรกับกู”


“...”


“พูดตามความรู้สึกออกมาตรง ๆ ดิ ไม่ต้องคิดว่าจะตอบยังไงเพื่อรักษาน้ำใจกูหรือคิดที่จะตอบตรงข้ามความรู้สึกเพราะกำลังกลัว กูขอได้ไหมวะ รู้สึกยังไงก็พูดอย่างนั้น”


“...”


“เมื่อก่อนกูไม่พูดเพราะกูไม่มีสิทธิ์ แต่ตอนนี้กูอยู่ในสถานะที่พูดได้แล้ว กูก็จะบอกความรู้สึกทุกอย่างให้มึงรู้ตรง ๆ มึงเองก็ควรทำแบบเดียวกัน มันไม่ยากหรอก”


“...”


“โอเคไหม”


“ครับ”


มันน่านัก!


เดือนแรมสูดหายใจเข้าก่อนจะถามใหม่อีกครั้ง “มึงรอกูเหรอ”


“ครับ” ธันวาตอบเสียงหนักแน่นขึ้น


“รอทำไม”


“ผม...ไม่แน่ใจครับ”


“โอเค คำถามปลายเปิดอาจจะยากเกินไปสำหรับมึง”


“จะด่าว่าผมโง่ก็ได้”


เดือนแรมส่ายหน้าแทนการปฏิเสธ “มึงแค่สับสน”


“...”


“เอาใหม่...มึงแคร์ความรู้สึกกูเหรอ”


“ครับ”


หนุ่มรุ่นพี่เผยยิ้มอ่อนโยนจนคนน้องชักเริ่มทำตัวไม่ถูก “ในห้องมีคนอยู่ไหม”


“ไม่มีครับ” ก่อนออกมานั่งรอเดือนแรมตรงนี้ ตนเข้าไปในห้องตัวเองก่อนแล้ว ถึงได้พบความกระวนกระวายในใจจนต้องมายืนอยู่ตรงนี้


“งั้นเข้าไป”


ธันวาทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย แปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายเดินตามเข้ามาด้วย “ทำไมต้องเข้ามาในนี้ล่ะครับ พี่แรมมีอะไรรึเปล่า”


เดือนแรมจ้องหน้าธันวานิ่งอย่างใช้ความคิด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันราวกับชั่งใจที่จะทำอะไรบางอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้รอให้น้องถามย้ำ รีบแจ้งความต้องการของตนออกมาเสียก่อน


“ขอกอดได้ไหมวะ”


“ห๊ะ!”


“ขอกอดหน่อย...”


“...”


“...ให้พี่ได้ไหม”


“...”


“บอกแล้วไงว่าให้พูดตาม--”


“ได้ครับ”


“...”


เดือนแรมนิ่งค้าง ทั้งที่ร้องขอเองแต่กลับไปไม่เป็นเมื่อคนน้องเป็นฝ่ายเดินเข้ามาสวมกอดหลวม ๆ เองหลังจบคำอนุญาต “ผมยอมให้กอด”


ไม่รู้คนที่ต้องการหรือคนตอบสนองกันแน่ที่เกร็งกว่ากัน ฝ่ายที่เดินเข้าไปสวมกอดก่อนแม้จะเพียงหลวม ๆ เว้นระยะห่างแต่ก็รู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย ขณะที่คนร้องขอเองก็ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อในอ้อมกอดอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้นราวกับคนกึ่งฝันกึ่งตื่น นานหลายอึดใจจนคนน้องใกล้จะถอนตัวออก เขาถึงรีบกอดตอบเพื่อรั้งร่างนั้นให้ใกล้ตนเข้าอีกนิดและนานขึ้นอีกอย่างที่ใจต้องการ


น้องเพิ่งจะเริ่มเผยความรู้สึก เขาจึงไม่อยากละโมบโลภมาก ได้แค่กอดก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับคนที่ไร้ตัวตนในสายตาธันวามาโดยตลอดอย่างเขา








TBC.
------------------------------------------------------------
ห่างหายไปนานมากกกกกกกก
ขออภัยค่ะ #กราบ

#แรมเดือนสิบสอง

ด้วยรักและขอบคุณ

ธัญญ์

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3336
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2

ออฟไลน์ Zhouzhou23

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :ling1:  :ling1: :ling1:พี่แรมมมมมมม

ออฟไลน์ Bluedock

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
 :ling2:สงสารพี่แรม หน่วงมาก

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด