**แรมเดือนสิบสอง** ll แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ (๑) P.8 [1/11/64]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: **แรมเดือนสิบสอง** ll แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ (๑) P.8 [1/11/64]  (อ่าน 45176 ครั้ง)

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
ก็คือถ้าคบกันแล้ว อีกประเด็นนึงที่ทำให้ความสัมพันธ์สั่นคลอนต้องเป็นเรื่องพี่ภีมแน่ๆ สงสารพี่แรมใจจะขาดแล้วค่ะ แง  :hao5:

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
สงสารพี่แรม เป็นกำลังใจให้นะ

ออฟไลน์ saccarrum

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ Bambooyamy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
รอวันเค้ารักกันหวานๆ สงสารอิพี่ :hao5:

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
สงสารพี่แรม ทไมถึงอดทนได้ขนาดนี้นะ

ออฟไลน์ Sky

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 947
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-2
สงสารพี่แรมมากกกกก อย่าใจร้ายกันขนาดนี้เลย ฮืออออ

ออฟไลน์ Zhouzhou23

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
มารอปลอบใจพี่แรม ถ้าพี่แรมไม่ไหวเดี๋ยวเราช่วยปลอบเอง :mew1:

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4
แรมเดือนสิบสอง

แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒
(๒)





...กอดกันแล้ว


เขายอมให้เดือนแรมกอดแล้ว


ไม่สิ...เขาต่างหากที่ยอมให้ตัวเองกอดได้


ธันวาไม่ได้ปิดกั้น ไม่ใช่ว่าไม่ยอมทำหรือพูดตามความรู้สึกตัวเอง แต่เขาไม่อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกอะไรมากไปกว่าคนเป็นมิตรที่ดีต่อกันพึงรู้สึกเท่านั้น


ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่วันที่เขาปล่อยให้ตัวเองรู้สึกได้อย่างที่เดือนแรมร้องขอ ธันวาพบว่ามันไม่แย่ ตรงกันข้ามคือสบายใจมากขึ้น ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกผิดกับตัวเองที่ปล่อยตัวปล่อยใจมากเกินไปจนอาจถอนตัวไม่ทันเมื่อเวลานั้นมาถึง


“อย่าเพิ่งออกไปนะ นั่งรอก่อน” ประธานชั้นปีกล่าวย้ำหลังเลิกเรียนหลังจากที่แจ้งตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนคาบบ่ายแล้วว่าท้ายคาบจะมีรุ่นพี่ปีที่สามเข้ามาแจ้งเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นใครก็ต้องคิดว่าคนที่มาคงหนีไม่พ้นประธานชั้นปีอย่างเดือนแรมอย่างแน่นอน


“ไม่ต้องชะเง้อนักหรอก เดี๋ยวคนเขารู้กันหมดว่ามึงกิ๊กกับประธานปีสาม” กรองเกียรติพูดหน้านิ่งที่ธันวาอยากจะเข้าใจว่าคือการแซวไม่ใช่กำลังเหน็บเขาอยู่


“สัด” ธันวาสบถผรุสวาจากลับไปก่อนลดคางลงวางบนท่อนแขนแทนการชะเง้อรอเจอคนที่กำลังจะเข้ามา


“เรื่องอะไรวะ มึงรู้ปะ” ตฤณใช้ข้อศอกสะกิดถามธันวา ทว่าสายตาก็เผื่อแผ่ไปถามกรองเกียรติด้วยเช่นกัน


“เอาขนมมาให้มั้ง” ธันวาประชดติดตลก


“ให้มึงคนเดียวต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ” ธันวานึกขอบคุณที่อย่างน้อยกรองเกียรติเพื่อนรักยังพูดเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสรรเสริญด้วยคำหยาบกลับไปอีกครั้ง


“พี่แม็ค”


“หือ” ธันวาเด้งตัวขึ้นตั้งตรงเมื่อได้ยินตฤณว่าอย่างนั้น “ใครคือพี่แม็ค”


“นั่นไงพี่แม็ค พี่รหัสกู”


ใบหน้าของธันวาสลดลงจนเข้าใกล้คำว่าเหี่ยวอย่างที่กรองเกียรติพูดผ่านสายตาที่มองมาเมื่อเห็นว่ารุ่นพี่ที่เข้ามาในห้องไม่ใช่เดือนแรมอย่างที่คิด


“สวัสดีน้อง ๆ ทุกคน พี่ชื่อแม็คนะครับ จะขอรบกวนเวลาของน้อง ๆ ไม่นานหรอก พี่จะมาพูดเรื่องโครงการกีฬาเข็มสัมพันธ์ หรือ Syringe games ที่พี่เป็นประธาน ซึ่งจัดขึ้นทุกปีระหว่างมอเรากับคณะแพทย์มอ xx เพียงแค่สองมอเท่านั้น เรียกง่าย ๆ ว่ากีฬาสองเข็ม”


เสียงฮือฮาดังขึ้นเป็นหย่อม บางคนมีโอกาสได้ร่วมโครงการนี้ตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่งแล้ว แต่เมื่อเทียบกับจำนวนคนที่มากเกือบสี่ร้อยคนแล้วก็นับว่าส่วนน้อยเท่านั้นที่คุ้นเคยกับกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่มีธันวากับกรองเกียรติที่ชอบเที่ยวเล่นมากกว่าทำกิจกรรมของคณะ


“ฟังก่อนครับฟังก่อน...งานจะจัดขึ้นในอีกสองเดือน ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมแรกพอดี โดยครั้งนี้ มอเราไม่ใช่เจ้าภาพ งานจึงไม่หนักมาก แต่พวกพี่ก็ต้องการความช่วยเหลือจากน้องปีสอง ทั้งในส่วนของนักกีฬาและสต๊าฟ ส่วนสแตนด์เชียร์จะเป็นปีหนึ่งทั้งหมด ใครสนใจงานด้านไหนให้ติดต่อรุ่นพี่คนนั้น พี่จะประกาศรายชื่อหนึ่งรอบแล้วจะฝากรายละเอียดไว้กับประธานชั้นปีสองนะ”


“กูจะลงบาสกับพี่แรม อยากใกล้ชิด อยากรู้ว่าเวลาเขาเล่นกีฬาจะเท่ขนาดไหน” ตฤณว่าขึ้นหลังจากได้ยินรายชื่อทั้งหมดแล้ว และแม้ไม่ได้พูดอย่างคนเพ้อเหมือนที่กรองเกียรติมักทำจนชินตาแต่ท่าทีชื่นชมออกนอกหน้านั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ธันวาคุ้นเคยนัก เพิ่งรู้ซึ้งเดี๋ยวนี้เองว่าตฤณก็เป็น ‘ทาสเดือนแรม’ เหมือนกัน “พวกมึงอ่ะ ลงกับกูไหม”


“ไม่อ่ะ กูว่าครั้งนี้จะเป็นสวัสดิฯ” ธันวาว่า


ตฤณตบไหล่เพื่อนอย่างภาคภูมิ “ดี ๆ มาดูแลกู”


“มันน่าจะอยากดูแลคนอื่นมากกว่ามึงนะ” กรองเกียรติแทรกขึ้นมาให้ธันวาแยกเขี้ยวใส่ ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่ใช่วันของเขาเพราะถูกกรองเกียรติกัดบ่อยจนได้หลายแผลแล้ว


“แล้วมึงละวะ จะทำอะไร”


“สวัสดิการ”


“ปัดโธ่ ไอ้คนติดเพื่อน!”


“ไม่ได้ติด กูแค่ไม่ถนัดอย่างอื่น” กรองเกียรติแก้ตัวหน้านิ่งทว่านัยน์ตาหลุกหลิกจนถูกธันวาจับได้และอดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา


“ไม่ถนัดบ้านมึง พอกันทั้งคู่ เล่นกีฬาออกจะเก่งเสือกไม่ลง ทิ้งกูนะพวกมึง กูจะฟ้องพี่แรมว่าพวกมึงไม่อยากช่วยให้มอเราชนะ”


“ฟ้องเลย พวกกูแบ็คดี” กรองเกียรติเชิดหน้าเล็กน้อยอย่างท้าทาย


ธันวามองอย่างคาดโทษ พึมพำให้ได้ยินแค่สองคนว่า “ใช้อำนาจในทางมิชอบนะมึง”


“ใคร? มีแบ็คคนไหนเหนือไปกว่าพี่แรมของกูอีกเหรอ”


“ไม่มีใครทั้งนั้นแหละ” ธันวาโบกมือปัด ตัดบทก่อนที่กรองเกียรติจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ “ไอ้เก่งมันโม้ไปงั้นแหละ”


“ใช่เหรอวะ” ตฤณพึมพำเหมือนไม่มั่นใจนักแต่ก็ยอมให้ประเด็นนั้นตกไปเพราะเพื่อนอีกสองคนชิงเดินนำออกจากห้องไปก่อนแล้ว




คนที่เดินอยู่กับเพื่อนสนิทเกือบหลุดสบถคำหยาบเสียงดังเมื่อถูกใครบางคนฉุดจากด้านหลัง กรองเกียรติเองก็มือไวเกือบจะซัดคนต้นเหตุเข้าสักหมัดแต่ก็ยั้งมือไว้ได้ทันเมื่อเห็นว่าเป็นเดือนแรมที่ยืนหลบมุมอยู่นั่นเอง


“ขอตัวเพื่อนมึงแปปนะ”


“ตามสบายเลยพี่” กรองเกียรติว่าก่อนโบกมือลาเพื่อน ช่วงหลังมานี้เขาแทบไม่ได้ใช้ชีวิตหลังเลิกเรียนร่วมกับธันวาอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่เดือนแรมต้องพูดอย่างนั้นเลยด้วยซ้ำ


“ผิดหวังมากเหรอที่ไม่เห็นกู”


ธันวาหรี่ตามองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าหล่ออย่างพิจารณา “นี่พี่แอบดูผมเหรอ”


“ไม่ดูมึงจะให้ดูใคร” เดือนแรมว่าแล้วก็กอดคอคนเด็กกว่าเดินเลี่ยงไปลงทางบันไดหนีไฟเพื่อปลีกจากฝูงชน พวกเขาแตะเนื้อต้องตัวกันบ่อยและเป็นธรรมชาติมากขึ้นหลังจากที่กอดกันวันนั้น แต่ก็ใช่ว่าธันวาจะไม่รู้สึกขัดเขิน


“พี่ไม่เห็นเล่าให้ฟังเลยว่าคณะเราจะมีงานนี้”


“ก็กูไม่ได้เป็นเฮดนี่หว่า ให้เฮดมันบอกเองสิวะ”


“แล้วไมพี่ไม่เป็นเฮดอ่ะ”


“กูเป็นเฮดชั้นปีก็รับผิดชอบเยอะแล้ว ถ้ายังไปทำแบบนั้นอีกแฟนมึงจะเท่เกินไปแล้วนะเว้ย” เดือนแรมว่าติดตลกทว่าตั้งใจดูท่าทีอีกฝ่ายในตอนที่ตั้งใจเอ่ยสถานะนั้นออกมาอย่างธรรมชาติที่สุดด้วย


“แฟนใคร อย่ามั่ว ๆ ยังไม่ได้เป็นซะหน่อย”


“เออ รออยู่นะ เผื่อไม่รู้”


“เงียบไปเลย แล้วนี่พี่จะลงแข่งบาสด้วยเหรอวะ”


“ดูก่อน ถ้าสมาชิกเยอะก็จะเป็นเฮดข้างสนาม แต่ถ้าคนไม่พอจะลงเอง”


ธันวาพยักหน้าเข้าใจ


“แล้วมึงล่ะคิดไว้รึยังว่าจะทำอะไร”


“ผมกับไอ้เก่งจะลงสวัสดิฯ ส่วนไอ้ตฤณจะไปเล่นบาสกับพี่ครับ”


“แล้วทำไมมึงสองคนไม่ลงบาส”


“อยากลองทำหน้าที่อื่นดูบ้างอ่ะ”


เดือนแรมยิ้ม ใช้มือข้างที่กอดคอน้องอยู่ลูบผมอีกฝ่ายเล่น “ดีแล้ว กีฬาน่ะเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ แต่งานอื่น ๆ น่ะไม่ได้มีโอกาสให้ได้เรียนรู้กันง่าย ๆ”


“ผมก็ว่างั้นแหละ”


“เสียอย่างเดียว”


“อะไรครับ”


“มึงต้องดูแลทุกคนเลย”


“...”


“เป็นสวัสดิการที่ดูแลแค่นักกีฬาเดือนแรมคนเดียวไม่ได้เหรอ”


“ผมไม่ใช่คนลำเอียงซะด้วย” ตั้งแต่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองทำตามใจดูธันวาก็ค้นพบว่าตัวเองมองเห็นเดือนแรมในหลาย ๆ มุมมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้อยู่มาก อย่างเช่นว่าเดือนแรมเป็นคนขี้อ้อน และมักจะนิ่งขรึมจนน่าเกรงขามเมื่อมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าด้วยภาพลักษณ์ประธานชั้นปีที่สร้างไว้ตั้งแต่งานรับน้องครั้งก่อนหรืออย่างไร


“ลำเอียงตรงไหน เขาเรียกว่าพิเศษ”


“พิเศษใส่ไข่น่ะเหรอ”


เดือนแรมยิ้มตามหลังเจ้าตัวดื้อที่ว่าอย่างนั้นแล้วก็รีบผละออกจากเขาชิงหนีออกไปนอกอาคารเสียก่อน


“เดี๋ยวสิ!” เดือนแรมระบายยิ้มกว้างเมื่อน้องยอมหยุดรอ เปลี่ยนจากเดินกอดคอเหมือนในที่ลับตาคนเป็นเดินขนาบข้างเว้นระยะห่างเล็กน้อย “เย็นวันศุกร์ว่างไหม ไปมอเป็นเพื่อนหน่อย”


“หือ วันศุกร์เหรอครับ” ธันวานิ่งคิด


“อือ กลับบ้านรึเปล่า”


“กลับเช้าวันเสาร์ครับ ผมไปกับพี่ได้” สองสัปดาห์มาแล้วที่ไม่ได้กลับไปนอนที่บ้าน มีแต่คนทางนั้นที่ผลัดเวียนกันมาหาถึงที่นี่


“ดีมาก ใส่ชุดลำลองขาสั้นหนีบแตะได้นะ”


ธันวาขมวดคิ้ว ธุระแบบไหนกันถึงแต่งตัวได้ราวกับอยู่หอพักแบบนั้น “นี่พี่อย่าบอกนะว่าแค่ชวนไปกินข้าวที่มอ”


“อันนั้นผลพลอยได้ แต่มีธุระตอนห้าโมงครึ่ง”


ธันวาพยักหน้ารับ “แล้วเย็นนี้พี่จะอ่านหนังสือหรือทำอะไรอ่ะ”


“มึงอยากทำอะไร”


“ตีเทนนิสกันไหมพี่ อยากขยับตัวอ่ะ ค่อยอ่านหนังสือคืนนี้”


“เอาดิ” เดือนแรมยิ้มกว้าง อะไรก็ตามที่น้องชวน เขายินดีทั้งหมด เพราะนั่นเท่ากับว่าอีกฝ่ายอยากใช้เวลาทำสิ่งนั้นร่วมกับตน





ช่วงบ่ายของวันพุธกลางสัปดาห์รุ่นพี่ปีสามนัดแต่ละฝ่ายคุยเรื่องการเตรียมงานกีฬาสองเข็มสัมพันธ์ที่ได้มาเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ธันวาและกรองเกียรติเข้าร่วมประชุมกับทีมสวัสดิการเสร็จแล้วก็รีบตามไปดูการคัดเลือกนักกีฬาบาสเกตบอลที่สนามเล็กข้างหอพักนักศึกษาแพทย์ชายต่อทันทีโดยไม่ลืมแวะซื้อน้ำเกลือแร่และผ้าเย็นไปให้เดือนแรมและเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนสนิทอย่างตฤณด้วย แต่กว่าสองหนุ่มจะมาถึง สแตนด์ข้างสนามก็เต็มไปด้วยหนุ่มสาวชาวคณะแพทย์ที่มีตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่งถึงสามแล้ว


“พี่แรมจองที่ให้มึงป่ะ” กรองเกียรติถาม ธันวาอยากจะบ่นอีกฝ่ายที่ชักจะใช้บารมีของเดือนแรมในการให้ได้อะไรบางอย่างมาอย่างมิชอบธรรมมากขึ้นแต่ก็ยอมปล่อยผ่านเพราะสถานการณ์ไม่เอื้อ


“ยืนโบกมืออยู่โน่นไง”


ที่นั่งของธันวาและกรองเกียรติคือโซนนักกีฬาซึ่งมีตฤณรวมอยู่ในนั้นด้วย สองหนุ่มเข้าไปทักทายเพื่อนตัวเองเพียงเล็กน้อย ตั้งใจว่าไม่นานแล้วจะพากันไปนั่งข้างเดือนแรม ไม่คาดคิดว่าธันวาจะถูกรั้งตัวไว้เพราะน้องปีหนึ่งที่เข้ามาทักทายอย่างคนคุ้นเคยแต่เขากลับต้องใช้เวลากว่าจะนึกออกว่าเคยเจอกันมาก่อนแล้วในงาน Thanks ครั้งก่อน ไม่ทันได้ทำความรู้จักกันเป็นจริงเป็นจังร่างของรุ่นพี่ปีสองก็ถูกกระชากออกไปเสียก่อนโดยรุ่นพี่ที่ตนเพิ่งรู้จักในฐานะหัวหน้าฝ่ายกีฬาบาสเกตบอล


“อะไรของพี่เนี่ย แล้วนี่พี่จะลงแข่งด้วยเหรอครับ นึกว่าแค่ดูข้างสนาม” ธันวาพูดพลางมองสำรวจคนข้างกายไปด้วยเพราะเพิ่งเคยเห็นเดือนแรมในชุดบาสเกตบอลแบบนี้ 


“ต้องลง แบ่งกลุ่มกันไม่ลงตัว”


“คนสมัครเยอะจริง ๆ ด้วย คนถูกคัดออกเยอะเลยดิ สงสารอ่ะ” เพราะเดือนแรมเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้แล้วว่ามีคนแห่กันมาสมัครกีฬาชนิดนี้เยอะเกินจำนวนจึงต้องมีการคัดเลือกด้วยการแบ่งออกเป็นสองฝั่งแล้วแข่งกันเพื่อดูทักษะและการเล่นเป็นทีมแต่ธันวาไม่คิดว่าจะมีกันเยอะขนาดนี้


“อือ ทำไงได้ล่ะ”


“ไอ้ตฤณ สู้ ๆ นะมึง กูเอาใจช่วย” ธันวาตะโกนให้กำลังใจเพื่อนตัวเองอีกครั้ง


“ไม่ให้กำลังใจกูบ้างเหรอ” เดือนแรมว่า นัยน์ตาจ้องเหมือนจะเอาคำตอบให้ได้


“จ...จะต้องให้ทำไมอ่ะ ยังไงพี่ก็เป็นเฮดอยู่แล้วนี่ ไม่โดนคัดออกหรอก”


“แต่กูต้องเป็นคนคัดพวกนั้นออก กูก็รู้สึกผิดนะ อยากได้กำลังใจบ้าง”


“อะแค่ก ๆ”


คนที่เผลออ้อนด้วยความลืมตัวรีบเก็กหน้าขรึมทันทีที่ได้ยินเสียงกระแอมไอแบบยั้งไว้ไม่อยู่ของกรองเกียรติจนธันวาหลุดขำ หลังจากนั้นเดือนแรมก็ไม่พูดอะไรอีกเลยนอกจากยืดเหยียดกล้ามเนื้อวอร์มร่างกายไปเรื่อย


“พี่จะมัดผมเหรอ” ธันวาถามเมื่อเห็นเดือนแรมหยิบยางมัดผมออกมาจากกระเป๋า


“อือ”


“นั่งลงดิ เดี๋ยวผมมัดให้” ธันวาอาสาพร้อมแบมือขอยางมัดผมจากอีกฝ่าย


เดือนแรมเหลือบมองผู้คนรอบข้างอย่างใช้ความคิดก่อนถามย้ำกลับไปอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “อยากทำเหรอ”


“อื้อ เอามาเถอะหน่า นั่งลง ๆ” ธันวาแย่งยางมัดผมจากมือเจ้าของแล้วกดไหล่อีกฝ่ายให้นั่งลงอีกด้วย


เดือนแรมเงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าในระยะใกล้ที่กำลังตั้งใจรวบผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากขึ้นโดยไม่กลัวว่าจะถูกใครมองไม่ดี


“อย่าเงยหน้าสิพี่แรม ทำหน้าตรง ๆ”


เดือนแรมยิ้ม ยอมทำตามอย่างว่าง่ายจนตอนนี้ระดับสายตาอยู่ตรงกับระดับอกอีกฝ่ายพอดี “อยากกอดว่ะ”


“ไม่ให้นะ”


เดือนแรมหลุดขำเมื่อธันวาตอบกลับแทบจะในทันที “รู้หน่า ไว้แอบกอดตอนอยู่สองคน”


“พี่แรม” ยิ่งธันวากดเสียงต่ำเหมือนแมวขู่ฝ่อเดือนแรมก็ยิ่งยิ้มกว้าง “อยากผมร่วงเป็นกระจุกเหรอ”


“ใครจะกล้าหือ ไม่ใช่เพราะผมหรอก แต่หัวใจกูต่างหากที่อยู่ในกำมือมึง”


“หยอดเก่ง” ธันวาว่าพร้อมกับมือที่ปล่อยจากผมพอดี ใบหน้าใสยิ้มขำเมื่อถอยออกมาดูผลงานตัวเองชัด ๆ ทั้งที่ผมจุกเหมือนน้ำพุรับกับใบหน้าหล่อขนาดนั้นแต่กลับทำให้เขาอดขำออกมาไม่ได้ วันนี้หลายคนคงได้เห็นแล้วว่าประธานชั้นปีสามที่ว่าโหดนักหนาแท้จริงแล้วน่ารักขนาดไหน


“น่ารักว่ะ”


เดือนแรมยิ้มประหม่ากับคำชมที่ไม่คาดคิดนั้น “นี่ก็หยอดเก่ง”


ธันวายักคิ้วให้รู้ว่าครั้งนี้ตนชนะ


ความสนิทสนมของคนทั้งคู่ประจักษ์แก่สายตาผู้คนตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับข่าวลือที่ว่าทั้งสองคบหากันได้แบบที่หมดข้อกังขา และนั่นก็ทำให้ใครบางคนรู้ตัวเสียทีว่าควรต้องรีบเร่งทำอะไรบางอย่างเสียทีก่อนที่จะสายเกินไป


“ขอเรานั่งด้วยได้ไหม” ธันวาละสายตาจากเกมในสนามมามองเจ้าของเสียงใส รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นเหนือริมฝีปากก่อนตอบรับพร้มอขยับชิดกรองเกียรติเว้นที่ว่างให้เธอได้นั่งซึ่งเป็นที่นั่งเดิมของเดือนแรม “ตอนแรกไม่เห็น นึกว่าธันว์จะไม่มาซะอีก”


“มาสิ เราก็ต้องมาเชียร์ไอ้ตฤณอยู่แล้ว” กรองเกียรติที่แอบฟังอย่างเงียบ ๆ อย่างไม่คิดจะร่วมวงสนทนาแสร้งทำเป็นไม่สนใจข้อเท็จจริงนั้น เขารู้ว่าเพื่อนพูดถูก มาเชียร์ตฤณก็ใช่ แต่สำคัญกว่านั้นคือมาเป็นกำลังใจให้เดือนแรมเสียมากกว่า สายตาที่จับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเดือนแรมไม่ว่าจะได้ครองลูกบาสหรือไม่ทั้งที่ในสนามก็มีคนตั้งเยอะนั่นชัดเจนเกินกว่าถ้อยคำยอมรับหรือบิดเบือนใด ๆ


“แล้วทำไมมาช้าล่ะ”


“เรากับไอ้เก่งไปประชุมทีมสวัสดิฯมาน่ะ แล้วปีนี้หวานอยู่ฝ่ายไหนไหม”


“เราเป็นพี่คุมเชียร์”


“อ๋อ ดีเลย เดี๋ยวเราจะบริการฝ่ายเชียร์อย่างเต็มที่เลย”


หญิงสาวยิ้มกว้าง “พูดแล้วนะ”


“ครับผม”


ธันวาจบบทสนทนาไว้แค่นั้นแล้วกลับไปให้ความสนใจกับเกมในสนามอีกครั้งและได้สบตาเข้ากับเดือนแรมพอดี แม้จะรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของนัยน์ตาฉงนและคิ้วที่ขมวดมุ่นแต่เขาก็ยังส่งยิ้มสดใสไปให้เป็นกำลังใจเหมือนเดิม


“กูว่าไอ้ตฤณผ่านแน่ มึงดูลูกสามแต้มมันเมื่อกี๊ดิ ดูแล้วรู้เลยว่าแม่งไม่มีหวั่นกลัวว่าจะพลาดเลยสักนิด” กรองเกียรติว่า ชี้ชวนโน้มน้าวให้เพื่อนเห็นด้วยโดยที่ไม่รู้เลยว่าเพื่อนจะไม่สนใจใครอื่นนอกจากเดือนแรมเลยจริง ๆ


“อือ ก็ดีแล้ว”


“เป็นเอามากนะมึงน่ะ จ้องเขาไม่วางตาขนาดนี้ไม่รับรักเขาสักทีละวะ”


ธันวาหันมาจิ๊ปากใส่ ใช่จะไม่พอใจเนื้อความที่เพื่อนพูด เพียงแต่นึกรำคาญที่อีกฝ่ายเอาแต่รบกวนสมาธิในการดูเดือนแรมขยับตัวในสนามบาสเท่านั้นเอง “ก็เพิ่งเคยเห็นพี่เขาเล่นบาสนี่หว่า เท่ว่ะ มึงว่าไหม”


“ไม่รู้โว้ย”


“อะไรของมึง นั่นน่ะไอดอลของมึงไม่ใช่เหรอ”


“ก็ใช่ แต่ดูท่าว่าตอนนี้กูจะคลั่งไคล้เขาน้อยกว่ามึงแล้วว่ะ”


“คลั่งไคล้บ้าอะไร” ธันวาย้อนเสียงแผ่วอย่างไม่มั่นใจนักแล้วกลับไปสนใจเกมในสนามต่อ


เมื่อจบควอเตอร์แรกธันวาก็รีบลุกจากที่นั่งไปหยิบน้ำกับผ้าเย็นในกระติกน้ำแข็งมาเตรียมให้เดือนแรมทันที


“เตรียมให้ตฤณเหรอ ธันว์เป็นเพื่อนที่น่ารักจัง” หวานเอ่ย ทว่าคนถูกชมกลับยิ้มเจื่อนเพราะความจริงแล้วไม่ใช่อย่างที่เธอว่า แต่เมื่อตฤณเข้ามากลับมีใครบางคนแย่งหน้าที่นั้นไปเสียก่อน


“น้ำกับผ้าเย็นเว้ยตฤณเพื่อนรัก”


“เห้ยขอบใจว่ะ ไม่ต้องแย่งกันดูแลกูนะพวกมึง”


“ทำอะไรของมึง” ธันวากระซิบถามกรองเกียรติที่ลุกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้


“กูก็อยากน่ารักเพราะดูแลเพื่อนบ้าง” ได้ยินอย่างนั้นก็หลุดยิ้มออกมาเพราะเข้าใจความหมายของเพื่อนดี อยากจะเอ่ยขอบคุณแต่ก็ถูกอีกฝ่ายตัดบทด้วยการบอกว่าเดือนแรมเดินเข้ามาหาแล้ว


“น้ำกับผ้าเย็นครับพี่แรม”


คนรับยิ้งแฉ่งพอ ๆ กับคนให้ “ไม่มีสถานะแล้วตามด้วยคำว่ารักเหมือนที่เก่งพูดกับตฤณบ้างเหรอ”


คนถูกเย้าหน้าแดงปลั่งแข่งกับคนที่เพิ่งเล่นกีฬามา


“เช่น...พี่แรมคน--”


“อยากเป็นพี่ที่รักเหรอครับ” คนน้องสวนกลับก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบ เมื่อเห็นเดือนแรมหน้าง้ำก็ยักคิ้วเย้ยอีกสองสามครั้งก่อนจัดแจงให้นั่งลงแทนที่กรองเกียรติที่ยังช่วยบีบนวดให้ตฤณอยู่


“เพิ่งเคยเห็นพี่เล่นบาส โคตรเท่เลย” ธันวาพูดพลางใช้สมุดเล่มบางพัดวีให้คนพี่ที่ยกขวดน้ำซดทีเดียวหมดขวด “ค่อย ๆ กินดิ เดี๋ยวจุกหรอก”


“มึงไม่บอกกูก็รู้ตัว”


ธันวาแบะปากใส่คนคุยโว “สมัยเรียนมอปลายพี่เล่นบาสบ่อยป่ะ ผมไม่เคยเจอพี่ที่สนามเลย”


“ไม่เจอหรือไม่เคยมอง”


ธันวากลืนน้ำลายหนืดลงคอ “อะ ไอ้เก่งก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันแหละ”


“พอกันทั้งคู่อ่ะพวกมึงสองคน”


“แต่ตอนนี้เห็นแล้วไง” ธันวาคิดว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำเข้าใกล้คำว่าง้ออยู่มาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากทำต่อไป “มองอยู่ตลอดด้วยนะ”


“เหรอ” เดือนแรมแสร้งมองอย่างไม่ไว้วางใจทั้งที่ใจอ่อนยวบตั้งแต่ได้ยินประโยคแรกแล้ว


“หวานก็คิดเหมือนธันว์นะคะ” สองหนุ่มหันมองเจ้าของเสียงที่แทรกบทสนทนาขึ้นมา เกือบลืมเสียสนิทว่าที่นั่งตรงนี้มีเธออยู่ด้วยและคงได้ยินหมดแล้วทุกอย่าง “พี่แรมเท่มากค่ะ”


เดือนแรมยิ้มรับตามมารยาทก่อนจะบอกให้ธันวาหยุดพัดแล้วปลีกตัวออกไปรวมกับนักกีฬาคนอื่น ๆ โดยไม่ลืมสังเกตท่าทีของรุ่นน้องทั้งสองคนอยู่เรื่อย ๆ






(มีต่อนะคะ)

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4
เมื่อแข่งจบทั้งสี่ควอเตอร์โดยไม่มีการต่อเวลาเดือนแรมก็ประกาศรายชื่อสมาชิกคนที่ได้ร่วมแข่งกีฬาสองเข็มทันทีทั้งตัวจริงและตัวสำรองโดยที่ตัวเต็งในใจของธันวาและกรองเกียรติอย่างตฤณติดตัวจริงตามคาด ขณะที่เดือนแรมมีทำหน้าที่เป็นกัปตันทีม


“ไปฉลองกันพวก!” ตฤณร้องชวนอย่างร่าเริงขณะเดินเข้ามากอดคอกรองเกียรติและธันวาแต่กลับโดนทั้งสองขยับตัวหนีเพราะร่างชื้นเหงื่อ “แค่นี้รังเกียจเหรอ กูต้องสเตอไรล์รึไงถึงยอมให้กอดได้” ตฤณประชดว่าคงต้องทำตัวเองให้สะอาดระดับปลอดเชื้อเพื่อนถึงจะยอมให้เข้าใกล้ได้


“รีบฉลองเหรอวะ รอให้ชนะมอโน้นก่อนเถอะ” กรองเกียรติว่า


“ชนะอยู่แล้ว”


“เก่งขนาดนั้นเลย” ธันวาแกล้งปรามาศ


“มีพี่แรมทั้งคน ชนะแน่นอน”


“อ้อออ” กรองเกียรติลากเสียงยาว ปรายตามองเพื่อนสนิทแวบหนึ่ง “ชนะไหมไม่รู้ รู้แต่พี่แรมไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แน่”


“ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็ไปฉลองกัน ไปเถอะพวกมึง กูโครหิว”


ธันวาเหลือบมองเดือนแรม เข้าใจว่าอีกฝ่ายก็คงอยากให้ตนอยู่ด้วยเหมือนทุกวัน ยิ่งวันนี้เพิ่งแข่งกีฬาเสร็จเหนื่อย ๆ ก็คงอยากอยู่ด้วยกัน แต่เดือนแรมกลับส่งสัญญาณให้เขาไปกับเพื่อนพร้อมรอยยิ้มที่แสดงถึงความจริงใจ


“หวานไปด้วยกันไหม ไหน ๆ ก็มาช่วยเชียร์เราแล้ว” เห็นเพื่อนสาวร่วมคณะมานั่งข้างธันวากับกรองเกียรติตลอดเกมก็เข้าใจเอาว่าเธอมาเชียร์ตนด้วย และหญิงสาวก็ไม่ปฏิเสธคำชวนนั้น


เดือนแรมมองตามหลังทั้งสี่คนนั้นไป ไม่อยากจะคิดมากกับสองหนุ่มสาวที่เดินรั้งท้าย ท่าทางคุยกันถูกคอนั้นเป็นที่น่าสงสัยเพราะธันวาไม่เคยเอ่ยถึงความสนิทสนมที่มีต่อเธอให้ฟังเลยสักครั้ง


ช่วงเวลามื้อเย็นที่ไม่มีธันวาเหงากว่าเมื่อก่อนอยู่มาก เดือนแรมคิดว่าเมื่อกลับไปไม่มีธันวาอีกครั้งคงรู้สึกไม่ต่างจากตอนที่ธันวายังไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา ทว่าเขาคิดผิด โสดมานานแต่กลับเพิ่งรู้สึกถึงความเหงาก็ตอนนี้เอง


หลังมื้อเย็นง่าย ๆ แบบรวดเร็วไม่อ้อยอิ่งเหมือนอย่างเคยที่โรงอาหารเดือนแรมก็พบว่าตนเงอะงะกับการจัดการตัวเองพอสมควรเพราะลำดับไม่ถูกว่าควรจะทำอะไรต่อจากนั้นถึงกับสบถออกมาว่าเป็นเอามากเมื่อได้ข้อสรุปให้กับอาการของตัวเองได้สั้น ๆ ว่าเป็น ‘โรคติดธันวา’


แต่สุดท้ายกิจวัตรของเดือนแรมก็ยังเหมือน ๆ เดิมแม้จะไม่มีธันวาร่วมอยู่ในนั้นด้วยก็ตาม นั่นคือหลังจากอาบน้ำชะล้างตัวให้สะอาดจากเหงื่อไคลแล้วก็ลงไปอ่านหนังสือที่เดิมเช่นทุกคืน


“ขยันจังวะ” เดือนแรมละสายตาจากหนังสือหันมองคนที่ทำให้เขาเหงามาทั้งช่วงเย็นแต่ตอนนี้นั่งมองเขาตาใสจากโต๊ะข้าง ๆ นี่แล้ว


“ทำไมมานี่”


“ขรึมอีกละ ไม่ดีใจหน่อยเหรอ”


“อ่อยเก่ง”


ธันวาหลุดขำก่อนยกถุงน้ำเต้าหู้ขึ้นในระดับสายตาแล้วยื่นให้อีกฝ่าย “ซื้อนี่มาฝากครับ”


เดือนแรมรับมาดูขณะที่ฟังธันวาอธิบายไปด้วย “น้ำเต้าหู้ธรรมด๊าธรรมดาหวานน้อย”


“จำได้ด้วยเหรอ” อดตกใจไม่ได้ที่น้องจำได้เพราะเคยมีโอกาสไปดื่มน้ำเต้าหู้ด้วยกันแค่ครั้งเดียวเท่านั้น


“จำได้ดิ...เป็นคนจืด ๆ นะเราอ่ะ”


เดือนแรมยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่อย่างอื่นไม่จืดนะ”


“เล่นด้วยล่ะเอาใหญ่เลยนะ แล้วนี่ทำไมไม่นอนพักบ้างอ่ะ วันนี้เหนื่อยจะตายยังอ่านหนังสือไหวอีกเหรอครับ”


“ทำไงได้ละวะ”


“คนอื่นไม่เห็นอ่านเลย”


“คนอื่นไม่จำเป็นเท่ากูนี่...ช่างเถอะ ไปอาบน้ำนอนไป”


“เดี๋ยวผมลงมาอ่านเป็นเพื่อนนะ”


เดือนแรมยิ้ม ยีผมน้องด้วยความเอ็นดูในความกระตือรือร้นที่จะมาอยู่ด้วย ถ้าเป็นเมื่อก่อนมีแต่จะหนีหน้ากัน “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวกูก็ขึ้นไปนอนแล้วเหมือนกัน”


“แน่นะ”


“อือ ไปเถอะ”


“โอเค งั้น ฝันดีนะครับ”


“อื้อ ฝันดี”


เดือนแรมยิ้มตามหลัง เห็นทีว่าวันนี้น้ำเต้าหู้ธรรมดาหวานน้อยที่เขาชอบสั่งจะหวานกว่าที่เคยดื่มเสียแล้ว






หลังเลิกเรียนในเย็นวันศุกร์ เดือนแรมที่เตรียมตัวเสร็จก่อนเดินมารับธันวาถึงห้องตามที่บอกไว้ตั้งแต่เช้า เจ้าตัวไม่เพียงส่งเสียงเข้ามาเท่านั้นแต่ยังเดินเข้าไปถึงบริเวณเตียงที่มีโอ๊คอยู่ด้วยโดยไร้เงาสมาชิกห้องอีกสองคน


“เสร็จรึยังธันวา”


“อะไร จะพารูมเมทกูไปไหนครับ กูไม่ให้” เมื่อได้ยินเสียงเพื่อนรักโอ๊คก็รีบเด้งตัวจากเตียงตัวเองมาคว้าคอรุ่นน้องเข้ามากอดรั้งไว้อย่างท้าทายอีกฝ่าย


“รูมเมทมึงแล้วไง กูจีบไม่ได้เหรอ” เดือนแรมว่าพลางยกแขนเพื่อนออกจากตัวน้องอย่างเบามือ


“ครับ ๆ คนเขารู้กันทั้งคณะแล้วครับว่ามึงจีบมันอยู่”


นัยน์ตาเข้มดุพยายามไม่หันมองใบหน้าซับสีระเรื่อให้เจ้าตัวยิ่งขลาดเขินไปมากกว่านี้ แต่คำพูดคำจาต่อจากนั้นกลับยิ่งเสริมให้ใบหน้านั้นยิ่งแดงมากขึ้นเสียอีกเมื่อออกมาจากห้องแล้ว “มึงนี่ก็ไม่ระวังตัวเลย ทำไมชอบปล่อยให้คนอื่นถึงเนื้อถึงตัวนักวะ”


“ปล่อยเปล่ยอะไรเล่า” อีกครั้งที่ธันวาชิงเดินนำหน้าไปก่อนเพราะเขินอาย และก็ไม่เคยมีสักครั้งที่เดือนแรมจะปล่อยให้เกิดระยะห่างระหว่างกันนาน คนตัวสูงกว่ารีบสาวเท้าตามไปจนเคียงคู่กัน


“ก็หวงอ่ะ ยอมให้หวงได้ยัง”


ธันวาพบว่าตัวเองเสียอาการอีกครั้งเมื่อต้องอยู่กันตามลำพังกับเดือนแรมในลิฟต์


“ตอบตามความรู้สึกหน่า ไม่ต้องรักษาน้ำใจกันหรอก” เดือนแรมพยายามเลือกใช้น้ำเสียงกลาง ๆ ไม่ให้ดูน้อยใจหรือกดดันกันเกินไป


“พี่นี่จริงอย่างที่ดีนเคยพูดไว้เลย”


“พูดว่าไง” เมื่อได้ยินชื่อนั้นเสียงที่เปล่งถามออกไปก็เข้มขึ้นทันที


‘ถ้ามึงยอมเป็นแฟนเขาเมื่อไหร่ กูบอกได้เลยว่าขาดอิสระไปตลอดกาล’


“ดีนบอกว่า...” หนุ่มรุ่นน้องเหลือบมองเลขสีแดงที่แสดงให้เห็นว่าอีกไม่กี่วินาทีพวกเขาก็จะถึงชั้นหนึ่งแล้ว


“...”


“ถ้าพี่อยากรู้ก็ไปถามมันเองครับ”


เดือนแรมส่ายหัวให้กับการเอาตัวรอดของธันวาที่รีบวิ่งออกไปทันทีที่ประตูลิฟต์เปิด กี่ครั้งแล้วที่เขาถูกอีกฝ่ายทิ้งไว้ข้างหลังแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยหน่ายกับการตามไปอยู่ใกล้อยู่ดี




ธุระของเดือนแรมที่ชวนธันวามาด้วยคืออะไรคนถูกชวนก็ยังไม่รู้แน่ชัด เขารู้แค่ว่าเดือนแรมพามาที่อาคารศูนย์การเรียนรู้หลักของมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าให้เขาเดาก็คงเป็นการมาห้องชมรมซึ่งล้วนตั้งอยู่ที่นี่


“พี่มาห้องชมรมเหรอครับ”


“อือ...หิวยัง รอกูแปบได้ป่ะ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหรอก เดี๋ยวค่อยไปกินข้าวกัน”


“อื้อ ว่าแต่ผมเข้าไปด้วยได้ไหมอ่ะ”


“ได้ดิ มึงก็เป็นสมาชิกชมรมนั้นเหมือนกันนะ”


“หือ?” สมัยเรียนปีหนึ่งเขาบ้าพลังตามเพื่อนไปลงสมัครเข้าชมรมไว้เยอะมาก แต่ที่เข้าร่วมเป็นจริงเป็นจังก็มีแค่ชมรมโกะตามความชอบเท่านั้น “พี่หมายถึงโกะเหรอ”


เดือนแรมยิ้มแทนคำตอบ



เรื่องน่าทึ่งของเดือนแรมอีกอย่างคืออีกฝ่ายเป็นถึงเซียนโกะหรือที่เรียกกันในวงการหมากล้อมว่าดั้ง ซึ่งสำหรับมือสมัครเล่นแล้วกว่าจะขึ้นเป็นดั้งได้ยังต้องผ่านตำแหน่งคิวไปอีกสิบห้าขั้น ขณะที่เขาเพียงแค่เล่นเอาสนุกสนานเพราะลุงประภาสชวนเล่นด้วยก็เท่านั้น


“พี่เป็นดั้งเลยเหรอ! พี่ผ่านคิวไปได้ไงอ่ะ โห เจ๋ง ๆ ๆ”


“เท่ใช่ไหมล่ะ รีบรับเป็นแฟนซะนะ เดี๋ยวมีคนมาแย่งไม่รู้ด้วย”


“โธ่ ใครจะชอบพี่ เท่น่ะไม่เถียงนะ แต่กิตติศัพท์พี่ที่ดังกระฉ่อนน่ะคือดุอย่างกับหมานะ” เพราะไม่มีใครได้สัมผัสเดือนแรมอย่างที่เขาได้รับ หลายคนจึงยังมีภาพจำของเดือนแรมเป็นวันรับน้องข้ามฝั่ง


“หลอกด่ากูเหรอธันวา ฝากไว้ก่อนเถอะ” ธันวายิ้มร่าเมื่อเดือนแรมไม่สามารถทำอะไรตนได้เพราะถึงเวลาที่ต้องออกไปพูดหน้าห้องตามคำเรียกขานของหัวหน้าชมรมแล้ว แต่มิวายยังกำชับก่อนไปด้วยว่า “หาที่นั่งที่กูมองเห็นมึงได้ชัดนะ อย่าให้ต้องชะเง้อ”


“เนื่องจากปีที่แล้วได้กระแสตอบรับดี ปีนี้เราเลยชวนเขามาเล่าประสบการณ์และเผยทักษะการเล่นจนได้หนึ่งดั้งกันอีกในปีนี้ ขอเสียงปรบมือต้อนรับแรม คณะแพทย์ปีสามด้วยครับ”


ปีที่แล้ว...ชวนมาอีกในปีนี้…


เป็นอีกครั้งที่ธันวารู้สึกได้ว่าเดือนแรมวนเวียนอยู่ใกล้ตนมานานมากแล้วจริง ๆ อย่างที่เจ้าตัวกล่าวอ้างและคำบอกเล่าของดีน ที่ผ่านมายอมรับว่าไม่เคยสนใจ แต่กรณีนี้ตนคิดว่าน่าจะเป็นเพราะคลาดกันเสียมากกว่า เพราะถึงแม้จะเข้าชมรมนี้บ่อยที่สุดแต่ก็ยังมีวันที่โดดอยู่บ้าง เหตุที่ไม่เคยเจอกันคงเพราะเดือนแรมมาในวันที่เขาติดธุระอื่นที่สำคัญกว่าอยู่อย่างแน่นอน


เดือนแรมเริ่มเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเล่นโกะ ฟังแล้วธันวาอยากจะยกมือเห็นด้วยเพราะตรงกับตัวเองเช่นกัน เหตุผลที่ลองเล่นโกะเพราะชอบมองเวลานิ้วคีบตัวหมาก ยิ่งเจอคนที่เล่นเก่ง ๆ ใช้ปลายนิ้วกลางทับนิ้วชี้คีบและวางตัวหมากได้ชำนาญแล้วก็ยิ่งหลงใหล รวมถึงจังหวะการเคลื่อนนิ้วกลางเพื่อดันหมากให้ตกลงตำแหน่งที่เลือกแล้วก็ยิ่งน่ามอง เพราะอย่างนั้น เขาจึงสนุกและเพลิดเพลินกับการเล่นหมากกระดานขนิดนี้พอสมควร


“จะว่าไปก็ไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว” ธันวาว่าในตอนที่เดินข้างเดือนแรมออกจากห้องชมรมหลังอีกฝ่ายเสร็จธุระแล้ว “แต่เดี๋ยวนะ เรายังไม่เคยเจอกันที่นี่แล้วพี่รู้ได้ไงว่าผมเป็นสมาชิกชมรมนี้อ่ะ”


“เพราะกูเสือกเรื่องมึงไง”


“อย่าบอกนะว่าพี่เล่นโกะเพราะรู้ว่าผมเล่นอ่ะ” ธันวามองตาโต หากเป็นอย่างนั้นจริงเดือนแรมก็เข้าขั้นโรคจิตจนน่ากลัวแล้ว


“เขกหัวสักทีดีไหม” ธันวาโยกศีรษะหลบโดยอัตโนมัติทั้งที่เดือนแรมไม่มีทีท่าว่าจะทำจริงด้วยซ้ำ “นี่เป็นเรื่องบังเอิญหนึ่งในไม่กี่เรื่องเกี่ยวกับเรา”


“ว้าว”


“ปลอมมาก” เดือนแรมส่ายหน้ากับความเล่นใหญ่เล่นโตของน้อง “กินไรดี ในคาเฟทไหม”


“ก็ดีนะพี่ ผมคิดถึงเมนูโปรด ฝั่งโรง’บาลไม่มีให้กิน”


ข้าวฉู่ฉี่ปลาราดไข่เจียวคือเมนูที่ธันวาพูดถึง เดือนแรมมองอีกฝ่ายมีความสุขกับเมนูตรงหน้าแล้วก็พลอยยิ้มไปด้วย ตั้งแต่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าการแอบมองเขาก็รู้ว่าน้องเป็นคนกินยาก ดูเหมือนจะกินได้ทุกอย่างแต่ก็ช่างเลือกอยู่พอสมควร แต่นั่นไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนจำเก่งอย่างเขา


“อ้าวน้องธันว์ มากินข้าวฝั่งนี้ทำไมไม่บอกกันบ้างวะ” ทั้งสองหันมองคนมาใหม่ เดือนแรมจำได้ว่าคือเพื่อนของญาติผู้พี่ของธันวาที่เคยเจอกันครั้งก่อน เช่นเดียวกันกับต้าที่ลอบมองเดือนแรมอย่างพิจารณาเพราะชักจะสงสัยในความสนิทสนมเมื่อเจอทั้งคู่อยู่ด้วยกันอีกครั้งและยังนอกพื้นที่คณะแพทย์อีกด้วย


ธันวาได้แต่ยิ้มแห้งเพราะไม่รู้จะพูดอย่างไร จะบอกว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องบอกอีกฝ่ายก็เกรงจะดูเป็นการตัดรอนกันเกินไป


“แก ๆ ๆ ดูนั่นสิ ดูนั่น” ดูเหมือนว่าเสียงซุบซิบของสาว ๆ ที่แสดงออกถึงความสนใจอะไรบางอย่างจะช่วยชีวิตของธันวาไว้ได้ทันท่วงที ทว่าไม่ทันคาดคิดว่าการที่ตนแสร้งทำเป็นหันไปสนใจสิ่งเดียวกันนั้นเพื่อหนีคำถามจากต้าจะเป็นการหนีเสียปะจระเข้


“พี่ภีมโคตรเท่อ่ะ” ไม่ต้องเอ่ยชื่อต้องห้ามนั้นออกมาเองแต่ก็ยังได้ยินมันอยู่ดี


ธันวารู้สึกคล้ายตัวเองถูกสาปจากความหลังครั้งเก่าให้มองสบตาใครคนนั้นแน่นิ่ง ใครคนที่ยืนห่างออกไปไม่เกินสิบก้าวและกำลังมองมาที่เขาอยู่เหมือนกัน


ผอมลงกว่าเดิมรึเปล่านะ


ธันวาไม่ทันได้ข้อสรุปก็มีมือใครบางคนจับใบหน้าของตนให้หันกลับไปที่เดิม จนเมื่อแน่ชัดแล้วว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ภีมแต่เป็นเดือนแรม นัยน์ตาใสถึงได้กลับมาเป็นปกติ ทว่าที่ยังไม่เป็นปกติจนคนฝั่งตรงข้ามสังเกตได้คือความรู้สึกของเขา


“ไปกันเถอะครับพี่แรม”





เป็นไงบ้าง? สบายดีไหม?


เรียนหนักมากเหรอ ขอบตาคล้ำเชียว



ภีมอยากจะทักคนรักเก่าที่ไม่เคยเลิกรักแบบนั้น แต่อีกฝ่ายกลับรีบลุกออกไปโดยไม่หันมามองกันอีกเลยในตอนที่เขากำลังจะเอ่ยเรียกออกไปพอดี


ใครจะคาดคิดว่าการมาถ่ายละครที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในวันนี้จะทำให้เขาโชคดีได้เจอกับธันวา แฟนเก่าที่มาพร้อมผู้ชายอีกคนที่เขาภาวนาให้เป็นแค่เพื่อน ไม่ใช่สถานะที่เขาต้องกังวล ทว่ามือที่ถือวิสาสะยื่นมาจับใบหน้าธันวาให้หันหนีเขาไปนั่นก็ทำให้อดกังวลไม่ได้เลยจริง ๆ






“ธันวา” เดือนแรมคว้าแขนรั้งคนที่สับเท้าเดินนำหน้าอย่างไว


“เราเช่าจักรยานปั่นรอบมอกันไหมครับ”


“เอาดิ” เดือนแรมตอบรับ ทำเป็นมองไม่เห็นรอยยิ้มเฝื่อน ๆ และแววตาเศร้าหมองคู่นั้น


ธันวายิ้มบางแทนคำขอบคุณเมื่อเดือนแรมยอมเป็นคนปั่นให้เขาซ้อน รวมไปถึงการไม่ยอมเอ่ยถามถึงใครคนนั้นที่ตนเพิ่งหนีมาด้วย ทว่ากลับกลายเป็นเขาเสียเองที่ตอกย้ำการมีตัวตนของคน ๆ นั้นด้วยการเอาแต่นึกถึง สีหน้าและแววตายามสบกันตรง ๆ ครั้งแรกหลังจากกันไปเกือบหนึ่งปีราวกับเป็นหลุมดำที่พาเขาย้อนกลับไปหาอดีตที่ทั้งหอมหวาน อบอุ่นและขื่นขม หลาย ๆ อย่างในวันวานเริ่มก่อตัวชัดขึ้นในความรู้สึก รวมทั้งรอยยิ้มและน้ำตา รู้ตัวอีกทีก็เผลอทิ้งศีรษะหนักอึ้งพิงแผ่นหลังกว้างของเดือนแรมเสียแล้ว


“หิวไหม” เดือนแรมเอ่ยทำลายความเงียบด้วยการยกประเด็นที่น่าเป็นห่วงเพราะเมื่อครู่น้องรับประทานอาหารไปเพียงไม่กี่คำเท่านั้น


“ไม่หิวครับ” ธันวาตอบกลับเสียงเนือยแต่อย่างน้อยก็ทำให้เดือนแรมโล่งใจที่คนซ้อนยังไม่ใจลอยไปถึงไหนต่อไหน “อ้อ แวะหาอะไรทานอีกก็ได้นะครับ พี่แรมคงยังไม่อิ่ม”


เดือนแรมยิ้มบาง ลึก ๆ แล้วดีใจกับการใส่ใจของน้อง “กูไม่หิวหรอก กลัวมึงจะหิวมากกว่า กินไปนิดเดียวเอง”


“ผมไม่หิวครับ” ...กินไม่ลง


แม้ธันวาไม่พูดแต่เดือนแรมก็รู้ดี  หลังจากนั้นพวกเขาก็ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้งจนกระทั่งพากันเดินกลับมาถึงหอพัก


“พี่แรมมีน้องชายไหมครับ” ธันวาถามขึ้นในตอนที่เดือนแรมกำลังจะบอกให้น้องขึ้นไปก่อน


เดือนแรมส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนตอบย้ำชัดอีกครั้ง “ไม่มี”


“พ...พี่ชอบผมจริง ๆ เหรอ”


“กูบอกมึงไปหลายครั้งแล้วนะ”


“พี่แค่เอ็นดูผมเหมือนน้องชายคนหนึ่งรึเปล่า”


“อะไรนะ”


“พี่แค่เหงาเลยอยากมีน้องชายสักคนไว้เล่นด้วย ไว้ให้แกล้ง ไว้ให้เป็นห่วง ไว้ให้ดูแล ไว้—“


“ธันวา!” เดือนแรมจับร่างของน้องไว้ราวกับเรียกสติ ทว่าเป็นมือของเขาเองที่สั่นอย่างคุมไม่อยู่ “กูเคยทำอะไรให้มึงรู้สึกว่ากูชอบมึงแบบน้องชายเหรอ”


ธันวาก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าเงยขึ้นมาสู้หน้าทั้งที่เดือนแรมไม่ได้ตะคอกหรือเสียงดังใส่เลยสักนิด มิหนำซ้ำยังใช้น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังอีกต่างหาก


“หรือเพราะว่าความห่วงใจและหวังดีที่กูมีให้ เพราะกูคอยดูแลใส่ใจมึงทุกอย่างน่ะเหรอ”


“...”


“ธันวา...อาจจะมีพี่ชายที่ยอมตื่นเช้ามาชงชาให้มึงทุกวันเพราะไม่อยากให้หลับในห้องเรียนนะ”


“...”


“อาจจะมีพี่ชายที่เขี่ยวเข็ญให้มึงอ่านหนังสือและตัวเองก็ต้องอ่านหนังสือมากกว่าเดิมสองเท่าเพื่อติวให้มึงไม่ให้แค่เกาะมีน”


“...”


“และก็อาจจะมีพี่ชายที่เป็นห่วงมึงมากเลยตามดูแลมึงไม่ห่าง”


“...”


“เพราะกูทำแบบนั้นเหรอ”


“พี่แรม...”


“กูทำให้มึงรู้สึกแบบนั้นเหรอ?”


“...”


“ถ้าอย่างนั้น มึงลองบอกกูหน่อยว่าพี่ชายที่ไหนส่งสติกเกอร์หัวใจไปให้ทุกเช้าแบบกูบ้าง”


“...”


“พี่ชายที่ไหนกอดมึงแบบที่กูทำ”


“...”


“พี่ชายที่ไหนหึงหวงเวลาเห็นมึงอยู่ใกล้คนอื่น”


“...”


“พี่ชายที่ไหนพาตัวเองออกไปยืนในที่แจ้งเพื่อให้มึงมองเห็นแต่มึงก็ไม่เห็น”


“...”


“พี่ชายที่ไหนต้องร้องขอความรักจากมึงและอดทนเพื่อให้ได้มาอย่างที่กูทำ”


“...”


เดือนแรมเลื่อนมือที่จับอีกฝ่ายขึ้นมาถึงไหล่ ก้มหน้าทิ้งศีรษะพิงอกน้องอย่างคนหมดแรงและสิ้นหวัง


“บอกกูหน่อย กูยังแสดงออกไม่มากพอเหรอวะ”









TBC.
---------------------------------------------------------------------
อย่าเพิ่งว่าน้องงงงงงงงงง
#แรมเดือนสิบสอง

ด้วยรักและขอบคุณ

ธัญญ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-05-2020 14:17:35 โดย ธัญญ์ »

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

โหย...อิพี่แรมแม่งรักน้องมาตั้งแต่น้องยังไม่รู้ความอ่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Sky

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 947
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-2

ออฟไลน์ JaikOrn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
 :sad4:  อยากปลอบพี่แรม พี่โคตรแมนเลยอ่ะ ..​แต่ธันวาเค้ายังทิ้งอดีตไม่ได้ อยากรู้ปมว่าภีมทำอะไรน้องธัน น้องถึงได้กังวลกับความสัมพันธ์ครั้งใหม่นี้มาก พี่แรมอดทนก่อนนะ ตอนนี้น้องค่อยๆเปิดใจแล้ว  :m15:

ออฟไลน์ little_def

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :o12: โถพี่แรม ไม่เป็นไรนะพี่นะ
ปมเยอะมากเลย ทั้งลุง พี่ป้อง พี่ภีมทำไมถึงเลิก แงงงงงง อยากรู้แล้วค่ะ

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
นับถือใจพี่แรมจริงๆ

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
อยากรู้ปมในใจของธันวามากๆเลย เป็นกำลังใจให้พี่แรมนะ

ออฟไลน์ TheSpaceOfM

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 85
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ธันว์เปิดโอกาสให้แรมเข้ามาก็จริง แต่ว่าธันว์ยังไม่ยอมเปิดใจยอมรับพี่แรมเเบบที่พี่แรมเป็นและยังไม่ยอมเลิกวนเวียนกับสิ่งที่เจอมาในอดีต แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าธันว์คงเจ็บหนักมาก อยากเห็นวันที่ธันว์เปิดใจยอมรับพี่แรมในแบบที่พี่แรมเป็นและละทิ้งอะไรก็ตามที่เจอมาในอดีต แล้วคืดถึงแค่ปัจจุบันกับเดือนแรม ยังไงก็ตามรอติดตามตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ saccarrum

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
อ่านทันแล้ว
สงสารพี่แรม แค่น้องยังไม่รักก็เจ็บมากแล้ว
แต่นี่นัองยังไม่สามารถทำใจกับรักเก่าได้เลย
น้องยังรักพี่ภีมอยู่เลย อาจจะถึงเวลาที่พี่แรมต้องถอย
แต่คงต้องถอยมาตั้งหลักไกลกว่าที่เคยสักหน่อย
เพราะเจ็บคราวนี้ทำให้เกือบหมดหวังแล้วใช่ไหมคะ

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 930
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
+1 o13 :katai2-1: ขอบคุณมากครับ :pig4:

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4
แรมเดือนสิบสอง

แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๒
(๑)





‘กูเคยทำอะไรให้มึงรู้สึกว่ากูชอบมึงแบบน้องชายเหรอ’


ไม่เคย


‘กูยังแสดงออกไม่มากพอเหรอ’


ความรู้สึกของพี่แรมชัดเจน…


แต่กับคนก่อนก็เป็นแบบนี้


เพราะพี่ภีมแสดงออกชัดเจนไม่ใช่หรือ เขาถึงได้วางใจ ทุ่มให้ความรักครั้งนั้นหมดทั้งใจแล้วสุดท้ายก็ตกม้าตายไม่เป็นท่า


ธันวาไม่ได้ตอบออกไปในตอนนั้น เขาเพียงแค่ยังคิดถึงคำพูดของเดือนแรมแม้จะข้ามวันและกลับมานอนอยู่ที่ห้องของตัวเองในบ้านลุงประภาสแล้ว


ห้องตัวเองที่อยู่ตรงข้ามกับห้องของใครคนนั้นที่ทำให้เขาต้องลังเลในความสัมพันธ์ครั้งใหม่นี้อีกครั้ง


ความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันที่ธันวายังหาหนทางพิสูจน์ไม่ได้ว่าความรู้สึกในวันนี้เป็นของจริงหรือไม่ จะใช่ความรู้สึกรักชอบแบบคนรักหรือแท้จริงแล้วก็แค่พี่น้องที่สนิทกันและอบอุ่นใจเวลาอยู่ด้วยก็เท่านั้นกันแน่


เหมือนที่เขาเคยพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง


ตอนนั้น ในยุคที่เพศทางเลือกยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก มันไม่ง่ายเลยกับการที่คนที่คิดมาตลอดว่าตัวเองชอบผู้หญิงจะยอมรับกับตัวเองและคนรอบข้างว่าชอบผู้ชายด้วยกัน ต้องอาศัยทั้งความเชื่อมั่นในตัวอีกคนและกล้าหาญมากพอ แต่แล้วก็เกิดความรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางอกเมื่อตัวเองปักใจเชื่อว่าสิ่งนี้คือความรักและอีกฝ่ายก็แสดงออกชัดเจนมาตลอดแต่วันหนึ่งกลับบอกว่ารู้สึกด้วยแค่พี่น้องเท่านั้น...มันทำให้เขาเสียศูนย์ไประยะหนึ่ง


ราวกับโลกที่เคยคิดว่าสดใสพังทลายลงมาทั้งใบ


กว่าจะฟื้นตัวจากความเจ็บปวดในครั้งนั้นได้ก็เกือบเหลวไหลออกนอกลู่นอกทางจนเสียอนาคต หากไม่มีเพื่อนที่ดีเขาก็อาจจะหลุดจากสภาพนักศึกษาแพทย์ไปแล้ว


ธันวายังจำได้ ครั้งสุดท้ายที่ร้องไห้ให้ใครคนนั้นเขาตั้งปณิธานกับตัวเองต่อหน้าเพื่อนฝูงว่าจะไม่มีแฟนเป็นผู้ชายอีกและมุ่งมั่นที่จะจีบแต่ผู้หญิงเท่านั้น


จนมาเจอกับเดือนแรม


รุ่นพี่ที่ค่อย ๆ เข้ามามีตัวตนในชีวิตและแสดงตัวชัดเจนว่าชอบเขา ขอโอกาสจากเขา


ธันวาอยากจะใจร้าย อยากจะทำตามความตั้งใจของตัวเองแล้วไล่ตะเพิดอีกฝ่ายออกจากชีวิตไปเสีย แต่กว่าจะรู้ตัวว่าเขาเข้าหาเพราะต้องการจีบก็สายไปเสียแล้ว


ธันวาไม่กล้าไล่เดือนแรมอย่างที่เคยคิด


ไม่รู้เป็นเพราะเกรงใจหรือเริ่มผูกพันกันแน่ เขารู้แต่เพียงว่าที่ยอมให้จีบเพราะอยากลองดูอีกสักครั้ง


ทำแบบนี้ใจร้ายกว่าการไล่ตะเพิดเสียอีก เขารู้


เขายอมให้เดือนแรมจีบ ยอมให้เข้าใกล้ แต่กลับไม่ยอมเปิดใจตัวเอง เพราะลึก ๆ แล้วยังกลัวที่จะเป็นเหมือนเดิม กลัวความรู้สึกผิดหวังเพราะความรู้สึกที่อีกฝ่ายแค่เข้าใจผิดไปเอง


กลัวว่าเมื่อตัวเองยอมเปิดใจ ปล่อยให้ความรู้สึกถลำลึกลงไปมากแล้วพบว่าท้ายที่สุดแล้วเดือนแรมไม่ได้รักเขาอย่างคนรัก แล้วชีวิตเขาก็จะมีผู้หญิงเชื่อมั่นในตัวเขาน้อยลงอย่างที่ดีนบอก


กลัวที่สุดคือการใช้ชีวิตคนเดียวหลังจากเดือนแรมทิ้งไป....


...เพราะการกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้งไม่เคยเป็นเรื่องง่าย


ธันวาระวังเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ในวันที่เขายอมลดกำแพงลงแล้วปล่อยให้ตัวเองทำตามใจที่อยากทำ ใครคนนั้นก็กลับมาย้ำเตือนให้เขาระลึกถึงความพลาดพลั้งในครั้งก่อนอีกครั้งจนต้องรีบถอยตัวเองออกมาโดยไว คล้ายกับว่าความรู้สึกกลัวในใจเผยตัวออกมาชัดเจนขึ้นจนไม่กล้าเดินหน้าต่อ เพราะอย่างนั้นถึงได้ปิดเครื่องมือสื่อสารเพื่อปิดกั้นทุกการติดต่อจากเดือนแรม กลัวว่าจะใจอ่อนให้อีกฝ่ายก่อนที่ความรู้สึกของตัวเองจะชัดเจน


ธันวาลุกจากที่นอนไปเปิดม่านตรงระเบียงออก หนึ่งปีมาแล้วที่มันทำหน้าที่ปิดกั้นผู้ชายคนนั้นออกจากชีวิตเขา แต่ในวันนี้ เขาอยากจะนั่งมองห้องฝั่งโน้นเต็ม ๆ ตา


ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้สบตากับเจ้าของห้องโน้นอีกครั้ง เขาเพียงแค่อยากมองเท่านั้น


ธันวาแน่ใจ เขาคิดว่าตัวเองแน่ใจว่าตนไม่ได้คิดถึงภีมด้วยความรู้สึกสิเน่หาอีกแล้ว เพียงแต่ยังไม่มั่นใจว่าหากได้สบตากันตรง ๆ อีกครั้งอย่างเมื่อวันก่อน เขาจะทนได้แค่ไหน







“สองเดือนหน้าธันว์ปิดเทอมแล้วใช่ไหมลูก” บทสนทนาบนโต๊ะอาหารในตอนกลางวันเป็นเรื่องกิจกรรมช่วงปิดเทอมหลังจากที่ลุงประภาสบ่นเขาเรื่องที่ไม่ยอมรับประทานอาหารเช้าก่อนขึ้นไปนอนแล้ว


“ครับ”


“ลุงจะไปฮ่องกง ไปด้วยกันไหม”


“คุณลุงไปเรื่องงานนี่ครับ”


“มีงานแค่วันสองวันเอง เราอยู่เที่ยวกันต่อไง”


“พ่อไปวันไหนนะครับ” ปกป้องถามด้วยความอยากรู้แต่ใช่ว่าจะอยากไปด้วยเพราะติดสอยห้อยตามไปหลายครั้งแล้ว


“นัดทางโน้นไว้วันที่สิบ ถ้าธันว์ไปด้วยกันก็คงกลับสักปลายเดือนเป็นไง”


ธันวายิ้มแห้ง “คงไม่ได้หรอกครับ ผมติดงานกีฬาของคณะวันที่สิบพอดีเลยครับ”


“เดี๋ยวลุงเลื่อนนัดทางโน้นแล้วกัน”


“นั่นงานนะครับ เราบอกเขาไปแล้วจะเลื่อนได้ยังไงกัน” ปกป้องแย้งขึ้นก่อนที่ธันวาจะได้พูดอะไร


“ได้สิ ยังพอมีเวลา ขอเลื่อนตอนนี้ไม่น่าเกลียดหรอก”


“จริงอย่างที่พี่ป้องว่านะครับ คุณลุงไม่ต้องเลื่อนเพื่อผมหรอก”


“ถ้าอย่างนั้นธันว์บินตามไปนะ เสร็จงานกีฬาแล้วอยากพักก่อนก็ได้ ลุงไม่ว่า”


“เอ่อ...ไว้ครั้งหน้าดีกว่าครับ ผมอยากอยู่บ้านมากกว่า” ความจริงแล้วเขายังไม่มีโปรแกรมสำหรับปิดเทอมนี้ แต่ก็ไม่ได้อยากไปฮ่องกงกับลุงประภาส แม้จะไม่อยากอยู่บ้านกับญาติผู้พี่แค่สองคนตามลำพังก็ตาม


“เอาอย่างนั้นก็ได้ แล้วปิดเทอมนี้อยากไปเที่ยวไหนไหม” เมื่อเห็นว่าทั้งลูกและหลานต่างพากันเงียบ ประภาสก็ขยายความต่ออีกว่า “ถามทั้งคู่นั่นแหละ”


“ผมนึกพ่อว่าถามน้อง”


“ผมยังไม่ได้คิดครับ”


“ผมก็ยังไม่มีแพลนครับ”


“อือ อยากไปไหนกันก็บอกนะ เป็นไปได้ก็ไปด้วยกัน”


ธันวาเหลือบมองญาติผู้พี่ก่อนครางรับเสียงแผ่ว


หลังมื้ออาหารธันวาปฏิเสธที่จะเล่นหมากกระดานกับลุงประภาสอย่างทุกครั้งโดยที่คนเป็นลุงเองก็ไม่ได้รบเร้าอะไรเพราะเห็นจากสีหน้าหลานก็เข้าใจได้ว่าคงเหนื่อยจนอยากพักผ่อนมากกว่า


ทว่าธันวากลับไม่ได้ต้องการนอนหลับอย่างที่ประภาสเข้าใจ เด็กหนุ่มทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง พิงแผ่นหลังกับขอบเตียงอย่างคนหมดแรง ทอดสายตามองออกไปนอกห้องอย่างเลื่อนลอยและว่างเปล่า ธันวาไม่ได้คิดอะไรเช่นเดียวกับที่ไม่เข้าใจตัวเองว่าเหตุใดถึงนั่งมองห้องฝั่งตรงข้ามอยู่อย่างนี้


ผ่านไปนานทีเดียวที่ธันวาปล่อยให้เวลาสูญเปล่าไปกับการนั่งเฉย ๆ ทว่าก็ไม่เสียเปล่าเสียทีเดียวเพราะอย่างน้อยเขาก็ได้คำตอบในชั่วโมงที่สองว่าตัวเองกำลังทำแบบนี้เพื่ออะไร


เขากำลังรอคอยที่จะได้เจอภีมอีกครั้ง แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้เจอตัวเองเหมือนกัน เพราะแม้ไม่มีม่านแต่ก็ยังมีบานกระจกที่ปกปิดความเคลื่อนไหวใด ๆ ในห้องนี้จากสายตาของคนภายนอกอยู่ดี


ธันวาจำได้ดี ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายระหว่างเขากับภีม โซฟาตัวยาวที่เจ้าของห้องสละตักให้เขาหนุนต่างหมอนในยามบ่ายโดยไม่บ่นสักคำ พื้นพรมปลายเตียงที่พวกเขานั่งเล่นเกมอยู่ข้างกัน มุมห้องฝั่งติดระเบียงที่พวกเขานั่งแกะโน้ตเพลงด้วยกัน มีกีตาร์ของภีม เบสของเขาและเสียงร้องของเรา แต่ที่เยอะที่สุดเห็นจะเป็นตรงโต๊ะอ่านหนังสือ


ธันวาคิ้วกระตุกเมื่อมีภาพของใครบางคนซ้อนทับขึ้นมา ใครบางคนที่มีความทรงจำร่วมกันที่โต๊ะอ่านหนังสือมากกว่าภีมและกำลังทำให้เขาใจเต้นแรงเพียงแค่นึกถึง


ธันวาหลับตาไถลตัวแหงนศีรษะให้ขอบเตียงรับต้นคอพอดี รู้ตัวแล้วว่าตอนนี้ตนถอยออกมาช้าเกินไป


เขารู้สึกกับเดือนแรมมากเกินกว่าจะกังวลเรื่องการเดินหน้าต่อ แต่จะให้ยอมรับก็ดูจะเป็นเรื่องยากพอกัน


เพราะไม่มีอะไรทำให้มั่นใจได้ทั้งนั้นว่าอีกฝ่ายจะไม่ทิ้งให้เขาเคว้ง ในเมื่อมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง


ก็อก ก็อก ก็อก


ธันวาไม่ได้ขานรับทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะประตู เขายังคงหลับตาปล่อยให้เสียงที่ได้ยินเป็นเพียงแค่สายลมพัดผ่าน


ธันวาระบุได้แค่ว่านั่นคือเสียงของหญิงสาว อาจจะเป็นสาวใช้คนใดคนหนึ่งในบ้านแต่ไม่รับรู้ใจความที่เธอสื่อ เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากเขา อีกสักครู่เธอก็คงล้มเลิกไปเองด้วยความเข้าใจว่าเขากำลังหลับอยู่


ทว่าสำหรับคนรอแล้วไม่อาจเข้าใจเป็นอื่นไปได้นอกจากว่าอีกฝ่ายกำลังหลบหน้าตน


“น้องป่วยเหรอครับ” เดือนแรมถามผู้ใหญ่อย่างนอบน้อม หลังจากว้าวุ่นใจกับการติดต่ออีกฝ่ายมาทั้งวันแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับหรือแม้แต่จะเปิดอ่านข้อความเขาก็ตัดสินใจบากหน้ามาหาถึงบ้านด้วยข้ออ้างว่านำหนังสือมาให้อีกฝ่ายยืมอ่านตามที่เคยคุยกันไว้


“ลุงว่าน่าจะแค่เพลียนะ หน้าตาดูไม่สดใสตั้งแต่เช้าแล้ว หนังสือนั่นฝากลุงไว้ไหมล่ะ หรือว่าเธอก็ต้องรีบใช้เหมือนกัน”


“ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่หมู่บ้านนี้แหละครับ ยังไงถ้าน้องตื่นแล้วรบกวนคุณลุงบอกให้น้องติดต่อกลับมาหาผมด้วยนะครับ และถ้าไม่เป็นการรบกวน เย็น ๆ ผมขอแวะมาหาอีกทีได้ไหมครับ”


“เอาเป็นว่ารอให้เจ้าตัวเขาติดต่อไปเองแล้วกันนะ ลุงแล้วแต่ธันว์ แต่ถ้าเขาไม่ติดต่อไป ลุงก็อยากให้เขาได้พักผ่อนเต็มที่ ไม่อยากให้ใครกวน ไว้เธอกลับมาใหม่พรุ่งนี้สาย ๆ แล้วกัน”


เดือนแรมตอบรับความเมตตาแล้วบอกลาด้วยความอาลัยที่มีต่อคนที่อยู่ข้างบน ไม่ทันคาดคิดว่าจะได้เจอเพื่อนสนิทของอีกฝ่ายเดินเข้ามาในบ้านหลังเดียวกันนี้


“ธันวาหลับ” เดือนแรมบอกคนมาใหม่ราวกับมีน้ำใจแจ้งสารแทนเจ้าของบ้าน จะว่าเขากันท่าก็ได้ แต่หากจะมีใครได้เจอธันวาในตอนนี้ คน ๆ นั้นควรเป็นเขาไม่ใช่ดีน


ดีนฟังแล้วหันมองประภาส กระพุ่มมือไหว้ทักทายแล้วถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ


“อย่างที่เขาบอกแหละ ไว้มาใหม่นะดีน”


ผิดปกติ…


ดีนเหลือบมองเดือนแรมแวบหนึ่ง


ธันวาน่ะหรือนอนกลางวัน แม้จะชอบหลับในห้องเรียนแต่เขารู้ว่าธันวาไม่เคยนอนกลางวันตั้งแต่โตมา อย่างน้อยก็ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ แต่การที่เดือนแรมมาหาเพื่อนเขาถึงที่บ้านแล้วกลับไปด้วยความผิดหวังแบบนี้มันผิดปกติเกินไป


“ผมนึกว่าคุณลุงกับธันวากำลังเล่นโกะกันอยู่ เลยตั้งใจจะมาแจมด้วย เสียดายจังเลยครับ”


“ยังไงดีล่ะ ธันวาหลับ ลุงเองก็ไม่ว่างเสียด้วย...เธอเล่นหมากกระดานอะไรเป็นบ้างไหมล่ะ อยู่เล่นกับดีนก่อน จะได้ไม่มาเสียเที่ยวทั้งคู่” ประโยคหลังประภาสถามเดือนแรมซึ่งเป็นสิ่งที่น่าพอใจสำหรับดีน


“พอเป็นครับ”


“ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตยืมหมากกระดานของคุณลุงมาเล่นกับพี่เขาได้ไหมครับ...พี่ไม่ได้รีบไปไหนใช่ไหม” ดีนรีบคว้าโอกาสไว้ทันที


“เอาสิ เล่นกันไปก่อนสักเกมสองเกมธันว์อาจจะตื่นพอดี”


“ขอบคุณครับ”


ดีนถือกล่องใบใหญ่ที่รวมกระดานและหมากหลายเกมเดินนำหนุ่มรุ่นพี่ไปยังศาลาไม้ข้างบ้านซึ่งมองเห็นระเบียงห้องนอนของเพื่อนสนิทได้อย่างชัดเจน ทว่าเพียงแค่วางกล่องบนม้านั่ง ไม่ทันหลอกถามเรื่องราวจากอีกฝ่ายก็คิดว่าตนพอจะเห็นเค้าลางของความผิดปกติแล้วเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองแล้วพบว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงระเบียงห้องของบ้านหลังข้าง ๆ


ใครคนที่คงจะกลับเข้ามาและทำให้ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะกำลังเริ่มต้นด้วยดีของธันวาและเดือนแรมสั่นคลอนเสียแล้ว


เดือนแรมมองตามสายตาดีน ทั้งตกใจและหวั่นกลัวเมื่อเห็นและได้รู้ว่าแฟนเก่าของธันวาอยู่บ้านข้าง ๆ และห้องของทั้งสองอยู่ตรงข้ามกัน เดือนแรมไม่รู้ว่าทั้งสองจะกำลังมองกันและกันจากในที่ของตัวเองหรือไม่ แต่จากมุมนี้ เดือนแรมมั่นใจว่าภีมมองธันวาอยู่อย่างแน่นอน


“เรื่องของธันวากับเขา...เล่าให้กูฟังหน่อยได้ไหม”


ดีนหันกลับมามองคนข้าง ๆ อย่างพิจารณา


“เท่าที่มึงอยากเล่าก็ได้”


“จะอยากรู้ไปทำไม...รู้แล้วจะได้ถอดใจเหรอ”


“กูชอบเพื่อนมึงจริง ๆ” เดือนแรมย้ำด้วยน้ำเสียงและแววตามั่นคง


“ผมรู้ พี่เคยบอกผมแล้ว ผมเดาว่าพี่ก็น่าจะเคยบอกไอ้ธันวาแล้วด้วย แต่จะอยากรู้เรื่องสองคนนั้นทำไม”


“กูอยากรู้ว่ามันกำลังกลัวอะไร กูอยากทำให้มันมั่นใจว่ากูจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด”


ดีนมองหน้าหนุ่มรุ่นพี่นิ่งหลายอึดใจก่อนตัดสินใจ “ถ้าพี่ชนะหมากรุกสากลผมได้ ผมจะเล่าให้ฟัง”





ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่เขานั่งสบตากับผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงระเบียงห้องฝั่งตรงข้าม


คลับคล้ายคลับคลากับเมื่อครั้งที่เจอกันครั้งแรก ตอนนั้นเขาก็นั่งพิงเตียงมองออกไปนอกห้องด้วยแววตาเศร้าหมองแบบนี้ เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้เปิดบานกระจกออก อีกฝ่ายถึงได้มองไม่เห็นว่าคนในห้องนี้เองก็กำลังมองสบเขาอยู่เช่นกัน


ธันวายิ้มบาง อดยอมรับกับตัวเองไม่ได้ว่ารู้สึกดีแค่ไหนที่ได้มองอีกฝ่ายได้อย่างเต็มตาโดยไม่ต้องกังวลอะไรเพราะอีกฝ่ายไม่รับรู้


คิดถึง


ธันวาคิดถึงภีม แต่เขารู้ว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกแบบเดิมอีกแล้ว เขาเพียงแค่ดีใจที่ได้เจออีกครั้ง แต่ไม่ได้อยากวิ่งเข้าไปสวมกอดแน่น ๆ อีกแล้ว ราวกับว่าภีมเป็นเพียงเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานแล้วเท่านั้นเอง


พี่ภีมดูผอมลง ไม่สิ! หุ่นดีขึ้นต่างหาก เขาดูดีขึ้นจากครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน อาชีพนักแสดงของเขาคงไปได้ดี รูปลักษณ์ภายนอกถึงได้ดูดีถึงเพียงนี้ ทว่าทำไมนัยน์ตาคู่นั้นถึงเศร้าหมองและมองมาอย่างอาวรณ์เล่า ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายตัดความสัมพันธ์นี้เองอย่างเลือดเย็น!






แพ้จนได้…


เดือนแรมรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าตนไม่มีทางชนะเกมนี้ของดีนได้ หมากรุกสากลไม่ใช่ทางถนัดของเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ยอมให้ตัวเองถูกล้มได้ง่าย ๆ และเพราะเดือนแรมเป็นคนแบบนี้ คนที่วางตัวเป็นปรปักษ์กันมาตลอดอย่างดีนจึงอดนับถือใจของอีกฝ่ายไม่ได้


ไม่ใช่เพิ่งรู้ว่าเดือนแรมเป็นคนไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แต่รู้มาตั้งนานแล้ว


“ถ้ามึงมีโอกาสได้เจอธันวา ถึงมันจะไล่ออกมาก็ช่วยหน้าด้านอยู่เป็นเพื่อนมันหน่อยนะ อย่าปล่อยให้มันจมอยู่กับความทุกข์ใจตามลำพัง” เดือนแรมพูดกับดีนในตอนที่เดินออกจากบ้านของธันวาพร้อมความผิดหวังกันทั้งคู่


ดีนหยุดเดิน นิ่งฟังคำขอของคนแพ้


เดือนแรมหันกลับมามองหน้าคู่สนทนา “และถ้ามันอยากซบไหล่ใครสักคน...ก็ช่วยเป็นคนคนนั้นแทนกูด้วย...กูอนุญาตให้หนึ่งวัน”


ดีนร้องเหอะในลำคอ หมั่นไส้คนที่ออกตัวราวกับเป็นเจ้าของเพื่อนเขาแล้วเสียจริง แต่คำทิ้งท้ายก่อนจากไปของเดือนแรมกลับทำให้ดีนมองข้ามความน่าหมั่นไส้ไปเห็นความจริงใจของอีกฝ่ายได้


“ขอบคุณมาก”


“เดี๋ยวพี่…”







(มีต่อนะคะ)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4

ไม่มีเหตุผลที่จะไม่รอ


ไม่ว่าเดือนแรมจะถามตัวเองสักกี่ครั้งว่าควรรอธันวาต่อไปหรือไม่ คำตอบก็ยังคงเป็นอย่างนั้น


ไม่ว่าจะเป็นเมื่อห้าปีก่อนหรือตอนนี้ เดือนแรมก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลใดมาหักล้างความตั้งใจในการรอได้ แม้จะถูกตัดเยื่อใยอยู่หลายครั้ง แต่คำตอบของเขาก็ยังเหมือนเช่นทุกครั้ง


อย่างไรก็จะรอ



‘ถ้ามันจะรักพี่ มันก็รักในสิ่งที่พี่เป็น ในสิ่งที่พี่ทำ ไม่ใช่เพราะพี่ไม่ทำสิ่งที่ซ้ำรอยแผลเดิมหรอก’



นั่นคือสิ่งที่ดีนบอกแม้ว่าเขาจะแพ้เกมกระดานนั้นก็ตาม


เพราะอย่างนั้นก็ยิ่งควรรอไม่ใช่หรือ


จากคนที่เคยไม่มีตัวตนกลับกลายเป็นคนที่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ จากคนที่น้องไม่เคยสนใจแต่ตอนนี้อยู่ในสถานะศึกษาดูใจกัน ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะเขายังรออยู่ไม่ใช่หรือ


ไม่เหนื่อยสักนิด


ไม่ใช่แค่เพื่อนฝูง แต่เขาเองก็ถามตัวเองบ่อยครั้งว่าเหนื่อยบ้างหรือยังกับการรอคอย


เมื่อก่อนเขาเองก็อดสงสัยตัวเองไม่ได้ว่าเหตุใดถึงไม่ไปชอบคนอื่นแทนที่จะทำตัวไร้ตัวตนอยู่ใกล้ ๆ ตัวธันวา หรือแม้กระทั่งตอนที่รู้ว่าอีกฝ่ายมีแฟนแล้ว แทนที่จะถอดใจกลับยิ่งมีกำลังใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่าธันวาคบกับผู้ชาย คงเป็นเพราะรู้ว่าตนยังมีสิทธิ์ แม้จะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนั้นหรือไม่ก็ตาม


แต่เพราะยังรอ วันหนึ่งโอกาสจึงใกล้เข้ามา


ธันวาคงไม่รู้ว่าเขาดีใจมากแค่ไหนกับความสัมพันธ์ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นจากเดิมที่มีแต่เขาและความหวังลม ๆ แล้ง ๆ และแม้ว่าในตอนนี้น้องจะยังหลบหน้าเขาด้วยเพราะความสับสนหรืออย่างไรก็ตาม เขาก็ยังใจเย็นพอที่จะรอให้ธันวาได้ใช้เวลาไตร่ตรองความรู้สึกตัวเองให้มากพอ ตราบใดที่น้องยังไม่ตกลงปลงใจกับใคร เขาก็ยังมีสิทธิ์รอต่อไปแม้ความหวังจะริบหรี่ลงก็ตาม


เดือนแรมถอนหายใจ


เพราะความจริงแล้ว...ครั้งนี้เขาไม่อยากรอ


ไม่อยากรอเพื่อให้ธันวามีเวลาทบทวนแล้วพบว่าหัวใจของเรา มันอาจไม่มีส่วนใดที่ตรงใจกันเลย...


‘อย่าชอบผมให้มากกว่าตัวเอง เพราะตอนนี้ผมยังไม่ได้ชอบพี่ แต่พี่ชอบผม เพราะฉะนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้น...ดูแลความรู้สึกของตัวเองนะครับ’


หรือจะถึงคราวที่เขาต้องยอมถอยออกมาดูแลความรู้สึกตัวเองแล้วจริง ๆ




เหลือเวลาอีกสิบนาทีก่อนเข้าเรียนคาบเช้าแต่เดือนแรมยังยืนจดจ่อรอเจอหน้าธันวาที่หน้าห้องเรียนของชั้นปีที่สองไม่ไปไหน ใบหน้าตึงเครียดทำเอาเหล่ารุ่นน้องหวั่นกลัวหลบสายตากันเป็นแถว ไม่มีใครไม่ตั้งคำถามว่าประธานชั้นปีที่สามมายืนทำอะไรตรงนี้ บ้างก็ตีความไปว่ารุ่นพี่หนุ่มมาจับผิดพฤติกรรมของพวกเขา ขณะที่คนบางกลุ่มที่ระแคะระคายเรื่องธันวากับเดือนแรมบ้างแล้วก็คิดเอาว่ารุ่นพี่คนนี้แค่มารอเจอคนของตนเท่านั้น


ใบหน้าตึงเครียดอ่อนลงเมื่อเห็นคนที่ตนกำลังรอเดินขึ้นบันไดมาแล้ว แย้มยิ้มน้อย ๆ ก่อนเอ่ยเรียกด้วยเสียงอ่อนอย่างอ้อนวอน “ธันวา”


“หวัดดีครับพี่แรม ผมไปเรียนก่อนนะ” ทว่าคนน้องกลับเบี่ยงตัวออกไปอีกทางที่เดือนแรมอยากจะเข้าใจว่าน้องแค่รีบเข้าเรียนและไม่ได้ตั้งใจหลบหน้าหลบตาเขา


“เดี๋ยว เย็นนี้—” มือที่เอื้อมไปหาคว้าไว้ได้เพียงลม


“เย็นนี้ผมมีนัดนะครับ…”


“ธันวา…”


“...พี่ไม่ต้องรอ”


ไม่ต้องรอ...หมายถึงแค่เย็นนี้ใช่ไหม?...




ถ้าจะมีอะไรรบกวนสมาธิในการเรียนหนังสือของเดือนแรมได้ โอ๊คก็เห็นว่าคงจะมีแค่หนุ่มรุ่นน้องที่ชื่อธันวาเท่านั้น


ในตอนที่เลิกเรียนคาบเช้าที่ยาวนานกว่าสี่ชั่วโมงเขาจึงอดถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “เป็นไรวะ ทะเลาะกันเหรอ”


“เปล่า”


“โกหก มึงคิดว่ามึงเหมือนเดิมเหรอถึงได้กล้าโกหกพวกกู”


“นั่นดิ ไม่เอาแล้วรึไงเกียรติฯหนึ่งเหรียญทองอ่ะ” บอยเสริม แม้ไม่ได้นั่งใกล้เดือนแรมมากแต่ก็รับรู้ถึงความผิดปกติอยู่ดี


“ถ้าไม่ใช่เพื่อธันวา กูจะอยากได้เกียรติฯหนึ่งเหรียญทองไปทำไมวะ”


“เกียรติฯหนึ่งเหรียญทองมันสำหรับอนาคตของมึงที่มีเขา แต่ถ้าไม่มีเขาแล้ว มึงก็ไม่อยากมีอนาคตของตัวเองแล้วเหรอวะ” ไนท์ว่า เพื่อนจะรักใครชอบใครเพศไหนเขาไม่เคยก้าวก่าย แต่เขาไม่ชอบเห็นเพื่อนเอาอนาคตไปผูกกับคนอื่น


“อนาคตที่มีแค่กูไม่ต้องพึ่งเหรียญทองหรอก กูไม่ต้องเก่งขนาดนั้นก็ได้ ไม่ต้องทำให้พ่อยอมรับ ไม่ต้องเก่งที่สุดในรุ่นเพื่อมีสิทธิ์เลือกฟิกวอร์ดที่นี่ให้ได้อยู่ใกล้มัน กูเป็นแค่หมอคนหนึ่งที่รักษาชีวิตคนไข้ได้ดีเท่านั้นพอแล้ว”


“...”


“กูขอโทษพวกมึงที่ทำให้เป็นห่วง แต่กูขอแค่วันนี้วันเดียวแล้วกัน”





ธันวาเหม่อลอยสลับกับฟุบหลับ ไม่ตั้งใจเรียนเหมือนช่วงหลัง ๆ มานี้จนตฤณชักสงสัย ต่างกับกรองเกียรติที่รู้เรื่องราวคร่าว ๆ จากดีนก่อนแล้วจึงไม่แปลกใจนัก เห็นเพื่อนตนเป็นขนาดนี้แล้วไม่อยากจะคิดว่าคนที่รักมากกว่าอย่างเดือนแรมจะอยู่ในสภาพไหน


“เป็นไรของมึง เสาร์อาทิตย์ติดต่อไม่ได้ วันนี้ก็มาซะเกือบสาย แถมยังนั่งหลับอีก ของขาดเหรอวะ” ตฤณถามขึ้นทันทีที่เลิกเรียนชั่วโมงเช้า


คำว่า ‘ของขาด’ ทำให้ธันวาสะดุดลมหายใจ มันทำให้เขานึกถึงคนที่ทำทุกอย่างให้เพื่อให้เขามีสมาธิในการเรียนมากขึ้น


“ยุ่ง” ธันวาว่าเสียงนิ่งด้วยหน้าตาไม่สบอารมณ์ด้วยเท่าไหร่ก่อนหันไปหากรองเกียรติ “กูไปเก็บของที่ห้องนะ ไม่ต้องรอกินข้าว เจอกันห้องกรอสส์เลย” เพราะเพิ่งกลับมาจากบ้าน สัมภาระส่วนหนึ่งจึงยังติดกับตัวให้เขาใช้เป็นข้ออ้างในการหลบเลี่ยงการเจอหน้าใครบางคนในโรงอาหารได้


“มันเป็นไรของมันวะ” ตฤณถามขึ้นลอย ๆ ขณะมองตามหลังตนที่ชิงเดินออกไปก่อน ขณะที่กรองเกียรติมองด้วยความเป็นห่วงอยู่เงียบ ๆ ไม่แสดงความเห็นใด


‘ลูกมึงอาการหนักว่ะ’


กรองเกียรติพิมพ์ข้อความส่งไปหาดีนขณะเดินไปโรงอาหาร ยังไม่ทันได้อ่านข้อความที่ส่งกลับมาก็ต้องพบกับต้นตอที่ทำให้เพื่อนเขาอาการหนักเสียก่อนตรงทางลงบันได


เดือนแรมชะเง้อมองหาคนที่อยากเจอก่อนเอ่ยปากถามเมื่อไม่เห็นแม้แต่เงา “เพื่อนมึงล่ะ”


“ไอ้ตฤณเดินไปโน่นแล้วไงครับ” ไม่ใช่ไม่รู้ว่ารุ่นพี่หนุ่มถามถึงใครแต่ก็ยังกวนประสาทตามนิสัย พร้อมทั้งยังชี้นิ้วระบุตัวคนที่เดินนำไปก่อนด้วยความหิวอีกด้วย


เดือนแรมตีหน้าขรึมขึ้นจนกรองเกียรติรู้สึกตัวว่ากำลังคุยอยู่กับใครและไม่ควรกวนประสาทอีกฝ่ายไปมากกว่านี้ “ธันวา”


กรองเกียรติหงอลง “ไปเก็บของที่หอครับ”


“มันจะตามไปกินข้าวด้วยใช่ไหม”


“เอ่อ...คงซื้ออะไรขึ้นไปกินเลยครับ” กรองเกียรติตอบออกไปทั้งที่ไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่าเพื่อนจะกินอะไรลง แต่เพราะไม่อยากเห็นเดือนแรมเป็นห่วงไปมากกว่านี้จึงตอบออกไปแบบนั้น


แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล


“ช่วงนี้มันคงไม่อยากให้กูดูแล กูฝากมึงดูแลมันก่อนแล้วกันนะ”


“พี่แม่ง ผม respect ว่ะ อย่าเพิ่งท้อนะพี่”


เดือนแรมยิ้มบาง นอกจากตัวเองก็เห็นจะมีแค่กรองเกียรติที่บอกว่าอย่าเพิ่งท้อ ใครเห็นสภาพเขาตอนนี้มีแต่จะบอกให้เลิกรอไปเสีย แม้เพื่อนจะไม่พูดออกมาตรง ๆ แต่สายตามันฟ้อง



 
ใช้เวลากับอาหารมื้อกลางวันของตัวเองเสร็จแล้ว เพื่อนที่ดีอย่างกรองเกียรติก็ไม่ลืมที่จะโทรหาเพื่อนสนิทเพื่อถามไถ่ เผื่อว่าจะได้ซื้อของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมือไปให้ แต่ปลายสายกลับบอกว่าตอนนี้นั่งรอในห้องกรอสส์แล้วทั้งที่ยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมง


กรองเกียรติรีบรุดหน้าไปหาเพื่อน ปล่อยให้ตฤณใช้เวลาพักให้เต็มที่กับเพื่อนกลุ่มอื่น แต่ก็ยังช้ากว่าใครบางคนอยู่ดี


หนุ่มตี๋ชะงักเท้า หยุดยืนตรงมุมบันไดมองประธานรุ่นชั้นปีที่สามยืนอยู่หน้าห้องเรียนกรอสส์ นัยน์ตาจ้องมองอะไรบางอย่างในห้องนั้นผ่านกระจกใสแผ่นเท่าฝ่ามือด้วยความเป็นห่วงที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ในมือมีนมหนึ่งกล่องกับแซนวิสชิ้นโต


กรองเกียรติถอนหายใจก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปหาแต่เดือนแรมรู้ตัวเสียก่อนจึงเดินสวนออกมา


“ไม่ให้มันเหรอพี่” คนเป็นรุ่นน้องร้องถามในตอนที่เดือนแรมกำลังจะเดินผ่านตนไป “ซื้อมาให้มันไม่ใช่เหรอ”


“ห้ามกินอาหารในห้องกรอสส์ มึงไม่รู้เหรอ”


กรองเกียรติรู้ และเดือนแรมเองก็รู้ว่ามีอีกตั้งหลายวิธีที่สามารถกินอาหารในมือนั่นได้ “เรียกออกมากินหน้าห้องได้นี่พี่”


เดือนแรมส่ายหน้า “ฝากมึงไปให้แล้วกัน” สั่งเสร็จก็ยัดอาหารใส่มือรุ่นน้องแล้วรีบเดินออกมา


กรองเกียรติมองตามด้วยความเป็นห่วง ที่เคยสงสัยว่าคนที่รักมากกว่่าอย่างเดือนแรมจะอาการหนักขนาดไหน ตอนนี้รู้แจ้งแก่ใจแล้ว


หนุ่มตี๋ส่ายหน้า ถอนหายใจให้ความรักของคนทั้งคู่ก่อนก้าวเดินต่อไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูเหมือนเดือนแรมเมื่อครู่ รายนั้นก็ดูจะอาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ นั่งเหม่ออยู่หน้าร่างอาจารย์ใหญ่เพียงลำพัง ไม่รู้ว่าในหัวน้อย ๆ นั่นคิดอะไรอยู่บ้าง แต่คงหนีไม่พ้นเรื่องเก่า ๆ ของคนเก่า ๆ คนเชียร์เดือนแรมอย่างเขาได้แต่หวังว่าธันวาจะคิดเรื่องของคนมาใหม่บ้าง


“ไง ได้กินอะไรรึยัง” กรองเกียรติแวะเข้าไปถามธันวาที่โต๊ะกลุ่ม เห็นอีกฝ่ายอยู่คนเดียวก็ถือวิสาสะหย่อนก้นนั่งเป็นเพื่อนอีกสักหน่อย “อย่าโกหกกูนะ” เขาว่าดักคอไว้ก่อน


“แค่นม”


“ตั้งแต่เช้าด้วยรึเปล่า”


“เมื่อเช้ากินโจ๊กแล้ว” ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่กับลุง กรองเกียรติก็เชื่อว่านมกล่องนั่นคืออาหารมื้อแรกของวันสำหรับธันวา กรองเกียรติกำลังจะเอ่ยเตือนสติเพื่อนแต่ไม่ทันเอ่ยอะไร สมาชิกโต๊ะนี้อีกคนก็เดินเข้ามาเสียก่อน


“หวานมาเร็วจัง”


“เรามีเรื่องจะคุยกับธันวาน่ะ” เธอว่าด้วยท่าทีขลาดเขินแต่ยังไม่ยอมเอ่ยอะไรเป็นสัญญาณว่าคนนอกกลุ่มอย่างกรองเกียรติควรต้องออกไปจากตรงนี้ได้แล้ว


กรองเกียรติตบบ่าเพื่อนรักเบา ๆ ไม่ลืมวางอาหารที่เดือนแรมฝากมาไว้บนกระเป๋าของธันวาก่อนเดินออกมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ยินสิ่งที่เธอพูดกับธันวาอยู่ดี


“เย็นนี้ธันว์ว่างไหม ไปกินข้าวเป็นเพื่อนเราหน่อยนะ”


“อื้อ ไปสิ” ธันวาตอบออกไปโดยแทบไม่ต้องคิด


เธอยิ้มหวาน “ถ้าอย่างนั้น เลิกเรียนแล้วไปกันเลยนะ”


“ครับ”


หลังจากตอบรับออกไปแล้วธันวาก็ได้รับข้อความจากกรองเกียรติ ทว่าเขาเลือกที่จะไม่ตอบกลับไป เพราะคำตอบของคำถามนั้นเขารู้ดีอยู่แก่ใจแล้ว


‘ทำบ้าอะไรวะ’


กรองเกียรติคงคิดว่าถึงแม้นี่จะไม่ใช่เวลาที่เขาจะใช้เวลาช่วงเย็นร่วมกับเดือนแรมไปอีกสักพัก แต่ก็คงไม่คิดว่าเขาจะหลบหน้าด้วยการไปกับคนอื่นแบบนี้


แต่ธันวาตัดสินใจแล้ว ตัดสินใจที่จะถอยห่าง จำเป็นต้องใจร้ายกับเดือนแรมในตอนนี้ แต่อีกไม่นานอีกฝ่ายต้องเข้าใจว่าเขาใจดีมากแล้วที่ไม่ฝืนเดินหน้าต่อ ไม่อยากให้เดือนแรมต้องมาเสียเวลากับคนที่ยังก้าวข้ามความกลัวในอดีตไปไม่ได้อย่างเขา


ไม่คาดคิดเลยว่าในตอนที่อยากเว้นระยะห่างกับคนอื่น กลับมีใครอีกอยากคนเข้ามา


“หวานชอบธันว์นะ คบกับหวานได้ไหม” สมองของธันวาโล่งไปชั่วขณะหนึ่งราวกับอาหารเย็นที่เพิ่งหมดจานไปเมื่อครู่ยังไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะเลี้ยงสมอง จนเมื่อเธอย้ำอีกครั้ง นัยน์ตาที่เหม่อลอยถึงได้มองสบเธอตรง ๆ อย่างมีสติ


“หวานไม่รังเกียจเหรอ ที่เราเคย…”


“เคยคบกับผู้ชายน่ะเหรอ” ธันวาพยักหน้า “ไม่หรอก เราชอบซะอีก ธันว์ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองอ่ะ ความรักก็ควรเป็นแบบนั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”


...ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง


“คบกับหวานนะ”


ทั้งที่รอมาโดยตลอด รอที่จะมีผู้หญิงสักคนเปิดใจให้เขาคนที่เคยมีจุดด่างพร้อยในชีวิต แต่ทำไม...ทำไมเมื่อโอกาสมาถึง เขาถึงยังลังเลที่จะตอบตกลง


ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง...


...ความรักก็ควรเป็นแบบนั้นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ







TBC.
---------------------------------------------------------------------
#แรมเดือนสิบสอง

ด้วยรักและขอบคุณ

ธัญญ์

ออฟไลน์ Malibu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตามนั้นเลยจ้ะ พี่แรมอย่าไปรออีกเลย เสียเวลา

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
การตัดสินใจครั้งนี้ของธัน
คงจะป็นผลให้พี่แรมรอต่อหรือถอนห่าง

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1532
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
เจ็บดีเนอะ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3391
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2

ออฟไลน์ k00_eng^^

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 647
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-2
สงสารแรม

ออฟไลน์ oily06

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สงสารพี่แรมสุดใจ  :o12:
หวังว่าธันจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองในครั้งนี้นะ

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
 สงสารพี่แรมมากจริงๆ

ออฟไลน์ Bambooyamy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 21
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :o12: สงสารพี่แรม ต่างคนต่างไม่พูดเปิดใจกันสักที แงงง

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4
แรมเดือนสิบสอง

แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๒
(๒)








เช้านี้ไม่มีสติกเกอร์รูปหัวใจจากเดือนแรม


จะว่าตื่นเช้ากว่าปกติ ยังไม่ถึงเวลาที่อีกฝ่ายจะส่งมาให้ก็ไม่ใช่ ธันวารอตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งอาจารย์จะเข้าสอนคาบเช้าในอีกห้านาทีข้างหน้านี้แล้วก็ยังไม่เห็นการแจ้งเตือนจากแอคเคาน์ของเดือนแรมเลย


เช้านี้ไม่มีน้ำชาร้อนบนโต๊ะอ่านหนังสือด้วย


ไม่มีของในกล่อง mirror


ไม่เจอเดือนแรมที่โรงอาหารในตอนเช้า


ไม่มีแม้แต่เงาของอีกฝ่ายมายืนรอหน้าห้องเรียน


คงเหลือเพียงแค่ข้อความบนปลอกปากกาเท่านั้นที่ไม่หายไป


ทั้งที่ตั้งใจแล้วว่าจะถอยห่าง ปล่อยเดือนแรมให้เป็นอิสระจากตนก่อนที่จะถลำลึกไปมากกว่านี้ แต่กลับกลายเป็นเขาเสียเองที่มองหาเมื่ออีกฝ่ายหายไป


ถอดใจไปแล้วจริงหรือ


ธันวาฟุบศีรษะลงกับโต๊ะเรียน ปล่อยทิ้งความหนักอึ้งทั้งหลายไปตามแรงโน้มถ่วงทั้งที่อาจารย์เพิ่งเริ่มสอน


คิดถึง…


หลายวันก่อนไม่เจอหน้าแต่แค่รับรู้ถึงตัวตนว่าอยู่ใกล้ ๆ ก็ว่าคิดถึงมากแล้ว แต่เมื่ออีกฝ่ายหายหน้าไปจริง ๆ คล้ายจะออกไปจากชีวิตกันแล้วแบบนี้...เพียงแค่วันเดียว


เพียงแค่วันเดียวก็คิดถึงจวนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว


“เงยหน้าขึ้นมาเรียนก่อน” เสียงกระซิบของกรองเกียรติดังขึ้นใกล้ ๆ ที่แม้จะแผ่วเบาแต่ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกไม่ชอบใจนักที่เขาทำตัวเหลวไหลแบบนี้


ธันวาดันตัวขึ้นอย่างอิดออด “ง่วง”

 
“ไม่บอกกูก็รู้ หน้ามึงฟ้องตั้งแต่ระยะร้อยเมตร” กรองเกียรติพูดทั้งที่ตายังมองสิ่งที่อาจารย์สอน “แต่ช่วยถ่างตาเรียนด้วย”


“วันนี้ไม่มีตัวช่วย”


คราวนี้กรองเกียรติตวัดตามามองเพราะรู้ดีว่าตัวช่วยที่เพื่อนพูดถึงคืออะไร “อย่าทำตัวเหมือนเอาชีวิตไปยึดติดเขา...”


ไม่ได้ยึดติดเสียหน่อย ไม่ได้อยากได้เลยด้วยซ้ำ น้ำชานั่นน่ะ


...แค่ไม่อยากให้พี่แรมหายไปต่างหาก


ธันวาแย้งในใจและอดรู้สึกไม่ได้ว่าเดือนแรมใจร้ายกับเขาอยู่เหมือนกันที่คิดจะมาก็มาคิดจะไปก็ไปไม่บอกกล่าว


“...โดยเฉพาะกับคนที่มึงผลักเขาออกไปจากชีวิตเอง”


จุกดีจริง ๆ


“ก็ถ้าเขาไม่พยายามเข้ามาในชีวิตกู กูจะอยากผลักเขาออกไปรึไงเล่า”


“ก็ถ้าอยากผลักเขาออกไปก็ไม่ต้องมานั่งเสียใจ หน้าที่ของมึงคือเรียนหนังสือและใช้ชีวิตอย่างคนที่ปกติที่สุด”


“...”


“ให้สมกับที่เป็นคนเจ็บน้อยกว่า”


กรองเกียรติพูดถูกที่บอกว่าคนเป็นฝ่ายตัดความสัมพันธ์ไม่ควรมานั่งเสียใจ


แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเจ็บน้อยกว่าเสียหน่อย


แค่เพราะความรู้สึกของเขาเริ่มจากศูนย์ ไม่ได้แปลว่าตอนนี้มันยังน้อยกว่า




ธันวาตั้งใจเรียนได้ทั้งคาบเช้าตลอดสี่ชั่วโมง ถือว่าเกินกว่าที่กรองเกียรติคาดการณ์ไว้ แต่จะมีสติเก็บเกี่ยวเนื้อหาที่อาจารย์สอนได้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่อาจคาดเดาได้


“เที่ยงนี้จะกินข้าวไหมมึงอะ” กรองเกียรติถามธันวาด้วยความเป็นห่วง


“กินดิ หิว” ...อยากเจอหน้าพี่แรม


“นึกว่าจะอยากหนีหน้าใครอีก”


ธันวาไม่ต่อบทสนทนา เลือกที่จะเดินกอดคอตฤณนำหน้าไปก่อนโดยมีสายตาของกรองเกียรติมองตามไปด้วยความเป็นห่วง


แม้จะพากันออกจากห้องเรียนเป็นกลุ่มท้าย ๆ แต่กลุ่มของกรองเกียรติก็ไม่มีปัญหาเรื่องการไม่มีที่นั่งในโรงอาหารเพราะมีเพื่อนร่วมชั้นเป็นสาวสวยกวักมือเรียกให้ไปนั่งร่วมโต๊ะด้วยกันแล้ว


“นั่งด้วยกันนะธันว์ หวานจองเผื่อไว้ให้แล้ว”


อ่า...ไม่ใช่น้ำใจจากความบังเอิญ


กรองเกียรติหันมองหน้าเพื่อนที่ทำให้พวกตนได้รับสิทธิพิเศษไปด้วยอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก ในตอนที่เดินไปซื้ออาหารด้วยกันจึงไม่เสียเวลารีบกระซิบถามให้รู้เรื่องทันที “มึงกับเขานัดกันไว้แล้ว?”


“เปล่า”


“แล้วทำไมต้องจองเผื่อ ทำเหมือนอยากนั่งกินข้าวด้วยกันทั้งที่ปกติก็ไม่”


ธันวาไม่เล่าอะไรต่อ กลายเป็นคนถามที่คิดคำตอบขึ้นมาได้เองจากความสงสัย “หรือว่าที่มึงไปกับเขาเมื่อวาน นี่อย่าบอกนะว่ามึง--”


“พี่แรมไม่ได้มาด้วยเหรอครับ” เสียงหงอย ๆ ของธันวาดังแทรกก่อนที่กรองเกียรติจะพูดจบจึงทำให้เขาเพิ่งได้เห็นว่าอีกฝ่ายหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะของใคร หนุ่มตี๋หันมองตาม ทำความเคารพพอเป็นพิธี ไม่แปลกใจที่ธันวาจะถามอย่างนั้นเพราะรุ่นพี่กลุ่มนี้นั่งกันครบกลุ่มขาดก็แต่เพียงคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาดีที่สุดเท่านั้น อีกทั้งยังรับประทานอาหารใกล้เสร็จกันแล้วด้วย ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนกำลังรอใครคนนั้นตามมาสมทบเลยสักนิด


“อือ” โอ๊คตอบเสียงแข็ง แทบไม่เสียเวลามองหน้ารุ่นน้องร่วมห้องนอนนานเลยด้วยซ้ำ


“แต่พี่เขาได้กินข้าวใช่ไหมครับ” ธันวายังถามต่อ


“ไอ้แรมมันเป็นคนรักตัวเอง แม้ว่าใครจะไม่รักมันก็ตาม”


ธันวายิ้มแห้ง ตอบรับก่อนเดินออกจากตรงนั้น “ครับ”


“มึงกำลังจะกลายเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก” กรองเกียรติว่าด้วยท่าทีขยาด แต่อีกคนกลับทำหน้านิ่ง


“ไว้กูจะเล่าให้ฟัง”


“คืนนี้” กรองเกียรติต่อรอง “ช้าที่สุดเท่าที่กูจะให้มึงแล้ว”


กรองเกียรติทำเป็นไม่สนใจท่าทีสนิทสนมของหวานกับธันวาตลอดมื้ออาหารกลางวันแล้ว แต่ก็ยังต้องมาเจอเหตุการณ์ซ้ำสองในตอนเย็นอีกครั้งเมื่อสาวเจ้าเข้ามาชวนไปเดินเที่ยวเล่นในฝั่งมหาวิทยาลัย


“วันนี้เราว่าจะไปดูตฤณซ้อมบาสอะ ใช่ไหม วันนี้มึงมีซ้อม” ประโยคหลังธันวาหันไปถามตฤณที่กำลังเก็บของ ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบรับทันทีว่าใช่ “หวานไปด้วยกันไหมครับ”


กรองเกียรติถอนหายใจเงียบ ๆ คนเดียว รู้ดีว่าเพื่อนตนไม่ได้พิศวาสอะไรกับการซ้อมบาสเกตบอลของตฤณนัก แต่ที่ไปก็คงเพราะอยากเจอเดือนแรมเสียมากกว่า และที่อยากจับเพื่อนตัวเองมาตีสักสองสามทีก็เพราะเจ้าตัวดันเอ่ยปากชวนหญิงสาวไปด้วยกันเสียนี่


หากเขาเป็นคนมาตามจีบธันวา บอกได้เลยว่าทำกันแบบนี้มันช่างโหดร้ายต่อจิตใจเกินไปแล้ว


“จะดีเหรอวะ” กรองเกียรติคว้าแขนเพื่อนไว้ให้ถอยมาเดินรั้งท้ายด้วยกัน


“หวานก็ไปดูเพื่อนซ้อมเหมือนคนอื่น ๆ นั่นแหละ”


“มึงนี่มัน...” กรองเกียรติยีผมตัวเองเพราะไม่รู้จะพูดอย่างไร


การซ้อมบาสเกตบอลวันแรกมีทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องมานั่งดูให้กำลังใจกันอย่างคับคั่งไม่น้อยไปกว่าในวันคัดตัว ในตอนที่ธันวากับกรองเกียรติไปถึงนักกีฬากำลังวิ่งรอบสนามวอร์มร่างกายกันอยู่ แต่ก็ยังไม่เห็นร่างสูง ๆ ของเดือนแรม เมื่อหาที่นั่งจับจองได้ใกล้ที่พักนักกีฬาที่สุดได้ครู่หนึ่ง หวานกับเพื่อนอีกสองคนก็เดินเข้ามาสมทบ


“มองหาใครเหรอธันว์” ตั้งแต่มาถึงธันวายังไม่หยุดมองซ้ายมองขวา ท่าทางเป็นกังวลจนเธออดสงสัยไม่ได้


“อะ อ้อ แค่อยากรู้ว่ามีเพื่อนรุ่นเรามาเยอะไหมน่ะ”


หวานพยักหน้ารับ


“ตฤณ เดี๋ยวตฤณ” ธันวาเรียกรั้งเพื่อนสนิทเอาไว้พร้อมกับกระโจนเข้าไปหาเมื่ออีกฝ่ายกำลังจะลงสนามไปซ้อมอย่างจริงจังแล้ว


“พวกมึงซ้อมกันโดยไม่มีกัปตันเหรอ”


“ใคร พี่แรมอะนะ” ธันวาพยักหน้า “วันนี้เขาไม่มาหรอก ออกคำสั่งมาทางไลน์กลุ่มแล้ว มึงอยู่ดูกูจนจบนะ”


“เออ แน่นอนอยู่แล้วหน่า”


ตลอดเวลาธันวาแทบไม่ได้จดจ่ออยู่กับเกม แม้ตาจะมองตรงไปข้างหน้าแต่กลับไม่สนใจความเคลื่อนไหวใด ๆ ของคนในสนาม และไม่มีปฏิกิริยาใดกับแต้มคะแนนในแต่ละครั้ง หากหวานไม่ชวนคุยหรือคอยกระตุ้น ธันวาก็แทบไม่รับรู้ความเป็นไปของการซ้อมในครั้งนี้


ความนึกคิดของธันวาจมอยู่กับการคิดถึงเดือนแรม ทั้งเสียใจที่อยู่ ๆ อีกฝ่ายก็หายหน้าไปและเข้าใจว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเขาเองที่ผลักไส และแม้จะรู้สึกผิดแต่ธันวาก็ยังเชื่อว่าตนทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วเพียงแค่ต้องใช้เวลาเยียวยาอีกสักหน่อยเท่านั้น


หวานกับเพื่อนปลีกตัวออกไปก่อนการซ้อมจะจบลง ตฤณเองก็ไปสังสรรค์กันต่อกับเพื่อนร่วมทีมเพื่อสร้างสัมพันธ์ ธันวากับกรองเกียรติจึงได้โอกาสหาร้านสงบเพื่อนั่งคุยกันโดยที่วันนี้ทั้งวันธันวาก็ยังไม่ได้เจอหน้าเดือนแรมเลยแม้แต่เงา


“นานแล้วเหมือนกันเนอะที่เราไม่ได้กินข้าวเย็นด้วยกัน” กรองเกียรติว่าไปเรื่อยระหว่างรออาหาร


ธันวายิ้มเจื่อน ไม่ได้มาด้วยกันนับตั้งแต่ที่เขายอมเปิดโอกาสให้เดือนแรมเข้ามาในชีวิต “มึงน้อยใจกูเหรอ”


“เฮ้ย จะน้อยใจทำไมวะ แค่รำพึงรำพันเฉย ๆ”


“หวานบอกว่าชอบกู เขาขอคบกับกู”


กรองเกียรตินิ่งค้างไปเพราะไม่ทันตั้งตัวกับสิ่งที่ธันวาเล่าออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่ก็รวบรวมสติแล้วถามกลับไปได้โดยเร็ว “แล้วมึงตอบเขาไปว่าไง”


“กูขอเวลา กูยังไม่กล้าตอบ”


“ยังไม่ให้คำตอบแต่ยอมไปไหนมาไหนกับเขา” กรองเกียรติอยากจะยกเท้าขึ้นมาก่ายหน้าผาก ให้ตายเถอะ! ธันวามันซื่อบื้อหรือโง่กันแน่ ป่านนี้คนคงลือกันทั้งคณะแล้วว่าสองคนนี้สานสัมพันธ์กันอยู่


“อือ”


“มึงยังสับสน?”


ธันวาพยักหน้ายอมรับ


กรองเกียรติยีผมตัวเองอย่างหัวเสีย “มึงฟังนะ มึงไม่ควรมานั่งสับสนแล้วเพื่อน ทุกอย่างมันชัดตั้งแต่ที่มึงเปิดโอกาสให้พี่แรมจีบแล้ว”


“แต่กูยังไม่ได้ชอบเขา”


“โว้ย!” กรองเกียรติเผลอสบถเสียงดังจนต้องรีบงับปากตัวเองแล้วหันไปก้มหัวแทนคำขอโทษแก่ผู้คนในร้าน “มีผู้ชายแท้คนไหนบ้างที่ยอมให้ผู้ชายแมน ๆ จีบตัวเอง ผู้ชายสวย ๆ เข้ามาจีบกูยังไม่ยอมเลย กลัวโว้ย แล้วยิ่งเป็นมึงนะ มึงคนที่บอกว่าจะไม่มีแฟนเป็นผู้ชายอีกแล้ว จะคบแต่ผู้หญิงเท่านั้น นั่นเท่ากับว่าไม่มีโอกาสที่มึงจะคบผู้ชายอีก แล้วไอ้การที่มึงยอมให้ผู้ชายจีบแบบรู้เนื้อรู้ตัวเนี่ยมันเรียกว่าอะไรละวะถ้าไม่ใช่เพราะว่าความจริงแล้วมึงเองก็ชอบเขาไปแล้วอะ”


“...”


“มึงอยากอยู่ใกล้เขาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมารู้สึกเอาตอนนี้หรอก”


ธันวาอึ้ง กรองเกียรติมักพูดจาให้สติเขาแบบตรงไปตรงมาและโผงผางแบบนี้เสมอ ไม่มีน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังให้รู้สึกถูกถนอมน้ำใจ ถ้าด่าคำว่าโง่ออกมาได้ก็คงแทนสิ่งที่พูดมาทั้งหมดได้แล้ว เพียงแต่คนพูดเองก็คงกลัวว่าเขาจะยัง ‘โง่’ เกินกว่าจะเข้าใจ


“แต่ถ้าจนถึงตอนนี้เล้วมึงยังยืนยันว่าตัวเองสับสนก็คิดให้ดี ๆ นะ มีผู้หญิงไม่กี่คนหรอกที่เขาไม่สนใจว่าผู้ชายคนหนึ่งจะเคยคบผู้ชายด้วยกันมาก่อน แต่แน่นอนว่าคนในจุดแบบพวกเราต้องมี mindset แบบที่ต่อให้รักยังไง ยอมรับได้แค่ไหนแต่ก็ระวังเรื่องที่ว่าคนที่รักอาจเคยมีเซ็กซ์กับผู้ชายคนอื่นมาก่อนแล้วส่งผลต่อเธอ มึงเข้าใจที่กูสื่อใช่ไหม ถ้ามึงหลุดจากหวานไปแล้วคบพี่แรมหรือผู้ชายคนอื่นอีก มันก็ยากที่จะมีผู้หญิงอย่างหวานเข้ามาในชีวิตมึงอีก นอกจากว่ามึงจะออกจากวงการนี้หรือประเทศนี้ไปมีชีวิตใหม่ที่อื่น”


“...”


“แต่ถ้าเลือกเดินทางนี้แล้ว มึงจะถอยหลังกลับไม่ได้อีกแล้วนะ”


ธันวาซุกหน้ากับฝ่ามือ รู้สึกปวดหัวจนไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว เพราะต่อให้เขาเลือกเดินทางที่มีเดือนแรมรออยู่ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ในเมื่อเดือนแรมออกไปจากชีวิตของเขาแล้ว






“วันนี้เขาไม่มาหรอก”


วันที่สามแล้วที่ธันวาได้ยินประโยคนี้และแทบจะต่อประโยค ‘ออกคำสั่งมาทางไลน์กลุ่มแล้ว’ ได้ในทันที แต่วันนี้ตฤณกลับเสริมให้อีกว่า “คงไม่เข้ามาทั้งสัปดาห์แหละ เห็นพี่แกว่างั้นนะ”


“งี๊พวกมึงก็โดดซ้อมได้ดิ” ธันวาว่าติดตลก


“โดดบ้าอะไรล่ะ ไม่เสี่ยงด้วยหรอก”


“ทำไม ใช่ว่าพี่เขาจะมาดูตอนใกล้เลิกซ้อมนี่” หลายวันที่นั่งดูตฤณซ้อมจนเลิกค่ำมืดแต่ธันวาก็ยังไม่ได้เจอเดือนแรมแม้แต่เงา


“สายเขาเยอะ กูไปวอร์มละ” ตฤณตัดบทพร้อมกับผละไป ไม่ทันสังเกตสีหน้าของเพื่อนที่หงอยลงไป


เดือนแรมคงออกไปจากชีวิตเขาแล้วจริง ๆ หลายวันมานี้แม้แต่โอ๊คที่อยู่ห้องเดียวกันเขาก็แทบไม่ได้เจอ โอ๊คออกจากห้องไปตั้งแต่เช้า กลับเข้ามาก็ดึกดื่น บางวันใกล้เวลาปิดหอแล้วด้วยซ้ำ ช่วงกลางวันก็ไม่เจอที่โรงอาหารหลักของนักศึกษาแพทย์เหมือนอย่างเคย แม้ว่าเขาจะผลัดเวียนไปโรงอาหารอื่น ๆ บ้างแต่ก็ไม่เจอแม้สักคนเดียวในกลุ่มนั้น


อยากเจอ


อยากคุยด้วย


เพียงแค่คิดถึงเรื่องเก่า ๆ ที่เคยเกิดขึ้นระหว่างกันทั้งในที่แห่งนี้และทุก ๆ ที่ที่อยู่ด้วยกันก็รู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกแน่นที่คอ ไม่ทันไรทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พร่าเบลอเพราะน้ำตาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป


ธันวาปาดมันออกด้วยหลังมือก่อนที่มันจะตกลงมาแล้วทำให้คนข้าง ๆ หันมาสนใจเขาแทนที่จะเป็นเกมตรงหน้า


เขาทนดูการซ้อมได้แค่ครู่เดียวเท่านั้นก็บอกลาตฤณขอกลับขึ้นมาบนห้องก่อน รอยยิ้มแรกในรอบหลายวันจึงได้แต้มใบหน้าใสเมื่อเจอนันอยู่ในห้องเพียงคนเดียว


“ช่วงนี้ใกล้สอบบล็อกใหม่เหรอครับ” เพราะไปหาเดือนแรมถึงห้องแต่ก็ไม่เคยได้เจอ ไปหาที่ห้องสมุดหรือห้องอ่านหนังสือก็ไม่เห็น คนที่น่าจะให้คำตอบได้ก็คงมีแต่นันที่เขาหวังให้อีกฝ่ายมีความเป็นกลางหรืออย่างน้อยก็ยังไม่รู้เรื่องเขากับเดือนแรมมากนัก


“ไม่นะ” นันตอบ เห็นสีหน้าไม่สบายใจของรุ่นน้องร่วมห้องแล้วอยากจะถามไถ่ต่อ แต่ก็เกรงว่าจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินกว่าที่ตนจะช่วยเหลือได้ และยิ่งเห็นสีหน้าเจื่อนสนิทก่อนเดินออกไปของอีกฝ่าย เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าตนทำถูกแล้ว


คงหนีไม่พ้นเรื่องของเดือนแรมที่โอ๊คขอไว้




เดือนแรมตั้งใจหลบหน้าเขา


จะเพราะหมดใจ ถอดใจ หรืออะไรก็ตามแต่ ธันวารู้แค่ว่าอีกฝ่ายตั้งใจหลบหน้าตน และนั่นแปลความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากอีกฝ่ายตัดสินใจที่จะออกไปจากชีวิตเขาแล้ว


ธันวาเดินไปมาอยู่ตรงลานกว้างรับลมชั้นเดียวกับห้องอ่านหนังสือ ความคิดมากมายตีรวนในสมองพาให้เหนื่อยล้าจนต้องหาที่นั่งปักหลัก


หากเดือนแรมหลบหน้าเพราะไม่อยากเห็นเขาอยู่ในสายตา มันก็ควรจะเป็นเขาที่ต้องเป็นฝ่ายหายหน้าไปเสียเองเพื่อให้อีกฝ่ายใช้ชีวิตอย่างปกติไม่ต้องลำบากหลบซ่อนให้วุ่นวาย และถ้าหากเดือนแรมหมดใจจริง ๆ การที่เขาจะถอยห่างออกไป ไม่ต้องเห็นหน้าเดือนแรมหรืออยู่ในที่ที่เคยมีกันและกันก็คงจะดีกว่า


ธันวาหวังว่าดีนจะดีใจที่เขานึกถึงในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ และก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เมื่อดีนตอบรับทันทีโดยไม่อิดออดหลังจากได้ยินคำขอของเขา


เย็นวันนั้นธันวาจึงไปปรากฏตัวที่หน้าห้องของดีนพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้า ตำรา และของใช้ส่วนตัวบางส่วน สภาพภายนอกและสีหน้าไม่ต่างจากพวกผู้หญิงที่ออกจากบ้านสามีเพราะทะเลาะกันมาเลยสักนิด เพียงแต่เพื่อนของเขายังไม่มีชื่อสถานะเท่านั้นเอง แต่เพราะอย่างนั้น เพราะยังไม่มีสถานะ และเพราะยังไม่ยอมให้สถานะ ธันวาถึงต้องหอบข้าวของมาอยู่กับเขาชั่วคราว


“มาหากูนี่บอกใครไว้บ้างรึยัง” ดีนถามด้วยท่าทีปกติ ไม่แสดงความกังวลมากให้เพื่อนไม่สบายใจขณะที่ช่วยถือสัมภาระของเพื่อนเข้ามาในห้องตัวเอง


ห้องของเขาเป็นหอพักนอกและกว้างพอสำหรับคนสองคนอยู่ได้อย่างสบาย


“บอกไอ้เก่งแล้ว”


“มันว่าไงล่ะ”


“ก็ดี มันบอกว่าเปลี่ยนที่สักพักเผื่อจะดีขึ้น”


“ธันวา ถ้ามึงอกหักแล้วอยากมาพักใจอยู่กับกู กูโอเคนะ แต่ที่มึงทำเนี่ยคือการหนี รู้ตัวไหม” กรองเกียรติเล่าให้เขาฟังคร่าว ๆ แล้วว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร และคิดว่าที่เพื่อนเห็นดีเห็นงามกับการหนีครั้งนี้ของธันวาคงเพราะจนปัญญาจะช่วยให้อีกฝ่ายดีขึ้นได้แล้วถึงได้ส่งมาหาเขา


“อย่ายืนขี้แยตรงนั้น มานี่มา” ธันวาไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ปากแบะ ดีนแค่แกล้งหยอกเพราะไม่อยากเห็นสีหน้าเศร้าหมองของเพื่อนรัก


“อย่าใจร้ายกับกู” ธันวาว่าเสียงเบาในตอนที่ยอมถูกจับจูงไปนั่งบนโซฟายาวด้วยกัน


“ก็มึงทำตัวน่าตี” ดีนโยกศีรษะเพื่อนไปมาเบา ๆ “จะไปต่อหรือถอยห่างทำไมไม่เปิดใจคุยกันก่อนวะ หนีมาทั้งที่ยังไม่เคลียร์กันมันไม่มีประโยชน์หรอก ต่อให้วันหนึ่งทำใจได้จริงแต่มึงกับเขาไม่มีทางมองหน้ากันติดนะ”


“แล้วจะให้กูทำไงอ่ะ เขาหนีหน้ากูไปก่อนนี่”


“มึงก็เลยหนีบ้าง?”


“ก...กูแค่ช่วยเขาเว้นระยะห่างไง เขาจะได้ไม่ต้องลำบาก” ธันวาปิดท้ายประโยคด้วยยิ้มขื่น


“มึงตามหาเขารึยัง”


“กูพลิกโรง’บาลหาแล้วดีน เขาหายไปเพราะอะไรกูยังไม่รู้เลย” ธันวาเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดีนรู้ในทันทีว่าตนเจอศึกหนักไม่ต่างจากครั้งก่อนเลยสักนิด การหายไปของผู้ชายคนหนึ่งกำลังมีผลกระทบต่อจิตใจของธันวาอีกครั้ง


“ก่อนหน้านี้มึงหลบหน้าเขา กูพูดถูกไหม”


ธันวานิ่งชั่วอึดใจกว่าจะพยักหน้ายอมรับ


“แล้วทำไมถึงตามหาเขา อยากเจอหน้าเขาอีก? มึงมีคำตอบของความสัมพันธ์ให้เขาแล้วเหรอ”


ธันวาเงียบ


“ช่างเถอะ” ดีนเลิกคาดคั้น “แล้วนี่กินอะไรมารึยัง”


“กูแค่อยากเจอเขา” อยู่ดี ๆ ธันวาก็พูดขึ้นมาทำให้ดีนต้องเปลี่ยนใจที่จะลุกขึ้นยืน “ไม่อยากให้เขาหายไป กูคิดถึงพี่แรมว่ะดีน กูคิดถึงเขา” ธันวาซุกหน้ากับฝ่ามือทันทีที่พูดจบ


“คิดถึงเขาในฐานะอะไร”


“ฮึก”


ดีนสูดหายใจเข้าลึกเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นของธันวาหลุดออกมาจากการที่เจ้าตัวพยายามจะกลั้นมันเอาไว้ “มึงยังไม่ชัดเจนในตัวเองเลยธันวา มึงยังไม่รู้เลยว่าถ้ามึงเจอเขามึงจะเคลียร์กับเขายังไง” ...ช่างทำตัวน่าตีจริง ๆ


ใบหน้าใสบิดไปมาในฝ่ามือคล้ายจะเช็ดหลักฐานของความเสียใจก่อนเงยขึ้นมาให้เห็นแค่ขอบตาแดง ๆ “ไม่สำคัญแล้วแหละดีน พี่แรมเขาคงอยากออกไปจากชีวิตกูแล้ว”


“แล้วมึงก็ปล่อยเขาไป”


“อือ”


“กับเพื่อนที่ชื่อหวานล่ะ”


“บอกเขาไปแล้วว่าไม่ได้คิดอะไรด้วย”


“ไม่เสียดายเหรอ” ธันวารอโอกาสที่จะมีผู้หญิงสักคนเข้าใจเขามาตลอด และพบกับความผิดหวังมานับไม่ถ้วน วันหนึ่งมีผู้หญิงดี ๆ คนหนึ่งมาบอกชอบ การที่ธันวาไม่ตอบรับทั้งที่ไม่ได้รู้สึกแย่ด้วยนั่นย่อมชัดเจนอยู่แล้วว่าตนมีใครอีกคนในใจ และดีนเองก็รู้ว่าสิ่งที่ยังขัดขวางไม่ให้ธันวายอมรับมันได้อย่างสนิทใจคืออะไร


ธันวาส่ายหน้าแทนคำตอบ ดูหงอหงอยจนคนเป็นเพื่อนทนมองไม่ไหวต้องดึงเข้ามากอดปลอบ “ไม่ตีกูหน่อยรึไง” เสียงอู้อี้ของอีกฝ่ายทำให้ดีนมีรอยยิ้ม จึงหยอกกลับไปว่าจะตีหากอีกฝ่ายไม่ยอมกินข้าวและเรียนหนังสือ







(มีต่อนะคะ)

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด